ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

สาปสมรส

ผู้แต่ง Mo Shu Bai
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog

《 ถ้ารักข้าจริง ได้โปรดไว้ชีวิตกันสักชาติเถอะ!》 ใครบอกว่าความรักคือสิ่งสวยงาม มาถามข้าก่อน! ‘ฉินซูหวย’ คืออันอ๋องผู้เลื่องลือเรื่องรักภรรยา ถึงขั้นที่นางตายก็ยังจะหาทางชุบชีวิตให้จงได้ หยุด... อย่าเพิ่งซาบซึ้ง เพราะภรรยาที่ว่านั่นคือ ‘ข้า’ ข้านี่แหละ—ภรรยาผู้ตายซ้ำตายซากของท่านอ๋องคนรักเมีย! ไม่ว่าจะกลับมาเกิดใหม่เป็นใคร จะชาติไหน ๆ ข้าก็ต้อง ‘แต่งกับเขา’ แล้ว ‘ตายด้วยน้ำมือเขา’ เสมอ นี่มันความรัก หรือการไล่ล่าของเจ้ากรรมนายเวรกันแน่!?

บทนำ

《 ถ้ารักข้าจริง ได้โปรดไว้ชีวิตกันสักชาติเถอะ!》

ใครบอกว่าความรักคือสิ่งสวยงาม

มาถามข้าก่อน!

‘ฉินซูหวย’ คืออันอ๋องผู้เลื่องลือเรื่องรักภรรยา

ถึงขั้นที่นางตายก็ยังจะหาทางชุบชีวิตให้จงได้

หยุด... อย่าเพิ่งซาบซึ้ง เพราะภรรยาที่ว่านั่นคือ ‘ข้า’

ข้านี่แหละ—ภรรยาผู้ตายซ้ำตายซากของท่านอ๋องคนรักเมีย!

ไม่ว่าจะกลับมาเกิดใหม่เป็นใคร

จะชาติไหน ๆ ข้าก็ต้อง ‘แต่งกับเขา’ แล้ว ‘ตายด้วยน้ำมือเขา’ เสมอ

นี่มันความรัก หรือการไล่ล่าของเจ้ากรรมนายเวรกันแน่!?

สารบัญ

          หลังจากคืนนองเลือดครั้งใหญ่ในวังหลวงแคว้นฉี     

          ประตูวังแง้มออกราวกับฉากเปิดละครที่ผู้ชมตั้งตารอ ซากศพเกลื่อนพื้นท่ามกลางธารโลหิต เหล่าขันทีถูกทหารดึงตัวออกจากที่ซ่อน ภาพสนามรบอันน่าสลดถูกเก็บล้างโดยไม่มีใครกล้าปริปาก ถึงจะมีคนมากแต่บรรยากาศกลับเงียบสงัด

          หนึ่งบุรุษยืนนิ่งเหนือสนามรบอันวุ่นวาย เงาร่างทอดยาวใต้แสงตะวัน ชุดฮวาฝูสีดำสวมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาว ลมหนาวพัดชายแขนเสื้อเขาพลิ้วสะบัด ช่วยกำจายกลิ่นหอมของเตากำยานในมือ ใบหน้าคมคายให้ความรู้สึกเย็นชาอย่างยิ่ง

          บุรุษรูปงามผู้นี้คือ ‘หวยอันอ๋อง’ หรือ ‘ฉินซูหวย’ อดีตรัชทายาทผู้ถูกส่งเป็นตัวประกันที่เป่ยเอี้ยนเมื่ออายุเพียงแปดปี กว่าจะได้รับอิสรภาพอายุก็ล่วงเข้ายี่สิบ เก้าปีต่อมา เขากลายเป็นผู้กุมอำนาจเหนือเหล่าแม่ทัพ ทรงอิทธิพลเหนือราชสำนักและชาวเมืองทุกหัวระแหง เขาไม่แยแสแม้สายตารอบข้างจะมองมาอย่างหวาดระแวง

          อาจเพราะใจจดจ่อกับการรอคอยบางสิ่ง...

 

            แสงแดดทอดยาวพาดผ่านประตูวัง สะท้อนลงบนหลังคาอิฐสีแดง

          แม้เก่าแก่แต่ยังคงความงดงาม ไม่ว่าเรื่องเลวร้ายใดจะเคยเกิดขึ้นที่นี่ เหตุการณ์เมื่อคืน... ขณะนี้... หรือในภายหน้า การเข่นฆ่าต่างๆ ล้วนไม่อาจลดทอนความงามวิจิตรของวังหลวงลงได้ และมันจะเป็นเช่นนี้เสมอ

          “นายท่าน” น้ำเสียงร้อนใจดังขึ้น แม่ทัพเจียงชุนจากกองทัพหนานเฉินเร่งรุดมาหาฉินซูหวยพร้อมชุดเกราะเต็มยศ ใบหน้ายังคงเปื้อนคราบเลือด รีบกล่าวรายงานอย่างประหม่า “ฮองเฮากักขังเหล่าองค์ชายและพระสนม คนทั้งหมดล้วนถูกเผาเป็นจุณ!”

