ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

สตรีเช่นข้า หาได้ยากยิ่ง

ผู้แต่ง Qian Shan Cha Ke
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม

เจ้าเล่ห์ รอบจัด กัดไม่ปล่อย ลองได้หมายหัวใคร จะต้องบรรลัยทุกคน! สตรีโหดร้ายเช่นข้าใช่ว่าเป็นกันได้ง่ายๆ ข้าสร้างรอยยิ้มจากความแค้น สร้างเสียงหวานใสจากคำเยาะเย้ยถากถาง สร้างท่าทางเคารพนบนอบจากความดูหมิ่น ดูแคลน ข้าคือหานเยี่ยน... บุตรีผู้ฉาวโฉ่ของขุนนางขั้นห้า ทั้งโง่งม และไม่เป็นที่โปรดปราน ข้าคือหานเยี่ยน... สตรีที่สร้างคลื่นลม โค่นล้มไม้ใหญ่ตั้งแต่ยอดยันโคน!

บทนำ

มาแล้วจ้า... 
‘สตรีเช่นข้า หาได้ยากยิ่ง’ เล่มนี้ไม่อยากให้พลาดกันเลยค่ะ เรื่องนี้เป็นนวนิยายเซตแรกๆ ที่ปั้นคุณเชียนซานจนเป็นนักเขียน ใครชอบผลาญแต่รู้สึกว่าโหดไป ชอบเหนือสมรภูมิแต่ไม่อยากอ่านหลายเล่มจบ ต้องมาสอยเล่มนี้เลย สามเล่มกะทัดรัด ดำเนินเรื่องรวดเร็วไม่ซับซ้อน ตัวเอกมีวาจาเป็นอาวุธ ตามจัดการศัตรูทีละคนด้วยสีหน้ายิ้มๆ แบบเด็กสาวของนางนี่แหละ 
ข่าวดีคือถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์เรียบร้อยแล้ว นับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าสะสมอย่างยิ่งเลยทีเดียว 
ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะคะ 
ทีมงานห้องสมุด

สารบัญ

          เกลียวควันที่ลอยออกมาจากจะงอยปากนกกระเรียนทองสัมฤทธิ์ ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง

          แสงวูบไหวจากเปลวเทียนเล่มแดงสะท้อนสีชาดของม่านมงคล ดุจดั่งมีหมอกแดงพรางตา ทำให้ผู้คนรู้สึกนัยน์ตาพร่าเลือนไปชั่วขณะ

          ม่านมงคลผืนนี้เลือกใช้ผ้าทอที่คัดสรรคุณภาพอย่างพิถีพิถัน ทอเป็นลายฤดูเก็บเกี่ยวอันวิจิตรงดงามอย่างยิ่ง บนผืนผ้าส่วนใหญ่ปักด้วยไหมทองเป็นรูปนกยวนยาง*คู่หนึ่งกำลังเล่นน้ำ แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งและบารมีของเจ้าบ้าน

          มีถาดดอกไม้วางอยู่บนโต๊ะเล็กๆ ด้านหนึ่ง เม็ดบัวและดอกป่ายเหอ**ถูกโรยเพื่อแสดงถึงความสมบูรณ์พูนสุข เทียนเล่มแดงที่ใช้ตกแต่งห้องหอกำลังลุกโชนภายในราตรีกาลของงานมงคลสมรสนี้

          ดรุณีนางหนึ่งนั่งก้มหน้าอยู่ตรงขอบเตียง มีผ้าสีแดงปักลายด้วยไหมทองคลุมศีรษะ มือเรียวประณีตราวกับหยกของนางกำเชือกที่ผูกเป็นปมถงซินเจี๋ย*ไว้แน่น สาวน้อยเปิดปากถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “จี๋หลัน ตอนนี้เป็นเวลาใดแล้ว”

          สาวใช้รุ่นเยาว์ในชุดสีฟ้าตรงด้านข้าง ก้าวขึ้นมาข้างหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ยามซวี**เจ้าค่ะ คุณหนูอย่าได้กังวลไป ซื่อจื่อ***น่าจะใกล้มาแล้ว” กล่าวจบนางก็ปิดปากหัวเราะคิกคัก

          “ไร้มารยาท! คุณหนูเป็นคนที่เจ้าสามารถล้อเล่นได้หรือ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” เด็กสาวในชุดสีชมพูอมส้มที่อยู่อีกด้านตำหนิด้วยสีหน้าเย็นชา ทว่าแววตากลับไม่อาจซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ได้

          “พูดกันให้มันน้อยลงหน่อยเถิด” เฉินมามา****ปรามแล้วมองออกไปนอกประตู “พวกเราเข้ามาอาศัยอยู่ในตำหนักของซื่อจื่อแล้ว ย่อมไม่อาจทำตัวเช่นที่เคยเป็น บ่าวไพร่อย่างพวกเจ้า พอใจอะไรก็พูดไปเรื่อย อาจจะลากคุณหนูเข้าไปเดือดร้อนด้วยสักวัน ไม่ถูกสิ... ตอนนี้เราควรจะเรียกคุณหนูว่า ‘ซื่อจื่อฮูหยิน’ ถึงจะถูก”

          “เฉินมามา” จวงหานเยี่ยนไม่อาจฟังได้อีกต่อไป ใบหน้างดงามภายใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวขึ้นสีแดงระเรื่อ เด็กสาวอยากจะเอ่ยอะไรบ้างเพื่อหยุดพวกนางไม่ให้กระเซ้าเย้าแหย่ตน แต่ก็ไม่อาจกล่าวได้

          เมื่อนึกถึงรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาของซื่อจื่อ เจ้าสาวคนใหม่ยิ่งรู้สึกเขินอายจนอยากจะซุกศีรษะเข้าไปในผ้าห่มที่โรยด้วยดอกป่ายเหอกับเมล็ดสน

          เว่ยหรูเฟิง--บุตรชายของเว่ยอ๋อง

          เมื่อใดก็ตามที่คิดถึงเขา ใจของหานเยี่ยนจะเต็มไปด้วยความรู้สึกหวานล้ำ ครั้งแรกที่นางเห็นเขาคือในงานเลี้ยงของหรงเฟยหานเยี่ยนแทบไม่เคยออกจากจวนไปไหนมาไหน ตอนนางเข้าวังหลวงครั้งแรก อวี่ซานชี้ไปที่แขกชายผู้หนึ่งที่อยู่ไกลออกไปและบอกว่า “นั่นเขาล่ะ ทายาทของเว่ยอ๋อง!”

          เขาสวมชุดคลุมยาวสีขาวราวหิมะ ดูเรียบง่ายแต่ก็ไม่อาจปกปิดความสง่าที่น่าเกรงขามในแบบของชนชั้นสูงที่แผ่ออกมาได้ สายตาอบอุ่นคู่หนึ่งมองมาทางพวกนางแล้วยิ้มจางๆ

          นางไม่เคยลืมรอยยิ้มนั้น

          นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา อวี่ซานมักนำข่าวของเว่ยหรูเฟิงมาเล่าให้หานเยี่ยนฟัง อวี่ซานเองก็เป็นบุตรีจวนโหวเช่นกัน นางสดใสมีชีวิตชีวา มักคบค้าสมาคมกับบรรดาฮูหยินและคุณหนูของจวนอื่น เมื่อสมาชิกครอบครัวที่เป็นหญิงมารวมตัวกันมักจะเจรจาพาที ไม่มากก็น้อยจะเกี่ยวกับคนหนุ่มสาวที่มีความสามารถโดดเด่นในเมืองหลวง

          อวี่ซานได้ยินมาว่า ตระกูลของเว่ยอ๋องติดตามฮ่องเต้องค์ปฐมพิชิตไปกว่าครึ่งของแผ่นดิน นับว่ามีความชอบมหาศาล เป็นรัฐบุรุษอาวุโสผู้ร่วมสถาปนาถึงสองราชวงศ์ เป็นที่โปรดปรานอย่างมากของฮ่องเต้ ส่วนเว่ยหรูเฟิงบุตรชายของเว่ยอ๋อง คือชายหนุ่มที่เชี่ยวชาญทั้งด้านบุ๋นบู๊ เป็นคนอ่อนโยนและเอาใจใส่ผู้อื่นอย่างยิ่ง

          ปีนั้นหานเยี่ยนถึงวัยปักปิ่นสามารถสมรสได้ โจวซื่อ*--มารดาเลี้ยงของหานเยี่ยนเสาะหาการแต่งงานที่ดีอย่างไม่คาดฝันให้กับหญิงสาว นั่นคือแต่งให้กับตระกูลเว่ยอ๋อง

          ถัดจากรุ่นปู่ ตระกูลจวงของหานเยี่ยนเริ่มละทิ้งด้านการทหาร เปลี่ยนมาศึกษาตำราเรียนจนกลายเป็นบัณฑิต มีตำแหน่งแห่งที่ในราชสำนักกันไม่น้อย หญิงสาวไม่เข้าใจว่าการแต่งงานระหว่างตระกูลเว่ยกับตระกูลจวงนั้นเกี่ยวข้องกับราชสำนักอย่างไร แต่เพราะอีกฝ่ายคือเว่ยหรูเฟิง เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้นางรู้สึกขอบคุณโจวซื่อแล้ว

          “อวี่ซานบอกข้าว่า ได้แต่งเข้าตระกูลเว่ยนับว่ามีวาสนาอย่างยิ่ง” หานเยี่ยนยังจำคำพูดที่โจวซื่อกล่าวในเวลานั้นได้ “เฮ้อ... จะอย่างไร อวี่ซานก็เป็นเพียงเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือน กล้าพูดจาไร้ยางอายเช่นนั้นได้อย่างไร” แม้ว่าโจวซื่อจะเปรยอย่างนั้น แต่ใบหน้ากลับเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม

          อวี่ซานที่ยืนอยู่ไม่ห่างทำท่าเง้างอดออดอ้อนขึ้นมา “ก็ลูกอยากให้น้องสาวได้แต่งงานกับบุรุษที่ดี ไม่ดีหรอกหรือเจ้าคะ”

          หานเยี่ยนได้ยินเช่นนั้นก็ก้มหน้าลงอย่างเขินอาย หัวใจมีเพียงความอบอุ่น

          คนทั่วไปบอกว่าแม่เลี้ยงมักไร้ความปรานีและขาดมโนธรรม แต่ความจริงแล้วสกุลโจวสองแม่ลูกล้วนตั้งตารอการแต่งงานของนางอย่างเอาใจช่วย ด้วยเหตุนี้เด็กสาวจึงรู้สึกขอบคุณแม่เลี้ยงมากขึ้น และริเริ่มขอให้บิดามอบสถานะใหม่ให้โจวซื่อ จะได้เป็นภรรยาเอกของจวนต่อจากมารดาตน

          ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง คนที่นางรักกำลังจะมายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว จากนี้ไปจะได้มีช่วงเวลาดีๆ อันเงียบสงบและสวยงามด้วยกัน หากมารดานางยังมีชีวิตอยู่ก็คงปีติยินดีเช่นกัน

          เด็กสาวไม่รู้ว่านั่งรออยู่นานเพียงใด ในที่สุดก็ได้ยินเสียง “ครืด--” พร้อมประตูที่เปิดออก

          หานเยี่ยนหลุบตามองลอดใต้ผ้าคลุมหน้าอย่างไม่รู้ตัว พบว่ามันไม่ใช่รองเท้าหุ้มข้อผ้าไหมเหมือนที่คาดไว้ หากแต่เป็นรองเท้าปักที่งดงามประณีตคู่หนึ่ง บนรองเท้าสีแดงสดปักภาพสีสันสดใสหลากสีเป็นรูปเด็กเล็กที่สื่อถึงลูกหลานมากมายนับไม่ถ้วน จู่ๆ นางก็รู้สึกตื่นตระหนกโดยไร้เหตุผล

          “คุณหนูรอง เหตุใดจึงมาที่นี่” เสียงประหลาดใจของจี๋หลันดังมาถึงหูของนาง

          อวี่ซาน?

          ไม่รู้เพราะเหตุใด หานเยี่ยนจึงไม่กล้าเลิกผ้าคลุมหน้าของตนขึ้น ยามนี้เด็กสาวรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนอย่างไม่อาจอธิบาย ฝันร้ายในคืนก่อนการแต่งงานปรากฏขึ้นในความคิดคำนึงอีกครั้ง

          ในฝันนั้น หญิงสาวที่แต่งงานกับเว่ยหรูเฟิงคืออวี่ซาน หานเยี่ยนพุ่งเข้าไปหานางอย่างบ้าคลั่ง แต่อวี่ซานมองนางด้วยสายตาที่เย็นชาและเหยียดหยาม เมื่อตื่นขึ้นมา นางพยายามบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ ทั้งโทษตนเองที่มีความคิดเหลวไหลจนเก็บไปฝัน ความฝันแบบนี้ช่างน่าขบขันเสียจริง

          “น้องสี่” น้ำเสียงนุ่มนวลของอวี่ซานเอ่ยขึ้น เพียงแต่ไม่ได้ฟังดูไร้เดียงสาและมีชีวิตชีวาเหมือนในยามปกติ แต่กลับให้ความรู้สึกเย็นชาอยู่บ้าง “ซื่อจื่อให้ข้านำสุรามาให้”

          หานเยี่ยนอดใจไม่ไหวอีกต่อไป นางเลิกผ้าคลุมหน้าขึ้นโดยไม่สนใจเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจของจี๋หลันและซูหง เพ่งมองคนตรงหน้าอย่างสับสนงุนงง

          จวงอวี่ซานอยู่ในชุดเต็มพิธีการสำหรับแต่งงาน ทำให้นางดูงามสง่าอย่างหาที่เปรียบมิได้ ชุดแต่งงานสีแดงสดของนางปักทออย่างวิจิตรตระการตาเสียยิ่งกว่าชุดของหานเยี่ยนเสียอีก ยิ่งช่วยเสริมให้เรือนร่างของนางดูมีเสน่ห์น่าหลงใหล มุมปากของอวี่ซานประดับด้วยรอยยิ้ม

          หานเยี่ยนรู้ว่าอวี่ซานนั้นงดงามมาแต่ไหน แต่อวี่ซานมักจะสวมเสื้อผ้าเรียบๆ ดูธรรมดายามเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น การเปลี่ยนมาใส่ชุดสีสันสดใสทำให้นางดูเหมือนเป็นคนละคนอย่างคาดไม่ถึง ยิ่งวันนี้นางมีสีหน้าขึ้งเคียด ยิ่งทำให้รู้สึกทั้งแปลกและไม่คุ้นเคย

          อวี่ซานจ้องมองหานเยี่ยนพลางยกยิ้มผิวเผิน เอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานระรื่นราวกับเสียงนกขมิ้นครวญเพลงจากหุบเขา “น้องสาว เจ้าคิดว่าพี่สาวในชุดมงคลสมรสเช่นนี้ งดงามหรือไม่”

          หานเยี่ยนขยับริมฝีปากแต่กลับพูดไม่ออก อวี่ซานปิดปากหัวเราะคิกคัก “ดูข้าสิ ลืมเรื่องที่ต้องทำไปเสียได้” พูดแล้วก็หันไปทางด้านหลัง บ่าวชราสองคนที่ตามมารีบยื่นถาดหยกขาวที่มีกาน้ำใบเล็กๆ และจอกสุราสองจอกวางอยู่ตรงกลางมาให้ทันที

          “นี่คือ...”

          “สุราที่ซื่อจื่อมอบให้เจ้า” อวี่ซานหยิบกาน้ำและเทสุราหนึ่งจอกส่งให้น้องสาว “น้องสาวรีบดื่มเถิด ข้าจะโทษเจ้านะ หากทำให้การเข้าหอของข้ากับซื่อจื่อต้องล่าช้า”

          “เจ้าพูดเรื่องอะไร” หานเยี่ยนรู้สึกวิงเวียนศีรษะยามที่ลุกขึ้นมา ซูหงและจี๋หลันอยากจะรีบเข้าไปช่วยเหลือเจ้านาย ทว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่มีบ่าวหญิงร่างกายกำยำหลายคนถลันเข้ามาในห้อง แล้วยังจับตัวพวกนางกดลงกับพื้น

          หานเยี่ยนถูกคว้าแขนไว้โดยบ่าวหญิงคนหนึ่ง ใบหน้าเล็กๆ ของนางซีดเซียว “เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไร!”

          “น้องสาวยังจำบทกวีนี้ได้หรือไม่ ‘อันสมบัติล้ำค่านั้นหาง่าย คู่เคียงกายใจใฝ่ยากยิ่ง แม้นพบเมื่อใดใจประวิง รออิงแอบชายที่หมายปอง’...” อวี่ซานกล่าวขณะเล่นกับจอกสุรา “ตอนนั้นที่งานชมดอกบัว ซื่อจื่อกล่าวชมความหมายในบทกวีของข้า”

          ‘นั่นไม่ใช่บทกวีที่เจ้าประพันธ์ แต่เป็นข้าที่แต่งมันขึ้นมา’ หานเยี่ยนอยากจะกรีดร้องตะโกน แต่ปากของนางถูกบ่าวชราที่ยืนอยู่ข้างหลังปิดเอาไว้เสียแล้ว

          “ข้าลืมไป น้องสาวไม่ได้อยู่ที่นั่นนี่นะ ปกติน้องสาวชอบเย็บปักถักร้อย เขียนบทกวีอยู่แต่ในจวนหลังบ้าน แน่นอนว่าย่อมไม่รู้เรื่องพวกนี้” อวี่ซานกล่าวต่อ “ซื่อจื่อมีความรักใคร่ในตัวข้า เพียงแต่ว่าข้าเป็นบุตรีของอนุ จึงเป็นได้เพียงอนุภรรยาที่ไม่อาจแต่งเข้ามาเป็นซื่อจื่อฮูหยิน น้องสาวอาจไม่รู้ว่า ข้าปรารถนาจะเป็นบุตรีภรรยาเอกสักเพียงใด คิดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไรก็ปวดใจนัก ดังนั้นในคืนแต่งงานนี้ ขอน้องสาวโปรดเสียสละชีวิตเพื่อพี่อย่างข้าด้วยเถิด” ว่าแล้วนางก็ถอนหายใจ “ฟังเหมือนฉากหนึ่งในละครงิ้ว คนน้องป่วยตายในวันแต่ง คนพี่จำยอมละทิ้งชีวิตตนเองมาแต่งงานแทนเพื่อชดใช้ให้น้องสาว สุดท้ายก็ก้าวขึ้นมาเป็นซื่อจื่อฮูหยินตอนจบเรื่อง”

          อวี่ซานเหมือนจะเปลี่ยนเป็นคนละคน กลายเป็นคนที่หานเยี่ยนไม่รู้จักอีกต่อไป นางดูงดงามเย้ายวนซ้ำยังให้ความรู้สึกกดดัน ท่าทีไร้เดียงสาของเด็กสาวที่นางเคยแสดงออกมลายหาย กลายเป็นท่าทางวางอำนาจ มองแล้วช่างน่าทึ่งนัก

          หานเยี่ยนถูกบ่าวปิดปากไว้จึงเอ่ยอะไรไม่ได้ ใจของนางราวกับโดนคลื่นลมโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง สถานการณ์รอบด้านเต็มไปด้วยความเสี่ยง อวี่ซานฟั่นเฟือนไปแล้ว ท่านพ่อกับซื่อจื่อรู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนในเมืองนี้รู้ว่าเจ้าสาวคือ--จวงหานเยี่ยน ที่แต่งงานกับเจ้าบ่าวคือ--เว่ยซื่อจื่อ แล้วจะลักขื่อเปลี่ยนเป็นเสา*กลายเป็นจวงอวี่ซานได้อย่างไร?!

          “น้องสาวอย่าได้กังวลเรื่องของซื่อจื่อ เพราะอาจไม่เป็นมงคลหากต้องเห็นเลือดในคืนแต่งงาน ข้าเลยให้คนจัดเตรียมห้องหอใหม่ไว้อีกที่หนึ่งแล้ว ซื่อจื่อรู้ว่าน้องสาวเคยถูกโจรลักพาตัวไปเมื่ออายุสิบสามและเคยสูญเสียความบริสุทธิ์ ใจจริงเขาจึงไม่เคยรักใคร่ไยดีเจ้า เกรงว่าเรื่องนี้น้องสาวอาจยังไม่รู้ ท่านพี่บอกว่า ขอเพียงข้าตกปากรับคำก็พอ”

          ดวงตาของหานเยี่ยนเบิกกว้างขึ้นทันใด อายุสิบสามปี! ฝันร้ายตอนอายุสิบสามปรากฏขึ้นต่อหน้าตนอีกครั้ง ไม่คาดคิดว่าเขาจะรู้... หากรู้แล้วซื่อจื่อจะคิดอย่างไรกับตนหนอ? เขาต้องคิดว่านางมีมลทิน ด่างพร้อย น่ารังเกียจเป็นแน่!

          ใจของหานเยี่ยนพังทลายเหมือนเถ้าถ่านที่มอดลงจนกลายเป็นขี้เถ้า หยาดน้ำใสสองสายพลันไหลลงมาจากหางตาของหญิงสาว

          จวงอวี่ซานดูมีความสุขที่ได้เห็นหานเยี่ยนในสภาพสิ้นหวังและอัปยศอดสู นางแย้มยิ้มอย่างเบิกบานใจ “น้องสาวไม่ต้องกังวลเรื่องของท่านพ่อเหมือนกัน ท่านพ่อของพวกเรายอมสูญเสียบุตรสาวมากกว่ายอมเสียการแต่งงานครั้งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านพ่อไม่เคยชอบเจ้า ไม่อย่างนั้นเขาจะปล่อยให้แม่ข้ากำจัด ‘หวังซื่อ’ ได้อย่างไร”

          ท่านแม่! ท่านแม่ข้าถูกฆ่าตายอย่างนั้นรึ?!

          จวงอวี่ซานเริ่มหัวเราะคิกคัก “เจ้าคงคิดไม่ถึงสินะ แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ ก็เจ้า... จวงหานเยี่ยน เอาแต่หมกตัวปักผ้ากับดีดพิณอยู่ในเรือน ทั้งเดือนทั้งปีไม่เคยโงหัวออกจากบ้าน ทั้งฮูหยินและบุตรีขุนนางทั้งหลาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคนเช่นเจ้าอาศัยอยู่จวนของเรา” นางยกจอกสุราขึ้นแล้วโน้มตัวเข้ามาใกล้ “คนที่ใครๆ ก็จำไม่ได้ หากต้องเสียชีวิตในคืนแต่งงานก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงแค่ว่า... ในสายตาของคนนอก ข้าก็จะกลายเป็นบุตรสาวภรรยาเอกที่แท้จริงแล้ว!”

          ใบหน้าของหานเยี่ยนซีดเผือด ทั้งร่างสั่นสะท้าน จากที่เคยคิดว่าตนโชคดี คงจะมีชีวิตที่เปี่ยมสุข แท้จริงแล้วกลับกลายเป็นแผนสมรู้ร่วมคิดครั้งใหญ่เท่านั้น

          เสียงกรีดร้องโหยหวนของเฉินมามาดังมาจากห้องด้านข้าง หานเยี่ยนจึงเพิ่งรับรู้ว่าตั้งแต่จวงอวี่ซานเข้ามา นางก็ไม่เห็นเฉินมามาอีกเลย เป็นไปได้หรือไม่ว่า...

          เด็กสาวรู้สึกเย็นเยียบภายในใจจนต้องจ้องไปที่จวงอวี่ซานอย่างไม่เชื่อสายตา

          ทว่าจวงอวี่ซานกลับเดินไปหาจี๋หลันและซูหง “สาวใช้สองคนนี้ทั้งซื่อสัตย์และหน้าตาดี เกรงว่าองครักษ์ที่ต้องประจำการตลอดคืนคงจะเหนื่อย มอบพวกนางให้เหล่าองครักษ์ได้ชื่นชมความงามสักหน่อยก็แล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยให้พวกเจ้านายบ่าวได้อยู่ร่วมกันอีกครั้ง”

          จี๋หลันและซูหงเป็นสาวใช้ที่มารดาทิ้งไว้ให้หานเยี่ยน ทั้งสองเปรียบเสมือนพี่น้องของนางมาตั้งแต่วัยเด็ก คาดไม่ถึงว่าตนจะเป็นเหตุให้พวกนางต้องจบชีวิตด้วยวิธีแบบนี้!

          เป็นเพราะพี่สาวที่แสนดี กับแม่เลี้ยงที่สุดแสนจะดียิ่ง!

          ในที่สุดจวงอวี่ซานก็รู้สึกเบื่อ นางย่อตัวลงมือหนึ่งบีบคาง อีกมือหนึ่งกรอกสุราลงในลำคอของหานเยี่ยน สุราผสมด้วยพิษร้ายทำลายเนื้อเยื่อภายในลำคอทันที! บังเกิดเลือดลมอุดตัน จุกแน่นอยู่ภายในคอหอย หานเยี่ยนสัมผัสความหวานปะแล่มของโลหิต และมันก็ทะลักไหลออกมาจากมุมปากของตน

          มันเป็นความผิดของนาง ตัวนางเองที่มีตาหามีแววไม่

          ใครจะรู้ว่าตัวเองจะมีคนถ่อยเป็นพ่อ มีศัตรูเป็นญาติพี่น้อง นางไร้เดียงสาเกินไปจึงปฏิบัติต่อแม่เลี้ยงและพี่สาวคนละแม่ด้วยความจริงใจ

          นางไม่ควรเอาแต่ขลุกอยู่แต่ในเรือนแบบไม่ใส่ใจโลกภายนอก

          นางไม่ควรฝากความหวังไว้กับคนอื่น

          และนางไม่ควรตกหลุมรักเว่ยหรูเฟิง!

          หากนางไม่ทำพลาด ทุกอย่างจะไม่เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่?

          ใช่! เพราะสิ่งที่ยากจะคาดเดาคือหัวใจของมนุษย์ นางควรตระหนักแต่แรกว่าแม่ลูกสกุลโจวไม่มีวันละเว้นนาง อีกทั้งบิดาผู้ไร้หัวใจก็ไม่เคยรักใคร่ไยดีนาง

          หานเยี่ยนล้มลงกับพื้น ดวงตาฉ่ำน้ำคู่นั้นเต็มไปด้วยเลือดและน้ำตา

          จวงอวี่ซาน ต่อให้เป็นผี ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้า!

          เจ้าสาวคนสวยแย้มยิ้มแล้วสบถออกมาประโยคหนึ่ง เป็นประโยคสุดท้ายที่ชั่วร้ายราวกับแมงป่อง “น้องสาวคนดี ระหว่างเดินทางไปยังปรโลก อย่าลืมหันกลับมามองว่าพี่สาวอย่างข้า ทำหน้าที่ซื่อจื่อฮูหยินอย่างไรบ้าง”

          ทุกอย่างตรงหน้าล้วนพร่ามัว หัวใจเต้นรัวแรง ช่วงที่สติค่อยๆ เลือนหายไป หานเยี่ยนก็เห็นรองเท้าหุ้มข้อของขุนนางที่ทำจากผ้าต่วนสีดำคู่หนึ่งเดินเข้ามา

          นั่นคือสามีของนาง

          ไม่เคยนึกฝันเลยว่าการรอคอยที่จะได้มีช่วงเวลาดีๆ อันสงบเงียบและสวยงามด้วยกัน กลับกลายเป็นหายนะที่นำไปสู่ความตายของตน

          เตียงที่ปูด้วยเตียวผี*ดูนุ่มฟู

          หลังฝนหยุดตกฟ้าเริ่มโปร่ง ม่านหมอกที่โรยตัวลงมาหลังฝนพรำยังมองเห็นได้จางๆ

          เด็กสาวที่นอนหลับอยู่บนเตียงขยับนิ้วมือเล็กน้อย นัยน์ตาดำขลับที่ชวนพิศวงคู่หนึ่งค่อยๆ เผยภายใต้เปลือกตากะพริบถี่

          หานเยี่ยนลืมตาตื่นขึ้นมา พลันรู้สึกปวดหัวแทบแตก ทั้งยังรู้สึกเหมือนว่าดวงตาของตนแห้งผาก

          เกิดอะไรขึ้นกับนาง?

