ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

หอบรัก หวนคืน 回到夫君少年时

ผู้แต่ง 回到夫君少年时 Song Jia Tao Hua
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป

สำหรับ 'กู้อู๋โยว' แม่ทัพใหญ่เป็นทั้งสามีและโคมไฟส่องสว่างให้ชีวิตนาง เขาทั้งมั่นคง กล้าหาญ เงียบขรึม เป็นพลังใจหนึ่งเดียวให้นางมีแรงก้าวเดินต่อ แต่... เขากลับสิ้นใจกลางสนามรบ นางตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเพื่อร่วมเดินทางสู่ปรโลกเป็นเพื่อนเขา มิคาดว่าจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของตนในวัยสิบห้า อยู่ในช่วงเวลาที่ทุกอย่างไม่สายเกินแก้ สิ่งแรกที่นางทำคือตามหาเขา... ท่านแม่ทัพใหญ่ แต่ช้าก่อน! หนุ่มเสเพลวัยสิบเจ็ดที่นางพบนั่นคืออะไรกัน ปากคาบหญ้า ตากรุ้มกริ่ม ทำตัวไม่เอาไหนซ้ำยังหนีเรียน สวรรค์... เอาแม่ทัพใหญ่ของข้าคืนมา!

บทนำ

เมื่อสามีที่เป็นแม่ทัพใหญ่ออกศึกตายในสนามรบ
นางจึงจบชีวิตตัวเองตามเขา
แต่... วิญญาณนางหวนกลับมาเข้าร่างตัวเองตอนอายุสิบห้า
ภารกิจ ตามหาสามี จึงเริ่มต้นขึ้น

สารบัญ

          ฤดูหนาว รัชศกชิ่งสี่ ปีที่สามสิบห้า

          กู้อู๋โยวยืนห่มผ้าคลุมขนสัตว์อยู่หน้าประตูเมือง สองข้างทางมีราษฎรคุกเข่าตลอดแนว พวกเขาต่างก้มหน้าร้องไห้ด้วยความโศกาอาลัยอย่างไม่อาจกลั้น ข้างกายนางมีคนยืนอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นองค์รัชทายาทซึ่งเป็นญาติผู้พี่ องค์หญิงซึ่งเป็นญาติผู้น้อง ครอบครัวของนางและหลี่ชินหย่วน... ด้านหลังยังมีบรรดาขุนนางนับร้อยที่ต่างพากันก้มหน้าเช็ดน้ำตา

          นี่เป็นฉากความทุกข์เทวษร่ำไห้ทุกหย่อมหญ้า ไร้ซึ่งความเปรมปรีดิ์

          ฉากนี้เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนตอนที่อดีตผู้ดำรงตำแหน่งเว่ยกั๋วกง หรือพ่อสามีของนางเสียชีวิตขณะทำสงคราม

          ตอนนั้นกู้อู๋โยวยังอยู่ที่เมืองหลางหยาจึงไม่ได้เห็นภาพนั้นด้วยตนเอง ได้ยินว่าฮ่องเต้พาบรรดาขุนนางมายืนรอบนท้องถนนเพื่อรับตัวแม่ทัพใหญ่กลับจวน ท่ามกลางเสียงร้องร่ำไห้ระงมของบรรดาราษฎร

          ดูเหมือนจะเป็นฤดูหนาวด้วยเช่นกัน วันนั้นหิมะตกหนัก ทับถมพื้นดินจนหนา รอยเท้าที่ก้าวย่ำลงบนพื้นหิมะปรากฏเป็นหลุมใหญ่

          เดิมกู้อู๋โยวชอบช่วงเวลาที่หิมะตกหนัก นางชอบจูงมือหลี่ชินหย่วนยืนชมหิมะข้างหน้าต่าง อาศัยจังหวะที่เขาเผลอ ยื่นมือออกไปรับละอองหิมะที่ตกลงมาบนฝ่ามือ มองมันค่อยๆ ละลายไปต่อหน้า จากนั้นนางก็ให้เขาช่วยเช็ดมือให้ เขามักมองนางด้วยแววตาเอ็นดูเจือระอา นางชอบเหลือเกิน ชอบทำทีออดอ้อนให้เขาพาขี่หลังไปเก็บดอกเหมยที่สวยที่สุดในสวน

          แต่ตอนนี้

          ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว

          แม้ข้างกายมีคนมากมาย แต่ก็ไร้เงาร่างที่คุ้นเคย

          แม่ทัพใหญ่สามีของนาง ไม่อาจให้นางขี่หลังไปเก็บดอกเหมยได้อีกแล้ว...

          ป๋ายลู่ยืนกางร่มให้นางอยู่ด้านข้าง เมื่อมองดวงหน้าสงบนิ่งดุจสายน้ำของนายหญิงก็คล้ายอยากจะพูดบางอย่าง ป๋ายลู่ขยับริมฝีปากด้วยความลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ท้ายสุดก็ไม่ได้เอ่ย

          อันที่จริงคนข้างกายกู้อู๋โยวต่างอยากปลอบประโลมนาง

          พวกเขาเป็นห่วงนาง ตั้งแต่ข่าวเรื่องการตายของหลี่ชินหย่วนมาถึง กู้อู๋โยวก็คล้ายจะกลายเป็นใบ้ในชั่วข้ามคืน นางไม่พูดอะไรสักคำ ไม่มีน้ำตาสักหยด แต่ละวันยังคงเข้านอนและตื่นขึ้นมาตามเวลาปกติ ทั้งยังดูแลเรื่องในจวนเหมือนที่ผ่านมา คล้ายว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น มีเพียงร่างกายที่ผ่ายผอมลงทุกวัน ทำให้คนรอบข้างรู้ว่านางหาใช่ไร้ความรู้สึกกับเรื่องที่เกิดขึ้น

          พวกเขาอยากให้นางปล่อยโฮออกมาสักตั้ง ร้องไห้ให้สาแก่ใจเสียยังดีกว่าเก็บเรื่องทุกอย่างไว้ในอกเช่นนี้

          “มาแล้ว...” ไม่รู้ว่าใครเอ่ยคำนี้ขึ้น

          ทุกคนเบือนสายตามองไปยังประตูเมือง ดวงหน้าของกู้อู๋โยวที่เคยสงบราบเรียบมาหลายวัน ในที่สุดก็ฉายแววไหววูบ มือของนางที่ซ่อนอยู่กำหมัดแน่น ดวงหน้าซูบเซียวเสียจนเห็นสันคางชัดเจนวางเฉย รออย่างใจจดใจจ่อ ปากที่ถูกลมหนาวจากหิมะพัดมาปะทะจนมีสีคล้ำเม้มเรียบเป็นเส้นตรง

          มีเพียงการทำอย่างนี้เท่านั้นที่สามารถทำให้นางสะกดอารมณ์ของตนไว้ได้

          ภาพแรกที่ปรากฏคือธงของแคว้นต้าโจว ตามมาด้วยธงศึกที่ปักอักษรหลี่อีกหลายผืน ธงศึกเหล่านั้นโต้ลมหิมะอันหนาวเหน็บ โบกสะบัดเกิดเป็นเสียงดังพึ่บพั่บน่าสะพรึงกลัว ด้านหลังมีโลงศพสีดำสนิทถูกเคลื่อนตามมาด้วยทหารในกองทัพ

          รอบด้านปราศจากสุ้มเสียง แม้แต่กลุ่มคนที่ร้องไห้คร่ำครวญเมื่อครู่ พอได้เห็นโลงศพปรากฏต่อหน้า ก็เงียบเสียงลงในฉับพลัน

          กู้อู๋โยวมองไม่เห็นสิ่งอื่นใดอีก ดวงตาสุกใสของนางจ้องมองโลงศพแทบไม่กะพริบ

          โลงศพถูกเคลื่อนมาอยู่หน้าประตูเมืองแล้วหยุดลง

          ฟู่เสี่ยนพาร่างเต็มไปด้วยหิมะมาตรงหน้ากู้อู๋โยว เขาคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้น บุรุษผู้เคยมีรูปร่างสง่างาม ตอนนี้มีละอองหิมะเกาะอยู่เต็มศีรษะ ดูชราภาพลงไปอีกสิบปี เขาคุกเข่าอยู่ต่อหน้านาง มองนางด้วยดวงตาแดงก่ำ เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าปนสะอื้น “ข้า...” กล่าวตะกุกตะกักว่า “ข้าไม่ได้พาเขากลับมาอย่างปลอดภัย”

          กู้อู๋โยวไม่ได้เอ่ยวาจาใดออกมาแม้แต่คำเดียว

          ดูเหมือนนางแทบจะไม่ได้ยินคำพูดของฟู่เสี่ยนด้วยซ้ำ สายตาคู่งามยังคงจ้องมองโลงศพ

          จู่ๆ นางก็เคลื่อนไหว

          “ฮูหยิน...”

          “เล่อผิง...”

          คนเหล่านั้นไม่รู้ว่านางคิดจะทำอะไร เพียงแต่ตะโกนเรียกนาง กู้อู๋โยวไม่ฟัง เดินตรงไปหยุดอยู่ข้างโลงศพ นางสวมชุดไว้ทุกข์สีขาวซึ่งดูกลืนไปกับบรรยากาศโดยรอบ หิมะก็ยังคงโปรยปรายลงมาไม่หยุด ภายในช่วงเวลาสั้นๆ บนศีรษะนางก็มีละอองหิมะปกคลุมอีกชั้น แม้แต่ขนตางอนยาวคู่นั้นยังมีละอองหิมะสีขาวเกาะอยู่ จึงทำให้ภาพที่ปรากฏด้านหน้าดูพร่าเลือนมากขึ้น

          ไม่มีถ้อยคำใดเปล่งออกมา มีเพียงมือที่ยื่นไปลูบโลงศพเบาๆ ค่อยๆ ปัดหิมะที่เกาะอยู่บนโลงออกจนสะอาด

          แต่จะสะอาดหมดจดได้อย่างไรกัน

          นางลูบหิมะออกจุดไหนก็จะมีหิมะตกลงมาทับตรงจุดนั้นอีกครั้ง ทั้งมือและใบหน้าของนางไร้ความรู้สึกเพราะความหนาว แต่นางก็ยังเช็ดโลงศพซ้ำอย่างไม่รู้ตัว นางเช็ดโลงศพด้วยความอ่อนโยนคล้ายกำลังเช็ดหน้าให้บุคคลอันเป็นที่รัก

          “เล่อผิง...” เซียวจิ่งสิงเห็นนางเป็นเช่นนั้นก็แทบทนไม่ไหว จึงถือร่มก้าวไปข้างหน้าช่วยกางร่มบังหิมะให้กู้อู๋โยว ถอนหายใจเบาๆ กล่าวว่า “หยุดเถอะ”

          “เสด็จพี่” ในที่สุดกู้อู๋โยวก็เอ่ยออกมา นางไม่ได้พูดอะไรมาเกือบสิบวัน ทำให้เสียงที่เปล่งออกมานั้นช่างเบาและแหบพร่า “เขาเป็นคนรักสะอาด ข้าจะให้เขากลับบ้านทั้งอย่างนี้ไม่ได้ เขาคงไม่ชอบใจแน่”

          “เล่อผิง...” เซียวจิ่งสิงมองนางและขยับริมฝีปาก ทว่าไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงแต่ยืนมองนางอยู่อย่างนี้

          ผู้คนต่างมองดูหญิงสาวร่างบางยืนอยู่ข้างโลงศพ ค่อยๆ บรรจงเช็ดโลงไม้สีดำทีละนิดทีละน้อยคล้ายกำลังทะนุถนอมของรักของหวง

          ไม่มีใครเอ่ยอะไรทั้งนั้น

          ลมแรงขึ้นเรื่อยๆ ฟังคล้ายมีใครกำลังคร่ำครวญหวนไห้แทบขาดใจ

          ผมยาวสลวยของกู้อู๋โยวพันกันยุ่งเหยิงจากลมที่โหมอย่างต่อเนื่อง แต่นางก็ไม่ได้นึกใส่ใจ ใครคนหนึ่งนำร่มมากางให้โลงไม้นั้น ต่อมาก็มีคนถือร่มมากางให้มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาต่างมีดวงตาแดงก่ำด้วยความโศกเศร้า ไร้คำพูดใดๆ ทุกสายตานิ่งมองกู้อู๋โยวที่กำลังบรรจงเช็ดโลงศพ

 

            ในที่สุดโลงศพก็ถูกเช็ดจนสะอาด

          ดวงหน้างามหมดจดของกู้อู๋โยวค่อยปรากฏรอยยิ้มจางๆ นางแนบศีรษะลงบนโลง “แม่ทัพใหญ่... ข้ามารับท่านกลับบ้านแล้ว พวกเรา...” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “กลับบ้านกันเถอะ”

          ลมหนาวยังคงโหมกระหน่ำอย่างไม่ปรานี

          กู้อู๋โยวถือร่มยืนอยู่ข้างโลงศพ คนอื่นๆ ยังคงคอยอยู่เคียงข้างนาง เหล่าอาณาประชาราษฎร์ทั่วทั้งเมืองมานั่งรออยู่สองข้างทางอย่างเนืองแน่นเพื่อรอรับแม่ทัพใหญ่ของพวกเขากลับบ้านด้วยกัน

 

          พิธีงานศพของหลี่ชินหย่วนจัดอย่างเรียบง่าย

          ในระหว่างการจัดงานศพ ทุกคนต่างกังวลว่ากู้อู๋โยวจะเป็นอะไรไป แต่ท้ายที่สุดนางยังควบคุมสติ อารมณ์ไว้ได้อย่างสุขุม สงบนิ่ง ไม่คร่ำครวญหวนไห้แต่อย่างใด

          กู้อู๋โยวทำหน้าที่ต้อนรับแขกอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ซ่อนความอ่อนแอ ความทุกข์ใจไว้อย่างมิดเม้น

          หลังจากพิธีสิ้นสุด ฟู่เสี่ยนซึ่งสวมชุดไว้ทุกข์ก็มาคุกเข่าต่อหน้ากู้อู๋โยว

          “เขาตายอย่างไร?” กู้อู๋โยวหลุบตาลงมองฟู่เสี่ยนด้วยสีหน้าราบเรียบ

          “เขา... เขาบาดเจ็บหนักตั้งแต่อยู่ที่ประตูเยี่ยนเหมินแล้ว ภายหลังพวกเราถูกลอบโจมตี เขา... เขาช่วยปกป้องข้าจนถูกธนูยิงทะลุกลางอก” ฟู่เสี่ยนกล่าวพลางก้มหน้า แต่ไม่อาจซ่อนดวงตาแดงก่ำและดวงหน้าที่ซีดเผือดไว้ได้ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่า ไหล่ที่เคยตั้งตรงสง่า เวลานี้กลับตกลู่ลง ไม่อาจฝืนวางมาดนักรบได้อีกต่อไป “หากไม่ใช่เพราะข้า เขา... เขาก็คงไม่ตาย”

          “เขาเคยเล่าให้ฟังว่า...” กู้อู๋โยวเอ่ยในสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้อง “เจ้าสองคนโตมาด้วยกัน ตอนเด็กเจ้าปกป้องเขาไว้มาก ดังนั้นหากเขาจะปกป้องเจ้าจนตัวตายบ้าง ข้าก็ไม่โทษเจ้า”

          “พี่สะใภ้...”

          กู้อู๋โยวยกมือปรามไม่ให้เขาเก็บความรู้สึกผิดเหล่านั้นไว้ เพียงถามว่า “เขาได้ฝากบอกอะไรถึงข้าหรือไม่?”

          “ตอนที่ข้าไปถึงข้างกาย เขาก็สิ้นใจแล้ว ในมือยังกำเซียงหนาง*ใบหนึ่งไว้แน่น...” ฟู่เสี่ยนใช้มืออันสั่นเทาหยิบเซียงหนางที่เปื้อนคราบเลือดออกมาจากอก ส่งให้นาง

          กู้อู๋โยวมองเซียงหนางใบนั้น พลันแววตาก็เกิดแววไหววูบเล็กน้อย มือซึ่งวางอยู่บนโต๊ะสั่นนิดๆ

          ครู่หนึ่งนางถึงยื่นมือออกไปรับ

          นี่เป็นเซียงหนางที่นางมอบให้หลี่ชินหย่วนในปีที่ทั้งสองแต่งงานกัน นางไม่มีฝีมือด้านเย็บปักถักร้อยเช่นสตรีอื่นแต่กลับคิดอยากจะเปลี่ยนเซียงหนางใบใหม่ให้เขา จึงพากเพียรเย็บมันขึ้นมาเพื่อมอบให้ ทั้งยังกำชับให้เขาเก็บไว้ในที่ลับตา ทว่า... เขากลับหน้าหนา แขวนเซียงหนางของนางไว้กับเอวตลอด

          รอยเลือดบนเซียงหนางแห้งสนิทแล้ว นางกำมันไว้แน่น จินตนาการไปถึงภาพบุรุษผู้นั้นที่กำเซียงหนางไว้ในมือก่อนสิ้นใจ

          อันที่จริงแม้เขาไม่ได้ฝากคำพูดใดถึงนาง กู้อู๋โยวก็พอจะคาดเดาได้ ต่อให้ตายเขาก็จะตระเตรียมทุกอย่างไว้ให้นางพร้อมสรรพ ไม่ให้นางต้องได้รับความลำบากใจแม้แต่น้อย คนอย่างเขาไม่ว่าจะอยู่หรือจากไป ก็จะปูทางสร้างทางหนีทีไล่ให้นางไว้เสมอ

          ลมหิมะด้านนอกพัดกระหน่ำจนเกิดเสียงหวีดหวิวไม่ขาดสาย แต่บรรยากาศในห้องกลับดูเงียบสงัดกว่าปกติ

          ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน กู้อู๋โยวเอ่ยขึ้นว่า “เจ้ากลับไปเถอะ”

          ฟู่เสี่ยนยังคงเป็นห่วงนาง หญิงสาวตรงหน้าไม่ร้องไห้… ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว คนนอกอย่างเขาไม่สมควรจะอยู่ที่นี่นาน จึงตอบไปว่า “ข้าจะให้ป๋ายลู่เข้ามาข้างในก็แล้วกัน”

          กล่าวจบก็ออกไปตามหาป๋ายลู่ แต่ยังไม่ทันหาตัวคนพบกลับได้เจอกับจ้าวเฉิงโย่วและภรรยา

          สองสามีภรรยากางร่มเดินตรงมายังที่ที่เขายืนอยู่ ฟู่เสี่ยนกับจ้าวเฉิงโย่วสบตากันโดยไม่มีใครเอ่ยปากก่อน เขานึกเกลียดจ้าวเฉิงโย่วมานาน แต่ด้วยภรรยาของจ้าวเฉิงโย่วเป็นญาติผู้น้องของกู้อู๋โยว เขาจึงไม่มีสิทธิ์ไปห้ามไม่ให้คนทั้งสองมาเยี่ยมนาง ทำได้เพียงมองสองสามีภรรยาเมื่อเดินสวนกัน

          ฟู่เสี่ยนเม้มริมฝีปาก ออกตามหาป๋ายลู่

          จ้าวเฉิงโย่วเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องที่ปิดสนิท กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาไม่เหมือนน้ำเสียงที่สามีพึงเอ่ยกับภรรยาว่า “เจ้ารออยู่ข้างนอก”

          หวังจาวผู้เป็นภรรยาได้ยินเช่นนั้นก็กำหมัดจิกเล็บลงบนฝ่ามือ นัยน์ตาปรากฏแววริษยาและโทสะ นางพยายามควบคุมน้ำเสียง สะกดความโมโหเหล่านั้นไว้ในใจ ตอบกลับไปว่า “กู้อู๋โยวเกลียดท่านจะแย่ นางไม่มีใจให้ท่านมานานแล้ว ต่อให้ไม่มีหลี่ชินหย่วน นางก็ไม่มีทางหวนกลับมาหาท่านหรอก”

          จ้าวเฉิงโย่วได้ยินเช่นนั้นก็หันขวับกลับมาทันที ดวงหน้าที่ดูอ่อนโยนผุดผ่องดั่งหยกชั้นดีแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ไฟโทสะปรากฏในดวงตา “เจ้ายังอยากเป็นจ้าวฮูหยินอยู่หรือไม่? ถ้าอยากก็หุบปากเดี๋ยวนี้!”

          กล่าวจบเขาก็เดินเข้าไปในห้อง โดยไม่ได้สนใจสีหน้าแววตาของผู้เป็นภรรยาอีก

          หวังจาวเห็นกับตาว่าชั่วขณะที่จ้าวเฉิงโย่วหันหลังให้ตน สีหน้าเกรี้ยวกราดพลันแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน เป็นความอ่อนโยนที่เกิดขึ้นจากน้ำใสใจจริง ต่างจากท่าทีที่เขาเสแสร้งแสดงออกมาในเวลาปกติ

          นางยกมือทาบอก ดวงตาแดงก่ำจ้องมองท่าทางกระตือรือร้นของสามีที่กำลังเดินเข้าไปหาสตรีอีกนางในห้อง

          คนที่ตนต้องเรียกว่าพี่สาว

          หวังจาวถึงกับจินตนาการได้ว่าอีกครู่หลังจากจ้าวเฉิงโย่วสนทนาเสร็จ กู้อู๋โยวจะมองตนเช่นไร

          กู้อู๋โยวคงนึกภูมิใจว่าบุรุษที่หวังจาวเคยพากเพียรทุ่มเทเวลาหลายปีแย่งเขามาจากข้างกายนาง กลับดิ้นรนจะย้อนไปสานสัมพันธ์กับนางให้จงได้

          ช่างน่าขันเสียจริง

 

            แม้จ้าวเฉิงโย่วพยายามเปิดประตูบานเก่าอย่างเบามือเพียงใด ก็ยังมีเสียงเอี๊ยดของประตูดังขึ้นอยู่ดี

          เขาปิดประตูด้วยความระมัดระวังด้วยเกรงว่าจะรบกวนคนในห้อง กลัวว่าลมภายนอกจะทำให้กู้อู๋โยวหนาวสะท้าน เมื่อปิดประตูสนิท ภายในห้องไม่เหลือไอแห่งความหนาว เขาก็เอ่ยปากเรียกนางด้วยเสียงที่ทั้งเบาและอ่อนโยนว่า “หมานหมาน”

          ในใจจ้าวเฉิงโย่วรู้สึกตื่นเต้น สีหน้าจึงปรากฏรอยยิ้มจางๆ อย่างไม่อาจเก็บซ่อน

          เขาดีใจเหลือเกินที่มีโอกาสได้เข้าใกล้นางในระยะใกล้อีกครั้ง หัวใจเขาเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ ค่อยก้าวเข้าใกล้นางเรื่อยๆ มองนางยืนกอดป้ายวิญญาณของหลี่ชินหย่วนอยู่ข้างหน้าต่าง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็ยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ข้างนอกลมหิมะแรงมาก ไยเจ้ายังยืนอยู่ที่นี่เล่า?”

          “เจ้ามาแล้ว?”

          กู้อู๋โยวคาดเดาออกตั้งแต่แรกแล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องปรากฏกายที่นี่ แต่นางก็ไม่ได้หันไปมอง เพียงแต่รอ จนเมื่อเขาเดินเข้ามาจะปิดหน้าต่าง นางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เปิดไว้เถิด ข้าอยากดูหิมะ”

          จ้าวเฉิงโย่วชะงักมือ ยอมทำตามที่นางบอกโดยดี เขาดึงมือกลับและยืนอยู่ข้างกายนาง แววตาที่เหลือบมองดวงหน้างดงามนั้นคล้ายตกอยู่ในภวังค์

          ผ่านไปหลายปี รูปลักษณ์ของพวกเขาต่างก็เปลี่ยนไปตามอายุที่มากขึ้น

          มีเพียงกู้อู๋โยวเท่านั้นที่ยังคงเหมือนเดิมทุกประการ

          ราวกับกาลเวลาให้อภิสิทธิ์นางเป็นพิเศษ ดวงหน้าไร้ริ้วรอย ยิ่งพินิจมองยิ่งรู้สึกว่ากู้อู๋โยวมีเสน่ห์กว่าเมื่อตอนที่นางจากเขามา

          “ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนตอนหิมะตก เจ้าชอบอยู่ในอ้อมกอดข้า บอกให้ข้ายกตั่งมาวางไว้ข้างหน้าต่าง คอยกอดช่วงที่เจ้าชมหิมะด้านนอก...” คงเป็นเพราะได้ย้อนนึกถึงอดีต จ้าวเฉิงโย่วคล้ายตกอยู่ในห้วงแห่งความทรงจำเมื่อครั้งทั้งสองยังรักกันหวานชื่น เขาเผลอยิ้มด้วยความสุขใจ เอ่ยว่า “หมานหมาน ข้าพาเจ้ากลับบ้านดีหรือไม่?”

          “บ้าน?” กู้อู๋โยวก้มหน้ามองป้ายวิญญาณในมือ ไล้ปลายนิ้วลูบบนชื่อสามี ยิ้มจางๆ “ข้าไม่มีบ้านอีกแล้ว”

          จ้าวเฉิงโย่วไม่ชอบกิริยานี้ของกู้อู๋โยวเป็นที่สุด ตอนนั้นที่อยู่หน้าประตูเมือง เขาแทบอยากเข้าไปดึงตัวนางออกห่างจากโลงศพโดยไม่สนใจสิ่งใด เพียงแต่วันนั้นมีผู้คนมากมายคอยจับตามองอยู่ เขายังต้องระมัดระวังตัว

          แต่วันนี้... ไม่จำเป็นต้องกังวลอีกต่อไป

          เขาวางสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “เจ้าจะไม่มีบ้านได้อย่างไร? ข้ายังมีชีวิตอยู่!”

          เมื่อรู้ว่าตนเริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป จ้าวเฉิงโย่วก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสะกดความริษยาและเคียดแค้นไว้ในใจ กลับมาเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอีกครั้งว่า “หมานหมาน ข้ารู้ว่าเมื่อก่อนข้าทำผิดไป ให้โอกาสข้าอีกสักครั้ง เรามาเริ่มต้นกันใหม่ดีหรือไม่? เจ้าไม่ต้องไปสนใจสายตาของคนอื่น ไม่ต้องไปสนใจว่าพวกเขาจะพูดเช่นไร ข้าจะดูแล ทะนุถนอมเจ้าอย่างดี จะรักเจ้าไปทั้งชีวิต” จ้าวเฉิงโย่วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้นเรื่อยๆ มือหนาใหญ่เยี่ยงชายชาตรีวางลงบนศีรษะนางอย่างทะนุถนอมคล้ายกำลังสัมผัสสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง “เจ้าอยากให้ข้าทำดีกับเจ้ามาตลอดไม่ใช่รึ? ต่อไปข้าจะไม่รักใครทั้งนั้น จะรักแต่เจ้าเพียงคนเดียว ไม่ว่าเจ้าอยากได้อะไร ข้าก็จะหาให้เจ้าทุกอย่าง”

          กู้อู๋โยวมองจ้าวเฉิงโย่ว ส่ายหน้าช้าๆ เอ่ยว่า “สายไปเสียแล้ว”

          นางเห็นแววตาจ้าวเฉิงโย่วเปลี่ยนไป เขากำลังจะบันดาลโทสะอีกครั้ง แต่นางกลับไม่กลัวทั้งยังแย้มยิ้มตอบว่า “เจ้าก็เป็นเช่นนี้ พอเจอเรื่องที่สายเกินแก้ก็ชอบมานึกเสียใจภายหลัง”

          จ้าวเฉิงโย่วสีหน้าเปลี่ยน อยากเถียงแต่ไม่อาจเถียงด้วยคำใดได้

          กู้อู๋โยวคล้ายไม่สนใจว่าจ้าวเฉิงโย่วคิดอะไรอยู่ นางเอาแต่มองดอกเหมยนอกหน้าต่าง “ก่อนที่หลี่ชิงหย่วนจะไป ยังสัญญาว่าฤดูหนาวของทุกปีเขาจะให้ข้าขี่หลังพาไปเก็บดอกเหมย ต่อให้แก่จนแบกข้าไม่ไหวเขาก็จะจูงมือข้าไปเก็บดอกเหมยด้วยกัน”

          นางแย้มยิ้มเล็กน้อย

          กู้อู๋โยวมองละอองหิมะซึ่งเกาะอยู่บนบ่าแล้วมองเลยไปยังป้ายวิญญาณที่มีหิมะเกาะอยู่บางๆ ไม่รู้ว่านางนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงแย้มยิ้มคล้ายตกอยู่ในภวังค์ พึมพำว่า “ถ้าหิมะเกาะเต็มหัวก็ถือว่าแก่แล้ว”

          “เจ้าชอบหลี่ชินหย่วนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” เสียงของจ้าวเฉิงโย่วซึ่งดังมาจากด้านหลังคล้ายพูดลอดผ่านไรฟัน

          กู้อู๋โยวเพียงหัวเราะเบาๆ นึกถึงครั้งแรกที่พบกัน คล้ายว่าตนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าหลี่ชินหย่วน เห็นดวงตาคู่นั้นของเขาที่มองนางคล้ายจะสื่อสารว่า ‘เมื่อก่อนเจ้าก็เป็นเช่นนี้ แม้ถูกผู้ชายรังแกก็ไม่ร้องสักแอะ’ นางจึงตอบจ้าวเฉิงโย่วด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตาว่า

          “ใช่ ข้าชอบเขาเหลือเกิน ชอบเหลือเกิน...”

