ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ทะลุมิติตะลุยวังหลวง

ผู้แต่ง Qi Ying Jun
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog

เมื่อสาวทะลุมิติต้องมารับบทนางร้าย หนทางรอดเดียวคือร่วมมือกับฮ่องเต้ทรราชเพื่อกำจัดพระ-นางของเรื่อง! แต่แผนทุกอย่างต้องสะดุด เมื่อเธอดันหลุดปากถาม "How are you?" ที่ช็อกยิ่งกว่าคือ... ฮ่องเต้ตอบกลับว่า "I'm fine, and you?" นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? หรือเธอไม่ได้ทะลุมิติมาแค่คนเดียว!

บทนำ

ไม่ใช่ทุกคนที่หลุดเข้าไปในนิยายแล้วจะรอดปลอดภัย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ไม่ได้สวมร่างนางเอก!

นักอ่านที่คร่ำหวอดกับพลอตนิยายน้ำเน่ามานานอย่างอวี๋หว่านอิน

รู้ทันทีว่าทางรอดของตนมีน้อย

ทางรอดเดียวที่ต้องคว้าไว้ให้มั่น คือการตีซี้กับตัวร้ายอย่างฮ่องเต้เซี่ยโหวตั้น

จากนั้นค่อยร่วมมือกัน ชิงกำจัดพระเอก-นางเอกของเรื่องเสียก่อน!

 

แต่สวรรค์กลับเล่นตลก...

ครั้งแรกที่ได้เผชิญหน้ากับเซี่ยโหวตั้น เธอกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

ไม่รู้ทำไมถึงได้หลุดปากถามเขาออกไปว่า

“How are you?”

แล้วก็ต้องช็อกกับคำที่อีกฝ่ายตอบกลับ

“I’m fine, and you?”

สารบัญ

          หวังชุ่ยฮวาเป็น ‘ทาส’ ของบริษัท

          คำว่า ‘ทาส’ ที่ว่ามีความหมายตามตัวเป๊ะ

          ถึงจะฟังเหมือนคำแสลงแฝงตลก แต่ในความเป็นจริงมัน ไม่ตลก เธอทำงานได้เพียงสองปีก็ถูกแรงกดดันจากทั้งหัวหน้าและลูกค้าขัดถูจนอุดมการณ์ที่เคยมี... หายเรียบ!

          เธอ... ที่ตอนนี้ไม่มีอุดมการณ์ เหลือแต่คติประจำใจที่ว่า ‘อะไรที่ปล่อยผ่านได้ ก็ปล่อยไปเถอะ’

          งานอดิเรกเพียงอย่างเดียวที่ทำอยู่คือการอ่านนิยายออนไลน์

          แต่จะบอกว่าอ่านนิยายเป็นงานอดิเรกก็ไม่เชิง เพราะมันมีเงื่อนไขให้ต้องทำแบบนี้อยู่เหมือนกัน นั่นเพราะเธอต้องอ่าน! อ่านเพื่อฆ่าเวลาระหว่างเดินทางไปกลับจากบ้านถึงที่ทำงานต่างหาก

          สองปีที่ผ่านมา ‘หวังชุ่ยฮวา’ อ่านนิยายมานับไม่ถ้วน แค่อ่านสามบรรทัดแรกก็สามารถเดาเนื้อหาที่เหลือได้ทั้งหมด

          วันนี้ระหว่างทางกลับบ้าน เธอกดอ่านนิยายสมองกลวงเรื่องหนึ่ง ชื่อว่า ‘ทะลุมิติมาเป็นพระสนมตัวร้าย’ แค่ชื่อก็บอกแล้วว่ากลวงแค่ไหน ที่หวังชุ่ยฮวาพอจะอ่านได้ก็เพราะเนื้อเรื่องช่วงเริ่มต้นคล้ายคลึงกับชีวิตของเธอในช่วงนี้ที่สุด

          เนื้อเรื่องเล่าถึง ‘หม่าชุนชุน’ ‘ทาส’ ที่แสนจะธรรมดาคนหนึ่งของบริษัท ระหว่างเดินทางกลับจากที่ทำงานเธอกดอ่านนิยายเกี่ยวกับการแก่งแย่งอำนาจภายในวังหลัง

          นี่มันตัวฉันนี่หว่า?

          หวังชุ่ยฮวาเริ่มสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว เลยอ่านต่อ...

          หม่าชุนชุนทะลุมิติเข้าไปในนิยายที่เส้นเรื่องเป็นแนวแย่งอำนาจในวังหลวง ชื่อว่า ‘บูรพาผันราตรีให้คลี่แย้ม’ กลายเป็นตัวประกอบหญิงในเรื่อง

          ชะตาชีวิตของตัวละครนี้เรียกได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมอย่างที่สุด นางถูกครอบครัวบังคับให้เข้าวัง แค่นั้นไม่พอ ยังถูกดึงเข้าไปอยู่ในวังวนการชิงอำนาจภายในวังอย่างไม่รู้ตัว ฮ่องเต้ผู้มีอำนาจสั่งเป็นสั่งตายยังเป็นทรราชที่ไร้เหตุผล เพื่อรักษาชีวิตของตน ตัวละครนี้เลือกที่จะร่วมมือกับคนอื่นๆ เพื่อให้ร้ายนางเอก แต่สุดท้ายตัวเองกลับพบจุดจบอย่างน่าอนาถ

          ส่วนนางเอกผู้เป็นศูนย์รวมความรักทั้งหลายกลับเป็นสตรีที่มีจิตใจซับซ้อน ต่อหน้าฮ่องเต้เสแสร้งทำตัวว่านอนสอนง่าย ลับหลังกลับคบคิดกับอ๋องคนหนึ่ง สุดท้ายยังช่วยอ๋องคนนั้นลอบสังหารฮ่องเต้ด้วย บทสรุปคืออ๋องคนนั้นได้เป็นฮ่องเต้ ส่วนนางเอกก็ได้เป็นฮองเฮา ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต

          ทันทีที่หม่าชุนชุนข้ามมิติมาเป็นตัวประกอบพร้อมตายตัวนี้ เธอก็เริ่มวางแผนพลิกสถานการณ์ ในที่สุดก็ปาดหน้าดึงความสนใจจากท่านอ๋องมาได้ก่อนนางเอก แย่งเส้นทางชีวิตที่ควรเป็นของนางเอกมาเป็นของตน ทั้งยังวางแผนจัดการฮ่องเต้ทรราชจนตายพร้อมกับหาข้ออ้างสั่งเก็บนางเอกให้ตายตกไปพร้อมกัน สุดท้ายก็กลายเป็นฮองเฮาแทน

           หวังชุ่ยฮวาอ่านถึงตรงนี้ก็หมดความสนใจ เธออ่านนิยายมามาก เนื้อเรื่องที่พลิกชะตาชีวิตพวกนี้ก็อ่านมาไม่น้อยกว่าสิบแปดเรื่อง

          ขณะที่เธอคิดจะหาเรื่องใหม่อ่าน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงระเบิดอยู่ข้างหู

          ทุกอย่างที่อยู่ในสายตากลายเป็นความมืด!        

          ระหว่างเกิดเหตุ หวังชุ่ยฮวารู้สึกเหมือนโลกหมุน หัวทิ่มเข้าไปในมือถือ หลุดเข้าไปในนิยายที่ไม่น่าสนใจเรื่องนั้น

          หลังจากรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งก็ทำใจให้เยือกเย็น เรื่องแรกที่ทำก็คือหากระจกมาส่องดูว่าตัวเองเข้ามาสวมบทเป็นตัวละครตัวไหน และเรื่องอะไร

          อ้อ... เธอหลุดเข้ามาในนิยายเรื่อง ‘ทะลุมิติมาเป็นพระสนม ตัวร้าย’ นั่นเอง!

          ในเรื่องไม่มีภาพประกอบ แต่มีการบรรยายถึงบุคลิกหน้าตาของตัวละครอย่างละเอียด ตัวประกอบหญิงที่เธอสวมบทบาทควรมีหน้าตาเรียบร้อย ดูเหมือนดอกไม้ขาวดอกเล็กๆ หลังจาก หม่าชุนชุนมาเข้าร่างสวมวิญญาณ ยัยนั่นถึงอาศัยการแต่งหน้าเสริมความงาม มาปรับเปลี่ยนให้ตัวประกอบหญิงคนนั้นกลายเป็นหญิงงามเปี่ยมเสน่ห์

          หวังชุ่ยฮวามองใบหน้าที่งดงามเฉิดฉายทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงแป้งแต่งหน้า

          ใจของเธอเข้าสู่ภวังค์แห่งความสิ้นหวังทันที!

          เธอน่าจะรู้อยู่แล้วว่าตัวประกอบหญิงคนนั้น ยัยหม่าชุนชุนจอง ไม่มีทางตกมาถึงเธอแน่!

          ตอนนี้เธอเป็นใครน่ะหรือ?

          ก็ ‘อวี๋หว่านอิน’ นางเอกของเรื่องที่สุดท้ายต้องโดนตัวประกอบหญิงเล่นงานจนตายคนนั้นไง!

          ทำไงต่อดี... เธออ่านเรื่องนี้แบบผ่านๆ รู้แค่เส้นทางชีวิตของตัวละครคร่าวๆ เท่านั้น มองจากการแต่งตัว เวลานี้น่าจะเป็นตอนที่นางเอกเพิ่งเข้าวังเป็นพระสนม

          ตัวประกอบคนนั้นและอวี๋หว่านอินเข้าวังพร้อมกัน อีกทั้งยังข้ามมิติมาเหมือนกัน ไม่นานทั้งคู่จะได้พบกับ ‘ตวนอ๋อง’ พระเอก ตัวจริงผู้มีชาติกำเนิดต่ำต้อยแต่กลับเก่งทั้งบุ๋นและบู๊

          หลังจากได้เจอเขา ยัยตัวประกอบก็ฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามร่วมกับเขา ทั้งคู่รักกัน ร่วมมือกัน สุดท้ายก็วางแผนกำจัดฮ่องเต้ทรราชแล้วขึ้นครองบัลลังก์แทน แต่กว่าเรื่องจะดำเนินไปถึงตอนจบ เนื้อหาก็ยาวถึงสองร้อยตอน!

          หลังจากฮ่องเต้ตาย อวี๋หว่านอินก็ถูกบีบให้ผูกคอฆ่าตัวตายตาม เนื้อหาตั้งแต่ที่อวี๋หว่านอินร้องขอชีวิตตลอดจนถึงนำร่างไร้วิญญาณไปฝังมีอยู่แค่สามร้อยตัวอักษรเท่านั้น

          หวังชุ่ยฮวารู้ดีว่าตัวประกอบหญิงคนนี้เป็นแค่ตัวประกอบในนาม ความจริงแล้วในเรื่อง ‘ทะลุมิติมาเป็นพระสนมตัวร้าย’ ตัวละครนี้คือนางเอกตัวจริง ส่วนอวี๋หว่านอินเป็นแค่ก้อนหินที่คอยขัดแข้งขัดขาแต่ไม่อาจทำอะไรนางเอกตัวจริงได้ ถ้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อ ทางออกที่เลิศที่สุดก็คือต้องรีบเข้าหาตวนอ๋องพระเอกตัวจริงของเรื่อง ก่อนที่ ยัยตัวประกอบหญิงจะเจอเขา

          แต่หวังชุ่ยฮวารู้ดีว่าแค่นี้ยังไม่พอ

          ข้อแรก ต้องรู้ก่อนว่าตัวประกอบหญิงคนนี้... นางแรง!

          ในเมื่อตั้งชื่อเรื่องว่า ‘พระสนมตัวร้าย’ แสดงว่าบุคลิกของตัวประกอบหญิงถูกเขียนให้เป็นคนประเภทตาต่อตาฟันต่อฟัน ใจดำอำมหิต ใช้วิธีที่แตกต่างไปจากวิธีการเก่าๆ มีการพลิกแพลง หลากหลายจนสุดท้ายก็กลายเป็นคนที่หัวเราะทีหลังดังกว่าใครเพื่อน!

          ตอนนี้ทั้งตัวประกอบและนางเอกต่างก็ข้ามมิติมา ทั้งคู่อ่านนิยายเรื่องเดียวกัน ไม่แน่ว่าระหว่างที่ช่วงชิงโอกาสอยู่รอดและหัวใจของตวนอ๋อง ฝ่ายนั้นอาจจะใช้วิธีที่อำมหิตที่สุด

          ข้อสอง ตวนอ๋องเองก็ชั่ว!

          ถึงนิยายต้นฉบับจะบรรยายว่าเขาเป็นคนเจ้าแผนการ มี ความรู้และกล้าหาญมากกว่าคนอื่น

          แต่มุมมองเป็นตัวกำหนดจุดยืน!

          ในสายตาของหวังชุ่ยฮวา ตวนอ๋องเป็นตัวร้ายที่มีจิตใจซับซ้อน การที่คนสองคนข้ามมิติมาหาวิธีเล่นงานอีกฝ่ายอย่างไม่ลืมหูลืมตา ต่อหน้าเขา คนอย่างเขามีหรือจะไม่สงสัย ถึงสุดท้ายแล้วเธอในฐานะ อวี๋หว่านอินจะกำจัดตัวประกอบหญิง และช่วยให้เขาขึ้นครองบัลลังก์ได้ จุดจบก็อาจจะกลายเป็น ‘เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล’ เสียมากกว่า!

          เมื่อวิเคราะห์ตริตรองเรื่องราวอย่างคร่าวๆ หวังชุ่ยฮวาในฐานะอวี๋หว่านอินจึงได้ข้อสรุปว่า

          ต้องหาเส้นทางเดินใหม่!

          เมื่ออยู่ในนิยายที่มีแต่ตัวร้าย ถ้าอยากมีชีวิตรอดจะต้องทำตัวให้ร้ายมากที่สุด ร้ายกว่าทุกคน!

          อันดับแรกเธอต้องช่วยฮ่องเต้กำจัดตวนอ๋อง จากนั้นค่อย เล่นงานฮ่องเต้แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นฮ่องเต้หญิง

          ขณะที่อวี๋หว่านอินกำลังคิดหาวิธีที่เหมาะสม นางกำนัลหน้าตาสะอาดหมดจดคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามา พูดกับเธอด้วยบทสนทนาที่เป็นมาตรฐานของนิยายทั้งที่ใบหน้าซีดขาวว่า “พระสนม หม่อมฉันจะช่วยแต่งหน้าให้ คืนนี้พระสนมต้องเข้าเฝ้า ถวายการปรนนิบัติฝ่าบาท พระสนมต้องระวังตัวให้ดี...”

          “คืนนี้?” หวังชุ่ยฮวาตะลึง ก่อนจะนึกได้ว่าคืนที่เธอข้ามมิติมาที่นี่เป็นคืนเดียวกับที่ตัวละครอวี๋หว่านอินคนนี้ต้องขึ้นเตียงกับฮ่องเต้พอดี

          จากนี้ไปเธอต้องเริ่มสวมบทบาทของอวี๋หว่านอินแล้วสินะ!

          นางกำนัลเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้า

          ปฏิกิริยาที่อีกฝ่ายแสดงออกมาทำให้เธอรู้ว่าแท้จริงแล้วเจ้าของร่างเดิมไม่เต็มใจมากเพียงใด หากว่ากันตามนิยายต้นฉบับ อวี๋หว่านอินมีใจให้ตวนอ๋องจึงปฏิเสธฮ่องเต้ สุดท้ายเมื่อปฏิเสธไม่ได้ ยังร้องห่มร้องไห้ทิ้งน้ำตาไว้บนแท่นบรรทม ฮ่องเต้เห็นแล้วก็โกรธกริ้ว ให้คนจับตัวนางส่งเข้าตำหนักเย็นทันที!

          หลังจากตวนอ๋องเข้าวัง ตามเนื้อเรื่องเขาจะได้พบกับ อวี๋หว่านอินที่ตำหนักเย็นด้วยความบังเอิญ แต่กลับถูกตัวประกอบหญิงที่หม่าชุนชุนสวมร่างดักรออยู่หน้าประตู เลยทำให้อวี๋หว่านอินหมดโอกาสได้พบกับพระเอกตัวจริง จากนั้นนางก็ทำสงครามแย่งชิง ตวนอ๋องกับตัวประกอบหญิง กลายเป็นตัวตลกที่พยายามหาทางเล่นงานอีกฝ่าย จนสุดท้ายก็พบกับจุดจบที่ไม่คาดคิด

          ถ้าอวี๋หว่านอินคนใหม่อยากพลิกชะตาของตัวเอง คืนนี้นับเป็นโอกาสอันดี

          เธอจะต้องหาทางทำให้ฮ่องเต้สนใจในตัวเธอ คลั่งไคล้จนให้ความร่วมมือกำจัดตวนอ๋องและตัวประกอบหญิงจนตายไปทั้งคู่ ส่วนเรื่องที่เหลือค่อยว่ากัน!

