ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

บาปบรรพชิต

ผู้แต่ง Teng Ping
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog

เขาเปรียบเหมือนพระถังซัมจั๋ง 'ไต้ซือเหรินหวายซู' ได้รับการทำนายว่าเป็น ‘ร่างศักดิ์สิทธิ์’ ร่างที่สวรรค์เลือกให้เป็นตัวแทนแห่งความดีงาม ด้วยใบหน้าแฝงเมตตา กับไอพิสุทธิ์ที่เข้มข้น ผู้คนถึงกับลือกันว่าถ้าสิ้นเขาโลกมนุษย์จะถึงกาลล่มสลาย เพราะเหตุนี้... เขาจึงกลายเป็นเป้าหมายสูงสุดที่บรรดาภูตผีอยากจับมาลงหม้อต้ม! แต่ไต้ซือผู้เรียบง่ายคนนี้ไม่อยากเป็นเป้าหมาย เพื่อให้ร่างของตัวเองหมดความศักดิ์สิทธิ์ เขาจึงตั้งหน้าตั้งตาทำบาป ซ้ำยังต้องเป็นบาปหนักอีกด้วย แล้วบาปใดเล่า... บาปใดหนักพอจะเปลี่ยนพระถังซัมจั๋งให้กลายเป็นคนธรรมดา แต่งภรรยาแล้วฆ่าทิ้ง ใช้ได้หรือไม่?

บทนำ

จากใจบรรณาธิการ

     เขาคือ ‘ร่างศักดิ์สิทธิ์’ ที่ฟ้าดินเลือก

     ส่วนนางคือ ‘ปีศาจอัปมงคล’ ที่สวรรค์ สาปแช่ง

     ความจริงนามปากกา Teng Ping โด่งดังมา นานในแวดวงนวนิยายแต่นี่เป็นครั้งแรกที่ห้องสมุด นำผลงานของท่านมาแปล อาจเพราะเนื้อเรื่องที่ดู แปลกใหม่น่าติดตาม หักมุมไปมาตลอดทาง ซึ่งเป็น เอกลักษณ์ในงานเขียนของนักเขียนท่านนี้

     เรื่องนี้เล่าถึงตัวเอก ‘ไต้ซือเหรินหวายซู’ ที่ได้รับคำเตือนจากผู้มีนิมิตว่า ในอนาคตเขาจะถูก ‘นางมาร’ ตนหนึ่งโยนลงไปในเบ้าหลอมเก้าวิมาน หลัง จากตนสิ้นใจไอศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายบนโลกก็จะมลาย หายไป โลกจะเข้าสู่กลียุค และประตูนรกจะถูกเปิด คำทำนายนี้ไม่ใช่ แค่ฟังดูน่ากลัว แต่ผู้ทำนายยังน่าเชื่อถือจนปฏิเสธไม่ได้!

     เพื่อหลีกหนีชะตากรรมที่ฟ้าลิขิต เขามีทางเลือกเพียงสาม ทาง...

     หนึ่ง... ตามสังหารนางมาร

     แต่นางมารในโลกนี้มีเป็นร้อยเป็นพัน แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า คำทำนายกล่าวถึงมารตนไหน?

     โจทย์ข้อนี้ยากเกินไป หรือว่า สอง... ทำลายเบ้าหลอมเก้าวิมาน แต่ของวิเศษ ระดับนั้นใช่จะพบเจอกันได้ง่ายๆ ชาตินี้จะหาเจอหรือเปล่าก็ไม่รู้

     คงเหลือเพียงทางเลือกสุดท้าย... ทำลายร่างศักดิ์สิทธิ์ของ ตัวเอง

     ทว่าการจะลบล้างความศักดิ์สิทธิ์ของร่างนี้ ไม่ใช่แค่ฆ่าตัวตาย แล้วจบ แต่ต้องทำให้ตนกลายเป็นคนบาปหนา ลบเลือนออร่าของ ผู้มีบุญ จนกระทั่งหมดสิ้นความเป็น ‘กึ่งเทพ’ และหนทางนั้นง่ายมาก

     ก็แค่ทำบาป... แล้วต้องเป็นบาปหนักเท่านั้น!

     ด้วยเหตุนี้ พระเอกจึงปิ๊งไอเดียสุดพิลึกขึ้นมา นั่นคือการทำ ‘บาปสีขาว’ ซึ่งเป็นการทำบาปพร้อมกับช่วยโลกไปในตัว เขาวางแผน จะแต่งงานกับ ‘หญิงชั่ว’ สักคน แล้วก็ไม่ใช่แค่ชั่วธรรมดา ต้องระดับ ‘ชั่วขั้นสุด’ เท่านั้น! และเหมือนสวรรค์จะลิขิตมาให้ภารกิจนี้ราบรื่น เมื่อบังเอิญว่านางเอกของเรื่องก็ติดอันดับ ‘สิบหญิงชั่วแห่งยุค’ พระเอก ของเราจึงไม่ลังเล… จิ้มชื่อนางในทันที!

     ภารกิจวายป่วงเพื่อกอบกู้โลก ด้วย ‘บาปสีขาว’ จึงเริ่มต้นขึ้น!

 

 

     ทีมงานห้องสมุด

สารบัญ

          ควันดำลอยละล่องกลางท้องฟ้า โลหิตแดงสดเชี่ยวกรากประดุจทะเลเลือด

          ภูเขาพังทลาย เปลวเพลิงพวยพุ่งโชติช่วง

          “ฮิๆ... ฮ่าๆ... ฮิๆๆ...” เสียงหัวเราะจากภูตผีดังวนอยู่บนแม่น้ำสีเลือด เมฆดำทะมึนลอยอยู่เหนือศีรษะ หม้อสัมฤทธิ์ขนาดยักษ์ลอยขึ้นจากแม่น้ำอย่างช้าๆ นางมารที่มีปีกสีดำบนหลังทะยานลงมาจากอากาศ โยนของสิ่งหนึ่งลงในหม้อซึ่งลอยอยู่กลางทะเลเลือดท่ามกลางเปลวไฟลุกโชน

          เสียงระเบิดดังสนั่นหลังจากของสิ่งนั้นถูกโยนลงไป เสียงภูตผีกรีดร้องโหยหวนราวกับกำลังครวญเพลงแห่งวิญญาณ ผีพรายนับพันร่ำร้องผสานกับเสียงคร่ำครวญ โลกมนุษย์จมลงในทะเลเพลิงสีเลือดไปทีละน้อย

          “ฮิๆ... ฮ่าๆ... ฮิๆๆ...” นางมารกางปีกบินว่อนอยู่กลางอากาศ แหงนหน้าเปล่งเสียงหัวเราะ สิ่งที่นางมารโยนใส่หม้อสัมฤทธิ์ใบนั้นแท้จริงแล้วก็คือ... มนุษย์คนหนึ่ง

          เป็นชายหนุ่มรูปงามที่กำลังนั่งขัดสมาธิ

 

          “เป็นอย่างไร”

          ริมฝั่งแม่น้ำมู่หลัน ในห้องปรุงยาที่สะอาดสะอ้าน ชายสวมจีวรสีขาวตั้งคำถามด้วยท่าทีสงบนิ่ง

          ชายอีกคนสวมชุดสีม่วงอ่อน ผมเกล้าเป็นมวยสูง คิ้วเรียวยาว ริมฝีปากบาง มองคล้ายกับบัณฑิตผู้คงแก่เรียนที่สง่างาม เขาผละมือออกจากข้อมือชายชุดขาว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เหมือนเดิม พลังของธรรมชาตินั้นทรงพลัง ไม่อาจแปรเปลี่ยน”

          ผิวหน้าของชายที่สวมจีวรขาวนั้นกระจ่างใสจนแทบโปร่งแสง เต็มไปด้วยความสงบนิ่งอ่อนละมุน ใบหน้าหล่อเหลาราวกับภาพวาด แม้เขาจะสวมจีวรแต่มิได้ปลงผม มองคล้ายผู้คงแก่เรียนที่อยู่ในชุดของนักบวช หัวคิ้วของเขาย่นเข้าหากันหลังจากได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย “ซึ่งก็หมายความว่า ชายผู้ครอบครองร่างศักดิ์สิทธิ์ที่ ‘นิมิตสวรรค์’ แสดงให้เห็นเมื่อครู่ นั่นก็คือ...”

          “ตัวเจ้า” ชายชุดสีม่วงถอนใจ “ไม่นานมานี้ พื้นดินเปลี่ยนสี ภูเขาสั่นสะเทือน ภัยพิบัติเกิดขึ้นทั่วทุกหย่อมหญ้า ผู้บำเพ็ญที่มีฌานขั้นสูงไม่น้อยฝันถึงการดับสิ้นของโลก ว่ากันว่าหลังจากนางมารทำการบูชายัญร่างศักดิ์สิทธิ์ลงไปใน ‘เบ้าหลอมเก้าวิมาน’ เรียบร้อยแล้ว โลกมนุษย์ของเราจะถูกทำลายจนกลายเป็นแดนผี นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ตอนที่ ‘นิมิตสวรรค์’ ปรากฏขึ้น ไอพิสุทธิ์*ในตัวเจ้าก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนมาถึงวันนี้ก็ยากจะปกปิด แสดงให้เห็นว่าเจ้าก็คือร่างศักดิ์สิทธิ์ที่ว่า”

          เขามองชายชุดขาว “หวายซู เจ้าออกบวชมาตั้งแต่เล็ก เฉยชาต่อสรรพสิ่ง ไร้กิเลสตัณหา ไร้ปรารถนา ปราศจากความเห็นแก่ตัว จึงไม่น่าแปลกที่จะถูกเลือกให้เป็นร่างศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้นิมิตสวรรค์ปรากฏแล้วตามคำทำนายเดิม ไอพิสุทธิ์ในตัวเจ้าจึงมิอาจปกปิดได้อีกต่อไป ต้องระวังตัวให้ดี หากตกอยู่ในมือภูตผี ถูกจับเป็นเครื่องบูชายัญให้กับเบ้าหลอมเก้าวิมานเมื่อไร เมื่อนั้นก็เป็นวันที่สรรพสัตว์บนโลกจะถูกทำลาย”

          ชายชุดขาวที่ถูกเรียกว่า ‘หวายซู’ เหลือบตาขึ้นเล็กน้อยด้วยท่าทีสงบนิ่ง “มีวิธีทำลายไอพิสุทธิ์ในร่างข้าหรือไม่?”

          “วิธีที่ดีที่สุดในการขัดขวางการแตกสลายของโลก นั่นก็คือการทำลายร่างศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าเสียเลย” ชายชุดม่วงตอบ “มนุษย์เราทำบาปทำกรรมกันทุกวัน แต่คนที่ไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายแม้แต่น้อยอย่างเจ้า ไม่รู้ว่าเกิดและตายอีกสักกี่ชาติจึงจะหาได้สักคนหนึ่ง การทำลายร่างศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าสามารถสร้างความสงบสุขให้กับโลกมนุษย์ก็จริง” เขาจ้องชายชุดขาว “แต่ว่า...”

          “แต่อะไร?” ชายชุดขาวถามยิ้มๆ

          “แต่วิธีที่จะทำลายไอพิสุทธิ์ หรือความเป็นมงคลบนร่างศักดิ์สิทธิ์ได้นั้นมีวิธีเดียว นั่นก็คือต้องทำให้ร่างนั้นแปดเปื้อน หรือก็คือเจ้าต้องทำบาป” ชายชุดม่วงถอนใจ “อีกทั้งยังต้องทำบาปหนัก ต้องทำในเรื่องที่เป็นบาปมหันต์อีกด้วย”

          “ทำบาป?” ชายชุดขาวหลุบตาลงเล็กน้อย “ข้าฆ่าตัวตายก็ได้แล้วนี่”

          “ไม่ได้... ถึงเจ้าจะตาย แต่ไอพิสุทธิ์ก็ยังคงอยู่ในตัวเจ้า ถ้านางมารนำร่างเปล่าของเจ้าใส่ในเบ้าหลอมเก้าวิมานก็ยังก่อให้เกิดมหาวิบัติโลกได้เหมือนเดิม”

          “ทำลายเบ้าหลอมเก้าวิมานไม่ได้หรือ?” ชายชุดขาวถาม

          “เบ้าหลอมเก้าวิมานเป็นของที่เกิดขึ้นจากฟ้าดินหลอมรวมจะปรากฏขึ้นต่อเมื่อมีเทพเซียนมาจุติบนโลกหรือไม่ก็ภูตผีมารวมตัวกัน ไม่ใช่มนุษย์อย่างเราๆ จะสามารถทำลายได้” ชายชุดม่วงจ้องชายชุดขาว “แต่ให้เจ้าทำบาป... จะทำได้หรือ?”

          “ทำบาป?” ชายชุดขาวเหลือบตาขึ้นมอง “ให้ทำบาปใด?”

          ในห้องปรุงยาของชายชุดม่วงมีรูปปั้นเทพที่ดูไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิงตั้งอยู่องค์หนึ่ง เขาจุดธูปที่ทำจากหญ้าแห้งแล้วปักอยู่บนกระถางเบื้องหน้ารูปปั้น พริบตาเดียวมีควันสีเขียวครามลอยตัวขึ้นมา

          ควันธูปที่ลอยอยู่นั้นมีกลิ่นหอมของหญ้าแห้งอ่อนๆ ควันลอยขึ้นเป็นสาย ยามที่มันสลายตัวมีคำหนึ่งปรากฏอยู่บนกำแพงห้องสีแดงอย่างชัดเจน

          ‘ฆ่าเมีย’

          ทั้งสองมองตากัน ชายชุดม่วงกระแอมเบาๆ แต่มิได้พูดสิ่งใด

          ชายชุดขาวจ้องคำว่า ‘ฆ่าเมีย’ ด้วยสีหน้าที่ครุ่นคิด ยกชาขึ้นจิบคำหนึ่งอย่างเนิบช้า

          เวลาผ่านไปอีกนานกว่าชายชุดขาวจะเอ่ย “ข้าจะแต่งหญิงชั่วมาเป็นภรรยา แล้วฆ่านางเสีย”

          ชายชุดม่วงตะลึงงันก่อนพยักหน้ารับ ย้อนถามกลับไปว่า “แล้วใครเล่า... หญิงชั่วที่ว่า?”

          “มนุษย์ย่อมต้องรักษาศีล ใครที่ทำผิดศีลคนนั้นก็นับเป็นคนชั่ว ยิ่งผิดมากก็ยิ่งชั่วมาก”

          ชายชุดม่วงมองอย่างคาดไม่ถึง “เจ้าฆ่าคนได้จริงหรือ?”

          ชายชุดขาวมีบุคลิกของผู้ออกบวช ทั้งประเสริฐและบริสุทธิ์ ไม่ว่อกแว่กกับสิ่งรอบข้าง คนอย่างนี้หรือจะแต่งภรรยา ยิ่งเป็นไปได้หรือว่าเขาจะฆ่าคน!

 

            วันรุ่งขึ้น ที่ภัตตาคารเฝ่ยชุ่ยเฉาจู

          “คนบาป? กินอิ่มแล้วไม่ไปสวดมนต์เล่า มาหาคนบาปทำไมกัน”

          “หามาแต่งงาน”

          “หา? แต่งงาน! มานี่ๆ ข้ารู้จักหญิงงามสิบอันดับแห่งยุทธภพ อันดับหนึ่งก็คือแม่นางเคอ--เคอเหมยฮัว ว่ากันว่านางงามเสียยิ่งกว่าเทพธิดาฉางเอ๋อ อันดับสองแม่นางหง--หงซิ่งอัว...”

          “ข้าต้องการหาหญิงชั่ว”

          “อ้อ งั้นผิดแล้วๆ ตัวข้าเองก็รู้จักคนชั่วสิบอันดับแห่งยุทธภพ อันดับหนึ่งคือหวังซา ว่ากันว่าเขาฆ่าใครก็มักฆ่ายกตระกูล ไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว ส่วนอันดับสองนามว่าไป๋หลี่ซ่าง พิษแมงป่องของเขาเคยสังหารคนมาตั้งหลายพัน... เออ...” คนพูดกระแอมเล็กน้อย “แต่ในเมื่อเจ้าต้องการแต่งงานก็คงต้องดูรายชื่อสิบหญิงงามที่ชั่วร้ายในยุทธภพสินะ!”

