ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

อย่าบอกให้ใครรู้

ผู้แต่ง TUI GE
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog

มารยาททราม โหดเหี้ยม อัปลักษณ์ ทั้งยังชอบวางอำนาจ นี่คือคำที่เขาลือกันเกี่ยวกับ ‘คุณหนูบ้านซ่ง’ ที่กลับจากชายแดนมาเยี่ยมบ้านในเมืองหลวง ยิ่งลือมาก… ครอบครัวของคุณชายบ้านกู้ที่หวังจะเกี่ยวดองก็ยิ่งร้อนใจ คนนั้นว่าอย่างนั้น คนโน้นพูดอย่างนี้ ข่าวลือจะเป็นจริงหรือไม่ ข้องใจเหลือเกิน หรือต้องจ้างคนไปสืบ? ไม่... ไม่ต้องเสียเวลาจ้างใคร เพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น ฟ้าก็ถีบหนุ่มหล่อตระกูลกู้ไปไขข้อข้องใจด้วยตัวเองเลย!

บทนำ

มารยาททราม โหดเหี้ยม อัปลักษณ์ ทั้งยังชอบวางอำนาจ 
นี่คือคำที่เขาลือกันเกี่ยวกับ ‘คุณหนูบ้านซ่ง’ 
ที่กลับจากชายแดนมาเยี่ยมบ้านในเมืองหลวง 
ยิ่งลือมาก… ครอบครัวของคุณชายบ้านกู้ที่หวังจะเกี่ยวดองก็ยิ่งร้อนใจ 
คนนั้นว่าอย่างนั้น คนโน้นพูดอย่างนี้ 
ข่าวลือจะเป็นจริงหรือไม่ 
ข้องใจเหลือเกิน 
หรือต้องจ้างคนไปสืบ? 
ไม่... ไม่ต้องเสียเวลาจ้างใคร 
เพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น 
ฟ้าก็ถีบหนุ่มหล่อตระกูลกู้ไปไขข้อข้องใจด้วยตัวเองเลย!

สารบัญ

          สายฝนในฤดูใบไม้ร่วงตกลงมากระทบกับจอกแหน

          ผิวของสระน้ำกระเพื่อมออกไปเป็นวงกว้าง สะท้อนภาพหลังคาเก่าคร่ำคร่าด้านบน

          ซ่งชูเจาฝันว่าท่านย่าที่ไม่ได้พบมาหลายปีกำลังป่วยหนัก ทางบ้านจึงส่งจดหมายด่วนมาที่ชายแดน บิดาเรียกนางไปพบที่กระโจมด้วยสีหน้ากลัดกลุ้มแล้วบอกนางว่าท่านย่าที่กำลังป่วยหนักอยากพบลูกหลานอีกสักครั้ง จากนั้นก็สั่งให้นางกลับไปเยี่ยมแทนตน

          ถึงซ่งชูเจาจะไม่สนิทสนมกับผู้เป็นย่า แต่เลือดย่อมข้นกว่าน้ำนางจึงมีความรู้สึกผูกพันอยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้จึงเร่งเดินทางกลับไปเมืองหลวงโดยมีทหารคนสนิทสองคนของบิดาช่วยอารักขา

          นางพอจะรู้ว่ามารดาตนกับฮูหยินผู้เฒ่าซ่งไม่ถูกกัน ไม่เช่นนั้นครอบครัวของนางก็คงไม่หลบมาอยู่ที่ชายแดนสิบกว่าปี แต่ครั้งนี้ฮูหยินผู้เฒ่าอ้างอาการป่วยเรียกให้กลับไป หากมารดายังขัดขวางนางย่อมเป็นที่ติฉินนินทาของผู้อื่น นางไม่อยากให้มารดาลำบากใจ จึงตัดสินใจกลับไปเองโดยไม่ได้บอกให้ท่านทราบ

          เสียงกีบเท้าม้ากระทบพื้นผสานกับเสียงสายฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสายทำให้นางรู้สึกสับสน ลมหายใจแผ่วเบาเริ่มเปลี่ยนเป็นหนักหน่วง

          กลับไปถึงเมืองหลวง ซ่งชูเจาถึงได้รู้ว่าท่านย่าของตนมีใบหน้าอิ่มเอิบ สุขภาพก็แข็งแรงสมบูรณ์มาก พอเห็นนาง ท่านย่าไม่ได้แสดงความผูกพันฉันย่าหลานออกมา เพียงแค่บอกนางด้วยสีหน้าเย็นชาว่า นางอายุไม่น้อยแล้ว ครั้งนี้ที่เรียกกลับมาก็เพราะเห็นว่านางสมควรแต่งงานได้แล้ว

          พูดจบก็จัดให้นางไปพักอยู่ในเรือนข้างที่มีสภาพเก่าซอมซ่ออย่างไม่ใส่ใจนัก

          ญาติผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในบ้านต่างพากันพูดจาเหยียดหยันดูแคลนและคอยค่อนแคะทุกคำพูด ทุกการกระทำของนาง ราวกับอยากจะเหยียบย่ำนางให้จมลงไปในดินโคลนให้ได้

          นางกลัวผู้อาวุโสที่ ‘เที่ยวข่มเหงผู้อื่นตามใจชอบเพราะถือดีว่าตัวเองมีอายุมากกว่า’ เหล่านี้มาก ไม่คาดว่าวันหนึ่งตนจะตกอยู่ในกำมือของคนประเภทนี้จริงๆ

          ซ่งชูเจา! ชื่อนี้ไม่มีใครที่ชายแดนไม่รู้จัก

          แม้บิดาจะอบรมสั่งสอนนางอย่างเข้มงวด แต่แม่ทัพคนอื่นๆ ในกองทัพต่างก็ตามอกตามใจ แม้กระทั่งผู้ตรวจการมณฑล ผู้ตรวจการกองทัพ ผู้ว่าการมณฑลต่างก็เอ็นดูนางเหมือนลูกหลาน ทว่าทันทีที่กลับถึงเมืองหลวง นางกลับต้องถูกคนตระกูลซ่งข่มเหงรังแก

          หากมิใช่เพราะนางเห็นป้ายหน้าประตูมีคำว่า ‘ซ่ง’ คงจะคิดว่าตัวเองเข้าผิดบ้านไปแล้ว

          ซ่งชูเจาลืมตาขึ้น ลมหนาวที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างทำให้นางถึงกับตัวสั่น

          บัดซบ!

          ตื่นขึ้นมาถึงได้รู้ว่า นี่ไม่ใช่ความฝัน!

          ฮูหยินผู้เฒ่าซ่งจัดให้นางมาอยู่ในเรือนเก่าคร่ำคร่านี่จริงๆ!

          ซ่งชูเจาหลับตาลงอีกครั้งพลางยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก หวังจะอาศัยความเย็นตรงหลังมือช่วยลดความร้อนผ่าวบนใบหน้า

          ตอนที่ยังเล็ก นางเคยติดตามบิดากลับมาเมืองหลวง เคยได้พบคนตระกูลซ่งมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง นางก็จำไม่ได้ แต่พอจะรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนั้นคงจะไม่ค่อยดีนัก เพราะนางเอาแต่ร้องไห้ตลอดทาง ซ้ำยังโกรธอยู่นานมาก ท่านแม่จึงไม่เคยยอมให้นางกลับมาที่นี่อีก

          ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก ไยจึงต้องกลับมาให้คนอื่นตั้งข้อรังเกียจด้วย!

          ซ่งชูเจากัดฟันแน่นจนฟันแทบหัก สายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดมาอีกระลอก

          ซ่งชูเจากระโดดลงจากเตียง สวมรองเท้าแล้วก้าวยาวๆ ไปปิดหน้าต่างสุดแรงเกิด เสียงกระแทกดัง ‘ปัง’ ทำให้เรือนเก่าคร่ำคร่าหลังนี้ถึงกับสั่นสะเทือน หลังจากเสียงกระแทกหน้าต่างเงียบลง เสียงฝีเท้าด้านนอกก็ชัดเจนยิ่งขึ้น

          “ไยคุณหนูจึงต้องหงุดหงิดแบบนี้ด้วย?”

          ประตูถูกผลักเปิดออก จากนั้นสาวใช้คนหนึ่งก็ยกจานผลไม้เข้ามา

          นางมีใบหน้ารูปไข่ เครื่องหน้าธรรมดา ดูอย่างไรก็สมควรเป็นใบหน้าของผู้ที่มีนิสัยสัตย์ซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยม แต่ดวงตากลับมีแววเจ้าเล่ห์ที่ปกปิดไม่มิด ท่าทางที่ดวงตาหลุบต่ำคู่นั้นแอบสำรวจมองใบหน้าของซ่งชูเจา ยิ่งดูน่ารังเกียจอย่างบอกไม่ถูก

          นี่คือสาวใช้ที่ฮูหยินผู้เฒ่าซ่งส่งมาดูแลนาง นามว่าเมี่ยวเอ๋อร์

          “คุณหนูรองให้บ่าวนำมามอบให้เจ้าค่ะ” เมี่ยวเอ๋อร์วางจานลงบนโต๊ะแล้วหยิบส้มสีทองลูกหนึ่งขึ้นมาพลางกล่าวยิ้มๆ “ฮูหยินผู้เฒ่าส่งส้มไปให้คุณหนูรองตั้งเยอะแยะ บอกว่านายท่านสามนำกลับมา คุณหนูรองก็เลยฝากบ่าวแบ่งมาให้ท่าน คุณหนูรองคำนึงถึงท่านจริงๆ นะเจ้าคะ”

          ซ่งชูเจาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง “ไสหัวไป!”

          วันแรกที่มาถึงซ่งชูเจายังไม่รู้อะไร นางคิดเสียด้วยซ้ำว่าคนตระกูลซ่งล้วนเป็นมิตรและเข้าอกเข้าใจผู้อื่น พอวันที่สองถึงได้สังเกตเห็นความผิดปกติ

          คนเหล่านี้มักพูดจาขยักขย่อน โดยเฉพาะตอนที่พูดถึงมารดาของนางยิ่งทำท่าเหมือนอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้า ราวกับว่ามารดาของนางเคยกระทำเรื่องที่พบหน้าผู้คนไม่ได้ เสแสร้งถึงเพียงนี้ยังคิดจะวางท่าบริสุทธิ์ไร้เดียงสา พวกญาติผู้ใหญ่ในบ้านก็ชอบพูดจากระทบกระเทียบเสียดสี ซ้ำยังคอยกล่าวเป็นนัยๆ เตือนนางอยู่ตลอดเวลาว่าคนที่มีฐานะสูงส่งที่สุดและเป็นที่โปรดปรานที่สุดในตระกูลซ่งคือพี่สาวคนละแม่ของซ่งชูเจา หรือก็คือคุณหนูรองซ่งซือเหวินคนนั้นนั่นเอง

          คนเหล่านี้เอาแต่สรรเสริญเยินยอซ่งซือเหวินว่าเก่งกาจไปเสียทุกด้าน ทั้งรูปโฉมงดงาม สติปัญญาหลักแหลม นิสัยอ่อนโยน จิตใจดีงาม ยิ่งไปกว่านั้นยังเอาใจใส่และดีต่อนางมาก หวังว่านางจะสำนึกบุญคุณ

          ถุย!

          ปีศาจร้ายช่างบังอาจนัก กล้ามาอาละวาดต่อหน้านาง ไม่รู้หรือว่าคนที่รบทัพจับศึกต่างก็รู้จักลูกไม้ ‘แสร้งเป็นเทพแกล้งเป็นผี’ ด้วยกันทั้งนั้น?

          ถึงนางกับซ่งซือเหวินจะเป็นบุตรสาวต่างแม่ แต่มารดาของซ่งชูเจาเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของขุนนางขั้นสาม อย่าว่าแต่มารดาที่เสียชีวิตไปแล้วของซ่งซือเหวิน แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าซ่งก็ไม่มีสิทธิ์มาพูดคำว่าฐานะสูงส่งต่อหน้านาง!

          ยิ่งไปกว่านั้น มารดาของซ่งซือเหวินเป็นใครกัน?

          ตายไปสิบกว่าปีแล้ว เกรงว่าแม้แต่ตัวเองก็คงยังไม่รู้เลยว่าตนเคยมีฐานะสูงส่งถึงเพียงนี้

          คนพวกนี้เห็นนางเป็นหญิงชาวบ้านที่ข่มเหงได้ง่าย คิดว่านางอยู่ในเมืองหลวงตัวคนเดียวไร้คนยื่นมือช่วย หากกดดันมากเข้า นางก็จะยอมรับชะตากรรมแล้วเชื่อฟังแต่โดยดี บางทียังอาจจะยอมมองซ่งซือเหวินเป็นพี่สาวแท้ๆ เพราะดูจากภายนอก ซ่งซือเหวินหรือคุณหนูรองผู้นั้นก็เป็นคนที่พยายามทำดีกับนางมากที่สุด

          ฝันไปเถอะ! นางดูเหมือนโง่หรือ?

          “คุณหนูยังกังวลเรื่องการแต่งงานหรือเจ้าคะ?”

          เมี่ยวเอ๋อร์วางส้มลงบนจานแล้วประสานมือไว้ด้านหน้าพลางก้มหน้าลงด้วยท่าทางนอบน้อม ปากก็พยายามเกลี้ยกล่อมว่า “คุณหนู ถึงกู้ซื่อหลาง*จะมากรักไปสักหน่อย รักอิสระไปสักนิด แต่เขาก็เป็นบุตรชายคนโตของกู้กั๋วกง ไม่แน่ว่าภายหน้าอาจจะได้สืบทอดบรรดาศักดิ์ คุณหนูแต่งกับเขาก็นับว่าแต่งเข้าไปในตระกูลที่มีฐานะสูงส่ง ข่าวลือพวกนั้นเชื่อไม่ได้ทั้งหมดหรอกนะเจ้าคะ”

          ซ่งชูเจาเลิกคิ้ว ปรายตามองอีกฝ่ายพลางแค่นหัวเราะเสียงเย็น

          นางก็ประหลาดใจอยู่ว่า ฮูหยินผู้เฒ่าซ่งไม่เคยคิดถึงนางมาสิบกว่าปี ไฉนจู่ๆ ถึงได้คิดจะจัดการเรื่องการแต่งงานให้นางขึ้นมา?

