ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ถ้าอยากสบายให้แต่งกับชายขี้โรค

ผู้แต่ง Wu Duo Mo Gu
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ fictionlog

ชะตาลิขิตให้อวี๋หันโจวต้องเข้าไปเป็นนางร้ายในหนังสือเล่มหนึ่ง ตามบทเดิม... นางโกรธแค้นพระเอกผู้หล่อเหลา เลยประชดด้วยการแต่งกับพี่ชายขี้โรคของเขา ตามบทเดิม... นางคือเสือซุ่มที่แฝงตัวในอยู่ครอบครัวของเขา คอยยุแยงให้พระนางแตกแยก ตามบทเดิม... หลังจากสามีตาย นางจะจัดการทุกคนในบ้านแล้วก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ ถีบนางเอกทิ้ง แล้วแย่งพระเอกกลับมา แต่นักเขียนไม่ได้บอกว่าพลอตเรื่องจะเป็นอย่างไรต่อถ้า ‘สามีขี้โรค’ คนนั้น ไม่—ยอม—ตาย!

บทนำ

ชะตาลิขิตให้อวี๋หันโจวต้องเข้าไปเป็นนางร้ายในหนังสือเล่มหนึ่ง
ตามบทเดิม... 
นางโกรธแค้นพระเอกผู้หล่อเหลา เลยประชดด้วยการแต่งกับพี่ชายขี้โรคของเขา
ตามบทเดิม... 
นางคือเสือซุ่มที่แฝงตัวในอยู่ครอบครัวของเขา คอยยุแยงให้พระนางแตกแยก
ตามบทเดิม... 
หลังจากสามีตาย นางจะจัดการทุกคนในบ้านแล้วก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ 
ถีบนางเอกทิ้ง แล้วแย่งพระเอกกลับมา
แต่นักเขียนไม่ได้บอกว่าพลอตเรื่องจะเป็นอย่างไรต่อถ้า ‘สามีขี้โรค’ คนนั้น
ไม่—ยอม—ตาย!

สารบัญ

ภายในห้องตกแต่งด้วยสีแดงอันร้อนแรงและสดใส

          ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม เทียนไข หรือกระดาษคำมงคลล้วนแต่เป็นสีแดงทั้งสิ้น

          กลิ่นกำยานหอมเย็นบางเบาที่ไม่รู้ว่าเป็นกำยานชนิดใดปนแทรกอยู่ในอากาศ เตียงนอนที่ปูทับด้วยผ้าห่มสีแดงปักคำมงคลมีร่างบอบบางนั่งอยู่ มือขาวเนียนวางไว้บนหัวเข่า ชุดวิวาห์สีแดงเจิดจ้ายิ่งขับผิวของนางให้ดูขาวสว่างกว่าเดิม

          ในตอนนั้นเองที่ร่างในชุดวิวาห์ขยับตัว มือข้างหนึ่งยกขึ้นดึงผ้าคลุมหน้าออก

          ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวต้องรอเจ้าบ่าวมาเป็นคนเปิด เจ้าสาวจะดึงออกโดยพลการไม่ได้ ทว่าเจ้าสาวกลับดึงมันออกอย่างไม่ใส่ใจ

          การเคลื่อนไหวของหญิงสาวไม่เร็วไม่ช้า ไม่นานนักใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมสีแดงก็เผยออกมา ดวงตาที่เป็นประกายแวววาวมองไปรอบห้องด้วยความสนใจใคร่รู้

          ในห้องไม่มีใครอื่น เครื่องเรือนที่วางอยู่ด้านใน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้า ฉากกั้นห้อง หรือแม้แต่เตาจุดกำยานล้วนแต่เป็นของที่ดูดีมีราคา มีรสนิยมอย่างที่ชนชั้นสูงหรือคนมีเงินใช้กัน

          นางก้มลงมองมือตัวเอง นี่เป็นมือที่ได้รับการดูแลอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ามือหรือท้องนิ้วล้วนแต่เรียบเนียน ไม่มีรอยด้านแม้แต่เพียงน้อยนิด มือขาวบอบบางดูแล้วเหมือนไม่มีแรงแม้แต่จะยกกาน้ำชาด้วยซ้ำ

          แตกต่างจากมือเรียวยาวที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นในความทรงจำโดยสิ้นเชิง

          นี่ไม่ใช่มือของนาง

          ในหัวของนางมีความทรงจำหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทำให้อวี๋หันโจวรับรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่ร่างกายเดิม แต่นางข้ามมิติมาอยู่อีกที่หนึ่ง

          นางข้ามมิติเข้ามาในหนังสือที่ตนอ่านฆ่าเวลา กลายมาเป็นนางร้ายที่เกิดในตระกูลผู้มีอันจะกิน แต่มีนิสัยทำอะไรไม่ยั้งคิด นางร้ายหลงรักชายคนหนึ่งถึงขนาดยอมทำลายชีวิตของตัวเองทั้งชีวิต

          ตัวละครตัวนี่ชื่อว่า ‘อันจือเหยียน’ เป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่

          พระเอกเป็นลูกชายคนรองของจวน ‘จงหย่งโหว’ นางร้ายมีรักแรกพบกับเขา อยากแต่งงานกับเขาให้ได้ แต่พระเอกไม่มีใจให้ แม้นางพยายามเข้าหาเขาด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเข้าไปชวนคุย หาเรื่องโผกอด ก็มักถูกพระเอกแสดงสีหน้ารำคาญใส่ ไปจนกระทั่งหาทางหลบหน้า มีอยู่ครั้งหนึ่งที่อันจือเหยียนเดินสะดุดพื้น ทำท่าจะเซไปหาเขา เขายังถอยตัวหลบ ทำให้นางหกล้มจับกบต่อหน้าผู้คนมากมาย

          จากเหตุการณ์นี้นางควรล้มเลิกความตั้งใจเดิม ไม่คิดจะหาทางสานสัมพันธ์ต่อ แต่ไม่ใช่ นางกลับมีความมุ่งมั่นต้องการจับพระเอกให้อยู่หมัด ถึงขนาดจัดฉาก บังคับให้เขาต้องรับนางเป็นภรรยาด้วยแผน ‘ถูกลวนลาม’ ในงานเลี้ยงงานหนึ่ง

          วันนั้น นางจ้างคนทำเสื้อผ้าของพระเอกสกปรก ส่วนตัวเองไปซ่อนอยู่ในห้องที่พระเอกจะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยสภาพที่เสื้อผ้าไม่เรียบร้อย ให้คนอื่นเห็นว่า พระเอกลวนลามนาง

          แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นบังเอิญว่า พระเอกพาพี่ชายขี้โรคมาร่วมงานเลี้ยงด้วย พี่ชายคนนี้ไม่เคยออกจากบ้านไปไหนมาไหน พระเอกไม่ไว้ใจให้พี่ชายรออยู่นอกห้องเพียงลำพัง เมื่อต้องมาเปลี่ยนเสื้อผ้า จึงได้พาพี่ชายมาที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยกัน

          ดังนั้น อันจือเหยียนที่อยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยจึงถูกชายสองคนเห็นพร้อมกัน

          พระเอกและพี่ชายไม่ใช่คนโง่ คือ... พวกเขารู้แหละว่านี่เป็นแผนการของผู้หญิง พระเอกหน้าตาบึ้งตึง คิดจะดึงตัวพี่ชายออกไปจากห้อง หากพี่ชายของเขากลับคิดได้ละเอียดถี่ถ้วนมากกว่า ก่อนจากไป พี่ชายพระเอกยังหันกลับมาเตือนนางว่า “แม่นาง พวกเราจะคิดเสียว่าไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น แต่หากว่าแม่นางเอาไปพูดกับคนอื่น แม่นางก็คงต้องแต่งงานกับข้าที่เป็นคนขี้โรคคนนี้เท่านั้น”

          ที่เขาเตือนเช่นนี้เพื่อบอกให้นางเลิกล้มความคิดเหลวไหล อย่าได้หาทางวางแผนจับน้องชายของเขาแต่งงาน

          แต่หญิงสาวทำใจรับไม่ได้ นางมองตามแผ่นหลังพระเอกที่จากไปอย่างไร้เยื่อใยก่อนเกิดความคิดบ้าระห่ำ ในเมื่อแต่งกับพระเอกไม่ได้นางก็แต่งกับผีขี้โรค--พี่ชายเขาแล้วกัน!

          พี่ชายของพระเอกเป็นคนร่างกายไม่แข็งแรง เจ็บป่วยอยู่ตลอด มีคนพูดกันว่าเขาคงอยู่ได้ไม่เกินยี่สิบปี หญิงสาวเกิดความคิดว่าไม่นานพี่ชายของพระเอกก็ต้องตาย ส่วนนางจะได้อยู่กับพระเอกในฐานะพี่สะใภ้ ได้พบหน้ากันทุกวัน อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันตลอดไป!

          เมื่อเป็นเช่นนี้ เท่ากับนางได้อยู่กับพระเอกไปจนแก่เฒ่า

          นางนำเรื่องนี้ไปบอกกับมารดาว่า พี่ชายของพระเอกเห็นนางกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า จำต้องแต่งงานกับเขาเพื่อรักษาชื่อเสียง มารดาไม่ยอม จะแต่งกับใครก็ได้แต่จะแต่งกับคนที่ป่วยกระเสาะกระแสะ อายุสั้นอย่างนั้นไม่ได้ แค่ถูกเห็นตอนกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็ปิดข่าวเอาไว้ ไม่ต้องยอมรับก็ได้แล้ว

          แต่หญิงสาวไม่ยอม นางจะแต่งงานกับพี่ชายพระเอกให้ได้ ถึงขนาดอดอาหาร ไม่กินอะไรเป็นการประท้วง คนที่บ้านทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายต้องยอมตามใจ ให้นางออกเรือนไป

          ออกเรือนไปแล้ว หญิงสาวก็ไม่สนใจสามี วันๆ เอาแต่จับตาดูพระเอก สามีเห็นว่านางทำตัวไม่ดี เกิดความไม่พอใจ ตำหนินางอย่างรุนแรง และยังจะย้ายออกไปอยู่ห้องอื่น แต่หญิงสาวไม่ยอม

          มีวันหนึ่ง ขณะที่อาการป่วยของสามีกำเริบ นางหยิบหมอนมาปิดหน้าเขา ไม่ให้เขาเรียกคนเข้ามาช่วยเหลือได้ทัน นางยืนดูเขาตายเพราะอาการป่วยกำเริบ

          ไม่นานหลังจากนั้น พระเอกก็แต่งงานกับนางเอก ให้ความรักความเอาใจใส่นางเอกอย่างมาก หญิงสาวเห็นแล้วเกิดความเคียดแค้นระคนริษยา พยายามหาเรื่องยุแหย่ ให้ร้าย จนสุดท้ายเท่ากับเป็นการขุดหลุมฝังตัวเอง

          ความจริงแล้วความผิดของนางไม่ถึงตาย แต่เพราะผิดหวังอย่างที่สุด ทำให้หญิงสาวตั้งใจพูดให้อีกฝ่ายเจ็บใจด้วยการบอกว่า ตนเองปิดปากสามีเอาไว้ขณะที่อาการป่วยของเขากำเริบ ทำให้ไม่มีใครเข้ามาดูแลจนเขาขาดใจตาย สร้างความโกรธแค้นให้กับครอบครัวสามี จึงลงโทษให้นางผูกคอตายเอง

          อวี๋หันโจวยื่นมือบอบบางไปด้านหลัง คลำไปคลำมา คลำเจอลูกพุทราก็หยิบขึ้นมากิน นางกินสองสามคำก็กินหมด

          เหตุใดเจ้าของร่างเดิมจึงมีความคิดที่บ้าระห่ำเช่นนี้นางก็ไม่เข้าใจ แต่นางไม่เหมือนกัน เจ้าของร่างเดิมเกิดอยู่บนกองเงินกองทอง มีความเป็นอยู่สุขสบายมาแต่เกิด ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่มี เจ้าของร่างเดิมได้รับความรักและความเอาใจใส่จากคนในครอบครัว ซึ่งนางไม่เคยได้รับมาก่อน

          นางไม่อาจเข้าใจว่าเหตุใดเจ้าของร่างเดิมจึงได้ตกอยู่ในวังวนความรักจนถอนตัวไม่ขึ้น ตั้งแต่อวี๋หันโจวจำความได้ นางเป็นเด็กกำพร้า อาศัยอยู่บนดาวฮวงอู๋ที่แร้นแค้นและห่างไกล เพื่อให้ตัวเองได้กินอิ่มท้อง ในทุกๆ วัน นางต้องเอาชีวิตเข้าแลกด้วยการเป็นนักสู้ในเวทีประลอง แม้จะมีกินอิ่มท้องแต่ก็ได้รับบาดเจ็บอยู่ตลอด

          ลูกพุทราในปากเคี้ยวหมดแล้ว นางเอื้อมมือไปด้านหลังหยิบถั่วลิสงและลำไยขึ้นมาแกะกินอย่างไม่รีบร้อน ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการกินให้อิ่ม

          จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาใกล้ เป็นฝีเท้าที่แผ่วเบาไร้กำลัง เดินตรงมายังห้องหอ อวี๋หันโจวรีบเก็บขยะที่เกิดขึ้นจากการกินใส่ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆ แอบยัดไว้ในซอกข้างเตียงที่ไม่เป็นที่สังเกต จากนั้นหยิบผ้าคลุมหน้าขึ้นมาคลุม นั่งตัวตรงอย่างสงบเสงี่ยมตามเดิม

          คนที่มาเป็นเจ้าบ่าว เขาเป็นบุตรชายคนโตของจงหย่งโหว นามว่า ‘เฮ่อเหวินจาง’ เพราะร่างกายไม่แข็งแรงเลยไม่มีใครกล้ารั้งตัวเขาไว้ดื่มสุราในงานเลี้ยง เมื่อดื่มกันพอเป็นพิธีแล้วจึงปล่อยเขากลับห้องหอ

           เฮ่อเหวินจางนึกถึงสาเหตุที่แท้จริงของการแต่งงานในวันนี้ นึกถึงสตรีนิสัยดื้อรั้นที่นั่งรออยู่ในห้องหอแล้วขมวดคิ้ว เปิดประตูเข้าห้องอย่างหนักใจ

          ภายในห้องเงียบสงัด

          เทียนมงคลที่ตั้งอยู่มุมห้องด้านหนึ่งยังคงลุกไหม้อย่างเงียบๆ แสงไฟไหวสองครั้งตามการเคลื่อนไหว เขาเดินเข้ามาด้านในเห็นร่างในชุดสีแดงที่นั่งนิ่งอยู่บนเตียง ผ้าคลุมศีรษะยังคงปิดหน้าตาเจ้าสาว มือสองข้างของนางวางซ้อนอยู่ที่หัวเข่า ร่างเล็กบางนั่งอย่างสงบเสงี่ยม

          เฮ่อเหวินจางเกิดความประหลาดใจเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดว่าคงจะพบกับสีหน้าเกรี้ยวกราด เต็มไปด้วยความไม่พอใจ เพราะการแต่งงานครั้งนี้มิได้เกิดขึ้นจากความชอบพอที่นางมีต่อเขา คนที่นางชอบคือน้องชายของเขา การที่แต่งงานกับเขามิใช่ความปรารถนาที่แท้จริงของหญิงสาวตรงหน้า

          เฮ่อเหวินจางเม้มปาก ก้าวเท้ามาที่เตียงนอนอย่างเชื่องช้า เมื่อเดินมาถึงโต๊ะกลม เขาหยิบแท่งหยกหรูอี้ขึ้นมาถือเอาไว้ จนกระทั่งเดินมาถึงข้างเตียง ใช้หยกหรูอี้เกี่ยวผ้าคลุมศีรษะเจ้าสาวขึ้น

          เขาพูดขึ้นว่า “เจ้า ...”

