ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เสน่หาเก้าราตรี

ผู้แต่ง Xiao Jia Ren
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป

หนึ่งโจรสาวล่าสวาท กับหนึ่งบุรุษมากคุณธรรมผู้หวงตัวยิ่งชีพ!

บทนำ

❤️ ความฝันของถังหวนคือการได้เป็น ‘โจรล่าสวาทอันดับหนึ่ง!’ ตามรอยอาจารย์หญิง

ทว่าครั้งแรกที่ลงมือ นางกลับถูกบุรุษหนึ่งปาดคอตายในดาบเดียว ช่างน่าชังนัก!

✌️ก่อนสิ้นใจถังหวนสาด ‘พิษเสน่หาเก้าราตรี“ ของล้ำค่าที่อาจารย์มอบไว้ให้ใส่มันผู้นั้น 
✅ สิ่งที่อาจารย์บอก : พิษชนิดนี้จะทำให้เหยื่อหมดสติ ตกอยู่ในห้วงฝันและถูกเสพสมจนตาย
❌ สิ่งที่อาจารย์ไม่ได้บอก: ผู้ใช้พิษก็ต้องตาย เว้นเสียแต่เจ้ากับเขาจะสานเสน่หาจนครบเก้าราตรี ขอให้โชคดี!

ด้วยเหตุนี้ วิญญาณที่แสนเร่าร้อนของนางจึงต้องตามให้ท่าเขาไปจนสุดปรโลก!

สารบัญ

ยังไม่ทันได้ปล้ำก็ตายเสียแล้ว!

ท่ามกลางความมืดสลัวยามค่ำคืน ภายในบริเวณโรงเตี๊ยมที่เงียบสงบ

ถังหวนก้าวเดินด้วยฝีเท้าไร้เสียงราวกับแมวเดิน ครู่หนึ่งจึงหยุดยืนหน้าห้องพักที่สุดทางเดิน

เมื่อยามตะวันรอนพบเจอบุรุษผู้นั้นในห้องพิจารณาคดี เขามีดวงตาเย็นยะเยือกสะดุดสายตา หลังตกลงห้องพักกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเรียบร้อย บุรุษผู้นั้นก็เดินขึ้นบันไดตรงไปยังห้องพัก สายตาไม่สนใจเหลือบแลรอบข้างแม้แต่น้อย เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีเทาอ่อน ก้าวเดินสม่ำเสมอ ชายเสื้อคลุมพลิ้วไหวสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของเขา เผยให้เห็นช่วงขายาว กางเกงสีขาวและรองเท้าทรงสูงสีดำ ทั้งตัวดูเรียบง่ายแต่กลับทำให้นางไม่อาจละสายตา

เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูดออกมาได้

นางมองตามเขาเดินขึ้นไปชั้นบน แต่ไม่ว่าจะพยายามเพ่งสายตาอย่างไรก็เห็นเพียงใบหน้าด้านข้าง ยังไม่ทันมองให้ชัดเจน สายตาเย็นชาก็กวาดมองลงมา ทำหญิงสาวต้องรีบเบือนสายตาไปทางอื่น

ข้าต้องการร่วมสวาทกับบุรุษผู้นี้! ในใจถังหวนตะโกนอย่างบ้าคลั่ง

อาจารย์เคยกล่าวว่าครั้งแรกของหญิงสาวมีความหมายยิ่ง ควรหาบุรุษที่รูปร่างหน้าตาดูดีมากสักหน่อย ถังหวนคิดแล้วก็แลบลิ้นเลียริมฝีปาก ไม่คิดว่าแค่ลงเขามาเล่นๆ จะได้เจอบุรุษรูปงามล้ำค่าจนอยากมอบครั้งแรกให้เสียแล้ว

ดวงตาถังหวนเป็นประกายระยับ ปลายนิ้วชี้แตะปลายลิ้น จากนั้นจึงแตะไปที่กระดาษบุประตูอย่างระวัง รอจนกระดาษชื้นจึงใช้ปล้องไม้ไผ่อันเล็กสอดผ่านเข้าไปอย่างไร้เสียง บุรุษเย็นชาจัดการได้ยาก จำเป็นต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อยเข้าช่วย

รอสักพักจนแน่ใจว่ายาสลบออกฤทธิ์ ถังหวนจึงเปิดประตูห้องเข้าไป สองเท้าก้าวตรงไปที่เตียงอย่างรวดเร็ว ม่านกั้นรอบเตียงยังไม่ถูกปลดลงมา หน้าต่างเปิดกว้าง แสงสุกสกาวของดวงจันทร์สาดส่องเข้ามาเต็มที่ ทำให้เห็นบุรุษรูปงามที่นอนอยู่บนเตียงได้อย่างชัดเจน

ถังหวนเดินไปนั่งข้างเตียง สายตาพินิจมองหนุ่มหล่อล้ำเลิศอย่างพึงใจ เอียงซ้ายเอียงขวามองอย่างละเอียด มุมปากยกยิ้มขำ กระทั่งท่านอนยังดูเย็นชา อยากรู้จริงว่าร่างกายนี้จะมีความอบอุ่นบ้างหรือไม่ ที่สุดก็อดใจไม่ไหว ยื่นมือออกไป ตั้งใจจะลูบไล้ใบหน้าหล่อเหลาสักครั้ง

ชั่วขณะก่อนที่มือเรียวจะได้ลูบไล้ใบหน้าหล่อสะอาด สถานการณ์กลับตาลปัตร!

หญิงสาวเห็นคิ้วคมเข้มขยับ ยังไม่ทันชักมือกลับ ดวงตาเย็นชาก็มองจ้องมาอย่างดุดัน! ถังหวนเห็นประกายแสงผ่านหน้าไปวูบหนึ่งอย่างรวดเร็ว สองมือเรียวกุมลำคอตนเองแน่น แต่โลหิตอุ่นร้อนยังคงไหลทะลักออกมาอย่างน่ากลัว ดวงตาเบิกกว้าง

บรรพบุรุษมันเถอะ! ข้าแค่อยากมอบค่ำคืนแรกให้เจ้าหน้าหล่อผู้นี้ ต้องเล่นกันถึงตายเลยรึ!!

ภาพเบื้องหน้าพลันพร่ามัว ถังหวนมองสีหน้าของบุรุษล้ำเลิศได้ไม่ชัด เห็นเพียงเขาลุกขึ้นนั่ง มือเช็ดคราบเลือดที่ดาบ

ความเย็นชาของบุรุษรูปงามทำถังหวนโมโหนัก! นางถูกฆ่าทั้งที่ยังไม่ได้ร่วมสวาทกับเขา เลือดที่ไหลไม่หยุดทำหญิงสาวหงายหลังล้มลงจากเตียง ก่อนร่างกระแทกพื้น ถังหวนกดกลไกในกำไลหยกที่ข้อมือด้วยความเดือดดาล

            เช่นนั้นเจ้ากับข้าก็ตายไปพร้อมกันเถอะ!

            กลไลในกำไลหยกซ่อนยาพิษชื่อ ‘เสน่หาเก้าราตรี’ เอาไว้ นี่เป็นสิ่งที่อาจารย์มอบให้นางก่อนตายจากไป หากบุรุษได้สูดดมจะสลบไม่ได้สติตลอดทั้งวัน วิญญาณติดอยู่ในห้วงฝันที่ต้องถูกเสพสมไม่หยุดจนกว่าจะขาดใจตาย

ซ่งโม่ปรายตามองหญิงสาวที่หงายหลังกระแทกพื้นเสียงดัง นางตายโดยไม่มีโอกาสส่งเสียงร้อง แต่ดวงตากลับเบิกค้าง มองจ้องมาที่เขาอย่างเจ็บแค้น ชายหนุ่มแค่นเสียงเย็นชา ใครใช้ให้นางบุกรุกห้องเขาในยามวิกาลเล่า สมควรตายแล้ว

ชายหนุ่มเก็บดาบอ่อนไว้ที่เอว ตั้งใจจะรีบจากไปก่อนใครมาพบเจอศพ แต่เพิ่งลงยืนข้างเตียงจู่ๆ ก็รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ความร้อนประหลาดเริ่มต้นแผ่กระจายมาจากสองแขนสองขา ชายหนุ่มเพิ่งขมวดคิ้วก็พบว่าตนเองไร้เรี่ยวแรง ไม่สามารถขยับตัวได้ เขาหงายหลังล้มกลับไปนอนบนเตียง ความร้อนภายในตัวยิ่งนานยิ่งรุนแรง ถึงขั้นนี้ซ่งโม่ก็รู้แล้วว่าตนโดนพิษเข้าแล้ว! เขาพยายามกำหนดลมปราณเพื่อขับพิษแต่กลับหมดสติไปเสียก่อน

 

วิญญาณถังหวนมองร่างตนเองด้วยความรู้สึกที่ยากจะพูด นางอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา

อาจารย์ตายจากไปก่อนแล้ว ใต้หล้านี้ไม่เหลือผู้ใดใส่ใจนางอีก แต่นางเพิ่งลงจากเขา ยังไม่ทันทำอะไรก็ตายง่ายๆ เสียแล้ว! ถังหวนรู้สึกว่าตนเองยังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลยด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือนางไม่ได้อาลัยอาวรณ์อาจารย์มากจนอยากลงไปเจออีกฝ่ายในปรโลกเร็วขนาดนี้

“ศิษย์อกตัญญู!” แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นตรงหน้า เมื่อแสงจางลงก็เห็นสตรีงดงามเย้ายวนผู้หนึ่ง “ดีจริงศิษย์ข้า อาจารย์รู้ว่าเจ้าพบเจออันตรายจึงรีบมาช่วย ยอมทิ้งบุรุษรูปงามที่ทอดกายนอนรออยู่บนเตียง แต่เจ้าไม่เพียงไม่คิดถึงข้า ยังถึงขั้นไม่อยากเจอหน้าข้าด้วย”

ถังหวนอ้าปากค้าง ท่าทางโง่งมเหลือแสน พริบตาก็รีบอ้อนวอนน่าสงสาร

“อาจารย์ ท่านไม่ใช่... ช่างเถอะ อาจารย์ได้โปรดช่วยศิษย์ด้วย ชีวิตศิษย์ยังไม่ได้ร่วมสวาทกับบุรุษสักครั้ง ข้ายังไม่อยากตาย!”

ถังหวนเติบโตมาได้ด้วยสองมือของอาจารย์อุ้มชูเลี้ยงดู ทุกครั้งที่เจอะเจอปัญหาหรือเรื่องยุ่งยากก็จะวิ่งกลับไปขอให้อาจารย์ช่วยเหลือ เห็นอาจารย์มีสภาพเป็นวิญญาณเหมือนกัน ไม่มีอะไรให้น่าตื่นตกใจ มีแต่หดหู่เพราะกลัวอีกฝ่ายช่วยไม่ได้

“เมื่อก่อนข้าเข้มงวดกวดขัน เจ้าดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง ข้าบอกให้ฝึกวิชาจนแก่กล้าก่อนค่อยลงจากภูเขา เจ้าทำหูทวนลมไม่สนใจ ใช้วิชาตัวเบาได้ดีนิดหน่อยก็ลำพองว่าตัวเองเป็นยอดฝีมือ โง่เขลานัก! คิดว่าวิชาตัวเบาอย่างเดียวเพียงพอให้เจ้าลงจากเขาได้แล้วรึ หากเจ้าถูกใจพวกคุณชายที่เป็นลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์นั้นไม่เป็นไร แต่ดูคนที่เจ้าพอใจสิ บุรุษผู้นี้ฝีมือดาบแข็งแกร่งยิ่งกว่าข้า เจ้าอยากครอบครองเขา มิเท่ากับพาตัวเองไปตายหรอกหรือ เจ้าศิษย์โง่!” ผู้เป็นอาจารย์ตำหนิยาวเหยียด

“ข้าไม่รู้ว่าเขาจะเก่งกาจขนาดนี้...” ถังหวนอดเถียงไม่ได้

อาจารย์แค่นเสียง เบ้ปากหน่ายที่จะต่อปากต่อคำ

“ช่างเถอะ ครั้งนี้ถือว่าให้บทเรียนแก่เจ้า ต่อจากนี้คิดอ่านให้รอบคอบหน่อย ต้องแน่ใจก่อนค่อยลงมือ” พูดจบก็ตบบ่าลูกศิษย์อย่างแรง ส่งวิญญาณลูกศิษย์กลับเข้าร่างอย่างง่ายดาย

หลังวิญญาณกลับเข้าร่าง นางกะพริบตาปริบๆ ครู่หนึ่งก็ลุกพรวดพราด สายตาที่มองอาจารย์เปลี่ยนเป็นชื่นชมทันทีอย่างไม่ละอาย “อาจารย์ ท่านเลื่อนขั้นเป็นเทพเซียนแล้วหรือ ถึงคืนชีพให้คนตายได้”

ผู้เป็นอาจารย์ลูบคอเนียนของลูกศิษย์ที่ไร้ร่องรอยบาดแผลอย่างพอใจ

“เทพเซียนเชียวหรือ เจ้าก็ช่างยกย่องข้าเสียจริง ข้าเป็นเพียงวิญญาณดวงเล็กๆ เพราะเข้าตาท่านยมทูต เขาจึงเมตตารับเลี้ยงข้าไว้ มอบเวทมนตร์เล็กๆ น้อยๆ ให้ข้า เรื่องของข้านั้นช่างเถอะ ตอนนี้เรื่องของเจ้าสำคัญกว่า” อาจารย์พูดพลางชี้ไปที่ร่างของบุรุษหล่อเหลาบนเตียง

“อาหวนเอ๋ยอาหวน ชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต หากซ่งโม่ตายเพราะฝีมือเจ้า เจ้าก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ดังนั้นเจ้าต้องถอนพิษให้เขา พูดให้ถูกคือมีเพียงเจ้าที่ถอนพิษให้เขาได้ จำไว้ เขารอดเจ้ารอด”

            “เอ๋” ถังหวนขมวดคิ้ว ข้ามเรื่องที่อาจารย์รู้จักชื่อเจ้าหน้าหล่อนี้ไปก่อน “แต่พิษเสน่หาเก้าราตรีไม่มียาถอนพิษไม่ใช่หรือ ท่านบอกข้าเอง”

            “ใช่ พิษเสน่หาเก้าราตรีไม่มียาถอน” อาจารย์พยักหน้ายอมรับ “แต่ตอนนี้ข้าค้นพบวิธีที่จะส่งเจ้าเข้าไปในฝันของบุรุษผู้นั้นได้แล้ว สิ่งที่เจ้าต้องทำคือทำให้เขายอมมอบกายให้เจ้าอย่างแท้จริง เจ้ามีเวลาจนกว่าพิษเสน่หาเก้าราตรีจะหมดฤทธิ์ จากนั้นเจ้าถึงจะปลอดภัย”

            ในหัวถังหวนแล่นปราดรวดเร็ว “ในความฝันเขาต้องเสพสังวาสไม่หยุดอยู่แล้ว ข้าเข้าไป ไม่ต้องทำอะไร เขาย่อมต้องเต็มใจมอบกายให้ข้าแน่นอน แต่อาจารย์ ท่านบอกว่าวรยุทธ์ของเขาแข็งแกร่งกว่าท่านมิใช่หรือ หากเขาตื่นมาแล้วโกรธเรื่องในความฝัน เขาจะไม่ปาดคอข้าอีกรอบหรือ”

            อาจารย์ยิ้มเอ่ย “เด็กโง่ ข้าจัดการทุกอย่างให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว มีเพียงเจ้าที่จดจำเรื่องราวในความฝันได้ ส่วนซ่งโม่จะจำอะไรไม่ได้เลย หลังพวกเจ้าเสพสมกันครบเก้าครั้ง ซ่งโม่ถือว่าได้รับการถอนพิษ เขาจะสลบหมดสติไปอีกหนึ่งวัน เมื่อตื่นขึ้นไม่ว่าอะไรก็ล้วนจำไม่ได้ ตอนนั้นเจ้าก็รีบหนีไปซะ”

            ถังหวนยิ้มตาหยี สองมือปิดปากหัวเราะคิกคักชอบใจ ท่าทางราวกับได้ร่วมสวาทกับบุรุษรูปงามล้ำค่าเก้าครั้งสมใจแล้ว

            ผู้เป็นอาจารย์ไม่ชอบท่าทีโง่งมเช่นนี้ของลูกศิษย์เอาเสียเลย นางดีดหน้าผากอีกฝ่ายแรงๆ

            “หยุดหัวเราะเป็นคนโง่เดี๋ยวนี้เลย อย่าเพิ่งได้ใจไป ซ่งโม่ผู้นี้จิตใจหนักแน่น ต่อให้ถูกพิษเสน่หาเก้าราตรีก็ไม่มีทางทอดกายให้เจ้าเชยชมง่ายๆ หรอกนะ หากเจ้าไม่อาจโน้มน้าวจิตใจเขาได้ ต่อให้เจ้ากับเขาเสพสมกันไปแล้วแปดครั้ง แต่ถ้าพลาดครั้งที่เก้า วิญญาณพวกเจ้าจะสูญสลาย ก่อนที่สองคนจะมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ทั้งสองไม่อาจเสพสมกับผู้อื่นได้ ไม่เช่นนั้นความฝันจะสิ้นสุดลงทันที ถึงตอนนั้นทั้งคู่ก็จะลงไปเจอข้าในปรโลก อีกเรื่องที่สำคัญ ถึงอยู่ในความฝัน พวกเจ้ายังคงรู้สึกเจ็บปวดได้ ถ้าได้รับอันตรายบาดเจ็บร้ายแรง พวกเจ้ายังสามารถตายได้”

            เห็นศิษย์อ้าปากค้าง น้ำตาคลอ สีหน้าเหมือนคนได้รับความไม่เป็นธรรม อาจารย์ก็อดลูบหัวนางอย่างอ่อนโยนไม่ได้ อย่างไรก็เลี้ยงกันมาตั้งแต่เล็ก

            “อาหวนเอ๋ย เจ้าอย่ากังวลจนเกินไป แต่ละด่านเจ้ามีเวลาหนึ่งเดือนเพื่อร่วมสวาทกับบุรุษผู้นั้น สำเร็จแล้วจึงจะข้ามไปสู่ฝันฉากต่อไป ในความฝันทั้งคู่เป็นเพียงคนธรรมดา ไร้วรยุทธ์ หากเจ้าไม่ลืมบทเรียนที่อาจารย์เคยสอน จะจัดการซ่งโม่ผู้เย็นชาแข็งกร้าวก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร”

            ถังหวนรู้สึกหัวตัวเองเล็กเกินกว่าจะจำสิ่งที่อาจารย์บอกได้ทั้งหมดในคราวเดียว ต้องใช้เวลานานหลายอึดใจกว่ารายละเอียดทั้งหมดจะซึมเข้าหัวไปช้าๆ

            ผู้เป็นอาจารย์ไม่มีเวลาอยู่รอให้ศิษย์เข้าใจ นางสะบัดมือครั้งหนึ่ง ส่งร่างถังหวนขึ้นไปบนเตียง ยัดลูกปัดหยกขนาดเท่าลูกท้อไม่เล็กไม่ใหญ่ใส่มือศิษย์ ก่อนทิ้งคำพูดสุดท้าย

            “ข้าจะร่ายเวทสร้างม่านกั้นอาณาเขตไว้ให้ ป้องกันการถูกรบกวนจากภายนอกและช่วยรักษาร่างกับวิญญาณของเจ้า หลังเสพสมกับเขาครบเก้าครั้ง วิญญาณเจ้าจึงจะกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม ส่วนเขาถือว่าได้รับการถอนพิษ หากเจ้าทำไม่สำเร็จ วิญญาณจะแตกสลาย ส่วนนี่คือยาที่จะช่วยให้เจ้าเข้าไปในความฝันของเขา หลังกินยาให้เอาตัวแนบชิดชายผู้นั้นทันที” สองมืออาจารย์ประคองใบหน้าศิษย์ ก่อนบอกอย่างจริงจัง

            “อาหวน เรื่องนี้สำคัญมาก เจ้าต้องทำให้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นตอนลงไปปรโลกเจ้าห้ามบอกใครเด็ดขาดว่าเป็นศิษย์ของข้า ข้าไม่อยากอับอายที่มีศิษย์ไม่ได้ความอย่างเจ้า!” พูดจบก็โบกมือครั้งหนึ่ง เกิดเป็นอาณาเขตเวท นางมองลูกศิษย์อีกครั้งก่อนหายตัวไป

ด่านฝันแรก

ถังหวนอ้าปากค้างมองอาณาเขตเวท ย้อนคิดถึงตอนอาจารย์ยังมีชีวิตก็มีบุรุษวนเวียนเข้ามาในชีวิตไม่ขาดสาย ตอนนี้กลายเป็นผีก็ยังมีชีวิตไม่เลว กระทั่งยมทูตก็ยังยินดีเป็นบุรุษใต้กระโปรงของอาจารย์ ในใจถังหวนจึงทั้งภูมิใจและอิจฉา

