ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ใบไม้ผลิบานปานมอดไหม้

ผู้แต่ง Hei Yan
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม

คนเราสามารถทำอะไรเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดได้บ้าง? เหมยหลินไม่รู้ว่าคนอื่นทำอย่างไร แต่นางทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะใช้ร่างกาย ศักดิ์ศรีความเป็นคน นางกระหายความอยู่รอดเหมือนดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิที่บานสะพรั่ง รู้เพียงว่า ต้องรอดชีวิตเสียก่อน จึงจะสามารถไปต่อ ถ้าไม่มีแม้แต่ลมหายใจ แล้วจะหวังอะไรได้อีก แค่คิดไม่ถึงว่า สุดท้ายแล้ว ชีวิตตนจะตกอยู่ในเงื้อมมือของอ๋องสารเลว ‘มู่หรงจิ่งเหอ’ ชายที่จิตใจคับแคบราวกับไส้ไก่ ชายที่ใช้นางเป็นเครื่องมือเอาใจหญิงอื่น ชายที่ถูกนางเอาคืนอย่างเจ็บแสบ คนสารเลว!

บทนำ

คนเราสามารถทำอะไรเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดได้บ้าง? เหมยหลินไม่รู้ว่าคนอื่นทำอย่างไร แต่นางทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะใช้ร่างกาย ศักดิ์ศรีความเป็นคน นางกระหายความอยู่รอดเหมือนดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิที่บานสะพรั่ง รู้เพียงว่า ต้องรอดชีวิตเสียก่อน จึงจะสามารถไปต่อ ถ้าไม่มีแม้แต่ลมหายใจ แล้วจะหวังอะไรได้อีก แค่คิดไม่ถึงว่า สุดท้ายแล้ว ชีวิตตนจะตกอยู่ในเงื้อมมือของอ๋องสารเลว ‘มู่หรงจิ่งเหอ’ ชายที่จิตใจคับแคบราวกับไส้ไก่ ชายที่ใช้นางเป็นเครื่องมือเอาใจหญิงอื่น ชายที่ถูกนางเอาคืนอย่างเจ็บแสบ คนสารเลว!

สารบัญ

          ดอกท้อสีแดง ดอกซิ่งสีชมพูอ่อน ดอกไหนสีขาวบานสะพรั่งไปทั่วท้องทุ่ง

          กิ่งก้านของพวกมันพลิ้วไหวไปตามสายลมวสันต์ที่พัดทักทาย ยังมีดอกไห่ถังสีสดที่ขึ้นแซมอยู่บนพื้นหญ้าสีเขียวขจี

          เดือนยี่เป็นเดือนที่ดอกไม้ผลิบาน เป็นช่วงที่อากาศสดใสและสดชื่นมากที่สุดของฤดู พื้นที่รกร้างเต็มไปหลุมศพปกคลุมด้วยดอกไม้นานาชนิด แม้จะโดดเดี่ยวแต่กลับไม่เงียบเหงา

          ชายคนหนึ่งยืนถือแส้หนังอยู่หน้าหลุมศพ เสื้อตัวในสีหมึกสวมทับด้วยเสื้อคลุมสีขาวเงิน ถุงหอมสีแดงดอกซิ่งทิ้งตัวอยู่ข้างเอวอย่างเงียบงัน มีกลิ่นหอมอ่อนจางของดอกกุหลาบป่าโชยมาเป็นระยะ อาชาสีขาวตัวใหญ่เล็มหญ้าอยู่ไม่ไกลนัก ห่างไปอีกหน่อยมีเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่ดูอายุยังไม่มากนักยืนรออยู่ เขาปรายตามองมาทางนี้อย่างกระวนกระวายใจเป็นระยะ

          ชายคนนั้นยกมือขึ้นคล้ายอยากสัมผัสบางสิ่ง แต่แล้วก็ทิ้งมือลงอย่างแข็งทื่อ ความรู้สึกหลากหลายเกินกว่าจะมีคำอธิบายปรากฏขึ้นในดวงตา ก่อนถูกความแค้นใจเข้ามาแทนที่

          “ผู้หญิง... ความตายมันง่ายดายเช่นนี้หรือ” มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยก่อนพลิกฝ่ามือฟาดใส่หลุมศพ ดอกไม้ใบหญ้าที่ขึ้นอยู่บนนั้นกระจายขึ้นกลางอากาศในสภาพที่แหลกเป็นชิ้นเล็กๆ ปลิวไปตามสายลม

          เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่เห็นเช่นนั้นก็รีบวิ่งเข้ามาห้าม ในขณะที่ยังมาไม่ถึง ชายหนุ่มฟาดฝ่ามือใส่หลุมศพติดๆ กันจนก้อนดินแตกกระจาย หลุมศพยุบไปกว่าครึ่งหลุม

          “ท่านอ๋อง...” เขาคิดจะห้ามปรามแต่ก็ไม่กล้าพูดมากไปกว่านี้

          ชายหนุ่มไม่สนใจ ยังคงฟาดฝ่ามือใส่จนกระทั่งเห็นร่างที่เริ่มเน่าเปื่อยด้านใน ไม่มีโลงศพ ไม่มีแม้แต่เสื่อที่ห่อร่าง มีแต่ร่างที่อยู่ในชุดซอมซ่อ นอนนิ่งอยู่ใต้พื้นดิน มดแมลงนับไม่ถ้วนคลานหนีจากร่างของนาง

          พลังที่รวบรวมไว้ใต้ฝ่ามือถูกระงับไว้

          “นี่มันอะไร” เขามองใบหน้าที่ไม่เหลือเค้าเดิมของร่างที่นอนสงบนิ่ง ถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

          จากมุมที่เด็กหนุ่มยืนอยู่สามารถมองเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นก่อนหน้านี้กลายเป็นสีแดงก่ำ ทำให้เขาตัวสั่นด้วยความกลัว พยายามสะกดความหวาดหวั่นในใจ อธิบายให้ฟังอย่างร้อนรนว่า

          “ท่านอ๋อง... แม่นางเหมยหลินบอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วขอรับ นางบอกไว้ว่า...” เขาปรายตามองเจ้านายอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมิได้มีท่าทีไม่พอใจใดๆ จึงได้พูดต่อ “นางบอกว่า ถ้าจะถูกนำตัวใส่โลงหรือห่อด้วยเสื่อ ก็ให้นางได้สัมผัสกับพื้นดิน ให้นางได้มอบความอุดมสมบูรณ์กับดอกไม้บริเวณนี้ดีกว่า อย่างน้อยนางก็ยังได้ทำประโยชน์บ้าง”

          ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆ มีแต่สายลมอ่อนที่แทรกด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์บนภูเขาพัดผ่านซากศพอย่างแผ่วเบา น่าประหลาดที่ไม่มีกลิ่นเน่าเหม็น

          “นางยังพูดอะไรอีก” กว่าชายหนุ่มจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงที่แหบต่ำอีกครั้ง เวลาก็ผ่านไปไม่รู้เท่าไร มือที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวสั่นน้อยๆ

          เด็กหนุ่มไม่ทันสังเกต เพราะมัวแต่คิดถึงคำถามของอีกฝ่าย จากนั้นก็ส่ายหน้า “ไม่มีแล้วขอรับ”

          ลูกกระเดือกที่เห็นชัดของชายหนุ่มขยับขึ้นลงก่อนฉีกยิ้มเหยเก “ไม่มี... ไม่มีแล้วรึ? จนถึงวาระสุดท้ายเจ้าก็ยัง...” ยังไม่คิดถึงเขาเลยสักนิด แม้แต่ความเกลียดชังก็ยังไม่มี คำพูดที่เหลือนี้เขามิได้พูดออกมา ปล่อยให้มันไหลกลับไปฝังอยู่ในใจส่วนลึก จากนั้นสะบัดแส้หนังในมืออย่างแรง เป้าหมายคือร่างที่นอนนิ่ง

          “ท่านอ๋อง!” เสียงร้องด้วยความตกใจตามมาด้วยเสียงคุกเข่า เด็กหนุ่มวิงวอนเสียงสั่น “ท่านอ๋อง ถึงแม่นางเหมยหลินจะมีความผิด แต่คนตายแล้วก็เหมือนตะเกียงดับ ปล่อยให้นางไปอย่าง....”

          แววตาที่ดุร้ายคล้ายสัตว์ป่าจ้องมา ทำให้เด็กหนุ่มถึงกับหุบปาก ไม่กล้าพูดต่อ แส้หนังสะบัดออกอีกครั้ง ครั้งนี้ฟาดถูกร่างที่นอนนิ่งเต็มแรง

          “เจ้าอยากให้ความอุดมสมบูรณ์กับพื้นดินนี้ ข้าไม่อนุญาต!”  เสียงแส้ฟาดถูกร่างที่นอนนิ่งอย่างแรงอีกครั้ง ครั้งนี้มีเศษผ้าที่ขาดวิ่นติดมาด้วย

          “เจ้าอยากอยู่ที่นี่อย่างสงบเงียบ ข้าไม่อนุญาต!” คำพูดรุนแรงที่หลุดออกมานั้นมีเสียงสะอื้นที่แทบฟังไม่ได้ยินแทรกอยู่ จากนั้นเสื้อคลุมตัวนอกก็ถูกโยนขึ้นฟ้าก่อนตกลงมาคลุมร่างที่เริ่มเน่าเปื่อย มีดินโคลนติดเต็มไปหมด

          เขาก้มตัวอุ้มร่างนั้นเอาไว้ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังม้า ควบม้าผ่านป่าต้นซิ่งไปยังที่ที่เส้นขอบฟ้าจรดกันอย่างบ้าคลั่ง

          เดือนยี่เป็นช่วงเวลาที่ดอกไม้บานสะพรั่ง

          ไม่ว่าจะเป็นดอกซิ่งสีขาวสะอาดตา ดอกกวางตุ้งสีเหลืองอ่อนที่ชูช่อเต็มท้องทุ่ง ต้นหลิวที่กิ่งใบหลิวทิ้งตัวเป็นพวงเขียวขจี...

          ในภวังค์ความคิด คล้ายได้ยินเสียงร้องเพลงเบาๆ ของนาง เหมือนปีที่แล้วที่อยู่ในหมู่บ้านห่างไกลและทุรกันดาร เขาได้แต่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ส่วนนางตากผ้าอยู่หน้าบ้าน แสงแดดส่องผ่านกระดาษปิดหน้าต่างที่เหลืองกรอบเห็นเป็นเงารางๆ คล้ายกับผีเสื้อกำลังโบยบิน

          นางคือ ‘ซื่อสือซาน’* 

          นางเป็นเหมือนคนอื่นๆ ที่ไม่มีชื่อเป็นของตัวเอง

          นางยังจำเรื่องราวก่อนมาที่นี่ไม่ได้ นอกจากต้นสาลี่ที่ยื่นกิ่งก้านออกมาตามทางที่รถม้าแล่นผ่าน กับท้องทุ่งที่มีดอกหญ้าสีขาวบานเต็มแล้ว นางก็จำอะไรไม่ได้ นี่เป็นเพียงความทรงจำเดียวที่นางมีอยู่ การฝึกฝนเพื่อให้ตัวเองกลายเป็นนักรบเดนตายทำให้นางสูญเสียความเป็นมนุษย์และความกลัวต่อความตายไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นสุนัขที่ภักดีต่อเจ้านายเพียงเท่านั้น

          หลายปีต่อมา นางยังสงสัยว่าตนเองกินยาผิดจนทำให้สมองมีปัญหาหรืออย่างไร ไม่อย่างนั้นแล้วนางจะชอบคนสารเลวคนนั้นได้หรือ

          ความจริงแล้ว ถ้าเทียบกับนักรบเดนตายคนอื่นๆ นางไม่ผ่านเกณฑ์ นางกลัวตาย กลัวตายมากถึงขนาดสามารถทำตัวเหมือนสุนัขเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดต่อไปได้

          ตอนที่นางเข้าไปด้านใน มีหญิงสาวสวมผ้าโปร่งสีดำปิดบังใบหน้า อายุประมาณเดียวกันยืนอยู่ในห้องโถงสิบกว่าคน นางเดินผ่านหน้าหญิงสาวเหล่านั้นโดยไม่กล้าชำเลืองมองซ้ายขวา เดินไปจนถึงหน้าผ้าม่านที่กั้นอยู่กลางห้อง นางคุกเข่าลง สายตาตกอยู่บนพื้นที่ห่างจากหัวเข่าหนึ่งไม้บรรทัด