          อวี๋หว่านอินจำเป็นต้องคว้าโอกาสนี้ และทำมันให้สำเร็จ!

          ตัวประกอบหญิงใช้การแต่งหน้าทำให้ตัวเองดูสวยขึ้น ในฐานะนางเอกของเรื่อง อวี๋หว่านอินจะปล่อยหน้าสดไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ได้อย่างไร มีใครไม่รู้วิธีเอาใจลูกค้ากันบ้าง?

          อวี๋หว่านอินมองออกตั้งแต่แรกว่าฮ่องเต้ที่อยู่ในนิยายประเภทนี้ก็เหมือนลูกค้าในชีวิตจริง ต้องการให้ทำตัวเปิดเผยเป็นกันเอง แต่อีกนัยก็ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว เธอทำงานมาสองปีมีประสบการณ์พบเจอลูกค้ามามาก ไม่เชื่อหรอกว่าจะหว่านล้อมฮ่องเต้ทรราชในนิยายไม่ได้!

          อวี๋หว่านอินยิ้มตอบ “เสี่ยวเหมย เจ้าช่วยเกล้าผมก็พอ ที่เหลือข้าจัดการเอง”

          เธอศึกษาเครื่องสำอางสมัยโบราณที่อยู่ตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบที่วาดคิ้วขึ้นมาวาด แต้มชาดบนริมฝีปาก ติดเครื่องประดับ หน้าผาก แต่งหน้าที่งดงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้วให้เจิดจ้าบาดตาคล้าย นางจิ้งจอกจำแลง แล้วค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ภายใต้สายตาตกตะลึงของเสี่ยวเหมย

          “เป็นอย่างไรบ้าง?”

          เสี่ยวเหมยตอบกลับอย่างไม่แน่ใจ “พระสนม แต่งหน้าแบบนี้ไม่สะดุดตาเกินไปหรือเพคะ?”

          “ไม่ใช่ปัญหา” อวี๋หว่านอินมั่นใจ นิยายที่อ่านมาฮ่องเต้มักชอบแบบนี้ ตอนที่ตัวประกอบหญิงแต่งหน้าจัดเข้าเฝ้าก็ยังได้รับความสนใจไม่น้อย ตัวนางเอกที่หน้าตาสะสวยเป็นทุนเดิมก็ควรเปลี่ยนสถานะเป็นฝ่ายรุก เพื่อให้ตัวเองได้รับชัยชนะบ้างสิ

 

            อวี๋หว่านอินถูกส่งตัวไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้

          ทุกการเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้สายตาของเหล่านางกำนัลและขันทีที่กำลังทำความเคารพ

          ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้อง เธอรู้สึกเหมือนอากาศเย็นลงกว่าเดิมอีกสององศา ภายในห้องเงียบสนิทเหมือนไม่มีใครอยู่ ฮ่องเต้ป่วยเป็นโรคปวดศีรษะข้างเดียวมานานหลายปี เขากำลังนอนให้คนนวดขมับ ร่างกายส่วนล่างถูกผ้าม่านหน้าเตียงบังเอาไว้ จากมุมที่ อวี๋หว่านอินยืนอยู่ เธอมองเห็นแค่มือซีดขาวที่ทิ้งตัวลงข้างเตียงเท่านั้น

          หมอหลวงหญิงที่รับหน้าที่นวดศีรษะให้ฮ่องเต้มีแต่ความ หวั่นวิตก กลัวว่าถ้านวดไม่ดีอย่างที่พระองค์ต้องการ จะถูกลากตัว ออกไปฝังทั้งเป็น

          ขันทีที่นำทางมาเอ่ยขึ้น “ฝ่าบาท อวี๋ผินมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

          อวี๋หว่านอินคุกเข่าลงหน้าแท่นบรรทมอย่างอ่อนช้อย รับรู้ถึงสายตาที่ตกอยู่เหนือศีรษะตน เธอรออยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะได้ยินเสียงดังจากหลังม่าน

          “ไสหัวไป” น้ำเสียงมีความเหนื่อยล้าแฝงอยู่

          อวี๋หว่านอินเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ นิยายที่เธออ่านมาไม่มีเหตุการณ์นี้!

          พอองครักษ์ได้ยินก็มีปฏิกิริยาตอบสนองทันที แม้ไม่รู้ว่า อวี๋หว่านอินทำอะไรให้ฮ่องเต้ไม่พอใจ แต่พวกเขาก็ยังเข้ามาลากแขนเธอคนละข้าง พาออกไปข้างนอก

          “...” อวี๋หว่านอิน

          เธอยังไม่ทันได้คิดว่าจะต่อสู้กับโชคชะตาอย่างไร องครักษ์ก็หยุดชะงัก

          เสียงหลังผ้าม่านเต็มไปด้วยความหงุดหงิดใจ “ไม่ได้ขึ้นเตียงจะตายหรือไร?”

          “...” องครักษ์

          องครักษ์ไม่เข้าใจความหมาย แต่การคุกเข่าขอรับโทษไว้ก่อนย่อมไม่ผิด “ขอฝ่าบาททรงไว้ชีวิตด้วย”

          ดูเหมือนฮ่องเต้ทรราชจะรำคาญมาก อวี๋หว่านอินได้แต่มองมือซีดขาวที่โบกไปมา นางกำนัลและขันทีทั้งหลายถอยออกไป

          ห้องบรรทมที่กว้างใหญ่เหลือเพียงแค่เธอ!

          อวี๋หว่านอินคุกเข่าอยู่นาน เมื่อไม่เห็นอีกฝ่ายเอ่ยปาก จึงทำ ใจกล้ายกมือปัดผ้าม่านหน้าเตียงขึ้น

          ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีนามว่า ‘เซี่ยโหวตั้น’ นับว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามอย่างยิ่ง ตอนที่อวี๋หว่านอินอ่านนิยายก็ยังแอบหมั่นไส้นักเขียนอยู่บ้าง เธอคิดว่านักเขียนคงต้องชอบคนหน้าตาดี ไม่เพียงแต่บรรยายให้พระเอกอย่างตวนอ๋องหล่อเหลาไร้ที่ติ แม้แต่ฮ่องเต้ทรราชก็ยังหน้าตาดีอย่างไม่จำเป็น!

          เมื่อเห็นหน้ากันในระยะใกล้แค่เอื้อม อวี๋หว่านอินก็ยอมรับว่าใจของตนถูกกระแทกอย่างจัง คิ้วเขาเข้มเหมือนน้ำหมึก ริมฝีปากแดงดุจชาด ดวงตาดูร้ายกาจ มองแล้วไม่เหมือนคนดีสักเท่าไร แต่ให้ ความรู้สึกคล้ายปีศาจร้ายที่นักพรตผู้มีอาคมแก่กล้ายังไม่อาจส่งไปเกิดใหม่ได้

          อวี๋หว่านอินแต่งหน้าฉูดฉาดก็จริง แต่พอเจอหน้าฮ่องเต้เธอก็เข้าใจคำว่า ‘เหนือฟ้ายังมีฟ้า!’

          เซี่ยโหวตั้นคงคาดไม่ถึงว่าอวี๋หว่านอินจะเข้ามาใกล้ จึงนิ่วหน้าจ้องเธอนิ่งๆ ส่วนอวี๋หว่านอินก็ถูกบุคลิกของเขาสะกดจนลืมคำพูดที่เตรียมมาหมด ทั้งสองได้แต่จ้องตากันอย่างเงียบๆ จากนั้นอีกครู่ใหญ่ๆ ริมฝีปากบางของเซี่ยโหวตั้นก็ขยับ เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าน่ะ...”

          “...” อวี๋หว่านอิน

          เธอเอ่ยเพื่อเตือนความจำของเขา “หม่อมฉันอวี๋ผินเพคะ”

          อีกฝ่ายจึงค่อยเอ่ยต่ออย่างไม่ติดขัด “อวี๋ผิน เจ้าหาฟูกมา ปูนอนบนพื้นสักคืนก็แล้วกัน” พูดแล้วก็พลิกตัวหันไปอีกทาง เหมือนจะนอนหลับ

          อวี๋หว่านอินสับสนไปหมด ได้แต่ทำตัวแข็งทื่ออยู่ที่เดิม เธอคิดถึงท่าทางของฮ่องเต้ตั้งแต่พบหน้ากัน แล้วก็วิเคราะห์ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตนคุ้นเคย อดที่จะลองหยั่งเชิงไม่ได้ว่า “เอ่อ... ฝ่าบาท”

          ฮ่องเต้หันหน้ากลับมาอย่างรำคาญ “มีอะไรอีก!”

          อวี๋หว่านอินถามคล้ายคนละเมอ “How are you?”

          เซี่ยโหวตั้นเงียบไปนาน ขอบตาเริ่มเป็นสีแดงระเรื่อ

          “I’m fine, and you?”

            สิบนาทีหลังจากนั้น ตัวร้ายทั้งสองก็นั่งหันหน้าเข้าหากัน คุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

          เซี่ยโหวตั้น “สองชั่วโมงก่อน ผมเพิ่งข้ามมิติมาที่นี่ ตอนนั้นกำลังนอนอาบแดดอยู่บนเรือสำราญ กระดกแชมเปญ เล่นมือถือ จู่ๆ ก็มีหน้าต่างแนะนำนิยายบ้าบออะไรก็ไม่รู้เด้งขึ้นมา พอลืมตาอีกทีก็มาอยู่ที่นี่แล้ว”

          อวี๋หว่านอินตื่นเต้น “สองชั่วโมงก่อนงั้นเหรอ อาบแดดด้วย! ตอนนั้นฉันเพิ่งเลิกงาน กำลังกลับบ้าน อ๊ะ เมื่อครู่คุณบอกว่าฟ้ามืดแล้ว หรือว่าคุณอยู่บนเรือที่ล่องในทะเล?”

          เซี่ยโหวตั้นพยักหน้า “อืม กำลังพักร้อน”

          อวี๋หว่านอินฟังแล้วยิ่งคาดไม่ถึง “คุณคงไม่ใช่ ‘ท่านประธานเอาแต่ใจ’ อย่างที่ใครๆ เขาว่ากันหรอกนะ!”

          เซี่ยโหวตั้นตอบ “จะเอาแต่ใจหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ผมเป็นประธานบริษัทจริงๆ ชีวิตก็สบายดีอยู่หรอก” เขาพูดถึงตรงนี้ก็ทุบหน้าขา “ซวยชะมัด! มาอยู่ที่นี่ขนาดจะอาบน้ำก็ยังทำไม่ได้ แล้วยังมีเนื้องอกในสมองรอวันตายเข้าไปอีก!”

          ริมฝีปากสีสดบนใบหน้าที่หล่อเหลาอย่างร้ายกาจของเขาขยับขึ้นลงอย่างรวดเร็วจนอวี๋หว่านอินรู้สึกเหมือนตกอยู่ในความฝัน

          อวี๋หว่านอินพยายามทำใจยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่

          “ใจเย็น ๆ ก่อน ไอ้เรื่องปวดหัวข้างเดียวยังไม่แน่ว่าจะเป็นเนื้องอกซะหน่อย เพราะถ้าเป็นเนื้องอกทับเส้นประสาทในสมอง ก็น่าจะมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย”

          “จริงเหรอ แน่ใจนะ?”

          “ก็ไม่แน่ใจนักหรอก ฉันก็เดาไปเรื่อย อยากจะพูดในทางที่ดีไว้ก่อน ไม่แน่คุณอาจจะถูกคนอื่นวางยาพิษประเภทออกฤทธิ์ช้าก็ได้”

          “...” เซี่ยโหวตั้น “คุณอ่านนิยายเรื่องนี้จบหรือยัง ตอนนี้ผมอยู่ในสถานการณ์แบบไหน?”

          อวี๋หว่านอินตอบ “อ่านแล้วแต่อ่านแบบคร่าวๆ ไม่ได้ละเอียดอะไร ถ้าจะพูดรวมๆ ก็คือแม่ของคุณน่ะเกลียดคุณ ตวนอ๋องซึ่งเป็น พี่ชายก็เกลียด สนมนางในของคุณก็เกลียด ขุนนางในราชสำนักก็เกลียด ถ้าเป็นไปตามเนื้อเรื่องเดิมที่เขียนไว้... ฉันเองก็เกลียดคุณ!”

          “ผมทำเรื่องชั่วไว้มากขนาดนั้นเลยเหรอ?”

          อวี๋หว่านอินถอนใจก่อนตอบว่า “ไทเฮาองค์ปัจจุบันไม่ใช่แม่แท้ๆ ของคุณ ไม่ได้อบรมสั่งสอนคุณสักเท่าไหร่ แล้วตัวคุณเองก็ยังมีโรคปวดหัวข้างเดียว ทำให้ดื้อมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนฉุนเฉียวเจ้าอารมณ์ ชอบฆ่าคนเป็นว่าเล่น พวกขุนนางภักดีในราชสำนักก็ถูกฆ่า บางคนก็ถูกเนรเทศ คุณยังออกนโยบายบ้าบออะไรก็ไม่รู้เยอะแยะจนชาวบ้านไม่พอใจ พากันก่นด่าสาปแช่ง ถ้าว่ากันตามเนื้อเรื่องเดิม ตอนใกล้จบ คุณจะถูกตวนอ๋องฆ่าตายเพื่อรักษาความสุขสงบให้แผ่นดิน”

          เซี่ยโหวตั้นถามต่อ “แล้วผมตายยังไง?”

          อวี๋หว่านอินพยายามทวนความจำ “ลืมไปแล้ว ตอนนั้นฉันเหนื่อยก็เลยเลื่อนผ่านไปหลายหน้า เหมือนจะถูกคนลอบสังหาร แต่วันไหนเดือนไหนปีอะไร ใครเป็นคนฆ่า ฉันจำไม่ได้หรอก”

          อวี๋หว่านอินเริ่มเชื่อแล้วว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเป็น ‘ท่านประธานบริษัท’ ของจริง เพราะหลังจากที่นิ่งเงียบไปนาน เขาก็ยังใช้น้ำเสียงราบเรียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นถามต่อไปว่า “แล้วคุณล่ะ คุณสวมบทบาทอะไร แต่... ดูหน้าตาแล้วก็ไม่น่าจะใช่คนดี”

          อวี๋หว่านอินยอมรับ “ก็เป็นตัวร้ายนั่นแหละ ว่ากันตามเนื้อเรื่อง นางเอกของนิยายประเภทนี้จะต้องมีครอบครัวเป็นชนชั้นสูง มีเพื่อนสาวที่คอยถือมีดแทงข้างหลังวนเวียนอยู่ข้างตัวเป็นฝูงใหญ่ แต่เพราะฉันเป็นตัวร้ายเลยไม่มีรายละเอียดประเภทนี้สักเท่าไร ดูเหมือนฉันจะถูกคนที่บ้านส่งเข้าวังเพื่อให้เป็นหมากตัวหนึ่ง แต่ดันไปหลงรัก ตวนอ๋อง เลยหาเรื่องแกล้งตัวประกอบหญิงคนหนึ่ง สุดท้ายก็พ่ายแพ้ยับเยิน พอคุณตายฉันก็ถูกฆ่าตายตามไปติดๆ”

          เซี่ยโหวตั้นแค่ส่งเสียง “อ้อ”

          ทั้งคู่สบตากัน ต่างมีความคิดที่เหมือนกันว่าถ้าคิดจะมีชีวิตอยู่ต่อ คงต้องเป็นสหายร่วมรบ

          ตัวร้ายจับมือกันมันถึงจะร้ายได้ถึงพริกถึงขิง!

          เซี่ยโหวตั้นเสนอแผนแรก “ถ้าตอนนี้ผมสั่งให้ใครสักคนไป ลอบฆ่าสองคนนั้นเลย จะดีไหม?”