          นางไม่อาจทนได้อีกต่อไป น้ำตาเม็ดโตร่วงหล่นลงบนใบหน้า ก่อนนางจะเอ่ยด้วยเสียงปนสะอื้นว่า

          “ชอบเขาเหลือเกิน”

          “กู้อู๋โยว! ข้าไม่อนุญาต...” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของจ้าวเฉิงโย่วดังก้องสะท้อนในห้อง เขายังไม่ทันได้เอ่ยจนจบก็พบว่าสตรีตรงหน้าซึ่งยืนตั้งกายตรงเมื่อครู่ จู่ๆ ก็ล้มหงาย เขาตกตะลึงรีบคว้าร่างนางไว้ในอ้อมกอดได้ทัน “เจ้าเป็นอะไร?” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย

          เมื่อพูดจบเขาก็เห็นว่าที่มุมปากของกู้อู๋โยวปรากฏรอยเลือด จ้าวเฉิงโย่วเบิกตาโพลง คล้ายเดาอะไรบางอย่างได้ ริมฝีปากจึงสั่นระริก “เจ้า...” นัยน์ตาเขาแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโทสะหรือเพราะกำลังร้องไห้ ได้แต่ยื่นมืออันสั่นเทาไปเช็ดมุมปากให้นาง แต่ไม่ว่าจะเช็ดอย่างไรก็ไม่อาจเช็ดโลหิตนั้นได้หมด

          จ้าวเฉิงโย่วเหมือนคนบ้าที่ทั้งเช็ดเลือดให้นาง ทั้งตะโกนสั่งด้วยความโมโหว่า “ไปตามหมอ ไปตามหมอมาเดี๋ยวนี้!”

          เมื่อประตูเปิดออก หวังจาวก็เดินเข้ามาข้างใน นางตกตะลึง นิ่งมองภาพตรงหน้า จากนั้นก็มีเสียงกรีดร้องของป๋ายลู่ “ฮูหยิน เป็นอะไรไปเจ้าคะ!”

          จ้าวเฉิงโย่วกอดร่างกู้อู๋โยวไว้ด้วยสองตาแดงก่ำ พร่ำเอ่ยไม่หยุด “เจ้าอย่าตายนะ... หมานหมาน อย่าตายนะ อย่าจากข้าไปนะ ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าตาย!”

          กู้อู๋โยวไม่สนใจเสียงเรียกของใครอีก นางเพียงแต่กอดป้ายวิญญาณไว้แนบอก สติสัมปชัญญะเหลือน้อยลงทุกที ขณะที่ยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือก็คล้ายว่าเห็นร่างของหลี่ชินหย่วนยืนอยู่ต่อหน้านางด้วยสีหน้าทั้งเหนื่อยใจทั้งระอา

          จู่ๆ นางก็ยิ้มออก นางยื่นมือไปหาร่างนั้นและเอ่ยว่า “แม่ทัพใหญ่ พาข้ากลับบ้านเถอะ”

          “ทำไมคุณหนูยังไม่ฟื้นอีก?

          “ต้องโทษญาติผู้น้องอย่างคุณหนูหวังคนนั้น! ถ้าไม่ใช่เพราะนางกับคุณชายจ้าว คุณหนูของพวกเราก็คงไม่โมโหถึงเพียงนี้”

          “เลิกพูดได้แล้ว ตอนนี้พวกเราอยู่ในจวนตระกูลหวัง หากหวังฮูหยิน--น้าสะใภ้ของคุณหนูได้ยินเข้าคงไม่ชอบใจแน่”

          “ในเมื่อหวังฮูหยินไม่อบรมสั่งสอนบุตรสาว ปล่อยให้บุตรีของตนไปแย่งคู่หมั้นพี่สาว ยังจะกล้าโมโหอีกรึ? จะเป็นเพราะคุณหนูของพวกเรามาอาศัยในตระกูลหวังเพียงลำพังหรือไม่ หวังฮูหยินถึงได้กล้ารังแก!”

          ป๋ายลู่ตะโกนว่า “หงซวง!” เพื่อปรามนางอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ป๋ายลู่เพิ่งพูดเตือนก่อนหน้าไปหยกๆ ให้หงซวงหยุดพูด แต่นางก็ยังพล่ามไม่หยุด

          ป๋ายลู่ที่แต่เดิมเป็นคนเคร่งขรึม พอเอ่ยเสียงดังทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที ก่อนนางจะค่อยผ่อนเสียงลง เอ่ยว่า “หงซวง เจ้าพูดอย่างนี้ไม่ถูก คุณหนูหวังจาวก็เป็นญาติผู้น้อง หวังฮูหยินก็เป็นน้าสะใภ้ คุณหนูของพวกเราอาศัยอยู่ในตระกูลหวังมาหลายปี ได้น้าสะใภ้คอยดูแลด้วยดีมาเสมอ ไม่พูดถึงหวังฮูหยิน แค่นายท่านจิ้วกับฮูหยินผู้เฒ่าต่างก็ทะนุถนอมคุณหนูดั่งแก้วตาดวงใจ หากคำพูดเมื่อครู่ของเจ้าแพร่งพรายออกไป จะไม่เป็นการทำร้ายจิตใจพวกเขารึ?”

          หงซวงรู้ตัวว่าตนพูดจาไม่เหมาะสมจึงไม่กล้าเอ่ยต่อ แต่พอมองหญิงสาวที่ยังนอนอยู่ในห้อง ยังเผลอกล่าวด้วยความโมโหว่า “ก็ข้าโกรธนี่นา”

          ป๋ายลู่จึงได้แต่ถอนหายใจ

          กู้อู๋โยวนิ่งฟังเสียงจากด้านนอกด้วยความสับสน นางยังมีอาการสะลึมสะลือ เสียงสนทนาจากข้างนอกได้ยินไม่ชัดนัก รู้สึกคล้ายได้ยินเสียงของป๋ายลู่

          หรือว่า... นางถูกช่วยกลับมา

          กู้อู๋โยวย่นคิ้วเล็กน้อย ในใจนึกหงุดหงิด ช่วยชีวิตนางกลับมาจะมีประโยชน์อะไร? หลี่ชินหย่วนตาย นางก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ มิสู้ตายไปเสียอีกคนดีกว่า

          แต่เสียงข้างนอกฟังดูคล้ายเสียงของหงซวง ทำให้นางตะลึง

          หงซวงแต่งงานออกเรือนไปเมื่อหลายปีก่อน ทำไมถึงมาปรากฏกายที่ห้องนี้อีก? คงไม่ใช่เพราะตกใจที่ได้ยินข่าวนางดื่มยาพิษจึงเดินทางจากซูโจวมาเยี่ยมนางหรอกนะ

          ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด กู้อู๋โยวที่ขมวดคิ้วอยู่ตลอดต้องยอมลืมตาขึ้น

          ภาพที่ปรากฏต่อหน้าคือผ้าม่านเตียงสีฟ้าที่นางคุ้นเคยปักลายดอกโบตั๋นสีแดงสดไว้อย่างหรูหรา ภายหลังแต่งงานกับหลี่ชินหย่วน กู้อู๋โยวกลับไม่ชอบข้าวของหรูหราพวกนี้อีก พอได้เห็นก็รู้สึกแปลกตา แววตานางจึงเปลี่ยนไป รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

          กู้อู๋โยวหันกลับไปมองด้านนอก

          ภายในห้องมีเตียงหลัวฮั่นลักษณะคล้ายตั่งที่มีพนัก ทำจากไม้จันทน์แดงวาดลวดลายดอกไม้งดงาม เบาะนั่งสีแดงปักลายดอกเบญจมาศ บนเบาะรองนั่งมีหมอนอิงทำจากผ้ากำมะหยี่วางอยู่ ด้านหลังเก้าอี้เป็นฉากกั้นทำจากหยกขาวความสูงประมาณคนหนึ่งคน กว้างประมาณคนสองคน บนฉากกั้นหยกขาวมีจุดดำจากหมึกเพียงไม่กี่จุด นี่เป็นสิ่งของที่มีสีเรียบง่ายที่สุดในห้อง

          กลางเตียงหลัวฮั่นมีโต๊ะชาตัวเล็กวางอยู่ นอกจากผลไม้ที่วางไว้ยังมีแจกันดอกไม้ทรงสูงสีฟ้าน้ำทะเลปักดอกเหมยแสนงดงามซึ่งกำลังบานสะพรั่งในช่วงฤดูหนาว

          มองไปด้านข้าง ใกล้กับหน้าต่างบานเล็กซึ่งมีช่องลายตาราง เป็นตู้วางของสะสมโบราณ ด้านบนมีของหายากวางประดับไว้จำนวนมาก ทั้งปะการังและไข่มุกใหญ่เท่ากำปั้นเด็กทารก รวมถึงกล้องส่องทางไกลที่ถูกส่งมาจากทางตะวันตก... ด้านหน้าชั้นวางยังมีโต๊ะยาวซึ่งมีกู่ฉิน*วางอยู่

          เตาจุดกำยานรูปดอกบัวฉลุลายสีทองวางข้างกู่ฉิน เวลานี้มีควันจางๆ ลอยออกมาจากตัวเตา

          ข้าวของเครื่องใช้ในห้องล้วนหรูหราราคาแพง แม้แต่เตาจุดกำยานทำจากทองยังมูลค่ามากพอให้ครอบครัวคนจนมีเงินใช้ไปหลายปี

          ยิ่งกู้อู๋โยวได้เห็นยิ่งประหลาดใจ ของเหล่านี้ไม่เหมือนข้าวของในห้องของนางแม้แต่น้อย กลับเหมือนข้าวของในห้องเมื่อครั้งที่นางอาศัยอยู่ในตระกูลหวังแห่งหลางหยาทุกประการ

          นี่มัน...

          เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

          นางตกตะลึงมองภาพเหล่านั้น จึงไม่รู้ตัวว่ามีคนแหวกม่านเดินเข้ามาด้านใน

          ผู้เข้ามาคือป๋ายลู่ ในมือนางถือยามาด้วย เมื่อเห็นกู้อู๋โยวลืมตาอยู่ก็ตะลึงงัน ก่อนจะรีบก้าวเข้าไปหาโดยเร็ว เอ่ยด้วยความดีใจว่า “คุณหนูฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ?!”

          เมื่อด้านนอกได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ทุกคนต่างตื่นเต้นดีใจ เสียงฝีเท้าของใครหลายคนรีบเดินเข้ามาในห้อง ล้วนเรียกซ้ำๆ ว่า “คุณหนู” กู้อู๋โยวมองไปยังผู้เข้ามา พบหลายคนที่นางคุ้นเคย

          สีหน้าของกู้อู๋โยวเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย

          ป๋ายลู่กลับเห็นว่าเป็นอาการของคนที่เพิ่งฟื้นจากการป่วย ไม่ติดใจอะไร จึงรีบสั่งการ “ใครก็ได้ไปเชิญท่านหมอมาเร็วๆ รีบไปรายงานฮูหยินผู้เฒ่าหวังกับหวังฮูหยินด้วย แจ้งว่าคุณหนูฟื้นแล้วให้พวกท่านวางใจ”

          บรรดาเด็กรับใช้รับคำสั่งและออกไป

          ไม่นานนักภายในห้องก็เหลือคนเพียงไม่กี่คน

          ป๋ายลู่นั่งอยู่บนเก้าอี้ซึ่งวางอยู่หน้าเตียง มองผู้เป็นนายด้วยดวงตาแดงก่ำ เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า “คุณหนูหมดสติไปตั้งหลายวัน โชคดีที่ฟื้น ถ้าคุณหนูไม่ฟื้นขึ้นมา บ่าวจะทำอย่างไรเจ้าคะ?”

          กู้อู๋โยวยังนิ่งมองผู้เป็นบ่าวด้วยความประหลาดใจ นี่คือป๋ายลู่? ทำไมไม่เหมือนป๋ายลู่ในความทรงจำของตน ป๋ายลู่ตรงหน้าไม่ได้รวบผมทั้งยังมีดวงหน้าอ่อนเยาว์ ไม่ใช่หญิงอายุสามสิบแต่กลับเป็นเด็กสาววัยสิบห้าสิบหกปีเท่านั้น

          นั่นทำให้กู้อู๋โยวตะลึงจนยากจะเรียกสติคืนมา

          กู้อู๋โยวไม่เข้าใจว่าทำไมถึงตื่นมาเจอภาพเช่นนี้

          “ข้า... ข้าเป็นอะไร?” พอกู้อู๋โยวเอ่ยปากพูดก็ต้องตกใจกับเสียงของตนที่แหบแห้ง

          ป๋ายลู่เห็นอย่างนั้นก็รีบป้อนน้ำอุ่นให้กู้อู๋โยว อธิบายว่า “คุณหนูลืมแล้วหรือเจ้าคะ?” ไม่รอคำตอบจากผู้เป็นนาย พูดต่อไปว่า “หลายวันก่อนคุณหนูบังเอิญเห็นคุณชายจ้าวกับคุณหนูหวังจาว...”

          ป๋ายลู่เม้มริมฝีปากพยายามเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “พอเห็นทั้งสองยืนอยู่ด้วยกัน คุณหนูกำลังจะเดินเข้าไปหา ไม่ทันระวังจึงลื่นล้มตกลงในสระเจ้าค่ะ”

          คุณชายจ้าว คุณหนูหวังจาว?

          กู้อู๋โยวตะลึงอยู่นาน ครู่หนึ่งนางจึงค่อยเข้าใจว่าป๋ายลู่หมายถึงเรื่องใด

          นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานมากแล้ว เป็นตอนที่นางอายุสิบห้าปี มีวันหนึ่งที่นางเดินผ่านสวนดอกไม้และบังเอิญเห็นหวังจาวกับจ้าวเฉิงโย่วกำลังกอดกันอยู่ หวังจาวซบอกจ้าวเฉิงโย่วร้องไห้ไม่หยุด คล้ายเพิ่งเผชิญเรื่องน่าน้อยใจ

          แม้ภายหลังหวังจาวจะแก้ตัวว่านางเดินไม่ระวังจึงหกล้ม จ้าวเฉิงโย่วเข้ามาช่วยประคองนางไว้ได้ทัน

          แต่ไม่ว่าจะอ้างอย่างไรกู้อู๋โยวก็โมโหมาก เพราะจ้าวเฉิงโย่วคือคู่หมั้นของนาง กู้อู๋โยวจะยอมให้เขายืนกอดกับสตรีอื่นได้อย่างไร? ดังนั้นนางจึงไม่สนใจว่าหวังจาวจะเป็นญาติผู้น้องของตน ตั้งใจจะเข้าไปแยกร่างของทั้งสองออกจากกัน แต่เคราะห์ไม่ดี นางยังไม่ทันก้าวไปข้างหน้าก็สะดุดก้อนหินล้ม ตกลงไปในสระ

          เดิมกู้อู๋โยวเป็นคนเอาแต่ใจ เกลียดการถูกขัดใจเป็นที่สุด นางเชื่อว่าตัวเองเป็นที่โปรดปราน พอฟื้นขึ้นมาก็โวยวายจนเป็นเรื่องใหญ่โต

          หากจำไม่ผิด

          ตอนนั้นหวังจาวถูกส่งไปอยู่ที่หอบรรพชน จนกระทั่งกู้อู๋โยวได้แต่งงานกับจ้าวเฉิงโย่วหวังจาวจึงกลับมา

          ดังนั้น...

          กู้อู๋โยวขยับนิ้วมือซึ่งอยู่ใต้ผ้าห่ม นางสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่คุ้นเคย มองภาพคนคุ้นตาตรงหน้า จู่ๆ ใจก็เต้นรัวแทบไม่เป็นจังหวะ เสียงหัวใจนางเต้นดังเหมือนเสียงพลุที่ปะทุขึ้นฟ้า

          กู้อู๋โยวจิกเล็บลงกลางฝ่ามืออย่างแรง จนกระทั่งรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นขึ้นมา นางจึงค่อยมีน้ำรื้นในตาเพราะความเจ็บ นี่เป็นความจริง...

          นี่ไม่ใช่ความฝัน!

          นั่นหมายความว่าตนเองย้อนกลับมายังอดีต กลับมาในรัชศกชิ่งสี่ปีที่ยี่สิบ กลับมาเมื่อครั้งอายุสิบห้าปี?

          จากนั้นมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านนอก ตามด้วยเสียงของผู้สูงวัยดังขึ้นว่า “ทูนหัวของยาย!” ประตูถูกเปิดออก สตรีสูงวัยสวมชุดหรูหรามีเด็กรับใช้คอยประคองเข้ามาด้านใน หน้าผากนางคาดหมั่วเอ๋อ* ที่ประดับด้วยโกเมน ดวงหน้าเหนื่อยล้าของนางฉายแววร้อนใจอยู่ไม่น้อย   

          แต่เมื่อมองเห็นหญิงสาวที่สลบไสลอยู่บนเตียงเป็นเวลาหลายวันฟื้นขึ้นมา นางค่อยเบาใจได้ในที่สุด

          ป๋ายลู่รีบหลีกทาง เชิญผู้เป็นนายให้นั่ง ฮูหยินผู้เฒ่าหวังมองกู้อู๋โยวที่มีดวงหน้าซีดเผือด มีน้ำรื้นในตาด้วยความสงสาร ฮูหยินผู้เฒ่านั่งอยู่บนเก้าอี้พร้อมกุมมือผู้เป็นหลานสาว เอ่ยด้วยเสียงปนสะอื้นว่า “หากเจ้ายังไม่ฟื้นขึ้นมา ยายตายไปแล้วจะไปบอกแม่ของเจ้าที่ปรโลกว่าอย่างไร?”

          ฮูหยินผู้เฒ่าหวังมีหลานสาวหลานชายอยู่ไม่น้อย แต่หลานที่รักที่สุดคือหลานยายคนนี้ เพราะหลังจากกู้อู๋โยวเกิดได้ไม่นาน บุตรสาวของนางก็เสียชีวิต

          ด้วยความที่สงสารผู้เป็นหลาน ฮูหยินผู้เฒ่าจึงรับกู้อู๋โยวมาเลี้ยงดูตั้งแต่ยังเล็ก

          เมื่อเห็นหลานสาวผู้เคยหยิ่งทะนง งดงามหมดจด เวลานี้กลับมีสีหน้าซีดเผือด นอนอยู่บนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง ฮูหยินผู้เฒ่ากลับนึกปวดใจอยู่ไม่น้อย น้ำซึ่งรื้นอยู่ในตาแทบจะร่วงลงมาในเดี๋ยวนั้น

          “...ท่านยาย?” กู้อู๋โยวตะลึงมองภาพของหญิงชราผู้ซึ่งดูสง่างามทุกกระเบียดนิ้วตรงหน้า แม้นางจะเดาได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อได้เห็นผู้เป็นยายปรากฏกาย น้ำเสียงของนางจึงแปร่งด้วยความประหลาดใจ

          นางไม่รอให้คนอื่นเอ่ยอะไร กลับเป็นฝ่ายโผเข้าหาอ้อมกอดของฮูหยินผู้เฒ่าหวังทันที

          น้ำตาของกู้อู๋โยวพรั่งพรูไม่ขาดสาย เสียงสะอื้นไห้คล้ายปลดปล่อยทุกความคิดถึงที่สะสมมาตลอดหลายปีให้ออกมา นางไร้ถ้อยคำจะเอ่ยและไม่รู้จะกล่าวคำใด ทำได้เพียงกอดผู้เป็นยาย สะอื้นไห้และพร่ำเรียกท่านยายอยู่อย่างนั้น

          เมื่อคนในห้องได้เห็นกิริยาของนางต่างตะลึงงัน

          ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูนางนี้หยิ่งผยองเพียงใด เป็นสตรีที่ยอมเสียเลือดแต่ไม่ยอมเสียน้ำตาเด็ดขาด เวลานี้กลับร้องไห้ปานจะขาดใจคล้ายว่าได้รับความลำบากใจอย่างที่สุด

          เมื่อย้อนนึกไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน ทุกคนในที่นี้ต่างตาแดงก่ำไปตามๆ กัน

          ฮูหยินผู้เฒ่าหวังตกใจกับอาการของหลานสาว ไหล่ของตนเปียกโชกไปด้วยน้ำตา นั่นยิ่งทำให้นางนึกสงสารหลานสาว โมโหอย่างถึงที่สุด โทสะที่กดไว้ในใจเมื่อหลายวันก่อนปะทุออกมาในคราวเดียว นางเอ่ยกับเด็กรับใช้ด้วยเสียงเกรี้ยวกราดว่า “ไปเรียกนังสารเลวนั่นมาหาข้าเดี๋ยวนี้!”

          นังสารเลวที่ว่าคือหวังจาวนั่นเอง

          บรรดาเด็กรับใช้และโหมวโหม่วต่างมีท่าทีลังเล คุณหนูสามคุกเข่าที่หอบรรพชนอยู่สามวันจนเข่าบวมไปหมด วันนี้หวังฮูหยินจึงไปรับกลับ หากหวังจาวถูกลงโทษอีกไม่รู้จะเป็นอย่างไร

          หงซวงนึกอยากจะไปเรียกหวังจาวมาด้วยตนเอง นางอยากให้ฮูหยินผู้เฒ่าด่าคุณหนูหวังผู้นั้นสักตั้งเพื่อระบายแค้นแทนคุณหนูของตน! ทว่ากู้อู๋โยวตั้งสติได้ก่อนจึงเรียกรั้งฮูหยินผู้เฒ่าเอาไว้

          กู้อู๋โยวปาดน้ำตา เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าว่า “ท่านยาย อย่าไปเรียกหวังจาวเลย ข้ามีเรื่องจะพูดกับท่านยายเจ้าค่ะ”

          ฮูหยินผู้เฒ่าย่อมยอมฟังกู้อู๋โยว จึงไม่ได้สั่งให้คนไปเรียกหวังจาวมาอีก ทำตามที่กู้อู๋โยวขอร้องโดยบอกให้คนอื่นๆ ออกไปจากห้องก่อน ถามไถ่หลานสาวว่า “หมานหมานบอกมาว่าอยากได้อะไร ไม่ว่าต้องการอะไรยายก็จะทำให้เจ้าทั้งนั้น” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดน่ายำเกรง แต่แฝงแววแห่งความโศกเศร้าด้วยความสงสารกู้อู๋โยวผู้เป็นหลานสาว

          ‘ไม่ว่าต้องการอะไรยายก็จะทำให้เจ้าทั้งนั้น’

          กู้อู๋โยวจำได้ว่าท่านยายเคยพูดอย่างนี้กับนาง ตอนนั้นนางขออะไร? เหมือนจะบอกว่านางไม่อยากพบหวังจาวแล้ว

          ท่านยายทำตามคำขอของนางโดยส่งหวังจาวไปอยู่ที่หอบรรพชน แต่นั่นกลับทำให้หวังฮูหยินซึ่งฮูหยินผู้เฒ่ารักเหมือนบุตรสาวคนหนึ่งต้องปวดใจแทน

          ต่อมาภายหลัง

          ท่านยายเสียชีวิตลง กู้อู๋โยวไม่ได้มีความสุขในบ้านตระกูลจ้าวสักเท่าไหร่ ความสัมพันธ์กับครอบครัวฝั่งมารดาก็ห่างเหิน ครอบครัวของท่านน้าที่เป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวของนางก็หมางเมินเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ตอนนี้พอกู้อู๋โยวย้อนนึกทบทวน... นางทำเพื่อจ้าวเฉิงโย่วจนทำร้ายจิตใจญาติพี่น้องทุกคน ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มเอาเสียเลย

          ความจริงกู้อู๋โยวเลิกเกลียดหวังจาวไปนานแล้ว กับจ้าวเฉิงโย่วก็แทบไม่หลงเหลือความรู้สึกใดๆ

          ตอนนี้กู้อู๋โยวอยากไปตามหาแม่ทัพใหญ่ของนางต่างหาก!

          “ท่านยายเจ้าคะ” กู้อู๋โยวมองผู้เป็นยายด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวเอ่ยอย่างหนักแน่นว่า “ข้าอยากถอนหมั้นเจ้าค่ะ”

          “อะไรนะ?

          ฮูหยินผู้เฒ่าหวังเบิกตาโพลงอย่างเหลือเชื่อ ย่นคิ้วพินิจมองหลานสาว ในที่สุดก็กุมมือกู้อู๋โยว ตอบว่า “หมานหมานคงเสียใจมากสินะ ยายรู้ว่าเจ้าไม่พอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น หากจะนึกตำหนิในใจก็ไม่แปลก ฉะนั้นไม่ว่าเจ้าคิดจะทำอะไร ยายจะตามใจทั้งสิ้น”

          ฮูหยินผู้เฒ่าหวังไม่ใช่หญิงชราที่พอแก่แล้วขยันทำแต่เรื่องโง่ๆ ความคิดในใจของหวังจาวทำไมนางจะมองไม่ออก แต่เพราะเป็นห่วงชื่อเสียงของหลานสาวและตระกูลหวัง นางจึงไม่ได้เอ่ยออกมาตามตรง

          “หากเจ้าไม่อยากเห็นหน้าหวังจาวอีก ยายจะสั่งให้คนพานางไปอยู่ที่หอบรรพชน รอกระทั่งเจ้าแต่งงานกับจ้าวเฉิงโย่วเรียบร้อย ค่อยรับนางกลับมาดีหรือไม่?”

          ฮูหยินผู้เฒ่าหวังรักและสงสารกู้อู๋โยวจับใจ นางกล่าวโดยไม่คำนึงเลยว่าลูกชายกับลูกสะใภ้จะเสียใจกันหรือไม่ ไม่ได้กลัวว่าต่อไปหลานสาวอีกคนจะเกลียดตน ฮูหยินผู้เฒ่าเพียงอยากให้กู้อู๋โยวมีความสุข พอพูดจบนางดึงกู้อู๋โยวเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ลูบศีรษะหลานสาวเหมือนครั้งที่อีกฝ่ายยังเป็นเด็ก กล่าวอย่างจริงจังว่า “หมานหมาน การยกเลิกงานแต่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เจ้าจะตัดสินใจวู่วามเพียงเพราะโมโหไม่ได้”

          กู้อู๋โยวรู้ว่าการตัดสินใจของนางจะต้องถูกห้ามปรามเป็นแน่

          ชาติที่แล้วในช่วงชีวิตนี้ของนาง นางทั้งรักทั้งหลงจ้าวเฉิงโย่วอย่างหนัก คนทั่วหลางหยาต่างก็รู้ว่าคุณหนูจากเมืองหลวงหลงรักคุณชายจ้าวหัวปักหัวปำ กู้อู๋โยวพยายามกำจัดคนที่นางคิดว่าเป็นศัตรูหัวใจไปคนแล้วคนเล่า เพื่อครอบครองจ้าวเฉิงโย่วแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่สนใจรักษาภาพลักษณ์ของตน

          ไม่ว่าจ้าวเฉิงโย่วจะไปร่วมงานเลี้ยงใด กู้อู๋โยวก็จะไปร่วมงานนั้น

          กุลสตรีนางใดเข้าใกล้จ้าวเฉิงโย่วแม้เพียงเล็กน้อย กู้อู๋โยวก็จะปั้นหน้าบึ้งตึงใส่

          จ้าวเฉิงโย่วทำให้นางกลายเป็นหญิงงี่เง่าที่หลงคิดว่าหากทำเช่นนี้เขาจะเป็นของนางเพียงผู้เดียว

          แต่ความเป็นจริงแสดงให้เห็นแล้ว...

          ถ้าหากชายไม่ได้รัก ถึงหญิงสาวนางนั้นจะรักเขาจนยอมลดศักดิ์ศรีของตัวเองก็ย่อมไร้ค่า เป็นเพียงเถ้าธุลี ไม่มีทางเปลี่ยนความคิดของเขาได้ รังแต่จะทำให้เขารู้สึกรำคาญและรังเกียจเสียเปล่าๆ

          กู้อู๋โยวคิดถึงเหตุการณ์เมื่อชาติก่อนพลันนึกขำ ชาติก่อนนางปวดใจ กระสับกระส่ายกินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องอาศัยเวลามาช่วยเยียวยาอยู่เป็นนาน ถึงขั้นคิดว่าชั่วชีวิตของตนคงไม่มีโอกาสลืมความเจ็บปวดเหล่านั้นไปได้ แต่เอาเข้าจริงกาลเวลากลับช่วยสร้างความเข้มแข็งของจิตใจ ทำให้นางลืมเขาไปเสียสนิท

          เวลานี้ในใจของนางมีเพียงบุรุษคนเดียวที่ครอบครองและไม่อาจแบ่งปันให้ใครได้อีก

          กู้อู๋โยวยังคงซบหน้าอยู่ในอ้อมกอดของฮูหยินผู้เฒ่าหวังเหมือนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก กระตุกแขนเสื้อผู้เป็นยายเบาๆ เอ่ยว่า “ท่านยาย ข้าไม่ได้ถอนหมั้นเพราะโมโห ข้าคิดอย่างนั้นจริงๆ เจ้าค่ะ” กู้อู๋โยวเงยหน้าจากอ้อมกอด อาการไข้ทำให้ใบหน้านางดูซูบเซียวไม่น้อย จึงดูอ่อนแอน่าสงสารกว่าที่ผ่านมา “ก่อนหน้านี้ท่านยายไม่เห็นด้วยที่ข้าคิดจะแต่งงานกับจ้าวเฉิงโย่ว” นางไม่รอคำตอบจากอีกฝ่าย รีบเอ่ยต่อไปว่า “ท่านบอกได้หรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด?”

