ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

สนมรัก ไปพักเถอะ!

ผู้แต่ง Lian Qiao
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog

สำหรับปู้เหมิง... อาชีพนางสนมทั้งอันตรายและรายได้น้อย ไม่เพียงต้องสู้กับบรรดาสาวไร้บ้านความคิดพิสดาร ที่มีอยู่เต็มวังหลัง ยังต้องพยายามอยู่ให้ห่างจากสีหน้า ‘รู้นะ’ ของขันทีทั้งหลาย หลบหลีกมุกจีบหญิงราคาถูกของหมอหลวง ไม่คบหาหัวหน้าองครักษ์เก่งแต่ปาก ที่มักจะวิ่งมาเอาหน้าตอนจบทุกที เอาเถอะ... จบภารกิจปกป้องบัลลังก์มังกรของ ‘ฮ่องเต้ที่มีหน้าตาเป็นอาวุธ’ คนนี้เมื่อไหร่ นางจะเผ่นแล้ว!

บทนำ

สำหรับปู้เหมิง...  อาชีพนางสนมทั้งอันตรายและรายได้น้อย 
ไม่เพียงต้องสู้กับบรรดาสาวไร้บ้านความคิดพิสดาร ที่มีอยู่เต็มวังหลัง 
ยังต้องพยายามอยู่ให้ห่างจากสีหน้า ‘รู้นะ’ ของขันทีทั้งหลาย
หลบหลีกมุกจีบหญิงราคาถูกของหมอหลวง 
ไม่คบหาหัวหน้าองครักษ์เก่งแต่ปาก ที่มักจะวิ่งมาเอาหน้าตอนจบทุกที
เอาเถอะ...
จบภารกิจปกป้องบัลลังก์มังกรของ ‘ฮ่องเต้ที่มีหน้าตาเป็นอาวุธ’ คนนี้เมื่อไหร่
นางจะเผ่นแล้ว!

สารบัญ

          ระยะนี้จวนใต้เท้าปู้ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ค่อยสงบสุขนัก

          เหตุเพราะปู้เหมิง บุตรีหัวแก้วหัวแหวนของใต้เท้าปู้ หนีออกจากจวนวันละสิบแปดรอบ

          แต่ละครั้งล้วนแบกสัมภาระและจูงสุนัขแสนรัก เดินโฉบไปมาหน้าคนในครอบครัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า!

          ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่คนในครอบครัวเฉยชาและไม่คิดห้ามปรามนาง เพราะต่างเคยชินกับการที่นางไปไหนมาไหนตามลำพัง ทุกวันออกไปเดินเตร่นอกจวน จึงไม่สำคัญว่านางจะหนีออกจากจวนหรือไม่

          สาเหตุแท้จริงที่ทำให้นางหัวฟัดหัวเหวี่ยงยิ่งกว่าครั้งไหน นั่นเป็นเพราะถูกบังคับให้แต่งงาน!

          ปู้เหมิงพยายามปลิดชีพตนเองนับครั้งไม่ถ้วนด้วยการใช้ผ้าขาวแขวนเข้ากับกิ่งไม้แต่ก็ไร้ผล ความสนใจเดียวที่นางได้รับคือสาวใช้ขอร้องให้นางช่วยยกเท้าขึ้นสักหน่อย จะได้ทำความสะอาด การถูกหมางเมินซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้นเกินกว่าที่ใจของนางจะรับไหว ในที่สุดปู้เหมิงจึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะออกท่องยุทธภพ

          นางแต่งกายเยี่ยงบุรุษ ออกเดินทางจนกระทั่งผ่านภัตตาคารใหญ่แห่งหนึ่ง พอสำรวจถุงเก็บเงินอันแห้งเหี่ยวของตน นางก็เปลี่ยนทิศทางไปยังร้านเล็กๆ ด้านข้างแทน

          หลังจากสั่งอาหารเรียบร้อยบะหมี่ก็ถูกยกมาวางตรงหน้า ไม่มีเนื้อสัตว์แม้สักชิ้น นางเพิ่งกินไปเพียงคำเดียวก็เห็นบุรุษสองคนก้าวเข้ามาในร้าน คนแรกอยู่ในชุดดำตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับเพิ่งกลับจากงานศพ เขาใช้สายตาคมปลาบปรายตามองแวบหนึ่งแล้วก็ฟาดแมลงวันตายไปถึงสามตัว!

          พอขจัดสิ่งรกหูรกตาเรียบร้อยแล้วเขาจึงหันไปเชื้อเชิญชายอีกคน

          การปรากฏตัวของทั้งสองเรียกความสนใจของปู้เหมิงได้ดี บุรุษร่างสูงก้าวเข้ามาตามคำเชิญของชายคนแรก เขาสวมอาภรณ์สีเขียวไข่กา เนื้อผ้าชั้นดีปักลวดลายวิจิตรงดงาม คอเสื้อแนบกระชับอย่างไร้ที่ติ แต่ชุดด้านในกลับเลือกใส่สีเหลือง

          เหลือง?

          ปู้เหมิงไม่เคยเห็นใครเลือกสีเสื้อผ้าได้ไร้รสนิยมถึงเพียงนี้ เหลืองตัดเขียวไข่กาดูน่าอนาถนัก นางชายตามองอีกครา คราวนี้กลับพบใบหน้าหมดจด คิ้วและตาโค้งได้รูปรับกับริมฝีปากละมุน ขัดกับมาดขรึมที่เจ้าตัวแสดงออก ความแตกต่างนี้ทำให้ทุกคนที่มองตกอยู่ในภวังค์ราวกับต้องมนตร์

          เสน่ห์อันน่าหลงใหลเช่นนี้ แม้แต่หญิงมากประสบการณ์ยังมิอาจต้านทานได้ นับประสาอะไรกับสาวบริสุทธิ์ พวกนางย่อมต้องหลงใหลชายผู้นี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นแน่

          มากไปแล้ว... งดงามเกินรับไหว

          ปู้เหมิงรีบก้มหน้าก้มตากินบะหมี่ตรงหน้า ทว่าจังหวะนั้นเอง ประกายแสงหนึ่งก็วาบขึ้นในหัวทำให้นางแทบสำลัก

          นะ... นั่นมิใช่ฮ่องเต้เวินโหลวหรอกหรือ?

          คนที่ทำให้นางต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่นี่!

          อุตส่าห์หนีจากจวนแต่กลับมาเจอเวินโหลวที่ออกมาตรวจราชการลับเข้าพอดี ช่างซวยซ้ำซวยซ้อนยิ่งนัก นี่มันเวรกรรมอะไรกัน! ชายชุดดำด้านข้างคงเป็นองครักษ์ข้างกายของเวินโหลว เพียงเห็นสีหน้าผิดปกติของปู้เหมิง มือของเขาก็กระดิกยิกๆ พร้อมจะชักดาบออกมาบั่นคอนาง นางมิกล้าแม้จะขยับตัว เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินบะหมี่ต่อ

          ปู้เหมิงไม่อยากเข้าวัง อีกทั้งมิได้มีความรู้สึกพิศวาสเวินโหลวแม้แต่น้อย ทั้งที่ตอนเป็นรัชทายาทเวินโหลวได้ชื่อว่าเป็นบุรุษในฝันของหญิงสาว นางก็หาได้แยแส เพราะสำหรับนางเขาคือฝันร้าย!

          ทั้งคู่เคยพบกันเมื่อครั้งยังเยาว์วัย แรกพบนางก็ถูกเวินโหลวผู้นี้หยิกแก้มเข้าอย่างจัง นางตอบโต้ด้วยการกัดแขนเขา จากนั้นทั้งคู่ก็กระโจนเข้าสัประยุทธ์ท่ามกลางเหล่านางกำนัลที่รีบกุลีกุจอเข้ามาห้าม

          ทุกครั้งที่ได้พบหน้ารัชทายาท ตาขวาของปู้เหมิงจะกระตุกไปสิบกว่าวัน ตามด้วยดวงซวยติดกันไปอีกสองสามเดือน แต่ไม่รู้เมื่อไรที่ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปเติบโต ทำให้ไม่ได้พบกันอีก ถึงอย่างนั้นกิตติศัพท์ด้านลบของเวินโหลวก็ยังคงเส้นคงวา ครั้งที่สถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้เหล่าสนมนางในใบหน้างดงามรูปร่างอรชรถูกพามาถวายตัวเข้าวังหลังของเขาตั้งมากมาย แต่ไม่มีสักคนที่ได้รับความโปรดปราน ทำให้เหล่าขุนนางพากันว้าวุ่นใจยกใหญ่

          ในที่สุดปู้เหมิงก็จัดการกับบะหมี่ตรงหน้าหมด เป็นโอกาสอันดีที่จะหนีออกจากสถานการณ์ชวนอึดอัดเช่นนี้ แต่นางยังไม่ทันได้ขยับก้นพ้นจากเก้าอี้ เวินโหลวที่นั่งถัดไปจู่ๆ ก็เอ่ยว่า “ข้าสั่งอาหารมามากเกิน ไม่ทราบว่าเจ้าพอจะมาร่วมโต๊ะกับข้าได้หรือไม่?”

          ปู้เหมิงใจหายวาบไปชั่วขณะ หรือเขาจะจำนางได้!

          ไม่กระมัง หน้าตาของนางยามนี้ก็ไม่ใกล้เคียงกับตอนเด็กสักหน่อย

          “ทำไม ไม่อยากร่วมโต๊ะกับข้าหรือ” น้ำเสียงของเวินโหลวเต็มไปด้วยพลัง ดุจดั่งคำประกาศิต

          ปู้เหมิงหันกลับไปมอง องครักษ์ชุดดำผู้นั้นลูบด้ามดาบอีกแล้ว!

          ลูบทำไม!

          นางรู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาทันที!

          “เอ่อ พี่ชาย แน่นอนว่าข้าอยากร่วมโต๊ะกับท่าน แต่เมื่อครู่ข้าเพิ่งซัดบะหมี่ไปชามโต เวลานี้รู้สึกแน่นไปหมด หายใจไม่ค่อยออก เกรงว่าจะรบกวนความสุขของพี่ชาย ดังนั้น...”

          เวินโหลวหัวเราะอย่างขบขันทำเอาปู้เหมิงรู้สึกสายตาพร่ามัว เข้าใจแล้วว่าทำไมเหล่าสนมคนงามจากวังหลังจึงไม่เป็นที่โปรดปราน เหตุเพราะพวกนางมิได้งามเทียบเท่าฮ่องเต้นั่นเอง!

          ช่างเถอะ หน้าตาดีแต่นิสัยเสียก็ไม่ช่วยอะไร

          ปู้เหมิงที่กำลังใจลอยรวบรวมสติกลับมา เมื่อได้ยินเวินโหลวเอ่ยว่า “อ้อ... มึนหัว แน่นหน้าอก หายใจไม่ทั่วท้อง เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าบางที... อาการที่ว่าอาจเป็นเพราะผ้ารัดหน้าอกของเจ้า–แน่น–เกินไป”

          ปู้เหมิง “!!!!!!”

          เครื่องหมายตกใจมากมายผุดขึ้นทันควันจนนางเกือบติดปีกบินหนีไปแล้ว ทำไมคนผู้นี้ถึงพูดตรงนักเล่า อ้อมค้อมสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ

          สีหน้าของปู้เหมิงนิ่งเรียบก็จริงแต่ใจของนางอกสั่นขวัญแขวน “ฮ่าๆ ท่านล้อเล่นอะไร ข้าเป็นชายชาตรี สิ่งใดคือผ้ารัดหน้าอก ข้าฟังแล้วไม่เข้าใจ”

          เวินโหลว “หากเป็นชายชาตรีจริงก็น่าจะเข้าใจดี ที่ไม่เข้าใจไม่ใช่เพราะสมองของเจ้ามีปัญหามากกว่า”

          ปากคอเราะรายชอบพูดจาเหน็บแนมแบบนี้ ท่านเติบโตมาด้วยการดื่มยาพิษหรือไร?

          เป็นไงเป็นกัน!

          สุดท้ายปู้เหมิงนั่งลงตรงข้ามเขา หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบกับข้าวด้วยท่าทางไม่เกรงใจ เวลานั้นเวินโหลวไม่แม้แต่จะขยับตะเกียบ เอาแต่มองปู้เหมิงที่กำลังคีบกับข้าวทุกจานเข้าปาก พลางถาม “เจ้ารู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่?”

          ปู้เหมิงเดือดดาลทันควัน “ที่แท้ท่านรอให้ข้าตรวจสอบพิษให้นั่นเอง จะให้ข้ากินอาหารอร่อยบ้างไม่ได้หรือ?!”

          เหตุการณ์เบื้องหน้าชวนอึดอัดยิ่ง หากปู้เหมิงเป็นชายชาตรี เวลานี้น่าจะประมือกับพวกเขาแล้ว

          ภายในร้านมีแต่โต๊ะของพวกเขา เสียงหัวเราะเฮฮาจากภัตตาคารติดกันดังลอดเข้ามายิ่งพาให้บรรยากาศในร้านแห่งนี้เงียบงันจนน่าพิศวง ปู้เหมิงจ้องเขา อยากแสดงออกว่าตนเองไม่มีอะไร แต่นางวางท่าเกินจริงทำให้จากที่ ‘ดูไม่มีอะไร’ กลายเป็น ‘มีพิรุธ’

          เวินโหลวเบือนหน้าไปอีกทาง สีหน้าเขาเย็นชา ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาให้เห็น “เจ้าไม่มีคุณสมบัติพอจะทำหน้าที่เป็นผู้ชิมอาหารให้ข้า เมื่อครู่ที่ข้าลองกิน อาหารทุกจานมีรสชาติเดียวกัน”

          ปู้เหมิงจนปัญญา “แล้วอย่างไร?”

          เวินโหลวกล่าวต่อ “นั่นหมายความว่าพ่อครัวทำอาหารโดยไม่ล้างกระทะ” พูดจบเขาก็ตบโต๊ะดังปัง เห็นชัดว่ากำลังหาเรื่อง “พวกเจ้ามานี่!”

          ทุกวันเขาทำตัวคล้ายเป็นพวกโรคจิต

          ปู้เหมิงไม่อยากเห็นหน้าเพราะเขาเป็นบุรุษที่น่ารังเกียจที่สุด!

          เห็นชัดเจนแล้วแต่เขามองไม่ออกหรืออย่างไร ร้านนี้ไม่มีแม้แต่เสี่ยวเอ้อร์ มีเพียงเถ้าแก่ที่ทำทุกอย่างคนเดียวตั้งแต่รับแขกไปจนถึงทำกับข้าว และเมื่อพิจารณาบรรยากาศในร้านอย่างละเอียด มีกลิ่นธูปที่น่าจะเพิ่งจุดไหว้ใครลอยมา คาดว่าเมื่อเร็วๆ นี้เถ้าแก่น่าจะเพิ่งสูญเสียคนใกล้ชิดสักคนไป และยังคงเจ็บปวดใจจึงปรุงอาหารได้ไม่ดี ในเมื่อแต่ละจานมีรสชาติเดียวกันก็แค่กินให้อิ่มก็พอ หากเลือกกินไยจึงไม่ไปภัตตาคารข้างๆ เล่า...

