ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เหอหลี... กาลเวลาพิสูจน์รัก

ผู้แต่ง Jiu Lu Fei Xiang
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog

"เราไม่ได้เลิกรักกัน แค่ลืมวิธีรักกันในแบบที่เคยเป็น"

บทนำ

เมื่อความรักอมตะ…แต่ความอดทนมีวันหมดอายุ!
นาง…เซียนอารมณ์ร้อน ที่ชอบกินเผ็ด
เขา… ปีศาจเจ้าระเบียบ เกลียดการกินเผ็ด
 
500 ปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ทะเลาะกันตั้งแต่เรื่องงานยันเรื่องกิน
ชีวิตคู่ค่อย ๆ กลายเป็นสนามรบ จากคนเคยรักกลายเป็นคนเคยซัด
ตุบตับ ผัวะผะ จนสุดท้ายถึงกับตัดสินใจหย่า

แต่ “หย่า” ง่ายๆก็ไม่เผ็ดน่ะสิ!
สองสามีภรรยาพากันย้อนเวลากลับไปเมื่อ 500 ปีก่อน
เพื่อร่วมแรงร่วมใจ ตัดวาสนารักไม่ใหั ‘คนโง่สองคน’ โคจรมาเจอกัน

ทว่า...
พวกเขาไม่เพียงต้องรับมือกับ ‘ตัวเองในอดีต’ 
แต่ต้องเผชิญหน้ากับเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความรู้สึกของรักแรก
 

สารบัญ

          หลังจากที่ข้าและเซี่ยจั๋วทะเลาะกันจนทำให้ภูเขาปู้โจวเอียงไปสามส่วน

          ในที่สุด... เจ้าแม่ซีหวังหมู่*ก็ยอมให้พวกเราหย่าขาด!

          “มารดามันเถอะ ข้าทน! ไม่! ไหว! แล้ว!”

          เมื่อสหายรักอย่างเหมิงเหมิงถามข้าว่า ทำไมถึงได้ทะเลาะกับเซี่ยจั๋วรุนแรงขนาดนี้ ข้าตอบกลับไปอย่างไม่คิดจะอดทนอะไรอีก “อาหารจานนั้น จะอย่างไรข้าต้องใส่พริกให้ได้!”

          เหมิงเหมิงมองข้าอย่างงุนงง หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น ปากเล็กๆ เผยอขึ้นน้อยๆ มองข้าด้วยสายตาเหมือนมองคนปัญญาอ่อนหลังจากฟังคำตอบ “หา!” กว่านางจะเค้นเสียงออกมาอย่างสงสัยได้ก็ต้องรออีกพักใหญ่ “แค่นี้เองเรอะ”

          “แค่นี้?!” ข้ายังคงระบายอารมณ์อย่างโกรธจัด “อะไรที่เรียกว่าแค่นี้?! ห้าร้อยปีแล้วนะ ขอแค่อยู่ในสายตาของเซี่ยจั๋ว เขาไม่กินเผ็ด--ข้าเคยได้กินเผ็ดสักคำหนึ่งไหม? เขาไม่ดื่มเหล้า--ข้าเคยได้ดื่มเหล้าสักอึกหรือเปล่า? เป็นอย่างนี้ทุกวัน ของที่กินในจวนจืดชืด มิสู้ไปกินขี้เสียเลยเล่า! ผ่านมาห้าร้อยปีแล้ว! ข้าทนมาตั้งห้าร้อยปี! ข้าอยากกินเผ็ดต่อหน้าเขาสักคำยังทำไม่ได้ แบบนี้ไม่เกินไปหรือไร!”

          เหมิงเหมิงกล่าวอย่างลำบากใจขณะจ้องตอบข้า “พวกเจ้าสำเร็จเป็นเซียนกันไปแล้ว ทำไมยังให้ความสำคัญกับปากท้องอยู่อีกเล่า... อีกอย่าง ถ้าเจ้าอยากจริงๆ ก็แอบกินไปสิ...”

          ข้าปรายตามองเหมิงเหมิง แล้วย้อนถาม “เซี่ยจั๋วหรือเซี่ยเสวียนชิงผู้นั้นเป็นใคร เจ้าลืมแล้วหรือ?”

          เหมิงเหมิงเงียบไปทันที

          ถ้าจะพูดให้ถูก คนแซ่เซี่ย—นามเสวียนชิง—นามรองว่าจั๋วผู้นี้ ไม่ใช่มนุษย์แล้วก็ไม่ใช่เซียน แต่เป็นปีศาจ

          เป็นปีศาจเก่งกาจที่อยู่นอกด่านทางทิศเหนืออันรกร้างห่างไกลในตำนาน

          รูปร่างที่แท้จริงของเขาเป็นเช่นไร แม้แต่ข้าที่แต่งงานกับเขามาห้าร้อยปีก็ยังไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่ชัดแจ้งก็คือตอนที่ข้าอยากจะแต่งกับเขา บรรดาเซียนที่อยู่บนภูเขาคุนหลุนต่างไม่เห็นด้วย

          แต่ละคนพอเห็นข้าจะเข้ามาถามคำหนึ่งว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาเป็นใคร?”

          ข้าไม่รู้ ใครจะรู้! บนเขาคุนหลุนก็ไม่มีผู้ใดรู้!

          ทุกคนรู้แต่ว่าเขาอันตราย พลังปีศาจและความลึกลับของเขามีมากเสียจนเจ้าแม่ซีหวังหมู่ยังไม่กล้าแตะ

          แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้ว!

          “เขาเป็นผู้คุมเรือนจำ! เป็นปีศาจร้าย! เป็นนักเชิดหุ่น!”

          “ตอนนี้ข้าเป็นนักโทษของเขา! เป็นหุ่นเชิดตัวหนึ่ง!” ความอึดอัดคับใจมีอยู่มากเสียจนข้าต้องหาทางระบาย “หลายปีมานี้ ถึงข้าจะแอบดื่มเหล้าตอนที่เขาไม่อยู่ แต่หลังจากนั้นสามวันห้าวัน พอเขากลับมา แค่อยู่นอกประตูเขาก็ยังได้กลิ่น! จมูกไวเสียยิ่งกว่าเจ้าเห่าฟ้าเซี่ยวเทียนเฉวี่ยน**! พอเขาจับได้ ข้าก็ถูกอบรมสั่งสอนไม่หยุด ข้าเป็นถึงซ่างเซียนนะ จะให้เอาหน้าไปไว้ไหน!”

          เหมิงเหมิงได้แต่มองหน้าตาค้าง ไม่กล้าพูดอะไร

          “ถ้าเป็นเรื่องกินอย่างเดียวก็ยังพอว่า ขอแค่เขาอยู่บ้าน ไม่ว่าข้าจะแต่งตัวอย่างไร ไปที่ไหน ไปเจอใคร จะต้องรอให้เขาพยักหน้าก่อน แต่งงานกันมาร้อยสองร้อยปีก็ยังพอทน แต่นี่ห้าร้อยปีแล้ว! ก็ยังเป็นแบบนี้! ถ้าภายภาคหน้าจะอยู่ด้วยกันอีกพันอีกหมื่นปี ข้ายังต้องใช้ชีวิตเช่นนี้ตลอดไปหรือไม่!”

          เหมิงเหมิงเห็นด้วย “แบบนี้ก็ไม่ไหว...”

          “ที่แย่ไปกว่านั้น ตอนที่ข้าไปตรวจความเรียบร้อยในค่ายทหาร ทุกสามวันห้าวันเขาต้องไปสอดส่องข้าหนหนึ่ง แค่เดือนก่อน ระหว่างที่ข้าฝึกทหารในค่าย ทดสอบฝีมือกับทหารใหม่ไม่กี่กระบวนท่า... ก็แค่ไม่กี่กระบวนท่า! แต่พอถูกเขาเห็นเข้า เขาดันกรากเข้ามาซัดทหารใหม่เสียจนฟันเกือบหลุด แล้วยังจะพูดเสียสวยหรูว่า มาช่วยข้าฝึกทหาร... ข้าถูกเหล่าทหารเก่าประชดประชันไม่พอ พวกทหารใหม่เห็นข้าก็พากันหนีกระเจิง แล้วแบบนี้จะให้ข้าทำงานอย่างไร”

          ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห “เขาเป็นคนที่ชอบควบคุมคนอื่น! ข้าต้องหย่าให้ได้! ต้องหย่าให้ได้!”

          ข้าเพิ่งพูดจบ เหมิงเหมิงที่กำลังกินผลไม้อยู่ก็หันมองไปด้านหลัง พลันอ้าปากค้าง ผลไม้ที่ถืออยู่ในมือหล่นลงพื้น

          ข้าหันไปมองตาม

          เซี่ยจั๋ว... ตัวเอกในเรื่องที่ข้าเล่ายืนอยู่ข้างหลัง เขาสวมเครื่องแต่งกายสีดำล้วนอย่างเช่นทุกครั้ง แววตาเย็นชาที่ดุดันและน่ากลัวของเขาพุ่งมายังข้าราวกับปลายมีดแหลมคม

          “ฝูจิ่วเซี่ย” เขาเรียกชื่อแซ่ข้าเต็มยศ

          ข้าพยายามทำตัวให้เยือกเย็น ต้านรับคลื่นความเย็นชาที่รุนแรงระลอกนั้น

          “หืม?”

          “ไปตำหนักเยว่เหล่า” เขาพูดสองคำหลังอย่างเนิบช้า “ไปหย่า”    

          เฮอะ ก็รอคำนี้อยู่เหมือนกันแหละน่า!

         

            ระหว่างทางไปตำหนักเยว่เหล่า พวกเราไม่มีใครพูดอะไรเลยสักคำ

          มาถึง... เยว่เหล่าก็ไม่รู้ไปซ่อนตัวอยู่ไหน ส่งเด็กรับใช้ที่ตัวสั่นงันงกด้วยความตกใจเหมือนนกกระทาตัวน้อยออกมารับหน้าคนหนึ่ง เด็กรับใช้ประคองถาดที่มีกรรไกรสีเขียววางอยู่เล่มหนึ่งด้วย

          “นี่... นี่คือกรรไกรเขียวตัดวาสนารัก ตัดไปแล้ว ก็จะต่อใหม่ไม่ได้อีก ท่านเซียนทั้งสอง... จะลอง... ลองคิดดูดีๆ อีกรอบหรือไม่”

          ข้าก้าวยาวๆ ไปหาเด็กน้อย หยิบกรรไกรเขียวขึ้นมา

          ทันทีที่ข้าหยิบกรรไกรเล่มนี้ ด้ายแดงที่ผูกข้อมือก็ปรากฏให้เห็นอย่างช้าๆ

          ข้าหันกลับไปมองเซี่ยจั๋ว เขากำลังมองมาทางข้าเช่นกัน ดวงตาดำสนิทยังคงดูสงบนิ่ง แต่ก็ดูคล้ายหม่นแสงลงจากปกติหลายส่วน เงาของข้าที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นคล้ายสั่นไหวน้อยๆ

          ต้นคะนึงหาที่สูงตระหง่านส่งเสียงดังซ่าๆ จากแรงลมที่พัดมาวูบหนึ่ง ด้ายแดงที่ผูกข้อมือของพวกเราสองคนส่ายไปมาตามแรงลม

          ห้าร้อยปีก่อน ณ ที่แห่งนี้ เป็นสถานที่ที่พวกเราสองคนกรีดฝ่ามือ สิบนิ้วสอดประสาน ส่งเลือดในตัวของพวกเราผสานกัน กลายเป็นด้ายแดงแห่งวาสนารักที่เชื่อมโยงชีวิตของพวกเราทั้งคู่เอาไว้ที่ข้อมือ เป็นการประกาศว่า ต่อไปหลังจากนี้ พวกเราจะอยู่เคียงข้างกันชั่วนิรันดร์ ไม่แยกจาก...

          มาบัดนี้...

          ข้าเงยหน้ามองเซี่ยจั๋ว ริมฝีปากขยับ สุดท้ายก็เปล่งคำพูดออกมาว่า “อาหารจานนั้น ข้าจะใส่พริก”

          “ห้ามกินพริก” เขาสวนกลับทันควัน

          ข้าเม้มปาก สะกดไฟโทสะอันคุ้นเคยที่กำลังผุดขึ้นมากลางใจ

          “เจ้าสั่งข้าไม่ได้แล้ว”

          ฉับ! ข้าใช้กรรไกรตัดด้ายแดงที่ผูกข้อมือของพวกเราสองคนขาดออกจากกันอย่างไม่เปลืองแรง

          ลมพัดวูบหนึ่ง

          ด้ายแดงที่ผูกติดข้อมือมานานกว่าห้าร้อยปีพลันหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

          เซี่ยจั๋วหลุบตา มองข้อมือข้า

          เขาเป็นคนหน้าตาหล่อเหลาเย็นชา ขนตาที่อยู่เหนือดวงตาคู่นั้นหนาเป็นแพ เมื่อกระทบถูกแสงแดด จึงเกิดเงาดำรูปสามเหลี่ยมใต้ดวงตา ส่งให้ใบหน้าของเขาดูซีดขาวกว่าปกติ อีกทั้งยังสะท้อนถึงความรู้สึกที่โดดเดี่ยวและว่างเปล่า

          เขาย่อมอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว

          แต่งงานกันมาห้าร้อยปี สิ่งที่ข้าได้ยินจากปากของเขามากที่สุดก็คือ ห้ามทำนั่น ห้ามทำนี่ เขาแทบจะควบคุมการใช้ชีวิตของข้าไปหมดเสียทุกด้าน ตัวเขาเองก็มีระเบียบวินัยที่ตั้งขึ้นมาอย่างไม่สนใจผู้ใด การที่ข้าตัดด้ายแดงอย่างไม่ลังเล คิดไปคิดมา คงทำให้ระเบียบที่เขาวางไว้ยุ่งเหยิงไปไม่น้อย เขาน่าจะไม่พอใจอย่างมาก

          แต่ว่านะ... เหมือนที่ข้าพูดกับเขาประโยคสุดท้าย

          เขาจะมายุ่งกับข้าไม่ได้ ส่วนข้าก็ยุ่งกับเขาไม่ได้อีกต่อไป

          หลังจากนี้พวกเราต่างคนต่างเดิน ต่างคนต่างใช้ชีวิต อารมณ์ของเขาไม่เกี่ยวอะไรกับข้า ข้าเองก็ไม่ต้องไปรองรับอารมณ์ของเขาอีกแล้ว!

          ข้าวางกรรไกรคืนไว้บนถาดที่เด็กรับใช้ถืออยู่แล้วสะบัดหน้าเดินจากไป ไม่แม้แต่จะเหลือบมองเซี่ยจั๋วเลยสักนิด

 

            จวนของพวกเราทั้งคู่ สักพักคงมีคนไปจัดการเก็บกวาด

          เซี่ยจั๋วจะไปจากคุนหลุนหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า ส่วนข้าตัดสินใจจะย้ายออกจากที่อยู่เดิมของพวกเรา ก่อนที่บ้านใหม่จะตกแต่งเรียบร้อย ข้าจะไปพักอยู่ที่บ้านของเหมิงเหมิง

          ตกกลางคืน ข้าคิดจะนอนเตียงเดียวกับเหมิงเหมิง แต่เหมิงเหมิงยังกลัวอยู่เลย “ไม่ไม่ไม่ เจ้าลืมแล้วหรือว่าก่อนหน้านี้ที่พวกเราออกไปเที่ยวด้วยกัน แล้วเจ้านอนกระโจมเดียวกับข้า พอเซี่ยจั๋วรู้เข้า เขามาต่อว่าข้าอยู่ตั้งนาน ให้ข้ากางกระโจมให้เจ้านอนคนเดียวเท่านั้น... ข้ากลัว...”

          ดูสิ! เซี่ยจั๋วผู้นี้สร้างเงาดำในใจให้กับสหายของข้าอย่างไรบ้าง! เหมิงเหมิงเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ต้องทำขนาดนี้เชียวหรือ!

          “ข้าหย่ากับเขาแล้ว เจ้ายังจะกลัวอะไร” ข้ายืดตัวตรงอย่างมุ่งมั่น “นอน! นอนเตียงเดียวกัน!”

          “อ้อ...” นางเกาศีรษะ “ลืมไปเลย” เหมิงเหมิงนอนลงข้างกายก่อนถามอย่างอยากรู้ “จิ่วเซี่ย หลังจากหย่าแล้วรู้สึกแปลกหรือไม่”

          ข้าเบ้ปาก “เจ้าหมายถึง มีอิสระเสียจนรู้สึกแปลกใช่หรือไม่?”

          เหมิงเหมิงอ้าปากหาว “ห้าร้อยปีก่อน เซียนบนเขาคุนหลุนต่างก็ไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของพวกเจ้า แต่เจ้าจะเป็นจะตาย ทำเรื่องที่ทุกคนเห็นว่าไม่ถูกต้อง จะอยู่กับเขาให้ได้... ข้ายังคิดว่า หรือนี่จะเป็นชะตาลิขิตที่คนอื่นเขาพูดกัน? คิดไม่ถึง... วาสนารักที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งนักหนา สุดท้ายก็ยังเปลี่ยนแปลงได้...”

          เหมิงเหมิงว่าแล้วก็หลับไป

          ข้าลืมตานอนอยู่บนเตียง ในหัวมีแต่ถ้อยคำประโยคสุดท้ายของนางดังวนไปมา

          วาสนารักที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งนักหนา สุดท้ายก็ยังเปลี่ยนแปลงได้

          ไม่ใช่ความชั่วร้ายที่เปลี่ยนเรา ไม่ใช่ความแค้นอันลึกล้ำอะไรทั้งนั้น แต่เป็นเพียงนิสัยไม่ดีเล็กน้อยของอีกฝ่ายที่พวกเรามองไม่เห็นในขณะที่ความรักยังหวาน เป็นเศษผงเล็กๆ ที่ถูกกาลเวลาหมักบ่มให้ขยายกลายเป็นความขัดแย้งที่ชัดเจนจนไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป

          กาลเวลาเป็นคนฆ่าข้า ฆ่าเขา และฆ่าทุกอย่างบนโลกใบนี้

          เพียงแค่วาสนารักอันน้อยนิด มีหรือจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของกาลเวลา?

          กว่าข้าจะนอนหลับได้ก็ใช้เวลานานกว่าปกติ ข้าไม่อยากไปนั่งคิดถึงสาเหตุ แต่ข้านอนหลับไปได้ไม่นาน ก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะแผ่นดินไหวรุนแรง

          แย่แล้ว มีไอปีศาจ




____________________

* เจ้าแม่ซีหวังหมู่ 西王母 เป็นเทพเจ้าในตำนานเทพโบราณที่ดูแลเกี่ยวกับยาอายุวัฒนะและคนที่ทำผิดในสวรรค์ และยังเป็นเทพเจ้าสูงสุดของลัทธิเต๋า มีเทพธิดาในปกครองสามพันนาง พำนักอยู่บน
ยอดเขาคุนหลุน

** สุนัขสวรรค์

          ข้าสะดุ้งตื่น

          เหมิงเหมิงที่นอนอยู่ข้างๆ ขยี้ตาถาม “มีอะไร?”

          เหมิงเหมิงเป็นเพียงเซียนน้อยที่ปลูกต้นไม้ดอกไม้เก่งเท่านั้น จะให้นางออกไปไม่ได้ ข้าปลอบนางว่า “เจ้านอนเถอะ ข้าไปดูเอง”

          พอพูดออกไปแล้วข้าก็คุ้นหู นึกดีๆ ก็จำได้ว่า แท้จริงแล้วนี่เป็นคำติดปากที่เซี่ยจั๋วมักพูดกับข้าประจำ

          ไม่มีเวลาคิดให้มากกว่านี้ ข้าผลักประตูออกไป เห็นยอดเขาคุนหลุนที่สูงเสียดฟ้ายามนี้มีหลุมดำขนาดใหญ่ จนดวงจันทร์ดวงดาวที่อยู่บนฟากฟ้าเหมือนถูกหลุมดำที่ว่านั้นฉุดกระชากเข้าไป กลืนกินทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว

          เกิดอะไรขึ้น?

          ข้ามองอย่างตกตะลึง เหนือศีรษะมีเซียนเหาะผ่าน ยังมีเสียงพูดคุยกันอย่างตกใจดังมาจากไหนไม่รู้ว่า “เซี่ยเสวียนชิงแตะต้องขวานผานกู่! ไปขัดขวางเขาเดี๋ยวนี้!”

          ข้ายืนนิ่งด้วยความตกใจ

          ขวานผานกู่*มีพลังเปิดโลกผ่าสวรรค์ มันถูกเก็บไว้บนยอดที่สูงที่สุดของเขาคุนหลุน เป็นสิ่งที่ปกป้องภูเขาคุนหลุนให้สุขสงบมานานนับพันนับหมื่นปี ไม่ว่าจะเป็นภูตผีหรืออสุรกาย**ก็ไม่อาจกล้ำกรายเข้ามา

          เซี่ยจั๋วเป็นบ้าไปแล้ว ปีศาจอย่างเขาจะแตะต้องขวานผานกู่ไปทำไม?! เขาไม่กลัวพลังของขวานผานกู่จะทำให้เขาต้องหลั่งเลือดเจ็ดทวารหรอกหรือ?

          ข้าบังเกิดความร้อนใจ สะบัดแขนเสื้อ เหาะตามเซียนทั้งหลายไปยังยอดเขาคุนหลุนอย่างรีบร้อน

          ห่างจากยอดเขานับสิบลี้*** ข้าเห็นบรรดาเซียนถูกปราการขวางอยู่ด้านนอก

          บรรดาเซียนล้วนแต่ใช้ของวิเศษประจำตัว รวมไปถึงร่ายอาคมใส่ปราการที่ขวางอยู่เบื้องหน้า แต่ผลที่ได้ก็เหมือนตีไปบนนุ่นที่ดูดซับพลังและของวิเศษเข้าไป

          ข้าเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน นี่เป็นเขตอาคมของเซี่ยจั๋ว ยิ่งมีคนโจมตีมากเท่าไร เขตอาคมของเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น

          “ยั้งมือก่อน!” ข้าตะโกนห้ามทุกคน พวกเขาหันมามองด้วยความแปลกใจเพียงชั่วขณะ จากนั้นก็ตามมาด้วยสารพันคำถามและเสียงก่นด่าใส่ข้า

          มีทั้งที่ถามว่า เซี่ยเสวียนชิงบ้าไปแล้วหรือ!

          ใครให้เจ้าหย่ากับเขา?

          ถ้ารู้อย่างนี้แต่แรกไม่ควรให้พวกเจ้าแต่งงานกัน... เป็นต้น

          เสียงเอะอะโวยวาย เสียงตะโกนด่าทอดังลั่นจนข้าปวดหัว

          ข้าไม่มีเวลาอธิบายให้เซียนเหล่านี้ฟัง แต่เมื่อย้อนคิดไปถึงอดีต ก็พอจะนึกถึงวิธีทำลายเขตอาคมขึ้นมาได้บ้าง

          ข้าลองใช้วิธีที่เซี่ยเสวียนชิงเคยสอน แต่พอฝ่ามือข้าแตะถูกเขตอาคม ทันใดนั้นก็เกิดช่องโหว่ขึ้น

          ข้าตะลึง หรือว่าเซี่ยจั๋วต้องการให้ข้าเข้าไป?