          “นายท่าน”

          “คุนสือชี*ป่วย ให้เจ้าไปแทน” เสียงที่ฟังไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิงดังขึ้นมาจากด้านใน เห็นได้ชัดว่าคนพูดจงใจเปล่งเสียงให้คนแยกแยะเพศไม่ออก

          “เจ้าค่ะ” เสียงตอบรับดังขึ้นแทบจะทันที แม้นางไม่รู้ว่าจะต้องทำภารกิจใดก็ตาม

          “ดีมาก เข้ามานี่” เสียงจากด้านในดังขึ้นอีกครั้ง

          ซื่อสือซานไม่กล้าลุกขึ้น นางคุกเข่า ใช้มือสองข้างยันพื้นแล้วคลานไปข้างหน้า เมื่อคลานผ่านผ้าม่านเข้ามา นางก็หยุดนิ่ง

          รองเท้าผ้าไหมที่ปักลายอยู่ในเนื้อผ้าคู่หนึ่งปรากฏเข้าสู่สายตาอย่างเงียบงัน มีกลิ่นกำยานอ่อนๆ โชยเข้าจมูก นางบังเกิดความกลัวขึ้นมาทันที ยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร ฝ่ามือของอีกฝ่ายก็วางลงกลางกระหม่อม สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนเล็กน้อยก่อนกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว หลับตาปล่อยให้กำลังภายในที่แข็งแกร่งแทรกเข้าในร่างกายอย่างไม่อาจขัดขืน กำลังภายในสายนั้นทำลายกำลังภายในที่นางฝึกฝนมาอย่างยากลำบากตลอดสิบกว่าปี

          เลือดสดๆ กระอักออกมาคำหนึ่ง ร่างของนางทรุดลงกับพื้น ใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด

          “เจ้าไม่ถามหรือว่าเหตุใดข้าจึงต้องทำลายวรยุทธของเจ้า” เมื่อเผชิญกับความเงียบงันของนาง อีกฝ่ายจึงถามขึ้นด้วยความข้องใจ

          ลำคอยังมีรสคาวหลงเหลืออยู่ ซื่อสือซานไอแรงๆ ตอบอย่างนอบน้อมว่า “ไม่เจ้าค่ะ” น้ำเสียงไม่มีความเคียดแค้นใดๆ เพราะตั้งแต่ถูกพาตัวเข้ามาในองค์กรลับ สิ่งที่พวกนางเรียนรู้เป็นอย่างแรกก็คือการตอบรับว่า ‘เจ้าค่ะ’

          คนผู้นั้นคงจะคิดถึงเรื่องนี้เช่นกัน มีเสียงหัวเราะเบาๆ แล้วโบกมือขึ้น “ออกไปให้หมด”

          “เจ้าค่ะ”

          ยามที่ซื่อสือซานถอยออกจากผ้าม่าน ไม่มีใครอยู่ในห้องโถงแล้ว นางลุกยืนอย่างยากลำบาก แต่ยังไม่กล้าหมุนตัว เดินถอยหลังไปจนถึงด้านนอก ขณะที่กำลังจะข้ามธรณีประตู มีเสียงไอดังจากหลังผ้าม่าน สร้างความตื่นตระหนกจนแทบจะสะดุดล้ม โชคดีที่คนด้านในมิได้สังเกต

          ผู้ควบคุมรออยู่ด้านนอก เขาส่งถุงแพรสีม่วงให้ใบหนึ่ง แล้วก็เดินนำนางไปยังรถม้าที่เตรียมเอาไว้ด้านนอกอย่างเงียบงัน

          นางรู้ดีว่า ภายในถุงแพรสีม่วงมีภารกิจที่ตนต้องทำ

          เหมยหลิน... เหมยหลินหรือ?

          นางพิงศีรษะกับกรอบหน้าต่างรถม้า ฟังเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของสตรีที่นั่งอยู่ในรถคันเดียวกันด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่าตื่นเต้นยินดี หรือหดหู่กันแน่

          นับแต่นี้ไปนางมีชื่อแล้ว ซื่อสือซานเป็นชื่อที่ใช้แทนคำเรียกขานนางมานานถึงสิบห้าปี จะถูกกลบฝังอยู่ในองค์กรลับที่ไม่มีใครอยากคิดถึงมันอีกต่อไป ตราบนานเท่านาน

          นับแต่นี้ไปนางมีตัวตน อีกทั้งยังมีคนในครอบครัวที่ไม่เคยเห็นหน้าอีกมากมายก่ายกอง นางเข้ามาแทนที่หญิงนางหนึ่ง

          ในหมู่หญิงงามสามร้อยคนที่เดินทางมากับขบวนแต่งงานเชื่อมไมตรีขององค์หญิงจื่อกู้แห่งแคว้นซีเยี่ยน มายังแคว้นเหยียน ไม่เพียงจะมีคนถูกแทนที่เพียงคนเดียว หญิงที่มีชื่อนำหน้าว่า ‘คุน’ นั้นได้รับการฝึกฝนมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ นางแค่โชคดีที่ได้มาแทน บางทีอาจเป็นเพราะเวลาเกือบห้าปีที่ผ่านไปอย่างไม่มีผลงานอะไรของนาง ทำให้ผู้ควบคุมเกิดความรำคาญ จึงได้หาทางกำจัดนางด้วยวิธีนี้ก็เป็นได้

          ดีเหมือนกัน ในที่สุดนางก็ได้ออกจากสถานที่ที่มีแต่กลิ่นแห่งความตายและความเน่าเฟะ ออกมาดูทุ่งหญ้าและดอกไม้ที่ฝังอยู่ในความทรงจำส่วนลึกของนางได้แล้ว ถึงจะไร้วรยุทธ ถึงจะมียาพิษที่อาจกำเริบทุกๆ เดือนฝังอยู่ในร่างกาย แต่ก็ดีกว่าที่ต้องอยู่ในสถานที่ที่ต้องต่อสู้แย่งชิงความอยู่รอดตลอดเวลา

          ยามนี้เข้าสู่ฤดูสารท ภูเขาที่อยู่สองข้างถนนหลวงมิได้เขียวชอุ่มอีกต่อไป เริ่มมีสีแดงสลับสีเหลืองแซมระหว่างมวลหมู่ไม้ ดอกไม้ที่ผลิบานยามนี้ใกล้จะโรยรา เมื่อใกล้เข้ามาสามารถเห็นใบไม้สีเหลืองที่บอกถึงความร่วงโรยเป็นแถบ ลมพัดมาคราหนึ่ง มีเสียงดังซู่ๆ ให้ความรู้สึกอ้างว้างและเดียวดาย

          เหมยหลินไม่ชอบความรู้สึกนี้ นางดึงสายตากลับมา ยิ้มน้อยๆ ให้กับหญิงที่นั่งคุยกันอยู่ ทำท่าราวกับกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่พวกนางคุยกัน

          สองวันก่อนนางถูกส่งตัวไปยังเมืองหยางอันที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงเส้าจิงสองร้อยลี้ ตอนนั้นขบวนเจ้าสาวจากแคว้นซีเยี่ยนหยุดพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมหลวงพอดี เมื่อได้เวลาออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากระยะทางอันยาวไกล รถม้าที่หญิงงามนั่งมานั้นเสียหายไปสองคัน จำต้องให้หญิงงามที่นั่งในรถม้าสองคันนั้นแยกไปนั่งคันอื่นๆ

          เหมยหลินจึงเข้ามานั่งในรถม้าคันนี้ด้วยเหตุผลนี้ หลังจากอยู่ด้วยกันสองวัน นางรู้แล้วว่าเหตุใดจึงไม่มีใครสงสัยในตัวตนของนาง

          เพราะการเดินทางยากลำบาก อีกทั้งยังมีกฎระเบียบมากมายที่จำกัดการพูดคุย ทำให้หญิงงามเหล่านี้ หลังจากลงจากรถม้าแล้วก็แทบไม่มีการสนทนากัน ถึงจะคุยกันก็คุยแต่กับเฉพาะคนที่นั่งอยู่ในรถคันเดียวกันมาตั้งแต่แรก ไม่คุ้นเคยกับคนในรถคันอื่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทหารที่ติดตามขบวน พวกเขาไม่เคยเห็นหน้าหญิงงามเหล่านี้แม้แต่คนเดียว แน่นอนว่าถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้นำแคว้นซีเยี่ยน นางคงแฝงตัวเข้ามาไม่ได้ง่ายๆ

          แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่นางต้องคิดก็อย่าไปคิดมาก ถึงจะรู้มากก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้ก็คือ นางต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้ได้ก่อน

          ภาษาซีเยี่ยน

          หญิงงามพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและนุ่มนวลราวกับกำลังร้องเพลงเจื้อยแจ้ว น่าฟังอย่างยิ่ง แต่เสียดายที่นางฟังไม่เข้าใจ นางอยู่ในฐานะชาวซีเยี่ยนแต่กลับไม่เข้าใจภาษาซีเยี่ยน มิเท่ากับเป็นข้อพิรุธหรอกหรือ

          นางเข้าใจว่าขั้นตอนทุกอย่างมีการจัดการอย่างรัดกุมและรอบคอบ แต่เหตุใดจึงปล่อยให้มีข้อพิรุธใหญ่หลวงขนาดนี้ได้ นางทำได้เพียงรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างรอบคอบที่สุด

          ขณะที่ใช้ความคิด นางรู้สึกใบหูมีลมร้อนๆ สัมผัสถูก มีคนกระซิบข้างหู เหมยหลินตั้งสติ สะกดการตอบสนองที่คิดจะผละตัวออกห่างเอาไว้ เบนสายตามองไปด้านข้าง เป็นหญิงสาวหน้าตาสวยหวานที่สุดคนหนึ่ง จ้องมาที่นางอย่างห่วงใย

          นางคลี่ยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร ใช้ความคิดว่าจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไรดี ตอนนั้นเอง รถม้าที่แล่นไปเรื่อยๆ พลันหยุดนิ่ง ดึงความสนใจของหญิงงามข้างกายไปได้ในที่สุด

          เหมยหลินลอบถอนหายใจ มองไปนอกหน้าต่างเหมือนคนอื่นๆ

          รถม้าของพวกนางอยู่กลางขบวน จะชะโงกหน้าออกไปดูก็ไม่ได้ มองไม่เห็นอะไร ได้แต่ฟังเสียงว่าเกิดอะไรขึ้น มีเสียงควบม้าอย่างรีบร้อนใกล้เข้ามาทุกขณะ จากนั้นหยุดอยู่ด้านหน้าขบวน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจะต้องมีใครเข้ามาขวางไม่ให้ขบวนเคลื่อนตัว

          ในขณะที่ทุกคนสงสัยใคร่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนั้น เสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นอีกครั้ง ยังมีเสียงตะโกนร้องแทรกอยู่เป็นระยะๆ จากนั้นทหารที่นำขบวนก็ไล่คนให้ลงจากรถม้าทีละคัน

          ที่แท้แล้วขบวนแต่งงานเดินทางมาถึงแคว้นเหยียนช้ากว่ากำหนด เนื่องจากมีเหตุการณ์ทำให้เสียเวลาระหว่างทางไปเกือบหนึ่งเดือน เดินทางมาถึงที่ตรงนี้จึงเป็นเวลาเดียวกับขบวนล่าสัตว์ของฮ่องเต้แคว้นเหยียนที่จัดขึ้นปีละครั้งในฤดูสารทเดินทางมาถึงพอดี พื้นที่ล่าสัตว์ก็คือภูเขาลู่ที่อยู่ห่างจากเมืองเส้าจิงมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สามร้อยลี้ และยังเป็นเส้นทางที่ขบวนจากซีเยี่ยนจะต้องผ่าน จึงเป็นการพบกันโดยบังเอิญ

          ทุกคนก้าวลงมาอย่างจนใจ รถม้าที่อยู่ด้านหน้าถูกไล่ไปจอดอยู่ข้างทาง ส่วนรถม้าขององค์หญิงถูกองครักษ์คุ้มกันไปยังขบวนล่าสัตว์ที่มีทหารสวมเสื้อเกราะคุ้มกันอย่างหนาแน่น

          เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป

          มีขันทีมาประกาศราชโองการให้ขบวนรถของซีเยี่ยนแล่นตามไปยังภูเขาลู่

          ทุกคนคุกเข่าอยู่ข้างทาง รอจนกระทั่งเห็นฮ่องเต้แคว้นเหยียนที่ทรงฉลองพระองค์ชุดล่าสัตว์ประทับอยู่บนอาชาตัวใหญ่ นำพาองค์ชายและขุนนางทั้งหลายผ่านไปแล้วค่อยลุกยืน ขึ้นรถม้าตามไป

          คงเพราะถูกสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันขัดจังหวะ อีกทั้งขบวนที่เห็นก็ยิ่งใหญ่มากเสียจนหญิงงามทั้งหลายเมื่อขึ้นรถม้าแล้วก็ยังนั่งเหม่ออย่างตกตะลึง ไม่มีใครกล้าส่งเสียงพูดคุย เหมยหลินรู้สึกโชคดีอยู่ลึกๆ ไม่รู้ว่าโชคดีอย่างนี้จะอยู่กับนางไปอีกนานเท่าไร ถ้าไม่หาวิธีรับมือเสียแต่เนิ่นๆ เกรงว่าจะเผยพิรุธให้เห็นได้

          ขบวนรถม้าแล่นไปสองวันก็ถึงจุดหมาย กองงานที่พักกางกระโจมบนลานกว้างเอาไว้เรียบร้อย มีท่อนไม้ท่อนใหญ่ล้อมเป็นรั้วอยู่รอบๆ มีประตูเข้าออกติดผ้าม่านสีเหลือง ด้านนอกยังมีทหารยามเข้าเวรกันเป็นกะ เพื่อป้องกันคนร้ายบุกเข้ามา

          ขบวนเจ้าสาวจากซีเยี่ยนนอกจากองค์หญิงและนางกำนัลคนสนิทแล้ว คนที่ติดตามมาถูกจัดให้พักอยู่ในกระโจมด้านนอก ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจะออกไปไหนไม่ได้ หญิงงามต่างมีลางสังหรณ์ว่า ชะตาชีวิตของพวกนางคงจะถูกกำหนดจากที่แห่งนี้ แม้จะทำใจหลังจากถูกคัดเลือกตัวส่งมาพร้อมกับองค์หญิงจื่อกู้แล้วก็จริง แต่ตอนนี้พวกนางพลันรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง

          หญิงงามอีกห้าคนที่พักอยู่ในกระโจมหลังเดียวกับเหมยหลินก็มิได้สนุกสนานร่าเริงเหมือนวันก่อนๆ ทุกคนหน้านิ่วคิ้วขมวด มีความกังวลแสดงออกอย่างชัดเจน

          สำหรับเหมยหลินที่ไม่สนใจกับเรื่องนี้ กำลังนับนิ้วเพื่อคำนวณจำนวนวันที่ต้องหาข่าวที่มีประโยชน์ส่งให้องค์กรเพื่อแลกกับยาแก้พิษ เรื่องที่นางรู้สึกว่าโชคดีมีเพียงเรื่องเดียวในตอนนี้ นั่นก็คือ หลังจากพบกับขบวนเสด็จของฮ่องเต้แคว้นเหยียนทำให้หญิงงามทั้งหลายเริ่มพูดคุยกันด้วยภาษาของแคว้นเหยียน พวกนางพูดภาษาเหยียนได้คล่องแคล่วมากกว่าชาวเหยียนแท้ๆ เสียอีก ดีที่ไม่ค่อยได้ชวนเหมยหลินพูด

          วันรุ่งขึ้น ยามแสงอรุณแตะขอบฟ้า เสียงเป่าแตรดังขึ้นไปทั่วลานกว้าง เสียงฝีเท้าม้าดังกระหึ่มราวกับเสียงท้องฟ้าคำรามแทรกด้วยเสียงตะโกนอย่างฮึกเหิม ปลุกหญิงงามที่เดินทางมาไกลสะดุ้งตื่น พวกนางมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เฉกเช่นกับสัตว์ป่าตัวน้อยที่กำลังจะถูกไล่ล่าอย่างไร้ความปรานีในป่าเขา

          เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าสำหรับคนที่กำลังรอคอยการตัดสินของโชคชะตา ผู้ล่าทั้งหลายทยอยกลับที่พักในช่วงที่ม่านราตรีทิ้งตัวลงมา คบไฟถูกจุดให้ความสว่างอยู่กลางลานกว้าง เนื้อสัตว์ป่าที่ถูกล่ามาได้กำลังถูกปรุงอยู่บนกองไฟกองใหญ่ เสียงพูดคุยเสียงหัวเราะผ่านช่องเล็กๆ ของกระโจมเข้ามา ให้รับรู้ได้ถึงความรื่นเริงบันเทิงใจของผู้คนที่อยู่ห่างออกไป

          ในขณะที่หญิงงามทั้งหลายนั่งอย่างกระวนกระวายในกระโจม มีราชโองการเรียกพวกนางออกไป สิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายก็คือ มิได้สั่งให้พวกนางทำการแสดงที่ตระเตรียมเอาไว้เป็นพิเศษแต่อย่างไร ลานกว้างยามนี้สว่างมากพอที่จะเห็นเศษซากดอกไม้ที่เกลื่อนอยู่บนพื้นดิน ยังมีร่องรอยของมีคมบนพื้นที่แสดงให้เห็นว่าเพิ่งมีการแสดงที่น่าตื่นเต้นผ่านไปไม่นาน

          หญิงงามสามร้อยคนเข้าแถวเรียงหน้ากระดานอยู่กลางลานกว้างแถวละสามสิบคน ทั้งหมดสิบแถว เพื่อรอการคัดเลือกจากขุนนางใหญ่ทั้งหลาย

          เหมยหลินยืนอยู่แถวสุดท้าย นางเอียงตัวไปทางขวาเล็กน้อยจึงมองเห็นฮ่องเต้แคว้นเหยียนผู้สูงศักดิ์ได้ชัดเจน

          เขาคงเคยเป็นชายหนุ่มที่มีกำลังวังชา มีพลังเหลือล้น เขาคงเคยงดงามอย่างมาก

          แต่ตอนนี้ นางเห็นแค่ชายวัยกลางคนที่ผ่ายผอมทรุดโทรมคนหนึ่ง ดวงตาเรียวยาวยังคงมีเสน่ห์ แต่ก็ถูกรอยคล้ำที่อยู่ใต้ดวงตาทำลายความเฉียบคมที่เคยมีอยู่ จนรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง

          ที่นั่งด้านล่างทางซ้ายมือมีชายหนุ่มอายุราวยี่สิบถึงสามสิบปี รูปร่างกำยำนั่งอยู่หลายคน เห็นได้ชัดว่ามิใช่เชื้อพระวงศ์ แต่เป็นแม่ทัพอายุน้อยที่เป็นกำลังสำคัญในการล่าสัตว์ครั้งนี้ ทางขวามือ ก็คือองค์หญิงจื่อกู้ที่มีผ้าโปร่งปิดหน้า นางก้มศีรษะ ไม่มองมายังหญิงงามทั้งสามร้อยคนตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ ส่วนคนที่นั่งอยู่ด้านเดียวกับนาง ส่วนใหญ่จะแต่งกายคล้ายขุนนางฝ่ายบุ๋น

          เหมยหลินมองสภาพรอบด้านอย่างถี่ถ้วนดีแล้วก็รีบหลุบตามองพื้น มีเสียงที่ไร้พลังแต่ยังมีความน่าเกรงขามแทรกอยู่ดังขึ้น

          “การล่าสัตว์ในวันนี้ เสวียนเลี่ยชนะเป็นอันดับหนึ่ง เราอนุญาตให้เจ้าเลือกเป็นคนแรก”

          คำพูดนี้ทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านซ้ายมือที่อยู่ติดกับฮ่องเต้มากที่สุดลุกขึ้น กล่าวขอบพระทัย เขามิได้หันกลับไปเลือกหญิงงาม แต่พูดยิ้มๆ “องค์หญิงมาแคว้นเหยียนเป็นครั้งแรก คงไม่ค่อยคุ้นเคย เหตุใดเสด็จพ่อจึงไม่ทรงเลือกคนที่องค์หญิงพอพระทัย ให้นางเอาไว้รับใช้ข้างกายก่อนเล่าพ่ะย่ะค่ะ”

          เขาใช้คำพูดที่รื่นหู ฟังแล้วเหมือนเข้าอกเข้าใจแขกผู้มาจากแดนไกล แต่ความจริงกลับเป็นการบอกให้ฮ่องเต้แคว้นเหยียนเลือกคนที่เห็นแล้วถูกใจเอาไว้ก่อน เพราะสุดท้ายแล้วองค์หญิงจะต้องเข้าวัง คนที่อยู่รับใช้ข้างกายนางก็ต้องเข้าวังไปด้วย ถึงตอนนั้นฮ่องเต้ต้องการเมื่อไรก็ได้ทั้งนั้น

          ฮ่องเต้ย่อมพอพระทัยในความละเอียดรอบคอบของบุตรชายคนนี้ “เจ้ามีใจแล้ว”

          จากนั้นเขาหันไปมององค์หญิงจื่อกู้ ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เสวียนเลี่ยพูดไม่ผิด จื่อกู้เจ้าเลือกคนไว้รับใช้ข้างกายจำนวนหนึ่งเถิด”     

          คราวนี้องค์หญิงจื่อกู้ที่ก้มหน้ามาตลอดเงยหน้าขึ้นมองมู่หรงเสวียนเลี่ยอย่างรวดเร็ว นางค้อมตัวคำนับให้ฮ่องเต้ เอ่ยเสียงเรียบว่า “หม่อมฉันแล้วแต่ฝ่าบาทเพคะ” นางเป็นเชื้อพระวงศ์ย่อมรู้ดีว่าชายเหล่านี้มีความคิดใดในใจ

          ดังนั้นฮ่องเต้จึงกวาดตามองหญิงงามรอบหนึ่ง เลือกคนออกมาได้จำนวนหนึ่ง พริบตานั้นเองที่เหมยหลินเห็นดวงตาที่แต่เดิมดูไร้ชีวิตชีวานั้นกลับมีประกายเจิดจ้าขึ้นมาอีกครั้ง แต่ประกายตาของเขากลับทำให้นางเหงื่อออกเต็มแผ่นหลัง บอกกับตัวเองว่าดีที่นางยืนอยู่แถวสุดท้าย ไม่เช่นนั้นหากได้เข้าไปในวังหลวงคงจะหาโอกาสออกมาได้ยาก

          หลังจากนั้นก็เป็นตาของมู่หรงเสวียนเลี่ย แล้วค่อยเป็นขุนนางหนุ่มที่เป็นที่โปรดปราน แต่ละคนจะเลือกหญิงงามไปคนละสองถึงสามคน ไม่มีใครตั้งใจเลือกคนต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้อย่างจริงจัง พวกเขารู้กาลเทศะดี อีกทั้งหญิงงามที่ส่งมานั้นล้วนแต่เป็นหญิงที่ได้รับการคัดเลือกมาแล้วทั้งสิ้น

          ยังมีหญิงสาวเหลืออยู่อีกเกือบร้อยคน คราวนี้ฮ่องเต้ให้ขันทีนับจำนวนคนที่แน่นอน เพื่อพากลับไปมอบให้กับขุนนางสำคัญที่มิได้มาร่วมล่าสัตว์ในครั้งนี้ เหมยหลินเป็นหนึ่งในนั้น

          นางมองหญิงงามที่อาจต้องแสร้งทำยิ้มแย้ม หรืออาจพึงพอใจอย่างแท้จริงกับชะตาชีวิตที่ถูกกำหนดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เกิดรู้สึกเลื่อนลอยขึ้นมากะทันหัน ไม่รู้ว่าตนเองจะพบเจอกับคนประเภทใด แต่อารมณ์นี้อยู่กับนางได้ไม่นานก็ถูกทำลายด้วยการเข้ามาของใครบางคน

          ขณะที่เหมยหลินกำลังใจลอย กลับรู้สึกว่าถูกใครโอบเอวเข้าไปกอด ขณะเดียวกันยังมีหญิงงามอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้กับนางถูกดึงไปกอดด้วยเช่นกัน หญิงทั้งสองไม่ทันตั้งตัว หัวแทบจะชนกัน

          เมื่อเงยหน้าขึ้น เห็นใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มคนหนึ่งเข้าสู่สายตา ยังไม่ทันได้มองให้ชัดเจน มีเสียงจูบแก้มดังจ๊วบ

          เหมยหลินสะดุ้งเฮือก เห็นชายคนนี้หันไปจูบแก้มหญิงที่อยู่ในอ้อมแขนอีกคนหนึ่งเช่นกัน นางไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ได้แต่ปล่อยให้เขาพาเดินไป พร้อมกับคาดเดาว่าชายคนนี้คงเป็นคนมีฐานะสูงส่งคนหนึ่ง

          ชายคนนั้นยังไม่ทันเดินมาใกล้ฮ่องเต้ เสียงหัวเราะของมู่หรงเสวียนเลี่ยก็ดังขึ้นเสียก่อน

          “จิ่งเหอ ที่เจ้ามาสาย เพราะแม่ทัพมู่เหย่อนุญาตให้เจ้าเข้ากระโจมแล้วหรือ” คำพูดของเขาเหมือนหยอกเย้า แต่เหมยหลินกลับรับรู้ได้ถึงการประชดที่แฝงอยู่ สายตาของนางเลื่อนมองไปยังฮ่องเต้อย่างรวดเร็ว เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรำคาญและเย็นชาอย่างที่ไม่คิดจะปกปิด จึงเกิดความข้องใจ

          แต่ชายที่กอดนางเอาไว้กลับยักไหล่ ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “เสด็จพี่ก็พูดไป ลั่วเหมยไม่เหมือนผู้หญิงพวกนี้...” แค่นี้ยังไม่พอ เขายังลูบไล้ไปตามเนื้อตัวของหญิงที่กอดอยู่ทั้งสองอีกด้วย

          คนสารเลว!

