ซวีเหยาก้าวออกจากห้องทรงพระอักษร รับรู้ได้ถึงหัวใจที่เต้นไม่เป็นระส่ำ
เขาถูกเรียกเข้าวังหลวงอย่างลับๆ
ตอนที่มา เขาเตรียมใจว่าคงโชคร้ายมากกว่าโชคดี การที่ฮ่องเต้ทรราชหาตัวเขาพบ แสดงว่าคงรู้ฐานะที่แท้จริงของเขาแล้ว และอาจจะรู้ด้วยว่าเขากำลังหาทางพาบิดาที่ถูกเนรเทศกลับมาอย่างลับๆ
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ... การพูดคุย
เซี่ยโหวตั้นไม่เพียงไม่ฆ่าเขา แต่ยังบอกว่าจะอภัยโทษให้บิดาของเขาด้วย!
เมื่อนึกถึงคำพูดและท่าทางที่แฝงความนัยของเซี่ยโหวตั้น ซวีเหยาก็ยังไม่อยากจะเชื่อเรื่องที่เพิ่งได้ยินมา ฮ่องเต้ทรราชเล่าว่าตอนนั้นที่เว่ยไท่ฟู่ให้ร้ายบิดาเขาเพราะได้รับคำสั่งจากตวนอ๋อง อีกด้านหนึ่งตวนอ๋องก็แสร้งสวมบทบาทเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้จากโคลนตม ตวนอ๋องเดินอ้อมไปอ้อมมาขนาดนี้เพียงเพื่ออยากได้เขามาเป็นข้ารับใช้ เป็นที่ปรึกษาแค่นั้นเองหรือ?
ซวีเหยาไม่เชื่อ
ใครๆ ก็รู้ว่าฮ่องเต้นั้นเหี้ยมโหด ชอบการเข่นฆ่า เป็นคนคุ้มดีคุ้มร้าย
คนเสียสติยังจะพูดความจริงได้หรือ?
ซวีเหยาออกจากวังหลวงด้วยความรู้สึกสับสน จากนั้นอีกครู่หนึ่งเซี่ยโหวตั้นก็ก้าวออกจากห้องทรงพระอักษร ยกมือเช็ดหางตาที่แดงระเรื่อ
เมื่อครู่เขาเล่นละครเข้าถึงบทบาทมากเกินไปหน่อย ตอนที่พูดว่าตัวเองถูกหลอกจนไม่รู้ว่าใครดีหรือร้าย ตอนนั้นเขาถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาสองหยด
ซวีเหยาทำหน้าเหมือนเห็นผี
วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส เซี่ยโหวตั้นโบกมือบอกทหาร องครักษ์ว่าไม่ต้องการเกี้ยว
เขาเดินเท้าไปยังอุทยานหลวงอย่างเรื่อยเฉื่อย
หลังตื่นจากนอนกลางวันแล้วอวี๋หว่านอินก็ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่ใส่สบายๆ
เธอออกมาเดินเล่นอาบแดดอยู่นอกตำหนัก เดินไปเดินมาก็มาถึงอุทยานหลวงอย่างไม่รู้ตัว ระหว่างที่กำลังมองปลาว่ายน้ำอยู่ในสระ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินอย่างเร่งรีบ มีขันทีน้อยคนหนึ่งวิ่งมาหา ส่งเสียงแหลมเล็กร้องว่า “พระสนม แย่แล้ว!”
อวี๋หว่านอินถาม “มีอะไร?”
ขันทีน้อยลนลานเล่า ฟังไม่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอจับคำได้แค่ว่า “ฝ่าบาท”
เธอจึงชะโงกเข้าไปใกล้เขาอีกนิด ถามว่า “อะไรนะ?”
เธอเพิ่งชะโงกหน้าไปใกล้ ขันทีน้อยก็อุทานอย่างตกใจ หงายหลังตกลงไปในสระ เขาตะเกียกตะกายอย่างตื่นตระหนก ปากก็ตะโกนว่า “อวี๋เฟย ไว้ชีวิตกระหม่อมด้วย กระหม่อมผิดไปแล้ว”
“...” อวี๋หว่านอิน
เธอหันไปมองด้านหลังด้วยความรู้สึกที่ว่า น่าจะมีเรื่องไม่ดีตามมาแน่ๆ
จริงด้วย เซี่ยโหวตั้นยืนห่างไปอีกประมาณสิบก้าว
“...” เซี่ยโหวตั้น
“...” อวี๋หว่านอิน
เซี่ยโหวตั้นมองแผนการยอดนิยมที่มักใช้ในการชิงอำนาจในวังหลวงเพียงแวบเดียวก็หมุนตัวจากไป
“...” ขันทีที่ยังอยู่ในสระน้ำ
เซี่ยโหวตั้นเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ขันทีก็คลานขึ้นมา ตะโกนสุดเสียงว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”
อันเสียนที่อยู่ข้างๆ ถึงกับตวาด “บังอาจ!”