          ด้วยเหตุนี้ซ่งชูเจาจึงให้คนไปสืบข่าว

          นางไม่มีสหายในเมืองหลวง มีแต่ทหารสองคนที่มาพร้อมกับนางซึ่งพอจะไว้ใจได้ ทั้งสองได้ยินคำขอร้องก็รับปากจะอยู่ช่วยนางสืบข่าวต่ออีกสองวัน

          จะว่าไปแล้ว การหมั้นหมายครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะความปากมากของฮูหยินผู้เฒ่าซ่ง

          วันนั้นมีงานเลี้ยงในวังหลวง ฮองเฮามีพระราชเสาวนีย์เรียกภรรยาของขุนนางหลายคนให้ไปพบปะพูดคุยกันที่วังหลัง พอฮูหยินผู้เฒ่าซ่งพบกู้ฮูหยินก็พูดขึ้นมาว่า คุณชายทั้งสองของตระกูลกู้ถึงวัยที่สมควรแต่งงานได้แล้ว บังเอิญจริงๆ ตระกูลซ่งเองก็มีบุตรสาวที่อายุไม่น้อยแล้วคนหนึ่ง

          คนที่ฮูหยินผู้เฒ่าซ่งนึกถึงย่อมไม่ใช่ซ่งชูเจา แต่เป็นซ่งซือเหวินซึ่งตนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก ซ่งซือเหวินอายุมากกว่าซ่งชูเจาสองปี หากยังไม่แต่งงานอีกอายุก็จะมากเกินไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าซ่งสืบดูข้อมูลของชายหนุ่มที่มีอายุอานามเหมาะสมไปทั่วเมืองหลวงแล้วก็รู้สึกว่า มีแต่บุตรชายตระกูลกู้เท่านั้นที่คู่ควรกับหลานสาวของตนเอง

          แต่นางยังไม่ทันได้ทาบทามอีกฝ่ายเป็นนัยๆ จู่ๆ ฮองเฮาก็ตรัสถามกู้ฮูหยินว่า การหมั้นหมายระหว่างตระกูลกู้และตระกูลเฮ่อที่จัดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนยังมีผลอยู่อีกหรือไม่?

          กู้ฮูหยินตอบว่า หากทั้งสองฝ่ายไม่เปลี่ยนใจย่อมต้องมีผล แม้จะไม่ใช่การหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ แต่ถ้าทั้งสองตระกูลสามารถเกี่ยวดองกันได้ ย่อมนับเป็นเรื่องมงคลเรื่องหนึ่ง

          ว่ากันว่าฮูหยินผู้เฒ่าซ่งถึงกับตะลึงงันไปนานเลยทีเดียว

          นั่นเป็นการหมั้นหมายที่แม่ทัพผู้เฒ่าเฮ่อกับกู้กั๋วกงตกลงกันไว้นานแล้ว แม่ทัพเฮ่อมีบุตรสาวเพียงคนเดียว ก็คือมารดาของซ่งชูเจา ส่วนมารดาของซ่งชูเจาก็มีซ่งชูเจาเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวเช่นกัน

          แม้ซ่งชูเจาจะแซ่ซ่ง แต่การหมั้นหมายครั้งนี้เกิดขึ้นได้เพราะตระกูลเฮ่อ ดังนั้นจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับซ่งซือเหวิน เรื่องทั้งหมดจึงกลายเป็นว่าซ่งชูเจาแย่งชิงหลานเขยที่ฮูหยินผู้เฒ่าซ่งหมายตาเอาไว้มาโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าตัวนางเองก็ไม่ได้เต็มใจก็ตาม

          เรื่องนี้โทษนางไม่ได้!

          หลังจากรู้เรื่อง พอได้ยินบ่าวรับใช้ของตระกูลซ่งพูดจายุแยงแดกดันอีก นางก็รู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก

          คนพวกนี้ช่างเก่งกาจเสียจริง!

          เดิมนางยังรู้สึกว่าทหารสองคนนั้นคงจะฟังเรื่องแปลกๆ ที่ชายแดนมามาก ตอนที่เล่าจึงใส่สีสันลงไปด้วย คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องจริง

          ความคิดมากมายผุดขึ้นในใจของซ่งชูเจา แต่ภายนอกก็ไม่ได้แสดงทีท่าอะไรออกมา นางขมวดคิ้วพลางกวาดตามองเมี่ยวเอ๋อร์ขึ้นๆ ลงๆ จากนั้นจึงก้มลงสวมรองเท้าแล้วพูดซ้ำว่า “บอกให้เจ้าออกไป ไม่ได้ยินหรือ?”

          เมี่ยวเอ๋อร์ค้อมกายต่ำกว่าเดิม กล่าวด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว “บ่าวทำอะไรให้คุณหนูไม่พอใจอีกหรือเจ้าคะ?”

          ซ่งชูเจาชี้ “ข้ากำลังพักผ่อน ใครบอกให้เจ้าเปิดหน้าต่าง? เจ้าเป็นแค่บ่าวรับใช้ แต่กลับเดินเข้ามาในห้องของข้าตามอำเภอใจ บ่าวของตระกูลซ่งไร้การอบรมเช่นนี้ได้อย่างไร ซ้ำร้ายยังปากมาก รู้หรือไม่หากอยู่ในกองทัพ คนอย่างเจ้าจะถูกทำโทษเช่นไร?”

          เมี่ยวเอ๋อร์รีบพูด “บ่าวเกรงว่าคุณหนูจะอึดอัดก็เลยเปิดหน้าต่างเจ้าค่ะ”

          ซ่งชูเจาชะงักไปแวบหนึ่งก่อนจะเดินไปหาอีกฝ่ายทีละก้าว ระยะห่างระหว่างทั้งสองหดสั้นขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือประมาณสองก้าว ซ่งชูเจาถึงได้หยุดเท้า เงาของนางโอบคลุมร่างของเมี่ยวเอ๋อร์ นางยื่นมือออกไปข้างหน้า ทว่ายังไม่ทันได้สัมผัสโดนเมี่ยวเอ๋อร์ก็ตัวสั่น ร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว

          “บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้!” ร้องจบก็ลนลานถอยออกไปอย่างรวดเร็ว

          เมี่ยวเอ๋อร์รีบร้อนจากไปราวกับกลัวว่าซ่งชูเจาจะตบตีนางจริงๆ ตอนที่วิ่งหนีออกไป นางชนมือของซ่งชูเจาทีหนึ่ง มีเสียง ‘เคร้ง’ เบาๆ ดังขึ้น ซ่งชูเจาก้มลงมองก็พบว่าป้ายหยกที่ตัวเองพกติดตัวอยู่ตลอดหล่นลงบนพื้น

          นางชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะย่อกายลงเก็บป้ายหยกขึ้นมา

          แค่ตกลงมาเบาๆ ป้ายหยกก็แตกออกเป็นหลายเสี่ยง นางพลิกดูไปมาถึงได้สังเกตเห็นว่า ที่แท้เชือกแดงที่ห้อยป้ายหยกถูกเสียดสีจนเปื่อยขาด ป้ายถึงได้ตกลงมา

          จำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นคนมอบป้ายหยกชิ้นนี้ให้นาง นางพกติดตัวไว้ตลอดเพราะคิดจะคืนให้คนผู้นั้น ไม่คาดว่าจะแตกเสียแล้ว

          หรือมันจะเป็นลาง?

          ถึงปกติจะไม่เชื่อเรื่องเทพหรือภูตผี แต่ควรไปไหว้พระที่วัดเสียหน่อยดีหรือไม่?

          ระยะนี้เคราะห์ร้ายเกินไปแล้ว

         

          “ท่านแม่!”

          ชายหนุ่มคนหนึ่งพรวดพราดเข้ามาค้อมกายทำความเคารพแบบขอไปที แล้วก็รีบเดินไปนั่งลงข้างๆ สตรีวัยกลางคนโดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ เขาทิ้งน้ำหนักตัวพิงกับโต๊ะตัวเล็กที่ตั้งอยู่ตรงกลางพลางร่ำร้องว่า “ไม่เหมาะ ไม่เหมาะ ไม่เหมาะสักนิด!”

          สายตาของกู้ฮูหยินยังคงจับจ้องอยู่ที่ผ้าเช็ดหน้าสีขาวในมือ นางยังคงค่อยๆ ปักผ้าโดยไม่มีทีท่าจะสนใจเขาสักนิด รอจนกู้ซื่อหลางเลิกโวยวายแล้วถึงได้เอ่ยถาม “ไม่เหมาะตรงไหน?”

          กู้ซื่อหลางถูกมารดาเพิกเฉยก็หงอยลงไปมาก พอได้ยินนางเอ่ยถาม เขาก็รีบยืดตัวตรงแล้วตอบว่า “ท่านแม่! ท่านรับปากเรื่องงานแต่งของข้ากับซ่งชูเจาไปได้อย่างไร? ท่านไม่รู้หรือว่านางเติบโตในชายแดน ไม่เคยเรียนรู้เรื่องมารยาท คนในเมืองหลวงต่างก็พูดกันว่านางหน้าตาอัปลักษณ์ซ้ำยังชอบวางอำนาจ ปกติท่านควบคุมข้ายังพอว่า แต่จะมาทำร้ายข้าคงไม่ดีกระมัง!”

          เสียงของกู้ฮูหยินยังคงราบเรียบ “คนไหนลือ?”

          “ก็คนทั่วไปน่ะสิ!” กู้ซื่อหลางชี้ไปทางประตูใหญ่ “ข้าให้คนออกไปสืบข่าว บ่าวของตระกูลซ่งต่างก็พูดแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น ว่ากันว่าซ่งชูเจาอารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอย นิสัยโหดเหี้ยม บ่าวในบ้านเห็นนางก็พากันรีบหลบหน้า ไม่กล้าเข้าใกล้ ถ้าท่านให้นางแต่งเข้ามาในตระกูลกู้ บ้านเราต้องวุ่นวายแน่”

          ในที่สุดกู้ฮูหยินก็หยุดปักผ้า

          กู้ซื่อหลางคิดว่ามารดายอมฟังตนพูดแล้วก็สูดหายใจลึก ตั้งท่าจะพูดต่อ แต่กู้ฮูหยินกลับปรายตามองเขาแวบหนึ่งเป็นเชิงบอกให้หุบปาก จากนั้นจึงยกผ้าขึ้นมองซ้ายทีขวาทีก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

          กู้ซื่อหลางพ่นลมหายใจออกมาแล้วทิ้งตัวลงนอนบนตั่งอย่างจนใจ “ท่านแม่ สนใจข้าหน่อยสิ!”

          กู้ฮูหยินถาม “นางกลับมาเมื่อไร?”

          “ไม่กี่วันก่อนกระมัง!” กู้ซื่อหลางลุกขึ้นนั่ง “ท่านแม่รู้หรือไม่ ว่ากันว่าหลังจากนางกลับมา...”

          เห็นได้ชัดว่ากู้ฮูหยินรู้ นางตัดบท “นางเพิ่งกลับมาได้ไม่กี่วัน คนที่เคยเห็นหน้านางมีแค่ไม่กี่คน ทำไมผู้คนในเมืองหลวงถึงได้รู้กันหมดว่านางเป็นคนแบบไหน?”

          “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับข้า? สรุปแล้ว ข้าไม่อยากแต่งงานกับสตรีที่วิทยายุทธล้ำหน้ากว่าข้า”

          กู้ฮูหยินยื่นมือออกไปด้านข้าง กู้ซื่อหลางก็รีบหยิบกรรไกรในตะกร้าออกมาส่งให้พลางลากเสียงยาว “ท่านแม่”

          กู้ฮูหยินค่อยตอบ “ไม่ได้หมั้นหมายให้เจ้าเสียหน่อย เจ้าจะบ่นไปไย?”

          “ถึงจะไม่ได้หมั้นหมายให้ข้า...” กู้ซื่อหลางเพิ่งโวยวายไปได้ครึ่งหนึ่งก็หยุดชะงัก เขาเบิกตากว้าง ถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ “อะไรนะ?! ไม่ได้หมั้นหมายให้ข้า ถ้าอย่างนั้นก็เป็นน้องห้า? ท่านแม่ตัดใจได้อย่างไร! น้องห้าเป็นบัณฑิตอ่อนแอนะ!”

          เสียงไอเบาๆ สองครั้งดังขึ้นที่ด้านนอก คนทั้งสองในห้องต่างก็หุบปากเงียบพร้อมกัน เพียงไม่นาน ร่างในชุดอาภรณ์สีขาวก็เดินช้าๆ มาหยุดอยู่ที่หน้าประตู

          “ท่านแม่ เรียกข้าหรือขอรับ”

          คนผู้นี้มีใบหน้าซีดขาว เพราะล้มป่วยมานานเลือดลมก็เลยไม่ค่อยดีนัก แต่เขามีคิ้วเข้มดวงตาใสกระจ่าง ใครเห็นก็ยากจะลืมเลือน เปรียบกับบุคลิกวางอำนาจเหมือนพวกนักเลงหัวไม้ของกู้ซื่อหลางแล้ว คนผู้นี้กลับมีบุคลิกอ่อนโยนที่ทำให้ผู้คนยากจะรู้สึกไม่ชอบเขา

          กู้ซื่อหลางซึ่งเรียกรอยยิ้มกลับคืนมาบนใบหน้าแล้วเดินไปถามด้วยความอ่อนโยน “น้องห้า สุขภาพเจ้าดีขึ้นบ้างหรือยัง?”

          กู้เฟิงเจี่ยนพยักหน้า “เกือบจะหายเป็นปกติแล้ว”

          พอเห็นกู้เฟิงเจี่ยน เสียงของกู้ฮูหยินก็อ่อนโยนขึ้นมาก นางเรียกเขาให้เดินมาหาแล้วเอ่ยถามว่า “เรื่องที่แม่พูดกับเจ้า เจ้าคิดดูแล้วหรือไม่?”

          กู้เฟิงเจี่ยนหลุบตาลง “ลองพบหน้ากันก่อนดีกว่าขอรับ”

          กู้ฮูหยินหัวเราะเบาๆ “แม่เองก็คิดเช่นนี้ ซ่งฮูหยินอบรมสั่งสอนซ่งชูเจามากับมือ ต้องไม่ใช่เด็กร้ายกาจแน่ เจ้าอย่าไปฟังคนข้างนอกพูดจาเหลวไหล”

          กู้ซื่อหลางพยายามฉีกยิ้มพลางพึมพำว่า “ล้วนเป็นคนตระกูลซ่ง ถ้าเป็นข้า ข้ายอมแต่งงานกับคุณหนูรองดีกว่า เฮ้อ จะว่าไปคุณหนูรองกับน้องห้าก็เหมาะสมกันดี ได้ยินว่านางเองก็ชอบตำราโคลงกลอน ซ้ำยังมีจิตใจกว้างขวาง สมเป็นกุลสตรี”

          กู้ฮูหยินขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้า “แต่งกับคุณหนูรองซ่ง... ไม่ได้”

          กู้ซื่อหลาง “ทำไมไม่ได้ล่ะขอรับ?”

          กู้ฮูหยินไม่อยากอธิบายให้บุตรชายฟัง นางจึงเพียงแค่มองบุตรชายเหมือนจะพูดว่า ‘เจ้าโง่เกินไป’

          กู้เฟิงเจี่ยนนั่งลงข้างๆ ยกมือขึ้นจัดชายเสื้อให้เรียบร้อย อะไรบางอย่างที่ห้อยอยู่ตรงข้างเอวหล่นลงมาโดยที่เขาไม่รู้ตัว แต่กู้ซื่อหลางตาไวสังเกตเห็นเข้าพอดี “น้องห้า ของของเจ้าหล่นน่ะ นั่นใช่หยกของเจ้าหรือเปล่า?”