          ฮูหยินผู้เฒ่าหวังตะลึงงัน ผ่านไปครู่หนึ่งจึงค่อยถอนหายใจเบาๆ มองกู้อู๋โยวพร้อมกล่าวว่า “จริงอยู่ เจ้าหนุ่มตระกูลจ้าวเป็นคนดีมีความสามารถ นิสัยน่าชื่นชม แต่ครอบครัวเขาสลับซับซ้อนจนเกินไป พ่อของเขาเป็นคนแล้งน้ำใจ อีกทั้งยังมีภรรยาใหม่และบุตรชายอีกคนด้วย หากเจ้าแต่งงานไป อาจต้องเสียเปรียบให้กับพวกเขา”

          กู้อู๋โยวมองตาฮูหยินผู้เฒ่าหวัง กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่ประเด็นหลักเจ้าค่ะ” กู้อู๋โยวสังเกตเห็นว่าท่านยายมีแววตาเปลี่ยนไป นางเอ่ยต่อไปว่า “แม้ว่าครอบครัวของจ้าวเฉิงโย่วจะซับซ้อน ขอแค่ตระกูลหวังยังทรงอำนาจ พวกเขาคงไม่กล้าทำอะไรข้า ท่านยายว่าข้าพูดถูกหรือไม่เจ้าคะ?”

          ฮูหยินผู้เฒ่าหวังคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ กู้อู๋โยวจะเข้าใจเหตุการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นนี้

          นางย่นคิ้วพินิจพิจารณาผู้เป็นหลานสาวอย่างละเอียด ในที่สุดต้องพ่ายแพ้ให้กับดวงตาคู่นั้นของหลานสาวที่มองมายังตน ฮูหยินผู้เฒ่าหวังยกมือขึ้นลูบผมกู้อู๋โยวอีกครั้ง ตอบรับสั้นๆ ว่า “ถูกต้อง ขอแค่ตระกูลหวังกับตระกูลกู้ยังมีอำนาจในมือ ไม่ว่าใครก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้ ที่ตอนนั้นยายไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของเจ้ากับจ้าวเฉิงโย่วเป็นเพราะ...” เมื่อพูดถึงตรงนี้นางเว้นจังหวะเล็กน้อย มองลึกเข้าไปในดวงตาของกู้อู๋โยว ก่อนที่จะเอ่ยต่อไปว่า “เจ้าหนุ่มตระกูลจ้าวคนนี้ทำให้เจ้าเสียนิสัย กลายเป็นคนเอาแต่ใจจนเลยเถิด”

          เมื่อก่อนแม้ว่าหมานหมานของนางจะเป็นคนหยิ่งทะนงในตนเอง แต่ไม่เคยมีนิสัยอันธพาล ตั้งแต่กู้อู๋โยวหลงรักคุณชายตระกูลจ้าวคนนั้นก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน นางรักและหลงในตัวจ้าวเฉิงโย่วเหมือนต้องมนตร์สะกด ไม่สนใจสายตาหรือคำเตือนของใครทั้งนั้น คล้ายว่าโลกนี้มีแค่นางกับจ้าวเฉิงโย่ว ไม่มีเพื่อนหรือญาติพี่น้องคนใดอีก

          ความรักที่ดีจะทำให้คนเติบโต

          แต่ไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ที่รักใครคนหนึ่งแล้วตัวเองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

          ดังนั้นฮูหยินผู้เฒ่าหวังจึงไม่เห็นด้วย

          “ก่อนหน้านี้ยายอยากพูดกับเจ้า แต่ในใจเจ้ามีเพียงเจ้าหนุ่มตระกูลจ้าว ยายเลยคิดว่าหากได้แต่งงานกันแล้วเจ้าอาจจะดีขึ้นบ้าง ยายเลยไม่ได้พยายามห้ามปราม” ฮูหยินผู้เฒ่าหวังเอ่ยความในใจของตนออกมาก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เมื่อพูดจบก็หันไปมองผู้เป็นหลานสาว ถามด้วยความข้องใจว่า “หมานหมาน ตอนนี้เจ้า... คิดได้แล้วรึ?”

          กู้อู๋โยวพยักหน้าพร้อมกุมมือผู้เป็นยายซึ่งกำลังมองตนด้วยแววตาสงสัย ตอบอย่างหนักแน่นว่า “ท่านยายเจ้าคะ ครั้งนี้ข้าเหมือนก้าวข้ามประตูปรโลกไปแล้วขาหนึ่ง เรื่องใดที่ก่อนหน้านี้คิดไม่ตก ตอนนี้เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ การแต่งงานของข้ากับจ้าวเฉิงโย่วเป็นการดื้อดึงฝืนให้ได้มาตั้งแต่แรก”

          “ฝืนอะไร?!” ก่อนหน้านี้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังนิ่งฟังและเห็นว่าเข้าท่า ตอนนี้กลับไม่ค่อยพอใจเสียแล้ว นางเบ้ปากเอ่ยขัดจังหวะหลานสาวว่า “พวกเราไม่ได้เอามีดไปจี้คอขู่บังคับพวกเขาเสียหน่อย พอบิดาเขารู้เรื่องนี้ วันถัดมารีบส่งเทียบดวงชะตามาที่จวน ด้วยกลัวว่าพวกเราจะเปลี่ยนใจ”

          อย่างไรเสีย ไม่ว่าใครก็ต้องเห็นว่าลูกหลานตัวเองดีที่สุด โดยเฉพาะฮูหยินผู้เฒ่าหวังที่มีใจลำเอียง จะยอมเห็นหลานสาวที่เป็นแก้วตาดวงใจของตนเองพูดแบบนี้ได้อย่างไร

          นัยน์ตากู้อู๋โยวปรากฏรอยยิ้มที่ดูมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น นางชอบท่านยายเหลือเกิน ไม่ว่าจะทำอะไร ท่านยายจะคอยปกป้อง คล้ายว่านางได้ถอดเกราะกำบังความเป็นผู้ใหญ่ของตนในชาติที่แล้วออก กลายเป็นเพียงเด็กเล็กๆ คนหนึ่งที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดหญิงชรา กู้อู๋โยวตอบฮูหยินผู้เฒ่าหวังด้วยรอยยิ้ม “เจ้าค่ะ ถ้าจ้าวเฉิงโย่วไม่ชอบข้า เขานั่นแหละที่ต้องเสียใจ” เมื่อกู้อู๋โยวพูดปลอบจนท่านยายอารมณ์ดีแล้ว เอ่ยต่อไปอีกว่า “แต่เอาเถอะ ในเมื่อจ้าวเฉิงโย่วไม่มีใจให้ข้า ตอนนี้ข้าเองไม่ได้คิดเป็นอื่นกับเขา มิสู้ตัดสัมพันธ์เสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า”

          “เจ้า...” ฮูหยินผู้เฒ่าหวังนิ่งมองหลานสาว ในใจเต็มไปด้วยความสับสน “คิดดีแล้วจริงๆ รึ?”

          ฮูหยินผู้เฒ่ายังรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าหมานหมานไม่อาจปล่อยวางเรื่องนี้ลงได้ง่ายๆ

          แต่กู้อู๋โยวแสดงท่าทีเหล่านั้นออกมาด้วยความจริงใจ มองฮูหยินผู้เฒ่าหวังโดยไม่หลบสายตา พยักหน้าตอบว่า “ท่านยาย ข้าคิดได้แล้วจริงๆ” นางใช้เวลาตั้งหลายปีกว่าจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ถ่องแท้ ความรู้สึกที่กู้อู๋โยวมีต่อจ้าวเฉิงโย่วตอนนี้ทั้งไม่เกลียด ไม่แค้น แค่ไม่เหลือความรักใดๆ นางเห็นเขาเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง เป็นแค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญรู้จักกันเท่านั้น

          และกู้อู๋โยวเองก็ไม่อยากมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเขาอีก

          ไม่มีความจำเป็นนี่นา...

 

          ฮูหยินผู้เฒ่าหวังทำตามเจตนาของกู้อู๋โยว

          แม้ไม่ได้รีบร้อนไปเอาหนังสือหมั้นกลับมาจากตระกูลจ้าวในทันที แต่คนตระกูลหวังก็รู้เรื่องนี้โดยทั่วกัน ไม่มีใครคาดคิดว่าคุณหนูของพวกเขาจะตัดสินใจยกเลิกการหมั้นหมายกับคุณชายรูปงามผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในหลางหยาอย่างคุณชายจ้าว

          ช่างเหลือเชื่ออย่างยิ่ง เกือบไม่มีใครเชื่อว่านี่จะเป็นเรื่องจริง... หนึ่งในนั้นคือหวังจาว

          วันนี้เป็นวันอากาศดีในช่วงฤดูหนาวอย่างที่หาได้ยากยิ่ง ด้วยกู้อู๋โยวอายุยังน้อย นางจึงใช้เวลาพักฟื้นเพียงไม่กี่วันก็หายดี นางกำลังเตรียมตัวเดินทางกลับเมืองหลวง รถม้าที่จอดรออยู่ด้านนอกเป็นรถม้าที่บรรทุกข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ ของกู้อู๋โยว รวมถึงของที่ตระกูลหวังเตรียมไว้ให้ตระกูลกู้

          แม้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าหวังจะไม่ชอบตระกูลกู้ แต่นางก็ทำในสิ่งที่เหมาะที่ควร

          มีรถม้าทั้งหมดหกคัน

          สองข้างทางมีองครักษ์อีกยี่สิบนาย นอกจากนั้นเป็นเด็กรับใช้กับหญิงรับใช้สูงวัยรวมทั้งหมดสามสิบคน เพียงเท่านี้ก็แสดงให้เห็นว่ากู้อู๋โยวได้รับความสำคัญจากตระกูลหวังเพียงใด

          การจากไปครั้งนี้ต่างจากครั้งที่ผ่านมา

          เมื่อกู้อู๋โยวตัดความสัมพันธ์กับจ้าวเฉิงโย่ว หากยังอยู่ในเมืองหลางหยาและอยากหาคุณชายที่มีความเพียบพร้อมทั้งชาติตระกูล อุปนิสัย และมีความสามารถเทียบเท่ากับจ้าวเฉิงโย่วคงหาไม่ได้อีก แม้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าหวังจะอาลัยอาวรณ์หลานสาวเพียงใด ก็จำต้องยอมปล่อยให้เดินทางเข้าเมืองหลวง

          แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น พอถึงเวลาจากกันจริงๆ ฮูหยินผู้เฒ่ายังกุมมือกู้อู๋โยว เอ่ยอย่างตัดใจไม่ลงว่า “เจ้าไปเมืองหลวง ไปไกลหูไกลตา ไกลยาย ยายอยากจะดูแลเจ้าก็ทำไม่ได้แล้ว”

          กู้อู๋โยวนึกเศร้าใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

          ชาติที่แล้วก่อนท่านยายจะสิ้นใจกู้อู๋โยวอยู่ที่หลางหยาตลอด นางเดินทางเข้าเมืองหลวงเพียงปีละครั้งเพื่อเยี่ยมครอบครัวฝั่งบิดา ทุกครั้งที่ไปจะอยู่เพียงเจ็ดแปดวันแล้วรีบเดินทางกลับ เพราะสำหรับกู้อู๋โยว ตระกูลหวังที่เมืองหลางหยาต่างหากถึงจะเป็นบ้านของนาง ที่นี่มีท่านยายที่นางรักและสนิทสนมมากที่สุด

          แต่มาวันนี้...

          แม้กู้อู๋โยวนึกอาลัยอาวรณ์อยู่เต็มอกก็จำต้องจาก ตอนนี้นางจำเป็นต้องหาทางไปพบแม่ทัพใหญ่ของนางให้เร็วที่สุด อีกทั้งนางเองอยากจะไปพบกับญาติพี่น้องที่อยู่ในเมืองหลวงด้วย

          ชาติที่แล้วหลังจากกู้อู๋โยวหย่ากับจ้าวเฉิงโย่ว บิดาของนางมารับตัวกลับเมืองหลวง

          จนถึงตอนนี้ยังจำได้ว่าท่านพ่อถือราชโองการควบม้าเร็วมุ่งหน้าตรงมาที่หลางหยา ชั่วขณะที่เห็นนาง จู่ๆ ดวงหน้าหล่อเหลาของเขาปรากฏรอยน้ำตาอาบแก้ม ท่านพ่อคุกเข่าอยู่ต่อหน้า มือหยาบหนาของบุรุษที่สั่นเทาเล็กน้อยค่อยๆ ยื่นมาลูบใบหน้านางอย่างเบามือ เอ่ยว่า “พ่อ... พ่อมาช้าไป”

          ตอนหลังท่านพ่อพานางออกจากเมืองหลางหยาโดยไม่สนใจจ้าวเฉิงโย่วที่พยายามรั้งนางอย่างสุดกำลัง ทั้งยังซ้อมจ้าวเฉิงโย่วแทนนางเพื่อระบายโทสะอีกด้วย

          อันที่จริงบิดาของนางดี... เขาดีมากๆ

          เพียงแต่ก่อนหน้านี้กู้อู๋โยวมีอคติต่อเขา ทั้งตำหนิ ทั้งเกลียด ไม่ยอมเรียกเขาว่าพ่อแม้แต่คำเดียว

          บางครั้งกู้อู๋โยวก็เคยคิดว่าท่านพ่อเป็นถึงคนสนิทที่ฮ่องเต้ไว้วางใจ เป็นบุคคลสำคัญของแคว้นต้าโจว น่าจะมีชีวิตที่ราบรื่นกว่าใครทั้งหมด แต่ชาติที่แล้วผู้เป็นบิดาจากไปด้วยความทุกข์ตรมตั้งแต่อายุยังไม่ถึงห้าสิบปี

          หรือว่า... สาเหตุมาจากนาง?

          ในช่วงที่ท่านพ่อรุ่งเรืองที่สุด เขากลับสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก บุตรสาวผู้เป็นแก้วตาดวงใจปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นคนแปลกหน้า ท่านพ่อมีทุกสิ่งทุกอย่างแต่กลับรู้สึกคล้ายไม่เหลืออะไรเลย ดังนั้น ตอนใกล้สิ้นใจท่านพ่อจึงลูบผมนาง เอ่ยกับนางด้วยดวงตาแดงก่ำว่า “ถ้าพ่อไม่แต่งงานกับแม่ของเจ้าก็คงดี นางจะได้ไม่ด่วนจากไปแบบนี้ แต่พ่อ... ตัดใจไม่ได้นี่”

          กู้อู๋โยวคิดถึงตรงนี้ก็นัยน์ตาแดงก่ำ ในเมื่อมีโอกาสเริ่มต้นใหม่อีกครั้งนางจะต้องรีบตามหาแม่ทัพใหญ่ของนางให้พบโดยไว จะตั้งใจปฏิบัติต่อคนในครอบครัวเหล่านี้ให้ดีที่สุด นางสูดจมูกเบาๆ พยายามสะกดกลั้นน้ำตา ทั้งยังฝืนยิ้มเอ่ยกับยายของตนว่า “ถึงจะไกลแค่ไหน ข้าก็จะกลับมาเยี่ยมท่านยายบ่อยๆ นะเจ้าคะ”

          และจะพาแม่ทัพใหญ่ของข้ามาด้วย!

          ชาติที่แล้วตอนที่กู้อู๋โยวแต่งงานกับหลี่ชินหย่วน ท่านยายจากไปก่อนหน้านั้นหลายปี

          ชาตินี้กู้อู๋โยวอยากจะรีบพาแม่ทัพใหญ่มาพบท่านยายให้เร็วหน่อย แม่ทัพใหญ่ของนางดีถึงเพียงนี้ หากท่านยายได้พบจะต้องชอบเขามากแน่

          ฮูหยินผู้เฒ่าหวังจนปัญญา นางเพียงปาดน้ำตา เอ่ยกำชับหลานสาวอีกเล็กน้อย

          กู้อู๋โยวรับปากฮูหยินผู้เฒ่าแต่โดยดี รอกระทั่งกล่าวลาน้าชาย น้าสะใภ้ รวมถึงญาติทั้งหลายแล้วนางถึงยอมให้คนประคองขึ้นนั่งบนรถม้า

          ขณะที่รถม้ากำลังจะเคลื่อนตัว จู่ๆ มีคนตะโกนเรียกรั้งไว้ว่า “กู้อู๋โยว!”

          นั่นเป็นเสียงของหวังจาว

          คงเป็นเพราะกู้อู๋โยวไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาปรากฏกายที่นี่ จึงตะลึงไปเล็กน้อยแล้วค่อยๆ แง้มม่านเปิดออก กู้อู๋โยวเห็นเด็กรับใช้สองนางประคองร่างของหวังจาวซึ่งเดินกะเผลกตรงมายังรถม้าที่นางนั่ง เมื่อหวังจาวเห็นกู้อู๋โยวเข้า ก็ผลักเด็กรับใช้ที่ประคองตนออก ทั้งยังพยายามกัดฟันเดินมาหานางโดยหยุดอยู่ข้างรถม้าและถามว่า “เจ้าจะไปทั้งอย่างนี้รึ?”

          กู้อู๋โยวพยักหน้า ตอบไปว่า “อืม”

          “เจ้า!” หวังจาวกัดริมฝีปากแน่น ดวงหน้าเผยความคลางแคลงใจ “เจ้าตัดใจได้จริงๆ รึ?”

          กู้อู๋โยวไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง เพียงแต่นั่งพิงรถม้า หลุบตาลงมองญาติสาวนิ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่กู้อู๋โยวได้พบหวังจาวหลังจากฟื้นขึ้นมา ซึ่งสตรีตรงหน้านางยังคงเป็นหญิงสาวที่พยายามแสดงความหรูหราเฉิดฉายของตนออกมาตลอดเวลาอย่างที่จำได้

          หวังจาวในยามนี้ยังเด็กและอ่อนแอนัก

          “เจ้าชอบจ้าวเฉิงโย่วรึ?” กู้อู๋โยวถามหวังจาวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเบาแสนเบา เป็นระดับเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน

          หวังจาวมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยคล้ายตกอยู่ในอาการประหม่าและกลัวว่าจะมีใครได้ยินเข้า แต่เมื่อสบสายตาของกู้อู๋โยวพลันรู้สึกเสียวสันหลังอย่างประหลาด ด้วยกลัวว่าจะถูกญาติผู้พี่ดูหมิ่นเอา จึงกัดฟันเชิดหน้าตอบไปว่า “ข้าชอบจ้าวเฉิงโย่วแล้วอย่างไร? ไม่มีเจ้าเขาต้องเป็นของข้า!”

          หากไม่ใช่เพราะท่านย่าสงสารกู้อู๋โยว จ้าวเฉิงโย่วควรจะเป็นของหวังจาวตั้งแต่แรก นางคือผู้หญิงที่เหมาะสมกับเขาที่สุด

          กู้อู๋โยวมองหวังจาวด้วยรอยยิ้ม ไม่มีสีหน้าริษยาอย่างที่เคยทำ สายลมพัดมาปะทะดวงหน้ากู้อู๋โยวอย่างแผ่วเบา นางปัดผมที่ปรกหน้าทัดไว้หลังใบหู ก่อนจะมองหวังจาว เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าขออวยพรให้เจ้าสมปรารถนา ลมแรงขึ้นทุกที ข้าควรออกเดินทางแล้ว เจ้าเองก็กลับไปเถอะ”

          เมื่อพูดจบกู้อู๋โยวทิ้งม่านลงโดยไม่ได้สนใจหวังจาว

          รถม้าเคลื่อนตัวจากไปอย่างช้าๆ หวังจาวตกตะลึง นิ่งมองกู้อู๋โยวจากไป ก่อนจะย่นคิ้ว ครุ่นคิดว่า... ผู้หญิงคนนี้กำลังเล่นละครอะไรกันแน่? นางไม่เชื่อหรอกว่ากู้อู๋โยวจะปล่อยวางเรื่องนี้ไปง่ายๆ

          นางจะต้องทิ้งแผนการอะไรไว้แน่!

          ครึ่งเดือนผ่านไป

          เข้าสู่ฤดูหนาว ลมหิมะยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ

          โชคดีที่ฮูหยินผู้เฒ่าหวังรู้ว่ากู้อู๋โยวกลัวความหนาวจึงจัดเตรียมถ่านเงิน*อย่างดีไว้ให้นาง ถึงอย่างนั้นกู้อู๋โยวก็ยังหนาวจนแทบแข็ง ป๋ายลู่และหงซวงช่วยกันเอาผ้าห่มปิดรถม้าให้มิดชิดไม่ให้มีลมผ่านเข้ามาได้ ทั้งยังเอาผ้าขนสัตว์ชั้นดีมีราคาออกมาคลุมร่างให้คุณหนู

          “ทำไมยังไม่ถึงอีก?” หงซวงถูมือของกู้อู๋โยวพลางบ่นพึมพำ

          “น่าจะอีกวันกว่าๆ กระมัง” ป๋ายลู่เองมองไปยังกู้อู๋โยวที่หนาวจนแทบทนไม่ไหว นางกัดริมฝีปาก เสนอแนะว่า “พวกเราจะหาที่พักใกล้ๆ หยุดพักสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ? ลมแรงเหลือเกิน หากไปต่อทั้งอย่างนี้คงได้แข็งตาย รอให้ลมเบากว่านี้สักหน่อยพวกเราค่อยไปเถอะเจ้าค่ะ”

          กู้อู๋โยวซุกตัวอยู่ในผ้าคลุมขนสัตว์ หนาวเสียจนฟันกระทบกันแต่ยังส่ายหน้า ขณะที่กำลังจะปฏิเสธ นางได้ยินหงซวงเอ่ยว่า “บ่าวจำได้ว่าแถวนี้มีวัดแห่งหนึ่ง พวกเราไปแวะพักสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ?”

          “วัดหรือ?” กู้อู๋โยวชะงักเล็กน้อย

          ถ้ากู้อู๋โยวจำไม่ผิด น่าจะเป็นวัดจินถาย--ที่ที่นางได้เจอกับหลี่ชินหย่วนเป็นครั้งแรก... แม้นั่นจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอีกหลายปีต่อมาก็เถอะ แต่พอคิดว่าเป็นวัดจินถายนางก็นึกตื่นเต้นในใจ อยากจะไปเยี่ยมเยียนวัดแห่งนั้น

          “ถ้าอย่างนั้นก็เข้าไปพักสักหน่อยเถอะ”

          เนื่องจากก่อนหน้านี้นางบอกกล่าวคนที่บ้านไว้

          ด้วยกลัวว่าพวกเขาจะรอนาน กู้อู๋โยวจึงสั่งให้คนรับใช้และองครักษ์อีกจำนวนหนึ่งคุ้มกันรถม้าที่เหลือมุ่งไปยังจวนกั๋วกง เพื่อบอกครอบครัวฝั่งบิดาให้รู้ว่านางจะรอกระทั่งลมหิมะซาลงบ้างถึงจะเดินทางต่อ

          ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือต่างตามนางไปพักที่วัด

          คงเป็นเพราะวันนี้ลมหิมะแรงจัด วัดซึ่งเคยมีผู้คนแวะเวียนมาสักการะอย่างคับคั่ง ตอนนี้กลับไม่มีผู้มาเยือนแม้แต่คนเดียว มีเพียงหลวงจีนไม่กี่รูป พวกเขาสวมเสื้อซัวอีที่ทำมาจากหญ้าซึ่งใช้กันฝนกันหิมะ ทั้งยังสวมหมวกสามเหลี่ยมทรงสูงยืนกวาดหิมะอยู่หน้าประตู เมื่อเห็นคนกลุ่มใหญ่เข้ามาก็ตะลึง

          ป๋ายลู่ที่มือถือร่มก้าวไปด้านหน้า บอกถึงเจตนาของการมาในครั้งนี้

          หลวงจีนรูปนั้นวางไม้กวาดในมือ เดินไปหยุดอยู่ต่อหน้ากู้อู๋โยว ประนมมือพลางเอ่ยว่า “ตามข้ามา”

          กู้อู๋โยวพยักหน้าตอบ ตอนเดินเข้าไปด้านในนางยังแหงนหน้ามองป้ายวัดจินถายซึ่งเขียนด้วยอักษรสีทอง ไม่รู้ว่ากู้อู๋โยวกำลังคิดอะไรอยู่ ภาพนั้นกลับทำให้นางเผลอยิ้มจางๆ

          ป๋ายลู่เห็นแล้วประหลาดใจ ขณะที่กำลังประคองผู้เป็นนายเข้าไปด้านในก็ถามว่า “คุณหนูไม่เคยมาที่นี่นี่นา ทำไมดูเหมือนคุ้นเคยนักเล่า?”

          “อาจเป็นเพราะข้าคงเคยฝันเห็นกระมัง”

          หงซวงเผลอหัวเราะออกมา นางแย้มยิ้มมองผู้เป็นนาย เอ่ยว่า “คุณหนูหยอกล้อเก่งขึ้นทุกวันแล้วนะเจ้าคะ”

          แม้ป๋ายลู่จะไม่พูดอะไรมากแต่ในดวงตาปรากฏแววแห่งรอยยิ้ม ป๋ายลู่เองรู้สึกว่าหลังจากคุณหนูฟื้นขึ้นมา มีความเปลี่ยนแปลงปรากฏอย่างเห็นได้ชัด คุณหนูคล้ายเป็นคนใจกว้างมากขึ้น มองผ่านเหตุการณ์ได้ทะลุปรุโปร่ง การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ แม้ตัวนางจะรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็ชอบคุณหนูยิ่งกว่าแต่ก่อน

          เมื่อก่อนคุณหนูเป็นคนเอาแต่ใจ คอยตามติดคุณชายจ้าวอยู่ไม่ห่าง ทำให้นับวันก็ยิ่งเสื่อมเสียชื่อเสียง มาตอนนี้พอยอมปล่อยวางเรื่องความรัก แววตาก็ไร้ประกายโทสะ ไม่หงุดหงิดง่าย บ่าวอย่างนางเห็นแล้วก็เบาใจ

          หลวงจีนรูปนั้นพากู้อู๋โยวและคนอื่นๆ เข้าไปพักในห้องห้องหนึ่ง ยกชาและขนมมาให้ก่อนจะขอตัวออกไป

          หงซวงนำเสื้อคลุมขนสัตว์ของกู้อู๋โยวที่ถูกหิมะจนชื้นไปผิงไฟให้แห้ง ส่วนป๋ายลู่ช่วยจัดที่นอนเพื่อให้ผู้เป็นนายได้พักผ่อน กู้อู๋โยวเป็นคนเจ้าสำอางมาแต่ไหนแต่ไร แม้ออกจากบ้านก็ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองต้องลำบาก ดังนั้นทุกครั้งที่ออกเดินทางกู้อู๋โยวจึงพกสัมภาระมาไม่น้อย นอกจากผ้าปูเตียงและผ้าห่มแล้ว บางครั้งยังนำชาหรืออุปกรณ์อาบน้ำของตนติดตัวมาด้วย

          เมื่อเด็กรับใช้ตระเตรียมให้อย่างนี้ กู้อู๋โยวไม่ได้ท้วงติงแต่อย่างใด

          กู้อู๋โยวเป็นคนที่มีชีวิตบริบูรณ์ตั้งแต่ยังเด็ก ชาติที่แล้วนางมีชีวิตอยู่มาสามสิบกว่าปี มีเพียงช่วงหลังจากหย่ากับจ้าวเฉิงโย่วเท่านั้นที่รู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมายไประยะหนึ่ง ภายหลังเมื่อแต่งงานกับหลี่ชินหย่วน แม้แม่ทัพใหญ่ของนางจะคอยอบรมสั่งสอนในแทบทุกเรื่อง แต่กลับไม่เคยขัดใจนาง

          อย่างมากเวลาเขาเห็นนางจัดวางข้าวของหรูหราต่างๆ อาจจะพูดด้วยความเหนื่อยใจเพียงว่า “ไยจึงต้องทำตัวสำอางถึงเพียงนี้?”

