ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ขออาจารย์โปรดชี้แนะ

ผู้แต่ง Jiu Lu Fei Xiang
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog

ข้าคือเซียนหญิงองค์หนึ่ง ยุทธภพกล่าวขานว่า ข้าคือนักพรตหญิงเพียงหนึ่งเดียวที่บำเพ็ญจนสำเร็จเป็นเซียนในรอบพันปี เรื่องราวของข้าถูกเล่าขานเป็นตำนาน บ้างก็ว่าข้าสามารถสังหารปีศาจหลายพันตนในหนึ่งกระบวนท่าโดยที่ตัวเองไม่ระคายผิว สามารถกำราบสัตว์ร้ายและจับพวกมันมาเป็นทาสรับใช้ สามารถลุยเดี่ยวขึ้นไปสะกดแหล่งกำเนิดของไอมารที่สถิตอยู่บนยอดเขาคงหลิงได้ ตำนานเหล่านั้นล้วนจริงแท้ ก็ข้าเก่งกาจถึงเพียงนั้น จนกระทั่ง... ข้ารับศิษย์มาสามคน และพวกมันแต่ละคนล้วน—สร้าง—เรื่อง!

บทนำ

ข้าคือเซียนหญิงองค์หนึ่ง

ยุทธภพกล่าวขานว่า ข้าคือนักพรตหญิงเพียงหนึ่งเดียวที่บำเพ็ญจนสำเร็จเป็นเซียนในรอบพันปี

เรื่องราวของข้าถูกเล่าขานเป็นตำนาน

บ้างก็ว่าข้าสามารถสังหารปีศาจหลายพันตนในหนึ่งกระบวนท่าโดยที่ตัวเองไม่ระคายผิว

สามารถกำราบสัตว์ร้ายและจับพวกมันมาเป็นทาสรับใช้

สามารถลุยเดี่ยวขึ้นไปสะกดแหล่งกำเนิดของไอมารที่สถิตอยู่บนยอดเขาคงหลิงได้

ตำนานเหล่านั้นล้วนจริงแท้ ก็ข้าเก่งกาจถึงเพียงนั้น

จนกระทั่ง...

ข้ารับศิษย์มาสามคน และพวกมันแต่ละคนล้วน—สร้าง—เรื่อง!

สารบัญ

ปรมาจารย์ผู้อัดอั้น ตอนที่ 1

          ข้าคือเซียนหญิงองค์หนึ่ง

          ยุทธภพกล่าวขานว่า ข้าคือนักพรตหญิงเพียงหนึ่งเดียวที่บำเพ็ญจนสำเร็จเป็นเซียนในรอบพันปี

          เรื่องราวของข้าถูกเล่าขานเป็นตำนาน

          บ้างก็ว่าข้าสามารถสังหารปีศาจหลายพันตนในหนึ่งกระบวนท่าโดยที่ตัวเองไม่ระคายผิว

          สามารถกำราบสัตว์ร้ายและจับพวกมันมาเป็นทาสรับใช้

          สามารถลุยเดี่ยวขึ้นไปสะกดแหล่งกำเนิดของไอมารที่สถิตอยู่บนยอดเขาคงหลิงได้

          ตำนานเหล่านั้นล้วนจริงแท้ ก็ข้าเก่งกาจถึงเพียงนั้น

          จนกระทั่ง...

          ข้ารับศิษย์มาสามคน

          และพวกมันแต่ละคนล้วน—สร้าง—เรื่อง!

 

          เมื่อข้ามีชีวิตอยู่จนคร้านจะนับอายุอีกต่อไป

          ศิษย์น้องคนสุดท้ายของข้าก็ได้ขี่นกกระเรียนมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก* ข้าส่งวิญญาณให้เขา พอหันกลับไปมองก็พบว่า ตรงหน้าประตู ‘สำนักคงหลิง’ มีบรรดาศิษย์กำลังนั่งคุกเข่าเรียงรายกัน ลดหลั่นตามบันไดลงไปถึงเก้าพันขั้น!

          ในจำนวนนี้ ยังไม่นับลูกศิษย์ของศิษย์น้องที่แก่ตายไปแล้วหลายคน

          เรียกได้ว่าในทุกๆ สิบคน... จะมีเก้าคนที่เรียกข้าว่า ‘ท่านปรมาจารย์ย่าทวด’

          วันนั้น ข้าตัดสินใจจะรับศิษย์คนหนึ่งมาเยียวยาจิตใจที่บาดเจ็บเพราะถูกเรียกว่ายายแก่ของตัวเอง

          ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงมีศิษย์เอก

          ตอนนั้นบรรดาศิษย์ทั้งหลายในสำนักต่างก็ให้ความสำคัญกับการรับศิษย์ของข้ามาก พวกเขาอยากให้ข้าเลือกได้คนที่มีโครงกระดูกเหมาะสมที่สุดในบรรดาศิษย์ทั้งสามหมื่นคนมาเป็นศิษย์เอก เพื่อที่จะได้อบรมสั่งสอนเขาให้กลายเป็นเซียนองค์ใหม่ และสร้างชื่อเสียงให้สำนักคงหลิงต่อไป

          แต่ไม่มีใครรวมทั้งตัวข้าเองจะคาดคิดว่า ข้าจะไปเจอศิษย์เอกของข้าในรังปีศาจ

          เวลานั้นเขาถูกปีศาจนกยักษ์จับตัวไปที่รังและกำลังจะถูกกินเป็นอาหาร ข้าเองก็กำลังเปรี้ยวปากอยากกินไข่ปีศาจพอดี ผลสุดท้ายข้าคลำไม่เจอไข่แต่กลับไปเจอขาของเด็กเข้า หลังจากลากเขาออกมา ข้ามองปราดเดียวก็รู้ว่าเขามีโครงกระดูกพิสดารที่เหนือกว่าศิษย์ทั้งสามหมื่นคนของสำนักคงหลิงไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า

          ข้าดีใจมาก จัดการตบปีศาจนกยักษ์ที่เอาแต่ร้องโวยวายไม่หยุดให้ตายในฝ่ามือเดียว จากนั้นก็อุ้มเด็กลงจากต้นไม้ แล้วโพล่งถามเขาโดยไม่สนใจจะถามชื่อแม้แต่น้อยว่า

          “เจ้าอยากเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่?”

          เขามองซากศพของปีศาจนกที่นอนตายตาเหลือกอยู่ข้างๆ ด้วยความตื่นตระหนกก่อนจะหันกลับมามองข้า

          “ศิษย์อะไร?”

          ข้าไม่เคยรับศิษย์มาก่อน ดังนั้นจึงไม่รู้จริงๆ ว่าศิษย์คืออะไร แต่ในเวลาแบบนี้การหลอกเด็กเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ข้ากลอกตารอบหนึ่งก่อนจะตอบว่า

          “ศิษย์คือสมบัติล้ำค่าตัวน้อยๆ ที่ข้าต้องหาอาหารให้กิน หาเสื้อผ้าให้สวมแล้วก็ประคองไว้บนฝ่ามืออย่างทะนุถนอมอย่างไรเล่า”

          “หาอาหารให้กิน?”

          “อืม อาหารเลิศรส”

          “หาเสื้อผ้าให้สวม?”

          “ใช่ แพรไหมชั้นดี”

          “สมบัติล้ำค่าตัวน้อย...”

          “นั่นแหละๆ สมบัติล้ำค่าที่เป็นดั่งยอดดวงใจของข้า”

          ข้ายื่นมือไปเช็ดคราบดินบนใบหน้าของเขาจนสะอาด เขาเบิกตามองข้า ดวงตาดำสนิทราวอัญมณีคู่นั้นเปล่งประกายระยิบระยับ ข้าชักจะเริ่มสงสารขึ้นมา เด็กตัวแค่นี้ ทั้งผอมทั้งดำ แถมยังเกือบจะถูกลากไปกินในรังนก แต่กลับไม่มีใครมาช่วยแม้แต่คนเดียว ข้าจูงมือน้อยๆ ของเขาเอาไว้แล้วย่อกายลงจ้องหน้า

          “ถ้ามาเป็นศิษย์ของข้า ต่อไปข้าจะไม่ปล่อยให้คนหรือปีศาจที่ไหนรังแกเจ้าได้อีก ข้าจะปกป้องเจ้าไปชั่วชีวิต”

          เขามองข้า แล้วก็รับปาก

          ข้าพาเขากลับไปที่สำนักคงหลิงด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็มอบกระบี่เซียนหงเซียวให้เขา พร้อมกับตั้งสมญานามศิษย์เอกคนใหม่ว่า--เชียนกู่ ข้าหวังว่าอนาคตเขาจะร่ำเรียนสำเร็จ สามารถสืบทอดวิชาของข้า และมีชื่อเสียงขจรขจายไปอีกนับร้อยนับพันปี

          ศิษย์เอกของข้าไม่ได้ทำให้ข้าผิดหวัง เขาสร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเสินโจวได้จริงๆ แต่กลับโด่งดังในทางลบ เป็นทั้งคนทรยศและเนรคุณ ซ้ำยังตกลงสู่วิถีมารจนชื่อเสียงเหม็นโฉ่ไปเป็นหมื่นปี

          ตอนนี้มาคิดๆ ดู ความจริงแล้วเชียนกู่นับว่าเป็นศิษย์ที่พึ่งพาได้มากที่สุดในบรรดาศิษย์ทั้งสามของข้า เขามีนิสัยหนักแน่นมั่นคง ทำอะไรเด็ดขาด มีความสามารถมากพอจะปกครองแว่นแคว้นแต่ก็ไม่โอ้อวด ข้อเสียอย่างเดียวของเขาคือ...

          เขาชอบข้า

          เรื่องนี้ทำให้ข้าอยากจะตีอกชกหัวตัวเองนัก ข้าอยากจะแทงตัวเองให้ตายเพื่อชดใช้ความผิดเหลือเกิน

          ความจริงแล้วต้องโทษข้า

          ปีที่ข้ารับเชียนกู่กลับมานั้น ข้าอายุแปดร้อยปี แต่เชียนกู่เพิ่งจะแปดขวบเท่านั้น

          ข้ามีชีวิตอยู่ในรูปโฉมของคนอายุยี่สิบปีมานานถึงแปดร้อยปี ดังนั้นจึงเคยชินกับการใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยไม่คิดอะไรมาก แต่ข้ากลับหลงลืมจิตใจอันซับซ้อนของเชียนกู่ซึ่งกำลังเติบโตไปเสียสนิท

          เชียนกู่มีพรสวรรค์ อายุเพียงยี่สิบห้าปีก็บำเพ็ญเพียรจนมีร่างกายอมตะ นับแต่นั้นมารูปโฉมของเขาก็ไม่เปลี่ยนไปอีกเลย แม้จะสำเร็จวิชาแปลงโฉมแล้ว เขาก็ไม่เคยทำให้ตัวเองดูอายุน้อยลง เขายังคงวนเวียนอยู่ข้างกายข้าด้วยรูปลักษณ์ที่มีอายุมากกว่าข้าเล็กน้อย แต่วนเวียนก็วนเวียนไปเถอะ ถึงอย่างไรเขาก็มีอายุน้อยกว่าข้าตั้งเจ็ดร้อยเก้าสิบกว่าปี

          เพราะไม่คิดอะไรมากจนเกินไป ข้าก็เลยไม่ได้ใส่ใจสักนิด ข้าอาศัยอยู่บนยอดเขาคงหลิง ปกติไม่มีใครมารบกวน คนในสำนักเองก็ไม่ได้สนใจ จนกระทั่งเกิดเรื่อง ข้าถึงได้ตระหนักขึ้นมาว่า

          ที่แท้เจ้าหนูนี่เก็บความรู้สึกเก่งมาก

          หากไม่ใช่วันนั้นข้าดื่มมากไปหน่อยจนเผลองีบอยู่ตรงข้างสระสุรา แล้วเชียนกู่แอบจูบข้าครั้งหนึ่งพลางพึมพำเรียก “อาจารย์” ด้วยน้ำเสียงที่แสนไพเราะซ้ำๆ กันหลายครั้ง เกรงว่าจนถึงวันนี้ ข้าก็คงยังไม่รู้ความในใจของเขา