          ไม่ใช่ว่าจวงอวี่ซานกรอกสุราพิษให้นางดื่ม จากนั้นก็เดินทางไปยังปรโลกแล้วหรอกหรือ แล้วจะยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?

          เด็กสาวพยายามพยุงร่างของตนขึ้น มองไปรอบๆ อย่างยากลำบาก ทั้งห้องตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเข้มข้นของยาต้มสมุนไพร

          เห็นได้ชัดว่านี่เป็นห้องส่วนตัวของตน แต่ทำไมถึงไม่คุ้นชินเท่าไรนัก สิ่งที่รับรู้ทำให้นางรู้สึกแปลกแยกเหมือนอยู่ในอีกภพภูมิ ร่างบอบบางเอื้อมมือขึ้นบีบนวดหน้าผาก เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีใครช่วยชีวิตนางไว้?

          “คุณหนูสี่” เสียงร้องด้วยความประหลาดใจ หานเยี่ยนเหลือบตาขึ้นมอง เห็นเฉินมามากำลังประคองชามกระเบื้องเคลือบขอบทองสวยงามอยู่ในมือ นางวางชามลงบนโต๊ะเล็กด้านข้างแล้วรีบเข้ามาถาม

          “คุณหนูตื่นแล้ว รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่”

          หานเยี่ยนจ้องนางอย่างอึ้งงัน เฉินมามาไม่ได้ถูกจวงอวี่ซานกำจัดไปแล้วหรอกหรือ ภาพเหตุการณ์คืนแต่งงานลอยมาปรากฏต่อหน้าต่อตาเด็กสาวอีกครั้ง หานเยี่ยนรู้สึกแสบร้อนจมูกและน้ำตาก็ค่อยๆ ไหลลงมา

          เมื่อเห็นคุณหนูร้องไห้ เฉินมามาก็ตื่นตระหนก ตามมาด้วยอาการเศร้าโศก นางกอดเด็กสาวไว้แน่น “คุณหนูผู้น่าสงสารของข้า ฮูหยินเพิ่งจากไปไม่นาน นายท่านก็รับหญิงสารเลวนั่นเข้าประตูจวนเสียแล้ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคุณหนู แต่อย่างไรก็ไม่ควรโมโหจนล้มป่วยนะเจ้าคะ คุณหนูอย่าร้องไห้อีกเลย นายท่านจะไม่พอใจหากมาเห็นเข้า...”

          “คุณหนู เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ” เสียงคมชัดเสนาะหูดังก้องเข้ามาในโสตของหานเยี่ยน เด็กสาวขยับนั่งหลังตรงอย่างฉับพลัน จี๋หลันและซูหงยืนห่างออกไปสองก้าวพร้อมกับถือโถผลไม้เชื่อมอยู่ในมือ “คุณหนูเป็นอะไรหรือเจ้าคะ ต้องเชิญท่านหมอมาตรวจอีกหรือไม่”

          สาวใช้ที่ตายเพื่อนางก่อนหน้านี้ ตอนนี้มายืนอยู่ต่อหน้า หานเยี่ยนไม่อาจอธิบายได้ว่าตนรู้สึกอย่างไร “จี๋หลัน... ซูหง...” นางสะอึกสะอื้นจนไม่สามารถเอ่ยวาจาใดได้อีก ทำเพียงซุกตัวเองในอ้อมแขนของเฉินมามาแล้วร้องออกมาอย่างขมขื่น

          จี๋หลันกับซูหงต่างพากันสะดุ้งตกใจ พวกนางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนู จึงมองไปที่เฉินมามาเป็นเชิงไต่ถาม เฉินมามาคิดเพียงว่าคุณหนูเสียใจกับการตายของมารดา ร่วมกับที่บิดาจะรีบแต่งงานใหม่ จึงตบเบาๆ ที่หลังเด็กสาวเพื่อปลอบโยน

          หานเยี่ยนไม่รู้ว่าตนร้องไห้นานแค่ไหน กว่าจะสงบก็นานอยู่ ทว่าลึกลงไปในใจกลับสงสัยเอะใจมากขึ้นเรื่อยๆ เฉินมามาดูอ่อนวัยลงมาก ขมับทั้งสองข้างมีผมขาวเพียงเล็กน้อย จี๋หลันกับซูหงก็ดูแตกต่างไปจากเดิมอยู่สักหน่อย

          “จี๋หลัน เอาคันฉ่องมาให้ข้า”

          จี๋หลันไม่รู้ว่าหานเยี่ยนจะทำอะไร ยังคงหยิบคันฉ่องทองสัมฤทธิ์ที่มีขอบทรงกลีบดอกไม้บนโต๊ะเครื่องแป้งมาให้นายสาว หานเยี่ยนมองภาพในคันฉ่อง ใบหน้าเล็กๆ อ่อนเยาว์ดูซูบผอมและซีดเซียว มีดวงตากลมโต ลูกนัยน์ตาดำขลับแวววาว จมูกเรียวพอเหมาะดั่งสลักจากหยก ริมฝีปากแดงจิ้มลิ้มชุ่มชื้นเหมือนลูกอิงเถา*ผมยาวดำสนิทรวบไว้เป็นพู่หลวมๆ คนในคันฉ่องดูงดงามบอบบางและนุ่มนวล ทว่ายังดูเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาที่โตช้ากว่าเด็กสาวรุ่นเดียวกัน

          นี่คือตัวนางไม่ผิด แต่แน่นอนว่าไม่ใช่นางในปัจจุบัน!

          คันฉ่องทองสัมฤทธิ์ในมือตกลงบนพื้นพร้อมกับเสียง ‘เคร้ง’

          ซูหงตกใจจนรีบก้าวเข้าไปหา “คุณหนู”

          หานเยี่ยนตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วโบกมือทำนองว่าไม่เป็นไร ทั้งที่ในใจนางเหมือนโดนพายุซัดสาดจนปั่นป่วนวุ่นวาย คนในคันฉ่องแน่ชัดว่าเป็นนางเมื่อสี่ปีก่อน

          จวงหานเยี่ยนในวัยสิบสามปี!

          เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ อีกครั้งอย่างพินิจพิเคราะห์ ในที่สุดก็เข้าใจว่าความรู้สึกไม่คุ้นชินนั้นมาจากไหน เพราะทั้งห้องมันเป็นของตกแต่งเมื่อสี่ปีที่แล้วชัดๆ!

          “มามา... ปีนี้ปีอะไรรึ” หานเยี่ยนถามหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง

          “ต้าจงปีที่สิบสามเจ้าค่ะ” เฉินมามามองด้วยความแปลกใจ “เหตุใดคุณหนูถึงถามเช่นนี้เล่า”

          ใจหานเยี่ยนสั่นระรัว ต้าจงปีที่สิบสาม มารดาของนางป่วยหนักจนเสียชีวิต โจวซื่อถูกตบแต่งเข้ามา จวงอวี่ซานก็เลยได้ตามมาอยู่ในจวนพร้อมกัน

          ในปีเดียวกันนี้ ตนถูกโจรภูเขาจับตัวไป แม้ว่าจะไม่โดนทำอะไร หนำซ้ำเรื่องนี้ก็ถูกอำพรางคดีไว้ทัน แต่ใจนางก็ต้องแบกรับความหวั่นวิตกหลังจากเหตุการณ์นั้น ด้วยกลัวว่าวันหนึ่งเรื่องนี้จะถูกเปิดเผยแล้วชื่อเสียงของตนก็จะโดนทำลาย

          ชาวบ้านจะพากันซุบซิบนินทา ขี้ปากคนเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

          ด้วยเหตุนี้ทำให้หานเยี่ยนสมัครใจอยู่แต่ในเรือน ไม่ออกไปนอกจวนอีก ทั้งวันเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในห้องของตนแล้วเย็บปักผ้า บางคราก็เขียนบทกวี ขาดการติดต่อกับผู้คนและเรื่องราวภายนอก แม้แต่น้องชายของนางที่ก่อคดีจนถูกจำคุก นางก็เป็นคนสุดท้ายที่รับรู้

          ตอนที่โดนโจรภูเขาจับตัวไป โจวซื่อพบเบาะแสของนางหลังจากให้คนออกค้นหาเป็นเวลาสองวันสองคืน ราชสำนักถึงได้ส่งคนไปช่วยนางจากกลุ่มโจรภูเขา ด้วยเหตุนี้หานเยี่ยนจึงรู้สึกขอบคุณโจวซื่อ ประกอบกับการดูแลเอาใจใส่ของจวงอวี่ซาน หานเยี่ยนจึงค่อยๆ เปิดใจยอมรับแม่ลูกสกุลโจว

          ต้าจงปีที่สิบสาม มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นในช่วงปีนี้ ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนชะตาชีวิตของนาง ดูราวกับว่าทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองของมัน แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะมีข้อน่าสงสัยมากมาย...

          ตัวอย่างเช่น หากโจวซื่อเป็นคนพอใจในสิ่งที่ตนมี รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวจริงๆ เป็นไปได้อย่างไรที่โจวซื่อจะผ่านเข้าประตูจวน หลังจากที่มารดาของนางเสียชีวิตเพราะป่วยหนักในเวลาเพียงไม่นาน?

ตัวอย่างเช่น นางกับจวงอวี่ซานเดินทางไปที่ภูเขาเพื่อไหว้พระขอพรด้วยกัน แต่โจรภูเขาลักพาแค่ตัวนางไปเท่านั้น?

          ตัวอย่างเช่น โจรภูเขาจับตัวนางไป ถ้าพวกมันต้องการเงินค่าไถ่จริงๆ จะไม่แจ้งราชสำนักได้อย่างไร? หากสิ่งที่พวกโจรต้องการไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง เหตุใดพวกมันถึงยอมอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรนางเลย กลับรอจนกระทั่งคนของโจวซื่อพบเบาะแสของนางเอง?

          ตัวอย่างเช่น ในราชสำนักมีผู้คนมากมายและหลากหลาย ทำไมยังรักษาความลับนี้ได้อย่างดีมาตั้งหลายปี?

          ตัวอย่างเช่น หมิงเกอซึ่งอายุเพียงสิบเอ็ดปี จู่ๆ ก็มีเรื่องต่อสู้เพื่อแย่งชิงเด็กสาวในหอโคมเขียว จากนั้นบังเอิญฆ่าคู่กรณีโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วถูกส่งตัวเข้าคุก?

          ย้อนกลับไปตอนนั้นหานเยี่ยนคงไม่นึกถึงขั้นนี้หรอก นางแค่หลับหูหลับตาคร่ำครวญถึงความอยุติธรรมของสวรรค์ แล้วก็ได้แต่พึ่งพาบิดากับโจวซื่อ อาศัยอยู่ในโลกที่น่าเศร้าของตัวเอง สุดท้ายตัวนางก็ไม่ได้บรรลุอะไรสักอย่าง มิหนำซ้ำผู้คนรอบข้างยังต้องมาเสียชีวิต

          ทว่าเวลานี้ตัวนางตายไปแล้วครั้งหนึ่ง พอมองย้อนกลับไปดันพบกับเรื่องไม่ชอบมาพากลไปเสียทุกอย่าง แต่บังเอิญว่าตอนนั้นนางดันไว้วางใจคนเหล่านี้น่ะสิ!

          ทุกอย่างเป็นเหมือนฝันร้าย ราวกับว่าโศกนาฏกรรมของคืนวันวิวาห์จะเป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่งในยามดึกเมื่อตนอายุสิบสามปี อย่างไรก็ตามหานเยี่ยนรู้ว่ามันไม่ใช่ความฝัน

          ในเมื่อสวรรค์ยอมให้นางเกิดใหม่ในปีนี้ แสดงว่าโชคชะตาของนางไม่ควรถูกตัดจบ นี่คือการให้โอกาสกำจัดศัตรูด้วยมือของตัวเอง แล้วแก้ไขเหตุการณ์ทุกอย่างให้ถูกต้องตามครรลองที่ควรจะเป็น

          ต้าจงปีที่สิบสาม ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปจากปีนี้ ชาตินี้นางจะไม่ยอมให้สิ่งที่เกิดขึ้นในชาติก่อนต้องดำเนินซ้ำรอยเดิมอีก!

          จวงอวี่ซาน โจวซื่อ บิดา และเว่ยหรูเฟิง นางมีความอดทนเพียงพอที่จะรบราขับเคี่ยวกับพวกเขาอย่างช้าๆ!

          “มามา ส่งคนไปบอกท่านพ่อด้วยว่าข้าฟื้นแล้ว” หานเยี่ยนหลุบตาลง สอดมือทั้งสองข้างเข้าไปในชายแขนเสื้อของอีกด้านแล้วกอดอก

          จี๋หลันมองไปที่หานเยี่ยนด้วยความประหลาดใจ ไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตาที่ตนคิดไปเองหรือไม่ จี๋หลันรู้สึกว่าคุณหนูที่ฟื้นขึ้นมาในคราวนี้แตกต่างจากเมื่อก่อน ราวกับว่าเป็นคนละคน

          คุณหนูมีจิตใจที่ไร้เดียงสาและใสซื่อบริสุทธิ์ ตั้งแต่ฮูหยินเสียชีวิตคุณหนูก็ร้องไห้ทั้งวัน ราวกับสูญเสียความเข้มแข็งไปหมดแล้ว

          นายท่านพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่หลายครั้งจนเปลี่ยนเป็นระอา คุณหนูจึงยิ่งโศกเศร้า จิตใจทั้งสับสนวุ่นวายและไม่มั่นคง ซึ่งนี่ก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์

          เมื่อตอนที่ฮูหยินยังมีชีวิตอยู่ นางรักคุณหนูมาก คุณหนูยังเด็กย่อมไม่เข้าใจอะไรนัก ทำให้ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงกะทันหันไม่ได้ จี๋หลันและซูหงอยากช่วยคุณหนู แต่พวกนางก็ไม่รู้ว่าควรจะช่วยอย่างไร

          เมื่อไม่กี่วันก่อน นายท่านบอกว่าจะแต่งงานใหม่ คุณหนูพยายามยับยั้งอย่างสุดความสามารถ หลังจากถูกนายท่านดุด่าว่ากล่าว คุณหนูก็ต้องลมหนาวจนล้มป่วยได้แต่นอนซมอยู่บนเตียง

          เฉินมามาเป็นทุกข์กระวนกระวายใจ ได้แต่ด่าทอผู้หญิงคนใหม่ที่ต้องการจะเข้าจวน อีกทั้งตำหนินายท่าน ที่ไม่นึกถึงความรักฉันสามีภรรยาระหว่างนายท่านกับฮูหยิน จากนั้นก็ทอดถอนใจต่อชีวิตที่น่าสงสารของคุณหนู

          จี๋หลันกับซูหงต่างวิตกกังวล พวกนางกลัวว่าคุณหนูจะคิดเรื่องนี้ไม่ตกจนป่วยหนักเพราะความสะเทือนใจ ในตระกูลใหญ่มักมีคนจำนวนมากที่จิตใจหมกมุ่นจนรักษาให้หายยาก พวกเขาจะกลายเป็นคนป่วยด้วยโรคร้ายแรง ชีวิตที่เหลืออยู่จะถูกบั่นทอนจากอาการคิดไม่ตกนี้ ดังนั้นจี๋หลันและซูหงจึงนอนเฝ้าข้างเตียงคุณหนูทั้งวันทั้งคืน ท่านหมอที่มาตรวจอาการบอกว่า ในที่สุดก็จะฟื้นคืนสติขึ้นมาเอง แต่คราวนี้เมื่อฟื้นขึ้น จี๋หลันกลับพบว่าคุณหนูเปลี่ยนไป

          แม้ว่าตอนแรกคุณหนูจะร้องไห้เศร้าโศกเสียใจอย่างยากจะอธิบาย แต่เมื่อนางสงบลงก็ไม่ตื่นตระหนกอีกต่อไป นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นยังใสกระจ่างเหมือนเคย แต่ก็เหมือนทะเลสาบอันเงียบสงบที่ลึกมากจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง สงบนิ่งปราศจากระลอกคลื่นใดๆ

          “จี๋หลัน” จู่ๆ หานเยี่ยนก็เรียกนาง จี๋หลันพลันอึ้งงันไปครู่หนึ่ง แล้วรีบดึงสายตานางกลับมาอย่างรวดเร็ว พลางลอบตำหนิตนเองว่าไม่ควรคิดฟุ้งซ่านในเวลานี้

          “ซูหง” หานเยี่ยนกล่าวต่อ “เจ้าสองคนเป็นสาวใช้ส่วนตัวของข้า ข้าย่อมไว้ใจพวกเจ้า แต่การติดตามข้าอาจนำไปสู่หายนะในภายภาคหน้าได้ ข้าไม่ขอโกหกพวกเจ้า ตัวข้าเวลานี้มีความยุ่งยากอยู่บ้างในการรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบัน” เด็กสาวยิ้มบาง “ถ้าพวกเจ้า... ไม่อยากอยู่เคียงข้างข้าอีก ข้าจะหาคนส่งพวกเจ้าออกจากจวนไปเสีย”

          หานเยี่ยนมีความคิดเช่นนั้นจริง ถ้าจี๋หลันและซูหงไม่ต้องการติดตามนาง นางก็จะปล่อยให้ทั้งคู่จากไป ชาติที่แล้วทั้งสองยอมเสียสละชีวิตเพื่อนาง นั่นก็เพียงพอแล้ว

          ซูหงรีบคุกเข่าลง “บ่าวเป็นสาวใช้ประจำตัวของคุณหนู ชีวิตนี้จะจดจำคุณหนูเป็นนายหญิงเพียงคนเดียว แม้ว่าบ่าวจะต้องตาย ก็ขอตายข้างกายคุณหนูเจ้าค่ะ”

          จี๋หลันก็ว้าวุ่นใจเช่นเดียวกัน “คุณหนู อย่าทำร้ายบ่าวอย่างนี้เลย หากไปจากคุณหนูในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ บ่าวยังจะกล้าเจอหน้าใครได้อีก? คุณหนูอย่าได้หวาดหวั่น เมื่อไรที่โจวซื่อแต่งเข้ามาในจวน บ่าวจะปกป้องคุณหนูไม่ให้โดนรังแกเอง อย่าขับไล่พวกบ่าวออกไปเลยนะเจ้าคะ”

          นัยน์ตาหานเยี่ยนแดงระเรื่อ บ่าวที่จงรักภักดีขนาดนี้หาได้ยากยิ่ง

          “ลุกขึ้นเถิด” หานเยี่ยนกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

          จี๋หลันกับซูหงต่างมองหน้ากัน แล้วทั้งคู่ก็หน้าแดง “คุณหนู อย่าแกล้งพวกบ่าวเลยเจ้าค่ะ”

          “ในเมื่อพวกเจ้าคิดจะติดตามข้า จงรู้ว่านี่เป็นเส้นทางที่อันตราย แต่ข้าจะพยายามปกป้องพวกเจ้าให้ปลอดภัย”

          ซูหงตะลึงงัน คุณหนูกล่าวแบบนี้ฟังแล้วแปลกก็จริง แต่การที่เด็กสาวอายุสิบสาม ลุกขึ้นมาให้คำมั่นสัญญา กลับทำให้นางคลายความวิตกกังวลลง แต่ถ้าลองนึกถึงสิ่งที่เพิ่งประกาศออกมา นั่นใช่คุณหนูผู้ไร้เดียงสาเป็นคนพูดจริงหรือ?

          ซูหงเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเล็กๆ หมดจดของหานเยี่ยน นางแลดูสงบนิ่งและเยือกเย็นแต่กลับมีแววเฉลียวฉลาดรอบรู้บางอย่างแฝงอยู่ในรอยยิ้ม

          คุณหนูแตกต่างไปจากเดิมแล้วจริงๆ

          “ติดตามข้าก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งข้า โดยเฉพาะจี๋หลัน เจ้ามีนิสัยใจร้อน นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าต้องเปลี่ยนนิสัย เพราะสิ่งแรกที่พวกเราต้องทำคืออดทน” แล้วต้องเป็นความอดทนอดกลั้น ที่อยู่เหนือขีดความอดทนของคนธรรมดา!

          แม้แต่จวงอวี่ซานยังสามารถทำได้ ซ้ำยังทำได้ดีเสียด้วย

          จวงอวี่ซานมักอดทนวางท่าถ่อมเนื้อถ่อมตัว ทนซ่อนงำประกายด้านที่แข็งแกร่งของตน แถมฝึกฝนด้านที่คลุมเครือจนเก่งกล้า หากชาตินี้หานเยี่ยนต้องการเอาชนะนาง จำต้องอาศัยความอดทนให้มากกว่าเดิม ต้องทนทายาด! ทนเสียจนสองแม่ลูกสกุลโจวก็ไม่อาจเปรียบ!

          ดังคำกล่าวที่ว่า ผู้แข็งแกร่งที่สุดจะได้เป็นราชานั่นเอง

          “นายท่านมาแล้วเจ้าค่ะ” เฉินมามาเปิดม่านลูกปัดเดินเข้ามาในห้องอย่างระมัดระวัง ตามมาด้วยร่างสูงโปร่งซึ่งสวมเสื้อคลุมสีแดงปักลายเมฆาขนาดใหญ่สีสันสดใสเดินมาหยุดอยู่หน้าเตียงคนป่วย

          หานเยี่ยนแอบหัวเราะเยาะอยู่ภายในใจ มารดาของนางเพิ่งถูกฝังไปเพียงแค่สามเดือน บิดาก็อยากสวมชุดแดงชุดใหญ่เสียแล้ว เขาเป็นบุรุษเห็นแก่ตัว! หลงตัวเองอย่างไร้ขอบเขต! คิดว่าทุกกฎระเบียบในสังคมล้วนถูกปกครองโดยบุรุษเพศ แต่นางจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น!

          หานเยี่ยนเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเล็กๆ ใต้กรอบผมสีดำสนิทดูน่ารัก สาวน้อยยิ้มออกมาทั้งที่น้ำตาเอ่อคลอเบ้า ทำให้คนรอบข้างรู้สึกใจอ่อนยวบ

          “ท่านพ่อ” หานเยี่ยนเอ่ยเรียกอย่างขลาดอาย

          จวงซื่อหยางก้มหน้าลง จ้องเขม็งไปยังบุตรสาว ใบหน้าที่อิดโรยพยายามจะแย้มยิ้มให้เขา การแสดงออกอย่างประจบสอพลอนี้ สนองความภาคภูมิใจในตัวเองของเขาอย่างมาก น้ำเสียงจึงคลายลงเล็กน้อย “เยี่ยนเอ๋อร์รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่”

          หานเยี่ยนก้มหน้า ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “ลูกไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ”

          หานเยี่ยนยังคงจำเรื่องราวในปีนี้ได้ บิดาปรารภกับตนว่าต้องการแต่งภรรยาใหม่ ตัวนางเสียใจจึงคัดค้านหัวชนฝา จวงซื่อหยางดุด่านางด้วยความโมโห แม้แต่ช่วงที่นางต้องลมหนาวจนล้มป่วยนอนซมอยู่บนเตียง ผู้เป็นพ่อก็ไม่เคยมาเยือน ความสัมพันธ์ระหว่างสองคนพ่อลูกเรียกได้ว่าเย็นชาอย่างยิ่ง

          “เพราะป่วยข้าจึงคิดได้... เรื่องนั้น เป็นเพราะข้าทำให้ท่านพ่อโกรธ ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าแววตาของจวงซื่อหยางอ่อนลง นางจึงยิ้มออกมา “หลังจากท่านแม่จากไป ท่านพ่อต้องทำงานหนักทั้งวัน ในเรือนเราขาดคนปรนนิบัติท่านพ่อจริงๆ”

          จวงซื่อหยางตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง บุตรสาวเขาเคยต่อต้านไม่ยอมรับที่ตนจะมีภรรยาใหม่ จู่ๆ นางเปลี่ยนใจได้อย่างไร?

          “ท่านพ่อ อย่าโกรธเยี่ยนเอ๋อร์เลยนะเจ้าคะ” หานเยี่ยนเช็ดหางตา น้ำเสียงสั่นเครืออย่างช่วยไม่ได้ “ข้าสูญเสียท่านแม่ เหลือเพียงท่านพ่อ ซ้ำยังกลัวว่ามารดาเลี้ยงจะไม่ชอบข้า” ขณะพูด นางก็สะอึกสะอื้นอย่างหนัก หายใจติดๆ ขัดๆ เหมือนคนทำอะไรไม่ถูก ทั้งร่างเริ่มสั่นสะท้านจนแทบจะเป็นลม

          “คุณหนูอย่าโศกเศร้าอีกเลยเจ้าค่ะ อาการป่วยจะหายดีได้อย่างไรหากยังเคร่งเครียดหวั่นวิตกอยู่เช่นนี้” เฉินมามารีบก้าวเข้ามาปลอบโยน

          จวงซื่อหยางเหลือบมองไปที่บุตรสาว คาดว่าคงเป็นธรรมดาของปุถุชนที่จะคิดเยี่ยงนี้ บุตรสาวเขาเป็นคนขี้กลัว นางจึงมีเหตุผลที่จะกลัวเมื่อเขาคิดแต่งภรรยาใหม่เข้าจวน ในเมื่อนางตั้งใจจะผ่อนปรน ปัญหาก็คงจบ เมื่อคิดเช่นนี้จวงซื่อหยางก็แสร้งทำเป็นชักสีหน้าตักเตือน

          “เหลวไหล เจ้าเป็นบุตรสาวฮูหยินใหญ่ตระกูลจวง ธิดาของจวนโหว จะคิดอ่านเหมือนเด็กน้อยเช่นนี้ได้อย่างไร” เมื่อเห็นว่าน้ำตาของหานเยี่ยนยิ่งมายิ่งมาก เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลงว่า “น้าโจวของเจ้ามักใจกว้างกับผู้อื่น อวี่ซานเองก็เป็นเด็กดี หากได้พวกนางมาอยู่ด้วย เยี่ยนเอ๋อร์ก็จะมีแต่ความสุข”

          หานเยี่ยนหัวเราะเยาะหยันอยู่ในใจ

          ใจดี... เด็กดี?

