“อ้อ อย่างนี้เอง” อวี๋หันโจวเข้าใจแล้ว “ถ้าอย่างนั้นก่อนหน้านี้ที่มีคนคอยรับใช้ท่านอยู่ตลอด ท่านไม่เคยปฏิเสธหรือ” นางเห็นท่าทางของชุ่ยจูมีความเชี่ยวชาญ น่าจะคอยดูแลรับใช้ให้เขากินอาหารมาเป็นเวลานาน
เฮ่อเหวินจางฟังแล้วก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจ ก่อนหน้านี้เขาไม่ชอบก็จริง แต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกไม่ชอบมากจนถึงขนาดต้องปฏิเสธ แต่มาบัดนี้ เขาเพิ่งเห็นข้อดีของการกินอาหารตามลำพังก็เพราะนาง
“แค่ก แค่ก” เขาก้มหน้ากระแอมเบาๆ “ถ้าเกิดเจ้าไม่ชินก็เรียกพวกนางเข้ามาใหม่ก็ได้”
อวี๋หันโจวไม่เรียกแน่นอน
กินข้าวเองไม่ใช่เรื่องยาก อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้นางกับเขาเป็นสามีภรรยา ควรเห็นแก่หน้าอีกฝ่าย เขาไม่ต้องการให้คนมารับใช้ขณะกินข้าว นางย่อมต้องทำตามใจเขา “ข้าก็รู้สึกว่าแบบนี้ก็ดีกว่า” นางเอ่ย “รีบกินเถอะ เดี๋ยวอาหารเย็นจะไม่อร่อย”
เฮ่อเหวินจางเห็นนางไม่ปฏิเสธก็อดยิ้มด้วยความพอใจไม่ได้ “อืม ถ้าเช่นนั้นต่อไปพวกเราก็กินข้าวกันอย่างนี้ดีหรือไม่”
อวี๋หันโจวอดหัวเราะไม่ได้ นางมองเขา พลางถามยิ้มๆ “นี่คิดจะใช้ข้าเป็นหนังหน้าไฟหรือ”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่!” เฮ่อเหวินจางรีบโบกมือปฏิเสธ
อวี๋หันโจวโบกมือแสดงถึงความไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไร พวกเราช่วยเหลือกันแบบนี้ก็ดีแล้ว”
สหายย่อมต้องช่วยเหลือกัน!
อวี๋หันโจวรู้สึกว่านางกับเขายังไปไม่ถึงขั้นที่เป็นสามีภรรยา ทั้งคู่เพิ่งรู้จักกันแค่หนึ่งวัน อีกทั้งยังไม่มีความสนิทชิดเชื้อเหมือนสามีภรรยาทั่วไป ร่างกายของเขาไม่แข็งแรง มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ไม่เหมาะกับการเกิดความรักความผูกพันให้มากกว่านี้ ดังนั้น นางคิดว่าคบหาเป็นสหายจึงจะดีที่สุด
เฮ่อเหวินจางฟังแล้วตะลึงไปชั่วขณะ “แบบนี้คือแบบไหน”
พวกเขาเป็นสามีภรรยาก็จริง แต่ก็เป็นแค่ในนาม เขาคิดเอาไว้เช่นนี้ และรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว ดีสำหรับตัวเขา เพราะอย่างน้อยเขาก็กลายเป็นชายที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ดีสำหรับนาง ก็เพราะเขาไม่ทำลายความบริสุทธิ์ของนาง ต่อไปถ้านางแต่งงานใหม่ก็จะเป็นเรื่องที่ดีกับนางเอง
แต่ว่าในใจของนางคิดเช่นนี้หรือไม่ เขาไม่ได้พูดถึงความคิดของตัวเองให้นางฟัง นางคงไม่มีทางคิดแบบเดียวกับเขา?
ถ้าอย่างนั้นนางคิดอย่างไร เฮ่อเหวินจางอยากถามเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าควรเอ่ยปากอย่างไรดี กลัวว่าพูดแล้วจะไม่เหมือนกับสิ่งที่นางคิด กลัวว่านางจะไม่พอใจ สุดท้ายได้แต่ลังเล ไม่ได้เอ่ยปากพูดสิ่งใด
“ทำไมไม่กินล่ะ” อวี๋หันโจวกินไปได้ครึ่งท้อง เห็นว่าเฮ่อเหวินจางยังกินไปได้ไม่กี่คำ จึงถามขึ้น “ไม่อยากกินหรือไม่สบายตรงไหน”
เฮ่อเหวินจางส่ายหน้า “ไม่ได้เป็นอะไร” เขาคีบอาหารอย่างกระฉับกระเฉง
อย่าเพิ่งถามดีกว่า เฮ่อเหวินจางคิด ต้องคอยดูพฤติกรรมของนางก่อนว่านางคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ แล้วค่อยคุยกันอีกที
กินอาหารอิ่มดีแล้ว เฮ่อเหวินจางค่อยเรียกชุ่ยจูเข้ามาเก็บจาน ชุ่ยจูเข้ามาก็พูดอย่างยิ้มแย้ม “คุณชายใหญ่กินข้าวได้มากกว่าปกติ ไม่รู้ว่ามีเรื่องดีอะไรถึงทำให้คุณชายใหญ่อารมณ์ดีเช่นนี้”
ไม่มีเรื่องดีอะไร แค่กินข้าวด้วยกันกับอวี๋หันโจวเท่านั้น เฮ่อเหวินจางใบหน้าร้อนผ่าว ถลึงตาใส่ชุ่ยจูก่อนตำหนิเบาๆ “พูดมากจริง!”