          เขาเพิ่งพูดไปได้คำเดียวก็หยุดชะงัก คำพูดที่เหลือติดอยู่ที่ริมฝีปาก

          หญิงสาวที่อยู่ใต้ผ้าคลุมศีรษะนั้นแตกต่างจากที่เขาคิดไว้โดยสิ้นเชิง

          เดิมทีเขาคิดว่าคงเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์เคียดแค้นชิงชัง แต่คิดไม่ถึงว่าดวงตาที่อยู่ใต้ผ้าคลุมศีรษะนั้นจะเป็นประกายแวววาว ดูนิ่งเย็นเหมือนไม่อินังขังขอบ

          เฮ่อเหวินจางพูดไม่ออก หลังจากตั้งสติได้แล้วเขาเอ่ยกับหญิงสาวว่า “ข้ารู้ว่าความจริงเจ้าไม่คิดจะแต่งกับข้า แต่ในเมื่อเราแต่งกันแล้ว ข้าก็หวังว่าเจ้าจะวางตัวเป็นฮูหยินน้อยสกุลเฮ่อที่ดี”

          เฮ่อเหวินจางไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงแต่งงานกับเขา เรื่องในวันนั้นแม้จะเป็นแผนการของนาง แต่เขากับน้องชายไม่ได้นำเรื่องนี้ไปพูดกับใคร ไม่มีคนที่สี่รู้เรื่องนี้ ไม่มีผลต่อชื่อเสียงของนาง ถ้านางคิดจะออกเรือนกับใครก็ไม่เป็นปัญหา เหตุใดจึงยังคิดจะแต่งงานกับคนป่วยอย่างเขา

          อวี๋หันโจวเงยหน้าขึ้นสบกับแววตาที่เต็มไปด้วยการตักเตือน ก่อนพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “ได้”

          ตัวนางในยามนี้ ไม่ใช่ราชินีนักสู้ผู้ไม่เคยพ่ายในสนามประลอง นางไม่ต้องพยายามหาวิธีให้ตัวเองได้มีที่อยู่ที่กินอีกต่อไป แต่เมื่อได้เป็นฮูหยินน้อยสกุลเฮ่อที่มีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบาย มีเสื้อผ้าสวยงามให้ใส่ มีบ่าวรับใช้คอยปรนนิบัติพัดวี ยังมีอาหารเลิศรสให้กินทุกวัน นางย่อมยินดี

          ท่าทีที่สงบนิ่งของนางอยู่ในสายตาของเฮ่อเหวินจางจนเขาเกิดความข้องใจ แต่ตอนนั้นเองที่ในลำคอเกิดอาการคัน สีหน้าของเฮ่อเหวินจางแปรเปลี่ยน หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปาก ก่อนส่งเสียงไออย่างรุนแรง

          เขาไม่สบาย ร่างกายไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก ร่างกายที่ผอมซูบกว่าคนปกติซ่อนอยู่ใต้ชุดวิวาห์สีแดงตัวใหญ่ที่ยามนี้สะบัดตัวไปตามการไอ      

          อวี๋หันโจวรู้สึกว่าเขาไอจนเหมือนกระดูกกระเดี้ยวจะแยกจากกัน รีบลุกขึ้นยืน ประคองให้เขานั่งลง จากนั้นเดินไปรินน้ำ ใช้ฝ่ามือทดสอบความร้อนกับถ้วย รู้สึกว่าไม่ร้อนจนเกินไป จึงยกมาให้เขา “ดื่มน้ำให้ชุ่มคอก่อน”

          เฮ่อเหวินจางไอจนตัวโยน พูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองถ้วยน้ำที่อยู่ตรงหน้าอย่างข้องใจ

          ทำไมนางถึงได้ทำดีกับเขา เขาคิดว่านางน่าจะชิงชังเขามากกว่า

          เฮ่อเหวินจางพยายามกลั้นเสียงไอ ยื่นมือที่ซีดผอมไปรับถ้วยมาถือเอาไว้ เพราะมือสั่น อีกทั้งยังกะระยะไม่ถูก ทำให้ปลายนิ้วของเขาสัมผัสถูกปลายนิ้วของอีกฝ่ายเข้าอย่างไม่ตั้งใจ เฮ่อเหวินจางตกใจ เหลือบตาขึ้นมอง เห็นว่านางมีสีหน้าเป็นปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดวงตาที่ใสกระจ่างยังมองมาด้วยความห่วงใย

          เฮ่อเหวินจางยิ่งข้องใจ แต่เพราะสภาพร่างกายในตอนนี้ทำให้เขาไม่มีเวลาให้คิดมาก จึงก้มหน้าดื่มน้ำในถ้วย

          พอดื่มน้ำหมดถ้วย เฮ่อเหวินจางรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย เขาถือถ้วยเปล่าเอาไว้ เหลือบตามองอีกฝ่ายเขม็ง “ที่ข้าพูดเมื่อครู่ ได้ยินหรือไม่”

          อวี๋หันโจวพยักหน้ารับ “ได้ยินแล้ว”

          ไม่ทำก็ไม่ทำ นางไม่มีปัญหาอยู่แล้ว นางไม่ได้ชอบน้องชายของเขา ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่พอใจกับสถานะในตอนนี้

          “ข้าพูดจริง!” แววตาของเฮ่อเหวินจางเคร่งเครียด เขาจ้องนางนิ่ง “อย่าทำเป็นเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา!”

          อวี๋หันโจวเข้าใจทันทีว่าเขาไม่เชื่อ

          เขาไม่เชื่อว่านางจะทำตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อย อวี๋หันโจวเองก็เข้าใจถึงความคิดของเขา ก่อนนี้เจ้าของร่างเดิมทำเรื่องเอาไว้มาก ถ้าตอนนี้นางเป็นเฮ่อเหวินจาง ก็คงไม่เชื่อเช่นกัน ดังนั้นอวี๋หันโจวถามขึ้นว่า “จะให้ข้าทำอย่างไร ท่านถึงจะเชื่อ”

          คำพูดก็แค่ลมปาก ไม่มีอะไรรับรองได้ แต่ถึงจะร่างเป็นลายลักษณ์อักษร ก็ไม่แน่ว่าจะทำได้เช่นกัน อวี๋หันโจวไม่รู้จะหาวิธียืนยันอย่างไร แต่นางก็ไม่รู้สึกตื่นตระหนก เพราะเขาอาจมีวิธีก็เป็นได้

          จะว่าไปแล้ว เพราะเขาเกิดความสงสัย ถ้าคิดจะให้เขาหมดความสงสัยก็ต้องให้เขาเป็นคนเสนอวิธีมาเอง

          เฮ่อเหวินจางถูกถามจนพูดไม่ออก

          เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะมั่นใจได้ว่านางจะไม่สร้างเรื่องขึ้นมาอีก ที่เขาพูดไปนั้นแค่ต้องการสะกิดเตือนนางเท่านั้น

          เขาเม้มปากจ้องหน้าเจ้าสาวหมาดๆ ใบหน้าที่ซีดเซียวของเขา ซูบตอบกว่าปกติ หากดวงตาที่จ้องมองมานั้นมีประกายคมกล้าราวกับต้องการมองให้ทะลุเข้าไปถึงเบื้องลึกในใจ นางสบตากับเขานิ่งๆ ทำให้เฮ่อเหวินจางมั่นใจว่า ที่นางพูดมานั้นมิใช่การยั่วยุแต่อย่างใด

          เป็นการตั้งคำถามอย่างตั้งใจ

          เขาทอดเสียงให้อ่อนลงขณะที่พูดกับนาง “ตอนแรกข้าบอกเจ้าแล้ว แต่เจ้าไม่ฟัง ไม่ว่าตอนนี้ในใจของเจ้าจะคิดอย่างไร เมื่อแต่งมาเป็นภรรยาของข้าแล้วก็ต้องเป็นภรรยาของข้าเท่านั้น”

          เฮ่อเหวินจางไม่แข็งแรง เจ็บป่วยตลอดทั้งปี รูปร่างจึงผ่ายผอมบางราวกับกิ่งไม้แห้งที่สามารถหักได้ทุกเมื่อถ้าถูกลมพัดแรงๆ แต่เวลาที่พูดจากลับทำให้ผู้ฟังเกิดความคล้อยตามได้ “ขอแค่เจ้าทำตัวสงบเสงี่ยมอยู่เฉยๆ ข้าย่อมไม่หาเรื่องให้เจ้าลำบากใจ” เขาหยุดไปเล็กน้อยก่อนเสริมขึ้นว่า “ไม่ว่าใครก็หาเรื่องเจ้าไม่ได้”

 

          “แต่ถ้า!” น้ำเสียงของเฮ่อเหวินจางเข้มขึ้นหลังจากนั้น

          แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “เจ้าทำตัวไม่ดี ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”

          ทันทีที่พูดจบ เฮ่อเหวินจางไออย่างรุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง!

          คำพูดเมื่อครู่ฟังแล้วดุดันเพียงใด เขาก็ยิ่งไอรุนแรงมากเพียงนั้น ความแข็งกร้าวที่คิดจะข่มอีกฝ่ายถูกทำลายลงไปแทบจะทันที

          ‘ทำหน้าดุได้แค่แวบเดียวเอง’ อวี๋หันโจวนินทาในใจ หากภายนอกมิได้แสดงอาการดูแคลนชายหนุ่มที่น่าสงสารคนนี้ นางหยิบถ้วยจากมือของเขา เดินไปเติมน้ำร้อน แล้วเดินกลับมาจ่อถ้วยชิดริมฝีปากของเขาอีกครั้ง

          นางกลัวว่าเขาจะไอแรงจนจับถ้วยน้ำไม่อยู่ ทำน้ำกระฉอกใส่เสื้อผ้า

          ส่วนเฮ่อเหวินจางที่นั่งอยู่ เห็นใบหน้าขาวนวลชะโงกเข้ามาใกล้ก็ตกใจแทบหงายหลัง อวี๋หันโจวเห็นแล้วก็รู้สึกขบขัน “ข้าแค่จะป้อนน้ำให้ดื่ม ท่านเป็นอะไรไป”

          ทำราวกับนางเป็นสัตว์ร้ายที่ต้องหนีให้ไกล

          เฮ่อเหวินจางเกิดความอับอายขึ้นมาทันที เขาเพิ่งพูดจาไม่ดีกับนาง แต่นางกลับไม่ติดใจ คิดจะป้อนน้ำให้เขาด้วย

          “ข้าดื่มเองได้” เฮ่อเหวินจางสะกดอาการอยากไอเอาไว้ ยื่นมือที่สั่นเทาไปรับถ้วยน้ำ พยายามที่จะไม่ให้สัมผัสถูกนิ้วมือบอบบาง เมื่อรับถ้วยมาถือไว้แล้ว เขาแหงนหน้าดื่มน้ำอย่างรวดเร็ว ราวกับต้องการทำให้การไอหายไปให้เร็วที่สุด

          พอดื่มน้ำหมดถ้วย เฮ่อเหวินจางไม่ไอแล้ว

          เขามองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า ไม่กล้าพูดจาข่มนางอีก ร่างกายของเขาทำอะไรก็ไม่สะดวก พูดจาข่มคนอื่น ตัวเองย่อมมีอารมณ์พลุ่งพล่านตามไปด้วย สุดท้ายก็ส่งผลไปที่ร่างกาย เกิดความไม่สบายต่างๆ

          อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้เขาก็รู้สึกละอายที่จะพูดจาไม่ดีกับนาง

          เฮ่อเหวินจางรอจนกระทั่งหายใจได้เป็นปกติ จึงเหลือบมองพลางเอ่ยว่า “ต่อไปไม่ต้องคอยดูแลข้า ให้เป็นหน้าที่ของบ่าวรับใช้”

          แม้พวกเขาจะแต่งงานกันแล้ว เป็นสามีภรรยากันก็จริง แต่เฮ่อเหวินจางไม่คิดจะเป็นสามีภรรยากับนางจริงๆ เขารู้ดีว่า ตนเองมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน จะทำร้ายหญิงสาวที่เปรียบเหมือนบุปผาที่กำลังเบ่งบานอย่างงดงามไปทำไม

          ไม่ว่านางจะมีเหตุผลใดที่แต่งงานกับเขา แต่นางก็เป็นคนที่คิดไม่ตก เป็นคนที่น่าสงสารคนหนึ่ง เขาไม่ควรแตะต้องนาง ต่อไปจะอยู่กันเหมือนมิตรสหาย เขาจะพยายามรักษาความบริสุทธิ์ของนางเอาไว้จนกว่าเขาจะจากไป เมื่อตนจากไปแล้วก็ให้นางแต่งงานใหม่ หากรู้ว่ายังเป็นสาวบริสุทธิ์คนที่นางแต่งงานใหม่ด้วยย่อมให้เกียรติและทะนุถนอมนางมากขึ้น

          อวี๋หันโจวไม่ขัดข้อง รับคำอย่างว่าง่าย “ได้”       

          นางชอบใจด้วยซ้ำ

          เฮ่อเหวินจางรู้สึกว่าหญิงสาวให้ความร่วมมือดีเกินไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นางให้ความร่วมมือย่อมดีกว่าการหาเรื่องให้ปวดหัว วันนี้เป็นวันมงคล มีแขกเหรื่อมากมาย การที่นางวางตัวดี ทำตัวสงบเสงี่ยมย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด เขาลอบถอนหายใจ ถามนางว่า “หิวหรือไม่ อยากกินอะไรหน่อยไหม”

          อวี๋หันโจวหิวแล้ว ตอบรับอย่างไม่อิดออด “อืม”

          เฮ่อเหวินจางใช้น้ำเสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อย “ใครอยู่ข้างนอก เข้ามาหน่อย” เมื่อบ่าวรับใช้เข้ามา เฮ่อเหวินจางออกคำสั่ง “ไปยกอาหารมา”

          ถ้าว่ากันตามธรรมเนียมแล้ว ตอนนี้เจ้าสาวยังกินอาหารไม่ได้ เจ้าบ่าวเองก็ไม่ควรอยู่ในห้องหอ แต่สภาพร่างกายของเฮ่อเหวินจางเป็นเช่นนี้ยังจะเคร่งครัดอะไรอีก

          เขามีชีวิตอยู่จนแต่งภรรยาก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุดสำหรับโหวฮูหยินแล้ว ดังนั้นขั้นตอนที่ยุ่งยากทั้งหลาย แค่โหวฮูหยินโบกมือ ไม่สนใจ ก็ไม่มีใครติดใจ

          แต่เดิมเฮ่อเหวินจางไม่คิดจะแต่งงานกับคุณหนูอันผู้นี้ แต่เพราะนางคิดไม่ตก ยืนกรานจะแต่งกับคนป่วยอย่างเขาให้ได้ ตอนแรกเขาปฏิเสธเพราะไม่ต้องการทำลายชีวิตคนอื่น แต่มารดาเขาไม่คิดเช่นนั้น ลูกชายคนโตอายุสิบเก้าปี ถ้าว่ากันตามที่ท่านหมอเคยบอกไว้ นี่อาจเป็นปีสุดท้ายที่เขาจะมีชีวิตอยู่ มารดาอยากให้เขาได้แต่งงานมีภรรยา มีครอบครัว

          สุดท้าย ถึงเขาจะตาย แต่อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีครอบครัว มีภรรยาแล้ว ต่อไปถ้ารับเด็กคนอื่นมาเป็นลูกบุญธรรม ก็เท่ากับเขาเป็นคนโดยสมบูรณ์ ชาตินี้ได้มีครบทั้งภรรยาทั้งลูก แต่เดิมเฮ่อเหวินจางไม่ยอม คนที่โหวฮูหยินถูกใจก็ไม่มีใครยินดีจะแต่งมาเป็นสะใภ้ งานแต่งงานของลูกชายคนโตจึงได้รอมาจนถึงวันนี้

