หานเยี่ยนให้ซูหงไปหาเสื้อผ้าสาวใช้มาสามชุด จากนั้นคนทั้งสามในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบพากันคลานลอดโพรงสุนัข จู่ๆ หานเยี่ยนที่อยู่หน้าสุดก็พ่นเสียงพรืดออกมา ด้วยไม่อาจสะกดกลั้นเสียงหัวเราะ ซึ่งทำให้จี๋หลันชะงัก “คุณหนูมีอะไรหรือเจ้าคะ”
หานเยี่ยนส่ายหน้าก่อนแจกแจงว่า “ข้ากำลังคิดว่า ทำแบบนี้ช่วยให้สนุกมากขึ้นทีเดียว การเป็นคุณหนูตระกูลสูงน่ะน่าเบื่อจะตาย ไม่มีอิสระเหมือนชาวบ้านทั่วๆ ไป”
จี๋หลันส่ายหน้าแย้ง “ชาวบ้านทั่วไปไม่แน่ว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระนะเจ้าคะ ทุกครอบครัวล้วนมีความยากลำบากของตัวเอง ชีวิตแบบคุณหนู เป็นสิ่งที่ผู้คนมากมายต่างปรารถนาแต่ไม่อาจได้มา”
“ก็มีเหตุผล” หานเยี่ยนพยักหน้า เมื่อเทียบกับชาติที่แล้ว นางใจกว้างและหวงแหนชีวิตมากขึ้น ในช่วงชีวิตอันแสนสั้นควรทำในสิ่งที่ตนเองชอบ แต่เงื่อนไขเบื้องต้นของนางคือ นางจะทำตามใจตนเองแต่ต้องหลังจากล้างแค้นให้ท่านแม่แล้ว
ทั้งสามคลานออกมาจากโพรงสุนัขลอด ปัดดินโคลนที่เปรอะเปื้อนตามร่างกายออก เพื่อไม่ให้ถูกพบตัว หานเยี่ยนจึงแต่งตัวเป็นสาวใช้ ซึ่งแทบไม่สังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างพวกนาง ทั้งสามไม่ได้จ้างรถม้า ด้วยว่าพวกนางไม่ค่อยได้ออกไปนอกจวน ฉะนั้นจึงพากันเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย
สิ่งที่หานเยี่ยนไม่รู้ก็คือ มีบุคคลแปลกหน้าจากกำแพงด้านนอกกำลังเฝ้ามองพวกนางอยู่
ชายผู้นั้นหยิบหญ้าต้นหนึ่งมาคาบไว้ในปาก มองดูด้านหลังของร่างที่อยู่ไกลออกไปอย่างสนใจ “สาวใช้ในจวนจวงนี่ช่างประหลาดนัก ประตูใหญ่ก็เปิดอยู่แต่ไม่ไป กลับชอบลอดโพรงสุนัข” คิดแล้วก็ส่ายหน้า พลางหัวเราะออกมา “น่าสนใจ”
ตามท้องถนนผู้คนมากมายพากันเดินขวักไขว่ มีพ่อค้าแม่ค้าเร่ขายของจิปาถะเรียงรายทั้งสองฝั่งข้างทาง ยากนักที่จี๋หลันจะมีโอกาสออกมานอกจวน การได้จับสิ่งนี้ดูสิ่งนั้นทำให้นางตื่นเต้นอย่างมาก
แม้ว่าหานเยี่ยนเองก็รู้สึกแปลกใหม่กับสิ่งเหล่านี้ แต่นางกลับไม่แสดงออก มีเพียงบางครั้งที่ดวงตาจะส่งความรู้สึกเบิกบานมีชีวิตชีวา ผสมผสานไปกับความอยากรู้อยากเห็นบ้างเป็นระยะ
ซูหงเป็นคนที่สงบนิ่งที่สุด นางเดินนำขึ้นหน้าโดยไม่รู้ตัว คอยปกป้องหานเยี่ยนที่อยู่ถัดจากตน
ขณะเดินเล่นไปหานเยี่ยนก็ครุ่นคิดไปด้วย นางรู้ว่าโลกภายนอกจวนนั้นมีแต่สิ่งแปลกใหม่น่าตื่นเต้น ถึงเวลาแล้วที่ควรจะแอบหลบออกจากจวนเพื่อหาความเพลิดเพลินให้กับตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำเถอะ ในเมื่อชื่อของนางในฐานะบุตรสาวจวนโหว เกือบจะกลายเป็นเพียงของประดับตกแต่งอยู่แล้ว!