          แต่ก็ยอมให้นางทำอย่างนั้นต่อ

          เมื่อคิดถึงหลี่ชินหย่วน กู้อู๋โยวซึ่งนั่งเท้าคางอยู่บนตั่งเผลอยิ้มออกมา ตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ ไม่รู้ว่าตอนนี้แม่ทัพใหญ่ของนางจะหน้าตาเป็นอย่างไร? นางเอียงคอมองดูหิมะขาวซึ่งเกาะอยู่บนขอบหน้าต่างข้างนอกพลางนึกจินตนาการตาม

          คนอย่างแม่ทัพใหญ่ ยามหนุ่มน่าจะเป็นคนสุขุมลุ่มลึกคนหนึ่งกระมัง?

          ลมหิมะด้านนอกยังคงพัดแรงอย่างต่อเนื่อง

          กู้อู๋โยวไม่ได้รู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อย นางแย้มยิ้มจนดวงตาปรากฏเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว สุกใสเป็นประกายงดงาม นางถึงขนาดจินตนาการเป็นภาพของหลี่ชินหย่วนสวมอาภรณ์สีน้ำเงินนั่งอยู่ในห้องหนังสือโดยอ่านหนังสือจำพวกที่นางรู้สึกว่าเข้าใจยาก

          เมื่ออ่านถึงจุดที่ไม่เข้าใจ เขาจะย่นคิ้ว นิ่งครุ่นคิด พอคิดออก ค่อยคลายหว่างคิ้วที่ขมวดมุ่น กู้อู๋โยวนั่งจินตนาการอยู่อย่างนั้นจนรู้สึกคล้ายว่าหลี่ชินหย่วนในวัยหนุ่มได้มาปรากฏกายอยู่ต่อหน้า นางแย้มยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ แม่ทัพใหญ่ของนางเป็นคนสุขุม เคร่งขรึม มีปัญญา และสง่างามอยู่เสมอ จึงมีคนรักและเคารพในตัวเขามากมาย

          กู้อู๋โยวยิ่งคิดยิ่งอยากเจอหลี่ชินหย่วนไวๆ นางชอบแม่ทัพใหญ่ อยากเจอเขาเร็วขึ้น อยากซุกตัวออดอ้อนในอ้อมกอดเขา อยากกอดเขา จูบเขา อยากเห็นแววตาเขาที่มองนางด้วยความเอ็นดู

          “คุณหนูเจ้าคะ?” ป๋ายลู่ส่งเสียงเรียกหลายครั้ง กู้อู๋โยวถึงค่อยรู้สึกตัว ผู้เป็นบ่าวยื่นผ้าที่ชุบน้ำอุ่นให้กู้อู๋โยวเช็ดมือด้วยท่าทีเหนื่อยใจ “คิดอะไรอยู่หรือ บ่าวเรียกท่านตั้งหลายครั้งแล้ว”

          “ไม่มีอะไรหรอก” กู้อู๋โยวส่ายหน้าตอบ ไม่เอ่ยอะไรอีก แต่นางก็มีท่าทีเบิกบานใจอยู่อย่างนั้น

          ป๋ายลู่ไม่ได้ถามต่อ แต่เข้ามาถอดเครื่องประดับให้เจ้านาย ทั้งยังช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า พาเข้านอน คงเป็นเพราะทุกคนเดินทางเป็นเวลายาวนานกว่าครึ่งเดือน คืนนี้กู้อู๋โยวจึงรู้สึกว่านางหลับสบายเหลือเกิน พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าลมหิมะข้างนอกหยุดแล้ว

          นางเอ่ยเรียกคนข้างนอกให้เข้ามาปรนนิบัติ

          ป๋ายลู่ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กู้อู๋โยว รายงานว่า “มีจดหมายจากที่จวนมาเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่ากู้กลัวว่าคุณหนูต้องเดินทางตามลำพังเลยสั่งให้คุณชายสามมารับคุณหนู อีกประมาณครึ่งชั่วยามคงมาถึงเจ้าค่ะ”

          กู้อู๋โยวพยักหน้าตอบ นางมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเพียงสีขาวโพลนจนมองอะไรไม่ถนัดนัก เพียงแต่ไม่ได้ยินเสียงลมด้านนอกแล้ว จึงถามอย่างสงสัยว่า “หิมะหยุดตกแล้วรึ?”

          “ตอนที่คุณหนูเพิ่งหลับไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ* หิมะก็หยุดตกแล้วเจ้าค่ะ” ป๋ายลู่ตอบอย่างนุ่มนวล

          “ข้าจะออกไปดูข้างนอกสักหน่อย” กู้อู๋โยวไม่ได้มาที่นี่หลายปีแล้วเช่นกัน สวนดอกเหมยที่นี่ได้ชื่อว่างดงามยิ่ง นางอยากจะไปเยี่ยมชม หากเป็นไปได้นางอยากเก็บดอกเหมยสักเล็กน้อยเพื่อเอามาทำเซียงหนาง จะได้มอบให้แม่ทัพใหญ่ ตอนนี้งานฝีมือของนางพัฒนาขึ้นไม่น้อย ไม่มีทางปักผ้าเป็นเส้นโย้เย้น่าขันอีกเด็ดขาด

          “เดี๋ยวบ่าวไปเป็นเพื่อนคุณหนูนะเจ้าคะ!” หงซวงเสนอตัวด้วยความกระตือรือร้น

          ป๋ายลู่ไม่ได้ห้ามคนทั้งสอง แต่ตอนที่ช่วยสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ให้กู้อู๋โยว นางเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “แม้หิมะจะหยุดตกแล้ว แต่อากาศยังหนาวอยู่ คุณหนูอย่าไปเล่นโปรยหิมะบนต้นไม้เหมือนที่ผ่านมาอีกนะเจ้าคะ” เมื่อพูดจบ หันไปกำชับหงซวงอย่างเด็ดขาดเหมือนคนเป็นแม่ที่บ่นไม่จบไม่สิ้นว่า “เจ้าดูแลคุณหนูให้ดี อย่าให้กลายเป็นว่าเจ้าไปเล่นกับคุณหนูด้วย”

          หงซวงหัวเราะ ตอบว่า “ป๋ายลู่ เจ้านี่ช่างขี้บ่นเสียจริง ต่อไปใครจะกล้ามาสู่ขอเจ้ากัน” เมื่อพูดจบหงซวงพากู้อู๋โยวซึ่งสวมอาภรณ์พร้อมสรรพรีบเดินออกไปข้างนอกโดยไว ไม่ได้สนใจป๋ายลู่ซึ่งคอยบอกตามหลังว่า “ช้าๆ หน่อย เดี๋ยวก็ล้มหรอก”

          อากาศหลังหิมะหยุดมีหมอกหนากระจายอยู่โดยรอบ ภาพที่ปรากฏจึงเต็มไปด้วยสีขาวโพลนของหิมะและหมอกหนาที่บดบังสายตา บนกิ่งไม้ พื้นดิน ตลอดจนหลังคาล้วนเป็นสีขาวทั้งหมด มีเพียงเจดีย์สูงเท่านั้นที่ยังพอมองเห็นประกายแสงสีทองอยู่บ้าง

          “คุณหนู พวกเราจะไปไหนกันหรือ เจ้าคะ?” หงซวงถามอย่างสงสัย

          “ไป...” กู้อู๋โยวมองไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ไปดูดอกเหมยกัน”

          “ได้เลยเจ้าค่ะ!”

 

          ตอนนั้นเอง ในกุฏิอีกหลังหนึ่ง

          ภายในห้องอบอวลไปด้วยไออุ่นจากเตา ให้บรรยากาศคล้ายอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

          ชายสูงวัยผู้หนึ่งห่มผ้าจีวร นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะ เขาคือเจ้าอาวาสของวัดจินถายฉายานามว่าเหลี่ยวอู๋ เมื่อได้ยินเสียงคนผลักประตูเข้ามาก็ยังไม่ลืมตา กระทั่งได้กลิ่นสุราลอยโชยมาเตะจมูกจึงลืมตาขึ้น เปิดปากด่าด้วยความหงุดหงิดว่า “เจ้าตัวแสบ แอบดื่มสุราอีกแล้วรึ?!”

          ผู้มาเยือนสวมอาภรณ์สีขาว ดวงตาเรียวยาว ทั้งยังรวบผมหางม้าไว้ด้านหลัง เขาคนนี้คือหลี่ชินหย่วนในวัยหนุ่มนั่นเอง

          เมื่อได้ยินอย่างนั้น หลี่ชินหย่วนพลันชะงักฝีเท้า มองไปยังชายชราที่มีใบหน้าเกรี้ยวกราด ดวงหน้าหล่อเหลาของเขาค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้มขึ้นจางๆ เอ่ยว่า “ไต้ซือยังไม่จำวัดอีกหรือ ข้าอุตส่าห์กลัวว่าจะทำให้ท่านตื่น เลยแอบย่องเข้ามาเงียบๆ แล้วเชียว” กล่าวจบเขาเดินตรงไปทอดกายลงบนพื้น ยกขาซ้ายขึ้นมาพาดบนเข่าขวา มือสองข้างประสานไว้ที่ท้ายทอย ทั้งยังกระดิกขาเบาๆ มีท่าทีไม่แยแสเรื่องรอบกาย

          เหลี่ยวอู๋เห็นอย่างนั้นก็นึกโมโห เจ้าหนุ่มคนนี้พูดก็ไม่ฟัง ด่าไปก็ไร้ประโยชน์ เขาจึงเพียงเอ่ยอย่างจนปัญญาว่า “สำนักศึกษาเปิดตั้งนานแล้ว เจ้าไปเข้าเรียนกี่ครั้งกัน! บ้านก็ไม่กลับ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับข้า เจ้าอยากออกบวชนักรึไร?”

          “ออกบวชก็ดีเหมือนกัน” หลี่ชินหย่วนหลับตา ยิ้มอย่างไม่ยี่หระ “รอกระทั่งวันไหนที่ข้าต่อสู้ดิ้นรนไม่ไหว ข้าจะมาขอข้าวท่านกินที่นี่แหละ”

          “เสี่ยวชี*...”

          เมื่อหลี่ชินหย่วนได้ยินเสียงเรียกนั้นก็รู้ว่าหลวงจีนผู้นี้เตรียมจะอบรมเขาอีกแล้ว หลี่ชินหย่วนลืมตาขึ้นอย่างเหนื่อยหน่าย มองไปยังนักบวชสูงวัย “ไต้ซือตั้งใจจะทำตัวน่ารำคาญอีกคนแล้วหรือ?” กล่าวจบเขายันกายลุกขึ้นยืน เดินออกไปข้างนอก “ข้าไปเล่นกับพวกหรูฮุ่ยยังจะดีเสียกว่า”

          “เสี่ยวชี! แม้จะเกลียดพ่อตัวเองสักแค่ไหน แต่เจ้าจะไม่เหลียวแลย่าของเจ้าเลยรึ?” เหลี่ยวอู๋ตะโกนไล่หลัง

          หลี่ชินหย่วนเดินไปจนใกล้จะถึงประตูแล้ว พอได้ยินคำพูดนั้นก็ชะงักฝีเท้า เขาวางมือค้างบนประตูนิ่งอย่างนั้นอยู่นานโดยไม่ได้เอ่ยอะไร ผ่านไปพักหนึ่งจึงผลักประตูออกไป

          เหลี่ยวอู๋เห็นท่าทีของเขาก็ส่ายหน้า ถอนหายใจด้วยความระอา

          ตั้งแต่หลี่ชินหย่วนอายุสิบขวบเป็นต้นมา เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่วัดจินถายจนคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี อาจจะรู้มากกว่าบรรดานักบวชที่จำพรรษาอยู่ด้วยซ้ำ เขาก้าวไปตามทางเดินอย่างคล่องแคล่วเพื่อเตรียมจะออกไปด้านนอก

          เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะไปไหน เพียงแต่เดินตามสัญชาตญาณเหมือนต้องมนตร์ เดินไปตามทางเดินเรื่อยๆ

          บางทีเขาอาจจะรู้สึกว่าทำอย่างนี้ช่างน่าเบื่อ

          หลี่ชินหย่วนหันหลังกลับไปยังห้องครัว หยิบสุราฤทธิ์อ่อนที่ใช้ในการเซ่นไหว้มากาหนึ่ง จากนั้นก็ปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังคาอารามที่ค่อนข้างสูง หิมะตกตลอดทั้งวันทำให้กระเบื้องบนหลังคามีหิมะเกาะอยู่เต็มไปหมด เขาปัดหิมะออก เลือกนั่งตรงจุดที่ใกล้กับมุมหลังคา

          แม้หิมะจะหยุดตกแล้ว แต่ลมยังแรงอยู่

          เขาเหมือนคนไม่รู้ร้อนรู้หนาว ยอมให้ลมพัดมาปะทะใบหน้าโดยเพียงแต่หรี่ตาลงและจิบสุราไปเรื่อยๆ

          ‘สุราของไต้ซือไม่อร่อยเอาเสียเลย’

          หลี่ชินหย่วนแย้มยิ้มแต่ยังคงแหงนหน้าดื่มสุราต่อ รอจนกระทั่งดื่มสุราหมดกาแล้วเขาจึงหลับตาลง งอขาข้างหนึ่งขึ้น ส่วนขาอีกข้างยืดไปข้างหน้า มือข้างหนึ่งเกาะลงบนพื้นกระเบื้องเบาๆ จนมีเสียงหัวเราะดังขึ้นจากข้างล่าง จึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ

          “คุณหนูเจ้าคะ ทำไมพวกเราต้องเก็บดอกเหมยเยอะถึงเพียงนี้ด้วย? ใช่ว่าจวนเราจะไม่มี” หงซวงถามด้วยความสงสัย

          “ไม่เหมือนกันหรอก” กู้อู๋โยวส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม นางยังเขย่งเท้าเก็บดอกเหมยต่อ ด้วยความที่นางกลัวว่าละอองหิมะที่ทับถมกันจะร่วงใส่ร่างตน จึงสวมหมวกคลุมศีรษะ เผยให้เห็นแค่เพียงปลายคาง แต่เมื่อแหงนหน้าเก็บดอกเหมยถึงจะพอทำให้มองเห็นดวงตาสุกใสซึ่งแฝงแววแห่งรอยยิ้มคู่นั้น

          กู้อู๋โยวเป็นคนขี้หนาวมาแต่ไหนแต่ไร

          แต่ตอนนี้นางอยากจะทำเซียงหนางให้แม่ทัพใหญ่ จึงอดทนกับความหนาวเพื่อเก็บดอกเหมยตูมบนกิ่ง

          “จะไม่เหมือนได้อย่างไรเจ้าคะ?” หงซวงฟังไม่เข้าใจจึงพึมพำเบาๆ ข้อดีของนางคือจะไม่เข้าไปก้าวก่ายความคิดของนาย คุณหนูอยากทำอะไรนางก็จะทำเป็นเพื่อน ดังนั้นนางจึงไม่ได้รอให้กู้อู๋โยวตอบคำถาม แต่ช่วยผู้เป็นนายเก็บดอกเหมยต่อ

          กู้อู๋โยวยิ้มมองสาวใช้พลางคิดในใจว่า ย่อมไม่เหมือนอยู่แล้ว

          วัดจินถายเป็นสถานที่ที่นางกับแม่ทัพใหญ่ได้เจอกันเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นพวกเขาก็แต่งงานกัน หลี่ชินหย่วนจูงมือนางไปยังสถานที่เก่าๆ เพื่อรำลึกความหลัง โดยบอกให้กู้อู๋โยวช่วยทำเซียงหนางให้เขาสักใบ กู้อู๋โยวเป็นคนที่ไม่ถนัดงานฝีมือด้านเย็บปักถักร้อยมาตั้งแต่เป็นเด็ก ด้วยกลัวว่าเขาจะหัวเราะเยาะเอา จึงเอ่ยปฏิเสธด้วยความเขินอาย

          แต่แม่ทัพใหญ่ของนางผู้ซึ่งวางมาดเคร่งขรึมและน่ายำเกรงเสมอมา วันนั้นกลับทำตัวเป็นเด็กน้อย ออดอ้อนออเซาะ รบเร้าเซ้าซี้จะเอาเซียงหนางจากนางให้ได้ แม่ทัพใหญ่ตื้อจนนางใจอ่อนรับปากทำให้จึงพอใจ นางเงยหน้าขึ้นมองดอกเหมยซึ่งอยู่บนศีรษะ เผลอแย้มยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

          “คุณหนู คุณชายสามมาถึงแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ” ป๋ายลู่ส่งเสียงดังมาจากที่ไกลๆ

          กู้อู๋โยวมองดอกเหมยในผ้าเช็ดหน้า เมื่อกะน้ำหนักดูแล้วเห็นว่าน่าจะพอ จึงรับปาก เตรียมจะจากไป

          หลี่ชินหย่วนนั่งเท้าคางเอียงคอ ดวงตาเรียวยาวคู่นั้นมองไปยังกู้อู๋โยวที่กำลังเดินจากไป มองหมวกของนางที่แต่งแต้มสีสันอยู่ท่ามกลางม่านหมอก มองรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ภายใต้ดวงหน้าที่ซ่อนอยู่ในหมวก เขาหัวเราะเบาๆ พลางหลับตา ไม่เห็นว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องใดๆ กับตน

          เมื่อหลี่ชินหย่วนได้ยินเสียงของหรูฮุ่ยดังมาจากด้านล่าง จึงลืมตาขึ้น ชะโงกตัวลงไปถามด้วยรอยยิ้ม “มีอะไร?”

          “ท่านอาแอบขโมยสุรามาดื่มอีกแล้ว!” หลวงจีนน้อยหรูฮุ่ยทำหน้าบึ้งอย่างไม่พอใจ

          หลี่ชินหย่วนกระโดดลงมายืนต่อหน้าหรูฮุ่ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ก้มลงดีดหน้าผากอีกฝ่ายเบาๆ “ไม่ใช่ขโมย เขาเรียกว่าหยิบยืมต่างหากเล่า สุราของที่นี่ไม่อร่อยเอาเสียเลย ไว้ข้าจะขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทานของอร่อยๆ มาให้ ดีหรือไม่?”

          หรูฮุ่ยลูบศีรษะ เอ่ยด้วยความโมโหว่า “อย่าเลย ถึงอย่างไรก็ลงท้องท่านอาคนเดียวอยู่ดี”

          หลี่ชินหย่วนครุ่นคิดตาม เห็นว่าคงจะเป็นอย่างนั้นจริงก็เลยไม่ได้เอ่ยต่อ เขายื่นกาสุราให้หรูฮุ่ย ประสานมือไว้ที่ท้ายทอยก่อนจะเดินไปเบื้องหน้า ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่จึงหันไปถามหรูฮุ่ยว่า “คนที่มาเมื่อครู่เป็นเด็กสาวบ้านไหน?”

          “ได้ยินว่าเป็นคุณหนูจากจวนติ้งกั๋วกง นางร่ำรวยถึงขั้นบริจาคให้วัดเราก้อนใหญ่ แถมยังงามมากเสียด้วย” หรูฮุ่ยที่เดินตามหลี่ชินหย่วน เล่าให้ฟัง

          ตระกูลกู้?

          หลี่ชินหย่วนเคยเจอกู้เถียวและกู้หยู แต่ไม่เคยเจอกับสาวน้อยคนเมื่อครู่

          เขาจึงคิดไปถึงคุณหนูผู้ซึ่งถูกเลี้ยงที่ตระกูลในหลางหยาตั้งแต่ยังเล็ก จากนั้นได้ยินหรูฮุ่ยเอ่ยจากด้านหลังว่า “นางงดงามและใจดีมากทีเดียว”

          เรื่องงามนั้นคงจะจริง แต่เรื่องใจดี...

          แค่คิดถึงเรื่องที่ฟู่เสี่ยนเคยเล่าให้ฟัง เขาเพียงแย้มยิ้มคล้ายไม่ค่อยเชื่อเท่าไรนัก

          ณ จวนติ้งกั๋วกง

          ยามนี้เป็นยามเซิน* 

          หลังจากหิมะหยุดตกในตอนเที่ยง ลมก็ค่อยๆ ผ่อนกำลังลง ภายนอกแม้มีหมอกขาวปกคลุมโดยรอบ แต่ก็ยังพอมีแสงสว่างรำไร

          บรรดาคนรับใช้ทั้งหลายต่างทำความสะอาดบริเวณเรือนด้านนอก แม้ไม่มีคนคอยตรวจตรา พวกเขาต่างขยันทำงานในหน้าที่อย่างตั้งใจ พวกเด็กรับใช้ถึงจะหนาวเพียงใดยังคงยืนอยู่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งยังปิดปากเงียบไร้ซึ่งการสนทนาใดๆ นั่นหมายความว่าจวนตระกูลกู้แห่งนี้เข้มงวดเรื่องกฎระเบียบอย่างยิ่ง

          บรรยากาศภายนอกเงียบสงบไม่ต่างจากด้านในเรือนพำนักของฮูหยินผู้เฒ่ากู้ ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นหญิงชราอายุห้าสิบเก้าปี ดวงหน้าราบเรียบเคร่งขรึม ดวงตาไร้ซึ่งแววยิ้ม แต่งกายด้วยเสื้อปี๋เจี่ย**สีม่วงเข้ม ในมือถือลูกประคำ นั่งในตำแหน่งประธานโดยมีบรรดาหญิงสาวในตระกูลนั่งอยู่ด้านล่าง

          ผู้ที่นั่งอยู่ฝั่งขวาของตำแหน่งประธานเป็นสตรีอายุสามสิบกว่า สวมอาภรณ์สีแดงสด กระโปรงจีบรอบตัว รวบผมเป็นจุกทรงหรูอี้ กลางศีรษะประดับด้วยปิ่นปักผมลายเฟิ่งหวง แม้การแต่งกายจะไม่ได้ดูหรูหรามากมายแต่ด้วยรูปร่างหน้าตา โดยเฉพาะแววตาคู่นั้นของนาง กลับส่อแววทะนงตนเยี่ยงสตรีที่เกิดในตระกูลสูง นางมีนามว่าฟู่เจี้ยง เป็นภรรยาใหม่ของติ้งกั๋วกงกู้อู๋จี้ และเป็นฮูหยินใหญ่ของจวนติ้งกั๋วกงคนปัจจุบัน

          ส่วนผู้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับฟู่เจี้ยงก็คือหลิ่วซื่อ นามเต็มว่าหลิ่วเย่เหมย เป็นหญิงหน้าเรียวท่าทีเฉลียวฉลาด สวมเสื้อปี๋เจี่ย บนศีรษะประดับเพชรนิลจินดา ข้อมือขาวสะอาดสวมกำไลทองสองวง โดยรวมคล้ายจะหรูหรากว่าฮูหยินใหญ่ของจวนเสียอีก

          บรรยากาศภายในห้องเงียบผิดปกติ บรรดาเด็กรับใช้และสาวใช้สูงวัยต่างก้มหน้าก้มตาอย่างมีวินัย หลิ่วซื่อไม่ชินกับการรอคอย นางวางแก้วชาลง เอ่ยขึ้นมาอย่างเบื่อหน่ายว่า “นี่ก็เกือบจะสองชั่วยามแล้ว ทำไมคุณหนูห้ายังมาไม่ถึงอีก หรือว่า...” นางกลอกตามองไปยังฟู่เจี้ยง หัวเราะเบาๆ “จะไม่ยอมมา”

          ฟู่เจี้ยงที่ดื่มชาพอได้ยินเช่นนั้นพลันชะงักมือ ครู่หนึ่งจึงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “หรงเกอไปรับคุณหนูห้าด้วยตนเองนางจะไม่ยอมกลับได้อย่างไร วันนี้ลมหิมะพัดแรง จะมาถึงช้าก็ไม่แปลก”

          หลิ่วซื่อหรี่ตามองอีกฝ่าย ย้ำว่า “ก็ไม่แน่หรอกนะ คุณหนูห้าของพวกเราใช่ว่าจะไม่เคยทำเรื่องพรรค์นี้มาก่อน ว่าแต่...” หลิ่วซื่อเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ถามอีกว่า “ครั้งนี้คุณหนูห้าได้บอกหรือไม่ว่าจะอยู่นานกี่วัน? เห็นที่ผ่านมาก็กลับเฉพาะช่วงตรุษจีน ตอนนี้ยังไม่ถึงตรุษจีนเสียด้วยซ้ำ”

          ฟู่เจี้ยงได้ยินก็ย่นคิ้ว วางจอกชาลงด้านข้างพร้อมจ้องหน้าหลิ่วซื่อ “สะใภ้สามพูดอย่างนี้หมายความอย่างไร ที่นี่เป็นบ้านของคุณหนูห้า นางจะอยู่นานแค่ไหนก็ย่อมได้”

          หลิ่วซื่อได้ยินเช่นนั้นก็นึกอัศจรรย์ใจ กู้อู๋โยวไม่ใช่สายเลือดแท้ๆ ของฟูเจี้ยงเสียหน่อย นางไม่เชื่อว่าฟู่เจี้ยงจะยินดีกับการกลับมาของกู้อู๋โยว ทุกครั้งที่เด็กคนนั้นกลับจวนก็มักสร้างเรื่อง ทำราวกับตัวเองหุ้มไปด้วยหนาม ไม่ว่าใครเข้าใกล้กู้อู๋โยวเป็นต้องเจ็บตัวทั้งนั้น

          คนที่น่าเวทนาที่สุดหนีไม่พ้นบุตรชายของฟู่เจี้ยง--นามว่ากู้จิ่วเฟย

          คิดถึงเมื่อครั้งที่กู้อู๋โยวผู้มีรูปโฉมงดงามเอ่ยวาจาทำร้ายจิตใจกู้จิ่วเฟยแล้วก็ให้นึกขำ หากนางเป็นฟู่เจี้ยง นางคงโกรธเกลียดกู้อู๋โยวไปทั้งชาติ แต่จะทำอย่างไรได้ ใครใช้ให้กู้อู๋โยววาสนาดี มีครอบครัวฝั่งมารดาอย่างตระกูลหวังคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ทั้งยังมีป้าเป็นถึงฮองเฮา แรกเกิดนางก็ถูกยกขึ้นเป็นท่านหญิงแล้ว แม้แต่บิดาอย่างติ้งกั๋วกงก็ทั้งรักและทะนุถนอมกู้อู๋โยวดั่งแก้วตาดวงใจ เรื่องนี้แม้หลิ่วซื่อจะไม่พอใจก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากอดทน

          หลิ่วซื่อลูบคลำกำไลทองที่ข้อมือเล่น ริมฝีปากแย้มยิ้มเหมือนอยากจะเอ่ยถ้อยคำบางอย่าง แต่จู่ๆ ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ซึ่งนั่งอยู่บนเตียงหลัวฮั่นพลันเอ่ยปาก “กลับมาคราวนี้ เสี่ยวอู่*จะไม่กลับไปหลางหยาอีก”

          ทันทีที่กล่าวจบหลิ่วซื่อก็ตะลึงอ้าปากค้าง นางหันไปมองฮูหยินผู้เฒ่ากู้ที่นั่งหลับตากุมลูกประคำไว้ในมืออย่างประหลาดใจ เพราะไม่เชื่อหูตัวเองจึงเอ่ยถามย้ำ “อะไรนะเจ้าคะ?!” ถามแล้วพลันนึกถึงจดหมายที่ส่งมาเมื่อสิบวันก่อน “หรือเรื่องที่คุณหนูห้ายกเลิกการหมั้นหมายกับคนตระกูลจ้าวจะเป็นความจริง?”

          ไม่มีใครตอบคำถามนาง

          ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ยังคงหลับตากุมลูกประคำไว้ในมือ สีหน้าราบเรียบเคร่งขรึม

          ฟู่เจี้ยงไม่ได้ตอบ แม้จะเป็นแม่เลี้ยงของกู้อู๋โยวแต่นางไม่อาจก้าวก่ายเรื่องของลูกเลี้ยงคนนี้ได้เลย

          หลิ่วซื่อที่ยังจมอยู่ในความงงงันพึมพำขึ้นว่า “คุณหนูห้าคิดอะไร อยู่ดีๆ ก็ถอนหมั้นเช่นนั้นรึ? คุณชายจ้าวดีเลิศยังกล้าตัดใจได้ลงคอ คุณหนูห้านี่เลอะเทอะขึ้นทุกทีแล้ว...”

