ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ผลาญ

ผู้แต่ง Qian Shan Cha Ke
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป

ท่านพญามัจจุราช ขอโอกาสข้าอีกครั้งเถิด ชาตินี้ข้าเกิดมาโง่เง่า เป็นไก่รองบ่อนของผู้อื่น โดนเขาหลอกใช้ ถูกเขาสนตะพาย ล่อลวงจนต้องสิ้นใจตายอย่างน่าอนาถ หากได้มีโอกาสหายใจอีกครั้ง ข้าจะไม่ยอมให้ลมหายใจนี้ ต้องเสียเปล่าไปอีกแล้ว!

บทนำ

ท่านพญามัจจุราช ขอโอกาสข้าอีกครั้งเถิด ชาตินี้ข้าเกิดมาโง่เง่า เป็นไก่รองบ่อนของผู้อื่น โดนเขาหลอกใช้ ถูกเขาสนตะพาย ล่อลวงจนต้องสิ้นใจตายอย่างน่าอนาถ หากได้มีโอกาสหายใจอีกครั้ง ข้าจะไม่ยอมให้ลมหายใจนี้ ต้องเสียเปล่าไปอีกแล้ว!

นี่คือคำขอสุดท้ายของสตรีที่ถูก ‘ความรัก’ หักหลัง สตรีที่สิ้นใจตายไปพร้อมกับความแค้นและชิงชัง สตรีที่งามที่สุดในแผ่นดิน แต่กลับถูกใส่ร้ายว่าเป็นนางปีศาจล่มเมือง!

เจี่ยงหร่วน ถือกำเนิดใหม่... นางถูกส่งย้อนกลับมาในร่างเดิมของตนเองในวัยสิบสี่ปี พร้อมกับ ความสามารถในการจดจำเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น รวมถึงบัญชีหนี้แค้น จะมีใครอยู่ในนั้นบ้าง และนางจะเรียกเก็บหนี้จากแต่ละคนอย่างไร

ร่วมเดินทางย้อนอดีตไปพร้อมกันเลย!

สารบัญ

          ราตรีมืดสนิทราวกับห้วงอเวจี...

          ลมเหมันต์สายหนึ่ง พัดกระแทกประตูหน้าของเรือนที่เก่าคร่ำคร่าจนแทบจะพังครืนลงมา

          บ่าวรับใช้กลุ่มหนึ่งกำลังเร่งฝีเท้าไปยังเรือนด้านใน หัวหน้าบ่าวรับใช้เป็นสตรีที่มีร่างกายใหญ่หนา สวมชุดคลุมตัวยาวสีเขียวทึบ พับแขนเสื้อขึ้นมาครึ่งหนึ่ง ในมือหิ้วตะกร้าอาหาร เดินเข้าไปยังห้องด้านในสุด

          ในเรือนคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นประหลาดราวกับกลิ่นสาบเดรัจฉาน สาวใช้ที่ดูเยาว์วัยกว่าใครส่งเสียงเล็กๆ มาจากด้านหลัง “เหม็นจริงๆ ไม่รู้ว่านายท่านจะเรียกหาของประหลาดนั่นไปทำไม รังแต่จะทำให้คนตกใจกลัวเสียมากกว่า” น้ำเสียงของคนพูดเองก็บ่งบอกว่าหวาดกลัวไม่น้อย จากนั้นก็เดินมาเบียดกายอยู่ข้างหัวหน้าบ่าวรับใช้ “หรือว่าจะเอาไปเพื่อ...”

          “หวังกุ้ย ระวังคำพูดเจ้าด้วย” หัวหน้าบ่าวรับใช้ในชุดเขียวรู้สึกหัวเสีย “หากคนอื่นได้ยินเข้า เจ้าไม่รอดแน่”

          เสียงตวาดทำให้หวังกุ้ยหยุดปากได้ในที่สุด กระทั่งมาถึงหน้าประตูเรือนด้านใน สตรีใบหน้ากลม เรือนร่างอรชร ก็เยื้องย่างออกมารับตะกร้าอาหารแล้วผลุบหายกลับเข้าไป

          เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงคนเดิมก็ถือตะกร้าเปล่ากลับออกมา หัวหน้าบ่าวรับใช้รับตะกร้าคืน แล้วเอ่ยปากกับนางว่า “นายท่านสั่งว่าให้พา ‘คน’ ไปที่เรือนใหญ่”

          “หรือว่าจะ...” สตรีหน้ากลมถามด้วยสีหน้าตกตะลึง

          “พวกเราไม่จำเป็นต้องรู้” หัวหน้าบ่าวรับใช้ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงเรียกหวังกุ้ย “เจ้า… เข้ามานี่ แล้วพาคนไปเสียโดยเร็ว”

          ภายในห้องนั้นจุดโคมไฟสลัวราง หวังกุ้ยใช้นิ้วบีบจมูกแน่นแล้วเดินเข้าไป นานพอสมควรกว่าสายตาจะคุ้นชินกับแสงไฟรอบด้าน นางมองไปโดยรอบ ข้างในนี้คล้ายกับโรงเก็บของเหลือใช้เพียงเท่านั้น ทั้งสกปรกและเต็มไปด้วยกลิ่นสาบสางราวกับมีหนูตาย

          นางก้าวเข้าไปทีละก้าว... ทีละก้าว... ฝีเท้าที่ฝืนให้มั่นคงนั้นสั่นระริก

          แสงวูบไหวจากโคมไฟทำให้มองเห็นบางสิ่งบางอย่างอยู่ในอ่างไม้

          ยามที่เห็นสิ่งนั้นเพียงแวบแรก หวังกุ้ยก็แทบกรีดร้อง เกือบจะอาเจียนออกมา หลายวันมานี้แม้ว่านางจะติดตามหัวหน้าบ่าวรับใช้มาส่งอาหารที่นี่อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้เข้ามาเห็น ‘ตัวตน’ ของผู้เป็นเจ้าของห้องอย่างถนัดตา... นี่เป็นครั้งแรก

          สิ่งที่นอนนิ่งอยู่ในอ่างไม้ ไม่อาจใช้คำว่า ‘คน’ มาเรียกขานได้เต็มปาก

          ร่างนั้น... อาจจะ... เป็นสตรี

          แขนขาทั้งสี่ของร่างตรงหน้าถูกตัดขาดเสียจนกุดด้วน เหลือเพียงข้อศอกและหัวเข่า ร่างกายเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผล เส้นผมสีดำสกปรกถูกเผาจนหัวล้านโล่ง ทั่วทั้งใบหน้าและศีรษะถูกสาดด้วยอาจมและสิ่งปฏิกูล ยากนักที่จะมองออกว่าเป็นสตรี

          หัวหน้าบ่าวรับใช้เดินตามเข้ามาด้านหลังของหวังกุ้ย พลางจ้องมองซากที่เคยถูกเรียกว่า ‘คน’ ซากนั้น ในแววตาเกิดประกายสงสารขึ้นมาวูบหนึ่ง

          หวังกุ้ยเองก็เช่นกัน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าสตรีผู้นี้เป็นใคร ทว่าสภาพน่าอเนจอนาถเช่นนี้ ไม่ว่าใครได้เห็นก็ล้วนสลดใจยิ่งนัก

          วันนี้นายท่านออกปากกำชับบรรดาบ่าวรับใช้ให้พานางไปไว้ในอีกห้องหนึ่ง เกรงว่าผลลัพธ์บั้นปลายชีวิตของนางจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้

          จิตใจของหวังกุ้ยทั้งตกตะลึงทั้งหวาดกลัวอย่างที่สุด ด้วยไม่กล้าขัดคำสั่ง จำต้องรวบรวมความกล้า เดินเข้าไปยกอ่างไม้ออกไปยังด้านนอก

          เมื่อถูกยกขึ้น... ซากร่างในอ่างนั้นก็ปล่อยตัวตามสบาย ไม่ได้ก่นด่าหรือดื้อดึง ทำเพียงนอนนิ่งราวกับกำลังหลับ

          หวังกุ้ยและบรรดาบ่าวรับใช้ที่เหลือ ช่วยกันยกอ่างไม้มาวางไว้ในห้องตามคำสั่งของนายท่าน ทว่ายังไม่วายบ่นพึมพำในใจ

          นายท่านนำของประหลาดน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ มาวางไว้ในห้องด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่?

          ทันใดนั้น... ร่างในอ่างไม้ก็ลืมตาขึ้น สบตากับหวังกุ้ยเข้าอย่างจัง

          สาวใช้ถึงกับสะดุ้งเฮือก ถอยร่นไปหลายก้าว

          จะว่าไปแล้วก็น่าประหลาดนัก สตรีสภาพน่าอนาถที่สุดผู้นี้กลับมีดวงตาที่งดงามเปี่ยมเสน่ห์เหลือประมาณ ดวงตาคู่นั้นสดใสบริสุทธิ์ทอประกายแวววาวดั่งผิวลำธารที่กระเพื่อมไหวอยู่บนยอดภูเขาหิมะ

          หวานซึ้ง... ทว่าทรงอำนาจ ซ้ำยังแฝงไว้ด้วยความเยียบเย็น เป็นแววตาที่เปล่งประกายประหลาดนัก

          หวังกุ้ยตะลึงอยู่ครู่ใหญ่ พอคืนสติก็รีบหมุนกายออกไปจากห้องทันที

 

            เจี่ยงหร่วนค่อยเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ…

          ด้วยอยู่ในที่มืดมิดมาแสนนาน จึงรู้สึกปวดร้าวกระบอกตาทนไม่ไหวกับแสงสว่างตรงหน้า ที่กำลังทิ่มแทงนัยน์ตาทั้งสองข้างอยู่เจี่ยงหร่วนครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนอีกครั้ง ซึ่งเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็มิอาจรู้ได้ สุดท้ายก็ได้แต่ยิ้มออกมาอย่างสังเวชตัวเอง

          สตรีน่าอนาถอย่างนางเป็นใครอย่างนั้นหรือ?

          นาง… เจี่ยงหร่วน... เป็นถึงบุตรสาวคนโตของราชครูฝ่ายกองทัพ ทว่าตอนนี้กลับถูกทรมานเยี่ยงหมูตายที่เพิ่งถูกชำแหละ ไร้วันที่จะกลับไปสง่างามได้ดังเดิม

          หญิงสาวคิดถึงคำพูดของบิดาตอนที่นางอายุสิบหกปี ก่อนจะถูกส่งเข้าวัง “หร่วนเอ๋อ เจ้าได้เข้าวังเป็นถึงพระสนม มีตระกูลเจี่ยงของพวกเราคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เจ้าไม่ต้องกังวลสิ่งใดเลยลูก”

          น้องสาวก็เข้ามาจับมือนางอย่างแนบแน่น พลางเช็ดน้ำตา “พี่ใหญ่... พี่เป็นผู้มีพระคุณของน้อง ต่อให้ชดใช้ด้วยชีวิต น้องก็มิอาจตอบแทนบุญคุณของพี่ได้”

          ส่วน ‘เขา’ คนที่นางรักสุดหัวใจ ก็จับมือนางไว้อย่างแนบแน่นเช่นกัน “รอก่อนนะยอดรัก รออีกสักหน่อย ข้าจะแต่งเจ้าเข้ามาเป็นฮูหยินให้ถูกต้องตามประเพณีอย่างสมเกียรติที่สุด”

          ทว่าวันนี้... บิดาของนางได้เลื่อนยศเป็นมหาอำมาตย์แห่งราชสำนัก ตำแหน่งสูงส่ง นับเป็นขุนนางอันดับหนึ่งในใต้หล้า

          แม่เลี้ยงก็กลายเป็นฮูหยินของท่านมหาอำมาตย์ เป็นมารดาตัวอย่างแห่งแผ่นดิน

          ส่วน ‘เขาผู้นั้น’ ก็ได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน

          เมื่อใช้นางจนเหลือเพียงเศษซากแล้ว

          พวกเขาก็คายนางออกจากปาก ถ่มลงดิน แล้วขยี้นางให้ตาย!

          นางทำสิ่งใดผิดกระนั้นหรือ?

          เจี่ยงหร่วนได้แต่นึกย้อนถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมาของตนเอง ตอนอายุได้เพียงห้าขวบ มารดาแท้ๆ ก็มาเสียชีวิตลง... จากนั้นพี่ชายก็เสียชีวิตในสนามรบ... นางซึ่งเป็นเด็กหญิงตัวคนเดียวจึงถูกกลั่นแกล้งสารพัด

          เซี่ยเหยียน... ภรรยาคนที่สามของบิดา ก้าวขึ้นเป็นผู้มีอำนาจที่สุดของบ้าน ในปีนั้นบังเอิญมีนักพรตเต๋าเดินทางผ่านหน้าจวน แล้วเข้ามาขอพักอาศัยหลบแดดฝน จากนั้นก็ตอบแทนด้วยการคำนวณดวงชะตาฟ้าดินให้ โดยทำนายทายทักว่าคุณหนูใหญ่ผู้ถือกำเนิดจากภริยาหลวงมีดวงกาลกิณี ส่งผลร้ายต่อหน้าที่การงานของบิดา เจี่ยงหร่วนจึงถูก ‘พ่อแท้ๆ’ เนรเทศ ส่งนางไปยังหมู่บ้านทุรกันดารนับแต่นั้นมา

          จนนางอายุครบสิบสี่... ไม่ทราบว่าเจี่ยงเฉวียนผู้เป็นบิดา เพิ่งรู้สึกว่าตนยังมีบุตรสาวอยู่อีกคนหนึ่งหรืออย่างไร จึงได้ส่งคนมารับนางกลับจวน หลังจากนั้นไม่นานก็มีข่าวประกาศมาจากราชสำนักเกี่ยวกับรายชื่อกุลสตรี บุตรสาวขุนนางใหญ่ที่จะต้องถูกคัดเลือกเข้าเป็นพระสนม

          ในบรรดาบุปผาทองคำเหล่านั้น... มีชื่อของคุณหนูตระกูลเจี่ยงปรากฏอยู่ด้วย

          แท้จริงแล้วฮ่องเต้มีความคลางแคลงระแวงใจ คิดว่าตระกูลเจี่ยงสมคบคิดกับองค์ชายแปดเพื่อหักหลังพระองค์ ในเวลานั้นจึงมีราชโองการเรียกตัวบุตรสาว ‘คนหนึ่ง’ ของตระกูลเจี่ยงเข้าวัง เหตุผลที่เรียกหาใช่ต้องการให้เป็นพระสนมไม่

          แต่เพื่อควบคุมไว้เป็นตัวประกัน

          ตระกูลเจี่ยงมีบุตรสาวอยู่หลายคนก็จริง แต่ที่เชิดหน้าชูตาได้มีเพียงสองคนเท่านั้น

          หนึ่งคือนาง... เจี่ยงหร่วน บุตรสาวจากภริยาเอกผู้วายชนม์

          สองคือ... เจี่ยงซู่ซู่--น้องสาวผู้ถือกำเนิดจากภรรยาคนที่สามของบิดา

          ท่านพ่อและแม่สามกล่าวว่า น้องรองร่างกายผ่ายผอม นิสัยอ่อนโยน ใบหน้างดงามควรค่าแก่การทะนุถนอม จึงไม่เหมาะกับการแก่งแย่งชิงดีภายในวังหลวง ทว่าราชโองการของฮ่องเต้ ขุนนางไม่อาจขัดขืน เจี่ยงเฉวียนผู้เป็นบิดาจึงผลักดันเจี่ยงหร่วนเข้าวังไปเป็นตัวประกันแทน สุดท้ายนางจึงกลายเป็นพระสนมเจี่ยง

          และอีกเช่นกัน...

          เพราะเรื่องนี้จึงทำให้รู้สาเหตุที่บิดาไปรับนางมาจากหมู่บ้านทุรกันดาร!

          ชีวิตภายในวังหลวงมิใช่ง่ายดาย... ต่อให้วางตัวนอบน้อมและอดทนต่อความเลวร้ายที่ได้รับเพียงใด ก็ไม่อาจทนถวายเนื้อหนังมังสาให้กับฮ่องเต้ได้ นางเป็นที่เกลียดชังของฝ่าบาท และจุดจบของพระสนมที่ไม่โปรด ก็มักจะลงเอยที่ตำหนักเย็น

          เจี่ยงหร่วนก็ไม่ได้รับการละเว้น...

          นางถูกส่งไปอยู่ตำหนักเย็น รอวันเหี่ยวเฉาแห้งตาย ทว่า… ฟ้ากลับเมตตา ส่งองค์ชายแปดผู้ปรานีเข้ามาเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต หากไม่มีเขาคอยดูแลปลอบใจ ตนเองคงผูกคอตายไปนานแล้ว

          นับแต่เล็กจนโต นอกจากมารดาและพี่ชายที่ตายในสนามรบ ก็หาได้มีผู้ใดทำดีกับนางมากนัก เจี่ยงหร่วนจึงทำตัวเหมือนสุนัขที่ซื่อสัตย์ อดทนเพื่อตอบแทนเขาบ้าง ยินยอมถูกเขาใช้ให้ไปสืบข่าวลับอยู่เป็นประจำ

          เพราะเขาเคยพานางร่วมกราบไหว้ฟ้าดินด้วยสุราหนึ่งจอก พลางเอ่ยอย่างเต็มปากเต็มคำว่านางคือภรรยาของเขา เจี่ยงหร่วนจึงยึดถือเสมอมาว่าชายผู้นี้คือสามีของตน

          ระหว่างใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานอยู่ในวัง หญิงสาวมีหน้าที่เป็นหมากตัวหนึ่ง ซึ่งคอยส่งข่าวให้ตระกูลเจี่ยงของบิดา และลอบสืบข่าวสารให้กับองค์ชายแปดซึ่งเป็นสามีไปด้วย ใครเลยจะรู้ว่าเพียงวันเดียว หลังจากฮ่องเต้ถูกบีบให้สละบัลลังก์และสวรรคตลงอย่างน่าอนาถ

          พวกเขา... คนที่นางรักทั้งหมดก็จับนางขังไว้ แล้วโยนความผิดฐานลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้มาให้

          ผู้คนล้วนขนานนามนางว่า ปีศาจล่มเมือง!