จวงซื่อหยางไม่เคยใส่ใจเรื่องของนาง หลังจากมารดาเสียชีวิต ผู้คนในจวนก็ให้ความสนใจนางน้อยลงเรื่อยๆ ยิ่งได้รับความสนใจน้อยเท่าไร ก็ยิ่งทำให้การออกมาข้างนอกสะดวกมากขึ้นเท่านั้น
หอยุทธซุ่นชางเป็นหนึ่งในหอยุทธที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ผู้เปิดที่นี่ก็คือ หยางฉี--จอหงวนฝ่ายบู๊*ของราชวงศ์ก่อน บรรดาอาจารย์ในโรงฝึกแห่งนี้ก็เป็นผู้เยี่ยมยุทธทั้งสิ้น ตระกูลที่มีเกียรติยศชื่อเสียงจำนวนมากยินดีส่งบุตรหลานชายมาเรียนวรยุทธที่โรงฝึกแห่งนี้
ชื่อเสียงของนายทหารจากซุ่นชางนั้นยิ่งใหญ่มาก ทว่ามีกฎที่สืบต่อกันมาโดยไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ใครก็ตามที่มาสืบเสาะวิถีแห่งยุทธ จะสามารถเรียนรู้และฝึกยุทธได้ต้องอยู่ภายในหอยุทธเท่านั้น
หานเยี่ยนเคยได้ยินมาว่า องค์ชายสิบสาม โอรสองค์สุดท้ายของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ต้องการเชิญอาจารย์จากโรงฝึกแห่งนี้เข้าวังหลวงเพื่อสอนวรยุทธให้ตน แต่กลับถูกปฏิเสธจากจอหงวนฝ่ายบู๊ ฮ่องเต้รู้เข้าก็ทรงกริ้ว ต้องการเอาผิดและลงโทษหยางฉี แต่ถูกขุนนางหลายคนคัดค้าน ในที่สุดเรื่องนี้จึงได้ยุติลง
หานเยี่ยนรู้สึกนับถือจอหงวนฝ่ายบู๊ผู้นั้น ไม่เพียงเพราะเขากล้าปฏิเสธฮ่องเต้องค์ปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมา แต่ยังคิดว่า จอหงวนฝ่ายบู๊เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์นี้ขึ้นมา ซึ่งหมายความว่าเขาจะต้องปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียม
จะเรียนก็ต้องมาที่นี่เท่านั้น จะไม่ยอมออกไปสอนด้านนอก!