          เซียนที่อยู่ข้างๆ มีสีหน้าร้อนใจ ทำท่าจะมุดเข้าไป แต่เขาเพิ่งค้อมตัวเดินเข้าไปได้เพียงเล็กน้อย ช่องโหว่ก็ปิดเข้าหากัน หนีบเขาอยู่ตรงกลาง จะเข้าก็ไม่ได้ จะออกก็ดิ้นไม่หลุด

          ข้าแตะเขตอาคมอีกด้านหนึ่ง ปรากฏว่ามีช่องโหว่เกิดขึ้นอีกช่องหนึ่ง

          ข้ามุดเข้าไป เพิ่งจะเข้ามาในเขตอาคมช่องโหว่ด้านหลังก็ปิดเข้าหากันทันที

          ข้าเหลือบตาขึ้นมอง ยอดเขาคุนหลุนมีแต่ความมืดมิดราวกับจมอยู่ในน้ำหมึก

          “เซี่ยจั๋ว!” ข้าตะโกนเรียกเขา มีแสงสว่างแวบขึ้นมา ข้าเดินผ่านหมอกดำไปตามแสงสว่าง เดินผ่านหมอกดำอย่างสะเปะสะปะ จนข้าชนเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็น

          มีลมพัดผ่านกำแพง เซี่ยจั๋วนั่งอยู่บนพื้นที่อยู่หลังกำแพงด้วยชุดสีดำสนิททั้งชุด เขายังถือของสิ่งหนึ่งในมือราวกับถือของเล่น สิ่งนั้นก็คือของวิเศษแห่งภูเขาคุนหลุน... ขวานผานกู่

          เท่าที่ข้ารู้มา บนภูเขาคุนหลุน... คนที่สามารถแตะต้องขวานผานกู่ได้มีเพียงผู้เดียวก็คือเจ้าแม่ซีหวังหมู่...

          ข้ารับรู้ถึงเหงื่อกาฬที่หลั่งไหลไปทั่วร่าง

          เซี่ยจั๋วแข็งแกร่งมาก ข้าไม่เคยรู้ว่าเขาจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้

          เรื่องนี้ทำให้ข้าอดคิดถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่ได้ มีหลายครั้งที่ข้าทนไม่ไหว ลงไม้ลงมือกับเขา ข้าคิดว่าต่างฝ่ายต่างตบตีกัน ข้าไม่คิดว่านั่นคือความวู่วาม เป็นสิ่งที่ตนเองล่วงเกินเขา มาตอนนี้ข้าค่อยนึกขึ้นได้ว่าแท้จริงแล้ว ข้าเคยเดินวนเวียนอยู่ใกล้เขตแดนแห่งความตาย วนเวียนไปมาอย่างเป็นอิสระอยู่หลายครั้ง

          “คิดจะทำอะไร” ข้าสะกดความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นมาก่อน ตวาดใส่เขา “รีบวางขวานผานกู่ลง เรื่องระหว่างเรา พวกเราควรจัดการกันเอง ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน”

          ของสิ่งนี้แค่ยกขึ้นโบกเบาๆ ก็สามารถฟันภูเขาคุนหลุนให้ขาดออกเป็นสองส่วนได้!

          “ฝูจิ่วเซี่ย” เขายังคงจับขวานผานกู่เล่น “เจ้าสั่งอะไรข้าไม่ได้แล้ว” เขาว่าแล้วก็เงยหน้ามองข้าแวบหนึ่ง ดวงตาคู่นั้นดูมืดมิดราวกับหลุมดำที่สามารถกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างเงียบงัน

          เขาชูขวานขึ้น ฟันลงไปทีหนึ่ง

          ข้าร้องอย่างตกใจ เห็นช่องว่างเกิดขึ้นกลางท้องฟ้า มองเหมือนประตูที่ดูดก้อนหินที่อยู่บนยอดเขาคุนหลุนเข้าไป

          เสื้อผ้าและเส้นผมของข้ากับเซี่ยจั๋วสะบัดไหวอย่างแรงอยู่ท่ามกลางสายลม

          “เซี่ยจั๋ว! เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”

          “ข้าจะกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเอง” เขาพูดเสียงแข็ง ลุกขึ้นจากพื้นดิน “รอข้ากลับมา ถึงตอนนั้นข้าก็สามารถฆ่าเจ้าได้แล้ว”

          ข้าตะลึงงัน! นี่เขาพูดอะไรของเขา! พวกเราแค่หย่ากันเท่านั้นเอง ถึงกับต้องฆ่าแกงกันเชียวหรือ?

          จู่ๆ ข้ารู้สึกว่าห้าร้อยปีที่ผ่านมาข้าคงแต่งงานอย่างหลอกๆ กระมัง!

          เซี่ยจั๋วคนนี้เป็นใครกันแน่! ทำไมเหมือนข้าไม่เคยรู้จักเขามาก่อน!

          ช่องโหว่กลางท้องฟ้าเริ่มดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างรุนแรงขึ้น ร่างของเซี่ยจั๋วลอยไปยังช่องโหว่สีดำ มือของเขายังถือขวานผานกู่เอาไว้ ขวานผานกู่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของภูเขาคุนหลุน ข้าคิดว่าจะให้บุญคุณความแค้นระหว่างตนกับเซี่ยจั๋วมาสร้างความเดือดร้อนให้ชาวคุนหลุนต้องสูญเสียขวานผานกู่ไปไม่ได้

          ข้าตัดสินใจ กัดฟัน พุ่งตัวทะยานขึ้นกลางอากาศ

          เซี่ยจั๋วหรี่ตามองมา เขายกมือขึ้นข้างหนึ่ง งอนิ้วเข้าหากันเล็กน้อย มีสายลมรุนแรงพุ่งเข้ามาพร้อมกับเศษหินนับไม่ถ้วน ข้ารับรู้ได้ว่าเขาไม่ต้องการสังหารเพียงต้องการยับยั้งข้าเท่านั้น แต่ว่าข้า...

          “จะฆ่าจะแกงก็เอาไว้พูดกันทีหลัง ตอนนี้เจ้าจะเอาขวานผานกู่ไปไม่ได้!” ข้าสะกดความเดือดดาลที่มีอยู่ ตรงไปหาเขาโดยที่ไม่สนใจพายุหินที่พุ่งเข้าใส่นับไม่ถ้วน

          เซี่ยจั๋วนิ่วหน้า คล้ายกับคิดไม่ถึงว่าข้าจะตัดสินใจเช่นนี้

          ขณะที่เขายกมือขึ้นอีกครั้ง ข้าก็เหาะมาอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว ข้ายื่นมือออกไป คิดจะแย่งขวานผานกู่

          ในตอนนี้เองที่ข้ารู้สึกถึงความเย็นวาบที่สันหลัง มีไอดำลอยออกจากช่องโหว่ดึงตัวข้าเอาไว้

          หัวคิ้วของเซี่ยจั๋วขมวดกันแน่น “ปล่อย!”

          “ไม่! เอาขวานไปไว้ที่เดิมซะ!”

          เซี่ยจั๋วตวาดเสียงต่ำ “ปล่อยมือ!” เขายังพูดไม่ทันจบ ข้าพลันรู้สึกเบื้องหน้าดำมืด ราวกับถูกไอดำพันรอบศีรษะ เสียงลมแรงที่พัดอื้ออึงอยู่ข้างหูเงียบหาย ข้าจมเข้าสู่ความเงียบงันอันมืดมิด

          เซี่ยจั๋วหายไปแล้ว ยอดเขาคุนหลุนก็หายไป

          “เซี่ย...” ข้าเพิ่งอ้าปาก พลันรู้สึกถึงความเจ็บปวดรุนแรงจากภายในร่าง คล้ายมีมือนับไม่ถ้วนมารุมดึงทึ้ง ลากข้าให้ตกลงไปในหลุมดำที่ลึกอย่างไร้ขอบเขต

          เหมือนต้องการฉุดดึงข้าให้ตกลงจากยอดเขาคุนหลุนไปสู่นรกขุมที่สิบแปด!

         

            ข้าหายใจเข้าเต็มแรง อากาศหนาวเยือกแทรกเข้าทรวงอกทำให้รู้สึกตัว จึงลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว

          สิ่งที่เข้าสู่สายตาก็คือท้องฟ้าที่ไร้เดือนดาว ไร้เมฆหมอก

          ตอนนั้นเองเหมือนมีดาวตกพุ่งลงมาสองสามดวง

          ความเงียบสงบที่อยู่รอบตัว ทำให้รู้สึกว่าความเจ็บปวดและสับสนที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นั้นเป็นเพียงภาพฝัน

          ต้องฝันไปแน่ ข้าปลอบตัวเอง ปีศาจอย่างเซี่ยจั๋ว มีหรือจะจับขวานผานกู่ได้ แล้วเขายังบอกว่าจะฆ่าข้าอีกแน่ะ ว่ากันว่าเป็นผัวเมียกันวันเดียวจะผูกพันกันไปร้อยวัน นี่พวกเราแต่งงานกันมาห้าร้อยปี แค่หย่าขาด ไม่ถึงกับต้องฆ่าแกงกันเสียหน่อย ข้ายังไม่ทันได้นึกต่อก็หันหน้าไปเห็นคนใส่เสื้อดำนั่งอยู่ข้างกาย

          เซี่ยจั๋ว... อดีตสามี ตอนนี้รอบตัวเขามีแต่ความเย็นยะเยือก แววตามีไอสังหารซ่อนอยู่ ในมือเขายังถือขวานเก่าๆ อยู่เล่มหนึ่ง ท่าทางเหมือนจอมมารร้ายนอกด่านในตำนานที่เล่าลือกัน

          ข้าถึงกับหายใจสะดุด ดีดตัวขึ้นนั่ง ใช้ก้นถัดกับพื้น ถอยหลังไปหลายช่วงตัว ก่อนจะมองเขาด้วยความหวาดระแวง

          เขาไม่แสดงสีหน้าใดๆ นอกจากพินิจดูข้าอยู่ครู่หนึ่งแล้วก้มหน้าลงน้อยๆ พูดเบาๆ คล้ายพึมพำกับตัวเองว่า “นึกว่าเจ้าจะตายไปแบบนี้เสียอีก”

          หมายความว่าอย่างไร?

          เป็นเพราะห่วงว่าข้าหมดสตินานเกินไปหรือว่าเสียดายที่ข้ายังไม่ตาย?

          ข้าไม่กล้าถาม หลังจากหย่ากันแล้ว ข้าเดาอารมณ์ของเซี่ยจั๋วไม่ถูกเลยจริงๆ

          ก่อนหน้านี้ถึงเขาจะเย็นชาไปสักหน่อย พูดน้อยไปบ้าง เคร่งกฎระเบียบมากไปสักนิด แต่อย่างน้อยข้าก็ยังพอรับรู้ถึงอารมณ์เขาได้ รู้ว่าเขาดีใจ เสียใจ ไม่พอใจ ใกล้จะระเบิดอารมณ์ หรือต้องการให้ง้องอน ข้ารับรู้ได้อย่างง่ายดาย

          แต่ว่าตอนนี้

          ดูเหมือนเขาจะปิดประตูสื่อสารระหว่างตนกับโลกภายนอกที่เดิมทีก็เปิดแง้มเพียงน้อยนิดนั่นไปเสียแล้ว ปิดประตูยังไม่พอ ยังลงดาล ตอกตะปูบนบานประตู แล้วยังใส่กุญแจนับพันดอกอีกด้วย ทำให้ข้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูกถึงความคิดของเขาในตอนนี้

          นี่คล้ายกับข้าและเขาในช่วงเวลาแรกๆ ที่เพิ่งรู้จักกัน

          เขาไม่พูดด้วย แต่ลุกขึ้นปัดเสื้อผ้า

          ข้าลุกขึ้นยืนตามเขาด้วยความกังวล แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้กลับทำให้ข้าเวียนหัวตาลาย มือไม้อ่อนจนเหมือนไม่มีกระดูก ทำให้ต้องนั่งแปะลงกับพื้นอีกครั้งอย่างหมดแรง เซี่ยจั๋วมองข้าเพียงแวบเดียว จากนั้นก็ไม่สนใจว่าข้าจะเป็นอย่างไร

          ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าข้าจะเล่นอยู่บนพื้นหรือหกล้มจากการบำเพ็ญเพียร ขอแค่เซี่ยจั๋วเห็น เขาจะต้องเข้ามาอยู่ข้างกายแล้วยื่นมือออกมาโดยไม่พูดไม่จา รอให้ข้าวางมือไว้ในอุ้งมือของเขาอย่างว่าง่าย เมื่อดึงข้าให้ลุกขึ้นได้แล้วค่อยตำหนิว่า “ไม่รู้หรือว่าพื้นเย็น!”

 

 

 

 

____________________
* ผานกู่ เป็นเทพเจ้าดึกดำบรรพ์ ที่มีเรื่องเล่าว่าเป็นผู้สร้างโลกขึ้นมาจากการจามขวานใส่สิ่งที่คล้ายของเหลวเหมือนดินโคลน แยกฟ้า ดิน ออกจากกันจนกลายเป็นโลกมนุษย์ 
** ในเรื่องนี้ ปีศาจและอสุรกายแตกต่างกัน อสุรกายอาจเป็นได้ทั้งมนุษย์ เซียน หรือปีศาจที่ถูกไอโสมม (สิ่งสกปรก) เข้าครอบงำจนสูญเสียตัวตน จิตใจแปรเปลี่ยนเป็นชั่วร้ายเลวทราม และก้าวเข้าสู่วิถีแห่งบาป
*** ลี้ หน่วยวัดของจีน หนึ่งลี้เท่ากับ ห้าร้อยเมตร
 

          แต่มาบัดนี้ เพราะเป็นสามีภรรยาที่หย่าขาดจากกันแล้ว จึงไม่มีอะไรต้องต่อว่าต่อขานกันอีก

          ข้าเบ้ปาก ปล่อยให้ตัวเองนั่งบนพื้นต่อ

          “เจ้าพาข้ามาที่ไหนกัน” ข้ามองไปรอบๆ จะว่าแปลกที่ก็ไม่เชิง เพราะมีความคุ้นเคยแทรกอยู่ด้วย

          “ยอดเขาคุนหลุน” เขาตอบ

          ข้าสงสัยมากขึ้น ก่อนหน้านี้พวกเราก็อยู่บนยอดเขาคุนหลุนกันแล้วไม่ใช่หรือ แล้วหลุมดำที่ว่านั่นอยู่ไหนแล้ว เขตอาคมของเขาอยู่ไหน บรรดาเซียนที่รวมตัวกันข้างนอกเพื่อขัดขวางมิให้เขาแตะต้องขวานผานกู่ ไปอยู่ที่ไหนกันเสียหมด?

          ข้ามองเขาอย่างไม่เข้าใจ สายตาของเขามองตรงมา เขาเงียบไปนาน สุดท้ายยังคงอธิบายให้ข้าฟัง

          “เมื่อห้าร้อยปีก่อน”

          คำว่า ‘ห้าร้อยปีก่อน’ หมายถึงพื้นที่ส่วนไหนของคุนหลุนรึ?

          ข้าใช้ความคิดอย่างงุนงงก่อนอุทานอย่างตกใจ “ห้าร้อยปีก่อน?!”

          ข้ามองเขาอย่างตื่นตระหนก ก่อนเลื่อนสายตาลงด้านล่างทีละนิด ทีละนิดจนกระทั่งหยุดอยู่ที่ขวานเก่าๆ ที่แทบจะใช้การไม่ได้ในมืออดีตสามี

          ข้าสังเกตเห็นลวดลายบนด้ามขวานที่เขาถืออยู่ นี่เป็นลวดลายที่เซียนบนภูเขาคุนหลุนทุกคนต้องเรียนรู้และจดจำ รวมไปถึงต้องวาดออกมาให้ได้ในชั้นเรียนตั้งแต่ยังเล็ก เพราะนี่เป็นลวดลายที่ใช้ในการปกปักรักษาภูเขาคุนหลุน

          “เจ้า... ที่เจ้าใช้ขวานผานกู่ฟันท้องฟ้านั่นก็คือ...”

          มุมปากของเขาขยับขึ้นสูงเล็กน้อยในที่สุด เป็นการขยับมุมปากเผยอารมณ์ดูแคลน ไม่ไยดี และประชดประชัน

          “ถูกต้อง ข้าฟันห้วงเวลา”

          ข้านิ่งงัน เกิดความหวาดหวั่นขึ้นมา

          ข้าคิดว่าตลอดห้าร้อยปีที่ผ่านมา ข้าคงแต่งงานกับความว่างเปล่าถึงไม่เคยรู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของอดีตสามีคนนี้เลย

          เซี่ยจั๋ว... เขาเป็นปีศาจประเภทไหนกัน?

          “เจ้า... ทำไมเจ้าถึงจับขวานผานกู่ได้ เป็นปีศาจแท้ๆ แต่กลับจับอาวุธของเซียน แล้วยังเปิดห้วงเวลา... พาข้าย้อนกลับมาได้อีกด้วย...” ยิ่งพูดเสียงข้าก็ยิ่งเบา เพราะแต่ละเรื่องแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจยากกว่าเดิมเป็นร้อยเป็นพันเท่า

          เรื่องที่เซียนทั่วไปทำไม่ได้ แต่เซี่ยจั๋วกลับทำได้ราวกับกำลังเล่นสนุก

          ขณะที่ข้ากำลังสับสนอยู่นั้น เซี่ยจั๋วกลับหมุนขวานในมือด้วยสีหน้าเฉยเมย ขวานผานกู่กลายเป็นแสงสีเงินสายหนึ่งหายวับเข้าไปในแขนเสื้อ

          เป็นการกระทำที่ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ!

          เขาเลือกคำถามที่ไร้ซึ่งความสำคัญมากที่สุดตอบข้า “ข้าไม่ได้จะพาเจ้ากลับมาด้วย”

          “เจ้าต้องการจะทำอะไรกันแน่...”

          เซี่ยจั๋วหมุนตัวเดินไปสุดขอบยอดเขา ใต้ฝ่าเท้าของเขาคือทะเลเมฆที่แผ่ไกลนับพันลี้ และหุบเหวที่ลึกนับหมื่นจั้ง

          “ฝูจิ่วเซี่ย” เขาเรียกชื่อข้าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่คำพูดกลับมีความมุ่งมั่นเสียยิ่งกว่าที่ข้าเคยได้ยินมา “เจ้าตัดวาสนารักของเจ้าขาดแล้ว ส่วนวาสนารักของข้า...” เขาเอียงหน้าเล็กน้อย “ข้าจะตัดมันทิ้งเอง”

          ทันทีที่พูดจบ เขาก้าวเท้าออกไป ร่างทั้งร่างทิ้งดิ่งลงจากยอดเขาคุนหลุน

          “เซี่ยจั๋ว!” ข้าพยายามลากสังขารที่ไร้เรี่ยวแรงไปตามพื้น ทั้งกลิ้งทั้งคลานกว่าจะมาถึงขอบยอดเขา

          หรือว่าเขาจะคิดไม่ตก เลยย้อนมากระโดดหน้าผาเมื่อห้าร้อยปีก่อน?

          แต่เมื่อข้าคลานมาถึงขอบเหว ก็พบกับลมพัดแรงหอบหนึ่ง ไอปีศาจของเซี่ยจั๋วที่มีสายลมกลางคืนแทรกอยู่พุ่งผ่านหมู่เมฆบนยอดเขาคุนหลุนไปอย่างรวดเร็ว มองเห็นเป็นแค่ประกายสีเงินยวงที่เจิดจ้าดูคล้ายกับทางช้างเผือกที่ทอดตัวอยู่บนฟากฟ้าทั้งงดงามและห่างไกล

          ข้าคิดถึงตัวเองว่าคงโง่ไปแล้วจริงๆ เขาเป็นปีศาจร้ายที่ใช้ขวานผานกู่เปิดห้วงเวลากลับมาเมื่อห้าร้อยปีก่อน ยังจะมากระโดดหน้าผาตายได้อย่างไร

          ในขณะที่ข้ากำลังมองสายสีเงินที่ห่างออกไปเรื่อยๆ ในหัวยังมีคำพูดสุดท้ายที่เขาพูดทิ้งไว้ดังก้อง ข้าเข้าใจถึงจุดประสงค์ของเซี่ยจั๋วได้ในที่สุด... เขากลับมาเพื่อเปลี่ยนแปลงอดีต!

          เขาต้องการขัดขวางการพบกันของพวกเราเมื่อห้าร้อยปีก่อน

          เขาต้องการตัดวาสนารักของพวกเราตั้งแต่แรกเริ่ม

          เพื่อไม่ให้เกิดการหย่าร้างในอนาคต เขาตัดสินใจย้อนกลับมาในอดีตและขัดขวางไม่ให้พวกเราแต่งงานกัน

          “ปีศาจตัวนี้...” ข้าอดรำพึงรำพันไม่ได้ “มุมมองการแก้ปัญหาช่างแปลกประหลาดดีแท้”

          เป็นผู้กล้าที่สูงส่ง กล้าคิดกล้าทำ!

          แต่... เหมือนมีอะไรที่ไม่ถูกต้องอยู่นะ ข้าลูบปลายคางพลางใช้ความคิด...

          “เดี๋ยวก่อน!” ข้าตั้งสติได้ “ไม่ได้! คืนขวานผานกู่มาก่อน!”

          เซี่ยจั๋วนำขวานผานกู่จากอนาคตเมื่อห้าร้อยปีกลับมาถึงที่นี่ แสดงว่าห้วงเวลาอีกห้าร้อยปีหลังจากนี้ ภูเขาคุนหลุนจะไม่มีขวานผานกู่ เมื่อไม่มีขวานผานกู่คอยปกป้อง เขตอาคมบนภูเขาคุนหลุนย่อมไม่มีพลังที่จะขัดขวางการแทรกซึมของเหล่าอสุรกายและไอโสมมจากนอกด่าน ความชั่วร้ายจะเข้ามากัดกินดินแดนแห่งเซียนที่สุขสงบมาช้านาน

          มีเซียนน้อยมากมายที่ปลูกผักปลูกต้นไม้บนภูเขาคุนหลุนอย่างเหมิงเหมิง พวกเขาไม่อาจอยู่รอดจากความชั่วร้ายเหล่านั้น หากเซี่ยจั๋วต้องการตัดวาสนารัก ข้าปล่อยให้เขาไปจัดการได้ เพราะมันเป็นเรื่องของพวกเราสองคน เขาจะไปจัดการอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น แต่จะปล่อยให้เรื่องของพวกเราสองคนส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนอื่นไม่ได้เป็นอันขาด

          นี่เป็นจุดยืนของข้า

          “เซี่ยจั๋ว!” ข้าตะโกนใส่ทะเลเมฆที่อยู่เบื้องหน้า แต่ก็รู้ดีว่าไม่อาจเรียกเขากลับมา

          ข้ามองร่างของเขาลับหายไปในผืนฟ้าที่ไร้ขอบเขตอย่างร้อนใจ ไม่สนใจว่าแข้งขายังอ่อนแรงจนลุกไม่ขึ้น รีบใช้คาถาเรียกลมมาเป็นพาหนะไล่ตามเขาไป

          แต่ทันทีที่ข้าก้าวเท้าออกไปกลางอากาศเหมือนกับเขา ร่างของข้าก็ทิ้งดิ่งลงไปพื้นล่างอย่างรวดเร็วราวกับก้อนหินที่ถูกทิ้งลงน้ำ มีเสียงโครม! โครมๆ! ร่างของข้าร่วงทะลุชั้นเมฆลงมาเป็นชั้นๆ

          มารดามันเถอะ! เราทั้งคู่ล้วนมีร่างกายที่ข้ามผ่านห้วงเวลาเหมือนกัน แต่เพราะอะไรเซี่ยจั๋วถึงปรับตัวได้ ส่วนข้ากลายเป็นคนพิการที่ไร้เรี่ยวแรง!