          เหมยหลินสะกดความรังเกียจเอาไว้อย่างเต็มความสามารถ คำที่นางคิดอยู่ในใจกลับมีคนด่าออกเสียงให้ได้ยินแทน    

          “ลูกทรพี!” คนที่นั่งสูงที่สุดบริภาษ

          เหมยหลินรู้สึกว่าชายที่กอดนางอยู่นั้นร่างแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับสู่ความปกติในเวลาอันรวดเร็ว เขาพาหญิงทั้งสองออกมาทำความเคารพ พูดหน้าทะเล้นว่า “ลูกมาช้า ขอเสด็จพ่อทรงอภัยให้ด้วย” แม้จะพูดเช่นนี้แต่น้ำเสียงกลับมิได้แสดงว่าสำนึกอย่างแท้จริง

          “ดูเจ้าสิ ทำตัวเหมือนอะไร ยังไม่ไสหัวไปอีก” เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้นั้นมิได้ชื่นชอบโอรสองค์นี้สักเท่าไร ไม่แม้แต่จะเสียเวลาตำหนิเขาด้วยซ้ำ

          ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่ชายคนนี้ก็เป็นถึงองค์ชาย

          มีคนยกที่นั่งข้างมู่หรงเสวียนเลี่ยให้เขา อีกทั้งยกสุราอาหารชุดใหม่มาวาง

          มู่หรงจิ่งเหอรับคำอย่างไม่ใส่ใจ เมื่อนั่งลงแล้วก็ยังคงหยอกเย้ากับหญิงงามในอ้อมกอด ทำราวกับไม่เห็นสายตาที่มองมาด้วยความรู้สึกหลากหลายของผู้คนในที่นั้น

          หลังจากถูกกรอกสุราไปสองจอก เหมยหลินค่อยเห็นใบหน้าของเขาชัดเจน

          ชายคนนี้นอกจากดวงตาที่เรียวยาวยกปลายขึ้นน้อยๆ ที่ดูคล้ายคลึงกับฮ่องเต้แล้ว ก็ไม่มีส่วนใดเหมือนบิดาอีก เพียงแต่ดวงตาของเขายามนี้มิได้ทอประกายสดใส หนังตาหลุบมาครึ่งๆ ดูเหมือนคนนอนหลับไม่พอ เครื่องหน้าของเขาดูดี จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากอิ่มเต็ม นับว่ารูปงามสมชายชาตรี ที่น่าเสียดายก็คือใบหน้าของเขาซีดเซียว ดูอิดโรยคล้ายคนที่ปล่อยตัวไปกับกามโลกีย์จนหมดเรี่ยวแรง

          การจับตามองคนประเภทนี้คงไม่ใช่งานยาก เหมยหลินคิดแล้วก็เกิดความอึดอัดใจ แม้จะไม่ยาก แต่ก็หมายถึงข่าวคราวที่นางจะได้จากตัวเขาคงจะสำคัญไม่มากเท่าที่หวัง

          เป้าหมายที่พวกนางถูกส่งตัวเข้ามาอยู่ในขบวนเจ้าสาวจากแคว้นซีเยี่ยน ก็เพื่อเข้าไปปะปนอยู่ใกล้ตัวขุนนางแม่ทัพคนสำคัญของแคว้นเหยียน เป็นสายลับคอยหาข่าว แม้คำสั่งในถุงแพรจะไม่ได้ระบุว่าให้ความสำคัญกับข่าวด้านใดเป็นพิเศษ แต่ถ้าได้ข่าวที่สำคัญมากเท่าไร ก็จะได้รับยาแก้พิษที่มีประสิทธิภาพดีมากเท่านั้น

          ข่าวสำคัญ ข่าวสำคัญ บ้าบอ...

          นางได้แต่บริภาษอยู่ในใจ แต่ริมฝีปากยังคงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนหวาน ก้มหน้าก้มตารินสุราให้กับชายที่กำลังหยอกหญิงงามอีกนางหนึ่งเล่นอย่างนอบน้อม แต่คิดไม่ถึงว่า มือของเขากลับยื่นมาจับหน้าอก ทำให้เหมยหลินตกใจ สุรากระฉอกออกนอกจอก หลังจากนั้นนางก็ถูกผลักไปที่นั่งติดกัน เสียงที่ไม่ใส่ใจของชายคนนั้นดังขึ้น

          “เสด็จพี่ชอบคนหน้าอกใหญ่ๆ ไม่ใช่หรือ ข้าใช้นางแลกกับคนที่อยู่ทางขวาของพี่ก็แล้วกัน”

          เสียงอุทานด้วยความตกใจเบาๆ ของหญิงงามอีกคนดังขึ้นก่อนเบี่ยงตัวหลบไปอีกด้าน เหมยหลินล้มไปบนตัวชายอีกคนหนึ่ง กลิ่นกำยานอ่อนจางผสานกลิ่นสุราหอมแรงกับกลิ่นเนื้อย่างโชยแตะจมูก ทำให้นางสะดุดใจ แต่ยังไม่ทันจะทำอะไร ก็มีมือข้างหนึ่งยกปลายคางของนางขึ้นเสียก่อน

          ถ้าเทียบกันแล้ว มู่หรงเสวียนเลี่ยหน้าตาคล้ายฮ่องเต้มากกว่า ไม่รู้ว่าเพราะเหตุนี้หรือไม่ จึงทำให้เขาเป็นคนโปรดของบิดา ดวงตาเรียวยาวที่เฉียงขึ้นเล็กน้อย เมื่ออยู่บนใบหน้าของมู่หรงเสวียนเลี่ยทำให้เขาดูหล่อเหลาอย่างร้ายกาจ

          ดวงตาเรียวยาวของเขาหรี่มองเหมยหลินเพียงแวบเดียวก็ปล่อยมือ

          “อีกคนหนึ่ง” แม้จะไม่พูดอะไร แต่น้ำเสียงและแววตาของเขาแสดงให้เห็นว่า นางไม่ใช่ประเภทที่เขาชอบ

          มู่หรงจิ่งเหอไม่พูดมาก ทำท่าทางให้หญิงสาวในอ้อมกอดย้ายที่

          เหมยหลินลอบถอนหายใจ เดินกลับไปนั่งอยู่ข้างกายมู่หรงจิ่งเหอ ดวงตาของมู่หรงเสวียนเลี่ยเฉียบคม ดูแล้วไม่ใช่คนที่จะตบตาได้ง่ายๆ ถ้าจะต้องอยู่อย่างระมัดระวังตัวทุกฝีก้าว นางยินดีอยู่กับมู่หรงจิ่งเหอที่คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ดีกว่า อย่างน้อยก็ลดความเสี่ยงที่จะต้องเอาชีวิตไปทิ้งได้มาก

          เรื่องที่องค์ชายแลกตัวหญิงงามไม่ใช่เรื่องสำคัญ จึงไม่มีใครให้ความสนใจ ฮ่องเต้พระวรกายไม่แข็งแรง ประทับอยู่ครู่หนึ่งก็สั่งให้ขันทีประคองกลับที่พัก องค์หญิงจื่อกู้จึงตามออกไปด้วย

          คนที่ให้ความรู้สึกน่าเกรงขามมากที่สุดออกไปแล้ว อีกทั้งยังมีสาวงามอยู่เคียงข้าง ทำให้บรรยากาศภายในกระโจมครึกครื้นรื่นเริงมากขึ้น

          หญิงงามที่ถูกแลกตัวมาจากมู่หรงเสวียนเลี่ยทำหน้าตึง มิได้อ่อนน้อมยอมก้มหัวให้เช่นเดียวกับหญิงงามคนอื่น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางมีนิสัยเช่นนี้ หรือว่าไม่พอใจที่ถูกแลกตัวมากันแน่ เหมยหลินลอบพินิจใบหน้าของอีกฝ่าย ไม่เห็นว่าจะพิเศษกว่าใครตรงไหน แม้หญิงนางนี้จะเป็นหญิงงามคนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่งามเท่ากับคนที่เพิ่งถูกแลกตัวไป

          ถ้าจะพูดกันตามตรง นางรู้สึกว่าปลายจมูกของหญิงงามนางนี้แหลมเกินไป ดูแล้วไม่สบายตา

          ที่ประหลาดก็คือ มู่หรงจิ่งเหอกลับไม่สนใจกับการกระทำที่ไร้มารยาทของหญิงงามนางนั้นแต่ยังคงหาเรื่องเย้าแหย่นางอย่างกระตือรือร้น ถึงจะถูกถลึงตาใส่แต่ยังหัวเราะตอบอย่างไม่ถือโทษ ทำให้เหมยหลินได้แต่มองตาค้าง

          ไม่ไหว! นางบ่นกับตัวเองในใจแต่ยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับริมฝีปาก รินสุราให้เขาดื่มจอกแล้วจอกเล่า ความเคร่งเครียดที่มีมาตั้งแต่เช้าเริ่มผ่อนคลาย ท่าทางที่ไม่สนใจที่จะมองนางเท่าไรนั้น ทำให้นางคิดว่าคืนนี้น่าจะรอดตัว ยังไม่ต้องหลับนอนกับเขาแน่

          จากคำตอบที่หญิงงามนางนั้นถามคำตอบคำ ทำให้เหมยหลินรู้ว่านางชื่ออาไต้ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ มู่หรงจิ่งเหอยังไม่เคยถามชื่อเหมยหลินเลยสักครั้ง

          งานเลี้ยงเลิกรา ทั้งสองติดตามมู่หรงจิ่งเหอกลับมาที่กระโจมพักของเขา

          “เจ้ารออยู่ตรงนี้” มู่หรงจิ่งเหอพูดกับเหมยหลินเป็นครั้งแรกที่นอกกระโจม สายตาที่ดูฉ่ำไปด้วยฤทธิ์สุรายังคงจับตามองอาไต้ เป็นการแสดงออกถึงความต้องการเป็นอย่างดี

          เหมยหลินรับคำ ก้าวถอยห่าง รู้สึกโล่งใจอย่างที่สุด แม้อากาศในคืนฤดูสารทจะเริ่มหนาวเย็น แต่ก็ยังดีกว่าต้องทอดกายให้ชายที่ดูไม่เป็นโล้เป็นพายคนนี้เชยชม

          ทว่าลมหายใจยังพ่นออกมาไม่ทันหมดกลับมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดฝัน ขณะที่มู่หรงจิ่งเหอยื่นมือไปโอบตัวอาไต้ที่รักษาระยะห่างกับเขาตั้งแต่แรกนั้น อาไต้กลับยกกริชที่ได้มาจากไหนไม่รู้ขึ้นจ่อหน้าอกตัวเอง

          “ถ้ากล้าแตะต้องข้า ข้าจะฆ่าตัวตายเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงของนางดุดัน ดวงตามีความสิ้นหวังฉายชัด

          เหมยหลินมองอย่างตะลึง สายตาของนางเลื่อนจากดวงตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของอาไต้ไปที่กริชเล่มน้อย ค่อยพบว่ามันเป็นกริชที่ใช้ตัดเนื้อย่างในงานเลี้ยง ไม่รู้ว่าอาไต้ขโมยมันมาได้อย่างไร แต่ก็คงตั้งใจทำเพื่อการนี้ นางเกิดลางสังหรณ์บางอย่างว่าเหตุการณ์จะเป็นไปในทิศที่นางไม่คาดหวังจะให้เกิด

          มู่หรงจิ่งเหอแสดงความแปลกใจอยู่เพียงเล็กน้อย ก่อนพ่นเสียงหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาพลันโบกมือ พูดอย่างไม่เห็นเป็นสำคัญว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็รออยู่ข้างนอก”

          จากนั้นก็หันมาทางเหมยหลิน ถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “เจ้าต้องการให้ข้าหากริชให้สักเล่มไหม?”