          ชายจีวรขาวมองรายชื่อที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยสีหน้าเฉยเมย

          รายชื่อแผ่นนั้นลอยอยู่กลางอากาศด้วยมือซ้ายของชายอีกคน เขาสวมชุดที่มีประกายวิบวับจนดูไม่ออกถึงสีสันบนร่าง เห็นแต่ผลึกสีขาวใสติดอยู่เต็มไปหมด เมื่อเขาสะบัดแขนเสื้อ ประกายวิบวับแสบตาเหล่านั้นก็คล้ายจะมีแสงสว่างอยู่ในตัว เสื้อผ้าของเขาหรูหราสง่างาม เพราะความสว่างจ้าของเสื้อทำให้มองเห็นใบหน้าเขาได้ไม่ชัดเจนนัก

          ภายใต้ประกายวิบวับที่ล้อกับแสงไฟ ชายสวมชุดผลึกใสผู้นี้หน้าตาคมคาย คิ้วเฉียงเป็นทรงดาบ ดวงตากลมโตเปล่งประกายแห่งชีวิต มองคล้ายผลึกใสบนเสื้อผ้าที่เขาสวม ผิวกายของเขาเป็นสีงาช้าง ละเอียดเนียนนุ่ม ริมฝีปากสีแดงสด แม้เขาจะเป็นชายรูปงาม แต่ก็มิได้งามเยี่ยงความงามของอิสตรี

          “ถูกใจหญิงงามนางไหน ข้าจะไปช่วยพูดจาสู่ขอให้เอง ฮ่าๆ” ชายในชุดผลึกใสถือม้วนกระดาษในมือที่ไม่รู้ว่าเป็นภาพวาดของจิตรกรคนใดโบกไปมา “หลิวเฟยเฟย หญิงงามอันดับหนึ่งที่ฆ่าสามีตายมาแล้วสามคน ตอนนี้ก็ยังไม่มีสามีใหม่ ข้าคิดว่าคงไม่ถูกใจเจ้า เหรินหวายซู... จะให้ข้าแนะนำให้หรือไม่”

          ชายจีวรขาวผู้นี้มีนามกรทางโลกว่า ‘เหรินหวายซู’ ส่วนนามทางธรรมคือ ‘หวายซู’ เขาฟังแล้วพลันหลุบเปลือกตาลง “จีเอ่อร์ ในรายชื่อเหล่านี้ใครที่ทำชั่วมากที่สุด”

          “ทำชั่วมากที่สุด? เจ้านี่มีรสนิยมในการหาเมียแตกต่างกับคนอื่นเสียจริง ไหนข้าดูสิ...” ชายในชุดผลึกใสนามว่าจีเอ่อร์ เป็นเจ้าของภัตตาคารเฝ่ยชุ่ยเฉาจู เขามีทรัพย์สินมากมาย เวลาว่างๆ ก็รวบรวมข่าวสารจากทั่วทุกสารทิศเป็นงานอดิเรก เป็นคนที่รอบรู้ไปหมดทุกเรื่อง

          เขายกแขนเสื้อขึ้น ภาพหญิงงามที่ชั่วร้ายสิบอันดับในยุทธภพพลันคลี่ออก เขาใช้กระดาษม้วนในมือชี้ไปยังภาพของหญิงนางหนึ่ง “นางก็คือทายาทแห่งเผ่าจันทรารักษ์ เป็นหญิงประหลาดที่ควบคุมภูตผีได้ นามว่าลู่กูกวง นางยังมีของวิเศษที่ควบคุมวิญญาณทั้งหลายที่เรียกว่าหยาดโลหิต ว่ากันว่ามันถือกำเนิดมาจากเขตหวงห้ามของเผ่าจันทรารักษ์บนภูเขาอิงชวน ที่แห่งนั้นเป็นศูนย์รวมไอปีศาจที่มีมานานนับพันปี ไม่ว่าจะเป็นผีป่าผีร้ายใดๆ ถ้าถูกหยาดโลหิตเรียกหาจะต้องทำตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว หลายปีที่ผ่านมา หญิงประหลาดนางนี้สั่งการผีร้ายให้ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน จึงถูกจัดอยู่ในอันดับสองของหญิงชั่ว”

          “เหตุใดนางจึงไม่ได้เป็นอันดับหนึ่ง?”

          “ก็เพราะว่านางไม่วิตถารเหมือนกับหลิวเฟยเฟยน่ะสิ” จีเอ่อร์พูดเสียงเรียบเรื่อย “นอกจากนี้ ดูนี่สิ นอกจากลู่กูกวงแล้ว หญิงชั่วคนอื่นๆ ต่างมีรายชื่อในหญิงงามยี่สิบอันดับของยุทธภพด้วย เห็นได้ชัดว่าลู่กูกวงไม่ใช่หญิงงาม ในเมื่อไม่งามแล้วยังชั่วช้าสามานย์ นอกจากคนที่มีจิตเมตตาอย่างเจ้าใครยังจะรับนางเป็นภรรยาได้อีก ที่ข้าแนะนำหญิงนางนี้ให้สหายรักอย่างเจ้าก็เพราะหวังดีหรอกนะ”

          เหรินหวายซูหรี่ตา “นางมีของวิเศษที่ควบคุมภูตผีได้ด้วยหรือ?”

          “แน่นอน” จีเอ่อร์พูดด้วยสีหน้าอมยิ้ม “ข้ายังมีเหตุผลข้อที่สองสำหรับการแนะนำหญิงนางนี้ให้เจ้า นั่นก็คือ ตอนนี้นางอยู่ในเมืองเม่าหวั่น เรียกว่าใกล้แค่เอื้อม”

          เหรินหวายซูตะลึงไปเล็กน้อย “อยู่ที่ไหน?”

          จีเอ่อร์หัวเราะร่า “ขึ้นชั้นบนแล้วเลี้ยวซ้าย ห้องที่เจ็ด นางเข้าพักตั้งแต่วันก่อน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ออกมา เจ้าไปแล้วก็ช่วยข้าดูหน่อยว่านางตายหรือว่าหนี ถึงได้ยังไม่ยอมจ่ายค่าที่พัก”    

          เหรินหวายซูลุกขึ้นยืน เดินตรงไปยังห้องที่ว่านั่น

          จีเอ่อร์จับกาสุรารินให้ตัวเอง มองตามกระทั่งร่างของเหรินหวายซูลับสายตา ค่อยใช้ม้วนกระดาษเคาะโต๊ะด้วยท่าทีเรื่อยเฉื่อย

 

            ชั้นสามของภัตตาคารเฝ่ยชุ่ยเฉาจู ห้องที่เจ็ด

          หญิงสาวผมยาวในชุดดำนั่งลูบปอยผม มองไปนอกหน้าต่างห้องเงียบๆ ทิวทัศน์นอกร้านสบายตา จากตำแหน่งที่นางนั่ง มองออกไปจะเห็นต้นท้อออกดอกบานสะพรั่งให้ความรู้สึกของวสันตฤดู

          นางนั่งในที่แสงแดดส่องไม่ถึง ผิวกายขาวผ่องจนดูซีดขาว ใบหน้าของนางหมดจด ไม่ถึงกับเป็นหญิงงามที่หาตัวจับได้ยากแต่ก็เป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่ง ดูไม่เหมือนหญิงประหลาดที่เกี่ยวข้องกับภูตผี

          ข้างกายนางยามนี้ว่างเปล่า ไม่มีวิญญาณหรือซากศพใดๆ บนโต๊ะมีสุรากาหนึ่งวางคู่จอกสุราที่รินไว้เต็มอีกจอกหนึ่ง

          นางก็คือลู่กูกวง ทายาทของชนเผ่าประหลาดในดินแดนลึกลับกลางหุบเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือ เผ่าของนางมีชื่อว่า ‘จันทรารักษ์’ ว่ากันว่าเป็นชนเผ่าลึกลับที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์และปีศาจ สามารถควบคุมสั่งการวิญญาณได้ แต่เพราะเผ่าจันทรารักษ์สัมผัสกับภูตผีมาเนิ่นนาน อีกทั้งยังมีตำนานเล่าขานว่าเคยมีคนแต่งงานกับผีร้าย ทำให้ร่างกายของคนในเผ่ามีไอวิญญาณปะปน ไม่อาจถูกแสงตะวัน

          เผ่าจันทรารักษ์อยู่กับผีตั้งแต่เกิดจนตาย จึงแทบไม่มีใครแต่งงานกับคนต่างเผ่า ส่วนการแต่งงานกับคนในเผ่าส่วนใหญ่แล้วเด็กที่คลอดออกมามักจะไม่รอดชีวิต ว่ากันว่าสาเหตุมาจากไอวิญญาณที่อยู่ในตัวเข้มข้นจนเกินไป นอกเสียจากไอวิญญาณในตัวของบิดามารดาจะเข้ากันได้อย่างดี ไม่เช่นนั้นจะไม่มีทายาทสืบทอด เพราะเป็นเช่นนี้ คนในเผ่าจึงมีน้อยลงเรื่อยๆ จนบัดนี้ มีคนอยู่เพียงสามร้อยกว่าคน

          ลู่กูกวง... เป็นหนึ่งในเด็กที่รอดชีวิตจากการแต่งงานของคนในเผ่า เป็นเด็กหนึ่งในหมื่นรายที่มีชีวิตอยู่จนโตได้

          ไอวิญญาณในตัวของนางมีมากกว่าคนในเผ่าถึงสิบเท่า ทำให้นางสามารถควบคุมสั่งการภูตผีได้อย่างแทบจะไร้ขีดจำกัด อีกทั้งทำได้มากกว่าคนอื่นๆ

          นางถูกหัวหน้าเผ่าขับไล่ออกจากเผ่าในยามที่นางอายุสิบปี เพราะไอวิญญาณบนตัวนางเข้มข้นจนเกินไป ทำให้มีสภาพเป็นครึ่งคนครึ่งผี ว่ากันตามกฎของเผ่าแล้วนางไม่ถูกนับเป็นมนุษย์ ควรจะเป็นภูตผีที่ถูกคนในเผ่าควบคุมสั่งการมากกว่า แต่ลู่กูกวงมีพลังมากเสียจนไม่มีใครสามารถควบคุมนาง ดังนั้นจึงถูกขับออกจากเผ่า

          นางเร่ร่อนไปทั่วแผ่นดินตั้งแต่อายุสิบปี พาวิญญาณผีที่เป็นของตัวเองเร่ร่อนไปเรื่อยจนบัดนี้ผ่านไปแปดปีแล้ว

          พ่อแม่และคนในเผ่าหน้าตาเป็นอย่างไร นางก็จำแทบไม่ได้ นางแตกต่างจากคนอื่นมาก นางไม่อาจเห็นแสงตะวัน ไม่อาจเข้าวัดวาอาราม จำเป็นต้องกินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ ไม่เคยกินผักหรือผลไม้ใดๆ เลย ถึงวันพระจันทร์เต็มดวง นางยังต้องให้วิญญาณผีของนางดื่มเลือดอีกด้วย

          หากนางเป็นคน แล้วเหตุใดจึงใช้ชีวิตเหมือนผี?

          ถ้านางเป็นผี เหตุใดปรโลกจึงไม่ยอมรับ?

          แล้วเหตุใดนางต้องร่อนเร่อยู่ในโลกมนุษย์ไม่หยุดหย่อน เหตุใดต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์นับพันนับหมื่น เหตุใดไม่สลายกลายเป็นควันเหมือนกับภูตผีทั้งหลาย เหตุใดนางต้องกินอาหาร ต้องนอน ต้องเจ็บป่วยและตายเหมือนกับมนุษย์

          เพราะเหตุใด นางเป็นตัวอะไรกันแน่?

          ไม่ใช่คน แต่ก็ไม่ใช่ผี เป็นตัวประหลาดที่ไม่รู้ว่าเป็นตัวอะไร

          ไม่มีใครชอบตัวประหลาด

          “ก๊อกๆๆ” เสียงเคาะประตูดังสามครั้งเบาๆ

          มีคนเคาะประตู เป็นเสียงเคาะที่หนักแน่นแต่ไม่รุนแรง แสดงว่าเป็นคนมารยาทดีพอควร

          นางหันกลับไปมองประตูห้อง นางไม่มีสหาย ไม่เคยมีใครมาหานอกจากเคาะผิดห้อง 

          “เคาะผิดห้องแล้ว” นางตะโกนสวนออกไป

          ประตูห้องพลันเปิดออก

          คนที่ยืนอยู่หน้าประตูมิได้แสดงความตกใจแต่อย่างใด ไอพิสุทธิ์แห่งพุทธะที่ทำให้นางหายใจแทบไม่ออกพุ่งเข้ามา มีเงาผีปรากฏในห้อง ร่างสีดำของพวกมันรวมตัวหลายสิบร่างเป็นกำแพงบังอยู่ด้านหน้าเพื่อป้องกันไอพิสุทธิ์นั่นไว้ นางได้ยินเสียงคนที่อยู่หน้าประตูห้องพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนละมุนแต่กลับไร้ซึ่งความรู้สึก

          “เจ้าคือแม่นางลู่กูกวงใช่หรือไม่?”

          หน้าประตูห้องมีชายสวมจีวรสีขาวยืนอยู่อย่างสำรวม หน้าตาของเขาหล่อเหลา มีไอพิสุทธิ์เปล่งประกายอยู่โดยรอบ ทำให้วิญญาณผีที่อยู่ในห้องเข้าใกล้เขาไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว นางมองร่างที่ยืนอยู่หน้าประตูอย่างสงบนิ่ง ไม่มีอารมณ์โกรธใดๆ เพียงแต่ถามเรียบๆ ว่า “ไต้ซือผู้สูงส่งมาหาข้าถึงที่ เพราะต้องการส่งข้ากลับไปปรโลก กำจัดความชั่วแทนสวรรค์หรือ?”

          ชายคนนั้นคำนับให้นางอย่างตั้งใจ “แม่นางเข้าใจผิดแล้ว อาตมา... ข้ามีความจริงใจ อยากได้แม่นางเป็นภรรยา ไม่ทราบว่าแม่นางยินยอมหรือเปล่า”

          ชั่วชีวิตที่ผ่านมาไม่มีสิ่งใดสร้างความประหลาดใจให้นางได้ ยามที่ประสบกับเคราะห์ร้ายหรือมีภัยมาถึงตัว นางมักจะมีลางสังหรณ์ล่วงหน้า แต่วันนี้คำพูดที่ว่า ‘อยากได้แม่นางเป็นภรรยา’ นั้นสร้างความงุนงงระคนข้องใจ

          นางสะบัดแขนเสื้อ พัดจีบสีดำเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในฝ่ามือ นางคลี่พัดออกช้าๆ เห็นเงาดำลอยวูบวาบอยู่บนหน้าพัด ผ่านไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้น “เป็นภรรยารึ?”

          ชายจีวรขาวพยักหน้า ใบหน้าของเขาสงบนิ่ง ไม่เหมือนกำลังพูดโกหก

          นางมองชายชุดขาวที่ปรากฏตัวอย่างคาดไม่ถึงตรงหน้า โบกพัดดำในมือสองครั้งอย่างเชื่องช้า “เจ้าต้องมีจุดประสงค์อื่นอีกแน่”

          เขาพยักหน้ารับอย่างไม่ปิดบัง

          “หากเจ้าทำสามเรื่องนี้ได้...” นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนคลี่ยิ้มน้อยๆ “ข้าก็ตกลง”

          “เรื่องใด?”

          “ข้าต้องการมุกเทียมตะวัน และผลไร้รัก” นางหัวเราะก่อนทำหน้าบึ้ง “แต่ก่อนอื่น ต้องฝ่าด่านหมื่นวิญญาณของข้าให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยว่ากัน!”

          ชายจีวรขาวพยักหน้าเล็กน้อย

          เงาดำภายในห้องล่องลอยอย่างบ้าคลั่ง ลมหอบใหญ่พัดเข้ามา แท่งน้ำแข็งที่แหลมประดุจคมดาบย้อยลงจากหน้าประตู เงาดำรวมตัวกันเหมือนก้อนศีรษะคนพุ่งเข้าใส่หน้าอกของชายชุดขาว รวมตัวเป็นโครงกระดูกน่ากลัวที่กำลังยื่นมือคว้าร่างเขาไว้

          เขาสะบัดแขนเสื้อ พลันเกิดลมวูบหนึ่งที่มีกลิ่นหอม จะว่าคล้ายดอกไม้ก็ยังไม่ใช่ คล้ายกลิ่นหญ้าก็ไม่เชิง แต่เป็นกลิ่นหอมสดชื่น

          ภายในห้องสว่างจ้าขึ้นทันควัน ทั้งเงาดำ ทั้งหัวผี ทั้งโครงกระดูกหายวับไปในพริบตา

          ชายชุดขาวมองนางด้วยแววตาจริงจัง เขาจัดการกับผีร้ายได้อย่างง่ายดาย แต่มิได้วางท่าหยิ่งผยอง แต่รอให้นางเป็นฝ่ายพูดว่าเขาผ่านการทดสอบหรือไม่

          นางได้แต่มองอย่างคาดไม่ถึง ค่ายกลหมื่นวิญญาณกลืนกินยอดฝีมือมาไม่รู้เท่าไร แต่ก็ยังไม่อาจต้านการสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียวของบุรุษผู้นี้

          นางยกสุราขึ้นดื่มหนึ่งอึก “ขอทราบนามกร”

          “นามกรทางโลกของข้าคือ เหรินหวายซู” เขายังคงยืนอยู่หน้าประตู แม้จัดการกับผีร้ายไปแล้วแต่ก็ยังไม่เดินเข้าใกล้นางแม้แต่ก้าวเดียว

          เหรินหวายซู?

