สะใภ้สามสะอึก สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น มือยกขึ้นชี้หน้าเขา ตวาดว่า “เจ้า เจ้ากล้าพูดจาล่วงเกินข้า ไม่เห็นผู้ใหญ่อยู่ในสายตา ช่างไร้การอบรมนัก!”
กู้เฟิงเจี่ยนไม่สนใจนางสักนิด ในห้องเหลือเพียงความเงียบ
ซ่งซือเหวินรีบลุกขึ้น “น้องพี่ มาที่นี่มีอะไรหรือ?”
กู้เฟิงเจี่ยนตอบเสียงเรียบ “มากินข้าว”
“อา เจ้ายังไม่ได้กินข้าวหรอกหรือ?” ซ่งซือเหวินอุทานด้วยความตกใจราวกับเพิ่งนึกขึ้นมาได้ จากนั้นก็รีบหันไปยกจานขนมส่งให้ “ถ้าอย่างนั้นก็รีบกินเถอะ ระวังจะหิวแย่”
ฮูหยินผู้เฒ่าซ่งซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
กู้เฟิงเจี่ยนหลุบตาลงมองจานขนมเย็นชืดด้วยแววตาดูแคลนแกมเยาะหยัน จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองสำรวจซ่งซือเหวิน แววตานั้นทำให้ซ่งซือเหวินรู้สึกอึดอัด นางพยายามคิดว่ามีอะไรไม่ถูกต้องตรงไหน แต่กู้เฟิงเจี่ยนก็หมุนตัวเดินจากไปเสียก่อน
ฮูหยินผู้เฒ่าแค่นเสียง “ฮึ” คำหนึ่ง “ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน! ซือเหวินไม่ต้องไปสนใจมัน”
กู้เฟิงเจี่ยนกลับไปที่ห้องตามลำพัง คิดว่าจะแก้ปัญหาเรื่องอาหารกลางวันอย่างไรดี
ซ่งชูเจามีเงิน ซ้ำยังมีไม่น้อย แต่สตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนออกไปกินอาหารคนเดียวเกรงว่าจะไม่เหมาะสมนัก มิหนำซ้ำตอนนี้ยังมีข่าวลือของนางแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงอีกด้วย เขารู้ว่าตอนนี้ตัวเองควรไปหา ‘กู้อู่หลาง’ ที่จวนตระกูลกู้ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านขนบธรรมเนียมประเพณี ต่อให้ไปก็ใช่ว่าจะได้พบหน้า
บางที รอให้อีกฝ่ายมาหาเขาเองน่าจะดีกว่า เพราะดูๆ แล้วนางก็น่าจะมีฝีมือไม่เลว
ในขณะที่กู้เฟิงเจี่ยนกำลังคิดว่าก้าวต่อไปควรทำอย่างไรอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงเคาะหน้าต่างจากด้านนอก
เสียงเคาะนั้นเบามาก ซ้ำยังสูงต่ำไม่เท่ากัน น่าจะเป็นก้อนหิน
เขาก้าวออกจากประตูแล้วอ้อมไปที่ด้านข้างเงียบๆ ในที่สุดก็ได้เห็นคนที่เมื่อครู่กำลังนึกถึงเกาะอยู่บนกำแพงห่างไปไม่ไกลนัก ทั้งสองสบตากันเงียบๆ ต่างฝ่ายต่างก็มองใบหน้าที่แสนคุ้นเคยด้วยความรู้สึกสับสน
ช่างเป็นภาพที่ยากจะลืมจริงๆ
ซ่งชูเจาเอ่ยถามเสียงสั่น “กู้... กู้อู่หลาง?”
กู้เฟิงเจี่ยนพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
ซ่งชูเจาถอนใจโล่งอก จากนั้นก็ขยับตัวให้เกาะอยู่บนหลังคามั่นคงกว่าเดิม
กู้เฟิงเจี่ยน “...”
ชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นใบหน้าของตัวเองปรากฏอยู่บนกำแพง
ซ่งชูเจากวักมือเรียกด้วยความกระตือรือร้น “เจ้าแอบออกมาหน่อย เรามาคุยกัน แอบออกมาเงียบๆ นะ”
กู้เฟิงเจี่ยนมองซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่เห็นประตูข้างที่จะออกไปได้ เขาจึงเอ่ยถามเสียงเบา “จะแอบออกไปอย่างไร?”
ซ่งชูเจาตอบ “เจ้าปีนขึ้นมาบนกำแพงนี่แล้วกระโดดลงไป ข้าจะรอรับอยู่ข้างนอกเอง”
สีหน้าของกู้เฟิงเจี่ยนเปลี่ยนไปทันที “เจ้ารับข้าไม่ไหวหรอก”
“ไหว!” ซ่งชูเจาประเมินความสูงแล้วก็ปรบมือด้วยความเชื่อมั่น “เจ้าวางใจได้ ถึงข้าจะแบกติ่ง*ไม่ได้ แต่แบกผู้หญิงคนหนึ่งได้สบายมาก!”
กู้เฟิงเจี่ยน “...”
แต่ข้ารู้ว่าร่างกายของข้าไม่ไหวน่ะสิ!
ทั้งสองฝ่ายต่างนิ่งเงียบไปนาน ในที่สุดซ่งชูเจาก็นึกขึ้นได้ กู้อู่หลางเป็นคนที่ต้องได้รับการปกป้องจากคนอื่นนี่เอง
นางปีนขึ้นมาอีกนิด กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็รับข้า ข้าทำได้!”
กู้เฟิงเจี่ยนรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แล้วยกมือขึ้นขวางไว้ด้านหน้าเป็นเชิงบอกว่าเขาทำไม่ได้
“ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้” กู้เฟิงเจี่ยนพูด “บริเวณนี้ไม่มีคนคอยเฝ้า ประตูล่ะ?”
