ราตรีมืดสนิทราวกับห้วงอเวจี...
ลมเหมันต์สายหนึ่ง พัดกระแทกประตูหน้าของเรือนที่เก่าคร่ำคร่าจนแทบจะพังครืนลงมา
บ่าวรับใช้กลุ่มหนึ่งกำลังเร่งฝีเท้าไปยังเรือนด้านใน หัวหน้าบ่าวรับใช้เป็นสตรีที่มีร่างกายใหญ่หนา สวมชุดคลุมตัวยาวสีเขียวทึบ พับแขนเสื้อขึ้นมาครึ่งหนึ่ง ในมือหิ้วตะกร้าอาหาร เดินเข้าไปยังห้องด้านในสุด
ในเรือนคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นประหลาดราวกับกลิ่นสาบเดรัจฉาน สาวใช้ที่ดูเยาว์วัยกว่าใครส่งเสียงเล็กๆ มาจากด้านหลัง “เหม็นจริงๆ ไม่รู้ว่านายท่านจะเรียกหาของประหลาดนั่นไปทำไม รังแต่จะทำให้คนตกใจกลัวเสียมากกว่า” น้ำเสียงของคนพูดเองก็บ่งบอกว่าหวาดกลัวไม่น้อย จากนั้นก็เดินมาเบียดกายอยู่ข้างหัวหน้าบ่าวรับใช้ “หรือว่าจะเอาไปเพื่อ...”
“หวังกุ้ย ระวังคำพูดเจ้าด้วย” หัวหน้าบ่าวรับใช้ในชุดเขียวรู้สึกหัวเสีย “หากคนอื่นได้ยินเข้า เจ้าไม่รอดแน่”
เสียงตวาดทำให้หวังกุ้ยหยุดปากได้ในที่สุด กระทั่งมาถึงหน้าประตูเรือนด้านใน สตรีใบหน้ากลม เรือนร่างอรชร ก็เยื้องย่างออกมารับตะกร้าอาหารแล้วผลุบหายกลับเข้าไป
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงคนเดิมก็ถือตะกร้าเปล่ากลับออกมา หัวหน้าบ่าวรับใช้รับตะกร้าคืน แล้วเอ่ยปากกับนางว่า “นายท่านสั่งว่าให้พา ‘คน’ ไปที่เรือนใหญ่”
“หรือว่าจะ...” สตรีหน้ากลมถามด้วยสีหน้าตกตะลึง
“พวกเราไม่จำเป็นต้องรู้” หัวหน้าบ่าวรับใช้ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงเรียกหวังกุ้ย “เจ้า… เข้ามานี่ แล้วพาคนไปเสียโดยเร็ว”
ภายในห้องนั้นจุดโคมไฟสลัวราง หวังกุ้ยใช้นิ้วบีบจมูกแน่นแล้วเดินเข้าไป นานพอสมควรกว่าสายตาจะคุ้นชินกับแสงไฟรอบด้าน นางมองไปโดยรอบ ข้างในนี้คล้ายกับโรงเก็บของเหลือใช้เพียงเท่านั้น ทั้งสกปรกและเต็มไปด้วยกลิ่นสาบสางราวกับมีหนูตาย
นางก้าวเข้าไปทีละก้าว... ทีละก้าว... ฝีเท้าที่ฝืนให้มั่นคงนั้นสั่นระริก
แสงวูบไหวจากโคมไฟทำให้มองเห็นบางสิ่งบางอย่างอยู่ในอ่างไม้
ยามที่เห็นสิ่งนั้นเพียงแวบแรก หวังกุ้ยก็แทบกรีดร้อง เกือบจะอาเจียนออกมา หลายวันมานี้แม้ว่านางจะติดตามหัวหน้าบ่าวรับใช้มาส่งอาหารที่นี่อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้เข้ามาเห็น ‘ตัวตน’ ของผู้เป็นเจ้าของห้องอย่างถนัดตา... นี่เป็นครั้งแรก
สิ่งที่นอนนิ่งอยู่ในอ่างไม้ ไม่อาจใช้คำว่า ‘คน’ มาเรียกขานได้เต็มปาก
ร่างนั้น... อาจจะ... เป็นสตรี
แขนขาทั้งสี่ของร่างตรงหน้าถูกตัดขาดเสียจนกุดด้วน เหลือเพียงข้อศอกและหัวเข่า ร่างกายเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผล เส้นผมสีดำสกปรกถูกเผาจนหัวล้านโล่ง ทั่วทั้งใบหน้าและศีรษะถูกสาดด้วยอาจมและสิ่งปฏิกูล ยากนักที่จะมองออกว่าเป็นสตรี
หัวหน้าบ่าวรับใช้เดินตามเข้ามาด้านหลังของหวังกุ้ย พลางจ้องมองซากที่เคยถูกเรียกว่า ‘คน’ ซากนั้น ในแววตาเกิดประกายสงสารขึ้นมาวูบหนึ่ง
หวังกุ้ยเองก็เช่นกัน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าสตรีผู้นี้เป็นใคร ทว่าสภาพน่าอเนจอนาถเช่นนี้ ไม่ว่าใครได้เห็นก็ล้วนสลดใจยิ่งนัก
วันนี้นายท่านออกปากกำชับบรรดาบ่าวรับใช้ให้พานางไปไว้ในอีกห้องหนึ่ง เกรงว่าผลลัพธ์บั้นปลายชีวิตของนางจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้
จิตใจของหวังกุ้ยทั้งตกตะลึงทั้งหวาดกลัวอย่างที่สุด ด้วยไม่กล้าขัดคำสั่ง จำต้องรวบรวมความกล้า เดินเข้าไปยกอ่างไม้ออกไปยังด้านนอก
เมื่อถูกยกขึ้น... ซากร่างในอ่างนั้นก็ปล่อยตัวตามสบาย ไม่ได้ก่นด่าหรือดื้อดึง ทำเพียงนอนนิ่งราวกับกำลังหลับ
หวังกุ้ยและบรรดาบ่าวรับใช้ที่เหลือ ช่วยกันยกอ่างไม้มาวางไว้ในห้องตามคำสั่งของนายท่าน ทว่ายังไม่วายบ่นพึมพำในใจ
นายท่านนำของประหลาดน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ มาวางไว้ในห้องด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่?