          กว่าจะมีคุณหนูสกุลอันแสดงเจตจำนงอยากแต่งงานกับลูกชายคนนี้ โหวฮูหยินที่ทำตัวเหมือนแม่หมาป่าจ้องหาเหยื่อให้ลูกน้อย มีหรือจะยอมปล่อยไปง่ายๆ นางต้องพาตัวกลับมาให้ลูกชายให้ได้อยู่แล้ว

          บ่าวรับใช้ผลักประตูห้องเข้ามาอีกครั้ง ครั้งนี้มีสาวใช้ถือถาดใส่อาหารมาจัดวางบนโต๊ะกันมากมาย เมื่อจัดวางอาหารเรียบร้อย คนอื่นๆ ล่าถอยออกไปเหลือสาวใช้ที่ดูมีความคล่องตัวอยู่สองคนที่ยืนรอรับใช้ขณะที่เจ้านายกินอาหาร

          เฮ่อเหวินจางยังไม่หิว ถ้าเขาจะกินข้าวจะต้องกินตามเวลา กินอาหารตามที่ได้กำหนดไว้เท่านั้น เขามองอวี๋หันโจว ถามว่า “สาวใช้ของเจ้าอยู่ไหน”

          ความหมายของเขาคือ เขาไม่กิน ไม่ต้องให้ใครอยู่รับใช้ ถ้าเกิดนางต้องการสาวใช้ ก็ให้เรียกสาวใช้ที่ติดตามมาจากตระกูลเดิมให้มารับใช้ หรือว่าจะใช้สาวใช้สองคนนี้

          “ไม่เป็นไร” อวี๋หันโจวมองสาวใช้สองคนที่ยืนอยู่ในห้อง พร้อมโบกมือ “พวกเจ้าออกไปได้”

          สาวใช้ทั้งสองมองไปยังเฮ่อเหวินจาง เห็นเขาพยักหน้ารับ จึงยอบตัว ถอยออกจากห้อง

          ฮูหยินใหญ่กำชับไว้แล้วว่าห้ามไม่ให้ใครสร้างความไม่พอใจให้กับฮูหยินน้อย ให้พวกนางทำตัวให้ดีๆ ดังนั้นเมื่ออวี๋หันโจวสั่งอะไร พวกนางก็ทำตามนั้น อีกทั้งยังทำตามอย่างนอบน้อม

          อวี๋หันโจวรู้สึกจากใจจริงว่าการแต่งงานครั้งนี้นับเป็นการแต่งงานที่ไม่เลว นางลุกขึ้นยืน ไม่ต้องมีบ่าวรับใช้ ไม่ต้องไปยืนอยู่หน้าคันฉ่อง ยกมือบอบบางทั้งสองข้างอ้อมไปด้านหลัง ถอดมงกุฎเจ้าสาวที่สวมอยู่ ปล่อยเส้นผมดำสลวยสยายอยู่กลางหลัง จากนั้นก็หยิบปิ่นปักผมขึ้นมาเกล้ามวยอย่างลวกๆ เผยให้เห็นดวงหน้าขาวผ่อง

          เฮ่อเหวินจางมองตาค้าง ตอนที่เห็นนางลุกขึ้นยืน เขาก็คิดจะเรียกสาวใช้เข้ามาช่วยถอดมงกุฎเจ้าสาวก่อนแล้วค่อยกินอาหาร แต่คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันจะเรียก นางก็จัดการเรียบร้อยแล้ว

          “อืม เจ้า...” เขาอยากจะพูดบางอย่างแต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดีจึงจะไม่เป็นการเสียมารยาทกับอีกฝ่าย ขณะที่ลังเลอยู่นั้น อวี๋หันโจวเดินมาที่โต๊ะ เฮ่อเหวินจางหยุดพูด เดินตามมานั่งที่โต๊ะเงียบๆ

          ถึงเขาไม่กินอาหาร ก็นั่งอยู่ข้างๆ จึงจะไม่เป็นการเสียมารยาทอันดี

          อวี๋หันโจวหยิบตะเกียบขึ้นมา เห็นว่าเขายังนั่งเฉยจึงถามขึ้น “ไม่กินหรือ”

          “ไม่กิน”

          อวี๋หันโจวไม่ถามให้มากความ ขยับตะเกียบคีบสิ่งที่อยากกิน

          เมื่อครู่นางกินลูกพุทรา ถั่วลิสงกับลำไยไปแล้วก็จริง แต่ของพวกนั้นก็ไม่อยู่ท้อง ไม่เหมือนกินข้าว กินอาหารปกติ ของพวกนั้นยิ่งกินก็ยิ่งหิว

          อวี๋หันโจวนั่งกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เฮ่อเหวินจางนั่งมองอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาไม่เคยมีประสบการณ์นั่งดูคนอื่นกินข้าวตามสบายเช่นนี้มาก่อน ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยนั่งร่วมโต๊ะกินอาหารกับคนอื่น ทว่าตอนที่กินข้าวด้วยกันนั้น คนที่คอยดูแลเขาจะให้การดูแลอย่างละเอียดรอบคอบ จนเขามองเห็นเพียงจานชามที่วางอยู่ตรงหน้า เมื่อใดที่เงยหน้าขึ้น จะเห็นบิดามารดาและน้องชายได้รับการดูแลจากสาวใช้ที่คีบอาหารให้

          ยามนี้ มีเขากับนางแค่สองคนในห้อง นางอยากกินอะไรก็คีบกินอย่างสบายใจ จานไหนที่ชอบกินก็คีบหลายครั้ง ถ้าอร่อยนางจะเลิกคิ้ว ถ้าไม่อร่อยจะขมวดคิ้ว เฮ่อเหวินจางค่อนข้างประหลาดใจ ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดมารดาจึงยืนกรานให้เขามีภรรยา

          คนที่นอนข้างกาย คนที่อยู่ข้างกาย เป็นคนของเขา

          พวกเขาจะต้องอยู่ด้วยกันทั้งวัน อยู่ด้วยกันทุกค่ำเช้า ไม่มีใครที่จะสนิทสนมกับเขาไปมากกว่านาง อย่างน้อยคนอื่นก็ไม่มีทางเห็นท่าทีการกินอาหารของนางเช่นนี้

          เมื่อค้นพบว่าตนเองจ้องนางนานเกินไป เฮ่อเหวินจางรีบดึงสายตากลับมา พลางเตือนตัวเองในใจว่า พวกเขาไม่ใช่สามีภรรยากันจริงๆ จะคิดอย่างนั้นไม่ได้

          อวี๋หันโจวรับรู้ว่าเขาจ้องมองนางอยู่ คนอย่างนาง แค่คนอื่นมองนางหน่อยเดียว นางก็รับรู้ได้ในทันที ไม่ต้องพูดถึงเฮ่อเหวินจางที่เอาแต่จ้องนางอยู่นาน แต่การมองของเขาไม่มีเจตนาร้ายใดๆ ก็ปล่อยให้เขามองไป เพราะตอนนี้ทั้งสองก็เป็นสามีภรรยากันแล้ว จะให้บอกเขาว่าอย่ามอง ก็คงไม่ได้

          ต่อไปนางกับเขาต้องอยู่ด้วยกัน ย่อมหนีไม่พ้นการถูกเขามองอย่างนี้ ดังนั้นนางควรทำตัวให้เคยชินจะดีกว่า

          อวี๋หันโจวมีการปรับตัวที่รวดเร็ว ตอนนี้นางได้เข้าสู่บทบาทของฮูหยินน้อยสกุลเฮ่อแล้ว กินอาหารอิ่มแล้ว อวี๋หันโจวเรียกบ่าวรับใช้ให้เข้ามาเก็บโต๊ะ จากนั้นก็ออกคำสั่งว่า “ไปยกน้ำเข้ามา ข้าจะอาบน้ำ”

          บ่าวรับใช้ล่าถอยออกไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว ความจริง พวกนางควรยกน้ำเข้ามาให้ฮูหยินน้อยตั้งแต่แรก ควรช่วยนางถอดมงกุฎเจ้าสาว เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนกินอาหาร แต่ฮูหยินใหญ่สั่งไว้ว่าจะทำให้ฮูหยินน้อยไม่พอใจไม่ได้ ดังนั้นเมื่อฮูหยินน้อยต้องการกินข้าว ก็ให้นางกินก่อน

          ฮูหยินน้อยอารมณ์ดีจึงจะสำคัญที่สุด

          ระหว่างที่อวี๋หันโจวอาบน้ำ ก็ได้เวลากินอาหารของเฮ่อเหวินจาง เขานั่งกินอาหารอยู่ห้องด้านนอก

          เมื่ออวี๋หันโจวอาบน้ำเสร็จ เดินออกมา เฮ่อเหวินจางกินอิ่มแล้ว นางกวาดตามองจานอาหารบนโต๊ะ เห็นว่าอาหารของเขาเป็นชนิดที่จืดชืด นางได้แต่มองอย่างเห็นใจ น่ารันทดจริงๆ อาหารที่มีรสมีชาติสักหน่อยก็กินไม่ได้ ท้องไส้ของเฮ่อเหวินจางอ่อนแอ กินได้แต่อาหารรสอ่อน ไม่เพียงท้องไส้จะอ่อนแอ ทั่วทั้งตัวของเขาก็ไม่มีส่วนใดที่ดูแข็งแรงเลยด้วยซ้ำ

          ตั้งแต่อยู่ในครรภ์เขาก็ร่างกายไม่แข็งแรง คลอดออกมาแล้วก็เจ็บป่วยอยู่ตลอด จวนโหวมีหมอประจำจวนอยู่คนหนึ่งที่จ้างไว้ให้การดูแลเขาโดยเฉพาะ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เฮ่อเหวินจางก็ยังสามวันดีสี่วันไข้

          อากาศเปลี่ยนแค่เล็กน้อย ตอนกลางคืนนอนห่มผ้าไม่ดี เขาก็ไม่สบาย กินอาหารมากไปหนึ่งคำ กินน้อยไปหนึ่งคำ กินอาหารที่ย่อยยากไปหน่อยก็จะไม่สบาย ถูกสัตว์ตัวเล็กวิ่งชน เกิดตกใจขึ้นมาก็ไม่สบาย ดูหนังสืออ่านตำราดึกไปหน่อย ก็ไม่สบาย

          สรุปว่า ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของเฮ่อเหวินจาง ไม่ว่าจะข้างในหรือข้างนอก ไม่แข็งแรงสมบูรณ์เลยสักอย่าง

          อวี๋หันโจวเห็นใจเขามาก ในความคิดของนาง ไม่ว่าจะยากจนข้นแค้น หน้าตาขี้เหร่ ระดับสติปัญญาไม่ดีสักเท่าไรก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ มีอยู่อย่างเดียวที่แย่ที่สุดก็คือ ร่างกายไม่แข็งแรง คนเราถ้าแข็งแรงดี ต้องการสิ่งใดก็สามารถทุ่มเทหามาได้

          มีแต่คนร่างกายอ่อนแอ ที่หาความสุขความสบายใจในชีวิตได้น้อยกว่าคนทั่วไป

          เฮ่อเหวินจางเห็นนางออกมาก็ไม่ได้พูดสิ่งใด พยักหน้าให้เล็กน้อย กลายเป็นสาวใช้ที่ถามว่า “ฮูหยินน้อยจะดื่มน้ำชาหรือไม่เจ้าคะ”

          “ไม่ดื่ม” อวี๋หันโจวตอบ

          สาวใช้คอยให้การดูแลเฮ่อเหวินจางกินอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็เก็บถ้วยชาม จากนั้นอีกสองเค่อ* มีสาวใช้นำยาเม็ดมาให้กิน จากนั้นถามความรู้สึกของเขาในตอนนี้ แล้วค่อยออกจากห้องไป

          เวลาล่วงเลยไปมาก ควรพักผ่อนได้แล้ว มีคนปูเตียงเรียบร้อยแล้ว เฮ่อเหวินจางเดินไปที่เตียงเป็นคนแรก

          อวี๋หันโจวอ้าปากหาว นางง่วงเหมือนกัน จึงเดินตามหลังเขาไป

          เดินมาถึงข้างเตียง เฮ่อเหวินจางหยุดนิ่ง หันกลับมาพูดว่า “ผ้าเช็ดหน้าของเจ้า ให้สาวใช้นำไปซักแล้ว”

          อวี๋หันโจวที่กำลังอ้าปากหาวหยุดชะงัก นางยกมือปิดปากไว้ครึ่งหนึ่ง กะพริบตามองอีกฝ่ายก่อนพูดเพียงว่า “อ้อ”

          นางนึกได้แล้ว ก่อนหน้านี้นางแอบกินของบนเตียง ใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อเปลือกกับเม็ดที่คายออกมาแล้วซ่อนไว้ข้างซอกเตียง คิดว่าถ้ามีจังหวะดีๆ ค่อยแอบหยิบไปทิ้ง แต่กลับลืมเสียได้

          พวกสาวใช้คงกลัวว่านางจะเสียหน้าจึงไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้สักคำ แต่เฮ่อเหวินจางไม่คิดมาก พอนึกขึ้นได้จึงบอกให้นางรู้

 

          เฮ่อเหวินจางมิได้ต้องการเห็นสีหน้าตื่นตกใจของอันซื่อ

          เมื่อพูดไปแล้ว จึงถอดเสื้อคลุมตัวนอก ถอดรองเท้าถุงเท้าขึ้นเตียง ราวกับสิ่งที่เขาพูดกับนางนั้นก็แค่เป็นการบอกให้รับรู้เท่านั้น

          อวี๋หันโจวไม่คิดมาก ตามเฮ่อเหวินจางขึ้นเตียง

          เฮ่อเหวินจางร่างกายไม่แข็งแรงย่อมไม่ต้องคิดถึงเรื่องเข้าหอ โหวฮูหยินมิได้มีความคิดจะให้พวกเขาต้องเข้าหอกันจริงๆ นางรู้ดีถึงสภาพร่างกายของลูกชาย แค่อยากให้เขามีชีวิตอยู่นานอีกสักหน่อย ดังนั้นจึงได้ออกคำสั่งกับสาวใช้ให้เตรียมชุดเครื่องนอนไว้สองชุด

          เฮ่อเหวินจางนอนหลับไม่ค่อยดี เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนเขาอีกทั้งยังมีความสะดวกในการดูแล ควรให้อวี๋หันโจวนอนอยู่ด้านนอก แต่ไม่รู้ว่าสาวใช้คนไหนจัดผิด วางเครื่องนอนของเฮ่อเหวินจางไว้ด้านนอกแทน

          ดังนั้นเมื่อเขาล้มตัวลงนอนเรียบร้อยแล้ว อวี๋หันโจวยังต้องข้ามร่างเขาเข้าไปด้านใน

          เด็กสาวอายุสิบหกปี รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น แม้นางไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวก็ยังคงงดงามประดุจดอกไม้แรกแย้ม

          เส้นผมดำขลับที่ทิ้งตัวอยู่กลางหลังไหวไปตามการเคลื่อนไหวของนาง กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยแตะจมูก ทำให้เฮ่อเหวินจางรีบหลับตา เบือนหน้าไปอีกด้านหนึ่ง

          จนกระทั่งมีเสียงดังสวบสาบจากด้านข้าง คล้ายกับนางนอนลงดีแล้ว เขาถึงคลายความเคร่งเครียดลงเล็กน้อย ตอนนี้เองที่เขาค้นพบว่าตนเองกำลังกลั้นหายใจ จึงผ่อนลมหายใจยาวๆ เพื่อไม่ให้คนที่นอนข้างกายผิดสังเกต