          ข้ามองเมฆชั้นสุดท้ายที่ถูกร่างตนกระแทกเป็นรู ด้านล่างเป็นยอดเขาคุนหลุนที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดทั้งปี มีก้อนหินตั้งระเกะระกะบนพื้น ก้อนหินเหล่านี้ถูกลมพายุกัดเซาะจนแหลมคม ถ้าตกลงไปกระแทกถึงจะมีร่างของซ่างเซียน ข้าก็ต้องกระดูกหักหลายท่อนเป็นแน่

          ข้าพยายามทำใจให้เยือกเย็น กัดนิ้วมือเพื่อยืมพลังแห่งปราณเลือดดูว่าจะใช้อาคมได้หรือไม่ แต่เพราะข้าตกลงมาเร็วมาก จึงไม่มีเวลาพอที่จะวาดมือร่ายคาถา

          พื้นหิมะสีขาวโพลนอยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว ข้าคงหนีไม่พ้นร่างกระแทกเข้ากับมัน แต่แล้วกลับมีลมหอบใหญ่พัดมาโอบรอบตัว ข้าตีลังกาอยู่สองรอบ ก็สามารถยืนบนพื้นได้อย่างมั่นคง

          ข้าหายใจเข้าแรงๆ สองเฮือกก่อนแหงนหน้ามองท้องฟ้า

          เซี่ยจั๋วในชุดสีดำลอยอยู่ด้านบน ทะเลเมฆเหนือศีรษะบดบังแสงจันทร์ ยิ่งทำให้สีหน้าท่าทางของเขาดูอึมครึม คล้ายกับไม่เต็มใจที่จะช่วยข้าอย่างยิ่ง

          แต่สุดท้ายเขาก็ยังช่วย

          การพินิจพิเคราะห์ใครสักคน เราไม่อาจใช้หูฟังสิ่งที่เขาพูดแต่ต้องใช้สายตามองในสิ่งที่เขาทำ

          ก่อนหน้านี้เขายังบอกว่าจะฆ่าข้าอยู่เลย แหม... ผู้ชายนะผู้ชาย ปากกับใจไม่ตรงกัน!         

          อย่างไรเสียพวกเราก็เป็นผัวเมียกันมาห้าร้อยปี! บทจะฆ่าก็ฆ่าได้เลยรึ? บทจะไม่สนใจก็ไม่สนใจได้งั้นสิ? ถึงไม่มีความรักให้แก่กัน แต่อย่างน้อยความผูกพันก็ยังมีอยู่

          การที่เซี่ยจั๋วช่วยข้าครั้งนี้ ทำให้ข้าได้ความมั่นใจคืนมาเล็กน้อย

          เขายังไม่เป็นบ้า...

          “เซี่ยจั๋ว พวกเรามาคุยกันเถอะ” ตอนนี้ข้าไม่แข็งแรง เดินเหินไม่สะดวก จึงตัดสินใจนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นหิมะเสียเลย “ลงมาก่อน”

          เขาลอยตัวลงมายืนอยู่ตรงหน้าข้า แต่สีหน้ากลับเย็นชาเสียยิ่งกว่าเดิม

          “หากเจ้าอยากตาย...” เขาเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “ก็อย่าให้ตัวเองเลือดไหล”

          คำพูดนี้ออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย อยู่ดีๆ ก็พูดขึ้นมา ถ้าข้าจะตาย ยังจะควบคุมตัวเองไม่ให้เลือดไหลได้อีกหรือ?

          ข้าเดาว่าปีศาจตนนี้คงจะหาข้ออ้างในการคุยกับข้ามากกว่า เพราะก่อนหน้านี้ไม่นานเขาเพิ่งพูดออกมาว่าจะตัดวาสนารักของพวกเราด้วยมือตนแล้วยังจากไปอย่างไม่สนใจไยดีข้าสักนิด ทว่าผ่านไปแวบเดียว เขากลับย้อนมาช่วยชีวิตข้า ไม่ว่าเป็นใครก็คงรู้สึกเสียหน้าไม่น้อย

          เอาเถอะ เอาเถอะ... ข้าเลือกที่จะโยนคำพูดของเขาทิ้งไปแล้วเริ่มต้นหัวข้อของตัวเอง

          “ข้ารู้ว่าสำหรับเจ้าแล้วการหย่าของพวกเรานั้นกะทันหันไปสักหน่อย แล้วก็... จบไม่ค่อยสวย ความรักของพวกเราเรียกว่าลงเอยไม่ดีนัก ข้าเองก็เสียใจ... แต่เจ้าจะขโมยขวานผานกู่เพราะเรื่องส่วนตัว ไม่สนใจความปลอดภัยของคนในภูเขาคุนหลุนไม่ได้ พวกเราต้องนำขวานผานกู่กลับไปคืนในช่วงเวลาห้าร้อยปีหลังจากนี้ ขวานผานกู่เสียหายก็ไม่เป็นไร เจ้าแม่ซีหวังหมู่ซ่อมแซมมันได้...”       

          “เจ้าเวลานี้” เขาตัดบท “ถือดีอะไรมาขอร้องข้า”

          ข้าเชื่อว่าในโลกนี้ มีเพียงคนเป็นสามีที่จะใช้ถ้อยคำมาพูดจี้ใจดำภรรยาได้อย่างชำนาญ

          ข้าสูดหายใจเข้าลึกๆ ปลอบใจตัวเองว่าข้าเอาชนะเขาไม่ได้ เราต้องคุยกันดีๆ!

          แต่ถึงจะเตือนตัวเองอย่างไร คำพูดที่หลุดไปจากปากข้าประโยคแรกก็คือ “นี่ไม่ใช่การขอร้อง!” ข้าคลึงขมับ กดเส้นเอ็นที่ปูดขึ้นด้วยแรงโทสะ พยายามทำน้ำเสียงให้เป็นปกติมากที่สุด “แต่เป็นการคุยด้วยหลักเหตุผล การหย่าร้างและความรักที่แตกสลายเป็นเรื่องของคนสองคน...”

          เซี่ยจั๋วไม่สนใจ หมุนตัวเดินจากไปทันที

          “เซี่ยจั๋ว!”

          ใครจะเรียกคนแกล้งหลับให้ตื่นได้ ใครจะเรียกคนแกล้งหูหนวกให้ได้ยินได้ เมื่อแน่ใจว่า เขาตัดสินใจที่จะไม่สนใจไยดีข้าอีกแล้ว ข้าก็เกิดโทสะขึ้นมาทันที แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่เป็นใจ ข้าได้แต่ตะโกนเรียกเขา “เจ้าต้องการขัดขวางความรักของพวกเราให้ได้เสียก่อน ถึงจะกลับไปใช่หรือไม่”

          ถ้าหากข้าจำไม่ผิด ก่อนจะมาที่นี่ เซี่ยจั๋วพูดไว้ว่า หากเขากลับไปได้อีกหนเขาจะสามารถฆ่าข้า!

          จะฆ่าหรือไม่ให้เป็นเรื่องของอนาคต แต่เขาพูดแล้วว่า ‘รอเขากลับไป’ ก็แสดงว่าเขายังคิดจะกลับไปในช่วงห้าร้อยปีหลังจากนี้ เพียงแต่รอให้เขาทำงานจนเสร็จก่อน

          “เอาอย่างนี้ ข้าช่วยเอง!”

          สามคำนี้ทำให้เซี่ยจั๋วหยุดเดิน เขาหันหน้ามามอง

          ข้าพยายามฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นยืนแม้สองขายังอ่อนแรงด้วยการเกาะก้อนหินที่อยู่ข้างๆ เอาไว้เป็นหลัก ตอนนี้ ทะเลเมฆที่อยู่เหนือท้องฟ้าเคลื่อนตัว เปิดทางให้แสงจันทร์ส่องลงมาอยู่ระหว่างตัวข้าและเขา แสงจันทร์สีเงินยวงสะท้อนอยู่ในดวงตาที่ดำสนิท ยิ่งทำให้เขาดูเย็นชามากขึ้น

          เพื่อรั้งตัวเขาเอาไว้ และเพื่อให้ตัวเองบรรลุเป้าหมาย ข้าตะโกนขึ้นอีกครั้ง “จะอย่างไร เราทั้งคู่ก็จบไม่สวยอยู่แล้ว ข้าจะช่วยเจ้าทำลายวาสนารักของพวกเราก็แล้วกัน!”

          สายลมบนยอดเขาสูงพัดจากด้านหลังของเขา ผ่านร่างเขามาถึงใบหูของข้าพร้อมกับละอองหิมะ มันพัดถูกใบหน้าของข้า สร้างความเจ็บแสบราวกับถูกเข็มแทง ข้าอดทนต่อความเจ็บปวด กล่าวต่อไปว่า “ทำลายได้แล้ว พวกเราก็รีบนำขวานผานกู่กลับไปไว้ที่เดิมเถอะ”

          เขาได้แต่ยืนจ้องหน้าข้าโดยที่ไม่มีการเคลื่อนไหวอื่นใด

          ในขณะที่ข้ากำลังคิดว่า หรือว่าเขาจะหนาวจัดจนยืนตัวแข็งไปแล้วนั้น ข้าได้ยินเสียงแหบต่ำของเขาลอดออกจากริมฝีปากที่ขยับเพียงเล็กน้อย

          “ดี!”

          “ฝูจิ่วเซี่ย เจ้ามันเลอเลิศ!”

            เมื่อรู้ว่าข้าจะช่วย เซี่ยจั๋วไม่ได้เหาะหนี แต่เขาก็ไม่ช่วยข้า

          ไม่แม้แต่จะประคองข้าขึ้นมา ปล่อยให้ข้ายันแข้งขาที่อ่อนแรง เดินโซซัดโซเซตามอยู่ข้างหลัง

          พวกเราเดินไปป่าไผ่หิมะที่อยู่ถัดจากยอดเขาคุนหลุนกันเงียบๆ

          แม้เขาจะไม่หันกลับมามอง แต่ข้ารับรู้ถึงสีหน้าและอารมณ์ของเขาในตอนนี้ได้... เขาทำหน้าบูดอยู่แน่นอน

          ข้าจ้องท้ายทอยเขาอย่างครุ่นคิด ไม่เข้าใจเลยสักนิด

          เมื่อครู่ข้าพูดอะไรผิดไปรึ?

          แค่บอกว่าจะช่วยเขาทำลายวาสนารักพวกเราไม่ใช่หรือ ทำไมพอข้าบอกว่าจะช่วย เขาก็เหมือนว่าโกรธขึ้นมาทันที

          “เจ้าโมโหอะไร” เป็นสามีภรรยากันมานาน พอคิดไม่ตก ข้าก็เอ่ยปากถามอย่างข้องใจ “เจ้าขโมยขวานผานกู่มาสร้างความวุ่นวาย ไม่รู้ว่าตอนนี้ภูเขาคุนหลุนอีกห้าร้อยปีให้หลังจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่เจ้าบอกว่าจะทำลายวาสนารักของพวกเราเสร็จแล้วค่อยกลับไป ก็ได้ ก็ได้... งั้นก็ทำลายไปเลย ข้าใจดีช่วยเจ้าจัดการปัญหานี้ ถือว่าให้ความร่วมมือเต็มที่แล้วนะ ยังไม่พอใจอีก...”

          เขาเดินไป ข้าก็พูดไป เหมือนอดีตที่ผ่านไปของพวกเราตอนที่ยังเป็นสามีภรรยากันอยู่ คนหนึ่งพูดไม่หยุด อีกคนก็ฟังอย่างเดียว ไม่มีการตอบโต้ แต่วันนี้เซี่ยจั๋วกลับหยุดเดินเสียเฉยๆ

          ข้าเดินชนแผ่นหลังเขาอย่างจัง

          เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็ยังไม่หันหน้ากลับมา

          วันนี้ดูเหมือนเขาไม่อดทนกับการพูดไม่หยุดของข้าอีกต่อไป

          ข้าถอยหลังไปสองก้าวเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย พร้อมกับคิดว่าเขามีความสามารถมากกว่าที่ข้าคาดไว้ ทำให้เวลาที่มองแผ่นหลังของเขา บังเกิดหวาดกลัวขึ้นมาเหมือนกัน ข้ายังพยายามฝืนตัวเองให้พูดเรื่องเมื่อครู่ต่อจนจบ “... ถ้าใครยอมช่วยข้าทำเรื่องนี้ ข้ายังแอบดีใจด้วยซ้ำ...”

          เขาเอียงหน้ากลับมามองข้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยไอสังหาร ทันทีที่เห็นสายตาของเขา ข้ารับรู้ได้ถึงความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจนทำให้ป่าไผ่ที่อยู่รอบตัวเอนไหวไปมา ไผ่หิมะมีความยืดหยุ่นสูง ไม่หักโค่น แต่ละอองหิมะที่จับตัวอยู่บนต้นไผ่ถึงกับร่วงกราว

          ทำไมถึงมีไอสังหารรุนแรงถึงขนาดนี้นะ

          ข้าสบตากับเขาเพียงแวบเดียวก็ถอยหลังไปอีกสองก้าว “ข้าพูดไม่ถูกรึ?”

          เขาก็ยังไม่ปริปาก

          ข้าปรับตัวให้คุ้นชินกับความเงียบของเขา จากนั้นก็เริ่มคาดเดาความหมาย “หรือว่า... เจ้ารู้สึกว่าอยากจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ไม่อยากให้ข้ายุ่งเกี่ยว พูดตามจริง เจ้าจะทำอะไรก็แล้วแต่เจ้า ข้าไม่คิดจะแย่งอยู่แล้ว แล้วก็ไม่มีสิ่งใดที่อยากจะร้องขอ หวังแค่เจ้าจะจัดการให้มันเร็วหน่อย ขวานผานกู่...”

          จะได้กลับคืนที่เดิมโดยเร็ว...

          ข้ายังไม่ทันพูดจบ เซี่ยจั๋วก้าวยาวๆ มาข้างหน้าสองก้าวอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยความดุดันจนตอนที่เขายกมือขึ้นตรงหน้า ข้านึกว่าเขาจะลงมือกับข้าเสียอีก

          ข้าหลบไม่ทันอยู่แล้ว เห็นเพียงนิ้วมือที่หยุดอยู่ข้างแก้ม ข้าคิดว่า ด้วยพลังที่เขาสามารถใช้ขวานผานกู่เปิดห้วงเวลาได้ ย่อมสามารถหักกระดูกข้าให้แหลกละเอียดได้อย่างง่ายดาย

          ในระหว่างที่ข้ายังไม่ทันตั้งตัว เขากลับใช้ความเร็วที่เร็วกว่าสายฟ้าฟาดบีบแก้มของข้าเอาไว้

          เป็นการบีบแก้มด้วยการใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้บีบเนื้อที่แก้มของข้า... หรือจะเรียกว่า หยิกแก้ม ก็ได้...

          ข้าได้แต่มองเขาอย่างเงียบๆ

          สายตาที่มองตอบกลับมาเต็มไปด้วยไอสังหาร

          แต่ว่า... อดีตสามีคนนี้จริงจังงั้นหรือ?

          ข้าคิดว่าเขาคงจะฟาดกระหม่อมข้าให้แหลกละเอียด แต่เขากลับใช้การหยิกแก้มมาเป็นการหยามเกียรติข้าแทน!

          เขาบีบแก้มข้าอยู่นาน แก้มข้าก็ยังไม่บวมแดง แต่จากสีหน้าของเขาเห็นชัดว่า อยากเล่นงานข้ามากแค่ไหน

          ข้าเริ่มลังเล รู้สึกว่าความคิดที่เคยมีเกี่ยวกับเขาในอดีตอาจไม่ถูกต้อง เซี่ยจั๋วน่าจะ... เป็นบ้าไปแล้ว!

          ไม่อย่างนั้นสิ่งที่เขาทำจะขัดแย้งกันเองได้ขนาดนี้?!

          แต่พอนึกให้ดีๆ ห้าร้อยปีที่ผ่านมานี้เซี่ยจั๋วไม่เคยลงมือกับข้าแม้แต่ครั้งเดียว ถึงขนาดมีบางครั้งที่ข้าทนไม่ไหวเป็นฝ่ายลงมือขึ้นมาก่อน เขาก็เหมือนจะหลบหลีกมากกว่า ทว่าตอนนี้... ข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นปีศาจประเภทไหน อีกทั้งยังไม่รู้ว่าเขาร้ายกาจได้ถึงเพียงนี้ด้วย

          “ฝูจิ่วเซี่ย” เขาเรียกทั้งชื่อเรียกทั้งแซ่ พูดทีละคำทีละประโยค “วาสนารักของพวกเราสำหรับเจ้าแล้วเป็นสิ่งต่ำต้อยถึงเพียงนี้เชียว?”

          ข้าตะลึง

          ก่อนจะรู้สึกตัวขึ้นมา เซี่ยจั๋วเสียใจใช่หรือไม่?

          เพราะข้าบอกกับเขาอย่างไม่ลังเลว่าข้าสามารถช่วยเขาทำลายวาสนาที่มีต่อกันในอดีต แสดงให้เห็นว่าไม่สนใจและไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผ่านมาเลยสักนิด ดังนั้นเขาจึง... เสียใจ?

          “แต่ว่า” ข้าปล่อยให้เขาบีบแก้มต่อ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “พวกเราหย่ากันแล้วไม่ใช่หรือ”

          ตอนที่ข้าต่อสู้กับเขา... เอ่อ... ก็ได้ หลังจากเกิดเหตุที่ข้าไล่ตีเขาฝ่ายเดียวแล้วก็ไล่ตีเขาไม่โดนเลยสักนิดเดียว ข้าก็ยื่นเงื่อนไขกับเขาในตอนนั้นทันทีว่าต้องการหย่าขาด และยังพาเขาไปพบเจ้าแม่ซีหวังหมู่ด้วยกัน

          เพราะเจ้าแม่ซีหวังหมู่เป็น ‘จู่เสิน’* แห่งภูเขาคุนหลุน ในอดีตท่านจึงเป็นคนที่อนุญาตให้ข้าแต่งงานกับเซี่ยจั๋ว ว่ากันตามหลักการ พอจะหย่าเลยต้องให้เจ้าแม่ซีหวังหมู่ผู้นี้อนุญาต ข้าถึงจะแยกทางกับเขาได้

          ถึงตอนนี้ข้ายังจำได้ถึงวันที่อยู่ในตำหนักเจ้าแม่ ข้า—เซี่ยจั๋ว และเซียนอีกมากมายรวมตัวกันอยู่ที่นั่น พอเจ้าแม่ซีหวังหมู่ได้ยินว่าภูเขาปู้โจวถูกพวกเราทำให้เอียงไปสามส่วน ท่านก็คลึงขมับที่มีเส้นเอ็นปูดโปน ถามเซี่ยจั๋ว “เจ้าคิดอย่างไร?”

          เซี่ยจั๋วมองเจ้าแม่ซีหวังหมู่แวบหนึ่งก่อนหันมามองข้า

          ตอนนั้นข้ายังโกรธจัด ไม่มีแก่ใจจะมองเขา ข้าสะบัดมือ หันหน้าหนีอย่างไม่อยากจะเห็นเขาในสายตาด้วยซ้ำ

          จากนั้นครึ่งอึดใจก็ได้ยินเซี่ยจั๋วพูดเพียงสั้นๆ คำเดียวว่า “ได้”

          เสียงอื้ออึงดังไปทั่วตำหนัก

          ปีศาจอย่างเซี่ยจั๋ว เป็นคนที่พูดน้อยเหมือนกลัวว่าจะมีทองร่วงจากปาก ต่อหน้าคนนอก ถ้าไม่ตอบ “อืม” ก็ “ไม่” หรือไม่ก็ “ได้” คำพูดแค่นี้สามารถแก้ปัญหาการสื่อสารระหว่างเขากับคนส่วนใหญ่ได้ ยากที่คนนอกจะได้ยินเขาพูดคำอื่น ถึงขนาดเซียนที่ใช้ชีวิตอยู่บนเขาคุนหลุนมานานหลายปี ก็ยังคิดว่าเขาเป็นคนใบ้

          กับข้าแล้ว เขายังพอจะพูดได้หลายประโยค แต่ก็เป็นประเภท “นั่นไม่ดี นี่ไม่ได้ อย่าทำ! อย่าออกไป!” เป็นประโยคคำสั่งในเชิงปฏิเสธประโยคสั้นๆ เสียเป็นส่วนใหญ่

          วันที่เขาพูดมากที่สุดอาจเป็นวันที่พวกเราหย่ากันวันนี้...

          ตอนนั้นในตำหนัก มีเซียนบางองค์ที่ตกตะลึงกับการพูดของเซี่ยจั๋ว แต่ที่มากไปกว่านั้นก็คือตกตะลึงกับการหย่าขาดระหว่างข้ากับเซี่ยจั๋ว

          เพราะแรกเริ่มนั้น ข้ากับเซี่ยจั๋วอยู่ด้วยกันโดยไม่สนใจกับความคิดของคนอื่นว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

          ตอนนั้นบนเขาคุนหลุน ไม่มีเซียนองค์ใดแต่งงานกับปีศาจมาก่อน ทุกคนไม่เห็นด้วยกับข้า แต่ข้ากับเซี่ยจั๋วจูงมือกันไว้อย่างเด็ดเดี่ยว อาจเป็นเพราะพวกเรามุ่งมั่นมากเสียจนเริ่มมีเซียนบางองค์กลับมาคิดใหม่ จากนั้นก็ค่อยเริ่มมีเซียนให้การสนับสนุนข้ากับเซี่ยจั๋วมากขึ้นเรื่อยๆ

          ดังนั้นเจ้าแม่ซีหวังหมู่จึงอนุญาตให้พวกเราแต่งงานกันเป็นกรณีพิเศษ

          จากนั้นมา เซียนบนภูเขาคุนหลุนสามารถแต่งงานได้ตามความประสงค์ของตัวเอง ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเซียน เป็นปีศาจ ขอแค่อีกฝ่ายหนึ่งยินดีติดตามเซียนองค์นั้นใช้ชีวิตบนเขาคุนหลุน ยินดีทำความดี ก็สามารถมาอยู่ที่คุนหลุนได้

          ในสายตาของสาวน้อยมากมาย มักให้คำจำกัดความ ความรักของข้ากับเซี่ยจั๋วว่าเป็น ‘ความรักที่เป็นประดุจเทพนิยาย!’