          ต่อมาข้าถึงได้รู้ว่า วันนั้นเชียนกู่ถูกศิษย์หญิงซึ่งแอบมีใจให้เขามานานแล้วคนหนึ่งวางยา เขารีบร้อนอยากจะกลับไปขจัดพิษ แต่บังเอิญมาเจอข้านอนอยู่ข้างสระสุราในสภาพที่มีใบหน้าสีแดงเรื่อ เขาถึงกับสะกดความรักที่สั่งสมอยู่ในใจมาหลายสิบปีเอาไว้ไม่ได้ ต้องก้มลงมาจุมพิตข้า

          ถึงตอนนั้นข้าจะเมาอยู่ แต่ก็ยังคงมองเห็นและได้ยินทุกสิ่งทุกอย่างรอบด้าน จุมพิตของเขาดูดเอาความเมามายของข้าไปจนหมดสิ้น ยังดีที่เขาไม่ได้ทำอะไรเกินเลยไปกว่านั้น ข้าเองก็พะวงถึงความสัมพันธ์ฉันศิษย์อาจารย์ของเรา ถึงได้แสร้งนอนต่อโดยไม่ได้เปิดโปงเขาแต่อย่างใด

          สุดท้ายเชียนกู่ก็อาศัยความสามารถในการควบคุมตัวเองที่โดดเด่นเหนือกว่าผู้ใด สะกดความรู้สึกและอารมณ์ที่พลุ่งพล่านทั้งหมดเอาไว้ก่อนจะโซเซวิ่งหนีไป พอเขาจากไปแล้ว ข้าถึงได้ลืมตาขึ้นมองดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้าเหนือยอดเขาคงหลิง เริ่มทบทวนการกระทำของตัวเอง

ปรมาจารย์ผู้อัดอั้น ตอนที่ 2

          ความจริงแล้วข้าเป็นอาจารย์ที่หัวโบราณมาก ข้าไม่ได้เปิดกว้างจนสามารถยอมรับเรื่องแบบนี้

          ตามกฎของสำนัก เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ข้าสมควรทำลายพลังบำเพ็ญทั้งหมดของเชียนกู่แล้วขับเขาออกจากสำนักเป็นการลงโทษ

          แต่เชียนกู่เป็นศิษย์เอกของข้า ซ้ำยังเป็นเด็กที่ข้าเลี้ยงดูมากับมือจนเติบใหญ่ ข้าทะนุถนอมเขามาหลายปี ใครกล้าตีเขา ข้าก็ต้องไปสั่งสอนคนนั้นๆ เสมอ จู่ๆ จะแข็งใจทำลายพลังบำเพ็ญของเขาได้อย่างไร

          หลังจากครุ่นคิดอยู่หนึ่งคืน ข้าก็ได้ข้อสรุปว่าการอบรมสั่งสอนของตัวเองน่าจะมีบางอย่างผิดพลาด แต่ตอนนี้ความผิดพลาดนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว ใช้ไม้แข็งคงจะดัดเขาให้กลับมาเดินในทางที่ถูกต้องไม่ได้ ดังนั้นจึงมีแต่ต้องใช้ไม้อ่อนเท่านั้น

          ข้าเริ่มจากการเก็บตัวจำศีลและสั่งเชียนกู่ว่าอย่ามารบกวนข้าเด็ดขาด ยกเว้นแต่จะเกิดเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายเท่านั้น

          ข้าหลบหน้าเขาอยู่นานถึงห้าปี

          เมื่อได้เห็นเชียนกู่ครั้งแรกหลังออกจากการจำศีล จริงๆ ข้าก็รู้สึกคิดถึงเขาไม่น้อย แต่เห็นได้ชัดว่าเขาคิดถึงมากกว่า ใบหน้าที่ปกติมักจะเคร่งขรึมประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ที่ทำให้ข้ารู้สึกอึดอัด แววตาแสนเชื่องนั่นก็เหมือนสุนัขตัวใหญ่ที่กำลังรอให้เจ้าของลูบไม่มีผิด เขาพูดว่า “อาจารย์ ห้าปีมานี้ ข้าตั้งใจดูแลยอดเขาคงหลิงเป็นอย่างดี”

          ใช่ ดูแลได้ดีมาก

          “อาจารย์ ข้าขยันบำเพ็ญเพียรทุกวัน ไม่กล้าเกียจคร้านแม้แต่วันเดียว”

          ข้ามองออกว่าพลังบำเพ็ญของเขาเพิ่มขึ้นไม่น้อย

          “อาจารย์...” เขาก้มหน้าลง ตรงมุมปากประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ “ข้าเฝ้ารออยากให้ท่านออกจากการจำศีลมาตลอดเลยขอรับ”

          ข้าเงียบ

          เขาไม่ได้โกรธที่ข้าเก็บตัวจำศีลอย่างกะทันหัน ไม่ได้น้อยอกน้อยใจที่ถูกข้าละเลยมาห้าปี เขาเพียงแค่จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยอย่างเงียบเชียบ แล้วก็เฝ้ารอให้ข้ากล่าวชมเขาสักสองประโยคเมื่อได้พบหน้ากันอีกครั้ง เหมือนครั้งที่เขาเฝ้ารอให้ข้าแจกน้ำตาลให้เมื่อเขาฝึกอาคมได้ดีสมัยยังเด็ก

          เขาต้องการไม่มาก เขารู้ดีว่าความรู้สึกในใจของตนเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ดังนั้นจึงได้ปกปิดมันเอาไว้ เผยออกมาเพียงแค่ความคาดหวังเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

          แต่ถ้าข้าตอบสนองความคาดหวังเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ อนาคตเขาอาจจะมีความคาดหวังและความปรารถนาที่มากกว่านี้ก็เป็นได้

          ข้าพยายามบังคับตัวเองไม่ให้ชมเขา

          เชียนกู่นิ่งเงียบไปเช่นกัน ข้ามองออกว่า ความเย็นชาของข้าทำให้เขาเจ็บปวด แต่ชั่วขณะต่อมา เขาก็ปรับตัวจนดูเป็นปกติได้

          เพียงแต่หลายวันหลังจากนั้น ข้าสังเกตเห็นเขาแอบมองข้าอยู่บ่อยครั้ง

          หลบหน้ามาห้าปี แต่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยสักนิด

          เขาดื้อรั้นกว่าที่ข้าคิดเสียอีก     

          ด้วยเหตุนี้ข้าจึงเปลี่ยนวิธีใหม่ ข้ารับศิษย์คนที่สองในชีวิตของข้า เขาเองก็มีโครงกระดูกที่ยอดเยี่ยมมากเหมือนกับเชียนกู่ เป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญเซียนมาแต่กำเนิด แต่ตอนนั้นศิษย์คนที่สองอายุสิบแปดปีแล้ว พลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการสร้างพื้นฐานไป ข้าจึงมอบพลังบำเพ็ญหนึ่งร้อยปีให้เขาเป็นการชดเชยโดยไม่สนใจคำทัดทานของเชียนกู่แม้แต่น้อย

          จากนั้นข้าก็ทำเหมือนครั้งที่รับเชียนกู่เป็นศิษย์ รับการคารวะจากศิษย์นับหมื่นบนยอดเขาคงหลิง มอบกระบี่เซียนให้เขาและตั้งสมญานามศิษย์ให้เขาว่า ‘เชียนจื่อ’ ข้าไม่อยากให้ศิษย์มีชื่อเสียงขจรขจายไปเป็นร้อยเป็นพันปีอีกแล้ว แค่อยากให้เขาเป็นคนที่มีมารยาท รู้ขนบธรรมเนียม มีเหตุมีผล รู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ

          ในพิธีกราบอาจารย์ของเชียนจื่อ ข้าไม่ได้ปรายตามองเชียนกู่แม้แต่แวบเดียว

          แต่ข้ารู้ว่าเขาอยู่ข้างหลังข้า แถมยังเงียบขรึมผิดปกติอีกด้วย

          เชียนจื่อแตกต่างจากเชียนกู่โดยสิ้นเชิง เขามีนิสัยเปิดเผย ร่าเริง ไม่ชอบอยู่เงียบๆ

          หลังจากเชียนจื่อเข้าสำนักเป็นต้นมา เชียนกู่ก็เงียบขรึมยิ่งกว่าเดิม เมื่อพวกเขาสองคนอยู่ด้วยกัน เชียนจื่อจึงมักจะเป็นฝ่ายพูดอยู่ฝ่ายเดียวเสมอ

          “ศิษย์พี่ ใบหน้าของท่านถูกสาปให้ขยับไม่ได้อย่างนั้นหรือ ข้าเข้าสำนักมาสิบกว่าปียังไม่เคยเห็นท่านยิ้มเลย”

          “ศิษย์พี่ ทุกครั้งที่ลงเขาแล้วถูกคนอื่นเรียกท่านว่า ‘อาจารย์ปู่น้อย’ ท่านรู้สึกอย่างไร? ได้ใจมากหรือไม่ ท่านว่าถ้าข้าเผลอได้ใจไปหน่อย จะถูกซ้อมหรือไม่?”

          “ศิษย์พี่ ถ้าข้าถูกต่อยเพราะปากเสีย ท่านกับอาจารย์จะช่วยข้าหรือเปล่า?”

          ข้าซึ่งนั่งอยู่ในห้องฟังแล้วอดหัวเราะไม่ได้ แต่หลังจากนั้นเสียงร้องโวยวายด้วยความเจ็บปวดของเชียนจื่อก็ดังขึ้นที่ด้านนอก “ศิษย์พี่! ศิษย์พี่! ข้าไม่ปากเสียแล้ว! อย่าซ้อม... โอ๊ย!”

          นับแต่เชียนจื่อเข้าสำนักเป็นต้นมา เชียนกู่ก็ชอบซ้อมเขาอย่างยิ่ง ไม่ตั้งใจฝึกยุทธก็ซ้อม พูดจาขัดหูก็ซ้อม ทำอะไรชักช้าก็ซ้อม ถึงเชียนกู่จะหาเหตุผลได้ทุกครั้ง แต่ข้าก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาแอบแก้แค้นส่วนตัวโดยใช้เรื่องอื่นมาบังหน้า บางครั้งไอกระบี่ที่ใช้สั่งสอนเชียนจื่อก็รุนแรงจนถึงกับทำให้ประตูห้องข้าสั่นสะเทือน คิดดูแล้วคงไม่ได้ออมแรงแม้แต่น้อย

          ข้ารู้สึกว่า บางทีอาจเป็นเพราะตั้งแต่เชียนกู่เข้าสำนักเป็นต้นมา ข้าไม่ค่อยได้ตีเขา ก็เลยทำให้เขาหลงเดินไปในทางที่ผิด ตอนนี้เชียนจื่อถูกซ้อม ไม่แน่ว่าอาจเป็นเรื่องดีก็ได้

          เดิมข้าคิดว่า การรับศิษย์ที่มีนิสัยเปิดเผยร่าเริงแบบนี้เข้ามาจะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศ และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์อาจารย์กลับเข้าสู่สภาวะปกติ

          แต่ไม่คาดว่า เชียนจื่อกลับทำให้ข้าต้องกลัดกลุ้มยิ่งกว่าศิษย์พี่ของเขาเสียอีก...