          ชาติที่แล้วตัวนางก็คิดอย่างนั้น น่าเสียดายที่ตนโง่เง่าจนไม่เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของสองคนนี้จนกระทั่งต้องสังเวยด้วยชีวิต ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางมัวแต่จมอยู่กับความเศร้าโศก หรือว่าโง่เง่าจนไม่รู้ตัวกันแน่ นิ้วทั้งห้าที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น

          หานเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมองด้วยน้ำตานองหน้า ถามอย่างไร้เดียงสาว่า “พวกเขาไม่เกลียดเยี่ยนเอ๋อร์จริงๆ หรือเจ้าคะ”

          จวงซื่อหยางเผยรอยยิ้มจางๆ “เยี่ยนเอ๋อร์ไม่เชื่อคำพูดของพ่อหรือ? เอาอย่างนี้ ให้พวกนางมาเล่นที่จวนสักวันก็แล้วกัน ถึงตอนนั้นแล้วเจ้าจะรู้เอง”

          “ข้าอยากพบพวกนางจริงๆ เจ้าค่ะท่านพ่อ พรุ่งนี้เลยได้หรือไม่” ดวงตาใสกระจ่างของหานเยี่ยนเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างไม่ปกปิด เด็กสาวคล้องแขนข้างหนึ่งกับแขนของจวงซื่อหยางแล้วเขย่าอย่างออดอ้อน

          จวงซื่อหยางมองนางด้วยความประหลาดใจ หานเยี่ยนไม่เคยออดอ้อนเขา จวงซื่อหยางเองก็มักวางท่าเย็นชากับภรรยาเอกเลยไม่ได้ใส่ใจบุตรสาวคนนี้นัก หานเยี่ยนจึงไม่สนิทกับเขามาตั้งแต่เยาว์วัย

          ถูกเขามองด้วยความแปลกใจทำให้หานเยี่ยนชะงักงัน เด็กสาวก้มหน้าลง ใบหน้าเล็กซีดเปล่งประกายสีแดงระเรื่อ มีประกายน้ำตาจางๆ จวงซื่อหยางเข้าใจทันทีว่าเด็กสาวต้องการเอาใจบิดา แต่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร

          หานเยี่ยนเพิ่งสูญเสียมารดา จึงพยายามอย่างหนักที่จะเอาชนะใจบิดา นั่นเป็นเหตุผลที่นางประจบประแจงเขา ซึ่งนี่ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายสำหรับตัวเขา อย่างน้อย... กรณีของโจวซื่อก็มีทางออกที่ราบรื่นแล้วนี่? คิดดังนั้นจวงซื่อหยางจึงลูบศีรษะของหานเยี่ยนด้วยความเมตตา “พรุ่งนี้ก็พรุ่งนี้ แม้จะเร่งรีบไปสักหน่อย แต่เยี่ยนเอ๋อร์สบายใจก็พอ”

          หานเยี่ยนแย้มยิ้ม “ขอบคุณท่านพ่อ”

          หลังจากถามไถ่ทักทายพอเป็นพิธีอีกไม่กี่คำ จวงซื่อหยางเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว จึงบอกให้หานเยี่ยนพักผ่อนแล้วลุกขึ้นเดินจากไป

          จวงซื่อหยางเพิ่งจากไป เฉินมามาก็ปรี่เข้ามาหา “คุณหนูพูดเช่นนั้นได้อย่างไร เราจะปล่อยให้โจวซื่อเข้าจวนหรือเจ้าคะ มีเพียงฮูหยินเท่านั้นที่เป็นภรรยาของนายท่าน คุณหนูใจดีเกินไปแล้ว ท่านไม่เคยรู้หรอกหรือว่ามารดาเลี้ยงส่วนมากมักใจคอโหดร้าย” พอนึกถึงเมื่อสักครู่นี้ที่หานเยี่ยนจงใจประจบประแจงจวงซื่อหยาง เฉินมามาก็รู้สึกเศร้าเสียใจคล้ายมีก้อนมาจุกอยู่กลางคอ “จะว่าไป... ถ้าฮูหยินยังมีชีวิตอยู่ คุณหนูจะยอมประนีประนอมเช่นนี้หรือ...”

          “มามาหยุดพูดเถิด” หานเยี่ยนขัดจังหวะนาง “ข้ารู้ว่ามามาหวังดีต่อข้า แต่เราไม่มีทางเลือก หากวันนี้ข้าไม่ตอบตกลง ท่านพ่อก็จะหาทางพานางเข้าจวนมาจนได้ มิสู้ยอมโอนอ่อนไปก่อนเพื่อรักษาสัมพันธ์อันดีระหว่างข้ากับท่านพ่อ เก็บนางไว้ใกล้ตัวเพื่อพวกเราจะได้รับมือกับทุกการเคลื่อนไหวได้”

          เฉินมามาอ้าปากค้าง นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคำพูดเหล่านี้มาจากปากของหานเยี่ยน ว่ากันว่าเด็กที่ไม่มีแม่จะสามารถดูแลจัดการกิจในครัวเรือนได้ตั้งแต่เล็กๆ หรือคุณหนูของนางจะเป็นหนึ่งในนั้น เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในช่วงเวลาอันสั้น พอคิดเช่นนี้ตนก็รู้สึกปวดใจจริงๆ

          “คุณหนู นายน้อยมาเจ้าค่ะ” จี๋หลันถือจานใบเล็กวิ่งเข้ามา

          ทันทีที่นางพูดจบ หานเยี่ยนก็ได้ยินเสียงสดใสชัดเจน “พี่หญิง!”

          จวงหานหมิงยืนอยู่ตรงประตู น้ำเสียงบ่งบอกถึงความกระตือรือร้น เมื่อได้ยินเสียงเรียกนี้น้ำตาของหานเยี่ยนก็เอ่อขึ้นมาอีกหน

          “น้องห้า” หานเยี่ยนขานรับ

          หมิงเกอเป็นน้องชายของนางเอง ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องในชาติก่อนนั้นดีมาก จวงซื่อหยางมีบุตรชายคนเดียวคือหมิงเกอ แต่เขาก็เย็นชากับบุตรชายผู้นี้มากเช่นกัน หานเยี่ยนคิดเสมอว่าหมิงเกอดื้อด้านไม่เชื่อฟัง ทำให้จวงซื่อหยางผู้เข้มงวดไม่ชอบใจ แต่พอลองคิดดูดีๆ กลับพบเรื่องที่น่ากังขามากมาย

          ดูเหมือนว่ามุมมองของจวงซื่อหยางที่มีต่อบุตรสาวคนอื่นๆ ที่เกิดจากอนุภรรยาจะดีกว่าของพวกนางสองพี่น้องมาก ความเย็นชาไม่แยแสของจวงซื่อหยางราวกับจะมุ่งเป้าไปที่พวกพ้องของภรรยาเอกเท่านั้น

          หมิงเกอฉลาดมาตั้งแต่เด็กเพียงแต่ดื้อรั้นเกินไปหน่อย หลังจากที่โจวซื่อแต่งเข้าจวนโหว หมิงเกอมักจะต่อต้านพวกนางสองแม่ลูก ตอนแรกก็ไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไร ทว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์โจรภูเขาจับตัวนางไป หานเยี่ยนก็ปฏิบัติต่อสองแม่ลูกสกุลโจวอย่างจริงใจ ทุกครั้งที่หมิงเกอจ้องเล่นงานพวกนางอีก หานเยี่ยนจะเอ่ยปากห้ามปรามน้องชาย ด้วยเหตุนี้หมิงเกอจึงทำตัวเหินห่างจากพี่สาว

          ช่วงนั้นเองที่บุคลิกของสาวน้อยเช่นนางเปลี่ยนไปอย่างมาก นางหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในเรือนหลังของจวนโหว ทั้งยังไม่เคยถามไถ่ถึงเรื่องราวภายนอก

          หมิงเกอไม่ได้มาหานางอีกเลย หานเยี่ยนคิดว่าหมิงเกอก็คงรังเกียจพี่สาวอย่างนางว่ามีมลทิน จึงรู้สึกเสียใจ โดยไม่ได้คาดว่าหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง หมิงเกอจะเกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับบุตรชายของขุนนางในราชสำนักเพื่อแย่งชิงเด็กสาวในหอโคมเขียว จนทำให้อีกฝ่ายเสียชีวิต ตระกูลนั้นไม่ใช่ตะเกียงที่ขาดน้ำมัน จึงรับมือไม่ง่าย การฟ้องร้องคดีนี้ทำให้หมิงเกอถูกจำคุก

          ตอนที่หานเยี่ยนรู้ข่าว หมิงเกอโดนทรมานอยู่ในคุกจนถึงขั้นเพ้อเพราะพิษไข้ นางรีบมอบสินสมรสของมารดาให้โจวซื่อนำไปช่วยหมิงเกอ แต่หลังจากโจวซื่อช่วยเขาออกมา หมิงเกอก็เสียชีวิตหลังจากนอนป่วยเพียงไม่กี่วัน ดังนั้นวันแต่งงานของนางในอีกสามปีต่อมา หานเยี่ยนจึงไม่มีน้องชายมาร่วมพิธีด้วย

          นางอึ้งงันเมื่อนึกถึงเรื่องเก่าๆ ภาพก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจผุดขึ้น ท่านแม่เคยขอร้องให้นางดูแลหมิงเกออย่างดี แต่ไม่นึกไม่ฝันว่าตนเองกลับดูแลน้องชายคนเดียวอย่างปล่อยปละละเลยเช่นนี้

          เมื่อเห็นว่านานแล้วพี่สาวยังไม่ขานรับ จวงหานหมิงจึงเรียกนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า “พี่หญิง!” เขารู้สึกเหลืออดเหลือทนกับข้อห้ามที่ว่า ‘ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด’ แม้กระทั่งพี่น้องก็ยังต้องหลีกเลี่ยง กฎระเบียบนี้ทำให้เขาไม่อาจผลุนผลันเข้าไปในเรือนพี่สาวได้โดยตรง

          “ข้าสบายดี น้องห้าไม่ต้องกังวล” หานเยี่ยนคืนสติ รีบตะโกนตอบ

          “ได้ยินมาว่าพี่หญิงฟื้นข้าก็เลยรีบมาหา ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”

          จวงหานหมิงถามอย่างร้อนใจ ทำให้หานเยี่ยนรู้สึกอบอุ่น อย่างน้อยใต้หล้านี้ก็มีน้องชายอย่างหานหมิงที่ห่วงนางจากใจจริง เท่านี้ก็เพียงพอ “ข้าดีขึ้นมากแล้ว แต่เจ้ารีบมาหาพี่เช่นนี้ เกรงว่าจงใจหลบเลี่ยงคาบเรียนของอาจารย์อยู่กระมัง หากท่านพ่อรู้เข้าเจ้าอาจจะถูกลงโทษอีก” หานเยี่ยนกล่าวยิ้มๆ

          จวงหานหมิงทำเสียงฟึดฟัดขึ้นจมูก “ลูกผู้ชายทุกคนอยากเป็นวีรบุรุษ แต่วีรบุรุษแบบไหนที่กวัดแกว่งพู่กันขีดเขียนทั้งวันเล่า! หากโตขึ้นจะไปสนามรบเข่นฆ่าศัตรู การจดจำตัวอักษรจะทำให้ข้าสร้างผลงานได้อย่างไร”

          “เมื่อเจ้าโตขึ้นเท่านั้น ถึงจะสร้างผลงานได้” หานเยี่ยนตอบด้วยสุ้มเสียงแผ่วเบา “หากเจ้าสนใจจะเรียนวรยุทธ ข้าจะหาอาจารย์มาสอนให้เจ้าเป็นการส่วนตัว แต่เรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับ ถ้าคนอื่นรู้เกรงว่าพวกเราสองพี่น้องจะถูกลงโทษแล้ว”

          ชาติที่แล้ว หานเยี่ยนไม่เห็นด้วยกับการที่หมิงเกอจะเรียนวรยุทธ เพราะจวงซื่อหยางดูแคลนกลุ่มขุนนางฝ่ายบู๊ในราชสำนัก ส่วนนางอาศัยอยู่แต่ในเรือนหลัง เมื่อได้รับอิทธิพลจากจวงซื่อหยาง นางพลันรู้สึกว่าบรรดาขุนนางฝ่ายบู๊นั้นหยาบกระด้างเกินไป ต่อไปถ้าหมิงเกอตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ได้สอบเป็นจอหงวนย่อมมีชีวิตที่ดีกว่า

          แต่หลังจากที่ตนตายไปแล้วหนหนึ่งกลับไม่คิดเช่นนั้นอีก ชีวิตคนนั้นสั้นนัก ไยต้องทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสิ่งที่ตนไม่ชอบด้วย? ในเมื่อหมิงเกอชื่นชอบวรยุทธ เช่นนั้นก็ให้เขาเรียนเถิด ทักษะประเภทนี้ยังใช้ป้องกันตัวได้ หากว่าหมิงเกอได้เรียน อาจไม่เกิดเรื่องเช่นที่เกิดในหอโคมเขียวแบบในชาติก่อน

          “พี่หญิงพูดจริงใช่หรือไม่” จวงหานหมิงตื่นเต้น “ข้าจะไม่บอกใคร พี่หญิงต้องรักษาคำพูดนะ” จากนั้นเขาก็กล่าวอย่างเคร่งขรึม “หากข้าได้เรียนวรยุทธ จะไม่ปล่อยให้ใครรังแกพี่สาวข้าเป็นอันขาด”

          นัยน์ตาของหานเยี่ยนพลันร้อนผ่าว จิตใจก็สั่นไหว ปากกลับเอ่ยว่า “เจ้าปกป้องตัวเองได้ถึงจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับพี่ เพียงแต่เจ้าต้องอดทนต่อความยากลำบากเพื่อฝึกยุทธ อย่ายอมแพ้แค่ครึ่งทาง”

          “ข้าไม่ยอมแพ้แน่ขอรับ” จู่ๆ จวงหานหมิงก็นึกอะไรบางอย่าง ถามขึ้นว่า “จี๋หลันบอกว่าท่านพ่อเพิ่งจะมาเยี่ยมท่าน พวกท่านคุยเรื่องอะไรกัน”

          หมิงเกอรู้เรื่องขัดแย้งระหว่างจวงซื่อหยางกับนางเช่นกัน หานเยี่ยนส่ายหน้า “ไม่มีอะไร แค่ต้องการให้พวกเราพบโจวซื่อ นางจะเข้าจวนเราในวันพรุ่งนี้”

          “ท่านยอมรึ?” จวงหานหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อ “พี่หญิง นี่มันเป็นไปไม่ได้ พวกเรามีแม่เพียงคนเดียว”

          “หยุดพูดเถิด” หานเยี่ยนกล่าวแทรก นางกลัวกำแพงมีหูประตูมีตา “เจ้าไม่เข้าใจ ฟังพี่นะ ห้ามพูดเรื่องนี้ต่อหน้าท่านพ่อ ทำเป็นว่าเจ้าไม่รู้เรื่อง หากพรุ่งนี้เจอพวกนางก็ให้วางเฉย อย่าตัดสินใจทำอะไรโดยพลการเด็ดขาด” จวงซื่อหยางไม่เคยชอบบุตรชายคนนี้ ถ้าหมิงเกอสร้างปัญหาต่อหน้าเขา เกรงว่าจะทำให้จวงซื่อหยางรังเกียจมากขึ้นเท่านั้น หากเป็นไปตามนี้โจวซื่อย่อมได้ใจ

          คำกล่าวที่ว่า ‘บิดาเมตตาบุตรกตัญญู’ ถึงแม้จะเป็นเพียงภาพลวงตาก็ยังมีความจำเป็นอยู่มาก

          เนื่องจากเรื่องของโจวซื่อทำให้หานเยี่ยนล้มป่วย หมิงเกอจึงโวยวายเกินเหตุ ทำให้จวงซื่อหยางตีเขาด้วยไม้กระดานแล้วขังไว้ในศาลบรรพชน ครั้งนี้นางไม่อาจให้น้องชายทำผิดซ้ำรอยเดิม

          “พี่หญิง แต่นางอยากเป็นแม่ของพวกเรา” จวงหานหมิงเอ่ยอย่างเศร้าใจ “ท่านแม่เพิ่งจากไป เหตุใดท่านพ่อถึง...”

          หานเยี่ยนส่ายหน้า “แม่ของพวกเรามีแค่คนเดียว น้องห้า ถ้าเจ้าเชื่อในตัวพี่ก็ให้ทำตามที่พี่บอก พี่ของเจ้าย่อมต้องหาแผนการรับมือ”

          จวงหานหมิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยว่า “ข้าเชื่อในตัวพี่หญิง”

          หานเยี่ยนมองไปที่ร่างเล็กซึ่งยืนอยู่ตรงประตูพลางแย้มยิ้มน้อยๆ

          ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่นางหลั่งน้ำตา จากนี้ไปจวงหานเยี่ยนผู้นี้จะกลืนน้ำตาทั้งหมดลงท้องแล้วปกป้องคนที่นางต้องปกป้องจี๋หลัน ซูหง เฉินมามา และจวงหานหมิง!

          แสงตะวันในช่วงต้นเหมันต์ให้ความอบอุ่นอยู่บ้าง แดดส่องเข้ามาในเรือนผ่านหน้าต่างหงมู่*แกะสลัก

          สนามของเรือนเรียบง่ายปราศจากของตกแต่ง มีเพียงศาลาโบราณหลังเล็ก ดูโดดเด่นแปลกตาด้วยมุมชายคาบิดขึ้นคล้ายเขาหรือนอสัตว์ ธารน้ำใสไหลผ่านโดยรอบศาลาแห่งนี้ ดอกเหมยแดงริมธาราสะท้อนบนผิวน้ำราวกับรอยแต้มบนคันฉ่อง ประหนึ่งว่ามีทับทิมหลายเม็ดฝังอยู่บนหยกเขียว

          เรือนที่อยู่ลึกเข้าไปมีความเงียบสงบและเป็นส่วนตัว ต้นไม้ได้รับการตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบดูน่ารื่นรมย์ ทั้งยังเป็นที่เชิดหน้าชูตา

          จวงซื่อหยางเป็นขุนนางขั้นสามของราชสำนัก จึงชอบให้จวนของตนดูโอ่อ่าสง่างามให้ความรู้สึกพิถีพิถัน สวนหินขนาดเล็กหลายสวนล้วนถูกจัดวางอย่างเหมาะเจาะพอดิบพอดี เพียงมองทัศนียภาพของสวนก็รับรู้ได้โดยง่ายว่าคนจัดสวนมีจิตใจละเอียดอ่อนเพียงใด น่าเสียดายที่คนผู้นี้เสียชีวิตไปแล้ว ทิ้งภาพทิวทัศน์อันงดงามนี้ไว้ให้เปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ซึ่งกลับยังประโยชน์ให้แก่คนบางคนแทน

          หานเยี่ยนนั่งอยู่ในศาลาเล็ก คลี่ม้วนซวนจื่อ*สีขาวบนโต๊ะหินปูน จี๋หลันฝนแท่งหมึกอยู่ด้านข้าง หานเยี่ยนจุ่มพู่กันลงในน้ำหมึก ครุ่นคิดอยู่นานจึงวาดพู่กันเขียนอักษรคำหนึ่งลงบนกระดาษ จี๋หลันชำเลืองมองสองหนอย่างสนใจใคร่รู้ เอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจว่า “นี่มันคำว่า ‘จิ้ง’** นี่เจ้าคะ”

          กลิ่นหอมของน้ำหมึกยังคงหลงเหลืออยู่บนกระดาษขาว ตัวอักษรเปี่ยมไปด้วยท่วงทีที่มีพลังและโดดเด่น ทั้งเด็ดเดี่ยวและอิสรเสรี

          จี๋หลันไม่เข้าใจวิถีของการเขียนอักษร นางเพียงรู้สึกว่าคุณหนูมักจะเขียนได้งดงามประณีต แต่คราวนี้เขียนหวัดๆ ไม่ค่อยเรียบร้อย ดูแตกต่างจากเมื่อก่อน กระนั้นก็ยังรู้สึกสบายตา หลังจากนั้นไม่นาน จี๋หลันก็อดใจไม่ไหวถามขึ้นด้วยความสงสัย “เหตุใดคุณหนูถึงเขียนคำว่า ‘จิ้ง’ ล่ะเจ้าคะ”

          หานเยี่ยนเอ่ยยิ้มๆ “คำนี้มอบให้เจ้า และก็มอบให้ตัวข้าเองด้วย” อย่างไรก็ตาม วันนี้เป็นวันที่แม่ลูกสกุลโจวจะเข้ามาในจวน การใช้ความนิ่งสงบสยบคนบางประเภท ถึงจะเป็นวิธีที่ฉลาด

          จี๋หลันหน้าแดง “หมายความว่าบ่าวช่างพูดเกินไป รบกวนจนท่านต้องเขียนคำนี้หรือเจ้าคะ”

          “ใต้หล้านี้ไม่มีอะไรน่ารื่นรมย์ไปกว่าแขนเสื้อแดงอบอวลด้วยกลิ่นหอม* ข้าจะกล้าคิดว่าสาวน้อยจี๋หลันของพวกเราพูดมากเกินไปได้อย่างไร” หานเยี่ยนจงใจมองขึ้นมองลงสำรวจสาวใช้ข้างกายนาง แสร้งทำเป็นเผยสีหน้างุนงงสับสน

          “คุณหนูแกล้งบ่าวอีกแล้ว” จี๋หลันรู้สึกเก้อเขินมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่คุณหนูฟื้นขึ้นมาก็เปลี่ยนไปมาก ทุกการกระทำห้าวหาญกว่าเดิม แม้ว่าเมื่อก่อนคุณหนูจะเคยล้อเล่นประคารมกับพวกนางเป็นปกติ แต่ก็ไม่เท่ากับตอนนี้ คุณหนูไม่ได้สงบเสงี่ยมเลยแม้แต่น้อย!

          ทว่านี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอันใด ดีแล้วที่คุณหนูดึงตัวเองออกจากเงาแห่งความเศร้าโศกที่ต้องสูญเสียมารดาได้ เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ พลันพบว่านี่เป็นหนแรกที่จี๋หลันเห็นรอยยิ้มที่แท้จริงจากคุณหนู ตั้งแต่ฮูหยินจากไปคุณหนูไม่เคยยิ้มแย้มเช่นนี้อีก

          หากทำให้คุณหนูมีความสุข ถึงตนจะถูกหยอกล้อก็ไม่เป็นไร

          จี๋หลันกำลังจะพูดบางอย่างเพิ่ม แต่เห็นซูหงเดินมาทางนี้ พอเห็นซูหง หานเยี่ยนก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ซูหงเดินเข้ามาใกล้ ยื่นถุงผ้าใบเล็กให้ใบหนึ่ง “ทั้งหมดเท่ากับตั๋วแลกเงินสองร้อยตำลึงเจ้าค่ะ ส่วนที่เหลือมีแค่กำไลโมราวงเล็ก บ่าวเลยแลกเป็นเงินเหรียญแทนเจ้าค่ะ”

          หานเยี่ยนปรายตามองยังปากถุง ก่อนจะสอดเข้าไปเก็บในชายแขนเสื้อแล้วพยักหน้าให้ซูหง

          นางให้ซูหงนำเครื่องประดับไปแลกเป็นตั๋วเงิน ตอนที่มารดาของนางยังมีชีวิตอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บุตรีเกิดนิสัยใช้เงินมากเกินควร หานเยี่ยนจึงได้รับเบี้ยเลี้ยงเป็นรายเดือน โชคดีที่ในยามปกตินางไม่มีความจำเป็นต้องใช้จ่าย ชีวิตก็มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย แต่หลังจากสิ้นมารดาทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

          เมื่อก่อน หอไห่ถังได้รับคำสั่งซื้อจากมารดาให้มาตัดเสื้อผ้าให้นางทุกเดือน ทว่าตอนนี้ไม่มีใครให้เงิน ฉะนั้นพวกเขาจึงไม่มา อนุไม่กี่คนของบิดาไม่เคยใกล้ชิดกับนาง ยิ่งไม่มีทางริเริ่มเอ่ยถึงเรื่องนี้ ขนาดโรงครัวยังทำอาหารไม่พิถีพิถันเหมือนแต่ก่อน เด็กสาวที่เคยมีนิสัยจู้จี้เลือกกินจึงต้องปรับตัวเองให้กินได้ทุกอย่าง

          เดิมทีเป็นถึงบุตรีของจวนโหว ตอนนี้กลับมีปัญหาเรื่องอาหารและเสื้อผ้า หนำซ้ำแม่ลูกสกุลโจวกำลังจะย้ายเข้ามาอยู่ นางต้องการหาคนเป็นหูเป็นตาที่เชื่อถือได้ให้ตัวเองสักคน จึงจะต้องเตรียมเงินให้พร้อมสำหรับการตกรางวัล

          หมิงเกออยากเรียนวรยุทธ การเชิญอาจารย์มาสอนมีค่าใช้จ่ายสูงเช่นกัน สินเดิมของมารดาที่ทิ้งไว้ให้นางใช้เป็นสินเจ้าสาวนั้น ถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของ ซึ่งตอนนี้ไม่สามารถนำออกมาได้ ‘น้ำที่อยู่ไกลไม่อาจดับกระหายในตอนนี้’* นางจึงจำต้องขายเครื่องประดับ

          เรื่องนี้นางใช้งานซูหงซึ่งอยู่กับตนมาแล้วหลายปี ซูหงเป็นคนที่หนักแน่นมั่นคง จัดการเรื่องต่างๆ ได้อย่างเป็นระเบียบ ทุกเรื่องที่ผ่านมือซูหงจะไม่มีทางรั่วไหลออกไปได้ แม้ว่าซูหงมักไม่วางตัวประจบประแจงเช่นบ่าวคนอื่น แต่ในใจกลับซื่อสัตย์ต่อนายยิ่งชีพ

          ส่วนจี๋หลันมีความคล่องแคล่ว กระตือรือร้นมีชีวิตชีวา สาวใช้ในจวนไม่มากก็น้อยมักเป็นมิตรกับจี๋หลัน การให้จี๋หลันตีสนิทกับคนเหล่านี้ไว้เทียบเท่ากับสร้างเครือข่ายข้อมูลข่าวสารไว้แต่เนิ่นๆ จึงเป็นการง่ายที่จะได้รับรู้ ‘ข่าวใหญ่บางข่าว’ ก่อนผู้อื่น

          สาวใช้ทั้งสองจงรักภักดีต่อหานเยี่ยน มีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเจ้านาย ฉะนั้นหลายสิ่งหลายอย่างหานเยี่ยนจึงไม่ปิดบังพวกนาง

          หานเยี่ยนเพิ่งเก็บตั๋วแลกเงิน พ่อบ้านหลินก็นำความมาแจ้งว่าจวงซื่อหยางเรียกหานเยี่ยนไปที่ห้องโถงด้านหน้า

          หานเยี่ยนเข้าใจว่าสองแม่ลูกสกุลโจวน่าจะมาถึงแล้ว ตอนแรกคิดว่าทั้งสองน่าจะมาช่วงสายๆ ทว่าพวกนางกลับไม่อยากรอช้า เช้าตรู่ก็เร่งรีบมายังจวนโหว เด็กสาวก้มหน้าลง นัยน์ตาทอประกายเย็นชา เมื่อนางเงยหน้าขึ้นก็แลดูสุภาพอ่อนน้อมอย่างที่ควรจะเป็น “ซูหง จี๋หลัน เราไปกันเถิด”

          เดินผ่านทางเดินยาวอ้อมรอบด้านหลังของศาลา ขณะกำลังจะก้าวเข้าไปในห้องโถงด้านหน้า ก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่นภายในห้องโถง

          หานเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมอง เห็นจวงซื่อหยางนั่งบนเก้าอี้ไม้ตรงกลาง โจวซื่อนั่งอยู่ข้างๆ เขา ส่วนจวงอวี่ซานมีคนย้ายโต๊ะเดี่ยวตัวเล็กๆ ให้นางนอนเอกเขนกอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสอง ไม่รู้ว่านางพูดอะไรถึงทำให้จวงซื่อหยางหัวเราะเต็มที่แบบนั้น โจวซื่อมองบุตรสาวด้วยความรักแล้วกล่าวปรามเบาๆ ดูแล้วช่างอ่อนโยนนัก ถ้าหานเยี่ยนเห็นภาพนี้โดยไม่เคยรู้ว่าอีกฝ่ายร้ายกาจ เกรงว่านางคงจะชื่นชมครอบครัวสุขสันต์ตรงหน้าแล้ว

          จวงซื่อหยางรักจวงอวี่ซานมาก ในความทรงจำของหานเยี่ยน นางกับท่านแม่ไม่เคยมีช่วงเวลาที่อบอุ่นอ่อนโยนกับจวงซื่อหยางเช่นนี้มาก่อน ทั้งที่ชัดเจนว่านางเป็นบุตรีของภรรยาเอกซึ่งมีพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการรองรับ ทว่าชะตากรรมช่างเล่นตลกเสียจริง

          โจวซื่อยังคงหัวเราะคิกคัก แต่หานเยี่ยนเห็นสายตานางแวบมองมาตรงนี้อย่างชัดเจน ดังนั้นนางต้องเห็นตนแล้ว แต่ถึงแม้นางจะไม่เห็น ก็มีบ่าวรับใช้มากมายกำลังปรนนิบัติยกน้ำร้อนน้ำชาอยู่รายรอบ จะเป็นไปได้อย่างไรว่าบ่าวเหล่านั้นจะตาบอด?