          นางมองชายตรงหน้าขึ้นๆ ลงๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ ด้วยวรยุทธและพลังบำเพ็ญของเขา ไม่มีทางมาขอนางแต่งงานเพราะเกิดความหลงใหลขึ้นมาอย่างกะทันหันแน่ จะต้องมีจุดประสงค์ที่จำเป็นต้องทำ

          เหอะ! นางหัวเราะ ไม่ว่าจะเป็นจุดประสงค์ใดย่อมไม่มีทางเป็นเรื่องดี

          แต่คนผู้นี้มีพลังบำเพ็ญสูงส่ง ถ้าเขามีเรื่องต้องขอร้องนางจริงๆ นางก็สามารถใช้งานเขาได้ “เจ้าร้ายกาจมาก เป็นคนไม่กลัวผีมากที่สุดเท่าที่ข้าเคยเจอ” นางเคาะหน้าโต๊ะเป็นการเชิญให้นั่ง “ข้าตกลงก็ได้ ขอเพียงหามุกเทียมตะวันและผลไร้รักมาให้ ข้าก็จะแต่งงานด้วย” นางหยุดไปเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ “ไม่ว่าเจ้าจะมีเหตุผลใดก็ตาม”

          เหรินหวายซูยังคงยืนอยู่หน้าประตู ไม่เข้ามาในห้อง ผ่านไปครู่หนึ่งค่อยเอ่ย “มุกเทียมตะวันอยู่บนภูเขาไฟที่ห่างจากที่นี่นับพันลี้ แม่นางรออยู่ที่นี่ อีกครึ่งเดือนข้าจะนำมันกลับมาให้”

          นางมองเขาอย่างเย็นชา “ไม่ได้ เจ้าจะให้ข้าเป็นภรรยาไม่ใช่หรือ ข้าจะไปด้วย”

          เห็นได้ว่าชายชุดขาวเกิดความลังเล นางนึกสนุกขึ้นมา บุรุษผู้นี้ขอให้นางแต่งกับเขาด้วยท่าทีเปิดเผย แต่พอนางบอกว่าจะไปด้วย เขากลับไม่อยากให้ไป ไอพิสุทธิ์ที่สัมผัสได้จากร่างเขาแสดงว่าเขามิใช่คนชั่ว แม้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงต้องการแต่งกับตน แต่นางกลับสนุกที่ได้เห็นสีหน้าลำบากใจของเขา

          จู่ๆ เหรินหวายซูก็พยักหน้า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แม่นางโปรดเดินทางไปกับข้า”

          นางหัวเราะ “ข้าไม่มีเงิน พี่เหรินโปรดจ่ายค่าห้องให้เมียด้วยก็แล้วกัน”

          เขามิได้แสดงความประหลาดใจใดๆ เพียงพยักหน้ารับ

          คนผู้นี้ไม่ยิ้ม ไม่มีความแปลกใจให้เห็นในสีหน้าเรียบสนิท นางเก็บพัดดำที่ซ่อนวิญญาณผีร้ายเอาไว้แล้วลุกขึ้นยืน ไม่รู้ว่าหากใบหน้านี้ของนางเปลี่ยนเป็นภาพที่น่าหวาดกลัวขึ้นมา เขาจะทำอย่างไร จะร้องไห้หรือไม่

          เหรินหวายซูหมุนตัวเดินนำไปก่อน นางเดินตามอยู่ด้านหลัง คนผู้นี้เป็นนักบวชที่มีพลังบำเพ็ญสูงส่ง แม้เขาจะดูสูงส่งไร้ที่ติอย่างไร คิดว่าสุดท้ายแล้วยังคงเป็นศัตรูของนางอยู่ดี

          คนทั้งสองเดินลงไปชั้นล่าง มีชายในชุดผลึกใสนอนเล่นอยู่บนเก้าอี้โยกที่สานด้วยหวายชนิดพิเศษในห้องโถงชั้นที่หนึ่ง เมื่อเห็นคนทั้งสองก้าวลงมาด้วยกันก็ยิ้มกว้าง “ยินดีกับบ่าวสาวคู่ใหม่ พวกเจ้าจะไปเดินเล่นกันที่ไหน”

          “เตรียมม้า” เหรินหวายซูก้าวตรงไปหน้าประตู “พวกเราจะไปภูเขาไฟเหิงต้วน”

          “เด็กๆ เตรียมม้า” จีเอ่อร์ชี้ไปยังคนทั้งสองที่กำลังออกไปนอกร้าน

          คนงานในร้านรีบจูงม้าชั้นดีมาให้สองตัว เขายังเตรียมน้ำและเสบียงอาหาร รวมไปถึงยาที่จำเป็น

          คนทั้งคู่ขี่ม้า ควบออกไปอย่างรวดเร็ว

          “นายท่าน เขาไปแล้ว... แล้วแม่นางคนนั้นยังไม่จ่ายค่าห้องเลย!”

          “โธ่เอ๊ย!” จีเอ่อร์ถอนหายใจยาวบนเก้าอี้โยก “ตั้งแต่รู้จักเหรินหวายซู ข้าก็เหมือนถูกกำหนดให้ทำการค้าขาดทุน ตอนที่ข้ารู้จักเขาปีแรก ยังต้องจ่ายเงินสามพันตำลึงเพื่อช่วยผู้ประสบภัย ต่อมาเขาจะเลี้ยงข้าวใครก็ต้องมาเลี้ยงที่ร้านข้า ไม่เคยจ่ายเงินแม้แต่อีแปะเดียว เสื้อผ้าขาดก็มาหาข้า ตำราไม่มีก็มาหาข้า แม้แต่ห้องพระชำรุดก็ยังมาหาข้า! มาครั้งนี้ก็ยิ่งหนักข้อเข้าไปใหญ่ ถึงกับชักนำให้คนอื่นเบี้ยวค่าห้องพัก ไม่ยอมจ่ายให้ข้าด้วย ข้าช่างน่าสงสารนัก โถๆ”

          “นายท่าน ไม่ทราบว่าไต้ซือเหริน... เออ... คุณชายเหรินมีความเป็นมาอย่างไร” เสี่ยวเอ้อร์กระซิบถาม

          “เขาเป็นคนที่ไหว้พระจนสมองชำรุด ชีวิตไร้ความท้าทาย” จีเอ่อร์นั่งโยกเก้าอี้ไปมา “ทว่าเมื่อใดก็ตาม หากคนที่เคยมีชีวิตอยู่อย่างราบเรียบไร้อุปสรรคต้องมาเจอกับความท้าทาย ชีวิตก็จะยิ่งน่าสนุก”

 

            ลู่กูกวงและเหรินหวายซูเดินทางไปด้วยกัน

          สิ่งที่เรียกว่า ‘มุกเทียมตะวัน’ ก็คือก้อนหินประหลาดที่ขึ้นอยู่บนภูเขาไฟที่ร้อนระอุ ว่ากันว่ามันสามารถให้แสงสว่างในเวลากลางคืน เปรียบประดุจดวงตะวันในยามมืดมิด จึงได้ชื่อว่ามุกเทียมตะวัน ลู่กูกวงไม่เคยเห็นดวงตะวัน ถ้าได้มุกเทียมตะวันนี้มาก็เท่ากับทำให้ความฝันนางเป็นจริงแล้ว

          ส่วน ‘ผลไร้รัก’ เป็นหญ้ามีพิษชนิดหนึ่ง ว่ากันว่าหากคนกินเข้าไปจะไร้ซึ่งความต้องการในเรื่องรัก นางต้องการผลไร้รักก็เพราะอยากจะใช้ทำร้ายคนอื่น แต่จะทำร้ายใครก็คงต้องดูสภาพจิตใจของนางในยามนั้น นางไม่รังเกียจที่คนบนโลกนี้ใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุข ไม่เคียดแค้นคนอื่นที่สามารถเดินอยู่ใต้แสงตะวันไปกับคนรักจนแก่เฒ่า แต่การที่นางไม่เคียดแค้นก็ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่สร้างความวุ่นวายเสียหน่อยนี่!

          นางโดดเดี่ยว บางครั้งเห็นคนอื่นมีความสุขนางก็อยากช่วยให้เขามีความสุขยิ่งกว่าเดิม แต่มีบางครั้งเห็นคนอื่นทุกข์ทรมาน นางก็ยิ่งอยากซ้ำเติมให้คนคนนั้นยิ่งทุกข์ทรมานเหมือนตายทั้งเป็น

          ทว่าส่วนใหญ่... นางต้องการผลไร้รักก็เพื่อนำมาใช้กับตัวเอง

          นางไม่อยากมีความรู้สึก บางทีเมื่อเป็นเช่นนั้นนางจะได้เปลี่ยนเป็นผีเต็มตัว ไม่คำนึงถึงความรักความแค้นของคนบนโลกนี้ ไม่ต้องคิดว่าแท้จริงแล้วตนเองเป็นอะไร ไม่ต้องหวาดกลัวอยู่คนเดียวในยามค่ำคืนว่าตัวเองอาจเปลี่ยนเป็นบางอย่างที่น่ากลัวขึ้นมาสักวัน

          นางเคยจินตนาการว่า หากคืนหนึ่งนางมีเขางอกออกจากศีรษะ ร่างกายเต็มไปด้วยเกล็ดแข็ง หรือมือของนางกลายเป็นมือผีขึ้นมา นางจะทำอย่างไร

          นั่นเป็นการคาดเดาที่เหลือเชื่อ เป็นความหวาดกลัวที่แปลกประหลาด แต่บนโลกใบนี้ไม่มีใครเข้าใจถึงความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในยามดึกสงัดของนาง นางเป็นตัวอะไรไม่รู้ ไม่ใช่ทั้งคนและไม่ใช่ทั้งผี

          เหรินหวายซูออกเดินทางตอนพลบค่ำ ทั้งสองขี่ม้าออกจากเมืองเม่าหวั่นตรงไปยังภูเขาที่รกทึบทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว พื้นที่รกร้างบริเวณนั้นมีหลุมฝังศพอยู่มากมาย นางรับรู้ได้ถึงไอวิญญาณที่ลอยละล่องเต็มไปหมดจึงเหลือบมองคนที่เดินทางมาด้วยแวบหนึ่ง

          นางอารมณ์ไม่ดี จึงเลือกที่จะไม่พูด เหรินหวายซูเองก็เงียบขรึมมาตลอดทาง

          นอกจากเสียงฝีเท้าม้า โลกนี้ราวกับไม่มีสิ่งใดคงอยู่

          นางเงยหน้ามองแสงจันทร์ที่สาดส่องต้องตัวนาง มีแสงสีแดงเปล่งประกายวิบวับอยู่แถวหน้าอก เหรินหวายซูมิได้ถามว่านั่นคืออะไร ความไม่สอดรู้ของเขาสร้างความพอใจให้นางอย่างยิ่ง      

          แท้จริงแล้วมันเป็นก้อนหินสีแดงเม็ดเล็กที่ถูกเจียนจนกลมมน นางใช้เชือกร้อยห้อยไว้ที่คอ ไอวิญญาณที่อยู่บริเวณนั้นต่างหลบหลีกหินก้อนนี้ราวกับมันเป็นของอันตราย นี่ก็คือ ‘หยาดโลหิต’ ที่สามารถควบคุมภูตผีวิญญาณนับหมื่นได้อย่างที่กล่าวขานกัน เป็นก้อนหินที่มีไอปีศาจพันปีควบรวมอยู่

          ดวงจันทร์ลอยขึ้นสูงทุกขณะ จันทร์คืนนี้ทั้งสว่างทั้งดวงใหญ่ นางขี่ม้าไปเงียบๆ พร้อมกับดึงหมวกที่ติดอยู่กับเสื้อคลุมขึ้นมาคลุมศีรษะ

          มีเงาดำเคลื่อนมาใกล้ เมื่อเงยหน้าขึ้น นางก็เห็นเหรินหวายซูกางร่มชุบน้ำมันที่เก็บอยู่ในถุงสัมภาระบนตัวม้าไว้เหนือศีรษะตน เพื่อช่วยบังแสงจันทร์

          “ทำอะไร?” นางถามอย่างเย็นชา

          “คนเผ่าจันทรารักษ์กลัวแสงสว่างของดวงอาทิตย์ก็จริง แต่คืนนี้แสงจากดวงจันทร์สว่างเกินไป ข้ากลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อแม่นาง” เหรินหวายซูกางร่มอย่างตั้งอกตั้งใจ เพียงแค่เขาขี่ม้าเข้ามาใกล้เพราะต้องการบังแสงให้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่จะเป็นกลิ่นดอกไม้ก็ไม่ใช่ เป็นกลิ่นดอกหญ้าก็ไม่เชิงโชยเข้าจมูก ทำให้ลู่กูกวงนึกถึงต้นไม้ในป่าใหญ่ นึกถึงขุนเขาและสายน้ำ เป็นกลิ่นของธรรมชาติที่เข้มข้นและสดชื่น

          นางมองเหรินหวายซูอีกครั้งอย่างข้องใจ ชายที่มีความคิดซับซ้อนและนิสัยแปลกประหลาดคนนี้กลับมีพลังบำเพ็ญสูงส่ง ดูเป็นคนจิตใจกว้างขวางและเปิดเผย ทำให้นางเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมา นางจับบังเหียนม้าให้หยุด “ข้าหิวแล้ว”

          ดวงตาของเหรินหวายซูที่มองมานั้นกระจ่างใส “ในถุงหนังมีเสบียง”

          “ข้าไม่กินของพวกนั้น” นางใช้สายตาเยาะหยันมองเขา “ข้ากินเนื้อ กินแต่เนื้อสดๆ” นางเห็นเขานิ่วหน้า จึงพูดต่ออย่างจงใจว่า “จะเป็นเนื้อคนหรือเนื้อสัตว์ป่าก็ได้ทั้งนั้น”

          หัวคิ้วของเหรินหวายซูขมวดปมมากขึ้นกว่าเดิม เห็นได้ชัดว่าคำพูดที่ว่า ‘จะกินเนื้อ’ ของนางสร้างความลำบากใจให้เขาเพียงใด ลู่กูกวงยินดีปรีดา นางยังจับสังเกตท่าทางที่ไม่รู้จะทำอย่างไรของเขาด้วย

          หลังจากใช้ความคิดครู่หนึ่ง เขาก็ล้วงของแห้งในถุงหนังส่งให้นางอย่างช้าๆ

          นางรับแป้งที่อบแห้งมาพลิกดูไปมา จนกระทั่งแน่ใจว่ามันเป็นเพียงแป้งอบแห้งเท่านั้น “อะไรน่ะ”

          “ชิ้นเนื้อ” เขาตอบอย่างจริงจัง “ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ใจทำให้เกิดรูป หากเจ้าคิดว่านี่เป็นเนื้อ มันก็คือเนื้อ คิดว่ามันเป็นแป้ง มันก็คือแป้ง”

          นางอ้าปากค้าง มือยังถือแป้งอบชิ้นนั้นอยู่ มีความรู้สึกอยากหัวเราะเป็นครั้งแรกในชีวิตแต่กลับหัวเราะไม่ออก “เจ้าให้ข้าคิดว่ามันเป็นเนื้อ แล้วให้กินมันลงไปงั้นหรือ? เหรินหวายซู เจ้าบ้าไปแล้ว แป้งอบก็คือแป้งอบ ถึงจะคิดว่ามันเป็นหมู มันก็ยังคงเป็นแป้งอบอยู่ดี!” ความจริงนางไม่หิว นางกินเนื้อเป็นอาหารก็จริง แต่กินมื้อหนึ่งก็อยู่ได้หลายวัน ไม่จำเป็นต้องกินทุกวัน

          เขาใช้ความคิดอีกครู่หนึ่ง สุดท้ายเก็บแป้งอบกลับคืน กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เจ้าพูดมีเหตุผล” จากนั้นพับแขนเสื้อขึ้น หยิบมีดเล่มเล็กจากถุงหนังออกมาทำท่าจะเฉือนเนื้อที่แขนของตน

          ฝุบ!

          พัดดำที่นางขว้างออกไปขวางมีดสั้นเล่มนั้นเอาไว้ “จะทำอะไร!”

          “เฉือนเนื้อ...”