          เถ้าแก่ไม่ได้ออกมาทันที องครักษ์ข้างกายเวินโหลวจึงเข้าไปจับคนในครัวด้านหลัง ห้องโถงยามนี้จึงเหลือเพียงเวินโหลวและปู้เหมิงสองคน เวินโหลวนั่งสองมือกอดอก ท่าทางอารมณ์เสีย เขาแอบชำเลืองมองปู้เหมิงหลายครา มองจนนางไม่รู้ว่าควรจะกินต่อหรือควรนั่งจ้องตากับเขาดี

          ยิ่งเห็นท่าทางของเขาแบบนี้ ความดื้อดึงในก้นบึ้งของหัวใจปู้เหมิงยิ่งถูกปลุกเร้า ในที่สุดนางก็อดไม่ได้ต้องเปิดปากแกล้งหลอกเขา “รู้หรือไม่ แท้จริงแล้วเถ้าแก่ร้านนี้เป็นเทพที่คอยช่วยเหลือผู้คนในโลกมนุษย์ การที่เขาทำอาหารรสชาติเดียวกันทุกจาน เป็นเพราะต้องการเตือนให้ทุกคนรู้ว่าอาหารเลิศรสเป็นเพียงความสุขช่วงลำคอ เมื่อกลืนลงไปก็เหมือนกันทั้งนั้น การที่เถ้าแก่ทำแบบนี้ถือว่ามีเจตนาดีที่จะสั่งสอน คนทั่วไปยากจะได้รับโอกาสแบบนี้”

          ดูคล้ายคำว่า ‘คนทั่วไป’ จะแทงใจดำของเวินโหลว แน่นอนว่ายิ่งทำให้เขารู้สึกแย่กว่าเดิม เขามองนางอย่างระแวง เห็นชัดว่าไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของนาง “จริงหรือ?”

          ปู้เหมิงเอนตัวไปข้างหน้า กระซิบกระซาบกับเขา “จริงสิ ความหมายของเถ้าแก่ก็คือ... อาหารทุกอย่างในใต้หล้าแท้จริงแล้วล้วนเหมือนกันหมด ท่านลองนั่งสมาธินิ่งๆ สักครู่ ลองตรองดูว่าประโยคนี้เต็มไปด้วยสัจธรรมหรือไม่?”

          เวินโหลวนิ่งเงียบ...

          ระหว่างที่เขานั่งสมาธิอยู่นั้นเอง ปู้เหมิงก็ถือโอกาสแบกห่อผ้าของตนเตรียมหลบหนี แต่เพียงยกเท้าขึ้นก็ถูกคนดึงรั้งไว้ เพียงเวินโหลวออกแรงดึงห่อผ้าที่มัดไว้ไม่แน่น ข้าวของในห่อก็ร่วงกระจายลงมา สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดก็คือตู้โตว*สีแดงปักลายดอกบัวคู่ก้านเดียว!

          แม้เป็นสตรีที่หน้าหนาเพียงใดก็ไม่สมควรประสบพบเจอกับสถานการณ์เบื้องหน้าแบบนี้ ปู้เหมิงที่หน้าแดงหูแดงไปหมดรีบเอาตัวบังไว้ ปากก็โวยวาย “ท่านนี่น่ารำคาญที่สุด!”

          มีเสียงหัวเราะดังเหนือศีรษะ ปู้เหมิงหงุดหงิด นี่เขาเห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

          เวินโหลวเริ่มเอ่ยวาจาทิ่มแทงนาง “ปักดอกบัวคู่ก้านเดียวบนตู้โตว เจ้าอยากแต่งงานมากขนาดนี้เลยหรือ”

          เวินโหลว ไปตายเสียเถอะ!

          เสียงพูดของปู้เหมิงราวกับลอดไรฟัน “ใครบอกว่าข้าอยากแต่งงาน เห็นชัดว่าข้ากำลังหนีงานแต่ง!”

          เวินโหลวใช้ปลายเท้าเตะขาปู้เหมิงที่นอนอยู่บนพื้นในท่าสองขาอ้ากว้างเหมือนตัวอักษรคำว่า ‘ใหญ่’

          “รบกวนเจ้าเรื่องหนึ่งได้หรือไม่?”

          ปู้เหมิงหน้างอ “อะไร?”

          “เจ้าช่วยอยู่ในท่านี้ไปอีกสักพัก ข้าจะออกไปเรียกจิตรกรเข้ามา”

          “เรียกจิตรกรเข้ามาทำไม?”

          “จะวาดภาพที่อยู่เบื้องหน้าข้ายามนี้ ต่อไปวันใดรู้สึกเบื่อหน่าย จะได้มองภาพนี้แก้เบื่อ”

          ปู้เหมิงลุกพรวดฉับพลัน รีบเก็บข้าวของของตนให้เรียบร้อย ตามด้วยสะบัดห่อผ้าสะพายขึ้นหลัง “ฝันไปเถิด ข้าไม่ใช่ของเล่นคลายเหงาของใคร!” พูดจบก็เดินออกไปอย่างหัวเสีย ไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง

          เวินโหลวมองตามแผ่นหลังของนาง เอ่ยถามตามหลัง “โอ้ จริงหรือ?”

          ไม่มีเสียงตอบ ทว่าคำตอบกลับชัดเจนในตัวมันเอง

          บางทีวันนี้อาจเป็นวันเคราะห์ร้ายของนาง เพิ่งแยกจากเวินโหลวได้ไม่นานปู้เหมิงก็เจอท่านอาซินแสที่ทำงานประจำสำนักโหรหลวง กำลังยืนแจกภาพเหมือนของนางอยู่ริมถนน ท่านอาผู้นี้เป็นหัวเรือใหญ่ที่ต้องการผลักดันนางเข้าวัง หนำซ้ำเขายังเป็นสหายสนิทของใต้เท้าปู้... บิดาของปู้เหมิง วันนั้นเขาทำนายพระชะตาของฮ่องเต้ว่ากำลังมีเคราะห์ อาจประสบอันตรายถึงแก่พระชนม์ชีพ แต่เวินโหลวไม่เชื่อโชคลางจึงไม่ฟัง ทำให้ท่านอากังวลอย่างยิ่ง

          แต่ไรมาปู้เหมิงรู้สึกไม่ดีต่อท่านอาซินแสผู้นี้ เพราะตอนที่นางอายุแปดขวบ ท่านอาซินแสบอกว่าเขาดูดวงชะตาด้วยลายมือแม่นยำกว่าทำนายดวงชะตาจากดวงดาวเสียอีก จากนั้นก็ดึงมือของนางออกมาดูลายมือ บอกว่าดวงความรักของนางไม่ดีเอาเสียเลย การสมรสไม่ราบรื่น ชีวิตนี้ต้องหาเงินเลี้ยงดูบุรุษ

          เวลานั้นนางเพิ่งแปดขวบ ยังเยาว์วัยไม่รู้ความ เมื่อได้ยินว่าภายหน้าจะต้องเลี้ยงดูผู้ชายจึงตกใจกลัวหน้าซีด แล้วนางควรรับมืออย่างไรต่อ? นางเหมือนโดนอสนีบาต ได้แต่ร้องไห้โฮถามท่านอาว่าจะทำอย่างไรดี ท่านอาได้ยินก็แบมือมาทางนาง กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหลือเกินว่า “ใช้เหรียญเงินห้าตำลึงอาจช่วยได้”

          นั่นเป็นครั้งแรกที่ปู้เหมิงถูกบุรุษหลอกเงิน

          ครั้งนี้ท่านอาผู้นี้ต้องคิดหลอกลวงนาง ถึงอยากให้นางเข้าวังนัก เขาบอกว่านับแต่เล็กจนโตนางช่างสังเกตทำให้ต่างจากเด็กอื่น สามารถมองเห็นสิ่งผิดปกติที่คนธรรมดาไม่ทันสังเกตเห็นจึงให้นางอยู่ใกล้ชิดเวินโหลวเพื่อสังเกตการณ์และค้นหาภยันตรายที่อาจทำให้เวินโหลวถึงแก่ชีวิตให้จงได้ หนำซ้ำยังกล้าพูดว่านางควรเสียสละเพื่อแว่นแคว้นซึ่งเป็นเรื่องที่ราษฎรพึงกระทำ

          ครั้นเห็นว่าคนอื่นๆ เริ่มหันมามองตน ปู้เหมิงก็หัวเราะออกมาสองคำแล้วหมุนกายเดินเข้าตรอก นางไม่เชื่อหรอกว่าคนอย่างตนจะไม่อาจหนีพ้นชะตากรรมนี้ได้ นางจะไม่ยอมถูกจับกลับไปเป็นอันขาด!

          ตอนที่วิ่งหนีอยู่นั้นนางถูกคนดึงคอเสื้อจากทางด้านหลัง

          ปู้เหมิงหันกลับไปเตรียมตัวร้องไห้ แต่พอเห็นหน้าก็รู้สึกโล่งอก ที่แท้เป็นปู้เยว่พี่ชายของนาง

          “พี่ชาย! ท่านคงไม่อยากเห็นข้าถูกส่งไปตายใช่หรือไม่ ท่านเอาเงินมาให้ข้าใช่หรือเปล่า?” ปู้เหมิงคิดจะล้วงหาถุงเงินของปู้เยว่ แต่ปู้เยว่กลับย้ายเอวหลบหลีกไม่ยอมให้นางล้วง

          “เจ้าหนีออกจากจวนแล้วจะกลับไปเมื่อไร?”

          “ข้าไม่กลับ! พวกเขาจะส่งข้าไปเป็นนกหงส์หยกในกรงทอง เป็นท่านจะทนได้หรือ?”

          ปู้เยว่ตรองดูสักพักแล้วค่อยยื่นมือออกไปแตะบ่าของปู้เหมิงเบาๆ “ทนไม่ได้หรอก...”

          ช่างเป็นพี่ชายที่น่ารักเสียจริง ในที่สุดก็มีคนเห็นใจนาง!

          นัยน์ตาของปู้เหมิงเวลานี้ฉายแววซาบซึ้งเจือขอบคุณปู้เยว่ แต่ใครจะไปรู้ว่าเขายังพูดไม่จบ “เพราะข้ารู้ว่าฮ่องเต้ไม่ได้ตาบอด หากบ้านเราส่งคนอย่างเจ้าเข้าวังไปเป็นพระสนม นึกไม่ออกว่าฮ่องเต้จะต้องทรงอดทนขนาดไหน หากทรงพิโรธจนรับสั่งลงทัณฑ์พวกเราทั้งตระกูล พวกเราจะทำอย่างไร?”

          พี่ชายไม่เอาไหนแบบนี้รีบไปตายให้ไกลๆ เลยไป!

          ปู้เหมิงจ้องจนตาแทบถลน “เช่นนั้น... ท่านจับข้าไว้ทำไม? การเป็นพระสนมคือเรื่องชวนให้ฆ่าตัวตายที่สุด เป็นหนทางอันตรายดั่งเดินอยู่บนคมมีด การที่ข้าหนีงานแต่งงานย่อมเป็นผลดีต่อครอบครัวเราแล้วมิใช่หรือ?” 

          แต่ปู้เยว่กลับส่ายหน้า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าฮ่องเต้เสด็จออกจากวัง”

          ยิ่งกว่ารู้เพราะเจอกันแล้วด้วย!

          “ชื่อของเจ้าอยู่ในรายนามแล้ว ฮ่องเต้เสด็จออกจากวังเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรตามบ้านเรือน ท่านพ่อจึงสั่งให้ข้ามาเรียกเจ้ากลับจวน” ปู้เยว่นิ่งไปชั่วครู่ ค่อยพูดเสริมว่า “เท่าที่ได้ยินมา ฮ่องเต้ไม่มีพระประสงค์จะหาสนมนางในมาเพิ่มในวังหลัง คราวนี้ฮ่องเต้น่าจะทรงปฏิเสธเจ้าเป็นการส่วนพระองค์”

          ลำบากฮ่องเต้แย่ แม้แต่ปฏิเสธเรื่องแบบนี้ยังต้องทำด้วยตนเอง! แต่พอได้ยินเช่นนี้ ปู้เหมิงก็รู้สึกใจชื้นขึ้นทันควัน หากเวินโหลวปฏิเสธนางต่อหน้าท่านพ่อ พวกท่านพ่อก็ไม่มีเหตุผลที่จะบีบบังคับให้นางเข้าวังอีกต่อไป ดีมาก! นางตัดสินใจกลับจวนเดี๋ยวนี้!

          ตอนที่พวกนางมาถึงหน้าประตูจวน ปู้เหมิงชะงักเท้า “เดี๋ยว... เดี๋ยวก่อน ข้าขอทำใจแล้วค่อยเข้าไปนะ”

          ปู้เยว่ “ต้องขนาดนั้นเชียวหรือ”

          ไม่ว่าอย่างไรก็เพิ่งนั่งกินอาหารกับเวินโหลว อีกทั้งเขายังเห็นตู้โตวสีแดงลายดอกบัวคู่ก้านเดียวของนาง และต่อไปจะได้ฟังเขาปฏิเสธไม่รับนางเป็นสนมด้วยหูของตนเองอีก ผลลัพธ์อย่างนี้ต้องเตรียมใจไว้ก่อน ปู้เหมิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สามหน จากนั้นค่อยเดินเข้าไป

          ในจวนปู้ ภายในห้องโถงมีเพียงเวินโหลวคนเดียว เขาถือตำราเล่มหนึ่ง เมื่อเวินโหลวรู้ว่านางเดินเข้ามา ก็ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง “กลับมาแล้วหรือ”

          เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราวกับ ‘ข้าเป็นเจ้าของจวน’ แต่นั่นจะเป็นไปได้อย่างไร       

          ทรงลืมอะไรไปหรือเปล่าเพคะฝ่าบาท!

          ปู้เหมิงกระแอมหนหนึ่ง “อืม หม่อมฉันกลับมาแล้วเพคะ” คล้ายนางคิดอะไรได้จึงพูดต่อว่า “ที่แท้ฝ่าบาทก็ทรงจำหม่อมฉันได้”

          “บุตรีของใต้เท้าปู้ยามเยาว์เคยสัประยุทธ์กับเรา บาดแผลที่เจ้ากัดเราเวลานี้ยังทิ้งร่องรอยไว้บนร่าง” ยามนั้นเองเวินโหลวก็เงยหน้า จ้องปู้เหมิงด้วยสายตาคมกริบ “แม้รูปร่างหน้าตาตอนโตของเจ้าจะเปลี่ยนไป เราก็ไม่มีวันลืม”

          นี่เป็นการข่มขู่ เห็นได้ชัดว่าข่มขู่!

          ยังดีที่เขาพูดว่า ‘เราไม่มีวันลืม’ ไม่ได้พูดว่า ‘เราไม่มีวันปล่อยเจ้าไป’

          ปู้เหมิงพยายามฝืนยิ้ม “ฝ่าบาทคงพิจารณารายนามผู้ที่ได้รับเลือกแล้ว แม้ในนั้นมีชื่อของหม่อมฉันอยู่ แต่หม่อมฉันเป็นพวกน่ารำคาญ ฝ่าบาททรงปฏิเสธเถิดเพคะ ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าหม่อมฉัน ขอทรงฆ่าชื่อหม่อมฉันออกได้หรือไม่ ได้โปรดเถิด!”

          คำขอร้องนี้ง่ายๆ สบายๆ แต่เวินโหลวเป็นพวกที่ต้องตัดสินใจเรื่องทั้งหมดด้วยตนเอง จู่ๆ ปู้เหมิงแหวกกฎเกณฑ์แล้วตัดสินใจแทนเขาแบบนี้ ทำเอาเวินโหลวถึงกับเลิกคิ้ว “สตรีหลายคนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเข้ามาอยู่ข้างกายเรา แต่ความคิดของเจ้าแปลกแหวกแนวกว่าผู้อื่น หรือว่ากำลัง...”