          กู้เฟิงเจี่ยนก้มลงเก็บ แต่ปลายนิ้วยังไม่ทันสัมผัสโดน จู่ๆ เขาก็หน้ามืดแล้วทรุดฮวบลงบนพื้น เสียงสุดท้ายที่ได้ยินก่อนจะหมดสติไปคือเสียงร้องเรียกด้วยความตกใจของกู้ซื่อหลาง

 

          กู้เฟิงเจี่ยนนั่งส่องกระจกมาอย่างน้อยหนึ่งก้านธูปแล้ว

          แม้กระจกทองแดงบานนี้จะทั้งเก่าทั้งสึกกร่อนจนแทบจะมองเห็นไม่ชัด แต่ก็พอจะเห็นได้ว่าภาพใบหน้าในกระจกเป็นสตรีนางหนึ่ง ซ้ำเครื่องหน้าของนางยังดูคุ้นตามากๆ อีกด้วย

          ความจริงมากมายพิสูจน์ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่เขากลายเป็นผู้หญิงคนหนึ่งไปแล้วจริงๆ

          แล้วยังเป็นผู้หญิงที่เขาอาจจะรู้จัก!

          หลังจากความตกใจและจนใจผ่านพ้นไป กู้เฟิงเจี่ยนก็เก็บงำความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้แล้วลุกขึ้นยืน

          เขาเดินวนรอบห้องรอบหนึ่ง

          แขนขามีแรง ลมหายใจเป็นจังหวะ อย่างน้อยก็ดีกว่าร่างกายที่เป็นหวัดไม่หายของเขามาก ผิวหนังบนฝ่ามือและข้อนิ้วถูกเสียดสีจนด้านหนา บริเวณง่ามมือมีรอยถูกบาดหลงเหลืออยู่หลายรอย เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ฝึกยุทธมานานปี

          ห้องถูกตกแต่งไว้อย่างเรียบง่าย มีแค่ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ตัวเรือนก็เก่าคร่ำคร่า แม้แต่เครื่องเรือนก็ใกล้จะพังแหล่มิพังแหล่ บริเวณเหนือเตียงและมุมห้องมีฝุ่นจากการทำความสะอาดไม่เรียบร้อยเกาะอยู่ไม่น้อย หากคาดไม่ผิด คนผู้นี้น่าจะมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานนัก

          บนโต๊ะไม้ใกล้ประตูมีป้ายหยกที่แตกแล้วชิ้นหนึ่งวางอยู่ มันเคยเป็นของเขา เขาจำได้

          กู้เฟิงเจี่ยนเปิดประตูตู้เสื้อผ้าออกแล้วรื้อดูของด้านใน นอกจากเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นแล้ว เขายังพบเอกสารเข้าเมืองที่อีกฝ่ายเก็บเอาไว้ รวมทั้งสิ่งที่ยืนยันฐานะของนางอีกหลายชิ้น

          ความจริงตอนที่เห็นใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยทั้งแปลกหน้าในกระจก เขาก็พอจะคาดเดาได้บ้าง มาถึงตอนนี้เพิ่งจะแน่ใจว่านางเป็นใคร

          “คุณหนูสาม--ซ่งชูเจา” กู้เฟิงเจี่ยนพึมพำ

          กู้เฟิงเจี่ยนมองเพียงแวบเดียวก็เก็บข้าวของทั้งหมดกลับเข้าไปในตู้

          ไม่รู้ว่าตระกูลซ่งตกต่ำถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไร ซ่งชูเจาถึงได้มาอยู่ในเรือนที่เก่าคร่ำคร่าแบบนี้ พวกเขาไม่กลัวว่าแม่ทัพผู้เฒ่าเฮ่อจะล่วงรู้การกระทำของพวกเขาเลยหรือ?

          คิดว่าแม่ทัพเฮ่อคงจะอยู่เฉยๆ ไม่สนใจราชการงานเมืองมานานเกินไป ซ้ำยังไม่มีลูกหลานอยู่ข้างกาย ใครๆ ก็เลยลืมความน่าเกรงขามในอดีตของเขาไปจนหมดสิ้น

          กู้เฟิงเจี่ยนหัวเราะเสียงเย็น ยกชายกระโปรงขึ้นอย่างเก้ๆ กังๆ แล้วทรุดกายลงนั่งบนเตียง ระหว่างที่กำลังใช้ความคิดอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงท้องร้องด้วยความหิวโหย

          กู้เฟิงเจี่ยนก้มลงมอง

          ไม่รู้ตอนนี้เป็นยามอะไร แต่ต้องเลยเวลาอาหารมาแล้วแน่ๆ จนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครมาเรียกเขา ดูท่าเขาคงต้องออกไปหาของกินเองเสียแล้ว

         

            ซ่งชูเจาตื่นขึ้นมาท่ามกลางความร้อนอบอ้าว

          บนร่างนางคลุมผ้าห่มหนาๆ เอาไว้อย่างน้อยสองผืน ร่างกายไร้เรี่ยวแรงจนแทบจะขยับเขยื้อนไม่ได้ ประตูหน้าต่างถูกปิดเอาไว้อย่างแน่นหนา อากาศในห้องจึงอบอ้าวอย่างหนัก

          ไม่รู้กลิ่นกำยานลอยมาจากไหน แต่อย่างน้อยก็ทำให้กลิ่นเหม็นไม่สะสมอยู่ในห้อง ควันสีขาวลอยอยู่ในอากาศ กว่าจะลอยมาถึงเตียงกลิ่นก็จางลงจนหอมพอดี

          ซ่งชูเจาพยายามอยู่นานมากกว่าจะขยับได้ นางไม่รู้ว่าเหตุใดตัวเองถึงได้รู้สึกทรมานแบบนี้

          นางไม่ได้ป่วยมานานแล้ว หรือต่อให้ป่วยก็ไม่เคยป่วยหนักถึงขั้นนี้ ยามนี้นางรู้สึกเหมือนตัวเองถูกทุบตีมาเป็นร้อยรอบ เส้นเอ็นและกระดูกทั่วร่างอ่อนล้าอย่างหนัก

          ซ่งชูเจา... เจ้าจะยอมแพ้ง่ายๆ ได้อย่างไร?!

          นางพยายามดิ้นรน ยากนักกว่าจะยื่นมือออกจากผ้าห่มที่พันร่างเอาไว้อย่างแน่นหนาได้ แต่แล้วมือที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กคู่หนึ่งก็กดร่างนางเอาไว้อีก

          ซ่งชูเจาเกือบจะหายใจไม่ออก นางพยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก

          ทันใดนั้น ใบหน้าของคนสองคนก็ปรากฏต่อสายตาของนาง ทั้งสองต่างกำลังมองนางด้วยสีหน้าเคร่งเครียดแกมห่วงใย แต่ซ่งชูเจากลับไม่รู้จักพวกเขา

          นางกะพริบตาด้วยความมึนงง จมูกดมกลิ่นหอมที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ จากนั้นจึงหันไปกวาดตามองรอบๆ

          ภาพที่ไม่คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้า มีหลายถ้อยคำปรากฏขึ้นในสมอง... บ้านของผู้สูงศักดิ์ อย่างน้อยต้องเป็นขุนนางขั้นห้าขึ้นไป แต่นางไม่รู้จัก

          “น้องห้า เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”

          ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งเอ่ยถาม เอื้อมมือมาแตะหน้าผากนาง ซ่งชูเจาขยับหลบตามสัญชาตญาณ ซ้ำยังมองเขาด้วยสายตาหวาดระแวง อีกฝ่ายก็ไม่ดึงดัน เขารั้งมือกลับ ในใจยิ่งนึกเป็นห่วงที่เห็นนางมีท่าทีเหม่อลอยเช่นนี้

          กู้ซื่อหลาง “ท่านหมอบอกว่าเขาน่าจะไม่เป็นอะไร แค่ตื่นก็หมดเรื่องแล้ว แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนเขาวิญญาณหลุดออกจากร่างไม่มีผิด?”

          กู้ฮูหยิน “อู่หลาง*บอกแม่สิว่ายังรู้สึกไม่สบายตรงไหน?”

          กู้ซื่อหลาง “ไหนบอกว่าเกือบหายเป็นปกติแล้ว! ตอนที่เจ้าหมดสติ พวกเราตกใจแทบตาย!”

          ซ่งชูเจาเผยอริมฝีปาก แต่ไม่อาจกล่าวอะไรออกมาได้เลย นางเหม่อมองไปข้างหน้าด้วยสีหน้าด้านชา ทันใดนั้น สมองที่กำลังมึนงงก็เหมือนมีสายฟ้าสีม่วงขนาดใหญ่ผ่าลงมา ทำให้หมอกหนาจางหายไปในชั่วพริบตา ร่างทั้งร่างสั่นระริก

          มือที่ซ่อนอยู่ในผ้าห่มค่อยๆ เลื่อนลงไปด้านล่างช้าๆ พอสัมผัสได้ถึงโครงสร้างบางส่วนของร่างกายนี้ เลือดก็จางหายไปจากใบหน้าของนางทันที

          ดีที่เดิมใบหน้าของนางก็ซีดขาวอยู่แล้ว ยามนี้นอกจากสีหน้าจะค่อนข้างบิดเบี้ยวแล้วก็ไม่มีอะไรผิดปกติอีก

          “เจ้าตัวสั่นหรือ น้องห้า ยังรู้สึกหนาวอยู่หรือ?” กู้ซื่อหลางกดบ่าของนางเอาไว้ เอ่ยถามด้วยความตื่นตระหนก “ทำไมเจ้าถึงตัวสั่นมากขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ล่ะ เจ้าเป็นอะไรไป?”

          ขอโทษด้วย... นางแค่ควบคุมตัวเองไม่ได้เท่านั้น

          กู้ซื่อหลางรีบเอ่ยอย่างร้อนใจ “ท่านแม่ ข้าบอกแล้วว่าท่านทำให้น้องห้าตกใจ อยู่ดีๆ ก็จะให้เขาแต่งงานกับคุณหนูสามซ่งอะไรนั่น! ถ้าเป็นข้าก็ต้องตกใจจนล้มป่วยเหมือนกัน!”

          กู้ฮูหยินถลึงตาใส่เขาเป็นเชิงสั่งให้เขาถอยไป

          ในที่สุดซ่งชูเจาก็เข้าใจ

          ตอนนี้นางคืออู่หลางของตระกูลกู้?

          คนที่หมั้นหมายกับนางคือกู้อู่หลาง ไม่ใช่กู้ซื่อหลาง?

          ไอ้หยา! ฮูหยินผู้เฒ่าซ่งทำอะไรกัน? หลอกนางกลับมาแต่งงาน แต่อีกฝ่ายเป็นใครก็ยังไม่รู้แน่ชัด แบบนี้พวกเขามิพูดจาแดกดันนางโดยเปล่าประโยชน์หรอกหรือ?

          พอถูกกู้ซื่อหลางขัดจังหวะ ซ่งชูเจาก็เลิกสั่น แม้แต่สีหน้าก็ดีขึ้นเล็กน้อย

          “อู่หลาง” กู้ฮูหยินก้มลงมาเรียกนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พอเห็นนางหันไปมอง อีกฝ่ายก็ยิ้มแล้วรับยาขมๆ ชามหนึ่งมาจากมือของสาวใช้ กล่าวปลอบว่า “ดื่มยาเถอะ”

          พูดจบก็หันไปสั่งกู้ซื่อหลางให้ช่วยประคองซ่งชูเจาลุกขึ้น

          ซ่งชูเจา “ข้าดื่มเองได้”

          เสียงของนางทุ้มต่ำแหบพร่า เป็นเสียงของผู้ชายจริงๆ

          นางรับยามาจากมือของอีกฝ่ายแล้วดื่มลงไปรวดเดียว ความจริงยาก็ไม่ขมสักเท่าไร หรือเป็นไปได้ว่ายามนี้ลิ้นของนางด้านชาจึงรับรสชาติไม่ได้ กู้ฮูหยินซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและเอ็นดู แววตานั้นอ่อนโยนมากจนทำให้ซ่งชูเจาถึงกับเหงื่อซึมเต็มหน้าผาก นางจึงพยายามดื่มยาให้ช้าลง

          บอกตามตรง ซ่งชูเจายังไม่เคยถูกใครมองด้วยสายตาเช่นนี้มาก่อน

          บิดาของนาง... ไม่ต้องพูดถึง ปกติก็เข้มงวดกับนางเหมือนเป็นทหารคนหนึ่ง ส่วนมารดาอาจจะดีกว่าเล็กน้อย เพราะเห็นนางเป็นทหาร--แค่--ครึ่งคน

          นับแต่เด็กนางก็ไม่ใช่คนคิดมาก ดังนั้นจึงไม่รู้สึกอะไร

          ที่แท้นี่ก็คือความรู้สึกที่ถูกทะนุถนอมไว้บนฝ่ามืออย่างนั้นหรือ?!

          คิดดูแล้วก็ไม่เลวเหมือนกัน

 

            กู้เฟิงเจี่ยนเดินออกจากห้องมาได้ไม่ไกลนัก ก็เจอบ่าวรับใช้ของตระกูลซ่ง

          เขาเดินต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ปรายตามองไปทางไหนทั้งสิ้น

          โดยทั่วไปแล้ว โครงสร้างเรือนมักคล้ายคลึงกัน กู้เฟิงเจี่ยนเดินๆ หยุดๆ สังเกตดูเครื่องแต่งกายและข้าวของที่บ่าวรับใช้ถือไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็เดินไปถึงห้องอาหารได้สำเร็จ

          คนตระกูลซ่งเพิ่งกินอาหารเสร็จ กับข้าวถูกยกออกไปหมดแล้ว เวลานี้บนโต๊ะเหลือเพียงแค่ผลไม้กับขนม ฮูหยินผู้เฒ่าซ่งกำลังพูดคุยกับคนอื่นๆ เรื่อยเปื่อยหลังมื้ออาหาร ความจริงจวนหลังนี้เป็นของแม่ทัพซ่ง แม้ตระกูลซ่งจะแยกครอบครัวกันนานแล้ว แต่เนื่องจากบิดาของซ่งชูเจาไม่ได้อยู่บ้านมาหลายปี ฮูหยินผู้เฒ่าซ่งเองก็กลัวความเงียบเหงา นางจึงเรียกบุตรชายคนที่สามมาอยู่เป็นเพื่อน ด้วยเหตุนี้ บุตรและภรรยาของซ่งซานเหย*จึงอาศัยอยู่ที่จวนตระกูลซ่งด้วย

          เดิมกู้เฟิงเจี่ยนคิดจะเดินเข้าไปเลย

          แต่จู่ๆ กลับได้ยินชื่อของตัวเอง เขาจึงหยุดชะงักแล้วรั้งเท้ากลับ

          “จะให้เจ้าแต่งงานออกไป ย่าย่อมตัดใจไม่ได้ แต่ย่าก็ไม่สามารถดึงดันรั้งเจ้าเอาไว้ไม่ใช่หรือ? ซือเหวิน ย่ารู้ว่าเจ้ากตัญญู ย่าเองก็รักเจ้ามากที่สุด ย่าต้องเฟ้นหาคู่ครองที่เหมาะสมให้เจ้าแน่”

          “ท่านย่า--”

          “เอาล่ะๆ รอให้ซ่งชูเจาแต่งไปก่อน ย่าค่อยไปทาบทามกู้ฮูหยินเรื่องของเจ้ากับกู้อู่หลาง เป็นญาติกันแล้วกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นไปอีก ย่อมเป็นเรื่องดี คิดว่ากู้ฮูหยินคงไม่ปฏิเสธแน่”

          ถึงตอนนี้ เสียงที่อ่อนเยาว์กว่าเล็กน้อยก็เอ่ยแทรก “ซือเหวินของเราดีพร้อมทุกด้าน จะมีใครไม่ชอบซือเหวินได้อีก? แม่สื่อที่มาทาบทามไม่รู้เข้าแถวยาวไปถึงไหนต่อไหน เพียงแต่ซือเหวินของเรามีสายตาสูงส่ง ไม่เหมือนกับซ่งชูเจา หากมิใช่จู่ๆ ก็มีการหมั้นหมายตั้งแต่สมัยไหนไม่รู้โผล่ขึ้นมา ด้วยชื่อเสียงของซ่งชูเจา จะหาคู่ครองที่ดีแบบนี้ได้อย่างไร?”

