ฤดูหนาว รัชศกชิ่งสี่ ปีที่สามสิบห้า
กู้อู๋โยวยืนห่มผ้าคลุมขนสัตว์อยู่หน้าประตูเมือง สองข้างทางมีราษฎรคุกเข่าตลอดแนว พวกเขาต่างก้มหน้าร้องไห้ด้วยความโศกาอาลัยอย่างไม่อาจกลั้น ข้างกายนางมีคนยืนอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นองค์รัชทายาทซึ่งเป็นญาติผู้พี่ องค์หญิงซึ่งเป็นญาติผู้น้อง ครอบครัวของนางและหลี่ชินหย่วน... ด้านหลังยังมีบรรดาขุนนางนับร้อยที่ต่างพากันก้มหน้าเช็ดน้ำตา
นี่เป็นฉากความทุกข์เทวษร่ำไห้ทุกหย่อมหญ้า ไร้ซึ่งความเปรมปรีดิ์
ฉากนี้เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนตอนที่อดีตผู้ดำรงตำแหน่งเว่ยกั๋วกง หรือพ่อสามีของนางเสียชีวิตขณะทำสงคราม
ตอนนั้นกู้อู๋โยวยังอยู่ที่เมืองหลางหยาจึงไม่ได้เห็นภาพนั้นด้วยตนเอง ได้ยินว่าฮ่องเต้พาบรรดาขุนนางมายืนรอบนท้องถนนเพื่อรับตัวแม่ทัพใหญ่กลับจวน ท่ามกลางเสียงร้องร่ำไห้ระงมของบรรดาราษฎร
ดูเหมือนจะเป็นฤดูหนาวด้วยเช่นกัน วันนั้นหิมะตกหนัก ทับถมพื้นดินจนหนา รอยเท้าที่ก้าวย่ำลงบนพื้นหิมะปรากฏเป็นหลุมใหญ่
เดิมกู้อู๋โยวชอบช่วงเวลาที่หิมะตกหนัก นางชอบจูงมือหลี่ชินหย่วนยืนชมหิมะข้างหน้าต่าง อาศัยจังหวะที่เขาเผลอ ยื่นมือออกไปรับละอองหิมะที่ตกลงมาบนฝ่ามือ มองมันค่อยๆ ละลายไปต่อหน้า จากนั้นนางก็ให้เขาช่วยเช็ดมือให้ เขามักมองนางด้วยแววตาเอ็นดูเจือระอา นางชอบเหลือเกิน ชอบทำทีออดอ้อนให้เขาพาขี่หลังไปเก็บดอกเหมยที่สวยที่สุดในสวน
แต่ตอนนี้
ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
แม้ข้างกายมีคนมากมาย แต่ก็ไร้เงาร่างที่คุ้นเคย
แม่ทัพใหญ่สามีของนาง ไม่อาจให้นางขี่หลังไปเก็บดอกเหมยได้อีกแล้ว...