          เขาพูดประโยคที่ไม่เข้ากับใบหน้าเลยสักนิด

          อวี๋หว่านอินส่ายหน้า “ไม่น่าจะเหมาะ ตอนนี้คุณแทบไม่มีอำนาจในมือ อยากจะฆ่าตวนอ๋องมันไม่ง่ายขนาดนั้น อีกอย่างสองคนนั้นน่ะเป็นตัวเอกในนิยายที่นักเขียนเลือกไว้ เนื้อเรื่องทั้งหมดจะดำเนินไปตามบทของทั้งคู่ ถ้าเราฆ่าพวกเขาตาย ก็เท่ากับทำลายนิยายเรื่องนี้ ถึงตอนนั้นพวกเราจะอยู่ต่อได้หรือเปล่าก็ไม่รู้”

          “แล้วคุณมีแผนยังไง?”

          “พยายามควบคุมการเปลี่ยนแปลงทุกขั้นตอนไว้ในมือ ค่อยๆ เปลี่ยนเนื้อหาไปทีละน้อย แล้วคอยสังเกตผลที่ตามมา ถ้ามันดีก็ค่อยวางแผนเดินหน้าต่อไปทีละก้าว...”

          เซี่ยโหวตั้นชูมือขึ้นห้าม “เดี๋ยวก่อน ในนิยายต้นฉบับ ตัวละครอย่างพวกเราสองคนคงไม่ได้ข้ามมิติมาใช่ไหม ในเมื่อพวกเราข้ามมิติมา แล้วตัวประกอบหญิงที่คุณว่ายังจะข้ามมิติมาด้วยไหม? ถ้าหาก พวกเราสามคนเป็นคนประเภทเดียวกัน แล้วตวนอ๋องยังจะเป็นตัวละครดั้งเดิมอยู่เหรอ?”

          อวี๋หว่านอินตอบ “ฉันมีวิธีทดสอบพวกเขา”

         

            วันรุ่งขึ้น ‘เซี่ยหย่งเอ๋อร์’ ที่เป็นตัวประกอบหญิงกำลังนั่งแต่งหน้าอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้

          จู่ๆ ก็มีนางกำนัลวิ่งเหยาะๆ เข้ามารายงานด้วยความตื่นเต้น “พระสนม ได้ยินว่าฝ่าบาทจะจัดงานเลี้ยง ทรงเชิญพระสนมทั้งหมดเข้าร่วมงานด้วย พระองค์ต้องแต่งกายให้งดงามนะเพคะ หม่อมฉันเพิ่งเรียนวิธีการเกล้าผมแบบใหม่มาสองแบบ...”

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์หัวเราะ “เจ้านี่นะ… รู้ความเหลือเกิน” จากนั้นก็ปล่อยให้อีกฝ่ายเกล้ามวยผมอย่างอารมณ์ดี แต่แววตากลับหม่นแสงลงวูบหนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่าเซี่ยหย่งเอ๋อร์ที่อยู่ตรงนี้ไม่ใช่คนเดิม วิญญาณที่อยู่ในร่างของเซี่ยหย่งเอ๋อร์ยามนี้ก็คือ ‘หม่าชุนชุน’ ที่เพิ่งข้ามมิติ เข้ามาในนิยาย

          แน่นอน... หม่าชุนชุนไม่รู้ว่ายังมีนิยายอีกเรื่องที่ชื่อว่า ‘ทะลุมิติมาเป็นพระสนมตัวร้าย’ อีกทั้งยังไม่รู้ว่ามีคนที่อยู่เหนือกว่าตนก้าวหนึ่ง และเคยได้เห็นได้อ่านชะตาชีวิตของตนไปแล้ว

          หม่าชุนชุนรับรู้แค่เนื้อหาของนิยายเรื่อง ‘บูรพาผันราตรีให้ คลี่แย้ม’ ที่เป็นนิยายเกี่ยวกับการแก่งแย่งอำนาจในวังหลวง เธออ่านและจำได้ตั้งแต่ต้นจนจบ พอได้ข้ามมิติมาเลยตั้งใจจะกุมชะตากรรมของตัวละครบนหน้ากระดาษทั้งหมดไว้ในมือ

          เธอจำได้ว่านางเอกของเรื่องชื่ออวี๋หว่านอิน นางแอบมีใจให้ ตวนอ๋อง เมื่อคืนนางเอกเพิ่งถูกส่งไปถวายตัวรับใช้ฮ่องเต้ทรราช แต่ทำได้ไม่ดีนักเลยถูกขับไล่ไปอยู่ตำหนักเย็น วันนี้ตวนอ๋องที่เดินทางเข้าวังจะบังเอิญพบกับนางเอกตรงหน้าประตูตำหนักเย็นพอดี ทั้งสองจึงสานสัมพันธ์กัน

          สิ่งที่เธอต้องทำ คือหาทางขัดขวางตวนอ๋องไม่ให้พบกับ อวี๋หว่านอิน เพื่อแย่งสิ่งที่ต้องเป็นของอวี๋หว่านอินตามเนื้อเรื่องให้ กลายมาเป็นของเธอแทน!

          เมื่อคิดถึงตรงนี้ เซี่ยหย่งเอ๋อร์ก็หันไปถามนางกำนัลคล้ายกับไม่ตั้งใจ “เมื่อคืนอวี๋ผินไปปรนนิบัติฝ่าบาท ไม่รู้ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีข่าวคราวของนางบ้างหรือไม่?”

          นางกำนัลตอบ “ได้ยินมาว่า เมื่อคืนนี้ฮ่องเต้ทรงพอพระทัยมาก จึงมีราชโองการแต่งตั้งอวี๋ผินเป็นอวี๋เฟยเพคะ”

          มือที่ถือปิ่นปักผมของเซี่ยหย่งเอ๋อร์พลันอ่อนแรงจนเผลอปล่อยปิ่นให้ตกลงบนโต๊ะ

          เป็นไปได้อย่างไร! หรือว่าการปรากฏตัวของเธอจะทำให้ เนื้อเรื่องเปลี่ยน?

          แต่ไม่เป็นไร เธอจัดการได้ ขอแค่คงพลอตหลักของเรื่องเอาไว้ให้ได้ส่วนที่เหลือก็ต้องดีตาม!

 

            หม่าชุนชุนเริ่มสวมบทบาทเป็นเซี่ยหย่งเอ๋อร์

          เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่ดูไม่สะดุดตาแล้วแต่งหน้าอย่างประณีต เธอใช้ความทรงจำที่มีต่อนิยายเรื่อง ‘บูรพาผันราตรีให้คลี่แย้ม’ เดินไปตามเส้นทางในเขตพระราชฐานชั้นใน จนกระทั่งเดินมาถึงที่ตั้งของตำหนักเย็น นางจึงเฝ้ารอตวนอ๋องอยู่บริเวณนั้น

          เธอรู้ว่าอีกไม่นาน ตวนอ๋องจะต้องมาที่นี่เพื่อฟังรายงานจากสายลับที่แฝงตัวอยู่ในวัง

          ไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วมาจริงๆ เซี่ยหย่งเอ๋อร์หันหลังไปมอง เห็นท่านอ๋องที่ยังหนุ่มแน่น สวมชุดสีขาวปักลายมังกรสี่เล็บ รวบผมด้วยกวานสีทองคาดเข็มขัดหยก เดินตรงมาอย่างไม่รีบไม่ร้อน

          เมื่อพบกับเซี่ยหย่งเอ๋อร์อย่างไม่คาดฝัน ตวนอ๋องก็ไม่ได้แสดงสีหน้าแปลกใจแต่อย่างใด บอกเพียงว่าหลงทาง แล้วเดินมาถามทางกับเธออย่างเปิดเผย เซี่ยหย่งเอ๋อร์มองตอบอย่างเอียงอาย เธอเห็นความตกตะลึงที่ปรากฏในแววตาของเขา

          เธอไม่ได้เปิดเผยฐานะของตน บอกเพียงว่า “หม่อมฉันจะนำทางให้”

          ทั้งคู่เดินเคียงข้าง พูดคุยกันอย่างออกรส จนกระทั่งเข้าใกล้ จุดหมายปลายทาง เธอจึงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เอ่ยขึ้นว่า “หม่อมฉันไม่สะดวกจะส่งท่านอ๋องต่อ ขอท่านอ๋องเดินดีๆ”

          ตวนอ๋องตะลึงก่อนถาม “เจ้าเป็นใคร?”

          คราวนี้เซี่ยหย่งเอ๋อร์จึงค่อยแสดงตัวตามแผน “หม่อมฉันเป็นนางสนมในวังเพคะ”

          มีความผิดหวังฉายในแววตาของตวนอ๋อง “ข้านึกว่าเจ้าเป็นนางกำนัล...”

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังที่จากไปอย่างอ้อยส้อย แล้วยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

          ตอนจบถูกกำหนดไว้แล้ว!

 

            วันรุ่งขึ้น เซี่ยหย่งเอ๋อร์ต้องเข้าร่วมงานเลี้ยง

          เธอนั่งในตำแหน่งที่ถูกเตรียมเอาไว้พร้อมกับสนมคนอื่นๆ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองฮ่องเต้ทรราชที่เคยได้ยินแต่ชื่อ

          เซี่ยโหวตั้นเท้าศอกลงบนโต๊ะด้านข้าง นั่งเอนร่างไปด้านหนึ่งอย่างเกียจคร้าน เส้นผมยาวไม่ได้ถูกรวบด้วยกวานหยกแต่ปล่อยสยายกลางแผ่นหลัง ทำให้รูปโฉมของเขายิ่งงดงามเย้ายวนราวกับปีศาจร้าย ถ้าไม่รู้ว่าภายใต้รูปโฉมที่งดงามนี้คือฮ่องเต้ทรราช เกรงว่าเธอคงจะตกบ่วงเสน่ห์ของอีกฝ่ายไปแล้ว

          สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ ข้างกายของฮ่องเต้มีร่างบอบบางที่คอยรับใช้อย่างใกล้ชิดอยู่ด้วยคนหนึ่ง!

          อวี๋หว่านอินถูกแต่งตั้งเป็นสนมขั้น ‘เฟย’ แม้แต่เครื่องแต่งกายก็ปรับเปลี่ยนใหม่ให้ดูหรูหรายิ่งขึ้น ปักปิ่นทับทิมที่มีพู่ทองคำระย้าบนเรือนผม เดิมนางเอกก็มีใบหน้าสะสวยอยู่แล้ว ยิ่งแต่งหน้าเข้มยิ่งงดงามเกินต้าน นางกำลังกระซิบกระซาบอยู่กับเซี่ยโหวตั้น กิริยาละม้ายคล้ายปีศาจจำแลงที่กำลังยั่วยวนบุรุษ

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์คิดอย่างแปลกใจ หรือว่าการมาถึงของตนจะทำให้เนื้อหาในนิยายเปลี่ยนจริงๆ? อวี๋หว่านอินไม่ได้ยั่วโทสะฮ่องเต้ จึงไม่ถูกส่งเข้าตำหนักเย็น แต่กลับถูกแต่งตั้งเป็นพระสนมขั้นเฟยแทน

          แน่นอนว่าเซี่ยหย่งเอ๋อร์ไม่สนใจตำแหน่ง ‘เฟย’ ที่อาจอยู่เพียงระยะสั้นๆ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครจะได้ยืนหัวเราะเป็นคนสุดท้าย เมื่อคิดถึงตรงนี้เซี่ยหย่งเอ๋อร์ก็ยิ่งไม่ทำตัวสะดุดตา เอาแต่ก้มหน้างุดๆ อยู่ท่ามกลางผู้คนเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ

          แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด พองานเลี้ยงเริ่มไปได้สักพัก เธอกลับได้ยินอวี๋หว่านอินหยอกเย้ากับฮ่องเต้ด้วยน้ำเสียง อ่อนหวานว่า “ฝ่าบาท ตอนนี้บรรยากาศกำลังครึกครื้น ไม่สู้ให้พี่สาวน้องสาวทั้งหลายแสดงความสามารถกันสักหน่อยเล่าเพคะ”

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์รู้ดีว่าอวี๋หว่านอินเตรียมการร่ายรำเอาไว้ ก่อนหน้า จึงคิดจะใช้โอกาสนี้ทำตัวให้เป็นที่สนใจ เธอหัวเราะเยาะอยู่ในใจ ฮ่องเต้ทรราชก็ไม่รู้ว่าถูกยาเสน่ห์อะไรถึงได้เห็นดีเห็นงามไปด้วย เขาตบมือพูดว่า “ความคิดดี ถ้าใครแสดงไม่ดีก็ลากไปตัดหัว!”

          สนมนางในทั้งหลายถึงกับตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์มองตัวร้ายที่กุมความเป็นความตายของคนอื่นเอาไว้ด้วยสายตาเย็นชา โดยที่ไม่รู้ว่าตัวร้ายทั้งสองกำลังสื่อสารกันทางสายตา

          เซี่ยโหวตั้น ‘ผมแสดงสมบทบาทเกินไปไหม?’

          อวี๋หว่านอิน ‘ไม่ๆ เหมือนต้นฉบับมาก’

          สนมทั้งหลายต้องแสดงความสามารถเพื่อรักษาชีวิตของ ตัวเองเอาไว้

          ครู่ต่อมาก็มีเสียงดนตรีดังขึ้น!

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์เป็นคนที่ข้ามมิติมา ต่อให้ไม่เคยเรียนดนตรีและการร่ายรำแบบโบราณแต่เธอไม่กลัว เธอหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาอย่างมั่นใจแล้วเดินไปนั่งอยู่กลางโถงกว้าง

          “ฝ่าบาท นี่เป็นเครื่องดนตรีที่หม่อมฉันประดิษฐ์ขึ้นมาใน ยามว่างเพคะ”

          เซี่ยโหวตั้นโพล่งถาม “เจ้านี่คือ...”

          กีตาร์!

          เซี่ยโหวตั้นหยิกต้นขาที่อยู่ใต้โต๊ะของตนอย่างแรงเพื่อไม่ให้เผลอหลุดหัวเราะ ผู้หญิงคนนี้โม้ว่าประดิษฐ์กีตาร์!

          เขายังพูดต่อ “มัน... ดูแปลกตาดี”

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์แสดงความสามารถในการบรรเลงเพลง ระหว่างนั้นอวี๋หว่านอินก็พยายามก้มหน้าให้ต่ำ อีกทั้งพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติมากที่สุด

          เป็นเพลง Canon!

          เซี่ยโหวตั้นรีบชม “เยี่ยม... เยี่ยม!”

          อวี๋หว่านอินที่กำลังก้มหน้าเห็นเซี่ยโหวตั้นหยิกต้นขาตัวเองเข้าพอดี ทำให้เธอยิ่งก้มหน้าต่ำมากกว่าเดิม

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์ดีดไปดีดมาก็ดีดผิดไปโน้ตหนึ่ง แต่เธอเข้าใจว่าไม่มีใครรู้จักบทเพลงนี้ จึงบรรเลงต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

          มาถึงตอนนี้อวี๋หว่านอินก็เริ่มหยิกต้นขาตัวเองเช่นกัน

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์บรรเลงจนจบเพลง พอเห็นสีหน้าบิดเบี้ยวของ อวี๋หว่านอินก็รู้สึกสะใจอย่างประหลาด

          ‘เธอเป็นนางเอกแล้วไง? ฝีมือของฉันล้ำหน้ากว่าเธออยู่ดี!’

          เซี่ยโหวตั้นยังคงเอ่ยชม “เยี่ยม เยี่ยม!”

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์กลับไปนั่งที่เดิม

          เซี่ยโหวตั้นยกจอกสุราขึ้นดื่ม อาศัยจังหวะนั้นหันไปถาม อวี๋หว่านอินเบาๆ “ตกลงข้ามมิติมาใช่ไหม?”

          อวี๋หว่านอินพยักหน้า “แน่นอนอยู่แล้ว”

          เซี่ยโหวตั้น “แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยฉลาดนะ”

          อวี๋หว่านอิน “ไม่ๆ ห้ามดูถูกเธอเด็ดขาด”

          มีขันทีคนหนึ่งตะโกนว่า “ตวนอ๋องมาถึงแล้ว...”

          เซี่ยโหวตั้นวางจอกสุรา ยิ้มเย็นจนคนที่อยู่ในงานเลี้ยงถึงกับตัวสั่น เขาเอ่ยขึ้นว่า “มาเสียที”

          ตวนอ๋องหรือ ‘เซี่ยโหวป๋อ’ ก้าวเข้ามาคารวะน้องชาย

          เซี่ยโหวตั้นประทานที่นั่งให้เขาแล้วค่อยถามคล้ายไม่ใส่ใจว่า “เสด็จพี่เพิ่งกลับจากการศึกที่ชายแดน เป็นอย่างไรบ้าง ทุกอย่าง ราบรื่นดีหรือไม่ บาดแผลหายดีแล้วหรือ?”