          มีเพียงเสียงหายใจที่สั้นยาวไม่เท่ากันดังอยู่หลังม่าน

          ปกติมีเสียงหายใจของเฮ่อเหวินจางเพียงคนเดียว มาบัดนี้มีคนนอนอยู่สองคนทำให้เฮ่อเหวินจางรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า เขาแต่งงานแล้ว

          เขากลายเป็นคนที่มีภรรยาแล้ว

          ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกร้อนวูบไปทั้งตัว แม้พวกเขาจะไม่ใช่สามีภรรยาที่แท้จริง แต่ยามนี้พวกเขานอนอยู่บนเตียงหลังเดียวกัน และจะเป็นอย่างนี้ต่อไปทุกคืน เขาควรจะมีมารยาทด้วยการพูดราตรีสวัสดิ์กับนางสักคำหรือไม่

          กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่วนเวียนอยู่รอบตัวทำให้เฮ่อเหวินจางที่มีความละเอียดอ่อนในการรับกลิ่นเกิดความว้าวุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

          เขาอยากจะนอนให้หลับ แต่เพราะความคิดที่ติดอยู่ในใจ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจสลัดมันทิ้งไป ทำให้เขาไม่อาจข่มตาหลับได้ สุดท้ายทนไม่ไหวต้องหันไปบอกคนที่นอนข้างกาย “ราตรีสวัสดิ์”

          อวี๋หันโจวพยายามข่มตานอนอยู่เช่นกัน เตียงนอนที่สบายเกินไปทำให้ไม่คุ้นชิน เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ตอบกลับว่า “อืม ราตรีสวัสดิ์”

          หลังจากได้ยินคำตอบของนาง เฮ่อเหวินจางรู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าความตื่นเต้นดีใจนั้นเป็นเพราะเหตุใด แต่เพราะไม่มีสิ่งติดค้างในใจแล้ว รู้สึกสบายใจ จึงมิได้ส่งเสียงพูดอีก

          ความเงียบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง

          ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่เสียงลมหายใจของคนทั้งสองเริ่มสม่ำเสมอเท่ากัน

 

          เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น

          แสงสว่างน้อยนิดจับขอบฟ้า อวี๋หันโจวรู้สึกตัวตื่น นางลุกขึ้นนั่ง คลำไปข้างกายด้วยความเคยชิน นางคลำไม่เจอเสื้อเกราะที่แข็งกระด้างและอาวุธที่เย็นเฉียบ แต่สิ่งที่คลำถูกกลายเป็นผ้าไหมเนื้อเนียน

          อวี๋หันโจวตะลึงงันก่อนนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนนี้นางข้ามมิติมาอีกโลกหนึ่ง

          เวลานี้ของนางในอีกโลก นางจะต้องตื่นนอนเพื่อไปฝึกซ้อมแล้ว

          ที่ดาวฮวงอู๋นั้นยากจน อาหารเป็นสิ่งที่ขาดแคลนมากที่สุด แม้นางจะเป็นราชินีนักสู้ แต่ต้องใช้การต่อสู้ให้ชนชั้นสูงชมเป็นการแลกกับอาหารหนึ่งมื้อ เวลาที่นางลงสนามจะเป็นช่วงบ่าย ช่วงเช้าเป็นเวลาฝึกซ้อมและเตรียมตัว

          ฟากหนึ่งมีความเป็นอยู่แร้นแค้น ขาดแคลนอาหาร ต้องใช้หยาดเหงื่อและเลือดเนื้อเพื่อแลกอาหารที่มีค่า อีกฟากหนึ่งมีความเป็นอยู่สุขสบาย มีบ่าวรับใช้มากมาย ความแตกต่างราวฟ้ากับเหวทำให้ อวี๋หันโจวที่เพิ่งตื่นนอนยังปรับตัวไม่ได้

          นางลูบผ้าไหมนุ่มลื่นก่อนทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง ผิวกายสัมผัสกับเนื้อผ้านุ่มนิ่มให้ความรู้สึกสบายตัว ทำให้นางหรี่ตาลงอีก หลังจากนั้นนางพบถึงความผิดปกติ

          คนที่นอนอยู่ข้างกายนางหายใจผิดจังหวะ นางถามขึ้นว่า “ตื่นแล้วหรือ”

          ในห้องมีแค่นางกับเขาสองคน คำถามนี้ย่อมต้องถามคนที่เหลืออยู่อีกคนหนึ่ง

          “อืม” เฮ่อเหวินจางรับคำสั้นๆ เขานอนหลับไม่ค่อยลึก แค่เสียงดังเพียงนิดเดียวก็ทำให้เขาสะดุ้งตื่นได้ ไม่ต้องพูดถึงการลุกพรวดของอวี๋หันโจวเมื่อครู่ ที่ทำให้เขารู้สึกตัวแทบจะทันที

          เห็นว่านางรู้สึกตัวแล้ว เขาก็มิได้เสแสร้งแต่หันหน้าไปมอง พูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งอย่างคนที่เพิ่งตื่นนอนว่า “ปกติตื่นนอนเวลานี้หรือ เมื่อคืนลืมบอกเจ้าว่า อยู่ที่นี่ไม่ต้องตื่นเช้าหรอก” เขาพูดคล้ายกับรู้สึกผิดที่ไม่ได้บอกนางตั้งแต่เมื่อคืน

          เพราะร่างกายเขาไม่แข็งแรง มารดาจึงมิได้สนใจกับระเบียบกฎเกณฑ์มากนัก ถึงขนาดมีคำสั่งว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในเรือนฉางชิงห้ามออกจากห้องก่อนเวลายามห้า ส่วนเฮ่อเหวินจางนั้นให้นอนจนกว่าจะตื่นเอง นอนจนไม่อยากนอนแล้ว ค่อยลงจากเตียง

          อวี๋หันโจวได้ยินเช่นนั้น พลันเกิดความประหลาดใจระคนยินดี!

          คนในยุคนี้ตื่นนอนแต่เช้า โดยเฉพาะเด็กๆ หรือผู้เยาว์ จะต้องลุกขึ้นแต่เช้าเพื่อมากล่าวทักทายกับผู้อาวุโสในบ้าน คอยปรนนิบัติรับใช้ผู้อาวุโสในบ้านกินอาหารเช้าให้เรียบร้อยแล้วค่อยกลับห้องตัวเอง นางจึงคิดไม่ถึงว่าเฮ่อเหวินจางจะใช้ชีวิตอย่างไร้กฎเกณฑ์!

          ในฐานะภรรยา นางย่อมต้องปฏิบัติตัวอย่างเดียวกัน!

          เป็นเรื่องที่ดีเหลือเกิน

          “ไม่เป็นไรหรือ” นางตอบก่อน แล้วถามอย่างข้องใจว่า “แล้วพวกเราจะลุกกันเมื่อใด” ปากก็ถาม ตัวก็ขยับบิดขี้เกียจ หาท่านอนเหมาะๆ นอนต่อไปอย่างไม่มีความคิดจะลุกขึ้น

          เฮ่อเหวินจางคิดก่อนตอบอย่างไม่มั่นใจว่า “เจ้าอยากจะตื่นยามใด”

          เขาไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ เพราะไม่เคยต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นมาก่อน จำต้องถามความเห็นของนาง

          “ข้าอยากนอนต่ออีกสักหน่อย” เมื่อเขาถาม นางก็ตอบตามที่ใจคิด

          เฮ่อเหวินจางได้ยินแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “ถ้าอย่างนั้นก็นอนต่ออีกสักครู่ เมื่อไรนอนพอแล้วก็ค่อยลุก” เขาหยุดไปเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “ถ้าเห็นข้าตื่นสายหน่อย ท่านแม่จะดีใจ”

          เขาลุกขึ้นช้ากว่าปกติหนึ่งเค่อ รอยยิ้มของมารดาจะมีมากขึ้น เพราะนางคิดว่าการที่นอนมากขึ้นนั้นเป็นการดีต่อตัวเขา

          “ถ้าอย่างนั้นข้านอนต่อนะ” อวี๋หันโจวไม่เกรงใจ พูดปุ๊บก็หลับปั๊บ

          เฮ่อเหวินจางรับคำเบาๆ

          อวี๋หันโจวหลับไปอีกครั้งอย่างรวดเร็ว แต่เฮ่อเหวินจางนอนไม่หลับ เขาเป็นคนที่นอนหลับไม่ค่อยสนิทมาแต่ไหนแต่ไร พอตื่นนอนแล้วจะให้นอนต่ออีกก็ไม่ใช่ง่ายๆ สิ่งที่ทำได้ก็คือ หลับตาพักสมองเท่านั้น ข้างหูของเขามีเสียงหายใจแผ่วเบา กลิ่นหอมจางในม่านมุ้งคล้ายกับเข้มข้นขึ้นกว่าเมื่อคืน

          เฮ่อเหวินจางเป็นคนที่มีประสาทสัมผัสดีมากคนหนึ่ง เมื่อได้กลิ่นกายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของหญิงสาวจึงไม่อาจทำใจให้สงบลงได้ ถึงเขาจะเป็นคนป่วย ร่างกายไม่แข็งแรง แต่ก็เป็นผู้ชาย อีกทั้งยังเป็นชายหนุ่มที่โตเต็มวัย

          มีความคิดที่ไม่ควรเกิดขึ้นในหัว ทำให้เขารีบปัดผ้าห่มออก ลุกลงจากเตียง

          อวี๋หันโจวนอนหลับไปจนฟ้าสว่างจ้า ยามที่นางตื่นนอนอีกครั้ง เฮ่อเหวินจางสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว นั่งอ่านตำรารออยู่ห้องด้านนอก

          “ข้านอนหลับนานมากเลยหรือ” นางลงจากเตียง พลางถามอย่างรู้สึกผิด “นี่ก็สายมากแล้ว ท่านควรปลุกข้า”

          เฮ่อเหวินจางวางตำรา มองมา “เห็นเจ้านอนหลับสบายไม่อยากปลุก” ขณะที่เขาพูดนั้นน้ำเสียงแผ่วเบาเนิบช้า ยังแฝงความดีใจเอาไว้ลึกๆ

          เขาดีใจที่นางนอนตื่นสาย

          เขาเป็นคนป่วย นางแต่งงานกับเขานับว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบ การที่นางนอนตื่นสาย เท่ากับมีชีวิตที่ดีกว่าหญิงสาวคนอื่นเล็กน้อย นั่นทำให้เขารู้สึกว่าอย่างน้อยการที่นางแต่งงานกับเขาก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมด เมื่อคิดเช่นนี้ เฮ่อเหวินจางจึงดีใจ

          “ใครอยู่ข้างนอก” เมื่อเห็นอวี๋หันโจวลงจากเตียง เฮ่อเหวินจางตะโกนเสียงดังเรียกคนที่อยู่ข้างนอก

          บ่าวรับใช้เดินเข้ามาเป็นขบวน มีทั้งยกน้ำ หยิบผ้าเช็ดหน้า คอยดูแลอวี๋หันโจวและเฮ่อเหวินจางเปลี่ยนเสื้อผ้า

          สำหรับเรื่องที่เฮ่อเหวินจางสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว บ่าวรับใช้ไม่มีใครเอ่ยปากถาม หากตั้งใจให้การดูแลอวี๋หันโจวกันอย่างขะมักเขม้น

          อวี๋หันโจวนั่งแต่งหน้าทำผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มีสาวใช้คอยให้การรับใช้ มีสาวใช้ที่ดูสุขุมเยือกเย็นคนหนึ่งรายงานว่า “ฮูหยินใหญ่ส่งคนมาถาม เมื่อรู้ว่าคุณชายและฮูหยินน้อยยังไม่ตื่นนอน จึงบอกว่าถ้าคุณชายและฮูหยินน้อยตื่นแล้ว ให้กินอาหารเช้าก่อนแล้วค่อยไปพบนางเจ้าค่ะ”

          เฮ่อเหวินจางพยักหน้ารับ “รู้แล้ว”

          เขายังคงดูสงบนิ่ง มิได้ตื่นตระหนกตกใจเพราะการตื่นสายจนทำให้เสียเวลาที่ต้องไปพบกับผู้อาวุโส ทั้งๆ ที่วันนี้เป็นวันที่สะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าบ้านต้องยกน้ำชาให้กับบิดามารดาของสามี

          อวี๋หันโจวเห็นเช่นนั้นก็ปล่อยให้สาวใช้แต่งหน้าทำผมตามสบาย เมื่อเรียบร้อยดีแล้ว ค่อยลุกขึ้นยืน “เสร็จแล้ว”

          “ยกอาหารมาได้” เฮ่อเหวินจางสั่งการ

          ตอนนี้มีบ่าวรับใช้ยกอาหารเข้ามา มีจานอาหารมากมายวางจนเต็มโต๊ะ

          เฮ่อเหวินจางและอวี๋หันโจวนั่งลงกินอาหารเช้า

          ระหว่างกินอาหาร สาวใช้ที่ให้การรับใช้เฮ่อเหวินจางมองมาที่เขาเป็นระยะ เฮ่อเหวินจางพูดโดยมิได้เงยหน้าขึ้นว่า “ข้าไม่เป็นไร”

          ปกติเฮ่อเหวินจางจะกินอะไร กินเวลาใด จะต้องเป็นเวลาที่แน่นอน วันนี้กินสายกว่าปกติ เพราะเขาคิดว่า ถ้าเรียกสาวใช้เข้ามาจะรบกวนการนอนของอวี๋หันโจว แต่สาวใช้เป็นกังวลว่าเขากินอาหารช้ากว่าทุกวัน จะทำให้ไม่สบายได้

          ตอนนี้สีหน้าของเฮ่อเหวินจางยังดีอยู่ จึงรับคำกันว่า “เจ้าค่ะ”

          แต่ยังมีสาวใช้ที่ท่าทางสุขุมเยือกเย็นนามว่า ‘ชุ่ยจู’ คอยให้การดูแลเฮ่อเหวินจาง นางคีบอาหารไปพลางพูดไปพลาง “ฮูหยินน้อยไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ กิน ไม่เพียงแต่วันนี้ ปกติก็จะเป็นเช่นนี้ คุณชายจะกินอาหารเช้าก่อนแล้วค่อยไปกล่าวทักทายท่านโหวและโหวฮูหยินที่เรือนใหญ่”

          ความจริง โหวฮูหยินมิได้ให้เฮ่อเหวินจางไปหานางทุกวันในตอนเช้า

          เฮ่อเหวินจางร่างกายไม่แข็งแรง หนึ่งปีมีสี่ฤดู อากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นางกลัวว่าลูกชายคนโตจะโดนลมเย็น ตากแดดร้อนเกินไป หรือตกใจกับอะไรบางอย่างจนทำให้ไม่สบาย แต่เฮ่อเหวินจางไม่ยอม เขาบอกว่า ‘ลูกยังอยู่ได้หนึ่งวันก็ต้องกตัญญูกับท่านพ่อท่านแม่อีกหนึ่งวัน ให้ท่านพ่อท่านแม่ได้เห็นลูกทุกวัน ถ้าเกิดวันใดที่ลูกไม่อยู่แล้ว จะได้ยังจำหน้าลูกได้อยู่’

          โหวฮูหยินพูดสู้ลูกชายไม่ได้ จึงตอบตกลง แต่ตั้งกฎไว้ว่า ไม่ต้องให้เขาตื่นเช้า จะนอนจนถึงเมื่อไรก็ถึงเมื่อนั้น อีกทั้งต้องกินอาหารเช้าก่อนแล้วค่อยไปหานาง ไม่อย่างนั้นก็ไม่ให้เข้าพบ