          เหตุการณ์ในวันนั้นยังแจ่มชัด... เจี่ยงหร่วนอยู่ในสภาพตกตะลึงยิ่ง หญิงสาวยืนอยู่บนขั้นบันได สบกับสายตาเย็นยะเยือกของบิดา ทำให้เข้าใจกระจ่างแจ้งว่าตัวเองคือผู้ที่ถูกลิขิตให้ตายมาตั้งแต่แรก  เป็นเพียงหมูหมาที่พลีชีพอย่างไร้ค่า หลังถูกหาประโยชน์จนหมดสิ้น

          นางถูกส่งเข้าคุกมืด จากนั้นก็มีคนช่วยเอาไว้ได้ คิดว่าจะหนีพ้นไปมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่า ที่แท้ฝันร้ายเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

          เจี่ยงซู่ซู่... น้องสาวผู้งดงามดั่งนางฟ้า ส่งรอยยิ้มเจื่อนๆ พลางมองนางถูกคนตัดแขนตัดขาออกอย่างไร้ความปรานี ปล่อยให้ผู้เป็นพี่สาวคนโต กลายเป็นหมูบนเขียงที่ถูกชำแหละ

          เจี่ยงหร่วนหาได้โกรธแค้นไม่ แม้จะหมดหวังอย่างที่สุด แต่ชั่วชีวิตของตนนั้นรักพี่น้องและยึดมั่นในความดียิ่งนัก เคยแต่ช่วยเหลือผู้คนมดสักตัวยังไม่กล้าฆ่า ไม่เคยกล้าปริปากให้ร้ายใคร เช่นนี้แล้วจะกล้าเกลียดชังน้องสาวร่วมบิดาได้อย่างไร

          แล้ววันหนึ่งน้องสาวผู้งดงามก็ย้อนกลับมาเยี่ยมเยียน ซู่ซู่ก้มหน้าลงมาใกล้ กล่าววาจากระซิบแนบหู “พี่ใหญ่... พี่ก็รู้ดีว่าปกติน้องสาวคนนี้นิยมความสะอาดเป็นที่สุด แม้แต่ทรายเพียงเม็ดเดียวก็ทนเห็นไม่ไหว พี่เป็นก้อนกรวดก้อนใหญ่ที่น้องสู้อุตส่าห์อดทนมองมาสิบกว่าปี วันนี้ถึงเวลาที่ต้องโยนทิ้งลงคลองเสียที...”

          น้องสาวต่างมารดาส่งรอยยิ้มบางๆ ให้ แล้วกล่าวต่ออีกประโยคว่า “องค์ชายแปดจะแต่งตั้งข้าขึ้นเป็นฮองเฮา ความสุขสำราญที่พี่ไม่อาจสัมผัสได้ น้องจะเสพแทนพี่เอง”

          เจ็บปวดลึกเข้าไปถึงกระดูก

          เจี่ยงหร่วนเพิ่งจะรู้ว่า ความเจ็บปวดที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร

          นางพยายามนึกถึงสาเหตุที่ทำให้น้องรองเกลียดชังตนถึงเพียงนี้ แต่ก็คิดไม่ออก... คิดไม่ออกเลยจริงๆ

          อีกฝ่ายราวกับเดาใจนางได้ จึงหัวเราะอย่างแผ่วเบาพลางเอ่ยปาก “แม่ของพี่มิใช่บุตรสาวตระกูลแม่ทัพใหญ่หรอกหรือ? เพราะเหตุนี้พี่จึงไม่เคยเห็นน้องคนนี้อยู่ในสายตามาก่อน ใช่หรือไม่? น่าเสียดาย... น่าเสียดาย”

          ซู่ซู่จับแก้มของนางพลางลูบไปมา แล้วก้มหน้าลงกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “จวนแม่ทัพจ้าว... ตระกูลใหญ่ฝั่งมารดาของพี่ ตอนนี้กลายเป็นพยัคฆ์สิ้นลายไปเสียแล้ว จะมีนักโทษกบฏถูกตัดหัวในยามบ่ายของวันนี้” อีกฝ่ายจ้องตานาง ขณะกล่าวย้ำทีละคำ “รวมทั้งสิ้น--หนึ่ง--ร้อย--สาม--คน...ทั้งหมดต้องตายโดยไม่ละเว้น”

          เจี่ยงหร่วนรู้สึกราวกับมีอสนีบาตฟาดใส่จนจิตใจแหลกสลาย จวนแม่ทัพสกุลจ้าวนับเป็นตระกูลฝ่ายท่านตาของนาง บารมีกล้าแกร่งเกรียงไกรยิ่งนัก แม้ว่ามารดาจะดื้อรั้น แต่งให้กับขุนนางผู้น้อยอย่างเจี่ยงเฉวียน จนท่านแม่ทัพจ้าวโกรธเกรี้ยวถึงขั้นตัดสัมพันธ์พ่อลูก

          แต่ไม่ว่าอย่างไรเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ เมื่อตระกูลของมารดาต้องโทษตายทั้งหมด จะมิให้นางใจสลายได้หรือ!

          นางมองไปยังซู่ซู่ด้วยสายตาราวกับคนที่ตายไปแล้ว ทว่าฝ่ายตรงข้ามกลับมองมาอย่างดูหมิ่น “พี่โกรธแล้วหรือ อย่าเพิ่งสิ ข้ายังมีของขวัญชิ้นใหญ่มอบให้พี่อีก ข้าตั้งใจเตรียมให้พี่ใหญ่เลยนะ”

          หลังจากนั้นเจี่ยงหร่วนก็ถูกส่งเข้าไปยังห้องมืด สามเดือนแรกแห่งความทุกข์ทรมาน ร่างไร้แขนขาของนางกลายเป็นของเล่นให้เหล่าทหารนับร้อย นางถูกข่มขืนเสียยับเยิน ร่างกายถูกมีดกรีดจนผิวเนื้อกลายเป็นริ้วๆ ถูกเลาะฟันออกจากปากทีละซี่...ทีละซี่ นางดิ้นรนมีชีวิตรอดมาจนกระทั่งวันนี้

          วันที่นางได้เห็นแสงสว่างอีกครั้ง

          เสียงประตูเปิดดังแอ๊ด...

          บุรุษอ้วนฉุ ร่างกายคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นสุรา เดินเข้ามาในห้องที่เจี่ยงหร่วนถูกนำมาวางไว้

          หญิงสาวเห็นชายอ้วน ใช้มือยกร่างน้อยร่างหนึ่งโยนขึ้นเตียงแล้วตั้งท่าจะขึ้นไปทาบทับ ในเงาสลัว... นางมองเห็นว่าร่างนั้นดูคล้ายกับเด็กน้อย เขากำลังต่อสู้ดิ้นรน

          เมื่อเจี่ยงหร่วนมองเห็นใบหน้าของเด็กน้อยคนนั้น ดวงตาก็เบิกกว้างอย่างตกตะลึง

          นั่น… เพ่ยเอ๋อ!

          เขาคือบุตรบุญธรรมของนาง

          โดยมากแล้ว สตรีฝ่ายในล้วนมีเรือนร่างที่ผอมบางกว่ามาตรฐานของผู้หญิงทั่วไป สตรีจำนวนมากไม่อาจให้กำเนิดทารกได้ บางคนเมื่อคลอดบุตรแล้วก็สิ้นใจ

          มารดาของเพ่ยเอ๋อเป็นเพียงนางในตัวเล็กๆ เมื่อคลอดเขาแล้วก็สิ้นใจเช่นกัน ฮ่องเต้มิได้สนใจองค์ชายที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยผู้นี้ วันนั้นไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น ถึงได้ส่งองค์ชายมาให้เจี่ยงหร่วนเป็นคนเลี้ยงดู

          เวลาผ่านไปหกปี นางกับเพ่ยเอ๋อจึงบังเกิดความรักเฉกเช่นมารดากับบุตร ในวันที่เกิดการกบฏในวัง หญิงสาวพยายามพาเพ่ยเอ๋อหนี ทว่ากลับหนีไม่พ้น

          “ท่านแม่! ท่านแม่!” เพ่ยเอ๋อดิ้นรนร้องไม่หยุด แต่ก็หลบมือคู่นั้นที่กำลังฉีกกระชากเสื้อผ้าบนร่างของเขาไม่ได้

          เจี่ยงหร่วนรู้สึกถึงหัวใจของตนที่เย็นเยียบราวกับถูกแช่แข็ง หลี่ต้งที่คอยโอกาสนี้มานานแล้ว ชื่นชอบเล่นพิสดารกับเด็กชายเป็นที่สุดตอนนางเข้าวัง ตั้งแต่แรกก็รู้เรื่องนี้ดี แต่วันนี้กลับต้องมาทนมองบุตรชายถูกปีศาจผู้นี้ย่ำยีต่อหน้า

          สวรรค์ยังมีตาอยู่หรือไม่!

          เจี่ยงหร่วนพยายามส่งเสียงให้ดังที่สุด แต่มีเพียงเสียง “อ้าๆ” แหบพร่าเปล่งออกมาจากลำคอ

          หลี่ต้งมองมายังนางอย่างรังเกียจแวบหนึ่ง “ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด พระสนมถึงต้องชอบมาดูข้าปฏิบัติงานเช่นนี้ ทำให้ข้าหมดอารมณ์ยิ่งนัก” ที่จริงเรื่องนี้เขาคิดแล้วคิดอีก ทว่าก็ไม่อาจฝืนบัญชาของว่าที่ฮองเฮาองค์ใหม่ เขาไม่กล้าทำสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากการย่ำยีปลุกปล้ำเด็กชายที่ถูกกดทับอยู่บนเตียง

          ร่างพิกลพิการของเจี่ยงหร่วนกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ในอ่างไม้ เวลานี้หญิงสาวเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดซู่ซู่จึงยินยอมเหลือดวงตาคู่นี้ไว้ให้... น้องสาวต่างมารดาต้องการให้ตนได้เห็นญาติสนิทคนสุดท้ายตายไปต่อหน้าต่อตา

          เจี่ยงหร่วนนั่งอยู่ในอ่างไม้เหมือนท่อนไม้แกะสลักที่แข็งทื่อ ภาพในอดีตฉายชัดเข้ามาในความทรงจำทีละฉาก... ทีละเรื่อง

          สีหน้าอันหดหู่ของมารดาก่อนสิ้นใจ

          รอยยิ้มเย็นยะเยือกของบิดา

          คำมั่นสัญญาขององค์ชายแปด

          คำขอบคุณของซู่ซู่ขณะที่จับมือนางไว้แน่น

          ดวงตาเย็นชาของฮ่องเต้องค์ก่อน

          ความทุกข์ทรมานในวังหลวง

          สุดท้ายก็เหลือเพียงเสียงร้องไห้ดิ้นรนของเพ่ยเอ๋อตรงหน้าเท่านั้น

          ดวงตาสองข้างของเจี่ยงหร่วนปูดโปน แดงฉานไปด้วยเส้นโลหิต

          ทันใดนั้นเอง ที่มุมห้องอันมืดสลัว... สายตาของนางราวกับจะจับได้ถึงเงาร่างแปลกประหลาดสายหนึ่ง ที่ค่อยๆ ผุดขึ้นมาท่ามกลางความมืด ร่างนั้นกำลังมองเพ่ยเอ๋อ ทำท่าเหมือนกำลังยืนรอเด็กชาย แต่ดวงตาของเงาร่างนั้นก็เหลือบมองนางด้วย

          ใคร!!! เจี่ยงหร่วนจ้องกลับไป... พบว่าเจ้าของเงานั้นเป็นบุรุษร่างใหญ่โตในชุดขุนนางสีดำ ใบหน้าดำทะมึน เล็บมือทั้งสิบล้วนดำคล้ำและแหลมคม

          นางเบิกตากว้าง...

          แม้ผู้มาใหม่จะตัวโต สูงใหญ่จนศีรษะแทบจะจรดเพดาน แต่หลี่ต้งกลับมองไม่เห็นเขา เป็นไปได้อย่างไร!

          บุรุษปริศนาผู้นั้นก้าวออกมาจากมุมมืด เดินมานั่งที่ขอบเตียง พลางมองกิจกรรมน่าอนาถของหลี่ต้งด้วยแววตาไร้ความรู้สึก

          เจี่ยงหร่วนที่เหลือเพียงร่างพิกลพิการ มองตามสายตานั้น... แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง กัดลิ้นตัวเองแน่นเมื่อเห็นชัดเจนถึงสภาพอันย่ำแย่ของเพ่ยเอ๋อ ในยามนี้บุตรบุญธรรมที่ยังเยาว์วัยของนาง ถูกผลี่ต้งลอกคราบออกทั้งตัว ร่างผอมบางของเขาถูกกดเอาไว้ด้วยการบีบเค้นลำคอทั้งสองมือ จากนั้นช่องทวารหนักก็ถูกกระหน่ำเข้าใส่อย่างไร้ความปรานี การกระทำทั้งหมดนั้นมาจากชายร่างอ้วนฉุ ที่กำลังส่งเสียงครวญครางอย่างสุขสม

          เสียงเด็กน้อยร้องหานางดังลั่น เลือดสดๆ ไหลพรั่งพรูเต็มต้นขา “ท่านแม่... ท่านแม่”

          เจี่ยงหร่วนอยากจะร้องไห้นัก อยากส่งเสียงตอบเพ่ยเอ๋อ แต่ว่าลิ้นของนางตั้งแต่โคนจนถึงปลายถูกตัดออกไปหลายวันแล้ว ฟันหน้าทั้งบนล่างก็ถูกเลาะออกเกือบหมด นางมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกลืนโลหิตของตนเองเป็นอาหารเพียงเท่านั้น!

          เสียงร้องของบุตรชายดังลั่นราวกับเสียงเพรียกจากนรก

          ร่างไร้แขนขาในอ่างไม้ของเจี่ยงหร่วน ดิ้นทุรนทุรายอย่างบ้าคลั่ง เต็มไปด้วยความคั่งแค้นอย่างแสนสาหัส

          ยิ่งดิ้น กลิ่นคาวโลหิตก็ยิ่งคลุ้งไปทั้งห้อง บาดแผลตามตัวนับร้อยเปิดออกกว้าง

          ปริแยก... ฉีกขาด...

          แรงดิ้นเฮือกสุดท้ายของหญิงสาวดึงความสนใจของหลี่ต้งที่กำลังบีบเค้นลำคอเด็กชายอยู่ให้หันกลับมามองในที่สุด สภาพของเจี่ยงหร่วนทำให้หลี่ต้งตกใจจนกลิ้งตกจากเตียง จากนั้นชายวิตถารก็ร้องขอความช่วยเหลือราวกับหมูถูกเชือดเสียเอง “ช่วยด้วย ช่วยด้วย!”

          สตรีในอ่างไม้ท้ายที่สุดก็หยุดดิ้น เจี่ยงหร่วนเนื้อตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ น้ำตาเลือดไหลนองเป็นทางสีแดงสองสายอยู่ที่แก้มทั้งซ้ายและขวาในห้องแห่งนี้เต็มไปด้วยจิตอาฆาตแค้นชวนหวาดผวา

          บรรดาบ่าวรับใช้ผลักประตูเข้ามา แล้วก็ตะลึงงันอยู่ตรงนั้น แต่ละคนรู้สึกราวกับเห็นภูตผีปีศาจที่ผุดมาจากนรก เพื่อมาเอาชีวิตพวกเขา...

          หลี่ต้งทั้งโกรธทั้งกลัว ส่งเสียงออกคำสั่งอย่างโหดเหี้ยม “มัวยืนบื้อกันอยู่ได้ ไปเอาไม้มาตีมันให้ตายเสียสิ!” ภายใต้ความหวาดกลัวนั้นเขาไม่สนใจคำสั่งของว่าที่ฮองเฮาองค์ใหม่แล้ว เพราะอย่างไรในเรือนนี้ก็ล้วนเป็นคนของเขา จึงไม่ต้องกลัวความลับจะรั่วไหล

          ฮองเฮาต้องการให้หญิงผู้นี้ตายอย่างช้าๆ

          แต่ตอนนี้นางน่ากลัวจนเกินไป!

          บ่าวรับใช้ได้สติก็จับไม้พลองไว้แน่น แล้ววิ่งกรูกันเข้าไป แต่ละคนไม่เอ่ยวาจาใดช่วยกันหวดกระหน่ำลงบนร่างพิการของเจี่ยงหร่วน

          ไม่มีใครได้ยินเสียงสาปแช่งของสตรีในอ่างไม้ใบนั้นแม้แต่น้อย

          ไม่มีใครเลย...

          นอกจากบุรุษร่างสูงที่กำลังก้าวออกมาจากเงามืด

          เขาผู้นั้นยืนจูงมือของเพ่ยเอ๋อเอาไว้... ใช่แล้วเพ่ยเอ๋อ... เด็กชายยืนเนื้อตัวเปล่าเปลือยเต็มไปด้วยเลือด ดวงตาเลื่อนลอย ยืนอยู่ด้านข้างชายแปลกหน้าจากเงามืด บนเตียงเบื้องหลังของทั้งสอง ก็คือร่างของหลี่ต้งที่กำลังเคลื่อนไหวตัวเองอยู่บนร่างกายเล็กๆ ของเด็กชายต่ออย่างเมามัน

          ช้าก่อน!!!

          สติสุดท้ายของเจี่ยงหร่วนรางเลือน... เพ่ยเอ๋อกำลังนอนอยู่บนเตียงใต้ร่างของหลี่ต้งนี่นา แล้วเพ่ยเอ๋ออีกคนที่ยืนอยู่ข้างกายชายชุดดำและกำลังมองมาทางนางเล่า... เป็นใครกัน?

          เหตุใดจึงมีเพ่ยเอ๋อถึงสองคน!

