ระยะนี้จวนใต้เท้าปู้ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ค่อยสงบสุขนัก
เหตุเพราะปู้เหมิง บุตรีหัวแก้วหัวแหวนของใต้เท้าปู้ หนีออกจากจวนวันละสิบแปดรอบ
แต่ละครั้งล้วนแบกสัมภาระและจูงสุนัขแสนรัก เดินโฉบไปมาหน้าคนในครอบครัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่คนในครอบครัวเฉยชาและไม่คิดห้ามปรามนาง เพราะต่างเคยชินกับการที่นางไปไหนมาไหนตามลำพัง ทุกวันออกไปเดินเตร่นอกจวน จึงไม่สำคัญว่านางจะหนีออกจากจวนหรือไม่
สาเหตุแท้จริงที่ทำให้นางหัวฟัดหัวเหวี่ยงยิ่งกว่าครั้งไหน นั่นเป็นเพราะถูกบังคับให้แต่งงาน!
ปู้เหมิงพยายามปลิดชีพตนเองนับครั้งไม่ถ้วนด้วยการใช้ผ้าขาวแขวนเข้ากับกิ่งไม้แต่ก็ไร้ผล ความสนใจเดียวที่นางได้รับคือสาวใช้ขอร้องให้นางช่วยยกเท้าขึ้นสักหน่อย จะได้ทำความสะอาด การถูกหมางเมินซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้นเกินกว่าที่ใจของนางจะรับไหว ในที่สุดปู้เหมิงจึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะออกท่องยุทธภพ
นางแต่งกายเยี่ยงบุรุษ ออกเดินทางจนกระทั่งผ่านภัตตาคารใหญ่แห่งหนึ่ง พอสำรวจถุงเก็บเงินอันแห้งเหี่ยวของตน นางก็เปลี่ยนทิศทางไปยังร้านเล็กๆ ด้านข้างแทน
หลังจากสั่งอาหารเรียบร้อยบะหมี่ก็ถูกยกมาวางตรงหน้า ไม่มีเนื้อสัตว์แม้สักชิ้น นางเพิ่งกินไปเพียงคำเดียวก็เห็นบุรุษสองคนก้าวเข้ามาในร้าน คนแรกอยู่ในชุดดำตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับเพิ่งกลับจากงานศพ เขาใช้สายตาคมปลาบปรายตามองแวบหนึ่งแล้วก็ฟาดแมลงวันตายไปถึงสามตัว!
พอขจัดสิ่งรกหูรกตาเรียบร้อยแล้วเขาจึงหันไปเชื้อเชิญชายอีกคน
การปรากฏตัวของทั้งสองเรียกความสนใจของปู้เหมิงได้ดี บุรุษร่างสูงก้าวเข้ามาตามคำเชิญของชายคนแรก เขาสวมอาภรณ์สีเขียวไข่กา เนื้อผ้าชั้นดีปักลวดลายวิจิตรงดงาม คอเสื้อแนบกระชับอย่างไร้ที่ติ แต่ชุดด้านในกลับเลือกใส่สีเหลือง
เหลือง?
ปู้เหมิงไม่เคยเห็นใครเลือกสีเสื้อผ้าได้ไร้รสนิยมถึงเพียงนี้ เหลืองตัดเขียวไข่กาดูน่าอนาถนัก นางชายตามองอีกครา คราวนี้กลับพบใบหน้าหมดจด คิ้วและตาโค้งได้รูปรับกับริมฝีปากละมุน ขัดกับมาดขรึมที่เจ้าตัวแสดงออก ความแตกต่างนี้ทำให้ทุกคนที่มองตกอยู่ในภวังค์ราวกับต้องมนตร์
เสน่ห์อันน่าหลงใหลเช่นนี้ แม้แต่หญิงมากประสบการณ์ยังมิอาจต้านทานได้ นับประสาอะไรกับสาวบริสุทธิ์ พวกนางย่อมต้องหลงใหลชายผู้นี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นแน่
มากไปแล้ว... งดงามเกินรับไหว
ปู้เหมิงรีบก้มหน้าก้มตากินบะหมี่ตรงหน้า ทว่าจังหวะนั้นเอง ประกายแสงหนึ่งก็วาบขึ้นในหัวทำให้นางแทบสำลัก
นะ... นั่นมิใช่ฮ่องเต้เวินโหลวหรอกหรือ?
