เงาดำภายในห้องล่องลอยอย่างบ้าคลั่ง ลมหอบใหญ่พัดเข้ามา แท่งน้ำแข็งที่แหลมประดุจคมดาบย้อยลงจากหน้าประตู เงาดำรวมตัวกันเหมือนก้อนศีรษะคนพุ่งเข้าใส่หน้าอกของชายชุดขาว รวมตัวเป็นโครงกระดูกน่ากลัวที่กำลังยื่นมือคว้าร่างเขาไว้
เขาสะบัดแขนเสื้อ พลันเกิดลมวูบหนึ่งที่มีกลิ่นหอม จะว่าคล้ายดอกไม้ก็ยังไม่ใช่ คล้ายกลิ่นหญ้าก็ไม่เชิง แต่เป็นกลิ่นหอมสดชื่น
ภายในห้องสว่างจ้าขึ้นทันควัน ทั้งเงาดำ ทั้งหัวผี ทั้งโครงกระดูกหายวับไปในพริบตา
ชายชุดขาวมองนางด้วยแววตาจริงจัง เขาจัดการกับผีร้ายได้อย่างง่ายดาย แต่มิได้วางท่าหยิ่งผยอง แต่รอให้นางเป็นฝ่ายพูดว่าเขาผ่านการทดสอบหรือไม่
นางได้แต่มองอย่างคาดไม่ถึง ค่ายกลหมื่นวิญญาณกลืนกินยอดฝีมือมาไม่รู้เท่าไร แต่ก็ยังไม่อาจต้านการสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียวของบุรุษผู้นี้
นางยกสุราขึ้นดื่มหนึ่งอึก “ขอทราบนามกร”
“นามกรทางโลกของข้าคือ เหรินหวายซู” เขายังคงยืนอยู่หน้าประตู แม้จัดการกับผีร้ายไปแล้วแต่ก็ยังไม่เดินเข้าใกล้นางแม้แต่ก้าวเดียว
เหรินหวายซู?
นางมองชายตรงหน้าขึ้นๆ ลงๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ ด้วยวรยุทธและพลังบำเพ็ญของเขา ไม่มีทางมาขอนางแต่งงานเพราะเกิดความหลงใหลขึ้นมาอย่างกะทันหันแน่ จะต้องมีจุดประสงค์ที่จำเป็นต้องทำ
เหอะ! นางหัวเราะ ไม่ว่าจะเป็นจุดประสงค์ใดย่อมไม่มีทางเป็นเรื่องดี
แต่คนผู้นี้มีพลังบำเพ็ญสูงส่ง ถ้าเขามีเรื่องต้องขอร้องนางจริงๆ นางก็สามารถใช้งานเขาได้ “เจ้าร้ายกาจมาก เป็นคนไม่กลัวผีมากที่สุดเท่าที่ข้าเคยเจอ” นางเคาะหน้าโต๊ะเป็นการเชิญให้นั่ง “ข้าตกลงก็ได้ ขอเพียงหามุกเทียมตะวันและผลไร้รักมาให้ ข้าก็จะแต่งงานด้วย” นางหยุดไปเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ “ไม่ว่าเจ้าจะมีเหตุผลใดก็ตาม”
เหรินหวายซูยังคงยืนอยู่หน้าประตู ไม่เข้ามาในห้อง ผ่านไปครู่หนึ่งค่อยเอ่ย “มุกเทียมตะวันอยู่บนภูเขาไฟที่ห่างจากที่นี่นับพันลี้ แม่นางรออยู่ที่นี่ อีกครึ่งเดือนข้าจะนำมันกลับมาให้”
นางมองเขาอย่างเย็นชา “ไม่ได้ เจ้าจะให้ข้าเป็นภรรยาไม่ใช่หรือ ข้าจะไปด้วย”
เห็นได้ว่าชายชุดขาวเกิดความลังเล นางนึกสนุกขึ้นมา บุรุษผู้นี้ขอให้นางแต่งกับเขาด้วยท่าทีเปิดเผย แต่พอนางบอกว่าจะไปด้วย เขากลับไม่อยากให้ไป ไอพิสุทธิ์ที่สัมผัสได้จากร่างเขาแสดงว่าเขามิใช่คนชั่ว แม้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงต้องการแต่งกับตน แต่นางกลับสนุกที่ได้เห็นสีหน้าลำบากใจของเขา
จู่ๆ เหรินหวายซูก็พยักหน้า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แม่นางโปรดเดินทางไปกับข้า”
นางหัวเราะ “ข้าไม่มีเงิน พี่เหรินโปรดจ่ายค่าห้องให้เมียด้วยก็แล้วกัน”
เขามิได้แสดงความประหลาดใจใดๆ เพียงพยักหน้ารับ