          สตรีนางนั้นหัวเราะเสียงดัง

          “แต่ก็ดีเหมือนกัน มีคนอย่างซ่งชูเจามาเปรียบเทียบ ยิ่งทำให้เห็นว่าซือเหวินของเรางามพร้อม”

          “ยิ่งไปกว่านั้น ข้าดูๆ แล้วก็รู้สึกว่ากู้อู่หลางดีกว่ากู้ซื่อหลาง เป็นผู้ใหญ่กว่า หนักแน่นมั่นคงกว่า ข้าเคยพบเขาครั้งหนึ่ง รู้สึกว่าเขาเป็นคนรอบคอบ ซ้ำยังมีมารยาท หากได้แต่งกับเขา เขาต้องดีต่อซือเหวินของเราแน่ๆ”

          ฮูหยินผู้เฒ่าซ่งนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ถึงกู้ซื่อหลางจะอายุมากกว่า แต่ไม่เป็นโล้เป็นพาย ใช่ว่าจะเป็นคู่ครองที่ดี”

          สีหน้าของกู้เฟิงเจี่ยนเปลี่ยนไป ไม่รู้จริงๆ ว่าควรขอบคุณอีกฝ่ายที่ยกย่องตนดีหรือไม่

          คนตระกูลซ่ง แม้แต่คนที่หมั้นหมายด้วยเป็นใครก็ยังไม่รู้แน่ชัด แต่กลับวางแผนอนาคตไว้เรียบร้อยแล้ว

          คิดว่าเขากู้อู่หลางเป็นใคร... นางอยากแต่ง เขาก็ต้องแต่งด้วยอย่างนั้นหรือ? มารดาของเขาไม่เห็นซ่งซือเหวินอยู่ในสายตาเสียด้วยซ้ำ

          ในที่สุดก็มีคนสังเกตเห็นกู้เฟิงเจี่ยนที่ยืนอยู่ตรงระเบียง

          สะใภ้สามลุกขึ้นร้องเสียงดัง “ใครมายืนแอบฟังอยู่ข้างนอก? ไอ้หยา ที่แท้ก็ชูเจานี่เอง!”

          กู้เฟิงเจี่ยนเดินเข้ามาในห้อง สีหน้าของเขาเป็นธรรมชาติมาก ไม่มีวี่แววอึดอัดที่ถูกจับได้เลยสักนิด อาสะใภ้คนที่สามของซ่งชูเจาเป็นสตรีหน้าตางดงามร่างอวบอัด แต่ท่าทางเสแสร้งพูดจาจีบปากจีบคอของนางทำให้เขารู้สึกไม่ถูกชะตาเอามากๆ

          “ป่านนี้แล้วเพิ่งจะมา? เมื่อครู่ให้สาวใช้ไปเรียกที่ห้องก็บอกว่ายังพักผ่อนอยู่ กลางวันแสกๆ เอาแต่นอนอยู่บนเตียง ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เกรงว่าใครๆ คงจะพากันตำหนิว่าเจ้าเกียจคร้านจนทำให้เราต้องขายหน้ากันหมด”

          แววตาของกู้เฟิงเจี่ยนเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม พี่สี่ของเขาบอกว่าซ่งชูเจาเป็นหญิงโอหังชอบวางอำนาจ ซ้ำยังชอบด่าว่าตบตีผู้คน มาคิดดูแล้วคงไม่มีทางยอมอดทนต่อสตรีปากร้ายผู้นี้แน่ คิดดังนั้นเขาก็ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเสแสร้ง “คงไม่อาจเทียบกับนิสัยเสแสร้ง หน้าไหว้หลังหลอกของท่านอาสะใภ้ได้หรอก ขายหน้าก็ขายหน้าไปเถอะ”

          สะใภ้สามสะอึก สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น มือยกขึ้นชี้หน้าเขา ตวาดว่า “เจ้า เจ้ากล้าพูดจาล่วงเกินข้า ไม่เห็นผู้ใหญ่อยู่ในสายตา ช่างไร้การอบรมนัก!”

          กู้เฟิงเจี่ยนไม่สนใจนางสักนิด ในห้องเหลือเพียงความเงียบ

          ซ่งซือเหวินรีบลุกขึ้น “น้องพี่ มาที่นี่มีอะไรหรือ?”

          กู้เฟิงเจี่ยนตอบเสียงเรียบ “มากินข้าว”

          “อา เจ้ายังไม่ได้กินข้าวหรอกหรือ?” ซ่งซือเหวินอุทานด้วยความตกใจราวกับเพิ่งนึกขึ้นมาได้ จากนั้นก็รีบหันไปยกจานขนมส่งให้ “ถ้าอย่างนั้นก็รีบกินเถอะ ระวังจะหิวแย่”

          ฮูหยินผู้เฒ่าซ่งซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างมองเขาด้วยสายตาเย็นชา

          กู้เฟิงเจี่ยนหลุบตาลงมองจานขนมเย็นชืดด้วยแววตาดูแคลนแกมเยาะหยัน จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองสำรวจซ่งซือเหวิน แววตานั้นทำให้ซ่งซือเหวินรู้สึกอึดอัด นางพยายามคิดว่ามีอะไรไม่ถูกต้องตรงไหน แต่กู้เฟิงเจี่ยนก็หมุนตัวเดินจากไปเสียก่อน

          ฮูหยินผู้เฒ่าแค่นเสียง “ฮึ” คำหนึ่ง “ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน! ซือเหวินไม่ต้องไปสนใจมัน”

           

          กู้เฟิงเจี่ยนกลับไปที่ห้องตามลำพัง คิดว่าจะแก้ปัญหาเรื่องอาหารกลางวันอย่างไรดี

          ซ่งชูเจามีเงิน ซ้ำยังมีไม่น้อย แต่สตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนออกไปกินอาหารคนเดียวเกรงว่าจะไม่เหมาะสมนัก มิหนำซ้ำตอนนี้ยังมีข่าวลือของนางแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงอีกด้วย เขารู้ว่าตอนนี้ตัวเองควรไปหา ‘กู้อู่หลาง’ ที่จวนตระกูลกู้ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านขนบธรรมเนียมประเพณี ต่อให้ไปก็ใช่ว่าจะได้พบหน้า

          บางที รอให้อีกฝ่ายมาหาเขาเองน่าจะดีกว่า เพราะดูๆ แล้วนางก็น่าจะมีฝีมือไม่เลว

          ในขณะที่กู้เฟิงเจี่ยนกำลังคิดว่าก้าวต่อไปควรทำอย่างไรอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงเคาะหน้าต่างจากด้านนอก

          เสียงเคาะนั้นเบามาก ซ้ำยังสูงต่ำไม่เท่ากัน น่าจะเป็นก้อนหิน

          เขาก้าวออกจากประตูแล้วอ้อมไปที่ด้านข้างเงียบๆ ในที่สุดก็ได้เห็นคนที่เมื่อครู่กำลังนึกถึงเกาะอยู่บนกำแพงห่างไปไม่ไกลนัก ทั้งสองสบตากันเงียบๆ ต่างฝ่ายต่างก็มองใบหน้าที่แสนคุ้นเคยด้วยความรู้สึกสับสน

          ช่างเป็นภาพที่ยากจะลืมจริงๆ

          ซ่งชูเจาเอ่ยถามเสียงสั่น “กู้... กู้อู่หลาง?”

          กู้เฟิงเจี่ยนพยักหน้าอย่างรวดเร็ว

          ซ่งชูเจาถอนใจโล่งอก จากนั้นก็ขยับตัวให้เกาะอยู่บนหลังคามั่นคงกว่าเดิม

          กู้เฟิงเจี่ยน “...”

          ชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นใบหน้าของตัวเองปรากฏอยู่บนกำแพง

          ซ่งชูเจากวักมือเรียกด้วยความกระตือรือร้น “เจ้าแอบออกมาหน่อย เรามาคุยกัน แอบออกมาเงียบๆ นะ”

          กู้เฟิงเจี่ยนมองซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่เห็นประตูข้างที่จะออกไปได้ เขาจึงเอ่ยถามเสียงเบา “จะแอบออกไปอย่างไร?”

          ซ่งชูเจาตอบ “เจ้าปีนขึ้นมาบนกำแพงนี่แล้วกระโดดลงไป ข้าจะรอรับอยู่ข้างนอกเอง”

          สีหน้าของกู้เฟิงเจี่ยนเปลี่ยนไปทันที “เจ้ารับข้าไม่ไหวหรอก”

          “ไหว!” ซ่งชูเจาประเมินความสูงแล้วก็ปรบมือด้วยความเชื่อมั่น “เจ้าวางใจได้ ถึงข้าจะแบกติ่ง*ไม่ได้ แต่แบกผู้หญิงคนหนึ่งได้สบายมาก!”

          กู้เฟิงเจี่ยน “...”

          แต่ข้ารู้ว่าร่างกายของข้าไม่ไหวน่ะสิ!

          ทั้งสองฝ่ายต่างนิ่งเงียบไปนาน ในที่สุดซ่งชูเจาก็นึกขึ้นได้ กู้อู่หลางเป็นคนที่ต้องได้รับการปกป้องจากคนอื่นนี่เอง

          นางปีนขึ้นมาอีกนิด กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็รับข้า ข้าทำได้!”

          กู้เฟิงเจี่ยนรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แล้วยกมือขึ้นขวางไว้ด้านหน้าเป็นเชิงบอกว่าเขาทำไม่ได้

          “ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้” กู้เฟิงเจี่ยนพูด “บริเวณนี้ไม่มีคนคอยเฝ้า ประตูล่ะ?”

          ซ่งชูเจาลังเล “ประตู?”

          บอกตามตรง คนอย่างข้า--เจาเจาเดินเข้าทางประตูหน้าอย่างเปิดเผยไม่ได้

          คือว่า... ชอบปีนกำแพงมากกว่า

          แววตาของกู้เฟิงเจี่ยนที่มองซ่งชูเจาเปลี่ยนไปทันที

          เขารู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะร้ายแรงกว่าที่คิด

 

          สุดท้าย ซ่งชูเจาก็หาประตูข้างที่อยู่ใกล้กับเรือนของนางที่สุดพบแล้วเดินเข้ามาแต่โดยดี

          เนื่องจากกู้เฟิงเจี่ยนไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แม้ว่าซ่งชูเจาจะมีทักษะการปีนกำแพงล้ำเลิศ แต่ร่างกายเคลื่อนไหวได้ไม่คล่องแคล่วพอ ตอนที่ปีนกำแพงจึงทำให้เสื้อผ้าเปื้อนคราบสกปรกอยู่หลายจุด

          กู้เฟิงเจี่ยนกวาดตามองนางขึ้นๆ ลงๆ เหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็อดกลั้นเอาไว้ สีหน้ากล้ำกลืนของเขาทำให้ซ่งชูเจารู้สึกเห็นใจเขามากขึ้นอีกสองส่วน

          กู้เฟิงเจี่ยนล้วงผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วกวักมือเรียกนางให้เดินไปหา

          ซ่งชูเจาคิดจะรับผ้ามาเช็ดเอง แต่กู้เฟิงเจี่ยนกลับหดมือกลับแล้วใช้สายตาสั่งนางไม่ให้ขยับ ซ่งชูเจาเม้มริมฝีปาก นางรู้สึกผิดอยู่บ้าง ดังนั้นจึงยอมยืนนิ่งๆ แต่โดยดี

          กู้เฟิงเจี่ยนขยับเข้ามาใกล้นางอีกก้าวหนึ่ง จากนั้นจึงก้มลงคว้ามือนางมาเช็ดคราบดินบนฝ่ามือให้

          การเคลื่อนไหวของเขาอ่อนโยนมาก เขาค่อยๆ เช็ดนิ้วของนางด้วยความอดทน มือของเขาเบามากจนทำให้ซ่งชูเจารู้สึกจั๊กจี้

          ความรู้สึกนี้ทำให้คนที่ไม่ค่อยได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้อื่นอย่างซ่งชูเจาไม่ชินเอาเสียเลย นางตั้งท่าจะดึงมือกลับ แต่พอนึกขึ้นมาว่านี่เป็นร่างกายของกู้เฟิงเจี่ยน เขาคงต้องเสียใจมากแน่ๆ ด้วยเหตุนี้นางจึงอดกลั้นเอาไว้

          ถึงร่างกายของกู้เฟิงเจี่ยนจะอ่อนแอ แต่กลับสูงกว่าซ่งชูเจาถึงหนึ่งช่วงศีรษะ

          ซ่งชูเจาก้มลงมองก็เห็นศีรษะเล็กๆ กำลังขยับไปมาอยู่ตรงหน้า ดูเรียบร้อยน่ารักมาก ถึงตัวนางเองจะมีนิสัยกระโดกกระเดก แต่กลับชอบคนเรียบร้อยมากที่สุด ไม่คาดว่าวันหนึ่งนางจะได้เห็นความเรียบร้อยแบบนี้บนร่างของตัวเอง

          ระหว่างที่ซ่งชูเจากำลังคิดเรื่อยเปื่อย กู้เฟิงเจี่ยนก็เช็ดมือให้นางจนเสร็จเรียบร้อยแล้วถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

          สายตาของนางเลื่อนจากศีรษะของอีกฝ่ายมาที่ชายเสื้อของตัวเอง

          เมื่อเช้าฝนเพิ่งตกไปรอบหนึ่ง ทั่วทั้งเมืองหลวงจึงชุ่มชื้นมาก ตอนที่ซ่งชูเจาออกจากบ้าน นางสวมเสื้อผ้าสีน้ำเงินอ่อน พอมาเลอะตะไคร่ชื้นๆ บนกำแพงแบบนี้ เสื้อผ้าก็เป็นรอยสกปรกน่าเกลียดมาก

          ซ่งชูเจานึกในใจว่าแย่แล้ว คนอย่างกู้เฟิงเจี่ยนต้องรักความสะอาดมาก เขาคงจะรู้สึกว่าคนที่ซุกซนอย่างนางขัดตามากแน่ๆ นางเห็นสีหน้าของกู้เฟิงเจี่ยนไม่ชัด แต่พอเห็นเขาจ้องคราบสกปรกตรงชายเสื้อตาเขม็ง นางก็พึมพำเสียงเบาว่า “เจ้าคงไม่ได้คิดจะด่าข้าหรอกนะ?”