          เห็นได้ชัดว่าพวกมันมาวันนี้เพื่อแสดงอำนาจข่มนาง

          จี๋หลันไม่อาจทนมอง นางโกรธมากจนกำลังจะเอ่ยเตือนแต่ถูกหานเยี่ยนเอื้อมมือออกไปห้าม

          หากพวกมันเต็มใจที่จะแสดง นางก็ยินดีดูละคร

          อย่างไรก็ตามการดูละครง่ายกว่าการแสดงมาก โจวซื่อต้องการบังคับให้นางเป็นฝ่ายถลันเข้ามากลางวงแล้วเป็นคนเอ่ยปากทำลายช่วงเวลาดีๆ ตรงหน้า อยากเห็นนางทำตัวเสียมารยาทด้วยการเข้าไปขัดความสำราญของพวกเขา หากเป็นเช่นนั้นนางจะถูกมองไม่ดีตั้งแต่ต้น

          เอาเถอะ นางก็แค่ไม่เปิดปาก มารอดูว่าใครจะอดทนกว่ากัน!

          ขณะกำลังพูดคุยกับจวงซื่อหยาง โจวซื่อก็ลอบชำเลืองมาทางหานเยี่ยนเงียบๆ

          นังเด็กอ่อนหัดนั่นทำใจเย็นอยู่ได้อย่างไร?

          เดิมต้องการให้นางแสดงท่าทีก้าวร้าว จวงซื่อหยางจะได้ไม่พอใจ ยิ่งโวยวายมากมายยิ่งดี แต่นี่อีกฝ่ายกลับเงียบสนิท ซ้ำยังมองมาทางพวกตนด้วยรอยยิ้ม พอสบตากัน นอกจากเด็กสาวจะไม่หลบสายตาซ้ำยังกล้ายกมุมปากสูง ราวกับได้ชมการแสดงที่สนุกสนานอย่างยิ่ง

          โจวซื่อตะลึงงัน เห็นว่านัยน์ตาหานเยี่ยนเปล่งประกายเจิดจ้าราวกับมองเห็นทุกสิ่งอย่างทะลุปรุโปร่ง หนำซ้ำเหมือนจะมีแววเย้ยหยันแฝงอยู่จางๆ โจวซื่ออดรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาไม่ได้ ทว่าเมื่อมองซ้ำอีกหนกลับพบรอยยิ้มไร้เดียงสาของหานเยี่ยน

          โจวซื่อชะงักงันแล้วปลอบตัวเองอย่างรวดเร็วว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กสาววัยเยาว์ นางไม่จำเป็นต้องกลัวสักนิด นางมัวแต่ครุ่นคิดสีหน้าจึงดูเหม่อลอย จวงซื่อหยางมองตามสายตาโจวซื่อจนเห็นหานเยี่ยนเข้า เขาขมวดคิ้วเอ่ยว่า “เยี่ยนเอ๋อร์มาแล้วทำไมไม่ส่งเสียงเล่า”

          ตอนนี้เอง หานเยี่ยนพาจี๋หลันกับซูหงก้าวไปคารวะอย่างขลาดอาย “ท่านพ่อ ข้าเกรงว่าจะรบกวนการสนทนาของท่านกับฮูหยินท่านนี้ จึงได้ยืนรอเจ้าค่ะ เมื่อครู่ฮูหยินท่านนี้ยังมองมาทางข้า ข้าเลยเข้าใจว่าท่านพ่อรับรู้แล้ว”

          คำพูดเพียงไม่กี่คำอธิบายได้ว่า นางกำลังปฏิบัติตัวตามมารยาท แล้วยังบอกเป็นนัยว่าโจวซื่อเห็นนางมานานแล้วแต่มิได้เตือนเขา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

          จวงซื่อหยางตกตะลึงและเข้าใจในทันทีว่าหานเยี่ยนหมายถึงอะไร เขาเหลือบมองโจวซื่อแวบหนึ่งอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ ของบรรดาอนุภรรยาในจวน เขาสามารถเปิดตาข้างปิดตาข้างทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ ทว่าการเล่นเล่ห์วางอุบายต่อหน้าต่อตาเขา จวงซื่อหยางจะไม่ปล่อยผ่านไป เพราะเหมือนกับไม่ไว้หน้าตนซึ่งเป็นนายใหญ่ของตระกูล

          ยิ่งไปกว่านั้นหานเยี่ยนยังเป็นบุตรสาวภรรยาเอกของเขา มีบ่าวรับใช้มากมายเฝ้ามองอยู่ มิรู้ว่าบ่าวเหล่านี้จะนำไปเล่าลือกันกระฉ่อนว่าอย่างไรบ้าง พวกมันอาจพูดว่าจวงซื่อหยางปล่อยให้อนุนอกเรือนรังแกบุตรสาวภรรยาเอก ก่อให้เกิดความวุ่นวายในเรือนหลังทำให้บ้านไม่สงบสุข เขาเป็นขุนนางในราชสำนัก ชื่อเสียงย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

          โจวซื่อพลันรู้สึกตึงเครียด รีบกล่าวขออภัยด้วยรอยยิ้ม “ข้าหารู้ไม่ว่านางคือคุณหนูสี่ แค่บอกกับตนเองว่า เด็กสาวผู้นี้ช่างงดงามราวกับนางเซียนน้อยในภาพวาด หากรู้มาก่อนว่าเป็นเยี่ยนเจี่ยเอ๋อร์* ข้ายังจะกล้าชักช้า ไม่รีบทักทายได้หรือเจ้าคะ”

          กล่าวได้ดี ช่างเป็นคำอธิบายที่ยอดเยี่ยม ไม่เพียงชี้แจงว่าตัวนางเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ได้มีเจตนาจะละเลยหานเยี่ยน ซ้ำยังยกยอปอปั้นอีกด้วย

          หานเยี่ยนยกยิ้มจางๆ โจวซื่อฉลาดล้ำ รู้จักประเมินสถานการณ์ เมื่อเห็นว่าผลที่ได้ไม่เป็นไปตามคาด นางก็เปิดหน้าประจบประแจง เอาความปากหวานเข้าสู้ ต้องการทำให้นางอ่อนท่าทีลงอย่างนั้นรึ?

          อา... น่าเสียดาย

          หานเยี่ยนค้อมศีรษะลง กล่าวอย่างมีมารยาทว่า “รูปร่างหน้าตาของผู้เยาว์นั้นแค่สามัญ ฮูหยินชมเกินไปแล้ว”

          จวงซื่อหยางพอใจกับท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนของหานเยี่ยน ทว่าในไม่ช้าก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง “ไยจึงเรียกว่าฮูหยินอยู่อีก ต้องเรียกว่าน้าโจวสิ”

          “น้าโจว?” หานเยี่ยนเงยดวงหน้าเล็กๆ ขึ้นมอง นัยน์ตาดำสนิทตัดกับตาขาวชัดเจนคู่นั้นเต็มไปด้วยความงุนงงกึ่งสงสัย “ท่านเป็นน้องสาวคนไหนของแม่ข้าหรือเจ้าคะ”

          จวงซื่อหยางพลันมีสีหน้าตะขิดตะขวงใจ นัยน์ตาของโจวซื่อส่อแววขุ่นเคืองวูบหนึ่ง

          “เยี่ยนเอ๋อร์พูดเหลวไหลอะไร ต่อไปนางก็คือแม่ของเจ้า”

          สถานะของโจวซื่อนั้นน่าอิหลักอิเหลื่อ ยากที่จะอธิบายได้เต็มปาก หากนางไม่รีบร้อนเข้าจวน รอให้ผ่านช่วงไว้ทุกข์ไปสักระยะหนึ่ง บิดาของหานเยี่ยนก็อาจแต่งนางเข้าจวนอย่างถูกต้องตามพิธี ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ให้ได้อายเช่นนี้

          อย่างไรก็ตาม โจวซื่ออาจหวั่นวิตกเรื่อง ‘คืนยาวนาน ฝันมากหลาย’* จึงเลือกที่จะเข้าจวนในช่วงเวลานี้ นางคงไม่อยากเข้าจวนในฐานะอนุภรรยาหรือเมียเก็บไร้สถานะ ต้องการเป็นฮูหยินใหญ่ของจวนโหวเท่านั้น ติดตรงที่ว่าจวงซื่อหยางยังไม่อาจแจ้งให้คนภายนอกรับรู้เรื่องนี้ ทำได้เพียงให้โจวซื่อเข้าจวนมาในฐานะเมียเก็บก่อน ภายหน้าค่อยยกนางขึ้นเป็นภรรยาเอก

          “ในเมื่อเป็นแม่ ไยจึงให้เรียกว่าน้าโจวล่ะเจ้าคะ” หานเยี่ยนถามต่ออย่างไร้เดียงสา “ตอนท่านแม่แต่งเข้าจวนโหว อนุทุกคนต่อให้เข้าจวนมาก่อนหน้าแต่ก็ต้องยกน้ำชาคำนับนาง เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลก็มาแสดงความยินดีพร้อมมอบของขวัญ ในเมื่อน้าโจวจะเข้าจวนเป็นภรรยาของท่านพ่อ ข้าคิดว่าควรแจ้งให้เหล่าอนุกับผู้อาวุโสของตระกูลทุกคนทราบเรื่องนะเจ้าคะ”

          “ไม่ได้!” ไม่รอให้นางพูดจบ จวงซื่อหยางก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ใจเริ่มละล้าละลัง เรื่องนี้ไม่ควรเกี่ยวพันถึงผู้อาวุโสของตระกูล เขายังไม่คิดที่จะยกฐานะฮูหยินใหญ่ให้โจวซื่อในตอนนี้

          เดิมทีคิดว่าหานเยี่ยนยังเด็ก จึงต้องการโน้มน้าวให้นางเรียกน้าโจวไปก่อน ภายหลังค่อยแก้ไขคำพูดเดิม ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นเรื่องเป็นราวเข้าให้แล้ว

          แววตาของโจวซื่อเปี่ยมด้วยความผิดหวังอย่างไม่ปิดบัง มีเพียงหานเยี่ยนเท่านั้นที่ยังคงยิ้มละไม

          เจ้าอยากปีนขึ้นที่สูงก็ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจสักหน่อยสิ!

          เจ้าต้องเกลี้ยกล่อมผู้อาวุโสของตระกูลข้า แล้วยังต้องรับมือกับการท้าทายจากอนุคนอื่นๆ ของพ่อข้าให้ได้เสียก่อน

          หลังจากใช้ชีวิตในจวนมานานหลายปี หานเยี่ยนรู้ว่าอนุแต่ละคนของบิดาไม่ใช่ตะเกียงที่ขาดน้ำมัน แต่ละคนมารยาสาไถย ทั้งยังมากแผนการ เรียกว่าร้ายกาจด้วยกันทั้งนั้น

          ขณะที่หานเยี่ยนกำลังจะเติมเชื้อไฟอีกครั้ง น้ำเสียงที่นุ่มนวลน่าเอ็นดูก็ขัดจังหวะขึ้นมา “เจ้าคือน้องเยี่ยนเอ๋อร์ใช่หรือไม่”

          หานเยี่ยนหัวเราะเยาะหยันอยู่ในใจ ในที่สุดก็ออกโรง!

          จวงอวี่ซานสวมชุดกระโปรงยาวผ้าไหมสีชมพูซับในด้วยผ้าฝ้าย ชายเสื้อกว้างพอง ปักลายดอกไห่ถังที่หน้าอก สวมทับด้วยเสื้อคลุมตัวสั้นตกแต่งด้วยลวดลายเมฆา ปักปิ่นทองรูปทรงผีเสื้อแลดูประณีตแซมอยู่ในเรือนผม

          จวงอวี่ซานเป็นคนงาม แม้ว่าจะยังเยาว์วัยเติบโตยังไม่เต็มที่ ถึงกระนั้นก็มีรูปร่างเพรียวบางสะโอดสะอง ท่าทางนุ่มนวลชดช้อย การแต่งกายที่วิจิตรบรรจงทำให้ทั้งร่างของนางดูอรชรอ้อนแอ้น มองผิวเผินนึกว่าเป็นกิ่งดอกท้อ

          ชุดนี้งามวิจิตรยิ่งกว่าของตนที่เป็นบุตรสาวภรรยาเอกเสียอีก ไม่น่าแปลกใจที่เว่ยหรูเฟิงจะถูกจวงอวี่ซานดึงดูด สตรีที่งามล้ำเช่นนางเปรียบเหมือนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมหวาน ย่อมน่าหวั่นไหวมากกว่ารูปลักษณ์ที่ดูเงียบขรึมและไม่ค่อยพูดค่อยจาของหานเยี่ยน เมื่อนึกถึงเว่ยหรูเฟิง นางก็รู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นมาอีกครั้ง

          อีกด้านหนึ่ง จวงอวี่ซานจับมือหานเยี่ยนอย่างอ่อนโยน ยิ้มพลางกล่าวว่า “เมื่อแรกเห็นน้องสาว ข้าก็ชื่นชอบเจ้าแล้ว”

          สายตาของหานเยี่ยนตกอยู่ที่มือของอีกฝ่าย จวงอวี่ซานเคลือบเล็บด้วยสีแดงจากผงจันทน์เทศ ดูแวววาวดั่งอัญมณีตัดกับนิ้วมือที่ขาวเนียนปานเนื้อหยก หานเยี่ยนแย้มยิ้มใสซื่อ ประโยคถัดมาของนางกลับทำให้ทุกคนในห้องโถงต้องประหลาดใจ

          “น่าเสียดาย ข้าไม่ชอบเจ้า”

          แววตาหม่นแสงคล้ายบรรยากาศยามสนธยาจากปลายหางตาของหานเยี่ยน ตกลงบนดวงหน้าโจวซื่อ

          สีหน้าโจวซื่อเปลี่ยนไปในฉับพลัน จวงอวี่ซานเองก็ไม่คิดว่าหานเยี่ยนจะโพล่งออกมาแบบนั้น จึงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

          “เจ้าว่าอะไรนะ” คนที่เปิดปากขึ้นก่อนคือจวงซื่อหยาง เขาตบโต๊ะอย่างดุดัน “นี่มันท่าทีอะไรกัน แม่เจ้าสอนมารยาทให้เจ้าแบบนี้รึ! คุกเข่าลง!”

          หานเยี่ยนขบริมฝีปากตนเอง ก้มหน้าแล้วคุกเข่า

          ดวงตาของจวงอวี่ซานเป็นประกายระริกด้วยความยินดี ทว่าในไม่ช้าก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าทรมานใจ โน้มน้าวบิดาด้วยท่าทีใจกว้าง “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ น้องสาวอาจยังไม่คุ้นเคยกับข้า บนพื้นมันเย็น น้องสาวลุกขึ้นเถอะ”

          หานเยี่ยนลอบยิ้ม นางรู้ว่าบิดาตนมีนิสัยจองหองทั้งยังเกลียดคนที่ไม่เชื่อฟังเขา ปกติบ่าวรับใช้ ท่านแม่ และเหล่าอนุล้วนเชื่อฟังเขาทั้งนั้น

          จวงอวี่ซานอยากแสดงตัวเป็นคนดีที่มาผิดที่ผิดเวลา ยิ่งนางช่วยพูดยิ่งราวกับผลักไสให้หานเยี่ยนดูร้ายกาจมากกว่าเดิม เป็นไปตามคาด จวงซื่อหยางจ้องหานเยี่ยนด้วยสีหน้าดุร้ายยิ่งขึ้น แล้วหันไปตวาดจวงอวี่ซานว่า “ข้าบอกให้นางคุกเข่า เจ้ากล้าดีอย่างไรมาสั่งให้ลุก!”

          จวงอวี่ซานแสร้งทำเป็นน้ำตาเอ่อคลออย่างหวาดหวั่น โจวซื่อรีบเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ “อวี่ซานรู้สึกเป็นทุกข์ไปกับเยี่ยนเจี่ยเอ๋อร์ด้วย นางเป็นเด็กมีน้ำใจนะเจ้าคะ”

          จุดมุ่งหมายของแม่เลี้ยงนั้นชัดเจนมาก คือต้องการดึงคำด่าว่าจากบุตรสาวของตนให้กลับมาที่นาง หานเยี่ยนลอบสังเกตแล้วพึมพำกับตัวเอง ไยชาติก่อนตนถึงไม่เคยระแคะระคายสักครั้งนะ

          สายตาจวงซื่อหยางจ้องเขม็งมาที่หานเยี่ยน ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าไม่พอใจอะไรอวี่ซาน ถึงได้พูดจาไม่ระวังปากเช่นนี้!”

          หานเยี่ยนไพล่มือไปด้านหลัง หยิกฝ่ามือตนเองอย่างแรง น้ำตาเอ่อขึ้นมาในดวงตาทันที “ท่านพ่อ ตัวนางมีกลิ่นผงแป้งหอม”

          จวงซื่อหยางตะลึงงันอยู่ครู่หนึ่ง โจวซื่อและจวงอวี่ซานมองหน้ากันด้วยความกังขา

          ผงแป้งหอมแล้วอย่างไร มีอะไรผิดปกติ?

          หานเยี่ยนสะอื้นไห้ตอบว่า “ท่านพ่อลืมแล้วหรือเจ้าคะ ว่าเยี่ยนเอ๋อร์แพ้ผงแป้งหอม เมื่อใดก็ตามที่ได้กลิ่น จะรู้สึกอึดอัดไม่สบายไปทั้งตัว กลิ่นผงแป้งหอมบนตัวของพี่สาวคนนี้รุนแรงมาก ข้าสามารถได้กลิ่นจากระยะไกล ข้าไม่ชอบกลิ่นแบบนี้จริงๆ เจ้าค่ะ”

          จวงซื่อหยางหน้าเจื่อนทันใด รีบกล่าวว่า “พ่อต้องรู้แน่นอนอยู่แล้วว่าเจ้าแพ้ผงแป้งหอม”

          รู้งั้นรึ? หานเยี่ยนลอบมองเขาอย่างเย้ยหยัน นางก็แค่หาข้ออ้างขึ้นมาไม่ได้แพ้จริงๆ เสียหน่อย ถ้าจวงซื่อหยางบอกว่ารู้ เขานั่นแหละที่ผิดปกติ

          “เพียงแต่...” จวงซื่อหยางกระแอมสองครั้งเบาๆ “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เจ้าไม่ควรพูดเช่นนั้นกับพี่สาว เอาล่ะลุกขึ้น ไม่ต้องคุกเข่าแล้ว”

หานเยี่ยนลุกขึ้นยืน ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วจับมือจวงอวี่ซานอีกครั้ง ยิ้มซื่อๆ ให้นางพลางเอ่ย “เมื่อครู่นี้เป็นความผิดของข้าเอง อย่าได้ถือสาข้าเลยนะพี่สาว”

          จวงอวี่ซานรู้สึกงุนงงกับท่าทางกระตือรือร้นที่หานเยี่ยนมีให้ตนอย่างกะทันหัน นางจึงสะบัดมือออกจากอุ้งมือของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว หานเยี่ยนปล่อยมือไปตามแรงสะบัด ดวงหน้าเล็กๆ แสดงอาการคาดไม่ถึง “เหตุใดพี่สาวจึงปัดมือข้า หรือไม่เต็มใจให้อภัยเจ้าคะ”

          จวงซื่อหยางจ้องจวงอวี่ซานด้วยสีหน้าไม่พอใจ

          จวงอวี่ซานตัวสั่นรีบคว้ามือหานเยี่ยนทันที “จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าชอบน้องสาวมาก”

          หานเยี่ยนแย้มยิ้มอย่างปลาบปลื้ม “พี่สาวช่างดีเหลือเกิน ใจดีกับข้ามาก ข้าจึงอยากมอบเครื่องหอมแก่พี่สาวกล่องหนึ่ง มันหอมกว่าผงแป้งหอมที่พี่สาวใช้เสียอีก ดูสิ จี๋หลันกับซูหงก็ใช้ตอนที่คอยปรนนิบัติข้า แต่ข้าก็ไม่เคยแพ้สักหน”

          เดิมทีโจวซื่อพึงพอใจอย่างมากเมื่อได้ฟังการพูดคุยระหว่างหานเยี่ยนกับจวงอวี่ซาน แต่พอได้ยินประโยคสุดท้าย สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นไม่น่าดู

          จี๋หลันกับซูหงเป็นเพียงสาวใช้ การให้ของขวัญจวงอวี่ซานด้วยของที่มอบให้สาวใช้ ทั้งยังบอกว่าเทียบกับของเดิมของบุตรสาวนาง มันหอมกว่ามาก! นั่นหมายความว่าจวงอวี่ซานต้อยต่ำกว่าสาวใช้ของหานเยี่ยนใช่หรือไม่? ยิ่งคิดโจวซื่อยิ่งขุ่นเคือง มองหานเยี่ยนด้วยสีหน้าขุ่นมัว

          จวงอวี่ซานเองก็จับความหมายในสิ่งที่หานเยี่ยนพูดได้เช่นกัน เสียแต่ว่าจวงซื่อหยางอยู่ตรงหน้า ฉะนั้นนางจึงไม่อาจโต้แย้ง นางคิดว่าหานเยี่ยนจงใจหักหน้านาง แต่พอมองรอยยิ้มที่จริงใจใสซื่อของอีกฝ่าย นังเด็กนี่ดูเหมือนว่าจะไม่เข้าใจความนัยของคำพูดตนด้วยซ้ำ

          ตกลงมันโง่เง่าหรือฉลาดหลักแหลมกันแน่?

          ไม่ว่าจะโง่หรือฉลาด สถานการณ์ในวันนี้ก็เกินความคาดหมายของพวกนางไปมาก โจวซื่อขมวดคิ้วนิ่วหน้า ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนการที่นางวางไว้ นางกลัวว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก จึงลุกขึ้นกล่าวกับจวงซื่อหยาง “นายท่าน นี่ก็สายมากแล้ว ท่านอนุญาตให้ข้าพาอวี่ซานไปพักผ่อนก่อนเถอะ”

          จวงอวี่ซานแทบทนรอไม่ไหวที่จะออกจากที่นี่ นางชังน้ำหน้าน้องสาวคนนี้เสียจริง นางแสร้งทำเป็นขยี้ตาเหมือนเด็กน้อยพลางเอ่ย “จริงเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าเหนื่อยแล้ว”

          หานเยี่ยนเองก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับการสู้รบตบมือ อีกอย่าง ผลลัพธ์ในวันนี้ก็เป็นไปตามที่นางคาดแล้ว จึงเปล่าประโยชน์ที่จะอยู่ต่อ

          จวงซื่อหยางรีบเข็นเรือตามน้ำ “ได้สิ ข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย”

          ช่างมีน้ำใจต่อกันเสียจริง! หานเยี่ยนเกือบจะซาบซึ้งไปด้วยแล้วเชียว นางมองโจวซื่อยืนขึ้นจากตำแหน่งที่นั่งเดิมของมารดาตน ปัดมือเบาๆ ไปตามรอยยับของชายกระโปรง

          ว่ากันตามจริง โจวซื่อเป็นสตรีสาวสะคราญโฉมและทรงเสน่ห์ แม้ว่าจะล่วงเลยวัยสาวไปแล้ว ก็ยังคงอวบอิ่มกลมกลึงไม่ต่างกับสาวน้อย ภายใต้คิ้วโก่งดั่งใบหลิวคือดวงตาคู่เรียวที่มีหางตาตวัดขึ้น ยามชม้ายตาดูเย้ายวนและงดงาม ริมฝีปากเล็กทว่าอิ่มเต็ม มุมปากหยักดั่งว่าแสร้งยกยิ้มอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้นางดูมีเสน่ห์ดึงดูดเหลือเกิน

          เมื่อเทียบกับมารดาตนที่ไม่ชอบแต่งเนื้อแต่งตัว โจวซื่อดูแล้วสบายตากว่ามาก

          วันนี้โจวซื่อสวมชุดกระโปรงยาวผ้าไหมปักสีลูกท้อ ที่เอวผูกแถบผ้ารัดเอว ยิ่งทำให้ดูคอดกิ่วดั่งต้นหลิวที่ใช้มือเพียงข้างเดียวก็โอบรอบได้ นางสวมเสื้อคลุมเบาบางสีเดียวกัน เข้ากันกับชุดเครื่องประดับศีรษะสีทับทิม ซึ่งทำออกมาอย่างพิถีพิถันโดยหอหรูอี้*ทำให้นางดูร่ำรวยและมีชาติตระกูล

          เพียงแต่ยังขาดรสนิยมไปสักหน่อย

          จวงซื่อหยางหันมากล่าวกับหานเยี่ยนที่กำลังอยู่ในภวังค์ความคิด “พ่อจะไปกับน้าโจวของเจ้าเพื่อดูเรือนพัก ส่วนเจ้าก็กลับไปได้”

          เมื่อมองไปที่ชุดคลุมยาวสีน้ำเงินเข้มปักลายหลากสีสันของจวงซื่อหยาง กับสีชมพูของจวงอวี่ซาน และสีลูกท้อของโจวซื่อ พอทั้งสามอยู่ร่วมกันแล้วช่างดูมีสีสัน แววตาของหานเยี่ยนพลันเย็นชาลงอย่างไม่รู้ตัว

          “ท่านพ่อ...” หานเยี่ยนเอ่ยรั้ง จวงซื่อหยางหันกลับมามอง หานเยี่ยนดูลังเลก่อนจะเอ่ยต่อ “ข้ายังมีอีกเรื่องหนึ่ง...” นางชะงักคำพูดที่เหลือไว้ด้วยท่าทางลำบากใจ

          อารมณ์ของจวงซื่อหยางดีขึ้นบ้างแล้ว เขาจึงบอกอย่างใจดีว่า “ถ้าเยี่ยนเอ๋อร์มีเรื่องใดจะเอ่ย ก็กล่าวออกมาได้เลย”

          “ข้าเคยได้ยินอาจารย์ที่สำนักศึกษาหลวงกล่าวไว้ว่า ตามกฎของราชสำนัก ให้งดสวมเสื้อผ้าสีสันสดใสเป็นเวลาสามเดือนในช่วงไว้อาลัย ทุกวันนี้องค์ฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญกับคุณธรรมน้ำมิตรและความกตัญญูมากที่สุด ปีที่แล้วมีขุนนางท่านหนึ่ง หลังจากผู้อาวุโสในบ้านเสียชีวิตไปไม่นานก็ยอมตามใจให้อนุในจวนสวมเสื้อผ้าลายดอกกำมะหยี่สีแดง สำนักผู้ตรวจการหลวงจึงถวายฎีการ้องเรียน ต่อมาขุนนางผู้นั้นก็ถูกปลดจากตำแหน่ง ทั้งตระกูลถูกเนรเทศไปอยู่ดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ น่าสังเวชใจเหลือเกินเจ้าค่ะ”

          น้ำเสียงของหานเยี่ยนดังฟังชัด มีจังหวะจะโคน นัยน์ตานางกระจ่างใสพิสุทธิ์ดุจหยดน้ำ “อืม... ชุดที่น้าโจวสวมใส่วันนี้ ข้าเห็นว่ามีสีสันสดใส เพียงแต่ท่านแม่ของข้าเพิ่งจากไปไม่นาน และพวกเราก็ยังอยู่ในช่วงไว้อาลัย น้าโจวมาที่จวนเพื่อพักแรมกับเรา หากฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องเข้า เกรงว่าท่านพ่อคงจะต้องเดินทางไปที่ดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือเป็นแน่เจ้าค่ะ”

          หานเยี่ยนจงใจย้ำคำว่า ‘พักแรม’ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ไม่คาดว่าจะได้เห็นใบหน้าของโจวซื่อสลับจากเขียวกลายเป็นซีดขาว

          “คงไม่ใช่ว่าน้าโจวไม่ทราบกฎของราชสำนักหรอกกระมัง? แม้แต่ข้ายังรู้เลยนะเจ้าคะ” หานเยี่ยนกล่าวพร้อมรอยยิ้มละไม

          จวงซื่อหยางจ้องไปที่จวงอวี่ซานตามด้วยโจวซื่อ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เยี่ยนเอ๋อร์พูดถูก พวกเจ้าคิดอะไร ถึงได้แต่งตัวสีสันสดใสเช่นนี้!”