ป๋ายลู่ยืนกางร่มให้นางอยู่ด้านข้าง เมื่อมองดวงหน้าสงบนิ่งดุจสายน้ำของนายหญิงก็คล้ายอยากจะพูดบางอย่าง ป๋ายลู่ขยับริมฝีปากด้วยความลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ท้ายสุดก็ไม่ได้เอ่ย
อันที่จริงคนข้างกายกู้อู๋โยวต่างอยากปลอบประโลมนาง
พวกเขาเป็นห่วงนาง ตั้งแต่ข่าวเรื่องการตายของหลี่ชินหย่วนมาถึง กู้อู๋โยวก็คล้ายจะกลายเป็นใบ้ในชั่วข้ามคืน นางไม่พูดอะไรสักคำ ไม่มีน้ำตาสักหยด แต่ละวันยังคงเข้านอนและตื่นขึ้นมาตามเวลาปกติ ทั้งยังดูแลเรื่องในจวนเหมือนที่ผ่านมา คล้ายว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น มีเพียงร่างกายที่ผ่ายผอมลงทุกวัน ทำให้คนรอบข้างรู้ว่านางหาใช่ไร้ความรู้สึกกับเรื่องที่เกิดขึ้น
พวกเขาอยากให้นางปล่อยโฮออกมาสักตั้ง ร้องไห้ให้สาแก่ใจเสียยังดีกว่าเก็บเรื่องทุกอย่างไว้ในอกเช่นนี้
“มาแล้ว...” ไม่รู้ว่าใครเอ่ยคำนี้ขึ้น
ทุกคนเบือนสายตามองไปยังประตูเมือง ดวงหน้าของกู้อู๋โยวที่เคยสงบราบเรียบมาหลายวัน ในที่สุดก็ฉายแววไหววูบ มือของนางที่ซ่อนอยู่กำหมัดแน่น ดวงหน้าซูบเซียวเสียจนเห็นสันคางชัดเจนวางเฉย รออย่างใจจดใจจ่อ ปากที่ถูกลมหนาวจากหิมะพัดมาปะทะจนมีสีคล้ำเม้มเรียบเป็นเส้นตรง
มีเพียงการทำอย่างนี้เท่านั้นที่สามารถทำให้นางสะกดอารมณ์ของตนไว้ได้
ภาพแรกที่ปรากฏคือธงของแคว้นต้าโจว ตามมาด้วยธงศึกที่ปักอักษรหลี่อีกหลายผืน ธงศึกเหล่านั้นโต้ลมหิมะอันหนาวเหน็บ โบกสะบัดเกิดเป็นเสียงดังพึ่บพั่บน่าสะพรึงกลัว ด้านหลังมีโลงศพสีดำสนิทถูกเคลื่อนตามมาด้วยทหารในกองทัพ
รอบด้านปราศจากสุ้มเสียง แม้แต่กลุ่มคนที่ร้องไห้คร่ำครวญเมื่อครู่ พอได้เห็นโลงศพปรากฏต่อหน้า ก็เงียบเสียงลงในฉับพลัน
กู้อู๋โยวมองไม่เห็นสิ่งอื่นใดอีก ดวงตาสุกใสของนางจ้องมองโลงศพแทบไม่กะพริบ
โลงศพถูกเคลื่อนมาอยู่หน้าประตูเมืองแล้วหยุดลง
ฟู่เสี่ยนพาร่างเต็มไปด้วยหิมะมาตรงหน้ากู้อู๋โยว เขาคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้น บุรุษผู้เคยมีรูปร่างสง่างาม ตอนนี้มีละอองหิมะเกาะอยู่เต็มศีรษะ ดูชราภาพลงไปอีกสิบปี เขาคุกเข่าอยู่ต่อหน้านาง มองนางด้วยดวงตาแดงก่ำ เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าปนสะอื้น “ข้า...” กล่าวตะกุกตะกักว่า “ข้าไม่ได้พาเขากลับมาอย่างปลอดภัย”
กู้อู๋โยวไม่ได้เอ่ยวาจาใดออกมาแม้แต่คำเดียว
ดูเหมือนนางแทบจะไม่ได้ยินคำพูดของฟู่เสี่ยนด้วยซ้ำ สายตาคู่งามยังคงจ้องมองโลงศพ
จู่ๆ นางก็เคลื่อนไหว
“ฮูหยิน...”
“เล่อผิง...”
