พวกเราเจอกันโดยบังเอิญ ข้ามองเขาอย่างทำอะไรไม่ถูก เขาเองก็มองข้าเงียบๆ
ข้าไม่เข้าใจ “เจ้าเป็นคนสร้างเขตอาคมเองแท้ๆ ข้าหาทางเข้าไม่เจอก็ยังพอเข้าใจได้ แต่ทำไมเจ้าเองก็หาไม่เจอเหมือนกันล่ะ”
เซี่ยจั๋วไม่ตอบคำถาม เขายกมือขึ้น คลำจนเจอทางเข้า “เข้าไปก่อน”
เขาพาข้าเข้าเขตอาคม กลับมาถึงกระท่อมไม้ไผ่ พวกเราก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างคนหมดแรงเหมือนๆ กันโดยมิได้นัดหมาย ไม่มีความกระปรี้กระเปร่าและมั่นใจเหมือนในตอนเช้าเลยสักนิด
ไม่รู้ว่าวันนี้เซี่ยจั๋วเจออะไรมาบ้าง...
“เจ้าเล่าก่อน” ข้าโยนภาระให้เขา “เซี่ยเซี่ยทำอะไรกับเจ้า”
เซี่ยจั๋วไม่พูดไม่จา แต่ล้วงแมลงปอไม้ไผ่ออกมาตัวหนึ่ง
ข้าเลิกคิ้ว “อ้อ ให้ของกำนัลแสดงความยินดีที่เจ้าหายเจ็บใช่หรือไม่...”
ข้ายังพูดไม่ทันจบดี เซี่ยจั๋วก็ล้วงกลองป๋องแป๋ง ถุงฟ้าดิน ผ้าคาดผมประดับหยก ยังมีไก่ย่างครึ่งตัวที่กินไม่หมด
ของสารพัดอย่าง ถูกนำออกมาวางเต็มโต๊ะภายในเวลาไม่นาน
ข้า “...”
ข้ามองเซี่ยจั๋วที่มีแววตาอ่อนล้าแล้วเข้าใจเหตุการณ์ขึ้นมาทันที เซี่ยเซี่ยน่าจะพาเขาไปเดินเล่นในเมือง ถึงได้มีเวลาซื้อของกินของใช้หลากหลาย ข้าหยิบจับของที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมาดู ก่อนจะเดาะลิ้น พูดขึ้นว่า “เซี่ยเซี่ยดีกับเจ้าเหลือเกิน”
เซี่ยจั๋วฟังแล้วก็นั่งทิ้งตัวกับเก้าอี้ไม้ พูดเพียงสามคำ “ถนนปาเถียว”
ก็แค่ห่างออกไปยี่สิบลี้เท่านั้น...
ถึงเซี่ยจั๋วจะร้ายกาจอย่างไร แต่ก็เหมือนคนเป็นสามีบนเขาคุนหลุนคนอื่นๆ ที่ไม่ชอบการเดินซื้อของ ถนนปาเถียวสำหรับเขาแล้วเป็นโจทย์ที่ยากเกินไป แต่ว่า...
“นี่ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเซี่ยเซี่ยดีกับเจ้าแค่ไหน ของแบบนี้ดูแล้วเหมือนซื้อไปเรื่อย แต่ความจริงบอกได้ว่าเซี่ยเซี่ยให้ความใส่ใจกับเจ้ามาก ดูนี่สิ กลองป๋องแป๋ง แมลงปอไม้ไผ่ เวลาที่เจ้าอยู่คนเดียวก็เล่นของพวกนี้ได้ แล้วยังมีถุงฟ้าดินกับแถบรัดผมประดับหยก เป็นถุงที่ให้เจ้าไว้เก็บของกับเป็นเครื่องประดับช่วยให้ดูดี ทั้งละเอียดทั้งเอาใจใส่ ดีมากๆ ทำไมถึงไม่ซื้อของแบบนี้ให้ข้าคนนี้บ้างนะ...”