          ยังไม่ทันพูดจบฮูหยินผู้เฒ่ากู้ก็ลืมตา ดวงตาที่เคร่งขรึมไร้รอยยิ้มคู่นั้นจ้องมองหลิ่วซื่อ ทำให้อีกฝ่ายต้องหุบปากไปโดยปริยาย

          พอหลิ่วซื่อเงียบเสียง บรรยากาศในห้องจึงกลับมาสงบอีกครั้ง

ฮูหยินผู้เฒ่ากู้เคลื่อนลูกประคำในมือ เอ่ยด้วยเสียงราบเรียบว่า “เรื่องนี้จบแล้ว ต่อไปไม่จำเป็นต้องพูดถึง ฟู่เจี้ยง คอยเป็นหูเป็นตาให้ข้าด้วย หากมีใครในจวนกล้าพูดเรื่องการแต่งงานของคุณหนูห้า ให้ใช้กฎบ้านจัดการได้เลย”

          ฟู่เจี้ยงรับคำ “เจ้าค่ะท่านแม่”

          “คุณหนูห้าเป็นคุณหนูตระกูลกู้ ที่นี่คือบ้านของนาง ใครที่กล้าเอ่ยวาจาระคายหู ข้าจะไม่เก็บไว้” แม้ฮูหยินผู้เฒ่ากู้จะไม่ระบุเจาะจงว่าเป็นใคร แต่เห็นได้ชัดว่านางตั้งใจพูดให้หลิ่วซื่อฟัง

          เมื่อครู่หลิ่วซื่อถูกฮูหยินผู้เฒ่ากู้จ้องอยู่พักหนึ่ง รู้สึกเสียวสันหลังจนหน้าถอดสี เวลานี้จะกล้าพูดอะไรอีก?

          ทำเพียงแต่ก้มหน้างุดรับคำเบาๆ

 

          ตรงถนนเข้าเมือง

          กู้อู๋โยวเริ่มนั่งไม่ติด นางสวมเสื้อคลุมมีหมวกปิดศีรษะ เอนหลังพิงพนักรถม้า ในมือกุมเซียงหนางซึ่งมีดอกเหมยอยู่เต็มพลางส่งเสียงเรียกออกไปข้างนอกเบาๆ ว่า “พี่สาม”

          ไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าม้า ตามมาด้วยเสียงของบุรุษที่ฟังรื่นหูถามว่า “มีอะไรรึ?”

          กู้อู๋โยวถามอย่างเบื่อหน่าย “เมื่อไหร่จะถึงจวนเจ้าคะ?”

          “อีกไม่ไกล พ้นโค้งนี้ไปก็ถึงแล้ว” กู้หรงตอบจากด้านนอกด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้กระแสลมแผ่วลง ถ้าเจ้าเบื่อก็เปิดม่านชมทิวทัศน์ข้างนอกสิ ไม่ได้กลับมาตั้งนาน อาจลืมไปแล้วว่าเมืองหลวงหน้าตาเป็นอย่างไร”

          กู้อู๋โยวนึกคล้อยตาม นางหลงลืมความทรงจำในวัยเด็กไปมาก เหลือเพียงความทรงจำระหว่างนางกับหลี่ชินหย่วนที่ยังคงจำได้ขึ้นใจ ไม่รู้ว่าเมืองหลวงตอนนี้กับเมืองหลวงในชาติที่แล้วจะเหมือนกันหรือไม่ นางแง้มม่านออกเพื่อดูทิวทัศน์ข้างนอก

          หิมะเพิ่งหยุดตก ท้องถนนไร้ผู้คนสัญจร แม้แต่ร้านค้ายังปิดทำการเสียเป็นส่วนใหญ่ กระนั้นกู้อู๋โยวก็มองด้วยความตื่นตาตื่นใจ บรรยากาศตอนนี้ช่างต่างจากภาพในความทรงจำของนางมากโข มีบางอย่างที่รู้สึกคุ้นเคย แต่มีหลายอย่างที่รู้สึกแปลกตา กู้อู๋โยวจำได้ว่าข้างร้านกรรไกรซุนจี้มีร้านขายเต้าฮวย แต่ตอนนี้กลับเป็นร้านหนังสือ

          น่าจะต้องรออีกหลายปีร้านเต้าฮวยจึงจะเปิด

          ร้านเต้าฮวยร้านนั้นรสชาติดีมาก ครั้งแรกที่หลี่ชินหย่วนพากู้อู๋โยวมากิน นางยังนึกรังเกียจ คิดว่าร้านเล็กๆ เช่นนี้จะทำอาหารเลิศรสอะไรได้ แต่พอถูกคะยั้นคะยอมากเข้าเลยยอมฝืนกินไปคำหนึ่งแล้วก็เบิกตาโพลงอย่างประหลาดใจ หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่นางออกจากจวนก็จะชวนหลี่ชินหย่วนมากินด้วยกัน แต่ละครั้งกู้อู๋โยวจะกินเต้าฮวยสองถ้วยจนถูกสามีล้อว่าเป็นแมวตะกละ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้กู้อู๋โยวเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

          กู้หรงบังคับม้าให้เดินเลียบไปพร้อมกับรถม้า มองกู้อู๋โยวที่ดูตื่นตาตื่นใจกับสิ่งต่างๆ โดยรอบ เขาจำได้ดีว่าเมื่อก่อนญาติผู้น้องคนนี้กลับมาบ้านทีไร มักจะปั้นหน้าบึ้งตึง ไม่ว่าใครจะหยอกล้อก็ไม่ยอมยิ้มตอบ คล้ายว่ามาเพื่อทำภารกิจให้เสร็จๆ ไป ทุกครั้งที่กลับมาเมืองหลวงเหมือนจะมาเพื่อฉลองปีใหม่แล้วรีบกลับหลางหยาทันที แต่ตอนนี้กลับยิ้มแย้มไม่สร่าง ดูเหมือนจะอารมณ์ดีมากทีเดียว

          กู้หรงกุมบังเหียนม้าไว้ในมือ ก้มหน้าเอ่ยถาม “น้องห้าในวันนี้ดูต่างจากเมื่อก่อนมาก”

          กู้อู๋โยวไม่มีสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำทักนั้น นางเพียงละสายตาจากทิวทัศน์ หันไปเอ่ยกับกู้หรงด้วยรอยยิ้ม “แล้วพี่สามคิดว่าดีหรือไม่เจ้าคะ?”

          กู้หรงตะลึงไปเล็กน้อย ครู่หนึ่งดวงหน้าของเขาจึงค่อยปรากฏรอยยิ้มเอ็นดู เขายื่นมือไปลูบศีรษะกู้อู๋โยว คล้ายกำลังลูบศีรษะน้องสาวผู้เป็นที่รัก “เมื่อก่อนไม่นับว่าแย่ แต่ตอนนี้ยิ่งดีขึ้นไปใหญ่”

          กู้หรงน่าจะเป็นคนที่สนิทกับกู้อู๋โยวที่สุดในตระกูลกู้แล้ว

          ทุกคนต่างพูดเสียงเดียวกันว่ากู้อู๋โยวเอาแต่ใจตัวเอง แต่กู้หรงจำได้ว่าตอนที่นางยังเด็ก เขาเคยเห็นนางนั่งเดียวดายอยู่บนตั่งสูงตามลำพัง นางไม่สามารถลงมาได้เพราะปลายเท้าแตะไม่ถึงพื้น แต่ยังวางท่าหยิ่งยโสอวดดี แม้กู้อู๋โยวเห็นกู้หรงเดินเข้ามาในห้องก็ไม่ยอมร้องขอให้ช่วย เด็กน้อยคนนั้นแสร้งปั้นสีหน้าบึ้งตึงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอเขาทำเป็นเดินจากไป กู้อู๋โยวที่อดทนอดกลั้นมานานก็ปล่อยโฮออกมาด้วยความรู้สึกทั้งกลัวทั้งเสียหน้า

          กู้หรงยิ่งคิดยิ่งแย้มยิ้มมากกว่าเดิม มองกู้อู๋โยวด้วยแววตาอ่อนโยน ในใจเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีอย่างที่พี่ชายมีต่อน้องสาว เป็นเพราะเขามีความทรงจำในวัยเด็กเช่นนี้ ทำให้ไม่ว่าใครจะเอ่ยถึงน้องสาวเขาในแง่ร้าย เขาก็ยังคงทำดีกับกู้อู๋โยวเสมอมา

          พอรถม้าเลี้ยวไปอีกทาง กู้หรงจึงเห็นเซียงหนางที่กู้อู๋โยวกำอยู่ในมือ นึกถึงภาพนางนั่งยัดดอกเหมยของวัดจินถายใส่ไว้ในห่อเซียงหนางก็นึกขำ จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าเก็บดอกเหมย คิดจะมาทำเซียงหนางเนี่ยนะ” กู้อู๋โยวพยักหน้ายอมรับ เขาจึงแกล้งพูดเล่นๆ ไปว่า “ทำให้ข้าหรือ?”

          กู้อู๋โยวเม้มริมฝีปาก ใบหน้าปรากฏความลังเล แต่ท้ายสุดก็มองเขาและตอบว่า “ใบนี้คงไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ แต่ข้าจะทำใบใหม่ให้พี่สาม”

          กู้หรงไม่ได้สนใจอยากจะได้เซียงหนาง แต่เมื่อเห็นสีหน้าของน้องสาวแค่เพียงอยากเอ่ยล้อ จึงถามนางว่า “ไม่ได้ทำให้ข้าแล้วทำให้ใคร?” ถึงปกติเขาจะไม่ค่อยสนใจเรื่องในบ้านสักเท่าไหร่ แต่ก็รู้ว่าญาติผู้น้องคนนี้เพิ่งปฏิเสธการแต่งงานกับคนตระกูลจ้าวนี่นา

          หรือนั่นจะเป็นเพียงข่าวลือ?

          หรือนางจะทำเซียงหนางนี้ให้จ้าวเฉิงโย่ว?

          ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ คนอื่นในบ้านอาจไม่รู้ แต่ตอนที่เขาไปเยี่ยมกู้อู๋โยวที่หลางหยา เขาเคยเห็นสัมพันธภาพระหว่างน้องสาวตนกับจ้าวเฉิงโย่วมาก่อนจึงทราบดีถึงความหลงใหลที่น้องห้ามีต่อบุรุษผู้นั้น เขาคิดว่าการถอนหมั้นหนนี้น่าจะเป็นเพียงแผนการแก้เผ็ดชั่วคราว

          กู้อู๋โยวไม่รู้ว่ากู้หรงคิดอะไรอยู่ นางกำเซียงหนางไว้ในมือ เกือบหลุดปากตอบออกไปว่าเซียงหนางใบนี้ตั้งใจจะทำให้แม่ทัพใหญ่ต่างหาก แต่ตอนนี้หลี่ชินหย่วนยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับตน กู้อู๋โยวจึงหน้าแดงด้วยความเขินอาย แสร้งบ่นด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเพื่อให้ผ่านประเด็นนี้ไป “พี่สามก็!”

          กู้หรงค่อยดึงตัวเองออกจากห้วงคิด พอเห็นน้องสาวมีท่าทีเหนียมอายเช่นนั้น ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นว่าข้อสันนิษฐานของตนน่าจะเป็นไปได้ เขายังอยากถามต่อ แต่ด้วยความที่กู้อู๋โยวเป็นหญิง เขารู้ว่าไม่ควรซักไซ้ จึงตอบอย่างไม่ใส่ใจไปว่า “เอาละๆ ข้าไม่ถามแล้ว”

          สองพี่น้องสนทนากันอีกพักหนึ่ง จนกระทั่งใกล้ถึงจวนกั๋วกง จู่ๆ กู้อู๋โยวก็ส่งเสียงเรียกพี่ชายขึ้นเบาๆ “พี่สาม”

          “มีอะไรรึ?” กู้หรงเอ่ยถามจากด้านนอก

          “ท่านรู้จัก...” กู้อู๋โยวมีท่าทีเหนียมอาย กลั้นใจพูดต่อ

          “หลี่ชินหย่วนหรือไม่?”

          “ใครนะ?

          กู้หรงได้ยินไม่ถนัดจึงหันกลับมาถามกู้อู๋โยวอีกครั้ง

          “เอ่อ...” กู้อู๋โยวนึกอาย นี่เป็นครั้งแรกที่นางเอ่ยถึงแม่ทัพใหญ่กับคนอื่นหลังจากที่ฟื้น จึงก้มหน้าเพื่อซ่อนแก้มทั้งสองข้างที่แดงระเรื่อ มือกำเซียงหนางไว้แน่น ในใจทั้งอายทั้งประหม่า แม้แต่หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะคล้ายเสียงประทัดในช่วงปีใหม่

          “หลี่ชินหย่วนแห่งจวนเว่ยกั๋วกง เขา...” กู้อู๋โยวยังคงก้มหน้างุด หลุบตาลงมองกู้หรงและถามว่า “พี่สามรู้จักเขาหรือไม่?”

          “ทำไมจู่ๆ จึงถามถึงหลี่ชินหย่วน?” คราวนี้กู้หรงได้ยินถนัดแล้ว เขาย่นคิ้วมองดวงหน้างดงามน่าเอ็นดูนั้น น้อยครั้งที่จะเห็นนางเผยสีหน้าเช่นนี้

          กู้อู๋โยวตะลึงไปเล็กน้อยคล้ายไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ทัพใหญ่ในความทรงจำของนางเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งสูงส่งในกองทัพและเป็นที่รักของผู้คน แม้แต่บิดายังเอ่ยชมไม่ขาดปาก ในความทรงจำคล้ายว่าจะไม่มีใครที่ไม่ชอบแม่ทัพใหญ่ ทุกคนต่างเคารพรักเขา บางคนยังมองเขาไม่ต่างจากเทพเซียน แล้วเหตุใดพี่สามจึงมีสีหน้าเช่นนั้น สีหน้าเหมือนรังเกียจและดูหมิ่นอยู่กลายๆ คล้ายไม่อยากเอ่ยชื่อท่านแม่ทัพออกมาด้วยซ้ำ

          กู้หรงก็กำลังสงสัยอยู่เช่นกัน เขาไม่เข้าใจว่าน้องสาวซึ่งใช้ชีวิตอยู่ที่หลางหยามาตลอด ทำไมจู่ๆ จึงถามถึงคนไม่เอาถ่านจากตระกูลหลี่คนนั้นได้?

          ตามจริงแล้ว น้องห้าน่าจะไม่เคยเจอชายผู้นั้นด้วยซ้ำ ไยจึงเอ่ยถึงชื่อคนผู้นั้น แล้วยัง...

          กู้หรงย้อนนึกไปถึงสีหน้าท่าทางตอนที่กู้อู๋โยวเอ่ยถึงหลี่ชินหย่วน นางดูมีท่าทีเหนียมอายไม่ต่างกับหญิงสาววัยออกเรือน กู้หรงขมวดคิ้วนิ่งมองน้องสาว พยายามนึกถึงความเป็นไปได้สารพัด ไม่รู้นึกอะไรขึ้นมา จู่ๆ ก็จับแขนกู้อู๋โยวถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เมื่อครู่ตอนอยู่ในวัดจินถาย เจ้าพบหลี่ชินหย่วนใช่หรือไม่ เขาทำอะไรเจ้าหรือเปล่า?”

          กู้หรงเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสมาตลอดแต่ตอนนี้กลับวางสีหน้าเคร่งขรึม กู้อู๋โยวเห็นท่าทีของเขาก็ตกใจ ตอบกลับว่า “เปล่าเจ้าค่ะ ไม่ได้เจอเขา” ถ้าเมื่อครู่กู้อู๋โยวบังเอิญเจอหลี่ชินหย่วนที่วัดจินถายจริง มีหรือจะยอมกลับบ้าน นางคงตามเขาไปแล้ว!

          กู้หรงกลับไม่ยอมเชื่อ เขาเบนสายตาคาดคั้นไปยังป๋ายลู่และหงซวงที่นั่งอยู่ด้านหลังกู้อู๋โยว

          สาวใช้ทั้งสองตกใจ ความที่ป๋ายลู่อายุมากกว่าจึงยังคงวางสีหน้าราบเรียบ หันไปกระตุกแขนเสื้อหงซวงและถามเบาๆ ว่า “เมื่อครู่ตอนที่ตามคุณหนูไป เจ้าเห็นใครหรือไม่?”

          หงซวงค่อยตั้งสติได้ นางส่ายหน้าตอบว่า “ไม่นะ ก็... ก็มีหลวงจีนอยู่ไม่กี่รูป นอกจากนั้นไม่มีใครแล้ว”

          กู้หรงได้ยินเช่นนั้นค่อยเบาใจ เขาผ่อนลมหายใจแล้วปล่อยมือจากกู้อู๋โยว เมื่อเห็นน้องสาวมีสีหน้าตกตะลึงก็รู้ตัวว่าตนทำให้นางตกใจ จึงปลอบประโลม “น้องห้าอย่าได้โทษที่ข้าตกอกตกใจถึงเพียงนี้ คุณชายเจ็ดผู้นั้นเป็นคนดื้อรั้นมาแต่ไหนๆ ข้ากลัวว่าเขาจะรังแกเจ้า”

          กู้อู๋โยวยังคงมีท่าทีตะลึงงันแต่ไม่ได้เอ่ยอะไร ไม่ได้ตกใจในท่าทีของกู้หรง แต่กลับตกใจในคำพูดของเขาที่พูดว่า ‘คุณชายเจ็ดผู้นั้นเป็นคนดื้อรั้นมาแต่ไหนๆ ข้ากลัวว่าเขาจะรังแกเจ้า’

          นางไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม?

          คนที่พี่สามพูดถึงคือแม่ทัพใหญ่ของนางอย่างนั้นรึ? หรือเป็นแค่คนที่มีชื่อเดียวกันกับท่านแม่ทัพ

          แต่เมื่อย้อนคิด ก็ยิ่งเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ตระกูลหลี่เป็นตระกูลสูงศักดิ์มีชื่อเสียง หากจะมีคนในครอบครัวชื่อเหมือนกัน คงไม่บังเอิญว่าเป็นคุณชายในลำดับที่เจ็ดเช่นเดียวกับท่านแม่ทัพหรอกกระมัง

          กู้หรงยังพูดอีกว่า “ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าไปได้ยินชื่อของหลี่ชินหย่วนมาจากไหน แต่คนคนนี้ เจ้าอยู่ห่างเขาไว้จะดีกว่า...” กู้หรงเป็นคนที่ได้รับการอบรมสั่งสอนเรื่องมารยาท ดังนั้นจึงวางตัวเป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียด ยิ่งไม่มีทางเอ่ยปากนินทาลับหลังคนอื่น เพียงยื่นมือไปลูบศีรษะกู้อู๋โยว “ฟังข้าเถอะ พี่ชายอย่างข้าไม่มีทางทำร้ายเจ้าเด็ดขาด”

          กู้อู๋โยวได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งตะลึงหนัก ยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ทัพใหญ่ในความทรงจำของนางผู้ซึ่งเป็นที่รักและเคารพของผู้คน กลับกลายเป็นคนอีกแบบในสายตาของพี่สามไปได้ ตกลงว่า... เกิดความผิดพลาดตรงไหนกันแน่

          กู้หรงยังอยากพูดต่อแต่ขบวนรถมาถึงหน้าจวนกั๋วกงแล้ว เขาเหลือบตามองกู้อู๋โยวแล้วเก็บความคิดนั้นเอาไว้

          “คุณหนูเจ้าคะ พวกเราลงรถกันเถอะ” ป๋ายลู่เห็นกู้อู๋โยวมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก จึงกระตุกแขนเสื้อผู้เป็นนายเบาๆ

          “อืม” กู้อู๋โยวหันกลับมารับคำ ไม่ว่าอย่างไรนางควรไปคารวะท่านย่าและคนอื่นๆ ก่อน ส่วนเรื่องแม่ทัพใหญ่ต่อไปค่อยหาทางสืบ แม้ว่าพี่สามจะไม่เคยโกหกนาง แต่กู้อู๋โยวไม่มีทางเชื่อว่าแม่ทัพใหญ่จะเป็นคนเช่นนั้น เรื่องนี้ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ

 

          ภายในห้องโถง

          กู้อู๋โยวก้มคารวะฮูหยินผู้เฒ่ากู้ ฟู่เจี้ยงและหลิ่วซื่อ ก่อนจะยืนฟังหญิงชราให้โอวาท

          ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ถือลูกประคำไว้ในมือยังคงวางสีหน้าราบเรียบเคร่งขรึมเหมือนที่ผ่านมา นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ว่า “เดินทางมาทั้งวันคงเหนื่อย เดิมทีวันนี้เจ้าควรมากินข้าวเย็นกับข้าที่นี่ แต่เป็นเพราะว่าช่วงนี้ข้าสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ไม่สะดวกที่จะกินข้าวกับใคร ฉะนั้นให้กลับไปกินข้าวที่เรือนของตัวเองเถอะ”

          “เจ้าค่ะ” กู้อู๋โยวรับปากเบาๆ ไม่รู้ว่าคิดอะไรจึงบอกไปว่า “ท่านยายของข้าเตรียมยาสมุนไพรมาให้ไม่น้อย ในนั้นมียาที่ท่านย่าใช้กินเป็นประจำ ประเดี๋ยวจะให้คนนำมามอบให้ท่านนะเจ้าคะ”

          กู้อู๋โยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ทุกคนในห้องต่างตะลึงงัน

          อย่าว่าแต่ฟู่เจี้ยงกับหลิ่วซื่อ แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ซึ่งไม่ค่อยแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้ายังชะงักมือที่กำลังเคลื่อนลูกประคำ นางเงยหน้ามองกู้อู๋โยวครู่หนึ่งจึงพยักหน้าตอบ กล่าวเพียงว่า “ขอบใจมาก”

          ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ดูค่อนข้างเหนื่อยคล้ายไม่อยากพูดอะไรมาก จึงเอ่ยส่งท้ายเพียงว่า “เอาละ ตอนนี้ก็ได้เจอกันแล้ว คืนนี้พ่อของเจ้าคงกลับมา ส่วนพี่น้องของเจ้าตอนนี้อยู่ที่สำนักศึกษา พรุ่งนี้คงได้เจอกัน” พอกล่าวจบหญิงชราก็ไม่สนใจพวกนางอีก สั่งให้คนมาประคองตนเข้าไปด้านใน คนที่เหลือพากันคารวะส่งผู้อาวุโส

          วันนี้กู้หรงไม่ได้ตามเข้ามาคารวะท่านย่าด้วย เขาเป็นบุตรหลานคนเดียวที่ไม่ได้สอบเข้าเป็นขุนนาง จึงรับหน้าที่ดูแลกิจการของตระกูลกู้ซึ่งก็มีงานมากมายให้ทำ จนแทบไม่ได้หยุด

          ตอนนี้ในห้องนอกจากบ่าวรับใช้ก็เหลือเพียงกู้อู๋โยว ฟู่เจี้ยง และหลิ่วซื่อ

          ทุกครั้งที่ฟู่เจี้ยงอยู่ต่อหน้ากู้อู๋โยวนางมักประหม่าไม่เป็นตัวของตัวเอง วันนี้ก็เช่นกัน มีเพียงหลิ่วซื่อที่ก้าวเข้ามากุมมือกู้อู๋โยวอย่างสนิทสนม ทั้งยังกล่าวว่า “น่าสงสารจริง ไม่เจอกันนานทำไมถึงได้ผอมลงขนาดนี้ ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ตอนอยู่หลางหยาเจ้าพลัดตกลงไปในสระ ตอนนี้สุขภาพดีขึ้นบ้างหรือไม่?”

          กู้อู๋โยวพยักหน้าตอบแล้วดึงมือกลับ “ขอบคุณอาสะใภ้สามที่เป็นห่วง ตอนนี้หายดีแล้วเจ้าค่ะ”

          นางยังไม่ชินกับการวางตัวสนิทสนมของผู้อื่น

          เมื่อหลิ่วซื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ก็โล่งใจ ก็เมื่อครู่จู่ๆ กู้อู๋โยวเอ่ยคำพูดแสดงความเป็นห่วงเป็นใยฮูหยินผู้เฒ่า ทำให้ทุกคนทั้งแปลกใจทั้งอึดอัด ดูไม่เหมือนกู้อู๋โยวคนเดิมเอาเสียเลย

          หลิ่วซื่อครุ่นคิดพลางเหลือบมองไปยังฟู่เจี้ยงที่นั่งนิ่งอยู่ด้านข้าง นางเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มว่า “ก่อนหน้านี้พี่สามของเจ้าออกเรือไปต่างแดน ได้ของติดมือมาไม่น้อย เจ้าไปเลือกดูแล้วกันว่าชอบชิ้นไหน”

          กู้อู๋โยวเพียงพยักหน้า

          ป๋ายลู่ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างรู้ว่าผู้เป็นนายไม่อยากพูดอะไรอีก จึงก้าวเข้าไปพูดแทนว่า “ฮูหยินใหญ่ สะใภ้สาม คุณหนูของพวกเราเดินทางมาเหนื่อยๆ บ่าวขอพากลับห้องไปพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ”

          หลิ่วซื่อตอบรับแต่โดยดี

          ฟู่เจี้ยงเอ่ยตามว่า “รีบไปเถอะ ข้าสั่งให้คนก่อไฟไว้ ส่วนผ้าปูเตียงกับผ้าห่มก็เปลี่ยนใหม่ให้แล้ว...” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใยจากใจจริง ความจริงนางยังอยากพูดอะไรอีก แต่พอคิดถึงพฤติกรรมของกู้อู๋โยวในอดีต กลัวว่าจะทำให้เด็กสาวไม่พอใจ จึงตัดสินใจเอ่ยเพียงเท่านั้น

          แม้ว่ากู้อู๋โยวจะผ่านโลกมาแล้วหนึ่งภพ แต่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับการเชื่อมสัมพันธ์กับผู้อื่นอยู่ดี

          ชาติที่แล้วนางก็เป็นเช่นนี้ พูดไม่ค่อยเก่ง ไม่รู้จักวางตัว มักเผลอทำผิดต่อผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวอยู่ร่ำไป มิหนำซ้ำยังรู้สึกว่าฟู่เจี้ยงแย่งตำแหน่งที่ควรจะเป็นของมารดาตน จึงมักจะคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งแม่เลี้ยงอยู่เป็นประจำ

          แต่อันที่จริงฟู่เจี้ยงไม่ได้ทำผิดอะไรเลย

          มารดาของกู้อู๋โยวเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ท่านแม่มีบุตรีเป็นทายาทสืบสายเลือดเพียงคนเดียวก็คือนาง แม้ในจวนจะมีลูกพี่ลูกน้องอยู่หลายคน แต่กลับไม่มีบุตรชายสายตรงที่ถือกำเนิดจากฮูหยินใหญ่ ดังนั้นท่านย่าของกู้อู๋โยวจึงแต่งสะใภ้ใหม่เข้าบ้านโดยไม่สนใจความคิดเห็นของท่านพ่อ

          ทว่าฟู่เจี้ยงก็ดีกับนางมาก

          ตลอดหลายปีมานี้ ไม่ว่ากู้อู๋โยวจะพยายามหาเรื่องหรือก่อวีรกรรมขัดแข้งขัดขา ฟู่เจี้ยงยังคงปฏิบัติต่อนางด้วยดีเสมอต้นเสมอปลาย แม้ว่ากู้อู๋โยวจะโกหกและผลักความผิดทั้งหมดให้ฟู่เจี้ยง อีกฝ่ายก็ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น

          กู้อู๋โยวแอบคิดไปว่าหากแม่ทัพใหญ่อยู่ที่นี่ เขาจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรนะ?

          คงไม่ทำแบบนาง...

          ไม่เลือกทำให้สถานการณ์โดยรวมดูอึดอัด แต่นางไม่มีวิธีอื่นใด แม้ชาติที่แล้วท้ายสุดกู้อู๋โยวจะมีความสัมพันธ์อันดีกับแม่เลี้ยงอยู่บ้าง แต่ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันเพียงลำพังก็ยังมีความรู้สึกตะขิดตะขวง กู้อู๋โยวถอนหายใจเบาๆ นางคิดถึงแม่ทัพใหญ่เสียแล้ว ยิ่งพอเผชิญกับเรื่องเหล่านี้ก็ยิ่งคิดถึงความสุขุมของเขาเหลือเกิน

          “คุณหนูเจ้าคะ” ป๋ายลู่เอ่ยเรียกเบาๆ

          กู้อู๋โยวค่อยได้สติ นางหันไปกล่าวกับฟู่เจี้ยงว่า “ขอบคุณเจ้าค่ะ” เมื่อพูดจบนางไม่ได้สนใจท่าทีตะลึงงันของคนอื่นๆ แต่เดินออกไปพร้อมกับสาวใช้ทั้งสอง

          “นี่นาง...” หลิ่วซื่อมองกู้อู๋โยว จนกู้อู๋โยวเดินพ้นม่านไปแล้วจึงค่อยเอ่ยขึ้น “นางเป็นอะไรไป?”

          ดูเหมือนฟู่เจี้ยงจะตะลึงยิ่งกว่าหลิ่วซื่อเสียอีก ผ่านไปครู่หนึ่งฟู่เจี้ยงก็เผลอยิ้ม พอรู้สึกตัวว่าตนแสดงท่าทางไม่สมกับภาพลักษณ์ของฮูหยินใหญ่ จึงพยายามสะกดรอยยิ้มนั้นไว้ แต่ในใจกลับเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมจนยากจะสะกดความยินดีเอาไว้ได้

          ฟู่เจี้ยงฝืนสนทนากับหลิ่วซื่ออีกเล็กน้อย พอออกมานอกห้องก็เริ่มเก็บอาการไม่อยู่ ได้แต่ดึงมือชิงไต้สาวใช้คนสนิทมาข้างกาย เอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า “เมื่อครู่เจ้าได้ยินหรือไม่?”