คนเหล่านั้นไม่รู้ว่านางคิดจะทำอะไร เพียงแต่ตะโกนเรียกนาง กู้อู๋โยวไม่ฟัง เดินตรงไปหยุดอยู่ข้างโลงศพ นางสวมชุดไว้ทุกข์สีขาวซึ่งดูกลืนไปกับบรรยากาศโดยรอบ หิมะก็ยังคงโปรยปรายลงมาไม่หยุด ภายในช่วงเวลาสั้นๆ บนศีรษะนางก็มีละอองหิมะปกคลุมอีกชั้น แม้แต่ขนตางอนยาวคู่นั้นยังมีละอองหิมะสีขาวเกาะอยู่ จึงทำให้ภาพที่ปรากฏด้านหน้าดูพร่าเลือนมากขึ้น
ไม่มีถ้อยคำใดเปล่งออกมา มีเพียงมือที่ยื่นไปลูบโลงศพเบาๆ ค่อยๆ ปัดหิมะที่เกาะอยู่บนโลงออกจนสะอาด
แต่จะสะอาดหมดจดได้อย่างไรกัน
นางลูบหิมะออกจุดไหนก็จะมีหิมะตกลงมาทับตรงจุดนั้นอีกครั้ง ทั้งมือและใบหน้าของนางไร้ความรู้สึกเพราะความหนาว แต่นางก็ยังเช็ดโลงศพซ้ำอย่างไม่รู้ตัว นางเช็ดโลงศพด้วยความอ่อนโยนคล้ายกำลังเช็ดหน้าให้บุคคลอันเป็นที่รัก
“เล่อผิง...” เซียวจิ่งสิงเห็นนางเป็นเช่นนั้นก็แทบทนไม่ไหว จึงถือร่มก้าวไปข้างหน้าช่วยกางร่มบังหิมะให้กู้อู๋โยว ถอนหายใจเบาๆ กล่าวว่า “หยุดเถอะ”
“เสด็จพี่” ในที่สุดกู้อู๋โยวก็เอ่ยออกมา นางไม่ได้พูดอะไรมาเกือบสิบวัน ทำให้เสียงที่เปล่งออกมานั้นช่างเบาและแหบพร่า “เขาเป็นคนรักสะอาด ข้าจะให้เขากลับบ้านทั้งอย่างนี้ไม่ได้ เขาคงไม่ชอบใจแน่”
“เล่อผิง...” เซียวจิ่งสิงมองนางและขยับริมฝีปาก ทว่าไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงแต่ยืนมองนางอยู่อย่างนี้
ผู้คนต่างมองดูหญิงสาวร่างบางยืนอยู่ข้างโลงศพ ค่อยๆ บรรจงเช็ดโลงไม้สีดำทีละนิดทีละน้อยคล้ายกำลังทะนุถนอมของรักของหวง
ไม่มีใครเอ่ยอะไรทั้งนั้น
ลมแรงขึ้นเรื่อยๆ ฟังคล้ายมีใครกำลังคร่ำครวญหวนไห้แทบขาดใจ
ผมยาวสลวยของกู้อู๋โยวพันกันยุ่งเหยิงจากลมที่โหมอย่างต่อเนื่อง แต่นางก็ไม่ได้นึกใส่ใจ ใครคนหนึ่งนำร่มมากางให้โลงไม้นั้น ต่อมาก็มีคนถือร่มมากางให้มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาต่างมีดวงตาแดงก่ำด้วยความโศกเศร้า ไร้คำพูดใดๆ ทุกสายตานิ่งมองกู้อู๋โยวที่กำลังบรรจงเช็ดโลงศพ
ในที่สุดโลงศพก็ถูกเช็ดจนสะอาด
ดวงหน้างามหมดจดของกู้อู๋โยวค่อยปรากฏรอยยิ้มจางๆ นางแนบศีรษะลงบนโลง “แม่ทัพใหญ่... ข้ามารับท่านกลับบ้านแล้ว พวกเรา...” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “กลับบ้านกันเถอะ”