          ปู้เหมิงไม่รอให้เขาพูดจบ ชิงตัดบทโดยเร็วว่า “ไม่ๆ! หม่อมฉันไม่ได้แกล้งทำเป็นเล่นตัวเพื่อจับฝ่าบาทนะเพคะ หม่อมฉันสาบาน”

          “เหตุผลเล่า”

          “ฝ่าบาท ขอกราบทูลแบบไม่กลัวตายว่าหม่อมฉันมีแค่ชีวิตเดียว คงมิอาจมอบกายให้ผู้ที่หม่อมฉันไม่ได้รัก” นางประสานมือแล้วเดินไปมาขณะจินตนาการถึงเรื่องในอนาคต “อาจมีสตรีที่ยอมอยู่เคียงพระวรกาย นอนบนเตียงใหญ่อย่างมีความสุขกับฝ่าบาท แต่ก็มีสตรีที่ปรารถนาเพียงหาใครสักคนที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วย ฝ่าบาทเข้าใจความหมายของหม่อมฉันหรือไม่?”

          อาจเพราะเคยสัประยุทธ์กันมาก่อน พลังความบ้าบิ่นถึงมากมายเพียงนี้ มากจนถึงกับกล้าระบายความรู้สึกของตนต่อหน้าฮ่องเต้ แต่ในความเป็นจริงเห็นชัดว่านางไม่เข้าใจเวินโหลวดีพอ

          เวินโหลวหยิบพู่กันแล้วจุ่มลงในหมึกดำ ยกขึ้นเหนือสมุดรายนาม ในใจปู้เหมิงสวดมนต์ภาวนาไม่หยุด ขอให้เทพเจ้าทั้งหลายดลบันดาลให้ชื่อของนางถูกฆ่าทิ้ง แต่ไม่รู้เพราะสวดมนต์ผิดบทหรืออย่างไร นึกไม่ถึงว่าเวินโหลวจะใช้พู่กันนั้นวงชื่อของนางเอาไว้ จากนั้นก็ได้ยินเขาพูดว่า “เราเข้าใจ เจ้าอยากเผชิญความทุกข์ยาก สบายใจได้ เราจะให้เจ้าได้ตามที่ขอ”

          เวลานั้นปู้เหมิงรู้สึกเหมือนถูกกำปั้นหนักๆ ทุบตรงขมับอย่างแรง และถูกกำปั้นอีกหมัดชกใส่ทรวงอก

          จากนั้นก็ถูกระดมเตะหน้าท้อง

          นางนิ่งแข็งจนเกือบจะกลายเป็นอัมพาตอยู่ตรงนั้น ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่อ้าปากค้าง

          ถ้ามองลึกเข้าไปในลำคอของนาง แน่นอนว่าจะต้องเห็นปอดคู่ที่กำลังกระเพื่อมอย่างโกรธแค้น

          ปู้เหมิงระงับโทสะที่ปะทุในอกไม่ไหว

          “ฝ่าบาททรงทำเกินไปแล้วเพคะ!” นางเขวี้ยงแจกันจนแตก เศษแจกันปลิวตกลงบริเวณปลายเท้าของเวินโหลว นี่เป็นครั้งแรกที่นางถูกอารมณ์ครอบงำจนทำถึงขั้นนี้ แต่เวินโหลวกลับไม่ตกใจ ไม่แม้แต่จะกะพริบตาด้วยซ้ำ

          เวินโหลวเป็นปฏิปักษ์กับนางเหมือนกับที่นางไม่ชอบหน้าเขา กอปรกับทุกเช้าที่ออกว่าราชการ เขายังได้รับแรงกดดันจากใต้เท้าปู้บิดาของนาง แล้วแบบนี้มีหรือเขาจะไม่อยากระบายความอาฆาตแค้นกลับมา เขาไม่ปล่อยนางไปง่ายๆ น่ะถูกแล้ว

          เฮ้อ นางช่างไร้เดียงสาและใสซื่อเหลือเกิน!

          เมื่อได้ยินเสียงแจกันตกแตกใต้เท้าปู้ก็รีบวิ่งเข้ามาดู พอเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า เห็นเศษกระเบื้องที่แตกกระจายเกลื่อนพื้น ก็พอจะเดาได้ว่าบุตรสาวสุดรักสุดถนอมของตนน่าจะอาละวาดอีกแล้ว

          ฮึ่ม! ต่อหน้าฮ่องเต้นางยังกล้ากำแหงเรอะ

          คนที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าผู้ตรวจการอย่างเขาจะนั่งหลับตาข้างหนึ่งได้อย่างไร?

          เขาหยิบแส้ที่แขวนอยู่บนผนังแล้วเดินเข้าไปหาปู้เหมิง

          ปู้เหมิงถอยหลังหนีทันที “ท่านพ่อ พูดไปท่านก็ไม่เชื่อ แต่แจกันใบนั้นหลุดมือจริงๆ นะเจ้าคะ ไม่เชื่อ... ไม่เชื่อทูลถามฮ่องเต้ได้เลย!”

          นางลนลานจนทำอะไรไม่ถูก หนำซ้ำยังคิดผิดมหันต์ที่เลือกขอความช่วยเหลือจากเวินโหลว นางได้ยินเพียงเสียงหัวเราะที่แสนจะเย็นชาของเขา เสียงนี้เสียดแทงอย่างหนัก สามารถเร่งอาการปวดกระดูกไขข้อที่ทั้งปีไม่เคยกำเริบให้กำเริบขึ้นมาเสียอย่างนั้น อานุภาพของเสียงช่างล้นเหลือนัก

          “ใต้เท้าปู้ เราเพียงแค่วงชื่อของนางให้เข้าวังถวายตัวเป็นสนม แต่นางกลับจะคว้าแจกันมาตีหัวเรา ท่านควรดูแลบุตรสาวบ้าง แบบนี้หมายความว่าอย่างไร”

          “ฝ่าบาท!”

          ปู้เหมิงชี้นิ้วใส่หน้าเวินโหลวพลางกัดริมฝีปากตนเองแน่น แต่เพิ่งจะยื่นมือออกไป บิดาของนางก็ฟาดลงมาอย่างแรง “เจ้าช่างกำเริบเสิบสานนัก กล้าชี้นิ้วใส่ฝ่าบาท มีความผิดใหญ่หลวงกลับไม่ยอมรับ ยังไม่รีบขอพระราชทานอภัยโทษอีก!”

          “ท่านพ่อ ท่านฟังข้าอธิบายก่อน...”

          ปู้เหมิงถูกบิดาวิ่งไล่กวดไปทั่วลานบ้าน ไม่เหลือท่าทางของกุลสตรีให้เห็นอีก

          ในช่วงเวลาแบบนี้ ไม่ว่าใครเป็นต้องสมเพชเวทนาชีวิตของตน

          หากเวลานี้มีใครสักคนมาสีซอเอ้อร์หู สร้างบรรยากาศอยู่ข้างๆ นางละก็... นางจะต้องหลั่งน้ำตาแน่!

          ในที่สุดปู้เหมิงก็ต้องก้าวเข้าสู่วังหลัง ทั้งยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเหมิงเฟย* 

          ก่อนที่นางจะเข้าวัง ท่านอาซินแสได้เข้ามาเน้นย้ำภารกิจตามหาดาวมรณะ แต่ในสมองของปู้เหมิงเต็มไปด้วยคำด่าหยาบคายทำนองว่า... ซินแสสวะ! ท่านทำลายชีวิต จิตวิญญาณ และวัยเยาว์ของข้าจนหมดสิ้น! นางโวยวายในใจเป็นหมื่นประโยค ดังนั้นภารกิจที่เขาไหว้วานจึงไม่เข้าหัวนางเลยแม้แต่น้อย

          ดูเหมือนนางจะมองเห็นอนาคตของตนได้อย่างแจ่มแจ้ง ยามอยู่นอกวังนางมีอิสรเสรี ทำอะไรก็ได้ตามสบาย แต่เพียงก้าวเข้าวังกลับต้องระมัดระวังทุกอย่างเป็นพิเศษ ไม่เช่นนั้น... แม้แต่ตายอย่างไรก็อาจไม่ทันได้รู้ นางพยายามระงับอารมณ์ร้ายๆ ของตนเอาไว้ เริ่มเรียนรู้ที่จะรักตัวกลัวตายเพื่อรักษาชีวิตไว้ให้ยืนยาวที่สุด

          ปู้เหมิงพำนักในตำหนักฟางฮวาที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว วันนี้นางเพิ่งตื่น ไม่ทันดูปฏิทินโหราศาสตร์ จึงไม่รู้ว่าวันนี้ไม่ควรกินดื่มของร้อน ไม่ควรสวมตู้โตวสีอ่อน ไม่ควรโหวกเหวกโวยวายต่อหน้าธารกำนัล ไม่ควรถกเถียงผู้ใหญ่ ไม่ควรแต่งงาน ไม่ควรเดินทาง ไม่ควรนั่งรถม้า ไม่ควรจ่ายเงิน ไม่ควรชำระร่างกาย ไม่ควรนอน ไม่ควรกินอาหาร ไม่ควรเล่น ไม่ควรดีใจ ไม่ควรร้องไห้ ไม่ควรทำตัวสดใสร่าเริง ไม่ควรตายในวันอัปมงคล

          สารพัดที่ไม่ควรจะทำ!

          ยามนี้ปู้เหมิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารกับพระสนมนามเหยียนชิงที่พำนักอยู่ในตำหนักเดียวกัน เหยียนชิงนั่งจ้องนางตาไม่กะพริบ ปู้เหมิงรู้สึกเหนื่อยใจยิ่งนัก นางยื่นมือออกไปหยิบไข่เป็ดเค็มมาปอกเปลือก ปรากฏว่าไข่ฟองนั้นถูกอีกฝ่ายแย่งไป เหยียนชิงมีสีหน้าไม่พอใจ พูดกับนางว่า “ปู้เหมิง เจ้าเป็นถึงหัวหน้าตำหนักฟางฮวา ตามหลักแล้วจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นหน้าเป็นตาให้สนมนางในทุกคนในตำหนักนี้ ไฉนไม่ไปล้างหน้าล้างตาให้สะอาดแล้วออกไปรับแสงแดดเล่า เจ้าอาจได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ก็เป็นได้”

          เยียนเอ๋อร์... นางกำนัลข้างกายของปู้เหมิงรีบกล่าวเสริม “ใช่เพคะ พระสนม ไทเฮาเสด็จไปวัดผูรั่วเพื่อสักการะพระพุทธองค์ นั่งสมาธิและสวดภาวนาให้แว่นแคว้น ในวังหลังจึงถือเป็นโอกาสอันดีที่พวกนางมารจะออกอาละวาดปลุกปั่นสร้างเรื่อง พระสนมแน่ใจว่าจะไม่ถือโอกาสจัดการหรือเพคะ”

          พวกนางเป็นคนประเภทไหนกันเนี่ย?

          แม้เหยียนชิงจะเป็นสนมเหมือนกัน ทว่าเพราะก่อนหน้านี้นางเคยถูกอสนีบาตฟาดใส่แต่ไม่ตาย ผู้อื่นจึงเรียกนางว่าสนมปีศาจ ทำให้หมดสิทธิ์ที่จะได้รับความโปรดปราน นางจึงปรารถนาจะผลักดันปู้เหมิงให้เกิดความรู้สึกแก่งแย่งชิงดี การเป็นนางสนมในวังหลังมีเพียงต้องได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้เท่านั้นถึงจะมีชีวิตที่สุขสบาย รวมทั้งจะนำพาให้ตำหนักฟางฮวารุ่งเรือง ทั้งยังช่วยให้เหยียนชิงที่อาศัยอยู่ในตำหนักเดียวกันมีโอกาสผงาดขึ้นมามีหน้ามีตาบ้าง

          ปู้เหมิงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เอา ข้าไม่ได้บ้าสักหน่อย! ข้าไม่เคยคิดอยากจะหาวิธีเข้าเฝ้าฮ่องเต้ รู้หรือไม่ว่าสตรีในวังหลังรักษาชีวิตรอดกันอย่างไร... หากอยากมีชีวิตยืนยาวต้องหลีกให้ไกลจากฮ่องเต้ พวกสนมนางในไม่ใช่แม่พระสักหน่อย ถ้าเจ้าทำตัวโดดเด่น คาดว่าคนเหล่านั้นคงจ้องจนตาถลน และอีกไม่นานเจ้าก็จะถูกดินกลบหน้าจนหญ้าขึ้นสูงสองหมี่*”

          นางกำนัลเยียนเอ๋อร์ระงับความตระหนกไว้ไม่อยู่ “สูงยิ่งนัก!”

          ปู้เหมิงรู้สึกว่านางเริ่มบรรลุวัตถุประสงค์ นางหัวเราะแล้วเผยสีหน้ามากเมตตา “นี่แค่ประมาณการ”

          กิตติศัพท์ของ ‘กุ้ยเฟย–หรู่เสาซิน’ เป็นที่เลื่องลือ นางเป็นดั่งเครื่องจักรสังหาร เป็นพญายม สามารถทำร้ายคนอย่างโหดเหี้ยม ชีวิตนี้นางตั้งใจอุทิศตนเพื่อให้กำเนิดบุตรหลานมังกร นี่ยังไม่พูดถึงว่าหากผู้ใดก็ตามกลายเป็นสนมมังกร เพียงแค่ฮ่องเต้มองซ้ำมากกว่ามองนาง ก็ถือว่าตั้งตนเป็นปรปักษ์กับนางแล้ว และคนผู้นั้นก็จะเข้าใจความหมายของประโยคที่ว่า ‘ความตายจะมาเยือนเมื่อไรก็สุดรู้ เรื่องร้ายประดังมาไม่จบสิ้น มีชีวิตอยู่ได้ตามประสงค์ แต่ก็สามารถตายได้ทุกเมื่อ’ อะไรทำนองนี้

          เหยียนชิงยังมีทีท่าไม่อยากจะเชื่อ สองตาเปล่งประกายราวกับจะบอกว่าเจ้าไม่สบายหรือเปล่า “กลัวนางทำไม ขอเพียงฮ่องเต้โปรดปรานเจ้า หรู่กุ้ยเฟยก็มิอาจแตะต้องเจ้าได้แม้สักเส้นขน”

          เวินโหลวไม่มีทางโปรดปรานนางน่ะสิ เขาต้องการให้นางเจ็บปวดล่ะไม่ว่า ถ้าหากเขาร่วมมือกับหรู่กุ้ยเฟยรังแกนาง ต่อให้ปู้เหมิงมีปีกก็ยากบินหนี

          เหยียนชิงขยับถ้วยชาที่วางอยู่ตรงหน้าปู้เหมิง แนะนำต่อ “ปู้เหมิง เจ้าฟังที่ข้าพูดนะ การมีชีวิตยืนยาวกว่าเต่านั้นไม่มีค่า พระสนมที่ไม่ได้รับความโปรดปรานก็คล้ายของไร้ค่า อย่าทำตัวหมดอาลัยตายอยากแบบนี้ มิฉะนั้นต้นน้ำที่มีชีวิตชีวาอย่างเจ้าสักวันจะกลายเป็นทะเลทรายแห้งเหือด พอถึงยามนั้น ต่อให้ร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตาสักหยดก็ไม่มีใครช่วยได้ ข้าพูดถูกใช่หรือไม่?”

