“แม่ชีน้อย คนผู้นั้นถูกข้าไล่ไปแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัว รีบลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยเถอะ แม่ชีน้อยอีกคนสลบหมดสติอยู่ในป่าอีกด้าน ข้าเป็นบุรุษไม่สะดวกดูแล เจ้าควรรีบไปดูนาง แต่ไม่ต้องตกใจ นางเพียงถูกตีให้สลบเท่านั้น ยังมิได้ถูกล่วงเกิน” ซ่งโม่รีบพูดรวดเดียวจบ
ตลอดเวลาถังหวนหลับตานอนฟังเขานิ่ง เมื่อครู่นางเห็นซ่งโม่จัดการเฉียวลิ่วได้อย่างง่ายดาย ถึงจะไร้วรยุทธ์เหมือนกัน แต่อีกฝ่ายอยู่ในร่างบุรุษ ฝีมือและพละกำลังมากกว่านาง บุรุษที่เก่งกาจเช่นนี้จะดึงดูดความสนใจจากเขา มีเพียงต้องใช้ความอ่อนแอทำให้เขาใจอ่อนเท่านั้น
ในเมื่อเขามีน้ำใจยื่นมือช่วยเหลือ ถังหวนเชื่อว่าเขาไม่มีทางทิ้งแม่ชีน้อยที่ยังสวมใส่เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยไว้เพียงลำพังแน่ หญิงสาวหัวเราะคิกคักอยู่ในใจ เฝ้ารอให้ชายหนุ่มเดินมาช่วยตนใส่เสื้อผ้า
ซ่งโม่ไม่อาจจากไปจริงๆ ต่อให้ไล่คนชั่วไปแล้ว แต่แม่ชีน้อยทั้งสองเป็นเพียงสตรีอ่อนแอ อยู่ท่ามกลางป่าเขาในยามค่ำมืด ไม่รู้จะมีอันตรายอื่นอีกไหม หรือเขาควรไปสำนักชีเรียกคนมาช่วย แต่ถ้าคนอื่นมาเห็นสภาพแม่ชีน้อยตอนนี้ ต่อให้คนร้ายยังไม่ได้ลงมือทำอะไร เกรงว่าสภาพตอนนี้คงยากที่ผู้พบเห็นจะไม่เข้าใจผิด
ช่างเถอะ ในเมื่อช่วยก็ต้องช่วยให้สุด มีเขารู้เห็นคนเดียว เรื่องนี้ก็จะเป็นความลับตลอดไป
ชายหนุ่มถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนออก เดินถอยหลังไปทีละก้าว กระทั่งเห็นรองเท้าสีเทา จึงหลับตา เบือนหน้าไปอีกทาง คลี่เสื้อคลุมคลุมร่างแม่ชีน้อยไว้ ก้มมองเห็นสภาพอีกฝ่ายมิดชิดดีแล้วจึงคุกเข่าลงข้างๆ
“แม่ชีน้อย แม่ชีน้อย ตื่นเถอะ...”
ถังหวนนอนนิ่งเหมือนคนหมดสติ ลมกลางคืนเย็นสะท้านใจยิ่ง ทำนางตัวสั่น ดีที่ได้เสื้อคลุมของเขาให้ความอบอุ่น จึงแสร้งเป็นคนหมดสติได้อย่างแนบเนียน
เรียกหลายครั้ง ไม่เห็นแม่ชีน้อยรู้สึกตัว ซ่งโม่ไร้ทางเลือก จำเป็นต้องหยิกแขนนางไปครั้งหนึ่ง
ถึงขั้นนี้ถังหวนไม่อาจไม่รู้สึกตัว นางแสร้งส่งเสียงอือๆ อาๆ คล้ายคนฝันร้าย แต่ฟังแล้วคล้ายเสียงครางมากกว่า สองมือยกปัดไปมา ท่าทีหวาดกลัวน่าสงสาร
“ไปให้พ้น อย่ามาแตะตัวข้า”
ซ่งโม่โล่งอก รีบลุกยืน หันหลัง ถอยห่างไปสิบก้าว “แม่ชีน้อยอย่าเข้าใจผิด ข้าเป็นคนดูแลป่าท้อ เห็นแม่ชีน้อยทั้งสองพบเจอคนชั่วรังแกจึงเข้าช่วยเหลือ”