            แน่นอนว่านางในฐานะศิษย์เพียงหนึ่งเดียวย่อมไม่มีทางทำให้อาจารย์ต้องอับอายขายขี้หน้า จะยากอะไรนักหนา ก็แค่ร่วมสวาทกันในฝันไม่ใช่หรือ นางจะเสพสมกับเจ้าหน้าหล่อจนครบเก้าครั้งให้ได้ พอตื่นก็จะรีบเผ่นจากไป

ไม่สิ! นางมีแค้นที่ต้องเอาคืนอยู่

นางจะตื่นขึ้นมาก่อนเขา จากนั้นก็ใช้ดาบของเขาปาดคอเขาซะ! ให้บุรุษรูปงามล้ำค่าได้ลิ้มรสการถูกปาดคอตายเสียบ้าง

            หญิงสาวลูบลำคอตนเอง ความเจ็บปวดจนตายฝังลึกในใจแล้ว ชั่วชีวิตนี้ไม่มีวันลืม ยิ่งคิดยิ่งโมโห นางพลิกตัวขึ้นนั่งคร่อมต้นขาเขา มือคลำไปทั่วเอว ครู่หนึ่งก็เจอดาบอ่อนที่ซ่อนอยู่

อาจารย์ดูสิ! ท่านด่าว่าข้าโง่เขลาและประมาท คนเขาซ่อนอาวุธไว้แบบนี้จะโทษว่านางโง่ได้รึ! ทั้งยังตบตานางด้วยท่าทีเย็นชาราวคุณชายถ้ำน้ำแข็ง ใครจะคิดว่าเขาสามารถฆ่าคนได้ในพริบตาแบบนี้

            ยิ่งเห็นดาบยิ่งโมโห หญิงสาวใช้ดาบอ่อนกรีดเสื้อผ้าชายหนุ่มจนขาดวิ่น พอกรีดกางเกงขาดหมดก็พลันชะงักนิ่ง สายตามองจ้องส่วนนั้นของเขาที่ผงาดขึ้นมาอย่างโอ้อวด

            ถังหวนถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่

            นางติดตามอยู่ข้างกายอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก อาจารย์ไปไหนนางไปด้วย แม้เป็นงานเลี้ยงรื่นเริงของผู้ใหญ่ นางก็ยังได้ติดตามไปด้วย ดังนั้นไม่เพียงเคยเห็นบุรุษเปลือยเปล่าตลอดร่าง ยังเคยเห็นท่าทางเร่าร้อนมากมายระหว่างอาจารย์กับบุรุษเหล่านั้น ไม่ว่าอาจารย์จะเป็นฝ่ายอยู่ด้านล่างหรือคร่อมทับอยู่ด้านบน ทั้งอาจารย์และบุรุษต่างก็ส่งเสียงครางเร่าร้อนออกมา นางจึงเข้าใจมาตลอดว่าถ้าส่วนนั้นของบุรุษสอดแทรกเข้ามาในร่าง สตรีจะต้องสุขสมจนครางเสียงดังออกมาแน่

            คิดถึงตรงนี้ถังหวนพลันรู้สึกรุ่มร้อนไปทั้งตัว สองมือรีบถอดเสื้อผ้าตนเองออก อย่างไรก็ต้องได้ครอบครองบุรุษล้ำเลิศผู้นี้ในฝันอยู่แล้ว ไม่สู้ลองดูสักครั้งตอนนี้ก่อน ต่อให้ล้มเหลวก็ไม่ถือว่าเสียหาย อย่างน้อยก็พูดได้ว่าเคยลิ้มลองรสชาติบุรุษงามล้ำค่ามาครั้งหนึ่งแล้ว หากไปทำผิดพลาดตอนอยู่ในความฝัน วิญญาณต้องแตกสลาย เช่นนั้นก็ถือว่าตายอย่างเปล่าประโยชน์ ไม่เพียงอาจารย์ต้องอับอาย นางเองก็ไม่มีหน้าสู้ผีตนอื่นในปรโลกเหมือนกัน

            ในเมื่อเลือกเดินเส้นทาง ‘โจรล่าสวาท’ จะรักษาร่างกายให้บริสุทธิ์ผุดผ่องเพื่อใครกัน

            หลังถอดเสื้อผ้าออกหมด ถังหวนก็มองส่วนนั้นด้วยสายตาแน่วแน่ มือประคองให้ตั้งตรง จากนั้นก็ขึ้นคร่อมทับ พยายามบังคับให้ส่วนนั้นเข้าไปในร่างตน

            “โอยยย!” ทำไมถึงเจ็บปวดเหลือเกิน เจ็บปวดจนเหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่างแล้ว เจ็บจนรู้สึกได้ว่าใบหน้าตนบิดเบี้ยวไปหมด

            นี่นางผิดพลาดตรงไหน ตอนแอบดูอาจารย์กับบุรุษพวกนั้น การสอดแทรกดูราบรื่นง่ายดายไม่ใช่หรือ

            ซวยละ! อาจารย์ไม่มีทางโผล่ออกมาช่วยนางเป็นครั้งที่สองแน่ ถึงจะเจ็บแต่ถังหวนยังดึงดันจะให้การสอดแทรกสำเร็จ นางกัดฟันอดทนจนทั้งสองเชื่อมกันสนิทแน่น หญิงสาวทิ้งตัวนอนซบไปบนอกแกร่ง หายใจหอบระรวย พอความเจ็บเริ่มบรรเทาก็หยิบยาที่อาจารย์มอบให้ใส่เข้าปาก ก้มหน้าลงแนบริมฝีปากเขา

            ริมฝีปากเขาไม่เหมือนท่าทางและบรรยากาศเย็นชารอบตัวเขา ช่างอบอุ่น นุ่มและให้ความรู้สึกดีมาก จนถังหวนต้องแลบลิ้นไล้เลียริมฝีปากเขาอย่างสนใจ ขณะคิดจะเปิดปากเขาเพื่อทดสอบการจูบในขั้นที่ดูดดื่มลึกซึ้ง จู่ๆ พลังงานลึกลับแรงดึงดูดมหาศาลก็กระชากวิญญาณนางออกจากร่างไป!

            ภายในห้องพักไม่มีเสียงเคลื่อนไหวใดๆ ชายหญิงบนเตียงนอนสนิทแนบแน่นในท่าที่ใกล้ชิดอย่างที่สุด ทั้งสองเหมือนคู่รักที่รักใคร่กันเหลือเกิน

 

ณ เมืองยมโลก

อาจารย์สาวที่กำลังนั่งคร่อมอยู่บนร่างแข็งแกร่งของท่านยมทูตหยุดชะงัก คิ้วเรียวสวยขมวดแน่น ท่าทางของนางทำท่านยมทูตหายใจหอบกระชั้น ถามเสียงแหบพร่า

“หยุดทำไม หรือครั้งนี้ข้าทำแรงเกินไป เจ้าเจ็บงั้นหรือ”

            “ไม่ใช่...” อาจารย์สาวส่ายหน้า “แต่ศิษย์โง่ของข้าคนนั้น นางคิดจะทำ... อ๊ะ... ท่าน...”

            “ข้าปรนเปรอเจ้าไม่ดีหรือ” ท่านยมทูตพูดพลางพลิกร่างเย้ายวนให้ลงมาอยู่ใต้ร่างตน สีหน้าขึงตึงไม่ชอบใจ “เหตุใดกล้าคิดถึงเรื่องอื่นตอนที่อยู่กับข้า!”

            ความดุดันหนักหน่วงของท่านยมทูตทำอาจารย์สาวโยนเรื่องลูกศิษย์ทิ้งอย่างไม่ลังเล นอนรับการเอาใจร้อนแรงอย่างอิ่มเอม รอจนถึงตอนที่นางได้แช่ตัวอยู่ในอ่างอาบน้ำโดยมีท่านยมทูตปรนนิบัติอยู่ข้างๆ อาจารย์จึงเพิ่งคิดถึงศิษย์โง่ขึ้นมาอีกครั้ง

            ลูกศิษย์ขึ้นคร่อมซ่งโม่อย่างไม่ละอาย แต่กลับไร้ความสามารถที่จะทำให้ตัวเองสุขสม นางทำกรรมมากี่ชาตินะถึงมีศิษย์โง่แบบนี้!

            แต่ถ้าศิษย์ไม่โง่จะถูกนางหลอกได้หรือ

            เป็นความจริงว่าหลังทั้งสองเสพสมกันครบเก้าครั้ง ซ่งโม่จะได้รับการถอนพิษ ส่วนถังหวนก็จะรักษาชีวิตตัวเองไว้ได้ แต่ที่บอกว่าซ่งโม่จะจำความฝันไม่ได้เลยเป็นเรื่องโกหก เขายังพอจำความฝันได้บ้าง นางหวังว่าหลังผ่านการสานเสน่หากันไปถึงเก้าครั้ง ชายหนุ่มจะมีจิตผูกพันกับถังหวนบ้างไม่มากก็น้อย เพื่อที่เขาจะได้ไม่เชือดคอศิษย์โง่ของนางเป็นครั้งที่สอง

            เหมือนท่านยมทูตผู้เย็นชา สุดท้ายก็ถูกนางจัดการให้อยู่ในกำมือได้อย่างง่ายดาย

            ศิษย์โง่เอ๋ย ข้าที่เป็นอาจารย์จะรอดูความสำเร็จของเจ้า

 

ใกล้เวลาพลบค่ำ

พระอาทิตย์ถูกภูเขากลืนกินไปแล้วกว่าครึ่ง อีกครึ่งยังคงย้อมหมอกในตอนเย็นให้เป็นสีแดงฉาน แสงอาทิตย์แผ่ปกคลุมเขาอวี้เฉวียน สว่างบ้างสลัวบ้าง ในหมู่บ้านเชิงเขามีควันลอยออกมาจากบ้านหลายหลัง เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าชาวบ้านเริ่มเตรียมทำอาหารเย็นกันแล้ว ต่างจากบรรยากาศบนเขาที่เงียบสงัดวังเวง นอกจากเสียงนกเสียงแมลงกลางคืน ก็มีเพียงเสียงลมพัด ใบไม้ไหวและเสียงน้ำไหลเท่านั้น

            ถังหวนนั่งคุกเข่าอยู่ริมลำธาร มองเงาสะท้อนตนเองด้วยสีหน้าพรั่นพรึง นางเข้ามาอยู่ในความฝันแล้วจริงๆ! เป็นความฝันที่ให้สัมผัสเหมือนจริงจนน่าขนลุก ลมพัดเย็นสบาย สภาพอากาศปลอดโปร่ง หูได้ยินเสียงแม่ชีน้อยผู้หนึ่งกำลังบ่นว่าวันนี้เรี่ยไรเงินไม่ได้ตามที่อาจารย์สั่ง ทั้งยังกลับมาช้าอีก ไปถึงต้องถูกลงโทษแน่เลย

            ถังหวนมองแม่ชีน้อย ชุดคลุมสีเขียวหม่น บนศีรษะมีหมวกใบหนึ่ง พลันดวงตาหญิงสาวก็เบิกกว้าง รีบก้มมองเงาสะท้อนในน้ำอีกครั้ง ชุดสีหม่นเหมือนกัน หมวกเหมือนกัน คงไม่ใช่...

            มือสั่นระริกค่อยๆ ดึงหมวกลง เงาในน้ำที่เห็นทำถังหวนอยากจะกรีดร้องนัก!

            อาจารย์! โจรล่าสวาทที่ไหนหัวล้านเตียนโล่งเช่นนี้! อย่าว่าแต่บุรุษจะเมินหน้าหนีเลย สตรีก็ยังไม่อยากมองเหมือนกัน

            ตายละ ลืมเสียสนิท ตอนนี้ซ่งโม่อยู่ที่ไหน

            หญิงสาวเพิ่งหันมองซ้ายขวาหาคนไปรอบ จู่ๆ ก็เกิดหน้ามืดหงายหลังนอนกองกับพื้นริมลำธาร ถังหวนกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง

“หมิงฮุยเจ้าเป็นอะไร” เสียงร้อนใจแฝงความเป็นห่วงดังอยู่ข้างๆ

            ถังหวนเห็นแม่ชีน้อยชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ ในหัวพลันเกิดความทรงจำสายหนึ่งผุดขึ้นมา

            แม่ชีน้อยผู้นี้มีนามว่าหมิงซิน ส่วนตัวนางนามหมิงฮุย ทั้งสองเข้าสำนักชีพร้อมกันตั้งแต่เด็ก คำนับแม่ชีอาวุโสเป็นอาจารย์คนเดียวกัน จึงนับถือกันเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้อง วันนี้ทั้งสองลงจากเขาเพื่อเรี่ยไรเงิน ไม่คิดว่าเดินตั้งแต่เช้าถึงเย็นจนขาลากกลับหาเงินไม่ได้ ที่ได้มีเพียงหมั่นโถวสองก้อนที่มีคนเมตตาให้มาตอนกลางวัน หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรตกถึงท้องอีกเลย

            “ข้าไม่เป็นไร แค่หิวจนเป็นลม” ความทรงจำที่ไหลทะลักไม่มีตัวตนของซ่งโม่อยู่เลย เช่นนั้นตอนนี้นางควรทำอย่างไรดี ไม่มีเบาะแสสักนิด จะไปหาเขาได้จากที่ใดกัน

            หิวจนเป็นลมถือเป็นเรื่องปกติ หมิงซินฟังแล้วไม่ติดใจสงสัยอะไร ช่วยประคองอีกฝ่ายลุกขึ้น “เจ้าอดทนอีกนิด พวกเรารีบกลับสำนัก บางทีอาจารย์เห็นพวกเรากลับไปช้าอาจสั่งคนเหลือโจ๊กไว้ให้บ้าง”

            “อืม”

            ถังหวนต้องใช้สองขาออกแรงมุ่งหน้าขึ้นเขาเอง นางหิวมากจริงๆ ท้องส่งเสียงประท้วงไม่หยุดจนน่าเวทนา ตอนนี้นางไร้ทั้งกำลังภายในและไร้เงินทอง ซ้ำร้ายยังตกอยู่ในสภาพแม่ชีน่าโมโหนี่อีก หากคิดตามหาคนเกรงว่าจะเป็นเรื่องยากเกินตัว กลับไปพักในสำนักชีเพื่อดูสถานการณ์ก่อนแล้วกัน เชื่อว่าอาจารย์คงไม่ใจร้าย ส่งนางเข้ามาในฝันของซ่งโม่ได้ อย่างไรคงไม่ให้นางสิ้นไร้หนทางได้เสพสมกับเจ้าหน้าหล่อผู้นั้นแน่

            กว่าจะถึงสำนักต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วยาม สองแม่ชีก้มหน้าเดินอย่างหิวโหย ไม่มีใครเปิดปากชวนคุย พระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที แสงสีแดงอมส้มถูกความมืดมิดกลืนกินทีละน้อย แม้ถังหวนจะไร้กำลังภายใน แต่ประสาทสัมผัสยังชัดเจนยอดเยี่ยม เดินไปนานครู่หนึ่งก็รับรู้ได้ว่าด้านหลังมีคนแอบตามมา

            ถังหวนหันกลับไปมองทันที!

            ผู้ที่ตามมาเป็นชายสองคน พวกเขาซ่อนตัวในป่าข้างทาง เพราะนางหันมองรวดเร็ว ทั้งสองจึงซ่อนตัวไม่ทัน คนหนึ่งเป็นชายร่างสูงใหญ่ เขาก้าวออกมาเปิดเผยตัว สายตาที่มองสองแม่ชีเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย

            “เดิมคิดว่าจะอีกสักพักถึงค่อยลงมือ ไม่คิดว่าแม่ชีน้อยหมิงฮุยจะมีประสาทสัมผัสดีขนาดนี้ ในเมื่อรู้ตัวแล้วก็มาทำเรื่องให้จบๆ ตรงนี้เลยแล้วกัน” พูดจบชายอีกคนก็ก้าวออกมายืนเคียงข้าง เขาเป็นชายร่างเล็กตัวผอม

            ถังหวนขมวดคิ้ว ในความทรงจำมีเรื่องราวของสองคนนี้

ชายร่างสูงใหญ่ชื่อเฉียวลิ่ว เป็นกำพร้า เลี้ยงชีพด้วยการลักเล็กขโมยน้อยมาตั้งแต่เด็ก ไม่มีเรื่องน่ารังเกียจใดไม่เคยทำ เพราะรูปร่างสูงใหญ่ พละกำลังมากกว่าคนทั่วไป คนในหมู่บ้านจึงได้แต่ต้องทำใจ นับวันรอให้เขาตายจากไปเท่านั้น ส่วนคนตัวเล็กผอมชื่อโซ่วโหว เป็นลูกน้องลูกไล่ข้างกายเฉียวลิ่ว ในหัวมีแต่เรื่องลามกต่ำช้า

แม่ชีน้อยผู้อ่อนแอ

หากมีกำลังภายใน แค่ยกเท้าถีบก็สามารถส่งเฉียวลิ่วลอยไปไกลได้ไม่ยาก แต่ร่างนี้อ่อนแอยิ่งนัก แค่ยกถังน้ำเดินไม่กี่ก้าวก็ปวดแขนเหมือนแขนจะหลุด ต่อให้เลือกสู้กับโซ่วโหวก็ยังไม่แน่ว่าจะเอาชนะได้ ทั้งยังมีหมิงซินที่เกาะนางแน่นอยู่ด้านหลัง

            สองต่อสองงั้นหรือ...

            “วิ่ง!”

            ถังหวนดึงกระชากหมิงซินออกจากด้านหลังตน ผลักอีกฝ่ายให้วิ่งไปทางขวา ส่วนตัวเองวิ่งไปทางซ้าย ถ้าหนีไปด้วยกันมีแต่จะไม่รอดทั้งคู่ แยกกันหนี อีกฝ่ายก็ต้องแยกกันไล่ล่าเช่นกัน หนึ่งต่อหนึ่ง โอกาสรอดก็เพิ่มมากขึ้น ถังหวนตายไม่ได้ จะเสียตัวให้คนอื่นที่ไม่ใช่ซ่งโม่ก็ไม่ได้

            หญิงสาวได้ยินเสียงเฉียวลิ่วตะโกนสั่งให้โซ่วโหววิ่งไล่ตามหมิงซิน ถังหวนกัดฟันอย่างโมโห เพราะหมิงฮุยหน้าตางดงามกว่าหมิงซิน ถึงตอนนี้ถังหวนได้เรียนรู้แล้วว่าความหน้าตาดีดึงดูดอันตรายอย่างไร ไม่เช่นนั้นคนที่ไล่ตามนางคงเป็นโซ่วโหวที่น่าจะรับมือง่ายกว่าเฉียวลิ่ว

            เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาทำถังหวนอยากจะด่าบรรพบุรุษอีกรอบ เดิมนางก็หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว ไหนจะที่เดินตรากตรำมาตั้งแต่เช้า จะมีแรงเหลือให้วิ่งหนีได้สักเท่าไหร่กัน

            แต่ไม่วิ่งก็ไม่ได้อีก!