          เชียนจื่อเป็นคนใจร้อน เวลาฝึกวิชาก็คิดแต่อยากจะฝึกให้เป็นเร็วๆ พอฝึกสำเร็จก็มักจะลงเขาไปแสดงให้ศิษย์รุ่นเล็กคนอื่นๆ ดู ข้าคิดว่าเชียนจื่อขี้โอ่ แต่นิสัยไม่ได้เลวร้ายอะไร นานๆ ได้ยินผู้อื่นสรรเสริญเยินยอสักครั้งอาจจะช่วยกระตุ้นให้เขายิ่งมีความกระตือรือร้นในการฝึกวิชาเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใด

          แต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะกล้าอาศัยพลังบำเพ็ญแค่ยี่สิบกว่าปีของตน ไปท้าทายวิญญาณร้ายที่ถูกกักอยู่ในสระกักปีศาจเชิงเขาคงหลิง

          สระกักปีศาจเป็นบึงน้ำสีดำสนิท ด้านในมีปีศาจที่ยากจะกำราบได้ซึ่งศิษย์สำนักคงหลิงจับกลับมาจากข้างนอกนำมาขังเอาไว้ เดิมปีศาจเหล่านั้นก็ถูกขังจนมีไฟโทสะสุมเต็มอกอยู่แล้ว เชียนจื่อมาหาเรื่องถึงที่เช่นนี้ ย่อมต้องถูกลากลงบึงไปอย่างไม่ต้องสงสัย

          ถึงเขาจะทำเรื่องแบบนี้ลงไปเพราะมีศิษย์รุ่นเล็กคอยยุแยงอยู่ข้างๆ แต่ตัวการสำคัญที่สุดคือนิสัยเย่อหยิ่งอวดดีของเขาต่างหาก เขากราบข้าเป็นอาจารย์ แต่ข้ากลับไม่เคยสอนให้เขาลดทอนความโอหังลง ซ้ำยังให้ท้ายจนเขาเหิมเกริมยิ่งกว่าเดิม จะว่าไปนี่ก็เป็นความผิดของข้าเช่นกัน

          การไปช่วยเขาจึงเป็นหน้าที่ที่ข้าไม่อาจปฏิเสธได้เลย

          แต่เรื่องนี้ก็ทำให้ศิษย์พี่ที่ยากนักกว่าจะสงบใจกลับมาบำเพ็ญเพียรของเขา เดินไปสู่เส้นทางที่ไม่อาจย้อนกลับมาได้อีกเลย

ปรมาจารย์ผู้อัดอั้น ตอนที่ 3

          ตอนที่รับเชียนจื่อเป็นศิษย์

          ข้าเคยมอบพลังบำเพ็ญให้เขาหนึ่งร้อยปี ถึงจะไม่มาก แต่ข้าก็ต้องบำเพ็ญอีกหลายสิบปีถึงจะฟื้นฟูพลังได้สำเร็จ

          ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกประมาณสิบปีพลังของข้าถึงจะกลับมาเป็นปกติ ข้าลงไปในสระกักปีศาจที่แสนขุ่นมัวแล้วจัดการช่วยเชียนจื่อที่กำลังจะถูกปีศาจฉีกแขนฉีกขากินกลับมาได้สำเร็จ แต่พอขึ้นจากสระ ข้าก็หมดสติไปทันที

          ไอมารที่แทรกซึมเข้าไปในร่างส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณของข้า ข้าคาดคะเนว่า หากไม่ใช้เวลาสักแปดสิบถึงร้อยปี ข้าคงไม่มีทางฟื้นขึ้นมาได้แน่       

          แต่ตัวเลขนี้เป็นแค่การคาดคะเนของข้าเท่านั้น ตอนนี้ข้าทำได้เพียงแค่นอนอยู่เฉยๆ ข้าได้ยินเสียงแต่มองไม่เห็นการเคลื่อนไหวรอบด้าน ซ้ำยังทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ข้าได้ยินศิษย์รุ่นเล็กทั้งหลายพากันทอดถอนใจด้วยความกลัดกลุ้มว่า ‘ท่านเซียนคงจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว’

          พวกเขาดูถูกข้าเกินไปหน่อยหรือเปล่า...

          ก่อนวันที่เชียนจื่อจะเกิดเรื่อง ข้าส่งเชียนกู่ออกไปทำงานข้างนอก ด้วยเหตุนี้ หลังจากข้าหมดสติไปหนึ่งเดือนกว่า เชียนกู่ถึงได้กลับมาสำนักคงหลิงและได้พบหน้าข้าซึ่งศิษย์รุ่นเล็กเล่าลือกันว่า ‘จะไม่มีวันฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว’

          ข้ายังจำได้ว่าวันนั้นนอกหน้าต่างมีเสียงนกร้องไพเราะมาก เสียงสายลมลูบไล้ผ่านกิ่งหลิวก็ทำให้ข้ารู้สึกสงบเหลือเกิน

          แต่ทันทีที่เชียนกู่ผลักประตูเข้ามา ข้าก็เริ่มกลัดกลุ้มอย่างบอกไม่ถูก

          เสียงหัวเข่าของเขาที่ทรุดลงกระแทกพื้น ทำให้ข้าอดรู้สึกเจ็บแทนไม่ได้

          “อาจารย์” เขาเรียกข้าคำหนึ่ง จากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ อีก ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาถึงได้ขยับมาอยู่ตรงข้างเตียงของข้า หลังจากนั้นอีกครู่ใหญ่ ข้าก็สัมผัสได้ว่าปลายนิ้วของเขากำลังลูบแก้มของข้าเบาๆ ไม่ใช่การลวนลาม ไม่เหมือนความหลงใหล แต่เหมือนสาวกผู้กำลังสัมผัสเทพเจ้าที่เขาเลื่อมใสศรัทธา

          สามารถลูบแก้มข้าด้วยความศรัทธาถึงเพียงนี้ ศิษย์คนนี้ของข้านับได้ว่าเป็นตัวประหลาดในโลกของคนแอบรักเลยทีเดียว

          ข้าถอนใจแรงๆ อยู่ในใจ

          “อาจารย์” เขาพึมพำอยู่ตรงข้างหูข้า เหมือนวันที่ข้าเมาสุรา แต่วันนี้เขามีสติสัมปชัญญะครบถ้วน น้ำเสียงที่พูดก็เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นอย่างที่ข้าคาดไม่ถึง “ข้าจะทำให้ท่านฟื้นขึ้นมาให้ได้”

          ข้าฟื้นเองได้ ไม่ต้องลำบากเจ้าหรอก...

          ข้าพูดไม่ได้ ดังนั้นจึงได้แต่ฟังเสียงฝีเท้าของเขาเคลื่อนห่างออกไป จากนั้นก็มีเสียงเชียนจื่อดังขึ้นที่ด้านนอก “ศิษย์พี่ ท่านจะไปไม่ได้นะ!”

          “ถอยไป”

          “ท่านจะไปหาเยว่เหล่าหงไม่ได้ มีใครในยุทธภพไม่รู้กฎของนางบ้าง! ถ้าท่านไปหานาง ท่านจะเป็นอย่างไร!”

          พอได้ยินชื่อของเยว่เหล่าหง ข้าเองก็ตกใจมากเช่นกัน เยว่เหล่าหงที่เชียนจื่อพูดถึงเป็นปีศาจหญิงที่มีตบะแก่กล้าไม่น้อย พันปีมานี้นางปรุงยาวิเศษขึ้นมากมายจนใครๆ เล่าลือกันว่าไม่มีใครที่นางช่วยไม่ได้ แต่ยาของนางจะมอบให้แก่คนที่มาขอยาเพื่อคนที่รักที่สุดเท่านั้น แม้ว่าบนโลกนี้มีคนที่มีความรักมากมาย แต่กลับมีคนไปขอยาจากนางน้อยมาก เพราะนางยังมีเงื่อนไขอีกข้อหนึ่ง

          หนึ่งชีวิตแลกหนึ่งชีวิต

          คนที่ไปขอยาต้องยอมเป็นหนูลองยาให้นาง นับได้ว่าเป็นปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวมากเลยทีเดียว

          เชียนจื่อพยายามเกลี้ยกล่อม “ศิษย์พี่ ถ้าท่านไปจะมิเท่ากับเปิดเผยความรู้สึกที่พยายามซ่อนเร้นมานานให้คนทั้งแผ่นดินรู้หรอกหรือ! ถึงตอนนั้นอาจารย์จะวางตัวอยู่ในสำนักคงหลิงอย่างไร! ยิ่งไปกว่านั้น เยว่เหล่าหงนั่น... ต้องการชีวิตนะ ท่าน...”

          เชียนกู่นิ่งเงียบไปนานก่อนจะพูดว่า “เชียนจื่อ นับแต่นี้ไป อาจารย์มีเจ้าเป็นศิษย์แค่คนเดียวแล้ว เจ้าต้องรู้จักปรับปรุงตัว อย่าทำให้อาจารย์เป็นห่วงและผิดหวังอีก”

          “ศิษย์พี่ ศิษย์พี่!”

          นอกห้องกลับคืนสู่ความเงียบสงบ

          ข้ารู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองก็ทั้งเป็นห่วงทั้งผิดหวังมากพอแล้ว ไม่พูดถึงเรื่องซับซ้อนวุ่นวายพวกนั้น เอาแค่ประเด็นหลัก

          พวกเจ้าไม่เชื่อเลยหรือว่าข้าจะฟื้นเองได้น่ะ!

ปรมาจารย์ผู้อัดอั้น ตอนที่ 4

          ผ่านไปไม่กี่วัน เชียนกู่ก็ไปขอยากลับมาจนได้ เขาขี่กระบี่กลับมาป้อนยาให้ข้าที่ข้างเตียงด้วยตัวเอง

          ข้าลืมตาขึ้นมองดวงตาที่เปียกชื้นเล็กน้อยของเขา ชั่วขณะนั้นข้าไม่รู้จริงๆ ว่าควรพูดอะไรดี ดังนั้นจึงได้แต่ถอนใจแล้วถามว่า “เชียนจื่อเล่า?”

          เชียนกู่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ศิษย์จะไปแลกตัวเชียนจื่อกลับมาเดี๋ยวนี้”

          แลกกลับมา?

          ข้าขมวดคิ้ว “เขาไปหาเยว่เหล่าหงกับเจ้าหรือ เยว่เหล่าหงรั้งตัวเขาไว้อย่างนั้นหรือ?” ข้ากล่าวคำพูดประโยคนี้ออกมาอย่างชัดเจน แววตื่นตระหนกจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเชียนกู่

          “อาจารย์ทราบได้อย่างไร...”

          ข้าเลิกผ้าห่มขึ้นแล้วลุกจากเตียง “ข้าจะไปช่วยเขาก่อน กลับมาแล้วค่อยอธิบายให้เจ้าฟัง”

          เชียนกู่พยายามรั้งตัวข้าไว้ “อาจารย์เพิ่งฟื้น ไม่ควร...”

          “ต่อให้ข้ามีสภาพย่ำแย่แค่ไหน อาศัยแค่อายุก็เหนือกว่านางขั้นหนึ่งไปแล้ว” ข้าหันกลับไปมองเชียนกู่พลางกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “ร่างกายข้าเป็นอย่างไร ข้ารู้ตัวดี ไยต้องให้คนอื่นสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย”

          ใบหน้าของเชียนกู่เปลี่ยนเป็นซีดขาว

          “ห้ามตามมา” ข้าสะบัดแขนเสื้อแล้วขี่กระบี่จากไปทันที

          ข้ารู้ว่าเชียนกู่ดีต่อข้ามาก ไม่เช่นนั้นก็คงขอยามาไม่ได้ แต่ข้าแบกรับความดีของเขาไม่ไหว หลังจากเกิดเรื่องในครั้งนี้ ข้าก็เข้าใจแล้วว่า การเก็บเชียนกู่ไว้ข้างกายแล้วหวังว่าเขาจะสงบใจบำเพ็ญเพียรเป็นความเพ้อฝันของข้าเท่านั้น รอให้ช่วยเชียนจื่อกลับมาได้เมื่อไหร่ก็ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจแล้ว

          แต่เชียนจื่อ... ไม่ใช่ตะเกียงประหยัดน้ำมัน* 

          ตอนที่ข้าตามไปถึงหุบเขาที่เยว่เหล่าหงอาศัยอยู่ เชียนจื่อกำลังกอดเยว่เหล่าหงจากทางด้านหลังพลางช่วยนางแยกยาสมุนไพรอย่างสนิทสนม

          ข้ายืนตะลึงอยู่ตรงหน้าประตู

          ภาพที่เห็นแตกต่างจากภาพเชียนจื่อถูกจับไปต้มยาตุ๋นน้ำแกงที่ข้าจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง พอเชียนจื่อหันมาเห็นข้า เขาก็ตะลึงงันไปวูบหนึ่งเช่นกัน ชั่วขณะต่อมา เขาก็โผมาคุกเข่าแทบเท้าข้าพลางร้องไห้น้ำตาไหลพราก “อาจารย์! ศิษย์อกตัญญู ทำให้ท่านได้รับบาดเจ็บ! อาจารย์จะตีจะด่า ศิษย์ก็ยอมรับทั้งสิ้น!”