ตั้งแต่โบราณกาล การปฏิบัติต่อคนจนและผู้มีสถานะต่ำต้อย ไม่เคยเทียบได้กับการปฏิบัติต่อคนรวยและผู้มีสถานะสูงศักดิ์ แม้แต่การศึกษาหาความรู้ก็เช่นกัน
ทว่า... หากนักเรียนทุกคนอยู่ในที่เดียวกันอย่างหอยุทธซุ่นชาง มีสายตามากมายคอยจับจ้อง อาจารย์ผู้สอนวรยุทธจะไม่อาจกระทำการที่แปลกแยกแตกต่างแม้เพียงเล็กน้อยได้ ทั้งยังจะพยายามอุทิศตนจนสุดความสามารถอีกด้วย
เมื่อคิดเช่นนี้ นางก็เริ่มสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับอดีตจอหงวนฝ่ายบู๊ผู้นั้น
ระหว่างทางจี๋หลันอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองไปยังแผงขายแป้งชาดทาหน้าริมถนน
หานเยี่ยนหัวเราะขบขันนาง “ถ้าเจ้าอยากได้ก็ซื้อเถิด จะมัวตระหนี่อยู่ทำไม ข้าไม่ยักรู้ว่าเจ้ามัธยัสถ์ถึงเพียงนี้”
“คุณหนู” จี๋หลันเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “เวลานี้จวนโหวกำลังขาดแคลนเงินทอง หากพวกเราร่ำรวยก็ยังไม่สายที่จะกลับมาซื้อของเหล่านี้”
หานเยี่ยนยิ่งรู้สึกขบขันมากขึ้น “คุณหนูอย่างข้า ยังพอจ่ายค่าแป้งชาดสักกล่องได้หรอกน่า” นางหยิบเหรียญทองแดงออกมาจากแขนเสื้อหลายเหรียญ แล้วกล่าวว่า “ซื้อสองกล่อง เจ้ากับซูหงคนละกล่อง”
สีหน้าซูหงพลันผิดแปลกไปจากเดิมอยู่บ้าง “บ่าวไม่ต้องการของพวกนั้น”
“แค่กล่องหรือสองกล่อง คิดว่าจะช่วยประหยัดเงินให้ข้าได้สักเท่าไรกัน” หานเยี่ยนทั้งโมโหและขบขัน “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้อดออมเงินจากเบี้ยเลี้ยงรายเดือนมิดีกว่าหรือ”
คราวนี้จี๋หลันไม่ส่งเสียงอะไรอีก แต่ภายในใจของหานเยี่ยนเริ่มสั่นคลอน เงินหนึ่งอีแปะยังสร้างความลำบากให้วีรบุรุษ* นับประสาอะไรกับตนที่เงินกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในตอนนี้
เด็กสาวมองไปรอบๆ ท่ามกลางฝูงชนที่พลุกพล่าน พ่อค้าวาณิชก็งานยุ่ง ชาวนาชาวสวนก็ทำงานหนัก มีวิธีใดที่จะหาเงินได้อย่างรวดเร็วบ้าง?
เรื่องนี้ยังไม่ต้องคิดไปอีกสักพักหนึ่ง หานเยี่ยนจดจำเอาไว้ในใจ นางรู้ว่าอีกไม่นานหลังจากนี้ เรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องคำนึงถึง
ทางฝั่งตะวันตกของเมืองเทียบกับถนนฝั่งเหนือยิ่งเจริญเฟื่องฟูกว่ามาก อาจเป็นเพราะอยู่ริมถนนย่านการค้า ทำให้มีผู้คนเดินทางมาเยือนเข้าๆ ออกๆ เป็นจำนวนมาก ทุกวันพลุกพล่านจอแจ แลดูคึกคักมีชีวิตชีวายิ่งนัก
ด้วยเหตุนี้ตัวอาคารจึงมีรูปแบบที่หลากหลายและวิจิตรกว่า ศาลากระเบื้องเขียวและแดงเต็มไปหมด ทิวทัศน์ล้วนงดงามไปทุกหนแห่ง
ตลาดแออัดไปด้วยผู้คนที่มาท่องเที่ยว จี๋หลันกับซูหงช่วยกันปกป้องหานเยี่ยนตลอดเส้นทางไปยังตรอกลึก ในที่สุดพวกนางก็เห็นอาคารสูงที่มีป้ายทำจากไม้สาลี่สีเหลืองอยู่ด้านบน อักษรสี่ตัวเขียนว่า ‘ซุ่นชางอู่ก่วน’ นั้นมีลายเส้นที่แข็งแกร่งและทรงพลัง ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ
จี๋หลันก้าวขึ้นหน้า จับห่วงทองสัมฤทธิ์บนประตูสีแดงแล้วเคาะลงไป ผ่านไปครู่หนึ่งประตูก็เปิดออกพร้อมเสียง “แอ๊ด” เด็กชายน่ารักในชุดคลุมสีเขียวก้าวออกมา เมื่อได้เห็นสตรีทั้งสาม เด็กชายก็จ้องมองด้วยความงุนงงระคนสงสัย “แม่นางมีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่”
หานเยี่ยนแย้มยิ้ม “บัณฑิตน้อย รบกวนเจ้าช่วยนำทาง พวกข้ามาที่นี่เพื่อหาอาจารย์สอนวรยุทธ”
หอยุทธซุ่นชางตั้งแต่เปิดทำการมาก็ยังไม่เคยรับอิสตรีเลยสักคน เด็กชายถึงกับอึ้งงัน ใบหน้าเริ่มแดง “พวกท่านเป็นสตรี”
“หอยุทธซุ่นชาง มีข้อกำหนดว่าสตรีไม่สามารถเรียนวรยุทธได้อย่างนั้นหรือ?” หานเยี่ยนมองเขาพลางอมยิ้ม เด็กชายผู้นี้น่ารักกว่าหมิงเกอมาก ดูเด๋อด๋าทึ่มทื่อดี
เด็กชายเอียงศีรษะพลางครุ่นคิด “ไม่มีนะ แต่ว่า...”