          ทว่าตอนนี้ เทพนิยายจบลงแล้ว

          ซ่างเซียนอย่างข้าไม่อาจทนต่อการควบคุมการใช้ชีวิตไปเสียทุกๆ ด้าน

          ตั้งแต่วันที่เซี่ยจั๋วตอบรับการหย่าว่า “ได้” ในตำหนักเจ้าแม่วันนั้น ข้ากับเขาก็เริ่มเตรียมการหย่าร้าง ทำตามขั้นตอนของภูเขาคุนหลุนทุกอย่าง ในเวลาครึ่งเดือนที่เกิดเรื่อง เซี่ยจั๋วไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการหย่าร้างแม้แต่คำเดียว

          วันที่หย่ากัน เป็นเซี่ยจั๋วที่เป็นฝ่ายมาหาข้าถึงจวนของเหมิงเหมิง เรียกให้ข้าไปตำหนักเยว่เหล่าเพื่อหย่ากันใต้ต้นคะนึงหาเองด้วยซ้ำ

          ข้าคิดมาตลอดว่าแม้เซี่ยจั๋วจะรู้สึกว่าการหย่าร้างเกิดขึ้นกะทันหัน แม้เขาจะไม่พอใจ แต่อย่างน้อยก็คงยอมรับได้

          ทำไมคืนที่ตัดด้ายแดง จู่ๆ เขาถึงคิดไม่ตกขึ้นมา

          ถึงขนาดแตะต้องขวานผานกู่ เปิดห้วงเวลาเพื่อกลับมาเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น... เรื่องที่ทำแต่ละเรื่อง ข้าก็ได้แต่ถอนหายใจ

          ข้าตอบอย่างอ่อนใจ “การแต่งงานของพวกเรา ข้าไม่เคยคิดว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ เซี่ยจั๋ว” ข้าจ้องตาเขาอย่างจริงจัง “ตอนนั้น ข้าชอบเจ้ามากจริงๆ”

          ไอสังหารในแววตาของเขาเริ่มจางหาย มือที่บีบแก้มก็ทิ้งลงข้างกาย

          ข้ายังพูดต่อ “แต่เราอยู่ด้วยกันมาจนถึงวันนี้ ก็อยากให้เลิกรากันดีๆ นี่เป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่ข้าจะขอร้องได้” ข้าบอกเซี่ยจั๋วถึงความในใจ “ดังนั้นถ้าเจ้าคิดจะทำลายวาสนาของพวกเราตั้งแต่แรกเริ่ม ถ้าหากนี่เป็นความปรารถนาจากใจของเจ้าจริงๆ ข้ายินดีช่วย เพราะมาถึงตอนนี้ข้าก็ไม่เคยเกลียดเจ้าเลยนะเซี่ยจั๋ว”

          สีหน้าที่เพิ่งดีขึ้นของเขาจู่ๆ เปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาอีก

          เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบข้ากลับมาสามคำ “แต่ข้าเกลียด”

          “...” ข้านิ่งขึง มีความตื่นตระหนก “ก็ไม่น่าจะถึงขนาดเกลียดข้าหรอกนะ... ถ้าจะบอกไม่ชอบก็ได้ ไม่อาจทนกับนิสัยไม่ดีของข้า ข้าก็เข้าใจ แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ถึงขนาดต้องเกลียดกันเชียวหรือ”

          ข้าได้แต่บ่นอยู่ในใจ แค่แอบกินเผ็ด กินเหล้า ถึงขนาดทำให้เขาไม่อาจทนได้ถึงเพียงนี้

          ถ้าเป็นเช่นนี้พวกเราก็ยิ่งต้องแยกกันให้เร็วที่สุด! เกิดวันไหนเขาทนไม่ไหวขึ้นมา แล้วบีบกะโหลกข้าแหลกละเอียดตอนข้าหลับขึ้นมาจริงๆ แล้วข้าจะทำอย่างไร

          ข้าสะกดความตื่นตระหนก ถามเขากลับไป “ห้าร้อยปีที่ผ่านมา ข้าทำอะไรถึงทำให้เจ้าเกลียดรึ?”

          เซี่ยจั๋วโบกมือ ไม่ตอบคำถามของข้าอีก มีลมแรงพัดกรูเข้ามาพร้อมกับเสียงโครมคราม ต้นไผ่หิมะที่อยู่รอบๆ ถูกตัดเป็นท่อนๆ เขาสะบัดแขนเสื้ออีกครั้ง ต้นไผ่ที่ถูกตัดขาดถูกลมหอบเอาไว้ หมุนคว้างอยู่กลางอากาศสองตลบ จากนั้นไม่นาน พลันมีกระท่อมหลังเล็กที่สร้างจากไม้ไผ่ตั้งอยู่กลางป่าไผ่

          เซี่ยจั๋วหมุนตัวเดินเข้ากระท่อมโดยไม่มองมาที่ข้าแต่อย่างใด “ถ้าอยากจะช่วย ก็ตามมา”

          เขาพูดเพียงเท่านี้ แล้วเดินไปที่กระท่อมไม้ ต้นไผ่ลำเล็กๆ ที่อยู่ข้างๆ ลอยขึ้นมาปักเป็นรั้วรอบตัวบ้าน ประตูด้านนอกเปิดออกขณะที่เขาเดินเข้าไป มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากบานประตูที่ไหวไปมา เป็นเหมือนปากของตัวประหลาดที่อ้ารออยู่

          จากคำพูดเมื่อครู่ของเขาทำให้ข้ารู้สึกว่าการเดินเข้ากระท่อมหลังน้อยหลังนี้ เป็นเหมือนการเดินเข้าไปในหลุมพราง

          แต่ว่า...

          เพื่อขวานผานกู่ เพื่อภูเขาคุนหลุนอีกห้าร้อยปีหลังจากนี้!

          ข้าตัดสินใจ ไปก็ไป!

          ถึงเซี่ยจั๋วจะเกลียดข้ามากแค่ไหนก็ยังช่วยชีวิตข้าไปเมื่อครู่ไม่ใช่หรือ เขาไม่เคยตีข้าเลยสักครั้ง แล้วยังจะตัดใจปลิดชีวิตข้าได้อย่างไร

          ในเมื่อยังรักษาชีวิตไว้ได้แล้วข้าจะกลัวเซี่ยจั๋วไปทำไม

          ลงมือทำก็สิ้นเรื่อง

          ข้าก้าวเข้าไปในกระท่อมไม้ไผ่ที่เซี่ยจั๋วสร้างขึ้นในป่าไผ่ที่ห่างไกลผู้คนบนยอดเขาคุนหลุนในช่วงเวลาห้าร้อยปีก่อน

          ข้าหวังว่าในเวลาอีกไม่กี่วันข้างหน้า ข้ากับเซี่ยจั๋วจะร่วมมือกันทำลายวาสนารักของพวกเราที่ในตอนแรก... ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรพวกเราก็ไม่ยอมปล่อยมือ
 

 

 

 

___________________

* มหาเทพ

            “ก่อนอื่น ข้ามีคำถาม”

          เครื่องใช้ทุกอย่างในกระท่อมหลังน้อยทำจากไม้ไผ่ทั้งหมด ข้ากับเซี่ยจั๋วนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันบนเก้าอี้ที่ทำจากไม้ไผ่ แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันไม้ไผ่บนโต๊ะส่องกระทบใบหน้าของพวกเราทั้งสอง

          ข้าถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ตอนนี้เป็นเวลาไหนเมื่อห้าร้อยปีก่อน”

          “วันที่สิบแปดเดือนห้า” เซี่ยจั๋วตอบอย่างเฉยเมย

          ข้านับนิ้ว ทวนวันที่อยู่ในใจ

          ข้าพบกับเซี่ยจั๋วเมื่อห้าร้อยปีก่อน ในวันที่สิบสองเดือนยี่ วันนี้เป็นวันที่สิบแปดเดือนห้า พวกเราเจอกันได้สามเดือนกว่าแล้ว ตอนนี้เซี่ยจั๋วน่าจะ...

          “ตอนนี้ดูเหมือนเจ้าจะ...” ข้าหันไปมองป่าไผ่ที่เริ่มมีหิมะโปรยปรายอย่างตกใจ ข้าจำได้แล้ว “เจ้ารักษาอาการบาดเจ็บอยู่ที่ใดที่หนึ่งในป่าไผ่แห่งนี้ไม่ใช่หรือ”

          เซี่ยจั๋วไม่ตอบ หยิบถ้วยไม้ไผ่ขึ้นมาจิบน้ำที่ละลายมาจากหิมะด้านนอก

          ข้าจ้องหน้าเซี่ยจั๋วที่แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เมื่อเทียบกับห้าร้อยปีก่อน แล้วคิดทบทวนความทรงจำที่ถูกเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันฝังกลบไปนานขึ้นมาอย่างช้าๆ

          การพบกันครั้งแรกของข้ากับเซี่ยจั๋วเป็นเวลากลางเดือนยี่บนภูเขาคุนหลุน

          ช่วงเดือนนี้ ภายนอกเขตคุนหลุนเริ่มมีอากาศอบอุ่น แต่ภายในยังคงถูกหิมะขาวปกคลุม

          ป่าไผ่หิมะแห่งนี้อยู่ในพื้นที่แอ่งกระทะที่ลึกที่สุดของเขาคุนหลุน ทั้งรกร้างทั้งห่างไกลจากผู้คน มีพลังปราณศักดิ์สิทธิ์บางเบา ปกติเซียนที่ต้องการบำเพ็ญเพียรจะไม่มายังที่แห่งนี้ ส่วนข้ากลับชอบความเงียบสงบและหน่อไม้ของที่นี่

          เดือนยี่เป็นเดือนที่มีหน่อไม้แทงยอดออกมา แค่ขุดลงไปในพื้นหิมะ จะเจอหน่อไม้สีขาวนวลราวกับหยก หน่อไม้ที่ถูกขุดขึ้นมานำไปลวกในน้ำเดือดครู่หนึ่งแล้วตักขึ้นพักไว้ให้เย็น ใส่เครื่องเทศและพริกที่เหมิงเหมิงเป็นคนปลูกเอง แล้วคนให้เข้ากัน รสชาติของมัน... หน่อไม้อ่อนทั้งกรอบทั้งหวาน มีรสเผ็ดหอมของพริกและเครื่องเทศ มันแทบจะทำให้ข้าถึงกับกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วย

          ตอนนั้นข้ายังเป็นแค่เซียนทั่วไปที่พอมีอาคมในระดับธรรมดา ส่วนปีศาจอย่างเซี่ยจั๋ว แม้ตอนนั้นเขาจะบาดเจ็บสาหัส นอนหายใจรวยริน แต่ไอสังหารที่แผ่กระจายรอบตัวของเขายังทำให้ข้าถึงกับขนลุกไปทั้งตัว

          ข้าหมุนตัว คิดจะวิ่งหนีแต่เซี่ยจั๋วดึงมือข้าเอาไว้ ตอนนั้นข้าตกใจเสียจนรู้สึกเหมือนหัวใจแทบจะหลุดออกมาข้างนอก ข้าชักกระบี่เซียนที่อยู่ในแขนเสื้อออกมาอย่างตกใจ หมุนตัวกลับมา ด้วยความคิดจะแลกชีวิตกับเขา

          แต่ทันทีที่ข้าหมุนตัวก็เห็นแสงสีเงินพุ่งผ่านใบหู เฉียดใบหน้าด้านข้างของเซี่ยจั๋วกระแทกเข้ากับต้นไผ่ที่เขานั่งพิงอยู่ ต้นไผ่เงินเป็นรูโบ๋ ลำแสงสีเงินพุ่งเข้าใส่พื้นหิมะสีขาวที่ไม่รู้ว่าพุ่งทะลุลึกแค่ไหน เห็นเพียงหิมะที่อยู่บริเวณนั้นละลายเป็นวงกว้างในทันที

          ถ้าไม่ใช่เพราะเขาดึงตัวข้าเอาไว้ แสงสีเงินนี้อาจพุ่งทะลุตัวข้าก็เป็นได้...

          เขา... ปีศาจตนนี้ช่วยข้าไว้?

          เมื่อรับรู้ถึงเรื่องนี้ทำให้ข้ารีบเก็บกระบี่เอาไว้ใต้แขนเสื้ออย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าเป็นเวลาแค่แสงไฟกะพริบเท่านั้น

          อ้อมกอดของเขาอบอุ่น เย็นชื้น เต็มไปด้วยอันตรายแต่ก็มีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด

          ข้านิ่งขึงอยู่ในอ้อมกอดของเขา เซียนสาวที่เกิดอยู่บนภูเขาคุนหลุนอย่างข้า ไม่เคยถูกผู้ชายกอดมาก่อน

          เซี่ยจั๋วยังคงกอดข้าอยู่เช่นนั้น

          เสียงลมหิมะยังกรีดก้อง ข้ารออยู่ครู่หนึ่ง ค่อยขยับตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขา เมื่อข้าแหงนหน้าขึ้นมอง พบว่าเซี่ยจั๋วหมดสติไปแล้ว

          ข้าลุกขึ้น เลือดของเขาเปื้อนเสื้อตัวนอกของข้าจนไม่น่าดู ข้าพินิจมองเขา แล้วค่อยหันหลังมองไปยังทิศที่แสงสีเงินลำนั้นพุ่งออกมา

          ตอนนั้นข้านึกในใจว่าปีศาจที่ไม่มีความเป็นมาชัดเจนตนนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ศัตรูของเขาก็ยังไม่สนใจว่าอยู่ในเขตของภูเขาคุนหลุน ยังคิดจะทำร้ายเขาอีก เขาต้องเจอกับเรื่องวุ่นวายใหญ่หลวงเป็นแน่...

          ข้าไม่ควรยุ่งกับเรื่องของคนอื่นให้มาก แค่แบกตัวเขาขึ้นมาแล้วพาไปส่งให้เจ้าแม่ซีหวังหมู่ ให้บรรดาเซียนทั้งหลายไต่สวนเขาก็พอแล้ว

          แต่เมื่อข้ามองมือของเขา ข้อมือของข้ายังมีร่องรอยที่ถูกเขาจับเอาไว้เมื่อครู่ ข้าลังเลอยู่นานสุดท้ายแล้วก็มิได้พาเขาไปส่งให้เจ้าแม่ซีหวังหมู่ แต่พาเขาไปยังถ้ำแห่งหนึ่งที่ข้าขุดขึ้นมาตอนที่มาหาหน่อไม้ในนี้

          ภายในถ้ำแม้จะไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อก่อไฟขึ้นมา ก็ยังดีกว่าให้เขานอนหนาวอยู่กลางแจ้ง

          ข้าดูแลเขา คิดว่าถ้าฟื้นแล้วจะส่งเขาออกจากคุนหลุน เพราะสถานที่พำนักของเซียนย่อมไม่อนุญาตให้ปีศาจอย่างเขาพักอยู่ แต่เซี่ยจั๋วนอนทีก็นอนไปถึงครึ่งเดือน ตอนที่เขารู้สึกตัวขึ้นมาก็ใกล้จะถึงเดือนสาม แต่ข้ายังไม่มีวิธีส่งเขาออกไป เพราะขาของเขาใช้การไม่ได้ แล้วยังดูเหมือนจะใช้อาคมไม่ได้อีกด้วย

          ไม่รู้จะทำอย่างไรดี นอกจากต้องดูแลเขาต่อไปอีกสองเดือนกว่า ในเวลาสามเดือนที่ผ่านมานั้น เซี่ยจั๋วยังคงอาศัยอยู่ในถ้ำกลางป่าไผ่

          มิน่า พอลงจากยอดเขาคุนหลุน เขาถึงตรงมาที่นี่อย่างไม่ลังเล แท้จริงแล้ว ไม่ใช่เพราะต้องการอยู่เป็นเพื่อนข้าที่ยังเหาะเหินเดินอากาศไม่ได้ แต่เพราะเขาหาเป้าหมายเจอแล้ว!

          “ข้าจำไม่ได้แล้วว่าถ้ำที่ว่านั้นอยู่ที่ไหน ไม่ได้ไปนานมาก เจ้าจำได้หรือไม่” ข้าถามเซี่ยจั๋ว

          เซี่ยจั๋วดื่มน้ำอีกคำหนึ่งอย่างไม่รีบร้อน

          แต่ข้ารีบ “ถ้าเจ้าจำได้ พรุ่งนี้พวกเราก็เริ่มลงมือกันได้เลย”

          เขาเหลือบตาขึ้นมอง

          ข้าลูบปลายคาง เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา “เอาอย่างนี้ ข้าจำได้ว่าช่วงที่เจ้ารักษาตัวอยู่ในถ้ำ ข้ามาหาเจ้าทุกวัน นี่ก็ผ่านช่วงที่เราเพิ่งเจอกันมาได้สามเดือนกว่าแล้ว ถ้าข้าจำไม่ผิด ตอนนี้ข้าคงจะชอบเจ้าขึ้นมาแล้ว ส่วนเจ้าคิดอย่างไรข้าก็เดาไม่ถูก แต่ข้าเข้าใจตัวเองดี พรุ่งนี้ข้าไปจัดการดีกว่า!”

          เซี่ยจั๋วยกมือกอดอก มองข้าด้วยสีหน้าดูแคลนว่า ‘ยังจะพูดเพ้อเจ้ออะไรอีก’

          ข้าไม่ใส่ใจท่าทีของเขา มุ่งมั่นกับสิ่งที่ทำ “ก่อนหน้านี้ข้าเป็นคนที่มองโลกตามความเป็นจริง พรุ่งนี้ข้าจะไปหาตัวเอง...”

          เซี่ยจั๋วฟังถึงตรงนี้ ก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ

          ข้าไม่เข้าใจถึงความหมายทางสีหน้าของเขา ยังคงจัดการต่อ “จากนั้นข้าจะแสดงตัวตนกับนาง บอกนางถึงจุดจบความรักของพวกเรา ให้นางอย่าได้ติดต่อกับเจ้าในตอนนี้อีก แบบนี้ก็เท่ากับทำลายวาสนารักของพวกเราได้ เป็นวิธีที่สะดวกสบาย ง่ายดายและรวดเร็ว”

          เซี่ยจั๋วจ้องข้าอยู่นิ่งๆ ครู่ใหญ่ๆ สุดท้ายพูดขึ้นว่า “ได้” เขามองข้า “งั้นเจ้าไป”

          ข้าไปก็ได้

          เมื่อเล่าแผนการที่จะทำแล้ว ข้าก็ไม่อยากเสียเวลาพูดกับเซี่ยจั๋วต่อ เข้าไปในห้องเล็กที่เซี่ยจั๋วเตรียมเอาไว้ทันที

          จะว่าไปเขาก็ไม่แย่นัก ไม่เคยหาเรื่องให้ข้าต้องลำบาก

          ก่อนนอน ข้ามองป่าไผ่ในยามราตรี พร้อมกับคิดอย่างอารมณ์ดีว่า ข้านี่เป็นคนฉลาดหัวดีที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างง่ายดาย

         

          เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

          ข้าลุกจากที่นอนอย่างกระปรี้กระเปร่า เมื่อได้นอนพักหนึ่งคืน ร่างกายที่ถูกห้วงเวลาดึงทึ้งก็มิได้อ่อนแอเหมือนเมื่อวาน แม้ยังใช้อาคมไม่ได้แต่ก็เดินเหินได้อย่างไม่เป็นปัญหา

          ข้าให้เซี่ยจั๋ววาดตำแหน่งที่ตั้งของถ้ำอย่างคร่าวๆ จากนั้นก็ออกจากกระท่อมอย่างมาดมั่น

          ข้าคิดในใจว่า ข้ามีหรือจะไม่เข้าใจตัวเอง ข้ายังจะพูดเกลี้ยกล่อมตัวเองไม่ได้หรือ

          ข้าจะต้อง...

          ต้อง...

          ข้ายังไม่ทันเดินไปถึงถ้ำที่ว่านั้น ก็ต้องยกมือกดหน้าอก

          เจ็บ เจ็บมาก ยิ่งเข้าใกล้ถ้ำที่เซี่ยจั๋วอยู่ ข้าก็ยิ่งเจ็บที่หัวใจ

          ความเจ็บที่เกิดขึ้นแตกต่างจากความเจ็บที่ถูกห้วงเวลาดึงทึ้ง ข้ารู้สึกหัวใจเต้นแรง ใบหน้าซีดขาว แขนขาไร้กำลัง ยิ่งเดินไปข้างหน้าก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองอ่อนกำลังลง จนเหมือน... เหมือนตัวข้าจะหายไป

          เพราะเหตุนี้ ข้าจึงต้องกลับมานั่งพักที่กระท่อมไม้ไผ่ กรอกน้ำอุ่นๆ ใส่ปากไปหลายถ้วย จึงจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

          ข้ามองเซี่ยจั๋วด้วยใบหน้าซีดขาว “ทำไมข้าถึงเป็นอย่างนี้”

          เขาปรายตามองข้าอย่างเยาะหยัน ก่อนพูดสั้นๆ เพียงว่า “อ๋องย่อมไม่เจออ๋อง”* 

          “พูดภาษาคนเถอะ!”

          “ในห้วงเวลาหนึ่ง ในสถานที่หนึ่ง จะมีเจ้าสองคนไม่ได้”

          ข้ามองเซี่ยจั๋วอย่างตะลึงงัน ทำอะไรไม่ถูก “ถ้ามีแล้วจะเป็นอย่างไร”

          “จะหายไป”

          “ใครหายไป”

          “คนที่อ่อนแอกว่า”

          ข้ามองตัวเองในตอนนี้ก็เข้าใจขึ้นมาทันที ร่างกายที่ถูกห้วงเวลาฉุดกระชากร่างนี้ ใช้อาคมก็ไม่ได้ ย่อมไม่แข็งแรงเท่ากับตัวข้าในตอนนี้ที่กระโดดโลดเต้นได้เป็นปกติ ถ้าหากข้าและตัวเองในตอนนี้อยู่ในสถานที่เดียวกัน คนที่จะหายไปก็คือข้า

          ข้าตบหน้าอก “ยังดีที่รู้สึกไม่ดีก็รีบถอยกลับมาก่อน” ข้าปลอบใจตัวเอง “ถ้าอย่างนั้นก็รอให้ข้าปรับตัวเข้ากับที่นี่ได้แล้ว ค่อยไปเกลี้ยกล่อมข้าในตอนนั้น...”

          ข้าพูดไปพูดมา ก็รู้สึกมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง

          ร่างกายข้าตอนนี้อ่อนแอ ไม่อาจเผชิญหน้ากับตัวเอง ไม่อย่างนั้นตัวข้าจะหายไป แต่ข้าก็รับรู้ได้ถึงร่างกายที่เริ่มปรับตัวเข้ากับห้วงเวลานี้ได้ ต้องมีสักวันที่ข้าจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ร่างกายกลับมาแข็งแกร่งเหมือนซ่างเซียนทั่วไป ดังนั้นตัวข้าในอดีตก็จะอ่อนแอกว่า ถ้าหากข้าเจอตัวเอง จะไม่เท่ากับทำให้ตัวข้าเองในอดีตต้องหายไปงั้นหรือ?

          แต่ว่า!

          ถ้าหากตัวข้าในอดีตหายไป แล้วข้าในตอนนี้ยังจะอยู่อย่างไร                 

          ตอนนี้ข้าค่อยเข้าใจว่า ไม่ว่าข้าจะหายไปหรือตัวข้าในอดีตจะหายไป ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย!

          ข้ามองเซี่ยจั๋วอย่างตกตะลึง

          “ทำไมเจ้าไม่ห้ามข้าล่ะ?” ข้าถามอย่างไม่แน่ใจ “เจ้าปล่อยข้าไปทั้งอย่างทั้งนี้เนี่ยนะ” ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาจนไม่รู้จะบรรยายอย่างไร ความตกตะลึงที่เกิดขึ้นในครั้งแรกถูกสะกดเอาไว้ ไฟโทสะของภรรยาที่อยู่กินกับสามีมานานอย่างที่เขาว่ากัน ลุกพรึ่บขึ้นมาในใจแทน

          ข้าตบโต๊ะลุกขึ้นยืน เอื้อมมือคว้าคอเสื้อเขาดึงเข้ามาหาตัว

          หน้าอกของเขาชนถูกขอบโต๊ะไม้ดังโครม

          ข้าตั้งคำถามกับเขา “นี่เจ้าคิดจะฆ่าข้าจริงหรือ?”

          ส่วนเซี่ยจั๋วกลับดูสงบเยือกเย็น เขามองตอบด้วยแววตาของสามีที่อยู่กินกับภรรยามานาน

          เป็นแววตาเฉยชาเหมือนหมูที่ไม่กลัวน้ำร้อน

          ถึงขนาดยังกล้ายกมุมปากขึ้น พูดในสิ่งที่เขาอยากจะพูดอย่างเนิบช้า “เจ้าอยากช่วย ก็ช่วย เจ้าอยากไป ก็ไป”

          ความหมายของเขาก็คือ เจ้า... อยากตายก็ตาย

          ข้ามองหน้าเขาอย่างเคียดแค้นถึงขนาดต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน มีคำด่าที่เลือกมาจากศัพท์คำนับพันนับหมื่นผุดขึ้นมาในใจ แต่ข้าเลือกใช้เพียงแค่ประโยคเดียว

          เซี่ยจั๋ว เจ้ามันร้าย!