          ทั้งชายแปลกหน้าและเพ่ยเอ๋อ เคลื่อนไหวราวกับล่องลอยมายืนอยู่ตรงหน้าอ่างไม้ มองบรรดาบ่าวรับใช้ที่กำลังหวดตีนางอย่างทารุณ บุรุษชุดดำสบตาเจี่ยงหร่วน แล้วส่ายหน้าน้อยๆ “หลับตาเสีย ทิ้งทุกอย่างในชาตินี้แล้วไปกับข้า...”

          ไม่… ใจของเจี่ยงหร่วนกรีดร้องทุรนทุราย

          “ชาตินี้เจ้าหมดบุญวาสนาแล้ว”

          ระหว่างที่เขากล่าวปลอบประโลม ซากร่างของเพ่ยเอ๋อด้านหลังก็ถูกหลี่ต้งถีบตกจากเตียง เด็กชายสิ้นใจตายในสภาพตาเบิกค้างลิ้นจุกปากลำคอถูกบีบจนเขียวคล้ำ เส้นผมถูกดึงทึ้ง ร่างเล็กนั้นแหลกเละยับเยิน

          แม้แต่ ‘เพ่ยเอ๋อ’ ที่กำลังยืนจูงมือชายแปลกหน้าในชุดดำอยู่นั้นก็ยังอดที่จะมองซากร่างของตนเองแล้วร้องไห้โฮออกมาไม่ได้

          “อภัยเสียเถิดแม่นาง...”

            ไม่… ไม่อภัย!

          ต่อให้ต้องตายไม่ได้ผุดได้เกิด เถ้ากระดูกแหลกสลายกลายเป็นผงธุลี ข้าก็ปรารถนา... ไม่ว่าชาติใดที่เกิดมา ก็จะขอตามติดเป็นผีร้ายราวีพวกมันทุกชาติไป ให้คนที่ทำร้ายข้าต้องชดใช้ด้วยเลือดเท่านั้น

          สวรรค์ไม่มีตา สวรรค์ไม่มีตา!

          ร่างที่โดนหวดกระหน่ำในอ่างไม้เริ่มอ่อนแรง ลำคอถูกหวดจนหักเอียงกระเท่เร่

          หน้าท้องเป็นแผลใหญ่ ลำไส้ไหลทะลัก

            ข้า--เจี่ยงหร่วนทำดีมาโดยตลอด... เหตุใดสวรรค์ถึงไม่มีตา!

          บุรุษผู้นั้นมองนางด้วยแววตานิ่งเฉยไม่เอ่ยวาจาใด

          นางจ้องเขากลับ เสียงภาวนาในใจเต็มเปี่ยมด้วยความแค้นรุนแรง... “ท่านคือพญามัจจุราชใช่หรือไม่ ขอโอกาสข้าอีกครั้งเถิดชาตินี้ข้าเกิดมาโง่เง่าเป็นไก่รองบ่อนของผู้อื่น โดนเขาหลอกใช้ถูกเขาสนตะพาย ล่อลวงจนต้องสิ้นใจตายอย่างน่าอนาถ หากได้มีโอกาสหายใจอีกครั้ง ข้าจะไม่ยอมให้ลมหายใจต้องเสียเปล่าอีกแล้ว”

          ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายของเจี่ยงหร่วนจะดับสูญ ในฉับพลันนั้น ชายแปลกหน้าก็พยักหน้าคล้ายจะตอบรับ เขาเดินแทรกกายเข้ามาระหว่างบ่าวไพร่นับสิบ โดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นแม้แต่น้อย

          บุรุษชุดดำโน้มร่างลงมา...

          วางปลายนิ้วลงกลางหน้าผากของหญิงพิการผู้อาภัพ

          เจี่ยงหร่วนกระตุกไปทั้งตัว บาดแผลตรงหน้าอกของนางปริออก กระดูกสันหลังหักกลาง

          ทว่า… สัมผัสจากปลายนิ้วของเขากลับทำให้นางมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่าครั้งใดในชีวิต

          ในที่สุดวิญญาณอาฆาตก็หลุดลอยออกจากร่างอันแหลกเหลว พร้อมกับคำกล่าวสุดท้ายที่ได้ยินในชาตินี้

            “เจ้าผิดแล้วเจี่ยงหร่วน... แท้จริงแล้วสวรรค์มีตา”

 

            ขณะเดียวกัน ณ ตำหนักหยางผิง

          “วันนี้ดูฝ่าบาททรงอารมณ์ดีเป็นพิเศษนะเพคะ” เจี่ยงซู่ซู่เอ่ยถามพลางหัวเราะน้อยๆ

          ฮ่องเต้ซินตี้ปรายตามองสตรีที่นั่งฝั่งตรงข้าม

          เส้นผมดำขลับของนางครอบด้วยรัดเกล้าสีทองเปล่งประกายแวววาว ใบหน้าอ่อนเยาว์งดงาม เรือนร่างอรชรสูงสง่ายิ่งทำให้นางพิเศษเหนือกว่าเทพธิดาในสวรรค์ทุกชั้นฟ้า บุตรสาวคนรองของเจี่ยงเฉวียนช่างพริ้มเพราหาที่เปรียบมิได้จริงๆ

          “ยังไม่มีข่าวคราวของเจี่ยงหร่วนอีกหรือ?” คาดไม่ถึงว่าเขาจะเอ่ยคำถามนี้ออกมา

          เจี่ยงซู่ซู่สีหน้าหมองคล้ำลงไปสองส่วน “ยังไม่มีเพคะ เชื่อว่าพี่สาวของหม่อมฉันคงจะพาเพ่ยเอ๋อหลบหนีออกจากวังไปแล้ว หลายปีมานี้พี่ใหญ่เองก็ลำบากไม่น้อย แต่ไม่ว่าอย่างไร นางก็ควรจะเชื่อใจฝ่าบาท.....”

          ฮ่องเต้พยายามนึกถึงเจี่ยงหร่วน ทว่า… ไม่ว่าจะหวนคิดอย่างไร ในความทรงจำของพระองค์ สตรีผู้นั้นก็เป็นเพียงเงาเลือนรางที่น่าอับอาย

          ชื่อเสียงของนางเสื่อมเสีย ที่สุดแล้วก็เป็นเพียงอิสตรีที่รูปโฉมพิลาสล้ำแต่ไร้ซึ่งสติปัญญา เขาแสร้งทำเป็นชื่นชมรักใคร่ พยายามเข้าหานางทุกวิถีทาง ก็เพียงเพื่อต้องการตระกูลเจี่ยงมาเป็นฐานอำนาจในการก่อกบฏของตน

          และตอนนี้ก็สำเร็จแล้ว

          ดังนั้นสำหรับเขา จะแต่งกับเจี่ยงหร่วนหรือเจี่ยงซู่ซู่ก็ไม่ต่างกัน

          แต่ในเมื่อเจี่ยงหร่วนเคยเป็นสนมของฮ่องเต้องค์ก่อน เขาย่อมไม่ต้องการอภิเษกกับของเหลือเดนเช่นนั้น

          แม้ว่าเจี่ยงหร่วนในฐานะพระสนมจะเสียสละตัวเอง ทำงานให้เขาอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็มิได้มีใจให้นาง ที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็เพียงความสงสัยเท่านั้น

          เขาอยู่ในวังมาก็นานหลายปี หลายครั้งที่ผ่านพ้นอุปสรรคมาได้ก็เพราะพึ่งพาการออกหน้ารับแทนของพระสนมเจี่ยง นางช่วยเหลือเขาไว้ไม่น้อย เขารู้ว่าเจี่ยงหร่วนรักเขา ทว่าเพราะเหตุใดในวันที่เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดแล้ว นางกลับหลบหนีออกไปจากวังหลวง ไม่อยู่ต่อเพื่อขอรับความดีความชอบเล่า?

          เขาไม่ชอบความรู้สึกที่ไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุเช่นนี้เอาเสียเลย

          ฮ่องเต้พระองค์ใหม่กระแอมแล้วตรัสว่า “นางช่างไม่รู้ดีชั่ว เป็นเพียงสตรีโง่งมคนหนึ่ง... ช่างเถิด ถึงเวลาแล้ว เราอย่าใส่ใจเรื่องของนางอีกเลย”

          เจี่ยงซู่ซู่โค้งกายแสดงความเคารพ แล้ววางมือลงตรงกลางฝ่ามือของบุรุษที่งามล้ำเหนือผู้ใดในแผ่นดิน

          ศักราชเซวียนเต๋อ ปีที่สิบแปด

          ฮ่องเต้ซินตี้ขึ้นครองราชย์ แต่งตั้งเจี่ยงซู่ซู่เป็นฮองเฮา

          ทรงสวมมงกุฎหงส์ให้นาง ด้วยสองมือของพระองค์เอง

          หมายผูกใจภักดิ์... รักมั่นยืนยาว

          ‘เจ้าผิดแล้วเจี่ยงหร่วน... แท้จริงแล้วสวรรค์มีตา’

            ‘แท้จริงแล้วสวรรค์มีตา’

            ‘สวรรค์มีตา... มีตา... มีตา...’

          เจี่ยงหร่วนลืมตาโพลงขึ้นมาทันใด ใจยังคงเต้นแรงอยู่ไม่หาย

          ลืมตา… ใจเต้น... เป็นไปได้อย่างไร?

          มิใช่ว่านางถูกควักสองตา แล้วโดนดาบสั้นแทงตัดขั้วหัวใจไปแล้วหรือ?

          นางจำได้ว่า หลังจากวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างที่กลายเป็นเพียงชิ้นเนื้อเละๆ ก้อนนั้นแล้ว บรรดาบ่าวรับใช้ก็พากันวิ่งออกจากห้อง จากนั้นก็มีไอ้โม่งในชุดดำสองคนเดินฝ่ากลิ่นคาวโลหิตตรงเข้ามา ชายคนแรกแทงขั้วหัวใจของนางด้วยปลายมีดคมกริบ คว้านแหวกหน้าอกจนเป็นโพรงกว้าง ก่อนจะดึงก้อนเนื้อที่เรียกว่า ‘หัวใจ’ ออกมาอย่างไม่รีบร้อน... คนที่สองจัดการเบิกตาคู่งามของนางให้เปิดกว้าง แล้วควักดวงตาทั้งสองออกจากเบ้าตา ทั้งคู่รวบรวมเศษซากของนางที่ขโมยออกมาได้เก็บไว้ในห่อผ้าห่อหนึ่ง ก่อนจะพุ่งกายจากไป

          การกระทำทั้งหมดช่างโหดร้ายนัก ดวงวิญญาณของเจี่ยงหร่วนที่ไร้ซึ่งดวงตา เริ่มมองเห็นสิ่งรอบกายเลือนรางลง นางเดินสะเปะสะปะไม่รู้ทิศทาง ก้าวเท้าต่อไปราวกับวิญญาณบาปที่ไร้จุดหมาย แสงสว่างเดียวที่ช่วยนำทางให้ ก็คือลำแสงสีทองที่กึ่งกลางหน้าผาก

          ลำแสงอันเกิดจากปลายนิ้วสัมผัสของบุรุษแปลกหน้าผู้นั้นนั่นเอง

          เจี่ยงหร่วนเดินต่อไปอย่างไม่รู้ทิศ... ไม่รู้วันเวลา

          ลำแสงกลางหน้าผากสว่างมากขึ้น บัดนี้มันเจิดจ้า เจี่ยงหร่วนเดินผ่านอากาศที่หนาวเหน็บและเริงร้อน ผ่านผู้คนมากมายทั้งหนุ่มสาว เด็กน้อยและคนชรา หญิงสาวจ้องมองพวกเขา มองทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายด้วยจิตพิศวง

          นางได้ยินเสียงหัวใจของแต่ละคนเต้น รับรู้ถึงอายุขัย โรคภัยไข้เจ็บ และความอยากได้อยากมีของพวกเขา

          เกิดอันใดขึ้นกับข้า?

          ในที่สุดเจี่ยงหร่วนก็รู้สึกอยากจะอาเจียน นางหอบจนหายใจติดขัด น้ำลายขมๆ ในลำคอทำท่าจะพุ่งออกมาจนต้องผวาลุกขึ้น

          ลืมตาอีกครั้งในที่สุด!!!

          ที่นี่คือที่ใดกัน...

          เจี่ยงหร่วนพบว่าตนเองกำลังเอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงไม้เก่าคร่ำคร่าหลังหนึ่ง หญิงสาวกวาดตามองรอบห้อง ยกสองมือขึ้นแตะเปลือกตาตนเอง รู้สึกประหลาดใจกับความ ‘มีอยู่’ ของมัน... พอลดฝ่ามือทั้งสองลงมองและพบว่ายัง ‘มีอยู่’ อีกเช่นกัน เมื่อกวาดตามองสองเท้าก็ยังคงไม่ขาดออกจากกาย เนื้อตัวโล่งสบายไร้บาดแผล

          นี่คือความจริงหรือว่าข้าฝันไป?

          หญิงสาวกวาดตามองไปรอบทิศทาง พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในห้องแคบๆ โกโรโกโสห้องหนึ่ง ผนังห้องที่ทาสีแดง มุงด้วยกระเบื้องสีเขียวเช่นนี้ ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก เมื่อสอดส่ายสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ก็พบว่าห้องที่นางนอนอยู่นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อที่เพาะปลูกอันกว้างใหญ่ของชาวนา ด้านนอกถูกปกคลุมด้วยผืนหิมะขาวโพลนดูหนาตา

          สุนัขขนสีนิลตัวหนึ่งซึ่งมีหน้าที่เฝ้าบ้าน กำลังเดินไปมาอยู่หน้าประตู บางครั้งก็กัดแทะกระดูกที่อยู่ในชามอย่างเชื่องช้า

          เจี่ยงหร่วนจ้องมองมัน สักพักก็เลิกคิ้ว

          เพียงเท่านั้น... ราวกับถูกลมหนาวหอบใหญ่พัดเข้ามาปะทะร่าง เจ้าสุนัขร้องหงิงๆ... วิ่งไปซ่อนตัวอยู่ใกล้กองไม้เก่าๆ หลังบ้านทันทีเจี่ยงหร่วนซึมซับทุกสิ่งเข้าสู่ห้วงความคิดของตน และเริ่มเรียบเรียงทุกสิ่งอย่างที่สายตามองเห็น ปะติดปะต่อกันจนเป็นรูปร่าง

          ที่นี่... แท้จริงแล้วคือกระท่อมในถิ่นชนบททุรกันดาร ที่นางถูกเนรเทศออกจากบ้านให้มาอยู่อาศัยนั่นเอง

          เจี่ยงหร่วนตลบผ้าห่ม พิจารณาเรือนร่างเล็กๆ ของตนเอง

          และข้า... ก็กลับมาเป็น ‘ตนเอง’ ในวัยสิบสี่ปี!

          ทุกอย่างในอดีตหวนคืนมาอีกครั้ง มิใช่เพียงห้วงความทรงจำแต่เป็นชีวิตจริง

          ‘ท่านคือพญามัจจุราชใช่หรือไม่ ขอโอกาสข้าอีกครั้งเถิด ชาตินี้ข้าเกิดมาโง่เง่าเป็นไก่รองบ่อนของผู้อื่น โดนเขาหลอกใช้ ถูกเขาสนตะพาย ล่อลวงจนต้องสิ้นใจตายอย่างน่าอนาถ หากได้มีโอกาสหายใจอีกครั้ง ข้าจะไม่ยอมให้ลมหายใจต้องเสียเปล่าอีกแล้ว’

          เจี่ยงหร่วนหรี่ตาลง...

            ในที่สุดริมฝีปากเล็กๆ ก็โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มออกมาอย่างน่ากลัว

 

            วันนี้เป็นวันก่อนตรุษจีน

          ประตูบ้านแปะด้วยภาพวาดธัญพืชมงคลอันงดงาม ชายคาห้อยโคมไฟอ้วนกลมไว้สามดวง เสียงประทัดดังมาจากด้านนอก คนในห้องส่งเสียงหัวเราะพูดคุย

          ช่วงเวลาอาหารมื้อค่ำของปีเก่าที่จะผ่านเข้าสู่ปีใหม่ แม้ว่าจะเป็นอาหารของครอบครัวชาวนา แต่สำรับอาหารแปดอย่างตามพิธี ก็ต้องทำออกมาด้วยความประณีต มีผักมีเนื้อครบถ้วนตามประเพณี

          ที่นิยมกันมากก็คือปลาตุ๋นถั่วหอม เนื้อน้ำแดงโบราณ ไก่อบควันชาหอม มะเขือห้าสี เกี๊ยวไส้แพะผัดหอมใหญ่ กุ้งประทานพร ลูกชิ้นสี่พิสมัย แตงกวาทองอำพัน ด้านข้างต้องจัดวางด้วยกาสุราเกาเหลียงที่หมักจนหอมกรุ่น ทั้งหมดอย่าได้ขาดตกบกพร่อง เพราะมันสะท้อนถึงความมั่งคั่งและความเป็นมงคลของครอบครัว

          ชาวบ้านที่นี่ แต่ละคนต่างดื่มกินชนจอกกันอย่างครึกครื้นแสนสำราญ ต่างจากกระท่อมหลังหนึ่ง ห่างไกลจากบ้านหลังอื่นๆ ที่มีเพียงแสงเทียนดวงน้อยวูบไหว ซึ่งเริ่มอ่อนแสงลงราวกับว่าจะมอดดับได้ทุกเมื่อ

          สตรีวัยสาวร่างกายสูงใหญ่นางหนึ่ง กำลังเติมเชื้อฟืนลงไปในอ่างเผาไฟอย่างระมัดระวัง ผมรวบขึ้นเหมือนสาวใช้ทั่วไป นั่งอยู่หน้าห้องโกโรโกโส คอยเติมเชื้อฟืนลงไปในอ่างเผาทุกๆ หนึ่งถ้วยชา* 

          อ่างไฟเมื่อถูกเติมเชื้อฟืนมากเข้าก็สว่างโชติช่วง ส่งควันโขมงทิ่มแทงนาสิกประสาทออกมามิได้ขาด

          สาวใช้ร่างเล็กอีกคนรีบร้อนวิ่งตรงเข้ามาหา หยิบพัดจากพื้นขึ้นมาโบกลมอย่างระมัดระวัง พลางบ่นว่า “เหลียนเชี่ยว เจ้าระวังหน่อยเถิด ร่างกายของคุณหนูยังไม่สู้ดี สำลักควันขึ้นมาจะทำอย่างไร?”