“ในเมื่อไม่มี บัณฑิตน้อยช่วยนำทางด้วย” หานเยี่ยนไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะอ้อมค้อม หากผู้สัญจรไปมาเห็นพวกนางเข้าอาจจะเดือดร้อนได้
เด็กน้อยใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งอย่างตะขิดตะขวงใจ แล้วจึงกล่าวอย่างไม่เต็มใจว่า “เชิญตามข้ามา”
หานเยี่ยนเอ่ยยิ้มๆ “บัณฑิตน้อยอย่าได้กังวลไป เมื่อได้พบอาจารย์เจ้าแล้ว เจ้าแค่บอกว่าพวกเราพี่น้องยืนกรานที่จะเข้ามาให้ได้แค่นั้นก็พอ”
เด็กน้อยหน้าแดงก่ำ แม่นางผู้นี้ช่างเก่งกาจนัก สามารถเห็นในสิ่งที่เขาคิดได้อย่างรวดเร็ว อาจารย์มีนิสัยประหลาดอีกทั้งยังเข้มงวด หากอาจารย์เห็นเขาพาแม่นางสองสามคนเข้ามาในหอยุทธจะต้องโกรธแน่ มิรู้ว่าจะลงโทษเขาอย่างไร
เด็กน้อยอดไม่ได้ที่จะลอบมองหานเยี่ยน เมื่อเห็นนัยน์ตายิ้มแย้มของอีกฝ่าย ใบหน้าเขาก็ยิ่งแดงจัดกว่าเดิมในทันที จึงก้มหน้ารีบเดิน
จี๋หลันส่งเสียงกระซิบกระซาบ “คุณหนู พวกเราต้องเข้าไปจริงๆ หรือเจ้าคะ หอยุทธน่ะเต็มไปด้วยบุรุษ”
“อย่ากลัวไปเลย” หานเยี่ยนเอ่ยขึ้น “ที่นี่ก็เหมือนกับสำนักศึกษาหลวง เป็นเพียงสถานที่ศึกษาเล่าเรียน จะมีกฎเกณฑ์ชายหญิงอะไรอีก อีกอย่างหอยุทธก็ต้องมีสาวใช้คอยดูแลรับใช้เหมือนกันนี่ อาจมีสตรีที่ต้องการฝึกยุทธด้วยก็เป็นได้”
ราวกับจะยืนยันสิ่งที่นางพูด ทันใดนั้นเสียงหัวเราะที่แจ่มใสมีชีวิตชีวาของอิสตรีก็ดังขึ้นจากด้านหน้า “พี่อวี้ ท่านแพ้อีกแล้ว!”
หานเยี่ยนชะงักไปชั่วขณะ ฝีเท้านางหยุดลง ดูเหมือนว่าอีกด้านหนึ่ง พวกเขาเองก็เพิ่งจะเห็นกลุ่มของหานเยี่ยนที่อยู่ตรงนั้น เสียงสตรีแปลกหน้าถามขึ้นว่า “พวกเจ้าเป็นใคร”
หานเยี่ยนเงยหน้าขึ้น ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่มีเด็กสาวงดงามมายืนอยู่ตรงหน้า นางอายุเพียงสิบสามหรือสิบสี่ สวมเสื้อผ้าเนื้อเบาสบาย ดูคล่องแคล่วทะมัดทะแมงเหมาะสำหรับฝึกยุทธ หานเยี่ยนสังเกตว่า เสื้อผ้าของเด็กสาวทำจากผ้าไหมต่วนที่ทอด้วยเส้นไหมสีทองราคาแพง แม้ว่าไม่โดดเด่นสะดุดตา แต่ก็มีราคามากพอตัว
ร่ำรวยเช่นนี้หรือจะเป็นเชื้อพระวงศ์?
ขณะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เด็กชายที่อยู่ข้างหน้านางก็พูดขึ้นว่า “องค์หญิงอวิ๋นหนี”
องค์หญิงอวิ๋นหนี?
นางก็คือองค์หญิงที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุดของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันอย่างนั้นหรือ
องค์หญิงอวิ๋นหนีที่อยู่ตรงนั้นก็กล่าวด้วยความสงสัย “เสี่ยวหลี่ นี่เป็นสาวใช้ที่เพิ่งซื้อมาใหม่หรือ”
เสี่ยวหลี่โบกมือไปมาอย่างรวดเร็ว “ทูลองค์หญิง แม่นางเหล่านี้มาหาอาจารย์สอนวรยุทธพ่ะย่ะค่ะ”
จู่ๆ ก็มีน้ำเสียงเกียจคร้านทว่าทุ้มลึกของชายหนุ่มดังขึ้น “มาหาอาจารย์สอนวรยุทธ? ข้าไม่ยักรู้ว่าหอยุทธซุ่นชางรับศิษย์หญิงตั้งแต่เมื่อใด” จากนั้นชายชุดแดงก็เดินออกมาจากข้างหลังองค์หญิงอวิ๋นหนี
หานเยี่ยนมองเลยอวิ๋นหนี ดวงตาพลันกระตุก บุรุษผู้นี้หล่อเหลาอย่างยิ่ง!
เสื้อคลุมผ้าไหมสีแดงถูกสวมไว้อย่างหลวมๆ เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าที่ประณีตบรรจง เขาดูงามยิ่งกว่าสตรี แต่กลับไม่ให้ความรู้สึกเหลาะแหละไร้แก่นสาร ตรงกันข้าม เขาให้ความรู้สึกอิสรเสรี ชวนให้เพ้อฝันในแบบที่ยากจะอธิบาย
เมื่อมองขึ้นไปก็จะพบใบหน้าที่เหมาะเจาะอย่างน่าทึ่ง ผิวพรรณใสกระจ่างดุจน้ำในฤดูสารท โครงหน้าคมชัดเหมือนหยกเนื้อเยี่ยมที่ปวงเทพประทานลงมา ถ้อยคำที่ใช้พรรณนาถึงความงดงามของสตรี หากจะใช้กับเขาก็หาได้กล่าวเกินจริงไม่ ริมฝีปากบางของชายผู้นี้เม้มเบาๆ ดวงตาดอกท้อทรงเสน่ห์คู่นั้นพินิจมาทางนาง
“แม่นางทั้งหลายมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร”
แม้เขาจะหันหน้าไปทางพวกนางทั้งสาม แต่สายตากลับจับจ้องตรงมาที่หานเยี่ยน ทำให้นางรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง แม้นว่าองค์หญิงอวิ๋นหนีจะอยู่ใกล้ๆ แต่หานเยี่ยนกลับทำเป็นไม่รับรู้ เก็บรอยยิ้มบนใบหน้าแล้วตอบเบาๆ ว่า “ข้าน้อยสกุลหนี่ ชื่อต๋าเย่เจ้าค่ะ”
ชายชุดแดงยกยิ้มมุมปากเผยรอยยิ้มที่คลุมเครือ “แม่นางหนี่?”