          โจวซื่อตะลึงงัน นางมองไปยังบุตรสาวและตัวนางเอง พอรู้ว่าต้องมาเยือนจวนตระกูลจวง วันนี้พวกนางจึงตั้งใจแต่งตัวเป็นพิเศษ ไม่คิดว่าแค่คำพูดของหานเยี่ยนไม่กี่ประโยค จะกระตุ้นให้จวงซื่อหยางไม่พอใจได้ ตัวนางพยายามทำทุกอย่างเพื่อจะให้เขาพอใจ แต่ตอนนี้มันกลับย้อนศรคืนมาในลักษณะนี้เสียได้

          สายตาของโจวซื่อจับจ้องที่จวงหานเยี่ยน เป็นเพราะนังจิ้งจอกน้อย เรื่องของตนวันนี้ทั้งหมดถูกทำลายโดยนังเด็กนี่ บุตรีจวงซื่อหยางผู้นี้ไม่เรียบง่ายอย่างที่คิด! ลืมคนอื่นไปได้เลย เห็นได้อย่างชัดเจนว่าจวงหานเยี่ยนพุ่งเป้ามาที่พวกตนสองแม่ลูก!

          หานเยี่ยนรู้ดีว่าจวงซื่อหยางนั้นให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับอาชีพขุนนาง เขาอาจไม่สนใจเรื่องอื่นได้ แต่สำหรับเรื่องที่ส่งผลกระทบต่ออาชีพขุนนางของเขานั้น เขาจะอ่อนไหวอย่างมาก

          อย่างไรก็ตามการที่เขายอมเสี่ยงครั้งใหญ่เพื่อพาสองแม่ลูกสกุลโจวเข้าจวนโหว ก็สามารถมองเห็นความสำคัญของโจวซื่อในใจเขาได้

          เพียงแต่...

          เด็กสาวนึกเหยียดหยัน สำคัญไม่ได้หมายความว่าจำเป็น!

          โจวซื่อจะเข้าใจความจริงข้อนี้ในวันหนึ่งข้างหน้า

          จวงอวี่ซานจ้องหน้าหานเยี่ยนอย่างเคืองแค้น เด็กนั่นจะกระหยิ่มใจอะไรนักหนา ท่านพ่อไม่ได้ชอบนางแม้แต่น้อย สักวันหนึ่งเถอะ ตำแหน่งบุตรีภรรยาเอกในจวนแห่งนี้จะต้องกลายเป็นของนาง--จวงอวี่ซาน!

          หลังจากโจวซื่อไปแล้ว จี๋หลันกับซูหงจึงสาวเท้ามาเบื้องหน้า จี๋หลันพลันเอ่ยว่า “คุณหนู โจวซื่อ ดูเหมือนจะไม่ใช่คนดีนะเจ้าคะ”

          “พูดจาพล่อยๆ” ซูหงเอ่ยขัดจี๋หลันโดยไม่รอให้หานเยี่ยนเอ่ยปาก “มีคนอื่นอยู่เต็มไปหมด อย่าได้สร้างปัญหาให้คุณหนู”

          หานเยี่ยนหัวเราะเต็มเสียงขึ้นมา “ซูหง อย่าทำตัวเครียดนักสิ หากเจ้าเอาแต่ทำหน้าทำตาเข้มๆ นิ่งๆ ระวังใบหน้าจะเกิดริ้วรอยนะ”

          ซูหงยังคงทำหน้าตายไร้อารมณ์ หานเยี่ยนลูบจมูกของตนพลางคิด ‘เป็นคนน่าเบื่อจริงๆ’

          “จี๋หลัน ซูหง วันนี้ข้าจะพาพวกเจ้าออกไปเดินเล่นข้างนอก”

          ดวงตาของจี๋หลันเบิกกว้างเปล่งประกาย “คุณหนูจะออกจากจวนหรือเจ้าคะ”

          “ไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู” ซูหงขมวดคิ้วมุ่น “หากนายท่านรู้เข้า ต้องไม่ดีแน่ๆ”

          “ไม่ต้องวิตก” หานเยี่ยนเอ่ยอย่างมั่นใจ “ท่านพ่อกำลังยุ่งเรื่องครอบครัวสุขสันต์ของท่าน กว่าจะนึกถึงข้าก็คงอีกพักใหญ่ อีกอย่างพวกเราจะไม่ออกทางประตูใหญ่ ซูหง เจ้านำเงินติดตัวไปด้วย เราจะไปที่หน่วยงานราชการฝ่ายบู๊ที่อยู่ทางตะวันออกของเมือง เพื่อไปหาอาจารย์สอนวรยุทธให้หมิงเกอ”

          ซูหงยังอยากจะกล่าวบางอย่าง แต่พอเห็นสีหน้าแน่วแน่ของหานเยี่ยน นางจึงกลืนคำพูดที่เหลือลงท้อง เหลือเพียงร่องรอยกังวลใจอยู่ตรงหว่างคิ้ว ต่างจากจี๋หลันที่ดีใจอย่างมากจนทำอะไรไม่ถูก นางรีบกลับเรือนเพื่อเตรียมตัว

          มีโพรงขนาดสุนัขลอดที่กำแพงด้านหลังของสวนชิงชิว ซึ่งเป็นช่องทางลับที่หานเยี่ยนค้นพบตอนยังเป็นเด็ก นางมักจะพาจี๋หลันกับซูหงออกไปเล่นนอกจวนโดยลอดโพรงสุนัขนั้นบ่อยๆ

          หลังจากนางอายุได้เจ็ดขวบ นางเริ่มเรียนรู้ข้อห้ามสตรี และรู้ว่ามันไม่เหมาะสม นางจึงไม่เคยทำอะไรแบบนั้นอีก ทว่าตอนนี้นางมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ความคิดจิตใจนางก็เปลี่ยนไปมาก ข้อห้ามสตรีเป็นเพียงกฎระเบียบบรรทัดฐานที่มีไว้เพื่อล้อมกรอบการใช้ชีวิตของอิสตรีก็เท่านั้น เหตุใดต้องทำให้ตัวเองไม่มีความสุขเพียงเพราะข้อห้ามพวกนี้?

          หานเยี่ยนให้ซูหงไปหาเสื้อผ้าสาวใช้มาสามชุด จากนั้นคนทั้งสามในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบพากันคลานลอดโพรงสุนัข จู่ๆ หานเยี่ยนที่อยู่หน้าสุดก็พ่นเสียงพรืดออกมา ด้วยไม่อาจสะกดกลั้นเสียงหัวเราะ ซึ่งทำให้จี๋หลันชะงัก “คุณหนูมีอะไรหรือเจ้าคะ”

          หานเยี่ยนส่ายหน้าก่อนแจกแจงว่า “ข้ากำลังคิดว่า ทำแบบนี้ช่วยให้สนุกมากขึ้นทีเดียว การเป็นคุณหนูตระกูลสูงน่ะน่าเบื่อจะตาย ไม่มีอิสระเหมือนชาวบ้านทั่วๆ ไป”

          จี๋หลันส่ายหน้าแย้ง “ชาวบ้านทั่วไปไม่แน่ว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระนะเจ้าคะ ทุกครอบครัวล้วนมีความยากลำบากของตัวเอง ชีวิตแบบคุณหนู เป็นสิ่งที่ผู้คนมากมายต่างปรารถนาแต่ไม่อาจได้มา”

          “ก็มีเหตุผล” หานเยี่ยนพยักหน้า เมื่อเทียบกับชาติที่แล้ว นางใจกว้างและหวงแหนชีวิตมากขึ้น ในช่วงชีวิตอันแสนสั้นควรทำในสิ่งที่ตนเองชอบ แต่เงื่อนไขเบื้องต้นของนางคือ นางจะทำตามใจตนเองแต่ต้องหลังจากล้างแค้นให้ท่านแม่แล้ว

          ทั้งสามคลานออกมาจากโพรงสุนัขลอด ปัดดินโคลนที่เปรอะเปื้อนตามร่างกายออก เพื่อไม่ให้ถูกพบตัว หานเยี่ยนจึงแต่งตัวเป็นสาวใช้ ซึ่งแทบไม่สังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างพวกนาง ทั้งสามไม่ได้จ้างรถม้า ด้วยว่าพวกนางไม่ค่อยได้ออกไปนอกจวน ฉะนั้นจึงพากันเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย

          สิ่งที่หานเยี่ยนไม่รู้ก็คือ มีบุคคลแปลกหน้าจากกำแพงด้านนอกกำลังเฝ้ามองพวกนางอยู่

          ชายผู้นั้นหยิบหญ้าต้นหนึ่งมาคาบไว้ในปาก มองดูด้านหลังของร่างที่อยู่ไกลออกไปอย่างสนใจ “สาวใช้ในจวนจวงนี่ช่างประหลาดนัก ประตูใหญ่ก็เปิดอยู่แต่ไม่ไป กลับชอบลอดโพรงสุนัข” คิดแล้วก็ส่ายหน้า พลางหัวเราะออกมา “น่าสนใจ”

          ตามท้องถนนผู้คนมากมายพากันเดินขวักไขว่ มีพ่อค้าแม่ค้าเร่ขายของจิปาถะเรียงรายทั้งสองฝั่งข้างทาง ยากนักที่จี๋หลันจะมีโอกาสออกมานอกจวน การได้จับสิ่งนี้ดูสิ่งนั้นทำให้นางตื่นเต้นอย่างมาก

          แม้ว่าหานเยี่ยนเองก็รู้สึกแปลกใหม่กับสิ่งเหล่านี้ แต่นางกลับไม่แสดงออก มีเพียงบางครั้งที่ดวงตาจะส่งความรู้สึกเบิกบานมีชีวิตชีวา ผสมผสานไปกับความอยากรู้อยากเห็นบ้างเป็นระยะ

          ซูหงเป็นคนที่สงบนิ่งที่สุด นางเดินนำขึ้นหน้าโดยไม่รู้ตัว คอยปกป้องหานเยี่ยนที่อยู่ถัดจากตน

          ขณะเดินเล่นไปหานเยี่ยนก็ครุ่นคิดไปด้วย นางรู้ว่าโลกภายนอกจวนนั้นมีแต่สิ่งแปลกใหม่น่าตื่นเต้น ถึงเวลาแล้วที่ควรจะแอบหลบออกจากจวนเพื่อหาความเพลิดเพลินให้กับตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำเถอะ ในเมื่อชื่อของนางในฐานะบุตรสาวจวนโหว เกือบจะกลายเป็นเพียงของประดับตกแต่งอยู่แล้ว!

          จวงซื่อหยางไม่เคยใส่ใจเรื่องของนาง หลังจากมารดาเสียชีวิต ผู้คนในจวนก็ให้ความสนใจนางน้อยลงเรื่อยๆ ยิ่งได้รับความสนใจน้อยเท่าไร ก็ยิ่งทำให้การออกมาข้างนอกสะดวกมากขึ้นเท่านั้น

          หอยุทธซุ่นชางเป็นหนึ่งในหอยุทธที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ผู้เปิดที่นี่ก็คือ หยางฉี--จอหงวนฝ่ายบู๊*ของราชวงศ์ก่อน บรรดาอาจารย์ในโรงฝึกแห่งนี้ก็เป็นผู้เยี่ยมยุทธทั้งสิ้น ตระกูลที่มีเกียรติยศชื่อเสียงจำนวนมากยินดีส่งบุตรหลานชายมาเรียนวรยุทธที่โรงฝึกแห่งนี้

          ชื่อเสียงของนายทหารจากซุ่นชางนั้นยิ่งใหญ่มาก ทว่ามีกฎที่สืบต่อกันมาโดยไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ใครก็ตามที่มาสืบเสาะวิถีแห่งยุทธ จะสามารถเรียนรู้และฝึกยุทธได้ต้องอยู่ภายในหอยุทธเท่านั้น

          หานเยี่ยนเคยได้ยินมาว่า องค์ชายสิบสาม โอรสองค์สุดท้ายของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ต้องการเชิญอาจารย์จากโรงฝึกแห่งนี้เข้าวังหลวงเพื่อสอนวรยุทธให้ตน แต่กลับถูกปฏิเสธจากจอหงวนฝ่ายบู๊ ฮ่องเต้รู้เข้าก็ทรงกริ้ว ต้องการเอาผิดและลงโทษหยางฉี แต่ถูกขุนนางหลายคนคัดค้าน ในที่สุดเรื่องนี้จึงได้ยุติลง

          หานเยี่ยนรู้สึกนับถือจอหงวนฝ่ายบู๊ผู้นั้น ไม่เพียงเพราะเขากล้าปฏิเสธฮ่องเต้องค์ปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมา แต่ยังคิดว่า จอหงวนฝ่ายบู๊เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์นี้ขึ้นมา ซึ่งหมายความว่าเขาจะต้องปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียม

          จะเรียนก็ต้องมาที่นี่เท่านั้น จะไม่ยอมออกไปสอนด้านนอก!

          ตั้งแต่โบราณกาล การปฏิบัติต่อคนจนและผู้มีสถานะต่ำต้อย ไม่เคยเทียบได้กับการปฏิบัติต่อคนรวยและผู้มีสถานะสูงศักดิ์ แม้แต่การศึกษาหาความรู้ก็เช่นกัน

          ทว่า... หากนักเรียนทุกคนอยู่ในที่เดียวกันอย่างหอยุทธซุ่นชาง มีสายตามากมายคอยจับจ้อง อาจารย์ผู้สอนวรยุทธจะไม่อาจกระทำการที่แปลกแยกแตกต่างแม้เพียงเล็กน้อยได้ ทั้งยังจะพยายามอุทิศตนจนสุดความสามารถอีกด้วย

          เมื่อคิดเช่นนี้ นางก็เริ่มสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับอดีตจอหงวนฝ่ายบู๊ผู้นั้น

          ระหว่างทางจี๋หลันอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองไปยังแผงขายแป้งชาดทาหน้าริมถนน

          หานเยี่ยนหัวเราะขบขันนาง “ถ้าเจ้าอยากได้ก็ซื้อเถิด จะมัวตระหนี่อยู่ทำไม ข้าไม่ยักรู้ว่าเจ้ามัธยัสถ์ถึงเพียงนี้”

          “คุณหนู” จี๋หลันเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “เวลานี้จวนโหวกำลังขาดแคลนเงินทอง หากพวกเราร่ำรวยก็ยังไม่สายที่จะกลับมาซื้อของเหล่านี้”

          หานเยี่ยนยิ่งรู้สึกขบขันมากขึ้น “คุณหนูอย่างข้า ยังพอจ่ายค่าแป้งชาดสักกล่องได้หรอกน่า” นางหยิบเหรียญทองแดงออกมาจากแขนเสื้อหลายเหรียญ แล้วกล่าวว่า “ซื้อสองกล่อง เจ้ากับซูหงคนละกล่อง”

          สีหน้าซูหงพลันผิดแปลกไปจากเดิมอยู่บ้าง “บ่าวไม่ต้องการของพวกนั้น”

          “แค่กล่องหรือสองกล่อง คิดว่าจะช่วยประหยัดเงินให้ข้าได้สักเท่าไรกัน” หานเยี่ยนทั้งโมโหและขบขัน “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้อดออมเงินจากเบี้ยเลี้ยงรายเดือนมิดีกว่าหรือ”

          คราวนี้จี๋หลันไม่ส่งเสียงอะไรอีก แต่ภายในใจของหานเยี่ยนเริ่มสั่นคลอน เงินหนึ่งอีแปะยังสร้างความลำบากให้วีรบุรุษ* นับประสาอะไรกับตนที่เงินกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในตอนนี้

          เด็กสาวมองไปรอบๆ ท่ามกลางฝูงชนที่พลุกพล่าน พ่อค้าวาณิชก็งานยุ่ง ชาวนาชาวสวนก็ทำงานหนัก มีวิธีใดที่จะหาเงินได้อย่างรวดเร็วบ้าง?

          เรื่องนี้ยังไม่ต้องคิดไปอีกสักพักหนึ่ง หานเยี่ยนจดจำเอาไว้ในใจ นางรู้ว่าอีกไม่นานหลังจากนี้ เรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องคำนึงถึง

          ทางฝั่งตะวันตกของเมืองเทียบกับถนนฝั่งเหนือยิ่งเจริญเฟื่องฟูกว่ามาก อาจเป็นเพราะอยู่ริมถนนย่านการค้า ทำให้มีผู้คนเดินทางมาเยือนเข้าๆ ออกๆ เป็นจำนวนมาก ทุกวันพลุกพล่านจอแจ แลดูคึกคักมีชีวิตชีวายิ่งนัก

          ด้วยเหตุนี้ตัวอาคารจึงมีรูปแบบที่หลากหลายและวิจิตรกว่า ศาลากระเบื้องเขียวและแดงเต็มไปหมด ทิวทัศน์ล้วนงดงามไปทุกหนแห่ง

          ตลาดแออัดไปด้วยผู้คนที่มาท่องเที่ยว จี๋หลันกับซูหงช่วยกันปกป้องหานเยี่ยนตลอดเส้นทางไปยังตรอกลึก ในที่สุดพวกนางก็เห็นอาคารสูงที่มีป้ายทำจากไม้สาลี่สีเหลืองอยู่ด้านบน อักษรสี่ตัวเขียนว่า ‘ซุ่นชางอู่ก่วน’ นั้นมีลายเส้นที่แข็งแกร่งและทรงพลัง ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ

          จี๋หลันก้าวขึ้นหน้า จับห่วงทองสัมฤทธิ์บนประตูสีแดงแล้วเคาะลงไป ผ่านไปครู่หนึ่งประตูก็เปิดออกพร้อมเสียง “แอ๊ด” เด็กชายน่ารักในชุดคลุมสีเขียวก้าวออกมา เมื่อได้เห็นสตรีทั้งสาม เด็กชายก็จ้องมองด้วยความงุนงงระคนสงสัย “แม่นางมีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่”

          หานเยี่ยนแย้มยิ้ม “บัณฑิตน้อย รบกวนเจ้าช่วยนำทาง พวกข้ามาที่นี่เพื่อหาอาจารย์สอนวรยุทธ”

          หอยุทธซุ่นชางตั้งแต่เปิดทำการมาก็ยังไม่เคยรับอิสตรีเลยสักคน เด็กชายถึงกับอึ้งงัน ใบหน้าเริ่มแดง “พวกท่านเป็นสตรี”

          “หอยุทธซุ่นชาง มีข้อกำหนดว่าสตรีไม่สามารถเรียนวรยุทธได้อย่างนั้นหรือ?” หานเยี่ยนมองเขาพลางอมยิ้ม เด็กชายผู้นี้น่ารักกว่าหมิงเกอมาก ดูเด๋อด๋าทึ่มทื่อดี

          เด็กชายเอียงศีรษะพลางครุ่นคิด “ไม่มีนะ แต่ว่า...”

          “ในเมื่อไม่มี บัณฑิตน้อยช่วยนำทางด้วย” หานเยี่ยนไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะอ้อมค้อม หากผู้สัญจรไปมาเห็นพวกนางเข้าอาจจะเดือดร้อนได้

          เด็กน้อยใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งอย่างตะขิดตะขวงใจ แล้วจึงกล่าวอย่างไม่เต็มใจว่า “เชิญตามข้ามา”

          หานเยี่ยนเอ่ยยิ้มๆ “บัณฑิตน้อยอย่าได้กังวลไป เมื่อได้พบอาจารย์เจ้าแล้ว เจ้าแค่บอกว่าพวกเราพี่น้องยืนกรานที่จะเข้ามาให้ได้แค่นั้นก็พอ”

          เด็กน้อยหน้าแดงก่ำ แม่นางผู้นี้ช่างเก่งกาจนัก สามารถเห็นในสิ่งที่เขาคิดได้อย่างรวดเร็ว อาจารย์มีนิสัยประหลาดอีกทั้งยังเข้มงวด หากอาจารย์เห็นเขาพาแม่นางสองสามคนเข้ามาในหอยุทธจะต้องโกรธแน่ มิรู้ว่าจะลงโทษเขาอย่างไร

          เด็กน้อยอดไม่ได้ที่จะลอบมองหานเยี่ยน เมื่อเห็นนัยน์ตายิ้มแย้มของอีกฝ่าย ใบหน้าเขาก็ยิ่งแดงจัดกว่าเดิมในทันที จึงก้มหน้ารีบเดิน

          จี๋หลันส่งเสียงกระซิบกระซาบ “คุณหนู พวกเราต้องเข้าไปจริงๆ หรือเจ้าคะ หอยุทธน่ะเต็มไปด้วยบุรุษ”

          “อย่ากลัวไปเลย” หานเยี่ยนเอ่ยขึ้น “ที่นี่ก็เหมือนกับสำนักศึกษาหลวง เป็นเพียงสถานที่ศึกษาเล่าเรียน จะมีกฎเกณฑ์ชายหญิงอะไรอีก อีกอย่างหอยุทธก็ต้องมีสาวใช้คอยดูแลรับใช้เหมือนกันนี่ อาจมีสตรีที่ต้องการฝึกยุทธด้วยก็เป็นได้”

          ราวกับจะยืนยันสิ่งที่นางพูด ทันใดนั้นเสียงหัวเราะที่แจ่มใสมีชีวิตชีวาของอิสตรีก็ดังขึ้นจากด้านหน้า “พี่อวี้ ท่านแพ้อีกแล้ว!”

          หานเยี่ยนชะงักไปชั่วขณะ ฝีเท้านางหยุดลง ดูเหมือนว่าอีกด้านหนึ่ง พวกเขาเองก็เพิ่งจะเห็นกลุ่มของหานเยี่ยนที่อยู่ตรงนั้น เสียงสตรีแปลกหน้าถามขึ้นว่า “พวกเจ้าเป็นใคร”

          หานเยี่ยนเงยหน้าขึ้น ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่มีเด็กสาวงดงามมายืนอยู่ตรงหน้า นางอายุเพียงสิบสามหรือสิบสี่ สวมเสื้อผ้าเนื้อเบาสบาย ดูคล่องแคล่วทะมัดทะแมงเหมาะสำหรับฝึกยุทธ หานเยี่ยนสังเกตว่า เสื้อผ้าของเด็กสาวทำจากผ้าไหมต่วนที่ทอด้วยเส้นไหมสีทองราคาแพง แม้ว่าไม่โดดเด่นสะดุดตา แต่ก็มีราคามากพอตัว

          ร่ำรวยเช่นนี้หรือจะเป็นเชื้อพระวงศ์?

          ขณะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เด็กชายที่อยู่ข้างหน้านางก็พูดขึ้นว่า “องค์หญิงอวิ๋นหนี”

          องค์หญิงอวิ๋นหนี?

          นางก็คือองค์หญิงที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุดของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันอย่างนั้นหรือ

          องค์หญิงอวิ๋นหนีที่อยู่ตรงนั้นก็กล่าวด้วยความสงสัย “เสี่ยวหลี่ นี่เป็นสาวใช้ที่เพิ่งซื้อมาใหม่หรือ”

          เสี่ยวหลี่โบกมือไปมาอย่างรวดเร็ว “ทูลองค์หญิง แม่นางเหล่านี้มาหาอาจารย์สอนวรยุทธพ่ะย่ะค่ะ”

          จู่ๆ ก็มีน้ำเสียงเกียจคร้านทว่าทุ้มลึกของชายหนุ่มดังขึ้น “มาหาอาจารย์สอนวรยุทธ? ข้าไม่ยักรู้ว่าหอยุทธซุ่นชางรับศิษย์หญิงตั้งแต่เมื่อใด” จากนั้นชายชุดแดงก็เดินออกมาจากข้างหลังองค์หญิงอวิ๋นหนี

          หานเยี่ยนมองเลยอวิ๋นหนี ดวงตาพลันกระตุก บุรุษผู้นี้หล่อเหลาอย่างยิ่ง!

          เสื้อคลุมผ้าไหมสีแดงถูกสวมไว้อย่างหลวมๆ เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าที่ประณีตบรรจง เขาดูงามยิ่งกว่าสตรี แต่กลับไม่ให้ความรู้สึกเหลาะแหละไร้แก่นสาร ตรงกันข้าม เขาให้ความรู้สึกอิสรเสรี ชวนให้เพ้อฝันในแบบที่ยากจะอธิบาย

          เมื่อมองขึ้นไปก็จะพบใบหน้าที่เหมาะเจาะอย่างน่าทึ่ง ผิวพรรณใสกระจ่างดุจน้ำในฤดูสารท โครงหน้าคมชัดเหมือนหยกเนื้อเยี่ยมที่ปวงเทพประทานลงมา ถ้อยคำที่ใช้พรรณนาถึงความงดงามของสตรี หากจะใช้กับเขาก็หาได้กล่าวเกินจริงไม่ ริมฝีปากบางของชายผู้นี้เม้มเบาๆ ดวงตาดอกท้อทรงเสน่ห์คู่นั้นพินิจมาทางนาง

          “แม่นางทั้งหลายมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร”

          แม้เขาจะหันหน้าไปทางพวกนางทั้งสาม แต่สายตากลับจับจ้องตรงมาที่หานเยี่ยน ทำให้นางรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง แม้นว่าองค์หญิงอวิ๋นหนีจะอยู่ใกล้ๆ แต่หานเยี่ยนกลับทำเป็นไม่รับรู้ เก็บรอยยิ้มบนใบหน้าแล้วตอบเบาๆ ว่า “ข้าน้อยสกุลหนี่ ชื่อต๋าเย่เจ้าค่ะ”

          ชายชุดแดงยกยิ้มมุมปากเผยรอยยิ้มที่คลุมเครือ “แม่นางหนี่?”

          หานเยี่ยนมุ่นหัวคิ้ว มองเสื้อผ้าของชายหนุ่ม หากนำมันมาประมวลผลร่วมกับความสัมพันธ์ที่เขามีต่อองค์หญิงอวิ๋นหนี คาดว่าเขาน่าจะเป็นนายน้อยตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ตัวนางแอบหลบออกมาจากบ้านจึงไม่อาจเปิดเผยสถานะต่อบุคคลภายนอก

          สายตาของชายผู้นี้ค่อนข้างพินิจพิเคราะห์ หากเขาค้นพบตัวตนของนาง คงจะไม่ปลอดภัยแน่ อีกอย่างคนพวกนี้ไม่ใช่ใครที่ควรตอแย คิดดังนั้นนางจึงวางหน้านิ่งแล้วไม่สนใจเขา

          เฮ่อเหลียนอวี้เห็นหานเยี่ยนเพิกเฉยต่อคำถามของตน ในใจให้รู้สึกหมดสนุก

          ธรรมดาคุณหนูในเมืองหลวง ไม่ว่าใคร ถ้าได้เห็นหน้าเขาก็มักจะสติหลุดไปเสียทั้งนั้น แต่คนที่อยู่เบื้องหน้ากลับต่างออกไป แม้นางจะสวมเสื้อผ้าธรรมดาแต่ก็ยังดูแปลกแยก เด็กสาวสองคนข้างกายวางท่าเหมือนคอยปกป้องนาง ดูแล้วน่าจะเป็นสาวใช้

          ในใจเขารู้สึกสั่นไหว หรือนางอาจเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่?