เซี่ยจั๋วไม่พูดไม่จา วันนี้เขาคงเหนื่อยมาก
ข้ารื้อของดูแล้วก็ผลักของทั้งหมดไปตรงหน้าของเขา “แล้วเจ้าบรรลุจุดประสงค์ของพวกเราหรือยัง”
“...” เขาเม้มปากอยู่ครู่หนึ่งก่อนเปล่งเสียง “พรุ่งนี้ค่อยจัดการต่อ”
เอาล่ะ เข้าใจแล้ว เขาคงถูกเซี่ยเซี่ยพาจนเดินเป๋ออกนอกทางไปแล้ว
จะโทษเขาไม่ได้ ข้าก็รู้ว่า ‘ตัวเอง’ ร้ายกาจขนาดไหน เหตุการณ์นี้ข้าก็คาดการณ์เอาไว้อยู่แล้ว
“ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้เจ้าเอาของพวกนี้ไปโยนทิ้งต่อหน้าเซี่ยเซี่ย” ข้าออกความเห็น “ของยิ่งแพงยิ่งต้องเขวี้ยงทิ้งให้แรง”
เซี่ยจั๋วได้ยินเช่นนี้ก็อดมองของที่วางระเกะระกะตรงหน้าอย่างเงียบๆ ไม่ได้ เขาหยิบกลองป๋องแป๋งขึ้นมาหมุนเล่นอยู่สองรอบ เสียงตุ๋มๆ ของมันพาความทรงจำในวัยเด็กให้ย้อนกลับมา แต่เป็นเสียงที่ไม่เข้ากับกระท่อมไม้ในป่าไผ่ที่เงียบสงัดนี้เลยสักนิด
เขาไม่ตอบรับ
ข้ามองความเงียบขรึมของเขา ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
“ทำไม่ลงหรือ?” ข้าถามด้วยความอยากรู้ มีความคาดหวังอย่างที่ไม่ควรมีอยู่ในน้ำเสียง
เขาเงยหน้าขึ้นมองข้าอย่างตกใจราวกับข้าพูดจี้ใจดำ มุมปากถูกเม้มเข้าหากันเพื่อปกปิดความรู้สึกที่เกิดขึ้น จากนั้นอีกครู่หนึ่ง เขาดึงลูกปัดที่ร้อยอยู่บนกลองป๋องแป๋งออกมา
เขาโยนมันลงพื้น มองข้าด้วยแววตาเย็นกระด้าง “ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร”
ข้ามองลูกปัดที่อยู่บนพื้นแล้วเบ้ปากเล็กน้อย บอกกับตัวเองในใจว่าคิดมากไปแล้ว เซี่ยจั๋วเป็นคนนิสัยอย่างไร ข้ามีหรือจะไม่รู้ เขาจะเสียดายได้อย่างไร
“เล่าเรื่องเจ้า” เขาเอ่ยขึ้น
“ข้า?” ข้าหัวเราะเยาะ ยกมือกอดอก นั่งตัวอ่อนพิงเก้าอี้อย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ใดๆ “ถ้าไม่ได้กลับมาห้าร้อยปีก่อน ข้าก็คงไม่รู้ว่าก่อนที่เจ้าจะแต่งงานกับข้า เจ้าหลอกข้าอย่างไรบ้าง”
เขาหรี่ตาลง “หลอกเจ้า?”
“ไหนว่าไม่ดื่มเหล้า ไม่กินพริก เจ้าที่อยู่ในถ้ำไม่เห็นจะห้ามอะไร แล้วทำไมพอพวกเราแต่งงานกันแล้ว เจ้าถึงห้ามข้าตลอด”
“มันไม่ดีต่อเจ้า”
สี่คำนี้อีกแล้ว เป็นสี่คำที่เขาพูดซ้ำไปซ้ำมาตลอดหลายร้อยปี
“พอแล้วพอแล้ว วันนี้ข้าไม่คิดจะเถียงกับเจ้าเรื่องนี้” ข้านั่งไขว่ห้าง พาดขาเป็นเลขสี่ แล้วเขย่าขาอย่างร้อนใจ “การกินพริกดื่มเหล้ากลับทำให้ตัวเจ้าในอดีตโมโหไม่ได้ พรุ่งนี้ข้าต้องหาวิธีอื่น...” ข้ามองเซี่ยจั๋วที่นั่งเงียบเหมือนคนถูกเย็บปาก “เจ้าก็ออกความเห็นหน่อยสิ” ข้าเคาะหน้าโต๊ะ ชี้ไปที่ของบนโต๊ะ “ข้ายังรู้ว่าตัวเองในอดีตไม่ชอบอะไร เจ้าเองก็น่าจะรู้ว่า ข้าควรทำสิ่งใดให้ตัวเจ้าในอดีตโมโหได้บ้าง”
เขาหลุบตาทำท่าคิดอยู่ชั่วอึดใจ ข้ารอจนกระทั่งเทียนไขไหม้ไปครึ่งเล่ม
ข้าเคาะหน้าโต๊ะ “คิดอะไรอยู่”
เขานั่งนิ่งอยู่นานก่อนเปล่งเสียงออกมา “พรุ่งนี้ไปให้เช้าหน่อย”
“อืม?” ข้าชะโงกหน้าเข้าไปใกล้เพื่อตั้งใจฟังคำอธิบายของเขา
เขากล่าวอย่างเนิบช้า “ตอนบาดเจ็บ ข้าต้องการพักผ่อน แต่ถ้าไม่ได้นอน อาจจะ...”