ซ่งชูเจาลังเล “ประตู?”
บอกตามตรง คนอย่างข้า--เจาเจาเดินเข้าทางประตูหน้าอย่างเปิดเผยไม่ได้
คือว่า... ชอบปีนกำแพงมากกว่า
แววตาของกู้เฟิงเจี่ยนที่มองซ่งชูเจาเปลี่ยนไปทันที
เขารู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะร้ายแรงกว่าที่คิด
สุดท้าย ซ่งชูเจาก็หาประตูข้างที่อยู่ใกล้กับเรือนของนางที่สุดพบแล้วเดินเข้ามาแต่โดยดี
เนื่องจากกู้เฟิงเจี่ยนไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แม้ว่าซ่งชูเจาจะมีทักษะการปีนกำแพงล้ำเลิศ แต่ร่างกายเคลื่อนไหวได้ไม่คล่องแคล่วพอ ตอนที่ปีนกำแพงจึงทำให้เสื้อผ้าเปื้อนคราบสกปรกอยู่หลายจุด
กู้เฟิงเจี่ยนกวาดตามองนางขึ้นๆ ลงๆ เหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็อดกลั้นเอาไว้ สีหน้ากล้ำกลืนของเขาทำให้ซ่งชูเจารู้สึกเห็นใจเขามากขึ้นอีกสองส่วน
กู้เฟิงเจี่ยนล้วงผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วกวักมือเรียกนางให้เดินไปหา
ซ่งชูเจาคิดจะรับผ้ามาเช็ดเอง แต่กู้เฟิงเจี่ยนกลับหดมือกลับแล้วใช้สายตาสั่งนางไม่ให้ขยับ ซ่งชูเจาเม้มริมฝีปาก นางรู้สึกผิดอยู่บ้าง ดังนั้นจึงยอมยืนนิ่งๆ แต่โดยดี
กู้เฟิงเจี่ยนขยับเข้ามาใกล้นางอีกก้าวหนึ่ง จากนั้นจึงก้มลงคว้ามือนางมาเช็ดคราบดินบนฝ่ามือให้
การเคลื่อนไหวของเขาอ่อนโยนมาก เขาค่อยๆ เช็ดนิ้วของนางด้วยความอดทน มือของเขาเบามากจนทำให้ซ่งชูเจารู้สึกจั๊กจี้
ความรู้สึกนี้ทำให้คนที่ไม่ค่อยได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้อื่นอย่างซ่งชูเจาไม่ชินเอาเสียเลย นางตั้งท่าจะดึงมือกลับ แต่พอนึกขึ้นมาว่านี่เป็นร่างกายของกู้เฟิงเจี่ยน เขาคงต้องเสียใจมากแน่ๆ ด้วยเหตุนี้นางจึงอดกลั้นเอาไว้
ถึงร่างกายของกู้เฟิงเจี่ยนจะอ่อนแอ แต่กลับสูงกว่าซ่งชูเจาถึงหนึ่งช่วงศีรษะ
ซ่งชูเจาก้มลงมองก็เห็นศีรษะเล็กๆ กำลังขยับไปมาอยู่ตรงหน้า ดูเรียบร้อยน่ารักมาก ถึงตัวนางเองจะมีนิสัยกระโดกกระเดก แต่กลับชอบคนเรียบร้อยมากที่สุด ไม่คาดว่าวันหนึ่งนางจะได้เห็นความเรียบร้อยแบบนี้บนร่างของตัวเอง
ระหว่างที่ซ่งชูเจากำลังคิดเรื่อยเปื่อย กู้เฟิงเจี่ยนก็เช็ดมือให้นางจนเสร็จเรียบร้อยแล้วถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
สายตาของนางเลื่อนจากศีรษะของอีกฝ่ายมาที่ชายเสื้อของตัวเอง
เมื่อเช้าฝนเพิ่งตกไปรอบหนึ่ง ทั่วทั้งเมืองหลวงจึงชุ่มชื้นมาก ตอนที่ซ่งชูเจาออกจากบ้าน นางสวมเสื้อผ้าสีน้ำเงินอ่อน พอมาเลอะตะไคร่ชื้นๆ บนกำแพงแบบนี้ เสื้อผ้าก็เป็นรอยสกปรกน่าเกลียดมาก
ซ่งชูเจานึกในใจว่าแย่แล้ว คนอย่างกู้เฟิงเจี่ยนต้องรักความสะอาดมาก เขาคงจะรู้สึกว่าคนที่ซุกซนอย่างนางขัดตามากแน่ๆ นางเห็นสีหน้าของกู้เฟิงเจี่ยนไม่ชัด แต่พอเห็นเขาจ้องคราบสกปรกตรงชายเสื้อตาเขม็ง นางก็พึมพำเสียงเบาว่า “เจ้าคงไม่ได้คิดจะด่าข้าหรอกนะ?”
กู้เฟิงเจี่ยนเงยหน้าขึ้นถามอย่างงุนงง “ข้าจะด่าเจ้าไปไย?”
ซ่งชูเจาตกใจ “เจ้าไม่ด่าข้าเรอะ? ถ้าท่านแม่ข้ารู้ว่าข้าปีนกำแพงจนทำให้เสื้อผ้าสกปรกแบบนี้ต้องลงมือสั่งสอนข้าแน่”
กู้เฟิงเจี่ยนทอดเสียงให้ช้าลง เอ่ยอย่างมีความหมาย “อ้อ... เจ้าเองก็รู้ว่าไม่ควรปีนกำแพง”
ซ่งชูเจา “...”