          เพียงแต่การที่คุณหนูอย่างนางเดินทางมาที่หอยุทธตามลำพังเพื่อหาอาจารย์สอนยุทธ พฤติกรรมนี้ดูไม่เข้าท่านัก ไม่เหมือนการกระทำของคุณหนูตระกูลใหญ่เอาเสียเลย

          หานเยี่ยนคำนับองค์หญิงอวิ๋นหนี แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หม่อมฉันมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำ ขอองค์หญิงโปรดอนุญาตให้หม่อมฉันปลีกตัวด้วย”

          องค์หญิงอวิ๋นหนีพยักหน้าให้เสี่ยวหลี่พาพวกนางออกไป แม้ในใจองค์หญิงจะรู้สึกว่าสาวน้อยที่อยู่เบื้องหน้า ค่อนข้างแตกต่างออกไปจากบรรดาคุณหนูที่อยู่แต่ในเรือนพวกนั้น อย่างน้อยคุณหนูเหล่านั้นเวลาเห็นพี่อวี้ก็มักจ้องกันตาเขม็ง ขาดแค่เพียงลูกตาที่ยังไม่กระเด้งออกมา แต่เด็กสาวคนนี้ดูเหมือนร้อนรนที่จะปลีกตัวออกห่าง

          ไม่แม้แต่จะมองพี่อวี้ด้วยซ้ำ!

          เฮ่อเหลียนอวี้ไม่คาดว่าหานเยี่ยนจะจากไปทันทีที่นางบอกว่าจะไป ซ้ำยังคำนับเพียงแค่อวิ๋นหนีแต่ละเลยเขา เขาแทบไม่เชื่อสายตาตนเองเลย อยู่มาจนโตถึงป่านนี้ เขายังไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างเย็นชาจากอิสตรีมาก่อน ให้รู้สึกตะลึงงันอย่างยิ่ง

          ไม่นานหลังจากที่หานเยี่ยนจากไป บุรุษในชุดคลุมสีน้ำเงินก็เดินออกมาจากด้านหลังลานดอกไม้ เมื่อเห็นอวิ๋นหนีและเฮ่อเหลียนอวี้ที่ยืนงง จึงเอ่ยถามขึ้นเบาๆ “เกิดเรื่องอะไรรึ”

          ทันทีที่เฮ่อเหลียนอวี้เห็นเขา ก็พรวดเข้ามาหา “อวิ๋นซี ข้าเพิ่งพบผู้หญิงที่น่าสนใจ เจ้าช่วยสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับนางให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”

          “ไยเจ้าไม่ไต่ถามเอง”

          เมื่อได้ยินเช่นนี้ใบหน้าหล่อเหลาของเฮ่อเหลียนอวี้พลันปั้นหน้าดังเดิมมิได้ เขาตีสีหน้าเศร้า กล่าวว่า “ไม่กี่วันก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลหลี่พาบุตรสาวมาเป็นแขกที่จวน ข้าหารู้ไม่ว่าเป็นบุตรีตระกูลหลี่ ก็เลยพลั้งพลาดเอ่ยวาจาที่ไม่สมควรออกไป ท่านพ่อจึงลงโทษห้ามข้าออกจากเรือน ถ้าวันนี้อวิ๋นหนีไม่ได้มาหาละก็ ข้าคงยังโดนกักบริเวณอยู่ ตอนนี้ทุกย่างก้าวล้วนถูกจับตามอง ยังจะถามหาข้อมูลด้วยตนเองได้อย่างไร”

          อวิ๋นหนีอดคิดในใจไม่ได้ เขาน่ะหรือพูดจาพลั้งพลาด?

          เกรงว่าจะไปพูดจาเกี้ยวพานผู้อื่นเสียมากกว่า ลูกพี่ลูกน้องผู้นี้มักประพฤติตัวไม่ยึดติดมารยาทพิธีการใดๆ ทำเช่นนี้ต่อหน้าพวกตนก็ไม่เป็นไร แต่กับคนภายนอกคงไม่มีใครชอบ

          บัณฑิตหลี่เป็นผู้ที่จู้จี้เรื่องกฎเกณฑ์ บุตรีถูกบุรุษกล่าววาจาแทะโลม เขาต้องกราดเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟแน่ นับว่าโชคยังดีที่เขาไม่ได้ให้ผู้ตรวจการหลวงส่งหนังสือร้องเรียนใต้เท้าเฮ่อเหลียนว่าไม่มีวิธีการอบรมบุตรหลานให้ดี

          “นางไปสะกิดใจอะไรเจ้าอย่างนั้นรึ” ฟู่อวิ๋นซีพินิจมองสีหน้าท่าทางอีกฝ่าย ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ว่าสหายรักของเขากำลังมีความคิดแย่ๆ อีกแล้ว

          “แม่นางคนนั้นไม่ได้หลงเสน่ห์ความงามของพี่อวี้!” อวิ๋นหนีอดไม่ได้ที่จะเปิดปากเล่าพร้อมกับหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

          “เจ้าเด็กน้อย ช่างชอบหยอกล้อข้าเสียจริง คราวหน้าจะไม่พาเจ้าออกมาเล่นสนุกอีกแล้ว” เฮ่อเหลียนอวี้มองนางอย่างปึ่งชา

          อวิ๋นหนีแสร้งทำหน้าบึ้งตึงใส่เขา “ไม่พาก็ไม่พาสิ ข้าไปเล่นกับท่านอาก็ได้”

          เฮ่อเหลียนอวี้ครุ่นคิดแต่เรื่องสาวน้อยเมื่อครู่นี้ มองไปที่ฟู่อวิ๋นซีแล้วเอ่ย “อวิ๋นซี เจ้าต้องช่วยข้าเรื่องนี้นะ หากเจ้าช่วยข้าสืบหาตัวตนของสาวน้อยคนนั้น ข้าจะให้รูปวาด ‘ท่านหมอจากหุบเขาผีสิง’ ที่อยู่ในเรือนข้าแก่เจ้าเป็นอย่างไร?”

          “นางมีลักษณะพิเศษอย่างไรบ้าง?” ฟู่อวิ๋นซีเอ่ย

          “นางบอกว่าชื่อหนี่ต๋าเย่” ทันทีที่เขาพูดจบก็เห็นฟู่อวิ๋นซีที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแสดงสีหน้าแปลกๆ “เป็นอะไรไป เจ้าคิดอะไรได้รึ”

          “หนี่--ต๋า--เย่?” ฟู่อวิ๋นซีมองหน้าสหายพร้อมทวนซ้ำ

          เฮ่อเหลียนอวี้พยักหน้ารับอย่างฉับไว

          ฟู่อวิ๋นซีทอดถอนใจ ยกมือกุมหน้าผากอย่างอดไม่ได้ สหายของเขาผู้นี้ปกติก็ดูฉลาดเฉลียว เหตุใดยามนี้ กระทั่งถูกหลอกก็ยังไม่รู้ตัว

          หนี่ต๋าเย่*อะไรกัน นางยกตัวเองข่มเจ้าชัดๆ

          อีกด้านหนึ่ง

          หานเยี่ยนเดินตามเสี่ยวหลี่ไป บังเอิญเห็นใบหน้าที่แดงแจ๋ของจี๋หลัน จึงอึ้งไปชั่วขณะหนึ่งกว่าจะเข้าใจ ชายชุดแดงเมื่อครู่มีรูปลักษณ์งดงามพราวแพรว แม้แต่คนที่นิ่งเงียบอย่างซูหงยังดูงุนงงไปบ้าง จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดจี๋หลันถึงได้เขินนัก

          ชายที่โดดเด่นเช่นนั้นได้ จะต้องมีภูมิหลังไม่ธรรมดา

          หลังจากหยุดชะงักอึดใจหนึ่ง นางจึงถามเสี่ยวหลี่ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณชายคนเมื่อครู่เป็นใคร”

          เสี่ยวหลี่รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อยู่บ้าง เขาไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับพวกขององค์หญิงอวิ๋นหนีเข้า เพราะไม่ตั้งใจจะทำให้เกิดสถานการณ์ที่น่าอึดอัดกลางหอยุทธ เมื่อเห็นว่าแม่นางผู้นี้พยายามชวนคุยให้บรรยากาศผ่อนคลาย จึงรีบตอบ “เขาคือบุตรชายภรรยาเอกของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย อีกทั้งคุณชายก็กำลังเรียนวรยุทธในหอยุทธด้วยขอรับ”

          บุตรชายที่ถูกเนรเทศของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายงั้นรึ?

          บางอย่างแวบเข้ามาในความคิด หานเยี่ยนจำได้ เพราะชาติก่อนตนต้องแต่งงานกับเว่ยหรูเฟิง ทำให้ต้องรู้เท่าทันความสัมพันธ์ทุกรูปแบบในราชสำนัก ต่อให้ไม่ใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้มากนัก แต่เรื่องโค่นล้มอำนาจของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายยังคงตราตรึงอยู่ในความคิด

          เฮ่อเหลียนอวี้ บุตรชายคนแรกของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายเฮ่อเหลียนอู๋หมิง ถือกำเนิดจากภรรยาเอก รูปลักษณ์งดงาม มีเสน่ห์ทำลายล้าง ชนะใจสาวน้อยนับไม่ถ้วนในเมืองหลวง เฮ่อเหลียนอวี้เป็นเด็กหนุ่มที่โดดเด่น มีวิถีชีวิตไม่ธรรมดา พฤติกรรมใจกล้าบ้าบิ่น ไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น ทำให้ผู้คนทั้งหลงรักและเกลียดชัง แต่เขากลับเป็นเจ้านายที่ดีเป็นพิเศษ

          บุคคลเช่นนี้ควรเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์และธรรมเนียมปฏิบัติทั้งปวง ไม่คาดว่าเขาจะมาที่หอยุทธเพื่อเรียนวรยุทธ ดูเหมือนหอยุทธซุ่นชางมีวิชาความรู้เข้มข้นมากกว่าที่ตนคิด

          เสี่ยวหลี่พาทั้งสามคนเข้าไปในห้องโถงใหญ่ กล่าวกับคนที่อยู่ตรงกลางด้วยความเคารพ “อาจารย์ขอรับ แม่นางเหล่านี้มาตามหาผู้ที่สามารถสอนวรยุทธให้นางได้”

          หานเยี่ยนมองไปยังคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงตรงกลาง เขาเป็นชายชราอายุราวหกสิบ มีเคราและผมสีขาวแต่แก้มแดงระเรื่อ กําลังหลับตานั่งตัวตรงถือลูกเหล็กในมือซ้าย อากาศต้นเหมันตฤดูเริ่มเย็นแล้ว แต่ชายชราที่อยู่เบื้องหน้าสวมเพียงเสื้อตัวนอกสีน้ำตาลตัวเดียว ดูสดใสสุขภาพดีมีท่วงท่าที่สง่างามยิ่งนัก

          เมื่อได้ยินคำพูดของเสี่ยวหลี่ ชายชราก็ลืมตาขึ้น จ้องตรงไปยังหานเยี่ยน

          หานเยี่ยนก้มหน้าลงเล็กน้อย มองไปที่ชายชราโดยไม่หลบสายตา นางโค้งคำนับอย่างสุภาพ เปิดปากกล่าวว่า “ผู้เยาว์น้อมพบใต้เท้าหยาง”

          หยางฉีหรี่ตาลง ด้วยมีชีวิตอยู่จนวัยชราเขาย่อมเคยพบเห็นผู้คนมามาก ในกลุ่มเหล่านั้นไม่ใช่ว่าปราศจากสตรีที่หาญกล้า แต่น้อยนักที่จะสามารถสงบนิ่งภายใต้สายตาจับจ้องของเขา ไม่น่าเชื่อว่า อีกฝ่ายจะเป็นเพียงเด็กสาวที่ ‘ไม่เคยเล่นหมากล้อม’* มาก่อน

          มันอยู่เหนือความคาดหมายของเขา

          ผ่านไปนาน เขาถึงเปิดปากพูด “ข้าไม่ใช่คนในราชสำนักอีกต่อไป คำว่า ‘ใต้เท้า’ สองคำนี้ ตาแก่อย่างข้าเกรงว่าจะรับไม่ไหว”

          “เป็นผู้เยาว์เองที่ถือวิสาสะ คารวะผู้อาวุโสหยาง” หานเยี่ยนทำตามคำแนะนำด้วยดี

          แววแห่งความประหลาดใจวาบผ่านม่านตาของหยางฉี คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายปรับตัวได้ลื่นไหล เขาเล่นกับลูกเหล็กในมือพลางกล่าว “เจ้าบอกว่ามาหาอาจารย์สอนยุทธ?”

          หานเยี่ยนตอบอย่างนอบน้อม “เจ้าค่ะ”

          “หาให้ใคร” คนสามคนที่อยู่ตรงหน้า สองคนแรกมีท่าทีเคารพคนที่สามอย่างเห็นได้ชัด มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่านางเป็นเจ้านายของคนที่เหลือ

          ส่วนทำไมพวกนางถึงแต่งตัวเช่นนี้ ก็คงเพราะไม่ต้องการให้บุคคลอื่นค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง อำพรางกันอย่างนี้ น่าจะเป็นเพราะสถานะของนางไม่ได้ต่ำต้อย อีกทั้งการวางตัวที่นิ่งสงบอย่างเป็นธรรมชาติของนาง ก็ไม่เหมือนว่ามาจากครอบครัวที่ต้อยต่ำอีกเช่นกัน

          ดังนั้น เมื่อเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่มาที่หอยุทธ การมาตามหาอาจารย์จึงไม่น่าใช่ตามหาเพื่อตัวนางเอง

          “ผู้เยาว์บังอาจตามหาอาจารย์สอนทักษะยุทธให้ตัวเองเจ้าค่ะ”

          ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา จี๋หลันกับซูหงก็ตกตะลึง หยางฉีเองก็ประหลาดใจเช่นกัน ใบหน้าพลันบูดบึ้ง กล่าวว่า “แม่นางกำลังล้อเล่นกับตาแก่อย่างข้าหรือ เจ้าเป็นสตรี จะหาอาจารย์สอนทักษะยุทธไปทำไม”

          ไม่ว่าอย่างไร หยางฉีก็เป็นถึงอดีตจอหงวนฝ่ายบู๊ เขามั่นใจในตัวเองและหยิ่งยโส โดยเฉพาะยามที่สีหน้าของเขาตีขรึม การขมวดคิ้วยิ่งเพิ่มความน่าเกรงขามขึ้นไปอีก ไม่น่าแปลกใจที่เสี่ยวหลี่จะเกรงกลัว มิใช่ว่าเด็กน้อยจะกลัวโดยปราศจากเหตุผล

          แต่น่าเสียดายที่สิ่งเหล่านี้ไม่ส่งผลกับหานเยี่ยน เพราะนางเข้าใจว่าระหว่างตัวเองกับหยางฉีปราศจากการขัดแย้งทางผลประโยชน์ ดังนั้นนางจึงรอดพ้นภยันตรายใดๆ ที่มาจากเขา

          ขณะที่เสี่ยวหลี่แอบเหงื่อแตก เขาก็ได้ยินน้ำเสียงที่กระจ่างชัดพร้อมรอยยิ้มของแม่นางน้อย “ผู้อาวุโสหยาง หอยุทธมีกฎไม่รับศิษย์หญิงหรือเจ้าคะ”

          หยางฉีอึ้งไปชั่วขณะแล้วจึงเงยหน้ามอง เด็กสาวตรงหน้ามีดวงตาใสกระจ่าง ไร้ร่องรอยของความหวาดหวั่น ดูราวกับว่านางมาพบเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยเป็นแรมปี

          โดยไม่รอให้เขาตอบ นางรีบกล่าวต่อ “ผู้เยาว์ได้ยินมาว่าหอยุทธซุ่นชางมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นกว่าสถานที่อื่น โด่งดังที่สุดคือชื่อเสียงที่มาจากจอหงวนฝ่ายบู๊ แต่ผู้เยาว์คิดต่างออกไปว่า เหตุผลหลักที่ทำให้หอยุทธซุ่นชางเฟื่องฟูมิใช่ด้วยเรื่องนั้น แต่เพราะมันมีความยุติธรรมและเท่าเทียมแฝงอยู่ในคำว่าซุ่นชางต่างหากเล่า”

          “ทุกคนในใต้หล้ารู้ว่าที่หอยุทธซุ่นชาง ทั้งผู้ยากไร้และชนชั้นสูง เมื่อเข้ามาเป็นศิษย์แล้วต้องฝึกทักษะยุทธในที่เดียวกัน ใช้อุปกรณ์ฝึกซ้อมไม่ต่างกัน ที่นี่... ทุกคนถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ผู้เยาว์คิดว่าคนที่ตั้งกฎเกณฑ์เช่นนี้ได้ จะต้องซื่อตรงและทรงคุณธรรมสูงส่ง”

          หยางฉีตะลึงอยู่ในใจ เดิมเขามาจากครอบครัวที่ยากจน แต่มีโอกาสเรียนรู้วรยุทธจากอาจารย์ผู้หนึ่งเมื่อครั้งยังเยาว์วัย เพื่อที่จะเปลี่ยนสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัว เขาต้องฝึกฝนทักษะการต่อสู้อย่างหนัก ในที่สุดก็มีโอกาสแข่งขันกับคนอื่นๆ ในสนามสอบจนได้ตำแหน่งจอหงวนฝ่ายบู๊ไปครอง

          เป็นเพราะภูมิหลังอันต่ำต้อย ทำให้เขาตระหนักถึงความยากลำบากที่ศิษย์ผู้ยากไร้ต้องเผชิญในการร่ำเรียนวิชา การเปิดหอยุทธซุ่นชางแห่งนี้เป็นความฝันในวัยเยาว์ของเขา บรรดาศิษย์ผู้อัตคัดแทบทุกคนจะแฝงเงาของเขาเมื่อครั้งยังเยาว์วัย เมื่อได้เห็นก็นึกถึงตัวเองสมัยก่อน

          มีเพียงไม่กี่คนที่รู้เรื่องนี้

          ทว่าวันนี้จู่ๆ เด็กสาวที่เด็กกว่าตนเองไม่รู้กี่เท่า กลับเปิดเผยความจริงข้อนี้ออกมา!

          “ในเมื่อคนรวยกับคนจนยังสามารถให้ความเท่าเทียมได้ เหตุใดชายและหญิงถึงทำไม่ได้เล่าเจ้าคะ หรือผู้อาวุโสหยางคิดว่าความเป็นหญิงนั้นต่ำต้อยกว่าความยากจน หากเป็นเช่นนั้นฮองเฮาและไทเฮา ควรจะทำอย่างไรกับความเป็นหญิงของตัวเองดีเล่าเจ้าคะ?”

          นางยังกล้าอ้างถึงฮองเฮากับไทเฮาองค์ปัจจุบันอีกด้วย!

          แม้ว่าจะฟังดูเหลวไหลน่าหัวเราะ แต่มันก็เป็นเรื่องจริง ถ้าเขาไม่อนุญาตให้สตรีฝึกยุทธ ก็หมายความว่า ในใจเขานั้นสตรียังต่ำต้อยกว่าศิษย์ที่ยากจนข้นแค้นเสียอีก

          นอกจากนี้ ฮองเฮาและไทเฮายังนับเป็นยอดสตรีที่มีเกียรติที่สุดในแผ่นดิน ในกรณีนี้เท่ากับว่าตัวเขาหยางฉี ไม่ให้ความเคารพต่อราชวงศ์

          จู่ๆ เขาก็พบว่าตนเองไม่มีทางปฏิเสธคำขอร้องของนางได้!

          หลังจากเงียบไปนาน หยางฉีก็หัวเราะ “ช่างเป็นแม่นางน้อยที่มีฝีปากเฉียบคมนัก!”

          หานเยี่ยนยังคงรักษาท่าทีดังเดิมของตนไว้ “ผู้เยาว์เพียงต้องการหาอาจารย์สอนทักษะยุทธสำหรับตัวเอง หากผู้อาวุโสไม่เห็นด้วย ให้ถือว่าเป็นข้าที่ก้าวล่วง โปรดยกโทษให้ด้วยเจ้าค่ะ”

          หยางฉีจ้องไปที่เด็กสาวตัวเล็กๆ เบื้องหน้า นางเป็นเพียงเด็กน้อยอายุสิบกว่าปีแต่สามารถยืนหยัดต่อสู้กับความกดดันที่ได้รับจากสายตาเขา แล้วพูดคุยด้วยความมั่นใจ ท่าทีหยิ่งยโส ทั้งรุกและถอยพอเหมาะพอดี รู้ทั้งวิธีขู่และตบปลอบอย่างนุ่มนวล คนเฉลียวฉลาดเช่นนี้หากบ่มเพาะอีกสักนิดจะต้องโดดเด่นแน่ ถ้านางเป็นชาย เขายินดีจะรับเป็นศิษย์อย่างไร้เงื่อนไข

          ทว่าน่าเสียดาย…

          เขาถอนหายใจ “ที่เจ้าพูดมานั้นมีเหตุผล น่าเสียดายที่หอยุทธของข้ามีแต่ศิษย์ชาย หากเจ้าต้องการอาจารย์สอนวรยุทธ จะต้องเข้าหอยุทธเพื่อเรียนรู้การต่อสู้ ต้องอยู่ปะปนกับผู้ชายมากหน้าหลายตา มันไม่เหมาะสมนัก หากมีใครเผยแพร่เรื่องนี้ออกไปชื่อเสียงของเจ้าก็จะเสียหาย”

          คำพูดนี้เป็นความจริง ไม่ว่าหานเยี่ยนจะกล้าหาญเพียงใด ก็คงไม่กล้าพอที่จะอยู่รวมกลุ่มกับผู้ชายทุกวัน ถ้าเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ ไม่เพียงแต่ตัวนาง แต่คนตระกูลจวงทั้งหมดจะต้องเสียหน้า

          หยางฉีมิได้โกหก ศิษย์ที่ฝึกวรยุทธในหอยุทธซุ่นชางล้วนเป็นชายทั้งหมด ส่วนองค์หญิงอวิ๋นหนีนั้น เพียงเพราะความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับหยางฉีเป็นไปด้วยดี นางจึงมีโอกาสมาเยี่ยมเยียนที่นี่เป็นบางครั้ง เหล่าอาจารย์ในหอยุทธเคยสอนท่าเคลื่อนไหวร่างกายง่ายๆ ให้นางอยู่บ้าง ซึ่งก็เป็นแค่เรื่องเล่นสนุก สำหรับสตรีที่จริงจังในการฝึกยุทธ หยางฉีเพิ่งพบคนตรงหน้าเป็นคนแรก

          “ผู้เยาว์ไม่ขอฝืนบังคับใจผู้อื่นให้ทำในสิ่งที่ขัดกับความประสงค์ของเขา ดังนั้นวันนี้จึงเพียงต้องการเสนอความคิดเห็น อย่างที่เราทุกคนทราบ ของหายากคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด และการไขว่คว้าโอกาสในทุกสิ่งย่อมดีกว่า หอยุทธซุ่นชางปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมจึงมีความพิเศษ หากว่ามีหอยุทธแห่งอื่นปฏิบัติเช่นเดียวกัน อีกทั้งหอยุทธแห่งนั้นยังรับเฉพาะศิษย์หญิงเล่า?” หานเยี่ยนเตือนเขาว่า “ผู้อาวุโสควรรู้ด้วยว่าไม่ได้มีเพียงบุรุษ มีสตรีบางนางก็มาจากครอบครัวที่ยากจนเช่นกัน”

          ม่านตาของหยางฉีเป็นประกายวาววับ จับจ้องไปที่หานเยี่ยน เอ่ยว่า “เจ้ามานี่เพื่อข่มขู่ตาแก่อย่างข้างั้นรึ?”

          “ผู้เยาว์มิกล้า” หานเยี่ยนเอ่ยอย่างใจเย็น “เป็นเพียงสมมุติฐานเจ้าค่ะ ผู้อาวุโสเองก็ทราบ สตรีนั้นฝึกการต่อสู้เพียงเพื่อป้องกันตัวเอง ดังนั้น อาจารย์ผู้สอนจึงไม่จำเป็นต้องมีทักษะวรยุทธที่สูงนัก จอหงวนฝ่ายบู๊อย่างผู้อาวุโสถือว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติสูงส่งเกินไป ตราบใดที่อาจารย์ผู้สอนยังพอมีวรยุทธอยู่บ้าง ก็นับว่าใช้ได้แล้ว แม้กระนั้น หากมีหอยุทธสำหรับสตรีเพียงแห่งเดียวในเมืองหลวง ย่อมเป็นไปได้ว่าจะต้องคึกคักอย่างน่าดูชมเชียวนะเจ้าคะ”

          หานเยี่ยนชำเลืองมองหยางฉีจากหางตา ก่อนจะวางฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อูฐหลังหัก “เมื่อหอยุทธสำหรับสตรีสร้างเสร็จ ความพิเศษของหอยุทธซุ่นชางจะหายไปทันที อีกทั้งสิ่งที่เมืองหลวงขาดแคลนน้อยที่สุดก็คือตระกูลชนชั้นสูงที่ร่ำรวย ย่อมจะต้องมีคนที่เข้าใจสมมุติฐานของผู้เยาว์แน่”

          หยางฉีเอ่ยขึ้นอย่างโกรธเคือง “เจ้าต้องการทำอะไรกันแน่”

          ซูหงและจี๋หลันกลัวว่าชายชราผู้ดุร้ายตรงหน้าจะทำร้ายคุณหนูของพวกตน จึงรีบเบี่ยงตัวมาปกป้องหานเยี่ยน โดยพยายามไม่แสดงร่องรอยพิรุธใดๆ

          หานเยี่ยนจ้องหยางฉี “วันนี้ผู้เยาว์มิได้รีบร้อนมาตามหาอาจารย์สอนทักษะยุทธหรอกเจ้าค่ะ เพียงอยากเสนอแนะแก่ผู้อาวุโสว่า จะเป็นการดีหากผู้อาวุโสสามารถสร้างหอฝึกยุทธสตรีด้วยตัวท่านเอง การใช้ชื่อของผู้อาวุโสทำให้บรรดาขุนนางระดับสูง รวมทั้งเชื้อพระวงศ์ จะไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอีกด้วย”

          ใจหยางฉีเริ่มหวั่นไหว อันที่จริงเขาเคยมีความคิดเช่นนี้ในช่วงวัยที่อายุยังน้อย เพียงแต่เขาแค่คิดเล่นๆ ในใจแล้วปล่อยผ่าน เขาเป็นคนกล้าได้กล้าเสียและหยิ่งผยอง เต็มใจทำทุกอย่างที่ไม่เหมือนใคร หากคนอื่นสร้างหอยุทธสำหรับผู้หญิง เขาจะสูญเสียความพิเศษไม่เหมือนใครในส่วนนี้ไป ซึ่งก็น่าเสียดาย แต่หากเขาสร้างมันด้วยตนเอง แม้จะเสี่ยงแต่ถ้าไปได้สวย พยายามมุ่งมั่นสร้างชื่อเสียงที่ดี การได้รับทั้งเกียรติและเงินทองก็นับว่าไม่เลว

          “ข้อเสนอแนะของเจ้า ทั้งกล้าและบ้าบิ่นเกินไป” หยางฉีสงบอารมณ์ลงได้บ้าง “แต่ก็ถือว่าเป็นความคิดที่ดี เจ้าต้องการสิ่งใดตอบแทนรึ” เห็นได้ชัดว่าเด็กสาวผู้นี้เตรียมพร้อมก่อนมา ใต้ฟ้านี้ไม่มีของให้เปล่า นางให้ข้อคิดแก่เขาย่อมจะต้องมีสิ่งที่กำลังมองหา

          ในใจหานเยี่ยนรู้สึกยินดียิ่ง ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “หลังจากที่หอยุทธสตรีสร้างเสร็จสมบูรณ์ ผู้เยาว์อยากจะได้สิทธิ์เข้าฝึกยุทธเจ้าค่ะ”

          หยางฉีประหลาดใจ “ง่ายขนาดนั้นเชียว?”