          แม้เขาจะยิ้มแย้มก็จริง แต่เหมยหลินเห็นถึงแววตาที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์โดยสิ้นเชิง นางเกิดความกลัวขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ รีบเป็นฝ่ายโถมเข้าหาอ้อมกอดของเขาก่อน พูดประจบว่า “บ่าวเป็นคนขององค์ชาย ย่อมต้องแล้วแต่องค์ชายเพคะ” นางพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน แม้มิได้ปฏิเสธข้อเสนอที่ฟังแล้วไม่จริงใจของเขาก็จริง แต่ก็ทำให้คนที่ได้ยินคำตอบนั้นคิดไปอีกทาง

          เหมยหลินไม่คิดว่าตัวเองจะมีอะไรมาต่อรองได้เหมือนอาไต้ แม้ไม่รู้ว่าอาไต้มีอะไรให้ต่อรองก็ตาม แต่นางไม่โง่ถึงขนาดทำเลียนแบบอีกฝ่าย หรืออาจจะบอกว่า นางไม่อาจเข้าใจถึงการกระทำที่ใช้ชีวิตของตนเองไปข่มขู่คนอื่นได้เลย สำหรับชายที่เห็นพวกนางเป็นแค่ของเล่น คิดว่าชีวิตพวกนางยังจะมีค่าแค่ไหนเชียว

          การแสดงออกอย่างรู้จักสถานการณ์ของนางทำให้มู่หรงจิ่งเหอยิ้มน้อยๆ ย่อตัวช้อนร่างของนางเข้าไปในกระโจม

          รอยยิ้มของเขาไม่มีความหมายใดๆ เป็นรอยยิ้มที่เขาไม่ควรจะมี เหมยหลินใจลอยไปกับความคิดที่ว่ารอยยิ้มของชายคนนี้มิได้ยิ้มไปถึงดวงตาแล้วเกิดเย็นวาบไปทั้งตัว ความหวาดระแวงผุดขึ้นมาทันที เกรงว่าคนผู้นี้อาจมิได้ตื้นเขินอย่างที่เห็นภายนอก นางเพิ่งคิดถึงตรงนี้ ก็รู้สึกว่าร่างถูกโยนออกไปตกลงบนพรมผืนหนา ตามมาด้วยร่างของมู่หรงจิ่งเหอที่ทาบทับอยู่ด้านบน

          กลิ่นสุราที่ฉุนจมูกอบอวลอยู่รอบกายพร้อมกับกลิ่นอายที่ไม่คุ้นเคยของมู่หรงจิ่งเหอ ทำให้เหมยหลินรับรู้ได้ถึงความหวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า นางไม่ใช่ไม่เคยพบเห็นเรื่องระหว่างหญิงชาย ตอนที่อยู่ในองค์กรลับ ผู้ฝึกหรือคนคุมต่างก็ใช้ข้ออ้างว่าเพื่อให้ทำภารกิจได้ราบรื่น หาเรื่องเชยชมเด็กหนุ่มเด็กสาวที่อยู่ข้างในไม่รู้เท่าไร

          ที่นางยังรอดมาได้นั้นก็เพราะนางมีแม่แท้ๆ ที่เป็นหญิงคณิกา ในสายตาของคนเหล่านั้น หญิงคณิกามักจะมีโรคร้ายซ่อนอยู่ ยิ่งนางเป็นสายเลือดของหญิงคณิกาก็ยิ่งมีโอกาสที่จะมีโรคร้ายแฝงมากกว่าคนอื่น อีกทั้งในความคิดของพวกเขา เลือดที่ไหลอยู่ในตัวนางนั้นสกปรก

          แม้นางไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ แต่จำได้ถึงสีหน้าที่เจ็บปวดของเด็กสาวคนอื่นๆ สิ่งนี้ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ ยิ่งนึกก็ยิ่งหวาดกลัว

          นางกลัวว่าความรู้สึกกลัวที่เกิดขึ้น อาจทำให้ตนต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ยังที่แห่งนี้ จึงใช้มือที่เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อขยุ้มพรมที่พื้นเอาไว้แน่น บังคับตัวเองให้หันหน้าไปอีกทาง รอยยิ้มหวานในตอนแรกกลายเป็นรอยยิ้มเหยเก

          ความเป็นจริงทำให้นางรู้ว่ามู่หรงจิ่งเหอมิใช่ชายที่อ่อนโยน เขาไม่รู้จักทะนุถนอมหญิงงาม ไม่แม้แต่จะเสียเวลาเล้าโลมให้พร้อม ก็ใช้กำลังเข้าครอบครองอย่างไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไร

          เหมยหลินเจ็บแปลบจนต้องส่งเสียงร้อง หัวคิ้วย่นเข้าหากัน ตัวเกร็งอย่างทำอะไรไม่ถูก มีเหงื่อซึมออกจากไรผมที่อยู่ข้างขมับจนเปียกชุ่ม

          มู่หรงจิ่งเหออึดอัดกับความคับแน่นและแห้งผากของนาง คิ้วหนาเหมือนดาบของเขาย่นเข้าหากันเล็กน้อย ตะคอกเสียงเย็นว่า “ผ่อนคลายหน่อยสิ เกร็งแบบนี้ข้าเจ็บ”

          เหมยหลินได้ยินแล้วก็อยากด่ากลับไปเหลือเกิน แต่ความเป็นจริงนางทำได้แค่กัดริมฝีปากล่าง พยายามทำตัวให้ยอมรับความแสบร้อนของกองไฟกองใหญ่ในร่างให้ได้เร็วที่สุด จนกระทั่งปลายเล็บจิกเข้าฝ่ามือ ร่างกายที่ตึงเครียดจึงได้ผ่อนคลายลงบ้าง

          มู่หรงจิ่งเหอที่รับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลง ก็แสดงความเอาแต่ใจขึ้นมาทันที

          เหมยหลินรู้สึกตัวเพราะแสงไฟที่ส่องเข้าตา รวมไปถึงมือที่คลึงหน้าอกเล่นไม่หยุดหย่อน นางยังไม่ทันได้สติดี ความเจ็บปวดจากร่างกายก็จู่โจมให้นางได้รับรู้ ขับไล่ความสะลึมสะลือที่มีอยู่ในหัวไปจนหมดสิ้น

          นางถูกทำลายวรยุทธ ร่างกายอ่อนแอกว่าคนทั่วไป อีกทั้งหลายวันนี้ยังเดินทางไกล มีพิษร้ายที่รอวันกำเริบในตัว เมื่อถูกกระทำไปได้พักหนึ่ง นางถึงกับหมดสติ

          “ไม่รักดี!” เสียงพูดอย่างเรื่อยเฉื่อยของมู่หรงจิ่งเหอดังขึ้นข้างหู สร้างความตื่นตระหนกให้เหมยหลิน นางไม่เข้าใจว่าตนเองไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจ รอจนกระทั่งนางพยายามลืมตาขึ้นได้ ค่อยพบว่าคนที่เขาพูดด้วยนั้นมิใช่นาง

          แสงไฟในกระโจมทำให้รู้ว่ายังคงเป็นเวลากลางคืน มู่หรงจิ่งเหอใช้มือข้างหนึ่งยันศีรษะนอนตะแคงอยู่ข้างตัว เสื้อที่สวมอยู่เปิดออกครึ่งหนึ่ง เขามีกล้ามเนื้อชัดเจน มิได้เป็นเนื้อเหลวๆ อย่างที่คิดเอาไว้ เพียงแต่ผิวหนังของเขาดูเป็นสีขาวแกมเทาเหมือนกับสีใบหน้า ดูแล้วไม่ใช่สีผิวของคนปกติ

          ตอนนี้ดวงตาที่ดูเหมือนคนนอนหลับไม่เต็มอิ่มมองยังพื้นที่บริเวณประตูกระโจม ดูเหมือนจะยิ้มก็ไม่เชิง มืออีกข้างที่ว่างอยู่ลูบไล้หน้าอกเปลือยเปล่าของนาง

          เหมยหลินสะกดความวู่วามที่คิดจะปัดมือเขาทิ้ง เอียงหน้ามองไปด้านนอก

          พื้นที่กลางกระโจมตอนนี้ นางเห็นอาไต้คุกเข่า เส้นผมของนางถูกปล่อยสยายอยู่กลางหลัง สีหน้าหดหู่ แต่กระนั้นนางยังยืดหลังตรงอย่างหยิ่งทะนง มีองครักษ์สองคนยืนคุมอยู่ด้านหลัง

          เหมยหลินตัวแข็ง นางพยายามเอียงร่างให้เบาที่สุด พร้อมกับยื่นมือคลำไปข้างๆ คิดจะหาอะไรมาคลุมร่างเปลือยของตน

          มู่หรงจิ่งเหอรู้ว่านางรู้สึกตัวแล้วจึงหลุบตามองเพียงแวบเดียว ก่อนเลื่อนสายตาไปยังอาไต้ที่ยังคงมองตรงมาด้วยความหยิ่งผยองแฝงด้วยความดูแคลน ดวงตาของมู่หรงจิ่งเหอมีรอยยิ้ม แต่น้ำเสียงที่พูดนั้นเย็นชาอย่างที่สุด

          “ตบปาก ทำให้นางรู้ว่าอยู่ในฐานะอะไร”

          ขณะที่พูด เขาก็พลิกตัวทับร่างของเหมยหลินอีกครั้ง      

          เหมยหลินได้แต่ส่งเสียงครางเบาๆ รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอีกหน แต่นางยังต้องโอบแขนรอบตัวของชายที่อยู่ด้านบน เพื่อมิให้ร่างเปลือยเปล่าของตนปรากฏสู่สายตาของคนอื่น

          สิ่งที่ตามมาหลังจากคำตอบรับ ก็คือเสียงตบหน้าฉาดแล้วฉาดเล่า

          “เจ้าเชื่อฟังดี” มู่หรงจิ่งเหอกระซิบอยู่ข้างหูของเหมยหลิน ลมหายใจร้อนๆ กระทบกับใบหู ทำให้นางขนลุกซู่ นางอยากพูดประจบไปตามเรื่องสักสองประโยคก็ยังทำไม่ได้ รู้สึกลำคอแห้งผากจนไม่อาจเปล่งเสียงออกมา พยายามฉีกยิ้มอย่างเอียงอาย ทำให้ดูมีเสน่ห์จับใจมากที่สุด

          นางหลับตา ในหัวมีแต่ภาพดอกสาลี่ที่บานอยู่บนกิ่งสีน้ำตาลเข้ม เพื่อให้จิตใจที่เคร่งเครียดผ่อนคลายลง

          ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ขณะที่สติสัมปชัญญะของนางเริ่มหลุดลอย มู่หรงจิ่งเหอก็ผละออกจากร่างนางในที่สุด เสียงตบหน้าหยุดไปแล้วเช่นกัน แต่ไม่ได้ยินเสียงอาไต้ร้องขอความเมตตาเลยสักคำเดียว

          มู่หรงจิ่งเหอมองมุมปากที่แตกจนมีเลือดซึมออกมา แต่ยังคงเงยหน้าที่บวมเป่งสบตากับเขาอย่างไม่เกรงกลัวของอาไต้ แล้วเกิดความประหลาดใจเล็กน้อย เขายิ้มเยาะ ถามขึ้นว่า “ยังไม่ยอมศิโรราบอีกงั้นหรือ”

          อาไต้ไม่ตอบ แต่ความดูแคลนในแววตาของนางเข้มข้นมากขึ้น

          มู่หรงจิ่งเหอคลึงหัวคิ้ว เขาไม่คิดจะพูดมากไปกว่านี้ โบกมือออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ลากตัวออกไป ถือว่าข้าตอบแทนความลำบากของพวกเจ้า” ความหมายของเขาชัดเจนอย่างยิ่งว่ามอบนางให้กับองครักษ์ที่อยู่ในนี้ทั้งหมด