          เขายังพูดไม่ทันจบ ไอวิญญาณเข้มข้นที่อยู่บนพัดดำกัดกินด้ามมีดจนไม่เหลือซาก

          ใบมีดหักเป็นท่อนๆ ตกลงพื้น

          นางมองเขาด้วยสายตาประหลาด เหรินหวายซูถามขึ้น “แม่นางมีข้อสงสัยใดหรือ?”

          “เจ้า!” นางผ่อนเสียงให้อ่อนลงเล็กน้อย “เป็นใครกันแน่”

          “ข้าหรือ?” เขานิ่งขึง “ข้ามีนามว่าเหรินหวายซู”

          “นอกจากพุทธองค์ของเจ้ากับชื่อเหรินหวายซูสามคำนี้ ไม่มีอะไรที่จะพูดถึงอีกแล้วหรือ?” นางถลึงตาใส่ “ไม่มีพ่อแม่หรือไง แล้วพักอยู่ที่ไหน มีสหายหรือไม่”

          “พ่อแม่ข้าตายไปนานแล้ว” เขาตอบด้วยท่าทีจริงจัง “ก่อนหน้านี้ข้าเป็นเจ้าอาวาสวัดปี้เฝ่ย ที่อยู่นอกเมืองเม่าหวั่น”

          “เจ้าเป็นหลวงจีนจริงๆ ด้วย เป็นหลวงจีนแล้วไยไม่โกนหัว” นางอยู่ใต้ร่มที่เขากาง “ออกบวชตั้งแต่เด็กหรือ”

          “ตั้งแต่เด็ก... อาจารย์ก็คิดจะโกนผมให้ข้าแต่ผมข้าตัดไม่ขาด พอโกนแล้วมันก็ยาวขึ้นมาใหม่ อาจารย์เลยบอกว่า ข้าพิเศษไม่เหมือนใคร ไม่ต้องปลงผมก็ได้ ดังนั้นจึงไม่ได้ปลงผม”

          เส้นผม?

          นางสะดุดใจขึ้นมาทันที ผมตัดแล้วยาวขึ้นมาใหม่ นี่เป็นหนึ่งในลักษณะพิเศษของผีร้าย

          ซ้ำยังเป็นผีร้ายที่มีอิทธิฤทธิ์มากเสียด้วย

          ตำนานเล่าว่ามีเพียงจอมมารเท่านั้นที่ผมจะขึ้นใหม่หลังจากถูกตัด ซ้ำยังขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว

          จอมมารเหล่านั้นมีพลังสูงล้ำ สามารถสังหารใครก็ได้ แม้นางจะเป็นครึ่งคนครึ่งผีแต่เส้นผมก็ยังตัดขาด เพียงแต่พอตัดขาดแล้วจะยาวเร็วกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว เหรินหวายซูมีไอพิสุทธิ์อยู่รอบตัว แล้วเหตุใดจึงมีเส้นผมอันเป็นลักษณะของภูตผีเล่า

          นางเกิดความสงสัย แต่เหรินหวายซูกลับไม่สังเกต ดวงจันทร์ลอยอยู่กลางท้องฟ้า เขาดึงบังเหียนให้ม้าหยุด “นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้ามีไอวิญญาณติดตัว ถ้าเดินทางต่อเกรงว่าจะดึงดูดผีร้ายออกมา เราพักผ่อนกันตรงนี้ดีกว่า” เขาพูดแล้วก็กระโดดลงจากหลังม้า ขยับร่มเปลี่ยนตำแหน่งแต่ยังคงให้อยู่เหนือศีรษะของนาง

          “พักผ่อน?” นางเดินทางกลางคืนมาตลอด ไม่เคยหยุดพัก “เราเพิ่งออกเดินทาง ยังจะพักผ่อนอะไรอีก”

          “เจ้าหิวแล้ว ข้าไม่มีเนื้อให้กินก็จำเป็นต้องพักผ่อน” เขายังคงกล่าวอย่างจริงจัง

          ความจริงจังมิใช่ความดื้อรั้น แต่มาจากความปรารถนาดี และการยอมรับในสิ่งที่นางเป็น

          “ข้า...” นางถลึงตาใส่ นางไม่ได้หิว “ที่นี่ไม่มีทั้งเตียงทั้งเก้าอี้ แม้แต่กระโจมอะไรก็ไม่มีแล้วจะพักผ่อนอย่างไร”

          “ข้าจัดการได้” เขาถือร่มด้วยมือขวา มือซ้ายโบกกลางอากาศ

กิ่งไม้แห้งที่ตกระเกะระกะอยู่ข้างทางลอยขึ้นมา จากนั้นเกิดเสียงสวบสาบ

          กิ่งไม้ปักลงบนพื้นดิน

          เขาส่งร่มให้นางถือเอาไว้ แล้วถอดจีวรออกคลุมไปยังกิ่งไม้ที่ปักอยู่สี่มุมเพื่อบังแสงจันทร์ จากนั้นถอดเสื้อคลุมตัวนอกปูบนพื้น “เชิญแม่นาง”

          นางถือร่มมองชายที่สวมเพียงเสื้อตัวกลางอย่างไม่ละสายตา เขาทำสิ่งเหล่านี้เพื่อนาง ความรู้สึกนี้แปลกใหม่มาก หลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครทำอะไรให้นางมาก่อน

          เหรินหวายซูปูเสื้อคลุมตัวนอกดีแล้ว ค่อยจุดกองไฟอยู่สองข้างของเพิงชั่วคราว “ไฟไล่ยุง ไล่แมลง อีกทั้งยังป้องกันสัตว์ป่าได้ด้วย”

          “ข้าไม่กลัวยุง ไม่กลัวแมลง แล้วก็ไม่กลัวสัตว์ป่า” นางกล่าวเสียงแข็ง ความแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นสลายไปในทันทีที่คิดได้ว่า ที่เขาทำดีกับตนเพราะมีจุดประสงค์บางอย่าง อารมณ์จึงขุ่นมัว

          “ป้องกันไว้ก่อนเป็นเรื่องดี” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล แต่ไร้ความรู้สึก

          นางคิดว่าชายผู้นี้เฉยชากับทุกสิ่ง มีแต่ความว่างเปล่า เหมือนคนที่ร่างกายไร้จิตวิญญาณ

          หรือว่าคนที่สวดมนต์ไหว้พระอยู่เป็นประจำจะกลายเป็นคนที่มีแต่เลือดเนื้อแต่ไร้ความรู้สึกกัน?

          คนที่พูดจาอย่างเยือกเย็น สงบนิ่ง ควรไปก็ไป ควรนอนก็นอน จะแตกต่างจากวิญญาณผีที่อยู่ในพัดของนางอย่างไร

          เขาไม่ได้กินข้าวเพราะหิว ไม่ได้พักผ่อนเพราะเหนื่อย แต่เขาทำตามกิจวัตรประจำวันที่มนุษย์ควรทำ อาจารย์ของเขาบอกว่าต้องกินอาหารวันละสามมื้อ เขาก็กิน อาจารย์บอกให้เขาสวดมนต์ไหว้พระ เขาก็สวด พุทธองค์ของเขาบอกให้เขามีเมตตาต่อสรรพสัตว์ เขาก็มี ถึงขนาดพุทธองค์บอกให้เฉือนเนื้อให้เสือกิน เขาก็ชักมีดเพื่อจะเฉือนเนื้อให้ได้เช่นกัน

          คนผู้นี้ช่างจอมปลอม ถึงจะมีพลังบำเพ็ญสูงส่งแค่ไหนนางก็ยังคงดูแคลนเขาอยู่ดี ปกตินางชื่นชมมนุษย์ ชอบบุญคุณความแค้น ชอบเห็นความวุ่นวายในชีวิตของพวกเขา แต่พอเจอเหรินหวายซู นางกลับรู้สึกว่าต้องคิดใหม่ ความชื่นชมที่มีอยู่พลันเลือนหาย

          นางรู้สึกว่าตัวเองยังดีกว่ามนุษย์จอมปลอมผู้นี้

          แต่เหรินหวายซูกลับไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นเหมือนคนที่ไร้หัวจิตหัวใจ ลู่กูกวงยังคงยืนใต้ ‘กระโจม’ ที่เขาสร้างขึ้นมา นางไม่ยอมพักผ่อน พอพูดเตือนแล้วนางก็ไม่สนใจ เขาจึงไม่ใส่ใจ นั่งทำสมาธิของตนไป

          เมื่อเขานั่งสมาธิ ลู่กูกวงเดินวนรอบตัวเขาอย่างช้าๆ เพื่อพินิจคนจอมปลอมที่ไร้ความรู้สึกคนนี้

          มีเชือกห้อยคอเหรินหวายซูอยู่เส้นหนึ่ง นางยื่นมือไปดึงมาดู

          มันเป็นแผ่นหยกโบราณที่มีอักขระสลักอยู่หลายแถว เพียงแต่มันเป็นของเก่าแก่ที่ผ่านกาลเวลามานานจนตัวอักษรลบเลือน ดูไม่ออกว่าเป็นคำอะไร รูปทรงของแผ่นหยกประหลาด นางดูอยู่นาน รู้สึกว่ามันเป็นรูปนกที่สลักเป็นทรงกลม แต่ไม่ว่าแผ่นหยกจะแกะสลักสิ่งใดไว้ ทว่ามีไอแห่งพุทธะรุนแรง น่าจะเป็นของที่ผ่านการทำพิธีสยบสิ่งชั่วร้ายมาแล้ว

          นางยัดแผ่นหยกใส่คอเสื้อเขาตามเดิม เดินรอบตัวเขาอีกครึ่งรอบ

          คนผู้นี้บอกว่าถ้าตัดผมไปแล้วมันจะยาวออกมาอีก นางจึงชักมีดเล็กออกมาตัดผมเขาอย่างอยากรู้ ทันทีที่แสงสีขาวพาดผ่าน เส้นผมก็งอกขึ้นมาใหม่ในพริบตา อีกทั้งยังงอกออกมาเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน

          นางจ้องเส้นผมของเขาอย่างไม่ละสายตา เห็นเส้นผมของเขาไม่ดำสนิท มีสีขาวแซมอยู่ประปราย มันไม่ใช่เส้นผมสีดอกเลาเหมือนของคนแก่ แต่เป็นเส้นผมที่ขาวทั้งเส้นขึ้นแทรกกับเส้นผมสีดำทั้งเส้น เส้นผมสีขาวมีเป็นส่วนน้อย จึงดูเป็นด่างดวง

          ถ้าเป็นเส้นผมของผีร้าย เส้นผมที่ถูกตัดขาดจะต้องมีไอวิญญาณออกมา แต่นี่ไม่มี

          ขณะที่นางเดินวนรอบตัวเหรินหวายซูอยู่นั้น ดวงจันทร์ลอยอยู่เหนือศีรษะพอดี แม้เหรินหวายซูใช้จีวรบังแสงจันทร์เอาไว้ แต่ยังคงมีแสงจันทร์ส่องผ่านลงมา หยาดโลหิตที่ลู่กูกวงห้อยคอเปล่งประกายวูบวาบมีแสงเจิดจ้ากว่าปกติ

          จู่ๆ ก็มีเสียงดังปังคล้ายกับมีแรงระเบิด นางถูกกระแทกเข้าอย่างจังจนหมดสติไป

 

          เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าสดใสอย่างคาดไม่ถึง

          นางนอนอยู่บนพื้น ลืมตาขึ้นมาก็เห็นใบหน้าของเหรินหวายซู

          เขากำลังใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดหน้าผากให้นาง สายตาที่มองอย่างห่วงใยและจดจ่อทำให้นางตะลึงงัน รีบลุกนั่งอย่างตกใจ มือคลำหาหยาดโลหิตตรงหน้าอก

          ตรงนี้ยังอยู่ดี

          สายตาของนางเลื่อนไปมองเหรินหวายซู ดูเหมือนแผ่นหยกรูปทรงประหลาดที่เขาห้อยคออยู่นั้นหายไปแล้ว

          “เกิดอะไรขึ้น” นางถามเสียงเย็น หรือแผ่นหยกของคนประหลาดมีดินระเบิด แล้วเกิดระเบิดจนนางหมดสติ

          เหรินหวายซูยังคงเช็ดหน้าให้นางไม่หยุดมือ “เจ้าหมดสติไป”

          “ของสิ่งนั้นคืออะไร...” นางมีพลังฟื้นตัวและอดทนต่อความเจ็บปวดได้มากกว่าคนปกติ ดังนั้น เจ้าสิ่งที่ทำให้นางหมดสติได้แสดงว่าไม่ใช่สิ่งของธรรมดา

          “หยกชุ่ยหวง” เขาชี้แผงอกตัวเอง

          ต้นเหตุมาจากแผ่นหยกประหลาดที่เขาห้อยคออยู่จริงดังคาด!

          เขาอธิบายต่อ “คงเป็นเพราะหยกชิ้นนี้ต้านทานไอปีศาจของหยาดโลหิตไม่ได้จึงระเบิด แต่หยกชุ่ยหวงของข้ามีไอพิสุทธิ์ ไอที่ว่าเลยทำร้ายเจ้าโดยที่ไม่รู้ตัว” สีหน้าท่าทางของเขายังคงราบเรียบ

          นางจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง แต่ก็บอกไม่ถูกว่าผิดปกติตรงไหน ผ่านไปอีกครู่หนึ่งนางค่อยเห็นชัดว่า เส้นผมของเขาดำขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย

          เวลาผ่านไปแค่คืนเดียว ผมสีขาวกลับน้อยลง ไม่รู้จะเกี่ยวข้องกับหยกชุ่ยหวงอย่างไร นางไม่สงสัยคำอธิบายของเขา แผ่นหยกประหลาดระเบิดต้องเกี่ยวข้องกับเส้นผมประหลาดของเขาเป็นแน่ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าตัวเองอยู่ในกระท่อมที่ปูด้วยหญ้าคา กระท่อมหลังนี้ใช้กิ่งไม้ที่ยังสดใหม่นำมาขัดกันจนเป็นตัวบ้าน หลังคาใช้กิ่งไม้ที่หักเป็นท่อนยาวๆ มาประกอบกันเป็นโครงมุงด้วยหญ้าคา แม้ไม่ใช่ของที่สร้างอย่างประณีต แต่ก็สามารถบดบังแสงอาทิตย์ได้เป็นส่วนใหญ่

          เขาสร้างขึ้นเมื่อคืนหรือ?

          นางกะพริบตา “ทำไมถึงได้สร้างกระท่อมนี้ขึ้นมา”

          “แม่นางได้รับบาดเจ็บเพราะไอพิสุทธิ์ ดวงอาทิตย์ก็ร้อนแรง เกรงว่าร่มชุบน้ำมันจะบังแสงให้เจ้าไม่ได้” จากแววตาของเขาแสดงให้เห็นว่าการสร้างกระท่อมหลังนี้โดยไม่หลับไม่นอนมาค่อนคืนไม่ใช่เรื่องใหญ่ เขากำลังฉุดช่วย ‘สรรพสัตว์’ แม้สรรพสัตว์ที่ว่านี้จะเป็นตัวประหลาด เป็นครึ่งคนครึ่งผี แต่ในความคิดของเขาก็ไม่ต่างจากหมูป่าหรือกระต่ายป่า

          ความคิดนี้สร้างความไม่พอใจให้นางขึ้นมาทันที “ถ้าเมื่อคืนนี้ สิ่งที่ถูกหยกเจ้าทำร้ายเป็นหมาป่า เจ้าก็จะสร้างกระท่อมให้มันอยู่เหมือนกันหรือ”

          เหรินหวายซูไม่รู้ว่าเหตุใดนางจึงเกิดโทสะ แต่ยังคงพยักหน้ารับ

          ดีมาก! นางจดบัญชีนี้เอาไว้แล้ว

          พัดดำใช้การไม่ได้ในตอนกลางวัน รอให้ถึงเวลากลางคืนก่อนเถอะ

          พื้นที่นอกกระท่อมเจิดจ้าด้วยแสงอาทิตย์ นางออกไปไม่ได้ ได้แต่มองซ้ายมองขวา เห็นว่าที่แห่งนี้เป็นป่าผืนเล็กที่ร่มรื่น อาจเป็นป่าที่คนปลูกมิได้เกิดตามธรรมชาติ มีต้นไม้ขึ้นเขียวชอุ่ม ลำต้นค่อนข้างสูง ยังมีเห็ดกลมๆ ขึ้นตามกิ่งไม้อีกไม่น้อย

          นางมองแล้วพลันเกิดความคิดชั่วร้าย ชี้ไปที่เห็ดเหล่านั้น “เก็บเห็ดมาให้หน่อย”

          เขาเด็ดเห็ดที่อ่อนนุ่มมาหลายดอก เป็นเห็ดสีขาวราวกับหิมะ ด้านบนยังมีน้ำค้างเกาะอยู่หลายหยด เหรินหวายซูยื่นเห็ดที่เก็บมาให้นาง “นี่เป็นเห็ดหิมะที่หาได้ยาก...”