          จึงเกิดกฎระเบียบนี้ขึ้น

          อวี๋หันโจวพอใจมาก

          นางรู้สึกว่าการข้ามมิติมาครั้งนี้เป็นเรื่องดีมาก นางหวังว่ามันจะไม่เป็นแค่ความฝัน หรือถ้าจะเป็นความฝันก็ขอให้ฝันให้นาน

          กินอาหารอิ่มแล้ว นั่งพักสักครู่ ก่อนออกจากเรือนอย่างไม่รีบร้อน

          เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตู เห็นรถเข็นคันหนึ่งตั้งอยู่ด้านหน้า เฮ่อเหวินจางมีสีหน้าไม่สู้ดีทันทีที่เห็นรถเข็น

          “คุณชาย นั่งเถิดเจ้าค่ะ” ชุ่ยจูเอ่ย

          แต่เดิมริมฝีปากของเฮ่อเหวินจางก็แทบไม่มีสีเลือด ยิ่งมาตอนนี้ เขาเม้มปากเข้าหากันก็ยิ่งทำให้ดูซีดขาวกว่าปกติ แต่หลังจากยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก็นั่งลงอย่างจำใจ

          อวี๋หันโจวที่จับสังเกตสีหน้าและสิ่งที่เกิดรอบตัวได้อย่างรวดเร็ว รับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนของเฮ่อเหวินจาง

          นางไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงไม่พอใจ คิดจะถาม แต่ก็รู้สึกว่านางกับเขายังไม่คุ้นเคยกัน อีกประการหนึ่ง บ่าวรับใช้ที่คอยดูแลเขาก็อยู่รายล้อม คนเหล่านี้คุ้นเคยกับเขามากกว่านางไม่รู้เท่าไร ในเมื่อไม่มีใครถาม แล้วนางจะถามไปทำไม

          ดังนั้น อวี๋หันโจวมิได้เอ่ยปากถามสิ่งใด อีกทั้งยังทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

          ไม่นานหลังจากนั้นนางรู้ถึงสาเหตุที่เฮ่อเหวินจางต้องนั่งรถเข็น

          เพราะเรือนฉางชิงที่เฮ่อเหวินจางพำนักอยู่นั้นอยู่ห่างจากเรือนใหญ่ค่อนข้างมาก ท่านโหวและฮูหยินต้องพบปะผู้คนมากมาย มีเสียงอึกทึกครึกโครมไม่น้อย กลัวจะสร้างความหงุดหงิดให้ลูกชายคนโต จึงให้เขาไปอยู่เรือนฉางชิงที่ห่างไปค่อนข้างมาก

          เฮ่อเหวินจางร่างกายอ่อนแอ เดินแค่ไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยแล้ว ถ้าให้เขาเดินไปถึงเรือนใหญ่ เกรงว่าคงจะเป็นอะไรไประหว่างทาง ดังนั้นการนั่งรถเข็นให้คนเข็นไป จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

          อวี๋หันโจวเอียงคอพินิจดูใบหน้าด้านข้างของเขา เห็นเขาเม้มริมฝีปากไว้แน่น หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คล้ายกำลังเก็บความไม่พอใจเอาไว้ พลันรู้สึกว่าเขาเหมือนแมวน้อยที่กำลังน้อยอกน้อยใจ

 

          มาถึงเรือนใหญ่

          โหวฮูหยินนั่งอยู่ในห้องโถง เมื่อเห็นคนทั้งสองเข้ามาก็ยิ้มให้ จากนั้นเลื่อนสายตาไปยังเฮ่อเหวินจาง พูดยิ้มๆ ว่า “เพิ่งมาตอนนี้ แสดงว่าจางเอ๋อร์คงจะตื่นสาย”

          เฮ่อเหวินจางตอบกลับด้วยสีหน้าเป็นปกติ “ขอรับ”

          เขาเป็นคนนอนตื่นสายเอง ไม่เกี่ยวกับภรรยา อย่าได้หาเรื่องตำหนิภรรยา

          โหวฮูหยินฟังเข้าใจในสิ่งที่เฮ่อเหวินจางต้องการบอก นางเห็นเขาให้การปกป้องภรรยาก็ไม่รู้สึกขัดใจแต่อย่างใด นางรู้จักลูกชายคนนี้ดี เขาเป็นคนใจกว้าง ไม่เคยหาเรื่องให้ใครลำบากใจ แม้แต่บ่าวรับใช้ของเขา เขายังให้การปกป้อง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภรรยาที่นอนร่วมหมอนกับเขาคนนี้

          อีกประการหนึ่ง โหวฮูหยินเห็นสีหน้าของเขาในวันนี้ก็รู้สึกว่ามีความสดใสสดชื่นไม่เลว การให้เขาแต่งงานมีภรรยาเป็นเรื่องที่เขาพึงพอใจ โหวฮูหยินเองก็พอใจ รู้สึกว่าการที่นางยืนกรานให้แต่งสะใภ้คนนี้เข้าบ้านนับเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

          “นอนได้มากนับเป็นเรื่องดี” นางพูดยิ้มๆ

          อวี๋หันโจวเหลือบตามองโหวฮูหยินอย่างพินิจ แม่สามีเป็นหญิงหน้าตาสะสวยมากคนหนึ่ง เป็นคนสวยที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจเพศตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นดวงตา สันจมูกหรือรูปปาก เข้ากันได้ดีทุกสัดส่วน

          แม้จะมีลูกชายที่โตเป็นหนุ่มแล้วถึงสองคน โหวฮูหยินก็ยังดูไม่แก่ มีความเป็นผู้ใหญ่สุขุมรอบคอบ ใบหน้าของนางยามนี้มีรอยยิ้ม ดวงตาก็ยังเปล่งประกายแวววาวด้วยความพึงพอใจ มิได้ขัดใจกับการตื่นนอนสายของคู่แต่งงานใหม่แต่อย่างใด

          เฮ่อเหวินจางเอ่ยปาก “ลูกคารวะท่านพ่อ คารวะท่านแม่”

          อวี๋หันโจวรีบทำความเคารพ “คารวะท่านพ่อ คารวะท่านแม่”

          “อืมลุกขึ้นเถอะ” ท่านโหวเอ่ยปาก เขาเป็นชายที่รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาดุดันสมชายชาตรี

          อวี๋หันโจวและเฮ่อเหวินจางลุกขึ้นยืน

          มีบ่าวรับใช้ยกถาดใส่ถ้วยน้ำชาเข้ามา อวี๋หันโจวรับมาถือเอาไว้ ก่อนยกน้ำชาให้ท่านโหวและโหวฮูหยิน

          เมื่อเสร็จขั้นตอน โหวฮูหยินมอบกำไลมรกตให้นางคู่หนึ่ง พูดอย่างยิ้มแย้มว่า “เด็กดี แม่ชอบเจ้ามาก จงใช้ชีวิตกับจางเอ๋อร์อย่างมีความสุข”

          อวี๋หันโจวรับของกำนัลเอาไว้ “ขอบคุณท่านแม่”

          รอยยิ้มของโหวฮูหยินยิ่งมีความเอ็นดูมากขึ้น

          ตอนนี้เองที่มีเสียงพ่นลมหายใจเบาๆ อวี๋หันโจวหันกลับไปมอง เห็นชายหนุ่มที่มีหน้าตาคล้ายกับท่านโหวเจ็ดแปดส่วน มองมาที่นางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชิงชังรังเกียจ คนผู้นี้ก็คือพระเอกในเรื่อง เป็นน้องชายของเฮ่อเหวินจาง นามว่า ‘เฮ่อเหวินจิ่ง’

          เพราะเคยเกิดเรื่องเช่นนั้นมาก่อน ทำให้อวี๋หันโจวไม่แปลกใจกับท่าทีของชายหนุ่ม แต่นางเอียงคอมองโหวฮูหยินด้วยความอยากรู้ถึงปฏิกิริยาของอีกฝ่าย        

          สีหน้าของโหวฮูหยินมีแววตักเตือน มิให้เฮ่อเหวินจิ่งแสดงท่าทีที่ไม่เคารพต่อพี่สะใภ้

          อวี๋หันโจวเข้าใจแล้วว่าสองพี่น้องคงไม่ได้บอกความจริงกับโหวฮูหยิน ไม่เช่นนั้นแม่สามีคงไม่มีท่าทีเป็นมิตรกับนางแน่ๆ เมื่อคิดได้เช่นนี้อวี๋หันโจวยิ่งไม่ใส่ใจกับท่าทีเลวร้ายของน้องชายสามี การที่เขาไม่พูดเรื่องไม่ดีของนางออกไป เท่ากับใจกว้าง นับว่าเป็นคนที่ไม่เลวคนหนึ่ง

          “น้องรอง” นางพยักหน้าพร้อมกับยิ้มน้อยๆ เป็นการทักทาย

          เฮ่อเหวินจิ่งถูกเรียกเช่นนี้ก็ทำหน้าราวกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลุกยืนขึ้นมาทันที “อย่าเรียกข้าแบบนี้!” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจ หัวคิ้วย่นเข้าหากันจนแทบเป็นเส้นเดียว ดวงตายังมองอย่างไม่พอใจ

          โหวฮูหยินตวาด “จิ่งเอ๋อร์!”

          เฮ่อเหวินจางเองก็ส่งเสียงเรียกหนักๆ “จิ่งเอ๋อร์”

          สีหน้าของเฮ่อเหวินจิ่งเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ไม่ยอมรับ อีกทั้งยังจำเป็นต้องอดกลั้นเอาไว้ เขาเม้มปาก ก้มหน้า ยอมเรียกอวี๋หันโจวอย่างขอไปที “อาซ้อใหญ่”

          คำเรียกว่าอาซ้อใหญ่นั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจและไม่ยอมรับ เมื่อเรียกไปแล้ว ไม่รอให้โหวฮูหยินสั่งให้เขาเรียกซ้ำ ก้าวเท้าออกไปนอกห้องอย่างรวดเร็ว “ข้ามีธุระ ขอตัวก่อน!”

          อยู่ต่อหน้าสะใภ้ โหวฮูหยินไม่อยากเอาเรื่องลูกชายคนเล็กให้มากนัก ไม่อย่างนั้นสะใภ้อาจเข้าใจผิด คิดว่านางอาศัยลูกชายคนเล็กมาวางตัวข่มสะใภ้ตั้งแต่วันแรก ดังนั้นจึงพูดกับอวี๋หันโจวอย่างรู้สึกผิดว่า “เขาทำตัวเหลวไหลแบบนี้จนเคยชิน เจ้าก็อย่าใส่ใจไป”

          จากนั้นสั่งให้สาวใช้ไปหยิบปิ่นหงส์มาคู่หนึ่ง “ปิ่นคู่นี้เดิมทีแม่คิดจะเตรียมไว้รับขวัญภรรยาในอนาคตของจิ่งเอ๋อร์ แต่นี่เขาแสดงท่าทีไม่ดีกับเจ้า แม่จะริบของชิ้นนี้เอาไว้ให้เจ้า ต่อไปถ้าเกิดเขายังกล้าพูดจาไม่ดีกับเจ้าอีก ก็ไม่ต้องเก็บเอาไว้ในใจ ให้มาบอกแม่ แม่จะจัดการเขาเอง”

          นี่เป็นการปกป้องอวี๋หันโจว

          อวี๋หันโจวซาบซึ้งใจยิ่งนัก นางส่ายหน้า “ลูกไม่อาจรับไว้ ในฐานะพี่สะใภ้ จะติดใจเอาเรื่องกับน้องชายของสามีได้อย่างไร ท่านแม่เก็บไปเถอะเจ้าค่ะ”

          โหวฮูหยินยังคงยัดเยียดปิ่นหงส์ให้นางอีก แต่นางปฏิเสธ

          “เด็กคนนี้” โหวฮูหยินเห็นว่าทำอย่างไรนางก็ไม่ยอมรับ จึงไม่บังคับ ส่งคืนให้สาวใช้นำไปเก็บ แววตาที่มองอวี๋หันโจวดูมีความเอ็นดูมากขึ้น “แม่จะเก็บเอาไว้ก่อน เมื่อใดที่เขาไปขอขมาเจ้า แม่ค่อยคืนให้เขา”

          อวี๋หันโจวก้มหน้าลงอย่างทำตัวไม่ถูก

          นางไม่รู้ว่าควรรับมือกับความรักความเอ็นดูที่ได้จากผู้อาวุโสอย่างไร เพราะชีวิตของนางคุ้นเคยกับการต่อสู้เอาตัวรอดมาตลอด แต่กับความเอ็นดูที่โหวฮูหยินมีให้นั้นเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ ไม่รู้ว่าควรรับมืออย่างไรจริงๆ แม้ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมจะมีการอยู่ร่วมกับผู้อาวุโสก็จริง แต่โหวฮูหยินเป็นแม่สามี จึงแตกต่างออกไป

          ดังนั้นอวี๋หันโจวทำได้เพียงก้มหน้า ไม่พูดไม่จา

          โหวฮูหยินเห็นสะใภ้ก้มหน้าทำอะไรไม่ถูก จึงได้เปลี่ยนเรื่องคุย หันไปถามเฮ่อเหวินจาง “จางเอ๋อร์กินยาหรือยัง”

          เฮ่อเหวินจางส่ายหน้า “กินข้าวเช้าเสร็จแล้วก็มาที่นี่ ยังไม่ถึงเวลาขอรับ”

          “ตอนนี้ก็น่าจะได้เวลาแล้วกระมัง” โหวฮูหยินเอ่ย “ระหว่างทางมานี่ก็ใช้เวลาไม่น้อย”

          ทันทีที่สิ้นเสียง ชุ่ยจูรุดขึ้นหน้า แจ้งว่า “นี่ก็ได้เวลาคุณชายใหญ่กินยาแล้วเจ้าค่ะ”

          ก่อนมาที่นี่ สาวใช้ที่คอยให้การดูแลเฮ่อเหวินจางได้เตรียมตัวพร้อมแล้ว จึงเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลัง จัดโต๊ะวางโถยาเอาไว้ จากนั้นค่อยส่งให้เฮ่อเหวินจาง เดิมทีเขามิได้มีอารมณ์ขุ่นมัว แต่เมื่อเห็นชามยาที่ถูกยื่นมาตรงหน้า ก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมาทันที เขาหลุบตาลงมองพื้น พยายามไม่ให้ตัวเองมองไปทางอวี๋หันโจว รับชามยามากินอย่างเงียบๆ

          อารมณ์ที่เปลี่ยนไปของเฮ่อเหวินจางแม้จะเป็นเพียงน้อยนิดแต่อวี๋หันโจวก็รับรู้ได้ นางมองโหวฮูหยินที่มีความรักใคร่เอ็นดูฉายชัดอยู่ในแววตา อีกทั้งสาวใช้ที่ยุ่งวุ่นวายทั้งหลายต่างก็ทำหน้าที่ของตนไป คนที่เก็บของก็เก็บของ คนที่ยกน้ำมาให้เฮ่อเหวินจางบ้วนปากก็ทำไปด้วยสีหน้าท่าทางที่เป็นปกติ เหมือนไม่มีใครรับรู้ถึงความผิดปกติแต่อย่างใด

          พวกนางจะรับรู้ว่าเขามีความผิดปกติทางอารมณ์หรือไม่ หรือพวกนางรู้แล้ว แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ เพื่อรักษาหน้าให้เขา

          ในฐานะสะใภ้และภรรยาที่เพิ่งแต่งเข้ามา อีกทั้งยังเป็นคนที่ข้ามมิติมา ทำให้อวี๋หันโจวคอยสังเกตความเป็นไปรอบตัวก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไร

          “วันนี้อากาศดี เข็นรถพาคุณชายใหญ่ไปเดินเล่นในสวนดอกไม้” โหวฮูหยินออกคำสั่ง

          เฮ่อเหวินจางไม่ขัดข้อง เอ่ยขึ้นว่า “ลูกขอตัวก่อน”