หานเยี่ยนมุ่นหัวคิ้ว มองเสื้อผ้าของชายหนุ่ม หากนำมันมาประมวลผลร่วมกับความสัมพันธ์ที่เขามีต่อองค์หญิงอวิ๋นหนี คาดว่าเขาน่าจะเป็นนายน้อยตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ตัวนางแอบหลบออกมาจากบ้านจึงไม่อาจเปิดเผยสถานะต่อบุคคลภายนอก
สายตาของชายผู้นี้ค่อนข้างพินิจพิเคราะห์ หากเขาค้นพบตัวตนของนาง คงจะไม่ปลอดภัยแน่ อีกอย่างคนพวกนี้ไม่ใช่ใครที่ควรตอแย คิดดังนั้นนางจึงวางหน้านิ่งแล้วไม่สนใจเขา
เฮ่อเหลียนอวี้เห็นหานเยี่ยนเพิกเฉยต่อคำถามของตน ในใจให้รู้สึกหมดสนุก
ธรรมดาคุณหนูในเมืองหลวง ไม่ว่าใคร ถ้าได้เห็นหน้าเขาก็มักจะสติหลุดไปเสียทั้งนั้น แต่คนที่อยู่เบื้องหน้ากลับต่างออกไป แม้นางจะสวมเสื้อผ้าธรรมดาแต่ก็ยังดูแปลกแยก เด็กสาวสองคนข้างกายวางท่าเหมือนคอยปกป้องนาง ดูแล้วน่าจะเป็นสาวใช้
ในใจเขารู้สึกสั่นไหว หรือนางอาจเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่?
เพียงแต่การที่คุณหนูอย่างนางเดินทางมาที่หอยุทธตามลำพังเพื่อหาอาจารย์สอนยุทธ พฤติกรรมนี้ดูไม่เข้าท่านัก ไม่เหมือนการกระทำของคุณหนูตระกูลใหญ่เอาเสียเลย
หานเยี่ยนคำนับองค์หญิงอวิ๋นหนี แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หม่อมฉันมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำ ขอองค์หญิงโปรดอนุญาตให้หม่อมฉันปลีกตัวด้วย”
องค์หญิงอวิ๋นหนีพยักหน้าให้เสี่ยวหลี่พาพวกนางออกไป แม้ในใจองค์หญิงจะรู้สึกว่าสาวน้อยที่อยู่เบื้องหน้า ค่อนข้างแตกต่างออกไปจากบรรดาคุณหนูที่อยู่แต่ในเรือนพวกนั้น อย่างน้อยคุณหนูเหล่านั้นเวลาเห็นพี่อวี้ก็มักจ้องกันตาเขม็ง ขาดแค่เพียงลูกตาที่ยังไม่กระเด้งออกมา แต่เด็กสาวคนนี้ดูเหมือนร้อนรนที่จะปลีกตัวออกห่าง
ไม่แม้แต่จะมองพี่อวี้ด้วยซ้ำ!
เฮ่อเหลียนอวี้ไม่คาดว่าหานเยี่ยนจะจากไปทันทีที่นางบอกว่าจะไป ซ้ำยังคำนับเพียงแค่อวิ๋นหนีแต่ละเลยเขา เขาแทบไม่เชื่อสายตาตนเองเลย อยู่มาจนโตถึงป่านนี้ เขายังไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างเย็นชาจากอิสตรีมาก่อน ให้รู้สึกตะลึงงันอย่างยิ่ง
ไม่นานหลังจากที่หานเยี่ยนจากไป บุรุษในชุดคลุมสีน้ำเงินก็เดินออกมาจากด้านหลังลานดอกไม้ เมื่อเห็นอวิ๋นหนีและเฮ่อเหลียนอวี้ที่ยืนงง จึงเอ่ยถามขึ้นเบาๆ “เกิดเรื่องอะไรรึ”
ทันทีที่เฮ่อเหลียนอวี้เห็นเขา ก็พรวดเข้ามาหา “อวิ๋นซี ข้าเพิ่งพบผู้หญิงที่น่าสนใจ เจ้าช่วยสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับนางให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”
“ไยเจ้าไม่ไต่ถามเอง”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ใบหน้าหล่อเหลาของเฮ่อเหลียนอวี้พลันปั้นหน้าดังเดิมมิได้ เขาตีสีหน้าเศร้า กล่าวว่า “ไม่กี่วันก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลหลี่พาบุตรสาวมาเป็นแขกที่จวน ข้าหารู้ไม่ว่าเป็นบุตรีตระกูลหลี่ ก็เลยพลั้งพลาดเอ่ยวาจาที่ไม่สมควรออกไป ท่านพ่อจึงลงโทษห้ามข้าออกจากเรือน ถ้าวันนี้อวิ๋นหนีไม่ได้มาหาละก็ ข้าคงยังโดนกักบริเวณอยู่ ตอนนี้ทุกย่างก้าวล้วนถูกจับตามอง ยังจะถามหาข้อมูลด้วยตนเองได้อย่างไร”
อวิ๋นหนีอดคิดในใจไม่ได้ เขาน่ะหรือพูดจาพลั้งพลาด?