          เหลียนเชี่ยวเบ้ปากอย่างรู้สึกโกรธเคือง ทว่าก็ยังคงสะกดอารมณ์เอ่ยเสียงต่ำๆ ออกมาว่า “ข้าก็หวังให้ฟืนนี้ไม่มีควันเช่นกัน... วันนี้ข้าจึงบากหน้าไปหาพวก ‘จางหลาน’ อย่าว่าแต่ถ่านชั้นดีเลย แค่ก้อนถ่านดำๆ ธรรมดาก็ไม่เหลือ ส่วนนางก็ดีนัก... บอกปัดมาว่า สองสามวันมานี้ที่บ้านใช้ถ่านเป็นจำนวนมาก ตอนนี้ในโรงเก็บจึงไม่เหลือเลย ชิชะ! หลอกเด็กสิไม่ว่า วันนี้เป็นวันสิ้นปี ในบ้านจะไม่มีถ่านได้อย่างไร? คิดจะวางอำนาจหลอกลวงข้า หากไม่ใช่เพราะวันนี้คุณหนูยังคงป่วยไข้ ไม่อยากให้ต้องกังวลแล้วละก็... ข้าจะตบปากนางจางหลานสักฉาด!”

          “เจ้า....” สาวใช้ที่โบกพัด ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “เจ้าหนอเจ้า... ลดความมุทะลุของเจ้าลงบ้างเถิด คนบ้านนี้ต่อให้รังแกพวกเรามากเพียงใด แต่วันนี้เราก็จำต้องอยู่ภายใต้ชายคาบ้านเขา มิอาจกระด้างกระเดื่อง หากว่าเจ้าก่อเรื่องขัดแย้งขึ้นมา คนที่ต้องรับเคราะห์ก็คือคุณหนูของเรานะ”

          เหลียนเชี่ยวมองอีกฝ่ายอย่างดูถูกแวบหนึ่ง “ไป๋จื่อ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้ามันปอดแหกหรือโง่เง่ากันแน่! คนบ้านนี้มีฐานะใด... ฮึ! แล้วคุณหนูใหญ่ของเราฐานะใด ไม่ว่าชีวิตคุณหนูจะเกิดเรื่องใดขึ้นก็ตาม แต่ด้วยฐานะของนาง ก็ย่อมไม่อาจให้คนชั้นต่ำพวกนั้นมารังแกได้โดยง่าย!”

          ไป๋จื่อส่ายหน้า “เจ้ากับข้าล้วนเป็นสาวใช้ของคุณหนู ข้าก็ใช่ว่าจะไม่คิดหาทางออกที่ดีให้แก่นาง แต่คนในเมืองหลวงก็ยังไม่ส่งข่าวคราวมาเสียที ไม่รู้ว่าคุณหนูจะต้องทนอยู่ที่นี่ต่อไปอีกนานเท่าไร? หากว่าพักอยู่ช่วงหนึ่งก็ยังพอไหว แต่เจ้าลองนับดูสิ จนบัดนี้ก็หลายปีดีดักแล้ว นายท่านยังไม่เห็นส่งใครมาถามไถ่แม้แต่น้อย ถ้าหากจะต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตแล้วเจ้าเกิดทะเลาะหมางใจกับพวกเขา คนที่ต้องเดือดร้อนก็คือคุณหนูของเรานะ”

          เหลียนเชี่ยวได้ฟังก็นิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะพึมพำออกมา “หรือว่าจะต้องทนดูให้พวกนั้นมันมารังแกอยู่เฉยๆ แบบนี้หรือ?”

          ไป๋จื่อได้แต่ถอนหายใจเบาๆ บรรยากาศเงียบงันเข้าแทนที่ ในห้องมีเพียงเสียงไม้ฟืนที่ปะทุออกเพราะไฟเผาดังเปรี๊ยะๆ สองสาวใช้ยังคงโบกพัดในมือ ไม่มีใครรู้ว่าคนที่อยู่บนเตียงฟื้นขึ้นมาแล้ว

          เจี่ยงหร่วนตื่นขึ้นมาได้ครู่หนึ่ง บทสนทนาของไป๋จื่อกับเหลียนเชี่ยวนั้นได้ยินชัดเจนเต็มสองหู

          ไป๋จื่อกับเหลียนเชี่ยว คนสนิทที่นางรักยังมีชีวิตอยู่จริงหรือ ถ้าเช่นนั้น...

          นาง… แต่เดิมที่อายุยี่สิบสี่ปี

          บัดนี้กลับย้อนเข้าสู่ร่างของตนในวัยสิบสี่ได้อย่างน่าอัศจรรย์

          ย้อนกลับมาสิบปีก่อนหน้าที่ตนจะถูกฆ่าตายอย่างเลือดเย็น!

          เรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งตรงหน้า ราวกับฝันกลางวัน แต่เจี่ยงหร่วนรู้ดีกว่านั้น นี่ไม่ใช่ฝันกลางวัน แต่มันคือช่วงเวลาที่หนี้แค้นจะถูกล้างด้วยเลือด ในเมื่อ ‘สวรรค์มีตา’ ประทานโอกาสให้ ตนก็จะขอน้อมรับไว้อย่างไม่เกรงใจ

          และจะใช้โอกาสที่สองนี้ให้ดีที่สุด

          เมื่อเห็นเจ้านายฟื้น ไป๋จื่อกับเหลียนเชี่ยวก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะนับแต่วันที่ตกน้ำ... คุณหนูก็หมดสติไปสิบกว่าวัน หมอที่มาดูอาการต่างบอกว่าไม่อาจฝืนชะตาฟ้า พวกจางหลานถึงกับเตรียมโลงศพ และเตรียมจัดงานไว้แล้ว ไม่คาดคิดว่านางจะกลับฟื้นขึ้นมาได้

          ตอนนี้เหลียนเชี่ยวกุมมือเจ้านายไว้แน่นพลางร้องไห้โฮ ขอพรให้สวรรค์คุ้มครอง หญิงสาวขยับเปลือกตาเบาๆ มองสาวใช้ทั้งสองคนด้วยแววตาซาบซึ้งใจ

          ต่อให้นางเคยตายไปแล้วครั้งหนึ่ง เรื่องราวเลวร้ายในอดีตก็หาได้ปลาสนาการไปไม่ ยังคงตรึงแน่นฝังใจ

          หลังจากที่มารดาถึงแก่กรรม ภรรยาคนที่สามของบิดาก็ก้าวขึ้นเป็นฮูหยินใหญ่ แล้ววันหนึ่ง... นักพรตเต๋าพเนจรเดินทางผ่านมา ได้คำนวณชะตาให้นาง บอกว่าช่างเลวร้ายเหลือประมาณ มีดวงกินบิดรกลืนมารดา เป็นโชคชะตาที่อาภัพแสนสาหัส

          เดิมทีเจี่ยงเฉวียนผู้เป็นบิดา คิดจะส่งบุตรสาวคนโตไปอยู่วัดประจำตระกูล ให้มอบกายถวายจิตวิญญาณแด่บวรศาสนาไปชั่วชีวิต ทว่าในตอนนั้น... น้องรองซู่ซู่กลับคุกเข่าขอร้องท่านพ่อ เจี่ยงเฉวียนจึงค่อยเปลี่ยนความคิด ส่งนางไปยังหมู่บ้านในเขตห่างไกลแทน

          เพราะเหตุนี้ เจี่ยงหร่วนในยามนั้นจึงรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของน้องรองเสมอมา ทว่า... เมื่อถูกส่งมาอยู่ที่นี่นางก็ถูกคนรังแกไม่เว้นวันตอนนี้จึงเพิ่งรู้ว่าทั้งหมดล้วนเป็นแผนการของซู่ซู่และมารดาเลี้ยงทั้งสิ้น

          พวกนั้นคิดจะกวาดล้างนางจนถึงชีวิต!

          หน้าที่รับผิดชอบหลักในหมู่บ้านแห่งนี้ สกุลเจี่ยงผู้เป็นเจ้าของที่ดินมอบให้บ่าวรับใช้นาม ‘จางหลาน’ เป็นคนคอยดูแลจัดการ

          จางหลานผู้นี้เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง หลงใหลในทรัพย์สินเงินทอง นิสัยใจคอดุดัน ชอบเอ่ยวาจากระทบกระเทียบด่าทอเจี่ยงหร่วนอยู่เสมอ สามีของนางมีนามว่า ‘เฉินฝูยิ่ง’ เป็นนักเลงดื่มกิน กระทำการไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย วันทั้งวันสำมะเลเทเมาเคล้าการพนันไม่ว่างเว้น

          สองคนนี้มีบุตรชายหนึ่งและบุตรสาวอีกหนึ่ง บุตรชายนาม‘เฉินเจา’ มัวเมาในกามาเป็นที่สุด บุตรสาวนามว่า ‘เฉินฟางยิ่ง’ เป็นคนชอบรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า

          เมื่อครั้งเจี่ยงหร่วนมาที่นี่ ได้นำเอากำไลและสร้อยคอของมีค่าอันเป็นสมบัติเก่าของมารดาติดตัวมาด้วยไม่น้อย ตอนนี้ส่วนหนึ่งตกอยู่ในมือจางหลาน ที่เหลือก็ถูกเฉินฟางยิ่งหลอกเอาไปเสียหมด

          เมื่อสิบกว่าวันก่อนเจี่ยงหร่วนพลัดตกน้ำ นั่นเป็นเพราะว่าถูกเฉินเจาลวนลามที่ริมสระ เจี่ยงหร่วนทนให้ตนเองถูกล่วงล้ำไม่ได้ ด้วยความที่ทั้งซื่อและหวาดกลัว เด็กสาววัยสิบสี่ปีจึงตัดสินใจกระโดดลงน้ำ

          เฉินเจาเห็นว่าตัวเองก่อเรื่องใหญ่ก็รีบร้อนวิ่งหนี เหลียนเชี่ยวกับไป๋จื่อที่อยู่ไม่ไกลรีบตามคนมาช่วยเจี่ยงหร่วนขึ้นจากน้ำ ตอนนั้นเจี่ยงหร่วนหมดสติไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ อีก คืนวันอันเหน็บหนาวที่สุดแห่งเหมันต์ สายน้ำเย็นยะเยือกทิ่มแทงเข้าไปในกระดูกนาง กอปรกับหลายปีมานี้เจี่ยงหร่วนถูกบ่าวรับใช้จางหลานและครอบครัวทรมานจนร่างกายอ่อนแอเป็นที่สุด เมื่อต้องมาตกน้ำในฤดูหนาวจึงเปรียบดั่งเคราะห์ซ้ำกรรมซัด

          ในที่สุดตนเองก็ป่วยหนัก

          เจี่ยงหร่วนจดจำทุกเรื่องราวได้อย่างแม่นยำ ครานั้น... หลังจากฟื้นขึ้นมานางก็ไม่สบายอยู่หลายวัน ที่เลวร้ายกว่านั้น คือภายนอกกลับมีข่าวลือเสื่อมเสีย บอกเล่าต่อๆ กันว่า เด็กสาวอายุเพียงสิบสี่ปีให้ท่าผู้ชาย ร่างกายมีค่าดั่งทองพันชั่งแต่ไม่รักนวลสงวนตัว ให้ท่าเฉินเจาไม่สำเร็จก็กระโดดลงน้ำหนีอายไป

          ตอนนี้เมื่อไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนจึงพบว่า น่าจะเป็นถ้อยคำของจางหลาน ที่เอาความสกปรกแปดเปื้อนน่ารังเกียจทั้งหมดสาดมาให้นางรับไว้เพียงผู้เดียว ทำให้นางมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ลือกระฉ่อน หลังจากเหตุการณ์นี้ ต่อให้เจี่ยงหร่วนเติบโตขึ้นมีหน้าตาสะสวย จนกระทั่งได้เข้าถวายตัวในวัง แต่ก็ยังต้องถูกตราหน้าว่าเป็น ‘นังเด็กร่านสวาทริมสระน้ำ’ ผู้นั้นอยู่นั่นเอง!

          เจี่ยงหร่วนเผยรอยยิ้มอาฆาตแค้นออกมาจางๆ

          แท้จริงแล้ว ข้าถูกจัดวางรากฐานของชีวิตไว้ให้ตกต่ำด้วยสองมือของมารดาเลี้ยงและน้องสาวแพศยามาตั้งแต่ต้นแล้วหรือนี่ พวกมันเข้ามาก้าวก่ายจัดการชีวิตของนางทีละขั้นทีละตอน กดเอาไว้... ข่มเอาไว้สาดโคลนจนโสมม ไม่ว่าจะย่างก้าวไปที่ไหนก็มีแต่คนรังเกียจนินทา

          แต่วันนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป... ด้วยชีวิตที่สองที่นางได้มา

          เจี่ยงหร่วนตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ คำนวณวันเวลาแล้ว คิดว่าวันนี้ข่าวใส่ร้ายป้ายสีตนเองคงยังมิได้แพร่ออกไป

          หึหึ... อย่ากระนั้นเลย

          ใช้โอกาสปีใหม่นี้ มอบของขวัญให้บ่าวรับใช้จางหลานสักหน่อยน่าจะดีไม่น้อย จากนั้นค่อยหาวิธีเดินทางกลับเมืองหลวง เพราะหากยังอยู่ในหมู่บ้านทุรกันดารเช่นนี้ต่อไป เมื่อใดจะได้ชำระล้างหนี้แค้นกันเล่า!!!

          และที่สำคัญ... เจี่ยงซู่ซู่ ท่านแม่สามเซี่ยเหยียนและท่านพ่อของข้า

          ข้าคิดถึงพวกท่านมากเหลือเกิน!

 

          เจี่ยงหร่วนมองออกไปนอกหน้าต่าง

          เสียงประทัดจากด้านนอกดังอยู่เป็นระยะ มีเพียงนางและสาวใช้อีกสองคนในห้องเล็กแห่งนี้เท่านั้น ที่เปลี่ยวเหงาโดดเดี่ยว

          เจี่ยงหร่วนค่อยขยับกายลุกนั่ง... ไป๋จื่อได้ยินเสียงผู้เป็นนายขยับตัวก็รีบลุกขึ้นวิ่งมาประคอง “คุณหนูตื่นแล้ว เจ็บปวดที่ใดหรือไม่เจ้าคะ?”

          เจี่ยงหร่วนส่ายหน้าไปมา “ตอนนี้เป็นเวลาใด?”

          “ประมาณยามซวี* เจ้าค่ะ” ไป๋จื่อตอบ

          เหลียนเชี่ยววางพัดในมือลง แล้วถามด้วยความห่วงใย “คุณหนูหิวหรือไม่เจ้าคะ? บ่าวจะไปห้องครัวจัดเตรียมอาหารมาให้เจ้าค่ะ”

          บรรดาคุณหนูและฮูหยินที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ เกินครึ่งล้วนเป็นผู้มีโทษติดตัว ต่อให้เป็นเจ้าใหญ่นายโตมาก่อน หากไม่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษแล้ว ก็ต้องตกระกำลำบากอย่างเลวร้ายน่าเวทนา ตรากตรำเสียยิ่งกว่าเป็นทาสเสียอีก

          นี่เป็นค่ำคืนก่อนวันตรุษจีน ทว่าอาหารก็ยังไม่ส่งมา น่าประหลาดใจนัก

          เจี่ยงหร่วนยังไม่ทันได้ตอบคำถาม เสียงเคาะประตูก็ขัดจังหวะขึ้น ผู้อยู่ด้านนอกส่งเสียงว่า “คุณหนูใหญ่ บ่าวมาส่งอาหารค่ำก่อนปีใหม่เจ้าค่ะ”

          เหลียนเชี่ยวตกตะลึง เจี่ยงหร่วนเพียงหรี่ตา ยิ้มมุมปาก ตอบกลับไปว่า “เข้ามาเถิด”

          ประตูเปิดออก คนที่ก้าวเข้ามาเป็นสาวใช้ที่แต่งกายสดใส สีหน้ายินดีปรีดาเต็มที่ ในมือประคองตะกร้าอาหารเอาไว้ ผู้มาเยือนส่งรอยยิ้มให้ทุกคนในห้องพลางกล่าวว่า “ท่านป้าหลาน... กำชับให้บ่าวมาส่งอาหารเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่กินสักหน่อยนะเจ้าคะ”

          ไป๋จื่อเห็นเจี่ยงหร่วนไม่ขยับหรือเอ่ยคำใด จึงก้มหน้าลงมองอย่างสงสัย

          พลันเห็นดวงตาของคุณหนูราวกับมีประกายบางอย่างสะท้อนออกมา

          แสงสะท้อนบางเบาดุจคมมีดตวัดผ่าน

          ในที่สุดคุณหนูก็เงยหน้าขึ้น ส่งรอยยิ้มน้อยๆ แย้มออกอย่างอ่อนโยน

          สาวใช้ที่เข้ามาใหม่นี้ชื่อว่า ‘ชิวเยี่ยน’ เป็นหัวหน้าสาวใช้ของหมู่บ้านแห่งนี้ ตำแหน่งแม้จะไม่สูงเท่าจางหลานแต่ก็ถือว่ามีหน้ามีตาไม่น้อย

          คืนส่งท้ายปีเก่าเช่นนี้ จางหลานใช้ให้ชิวเยี่ยนมาส่งอาหารให้ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ปีก่อนๆ ไม่เคยเกิดขึ้น... ทำราวกับพยายามให้เกียรติคุณหนูตระกูลเจี่ยง

          เจี่ยงหร่วนคิดว่าจางหลานต้องการจะลบคำครหาของผู้คน จึงทำเป็นให้ความสำคัญอย่างออกหน้าออกตากับตนเอง ที่ป่วยหนักนอนซมอยู่บนเตียง