          “ลูกขอตัวเจ้าค่ะ” อวี๋หันโจวพูดตาม

          โหวฮูหยินโบกมือให้คนทั้งสอง เป็นการบอกให้พวกเขาไปได้

          เฮ่อเหวินจางเดินมาถึงนอกประตู แต่ไม่นั่งรถเข็น เขาเปรยว่า “ข้าเดินไปก็แล้วกัน”

          เขาไม่ได้พิการ แค่เดินแค่นี้ทำไมจะไม่ได้

          “เจ้าค่ะ” สาวใช้เข็นรถตามหลังโดยเว้นระยะห่างพอประมาณ

          เฮ่อเหวินจางเดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินเขียว ก่อนหันกลับมาหาอวี๋หันโจว พูดคล้ายนึกอะไรขึ้นได้ “เจ้าอย่าได้เก็บเรื่องเหวินจิ่งมาใส่ใจเลย”

          “อืม” อวี๋หันโจวรับคำอย่างไม่อิดออด “ท่านแม่อบรมเขาไปแล้ว ข้าก็ไม่ติดใจ”

          เฮ่อเหวินจางเห็นสีหน้าของนางมีความเปิดเผยจริงใจ เหมือนไม่ติดใจเอาความแต่อย่างใด จึงอ้าปากทำท่าจะพูด แต่สุดท้ายก็ไม่มีคำพูดใดออกมา เขาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วชี้ไปด้านหน้า เปลี่ยนเรื่องคุย “ถ้าเดินตรงไปข้างหน้าจะเดินไปถึงสวนดอกไม้ ทางนั้นไปเรือนพักของเหวินจิ่ง เรือนฉางชิงของพวกเราอยู่ทางโน้น”

          อวี๋หันโจวมองตามมือของเขา แล้วจำเส้นทางเอาไว้ “อืม ข้าจำได้แล้ว”

          นางให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่ว่าเขาพูดอะไรนางก็รับคำตลอด ทำให้เฮ่อเหวินจางอดพูดไม่ได้ “เจ้าไม่ต้องระวังตัวขนาดนี้ก็ได้”

          เมื่อคืนเขาพูดจาหนักไปหน่อย ตอนนั้นคิดเพียงแต่ว่า ถ้าไม่พูดให้หนักเข้าไว้ นางอาจไม่ใส่ใจ เพราะสิ่งที่นางเคยทำมานั้นนับว่าร้ายแรง ถึงขนาดเอาชื่อเสียงความบริสุทธิ์ตัวเองมาเดิมพัน หลังจากนั้น ยังดื้อดึงจะแต่งงานกับเขาให้ได้ เขาไม่เข้าใจว่านางต้องการสิ่งใดกันแน่ จึงเกิดความกังวล จำเป็นต้องตักเตือนไว้ก่อน

          ยามนี้เฮ่อเหวินจางอดคิดไม่ได้ว่าเขาเตือนหนักเกินไปหรือไม่?

          นางดูไม่เหมือนหญิงร้าย เพียงแต่ทำอะไรไร้เดียงสาไปหน่อย นิสัยก็นับว่าดี เมื่อวานยังป้อนน้ำให้เขากิน คิดถึงตรงนี้ เขาพูดเสียงอ่อนลงกว่าเดิม “ขอแค่เจ้าทำตัวดี สงบเสงี่ยม ไม่ทำอะไรที่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่มีใครในจวนทำอะไรเจ้าได้” นางไม่จำเป็นต้องระมัดระวังตัวถึงเพียงนี้

          “ข้ารู้” อวี๋หันโจวมองเขาอย่างแปลกใจ ไม่รู้ว่าเขาพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้งเพื่ออะไร “ท่านรับปากข้าแล้ว ขอแค่ข้าทำตัวดีๆ สงบเสงี่ยม จะไม่ให้ใครมาหาเรื่องข้าได้”

          เฮ่อเหวินจางเห็นว่านางจำเรื่องเมื่อวานได้ก็ดีใจ “ไม่ผิด เจ้าจำได้ก็ดีแล้ว”  

          “อืม” อวี๋หันโจวตอบรับทันควัน “ข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้ท่านวางใจได้ แต่ข้าไม่โง่ ข้าย่อมใช้ชีวิตในทางที่ถูกที่ควร”

          ไม่โง่? เฮ่อเหวินจางเลิกคิ้ว หากมิได้พูดสิ่งใด

          จังหวะนี้เอง มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังตามหลังมา เป็นสาวใช้ทั้งหลายที่กำลังวิ่งหน้าตาตื่นมา ทั้งสองหยุดพูดคุย รอจนสาวใช้เดินมาหาแล้วเอ่ยว่า “คุณชายใหญ่ นั่งให้บ่าวเข็นรถเถอะ”

          เฮ่อเหวินจางฟังแล้วสีหน้าดูไม่ดี แต่เดินไม่นานเขาก็เริ่มไม่ไหวแล้วจริงๆ ถ้ายังดื้อรั้นเดินต่อไป จะต้องเหนื่อยจนไม่สบายแน่

          เขาจำเป็นต้องนั่งรถเข็น

          เมื่อนั่งลงแล้ว เขารู้สึกว่าอยู่ต่ำกว่าคนอื่นหนึ่งช่วงตัว เขาหันไปมองข้างกาย อวี๋หันโจวเดินอยู่ข้างรถเข็น เวลาจะคุยจำต้องแหงนหน้าขึ้นมองนาง รู้สึกอึดอัดใจ

          ชุ่ยจูยังถามว่า “คุณชายใหญ่ กระหายน้ำหรือไม่เจ้าคะ”

          เพราะเห็นเขาเดินมาช่วงหนึ่ง น่าจะมีเหงื่อออก อีกทั้งยังพูดคุยไม่น้อย ทำให้ชุ่ยจูคิดว่าเขาคงจะกระหายน้ำ

          “ไม่” เฮ่อเหวินจางส่ายหน้า

          ถึงเขาจะกระหายน้ำ ก็ต้องบอกว่าไม่ ไม่อย่างนั้นเขาจะดูเหมือนคนอ่อนแอเกินไป

          ชุ่ยจูจ้องเขานิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง เห็นริมฝีปากไม่แห้ง จึงไม่ได้ซักต่อไป แต่หันไปพูดกับอวี๋หันโจว “ฮูหยินน้อยชอบดอกไม้อะไร สวนดอกไม้ในจวนของพวกเราใหญ่มาก ถ้าเกิดฮูหยินน้อยชอบดอกไม้ชนิดไหน บ่าวจะได้หามาปลูกให้ท่าน”

          “ไม่ว่าดอกไม้อะไรข้าก็ชอบทั้งนั้น” อวี๋หันโจวตอบ สิ่งที่ดูงดงามและบอบบางมีใครบ้างที่ไม่ชื่นชอบ นางย้อนถามชุ่ยจู “แล้วคุณชายใหญ่ชอบดอกไม้อะไร”

          ชุ่ยจูแปลกใจกับคำถามของนาง เฮ่อเหวินจางที่นั่งอยู่บนรถเข็นเองก็แปลกใจเช่นกัน มือที่วางอยู่บนหน้าตักขยุ้มเสื้อคลุมตัวนอกเบาๆ หูผึ่งอย่างตั้งใจ เขาได้ยินชุ่ยจูตอบว่า “คุณชายใหญ่ก็เหมือนฮูหยินน้อยที่ชอบไปเสียหมดทุกอย่าง พวกท่านนับว่ามีวาสนาต่อกัน!”

          เฮ่อเหวินจางอดยิ้มมุมปากไม่ได้ เขาเอียงคอมองอวี๋หันโจว อยากรู้ว่านางจะตอบอย่างไร

          เขาเห็นนางพยักหน้า ตอบรับอย่างยิ้มแย้มว่า “นั่นสิ มีวาสนาต่อกัน!”

          เพราะเกิดความเบื่อหน่ายทำให้นางหยิบนิยายเกี่ยวกับภรรยาที่ได้รับความโปรดปรานขึ้นมาอ่าน ทำให้ข้ามมิติมาที่นี่ ถ้าเกิดนางอ่านนิยายลึกลับฆาตกรรม หรือพวกคดีขุดสุสาน มีหรือจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้เช่นนี้

          นับว่าเป็นวาสนาอย่างแท้จริง!

          “เรียกว่าวาสนาฟ้าประทาน” นางพูดจากใจ

          ใบหน้าของชุ่ยจูมีรอยยิ้มผุดขึ้นมาทันที แม้แต่ใบหูของเฮ่อเหวินจางก็เป็นสีแดงระเรื่อ จนต้องรีบหันหน้าหนี เสมองไปอีกทางหนึ่งอย่างขัดเขิน

          วันนี้อากาศดีเหมาะแก่การเดินเล่นอาบแดด

          ชุ่ยจูเข็นรถเข็นพลางแนะนำสภาพแวดล้อมภายในจวนไปด้วย

          “จวนของพวกเราค่อนข้างกว้าง แต่มีบ่าวรับใช้ไม่มากนัก ถ้าเกิดฮูหยินน้อยชอบความสงบ สามารถมาเดินเล่นนั่งเล่นแถวภูเขาจำลอง สระน้ำ หรือไม่ก็ที่สวนดอกไม้แห่งนี้ แต่ถ้าฮูหยินน้อยชอบความคึกคัก บอกกับบ่าวได้ พวกบ่าวถนัดในการสร้างความครื้นเครงอยู่แล้วเจ้าค่ะ”

          จากนั้นนางยังสาธยายถึงกิจวัตรของเฮ่อเหวินจางตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า ตื่นกี่โมง เข้านอนกี่โมง กินอาหารวันละกี่มื้อ เวลาใดบ้าง แต่ละมื้อกินอาหารประเภทใด ต้องกินยาตัวไหนบ้างอย่างละเอียด

          อวี๋หันโจวเห็นชุ่ยจูครั้งแรกก็รู้สึกว่าเป็นคนที่ทำงานเก่ง อีกทั้งยังมีความสุขุมรอบคอบ พอได้ยินนางเล่ามาเช่นนี้ก็รู้สึกว่า อีกฝ่ายเหมือนเป็นสาวใช้ที่ให้การดูแลเฮ่อเหวินจางโดยตรง

          วันนี้เพราะนางตื่นสาย อวี๋หันโจวเอ่ยขึ้นว่า “ข้ารู้แล้ว วันนี้ตื่นสายเกือบทำให้คุณชายใหญ่กินยาไม่ตรงตามเวลา ข้าไม่ดีเอง”

          ชุ่ยจูยังไม่ทันได้พูดสิ่งใด เฮ่อเหวินจางที่นั่งอยู่บนรถเข็นหันหลังกลับมา ชิงพูดเสียก่อน “เจ้าไม่ต้องรับผิดแทนข้า ข้าตื่นสายเอง เกี่ยวอะไรกับเจ้า” จากนั้นเขาหันไปพูดกับชุ่ยจู “ตอนนี้ข้ามีครอบครัวแล้ว กิจวัตรประจำวันควรจะปรับเปลี่ยนบ้าง ไม่จำเป็นต้องเหมือนเมื่อก่อนไปทุกอย่าง”

          ขณะที่พูดกับชุ่ยจู ใบหูของเฮ่อเหวินจางเป็นสีเข้ม ทำหน้าตาเคร่งขรึม พยายามไม่มองไปทางอวี๋หันโจว

          แม้ชุ่ยจูจะเกิดความประหลาดใจแต่ก็รีบสะกดลงไปอย่างรวดเร็ว นางยังคงพูดอย่างยิ้มแย้ม “เดิมทีคุณชายใหญ่สั่งอะไร บ่าวก็ควรจะทำตาม แต่ว่าเรื่องนี้อย่างไรเสียคงต้องปรึกษากับท่านหมอฉางก่อนเจ้าค่ะ”

          ท่านหมอฉางพักอยู่ในจวนโหว เป็นท่านหมอที่ตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยให้เฮ่อเหวินจางมาตั้งแต่เขายังเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการกินการนอน ล้วนแต่ได้ท่านหมอฉางคอยจัดตารางทั้งสิ้น ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงอย่างไร ชุ่ยจูย่อมไม่กล้าตัดสินใจโดยพลการ

          เฮ่อเหวินจางเองก็รู้ดี จึงหันหน้ากลับไป รับคำเพียงเบาๆ “อืม”

          ครั้งนี้อวี๋หันโจวเห็นหัวไหล่ของชุ่ยจูไหวสองสามที ริมฝีปากเม้มแน่น คล้ายกำลังกลั้นหัวเราะ

          อวี๋หันโจวอยากหัวเราะเช่นกัน มาพูดว่าแต่งงานแล้ว ทำตัวเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้

          ไม่เหมือนอย่างไรหรือ! คู่บ่าวสาวใหม่ที่ตื่นสายก็เพราะมีเรื่องอื่นให้ทำ แต่พวกเราสองคนจะทำอะไรกันได้ อย่างมากแค่พูดคุยกันอยู่ใต้ผ้าห่มเท่านั้น

          แหม ผ้าห่มก็ยังห่มคนละผืน

          ทุกคนไม่มีใครโต้แย้ง แต่เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเป็นเรื่องอื่น ชุ่ยจูเอ่ยว่า “คุณชายใหญ่คุยกับฮูหยินน้อยไปก่อนนะเจ้าคะ บ่าวจะไปรินน้ำชาให้พวกท่าน”

          จากนั้นยอบตัว ถอยออกห่าง สาวใช้คนอื่นๆ ต่างยอบตัวถอยออกไปเช่นกัน เหลือเพียงเฮ่อเหวินจางและอวี๋หันโจวชมดอกไม้อยู่เพียงสองคน

          เฮ่อเหวินจางกระแอมไอเป็นการแก้เขิน กวักมือเรียกอวี๋หันโจว “เข้ามาใกล้อีกหน่อยเถอะ”

          อวี๋หันโจวขยับเข้ามาใกล้ “มีอะไรหรือ”

          “เรื่องตื่นนอนเวลาไหน เจ้าไม่ต้องไปฟังพวกนาง” เฮ่อเหวินจางกดเสียงจนต่ำ “อยากตื่นเมื่อใดก็ตื่นเมื่อนั้น แค่บอกข้ามาก็พอ ข้าจะเป็นคนพูดเอง”

          ใต้แสงแดดที่สาดส่องมา ทำให้เห็นผิวกายของเขาขาวซีด ริมฝีปากไร้สีเลือด เนื้อตัวยังผอมจนน่าสงสาร ยิ่งเขาใส่เสื้อตัวหลวมโพรกก็ยิ่งดูผอมแห้งเข้าไปใหญ่

          ขณะที่คุย เขาเอาแต่ก้มหน้ามองพื้น ไม่กล้าสบตากับนาง เห็นแต่ขนตายาวที่กะพริบเป็นจังหวะ คล้ายกับผีเสื้อที่กำลังโบยบิน

          เขาดูอ่อนแอเสียจนรู้สึกว่าถ้ามีลมพัดมาหอบหนึ่งก็คงจะปลิวไปตามแรงลม ทำให้อวี๋หันโจวใช้น้ำเสียงอ่อนโยนตอบกลับว่า “ได้ ข้าจะฟังท่าน”

          เฮ่อเหวินจางรู้สึกถึงมุมปากที่ยกสูงขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเอ่ยขึ้นว่า “อืม ต่อไป ถ้าต้องการอะไรก็บอกข้าได้ทุกอย่าง ข้าเคยบอกแล้วว่าจะไม่ให้เจ้าได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจ” การที่นางแต่งมาเป็นภรรยาของเขาก็นับว่าเป็นเรื่องที่ชอกช้ำใจพอแล้ว เขาพยายามชดเชยทางอื่นให้นาง         