          เขายังไม่ทันพูดจบ ลู่กูกวงหยิบมันมาโยนลงพื้น ใช้เท้าขยี้จนแหลกละเอียด

          เหรินหวายซูนิ่วหน้าแต่มิได้พูดสิ่งใด เห็ดหิมะเป็นยาสมุนไพรหายากตัวหนึ่งที่มีสรรพคุณในการห้ามเลือด นางเหยียบเห็ดจนละเอียดแล้วค่อยเงยหน้ามองเขาอย่างเย็นชา “ขมวดคิ้วทำไม ข้าอยากเหยียบก็เหยียบ ไม่พอใจหรือไง”

          เขาส่ายหน้า “ถ้าแม่นางไม่ชอบก็ควรทิ้งไว้ให้คนที่มีวาสนาต่อมันได้เก็บกิน ทำลายทำไม”

          นางเชิดหน้า “ข้าเห็นมันก่อน ข้าก็คือคนที่มีวาสนาต่อมัน วาสนาของมันก็คือการถูกข้าเหยียบจนเละเป็นดิน นี่ก็คือบัญชาสวรรค์!”

          เขานิ่งขึงไปกับคำตอบนี้ เห็นได้ชัดว่าหาเหตุผลมาแย้งคำตอบที่บิดเบี้ยวของนางไม่ได้ “แม่นางพูดมาก็มีเหตุผล”

          นางเกลียดท่าทางที่แม้ว่านางจะทำตัวเอาแต่ใจแค่ไหนก็ยังพูดเหมือนกับนางมีเหตุผล จึงคิดจะหาเรื่องให้เขาไม่พอใจต่อ “ไปจับกระรอกมาให้ข้าตัวหนึ่ง”

          เหรินหวายซูไม่ตกหลุมพราง “แม่นางต้องการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ขออภัยที่ข้าไม่อาจรับปาก”

          “ฆ่าสัตว์รึ?” นางพ่นเสียงขึ้นจมูก “ข้าต้องการแค่กระรอก ถ้าจะฆ่ามัน ข้าก็ฆ่าไปนานแล้ว ยังจะเรียกให้เจ้ามาช่วยทำไม”

          “แม่นางรับปากก่อนว่าจะไม่ฆ่ามัน”

          “งั้นสิ” นางหัวเราะเสียงเย็น

          ได้ยินดังนั้นเหรินหวายซูจึงช่วยนางจับกระรอกมาตัวหนึ่ง นางไม่ฆ่ามันตามที่พูดเพียงแต่ใช้เชือกยาวๆ ผูกร่างมันเอาไว้ แล้วใช้มันเป็นตัวประกันเพื่อเรียกร้องให้เหรินหวายซูทำตามที่นางต้องการ อาทิเช่น

          “เหรินหวายซู มาทุบขาให้หน่อย” 

          เหรินหวายซูนิ่งขึง มองนางหยิบมีดเล่มเล็กออกจากอกเสื้อ จี้อยู่หลังคอของกระรอกน้อย มืออีกข้างหนึ่งลูบหลังมันไปมา

          “จะทุบขาให้ข้า หรือจะมองมันตาย”

          “แม่นางรับปากแล้วว่าจะไม่ฆ่าสัตว์”

          นางตอบด้วยน้ำเสียงเย็นกระด้าง “เดิมทีข้าไม่คิดจะฆ่า แต่ถ้ามันจะตายก็ตายเพราะเจ้า ใครใช้ให้เจ้าไม่เชื่อฟัง บังคับให้ข้าต้องฆ่ามันเล่า”

          ตัวประกันที่มีขนาดไม่ถึงสามชุ่น* มีขนฟูฟ่อง ยังคงแทะเม็ดสนที่นางให้อย่างสบายอารมณ์ เหรินหวายซูลังเลอยู่นาน สุดท้ายได้แต่ถอนใจ นั่งลงช่วยทุบขาให้

          ลู่กูกวงพอใจยิ่งนัก อุ้มกระรอกน้อยแนบอกแล้วหลับตาซึมซับกับความสบายไปพักหนึ่ง

          “เหรินหวายซู ไปตักน้ำ”

          “เหรินหวายซู ไปซื้อเนื้อวัวครึ่งจินที่เชิงเขามาให้หน่อย”

          “เหรินหวายซู ไปเด็ดดอกไม้สิบสองสีมาวางในกระท่อม”

          “เหรินหวายซู...”

          เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันนี้เป็นวันที่นางสบายที่สุดในชีวิตวันหนึ่ง ไม่โดดเดี่ยว ไม่เดียวดาย ส่วนเหรินหวายซูก็ยุ่งกับการทำตามคำสั่งของนางจนแทบไม่ได้หยุดพัก

          สมน้ำหน้า ใครใช้ให้เขามีเรื่องขอร้องนางกันเล่า ใครใช้ให้เขามีจุดประสงค์แอบแฝง นางคิดอยู่ในใจ นี่เป็นสิ่งที่นางสมควรได้

          ท้องฟ้าเริ่มมืด สีฟ้าสดใสกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม สุดท้ายโลกก็กลายเป็นสีดำสนิท

          นางยังคงนั่งอยู่ในกระท่อมที่เหรินหวายซูสร้างขึ้น ไม่อยากออกไปไหน เหรินหวายซูจุดกองไฟอยู่สองฝั่งของกระท่อม กองไฟให้แสงสว่างอยู่ท่ามกลางความมืดมิด มีสะเก็ดไฟเล็กๆ ลอยอยู่บนอากาศ นางได้กลิ่นควันไฟ แต่กลับไม่เห็นควันดำ บังเกิดความรู้สึกสงบและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก

          มีบางเวลาที่นางไม่ชิงชังโลกใบนี้ มีบางเวลาที่ไม่คิดจะสร้างความวุ่นวายให้โลกใบนี้ อย่างเช่นในเวลานี้เป็นต้น

          กลางคืนบนเนินเขาอากาศค่อนข้างเย็น เสื้อสีขาวของเหรินหวายซูที่ใช้ปูพื้นเมื่อคืนสกปรกแล้ว เขาเปลี่ยนเสื้อตัวใหม่ที่ไม่ใช่เสื้อของหลวงจีน แต่เป็นชุดคลุมตัวยาวสีขาว ที่คอเสื้อมีประกายวิบวับ เมื่อดูดีๆ จะเห็นว่าเป็นผลึกใส

          ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเสื้อผ้าชุดนี้เขาได้มาจากไหน สีหน้าของนางเคร่งขรึม เขาจะต้องมีความสัมพันธ์อันดีกับเถ้าแก่ร้านอาหารคนนั้นแน่ คนที่ไร้ความรู้สึก คนเสแสร้งอย่างเขา ทำไมถึงได้ทำดีกับคนอื่น ทำไมถึงได้มีคนทำดีกับเขา ไม่ว่าจะทุ่มเทให้ความห่วงใยใส่ใจมากเท่าไร คนจอมปลอมอย่างเขาก็ไม่มีทางซาบซึ้งใจหรอก ว่ากันตามหลักแล้วเขาควรจะเป็นคนที่อยู่เพียงลำพังตั้งแต่เกิดจนตายเหมือนกับนางจึงจะถูก

          “เหรินหวายซู” นางนั่งเงียบๆ มาครึ่งวันตอนนี้จึงอดถามไม่ได้ “เจ้าเป็นหลวงจีนไม่ใช่หรือ ทำไมถึงจะแต่งงานมีเมีย เมื่อเป็นหลวงจีนแล้วทำไมถึงใส่เสื้อผ้าคนทั่วไปได้”

          “เพราะนิมิตสวรรค์” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนทุกครั้ง จะบอกว่าเขาเป็นคนสงบเยือกเย็นก็ได้ หรือจะบอกว่าเป็นคนที่ไร้ความรู้สึก เป็นคนที่ว่างเปล่าก็ได้เช่นกัน

          นางย้อนถามเหมือนกับได้ยินเรื่องน่าขบขันอย่างที่สุด “เพราะนิมิตสวรรค์งั้นหรือ เพราะสวรรค์ส่งสัญญาณให้เจ้ามีเมียได้ เจ้าก็เลยคิดจะมี? หรือว่าสวรรค์บอกให้เจ้าแต่งงานกับข้า เจ้าก็เลยมาหาข้า?”

          เขาพยักหน้ารับ ที่นางพูดมานั้นไม่ผิด นิมิตสวรรค์ได้แสดงให้เห็นว่าโลกมนุษย์จะถูกทำลาย ตันเสียได้ขอคำชี้แนะจากเทพเซียน ได้รับคำตอบว่า ถ้าคิดจะขัดขวางไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาจำเป็นต้องฆ่าภรรยา ส่วนคนที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายภรรยาที่สมควรถูกฆ่าก็มีแต่นาง แม้จีเอ่อร์จะเป็นคนเลือกให้ แต่ในเมื่อเขารับรู้เรื่องของนาง อีกทั้งนางยังอยู่ไม่ไกล ก็แสดงว่านี่เป็นบัญชาสวรรค์แล้ว

          “ทำไมสวรรค์ถึงไม่บอกให้เจ้าไปแต่งงานกับหมูกับหมาเล่า” นางถามเสียงเย็น “นิมิตสวรรค์ เฮอะ! นิมิตสวรรค์คืออะไรกันแน่ เรื่องเหลวไหลแบบนี้เจ้าก็เชื่อด้วย”

          ให้แต่งกับหมูกับหมา?

          เขาตะลึงไปชั่วขณะ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าหากตนแต่งงานกับหมูตัวหนึ่ง ยังจะดีกว่าแต่งนางเป็นภรรยาหรือไม่ “แม่นางพูดมีเหตุผล”

          นางโกรธจัด “พูดอย่างนี้แสดงว่าข้าเหมือนหมูเหมือนหมาตัวหนึ่งงั้นสิ เจ้าคงนึกเสียดายที่สวรรค์ไม่ได้ชี้นำให้เจ้าไปแต่งงานกับหมูกับหมาใช่หรือเปล่า...”

          นางยังไม่ทันได้อาละวาด ได้ยินเหรินหวายซูถามขึ้น “เจ้าว่าไข่ไก่ ก็นับเป็นชีวิตหนึ่งได้หรือไม่”

          นางตะลึงงัน ไข่ไก่ใบหนึ่งอะไรกัน “ถ้าไข่ไก่นับเป็นชีวิต หลวงจีนอย่างพวกเจ้าก็กินชีวิตไปไม่รู้กี่พันกี่หมื่นชีวิตแล้วสิ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าหลวงจีนอย่างพวกเจ้าก็กินไข่เหมือนกัน”

          “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ว่าแล้วว่าคงจะแต่งงานกับไข่ไก่ไม่ได้ ไม่อย่างนั้น...” เขาคล้ายรำพึงรำพันกับตัวเอง หากไข่ไก่นับเป็นหนึ่งชีวิตได้ เขาก็แต่งงานกับไข่ไก่ ถึงเวลาฆ่ามันจะได้ไม่ว้าวุ่นใจมากนัก

          “เจ้า--เจ้า” ขณะที่เหรินหวายซูพูดกับตัวเอง ลู่กูกวงโกรธจนควันแทบออกหู ความหมายของเขาไม่เพียงจะเสียดายที่สวรรค์ไม่ได้ชี้นำให้เขาแต่งงานกับหมูกับหมา แต่ยังเสียดายที่ไม่ได้ให้เขาแต่งงานกับไข่ไก่อีกด้วย! นี่เขาเห็นนางเป็นผู้หญิงหรือไม่ หรือเขาเห็นนางเป็นแค่ชีวิตหนึ่ง

          แบบนี้มันเกินไป นางทนไม่ไหวแล้ว!

          “เหรินหวายซู!” นางสะบัดพัดดำ เงาผีขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่กลางศีรษะ “ข้าจะฆ่าเจ้า!”

          เงาผีลอยวนอยู่กลางอากาศ กำลังจะพุ่งเข้าใส่เหรินหวายซู แต่จู่ๆ มีเสียงกรีดร้องจากพวกมันก่อนจะหายวับไปในพริบตา

          นางนิ่งขึง เหรินหวายซูไม่ได้ทำอะไร หรือว่าไม่ต้องทำอะไรก็สามารถเล่นงานผีร้ายได้ 

          นางเห็นเหรินหวายซูสะบัดแขนเสื้อ สายลมเย็นพุ่งไปยังบางสิ่งที่อยู่ด้านหลังเนินเขา

          มีกลุ่มควันหนาแน่นเคลื่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ แต่ดูไม่ออกว่าเป็นสิ่งใด ดูเหมือนกลุ่มเมฆดำที่รวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่ ทันทีที่เห็นมันชัดเจนขึ้น ลู่กูกวงรู้สึกร่างกายสั่นเทิ้ม ไอวิญญาณที่อยู่บนร่างถูกดูดเข้าไปในเมฆดำกลุ่มนั้น เสียงกรีดร้องของผีร้ายในพัดดำดังโหยหวน

          นางยกมือปิดหน้า ถอยหลังกรูด “นั่นมันอะไร?”

          “ไม่รู้” เหรินหวายซูประสานมือเป็นท่าลัญจกร ก่อนจะชี้นิ้วไปยังกลุ่มเมฆ

          มีบางอย่างพุ่งใส่กลุ่มเมฆอย่างรวดเร็ว

          กลุ่มเมฆขยายตัวใหญ่ขึ้น คล้ายต้องการกลืนกินร่างของเหรินหวายซู

          ลู่กูกวงตะลึงงัน มือข้างหนึ่งกำหยาดโลหิตเอาไว้แน่น นางเปล่งเสียงดังคราหนึ่ง ปรากฏลำแสงสีเลือดสว่างวูบ นางใช้พัดดำแทนอาวุธฟาดใส่กลุ่มเมฆเต็มแรง

          ตูม... เกิดเสียงดังสนั่น

          แสดงว่าภายในกลุ่มเมฆต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ชั่วขณะที่เสียงดังขึ้น ของเหลวที่เหนียวหนืดก็ไหลลงมากระทบศีรษะ

          กลุ่มเมฆดำจางหายไปอย่างช้าๆ

          นางลูบของเหลวที่ติดอยู่บนใบหน้าพลางร้องถามอย่างร้อนใจ “เหรินหวายซูเจ้าอยู่ไหน”

          เมฆดำจางหาย เหรินหวายซูก้าวออกจากหลังต้นไม้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ

          นางถอนหายใจ ก้มลงมองตัวเองที่ถูกของเหลวประหลาดเคลือบอยู่บนร่าง หยาดโลหิตเปล่งแสงแสบตากว่าปกติหลายเท่าตัว นางรู้ดีว่าเมฆกลุ่มนั้นจะต้องมีภูตผีที่ไม่ค่อยได้มีใครพบเห็น หรือไม่ก็เป็นพลังวิญญาณที่อาฆาตแค้นรุนแรง แต่พวกนั้นไม่อาจต้านทานพลังของหยาดโลหิตจึงถูกดูดเข้ามาอยู่ในนี้

          เหรินหวายซูเดินมาหา มือของนางเต็มไปด้วยของเหลวที่เหนียวหนืด พัดดำในมือหล่นลงพื้น เขาช่วยเก็บขึ้นมาให้ ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดคราบของเหลวออกไปทีละนิด

          นางยืนนิ่ง เขาช่วยนางเช็ดหน้าแล้วเช็ดมือ เหมือนกำลังดูแลเด็กน้อยคนหนึ่ง จากนั้นก็จูงมือให้นางเดินตามมา

          “ทำอะไร” แม้น้ำเสียงจะดุ แต่ท่าทีของนางมิได้ดุร้าย

          “หลังเนินเขามีลำธารเล็กๆ ตอนนี้ก็ดึกสงัด แถบนี้มีผีร้ายออกอาละวาด แสดงว่าคงไม่ค่อยมีใครเข้ามาที่นี่ แม่นางอาบน้ำล้างตัวอย่างสบายใจเถิด ข้าจะช่วยเฝ้าให้เอง” เขายังคงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ให้ความอบอุ่นใจอย่างน่าประหลาด แม้ลู่กูกวงยังคงรู้สึกว่าเขาเป็นพวกจอมปลอม แต่ก็มิได้รู้สึกรังเกียจแต่อย่างใดแล้ว

          ลำธารหลังเนินเขาอยู่ไม่ไกล ไม่นานก็เดินมาถึง รอบด้านเป็นป่าละเมาะ แสงจันทร์คืนนี้ยังส่องสว่าง แต่เพราะมีต้นไม้บดบัง แสงที่ตกกระทบผิวน้ำจึงมีไม่มาก นางถอดเสื้อผ้าเดินลงลำธารเพื่อล้างคราบเหนียวที่มาจากกลุ่มเมฆดำเมื่อครู่