            ถังหวนใฝ่ฝันจะเป็นโจรล่าสวาทไม่ใช่เหยื่อที่ถูกล่า สารรูปอย่างเฉียวลิ่ว นางยกรองเท้าให้ยังไม่คู่ควร หากไม่ติดว่านางต้องเก็บความบริสุทธิ์ดุจหยกไว้ให้ซ่งโม่ นางอาจจะยอมๆ ให้เฉียวลิ่วสักครั้ง ถือว่าสะสมประสบการณ์ เพราะเทียบกันแล้ว ถังหวนไม่อยากเหนื่อยจนเหมือนหัวใจจะกระเด็นหลุดจากอกด้วยการวิ่งหนีแบบนี้

            คิดแล้วช่างน่าขัน ไม่คิดเลยจะมีวันที่นางต้องเป็นกุลสตรี รักษาเนื้อนวลตนเองให้ชายผู้เดียว เพราะมัวแต่คิดฟุ้งซ่าน ขาอ่อนแรงสองข้างจึงพันกัน ทำถังหวนล้มคะมำหน้าคว่ำไปกับพื้น

            ตอนที่ล้มหน้ากระแทกพื้น ถังหวนได้แต่คร่ำครวญถึงวิชาตัวเบาของตนเอง ยังดีที่แม้ไร้กำลังภายในแต่รู้วิธีผ่อนหนักให้เป็นเบา ถึงเสียจังหวะล้มไม่เป็นท่าแต่ไม่บาดเจ็บรุนแรง ไม่คิดว่าตอนที่รีบร้อนจะลุกขึ้นวิ่งต่อ เฉียวลิ่วดันวิ่งตามมาทัน ชายร่างสูงใหญ่กระโดดทับนางราวเสือตะครุบเหยื่อ น้ำหนักที่กดทับเหมือนถูกภูเขาทั้งลูกหล่นใส่ ทำถังหวนแทบกระอักเลือด

            “วิ่งอีกสิ ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะวิ่งหนีต่อไปอย่างไร”

มือใหญ่ของเฉียวลิ่วกดเอวบางเล็กเต็มแรงครั้งหนึ่ง เป็นการลงโทษที่ทำให้เขาต้องเหน็ดเหนื่อยวิ่งตาม จากนั้นจึงค่อยลุกยืน มือหยาบใหญ่กระชากดึงไหล่แม่ชีน้อยพลิกตัวอย่างง่ายดาย เขาฉีกยิ้มเหี้ยม นั่งคร่อมทับต้นขาเรียวเล็ก เห็นอีกฝ่ายมองมาด้วยสีหน้าตกตะลึง มือหยาบตบแก้มเนียนทั้งสองข้าง

            “เป็นใบ้แล้วหรือไง” มือหยาบใหญ่กระชากเสื้อคลุมสีหม่นอย่างแรงจนขาด เผยให้เห็นเสื้อตัวในเนื้อบางสีขาว เห็นอกอวบอิ่มขยับขึ้นลงยั่วสายตานัก

            “ปกติเห็นสวมชุดแม่ชี เข้าใจว่าเจ้ารูปร่างผอมแห้ง ไม่คิดว่าจะซ่อนเนื้อหนังอวบอิ่มไว้อย่างนี้” เฉียวลิ่วหัวเราะเสียงหื่น สองมือทำท่าขยำบีบอยู่เหนือทรวงอกอิ่ม

            ก่อนที่มือต่ำช้าจะได้สัมผัสหน้าอกอิ่ม วิญญาณถังหวนที่กระเด็นออกจากร่างเพราะแรงกดทับก็กลับเข้าร่างมาพอดี นางถลึงตามองเฉียวลิ่วอย่างรังเกียจ มือกำเศษดินปาใส่หน้าอีกฝ่ายอย่างแรง พอเห็นเขาหันหน้าหลบ ถังหวนก็กำหมัดแน่นแล้วต่อยออกไปสุดแรง!

            ไม่สะเทือนสักนิด!!

            ถังหวนเพิ่งได้รู้ซึ้งว่าชายหญิงพละกำลังแตกต่างกันเหลือเกิน แค่ถูกเฉียวลิ่วนั่งทับ นางก็กระดิกตัวไม่ได้แล้ว นางสู้ต่อยเขาสุดแรงแต่กลับทำให้เขาเจ็บไม่ได้แม้แต่น้อย หญิงสาวมองเฉียวลิ่วที่กำลังปัดเศษดินเศษฝุ่นบนหน้าอย่างร้อนใจ

            ซวยละ! ทำเจ้าชั่วนี่เจ็บตัวไม่ได้ ซ้ำร้ายยังทำเขาโมโหหนักขึ้นอีก ต่อจากนี้นางจะทำอย่างไร

            ยังคิดหาวิธีรับมือไม่ได้ เฉียวลิ่วก็หันกลับมามองนางแล้ว ตาซ้ายแดงก่ำ หน้าตาถมึงทึง เขารวบมือเล็กสองข้างของนางไว้เหนือศีรษะ ก้มมองด้วยสายตาหื่นกระหาย

            “หมิงฮุยเป็นเจ้าที่ทำให้ข้าโมโหก่อน เดิมข้าเห็นว่าเจ้าอายุยังน้อย ตั้งใจจะทะนุถนอมเจ้าอย่างดี แต่ดูเจ้าทำสิ เช่นนั้นก็อย่าโทษที่ข้าใจร้ายแล้วกัน”

            พลันถังหวนก็นึกถึงคำสอนของอาจารย์ขึ้นได้ อาจารย์บอกว่าการรับมือกับบุรุษไม่อาจใช้เพียงกำลังอย่างเดียว ความเปราะบางอ่อนแอก็สามารถใช้เป็นเกราะป้องกันตัวได้ หญิงสาวกัดปากด้านในอย่างแรง เจ็บจนน้ำตาคลอ เอ่ยเสียงสะอื้นน่าสงสาร

            “พี่เฉียว ท่าน... ท่านมีใจชอบข้าใช่หรือไม่”

            เฉียวลิ่วชะงักท่าทีหื่นกระหาย มองดวงตาคู่สวยที่มีน้ำตาเอ่อคลอ ถามด้วยเสียงเหนือกว่า “ถ้าใช่แล้วจะอย่างไร”

            “พี่เฉียวลิ่ว ข้ามีความจริงเรื่องหนึ่งอยากบอกท่าน ข้าไม่เต็มใจที่จะเป็นแม่ชี แต่เพราะตอนยังเด็กถูกบิดามารดาพามาขายให้สำนัก ข้าจึงเติบโตมาในสำนัก ไม่เคยเห็นโลกภายนอก ไม่รู้ว่าสตรีนอกจากเป็นแม่ชีแล้วจะเป็นอะไรได้อีก วันนี้ได้รู้ว่าพี่เฉียวมีใจชอบข้า ข้าดีใจมาก ติดที่บิดามารดาขายขาดข้าให้สำนักแล้ว ชั่วชีวิตไม่อาจออกจากสำนักได้ แต่ถ้า...” หญิงสาวแกล้งกัดริมฝีปากแล้วเอ่ยอย่างเอียงอาย

            “แต่ถ้าได้แอบออกมาเจอท่าน ได้อยู่กับท่าน... นั่นก็พอเป็นไปได้”

            “พูดอย่างนื้คือเจ้ายินยอมเป็นของข้าหรือ ทำไมก่อนหน้าเจ้าเอาแต่วิ่งหนีข้าเล่า” เฉียวลิ่วยังไม่หลงกล

            “ท่าทางของพี่เฉียวทำให้ข้าตกใจนี่ เห็นครั้งแรกไม่รู้ว่าพี่เป็นคนดีใจกว้าง ข้ากลัวถึงวิ่งหนี ตอนนี้หนีไม่ได้แล้ว ไม่สู้ยอมเป็นของท่านแต่โดยดีไม่ดีกว่าหรือ” ถังหวนตอบเสียงขัดเขิน ท่าทียินยอมพร้อมใจ

            คำพูดนี้ทำเฉียวลิ่วหัวเราะร่า ใบหน้าแดงก่ำ สองมือลนลานถอดเสื้อปลดกางเกง ซุกใบหน้าถูไถกับลำคอขาวเนียน ทั้งจูบทั้งกัดสะเปะสะปะไม่เลือกที่

            “หมิงฮุยคนดี ในเมื่อเจ้าเต็มใจ พี่เฉียวก็จะดูแลเจ้าอย่างดี เจ้าไม่ต้องกลัว ครั้งแรกของเจ้าอาจจะเจ็บปวดอยู่บ้าง ไม่นานก็ดีขึ้น ครั้งที่สองสามสี่เจ้าก็จะมีความสุขแล้ว”

            กลิ่นปากกลิ่นตัวของเฉียวลิ่วช่างน่าสะอิดสะเอียนเหลือเกิน ถังหวนต้องกล้ำกลืนฝืนทน เอ่ยเสียงออดอ้อน

            “พี่เฉียว... ข้า... พรุ่งนี้พวกเราค่อยทำเรื่องนี้กันได้หรือไม่ ตอนนี้ฟ้ามืดมากแล้ว หากข้ากลับถึงสำนักช้ากว่านี้ อาจารย์ต้องลงโทษให้ข้าคุกเข่าทั้งคืนแน่ เพื่อให้วันหน้าข้าแอบออกมาเจอท่านง่ายๆ วันนี้ท่านช่วยอดทนไว้ก่อนได้หรือไม่”

            เห็นเฉียวลิ่วชะงัก ถังหวนก็รีบอ้อนวอนต่อ “พี่เฉียว...” ฟังเสียงเสแสร้งอ่อนหวานของตัวเอง ถังหวนยังรู้สึกขนลุก

            “ได้! วันนี้ข้าจะยอมอดทนไปก่อน” ถังหวนยังไม่ทันได้ยิ้มดีใจ อีกฝ่ายก็พูดต่อ “แต่ข้ายังไม่เชื่อเจ้า ไม่รู้ว่าทั้งหมดที่เจ้าพูดมาเป็นคำลวงหรือเปล่า เอาอย่างนี้แล้ว ในเมื่อเจ้ารีบ ข้าจะเสพสมกับเจ้าแค่ครั้งเดียวพอ วันต่อไปค่อยให้เจ้าได้รู้ถึงความสามารถด้านนี้ของข้า”

            พูดจบก็กระชากถอดชุดแม่ชีออก ถังหวนพยายามยื้อไว้สุดแรงอย่างโมโหที่เสียแรงออดอ้อนไปอย่างเปล่าประโยชน์ ทำไมเจ้าหมูสกปรกตัวนี้ถึงฉลาดนักนะ!

            “เฉียวลิ่ว ถ้าเจ้ากล้าข่มเหงข้า ข้าจะ...” ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างสูงเบื้องหลังเฉียวลิ่ว หญิงสาวกลืนคำด่าเผ็ดร้อนกลับลงท้องทันที เปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นน่าสงสาร

            “ปล่อยข้า...” ถังหวนเบือนหน้าแอบยิ้ม ในใจพอจะคาดเดาได้แล้วว่าความฝันนี้จะดำเนินไปอย่างไร

            ซ่งโม่พบเจออันธพาลกำลังข่มขืนแม่ชีน้อย เขายื่นมือเข้าช่วย ภายหลังก็พ่ายแพ้ให้กับความงดงามเย้ายวนของแม่ชี เปลี่ยนจากสุภาพบุรุษผู้ผดุงคุณธรรมเป็นโจรบ้ากามแทน

            เช่นนั้นนางก็ควรให้ความร่วมมือกับเขาสักหน่อย ถอดเสื้อผ้าเปิดเผยนวลเนื้ออวบอิ่มให้เขาเห็น ล่อลวงให้เขาติดกับตกเป็นของโจรล่าสวาทอย่างนางแทน

            ถังหวนเห็นซ่งโม่กระชากเฉียวลิ่วออกไปจัดการ นางจึงปลดเสื้อสีขาวตัวในให้คลายออก เผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มยั่วยวน กางเกงก็ดึงลงไปกองที่เท้า จงใจอวดเรียวขาขาวสวยเต็มที่

 

หากเป็นการสู้แบบตัวต่อตัว เฉียวลิ่วไม่เคยแพ้!

            ถึงจะถูกกระชากดึงจากด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่มือเท้าเฉียวลิ่วก็ว่องไวนัก ต่อยหมัดไปข้างหลังก่อนอย่างรวดเร็ว

            ซ่งโม่เบี่ยงตัวหลบกำปั้น มือหนึ่งจับต้นแขน อีกมือจับข้อมือบิดไพล่หลังพร้อมออกแรงกดเฉียวลิ่วลงกับพื้น กดเข่าไปที่บริเวณบั้นเอวอย่างแรง ทำเฉียวลิ่วเจ็บจนร้องลั่น รีบร้อนเอ่ยปากขอความเมตตา

            “สหาย.... ใจเย็นก่อน.... สหายท่านนี้ ข้าไม่เคยพบเจอท่าน พวกเราไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน ท่านช่วยปล่อย... โอ๊ย!”

            แขนขวาถูกจับบิดอย่างแรง ทำเฉียวลิ่วแหกปากร้องลั่น พูดอะไรไม่ได้อีก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

            “ถ้าข้าเห็นเจ้าทำเรื่องเลวทรามเช่นนี้อีก ข้าจะหักแขนสองข้างของเจ้าซะ!” ซ่งโม่บอกเสียงเหี้ยมก่อนจับร่างใหญ่กระแทกพื้นแรงๆ อีกครั้ง จึงค่อยลุกยืน

            เฉียวลิ่วลุกนั่ง สีหน้าเจ็บปวด จดจำใบหน้าซ่งโม่ไว้แล้ว แค้นนี้อย่างไรก็ต้องเอาคืน! แต่ปากกลับเอ่ยอย่างลนลาน “ขอบคุณสหายที่ไว้ชีวิต ไม่ทำแล้ว ข้าไม่กล้าแล้ว จะไม่มีครั้งต่อไปอีกแน่”

            “ไสหัวไป” ซ่งโม่ตวาดไล่ เฉียวลิ่วหนีไปอย่างหมดท่า สายตาไม่เหลือบมองแม่ชีน้อยแสนสวยสักนิด

            พอเฉียวลิ่วลับสายตา ความโมโหของซ่งโม่ก็บรรเทาลง หันมองไปทางแม่ชีน้อย เดิมคิดว่านางคงสวมใส่เสื้อผ้ามิดชิดเรียบร้อย แต่ภาพที่เห็นทำชายหนุ่มต้องรีบหันหน้ากลับ

สิ่งที่ไม่ควรเห็นได้เห็นชัดเจน ถึงจะหลับตาหันหน้าหนี แต่สิ่งที่เห็นก็สลักอยู่ในความทรงจำแล้ว

          กางเกงถูกดึงลงไปกองเกือบถึงข้อเท้า เผยให้เห็นขาเรียวขาวเนียนทั้งสองข้าง เสื้อคลุมตัวนอกถูกกระชากขาดวิ่น เสื้อขาวตัวในถูกดึงทึ้ง ที่เหลือติดตัวคือผ้าคาดอกซึ่งปกปิดอกอวบอิ่มไว้หมิ่นเหม่เหลือเกิน

            ภาพเนื้อนวลส่วนสงวนทั้งบนล่างอวดตัวเองสู่สายตาชายหนุ่ม ทำบุรุษที่ไม่เคยพบเห็นร่างเปลือยเปล่าของสตรีมาก่อนถึงกับรุ่มร้อนไปทั้งตัว

ผู้ดูแลป่าท้อ

“แม่ชีน้อย คนผู้นั้นถูกข้าไล่ไปแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัว รีบลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยเถอะ แม่ชีน้อยอีกคนสลบหมดสติอยู่ในป่าอีกด้าน ข้าเป็นบุรุษไม่สะดวกดูแล เจ้าควรรีบไปดูนาง แต่ไม่ต้องตกใจ นางเพียงถูกตีให้สลบเท่านั้น ยังมิได้ถูกล่วงเกิน” ซ่งโม่รีบพูดรวดเดียวจบ

            ตลอดเวลาถังหวนหลับตานอนฟังเขานิ่ง เมื่อครู่นางเห็นซ่งโม่จัดการเฉียวลิ่วได้อย่างง่ายดาย ถึงจะไร้วรยุทธ์เหมือนกัน แต่อีกฝ่ายอยู่ในร่างบุรุษ ฝีมือและพละกำลังมากกว่านาง บุรุษที่เก่งกาจเช่นนี้จะดึงดูดความสนใจจากเขา มีเพียงต้องใช้ความอ่อนแอทำให้เขาใจอ่อนเท่านั้น

            ในเมื่อเขามีน้ำใจยื่นมือช่วยเหลือ ถังหวนเชื่อว่าเขาไม่มีทางทิ้งแม่ชีน้อยที่ยังสวมใส่เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยไว้เพียงลำพังแน่ หญิงสาวหัวเราะคิกคักอยู่ในใจ เฝ้ารอให้ชายหนุ่มเดินมาช่วยตนใส่เสื้อผ้า

            ซ่งโม่ไม่อาจจากไปจริงๆ ต่อให้ไล่คนชั่วไปแล้ว แต่แม่ชีน้อยทั้งสองเป็นเพียงสตรีอ่อนแอ อยู่ท่ามกลางป่าเขาในยามค่ำมืด ไม่รู้จะมีอันตรายอื่นอีกไหม หรือเขาควรไปสำนักชีเรียกคนมาช่วย แต่ถ้าคนอื่นมาเห็นสภาพแม่ชีน้อยตอนนี้ ต่อให้คนร้ายยังไม่ได้ลงมือทำอะไร เกรงว่าสภาพตอนนี้คงยากที่ผู้พบเห็นจะไม่เข้าใจผิด

            ช่างเถอะ ในเมื่อช่วยก็ต้องช่วยให้สุด มีเขารู้เห็นคนเดียว เรื่องนี้ก็จะเป็นความลับตลอดไป

            ชายหนุ่มถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนออก เดินถอยหลังไปทีละก้าว กระทั่งเห็นรองเท้าสีเทา จึงหลับตา เบือนหน้าไปอีกทาง คลี่เสื้อคลุมคลุมร่างแม่ชีน้อยไว้ ก้มมองเห็นสภาพอีกฝ่ายมิดชิดดีแล้วจึงคุกเข่าลงข้างๆ

            “แม่ชีน้อย แม่ชีน้อย ตื่นเถอะ...”

            ถังหวนนอนนิ่งเหมือนคนหมดสติ ลมกลางคืนเย็นสะท้านใจยิ่ง ทำนางตัวสั่น ดีที่ได้เสื้อคลุมของเขาให้ความอบอุ่น จึงแสร้งเป็นคนหมดสติได้อย่างแนบเนียน

            เรียกหลายครั้ง ไม่เห็นแม่ชีน้อยรู้สึกตัว ซ่งโม่ไร้ทางเลือก จำเป็นต้องหยิกแขนนางไปครั้งหนึ่ง

            ถึงขั้นนี้ถังหวนไม่อาจไม่รู้สึกตัว นางแสร้งส่งเสียงอือๆ อาๆ คล้ายคนฝันร้าย แต่ฟังแล้วคล้ายเสียงครางมากกว่า สองมือยกปัดไปมา ท่าทีหวาดกลัวน่าสงสาร

            “ไปให้พ้น อย่ามาแตะตัวข้า”

            ซ่งโม่โล่งอก รีบลุกยืน หันหลัง ถอยห่างไปสิบก้าว “แม่ชีน้อยอย่าเข้าใจผิด ข้าเป็นคนดูแลป่าท้อ เห็นแม่ชีน้อยทั้งสองพบเจอคนชั่วรังแกจึงเข้าช่วยเหลือ”

            “โกหก! คนดูแลป่าท้อคือผู้เฒ่าจาง เจ้าเป็นใครกันแน่” ถังหวนหรี่ตามอง ในหัวมีเรื่องของผู้ดูแลป่าท้อ แต่ไม่ใช่ซ่งโม่

            “ที่บ้านผู้เฒ่าจางมีเรื่องที่เขาต้องกลับไปจัดการ ข้ามาทำงานแทนเขา แม่ชีน้อย ฟ้ามืดมากแล้ว เจ้ารีบลุกขึ้นมาสวมใส่เสื้อผ้าให้ดีๆ เถอะ”

            “ข้า... ฮือๆ ข้าก็อยากใส่ แต่ข้าขยับไม่ได้” ถังหวนบีบน้ำตา เรื่องผู้เฒ่าจางไม่สำคัญเท่าเรื่องต้องล่อลวงซ่งโม่ให้ได้

ทำไมถึงขยับไม่ได้ ซ่งโม่ขมวดคิ้ว “เจ้าบาดเจ็บหรือ”

            ถังหวนหยิกต้นขาตัวเองแรงๆ ทันใดนั้นน้ำตาก็ไหลอาบแก้ม

            “ข้า... ข้าไม่รู้ แต่ตอนนี้ข้าขยับแขนขาไม่ได้ เหมือนร่างกายไม่มีแรง ฮือๆๆ ท่านไม่ต้องสนใจข้า รีบไปช่วยศิษย์น้องของข้าก่อน นางวิ่งหนีเข้าป่าไปทางนั้น ท่านรีบไปช่วยนางเถอะ”

            “วางใจเถอะ ศิษย์น้องเจ้าปลอดภัยแล้ว” ซ่งโม่หันมาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง เห็นแม่ชีน้อยยังนอนนิ่งก็เอ่ยถามสีหน้าลำบากใจ “เจ้าขยับไม่ได้จริงหรือ”

            “อือ” ถังหวนตอบเสียงสะอื้น

            ซ่งโม่ยืนนิ่งครู่หนึ่งก็ก้าวเดินจากไป

เฮ้ย! ถังหวนร้องลั่นในใจก่อนรีบส่งเสียงถามอย่างร้อนรน “ท่านจะไปไหน”

            “ข้าจะไปดูว่าศิษย์น้องของเจ้าฟื้นหรือยัง ข้าจะให้นางมาดูแลเจ้า” ซ่งโม่ตอบโดยไม่หยุดเดินและไม่หันกลับมา

            อาจารย์! ท่านส่งศิษย์น้องมาเป็นมารขัดคอข้าทำไม!

