เริ่มแรก เหมยหลินคิดว่าพวกเขาคงจะกลับมาในเวลาไม่นาน จึงไม่กล้านอนหลับลึก แต่พอเห็นดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ท้องที่ว่างเปล่าก็เริ่มประท้วง แต่ก็ยังไม่เห็นมีใครกลับมา ทำให้นางรับรู้ว่าพวกเขาคงลืมตนไปแล้ว
เมื่อเข้าใจถึงเรื่องนี้ จึงตัดสินใจเอนตัวนอนบนกองใบไม้ ถือโอกาสที่ยังมีแสงแดดให้ความอบอุ่น นอนหลับอย่างสบายใจ ไม่สนใจว่าจะมีอันตรายใดๆ
นางหลับสนิทจนกระทั่งดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยไปทางทิศตะวันตกความหนาวเย็นในฤดูสารทแทรกตัวเข้ามาแทนที่
ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาตลอดทั้งวัน เหมยหลินคลึงท้องขณะที่ทอดตามองไปยังก้อนเมฆที่ถูกย้อมด้วยแสงอาทิตย์สีแสดลอยอยู่บนท้องฟ้าสีครามผ่านช่องใบไม้ที่อยู่เหนือศีรษะ เสียงถอนหายใจยาวดังเบาๆ
นางควรถือโอกาสนี้หนีไปจากที่นี่ ไปใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาดีไหม?
ความคิดที่เต็มไปด้วยความคาดหวังฉายชัดทางดวงตา แต่หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวก็จางหายไป นางไม่ลืมว่าตัวเองถูกยาพิษ และต้องกินยาแก้พิษทุกเดือน ไม่เช่นนั้น เวลาพิษกำเริบจะทรมานจนทำให้นางตายก็ไม่ได้อยู่ก็ไม่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นางไม่มีอะไรที่จะป้องกันตัวเองได้เลย แล้วจะหนีไปที่ไหน จะให้ไปเป็นขอทานงั้นหรือ ตอนนี้มู่หรงจิ่งเหอยังไม่ไล่นาง ต่อให้เขาออกปากให้นางไปได้ ยังเกรงว่านางคงต้องร่ำไห้คุกเข่า ขอให้เขาเก็บตัวนางไว้
เหมยหลินล้วงหวีไม้ในอกเสื้อออกมาหวีผมที่มีเศษใบไม้ออกจนสะอาดดีแล้วค่อยรวบผมเป็นมวยอย่างง่ายๆ ลุกขึ้นเดินกลับไปตามเส้นทางที่ผ่านมาตอนเช้า ถ้ายังไม่ออกไปตอนนี้ เย็นกว่านี้ก็จะยิ่งลำบาก ป่าตอนกลางคืนมีอันตรายอยู่รอบด้าน ถึงจะเป็นนายพรานที่มีประสบการณ์ยังต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น นับประสาอะไรกับหญิงอ่อนแอ ไม่มีแรงแม้แต่จะจับไก่อย่างนาง
สิ่งเดียวที่ทำให้นางรู้สึกโชคดีตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ก็คือ หลังจากได้พักผ่อนไปแล้ว ร่างกายก็เริ่มดีขึ้น ไม่เจ็บปวดมากเท่าตอนเช้า นางไม่กลัวว่าจะหลงป่า เพราะการฝึกฝนจากองค์กรลับนั้นเป็นการฝึกอย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแต่ตอนนี้นางหิวจนแสบท้องไปหมด
มีตั๊กแตนป่าตัวหนึ่งกระโดดไปเกาะที่ต้นไม้ที่อยู่ตรงหน้า เหมยหลินคว้าหมับ เด็ดหัวมันออก แล้วใส่ปากเคี้ยวสองสามที
นางไม่มีเวลาไปหาอาหาร ได้แต่หาของกินระหว่างทางเดินกลับ มีผลไม้ป่าที่ทั้งฝาดทั้งขม มีหนอนตัวอัปลักษณ์ที่คนทั่วไปเห็นแล้วก็ขนลุกซู่ ของเหล่านี้นางจับกินหมด คนเราเมื่อหิวถึงระดับหนึ่ง ขอแค่เป็นของที่ไม่มีพิษและใส่ปากได้ ก็กินได้หมด ตอนนี้นางยังไปไม่ถึงขั้นนั้น แต่เมื่อก่อนเคยเป็น ในเมื่อกินได้ จะปล่อยให้ตัวเองหิวทำไม การเดินออกจากป่าลึกต้องใช้กำลังไม่น้อย
เมื่อเข้าฤดูสารท ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้วท้องฟ้าก็มืดลงอย่างรวดเร็ว เดินไปได้ไม่เท่าไร รอบด้านมีแต่ความมืด ยังดีที่ดวงจันทร์เยี่ยมหน้าออกมา แม้จะมีแสงสว่างเพียงน้อยนิดแต่ก็ย่อมดีกว่าไม่มี