          ปู้เหมิงอุดหูตนเอง ไม่อยากฟัง ไม่อยากได้ยิน นางแค่อยากมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขเท่านั้น! แต่เหยียนชิงทำตัวดุจแมลงวันที่ตกลงไปในกระโถนฉี่ ส่งเสียงวิ้งๆ รบกวนจิตใจผู้อื่น บ่นพึมพำข้างหูนางไม่หยุด จนนางรู้สึกอยากจะตบเหยียนชิงให้ตาย เป็นแบบนี้จะไม่ให้นางรำคาญได้อย่างไร?

          โชคดีที่เวลานั้นขันทีน้อยฟู่ซีเข้ามาพอดี เหยียนชิงมีงานต้องทำจึงจำต้องปล่อยปู้เหมิงไปก่อน เหยียนชิงเขียนอะไรขยุกขยิกชั่วครู่ จากนั้นสั่งให้นางกำนัลข้างกายนามว่าชุนพิงนำกระดาษที่เขียนแล้วออกไป ก่อนกำชับเสียงดังตามไปว่า “ฟู่ซี เจ้าบอกไช่เหลยฝูด้วยว่า ข้าตรวจดูดวงชะตาของเขาแล้วจึงเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ ชีวิตของเขาจะได้ดีขึ้น ต่อจากนี้ให้เรียกเขาว่าไช่ไทเสียน หมายความว่า เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม ชื่อนี้ดีมาก เหมาะสมกับเขา!”

          ฟู่ซีตอบกลับด้วยน้ำเสียงนับถือเปี่ยมล้น “ชื่อนี้ดีมาก เพียงได้ยินก็ทำให้คนเคลิบเคลิ้มตาม กระหม่อมขอเป็นตัวแทนเขาขอบคุณเหยียนเฟย!”

          นางกำนัลชุนพิงเหน็บแนม “สอพลอให้น้อยๆ หน่อย รีบไสหัวไป ไช่เหลยฝูไม่ได้มอบเงินให้พระสนมสักเหรียญเดียว แต่พระสนมของข้าก็ยังมีน้ำใจช่วยเหลือเขา”

          “ไอ้หยา พี่ชุนพิง คนของตำหนักฟางฮวาพูดจาเผ็ดร้อนกันทุกคน ไม่ทำคนกระอักตายก็ไม่ยอมแพ้” ก่อนจากไปฟู่ซียังโบกไม้โบกมือให้คนข้างใน “เหยียนเฟย เช่นนั้นกระหม่อมขอไสหัวไปก่อน...”

          ปู้เหมิงเม้มปาก ประโยคนี้ของฟู่ซีไม่ได้พูดมั่วซั่ว ไม่มีใครในตำหนักฟางฮวาไม่ปากร้าย และไม่มีบ่าวไพร่คนใดเถียงไม่เก่ง แต่ละคนล้วนแขวะเก่งเถียงกันคอโก่ง คงเพราะต้องออกไปแสดงละครทุกวัน ปู้เหมิงยกชามโจ๊กขึ้นกิน ถือโอกาสส่งยิ้มหวานให้เหยียนชิง “เพิ่งจะเช้า เจ้าก็เริ่มหลอกลวงผู้อื่นแล้วหรือ? ช่างขยันขันแข็งยิ่งนัก”

          เหยียนชิงจ้องปู้เหมิงเขม็ง “บอกมาสิว่าข้าหลอกลวงอย่างไร? ข้าเป็นผู้มากประสบการณ์ เชี่ยวชาญในศาสตร์ทุกแขนง รอบรู้ทุกสิ่ง ทำได้ทุกอย่าง ไม่มีเรื่องใดยากเกินกว่าความสามารถของข้า คิดว่าทั้งหมดนี้ข้าคุยโวโอ้อวดกับเจ้างั้นหรือ?”

          “อืม เป็นผู้มีพรสวรรค์ ทุกคืนเจ้ามักทำเสียงดังก๊อกแก๊กอยู่ตลอด ไม่รู้ว่าเคาะอะไรกันนักกันหนา หนวกหูจนข้านอนไม่ได้ แม้แต่จะฝันก็ฝันถึงแต่เรื่องรบราฆ่าฟัน แต่ละวันผ่านไปด้วยความขมขื่น...” เวลากลางวันก็ส่งเสียงดังวิ้งๆ ข้างหู พอตกกลางคืนก็ทำเสียงดังก๊อกแก๊ก ปู้เหมิงรู้สึกว่าหากต่อไปตนเองไม่กลายเป็นโรคประสาทก็ควรจะแปลกใจแล้ว เหยียนชิงต้องเป็นคนที่เง็กเซียนฮ่องเต้ส่งมาทดสอบความอดทนของนางเป็นแน่

          “อะไรคือเสียงดังก๊อกแก๊ก? รู้จักใช้คำหน่อยได้หรือไม่ ข้ากำลังประดิษฐ์ของต่างหาก!”

          “ประดิษฐ์ของจริงหรือ ไม่ใช่ว่าทำของใส่ข้าหรอกนะ?”

          “เจ้าพูดกับข้าแบบนี้ได้อย่างไร ฟังแล้วช่างทำร้ายจิตใจกันยิ่งนัก เจ้าไม่คิดหรือว่าชีวิตของข้าน่าเวทนาเพียงใด ถูกฟ้าผ่าแต่กลับไม่ตาย ผู้คนในนี้ล้วนนินทาว่าข้าเป็นสนมปีศาจ โอกาสที่ข้าจะได้รับความโปรดปรานนั้นไม่มีอีกแล้ว...”

          ปู้เหมิงทำหน้าเบื่อหน่ายก่อนพูดตัดบทว่า “หกสิบสองครั้ง”

          “อะไร”

          “นับแต่พวกเราสองคนรู้จักกัน เจ้าพูดถึงชีวิตที่น่าเวทนาของตนให้ข้าฟังหกสิบสองครั้งเข้าไปแล้ว! พูดจนข้าท่องได้แล้ว ประโยคถัดไปของเจ้าคือ ก่อนหน้านี้ที่เจ้าประดิษฐ์อะไรมากมาย ก็เพราะต้องการเปลี่ยนหนทางการต่อสู้ เพื่อปีนป่ายไปเป็นผู้มีสติปัญญาสูงสุด ให้ฮ่องเต้ทรงเลื่อมใสชื่นชม ทำให้ทุกคนต้องหันมาศรัทธาเจ้า สวามิภักดิ์ต่อเจ้าให้จงได้ ใช่หรือไม่เล่า?”

          “ไม่ใช่! สติปัญญาของข้าอยู่ในระดับที่สูงสุดแล้ว เจ้าดูไม่ออกหรือ? สติปัญญาของเจ้าเองก็ดีมากไม่ใช่หรือไง ทำไมจึงดูไม่ออก” เหยียนชิงเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา คล้ายทนไม่ไหวจนอยากจะกรอกน้ำแกงไก่เสริมพลังให้ปู้เหมิงเพื่อปลุกสตรีที่แสนหดหู่ไม่รู้จักคิดผู้นี้ให้ตื่นตัวแล้วก้าวเดินไปข้างหน้า

          เยียนเอ๋อร์ปลอบใจเหยียนชิง “เหยียนเฟยอย่ากังวลไปเลยเพคะ เหมิงเฟยของบ่าวอาจยังสับสน จึงคิดไม่ถี่ถ้วน บางทีไม่แน่ว่าวันพรุ่งหากตะวันขึ้นทางทิศตะวันตก จู่ๆ เหมิงเฟยอาจหลงรักฮ่องเต้และพยายามทำทุกวิถีทางก็เป็นได้”

          เหยียนชิงหัวเราะเสียงเย็น “เป็นไปไม่ได้ ต่อให้พรุ่งนี้น้ำจะท่วม หรือเดือนหกจะมีหิมะตก นางก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจ ในสมองของนางเต็มไปด้วยขี้เลื่อย ต่อให้ใช้น้ำล้างก็เสียเวลาเปล่า”

          ปู้เหมิง “...”

          ดูท่าว่าวันเวลาที่เลวร้ายอย่างนี้คงจะผ่านไปได้ไม่ง่ายนัก

 

          เพื่อเลี่ยงคำพูดพล่ามของเหยียนชิง ปู้เหมิงจึงเลือกออกมาเดินเล่นข้างนอก

          ในใจของนางคิดว่าขอเพียงเดินเล่นในสถานที่ห่างไกลสักหน่อย โอกาสที่จะบังเอิญพบเจอฮ่องเต้คงน้อยลง

          นางเดินไปพลางเด็ดดอกหญ้าไปพลาง สุดท้ายก็หักก้านดอกหญ้านั้นทิ้งและเขวี้ยงไปกลางอากาศราวกับจะระบายอารมณ์ กระทั่งเดินเข้าไปใกล้กำแพงวัง นางก็เห็นบุรุษผู้หนึ่งกำลังกระโดดลงมาจากกำแพง

          ทำไมถึงโชคร้ายอย่างนี้?

          ทำไมเส้นทางเดินเล่นของนางถึงมีอุปสรรค ต้องมาเจอเวินโหลวที่เป็นถึงฮ่องเต้แต่ไม่เข้าตามตรอกออกทางประตู กลับกระโดดข้ามกำแพงมาแบบนี้ เป็นคนที่แปลกประหลาดอะไรปานนั้นนะ!

          ปู้เหมิงกลอกตา เตรียมหาจังหวะที่เวินโหลวยังไม่ทันหันมาเห็นหลบหนีไป นึกไม่ถึงว่าเพียงนางหมุนตัว ด้านหลังก็มีเสียงต่อสู้ดังขึ้น นางรีบหนีไปซ่อนหลังต้นไม้แล้วแอบมอง ในใจมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นไม่น้อย คิกๆๆ ฮ่องเต้ที่เพิ่งแอบกลับเข้ามาถูกลอบสังหาร เขาดวงซวยยิ่งกว่านางเสียอีก!

          ดูแล้วพวกคนร้ายที่กระโจนเข้าโจมตีเขาน่าจะเตรียมตัวมาดี ดาบในมือพุ่งสะบัดเข้าฟาดฟันเวินโหลวไม่ขาดสาย เวินโหลวตอบโต้ด้วยมือเปล่า ดูท่าว่าใกล้จะต้านทานไว้ไม่ไหว ยามที่เวินโหลวกำลังจะถูกจ้วงแทง ทันใดนั้นปู้เหมิงก็หยิบกิ่งไม้ท่อนหนา โยนเข้าไปเบื้องหน้าของเวินโหลวอย่างลืมตัว เวินโหลวยกมือรับกิ่งไม้ท่อนหนานั่นไว้ และหันมาสบตาปู้เหมิงที่โผล่ออกมาจากหลังต้นไม้แวบหนึ่ง

          ปู้เหมิงกะพริบตาปริบๆ ราวกับอยากสื่อว่านางไม่ได้หาประโยชน์จากเหตุลอบสังหาร นางเพียงเป็นคนดีที่ทำสิ่งดีๆ แบบผิดที่ผิดทางไปสักหน่อยเท่านั้น

          เวินโหลวไม่ได้มองนางอีก มุ่งสมาธิรับมือกับคนพวกนั้นต่อ เขาโบกสะบัดกิ่งไม้หนาๆ อย่างคล่องแคล่ว เมื่อมองตามนิ้วเรียวยาวและเล็บที่เจียนไว้อย่างประณีต เขาคล้ายกับเอกบุรุษที่ได้รับการปรนเปรอมาอย่างดี แต่วรยุทธ์กลับไม่ธรรมดา ในใจปู้เหมิงคิดเตลิดไปไกลถึงเรื่องอื่น

          เป้าชวี่หัวหน้าองครักษ์รีบนำลูกน้องเข้ามาช่วยเหลือฮ่องเต้ เมื่อกลุ่มมือสังหารเห็นว่าเหตุการณ์ไม่ดีแล้ว จึงรามือแล้วพากันหลบหนี โดยมีเป้าชวี่ไล่กวดตามไป

          ปู้เหมิงเตรียมตัวหลบฉากออกไปเช่นกัน แต่นึกไม่ถึงว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้กลับกลายเป็นจุดหักเห เหมือนเป็นกับดักใหญ่

          เวินโหลวเอ่ยกับเหล่าองครักษ์ที่เหลือ “เมื่อครู่มีคนหนึ่งในนั้นเขวี้ยงอาวุธลับใส่เรา น่าจะหนีไปได้ไม่ไกล พวกเจ้าลองตามหานางดู”

          “อาวุธลับ?!”

          เหล่าองครักษ์เสื้อแพรอายุน้อยต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด รีบค้นหาอาวุธลับที่ตกอยู่บนพื้น ตามด้วยหันมองเวินโหลวอย่างละเอียด เพื่อดูว่าเขาถูกอาวุธลับจนได้รับบาดเจ็บหรือไม่ แต่จู่ๆ เวินโหลวก็ยกท่อนไม้หนาๆ ในมือของตนขึ้น ก่อนพูดไม่เร็วไม่ช้าว่า “อยู่นี่”

          สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียด ฝ่าบาท... นี่ไม่น่าจะใช่อาวุธ ‘ลับ’ นะพ่ะย่ะค่ะ

          ปู้เหมิงที่อยู่หลังต้นไม้ยามนั้นตกใจจนตัวสั่นราวกับถูกคนสักร้อยคนรุมทำร้าย ดียิ่ง! ฮ่องเต้สุนัขอะไรเนี่ย!

          ความคิดของฝ่าบาทผิดเพี้ยนไปหรือเปล่า?! การตามจับพวกมือสังหารสำคัญกว่า จะรับสั่งให้ตามหาหม่อมฉันทำไม? ยังมีอาวุธลับบ้าๆ นั่นอีก เห็นได้ชัดว่าเป็นของที่ช่วยชีวิตพระองค์ไว้ นี่อยากตายใช่หรือไม่! ทำไมนางถึงได้ดวงซวยอย่างนี้!

          ปู้เหมิงจำต้องโผล่หน้าออกมาอธิบาย “ฝ่าบาท เหตุใดทรงรับสั่งกล่าวหาผู้มีพระคุณว่าเป็นโจรลอบสังหารเล่าเพคะ ข้อกล่าวหาพวกนี้ทำให้หม่อมฉันเสียใจมากนะ!”

          เวินโหลวมองนางอย่างสนใจ จากนั้นพูดว่า “แล้วทำไมเราต้องทำให้เจ้าดีใจด้วยเล่า?”

          ปู้เหมิง “...”

          พูดอีกก็ถูกอีก ทั้งนางและฮ่องเต้น่าจะเป็นพวก ‘การเห็นเจ้าเป็นทุกข์ก็คือความสุขของข้า’ แต่การกล่าวหาลอยๆ อย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุแบบนี้ ไม่ไว้หน้าผู้อื่นแม้แต่น้อย

          พวกองครักษ์ไม่รู้ว่าเวลานี้ควรทำอย่างไร มีคนหนึ่งถามอย่างไม่กลัวตาย “ฝ่าบาท หรือเพราะเรื่องของคนร้ายลอบสังหารทำให้พระองค์ไม่สบายใจพ่ะย่ะค่ะ?”

          ในใจของปู้เหมิงคิดว่านี่ช่างเป็นคำถามที่ไร้สาระสิ้นดี แต่นึกไม่ถึงว่าเวินโหลวจะส่ายหน้าและตอบว่า “แม้พวกลอบสังหารจะน่ากลัว แต่เราคงไม่เก็บไปใส่ใจ ขอเพียงหาที่ระบายอารมณ์ได้สักหน่อยก็พอ” เวินโหลวกล่าวจบก็ใช้ปลายท่อนไม้ดันร่างปู้เหมิงให้เดินไปข้างหน้า “จริงสิสนมรัก... เจ้าโผล่มาได้จังหวะพอดี ไปตำหนักฉางจี้ด้วยกันกับเราเถอะ”

          เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน! ข้าไปตกลงว่าจะช่วยพระองค์ระบายอารมณ์ตั้งแต่เมื่อไร?