          เจียงชุนจนปัญญาจะรับมือ หากเขาทำอะไรวู่วามอาจทำให้ฉินซูหวยถูกกล่าวหาเพ่งเล็ง บรรดาขุนนางเก่าพากันหมายหัวว่าเขามีใจคิดก่อกบฏ

          ฉินซูหวยเป็นโอรสหนึ่งเดียวของ ‘ฉินจิ้ง’ ฮ่องเต้เสเพลผู้มีนิสัยเยี่ยงจอมเผด็จการ ประชาชนแคว้นฉีล้วนอยู่อย่างไม่เป็นสุข ไม่มีใครชื่นชอบฮ่องเต้พระองค์นี้

          ตอนที่ฉินซูหวยอายุได้แปดปี แคว้นฉีพ่ายสงครามต่อเป่ยเอี้ยน ทำให้เสียดินแดนส่วนหนึ่ง จึงจำต้องส่งเครื่องบรรณาการไปพร้อมตัวประกัน นับแต่นั้นรัชทายาทแคว้นฉีอย่างเขาจึงตกอยู่ในฐานะเชลยศึก

          หลังจากนั้นไม่นานฉินจิ้งก็สวรรคต แผ่นดินขาดประมุข

          ด้วยไร้ซึ่งรัชทายาทอยู่สืบทอดบัลลังก์ เหล่าขุนนางพยายามอย่างสุดกำลังในการแก้ไขปัญหา ท้ายที่สุดก็เห็นพ้องให้แต่งตั้งเหวินอ๋องหรือ ‘ฉินเหวินเซวียน’ ลูกพี่ลูกน้องของฉินจิ้งขึ้นครองราชย์แทน

          ฉินเหวินเซวียนคุณธรรมสูงส่ง เก่งกล้าสามารถ เขานำพาแคว้นฉีที่ทรุดโทรมกลับสู่ยุครุ่งเรือง และยังบีบบังคับให้เป่ยเอี้ยนส่งคืน ‘อดีตรัชทายาท’ แลกกับเงินแสนตำลึง

          ถึงแม้แคว้นฉีขณะนั้นจะมีรัชทายาทองค์ใหม่แล้ว แต่ฉินเหวินเซวียนในฐานะเสด็จอาของฉินซูหวยก็ควรไถ่ถอนอิสรภาพให้หลานชายได้หวนคืนสู่บ้านเกิด

          ฉินซูหวยเข้ากองทัพทันทีที่กลับถึงแคว้นฉี เรียกได้ว่าออกรบสิบครั้งก็ชนะทั้งสิบหน! ได้รับแต่งตั้งบรรดาศักดิ์หวยอันอ๋อง สามารถแผ่ขนายอำนาจไปทั่วทุกสารทิศ ถึงกับได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ทำคุณูปการให้กับแผ่นดิน หนำซ้ำยังกตัญญูรู้คุณ จึงมีความสัมพันธ์อันดีกับฉินเหวินเซวียนผู้เป็นอา

          นับว่าเป็นช่วงรุ่งเรืองในตำแหน่งหน้าที่ของเขา แต่ในเรื่องคู่ครองกลับตรงกันข้าม การแต่งงานทั้งสามครั้งของฉินซูหวยล้วนจบด้วยโศกนาฏกรรม                                     

          ครั้งแรกเขาสมรสกับองค์หญิงจ้าวเผิงแห่งเป่ยเอี้ยน นางเสียชีวิตจากสภาพอากาศที่ไม่คุ้นชินระหว่างเดินทางมาแคว้นฉี

          ต่อมาได้ครองคู่กับแม่ทัพหญิงเจียงอี–บุตรีหนึ่งเดียวของตระกูลเจียง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญให้เขาสร้างความมั่นคงในกองทัพ แต่ไม่นานเจียงอีก็ล้มป่วยและสิ้นใจในอีกสามปีต่อมา

          ครั้งที่สามเขาลงเอยกับต่งหว่านอี๋ บุตรีผู้เลอโฉมของเสนาบดีีต่งเฉิงเซี่ยง บิดาใช้นางเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับฉินซูหวย แต่นางกลับทำเรื่องไม่คาดคิด! นางหนีงานแต่ง! ทว่าโชคร้ายระหว่างปีนกำแพงหนีเกิดพลาดท่าตกลงมาเป็นอัมพาต รักษาตัวอยู่หลังตำหนักของฉินซูหวยได้สองปีก็จากไป

          ทั่วทั้งแคว้นฉีต่างลือกันว่าฉินซูหวยมีดวงกินคู่ ไม่มีใครกล้าเกี่ยวดองกับเขาอีก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ใส่ใจ ว่ากันว่าภายในตำหนักหวยอันอ๋อง ทั้งยามกินยามนอนเจ้าของตำหนักล้วนใช้ชีวิตอยู่กับป้ายวิญญาณของภรรยาคนแรก ไม่คิดจะแต่งงานใหม่

          แม้เรื่องคู่ครองจะไม่สมหวัง แต่ชีวิตของเขาก็ไม่ได้เลวร้ายเสียทีเดียว ฉินซูหวยพากเพียรสร้างความดีความชอบเพื่อพิสูจน์ตน แต่เหล่าองค์ชายและขุนนางก็ยังคลางแคลงใจ ต่างปักใจเชื่อว่าเขาแอบซ่อนแผนการบางอย่างไว้ ยามไร้ศึกสงครามเขาจึงกลับเมืองหลวงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ทว่าไม่นานม้าเร็วจากวังหลวงก็นำข่าวมาแจ้ง

          ฮองเฮาและองค์ชายร่วมมือกันก่อกบฏ!