ขันทีน้อยไม่สนใจ กลายเป็นคนพูดจาฉะฉานขึ้นทันที “กระหม่อมเพิ่งเห็นอวี๋เฟยเดินกับชายผู้หนึ่ง ดูจากด้านหลังน่าจะเป็นทหารองครักษ์ แต่พอถูกกระหม่อมเห็นเข้าคนผู้นั้นก็รีบหนีไป กระหม่อมปากมากถามพระสนมไปคำหนึ่ง จึงถูกผลักตกน้ำพ่ะย่ะค่ะ...”
เซี่ยโหวตั้นสั่ง “ลากตัวออกไป”
องครักษ์ไม่เข้าใจ “ฝ่าบาท ลากใครพ่ะย่ะค่ะ?”
เซี่ยโหวตั้นชี้ไปที่ขันที
“...” ขันทีผู้นั้นดิ้นรนสุดชีวิต ยังกล้าตะโกน “ขอเรียนถาม อวี๋เฟยว่าวันนี้ได้มาที่สวนโบตั๋นหรือไม่!”
อวี๋หว่านอินเห็นเขาแสดงละครอย่างเอาเป็นเอาตาย จึงให้ความร่วมมือด้วยความเห็นใจ “ไม่ได้ไป”
ขันทีน้อยยังไม่ยอมแพ้ “ถ้าอย่างนั้น เหตุใดชายกระโปรงของพระสนมถึงเปื้อนน้ำจากกลีบดอกโบตั๋นม่วงได้เล่า?”
เซี่ยโหวตั้นสั่ง “ลากมันออกไป”
“...” ขันที
ขันทีที่ถูกลากออกไปไกลยังไม่ยอมแพ้ ตะเบ็งสุดเสียง “ฝ่าบาท ยังมีพยานอีกคนหนึ่ง!”
เซี่ยโหวตั้นถาม “อยู่ไหน?”
องครักษ์หยุดมือ
มีขันทีสูงวัยที่เดินไม่ค่อยมั่นคงก้าวออกมาคุกเข่าตรงหน้า “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมทำความสะอาดอยู่ในสวนโบตั๋น...”
เซี่ยโหวตั้นตัดบท “ลากออกไปพร้อมกัน”
“...” ขันทีสูงวัย
อวี๋หว่านอินที่ยืนดูละครอยู่ข้างๆ ถึงกับมองตาค้าง ถึงจะรู้ว่าเป็นการเล่นละครแต่ก็เล่นนอกบทไปมาก
อวี๋หว่านอินเห็นขันทีทั้งสองถูกลากออกไปไกลแล้ว แต่ เซี่ยโหวตั้นยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตั้งท่าจะเดินจากไป เธอจึงกระแอมไปทีหนึ่ง
เซี่ยโหวตั้นชะงัก เหลือบมองเธอ
รอบด้านมีแต่คนในวังหลวง อวี๋หว่านอินพยายามใช้สายตาสื่อสารแทนการพูด ‘พี่ชาย คุณเล่นนอกบทมากไปแล้ว ถึงฉันจะ ไม่รู้ว่าคนบ้าควรทำตัวยังไง แต่รับรองได้ว่าไม่ใช่แบบนี้แน่’
เซี่ยโหวตั้นชะงักคล้ายรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง จึงค่อยๆ ก้าวอย่างเนิบช้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าอวี๋หว่านอิน นิ้วมือเย็นเฉียบประหนึ่งอสรพิษไล้ไปที่แก้มนวล น้ำเสียงของเขาเจือความรู้สึกเต็มเปี่ยม “อวี๋เฟย ยอดรัก เจ้าคงไม่ทรยศข้าใช่หรือไม่”
อวี๋หว่านอินค่อยโล่งอก รีบตอบด้วยน้ำเสียงขลาดกลัว “ความรักที่หม่อมฉันมีต่อฝ่าบาท ฟ้าดินเป็นพยานได้ หากฝ่าบาท ไม่ทรงเชื่อ หม่อมฉัน...”