 

 

 

 

____________________

* 王不见王 หมายถึง คนที่มีอำนาจบารมีเท่าเทียมย่อมไม่อาจอยู่ร่วมกันได้

          ข้ากระชากคอเสื้อของเซี่ยจั๋ว โกรธจนอยากทุบหัวเขาให้เละคามือ

          แต่สุดท้ายก็อดกลั้นเอาไว้ได้

          เพราะเซี่ยจั๋วในตอนนี้แม้เขาจะกลายเป็นคนที่น่าโมโหมากกว่าในอดีตนับพันนับหมื่นเท่า แต่ฝีมือของเขาก็ร้ายกาจมากกว่าเดิมนับพันนับหมื่นเท่าเช่นกัน!

          ข้าเอาชนะเขาได้หรือไม่?

          ข้าแน่ใจหรือ?

          ข้าถามตัวเองในใจซ้ำมาซ้ำไปอย่างนี้หลายรอบ สุดท้ายจึงปล่อยมือจากคอเสื้อของเขา ถึงขนาดยังช่วยจัดคอเสื้อที่ยับย่นให้เรียบอีกด้วย

          ข้าเก็บความแค้นใจเอาไว้แล้วนั่งลง สูดหายใจเข้าลึกๆ สะกดอารมณ์โกรธที่พลุ่งพล่าน ก่อนจะเอ่ยปากถาม “แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อ” ข้ามองเขาแล้วยิ้มน้อยๆ เชื่อว่าเขาจะต้องไม่พอใจกับรอยยิ้มจอมปลอมที่แข็งทื่อนี่แน่

          เขามิได้พูดถึงเรื่องที่ข้าคว้าคอเสื้อ แต่นั่งตัวตรง หยิบถ้วยไม้ไผ่ขึ้นมาดื่มน้ำที่ได้จากการละลายหิมะอย่างไม่รีบร้อน แล้วค่อยตอบเพียงว่า

          “ตี”

          ข้านั่งนิ่งด้วยความงุนงง จนกระทั่งฉุกคิดถึงอะไรขึ้นมาได้ จึงตบโต๊ะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง!

          “เจ้ากล้าตีข้าเรอะ?”

          ไม่ว่าท่าทีของเซี่ยจั๋วที่มีต่อข้าจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยตีข้าสักครั้ง พอได้ยินเขาบอกว่าจะตี สมองข้าพลันเกิดโทสะที่แฝงไปด้วยความตะลึงงัน เหมือนเขาลงมือตีข้าไปแล้ว

          เขาจ้องตานิ่งๆ ไม่พูดไม่จา

          ข้าจ้องเขาอย่างโมโหอยู่นาน สุดท้ายค่อยคิดได้

          ก็จริง... ข้าในตอนนี้ไม่อาจไปพบกับตัวข้าในอดีต ตัวเขาเองก็ไปหาตัวเองในอดีตไม่ได้เช่นกัน ถ้าเช่นนั้นก็มีแต่ต้องสลับกันไปเจอกับอีกฝ่าย แล้วถ้าจะให้คนสองคนที่เริ่มชอบพอกันเกลียดอีกฝ่ายให้เร็วที่สุดจะมีวิธีใดบ้างเล่า ก็มีแต่ทำเรื่องที่อีกฝ่ายไม่อาจให้อภัยได้ก็เท่านั้น

          การตีคน เป็นเรื่องที่ไม่ต้องใช้ต้นทุน ซ้ำยังรวดเร็วชัดเจนพอที่จะทำให้อีกฝ่ายผิดใจกับเราได้

          แต่... ข้าสู้เซี่ยจั๋วในตอนนี้ไม่ได้ แล้วยังจะสู้เซี่ยจั๋วเมื่อห้าร้อยปีก่อนได้อย่างไร ต่อให้ตัวเขาในอดีตจะอยู่ในช่วงรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ก็ตาม

          อีกประการหนึ่ง เซี่ยจั๋วตีข้าย่อมได้ผลมากกว่าที่ข้าตีเขาไม่รู้เท่าไร

          นิสัยของเซี่ยจั๋วแปรปรวนไม่แน่นอน ดีไม่ดี อาจชอบใจที่ข้าลงมือกับเขาก็เป็นได้

          ส่วนข้า แค่แตะหน่อยเดียวก็ระเบิด เป็นเซียนที่มีชื่อด้านอารมณ์ร้อน ระเบิดโทสะได้ง่าย ถ้าเซี่ยจั๋วกล้าตีอย่างไม่มีเหตุผลซ้ำยังเป็นช่วงที่ข้าให้การดูแลเขามาสามเดือนกว่า ข้าในตอนนั้นจะต้องโกรธจนไม่สนใจเซี่ยจั๋วอีกต่อไป

          แบบนี้มิเท่ากับตัดวาสนารักของพวกเราให้ขาดสะบั้นได้อย่างง่ายดายหรอกหรือ?

          ดังนั้น การส่งเซี่ยจั๋วไปตีตัวข้าในอดีตจึงนับเป็นวิธีที่หยาบกระด้าง ไม่ซับซ้อน แต่ได้ผลดีที่สุด

          ข้าจ้องเซี่ยจั๋ว เขาเองก็จ้องข้า

          พอข้าหาเหตุผลมาเกลี้ยกล่อมตัวเองได้สำเร็จใจก็เริ่มเยือกเย็นลง ข้าจับแต่งเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่ แล้วนั่งลงอีกหน

          แม้จะไม่พอใจ แม้จะรู้สึกว่าเซี่ยจั๋วเป็นเจ้าสารเลวที่สามารถคิดวิธีร้ายกาจแบบนี้ออกมา แต่ข้าก็ยังเห็นด้วยเพราะต้องการนำขวานผานกู่กลับไปไว้ที่เดิมในช่วงเวลาเดิมให้เร็วที่สุด คงต้องยอมให้ ‘ตัวข้าในอดีต’ แบกรับความน้อยเนื้อต่ำใจนี้สักครั้ง ส่วนตัวข้าเวลานี้จะเป็นคนให้อภัยเซี่ยจั๋วแทนเอง!

          “ได้ เจ้าไปจัดการก็แล้วกัน” ข้าเอ่ยขึ้น

          เซี่ยจั๋วเลิกคิ้วคล้ายกับไม่คิดว่าข้าจะตอบตกลง

          “เจ้าต้องจัดการให้เร็ว ทางที่ดีก็ออกไปตีข้าสักที แล้วพวกเราจะได้รีบกลับ!” ข้าพูดอย่างไม่รู้สึกผิด

          เซี่ยจั๋วเงียบไปครู่หนึ่ง ก้มหน้าเป่าใบไผ่ที่ลอยอยู่ในถ้วยน้ำ เอ่ยเนิบช้าว่า “เจ้าใจกว้างดี”

          ข้าเหล่ตามอง พลางหัวเราะเยาะ “สงสัยพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้ว ปากทองคำของเจ้าถึงกับพ่นคำประชดข้าออกมาได้ ข้าใจกว้างเพราะอะไรเจ้าก็น่าจะรู้ ถ้าไม่ใช่เพราะคุนหลุน ข้าไม่ยอมให้ตัวเองต้องมาถูกเจ้าตีแน่ รีบไปเถอะ...”

          “ข้าไม่ตีเจ้า” เขาพ่นคำออกมาอีกสี่คำ นัยน์ตาดำสนิทของเขาจ้องมาที่ข้านิ่งๆ

          เพราะคำพูดและแววตาที่แฝงความหนักแน่นของเขาทำให้ข้าได้แต่มองอย่างนิ่งขึง

          ข้าเบือนหน้ามองไปอีกทางเพราะทนสายตาที่มองมาไม่ได้ ข้าย้ำในใจว่าตนกับเซี่ยจั๋วหย่ากันแล้ว หลังจากไล่ความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นในหัว ข้าค่อยหันหน้ามามองเขาด้วยสีหน้าแววตาที่เป็นปกติ น้ำเสียงที่ถามก็ราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ “ไม่ตีข้าแล้วจะตีใคร?”

          “เหมิงเหมิง”

          เหมิงเหมิง!

          “เหมิงเหมิงทำผิดอะไร?” ข้าร้องหาความยุติธรรมแทนเหมิงเหมิง “ถ้านางอยู่ที่นี่ต้องตกใจตายกับคำพูดของเจ้าแน่ ห้าร้อยปีก่อนนางยังเป็นแค่เด็กน้อย เจ้าจะตีนางทำไม ไม่รู้สึกผิดบ้างหรือ”

          “ถ้าอย่างนั้นก็อู๋เฉิง”

          อู๋เฉิงเป็นรองผู้บัญชาการทหารรักษาการณ์ที่ข้าสนิทด้วยมากที่สุดเมื่อห้าร้อยปีก่อน

          “เจ้า...” ข้าเพิ่งจะอ้าปากได้คำเดียว เซี่ยจั๋วยังร่ายชื่อต่อ...

          “ฮวนฮวน หลี่ซู กู้เฉิงจื้อ”

          ล้วนเป็นสหายสนิทของข้าทั้งนั้น สีหน้าของข้าเริ่มไม่ดี

          “ไปจนถึง เจ้าแม่ซีหวังหมู่”

          ข้าดึงกระบี่วิเศษออกมา แทงจากบนลงล่างใส่ถ้วยน้ำที่เซี่ยจั๋วถืออยู่ในมือ ตรึงมันเอาไว้กับโต๊ะไม้ไผ่ตรงหน้าเขา

          น้ำแช่ใบไผ่หิมะซึมออกจากก้นถ้วย หยดลงบนพื้นดังติ๋งๆ ส่วนข้ายืนมองเซี่ยจั๋วด้วยสีหน้าเฉยเมย

          “เจ้ากล้ารึ?”

          เซี่ยจั๋วมองตอบอย่างไม่ไยดี “กล้า”

          “เซี่ยจั๋ว ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าเรื่องหย่าเป็นเรื่องของเราสองคน อย่าดึงคนอื่นมาเกี่ยวข้อง”

          “ในสายตาข้า ไม่เคยมีคนอื่น”

          ก็จริง ในสายตาของเซี่ยจั๋วเขาไม่มีใครอื่น

          ห้าร้อยปีที่ผ่านมา เรื่องพื้นฐานที่ข้าทะเลาะกับเซี่ยจั๋วเรื่องหนึ่งก็คือ เขาไม่เคยเห็นเซียนในคุนหลุนอยู่ในสายตาแม้แต่คนเดียว ดังนั้นเพื่อทำลายวาสนารักของพวกเรา เขาสามารถไม่สนใจไยดีกับคุนหลุนในอีกห้าร้อยปีหลังจากนี้ ซ้ำยังลงมือกับสหายรักของข้ารวมไปถึงเจ้าแม่ซีหวังหมู่อย่างไม่ใส่ใจได้อย่างสบายๆ

          “เซี่ยจั๋ว ถ้าข้าไม่ได้มาที่นี่ มองไม่เห็นอะไรก็แล้วไป ข้าไม่รู้จะขัดขวางเจ้าอย่างไรดี แต่ตอนนี้ ข้าอยู่ที่นี่ ถ้าเจ้ายังคิดจะทำอะไรพวกเขา ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าทำได้ตามอำเภอใจแน่ แม้เจ้าจะมีขวานผานกู่อยู่ในมือ ข้าจะใช้กระบี่ซูเหอต้านรับเอาไว้”

          เขามองข้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม “ใช้ชีวิตมาต้านงั้นหรือ?”

          “ใช้ชีวิตมาต้าน!”

          เขาหลุบตาลงเล็กน้อย  

          “ได้” หลังจากขบคิดชั่วครู่ ไม่รู้ว่าเซี่ยจั๋วคิดอะไรได้ จึงได้ยอมรอมชอม “ข้าไม่ไป”

          ข้าตะลึง เพราะการถอยที่เกิดขึ้นอย่างไม่ลังเลของเขาทำให้ข้ารู้สึกว่า การชักกระบี่แทงโต๊ะไม้เป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ

          เขายังใส่ใจกับชีวิตของข้าอย่างที่คาดไม่ถึง แต่การกระทำและคำพูดของเขาก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาอยากจะฆ่าข้านี่นา?

          ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

          ข้าเก็บกระบี่ นั่งลงตามเดิม สภาพบนโต๊ะดูไม่ได้เอาเสียเลย

          เซี่ยจั๋วไม่หยิบถ้วยไม้ไผ่ใบนั้นขึ้นมาอีก การทะเลาะที่ลงมือกันไปได้ครึ่งเดียวก็ถูกความสงบเยือกเย็นเข้ามาแทนที่ ทำให้ข้าไปต่อไม่เป็น ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

          แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ไข ถ้าข้าช้าไปวันหนึ่ง คุนหลุนอีกห้าร้อยปีหลังก็จะวุ่นวายไปอีกหนึ่งวัน

          “ถ้าไม่อย่างนั้น...” ข้าสะกดความกระอักกระอ่วนใจ เป็นฝ่ายถามขึ้น “เจ้ายังจะไปตีข้าหรือไม่”

          เซี่ยจั๋วเหลือบตา “ไม่”

          มาตอนนี้พูดเสียงหนักแน่นเชียว!

          “ถ้าอย่างนั้นก็หาวิธีอื่น ไม่ต้องคิดเรื่องจะฆ่าจะแกงกัน ใช้สมองหน่อย!” ข้าลูบปลายคางใช้ความคิด “ก็แค่ต้องการให้ตัวข้าในอดีต ผิดหวังในตัวเจ้าจนไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีกต่อไปไม่ใช่หรือ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็พูดจาไม่ดี พูดสิ่งที่ทำร้ายจิตใจคนฟัง อย่างเช่น เจ้านับเป็นตัวอะไรได้! สตรีที่ขี้เหร่เช่นเจ้าอย่ามาให้สายตาข้าแปดเปื้อน หรือบอกว่า ข้าไม่ชอบเจ้า แต่ไปชอบคนอื่น อะไรทำนองนี้ ข้าในตอนนั้นยังใสซื่อไร้เดียงสาอยู่ ทนฟังคำพูดเหล่านี้ไม่ได้แน่ เจ้าก็...”

          ข้ายังไม่ทันได้พูดคำว่า “ทำ”

          หัวใจของข้าบีบเกร็งด้วยความเจ็บปวด อาการอ่อนแรงที่คุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง

          “เอ๊ะ มีกระท่อมไม้ไผ่อยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร” เสียงที่แปลกหูแต่ก็คุ้นเคยเป็นอย่างดีดังขึ้นนอกกระท่อม

          นั่นเป็น... เสียงของข้า

          ข้าหันไปมองป่าไผ่ด้านนอกอย่างตกใจ “แย่แล้ว แย่แล้ว ข้ามาแล้ว ข้ามาแล้ว ข้ามาถึงที่นี่แล้ว...”

          ข้าพูดพึมพำด้วยคำซึ่งคนที่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกันย่อมฟังไม่รู้เรื่อง ข้ายังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ร่างกายก็อ่อนแรงจนร่วงจากเก้าอี้

          พริบตานั้นเซี่ยจั๋วกลับคว้าข้าไว้

          จากนั้นเขาก็เปลี่ยนจากการอุ้มเป็นยกตัวข้า แล้วโยนเข้าไปในห้องเล็กที่เป็นห้องพักของข้าทันที

          ประตูหน้าห้องถูกปิดเข้าหากันดัง “ปัง”

          เขตอาคมที่เซี่ยจั๋วสร้างขึ้นด้านนอกล้อมตัวข้าเอาไว้ ข้ารับรู้ได้ถึงแรงฉีกทึ้งจากห้วงเวลาที่ค่อยๆ ลดลงแบบแทบจะทันที พอเริ่มดีขึ้น ข้าก็ควานหาคันฉ่องมือแล้วยื่นไปนอกหน้าต่างเพื่อให้มันสะท้อนภาพภายนอก

          กระท่อมไม้ไผ่ของเซี่ยจั๋วสร้างอยู่กลางป่าไผ่ เพียงแค่หนึ่งวันหนึ่งคืน มันก็กลมกลืนกับป่าไผ่ได้อย่างดีเยี่ยม

          ข้ามองตัวเองในอดีตที่หิ้วตะกร้าสานเอาไว้ แล้วมองซ้ายมองขวา เดินมาที่ลานด้านนอก มีหน่อไม้ที่เพิ่งขุดขึ้นมาใหม่ๆ ในตะกร้าอยู่หลายหน่อ

          เดินหาของกินจนมาถึงตรงนี้ได้ ย่อมเป็นตัวข้าเองไม่ผิดแน่

          “กระท่อมหลังนี้สร้างได้ไม่เลว วันหลังข้าจะสร้างให้เสวียนชิงบ้าง”

          เสวียนชิง...

          ข้านิ่งขึง แท้จริงแล้วเมื่อก่อนข้าไม่ได้เรียกเขาทั้งชื่อทั้งแซ่ว่าเซี่ยจั๋ว... เหมือนเช่นตอนนี้

          ‘ข้า’ คนนั้น เดินพิจารณากระท่อมไม้อย่างสนใจ เซี่ยจั๋วกำลังเดินตรงไปหา

          การออกไปของเขาเป็นสิ่งที่ข้าคิดไม่ถึง เขาไม่แม้แต่จะใส่หน้ากากปกปิดใบหน้าด้วยซ้ำ!

          ‘เสวียนชิง’ ยังรักษาอาการบาดเจ็บอยู่! แล้วเขาออกไปอย่างนี้ไม่กลัวตัวตนจะถูกเปิดเผยหรือ? แล้วต่อไปเขายังจะปลอมเป็นตัวเขาในอดีตไปหลอกตัวข้าในอดีตได้อย่างไร!

          ข้ามองอย่างร้อนใจ

          ตัวข้าอีกคนยืนตะลึงอย่างเห็นได้ชัด นางมองเซี่ยจั๋วที่อยู่ตรงหน้า แล้วหันไปมองด้านหลังอย่างประหลาดใจ นั่นคงเป็นตำแหน่งที่เซี่ยเสวียนชิงรักษาอาการบาดเจ็บอยู่

          ข้ามอง ‘ตัวข้า’ ที่ทำหน้าตาเหลอหลา เปล่งคำถามอย่างสงสัย “เซี่ยเสวียนชิง? เจ้า... เมื่อครู่เจ้ายังอยู่... เอ๊ะ? ขาของเจ้า... ขาของเจ้าหายแล้วนี่!”

          ข้ามองผ่านคันฉ่องไปยัง ‘ตัวข้า’ ที่เดินวนรอบร่างเซี่ยจั๋วอย่างตื่นเต้น สายตายังจดจ้องที่ขาของเขา ถึงขนาดยังเข้ามาจับๆ ลูบๆ “ขาของเจ้าหายดีแล้ว เจ้าใช้อาคมได้แล้วสินะ?”

          นี่เจ้ายอมรับได้โดยไม่รู้สึกผิดปกติตรงไหนเลยเรอะ!

          ข้าพูดไม่ออก

          ที่แท้ตัวข้าในอดีตก็ให้ความเชื่อถือกับความหล่อเหลาของเซี่ยจั๋วถึงขนาดนี้...

          “เมื่อครู่เจ้าแกล้งป่วยสินะ คิดจะเล่นสนุกหรือ” ข้าในอดีตตีไหล่เซี่ยจั๋วไปทีหนึ่ง ความยินดีปรีดาฉายออกมาจากแววตาและคำพูดชัดเจน

          เซี่ยจั๋วมอง ‘ข้า’ ในอดีต มุมปากขยับเล็กน้อย เขากลั้นหายใจอยู่นานกว่าจะเปล่งเสียงออกมา

          “สตรีเช่นเจ้า จะนับเป็นตัวอะไรได้?”

          ข้า “...”

          ตัวข้าในอดีต “...”

          เซี่ยจั๋วจ้องคนตรงหน้าเขม็ง พูดขึ้นอีกประโยคว่า “สตรีที่... ขี้เหร่เช่นเจ้า อย่ามาให้สายตาข้าแปดเปื้อน”

          ตัวข้าในอดีตยืนนิ่งราวกับอยู่ในความฝัน แต่ก็เหมือนเห็นผีกลางวันแสกๆ

          จะว่าไปแล้ว ข้ารู้สึกว่า เซี่ยจั๋วไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดที่ข้าเพิ่งสอนไป มาพูดกับ ‘ตัวข้า’ ทันที! เพราะสิ่งที่ข้าสอนเขาไปเมื่อครู่ยังไม่ได้กลั่นกรองจากความคิดที่รอบคอบ เขาควรจะคิดให้ลึกซึ้งกว่านี้ก่อนที่จะใช้ แล้วก็ไม่ใช่ว่าต้องลอกทุกคำที่ข้าสอนก็ได้นี่

          ‘ตัวข้า’ ในคันฉ่องมองเซี่ยจั๋วนิ่งๆ อยู่นาน สุดท้ายก็ถลึงตา เบ้ปาก เนื้อตรงแก้มพองออกด้วยความโกรธจัด จากนั้นก็กระโดดจิ้มลูกนัยน์ตาของเซี่ยจั๋วอย่างแรง

          ไม่รู้ว่าเซี่ยจั๋วคิดอะไรอยู่ เขายืนนิ่งเหมือนคนใจลอย ทำให้ไม่ทันป้องกันตัวเองจากเหตุไม่คาดฝันนี้ เขาถูก ‘ตัวข้า’ จิ้มตาสองข้างเต็มแรง เจ็บจนต้องก้มหน้ายกมือปิดตา

          ‘ตัวข้า’ ตะโกนใส่เซี่ยจั๋วอย่างโกรธจัด “ใครน่าเกลียด ใครน่าเกลียด?! ใครสอนให้เจ้าพูดกับผู้หญิงอย่างนี้”

          ข้ามอง ‘ตัวข้า’ ในคันฉ่องที่กำลังทุบตีเซี่ยจั๋วอย่างบ้าคลั่งแล้วพลันเกิดความเป็นห่วงขึ้นมา ได้แต่พึมพำกับตัวเองไม่หยุด “พอได้แล้ว เขาร้ายกาจมาก อาคมก็สูงส่งกว่าเจ้าไม่รู้กี่พันกี่หมื่นเท่า ถ้ายังทุบเขาต่อเจ้าอาจตายไม่รู้ตัว ถ้าเจ้าตายข้าก็ต้องตายด้วยเหมือนกัน...”

          ‘ตัวข้า’ ทุบตีเซี่ยจั๋วไปหลายที ก่อนจะหยุดทุบไปเฉยๆ แต่ยังใช้ปากต่อว่าเขาอย่างแค้นใจ “เซี่ยเสวียนชิง เจ้าหายดีแล้วทำไมถึงพูดจาไม่น่าฟังอย่างนี้ แผลที่ขาย้ายที่ไปที่หัวแล้วหรือไร” พูดแล้วก็ยังใช้มืออังหน้าผากของเซี่ยจั๋ว “ให้ข้าดูหน่อย ข้ารักษาแผลที่ขาเจ้าหายได้ ข้าก็ต้องรักษาแผลที่หัวเจ้าได้เหมือนกัน...”