          ก่อนหน้านี้ตวนอ๋องอาสานำทัพไปป้องกันชายแดน อีกทั้งยังทำสงครามจนได้รับชัยชนะมาหลายหน สนิทสนมกับเหล่าแม่ทัพ นายกองที่อยู่แนวหน้า เขามีทั้งสติปัญญาทั้งความกล้าหาญ มีชื่อเสียงในหมู่ชาวบ้านมานานแล้ว ไม่แปลกใจที่ชาวบ้านเขตชายแดนจะรู้จักแต่ตวนอ๋อง ไม่มีใครสนใจฮ่องเต้ที่อยู่ในวังหลวง

          ตวนอ๋องตอบยิ้มๆ ด้วยท่าทีสุภาพอ่อนน้อม

          “กระหม่อมไร้ความสามารถ ตกจากหลังม้าขณะกรำศึก ตอนนี้หายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

          อวี๋หว่านอินถึงกับขนลุกไปทั้งร่าง เมื่อครู่เธอยิ้มอยู่ตลอด แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคนหน้าเนื้อใจเสือตัวจริง ความรู้สึกเย็นวาบก็แผ่ซ่านจากศีรษะจรดปลายเท้า

          ถ้าเกิดคนผู้นี้ข้ามมิติมาเหมือนกัน เขาต้องได้ออสการ์ไปกอดสักตัวแน่นอน!

          ตวนอ๋องสนทนากับฮ่องเต้อยู่สองสามประโยคก่อนเบนสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งสบตากับเซี่ยหย่งเอ๋อร์

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง ตอนนั้นเองที่เธอได้ยินฮ่องเต้ชี้นิ้วสั่ง “เมื่อครู่เซี่ยผินเพิ่งเล่นดนตรีจากเครื่องดนตรีที่นางประดิษฐ์ขึ้นมาเอง น่าสนใจดี”

          สายตาของตวนอ๋องตกอยู่บนกีตาร์ในมือเซี่ยหย่งเอ๋อร์ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ส่งเสียง “อ้อ” โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน

          เซี่ยโหวตั้นสั่งเซี่ยหย่งเอ๋อร์ “เจ้าลองบรรเลงเพลงให้ข้าฟังอีกสักบทได้หรือไม่?”

          ครั้งนี้เซี่ยหย่งเอ๋อร์บรรเลงเพลง Romance de Amor* 

          บทเพลงนี้เธอไม่ได้เล่นมานาน พอไม่มีโน้ตให้อ่านเลยบรรเลงตามแต่ใจ ถึงกับแก้ไขบางท่อนตามใจชอบ

          ตวนอ๋องนั่งฟังอย่างสงบ บางครั้งก็ยกจอกสุราขึ้นจิบอึกเล็กๆ คล้ายดื่มด่ำกับบทเพลง เขาไม่ได้มีสีหน้าประหลาดใจ ทั้งยังไม่มี ความรู้สึกขบขันแต่อย่างใด

          นิ้วมือทั้งห้าของเซี่ยหย่งเอ๋อร์พลิ้วไล่ไปตามสายกีตาร์ เธอเหลือบมองไปทางตวนอ๋องเป็นระยะๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วย ความหลงใหล ใครที่อยู่ใกล้จะพบว่าแววตาของเธอเปล่งประกายเจิดจ้า เธอต้องกุมหัวใจผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นพระเอกอย่างเขาให้ได้!

          ตวนอ๋องไม่ได้มองเธอ แต่กลับปรายตามองอวี๋หว่านอินที่นั่งข้างกายฮ่องเต้อย่างแนบเนียน สีหน้าของเขามีรอยครุ่นคิดเผยออกมาแวบหนึ่ง

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์ใจหายวาบ ดีดตัวโน้ตผิดไปตัวหนึ่ง

          เพราะเสียงที่เพี้ยนไปทำให้อวี๋หว่านอินพุ่งสายตาไปยัง ตวนอ๋องทันที แววตานั้นเจิดจ้าร้อนแรงจนเซี่ยโหวตั้นต้องวาดศอกกระทุ้งทีหนึ่ง อวี๋หว่านอินจึงค่อยกะพริบตาเพื่อเก็บความเจิดจ้ากลับมา

          ตวนอ๋องประสานสายตากับเธอเข้าพอดี เขายังมีท่าทีสงบนิ่งซ้ำยังยิ้มให้อย่างสุภาพ เมื่อดนตรีบรรเลงจบเขาก็ปรบมือชื่นชม

          “เป็นบทเพลงที่ไพเราะมาก”

          อวี๋หว่านอินดึงสายตากลับด้วยความผิดหวัง

          เซี่ยโหวตั้นขยับริมฝีปาก ถามเบาๆ ว่า “จะให้เล่นอีกสักเพลงไหม?”

          อวี๋หว่านอินกระซิบตอบ “ไม่มีประโยชน์ ถ้าเขาข้ามมิติมาเหมือนกันจะยอมเปิดเผยตัวง่ายๆ เหรอ?”

          คำตอบนี้ทำให้เซี่ยโหวตั้นนิ่งไป

 

           ตวนอ๋องลอบสังเกตความสนิทสนมระหว่างฮ่องเต้และพระสนมคนใหม่อย่างตั้งใจ

          เขานั่งอยู่ในงานเลี้ยงได้ครู่หนึ่งก็เอ่ยปากขอตัวกลับอย่างสุภาพ

          เมื่องานเลี้ยงยุติ เซี่ยโหวตั้นก็ถอนใจยาว “ยังบอกไม่ได้ว่าข้ามมิติมาหรือเปล่า”

          “ตอนแรกฉันก็คิดว่าเขาน่าจะข้ามมิติมาเหมือนพวกเรา” อวี๋หว่านอินเอ่ยต่อ “เพราะถ้าเป็นตัวละครเดิม เขาน่าจะมีความแค้นกับคุณมาก”

          ในฐานะพระเอก การดำเนินเรื่องของเขาย่อมต้องเป็นการ ล้างแค้น

          แม้ตวนอ๋องจะเกิดก่อนเซี่ยโหวตั้น แต่เพราะมีแม่เป็น นางกำนัลระดับล่างที่ถูกฮ่องเต้เรียกไปรับใช้จนตั้งครรภ์ หลังจากนั้นก็ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสนมขั้นผิน ทว่าฐานะในวังอย่างไรก็ถือว่าต่ำต้อย ระหว่างการแย่งชิงอำนาจอย่างดุเดือดในวังหลวง แม่ของเขาถูกผู้อื่นโยนความผิดให้กลายเป็นแพะรับบาปและถูกโบยจนตาย เวลานั้นตวนอ๋องโตจนจำความได้แล้ว ซ้ำยังเห็นแม่แท้ๆ ถูกตีตาย ต่อหน้าต่อตา

          สองปีให้หลัง ฮองเฮาให้กำเนิดเซี่ยโหวตั้น อีกสองปีต่อมาฮองเฮาก็ทรงประชวรจนสวรรคต อดีตฮ่องเต้จึงทรงแต่งตั้งฮองเฮาพระองค์ใหม่ ซึ่งก็คือไทเฮาองค์ปัจจุบัน นางไร้ทายาท จึงอยู่ในฐานะพระมารดาของรัชทายาท นางชอบแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตนมอบ ความรัก ความเอ็นดูให้กับรัชทายาทด้วยการกลั่นแกล้งองค์ชาย คนอื่นๆ ไม่ว่าคนในวังจะทำอะไรก็ต้องดูสีหน้าของนาง ด้วยเหตุนี้จึงช่วยกันหาวิธีกลั่นแกล้งองค์ชายผู้ไร้ที่พึ่งเพื่อเอาใจนาง

          ตอนที่เซี่ยโหวตั้นเริ่มเรียนหนังสือ แค่พูดคำว่า ‘เบื่อ’ ตวนอ๋องก็จะถูกเรียกมานั่งเรียนเป็นเพื่อนทันที หลังจากนั้นเขาก็มีชีวิตเหมือนตกนรก ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดอย่างยากลำบาก รัชทายาทน้อยปวดศีรษะเป็นประจำ เวลาที่อาการกำเริบข้างกายของเขาจะต้องมีคนที่ เจ็บปวดมากกว่าเสมอ

          วันที่ตวนอ๋องเติบโตจนสามารถแยกออกไปอยู่ตำหนักนอกวังเองได้ ความอาฆาตแค้นที่ฝังลึกอยู่ในใจตะโกนว่า ‘เลือดต้องล้างด้วยเลือด!’

          ถ้าหากตวนอ๋องคนนี้ยังเป็นตัวละครเดิม ระหว่างเขากับ เซี่ยโหวตั้นจะต้องมีใครตายไปข้างหนึ่ง เขาต้องหาทางรวบอำนาจในราชสำนักเป็นของตัวเอง จนกระทั่งสามารถเหยียบเซี่ยโหวตั้นเอาไว้ใต้ฝ่าเท้า ไม่ให้มีโอกาสพลิกฟื้นสถานการณ์ได้

          เดิมทีอวี๋หว่านอินคิดว่าเขาอาจจะข้ามมิติมาเหมือนกัน แต่ หลังจากเหตุการณ์วันนี้เธอพบว่าถ้าเขาข้ามมิติมาจริงก็เป็นคนที่ น่ากลัวมากทีเดียว

          ถ้าเขาสามารถนั่งฟังเพลง Romance de Amor ที่รู้จักได้อย่างนิ่งเฉยไร้ปฏิกิริยาใดๆ ก็นับว่าเป็นการเล่นละครที่ยอดเยี่ยม บุคลิกที่ดูสบายๆ โดยเฉพาะดวงตาที่ลึกล้ำคู่นั้น ถ้าไม่ใช่คนที่ใฝ่สูงไม่มีทางมีแววตาเช่นนั้นได้ ดูท่าเขาคงคิดจะเป็นฮ่องเต้ให้ได้นั่นแหละ!

          ไม่ว่าอย่างไร สถานการณ์ตอนนี้ก็คับขัน

          แต่ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า อวี๋หว่านอินรู้สึกว่าวันนี้ตวนอ๋องมองตนอยู่หลายครั้ง

          หรือว่าเธอเผยพิรุธอะไรออกไป?

 

          ตกกลางคืน

          ‘อันเสียน’ ขันทีที่ให้การรับใช้เซี่ยโหวตั้นเปลี่ยนเสื้อผ้า ยังถามคำถามเดิม “ฝ่าบาทมีพระประสงค์จะเรียกคนมาปรนนิบัติหรือไม่ พ่ะย่ะค่ะ”

          ฮ่องเต้ตอบกลับว่า “อวี๋เฟย”

          อันเสียนคาดไม่ถึง อวี๋เฟยได้รับการพลิกป้ายติดต่อกันสามคืนแล้ว!

          ในฐานะขันทีที่ปรนนิบัติฮ่องเต้มาหลายปี เขาย่อมเข้าใจถึงอุปนิสัยของพระองค์ หลายปีมานี้ศพที่ถูกลากออกจากวังหลวงสามารถกองรวมกันได้เป็นภูเขาลูกย่อมๆ ที่อันเสียนอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้ได้ ต้องจุดธูปขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว

          ฮ่องเต้มีอารมณ์แปรปรวน โมโหร้าย อีกทั้งยังเป็นโรคปวดศีรษะข้างเดียว ทำให้ไม่มีใครสามารถนอนข้างพระองค์ได้เลยสักคน พระสนมดวงกุดที่ถูกเลือกเข้ามามักไม่มีจุดจบที่ดี ใครถวายการรับใช้ไม่ถูกใจจะถูกลงโทษ ส่วนจะลงโทษรูปแบบไหนก็ต้องดูอารมณ์ของฮ่องเต้เวลานั้น

          อันเสียนคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ อวี๋เฟยจะกลายเป็นสนมคนโปรดของฮ่องเต้ได้

          หรือว่าอวี๋เฟยมีความพิเศษเหนือสตรีอื่น?

          อันเสียนตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองชั่วขณะ แต่จู่ๆ ก็ถูกมือเย็นเฉียบบีบคางบังคับให้เขาเงยหน้า แววตาที่ฮ่องเต้ใช้มองเขาเหมือนกำลังมองสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง น้ำเสียงที่ใช้ยังเย็นกระด้างเสียจนน่าขนลุก

          “มีปัญหางั้นหรือ?”

          อันเสียนตัวสั่นเทิ้ม “กระหม่อมจะไปเชิญบัดเดี๋ยวนี้!”

         

          อันเสียนไม่ได้สั่งให้คนอื่นไปทำหน้าที่นี้ แต่เป็นคนไปรับอวี๋หว่านอินด้วยตนเอง

          เขาถือกล่องไม้ที่แกะสลักอย่างงดงามที่ภายในบรรจุ เครื่องประดับไปด้วยใบหนึ่ง เอ่ยอย่างยิ้มแย้มว่า “อวี๋เฟยมีรูปโฉมงดงาม ถ้าสวมเครื่องประดับชุดนี้ ฝ่าบาทจะต้องพอพระทัยแน่”

          อวี๋หว่านอินจำขันทีเฒ่าตัวละครในนิยายได้ คนผู้นี้ถูกสร้างให้เป็นพวกต้นอ้อที่ลู่ไปตามลม กลัวคนที่แกร่งกว่า รังแกคนที่อ่อนแอกว่า ตอนที่เซี่ยหย่งเอ๋อร์ขึ้นเป็นฮองเฮา ขันทีคนนี้ก็ประจบเอาใจ แต่กลับถูกเซี่ยหย่งเอ๋อร์ที่จดจำความอับอายที่เขาทำกับตนในทีแรกได้ หา ข้ออ้างจับเขาขังคุก

          อวี๋หว่านอินรับกล่องเครื่องประดับไว้ แสร้งยิ้มให้ “ขอบคุณ กงกง”

          อันเสียนถูมือไปมา กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “หากอวี๋เฟยขาดเหลือสิ่งใดก็บอกกระหม่อมได้ทันที”

          อวี๋หว่านอินคิดไปคิดมาแล้วเอ่ยถาม “มีหม้อไฟไหม?”

          “...” อันเสียน

 

          มีหม้อไฟชุดเล็กวางอยู่ในห้องบรรทม

          นางกำนัลและขันทีล่าถอยออกไปหมดแล้ว ฮ่องเต้ยกม้านั่งตัวเล็กมานั่งล้อมวงกินหม้อไฟกับพระสนมคนโปรด

          อวี๋หว่านอินจุ่มกระเพาะแพะชิ้นหนึ่งลงไปในน้ำแกงที่เดือด แล้วคีบใส่ปาก “ยังขาดเครื่องปรุงบางอย่าง”

          “มีแค่นี้ก็ไม่เลวแล้ว กินเถอะน่า!” เซี่ยโหวตั้นจิ้มเนื้อแพะในจานอย่างไร้ชีวิตชีวา “ไม่รู้ว่าจะได้กินอีกกี่มื้อ”

          อวี๋หว่านอินสำลัก “อย่าพูดเป็นลางสิ”

          “คุณไม่รู้หรอกว่าตอนที่ผมออกว่าราชการเช้า บรรยากาศ น่ากลัวแค่ไหน ขุนนางในราชสำนักแต่ละคนไม่มีใครพูดถึงเรื่องการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน มีแต่แนะให้ผมไปเที่ยวนั่นไปกินนี่ จะว่ายังไงดี? ทำเหมือนผมเป็นพวกใกล้ตายที่คนอื่นๆ รีบมาทำดีด้วยเป็นครั้งสุดท้ายน่ะ”

          อวี๋หว่านอินเอ่ยขึ้น “แก้ไขอะไรไม่ได้หรอก เจ้าของร่างนี้จัดการขุนนางดีๆ จนเขาหนีกันไปหมด เหลือก็แต่พวกเลียแข้งเลียขา พวกแม่ทัพนายกองเนี่ยตัวดีเลย! ตอนนี้กลายเป็นคนของตวนอ๋องไปหมดแล้ว เอาจริงๆ นะ... คุณข้ามมิติมาช้าไปหน่อย อะไรที่แย่ๆ คนเก่าเขาทำไปหมดแล้ว! ต่อให้อยากถอนฟืนใต้กระทะ ก็ไม่มีใครกล้ายื่นมือมาช่วยหรอก...”

          อวี๋หว่านอินวิจารณ์เหตุการณ์อย่างคนที่อยู่นอกวงไปหลายประโยค พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเซี่ยโหวตั้นหลับตา ยกมือกุมหน้าผาก สีหน้าซีดขาวกว่าปกติ จึงชะงักแล้วถามว่า “ปวดมากเลยเหรอ?”