          “ไม่--” เมื่อเห็นแววตาของทหารสองคนที่จับตัวนางเอาไว้เปล่งประกายแวววาว กำลังจะคุกเข่ากล่าวขอบคุณ ปราการแห่งการไม่ยอมแพ้ของอาไต้พังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี นางกรีดร้องอย่างตื่นตระหนก

          เสียงร้องของนางนั้นโหยหวน เต็มไปด้วยความหวาดกลัวกระทบกับโสตประสาทของเหมยหลิน

          นางตัวสั่นขึ้นมาคราหนึ่ง ลืมตาขึ้น

          ทันเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเป็นต่อของมู่หรงจิ่งเหอเข้าพอดี

          สุดท้ายแล้วอาไต้ยังคงต้องก้มหัวให้เขา นางคิดในใจ แต่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือ นางไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะนางเดาได้ว่ามันจะต้องจบลงเช่นนี้ตั้งแต่แรก

          ต่อมา นางค่อยรู้ว่าที่แท้แล้วคืนนั้นอาไต้คิดหนี

            วันรุ่งขึ้นท้องฟ้ายังไม่สว่างดี

          เหมยหลินถูกเตะเบาๆ จนตื่น อีกด้านหนึ่งก็คือมู่หรงจิ่งเหอที่กำลังใส่เสื้อผ้าโดยมีคนสนิทคอยให้การรับใช้ เขาใส่เสื้อไปพลาง ใช้เท้าเตะนางอย่างไม่หนักไม่เบาไปพลาง เตะจนเห็นว่านางลืมตาตื่นแล้วค่อยหยุด

          “ลุกขึ้นมา วันนี้ข้าอนุญาตให้เจ้าไปล่าสัตว์ด้วย” ขณะที่พูดประโยคนี้เขาทำท่าราวกับกำลังสร้างบุญคุณอันยิ่งใหญ่กับนาง

          เหมยหลินปวดกระบอกตาจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ฟังเขาพูดแล้วก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ขยับร่างเปลือยเปล่าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่ม แม้จะขยับเพียงเล็กน้อยก็เจ็บปวดจนนางสะดุ้ง ใบหน้ายับย่นเข้าหากัน แต่เมื่อเห็นสายตาของมู่หรงจิ่งเหอที่มองมาอย่างไม่ใส่ใจทำให้นางพยายามยันร่างที่ปวดเมื่อยจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงลุกขึ้นนั่ง จากนั้นควานหาเสื้อผ้าที่อยู่รอบๆ มาใส่

          คงเพราะนางคุ้นเคยกับการฝึกฝนทั้งๆ ที่ยังบาดเจ็บอยู่มานาน แม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้นางยังไม่คิดจะหาข้ออ้างปฏิเสธมู่หรงจิ่งเหอแต่อย่างใด

          ตอนที่ออกไปนอกกระโจม นางเห็นอาไต้ที่ตัดสินใจอยู่ข้างกายมู่หรงจิ่งเหอยืนรอในชุดเสื้อผ้าที่สวมใส่เรียบร้อยอยู่ด้านหน้า นางก้มหน้าส่งคนทั้งสองอย่างนอบน้อม ทว่ายามที่เหมยหลินเดินผ่าน อาไต้เงยหน้า ใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลนและรังเกียจมองมา เห็นชัดถึงอาการดูแคลนเหมยหลินที่ยอมทำตัวต่ำต้อย

          เหมยหลินได้แต่ยิ้ม เดินจากไปอย่างไม่ใส่ใจ

          มู่หรงจิ่งเหอมิได้เรียกให้คนเตรียมม้าสองตัว แต่ให้เหมยหลินนั่งอยู่บนหลังม้าตัวเดียวกับเขา เหมยหลินไม่เข้าใจถึงจุดประสงค์ แต่นางรู้ดีว่าไม่ใช่เพราะเขาเกิดความโปรดปรานหลังจากมีสัมพันธ์กันไปหนึ่งคืนเป็นแน่ แต่อาจอยากจะกวนโทสะฮ่องเต้มากกว่า

          นางคิดก่อนออกจากที่พักว่าทีท่าของฮ่องเต้จะเป็นเช่นไร

          แล้วก็จริงดังคาด เมื่อเห็นตนนั่งอยู่บนหลังม้าตัวเดียวกับมู่หรงจิ่งเหอ ฮ่องเต้ก็หน้าเขียวหน้าดำ โกรธจนหนวดแทบกระดิก แต่เพราะอยู่ต่อหน้าธารกำนัลจึงไม่อาจแสดงความไม่พอใจใดๆ ออกมาได้ ดูน่าขบขันยิ่งนัก แม้ตอนแรกเดาจุดประสงค์ของมู่หรงจิ่งเหอไม่ออก แต่เมื่อเห็นหญิงสาวในชุดนักรบ ความข้องใจทั้งหลายก็มลายหาย อีกทั้งยังเข้าใจแล้วว่าเหตุใดอาไต้จึงได้รับการตามใจเป็นพิเศษ

          สถานที่พบกันคือชายป่า ในขณะที่เหมยหลินตัวสั่นด้วยความเจ็บปวดจนแทบจะทนไม่ไหว หญิงสาวบนหลังอาชาสีดำสนิทก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตา หรือควรจะบอกว่า ความจริงแล้ว มู่หรงจิ่งเหอวนเวียนอยู่แถวชายป่าไม่ยอมเข้าไปก็เพื่อรอหญิงนางนี้ เมื่อเห็นว่านางมาถึงจึงได้ขี่ม้าเข้าไปหา

          “ลั่วเหมย”

          ไม่ต้องหันกลับไปมอง เหมยหลินก็รับรู้ได้ถึงความตื่นเต้นยินดีของมู่หรงจิ่งเหอที่เกิดขึ้นในทันที

          มู่เหย่ลั่วเหมยเป็นแม่ทัพหญิงคนเดียวของแคว้นเหยียน ไม่ว่าใครล้วนเคยได้ยินชื่อเสียงของนาง ดังนั้นเหมยหลินก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่รู้จัก แต่นางคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเป็นหญิงสาวอายุน้อยเช่นนี้

          เมื่อระยะห่างถูกดึงเข้ามาใกล้ ใบหน้าที่อยู่ใต้หมวกขนสัตว์เริ่มเห็นชัดขึ้น ดวงตากลมโต ริมฝีปากเล็กเป็นกระจับ ผิวกายขาวราวกับไขมันแพะ นับเป็นหญิงงามสะคราญโฉมคนหนึ่ง เพียงแต่ดวงตาของนางดูคมกล้ามากเกินไป เมื่อนางสวมชุดนักรบจึงดูทะนงองอาจอย่างที่หาได้ยากในสตรี

          หญิงงามกวาดตามองเหมยหลินที่นั่งอยู่ข้างหน้ามู่หรงจิ่งเหออย่างรวดเร็ว ก่อนพ่นเสียงขึ้นจมูก จากนั้นดึงบังเหียนบังคับม้าวิ่งเข้าไปในป่าโดยมิได้พูดสิ่งใด เหมยหลินสังเกตเห็นจมูกที่ปลายค่อนข้างแหลม อีกทั้งเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างคนดื้อรั้นของนาง พบว่าคล้ายคลึงกับของอาไต้อยู่มาก เพียงแต่เป็นจมูกที่ดูแล้วเข้ากับใบหน้าของนางได้เหมาะเจาะมากกว่าของอาไต้ ทำให้เหมยหลินเข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดอาไต้จึงเป็นที่ถูกใจของมู่หรงจิ่งเหอแต่แรกพบ คงเพราะอาไต้มีจมูกที่ดูคล้ายกับแม่ทัพหญิงผู้นี้

          มู่หรงจิ่งเหอเคยชินกับความเย็นชาที่อีกฝ่ายแสดงออก จึงมิได้เก็บมาใส่ใจ เขาบังคับม้าตามไปด้านหลัง พร้อมกับโบกมือห้ามองครักษ์ไม่ให้ตามเข้าไป

          การล่าสัตว์เมื่อวานนี้ทำให้ป่าแห่งนี้ถูกถางจนมีเส้นทางเล็กๆ นับไม่ถ้วน ม้าวิ่งได้อย่างไม่ลำบาก แต่ย่อมไม่มีสัตว์ป่าให้ล่า ถ้าคิดจะล่าสัตว์จะต้องเข้าไปลึกกว่านี้ เวลาแค่หนึ่งก้านธูปก็พบคนขี่ม้ามาหลายกลุ่ม รวมถึงมู่หรงเสวียนเลี่ยและองครักษ์ของเขา

          เมื่อเห็นมู่หรงจิ่งเหอขี่ม้าตามหลังหญิงสาวคนหนึ่งโดยมีหญิงอีกคนหนึ่งอยู่ในอ้อมกอดทำให้มู่หรงเสวียนเลี่ยทั้งโมโหทั้งขบขัน พูดจากระเซ้าเย้าแหย่น้องชายไปหลายคำ แล้วขี่ม้าลับหายไปในป่าด้านในอย่างรวดเร็วก่อนที่มู่เหย่ลั่วเหมยจะบันดาลโทสะ

          มู่เหย่ลั่วเหมยไม่รู้จะระเบิดโทสะนี้กับใครดี จึงหันกลับมาถลึงตาใส่มู่หรงจิ่งเหอ พูดเสียงกระด้างว่า “อย่าตามมาอีก ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะหัวเราะเยาะเอาได้” พูดจบ นางก็กระแทกสีข้างม้า วิ่งตรงไปด้านหน้าราวกับพายุ

          ครั้งนี้มู่หรงจิ่งเหอมิได้ไล่ตามไปในทันที แต่พาเหมยหลินที่นั่งอยู่บนหลังม้า เดินไปยังทิศที่มู่เหย่ลั่วเหมยจากไปอย่างเนิบนาบ

          “เจ้าล่าสัตว์เป็นไหม” จู่ๆ เขาก็มีคำถาม

          เหมยหลินกำลังนั่งอย่างทรมาน เมื่อได้ยินคำถามก็ส่ายหน้า แต่นึกขึ้นได้ว่าไม่เหมาะสม จึงรีบตอบ “เรียนท่านอ๋อง ไม่เป็นเพคะ” นางไม่กล้ามองชายที่กำลังคุยด้วย ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หรืออาจเป็นเพราะเหตุการณ์เมื่อคืนที่ทำให้เกิดเงาดำในใจของนาง

          นางคิดว่าคำถามที่ถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยจะยุติลงอย่างรวดเร็ว

          แต่ที่ไหนได้ มู่หรงจิ่งเหอกลับพูดอย่างตื่นเต้น ไม่รู้ว่าเอ็นเส้นไหนของเขาเกิดปัญหาขึ้นมา

          “ข้าสอนให้”

          พูดจบก็หยิบหน้าไม้ที่อยู่บนหลังม้าออกมา จับมือนางสอนทีละขั้นตอน เหมือนไม่สนใจกับการจากไปของมู่เหย่ลั่วเหมยแต่อย่างใด

          เหมยหลินเคยฝึกการใช้คันธนูและหน้าไม้ในองค์กรลับมาก่อน แต่ตอนนี้นางไร้วรยุทธ ให้ง้างสายธนูทั่วไปก็ยังทำไม่ได้ ยังดีที่มู่หรงจิ่งเหอใช้หน้าไม้ด้ามเล็กที่ประดิษฐ์ขึ้นอย่างประณีต เวลาใช้จึงไม่ต้องออกแรงมาก เพียงแต่นางทำตัวไม่ถูกกับท่าทีที่เปลี่ยนไปเป็นอ่อนโยนและเอาใจของเขา ไม่รู้จะวางมือตรงไหน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้หน้าไม้

          มู่หรงจิ่งเหอหัวเราะขบขันกับท่าทางเงอะงะของนางไม่หยุด ยิ่งพยายามที่จะสอนให้นางใช้หน้าไม้ล่าสัตว์ให้ได้

          คนทั้งสองเข้ามาในป่าลึกตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ รอบด้านไม่มีร่องรอยของคนอื่น ตอนนี้เองพุ่มไม้ไหวไปมา มู่หรงจิ่งเหอบังคับม้าให้หยุด กระซิบข้างหูเหมยหลิน “ดูทางโน้นให้ดี” เขาพูดพร้อมกับยกแขนที่จับหน้าไม้ของนางขึ้นทั้งสองข้างให้เล็งไปยังเป้าหมาย