“โกหก! คนดูแลป่าท้อคือผู้เฒ่าจาง เจ้าเป็นใครกันแน่” ถังหวนหรี่ตามอง ในหัวมีเรื่องของผู้ดูแลป่าท้อ แต่ไม่ใช่ซ่งโม่
“ที่บ้านผู้เฒ่าจางมีเรื่องที่เขาต้องกลับไปจัดการ ข้ามาทำงานแทนเขา แม่ชีน้อย ฟ้ามืดมากแล้ว เจ้ารีบลุกขึ้นมาสวมใส่เสื้อผ้าให้ดีๆ เถอะ”
“ข้า... ฮือๆ ข้าก็อยากใส่ แต่ข้าขยับไม่ได้” ถังหวนบีบน้ำตา เรื่องผู้เฒ่าจางไม่สำคัญเท่าเรื่องต้องล่อลวงซ่งโม่ให้ได้
ทำไมถึงขยับไม่ได้ ซ่งโม่ขมวดคิ้ว “เจ้าบาดเจ็บหรือ”
ถังหวนหยิกต้นขาตัวเองแรงๆ ทันใดนั้นน้ำตาก็ไหลอาบแก้ม
“ข้า... ข้าไม่รู้ แต่ตอนนี้ข้าขยับแขนขาไม่ได้ เหมือนร่างกายไม่มีแรง ฮือๆๆ ท่านไม่ต้องสนใจข้า รีบไปช่วยศิษย์น้องของข้าก่อน นางวิ่งหนีเข้าป่าไปทางนั้น ท่านรีบไปช่วยนางเถอะ”
“วางใจเถอะ ศิษย์น้องเจ้าปลอดภัยแล้ว” ซ่งโม่หันมาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง เห็นแม่ชีน้อยยังนอนนิ่งก็เอ่ยถามสีหน้าลำบากใจ “เจ้าขยับไม่ได้จริงหรือ”
“อือ” ถังหวนตอบเสียงสะอื้น
ซ่งโม่ยืนนิ่งครู่หนึ่งก็ก้าวเดินจากไป
เฮ้ย! ถังหวนร้องลั่นในใจก่อนรีบส่งเสียงถามอย่างร้อนรน “ท่านจะไปไหน”
“ข้าจะไปดูว่าศิษย์น้องของเจ้าฟื้นหรือยัง ข้าจะให้นางมาดูแลเจ้า” ซ่งโม่ตอบโดยไม่หยุดเดินและไม่หันกลับมา
อาจารย์! ท่านส่งศิษย์น้องมาเป็นมารขัดคอข้าทำไม!
“ท่านอย่าไปได้ไหม...” ถังหวนเอ่ยเสียงสั่น “ข้า... ข้ากลัว ถ้าเกิดพวกนั้นย้อนกลับมาหรือมีใครอื่นผ่านมาละ ข้ากลัวจริงๆ ท่านช่วยข้าใส่เสื้อผ้าให้เสร็จก่อน จากนั้นพวกเราค่อยไปหาศิษย์น้องด้วยกัน ถ้ามีคนมาเห็นข้าอยู่ในสภาพนี้ ข้าคงไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้แล้ว”
ซ่งโม่ชะงักนิ่ง
“ท่านผู้มีเมตตา ข้าขอร้องท่าน...” ถังหวนพยายามล่อลวงคนต่อไป ทอดเสียงให้ออดอ้อนสุดฝีมือ
ซ่งโม่ทอดถอนใจอย่างอับจน หันเดินกลับมาแต่ยังเบือนหน้าไปทางอื่น มือจับแขนนางผ่านเสื้อคลุม ถามเสียงเรียบ “ไม่มีแรงสักนิดเลยหรือ”
“อือ” ถังหวนตอบพลางแสร้งสะอื้น สายตาเจ้าเล่ห์กวาดมองอีกฝ่ายทั่วตัวอย่างรวดเร็ว ซ่งโม่ในฝันผิวสีเข้มขึ้นเล็กน้อย แต่ความหล่อเหลารูปงามล้ำเลิศไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย ความเย็นชารอบกายเปลี่ยนเป็นความสงบสุขุม ไม่ดูยากจะเข้าหาเหมือนตอนยังมีชีวิต แน่ล่ะสิ แค่คนดูแลป่าท้อจะมีวรยุทธ์สูงส่งไปทำไม
หญิงสาวมองหนุ่มรูปงามอย่างหลงใหล ดีว่าซ่งโม่สนใจแต่เรื่องช่วยคน จึงไม่ทันสังเกตเห็นสายตาแวววาวของแม่ชีน้อย
“เช่นนั้น แม่ชีน้อยโปรดอย่าถือสาที่ข้าจำเป็นต้องล่วงเกินแล้ว” ชายหนุ่มหลับตา เอ่ยอย่างอับจน