          ถ้าฮ่องเต้เรียกให้เจ้าตาย เจ้าย่อมต้องตาย แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือฮ่องเต้ไม่ได้สั่งให้เจ้าตาย แค่ต้องการได้เจ้าไประบายอารมณ์! ปู้เหมิงที่อยู่ในกำมือของเวินโหลว ตอนนี้กำลังเก็บกวาดทำความสะอาดตำหนักฉางจี้เพียงลำพัง นางโวยวายด้วยความขุ่นเคือง

          “หม่อมฉันเป็นพระสนม เหตุใดฝ่าบาทไม่ทรงหาวิธีอื่นจัดการกับหม่อมฉันเล่า? อย่างเช่นให้นับเงินจนมือเป็นตะคริว หรือไม่ก็ให้กินจนกระเพาะคราก หรือให้หม่อมฉันแต่งบทกลอนก็ยังได้ หรือถ้าไม่ได้จะให้คัดลอกพระสูตร ระหว่างคัดลอกก็ให้หม่อมฉันสวดภาวนาขอพรให้พระองค์ไปด้วยแบบนั้นก็ดี...”

          เวินโหลวได้ยินคำแนะนำของนาง เขาทำเพียงพยักหน้ารับก่อนพูดว่า “ไม่สนุก”

          ปู้เหมิงอยากจะเขวี้ยงผ้าเช็ดพื้นในมือทิ้ง ไม่เห็นด้วยแล้วพยักหน้าทำไม บ้าไปแล้ว! แต่นางก็ไม่กล้าต่อต้านเวินโหลวอย่างเปิดเผย เพราะไม่ว่าอย่างไรในวังหลวงแห่งนี้เขาก็เป็นใหญ่ ถ้ายังอยากมีชีวิตอย่างปกติสุขก็ควรจะสงบเสงี่ยม นางไม่ใช่เด็กน้อยที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงที่เผลอลงมือทุบตีเวินโหลวคนนั้นอีกแล้ว

          นับแต่นั้นปู้เหมิงจึงวางแผนให้ตัวเอง

          ขอเพียงนางไม่เจอเขา ก็ไม่น่าจะถูกเขารังแกและกุมชะตาชีวิตไว้ในกำมือ

          นางวางแผนเสียดิบดี แต่คนรอบด้านกลับไม่เป็นใจ

 

          วันที่ท้องฟ้าสดใสวันหนึ่ง

          ปู้เหมิงกับเหยียนชิงออกมาเดินเล่นในอุทยานดอกไม้ด้วยกัน เหยียนชิงรู้สึกว่าปู้เหมิงที่อยู่ข้างกายนางยืนนิ่งแข็งทื่อ จากนั้นจู่ๆ ก็ลากนางเต็มแรงเข้าไปหลบหลังพุ่มไม้ที่อยู่ด้านข้าง นางมองตามคอยื่นคอยาวด้วยความข้องใจและแค่เห็นก็แทบจะกระอักเลือดออกมา

          นั่นฮ่องเต้นี่นา โอกาสทองมาถึงแล้ว!

          ปู้เหมิงเปลือกตากระตุกไม่หยุด มือหนึ่งทุบหน้าอกของตนพร้อมทั้งถอนใจ ยังดีที่สายตาดีเลยหลบทัน หมัดเล็กๆ ของเหยียนชิงทุบลงมาบนตัวนางทันที “เจ้าโง่ เจ้าจะหลบทำไม”

          ปู้เหมิงยกมือขึ้นมาอุดปากอีกฝ่าย “ชู่! อย่าเสียงดังสิ” แต่หลังจากอุดปาก กลับยังมีเสียงดังจุบจิบอยู่อีก นางขมวดคิ้วและเบือนหน้าไปมอง “ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าส่งเสียงดัง...”

          ยังไม่ทันพูดจบประโยคปู้เหมิงก็ต้องตกใจจนเกือบกลิ้งออกจากพุ่มไม้ ที่แท้เสียงนั้นเป็นของสตรีนางหนึ่งที่นั่งยองๆ อยู่ด้านหลังเหยียนชิง ใบหน้าของสตรีนางนั้นเต็มไปด้วยน้ำตา นางนั่งยัดขนมข้าวเหนียวตัดเข้าปาก

          นี่มันอร่อยจนกินแล้วถึงกับหลั่งน้ำตาเลยหรือไร?

          เหยียนชิงเพียงแค่เห็นก็แทบอยากระเบิดอารมณ์ทันควัน น้ำเสียงของนางเปี่ยมด้วยความไม่เข้าใจโลกใบนี้ “สวรรค์ ทำไมวันนี้ข้าต้องอยู่กับเจ้าโง่ที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฮ่องเต้แต่กลับเอาแต่หลบซ่อน แค่นั้นข้าก็ปวดหัวแทบบ้าอยู่แล้ว ยังมาเจอนางคนนี้อีก ทำไมข้าถึงดวงซวยแบบนี้นะ!”

          พอสตรีผู้นั้นกินขนมข้าวเหนียวตัดหมดก็เช็ดน้ำตาและยื่นมือไปหาเหยียนชิง แนะนำตนเองว่า “ข้าชื่อชวี่หวานหว่าน” ในสถานที่คับแคบแบบนี้ เมื่อชวี่หวานหว่านจับมือเหยียนชิงเสร็จ ก็ยื่นมืออ้อมตัวเหยียนชิงมาเบื้องหน้าของปู้เหมิงอย่างยากลำบาก “ข้าเป็นสนมขั้นผิน* ใครๆ เรียกว่าชวี่ผิน เพิ่งเข้าวังได้ไม่นานก็ต้องครองตัวเป็นม่าย ปีนี้อายุครบสิบหก อยู่ในตำหนักชุนหย่วน”

          ชวี่หวานหว่านเผยความเป็นมิตรก่อน แต่ปู้เหมิงยังไม่ทันตอบรับ เหยียนชิงก็รีบยกมือขึ้นปิดปากชวี่หวานหว่านทันควัน สีหน้าราวกับกำลังมองคนปัญญาอ่อน “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? ฮ่องเต้ยังไม่ทันสวรรคต เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงบอกว่าตนเองครองตัวเป็นม่าย หากผู้ไม่หวังดีได้ยินเข้า เจ้าต้องถูกลากไปประหารอย่างไม่ต้องสงสัย!”

          ชวี่หวานหว่านเผยสีหน้าแบบเด็กน้อยที่ต้องการคนรักคนเมตตาจนปู้เหมิงรู้สึกพ่ายแพ้ ปู้เหมิงตบลำตัวของเหยียนชิงเบาๆ สื่อความหมายว่าอย่าทำให้น้องสาวผู้หิวโหยคนนี้ตื่นตระหนกมากเกินไป “ม่ายในแบบของนาง อาจหมายถึงการครองตัวเป็นม่ายก็ได้ อย่าจริงจังนักเลย”

          นางนึกว่าเสียงของตนนั้นเบาพอควร คาดไม่ถึงว่าเวินโหลวที่เดินผ่านไปแล้วดันวกกลับมาใหม่ ปู้เหมิงเบิกสองตาโพลง รู้สึกว่าซวยแล้ว นางพยายามก้มหัวให้ต่ำที่สุด ต่ำเกือบจมดิน

          “ใครอยู่ตรงนั้น” น้ำเสียงที่ใช้ถามเปี่ยมเสน่ห์ ดึงดูดยิ่งกว่าทุกครั้งที่เคยได้ยิน

          คำถามของเวินโหลวบีบให้เหยียนชิงอยากจะลุกขึ้น แต่นางถูกปู้เหมิงกดบ่าเอาไว้เต็มแรง ชวี่หวานหว่านก็อยากจะลุก แต่ถูกร่างของเหยียนชิงทับหัวเข่าเอาไว้ หญิงสาวสามคนมีท่าทางดุจลูกฟักที่ถูกฝังดิน แผ่ขยายรากของตนเองและเกี่ยวพันกันไว้ อยากจะขยับก็ขยับไม่ได้

          เวินโหลวมีสายตาเฉียบคม เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าตรงนี้มีคนแอบซ่อนอยู่ และอาจเป็นเพราะกลิ่นแป้งบนตัวของพวกนางที่อวลออกมา เวินโหลวจึงรู้อย่างไม่ต้องสงสัยและนึกสนุกอยากกลั่นแกล้งพวกนางสักหน่อย เขาเรียกนางกำนัล “ดูเหมือนต้นไม้แถวนี้จะขาดน้ำ ช่วยรดน้ำให้มากหน่อย อ้อ... รดแบบไม่ต้องกลัวเปลืองนะ”

          ปู้เหมิงได้ยินนางกำนัลตอบรับว่า “เพคะ ฝ่าบาท” จากนั้นน้ำถังหนึ่งก็ราดใส่ร่างของนางเต็มๆ

          ทั้งเหยียนชิงและชวี่หวานหว่านส่งสายตาสื่อความรู้สึกถึงปู้เหมิงว่าทำไมเจ้าถึงดวงซวยอย่างนี้ แม้ดูคล้ายปลอบใจ แต่มุมปากราวกับกำลังแสยะยิ้ม

          ปู้เหมิงพ่นน้ำออกมาแล้วใช้มือปาดผมหน้าม้าของตน นางทนไม่ไหวลุกขึ้นตวาดลั่น “ฝ่าบาทตั้งใจแกล้งหม่อมฉันใช่หรือไม่?”

          เวินโหลวมองปู้เหมิงที่อยู่ในสภาพเหมือนลูกสุนัขตากฝน ในใจมีความสุขไม่น้อย เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว “หืม เจ้าอยู่ตรงนี้หรือ เล่นซ่อนแอบอยู่หรือไร ต่อไปต้องระมัดระวังหน่อย หากมีคนยิงธนูใส่อาจจะตายตั้งแต่ยังสาว”

          ผู้ที่สามารถยิงธนูในเขตพระราชฐานได้ก็มีแต่ฝ่าบาทเท่านั้นไม่ใช่หรือ!

          ปู้เหมิงเริ่มระเบิดอารมณ์ สะบัดศีรษะอย่างแรงจนหยดน้ำกระเซ็นใส่หน้าเวินโหลว “ขอบพระทัยที่ทรงชี้แนะ”

          เห็นชัดว่าสีหน้าของเวินโหลวไม่พอใจ เพราะเขาเป็นพวกรักความสะอาดขั้นรุนแรง ทั้งสองคนจึงแยกจากกันอย่างไม่สบอารมณ์

 

          ความมืดเริ่มคลี่คลุมท้องฟ้า

          เยียนเอ๋อร์กับชุนพิงนั่งคุยเล่นกันในอุทยาน ขันทีน้อยวิ่งรี่เข้ามาหาพวกนางและป่าวประกาศยิ้มๆ “พี่สาวทั้งสอง เร็วเข้า วันนี้ฮ่องเต้ทรงพลิกป้ายของเหมิงเฟย อาจารย์ของข้ากำลังมาที่นี่ ข้าเลยรีบเข้ามาส่งข่าวให้พวกพี่สาวก่อน พวกท่านจะได้มีเวลาเตรียมตัว จำไว้นะ ฮ่องเต้ไม่โปรดให้มีกลิ่นควันธูปติดตัว อาบน้ำให้สะอาดล่ะ”

          เยียนเอ๋อร์ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก นางทนไม่ไหวลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นไปมา ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง! นางวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดเข้าห้องเพื่อบอกข่าวดีนี้กับปู้เหมิง

          “ใคร?” ปู้เหมิงหน้าซีดคล้ายได้ยินไม่ชัด “เจ้าบอกว่าใครนะ?”

          เยียนเอ๋อร์ชี้นิ้วไปที่ปู้เหมิงด้วยความตื่นเต้น “ก็ท่านอย่างไรเล่า ฮ่องเต้ทรงเลือกป้ายของท่าน น่าดีใจจริงๆ!”

          ปู้เหมิงเขกศีรษะของเยียนเอ๋อร์แรงๆ หนึ่งที “ดีใจกับผีน่ะสิ! หมายความว่าฮ่องเต้มีพระประสงค์จะให้ข้าปรนนิบัติหรือ? เกิดอะไรขึ้น ทำไมความตายมาเยือนข้าโดยไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ ยังไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรสักอย่าง!”

          พอได้ยินแบบนั้น เยียนเอ๋อร์ก็หน้าแดงรีบยัดสมุดเล่มหนึ่งใส่มือของปู้เหมิง ซ้ำยังทำท่าลับๆ ล่อๆ กระซิบข้างหูของนาง “เหมิงเฟยอย่ากลัวไปเลย ถือโอกาสนี้เตรียมตัวให้พร้อมก็ยังทัน ท่านรีบศึกษานี่ก่อน ประเดี๋ยวบ่าวจะไปเตรียมน้ำร้อนให้อาบ”

          ปู้เหมิงก้มหน้าลงมองแล้วเกิดอาการปวดหัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน นางเขวี้ยงสมุดเล่มนั้นทิ้งลงพื้น “เจ้าเด็กบ้าเยียนเอ๋อร์ คิดจะเอา ‘สิบแปดกระบวนท่าร่วมหลับนอน’ มาชี้แนะข้ารึ?! อย่าราดน้ำมันใส่กองไฟแบบนี้สิ!”

          เยียนเอ๋อร์ที่วิ่งออกไปเตรียมน้ำหัวเราะคิกคัก คิดว่าเดี๋ยวพอถึงเวลาถวายงาน ปู้เหมิงจะต้องว่านอนสอนง่ายแต่โดยดี แม้ปากของสตรีมักบอกว่าไม่ต้องการ แต่ถ้าได้ร่วมอภิรมย์สักคืนก็จะลืมทุกอย่าง ไม่วางท่าเง้างอนอีกต่อไป

          ทว่าเยียนเอ๋อร์คิดไม่ถึงว่านางจะประเมินปู้เหมิงต่ำกว่าที่คิด รอจนนางเตรียมน้ำอาบเรียบร้อย กลับเข้าไปเรียกอีกครั้ง เหมิงเฟยก็หายตัวไปเสียแล้ว

          เยียนเอ๋อร์วิ่งไปที่หน้าตำหนัก สีหน้าท่าทางลนลาน อู๋เหวยยง–กงกงคนสนิทข้างกายฮ่องเต้กับพวกขันทีน้อยได้มารออยู่บริเวณนั้นแล้ว อู๋เหวยยงนิ่วหน้า “ตกใจอะไรขนาดนี้ เพียงแค่เจ้านายถูกพลิกป้าย พวกเจ้าถึงกับทำท่าเหมือนได้ขึ้นสวรรค์เลยหรือ?”

          เยียนเอ๋อร์ตอบเสียงกระหืดกระหอบ “อู๋กงกงช่วยด้วย บ่าวหาตัวเหมิงเฟยไม่เจอ!”

          อู๋เหวยยงไม่เข้าใจ “ไม่เจอ ไม่เจอหมายความว่าอย่างไร?”

          ฟู่ซีขันทีน้อยมีปฏิกิริยาตอบสนองก่อนใครๆ “อาจารย์ พวกเราจะทำอย่างไรดีขอรับ พระสนมที่ต้องพาไปถวายงานหายตัว เหตุการณ์เช่นนี้เมื่อก่อนเคยเกิดขึ้นหรือไม่ ท่านว่าพวกเราจะถูกตัดหัวหรือเปล่า?”

