ความจริงแล้วข้าเป็นอาจารย์ที่หัวโบราณมาก ข้าไม่ได้เปิดกว้างจนสามารถยอมรับเรื่องแบบนี้
ตามกฎของสำนัก เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ข้าสมควรทำลายพลังบำเพ็ญทั้งหมดของเชียนกู่แล้วขับเขาออกจากสำนักเป็นการลงโทษ
แต่เชียนกู่เป็นศิษย์เอกของข้า ซ้ำยังเป็นเด็กที่ข้าเลี้ยงดูมากับมือจนเติบใหญ่ ข้าทะนุถนอมเขามาหลายปี ใครกล้าตีเขา ข้าก็ต้องไปสั่งสอนคนนั้นๆ เสมอ จู่ๆ จะแข็งใจทำลายพลังบำเพ็ญของเขาได้อย่างไร
หลังจากครุ่นคิดอยู่หนึ่งคืน ข้าก็ได้ข้อสรุปว่าการอบรมสั่งสอนของตัวเองน่าจะมีบางอย่างผิดพลาด แต่ตอนนี้ความผิดพลาดนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว ใช้ไม้แข็งคงจะดัดเขาให้กลับมาเดินในทางที่ถูกต้องไม่ได้ ดังนั้นจึงมีแต่ต้องใช้ไม้อ่อนเท่านั้น
ข้าเริ่มจากการเก็บตัวจำศีลและสั่งเชียนกู่ว่าอย่ามารบกวนข้าเด็ดขาด ยกเว้นแต่จะเกิดเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายเท่านั้น
ข้าหลบหน้าเขาอยู่นานถึงห้าปี
เมื่อได้เห็นเชียนกู่ครั้งแรกหลังออกจากการจำศีล จริงๆ ข้าก็รู้สึกคิดถึงเขาไม่น้อย แต่เห็นได้ชัดว่าเขาคิดถึงมากกว่า ใบหน้าที่ปกติมักจะเคร่งขรึมประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ที่ทำให้ข้ารู้สึกอึดอัด แววตาแสนเชื่องนั่นก็เหมือนสุนัขตัวใหญ่ที่กำลังรอให้เจ้าของลูบไม่มีผิด เขาพูดว่า “อาจารย์ ห้าปีมานี้ ข้าตั้งใจดูแลยอดเขาคงหลิงเป็นอย่างดี”
ใช่ ดูแลได้ดีมาก
“อาจารย์ ข้าขยันบำเพ็ญเพียรทุกวัน ไม่กล้าเกียจคร้านแม้แต่วันเดียว”
ข้ามองออกว่าพลังบำเพ็ญของเขาเพิ่มขึ้นไม่น้อย
“อาจารย์...” เขาก้มหน้าลง ตรงมุมปากประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ “ข้าเฝ้ารออยากให้ท่านออกจากการจำศีลมาตลอดเลยขอรับ”
ข้าเงียบ
เขาไม่ได้โกรธที่ข้าเก็บตัวจำศีลอย่างกะทันหัน ไม่ได้น้อยอกน้อยใจที่ถูกข้าละเลยมาห้าปี เขาเพียงแค่จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยอย่างเงียบเชียบ แล้วก็เฝ้ารอให้ข้ากล่าวชมเขาสักสองประโยคเมื่อได้พบหน้ากันอีกครั้ง เหมือนครั้งที่เขาเฝ้ารอให้ข้าแจกน้ำตาลให้เมื่อเขาฝึกอาคมได้ดีสมัยยังเด็ก
เขาต้องการไม่มาก เขารู้ดีว่าความรู้สึกในใจของตนเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ดังนั้นจึงได้ปกปิดมันเอาไว้ เผยออกมาเพียงแค่ความคาดหวังเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