“ท่านช่วยชีวิตข้าไว้ ตอนนี้ยังรบกวนท่านอีก ในใจมีเพียงคำขอบคุณเท่านั้น” ถังหวนตอบเสียงแผ่วหวาน
ซ่งโม่ไม่พูดอะไรอีก ชายหนุ่มหันหน้าไปทางปลายเท้าแม่ชีน้อย เปิดเสื้อคลุมของเขาออก หลังเห็นกางเกงกองอยู่ที่หน้าแข้งขาวเนียนก็หลับตาทันที ปลายนิ้วจับขอบกางเกงแล้วค่อยๆ ดึงขึ้น พยายามไม่ให้มือสัมผัสถูกขาแม่ชีน้อย เริ่มต้นทุกอย่างราบรื่น กระทั่งดึงกางเกงขึ้นมาถึงต้นขา จากตรงนี้คือสะโพก จะใส่กางเกงได้ต้องบอกให้นางยกสะโพกขึ้น ทว่าก็ยังยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้มือโดนเนื้อสะโพกนุ่ม
ถังหวนหัวเราะคิกคักอยู่ในใจ มองบุรุษรูปงามที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ เห็นใบหน้าหล่อเหลามีเหงื่อผุดซึมเต็ม นึกถึงตอนอาจารย์ออกล่าสวาท บุรุษที่อาจารย์เลือกมักเป็นบุรุษที่กำลังลำบาก ไร้บ้านให้ซุกหัวนอน เริ่มแรกพวกเขาจะเล่นตัว วางท่าเย็นชาใส่อาจารย์ แต่อาจารย์ล่อหลอกไม่กี่ครั้ง พวกเขาก็เดินตามต้อยๆ เป็นสัตว์เลี้ยงแสนเชื่อง ต่อให้พวกเขาจะมีใบหน้าเย็นชา แต่ยามเสพสมกับอาจารย์กลับรุนแรงดุดัน ไม่มีเหน็ดเหนื่อยราวมีเรี่ยวแรงไม่สิ้นสุด ไม่รู้ว่ายามเสพสม ซ่งโม่ผู้นี้จะเป็นเหมือนบุรุษพวกนั้นไหม
“เจ้า... ลองขยับตัวดูที ตอนนี้เจ้าอาจขยับตัวได้แล้ว” ซ่งโม่ยึกยักอยู่ตรงสะโพกเนียนนุ่มนานครู่ใหญ่ ไม่เดินหน้าไม่ถอยหลัง สุดท้ายก็ต้องเอ่ยอย่างอับจน
ถังหวนรู้ว่าอีกฝ่ายหลับตาแน่นก็หัวเราะร่าอย่างไร้เสียง แสร้งเอ่ยเสียงอ่อนแรงน่าเวทนา “ไม่ได้... ข้ายังไม่มีแรงจริงๆ ท่านสวมให้ข้าเถอะ ใจข้าคิดถึงแต่พระพุทธองค์ สิ่งใดล้วนไม่รู้ทั้งนั้น”
คำพูดนี้ทำชายหนุ่มรู้สึกละอายและสำนึกในบาปขึ้นมาอย่างประหลาด ช่างเถอะ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขามีแต่ต้องทำต่อไปให้เสร็จเท่านั้น
ซ่งโม่ใช้เสื้อคลุมห่อมือตนเองไว้ ช้อนมือเข้าใต้เอว ยกร่างนางขึ้น มืออีกข้างดึงกางเกงขึ้นซ้ายทีขวาที แต่ละครั้งเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะชายหนุ่มต้องคอยระวังไม่ให้มือแขนสัมผัสถูกตัวนาง เหงื่อเม็ดเล็กบนหน้าไหลรวมมาอยู่ที่ปลายคาง หยดลงสู่ต้นขาเปลือยเปล่าขาวเนียน
“อา...” หยดเหงื่อเย็นทำถังหวนยกยิ้มก่อนส่งเสียงครางรัญจวนใจ
ท่อนแขนแข็งแกร่งของซ่งโม่ที่ช้อนเอวบางถึงกับสั่นสะท้าน “เจ้า... เจ้าเป็นอะไรหรือ”
ลมหายใจถังหวนถี่กระชั้น “ไม่... ไม่มีอะไร ท่านทำต่อเถอะ...”