ชุ่ยจูไม่ได้พูดหยอกเฮ่อเหวินจางต่อ ได้แต่เก็บจานชามอย่างยิ้มแย้ม
นั่งพักครู่หนึ่ง ถึงเวลาที่เฮ่อเหวินจางต้องกินยาช่วยย่อยอาหาร จากนั้นถึงเวลานอนกลางวัน ท่านหมอฉางเคยบอกว่า เขาต้องนอนกลางวันทุกวัน อาจนอนไม่หลับ แต่อย่างน้อยก็ได้หลับตาพักสมอง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น แต่อวี๋หันโจวไม่อยากนอน หลังจากเฮ่อเหวินจางนอนกลางวันแล้ว นางเรียกสาวใช้ประจำตัวมาเริ่มตรวจนับสินเดิมที่นำมาด้วย
เมื่อวานนางแต่งงานเข้ามา ตอนเช้าเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ ยังไม่มีเวลาจัดการกับสินเดิม
สาวใช้ที่ติดตามมาช่วยกันเปิดหีบไม้
สินเดิมของนางมีไม่น้อย เจ้าของร่างเดิมแม้มีนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง ถึงขนาดหาเรื่องอดอาหาร สร้างความไม่พอใจให้กับคนในครอบครัวเดิมก็จริง แต่สินเดิมที่นางได้รับมานั้นยังคงมีจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าคนในครอบครัวให้ความรักความเอ็นดูนางมากเพียงใด
นางสั่งการสาวใช้ให้ทำงานจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร จนกระทั่งเห็นเฮ่อเหวินจางเดินออกมา “คุณชายใหญ่ตื่นแล้วหรือ”
ความจริงเขาเห็นนางกำลังยุ่งก็ไม่อยากรบกวน แต่เพราะดูแล้วว่าคงไม่เสร็จง่ายๆ จึงได้เดินมาดู
“มีอะไรให้ช่วยหรือไม่” เขาถาม
อวี๋หันโจวหัวเราะ ขอบคุณความหวังดีของเขาก่อนเอ่ยว่า “ข้ายังจัดการได้อยู่ คุณชายใหญ่นั่งพักเถอะ ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ ค่อยถามแล้วกัน”
เฮ่อเหวินจางนั่งอยู่บนแท่นสูงข้างหน้าต่างทางทิศใต้ มีตำราที่เขาอ่านมาก่อนหน้านี้วางอยู่เล่มหนึ่ง จึงหยิบขึ้นมานั่งอ่านต่อ
อวี๋หันโจวไม่ได้สนใจเขา หันมาจัดการกับสินเดิมต่อไป จนกระทั่งสาวใช้ประจำตัวโหวฮูหยินที่ชื่ออิงเถาเข้ามา พร้อมกับรายการสิ่งของ “คารวะฮูหยินน้อย”
“ลุกขึ้นได้” อวี๋หันโจวถาม “ฮูหยินใหญ่สั่งการอะไรหรือ”
อิงเถาตอบ “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ แต่ว่าพรุ่งนี้ฮูหยินน้อยจะต้องกลับบ้านเดิม ฮูหยินใหญ่จึงเตรียมของกำนัลที่จะให้ท่านนำกลับไปด้วย นี่เป็นรายการสิ่งของทั้งหมดที่ฮูหยินใหญ่ให้บ่าวนำมาให้ท่านเจ้าค่ะ”
อวี๋หันโจวรับมาอ่านคร่าวๆ เห็นว่าเป็นสิ่งของที่มีค่ามีราคา แสดงให้เห็นว่าโหวฮูหยินมีความพอใจต่อการแต่งงานครั้งนี้อย่างมาก
นางเหลือบตามอง กำลังจะแสดงความพึงพอใจ แต่เฮ่อเหวินจางหยิบกระดาษที่นางถือเอาไว้ไปดู จากนั้นถามอวี๋หันโจวว่า “ต้องการเพิ่มอะไรอีกหรือไม่”
อวี๋หันโจวยังไม่ทันตอบ สาวใช้ในห้องต่างหัวเราะกันคิกคัก ไม่ว่าจะเป็นอิงเถา ชุ่ยจูหรือสาวใช้คนอื่น ก็ยิ้มหน้าบาน
เฮ่อเหวินจางทำหน้านิ่ว กวาดตามองพวกนาง “ทำตัวไม่เรียบร้อย!”