          ภาพในคันฉ่องสะท้อนให้เห็นตัวข้าในอดีต นางพยายามจับศีรษะเซี่ยจั๋วเอาไว้ให้อยู่นิ่งๆ ทำท่าจะแนบหน้าผากชิดกับใบหน้าของเขา

          ข้ามองการกระทำของตัวเองในอดีตอย่างตะลึงงัน

          ความทรงจำที่มีอยู่ตอนนี้ นอกจากการทะเลาะกับเซี่ยจั๋วแล้ว ข้าแทบไม่สัมผัสเขามานานหลายปีแล้ว

          ความรักที่เกิดขึ้นในหนแรกถูกเรื่องราวในชีวิตประจำวันกร่อนเซาะจนแทบไม่เหลือเค้าลาง ทำให้ข้าไม่มีแก่ใจจะพาตัวเองไปใกล้ชิดกับเซี่ยจั๋วอีก

          เซี่ยจั๋วเองก็ตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

          เขาปล่อยให้ ‘ตัวข้า’ ยกมือประกบใบหน้าของเขาไว้เพียงชั่วขณะ แล้วก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างตกใจ

          เขายืนตัวตรง แววตามีความห่างเหิน

          ส่วน ‘ตัวข้า’ ได้แต่ยืนมองเขาอย่างสงสัย ก่อนจะทำหน้าตาขึงขังพูดกับเขาว่า “เซี่ยเสวียนชิง เจ้าเป็นอะไร เมื่อครู่ยังออดแอดอยู่เลย ตอนนี้เป็นอะไรไป ถ้าอยากจะให้ข้าตื่นเต้นดีใจก็ไม่ควรจะทำเช่นนี้”

          เซี่ยจั๋วจ้องคนตรงหน้านิ่ง ก่อนเอียงคอมาทางนี้เล็กน้อย

          ภาพในคันฉ่องบอกว่าเซี่ยจั๋วมองมาทางนี้!

          เพราะกลัวตัวข้าในอดีตจะรู้ตัว จึงได้ดึงคันฉ่องเก็บเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ตอนนี้เองที่ข้าได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเซี่ยจั๋วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

          “ข้าไม่ชอบเจ้า”

          ถ้าว่ากันตามขั้นตอนที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ตอนนี้เขาควรจะพูดประโยคนี้แล้ว

          แต่ไม่รู้ทำไม พอได้ยินคำพูดนี้ข้าเกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา

          คำพูดของเซี่ยจั๋วประโยคนี้ไม่เหมือนพูดกับข้า แต่ก็เหมือนพูดให้ข้าฟัง แต่ถ้าคิดจากอีกมุมหนึ่ง คำพูดนี้ของเขา ตั้งใจพูดให้ข้าฟังแน่นอน

          อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับข้าหลังจากที่ได้ยินคำพูดประโยคนี้มีความหลากหลายเหมือนกับเบื้องลึกเบื้องหลังอันซับซ้อนของเซี่ยจั๋ว

          ‘ตัวข้า’ ที่อยู่ข้างนอกเงียบเสียงไปแล้ว

          ผ่านไปอีกนานกว่า ‘ตัวข้า’ จะพูดขึ้นว่า “ข้า... ข้าก็ไม่ชอบเจ้า! วันนี้เจ้าทำตัวน่ารังเกียจ ไม่อยากพูดด้วยแล้ว ข้าไปล่ะ”

          เสียงฝีเท้าของนางห่างออกไปเรื่อยๆ จนข้าคิดว่าอีกฝ่ายคงกลับไปแล้ว กำลังคิดจะลุกขึ้นยืนข้างหน้าต่างพอดี

          แต่แล้วก็ได้ยินเสียงพั่บๆๆ ดังขึ้น ‘ตัวข้า’ วิ่งกลับมาอย่างรีบร้อน

          ข้าหย่อนตัวกลับลงไปนั่งข้างหน้าต่าง ความอยากรู้ทำให้ข้ายื่นคันฉ่องมือออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง

          ภาพนอกห้องสะท้อนในคันฉ่อง

          ‘ตัวข้า’ วิ่งเข้ามาใกล้เรื่อยๆ วิ่งไปหอบไป ก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าเซี่ยจั๋ว

          เซี่ยจั๋วมองตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

          ‘ข้า’ พูดรัวๆ กับเซี่ยจั๋ว “ที่ข้าพูดไปเมื่อครู่ไม่เป็นความจริง ข้าชอบเจ้า! ถึงเจ้าจะไม่ชอบข้า ก็ไม่ต้องบอกออกมาหรอก เพราะ... มันจะทำให้ข้าจะเสียใจ”

          ประกายตาของเซี่ยจั๋วสว่างขึ้นเล็กน้อย

          ‘ตัวข้า’ ดึงมือเซี่ยจั๋วมาจับเอาไว้ ยัดตะกร้าสานใส่มือเขา “คิดว่าวันนี้เจ้าคงอารมณ์ไม่ดี ถึงได้พูดจาแบบนี้ ข้ายกหน่อไม้ที่เพิ่งขุดมาใหม่ๆ ให้เจ้าก็แล้วกัน ใส่พริกนิดหน่อยก็อร่อย ไม่เหมือนหน่อไม้ที่ข้าเคยให้เจ้ากินก่อนหน้า พวกนั้นยังแก่ไปหน่อย หวังว่าพอกินหน่อไม้พวกนี้แล้ว เจ้าจะอารมณ์ดีขึ้น!”

          ‘ตัวข้า’ พูดสิ่งที่อยากพูดรวดเดียวจบ “เวลานี้เจ้าหายดีแล้ว ซ้ำมีกระท่อมพักพิงของตัวเอง เจ้าก็ทำกินเองแล้วกัน ไม่ใช่ว่าข้าไม่ช่วย แต่ตอนนี้ข้าเสียใจกับถ้อยคำที่เจ้าพูดเมื่อครู่ เลยต้องกลับไปปรับอารมณ์เสียก่อน หวังว่าพรุ่งนี้พอข้ามาหาอีกหน เจ้าจะไม่ถามว่าข้าเป็นตัวอะไร แล้วก็ไม่พูดว่าข้าน่าเกลียด ให้ดีที่สุดก็ควรพูดว่าชอบข้า... เอาแบบนั้นก็แล้วกัน” พูดจบ ‘ตัวข้า’ ก็โบกมือให้เขา

          “ไปก่อนนะ”

          เซี่ยจั๋วยืนตะลึง ข้าเองก็นั่งตะลึงแต่ยังตั้งสติได้เร็วกว่าเซี่ยจั๋ว

          ข้าขว้างคันฉ่องที่ถืออยู่ใส่ ‘ตัวข้า’ ที่วิ่งจากไป

          พลั่ก!

          คันฉ่องกระแทกถูกหัวของตัวข้าในอดีตอย่างแม่นยำ

          เมื่อเซี่ยจั๋วดึงสติกลับมาได้ ก็พบว่านางนอนหน้าคว่ำหมดสติอยู่บนพื้นแล้ว

          ข้าซ่อนตัวอยู่ในกระท่อม ตะโกนสั่งการ “รีบพานางออกไป แล้วจัดฉากให้นางคิดไปเองว่าตนฝัน ไม่อย่างนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ พรุ่งนี้เจ้าก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแล้ว”

          เซี่ยจั๋วยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างนอกครู่หนึ่ง หลังจากนั้นข้าก็ได้ยินเสียงลมวูบหนึ่ง

          เมื่อร่างกายของข้าเริ่มสบายขึ้นอย่างช้าๆ ข้าก็รู้ว่า เซี่ยจั๋วพัดร่าง ‘ตัวข้า’ อีกคนออกไปจากบริเวณนี้แล้ว

          ข้าโผล่หน้าทางหน้าต่าง พบว่าลานหน้าบ้านรวมไปถึงเขตอาคมที่เซี่ยจั๋วสร้างเอาไว้มีแต่ความเงียบงัน ข้าถอนหายใจอย่างโล่งอก เริ่มต่อว่าเซี่ยจั๋ว “ไม่ระวังตัวเอาเสียเลย ทำไมถึงไม่สร้างเขตอาคมล้อมเอาไว้แต่แรก ถ้าเกิดตัวข้าในอดีตเดินตรงเข้ามาในกระท่อม เจอหน้าข้าจังๆ แบบนี้ข้าไม่แย่หรือ”

          ข้าบ่นอยู่นานค่อนวัน ก่อนจะเห็นว่าเซี่ยจั๋วยังถือตะกร้าใส่หน่อไม้ที่ ‘ตัวข้า’ อีกคนยกให้อยู่

          ข้าไม่พูดไม่จา ได้แต่มองตะกร้าใส่หน่อไม้เงียบๆ คล้ายกำลังใช้ความคิด สุดท้ายเขาเงยหน้าขึ้นมองข้า

          “เมื่อก่อนเจ้าชอบกินสิ่งนี้หรือ?”

          “ใช่”

          “แล้วต่อมา ทำไมไม่กินแล้ว”

          “กินหน่อไม้ไม่ใส่พริกมันอร่อยตรงไหน!”

          เซี่ยจั๋วเงียบไปอีกครั้ง คล้ายนึกถึงเหตุผลหลักที่ข้าหย่ากับเขา

          ข้ากระโดดออกทางหน้าต่าง มองหน่อไม้หิมะที่อยู่ในมือเซี่ยจั๋ว ล้วนเป็นหน่อไม้อ่อนๆ ข้าที่ไม่ได้กินมานานหลายปี นึกถึงรสชาติกรอบหวานเผ็ดร้อนของมันแล้วก็เริ่มน้ำลายสอ ข้ากลืนน้ำลาย หันไปมองทิศที่เซี่ยจั๋วส่ง ‘ตัวข้า’ จากไป

          ข้าเชื่อว่าด้วยนิสัยของตัวเองในอดีต เมื่อฟื้นขึ้นมาแล้วไม่เห็นกระท่อมน้อยในป่าไผ่อีก ก็จะต้องคิดว่าตัวเองฝันไป ดีไม่ดียังจะกลับไปหาเซี่ยเสวียนชิงระบายความเสียดายที่ทำตะกร้าหน่อไม้หายไปทั้งตะกร้าให้เขาฟัง

          “ข้าคาดการณ์ผิดไป นึกไม่ถึงว่าตัวข้าในตอนนั้นยังเป็นเด็กสาวไร้เดียงสา ที่แม้จะถูกเจ้าพูดจาทำร้ายจิตใจแต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังจะมอบหน่อไม้ดีๆ กับเจ้าตั้งตะกร้าหนึ่ง” ข้ารำพันกับตัวเอง “ดูท่า ข้าในตอนนั้นคงจะชอบเจ้ามากถึงมากที่สุด”

          “แล้วต่อมาทำไมถึงไม่ชอบล่ะ” เซี่ยจั๋วหันกลับมาถาม

          ข้าเงียบ ในหัวขาวโพลนขึ้นมาฉับพลัน ภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมาห้าร้อยปีผุดขึ้นในหัวนับไม่ถ้วนอย่างรวดเร็ว มีความผิดหวังเล็กๆ มีความผิดหวังใหญ่ๆ มีกิจวัตรประจำวันเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ถูกใจมากมาย ยังมีความทรงจำที่ข้าไม่อยากนึกถึงมันผุดขึ้นมา ในพริบตานี้เองที่ข้าไม่อาจเปล่งคำพูดใดออกไปได้

          จากความรักอันลึกซึ้งตั้งแต่แรกเริ่มจนมาถึงตอนนี้ที่ไม่รัก เป็นเหมือนสะพานที่สร้างขึ้นในชั่วพริบตา ทำให้ข้าเดินจากฝั่งซ้ายไปฝั่งขวา

          ไม่มีความสัมพันธ์ใดที่ยุติลงอย่างฉับพลันทันด่วน

          ในนั้นมักจะมีรายละเอียดที่ไม่อาจบอกกับคนนอก มันแทรกตัวอยู่ในความสัมพันธ์ที่ดำเนินไปตามการจัดการของชะตาชีวิตและกาลเวลา จนสุดท้ายทำให้เส้นวาสนาในชีวิตคู่ถึงกับขาดสะบั้น

          ข้านิ่งไปชั่วอึดใจ เงยหน้ามองฟ้าแวบหนึ่ง เอ่ยเสียงเรียบว่า “อาจเพราะข้าชอบกินเผ็ดมากกว่า”

          นอกจากเหตุผลนี้แล้ว ข้าที่กำลังพูดอยู่ในตอนนี้ก็ไม่อาจหาเหตุผลอื่นได้อีก

          “ในเมื่อวิธีนี้ไม่ได้ผล เราก็ต้องหาวิธีใหม่” ข้าเรียกเซี่ยจั๋ว “ทำลายความรักครั้งนี้ให้เร็วที่สุด พวกเราจะได้รีบกลับ”

          ข้าแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกรู้สากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หมุนตัวกลับเข้ากระท่อม ไม่หันไปมองเซี่ยจั๋วที่หลุบตาลงพร้อมกับสีหน้าหดหู่

          เซี่ยจั๋วไม่ยอมลงมือกับ ‘ข้า’ และก็ไม่อาจหาเรื่องด่าว่าให้ ‘ตัวข้า’ จากไป

          ข้ากับเขานั่งใช้ความคิดอยู่ข้างโต๊ะไม้ไผ่เหมือนเดิม ข้าพูดขึ้นว่า “ให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้”

          เซี่ยจั๋วมองมา

          ข้ากล่าวอย่างเคร่งเครียด “พวกเราต้องเข้าไปแทนที่ตัวเราเมื่อห้าร้อยปีก่อนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถึงจะทำลายความรักที่จะเกิดขึ้นได้”

          เซี่ยจั๋วนั่งกอดอกมองข้า

          ในฐานะแม่ทัพผู้ดูแลกองทหารรักษาการณ์ประจำเขาคุนหลุน ข้าวิเคราะห์กลยุทธ์ทางการทหารที่จะใช้ในครั้งนี้ให้เขาฟัง “ดูนะ วันนี้ข้าในอดีตจู่ๆ ก็มาที่นี่ เจ้าปรากฏตัวทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรา แม้จะตรงไปตรงมา แต่พลังทำลายล้างยังไม่พอ ไม่อาจทำลายความสัมพันธ์ลงได้ แค่ตัวข้าในอดีตเจอกับตัวเจ้าในช่วงเวลาเดียวกัน แผนการนี้ไม่ทันได้เริ่มอาจต้องถูกทำลายลงแล้ว อีกทั้งถ้าทำไม่แนบเนียนพอ พวกเราสองคนจะถูกเปิดเผยตัวตน ดีที่ตัวข้าในอดีตเป็นคนซื่อ ถูกตีสลบไปตื่นหนึ่ง ก็อาจลืมเรื่องนี้ได้ แต่เราจะตีนางให้สลบทุกครั้งไม่ได้”

          “อืม”

          “ดังนั้น นับจากนี้เป็นต้นไป ต้องวางแผนให้รอบคอบก่อน อย่างเช่น...”

          ข้าบีบถ้วยไม้ไผ่จนแตกเป็นเสี่ยงๆ แล้วเลือกชิ้นที่ใหญ่ออกมาสองแผ่น ชิ้นเล็กอีกสองแผ่น

          ข้าหยิบไม้ไผ่สองชิ้นใหญ่ออกมาวางไว้ด้วยกัน หยิบชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งออกมาเผาไฟ จนกระทั่งผิวนอกถูกเผาจนไหม้เกรียม แล้วค่อยวางลง “สองชิ้นใหญ่นี้ชิ้นที่เผาแล้ว คือเจ้า ส่วนชิ้นที่เขียวๆ ก็คือเจ้าในอดีต”

          เซี่ยจั๋ว “...”

          ข้าหยิบไม้ไผ่สองชิ้นใหญ่วางไว้บนโต๊ะ “เพื่อให้สะดวกต่อการเรียก ต่อไปข้าจะเรียกตัวเจ้าในอดีตว่า เซี่ยเสวียนชิง ส่วนเจ้าเวลานี้ ข้าจะเรียกว่าเซี่ยจั๋ว”

          จากนั้นข้าหยิบไม้ไผ่ชิ้นเล็กออกมา ทำอย่างเดียวกัน ด้วยการเผาให้ดำไปชิ้นหนึ่ง “ส่วนชิ้นดำเล็กนี่คือข้า ชิ้นที่ยังเขียวอยู่ก็คือตัวข้าในอดีต และก็เหมือนกัน เพื่อสะดวกในการแยกแยะ ให้เจ้าเรียกข้าว่าฝูจิ่วเซี่ย ส่วนตัวข้าในอดีตให้เรียกว่าเซี่ยเซี่ย”

          ริมฝีปากของเซี่ยจั๋วขยับเล็กน้อย

          ข้าจ้องหน้าเขา “เรียกไม่ออกหรือ?”

          “ว่าต่อ” เขาไม่ตอบคำถาม

          ไม้ไผ่ทั้งสี่แผ่นถูกแบ่งวางกันคนละด้าน “ตามแผนการนี้ หากสองฝ่ายอยู่ด้วยกันอย่างนี้ ‘กลอุบายทำลายรัก’ ของพวกเราจะเกิดพิรุธได้ง่าย แต่ถ้า...”

          ข้ายกมือขึ้น หยิบไม้ไผ่มาวางสลับที่กันเป็น ดำหนึ่งชิ้น เขียวหนึ่งชิ้น

          ข้าชี้ไปที่ไม้ไผ่

          “ถ้าหากเป็นอย่างนี้ ข้าไปทำลายความรู้สึกดีๆ ที่เจ้ามีต่อข้า ส่วนเจ้าก็ไปทำลายความรู้สึกดีๆ ที่ข้ามีให้เจ้า แบบนี้เราจะทำลายโอกาสที่พวกเขาจะได้พบหน้ากัน แล้วยังลดความเสี่ยงที่พวกเราจะถูกเปิดโปงอีกด้วย แค่นั้นไม่พอ ยังสามารถทำลายวาสนารักของพวกเราได้ก่อนที่จะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง”

          เซี่ยจั๋วเลิกคิ้ว

          ข้าทำความเข้าใจกับท่าทีของเขาว่า เขากำลังศิโรราบให้กับสติปัญญาของข้า

          ข้ายังพูดต่อ “พวกเราจะใช้กระท่อมหลังนี้เป็นสถานบัญชาการ ทุกคืน เราจะมาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนความคืบหน้าของตัวเองในแต่ละวัน จากนั้นค่อยวางแผนรับมือกับวันต่อไป จนกระทั่งทำลายวาสนารักของพวกเขาได้สำเร็จ เป็นอย่างไร?”

          “กับเรื่องนี้แล้ว เจ้าดู...” แววตาของเขาที่มองข้าดูเฉยเมยชอบกล “วางแผนเก่ง”

          ข้ารับคำชมของเขาอย่างเปิดเผย “ข้าคิดว่า ถ้าทำตามแผนนี้ ไม่ถึงห้าวัน ตัวของพวกเราเมื่อห้าร้อยปีก่อน จะต้องเกลียดหน้ากันเข้าไส้”

          เขาพ่นเสียงขึ้นจมูกคราหนึ่ง ก่อนจะหันหน้าไปอีกทาง “ได้”

          “แต่เราจะคิดว่าเรื่องนี้ต้องสำเร็จเลยก็ไม่ได้ ต้องมีแผนสำรองเอาไว้ก่อน” ข้าลูบคางพลางครุ่นคิด “ถ้าหากข้าในอดีตเกิดชอบเจ้าถึงขนาดถอนตัวไม่ขึ้น ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจทำลายวาสนารักครั้งนี้ได้ เซี่ยจั๋ว เจ้าจะทำอย่างไร”        

          เซี่ยจั๋วเลิกคิ้ว “ไม่มีถ้าหาก”

          ข้ายังย้ำอีกครั้ง “ถ้าเกิดมีขึ้นมาเล่า แผนนี้ใช้ไม่ได้ ก็ต้องมีแผนสองสำรองไว้”

          เขากอดอก จ้องข้านิ่ง

          ข้าเข้าใจแล้ว

          เขาไม่มีแผนสำรอง เขาคิดจะใช้แผนนี้ให้ถึงที่สุด ในเมื่อบอกว่าจะตัดวาสนารัก ก็ต้องตัดให้ได้

          มิคาดว่าเซี่ยจั๋วจะมุ่งมั่นถึงเพียงนี้ ดูท่าห้าร้อยปีที่ผ่านมา คงไม่ใช่ข้าคนเดียวที่อยู่อย่างไม่มีความสุข

          ข้าเบ้ปาก “ก็ได้ แต่ยังมีรูรั่วอีก พวกเราต้องรู้ก่อนว่ามาตรฐานของการตัดวาสนารักครั้งนี้คืออะไร ข้าบอกกับเจ้าตามตรง การทำลายวาสนารักของพวกเรา แทบไม่มีความหมายอะไรกับข้าแล้ว แต่ในเมื่อเจ้ายืนกรานว่าจะทำ ข้าก็ให้ความร่วมมือ จุดประสงค์ของข้าก็เพื่อนำขวานผานกู่กลับไปห้าร้อยปีให้หลัง ข้าจะเสียเวลาอยู่ที่นี่กับเจ้าไปเรื่อยๆ ไม่ได้ ดังนั้นเจ้าต้องตั้งมาตรฐานของความสำเร็จเอาไว้ด้วย”

          เขาพ่นเสียงขึ้นจมูกอย่างเย็นชาอีกครั้ง “มาตรฐาน?”

          “ใช่ ถ้าหากพวกเราหาเรื่องจนพวกเราในอดีตไม่อาจแต่งงานกันได้สำเร็จ แล้วเจ้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าพอเราไปจากที่นี่แล้ว เจ้าในอดีตจะไม่ย้อนกลับมาแต่งงานกับตัวข้าในอดีตอีก ถ้าหากโชคชะตาทำให้พวกเราต้องย้อนกลับมาแต่งงานกันอีก เจ้าจะต้องกลับมาเพื่อทำลายความสัมพันธ์นี้อีกครั้งหรือ? ข้าไม่อยากมาไปๆ มาๆ เป็นเพื่อนกับเจ้าจนไม่รู้จักจบจักสิ้นหรอกนะ”

          เซี่ยจั๋วเงียบไปครู่ใหญ่ เขาจ้องตาข้า พูดเสียงขรึม “สิบวันหลังจากนี้ จะเห็นผล”

          สิบวันหลังจากนี้?

          ข้านิ่งขึงไปทันที ห้าร้อยปีเป็นเวลาที่ยาวนานมาก นานมากเสียจนเปลี่ยนราชวงศ์ได้ถึงสองราชวงศ์ แม่น้ำภูเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงไปได้แม้จะเล็กน้อยก็ตาม ว่ากันตามหลักการ ในช่วงเวลาที่ยาวนานขนาดนี้ ความทรงจำทั้งหลายที่ข้ามีอยู่ก็ควรจะเลือนรางไปตามกาลเวลาเช่นกัน

          แต่วันที่ยี่สิบเก้าเดือนห้าของห้าร้อยปีที่แล้ว เป็นวันที่ข้าไม่อาจลืมได้เลยตลอดชีวิต เพราะข้าผ่านด่านเคราะห์จนกลายเป็นซ่างเซียนในวันนี้

          ซ่างเซียนบนเขาคุนหลุนทั้งหมดมีแค่ยี่สิบสี่องค์เท่านั้น วันที่ซ่างเซียนสักองค์มาจุติ จะเป็นวันเฉลิมฉลองเล็กๆ ประจำปีของเขาคุนหลุน แม้ข้าอยากจะลืมก็ยากจะลืมได้ เพราะยังมีคนรอวันนั้นเพื่อจะได้หยุดงาน!

          การแต่งงานของข้ากับเซี่ยจั๋วนั้นเกิดขึ้นติดๆ กัน วันที่สองหลังจากข้ากลายเป็นซ่างเซียน ข้าก็เป็นคนสารภาพความในใจ เป็นคนขอเขาแต่งงาน...