เขายังพูดไม่จบ ข้าก็เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการบอกเลยตบโต๊ะดังปัง แสดงว่าเห็นด้วยอย่างเต็มที่ “เรื่องแค่นี้ข้าทำได้ ข้าจะรบกวนจนเซี่ยเสวียนชิงปิดตาไม่ลงเลยทีเดียว”
เซี่ยจั๋ว “...”
ข้าไม่สนใจสีหน้ายุ่งยากของเขา คิดแผนการที่จะลงมือพรุ่งนี้ รวบรวมความมั่นใจขึ้นมาอีกครั้งแล้วลุกขึ้น เตรียมตัวเข้านอน แต่ตอนที่ลุกขึ้นไม่ทันระวังชนถูกโต๊ะ ทำให้ของเล่นบนโต๊ะกระจาย มีหลายชิ้นทำท่าจะตกลงพื้น ข้ายังยืนงง เห็นเพียงเซี่ยจั๋วใช้ความเร็วที่มองแทบไม่เห็นจัดการคว้าของที่กำลังจะหล่นพื้นขึ้นมาได้ทั้งหมด
เขารวบของเล่นที่ไม่มีราคาเหล่านั้นเอาไว้ได้ในทันทีโดยไม่ปล่อยให้เสียหายเลยสักชิ้น
ข้ามองเซี่ยจั๋ว เหมือนเขาจะรู้สึกตัว จึงเงยหน้ามองข้าเช่นกัน
ของที่เซี่ยเซี่ยมอบให้ ข้าบอกให้เขาขว้างทิ้ง เขายังปฏิเสธว่าไม่ได้เสียดาย แต่มาตอนนี้กลับคว้าของทั้งหมดเอาไว้ได้ก่อนจะแตกหักเสียหาย...
พูดจากใจจริง ในตอนนี้เองที่ข้าเกิดความหวั่นไหวขึ้นมา ความหวั่นไหวนี้เหมือนความเคยชินอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเซี่ยจั๋วทำเรื่องที่เหมือนจะให้ความใส่ใจ ซึ่งมันทำให้ข้าเกิดความหวั่นไหวได้ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ข้าสะกดความหวั่นไหวเอาไว้ เพราะนี่เป็นวิธีรักษาความรู้สึกของตัวเองได้ดีที่สุด เป็นวิธีที่ข้าค้นพบในเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา
ถ้าไม่หวั่นไหวก็จะไม่เสียใจ
ข้าแสร้งทำเป็นไม่สนใจ เลือกแผ่นหยกชิ้นเล็กจากอ้อมแขนของเซี่ยจั๋วมาชิ้นหนึ่ง แผ่นหยกรูปปลาหยินหยางเป็นของเล่นบนเขาคุนหลุน สามารถแยกออกมาเป็นสองชิ้น ใครก็ตามที่ถือเอาไว้จะสื่อสารกันได้ “คว้าได้ดี นี่เป็นของดีที่ตอนนี้พวกเราจะใช้ประโยชน์จากมันได้”
แววตาของเซี่ยจั๋วหม่นแสงเล็กน้อย เขาวางสิ่งของไว้บนโต๊ะตามเดิม
ส่วนข้าแกะปลาหยินหยางออกจากกัน ยัดชิ้นที่เป็นสีขาวใส่ถุงผ้าของตัวเอง แล้วส่งชิ้นสีดำให้เขา สั่งการต่อ “ตอนออกไปทำธุระข้างนอก ให้เจ้าพกสิ่งนี้ห้อยไว้ข้างเอว แล้วกดตรงตาปลาอย่างนี้ พวกเราก็ติดต่อกันได้ หากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นให้รีบติดต่อข้ามา”
เซี่ยจั๋วเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วยื่นมือมารับโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ข้าบิดตัว “ไปนอนแล้ว... พรุ่งนี้เจ้าก็ดูสถานการณ์ให้ดีแล้วกัน”
ข้ากลับเข้าห้องปิดประตูไม่สนใจเซี่ยจั๋วที่ยืนอยู่นอกห้องอีก
วันรุ่งขึ้น ข้าตื่นนอนแต่เช้า วิ่งไปที่ถ้ำโดยไม่บอกกล่าวเซี่ยจั๋ว
“เซี่ยเสวียนชิง!”