          ชิวเยี่ยนวางตะกร้าอาหารลง แล้วก็มองประเมินไปรอบๆ ห้องแวบหนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เข้ามาในห้องของเจี่ยงหร่วน จึงได้เห็นว่าห้องนี้ทั้งเล็กและแคบนัก อีกทั้งยังคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าเก่าคร่ำครึอย่างประหลาด กำแพงห้องที่มีชายคากำบังก็มีรอยรั่วที่เห็นได้ชัดเจนว่ามีร่องรอยของน้ำฝนไหลอาบลงมา ผ้าห่มที่อยู่บนเตียงก็บางเหลือคณาของใช้ต่างๆ ในห้องล้วนแตกหักพังยับ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องใช้งาน

          ต้องอาศัยอยู่ในห้องที่ไม่ต่างไปจากนรกเช่นนี้ ร่างกายของเจี่ยงหร่วนจะย่ำแย่ก็ไม่นับว่าแปลก คิดแล้วห้องนี้ก็หาใช่ห้องที่มีไว้สำหรับคุณหนูตระกูลสูง ต่อให้สาวใช้ซึ่งต่ำต้อยที่สุดในหมู่บ้าน ก็ไม่มีใครต้องอาศัยอยู่ในห้องที่คร่ำคร่าราวจะพังทลายได้ทุกเมื่อเช่นนี้แน่

          ชิวเยี่ยนถูกบรรยากาศในห้องสะกดจนนิ่งงัน และแจ้งแก่ใจทันทีว่าครอบครัวจางหลานแม้จะรักเงินทองยิ่งชีพ แต่หากมิได้รับคำสั่งจากเบื้องบนลงมา ย่อมไม่กล้าที่จะปฏิบัติต่อคุณหนูใหญ่เช่นนี้เป็นแน่ ในเมื่อการกลั่นแกล้งเด็กสาวผู้นี้ เป็นเป้าหมายของฮูหยินสามตระกูลเจี่ยง.. ชิวเยี่ยนเองก็ไม่อาจยื่นมือเข้าแทรก

          “เจ้าชื่อชิวเยี่ยนหรือ?” คนบนเตียงเอ่ยถาม น้ำเสียงยังคงแหบแห้ง ทว่ากลับเจือด้วยความนุ่มนวล

          ชิวเยี่ยนมองตอบ พลางยิ้ม “เป็นชื่อของบ่าวเจ้าค่ะ”

          ไป๋จื่อกับเหลียนเชี่ยวที่ยืนอยู่ข้างกายเจี่ยงหร่วน ต่างก็จ้องตรงไปยังชิวเยี่ยน ในหมู่บ้านนี้ นอกเสียจากคุณหนูและพวกนางทั้งสอง ทุกคนล้วนแต่เจ้าเล่ห์เพทุบาย ไว้ใจไม่ได้ทั้งสิ้น

          เจี่ยงหร่วนอมยิ้มกับคำตอบ “คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของปีสินะ พี่ชิวเยี่ยนแต่งกายชุดนี้ ช่างพอดีเรือนร่างงดงามยิ่งนัก ใส่แล้วสวยน่ามองเหลือเกิน”

          คำชมนี้ฟังแล้วแปลกหูนัก ชิวเยี่ยนแม้จะยังงุนงงอยู่แต่ก็ยิ้มตอบ “เสื้อผ้าที่ข้าสวม เป็นท่านป้าหลานมอบให้ ข้าเป็นเพียงบ่าวรับใช้ หากจะพูดเรื่องสวยๆ งามๆ คงต้องขายหน้าคุณหนูใหญ่แล้ว”

          เจี่ยงหร่วนค่อยๆ ทอดถอนใจ “ท่านป้าหลานช่างมีน้ำใจเหลือเกินทุกคนในหมู่บ้านล้วนแล้วแต่ได้รับแจกชุดใหม่ เช่นนั้นหรือ?”

          น้ำเสียงของนางอ่อนหวานแผ่วเบา กล่าวพลางก็ยิ้มไปพลาง...

          ในความเป็นจริง ชิวเยี่ยนจะต้องพยักหน้ารับคำ ทว่าพลันฉุกคิดขึ้นมาว่า ทุกคนในหมู่บ้านล้วนได้รับเสื้อผ้าชุดใหม่ นอกเสียจากพวกนางนายบ่าวสามคนในห้องเก่าๆ แห่งนี้ คำตอบนี้ อย่างไรเสียก็เอ่ยออกไปไม่ได้ กำลังคิดจะบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนประเด็น ก็ได้ยินเจี่ยงหร่วนส่งเสียงเบาๆ ออกมา

          “สาวใช้ข้างกายข้าสองคนนี้ออกจะงุ่มง่าม แค่แต่งกายก็ยังสดใสสู้พี่ชิวเยี่ยนไม่ได้เลย มีคำหนึ่งพี่พูดผิดถนัด ข้ามิได้พูดจาหยอกล้อพี่เล่นพี่ชิวเยี่ยนบอกว่าตัวเองเป็นเพียงบ่าวรับใช้ ทว่าชีวิตความเป็นอยู่นั้นดูดีกว่าข้า... ดูภูมิฐานกว่าข้านัก”

          วาจาคมกริบเช่นนี้ ช่างไม่เข้ากับความอ่อนหวาน ใสซื่อของเจี่ยงหร่วนเลยแม้แต่น้อย ชิวเยี่ยนรู้สึกหวาดผวาอย่างไม่รู้สาเหตุทนไม่ไหวจนต้องเพ่งมองคนบนเตียง ภายใต้แสงเทียนสลัว ดรุณีน้อยบนเตียงรับน้ำชาที่ไป๋จื่อส่งให้ ไอร้อนของน้ำชาพวยพุ่งบดบังใบหน้านางไว้ครึ่งหนึ่ง จึงมองไม่เห็นอารมณ์ที่แท้จริง เห็นเพียงคิ้วเรียวโค้งดำขลับงดงามโดดเด่น ซึ่งเป็นความงดงามเฉพาะตัวของคุณหนูผู้นี้

          เจี่ยงหร่วนเอ่ยเสียงปนหัวเราะว่า “พี่ชิวเยี่ยนแต่งกายงดงามภูมิฐานเช่นนี้ วันข้างหน้าเมื่อถึงอายุที่สมควรออกเรือน อาจได้แต่งกับผู้มีชาติตระกูลสูงส่ง เอ… จะว่าไปแล้ว... คุณชายรองของตระกูลหม่าซึ่งเป็นตระกูลขุนนางก็ไม่เลว คุณชายผู้นี้มีฮูหยินและเมียรองรวมสิบสองคน พี่ชิวเยี่ยนน่าจะได้เป็น... คน--ที่--สิบ--สาม กระมัง?”

          ชิวเยี่ยนตกตะลึง รู้สึกเหมือนมีไอเย็นจัดแล่นปลาบมาจากปลายเท้าขึ้นสู่สมอง

          หัวหน้าสาวใช้สั่นไปทั้งตัว ใบหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือด

          นางกัดริมฝีปากตัวเองแล้วเบิกตากว้าง จับจ้องไปยังเจี่ยงหร่วน ไม่กล้ากล่าวออกมาแม้เพียงประโยคเดียว

          เจี่ยงหร่วนเองก็ไม่เอ่ยคำใดอีก ได้แต่ปล่อยให้น้ำชาในถ้วยปริ่มอยู่ที่ริมฝีปาก แล้วค่อยๆ จิบเข้าไปทีละน้อย...ทีละน้อย

          นานครู่หนึ่ง ชิวเยี่ยนที่เพิ่งจะรวบรวมความกล้าขึ้นมาได้ จึงกล่าวอย่างดุดัน “บ่าวไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่พูดถึงเรื่องใด-- หรือว่า...” ครึ่งประโยคแรกยังพูดจาอย่างอาจหาญชาญชัย ทว่าครึ่งประโยคหลังกลับรู้สึกหวาดกลัวจับใจ... จึงไม่กล้าเอ่ยออกมา

          “นกย่อมหาไม้ที่ดีกว่ามาทำรัง คนย่อมเดินไปยังที่สูง น้ำย่อมไหลลงเบื้องต่ำ พี่ชิวเยี่ยนเองก็เป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์... ไม่ต้องเขินอายไปหรอก” เจี่ยงหร่วนก้มหน้าลงหัวเราะ “นี่เป็นเรื่องดี หากว่าวันหน้าพี่ชิวเยี่ยนได้เป็นฮูหยินสิบสามจริงๆ ข้าก็คงต้องส่งตลับแป้งสีชาดให้พี่เป็นของขวัญบ้างแล้ว”

          ชิวเยี่ยนยืดตัวตรง หมัดทั้งสองข้างกำแน่น

          เจี่ยงหร่วนมินำพาต่อกิริยาของอีกฝ่าย เพียงบีบนวดหว่างคิ้วตนเองแล้วเอ่ยปากต่ออย่างเกียจคร้าน “ครู่เดียวข้าก็ง่วงเสียแล้ว ร่างกายข้ายังไม่สู้ดีนัก ไม่อาจไปกล่าวอวยพรปีใหม่กับท่านป้าหลานได้ รบกวนพี่ชิวเยี่ยนขอโทษนางแทนข้าด้วย” กล่าวจบก็หันมาสั่งไป๋จื่อ “ส่งแขก”

          นี่เป็นคำไล่แขกที่อ้อมค้อมจากผู้เป็นเจ้าของห้องนี้หรือ?

          ชิวเยี่ยนตอนนั้นยังไม่ทันรู้สึกตัว เพียงแต่หวังว่าจะรีบออกไปจากห้องที่แสนจะกดดันห้องนี้ให้เร็วที่สุด จึงเผลอพยักหน้ารับคำ ไม่มีท่าทางเย่อหยิ่ง ‘เป็นต่อ’ เหมือนตอนที่เดินเข้ามาเลยแม้แต่น้อย

          ขณะที่ไป๋จื่อเดินนำแขกมาถึงประตู เจี่ยงหร่วนก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ใช่แล้ว พี่ชิวเยี่ยน ที่ข้าเอ่ยถึงเรื่องการแต่งกายของบ่าวรับใช้ของข้าในเมื่อเป็นวันปีใหม่ ข้าเองก็คิดอยากจะมองแต่ของสวยงาม วานพี่ชิวเยี่ยนคิดหาวิธีเปลี่ยนแปลงพวกนางให้ดูสดใส น่ามองสักหน่อยเถิด”

          ชิวเยี่ยนกัดริมฝีปากตัวเองแน่น เค้นเสียงลอดไรฟันว่า “คุณหนูใหญ่บีบบังคับข้ารึ...”

          “พี่ชิวเยี่ยนฉลาดเหนือคนเหลือเกิน” เจี่ยงหร่วนขัดจังหวะคำพูดอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแฝงความน่าเกรงขาม “มิน่าเล่า ถึงกล้ายัดเยียดตัวเองเป็นอนุคนที่สิบสามของสามีชาวบ้านได้”

          ชิวเยี่ยนใบหน้าซีดเผือดลงไม่น้อย ตอบกลับเสียงแข็งว่า “เจ้าค่ะ ข้าจะรีบหาเสื้อผ้าใหม่มาเปลี่ยนให้พวกนางทันที”

          รอจนกระทั่งไป๋จื่อส่งชิวเยี่ยนออกไปด้านนอก เหลียนเชี่ยวก็ถามขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “คุณหนู! เมื่อครู่นี้คุณหนูพูดเรื่องใดออกมาเจ้าคะ นังชิวเยี่ยนเป็นเพียงบ่าวรับใช้ในหมู่บ้าน จะไปมีสัมพันธ์กับคุณชายรองตระกูลหม่าได้อย่างไร”

          เจี่ยงหร่วนจิบชา ตอบเสียงเรียบ “นางกับคุณชายรองแซ่หม่าแอบมีสัมพันธ์ลับกันมานาน ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่สัมพันธภาพแน่นแฟ้นยิ่งนัก”

          หญิงสาวนึกย้อน... ไม่กี่ปีหลังจากนี้ สัมพันธ์ลับระหว่างชิวเยี่ยนกับคุณชายรองตระกูลหม่าจะถูกคนพบเห็น กลายเป็นเรื่องราวอันลือลั่นสะท้านไปไกล คุณชายรองแซ่หม่าหาได้เสียหายแม้แต่น้อย ส่วนชิวเยี่ยนกลับถูกคนจับใส่กรงขังหมู แล้วถูกทรมานจนเสียสติ

          ชิวเยี่ยนเฝ้าตะโกนบอก ว่าตนคือฮูหยินลำดับที่สิบสามของคุณชายรองตระกูลหม่า เป็นไปได้ว่าตอนที่ความรักหอมหวาน ชายผู้นั้นได้ให้คำมั่นไว้ เพียงแต่สุดท้ายแล้วหญิงผู้นี้ก็ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นฮูหยินสิบสาม

          เจี่ยงหร่วนจำได้ว่าตนที่ยังเยาว์ เมื่อรู้เรื่องก็ได้แต่เวทนาทั้งหญิงและชายคู่นั้น

          เหลียนเชี่ยวพลันเข้าใจต้นสายปลายเหตุ “มิน่า นางถึงได้ตกตะลึงขนาดนั้น ฮึ! เป็นการกระทำของคนชั้นต่ำ ช่างไม่รู้จักยางอายเอาเสียเลย!” พูดแล้วก็สงสัยขึ้นมา “แต่ว่าคุณหนูรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ?”

          วันนี้คุณหนูใหญ่ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากเด็กสาวที่ทนรับเคราะห์กรรมอย่างยอมจำนนมาโดยตลอด วันนี้กลับกล่าวคำข่มขู่ชิวเยี่ยนออกมาได้ ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่นางเล่าเรื่องราวอันน่าบัดสีนี้ สีหน้าก็หาได้เปลี่ยนแปลงไม่ ราวกับกำลังบอกเล่าเรื่องราวที่แสนจะปกติธรรมดา ไม่มีความพิเศษอันใดให้ผู้คนทราบ

          โดยปกติแล้ว... โอกาสที่เจี่ยงหร่วนจะออกจากห้องนั้นน้อยกว่าเหลียนเชี่ยวกับไป๋จื่อมาก งานการที่ต้องรับผิดชอบในเรือนนั้น ทำทั้งปีทั้งชาติก็ไม่หมดไม่สิ้น จะมีโอกาสออกไปพบเรื่องนี้โดยบังเอิญได้อย่างไร เหลียนเชี่ยวให้นึกสงสัยอยู่ในใจ เจี่ยงหร่วนมิได้ตอบคำถาม กลับย้อนถามว่า “เหลียนเชี่ยว เจ้าคิดจะอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตหรือไม่?”

          “ไม่แน่นอนเจ้าค่ะ” เหลียนเชี่ยวเป็นสตรีที่พูดจาโผงผางตรงไปตรงมา “คุณหนูไม่ต้องกังวล พวกเราต้องไม่อยู่ที่หมู่บ้านนี้ไปตลอดชีวิตแน่อีกไม่นานนายท่านก็จะต้องมารับคุณหนู”

          เจี่ยงหร่วนหัวเราะ...

          เจ้าบิดาสารเลวของนางนั่นน่ะหรือ เขาจะมารับนางตอนไหนนั้น นางรู้วันเวลาแน่ชัดยิ่งกว่าใคร “จะต้องรอไปไย อีกไม่นานชิวเยี่ยนก็จะส่งพวกเรากลับเมืองหลวงด้วยตัวของนางเอง”

          เหลียนเชี่ยวตะลึงงัน มองไปยังเจี่ยงหร่วนอย่างไม่รู้ตัว เห็นเพียงผู้เป็นนายยกมือป้องปากหาวอย่างเชื่องช้า สันจมูกโด่งสวย ริมฝีปากชุ่มฉ่ำด้วยน้ำชาที่เพิ่งจิบไปเมื่อครู่...