ลมหนาวยังคงโหมกระหน่ำอย่างไม่ปรานี
กู้อู๋โยวถือร่มยืนอยู่ข้างโลงศพ คนอื่นๆ ยังคงคอยอยู่เคียงข้างนาง เหล่าอาณาประชาราษฎร์ทั่วทั้งเมืองมานั่งรออยู่สองข้างทางอย่างเนืองแน่นเพื่อรอรับแม่ทัพใหญ่ของพวกเขากลับบ้านด้วยกัน
พิธีงานศพของหลี่ชินหย่วนจัดอย่างเรียบง่าย
ในระหว่างการจัดงานศพ ทุกคนต่างกังวลว่ากู้อู๋โยวจะเป็นอะไรไป แต่ท้ายที่สุดนางยังควบคุมสติ อารมณ์ไว้ได้อย่างสุขุม สงบนิ่ง ไม่คร่ำครวญหวนไห้แต่อย่างใด
กู้อู๋โยวทำหน้าที่ต้อนรับแขกอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ซ่อนความอ่อนแอ ความทุกข์ใจไว้อย่างมิดเม้น
หลังจากพิธีสิ้นสุด ฟู่เสี่ยนซึ่งสวมชุดไว้ทุกข์ก็มาคุกเข่าต่อหน้ากู้อู๋โยว
“เขาตายอย่างไร?” กู้อู๋โยวหลุบตาลงมองฟู่เสี่ยนด้วยสีหน้าราบเรียบ
“เขา... เขาบาดเจ็บหนักตั้งแต่อยู่ที่ประตูเยี่ยนเหมินแล้ว ภายหลังพวกเราถูกลอบโจมตี เขา... เขาช่วยปกป้องข้าจนถูกธนูยิงทะลุกลางอก” ฟู่เสี่ยนกล่าวพลางก้มหน้า แต่ไม่อาจซ่อนดวงตาแดงก่ำและดวงหน้าที่ซีดเผือดไว้ได้ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่า ไหล่ที่เคยตั้งตรงสง่า เวลานี้กลับตกลู่ลง ไม่อาจฝืนวางมาดนักรบได้อีกต่อไป “หากไม่ใช่เพราะข้า เขา... เขาก็คงไม่ตาย”
“เขาเคยเล่าให้ฟังว่า...” กู้อู๋โยวเอ่ยในสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้อง “เจ้าสองคนโตมาด้วยกัน ตอนเด็กเจ้าปกป้องเขาไว้มาก ดังนั้นหากเขาจะปกป้องเจ้าจนตัวตายบ้าง ข้าก็ไม่โทษเจ้า”
“พี่สะใภ้...”
กู้อู๋โยวยกมือปรามไม่ให้เขาเก็บความรู้สึกผิดเหล่านั้นไว้ เพียงถามว่า “เขาได้ฝากบอกอะไรถึงข้าหรือไม่?”
“ตอนที่ข้าไปถึงข้างกาย เขาก็สิ้นใจแล้ว ในมือยังกำเซียงหนาง*ใบหนึ่งไว้แน่น...” ฟู่เสี่ยนใช้มืออันสั่นเทาหยิบเซียงหนางที่เปื้อนคราบเลือดออกมาจากอก ส่งให้นาง
กู้อู๋โยวมองเซียงหนางใบนั้น พลันแววตาก็เกิดแววไหววูบเล็กน้อย มือซึ่งวางอยู่บนโต๊ะสั่นนิดๆ
ครู่หนึ่งนางถึงยื่นมือออกไปรับ
นี่เป็นเซียงหนางที่นางมอบให้หลี่ชินหย่วนในปีที่ทั้งสองแต่งงานกัน นางไม่มีฝีมือด้านเย็บปักถักร้อยเช่นสตรีอื่นแต่กลับคิดอยากจะเปลี่ยนเซียงหนางใบใหม่ให้เขา จึงพากเพียรเย็บมันขึ้นมาเพื่อมอบให้ ทั้งยังกำชับให้เขาเก็บไว้ในที่ลับตา ทว่า... เขากลับหน้าหนา แขวนเซียงหนางของนางไว้กับเอวตลอด