เพิ่งมาถึงปากถ้ำ ข้าก็ตะโกนเรียกเขา ข้าวิ่งไปเรียกไป เซี่ยเสวียนชิงต้องตกใจตื่นแน่
พอก้าวเข้าไปข้าก็พบว่าจริง ท่าทางของเขาเหมือนคนพักผ่อนไม่เพียงพอ ดวงตาส่วนที่เป็นสีขาวมีเส้นเลือดฝอยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาพยายามยันตัวลุกขึ้น แหงนหน้ามองข้าอย่างพินิจ “จิ่วเซี่ย วันนี้เจ้ามาเช้า”
“ข้ารอจะแบ่งปันความดีใจกับเจ้าไม่ไหว!”
เขาเอียงคอมองข้าอย่างอยากรู้
“ข้าเรียนบทเพลงใหม่มา เจ้าอยากลองฟังหรือไม่!”
ข้าล้วงปี่ออกมาเลาหนึ่ง วางไว้ชิดริมฝีปาก
เซี่ยเสวียนชิง “...”
เขาเป็นคนพูดน้อย ดังนั้นข้าจึงไม่ให้โอกาสเขาได้ปริปาก เป่าปี่ส่งเขาขึ้นสวรรค์ทันที
แต่ปี่เลานี้เป็นของที่มนุษย์ทั่วไปเป่า ข้าเป่าไม่เป็น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการบรรเลงบทเพลง ข้าเป่าให้มีเสียงดังได้ก็ถือว่าเก่งเต็มที่แล้ว ‘บทเพลง’ ที่ว่าดังก้องอยู่ในถ้ำ เป่าได้ไม่นาน ตัวข้าเองก็ยังทนฟังไม่ไหว
ข้าต้องหยุดเป่าปี่มาคลึงใบหูตัวเองแทน
ข้าหันไปมองเซี่ยเสวียนชิง เขามองข้าด้วยแววตาเลื่อนลอย เขาถูกบทเพลงที่ข้าเป่าปลุกให้ตื่นไม่พอ ดูท่าคงจะหูหนวก แล้วก็ทำอะไรไม่ถูกไปด้วย
“ไพเราะหรือไม่” ข้ายังเอ่ยถามอย่างหน้าไม่อาย
“ดี...” เสียงเขาสั่นเครือเล็กน้อย พูดได้แค่คำเดียวก็หยุด คลึงใบหูตัวเองเงียบๆ ข้าคิดว่าเขาคงหูดับไปชั่วขณะถึงไม่ได้ยินเสียงพูดของตัวเอง รอจนกระทั่งเขาดีขึ้นแล้ว เขาค่อยวิจารณ์ว่า “เสียงดังดีเนอะ”
ข้าก้มดูปี่ที่ถืออยู่พลางคิดว่า ข้าแค่ไม่ต้องการให้เขาได้พักผ่อนก็พอแล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องหาเรื่อง ‘ฆ่าศัตรูหนึ่งพัน ฝั่งตนสูญเสียแปดร้อย’*เลยนี่
“ฟังในถ้ำข้าว่าเสียงดังไปสักหน่อย” ข้าพูดไปพลางเก็บปี่ไปพลาง
รอจนกระทั่งข้าเก็บปี่เอาไว้ด้านหลัง จากหางตาข้าเห็นเซี่ยเสวียนชิงพ่นลมหายใจอย่างโล่งอก คิดว่าเมื่อครู่เขาคงจะตกใจเสียงปี่ไม่น้อย แต่เขากลับไม่เกิดโทสะ
ข้ายังพยายามต่อ “ข้าเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นดีกว่า”
เซี่ยเสวียนชิง “...”