          ข้ายังไม่ทันได้พูดอะไรสักคำ เยว่เหล่าหงก็กอดเชียนจื่อเอาไว้จากทางด้านหลังพลางพูดเสียงเบา “เจ้าจะร้องไห้ทำไม นี่นางก็ฟื้นแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าอย่าเสียใจไปเลย ทำแบบนี้ข้าปวดใจมากรู้ไหม”

          ข้ายืนตะลึงอยู่กับที่เหมือนคนที่ถูกฟ้าผ่า “นี่... นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

          เยว่เหล่าหงเหลือบมองข้าแวบหนึ่ง “ศิษย์เอกของเจ้ามาขอยา เขารักเจ้าจริง ข้าก็เลยคิดจะเอาชีวิตเขาแล้วมอบยาให้เจ้าตามกฎ แต่หลังจากนั้นเชียนจื่อก็มา ข้ากับเชียนจื่อรักกันตั้งแต่แรกพบ ข้าก็เลยไม่เอาชีวิตศิษย์เอกของเจ้าแล้ว เจ้าให้เชียนจื่ออยู่กับข้าที่นี่ก็พอ”

          คำพูดของนางทำให้ข้าเกือบจะหน้ามืด

          ข้ามองนางแล้วก็หันไปมองเชียนจื่อ “นางพูดจริงหรือ?”

          ข้ากลัวเชียนจื่อจะยอมทนอัปยศเพื่อช่วยข้า แต่ไม่คาดว่าเชียนจื่อกลับหน้าแดงแล้วพยักหน้าด้วยความเขินอาย

          อ้าว!

          ข้า... รู้สึกเหมือนกำลังจะกระอักเลือด

          ศิษย์เอกผู้มีโครงกระดูกที่แสนยอดเยี่ยมของข้า กระทำความผิดร้ายแรงด้วยการมาหลงรักข้าผู้เป็นอาจารย์ ศิษย์รองผู้ฉลาดหลักแหลมและมีพรสวรรค์เหนือใคร ก็กระทำความผิดร้ายแรงด้วยการไปหลงรักปีศาจ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าข้าเลือกคนไม่เก่งหรือวิธีอบรมสั่งสอนของข้ามีปัญหากันแน่

          แต่ไม่ว่าปัญหาคืออะไร ข้าก็จะปล่อยให้เชียนจื่ออยู่ที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด

          ปีศาจมีอารมณ์ไม่แน่ไม่นอน ตอนนี้อาจรักกันปานจะกลืนกิน แต่พริบตาข้างหน้าอาจหันมางับคอเจ้าก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เยว่เหล่าหงยังใช้ร่างกายคนมาเป็นหนูทดลองปรุงยา ซ้ำยังเข่นฆ่าผู้คนมากมาย ไอสังหารบนร่างนางส่งผลกระทบต่อคนที่จิตใจไม่มั่นคงอย่างเชียนจื่อมากเกินไป ถ้าอยู่ด้วยกันนานๆ อาจทำให้เขาก้าวเข้าสู่วิถีมารได้

          เพื่อเชียนจื่อ ข้าจะต้องพาเขากลับคงหลิง

          “ข้าจะปล่อยให้เชียนจื่ออยู่ที่นี่ไม่ได้”

          เยว่เหล่าหงได้ยินเช่นนี้ก็เงยหน้าขึ้นมองข้า ใบหน้าที่เมื่อครู่ยังดูอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นดุร้ายในชั่วพริบตา “ถ้าอย่างนั้นก็ทิ้งซากศพของเจ้าเอาไว้เถอะ”

          นิ้วของนางเปลี่ยนเป็นกรงเล็บแล้วพุ่งมาโจมตีข้าอย่างรวดเร็วจนเชียนจื่อไม่ทันได้ตั้งตัว

          ปีศาจก็เป็นเช่นนี้

          ข้าเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นจึงยกกระบี่ขึ้นขวางเอาไว้ได้ทันท่วงที ไอกระบี่กระแทกนางให้ถอยห่างไปประมาณหนึ่งจ้าง ข้าคว้าคอเสื้อของเชียนจื่อเอาไว้แล้วลากเขาเดินจากมาทันที

          เยว่เหล่าหงตามความเร็วในการขี่กระบี่ของข้าไม่ทัน ก็เลยถูกสลัดทิ้งไว้ข้างหลัง

          พอกลับมาถึงคงหลิง เชียนจื่อจับชายเสื้อของข้าเอาไว้ด้วยความน้อยใจแกมคับแค้นใจ “เหตุใดอาจารย์จึงทำเช่นนี้!”

          ข้าโกรธมาก “บังอาจเกินไปแล้ว! แอบไปมีความรักกับปีศาจแล้วยังกล้ามาตำหนิอาจารย์อีกรึ! ไปกักตัวสำนึกผิดที่ถ้ำหลิงซวีซะ! ภายในสามเดือน ห้ามออกมาเด็ดขาด”

          เชียนจื่อกัดฟัน แต่สุดท้ายก็ยอมไปถ้ำหลิงซวีตามที่ข้าสั่งแต่โดยดี

          ข้าเพิ่งจัดการเรื่องนี้เสร็จเรียบร้อย ศิษย์หญิงคนหนึ่งก็วิ่งโซเซเข้ามาหา “ท่านเซียน! ท่านเซียน!” นางร้องไห้พลางตะโกนเสียงดัง “รีบไปช่วยอาจารย์ปู่เชียนกู่เร็วเจ้าค่ะ! เขาจะถูกบรรดาอาจารย์ปู่น้อยเฆี่ยนจนตายอยู่แล้ว!”

          ข้าแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า

          แต่ละคน ช่างก่อเรื่องไม่หยุดไม่หย่อนเลยจริงๆ

ปรมาจารย์ผู้อัดอั้น ตอนที่ 5

          เชียนกู่ถูกจับตัวไป

          เพราะตอนที่ข้าขี่กระบี่ออกจากคงหลิงได้ทิ้งไอเซียนมากมายมหาศาลเอาไว้ ทำให้ศิษย์ทั้งสามหมื่นรู้ว่าข้าฟื้นแล้ว

          ส่วนเรื่องที่ว่าข้าฟื้นได้อย่างไร ศิษย์รุ่นเล็กเหล่านี้คงพอจะคาดเดาได้

          ก่อนหน้านี้ข้าก็รู้อยู่แล้วว่า ถ้าข้าจากไปต้องมีคนมาสอบถามเชียนกู่แน่ แต่ไม่คาดว่า ศิษย์รุ่นเล็กเหล่านี้จะจับตัวเชียนกู่ไป ซ้ำเชียนกู่เองก็เต็มใจยอมให้พวกเขาจับ แถมยังยอมถูกเฆี่ยนด้วยแส้กลืนวิญญาณถึง… เก้า—เก้า—แปดสิบเอ็ดที!

          ถูกเฆี่ยนด้วยแส้กลืนวิญญาณไปเก้า—เก้า—แปดสิบเอ็ดที แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังทนไม่ค่อยไหว

          อย่าว่าแต่เชียนกู่

          ข้ารีบไปที่หอลงทัณฑ์ ตรงหน้าหอมีศิษย์ยืนอยู่มากมายนับไม่ถ้วน รอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงแส้กลืนวิญญาณฟาดลงบนแผ่นหลังของเชียนกู่ที่ดังมาจากแท่นสูง

          “หยุด!”

          ข้าเดินผ่านทางเดินยาวซึ่งปูด้วยหินหยกขาว ผ่านเหล่าศิษย์ทั้งหลาย

          ปกติข้าไม่ค่อยสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในสำนักคงหลิง ศิษย์รุ่นเล็กหลายคนถึงกับไม่เคยเห็นหน้าข้าด้วยซ้ำ ตามกฎแล้วในเวลาเช่นนี้พวกเขาสมควรต้องก้มหน้า แต่ยามนี้พวกเขาแต่ละคนกลับเบิกตามองข้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น

          ในจำนวนนี้มีหลายคนที่เป็นตาเฒ่าผมหงอกขาว

          ชายชราหนวดเคราขาวโพลนซึ่งถือแส้ไว้ในมือหยุดชะงัก เขาเป็นศิษย์คนเล็กสุดของศิษย์น้องเล็กของข้า นับได้ว่าเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งในสำนัก

          ข้าก้าวขึ้นไปบนแท่นสูงแล้วแย่งแส้กลืนวิญญาณในมือของเขามา

          ชายชราอีกคนรีบเอ่ยเสียงสั่น “ท่านเซียน ศิษย์พี่เชียนกู่ทำผิดกฎสำนัก สมควรต้องถูกโบยแปดสิบเอ็ดครั้ง จะละเว้นไม่ได้เด็ดขาด! ไม่เช่นนั้นจะรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎได้อย่างไร...”

          คนอื่นๆ ส่งเสียงสนับสนุน

          เชียนกู่ซึ่งถูกจับแขวนอยู่กลางอากาศเองก็หันมามองข้า ใบหน้าของเขาซีดขาว ดวงตาฉายแววสิ้นหวังที่ข้าไม่เข้าใจ

          “นับแต่ก่อตั้งสำนักเมื่อหนึ่งพันปีก่อน สำนักคงหลิงก็มีกฎเกณฑ์เข้มงวด ข้าไม่มีทางลำเอียงปกป้องใครแน่” ข้าสะบัดแส้ในมือ เพียงพริบตาเดียวแส้เส้นนั้นก็ฟาดลงบนแผ่นหลังของเชียนกู่ถึงสามครั้ง ทำให้ผิวเนื้อแยกออกจากกัน เลือดสีแดงสดไหลนอง ในที่สุดเชียนกู่ซึ่งพยายามอดทนมาตลอดก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

          ศิษย์รุ่นเล็กที่อยู่ด้านล่างต่างอุทานออกมาด้วยความตกใจ บางคนถึงกับยกมือขึ้นปิดตาแล้วเบือนหน้าไปทางอื่น

          “แต่ศิษย์เอกของข้า ไม่ว่าใครในหมู่พวกเจ้าก็ไม่เหมาะสมจะลงโทษเขาทั้งนั้น ข้าต้องลงโทษเอง”

          ไม่มีใครพูดอะไรอีก

          ลมหายใจของเชียนกู่แผ่วเบา แต่เขาก็ยังพยักหน้า

          ถึงอย่างไรก็เป็นเด็กที่ข้าเลี้ยงดูมาจนเติบใหญ่ เป็นศิษย์ที่ข้ารับปากว่าจะรักถนอมเหมือนแก้วตาดวงใจ พอเห็นเขามีสภาพเช่นนี้ หัวใจของข้าก็อ่อนยวบจนไม่อาจถือแส้ไว้ได้อีก ข้าโยนแส้กลืนวิญญาณทิ้งลงบนพื้น

          “เจ้ากราบข้าเป็นอาจารย์ตั้งแต่เด็ก แต่ยามนี้กลับเกิดความคิดไม่สมควร ข้าไม่อาจสอนเจ้าบำเพ็ญเพียรได้อีกแล้ว หลังจากสามแส้ในวันนี้ เจ้าไม่ใช่ศิษย์สำนักคงหลิง ไม่ใช่ศิษย์ของข้าอีกต่อไป หวังว่าวันหน้าเจ้าจะทำตัวให้ดีกว่านี้”

          ผลลัพธ์เช่นนี้เป็นไปตามความคาดหมายของทุกคน

          มีเพียงเชียนกู่เท่านั้นที่ดูเหมือนจะรับไม่ได้ เขาพยายามหันมามองข้า “อาจารย์ ศิษย์ยินดีถูกเฆี่ยนด้วยแส้กลืนวิญญาณแปดสิบเอ็ดครั้ง ขอร้องอาจารย์ อย่าขับข้าออกจากสำนักเลย!”