รอยเลือดบนเซียงหนางแห้งสนิทแล้ว นางกำมันไว้แน่น จินตนาการไปถึงภาพบุรุษผู้นั้นที่กำเซียงหนางไว้ในมือก่อนสิ้นใจ
อันที่จริงแม้เขาไม่ได้ฝากคำพูดใดถึงนาง กู้อู๋โยวก็พอจะคาดเดาได้ ต่อให้ตายเขาก็จะตระเตรียมทุกอย่างไว้ให้นางพร้อมสรรพ ไม่ให้นางต้องได้รับความลำบากใจแม้แต่น้อย คนอย่างเขาไม่ว่าจะอยู่หรือจากไป ก็จะปูทางสร้างทางหนีทีไล่ให้นางไว้เสมอ
ลมหิมะด้านนอกพัดกระหน่ำจนเกิดเสียงหวีดหวิวไม่ขาดสาย แต่บรรยากาศในห้องกลับดูเงียบสงัดกว่าปกติ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน กู้อู๋โยวเอ่ยขึ้นว่า “เจ้ากลับไปเถอะ”
ฟู่เสี่ยนยังคงเป็นห่วงนาง หญิงสาวตรงหน้าไม่ร้องไห้… ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว คนนอกอย่างเขาไม่สมควรจะอยู่ที่นี่นาน จึงตอบไปว่า “ข้าจะให้ป๋ายลู่เข้ามาข้างในก็แล้วกัน”
กล่าวจบก็ออกไปตามหาป๋ายลู่ แต่ยังไม่ทันหาตัวคนพบกลับได้เจอกับจ้าวเฉิงโย่วและภรรยา
สองสามีภรรยากางร่มเดินตรงมายังที่ที่เขายืนอยู่ ฟู่เสี่ยนกับจ้าวเฉิงโย่วสบตากันโดยไม่มีใครเอ่ยปากก่อน เขานึกเกลียดจ้าวเฉิงโย่วมานาน แต่ด้วยภรรยาของจ้าวเฉิงโย่วเป็นญาติผู้น้องของกู้อู๋โยว เขาจึงไม่มีสิทธิ์ไปห้ามไม่ให้คนทั้งสองมาเยี่ยมนาง ทำได้เพียงมองสองสามีภรรยาเมื่อเดินสวนกัน
ฟู่เสี่ยนเม้มริมฝีปาก ออกตามหาป๋ายลู่
จ้าวเฉิงโย่วเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องที่ปิดสนิท กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาไม่เหมือนน้ำเสียงที่สามีพึงเอ่ยกับภรรยาว่า “เจ้ารออยู่ข้างนอก”
หวังจาวผู้เป็นภรรยาได้ยินเช่นนั้นก็กำหมัดจิกเล็บลงบนฝ่ามือ นัยน์ตาปรากฏแววริษยาและโทสะ นางพยายามควบคุมน้ำเสียง สะกดความโมโหเหล่านั้นไว้ในใจ ตอบกลับไปว่า “กู้อู๋โยวเกลียดท่านจะแย่ นางไม่มีใจให้ท่านมานานแล้ว ต่อให้ไม่มีหลี่ชินหย่วน นางก็ไม่มีทางหวนกลับมาหาท่านหรอก”
จ้าวเฉิงโย่วได้ยินเช่นนั้นก็หันขวับกลับมาทันที ดวงหน้าที่ดูอ่อนโยนผุดผ่องดั่งหยกชั้นดีแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ไฟโทสะปรากฏในดวงตา “เจ้ายังอยากเป็นจ้าวฮูหยินอยู่หรือไม่? ถ้าอยากก็หุบปากเดี๋ยวนี้!”