ข้าล้วงขลุ่ยอีกเลาหนึ่งออกจากถุงผ้า
ขลุ่ยไม้เพิ่งแตะถูกริมฝีปาก กำลังจะเป่าลมเข้าไป ก็ได้ยินเสียงเปรี๊ยะดังขึ้น ขลุ่ยไม้แตกเป็นร่องเล็กๆ ทำให้ลมที่เป่าเข้าไปในขลุ่ยกลายเป็นเสียงแหบต่ำ
เอ๊ะ? แตกไปแล้ว?
ข้ามองเซี่ยเสวียนชิง
เซี่ยเสวียนชิงมองข้าด้วยสีหน้าจริงจัง “มันคงเสีย เป่าไม่ได้”
ข้าหัวเราะเยาะอยู่ในใจ เขาคิดจะใช้วิธีนี้มาขัดขวางข้าหรือ ข้ายิ้มกว้าง “ไม่เป็นไร ข้างนอกเป็นป่าไผ่ ข้าหาไม้ไผ่กลับมาแล้วพวกเราช่วยกันทำ!”
“จิ่ว...”
ถ้าข้าฟังคำทัดทานของเจ้าได้ชัดเจน ไม่ถือว่าข้าแพ้หรอกหรือ!
ข้ายกขาวิ่งออกไปนอกถ้ำอย่างรวดเร็ว เลือกไม้ไผ่ต้นเล็กเรียวที่เหมาะกับการทำขลุ่ย กำลังจะถอนมันออกมา พลันเจ็บจี๊ดที่หัวใจ
ความรู้สึกนี้ช่างคุ้นเคยเสียจริง เซี่ยเซี่ยต้องอยู่แถวนี้
ข้ายกมือกดหน้าอก ด่าเซี่ยจั๋วว่าเป็นคนไม่เอาไหน ทำไมแค่ขวางเซี่ยเซี่ยก็ยังขวางไม่ได้!
แบบนี้ก็แย่แล้ว ข้าเจอหน้าเซี่ยเซี่ยไม่ได้ ถ้าหากเซี่ยเซี่ยเข้ามาในถ้ำ ได้คุยกับเซี่ยเสวียนชิง แผนการของพวกเราต้องล้มเหลวไม่เป็นท่า ต่อไปเซี่ยเสวียนชิงอาจเกิดความระแวงในตัวข้า ถึงตอนนั้น การจะบรรลุเป้าหมายจนทำลายความรักของพวกเขาก็คงจะยากขึ้นแน่
ข้ากวาดตาไปในป่าไผ่ เห็นร่างในเสื้อผ้าเนื้อบางสีเขียวสดใสเดินมาทางนี้อย่างร่าเริง
เป็นเซี่ยเซี่ย
นางเดินมาทางนี้อย่างร่าเริง อย่างคนไม่รู้อะไรเลยสักนิด
หัวใจข้าบีบรัดจนเจ็บไปหมด แขนขาก็ไร้เรี่ยวแรง ขยับตัวไปไหนไม่ได้ ไม้ไผ่ที่อยู่ในมือหนักอึ้งเหมือนก้อนเหล็ก พลันร่วงหล่นลงพื้น
มีเสียงดังขึ้นทางนี้ เซี่ยเซี่ยที่อยู่ทางนั้นย่อมสังเกตเห็น
สายตาของนางมองผ่านป่าไผ่ กำลังจะมองมาทางนี้แต่กลับมีฝ่ามือกดศีรษะของข้าเอาไว้
ความอุ่นร้อนไหลผ่านศีรษะลงมายังร่าง ทำให้เนื้อตัวที่ไร้เรี่ยวแรงของข้าเริ่มดีขึ้นเล็กน้อย ข้าถูกพลังที่อุ่นร้อนของเขาดันจนมาถึงเนินเล็กๆ แห่งหนึ่งในป่าไผ่ จากนั้นมีร่างในชุดสีดำแวบผ่าน เขายืนบังตัวข้าอยู่บนเนินเล็กแห่งนั้น
ข้าหลบอยู่ใต้เงาของเขา เป็นการหลบอยู่ใต้การปกป้องของเขาเช่นกัน
____________________
* 杀敌一千,自损八百 แปลว่าได้ไม่คุ้มเสีย