          เซี่ยโหวตั้นลืมตาขึ้น ตอบยิ้มๆ “สมองของร่างนี้ใช้การไม่ได้แล้ว หรือเพราะปวดมาก เขาเลยสมองเสื่อม”

          อวี๋หว่านอินก้มหน้าคีบเนื้อแพะเพื่อไม่ให้เขาเห็นสีหน้า ของตน

          เธอข้ามมิติมาอยู่ที่นี่ได้สามวันแล้ว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้สมองไม่เคยหยุดคิดที่จะหาทางหนีทีไล่สำหรับตัวเอง เพราะเหตุนี้เธอจึงยังวิเคราะห์เกี่ยวกับตัวละครหลักอีกหลายตัว

          ตอนนี้ยังมองระดับความสามารถของเซี่ยหย่งเอ๋อร์ไม่ออก

          พระเอกอย่างตวนอ๋อง ไม่รู้ว่าเป็นคนที่ทะลุมิติมาเหมือนกันหรือเปล่า แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่าย

          ส่วนเซี่ยโหวตั้นที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ว่ากันตามจริง นอกจากจะปรับตัวได้เร็วเธอก็ยังไม่เห็นความสามารถอื่นของเขา บางครั้งยังแอบรู้สึกว่าเป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้อยู่เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของร่างเดิมยังเป็นโรคปวดศีรษะมานาน จนทำให้เจ้าตัวเหมือนคนคุ้มดีคุ้มร้าย ไม่รู้ว่าหลังจากเปลี่ยนเป็นเขาแล้วนิสัยนี้จะดีขึ้นได้ สักเท่าไร

          เอาเป็นว่าตอนนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ทางออก ไม่รู้ว่าถ้าเธอร่วมมือกับเขาคนนี้จะกำจัดตวนอ๋องได้หรือไม่?

          คิดมาถึงตรงนี้อวี๋หว่านอินก็แสร้งเปรยอย่างผ่อนคลายว่า “ฉันอยากจะลองใจเซี่ยหย่งเอ๋อร์ดู ฝ่ายนั้นเป็นคนที่ถูกเลือก แถมยังเป็นกำลังสำคัญที่คอยช่วยตวนอ๋อง ถ้าดึงเธอมายืนอยู่ข้างเดียวกับ พวกเราได้ก็น่าจะมีโอกาสชนะมากกว่าเดิม อีกอย่าง... พวกเราก็ ข้ามมิติมาเหมือนกัน ทุกคนทำเพื่อความอยู่รอดของตัวเองทั้งนั้น พูดตามตรง... พวกเราไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นศัตรูกันซะหน่อย”

          ความจริงสิ่งที่เธอกังวล... ไม่ได้มีแค่นี้

          เซี่ยโหวตั้นพอจะมองออกเลยไม่ได้โต้แย้ง “ได้ พรุ่งนี้คุณลองคุยกับเซี่ยหย่งเอ๋อร์ดู จะให้ผมช่วยทำอะไรหรือเปล่า?”

          “คุณ...” อวี๋หว่านอินย้อนคิดถึงเนื้อเรื่องเดิม “คุณลองไปหาคนที่ชื่อซวีเหยาแล้วกัน เขาเป็นกุนซือของตวนอ๋อง เป็นคนที่ฉลาดมาก แผนการของตวนอ๋องส่วนมากก็ได้เขาช่วยวางแผน... ชิบ–น้ำแห้งแล้ว!”

          ทั้งสองยุ่งกับการปรึกษาหารือ จนไม่ทันสังเกตน้ำในหม้อที่เดือดปุดๆ

          อวี๋หว่านอินได้ยินเสียงผิดปกติ จึงรีบกระโดดลุกขึ้น “น้ำ น้ำ!”

          “ตกใจอะไร มาแล้ว!” เซี่ยโหวตั้นคว้ากาน้ำแกงมารินใส่หม้อ

          มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น

          อวี๋หว่านอินหันกลับไปมอง เห็นนางกำนัลยืนอยู่ข้างประตูด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

          แม้นางกำนัลจะถูกไล่ออกไปนอกห้อง แต่ก็ยังคงยืนรอรับ คำสั่งอยู่หน้าประตู พอได้ยินเสียงตะโกนจากด้านใน นางก็รีบผลักประตูเข้ามา นางเห็นฮ่องเต้ที่ ‘ชอบฝังคนทั้งเป็น’ กำลังถือกาเติมน้ำแกงลงในหม้อไฟพอดี

          อวี๋หว่านอินค่อยๆ หันกลับไปสบตาเซี่ยโหวตั้นด้วยท่าทาง แข็งทื่อ

          เซี่ยโหวตั้นวางกาลงช้าๆ ปรายตามองนางกำนัลแวบหนึ่ง ทั้งๆ ที่ตัวเขายังมีกลิ่นอาหารติดอยู่ ทว่าแววตาที่ใช้มองนางกำนัลกลับให้ความรู้สึกเย็นชา ริมฝีปากบางยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเหี้ยม วางท่าคล้ายกับการเติมน้ำแกงเป็นเรื่องปกติของเขา แต่อีกฝ่ายที่ถลันเข้ามาไม่ดูทิศดูทางควรถูกควักลูกตาทั้งเป็น

          นางกำนัลเข่าอ่อนจนทรุดลงกับพื้น นึกอยากมุดดินหนี เหลือเกิน “ม... หม่อมฉันสมควรตาย”

          เซี่ยโหวตั้นจ้องศีรษะที่ก้มต่ำของอีกฝ่ายอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น “ไส–หัว–ไป”

          น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา แต่แฝงความบ้าระห่ำถึงสามส่วน

          นางกำนัลรีบถอยออกไปทันที!

          อวี๋หว่านอินสะดุดใจ ย้อนคิดถึงท่าทางของเซี่ยโหวตั้นที่ตนพบหนแรก แววตาที่มองเขายามนี้คล้ายกำลังมองคนแปลกหน้า

          “คุณแสดงละครเก่งจัง”

          เซี่ยโหวตั้นจับม้านั่งให้มั่น แล้วนั่งลงอีกครั้ง “ยังพอไหว คนเราเวลาคุยธุรกิจก็ต้องมีจริงๆ เท็จๆ เลยพอได้ฝึกมาบ้าง”

          “ไม่ต้องฝึกจนถึงขั้นนี้ก็ได้มั้ง!”

          “กุนซือเมื่อกี้ชื่ออะไรนะ?”

          “ซวีเหยา” ความคิดของอวี๋หว่านอินถูกเบี่ยงไปยังหัวข้อใหม่ พูดอย่างตื่นเต้นว่า “จู่ๆ ฉันก็มั่นใจในตัวคุณขึ้นมา ไม่แน่ว่าคุณอาจทำให้เขาแปรพักตร์ได้”

          “...” เซี่ยโหวตั้น

          อวี๋หว่านอินเอ่ยต่อ “ที่ซวีเหยาอยู่ข้างตวนอ๋องก็เพราะว่าคุณไปเนรเทศพ่อเขา พ่อเขาเป็นขุนนางที่ภักดี แต่เพราะคุณไปหลงเชื่อขุนนางชั่วเลยตั้งข้อหาป้ายสี แล้วเนรเทศเขาไปอยู่ในถิ่นทุรกันดารโน่น! ความจริงซวีเหยาต้องไปด้วย แต่ระหว่างเดินทางตวนอ๋องช่วยเขาออกมา จากนั้นเขาก็จัดการเปลี่ยนชื่อแซ่ซ่อนตัวอยู่ในตำหนักอ๋อง ทำหน้าที่เป็นกุนซือ ว่ากันว่าคนคนนี้พยายามหาทางช่วยให้พ่อกลับมาเมืองหลวงตลอด”

          เซี่ยโหวตั้นเสนอความคิด “อย่างนั้น ถ้าผมเสนอว่าจะรับพ่อของเขากลับมา เงื่อนไขนี้จะทำให้เขายอมกลับมารับใช้ผมไหม?”

          อวี๋หว่านอินแย้ง “ไม่ง่ายขนาดนั้นน่ะสิ อย่าลืมว่าเขาแค้นคุณมาก เขาอาจถามว่าทำไมตอนนั้นคุณถึงได้หลงเชื่อคนชั่ว ล้างบาง คนดี ทำให้พ่อเขาถูกใส่ร้าย”

          เซี่ยโหวตั้นหัวเราะเสียงเย็น “ผมก็จะแก้ตัวว่าก่อนหน้านี้ถูกปิดหูปิดตา ถูกปิดบังความจริง คนจะเป็นกังฉินหรือเป็นตงฉินได้ไม่ใช่ว่าฎีกาฉบับเดียวเป็นตัวกำหนดหรือ?”

          อวี๋หว่านอินถูกดึงเข้าสู่บทบาทไปด้วย พูดไปตามบทด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ในเมื่อฝ่าบาททรงรู้ว่าเว่ยไท่ฟู่พูดจาเชื่อถือไม่ได้ แล้ว เหตุใดยังใช้งานเขาอยู่?”

          เซี่ยโหวตั้นตะลึง เขาเปล่งเสียงหัวเราะดังลั่นแล้วเล่นไปพร้อมกับเธอ

          “เว่ยไท่ฟู่งั้นหรือ? ซวีเหยาเอ๋ยซวีเหยา จนถึงวันนี้เจ้ายังคิดว่าคนที่ให้ร้ายบิดาเจ้าคือตาแก่นั่นอยู่อีกหรือ น่าเวทนานัก”

          อวี๋หว่านอินแย้งกลับ “เขาก็ไม่ได้แก่มากนักหรอก”

          เซี่ยโหวตั้นแก้ “ซวีเหยาเอ๋ยซวีเหยา จนถึงวันนี้เจ้ายังคิดว่าคนที่ให้ร้ายบิดาเจ้าคือเจ้านั่นอยู่อีกหรือ น่าเวทนานัก”

          “...” อวี๋หว่านอินถาม “แล้วเป็นใคร?”

          เซี่ยโหวตั้นชะโงกหน้ามาใกล้ น้ำเสียงน่าหมั่นไส้เอ่ยราวกระซิบ “เป็นคนที่รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ถึงได้ออกหน้ารักษาชีวิตน้อยๆ ของเจ้าเอาไว้... เป็นคนที่รีบแสดงเมตตาจิต คิดอยากจะรับเจ้ามาเป็นสุนัขเฝ้าบ้านอย่างไรเล่า”

          อวี๋หว่านอินถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ฝ่า... ฝ่าบาทตรัสเหลวไหล!”

          เซี่ยโหวตั้นหัวเราะ สะบัดแขนเสื้อ หมุนตัวเดินไปอีกทาง

          “เจ้าลองไปสืบดูก็ได้!”

          เขาเดินไปสองก้าวแล้วหยุดชะงัก หันหน้ากลับมาถาม “พลอตนี้เป็นไงบ้าง?”

          อวี๋หว่านอิน “เจ๋งจัด!”

 

          เพราะไม่รู้ว่าในวังหลวงมีสายของใครแฝงตัวอยู่บ้าง

          เพื่อไม่ให้เกิดพิรุธ หลายคืนที่ผ่านมาอวี๋หว่านอินจึงไม่ได้หาที่นอนใหม่

          แต่นอนบนแท่นบรรทมกับเซี่ยโหวตั้น..

          หมอนแข็ง ผ้าห่มเย็น ห้องบรรทมที่กว้างใหญ่มีลมเย็นพัดเข้ามาเป็นระลอก กลางแท่นบรรทมมีเพียงเสื้อผ้าวางกั้นเป็นอาณาเขต

          ทั้งคู่นอนกันคนละฝั่ง มีบางครั้งที่คุยกันเรื่อง “มีบ้างไหม... ที่ในนิยายเขียนให้คนเข้ามาวางยาพิษในห้องนี้?”

          “เหมือนจะไม่มี แต่ฉันไม่กล้ารับรองหรอกนะ”

          แต่ก่อนเวลาอ่านนิยาย แค่ได้อ่านบทรักของพระนางเธอก็อดยิ้มตามไม่ได้ แต่พอตัวเองเข้ามาอยู่ในโลกนิยายจริงๆ จึงค่อยรู้ว่าสิ่งที่เขียนมันต่างจากความจริงอย่างที่สุด ตัวละครที่หลงเข้ามาก็เหมือน คนโง่ที่ไม่รู้อนาคต ไม่รู้เลยว่าตนจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกสักกี่หน้ากระดาษ แต่ทำไมยังกล้าคิดจะทำเรื่องกุ๊กกิ๊ก!

          พอเจอเข้ากับตัวเองบ้าง กลับไม่มีใจจะทำอะไรทั้งนั้นแหละ!

          เธอลุกจากเตียงพร้อมขอบตาที่ดำคล้ำในเช้าวันถัดมา พอ ส่องกระจกแล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้การ จึงควานหากล่องใส่เครื่องประดับ ออกมา เป็นใบที่ได้มาจากการเลียแข้งเลียขาของอันเสียนเมื่อวาน นั่นไง

          ตอนที่เซี่ยโหวตั้นเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย อวี๋หว่านอินก็ แต่งหน้าเสร็จพอดี ช่วงที่เซี่ยโหวตั้นเดินผ่านเขาเผลอปรายตามองเธออย่างไม่ตั้งใจ แล้วพลันชะงัก... ก่อนจะหันกลับไปพินิจมองอีกครั้ง “หน้าตาดูแปลกๆ ไปนะ”

          อวี๋หว่านอิน “การแต่งหน้าของวันนี้เรียกว่า ‘แต่งแบบมนุษย์เงินเดือน’ จะให้ความรู้สึกอ่อนหวานเป็นมิตร ใครว่าอะไรก็ไม่โกรธ”

          “...” เซี่ยโหวตั้น

          อวี๋หว่านอินเอ่ยต่อ “ฉันกำลังจะไปผูกมิตรกับเซี่ยหย่งเอ๋อร์ ต้องทำให้ใบหน้าดูเป็นมิตรหน่อยสิ” เธอมองเซี่ยโหวตั้นแล้วนิ่วหน้า “คุณจะไปคุยกับซวีเหยาไม่ใช่เหรอ หน้าตาอย่างนี้คุยไม่สำเร็จแน่ มานี่มา!”

          “...” เซี่ยโหวตั้น

          ไม่นานฮ่องเต้และพระสนมปีศาจก็ออกจากถ้ำด้วยหน้าตาอ่อนโยนดูเป็นมิตรกับทุกคน จากนั้นแยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจ!

 

          เซี่ยโหวตั้นออกว่าราชการเช้า ส่วนอวี๋หว่านอินกลับไปตำหนักของตัวเอง

          เธอคิดว่าจะลองสืบหาดูว่าเซี่ยหย่งเอ๋อร์พักอยู่ที่ไหน แต่ ไม่คาดว่าเซี่ยหย่งเอ๋อร์จะมาหาถึงที่โดยไม่ต้องเสียแรงสืบ นั่นเป็น เพราะเซี่ยหย่งเอ๋อร์ได้กลิ่นอันตรายเลยชิงลงมือก่อน!

          เมื่อวานทั้งๆ ที่เธอรออยู่หน้าประตูตำหนักเย็นเพื่อดักพบ ตวนอ๋องก่อนที่เขาจะเริ่มสานสัมพันธ์กับอวี๋หว่านอินได้แล้ว แต่กลับเห็นทั้งคู่แอบส่งสายตาให้กันกลางงานเลี้ยง! ผู้หญิงคนนั้นนั่งตัวอ่อนราวกับไร้กระดูกอยู่ข้างฮ่องเต้ทรราชพร้อมกับใช้สายตาหว่านเสน่ห์ ตวนอ๋อง อวี๋เฟยยังเป็นคนที่มีรูปโฉมงดงามบาดตาสมกับเป็นนางเอกของเรื่องอีกด้วย

          หรือว่าสุดท้ายแล้ว ตวนอ๋องยังคงติดบ่วงเสน่ห์ของ อวี๋หว่านอิน?

          ส่วนเธอ ไม่ว่าอย่างไรก็หนีไม่พ้นบทตัวประกอบที่ต้องตายเหมือนมดปลวกในตอบจบ

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์ไม่เชื่อเรื่องโชคชะตา เธอใช้เวลาระหว่างไปกลับที่ทำงานอ่านนิยายชิงอำนาจในวังหลวงมามาก อ่านมาหลายปีต้องได้ใช้ประโยชน์บ้างสิ!