          หยาดโลหิตถูกวางอยู่บนฝั่งพร้อมกับสิ่งของชิ้นอื่น ริมฝั่งไม่มีต้นไม้บดบัง แสงจันทร์จึงส่องถูกหยาดโลหิตจนมันเปล่งประกายวูบวาบราวกับมีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว เหรินหวายซูนั่งหันหลังให้ลำธาร เปลือกตาหลุบต่ำเล็กน้อย ลมกลางคืนพัดแขนเสื้อไหวไปตามแรงลม ผลึกใสที่ติดอยู่ตามแขนเสื้อสะท้อนแสงของหยาดโลหิตจนเห็นเป็นสีแดงฉาน

          ลู่กูกวงอาบน้ำล้างตัว

          หยาดโลหิตแผ่แสงสีแดงปกคลุมไปเกือบครึ่งของริมลำธาร แสงสีแดงบนแขนเสื้อของเหรินหวายซูเข้มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยแสงสีแดงที่แผ่กว้างนี้ทำให้เห็นว่ามีเงาดำลอยตัวอยู่ด้านหลังของเขาช้าๆ ความสว่างทำให้มองเห็นเงาดำที่เป็นรูปร่างชัดเจนขึ้นมาก

          เป็นเงาของผู้ชาย

          เสียงสวบสาบดังขึ้น กระรอกที่ถูกลู่กูกวงจับมาเล่นทั้งวันกระโดดลากเชือกบนตัวมันออกมา มันไม่ได้หนีไปไหน อาจเป็นเพราะมีของกินให้โดยที่ไม่ต้องออกไปหาทำให้มันเคยตัว จึงได้ตามมาด้วย ตอนนี้มันกระโดดมาถึงด้านหน้าของเหรินหวายซู

          เหรินหวายซูหลับตา แม้จะได้ยินเสียงกระรอกแต่เขาก็ไม่เห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากด้านหลังของตน พริบตานั้นเองที่เงาดำด้านหลังผลุบหายเข้าไปในร่างของเขา พร้อมกับหยาดโลหิตที่เก็บแสงสีแดงคืนกลับไป

          เส้นผมของเหรินหวายซูชี้ตั้งขึ้นกลางอากาศ มันมีสีดำสนิทอย่างไม่เป็นธรรมชาติ แผ่สยายอยู่กลางอากาศคล้ายกับต้นหลิวสีดำ เมื่อเส้นผมชี้ขึ้น กระรอกที่วิ่งเล่นอยู่ด้านหน้าก็ล้มตัวนอนหงาย ขาดใจตายไปทันทีราวกับถูกพลังปีศาจที่รุนแรงสังหาร

          ลู่กูกวงอาบน้ำอยู่ในลำธาร เมื่อสังเกตเห็นหยาดโลหิตเปล่งประกายเจิดจ้าอยู่บนฝั่งพลันเกิดความตื่นตระหนก หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับมัน เหรินหวายซูคงไม่ได้ทำลายหยาดโลหิตของนางหรอกนะ ลู่กูกวงล้างตัวอย่างลวกๆ หยิบเสื้อผ้าที่จีเอ่อร์เตรียมไว้ให้ในห่อสัมภาระมาสวม

          “เหรินหวายซู?”

          นางพุ่งตัวขึ้นฝั่ง เห็นหยาดโลหิตยังคงอยู่บนพื้นดินเหมือนเดิม จึงหยิบมันขึ้นมาแล้วมองไปรอบๆ

          ไม่เห็นเงาของเหรินหวายซู “นี่ เหรินหวายซู เจ้าอยู่ไหน”

          นางเงยหน้า เห็นชะง่อนผาที่อยู่ริมลำธารด้านหนึ่งมีร่างของเหรินหวายซูนั่งอยู่ แขนเสื้อพัดไปตามแรงลม มีดวงจันทร์ดวงใหญ่ตั้งเป็นผืนภาพอยู่ด้านหลัง จุดที่เขานั่งอยู่ไม่สูงนัก แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงรู้สึกว่าเขาอยู่สูงเกินเอื้อม ดูเหมือนเขาไม่ได้มองไปไหน แต่กลับให้ความรู้สึกว่าคนที่อยู่ข้างใต้เขาเป็นแค่ต้นไม้ใบหญ้า ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต

          “เหรินหวายซู” นางไม่รู้ว่าเขาขึ้นไปบนนั้นตั้งแต่เมื่อไร ก่อนหน้านี้นางยังเห็นเขาอยู่ริมลำธารอยู่เลย อีกทั้งท่านั่งบนชะง่อนผาในตอนนี้ก็ไม่ใช่ท่านั่งของเหรินหวายซู แม้ลู่กูกวงจะพบเจอเขาไม่กี่วัน แต่นางก็มั่นใจในความรู้สึกตน

          เหรินหวายซูที่อยู่บนชะง่อนผาหันหน้ามา บุคลิกที่ดูแปลกประหลาดนั้นหายไปในทันทีที่เขาเห็นนาง ราวกับสิ่งที่เห็นเมื่อครู่นั้นเป็นเพียงภาพลวงตา

          เขาลุกขึ้นยืน ทิ้งตัวลงมายังพื้นล่าง “แม่นางสบายตัวแล้วหรือยัง”

          นางลูบแผ่นหลัง เมื่อครู่ตอนที่อาบน้ำเหมือนจะคลำเจอจุดบนหลังอยู่ไม่น้อย แต่จะให้นางเรียกเหรินหวายซูมาช่วยดูก็ไม่ได้ “เจ้าไปนั่งอยู่บนนั้นทำไม”

          เหรินหวายซูตะลึงงันไปชั่วครู่ ดูเหมือนไม่ได้คิดว่าเหตุใดจึงไปนั่งอยู่บนชะง่อนผา เขานิ่งคิดไปชั่วขณะแต่ก็มิได้ให้คำตอบ ตอนนี้เองที่สายตาของนางเห็นบางอย่างที่อยู่ในป่าด้านหนึ่ง “นั่นอะไร”

          เหมือนมีของบางอย่างกองรวมกันอย่างไม่เป็นระเบียบ แต่มันไม่เหมือนก้อนหิน เหรินหวายซูมีสายตายอดเยี่ยม มองอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “เหมือนจะเป็นกอง... เปลือกไข่”

          เปลือกไข่?

          นางนึกถึงของเหลวประหลาดที่หล่นใส่ตัวหลังจากถูกนางฟาดพัดดำใส่ ค่อยเข้าใจขึ้นมา “หรือว่า... สิ่งที่อยู่ในกลุ่มเมฆดำเมื่อครู่ก็คือไข่ยักษ์ใบหนึ่ง”

          เหรินหวายซูเดินไปยังกองสิ่งของที่ว่านั่น เป็นเปลือกไข่ขนาดยักษ์ที่ยังมีไอปีศาจให้สัมผัสได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในไข่ใบนั้นคือตัวอะไร ยังไม่มีร่องรอยของสัตว์ประหลาดใดๆ บนพื้น “เป็นแค่ไข่ยักษ์ปริศนาที่ไม่รู้ว่าเป็นตัวอะไร”       

          “ข้าเคยเห็นภูตผีมากมาย แต่ไม่เคยเห็นไข่แบบนี้มาก่อน” ลู่กูกวงตอบเสียงเย็น “ไม่รู้ว่ามาเจอสัตว์ประหลาดที่ร้ายกาจอะไรเข้าหรือไม่”

          “ไอปีศาจชนิดนี้เหมือนจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดิน แตกต่างจากผีร้ายทั่วไป ข้าคิดว่าในนั้นจะต้องมีอะไรบางอย่าง แม่นางเป็นคนทำมันแตก รู้สึกผิดแปลกตรงไหนหรือไม่” เขาหยิบเปลือกไข่ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง มีเศษหยกติดอยู่บนนั้น ไข่ยักษ์ใบนี้ถูกแผ่นหยกชุ่ยหวงและพัดดำของลู่กูกวงทำลายจนแตกละเอียด บนพื้นยังมีของเหลวเหนียวหนืดหลงเหลืออยู่ ภายใต้แสงจันทร์ เห็นได้ชัดว่าต้นหญ้าที่ถูกของเหลวนี้ตกใส่กำลังงอกเป็นรูปทรงแปลกประหลาดอย่างรวดเร็ว

          “กูกวง!” เขาฉุกใจคิด “ไปดูที่ลำธารสิว่าเป็น...”

          นางได้ยินเขาเรียกนางว่า ‘กูกวง’ พลันเกิดความยินดี แต่เมื่อหันหลังกลับไปมองลำธารที่ตนเพิ่งอาบน้ำเมื่อครู่ก็เห็นปลากระโดดขึ้นมาเหนือน้ำอยู่หลายตัว พวกมันค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างจนดูไม่เหมือนปลาเสียแล้ว!

          เหรินหวายซูโบกมือ มีเศษหยกมากมายพุ่งใส่ปลาประหลาดเหล่านั้น พวกมันตายแล้วก็กลายเป็นควันดำลอยหายไปเหมือนวิญญาณผีร้าย

          ที่แท้ของเหลวที่มาจากไข่ยักษ์สัมผัสถูกสิ่งใด สิ่งนั้นจะเปลี่ยนรูปร่างไปเป็นสัตว์ประหลาด!

          หลังจากเหรินหวายซูจัดการกับปลาเหล่านั้นแล้ว ผิวน้ำพลันเกิดระลอกคลื่นอย่างแรง มีปีกขนาดใหญ่โผล่ขึ้นเหนือน้ำ ตามมาด้วยหัวของงูเหลือมตัวมหึมาที่กำลังชูขึ้น มันเป็นงูที่มีปีกสีแดงคู่ใหญ่ขึ้นอยู่กลางลำตัว

          นี่มันตัวอะไรกัน!

          ลู่กูกวงใจหาย นางถูกของเหลวประหลาดตกใส่ตัวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แต่กลับไม่เป็นอะไร หรือว่านางไม่ใช่สิ่งมีชีวิตของโลกใบนี้จริงๆ หัวงูที่โผล่พ้นน้ำไม่เพียงจะมีเขี้ยวงอกยาว แม้แต่ลำคอของมันก็มีก้อนเนื้อกลมๆ นูนขึ้น ก่อนที่ก้อนเนื้อนั้นจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นหัวงูแปดหัว

          เวลาเพียงไม่นาน งูเหลือมธรรมดาตัวหนึ่งกลายเป็นงูเก้าหัว!

          งูเก้าหัวแลบลิ้นทั้งเก้าออกมา จ้องเหรินหวายซูด้วยดวงตาที่ไร้แวว ปีกสีแดงที่อยู่บนหลังกระพือเล็กน้อย ร่างของมันลอยขึ้นกลางอากาศคล้ายกำลังจะบิน

          ลู่กูกวงมองอย่างคาดไม่ถึง นางเคยเห็นศพคนตายเปลี่ยนเป็นผีร้าย แต่ไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ตายเปลี่ยนเป็นตัวประหลาดในเวลาอันสั้นมาก่อน

          นางคลี่พัดทั้งๆ ที่รู้ดีว่าสัตว์ประหลาดเหล่านี้เปลี่ยนแปลงมาจากพลังของไข่ยักษ์ ไข่ยักษ์ดูดพลังภูตผีได้ เกรงว่าจะใช้ผีร้ายในพัดดำจัดการไม่สำเร็จ “เหรินหวายซู เจ้านี่มันดึงดูดพลังภูตผีได้จริงๆ จะจัดการมันอย่างไรก็ให้เป็นหน้าที่เจ้าแล้ว”

          นางโบกพัดสองที ใช้น้ำเสียงเหมือนสะใจกับชะตากรรมของเขาแล้วนั่งลง ปล่อยหน้าที่จัดการสัตว์ประหลาดให้เขาเป็นคนรับไป

          อย่างไรเสีย นางก็จัดการปีศาจงูตัวนี้ไม่ได้

          เหรินหวายซูไม่มีอาวุธอยู่ในมือ งูเก้าหัวอ้าปากพ่นควันสีดำเก้าสายออกมา

          ควันที่ดำสนิทยิ่งกว่าสีแห่งราตรีลอยเข้ามาหาเขา

          นางเฝ้าดูเหตุการณ์อย่างเฉยเมย เห็นเหรินหวายซูวาดนิ้วกลางอากาศ เกิดเป็นพลังกระบี่ที่รุนแรงขึ้นมาสายหนึ่ง นางเห็นแสงสว่างวูบหนึ่ง พริบตาเดียวงูเก้าหัวที่ดูน่ากลัวตัวนั้นก็ระเบิดออกเป็นชิ้นๆ เลือดและเนื้อแหลกเหลว ตกลงมารอบร่างเหรินหวายซู

          เขาหมุนตัวเก็บแขนเสื้อ เลือดสดๆ ไหลผ่านเส้นผมที่หลุดลุ่ยปอยหนึ่ง ตกลงบนเสื้อสีขาว

          หนึ่งหยด สองหยด สามหยด...

          หยดเลือดสีแดงราวกับดอกท้อที่บานสะพรั่งอยู่บนต้น

          นางยิ้ม... นางรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง แต่ดอกท้อที่ขึ้นอยู่ตามตัวเขานั้นงดงามเหลือเกิน

          คนผู้นี้ไร้ความรู้สึก เป็นพวกจอมปลอม ในเมื่อเขาต้องการช่วยเหลือสรรพสัตว์บนโลกแล้วทำไมถึงได้ฝึกกระบวนท่าที่รุนแรงได้ถึงเพียงนี้ พลังกระบี่ยังเป็นสีขาวบริสุทธิ์ แสดงว่าเป็นกระบวนท่าที่ฝึกปรือจนชำนาญ ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมาก

          เหรินหวายซูเอ๊ย... เหรินหวายซู เจ้าเป็นนักบวชที่คร่ำเคร่งกับการสวดมนต์ไหว้พระ ไร้กิเลสไร้ตัณหาตั้งแต่เด็กจริงหรือ

          น่าสงสัย

          แต่เมื่อสบตาที่ใสกระจ่างคู่นั้นแล้ว การเคลื่อนไหวที่ดูเป็นธรรมชาติของเขาก็ดูไม่มีข้อน่าสงสัยใดๆ

          “แม่นาง?” ผ่านพ้นอันตรายมาได้ เขาเรียกนางว่าแม่นางเสียอย่างนั้น

          ลู่กูกวงตอบรับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มีอะไรหรือคุณชาย”

          เสียงกระแอมเบาๆ ดังขึ้น “กูกวง...”

          นางม้วนปอยผมเล่น มองเขานิ่ง “อืม มีอะไร”

          “ตัวเจ้าไม่รู้สึกผิดปกติบ้างหรือ”

          “จะตรวจดูหรือไง” นางดึงคอเสื้อ เผยให้เห็นหัวไหล่และแผ่นหลัง “กลัวข้าจะกลายเป็นผีร้าย กัดเจ้าหรือไง”

          นางดึงเสื้อให้เห็นเนื้อตัว ความจริงแค่ต้องการขู่ให้เขาตกใจเท่านั้นเอง แต่คิดไม่ถึงว่าเขากลับตั้งใจตรวจดูแผ่นหลังของนางจริงๆ ทำให้ลู่กูกวงทำตัวไม่ถูก “มีอะไรน่าดู!”

          ใต้แสงจันทร์ เขาใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามแผ่นหลังอย่างเบามือ ความอบอุ่นและความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นทำให้นางขนลุกไปทั้งตัว จึงตวาดอย่างไม่พอใจ “เหรินหวายซู! ทำอะไร!”