ทันใดนั้น... ร่างในอ่างไม้ก็ลืมตาขึ้น สบตากับหวังกุ้ยเข้าอย่างจัง
สาวใช้ถึงกับสะดุ้งเฮือก ถอยร่นไปหลายก้าว
จะว่าไปแล้วก็น่าประหลาดนัก สตรีสภาพน่าอนาถที่สุดผู้นี้กลับมีดวงตาที่งดงามเปี่ยมเสน่ห์เหลือประมาณ ดวงตาคู่นั้นสดใสบริสุทธิ์ทอประกายแวววาวดั่งผิวลำธารที่กระเพื่อมไหวอยู่บนยอดภูเขาหิมะ
หวานซึ้ง... ทว่าทรงอำนาจ ซ้ำยังแฝงไว้ด้วยความเยียบเย็น เป็นแววตาที่เปล่งประกายประหลาดนัก
หวังกุ้ยตะลึงอยู่ครู่ใหญ่ พอคืนสติก็รีบหมุนกายออกไปจากห้องทันที
เจี่ยงหร่วนค่อยเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ…
ด้วยอยู่ในที่มืดมิดมาแสนนาน จึงรู้สึกปวดร้าวกระบอกตาทนไม่ไหวกับแสงสว่างตรงหน้า ที่กำลังทิ่มแทงนัยน์ตาทั้งสองข้างอยู่เจี่ยงหร่วนครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนอีกครั้ง ซึ่งเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็มิอาจรู้ได้ สุดท้ายก็ได้แต่ยิ้มออกมาอย่างสังเวชตัวเอง
สตรีน่าอนาถอย่างนางเป็นใครอย่างนั้นหรือ?
นาง… เจี่ยงหร่วน... เป็นถึงบุตรสาวคนโตของราชครูฝ่ายกองทัพ ทว่าตอนนี้กลับถูกทรมานเยี่ยงหมูตายที่เพิ่งถูกชำแหละ ไร้วันที่จะกลับไปสง่างามได้ดังเดิม
หญิงสาวคิดถึงคำพูดของบิดาตอนที่นางอายุสิบหกปี ก่อนจะถูกส่งเข้าวัง “หร่วนเอ๋อ เจ้าได้เข้าวังเป็นถึงพระสนม มีตระกูลเจี่ยงของพวกเราคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เจ้าไม่ต้องกังวลสิ่งใดเลยลูก”
น้องสาวก็เข้ามาจับมือนางอย่างแนบแน่น พลางเช็ดน้ำตา “พี่ใหญ่... พี่เป็นผู้มีพระคุณของน้อง ต่อให้ชดใช้ด้วยชีวิต น้องก็มิอาจตอบแทนบุญคุณของพี่ได้”
ส่วน ‘เขา’ คนที่นางรักสุดหัวใจ ก็จับมือนางไว้อย่างแนบแน่นเช่นกัน “รอก่อนนะยอดรัก รออีกสักหน่อย ข้าจะแต่งเจ้าเข้ามาเป็นฮูหยินให้ถูกต้องตามประเพณีอย่างสมเกียรติที่สุด”
ทว่าวันนี้... บิดาของนางได้เลื่อนยศเป็นมหาอำมาตย์แห่งราชสำนัก ตำแหน่งสูงส่ง นับเป็นขุนนางอันดับหนึ่งในใต้หล้า
แม่เลี้ยงก็กลายเป็นฮูหยินของท่านมหาอำมาตย์ เป็นมารดาตัวอย่างแห่งแผ่นดิน
ส่วน ‘เขาผู้นั้น’ ก็ได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
เมื่อใช้นางจนเหลือเพียงเศษซากแล้ว
พวกเขาก็คายนางออกจากปาก ถ่มลงดิน แล้วขยี้นางให้ตาย!