          อู๋เหวยยงเตะฟู่ซีทีหนึ่ง “อย่าพูดจาไร้สาระ จู่ๆ คนทั้งคนจะหายตัวไปได้อย่างไร? ยังไม่รีบออกตามหาอีก!”

          พวกขันทีน้อยรีบวิ่งตามเยียนเอ๋อร์ออกไป พวกเขาค้นหาทั่วตำหนัก แม้แต่ไหเก็บผักดองก็เปิดดู สถานที่ใดที่น่าสงสัยว่าคนอาจซ่อนตัวได้ก็ไม่มองข้าม เหยียนชิงถูกเสียงโหวกเหวกด้านหน้าดึงดูด นางถามชุนพิง “เกิดอะไรขึ้น ฝนตกลงมาเป็นก้อนทองหรือ?”

          ชุนพิงทราบเรื่องดีจึงรายงาน “เรียนเหยียนเฟย... เหมิงเฟยหายตัวไปเพคะ คืนนี้ฮ่องเต้ทรงพลิกป้ายของเหมิงเฟย... ถ้าให้เดาละก็”

          นัยน์ตาของเหยียนชิงดำทะมึน ยกสองมือนวดขมับตนเอง “ต้องรอให้เจ้าเดาหรือ? นางผู้นี้วอนหาเรื่องตายเก่งจริงๆ! แต่ละวันหาแต่เรื่อง หัวใจของข้าใกล้จะวายเพราะนางหลายรอบแล้ว! จะกินอยู่ปกติอย่างคนทั่วไปไม่ได้หรือไร...”

          ทันใดนั้น ส่วนหลังของตำหนักก็มีเสียงร้องของปู้เหมิงดังขึ้น เสียงร้องขอความเมตตานั้นช่างน่าสังเวช ถ้าคนไม่รู้คงนึกว่านางกำลังร้องขอชีวิต เหยียนชิงวิ่งตามผู้อื่นออกไปดู เพียงเห็นปู้เหมิง นางก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายใกล้ตายแล้วจริงๆ

          ปู้เหมิงยืนไร้สติอยู่หน้าห้องปลดทุกข์ เนื้อตัวของนางเต็มไปด้วยคราบเหลือง ทุกคนต่างยกมือขึ้นบีบจมูกพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย ฟู่ซีอดตะโกนไม่ได้ว่า “อี๋! อาจารย์ ท่านเข้ามาดูเร็ว เหมิงเฟยตกบ่ออุจจาระ...”

          อู๋เหวยยงที่ใช้ชีวิตมากว่าครึ่ง เพิ่งเคยประสบพบเจอกับเหตุการณ์แบบนี้เป็นหนแรก เขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ได้แต่หอบหายใจถี่ ท่าทางเหมือนจะหายใจไม่ออกก่อนจะร่วงลงไปนั่งแปะอยู่กับพื้น

          ปู้เหมิงยังร้องไห้สะอึกสะอื้น พยายามอธิบาย “ทำอย่างไรดี ฮือๆๆ ข้าก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น หมดกัน ราศีของข้ามัวหมองหมดแล้ว ยังมีวิธีช่วยอยู่หรือเปล่า? อู๋กงกง ท่านต้องช่วยข้านะ ข้าไม่อยากพลาดโอกาสถวายงาน ท่านรอข้าสักครู่ ข้าจะไปแช่น้ำเดี๋ยวนี้...”

          เหยียนชิงส่งสายตา ‘นี่เจ้าไม่คิดจะแสวงหาโชคดีบ้างหรือ’ สาดใส่นาง ก่อนเหน็บว่า “หากไม่ทำให้คนอกแตกตาย เจ้าจะไม่ยอมแพ้ใช่หรือไม่?”

          นี่ไม่ใช่ปัญหาว่าจะล้างออกหรือล้างไม่ออก อู๋เหวยยงรู้สึกว่าดวงดีของเขาเริ่มหายไปนับแต่คืนนี้

          ตอนนั้นเอง ชวี่หวานหว่านที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานก็เดินเข้ามา ไม่รู้ว่านางได้ยินเรื่องราวมามากน้อยเพียงใด พอมาถึงก็ตรงไปข้างกายของอู๋เหวยยง “กงกง มิเช่นนั้นก็ให้ข้าถวายงานแทนเถิด”

          เหยียนชิงเคลื่อนตัวมากระซิบกระซาบข้างกายปู้เหมิง “เจ้าเห็นหรือไม่ว่าอะไรคือการแย่งชิง? เห็นหรือยัง นี่คือการแย่งชิงขั้นสูง! ต่อหน้าก็เรียกเจ้าเป็นพี่เป็นน้องที่สนิทสนมกันมาก แต่พอลับหลัง ถ้าเจ้าสะดุดก็วิ่งรี่เข้าหาฮ่องเต้ทันที น้องสาว... ระวังอย่าปล่อยให้นางถีบเจ้ากระเด็น ครั้งหน้าก็ช่วยเบิกเนตรให้กว้างหน่อยล่ะ?”

          อู๋เหวยยงไตร่ตรองครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสม “ไม่ว่าอย่างไรก็ควรเรียกพระสนมของตำหนักฟางฮวาไป”

          เหยียนชิงหยุดยุแยงข้างหูและรีบยกมือขึ้นโดยพลัน นางมีสีหน้าตื่นเต้น “ข้าไป ข้าไป ข้าไป! อู๋กงกง มองทางนี้! เลือกข้าสิ!”

          ปู้เหมิง “...”

          นี่หรือเปล่าการแย่งชิงที่เจ้าหมายถึง?

          ชวี่หวานหว่านยังคงไม่ยอมแพ้ ไม่รู้ว่ายัดอะไรให้เพื่อติดสินบนอู๋เหวยยง นางกระซิบเสียงหวาน “กงกง ไม่ว่าอย่างไรเหมิงเฟยก็ไปไม่ได้แล้ว เปลี่ยนคนก็คือการเปลี่ยนตัวอยู่ดี ไม่อย่างนั้นเลือกข้าไปเถอะ ฮ่องเต้มากพระเมตตา อีกอย่างข้ามีทักษะการแสดง ต้องปลอบประโลมฮ่องเต้ให้สำราญใจได้แน่ พอถึงเวลานั้นฮ่องเต้คงไม่ทรงคิดมากกับเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้ กงกงว่าข้าพูดถูกหรือไม่?”

          อู๋เหวยยงกำมือก่อนจะยัดมือลงในแขนเสื้อ พยักหน้ารับ “แบบนี้ก็ได้ ขอชวี่ผินโปรดไปเตรียมตัว”

          ชวี่หวานหว่านยิ้มหวาน “รบกวนกงกงแล้ว”

          ปู้เหมิงยื่นมือออกไปทำท่าเจ็บปวดพลางร้องขอความช่วยเหลือ นางทำจมูกบาน “อู๋กงกง เจ้าอย่าทำแบบนี้กับข้า ฮือๆๆ ให้เวลาข้าไปล้างตัวก่อนเถอะ...”

          ไม่มีคำตอบ พวกขันทีกับชวี่หวานหว่านค่อยๆ ทยอยเดินออกไป ตำหนักฟางฮวากลับสู่สภาพชวนอึดอัดดุจเดิม เหยียนชิงหัวเราะเยาะพร้อมทั้งส่งสายตาดูถูกให้ปู้เหมิง “นี่เจ้าแอบไปเรียนรู้การร้องไห้ ‘ฮือๆๆ’ แบบนี้ที่ไหนมา? เจ้าเยี่ยมยอดนัก ทักษะการแสดงช่างล้ำเลิศ! บนตัวเจ้าทาอะไร หรือเป็นดินที่ข้าเอาไว้ปลูกดอกไม้? จ่ายเงินให้ข้าแล้วหรือถึงได้กล้าเอาไปใช้!”

          สองมือของปู้เหมิงเท้าเอว ท่าทางเหมือนเจตนาจะหาเรื่อง “เหยียนชิง ที่เจ้าพูดหมายความว่าอย่างไร ก่อนหน้านี้พวกเราไม่ใช่เคยตกลงกันหรือว่าจะคอยช่วยเหลือดูแลกันและกัน แต่เมื่อครู่เจ้ายกมือหน้าตาเฉย คิดจะหักหลังกันหรือ?!”

          “เจ้าพูดแบบนี้ก็ไม่ถูก ที่ข้ายกมือไม่ได้หมายความว่าต้องการแก่งแย่งแข่งขัน ข้าเป็นสนมปีศาจต้องหลีกให้ห่างจากฮ่องเต้สามหมี่ หนำซ้ำถ้าพระองค์เจอข้า คนรอบด้านยังต้องรีบขึงผ้าเป็นสัญญาณเตือนภัย ข้าเพียงแต่หมั่นไส้ท่าทางของชวี่ผิน! นางแย่งโอกาสของเจ้าไปนะ! ทำทีว่าเป็นพี่น้องที่รักใคร่ เชอะ! เจ้าทนได้ แต่ข้าทนไม่ได้ ข้าแค่อยากจะสกัดนางเท่านั้น”

          “จริงหรือ แน่ใจนะว่าประโยคนั้นไม่ใช่คำโกหก?”

          “ปณิธานของข้าคือการเป็นยอดหญิงนักประดิษฐ์ นี่เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ? ไม่ไหวแล้วไม่ไหวแล้ว สมองของข้าปวดจนแทบจะระเบิดแล้ว” เหยียนชิงมือหนึ่งแตะขมับ มือหนึ่งกุมทรวงอกตนไว้ ทำท่าวิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม แม้แต่น้ำเสียงก็ยังแผ่วเบาราวกับกำลังแสดงละคร “อา... คงเพราะคืนนี้ลมกระโชกแรง หรือเพราะผู้ที่ข้านับถือเป็นพี่เป็นน้องทำร้ายจิตใจข้าอย่างหนัก ข้าจึงปวดหัว ชุนพิง พยุงข้าไปพักหน่อย...”

          ชุนพิงเดินเข้ามาพยุงเหยียนชิงกลับเข้าห้อง

          เยียนเอ๋อร์น้ำตาไหลเป็นทางตอนที่เดินเข้ามา นางมองปู้เหมิงตาปริบๆ คล้ายอยากพูดบางอย่าง ปู้เหมิงยื่นมือไปลูบหัวนาง “เด็กโง่ เจ้าคิดว่าการได้ปรนนิบัติฮ่องเต้เป็นเรื่องดีอย่างนั้นหรือ ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว รีบไปต้มน้ำให้ข้าอาบเร็ว”

          เยียนเอ๋อร์เบะปาก “เตรียมน้ำไว้เรียบร้อยแล้วเพคะ”

          ปู้เหมิงเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม รู้สึกผ่อนคลายไปทั่วทั้งร่าง “นี่สิถึงจะน่ารัก ข้าเพิ่งเดินวนเวียนอยู่หน้าประตูผี ทำให้หิวมากจริงๆ เจ้ารีบหาอะไรอร่อยๆ มาให้ข้ากินดีกว่า”

          เยียนเอ๋อร์หันมองเจ้านายของตนแล้วรู้สึกหมั่นไส้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านไม่คิดจะหาทางแก้ไข ยังมีแก่ใจกินลงอีกหรือ?”

          เด็กที่มีสติปัญญาจำกัดมักจะตามไม่ทัน ช่างนางเถอะ

          ปู้เหมิงเดินเข้าห้องของตน ปลดเปลื้องเสื้อผ้าสกปรกออกทั้งหมดแล้ววิ่งปรี่เข้าห้องอาบน้ำ นางหลับตาอย่างผ่อนคลาย

          อา สบายจริง นางยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้!

          ภายในห้องทรงงานยามพลบค่ำ

          อู๋เหวยยงมองสีหน้าท่าทางของฮ่องเต้อย่างระมัดระวัง เมื่อครู่เขาเล่าเรื่องราวทุกอย่างโดยไม่ตกหล่น ทว่าฮ่องเต้ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น ยังคงนั่งอ่านฎีกาที่พวกขุนนางถวายขึ้นมา ราวกับว่าไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้ แม้ตนจะเป็นคนโปรดของฮ่องเต้ แต่หากฮ่องเต้ไม่ถามก็มิกล้าอธิบาย

          “กระหม่อมรู้สึกว่า... ท่าทางของเหมิงเฟยจริงใจอย่างยิ่ง ก้มหน้าน้ำตาพรั่งพรู ท่าทางเจ็บปวดทรมานเหมือนจะสะเทือนไปถึงตับ ไม่เหมือนมีเจตนาโกหกหรือเสแสร้งเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปรนนิบัติฝ่าบาท พูดอีกอย่าง หากนางคิดใช้เล่ห์อุบาย ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการแบบนี้พ่ะย่ะค่ะ...”

          เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ เวินโหลวพลันขมวดคิ้วเรียวงาม เขาพลิกอ่านฎีกาของขุนนางพลางเอ่ยว่า “เจ้าไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ดีพอ–นางตั้งใจ”

          อู๋เหวยยงใจหายวาบ รีบโค้งตัวและถอยออกจากห้องทรงงานทันที เพิ่งเดินออกมา ฟู่ซีก็รีบเสนอหน้าเข้ามาหา “อาจารย์ ยามนี้ชวี่ผินนอนรอบนแท่นบรรทมแล้ว ฮ่องเต้รับสั่งว่าอย่างไรบ้างขอรับ?”

          เขาโบกมือไล่ “พากลับไป รีบพากลับไป! ฮ่องเต้พื้นอารมณ์ไม่ดี หากยังหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแบบนี้ มีหวังพวกเราทั้งคู่ต้องกระโดดแม่น้ำสักแห่งฆ่าตัวตายเป็นแน่!”

          ฟู่ซียังปากเปราะ “ร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือขอรับ แต่เท่าที่เห็นตอนนี้ ดูเหมือนฮ่องเต้ก็ไม่ทรงกริ้ว...”

          “เจ้าจะไปเข้าใจอะไร! ลายพระอักษรของฮ่องเต้ในฎีกากลายเป็นอักษรลายหวัด หากอย่างนี้ยังมองไม่ออกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว!” อู๋เหวยยงยกเท้าเตะก้นของฟู่ซี “ยังไม่รีบไปอีก!”

          “ขอรับๆ ข้าไปเดี๋ยวนี้!”

          เวินโหลวไม่สบอารมณ์จริงๆ วันนี้ใต้เท้าปู้ถวายฎีกาหลายฉบับ ต้องการให้เขาปลดขุนนางหลายคนออกจากตำแหน่ง ทั้งราชสำนักมีแต่คนที่ไม่น่าไว้ใจ เขารู้ดีว่าใต้เท้าปู้ซื่อตรง แต่อีกฝ่ายกลับไม่เข้าใจหลักการที่ว่าทุกการทำงานไม่ควรเคร่งครัดมากเกินไป ทุกครั้งเขาทำได้เพียงลอบไม่พอใจ รู้สึกว่าใต้เท้าปู้ผู้นี้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ทำให้เขาต้องเดือดดาลบ่อยครั้ง

          เวินโหลวนึกถึงปู้เหมิงบุตรีของใต้เท้าปู้ เวลานั้นจุดประสงค์ที่เลือกนางเข้าห้องเพราะต้องการระบายอารมณ์กับนาง ให้นางชดใช้สิ่งที่บิดาของนางทำ แต่นางกล้าวางแผนหลบหลีกเขาอย่างเจ้าเล่ห์ทำให้เขาเริ่มนั่งไม่ติด ตัดสินใจแล้วว่าถ้าเป็นเช่นนั้น... เขาไปหานางเองดีกว่า!