          ชิงไต้ตอบด้วยรอยยิ้ม “ได้ยินแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูห้ากล่าวขอบคุณฮูหยินเชียวนะเจ้าคะ”

          ฟู่เจี้ยงเอ่ยด้วยสีหน้าปลื้มปริ่มและน้ำเสียงที่ยากจะเก็บอารมณ์แห่งความปีติ “เจ้าไปบอกให้ทางห้องครัวเตรียมของที่คุณหนูห้าชอบไว้มากๆ คุณหนูห้าชอบอาหารรสหวาน โดยเฉพาะสันในผัดเปรี้ยวหวาน กำชับห้องครัวว่าห้ามลืมเด็ดขาด”

          ชิงไต้รับคำซ้ำๆ แล้วถามด้วยความลังเล “เช่นนั้น วันนี้ฮูหยินจะพาคุณชายเก้าไปร่วมทานข้าวเย็นกับท่านกั๋วกงและคุณหนูห้าด้วยหรือไม่เจ้าคะ?” หากเป็นเมื่อก่อนนางย่อมไม่ถามเรื่องนี้ เพราะทุกคนต่างรู้ว่าคุณหนูห้าไม่ชอบฮูหยินของพวกนาง และพลอยไม่ชอบคุณชายเก้าไปด้วย แต่วันนี้ท่าทีของคุณหนูห้าทำให้ชิงไต้อดไม่ได้ที่จะถาม “ฮูหยินไม่ได้กินข้าวกับท่านกั๋วกงมาเกือบเดือนแล้วนะเจ้าคะ”

          ส่วนเรื่องอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง

          ฟู่เจี้ยงส่ายหน้า ตอบด้วยเสียงที่อ่อนลงว่า “ไม่หรอก สองพ่อลูกอุตส่าห์ได้เจอกันทั้งที หากข้าไป ประเดี๋ยวจะทำให้พวกเขาเสียอารมณ์เปล่าๆ” อุตส่าห์ได้เห็นกู้อู๋โยวทำดีกับตนบ้าง จึงยังไม่อยากทำลายความสัมพันธ์อันดีที่ได้มาอย่างยากลำบากนี้

 

          ส่วนอีกฝั่ง

          หงซวงเองก็ยังถาม “วันนี้เหตุใดคุณหนูถึงได้ดีกับฮูหยินใหญ่เล่าเจ้าคะ?” นางย่นคิ้วถามนายของตนด้วยความสงสัย “หรือคุณหนูมีวิธีกลั่นแกล้งแบบใหม่ในหัวแล้ว?”

          กู้อู๋โยวมองหงซวงอย่างระอา “ไม่มี”

          “ถ้าเช่นนั้น...” หงซวงยังอยากจะเอ่ยต่อ

          แต่ป๋ายลู่ที่เป็นคนสุขุมและรอบคอบกลับขัดจังหวะ “คุณหนูทำถูกแล้วเจ้าค่ะ อย่างไรเสียฮูหยินใหญ่ก็เป็นนายหญิงของบ้าน หากคุณหนูคิดจะอยู่ในจวนตระกูลกู้ต่อ สักวันคุณหนูก็ต้องเชื่อมสัมพันธ์กับสตรีตระกูลสูงในเมืองหลวง ฉะนั้นคุณหนูควรดีต่อฮูหยินใหญ่เสียแต่แรก”

          “อืม” กู้อู๋โยวพยักหน้า เท่ากับคำพูดของป๋ายลู่ได้อธิบายพฤติกรรมของนางทั้งหมด

          นางคงไม่อาจบอกใครได้ว่าตอนนี้ตนอายุสามสิบกว่า ไม่ใช่เด็กน้อยก้าวร้าวเอาแต่ใจเหมือนเมื่อก่อนที่เอะอะก็หาเรื่องกลั่นแกล้งแม่เลี้ยง แม้จะไม่อาจนับถือฟู่เจี้ยงเสมอมารดาตน แต่คงไม่พยายามหาเรื่องอีกฝ่ายดังที่ผ่านมา

          เพียงแต่ว่ายังมีอีกเรื่อง

          นางวางนิ้วสัมผัสเซียงหนางที่เอว เอ่ยด้วยความลังเล “หงซวง ข้าอยากให้เจ้าไปสืบข่าวคุณชายเจ็ดตระกูลหลี่แห่งจวนเว่ยกั๋วกง”

          นางอยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดพี่สามจึงพูดถึงแม่ทัพใหญ่เช่นนั้น

          เมื่อได้ยินอย่างนั้น ป๋ายลู่และหงซวงต่างชะงักฝีเท้า

          พวกนางหันกลับมามองกู้อู๋โยวด้วยความประหลาดใจ เหตุใดวันนี้คุณหนูของพวกนางจึงกล่าวถึงชายผู้นี้ถึงสองครั้งสองครา หงซวงเป็นคนปากไวใจเร็วจึงโพล่งถาม “คุณหนูเจ้าคะ ไฉนคุณหนูถึงได้สนอกสนใจในตัวคุณชายเจ็ดตระกูลหลี่นักเล่า?” คุณหนูของพวกนางเติบโตและใช้ชีวิตที่หลางหยาเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่น่าจะเคยเจอกับเขามาก่อนนี่

          แม้ป๋ายลู่จะไม่พูดอะไร แต่ก็มองกู้อู๋โยวคล้ายรอคำตอบไปด้วยอีกคน

          กู้อู๋โยวเม้มริมฝีปากด้วยไม่รู้ว่าจะตอบคนทั้งสองอย่างไรดี คำพูดบางคำหากพูดกับคนอื่นอาจไม่ถูกสงสัย แต่เมื่ออธิบายกับสาวใช้ทั้งสองซึ่งโตด้วยกันมา สนิทกัน และตามติดแทบทุกฝีก้าวนั้นคงยากจะโกหกหรือปิดบัง แม้หนนี้จะคิดหาวิธีปกปิดได้ครั้งหนึ่ง แต่ในคราวต่อๆ ไปเล่า?

          กู้อู๋โยวจึงลังเลที่จะตอบ “พวกเจ้าอย่าเพิ่งถาม รอไปก่อน ถึงเวลาข้าจะบอกให้พวกเจ้ารู้เอง”

          “คุณหนู...” หงซวงเบ้ปากคล้ายไม่พอใจกับคำตอบนี้สักเท่าไหร่

          ป๋ายลู่มองกู้อู๋โยว เห็นว่าดวงหน้าราบเรียบนั้นเม้มริมฝีปาก ก็รู้ว่ากู้อู๋โยวคงไม่เอ่ยอะไรอีก จึงหันไปกระตุกแขนเสื้อหงซวงเบาๆ “เจ้ารีบไปเถอะ เวลาหาข่าวระวังตัวด้วย อย่าให้ใครรู้ได้ว่าเจ้ามาสืบข่าว”

          เรื่องอย่างนี้หงซวงถนัด จึงพยักหน้ารับคำแต่โดยดี “ข้ารู้แล้ว”

          กู้อู๋โยวกล่าวสำทับ “จำไว้ว่าต้องถามมาให้ชัดเจนและละเอียดที่สุด” ท่าทีกระตือรือร้นของนายหญิงทำให้สาวใช้ทั้งสองหันมามองหน้ากัน กู้อู๋โยวเองรู้ว่าท่าทีของตนแปลกไปจากเดิมมาก แต่จะทำอย่างไรได้ ก็นางอยากรู้เรื่องของแม่ทัพใหญ่เหลือเกิน

          ป๋ายลู่และหงซวงสบตากัน ในใจบังเกิดคำถามมากมาย แต่ก็รู้ว่าคงไม่ได้รับคำอธิบายเป็นแน่ จึงไม่ได้เอ่ยอะไรเพิ่ม

          หงซวงรับคำและเดินไปทางห้องครัว ทำทีเหมือนจะไปสั่งให้ในครัวจัดเตรียมอาหารวันนี้ แต่ความจริงแล้วไปสืบเรื่องหลี่ชินหย่วน ส่วนป๋ายลู่พากู้อู๋โยวกลับมายังเรือนที่พำนักที่มีชื่อว่าเรือนไจชิง เรือนนี้ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออก นับเป็นเรือนที่มีทำเลดีที่สุดในจวนติ้งกั๋วกง ภายในบริเวณลานหน้าเรือนปลูกดอกไม้นานาพันธุ์ นอกจากมีชิงช้า ยังมีภูเขาจำลองและเรือนสูงสองชั้นตั้งอยู่ด้านบน เมื่อยืนอยู่บนระเบียงชั้นบนสามารถมองเห็นทิวทัศน์ในจวนติ้งกั๋วกงได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมองเห็นไปถึงวังหลวงซึ่งอยู่ไกลออกไป

          ติ้งกั๋วกงกู้อู๋จี้รักและทะนุถนอมกู้อู๋โยวบุตรสาวคนเดียวที่เกิดจากอดีตภรรยายิ่งกว่าไข่ในหิน แม้บุตรสาวคนนี้ไม่ยอมใกล้ชิด ไม่เคยเห็นเขาผู้เป็นบิดาอยู่ในสายตา ทั้งยังเลือกเติบโตและใช้ชีวิตที่หลางหยาเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่เขาก็รักและคุ้นชินกับการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้นางเสมอมา

          เรือนไจชิงนี้นอกจากจะเป็นเรือนที่พักของกู้อู๋โยวแล้วยังเสมือนเป็นคลังเก็บสมบัติอีกด้วย ของแต่ละชิ้นในเรือนนี้ล้วนเป็นของที่มีมูลค่ามหาศาล กระทั่งผ้าม่านที่ใช้กำบังยังทำมาจากด้ายทองทอส่งมาจากเจียงหนาน

          ยามเฝ้าประตูและบรรดาสาวใช้ได้รับคำสั่งแต่แรกจึงยืนรออยู่ในลานหน้าเรือน พอเห็นกู้อู๋โยวเดินมาต่างพากันคุกเข่าคำนับโดยพร้อมเพรียง

          โหมวโหม่ว* แซ่เมิ่ง เป็นแม่นมที่ติดตามมารดาของกู้อู๋โยวตั้งแต่ตอนออกเรือน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทำหน้าที่ดูแลเรือนหลังนี้แทนกู้อู๋โยวในตำแหน่งแม่บ้าน เมื่อได้เห็นกู้อู๋โยวนางก็มีสีหน้าตื่นเต้นยินดี กระทั่งเด็กสาวเดินเข้ามาใกล้ เมิ่งโหมวโหม่วจึงคารวะแนบพื้น เอ่ยด้วยเสียงปนสะอื้น “ขอต้อนรับคุณหนูกลับบ้านเจ้าค่ะ”

          “เมิ่งโหมวโหม่วลุกขึ้นเถิด” กู้อู๋โยวบอกให้ป๋ายลู่ประคองแม่นมชราลุกขึ้น และสั่งให้คนที่เหลือลุกขึ้นเช่นกัน

          “ทำไมคุณหนูถึงได้ผอมอย่างนี้เจ้าคะ?” เมื่อได้เห็นกู้อู๋โยวเต็มตา ดวงตาของผู้เป็นบ่าวพลันแดงก่ำด้วยความสะเทือนใจ

          ป๋ายลู่กล่าวแทรก “ข้างนอกอากาศหนาว โหมวโหม่วให้คุณหนูเข้าด้านในก่อนเถอะ”

          เมิ่งโหมวโหม่วจึงหยุดสนทนา รีบพากู้อู๋โยวที่หนาวจนชาไปทั้งตัวเดินเข้าไป ภายในห้องมีการเผาตี้หลง** จึงมีไอร้อนลอยมาปะทะ ป๋ายลู่เข้าช่วยกู้อู๋โยวถอดเสื้อคลุมขนสัตว์ที่สวมมาทั้งวัน เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ที่หลางหยาอะไรก็ดีเสียแต่ไม่มีตี้หลง ถึงก่อไฟในห้องทั้งวันก็ยังหนาวจนอยู่ไม่ไหว แต่ห้องที่นี่อุ่นสบาย คุณหนูจะได้ไม่ต้องบ่นเรื่องสวมเสื้อผ้าหนาๆ ทั้งวันอีกแล้วเจ้าค่ะ”

          กู้อู๋โยวหัวเราะ มองห้องเก่าที่ตนเคยอยู่ อันที่จริงนางเพิ่งจะมาเยือนห้องนี้ได้ไม่นาน ภาพที่ปรากฏเหมือนกับภาพในความทรงจำของนางทุกประการ มีเพียงจุดเดียวที่ต่างออกไป คือตรงฝาผนังไม่มีภาพอักษรฝีมือแม่ทัพใหญ่ประดับอยู่

          เมิ่งโหมวโหม่วเห็นกู้อู๋โยวสำรวจภาพต่างๆ ภายในห้องอย่างละเอียดจึงรีบรายงาน “คุณหนูวางใจเถิด มีบ่าวคอยอยู่ดูแล ไม่มีของสิ่งใดหายไปแม้แต่ชิ้นเดียวเจ้าค่ะ”

          ไม่มีใครในตระกูลกู้กล้าเข้ามาในเรือนนี้อยู่แล้ว ทุกคนต่างรู้นิสัยของกู้อู๋โยวดี หากมีของบางอย่างหายไป กู้อู๋โยวคงโวยวายจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต แม้แต่คุณหนูเจ็ดซึ่งเป็นบุตรสาวคนโปรดของบ้านสายสามจะปรารถนาสิ่งของในห้องนี้ ก็ยังไม่กล้ามาแตะต้องแม้แต่ชิ้นเดียว

          “ก็มีแต่...” เมิ่งโหมวโหม่วมองกู้อู๋โยวอย่างลังเล “กั๋วกงเหย่ที่มาเยือนเป็นครั้งเป็นคราวเจ้าค่ะ” นางเอ่ยคำนั้นด้วยความระมัดระวังเพราะกลัวว่าเจ้านายน้อยของตนจะโมโหขึ้นมา

          โชคดีที่กู้อู๋โยวไม่ได้ปั้นหน้าบึ้งตึง แต่กลับถามว่า “เขา... สุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง?”

          เมิ่งโหมวโหม่วงุนงง “ใครรึเจ้าคะ?” ผ่านไปครู่หนึ่งนางถึงค่อยนึกได้และมีสีหน้างงงวยยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะอึกอักตอบ “ดี ดีมากเจ้าค่ะ”

          ป๋ายลู่รู้อยู่แล้วว่ากู้อู๋โยวมีพฤติกรรมต่างจากที่ผ่านมา แต่คราวนี้พอเห็นเมิ่งโหมวโหม่วงุนงงสงสัย จึงรีบเบนความสนใจ “เมิ่งโหมวโหม่ว บอกให้คนยกน้ำเข้ามาเถิด”

          กู้อู๋โยวเป็นคนรักความสะอาดมาแต่ไหนแต่ไร แม้อยู่ในช่วงฤดูหนาวก็ต้องอาบน้ำทุกวัน เมื่อก่อนตอนอยู่หลางหยาพวกสาวใช้ต่างกลัวว่ากู้อู๋โยวจะหนาวจนไม่สบาย การอาบน้ำแต่ละครั้งจึงต้องเตรียมการไม่น้อย ตอนนี้กลับมาอยู่เมืองหลวงแล้ว มีห้องที่อบอุ่นสบาย ฉะนั้นการเตรียมการจึงง่ายกว่าเดิมมาก

          “ได้ ข้าจะสั่งให้คนไปเตรียมน้ำเดี๋ยวนี้” เมิ่งโหมวโหม่วค่อยได้สติกลับมา ก่อนจะหันกลับไปสั่งเด็กรับใช้ข้างนอกด้วยความรู้สึกสงสัยในใจ

 

          เมื่ออาบน้ำเสร็จ

          กู้อู๋โยวสวมเสื้อตัวในเอนกายพิงตั่ง มีป๋ายลู่ช่วยเช็ดผมให้ ส่วนหงซวงยังไม่กลับมา นั่นทำให้กู้อู๋โยวดูเหมือนจะใจลอยอยู่บ้าง

          ป๋ายลู่ซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังกู้อู๋โยวจึงไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกตินั้น เพียงแต่เอ่ยกับผู้เป็นนายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คราวนี้คุณหนูจะมาอาศัยอยู่ที่นี่อีกนาน เมื่อก่อนคุณหนูไม่ค่อยสมาคมกับคนในบ้านก็ไม่เป็นไร แต่ต่อไปจะเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ”

          ป๋ายลู่กับหงซวงเป็นคนที่ฮูหยินผู้เฒ่าหวังฝึกมาให้ดูแลกู้อู๋โยว ดังนั้นแม้จะมีสถานะเป็นนายกับบ่าว แต่ทั้งสามคนกลับมีมิตรภาพที่ลึกซึ้ง

          โดยเฉพาะกับป๋ายลู่...

          แม้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังจะยอมตามใจกู้อู๋โยวทุกเรื่อง แต่นางยังคงกังวลว่านิสัยเช่นนี้จะทำให้หลานสาวต้องเสียเปรียบ จึงมอบป๋ายลู่ผู้มีนิสัยสุขุมคอยอยู่ข้างกายกู้อู๋โยวเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด

          ป๋ายลู่เอ่ยชมกู้อู๋โยวก่อนว่า “เป็นอย่างวันนี้ดีแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นท่านย่าของคุณหนู คุณหนูควรจะเคารพนาง ส่วนนายหญิงของบ้าน แม้คุณหนูจะไม่ชอบก็อย่าได้แสดงออกจนมีเรื่องมีราวกันเลยนะเจ้าคะ กับคนที่สำคัญที่สุดและรักคุณหนูมากที่สุดอย่างกั๋วกงเหย่ก็อีกคน ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกต่อให้ตัดไม่ขาดแต่ก็อาจเกิดรอยร้าวได้ทุกเมื่อ เดิมทีคุณหนูอยู่ห่างจากบ้านกลับมาพักที่นี่ปีละหน หากโวยวายสักเรื่องสองเรื่องคงไม่ใช่ปัญหา ทว่าต่อจากนี้คุณหนูจะต้องอยู่ประจำที่นี่ หากยังทำเหมือนเมื่อก่อน เกรงว่าแม้จะเคยมีสัมพันธ์อันดีต่อกันก็ยากจะ...” ป๋ายลู่เม้มริมฝีปากคล้ายลังเลว่าตนควรจะพูดออกไปหรือไม่ ท้ายสุดก็ตัดสินใจกัดฟันเอ่ย “รักษาไว้ได้เจ้าค่ะ”

          ขณะที่เอ่ยคำพูดเหล่านี้ ป๋ายลู่ยังต้องระมัดระวังและคอยสังเกตสีหน้าอารมณ์ของกู้อู๋โยว เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง ไม่ได้โมโหโกรธาหรือชักสีหน้าไม่พอใจ จึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก

          ตอนแรกกู้อู๋โยวยังคงคิดถึงเรื่องหลี่ชินหย่วน เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น ก็นิ่งตั้งใจฟัง รู้ว่าป๋ายลู่หวังดีต่อตนจึงรับคำ “ข้ารู้แล้ว ต่อไป...” กู้อู๋โยวเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ย “ข้าจะทำดีกับเขาเข้าไว้”

          ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ ไม่ใช่เพราะกังวลว่าตนจะไม่ได้รับการดูแลที่ดีจากจวนกั๋วกงจึงอยากให้มีใครคอยปกป้อง แต่กู้อู๋โยวอยากจะดูแลบิดาของตนให้ดีเพียงเพราะ... นางอยากทำก็เท่านั้น

          กู้อู๋โยวไม่อยากให้ชาตินี้ต้องมาเห็นภาพบุรุษผู้นี้ลาโลกไปด้วยความโศกเศร้า หวังเพียงว่าเขาจะมีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาว เมื่อคิดถึงชายผู้นั้นกู้อู๋โยวคล้ายตกอยู่ในภวังค์ จนกระทั่งหงซวงแหวกม่านเข้ามาในห้อง นางจึงดึงสติกลับมาและถามอย่างร้อนใจ “เป็นอย่างไรบ้าง?”

          ขณะที่พูดก็ผุดลุกขึ้นนั่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย

          “บ่าวกระหายน้ำเหลือเกิน” หงซวงที่ต้องความหนาวจากข้างนอกเป็นเวลานานจนหน้าแดงก่ำ รับน้ำจากกู้อู๋โยวไปดื่มอึกหนึ่ง พอเริ่มชุ่มคอแล้วจึงย่นคิ้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “คุณหนู ไยท่านจึงต้องสืบเรื่องของคุณชายเสเพลคนนั้นด้วยเจ้าคะ?”

          เมื่อเห็นท่าทีตะลึงงันของกู้อู๋โยว หงซวงก็รู้ว่าคงไม่ได้คำตอบจากคำถาม เลยเล่าเรื่องที่ตนได้ยินมาให้เจ้านายฟังทั้งหมด “ตอนแรกบ่าวคิดว่าคงต้องเหนื่อยแรงสืบ แต่คิดไม่ถึงว่าแค่สุ่มถามเรื่องนี้กับใครสักคน ก็ได้รู้แล้วว่าคนผู้นี้มีนิสัยอย่างไร”

          หงซวงปั้นหน้าบึ้งตึงเอ่ยวาจาอย่างหงุดหงิด “คุณชายเจ็ดตระกูลหลี่เป็นลูกผู้ดีตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง แต่ว่ากันว่าไม่มีสง่าราศีของทายาทตระกูลใหญ่เอาเสียเลย ทำตัวเสเพลไปวันๆ ทั้งยังชอบหาเรื่องชกต่อย คุณชายเจ็ดตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาที่คุณชายสามเคยเข้าเรียน แต่เรียนได้แย่มาก ได้ยินว่าสอบได้ที่โหล่ทุกปี ถ้าไม่ใช่เพราะมาจากตระกูลใหญ่โต ป่านนี้คงโดนไล่ออกจากสำนักศึกษาไปแล้วเจ้าค่ะ”

          คุณชายเสเพลที่ไม่หวังความก้าวหน้าใดๆ อย่างนี้ หงซวงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณหนูถึงใส่ใจเรื่องของเขานัก นางรู้สึกคับข้องใจเหมือนมีใครเอานิ้วมาเกาบนใจ ทั้งที่ก็รู้อยู่เต็มอกว่าคุณหนูคงไม่อธิบายอะไร จึงเพียงแต่ยืนหน้าบึ้งอยู่ข้างๆ

          กู้อู๋โยวไม่รู้ว่าสาวรับใช้ทั้งสองนางกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะมัวแต่ตกตะลึง เมื่อย้อนทบทวนถึงคำพูดเมื่อครู่ของหงซวง ‘ลูกผู้ดี ช่างเสเพล ชกต่อยหาเรื่อง สอบได้ที่โหล่...’ นี่คือแม่ทัพใหญ่ของนางจริงๆ หรือ? จะเป็นไปได้อย่างไร แม่ทัพใหญ่ของนางเป็นผู้วางตัวเคร่งขรึมน่ายำเกรง แม้ตอนนี้จะอยู่ในวัยหนุ่มก็น่าจะเป็นผู้อ่อนโยนและถ่อมตนนี่นา

          เขาเป็นคนที่ผู้หลักผู้ใหญ่ยกย่องชื่นชมอยู่เสมอ ทำไม... ทำไมถึงได้กลายเป็นคนเช่นนั้นไปได้?

          กู้อู๋โยวซึ่งฟื้นขึ้นมาในสภาพที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เผลอคิดไปว่าหรือนี่อาจเป็นเพียงภาพลวงตา นางนั่งกะพริบตาถี่ๆ นั่งอยู่บนตั่งโดยไม่ได้เอ่ยวาจาใดออกมา หงซวงเห็นเช่นนั้นก็นึกเป็นห่วง ขณะที่กำลังอ้าปากจะพูดบางอย่างก็มีเสียงดังจากข้างนอกเข้ามา “คุณหนูห้า กั๋วกงเหย่เชิญท่านไปกินข้าวด้วยกันเจ้าค่ะ”

          ภายในห้องโถงใหญ่ ที่อุณหภูมิห้องอบอุ่นเหมือนอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

          บนโต๊ะมีอาหารจัดวางไว้จนเต็ม ทั้งลูกชิ้นสี่สุข สันในผัดเปรี้ยวหวาน ปลาหมักจิ๊กโฉ่ว และน้ำแกงไก่หมักสมุนไพรสามสหาย นอกจากนี้ยังมีผักสดตามฤดูกาลที่กินเป็นเครื่องเคียงวางอยู่จนแทบไม่เหลือที่ว่างบนโต๊ะ

          กู้อู๋จี้เป็นกั๋วกงที่มีอายุสี่สิบต้นๆ สวมอาภรณ์ตัวยาว ดูสง่าผ่าเผยยิ่ง แม้ว่าตอนนี้บนใบหน้าจะมีริ้วรอยที่กาลเวลาฝากไว้ ถึงอย่างนั้นดวงตาทั้งสองข้างยังส่องประกายแวววาวด้วยความกระตือรือร้นอย่างบุรุษหนุ่ม กู้อู๋จี้เป็นคนใกล้ชิดฮ่องเต้ ทั้งเป็นบุคคลสำคัญของราชสำนัก ไม่ว่าจะไปทางไหนมีแต่ผู้คนห้อมล้อมดูแลเอาอกเอาใจ แต่ตอนนี้เขากลับยืนสองมือไพล่หลังเดินไปเดินมาในห้องด้วยความกระวนกระวาย

          ฉางซานเป็นผู้ติดตามเขาตั้งแต่เล็กจนโต นับว่าเป็นพี่น้องคนหนึ่งของกู้อู๋จี้

          เมื่อฉางซานเห็นกู้อู๋จี้ไม่ได้วางมาดสุขุมเหมือนที่เคยเป็น ทั้งนึกขันและเหนื่อยใจ จึงเอ่ยขึ้นว่า “กั๋วกงเหย่ ท่านเดินมาเป็นเวลาเกือบจะเค่อหนึ่งแล้ว ไม่เหนื่อยหรือขอรับ?”

          กู้อู๋จี้ส่ายหน้าคล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง จู่ๆ ก็หันกลับมาถาม “ส่งคนไปนานแค่ไหนแล้ว?”

          ฉางซานตอบว่า “เกือบสองเค่อแล้วขอรับ”

          “เจ้าว่าหมานหมานยอมมาหรือไม่?” บุรุษวัยสี่สิบต้นๆ คนนี้กล่าวออกมาอย่างระมัดระวัง สีหน้าและแววตาบ่งบอกถึงความผิดหวังจางๆ ก่อนจะเหลือบตามองอาหารที่ตนตระเตรียมไว้เต็มโต๊ะ ซึ่งล้วนเป็นของที่บุตรสาวชอบทั้งนั้น

          กู้อู๋จี้ถอนหายใจเบาๆ เงียบไปพักหนึ่งก่อนจะบอกว่า “หากหมานหมานไม่ยอมมา เจ้า... ก็ให้คนนำอาหารไปส่งให้นางเถอะ” แสงไฟในห้องสว่างไสว โคมไฟที่ประดับอยู่บนเสาสาดแสงลงมาบนดวงหน้าหล่อเหลาของกู้อู๋จี้ สะท้อนภาพบุรุษที่กำลังหลุบตาลง ขนตาหนาคู่นั้นเกิดเป็นเงาเข้มกระทบตกบนใบหน้า ภายในห้องที่เงียบสงัดไร้เสียงสนทนากลับให้ความรู้สึกอ้างว้างอยู่ลึกๆ

          ฉางซานเห็นเช่นนั้น จึงนึกอยากพูดปลอบนายท่าน

          ทันใดมีเสียงรายงานมาจากด้านนอก “กั๋วกงเหย่ คุณหนูห้ามาถึงแล้วขอรับ”

          เสียงนั้นเพิ่งจบ บุรุษวัยกลางคนซึ่งเมื่อครู่ก้มหน้าด้วยความผิดหวังเงยหน้าขึ้นในฉับพลัน ดวงหน้าฉายแววปีติยินดีอย่างไม่อาจปิดได้มิด ริมฝีปากแย้มยิ้มด้วยความเบิกบาน พลันก้าวออกไปข้างหน้าโดยไม่รอฉางซาน จนได้พบกับหญิงสาวที่ป๋ายลู่ประคองเข้ามา จึงหยุดฝีเท้าลง

          ภายใต้แสงแห่งราตรี กู้อู๋โยวสวมผ้าคลุมสีแดงสะดุดตา บนผ้าปักลายดอกโบตั๋นช่อใหญ่ ด้านในสวมอาภรณ์ต่วนเอ๋า* ซึ่งมีลายปักจากลำตัวไปถึงช่วงแขน ด้านล่างเป็นกระโปรงจือจิน** สีเขียวอ่อน ที่ชายกระโปรงสังเกตเห็นได้รางๆ ว่าสวมรองเท้าผ้าปักลายปลายแหลมซึ่งเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในเมืองหลางหยา ตรงหัวรองเท้าประดับด้วยไข่มุกขนาดกำลังดี ให้ความรู้สึกสบายตา

          กู้อู๋โยวหน้าตาไม่เหมือนหวังเฉิงไต้มารดาบังเกิดเกล้าของนางเลยสักนิด หวังเฉิงไต้งดงามดั่งความหมายในชื่อที่หมายถึงหญิงงามบริสุทธิ์ดุจทิวทัศน์แห่งธรรมชาติที่ไร้ซึ่งสิ่งปรุงแต่ง หวังเฉิงไต้เป็นบุตรีของตระกูลหวังแห่งหลางหยา เป็นผู้แตกฉานในวิชาการ มารยาทงดงามตั้งแต่ยังเยาว์วัย ไม่ว่าจะปรากฏกายที่ใด กลิ่นอายความอ่อนหวานและความสง่างามจะเปล่งประกายตรึงตราตรึงใจผู้พบเห็นเสมอมา

          แต่กู้อู๋โยวเล่า?