นางทำสิ่งใดผิดกระนั้นหรือ?
เจี่ยงหร่วนได้แต่นึกย้อนถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมาของตนเอง ตอนอายุได้เพียงห้าขวบ มารดาแท้ๆ ก็มาเสียชีวิตลง... จากนั้นพี่ชายก็เสียชีวิตในสนามรบ... นางซึ่งเป็นเด็กหญิงตัวคนเดียวจึงถูกกลั่นแกล้งสารพัด
เซี่ยเหยียน... ภรรยาคนที่สามของบิดา ก้าวขึ้นเป็นผู้มีอำนาจที่สุดของบ้าน ในปีนั้นบังเอิญมีนักพรตเต๋าเดินทางผ่านหน้าจวน แล้วเข้ามาขอพักอาศัยหลบแดดฝน จากนั้นก็ตอบแทนด้วยการคำนวณดวงชะตาฟ้าดินให้ โดยทำนายทายทักว่าคุณหนูใหญ่ผู้ถือกำเนิดจากภริยาหลวงมีดวงกาลกิณี ส่งผลร้ายต่อหน้าที่การงานของบิดา เจี่ยงหร่วนจึงถูก ‘พ่อแท้ๆ’ เนรเทศ ส่งนางไปยังหมู่บ้านทุรกันดารนับแต่นั้นมา
จนนางอายุครบสิบสี่... ไม่ทราบว่าเจี่ยงเฉวียนผู้เป็นบิดา เพิ่งรู้สึกว่าตนยังมีบุตรสาวอยู่อีกคนหนึ่งหรืออย่างไร จึงได้ส่งคนมารับนางกลับจวน หลังจากนั้นไม่นานก็มีข่าวประกาศมาจากราชสำนักเกี่ยวกับรายชื่อกุลสตรี บุตรสาวขุนนางใหญ่ที่จะต้องถูกคัดเลือกเข้าเป็นพระสนม
ในบรรดาบุปผาทองคำเหล่านั้น... มีชื่อของคุณหนูตระกูลเจี่ยงปรากฏอยู่ด้วย
แท้จริงแล้วฮ่องเต้มีความคลางแคลงระแวงใจ คิดว่าตระกูลเจี่ยงสมคบคิดกับองค์ชายแปดเพื่อหักหลังพระองค์ ในเวลานั้นจึงมีราชโองการเรียกตัวบุตรสาว ‘คนหนึ่ง’ ของตระกูลเจี่ยงเข้าวัง เหตุผลที่เรียกหาใช่ต้องการให้เป็นพระสนมไม่
แต่เพื่อควบคุมไว้เป็นตัวประกัน
ตระกูลเจี่ยงมีบุตรสาวอยู่หลายคนก็จริง แต่ที่เชิดหน้าชูตาได้มีเพียงสองคนเท่านั้น
หนึ่งคือนาง... เจี่ยงหร่วน บุตรสาวจากภริยาเอกผู้วายชนม์
สองคือ... เจี่ยงซู่ซู่--น้องสาวผู้ถือกำเนิดจากภรรยาคนที่สามของบิดา
ท่านพ่อและแม่สามกล่าวว่า น้องรองร่างกายผ่ายผอม นิสัยอ่อนโยน ใบหน้างดงามควรค่าแก่การทะนุถนอม จึงไม่เหมาะกับการแก่งแย่งชิงดีภายในวังหลวง ทว่าราชโองการของฮ่องเต้ ขุนนางไม่อาจขัดขืน เจี่ยงเฉวียนผู้เป็นบิดาจึงผลักดันเจี่ยงหร่วนเข้าวังไปเป็นตัวประกันแทน สุดท้ายนางจึงกลายเป็นพระสนมเจี่ยง
และอีกเช่นกัน...
เพราะเรื่องนี้จึงทำให้รู้สาเหตุที่บิดาไปรับนางมาจากหมู่บ้านทุรกันดาร!
ชีวิตภายในวังหลวงมิใช่ง่ายดาย... ต่อให้วางตัวนอบน้อมและอดทนต่อความเลวร้ายที่ได้รับเพียงใด ก็ไม่อาจทนถวายเนื้อหนังมังสาให้กับฮ่องเต้ได้ นางเป็นที่เกลียดชังของฝ่าบาท และจุดจบของพระสนมที่ไม่โปรด ก็มักจะลงเอยที่ตำหนักเย็น
เจี่ยงหร่วนก็ไม่ได้รับการละเว้น...
นางถูกส่งไปอยู่ตำหนักเย็น รอวันเหี่ยวเฉาแห้งตาย ทว่า… ฟ้ากลับเมตตา ส่งองค์ชายแปดผู้ปรานีเข้ามาเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต หากไม่มีเขาคอยดูแลปลอบใจ ตนเองคงผูกคอตายไปนานแล้ว