          อวี๋หันโจวรู้สึกว่าเฮ่อเหวินจางเป็นคนจิตใจดีมาก ยิ่งรู้สึกว่าการที่เขาต้องมีร่างกายไม่แข็งแรงนั้นช่างเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย

          คนดีก็ควรจะมีชีวิตที่ดี ควรมีอายุยืนเป็นร้อยปี

          แต่นางก็รู้ดีว่า คนเราจะมีอายุยืนหรือไม่ก็ไม่ใช่ว่าคนผู้นั้นเป็นคนดีหรือไม่ดี

          “ขอบคุณ” นางตอบด้วยน้ำเสียงที่รื่นหู ชะโงกหน้าเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย “ถ้าเกิดท่านไม่สบายตรงไหนก็บอกมา ข้าจะได้ช่วย”    

          ถ้าเกิดเขาอารมณ์ไม่ดี ต้องการให้นางทำอะไร ขอแค่เขาบอก ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เกินเลย นางย่อมทำให้ตามที่ต้องการ

          การที่เขาทำดีกับนาง ยินดีที่จะคอยให้การดูแลนาง นางก็ควรทำดีตอบ เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะเขาคงอยู่ได้ไม่นาน การทำดีกับเขาก็เหลือเวลาไม่นานเช่นกัน

          สิ่งที่เฮ่อเหวินจางรับรู้ได้อย่างแรกหลังจากที่นางชะโงกหน้ามาใกล้ก็คือกลิ่นกายที่หอมอ่อนๆ แล้วค่อยเป็นเสียงพูดของนาง

          สองสิ่งผสมผสานกันทำให้เขารู้สึกร้อนผ่าวไปตามใบหน้า ภายในตัวคล้ายกับมีบางอย่างเคลื่อนไหวจนทำให้ว้าวุ่น จนต้องออกแรงจับที่เท้าแขนเอาไว้ เมื่อสงบอารมณ์ลงได้แล้ว ค่อยพยักหน้ารับ “อืม”

          อวี๋หันโจวเห็นท่าทีของเขาราบเรียบ นึกไปว่าเขาคงไม่เชื่อสิ่งที่นางพูด แต่คิดไปคิดมาก็มิได้พูดย้ำอีกครั้ง ตอนนี้นางกับเขายังไม่คุ้นเคยกันดี นางเพิ่งแต่งเข้ามาเป็นภรรยาของเขา ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง ดังนั้นเมื่อนางพูดว่าจะช่วยเขา เขาไม่เชื่อก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

          ไม่นานหลังจากนั้น ชุ่ยจูก็พาสาวใช้คนอื่นๆ กลับมา แล้วเชิญเฮ่อเหวินจางและอวี๋หันโจวไปนั่งดื่มน้ำชาในศาลา เฮ่อเหวินจางนั่งพักมานานแล้ว อีกทั้งศาลาก็อยู่ไม่ไกลมากนัก เขาจึงลุกขึ้น เดินเคียงข้างอวี๋หันโจวไปยังศาลา

          เมื่อเข้ามานั่งกันเรียบร้อย ได้กลิ่นหอมของใบชาที่ลอยวนอยู่ มีดอกไม้นานาพรรณบานสะพรั่งอยู่ในสวนทำให้อารมณ์สดชื่นขึ้นมาก

          ชุ่ยจูคุยเล่นกับสาวใช้คนอื่น “เจ้าพูดอะไร กล้าเถียงงั้นหรือ ระวังฮูหยินน้อยจะหักเงินเป็นการทำโทษ”

          “ข้าไม่ได้เถียงเสียหน่อย พี่ชุ่ยจูอย่าหาเรื่องนะ”

          “ใครหาเรื่องเจ้า นังหนูนี่” ชุ่ยจูด่าไปหัวเราะไป นางมองอวี๋หันโจวพลันเอ่ยว่า “บ่าวเพิ่งนึกได้ว่า บ่าวรับใช้ในเรือนฉางชิงเดิมทีฮูหยินใหญ่เป็นคนดูแล ตอนนี้ฮูหยินน้อยมาแล้ว ฮูหยินน้อยต้องเป็นคนดูแลพวกเรา”

          อวี๋หันโจวโบกมือเป็นพัลวัน “อย่า อย่ามาหางานให้ข้า ข้าชอบว่างๆ แบบนี้แหละ”

          นางเพิ่งแต่งเข้ามา รากฐานยังไม่มั่นคงพอ ถ้าต้องเป็นคนดูแลเรือนฉางชิงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

          ถึงจะเป็นหน้าที่ของนางก็จริง แต่นางก็ไม่ควรเป็นคนพูดเอง ต้องให้โหวฮูหยินยกหน้าที่นี้ให้เอง ถ้าเกิดโหวฮูหยินไม่พูด อวี๋หันโจวก็อยากจะอยู่ว่างๆ อย่างนี้ไปก่อน

          ชุ่ยจูหัวเราะ “อ้อ ที่แท้ฮูหยินน้อยเป็นคนอย่างนี้เอง”

          สาวใช้คนอื่นๆ รีบดักคอ “ฮูหยินน้อยเป็นคนอย่างไร พี่พูดดีๆ เมื่อครู่ยังอบรมพวกเราอยู่เลย แต่ตัวเองกลับกล้าเถียงฮูหยินน้อย”

          อวี๋หันโจวมองสาวใช้ที่พูดจาหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานแล้วรู้สึกว่าพวกนางเหมือนสัตว์เลี้ยงตัวน้อยๆ ฝูงหนึ่ง

          สาวใช้ยังคุยกันอีกว่า “ฮูหยินใหญ่เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบมาก พี่ต้องพูดให้ดีๆ ถ้าพี่กล้าเถียงฮูหยินน้อย ฮูหยินใหญ่ต้องไม่ปล่อยพี่ไว้แน่”

          ทั้งยังพูดต่อไปว่า “ฮูหยินใหญ่ของพวกเราให้ความสำคัญกับฮูหยินน้อยมาก ดูสิ คุณชายรองพูดจาไม่ดีกับฮูหยินน้อยยังถูกริบของที่จะให้ว่าที่สะใภ้รองเอาไว้เป็นการไถ่โทษกับฮูหยินน้อยด้วย”

          ชุ่ยจูถูกรุมจนทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องขอขมาต่ออวี๋หันโจว “ฮูหยินน้อยให้อภัยบ่าวด้วย บ่าวไม่ได้ตั้งใจ”

          อวี๋หันโจวรู้ดีว่าการที่พวกสาวใช้หยอกล้อกันเช่นนี้ก็เพื่อบอกกับนางทางอ้อมว่า โหวฮูหยินของจวนนี้เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบ ดูแลกิจการภายในจวนโหวเป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นคนที่แยกแยะผิดถูกได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังบอกนางว่า โหวฮูหยินให้ความสำคัญกับนาง ให้นางสบายใจได้

          “ถ้าอย่างนั้นเจ้ารินน้ำชามาให้ข้า แล้วข้าจะยกโทษให้สักครั้ง” อวี๋หันโจวกล่าว

          ชุ่ยจูยิ้มไปพลางรินน้ำชาไปพลาง “ขอบคุณฮูหยินน้อยที่เมตตาบ่าว”

          “เรื่องแค่นี้ต้องใช้คำว่าเมตตาเชียวหรือ” อวี๋หันโจวรู้สึกว่าชุ่ยจูเป็นคนพูดจาน่าฟัง อดหัวเราะไม่ได้

          ชุ่ยจูเป็นคนที่มีคารมคมคาย พูดจากยกยออวี๋หันโจวอีกชุดใหญ่

          สาวใช้คนอื่นๆ เข้ามาร่วมวง ชมอวี๋หันโจวราวกับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในโลกใบนี้ ไม่มีอะไรจะเปรียบกับนางได้แล้ว เฮ่อเหวินจางที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ มีรอยยิ้มน้อยๆ มาตลอดจนกระทั่งถึงตอนนี้ ดวงตาที่เป็นเส้นโค้งกลับหลุบลงต่ำ มองพื้น ริมฝีปากเริ่มเม้มเข้าหากัน

          อวี๋หันโจวที่ฟังสาวใช้พูดยกยอปอปั้นอยู่รับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย จึงหันกลับมามอง สีหน้าของเฮ่อเหวินจางที่นั่งอยู่นั้นสงบนิ่ง ดูเหมือนไม่แตกต่างจากยามปกติ แต่ถ้าหากพินิจให้ดีๆ จะพบว่าเขากำลังเม้มริมฝีปาก

          อวี๋หันโจวพูดกลั้วหัวเราะ “ถ้วยของคุณชายใหญ่พร่องแล้ว ทำไมไม่มีใครเติมน้ำให้กับคุณชาย มีฮูหยินน้อยอย่างข้า จึงไม่สนใจคุณชายกันแล้วหรือ”

          ชุ่ยจูและคนอื่นแย่งกันแก้ตัว “บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ” ชุ่ยจูรินน้ำจนเต็มถ้วยให้เฮ่อเหวินจาง ก่อนเอ่ยว่า “คุณชายอย่าตำหนิบ่าวเลย เพราะฮูหยินใหญ่กำชับไว้ว่าให้คอยดูแลฮูหยินน้อยให้ดี ฮูหยินน้อยเป็นบุคคลสำคัญเจ้าค่ะ”

          หยอกล้อคุยเล่นกันไปครู่ใหญ่ๆ ใกล้ถึงเวลาอาหารกลางวัน ชุ่ยจูเป็นฝ่ายบอกว่าควรกลับเรือนได้แล้ว         

          ดังนั้น เมื่อเฮ่อเหวินจางเดินลงจากศาลา เขามองรถเข็นที่วางรออยู่แล้ว เม้มปากก่อนนั่งลงเงียบๆ

          บรรยากาศรอบตัวเขาคล้ายมีความหดหู่ อวี๋หันโจวจึงเข้าใจได้ว่าเขาไม่ชอบนั่งรถเข็น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ร่างกายเขาไม่แข็งแรง เดินกลับเองไม่ได้ ไม่นั่งรถเข็นก็ไม่ได้ นางเข้าใจดีว่า เหตุใดชุ่ยจูและสาวใช้คนอื่นๆ จึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับอารมณ์ของเขา เป็นเพราะพวกนางไม่มีวิธีอื่น

          เมื่อกลับถึงเรือน นั่งพักอยู่ครู่หนึ่งก็เป็นเวลากินอาหารเที่ยง

          อาหารบนโต๊ะวางแยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นอาหารที่ดูจืดชืดไร้รสชาติ อีกส่วนหนึ่งมีสีสันน่ารับประทาน

          ส่วนที่ดูจืดชืดนั้นเป็นอาหารของเฮ่อเหวินจาง ส่วนที่ดูมีสีสันน่ากินเป็นอาหารสำหรับอวี๋หันโจว

          ทำให้นางรู้สึกว่า เป็นการรังแกกันชัดๆ

 

          เฮ่อเหวินจางนั่งลงดีแล้ว ค่อยมองไปที่โต๊ะ

          เขาไม่มีสีหน้าไม่สบอารมณ์ แต่กลับกัน ก็ดูเหมือนจะพอใจไม่น้อย

          พอใจ?

          อวี๋หันโจวนึกว่าตัวเองดูผิด แต่เมื่อมองให้ดีๆ อีกครั้งก็พบว่าสีหน้าของเฮ่อเหวินจางดูมีความพอใจ ไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม

          อวี๋หันโจวจึงนั่งลง

          สาวใช้แบ่งกันยืนรับใช้เฮ่อเหวินจางและอวี๋หันโจว ช่วยคนทั้งสองคีบอาหาร

          ชุ่ยจูยังคงให้การดูแลเฮ่อเหวินจางเหมือนเดิม แต่ระหว่างนั้นนางพูดยิ้มๆ กับอวี๋หันโจว “ฮูหยินน้อยลองชิมฝีมือพ่อครัวในจวนของเราสักหน่อย ฮูหยินใหญ่รู้ว่าท่านชอบอาหารพวกนี้ จึงได้กำชับให้คนที่ซื้อของไปซื้อวัตถุดิบที่สดใหม่มาปรุงให้เจ้าค่ะ”

          อาหารครึ่งโต๊ะที่วางอยู่ตรงหน้าของอวี๋หันโจวนั้นเป็นอาหารที่เจ้าของร่างเดิมชอบกินทั้งสิ้น โหวฮูหยินให้การดูแลถึงขนาดนี้แสดงว่ามีความพอใจในตัวสะใภ้คนนี้อย่างมาก ที่ชุ่ยจูพูดออกมาก็เพื่อเป็นการบอกให้อวี๋หันโจวรับรู้

          นางยิ้มรับความตั้งใจดีของอีกฝ่าย “ต้องขอบคุณท่านแม่ที่ให้การดูแลข้าถึงเพียงนี้”

          นางหยิบตะเกียบคีบมะเขือขึ้นมากิน เข้าปากก็แทบละลาย กลิ่นหอมชุ่มฉ่ำอบอวลอยู่ในปาก เรียกได้ว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

          นี่เป็นอาหารที่เจ้าของร่างเดิมชอบกิน แต่สำหรับอวี๋หันโจวแล้ว นางกินได้ทุกอย่าง ไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะกินอะไรหรือไม่กินอะไร ขอให้เป็นอาหารนางชอบกินทั้งนั้น แค่ได้กินอิ่มท้องก็เป็นความสุขมากแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดว่าเป็นอาหารที่พ่อครัวตั้งใจปรุงขึ้นมา

          เป็นอาหารรสเลิศอย่างหาที่เปรียบไม่ได้!

          “ข้าชอบมาก” นางพูดกับชุ่ยจูอย่างยิ้มแย้ม        

          รอยยิ้มของชุ่ยจูมีความจริงใจมากขึ้นอีกหลายส่วน “ถ้าอย่างนั้นฮูหยินน้อยค่อยๆ กิน ถ้าไม่ชอบอาหารจานไหนก็บอกบ่าวได้”

          ขณะที่ชุ่ยจูคุยกับอวี๋หันโจวก็ยังคงทำหน้าที่คีบอาหารให้กับเฮ่อเหวินจางได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่เฮ่อเหวินจางกลับไม่ค่อยพอใจ มองไปยังสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังของตนเองก่อนมองเลยไปยังสาวใช้ที่ยืนรับใช้อวี๋หันโจวอีกสองคน

          พวกนางให้การดูแลอย่างดีเยี่ยม เขาเห็นอวี๋หันโจวไม่ต้องทำอะไร ยิ่งไม่ต้องใช้มือข้างหนึ่งรวบชายแขนเสื้อ มืออีกข้างหนึ่งคีบอาหาร

          กิริยาที่กินอาหารของนางดูเรียบร้อย สุภาพอย่างไม่อาจหาที่ติได้ แต่สำหรับเฮ่อเหวินจางแล้ว เขารู้สึกว่าการนั่งกินอาหารกันตามลำพังสองคนโดยไม่มีใครคอยรับใช้ อยากจะกินอะไรก็คีบกินเองแบบนั้นดูบรรยากาศเป็นกันเองมากกว่า

          เฮ่อเหวินจางลังเลไปชั่วขณะก่อนสั่งว่า “พวกเจ้าออกไปก่อน”     

          ชุ่ยจูตกตะลึง แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “มีอะไรหรือเจ้าคะ”

          “ข้ามีเรื่องจะคุยกับฮูหยินน้อยของพวกเจ้า ออกไปก่อน” เฮ่อเหวินจางตอบ

          ชุ่ยจูจำต้องวางตะเกียบที่ถืออยู่ แล้วเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นบ่าวขอตัว”

          สาวใช้ที่ยืนรับใช้อวี๋หันโจวสองคนล่าถอยตามไปเช่นกัน

          “ปิดประตูด้วย” เฮ่อเหวินจางสั่งการ

          ชุ่ยจูไม่ได้ถามว่าเพราะเหตุใด แต่เมื่อถอยออกไปด้านนอกแล้ว นางปิดประตูเข้าหากัน

          เพราะไม่มีคนคอยคีบอาหารให้ ทำให้อวี๋หันโจวต้องหยิบตะเกียบขึ้นมาถือเอาไว้ มือข้างหนึ่งรวบชายแขนเสื้อเพื่อให้คีบอาหารได้สะดวก นางคีบอาหารไปพลางมองเฮ่อเหวินจางไปพลาง “ทำไม มีอะไรจะคุยกับข้า?”