คนที่ทำให้นางต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่นี่!
อุตส่าห์หนีจากจวนแต่กลับมาเจอเวินโหลวที่ออกมาตรวจราชการลับเข้าพอดี ช่างซวยซ้ำซวยซ้อนยิ่งนัก นี่มันเวรกรรมอะไรกัน! ชายชุดดำด้านข้างคงเป็นองครักษ์ข้างกายของเวินโหลว เพียงเห็นสีหน้าผิดปกติของปู้เหมิง มือของเขาก็กระดิกยิกๆ พร้อมจะชักดาบออกมาบั่นคอนาง นางมิกล้าแม้จะขยับตัว เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินบะหมี่ต่อ
ปู้เหมิงไม่อยากเข้าวัง อีกทั้งมิได้มีความรู้สึกพิศวาสเวินโหลวแม้แต่น้อย ทั้งที่ตอนเป็นรัชทายาทเวินโหลวได้ชื่อว่าเป็นบุรุษในฝันของหญิงสาว นางก็หาได้แยแส เพราะสำหรับนางเขาคือฝันร้าย!
ทั้งคู่เคยพบกันเมื่อครั้งยังเยาว์วัย แรกพบนางก็ถูกเวินโหลวผู้นี้หยิกแก้มเข้าอย่างจัง นางตอบโต้ด้วยการกัดแขนเขา จากนั้นทั้งคู่ก็กระโจนเข้าสัประยุทธ์ท่ามกลางเหล่านางกำนัลที่รีบกุลีกุจอเข้ามาห้าม
ทุกครั้งที่ได้พบหน้ารัชทายาท ตาขวาของปู้เหมิงจะกระตุกไปสิบกว่าวัน ตามด้วยดวงซวยติดกันไปอีกสองสามเดือน แต่ไม่รู้เมื่อไรที่ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปเติบโต ทำให้ไม่ได้พบกันอีก ถึงอย่างนั้นกิตติศัพท์ด้านลบของเวินโหลวก็ยังคงเส้นคงวา ครั้งที่สถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้เหล่าสนมนางในใบหน้างดงามรูปร่างอรชรถูกพามาถวายตัวเข้าวังหลังของเขาตั้งมากมาย แต่ไม่มีสักคนที่ได้รับความโปรดปราน ทำให้เหล่าขุนนางพากันว้าวุ่นใจยกใหญ่
ในที่สุดปู้เหมิงก็จัดการกับบะหมี่ตรงหน้าหมด เป็นโอกาสอันดีที่จะหนีออกจากสถานการณ์ชวนอึดอัดเช่นนี้ แต่นางยังไม่ทันได้ขยับก้นพ้นจากเก้าอี้ เวินโหลวที่นั่งถัดไปจู่ๆ ก็เอ่ยว่า “ข้าสั่งอาหารมามากเกิน ไม่ทราบว่าเจ้าพอจะมาร่วมโต๊ะกับข้าได้หรือไม่?”
ปู้เหมิงใจหายวาบไปชั่วขณะ หรือเขาจะจำนางได้!
ไม่กระมัง หน้าตาของนางยามนี้ก็ไม่ใกล้เคียงกับตอนเด็กสักหน่อย
“ทำไม ไม่อยากร่วมโต๊ะกับข้าหรือ” น้ำเสียงของเวินโหลวเต็มไปด้วยพลัง ดุจดั่งคำประกาศิต
ปู้เหมิงหันกลับไปมอง องครักษ์ชุดดำผู้นั้นลูบด้ามดาบอีกแล้ว!
ลูบทำไม!
นางรู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาทันที!
“เอ่อ พี่ชาย แน่นอนว่าข้าอยากร่วมโต๊ะกับท่าน แต่เมื่อครู่ข้าเพิ่งซัดบะหมี่ไปชามโต เวลานี้รู้สึกแน่นไปหมด หายใจไม่ค่อยออก เกรงว่าจะรบกวนความสุขของพี่ชาย ดังนั้น...”