            “ท่านอย่าไปได้ไหม...” ถังหวนเอ่ยเสียงสั่น “ข้า... ข้ากลัว ถ้าเกิดพวกนั้นย้อนกลับมาหรือมีใครอื่นผ่านมาละ ข้ากลัวจริงๆ ท่านช่วยข้าใส่เสื้อผ้าให้เสร็จก่อน จากนั้นพวกเราค่อยไปหาศิษย์น้องด้วยกัน ถ้ามีคนมาเห็นข้าอยู่ในสภาพนี้ ข้าคงไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้แล้ว”

            ซ่งโม่ชะงักนิ่ง

            “ท่านผู้มีเมตตา ข้าขอร้องท่าน...” ถังหวนพยายามล่อลวงคนต่อไป ทอดเสียงให้ออดอ้อนสุดฝีมือ

            ซ่งโม่ทอดถอนใจอย่างอับจน หันเดินกลับมาแต่ยังเบือนหน้าไปทางอื่น มือจับแขนนางผ่านเสื้อคลุม ถามเสียงเรียบ “ไม่มีแรงสักนิดเลยหรือ”

            “อือ” ถังหวนตอบพลางแสร้งสะอื้น สายตาเจ้าเล่ห์กวาดมองอีกฝ่ายทั่วตัวอย่างรวดเร็ว ซ่งโม่ในฝันผิวสีเข้มขึ้นเล็กน้อย แต่ความหล่อเหลารูปงามล้ำเลิศไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย ความเย็นชารอบกายเปลี่ยนเป็นความสงบสุขุม ไม่ดูยากจะเข้าหาเหมือนตอนยังมีชีวิต แน่ล่ะสิ แค่คนดูแลป่าท้อจะมีวรยุทธ์สูงส่งไปทำไม

            หญิงสาวมองหนุ่มรูปงามอย่างหลงใหล ดีว่าซ่งโม่สนใจแต่เรื่องช่วยคน จึงไม่ทันสังเกตเห็นสายตาแวววาวของแม่ชีน้อย

            “เช่นนั้น แม่ชีน้อยโปรดอย่าถือสาที่ข้าจำเป็นต้องล่วงเกินแล้ว” ชายหนุ่มหลับตา เอ่ยอย่างอับจน

“ท่านช่วยชีวิตข้าไว้ ตอนนี้ยังรบกวนท่านอีก ในใจมีเพียงคำขอบคุณเท่านั้น” ถังหวนตอบเสียงแผ่วหวาน

ซ่งโม่ไม่พูดอะไรอีก ชายหนุ่มหันหน้าไปทางปลายเท้าแม่ชีน้อย เปิดเสื้อคลุมของเขาออก หลังเห็นกางเกงกองอยู่ที่หน้าแข้งขาวเนียนก็หลับตาทันที ปลายนิ้วจับขอบกางเกงแล้วค่อยๆ ดึงขึ้น พยายามไม่ให้มือสัมผัสถูกขาแม่ชีน้อย เริ่มต้นทุกอย่างราบรื่น กระทั่งดึงกางเกงขึ้นมาถึงต้นขา จากตรงนี้คือสะโพก จะใส่กางเกงได้ต้องบอกให้นางยกสะโพกขึ้น ทว่าก็ยังยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้มือโดนเนื้อสะโพกนุ่ม

            ถังหวนหัวเราะคิกคักอยู่ในใจ มองบุรุษรูปงามที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ เห็นใบหน้าหล่อเหลามีเหงื่อผุดซึมเต็ม นึกถึงตอนอาจารย์ออกล่าสวาท บุรุษที่อาจารย์เลือกมักเป็นบุรุษที่กำลังลำบาก ไร้บ้านให้ซุกหัวนอน เริ่มแรกพวกเขาจะเล่นตัว วางท่าเย็นชาใส่อาจารย์ แต่อาจารย์ล่อหลอกไม่กี่ครั้ง พวกเขาก็เดินตามต้อยๆ เป็นสัตว์เลี้ยงแสนเชื่อง ต่อให้พวกเขาจะมีใบหน้าเย็นชา แต่ยามเสพสมกับอาจารย์กลับรุนแรงดุดัน ไม่มีเหน็ดเหนื่อยราวมีเรี่ยวแรงไม่สิ้นสุด ไม่รู้ว่ายามเสพสม ซ่งโม่ผู้นี้จะเป็นเหมือนบุรุษพวกนั้นไหม

            “เจ้า... ลองขยับตัวดูที ตอนนี้เจ้าอาจขยับตัวได้แล้ว” ซ่งโม่ยึกยักอยู่ตรงสะโพกเนียนนุ่มนานครู่ใหญ่ ไม่เดินหน้าไม่ถอยหลัง สุดท้ายก็ต้องเอ่ยอย่างอับจน

            ถังหวนรู้ว่าอีกฝ่ายหลับตาแน่นก็หัวเราะร่าอย่างไร้เสียง แสร้งเอ่ยเสียงอ่อนแรงน่าเวทนา “ไม่ได้... ข้ายังไม่มีแรงจริงๆ ท่านสวมให้ข้าเถอะ ใจข้าคิดถึงแต่พระพุทธองค์ สิ่งใดล้วนไม่รู้ทั้งนั้น”

            คำพูดนี้ทำชายหนุ่มรู้สึกละอายและสำนึกในบาปขึ้นมาอย่างประหลาด ช่างเถอะ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขามีแต่ต้องทำต่อไปให้เสร็จเท่านั้น

            ซ่งโม่ใช้เสื้อคลุมห่อมือตนเองไว้ ช้อนมือเข้าใต้เอว ยกร่างนางขึ้น มืออีกข้างดึงกางเกงขึ้นซ้ายทีขวาที แต่ละครั้งเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะชายหนุ่มต้องคอยระวังไม่ให้มือแขนสัมผัสถูกตัวนาง เหงื่อเม็ดเล็กบนหน้าไหลรวมมาอยู่ที่ปลายคาง หยดลงสู่ต้นขาเปลือยเปล่าขาวเนียน

            “อา...” หยดเหงื่อเย็นทำถังหวนยกยิ้มก่อนส่งเสียงครางรัญจวนใจ

            ท่อนแขนแข็งแกร่งของซ่งโม่ที่ช้อนเอวบางถึงกับสั่นสะท้าน “เจ้า... เจ้าเป็นอะไรหรือ”

            ลมหายใจถังหวนถี่กระชั้น “ไม่... ไม่มีอะไร ท่านทำต่อเถอะ...”

            ซ่งโม่ด่าตนเองที่คิดอะไรง่ายเกินไป ไม่คิดว่าการสวมเสื้อผ้าให้สตรีจะยากเย็นถึงเพียงนี้ กลิ่นหอมหวานจากร่างนวลเนียน เสียงระทวยอ่อนหวาน ทำให้ในใจเขาคันยิบๆ ความพลุ่งพล่านในตัวทำชายหนุ่มกัดฟันกรอด เขาไม่ใช่คนลังเล แทนที่จะค่อยๆ ทำ ไม่สู้ทำรวดเดียวให้เสร็จดีกว่า

            ตัดสินใจแล้วจึงลงมือทันที

            ชายหนุ่มประคองร่างแม่ชีน้อยให้ลุกนั่ง เอนหลังพิงอกเขา สองมือดึงกางเกงขึ้นครั้งเดียวก็ใส่ได้เรียบร้อย ซ้ำยังผูกมัดปมให้แน่นหนาด้วย

            ซ่งโม่ยังไม่ทันได้หายใจโล่งอกก็ต้องตัวแข็งทื่อ เมื่อแม่ชีน้อยเงยหน้าขึ้นเอ่ยเสียงสั่น ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลำคอเขา

            “ท่านผู้มีเมตตา ปล่อยข้าเถอะ นั่งท่านี้... ข้าเจ็บ...” เห็นใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงก็แอบยิ้มพอใจ ก่อนบีบเสียงเอ่ยอีกครั้ง “ท่านเร่งมือหน่อยเถอะ ข้ากลัวมีผู้อื่นมาเห็น...”

 

            ซ่งโม่ใกล้จะบ้าแล้ว!!

            ทำไมวันนี้เขาต้องลงมาขายของป่า ทำไมผู้เฒ่าจางต้องมีเรื่องที่บ้าน

            แต่ถ้าไม่ใช่เขา แม่ชีน้อยสองคนคงถูกคนใจทรามรังแกไปแล้ว ดูแล้วทั้งคู่น่าจะอายุสิบสี่สิบห้า เจ้าคนใจทรามสองคนนั้นก็ช่างไม่มีความละอายใจเสียบ้างเลย ชายหนุ่มทอดถอนใจ ยอมรับชะตากรรมนี้อย่างอับจน สายตามองเสื้อคลุมสีเทาเขียวที่กองอยู่บนพื้น เพียงสวมเสื้อตัวนี้ให้แม่ชีน้อย เขาก็จะเป็นอิสระจากเรื่องนี้

            ถังหวนนั่งอมยิ้ม กางเกงสามารถนอนสวมได้ แต่เสื้อด้านบนล่ะ นางอยากเห็นนักว่าเขาจะเลี่ยงไม่ถูกตัว ไม่มองเรือนร่างนางไปได้อย่างไร

            ซ่งโม่กวาดตามองรอบตัว ครู่หนึ่งก็สะดุดตาเข้ากับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง พลันในหัวก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา เขาก้มเก็บเสื้อคลุมสีหม่นของแม่ชีน้อย หันหลังพูดกับนาง

            “แม่ชีน้อย ข้าจะอุ้มเจ้าไปที่ต้นไม้ต้นนั้น ขออภัยที่ต้องล่วงเกิน”

            ถังหวนอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าเขายังจะหาวิธีได้อีก

            ไม่เป็นไร นางยังมีวิธีอีกมากที่จะล่อลวงยั่วยวนเขา จะหลบได้ตลอดก็ให้รู้ไป!

            “รบกวนท่านผู้มีเมตตาแล้ว” ถังหวนตอบเสียงขัดเขิน

            ซ่งโม่ไม่พูดอะไร หลับตาแน่นแล้วหันหน้ากลับมา มือหนึ่งช้อนใต้ท้ายทอย มืออีกข้างดึงเสื้อคลุมปกปิดร่างเกือบเปลือยของแม่ชีน้อยให้มิดชิด จากนั้นจึงลืมตาอุ้มคนขึ้น เดินตรงไปยังต้นไม้ที่หมายตาไว้ เพราะหลับตาตอนจัดเสื้อคลุมปกปิดร่างให้อีกฝ่าย ซ่งโม่จึงไม่เห็นว่าถังหวนแอบคลายปมเชือกที่กางเกงออกแล้ว

            ชายหนุ่มวางร่างแม่ชีน้อยให้นั่งหลังพิงต้นไม้ ตัวเขาคุกเข่าอยู่ข้างๆ จับสอดแขนขวาของนางเข้าแขนเสื้อก่อน มือประคองท้ายทอยเล็ก จากนั้นดึงเสื้ออ้อมด้านหลัง ท่าทางเช่นนี้ หากมองจากด้านหลังเหมือนบุรุษกำลังโอบกอดสตรีร่างเล็กบางน่าทะนุถนอม ถังหวนเห็นเขาหลับตา ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรงก็หัวเราะคิกคักในใจ

            ที่แท้เล่นกับความรู้สึกผู้อื่นสนุกอย่างนี้นี่เอง

            “อา...” ถังหวนแสร้งบีบเสียงหวานครางแผ่ว

ใส่เสื้อใครว่าง่าย

“เจ้า...” ซ่งโม่เสียงสั่น มือหยุดนิ่งไม่กล้าขยับ “เจ้าเป็นอะไร” ในใจกลัวเหลือเกิน เขาอยากทำเรื่องนี้ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด กลัวว่ายิ่งนานจะมีเรื่องให้ต้องลำบากใจมากขึ้นอีก

            เห็นเขายังยืนหยัดหลับตา ถังหวนพลันยิ้มเจ้าเล่ห์ แกล้งพูดเสียงสั่นพร่า “เมื่อครู่... ตอนที่ท่านอุ้ม... เชือก... เชือกกางเกงหลุดแล้ว...”

            เป็นไปไม่ได้! ซ่งโม่ตะโกนลั่นในใจ เขาผูกอย่างดีแน่นอน

            “เข้าใจแล้ว เดี๋ยวข้าจะมัดให้เจ้าใหม่”

ซ่งโม่กัดฟันตอบ ในหัวปรากฎภาพหน้าท้องขาวเนียนขึ้นมาทันใด บริเวณท้องน้อยเกิดความรู้สึกรุ่มร้อนประหลาด แผดเผาจนปากคอเขาแห้งผาก ชายหนุ่มสงบใจ บังคับเสียงให้ราบเรียบ

“หลังช่วยเจ้าสวมเสื้อเสร็จ ข้าจะไปพาศิษย์น้องของเจ้ามาที่นี่ ถึงตอนนั้นแม่ชีน้อยต้องการความช่วยเหลืออะไรก็ให้ศิษย์น้องช่วยเถอะ”

            ยังหลบเลี่ยงได้อีก!

            ถังหวนถลึงตามองอีกฝ่ายอย่างโมโห ในใจด่าเขาอย่างดุเดือด

            “ท่านผู้มีเมตตา ข้า... รู้ว่าเอ่ยปากขอร้องเช่นนี้ไม่สมควร เป็นการทำท่านลำบากใจ แต่ท่านไม่รู้ว่าข้ากับศิษย์น้องไม่ลงรอยกันนัก เกรงว่าหากนางมาเห็นข้าในสภาพนี้แล้วเอาไปพูดกับคนอื่น แม้ข้าจะไม่เคยเล่าเรียนหนังสือ แต่ก็พอรู้ว่าถ้าเรื่องนี้ถูกศิษย์พี่ศิษย์น้องพูดกันปากต่อปาก ข้าคงไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้แล้ว ท่านผู้มีเมตตาวางใจเถิด ข้าเป็นเพียงแม่ชี ในใจมีแต่พระพุทธองค์เท่านั้น ความรู้สึกที่ข้ามีต่อท่านมีเพียงความซาบซึ้งขอบคุณ ไม่มีความรู้สึกอื่นแน่นอน”

            ซ่งโม่ทอดถอนใจ เชื่อที่นางพูดอย่างไม่สงสัย ไม่ว่าที่ใดล้วนมีถูกผิด ล้วนมีการแบ่งเขาแบ่งเรา ต่อให้เป็นนักพรตหรือแม่ชีก็ยังมีการแบ่งแยก เพียงแต่การผูกเชือกกางเกงให้นางใช่ว่าหลับตาแล้วจะทำได้

            เห็นชายหนุ่มนิ่งเงียบ ถังหวนรีบเอ่ยเสียงสะอื้น “ไม่เป็นไร ท่านไปเถอะ คิดเสียว่าวันนี้ไม่ได้พบเจอข้า ที่ข้าถูกคนชั่วรังแก ความจริงก็ควรฆ่าตัวตายหนีอายไปเสีย เกิดมาอยู่ไม่ถูกที่ ซ้ำยังสร้างความลำบากใจให้ท่านอีก ฮือๆๆ”

            “อย่าเอ่ยเช่นนี้ ที่เจ้าต้องพบเจออันตรายถือเป็นคราวเคราะห์”

“แต่ข้า...”

            “ช่างเถอะ ในเมื่อแม่ชีน้อยไม่อยากให้ศิษย์น้องรู้เห็น เช่นนั้นข้า... ข้า...”

            “ท่านผู้มีเมตตาช่วยข้าอีกครั้งเถิด ท่านวางใจได้ ข้าจะเก็บเรื่องวันนี้ไว้เป็นความลับ ไม่เอาไปพูดต่อ ไม่ทำให้ท่านเสื่อมเสียชื่อเสียงแน่นอน”

            ซ่งโม่ยิ้มเจื่อน คนดูแลป่าท้อที่เติบโตมาในป่าจะมีชื่อเสียงใดให้ต้องเป็นห่วงกันเล่า แม่ชีน้อยช่างใจกว้างนัก ไม่ห่วงตัวเองแต่กลับห่วงชื่อเสียงเขา ทั้งที่บอกว่าไม่ถูกกับศิษย์น้องแต่ตอนที่ได้สติกลับบอกให้เขารีบไปช่วยศิษย์น้องก่อน ช่างเป็นแม่ชีน้อยที่จิตใจใสสะอาดบริสุทธิ์เหลือเกิน ราวกับเทพธิดาลงมาจุติ ผิดกับเขาที่จิตใจหยาบช้า ระแวงสงสัยกระทั่งท่าทีไร้เดียงสาของนาง

            หลังสงบจิตใจได้แล้ว ซ่งโม่ก็เอ่ยถามเสียงเรียบ “เสื้อใน... ต้องผูกเชือกอย่างไร”

            “ต้องถูกปมที่เอวกับหลังคอ” ถังหวนตอบเสียงพร่า

            ซ่งโม่นิ่งอึ้ง ไม่ว่าจะผูกตรงไหนก็ล้วนเลี่ยงการสัมผัสเนื้อตัวนวลเนียนไม่ได้เลย เขาแอบทอดถอนใจ ใช้ผ้าคาดเอวตนเองผูกปิดตา

            “แม่ชีน้อย เจ้าวางใจได้ ข้าไม่มอง...”

            “อืม” ถังหวนยิ้มพยักหน้า ตอบเสียงเชื่อมั่น “ท่านเป็นคนดี ข้าเชื่อใจท่าน”

“เช่นนั้นซ่งโม่ต้องขอล่วงเกินแล้ว ตอนนี้ชายเสื้อเจ้าอยู่ตรงไหน”

            “อยู่บนขาข้า” ถังหวนจ้องคนที่ผูกผ้าคาดตาเขม็ง กัดริมฝีปากแน่นไม่ให้หลุดเสียงหัวเราะออกมา ซ่งโม่ในความฝันผู้นี้ช่างน่าแกล้งเสียจริง ไม่เหมือนตัวจริงที่โหดเหี้ยมเย็นชา หากเป็นตัวจริงคงหักคอแม่ชีน้อยอย่างนางไปแล้ว ไม่อดทนดูแลอย่างนี้แน่นอน

            พอคิดถึงซ่งโม่ตัวจริงก็อดลูบลำคอตัวเองไม่ได้ นางยังไม่ทันได้เป็นโจรล่าสวาทก็ถูกเขาปาดคอตายเสียก่อน ช่างน่าเจ็บใจนัก!

            เห็นมือซ่งโม่กำลังจะผูกเชือกที่หน้าท้อง ถังหวนก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนเอ่ย “ท่านขยับมือขึ้นข้างบนอีกหน่อย” พูดจบก็แอ่นอกไปข้างหน้า พอชายหนุ่มเลื่อนมือขึ้นก็แตะเข้ากับหน้าอกนุ่มนิ่ม

            “อ๊ะ!”

            เสียงร้องของแม่ชีน้อยทำซ่งโม่รีบชักมือกลับ หน้าร้อนวูบทันใด เขาคงไม่โดน...

            “ท่านไม่ต้องตกใจ ท่านไม่ได้ล่วงเกินข้า เพียงจะบอกว่าผ้าคาดอกหลุดแล้ว”

            ซ่งโม่พลันปิดปากเงียบ เมื่อนางไม่กล่าวโทษ เขาก็ควรทำเหมือนมิได้แตะต้องถูกตัวนางเช่นกัน หลังผูกปมเชือกที่กางเกงเสร็จก็คลำหาผ้าคาดอก ไม่นานก็เจออยู่บนหน้าขาแม่ชีน้อย

            ชายหนุ่มหันหน้าคุกเข่าไปทางแม่ชีน้อย ใช้เสื้อคลุมพันมือตนเอง ประคองนางให้เอียงซบมาที่บ่าตน

            ถังหวนพิจารณาท่าทีของซ่งโม่อย่างครุ่นคิด ดูเหมือนบุรุษรูปงามที่นางพึงตาพึงใจผู้นี้จะไม่เหมือนเหล่าบุรุษทั้งหลายของอาจารย์ หากยั่วยวนทุกทางแล้วไม่สำเร็จก็เหลือทางเดียว

            นางต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อน!

            หญิงสาวเอนซบบ่าเขาด้วยท่าทีเชื่อฟัง หน้าอกอวบนุ่มแนบอยู่กับอกแข็งแกร่ง ด้านหลังของนางคือมือใหญ่เงอะงะสั่นระริกที่พยายามจะผูกผ้าคาดอก ต่อให้จะอยู่ในชุดแม่ชี ซ้ำศีรษะก็ล้านเลี่ยนไม่มีผมสักเส้น แต่ความเป็นหญิงงามของนางคงทำให้เขาสั่นไหวไม่น้อย

            ซ่งโม่สัมผัสได้ว่าร่างที่ซบอยู่สั่นสะท้านเบาๆ เขาถามเสียงดีใจ “เจ้าขยับได้แล้วหรือ”

            ถามได้เข้าทางจริงๆ! ถังหวนยิ้มเจ้าเล่ห์

            “อืม เหมือนว่าจะพอขยับได้บ้างแล้ว แต่ยังรู้สึกชาอยู่เล็กน้อย ลำบากท่านที่ต้องอยู่ดูแลข้าแล้ว” พูดจบก็ใช้สองมือแสร้งผลักอกเขา แต่เพราะไม่มีแรง มือจึงลื่นไถลตกลงที่กลางหว่างขาชายหนุ่ม

            ทำไมเจ้าส่วนนี้ถึงขยายตัวตั้งตรงขึ้นมาล่ะ

            หรือข้ายั่วสำเร็จแล้ว!