          นางมีใบหน้างดงามอย่างยิ่ง หากหวังเฉิงไต้เป็นดั่งภาพวาดทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำจากหมึกดำ เช่นนั้นกู้อู๋โยวก็เป็นภาพวาดจากจิตรกรฝีมือเลิศที่บรรจงวาดออกมาได้งดงามทุกลายเส้น จึงเป็นสตรีผู้มีความโดดเด่นเป็นที่สุด แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนนับร้อยนับพันก็ไม่อาจมีใครบดบังรัศมีของนางได้ แต่ทุกครั้งที่กู้อู๋จี้ได้เห็นบุตรีในความทรงจำก็จะผุดภาพของหวังเฉิงไต้อยู่เสมอ

          กู้อู๋จี้จำได้ว่าครั้งแรกที่ได้พบหวังเฉิงไต้ก็เป็นวันที่สภาพอากาศเป็นเช่นนี้ หญิงสาวสวมเสื้อคลุมตัวนอก ในมือถือโคมไฟ ก้าวผ่านระเบียงทางเดินตรงมายังเขา เมื่อนางได้พบเขาคล้ายตะลึงไปชั่วขณะก่อนจะค่อยปรากฏรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า จากนั้นก้มหน้าด้วยความเคอะเขิน

          ตอนกู้อู๋จี้เป็นหนุ่ม เขาไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่ในวันที่ได้เจอหวังเฉิงไต้ บทกวีนารีปราโมทย์ที่เขียนเพื่อชื่นชมความงามของหญิงสาวมากมายที่เคยได้ยินมาก่อนหน้ากลับปรากฏในห้วงความคิดของเขาทันที หนึ่งในประโยคนั้นคล้ายจะพูดว่า ‘นวลนางก้มหน้า ดั่งปทุมากระเพื่อมแผ่ว พระพายคล้ายคลอเคล้า เพียงใต้เงาศศิธร โอนอ่อนหยอกเย้าอย่างเบาบาง’

          นั่นเป็นครั้งแรกที่กู้อู๋จี้ได้สัมผัสกับความรู้สึกหวั่นไหวในใจ ช่วงระยะเวลาที่กู้อู๋จี้อาศัยอยู่ในจวนตระกูลหวัง เขาก็เหมือนกับคนซื่อบื้อที่ทำอะไรไม่เข้าท่า พยายามคิดหาวิธีให้ตัวเองได้ไปเจอหวังเฉิงไต้โดยบังเอิญอย่างแนบเนียน กู้อู๋จี้ชอบรอยยิ้มของหวังเฉิงไต้เป็นที่สุด ยามเมื่อนางยิ้ม ดวงตาคู่นั้นจะโค้งเป็นรูปจันทร์ครึ่งเสี้ยว ดูอ่อนหวานยิ่งนัก

          และวันที่หวังเฉิงไต้ยิ้มอย่างมีความสุขคือวันที่เขาแอบพานางออกจากจวน ควบม้าออกไปเที่ยวเล่นและเก็บดอกไม้ป่าริมทางให้นาง หวังเฉิงไต้ยืนอยู่เคียงข้างเขา สายลมพัดมาปะทะร่างนางเบาๆ ผมยาวสลวยปลิวล้อสายลม กระโปรงสีแดงดอกติงเซียงพัดพลิ้ว พลันนางเงยหน้ามองเขา แย้มยิ้มอย่างมีความสุข พูดด้วยเสียงแผ่วเบา “พี่กู้ ตั้งแต่เล็กจนโต นี่เป็นวันที่ข้ามีความสุขที่สุด”

          “กั๋วกงเหย่”

          เสียงเรียกของป๋ายลู่ดึงกู้อู๋จี้ออกมาจากห้วงความทรงจำ เขาพยักหน้าเบาๆ แต่ยังคงจ้องมองกู้อู๋โยวไม่ละสายตา เด็กสาวก้มหน้าและเม้มริมฝีปากนิดๆ นางแตะปลายเท้ากับพื้น ไข่มุกที่ประดับอยู่ตรงหัวรองเท้ากระทบกับแสงจากโคมไฟยิ่งเกิดเป็นประกายแวววาวงดงาม ท่าทางคล้ายกำลังลังเลว่าควรจะเริ่มพูดอย่างไรดี

          ดวงหน้าหล่อเหลาของกู้อู๋จี้เปล่งประกายความปีติเบิกบานใจ อันที่จริงเขาอยากยื่นมือไปลูบหัวบุตรสาว แต่ก็ได้แต่เพียงคิด จากนั้นจึงกระแอมเบาๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังจนไม่อาจซ่อนความประหม่าไว้ได้มิด “หมานหมาน พวกเราเข้าไปกินข้าวข้างในเถอะ”

          กู้อู๋โยวพยักหน้าซ้ำๆ รับคำบิดา

          กู้อู๋จี้อยากนั่งกับบุตรสาวเพียงลำพังจึงไม่ได้เรียกให้คนมาปรนนิบัติมากนัก ให้เพียงฉางซานกับป๋ายลู่อยู่กันแค่สองคน กู้อู๋จี้นั่งในตำแหน่งตรงกันข้ามกับกู้อู๋โยวและเป็นฝ่ายคีบอาหารให้นางก่อน พลางเอ่ยว่า “อาหารพวกนี้มาจากแม่ครัวคนเดิม เจ้าลองชิมดูสิว่ารสชาติยังเหมือนเก่าหรือไม่?”

          เมื่อพูดจบเขานิ่งมองกู้อู๋โยวกินข้าว กระทั่งนางกินสันในผัดเปรี้ยวหวานไปคำหนึ่ง กู้อู๋จี้จึงค่อยเอ่ยถาม “เป็นอย่างไรบ้าง?”

          นับแต่กู้อู๋โยวแต่งงานกับหลี่ชินหย่วนก็ไม่ค่อยชอบกินอาหารที่มีรสหวาน นี่เป็นรสชาติในความทรงจำ ความจริงกู้อู๋โยวเกือบจะลืมไปหมดแล้ว แต่เมื่อได้เห็นบุรุษซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามมองนางด้วยความกระตือรือร้นและรอคอยคำตอบ ไม่อยากทำให้เขาต้องเสียน้ำใจ กู้อู๋โยวจึงพยักหน้า ตอบว่า “อร่อยเจ้าค่ะ”

          แม้จะพูดสั้นๆ เพียงสองคำคล้ายกลัวว่าทองจะร่วงออกจากปาก แต่กู้อู๋จี้กลับยินดีเหลือเกิน นี่เป็นครั้งแรกที่หมานหมานเห็นแก่หน้าเขา จากนั้นเขายื่นตะเกียบในมือไปคีบอาหารชนิดต่างๆ ให้ผู้เป็นบุตรสาวคล้ายปลื้มใจจนหยุดไม่อยู่ ทำให้อาหารเต็มจนเกือบจะพูนจานอย่างเห็นได้ชัด

          เมื่อกู้อู๋โยวเห็นบิดามีท่าทีเช่นนั้น นึกสะท้อนใจอยู่ไม่น้อย ความจริงกู้อู๋โยวอยากสนทนากับบิดาดีๆ เหมือนกัน อยากจะบอกว่านางคิดถึงเขาเหลือเกิน อยากจะบอกว่าไม่จำเป็นต้องระวังขนาดนี้ ทว่าตั้งแต่เล็กจนโตกู้อู๋โยวไม่เคยคุยกับผู้เป็นบิดาอย่างสนิทสนม จึงไม่รู้ว่าควรจะเชื่อมสัมพันธ์เช่นไร ถ้าหากเป็นแม่ทัพใหญ่ละก็...

          กู้อู๋โยวย้อนนึกไปถึงคำพูดที่หลี่ชินหย่วนเคยพูดกับนาง ‘หมานหมาน ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นที่สุด เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะแสดงออก อย่าได้วางตัวให้คนอื่นต้องคอยคาดเดาอยู่ร่ำไป อยากทำอะไรก็พูดออกมา... อย่ารอจนถึงวันที่อยากพูด แต่อีกฝ่ายไม่อยู่ฟังเจ้าอีกแล้ว’

          มือกู้อู๋โยวที่ถือตะเกียบชะงักลง ภาพบุรุษตรงหน้าทำให้นางย้อนนึกถึงชาติก่อนที่บิดานอนอยู่บนเตียงด้วยความทุกข์ระทมตรมใจ แม้อดีตชาตินางได้เรียนรู้ที่จะปล่อยวางและอยากเชื่อมสัมพันธ์อันดีกับบิดา แต่ก็สายไปเสียแล้ว

          ทว่าชาตินี้...

          กู้อู๋โยวนึกลังเลอยู่นาน สุดท้ายเม้มริมฝีปากแน่น คีบอาหารให้กู้อู๋จี้ ขณะที่บิดาตกตะลึงมอง นางรีบเอ่ย “ข้าไม่รู้ว่าท่านชอบกินอะไร แต่อาหารจานนี้อร่อยดีนะเจ้าคะ” กู้อู๋โยวก้มหน้าแล้วคีบอาหารในจานตน บางทีนี่อาจเป็นครั้งแรกที่นางทำเรื่องอย่างนี้ จึงคล้ายจะวางตัวไม่ค่อยถูก กระนั้นยังพยายามพูดประโยคนั้นจนจบ “ท่านไม่ต้องเอาแต่คีบกับข้าวให้ข้าแล้ว กินเองบ้างเถอะ”

          เมื่อพูดจบ ไม่เพียงกู้อู๋จี้ แม้แต่ฉางซานกับป๋ายลู่ก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน

          ทว่าหลังจากนั้นกลายเป็นความยินดี โดยเฉพาะกู้อู๋จี้ นัยน์ตาแดงก่ำของเขาดูคล้ายมีน้ำรื้นอยู่ น้ำเสียงคล้ายมีแววสะอื้นเจืออยู่จางๆ “ได้ ได้ พ่อก็จะกินด้วย พ่อจะกินเดี๋ยวนี้แหละ” กู้อู๋จี้พูดพลางคีบอาหารที่กู้อู๋โยวเพิ่งคีบให้ใส่เข้าปาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกินเร็วเกินไปหรือเป็นเพราะความตื่นเต้นทำให้กู้อู๋จี้สำลักออกมา เขาใช้มือยันขอบโต๊ะและงอตัวไอเสียจนหน้าแดงก่ำ

          ฉางซานรีบรินน้ำชาให้นาย

          กู้อู๋โยววางตะเกียบในมือลงด้วยความเป็นห่วง นางมุ่นคิ้วนิ่งมองผู้เป็นบิดาตลอด กระทั่งเขาเริ่มอาการดีขึ้นบ้างจึงถามอย่างห่วงใยว่า “ท่าน... ไม่เป็นไรใช่ไหมเจ้าคะ?”

          กู้อู๋จี้โบกมือและตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เป็นไรหรอก พ่อเพียงแต่... ยินดีเกินไปเท่านั้น”

          เมื่อพูดจบเขาก็คีบอาหารให้บุตรสาวอีก “รีบกินเถอะ” ทั้งยังหันไปสั่งการฉางซานว่า “ไปเอาสุราของข้ามาเร็ว” วันนี้เขามีความสุขก็เลยอยากจะดื่มสุราเสียหน่อย

          ฉางซานกำลังจะเอ่ยปราม

          แต่ช้ากว่ากู้อู๋โยวที่ขมวดคิ้วกล่าวเตือน “ดื่มสุราไม่ดีต่อสุขภาพ ท่านอย่าเอาแต่ดื่มสุราสิเจ้าคะ” ชาติที่แล้วบิดาชอบดื่มสุราจนทำให้เกิดอาการปวดศีรษะเพียงซีกเดียว ภายหลังไม่ว่าจะพยายามรักษาอย่างไรก็ไม่หาย

          กู้อู๋จี้นิ่งอึ้งด้วยความประหลาดใจ เขาแย้มยิ้มอย่างมีความสุข ก่อนจะหันมามองดวงหน้างดงามในแสงแห่งโคมไฟของกู้อู๋โยว “ได้ พ่อฟังเจ้า พ่อไม่ดื่มแล้ว” จากนั้นบทสนทนาก็เป็นไปอย่างราบรื่นขึ้นมาก

          กู้อู๋โยวเห็นเช่นนั้นจึงก้มหน้ากินอาหารต่อ ในใจครุ่นคิดว่าจะโน้มน้าวอย่างไรให้ท่านพ่อยอมฝากให้นางเข้าเรียนในสำนักศึกษาลู่หมิง

 

          ทางฝั่งนี้ในจวนติ้งกั๋วกงสองพ่อลูกกินข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข นับเป็นบรรยากาศที่หาได้ยากยิ่ง

          ส่วนอีกฝั่งในจวนเว่ยกั๋วกงกลับเงียบเชียบนัก บ้านสายรองและบ้านสายสามของตระกูลหลี่ย้ายไปทำงานยังต่างถิ่น เหลือเพียงคนของบ้านสายหลักอาศัยอยู่เมืองหลวง ปกติแล้วพวกเขามักจะกินข้าวด้วยกันเสมอ ทว่าตอนนี้มีเพียงสี่คนที่นั่งกินอยู่ด้วยกัน คือฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ เว่ยกั๋วกงหลี่เฉินชาน ภรรยาใหม่ของหลี่เฉินชานนามว่ายินหว่าน และบุตรชายของนางนามว่าตงเอ๋อร์

          ปีนี้ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่อายุห้าสิบห้าแล้ว นางสวมอาภรณ์ที่ออกแบบอย่างเรียบง่าย บนข้อมือมีลูกประคำเก่าแก่สวมอยู่เพียงเส้นเดียว ดวงตาคู่นั้นมองอาหารบนโต๊ะด้วยสีหน้าราบเรียบก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เอ่ยว่า “ไม่รู้ว่าป่านนี้เสี่ยวชีจะเป็นอย่างไร”

          เมื่อหลี่เฉินชานซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างได้ยินคำนี้เข้าก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “ถ้ามันลำบากเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็กลับมาเองแหละ”

          ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ได้ยินเช่นนั้นก็ย่นคิ้ว ปกตินางเป็นคนอ่อนโยน แต่ถ้าเกี่ยวกับเรื่องของหลี่ชินหย่วนแล้วล่ะก็ นางมักจะทะเลาะกับบุตรชายเสมอ ส่วนยินหว่านก็กังวลว่าทั้งสองจะมีปากเสียงกันอีกจึงวางตะเกียบลงเอ่ยปลอบอย่างอ่อนโยนว่า “ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ก่อนหน้านี้ข้าได้ให้คนนำจดหมายไปยังวัดจินถายเพื่อเตือนว่าจวนจะถึงวันเกิดของท่านแม่แล้ว ถึงอย่างไรเสี่ยวชีก็ต้องกลับมาเจ้าค่ะ”

          เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ค่อยเก็บสีหน้าที่ไม่พอใจของตน นางถอดกำไลลูกประคำออก กำชับว่า “เสี่ยวชีกลับมาครั้งนี้เจ้าก็ระวังหน่อย อย่าพูดจาไม่น่าฟังให้เขาโมโหจนหนีไปอีก”

          หลี่เฉินชานขมวดคิ้ว กำลังจะเถียง ยินหว่านกลับกระตุกแขนเสื้อเขาไว้ก่อน หลี่เฉินชานจึงนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงเลือกที่จะไม่ต่อปากต่อคำกับมารดา บรรยากาศภายในห้องจึงเป็นภาพที่ต่างคนต่างกินอาหารตามปกติ

          ที่หน้าประตูมีคนผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีขาวกระโดดลงจากหลังม้า เขาคือคนที่ไม่ได้กลับบ้านมานาน หลี่ชินหย่วนนั่นเอง ในวันที่อากาศเหน็บหนาวเขายังสวมอาภรณ์ที่กระชับรูปซึ่งชอบใส่เป็นประจำ คล้ายว่าเป็นคนที่ไม่กลัวอากาศหนาวมาแต่เกิด

          สายลมพัดมาปะทะโคมไฟสีแดงดวงใหญ่จนแกว่งไกว เด็กรับใช้จึงมองเห็นผู้มาเยือนได้ไม่ชัดเจน พอหลี่ชินหย่วนเดินเข้ามาใกล้จึงได้ถามขึ้นว่า “คุณชายเจ็ดหรือขอรับ?”

          หลี่ชินหย่วนรับคำ ยื่นแส้ม้าในมือให้เด็กรับใช้ ขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปในบ้านก็เงยหน้ามองป้ายพระราชทานจากฮ่องเต้ซึ่งแขวนอยู่เหนือประตูแวบหนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มอย่างเยาะหยัน

          เด็กรับใช้รีบรับแส้ม้าที่หลี่ชินหย่วนโยนให้แล้วถอยไปยืนอยู่ด้านหลัง

          จึงไม่ทันได้สังเกตเห็นรอยยิ้มเยาะหยันบนใบหน้าของผู้เป็นนาย เอ่ยด้วยความนอบน้อม “ค่ำแล้ว เดี๋ยวบ่าวจะถือโคมนำทางให้คุณชายนะขอรับ”

          “ไม่ต้อง” หลี่ชินหย่วนตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะเดินเข้าไปในจวนโดยไม่รอคำตอบ

          จวนเว่ยกั๋วกงกว้างขวางแต่มีคนอยู่อาศัยไม่มากนัก ตลอดทางมีบ่าวเพียงไม่กี่คน การที่จู่ๆ หลี่ชินหย่วนมาปรากฏกายในจวนทำให้พวกเขาประหลาดใจอยู่ไม่น้อย คล้ายคิดไม่ถึงว่าคุณชายเจ็ดซึ่งไม่ได้กลับบ้านมานานจะกลับมาที่จวนในยามราตรีเช่นนี้ ขณะที่พวกเขากำลังจะคารวะกลับพบว่าผู้เป็นนายเดินจากไปไกลแล้ว

          หลี่ชินหย่วนเดินลัดเลาะเข้าไปในจวนซึ่งตนเติบโตมาตั้งแต่เด็ก ใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกใด หากมีบ่าวเอ่ยทักทายหลี่ชินหย่วนเพียงพยักหน้ารับ จนเดินไปถึงเรือนที่พำนักของฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ แววตาถึงดูอ่อนโยนผ่อนคลายขึ้นบ้าง

          บนทางเดินมีสาวใช้ของฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ สวมใส่เสื้อปี๋เจี่ยสีเขียวนามว่าฉานอีที่ออกมาสั่งการสาวใช้ให้ไปเตรียมน้ำแกงสาลี่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ดื่มเพื่อจะได้ชุ่มคอ แต่คาดไม่ถึงว่าพอเงยหน้าขึ้นกลับพบกับหลี่ชินหย่วน ฉานอีตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนยิ้มกว้างด้วยความยินดี หลังจากคารวะหลี่ชินหย่วนเสร็จ กล่าวกับผู้เป็นนายด้วยเสียงฉะฉานว่า “คุณชายเจ็ด กลับมาแล้ว! เมื่อครู่ฮูหยินผู้เฒ่ายังพูดถึงคุณชายอยู่เลยเจ้าค่ะ ถ้ารู้ว่าคุณชายกลับมาแล้วคงจะยินดีมากแน่ๆ”

          ใบหน้าหล่อเหลาของหลี่ชินหย่วนมีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้น เขามองไปยังเรือนด้านหลังตนที่จุดไฟสว่างก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านย่ากินข้าวเย็นเสร็จหรือยัง?”

          “เพิ่งกินเจ้าค่ะ อาหารยังร้อนอยู่เลย” ฉานอีตอบด้วยรอยยิ้ม “ข้างนอกอากาศหนาว คุณชายรีบเข้าไปเถอะ บ่าวจะสั่งให้คนเตรียมถ้วยกับตะเกียบมาให้”

          เมื่อหลี่ชินหย่วนได้ยินคำว่า ‘เพิ่งจะกิน’ รอยยิ้มบนใบหน้าก็จางลง ในใจพลันนึกไม่อยากเข้าไป

          ฉานอีย่อมรู้ว่าหลี่ชินหย่วนมีนิสัยอย่างไร จึงรีบเอ่ย “ช่วงนี้ฮูหยินผู้เฒ่าบ่นคิดถึงคุณชายอยู่ตลอด กลางคืนมักนอนไม่ค่อยหลับ ช่วงเช้าก็ไออยู่บ่อยครั้ง ฮูหยินผู้เฒ่าดื้อมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรก็ไม่ฟัง มีคุณชายคนเดียวที่จะปลอบประโลมท่านได้นะเจ้าคะ ตอนนี้คุณชายกลับมาแล้วจะได้ช่วยโน้มน้าวให้ฮูหยินผู้เฒ่ายอมกินยา ไม่เช่นนั้นโรคที่ใช้ยาไม่กี่เทียบก็หายอาจจะเรื้อรังรักษายากขึ้นไปอีก”

          ขณะที่ฉางอีพูดก็คอยสังเกตสีหน้าของผู้เป็นนายตลอด เมื่อเห็นว่าเขาเริ่มลังเลสับสน ฉางอีแอบถอนหายใจเบาๆ พูดต่อด้วยรอยยิ้ม “คุณชายรีบเข้าไปเถอะ” จากนั้นเดินนำหลี่ชินหย่วนเข้าไปด้านใน รีบรายงานคนในห้องทันที ด้วยเกรงว่าเมื่อหลี่ชินหย่วนมาหยุดที่หน้าประตูแล้วอาจเปลี่ยนใจ “คุณชายเจ็ดกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”

          หลี่ชินหย่วนกลับไม่ได้นึกอยากเปลี่ยนใจแต่อย่างใด แม้เขาจะไม่ยินดียินร้ายกับคนพวกนี้สักเท่าไหร่แต่ก็ไม่อยากเห็นท่านย่าของตนต้องเสียใจ จึงแหวกม่านโน้มตัวเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปในห้อง ก่อนหน้านี้หลี่ชินหย่วนอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเป็นเวลานาน จู่ๆ เข้ามาสัมผัสกับอากาศอบอุ่นอย่างกะทันหัน จึงชะงักฝีเท้าเล็กน้อยคล้ายยังไม่ค่อยคุ้นชินสักเท่าไหร่

          จนกระทั่งเดินเข้าไป จึงได้ยินเสียงขยับฝีเท้าดังขึ้น ผู้ที่เดินนำหน้ามาคือฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ซึ่งมีเด็กรับใช้คอยประคองอยู่ ก่อนหน้านี้ ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าหลี่สงบนิ่งเย็นชา มาบัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มของความตื่นเต้นยินดี ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำด้วยความตื้นตันเมื่อเห็นหลี่ชินหย่วนยืนอยู่หน้าประตู น้ำตาเม็ดโตค่อยๆ ไหลรินออกมาทันที ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ผลักเด็กรับใช้ที่ประคองตนออก ก่อนจะก้าวเข้าไปกุมมือของหลานชาย พินิจมองด้วยความห่วงหาอาทร เมื่อได้สำรวจตรวจตราลูบหน้าลูบหลังผู้เป็นหลานชายจนพอใจแล้ว นางจึงตีแขนของหลี่ชินหย่วนอย่างแรงพร้อมพร่ำบ่นกับหลานชายทั้งน้ำตา “เจ้าหลานตัวดี ทำไมถึงจากบ้านไปนานขนาดนี้?”

          อากัปกิริยาของท่านย่าผู้ซึ่งรักและเมตตาต่อเขามาตั้งแต่เล็กทำให้หลี่ชินหย่วนนึกสะท้อนใจ ขณะที่กำลังจะพูดปลอบก็ได้ยินเสียงขรึมของชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “ยังรู้จักกลับบ้านด้วยรึ?”

          เมื่อได้ยินเสียงนั้น ใบหน้าที่ก่อนหน้านี้ดูผ่อนคลายกลับเคร่งขรึมขึ้นในฉับพลัน หลี่ชินหย่วนเม้มริมฝีปาก ยืนนิ่งอยู่กับที่ มือที่ก่อนหน้านี้เตรียมจะยกขึ้นเพื่อปลอบประโลมผู้เป็นย่ากลับเปลี่ยนไปไพล่หลัง มองไปยังที่มาของเสียงด้วยแววตาไร้ความรู้สึก

          หลี่ชินหย่วนมีตาชั้นเดียวและหางตาชี้ขึ้น ปกติดวงตาคู่นี้จะมีรอยยิ้มแต่งแต้มอยู่ตลอดเวลา ชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกคล้ายว่าเป็นคนเกียจคร้าน ใช้ชีวิตล่องลอยไร้แก่นสาร บัดนี้ดวงตาคู่นี้กลับเต็มไปด้วยความเย็นชาราวกับนำความเหน็บหนาวจากข้างนอกติดเข้ามาด้วย ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกไม่กล้าเข้าใกล้

          หลี่ชินหย่วนเป็นชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลา ยามที่แสงไฟส่องกระทบให้ความรู้สึกคล้ายได้เห็นหยกเนื้องาม หากเขายิ้มคงให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนเสียยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่เวลานี้เขากลับเม้มริมฝีปากปั้นหน้าเย็นชา จึงให้ความรู้สึกคล้ายคมมีดที่พร้อมจะกรีดเชือดเฉือน

          “เหล่าต้า!*” ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่นึกไม่ถึงว่าหลี่เฉินชานที่ก่อนหน้าเพิ่งจะรับปากไปหยกๆ บัดนี้กลับเริ่มปะทะฝีปากกับหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของนางอีกแล้ว นางทั้งนึกโมโหทั้งร้อนใจจึงทำให้น้ำเสียงฟังดูเคร่งขรึมไม่น้อย “เมื่อครู่เจ้ารับปากข้าว่าอย่างไร?”

          แม้ยินหว่านจะไม่ได้พูดอะไร แต่นางก็กระตุกแขนเสื้อหลี่เฉินชานเบาๆ เพื่อเตือนไม่ให้เขาพูดจาไม่น่าฟังอีก

          หลี่เฉินชานเม้มริมฝีปากพลางจ้องมองหลี่ชินหย่วนอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็สะบัดแขนเสื้อเดินเข้าไปในห้องก่อนอย่างไม่สบอารมณ์

          ยินหว่านยืนจับมือตงเอ๋อร์เพื่ออยู่คอยเอ่ยทักทายหลี่ชินหย่วนพร้อมรอยยิ้ม “เสี่ยวชีรีบเข้าห้องไปกินข้าวเถิด วันนี้มีกับข้าวหลายอย่างที่เจ้าชอบ ท่านย่ารอเจ้ากลับบ้านทุกวัน แม้แต่ตงเอ๋อร์ก็ยังคิดถึงเจ้า”

          เมื่อพูดจบนางวางมือลงบนบ่าของเด็กชายวัยสามขวบ ก่อนจะผลักเขาไปข้างหน้าเบาๆ

          แม้ตงเอ๋อร์จะอายุยังน้อย แต่เขาก็อ่านอารมณ์ได้จากสีหน้า เขาเม้มริมฝีปาก แอบเหลือบตามองหลี่ชินหย่วนที่มีสีหน้าเย็นชา เขากลัวพี่ชายคนนี้เสมอมา มักจะรู้สึกว่าพี่ชายคนนี้น่ากลัวยิ่งกว่าบิดา คราวนี้เมื่อได้เห็นใบหน้าเย็นชาของหลี่ชินหย่วนก็เริ่มหวาดหวั่นจนร่างสะท้าน บีบนิ้วมือด้วยความประหม่า ทักทายสั้นๆ เพียงว่า

          “พี่ชาย”

          ก่อนจะรีบหลบไปอยู่ด้านหลังมารดา ถึงอย่างนั้นยังแอบชะโงกหน้ามามองดูว่าหลี่ชินหย่วนมีสีหน้าท่าทีอย่างไร หลี่ชินหย่วนไม่ได้รู้สึกเป็นปฏิปักษ์อะไรกับแม่ลูกคู่นี้มากเท่าที่รู้สึกกับหลี่เฉินชานผู้เป็นบิดา จึงเพียงรับคำสั้นๆ “อืม” ก่อนจะหันกลับไปหาฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ เอ่ยอย่างอ่อนโยน “ท่านย่า พวกเราเข้าไปกันเถอะขอรับ”

          ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่กุมมือหลี่ชินหย่วนและพยักหน้าตอบ “ไปเถอะ”

 

          ภายในห้อง

          คงเป็นเพราะฮูหยินผู้เฒ่าหลี่เพิ่งจะแสดงโทสะไปทำให้หลี่เฉินชานไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก เขาเพียงแต่จ้องมองบุตรชายด้วยแววตาซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งยังได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าหลี่พึมพำขึ้นว่า “เจ้าผอมไปมากทีเดียว”

          หลี่เฉินชานถึงได้พินิจมองบุตรชายมากขึ้น ดูเหมือนจะผอมลงกว่าเมื่อก่อนอยู่บ้าง

          และ...