          เฮ่อเหวินจางมิได้ตอบคำถามนางทันที หากสังเกตสีหน้าของนาง จากนั้นหน้าตาของเขาดูดีขึ้นเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “ไม่มีอะไร เพียงแต่ไม่ชอบให้คนมาคอยรับใช้”

          เดิมทีเขายังเป็นห่วงว่านางจะรู้สึกว่าเขามากเรื่องหรือไม่ แต่จากที่ดูตอนนี้ เห็นได้ว่านางเองก็ไม่ชอบให้คนมารับใช้เช่นกัน ตอนที่นางคีบอาหารกินเองนั้นมีสีหน้าแววตาเป็นธรรมชาติมากกว่าเมื่อครู่มากมาย ท่าทางที่ดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อยเมื่อครู่ดูสวยงามก็จริง แต่ดูแล้วไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ แต่ยามนี้ดูดีขึ้นมา ทำให้เฮ่อเหวินจางเริ่มรู้สึกว่า นางยืนอยู่ข้างเดียวกับเขา

          “อ้อ อย่างนี้เอง” อวี๋หันโจวเข้าใจแล้ว “ถ้าอย่างนั้นก่อนหน้านี้ที่มีคนคอยรับใช้ท่านอยู่ตลอด ท่านไม่เคยปฏิเสธหรือ” นางเห็นท่าทางของชุ่ยจูมีความเชี่ยวชาญ น่าจะคอยดูแลรับใช้ให้เขากินอาหารมาเป็นเวลานาน

          เฮ่อเหวินจางฟังแล้วก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจ ก่อนหน้านี้เขาไม่ชอบก็จริง แต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกไม่ชอบมากจนถึงขนาดต้องปฏิเสธ แต่มาบัดนี้ เขาเพิ่งเห็นข้อดีของการกินอาหารตามลำพังก็เพราะนาง

          “แค่ก แค่ก” เขาก้มหน้ากระแอมเบาๆ “ถ้าเกิดเจ้าไม่ชินก็เรียกพวกนางเข้ามาใหม่ก็ได้”

          อวี๋หันโจวไม่เรียกแน่นอน

          กินข้าวเองไม่ใช่เรื่องยาก อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้นางกับเขาเป็นสามีภรรยา ควรเห็นแก่หน้าอีกฝ่าย เขาไม่ต้องการให้คนมารับใช้ขณะกินข้าว นางย่อมต้องทำตามใจเขา “ข้าก็รู้สึกว่าแบบนี้ก็ดีกว่า” นางเอ่ย “รีบกินเถอะ เดี๋ยวอาหารเย็นจะไม่อร่อย”

          เฮ่อเหวินจางเห็นนางไม่ปฏิเสธก็อดยิ้มด้วยความพอใจไม่ได้ “อืม ถ้าเช่นนั้นต่อไปพวกเราก็กินข้าวกันอย่างนี้ดีหรือไม่”

          อวี๋หันโจวอดหัวเราะไม่ได้ นางมองเขา พลางถามยิ้มๆ “นี่คิดจะใช้ข้าเป็นหนังหน้าไฟหรือ”

          “ไม่ใช่ ไม่ใช่!” เฮ่อเหวินจางรีบโบกมือปฏิเสธ

          อวี๋หันโจวโบกมือแสดงถึงความไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไร พวกเราช่วยเหลือกันแบบนี้ก็ดีแล้ว”

          สหายย่อมต้องช่วยเหลือกัน!

          อวี๋หันโจวรู้สึกว่านางกับเขายังไปไม่ถึงขั้นที่เป็นสามีภรรยา ทั้งคู่เพิ่งรู้จักกันแค่หนึ่งวัน อีกทั้งยังไม่มีความสนิทชิดเชื้อเหมือนสามีภรรยาทั่วไป ร่างกายของเขาไม่แข็งแรง มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ไม่เหมาะกับการเกิดความรักความผูกพันให้มากกว่านี้ ดังนั้น นางคิดว่าคบหาเป็นสหายจึงจะดีที่สุด

          เฮ่อเหวินจางฟังแล้วตะลึงไปชั่วขณะ “แบบนี้คือแบบไหน”

          พวกเขาเป็นสามีภรรยาก็จริง แต่ก็เป็นแค่ในนาม เขาคิดเอาไว้เช่นนี้ และรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว ดีสำหรับตัวเขา เพราะอย่างน้อยเขาก็กลายเป็นชายที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ดีสำหรับนาง ก็เพราะเขาไม่ทำลายความบริสุทธิ์ของนาง ต่อไปถ้านางแต่งงานใหม่ก็จะเป็นเรื่องที่ดีกับนางเอง

          แต่ว่าในใจของนางคิดเช่นนี้หรือไม่ เขาไม่ได้พูดถึงความคิดของตัวเองให้นางฟัง นางคงไม่มีทางคิดแบบเดียวกับเขา?

          ถ้าอย่างนั้นนางคิดอย่างไร เฮ่อเหวินจางอยากถามเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าควรเอ่ยปากอย่างไรดี กลัวว่าพูดแล้วจะไม่เหมือนกับสิ่งที่นางคิด กลัวว่านางจะไม่พอใจ สุดท้ายได้แต่ลังเล ไม่ได้เอ่ยปากพูดสิ่งใด

          “ทำไมไม่กินล่ะ” อวี๋หันโจวกินไปได้ครึ่งท้อง เห็นว่าเฮ่อเหวินจางยังกินไปได้ไม่กี่คำ จึงถามขึ้น “ไม่อยากกินหรือไม่สบายตรงไหน”

          เฮ่อเหวินจางส่ายหน้า “ไม่ได้เป็นอะไร” เขาคีบอาหารอย่างกระฉับกระเฉง

          อย่าเพิ่งถามดีกว่า เฮ่อเหวินจางคิด ต้องคอยดูพฤติกรรมของนางก่อนว่านางคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ แล้วค่อยคุยกันอีกที

          กินอาหารอิ่มดีแล้ว เฮ่อเหวินจางค่อยเรียกชุ่ยจูเข้ามาเก็บจาน ชุ่ยจูเข้ามาก็พูดอย่างยิ้มแย้ม “คุณชายใหญ่กินข้าวได้มากกว่าปกติ ไม่รู้ว่ามีเรื่องดีอะไรถึงทำให้คุณชายใหญ่อารมณ์ดีเช่นนี้”

          ไม่มีเรื่องดีอะไร แค่กินข้าวด้วยกันกับอวี๋หันโจวเท่านั้น เฮ่อเหวินจางใบหน้าร้อนผ่าว ถลึงตาใส่ชุ่ยจูก่อนตำหนิเบาๆ “พูดมากจริง!”

          ชุ่ยจูไม่ได้พูดหยอกเฮ่อเหวินจางต่อ ได้แต่เก็บจานชามอย่างยิ้มแย้ม

          นั่งพักครู่หนึ่ง ถึงเวลาที่เฮ่อเหวินจางต้องกินยาช่วยย่อยอาหาร จากนั้นถึงเวลานอนกลางวัน ท่านหมอฉางเคยบอกว่า เขาต้องนอนกลางวันทุกวัน อาจนอนไม่หลับ แต่อย่างน้อยก็ได้หลับตาพักสมอง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น แต่อวี๋หันโจวไม่อยากนอน หลังจากเฮ่อเหวินจางนอนกลางวันแล้ว นางเรียกสาวใช้ประจำตัวมาเริ่มตรวจนับสินเดิมที่นำมาด้วย

          เมื่อวานนางแต่งงานเข้ามา ตอนเช้าเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ ยังไม่มีเวลาจัดการกับสินเดิม

          สาวใช้ที่ติดตามมาช่วยกันเปิดหีบไม้

          สินเดิมของนางมีไม่น้อย เจ้าของร่างเดิมแม้มีนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง ถึงขนาดหาเรื่องอดอาหาร สร้างความไม่พอใจให้กับคนในครอบครัวเดิมก็จริง แต่สินเดิมที่นางได้รับมานั้นยังคงมีจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าคนในครอบครัวให้ความรักความเอ็นดูนางมากเพียงใด

          นางสั่งการสาวใช้ให้ทำงานจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร จนกระทั่งเห็นเฮ่อเหวินจางเดินออกมา “คุณชายใหญ่ตื่นแล้วหรือ”

          ความจริงเขาเห็นนางกำลังยุ่งก็ไม่อยากรบกวน แต่เพราะดูแล้วว่าคงไม่เสร็จง่ายๆ จึงได้เดินมาดู

          “มีอะไรให้ช่วยหรือไม่” เขาถาม

          อวี๋หันโจวหัวเราะ ขอบคุณความหวังดีของเขาก่อนเอ่ยว่า “ข้ายังจัดการได้อยู่ คุณชายใหญ่นั่งพักเถอะ ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ ค่อยถามแล้วกัน”

          เฮ่อเหวินจางนั่งอยู่บนแท่นสูงข้างหน้าต่างทางทิศใต้ มีตำราที่เขาอ่านมาก่อนหน้านี้วางอยู่เล่มหนึ่ง จึงหยิบขึ้นมานั่งอ่านต่อ

          อวี๋หันโจวไม่ได้สนใจเขา หันมาจัดการกับสินเดิมต่อไป จนกระทั่งสาวใช้ประจำตัวโหวฮูหยินที่ชื่ออิงเถาเข้ามา พร้อมกับรายการสิ่งของ “คารวะฮูหยินน้อย”

          “ลุกขึ้นได้” อวี๋หันโจวถาม “ฮูหยินใหญ่สั่งการอะไรหรือ”

          อิงเถาตอบ “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ แต่ว่าพรุ่งนี้ฮูหยินน้อยจะต้องกลับบ้านเดิม ฮูหยินใหญ่จึงเตรียมของกำนัลที่จะให้ท่านนำกลับไปด้วย นี่เป็นรายการสิ่งของทั้งหมดที่ฮูหยินใหญ่ให้บ่าวนำมาให้ท่านเจ้าค่ะ”

          อวี๋หันโจวรับมาอ่านคร่าวๆ เห็นว่าเป็นสิ่งของที่มีค่ามีราคา แสดงให้เห็นว่าโหวฮูหยินมีความพอใจต่อการแต่งงานครั้งนี้อย่างมาก

          นางเหลือบตามอง กำลังจะแสดงความพึงพอใจ แต่เฮ่อเหวินจางหยิบกระดาษที่นางถือเอาไว้ไปดู จากนั้นถามอวี๋หันโจวว่า “ต้องการเพิ่มอะไรอีกหรือไม่”

          อวี๋หันโจวยังไม่ทันตอบ สาวใช้ในห้องต่างหัวเราะกันคิกคัก ไม่ว่าจะเป็นอิงเถา ชุ่ยจูหรือสาวใช้คนอื่น ก็ยิ้มหน้าบาน

          เฮ่อเหวินจางทำหน้านิ่ว กวาดตามองพวกนาง “ทำตัวไม่เรียบร้อย!”

          ชุ่ยจูและคนอื่นๆ หยุดหัวเราะ เห็นได้ว่าพวกนางพยายามเก็บเสียงหัวเราะเอาไว้ อิงเถาปรับสีหน้าให้ดูเป็นการเป็นงาน เพื่อมิให้คุณชายใหญ่เกิดโทสะ นางพูดกับอวี๋หันโจวว่า “ฮูหยินน้อยมีอะไรที่ต้องการเพิ่มเติมก็บอกบ่าวได้ ฮูหยินใหญ่กำชับพวกเราว่าให้ฟังคำสั่งของท่านเจ้าค่ะ”

          อวี๋หันโจวหยิบกระดาษรายการกลับมาถือไว้อย่างรู้สึกขบขัน นางส่งคืนให้อิงเถา “ทุกอย่างดีแล้ว ท่านแม่เตรียมของได้เหมาะสมทุกอย่าง ขอบคุณในความเมตตาของท่านแม่ด้วย”

          อิงเถาเห็นว่านางพึงพอใจ จึงตอบรับอย่างยิ้มแย้ม “ถ้าเช่นนั้นบ่าวกลับไปรายงานก่อนเจ้าค่ะ”

          “กลับไปเถอะ” อวี๋หันโจวตอบ “ชุ่ยจูไปส่งด้วย”

          ชุ่ยจูไม่ต้องรอให้อวี๋หันโจวออกคำสั่งก็รู้ว่าควรทำอย่างไร นางเป็นสาวใช้ที่ทำงานคล่องแคล่วมากที่สุดในเรือน นางยืนเตรียมพร้อมอยู่หน้าประตูห้อง เมื่อได้ยินคำสั่งยังรับคำว่า “เจ้าค่ะ ฮูหยินน้อย”

          คนทั้งสองเดินตามกันออกไป เมื่อออกจากประตูใหญ่เรือนฉางชิงแล้ว พวกนางทั้งสองค่อยมองตา ยิ้มให้กัน

          “ข้าจะกลับไปรายงานฮูหยินใหญ่ก่อน” อิงเถาพูดยิ้มๆ กล่าวลาชุ่ยจู

          ชุ่ยจูดึงแขนนางเอาไว้ กระซิบบางอย่างกับอิงเถา

          อิงเถาฟังแล้ว ดวงตาเป็นประกายแวววาวด้วยความตื่นเต้น “ข้ารู้แล้ว ข้าจะกลับไปรายงานให้ฮูหยินใหญ่ทราบ”

          เมื่ออิงเถากลับมาถึงเรือนใหญ่ รายงานผลการทำงานให้โหวฮูหยินฟัง นางพยักหน้ารับ “ข้าเพิ่มของมีค่าในรายการอีกสามส่วน ไม่ว่าใครเป็นคนเอาใจยากขนาดไหนก็ควรพอใจ” นางยังถามอิงเถา “เห็นคุณชายกับฮูหยินน้อยด้วยหรือไม่ พวกเขาทำอะไรกันอยู่”

          “ฮูหยินน้อยตรวจดูสินเดิมอยู่เจ้าค่ะ ส่วนคุณชายใหญ่นั่งอ่านตำราอยู่บนแท่น” อิงเถาตอบ

          โหวฮูหยินนิ่วหน้า “ไม่ช่วยนางทำงานยังจะอ่านตำราอะไรอีก อ่านมาตั้งสิบเก้าปียังอ่านไม่พอหรือไง”

          อิงเถาหัวเราะ “ฮูหยินใหญ่เข้าใจคุณชายผิดแล้วเจ้าค่ะ จากที่บ่าวเห็น คุณชายใหญ่คงจะรู้อยู่ว่าควรทำอย่างไร” นางเล่าสิ่งที่ได้ยินมาจากชุ่ยจูให้โหวฮูหยินฟังว่า ตอนกินข้าวเฮ่อเหวินจางสั่งให้บ่าวรับใช้ออกจากห้อง เหลือเพียงเขากับฮูหยินน้อยกินข้าวอยู่ในห้องด้วยกัน อีกทั้งยังกินได้มากกว่าปกติด้วย

          โหวฮูหยินได้ยินแล้วก็หัวเราะชอบใจ “อา สมกับเป็นลูกชายของข้า!”