          จู่ๆ ก็ยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม

          วันตรุษจีน

          บนถนนเส้นยาวมีเสียงประทัดดังมาแต่เช้าตรู่ เหล่าลูกเด็กเล็กแดงต่างทยอยเปิดประตูบ้านออกมาเล่นโยนประทัดกัน หลังเสียงประทัดสงบ เปลือกประทัดสีแดงเข้มก็กองเต็มพื้นทั่วทั้งบริเวณ

          ทุกคนในหมู่บ้านสนุกสนานครื้นเครง ไม่รู้ว่าพวกเขาจงใจหรือลืมเจี่ยงหร่วนกับบ่าวทั้งสองคนไปเสียแล้ว หลังจากส่งอาหารมื้อค่ำเมื่อคืนวาน... ก็ไม่มีผู้ใดมายังเรือนของพวกนางอีก

          ไป๋จื่อจุดไฟในกระถางข้างประตู แล้วแอบตัวเองไว้หลังบานประตูเสียครึ่งตัว คอยพัดไล่ควันไฟที่ฟุ้งตลบให้ลอยออกไปข้างนอก

          ความร้อนพอทำให้ภายในห้องอบอุ่นขึ้นบ้าง แสงตะวันยามเช้าด้านนอกสาดส่องเข้ามาในห้องซึ่งอยู่ห่างไกลและสกปรกที่สุดในหมู่บ้าน หลังคามีรูรั่วมานานปี ซ้ำยังมีหนูนาตัวใหญ่วิ่งขวักไขว่ในบางครั้ง ผ้าห่มที่หมู่บ้านส่งให้คุณหนูของพวกนางใช้นั้นผืนบางยิ่งนัก อีกทั้งยังถูกหนูแทะจนขาดวิ่นไปไม่น้อย

          ไป๋จื่อถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อทนไม่ไหวก็หันกลับไปมองเจ้านายที่นั่งห่มผ้าอยู่บนเตียง

          เจี่ยงหร่วนทิ้งตัวอยู่บนหมอนเนื้อหยาบสีน้ำตาล มีผ้าห่มคลุมอยู่ที่อก ปล่อยตัวตามสบายเอนกายพักผ่อนเงียบๆ

          เจี่ยงหร่วนถูกส่งมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ไม่ต่ำกว่าห้าปีแล้ว ครอบครัวจางหลานไม่เคยแบ่งปันเสื้อผ้าใหม่ให้เลยแม้สักตัว ร่างกายของคุณหนูเติบโตช้ากว่าเด็กสาวทั่วไปอยู่บ้าง เวลานี้แสงอาทิตย์สาดส่องทะลุหน้าต่างเข้ามากระทบกับเส้นผมของหญิงสาว จึงดูระยิบระยับราวกับสามารถพลิ้วไหวได้อย่างมีชีวิตชีวา

          เจี่ยงหร่วนจิบชาช้าๆ ใบหน้าดูมีสีสัน เครื่องหน้าของหญิงสาวลงตัวงดงาม โดดเด่นที่สุดก็คือกิริยาของเจ้าตัว... เจี่ยงหร่วนนั่งอยู่อย่างสงบทว่าความสงบนี้กลับให้ความรู้สึกปลอดภัยมากกว่าทุกวันที่ผ่านมา

          เหมือนกับนางไม่ใช่คนเก่า ให้ความรู้สึกแปลกประหลาดยิ่งนัก

          ไป๋จื่อเขี่ยเชื้อฟืนในกระถาง คิดถึงเมื่อคืนวาน... ที่คุณหนูเล่าเรื่องราวทุกอย่างของชิวเยี่ยนให้พวกนางฟังได้อย่างไม่มีติดขัด กระทั่งเหลียนเชี่ยวเองก็ยังสงสัย “ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าคุณหนูผิดปกติไปนะ เปลี่ยนไปจากเดิมมากเหลือเกิน”

          ไป๋จื่อไม่รู้จะตอบอย่างไร ที่เหลียนเชี่ยวพูดมาก็ไม่ผิด เจี่ยงหร่วนเปลี่ยนไปมากจริงๆ ในฐานะที่เป็นสาวใช้ใกล้ชิด พวกนางย่อมรู้สึกได้นับตั้งแต่เจี่ยงหร่วนถูกส่งมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้เมื่อหลายปีก่อน ก็มักจะร้องไห้น้ำตาอาบหน้า ด้วยพวกครอบครัวจางหลานคอยแต่จะหาเรื่องก่อกวนไม่ว่างเว้น กลั่นแกล้งเสียจนแทบไม่เหลือน้ำตาให้รินไหล ได้แต่ก้มหัวอดทนไปวันๆ ด้วยความทุกข์ทนที่ฝังแน่นอยู่ในใจ

          โดยปกติคุณหนูมักจะนั่งเงียบขรึม ชันเข่าขึ้นมาแล้วกอดตัวเองเอาไว้ขณะที่ร่างกายสั่นสะท้าน ทว่าเมื่อคืน กิริยาท่าทางที่เผชิญหน้ากับชิวเยี่ยนนั้นราวกับพญาราชสีห์ไล่ตะปบกระต่ายป่า ค่อยๆ ต้อนเข้าสู่รังตนเองทีละน้อย... ทีละน้อย แล้วค่อยเผยกรงเล็บตะปบเหยื่อ

          คุณหนูดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไป๋จื่อสงสัยยิ่งนัก คนผู้หนึ่ง... หลังผ่านอาการป่วยหนักมาได้ แม้แต่นิสัยใจคอก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยหรือ

          แต่ไม่ว่าจะผิดแผกไปอย่างไร เจี่ยงหร่วนก็ยังคงเป็นเจ้านายของพวกนางอยู่ กิริยาของหญิงสาวที่เปลี่ยนไปในวันนี้ บางทีอาจเป็นเรื่องดีก็ได้ ขณะไป๋จื่อจมอยู่ในความคิดของตัวเองเพลินๆ เหลียนเชี่ยวก็ถือถุงกระดาษที่มีน้ำมันซึมวิ่งพรวดเข้ามาจนเกือบจะชนกระถางไฟคว่ำ

          “ระวังหน่อย” ไป๋จื่อส่งเสียงดุเบาๆ “ทำไมต้องรีบร้อนเพียงนี้?”

          “ข้าซื้อขนมปีใหม่มาน่ะ” เหลียนเชี่ยวไม่ได้โกรธ ยังคงมีรอยยิ้มอิ่มเอมบนใบหน้า แล้วก้าวเข้าไปในห้องเปิดกระดาษห่อเปื้อนน้ำมันออก พลางกล่าวกับเจี่ยงหร่วนว่า “คุณหนูเจ้าคะ มากินสักหน่อยเถิด ขนมเบื้องปีใหม่ยังร้อนอยู่เลยเจ้าค่ะ”

          ไป๋จื่อประหลาดใจ “เจ้าไปเอามาจากไหน?” ครอบครัวจางหลานย่อมไม่ใจดีเช่นนี้แน่ วันนี้เพราะเรื่องเฉินเจา... ทำให้จางหลานรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอยู่บ้าง จึงไม่ได้มาหาเรื่องเช่นเคย... อีกทั้งบรรดาบ่าวรับใช้ก็คงไม่กล้าเสี่ยงบุกมาเอาใจเจี่ยงหร่วน ยิ่งในมือพวกเขาไม่มีเศษเงินแม้เพียงเล็กน้อย แล้วจะไปซื้อขนมพวกนี้มาได้อย่างไร

          “ดูเหมือนว่าจะมีแขกคนสำคัญมาเยือนหมู่บ้าน ไม่กี่วันมานี้ทุกคนต้องตระเตรียมข้าวของ พวกของกินเล่นเหล่านี้ถูกทำขึ้นมาเยอะแยะเต็มไปหมด ข้าพอจะรู้จักกับแม่ครัวคนใหม่นามว่าไป่เหอ จึงได้ไปขอมาสองสามชิ้น” นางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “แม้ว่าพวกเราจะขาดแคลนแต่ว่าอย่างไรเสียก็ต้องร่วมฉลองปีใหม่นะ คุณหนูดูสิมีตั้งหลายชิ้นเลยเจ้าค่ะ” เหลียนเชี่ยวหยิบพวงเบี้ยที่ร้อยเป็นสร้อยข้อมือออกมาจากอก แล้วกล่าวว่า “ของสิ่งนี้... ระหว่างที่วิ่งกลับมา ข้าซื้อมันด้วยเงินสิบอีแปะ* เพื่อมอบให้เป็นสิ่งนำโชคแก่คุณหนูของเรา...”

          ไป๋จื่อหัวเราะร่า “ซื้อของนำโชคปีใหม่จะเลือกเป็นพวงเบี้ยมาทำไม เจ้ามิได้จะขอพรให้ปีนี้คุณหนูร่ำรวยมั่งคั่งกระมัง”

          “ร่ำรวยเงินทองแล้วไม่ดีหรือไร?” เหลียนเชี่ยวกล่าว “มีเงินเสียอย่างจ้างผีโม่แป้งก็ยังได้ หากว่ามีเงินคนพวกนั้นย่อมไม่กล้ามารังแกคุณหนูแน่”

          ไป๋จื่อส่งสีหน้าร้อนรนไปยังเหลียนเชี่ยว เป็นการเตือนว่า เจี่ยงหร่วนยังอยู่ตรงนี้ เหลียนเชี่ยวรู้ตัวว่าได้กล่าวสิ่งที่ไม่ควรกล่าว ก็รีบปิดปากสนิท พลางมองไปยังผู้เป็นนายอย่างระมัดระวังแวบหนึ่ง

          เจี่ยงหร่วนพลันส่ายหน้า ค่อยๆ เลิกผ้าห่มออกแล้วลงจากเตียง เหลียนเชี่ยวรีบเข้าไปประคองเจ้านายมายังข้างโต๊ะก่อนจะนั่งลง

          เจี่ยงหร่วนมองสร้อยข้อมือที่ทำจากเบี้ยบนโต๊ะ แล้วก็ยื่นมือออกไปให้บ่าวรับใช้สวมให้ นางยิ้มน้อยๆ พลางกล่าวบ้างว่า “ขอให้พวกเจ้าโชคดีปีใหม่เช่นกัน”

          เหลียนเชี่ยวเห็นดังนั้นพลันจิตใจห่อเหี่ยวยิ่งนัก มีคุณหนูตระกูลขุนนางคนใดบ้าง ที่ไม่ได้ฉลองปีใหม่ด้วยสมบัติอัญมณีล้ำค่ากองพะเนิน มีแต่คุณหนูใหญ่ของนางเท่านั้น ที่มีเพียงพวงเบี้ยราคาเพียงสิบอีแปะบนข้อมือ ต่อให้เป็นครอบครัวคนธรรมดาก็ยังไม่ตกต่ำถึงเพียงนี้ สาวใช้เบือนหน้าไปอีกทาง... พยายามกลั้นน้ำตาที่เริ่มคลอคลอง แล้วจึงหันมาด้วยหน้าตายิ้มแย้ม “คุณหนู กินขนมเบื้องปีใหม่สักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”

          เจี่ยงหร่วนส่ายหน้า “กินไม่ลง พวกเจ้ากินเถิด” นางชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่มีเงินจะมอบเป็นของขวัญให้แก่เจ้าทั้งสอง ต้องอยู่กับข้าในหมู่บ้านมานานหลายปี พวกเจ้าเองก็คงลำบากไม่น้อย หลังจากปีนี้เป็นต้นไป ข้าขอให้คำมั่นว่า... พวกเราจะไม่ต้องลำบากอีกแล้ว”

          “ใช่แล้วเจ้าค่ะ” ไป๋จื่อรีบตอบรับ “ปีนี้จะเป็นปีแห่งโชคของคุณหนู ทุกเรื่องต้องราบรื่นสมหวัง!”

          เจี่ยงหร่วนได้ยินดังนั้นก็ไม่อธิบายต่อ ได้แต่มองออกไปนอกหน้าต่าง “ด้านนอกอากาศดียิ่งนัก ออกไปเดินเล่นสักหน่อยเถิด”

          ไป๋จื่อกับเหลียนเชี่ยวมองสบตากันอย่างดีใจ โดยปกติเจี่ยงหร่วนจะไม่ยอมออกไปเดินเล่นข้างนอกเลย เพราะบรรดาบ่าวรับใช้ในหมู่บ้าน เมื่อเห็นพวกนางสามคนก็มักจะหัวเราะเยาะเย้ย แสดงกิริยาดูถูกเหลียนเชี่ยวผู้มีนิสัยเลือดร้อนตรงไปตรงมา อาจรับมือกับบางคนได้สบายๆ ทว่ากลับทำให้เจี่ยงหร่วนหดหู่ใจมากยิ่งขึ้น

          “ดีๆ” เหลียนเชี่ยวยิ้มแล้วรีบไปเปิดหีบหยิบเสื้อผ้าพลิกไปมา “คุณหนูจะสวมชุดไหนดีเจ้าคะ?”

          เจี่ยงหร่วนยิ้มไม่ออก ที่จริงแล้วจะใส่ชุดไหนก็ไม่ต่างกัน ตอนนางเดินทางมายังหมู่บ้าน ได้นำเอาเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องประดับติดตัวมาเป็นจำนวนมาก ทว่าไม่นานก็ถูกจางหลานกับเฉินฟางยิ่งสองแม่ลูกแย่งชิงไปเสียหมด จนสุดท้าย แม้แต่เสื้อผ้าที่แสนจะธรรมดาของนางก็ไม่เหลือสักชุดเดียว

          เสื้อผ้างดงามที่เฉินฟางยิ่งเอาไป ถูกเปลี่ยนกลับมาให้เป็นชุดเก่าขาดวิ่น ยังไม่ต้องพูดถึงเนื้อผ้า ด้านในที่บุนุ่นนั้นก็บางเหลือแสน ยามสวมใส่จึงไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บแห่งเหมันตฤดูได้ ต่อให้เป็นความเย็นในระดับธรรมดาก็หนาวสะท้านจนเกินจะทน ทำให้หญิงสาวไม่กล้าออกไปไหน

          “เจ้าเลือกมาเถิด” เจี่ยงหร่วนกล่าว

          เหลียนเชี่ยวกับไป๋จื่อเลือกอยู่เป็นนาน สุดท้ายก็หยิบชุดสีเขียวคล้ำตัวหนึ่งออกมา ด้านล่างของชุดคือกระโปรงสีเหลืองเนื้อหนาตัวใหญ่ที่ไป๋จื่อเย็บแก้ให้เล็กลง บนศีรษะคลุมด้วยหมวกกันลม ด้วยเกรงว่าทรงผมของคุณหนูจะไม่เข้ากับชุดที่ใส่ ไป๋จื่อจึงหวีให้เรียบร้อยแล้วเกล้าเป็นทรงธรรมดา

          เพราะว่าเจี่ยงหร่วนอายุยังน้อย เมื่อสวมหมวกกันลมแล้วก็ดูไม่ขัดตา แม้ว่านางจะแต่งกายเรียบง่ายไม่ฉูดฉาด ทว่าด้วยผิวพรรณของเจี่ยงหร่วนที่ขาวผุดผาดเป็นทุนเดิม เมื่อสวมชุดใดจึงมักขับเน้นให้ดูงดงาม ประกอบกับท่าทางสงบนิ่งแฝงความสง่างาม ซึ่งแตกต่างจากที่ผ่านมาราวกับเป็นคนละคน ทำให้หญิงสาวดูแปลกตาไปมาก

          หลังจากจัดแจงเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนก็ออกจากเรือนเหลียนเชี่ยวเสนอว่าให้ไปเดินเล่นบนถนนฝั่งตลาด

          เพิ่งจะออกจากห้องแคบๆ ในเรือนของพวกนางมาได้ ก็พบกับคนผู้หนึ่งที่ส่งเสียงเรียกชื่อหญิงสาวด้วยความดีใจ “น้องหร่วน!”

          เหลียนเชี่ยวคิ้วขมวดมุ่น ส่วนไป๋จื่อรีบดันเจี่ยงหร่วนไปหลบอยู่ด้านหลังอย่างรวดเร็ว

          เมื่อเจี่ยงหร่วนมองตามต้นเสียง เงาร่างของคนตรงหน้าก็ปรากฏชัดเจนเต็มสองตา

          อ้อ ที่แท้ก็ลูกชายคนโตของครอบครัวจางหลาน--เฉินเจา

          เฉินเจาเพิ่งเดินวางท่าราวอันธพาลกลับมาจากด้านนอก จึงทันเห็นหญิงสาวทั้งสามเดินออกมาจากเรือนพอดี สตรีที่เดินอยู่ตรงกลางท่าทางเรียบร้อยกว่าอีกสองคน แววตาของเฉินเจาทอประกายเจิดจ้าขึ้น รอจนเห็นชัดเจนแล้วจึงได้รู้ว่านางคือเจี่ยงหร่วน

          โดยปกติเจี่ยงหร่วนจะแต่งกายเทียบไม่ได้กับเฉินฟางยิ่ง... น้องสาวของเขาเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเฉินเจาเองจึงไม่ค่อยได้สนใจนางสักเท่าใด เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้าก็เพียงแค่ราคะกำเริบ จึงคิดจะลิ้มลองคุณหนูตระกูลใหญ่ดูสักหน่อยว่าเป็นเช่นไร คิดไม่ถึงว่านางจะแข็งขืนกระโดดลงน้ำฆ่าตัวตาย

          ความผิดหวังในครั้งนั้น จนบัดนี้ยังอัดแน่นอยู่ในอก... ยากจะระบาย เมื่อได้เห็นนางอีกครั้งในวันนี้ แววตาเขาจึงส่องประกายหมายมาด

          ปีใหม่นี้เป็นช่วงจังหวะดีเสียด้วย ลองดูอีกสักคราก็ไม่เสียหาย

          เฉินเจาหรี่ตาลง มองประเมินสาวน้อยตรงหน้าอย่างละเอียดปีนี้เจี่ยงหร่วนอายุเพียงสิบสี่ปีเท่านั้น ทว่าความสง่างามก็เปล่งประกายชัดเจน มีท่วงท่าแห่งความสงบสุขุมแฝงอยู่ไม่น้อย ดูเฉลียวฉลาดราวกับผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน

          ความน่าพิศวงสองประการนี้ปรากฏอยู่บนร่างของดรุณีน้อยทำให้รู้สึกว่ามีเสน่ห์ยิ่งนัก แม้จะเป็นเพียงเด็กสาวเยาว์วัย ทว่าเฉินเจาก็ทนไม่ไหวจนต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอเสียแล้ว เขาเคยเห็นบรรดาคุณชายตระกูลขุนนางจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบความพิสดาร คนพวกนั้นมักจะดื่มด่ำ... เสพสุขกับสาวน้อยวัยเยาว์ ไร้เดียงสา ที่ร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่ไม่ต่างจากเด็กน้อย เขาเองก็ไม่เคยรู้ว่ารสชาติของเด็กสาวที่ไม่ใช่สาวสะพรั่งนั้น... จะให้ความรู้สึกสุขสมได้อย่างไร

          เหลียนเชี่ยวทนสายตาของเฉินเจาที่มองมายังเจี่ยงหร่วนไม่ไหว ช่างเป็นสายตาที่จาบจ้วงลามกนัก นางไม่ได้คิดสิ่งใดก็พูดโพล่งออกไปทันที “หยาบคาย ใครอนุญาตให้เจ้าเรียกคุณหนูของข้าว่าเป็นน้องของตน... ช่างไม่รู้จักการควรไม่ควรเอาเสียเลย!”