กล่าวจบเขาก็เดินเข้าไปในห้อง โดยไม่ได้สนใจสีหน้าแววตาของผู้เป็นภรรยาอีก
หวังจาวเห็นกับตาว่าชั่วขณะที่จ้าวเฉิงโย่วหันหลังให้ตน สีหน้าเกรี้ยวกราดพลันแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน เป็นความอ่อนโยนที่เกิดขึ้นจากน้ำใสใจจริง ต่างจากท่าทีที่เขาเสแสร้งแสดงออกมาในเวลาปกติ
นางยกมือทาบอก ดวงตาแดงก่ำจ้องมองท่าทางกระตือรือร้นของสามีที่กำลังเดินเข้าไปหาสตรีอีกนางในห้อง
คนที่ตนต้องเรียกว่าพี่สาว
หวังจาวถึงกับจินตนาการได้ว่าอีกครู่หลังจากจ้าวเฉิงโย่วสนทนาเสร็จ กู้อู๋โยวจะมองตนเช่นไร
กู้อู๋โยวคงนึกภูมิใจว่าบุรุษที่หวังจาวเคยพากเพียรทุ่มเทเวลาหลายปีแย่งเขามาจากข้างกายนาง กลับดิ้นรนจะย้อนไปสานสัมพันธ์กับนางให้จงได้
ช่างน่าขันเสียจริง
แม้จ้าวเฉิงโย่วพยายามเปิดประตูบานเก่าอย่างเบามือเพียงใด ก็ยังมีเสียงเอี๊ยดของประตูดังขึ้นอยู่ดี
เขาปิดประตูด้วยความระมัดระวังด้วยเกรงว่าจะรบกวนคนในห้อง กลัวว่าลมภายนอกจะทำให้กู้อู๋โยวหนาวสะท้าน เมื่อปิดประตูสนิท ภายในห้องไม่เหลือไอแห่งความหนาว เขาก็เอ่ยปากเรียกนางด้วยเสียงที่ทั้งเบาและอ่อนโยนว่า “หมานหมาน”
ในใจจ้าวเฉิงโย่วรู้สึกตื่นเต้น สีหน้าจึงปรากฏรอยยิ้มจางๆ อย่างไม่อาจเก็บซ่อน
เขาดีใจเหลือเกินที่มีโอกาสได้เข้าใกล้นางในระยะใกล้อีกครั้ง หัวใจเขาเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ ค่อยก้าวเข้าใกล้นางเรื่อยๆ มองนางยืนกอดป้ายวิญญาณของหลี่ชินหย่วนอยู่ข้างหน้าต่าง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็ยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ข้างนอกลมหิมะแรงมาก ไยเจ้ายังยืนอยู่ที่นี่เล่า?”
“เจ้ามาแล้ว?”
กู้อู๋โยวคาดเดาออกตั้งแต่แรกแล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องปรากฏกายที่นี่ แต่นางก็ไม่ได้หันไปมอง เพียงแต่รอ จนเมื่อเขาเดินเข้ามาจะปิดหน้าต่าง นางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เปิดไว้เถิด ข้าอยากดูหิมะ”
จ้าวเฉิงโย่วชะงักมือ ยอมทำตามที่นางบอกโดยดี เขาดึงมือกลับและยืนอยู่ข้างกายนาง แววตาที่เหลือบมองดวงหน้างดงามนั้นคล้ายตกอยู่ในภวังค์
ผ่านไปหลายปี รูปลักษณ์ของพวกเขาต่างก็เปลี่ยนไปตามอายุที่มากขึ้น
มีเพียงกู้อู๋โยวเท่านั้นที่ยังคงเหมือนเดิมทุกประการ
ราวกับกาลเวลาให้อภิสิทธิ์นางเป็นพิเศษ ดวงหน้าไร้ริ้วรอย ยิ่งพินิจมองยิ่งรู้สึกว่ากู้อู๋โยวมีเสน่ห์กว่าเมื่อตอนที่นางจากเขามา
“ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนตอนหิมะตก เจ้าชอบอยู่ในอ้อมกอดข้า บอกให้ข้ายกตั่งมาวางไว้ข้างหน้าต่าง คอยกอดช่วงที่เจ้าชมหิมะด้านนอก...” คงเป็นเพราะได้ย้อนนึกถึงอดีต จ้าวเฉิงโย่วคล้ายตกอยู่ในห้วงแห่งความทรงจำเมื่อครั้งทั้งสองยังรักกันหวานชื่น เขาเผลอยิ้มด้วยความสุขใจ เอ่ยว่า “หมานหมาน ข้าพาเจ้ากลับบ้านดีหรือไม่?”