          เจ้าเด็กโง่นี่ ใครตาไม่บอดก็รู้ทั้งนั้นว่าถ้าถูกเฆี่ยนแปดสิบเอ็ดครั้งเขาต้องตายแน่ๆ ข้าขับเขาออกจากสำนักก็เพราะอยากช่วยชีวิตเขา แต่เขากลับไม่ยอมจากไปเงียบๆ ซ้ำยังขอร้องข้าไม่ให้ไล่เขาไป

          เขานี่มัน...

          ไม่มีสมองเลยหรือไร?

          ข้าโบกมือครั้งหนึ่ง โซ่เหล็กที่ล่ามมือทั้งสองของเชียนกู่เอาไว้ก็ขาดออกจากกัน

          ร่างของเขาร่วงลงกระแทกพื้น แต่ก็ยังพยายามคลานมาหาข้า “ขอร้องอาจารย์...อย่าไล่...อย่าไล่ศิษย์ไป...” ข้าสูดหายใจลึกแล้วเบือนหน้าไปทางอื่น

          “หามเขาออกไป นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามไม่ให้ก้าวเข้ามาในสำนักคงหลิงแม้แต่ก้าวเดียว”

          เชียนกู่ถูกศิษย์หลายคนช่วยกันจับมัดแล้วลากตัวออกไป เขาพยายามดิ้นรนสุดชีวิตพลางร้องตะโกนเรียก “อาจารย์” ไม่หยุด เลือดสีแดงข้นย้อมทางเดินหินหยกขาวจนกลายเป็นสีแดงฉาน

          ในหอลงทัณฑ์เงียบสงัด ข้ากระแอมครั้งหนึ่ง พอฟื้นขึ้นมาก็ต้องจัดการเรื่องต่างๆ มากมายถึงเพียงนี้ ขมับของข้าจึงเริ่มปวดตุบๆ “แยกย้ายกันไปฝึกวิชาได้แล้ว”

ปรมาจารย์ผู้อัดอั้น ตอนที่ 6

          ข้ากลับไปที่ยอดเขาคงหลิง

          ระหว่างที่นั่งอยู่ในตำหนักใหญ่อันว่างเปล่า ข้ารู้สึกปวดหัวมาก แต่กลับไม่อยากล้มตัวลงนอนบนเตียงแม้แต่น้อย ข้าเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนได้เห็นเชียนกู่ในวัยเด็กกำลังฝึกกระบี่อยู่ตรงนั้น ถึงกระบวนท่าจะยังดูไม่คล่องแคล่วนัก แต่กลับแฝงด้วยกลิ่นอายเซียน

          ข้าส่ายหน้าแรงๆ รั้งสายตากลับมาที่แท่นฝนหมึกบนโต๊ะ จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนได้เห็นเชียนกู่ในวัยสิบกว่าปีกำลังนั่งคัดตำราอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ข้า

          “อาจารย์ ท่านนอนนานกว่าที่ข้าคัดคัมภีร์สองร้อยบทเสียอีก”

          แสงเทียนไหววูบทำให้เห็นใบหน้าของเขาเป็นเงาเลือนราง

          ข้ารู้สึกว่าตัวเองนั่งอยู่ในห้องต่อไปไม่ไหวแล้ว ดังนั้นจึงเดินออกไปข้างนอก แต่พอเห็นสระสุรา ข้าก็นึกถึงวันที่ตัวเองแกล้งหลับอยู่ตรงนั้น สัมผัสแผ่วเบาจากริมฝีปากที่แสนอบอุ่นกับเสียงพึมพำแหบพร่าที่กระซิบอยู่ตรงข้างหูข้าว่า “อาจารย์ๆ” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนคนที่กำลังแอบลิ้มรสอาหารเลิศรสที่สุดในโลกใบนี้ ทั้งพึงพอใจทั้งรู้สึกผิด

ข้ายกมือขึ้นปิดหน้าพลางถอนใจแรงๆ

          สุดท้ายข้าก็ใช้วิชาดำดินแอบออกจากเขาคงหลิงไปยังสถานที่ที่เชียนกู่ถูกเนรเทศ

          เขาถูกโยนทิ้งไว้บนกองหิน สายน้ำไหลผ่านร่างของเขา ทำให้เลือดสีแดงสดไหลไปตามลำธารคดเคี้ยว

          ข้าลากเขาไปที่ถ้ำใกล้ๆ บริเวณนั้น

          คืนนั้นเชียนกู่มีไข้สูง ปากก็เอาแต่พึมพำอะไรบางอย่างไม่หยุด หลังจากถูกเฆี่ยนด้วยแส้กลืนวิญญาณ จิตวิญญาณของเขาก็บอบช้ำอย่างหนัก ข้าไม่มียาในมือ ดังนั้นจึงได้แต่ใช้ไอเซียนสะกดเลือดและพลังลมปราณที่กำลังพลุ่งพล่านในร่างของเขาเอาไว้

          ในช่วงสามวันสามคืนนั้น เขานอนหนุนอยู่บนตักของข้า เหงื่อที่หลั่งออกมาทำให้เสื้อผ้าของข้าถึงกับเปียกชุ่มโชก

          จนกระทั่งเช้าวันที่สี่ ลมหายใจของเขาถึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ข้าเก็บไอเซียนแล้วเอาก้อนหินให้เขาหนุนแทน จากนั้นจึงลุกขึ้นนวดขาที่ด้านชาจนหมดความรู้สึกของตัวเองแล้วเดินออกจากถ้ำ

          ก่อนจากไป ข้าอดหันกลับไปมองอีกครั้งไม่ได้ เชียนกู่ดูเหมือนจะพยายามลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง แต่จากนั้นก็หมดสติไปอีก

          ตอนนั้นข้าคิดจริงๆ ว่าเชียนกู่จะเดินออกจากชีวิตของข้า และจะไม่มาปรากฏตัวให้ข้าเห็นอีก

          สามเดือนต่อมา เชียนจื่อออกจากถ้ำหลิงซวีแต่ไม่เห็นเชียนกู่ พอไปสืบข่าวดู เขาถึงได้รู้เรื่องที่เชียนกู่ถูกข้าเฆี่ยนแล้วขับออกจากสำนัก ถึงปกติเชียนจื่อจะถูกเชียนกู่ซ้อมบ่อยๆ แต่เปรียบกับอาจารย์ที่มอบพลังบำเพ็ญหนึ่งร้อยปีให้เขาแต่ก็ไม่ค่อยจะโผล่หน้ามาให้เห็นเช่นข้า เชียนกู่กลับเหมือนอาจารย์ของเขามากกว่า

          เชียนจื่อเป็นคนใจร้อน พอรู้เรื่องเขาก็ร้องตำหนิข้าเสียงดัง “ศิษย์พี่เสี่ยงชีวิตไปขอยาให้อาจารย์ แม้รู้ว่าจะต้องถูกผู้อื่นประณามหยามเหยียดก็ยังจะช่วยท่านให้ได้ แต่หลังจากท่านฟื้นขึ้นมากลับทำกับศิษย์พี่เช่นนี้!”

          ข้าดื่มชาเงียบๆ

          เชียนจื่อมองข้าพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ข้าหลงคิดว่า หลังจากอาจารย์ล่วงรู้ความในใจของศิษย์พี่ ถึงจะตำหนิที่เขากระทำไม่เหมาะสม แต่ก็คงไม่ได้ลงโทษอะไร เชียนจื่อมองอาจารย์ผิดไปแล้ว” พูดจบ เขาก็ตั้งท่าจะหันกายเดินจากไป

          “จะไปไหน” ข้าวางถ้วยชาลง

          “ผู้บำเพ็ญเซียนไร้น้ำใจไร้คุณธรรมถึงเพียงนี้ ข้าไม่อยากเป็นเซียนแล้ว ข้าจะไปหาเสี่ยวหงแล้วท่องเที่ยวไปทั่วยุทธภพพร้อมกับนาง ไม่สนใจเรื่องบุญคุณความแค้นอีก!”

          “กลับมา”

          เชียนจื่อไม่สนใจข้า ดวงตาของข้าฉายแววเยียบเย็น ทันใดนั้นข้าก็โบกมือสร้างอาณาเขตขึ้นตรงหน้าเขา แต่ไม่คาดว่าชั่วขณะต่อมาเชียนจื่อจะใช้ไอเซียนโจมตีอาณาเขตอย่างรุนแรง เขาใช้พลังบำเพ็ญของข้าและกระบวนท่าที่ข้าสอนทำลายอาณาเขตโดยไม่ได้ออมแรงสักนิด จากนั้นก็ขี่กระบี่จากไปอย่างรวดเร็ว

          ข้าตบโต๊ะ “เจ้าเด็กเวรนี่!” ข้าพุ่งไปขวางหน้าเชียนจื่อเอาไว้ ทันใดนั้นก็บังเกิดแสงสว่างจ้าขึ้นในมือของเขา

          ข้ายิ้มเย็น “เยี่ยมมาก คิดจะลงมือกับอาจารย์อย่างนั้นรึ”

          ข้าฟาดฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าของเขา เชียนจื่อยกมือขึ้นกั้น แต่ข้าตั้งใจแล้วว่าจะตีเขาให้ได้ จะไม่ยอมให้เขาขวางข้าได้เด็ดขาด ฝ่ามือของข้าฟาดลงบนศีรษะของเขา ทำให้เขาถึงกับหัวหมุนไปหมด จากนั้นข้าก็ดึงหูเขาแล้วลากไปขังไว้ที่ถ้ำหลิงซวีด้วยตัวเอง

          “ศิษย์ที่ข้ารับมา จะเก็บไว้หรือไม่เป็นเรื่องของข้า ไม่ต้องให้เจ้ามาบอกหรอกว่าสมควรให้อยู่หรือไป เจ้ากักตนอยู่ที่นี่ ถ้ายังไม่สำนึกผิดอีกก็ไม่ต้องออกมา”

          “ข้าไม่ได้ทำผิด!” เชียนจื่อร้องตะโกนตามหลัง “ข้าไม่ผิด ศิษย์พี่ก็ไม่ผิด! อาจารย์ต่างหากที่ผิด! ท่านทำผิดไปแล้ว!”

          ข้าก้าวออกจากถ้ำหลิงซวีโดยไม่สนใจเขาอีก

          ครึ่งเดือนต่อมาก็มีศิษย์มาบอกข้าว่า เกิดเรื่องใหญ่

          ข้าเร่งรุดไปประชุมถึงได้รู้ว่า เยว่เหล่าหงลากเชียนกู่อดีตศิษย์เอกของข้าเข้าสู่วิถีมารเสียแล้ว...