          กู้เฟิงเจี่ยนเงยหน้าขึ้นถามอย่างงุนงง “ข้าจะด่าเจ้าไปไย?”

          ซ่งชูเจาตกใจ “เจ้าไม่ด่าข้าเรอะ? ถ้าท่านแม่ข้ารู้ว่าข้าปีนกำแพงจนทำให้เสื้อผ้าสกปรกแบบนี้ต้องลงมือสั่งสอนข้าแน่”

          กู้เฟิงเจี่ยนทอดเสียงให้ช้าลง เอ่ยอย่างมีความหมาย “อ้อ... เจ้าเองก็รู้ว่าไม่ควรปีนกำแพง”

          ซ่งชูเจา “...”

          รู้ แต่สันดานคนมันยากจะเปลี่ยนแปลงนี่

          เขาอารมณ์ดีมาก ไม่เหมือนคนที่กำลังโกรธสักนิด

          ซ่งชูเจา “ข้าแอบออกมา บ้านเจ้ามีบ่าวรับใช้เยอะจริงๆ ดีที่ปกติเจ้ารักความสงบ ข้าสั่งให้พวกเขาออกไป พวกเขาก็ไม่ระแวงสงสัยเลยสักนิด พอออกจากเรือนได้ ข้าก็ตรงมาที่นี่ทันที” ถึงนางจะมีประสบการณ์สูง แต่กว่าจะออกจากจวนตระกูลกู้มาได้ก็ต้องลำบากไม่น้อย

          ซ่งชูเจาคิดว่าคนอย่างกู้เฟิงเจี่ยนอยู่ที่บ้านได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ต้องไม่คุ้นเคยกับสถานที่ที่ไม่ต่างจากถ้ำเสืออย่างจวนตระกูลซ่งแห่งนี้เป็นแน่ ไม่แน่ว่าอาจจะถูกสามปีศาจตระกูลซ่งอย่างซ่งซือเหวิน ฮูหยินผู้เฒ่า และสะใภ้สามร่วมมือกันข่มเหง หรือหากไม่ระวังตัวให้ดี ยังอาจจะถูกเมี่ยวเอ๋อร์ข่มเหงอีกด้วย

          เฮ้อ ยุทธภพอันตรายมาก ใช่สถานที่ที่ปลาตัวเล็กๆ อย่างกู้เฟิงเจี่ยนจะมาแหวกว่ายเสียที่ไหน

          กู้เฟิงเจี่ยนพับผ้าเช็ดหน้าส่งมาให้นางเงียบๆ

          ซ่งชูเจารับมา ถามเสียงเบา “เจ้ากินอะไรหรือยัง?”

          กู้เฟิงเจี่ยนจ้องนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า

          “ข้ารู้อยู่แล้ว!” ซ่งชูเจายิ้มได้ใจ “ข้าคิดว่าเจ้าคงลืมไปกินข้าว พวกเขาก็คงไม่เก็บไว้ให้ ตอนที่ออกมาก็เลยตั้งใจเอามาให้เจ้าด้วย” นางหยิบห่อกระดาษน้ำมันห่อหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้เขา ดวงตาฉายแววกระตือรือร้นแกมคาดหวัง

          กระดาษห่อนี้ยังอุ่นอยู่ กู้เฟิงเจี่ยนเปิดออกดูก็พบว่าด้านในมีห่านย่างอยู่ครึ่งตัว กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วในชั่วพริบตา มือของเขาเองก็เลอะคราบน้ำมันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

          เขาคิดจะพูดว่าตัวเองกินของมันๆ แบบนี้ไม่ได้ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากก็นึกขึ้นมาได้ว่านี่เป็นร่างกายของซ่งชูเจา น่าจะไม่มีปัญหา

          ไม่ผิดจากที่คาด เขาได้ยินซ่งชูเจาพูดว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าเพิ่งหายป่วย กินไม่ได้ ดังนั้นก็เลยไม่ได้กิน วันนี้ข้ากินโจ๊กไปแค่ชามเดียวเท่านั้น ห่านย่างนี่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเมืองหลวง ถ้าเจ้าสุขภาพแข็งแรงจะต้องชอบแน่ๆ ข้าเอามาให้ลองชิมดู โอกาสแบบนี้หาได้ยาก ลองชิมดูเร็ว!”

          เวลาพูดสีหน้าของนางสดใสมาก แม้จะแฝงด้วยแววได้ใจ แต่ก็ทำให้ผู้อื่นอดรู้สึกชื่นชอบไม่ได้

          ปกติกู้เฟิงเจี่ยนมีนิสัยเย็นชา ไม่ชอบแสดงความรู้สึกออกมาทางสีหน้า พอเห็นตัวเองที่เป็นแบบนี้ เขาก็รู้สึกว่าแปลกตาเอามากๆ

          กู้เฟิงเจี่ยนหมุนตัวเดินเข้าไปในห้อง ชายเสื้อปัดผ่านหญ้าสูงเปียกชื้น

          เขาวางของลงบนโต๊ะแล้วหันกลับไปมองซ่งชูเจา

          ซ่งชูเจาดูเหมือนเป็นคนไม่คิดเล็กคิดน้อย แต่ความจริงแล้วเป็นคนที่ใจกว้างและใส่ใจผู้อื่น ไม่เช่นนั้นนางคงไม่ได้พูดง่ายแบบนี้ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนางเห็นเขาเป็นคนที่ต้องดูแลนั่นเอง

          มันทำให้เขานึกถึงแม่ทัพน้อยที่แสนสง่างามและมีดวงตาใสกระจ่างในอดีตคนนั้น แม้แต่เงาร่างที่กำลังควบม้าก็ยังดูสง่างามแตกต่างจากคนอื่นๆ

          ซ่งชูเจาเดินตามเข้ามา พอสังเกตเห็นว่าเขากำลังมองตรงมาแต่ไม่พูดอะไรสักคำก็เอ่ยถามว่า “เจ้าเอาแต่มองข้า อยากพูดอะไรหรือ?”

          “ข้ารู้สึกว่าเจ้าเหมือนคนที่เคยรู้จัก” แววสงสัยปรากฏขึ้นในดวงตาของกู้เฟิงเจี่ยนวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกเก็บงำเอาไว้อย่างรวดเร็ว “ข้าคิดว่าบุตรคนที่สามของตระกูลซ่ง เป็นคุณชายสามเสียอีก”

          “ท่านพ่อของข้ามีลูกสามคน แต่มีลูกชายแค่คนเดียวเท่านั้น” ซ่งชูเจายิ้ม ยกมือขึ้นชี้ตัวเอง “ไม่มีคุณชายสาม มีแต่คุณหนูสาม ต้องมีใครหลอกเจ้าแน่ๆ!”

          “เป็นคนอื่นบอกข้าจริงๆ” ใบหน้าของกู้เฟิงเจี่ยนฉายแววเสียดาย “ตอนที่ข้าออกเดินทางท่องเที่ยวเคยไปที่ชายแดน วันนั้นฝนตกหนัก ก้อนหินและดินโคลนมากมายไหลลงมาจากภูเขาทำให้ม้าตื่น ข้าไม่ทันระวังก็เลยพลัดตกลงจากหลังม้าแล้วลื่นลงไปในลำธาร เขาช่วยข้าเอาไว้ ตอนนั้นเขาบอกว่าตัวเองเป็นคุณชายสามของตระกูลซ่ง ซ้ำยังบอกให้ข้ามอบหลักฐานบางอย่างให้ เขาจะกลับไปส่งข่าวแทนข้า”

          ซ่งชูเจาพูดเสียงจริงจัง “เขาต้องเป็นพวกสิบแปดมงกุฎแน่!”

          น้ำเสียงเหมือนกับเด็กหนุ่มจอมหยิ่งยโสในตอนนั้นไม่มีผิด

          “ใช่ สิบแปดมงกุฎคนนั้น” กู้เฟิงเจี่ยนพูดเสียงดังขึ้น สายตาที่มองนางแฝงด้วยแววขำขัน “สิบแปดมงกุฎคนนั้นทิ้งข้าเอาไว้ที่นั่นคนเดียว เขาทิ้งเสื้อไว้ให้ข้าสองตัวแล้วก็ขี่ม้าของข้าจากไป บอกว่าจะไปเรียกคนมาช่วย” กู้เฟิงเจี่ยนหยุดชะงักเล็กน้อยก่อนจะจงใจพูดต่อ “ข้ารออยู่นานมาก สุดท้ายก็ถูกคนที่เดินทางผ่านมาช่วยเอาไว้ แต่เขากลับไม่ได้ปรากฏตัวอีกเลย”

          เดิมซ่งชูเจาโมโหโกรธา ซ้ำยังตั้งท่าจะช่วยเขาด่าสิบแปดมงกุฎคนนั้น แต่พอฟังถึงตรงนี้นางก็หยุดชะงัก

          เรื่องนี้ฟังดูคุ้นๆ อยู่บ้าง

          ตอนนั้นนางกำลังโมโหก็เลยหนีออกมาจากค่าย ระหว่างทางได้พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ตอนขากลับนางตากฝน บางทีอาจเป็นเพราะไม่เคยล้มป่วยมาก่อน อาการป่วยของนางก็เลยรุนแรง นางเป็นไข้อยู่ครึ่งเดือนกว่าจะหายเป็นปกติ พอหายดีก็จำเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนวันนั้นไม่ได้เสียแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นนางช่วยส่งข่าวให้เขาหรือเปล่า

          ในที่สุดนางก็รู้ว่าป้ายหยกที่เพิ่งแตกไปชิ้นนั้นมาจากไหน

          นางไม่เพียงแต่หลอกเอาข้าวของของคนอื่นมาโดยไม่ได้ทำงานให้ แต่ยังทำมันแตกอีกด้วย

          คำพูดของซ่งชูเจาติดค้างอยู่ในลำคอ เหงื่อเริ่มซึมเต็มหน้าผาก

          นางยืดตัวตรง แอบปรายตามองสีหน้าของกู้เฟิงเจี่ยนเพราะกลัวเขาจะจับพิรุธได้

          นางยอมรับไม่ได้เด็ดขาด เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว จะยอมรับไม่ได้เด็ดขาด

          ซ่งชูเจาปฏิเสธเสียงดังฟังชัด “เขา... เขาเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ! ดังนั้นถึงได้บอกชื่อส่งเดช ตระกูลซ่งเราไม่มีคนแบบนี้อย่างแน่นอน!”

          กู้เฟิงเจี่ยน “ข้าเคยเขียนจดหมายถึงเขาด้วย”

          “ที่ชายแดนวุ่นวายจะตาย ถ้าไม่ใช่สารจากราชสำนัก น้อยนักที่จะมีจดหมายส่งไปถึง...” ซ่งชูเจาพูด แต่พอนึกขึ้นได้ก็รีบเปลี่ยนมาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ใช่! เขาต้องไม่ใช่คนตระกูลซ่ง จดหมายที่เจ้าส่งมาต้องไม่ถึงมือเขาอยู่แล้ว!”

          สีหน้าของกู้เฟิงเจี่ยนบิดเบี้ยวเหมือนกำลังพยายามข่มความโกรธแค้น แต่ปากก็ยังรับคำเสียงเรียบ “อ้อ...” ซ่งชูเจาเพิ่งจะถอนใจโล่งอก กู้เฟิงเจี่ยนก็พูดต่อว่า “จะว่าไป คนผู้นั้นกับเจ้าก็ดูคล้ายๆ กันอยู่บ้าง”

          ซ่งชูเจาลนลาน แต่ชั่วขณะต่อมาก็ควบคุมตัวเองได้ นางรีบอธิบายด้วยคำพูดที่คิดเอาเองว่าฉลาดเสียเต็มประดา “ข้าหน้าตาเหมือนท่านแม่ คิดว่าคงเป็นเพราะคนผู้นั้นหน้าตาคล้ายคนตระกูลซ่งเรา ก็เลยกล้าแอบอ้างชื่อตระกูลซ่งไปหลอกคนอื่น!”

          กู้เฟิงเจี่ยนพยักหน้าเงียบๆ เหมือนยอมรับคำอธิบายของนาง

          ซ่งชูเจายังพยายามยืนยันความบริสุทธิ์สุดความสามารถ ต่อให้ต้องด่าตัวเองก็ไม่ลังเลสักนิด “เขามันไร้ยางอายจริงๆ! คนแบบนี้คบหาไม่ได้!”

          “...” กู้เฟิงเจี่ยนนิ่งเงียบไปนาน สุดท้ายถึงได้พูดว่า “ช่างเถอะ จริงๆ ก็ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น บางทีเขาอาจจะมีความจำเป็นบางอย่าง” ถ้ายังพูดต่อไป ไม่รู้นางจะด่าอะไรออกมาอีก

          ซ่งชูเจาซาบซึ้งใจ “เจ้าเป็นคนดีเหลือเกิน”

          กู้เฟิงเจี่ยน “...”

          เขากระแอมครั้งหนึ่ง นั่งลงที่ข้างโต๊ะ “ร่างกายเจ้ามีเรื่องอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษหรือไม่?”

          เขาแตะกาน้ำชา พอสัมผัสได้ว่าเป็นน้ำเย็นก็ไม่รินให้นาง

          ซ่งชูเจานั่งลงข้างๆ เขาอย่างสง่าผ่าเผย “ข้ารีบร้อนกลับมา มีทหารตามมาส่งแค่สองคน ไม่ได้เอาคนมาปรนนิบัติด้วย หลังจากส่งข้าเสร็จพวกเขาก็กลับไปแล้ว ส่วนบ่าวรับใช้ที่ถูกพามาเรือนนี้ ทางที่ดีเจ้าอย่าได้เชื่อคำพูดของนางเด็ดขาด”

          กู้เฟิงเจี่ยนตอบ “ข้ารู้”

          ซ่งชูเจาเห็นเขามีสีหน้าเรียบเฉยก็กลัวเขาจะไม่ใส่ใจ ดังนั้นจึงเตือนซ้ำอีกรอบ “อยู่ห่างๆ จากสาวใช้นั่นหน่อย ถ้ามีเรื่องสำคัญอะไรก็อย่าให้นางทำ นางไม่ได้มาดี”

          กู้เฟิงเจี่ยนเหลือบมอง “นางเคยข่มเหงเจ้าหรือ?”