          เมื่อวานหลังจากกลับถึงตำหนักตน เซี่ยหย่งเอ๋อร์ก็วางแผนร่วมกับพระสนมคนอื่นๆ ที่ตนไว้ใจเพื่อเล่นงานอวี๋หว่านอิน สุดท้ายก็ได้แผนการที่เรียบง่ายแต่ได้ผลมาแผนหนึ่ง วันนี้เธอกับพระสนมหลายคนนัดกันนำของว่างที่ปรุงอย่างประณีตมาเยี่ยมอวี๋หว่านอินที่ตำหนักด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์ “พี่หว่านอินกลายเป็นคนโปรดของฝ่าบาทแล้ว โปรดอย่าลืมพี่น้องคนอื่นๆ ในวังนะเจ้าคะ”

          “...” อวี๋หว่านอิน

          ข้ามมิติมาเหมือนกันแท้ๆ ทำไมเวลาพูดถึงได้สำบัดสำนวนเหลือเกินยะ!

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์เปิดฝาตะกร้าอาหาร อ้างว่าเป็นของว่างที่ตนปรุงเองกับมือ อยากให้อวี๋หว่านอินลองชิม

          “...” อวี๋หว่านอิน

          เธอหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งอย่างลังเล กลัวว่าจะมีพิษ แต่ คิดไปคิดมา... คนที่ถูกโชคชะตาเลือกมาไม่น่าจะใช้ลูกไม้ตื้นๆ ล่ะมั้ง? ถ้าอีกฝ่ายโง่ก็คงไม่มีค่าให้เธอต้องวางแผนเล่นงานด้วยซ้ำ

          เมื่อเซี่ยหย่งเอ๋อร์เห็นอวี๋หว่านอินวางขนมที่ยังไม่ถูกแตะไว้ด้านหนึ่งก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกใดออกมา นอกจากสนทนากับ อวี๋หว่านอินอย่างกระตือรือร้น

          ด้านหลังของทั้งคู่ นางกำนัลที่เซี่ยหย่งเอ๋อร์พามาด้วยขยับตัวออกห่างไปทางมุมกำแพงด้านหนึ่งอย่างเงียบเชียบ

          อวี๋หว่านอินโล่งอก ยังดี! ดูท่าอีกฝ่ายน่าจะมีแผนการล้ำลึกอยู่บ้าง

          เธอไม่สนใจว่านางกำนัลคิดจะทำอะไร รีบปรับทัศนคติที่มีต่อเซี่ยหย่งเอ๋อร์เสียใหม่ “อย่าพูดอย่างนั้นเลย จะเป็นเฟยหรือผินก็ ไม่แตกต่าง น้องหย่งเอ๋อร์... ข้าขอบอกกับเจ้าจากใจจริง ต่อให้วันนี้ ฝ่าบาทยกใครสูงเทียมฟ้า ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้พระองค์ก็สามารถลากลงนรกได้เช่นกัน”

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์ตะลึง นางเอกในนิยายมีบุคลิกอย่างนี้เหรอ?

          พระสนมคนอื่นๆ ที่ติดตามมาด้วยถึงกับสะดุ้ง รีบเข้ามาห้าม อวี๋หว่านอินไม่ให้พูดจาส่งเดช

          อวี๋หว่านอินกล่าว “ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าคงไม่พูดออกไป สตรีอย่างเราๆ อยู่ที่นี่ก็เป็นเหมือนหมากที่รอให้คนมาจับวางเท่านั้น ถ้าไม่ช่วยดูแลกันและกันให้ดี มิเท่ากับยอมให้พวกบุรุษได้ดั่งใจหรือ”

          “...” เซี่ยหย่งเอ๋อร์

          อวี๋หว่านอินพูดจากใจจริง ที่เธอต้องการดึงเซี่ยหย่งเอ๋อร์มาเป็นพวกก็ไม่ได้ทำเพื่อเซี่ยโหวตั้น แต่ทำเพื่อตัวเอง ถ้าเซี่ยหย่งเอ๋อร์ทิ้งความคิดที่จะเล่นงานเธอถึงตาย เธอก็ไม่คิดจะช่วงชิงอำนาจอะไรกับอีกฝ่ายเหมือนกัน ทาสบริษัทอย่างพวกเราสองคนจะชิงดีชิงเด่นกันทำไม มานั่งล้อมวงกินหม้อไฟเฮฮาสนุกสนานไม่ดีกว่าเหรอ?

          การร่วมมือระหว่างเธอกับเซี่ยโหวตั้นนั้นเกิดขึ้นเพราะสถานการณ์บังคับ แต่ในใจลึกๆ เธอยังไม่เชื่อมั่นในตัวเขา ถึงจะจบแบบกินรวบชนะเลิศ เซี่ยโหวตั้นได้ครองบัลลังก์ต่ออย่างมั่นคง ถึง ตอนนั้นถ้าเขาจะปิดปากเธอก็ง่ายนิดเดียว แค่พูดว่า ‘เจ้ารู้มากเกินไป’ เธอก็ม่องเท่งแล้ว!

          ถ้าคิดจะมีชีวิตอยู่เป็นคนสุดท้ายในเกมนี้ อาจไม่ใช่เรื่องง่าย

          มีเพื่อนมากขึ้นเท่ากับมีศัตรูน้อยลง การตีสนิทกับคนที่ถูกเลือกอย่างเซี่ยหย่งเอ๋อร์ก็ไม่ใช่จะไม่ดี

          แต่จะให้อวี๋หว่านอินหงายไพ่บอกให้อีกฝ่ายรู้ความจริงว่าตนเป็นคนที่ข้ามมิติมาเหมือนกันก็ทำไม่ได้ เพราะตามเนื้อเรื่องเดิม เซี่ยหย่งเอ๋อร์ได้คู่กับตวนอ๋อง แถมตอนนี้พวกเขาก็เริ่มคบหากันแล้ว ถ้าเธอบอกเซี่ยหย่งเอ๋อร์ก็เท่ากับบอกตวนอ๋องด้วยอีกคน เขาจะใช้ความลับในมือนี้อย่างไรก็ยากจะคาดเดา

          อวี๋หว่านอินได้แต่ใช้วิธีพูดอ้อมๆ เป็นการสะกิดเตือนทำนองว่า ‘พี่น้องทั้งหลาย อย่าคิดแต่เรื่องรักใคร่เลย ลืมผู้ชายไปซะเถอะ ฉันจะขโมยของหาเงินมาเลี้ยงพวกเธอเอง’

          แต่น่าเสียดาย ความพยายามของอวี๋หว่านอินกลับสูญเปล่า เมื่อเซี่ยหย่งเอ๋อร์เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความร้อนรนกระวนกระวายของอวี๋หว่านอิน จิตใจที่ว้าวุ่นของเธอก็เยือกเย็นลง คนที่อยู่ตรงหน้าเป็นแค่ตัวละครในนิยายจึงไม่มีทางทำสิ่งที่นอกเหนือไปจากที่นิยายได้กำหนดไว้ การที่อีกฝ่ายทำดีกับตนอย่างคาดไม่ถึงนั้น น่าจะเป็นเพราะต้องการหลอกให้ตายใจ

          ยังดีที่ฉันอ่านนิยายเรื่องนี้มาก่อนแล้ว!

          เมื่อนึกถึงถุงหอมที่ตวนอ๋องให้คนนำมามอบให้ตนกลางดึก เซี่ยหย่งเอ๋อร์ก็รู้สึกว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามเนื้อเรื่องเดิม เธอต้อง เด็ดขาดชัดเจน รวบรัดจัดการนางเอกที่อายุสั้นคนนี้ให้เร็วที่สุด

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์ยังคงยิ้มแย้มแต่แววตามีความหงุดหงิดพาดผ่าน เธอมองอวี๋หว่านอินที่พยายามรวบรวมคำพูดเหมือนมองตัวตลก ฉันไม่มีความจำเป็นต้องมาเสียเวลากับคนที่ใกล้ตายเสียหน่อยนี่

          นางกำนัลคนสนิทของเซี่ยหย่งเอ๋อร์ลอบส่งสัญญาณมือ เซี่ยหย่งเอ๋อร์นั่งคุยอยู่อีกครู่หนึ่งจึงขอตัวกลับ

         

            พอออกจากตำหนักพระสนมคนอื่นๆ ก็เข้ามาล้อมเธอ

          “เป็นอย่างไรบ้าง”

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์ตอบ “เรียบร้อย เสื้อผ้าที่อวี๋หว่านอินแขวนไว้ตรงมุมกำแพงเลอะน้ำจากกลีบดอกโบตั๋นม่วง ซ้ำยังเป็นตำแหน่งที่มองไม่ค่อยชัด นางไม่มีทางเห็นก่อนแน่ รอจนนางสวมเสื้อผ้าชุดนี้แล้ว พวกเราก็ลงมือได้” โบตั๋นม่วงเป็นชื่อดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ปลูกอยู่ในสวนโบตั๋น มีอยู่แค่ไม่กี่ต้นเท่านั้น

          สนมคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างกังวล “แค่น้ำจากกลีบดอกไม้ไม่กี่หยด จะสำเร็จหรือ?”

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์หัวเราะ “ฝ่าบาทเป็นคนขี้ระแวง”

          ‘ฉู่ปิน’ ที่เดินตามอยู่ด้านหลังหยุดคิดอย่างไม่มั่นใจก่อนเอ่ยถาม “อวี๋เฟยงดงามบาดตาดูร้ายกาจ แต่เวลาคุยด้วยกลับเป็นคนที่จริงใจคนหนึ่ง”

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์ไม่ได้ต่อบทสนทนาในเรื่องนี้

 

          ซวีเหยาก้าวออกจากห้องทรงพระอักษร รับรู้ได้ถึงหัวใจที่เต้นไม่เป็นระส่ำ

          เขาถูกเรียกเข้าวังหลวงอย่างลับๆ

          ตอนที่มา เขาเตรียมใจว่าคงโชคร้ายมากกว่าโชคดี การที่ฮ่องเต้ทรราชหาตัวเขาพบ แสดงว่าคงรู้ฐานะที่แท้จริงของเขาแล้ว และอาจจะรู้ด้วยว่าเขากำลังหาทางพาบิดาที่ถูกเนรเทศกลับมาอย่างลับๆ

          แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ... การพูดคุย

          เซี่ยโหวตั้นไม่เพียงไม่ฆ่าเขา แต่ยังบอกว่าจะอภัยโทษให้บิดาของเขาด้วย!

          เมื่อนึกถึงคำพูดและท่าทางที่แฝงความนัยของเซี่ยโหวตั้น ซวีเหยาก็ยังไม่อยากจะเชื่อเรื่องที่เพิ่งได้ยินมา ฮ่องเต้ทรราชเล่าว่าตอนนั้นที่เว่ยไท่ฟู่ให้ร้ายบิดาเขาเพราะได้รับคำสั่งจากตวนอ๋อง อีกด้านหนึ่งตวนอ๋องก็แสร้งสวมบทบาทเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้จากโคลนตม ตวนอ๋องเดินอ้อมไปอ้อมมาขนาดนี้เพียงเพื่ออยากได้เขามาเป็นข้ารับใช้ เป็นที่ปรึกษาแค่นั้นเองหรือ?

          ซวีเหยาไม่เชื่อ

          ใครๆ ก็รู้ว่าฮ่องเต้นั้นเหี้ยมโหด ชอบการเข่นฆ่า เป็นคนคุ้มดีคุ้มร้าย

          คนเสียสติยังจะพูดความจริงได้หรือ?

          ซวีเหยาออกจากวังหลวงด้วยความรู้สึกสับสน จากนั้นอีกครู่หนึ่งเซี่ยโหวตั้นก็ก้าวออกจากห้องทรงพระอักษร ยกมือเช็ดหางตาที่แดงระเรื่อ

          เมื่อครู่เขาเล่นละครเข้าถึงบทบาทมากเกินไปหน่อย ตอนที่พูดว่าตัวเองถูกหลอกจนไม่รู้ว่าใครดีหรือร้าย ตอนนั้นเขาถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาสองหยด

          ซวีเหยาทำหน้าเหมือนเห็นผี

          วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส เซี่ยโหวตั้นโบกมือบอกทหาร องครักษ์ว่าไม่ต้องการเกี้ยว

          เขาเดินเท้าไปยังอุทยานหลวงอย่างเรื่อยเฉื่อย

 

            หลังตื่นจากนอนกลางวันแล้วอวี๋หว่านอินก็ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่ใส่สบายๆ

          เธอออกมาเดินเล่นอาบแดดอยู่นอกตำหนัก เดินไปเดินมาก็มาถึงอุทยานหลวงอย่างไม่รู้ตัว ระหว่างที่กำลังมองปลาว่ายน้ำอยู่ในสระ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินอย่างเร่งรีบ มีขันทีน้อยคนหนึ่งวิ่งมาหา ส่งเสียงแหลมเล็กร้องว่า “พระสนม แย่แล้ว!”

          อวี๋หว่านอินถาม “มีอะไร?”

          ขันทีน้อยลนลานเล่า ฟังไม่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอจับคำได้แค่ว่า “ฝ่าบาท”

          เธอจึงชะโงกเข้าไปใกล้เขาอีกนิด ถามว่า “อะไรนะ?”

          เธอเพิ่งชะโงกหน้าไปใกล้ ขันทีน้อยก็อุทานอย่างตกใจ หงายหลังตกลงไปในสระ เขาตะเกียกตะกายอย่างตื่นตระหนก ปากก็ตะโกนว่า “อวี๋เฟย ไว้ชีวิตกระหม่อมด้วย กระหม่อมผิดไปแล้ว”

          “...” อวี๋หว่านอิน

          เธอหันไปมองด้านหลังด้วยความรู้สึกที่ว่า น่าจะมีเรื่องไม่ดีตามมาแน่ๆ

          จริงด้วย เซี่ยโหวตั้นยืนห่างไปอีกประมาณสิบก้าว

          “...” เซี่ยโหวตั้น

          “...” อวี๋หว่านอิน

          เซี่ยโหวตั้นมองแผนการยอดนิยมที่มักใช้ในการชิงอำนาจในวังหลวงเพียงแวบเดียวก็หมุนตัวจากไป

          “...” ขันทีที่ยังอยู่ในสระน้ำ

          เซี่ยโหวตั้นเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ขันทีก็คลานขึ้นมา ตะโกนสุดเสียงว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”

          อันเสียนที่อยู่ข้างๆ ถึงกับตวาด “บังอาจ!”

          ขันทีน้อยไม่สนใจ กลายเป็นคนพูดจาฉะฉานขึ้นทันที “กระหม่อมเพิ่งเห็นอวี๋เฟยเดินกับชายผู้หนึ่ง ดูจากด้านหลังน่าจะเป็นทหารองครักษ์ แต่พอถูกกระหม่อมเห็นเข้าคนผู้นั้นก็รีบหนีไป กระหม่อมปากมากถามพระสนมไปคำหนึ่ง จึงถูกผลักตกน้ำพ่ะย่ะค่ะ...”

          เซี่ยโหวตั้นสั่ง “ลากตัวออกไป”

          องครักษ์ไม่เข้าใจ “ฝ่าบาท ลากใครพ่ะย่ะค่ะ?”

          เซี่ยโหวตั้นชี้ไปที่ขันที

          “...” ขันทีผู้นั้นดิ้นรนสุดชีวิต ยังกล้าตะโกน “ขอเรียนถาม อวี๋เฟยว่าวันนี้ได้มาที่สวนโบตั๋นหรือไม่!”

          อวี๋หว่านอินเห็นเขาแสดงละครอย่างเอาเป็นเอาตาย จึงให้ความร่วมมือด้วยความเห็นใจ “ไม่ได้ไป”

          ขันทีน้อยยังไม่ยอมแพ้ “ถ้าอย่างนั้น เหตุใดชายกระโปรงของพระสนมถึงเปื้อนน้ำจากกลีบดอกโบตั๋นม่วงได้เล่า?”

          เซี่ยโหวตั้นสั่ง “ลากมันออกไป”

          “...” ขันที

          ขันทีที่ถูกลากออกไปไกลยังไม่ยอมแพ้ ตะเบ็งสุดเสียง “ฝ่าบาท ยังมีพยานอีกคนหนึ่ง!”

          เซี่ยโหวตั้นถาม “อยู่ไหน?”