“เอ๊ะ นี่คือสิ่งใดกัน” ถังหวนถามเสียงซื่อแต่สองมือจับส่วนนั้นของเขาไม่ปล่อย ทั้งยังลูบขึ้นลูบลงเบาๆ

            อาจารย์เคยสอนว่าบุรุษที่ยังไม่เคยผ่านสตรี เมื่อถูกสัมผัสจะไวต่อความรู้สึกมาก ทั้งยังทำให้เหล่าบุรุษเสียการควบคุมได้ง่ายที่สุด เพราะนางเขาจึงรู้สึกรุ่มร้อนขึ้นมาแล้วใช่ไหม

            ถังหวนดีใจจนอยากจะร้องไห้แล้ว!

 

ซ่งโม่ตัวแข็งเกร็งไม่กล้าขยับ

ยามนี้ใบหน้านางซุกแนบลำคอเขา จมูกได้กลิ่นหอมหวานรัญจวนของสตรี หน้าอกนุ่มแนบสนิทกับอกแกร่งของเขา ทั้งหมดไม่ร้ายเท่ามือเล็กสองข้างที่กำลังกอบกุมส่วนนั้นของเขา

จับก็จับเถอะ ทำไมต้องถามด้วยว่าคืออะไร!

            ความเร่าร้อนในตัวซ่งโม่ยิ่งนานยิ่งเพิ่มมากขึ้น ชายหนุ่มคิดจะผลักร่างแม่ชีน้อยออกห่าง ถังหวนคาดเดาได้ว่าเขาจะทำอะไร พอเห็นเขายื่นมือออกมาก็แอ่นหน้าอกอวบอิ่มให้ตรงมือเขา พอมือหยาบสัมผัสโดนความนุ่มนิ่มก็เอ่ยเสียงสั่นเขินอาย

            “ท่านผู้มีเมตตา ข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าเมื่อครู่จับถูกอะไร อ๊ะ! ผ้าคาดอกหลุดอีกแล้ว”

            มือใหญ่ที่แตะถูกยอดอกนุ่มทำในตัวซ่งโม่รุ่มร้อนไปหมด ความร้อนวิ่งพล่านไปทั่วตัวราวกับจะทะลักล้นออกมา เหมือนปีศาจร้ายตัวหนึ่งที่แอบซุกซ่อนอยู่กำลังพยายามหนีออกมา ซ่งโม่รู้สึกใบหน้าร้อนวูบวาบ ในหัวพลันว่างเปล่าขาวโพลน มือที่คิดจะชักกลับก็ชะงักค้าง

            ถังหวนเห็นซ่งโม่หายใจถี่แรงแต่ยังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ตนเอง ทั้งที่ส่วนนั้นของเขาผงาดชูชัน เป็นอย่างที่อาจารย์สอน บุรุษผู้นี้ใกล้สูญเสียการควบคุมตัวเองแล้ว หากนางปล่อยโอกาสนี้หลุดมือไป ชาตินี้อย่าคิดฝันเป็นโจรล่าสวาทอีกเลย

            หญิงสาวดึงผ้าคาดอกที่หมิ่นเหม่อยู่บนอกออก บดเบียดถูไถหน้าอกนุ่มกับมือใหญ่ สองแขนคล้องคอชายหนุ่ม ซุกหน้าแนบลำคอแกร่ง ก่อนจะเป่าลมร้อนกระซิบข้างหู

            “ชีวิตข้าเป็นท่านที่ช่วยไว้ ตัวข้าเป็นของท่านแล้ว หากท่านอยากได้ก็เอาไปเถิด ข้าเต็มใจมอบร่างกายนี้ให้ท่าน” พูดจบก็จูบเคล้าคลอปลายคางเขาเบาๆ

            “เจ้า... ไม่ใช่ ข้าไม่ได้...” ซ่งโม่อยากพูดว่าเขาไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่อีกฝ่ายไม่เปิดโอกาส สองแขนเรียวเล็กโน้มคอเขา ดึงเขาลงไปทับร่างนาง

            “ท่านช่วยชีวิตข้า ข้าเต็มใจมอบตัวเองให้ท่าน” พูดจบก็ใช้ปากตนเองปิดปากเขา ชายหนุ่มตกใจเผยอปากออก ถังหวนจึงได้โอกาสลองจูบเขาอย่างดูดดื่ม สองขาเรียวเกาะเกี่ยวเอวเขาแน่น ไม่ยอมให้เขาขยับหนี

            ซ่งโม่พยายามขืนตัวลุกขึ้น แต่ดวงตาทั้งคู่ยังถูกผ้าคาดเอวปิดอยู่ มองไม่เห็น มือจึงสัมผัสถูกตัวแม่ชีน้อยอย่างไม่ตั้งใจ ตรงข้ามกับถังหวนที่ตั้งใจเสียดสีเนื้อตัวตนเองกับร่างสูงแกร่งอย่างเต็มที่ ใช้ความอวบนุ่มถูไถเขา แม้จะมีเสื้อผ้าขวางกั้น แต่ถังหวนก็ยังสัมผัสได้ชัดเจนถึงความแข็งแรงของเขา

            ซ่งโม่เป็นบุรุษล้ำค่าอย่างแท้จริง ถังหวนพอใจในสายตาเฉียบคมของตนนัก แม้จะถูกอีกฝ่ายปาดคอตาย แต่พอคิดถึงว่าตนจะได้เสพสมกับเขาถึงเก้าครั้งในฝัน ก็ถือเสียว่าได้อย่างเสียอย่างแล้วกัน ที่สำคัญซ่งโม่ตัวจริงวรยุทธ์สูงส่ง แต่ซ่งโม่ในฝันเป็นเพียงคนดูแลป่าท้อ ช่างอ่อนแอน่ารักน่ารังแกเสียจริง

            ร่างซ่งโม่ร้อนผ่าว เขาหายใจกระชั้นถี่ ลิ้นเล็กที่พลิ้วไหวในปากช่างหวานล้ำ ร่างนุ่มสวยหยาดเยิ้มที่อยู่ด้านล่างทำชายหนุ่มไม่สนใจสิ่งใดอีก ในหัวคิดแต่อยากแนบแน่นกับร่างนี้ มือใหญ่จับเอวเล็กแน่น ลืมแล้วว่านางเป็นใคร ลืมว่าตัวเองเป็นใคร รู้เพียงว่าเขาเป็นบุรุษและคนที่อยู่ใต้ล่างเป็นหญิงสาวที่ยินดีมอบกายให้เขาเชยชม ยิ่งนานความรุ่มร้อนในตัวยิ่งมาก การได้ลูบไล้สัมผัสร่างนุ่มทำให้เขาทั้งผ่อนคลายและอึดอัดในเวลาเดียวกัน

            เพราะซ่งโม่ยังจูบไม่เป็น ถังหวนจึงเจ็บริมฝีปาก แต่พอชายหนุ่มขบกัดลำคอขาวเนียน ซุกซบหน้าอกอวบนุ่ม หญิงสาวก็รู้สึกพึงพอใจขึ้นมาทันใด ที่อาจารย์เคยสอนไม่ผิด บุรุษเป็นสิ่งมีชีวิตไม่แน่นอน อย่ามองเพียงตอนฟ้าสว่างเขาเป็นอย่างไร บางทีตัวตนแท้จริงอาจจะเผยออกมาตอนฟ้ามืดก็เป็นได้

ล้มเหลว

มือเรียวเล็กแทรกอยู่ในกลุ่มผมสีดำของชายหนุ่ม เสียงครวญครางของนางกระตุ้นความคลุ้มคลั่งของซ่งโม่ได้ดีกว่าใช้ร่างกายเสียดสี ทำชายหนุ่มรู้สึกตัวเองเหมือนจะระเบิด มือเลื่อนลงด้านล่าง กระชากกางเกงนางออก แต่ติดปมเชือกที่ตนผูกไว้แน่นหนา ความเร่าร้อนพลันหยุดชะงัก

            เขาผูกปมเชือกงั้นหรือ ทำไมเขาถึงผูกปมเชือกให้แม่ชีน้อยล่ะ

            ทันใดนั้นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นก็ผุดขึ้นในหัวราวสายน้ำที่ถาโถม ทำไฟร้อนรุ่มในตัวมอดดับ ซ่งโม่ลนลานลุกขึ้นยืน หันหลังให้แม่ชีน้อย แกะผ้าปิดตาออก รีบพูดเสียงสั่นพร่า

            “ขออภัยแม่ชีน้อย เป็นซ่งโม่ที่ขาดสติเสียมารยาทล่วงเกินเจ้าแล้ว ผู้แซ่ซ่งช่วยเหลือคนไม่เคยหวังสิ่งตอบแทน เดิมก่อนหน้าพูดได้ว่าซ่งโม่มีบุญคุณต่อแม่ชีน้อย แต่เพราะการกระทำต่ำช้าราวสัตว์เมื่อครู่ ถือว่าระหว่างเราสองคนไม่มีใครติดค้างใคร แม่ชีน้อยไม่จำเป็นต้องรู้สึกซาบซึ้งต่อซ่งโม่

            ศิษย์น้องของเจ้าอยู่ในป่าอีกฝั่ง เดินเข้าไปประมาณร้อยก้าวก็จะเจอ ดึกมากแล้ว ซ่งโม่ขอตัวลา อย่างไรเจ้าก็รีบลุกขึ้นมาจัดการแต่งตัวให้เรียบร้อย ไปหาศิษย์น้อง แล้วรีบกลับสำนักไปเสียเถิด”

            พูดจบก็ก้มหยิบเสื้อคลุมตนเองขึ้นมาสวม จากนั้นเดินหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่เหลือบแลคนด้านหลังสักนิด ไม่นานก็ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเขาแล้ว เหลือเพียงเสียงลมกลางคืน

            ถังหวนนอนกางแขนมองท้องฟ้ามืดมิดอย่างเหม่อลอย ทั้งที่ล่อลวงเขาได้สำเร็จแล้วแท้ๆ อีกเพียงก้าวเดียวทั้งสองก็จะได้เสพสมกัน ทำไมซ่งโม่ถึงมีสติกลับมาได้ นางทำอะไรผิดพลาดตรงไหนกัน หากเขามีจิตใจหนักแน่นแน่วแน่ก็ไม่ควรสั่นไหวมิใช่หรือ

            ต้องมีอะไรเรียกสติเขากลับมาแน่นอน!

            หญิงสาวยกเท้าขึ้นไขว้กัน กระดิกปลายเท้าพลางครุ่นคิด แต่คิดอยู่นานก็หาสาเหตุที่ทำให้ซ่งโม่ได้สติไม่เจอ นางมั่นใจว่าวิธีการของตนไม่มีปัญหา

            หรือเขาจะปวดเบาขึ้นมากะทันหัน

            ถังหวนลุกขึ้นนั่ง ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าเหตุผลนี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยติดตามอาจารย์ออกไปล่าสวาท ครั้งนั้นอาจารย์ถูกตาต้องใจคุณชายแซ่หวังผู้เย็นชา สุดท้ายก็ล่อลวงเขามาเสพสมด้วยได้ ขณะทั้งสองใกล้ถึงจุดสุดยอด จู่ๆ คุณชายหวังก็หยุดนิ่ง เขากระซิบบอกอาจารย์ด้วยใบหน้าแดงก่ำว่าปวดเบา อาจารย์ยิ้มแล้วบอกให้เขาไป ไม่คิดเขากลับสั่งบ่าวให้มาล้อมหอนอนเพื่อจับอาจารย์ น่าสงสารที่เขาประเมินความสามารถของอาจารย์ต่ำไป อาจารย์ไม่เพียงจัดการกับบ่าวเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย นางยังขึ้นคร่อมคุณชายหวัง ร่วมสวาทกับเขาด้วยท่าบุรุษอยู่ล่างสตรีอยู่บนต่อหน้าบ่าวทุกคน คุณชายหวังผู้ยึดมั่นในชื่อเสียงและเกียรติยศถูกจับพลิกคว่ำพลิกหงายหลายท่าให้อาจารย์เล่นสนุกอยู่ทั้งคืน

            หญิงสาวนึกแล้วก็ทอดถอนใจ ต้องโทษตัวเองที่ฝีมือไม่ถึงขั้น ทำโอกาสดีๆ หลุดหายไปแล้ว

 

            ถังหวนลุกขึ้นใส่เสื้อผ้า หลังจัดการตัวเองเรียบร้อยจึงเดินไปหาศิษย์น้องที่ป่าอีกฟากหนึ่ง

            หมิงซินเป็นแม่ชีน้อยที่ซื่อใสจิตใจดี ถังหวนบอกให้พูดให้ทำอะไรก็พยักหน้าเชื่อฟังและทำตามอย่างว่าง่าย สองคนโซซัดโซเซกลับถึงสำนักอวี้เฉวียน ภายในสำนักมืดสนิท ไม่มีแสงตะเกียงหรือแสงโคมไฟ ถังหวนที่หิวโซจนไส้จะขาดไม่สนใจเรื่องอื่นใด นางถามหมิงซินว่าห้องครัวไปทางไหน

            “หมิงฮุย พวกเรารีบไปหาอาจารย์ก่อนดีกว่า บอกอาจารย์ว่าพวกเรากลับมาแล้ว จากนั้นค่อยไปห้องครัวหาข้าวกิน” หมิงซินแย้งเสียงเบา ท่าทีกล้าๆ กลัวๆ

            ไฟในห้องเบื้องหน้าสว่างขึ้นทันใด แน่นอนนี่คือห้องของเจ้าสำนัก สองแม่ชีน้อยมองหน้ากัน รู้ว่าไม่อาจเลี่ยงแล้ว จำต้องเข้าไปพบคนในห้อง

            เจ้าสำนักอวี้เฉวียนคืออาจารย์จิ้งฉือ เป็นสตรีอายุราวสี่สิบ ใบหน้าซูบผอมเห็นโหนกแก้มสูง สีหน้าไม่เห็นความเมตตาสักนิด รอบกายมีเพียงความเย็นชา นางนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่บนเบาะทรงกลมที่สานจากใบต้นหางแมวและฟางข้าวสาลี มือข้างหนึ่งถือสร้อยลูกประคำ ถามเสียงเรียบเย็น

“ออกไปทั้งวัน ได้เงินทำบุญมาเท่าไหร่”

            ถังหวนก้มหน้าปิดปากเงียบ หมิงซินตอบเสียงติดๆ ขัดๆ “อาจารย์... ข้ากับหมิงฮุยได้รับบริจาคมาเพียงหมั่นโถวสองก้อนเท่านั้น พวกเรากินเป็นมื้อเที่ยงไปแล้ว จนถึงตอนนี้ก็... ยังไม่ได้กินอะไรอีกเลย”

            “เช่นนั้นเหตุใดจึงกลับดึกปานนี้” อาจารย์จิ้งฉือถามโดยไม่หยุดนับลูกประคำ

            “อาจารย์” คำถามนี้ถังหวนเงยหน้าแย่งตอบเอง “พวกเราสองคนก็มีใจอยากรีบกลับมาเพื่อจะได้ช่วยงานอาจารย์และตั้งใจอ่านพระคัมภีร์ให้ได้มากๆ แต่หมิงซินหิวจนตาลายหน้ามืด ตอนขึ้นเขาถึงกับเดินสะดุดขาตัวเอง ล้มกลิ้งตกเขาไป อาจารย์ดูสิ หน้าผากนางแตก ตอนนี้ยังมีเลือดไหลซึมออกมาอยู่เลย”

            หมิงซินยื่นหน้าให้อาจารย์ดูอย่างรู้จังหวะ

            อาจารย์จิ้งฉือลืมตา กวาดสายตามองลูกศิษย์สองคนรอบหนึ่งก็หลับตาลงอีกครั้ง เอ่ยเสียงเรียบ “ทั้งสำนักมีแค่เจ้าสองคนที่หาเงินบริจาคได้น้อยที่สุด จนศิษย์คนอื่นล้วนพูดกันว่าเพราะข้าตามใจพวกเจ้ามากเกินไป ทำให้เจ้าสองคนเกียจคร้าน พูดจาแก้ตัวลื่นไหลไปเรื่อย ข้าผู้เป็นอาจารย์รู้ดีว่าเจ้าสองคนมิได้เป็นเช่นนั้น พวกเจ้าเป็นคนดี เสียแต่มือไม้เก้งก้าง พูดจาโน้มน้าวคนไม่เป็น

            เพื่อไม่ให้ศิษย์คนอื่นรู้สึกได้รับความไม่เป็นธรรม วันนี้จึงจำเป็นต้องลงโทษพวกเจ้าสักเล็กน้อย หมิงซิน เห็นแก่ที่เจ้าบาดเจ็บ ลงโทษให้คุกเข่าสำนึกผิดที่ห้องสวดมนต์หนึ่งคืน หมิงฮุยก็ให้คุกเข่าสำนึกผิดอยู่ด้วยกัน แต่จากนี้นับไปสิบวันหมิงฮุยมีหน้าที่จัดการเรื่องน้ำที่ใช้ภายในสำนักทั้งหมดเพียงผู้เดียว จำไว้อย่าให้มีเรื่องผิดพลาดอีก ออกไปได้แล้ว”

            “อา... อุ๊บ!” มือเล็กของหมิงซินตะครุบปิดปากหมิงฮุยแน่น อีกมือกดหัวอีกฝ่ายให้ก้มทำความเคารพ ก่อนออกแรงลากหมิงฮุยออกจากห้อง

            “อาจารย์ไม่ชอบคนต่อปากต่อคำ เจ้าจะเถียงอาจารย์ไม่ได้ หากทำให้อาจารย์โมโหขึ้นมา เจ้าอาจถูกลงโทษหนักกว่านี้ วางใจเถอะ พรุ่งนี้เช้ามืดข้าจะไปช่วยเจ้าตักน้ำเอง ก่อนทุกคนตื่นคงช่วยเจ้าได้ไม่น้อยแล้ว”

            ถังหวนมองแววตาใสซื่อหนักแน่นของหมิงซินแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจแรงอย่างไม่สบอารมณ์ อีกฝ่ายไม่ได้ตัวใหญ่แรงมากกว่านางสักนิด ในสำนักมีถังเก็บน้ำขนาดใหญ่สี่ถัง แต่ละถังต้องตักน้ำมาใส่ไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดรอบถึงจะเต็ม ต่อให้สองคนช่วยกันก็ใช่ว่าจะเสร็จโดยง่าย

 

ห้องสวดมนต์ทั้งมืดและเงียบสงบ ลมกลางคืนที่พัดเข้ามาระหว่างรอยแยกของหน้าต่างช่วยให้เย็นสบายขึ้นบ้าง

ในห้องมีหมิงซินคนเดียว แม่ชีน้อยกำลังคุกเข่าสวดมนต์อยู่บนเบาะรองนั่ง สีหน้าเคร่งเครียด เหงื่อผุดซึมเต็มหน้า ปากก็ท่องบทสวดมนต์ไม่หยุด ขออำนาจพระพุทธองค์ช่วยคุ้มครองหมิงฮุยด้วย

            นานครู่ใหญ่ก็ได้ยินเสียงผลักประตูเปิดเข้ามา หมิงซินสะดุ้งตกใจร้องเสียงหลง หันไปมองทั้งที่ตัวสั่น พอเห็นชัดว่าเงาในความสลัวคือหมิงฮุยก็รีบกระซิบถาม

            “เป็นอย่างไรบ้าง ไม่ถูกใครจับได้ใช่ไหม”

            ถังหวนส่ายหน้า หันกลับไปปิดประตู เดินลากขาหมดแรงมานั่งข้างหมิงซิน ใช้ขาเขี่ยๆ เบาะรองนั่งให้ตรงก่อนทิ้งตัวลงนอน เป็นนางที่ก่อนออกไปลากเบาะรองนั่งสิบสองเบาะมาเรียงต่อกันเป็นที่นอน เดินขอเงินบริจาคมาตั้งแต่เช้า ทั้งเหนื่อยทั้งหิว ยังสั่งให้นางคุกเข่าสำนึกผิดทั้งคืนอีก ฝันไปเถอะ!