เวินโหลวหัวเราะอย่างขบขันทำเอาปู้เหมิงรู้สึกสายตาพร่ามัว เข้าใจแล้วว่าทำไมเหล่าสนมคนงามจากวังหลังจึงไม่เป็นที่โปรดปราน เหตุเพราะพวกนางมิได้งามเทียบเท่าฮ่องเต้นั่นเอง!
ช่างเถอะ หน้าตาดีแต่นิสัยเสียก็ไม่ช่วยอะไร
ปู้เหมิงที่กำลังใจลอยรวบรวมสติกลับมา เมื่อได้ยินเวินโหลวเอ่ยว่า “อ้อ... มึนหัว แน่นหน้าอก หายใจไม่ทั่วท้อง เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าบางที... อาการที่ว่าอาจเป็นเพราะผ้ารัดหน้าอกของเจ้า–แน่น–เกินไป”
ปู้เหมิง “!!!!!!”
เครื่องหมายตกใจมากมายผุดขึ้นทันควันจนนางเกือบติดปีกบินหนีไปแล้ว ทำไมคนผู้นี้ถึงพูดตรงนักเล่า อ้อมค้อมสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ
สีหน้าของปู้เหมิงนิ่งเรียบก็จริงแต่ใจของนางอกสั่นขวัญแขวน “ฮ่าๆ ท่านล้อเล่นอะไร ข้าเป็นชายชาตรี สิ่งใดคือผ้ารัดหน้าอก ข้าฟังแล้วไม่เข้าใจ”
เวินโหลว “หากเป็นชายชาตรีจริงก็น่าจะเข้าใจดี ที่ไม่เข้าใจไม่ใช่เพราะสมองของเจ้ามีปัญหามากกว่า”
ปากคอเราะรายชอบพูดจาเหน็บแนมแบบนี้ ท่านเติบโตมาด้วยการดื่มยาพิษหรือไร?
เป็นไงเป็นกัน!
สุดท้ายปู้เหมิงนั่งลงตรงข้ามเขา หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบกับข้าวด้วยท่าทางไม่เกรงใจ เวลานั้นเวินโหลวไม่แม้แต่จะขยับตะเกียบ เอาแต่มองปู้เหมิงที่กำลังคีบกับข้าวทุกจานเข้าปาก พลางถาม “เจ้ารู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่?”
ปู้เหมิงเดือดดาลทันควัน “ที่แท้ท่านรอให้ข้าตรวจสอบพิษให้นั่นเอง จะให้ข้ากินอาหารอร่อยบ้างไม่ได้หรือ?!”
เหตุการณ์เบื้องหน้าชวนอึดอัดยิ่ง หากปู้เหมิงเป็นชายชาตรี เวลานี้น่าจะประมือกับพวกเขาแล้ว
ภายในร้านมีแต่โต๊ะของพวกเขา เสียงหัวเราะเฮฮาจากภัตตาคารติดกันดังลอดเข้ามายิ่งพาให้บรรยากาศในร้านแห่งนี้เงียบงันจนน่าพิศวง ปู้เหมิงจ้องเขา อยากแสดงออกว่าตนเองไม่มีอะไร แต่นางวางท่าเกินจริงทำให้จากที่ ‘ดูไม่มีอะไร’ กลายเป็น ‘มีพิรุธ’
เวินโหลวเบือนหน้าไปอีกทาง สีหน้าเขาเย็นชา ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาให้เห็น “เจ้าไม่มีคุณสมบัติพอจะทำหน้าที่เป็นผู้ชิมอาหารให้ข้า เมื่อครู่ที่ข้าลองกิน อาหารทุกจานมีรสชาติเดียวกัน”
ปู้เหมิงจนปัญญา “แล้วอย่างไร?”
เวินโหลวกล่าวต่อ “นั่นหมายความว่าพ่อครัวทำอาหารโดยไม่ล้างกระทะ” พูดจบเขาก็ตบโต๊ะดังปัง เห็นชัดว่ากำลังหาเรื่อง “พวกเจ้ามานี่!”