เหมยหลินอาศัยแสงของดวงจันทร์มองหาร่องรอยที่ทิ้งไว้ตอนขามาไปพร้อมๆ กับหลบหลีกสัตว์ป่าที่ออกหากินตอนกลางคืน นางลำบากไม่น้อย ตอนนี้เองที่นางนึกถึงวรยุทธที่ถูกทำลายไป เพราะคิดถึงเรื่องนี้ทำให้นางคิดไปถึงเจ้านายที่ลึกลับและเดาใจได้ยากขึ้นมา
ตอนนั้นนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดจะต้องทำลายวรยุทธของนาง เมื่อรู้ว่าภารกิจของตนเองคืออะไร นางค่อยเข้าใจ การทดสอบว่าใครมีวรยุทธหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องยาก หากหญิงงามที่ติดตามขบวนแต่งงานเชื่อมไมตรีเป็นวรยุทธ ย่อมเป็นเรื่องผิดสังเกตไปจนถึงสร้างความไม่สบายใจให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง
นางถอนหายใจอย่างท้อแท้ คิดถึงชีวิตที่อยู่ในองค์กรลับ คิดถึงเรื่องเมื่อคืน คิดถึงการใช้ชีวิตต่อไปภายหน้าแล้ว พลันเกิดความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าจนแทบไม่มีแรงก้าวขาต่อไป
เหมยหลินหยุดเดิน แนบหน้าผากกับต้นไม้ใหญ่ครู่หนึ่งจนกระทั่งรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย ค่อยสะบัดหน้าแรงๆ เพื่อไล่ความคิดที่มาโดยมิได้รับเชิญในความมืดมิดทิ้งไป กัดฟันเดินไปข้างหน้าต่อ
“ไม่ว่าอย่างไร ข้าจะต้องหาทางไปจากตรงนี้ให้ได้” เสียงยุงบินอยู่ข้างหูทำให้เหมยหลินยกมือปัด นางพูดกับตัวเองเบาๆ ในขณะที่พูด มีภาพทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิดที่นางเห็นผ่านหน้าต่างรถม้าในปีนั้น รอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก
กว่าจะออกจากป่าได้ ดวงจันทร์ก็ลอยอยู่กลางท้องฟ้า เหมยหลินเห็นแสงไฟจากกระโจมที่อยู่ไกลออกไป ขาที่กำลังจะก้าวต่อไปกลับหนักอึ้งจนยกไม่ขึ้น
ไม่อยากกลับไปเลย! เหมยหลินได้แต่ยิ้มให้กับความคิดของตัวเอง
ทว่านางไม่มีเวลาคิดนานไปกว่านี้ เสียงตวาดดังขึ้นไม่ไกล “ใครน่ะ”
เสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นพร้อมกับทหารขี่ม้าขบวนหนึ่งที่พุ่งตรงมาทางนี้ คนที่นำหน้าสวมชุดสีดำรัดกุม มีนกเหยี่ยวเกาะอยู่บนไหล่ ใบหน้าหล่อเหลาจนหัวใจเต้นโครมครามนั่นก็คือองค์ชายใหญ่มู่หรงเสวียนเลี่ย ม้าขององครักษ์ที่ตามอยู่ด้านหลังมีสัตว์ที่ถูกล่ามาได้ห้อยอยู่เต็มหลังม้า พวกเขายังล่าแมวดาวมาด้วยตัวหนึ่ง
เหมยหลินไม่คิดว่าจะเจอกับองค์ชายใหญ่ตรงนี้ จึงยืนนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนย่อตัวทำความเคารพ
“ถวายบังคมองค์ชายใหญ่” ดูจากสภาพของพวกเขาแล้วคงจะเพิ่งกลับมาเช่นกัน ไม่รู้ว่ามู่หรงจิ่งเหอและมู่เหย่ลั่วเหมยกลับมาหรือยัง
มู่หรงเสวียนเลี่ยหรี่ตามองนางอย่างพินิจ ก่อนนึกขึ้นได้ว่านางเป็นใคร จึงถามอย่างสงสัย “เจ้าตามเจ้าสามเข้าป่าไปเมื่อเช้าไม่ใช่หรือ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่คนเดียว องค์ชายสามอยู่ไหน”
คำถามที่ถามเป็นชุดทำให้เหมยหลินตอบไม่ถูก แต่จะไม่ตอบก็ไม่ได้ หลังจากใช้ความคิดเล็กน้อย นางตอบไปว่า “บ่าวพลัดหลงกับองค์ชายสามในป่าเพคะ เลยมาดูว่าองค์ชายสามกลับมาแล้วหรือยัง...” ตอนนี้นางเพิ่งรู้ว่ามู่หรงจิ่งเหอเป็นบุตรชายคนที่สาม ถ้าอย่างนั้นก่อนหน้าเขาก็ยังมีองค์ชายอีกคนหนึ่ง แล้วทำไมเมื่อวานถึงไม่เห็น