ซ่งโม่ด่าตนเองที่คิดอะไรง่ายเกินไป ไม่คิดว่าการสวมเสื้อผ้าให้สตรีจะยากเย็นถึงเพียงนี้ กลิ่นหอมหวานจากร่างนวลเนียน เสียงระทวยอ่อนหวาน ทำให้ในใจเขาคันยิบๆ ความพลุ่งพล่านในตัวทำชายหนุ่มกัดฟันกรอด เขาไม่ใช่คนลังเล แทนที่จะค่อยๆ ทำ ไม่สู้ทำรวดเดียวให้เสร็จดีกว่า
ตัดสินใจแล้วจึงลงมือทันที
ชายหนุ่มประคองร่างแม่ชีน้อยให้ลุกนั่ง เอนหลังพิงอกเขา สองมือดึงกางเกงขึ้นครั้งเดียวก็ใส่ได้เรียบร้อย ซ้ำยังผูกมัดปมให้แน่นหนาด้วย
ซ่งโม่ยังไม่ทันได้หายใจโล่งอกก็ต้องตัวแข็งทื่อ เมื่อแม่ชีน้อยเงยหน้าขึ้นเอ่ยเสียงสั่น ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลำคอเขา
“ท่านผู้มีเมตตา ปล่อยข้าเถอะ นั่งท่านี้... ข้าเจ็บ...” เห็นใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงก็แอบยิ้มพอใจ ก่อนบีบเสียงเอ่ยอีกครั้ง “ท่านเร่งมือหน่อยเถอะ ข้ากลัวมีผู้อื่นมาเห็น...”
ซ่งโม่ใกล้จะบ้าแล้ว!!
ทำไมวันนี้เขาต้องลงมาขายของป่า ทำไมผู้เฒ่าจางต้องมีเรื่องที่บ้าน
แต่ถ้าไม่ใช่เขา แม่ชีน้อยสองคนคงถูกคนใจทรามรังแกไปแล้ว ดูแล้วทั้งคู่น่าจะอายุสิบสี่สิบห้า เจ้าคนใจทรามสองคนนั้นก็ช่างไม่มีความละอายใจเสียบ้างเลย ชายหนุ่มทอดถอนใจ ยอมรับชะตากรรมนี้อย่างอับจน สายตามองเสื้อคลุมสีเทาเขียวที่กองอยู่บนพื้น เพียงสวมเสื้อตัวนี้ให้แม่ชีน้อย เขาก็จะเป็นอิสระจากเรื่องนี้
ถังหวนนั่งอมยิ้ม กางเกงสามารถนอนสวมได้ แต่เสื้อด้านบนล่ะ นางอยากเห็นนักว่าเขาจะเลี่ยงไม่ถูกตัว ไม่มองเรือนร่างนางไปได้อย่างไร
ซ่งโม่กวาดตามองรอบตัว ครู่หนึ่งก็สะดุดตาเข้ากับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง พลันในหัวก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา เขาก้มเก็บเสื้อคลุมสีหม่นของแม่ชีน้อย หันหลังพูดกับนาง
“แม่ชีน้อย ข้าจะอุ้มเจ้าไปที่ต้นไม้ต้นนั้น ขออภัยที่ต้องล่วงเกิน”
ถังหวนอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าเขายังจะหาวิธีได้อีก
ไม่เป็นไร นางยังมีวิธีอีกมากที่จะล่อลวงยั่วยวนเขา จะหลบได้ตลอดก็ให้รู้ไป!
“รบกวนท่านผู้มีเมตตาแล้ว” ถังหวนตอบเสียงขัดเขิน
ซ่งโม่ไม่พูดอะไร หลับตาแน่นแล้วหันหน้ากลับมา มือหนึ่งช้อนใต้ท้ายทอย มืออีกข้างดึงเสื้อคลุมปกปิดร่างเกือบเปลือยของแม่ชีน้อยให้มิดชิด จากนั้นจึงลืมตาอุ้มคนขึ้น เดินตรงไปยังต้นไม้ที่หมายตาไว้ เพราะหลับตาตอนจัดเสื้อคลุมปกปิดร่างให้อีกฝ่าย ซ่งโม่จึงไม่เห็นว่าถังหวนแอบคลายปมเชือกที่กางเกงออกแล้ว
ชายหนุ่มวางร่างแม่ชีน้อยให้นั่งหลังพิงต้นไม้ ตัวเขาคุกเข่าอยู่ข้างๆ จับสอดแขนขวาของนางเข้าแขนเสื้อก่อน มือประคองท้ายทอยเล็ก จากนั้นดึงเสื้ออ้อมด้านหลัง ท่าทางเช่นนี้ หากมองจากด้านหลังเหมือนบุรุษกำลังโอบกอดสตรีร่างเล็กบางน่าทะนุถนอม ถังหวนเห็นเขาหลับตา ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรงก็หัวเราะคิกคักในใจ
ที่แท้เล่นกับความรู้สึกผู้อื่นสนุกอย่างนี้นี่เอง
“อา...” ถังหวนแสร้งบีบเสียงหวานครางแผ่ว