“บ้าน?” กู้อู๋โยวก้มหน้ามองป้ายวิญญาณในมือ ไล้ปลายนิ้วลูบบนชื่อสามี ยิ้มจางๆ “ข้าไม่มีบ้านอีกแล้ว”
จ้าวเฉิงโย่วไม่ชอบกิริยานี้ของกู้อู๋โยวเป็นที่สุด ตอนนั้นที่อยู่หน้าประตูเมือง เขาแทบอยากเข้าไปดึงตัวนางออกห่างจากโลงศพโดยไม่สนใจสิ่งใด เพียงแต่วันนั้นมีผู้คนมากมายคอยจับตามองอยู่ เขายังต้องระมัดระวังตัว
แต่วันนี้... ไม่จำเป็นต้องกังวลอีกต่อไป
เขาวางสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “เจ้าจะไม่มีบ้านได้อย่างไร? ข้ายังมีชีวิตอยู่!”
เมื่อรู้ว่าตนเริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป จ้าวเฉิงโย่วก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสะกดความริษยาและเคียดแค้นไว้ในใจ กลับมาเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอีกครั้งว่า “หมานหมาน ข้ารู้ว่าเมื่อก่อนข้าทำผิดไป ให้โอกาสข้าอีกสักครั้ง เรามาเริ่มต้นกันใหม่ดีหรือไม่? เจ้าไม่ต้องไปสนใจสายตาของคนอื่น ไม่ต้องไปสนใจว่าพวกเขาจะพูดเช่นไร ข้าจะดูแล ทะนุถนอมเจ้าอย่างดี จะรักเจ้าไปทั้งชีวิต” จ้าวเฉิงโย่วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้นเรื่อยๆ มือหนาใหญ่เยี่ยงชายชาตรีวางลงบนศีรษะนางอย่างทะนุถนอมคล้ายกำลังสัมผัสสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง “เจ้าอยากให้ข้าทำดีกับเจ้ามาตลอดไม่ใช่รึ? ต่อไปข้าจะไม่รักใครทั้งนั้น จะรักแต่เจ้าเพียงคนเดียว ไม่ว่าเจ้าอยากได้อะไร ข้าก็จะหาให้เจ้าทุกอย่าง”
กู้อู๋โยวมองจ้าวเฉิงโย่ว ส่ายหน้าช้าๆ เอ่ยว่า “สายไปเสียแล้ว”
นางเห็นแววตาจ้าวเฉิงโย่วเปลี่ยนไป เขากำลังจะบันดาลโทสะอีกครั้ง แต่นางกลับไม่กลัวทั้งยังแย้มยิ้มตอบว่า “เจ้าก็เป็นเช่นนี้ พอเจอเรื่องที่สายเกินแก้ก็ชอบมานึกเสียใจภายหลัง”
จ้าวเฉิงโย่วสีหน้าเปลี่ยน อยากเถียงแต่ไม่อาจเถียงด้วยคำใดได้
กู้อู๋โยวคล้ายไม่สนใจว่าจ้าวเฉิงโย่วคิดอะไรอยู่ นางเอาแต่มองดอกเหมยนอกหน้าต่าง “ก่อนที่หลี่ชิงหย่วนจะไป ยังสัญญาว่าฤดูหนาวของทุกปีเขาจะให้ข้าขี่หลังพาไปเก็บดอกเหมย ต่อให้แก่จนแบกข้าไม่ไหวเขาก็จะจูงมือข้าไปเก็บดอกเหมยด้วยกัน”
นางแย้มยิ้มเล็กน้อย
กู้อู๋โยวมองละอองหิมะซึ่งเกาะอยู่บนบ่าแล้วมองเลยไปยังป้ายวิญญาณที่มีหิมะเกาะอยู่บางๆ ไม่รู้ว่านางนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงแย้มยิ้มคล้ายตกอยู่ในภวังค์ พึมพำว่า “ถ้าหิมะเกาะเต็มหัวก็ถือว่าแก่แล้ว”
“เจ้าชอบหลี่ชินหย่วนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” เสียงของจ้าวเฉิงโย่วซึ่งดังมาจากด้านหลังคล้ายพูดลอดผ่านไรฟัน
กู้อู๋โยวเพียงหัวเราะเบาๆ นึกถึงครั้งแรกที่พบกัน คล้ายว่าตนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าหลี่ชินหย่วน เห็นดวงตาคู่นั้นของเขาที่มองนางคล้ายจะสื่อสารว่า ‘เมื่อก่อนเจ้าก็เป็นเช่นนี้ แม้ถูกผู้ชายรังแกก็ไม่ร้องสักแอะ’ นางจึงตอบจ้าวเฉิงโย่วด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตาว่า
“ใช่ ข้าชอบเขาเหลือเกิน ชอบเหลือเกิน...”