          หานเยี่ยนโคลงศีรษะ “มีน้องชายข้าอีกคนด้วย หลังจากพาเขามาที่หอยุทธ อยากรบกวนผู้อาวุโสช่วยสอนเขาเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่เจ้าคะ”

          หยางฉีไม่โกรธแต่หัวเราะเยาะหยัน “เหลวไหล! ตาแก่อย่างข้ายากจะรับศิษย์สายตรง น้องชายเจ้ามีคุณสมบัติอะไรจะมาเป็นศิษย์ข้า?”

          หานเยี่ยนรู้ดีว่าความคาดหวังของเขานั้นสูงยิ่ง มีผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงมากมายที่หยางฉีปฏิเสธ

          แล้วหมิงเกอเล่า มีอะไรดีเขาถึงต้องรับเป็นศิษย์?

          นางทอดถอนใจ “ผู้เยาว์มิได้อยากฝืนใจผู้อื่น เพียงแต่มีความจำเป็นต้องทำจริงๆ น้องชายข้ายังไม่อาจเข้ามาร่วมฝึกในหอแห่งนี้ ทว่ากฎเกณฑ์ของที่นี่ชัดเจนแล้วว่าศิษย์ทุกคนจะต้องเข้ามาฝึกในหอยุทธเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้เยาว์จำต้องขอร้องผู้อาวุโส ให้ช่วยสอนน้องชายข้าเป็นการส่วนตัวด้วย”

          หลังจากพูดแบบนั้น หานเยี่ยนก็รู้สึกเศร้าใจอีกครั้ง

          อาจารย์ในหอยุทธซุ่นชางคือผู้ที่มีทักษะวรยุทธยอดเยี่ยม แต่หมิงเกอสามารถฝึกวรยุทธได้แค่แบบส่วนตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวจริงๆ

          น่าแปลกที่หลังจากเงียบไปนาน หานเยี่ยนก็ได้ยินน้ำเสียงนิ่งสงบของหยางฉีกล่าวว่า “พาเขามาที่นี่ ตาแก่อย่างข้าจะดูว่าเขามีคุณสมบัติที่จะได้รับการสั่งสอนจากข้าหรือไม่”

          หานเยี่ยนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินเช่นนี้นางพลันปลาบปลื้มยินดี “ผู้อาวุโสเห็นด้วยอย่างนั้นหรือ?”

          “ไม่เลย ข้าเพียงไม่ชอบเป็นหนี้บุญคุณใคร ความช่วยเหลือของข้า ให้ถือเป็นรางวัลตอบแทนสำหรับความคิดของเจ้าก็แล้วกัน” หยางฉีรู้สึกมีบางอย่างในใจให้อึดอัด ด้วยไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ตนถึงเปลี่ยนใจตอบตกลงกับเด็กหญิงที่อยู่ตรงหน้า

          หานเยี่ยนรู้สึกซาบซึ้งยินดี เด็กสาวจึงน้อมคารวะ “ขอบคุณผู้อาวุโสหยาง”

          หลังออกจากหอยุทธซุ่นชาง อาจเพราะเรื่องราวเป็นไปอย่างราบรื่นดีกว่าที่คาดไว้ หานเยี่ยนจึงอารมณ์ดีมีรอยยิ้มระบายอยู่บนใบหน้า

          จี๋หลันอดถามไม่ได้ว่า “คุณหนู ท่านจะไปเรียนต่อสู้ในหอยุทธจริงๆ หรือเจ้าคะ?”

          หานเยี่ยนลูบจมูกตนเองพลางตอบ “เรียนต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเองเป็นเรื่องที่สมควร การเรียนรู้ทักษะเพิ่มขึ้นนั้น ไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่ผิด” ในชาติก่อน นางหมกตัวอยู่แต่ในส่วนลึกของเรือนหลัง เรียนรู้เพียงบทกวีและขับขานเท่านั้น

          เป็นที่ยอมรับกันว่า ทักษะของสตรีที่ควรเรียนรู้ คือการท่องบทกวีและเย็บปักถักร้อย หากทำได้ดีก็จะเป็นสตรีผู้มีความสามารถ หารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเหมือนหมอนปัก ที่รูปโฉมภายนอกดูสดใส แต่ข้างในเป็นกระสอบฟางซึ่งไร้ประโยชน์ การฝึกยุทธมีประโยชน์มากกว่าการดีดฉิน เล่นหมากล้อม เขียนอักษร และวาดภาพยิ่งนัก

          เป็นเวลาบ่ายแก่ๆ ย่างเข้าสู่ยามเย็น พ่อค้าแม่ค้าเร่ที่ตั้งแผงขายของริมถนนก็เริ่มเก็บของกลับบ้าน อีกไม่นานตลาดกลางคืนจะเริ่มขึ้น

          ตลาดกลางคืนที่สว่างไสว นางเคยได้เห็นเฉพาะตอนที่ท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ นางจะมีโอกาสติดตามญาติผู้หญิงในครอบครัวออกมาเดินเล่น ตอนนั้นนางมองเห็นโคมไฟที่สวยงามราวกับผ้าทอปักลาย ทำให้เกิดความละโมบว่าสักวันตนจะต้องออกไปจากเรือนสี่ประสานในจวนโหวซึ่งโดนกักขังตั้งแต่เยาว์วัย แล้วออกสู่ใต้หล้าอันกว้างใหญ่ เพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันสวยงามของยุคที่รุ่งโรจน์นี้

          ซูหงซื้อขนมอบที่ดูสวยงามน่าอร่อย เมื่อตอนที่พวกนางอยู่ในหอยุทธซุ่นชาง หานเยี่ยนสั่งให้จี๋หลันแอบเอาเงินมอบให้เด็กน้อย แล้วให้เด็กน้อยมอบเงินจำนวนนี้แก่หยางฉี ถึงแม้ว่านางจะให้ความคิดเห็นแก่หยางฉี ตัวเขาเองก็ได้ตอบตกลงที่จะสอนวรยุทธแก่หมิงเกอแล้ว แต่นางก็ย่อมต้องมีค่าน้ำร้อนน้ำชามอบให้เขาบ้าง

          การรับสิ่งหนึ่งย่อมต้องส่งคืนกลับให้หนึ่งสิ่ง หานเยี่ยนจะแบ่งแยกสิ่งเหล่านี้ออกจากกันอย่างชัดเจน

          ซูหงซื้อขนมอบจากเงินที่เหลืออยู่อีกเล็กน้อย ตั้งใจจะเก็บมันไว้เป็นของว่างให้คุณหนูกินเล่นในช่วงเย็น

          ทันทีที่ขนมอบถูกห่อเอาไว้ในผืนผ้า จี๋หลันยังไม่ทันจะเก็บห่อขนม ก็ได้ยินเสียงม้าร้องดังผ่านเข้ามาในหู ตามมาด้วยเสียงตะโกนอย่างหยาบคายว่า “ไปให้พ้น! ไม่เห็นรถม้ากันรึไร!”

          หานเยี่ยนดึงจี๋หลันโดยพลัน เมื่อยืนได้นิ่งแล้วนางจึงเห็นรถม้าทำจากไม้สีเหลืองวิ่งผ่านด้านข้างของพวกนางอย่างน่าหวาดเสียว หลังจากรถม้าวิ่งออกไปอีกไม่กี่ก้าวก็หยุดลง

          จี๋หลันถูกหานเยี่ยนดึงอย่างกะทันหัน ทำให้ขนมอบในมือหล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้น จี๋หลันเป็นคนคิดเร็วทำเร็วเสมอ นางเดินขึ้นหน้าไปสองสามก้าวทันที พูดเสียงดังอย่างโกรธเคือง “เจ้าบังคับมันอย่างไรถึงได้วิ่งทะเล่อทะล่าบนถนน หากชนคนเข้าล่ะจะทำเช่นไร”

          คนขับรถม้าเป็นชายดุดันผู้หนึ่ง เขาแต่งตัวด้วยชุดผ้าต่วนอย่างดี เมื่อได้ยินจี๋หลันตั้งคำถามก็ทำเสียงเหยียดหยัน “วิ่งทะเล่อทะล่า? หญิงป่าเถื่อนไร้ระเบียบนี่มาจากไหน เจ้าเกือบจะชนกับซื่อจื่อ แล้วยังมาตะโกนโหวกเหวกอยู่ตรงนี้อีก!”

          ซื่อจื่อ?

          หานเยี่ยนพลันตกตะลึง ต่อมานางก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย “เกิดอะไรขึ้น”

          มีผู้คนมากมายรวมตัวกันรายรอบคอยดูความตื่นเต้น หานเยี่ยนรู้สึกเพียงว่าเลือดภายในร่างกายนางหยุดนิ่ง ความทรงจำในชีวิตก่อนหน้าท่วมท้นขึ้นมาทันใด จู่ๆ ตัวนางก็แข็งค้างไม่สามารถเคลื่อนไหวใดๆ ได้

          มือข้างหนึ่งเปิดม่านรถม้าเผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลา คิ้วและดวงตาเช่นนั้นเคยเป็นความสุขที่โหยหาภายในใจของหานเยี่ยนในทุกค่ำคืน ทว่าตอนนี้ดูเหมือนมันกลายเป็นความขมขื่นและความอ้างว้างไร้ขอบเขต

          ในที่สุดนางก็ได้พบเว่ยหรูเฟิงในชาตินี้ สถานการณ์ที่จับพลัดจับผลูมาเจอกันอีกเช่นนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโชคชะตาอันเลวร้ายของตนหรือไม่?

          หานเยี่ยนก้มหน้าลง เป็นเขาผู้นี้ที่ยอมให้อวี่ซานวางยาพิษนาง บุรุษผู้อ่อนโยนที่ตนหลงรักตั้งแต่แรกสบตา แต่ไม่เคยรู้เลยว่าความคิดที่น่ากลัวถูกซ่อนอยู่ภายใต้รูปโฉมที่ดูดีนั่น

          จี๋หลันไม่คาดคิดว่าคนที่นั่งอยู่ในรถม้าจะมีสถานะสูงส่งถึงเพียงนี้ นางอึ้งงันอยู่ครู่หนึ่ง แต่อีกฝ่ายทำผิดก่อน จะให้นางเป็นคนก้มหน้ายอมรับความผิดแทน นางย่อมรู้สึกตะขิดตะขวงใจ

          ซูหงเดินมาข้างๆ จี๋หลัน แล้วทำความเคารพคนบนรถม้า “น้องสาวผู้ต่ำต้อยของข้าน้อย หารู้ไม่ว่าเป็นรถม้าของซื่อจื่อ นางปะทะคารมกับคนของซื่อจื่อ ย่อมเป็นนางที่สะเพร่า ข้าน้อยขอขมาต่อซื่อจื่อแทนน้องสาว หวังว่าซื่อจื่อซึ่งเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง จะยอมอภัยให้กับน้องสาวของข้าน้อยสักครั้ง”

          เว่ยหรูเฟิงมุ่นคิ้วพลางหันศีรษะไปสบกับดวงตาใสกระจ่างคู่หนึ่ง ซึ่งสะท้อนความรู้สึกทั้งเคียดแค้น คับข้องใจ อ้างว้าง ตลอดจนความจนใจสิ้นไร้หนทาง สุดท้ายก็รวมเข้าด้วยกันเป็นความสิ้นหวังอย่างสุดซึ้ง และสายตานั้นตกลงบนตัวเขา

          เว่ยหรูเฟิงตะลึงงัน ก่อนจะพบว่าสายตานั้นมาจากเด็กสาวที่แต่งตัวเหมือนเป็นสาวใช้ รูปลักษณ์ของเด็กสาวนั้นสามัญ เขาครุ่นคิดเล็กน้อย จึงแน่ใจว่าตัวเองไม่รู้จักนางมาก่อน เหตุใดเด็กสาวผู้นี้ถึงได้แสดงออกต่อเขาอย่างประหลาดเช่นนั้น?

          ชายหนุ่มรู้สึกฉงนสนเท่ห์ กลับได้ยินคนขับรถม้าของตนส่งเสียงตวาดใส่เด็กสาวที่ปะทะกับเขา ด้วยน้ำเสียงที่หยาบคาย “เป็นพวกผู้หญิงเหลือขอ! ซื่อจื่อไม่ตอบสักคำ แสดงว่าต้องโกรธเป็นแน่”

          เว่ยหรูเฟิงนิ่วหน้า ตัวเขาอยู่บนทางสัญจร ไม่ควรสร้างเรื่องยุ่งยาก จึงเอ่ยอย่างไม่พอใจ “ไม่เป็นไร ไปกันเถอะ” พอมองออกไปนอกรถม้าอีกหน เด็กสาวที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนก็หายตัวไปแล้ว ใจเขาพลันดิ่งวูบ มือไม้ก็สั่นสะท้าน เขาปล่อยผ้าม่านลงพร้อมสั่ง “ไปได้”

          คนขับรถม้ารับรู้ถึงความไม่พอใจในน้ำเสียงของซื่อจื่อ จึงรีบขับรถม้าออกไป

          ซูหงถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนตำหนิจี๋หลัน “ไยเจ้าถึงไม่รู้จักอดทนอดกลั้น? มองไปที่รถม้าก็รู้แล้วว่าคนข้างในถ้าไม่ร่ำรวยก็ต้องเป็นชนชั้นสูง พูดได้เลยว่า เจ้าทำตัววู่วามโดยไม่หัดใช้หัวคิด! หากเรื่องนี้พัวพันถึงคุณหนู ดูสิว่าเจ้าจะแก้ปัญหาอย่างไร!”

          จี๋หลันพึมพำอย่างเสียใจ “แต่ขนมอบหล่นเสียหายหมด แถมรถม้าก็วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาจริงๆ ซื่อจื่อจะไม่มีเหตุผลเลยหรือ? เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นความผิดของพวกเขา”

          ซูหงถึงกับส่ายหน้า “เจ้ายังจะคิดถึงขนมอบอยู่อีกนะ อ๊ะ... คุณหนูเล่า?”

          หานเยี่ยนได้ยินบ่าวเรียกจึงก้าวออกมาจากฝูงชน เมื่อครู่ดูเหมือนว่าเว่ยหรูเฟิงจะสังเกตเห็นนางเข้าให้ นางจึงซ่อนตัวอยู่ข้างหลังผู้หญิงตัวสูงคนหนึ่ง หานเยี่ยนไม่เคยคิดว่าจะได้พบกับเขาในเหตุการณ์เช่นนี้ เวลานี้นางยังไม่พร้อม ยามที่ได้เห็นคนรู้จักแต่เก่าก่อน นางบังเกิดความรู้สึกหลากหลาย ด้วยเกรงว่าเว่ยหรูเฟิงจะระแคะระคายถึงตัวตน นางถึงได้ซ่อนตัว

          เมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของหานเยี่ยน ซูหงก็รีบเอ่ยขึ้นว่า “คุณหนู ท่านกลัวหรือเจ้าคะ” จากนั้นนางก็กล่าวโทษตัวเอง “ทั้งหมดเป็นความผิดของบ่าว หากบ่าวเอาใจใส่สังเกตให้มากกว่านี้ พวกเราอาจจะหลบเลี่ยงกันไปก่อนได้”

          จี๋หลันเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย “จะโทษเจ้าได้อย่างไร เห็นอยู่ว่าเจ้าตัวน่ารำคาญของซื่อจื่อท่านนั้นต่างหาก ที่ใช้อำนาจของนายตนรังแกผู้อื่น”

          หานเยี่ยนขบคิดตามบ้าง

          กล่าวกันว่าการทำความรู้จักคน ควรเริ่มต้นจากผู้คนรอบข้างของคนผู้นั้น

          คนขับรถม้าของเว่ยหรูเฟิงดุร้ายหยิ่งผยอง แล้วเว่ยหรูเฟิงจะเป็นคนดีไปได้อย่างไร?

          ตอนที่ซูหงกล่าวขอขมา นางไม่ได้ยินเขาบอกปัดเลยด้วยซ้ำ

          ชัดเจนแจ่มแจ้งว่าเขาเป็นคนไว้ตัว ไยนางจึงเคลิบเคลิ้มไปกับรูปร่างหน้าตาของคนเช่นนี้ได้?

          เมื่อมองไปที่ฝูงชนโดยรอบ มีหญิงสาววัยแรกรุ่นหลายคน มองไปยังทิศทางของรถม้าด้วยใบหน้าที่คลั่งไคล้ใหลหลง นัยน์ตาของพวกนางบรรยายเป็นคำว่า ‘พึงใจและเทิดทูน’ อย่างชัดเจน ใช่แล้ว การแสดงออกที่หลงใหลเช่นนั้น ก็เคยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางเช่นกัน เมื่อเห็นอีกฝ่ายหล่อเหลาสง่างาม มีความสามารถโดดเด่น จิตใจของสาวน้อยย่อมแอบมอบให้อย่างเงียบๆ

          จากคำพูดของจวงอวี่ซาน ซื่อจื่อผู้นี้เป็นเจ้านายผู้สูงศักดิ์ ชื่อเสียงก็ไร้มลทิน ชาติที่แล้วนางจึงเชื่อมั่นในตัวเขาแบบไร้ข้อกังขา รู้สึกเพียงว่าจะมีคนดีๆ แบบนี้ในใต้หล้าได้จริงรึ?

          นัยน์ตาของหานเยี่ยนมืดทะมึน นางโยนความคิดเหล่านี้ออกจากใจ แล้วกล่าว “ไม่ต้องพูดเรื่องนี้แล้ว พวกเรารีบกลับจวนให้เร็วที่สุดเถอะ ห้ามเอ่ยเรื่องวันนี้กับคนนอก”

          จี๋หลันกับซูหงพยักหน้าอย่างหนักแน่น

          กลับมาถึงเรือน

          ก่อนที่นางจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก็เห็นเฉินมามาเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ พอพบหานเยี่ยน เฉินมามาก็อึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นค่อยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก “คุณหนูไปไหนมาเจ้าคะ ข้าค้นหาทุกที่ในสวนชิงชิวแล้วแต่ก็ไม่พบ แอบไปเลียบเคียงสอบถามก็ได้ความว่าไม่มีใครออกจากจวนในวันนี้ คิดไปถึงว่า หรือมีคนไม่ดีเข้ามาในเรือน หากยังหาคุณหนูไม่พบอีก ยายเฒ่าอย่างข้าคงต้องไปรายงานนายท่านแล้ว”

          หานเยี่ยนตอบพร้อมรอยยิ้ม “มามาไม่ต้องกังวลไปหรอก หากท่านไปบอกท่านพ่อ นั่นแหละจะกลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาจริงๆ” จวงซื่อหยางน่ะหรือจะมาสนใจชีวิตความเป็นความอยู่ของนาง หากแม่ลูกสกุลโจวคู่นั้นพูดจาบิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสีให้นางเข้าไปอีก เกรงว่าเรื่องนี้อาจไม่จบลงอย่างราบรื่น

          ตอนนี้เองที่เฉินมามาสังเกตเห็นเสื้อผ้าของหานเยี่ยน “คุณหนูทำไมถึง...” ราวกับว่านางคิดอะไรบางอย่างได้ สีหน้าจึงตกตะลึง “คุณหนูออกไปนอกจวนหรือเจ้าคะ?”

          หานเยี่ยนพยักหน้ารับ “เรื่องมันยาว ข้าขอตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”

          หลังจากหานเยี่ยนผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย นางก็นั่งลงเล่าเรื่องวันนี้ให้เฉินมามาฟัง แต่เรื่องของเว่ยหรูเฟิงถูกละทิ้งไว้ระหว่างทาง

          หลังจากได้ยินเรื่องราวนอกในทั้งหมด เฉินมามาอดที่จะตำหนิคุณหนูของตนไม่ได้ “คุณหนูซุกซนเกินไปแล้ว ช่างกล้ายิ่งนักที่ออกไปนอกจวน หากคนภายนอกรู้เข้าแล้วแจ้งต่อนายท่าน ท่านจะต้องถูกทำโทษเป็นแน่ และหากว่าคุณหนูถูกรังแกล่ะเจ้าคะ”

          หานเยี่ยนปลอบโยนนาง “ข้ามีจี๋หลันและซูหงไปด้วย อีกทั้งยังแต่งตัวเป็นสาวใช้ ใครจะสังเกตเห็นข้าเล่า มามาไม่ต้องเป็นห่วง หากมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในภายหน้า ให้ทำใจให้สบาย ไม่จำเป็นต้องไปรบกวนท่านพ่อ”

          เฉินมามาอ้าปากค้างก่อนจะพูดว่า “ในภายหน้า... คุณหนูยังจะออกไปอีกหรือเจ้าคะ?”

          หานเยี่ยนยักไหล่ก่อนเอ่ยว่า “ข้าต้องพาหมิงเกอไปพบผู้อาวุโสหยาง อีกอย่าง ภายหน้าถ้าข้าต้องการเรียนวรยุทธ เกรงว่าจะต้องแอบออกไปโดยไม่ให้ใครรู้เท่านั้น”

          “คุณหนูอยากเรียนต่อสู้จริงๆ หรือเจ้าคะ?” เฉินมามามองไปที่เด็กสาวแล้วพูดว่า “เด็กสาวที่อยู่แต่ในเรือนจะมีผิวพรรณที่บอบบางและเนียนนุ่ม เหตุใดคุณหนูถึงต้องทำเรื่องที่ยากลำบากด้วย”

          หานเยี่ยนเขี่ยถ่านในเตาไฟสำหรับให้ความอบอุ่น “วันนี้ต่างจากเมื่อก่อน ไม่มีใครในจวนนี้ปกป้องพวกเรา จึงทำได้แค่มีใจปกป้องตัวเองให้เร็วที่สุดเท่านั้น”

          เฉินมามารู้สึกแสบร้อนในดวงตาทันที นางไม่อาจอธิบายได้ว่ารู้สึกอย่างไร ดังนั้นจึงได้แต่ยื่นมือออกไปโอบหานเยี่ยนไว้ในอ้อมแขนของตน “ลำบากคุณหนูแล้วจริงๆ”

          หานเยี่ยนซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเฉินมามา ความรู้สึกอบอุ่นทำให้นางรู้สึกสบายมาก จนเหยียดเอวออกไปอย่างเกียจคร้านโดยไม่รู้ตัว แล้วพูดว่า “ไม่ลำบากเลย” เมื่อเทียบกับท่านแม่และตัวนางเองในชาติก่อน มันไม่ได้ยากลำบากอะไรเลย

          ตอนนี้ทุกอย่างก็ลงตัว เพียงแต่แม่ลูกสกุลโจวย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในจวนเสียแล้ว จึงน่าจะมีความวุ่นวายในไม่ช้า

          “จี๋หลัน” หานเยี่ยนส่งเสียงเรียก

          จี๋หลันรีบวางเข็มกับด้ายของตนแล้วเดินไปข้างหน้า

          “เจ้าคุ้นเคยกับคนในเรือนของอนุเม่ยบ้างหรือไม่” หานเยี่ยนจำได้ว่าก่อนที่มารดาตนจะเสียชีวิต จี๋หลันมักจะเป็นคนคอยติดต่อกับคนในเรือนของอนุเม่ยให้ท่านแม่อยู่เสมอ ข่าวคราวใดก็ตาม นางจะเป็นคนแรกที่รู้

          “เมื่อคุณหนูบอกว่าบ่าวคุ้นเคย บ่าวก็จะคุ้นเคยเจ้าค่ะ” จี๋หลันยิ้มตอบ

          หานเยี่ยนโบกมือ “เช่นนั้นเจ้าก็ไปดื่มชาแล้วพูดคุยกับบรรดาสาวใช้ในเรือนของอนุเม่ย บอกพวกนางว่าโจวซื่อเข้าจวนมาแล้ว นายท่านทั้งรักทั้งหลงนาง ตั้งใจจะยกให้เป็นฮูหยินใหญ่”

          จี๋หลันตกตะลึง แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมคุณหนูถึงสั่งให้พูดแบบนั้น นางก็ยังพยักหน้าแล้วเดินจากไป เฉินมามาลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “คุณหนูพูดแบบนี้ เผื่อว่ามีคนปากสว่างไปบอกกับนายท่าน...”

          “ไม่ต้องกังวลไปหรอกมามา” หานเยี่ยนเหยียดมือออกไปเหนือเตาไฟ หรี่ตาลงอย่างรู้สึกสบาย “นายท่านของมามามีใจจะยกฐานะโจวซื่ออยู่แล้ว อนุเม่ยจะต้องรู้เรื่องนี้ไม่ช้าก็เร็ว ให้นางรู้เสียตั้งแต่ตอนนี้ นางจะได้มีเวลาเตรียมตัว จี๋หลันรู้จักว่าแค่ไหนคือพอประมาณ จึงไม่มีทางพูดเรื่องนี้กับคนในเรือนอื่นอย่างแน่นอน ส่วนอนุเม่ย หากรู้เรื่องนี้มีแต่จะรีบเก็บงำไว้อย่างรวดเร็ว ยังจะกล้าเอาไปบอกต่อใครที่ไหนอีก?”