แต่ถ้าข้าตอบสนองความคาดหวังเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ อนาคตเขาอาจจะมีความคาดหวังและความปรารถนาที่มากกว่านี้ก็เป็นได้
ข้าพยายามบังคับตัวเองไม่ให้ชมเขา
เชียนกู่นิ่งเงียบไปเช่นกัน ข้ามองออกว่า ความเย็นชาของข้าทำให้เขาเจ็บปวด แต่ชั่วขณะต่อมา เขาก็ปรับตัวจนดูเป็นปกติได้
เพียงแต่หลายวันหลังจากนั้น ข้าสังเกตเห็นเขาแอบมองข้าอยู่บ่อยครั้ง
หลบหน้ามาห้าปี แต่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยสักนิด
เขาดื้อรั้นกว่าที่ข้าคิดเสียอีก
ด้วยเหตุนี้ข้าจึงเปลี่ยนวิธีใหม่ ข้ารับศิษย์คนที่สองในชีวิตของข้า เขาเองก็มีโครงกระดูกที่ยอดเยี่ยมมากเหมือนกับเชียนกู่ เป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญเซียนมาแต่กำเนิด แต่ตอนนั้นศิษย์คนที่สองอายุสิบแปดปีแล้ว พลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการสร้างพื้นฐานไป ข้าจึงมอบพลังบำเพ็ญหนึ่งร้อยปีให้เขาเป็นการชดเชยโดยไม่สนใจคำทัดทานของเชียนกู่แม้แต่น้อย
จากนั้นข้าก็ทำเหมือนครั้งที่รับเชียนกู่เป็นศิษย์ รับการคารวะจากศิษย์นับหมื่นบนยอดเขาคงหลิง มอบกระบี่เซียนให้เขาและตั้งสมญานามศิษย์ให้เขาว่า ‘เชียนจื่อ’ ข้าไม่อยากให้ศิษย์มีชื่อเสียงขจรขจายไปเป็นร้อยเป็นพันปีอีกแล้ว แค่อยากให้เขาเป็นคนที่มีมารยาท รู้ขนบธรรมเนียม มีเหตุมีผล รู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ
ในพิธีกราบอาจารย์ของเชียนจื่อ ข้าไม่ได้ปรายตามองเชียนกู่แม้แต่แวบเดียว
แต่ข้ารู้ว่าเขาอยู่ข้างหลังข้า แถมยังเงียบขรึมผิดปกติอีกด้วย
เชียนจื่อแตกต่างจากเชียนกู่โดยสิ้นเชิง เขามีนิสัยเปิดเผย ร่าเริง ไม่ชอบอยู่เงียบๆ
หลังจากเชียนจื่อเข้าสำนักเป็นต้นมา เชียนกู่ก็เงียบขรึมยิ่งกว่าเดิม เมื่อพวกเขาสองคนอยู่ด้วยกัน เชียนจื่อจึงมักจะเป็นฝ่ายพูดอยู่ฝ่ายเดียวเสมอ
“ศิษย์พี่ ใบหน้าของท่านถูกสาปให้ขยับไม่ได้อย่างนั้นหรือ ข้าเข้าสำนักมาสิบกว่าปียังไม่เคยเห็นท่านยิ้มเลย”
“ศิษย์พี่ ทุกครั้งที่ลงเขาแล้วถูกคนอื่นเรียกท่านว่า ‘อาจารย์ปู่น้อย’ ท่านรู้สึกอย่างไร? ได้ใจมากหรือไม่ ท่านว่าถ้าข้าเผลอได้ใจไปหน่อย จะถูกซ้อมหรือไม่?”
“ศิษย์พี่ ถ้าข้าถูกต่อยเพราะปากเสีย ท่านกับอาจารย์จะช่วยข้าหรือเปล่า?”
ข้าซึ่งนั่งอยู่ในห้องฟังแล้วอดหัวเราะไม่ได้ แต่หลังจากนั้นเสียงร้องโวยวายด้วยความเจ็บปวดของเชียนจื่อก็ดังขึ้นที่ด้านนอก “ศิษย์พี่! ศิษย์พี่! ข้าไม่ปากเสียแล้ว! อย่าซ้อม... โอ๊ย!”