          คำกล่าวของนาง แม้จะพอมีพลังอยู่บ้าง... ทว่ากลับไร้ประโยชน์ เฉินเจาไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย คุณหนูตกอับผู้นี้มีฐานะอย่างไรในเมืองหลวง เขาเองก็พอได้ยินมาบ้าง นางเป็นเพียงแค่บุตรสาวกำพร้าของอดีตภริยาผู้ล่วงลับแห่งจวนราชครูเท่านั้น มิได้ยิ่งใหญ่แต่อย่างใด

          คุณหนูรองเจี่ยงซู่ซู่ต่างหาก ที่เป็นโฉมสะคราญหยาดฟ้ามาดินจนเลื่องลือไปทั้งใต้หล้า เป็นที่หมายปองของบรรดาคุณชายตระกูลใหญ่ทั้งหลาย นอกจากความงามที่เป็นหนึ่งแล้ว คุณหนูรองยังมีฝีมือด้านเย็บปักถักร้อยและร่ายรำมากที่สุดในเมืองหลวงอีกด้วย

          จางหลาน... มารดาของเขาเคยบอกว่า เจี่ยงหร่วนอาจจะตกอับต้องอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนี้ไปชั่วชีวิตก็เป็นได้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น หากเขาจะเชยชมนางเล่นก็คงไม่มีใครว่ากล่าวเขาได้

          แม้ในใจจะคิดเช่นนั้น แต่เฉินเจาก็ทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วแสร้งค้อมตัวลง “เป็นความผิดของข้าเอง เมื่อครู่เห็นเงาร่างสองสามคนเดินมาแต่ไกล คิดอยากจะรู้ว่าน้องสาวที่งดงามดั่งเทพธิดานั้นเป็นใคร ช่างแปลกตาข้านัก เดินมาใกล้จึงเพิ่งเห็นว่าเป็นคุณหนูใหญ่... ความรู้สึกชื่นชมของข้านั้นยากจะควบคุม ขอให้ท่านโปรดอภัย”

          ทันทีที่กล่าวจบ ไม่เพียงแต่เหลียนเชี่ยวเท่านั้น แม้กระทั่งไป๋จื่อเองก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นโกรธเคือง “เจ้าพูดจาเหลวไหลนัก ศักดิ์ศรีของคุณหนูให้เจ้ามาดูหมิ่นได้งั้นรึ!”

          เฉินเจาถอยหลังออกไปสองก้าวอย่างประหลาดใจ “หมิ่นเกียรติของคุณหนู? ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้นมาก่อน คุณหนูใหญ่สูงส่งดั่งทองล้ำค่าข้าจะคิดเช่นนั้นได้อย่างไร เพียงแค่หวังว่าท่านจะไม่ขับไล่ ให้ข้าได้มองสักแวบหนึ่งจากที่ไกลๆ ข้าก็พอใจแล้ว” โดยปกติเขามักจะย่ำยีทำร้ายสตรีมาจำนวนไม่น้อย ทุกคำที่เอ่ยออกมาจึงล้วนแต่เป็นคำโกหกปลิ้นปล้อน ถ้าหญิงสาวทั่วไปได้ยิน หากไม่โกรธจนด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรง ก็คงต้องอายม้วนด้วยใบหน้าแดงก่ำ ทว่าวันนี้กลับไม่เป็นเช่นที่ผ่านมา

          เจี่ยงหร่วนมองชายตรงหน้าอย่างสงบ แววตาของนางสว่างไสวเยือกเย็นดั่งน้ำในทะเลสาบยามเหมันต์ ไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย... เย็นชาและมืดมิด ทว่ามุมปากบางกลับยกโค้งขึ้นส่งรอยยิ้มบางๆ คล้ายว่ากำลังพอใจกับการร่ายรำของคนวิกลจริตอยู่ก็ไม่ปาน

          ไม่อับอาย ไม่โกรธเคือง ไม่ร้องไห้ มีเพียงสีหน้าที่นิ่งเฉยไม่บอกความรู้สึก เฉินเจาเห็นแล้วให้รู้สึกถึงความหวาดกลัววูบขึ้นมากลางอก

          “ข้าย่อมไม่ไล่เจ้าไปแน่” เจี่ยงหร่วนเอ่ยเสียงเรียบ

          เหลียนเชี่ยวกับไป๋จื่อต่างพากันตกตะลึง คำกล่าวของเจี่ยงหร่วนนี้หมายความว่ากระไร?

          เฉินเจาเองก็คิดไม่ออก เขาเปลี่ยนท่าทางเป็นลิงโลดขึ้นมาทันที มองไปทางสองสาวใช้ของนางอย่างยินดีแวบหนึ่ง ในใจคิดว่าคุณหนูผู้นี้ช่างเฉลียวฉลาดเสียจริง รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวเช่นไร

          เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่แล้วอย่างไร?

          อยู่ในหมู่บ้านกันดาร ก็ยังต้องพึ่งพาครอบครัวเขาอยู่ดี

          “เมื่อไม่กี่วันก่อนเจ้าบีบคั้นเสียจนข้าพลัดตกน้ำ สุดท้ายล้มป่วยเพราะถูกความเหน็บหนาวเข้าแทรกจนต้องนอนซมอยู่บนเตียง มารดาของเจ้าจึงเชิญหมอมาตรวจ แล้วขอขมาข้าด้วยตัวเอง ขอให้ข้ายกโทษให้แก่เจ้า ตอนนี้ข้าอภัยเจ้าแล้ว ย่อมไม่ขับไล่เจ้าไป” เจี่ยงหร่วนกล่าวออกมาอย่างอ่อนโยน เป็นถ้อยคำที่ได้ยินแล้วจิตใจเบาสบาย ทว่าเฉินเจากลับหนักอึ้งในอกขึ้นมาทันที

          หลังจากเจี่ยงหร่วนตกลงไปในน้ำ เพื่อตบตาผู้คน เขาจึงบอกผู้อื่นแต่เพียงว่า... เขาพลาดท่าจนทำให้นางตกน้ำ โดยมิได้กล่าวถึงสาเหตุที่แท้จริง ทว่า... ตอนนี้เจี่ยงหร่วนกลับเอ่ยวาจา ‘ทบทวน’ เหตุการณ์ในตอนนั้นออกมาจะเป็นเพราะนางเจตนาหรือไม่ตั้งใจกันแน่

          คิดถึงตรงนี้ เฉินเจาก็มองประเมินไปยังเจี่ยงหร่วนอีกรอบอย่างจริงจัง เห็นเพียงนางยืนอยู่ที่เดิม เสื้อผ้าสีคร่ำครึไม่ชวนมอง แต่ความซอมซ่อของเสื้อผ้ากลับไม่อาจทำให้ความผุดผ่องของผิวกาย และประกายตาที่สวยงามหมองหม่นลงไปได้ แล้วยังสะท้อนพลังบางอย่างออกมาเป็นพลังแฝงเร้นที่ให้ความรู้สึกกดดันรุนแรงจนเขาไม่กล้าล่วงเกินนางอีก

          จิตใจเฉินเจาเย็นยะเยือกไปหมด เขารู้สึกว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลเจี่ยงมีเสน่ห์ลึกลับชวนค้นหา แต่ตอนนี้ตนยังไม่กล้าพอที่จะเข้าใกล้ช่างเถิด... เวลาในวันหน้ายังมีอีกมาก ไม่เห็นจำเป็นต้องรีบร้อน

          คิดมาถึงตรงนี้เฉินเจาก็ส่งรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย พลางโค้งคำนับเจี่ยงหร่วน “ล้วนเป็นความผิดของข้า ที่ทำร้ายท่านจนล้มป่วย วันนี้คุณหนูใหญ่ออกมาเดินเล่นได้ ข้าไม่ขัดขวางแล้ว วันข้างหน้าเฉินเจาค่อยไปเยี่ยมคารวะเพื่อขอรับโทษ”

          “ใครใช้ให้เจ้าไปคารวะรับโทษกัน?” เหลียนเชี่ยวจ้องเขาตาเขม็ง เฉินเจาเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะลั่นแล้วเดินจากไป

          อีกฝ่ายจากไปแล้ว เหลียนเชี่ยวกับไป๋จื่อค่อยโล่งอก แต่ไป๋จื่อกลับขมวดคิ้ว “เมื่อครู่... เหตุใดคุณหนูกล่าวเช่นนั้นเจ้าคะ เขาเป็นตัวปัญหาไม่ควรไปสุงสิงนะเจ้าคะ”

          “ใช่แล้วเจ้าค่ะ” เหลียนเชี่ยวรีบร้อนเอ่ยแทรก “เกลียดจริง ข้าอยากจะควักลูกตามันออกมานัก!!”

          เจี่ยงหร่วนเอ่ยเพียงว่า “เขาคิดจะแอบดูข้าอยู่ห่างๆ เช่นนั้นก็ให้เขาทำเถิด”

          สองสาวบ่าวรับใช้มองหน้ากันอย่างงุนงง รู้สึกว่าคำพูดของคุณหนูฟังแล้วช่างเยียบเย็นยิ่งนัก ไป๋จื่อตะลึงงันพลางกล่าวว่า “ช่างเถิดเจ้าค่ะ พวกเราไม่ต้องไปสนใจคนเช่นนั้นหรอก ไปเดินเล่นดีกว่า ระยะนี้ในหมู่บ้านก็ไม่มีเรื่องอันใด ถนนฝั่งบูรพาน่าจะคึกคักไม่น้อย”

          เจี่ยงหร่วนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ พวกเราจะไปถนนฝั่งประจิม”

          “ถนนฝั่งประจิม?” ไป๋จื่อลังเล “เหตุใดคุณหนูจึงจะไปถนนฝั่งประจิมเล่าเจ้าคะ แถบนั้นมีแต่พวกขอทานและคนชนชั้นล่าง ยิ่งช่วงปีใหม่เช่นนี้ก็ยิ่งวุ่นวายเข้าไปใหญ่ คุณหนูอย่าไปเลยเจ้าค่ะ แถบถนนฝั่งบูรพามีร้านขายเครื่องประทินโฉมและโรงเตี๊ยมเปิดอยู่จำนวนมาก น่าจะมีของเล่นแปลกใหม่ให้ได้ชม พวกเราไปเดินเล่นทางถนนฝั่งบูรพาจะดีกว่านะเจ้าคะ”

          เจี่ยงหร่วนส่ายหน้าพลางยืนยันคำเดิม “ไปถนนฝั่งประจิม” แม้ว่าเสียงของนางจะแผ่วเบา ทว่ากลับชัดเจนอย่างไร้ข้อโต้แย้ง เห็นได้ว่า หญิงสาวตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว

          ไป๋จื่อตกตะลึง รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที

          “เอ่อ... เจ้าก็ฟังคุณหนูสิ ไปทางถนนฝั่งประจิมเถิด” เหลียนเชี่ยวตบบ่าไป๋จื่อ “มีพวกเราอยู่จะกลัวไปไย ยิ่งเป็นเวลากลางวันในที่แจ้ง จะต้องคิดโน่นคิดนี่ให้มากความทำไม”

          ไป๋จื่อได้แต่พยักหน้า ยิ่งรู้สึกสงสัย ว่าระหว่างถนนฝั่งบูรพาอันโอ่อ่าครึกครื้นเป็นที่สุด กับถนนฝั่งประจิมที่พวกคนยากไร้ใช้ไปมาหาสู่ ย่อมไม่อาจเทียบความเจริญกันได้ แต่ไหนแต่ไรมา คุณหนูก็ไม่เคยมีความคิดจะไปถนนฝั่งประจิม แต่ทำไมวันนี้เหตุการณ์ถึงได้กลับตาลปัตรไปหมด

          ไป๋จื่อรู้สึกว่าตนเองเข้าไม่ถึงจิตใจของคุณหนูมากขึ้นทุกที ดั่งว่าราตรีเดียว... คุณหนูผู้บอบบางก็แปรเปลี่ยนเป็นคนที่ลึกลับ... ยากจะหยั่งขึ้นมาได้ ยามใดถูกดวงตาสีนิลคู่นั้นจับจ้อง จิตใจพลันรู้สึกเย็นเยียบไปหมด

          ทว่าเหลียนเชี่ยวกลับยินดีเป็นที่สุด เจี่ยงหร่วนตอนนี้กลายเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง เทียบกับเมื่อก่อนที่ได้แต่ทนทุกข์ทรมานอย่างจำยอม ก็กลับฮึดสู้ขึ้นมาบ้างแล้ว นับเป็นสิ่งที่ดีเหลือเกิน

          เจี่ยงหร่วนไม่ได้สนใจความคิดเป็นตุเป็นตะของสองสาวใช้ข้างกาย ทำเพียงเดินไปข้างหน้าอย่างสงบ แต่หากสองสาวใช้จะสังเกตสักนิด จะเห็นว่าปลายนิ้วของนางสั่นเทาเล็กน้อย

          เรื่องราวทุกอย่าง... กำลังจะเริ่มต้น

 

            ตามหลักแล้ว สรรพสิ่งมักจะมีขั้วตรงข้ามที่สามารถสยบกันและกันได้

          มีหยินก็มีหยาง มีทุกข์ย่อมมีสุข มีโรงทองประณีตงดงามก็ต้องมีที่อาศัยอันเรียบง่ายไปจนถึงโกโรโกโสแฝงตัวอยู่ ดังเช่นถนนฝั่งบูรพาที่รุ่งเรืองครึกครื้นกับถนนฝั่งประจิมที่เงียบเหงาทรุดโทรม

          ผู้คนแถบถนนฝั่งประจิมใส่ชุดบางๆ ตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าธรรมดา ท่าทางเร่งรีบ สีหน้าของแต่ละคนล้วนเย็นชาไร้ชีวิตชีวา ปัญหาปากท้องนับเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตประจำวัน เทศกาลปีใหม่มิใช่สิ่งสำคัญ มีเพียงบ้านเรือนไม่กี่หลัง... ที่ประตูบ้านจะแปะกวีคู่ปีใหม่สีแดงสด มีโคมแดงห้อยอยู่บ้างประปราย ดูแล้วช่างไร้ความรู้สึกแห่งการเฉลิมฉลองอย่างสิ้นเชิง

          เด็กน้อยสองสามคนนั่งอยู่หน้าร้านขายแป้งแต่งหน้า กำลังโยนลูกกระดุมที่เพิ่งเก็บมาได้เล่น บางคนเงยหน้ามอมแมมขึ้นมามองเจี่ยงหร่วนและสองสาวใช้อย่างสนใจครู่หนึ่ง แล้วก็หันกลับไปเล่นกันต่ออย่างสนุกสนาน

          เบื้องหน้ามีร้านขายดอกเหมยเล็กๆ อยู่แผงหนึ่ง ในร้านจัดวางแจกันดินเผาไร้ฝาปิด... สภาพเก่าทรุดโทรมอยู่จำนวนหนึ่ง ในนั้นปักดอกเหมยสองสามดอกที่กำลังจะเหี่ยวเฉา เมื่อมองเห็นว่ากลุ่มของเจี่ยงหร่วนกำลังเดินเข้ามาหา คนขายก็ตาเป็นประกาย รีบร้องเรียกแขก “ดอกเหมยแดงสวยๆ คุณหนูจะซื้อสักกำหรือไม่ เอาไปวางประดับไว้ในห้องก็งามตา ทั้งยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย”

          “ดอกเหมยแดงนี้ขายอย่างไร?” เหลียนเชี่ยวถาม

          คนขายรีบกางนิ้วมือออกหมด “ไม่แพงหรอก ห้าอีแปะเท่านั้น”

          “แพงเกินไปแล้ว” เหลียนเชี่ยวอุทานอย่างไม่เชื่อหู “ไม่เอาดีกว่า”

          พ่อค้าเห็นท่าทางเช่นนั้นแล้วก็รีบร้อนกล่าวต่อ “สามอีแปะขาดตัว ลดไม่ได้อีกแล้วนะ ในบ้านข้ายังมีเด็กเล็กต้องเลี้ยงปากท้องอยู่”

          เหลียนเชี่ยวกำลังคิดจะต่อราคาอีก ทว่าเจี่ยงหร่วนก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน “ที่เหลือทั้งหมดนี้ข้าซื้อ”

          ไป๋จื่อตะลึงงัน กล่าวออกไปอย่างไม่เห็นด้วย “คุณหนู ตอนนี้เงินของพวกเรากำลังขาด....”

          เจี่ยงหร่วนโบกมือปรามให้อีกฝ่ายหยุดพูด “ทำตามที่ข้าบอก ดอกไม้พวกนี้ซื้อไว้แล้วมีประโยชน์”

          ไป๋จื่อจึงไม่กล่าวสิ่งใดอีก เพียงหยิบถุงใส่เงินออกมาจากอกเสื้อ แล้วเทเหรียญออกมาเกินครึ่งถุงส่งให้เถ้าแก่ร้าน พ่อค้าเองก็คิดไม่ถึงว่าจะทำการค้าได้รวดเร็วเช่นนี้ บนถนนฝั่งประจิม ผู้ที่สัญจรไปมาล้วนแต่เป็นคนยากคนจน เพียงแค่อาหารเลี้ยงปากท้องก็ยังหากินกันลำบากยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้เงินซื้อพวกดอกไม้ใบหญ้า

          ดอกเหมยแดงของเจี่ยงหร่วนถูกส่งไปสู่มือของเหลียนเชี่ยว ก่อนที่พ่อค้าจะกล่าวอวยพร “ปีใหม่แล้ว ขอให้คุณหนูโชคดีมีชัย แจกันดินเผานี้ข้ายกให้คุณหนูเป็นของแถม” พูดจบก็เก็บแผงแล้วจากไป

          ในมือเหลียนเชี่ยวอุ้มแจกันที่อัดแน่นไปด้วยดอกเหมย ในที่สุดก็เอ่ยถามอย่างทนไม่ไหว “คุณหนูจะเอาดอกไม้พวกนี้ไปทำสิ่งใดหรือเจ้าคะ แม้ว่ามันจะสวยดีอยู่ แต่เราไม่จำเป็นต้องซื้อมากมายถึงเพียงนี้ อีกอย่าง ผ่านไปไม่กี่วันดอกไม้ก็ร่วงโรยหมดแล้ว ไม่สู้เอาเงินไปซื้อขนมเบื้องกินยังจะดีเสียกว่า”

          “ดอกไม้นี้ไม่ใช่ซื้อไว้ดูเล่น” เจี่ยงหร่วนกล่าวพลางสาวเท้าเดินไปข้างหน้า “เอาไว้มอบให้คนต่างหาก”

          “ให้คน?” เหลียนเชี่ยวมองนางอย่างอยากรู้อยากเห็น “มอบให้ผู้ใดหรือเจ้าคะ?”