          ดูจะสูงขึ้นมากทีเดียว

          บุรุษมักจะโตเร็วเหมือนหน่อไม้ช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เมื่อได้รับน้ำฝนอย่างเพียงพอก็จะสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว เด็กหนุ่มผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ยังดูเตี้ยกว่าเขา พริบตาเดียวก็สูงกว่าเขามาก หลี่เฉินชานไม่อาจอธิบายความรู้สึกในใจตน ส่วนหนึ่งรู้สึกยินดี ส่วนหนึ่งรู้สึกอับจนปัญญา เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดบุตรชายคนโตของตนจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้หลี่ชินหย่วนถือเป็นผู้มีความสามารถโดดเด่นคนหนึ่ง

          ตอนอายุเพียงเจ็ดขวบก็สามารถแต่งกลอน พออายุสิบขวบก็เขียนบทความได้ดีเยี่ยม แม้แต่การขี่ม้ายิงธนูยังได้รับคำชมไม่ขาดปาก ทว่าตอนนี้ หลี่ชินหย่วนกลับกลายเป็นคุณชายเสเพลเอาแต่ใจ เป็นคนไม่เอาไหนทั้งศาสตร์บู๊และบุ๋น

          แต่สิ่งที่ทำให้หลี่เฉินชานยิ่งเหนื่อยใจก็คือความสัมพันธ์ระหว่างสองพ่อลูก

          หลี่เฉินชานจำได้ว่าเมื่อก่อนตอนที่ตนเพิ่งกลับจากสงคราม บุตรชายคนโตที่อายุยังน้อยจะนั่งคุกเข่าอยู่หน้าประตูจวนเท้าคางมองดูรถม้าที่ขับผ่านไปมา ทันทีที่เขาปรากฏกาย เด็กชายจะกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี ตะโกนเรียกด้วยดวงตาเป็นประกายว่า “ท่านพ่อ!”

          หลี่เฉินชานไม่เคยลืมความทรงจำเหล่านี้เลย

          แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสองพ่อลูกนับวันกลับยิ่งห่างเหินกันขึ้นเรื่อยๆ ช่องว่างนั้นขยายกว้างเสียจนกระทั่งต่อให้บุตรชายนั่งอยู่ข้างกายตน กลับรู้สึกคล้ายพวกเขาอยู่ห่างไกลกันคนละฝากฝั่งแม่น้ำ

          หลี่เฉินชานเห็นหลี่ชินหย่วนกับฮูหยินผู้เฒ่าหลี่สนทนากันอย่างมีความสุข ใบหน้าจึงผ่อนคลายอย่างที่ไม่ค่อยปรากฏเท่าไรนัก ขณะที่กำลังนึกครึ้มอยากจะคีบอาหารให้บุตรชายก็ได้ยินหลี่ชินหย่วนเอ่ยกับฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ด้วยรอยยิ้มว่า “คำพูดนี้ของท่านย่าหากไต้ซือได้ยินเข้าคงไม่ชอบใจแน่ ไต้ซือบอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ข้าอยู่ที่วัดจินถายเกือบจะกินของที่วัดจนหมดเกลี้ยงเสียแล้ว”

          เมื่อได้ยินบุตรชายพูดด้วยน้ำเสียงแฝงแววอบอุ่นเช่นนั้น ในใจของหลี่เฉินชานพลันเกิดโทสะ จู่ๆ เขาก็กระแทกตะเกียบลงอย่างแรง กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เจ้าเอาแต่ขลุกตัวอยู่แต่ที่วัดจินถายนั่น ถ้าชอบนัก ไยไม่บวชเป็นพระในวัดให้มันรู้แล้วรู้รอดเสียเลยเล่า”

          เมื่อพูดจบหลี่เฉินชานก็เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่ชินหย่วนจางลงไปไม่น้อย ในใจกลัวว่าการสนทนาจะจบลงด้วยความไม่สบอารมณ์เหมือนที่ผ่านมา เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “ถ้าเจ้าไม่อยากไปเรียนที่สำนักศึกษาจริงๆ พรุ่งนี้ก็ตามไปค่ายทหารกับข้า”

          ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ขมวดคิ้วและเรียกรั้งบุตรชายด้วยความโมโห “เหล่าต้า...”

          หลี่เฉินชานกลับไม่ได้ลดราวาศอก พูดไปตามตรงว่า “ท่านแม่ ปีนี้เสี่ยวชีอายุสิบหกแล้วนะขอรับ ตอนข้าอายุเท่าเขา ก็มีหลักมีฐานมั่นคงแล้ว ถึงท่านแม่อยากจะปกป้อง แต่อนาคตเป็นเรื่องของตัวเขาเอง พวกเราทุกคนต่างก็แก่ตัวลง ท่านแม่กับข้าจะช่วยปกป้องได้นานสักแค่ไหน?”

          เมื่อได้ยินเช่นนั้นฮูหยินผู้เฒ่าหลี่กลับเถียงไม่ออก

          ยินหว่านกับบุตรชายยิ่งไม่กล้าพูดอะไร นางก้มหน้า หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับปากให้ตงเอ๋อร์

          บรรยากาศภายในห้องจึงเงียบลงในฉับพลัน หลี่ชินหย่วนก้มหน้า นิ้วเรียวยาวของเขายังคงกุมตะเกียบไว้คล้ายไม่ได้ยินคำพูดของหลี่เฉินชาน ยังคงก้มหน้าก้มตากินอาหารของตนต่อ

          หลี่เฉินชานนึกโมโหจนแทบจะคุมอารมณ์ตัวเองไม่ไหว เตรียมจะเอ่ยปากแต่จู่ๆ หลี่ชินหย่วนก็วางตะเกียบและแย้มยิ้ม ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มโดดเด่นสะดุดตาภายใต้แสงจากโคมไฟ ริมฝีปากยกขึ้นเผยรอยยิ้มเยาะหยัน “ก็ได้ พรุ่งนี้ข้าจะไปเรียน”

          และในยามนี้ที่จวนติ้งกั๋วกง

          กู้อู๋จี้มองผู้เป็นบุตรสาวด้วยแววตาตกตะลึง ก่อนจะพูดด้วยความประหลาดใจ “อะไรนะ เจ้าอยากเข้าเรียนรึ?”

          กู้อู๋จี้ตะลึงงันเพราะไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ยินคำนี้ แม้แต่ฉางซานกับป๋ายลู่ก็ยังชะงักไปครู่ใหญ่ มองไปยังกู้อู๋โยวด้วยแววตาเหลือเชื่ออย่างยิ่ง ทุกคนในจวนต่างรู้ดีว่ากู้อู๋โยวไม่ชอบเรียนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ด้วยเป็นที่โปรดปรานของทุกคนในบ้าน ไม่ว่าใครก็ต้องยอมตามใจนาง โดยเฉพาะฮูหยินผู้เฒ่าหวัง ไม่ว่ากู้อู๋โยวอยากทำอะไรก็ยอมให้นางทำไปเสียทุกอย่าง จนผ่านมาหลายปีเกรงว่ากู้อู๋โยวคงไม่ได้อ่านหนังสืออะไรนอกจากนิยายประโลมโลก ฉะนั้นเรื่องงานฝีมือยิ่งแล้วใหญ่

          กู้อู๋จี้กลัวว่ากู้อู๋โยวจะไม่รู้ถึงกฎระเบียบของสำนักศึกษาลู่หมิง จึงเอ่ยกับบุตรีผู้เป็นที่รักด้วยความเมตตาว่า “หมานหมาน ที่สำนักศึกษาไม่เหมือนที่จวนเรานะ สตรีที่สำนักศึกษานอกจากจะต้องเรียนศาสตร์ทางดนตรี หมากรุก เขียนอักษร วาดภาพ การฝีมือ การทำอาหารแล้ว ยังต้องเรียนเรื่องมารยาท การยิงธนูและการคำนวณอีกด้วย แต่ละปี...” เขาพูดประโยคนี้ด้วยเสียงที่เบาเป็นพิเศษ “ยังต้องสอบจัดลำดับด้วยนะ”

          กู้อู๋จี้ไม่ได้สนใจเรื่องลำดับคะแนนของบุตรสาว เพราะถึงอย่างไรมีเขาคอยคุ้มครองอยู่ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถทำอะไรบุตรสาวตนได้

          แต่ปัญหาคือ...

          กู้อู๋โยวเป็นคนหยิ่งยโสมาตั้งแต่เด็กทั้งยังเป็นคนรักศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกตัวเองเด็ดขาด หากต่อไปเกิดสอบได้ลำดับสุดท้ายต้องไม่พอใจเป็นแน่

          กู้อู๋จี้ครุ่นคิดแล้วจึงค่อยเอ่ยหารือกับผู้เป็นบุตรสาวด้วยความเกรงใจ “หมานหมาน ให้พ่อเชิญอาจารย์สักคนมาสอนที่บ้านดีหรือไม่?” เขากล่าวประโยคนี้พร้อมสังเกตสีหน้ากู้อู๋โยว ด้วยกลัวว่านางจะไม่พอใจขึ้นมา

          หากเป็นเมื่อก่อนกู้อู๋โยวจะต้องโวยวายแน่ แต่ตอนนี้นางมีประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว จะให้ทำตัวเหมือนเมื่อก่อนที่เอาแต่ร้องไห้เมื่อถูกขัดใจได้อย่างไร? จึงเพียงแต่เม้มริมฝีปาก แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นหนักแน่นและจริงจัง พูดคัดค้านอย่างเด็ดขาดว่า “ไม่เจ้าค่ะ ข้าจะไปเรียนที่สำนักศึกษา”

          “พี่รองสอนอยู่ที่นั่น น้องเจ็ดก็เรียนอยู่ที่นั่น แม้แต่น้องเก้าก็ยังไปเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลหยู ข้าไม่อยากอยู่คนเดียวในจวนนี่เจ้าคะ”

          ประโยคนี้คล้ายเข็มที่ทิ่มลงกลางใจของกู้อู๋จี้ ทำให้เขารู้สึกแสบลึกไปในทรวง นิสัยเอาแต่ใจของหมานหมานทำให้นางไม่มีเพื่อนมาตั้งแต่เด็ก แค่คิดถึงภาพที่บุตรสาวนั่งเล่นคนเดียวอย่างเดียวดายในห้องด้วยความน่าสงสาร เขาก็รู้สึกขอบตาร้อนผ่าว ด้วยกู้อู๋จี้มีปณิธานในใจเสมอว่าไม่ว่าจะเกิดเรื่องใหญ่เพียงใด ความสุขของบุตรสาวย่อมสำคัญที่สุด นั่นทำให้เขาตัดสินใจทิ้งความห่วงกังวลในเรื่องราวต่างๆ ไว้ข้างหลังทันที

          “ได้ หากเจ้าอยากไป เราก็ไปกัน” พอพูดจบกู้อู๋จี้ก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “รอจนเปิดภาคเรียนช่วงฤดูใบไม้ผลิ พ่อจะไปพูดกับอาจารย์สวีของสำนักศึกษาลู่หมิงให้”

          ใครจะไปคิดว่ากู้อู๋โยวกลับส่ายหน้า นางสบตาเขาก่อนจะพูดกับเขาเบาๆ ว่า “ข้าจะไปพรุ่งนี้เจ้าค่ะ”

          กู้อู๋จี้ตะลึงงันแล้วจึงค่อยเอ่ยว่า “แต่อีกหนึ่งเดือนก็จะถึงช่วงฉลองปีใหม่แล้วนะ” คิดกังวลว่าโดยเฉพาะช่วงที่อากาศกำลังหนาวอย่างนี้ เขาไม่อยากให้บุตรสาวของตนต้องลำบาก แต่เมื่อได้เห็นแววตาเศร้าหมองของกู้อู๋โยว ผู้เป็นพ่ออย่างเขาก็จำต้องยอมแต่โดยดี

          กู้อู๋จี้จึงรีบพูดปลอบนางว่า “ในเมื่อเจ้าอยากไปก็ไปเถอะ วันพรุ่งนี้เป็นวันหยุดของพ่อพอดี เดี๋ยวพ่อจะไปกับเจ้า”

          กู้อู๋จี้คิดในใจว่า นี่อาจจะเป็นความสนใจเพียงประเดี๋ยวประด๋าวของหมานหมาน รอให้ไปเรียนไม่กี่วันกู้อู๋โยวก็คงนึกบ่นที่ต้องตื่นแต่เช้า มิหนำซ้ำอาหารที่สำนักศึกษาก็ไม่อร่อย ในเมื่อต้องลงเอยอย่างนั้นอยู่แล้ว เขาจะเสียเวลาห้ามปรามให้บุตรสาวไม่สบอารมณ์ไปทำไม?

          กู้อู๋โยวเห็นเขารับปาก จึงค่อยคลายความกังวลลง

          ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว แม้กู้อู๋จี้จะนึกอาลัยอาวรณ์ แต่เห็นว่ากู้อู๋โยวเพิ่งกลับมาคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย ควรปล่อยให้กลับเรือนไปพักผ่อน กู้อู๋จี้ยืนรอส่งบุตรสาวออกนอกประตู กู้อู๋โยวเดินไปถึงประตูแล้วก็ยังรู้สึกถึงแววตาที่มองตนจากด้านหลัง คำเรียกว่า ‘ท่านพ่อ’ ติดอยู่ที่ริมฝีปาก นางคิดอยากพูดออกไปหลายครั้งแต่ก็ไม่อาจเอ่ยออกไปได้

          กู้อู๋โยวกัดริมฝีปาก เปลี่ยนมากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “ท่านก็รีบเข้าห้องเถอะเจ้าค่ะ”

          “ได้ๆ” กู้อู๋จี้พยักหน้าตอบด้วยรอยยิ้ม แต่ก็ยังคงมองตามบุตรสาวและไม่ยอมกลับเข้าไปเสียที

          กู้อู๋โยวจนปัญญา นางเองก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรจึงเพียงพาป๋ายลู่เดินจากไปไกล แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงแววตาที่มองตามหลังนางด้วยความอ่อนโยน นางนึกสะท้อนใจและรู้สึกว่าตนช่างไม่เอาไหนเสียเลย ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นก็ย้อนนึกไปถึงหลี่ชินหย่วน หากแม่ทัพใหญ่อยู่ที่นี่ต้องรู้แน่ว่าควรจะบอกให้นางพูดเช่นไร

          ป๋ายลู่ซึ่งเดินอยู่ด้านข้างเห็นผู้เป็นนายก้มหน้าเล็กน้อยจึงพูดให้กำลังใจว่า “วันนี้คุณหนูทำดีมากเลยเจ้าค่ะ”

          กู้อู๋โยวเม้มริมฝีปากก่อนจะเหลียวมองด้านหลังและเอ่ยว่า “ไปกันเถอะ”

          “เจ้าค่ะ”

          ป๋ายลู่ถือโคมไฟพากู้อู๋โยวกลับไปยังเรือนไจชิงด้วยความระมัดระวัง ระหว่างทางนางนึกอยากถามคำถามบางอย่าง คนอื่นคงไม่รู้ว่าเหตุใดคุณหนูถึงอยากไปสำนักศึกษาแต่ป๋ายลู่กลับพอจะเดาได้ เพียงแต่บุรุษผู้ซึ่งไม่เคยเจอกันมาก่อนอย่างคุณชายเจ็ดตระกูลหลี่ มีอะไรดึงดูดให้คุณหนูนึกสนใจถึงเพียงนั้น

          “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่” กู้อู๋โยวยังคงมองไปข้างหน้า เม้มริมฝีปากและกล่าวด้วยเสียงที่ค่อนข้างทุ้มว่า “ข้ารู้ว่าเจ้ากับหงซวงดูแลข้าด้วยความจริงใจ รู้ว่าพวกเจ้าเป็นห่วง แต่... มีเรื่องบางอย่างที่ข้าไม่อาจอธิบายให้พวกเจ้าเข้าใจได้” เมื่อนางพูดจบก็หันกลับมามองป๋ายลู่ ดวงตาสุกใสคู่นั้นของนางสะท้อนแววเป็นประกายภายใต้แสงจากโคมไฟ “เจ้าสองคนรู้ไว้เพียงว่า ข้าไม่มีทางทำเรื่องอะไรที่เป็นการทำร้ายพวกเจ้า อย่างไรข้าก็ยังเป็นข้าคนเดิม”

          คำพูดนี้อันที่จริงก็ฟังดูประหลาดอยู่บ้าง

          ป๋ายลู่มองแววตาคุ้นเคยคู่นั้นก็นึกลังเลนิดๆ กระนั้นก็เพียงพยักหน้าตอบโดยไม่ได้เอ่ยถามให้มากความอีก

          คนทั้งสองก้าวไปข้างหน้า จนกระทั่งออกมาไกลจากบริเวณลานบ้านจึงได้เห็นว่าตรงทางเดินที่ห่างไปไม่ไกลนัก มีเงาของใครคนหนึ่งยืนอยู่ คนผู้นั้นยืนอยู่ในมุมมืด ในมือไม่ได้ถือโคมไฟแต่อย่างใด ที่ผ่านมาจวนติ้งกั๋วกงมีเงินทองบริบูรณ์ทุกอย่าง เด็กรับใช้ต่างเป็นห่วงว่าเจ้านายตนจะเดินลำบาก เวลาเดินในทางเดินเล็กๆ จึงมักถือโคมไฟคอยนำทางให้

          และแล้วกู้อู๋โยวก็ได้เห็นภาพของคนคนนั้น

          คนผู้นั้นอายุประมาณสิบขวบ สวมอาภรณ์สีฟ้าและเสื้อคลุมตัวหนา เขามีใบหน้าคล้ายบิดาของนางอยู่บ้าง แต่แววแห่งความสง่างามในดวงตาคู่นั้นดูจะด้อยกว่า สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือแววแห่งไหวพริบ ทว่าคงเป็นเพราะเขาคอยเม้มริมฝีปากอยู่ตลอดเวลา จึงดูคล้ายว่าเด็กชายผู้นี้ไม่ฉลาดเฉลียวอย่างที่เด็กในวัยนี้ควรจะมี ยังให้ความรู้สึกคล้ายคนหยิ่งยโสและหัวรั้น

          เขายืนอยู่ที่เดิม มองตรงไปยังเรือนไจชิง ไม่อาจรู้ได้ว่าภายใต้แววตาเหม่อลอยอยู่ในภวังค์กำลังคิดถึงสิ่งใด

          กระทั่งได้เห็นกู้อู๋โยวเขาจึงคล้ายตื่นจากภวังค์ในฉับพลัน แววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนมีโทสะแฝงอยู่จางๆ เขาหันหลังจากไปโดยไม่พูดอะไรทั้งนั้น

          “เขาคือ...”

          ป๋ายลู่ถือโคมไฟส่องทาง เห็นเพียงแผ่นหลังที่วิ่งจากไป “คุณชายเก้าเจ้าค่ะ”

          กู้อู๋โยวพยักหน้าเบาๆ สายตายังคงจ้องมองยังทิศทางที่กู้จิ่วเฟยจากไปแม้เขาจะวิ่งหายลับไปแล้ว เหลือเพียงความมืดและเงาที่ทอดยาวลงมา... กู้อู๋โยวได้เห็นแววตาที่แฝงไปด้วยโทสะของเขาอย่างชัดเจน ในหัวกลับคิดไปถึงภาพเมื่อครั้งนั้นที่ท่านพ่อไปรับนางที่หลางหยาพร้อมกับเด็กคนนี้

          วันนั้นเขาสวมอาภรณ์สีฟ้าเช่นกัน แต่ร่างเขากลับสูงกว่าท่านพ่อไปมากแล้ว

          ตอนที่ได้เจอกู้จิ่วเฟย ประโยคแรกที่ได้ยินจากปากเขาคือ “มันกล้าทำแบบนี้กับพี่สาวข้าได้อย่างไร?”

          ชั่วขณะนั้น จังหวะที่กู้อู๋โยวยังคงมองด้วยความตกตะลึง กู้จิ่วเฟยก็ฟาดหมัดไปยังจ้าวเฉิงโย่วผู้ซึ่งเดินเข้าประตูมา!

          กู้อู๋โยวกับน้องชายไม่ถูกกันตั้งแต่เด็ก กู้อู๋โยวโกรธที่ฟู่เจี้ยงนั่งในตำแหน่งของมารดาตน ย่อมโทษที่กู้จิ่วเฟยเกิดมา ไม่ต่างกับกู้จิ่วเฟยที่ย่อมนึกโกรธเกลียดนางเหมือนกัน ทั้งที่เขาก็เป็นลูกภรรยาเอกของจวนกั๋วกง มีเกียรติมีศักดิ์ศรี แต่เพราะกู้อู๋โยวทำให้เขาไม่ได้รับความรักจากบิดา

          ยิ่งไปกว่านั้นตอนเป็นเด็ก พี่สาวคนนี้ยังรังแกเขาอยู่หลายครั้ง

          เดิมทีกู้อู๋โยวคิดว่าเมื่อตนล้มเหลวในชีวิต กู้จิ่วเฟยน่าจะเป็นคนที่ยินดีที่สุดเพราะเขาถูกกดข่มมาหลายปี ในที่สุดก็มีโอกาสได้เหยียบย่ำซ้ำเติมนางเสียที แต่คิดไม่ถึงว่ากู้จิ่วเฟยจะยืนเคียงอยู่ข้างกายและคอยคุ้มกันตนกลับเมืองหลวง หรือแม้แต่ตอนที่กลับถึงเมืองหลวงแล้ว กู้อู๋โยวถูกคนหัวเราะเยาะดูหมิ่นดูแคลนสารพัด แต่กู้จิ่วเฟยก็คอยปกป้องนางต่อหน้าคนอื่นในทุกๆ ครั้ง

          “คุณหนู?”

          ป๋ายลู่เห็นนางยังยืนอยู่ที่เดิมจึงถามว่า “เป็นอะไรรึเจ้าคะ?”

          กู้อู๋โยวได้สติกลับมา ละสายตาจากตรงนั้น พลันส่ายหน้าช้าๆ “ไปกันเถอะ” กระทั่งกลับมาเรือนไจชิงและอาบน้ำจนเสร็จ จึงสั่งให้บ่าวออกไป แม้จะเป็นคนรักสบาย แต่ในช่วงฤดูหนาวกลับไม่ได้ให้บรรดาสาวใช้คอยเฝ้าอยู่นอกประตูในช่วงเวลากลางคืน

          เพราะวันนี้มีเรื่องมากมายเหลือเกิน กู้อู๋โยวจึงสับสน นอนไม่หลับ

          ชาติก่อนหากนอนไม่หลับหลี่ชินหย่วนจะคอยกอดนางและอ่านหนังสือให้นางฟัง ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ข้างกายและกู้อู๋โยวก็ไม่ได้นึกอยากอ่านหนังสือเล่มไหน จึงตัดสินใจหยิบสมุดเปล่าเล่มหนึ่งซึ่งตนทำขึ้นเมื่อครั้งนั่งว่างๆ อยู่บนรถม้า ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้และเริ่มเขียนลงบนสมุด

          “ในที่สุดก็ได้กลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว ข้ายินดีเหลือเกินที่ได้พบพวกเขาอีกครั้งและก็คิดถึงท่านแม่ทัพมาก แม้ท่านแม่ทัพที่พวกเขาพูดถึงจะต่างจากบุรุษที่ข้ารู้จัก ข้าก็ยังคิดถึงเขาเหลือเกิน โชคดีที่พรุ่งนี้ข้าจะได้ไปสำนักศึกษาแล้ว หวังว่าจะได้พบท่านแม่ทัพ”

          เมื่อเขียนบันทึกเสร็จกู้อู๋โยวก็นั่งเท้าคางรอให้หมึกแห้ง ลายมือของกู้อู๋โยวเป็นลายมือที่หลี่ชินหย่วนสอนนางเขียน เมื่อเห็นตัวอักษรเหล่านี้ก็ทำให้นางย้อนนึกถึงเมื่อครั้งที่หลี่ชินหย่วนกุมมือและพานางตวัดปลายพู่กัน จะว่าไปก็แปลก หลังจากที่เขียนอักษรเหล่านี้เสร็จ ความรู้สึกว้าวุ่นใจเมื่อครู่ก็สงบลง นางมองอักษรบนสมุดอีกครั้งก่อนจะค่อยยิ้มจางๆ เก็บสมุดเล่มนั้นไว้ในกล่องและนำกุญแจมาคล้องปิดไว้เพื่อความเป็นส่วนตัว

 

          เช้าวันถัดมา

          คนทั้งจวนติ้งกั๋วกงรู้ตั้งแต่เช้าตรู่ว่ากู้อู๋โยวจะไปเข้าเรียน

          ทุกคนรู้สึกประหลาดใจ ยิ่งไปกว่านั้นต่างคิดเหมือนกับกู้อู๋จี้ว่ากู้อู๋โยวคงนึกสนใจเพียงประเดี๋ยวประด๋าว ดังนั้นจึงไม่มีใครคิดห้ามนาง กู้อู๋จี้ก็อยากให้กู้อู๋โยวมีความสุข เมื่อนางคารวะฮูหยินผู้เฒ่ากู้เป็นที่เรียบร้อย เขาก็พูดอย่างนุ่มนวลกับบุตรสาวว่า “หมานหมาน ไปเถอะ เดี๋ยวพ่อจะส่งเจ้าไปสำนักศึกษา”

          ช่วงที่หวังเฉิงไต้กำลังตั้งครรภ์ กู้อู๋จี้ชอบจับมือภรรยาและคุยกับบุตรในครรภ์ของนางว่า ‘รอเจ้าคลอดออกมา พ่อจะพาไปฝึกวรยุทธ์แล้วเข้าสำนักศึกษา’ กล่าวโดยไม่ได้สนใจว่าเด็กในท้องจะเป็นบุตรชายหรือบุตรสาว คิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งตนจะได้มีโอกาสพาบุตรสาวเข้าสำนักศึกษาจริงๆ

          กู้อู๋จี้ยืนอยู่ด้านข้าง มองกู้อู๋โยวด้วยสีหน้าเบิกบานใจอย่างยิ่ง จู่ๆ กู้จิ่วเฟยซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างก็หลุบตาลง เขาเม้มริมฝีปาก มือที่วางอยู่บนหัวเข่าค่อยๆ กำหมัดแน่น

          ท่านพ่อไม่เคยไปส่งเขาเลย... กู้จิ่วเฟยถึงขั้นรู้สึกว่าท่านพ่ออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเรียนที่ไหน

          บิดาคนอื่นต่างหวังจะเห็นความก้าวหน้าของบุตรชายตัวเองเพื่อจะได้นำความรุ่งเรืองมาสู่ตระกูล แต่ท่านพ่อของเขาไม่เคยสนใจเขาเลย จะเรียนดีก็ตามจะเรียนแย่ก็ช่าง ท่านพ่อไม่เคยนึกเอาใจใส่

          อ้อ ไม่สิ มีช่วงเวลาที่ท่านพ่อเอาใจใส่อยู่เหมือนกัน

          กู้จิ่วเฟยยกมุมปากปรากฏเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน ขอแค่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพี่สาว ท่านพ่อก็จะเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน กู้จิ่วเฟยยังจำได้ว่ามีครั้งหนึ่งกู้อู๋โยวกล่าวหาว่าเขาทำแจกันที่นางชอบที่สุดแตก ท่านพ่อก็วางสีหน้าบึ้งตึงและสั่งให้เขาขอโทษพี่สาวเดี๋ยวนั้น

จู่ๆ ก็มีมือของใครคนหนึ่งยื่นมากุมมือเขาไว้

          กู้จิ่วเฟยรู้ว่าคงเป็นมารดา เขาไม่อยากให้ท่านแม่ต้องเป็นกังวล จึงสูดลมหายใจเข้าลึก ตั้งใจว่าจะไปที่จวนตระกูลหยูก่อน ความจริงตอนนี้ยังเช้ามาก แต่เขาไม่อยากเห็นภาพเหล่านี้อีกแล้ว คิดไม่ถึงว่าขณะที่เขากำลังยืนขึ้นโดยยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร

          กู้อู๋โยวกลับเอ่ยชวน “น้องเก้า เจ้าไปกับพวกเราเถอะ”