ขณะที่เหมยหลินตอบคำถาม องครักษ์ที่อยู่ด้านหลังมู่หรงเสวียนเลี่ยเข้ามากระซิบข้างหูของเขาอยู่สองสามคำ เขาหันมามองนางอีกครั้ง ดวงตาเรียวยาวเป็นตาหงส์ของเขามีความสงสารฉายอย่างชัดเจน ไม่รู้ว่าเขารู้ว่านางถูกมู่หรงจิ่งเหอทิ้งไว้กลางทาง หรือเป็นเพราะเหตุผลอื่น
“ไปด้วยกันกับพวกเราเถอะ” เขายกมือให้คนหาม้ามาให้นางตัวหนึ่ง แล้วพยุงให้นางขึ้นนั่ง
เหมยหลินอยากเดินมากกว่าที่จะขึ้นนั่งบนหลังม้า แต่เพราะเหตุผลนั้นยากเกินกว่าจะบอกให้ใครฟัง อีกทั้งจะปฏิเสธก็ไม่ได้ จำต้องทำตัวให้ดูเป็นปกติ ไม่ให้ใครเห็นถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น
จะว่าไปถือว่านางเป็นคนของมู่หรงจิ่งเหอแล้ว ระหว่างทางมู่หรงเสวียนเลี่ยจึงไม่พูดคุยด้วย
เหมยหลินขี่ม้าอยู่หลังสุด บางครั้งนางเงยหน้ามองแผ่นหลังที่งามสง่าของเขา แล้วอดไม่ได้ที่จะคิดถึงกลิ่นกำยานที่ได้จากตัวเขาเมื่อคืนนี้ พลันเกิดความกระวนกระวายใจ
คนของมู่หรงเสวียนเลี่ยพาเหมยหลินมาส่งถึงหน้ากระโจมของมู่หรงจิ่งเหอ เมื่อรู้ว่ามู่หรงจิ่งเหอกลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว จึงค่อยบังคับม้าจากไป
ตอนที่เหมยหลินเข้ามา มู่หรงจิ่งเหอนั่งพิงหมอนอิงอย่างเกียจคร้าน เขาดื่มสุราไปพร้อมๆ กับหรี่ตามองอาไต้ที่นั่งคุกเข่าเล่นกับเจ้าตัวเล็กสีแดงเพลิงอยู่ข้างกาย
เหมยหลินยืนทำความเคารพอยู่หน้ากระโจม มิได้เดินเข้าไป อีกครู่ใหญ่ๆ กว่ามู่หรงจิ่งเหอค่อยสังเกตเห็นนาง เขาเหลือบตา กวักมือเรียก
เหมยหลินเดินเข้ามา เพราะเขาเอนตัวกึ่งนั่งกึ่งนอนนางจึงไม่กล้ายืนค้ำศีรษะ คุกเข่าลงเหมือนอาไต้ แต่ยังไม่ทันจะคุกเข่าลงดี ก็ถูกมู่หรงจิ่งเหอดึงเข้าไปกอด เขาซุกหน้า ดมซอกคอของนาง ก่อนใช้น้ำเสียงเป็นกันเองถามนางว่า “ไปคลุกตัวกับดอกไม้ที่ไหน มีกลิ่นติดไปทั้งตัวอย่างนี้”
สีหน้าแววตาของเขาเหมือนไม่เคยทิ้งนางไว้กลางป่าเพียงลำพัง อย่าว่าแต่ความรู้สึกผิด แม้แต่ข้ออ้างใดๆ ก็ไม่มีให้กับนางสักคำเดียว
สำหรับเหมยหลินแล้ว นางไม่รู้จะรับมือกับคนที่ทำดีกับนางอย่างไร แต่กับสถานการณ์เช่นนี้ กลับมิใช่เรื่องยากสำหรับนาง
“ท่านอ๋องพูดอะไรเพคะ นี่เข้าฤดูสารทแล้วยังจะมีกลิ่นดอกไม้จากที่ไหนอีก ก็แค่กลิ่นต้นไม้ใบหญ้าบนเขาเท่านั้นเอง” นางแสร้งพูดอย่างไม่จริงจัง ทำท่ายกแขนเสื้อขึ้นมาดม ไม่พูดถึงเรื่องเมื่อเช้า ไม่มีแม้แต่คำตัดพ้อใดๆ ทั้งสิ้น
“ใช่หรือ ไหนให้ข้าดมอีกทีสิ...” มู่หรงจิ่งเหอพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ชะโงกหน้าเข้ามาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป้าหมายก็คือหน้าอกที่อวบอิ่มกว่าหญิงอื่น
เหมยหลินสะดุ้ง คิดถึงประสบการณ์เมื่อคืนนี้ พลันรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั้งตัว ในยามคับขันพลันเกิดปัญญา นางยกมือปิดหน้าอกอย่างตกใจ ทำให้อีกฝ่ายไม่รู้สึกว่านางกำลังปฏิเสธ แต่ทำไปเพราะความเขินอายมากกว่า นางยังแสร้งเปล่งเสียงพูดขัดเขิน