            ที่หมิงซินยอมถูกลงโทษ ถังหวนมองว่าเพราะอีกฝ่ายโง่งม ตรงข้ามกับตนเองที่ไม่มีวันยอมรับความลำบากเช่นนั้น นางนอนกางแขนขาอย่างไร้เรี่ยวแรง หิวจนแรงบ่นด่ายังไม่มี ได้แต่นอนลูบท้อง ปลอบประโลมตัวหิวโซในท้องให้สงบ

            ท่าทีเช่นนี้ไม่ต้องถามก็รู้ว่าหมิงฮุยไปหาของกินในครัวไม่สำเร็จ สำนักอวี้เฉวียนไม่เคยทำอาหารเหลือค้างคืน ทำเพียงพอให้เหล่าแม่ชีน้อยกินอิ่มเจ็ดส่วนเท่านั้น ต่อให้ทำเผื่อหมิงฮุยกับหมิงซิน แต่ทั้งสองกลับมาช้าเลยเวลากินข้าว อาหารส่วนของทั้งคู่จึงถูกศิษย์พี่กินหมด อาจารย์ย่อมไม่มีทางตำหนิพวกศิษย์พี่

            หมิงซินมองหมิงฮุยด้วยความชื่นชมที่อีกฝ่ายช่างกล้าหาญเหลือเกินที่ออกจากห้องไปหาของกิน ทั้งยังกล้านอนสบาย ไม่คุกเข่าสำนึกผิดอีก ผิดกับตนที่ไม่มีความกล้าแบบนี้ ตัวหิวโซในท้องร้องประท้วงเสียงดังเหมือนกัน หมิงซินไม่รู้จะทำอย่างไร จึงเลือกคุกเข่าและสวดมนต์ตามคำสั่งอาจารย์อย่างมุ่งมั่นต่อไป

            ถังหวนหลับตาครุ่นคิด ถ้าวันนี้ไม่เจอซ่งโม่ ไหนเลยจะถูกอาจารย์จิ้งฉือลงโทษได้ ไหนเลยจะต้องอดกินข้าวเย็น ตัวนางคงวิ่งหนีหายไปนานแล้ว

            การพบเจอซ่งโม่ทำให้นางเปลี่ยนความตั้งใจ

สำนักอวี้เฉวียนตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของป่าท้อที่ซ่งโม่เป็นคนเฝ้า เรื่องเล็กใหญ่ในสำนักนี้ มากน้อยอย่างไรก็ต้องมีเข้าหูเขาบ้าง ถ้าถังหวนไม่ยอมเป็นแม่ชีน้อยที่เชื่อฟัง แต่เลือกเป็นโจรล่าสวาทตามความฝัน เข้าไปแอบซ่อนตัวในป่า ดักรอเพื่อล่อลวงซ่งโม่อีกครั้ง เกรงว่าจะล้มเหลวยิ่งกว่าวันนี้ เพราะเมื่อนางหายไปจากสำนัก อาจารย์จิ้งฉือจะต้องสั่งให้ศิษย์ในสำนักออกตามหา พอไม่เจอก็ต้องไปแจ้งความกับทางการ เรื่องราวกลายเป็นลุกลามบานปลาย ถึงตอนนั้นซ่งโม่จะต้องคิดว่านางเป็นแม่ชีเลวที่ไม่เคารพกฎเกณฑ์สำนัก เท่ากับบนหน้าผากนางมีคำว่าเลวแปะอยู่ นางจะไม่มีโอกาสเข้าใกล้เขาได้อีก

ดังนั้นหากอยากร่วมสวาทกับซ่งโม่ให้สำเร็จ ก็ต้องอยู่เป็นแม่ชีน้อยต่อไป

            คิดแล้วก็อยากกรีดร้องเหลือเกิน! เจ้าสำนักหน้าตาดูไม่ได้แล้วยังใจดำอีก ในสำนักมีถังเก็บน้ำสี่ถัง ปกติทุกวันต้องใช้แม่ชีสองคนรับผิดชอบตักน้ำมาเติมให้เต็มและต้องใช้เวลาทั้งหมดไม่ต่ำกว่าสองชั่วยาม แต่ยายแก่นั่นสั่งให้นางทำคนเดียว ต่อให้เริ่มตั้งแต่ฟ้ายังมืด ต่อให้นางมีเรี่ยวแรงมหาศาล กว่าจะเสร็จก็ต้องใช้เวลาถึงตอนเที่ยงเลยนะ!

            ตักน้ำเสร็จนางยังจะมีชีวิตรอดอีกหรือ ทำไมชีวิตแม่ชีถึงลำบากขนาดนี้ ถังหวนก่นด่าอาจารย์จิ้งฉืออย่างดุเดือด ด่าไม่พอยังสาปแช่งให้อีกฝ่ายเป็นแม่ชีตลอดไป ไม่ว่าเกิดชาติภพไหนก็ไม่มีทางได้ลิ้มรสชาติบุรุษ ทั้งสาปทั้งด่าจนเหนื่อยก็เอาความโกรธโยนใส่หัวซ่งโม่ เพราะเขาทำให้นางต้องมาลำบากอยู่ในความฝันแบบนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบถังหวนไม่คิดว่าเป็นความผิดตนเองสักนิด

ถูกลงโทษให้ตักน้ำ

ถังหวนคิดวุ่นวายไปมาหลายตลบ เหน็ดเหนื่อยจนผล็อยหลับไม่รู้ตัว

            คิดว่าเพิ่งหลับตา หมิงซินก็เขย่าตัวปลุกให้ตื่น “หมิงฮุยตื่นเร็ว หากยังไม่รีบออกไปตักน้ำเจ้าจะทำไม่เสร็จนะ”

            “ตอนนี้ยามใดแล้ว” ถังหวนถามเสียงงัวเงีย ซ้ำยังพลิกตัวหนี

“ยามโฉ่ว[1] แล้ว เจ้ารีบลุกขึ้นมา หากชักช้าข้าจะมีเวลาช่วยเจ้าได้แค่ครึ่งชั่วยาม สองคนช่วยกัน ยามอิ๋น[2] ก็คงเสร็จแล้ว อาจารย์เห็นพวกเราสำนึกผิดและยอมรับโทษแต่โดยดีก็จะหายโมโหและยอมให้พวกเรากินมื้อเช้าได้”

            ถังหวนตบบ่าแม่ชีน้อยอย่างซาบซึ้งใจ “เจ้าไม่ต้องช่วย อยู่ในนี้สวดมนต์ต่อไปเถอะ ถึงยามอิ๋นค่อยปลุกข้า ไม่ต้องห่วงเรื่องตักน้ำ ข้าทำคนเดียวได้”

            หมิงซินฟังแล้วอ้าปากค้าง จากนั้นก็เขย่าตัวอีกฝ่ายอย่างร้อนใจ “เจ้าจะนอนต่อไม่ได้นะ ไม่ใช่แค่ตักน้ำ พวกเราต้องทำความสะอาดด้วย ไหนยังจะต้องคุกเข่าสวด...”

            “ไม่ต้องพูดแล้ว” ถังหวนตัดบท “ข้าไม่สน ไม่ถึงยามอิ๋นห้ามเจ้าเรียกข้าอีก อาจารย์สั่งให้ข้าตักน้ำข้าก็จะทำ แค่ตักน้ำให้ทุกคนพอใช้ตอนเช้าก่อนก็พอ ถ้าเจ้าเรียกข้าอีก ข้าจะบอกอาจารย์ว่าเจ้าถูกคนเลวข่มเหง”

            ถังหวนพูดจบก็หลับต่อ หมิงซินไม่กล้าปลุก ทำได้เพียงสวดมนต์ขออำนาจพระพุทธองค์ช่วยคุ้มครองอีกฝ่ายให้เอาตัวรอดจากโทสะของอาจารย์ไปได้

            ถึงยามอิ๋น หมิงซินรีบปลุกถังหวนทันที ได้หลับพักผ่อนเต็มที่ ถังหวนจึงตื่นขึ้นมาอย่างกระปรี้กระเปร่า

            ถังหวนหาบถังน้ำสองใบเดินลงเขา ไปกลับหนึ่งรอบใช้เวลาราวสองเค่อ สำนักอวี้เฉวียนไม่มีชื่อเสียง ในสำนักมีแม่ชีรวมยี่สิบคน ทุกวันกว่าจะตื่นก็เกือบสายแล้ว ตอนที่ถังหวนตักน้ำเติมถังแรกเสร็จ ฟ้าก็สว่างพอดี

            อาจารย์จิ้งฉือเห็นถังหวนทำงานไม่เสร็จตามคำสั่งก็ให้โมโหนัก ลงโทษนางเพิ่มอีก สั่งว่าอย่างอื่นไม่ต้องทำ งานใช้แรงทั้งหมดภายในสำนักยกให้นางทำคนเดียว ตอนเช้าตักน้ำ บ่ายลงเขาเก็บฟืน ตอนเย็นต้องคุกเข่าสวดมนต์สองชั่วยามก่อนถึงจะเข้านอนได้

ถูกลงโทษหนักขึ้นไม่ทำให้ถังหวนใส่ใจ สิ่งที่นางต้องการตอนนี้คือมีโอกาสได้ออกไปนอกสำนัก ขอเพียงนางร่วมสวาทกับซ่งโม่ได้สำเร็จ ยายแก่เจ้าสำนักจะนับเป็นตัวอะไร

ถังหวนนั่งริมแม่น้ำ มองมือแดงก่ำสองข้าง เศร้าโศกที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจนอยากจะร้องไห้ ความคิดลำพองยิ่ง แต่เมื่อได้ลงมือทำจริงกลับพบว่างานตักน้ำยากเกินกำลังเหลือเกิน ตอนนี้นางรู้สึกเหมือนหลังจะหัก แขนจะหลุด ขาสองข้างก็สั่นสะท้านจนแทบยืนไม่อยู่แล้ว

หญิงสาวทอดถอนใจ หันมองไปยังป่าท้อด้านข้าง ฟ้าสว่างแล้ว ทำไมยังไม่เจอซ่งโม่ ช่างเถอะ รีบกลับก่อนดีกว่า อาหารเช้าใกล้จะเสร็จแล้ว ถึงเป็นเพียงหมั่นโถวรสชาติจืดชืดก็อิ่มท้องได้ ถังหวนมองถังน้ำที่มีน้ำอยู่เกือบเต็ม สูดหายใจลึกยาวครั้งหนึ่งก่อนกัดฟันยกขึ้น ทางเดินขึ้นเขาคดเคี้ยว เพราะถังน้ำที่หนักนางจึงเดินเอียงไปเอียงมา จู่ๆ หญิงสาวก็หยุดยืนนิ่ง สีหน้าตื่นเต้นมีความหวัง นางได้ยินเสียงฝีเท้าหนักอย่างบุรุษ ไม่รู้จะใช่ซ่งโม่หรือเปล่า ถังหวนมองจ้องไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียง พลันความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัว นางเดินไปหลบหลังต้นไม้ต้นหนึ่ง จากนั้นก็นั่งกอดเข่า จงใจเปิดเผยตัวครึ่งหนึ่งให้คนเห็น สองมือปิดหน้าแต่ถ่างนิ้วออกเล็กน้อยเพื่อแอบดู หากเป็นซ่งโม่ถือว่าที่เหน็ดเหนื่อยยกน้ำหลายรอบไม่เสียเปล่าแล้ว

            ไม่นานก็มีบุรุษร่างสูงใหญ่เดินออกมาจากแนวป่า ในมือถือกระต่ายสีเทาสองตัว เห็นแม่ชีน้อยนั่งปิดหน้าอยู่หลังต้นไม้ ท่าทางเหมือนกำลังร้องไห้ เขาชะงักนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนเร่งฝีเท้าเดินจากไปอย่างลนลาน

 

ซ่งโม่ไม่รู้ว่าแม่ชีหลังต้นไม้คือผู้ใด แต่เขานึกถึงแม่ชีน้อยผู้นั้น สองเท้ารีบเดินอย่างลนลาน เหมือนกำลังหนีภูตผีปีศาจร้าย

            ถังหวนเห็นชายขากางเกงกับรองเท้าผ้าของบุรุษ เดิมเสียงฝีเท้าหนักแน่น ก้าวเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ จู่ๆ เปลี่ยนเป็นเร่งรีบร้อนรน หญิงสาวขมวดคิ้วแล้วขยี้ดวงตาสองข้างแรงๆ ยกถังน้ำใบแรกออกมาวาง หมุนตัวกลับไปยกถังน้ำใบที่สองออกมา จากนั้นหญิงสาวพลันแสร้งตกใจปล่อยถังน้ำหลุดมือ

            “โยมซ่งหรือ ตายแล้ว! ถังน้ำข้า....”

            ถังหวนรีบร้อนวิ่งตามถังน้ำ น้ำที่เจิ่งนองเต็มพื้นทำนางสะดุดถลาหน้าคว่ำ ทว่าหญิงสาวกลับแอบยิ้ม มั่นใจว่าคนดีมีคุณธรรมอย่างซ่งโม่ต้องยื่นมือเข้าช่วยแน่

            เสียดายสิ่งที่คิดกับความเป็นจริงไม่ตรงกัน!

            ซ่งโม่ยืนนิ่ง ปล่อยแม่ชีน้อยล้มหน้ากระแทกพื้น

            ถังหวนค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่ง กัดฟันกรอด ใครจะคิดว่าบุรุษผู้เปี่ยมเมตตามากคุณธรรมเมื่อวาน วันนี้กลับเย็นชาใจดำได้ น่าโมโหนัก!

            ข้าไม่ยอมแพ้หรอก ให้รู้กันไปว่าข้าจะยั่วเจ้าทึ่มนี่ไม่สำเร็จ!

            หญิงสาวเบี่ยงตัวหันข้างให้ซ่งโม่ มือข้างหนึ่งจับข้อเท้า ก้มหน้าเอ่ยเสียงเก้อเขิน “หมิงฮุ่ยช่างซุ่มซ่าม ทำโยมซ่งเห็นเรื่องน่าอายเสียแล้ว”

            แสงแดดเจิดจ้าตอนสายส่องผ่านกิ่งไม้ลงมาเบื้องล่าง ทำรอบร่างแม่ชีน้อยเหมือนมีแสงสีทองเรืองรอง ดูราวกับเทพธิดาน้อยๆ ผู้แสนสะอาดบริสุทธิ์ แต่ภาพที่ซ่งโม่เห็นคือขนตางอนยาว ริมฝีปากแดงชุ่มชื้น ปลายคางเล็กน่ารักน่าเอ็นดูกับลำคอเรียวระหง ท่าทีเขินอายน่าสงสารทำใจชายหนุ่มเต้นแรงด้วยความรู้สึกไม่สมควร

            “เจ้าบาดเจ็บหรือ” ความรู้สึกละอายใจทำซ่งโม่อดเอ่ยถามเสียงอ่อนไม่ได้

            “ไม่...” ถังหวนตอบเสียงสะอื้นพลางส่ายหน้าแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นด้วยท่วงท่าเย้ายวนยิ่งนัก นางก้มตัวจับข้อเท้าเหมือนยังมีอาการบาดเจ็บ จงใจยกสะโพกกลมกลึงค้างไว้ให้ชายหนุ่มเห็นชัดๆ มืออีกข้างแอบขยี้ตาซ้ำอีกรอบ

            สายตาซ่งโม่หยุดนิ่งที่สะโพกสวยอย่างเหม่อลอย พอได้สติก็รีบเบือนหน้าหนีพร้อมเร่งฝีเท้าจากไปโดยไม่พูดไม่ถามอะไรอีก

            มารดามันเถอะ! เจ้าหน้าหล่อสมองหมูเดินหนีนางอีกแล้ว!

            ตอนนี้ถังหวนโมโหจนจะกระอักเลือดแล้ว! นางต้องเสียน้ำหนึ่งถังไปอย่างเปล่าประโยชน์ให้กับการหว่านเสน่ห์ที่ล้มเหลวงั้นหรือ! ชั่วขณะก่อนที่หญิงสาวจะขาดสติแล้ววิ่งไล่ตามไปกระชากซ่งโม่กลับมา สายตาพลันมองเห็นกระต่ายน้อยในมือเขาเสียก่อน แผนหนึ่งพลันผุดขึ้นในหัวอย่างรวดเร็ว

            “โยมซ่ง” ถังหวนก้าวไปหาชายหนุ่ม อีกฝ่ายเพียงเบือนหน้ามองแวบหนึ่ง “โยมซ่ง ท่านเป็นคนล่ากระต่ายสองตัวนี้เองหรือ”

            “ไม่ใช่ ข้าจับได้จากในโพรงด้านล่างรั้วไม้”

            “ในเมื่อโยมซ่งไม่ได้ล่าดักจับมา เช่นนั้นท่านสามารถมอบกระต่ายสองตัวนี้ให้ข้าได้หรือไม่ พวกมันช่างน่าสงสาร ข้าอยากจะ...” สีหน้าท่าทีถังหวนราวเทพธิดาที่เปี่ยมด้วยความเมตตา เห็นอีกฝ่ายยังนิ่งเฉยก็ก้มหน้าเอ่ยเสียงเบา

            “หากโยมซ่งไม่เต็มใจ ข้าก็ไม่บังคับ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”

หญิงสาวเพิ่งเดินได้ก้าวเดียว ท่อนแขนแข็งแกร่งก็ยื่นมาขวางหน้า ถังหวนเอียงคอมองซ่งโม่อย่างสงสัย อีกฝ่ายมองตรงไปข้างหน้า เอ่ยเพียงสั้นๆ

“ให้เจ้า” ทำบาปต่อหน้าแม่ชีน้อยเป็นเรื่องไม่สมควรจริงๆ

            ถังหวนรับกระต่ายตัวอวบอ้วนสองตัวไว้ ก่อนส่งยิ้มน่ารักให้แทนคำขอบคุณ “โยมซ่งช่างเป็นคนดีมีคุณธรรมเหลือเกิน”

            ซ่งโม่ไม่พูดอะไร สองเท้าเร่งรีบเดินจากไป จึงไม่เห็นว่าแม่ชีน้อยที่เขาคิดว่าเป็นเทพธิดาผู้เปี่ยมเมตตาเปลี่ยนสีหน้าเป็นปีศาจร้ายแล้ว

            ถังหวนก้มมองกระต่ายตัวอ้วนพลางเช็ดน้ำลายที่มุมปาก อย่างน้อยสองสามวันต่อจากนี้ นางก็ไม่ต้องทนหิวโซอีกแล้ว

ต้องท้องอิ่มก่อนถึงจะมีแรงเผด็จศึกผู้ชาย!

 

[1] ยามโฉ่วคือเวลา 01.00 น. – 02.59 น.

[2] ยามอิ๋นคือเวลา 03.00 น. – 04.59 น.

ไปอ่อยถึงบ้าน

ถังหวนซ่อนกระต่ายสองตัวไว้ในป่าท้อ จากนั้นก็ยกถังน้ำกลับไปตักน้ำใหม่ กัดฟันใช้แรงเฮือกสุดท้ายหาบน้ำกลับสำนักชี

มีเนื้อแต่ไม่มีมีดไม่มีเครื่องปรุงก็ยังกินไม่ได้ สิ่งสำคัญสุดตอนนี้คือนางถูกยายแก่เจ้าสำนักเฝ้าจับตาดูอยู่ ถ้าทำตัวขัดหูขัดตาขึ้นมา เกรงว่าจะถูกลงโทษหนักกว่านี้ อดทนทำตัวดีๆ สักหน่อย รอให้ถึงตอนบ่ายที่ต้องออกมาเก็บฟืนค่อยแอบย่างกระต่ายกินให้อร่อย

            เมื่อกลับมาถึงสำนักพบว่าเหล่าแม่ชีกำลังร่วมกินมื้อเช้ากันอยู่ กลิ่นหอมกรุ่นของหมั่นโถวร้อนๆ ลอยอวลมากับมาสายลม

            ไม่คิดเลยว่านางจะตกยากถึงขั้นนี้ที่แค่ได้กลิ่นหมั่นโถวก็น้ำลายไหลแล้ว ถังหวนรีบเทน้ำแล้ววิ่งไปห้องครัว แต่กลับถูกหมิงซินดักไว้ระหว่างทาง แม่ชีน้อยดึงลากถังหวนหลบสายตาผู้คน จากนั้นจึงยัดหมั่นโถวครึ่งลูกให้อีกฝ่าย สายตากวาดมองรอบตัวอย่างระวังก่อนกระซิบเตือน

            “วันนี้อาจารย์อารมณ์ไม่ดี สั่งให้ศิษย์พี่ที่มีหน้าที่ลงครัวไม่ต้องทำเผื่อส่วนของเจ้า เจ้าอย่าเพิ่งโมโห กินหมั่นโถวครึ่งลูกนี้รองท้องไปก่อน อดทนลำบากสักหน่อย รีบตักน้ำให้เสร็จเร็วๆ แล้วค่อยไปคุกเข่ายอมรับผิด อาจารย์เป็นคนใจดีมีเมตตา เห็นเจ้าสำนึกผิดก็อาจยอมยกโทษให้”

            ถังหวนอ้าปากค้าง นี่ยังใช่สำนักชีแน่หรือ ที่แท้คือเฮยเตี้ยน[1] ชัดๆ ถึงเถ้าแก่จะใจดำอย่างไรก็ควรเลี้ยงดูลูกน้องให้ท้องอิ่มไม่ใช่หรือ นางเป็นเพียงแม่ชีน้อยๆ เมื่อวานไม่ได้กินมื้อเย็น กลางคืนก็หลับไม่สบาย ซ้ำยังต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืดหาบน้ำตั้งหลายรอบ กระทั่งหมั่นโถวกับโจ๊ก เจ้าสำนักหน้าเหี่ยวยังขี้งกอีก นางคิดจะฆ่าลูกศิษย์ตัวเองหรือไง!