ชุ่ยจูและคนอื่นๆ หยุดหัวเราะ เห็นได้ว่าพวกนางพยายามเก็บเสียงหัวเราะเอาไว้ อิงเถาปรับสีหน้าให้ดูเป็นการเป็นงาน เพื่อมิให้คุณชายใหญ่เกิดโทสะ นางพูดกับอวี๋หันโจวว่า “ฮูหยินน้อยมีอะไรที่ต้องการเพิ่มเติมก็บอกบ่าวได้ ฮูหยินใหญ่กำชับพวกเราว่าให้ฟังคำสั่งของท่านเจ้าค่ะ”
อวี๋หันโจวหยิบกระดาษรายการกลับมาถือไว้อย่างรู้สึกขบขัน นางส่งคืนให้อิงเถา “ทุกอย่างดีแล้ว ท่านแม่เตรียมของได้เหมาะสมทุกอย่าง ขอบคุณในความเมตตาของท่านแม่ด้วย”
อิงเถาเห็นว่านางพึงพอใจ จึงตอบรับอย่างยิ้มแย้ม “ถ้าเช่นนั้นบ่าวกลับไปรายงานก่อนเจ้าค่ะ”
“กลับไปเถอะ” อวี๋หันโจวตอบ “ชุ่ยจูไปส่งด้วย”
ชุ่ยจูไม่ต้องรอให้อวี๋หันโจวออกคำสั่งก็รู้ว่าควรทำอย่างไร นางเป็นสาวใช้ที่ทำงานคล่องแคล่วมากที่สุดในเรือน นางยืนเตรียมพร้อมอยู่หน้าประตูห้อง เมื่อได้ยินคำสั่งยังรับคำว่า “เจ้าค่ะ ฮูหยินน้อย”
คนทั้งสองเดินตามกันออกไป เมื่อออกจากประตูใหญ่เรือนฉางชิงแล้ว พวกนางทั้งสองค่อยมองตา ยิ้มให้กัน
“ข้าจะกลับไปรายงานฮูหยินใหญ่ก่อน” อิงเถาพูดยิ้มๆ กล่าวลาชุ่ยจู
ชุ่ยจูดึงแขนนางเอาไว้ กระซิบบางอย่างกับอิงเถา
อิงเถาฟังแล้ว ดวงตาเป็นประกายแวววาวด้วยความตื่นเต้น “ข้ารู้แล้ว ข้าจะกลับไปรายงานให้ฮูหยินใหญ่ทราบ”
เมื่ออิงเถากลับมาถึงเรือนใหญ่ รายงานผลการทำงานให้โหวฮูหยินฟัง นางพยักหน้ารับ “ข้าเพิ่มของมีค่าในรายการอีกสามส่วน ไม่ว่าใครเป็นคนเอาใจยากขนาดไหนก็ควรพอใจ” นางยังถามอิงเถา “เห็นคุณชายกับฮูหยินน้อยด้วยหรือไม่ พวกเขาทำอะไรกันอยู่”
“ฮูหยินน้อยตรวจดูสินเดิมอยู่เจ้าค่ะ ส่วนคุณชายใหญ่นั่งอ่านตำราอยู่บนแท่น” อิงเถาตอบ
โหวฮูหยินนิ่วหน้า “ไม่ช่วยนางทำงานยังจะอ่านตำราอะไรอีก อ่านมาตั้งสิบเก้าปียังอ่านไม่พอหรือไง”
อิงเถาหัวเราะ “ฮูหยินใหญ่เข้าใจคุณชายผิดแล้วเจ้าค่ะ จากที่บ่าวเห็น คุณชายใหญ่คงจะรู้อยู่ว่าควรทำอย่างไร” นางเล่าสิ่งที่ได้ยินมาจากชุ่ยจูให้โหวฮูหยินฟังว่า ตอนกินข้าวเฮ่อเหวินจางสั่งให้บ่าวรับใช้ออกจากห้อง เหลือเพียงเขากับฮูหยินน้อยกินข้าวอยู่ในห้องด้วยกัน อีกทั้งยังกินได้มากกว่าปกติด้วย
โหวฮูหยินได้ยินแล้วก็หัวเราะชอบใจ “อา สมกับเป็นลูกชายของข้า!”