          “นางย่อมข่มเหงข้าไม่ได้ แค่ทำให้หงุดหงิดเป็นบางครั้งเท่านั้นแหละ...” ซ่งชูเจาตอบ “แค่บ่าวรับใช้คนหนึ่ง ข้าคร้านจะถือสาหาความด้วย”

          กู้เฟิงเจี่ยนไม่พูดอะไร เขาหันกลับไปเปิดห่อกระดาษน้ำมันบนโต๊ะอีกรอบ

          ซ่งชูเจาเตือนอีก “ผู้อาวุโสในตระกูลซ่งไม่สนิทกับข้า พูดอะไรก็ชอบเสียดสีแดกดัน เจ้าอย่าเก็บมาใส่ใจ ตอนนี้เจ้าสู้พวกเขาไม่ได้... ถ้าถูกพวกเขาข่มเหง เจ้าก็มาบอกข้า ข้าจะแอบแก้แค้นให้เอง!”

          กู้เฟิงเจี่ยน “อืม”

          ซ่งชูเจาคิดๆ แล้วก็พูดต่อ “ความจริงแล้ว ทางข้าไม่มีอะไรต้องระวังเป็นพิเศษหรอก ข้าเพิ่งกลับมาเมืองหลวงได้ไม่นาน ไม่มีคนคุ้นเคย ไม่มีชื่อเสียงใดๆ ให้รักษา เจ้ารับมือพวกนั้นได้ตามสบายเลย ว่าแต่ทางตระกูลกู้ล่ะ?”

          กู้เฟิงเจี่ยนตอบ “ไม่มีอะไร ปกติข้าไม่ชอบพูด ส่วนใหญ่ก็จะอ่านหนังสืออยู่ในห้อง”

          ใบหน้าของซ่งชูเจาบิดเบี้ยวเหมือนกำลังเป็นทุกข์อย่างหนัก                  กู้เฟิงเจี่ยนพูดต่อ “เจ้าอยากออกไปเดินเล่นก็ไม่มีปัญหา หมอบอกให้ข้าออกไปเดินเล่นมากๆ พวกเขาไม่สงสัยหรอก”

          ซ่งชูเจาถอนใจโล่งอก

          กู้เฟิงเจี่ยนยิ้ม

 

          ในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นห่านย่าง

          กู้เฟิงเจี่ยนเหลือบไปเห็นลูกกระเดือกของซ่งชูเจากำลังขยับอย่างไม่เป็นธรรมชาตินัก สองตาจ้องโต๊ะเขม็ง แต่กลับไร้ชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง เขากล่าวว่า “ถ้าเจ้าเป็นห่วงทางนี้ กลับไปก็ช่วยทำอะไรให้ข้าสักสองสามเรื่องสิ”

          “บอกมาเลย!”

          กู้เฟิงเจี่ยนกล่าวต่อ “บอกให้ท่านแม่ของข้ารีบมาแลกวันเดือนปีเกิดและหนังสือหมั้นหมายที่ตระกูลซ่ง”

          ซ่งชูเจาชะงัก นางอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับพูดไม่ออก

          กู้เฟิงเจี่ยน “จากนั้นก็ส่งชุนตงสาวใช้ของตระกูลกู้มาให้ข้า นางฉลาดมาก ทำงานเก่ง ถ้ามีนางอยู่ที่ตระกูลซ่ง นางจะช่วยดูแลข้าได้”

          ซ่งชูเจาถาม “ชุนตงคนไหน?”

          กู้เฟิงเจี่ยน “เจ้าไปบอกกู้ฮูหยินว่าให้ส่งชุนตงมาให้ข้า นางจะเข้าใจเอง”

          “เหมาะสมหรือ?” ซ่งชูเจาลังเล “จะไม่ค่อยเหมาะหรือเปล่า?”

          กู้เฟิงเจี่ยนตอบเสียงหนักแน่น “เหมาะสม ไม่มีใครกล้าพูดอะไรหรอก”

          เขาพูดด้วยความเชื่อมั่น ซ่งชูเจาก็เลยเชื่อ

          ทั้งสองเตือนอีกฝ่ายซ้ำอีกว่าปกติควรระวังเรื่องอะไรบ้าง จากนั้นก็นัดหมายเวลาไปวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเมืองหลวงด้วยกัน เผื่อว่าอาจจะมีวิธีแก้ไขอะไรได้บ้าง

          ซ่งชูเจาเห็นว่าออกมานานแล้ว ดังนั้นจึงรีบร้อนขอตัวจากไป

          รอจนนางจากไปแล้ว กู้เฟิงเจี่ยนนั่งนิ่งอยู่นานกว่าจะยื่นมือไปฉีกห่านย่างมาชิ้นหนึ่ง ถึงห่านจะเย็นและค่อนข้างมัน แต่รสชาติก็ไม่เลวจริงๆ ตอนที่กินเข้าไปยังทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย

          ปกติกู้เฟิงเจี่ยนชอบกินอาหารจืดๆ กินอะไรก็ไร้รสชาติ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเลือกกินสักเท่าไร ครั้งนี้กินลงไปรวดเดียวครึ่งท้อง เขากลัวว่าหากกินต่อไปจะทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้รับไม่ไหวถึงได้หยุดกินด้วยความเสียดาย

          พอถึงเวลาอาหารเย็น กู้เฟิงเจี่ยนไปนั่งรอที่ห้องอาหารก่อนเวลา เพราะถึงอย่างไรเขาก็จะรอให้ซ่งชูเจาส่งอาหารมาให้ตลอดไม่ได้ ต้องหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

          ในเมื่อเขาอยู่ที่นี่ บ่าวรับใช้ของตระกูลซ่งย่อมไม่อาจทำเป็นมองไม่เห็น พวกนางนำชามกับตะเกียบมาให้ จากนั้นก็ทำกับข้าวมาขึ้นโต๊ะเพิ่มอีกสองอย่าง

          ไม่นานนัก ฮูหยินผู้เฒ่าซ่งกับคนอื่นๆ ก็มาถึง ทุกคนเห็นเขาเข้าก็ประหลาดใจไม่น้อย แต่พวกนั้นก็เพียงแค่นั่งลงกินอาหารเงียบๆ

          อาหารมื้อนี้เงียบมาก

          ไม่รู้ว่าปกติคนตระกูลซ่งกินอาหารกันเงียบๆ แบบนี้หรือเปล่า แต่เย็นนี้ไม่มีใครพูดอะไรบนโต๊ะอาหารแม้แต่คำเดียว ตลอดมื้ออาหารมีเพียงเสียงตะเกียบกระทบชามและเสียงดื่มน้ำแกงเท่านั้น สาวใช้ที่คอยปรนนิบัติอยู่ด้านข้างก็มีทีท่าตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด เกรงว่าตัวเองจะทำอะไรผิดพลาด

          สะใภ้สามย่อมสังเกตเห็น นางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดปาก กลอกตามองคนนั้นทีคนนี้ที

          ซ่งซือเหวินดูเป็นปกติ ก้มศีรษะกินอาหารของตัวเองเงียบๆ ดูสงบเรียบร้อยดี

          ‘ซ่งชูเจา’ ที่นั่งอยู่ด้านข้างนั่งตัวตรง เคี้ยวอาหารช้าๆ แต่กลับมีท่าทางเหม่อลอยอยู่บ้าง

          สะใภ้สามรู้สึกว่าน่าสนใจไม่น้อย นางจึงใช้ข้อศอกสะกิดสามีของตัวเองทีหนึ่ง อีกฝ่ายหันมาถลึงตาใส่ นางก็แค่นเสียง “ฮึ” คำหนึ่งก่อนจะกินอาหารต่อ นางรู้สึกว่าวันนี้ ‘ซ่งชูเจา’ ดูสงบนิ่งจนทำให้ใครๆ อ่านไม่ออก ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็ดูเหมือนกำลังพยายามจับผิดเพราะปรายตามองมาหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ

          สะใภ้สามรอให้เกิดเรื่อง แต่เสียดายที่ต้องผิดหวัง

          หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ กู้เฟิงเจี่ยนหันไปประสานมือคารวะฮูหยินผู้เฒ่าแล้วเดินกลับห้องไปเงียบๆ โดยไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นแม้แต่น้อย สาวใช้ซึ่งหายหน้าไปกว่าครึ่งค่อนวันก็โผล่หน้ากลับมาแล้วเดินตามเขากลับไปที่เรือน

          ยามนี้ฟ้ามืดแล้ว เมี่ยวเอ๋อร์ถือตะเกียงเดินเข้าไปวางลงตรงข้างโต๊ะ จากนั้นก็ไปปูเตียงให้

          กู้เฟิงเจี่ยนเจอหนังสือนิยายเล่มหนึ่งในเรือนซอมซ่อหลังนี้

          เห็นได้ชัดว่าหนังสือนิยายเล่มนี้ถูกคัดลอกด้วยลายมือ น่าจะเป็นหนังสือที่ซ่งชูเจาซื้อมาอ่านฆ่าเวลา เขาไม่เคยอ่านหนังสือไร้สาระแบบนี้มาก่อน แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรทำ ดังนั้นจึงนั่งลงพิงโต๊ะแล้วเริ่มพลิกหนังสืออ่าน

          แสงสว่างนอกหน้าต่างค่อยๆ มืดลง เงาจากแสงตะเกียงเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ เมี่ยวเอ๋อร์ยกชาร้อนกาหนึ่งมาวางลงบนโต๊ะ พอเห็นว่าทำงานเสร็จแล้วก็ตั้งท่าจะเดินออกไป

          ในตอนนั้นเอง กู้เฟิงเจี่ยนซึ่งนิ่งเงียบมาตลอดก็พูดขึ้นว่า “วันนี้ข้าไอเล็กน้อย”

          เมี่ยวเอ๋อร์หยุดเท้าแล้วค้อมกายลง “ถ้าอย่างนั้นบ่าวจะไปตุ๋นน้ำแกงสาลี่มาให้ดื่มแก้ร้อนในดีหรือไม่เจ้าคะ?”

          กู้เฟิงเจี่ยนพูดต่อ “คิดว่าคงเป็นเพราะในห้องไม่ได้ทำความสะอาดมานานก็เลยมีฝุ่นสะสม”

          เมี่ยวเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความงุนงง

          กู้เฟิงเจี่ยนเอ่ยเสียงเรียบเรื่อย “เจ้าไปตักน้ำมาทำความสะอาดสักหน่อยเถิด”

          เมี่ยวเอ๋อร์รับคำ “เจ้าค่ะ”

          เรือนหลังนี้ไม่มีคนอาศัยมานาน ก่อนหน้านี้ก็แค่ปัดกวาดลวกๆ รอบหนึ่งเท่านั้น หลังจากซ่งชูเจามาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้ใช้ให้เมี่ยวเอ๋อร์ทำอะไรสักเท่าไร หรือจะพูดให้ถูกก็คือ นี่เป็นครั้งแรกที่เมี่ยวเอ๋อร์ทำงานจริงๆ จังๆ

          เมี่ยวเอ๋อร์ตักน้ำกลับมาวางอ่างไม้ลงบนพื้น จากนั้นก็เอาผ้าขี้ริ้วชุบน้ำไปเช็ดตามบริเวณที่เห็นได้ชัดๆ อย่างตู้ โต๊ะ หลังจากเช็ดแบบขอไปทีรอบหนึ่ง นางก็ลงมือกวาดพื้น

          หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป เมี่ยวเอ๋อร์ก็ปล่อยแขนเสื้อที่รวบเอาไว้ลงแล้วเดินกลับไปรายงานกู้เฟิงเจี่ยนเสียงเบา “คุณหนู บ่าวทำความสะอาดเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”

          ใบหน้าใต้แสงตะเกียงของกู้เฟิงเจี่ยนกึ่งมืดกึ่งสว่าง ทำให้คนอ่านสีหน้าของเขาไม่ออก

          ตาของเขากวาดมองหน้าหนังสือ นิ้วเรียวยาวพลิกกระดาษไปอีกหน้าหนึ่ง

          “ยังไม่สะอาด”

          เมี่ยวเอ๋อร์ “เรียนถามคุณหนู ไม่สะอาดตรงไหนเจ้าคะ?”

          กู้เฟิงเจี่ยนพูดเสียงเรียบเรื่อย แต่แฝงด้วยแววเด็ดขาด ไม่ยอมให้อีกฝ่ายโต้แย้งแม้แต่คำเดียว “ตรงไหนไม่สะอาดก็ยังไม่รู้ ถ้าอย่างนั้นก็ทำทั้งหมดอีกรอบเถอะ”

          เมี่ยวเอ๋อร์ตะลึงงันอยู่กับที่เหมือนคิดไม่ถึงว่าเขาจะกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา

          กู้เฟิงเจี่ยนรออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดย้ำเสียงหนัก “ยังไม่ไปอีก?”

          เมี่ยวเอ๋อร์ตัวแข็ง แน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายจงใจแกล้งตน นางกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด แต่ก็ยังรับคำอย่างนอบน้อม “เจ้าค่ะ”

          นางออกไปตักน้ำมาใหม่อีกรอบหนึ่ง จากนั้นก็ซักผ้าขี้ริ้วแล้วเริ่มทำความสะอาดอีกรอบ

          ครั้งนี้นางตั้งใจมากกว่าเดิมเล็กน้อย รอยสกปรกตรงมุมห้องก็ไม่ลืมเช็ด ซ้ำยังออกแรงมากกว่าเดิม

          เสียงผ้าเปียกเนื้อหยาบเสียดสีกับเสาเตียงไม้ดังบาดหู เสียงฝีเท้าหนักๆ เดินเข้าเดินออกไม่หยุด โต๊ะเก้าอี้ถูกลากไปมาดังครืดๆ อ่างไม้ถูกกระแทกลงบนพื้นจนน้ำกระฉอก

          ไม่มีใครในห้องพูดอะไรสักคำ สายลมในฤดูใบไม้ร่วงพัดมากระแทกหน้าต่างที่ปิดสนิท ในอากาศเหมือนมีประกายไฟบางอย่างที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหงุดหงิด ราวกับอยากจะแสดงความไม่พอใจออกมาแต่ก็ต้องพยายามอดกลั้นเอาไว้

          เมี่ยวเอ๋อร์ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามถึงจะทำความสะอาดเสร็จ

          ตั้งแต่ต้นจนจบ กู้เฟิงเจี่ยนไม่ได้ปรายตามองอีกฝ่ายเลย ราวกับว่าอีกฝ่ายไม่มีตัวตนอยู่ และการกระทำเหล่านั้นก็ไม่น่าสนใจเท่าหนังสือนิยายไร้สาระในมือเสียด้วยซ้ำ

          จนกระทั่งเมี่ยวเอ๋อร์กลับมายืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง กู้เฟิงเจี่ยนถึงได้ยกมือขึ้นกดท้ายทอยของตัวเองแล้วเอ่ยปากเป็นครั้งที่สองของค่ำคืนนี้

          “เจ้าคิดว่าสะอาดหรือยัง?”

          เมี่ยวเอ๋อร์มองปลายเท้าของตัวเอง “ไม่ทราบว่าคุณหนูเห็นว่าสะอาดหรือยังเจ้าคะ?”