          เวินโหลวไม่ได้เรียกให้คนติดตามไปด้วย เขาเดินไปยังตำหนักฟางฮวาด้วยตนเอง

          ตำหนักฟางฮวาตั้งอยู่ค่อนข้างลับตาคน แม้มีสนมสองคนพำนักที่นั่นแต่ปกติแล้วไม่มีผู้ใดสนใจ เนื่องจากเมื่อครู่ปู้เหมิงก่อปัญหาขึ้นจึงทำให้นางกำนัลข้างกายไม่สนใจนาง เหยียนชิงก็ไม่อยากคุยกับนาง เวลานี้นางจึงออกมาเดินเล่นปล่อยเรือนผมสยายอยู่ในสวน เพราะเมื่อครู่เพิ่งอาบน้ำเสร็จและผมยังไม่ทันแห้งดี เมื่อต้องลมเย็นนางก็จามหลายหน นางกระชับคอเสื้อไว้แน่น เดินตามสายลมออกไปยืนแกร่วแถวหน้าประตูตำหนัก

          อย่างที่รู้กันว่าปีนี้เป็นปีเคราะห์ของปู้เหมิง ไม่มีอะไรจะซวยไปมากกว่านี้ เหมือนว่าความซวยของทั้งวันจะรวมอยู่ที่ตัวนางในเวลานี้ ปู้เหมิงเงยหน้าก็ชนเข้ากับเวินโหลว ทั้งสองตกตะลึงทำอะไรไม่ถูกไปครู่หนึ่ง ต่างคนต่างถอยหลังครึ่งก้าว

          เวินโหลวเป็นฝ่ายถามก่อน “เจ้าเป็นผีหรือคน?!”

          ปู้เหมิงถึงคิดได้ว่าเวลานี้เรือนผมของตนปล่อยสยายลงมาปิดพวงแก้ม หนำซ้ำยังมืดสลัว เวินโหลวอาจมองไม่ชัดว่านางเป็นใคร อา...นี่มันโชคดีท่ามกลางความโชคร้ายนี่นา! ท่ามกลางแสงเดือนสลัวราง นางแกล้งดัดเสียงแหบแห้ง “หม่อมฉันเป็นเพียงนางกำนัลคนหนึ่ง ทำให้ฝ่าบาทตกใจ ขอโปรดไว้ชีวิตด้วย...”

          เวินโหลวเคยบอกแล้วว่าแม้นางจะกลายร่างเป็นฝุ่นธุลีเขาก็จดจำได้ ครั้งนี้มีหรือที่จะจำไม่ได้ว่านางเป็นใคร ทว่าเขาก็ยังแสร้งร่วมมือเล่นละครไปกับนาง “เจ้าเจอเราแล้วไม่แม้แต่จะคุกเข่า หนำซ้ำยังไม่ทำความเคารพ เป็นนางกำนัลของตำหนักไหน ถึงไม่รู้จักขนบธรรมเนียม?”

          ปู้เหมิงอึ้ง พูดไม่ออก

          จากนั้นได้ยินเวินโหลวพูดต่อว่า “เมื่อครั้งที่เราเพิ่งขึ้นครองราชย์ มีนางกำนัลของตำหนักหนึ่งกุเรื่องโกหกขึ้น เจ้าเดาสิว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง”

          “เกิดอะไรหรือเพคะ?” ปู้เหมิงตัวสั่นสะท้าน ถามแล้วก็เผลอกัดลิ้นของตนเอง

          “ตาย”

          “ตายเลยหรือ?!” ปู้เหมิงตาพร่า หัวใจแทบแตกสลายเป็นเม็ดทราย! ทำอย่างไรต่อดี? แต่แค่พูดโกหกเล็กๆ น้อยๆ เท่านี้จะถูกกล่าวว่าหลอกลวงเบื้องสูง ถูกตัดสินโทษประหารชีวิตอย่างเลือดเย็นได้เชียวหรือ? เป็นจริงดังคาด การเข้ามาพำนักในวังหลวงเสมือนจมสู่ห้วงน้ำลึก ยากที่จะเอาชีวิตรอด!

          แม้มองไม่เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามมีสีหน้าท่าทางอย่างไร แต่เวินโหลวรู้สึกถึงปฏิกิริยาตอบสนองของนาง เขาแอบยิ้มเพียงชั่วครู่ ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะค่อยๆ เลือนหาย “เจ้าตัวสั่นรึ?”

          ปู้เหมิงพยายามทำตัวเข้มแข็ง “ไม่... ไม่ได้สั่นเพคะ...”

          เวินโหลววิเคราะห์เสียงนี้อย่างถี่ถ้วน ดูคล้ายนางใกล้จะร้องไห้เต็มที เจ้าเด็กขี้ขลาดน่าจะกลัวจริงๆ

          เขาเปิดปากพูดว่า “นางป่วยตาย”

          “ไม่ใช่ว่าต้องโทษประหารหรอกหรือ? เมื่อครู่ฝ่าบาททรงล้อหม่อมฉันเล่นหรือเพคะ”

          ยามราตรีมืดสนิท ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกลับแกล้งหยอกเย้านางเช่นนี้

          “เราแค่แกล้งให้เจ้าตกใจกลัวไปอย่างนั้นเอง รวบผมที่ปิดหน้าปิดตาเจ้าซะ แบบนี้จะทำให้คนตกใจได้” หากเวินโหลวไม่ใช่พวกรักความสะอาด เขาคงใช้มือปัดให้ด้วยตนเองแล้ว

          ปู้เหมิงนึกอะไรขึ้นได้ นางมองเห็นความหวังในการหลบหนีจึงรีบปัดผมอย่างรวดเร็ว นิ้วชี้ข้างหนึ่งดันจมูกไว้ นิ้วชี้อีกข้างดึงหางตาไว้ ทำเป็นหน้าผี “ฝ่าบาท เห็นแบบนี้แล้วทรงหวาดกลัวหรือไม่?”

          “...” เวินโหลวนึกไม่ถึงว่าจะเห็นภาพแบบนี้

          ลูกสาวใต้เท้าปู้พิลึกคนเกินไปแล้ว

          คนอื่นทำหน้าผียังคิดว่าต้องทำออกมาให้ดูเป็นผีน่ารัก แต่นางทำหน้าผีแบบไม่สนภาพลักษณ์ของตัวเอง เห็นได้ชัดว่าต้องการให้เขาตกใจตาย

          ฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ปู้เหมิงที่ยังคงนึกว่าเขาจำนางไม่ได้ รีบเบี่ยงตัวหลบด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง เวินโหลวมองตามแผ่นหลังของนางแล้วเบะปาก เขานึกวิธีเด็ดๆ ที่จะจัดการปู้เหมิงออกแล้ว

          ว่ากันว่าการทรมานทางกายนั้นไม่สาแก่ใจ การทรมานทางใจต่างหากที่ได้ผลยิ่งกว่า

          วันถัดมาเวินโหลวจึงเริ่มออกตามหาคนอย่างเอิกเกริก แจ้งว่าตามหาสตรีที่กล้าทำหน้าผีใส่เขา เมื่อได้รับคำสั่ง พวกนางสนมขั้นผินทั้งหลายกับนางกำนัลทั้งหมดต่างยืนเข้าแถวเรียงรายหน้าตำหนักฉางจี้ ราวกับทหารที่รอตรวจพล

          ทุกคนมีท่าทางทั้งตื่นเต้นทั้งแปลกใหม่ ต่างฝึกทำหน้าผีกับขันทีน้อยฟู่ซี

          ฟู่ซีสอนทำท่า “ใช่ อย่างนี้แหละ เดี๋ยวฮ่องเต้จะเสด็จแล้ว ขอให้พระสนมแต่ละท่านโปรดทำหน้าแบบนี้ให้ฮ่องเต้พิจารณานะพ่ะย่ะค่ะ”

          ไม่มีผู้ใดกล้าตั้งคำถามถึงงานอดิเรกที่แสนประหลาดของฮ่องเต้ ต่างรอให้ฮ่องเต้ออกมาตรวจดูด้วยความตื่นเต้น เหยียนชิงเบือนหน้ามองปู้เหมิงที่รีบวิ่งเข้ามาต่อแถวและก็ต้องตกใจกับผื่นแดงบนใบหน้าของปู้เหมิง “เจ้าเป็นอะไรไปอีก?”

          ปู้เหมิงทำหน้าไม่รู้สึกรู้สา “เรื่องเล็กน้อยไม่ต้องใส่ใจ แค่พอกไข่ขาวแล้วแพ้เท่านั้น”

          เหยียนชิงเจ็บใจที่ตนมิอาจหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้า “อีกแล้ว! ข้าข้องใจนักว่าเจ้ามีชีวิตรอดจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร? ตั้งแต่ข้ารู้จักเจ้ามา ดูเหมือนเจ้าจะเป็นพวกรนหาที่ตายไปทั่ว แบบนี้น่าจะถูกหมกในไหผักดอง ตายไปเจ็ดแปดหนแล้ว”

          ขณะสนทนากัน เวินโหลวที่ทุกคนต่างรอคอยก็ปรากฏตัวเบื้องหน้ากลุ่มคน เขาก้าวออกจากตำหนักฉางจี้ด้วยสีหน้าแข็งทื่อ เครื่องหน้าคมคายไม่ได้ถูกสีหน้าเย็นชากลบให้ด้อยลงสักนิด ทว่ายิ่งขับเน้นเครื่องหน้าเหล่านั้นให้โดดเด่น ราวกับบุปผาบนยอดเขาสูงที่มิอาจเด็ดมาเชยชมได้โดยง่าย

          ฝูงชนเริ่มคึกคัก มีเสียงดังเซ็งแซ่

          “มองแล้ว มองแล้ว! ฮ่องเต้มองข้า!”

          “เจ้าตาบอดหรือไร เห็นชัดว่ามองข้า”

          “พวกเจ้าสำรวมกันหน่อยได้หรือไม่”

          “ข้าพยายามอดทน ไม่แสดงออกหน้าออกตาให้มากเกินไป! นี่ยังไม่สำรวมอีกหรือ”

          “อ๊ะ พวกเจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าฮ่องเต้คล้ายไม่พอใจ”

          “นี่พวกเจ้าไม่ได้ข่าวบ้างเลยหรือ ระยะนี้ ‘ไช่เหลยฝู’ พ่อครัวใหญ่ของห้องเครื่องที่เพิ่งเปลี่ยนชื่อ ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือตั้งใจ เขาใส่เกลือลงในกับข้าวมากเกินไป อาหารที่ถูกส่งเข้าวังหลังจึงเค็มจัด คนกินที่ไม่รู้รสพากันกินไปหลายคน หากกินมากกว่านี้อีกนิดเดียวคงถูกส่งไปเกิดใหม่เป็นแน่ แม้แต่ฮ่องเต้ก็เสวยจนแสบคอไปหมด”

          เหยียนชิงถึงกับสำลักน้ำลายโดยพลัน ปู้เหมิงเหลือบมองนางด้วยความยินดีกับหายนะครั้งนี้ เหยียนชิงยืดอกกระซิบว่า “เจ้าก็เห็นว่าข้าทำอะไร ผู้อื่นเพียงส่งวันเดือนปีเกิดมาให้ ข้าจะรู้หรือว่าเขาเป็นพ่อครัวใหญ่ของห้องเครื่องน่ะ หากรู้คงตั้งชื่อให้หกพยางค์ว่า ‘ไช่–ใส่เกลือให้น้อยๆ หน่อย’”

          “นี่เจ้ายังไม่รู้แม้แต่ทักษะฝีมือของเขาแล้วไปชี้แนะงั้นหรือ? หยุดหลอกลวง แล้วรีบออกจากวงการนี้ไปเถอะ”

          เวินโหลวเดินมาถึงหัวแถวพอดี บรรยากาศบริเวณนั้นราวกับมีพยัคฆ์นักล่ากำลังมองหาเหยื่อบนลานน้ำแข็ง

          ปู้เหมิงรีบหุบปากทันควัน

          เวินโหลวเริ่มมองตั้งแต่คนแรก สตรีทุกนางที่เขามองผ่านต่างก็รีบทำหน้าผีใส่เขา แต่ละคนเครื่องหน้าบิดเบี้ยว ทั้งอัปลักษณ์ทั้งน่าขำ เขามองผ่านจากคนหนึ่งไปยังอีกคนอย่างต่อเนื่องแต่กลับไม่เปิดเผยท่าทีอะไร ปู้เหมิงประหม่าเล็กน้อย แต่พอคิดว่าหน้าของนางบวมเป่งดั่งซาลาเปาแบบนี้ หากเขายังมองออก เวินโหลวก็คงไม่ใช่คนแล้ว

          พอเห็นเหยียนชิงกับชวี่ผินกำลังจะทำหน้าผีใส่เวินโหลว ปู้เหมิงก็เตรียมความพร้อมด้วยใจที่เต้นระส่ำ

          เวินโหลวเดินมาหยุดเบื้องหน้าของนาง ทำเหมือนกับผู้อื่น แค่จ้องนิ่งแบบไม่มีอะไรแตกต่าง รอจนเขาเดินผ่านไปปู้เหมิงค่อยถอนหายใจโล่งอก ใจเริ่มสงบลงบ้าง นึกไม่ถึงว่านางยังไม่ทันสงบใจดี เวินโหลวก็ถอยหลังกลับมายืนตรงหน้านางอีกครั้ง

          ปู้เหมิงที่ใบหน้าบวมแดงจ้องเวินโหลวด้วยความสับสนงุนงง ในสมองมีแต่ประโยคคำถาม แต่เวินโหลวกลับไม่พูดอะไร เพียงยิ้มเท่านั้น

          คนอื่นๆ พากันตกใจ ในสายตาของทุกคน แม้ฮ่องเต้หน้าตาหล่อเหลาคมคายแต่ก็เป็นบุคคลที่ยากจะเข้าใจ

          ทว่าแต่ไหนแต่ไรพระองค์ก็ไม่เคยยิ้มเต็มที่เช่นนี้

          รอยยิ้มนี้อบอุ่นดั่งลมวสันต์ที่พัดพาให้ต้นหญ้าเขียวขจี ดอกไม้ผลิบาน คนปกติทั่วไปแม้พยายามยืนหยัดที่จะเห็นแสงสุดท้าย แต่ทั้งชีวิตยังไม่มีวาสนาจะได้เห็นรอยยิ้มนี้

          แต่ปู้เหมิงกลับรู้สึกว่าความมืดมิดคลี่คลุมลงมา ข้างหูราวกับมีเสียงยมทูตร้องเรียกและจะนำตัวนางไป พอกะพริบตาปริบๆ เวินโหลวก็ใช้ปลายนิ้วหนีบแขนเสื้อของปู้เหมิง เขาลากออกมาจากแถว

          “ช้าก่อน ฝ่าบาท! ไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้เพคะ”

          มีเสียงจิ๊จ๊ะอย่างเบื่อหน่ายดังมาจากด้านหลัง สตรีทั้งหลายล้วนรู้สึกเศร้าสลด เสียดาย ทำไมถึงไม่เป็นตน แม้แต่ชวี่หวานหว่านที่แอบแทะเมล็ดแตงก็ยังเห็นชัดว่าผิดหวัง

          เมื่อลากปู้เหมิงไปถึงสถานที่ลับตาคน ในที่สุดเวินโหลวก็ปล่อยนาง เขาล้วงผ้าเช็ดหน้าขาวมาเช็ดปลายนิ้วของตน ราวกับเมื่อครู่เพิ่งหนีบของสกปรก “เพราะอะไรจึงทำให้หน้าตัวเองเป็นเช่นนี้?”