นางไม่อาจทนได้อีกต่อไป น้ำตาเม็ดโตร่วงหล่นลงบนใบหน้า ก่อนนางจะเอ่ยด้วยเสียงปนสะอื้นว่า
“ชอบเขาเหลือเกิน”
“กู้อู๋โยว! ข้าไม่อนุญาต...” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของจ้าวเฉิงโย่วดังก้องสะท้อนในห้อง เขายังไม่ทันได้เอ่ยจนจบก็พบว่าสตรีตรงหน้าซึ่งยืนตั้งกายตรงเมื่อครู่ จู่ๆ ก็ล้มหงาย เขาตกตะลึงรีบคว้าร่างนางไว้ในอ้อมกอดได้ทัน “เจ้าเป็นอะไร?” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย
เมื่อพูดจบเขาก็เห็นว่าที่มุมปากของกู้อู๋โยวปรากฏรอยเลือด จ้าวเฉิงโย่วเบิกตาโพลง คล้ายเดาอะไรบางอย่างได้ ริมฝีปากจึงสั่นระริก “เจ้า...” นัยน์ตาเขาแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโทสะหรือเพราะกำลังร้องไห้ ได้แต่ยื่นมืออันสั่นเทาไปเช็ดมุมปากให้นาง แต่ไม่ว่าจะเช็ดอย่างไรก็ไม่อาจเช็ดโลหิตนั้นได้หมด
จ้าวเฉิงโย่วเหมือนคนบ้าที่ทั้งเช็ดเลือดให้นาง ทั้งตะโกนสั่งด้วยความโมโหว่า “ไปตามหมอ ไปตามหมอมาเดี๋ยวนี้!”
เมื่อประตูเปิดออก หวังจาวก็เดินเข้ามาข้างใน นางตกตะลึง นิ่งมองภาพตรงหน้า จากนั้นก็มีเสียงกรีดร้องของป๋ายลู่ “ฮูหยิน เป็นอะไรไปเจ้าคะ!”
จ้าวเฉิงโย่วกอดร่างกู้อู๋โยวไว้ด้วยสองตาแดงก่ำ พร่ำเอ่ยไม่หยุด “เจ้าอย่าตายนะ... หมานหมาน อย่าตายนะ อย่าจากข้าไปนะ ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าตาย!”
กู้อู๋โยวไม่สนใจเสียงเรียกของใครอีก นางเพียงแต่กอดป้ายวิญญาณไว้แนบอก สติสัมปชัญญะเหลือน้อยลงทุกที ขณะที่ยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือก็คล้ายว่าเห็นร่างของหลี่ชินหย่วนยืนอยู่ต่อหน้านางด้วยสีหน้าทั้งเหนื่อยใจทั้งระอา
จู่ๆ นางก็ยิ้มออก นางยื่นมือไปหาร่างนั้นและเอ่ยว่า “แม่ทัพใหญ่ พาข้ากลับบ้านเถอะ”