          ไอร้อนที่รดใบหูกับอ้อมแขนที่โอบอยู่รอบตัวทำให้เหมยหลินตัวแข็งทื่อ ความรู้สึกเลื่อนลอยไปชั่วขณะ ยังไม่ทันตั้งสติ ลูกดอกบนหน้าไม้ถูกยิงเข้าใส่พุ่มไม้ตรงหน้า

          “ยิงถูกแล้ว” มู่หรงจิ่งเหอปล่อยมือ น้ำเสียงกลับเป็นปกติ

          แรงกระเพื่อมเล็กน้อยจากหน้าอกที่อยู่ชิดแผ่นหลัง และน้ำเสียงที่แหบต่ำเล็กน้อยของเขาทำให้เหมยหลินรู้สึกว่ามันน่าฟังขึ้นมาชั่วขณะ นางรีบสะบัดหน้า กัดริมฝีปากเพื่อให้ความเจ็บแปลบดึงสติกลับมา มีเหงื่อซึมที่แผ่นหลังเป็นชั้นบางๆ

          นี่นางเกือบหลงเสน่ห์ของเขาเสียแล้ว

          ตั้งแต่จำความได้ นางเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย เผชิญหน้ากับความไร้เมตตา ความเย็นชาของผู้คนมาตลอด นางสามารถรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย แต่ไม่เคยมีคนบอกนางว่า ถ้าคนอื่นทำดีกับนาง นางควรทำอย่างไร

          “ลงไปดูสิ” ในขณะที่ความคิดล่องลอย เสียงมู่หรงจิ่งเหอดังขึ้นอีกครั้ง จากนั้นร่างของนางถูกเขายกลงจากหลังม้า เท้าสัมผัสถูกพื้นดิน

          คงเพราะนั่งอยู่บนหลังม้านานเกินไป อีกทั้งยังไม่ฟื้นตัวจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เท้าที่แตะถูกพื้นดินของเหมยหลินไร้เรี่ยวแรงจนแทบจะล้มลงกับพื้น แต่ยังดีที่มู่หรงจิ่งเหอคว้าตัวเอาไว้ได้ทัน รอจนนางยืนได้ดีแล้ว ค่อยปล่อยมือ

          เหมยหลินตั้งสติ เดินตรงไปยังพุ่มไม้อย่างยากเย็น เมื่อปัดใบไม้ออก เห็นกระต่ายป่าสีเทานอนตายอยู่ มีลูกดอกปักอยู่ตรงหน้าท้องของมันอย่างแม่นยำ นางจับเอวที่ปวดเมื่อย ยันตัวเองให้นั่งยองลงกับพื้น ดึงหูกระต่ายขึ้นมา แล้วหันกลับไปมองมู่หรงจิ่งเหอ

          ร่างของเขาหันหลังให้กับดวงอาทิตย์ จึงมองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน แต่กลับทำให้นางรับรู้ถึงแรงกดดันและน่าเกรงขามแผ่กระจายออกจากตัวของเขา

          เดิมทีนางคิดว่าเขาเป็นคนไร้พิษภัย แต่จากที่เห็นตอนนี้ เขาอาจจะเป็นคนที่น่ากลัวมากกว่าใครก็เป็นได้ เหมยหลินนิ่วหน้าให้กับความผิดพลาดในการดูคนของตัวเอง

          “คิดอะไรอยู่” มู่หรงจิ่งเหอเห็นนางนั่งยองอยู่นานแล้วไม่ลุกขึ้นเสียที จึงบังคับม้าให้เดินมาใกล้ๆ

           เมื่อเห็นเขาเข้ามาใกล้ เหมยหลินเกิดความหวั่นใจขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ รีบลุกยืน พูดยิ้มๆ ว่า “กำลังคิดว่าการยิงของท่านอ๋องแม่นมากเพคะ”

          “เมื่อจะยิงก็ต้องยิงให้โดนในครั้งเดียว มิเช่นนั้นสัตว์ที่เราจะล่าจะระวังตัวขึ้นมา คิดจะจับมันอีกครั้ง ก็ต้องใช้เวลามากขึ้น” มู่หรงจิ่งเหอตอบเสียงเนิบนาบ น้ำเสียงของเขาทำให้เหมยหลินตัวเย็นวาบ

          ความกระวนกระวายใจผุดขึ้นมาทันที นางรู้สึกว่าคำพูดนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น

          แต่นางยังไม่มีเวลาให้คิดมากไปกว่านี้ มู่หรงจิ่งเหอโน้มตัวลงมาอุ้มนางขึ้นหลังม้า มุ่งหน้าไปเข้าป่าส่วนลึกที่ยังไม่มีใครเข้าไปถึง มีไก่ฟ้า มีกวางป่าวิ่งให้เห็นอยู่ไม่ไกลเป็นระยะ แต่เขามิได้ลงมืออีก สร้างความงุนงงให้กับเหมยหลินอย่างยิ่ง

          “ท่านอ๋อง ไม่ล่าอะไรอีกหรือเพคะ” จากการให้รางวัลเป็นหญิงงามเมื่อคืนนี้ เห็นได้ชัดว่าใครล่าสัตว์ได้มากจะเป็นการแสดงถึงความสามารถที่มีอยู่ และเกี่ยวเนื่องกับเกียรติยศที่จะติดตัวไปด้วย

          คิดไม่ถึงว่า มู่หรงจิ่งเหอจะตีไปบนตัวกระต่ายป่าที่มัดอยู่ที่สะโพกม้า ตอบว่า “แล้วนี่ไม่ใช่หรือ”

          เหมยหลินอับจนคำพูด

          เขาหยุดไปเล็กน้อย “ให้เอาชีวิตสัตว์ตัวเล็กๆ ที่ไม่มีแรงขัดขืนแล้วก็ยังใช้ประโยชน์ใดไม่ได้พวกนี้ มีอะไรดีกันเล่า...”

          ขณะที่คุยกันอยู่ มีเงาสีแดงวิ่งผ่านพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกลด้านหน้าอย่างรวดเร็ว มู่หรงจิ่งเหอหยุดพูด ยกหน้าไม้ขึ้นเล็ง แต่ทันทีที่ลูกดอกพุ่งเข้าใส่เป้าหมาย มีลูกธนูดอกหนึ่งยิงใส่ลูกดอกของเขาจนมันเบี่ยงทิศ ทำให้เงาสีแดงนั้นหายลับไปในป่าลึก

          มู่เหย่ลั่วเหมยขี่อาชาสีดำตัวใหญ่กว่าอาชาทั่วไปออกมาจากต้นไม้ด้านหลัง คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้น ขณะมองมู่หรงจิ่งเหอ น้ำเสียงของนางราบเรียบ “มู่หรงจิ่งเหอ พวกเรามาประลองกันดีไหม” ที่ว่าจะประลองอะไรนั้นก็ย่อมหนีไม่พ้นการจับเจ้าตัวสีแดงที่เพิ่งลับหายไปเมื่อครู่

          ไม่รู้ว่ามู่เหย่ลั่วเหมยมาอยู่ด้านหลังของพวกตนได้อย่างไร จากการเรียกขานที่มีทั้งสกุลทั้งชื่อของมู่หรงจิ่งเหอแล้ว ทำให้เหมยหลินคิดว่า มู่เหย่ลั่วเหมยคงมิได้ไม่สนใจมู่หรงจิ่งเหออย่างที่นางแสดงออกมาให้คนอื่นเห็น ยิ่งไปกว่านั้น คนทั้งสองน่าจะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งโดยที่คนนอกไม่รู้ นี่เป็นแค่การคาดเดา แต่ที่ไม่ต้องคาดเดาก็คือ สีหน้าของมู่หรงจิ่งเหอที่แปรเปลี่ยนเป็นยินดีเมื่อเห็นการปรากฏตัวของมู่เหย่ลั่วเหมย

          “ถ้าลั่วเหมยต้องการ ข้าก็ยินดี” เขาพูดยิ้มแย้ม มือข้างหนึ่งถือหน้าไม้ มือข้างหนึ่งโอบตัวเหมยหลิน ทำท่าจะบังคับม้าให้ไปยังทิศที่เงาสีแดงลับหายไป แต่ถูกมู่เหย่ลั่วเหมยขี่ม้าเข้ามาขวาง

          “ท่านจะพานางไปด้วย?” นางใช้ปลายคางบุ้ยมาทางเหมยหลิน พูดติดยโสว่า “ถึงข้าจะเอาชนะได้ก็ดูไม่สมเกียรติล่ะ”

          เหมยหลินใจหายวูบ ยังไม่ทันจะมีปฏิกิริยาใดๆ มู่หรงจิ่งเหอหัวเราะเบาๆ จากนั้นนางรู้สึกว่าตนถูกยกตัวลงจากหลังม้าแล้ว

          “รออยู่ตรงนี้” เขาโน้มตัวลงมาพูดกับเหมยหลินที่มองตาค้าง เสียงของเขาอ่อนโยนก็จริง แต่ความสนใจกลับมิได้อยู่ที่ตัวนาง พูดจบก็บังคับม้าวิ่งตามหลังมู่เหย่ลั่วเหมยเข้าไปในป่าลึก

          เหมยหลินยืนนิ่งอยู่บนพื้นที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า ลมเย็นพัดถูกตัวจนนางสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ

          เหมยหลินไม่คิดมาก นางหาพื้นที่มีใบไม้นิ่มๆ ทับถมกันเป็นชั้นหนา ออกแรงกดให้เรียบ แล้วนั่งสัปหงกอยู่บนนั้น แม้จะถูกทิ้งเอาไว้กลางป่า แต่ร่างกายที่เหนื่อยล้าและเจ็บปวดก็ได้พักผ่อนเสียที นับเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง

          นางเข้าใจดีว่าจุดประสงค์ที่มู่หรงจิ่งเหอพาตนออกมาด้วยนั้นบรรลุผลแล้ว การแสดงออกของมู่เหย่ลั่วเหมยนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่านางชอบมู่หรงจิ่งเหอมากแค่ไหน อย่างน้อยนางก็ไม่พอใจที่ความสนใจของมู่หรงจิ่งเหอถูกแบ่งปันมาให้หญิงอื่น มิเช่นนั้นคงไม่ย้อนกลับมาหาแล้วใช้ข้ออ้างขอแข่งขัน ทำให้เขาทิ้งสิ่งที่นางขัดหูขัดตาเอาไว้ นั่นก็คือเหมยหลินนั่นเอง

          เริ่มแรก เหมยหลินคิดว่าพวกเขาคงจะกลับมาในเวลาไม่นาน จึงไม่กล้านอนหลับลึก แต่พอเห็นดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ท้องที่ว่างเปล่าก็เริ่มประท้วง แต่ก็ยังไม่เห็นมีใครกลับมา ทำให้นางรับรู้ว่าพวกเขาคงลืมตนไปแล้ว

          เมื่อเข้าใจถึงเรื่องนี้ จึงตัดสินใจเอนตัวนอนบนกองใบไม้ ถือโอกาสที่ยังมีแสงแดดให้ความอบอุ่น นอนหลับอย่างสบายใจ ไม่สนใจว่าจะมีอันตรายใดๆ

          นางหลับสนิทจนกระทั่งดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยไปทางทิศตะวันตกความหนาวเย็นในฤดูสารทแทรกตัวเข้ามาแทนที่

          ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาตลอดทั้งวัน เหมยหลินคลึงท้องขณะที่ทอดตามองไปยังก้อนเมฆที่ถูกย้อมด้วยแสงอาทิตย์สีแสดลอยอยู่บนท้องฟ้าสีครามผ่านช่องใบไม้ที่อยู่เหนือศีรษะ เสียงถอนหายใจยาวดังเบาๆ

          นางควรถือโอกาสนี้หนีไปจากที่นี่ ไปใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาดีไหม?