          “อย่าขยับ แผ่นหลังเจ้ามีรอยแปลกๆ อยู่สองรอย” เขารวมลมปราณไว้ที่ปลายนิ้ว กดอยู่บนรอยสีแดงอ่อนคล้ายรอยแผลเป็นที่ไม่ลึกมากสองรอย เขาใช้ไอพิสุทธิ์ผนึกมันไว้ “กูกวง รอยแผลสองรอยนี้จะต้องเกี่ยวกับไข่ประหลาดอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่าทำไมของเหลวที่มาจากไข่ยักษ์เมื่อถูกตัวเจ้าถึงไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ต้องระวังตัว ข้าจะผนึกพลังเอาไว้ก่อน หากผนึกนี้ถูกทำลาย ข้าจะรู้ได้ทันที”

          นางสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยดีแล้ว จู่ๆ ก็ไม่อยากเห็นหน้าเขาขึ้นมาเฉยๆ “พอเจ้ารู้แล้ว จะได้รีบมาจัดการข้าที่เปลี่ยนเป็นตัวประหลาด ด้วยปราณกระบี่เหมือนเมื่อครู่สินะ”

          “กูกวง...” น้ำเสียงเขาอ่อนละมุน ความราบเรียบเฉยชาเมื่อลดระดับลงเล็กน้อยก็เกือบจะกลายเป็นความอ่อนหวาน แฝงความรู้สึกอยู่เต็มเปี่ยม “เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”

          นางพ่นเสียงขึ้นจมูกอย่างขัดใจ ความจริงนางอยากเถียงให้เขาพูดไม่ออก แต่กลับรู้สึกว่าไม่อยากพูดขึ้นมาเฉยๆ นางหันหลังให้เหรินหวายซู นั่งบนพื้นมองดูลำธารที่เพิ่งอาบน้ำเมื่อครู่ เวลานี้มันถูกย้อมเป็นสีแดงฉานจากเลือดที่พุ่งออกจากตัวของงูเก้าหัว ดวงจันทร์กลมโตจนผิดปกติ แต่นางกลับรู้สึกว่าทิวทัศน์ที่เห็นในยามนี้งดงามเหลือเกิน

          เป็นความสุขสงบและสบายใจ

          ด้านหลังมีลมหายใจอันอบอุ่นของเหรินหวายซูให้สัมผัสได้ ลมราตรีพัดผ่านช่องว่างที่เกิดจากร่างพวกเขาทั้งสอง ครู่หนึ่ง... นางขยับตัวไปด้านหลังเล็กน้อย แผ่นหลังแนบชิดกับร่างของเหรินหวายซู เขายังคงยืนอยู่ แผ่นหลังของนางแนบชิดด้านข้างของเขา เขาไม่ขยับหนี แต่ยังยื่นมือลูบศีรษะนางอย่างแผ่วเบา

          นางรู้สึกสบายกับการลูบศีรษะนี้ ฝ่ามือของเขาอ่อนนุ่มและเปี่ยมพลัง

          แรงที่กด... กดลงกลางกระหม่อมพอดี ชวนให้รู้สึกสบายตัว นางเอนร่างไปด้านหลังเล็กน้อย พิงต้นขาของเขาแล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น

          เหรินหวายซูปล่อยให้นางนั่งพิง โดยที่ไม่รู้เลยว่าเหตุใดจึงต้องลูบศีรษะของนาง เหตุใดจึงยอมให้นางนั่งพิง ยามที่นางขยับตัวเข้าใกล้อย่างระมัดระวังราวกับเป็นลูกแมวตัวน้อยที่ไม่ได้ร้ายกาจมากนัก เขาไม่อาจทำใจแข็งผลักตัวนางออกห่าง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นมีความพึงพอใจและยินดีอย่างบอกไม่ถูก

          ท้องฟ้าสว่างแล้ว

          นางรู้สึกตัวหลังจากฟ้าสว่างเต็มที่ พบว่าตัวเองถูกห่ออย่างแน่นหนา วางอยู่บนหลังม้า

          เหรินหวายซูใช้เสื้อผ้าห่อตัวนางเอาไว้หลายชั้น แล้วจูงม้าสองตัวให้เดินไป มือข้างหนึ่งถือร่มกางอยู่เหนือศีรษะ ก้าวฝ่าแสงแดดที่ร้อนแรงไปอย่างเชื่องช้า

          เขาก้าวเท้าเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สีหน้าและท่าทางเฉยเมย

          นางพ่นลมหายใจออกยาว

          หลายปีที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้นอนหลับอย่างสบายใจเช่นนี้ นางรู้ว่าเหรินหวายซูต้องปกป้องนาง จึงซุกตัวอยู่ใต้ชั้นเสื้อผ้าอย่างสงบเสงี่ยม ปล่อยให้เขาจูงม้าพานางไปยังภูเขาไฟเหิงต้วนอย่างไม่รีบร้อน

 

          เดินทางได้สิบกว่าวัน ข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่าจนกระทั่งเข้ามาใกล้เขตภูเขาไฟในที่สุด

          ระยะทางยังห่างจากภูเขาไฟสิบกว่าลี้ แต่ก็เห็นฝุ่นควันหนาแน่นลอยอยู่บนอากาศ แทบมองไม่เห็นต้นไม้ใบหญ้า บนพื้นที่ราบกว้างใหญ่มีก้อนหินสีเข้มกระจายอยู่ทั่วไปหมด ม้าเดินมาถึงตรงนี้ก็ไม่ยอมเดินต่อ ยังดีที่ฝุ่นละอองบดบังแสงแดด ลู่กูกวงจึงลงจากหลังม้าแล้วเดินต่อเอง

          มุกเทียมตะวันว่ากันว่าอยู่กลางภูเขาไฟ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ส่วนใด ที่แห่งนี้แห้งแล้งกันดารไร้ผู้คน แม้จะมีต้นหญ้าขึ้นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เห็นมีดอก มีแต่ใบที่ลีบเล็ก

          “ในเมื่อมุกเทียมตะวันส่องแสงในเวลากลางคืน เราก็รอให้ถึงกลางคืนแล้วค่อยหาดีกว่า” นางเห็นเหรินหวายซูมองไปรอบๆ “แถวนี้ไม่มีอะไรซ้ำยังอยู่ห่างจากภูเขาไฟอีกมาก เจ้าหาอะไรรึ”

          เขาส่งเสียงอืมเพียงคำเดียวแต่ยังคงมองหาเหมือนเดิม ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็หาหินแผ่นเรียบได้แผ่นหนึ่งแล้วเริ่มลงมือสร้างเพิงพัก นางได้แต่นั่งมองอย่างเบื่อหน่ายอยู่อีกด้าน

          ชายผู้นี้เป็นคนติดบ้านหรือไร ไปหยุดอยู่ตรงไหนก็ต้องสร้างเพิงพัก อยู่ในป่าก็สร้างกระท่อม อยู่ริมแม่น้ำก็ขุดหลุม อยู่เชิงเขาก็ยังสร้างถ้ำหิน ระหว่างทางที่มาเขาสร้างเพิงพักถึงเจ็ดแปดเพิง สุดท้ายก็จะกลายเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าตัวน้อยที่หารังนอนไม่ได้

          นางมองเพิงหินซ้อนตรงหน้าอย่างเบื่อหน่าย แม้จะรู้ดีว่าเขาสร้างมันเพื่อบังแดดให้ตน ทว่าก็ไม่รู้สึกซาบซึ้งแต่อย่างใด รู้สึกเพียงว่าเขาทั้งพูดมากทั้งวุ่นวาย ไม่ว่าจะทำอะไรก็อยากจะทำให้ดีที่สุด

          เพิงหินตรงหน้าตั้งอยู่บนพื้นราบ โดยรอบยังมีก้อนหินก้อนเล็กๆ อีกมากมายเรียงรายอยู่

          ครั้นเพิงหินหลังเล็กเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง นางก็คว้าก้อนหินซัดใส่

          ครืน... เพิงหินถล่มลงมากว่าครึ่ง

          นางเหลือบมองเหรินหวายซูอย่างเย็นชา ไม่รู้สึกว่าการที่เขาสร้างเพิงพักจะไม่ดี

          เจ้าทำดีแต่ข้าอยากทำลาย... แล้วจะทำไม?

          เขาไม่โมโห อุ้มก้อนหินวางซ้อนกันใหม่อย่างตั้งใจ

          เมื่อเพิงหินสร้างเสร็จหมอกควันบนท้องฟ้าก็จางหาย ดวงอาทิตย์ส่องผ่านชั้นเมฆลงมา นางเข้าไปนั่งในเพิง มองก้อนหินสีดำที่อยู่หน้าประตูกับแสงแดดที่หม่นลง “เหรินหวายซู ไปดูหน่อยเถอะว่าแถวนี้มีอะไรกินหรือไม่” นางเอ่ย

          ของที่นางพูดถึงก็คือเนื้อสัตว์ นี่ไม่ใช่การหารือแต่เป็นคำสั่ง

          สิบกว่าวันที่ผ่านมา เขาไปหาซื้อเนื้อวัวหรือขาหมูจากร้านค้าให้นางกิน แต่นี่เข้ามาใกล้ภูเขาไฟ มีแต่พื้นที่รกร้าง ยังจะมีร้านค้าอะไรอีก ทว่าเขายังเดินออกไปมองซ้ายแลขวา ดูเหมือนกำลังหาอะไรอยู่

          ประหลาดแท้ หรือเขาคิดว่าที่แบบนี้ยังจะมีของให้นางกินได้?

          นางม้วนปอยผมตามความเคยชิน มองเหรินหวายซูเดินห่างไปเรื่อยๆ มีแสงสีแดงกะพริบวิบวับ หยาดโลหิตที่ห้อยคออยู่นั้นเปล่งประกายสีแดง นางหยิบมาดูก่อนจะรู้สึกประหลาด

          ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน ไร้แสงจันทร์ เหตุใดหยาดโลหิตจึงได้เปล่งประกาย?

          เหรินหวายซูไปได้พักหนึ่งแดดด้านนอกก็เริ่มอ่อนแสง

          นางเดินออกจากเพิงหิน ประหลาดใจที่เขาออกไปนานแล้วยังไม่กลับมาเสียที ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว ปากภูเขาไฟที่อยู่ห่างออกไปไกลเริ่มมีแสงไฟสีแดงสว่างขึ้นเรื่อยๆ นางสะบัดแขนเสื้อ ลอยไปยังปล่องภูเขาไฟตรงหน้า

          ใครบอกว่านางจะนั่งรออยู่ในเพิงหินประหลาดนั่นเล่า นางใช้ให้เขาไปหาอาหาร ไม่ได้บอกว่าจะรออาหารจากเขาเสียหน่อย

          ของเหลวที่ไหลจากปากภูเขาไฟมีมากกว่าที่คิด แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดของเหลวที่ว่านั่นจึงเป็นสีเข้มเกือบดำ พื้นที่ที่อยู่ห่างจากปากภูเขาไฟไม่ถึงสิบลี้ ไม่มีต้นไม้ขึ้นแม้แต่ต้นเดียว แต่มีสัตว์ประหลาดที่มองคล้ายหมู ผิวสีดำเกรียม ตัวใหญ่มหึมา เดินไปมาอย่างสบายอารมณ์อยู่ข้างของเหลวเหล่านั้น

          นางลอยตัวนิ่งๆ กลางอากาศมองสัตว์ประหลาดไม่วางตา

          มันมีขนาดตัวที่ใหญ่มากจริงๆ เมื่อเข้ามาใกล้ยอดเขา สัตว์ประหลาดที่ว่านี้ยิ่งมองก็ยิ่งมีมาก

          มีนับสิบตัว!

          เป็นตัวอะไรกันแน่

          นางเรียกผีร้ายออกจากพัด สั่งให้มันโจมตีสัตว์ยักษ์ที่อยู่ใกล้ที่สุดตัวหนึ่ง เงาผีลอยไปพร้อมกับไอเย็น พอเข้าใกล้สัตว์ยักษ์ตัวนั้นเพียงเล็กน้อย เจ้านั่นพลันขยับตัว เงาผีของนางหายวับไปกับตา

          ลู่กูกวงมองอย่างตะลึง ผีร้ายที่นางส่งไปมีแต่ต้องเจอแสงแดดที่แรงกล้าเท่านั้นถึงจะหายวับ สัตว์ประหลาดตัวนี้อยู่ใกล้กับภูเขาไฟแต่ไม่กลัวของเหลวที่ไหลออกมา หรือว่ามันมีพลังอันร้อนแรงประดุจแสงอาทิตย์จึงจัดการวิญญาณผีในพัดได้อย่างง่ายดาย?

          ขณะที่มันแหงนหน้า พบว่ามีแสงวิบวับอยู่ตรงลำคอ นี่เป็นเวลาพลบค่ำแต่แสงของมันกลับสว่างจ้าเป็นแสงสายรุ้งที่แผ่รัศมีออกไปไกลหลายจั้ง ดวงตาของลู่กูกวงเป็นประกาย ของที่อยู่บนคอของสัตว์ร้ายจะใช่มุกเทียมตะวันในตำนานหรือไม่!

          แม้ยังไม่แน่ใจแต่ลู่กูกวงก็ลงมือทันที นางสะบัดพัดดำ ส่งผีร้ายลอยออกมาล้อมอยู่รอบตัวสัตว์ยักษ์ตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด

          สัตว์ยักษ์คำรามก้อง เงาดำเปล่งรัศมีสีน้ำเงินเจิดจ้าล้อมตัวมัน มีโครงกระดูกมากมายอ้าปากพ่นหมอกสีเลือดใส่ นางมองอยู่ไกลๆ เห็นสัตว์ยักษ์ตัวนั้นวิ่งชนผีร้ายอย่างไม่รู้สึกใดๆ หากเป็นมนุษย์ อย่าว่าแต่คนคนเดียว ต่อให้เป็นคนหลายสิบคนถูกล้อมอยู่เช่นนี้ก็คงเหลือแค่โครงกระดูกไปนานแล้ว

          ลู่กูกวงเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี จึงยิงลำแสงเจิดจ้าสามสายเข้าใส่

          สัตว์ยักษ์ที่ถูกลำแสงยิงระเบิดดังปัง เลือดเนื้อกระจัดกระจายอยู่กลางอากาศ

          เงาดำพุ่งเข้ามารุมกินจนสะอาดหมดจด ไม่มีหล่นพื้นแม้แต่ชิ้นเดียว บนพื้นที่มีของเหลวร้อนระอุไหลผ่าน มีของเปล่งประกายตกอยู่ชิ้นหนึ่ง นางกวักมือ วิญญาณร้ายนำของสิ่งนั้นลอยมาวางบนพัดดำที่นางถืออยู่

          มันเป็นแผ่นใสชิ้นเล็กๆ ที่มีแสงสีเหลืองอ่อนให้ความร้อนอยู่ในตัว ทว่านางทนแสงสีเหลืองที่แผ่มาจากแผ่นใสนี้ได้ มันมีพลังไอร้อนเหมือนกับแสงอาทิตย์ก็จริงแต่ก็มีไอเย็นแฝงอยู่ ไอเย็นที่แฝงอยู่นั้นไม่เหมือนไอเย็นของดวงจันทร์ เป็นแสงสว่างที่อ่อนโยนนุ่มนวลอย่างเป็นธรรมชาติ

          ถึงขนาดเย็นสบายด้วยซ้ำ

          ของสิ่งนี้ทำให้คนที่อยู่ใกล้กับปากภูเขาไฟรู้สึกเย็นสบาย ทำให้นางเข้าใจแล้วว่าเหตุใดสัตว์ยักษ์ตัวนั้นถึงไม่กลัวความร้อนของภูเขาไฟ แต่นี่เป็นเศษผลึก ไม่ใช่ชิ้นที่สมบูรณ์ ของสิ่งนี้จะเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ในเวลากลางคืนจริงหรือ?

          นางมองเศษผลึกบนพัดด้วยความรู้สึกที่มิได้ดีใจอย่างที่ควร บางที... แสงอาทิตย์ก็มิใช่จะดีอย่างที่นางคิด

          หรือมันอาจไม่มีความสำคัญถึงขนาดนั้น

          นางแตะเศษผลึกอย่างแผ่วเบา มีความเย็นบนตัวผลึกที่ทำให้เย็นสบาย เป็นของชิ้นเล็กๆ ที่ใครเห็นใครก็ชอบ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่ของมีค่าถึงขนาดที่ต้องมี

          จะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้... เพราะตอนนี้นางไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดอะไร ไม่ได้รู้สึกเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวหรือว่าเบื่อหน่ายเหมือนที่ผ่านมา

          นางเงยหน้า หันมองไปด้านหลัง ไม่เห็นเหรินหวายซูตามมา ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน ลู่กูกวงพลันเกิดโทสะ ลอยกลับมายังเพิงหินที่น่ารังเกียจเพิงนั้น มองซ้ายมองขวายังไม่เห็นเหรินหวายซูกลับมา นางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสะดุดใจว่า คนที่เถรตรงอย่างนั้นคงไม่ได้หาทางเฉือนเนื้อตัวเองมาให้นางกินหรอกนะ

          ในตอนนี้เอง กลิ่นหอมของเนื้อก็ลอยมาแตะจมูก ดวงตาของนางเป็นประกายเจิดจ้า

          “เหรินหวายซู! ออกมาเดี๋ยวนี้!”