          องครักษ์หยุดมือ

          มีขันทีสูงวัยที่เดินไม่ค่อยมั่นคงก้าวออกมาคุกเข่าตรงหน้า “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมทำความสะอาดอยู่ในสวนโบตั๋น...”

          เซี่ยโหวตั้นตัดบท “ลากออกไปพร้อมกัน”

          “...” ขันทีสูงวัย

          อวี๋หว่านอินที่ยืนดูละครอยู่ข้างๆ ถึงกับมองตาค้าง ถึงจะรู้ว่าเป็นการเล่นละครแต่ก็เล่นนอกบทไปมาก

          อวี๋หว่านอินเห็นขันทีทั้งสองถูกลากออกไปไกลแล้ว แต่ เซี่ยโหวตั้นยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตั้งท่าจะเดินจากไป เธอจึงกระแอมไปทีหนึ่ง

          เซี่ยโหวตั้นชะงัก เหลือบมองเธอ

          รอบด้านมีแต่คนในวังหลวง อวี๋หว่านอินพยายามใช้สายตาสื่อสารแทนการพูด ‘พี่ชาย คุณเล่นนอกบทมากไปแล้ว ถึงฉันจะ ไม่รู้ว่าคนบ้าควรทำตัวยังไง แต่รับรองได้ว่าไม่ใช่แบบนี้แน่’

          เซี่ยโหวตั้นชะงักคล้ายรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง จึงค่อยๆ ก้าวอย่างเนิบช้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าอวี๋หว่านอิน นิ้วมือเย็นเฉียบประหนึ่งอสรพิษไล้ไปที่แก้มนวล น้ำเสียงของเขาเจือความรู้สึกเต็มเปี่ยม “อวี๋เฟย ยอดรัก เจ้าคงไม่ทรยศข้าใช่หรือไม่”

          อวี๋หว่านอินค่อยโล่งอก รีบตอบด้วยน้ำเสียงขลาดกลัว “ความรักที่หม่อมฉันมีต่อฝ่าบาท ฟ้าดินเป็นพยานได้ หากฝ่าบาท ไม่ทรงเชื่อ หม่อมฉัน...”

          “ข้าจะไม่เชื่อเจ้าได้อย่างไร” เซี่ยโหวตั้นลูบใบหน้าอวี๋หว่านอินอย่างหลงใหล “คนที่ข้าไม่เชื่อ ล้วนตายไปหมดแล้ว”

          ผู้คนที่อยู่รอบด้านถึงกับก้มหน้า พยายามให้ตัวเองโปร่งใสไร้ตัวตนให้มากที่สุด

          เซี่ยโหวตั้นกล่าวกลั้วหัวเราะ “คนที่ให้ร้ายเจ้า คิดว่าเจ้าคงพอจะเดาได้สินะ”

          ยังจะเป็นใครไปได้ ก็ยัยเซี่ยหย่งเอ๋อร์นะสิ!

          นี่เป็นโอกาสทองที่จะดึงหญิงสาวที่ถูกสวรรค์คัดเลือกให้มาเป็นพวก อวี๋หว่านอินใช้บทพูดที่ครุ่นคิดมาดีแล้ว “หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ”

          “ไม่รู้จริงหรือ?” เซี่ยโหวตั้นย้อนถามเสียงเข้ม

          อวี๋หว่านอินคลี่ยิ้ม กล่าวอย่างคนใจกว้าง “ฝ่าบาททรงมี พระราชกิจมากมาย อย่าทรงกังวลพระทัยเกี่ยวกับเรื่องเล็กน้อย เหล่านี้เลยเพคะ อีกอย่างหม่อมฉันก็ไม่อยากทำร้ายพี่น้องใน ตำหนักในด้วย ไม่ว่าจะเป็นใคร คิดว่าเมื่อทำไม่สำเร็จนางก็คงจะสำนึกผิดได้ ฝ่าบาทโปรดให้โอกาสนางสักครั้งเถิด”

          คนในวังฟังแล้วถึงกับหนังตากระตุก อยู่ดีๆ นางปีศาจจิ้งจอกพันปีก็อยากจะทำตัวเป็นพระโพธิสัตว์

          คิดจะหลอกใครกัน หา!

          เซี่ยโหวตั้นตะลึงงัน ก่อนจะมีสีหน้าอ่อนลง “เจ้าช่างใจกว้างเสียจริง”

          อา... หลอกได้แล้วคนหนึ่ง!

          คนที่อยู่ตรงนั้นแทบจะหยุดหายใจกันเลยทีเดียว

 

          วันนี้ทั้งวัน ชื่อเสียงของอวี๋หว่านอินลือเลื่องไปทั่วทุกซอกมุมของตำหนักใน

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์ฟังนางกำนัลเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พลันเกิดความสงสัย

          ฮ่องเต้ทรราชเชื่อใจอวี๋หว่านอินขนาดนี้ได้ยังไง?

          ที่แปลกยิ่งกว่า ทำไมอวี๋หว่านอินถึงไม่บอกว่าเป็นฝีมือของเธอล่ะ?

          เพราะว่าฝ่ายนั้นโง่เขลาเกินไปเลยไม่สงสัยเธอใช่หรือเปล่า?

          ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้...

          หรือเพราะไม่มีหลักฐาน จะอาศัยแค่คำพูดมาให้ร้ายคนอื่นก็คงไม่ได้ก็เลยไม่กล้าพูด?

          แต่ด้วยนิสัยของฮ่องเต้ทรราช ถึงไม่มีหลักฐาน เขาก็... อืม... นี่เป็นโอกาสดีที่จะกำจัดฝ่ายตรงข้าม ทำไมอวี๋หว่านอินจึงปล่อยผ่านไปง่ายดายล่ะ?

          เซี่ยหย่งเอ๋อร์คิดถึงคำพูดของอวี๋หว่านอินที่ว่า ‘ช่วยดูแลกัน’ แล้วอดคิดอะไรบางอย่างไม่ได้

          เธอคิดว่าตลกเกินไปแล้ว!

          ในนิยายเรื่อง ‘บูรพาผันราตรีให้คลี่แย้ม’ อวี๋หว่านอินใช้เสน่ห์ล่อหลอกทั้งฮ่องเต้และตวนอ๋อง โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่รู้เรื่องสักนิด สนมนางในคนอื่นๆ กลายเป็นบันไดให้นางเหยียบขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต เธอไม่ควรเชื่อถือคำพูดของคนที่เล่นละครเก่งแม้แต่คำเดียว

 

          ตกกลางคืน การประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งเริ่มต้นขึ้นข้างหม้อไฟอย่างเป็นทางการ

          อวี๋หว่านอินพูดขึ้นคนแรก “สรุปว่าผลของการ ‘ซื้อตัว’ ไม่ ราบรื่นอย่างที่คิด ดูเหมือนเซี่ยหย่งเอ๋อร์จะระแวงฉันมาก คงคิดว่าฉันเป็นตัวละครในนิยาย” เธอถอนใจ “ฉันน่ะไม่กล้าบอกยัยนั่นว่าฉันเป็น คนจริงๆ เหมือนกัน! ขืนทำแบบนั้น เรื่องอาจไปถึงหูตวนอ๋องจน ฝ่ายนั้นสงสัยเราได้...”

          เซี่ยโหวตั้นแย้ง “ไม่ใช่ซะหน่อย”

          อวี๋หว่านอิน “หืม?”

          เซี่ยโหวตั้นอธิบาย “ลองคิดดีๆ สิ คุณน่ะเป็นคนจริงๆ แต่ เซี่ยหย่งเอ๋อร์น่ะไม่ใช่! ลืมไปแล้วเหรอว่าเซี่ยหย่งเอ๋อร์เป็นหนึ่งใน ตัวละครจากเรื่อง ‘ทะลุมิติมาเป็นพระสนมตัวร้าย’ เธอรับบทบาท ‘คนที่ข้ามมิติ’ ซึ่งบทนั่นก็มาจากการแต่งของนักเขียน นิสัยและ ความคิดของเซี่ยหย่งเอ๋อร์จึงถูกกำหนดมาตั้งแต่แรกแล้ว คุณคิดจะเกลี้ยกล่อมให้ตัวละครตัวหนึ่งละทิ้งบทบาทแล้วกลับใจมาเป็นพวก... คงจะยาก”

          อวี๋หว่านอินไม่เคยคิดถึงประเด็นนี้มาก่อน เมื่อเซี่ยโหวตั้นเตือน จึงเพิ่งตระหนักว่าตนทึกทักไปเองว่าเซี่ยหย่งเอ๋อร์เป็นพวกเดียวกัน

          ความจริงไม่ใช่งั้นเหรอ!

          เธอเริ่มท้อแต่ยังแย้งว่า “อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน เราค่อยๆ ดูไป แล้วคุณคุยกับซวีเหยาได้ความว่ายังไงบ้าง?”

          เซี่ยโหวตั้น “ผมบอกเขาว่า ‘ขอเพียงเอ่ยคำเดียว ข้าก็เรียกบิดาเจ้ากลับมาได้แล้ว เจ้าเป็นคนฉลาด ควรรู้ว่าจะใช้สิ่งใดมาแลกเปลี่ยน’ หลังจากคุยจบ ตอนขากลับเขาก็ดูเหมือนคนคิดไม่ตก เรื่องนี้น่าจะมีผลกระทบกับเขาอยู่บ้างเหมือนกัน คงสับสนว่าควรจะเชื่อใครดี”

          “ดี! เราเดินไปในแนวนี้ต่อ ตอนนี้คุณยังไม่มีอำนาจในมืออย่างแท้จริง คุณต้องหาทางเอาตัวรอดจากโอกาสเล็กๆ พวกนี้ด้วยการกวนน้ำให้ขุ่น!” อวี๋หว่านอินช่วยเขาวิเคราะห์ “หลายวันที่ผ่านมาฉันพยายามรื้อฟื้นเนื้อหาในนิยายที่พอจะจำได้ขึ้นมาขบคิด จำได้ว่ากลุ่มขุนนางราชสำนัก... เจ็ดส่วนเป็นคนของไทเฮา อีกสามส่วนเป็นคนของตวนอ๋อง”

          เซี่ยโหวตั้นถาม “แล้วเป็นไปได้ไหมที่ไทเฮาจะช่วยผม?”

          “ฝันหวานไปเถอะ! เธอเป็นแม่เลี้ยง อายุยังน้อยแถมหยิ่งยโส เดิมทีไทเฮาก็ไม่พอใจที่คุณดื้อด้านไม่เชื่อฟังเลยพยายามหนีบตัว ‘รัชทายาทน้อย’ ให้อยู่ใกล้ๆ ในระยะสายตา ความจริงไทเฮาอยากจะข้ามหัวคุณ สถาปนาตัวเองเป็นฮ่องเต้หญิงอย่างบูเช็กเทียนจะตาย แต่เอาเถอะ ถึงเธอจะทำอะไรไปบ้างแต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ ต้องถูก ตวนอ๋องจัดการอยู่ดี...”

          เซี่ยโหวตั้นตะลึง “ใครคือรัชทายาทน้อย?”

          “ลูกชายคุณไง”

          “ผมมีลูกชายด้วยเหรอ?”

          “...” อวี๋หว่านอินตอบ “มีสิ มีอยู่คนหนึ่ง มีตอนคุณอายุสิบห้าได้มั้ง ปีนี้ลูกคุณอายุเจ็ดขวบแล้ว”

          เซี่ยโหวตั้นใช้เวลาประมวลผลประมาณครึ่งนาที ก่อนจะถามว่า “แล้วแม่... ของลูกล่ะ”

          “ตายแล้ว เหมือนจะตายหลังคลอด... ป่วยตายอะไรสักอย่าง”

          เซี่ยโหวตั้นยิ้มเยาะ “ในชีวิตจริง ผมยังไม่แต่งงานด้วยซ้ำ”

          อวี๋หว่านอิน “ไม่เห็นต้องใส่ใจรายละเอียดพวกนี้เลย”

          ไทเฮามีอำนาจในมือมาก อีกทั้งญาติพี่น้องของนางยังกุมอำนาจในราชสำนัก ทำให้ขุนนางทั้งหลายรู้สึกไม่ปลอดภัย ญาติฝั่ง ไทเฮาส่วนใหญ่เป็นพวกกังฉินกินสินบน ปากเก่งดีแต่พูด คอยปั่นหัวฮ่องเต้ไปวันๆ ส่วนขุนนางบู๊แต่ละคนก็พูดไม่เก่ง มักถูกขุนนางบุ๋นฝ่ายไทเฮากดหัวเอาเปรียบ จนกระทั่งตวนอ๋องรู้เรื่องนี้เข้าถึงได้ดึงขุนนางฝ่ายบู๊มาเป็นพวกพ้องของตน

          อวี๋หว่านอินเอ่ยขึ้น “มาลองคิดๆ ดู ตอนนี้มีอยู่ทางเดียวคือยุให้คนพวกนี้ตบตีกันเอง ยังไงเท้าเปล่าก็ไม่กลัวที่จะใส่รองเท้า*อยู่แล้ว ถ้าหาวิธียุแยงให้พวกเขาผิดใจกันได้ พวกเราจะได้จับปลาตอนน้ำขุ่น ส่วนรายละเอียดว่าต้องทำยังไงนั้น...”

          เซี่ยโหวตั้นทำมือเป็นสัญลักษณ์ OK “ผมจะสวมบทบาทไปตามสถานการณ์ก็แล้วกัน”

          การประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งจบลงอย่างสมบูรณ์

          หลังจากกินหม้อไฟอิ่มแล้ว อวี๋หว่านอินก็คิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา “ความจริง ชนวนสำคัญในการโค่นล้มตำแหน่งคุณมาจากเรื่อง ภัยแล้ง”  

          “เมื่อไหร่? ปีหน้าหรือปีโน้น?”

          “ไม่รู้สิ น่าจะอยู่ประมาณสองส่วนสามของเนื้อเรื่อง”

          “...” เซี่ยโหวตั้น

          คนที่อ่านนิยายครั้งละสิบบรรทัดจนทำให้จำรายละเอียดไม่ได้อย่างอวี๋หว่านอินเริ่มรู้สึกว่าต้องหาทางแก้ต่างให้ตัวเอง จึงพยายามนึกถึงเนื้อเรื่องที่พอจะจำได้ “พอมีภัยแล้งเกิดขึ้นท้องพระคลังเลย ว่างเปล่า ชาวบ้านอดอยาก นอกจากจะไม่คิดหาวิธีแก้ไขภัยแล้งคุณยังฟังคำเยินยอของกลุ่มขุนนางกังฉิน วางแผนสร้างตำหนักเทพอะไรก็ไม่รู้เพื่อบูชาสวรรค์ คนที่หิวตายมีมากเลยยกธงก่อกบฏ เกิดจลาจลไปทั่วทุกหย่อมหญ้า... จากนั้นคุณก็ถูกลอบสังหาร”

          เซี่ยโหวตั้นถามขึ้น “คุณจำไม่ได้หรือว่าคนร้ายเป็นใคร เรื่องเกิดขึ้นวันไหนกันแน่”

          อวี๋หว่านอินตอบ “น่าจะช่วงสิบหน้ากระดาษสุดท้าย”

          เซี่ยโหวตั้นยกมือกุมหน้าผาก “คุณช่วยจำเรื่องที่เป็นประโยชน์หน่อยได้ไหม?”

          อวี๋หว่านอินไม่พอใจ “มาพูดกับฉันตอนนี้ก็สายไปแล้ว ยัง ดีกว่าจำไม่ได้เลยหรือเปล่า! สรุปว่าพอคุณถูกคนร้ายลอบสังหาร ตวนอ๋องก็ยกทัพเข้ายึดวังหลวง ส่วนคุณบาดเจ็บสาหัส ร่อแร่ท่าจะ ไม่รอด ขุนนางในราชสำนักจึงอ้างว่าตอนนี้บ้านเมืองตกอยู่ในอันตราย รัชทายาทลูกชายคุณอายุยังน้อยไม่สามารถรับผิดชอบงานใหญ่ เลยเชิญให้ตวนอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้แทน เพราะอย่างนั้นเขาเลยได้ครองบัลลังก์ เข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นฮ่องเต้ที่ชาวบ้านยกย่อง”

          เซี่ยโหวตั้นเข้าใจก็ตอนนี้ “ผมรู้ล่ะ ตอนอ่านนิยายคุณคงชอบตวนอ๋องสินะ”

          อวี๋หว่านอินตอบทันควัน “มุมมอง จำไว้ว่ามุมมองตัดสินจุดยืน!”