          เฉินมามารู้สึกตกใจเล็กน้อยจากนั้นก็เข้าใจ นางถอนหายใจยาว ด้วยว่าวิธีคิดเช่นนี้มิได้เหมือนเด็กหญิงอายุสิบสามปีจะคิดขึ้นมาได้ คุณหนูของตนช่างเฉลียวฉลาดยิ่งนัก ไม่รู้ว่านี่เป็นพรหรือเป็นคำสาป

          เฉินมามารู้สึกเสมอว่าคุณหนูของนางเปลี่ยนไป ตั้งแต่ที่คุณหนูฟื้นขึ้นมาจากเจ็บไข้ครั้งนี้ พอโจวซื่อเข้ามาอยู่ในจวน ทุกอย่างดูเหมือนจะสงบ แต่เกรงว่าทิศทางลมกำลังจะเปลี่ยนในไม่ช้า

          ยามเช้าตรู่หานเยี่ยนลุกขึ้นแต่งตัว ภายใต้การดูแลของจี๋หลันกับซูหง หลังจากเลือกเสื้อผ้ามาเป็นเวลานาน หานเยี่ยนชี้ไปที่ชุดกระโปรงยาวชายเสื้อกว้างดูธรรมดา “ตัวนั้นแหละ”

          จี๋หลันเอ่ยอย่างข้องใจ “คุณหนูเจ้าคะ แม้จะยังเป็นช่วงเวลาไว้อาลัย แต่ชุดนี้มันเรียบง่ายเกินไป แม่ลูกสกุลโจวนั่นเพิ่งก้าวเข้าประตูจวนมา หากทางเราแต่งตัวธรรมดา เกรงว่าพวกเขาจะดูแคลนเอานะเจ้าคะ”

          หานเยี่ยนโคลงศีรษะ “ตัวเอกของการแสดงวันนี้ไม่ใช่พวกเรา อีกอย่าง ข้าเองก็ไม่ชอบชุดที่มีสีสันสดใส พวกเขาอยากดูถูกก็ปล่อยให้ดูถูกไป ยิ่งพวกเขามองเราต่ำเท่าไร อนาคตพวกเขาก็จะยิ่งตกต่ำกว่าในยามที่ต้องสูญเสีย”

          ซูหงหาเสื้อคลุมสีจันทร์อ่อนมาคลุมให้หานเยี่ยนอย่างเงียบๆ แล้วเอ่ยว่า “ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่ข้างนอกลมแรง คุณหนูก็ควรสวมเสื้อผ้าให้อบอุ่น”

          จี๋หลันเริ่มยุ่งอยู่กับการหวีผมให้คุณหนูอีกครั้ง หานเยี่ยนให้นางมวยผมเป็นทรงลูกซาลาเปาเหมือนเดิม พอมวยผมเป็นก้อนกลมสองก้อนยิ่งทำให้นางดูเด็ก จี๋หลันใช้ที่มัดผมสีเดียวกันกับผมโดยไม่มีเครื่องประดับอื่นใด เมื่อมองไปที่เด็กสาวในคันฉ่อง นางเติบโตช้าไปสักหน่อย จึงทำให้ดูเหมือนตุ๊กตาตัวน้อยในชุดแบบนี้

          “ไปกันเถิด” หานเยี่ยนจัดกระโปรงให้เรียบตรง กวักมือเรียกมามาให้ไปที่โถงด้านหน้าด้วยกันกับนาง

          เมื่อเทียบกับขุนนางคนอื่นๆ จวงซื่อหยางไม่นับว่าสนิทสนมพัวพันลึกซึ้งกับสตรีใด ดังนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาจึงมีเพียงภรรยาเอกหนึ่งคน กับอนุอีกสองคนอยู่ในจวน อนุทั้งสองอาศัยอยู่ในสวนฝูหรงซึ่งอยู่ห่างออกไป

          อนุหว่านเดิมเป็นสาวใช้ที่ถูกมอบให้จวงซื่อหยางเมื่อตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่ายังมีชีวิตอยู่ ต่อมาหลังจากคลอดบุตรสาวถึงเลื่อนขึ้นเป็นอนุ จวงซื่อหยางไม่ค่อยสนใจอนุผู้นี้นัก พอนางให้กำเนิดบุตรี เขาก็แทบจะไม่ได้เข้าไปในเรือนของอนุหว่านผู้นี้อีก โชคดีที่อนุหว่านเป็นคนสงบเสงี่ยม หลายปีที่ผ่านมาไม่เคยสร้างปัญหาให้กับมารดาของนาง

อีกคนคืออนุเม่ย ทว่าคนผู้นี้ไม่ใช่เจ้านายที่เรียบง่าย

          หลังจากฮ่องเต้องค์ก่อนสวรรคต ในปีนั้นเกิดความอดอยากทางตะวันตกเฉียงเหนือ ผลผลิตจากไร่นาหนึ่งพันหมู่* ในชนบทภายใต้ชื่อของบุตรชายตระกูลจวง ถูกขนส่งไปบรรเทาภัยพิบัติทางตะวันตกเฉียงเหนือ ฮ่องเต้ทรงปลาบปลื้มพระทัย จึงพระราชทานรางวัลเป็นทรัพย์สินมีค่าจำนวนหนึ่ง และอนุเม่ยก็เป็นหนึ่งในของมีค่านั้น

          อนุเม่ยเป็นเหมือนชื่อของนาง ไม่ใช่คนพื้นเมืองจงหยวนแต่เป็นนักร้องหญิงชาวหู ทั้งงามและมีเสน่ห์ ทั้งถือดีและกล้าได้กล้าเสีย ตั้งแต่อนุเม่ยเข้ามาในจวน หานเยี่ยนกับมารดาก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีนัก

          อนุเม่ยเป็นสาวงามจัดจ้าน แม้ว่าจวงซื่อหยางจะแกล้งทำตัวเป็นผู้ถือศีล เขาก็ยังมีอารมณ์หวั่นไหวอยู่บ้างเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้หญิงชาวหูยังดึงดูดผู้ชายด้วยวิธีการต่างๆ ตั้งแต่อนุเม่ยเข้ามาในจวน จวงซื่อหยางก็ไม่ไยดีภรรยาเอกกับอนุหว่าน พักผ่อนในเรือนของอนุเม่ยทุกคืน

          แม้ว่าจวงซื่อหยางจะไม่หลงใหลอนุจนถึงขนาดทอดทิ้งภรรยาเอกของตน แต่เขาก็ให้เกียรติภรรยาเพียงฉากหน้า น่าเสียดายที่ผู้ชายมักไม่สนใจเรื่องราวในเรือนหลัง

          อนุเม่ยเป็นคนคิดการอย่างรอบคอบ ไม่แย่งชิงความโปรดปรานต่อหน้า แต่ชอบปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งระหว่างบ่าวรับใช้ในเรือนหลังกับฮูหยินของจวน มารดาของหานเยี่ยนมีนิสัยอ่อนแออยู่แต่เดิม เมื่อเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นมาคราใด ก็รู้สึกอึดอัดตะขิดตะขวงใจ อนุเม่ยจึงฉวยโอกาสนี้ทันที ไม่นานหลังจากนั้น บ่าวรับใช้ก็แพร่ข่าวลือว่า ฮูหยินเรือนหลักไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการเรือนหลัง

          อนุเม่ยเพียงต้องการใช้ประโยชน์จากความโปรดปรานของจวงซื่อหยาง ผลักดันฮูหยินใหญ่ของจวนให้ถึงจุดที่ทุกคนจะวิพากษ์วิจารณ์โจมตี เพื่อให้จวงซื่อหยางหย่าขาดจากภรรยาเอก เท่านี้อนุเม่ยก็สามารถขึ้นสู่จุดสูงสุด และเข้ามารับตำแหน่งฮูหยินใหญ่ของจวนต่อได้

          มีอยู่หนหนึ่ง นางร้ายกาจถึงขั้นก่อเรื่องทะเลาะวิวาทกับท่านแม่ของหานเยี่ยน ครั้งนั้นอนุเม่ยทำเกินกว่าเหตุไปมาก จวงซื่อหยางโกรธจัดจึงสั่งกักขังนางที่โถงบรรพชนเพื่อสอนบทเรียนให้ ตั้งแต่นั้นมาอนุเม่ยก็รู้จักพอใจในตำแหน่งแห่งหนของตนมากขึ้น ไม่ต้องการเป็นฮูหยินใหญ่อีก ปรารถนาแค่ครอบครองหัวใจของจวงซื่อหยางเท่านั้น แม้ว่าอนุเม่ยจะยังไม่เห็นฮูหยินใหญ่กับหานเยี่ยนอยู่ในสายตา แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้จงใจหาเรื่องแล้ว

          หานเยี่ยนรู้สึกว่าอนุเม่ยผู้นี้ ความจริงแล้วไม่ได้หวั่นเกรงจวงซื่อหยางนักหรอก ควรกล่าวว่า นางเพิ่งจะตาสว่าง รู้แจ้งว่าตำแหน่งฮูหยินใหญ่ของจวนความจริงนั้นไร้ค่า มารดาของหานเยี่ยนครองตำแหน่งฮูหยินใหญ่ก็จริง แต่ความเป็นอยู่ทุกอย่างกลับด้อยกว่าอนุ มีหญิงสาวเพียงสามคนอาศัยอยู่ในเรือนหลังของจวน ทุกคนไม่ได้เป็นภัยคุกคามใดๆ ต่อนาง บางทีอนุเม่ยอาจคิดว่าตำแหน่งเจ้าบ้านหลักของฝ่ายหญิงไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว

          อย่างไรก็ตาม นางกลับคาดไม่ถึงว่าจวงซื่อหยางที่เป็นคนเย็นชาจะเลี้ยงเมียเก็บอีกคนไว้นอกบ้าน แถมยังมีลูกโตเป็นสาวถึงเพียงนั้น!

          ด้วยพื้นนิสัยเฉยเมยไม่แยแสต่อสิ่งใดของจวงซื่อหยาง เกรงว่าสตรีผู้นี้จะสำคัญอย่างยิ่งในใจเขา หลังจากฮูหยินใหญ่เสียชีวิต จวงซื่อหยางจึงไม่รั้งรอ รีบพานางเข้าจวนให้จงได้

          หานเยี่ยนไม่เข้าใจว่าเหตุใดจวงซื่อหยางจึงรอมาจนป่านนี้ ถึงค่อยให้โจวซื่อเข้ามาอยู่ในจวน เขาควรรู้ว่ามารดานางเป็นคนอ่อนโยน ถ้าจวงซื่อหยางยินดีรับโจวซื่อเข้าจวนก่อนหน้านี้ มารดาก็คงยินยอม ไยต้องเลี้ยงดูไว้ข้างนอกแล้วเก็บเป็นความลับด้วย

          ระหว่างพวกเขามีสิ่งใดซ่อนเร้นหรือไม่?

          ก่อนจะได้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับโจวซื่อ คนในจวนแห่งนี้ก็ตระเตรียม ‘การแสดง’ เอาไว้พรักพร้อมแล้ว อนุเม่ยไม่เคยพบคู่แข่งที่แข็งแกร่งเช่นนี้มาหลายปี อีกทั้งคู่แข่งผู้นี้ยังเข้าชิงชัยในสิ่งที่อนุเม่ยเฝ้าปรารถนา ซึ่งก็คือตำแหน่งฮูหยินใหญ่ของจวน

          ม่านเปิดแล้ว การแสดงกำลังจะเริ่ม

          พอคิดถึงเรื่องนี้หานเยี่ยนพลันยกมุมปากยิ้มหยัน เงยหน้าขึ้นเห็นจี๋หลันกำลังตะลึงกับภาพที่เห็น

          เมื่อมาถึงเรือนใหญ่ ห้องครัวเล็กก็ได้เตรียมอาหารเอาไว้แล้ว หานเยี่ยนกวาดตามองไปบนโต๊ะ มีทั้งเกี๊ยวกุ้งนึ่ง รังนกใส่อินทผลัม ข้าวต้มหยกเขียว ขนมอบดอกพุดตาน และกับข้าวที่ไม่อาจระบุชื่อได้อีกสองสามจาน นางรู้สึกเยาะหยันอยู่ในใจ ช่างเป็นอาหารเช้าที่แสนอร่อยเสียเหลือเกิน!

          ตั้งแต่มารดาของนางเสียชีวิต ตัวนางเอาแต่ร้องไห้จึงมิได้ไปร่วมทานอาหารกับอนุทั้งสองที่เรือนหลัก ส่วนอาหารที่ครัวเล็กนำมาให้ที่สวนชิงชิว ก็เป็นเพียงแค่ข้าวต้มธรรมดากับเครื่องเคียงง่ายๆ อีกสองสามอย่าง

          สิ่งที่ตนไม่รู้ นั่นก็คืออาหารของเรือนอื่นนั้นแตกต่างจากของนาง ราวกับเป็นอาหารของเทพเซียน! อนุหว่านไม่ใช่เจ้านายที่จู้จี้จุกจิก อาหารที่ดูโอชะเช่นนี้ น่าจะเป็นจานที่อนุเม่ยสั่งให้แม่ครัวทำ

          จี๋หลันรอให้หานเยี่ยนนั่ง ทันทีที่นั่งลงก็เห็นอนุเม่ยพร้อมกับอนุหว่านก้าวเข้ามาในห้อง

          พออนุเม่ยเห็นหานเยี่ยน ทีแรกนางก็ตกตะลึง จากนั้นก็ปิดปากหัวเราะ กล่าวยิ้มๆ ว่า “คุณหนูสี่ก็มาที่นี่ด้วยรึ ดูเหมือนเจ้าจะหายดีแต่ทำไมสีหน้าถึงได้ดูแย่นักเล่า ไม่ไหวก็อย่าฝืนไปเลยเจ้าค่ะ”

          อนุหว่านยืนอยู่ด้านข้างอย่างเงียบเสียง แต่คุณหนูสาม--จวงฉิน ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังกวาดตามองหานเยี่ยนอย่างรวดเร็วก่อนก้มหน้าลง

          ความสัมพันธ์ระหว่างคุณหนูสามกับหานเยี่ยนนั้นตื้นเขิน หากจะเรียกว่าคนแปลกหน้าก็ยังได้ จวงฉินและอนุหว่านอยู่แต่ในเรือนหน้าสวนฝูหรง นั่งเย็บปักถักร้อยตลอดทั้งวัน พวกนางจึงไม่ได้มาเจอหานเยี่ยนสักเท่าไร

          หานเยี่ยนยังคงครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ กระทั่งรู้สึกว่าซูหงที่อยู่ด้านหลังแอบดึงชายแขนเสื้อของตนอย่างแนบเนียน เมื่อมองขึ้นไป ก็เห็นจวงซื่อหยางมาที่นี่พร้อมกับแม่ลูกสกุลโจว นางจึงแย้มยิ้ม “ขอบคุณอนุเม่ยที่ห่วงใยข้า ความจริงข้ายังไม่ค่อยสบายตัวนัก เพียงแต่วันนี้เป็นอาหารเช้ามื้อแรกที่อนุโจวร่วมทานกับเรา ท่านพ่อเตือนข้าว่าห้ามละเลยเด็ดขาด”

          สีหน้าอนุเม่ยพลันเปลี่ยน พอเห็นกลุ่มของจวงซื่อหยางเข้ามา นางจึงบิดผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น หลังจากหวังซื่อถึงแก่กรรม นางคิดว่าตำแหน่งฮูหยินใหญ่จะตกอยู่กับตน ไม่คาดคิดว่าโจวซื่อจะโผล่เข้ามากลางทาง ที่น่าชิงชังยิ่งกว่า คือนายท่านปฏิบัติต่อหญิงแพศยานั่นต่างออกไป

          สัญชาตญาณหญิงบอกอนุเม่ยว่าโจวซื่อจะกลายเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงที่สุดของตน หานเยี่ยนกับอนุหว่านหาได้มีอะไรน่าหวั่นวิตก มีเพียงหญิงที่ยืนอยู่ข้างหน้าตนคนนี้! โจวซื่อได้รับความโปรดปรานจากนายท่านทันทีที่พวกนางก้าวเข้ามาอาศัย เมื่อคืนนายท่านมิได้แวะมาพักผ่อนที่เรือนฝูหรงด้วยซ้ำ เมื่อไรกันที่นังนั่นกล้ายืนขึ้นมาเทียบบารมีกับนาง!

          หานเยี่ยนก้มหน้าลง กระซิบกับอนุเม่ยอย่างเศร้าสร้อยว่า “ท่านพ่อโปรดพี่อวี่ซานมาก เมื่อวานตอนที่ข้าไปน้อมคำนับ ท่านพ่อยังดุข้าเพื่อนาง” กัดมุมปากแล้วกล่าวด้วยอารมณ์เหมือนเด็กน้อยใจ “ท่านพ่อไม่เคยกินอาหารเช้ากับข้าเลยด้วยซ้ำ”

          แววตาของอนุเม่ยเย็นเยียบเมื่อได้ยินเรื่องนี้ นางจ้องไปที่จวงอวี่ซาน ความโกรธแวบผ่านม่านตา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้อเสียเปรียบใหญ่ที่สุดของตนคือไม่ได้คลอดบุตรชายให้นายท่าน แต่หญิงแพศยานั่นก็ได้รับความโปรดปรานจากนายท่าน ทั้งที่มีบุตรสาวมิใช่หรือ?

          ด้วยความงามของตน หากว่ามีบุตรชาย ตำแหน่งฮูหยินใหญ่ย่อมได้มาไว้ในกำมือ! ไม่มีทางที่นายท่านจะหันไปหาผู้หญิงอีกคนแน่! คิดได้ดังนั้น อนุเม่ยจึงลูบมือทั้งสองข้างกับหน้าท้องราวกับว่ามีชีวิตเล็กๆ อยู่ตรงนั้นจริงๆ

          ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของหานเยี่ยน นางก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มของตน เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง จวงซื่อหยางและแม่ลูกสกุลโจวก็เข้ามาในห้องแล้ว หานเยี่ยนรีบลุกขึ้นทักทายเขา อนุเม่ยกับอนุหว่านก็ลุกตามเพื่อกล่าวคำทักทายด้วย หานเยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม “อนุหว่าน อนุเม่ย นี่คืออนุโจวที่เพิ่งเข้าจวนเมื่อวานนี้ และนี่คือพี่อวี่ซานเจ้าค่ะ”

          โจวซื่อชะงักงัน เหตุใดตนถึงกลายเป็นอนุไปเสียแล้วเล่า!

          เช่นนั้น ความฝันที่จะเป็นฮูหยินใหญ่ จะไม่กลายเป็นภาพลวงตาหรอกหรือ?

          จวงซื่อหยางไม่คาดว่าหานเยี่ยนจะพูดอย่างนั้น เขาใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งว่าตอนโจวซื่อเข้ามาในจวนนางมีสถานะแค่เมียเก็บ*ยังไม่นับเป็นอนุภรรยาด้วยซ้ำ เกรงว่าตอนนี้จะเลื่อนนางให้เป็นฮูหยินใหญ่คงข้ามขั้นไปหน่อย ไม่ดีแน่ ให้เป็นอนุไปก่อนแล้วค่อยยกสถานะขึ้นในภายหลังดีกว่า

          คิดดังนั้นเขาจึงผงกศีรษะให้หานเยี่ยน “ไม่ต้องทำเหมือนนางเป็นแขกเหรื่อก็ได้”

          เมื่อเห็นว่าจวงซื่อหยางไม่โต้แย้ง โจวซื่อก็แอบกำหมัดแน่น หานเยี่ยนเห็นภาพทั้งหมดเต็มสองตาแต่ก็ไม่พูดอะไร หลังจากที่จวงซื่อหยางนั่งลง ทุกคนก็นั่งลงตาม

          หานเยี่ยนลอบยิ้ม... โจวซื่อต้องการเป็นฮูหยินใหญ่ แต่ของถูกและดีมักไม่มีในใต้หล้า

          หากต้องการนางควรต้องสู้สักหน่อย!

          ที่หานเยี่ยนเลือกวางโจวซื่อในตำแหน่งอนุ ประการแรก เพราะนางต้องการข่มบารมีของโจวซื่อเสียแต่เนิ่นๆ แต่ด้วยความที่จวงซื่อหยางหลงใหลภรรยาใหม่ นางจึงอาจข่มไม่ได้นาน จึงเป็นที่มาของประการที่สอง หานเยี่ยนลองวางโจวซื่อในตำแหน่งเดียวกับอนุเม่ยเพื่อล่อให้ทั้งคู่เอาชนะคะคานกัน หากเป็นไปตามแผน การออกหน้าของอนุเม่ยจะทำให้นางเบาแรงลงมาก

          เฉินมามาสั่งให้คนครัวจัดเตรียมอาหาร อนุหว่านก้มหน้าก้มตากิน ส่วนจวงฉินที่เป็นคนช่างสังเกต เลือกประพฤติตัวตามมารยาทโดยไม่เลือกข้าง

          จวงอวี่ซานอาจไม่เคยกินอาหารเช้ารสเลิศเช่นนี้มาก่อน แววตานางจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย

          อนุเม่ยยืนขึ้นอย่างสง่างาม เอวบางส่ายไหว น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดใจ “นายท่าน ข้าจะคีบอาหารให้นะเจ้าคะ”

          วันนี้อนุเม่ยสวมชุดกระโปรงยาวสีครามเข้ม เสื้อตัวนอกเป็นแบบติดกระดุมคู่หน้า เพราะยังอยู่ในช่วงไว้อาลัยให้ฮูหยินของจวนกระโปรงจึงไม่มีลวดลายสดใส มีเพียงดอกเหมยสีเข้มเล็กน้อย แม้กระนั้นความเรียบง่ายดังกล่าวกลับไม่ได้ทำให้นางสูญเสียชีวิตชีวา แต่กลับเสริมให้ใบหน้าที่ปกติสวยสดอยู่แล้ว มีความจัดจ้านเผ็ดร้อนน้อยลง บริสุทธิ์สะอาดตามากขึ้น ผมดำขลับดุจเส้นไหมเกล้าเป็นมวยตกหลังม้า* ปอยผมไม่กี่เส้นบิดเป็นเกลียวเล็กน้อยห้อยลงมาที่ข้างใบหูขาวผ่องของนาง เมื่อก้มหน้าลง ลำคอระหงก็เผยออกมา เสื้อผ้าเรียบๆ ทำให้ผิวนางดูเกลี้ยงเกลานวลเนียน งามประหนึ่งเนื้อหยก

          จวงซื่อหยางเดิมเป็นมนุษย์หินที่ทึ่มทื่อไร้ความรู้สึก ทว่าเวลานี้จิตใจกลับฟุ้งซ่าน ความคิดเตลิดเปิดเปิงเพราะความงามของอนุเม่ย นัยน์ตาเขามีแววลึกซึ้งแฝงอยู่แวบหนึ่ง

          อนุเม่ยสบตากับจวงซื่อหยาง ยิ้มอ่อนหวานให้เขา คำพูดคำจานุ่มนวลและอ่อนน้อม “นายท่านเจ้าคะ ขนมอบดอกพุดตานชิ้นนี้เป็นของว่างใหม่ที่แม่ครัวทำขึ้น นายท่านควรลิ้มลองนะเจ้าคะ”

          อนุเม่ยมักแสดงให้ผู้คนเห็นถึงภาพลักษณ์ของสาวงามที่มีเสน่ห์เผ็ดร้อน ทว่าวันนี้กลับเรียบร้อยและอ่อนโยน ทำให้จวงซื่อหยางรู้สึกแปลกใหม่จนละทิ้งโจวซื่อและบุตรสาวไว้ด้านข้าง

          หานเยี่ยนหยิบตะเกียบคีบเกี๊ยวกุ้งนึ่งมากัดคำหนึ่ง นางลอบมองไปยังใบหน้าที่ดูไม่จืดของโจวซื่อ พลันรู้สึกว่าอาหารเช้าวันนี้อร่อยเป็นพิเศษขึ้นมาทันที นางไม่จำเป็นต้องจุดไฟ ภรรยาทั้งสองฝ่ายก็พร้อมจะฟาดฟันกันเองแล้ว

          นกปากซ่อมวิวาทกับหอยกาบ* ไม่รู้ว่าใครจะได้รับผลประโยชน์เป็นคนสุดท้าย?

          หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ จวงซื่อหยางให้เตรียมรถม้ามุ่งหน้าไปราชสำนัก หลังจวงซื่อหยางจากไป อนุเม่ยก็จ้องไปยังโจวซื่อ ส่งเสียงฮึออกจมูกแล้วเดินออกจากโถงตามไปอีกคน

          หานเยี่ยนเช็ดริมฝีปากก่อนจะยืนขึ้นบ้าง โจวซื่อขยิบตาให้จวงอวี่ซาน ทำให้นางลุกขึ้นยืนแล้วถามหานเยี่ยนว่า “น้องเยี่ยนเอ๋อร์ มีธุระอะไรหรือไม่?”

          หานเยี่ยนมองไปยังโจวซื่อ เห็นนางยิ้มและมองมา หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบ “ไม่มี”

          จวงอวี่ซานตรงเข้ามาจับแขนนาง “ในเมื่อไม่มี พวกเราไปเดินเล่นในสวนกันเถอะ”

          เฉินมามามองแม่ลูกสกุลโจวอย่างดูแคลน พวกนางเพิ่งจะเข้าจวน กลับวางมาดเจ้าบ้านชวนเดินชมสวน ถ้าใครไม่รู้คงคิดว่าจวงอวี่ซานเป็นบุตรีของฮูหยินใหญ่เป็นแน่

          หานเยี่ยนไม่ได้รู้สึกขุ่นเคือง ยกยิ้มพร้อมตบเบาๆ ตรงหลังมือของจวงอวี่ซาน “นี่เป็นวันแรกที่พี่สาวเข้ามาอาศัยในบ้านของข้า เจ้าย่อมต้องไม่เคยเห็นทิวทัศน์ด้านในมาก่อน ดังนั้น ให้ข้าเป็นคนพาพี่สาวเดินชมเถอะ เจ้าจะได้ไม่หลงทางและไม่เข้าไปในที่ที่ไม่ควรเข้า”

          นางช้อนตาขึ้นมองอย่างไม่ใส่ใจ เป็นอย่างที่คาดไว้... ใบหน้าเล็กๆ ของจวงอวี่ซานเปลี่ยนเป็นสีเขียวสลับขาวไปชั่วขณะ ในที่สุดก็พยายามฝืนยิ้มออกมา “จริงด้วย... นี่มันบ้านเจ้า ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนน้องสาวแล้ว”

          หานเยี่ยนไม่ผูกมัดตนด้วยการตอบรับหรือปฏิเสธ “อ้อ... ทุกคนในจวนเรียกข้าว่าคุณหนูสี่ พี่อวี่ซานกับอนุโจวก็เรียกข้าเช่นนั้นเถิด คำเรียกขานอื่นๆ ข้าล้วนไม่เคยชิน”

          “เจ้า!” จวงอวี่ซานไม่คิดว่าหานเยี่ยนจะพูดประโยคนี้ ได้แต่ชี้หน้าเด็กสาว

          “ข้าทำไมรึ?” หานเยี่ยนครุ่นคิดอย่างกังขา “เหตุใดพี่สาวถึงชี้นิ้วมาที่ข้า? พึงสังวรเอาไว้อย่าง การชี้หน้าคนอื่นไม่ใช่พฤติกรรมของลูกหลานตระกูลใหญ่”

          “อวี่ซาน!” โจวซื่อเปิดปากทันที ดวงตาหยั่งลึกของนางจับจ้องที่หานเยี่ยน กล่าวช้าๆ “คุณหนูสี่พูดถูก คุณหนูตระกูลใหญ่จะไม่ชี้หน้าผู้อื่นส่งเดช ดูเหมือนว่าข้าต้องหาใครสักคนมาสอนกฎระเบียบให้อวี่ซานแล้ว” 

          หานเยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณหนูตระกูลใหญ่?

          จวงอวี่ซานเป็นบุตรีอนุภรรยา จะถูกเรียกว่าคุณหนูตระกูลใหญ่ได้อย่างไร? หรือว่าหญิงนางนี้มีความคิดที่จะก้าวเข้ามาเป็นฮูหยินใหญ่ แล้วช่วงชิงตำแหน่งคุณหนูอันดับหนึ่งให้บุตรสาวของตัวเองมาตั้งแต่แรก ฮึ! ช่างเป็นสองแม่ลูกจอมทะเยอทะยาน ทำสันดานเยี่ยงหมาป่าเสียจริงๆ

          นัยน์ตาเจ็บแค้นของจวงอวี่ซานแดงระเรื่อ นางไม่กล้าขัดคำสั่งของโจวซื่อ จึงเค้นคำไม่กี่คำออกจากไรฟัน “ก็แค่ล้อเล่นกับคุณหนูสี่ ไปกันเถอะ”

          “พี่สาม ไปด้วยกันนะเจ้าคะ” หานเยี่ยนหันหน้าไปหาจวงฉินที่อยู่ข้างๆ แล้วชักชวน เมื่อเห็นจวงฉินทำตัวไม่ถูก สีหน้าสับสน นางจึงพูดกับอนุหว่านที่อยู่อีกด้าน “ข้าไม่ได้พูดคุยกับพี่สามมานานแล้ว วันนี้ขอยืมตัวพี่สามได้หรือไม่”  

          อนุหว่านตกตะลึงครู่หนึ่งแล้วจึงยิ้ม “คุณหนูสี่เกรงใจไปแล้ว ฉินเอ๋อร์ ไปสนุกกับคุณหนูสี่เถิด” จวงฉินได้ยินก็ก้าวออกมาสมทบ แววตานางยังคงลังเลอยู่บ้าง แต่หานเยี่ยนจับมือนางพาเดินไปข้างหน้า โดยทิ้งจวงอวี่ซานไว้ด้านหลัง    

          “ท่านแม่...” จวงอวี่ซานมองไปยังโจวซื่อ จากนั้นก็มองไปที่หานเยี่ยนกับจวงฉินที่เดินอยู่ข้างหน้าตน กระทืบเท้าอย่างขัดเคือง

          โจวซื่อมุ่นหัวคิ้ว “ตามไป”