          ร่างของเหรินหวายซูปรากฏตัวขึ้นจากที่ไกลๆ ในมือของเขามีสิ่งของที่ถูกห่อด้วยผ้าอย่างแน่นหนา เห็นได้ชัดว่าเป็นโถสำหรับตุ๋นอาหาร นางดีใจ โยนเศษผลึกที่เพิ่งได้มาทิ้ง ถลึงตาใส่เขา “ไปถึงไหน ไปตั้งนานไม่กลับมาเสียที”

          เหรินหวายซูแก้ห่อผ้าออก เป็นโถใส่อาหารจริงดังคาด เขาเปิดฝา ข้างในมีเนื้อวัวตุ๋นที่ยังร้อนอยู่ ลู่กูกวงรับโถใบนั้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย ปากยังถามด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง “เจ้าทำเองหรือ”

          “ห่างจากที่นี่ห้าสิบลี้มีร้านอาหาร” เขาตอบอย่างนุ่มนวล

          แท้จริงแล้วเขาเดินทางไปกลับหนึ่งร้อยลี้ในเวลาสองชั่วยาม ช้าเหลือเกิน นางมองอย่างดูแคลน ไม่สมกับที่มีวรยุทธสูงส่ง ตอนที่นางกินอาหารอยู่นั้น เขาสังเกตเห็นเศษผลึกใสบนพื้น “นี่คือ...”

          นางชี้ไปยังปากภูเขาไฟอย่างไม่ใส่ใจ น้ำเสียงที่พูดอู้อี้ฟังไม่ชัด “บนเขามีสัตว์ประหลาด พวกมันมีผลึกนี้อยู่บนตัวเยอะแยะ...”

          เหรินหวายซูหยิบผลึกขึ้นมาพินิจอยู่ครู่หนึ่ง “ของสิ่งนี้มีไอพิสุทธิ์ของฟ้าดิน เป็นของไม่ธรรมดา”

          “ข้าไม่สนใจว่ามันจะธรรมดาหรือไม่ เหรินหวายซู นี่ใช่มุกเทียมตะวันหรือเปล่า” นางถามอย่างรำคาญใจ

          “อาจจะเป็นวัสดุที่ใช้หลอมมุกเทียมตะวัน” เขาตอบ “ของสิ่งนี้สามารถนำมาหลอมในเตาปรุงยา ถ้ารวมได้หลายชิ้นก็น่าจะหลอมให้กลายเป็นไข่มุกที่มอบแสงสว่างในยามกลางคืนได้”

          นางกินเนื้อตุ๋นไปครึ่งโถแล้ว ตอนนี้หยิบเนื้อขึ้นมาเคี้ยวอย่างช้าๆ นั่งอยู่บนเก้าอี้หินที่เหรินหวายซูทำขึ้นมาอย่างสบายอารมณ์ เมื่อได้ยินคำตอบแล้วจึงเอ่ยเสียงเย็นว่า “สัตว์ประหลาดนั่นร้ายกาจมาก เป็นคู่ปรับกับผีร้าย ข้าใช้ธนูเทียนหลิงจัดการถึงสามดอกกว่าจะล้มมันได้ แต่ข้ามีลูกธนูเทียนหลิงอยู่แค่สามดอกเท่านั้น”

          ความหมายของนางก็คือให้เขาไปจัดการสัตว์ประหลาดนั่น เหรินหวายซูหลุบตาลงเล็กน้อย

          “แม่นาง...”

          “คุณชาย” ลู่กูกวงลากเสียงยาวอย่างหงุดหงิดเป็นการรับคำ

          เหรินหวายซูเปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง “ลู่กูกวง สรรพสิ่งบนโลกนี้มีชะตาเป็นตายของตนเอง ถ้าเจ้าต้องการผลึกใส ข้าจะหาซากของสัตว์ยักษ์ที่ล้มตายตามธรรมชาติ เจ้าให้เวลาข้าสักหน่อย ข้าจะต้อง...”

          “ผายลม!” นางแย้งเสียงแข็ง “จอมปลอมสิ้นดี! เจ้าไม่ฆ่าสัตว์ แต่เวลาที่ข้าฆ่าพวกมันเจ้าก็ไม่สนใจ แค่สนว่าตัวเองไม่ได้ลงมือก็พอ ข้าไม่เคยเห็นหลวงจีนจอมปลอมอย่างเจ้ามาก่อน อีกอย่าง... สิบวันก่อนเจ้าก็ฆ่างูยักษ์ริมลำธารไปตัวหนึ่ง แล้วงูตัวนั้นไม่ใช่สิ่งมีชีวิตหรือไร หรือว่ามันสมควรถูกเจ้าฆ่า ในเมื่อฆ่าก็คือฆ่า ตอนนี้จะมาแสร้งทำเป็นผู้ทรงศีล ไม่รู้สึกน่าเบื่อหรือไง”

          นางแค่พูดไปโดยไม่คิด อีกทั้งเรื่องนี้ยังเป็นความจริง ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นมาให้ร้ายใคร ดังนั้นลู่กูกวงจึงกล่าวได้อย่างไม่รู้สึกผิด นางดึงสายตากลับมาอย่างช้าๆ เหรินหวายซูนิ่วหน้าคล้ายกำลังใช้ความคิด ก่อนจะถามขึ้นว่า “ข้า... ฆ่างูยักษ์งั้นหรือ?”

          ลู่กูกวงแปลกใจ เขาเป็นคนฆ่างูประหลาดตัวนั้นเองแท้ๆ หรือว่าผ่านไปคืนเดียวเขาก็ลืมสิ่งที่เกิดขึ้น “ใช่สิ เจ้าเป็นคนฆ่ามันเองกับมือ ลืมแล้วหรือ ตอนที่อยู่ริมลำธารบนเขาอะไรนั่น มีงูเหลือมที่กลายเป็นงูเก้าหัว เจ้าแค่สะบัดมือก็ฆ่ามันได้แล้ว มิหนำซ้ำยังหั่นมันเป็นหลายสิบท่อนอีกด้วย...”

          สีหน้าของเหรินหวายซูแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว เขาหลับตา ไม่มีคำถามใดๆ อีก

          เขามักทำหน้าตาอย่างนี้อยู่เรื่อย นางโบกพัดคลายร้อน หรือว่าคนผู้นี้จะสมองไม่ค่อยดี หรืออาจความจำสั้น “นี่ จำไม่ได้จริงหรือ”

          เขาไม่ตอบ มีลมพัดกลิ่นคาวบางอย่างเข้ามาในเพิงหิน คนทั้งสองหมุนตัวพร้อมกัน ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ที่นอกเพิงมีแสงสว่างจุดเล็กๆ ล้อมอยู่เต็มไปหมด อีกทั้งยังมีบางสิ่งที่สีดำเกรียมเคลื่อนไปมาอยู่หลังก้อนหินที่อยู่ห่างออกไป มีเสียงหายใจดังฟืดฟาด เพิงหินเพิงนี้ถูกสัตว์ยักษ์พวกนั้นล้อมเอาไว้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวแล้ว!

          “ประหลาดแท้ หรือว่าเจ้าพวกนี้คิดจะล้างแค้นให้พวกเดียวกัน” นางแปลกใจ เมื่อครู่นางจัดการสัตว์ยักษ์ตัวนั้นโดยที่ไม่มีตัวอื่นอยู่ด้วย พวกมันไม่น่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งไม่น่าจะพากันมาเป็นฝูงใหญ่

          “พวกมันมาเพราะของสิ่งนี้” เขาเดาะผลึกใสในมือเล่น ในความมืด ผลึกใสไม่เพียงจะส่องสว่างแต่ยังมีกลิ่นไหม้ เมื่อกลิ่นไหม้จางหายเศษผลึกนั้นก็ดูใสกระจ่างยิ่งขึ้น ลู่กูกวงชะโงกหน้าเข้ามาดม นางแค่ได้กลิ่นหอมที่เหมือนดอกไม้ก็ไม่ใช่ เหมือนกลิ่นหญ้าก็ไม่เชิงจากร่างเหรินหวายซูเท่านั้น ไม่ได้กลิ่นอื่นใด

          “ของสิ่งนี้มีกลิ่นหรือ”

          “มีสิ...” เขาตอบอย่างเคร่งขรึม “กลิ่นของอาหาร”

          “กลิ่นอาหาร?” นางเบิกตากว้างอย่างแปลกใจ “กลิ่นเนื้อหรือ?”

เมื่อพูดถึงอาหาร นางย่อมนึกถึงเนื้อเป็นอันดับแรก

          เขาส่ายหน้า น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “เป็นกลิ่นอาหาร”

          ลู่กูกวงคิดตามอยู่สามตลบแต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ตอนนั้นเอง สัตว์ประหลาดที่ล้อมพวกนางอยู่ก็เริ่มคลานขึ้นมาทางเพิงหิน พวกมันส่งเสียงร้องประหลาด ก้าวเข้ามาหาเหรินหวายซู

          เหรินหวายซูวางผลึกใสบนพื้น มีสัตว์ตัวหนึ่งเดินเข้ามาตวัดลิ้นกินผลึกใสอย่างรวดเร็ว ตัวอื่นๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาและลู่กูกวงด้วยแววตาที่เป็นประกายเจิดจ้า

          นางร้องถาม “พวกมันคงไม่คิดว่าพวกเราก็เป็น--”

          “เกรงว่าจะใช่ พวกเราต่างก็จับผลึกใสชิ้นนั้น ทำให้มีกลิ่นติดตัว” เหรินหวายซูยกแขนเสื้อบังนางเอาไว้ด้านหลัง “ข้าคิดว่าผลึกใสชิ้นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่น่าจะเป็นเพราะพวกมันกินอะไรบางอย่างเข้าไป แล้วของสิ่งนั้นกลับกลายเป็นผลึกที่ฝังอยู่ในตัวของพวกมัน ไม่ว่าอะไรที่มีกลิ่นนั้นติดอยู่ พวกมันจะนึกว่าเป็นอาหาร”

          “มันน่านัก!” นางสะบัดพัดดำในมือ วิญญาณผีร้ายนับพันพุ่งออกมาครอบตัวสัตว์ยักษ์ห้าตัวที่อยู่ใกล้กับนางมากที่สุด ลู่กูกวงยังกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เหรินหวายซู ธนูเทียนหลิงของข้าถูกใช้ไปหมดแล้ว สัตว์ประหลาดพวกนี้มีตั้งสี่ห้าสิบตัว เจ้าจะฆ่าก็ฆ่า ไม่ฆ่าก็ตามใจ ข้าไม่สน”

          นางเห็นเหรินหวายซูรวบรวมลมปราณที่ปลายนิ้วจนกลายเป็นปราณกระบี่ สัตว์ยักษ์พุ่งเข้าหาเขาหลายตัว สัตว์เหล่านี้อาศัยอยู่ใกล้ปล่องภูเขาไฟ ลมหายใจของมันร้อนระอุไม่แพ้เปลวเพลิง ทันทีที่เหรินหวายซูตวัดปราณกระบี่ สัตว์ยักษ์สามตัวก็ถูกฟันขาดเป็นสองท่อน เลือดกระฉูดขึ้นกลางอากาศกลายเป็นหมอกโลหิตทันที

          นางมองอย่างตะลึง

          ผีร้ายได้รับพลังจากเลือดสดๆ ก็มีฤทธิ์แก่กล้ามากขึ้น

          เหรินหวายซูหรี่ตาลงเล็กน้อย กางแขนทั้งสองข้างออก ส่งลำแสงสีขาวหลายสิบสายพุ่งเข้าใส่สัตว์ร้ายที่อยู่รอบด้าน พริบตาเดียวสัตว์ยักษ์กว่าสี่สิบตัวถูกปราณกระบี่จัดการจนร่างกายแหลกเหลว

          เลือดไหลนองตามพื้นดินสีดำจนมองคล้ายกับเป็นลวดลายบนแผ่นยันต์

          เลือดไหลมาถึงปลายเท้าของนาง ลู่กูกวงหรี่ตามองเหรินหวายซู

          นางไม่สนใจว่าเขาจะฆ่าคน

          ยิ่งไม่สนใจว่าเขาจะฆ่าสัตว์ประหลาด

          เพียงแต่ก่อนหน้านี้ นางคิดว่าตัวเองพอจะเข้าใจในตัวคนผู้นี้อยู่บ้าง แต่มาบัดนี้กลับไม่ใช่

          เหรินหวายซูหลับตาอยู่ตลอด

          เลือดบนพื้นยังคงไหลไม่หยุด มันไหลถูกพื้นรองเท้า ย้อมจนกลายเป็นสีแดงฉาน

          “นี่ เจ้าฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแล้วหลับตาเพราะไม่ยอมรับความจริงงั้นหรือ หรือว่าอยากจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้น ต่อไปจะได้มีหน้ามาสั่งสอนข้าไม่ให้ข้าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต?” นางเรียกผีร้ายกลับมา “แบบนี้เขาเรียกว่าหลอกตัวเอง!”

          เหรินหวายซูลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว ลู่กูกวงรู้สึกเหมือนมีของแหลมคมพาดผ่าน เขาสะบัดแขนเสื้อ ประสานมือไพล่หลังก่อนหมุนตัวกลับไปมองซากศพที่เกลื่อนพื้น

          การหมุนตัวของเหรินหวายซูนั้นราวกับมีความรู้สึกบางอย่างแฝงอยู่ แผ่นหลังที่หยัดตรงของเขางองุ้มลงเล็กน้อย แฝงไปด้วยความอ้างว้างโดดเดี่ยวจนมองคล้ายโครงกระดูกที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานเพียงลำพัง

          “ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าจะฆ่าพวกมันหรือ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากเหรินหวายซู

          นางไม่เคยได้ยินเขาใช้น้ำเสียงเช่นนี้พูดกับตนมาก่อน ปกติแล้วเหรินหวายซูจะใช้น้ำเสียงที่ราบเรียบและอ่อนโยนพูดกับนาง เป็นเสียงที่ฟังแล้วไม่เสียดแทงใจ แต่ก็ไม่น่าสนใจ ถ้าเมื่อใดที่นางไม่อยากฟัง ต่อให้เขาพูดเป็นร้อยคำนางก็ไม่ได้ยิน แต่คำพูดประโยคนี้ ไม่ว่าเขาจะยืนอยู่ไกลเพียงใด ใช้น้ำเสียงที่แผ่วเบาเพียงใด นางกลับได้ยินอย่างชัดเจน

          ได้ยินแล้วก็ไม่รู้จะพูดสิ่งใดอีก เป็นครั้งแรกที่ลู่กูกวงพูดไม่ออก

          เหรินหวายซูที่หันหลังให้อยู่นั้นก้มตัวลง หยิบเศษผลึกที่ตกอยู่ข้างซากศพสัตว์ร้ายขึ้นมาทีละชิ้น   

          ชิ้นที่หนึ่ง... ชิ้นที่สอง...

          นางมองเขาเหยียบย่ำไปบนเลือดเนื้อที่แหลกเหลวบนพื้น มองนิ้วมือขาวสะอาดที่เปื้อนไปด้วยเลือดหยิบผลึกใสขึ้นมาจนเต็มฝ่ามือ จากนั้นกำมือเข้าด้วยกัน ผลึกใสแหลกละเอียดอยู่ในฝ่ามือ มีแสงสว่างวูบขึ้น เขาใช้พลังในตัวหลอมเศษผลึกเหล่านั้นเข้าด้วยกัน มีควันลอยขึ้น เศษผลึกตำมือเขาจนเลือดออก แต่เขาก็ยังไม่แสดงความเจ็บปวดใดๆ เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป ก้อนกลมใสที่มีแสงนวลตาเสียยิ่งกว่าแสงจันทร์ปรากฏอยู่ในฝ่ามือที่เต็มไปด้วยเลือด เขาเดินมาหาลู่กูกวงทีละก้าวอย่างเชื่องช้า

          นางยืนอยู่กับที่

          เขายื่นผลึกกลมมาตรงหน้า ยกมุมปากขึ้น ค้อมตัวลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อมให้กับลู่กูกวง

          เพราะอะไร... ในขณะที่เขาค้อมตัวลง นางถึงได้รู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งตัว ไม่มีความยินดีที่คล้ายเป็นคนสำคัญ นางรีบเก็บผลึกกลมมาใส่อกเสื้อ ของสิ่งนี้ก็คือมุกเทียมตะวันอย่างที่เล่าลือ

          ขณะที่นางเก็บผลึกกลมอยู่นั้น เหรินหวายซูยืดตัวขึ้น เขาอยู่ใกล้กับนางมาก มากเสียจนนางอยากถอยออกห่าง แต่นางไม่ได้ถอย กลับถลึงตาใส่อย่างไม่ค่อยพอใจ

          เขาขยับมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่อาจเดาถึงความหมายได้ เขายกนิ้วชี้ที่เปื้อนเลือดทาริมฝีปากของนางช้าๆ

          มีทั้งเลือดของสัตว์ยักษ์ที่ตาย มีทั้งเลือดของเขาปะปนอยู่

          เป็นสีแดงสดที่ไม่อาจแบ่งแยกว่าเป็นของใคร

          เขาทาอย่างเชื่องช้า ช้าเสียจนนางรับรู้ถึงความอบอุ่นจากปลายนิ้วอย่างชัดเจน นางแปลกใจ แต่ไม่รู้สึกรังเกียจหรือหวาดกลัว