          เจี่ยงหร่วนไม่ตอบ พวกนางเดินไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็เข้าไปถึงใจกลางตลาดของถนนฝั่งประจิม

          ตัวตลาดเป็นบริเวณที่คึกคักที่สุดบนถนนฝั่งประจิม หากเปรียบแล้วก็ถือว่าเป็นสถานที่อันวุ่นวาย มีทั้งดีและร้ายปะปน มีคนทุกประเภท

          ทั้งสามเพิ่งเดินมาถึงทางเข้าตลาด ก็มองเห็นเบื้องหน้ามีคนรุมล้อมกันอยู่หลายชั้นจนเป็นวงใหญ่ กำลังมุงดูบางอย่างอยู่ กลางวงนั้นมีเสียงดังลอดออกมา

          เหลียนเชี่ยวเห็นเจี่ยงหร่วนหยุดฝีเท้า ทันใดนั้นสาวใช้ทั้งสองก็ได้ยินเสียงพูดคุยดังลอดออกมา ทั้งสามจึงค่อยแทรกเข้าไปในกลุ่มคนเพื่อดูว่าเกิดเหตุอันใด

          เมื่อเข้าไปยังใจกลางฝูงชน พวกนางจึงมองเห็นเหตุการณ์ด้านในได้อย่างชัดเจน พบว่ามีคนคู่หนึ่งกำลังเผชิญหน้ากัน คนหนึ่งเป็นชายแก่เคราขาว ที่ตอนนี้มีสีหน้าแดงก่ำสะท้อนให้เห็นว่าโกรธเคืองเป็นที่สุดส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเด็กหญิงวัยประมาณแปดขวบ กำลังก้มหน้าร้องไห้น้ำตาไหลริน

          เหลียนเชี่ยวสะกิดคนด้านข้างแล้วก็ไถ่ถามเรื่องราวเบาๆ จากนั้นจึงหันมารายงานเจี่ยงหร่วน “ที่แท้ชายชราผู้นี้กล่าวหาว่าเด็กน้อยขโมยเงินของเขาไป แม่หนูน้อยบอกว่าไม่ได้ขโมย สุดท้ายก็ร้องไห้ออกมาเจ้าค่ะ”

          เด็กน้อยคนนั้นถูกคนล้อมวงไว้ตรงกลาง สีหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ในมือกำพวงเงินเอาไว้แน่น ดวงตาเบิกกว้าง เหมือนกระต่ายตัวเล็กๆ ที่หมดหนทางต่อสู้

          เจี่ยงหร่วนหันไปมองชายชราที่กำลังโมโหโทโสบ้าง เขาใส่ชุดผ้าเนื้อนุ่มสีน้ำตาลตัวยาว เคราขาวสั่นระริก ก่อนจะส่งเสียงตะคอกเด็กน้อยดังลั่น “นังหนูนี่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม อายุเท่านี้ริหัดเป็นขโมยขโจร บิดามารดาไม่สั่งสอน!”

          มีบางคนทนมองต่อไปไม่ไหวจึงเอ่ยปากขึ้นมาบ้าง “คนแก่พูดจาช่างไม่น่าฟัง อายุก็มากแล้ว เหตุใดถึงกล่าวถ้อยคำบีบคั้นเด็กหญิงตัวนิดเดียว เจ้าประคองสังขารอยู่มาจนแก่ปูนนี้ได้ ยังจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอีก ไม่ขายหน้าบ้างรึ!”

          “เจ้า....” ตาเฒ่าผู้นั้นโกรธจนพูดไม่ออก

          “อีกอย่าง... เจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าเด็กคนนี้ขโมยเงินเจ้า?” คนผู้นั้นกล่าวต่อไปอย่างไม่ยอมจำนน “เด็กนี่อายุไม่น่าจะเกินแปดขวบ ตัวรึก็เล็กนิดเดียว จะขโมยเงินจากเจ้าง่ายๆ ได้อย่างไร... เอ… หรือว่าเจ้ามันเลินเล่อเองแล้วคิดป้ายความผิดให้ผู้อื่น หรือว่าแม่หนูน้อยเป็นพวกมากวิชาอาคม? ถุย! ไม่แน่ว่าเจ้าเองต่างหาก ที่คิดจะหลอกเอาเงินจากเด็กหญิงผู้นี้!”

          เมื่อถ้อยคำนี้ดังออกไป บรรดาผู้คนที่ห้อมล้อมอยู่ต่างก็กล่าวรับคำเบาๆ “ใช่แล้วเด็กตัวนิดเดียวเช่นนี้ จะเก่งกล้าสามารถถึงขนาดขโมยของได้อย่างไร?”

          “จะพูดจาหลอกลวงก็ไม่รู้จักคิดให้ดีเสียก่อน”

          “มันคิดจะหลอกเอาเงินของเด็กหญิงคนนี้แน่ๆ!”

          คนที่รายล้อมอยู่ล้วนพากันวิพากษ์วิจารณ์เสียงขรม ต่างร่วมกันประณามชายชรา เหมือนกับว่าเขาเป็นคนบาปหนาสาหัสก็ไม่ปาน ตาเฒ่าโกรธเสียจนเคราสั่น ใบหน้าแดงก่ำดั่งจะหยดออกมาเป็นโลหิต ทว่ากลับพูดไม่ออกแม้เพียงประโยคเดียว ได้แต่หายใจติดขัด ริมฝีปากสั่นเทา

          “น่าสงสารจริง” เหลียนเชี่ยวถอนหายใจ

          เจี่ยงหร่วนมองคนพูดแวบหนึ่ง “เจ้าเองก็คิดว่าเขาเป็นคนหลอกเอาเงินจากเด็กนั่นหรือ?”

          “ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ” เหลียนเชี่ยวกล่าว “ตบตาคนอื่นได้ แต่หลอกบ่าวไม่ได้ ก่อนหน้านี้ตอนบ่าวอยู่บ้านนอก พวกเด็กน้อย--เด็กผีพวกนี้บ่าวเจอมานักต่อนัก ชัดเจนอยู่ว่าหลอกลวงผู้อื่น จริงหรือไม่ไป๋จื่อ?”

          ไป๋จื่อพยักหน้าเล็กน้อย “อาวุธของคนพวกนี้ก็คือน้ำตาและใบหน้าที่เยาว์วัย”

          เหลียนเชี่ยวกล่าวต่อไป “วันนี้ถือว่าผู้อาวุโสโชคร้าย น่าสงสารจริงๆ”

          เจี่ยงหร่วนดวงตาทอประกายอย่างประหลาด

          เป็นไปดังที่เหลียนเชี่ยวกล่าว วิชาหลอกลวงช่างไม่สูงส่งเอาเสียเลย ในวงล้อมนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีใครมองกลลวงของพวกเขาออก เพียงแต่ถนนฝั่งประจิมเป็นสถานที่ของคนยากไร้ เป็นสถานที่ซึ่งแยกออกจากกฎหมายโดยตัวของมันเอง ดังนั้นย่อมไม่ใส่ใจคนนอกที่เดินผ่านเข้ามา

          ชายอาวุโสผู้นี้ถือเป็นคนแปลกหน้าสำหรับที่นี่ วันนี้เด็กหญิงตัวน้อยคิดจะหลอกเอาเงินเขามาให้ได้ ส่วนชายชราก็จะต้องถูกตราหน้าว่า ‘เป็นคนขี้โกง ขู่เข็ญเอาเงินจากเด็ก’ อย่างไม่เป็นธรรมที่สุด

          เหมือนเช่นตัวนางเอง... ผู้ตกเป็นเหยื่อให้กับความอยุติธรรมมาทั้งชีวิต

          บัดนี้… นางจะช่วยผู้อาวุโสตรงหน้าได้อย่างไร?

          เจี่ยงหร่วนพลันหยุดชะงัก ขณะที่ภาพหนึ่งแวบขึ้นมาในหัว...

          ‘ไม่นะ ข้าไม่ได้ทำ ข้าไม่ได้วางยาพิษฮ่องเต้’

          นังสารเลว นังงูพิษ ไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นใคร หลักฐานทั้งหมดล้วนชี้มายังเจ้าเท่านั้น... ทหาร... จับมัน!’

          เจี่ยงหร่วนสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามควบคุมสองมือที่สั่นระริกของตน หญิงสาวทำท่าจะผลักไป๋จื่อที่ยืนกำบังนางจากฝูงชนเบื้องหน้าออก

          ไป๋จื่อตกตะลึง เห็นท่าทางของเจี่ยงหร่วนเช่นนั้นก็รีบห้ามปราม “คุณหนูทำเช่นนั้นไม่ได้นะเจ้าคะ”

          สิ่งที่สำคัญตอนนี้ไม่ใช่ความจริง แต่เป็นท่าทางของคนที่ล้อมอยู่ตรงนั้นมากกว่า ต่อให้คุณหนูตระกูลใหญ่ของพวกนางออกหน้าชี้แจง อย่างไรเสียก็จะต้องถูกมองว่าไม่รู้จักถูกผิด สมคบคิดกับคนนอกเข้ามาทำลายคนใน ส่วนชายชราผู้นี้ก็ช่างเถิด อย่างมากที่สุดก็แค่เสียหน้าไปชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

 

            เจี่ยงหร่วนส่ายหน้าไปมา “ไป๋จื่อ ถอยไป”

          สาวใช้ตกใจยิ่งนัก ส่วนเจี่ยงหร่วนก้าวออกไปปรากฏกายโดดเด่นอยู่ท่ามกลางผู้คน หญิงสาวค่อยๆ เอ่ยปากขึ้น “ผู้อาวุโส ท่านไม่จำเป็นต้องโกรธเกรี้ยว ในใต้หล้านี้ยังมีถูกผิดดำขาว แม้ว่าตอนนี้ความจริงจะไม่ชัดเจน แต่เมื่อน้ำลดตอก็จะผุด เพลิงโทสะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของท่านได้ เช่นนี้ถือว่าไม่คุ้มกระมัง”

          สถานการณ์กำลังเข้าข้างเด็กหญิง แต่กลับมีคนออกมาพูดจาแทนชายชราเช่นนี้ สายตาทุกคู่จึงเบนมารวมกันอยู่ที่คุณหนูผู้กล้าหาญแทน

          ไป๋จื่อกับเหลียนเชี่ยวรีบพุ่งตัวออกไปยืนขวางหน้า เตรียมพร้อมปกป้องเจี่ยงหร่วน ด้วยกลัวว่าจะมีคนวิ่งเข้ามาทำร้าย

          สายตาของผู้คนต่างมองมายังผู้พูดด้วยความอยากรู้ เจี่ยงหร่วนเองก็ไม่ได้หลบเลี่ยงสายตา ยังคงยืนอยู่ตำแหน่งเดิมรอให้ทุกคนประเมินมองได้ตามใจชอบ

          ชายชราที่กำลังโกรธเกรี้ยวจนสีหน้าแดงก่ำ พลันระงับโทสะลงเมื่อได้ฟังคำพูดประโยคนี้ เขารับรู้เพียงว่า... น้ำเสียงที่เอ่ยแม้จะแผ่วเบา แต่ก็อ่อนโยน แฝงไปด้วยอารมณ์ที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลาย ชักนำจิตใจผู้คนที่ขุ่นมัวด้วยความโกรธแค้นให้ถูกชำระล้างจนผุดผ่อง ผู้อาวุโสจึงค่อยสงบสติลงในที่สุด

          ท่ามกลางความรู้สึกอันแปลกประหลาดนั้น ชายชราก็มองไปยังหญิงสาวเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

          เขาเห็นเพียงสตรีนางหนึ่งซึ่งมีอายุราวสิบสี่ถึงสิบห้าปี ยืนอยู่ในวงล้อมของฝูงชน

          ยังเด็กนัก ทว่าคำพูดราวกับเป็นผู้ใหญ่ ไม่เหมือนกับคนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน

          ร่างเล็กบางผ่ายผอม คงเป็นเพราะมีชีวิตที่ยากลำบาก ทำให้ผิวพรรณและริมฝีปากของนางขาวซีด แต่เครื่องหน้าทั้งหมดบนใบหน้าล้วนงดงาม จมูกโด่งรับกับรูปปากทรงกระจับ สิ่งที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นนัยน์ตาใต้คิ้วเรียวงามคู่นั้น ช่างเป็นดวงตาที่ชุ่มฉ่ำดั่งสายธารา ทอประกายลึกล้ำวาววาม มองแล้วให้ตราตรึงใจนัก

          ดวงตาใสพิสุทธิ์คู่นั้นรับกับหางคิ้วที่กำลังขยับยก ให้ความรู้สึกถึงเสน่ห์ยวนใจที่ทำให้จิตใจหวั่นไหว หากว่านางได้รับการอบรมเช่นคุณหนูตระกูลใหญ่ ต่อไปต้องเติบใหญ่เป็นยอดพธูที่ทำให้ผู้คนหลงใหลอย่างแน่นอน

          รอบกายของดรุณีผู้นี้โอบล้อมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเยือกเย็นบางอย่างที่ยากจะอธิบาย นางเพียงแค่ยืนนิ่งด้วยท่าทางสงบเงียบ แต่กลับให้ความรู้สึกแปลกประหลาดและไม่อาจข่มลงได้

          ชายชราเองก็ขมวดคิ้วมุ่น ข้างกายสาวน้อยคนนี้มีสองสาวใช้คอยติดตาม หรือว่าจะเป็นคุณหนูตระกูลผู้ดี ทว่าการแต่งกายช่างธรรมดาเสียเหลือเกิน แต่หากจะบอกว่าเป็นบุตรสาวชาวบ้านทั่วไปก็ไม่ใช่อีกเช่นกัน ท่วงท่าอันสง่างามเช่นนี้ย่อมไม่ใช่บุตรสาวที่ถูกคนธรรมดาเลี้ยงดูมาเป็นแน่

          เจี่ยงหร่วนยืนอย่างสงบนิ่ง เด็กหญิงอีกด้านกลับส่งเสียงร้องไห้โฮขึ้นมาดังลั่น พลางสะอึกสะอื้น “ข้าไม่ได้ทำ ข้าไม่ได้ขโมยเงิน ท่านแม่ข้าไม่ได้ขโมยเงิน!”

          ท่ามกลางฝูงชน พลันมีสตรีนางหนึ่งใส่ชุดสั้นลายดอก ก้าวออกมาข้างหน้า แล้วเข้าไปกอดเด็กน้อยคนนั้นเอาไว้ พลางจ้องมองชายชรากับเจี่ยงหร่วนอย่างเกรี้ยวกราด ก่อนจะส่งเสียงดังโวยวาย “พวกเจ้าจะเอาอย่างไรกับลูกเชี่ยวเจี่ยของข้า ทำตัวเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก ไม่รู้จักอับอายบ้างรึ?”

          เน้นคำว่าเด็ก... มาพร้อมกับน้ำตาอีกแล้ว

          เหลียนเชี่ยวอดรนทนไม่ไหว ไม่รอให้เจี่ยงหร่วนกล่าววาจาก็ชิงพูดออกหน้ารับแทนเจ้านาย “ท่านป้ากล่าวผิดถนัดเสียแล้ว คุณหนูของข้าเพียงแต่เอ่ยปลอบผู้อาวุโสเท่านั้น มีคำกล่าวใดที่รังแกบุตรสาวของเจ้า ผู้คนตรงนี้ล้วนได้ยินกันทั่ว ว่าคุณหนูของข้าใช้วาจาด่าทอหรือไม่? แล้วที่ว่าผู้ใหญ่รังแกเด็ก ข้าเองยังมองไม่ออกว่าคุณหนูของพวกเราจะโตไปกว่าบุตรสาวของเจ้าสักกี่มากน้อย มากล่าวหากันเช่นนี้... ใครรังแกใครกันแน่เล่า!”

          สตรีวัยกลางคนตะลึงงัน คิดไม่ถึงว่าเหลียนเชี่ยวที่ดูท่าทางอ่อนด้อย เวลายอกย้อนกลับรวดเร็วรุนแรงเสียงดังเพียงนี้จนนางไม่รู้จะตอบกลับอย่างไร กระทั่งได้สติขึ้นมาจึงเริ่มแสดงอาการโกรธเกรี้ยว ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากโต้เถียง ก็ถูกเจี่ยงหร่วนขัดจังหวะเสียก่อน “ใครจะรังแกใครนั้นไม่สำคัญ... สำคัญที่สุดคือเรื่องเงิน มิใช่หรือ?”

          สตรีนางนั้นค้อนขวับ ก่อนจะดึงบุตรสาวเข้าไปกอดไว้ในอ้อมอก แล้วกล่าวออกมาอย่างโกรธเคือง “เชี่ยวเจี่ยลูกสาวข้าขโมยของใครไม่เป็น เงินนี้เมื่อเช้าข้าเป็นคนให้นางเองกับมือ”

          “เงินตั้งมากมาย แต่ท่านป้ากลับไว้ใจมอบให้บุตรสาวตัวน้อยอายุเพียงไม่กี่ขวบปีเก็บรักษา ทำให้ข้านับถือยิ่งนัก” เจี่ยงหร่วนกล่าวเสียงเรียบ แต่กลับเน้นเสียง ‘ตัวน้อยอายุเพียงไม่กี่ขวบปี’ ให้ดังขึ้นคล้ายไม่เจตนา

          ผู้คนที่รายล้อมพลันหัวเราะเสียงดัง หญิงวัยกลางคนผู้นั้นเมื่อครู่บอกว่าบุตรสาวของตนอายุยังน้อย... ทว่ากลับมอบเงินให้จำนวนมากมายเพียงนั้น ช่างอธิบายได้ยากเสียจริง

          “ข้า... ข้าสั่งให้นางออกมาซื้อของ” มารดาของเด็กหญิงกล่าวต่ออย่างขุ่นเคือง

          “ท่านป้าใช้ลูกสาวซื้อหาสิ่งใดหรือ? เงินตั้งมากมาย หากว่าซื้อของมากเช่นนั้น เชี่ยวเจี่ยของท่านจะขนไหวหรือ?”