คนผู้นี้ไม่ยิ้ม ไม่มีความแปลกใจให้เห็นในสีหน้าเรียบสนิท นางเก็บพัดดำที่ซ่อนวิญญาณผีร้ายเอาไว้แล้วลุกขึ้นยืน ไม่รู้ว่าหากใบหน้านี้ของนางเปลี่ยนเป็นภาพที่น่าหวาดกลัวขึ้นมา เขาจะทำอย่างไร จะร้องไห้หรือไม่
เหรินหวายซูหมุนตัวเดินนำไปก่อน นางเดินตามอยู่ด้านหลัง คนผู้นี้เป็นนักบวชที่มีพลังบำเพ็ญสูงส่ง แม้เขาจะดูสูงส่งไร้ที่ติอย่างไร คิดว่าสุดท้ายแล้วยังคงเป็นศัตรูของนางอยู่ดี
คนทั้งสองเดินลงไปชั้นล่าง มีชายในชุดผลึกใสนอนเล่นอยู่บนเก้าอี้โยกที่สานด้วยหวายชนิดพิเศษในห้องโถงชั้นที่หนึ่ง เมื่อเห็นคนทั้งสองก้าวลงมาด้วยกันก็ยิ้มกว้าง “ยินดีกับบ่าวสาวคู่ใหม่ พวกเจ้าจะไปเดินเล่นกันที่ไหน”
“เตรียมม้า” เหรินหวายซูก้าวตรงไปหน้าประตู “พวกเราจะไปภูเขาไฟเหิงต้วน”
“เด็กๆ เตรียมม้า” จีเอ่อร์ชี้ไปยังคนทั้งสองที่กำลังออกไปนอกร้าน
คนงานในร้านรีบจูงม้าชั้นดีมาให้สองตัว เขายังเตรียมน้ำและเสบียงอาหาร รวมไปถึงยาที่จำเป็น
คนทั้งคู่ขี่ม้า ควบออกไปอย่างรวดเร็ว
“นายท่าน เขาไปแล้ว... แล้วแม่นางคนนั้นยังไม่จ่ายค่าห้องเลย!”
“โธ่เอ๊ย!” จีเอ่อร์ถอนหายใจยาวบนเก้าอี้โยก “ตั้งแต่รู้จักเหรินหวายซู ข้าก็เหมือนถูกกำหนดให้ทำการค้าขาดทุน ตอนที่ข้ารู้จักเขาปีแรก ยังต้องจ่ายเงินสามพันตำลึงเพื่อช่วยผู้ประสบภัย ต่อมาเขาจะเลี้ยงข้าวใครก็ต้องมาเลี้ยงที่ร้านข้า ไม่เคยจ่ายเงินแม้แต่อีแปะเดียว เสื้อผ้าขาดก็มาหาข้า ตำราไม่มีก็มาหาข้า แม้แต่ห้องพระชำรุดก็ยังมาหาข้า! มาครั้งนี้ก็ยิ่งหนักข้อเข้าไปใหญ่ ถึงกับชักนำให้คนอื่นเบี้ยวค่าห้องพัก ไม่ยอมจ่ายให้ข้าด้วย ข้าช่างน่าสงสารนัก โถๆ”
“นายท่าน ไม่ทราบว่าไต้ซือเหริน... เออ... คุณชายเหรินมีความเป็นมาอย่างไร” เสี่ยวเอ้อร์กระซิบถาม
“เขาเป็นคนที่ไหว้พระจนสมองชำรุด ชีวิตไร้ความท้าทาย” จีเอ่อร์นั่งโยกเก้าอี้ไปมา “ทว่าเมื่อใดก็ตาม หากคนที่เคยมีชีวิตอยู่อย่างราบเรียบไร้อุปสรรคต้องมาเจอกับความท้าทาย ชีวิตก็จะยิ่งน่าสนุก”
ลู่กูกวงและเหรินหวายซูเดินทางไปด้วยกัน
สิ่งที่เรียกว่า ‘มุกเทียมตะวัน’ ก็คือก้อนหินประหลาดที่ขึ้นอยู่บนภูเขาไฟที่ร้อนระอุ ว่ากันว่ามันสามารถให้แสงสว่างในเวลากลางคืน เปรียบประดุจดวงตะวันในยามมืดมิด จึงได้ชื่อว่ามุกเทียมตะวัน ลู่กูกวงไม่เคยเห็นดวงตะวัน ถ้าได้มุกเทียมตะวันนี้มาก็เท่ากับทำให้ความฝันนางเป็นจริงแล้ว
ส่วน ‘ผลไร้รัก’ เป็นหญ้ามีพิษชนิดหนึ่ง ว่ากันว่าหากคนกินเข้าไปจะไร้ซึ่งความต้องการในเรื่องรัก นางต้องการผลไร้รักก็เพราะอยากจะใช้ทำร้ายคนอื่น แต่จะทำร้ายใครก็คงต้องดูสภาพจิตใจของนางในยามนั้น นางไม่รังเกียจที่คนบนโลกนี้ใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุข ไม่เคียดแค้นคนอื่นที่สามารถเดินอยู่ใต้แสงตะวันไปกับคนรักจนแก่เฒ่า แต่การที่นางไม่เคียดแค้นก็ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่สร้างความวุ่นวายเสียหน่อยนี่!