เกรงว่าจะไปพูดจาเกี้ยวพานผู้อื่นเสียมากกว่า ลูกพี่ลูกน้องผู้นี้มักประพฤติตัวไม่ยึดติดมารยาทพิธีการใดๆ ทำเช่นนี้ต่อหน้าพวกตนก็ไม่เป็นไร แต่กับคนภายนอกคงไม่มีใครชอบ
บัณฑิตหลี่เป็นผู้ที่จู้จี้เรื่องกฎเกณฑ์ บุตรีถูกบุรุษกล่าววาจาแทะโลม เขาต้องกราดเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟแน่ นับว่าโชคยังดีที่เขาไม่ได้ให้ผู้ตรวจการหลวงส่งหนังสือร้องเรียนใต้เท้าเฮ่อเหลียนว่าไม่มีวิธีการอบรมบุตรหลานให้ดี
“นางไปสะกิดใจอะไรเจ้าอย่างนั้นรึ” ฟู่อวิ๋นซีพินิจมองสีหน้าท่าทางอีกฝ่าย ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ว่าสหายรักของเขากำลังมีความคิดแย่ๆ อีกแล้ว
“แม่นางคนนั้นไม่ได้หลงเสน่ห์ความงามของพี่อวี้!” อวิ๋นหนีอดไม่ได้ที่จะเปิดปากเล่าพร้อมกับหัวเราะออกมาหลังพูดจบ
“เจ้าเด็กน้อย ช่างชอบหยอกล้อข้าเสียจริง คราวหน้าจะไม่พาเจ้าออกมาเล่นสนุกอีกแล้ว” เฮ่อเหลียนอวี้มองนางอย่างปึ่งชา
อวิ๋นหนีแสร้งทำหน้าบึ้งตึงใส่เขา “ไม่พาก็ไม่พาสิ ข้าไปเล่นกับท่านอาก็ได้”
เฮ่อเหลียนอวี้ครุ่นคิดแต่เรื่องสาวน้อยเมื่อครู่นี้ มองไปที่ฟู่อวิ๋นซีแล้วเอ่ย “อวิ๋นซี เจ้าต้องช่วยข้าเรื่องนี้นะ หากเจ้าช่วยข้าสืบหาตัวตนของสาวน้อยคนนั้น ข้าจะให้รูปวาด ‘ท่านหมอจากหุบเขาผีสิง’ ที่อยู่ในเรือนข้าแก่เจ้าเป็นอย่างไร?”
“นางมีลักษณะพิเศษอย่างไรบ้าง?” ฟู่อวิ๋นซีเอ่ย
“นางบอกว่าชื่อหนี่ต๋าเย่” ทันทีที่เขาพูดจบก็เห็นฟู่อวิ๋นซีที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแสดงสีหน้าแปลกๆ “เป็นอะไรไป เจ้าคิดอะไรได้รึ”
“หนี่--ต๋า--เย่?” ฟู่อวิ๋นซีมองหน้าสหายพร้อมทวนซ้ำ
เฮ่อเหลียนอวี้พยักหน้ารับอย่างฉับไว
ฟู่อวิ๋นซีทอดถอนใจ ยกมือกุมหน้าผากอย่างอดไม่ได้ สหายของเขาผู้นี้ปกติก็ดูฉลาดเฉลียว เหตุใดยามนี้ กระทั่งถูกหลอกก็ยังไม่รู้ตัว
หนี่ต๋าเย่*อะไรกัน นางยกตัวเองข่มเจ้าชัดๆ