          ข้ายกมือขึ้นกุมอก ช่างน่า...กลัด—กลุ้ม—เสีย—จริง

ปรมาจารย์ผู้อัดอั้น ตอนที่ 7

          ข้าไม่รู้ว่าเยว่เหล่าหงลากเชียนกู่ไปสู่วิถีมารได้อย่างไร

          แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่า นางคงจะใช้ข้ออ้างว่าสำนักเซียนไร้น้ำใจ อาจารย์เจ้าไร้คุณธรรมทำให้เชียนกู่บังเกิดความคับแค้นจนเผลอก้าวไปสู่หนทางที่ผิด

          เชียนกู่มีพรสวรรค์สูงมาก เขาบำเพ็ญสำเร็จจนมีร่างเป็นเซียนมานานแล้ว หลังจากเข้าสู่วิถีมาร พลังบำเพ็ญของเขายิ่งรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

          ศิษย์รุ่นเล็กของสำนักคงหลิงกลัวเชียนกู่จะรวบรวมกำลังของฝ่ายมารกลับมาโจมตีสำนักคงหลิงเพื่อแก้แค้น เชียนกู่ล่วงรู้ความลับทั้งหมด ซ้ำยังคุ้นชินกับอาคมทุกรูปแบบของสำนัก ถ้าเขาคิดจะทำลายผนึกแล้วปล่อยแหล่งกำเนิดไอมารออกไป ต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเป็นแน่

          เปรียบกับความกังวลของศิษย์รุ่นหลังคนอื่นๆ แล้ว ข้ากลับเชื่อใจเชียนกู่ แม้ว่าเขาจะเข้าสู่วิถีมารไปแล้ว ข้าก็ยังเชื่อใจเขา

          ข้าโบกมือ “ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ระแวงไปก็ไร้ประโยชน์ หากมีวันไหนที่เขากล้ามุ่งร้ายสำนักคงหลิงจริงๆ ข้าจะประหารเขาด้วยกระบี่ของข้าเอง”

          พูดจบข้าก็กลับไปที่ยอดเขา

          แต่อยู่ในตำหนักใหญ่บนยอดเขาที่อยู่มาหลายร้อยปีได้ไม่กี่วัน ไม่มีเสียงร้องเอะอะโวยวายของเชียนจื่อในสวน ไม่มีเงาร่างเขาเชียนกู่ที่หยุดมองข้าอยู่ตรงหน้าประตู จู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าบนยอดเขาเงียบเหงามากเหลือเกิน

          ข้าทนอยู่ต่อไปไม่ไหว ดังนั้นจึงไปหาเชียนจื่อที่ถ้ำหลิงซวีแล้วถามเขาว่า “เจ้าสำนึกผิดหรือยัง ถ้าสำนึกผิดแล้วจะปล่อยเจ้าออกไป ถ้ายังไม่สำนึกข้าก็จะขังเจ้าไว้ที่นี่ แล้วออกไปท่องเที่ยวแล้ว”

          เขาไม่หันมามองข้าเสียด้วยซ้ำ ทำตัวราวกับเด็กๆ

          หลังจากนั้น ข้าก็ออกเดินทางท่องเที่ยว

          ข้าท่องเที่ยวไปทั่วอยู่ประมาณห้าหกปี ได้ยินคนในยุทธภพเล่าลือกันว่าเชียนกู่มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่มารมากขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำยังมีแนวโน้มจะกลายเป็นจอมมาร เห็นได้ชัดว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เยว่เหล่าหงช่วยเหลือเขาไม่น้อย

          แต่ตอนนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนอื่น ขอเพียงไม่แตะต้องผนึกของคงหลิง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับข้าทั้งสิ้น

          ข้าท่องเที่ยวไปทั่วเพียงลำพัง นานวันเข้าก็เริ่มเบื่อ ข้านึกย้อนถึงเรื่องรับศิษย์ในช่วงหลายสิบปีมานี้ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวมาก ศิษย์คนหนึ่งชอบข้าจนเกินขอบเขต อีกคนหนึ่งไม่ได้ทำอะไรเกินขอบเขตแต่ทำไปทำมากลับมาแค้นข้า สุดท้ายก็ไม่มีใครสืบทอดวิชาของข้าอยู่ดี

          ข้าคิดไปคิดมาก็ตัดสินใจรับศิษย์อีกคนหนึ่ง

          นางเป็นเด็กหญิงผู้ร่าเริง มีพรสวรรค์ แต่ก็มีจิตใจดีงามสัตย์ซื่อ ข้าตั้งชื่อให้นางว่าเชียนหลิง ครั้งนี้ข้าไม่ได้คาดหวังให้นางมีชื่อเสียงขจรขจายไปอีกพันปี ไม่ได้อยากให้นางรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร แต่อยากให้นางเป็นเด็กหญิงที่น่ารักฉลาดเฉลียว ไม่ผิดต่อพรสวรรค์ของตัวเอง

          ข้าพานางกลับไปที่ยอดเขาคงหลิงแล้วบอกนางว่า นางมีอดีตศิษย์พี่ใหญ่ที่ก้าวเข้าสู่วิถีมารไปแล้ว จากนั้นก็พานางไปดูศิษย์พี่รองที่ถูกขังอยู่ในถ้ำหลิงซวีจนผมเผ้าหนวดเครายาวเฟื้อย ข้าบอกเชียนหลิงว่า “เจ้าเป็นเด็กผู้หญิง อย่าเอาอย่างพวกเขาเด็ดขาด”

          เชียนหลิงมองศิษย์พี่รองที่อยู่หลังลูกกรงเหล็กแล้วก็พยักหน้า

          พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบปี ในช่วงสิบปีมานี้ ในที่สุดข้าก็เริ่มสงสัยในลักษณะนิสัย วิสัยทัศน์ และความสามารถในการอบรมสั่งสอนของตัวเอง... เป็นอย่างมาก

          มากๆ

          เมื่อศิษย์รุ่นเล็กที่เชิงเขามาฟ้องข้าเป็นครั้งที่หนึ่งพันว่า ‘อาจารย์ย่าน้อยต่อยตีกับอาจารย์อาสักคน’ ข้าก็โบกมือด้วยความอ่อนใจ “ตีกันไปเถอะ ถ้าชนะกลับมาข้าจะสั่งสอนนาง แต่ถ้าแพ้พวกเจ้าก็จัดการเองเถอะ” จากนั้นก็กำชับเพียงประโยคเดียว “อย่าให้ถึงตาย”

          ศิษย์คนที่สามของข้าเป็นคนที่มีพลังชีวิต... ล้นเหลือ

          นางมักจะก่อเรื่องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน ตอนแรกข้าทั้งอบรมสั่งสอนนางดีๆ ทั้งตำหนิด้วยสีหน้าเย็นชา ประโยคที่ว่า “ถ้าทำแบบนี้อีกข้าจะขับเจ้าออกจากสำนัก” ก็พูดมาแล้วแปดร้อยรอบ แต่กลับไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด

          นึกถึงเมื่อก่อน เชียนกู่ได้ยินคำพูดประโยคนี้ทีไรก็มักจะหน้าซีดไปสามวัน

          ทำไมเด็กสมัยนี้นับวันก็ยิ่งอบรมยากนะ

          สุดท้ายเชียนหลิงก็กลับมาพร้อมชัยชนะ นางบอกข้าด้วยความภาคภูมิใจทั้งที่ตาข้างหนึ่งบวมเป่ง “อาจารย์ พวกสารเลวข้างล่างนั่นรังแกเด็กรับใช้ที่มีหน้าที่กวาดพื้นในครัวอีกแล้ว ข้าช่วยเด็กรับใช้สั่งสอนพวกมัน ดูซิว่าวันหลังจะกล้าข่มเหงคนอ่อนแอกว่าอีกหรือไม่ ถ้าทำอีก ข้าจะซ้อมมันให้ตายเลย!”

          ข้าปรายตามองนางแวบหนึ่ง “แก้ปัญหาด้วยสมองเป็นไหม?”

          นางขยี้จมูก “สะดวกกำปั้นเจ้าค่ะ”

          นี่เป็นคำพูดที่สาวน้อยผู้แสนบอบบางควรพูดอย่างนั้นหรือ!

          ข้าถอนใจเฮือกหนึ่งก่อนจะวางหนังสือลง มองนางในตอนนี้แล้วข้าก็อดนึกถึงตอนที่นางยังเด็กไม่ได้

ปรมาจารย์ผู้อัดอั้น ตอนที่ 8

          เฮ้อ... กลุ้มเหลือเกิน!

          “ไปทำความสะอาดห้องหนังสือซะ” ข้าลงโทษนาง “ทำให้สะอาดหน่อย”

          “เจ้าค่ะ” นางรับคำอย่างร่าเริงเหมือนไม่ได้รู้ตัวสักนิดว่าข้ากำลังลงโทษตนอยู่

          ข้าแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเงียบๆ เป็นเด็กผู้หญิงแต่กลับขาดความละเอียดอ่อนถึงเพียงนี้... ในที่สุดนางก็เดินไปในทิศทางตรงข้ามกับชื่อที่ข้าตั้งให้จนได้

          ระหว่างที่ทำความสะอาดในวันนั้น เชียนหลิงลากหีบใบใหญ่ออกมาจากห้องหนังสือ ข้าเพิ่งเคยเห็นหีบใบนี้เป็นครั้งแรก ดังนั้นจึงถามนางว่า “นี่อะไรหรือ?”

          “ไม่ทราบเจ้าค่ะ ข้าเจอมันตรงมุมชั้นบนของห้องหนังสือ ท่าทางเหมือนไม่มีใครแตะต้องมานานแล้ว ข้ากลัวจะขึ้นราก็เลยลากออกมาตากแดดเสียหน่อย” นางพูดพลางเปิดหีบออก ในนั้นมีภาพวาดอยู่มากมาย พอเปิดออกดูก็พบว่าภาพวาดเหล่านั้นล้วนเป็นภาพของสตรีคนเดียวกัน บ้างก็ยืนนิ่งอยู่บนยอดเขา บ้างก็นอนอยู่บนเตียง ใบหน้าของนางไม่ว่าจะกำลังยิ้มหรือกำลังโมโหต่างก็แฝงด้วยแววเรียบเรื่อยไม่ใส่ใจอยู่สองสามส่วน

          “เป็นภาพของอาจารย์หมดเลยนี่นา” เชียนหลิงคลี่ภาพออกดูพลางหัวเราะคิกคัก “อา วาดได้เหมือนจริงๆ อาจารย์ดูสิ”

          ข้าเหลือบมองภาพในมือของนางแวบหนึ่ง สตรีผู้มีใบหน้าแดงระเรื่อในภาพกำลังนอนอยู่ข้างสระสุรา ด้านข้างมีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังแอบจุมพิตนาง ข้าเห็นแล้วเกือบจะหายใจไม่ออก

          “อาจารย์ ผู้ชายคนนี้เป็นใครหรือ ท่าทางของพวกท่าน...” เชียนหลิงยิ้มกว้าง “ช่างงดงามจริงๆ!”

          ฟังสิ นี่คือคำพูดที่สาวน้อยคนหนึ่งควรพูดอย่างนั้นหรือ!

          ในใจข้าโมโหนัก แต่ติดที่เรื่องนี้เป็นบาดแผลที่ซ่อนอยู่ในใจของข้า ข้าจึงได้แต่โกหกโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “คนในภาพคือข้า คนวาดภาพก็คือข้า ผู้ชายคนนี้คือคนรักในฝันที่ข้าจินตนาการขึ้นมาตอนอายุยังน้อย ไม่รู้ความ ตอนนี้ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว เอาไปเผาเถอะ”

          เชียนหลิงมองข้าด้วยความประหลาดใจ “แต่เมื่อครู่อาจารย์ยังไม่รู้เลยว่าของในหีบคืออะไร...”