          กู้เฟิงเจี่ยนตอบอย่างไม่เกรงใจสักนิด “ข้าว่ายัง”

          แววดื้อดึงไม่ยอมรับปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเมี่ยวเอ๋อร์ น้ำเสียงที่พูดก็แข็งกระด้างขึ้น “เรียนถามคุณหนู ไม่สะอาดตรงไหนเจ้าคะ?”

          กู้เฟิงเจี่ยนหัวเราะเบาๆ

          เมี่ยวเอ๋อร์แอบเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพราะไม่เข้าใจว่ามีอะไรน่าขัน ทันใดนั้นนางก็ได้ยินกู้เฟิงเจี่ยนเอ่ยถามว่า “ข้าเป็นสาวใช้งั้นหรือ?”

          เมี่ยวเอ๋อร์ก้มหน้าลง “ย่อมไม่ใช่”

          “แล้วเจ้ามาถามข้าว่าควรทำความสะอาดอย่างไร... งั้นรึ?” กู้เฟิงเจี่ยนวางหนังสือลงแล้วยื่นมือไปเขี่ยไส้ตะเกียง ทำให้เปลวไฟไหววูบ น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยแววเย็นชาเสียดสี “ต้องให้ข้าสอนเจ้าหรือไม่ ว่าบ่าวควรทำตัวอย่างไร?”

          คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของเมี่ยวเอ๋อร์เปลี่ยนเป็นซีดขาวในชั่วพริบตา

          เขายกขาขึ้นเปลี่ยนท่านั่งใหม่ก่อนจะเอนกายลงอย่างเกียจคร้าน “ยังหัวค่ำอยู่ ข้าจะรอเจ้าเช็ดถูห้องจนสะอาด”

          เมี่ยวเอ๋อร์มองนางด้วยสีหน้าดำคล้ำ สุดท้ายก็กัดฟันพูดด้วยความคับแค้น “เจ้าค่ะ!”

          ถึงสองครั้งแรกจะไม่ได้ตั้งใจทำความสะอาดสักเท่าไร แต่ก็ใช้เรี่ยวแรงไปไม่น้อย เมื่อก่อนเมี่ยวเอ๋อร์เป็นที่โปรดปรานมาก ไม่ใช่สาวใช้ระดับต่ำที่ทำงานพวกนี้ หลังจากทำงานหนักมาเกือบหนึ่งชั่วยาม แขนของนางก็ปวดเมื่อยอย่างหนัก

          นางยกอ่างไม้ออกไปอีก คราวนี้ไม่ได้ไปตักน้ำที่โอ่งด้านหลัง แต่เลี้ยวไปที่เรือนของซ่งซือเหวินแทน

          ซ่งซือเหวินเตรียมจะพักผ่อนแล้ว แสงตะเกียงอบอุ่นสาดส่องออกมาทางหน้าต่าง ตอนที่เมี่ยวเอ๋อร์ไปถึง บังเอิญได้พบกับสาวใช้ของอีกฝ่ายเข้าพอดี

          สาวใช้คนนั้นถืออ่างไม้ใบเล็กไว้ในมือเช่นกัน ท่าทางเหมือนกำลังจะยกน้ำร้อนไปให้ซ่งซือเหวินล้างหน้าล้างตา

          ตอนที่เมี่ยวเอ๋อร์เดินผ่านหน้านาง จู่ๆ ก็ขาอ่อนแล้วล้มลงบนพื้น ทำให้น้ำในอ่างหกรดพื้นดินที่ข้างทางจนหมด

          สาวใช้คนนั้นรีบยื่นมือมาช่วยประคอง ร้องถามว่า “อา! น้องเมี่ยวเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไป?”

          ดวงตาของเมี่ยวเอ๋อร์เปียกชื้น นางร้องไห้โฮเพราะทนไม่ไหวอีกต่อไป “เกรงว่าข้าคงล่วงเกินคุณหนูสามเข้าให้แล้ว นางให้ข้าทำความสะอาดห้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าต้องทำอย่างไรนางถึงจะพอใจ”

          สาวใช้คนนั้นพึมพำด้วยความไม่พอใจ “ทำไมคุณหนูสามคนนั้นถึงมีวิธีข่มเหงผู้อื่นมากมายถึงเพียงนี้ นี่ไม่ใช่จงใจทรมานเจ้าหรอกหรือ?”

          เมี่ยวเอ๋อร์ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา “อิจฉาเจ้าที่ได้ปรนนิบัติคุณหนูรองจริงๆ มีใครไม่รู้บ้างว่าคุณหนูรองใจดีที่สุด ข้ากลัวเหลือเกินว่าจะมีอะไรมากกว่านี้รอข้าอยู่”

          “เมื่อก่อนเจ้าเองก็เคยปรนนิบัติอยู่ข้างกายคุณหนูรองเหมือนกัน คุณหนูรองไม่มีทางไม่สนใจเจ้าหรอก” สาวใช้คนนั้นคิดๆ แล้วก็ดึงนางให้ลุกขึ้น กล่าวว่า “ข้าจะไปบอกคุณหนูให้ ถ้าคุณหนูยอมออกหน้าแทนเจ้าก็น่าจะไม่มีอะไรแล้ว”

          เมี่ยวเอ๋อร์ร้องด้วยความยินดี “ขอบคุณเจ้ามาก แล้วก็ช่วยขอบคุณคุณหนูแทนข้าด้วย!”

          ไม่นานนัก ซ่งซือเหวินก็สวมเสื้อคลุมเดินมาที่เรือนเล็ก

          ชายเสื้อตัวหลวมกว้างของนางพลิ้วไหวอยู่ท่ามกลางสายลม เวลาเดินนางเพียงวางเท้าลงบนพื้นเบาๆ ทำให้ไม่มีเสียงสักนิด เงาร่างท่ามกลางความมืดสลัวดูอรชรอ้อนแอ้น

          กู้เฟิงเจี่ยนเห็นทั้งสามเดินเข้ามาก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบโต้อะไร เขาเพียงแค่ยกมือขึ้นนวดบริเวณสันจมูกเพื่อผ่อนคลายความอ่อนล้าของดวงตา ผ่านไปครู่หนึ่ง เห็นทั้งสามยังเอาแต่ยืนอยู่ตรงประตูไม่ขยับเขยื้อน เขาก็เอ่ยอย่างหงุดหงิด “ปิดประตู”

          ซ่งซือเหวินกำลังรอให้เขาเอ่ยปากพูดก่อน แต่นางไม่คาดว่าคำพูดประโยคแรกของเขาจะเป็นคำพูดนี้ นางทั้งโมโหทั้งทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายก็ได้แต่ก่นด่าว่า ‘หยาบคาย’ อยู่ในใจแล้วเป็นฝ่ายเดินเข้าไปเอง

          “น้องสาม เมี่ยวเอ๋อร์ทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือ?”

          ซ่งซือเหวินหยุดยืนอยู่ตรงกลางห้อง รักษาระยะห่างจากคนตรงหน้าเพราะไม่อยากแสดงความสนิทสนมมากจนเกินไป แต่คำพูดที่กล่าวออกมากลับเป็นกันเอง ราวกับว่าสนิทสนมกับเขามากๆ

          “ข้าแค่บอกให้นางทำความสะอาดห้องเท่านั้น ทำไม เรื่องนี้ท่านก็จะเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยหรือ?” เปรียบกันแล้ว น้ำเสียงของกู้เฟิงเจี่ยนเย็นชากว่ามาก แม้จะไพเราะ แต่ก็แฝงด้วยความน่าเกรงขามของผู้ที่มีฐานะสูงกว่า ประโยคถัดมาเขาหันไปถามเมี่ยวเอ๋อร์โดยตรง “เจ้าไปตักน้ำที่เรือนของคุณหนูรองงั้นหรือ?”

          เมี่ยวเอ๋อร์ทำคอหด แล้วพยายามหลบไปอยู่ด้านหลังของซ่งซือเหวิน

          ซ่งซือเหวินก้าวออกมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง เอ่ยช้าๆ “น้องสาม เมี่ยวเอ๋อร์เคยเป็นสาวใช้ของข้า นับว่าเคยมีวาสนาฉันนายบ่าวกับข้าอยู่ระยะหนึ่ง นางมือเท้าเก้งก้างซ้ำยังพูดจาไม่เข้าหู บางครั้งก็ทำผิดไปบ้าง แต่ความจริงแล้วไม่มีเจตนาร้าย หากนางพูดอะไรผิด หวังว่าเจ้าจะเห็นแก่หน้าพี่ ยกโทษให้นางสักครั้ง”

          “ความหมายของท่านคือ ต่อไปนี้ห้ามสั่งให้สาวใช้ในตระกูลซ่งทำงานแล้วสินะ?” กู้เฟิงเจี่ยนย้อนถาม “นางเป็นบ่าวในจวน นางไม่ทำ หรือท่านจะเป็นคนทำ?”

          สาวใช้ข้างกายซ่งซือเหวินรีบพูดว่า “คุณหนูรองของเรามีฐานะสูงส่ง จะเอามาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร?”

          กู้เฟิงเจี่ยน “คุณหนูรองของพวกเจ้ามีฐานะสูงส่ง ดังนั้นก็เลยยอมให้พวกเจ้าพูดแทรกตามใจชอบใช่หรือไม่? ข้าไม่เคยเห็นตระกูลใหญ่ตระกูลไหนปกครองบ่าวรับใช้ได้ไร้ระเบียบกฎเกณฑ์เช่นนี้มาก่อน”

          สาวใช้นิ่งเงียบ แต่พอเห็นซ่งซือเหวินซึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดมิได้ห้ามปราม นางก็พูดต่อ “คุณหนูรองของเรามีใจเมตตา”

          กู้เฟิงเจี่ยนหัวเราะ “บ่าวรับใช้ของตระกูลซ่งช่างแปลกประหลาดเสียจริง ไม่เชื่อฟัง ไม่ทำงาน ปากมาก เกียจคร้าน ซ้ำยังชอบบงการนั่นนี่ ถึงตระกูลซ่งจะตามอกตามใจบ่าวรับใช้แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับข้า ในเมื่อเป็นสาวใช้ประจำตัวข้า ข้าก็มีสิทธิ์จะสั่งสอน”

          ริมฝีปากของซ่งซือเหวินซีดขาว แต่ยังคงพูดเสียงอ่อนโยน “ได้ยินว่าน้องสามสั่งให้นางทำความสะอาดสองรอบแล้ว”

          กู้เฟิงเจี่ยนพยักหน้า “ทำความสะอาดสองรอบแล้วแต่ก็ยังไม่สะอาด ดูท่า ปกติบ่าวรับใช้ตระกูลซ่งคงไม่ค่อยได้ทำงานจริงๆ สินะ ข้างกายข้าไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์ ถ้าท่านตัดใจไม่ได้ก็พานางกลับไปเถอะ”

          ซ่งซือเหวินพยายามฝืนยิ้ม “ข้าว่าสะอาดมากพอแล้ว”

          “ข้าทนดูความสกปรกไม่ได้” กู้เฟิงเจี่ยนกวาดตามองมุมต่างๆ ในห้องรอบหนึ่ง “ตั้งใจทำความสะอาดหรือไม่ มีตรงไหนที่ยังเช็ดถูไม่สะอาด นางรู้ตัวดี”

          ในห้องเหลือเพียงความเงียบ

          เมี่ยวเอ๋อร์เห็นซ่งซือเหวินพูดสู้คุณหนูสามไม่ได้ก็ร้อนใจขึ้นมา ฝ่ามือของนางเปียกชื้น อ่างไม้ที่ถืออยู่ในมือก็เหมือนจะหนักกว่าเดิม

          ซ่งซือเหวินพูดเสียงแห้ง “น้องสามไปเรียนวิธีการแบบนี้มาจากไหน?”

          “ไม่ได้เรียนมาจากไหน” กู้เฟิงเจี่ยนยิ้มเปิดเผย “ตอนที่พบคุณชายห้าตระกูลกู้ ข้าเห็นสาวใช้ข้างกายเขาว่านอนสอนง่ายมาก ในใจนึกอยากรู้ว่าตระกูลกู้มีระเบียบกฎเกณฑ์เข้มงวดสักแค่ไหนก็เลยลองถามเขาดู”

          คำพูดนี้ทำให้ซ่งซือเหวินเริ่มจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ นางเอ่ยด้วยสีหน้าไม่เห็นด้วย “เจ้าแอบไปพบกู้อู่หลางตามลำพังได้อย่างไร? เจ้าควรอยู่ห่างๆ เขาถึงจะถูก!”

          กู้เฟิงเจี่ยน “ข้าอยากพบใครก็จะพบ อยากพูดกับใครก็จะพูด ถึงอย่างไรอนาคตข้ากับเขาก็ต้องเป็นครอบครัวเดียวกัน ครั้งหน้าที่พบ ข้ายังจะถามเขาด้วยว่า สมควรเมตตาหรือเข้มงวดกับบ่าวรับใช้ในจวนกันแน่”

          “ทำไมเจ้า...” เสียงของซ่งซือเหวินขาดหาย สุดท้ายก็ได้แต่กล้ำกลืนความไม่พอใจเอาไว้

          นางรู้สึกว่าอีกฝ่ายกล้าทำจริงๆ

          ซ่งชูเจาเป็นนังบ้าที่ไร้มารยาท!

          เมี่ยวเอ๋อร์มองซ้ายทีขวาที พอรู้ตัวว่าตนยังคงต้องทำความสะอาดต่อ นางก็จิกนิ้วกับขอบอ่างแล้วคุกเข่าลง “บ่าวไม่รู้ความเอง บ่าวจะไปตักน้ำเดี๋ยวนี้ วันนี้ต้องทำความสะอาดเรือนของคุณหนูให้สะอาดให้ได้เจ้าค่ะ!”

          ซ่งซือเหวินสูดหายใจลึก จากนั้นก็บอกว่าจะอยู่ดูเมี่ยวเอ๋อร์ทำความสะอาดแล้วเลือกนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง

          กู้เฟิงเจี่ยนไม่สนใจ เขาพูดเพียงแค่ว่า “อย่าลืมเช็ดตรงที่คุณหนูรองนั่งด้วย”

          สีหน้าของซ่งซือเหวินเปลี่ยนเป็นดำทะมึน โมโหจนอยากจะสะบัดหน้าจากไปเสียเดี๋ยวนั้น ทั้งที่ลุกขึ้นยืนแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่อยากยอมแพ้ จึงนั่งลงอีกครั้ง

          ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยามกว่า เมี่ยวเอ๋อร์ทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมในห้องจนเสร็จเรียบร้อย ครั้งนี้นางตั้งใจเช็ดอย่างละเอียด ไม่กล้าทำแบบขอไปทีอีก แม้กระทั่งฝุ่นที่สะสมอยู่ในห้องมานานปีก็ยังถูกนางแคะออกมาจนหมด

          มือทั้งคู่ของนางแช่น้ำจนขาวซีด แม้กระทั่งขาและเอวก็ปวดล้าจนแทบจะทนไม่ไหวเพราะต้องก้มตัวอยู่ตลอดเวลา ช่วงท้ายๆ นางถึงกับต้องลากขาที่หนักอึ้งฝืนอดทนทำต่อไปเรื่อยๆ ถึงจะทำจนเสร็จ

          ดึกมากแล้ว

          ซ่งซือเหวินนั่งอยู่บนม้านั่งไม้แข็งๆ จนปวดเมื่อยไปหมด บางครั้งก็ต้องขยับตัวไปมาเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้า ยิ่งเงยหน้าขึ้นเห็นกู้เฟิงเจี่ยนนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนั้นด้วยท่าทางเกียจคร้าน นางก็ยิ่งทรมานกว่าเดิม ในใจนางนึกเสียใจมานานแล้ว แต่เพราะกลัวเสียหน้าก็เลยไม่ยอมจากไป

          เมี่ยวเอ๋อร์กลับมายืนอยู่ตรงหน้ากู้เฟิงเจี่ยนอีกครั้ง ถามด้วยอาการขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “คุณหนู ครั้งนี้สะอาดพอหรือยังเจ้าคะ?”