“ข้าจะไม่เชื่อเจ้าได้อย่างไร” เซี่ยโหวตั้นลูบใบหน้าอวี๋หว่านอินอย่างหลงใหล “คนที่ข้าไม่เชื่อ ล้วนตายไปหมดแล้ว”
ผู้คนที่อยู่รอบด้านถึงกับก้มหน้า พยายามให้ตัวเองโปร่งใสไร้ตัวตนให้มากที่สุด
เซี่ยโหวตั้นกล่าวกลั้วหัวเราะ “คนที่ให้ร้ายเจ้า คิดว่าเจ้าคงพอจะเดาได้สินะ”
ยังจะเป็นใครไปได้ ก็ยัยเซี่ยหย่งเอ๋อร์นะสิ!
นี่เป็นโอกาสทองที่จะดึงหญิงสาวที่ถูกสวรรค์คัดเลือกให้มาเป็นพวก อวี๋หว่านอินใช้บทพูดที่ครุ่นคิดมาดีแล้ว “หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ”
“ไม่รู้จริงหรือ?” เซี่ยโหวตั้นย้อนถามเสียงเข้ม
อวี๋หว่านอินคลี่ยิ้ม กล่าวอย่างคนใจกว้าง “ฝ่าบาททรงมี พระราชกิจมากมาย อย่าทรงกังวลพระทัยเกี่ยวกับเรื่องเล็กน้อย เหล่านี้เลยเพคะ อีกอย่างหม่อมฉันก็ไม่อยากทำร้ายพี่น้องใน ตำหนักในด้วย ไม่ว่าจะเป็นใคร คิดว่าเมื่อทำไม่สำเร็จนางก็คงจะสำนึกผิดได้ ฝ่าบาทโปรดให้โอกาสนางสักครั้งเถิด”
คนในวังฟังแล้วถึงกับหนังตากระตุก อยู่ดีๆ นางปีศาจจิ้งจอกพันปีก็อยากจะทำตัวเป็นพระโพธิสัตว์
คิดจะหลอกใครกัน หา!
เซี่ยโหวตั้นตะลึงงัน ก่อนจะมีสีหน้าอ่อนลง “เจ้าช่างใจกว้างเสียจริง”
อา... หลอกได้แล้วคนหนึ่ง!
คนที่อยู่ตรงนั้นแทบจะหยุดหายใจกันเลยทีเดียว
วันนี้ทั้งวัน ชื่อเสียงของอวี๋หว่านอินลือเลื่องไปทั่วทุกซอกมุมของตำหนักใน
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ฟังนางกำนัลเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พลันเกิดความสงสัย
ฮ่องเต้ทรราชเชื่อใจอวี๋หว่านอินขนาดนี้ได้ยังไง?
ที่แปลกยิ่งกว่า ทำไมอวี๋หว่านอินถึงไม่บอกว่าเป็นฝีมือของเธอล่ะ?
เพราะว่าฝ่ายนั้นโง่เขลาเกินไปเลยไม่สงสัยเธอใช่หรือเปล่า?
ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้...
หรือเพราะไม่มีหลักฐาน จะอาศัยแค่คำพูดมาให้ร้ายคนอื่นก็คงไม่ได้ก็เลยไม่กล้าพูด?
แต่ด้วยนิสัยของฮ่องเต้ทรราช ถึงไม่มีหลักฐาน เขาก็... อืม... นี่เป็นโอกาสดีที่จะกำจัดฝ่ายตรงข้าม ทำไมอวี๋หว่านอินจึงปล่อยผ่านไปง่ายดายล่ะ?
เซี่ยหย่งเอ๋อร์คิดถึงคำพูดของอวี๋หว่านอินที่ว่า ‘ช่วยดูแลกัน’ แล้วอดคิดอะไรบางอย่างไม่ได้
เธอคิดว่าตลกเกินไปแล้ว!
ในนิยายเรื่อง ‘บูรพาผันราตรีให้คลี่แย้ม’ อวี๋หว่านอินใช้เสน่ห์ล่อหลอกทั้งฮ่องเต้และตวนอ๋อง โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่รู้เรื่องสักนิด สนมนางในคนอื่นๆ กลายเป็นบันไดให้นางเหยียบขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต เธอไม่ควรเชื่อถือคำพูดของคนที่เล่นละครเก่งแม้แต่คำเดียว