          ข้าลุกขึ้นเดินกลับห้อง “เผาซะ”

          หลังจากปิดประตู ใบหน้าของข้าถึงได้ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้

          จู่ๆ สัมผัสที่มีอยู่แต่ในสมองของข้ามาหลายปีก็กลายมาเป็นภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ข้าย่อมอดตื่นตระหนกไม่ได้ ข้ายืนพิงประตูอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนักก็มีกลิ่นควันไฟโชยมา ข้าแอบเปิดประตูมองออกไปข้างนอกก็เห็นเชียนหลิงกำลังใช้อาคมเผาภาพเหล่านั้นจนไม่เหลือแม้แต่ซาก

          มุมปากข้าขยับ แต่สุดท้ายก็สะกดความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้แล้วนั่งถอนใจอยู่ในห้องตลอดทั้งบ่าย

          เชียนกู่... เจ้าซ่อนอะไรเอาไว้มากมายเสียจริงๆ

          นับแต่นั้นมา ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ เพียงแต่จำนวนครั้งที่เชียนหลิงก่อเรื่องกลับค่อยๆ ลดน้อยลง ข้าหลงคิดว่าในที่สุดสาวน้อยผู้นี้ก็รู้จักโตเป็นผู้ใหญ่เสียที แต่จู่ๆ วันหนึ่ง หลังจากเชียนหลิงอวดอาคมใหม่ที่เพิ่งเรียนสำเร็จให้ข้าดู นางก็ทอดถอนใจแล้วพูดว่า

          “ข้าฝึกมาสามเดือนเพิ่งทำได้แค่นี้ แต่ได้ยินว่าตอนนั้นศิษย์พี่ใหญ่เรียนแค่ไม่กี่ชั่วยามก็ใช้อาคมนี้ได้แล้ว ข้าช่างห่างไกลจากเขามากจริงๆ”

          ข้าชะงัก “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

          เชียนหลิงยกมือขึ้นปิดปาก หลังจากอิดออดอยู่ครู่ใหญ่ถึงได้บอกข้าว่า “ข้าไปเล่นกับศิษย์พี่รองที่ถ้ำหลิงซวีมา”

          ข้าไม่ได้สั่งห้ามไม่ให้เชียนหลิงไปหาเชียนจื่อ ดังนั้นจึงเพียงแค่เบ้ปากแล้วพูดว่า “ไปเล่นได้ แต่จำไว้นะว่า ห้ามปล่อยเขาออกมาเด็ดขาด”

          “ทำไมล่ะเจ้าคะ?”

          “ศิษย์พี่รองของเจ้าจิตใจไม่มั่นคง ข้าเลยขังเขาเอาไว้ หนึ่งคือเพื่อให้เขาสงบใจ สองคือถ้าปล่อยเขาออกมา เขาต้องเข้าสู่วิถีมารแน่ เขาไม่เหมือนกับศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้า ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้ามีใจหนักแน่นมั่นคง ในใจเขามีตาชั่งอันหนึ่ง ถ้าเป็นเรื่องที่เป็นภัยต่อตัวเอง เป็นภัยต่อคงหลิง เป็นภัยต่อใต้หล้า เขาจะไม่มีทางทำแน่ แต่ศิษย์พี่รองของเจ้า... เขาถูกคนอื่นควบคุมได้ง่ายมาก”

          เชียนหลิงได้ยินข้าพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดจริงจังเช่นนี้ก็ตะลึงงันไปนาน “ที่แท้ ในใจอาจารย์ขบคิดเรื่องต่างๆ ไม่น้อยเลย”

          ข้ากลอกตาใส่นาง “เจ้าคิดว่าหลายร้อยปีมานี้ข้าอยู่เฉยๆ โดยเปล่าประโยชน์แล้วก็ไม่รู้จักใช้สมองเหมือนเจ้ารึไง”

          เชียนหลิงยกมือขึ้นเกาศีรษะพลางยิ้มแหย “แต่จะว่าไป ศิษย์พี่ใหญ่จากไปตั้งหลายปีแล้ว แต่ฟังจากคำพูดของอาจารย์ ดูเหมือนท่านจะยังเชื่อใจเขาอยู่มาก...”

          ข้าเงียบ

          ข้าย่อมเชื่อใจเชียนกู่ เขาเป็นศิษย์คนแรกของข้า เป็นศิษย์ที่ข้าตั้งใจอบรมสั่งสอน เป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตที่ข้าสามารถนำไปโอ้อวดให้คนอื่นๆ ฟัง

          ถึงต่อมาเขาจะหลงเดินไปในทางผิด แต่ถ้าจะพูดกันตามจริง เชียนกู่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

          ถ้าจะผิด ก็ผิดที่ข้าต่างหาก

ปรมาจารย์ผู้อัดอั้น ตอนที่ 9

          เชียนกู่ถูกผู้คนเรียกขานว่าจอมมาร

          ทั้งที่ความจริงแล้วเขาไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง แต่เป็นเพราะพลังมารของเขาเพิ่มขึ้นจนเป็นเหตุให้ไอพิษบนโลกเพิ่มมากขึ้น มารร้ายออกอาละวาด ผู้คนก็เลยเรียกเขาว่าจอมมาร

          หลังจากเขาได้รับสมญานามนี้ อดีตอาจารย์ของเขาเช่นข้าก็พลอยกลายเป็นที่โจษขานของผู้คนในยุทธภพไปด้วย

          เซียนองค์แรกในรอบพันปีของเสินโจว เป็นผู้อบรมสั่งสอนจอมมารคนแรกในรอบพันปีของเสินโจวขึ้นมา ฟังอย่างไรก็เป็นเรื่องน่าขัน

          แต่เสียงซุบซิบเหล่านี้ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อชีวิตของข้า นานๆ ได้ยินสักครั้งเวลาลงจากเขา ข้าก็แค่ฟังแล้วก็แล้วกันไป

          ระยะนี้เชียนหลิงไปที่ถ้ำหลิงซวีบ่อยขึ้น ถึงข้าจะสงสัย แต่ก็เลือกที่จะเชื่อใจเชียนหลิง

          จนกระทั่งวันหนึ่ง เชียนหลิงวิ่งมาบอกข้าด้วยความดีอกดีใจว่า “อาจารย์ ศิษย์พี่รองยอมรับผิดแล้ว! ท่านรีบไปปล่อยเขาออกมาเถอะ!”

          เจ้าเด็กเวรหัวแข็งไม่ยอมแพ้มาสิบกว่าปียอมรับผิดแล้วงั้นรึ?

          ข้าเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะตามเชียนหลิงไปที่ถ้ำหลิงซวี

          เชียนจื่อถูกขังไว้ในกรงเหล็ก เวลานี้เขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น พอได้ยินเสียงฝีเท้าของข้า เขาก็ลืมตา ไม่ได้พบกันมานาน แววตาของเชียนจื่อดูเด็ดเดี่ยวขึ้นมาก แถมยังไม่เอะอะโวยวายเหมือนเมื่อก่อนอีกด้วย

          ดูท่าการจับขังในห้องมืดจะได้ผลไม่น้อย

          “ในที่สุดก็ยอมรับผิดแล้วหรือ?” ข้าถาม

          “ใช่ ศิษย์สำนึกผิดแล้ว” เขาก้มหน้าตอบ “หลายปีมานี้ ศิษย์ตั้งใจบำเพ็ญเพียร ศิษย์น้องเชียนหลิงเองก็พยายามเกลี้ยกล่อม ในที่สุดศิษย์ก็ตระหนักถึงความผิดของตัวเองแล้ว”

          ข้าเลิกคิ้วอีก “ถ้าอย่างนั้น บอกมาซิว่าเจ้าผิดตรงไหน”

          เขาแบมือออก “อาจารย์ดูสิขอรับ”

          ที่นี่คือถ้ำหลิงซวีซึ่งอยู่บนยอดเขาคงหลิง หลายร้อยปีที่ผ่านมามันอยู่ในอาณาเขตของข้า เมื่ออยู่ในอาณาเขตของตัวเองข้าย่อมไม่ระแวงสงสัยแต่อย่างใด ข้าก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วก้มลงมองฝ่ามือของเขา

          ทันใดนั้น ข้าก็ได้กลิ่นหอมประหลาด

          ข้าร้องแย่แล้วอยู่ในใจ คิดจะถอยหนี แต่ร่างกายของตนกลับแข็งค้างอยู่กับที่

          “เชียนจื่อ?” ข้ามองเขาด้วยสายตาเยียบเย็น

          “อาจารย์ อย่าตำหนิข้าเลย” เชียนจื่อกล่าว “ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วจริงๆ”

          “เชียนหลิง!” ข้าตะโกน

          “อาจารย์อย่าตำหนิข้าเลย” นางก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้าข้าแล้วคว้ากุญแจที่ห้อยอยู่ตรงข้างเอวของข้าไปไขประตูให้เชียนจื่อ “หลายวันมานี้ ข้ารู้สึกว่าศิษย์พี่รองพูดมีเหตุผล สำนักคงหลิงมีกฎเกณฑ์เข้มงวด ทั้งที่เห็นเรื่องอยุติธรรมมากมายแต่กลับไม่อาจยื่นมือช่วยเหลือ ถ้าช่วยเหลือก็ต้องถูกลงโทษ หลายปีมานี้ เชียนหลิงเองก็รู้สึกเช่นนี้ ข้าคิดว่าตัวเองอาจจะไม่เหมาะกับสำนักคงหลิง ข้าอยากไปท่องยุทธภพกับศิษย์พี่รอง ไม่สนใจเรื่องบุญคุณความแค้นอีก!”

          ข้าเกือบจะกระอักเลือดออกมา “วรยุทธแมวสามขาแบบเจ้าในตอนนี้ ถ้าออกไปถูกคนอื่นซ้อมตายก็อย่าบอกว่าเป็นศิษย์ของข้าล่ะ!”

          “ข้าไม่พูดหรอกน่า”

          ข้าพยายามบังคับตัวเองให้ใจเย็นลงอยู่นาน ในที่สุดก็สะกดอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ได้

          “ยานี่มาจากไหน?”

          ถึงเจ้าเด็กเวรสองคนนี่จะอกตัญญู แต่ก็ยอมบอกข้าตามตรง “ศิษย์พี่รองบอกให้ข้าลงเขาไปหาพี่เยว่เหล่าหง” เชียนหลิงตอบ “พี่เยว่เหล่าหงให้มา”

          “ยาจะออกฤทธิ์นานแค่ไหน?”

          “ไม่รู้”

          ข้ากัดฟัน เชียนจื่อคำนับข้า “อาจารย์ ศิษย์อยู่ที่นี่มาหลายสิบปีแต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองทำอะไรผิด วันนี้กลับวางยาอาจารย์ ศิษย์ยอมรับความผิดอันใหญ่หลวงครั้งนี้”

          ข้าเห็นเช่นนี้ก็นึกถึงเรื่องในอดีตขึ้นมา หลังจากนิ่งเงียบไปนาน ข้าก็เอ่ยขึ้นว่า “ถ้าศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าอยู่ต้องลงโทษเจ้าแน่ๆ”

          เชียนจื่อพยักหน้า “ข้าจะไปบอกศิษย์พี่ใหญ่เดี๋ยวนี้ว่าข้าวางยาอาจารย์ ข้าจะไปขอให้เขาลงโทษเอง!”

          ข้าตกใจ “ห้ามไปนะ!”

          “อาจารย์ ข้ารู้ดีว่าในใจท่านมีศิษย์พี่ใหญ่” เชียนหลิงพูดโพล่งออกมา “ภาพวาดที่ข้างสระสุรานั่นข้าแข็งใจทำลายไม่ได้ก็เลยเอามาให้ศิษย์พี่รองดู ศิษย์พี่รองบอกว่าผู้ชายในภาพนั้นคือศิษย์พี่ใหญ่ ในเมื่ออาจารย์เห็นศิษย์พี่ใหญ่เป็นคนรักในฝัน ไยต้องผูกมัดตัวเองไว้กับขนบธรรมเนียมคร่ำครึพวกนั้นด้วยเล่า ไปอยู่กับศิษย์พี่ใหญ่เถอะน่า”

          “เหลวไหล! เรื่องของข้าต้องให้คนอื่นมาสอดปากด้วยหรือ!”

          “ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปบอกศิษย์พี่ใหญ่”

          “กลับมา!”