          ความคิดที่เต็มไปด้วยความคาดหวังฉายชัดทางดวงตา แต่หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวก็จางหายไป นางไม่ลืมว่าตัวเองถูกยาพิษ และต้องกินยาแก้พิษทุกเดือน ไม่เช่นนั้น เวลาพิษกำเริบจะทรมานจนทำให้นางตายก็ไม่ได้อยู่ก็ไม่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นางไม่มีอะไรที่จะป้องกันตัวเองได้เลย แล้วจะหนีไปที่ไหน จะให้ไปเป็นขอทานงั้นหรือ ตอนนี้มู่หรงจิ่งเหอยังไม่ไล่นาง ต่อให้เขาออกปากให้นางไปได้ ยังเกรงว่านางคงต้องร่ำไห้คุกเข่า ขอให้เขาเก็บตัวนางไว้

          เหมยหลินล้วงหวีไม้ในอกเสื้อออกมาหวีผมที่มีเศษใบไม้ออกจนสะอาดดีแล้วค่อยรวบผมเป็นมวยอย่างง่ายๆ ลุกขึ้นเดินกลับไปตามเส้นทางที่ผ่านมาตอนเช้า ถ้ายังไม่ออกไปตอนนี้ เย็นกว่านี้ก็จะยิ่งลำบาก ป่าตอนกลางคืนมีอันตรายอยู่รอบด้าน ถึงจะเป็นนายพรานที่มีประสบการณ์ยังต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น นับประสาอะไรกับหญิงอ่อนแอ ไม่มีแรงแม้แต่จะจับไก่อย่างนาง

          สิ่งเดียวที่ทำให้นางรู้สึกโชคดีตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ก็คือ หลังจากได้พักผ่อนไปแล้ว ร่างกายก็เริ่มดีขึ้น ไม่เจ็บปวดมากเท่าตอนเช้า นางไม่กลัวว่าจะหลงป่า เพราะการฝึกฝนจากองค์กรลับนั้นเป็นการฝึกอย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแต่ตอนนี้นางหิวจนแสบท้องไปหมด

          มีตั๊กแตนป่าตัวหนึ่งกระโดดไปเกาะที่ต้นไม้ที่อยู่ตรงหน้า เหมยหลินคว้าหมับ เด็ดหัวมันออก แล้วใส่ปากเคี้ยวสองสามที

          นางไม่มีเวลาไปหาอาหาร ได้แต่หาของกินระหว่างทางเดินกลับ มีผลไม้ป่าที่ทั้งฝาดทั้งขม มีหนอนตัวอัปลักษณ์ที่คนทั่วไปเห็นแล้วก็ขนลุกซู่ ของเหล่านี้นางจับกินหมด คนเราเมื่อหิวถึงระดับหนึ่ง ขอแค่เป็นของที่ไม่มีพิษและใส่ปากได้ ก็กินได้หมด ตอนนี้นางยังไปไม่ถึงขั้นนั้น แต่เมื่อก่อนเคยเป็น ในเมื่อกินได้ จะปล่อยให้ตัวเองหิวทำไม การเดินออกจากป่าลึกต้องใช้กำลังไม่น้อย

          เมื่อเข้าฤดูสารท ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้วท้องฟ้าก็มืดลงอย่างรวดเร็ว เดินไปได้ไม่เท่าไร รอบด้านมีแต่ความมืด ยังดีที่ดวงจันทร์เยี่ยมหน้าออกมา แม้จะมีแสงสว่างเพียงน้อยนิดแต่ก็ย่อมดีกว่าไม่มี

          เหมยหลินอาศัยแสงของดวงจันทร์มองหาร่องรอยที่ทิ้งไว้ตอนขามาไปพร้อมๆ กับหลบหลีกสัตว์ป่าที่ออกหากินตอนกลางคืน นางลำบากไม่น้อย ตอนนี้เองที่นางนึกถึงวรยุทธที่ถูกทำลายไป เพราะคิดถึงเรื่องนี้ทำให้นางคิดไปถึงเจ้านายที่ลึกลับและเดาใจได้ยากขึ้นมา

          ตอนนั้นนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดจะต้องทำลายวรยุทธของนาง เมื่อรู้ว่าภารกิจของตนเองคืออะไร นางค่อยเข้าใจ การทดสอบว่าใครมีวรยุทธหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องยาก หากหญิงงามที่ติดตามขบวนแต่งงานเชื่อมไมตรีเป็นวรยุทธ ย่อมเป็นเรื่องผิดสังเกตไปจนถึงสร้างความไม่สบายใจให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง

          นางถอนหายใจอย่างท้อแท้ คิดถึงชีวิตที่อยู่ในองค์กรลับ คิดถึงเรื่องเมื่อคืน คิดถึงการใช้ชีวิตต่อไปภายหน้าแล้ว พลันเกิดความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าจนแทบไม่มีแรงก้าวขาต่อไป

          เหมยหลินหยุดเดิน แนบหน้าผากกับต้นไม้ใหญ่ครู่หนึ่งจนกระทั่งรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย ค่อยสะบัดหน้าแรงๆ เพื่อไล่ความคิดที่มาโดยมิได้รับเชิญในความมืดมิดทิ้งไป กัดฟันเดินไปข้างหน้าต่อ

          “ไม่ว่าอย่างไร ข้าจะต้องหาทางไปจากตรงนี้ให้ได้” เสียงยุงบินอยู่ข้างหูทำให้เหมยหลินยกมือปัด นางพูดกับตัวเองเบาๆ ในขณะที่พูด มีภาพทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิดที่นางเห็นผ่านหน้าต่างรถม้าในปีนั้น รอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก

          กว่าจะออกจากป่าได้ ดวงจันทร์ก็ลอยอยู่กลางท้องฟ้า เหมยหลินเห็นแสงไฟจากกระโจมที่อยู่ไกลออกไป ขาที่กำลังจะก้าวต่อไปกลับหนักอึ้งจนยกไม่ขึ้น

          ไม่อยากกลับไปเลย! เหมยหลินได้แต่ยิ้มให้กับความคิดของตัวเอง

          ทว่านางไม่มีเวลาคิดนานไปกว่านี้ เสียงตวาดดังขึ้นไม่ไกล “ใครน่ะ”

          เสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นพร้อมกับทหารขี่ม้าขบวนหนึ่งที่พุ่งตรงมาทางนี้ คนที่นำหน้าสวมชุดสีดำรัดกุม มีนกเหยี่ยวเกาะอยู่บนไหล่ ใบหน้าหล่อเหลาจนหัวใจเต้นโครมครามนั่นก็คือองค์ชายใหญ่มู่หรงเสวียนเลี่ย ม้าขององครักษ์ที่ตามอยู่ด้านหลังมีสัตว์ที่ถูกล่ามาได้ห้อยอยู่เต็มหลังม้า พวกเขายังล่าแมวดาวมาด้วยตัวหนึ่ง

          เหมยหลินไม่คิดว่าจะเจอกับองค์ชายใหญ่ตรงนี้ จึงยืนนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนย่อตัวทำความเคารพ

          “ถวายบังคมองค์ชายใหญ่” ดูจากสภาพของพวกเขาแล้วคงจะเพิ่งกลับมาเช่นกัน ไม่รู้ว่ามู่หรงจิ่งเหอและมู่เหย่ลั่วเหมยกลับมาหรือยัง

          มู่หรงเสวียนเลี่ยหรี่ตามองนางอย่างพินิจ ก่อนนึกขึ้นได้ว่านางเป็นใคร จึงถามอย่างสงสัย “เจ้าตามเจ้าสามเข้าป่าไปเมื่อเช้าไม่ใช่หรือ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่คนเดียว องค์ชายสามอยู่ไหน”

          คำถามที่ถามเป็นชุดทำให้เหมยหลินตอบไม่ถูก แต่จะไม่ตอบก็ไม่ได้ หลังจากใช้ความคิดเล็กน้อย นางตอบไปว่า “บ่าวพลัดหลงกับองค์ชายสามในป่าเพคะ เลยมาดูว่าองค์ชายสามกลับมาแล้วหรือยัง...” ตอนนี้นางเพิ่งรู้ว่ามู่หรงจิ่งเหอเป็นบุตรชายคนที่สาม ถ้าอย่างนั้นก่อนหน้าเขาก็ยังมีองค์ชายอีกคนหนึ่ง แล้วทำไมเมื่อวานถึงไม่เห็น

          ขณะที่เหมยหลินตอบคำถาม องครักษ์ที่อยู่ด้านหลังมู่หรงเสวียนเลี่ยเข้ามากระซิบข้างหูของเขาอยู่สองสามคำ เขาหันมามองนางอีกครั้ง ดวงตาเรียวยาวเป็นตาหงส์ของเขามีความสงสารฉายอย่างชัดเจน ไม่รู้ว่าเขารู้ว่านางถูกมู่หรงจิ่งเหอทิ้งไว้กลางทาง หรือเป็นเพราะเหตุผลอื่น

          “ไปด้วยกันกับพวกเราเถอะ” เขายกมือให้คนหาม้ามาให้นางตัวหนึ่ง แล้วพยุงให้นางขึ้นนั่ง

          เหมยหลินอยากเดินมากกว่าที่จะขึ้นนั่งบนหลังม้า แต่เพราะเหตุผลนั้นยากเกินกว่าจะบอกให้ใครฟัง อีกทั้งจะปฏิเสธก็ไม่ได้ จำต้องทำตัวให้ดูเป็นปกติ ไม่ให้ใครเห็นถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

          จะว่าไปถือว่านางเป็นคนของมู่หรงจิ่งเหอแล้ว ระหว่างทางมู่หรงเสวียนเลี่ยจึงไม่พูดคุยด้วย

          เหมยหลินขี่ม้าอยู่หลังสุด บางครั้งนางเงยหน้ามองแผ่นหลังที่งามสง่าของเขา แล้วอดไม่ได้ที่จะคิดถึงกลิ่นกำยานที่ได้จากตัวเขาเมื่อคืนนี้ พลันเกิดความกระวนกระวายใจ

          คนของมู่หรงเสวียนเลี่ยพาเหมยหลินมาส่งถึงหน้ากระโจมของมู่หรงจิ่งเหอ เมื่อรู้ว่ามู่หรงจิ่งเหอกลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว จึงค่อยบังคับม้าจากไป

          ตอนที่เหมยหลินเข้ามา มู่หรงจิ่งเหอนั่งพิงหมอนอิงอย่างเกียจคร้าน เขาดื่มสุราไปพร้อมๆ กับหรี่ตามองอาไต้ที่นั่งคุกเข่าเล่นกับเจ้าตัวเล็กสีแดงเพลิงอยู่ข้างกาย

          เหมยหลินยืนทำความเคารพอยู่หน้ากระโจม มิได้เดินเข้าไป อีกครู่ใหญ่ๆ กว่ามู่หรงจิ่งเหอค่อยสังเกตเห็นนาง เขาเหลือบตา กวักมือเรียก

          เหมยหลินเดินเข้ามา เพราะเขาเอนตัวกึ่งนั่งกึ่งนอนนางจึงไม่กล้ายืนค้ำศีรษะ คุกเข่าลงเหมือนอาไต้ แต่ยังไม่ทันจะคุกเข่าลงดี ก็ถูกมู่หรงจิ่งเหอดึงเข้าไปกอด เขาซุกหน้า ดมซอกคอของนาง ก่อนใช้น้ำเสียงเป็นกันเองถามนางว่า “ไปคลุกตัวกับดอกไม้ที่ไหน มีกลิ่นติดไปทั้งตัวอย่างนี้”

          สีหน้าแววตาของเขาเหมือนไม่เคยทิ้งนางไว้กลางป่าเพียงลำพัง อย่าว่าแต่ความรู้สึกผิด แม้แต่ข้ออ้างใดๆ ก็ไม่มีให้กับนางสักคำเดียว

          สำหรับเหมยหลินแล้ว นางไม่รู้จะรับมือกับคนที่ทำดีกับนางอย่างไร แต่กับสถานการณ์เช่นนี้ กลับมิใช่เรื่องยากสำหรับนาง

          “ท่านอ๋องพูดอะไรเพคะ นี่เข้าฤดูสารทแล้วยังจะมีกลิ่นดอกไม้จากที่ไหนอีก ก็แค่กลิ่นต้นไม้ใบหญ้าบนเขาเท่านั้นเอง” นางแสร้งพูดอย่างไม่จริงจัง ทำท่ายกแขนเสื้อขึ้นมาดม ไม่พูดถึงเรื่องเมื่อเช้า ไม่มีแม้แต่คำตัดพ้อใดๆ ทั้งสิ้น

          “ใช่หรือ ไหนให้ข้าดมอีกทีสิ...” มู่หรงจิ่งเหอพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ชะโงกหน้าเข้ามาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป้าหมายก็คือหน้าอกที่อวบอิ่มกว่าหญิงอื่น

          เหมยหลินสะดุ้ง คิดถึงประสบการณ์เมื่อคืนนี้ พลันรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั้งตัว ในยามคับขันพลันเกิดปัญญา นางยกมือปิดหน้าอกอย่างตกใจ ทำให้อีกฝ่ายไม่รู้สึกว่านางกำลังปฏิเสธ แต่ทำไปเพราะความเขินอายมากกว่า นางยังแสร้งเปล่งเสียงพูดขัดเขิน