          ช่วงเวลาของสองเหตุการณ์นี้ ต่อให้เวลาผ่านไปเป็นพันเป็นหมื่นปี ก็ไม่อาจลบความทรงจำข้าไปได้

          ข้าจำได้ว่าวันที่ยี่สิบห้าเดือนห้า อาการบาดเจ็บของเซี่ยเสวียนชิงก็แทบจะหายดี เขาเคลื่อนไหวตัวได้ ใช้อาคมได้ ทำให้ข้าในตอนนั้นดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ วันนั้นมีตลาดนัดบนเขาคุนหลุนเปิดใหม่พอดี มีเซียนเล็กๆ มากมายไปเดินเที่ยวกัน ข้าคิดว่าเซี่ยเสวียนชิงอยู่บนเขามานานน่าจะเบื่อหน่ายไม่น้อย ดังนั้นวันที่ยี่สิบแปดจึงพาเขาไปเที่ยวเล่นที่ตลาดนัด ให้เขาเปิดหูเปิดตา

          มิคาดว่าเดินเที่ยวอยู่ในตลาดได้ไม่นาน ด้วยบรรยากาศรอบตัวที่มีแต่ความสุข และด้วยนิสัยใจร้อนของตัวเอง ทั้งหมดจะกระตุ้นให้ข้าสารภาพความในใจกับเซี่ยเสวียนชิงเข้า

          ตอนนั้นเซี่ยเสวียนชิงตอบอะไรข้าจำไม่ได้ แต่น่าจะเป็นคำตอบที่ไม่ดีนัก เท่าที่จำได้ก็น่าจะเป็นการปฏิเสธและไม่ตอบรับคำขอของข้า

          แต่ตอนนั้นเขาเป็นชายคนแรกที่ข้าชอบ เป็นชายคนแรกที่ข้าสารภาพรัก แล้วยังเป็นชายคนแรกที่ปฏิเสธข้า ทำให้ข้าผิดหวังและเสียใจอย่างยิ่ง ตลาดยังไม่ทันวาย ข้าก็เดินออกมาแล้ว

          ปรากฏว่าคืนนั้นเองร่างกายของข้าเริ่มมีความผิดปกติ เลยเวลายามหนึ่ง มวลเมฆแห่งเคราะห์กรรมก็เริ่มปกคลุมเหนือบ้านพัก ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี กลับมีฟ้าผ่าดังเปรี้ยงปร้างไม่ขาดสาย

          วันที่ยี่สิบเก้าเดือนห้า ฟ้าผ่ารุนแรงตลอดทั้งวัน

          ข้าใช้พลังทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อต้านรับด่านเคราะห์ครั้งนี้

          แต่ตอนนั้นข้าต้องดูแลเซี่ยเสวียนชิงจนแทบไม่ได้บำเพ็ญเพียร เพราะเตรียมตัวไม่ดีพอ ทำให้ข้าถูกฟ้าผ่าจนดวงจิตแทบจะแตกสลาย

          ข้าหมดสติไป

          ก่อนที่จะหมดสติ ข้ารู้สึกว่าตัวเองคงไม่อาจผ่านด่านเคราะห์กรรมนี้ไปได้ ข้านึกเสียดายอยู่เพียงอย่างเดียวในขณะนั้นก็คือ เมื่อวานตอนที่อยู่ตลาดนัด ไม่ได้รวบหัวรวบหางเซี่ยเสวียนชิงให้รู้แล้วรู้รอด

          เมื่อเป็นเช่นนี้ ถึงเขาไม่ได้ชอบข้ามากมาย แต่อย่างน้อยข้าก็ได้อะไรติดไม้ติดมือมาบ้าง...

          แต่มิคาดว่า ข้ากลับฟื้นขึ้นมาอย่างน่ามหัศจรรย์ในวันรุ่งขึ้น ไม่เพียงจะไม่ตายยังไม่ได้รับบาดเจ็บ สามารถผ่านด่านเคราะห์กรรมได้สำเร็จ

          แม้จวนของข้าจะถูกฟ้าผ่าจนราบเป็นหน้ากลอง พื้นที่ราบเรียบไหม้เกรียมเป็นวงกว้าง แต่ตัวข้ากลับไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เลย

          เมื่อมีชีวิตรอดหลังจากผ่านด่านเคราะห์มาได้ ข้ามิได้ยินดีปรีดากับการเป็นซ่างเซียนสักเท่าไร ข้าเพิ่งคิดได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเซียนจำต้องมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน อยากจะทำอะไรต้องรีบลงมือทำ อย่าได้เสียเวลา เพราะถ้าอึดใจต่อมาเกิดต้องตาย อาจจะนึกเสียดายก็เป็นได้

          ดังนั้น เมื่อข้าสำเร็จเป็นซ่างเซียน สิ่งแรกที่ทำก็คือไปขอเซี่ยเสวียนชิงแต่งงาน

          และครั้งนี้เขามิได้ปฏิเสธ

          พวกเราจึงแต่งงาน ครองคู่กันมาถึงห้าร้อยปีให้หลัง

 

            เส้นเวลาในอดีตผุดขึ้นมาในหัวรอบหนึ่ง

          ข้าจ้องเซี่ยจั๋ว ถามอย่างไม่เข้าใจว่า “เจ้าจำผิดหรือเปล่า ข้าขอเจ้าแต่งงานวันที่สามสิบ เราจะทำลายวาสนารักนี้ได้หรือไม่ก็ต้องรอให้ถึงวันที่สามสิบจึงจะรู้ผล”

          “จำไม่ผิด” เขาตอบอย่างมั่นใจ เสริมขึ้นอีกประโยค “ขอแค่ข้าไม่ให้เจ้าดื่มเลือด วาสนารักก็จะถูกทำลายไปเอง”

          ข้าตะลึงงันก่อนจะตั้งสติขึ้นมาได้ ถามติดๆ กันไปสามคำถาม “เลือดอะไร แล้วเลือดใคร ทำไมต้องดื่มเลือด”

          การให้ดื่มเลือดเกิดขึ้นเมื่อไร แล้วทำไมข้าถึงไม่รู้เรื่องมาก่อน ซ้ำยังจำไม่ได้ว่ามีเรื่องนี้!

          แต่เซี่ยจั๋วไม่คิดจะอธิบายต่อ “แล้วเจ้าก็จะรู้เอง”

          แล้วก็จะรู้เอง...

          เซี่ยจั๋วในอดีตเคยแอบทำอะไรโดยไม่ให้ข้ารู้งั้นหรือ แล้วทำไมต้องปิดบัง อีกทั้งยังปิดบังมาถึงห้าร้อยปี!

          มีแต่คำถามและความประหลาดใจเต็มหัวไปหมด แต่ในเมื่อเซี่ยจั๋วไม่ต้องการเล่า ต่อให้ตีหลังเขาหัก เขาก็ไม่มีทางปริปาก ข้ารู้ว่าคงถามไม่ได้ความจึงคิดในใจว่า ‘รอจนกระทั่งถึงคืนวันที่สามสิบก็รู้เรื่องแล้ว’ จึงคร้านจะทำสงครามปากกับเขาต่อ

          “งั้นก็ได้ พวกเรามาคุยกันว่าวันพรุ่งนี้จะทำอะไรต่อดีกว่า” ข้าเลื่อนไม้ไผ่สีเขียวชิ้นเล็กไปตรงหน้าเซี่ยจั๋ว จากนั้นหยิบไม้ไผ่สีดำชิ้นใหญ่ขึ้นมาถือเอาไว้ “เช้าตรู่พรุ่งนี้ พวกเราต่างคนก็ต่างไปทำหน้าที่ของตัวเอง เจ้าไปขวางเซี่ยเซี่ยไม่ให้ไปเจอเซี่ยเสวียนชิงในถ้ำ ให้พานางออกไป จะไปไหน ทำอะไรก็แล้วแต่เจ้า ส่วนจะทำลายความรักที่เซี่ยเซี่ยมีต่อเซี่ยเสวียนชิงได้แค่ไหน ก็ต้องแล้วแต่ฝีมือเจ้าแล้ว ส่วนข้า”

          ข้าเดาะไม้ไผ่ที่ถืออยู่ในมือสองสามที

          “ข้าจะไปหาเซี่ยเสวียนชิงที่ถ้ำ ก่อนยามสิบสามเค่อ* พวกเราค่อยกลับมาเล่าเหตุการณ์ของแต่ละคน”

          ข้ามองไม้ไผ่ชิ้นใหญ่ในมือ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดความมั่นใจจนอดยิ้มไม่ได้

          “ข้ามีความรู้สึกว่า บางที พรุ่งนี้พวกเราก็อาจกลับกันได้แล้ว”

          เซี่ยจั๋วยังคงมีสีหน้าไร้ความรู้สึก “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”

 

 

 

 

____________________

* เวลา 18.45 นาฬิกา

          เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ข้าและเซี่ยจั๋วออกจากกระท่อมน้อยในป่าไผ่

          ข้าแต่งตัวให้เหมือนตัวข้าในอดีตตามที่เห็นเมื่อครั้งก่อน เซี่ยจั๋วเองก็เปลี่ยนการแต่งตัวเช่นกัน แต่ห้าร้อยปีที่ผ่านมาเขาเปลี่ยนแปลงไปน้อยมากจริงๆ ยังคงแต่งกายด้วยชุดสีดำทั้งชุด ดังนั้นจึงไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม

          “เจ้าจำไว้นะ ว่าวันนี้ข้าจะอยู่ในถ้ำเล็ก จะทำอะไรก็อยู่แต่ในบริเวณนั้น ข้ารับรองว่าจะไม่ให้เซี่ยเสวียนชิงก้าวออกไปไหนส่งเดช ส่วนเจ้าก็พาเซี่ยเซี่ยไปที่ไหนก็ได้แต่ต้องไม่มาที่ถ้ำ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะถูกกฎของโลกใบนี้เล่นงานจนย่ำแย่...”

          ข้ากำชับเซี่ยจั๋ว ส่วนเขามองสิ่งที่ข้าถืออยู่ในมือตาไม่กะพริบ ข้ากลัวว่าเขาไม่ตั้งใจฟัง จึงใช้ข้อศอกกระทุ้งเขาไปทีหนึ่ง “จำได้หรือเปล่า”

          เขาทำตัวไม่ไยดีกับคำถามของข้า แต่ชี้ไปยังของที่ข้าถืออยู่ แล้วถามขึ้น “เหล้ากับพริก อย่างละไห?”

          “ใช่” ข้าแกว่งไหเล็กๆ ที่ถืออยู่ในมืออย่างภูมิใจ “ข้าออกไปหามาเมื่อคืน”

          สายตาของเซี่ยจั๋ววนอยู่ที่ไหทั้งสองใบสลับกับใบหน้าของข้าอยู่หลายรอบ เขาเม้มปาก เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สงบปากสงบคำตามนิสัยพูดน้อย แต่เขากำลังพยายามสะกดคำพูดที่ตนจะพูดออกมา

          คงกำลังระงับโทสะ

          เขาเงียบไปครู่ใหญ่ สุดท้ายก็ระงับอารมณ์เอาไว้ได้สำเร็จ หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว

          ข้าสะใจกับท่าทางที่ ‘ถึงจะโมโหแต่ก็ไม่กล้าระบาย’ ของเซี่ยจั๋วอย่างที่สุด รู้สึกเหมือนคนเป็นข้าทาสที่ได้รับการปลดแอก และออกมาร้องรำทำเพลงได้อย่างเสรี

          ห้าร้อยปี! ตั้งห้าร้อยปี! ในที่สุดก็มีวันที่ข้าถือของสองอย่างนี้แล้วยืนต่อหน้าเขาได้อย่างไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ แล้ว

          ไม่ต้องฟังคำบ่นของเขาอีกด้วย!

          สะใจ!

          สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ยังได้เห็นท่าทางที่เขาต้องกลืนคำต่อว่าทั้งหลาย กลับคืนไปต่อหน้าต่อตา!

          สะใจจริงๆ!

          การหย่าสร้างความสุขให้ได้จริงๆ!

          ข้าตะโกนไล่หลังเซี่ยจั๋ว “ตอนเย็นพอส่งเซี่ยเซี่ยแล้วก็รีบกลับมาล่ะ!”

          เซี่ยจั๋วเดินโดยไม่หันหลังกลับมามอง

          ข้ากำลังอารมณ์ดีจึงไม่ถือสาหาความ ถือไหสองใบกระโดดโลดเต้นไปที่ถ้ำ

          ข้าไม่รู้ว่าเซี่ยจั๋วคิดจะทำอะไรกับเซี่ยเซี่ย แต่ข้ารู้ว่าตัวเองจะทำอะไรก็พอ ขอแค่เป็นเรื่องที่เซี่ยจั๋วไม่ชอบ ข้าจะทำต่อหน้าเซี่ยเสวียนชิงให้หมดทุกอย่าง!

          ข้าเดินหาถ้ำตามความทรงจำที่พอจะหลงเหลืออยู่บ้าง จนกระทั่งมาถึงปากถ้ำ ข้าเกิดตื่นเต้นขึ้นมาเสียเฉยๆ ยืนทำใจด้วยการลูบผมไปมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไป

          ในถ้ำมืดมิดมาก ทำให้ข้าหาตัวคนที่ต้องการไม่เจอ

          “เซี่ยเสวียนชิง?” ข้าส่งเสียงเรียก ในความมืด มีแสงสะท้อนเกิดขึ้นสองจุดที่ดูแล้วคล้ายกับดวงตาของสัตว์ป่าที่กำลังจ้องมา มันมาจากดวงตาสีเทาที่เจ้าของลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว

          สายตาของข้าเริ่มชินกับความมืด ในเวลาเดียวกันนั้น ข้าก็มองเห็นตัวเขา 

          เซี่ยจั๋วเมื่อห้าร้อยปีก่อน ยังคงสวมเสื้อผ้าสีดำทั้งชุด เขานั่งขัดสมาธิพิงมุมถ้ำอยู่ด้านในสุด

          เพียงแต่สีหน้าของเขา...

          เมื่อข้าประสานสายตากับเขาพลันรับรู้ได้ถึงไอสังหารที่กระจายอยู่รอบตัว แต่ว่าข้า...

          ข้าเพิ่งมาไม่ใช่หรือ ข้าไม่น่าจะแสดงพิรุธใดๆ ให้เขารับรู้ได้ หรือว่าการที่ข้าถือเหล้าถือพริกมาด้วยทำให้เขาเกิดความไม่พอใจขึ้นมาทันทีที่เห็น

          เขาเกลียดของสองอย่างนี้จากก้นบึ้งของจิตใจเชียวรึ?

          ข้ายืนห่างจากเขาประมาณหนึ่งจั้ง ยังถูกสีหน้าของเขาสะกดจนไม่กล้าขยับตัว

          เซี่ยเสวียนชิงที่เป็นอย่างนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของข้าอย่างสิ้นเชิง เพราะในความทรงจำของข้า เซี่ยจั๋วแทบไม่เคยแสดงสีหน้าอย่างนี้ให้ข้าเห็นเลยสักครั้ง

          เขามีความระแวดระวังตัวประดุจกระบี่ที่แหลมคมและเย็นกระด้างเล่มหนึ่งที่กำลังรอโอกาสแทงเข้าหัวใจข้าอย่างแม่นยำ...

          “เจ้า... เจ้าไม่สบายหรือ” ข้าทำใจกล้าถามออกไป

          ได้ยินเสียงของข้า เซี่ยเสวียนชิงก็ขมวดคิ้ว แต่ก็ยังจ้องข้าตาไม่กะพริบ

          “จิ่วเซี่ย?”

          ข้าไม่กล้าไม่ตอบรับ “อืม”

          เสียงที่ทุ้มต่ำของเขามีทั้งความคุ้นเคยแทรกกับความแปลกหน้า “มานี่”

          ข้าสะกดความกลัวที่เกิดขึ้น รวบรวมความกล้าเดินตรงไปหาเขา จากนั้นย่อตัวลงอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับวางไหสองใบไว้บนพื้น “มีอะไรหรือ?”

          ร่างที่พิงผนังหินดีดตัวขึ้นนั่งหลังตรง ทำให้ระยะห่างที่สร้างความปลอดภัยของข้าถูกทำลายลงในพริบตา ปลายจมูกของเขาแทบจะชนกับต้นคอ ลมหายใจที่อบอุ่นสัมผัสถูกลำคอแผ่วเบา

          ทำให้ข้าขนลุกพรึ่บ

          แต่ข้าสะกดความหวาดกลัวเอาไว้ ทำตัวให้อยู่นิ่งๆ เพื่อมิให้ตัวเองดูผิดปกติมากจนเกินไป

          ข้ารับรู้ได้ว่าเขาทำจมูกฟุดฟิดเหมือนกำลังดมกลิ่นอยู่สองครั้ง เขาหยุดอยู่ที่ข้างลำตัวของข้าชั่วขณะ จนกระทั่งข้าเป็นฝ่ายสะกิดเตือน “เซี่ยเสวียนชิง?”

          เขาเอนร่างพิงหลังกับผนังถ้ำตามเดิมอย่างคนที่เพิ่งรู้สึกตัว แววตาที่มองมาทางข้านั้นไร้ไอสังหารแล้ว ความหวาดระแวงก็ลดน้อยลง เพียงแต่มีความสงสัยเพิ่มมากขึ้น “เจ้า... เจ้ากินอะไรมา”

          คำถามที่โพล่งถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ข้าจับต้นชนปลายไม่ถูก อาจจะบอกได้ว่า ตั้งแต่ข้าเข้ามาในถ้ำนี้ท่าทีของเซี่ยเสวียนชิงก็ทำลายแผนการของข้าจนยุ่งเหยิงไปหมด

          แต่เวลานี้ เมื่อข้าเห็นเขาคลายความระแวงลงพลันรู้สึกถึงความเป็นเซี่ยจั๋วที่คุ้นเคยอีกครั้ง ข้าตั้งสติ รวบรวมกำลังใจ ปรับสีหน้าท่าทางให้ดูงุนงงเหมือนกันกับเขา แล้วย้อนถาม “อะไรที่ว่ากินอะไรมา? ข้าก็กินอาหารทั่วไป ทำไมถึงถามอย่างนี้”

          เซี่ยเสวียนชิงเอียงคอ มองข้าอย่างพินิจอยู่ครู่หนึ่งก่อนทำหน้าเคร่ง

          เขาเมื่อห้าร้อยปีก่อนก็เป็นคนไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว

          ข้าเริ่มหาจังหวะของตัวเองกลับมาได้ รีบยกไหสุราวางไว้ตรงหน้าเซี่ยเสวียนชิง “เจ้าดูสิว่าข้าเอาของดีอะไรมาฝาก! คิดว่าอาการบาดเจ็บของเจ้าคงใกล้จะหายดีแล้ว พวกเราน่าจะฉลองกันล่วงหน้าได้ มาดื่มให้สะใจกันสักวันเถอะ!”

          นี่เป็นยามเช้า บาดแผลก็ยังไม่หายสนิท แล้วยังมาบังคับให้ดื่มเหล้า

          เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่เซี่ยจั๋วไม่ชอบเลยสักนิด ข้ารู้สึกว่าสิ่งละอันพันละน้อยที่ข้าสะสมมานานถึงห้าร้อยปี ทั้งหมดก็เพื่อนำมาใช้วันนี้! เพื่อให้ตัวเองเป็นผู้หญิงที่สามารถยั่วโทสะของเซี่ยจั๋วได้ทุกที่ทุกเวลา!

          “มา!” ข้ายกไหสุราขึ้นมาอยู่ตรงหน้าเซี่ยเสวียนชิง “ดื่ม!”

          ดูเหมือนเซี่ยเสวียนชิงยังจะตั้งสติไม่ได้ เขากะพริบตาสองครั้ง มองไหสุราที่ชูอยู่ตรงหน้า เพราะข้าออกแรงมากไปหน่อย ทำให้สุราในไหกระฉอกถูกหน้าอกเขา หลังจากเงียบแบบพูดอะไรไม่ถูกไปครู่หนึ่ง เขาก็กะพริบตาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเปล่งเสียงเรียก “จิ่วเซี่ย”

          ข้ากำลังรออยู่เลย ไม่ชอบใจสินะ ไม่พอใจมากแน่ๆ ด่าเลย... ด่าข้าเลย

          ข้ายิ้มน้อยๆ ฟังเขาพูดต่อ

          “มีแค่ไหเดียว ถ้าข้าดื่ม แล้วเจ้าล่ะ?”

          ข้า “...”

          ยังจะหาว่าข้าเตรียมมาน้อยอีก!?

          ข้าไม่คาดว่าเขาจะตอบกลับมาเช่นนี้

          “ข้า...” ข้าตอบกลับจากจิตใต้สำนึก “ข้าดื่มเหล้าได้หรือ?”

          เซี่ยเสวียนชิงมองข้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ทำไมถึงดื่มไม่ได้?”

          ข้าตะลึงงัน มองเซี่ยเสวียนชิงอย่างสับสนครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจวางไหสุราลง แล้วยกไหใส่พริกขึ้นมา

          “แล้วพริกล่ะ ข้ากินพริกก็ได้หรือ?”

          เซี่ยเสวียนชิงมองพริกที่อยู่เต็มไห แล้วเงียบไปชั่วครู่ “อาหารเผ็ดร้อนช่วยขับความชื้น แต่จะกินแทนข้าวไม่ได้”

          ข้ามองอย่างตะลึง

          ข้าวางไหพริกลงกับพื้น แล้วใช้ท่าเดินของเป็ดเดินถอยหลังไปสามก้าว ใช้สายตาที่เหมือนเห็นผีมองเขา

          “เจ้าไม่... ไม่เกลียดการดื่มเหล้า ไม่เกลียดการกินพริกหรือ?”

          เซี่ยเสวียนชิงมองข้าอย่างประหลาดใจ แต่ก็ยังพยักหน้ารับ

          ข้ายังถามต่อด้วยความแปลกใจ “ข้ายังจะกินพริกดื่มเหล้าต่อหน้าเจ้าได้อีกด้วย?”

          เขาพยักหน้ารับอีกครั้ง

          ข้านั่งแปะลงกับพื้น เพิ่งเข้าใจตอนนี้เอง

          ทำไมตอนนั้นข้าถึงได้หลงรักปีศาจตนนี้อย่างหัวปักหัวปำ รักอย่างไม่สนใจว่ามีคนไม่เห็นด้วย ถึงขนาดยังขอเขาแต่งงานอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว แท้จริงแล้ว เมื่อห้าร้อยปีก่อน ตอนที่พวกเรายังไม่ลงเอยกัน เจ้าหนุ่มนี่หลอกข้าด้วยวิธีนี้เอง!

          เขาเป็นวายร้ายที่หลอกให้ข้าตกหลุมรัก!

          เซี่ยเสวียนชิงมองข้าที่นั่งอยู่บนพื้น นิ่วหน้าก่อนจะเอ่ยประโยคที่ข้าคุ้นเคยมากที่สุดประโยคหนึ่ง “พื้นมันเย็นนะ”

          ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ ข้าค่อยรู้สึกว่า เซี่ยเสวียนชิงที่ข้าเห็นตอนนี้ก็คือคนเดียวกับเซี่ยจั๋วในความทรงจำ

          เป็นความรู้สึกเดียวกัน

          ข้าเตือนตัวเองให้เยือกเย็นแล้วลุกขึ้นมานั่งยองๆ มองเซี่ยเสวียนชิง ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองไหสองใบที่อยู่ตรงหน้าเขา

          เซี่ยเสวียนชิงที่ทั้งกินเผ็ดทั้งดื่มเหล้าทำให้แผนการของข้าเป๋ไปจากเดิม ถึงเซี่ยเสวียนชิงจะเสแสร้งอย่างไร ข้าก็รู้ถึงกฎเหล็กที่เขาไม่กินเผ็ด ไม่ดื่มเหล้ามาตลอดห้าร้อยปีเป็นอย่างดี ตอนนี้เพื่อหลอกให้ข้าตายใจ หลอกให้ข้าแต่งงานกับเขา เขาจะต้องแกล้งพูดออกมา แต่ร่างกายของเขายังคงรังเกียจของสองสิ่งนี้อย่างแน่นอน

          ดังนั้น ถึงเขาจะพูดดี...

          ข้าลูบปลายคางพลางใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบพริกขึ้นมาหนึ่งเม็ด “ลองกินดูสิ อร่อยนะ”

          ข้าพูดจบก็ยัดพริกเม็ดนั้นเข้าปากเขาทันที

          เซี่ยเสวียนชิงเกือบสำลัก

          แต่ตอนที่มือของข้าออกห่างจากปาก เขายังเคี้ยวพริกในปากอย่างช้าๆ แล้วกลืนลงท้อง จากนั้นก็ส่ายหน้า

          “จะกินพริกอย่างเดียวไม่ได้”

          ข้าถือไหสุราขึ้นมา บีบปลายคางเขา แล้วเทเหล้าเข้าปากไปคำหนึ่ง “ต้องกินกับเหล้าถึงจะอร่อย ข้ารู้หรอก”

          เซี่ยเสวียนชิงสำลัก

          กินพริกแกล้มเหล้า คงไม่ใช่ของอร่อยสำหรับเขา

          เขายกมือปิดปาก เหมือนไม่อยากให้ข้ารู้สึกผิด ซ้ำยังตั้งใจสะกดเสียงไอเอาไว้ด้วย

          รอจนกระทั่งความแสบร้อนในคอดีขึ้นเล็กน้อย เขาก็เหลือบตามองข้าอย่างอ่อนใจ “เจ้าอย่ากินแบบนี้สิ”

          ไม่โทษ ไม่ด่า ไม่ต่อว่าข้า เพียงแต่เตือนว่าอย่ากินอย่างนี้ กลัวว่าข้าจะทรมานเหมือนเขา...

          ข้าได้แต่มองเซี่ยเสวียนชิงที่อยู่ตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ค่อยนึกขึ้นได้ว่าทำไมในตอนนั้นตนถึงได้ชอบเขานัก ถ้าไม่ใช่เพราะเขาแสดงละครได้ดี ก็หมายความว่า เขาเปลี่ยนตัวเองไปมากหลังจากแต่งงาน   

          แผนการครั้งนี้ไม่สำเร็จ ข้าหมดอาลัยตายอยากกับการกระทำของเซี่ยเสวียนชิงในวันนี้

          ระหว่างทางกลับที่พัก ข้ายังเดินใจลอยจนหาทางเข้าเขตอาคมที่เซี่ยจั๋วสร้างไว้ไม่เจอ

          ข้าเดินวนอยู่รอบป่าไผ่อย่างไร้ทิศทาง เหมือนคนที่ถูกผีปิดตา แต่ไม่คาดว่าเดินวนอยู่ได้ไม่นานก็พบกับเซี่ยจั๋วที่กลับมาด้วยสภาพที่ไม่แตกต่างกันสักเท่าไร ดูท่าทางเขาคงจะหาทางเข้าเขตอาคมอยู่เหมือนกัน

          พวกเราเจอกันโดยบังเอิญ ข้ามองเขาอย่างทำอะไรไม่ถูก เขาเองก็มองข้าเงียบๆ

          ข้าไม่เข้าใจ “เจ้าเป็นคนสร้างเขตอาคมเองแท้ๆ ข้าหาทางเข้าไม่เจอก็ยังพอเข้าใจได้ แต่ทำไมเจ้าเองก็หาไม่เจอเหมือนกันล่ะ”

          เซี่ยจั๋วไม่ตอบคำถาม เขายกมือขึ้น คลำจนเจอทางเข้า “เข้าไปก่อน”

          เขาพาข้าเข้าเขตอาคม กลับมาถึงกระท่อมไม้ไผ่ พวกเราก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างคนหมดแรงเหมือนๆ กันโดยมิได้นัดหมาย ไม่มีความกระปรี้กระเปร่าและมั่นใจเหมือนในตอนเช้าเลยสักนิด

          ไม่รู้ว่าวันนี้เซี่ยจั๋วเจออะไรมาบ้าง...

          “เจ้าเล่าก่อน” ข้าโยนภาระให้เขา “เซี่ยเซี่ยทำอะไรกับเจ้า”

          เซี่ยจั๋วไม่พูดไม่จา แต่ล้วงแมลงปอไม้ไผ่ออกมาตัวหนึ่ง

          ข้าเลิกคิ้ว “อ้อ ให้ของกำนัลแสดงความยินดีที่เจ้าหายเจ็บใช่หรือไม่...”

          ข้ายังพูดไม่ทันจบดี เซี่ยจั๋วก็ล้วงกลองป๋องแป๋ง ถุงฟ้าดิน ผ้าคาดผมประดับหยก ยังมีไก่ย่างครึ่งตัวที่กินไม่หมด

          ของสารพัดอย่าง ถูกนำออกมาวางเต็มโต๊ะภายในเวลาไม่นาน

          ข้า “...”

          ข้ามองเซี่ยจั๋วที่มีแววตาอ่อนล้าแล้วเข้าใจเหตุการณ์ขึ้นมาทันที เซี่ยเซี่ยน่าจะพาเขาไปเดินเล่นในเมือง ถึงได้มีเวลาซื้อของกินของใช้หลากหลาย ข้าหยิบจับของที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมาดู ก่อนจะเดาะลิ้น พูดขึ้นว่า “เซี่ยเซี่ยดีกับเจ้าเหลือเกิน”

          เซี่ยจั๋วฟังแล้วก็นั่งทิ้งตัวกับเก้าอี้ไม้ พูดเพียงสามคำ “ถนนปาเถียว”

          ก็แค่ห่างออกไปยี่สิบลี้เท่านั้น...

          ถึงเซี่ยจั๋วจะร้ายกาจอย่างไร แต่ก็เหมือนคนเป็นสามีบนเขาคุนหลุนคนอื่นๆ ที่ไม่ชอบการเดินซื้อของ ถนนปาเถียวสำหรับเขาแล้วเป็นโจทย์ที่ยากเกินไป แต่ว่า...

          “นี่ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเซี่ยเซี่ยดีกับเจ้าแค่ไหน ของแบบนี้ดูแล้วเหมือนซื้อไปเรื่อย แต่ความจริงบอกได้ว่าเซี่ยเซี่ยให้ความใส่ใจกับเจ้ามาก ดูนี่สิ กลองป๋องแป๋ง แมลงปอไม้ไผ่ เวลาที่เจ้าอยู่คนเดียวก็เล่นของพวกนี้ได้ แล้วยังมีถุงฟ้าดินกับแถบรัดผมประดับหยก เป็นถุงที่ให้เจ้าไว้เก็บของกับเป็นเครื่องประดับช่วยให้ดูดี ทั้งละเอียดทั้งเอาใจใส่ ดีมากๆ ทำไมถึงไม่ซื้อของแบบนี้ให้ข้าคนนี้บ้างนะ...”

          เซี่ยจั๋วไม่พูดไม่จา วันนี้เขาคงเหนื่อยมาก

          ข้ารื้อของดูแล้วก็ผลักของทั้งหมดไปตรงหน้าของเขา “แล้วเจ้าบรรลุจุดประสงค์ของพวกเราหรือยัง”

          “...” เขาเม้มปากอยู่ครู่หนึ่งก่อนเปล่งเสียง “พรุ่งนี้ค่อยจัดการต่อ”

          เอาล่ะ เข้าใจแล้ว เขาคงถูกเซี่ยเซี่ยพาจนเดินเป๋ออกนอกทางไปแล้ว

          จะโทษเขาไม่ได้ ข้าก็รู้ว่า ‘ตัวเอง’ ร้ายกาจขนาดไหน เหตุการณ์นี้ข้าก็คาดการณ์เอาไว้อยู่แล้ว

          “ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้เจ้าเอาของพวกนี้ไปโยนทิ้งต่อหน้าเซี่ยเซี่ย” ข้าออกความเห็น “ของยิ่งแพงยิ่งต้องเขวี้ยงทิ้งให้แรง”

          เซี่ยจั๋วได้ยินเช่นนี้ก็อดมองของที่วางระเกะระกะตรงหน้าอย่างเงียบๆ ไม่ได้ เขาหยิบกลองป๋องแป๋งขึ้นมาหมุนเล่นอยู่สองรอบ เสียงตุ๋มๆ ของมันพาความทรงจำในวัยเด็กให้ย้อนกลับมา แต่เป็นเสียงที่ไม่เข้ากับกระท่อมไม้ในป่าไผ่ที่เงียบสงัดนี้เลยสักนิด

          เขาไม่ตอบรับ

          ข้ามองความเงียบขรึมของเขา ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

          “ทำไม่ลงหรือ?” ข้าถามด้วยความอยากรู้ มีความคาดหวังอย่างที่ไม่ควรมีอยู่ในน้ำเสียง

          เขาเงยหน้าขึ้นมองข้าอย่างตกใจราวกับข้าพูดจี้ใจดำ มุมปากถูกเม้มเข้าหากันเพื่อปกปิดความรู้สึกที่เกิดขึ้น จากนั้นอีกครู่หนึ่ง เขาดึงลูกปัดที่ร้อยอยู่บนกลองป๋องแป๋งออกมา

          เขาโยนมันลงพื้น มองข้าด้วยแววตาเย็นกระด้าง “ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร”

          ข้ามองลูกปัดที่อยู่บนพื้นแล้วเบ้ปากเล็กน้อย บอกกับตัวเองในใจว่าคิดมากไปแล้ว เซี่ยจั๋วเป็นคนนิสัยอย่างไร ข้ามีหรือจะไม่รู้ เขาจะเสียดายได้อย่างไร

          “เล่าเรื่องเจ้า” เขาเอ่ยขึ้น

          “ข้า?” ข้าหัวเราะเยาะ ยกมือกอดอก นั่งตัวอ่อนพิงเก้าอี้อย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ใดๆ “ถ้าไม่ได้กลับมาห้าร้อยปีก่อน ข้าก็คงไม่รู้ว่าก่อนที่เจ้าจะแต่งงานกับข้า เจ้าหลอกข้าอย่างไรบ้าง”

          เขาหรี่ตาลง “หลอกเจ้า?”

          “ไหนว่าไม่ดื่มเหล้า ไม่กินพริก เจ้าที่อยู่ในถ้ำไม่เห็นจะห้ามอะไร แล้วทำไมพอพวกเราแต่งงานกันแล้ว เจ้าถึงห้ามข้าตลอด”

          “มันไม่ดีต่อเจ้า”

          สี่คำนี้อีกแล้ว เป็นสี่คำที่เขาพูดซ้ำไปซ้ำมาตลอดหลายร้อยปี

          “พอแล้วพอแล้ว วันนี้ข้าไม่คิดจะเถียงกับเจ้าเรื่องนี้” ข้านั่งไขว่ห้าง พาดขาเป็นเลขสี่ แล้วเขย่าขาอย่างร้อนใจ “การกินพริกดื่มเหล้ากลับทำให้ตัวเจ้าในอดีตโมโหไม่ได้ พรุ่งนี้ข้าต้องหาวิธีอื่น...” ข้ามองเซี่ยจั๋วที่นั่งเงียบเหมือนคนถูกเย็บปาก “เจ้าก็ออกความเห็นหน่อยสิ” ข้าเคาะหน้าโต๊ะ ชี้ไปที่ของบนโต๊ะ “ข้ายังรู้ว่าตัวเองในอดีตไม่ชอบอะไร เจ้าเองก็น่าจะรู้ว่า ข้าควรทำสิ่งใดให้ตัวเจ้าในอดีตโมโหได้บ้าง”

          เขาหลุบตาทำท่าคิดอยู่ชั่วอึดใจ ข้ารอจนกระทั่งเทียนไขไหม้ไปครึ่งเล่ม

          ข้าเคาะหน้าโต๊ะ “คิดอะไรอยู่”

          เขานั่งนิ่งอยู่นานก่อนเปล่งเสียงออกมา “พรุ่งนี้ไปให้เช้าหน่อย”

          “อืม?” ข้าชะโงกหน้าเข้าไปใกล้เพื่อตั้งใจฟังคำอธิบายของเขา

          เขากล่าวอย่างเนิบช้า “ตอนบาดเจ็บ ข้าต้องการพักผ่อน แต่ถ้าไม่ได้นอน อาจจะ...”

          เขายังพูดไม่จบ ข้าก็เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการบอกเลยตบโต๊ะดังปัง แสดงว่าเห็นด้วยอย่างเต็มที่ “เรื่องแค่นี้ข้าทำได้ ข้าจะรบกวนจนเซี่ยเสวียนชิงปิดตาไม่ลงเลยทีเดียว”

          เซี่ยจั๋ว “...”

          ข้าไม่สนใจสีหน้ายุ่งยากของเขา คิดแผนการที่จะลงมือพรุ่งนี้ รวบรวมความมั่นใจขึ้นมาอีกครั้งแล้วลุกขึ้น เตรียมตัวเข้านอน แต่ตอนที่ลุกขึ้นไม่ทันระวังชนถูกโต๊ะ ทำให้ของเล่นบนโต๊ะกระจาย มีหลายชิ้นทำท่าจะตกลงพื้น ข้ายังยืนงง เห็นเพียงเซี่ยจั๋วใช้ความเร็วที่มองแทบไม่เห็นจัดการคว้าของที่กำลังจะหล่นพื้นขึ้นมาได้ทั้งหมด

          เขารวบของเล่นที่ไม่มีราคาเหล่านั้นเอาไว้ได้ในทันทีโดยไม่ปล่อยให้เสียหายเลยสักชิ้น

          ข้ามองเซี่ยจั๋ว เหมือนเขาจะรู้สึกตัว จึงเงยหน้ามองข้าเช่นกัน

          ของที่เซี่ยเซี่ยมอบให้ ข้าบอกให้เขาขว้างทิ้ง เขายังปฏิเสธว่าไม่ได้เสียดาย แต่มาตอนนี้กลับคว้าของทั้งหมดเอาไว้ได้ก่อนจะแตกหักเสียหาย...

          พูดจากใจจริง ในตอนนี้เองที่ข้าเกิดความหวั่นไหวขึ้นมา ความหวั่นไหวนี้เหมือนความเคยชินอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเซี่ยจั๋วทำเรื่องที่เหมือนจะให้ความใส่ใจ ซึ่งมันทำให้ข้าเกิดความหวั่นไหวได้ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ข้าสะกดความหวั่นไหวเอาไว้ เพราะนี่เป็นวิธีรักษาความรู้สึกของตัวเองได้ดีที่สุด เป็นวิธีที่ข้าค้นพบในเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา

          ถ้าไม่หวั่นไหวก็จะไม่เสียใจ

          ข้าแสร้งทำเป็นไม่สนใจ เลือกแผ่นหยกชิ้นเล็กจากอ้อมแขนของเซี่ยจั๋วมาชิ้นหนึ่ง แผ่นหยกรูปปลาหยินหยางเป็นของเล่นบนเขาคุนหลุน สามารถแยกออกมาเป็นสองชิ้น ใครก็ตามที่ถือเอาไว้จะสื่อสารกันได้ “คว้าได้ดี นี่เป็นของดีที่ตอนนี้พวกเราจะใช้ประโยชน์จากมันได้”

          แววตาของเซี่ยจั๋วหม่นแสงเล็กน้อย เขาวางสิ่งของไว้บนโต๊ะตามเดิม

          ส่วนข้าแกะปลาหยินหยางออกจากกัน ยัดชิ้นที่เป็นสีขาวใส่ถุงผ้าของตัวเอง แล้วส่งชิ้นสีดำให้เขา สั่งการต่อ “ตอนออกไปทำธุระข้างนอก ให้เจ้าพกสิ่งนี้ห้อยไว้ข้างเอว แล้วกดตรงตาปลาอย่างนี้ พวกเราก็ติดต่อกันได้ หากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นให้รีบติดต่อข้ามา”

          เซี่ยจั๋วเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วยื่นมือมารับโดยไม่พูดอะไรสักคำ

          ข้าบิดตัว “ไปนอนแล้ว... พรุ่งนี้เจ้าก็ดูสถานการณ์ให้ดีแล้วกัน”

          ข้ากลับเข้าห้องปิดประตูไม่สนใจเซี่ยจั๋วที่ยืนอยู่นอกห้องอีก

 

            วันรุ่งขึ้น ข้าตื่นนอนแต่เช้า วิ่งไปที่ถ้ำโดยไม่บอกกล่าวเซี่ยจั๋ว

          “เซี่ยเสวียนชิง!”

          เพิ่งมาถึงปากถ้ำ ข้าก็ตะโกนเรียกเขา ข้าวิ่งไปเรียกไป เซี่ยเสวียนชิงต้องตกใจตื่นแน่

          พอก้าวเข้าไปข้าก็พบว่าจริง ท่าทางของเขาเหมือนคนพักผ่อนไม่เพียงพอ ดวงตาส่วนที่เป็นสีขาวมีเส้นเลือดฝอยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาพยายามยันตัวลุกขึ้น แหงนหน้ามองข้าอย่างพินิจ “จิ่วเซี่ย วันนี้เจ้ามาเช้า”

          “ข้ารอจะแบ่งปันความดีใจกับเจ้าไม่ไหว!”

          เขาเอียงคอมองข้าอย่างอยากรู้

          “ข้าเรียนบทเพลงใหม่มา เจ้าอยากลองฟังหรือไม่!”

          ข้าล้วงปี่ออกมาเลาหนึ่ง วางไว้ชิดริมฝีปาก

          เซี่ยเสวียนชิง “...”

          เขาเป็นคนพูดน้อย ดังนั้นข้าจึงไม่ให้โอกาสเขาได้ปริปาก เป่าปี่ส่งเขาขึ้นสวรรค์ทันที

          แต่ปี่เลานี้เป็นของที่มนุษย์ทั่วไปเป่า ข้าเป่าไม่เป็น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการบรรเลงบทเพลง ข้าเป่าให้มีเสียงดังได้ก็ถือว่าเก่งเต็มที่แล้ว ‘บทเพลง’ ที่ว่าดังก้องอยู่ในถ้ำ เป่าได้ไม่นาน ตัวข้าเองก็ยังทนฟังไม่ไหว

          ข้าต้องหยุดเป่าปี่มาคลึงใบหูตัวเองแทน

          ข้าหันไปมองเซี่ยเสวียนชิง เขามองข้าด้วยแววตาเลื่อนลอย เขาถูกบทเพลงที่ข้าเป่าปลุกให้ตื่นไม่พอ ดูท่าคงจะหูหนวก แล้วก็ทำอะไรไม่ถูกไปด้วย

          “ไพเราะหรือไม่” ข้ายังเอ่ยถามอย่างหน้าไม่อาย

          “ดี...” เสียงเขาสั่นเครือเล็กน้อย พูดได้แค่คำเดียวก็หยุด คลึงใบหูตัวเองเงียบๆ ข้าคิดว่าเขาคงหูดับไปชั่วขณะถึงไม่ได้ยินเสียงพูดของตัวเอง รอจนกระทั่งเขาดีขึ้นแล้ว เขาค่อยวิจารณ์ว่า “เสียงดังดีเนอะ”

          ข้าก้มดูปี่ที่ถืออยู่พลางคิดว่า ข้าแค่ไม่ต้องการให้เขาได้พักผ่อนก็พอแล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องหาเรื่อง ‘ฆ่าศัตรูหนึ่งพัน ฝั่งตนสูญเสียแปดร้อย’*เลยนี่

          “ฟังในถ้ำข้าว่าเสียงดังไปสักหน่อย” ข้าพูดไปพลางเก็บปี่ไปพลาง

          รอจนกระทั่งข้าเก็บปี่เอาไว้ด้านหลัง จากหางตาข้าเห็นเซี่ยเสวียนชิงพ่นลมหายใจอย่างโล่งอก คิดว่าเมื่อครู่เขาคงจะตกใจเสียงปี่ไม่น้อย แต่เขากลับไม่เกิดโทสะ

          ข้ายังพยายามต่อ “ข้าเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นดีกว่า”

          เซี่ยเสวียนชิง “...”

          ข้าล้วงขลุ่ยอีกเลาหนึ่งออกจากถุงผ้า

          ขลุ่ยไม้เพิ่งแตะถูกริมฝีปาก กำลังจะเป่าลมเข้าไป ก็ได้ยินเสียงเปรี๊ยะดังขึ้น ขลุ่ยไม้แตกเป็นร่องเล็กๆ ทำให้ลมที่เป่าเข้าไปในขลุ่ยกลายเป็นเสียงแหบต่ำ

          เอ๊ะ? แตกไปแล้ว?

          ข้ามองเซี่ยเสวียนชิง

          เซี่ยเสวียนชิงมองข้าด้วยสีหน้าจริงจัง “มันคงเสีย เป่าไม่ได้”

          ข้าหัวเราะเยาะอยู่ในใจ เขาคิดจะใช้วิธีนี้มาขัดขวางข้าหรือ ข้ายิ้มกว้าง “ไม่เป็นไร ข้างนอกเป็นป่าไผ่ ข้าหาไม้ไผ่กลับมาแล้วพวกเราช่วยกันทำ!”

          “จิ่ว...”

          ถ้าข้าฟังคำทัดทานของเจ้าได้ชัดเจน ไม่ถือว่าข้าแพ้หรอกหรือ!

          ข้ายกขาวิ่งออกไปนอกถ้ำอย่างรวดเร็ว เลือกไม้ไผ่ต้นเล็กเรียวที่เหมาะกับการทำขลุ่ย กำลังจะถอนมันออกมา พลันเจ็บจี๊ดที่หัวใจ

          ความรู้สึกนี้ช่างคุ้นเคยเสียจริง เซี่ยเซี่ยต้องอยู่แถวนี้

          ข้ายกมือกดหน้าอก ด่าเซี่ยจั๋วว่าเป็นคนไม่เอาไหน ทำไมแค่ขวางเซี่ยเซี่ยก็ยังขวางไม่ได้!

          แบบนี้ก็แย่แล้ว ข้าเจอหน้าเซี่ยเซี่ยไม่ได้ ถ้าหากเซี่ยเซี่ยเข้ามาในถ้ำ ได้คุยกับเซี่ยเสวียนชิง แผนการของพวกเราต้องล้มเหลวไม่เป็นท่า ต่อไปเซี่ยเสวียนชิงอาจเกิดความระแวงในตัวข้า ถึงตอนนั้น การจะบรรลุเป้าหมายจนทำลายความรักของพวกเขาก็คงจะยากขึ้นแน่

          ข้ากวาดตาไปในป่าไผ่ เห็นร่างในเสื้อผ้าเนื้อบางสีเขียวสดใสเดินมาทางนี้อย่างร่าเริง

          เป็นเซี่ยเซี่ย

          นางเดินมาทางนี้อย่างร่าเริง อย่างคนไม่รู้อะไรเลยสักนิด

          หัวใจข้าบีบรัดจนเจ็บไปหมด แขนขาก็ไร้เรี่ยวแรง ขยับตัวไปไหนไม่ได้ ไม้ไผ่ที่อยู่ในมือหนักอึ้งเหมือนก้อนเหล็ก พลันร่วงหล่นลงพื้น

          มีเสียงดังขึ้นทางนี้ เซี่ยเซี่ยที่อยู่ทางนั้นย่อมสังเกตเห็น

          สายตาของนางมองผ่านป่าไผ่ กำลังจะมองมาทางนี้แต่กลับมีฝ่ามือกดศีรษะของข้าเอาไว้

          ความอุ่นร้อนไหลผ่านศีรษะลงมายังร่าง ทำให้เนื้อตัวที่ไร้เรี่ยวแรงของข้าเริ่มดีขึ้นเล็กน้อย ข้าถูกพลังที่อุ่นร้อนของเขาดันจนมาถึงเนินเล็กๆ แห่งหนึ่งในป่าไผ่ จากนั้นมีร่างในชุดสีดำแวบผ่าน เขายืนบังตัวข้าอยู่บนเนินเล็กแห่งนั้น

          ข้าหลบอยู่ใต้เงาของเขา เป็นการหลบอยู่ใต้การปกป้องของเขาเช่นกัน

 

 

 

 

____________________

* 杀敌一千,自损八百 แปลว่าได้ไม่คุ้มเสีย