            “ขอบใจเจ้ามากที่มีน้ำใจคิดถึงข้า แต่ไม่เป็นไร เจ้าเก็บไว้กินเถอะ ข้าไม่หิว” ถังหวนยัดหมั่นโถวครึ่งลูกคืนให้หมิงซิน หมุนตัวกลับเดินไปหยิบถังน้ำ แม่ชีน้อยวิ่งไล่ตามไม่ลดละให้อีกฝ่ายรับหมั่นโถวไปกิน ถังหวนมองใบหน้าใสซื่อและแววตาจริงใจของหมิงซินด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ

            “อย่าห่วงเลย ข้ามีของกินแล้ว ตอนเย็นข้าจะเอามาแบ่งให้เจ้ากินด้วย แต่เจ้าอย่าได้เที่ยวพูดมากไปละ”

            แท้จริงพื้นนิสัยถังหวนเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ใครรังแกนางจะเอาคืนอย่างสาสม ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นนักพรตหรือแม่ชีก็ไม่มีละเว้น นางตั้งใจจะเป็นโจรล่าสวาทอันดับหนึ่งในใต้หล้า โจรล่าสวาทที่ไหนเป็นคนดีมีคุณธรรมบ้าง

            ยายแก่จิ้งฉืออยากลงโทษนางให้ตายงั้นหรือ ฝันไปเถอะ! อยากให้นางตายนางจะดื้อด้านมีชีวิตอยู่และจะใช้ชีวิตอย่างดีด้วย อย่าให้นางมีโอกาสเลยเชียว แค้นที่ให้นางต้องอดข้าวสองมื้อ นางจะเอาคืนให้หนักเลย

            ถังหวนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไปตลอดทางที่หิ้วถังน้ำลงเขา

            ถึงจะโมโหขนาดไหน แต่ถังหวนยังไม่โมโหจนโง่ยอมหาบน้ำทั้งที่ตัวหิวโซในท้องร้องประท้วงไม่หยุด ไม่นับแสงแดดที่ยิ่งนานยิ่งร้อนแรง หญิงสาวโยนถังน้ำทิ้งไว้ข้างลำธาร ใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อ เดินมุ่งหน้าลงเขา

            บ้านพักคนเฝ้าป่าท้ออยู่บริเวณเนินเขา ยามนี้นางหิวมาก เรี่ยวแรงที่ใช้เดินลงเขาสามารถพูดได้ว่าเป็นแรงเฮือกสุดท้ายแล้ว นางเดินจนเหงื่อชุ่มโชกไปทั้งตัว สภาพหัวจรดเท้าดูไม่ได้แต่ถังหวนไม่สนใจ อย่างไรซ่งโม่ก็ไม่สนใจความงดงามเย้ายวนของนางอยู่แล้ว ตอนนี้ถังหวนหวังให้เขาเป็นบุรุษมากคุณธรรม เขาจะได้เมตตาสงสารนางที่หิวโหย

            ถังหวนยืนพิงประตูรั้ว หายใจหอบเหนื่อย ถามเสียงแหบแห้ง “โยมซ่ง เจ้าอยู่ในบ้านหรือไม่”

            ซ่งโม่กำลังเก็บกระต่ายเข้ากรงอยู่หลังบ้าน หลังแยกทางกับแม่ชีน้อย โชคดีเจอกระต่ายอีกตัว จึงจับมันกลับมา วางแผนจะเลี้ยงดูมันให้อ้วนพีแล้วค่อยเอาไปขาย เสียงเรียกจากหน้าบ้านทำชายหนุ่มขมวดคิ้วสงสัย เขาชะโงกหน้าออกไปมอง แม้จะเห็นไม่ชัดแต่ก็มั่นใจว่าผู้ที่มาเยือนต้องเป็นแม่ชีน้อยผู้นั้นแน่

            เขาไม่ใช่คนเคร่งศาสนา ยังต้องจับสัตว์ขายเพื่อเลี้ยงปากท้อง ก่อนหน้าที่ยกกระต่ายสองตัวให้แม่ชีน้อยไป ในใจยังรู้สึกเสียดาย ชายหนุ่มมองกระต่ายในกรงพลางถอนหายใจแรงอย่างอับจน ก่อนจะยกกรงกระต่ายไปซ่อนหลังพุ่มไม้ ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า จากนั้นจึงเดินไปหน้าบ้าน อดสงสัยไม่ได้ว่าหลังเหตุการณ์น่ากระอักกระอ่วนใจครั้งนั้น ตามหลักแม่ชีน้อยสมควรหลีกเลี่ยงเขามิใช่หรือ ทำไมนางจึงมาหาเขาถึงที่นี่อีก

            ชายหนุ่มยืนเหยียดหลังตรงอยู่ที่ประตูด้านใน ยืนหันข้างให้นาง ไม่พูดไม่จา

            ถังหวนรีบยิ้มประจบ “โยมซ่ง ท่าน... ท่านพอจะแบ่งอาหารให้ข้ากิน...” หญิงสาวพูดไม่จบก็ทรุดลงไปนอนกองกับพื้นเพราะหิวจัด

            “แม่ชีน้อย! แม่ชีหมิงฮุย เจ้าเป็นอะไร” ซ่งโม่ตกใจรีบเปิดประตูออกไป มองใบหน้าขาวซีดที่มีเหงื่อผุดซึมเต็ม เนื้อตัวมอมแมม เสื้อด้านหลังก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เขายืนหันซ้ายหันขวาทำตัวไม่ถูก พยายามเรียกนางแต่อีกฝ่ายก็นอนนิ่ง หายใจรวยริน ที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจอุ้มแม่ชีน้อยเข้าบ้าน

            เมื่อหลังได้สัมผัสที่นอนนุ่ม ถังหวนก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นทันใด อยากจะบิดตัวยืดเอวให้หายเมื่อย ติดที่ต้องเล่นบทแม่ชีน้อยผู้หิวโหยจนเป็นลม

            ถังหวนใช้โอกาสนี้กวาดสายตามองรอบบ้านอย่างรวดเร็วรอบหนึ่ง มีชั้นวางของสามชั้นตั้งชิดผนัง โต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้หนึ่งตัว มุมห้องมีถุงเสบียงสองใบกับเตียงหนึ่งหลัง ช่างเรียบง่ายสมเป็นบ้านคนเฝ้าป่าท้อเสียจริง

            ในที่สุดก็ได้ขึ้นเตียงของเขาเสียที นับว่าวันนี้ก้าวหน้าหนึ่งขั้น หนึ่งด่านความฝันมีเวลาหนึ่งเดือน นางไม่รีบ แกล้งเขาเล่นก่อนก็สนุกดี

            ซ่งโม่พับชายแขนเสื้อขึ้นสูง บิดผ้าชุบน้ำจนหมาด แต่พอมายืนข้างเตียงกลับหยุดนิ่ง หลายอึดใจผ่านไปจึงใช้ผ้าในมือซับหน้าเช็ดเหงื่อให้แม่ชีน้อย เป็นครั้งแรกที่เขาเช็ดหน้าให้สตรี ยามนี้ฟ้าสว่าง ซ่งโม่เพิ่งสังเกตเห็นว่าแม่ชีน้อยหน้าตางดงามยิ่ง จู่ๆ จิตใจก็พลันสั่นไหวรุนแรง มือกระตุกสั่นจนไปโดนหมวกแม่ชีหล่น ชายหนุ่มลนลานเก็บมือไม้ตนเอง

            ถังหวนแอบหยิบตัวเองไม่ให้หลุดท่าทีผิดปกติออกไป นางเกลียดหัวล้านของแม่ชีนี่จริงๆ หัวเลี่ยนเตียนโล่งไร้ผมสักเส้น ซ้ำยังส่องประกายวาววับแสบตา สภาพเช่นนี้จะยั่วยวนบุรุษให้หลงใหลได้อย่างไร

            ยิ่งเกลียดหัวล้านก็ยิ่งแค้นอาจารย์นัก! หากนางไม่ได้ร่วมสวาทกับซ่งโม่ครบเก้าครั้งจนต้องตกสู่ปรโลก นางจะเอาคืนอาจารย์ให้ถึงอกถึงใจเลยทีเดียว! นางจะตามติดอาจารย์เป็นผีทวงหนี้ หากอาจารย์ถูกตาต้องใจบุรุษคนใด นางจะทำให้อีกฝ่ายหัวล้านไม่มีผมสักเส้น อยากรู้นักว่าถึงตอนนั้นอาจารย์ยังจะมีอารมณ์เสพสมอีกไหม

            “โยมซ่งหรือ...” ถังหวนไม่อยากให้ภาพแม่ชีหัวล้านเป็นภาพจำในใจซ่งโม่จึงต้องรีบรู้สึกตัว

            ซ่งโม่ถอยหลังหลายก้าว ชี้แจงเสียงเรียบ “แม่ชีน้อย ที่นี่คือบ้านพักของข้า เมื่อครู่เจ้าเป็นลมอยู่หน้าบ้าน ข้าจึงจำเป็นต้องอุ้มเจ้าเข้ามา ตอนนี้เจ้ารู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยัง”

            ถังหวนลุกนั่งด้วยท่าทีเขินอาย มือหยิบหมวกขึ้นมาสวม ก้มหน้าต่ำ

            “ขอบใจโยมซ่ง ข้า... ข้าไม่ได้เป็นอะไร เพียง...ไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เย็นวาน จึงหิวจนหน้ามืดตาลาย ละแวกนี้ก็มีแต่บ้านคนเฝ้าป่าท้อ ข้าจึงบากหน้ามาขอบริจาคอาหารกับโยมซ่ง ท่านพอจะปันข้าวปลาอาหารให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่ ถ้าไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย เกรงว่าข้าคงไม่มีแรงตักน้ำแล้ว อาจารย์ก็คงยิ่งโมโหข้าหนักกว่าเดิมแน่”

            ที่แท้เพราะหิวนี่เอง... ซ่งโม่ถอนหายใจยาวโล่งอก “เจ้ารอสักครู่” พูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปนอกบ้าน ถังหวนรีบลงจากเตียงเดินตามไปติดๆ

            “แม่ชีน้อยร่างกายอ่อนแอ กลับไปนั่งรอในบ้านเถอะ” ซ่งโม่เอ่ยพลางหยิบถ้วยตะเกียบ แป้งชิ้นใหญ่กับผักเค็ม

            ถังหวนมองของกินตาเป็นประกาย “โยมซ่งเกรงใจเกินไปแล้ว หมิงฮุยมาสร้างความลำบากให้ท่าน แต่ท่านกลับมีน้ำใจช่วยเหลือ หมิงฮุยซาบซึ้งยิ่งนัก”

            “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็รีบกินเถอะ ข้าจะออกไปทำงานที่หน้าบ้าน” ในบ้านคับแคบเกินไป ซ้ำแม่ชีน้อยยังเดินตามติดชิดใกล้ ทำซ่งโม่รู้สึกมือไม้เกะกะไปหมด ต้องรีบหาข้ออ้างออกไป

            ถังหวนปิดปากหัวเราะคิกคัก ชอบใจที่เห็นเขาทำตัวไม่ถูก นางกลับเข้าบ้าน เอาถ้วยตะเกียบกับอาหารไปวางบนโต๊ะ จากนั้นเดินออกมาที่หน้าบ้าน หยิบกระบวยตักน้ำในโอ่งเล็กขึ้นมาดื่ม

            ซ่งโม่หันมาเห็นก็ใจเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง กล่าวตามหลักการแม่ชีน้อยหมิงฮุยไม่ได้ทำสิ่งไม่ถูกต้อง อากาศร้อนเช่นนี้ย่อมต้องกระหายน้ำ แต่พอเห็นนางใช้กระบวยอันเดียวกับเขา ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าตรงที่ปากนางสัมผัส บางทีอาจเป็นจุดเดียวกับเขาก็เป็นได้

            ใบหน้าหล่อเหลาร้อนวูบวาบ ใจเต้นรัวแรง ทำซ่งโม่ต้องเบือนสายตาไปด้านข้าง เห็นแตงกวาที่ปลูกอยู่แปลงผัก หน้าร้อนอย่างนี้ อาหารที่กินมีเพียงแผ่นแป้งกับผักเค็ม แม่ชีหมิงฮุยอาจจะติดคอได้

            ถังหวนยัดผักเค็มที่ห่อไว้ในแผ่นแป้งชิ้นใหญ่เข้าปากอย่างตะกละตะกลาม เห็นซ่งโม่เดินเข้ามาก็ตกใจถึงกับสำลัก รีบหันหลังให้เขาก่อนจะไอถี่จนหน้าแดงก่ำ

            ซ่งโม่มองแผ่นแป้งที่เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งพลางหัวเราะ เห็นตัวเล็กผอมบางเท่านี้ ไม่คิดว่าแม่ชีน้อยจะกินเก่งไม่เบา จริงสิ นางบอกว่าไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เย็นวาน ไม่คิดว่าเจ้าสำนักอวี้เฉวียนจะใจดำขนาดนี้

            “โยมซ่ง ข้า... ข้า...” ถังหวนลุกยืน อายจนพูดไม่ออก

            “กินแต่แป้งอาจจะติดคอ ข้าเลยเด็ดแตงกวามาให้ เจ้าจะได้กินคล่องคอขึ้น”

            ถังหวนยื่นมือรับแตงกวาที่อีกฝ่ายส่งให้ ดวงตาเป็นประกายระยับ

            ชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าฝ่ามือของนางแดงช้ำก็ขมวดคิ้วถาม “เจ้ายังตักน้ำไม่เสร็จหรือ” เขาพอรู้ว่าแม่ชีในสำนักอวี้เฉวียนจะลงมาตักน้ำช่วงเช้ามืด ฟ้าสว่างไม่นานก็ตักเสร็จเรียบร้อย ไยแม่ชีหมิงฮุยยังทำงานไม่เสร็จอีก

 

[1] เฮยเตี้ยน คือ โรงเตี๊ยมที่ลอบปล้นทรัพย์และสังหารแขกผู้มาพัก

ซ่งโม่ถูกเอาคืน

“เมื่อวานข้ากับศิษย์น้องหาเงินบริจาคไม่ได้ ซ้ำยังกลับสำนักเลยเวลา อาจารย์จึงลงโทษพวกเรา เห็นแก่ศิษย์น้องที่บาดเจ็บที่ศีรษะ อาจารย์จึงลงโทษเพียงให้คุกเข่าสำนึกผิดในห้องสวดมนต์หนึ่งคืน ส่วนข้าอาจารย์ตำหนิว่าโง่เขลาจึงลงโทษให้รับผิดชอบงานใช้แรงทั้งหมดในสำนัก เช้าตักน้ำ บ่ายเก็บฟืน ตอนเช้าที่เจอท่าน ข้าทำถังน้ำหกไปถัง ต้องเดินไปตักใหม่ ทำให้กลับสำนักช้า อาจารย์โมโหไม่เหลือข้าวให้ข้ากิน ข้าถึงต้องบากหน้ามาที่นี่”

            ไม่รู้เพราะเหตุใด ซ่งโม่ฟังจบจึงรู้สึกโมโหนัก แม่ชีน้อยถูกเจ้าสำนักข่มเหงรังแก ย่อมไม่มีหนทางร้องเรียนขอความเป็นธรรม ถูกสั่งอดอาหารสองมื้อ มิน่านางถึงร้องไห้จนเป็นลม

            “ไม่ผิดที่อาจารย์จะโมโห เพราะข้าไม่ดีจริงๆ โง่เขลาเบาปัญญา ไร้ความสามารถ ทำงานใช้แรงก็สมควรแล้ว”

            ได้ยินประโยคนี้ ซ่งโม่ที่ตั้งใจจะพูดปลอบสักสองสามประโยคก็พูดไม่ออกแล้ว

            ถังหวนเงยหน้ามองซ่งโม่ด้วยดวงตาคู่งามที่มีน้ำตาเอ่อคลอ ทำชายหนุ่มเหมือนถูกมนตร์สะกด ชั่วขณะที่ซ่งโม่คิดจะเดินออกไป แม่ชีน้อยก็ก้มหน้ากัดแตงกวา เขาเห็นริมฝีปากนุ่มแดงเผยออ้า มองส่วนปลายของแตงกวาถูกกัด ฉับพลันชายหนุ่มก็รู้สึกแข็งเกร็งไปทั้งร่าง ถังหวนเงยหน้ามองเขาอย่างสงสัย ในปากยังคาบแตงกวาค้างอยู่ นางดึงแตงกวาออกด้วยท่าทีไร้เดียงสา ปลายลิ้นเล็กเลียรอบริมฝีปาก ถามเสียงซื่อ

            “โยมซ่งมีอะไรหรือ”

            “ไม่... ไม่มี” ก่อนที่ชายหนุ่มจะก้าวออกจากบ้าน ถังหวนก็เรียกเขาไว้ รอจนอีกฝ่ายหันกลับมา นางก็ชูแตงกวาในมือพลางส่งยิ้มน่ารัก

            “โยมซ่ง ขอบใจสำหรับแตงกวาลูกนี้ ทั้งสดและหวานกรอบมากจริงๆ”

            ถังหวนเท้าคางกัดกินแตงกวาอย่างอารมณ์ดี สายตาที่มองตามหลังบุรุษผู้งามล้ำเลิศร้อนแรงหมายมาดยิ่ง

รอก่อนเถิดเจ้าหน้าหล่อ วันนี้ข้าได้กินแตงกวา วันหน้าข้าจะต้องได้กินส่วนนั้นของเจ้าแน่นอน

 

ต่อให้ซ่งโม่จะเห็นใจหมิงฮุยมาก แต่เขาไม่มีเหตุผลที่จะต้องช่วยนางไปมากกว่านี้

            หลายวันต่อมา ซ่งโม่เดินตรวจตราป่าท้ออยู่เพียงรอบนอกเท่านั้น ไม่ยอมก้าวเข้าเขตป่าด้านใน ยิ่งไม่เข้าใกล้เขตพื้นที่สำนักชีอวี้เฉวียน ชายหนุ่มรู้ว่าตนเองกลัวที่จะได้พบเจอแม่ชีหมิงฮุยอีก คิดถึงใบหน้านองน้ำตากับท่าทางอ่อนแอของนาง ยังมีท่าทีเหนื่อยล้าหมดแรงระหว่างหิ้วถังน้ำ ฝ่ามือแดงก่ำที่เขาแอบเห็น ซ่งโม่กลัวตนเองจะใจอ่อนเข้าไปช่วยนางอีก เขาไม่ควรมีความรู้สึกอื่นใดต่อแม่ชีน้อย ซ่งโม่กลัวบาป

            ถังหวนรู้ว่าซ่งโม่จงใจหลบหน้า เดิมวันนั้นนางคิดจะออกปากขอร้องให้ชายหนุ่มช่วยหิ้วน้ำ แต่อาจารย์เคยสอนว่า หากบุรุษมีใจต่อเจ้า เขาจะไม่มีวันทนเห็นเจ้าลำบากแน่นอน เจ้าไม่ต้องอ้าปาก เขาจะยื่นมือช่วยเอง แต่หากบุรุษผู้นั้นมองดูเจ้าลำบากได้โดยไม่คิดจะช่วยเหลือ ชัดเจนว่าเขาไม่มีใจให้เจ้า ถ้าเจ้าร้องขอความช่วยเหลือมีแต่จะทำให้ตัวเองเป็นฝ่ายอับอายเสียมากกว่า หรืออาจโชคดีที่เขาไม่ช่วยเพราะไม่รู้ความในใจของเจ้า ที่ไม่กล้ายื่นมือเข้าช่วย อาจกลัวรักษาความสัมพันธ์เดิมไว้ไม่ได้

            จากที่สังเกตท่าทีของซ่งโม่ มั่นใจว่ามากน้อยอย่างไรเขาคงมีความรู้สึกดีๆ ให้นางอยู่บ้าง ถ้ายามนี้ถังหวนคือหญิงสาวชาวบ้านทั่วไป แค่สบสายตาก็คงล่อหลอกเขามาร่วมสวาทได้ไม่ยากแล้ว แต่นางอยู่ในสภาพแม่ชีหัวโล้น จะให้ส่งสายตาหวานเยิ้มยิ้มยั่วก็ทำไม่ได้ ที่สำคัญด้วยนิสัยจริงของซ่งโม่ เขาไม่มีทางก้าวข้ามเส้นคนดีมีคุณธรรมเข้าหาแม่ชีเพื่อสานเสน่หาให้แนบแน่นแน่

            ดังนั้นหนทางของถังหวนมีเพียงใช้ความอ่อนแอทำให้เขาเห็นใจ ให้เขาใจอ่อนและเป็นฝ่ายเข้าหาเอง หญิงชายช่วยเหลือกันบ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ก็จะค่อยๆ ลึกซึ้งผูกพัน ใครเลยจะคิดว่าซ่งโม่จะใจแข็งเช่นนี้! ปล่อยนางลำบากหาบน้ำเก็บฟืนเพียงลำพังหลายวัน ไม่โผล่หน้ามาช่วยกันบ้างเลย