          อวี๋หว่านอินยังพยายามสร้างผลงานให้เข้าตา “ฉันคิดว่าเราพอจะหาทางจัดการภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในนิยายได้! เอาอย่างนี้ พวกเราลองไปเฟ้นหาพืชที่ทนแล้ง แล้วสอนให้ชาวบ้านจำนวนมากปลูกมันก็สิ้นเรื่อง”

          เซี่ยโหวตั้นยกนิ้วโป้งชม

          อวี๋หว่านอินเอ่ยต่อ “เรื่องนี้สำคัญมาก เราจะต้องดำเนินการอย่างลับๆ ถ้าให้คนอื่นไปทำฉันก็ไม่ไว้ใจ ฉันจะไปหาข้อมูลที่หอตำราหลวงด้วยตัวเอง!”

          เซี่ยโหวตั้นเห็นด้วย “ผมจะหาข้ออ้างส่งคุณไปที่หอตำราหลวง อืม สั่งให้คุณแต่งตำราดีไหม?”

          อวี๋หว่านอิน “ได้”

          อวี๋หว่านอินแอบดีใจ หอตำราหลวงแห่งนี้ตั้งอยู่สุดเขต พระราชฐาน มีประตูใหญ่สองบาน บานหนึ่งสำหรับคนในวัง อีกบานหนึ่งสำหรับคนนอกวังอย่างเช่นเหล่าขุนนางใหญ่ทั้งหลายที่อาจเข้ามาหยิบยืมตำรา เธอคิดว่าตนอาจต้องหาทางรอดให้ตัวเองด้วย เกิด เซี่ยโหวตั้นสู้ตวนอ๋องไม่ได้ ถูกอีกฝ่ายยกทัพเผด็จศึก เธออาจยังมีทางรอด

          ก็เหมือนกระต่ายที่ต้องขุดรูสำรองเอาไว้สักสามรูนั่นแหละ!

          ขณะที่อวี๋หว่านอินคิดมาถึงตรงนี้ เซี่ยโหวตั้นก็เสริมขึ้นว่า “แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เกิดผมตายปุบปับคุณอาจไปซ่อนตัวในหอตำราหลวง เอาชีวิตรอดไปก่อนได้”

          อวี๋หว่านอินตะลึง มีความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกเกิดขึ้น...

 

          ระหว่างการว่าราชการเช้าของวันรุ่งขึ้น

          ‘แม่ทัพลั่ว’ ผู้บัญชาการกองทัพหลัก นำทัพกลับเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมการว่าราชการเช้าของฮ่องเต้

          แม่ทัพลั่วเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจอาจหาญ กองทัพแคว้นเยี่ยน ที่บุกรุกดินแดนก่อนหน้านี้ถูกเขาโจมตีกลับจนต้องถอยร่นไปถึง สามร้อยลี้ นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นตามจินตนาการ ดังนั้นจึงมีการกำหนดแคว้นเล็กอยู่เรียงรายโดยรอบ

          เซี่ยโหวตั้นนั่งเอนร่างพิงบัลลังก์มังกร มือข้างหนึ่งกดขมับพลางกล่าวชมแม่ทัพลั่วอย่างขอไปที “ต้องขอบใจแม่ทัพลั่วที่ช่วยดูแลเสด็จพี่ของข้า”

          แม่ทัพลั่วตอบ “กระหม่อมมิบังอาจ”

          ตวนอ๋องยืนเยื้องไปด้านหลัง ก้มหน้าอย่างสำรวม ก่อนหน้านี้เขาไปร่วมรบที่ชายแดนมาพักหนึ่งจึงได้มีโอกาสผูกสัมพันธ์กับ เหล่าแม่ทัพนายกองอย่างแน่นแฟ้น พวกเขาร่วมเป็นร่วมตายกันมาเลยไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่จะสนิทสนมกัน แต่ก่อนที่แม่ทัพลั่วจะกลับเมืองหลวง ตวนอ๋องได้กำชับเขาว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าฮ่องเต้จะต้องทำเหมือนไม่สนิทกัน

          เซี่ยโหวตั้นยังคงพูดต่อ “อืม ควรมอบบำเหน็จอะไรดี...”

          “ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล!” เจ้ากรมคลังก้าวออกจากแถว “ก่อนหน้านี้แม่ทัพลั่วยื่นฎีกาขอเสบียงสำหรับกองทัพ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงได้ขอเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนถึงสองส่วน”

          เจ้ากรมคลังผู้นี้เป็นคนของไทเฮา อีกทั้งเป็นคนที่โกงกินเก่งที่สุด กินจนตัวอ้วนกลมไปหมดแล้ว

          “ปีนี้การเก็บเกี่ยวผลผลิตในแต่ละพื้นที่ไม่ดีเท่าที่ควร เสบียงที่เก็บไว้ในคลังหลวงถูกนำไปแจกจ่ายเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านมากกว่าครึ่ง แล้วแม่ทัพลั่วยังจะขอเพิ่ม...”

          ขุนนางฝ่ายไทเฮาทยอยก้าวออกมาตำหนิแม่ทัพลั่วอย่าง ไม่เกรงใจ ส่วนคนของตวนอ๋องมักทำตัวเงียบๆ คอยหยั่งเชิงสถานการณ์มากกว่าที่จะออกมาช่วยแก้ต่างให้แม่ทัพลั่ว

          แม่ทัพลั่วเป็นแม่ทัพที่มากความสามารถ แต่ไม่ใช่คนปากเก่ง ให้เขาไปลับฝีปากกับขุนนางฝ่ายบุ๋นเหล่านี้คงไม่ไหว เวลานี้ใบหน้าเขาแดงก่ำอย่างอดกลั้น ไอสังหารแผ่กระจายออกมาเกือบจะคุมไม่อยู่ ได้แต่จ้องฮ่องเต้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ทองเขม็ง

          เซี่ยโหวตั้นถาม “เสด็จพี่มีความเห็นอย่างไร?”

          “...” ตวนอ๋อง

          ตวนอ๋องคาดไม่ถึงว่าฮ่องเต้ที่ปกติมักตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองวันนี้จะโยนปัญหามาทางเขา หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจึงค่อยตอบ         “ในเมื่อเสบียงไม่พอ และฝ่าบาทก็ยังทรงห่วงใยราษฎร กองทัพหลักก็ควรช่วยแบ่งเบาความกังวลให้ฝ่าบาท”

          เซี่ยโหวตั้นยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น มีแววตาเยาะหยันแฝงอยู่ ดูท่าท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับแม่ทัพที่อยู่กับเขาสักเท่าไร

          ตวนอ๋องคิดหาวิธีให้กองทัพเกิดความเคียดแค้นในตัวฮ่องเต้ ส่วนตัวเขาแอบสะสมเสบียงเอาไว้ ระหว่างนั้นจะได้ส่งไปช่วยเหลือ กองทัพอย่างลับๆ แม้ส่วนที่แบ่งออกไปไม่มากเท่าไร แต่อย่างน้อยก็ได้แสดงท่าทีให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนห่วงใย เขาพยายามคิดหาคำพูดปลอบใจแม่ทัพลั่ว แต่จู่ๆ ก็ได้ยินฮ่องเต้ถามขึ้น

          “ข้าไม่เข้าใจ ทุกปีก็ได้เสบียงอาหารเท่านี้ แล้วทำไมปีนี้ถึงกินกันไม่พอ หรือว่าชีวิตที่ชายแดนมันสุขสบาย ถึงได้กินกันจนอ้วนพี?”

          เจ้ากรมคลังหัวเราะนำเป็นคนแรก มีคนหัวเราะตามจนเสียงก้องไปทั่วท้องพระโรง

          แม่ทัพลั่วอดทนจนถึงขีดสุด “ฝ่าบาท โปรดทรงอนุญาตให้กระหม่อมนำของสิ่งหนึ่งเข้ามาให้ทอดพระเนตรว่าทหารของเรากินอะไรในแต่ละวัน”

          กระสอบป่านสองใบถูกยกเข้ามา อันเสียนล้วงมือเข้าไปคว้านในกระสอบแล้วหยิบของด้านในขึ้นมากำหนึ่งก่อนหมุนตัวส่งให้กับ เซี่ยโหวตั้น

          เป็นเมล็ดข้าวสีเหลืองเหมือนข้าวเก่าที่มีกรวดเม็ดเล็กปนอยู่สามส่วน

          แม่ทัพลั่วรายงาน “นี่ก็คือเสบียงกองทัพที่กรมคลังส่งให้ พวกเรา”

          เจ้ากรมคลังหัวเราะเสียงแหลม “ไปหาข้าวเก่าพวกนี้มาจากไหน ยังจะกล้าพูดกลับดำเป็นขาว หลอกลวงเบื้องสูง ฝ่าบาททรง พระปรีชาแล้วจะทรงเชื่อเจ้าได้อย่างไร!”

          ขุนนางฝ่ายบุ๋นที่รวมหัวกันปั่นหัวฮ่องเต้มานานหลายปีเข้าผสมโรงสนับสนุนเจ้ากรมคลัง ทั่วท้องพระโรงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างเยาะหยัน

          เซี่ยโหวตั้นลุกขึ้นยืน เขาดึงกระบี่ยาวที่ห้อยอยู่ข้างเอวขึ้นมาแล้วก้าวลงบันได ตรงไปยังขุนนางทั้งหลาย

          ฮ่องเต้เสียสติอีกแล้ว!

          ตอนแรกเจ้ากรมคลังยังไม่รู้ตัว แต่พอรับรู้ได้ว่าฮ่องเต้มุ่งตรงมาหาเขารอยยิ้มที่มีก็เลือนหาย

          “ฝ่าบาท!”

          เซี่ยโหวตั้นยกกระบี่แทงออกไป

          เจ้ากรมคลังถอยหลังกรูด หกล้มหงายท้องไปกับพื้น เขารีบคลานหนีพลางร้องตะโกน “ฝ่าบาท!”

          เซี่ยโหวตั้นยังคงตามไปอย่างไม่ลดละ เจ้ากรมคลังอ้อมไปหลบหลังเสาต้นใหญ่ องครักษ์ที่ตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้าเพิ่งตั้งสติได้ รีบรุดเข้ามาช่วยจับตัวเจ้ากรมคลังเอาไว้ คนหนึ่งจับมือ อีกคนจับเท้าให้เขาอยู่นิ่งกับที่ แล้วหันไปมองเซี่ยโหวตั้น

          เซี่ยโหวตั้นหยุดเดิน หอบหายใจแรง ก่อนจะหัวเราะใส่ องครักษ์ “ทำไม จะรอให้ข้าลงมือเองรึ?”

          “...” เหล่าองครักษ์

          องครักษ์จัดการเจ้ากรมคลังด้วยกระบี่เดียว

          ท้องพระโรงเงียบกริบจนแทบได้ยินเสียงเข็มตกลงพื้น

          เซี่ยโหวตั้นเดินโซเซใช้มือกดหน้าผากกลับไปนั่งที่เดิม “เจ้านั่นหัวเราะเสียงดังเกินไป”

          “...” ขุนนางทั้งหลาย

          เซี่ยโหวตั้นชี้ไปที่แม่ทัพลั่ว พลางสั่งการ “เจ้าไปขอเบิกเสบียงกองทัพที่กรมคลัง”

          แม่ทัพลั่วยังไม่ทันดึงสติกลับมา เขานิ่งอยู่นานก่อนคุกเข่า โขกศีรษะ “ขอบพระทัยฝ่าบาท!”

          คนของไทเฮาปรายตามองตวนอ๋องคล้ายไม่ตั้งใจ

          ตวนอ๋องยังคงยืนก้มหน้า สีหน้าดูเป็นกังวลเรื่องความเป็นอยู่ของชาวบ้าน มิได้แสดงอาการผิดปกติใดๆ

           

          ตวนอ๋องรีบเรียกกุนซือเข้ามาปรึกษาเรื่องที่เกิดขึ้น หลังจากกลับตำหนัก

          เขาเริ่มกังวล “จู่ๆ ฮ่องเต้ก็คลุ้มคลั่งขึ้นมา ไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ แต่การตายของเจ้ากรมคลังครั้งนี้ คนของไทเฮาจะต้องหันมาคิดบัญชีกับข้าแน่”

          ซวีเหยากลับพูดว่า “แต่อย่างน้อยกองทัพก็จะได้กินข้าวที่เป็นข้าวจริงๆ กับเขาสักที นับเป็นเรื่องดี”

          ตวนอ๋องมองเขาอย่างแปลกใจ เหมือนจู่ๆ ซวีเหยาก็พูดจา ไร้เดียงสาขึ้นมา “หากทหารในกองทัพได้กินดีอยู่ดี คงไม่มีใครแค้นเคืองฮ่องเต้แล้วกระมัง?”

          ปกติซวีเหยาเป็นคนที่มีสายตากว้างไกล มองทุกอย่างในภาพรวม ไม่สนใจรายละเอียดปลีกย่อย อีกทั้งยังรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณที่เขาช่วยชีวิต จึงไม่เคยรู้สึกว่าแผนการที่เขาทำแต่ละอย่างไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ทว่าบัดนี้ตวนอ๋องกลับรู้สึกเย็นวาบกลางแผ่นหลัง

          แน่นอนว่าคำพูดที่ไม่น่าเชื่อถือของฮ่องเต้ยังดังอยู่ข้างหู ซวีเหยา ‘เป็นคนที่รีบแสดงเมตตาจิต คิดอยากจะรับเจ้ามาเป็นสุนัขเฝ้าบ้านอย่างไรเล่า’ ซวีเหยารับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมาของตวนอ๋อง จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “การกระทำของฮ่องเต้ในวันนี้ดูแล้วแปลกๆ ไม่รู้ว่าเวลานี้สนมคนโปรดของฮ่องเต้จะเป็นอย่างไรแล้วบ้าง”

         

            ในเวลาเดียวกันนั้น เซี่ยโหวตั้นที่กลับมาจากการ ว่าราชการเช้ากำลังคุยเรื่องตวนอ๋องกับอวี๋หว่านอิน

          “คนชั่วยังไงก็ชั่ว ถึงจะข้ามมิติหรือไม่ก็ยังชั่ว” อวี๋หว่านอินเปรย “คนแบบนี้อันตรายสุดๆ ดังนั้นพวกเราต้องทำตัวให้ชั่วยิ่งกว่าเขา!”

          เซี่ยโหวตั้นพึมพำ “คิดว่าตอนนี้ซวีเหยาคงจะหาทางสืบเรื่องในอดีตของครอบครัวเขาที่ผมไปสะกิดทิ้งไว้ เสียดายชะมัด ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่ชี้ไปทางตวนอ๋องได้...”

          อวี๋หว่านอินแย้ง “ไม่มีก็สร้างของปลอมขึ้นมาได้นี่”

          เซี่ยโหวตั้น “เจ๋ง!”

          อวี๋หว่านอินยิ้มเจ้าเล่ห์ ทั้งคู่แปะมือกันอย่างยินดี

          แต่เซี่ยโหวตั้นกลับแย้งขึ้น “แต่เดี๋ยวก่อน... การใส่ร้ายขุนนางตงฉินมักทำอย่างแยบยล โดยมากคนที่ทำจะไม่เหลือหลักฐานทิ้งไว้ให้สืบสาว ถ้าจู่ๆ ซวีเหยาเกิดเจอหลักฐานขึ้นมา มันจะไม่น่าสงสัยมากกว่าเหรอ?”

          อวี๋หว่านอินถาม “ถ้างั้นพวกเราทำอย่างนี้ดีไหม เราบอกเขาว่า ‘เพื่อไม่ให้ตวนอ๋องสงสัยเราจะให้คนไปรับพ่อของเขากลับมาอย่างลับๆ โดยที่ตวนอ๋องไม่รู้’ แต่ระหว่างพาตัวพ่อเขากลับมาก็ค่อยปล่อยข่าวออกไปให้เขาคิดว่าความลับแตก”

          เซี่ยโหวตั้นเสริม “หลังจากนั้นค่อยหาคนมาลอบฆ่าพ่อเขา แล้วโยนความผิดให้ตวนอ๋อง?”

          อวี๋หว่านอินยังพูดต่อ “แล้วให้คนของเราแสร้งทำเป็นเสี่ยงตายเข้าไปช่วยพ่อของเขาจนรอดชีวิต”

          เซี่ยโหวตั้นเห็นดีด้วย “เลิศ!”

          อวี๋หว่านอินยิ้มเจ้าเล่ห์ ตบมือกับเซี่ยโหวตั้นอีกครั้งอย่างพึงพอใจ