นับแต่เชียนจื่อเข้าสำนักเป็นต้นมา เชียนกู่ก็ชอบซ้อมเขาอย่างยิ่ง ไม่ตั้งใจฝึกยุทธก็ซ้อม พูดจาขัดหูก็ซ้อม ทำอะไรชักช้าก็ซ้อม ถึงเชียนกู่จะหาเหตุผลได้ทุกครั้ง แต่ข้าก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาแอบแก้แค้นส่วนตัวโดยใช้เรื่องอื่นมาบังหน้า บางครั้งไอกระบี่ที่ใช้สั่งสอนเชียนจื่อก็รุนแรงจนถึงกับทำให้ประตูห้องข้าสั่นสะเทือน คิดดูแล้วคงไม่ได้ออมแรงแม้แต่น้อย
ข้ารู้สึกว่า บางทีอาจเป็นเพราะตั้งแต่เชียนกู่เข้าสำนักเป็นต้นมา ข้าไม่ค่อยได้ตีเขา ก็เลยทำให้เขาหลงเดินไปในทางที่ผิด ตอนนี้เชียนจื่อถูกซ้อม ไม่แน่ว่าอาจเป็นเรื่องดีก็ได้
เดิมข้าคิดว่า การรับศิษย์ที่มีนิสัยเปิดเผยร่าเริงแบบนี้เข้ามาจะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศ และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์อาจารย์กลับเข้าสู่สภาวะปกติ
แต่ไม่คาดว่า เชียนจื่อกลับทำให้ข้าต้องกลัดกลุ้มยิ่งกว่าศิษย์พี่ของเขาเสียอีก...
เชียนจื่อเป็นคนใจร้อน เวลาฝึกวิชาก็คิดแต่อยากจะฝึกให้เป็นเร็วๆ พอฝึกสำเร็จก็มักจะลงเขาไปแสดงให้ศิษย์รุ่นเล็กคนอื่นๆ ดู ข้าคิดว่าเชียนจื่อขี้โอ่ แต่นิสัยไม่ได้เลวร้ายอะไร นานๆ ได้ยินผู้อื่นสรรเสริญเยินยอสักครั้งอาจจะช่วยกระตุ้นให้เขายิ่งมีความกระตือรือร้นในการฝึกวิชาเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใด
แต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะกล้าอาศัยพลังบำเพ็ญแค่ยี่สิบกว่าปีของตน ไปท้าทายวิญญาณร้ายที่ถูกกักอยู่ในสระกักปีศาจเชิงเขาคงหลิง
สระกักปีศาจเป็นบึงน้ำสีดำสนิท ด้านในมีปีศาจที่ยากจะกำราบได้ซึ่งศิษย์สำนักคงหลิงจับกลับมาจากข้างนอกนำมาขังเอาไว้ เดิมปีศาจเหล่านั้นก็ถูกขังจนมีไฟโทสะสุมเต็มอกอยู่แล้ว เชียนจื่อมาหาเรื่องถึงที่เช่นนี้ ย่อมต้องถูกลากลงบึงไปอย่างไม่ต้องสงสัย
ถึงเขาจะทำเรื่องแบบนี้ลงไปเพราะมีศิษย์รุ่นเล็กคอยยุแยงอยู่ข้างๆ แต่ตัวการสำคัญที่สุดคือนิสัยเย่อหยิ่งอวดดีของเขาต่างหาก เขากราบข้าเป็นอาจารย์ แต่ข้ากลับไม่เคยสอนให้เขาลดทอนความโอหังลง ซ้ำยังให้ท้ายจนเขาเหิมเกริมยิ่งกว่าเดิม จะว่าไปนี่ก็เป็นความผิดของข้าเช่นกัน
การไปช่วยเขาจึงเป็นหน้าที่ที่ข้าไม่อาจปฏิเสธได้เลย
แต่เรื่องนี้ก็ทำให้ศิษย์พี่ที่ยากนักกว่าจะสงบใจกลับมาบำเพ็ญเพียรของเขา เดินไปสู่เส้นทางที่ไม่อาจย้อนกลับมาได้อีกเลย