            แม้จะโมโหแต่ถังหวนไม่ยอมแพ้ ไม่เป็นไร เขาไม่เข้าหานางจะเข้าหาเขาเอง

ถึงตอนบ่าย ถังหวนลงเขาไปเก็บฟืน ระหว่างเก็บฟืนก็เก็บผักป่าไปด้วย แบ่งฟืนส่วนหนึ่งแบกกลับไปสำนักก่อน บอกพวกศิษย์พี่ว่าจะลงไปเก็บฟืนเพิ่มอีก พอเดินพ้นเขตสำนักก็เปลี่ยนเส้นทาง มุ่งหน้าไปยังบ้านพักของซ่งโม่อย่างมุ่งมั่น

ถังหวนยิ้มอารมณ์ดี คิดวางแผนจะใช้ผักป่าเป็นข้ออ้างว่านำมาเพื่อตอบแทนอาหารที่เขาแบ่งให้นางกินเมื่อหลายวันก่อน ขอเพียงเข้าบ้านซ่งโม่ได้ก็สามารถล่อลวงยั่วยวนเขาได้แล้ว

ขณะหญิงสาวคิดว่าจะหลอกล่อชายหนุ่มอย่างไรดี หูพลันได้ยินเสียงตะคอกคุ้นหู ถังหวนเอาฟืนกับผักป่าซ่อนไว้ในพุ่มไม้ จากนั้นเดินจรดปลายเท้าไปยังบ้านของซ่งโม่

            “ไม่ใช่ว่าเจ้าเก่งกาจนักหรือไง ชอบเสนอหน้าเป็นคนดีนักไม่ใช่หรือ ลุกขึ้นมาสิ ลุกขึ้นมาตีข้าอีกสิ”

            เสียงหมัดเท้ากับเสียงหัวเราะสะใจของเฉียวลิ่วทำถังหวนกัดฟันกรอด มือกำมีดผ่าฟืนแน่น ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ สีหน้าเคร่งเครียด คิดไม่ถึงว่าเจ้าหมูสกปรกอย่างเฉียวลิ่วจะพาคนมาล้างแค้นซ่งโม่ถึงที่นี่ ความสัมพันธ์ของตนกับซ่งโม่ผูกพันกันเหนียวแน่น เขาตายนางตาย เขารอดนางรอด ต่อให้ไม่รู้ว่าตนจะเอาชนะพวกเฉียวลิ่วได้หรือไม่ แต่ถังหวนจะไม่ยอมนั่งรอความตายเฉยๆ แน่ วันนั้นนางเจอเฉียวลิ่วในสภาพที่ตัวเองหิวโซไม่มีแรง ถึงต้องเล่นบทอ่อนแอยั่วยวนเพื่อเอาตัวรอด แต่วันนี้นางมีแรงกับมีดผ่าฟืน ต่อให้ไม่มีกำลังภายใน แต่กระบวนท่าต่อสู้ยังจดจำได้ สู้กันสักครั้งใช่ว่าจะไม่มีโอกาสชนะ

            ก่อนถังหวนจะพุ่งตัวออกไป เสียงเตะต่อยก่นด่าพลันเงียบลง นางแอบมองก็เห็นเจ้าตัวผอมโซ่วโหวทิ้งท่อนไม้ยาวในมือ ถ่มน้ำลายลงพื้น เท้าเอวพลางเอ่ย

            “พี่ลิ่ว ถ้าตีต่อเจ้าเลวนี่อาจตายได้”

            เฉียวลิ่วทิ้งแตงกวาที่กินไปครึ่งลงพื้น เดินแหวกวงล้อมลูกน้องสี่คนเข้ามา ก้มมองซ่งโม่ที่นอนหายใจรวยริน ชายหนุ่มหัวเราะเสียงสะใจ เตะอีกฝ่ายเต็มแรงไปทีแล้วโบกมือ

            “พวกเราไปกันเถอะ ข้าจะเมตตาไว้ชีวิตมันสักครั้ง โดนไปขนาดนี้ ต่อไปมันคงไม่กล้าสอดมือมาทำเรื่องดีๆ ของข้าพังอีก”

            “แน่นอนอยู่แล้ว พี่ลิ่วของพวกเราเป็นผู้ใดกัน” โซ่วโหวยกย่องก่อนก้าวเข้ามาเดินประกบ สายตามองไปทางสำนักชีที่อยู่ด้านบน สายตาหื่นกระหาย

            “พี่ลิ่ว เมื่อไหร่พวกเราจะไปหาแม่ชีน้อยสองคนนั้นอีกหรือ ข้าเห็นช่วงนี้แม่ชีที่ลงเขามาขอรับบริจาคมีแต่พวกหน้าตาดูไม่ได้ทั้งนั้น บางคนแก่ยิ่งกว่าแม่ข้าเสียอีก”

            เฉียวลิ่วลูบคางครู่หนึ่งก่อนเอ่ย “เจ้าสั่งพี่น้องสองคนเฝ้าบริเวณเชิงเขานี้ไว้ให้ดี ถ้าเห็นพวกนางให้รีบกลับไปบอกข้าทันที ถ้าไม่เห็นคนให้สืบให้ได้ว่าพวกนางจะลงเขาเมื่อไหร่ กำชับพวกมันด้วยว่าตอนถามหาคนให้ระวัง อย่าพูดเหลวไหลมั่วซั่ว ถ้าใครทำให้หมิงฮุยของข้าต้องลำบาก รอรับการสั่งสอนจากข้าได้เลย”

            “ไม่กล้าพูดเหลวไหล ไม่กล้าๆ พี่ลิ่ววางใจเถอะ เรื่องที่พี่ลิ่วสั่งต่อให้ข้ามีความกล้าก็ไม่กล้าทำเรื่องของพี่พังแน่ เห็นพี่ลิ่วเอาใจใส่ทุกอย่างเช่นนี้ แม่ชีน้อยหมิงฮุยช่างโชคดีเหลือเกิน”

            คำพูดเหล่านี้ถังหวนไม่ได้ยิน นางเอาแต่จ้องรอให้พวกเฉียวลิ่วจากไป รอจนไม่เห็นคนแล้ว นางจึงรีบวิ่งออกจากที่ซ่อน พอเปิดประตูเข้าไปเห็นสภาพซ่งโม่ก็อดหัวเราะไม่ได้จริงๆ ไม่คิดว่าบุรุษรูปงามที่เคยเชือดคอนางตายอย่างอำมหิต จะถูกพวกสวะชั้นต่ำรุมกระทืบจนมีสภาพดูไม่ได้เช่นนี้ พอคิดถึงแค้นเก่า ถังหวนก็เลยเตะอีกฝ่ายไปเบาๆ หนึ่งที ถือเป็นการระบายแค้น

            ถังหวนนั่งคุกเข่าข้างร่างสูงใหญ่ที่มีแต่คราบฝุ่นดิน สำรวจอาการบาดเจ็บเขาอย่างละเอียด หน้าผากถูกตีจนมีก้อนบวม มุมปากมีเลือดไหล ที่ท้องก็มีเลือด...

            เลือด! เจ้าเฉียวลิ่วชั่วถึงกับใช้มีดกับเจ้าหน้าหล่อเชียวรึ!

            เลือดที่ไหลทะลักทำถังหวนยิ้มไม่ออกแล้ว

            “โยมซ่ง โยมซ่ง ได้ยินข้าไหม”

ใจตรงกัน

ถังหวนเขย่าแขนเขา สีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก นี่เป็นโอกาสที่นางจะทำให้เขาใจอ่อน หญิงสาวไม่มีทางทิ้งขว้างไม่ไยดีเขาแน่ เห็นซ่งโม่นอนนิ่งไม่ได้สติ ถังหวนก็กัดฟันลากร่างสูงใหญ่ไปที่เตียง ออกแรงทั้งดันทันยกเขาขึ้นไปนอนบนเตียง นานหลายอึดใจกว่าจะสำเร็จ ทำหญิงสาวยืนหอบหายใจแรงอยู่ข้างเตียง สองแขนสั่นระริกเพราะออกแรงมากไป

            หญิงสาวเดินออกไปข้างนอก ไม่นานก็กลับเข้ามาพร้อมอ่างไม้ใส่น้ำใบเล็กกับผ้าเช็ดตัวผืนหนึ่ง นางถอดเสื้อผ้าเขาออกหมด จนร่างสูงใหญ่เปลือยเปล่า ก้มบอกเขาด้วยสีหน้าจริงจังเสียงจริงใจ

            “โยมซ่ง ท่านอย่าโกรธเคืองที่ข้าล่วงเกิน เรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่ง อาจารย์เคยสอนว่าเวลาทำแผล สำคัญสุดคือความสะอาด ไม่เช่นนั้นแผลจะเน่าได้ ทั้งตัวท่านมีแต่คราบฝุ่นคราบเลือด ข้าห่วงว่าจะเช็ดตัวทำความสะอาดได้ไม่ถี่ถ้วน จึงต้องถอดเสื้อผ้าออกหมดแบบนี้ ไม่ต้องเขินอายไป ท่านไม่ใช่บุรุษคนแรกที่นอนแก้ผ้าให้ข้าเห็น”

            ไหล่กว้าง เอวสอบ ท่อนขายาว ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอัดแน่นไปด้วยมัดกล้าม คราบเลือดและฝุ่นดินไม่อาจทำให้ร่างนี้มัวหมองลงได้ ตรงข้ามกลับยิ่งทำให้เขาดูดุดันองอาจยิ่งขึ้น

            ถังหวนใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบเลือดบริเวณท้อง เห็นรอยแผลกรีดยาวจากหน้าท้องถึงสะโพก โชคดีความเป็นชายของเขายังปลอดภัย ไม่ชำรุดเสียหาย ตอนนี้นอนสงบนิ่งราบเรียบ

            หญิงสาวใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดซ้ำอีกครั้ง เลือดที่ไหลไม่หยุดทำให้แผลนี้ดูน่ากลัวยิ่ง ถังหวนไม่เคยดูแลทำแผลให้ใคร มือไม้จึงไม่เบาแรง เพิ่งเช็ดคราบเลือดไม่กี่ครั้งก็ทำซ่งโม่เจ็บจนรู้สึกตัวได้สติ หญิงสาวโยนผ้าลงอ่างทันที สองมือประคองใบหน้าหล่อเหลาอย่างทะนุถนอม เอ่ยเสียงสะอื้น

            “โยมซ่ง ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว”

            ภาพใบหน้างดงามที่หยาดน้ำตาไหลรินเป็นสายดูคล้ายกับภาพฝัน ด้านบนเป็นขื่อคาที่คุ้นตา นี่คือภายในบ้านของเขา ส่วนสาวงาม... ซ่งโม่ตั้งสติครู่หนึ่ง พอเห็นหมวกแม่ชีสีเทาที่คุ้นเคย ความทรงจำพลันแจ่มชัดขึ้นทันใด

            “เจ้า... เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่...”

            “ข้าตั้งใจมาขอบคุณท่าน ฮือๆๆๆ ที่วันก่อนท่านแบ่งปันอาหารให้ข้ากิน วันนี้หลังเก็บฟืนเสร็จจึงหาผักป่ามาให้ท่าน ไม่คิดว่าพอมาถึงจะ... ฮือๆๆๆ ท่านอย่าตายเป็นอันขาด ข้ากลัวมาก” พูดจบก็ซุกหน้ากับอกเขา ร้องไห้เสียงดัง ตัวสั่นสะท้านน่าสงสารนัก

            หยดน้ำตาอุ่นร้อนไหลซึมเข้าสู่หัวใจเย็นชาแข็งกระด้าง ซ่งโม่เพิ่งรู้ว่าใต้หล้านี้มีคนที่ห่วงใยชีวิตเขา ที่นางร้องไห้เพราะกลัวงั้นหรือ

“เจ้า... เจ้าอย่าร้องไห้ ข้าไม่เป็นอะไร...” ซ่งโม่อยากลุกขึ้นนั่งแต่ไม่มีแรง การขยับตัวทำให้เจ็บแผลจนชายหนุ่มหน้าเบี้ยว ถังหวนเหยียดหลังตรง ใช้หลังมือเช็ดน้ำตาลวกๆ

“ใช่ๆ ท่านปลอดภัย ไม่เป็นอะไร วางใจเถอะ ข้าเคยดูแลทำแผลให้คนอื่นมาก่อน รู้ว่าควรจัดการแผลนี้อย่างไร ท่านนอนลงเถอะ ข้าจะช่วยท่านเอง” พูดจบก็บิดผ้าชุบน้ำให้หมาด เช็ดเนื้อตัวชายหนุ่มต่อ

            ซ่งโม่นอนมองแม่ชีน้อยแสนงดงามด้วยแววตาเหม่อลอย นางเช็ดแผลที่ท้องให้เขาอย่างระวัง พลันชายหนุ่มก็รู้สึกถึงบางอย่างไม่ถูกต้อง เวลานี้เขาไม่มีเสื้อผ้าติดตัวสักชิ้น บนลงล่างเปลือยเปล่าหมดจด จู่ๆ ซ่งโม่น้อยก็ผงาดขึ้นมา ซ้ำยังตั้งตรงจนถูกเข้ากับข้อมือเล็ก

            ซ่งโม่อยากตายจริงๆ แล้ว!

 

บาดแผลของซ่งโม่ไม่น่ากลัวอย่างที่ถังหวนจินตนาการไว้

แผลไม่ลึก ไม่ถูกอวัยวะสำคัญภายนอก ที่ดูน่ากลัวเพราะรอยแผลยาวและมีเลือดไหลไม่หยุด หลังเช็ดซับเลือดผ่านไปหลายครั้ง ตอนนี้เลือดเริ่มหยุดไหลแล้ว ถังหวนตั้งใจเช็ดทำความสะอาดบาดแผล กระทั่งส่วนนั้นของเขาตั้งชันขึ้นมาจนมือนางไปโดนเขา หญิงสาวถึงได้มองจ้องอย่างสงสัย

เมื่อครู่ยังนอนสงบเรียบร้อย แค่ไม่นานก็ผงาดอวดความใหญ่โต ไม่เลว ดีที่ไม่เสียหาย ถังหวนแอบยิ้มพอใจ ก่อนจะเล่นบทสาวใสซื่อไร้เดียงสา

“โยมซ่ง... ข้า... ไม่ได้ล่วงเกินท่าน ข้าเพียงตั้งใจจะทำแผลให้ท่านเท่านั้น แผลที่ท้องนี้มีเลือดไหลออกมามาก ข้าจึงจำเป็นต้องถอดเสื้อผ้าท่านออก ข้า...”

            “เจ้ากลับไปเถอะ ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว นอนพักสักครู่ให้มีแรง ผู้แซ่ซ่งจัดการแผลนี้เองได้”

            ถังหวนรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีแรงไล่นางออกจากบ้าน จึงช่วยเช็ดเลือดต่อ เอ่ยเสียงนุ่มนวลแต่ทุกคำบอกชัดถึงความแน่วแน่

            “ข้าทิ้งท่านไปไม่ได้ ท่านไม่ต้องกังวลว่าข้าจะลำบากใจ ตั้งแต่วันที่ท่านช่วยข้าจากคนชั่วผู้นั้น ในใจหมิงฮุยก็ถือว่าตัวเองเป็นของท่านแล้ว”

ซ่งโม่ใจสั่นสะท้าน “ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว ผู้แซ่ซ่งช่วยคนไม่ต้องการสิ่งตอบแทน เจ้าไม่ต้องรู้สึกซาบซึ้งอะไร”

มือถังหวนหยุดนิ่ง นางนั่งมองใบหน้าหล่อเหลาโดยไม่พูดอะไร ที่สุดเป็นซ่งโม่ทนไม่ไหว ต้องหันมองอย่างสงสัย หญิงสาวสบสายตาเขา เอ่ยอย่างจริงจัง

“วันนั้นหมิงฮุยรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งใจในความช่วยเหลือของท่านจริง ที่มอบตัวให้ท่านคือความเต็มใจ แต่ตอนนี้หมิงฮุยไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งเท่านั้น แต่... แต่หมิงฮุยเพิ่งรู้ตัวว่า... ข้าชอบท่าน”

            “เจ้า!” ซ่งโม่อ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง

            ถังหวนส่ายหน้า ยกมือปาดน้ำตา เอ่ยเสียงเหงา

            “โยมซ่งไม่ต้องพูดอะไร ข้ารู้ว่าตัวเองเป็นแม่ชี ไม่สมควรมีใจให้บุรุษ แต่อยู่ต่อหน้าท่าน ข้าไม่อยากโกหก แท้จริงตั้งแต่เด็กข้าไม่เคยมีความคิดจะบวชชีเลย ตอนที่ถูกบิดามารดาพามาขายให้สำนักชีอวี้เฉวียน ข้าโตรู้ความมากแล้ว หลายปีเล่าเรียนคำสอนมากมาย ล้วนไม่เคยเข้าใจอย่างถ่องแท้ ทุกวันเฝ้าหวังว่าตัวเองจะมีโอกาสได้สึกออกจากการเป็นแม่ชี ได้ใช้ชีวิตเหมือนหญิงสาวทั่วไป แต่งงานสร้างครอบครัวกับชายที่รัก มีลูกสาวลูกชายตัวเล็กๆ มีทายาทสืบสกุลให้สามี

            เมื่อก่อนหมิงฮุยใช้ชีวิตอยู่กับความฝันที่เลื่อนลอย กระทั่งได้พบท่าน ท่านจะรังเกียจข้าก็ได้ จะด่าทอว่าข้าทำตัวต่ำช้าก็ได้ แต่วันนี้ท่านจะไล่ข้าอย่างไร ข้าก็ไม่มีวันก้าวออกจากบ้านนี้ ไม่ทิ้งท่านที่กำลังบาดเจ็บ วันนี้ขอเพียงหมิงฮุยได้ดูแลท่าน ต่อให้วันหน้าจะไม่ได้พบเจอกันอีกชั่วชีวิต ข้าก็ตายตาหลับแล้ว เพราะได้ดูแลบุรุษในดวงใจ หมิงฮุยต้องการเพียงเท่านี้จริงๆ”

            แม่ชีน้อยก้มหน้า ท่าทางพยายามกลั้นเสียงร้องไห้เต็มที่ ครู่หนึ่งก็เอ่ยเสียงสั่น

            “ท่านนอนให้สบายเถอะ อย่างไรข้าก็ยังอยู่ในสถานะแม่ชี หนังหน้ายังไม่หนาพอจะเที่ยวป่าวประกาศว่าตนเองได้เห็นร่างเปลือยเปล่าของบุรุษ”

            ซ่งโม่มองแม่ชีน้อยที่กลั้นสะอื้นจนตัวสั่น คำพูดของนางดังก้องอยู่ในหัว นางบอกว่ามีใจให้เขา อยากจะคลอดลูกๆ ให้เขา เห็นน้ำตาที่ไหลเป็นสายไม่หยุด ซ่งโม่ก็รีบเอ่ย

            “หมิงฮุยอย่าร้องอีกเลย ข้า... ในใจข้าก็มีเจ้าเช่นกัน”

ถังหวนเงยหน้าขวับ! ความตกใจทำให้น้ำตาหยุดไหลแล้ว

“ท่าน! ในใจท่านมีข้าจริงหรือ!

“อืม...” ซ่งโม่ตอบเสียงเบาอย่างเก้อเขิน ใบหน้าร้อนวูบวาบ คำพูดพูดออกไปแล้ว เรียกคืนไม่ได้ ช่างเถอะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

“หมายความว่าท่านจะไม่ไล่ข้าแล้ว ให้ข้าอยู่ดูแลท่านได้ใช่หรือไม่”

“อืม” ซ่งโม่พยักหน้า

สองมือเล็กเช็ดน้ำตาจนแห้ง นางยิ้มสดใสด้วยความดีใจ

“เช่นนั้นข้าจะใส่ยาพันแผลให้ท่าน ดีจริง ตอนนี้เลือดหยุดไหลแล้ว โยมซ่ง... ไม่สิ ซ่งต้าเกอ ในบ้านท่านมียาสำหรับรักษาบาดแผลบ้างไหม”

            คำเรียก ‘ซ่งต้าเกอ’ ทำหัวใจชายหนุ่มเต็มตื้นด้วยความหอมหวาน ชี้นิ้วไปที่ชั้นวางของข้างผนัง “อยู่บนชั้น อยู่ในกล่องเหล็กใบเล็ก เจ้าลองเปิดดู”

เห็นถังหวนลุกไปหยิบยาอย่างกระตือรือร้น ซ่งโม่ยิ้มมองอย่างไม่รู้ตัว แต่พอนางหันกลับมา ชายหนุ่มก็เบือนหน้าไปอีกทาง เอ่ยขอร้องเสียงขัดเขิน ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำ

“เจ้า... เจ้าช่วยข้าสวมกางเกงก่อนเถอะ” ซ่งโม่อับอายเหลือเกินที่ส่วนนั้นของตนยังผงาดโดดเด่น