นางโดดเดี่ยว บางครั้งเห็นคนอื่นมีความสุขนางก็อยากช่วยให้เขามีความสุขยิ่งกว่าเดิม แต่มีบางครั้งเห็นคนอื่นทุกข์ทรมาน นางก็ยิ่งอยากซ้ำเติมให้คนคนนั้นยิ่งทุกข์ทรมานเหมือนตายทั้งเป็น
ทว่าส่วนใหญ่... นางต้องการผลไร้รักก็เพื่อนำมาใช้กับตัวเอง
นางไม่อยากมีความรู้สึก บางทีเมื่อเป็นเช่นนั้นนางจะได้เปลี่ยนเป็นผีเต็มตัว ไม่คำนึงถึงความรักความแค้นของคนบนโลกนี้ ไม่ต้องคิดว่าแท้จริงแล้วตนเองเป็นอะไร ไม่ต้องหวาดกลัวอยู่คนเดียวในยามค่ำคืนว่าตัวเองอาจเปลี่ยนเป็นบางอย่างที่น่ากลัวขึ้นมาสักวัน
นางเคยจินตนาการว่า หากคืนหนึ่งนางมีเขางอกออกจากศีรษะ ร่างกายเต็มไปด้วยเกล็ดแข็ง หรือมือของนางกลายเป็นมือผีขึ้นมา นางจะทำอย่างไร
นั่นเป็นการคาดเดาที่เหลือเชื่อ เป็นความหวาดกลัวที่แปลกประหลาด แต่บนโลกใบนี้ไม่มีใครเข้าใจถึงความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในยามดึกสงัดของนาง นางเป็นตัวอะไรไม่รู้ ไม่ใช่ทั้งคนและไม่ใช่ทั้งผี
เหรินหวายซูออกเดินทางตอนพลบค่ำ ทั้งสองขี่ม้าออกจากเมืองเม่าหวั่นตรงไปยังภูเขาที่รกทึบทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว พื้นที่รกร้างบริเวณนั้นมีหลุมฝังศพอยู่มากมาย นางรับรู้ได้ถึงไอวิญญาณที่ลอยละล่องเต็มไปหมดจึงเหลือบมองคนที่เดินทางมาด้วยแวบหนึ่ง
นางอารมณ์ไม่ดี จึงเลือกที่จะไม่พูด เหรินหวายซูเองก็เงียบขรึมมาตลอดทาง
นอกจากเสียงฝีเท้าม้า โลกนี้ราวกับไม่มีสิ่งใดคงอยู่
นางเงยหน้ามองแสงจันทร์ที่สาดส่องต้องตัวนาง มีแสงสีแดงเปล่งประกายวิบวับอยู่แถวหน้าอก เหรินหวายซูมิได้ถามว่านั่นคืออะไร ความไม่สอดรู้ของเขาสร้างความพอใจให้นางอย่างยิ่ง
แท้จริงแล้วมันเป็นก้อนหินสีแดงเม็ดเล็กที่ถูกเจียนจนกลมมน นางใช้เชือกร้อยห้อยไว้ที่คอ ไอวิญญาณที่อยู่บริเวณนั้นต่างหลบหลีกหินก้อนนี้ราวกับมันเป็นของอันตราย นี่ก็คือ ‘หยาดโลหิต’ ที่สามารถควบคุมภูตผีวิญญาณนับหมื่นได้อย่างที่กล่าวขานกัน เป็นก้อนหินที่มีไอปีศาจพันปีควบรวมอยู่
ดวงจันทร์ลอยขึ้นสูงทุกขณะ จันทร์คืนนี้ทั้งสว่างทั้งดวงใหญ่ นางขี่ม้าไปเงียบๆ พร้อมกับดึงหมวกที่ติดอยู่กับเสื้อคลุมขึ้นมาคลุมศีรษะ
มีเงาดำเคลื่อนมาใกล้ เมื่อเงยหน้าขึ้น นางก็เห็นเหรินหวายซูกางร่มชุบน้ำมันที่เก็บอยู่ในถุงสัมภาระบนตัวม้าไว้เหนือศีรษะตน เพื่อช่วยบังแสงจันทร์
“ทำอะไร?” นางถามอย่างเย็นชา
“คนเผ่าจันทรารักษ์กลัวแสงสว่างของดวงอาทิตย์ก็จริง แต่คืนนี้แสงจากดวงจันทร์สว่างเกินไป ข้ากลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อแม่นาง” เหรินหวายซูกางร่มอย่างตั้งอกตั้งใจ เพียงแค่เขาขี่ม้าเข้ามาใกล้เพราะต้องการบังแสงให้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่จะเป็นกลิ่นดอกไม้ก็ไม่ใช่ เป็นกลิ่นดอกหญ้าก็ไม่เชิงโชยเข้าจมูก ทำให้ลู่กูกวงนึกถึงต้นไม้ในป่าใหญ่ นึกถึงขุนเขาและสายน้ำ เป็นกลิ่นของธรรมชาติที่เข้มข้นและสดชื่น