          แต่ชั่วขณะต่อมา กระแสจิตของเชียนหลิงกับเชียนจื่อก็หายไป ข้ายืนตัวแข็งอยู่ตรงหน้าประตูกรงขัง ในใจมีไฟโทสะลุกโชน

          ข้าไม่รู้ว่าตัวเองยืนอยู่ในท่านั้นนานแค่ไหน นานจนกระทั่งข้าผล็อยหลับไป

          พอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ข้ากลับสัมผัสได้ถึงไอมารรุนแรงรอบกาย พอหันไปมอง ข้าก็เห็นคนที่ไม่ได้พบหน้ามาหลายสิบปีกำลังยืนอยู่ข้างๆ

          รูปโฉมของเชียนกู่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แต่บุคลิกของเขาแตกต่างจากในอดีตมาก

          “ทำไมถึงถูกเชียนจื่อเล่นงานได้เล่า?” เขาเอ่ยปาก น้ำเสียงที่เป็นผู้ใหญ่นั้นบอกให้ข้ารู้โดยไม่ต้องกล่าวออกมาว่าเวลาได้ผ่านมานานแล้ว แต่คำถามนี้กลับฟังดูคุ้นเคยมากจนดูราวกับว่า เมื่อวานนี้เขายังนั่งคัดคัมภีร์อยู่ข้างๆ ข้า

          ข้าถอนใจ “เขาตลบหลังข้า แถมยังวางแผนดึงศิษย์คนเล็กของข้าไปเป็นพวกด้วย”

          พูดถึงเรื่องนี้ ข้าก็ต้องกลุ้มใจอีกรอบ

          เชียนกู่หัวเราะเบาๆ เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงพิณโบราณนั้นทำให้หัวใจของข้าถึงกับสั่นสะท้าน ข้าไม่มองเขาแต่หันไปมองลูกกรงเหล็กแทน “พิษนี่ได้มาจากเยว่เหล่าหง เจ้าไปขอยาถอนพิษมาให้ข้าได้หรือไม่”

          “ข้ามียาถอนพิษ”

          เขากล่าวคำพูดประโยคนี้ออกมาแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ข้ารู้ว่าเขารอให้ข้าเอ่ยปากขอร้อง แต่มาจนถึงขั้นนี้ ข้าจะเอ่ยปากขอร้องเขาได้อย่างไร?

ปรมาจารย์ผู้อัดอั้น ตอนที่ 10

          จะใช้ฐานะอะไร...

          ข้าขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโห ผ่านมาหลายปี ศิษย์ตัวน้อยของข้าเจ้าเล่ห์ขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว

          “อาจารย์”

          เสียงเรียกของเขาทำให้หัวใจของข้าสั่นสะท้านอีกรอบ

          ความทรงจำที่ถูกปิดตายไว้เมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นมาอีกครั้ง เด็กน้อยที่ยังตกใจไม่หายหลังจากข้าช่วยออกมาจากรังปีศาจ เด็กหนุ่มที่ข้าเคยกุมมือสอนเพลงกระบี่ให้ทีละกระบวนท่า ชายหนุ่มซึ่งอยู่กับข้าบนยอดเขาคงหลิงทั้งวันทั้งคืน

          ข้าหลงคิดว่าตัวเองกลบฝังความทรงจำเหล่านี้ไปหมดแล้ว แต่ไม่คาดว่า เพียงเขาออกแรงขุดเบาๆ ข้าก็ไม่อาจกลบฝังมันไว้ได้อีก

          “เชียนกู่ ข้าไม่ใช่อาจารย์ของเจ้าแล้ว” ข้าเตือนเขา และเตือนตัวเองด้วย

          เขาทำราวกับไม่ได้ยินคำพูดของข้า “วันนี้ข้ามาเพื่อถามคำถามอาจารย์สามข้อ ถ้าอาจารย์ตอบ ข้าจะมอบยาถอนพิษให้” เขาถาม “ตอนที่ท่านขับข้าออกจากสำนัก ข้าถูกพาไปโยนทิ้งไว้ที่กองหินริมลำธาร เป็นตายเท่ากัน ท่านเป็นคนช่วยข้าใช่หรือไม่?”

          ข้าคิดไม่ถึงว่าเขาจะถามคำถามนี้

          “เป็นข้า” ข้าตอบตามตรง ในใจคิดว่าคำถามต่อไปเขาคงจะถามข้าว่าทำไมถึงช่วยเขา ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะตอบว่าเสือร้ายไม่กินลูก ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นเด็กที่ข้าเลี้ยงดูมากับมือจนเติบใหญ่

          แต่เชียนกู่กลับเพียงแค่ยิ้มแล้วเปลี่ยนไปถามว่า “หลายปีมานี้ อาจารย์เคยคิดถึงข้าบ้างไหม สักครั้งก็ยังดี”

          คำถามนี้เข้าข่ายลวนลาม

          “ไม่เคย” ข้าตอบเสียงเด็ดขาด

          เชียนกู่ยิ้มอีก “คำถามสุดท้าย ท่านทายดูสิว่าหลายปีมานี้ข้าคิดถึงท่านหรือไม่?”

          เจ้า... เจ้า... ศิษย์ทรพี!

          “ข้าจะไปรู้ความคิดในใจเจ้าได้อย่างไร!” ข้าดุ “ข้าตอบคำถามสามข้อแล้ว เอายาถอนพิษมาให้ข้าเร็ว”

          เชียนกู่แตะแก้มของข้าเบาๆ เหมือนวันที่เขาจากข้าไปขอยาจากเยว่เหล่าหง ปลายนิ้วของเขาลูบแก้มข้า “คำถามสุดท้ายท่านตอบผิด” เขากระซิบตรงข้างหูข้า “ประโยคที่ว่า ‘คิดถึงทั้งวันทั้งคืน คิดถึงจนจะเป็นบ้า’ ไม่มากพอจะบรรยายความรู้สึกหนึ่งในหมื่นในใจของศิษย์เสียด้วยซ้ำ”

          ข้าพยายามระงับอารมณ์ “เจ้าให้ข้าตอบคำถาม ข้าก็ตอบแล้ว เจ้าควรรักษาสัญญา ตอนที่เจ้ายังเด็ก...” ตอนที่เจ้ายังเด็ก ข้าเคยสอนเจ้าแบบนี้ ข้าไม่ได้กล่าวคำพูดนี้ออกมา เพราะพูดไปก็จะสะกิดแผลในใจขึ้นมาอีก

          “ข้าบอกว่าจะให้ยาถอนพิษอาจารย์ก็ต้องให้” เชียนกู่พูด “แต่ข้าไม่เคยพูดว่าจะให้เดี๋ยวนี้นี่”

          ข้าชม “ไม่เจอกันหลายสิบปี เชียนกู่เจ้าเล่ห์ขึ้นมากเลยนะ”

          “ตอนนี้ข้าอยู่ฝ่ายมาร ทำแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก อาจารย์เองก็ชอบเล่นลูกไม้ไม่ใช่หรือ ข้าเรียนรู้มาจากท่านอย่างไรเล่า” เขานั่งลงบนพื้นด้านข้างแล้วแหงนหน้าขึ้นมองข้า “ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าข้าให้ยาถอนพิษท่านตอนนี้ ท่านกินแล้วต้องหนีไปแน่” เขาพูด “รอให้ข้ามองท่านจนพอใจก่อน ข้าค่อยปล่อยท่านไป”

          คำพูดนี้ทำให้หัวใจของข้าปวดหนึบ “ไยต้องยึดติดกับข้าถึงเพียงนี้”

          “ถ้ารู้ ข้ายังจะยึดติดเช่นนี้อีกหรือ”

          เขานั่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ จ้องข้าไม่วางตา ข้าพยายามควบคุมตัวเองสุดความสามารถ แต่พอถูกจ้องเช่นนี้ ใบหน้าของข้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่ออย่างอดไม่ได้

          พอเห็นข้าหน้าแดง เขาก็หัวเราะเบาๆ ข้าดุเขาเพราะอับอายจนกลายเป็นโมโห จากนั้นก็เลิกหน้าแดง ผ่านไปครู่หนึ่งข้าก็เลิกโกรธ แต่พอถูกเขาจ้องอีก ข้าก็หน้าแดงอีก...

          เป็นแบบนี้วนไปเรื่อยๆ

          “ท่านเซียน ท่านเซียน...” เสียงศิษย์รุ่นเล็กร้องเรียกข้าดังขึ้นที่นอกถ้ำหลิงซวี

          ข้าชะงักก่อนจะพูดโพล่งออกไปตามสัญชาตญาณ “เชียนกู่ หนีเร็ว”

          แต่เชียนกู่กลับไม่ใส่ใจสักเท่าไร เขาลุกขึ้นปัดก้นอย่างใจเย็น “หากในใจอาจารย์ไม่มีข้า ตอนนี้ก็สมควรต้องร้องเรียกคนเข้ามาจับตัวข้า ไม่ใช่ปล่อยข้าไป”

          ข้าเงียบ

          ในที่สุดเขาก็หยิบขวดกระเบื้องใบหนึ่งในแขนเสื้อออกมาเทยาพลางหัวเราะเบาๆ “อาจารย์เป็นห่วงข้าจนลืมแม้กระทั่งยาถอนพิษของตัวเอง บุญคุณของอาจารย์ยิ่งใหญ่ดุจขุนเขา ข้าต้องตอบแทนแน่”

          พูดจบ เขาก็เอายาถอนพิษใส่ปากของตัวเอง

          ข้าตกใจมาก “เจ้า!”

          แต่ชั่วขณะต่อมาก็พูดต่อไม่ได้อีก เพราะเชียนกู่ทาบริมฝีปากลงบนริมฝีปากของข้าแล้วป้อนยาให้ นอกจากกลิ่นหอมของยาแล้ว ในปากข้ามีแต่กลิ่นอายของเขาเท่านั้น

          เขาไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น แต่ข้ากลับคิดอะไรไม่ออกเสียแล้ว

          ริมฝีปากของเขาผละไป แต่ดวงตาทั้งคู่ยังคงจับจ้องข้าด้วยแววตาไหววูบ

          ทั้งที่เห็นชัดๆ ว่าเขาเป็นฝ่ายล่วงเกินข้า แต่ยามนี้ใบหูของเขากลับเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ

          ข้าอยากถามเขาเหลือเกินว่า จะหน้าแดงทำไม!

          เจ้าเชี่ยวชาญการทำตัวเป็นอันธพาลไม่ใช่หรือ!

          วันนี้เจ้าหยอกล้อข้าอย่างสนุกสนานมากไม่ใช่หรือ!

          จูบครั้งเดียวก็หน้าแดง ทำไมถึงได้...

          แตกต่างกันขนาดนี้ล่ะ

          เขาลูบริมฝีปากของข้าเบาๆ “อาจารย์ ข้าคิดถึงท่านนานมากเหลือเกิน”

          “ท่านเซียน?” เสียงของศิษย์ดังขึ้นที่นอกถ้ำ

          เชียนกู่หัวเราะเบาๆ ทั้งที่ยังหน้าแดงอยู่ “แล้วข้าจะมาอีก”

          กระแสอบอุ่นของยาแผ่ซ่านจากกระเพาะอาหารไปยังแขนขาและโครงกระดูก ข้าขยับปลายนิ้วที่ยังแข็งเกร็งอยู่ ในที่สุดศิษย์ที่มาตามหา ก็หาข้าพบ “ท่านเซียน อยู่ที่นี่เอง! เมื่อครู่มีศิษย์บอกว่าเห็นกระแสจิตสองกลุ่มไปจากยอดเขาคงหลิงขอรับ”

          ข้าหันกลับไปพยักหน้า “อาจารย์ปู่เชียนจื่อ กับอาจารย์ย่าเชียนหลิงของพวกเจ้าหนีไปแล้ว” ข้าถอนใจ “ไปเข้ากับฝ่ายมาร”

          พอเห็นแววตาตื่นตระหนกของอีกฝ่าย จู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่า การรับศิษย์ของข้าช่างล้มเหลวเสียจริง!

          สิ่งที่ข้าทำมาทั้งหมด คือการอบรมสั่งสอน ‘กำลังสำรอง’ ให้พวกมารหรือนี่!