          เขาวางท่าเหยียดหยามดูแคลน กลิ่นอายสูงศักดิ์สง่างามโถมเข้าใส่ใบหน้าของปู้เหมิง กดดันจนท่าเดินของนางเหมือนกำลังสวนสนาม นางค่อยๆ ขยับเข้าใกล้เวินโหลว ในใจประหวั่น “เอ่อ หม่อมฉันไม่เข้าใจ... ฝ่าบาทรับสั่งถึงเรื่องอะไรหรือ?”

          อยู่ในวังหลวงแบบนี้ การยั่วโมโหเวินโหลวก็เหมือนกับแขวนศีรษะไว้กับสายคาดเอว ไม่มีใครหน้าไหนกล้าช่วยเหลือนาง นางควรทำอย่างไรดี มอบศีรษะให้เขาไปเลยดีหรือไม่?

          เวินโหลวปรายตามอง “สนมรักลองบอกมา เจ้าชอบตายแบบไหนมากที่สุด? เลือดออกเจ็ดทวาร หรือห้าม้าแยกร่าง หรืออยากโดนถลกหนังแล้วตากแดดแปดวัน”

          “ฝ่าบาททำให้หม่อมฉันกลัวนะเพคะ” โหดเหี้ยม! โหดเหี้ยมยิ่งนัก! ปู้เหมิงเกือบคุกเข่าร้องขอชีวิต!

          “อย่าเพิ่งรีบร้อนกลัวไปสิ หลังจากนี้ยังมีเวลาให้หวาดกลัวอีกมาก”

          ประโยคนี้นับว่าข่มขู่คุกคาม แต่เห็นได้ชัดว่าการจับประเด็นของปู้เหมิงนั้นต่างจากผู้อื่น

          นางรีบจับมือของเวินโหลวแน่นอย่างตื่นเต้น “อะไรนะเพคะ ความหมายของฝ่าบาทคือหม่อมฉันยังมีวันข้างหน้า? หม่อมฉันจะยังไม่ตายใช่หรือไม่เพคะ หม่อมฉันนึกอยู่แล้ว ผู้ที่เป็นถึงฮ่องเต้จะมัวคิดเล็กคิดน้อยกับเด็กสาวได้อย่างไร หม่อมฉันคิดไม่ผิดเลย!”

          เวินโหลวรีบสะบัดมือนางออกด้วยท่าทางรังเกียจ นางกล้าดีอย่างไรถึงจับมือเขา! เวินโหลวเช็ดมือบริเวณที่ถูกนางสัมผัสแรงๆ พลางจ้องวงหน้าที่มีแต่ผื่นแดงของนางเขม็ง ความขุ่นเคืองทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็นประโยคที่ว่า “เจ้ายังกล้าเรียกตนเองว่าเด็กสาวหรือ?”

          ปู้เหมิงตบปากตนเอง “อา พูดผิดๆ หม่อมฉันเป็นสตรีที่ออกเรือนแล้ว”

          ครั้นเห็นเวินโหลวไม่มีปฏิกิริยาใด นางจึงเปลี่ยนคำพูดใหม่ “ผิดอีกแล้วเพคะ เป็นภรรยาที่ถูกทอดทิ้ง! ไม่สิ! ถ้าให้พูดอย่างถูกหลักจริงๆ เป็นภรรยาที่ทำผิด! หม่อมฉันมีความผิด ขอฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วย” ปู้เหมิงร้องคร่ำครวญ ไม่สนใจกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น

          เห็นนางทำท่าจะพุ่งตัวเข้ามากอดขาตนไว้ เวินโหลวก็ถอยหลังหนึ่งก้าวทันควัน

          อันตรายมาก อีกนิดเดียวเกือบถูกนางแตะต้องตัวอีกแล้ว

          สีหน้าของเวินโหลวคล้ำขึ้น ใบหน้าก็เริ่มงอขึ้นเรื่อยๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อนางคงดึงหน้าเขามาทำชามบะหมี่ได้

          ปู้เหมิงรีบร้องขอชีวิต “ฝ่าบาท หม่อมฉันเพียงพอกหน้าด้วยไข่ขาวทิ้งไว้ทั้งคืน เพราะอยากเปล่งประกายเบื้องพระพักตร์ฝ่าบาท แต่กลับได้ผลตรงกันข้าม นึกไม่ถึงว่าหม่อมฉันจะแพ้ไข่ขาว ทำให้หน้ากลายเป็นแบบนี้ คงสะเทือนใจฝ่าบาท หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”

          มิอาจแยกแยะออกว่าเวินโหลวพอใจหรือโกรธเกรี้ยว “เจ้าสำนึกผิดแล้ว ใช่หรือไม่?”

          “รูปร่างหน้าตาของหม่อมฉันอัปลักษณ์ ควรสำรวมตน ไม่ละโมบโลภมาก แต่กลับมักใหญ่ใฝ่สูงต้องการเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาท ความโลภในจิตใจของหม่อมฉันเป็นความผิดมหันต์ ขอฝ่าบาทโปรดรับสั่งลงโทษให้หม่อมฉันเหี่ยวแห้งตาย! เนรเทศไปให้ไกลพระเนตรพระกรรณของฝ่าบาทเถอะเพคะ!”

          เวินโหลวมุมปากกระตุกจนควบคุมไม่อยู่ “สนมรักเข้าใจพูดไม่น้อย แต่ฟังแล้วเพ้อเจ้อเกินรับได้ เวลานี้ต่อให้เจ้าแสร้งทำเป็นน่าสงสาร เราก็ไม่มีทางละเว้น!” ยิ่งกว่านั้นเจ้ายังบ้าบิ่น หน้าด้าน กล้าแตะต้องเรา!

          จากประโยคนี้ อนุมานได้ว่าหากเจ้าไม่ตายอย่างน่าอนาถ เราก็ไม่มีทางวางมือ

          ปู้เหมิงขมวดคิ้ว “ความหมายของฝ่าบาทคือ...”

          เวินโหลวจ้องคอเสื้อของปู้เหมิงเขม็ง ตรงนั้นซ้อนทับกันหลายชั้น เขายกมุมปากข้างหนึ่งขึ้น “เจ้าสวมเสื้อผ้ามากเกินไปหรือเปล่า?”

          ปู้เหมิงรีบยกมือหนึ่งปิดทรวงอก มือหนึ่งกุมคอเสื้อไว้แน่น “ฝ่าบาท คงมิใช่ว่าจะทรงใช้กำลังขืนใจหม่อมฉัน?”

          “ฝันไปเถอะ!” เวินโหลวถลึงตาใส่นาง “เจ้าใส่หลายชั้นขนาดนี้เพราะกลัวหนาวใช่หรือไม่ นับจากนี้ไป เราจะสั่งให้กรมวังลดถ่านหินของตำหนักฟางฮวาลง จะทนได้หรือเปล่านั่นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าแล้ว”

          ปู้เหมิงกระจ่างแจ้งโดยพลัน ถ้าตายก็หมายถึงหลุดพ้น เห็นชัดว่าเวินโหลวต้องการทรมานนางให้ค่อยๆ ตาย!

          ฮ่องเต้สุนัข! นิสัยน่ารังเกียจเช่นนี้ควรเอาไปทำเป็นปุ๋ย!

          เวินโหลวเดินจากไปโดยไม่แยแส

          ปู้เหมิงมองตามหลังเขา ในใจแอบคิดจะเผากระดาษเงินกระดาษทองให้บรรพบุรุษเยอะๆ อ้อนวอนให้บรรพบุรุษช่วยจัดการเวินโหลว!

          ตอนกลับถึงห้องทรงงาน เวินโหลวโค้งมุมปากขึ้นไม่หุบ อู๋เหวยยงทำหน้าหนาก้าวขึ้นหน้ามาทัก “วันนี้ฝ่าบาททรงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ดูท่าว่าบุตรีของใต้เท้าปู้จะทำให้สำราญใจไม่น้อยนะพ่ะย่ะค่ะ”

          เวินโหลว “ก็พอแก้ขัด เราจะรอดูว่านางจะอดทนได้สักกี่วัน ตอนที่นางร้องขอความเมตตาจากเรา ชนิดที่น้ำหูน้ำตานองหน้า จะต้องเป็นภาพที่น่ามองอย่างยิ่ง”

          “นั่นสิพ่ะย่ะค่ะ”

 

 

          เมื่อได้รับคำสั่งให้ลดจำนวนถ่านหินของตำหนักฟางฮวาลงก็ถูกลดจริงตามนั้น

          ทุกคนล้วนหนาวจนตัวสั่น แม้แต่สุนัขยังไม่ยอมออกจากโพรง

          ทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากปู้เหมิง

          เวลานี้นางจึงตกอยู่ในสถานการณ์น่าอึดอัดยิ่งนัก ทำได้เพียงพูดทั้งที่หน้าบวมฉึ่งว่า “ทุกคนไม่ต้องกังวล มีอีกหลายวิธีที่จะทำให้ร่างกายอบอุ่น!”

          เหยียนชิง “อย่างเช่น?”

          ปู้เหมิงกำมือ “อาศัยความกล้าหาญ! พึ่งพาศักดิ์ศรี! จิตใจที่เข้มแข็ง! เชื่อมั่นศรัทธา!”

          เหยียนชิงเกือบสาดชาร้อนออกไปแล้ว “เจ้าบอกเรื่องที่ทำแล้วได้ผลลัพธ์จริงออกมาบ้างเถอะ!”

          ปู้เหมิงยิ้มประจบ กอดแขนเอาใจเหยียนชิง “เช่นนั้น พวกเรามาพร้อมใจกันสั่นขา แล้วก็นั่งเบียดกันไว้เพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นเถอะ...”

          ขณะที่พวกนางนั่งเบียดกันนั้น เยียนเอ๋อร์ก็เข้ามารายงานว่าชวี่ผินมา

          เหยียนชิงเผยสีหน้าไม่พอใจ “อากาศหนาวแบบนี้อย่าให้นางเข้ามา นางเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญไม่รู้จบราวกับไว้ทุกข์ในพิธีศพ ตามหลักการแล้วนางขัดแย้งแยกฝ่ายกับพวกเรา อีกอย่าง ข้าไม่ชอบสตรีที่เปี่ยมด้วยขุมพลังของหญิงม่ายที่ชอบร้องไห้หน้าหลุมศพอย่างนาง อย่าไปสนใจนางเลย”

          ปู้เหมิงพูด “เจ้าไม่พอใจนางหรือ? เป็นเรื่องปกติของผู้คนที่ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ตนเป็นที่โปรดปราน”

          “เจ้าก็รู้ด้วยหรือ? ข้ายังนึกว่าเจ้าโง่!” เหยียนชิงพร้อมจะสาดชาร้อนในมือออกไปอีกครั้ง “ฮ่องเต้มีพระราชอำนาจล้นฟ้า พอไม่แสดงพระบารมี เจ้าก็คิดว่าเพราะพระองค์ทรงเป็นสุภาพบุรุษผู้อ่อนโยนหรือไร? หากเจ้าทำตัวเรื่อยเฉื่อยเช่นนี้ต่อ ข้าเกรงว่าตำหนักเย็นน่าจะเป็นที่พำนักของเจ้าชั่วกาลนานแล้ว”

          ปู้เหมิงกระโดดโลดเต้นเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ตัวสั่นระริกขณะพูด “ขอร้องเจ้าอย่าพูดคำว่าเย็นจะได้หรือเปล่า ข้าได้ยินแล้วยิ่งหนาว...”

          หลังชวี่หวานหว่านเข้ามา นางก็รีบพุ่งเข้าไปกุมมือของปู้เหมิง “พี่สาว ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่? ฮ่องเต้รับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าทำไมหรือ คืนนั้นข้าผิดเอง ข้าเจ็บปวดใจจนนอนไม่หลับทั้งคืน ต้องโทษข้าที่หุนหันพลันแล่น...”

          เหยียนชิงกลอกตาใส่นาง “แค่คืนเดียวก็ก้าวหน้าขึ้นมาก คงต้องประเมินเจ้าใหม่แล้ว ข้ายังนึกว่าเจ้าจะหยิ่งในศักดิ์ศรี วางตนสูงส่ง ทำไมยังแสร้งสงวนท่าทีอยู่อีกเล่า?”

          “มีคำกล่าวที่ว่า ‘คนเราไม่ควรปล่อยน้ำที่อุดมสมบูรณ์เข้าไปในที่นาของผู้อื่น’ พี่เหมิงถวายงานไม่ได้ ข้าก็แค่ช่วยแบ่งเบาความกังวลใจของพี่เหมิง คืนนั้นมีเพียงข้าคนเดียวหรือที่ยกมือ ท่านเองก็ยกมือเช่นกัน ยกสูงด้วย”

          เมื่อเห็นทั้งสองคนทะเลาะกัน ปู้เหมิงก็รีบเข้าไปห้ามทัพ “พอเถอะ อย่าพูดมากกันอยู่เลย โต้เถียงไปก็เปลืองแรงเปล่า จะยิ่งทำให้หนาวกว่าเดิม!”

          เหยียนชิงถึงสงบลงได้ “ก็ได้ ข้าใจกว้าง ถึงอย่างไรชวี่ผินก็ยังไม่ได้ถวายงาน ข้าจะไม่โทษเจ้า ต่อไปพวกเราทุกคนจะช่วยกันพลิกฟื้นสถานที่กันดารไร้การเหลียวแลแห่งนี้ ตกลงหรือไม่?”

          “อย่างนี้หมายความว่าพวกเราเป็นสหายกันแล้วหรือ? พี่สาวทั้งสองเป็นคนดียิ่ง...” ชวี่หวานหว่านก้มหน้า เอ่ยเสียงแผ่วเบา ดูแล้วน่าเวทนานัก

          เหยียนชิงยกมือขึ้นห้าม “ไม่ อย่าเพิ่งแขวนป้ายคนดีให้ข้า ข้าเกรงว่าต่อไปพวกเราอาจหยอกกันรุนแรงเกินไปจนเจ้าต้องร้องไห้”

          ชวี่หวานหว่านทำหน้าฉงน “หยอกจนร้องไห้? ไม่ใช่ว่าหยอกจนหัวเราะหรอกหรือ”

          ปู้เหมิงรู้สึกว่าชวี่หวานหว่านไม่ใช่คนไร้เดียงสา แต่นางโง่งมชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัย ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าสาวน้อยผู้โง่เขลานางนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน แม้แสดงสีหน้าท่าทางฉลาดหลักแหลม มีไหวพริบปฏิภาณ แต่กลับบ่งบอกให้เห็นว่าสติปัญญาของนางมีไม่มากนัก เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ปากเล็กๆ ของนางก็แจกแจงทุกเรื่องเกี่ยวกับที่มาที่ไปของตนอย่างหมดเปลือก ดูเหมือนว่าสตรีนางนี้ทั้งชีวิตคงไม่เคยมีความลับใด

          ชวี่หวานหว่านเล่าว่าตนเป็นสาวน้อยที่ไร้ความสำเร็จใดในชีวิต มีผู้อพยพมากมายบนถนนที่ต้องอดอาหารและเผชิญกับความอดอยาก แม้แต่ความพยายามดิ้นรนเพื่อรักษาน้ำหนักของตนไม่ให้ลดลงไปกว่าเดิมยังยาก นางมีชีวิตอยู่อย่างสิ้นหวัง ไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ภาพหลอนยามใกล้ตาย