          กู้เฟิงเจี่ยนเลิกคิ้วมองนาง เขาจ้องนางนิ่งจนทำให้เส้นขนทั่วร่างของนางถึงกับลุกชัน สุดท้ายเขาถึงได้พูดออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก “วันนี้มืดแล้ว พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน”

          ซ่งซือเหวินลุกขึ้นทันที นางเกือบจะรักษาสีหน้าให้สงบราบเรียบไม่ได้อีก หลังจากหันไปพยักหน้าให้กู้เฟิงเจี่ยนทีหนึ่ง นางก็รีบสาวเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว

          เมี่ยวเอ๋อร์ตั้งท่าจะเดินตามไป แต่กู้เฟิงเจี่ยนกลับเรียกเอาไว้ก่อน “จะไปไหน เจ้าเป็นสาวใช้ของข้า ข้าบอกให้ไปได้แล้วหรือ?”

          ซ่งซือเหวินที่เพิ่งเดินออกจากห้องหยุดชะงัก นางไม่ได้หันกลับไปมอง แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ตัดสินใจหยุดเท้า

          กู้เฟิงเจี่ยน “เฝ้าอยู่ที่ด้านนอก รอรับคำสั่งจากข้า ข้าจะเข้านอนเมื่อไรค่อยยกน้ำร้อนเข้ามา อ้อ... เงียบๆ หน่อยล่ะ อย่าทำเสียงดัง”

          คำพูดของเขาทำให้เมี่ยวเอ๋อร์เกือบจะเสียสติ

          เมื่อเป็นเช่นนี้ ซ่งซือเหวินย่อมไม่รอต่อไปอีก นางรู้ว่าตัวเองอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไร้ประโยชน์ จะให้อยู่คอยจับตามองทุกการเคลื่อนไหวของกู้เฟิงเจี่ยนแล้วคอยหาเรื่องก็เป็นไปไม่ได้ นางจึงหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่ลังเลสักนิด

          แม้จะเป็นต้นฤดูใบไม้ร่วง แต่หลังจากฝนตกอากาศก็เย็นมาก โดยเฉพาะในตอนกลางคืน

          สายลมแผ่วเบาพัดพาละอองความชื้นโชยผ่านมาที่ระเบียงแล้วแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนัง ฝังลึกเข้าไปในกระดูก เมี่ยวเอ๋อร์สูดน้ำมูก ทรุดกายลงนั่งยองๆ อยู่ด้านนอกด้วยความคับแค้นใจ เดิมนางยังคิดว่าซ่งชูเจาต้องพักผ่อน ไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่อดหลับอดนอนเพื่อกลั่นแกล้งสาวใช้คนหนึ่งเป็นแน่

          คิดไม่ถึงว่ารอแล้วรออีก รอจนร่างกายด้านชาไปหมดเพราะความหนาว ด้านในก็ยังไม่มีเสียงอะไรสักนิด หากไม่ใช่เงาร่างนั้นยังคงสะท้อนอยู่บนหน้าต่าง นางคงจะคิดว่าซ่งชูเจาแอบเข้านอนโดยไม่บอกให้นางรู้ไปแล้ว

          เห็นได้ชัดว่ากู้เฟิงเจี่ยนเป็นคนนอนดึก

          เขามีความเคยชินอย่างหนึ่ง นั่นคือหากอ่านหนังสือไม่จบจะหงุดหงิดจนนอนไม่หลับ ไม่ว่าหนังสืออะไรก็เป็นแบบนี้ทั้งสิ้น

          ผ่านไปอีกสองชั่วยามกว่า ทุกครั้งที่เมี่ยวเอ๋อร์พิงประตูผล็อยหลับไป นางจะถูกปลุกให้ตื่นเสมอ เดี๋ยวก็ให้ยกน้ำชาเข้าไป เดี๋ยวก็ให้ไปเอาผลไม้ หลังจากทำงานเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เสร็จเรียบร้อย นางก็ถูกไล่ให้ออกมาตากลมอีก

          อีกไม่นานฟ้าคงสว่าง

          ในขณะที่เมี่ยวเอ๋อร์หมดหวังแล้วนั้น จู่ๆ กู้เฟิงเจี่ยนก็เรียกนางเข้าไป

          เมี่ยวเอ๋อร์ไม่มีท่าทีแข็งกระด้างเหมือนก่อนหน้านี้อีก นางก้าวเท้าอ่อนแรงเข้าไปในห้องแล้วย่อกายทำความเคารพ ท่าทางเซื่องซึมเหมือนหญ้าที่ถูกน้ำค้างแข็งปกคลุม ในที่สุดก็ว่านอนสอนง่าย

          ลมหนาวคืนนี้ทำให้สมองของนางแจ่มใสขึ้นไม่น้อย

          ถึงซ่งชูเจาจะไม่เป็นที่โปรดปรานของคนตระกูลซ่ง แต่ก็นับว่าเป็นเจ้านายคนหนึ่ง ซ้ำวันหน้านางยังจะแต่งไปที่จวนกั๋วกง ขอเพียงนางคิดแค้นอาฆาต ย่อมต้องมีวิธีจัดการกับสาวใช้อย่างตนได้อย่างง่ายดาย

          ไม่ว่าลับหลังซ่งซือเหวินกับฮูหยินผู้เฒ่าจะชิงชังรังเกียจซ่งชูเจามากแค่ไหน แต่ภายนอกย่อมต้องรักษาภาพลักษณ์เอาไว้ พวกนั้นทำอะไรซ่งชูเจาไม่ได้ ต่อให้นางช่วยพวกนั้นกลั่นแกล้งซ่งชูเจา พวกนั้นก็ไม่มีทางช่วยเหลือนางอยู่ดี

          หากคุณหนูสามเป็นคนที่ถูกข่มเหงได้ง่ายๆ ไม่มีปัญญาทำอะไร ซ้ำยังได้แต่กล้ำกลืนความไม่พอใจเอาไว้อย่างที่ฮูหยินผู้เฒ่าบอก นางย่อมสามารถหาโอกาสฉกฉวยผลประโยชน์ แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ มิหนำซ้ำ คุณหนูสามยังอดทนมากกว่าคนอื่นๆ ในตระกูลซ่ง สามารถรอจนถึงวันนี้ถึงได้ลงมือ พอคุณหนูโมโหขึ้นมา ไม่ว่าใครก็เอาไม่อยู่

          ในความเป็นจริงแล้ว แม้แต่คุณหนูรองก็ยังกลัวนาง

          เมี่ยวเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น ในใจเริ่มนึกกลัวคนตรงหน้า

          กู้เฟิงเจี่ยนเอ่ยว่า “รู้หรือไม่ว่าอะไรทำให้ข้าไม่พอใจ?”

          เมี่ยวเอ๋อร์กลืนน้ำลายก่อนจะตอบว่า “บ่าวผิดไปแล้ว”

          “นิสัยที่ข้าเกลียดที่สุดมีสามประเภท หนึ่งล้ำเส้น สองคืออวดฉลาด สามคือข่มเหงคนดีหวั่นเกรงคนชั่ว” กู้เฟิงเจี่ยนยกยิ้มมุมปาก “ก่อนหน้านี้ข้าไม่ถือสาเจ้าเพราะคิดว่าไม่จำเป็น แต่ถ้าข้าคิดจะถือสาขึ้นมา เจ้านับเป็นตัวอะไรได้?”

          เมี่ยวเอ๋อร์เหงื่อแตกพลั่ก ไม่รู้เป็นเพราะเหนื่อยหรือตกใจกันแน่ ร่างทั้งร่างสั่นระริก ดูน่าสงสารมาก นางคุกเข่าลง “บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ”

          กู้เฟิงเจี่ยน “ไม่อยากให้คนอื่นดูถูกก็อย่าทำอะไรที่น่าดูถูก นิสัยประจบสอพลอ ยุแยงตะแคงรั่ว ชั่วชีวิตนี้ก็เป็นได้แค่บ่าวเท่านั้น”

          เมี่ยวเอ๋อร์หลับตาลง “คุณหนูกล่าวถูกแล้วเจ้าค่ะ”

          ผ่านไปครู่หนึ่ง กู้เฟิงเจี่ยนค่อยเอ่ยด้วยความอ่อนเพลีย “ไปเอาน้ำร้อนมา ข้าจะพักผ่อน”

          น้ำตาของเมี่ยวเอ๋อร์แทบจะไหล นางรีบรับคำ “เจ้าค่ะ”

 

          ตอนที่ซ่งชูเจากลับไปถึงจวนตระกูลกู้ นางระวังตัวมาก แต่ก็ยังถูกคนพบเห็นเข้าอยู่ดี

          ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ คนที่มาเจอนางคือกู้ฮูหยินที่ตั้งใจมาคอยอยู่ก่อนแล้วนั่นเอง

          เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฝีมือ แต่เป็นเพราะโชคไม่ดีเท่านั้น

          ซ่งชูเจาร้องแย่แล้วอยู่ในใจ หลังจากจัดชายเสื้อเสร็จนางก็เชิดหน้ายืดอกเดินเข้าไปด้านใน เตรียมพร้อมที่จะถูกอบรมสั่งสอนด้วยความกล้าหาญ

          ไม่รู้เหมือนกันว่าวิธีอบรมสั่งสอนของตระกูลกู้เป็นอย่างไร กระบองหรือแส้ ยาวหรือสั้น โหมกระหน่ำเหมือนพายุหรือค่อยเป็นค่อยไป

          นาง... ก็พอรับได้บ้าง ไม่เลือกนักหรอก

          กู้ฮูหยินเห็นนางเดินเข้ามาก็รีบสาวเท้ามาหาด้วยความร้อนใจ พอเห็นสภาพของนางชัดก็ยิ่งตกใจ “เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้มีสภาพแบบนี้?”

          ซ่งชูเจารู้สึกว่าตัวเองก็ดูปกติดี กลับมาโดยไม่มีอะไรแตกหักเสียหาย แขนเสื้อกับรองเท้าก็อยู่ครบ

          ดวงตาคู่สวยของกู้ฮูหยินฉายแววกังวล “ลูกแม่ ทำไมถึงไม่พูดล่ะ?”

          ซ่งชูเจานึกถึงนิสัยไม่ค่อยพูดไม่ค่อยยิ้มของกู้เฟิงเจี่ยนแล้วก็พยายามตีสีหน้าเคร่งขรึม พูดว่า “ไม่ระวังก็เลยหกล้มขอรับ”

          นางแสร้งทำเป็นเคร่งขรึมได้ แต่ไม่อาจเลียนแบบความเย็นชาจากเนื้อแท้ของกู้เฟิงเจี่ยน กู้ฮูหยินมองสีหน้าที่พยายามฝืนสุดความสามารถของนางแล้ว ความรักและจินตนาการของมารดาก็ทำให้นางมองเห็นความน้อยเนื้อต่ำใจในสีหน้าของซ่งชูเจา

          กู้เฟิงเจี่ยนเคยถูกข่มเหงแบบนี้เมื่อไรกัน? ดูท่าเขาคงจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจริงๆ!

          กู้ฮูหยินปวดใจ “เจ็บหรือไม่ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? เจ้าไปล้มที่ไหน อาการป่วยยังไม่หายดีก็รีบร้อนออกไป จะไปทำอะไรหรือ? ถ้าอยากออกไปก็ออกทางประตูใหญ่ดีๆ สิ มีใครในจวนกล้าขวางเจ้าบ้าง? แต่จะให้ดีก็ควรพาใครไปด้วยสักคน...”

          ซ่งชูเจาไม่เคยชินกับความห่วงใยเช่นนี้ นางรีบเบี่ยงตัวหลบมือของอีกฝ่ายแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดลวกๆ ตามความเคยชิน “ไม่เป็นอะไรหรอก แค่สกปรกเล็กน้อยเองขอรับ”

          ทันใดนั้น นางก็สังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบผิดปกติ พอเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่ากู้ฮูหยินกำลังมองผ้าเช็ดหน้าในมือของนางด้วยสายตาพินิจพิจารณา

          ความกังวลหายไป ความร้อนใจก็หายไป เหลือเพียงประกายบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้

          ซ่งชูเจา “...”

          ซ่งชูเจาแข็งใจพูดว่า “ข้าซื้อมา”

          กู้ฮูหยินพยายามกลั้นยิ้ม ไม่พูดถึงเรื่องที่ว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเก่าแล้ว แต่ยังเห็นได้ชัดด้วยว่าเป็นแบบที่ผู้หญิงใช้ แต่นางก็เลือกที่จะไม่ถามตรงๆ “เจ้าไปไหนมา? แม่คิดจะเอาของมาให้ถึงได้รู้ว่าเจ้าไม่อยู่ คนเฝ้าประตูบอกว่าไม่เห็นเจ้าออกไป แม่หาจนทั่วจวนแล้วแต่ก็หาไม่พบ พี่สี่ของเจ้าก็เลยออกไปตามหาข้างนอก”

          ซ่งชูเจาตอบ “ข้าแค่นอนนานไปหน่อย ก็เลยออกไปเดินเล่นเท่านั้น”

          กู้ฮูหยินพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “แม่เข้าใจ!”

          ซ่งชูเจา “...”

          ท่านเข้าใจอะไรหรือ?

          กู้ฮูหยินเรียกความสงบเยือกเย็นกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว “เจ้าคงจะเหนื่อยแล้ว กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพักผ่อนก่อนเถอะ แม่ไม่รบกวนแล้ว อีกสักพักจะให้ปี่เฟิงยกอาหารไปให้ที่ห้อง”

          ความเข้าอกเข้าใจของกู้ฮูหยินทำให้ซ่งชูเจาประหลาดใจมาก ฝ่ายนั้นไม่เพียงแต่ไม่เอาเรื่อง แต่ยังไม่ซักไซ้ไล่เลียงอีกด้วย แตกต่างจากผู้ใหญ่ตระกูลซ่งของนางโดยสิ้นเชิง!