          ปิดวังหลวง กักขังฮ่องเต้ ปลงพระชนม์รัชทายาท!

          ฉินซูหวยเดินทางเข้าวังอย่างร้อนใจ แต่สายเกินไป... ฮองเฮาปลิดชีพตนเองไปพร้อมกับคนอื่นๆ เสียแล้ว

          “นายท่าน” เจียงชุนเอ่ยระหว่างที่ฉินซูหวยขมวดคิ้วแน่น

          “ยังมีเชื้อพระวงศ์เหลือรอด...”

          เสียงพึมพำของเจ้านายทำให้เจียงชุนชะงักไปชั่วขณะ

          “ยังเหลือพระสนมซู กับองค์ชายสิบหกอยู่ในสุสาน”

          เพียงประโยคสั้นๆ เจียงชุนก็เข้าใจทันที องค์ชายสิบหกสืบสายเลือดอันชอบธรรมจากฮ่องเต้ หากเจ้านายของเขาชิงบัลลังก์ตัดหน้าย่อมต้องถูกคำครหาและนำมาซึ่งความวุ่นวายใหญ่หลวง นายท่านคงไม่ประสงค์ให้เรื่องลงเอยเช่นนั้น องค์ชายสิบหกจึงเป็นความหวังสุดท้ายที่จะหยุดความโกลาหลนี้

          “ซูเหม่ยเหรินมีบุตรสาวอีกคนใช่หรือไม่?” ฉินซูหวยถามขึ้น

          “ขอรับนายท่าน นางแต่งเข้าสกุลเว่ย เป็นฮูหยินของเว่ยหยาง”

          “เฝ้านางไว้อย่าให้คลาดสายตา” กล่าวจบเขาก็ควบอาชาฝ่าความหนาวไปยังภูเขาหิมะเบื้องหน้า

 

          ฤดูหนาวในเป่ยเอี้ยนยังฉายชัดอยู่ในความทรงจำของจ้าวเผิง

          ลมหนาวดั่งคมมีดกรีดผิวพาให้นึกถึงวัยเยาว์ในตำหนักเย็นที่ไม่เหลือกองไฟให้ความอบอุ่น รอบกายมีเพียงท่านแม่และน้องชาย

          ทั้งสามทำได้เพียงอิงแอบแนบชิด แบ่งปันไออุ่นซึ่งกันและกันแม้ไม่อุ่นเท่าผิงไฟแต่ยังดีกว่าหนาวตาย

          ความเหน็บหนาวเช่นนั้น นานมากแล้วที่ไม่ได้สัมผัส...

          เพื่อหลุดพ้นจากความเลวร้ายในตำหนักเย็น จ้าวเผิงเพียรพยายามจนได้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้แห่งเป่ยเอี้ยน นางเลี้ยงดูน้องชายจนกระทั่งเขาเติบใหญ่ กุมชัยชนะเหนือศึกชิงบัลลังก์ ขึ้นครองราชย์เป็นประมุขผู้เที่ยงธรรม

          ช้าก่อน...

          นางออกจากเป่ยเอี้ยนมาตั้งแต่อายุสิบเก้า ไม่นานก็จบชีวิตลง

          แล้วเหตุใดถึงรู้ว่า ‘จ้าวยู่’ น้องชายได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้กันเล่า

          ท่ามกลางความสับสนพลันแว่วเสียงเรียกขาน เศษเสี้ยวความทรงจำเหล่านี้ล้วนแปลกตา แต่กลับคุ้นเคยอย่างประหลาด

          ความรู้สึกนี้... อีกแล้วสินะ

          อีก–แล้ว!

          เป็นอีกครั้งแล้ว ที่นางเข้าไปอยู่ในร่างของใครบางคน

          เมื่อครั้งเป็นองค์หญิงแห่งเป่ยเอี้ยน นางแต่งงานกับองค์ชายเชลยศึกอย่างฉินซูหวย ต่อมาฉินเหวินเซวียน–ฮ่องเต้องค์ใหม่ของแคว้นฉีเสนอเงินเพื่อแลกกับอิสรภาพของฉินซูหวย นางเป็นภรรยาเขา จึงต้องติดตามเขากลับบ้านเกิด แต่ระหว่างเดินทางไปแคว้นฉีเขากลับวางยาพิษปลิดชีพนาง!

          หลังถูกจบชีวิตลง ความทรงจำที่หลงเหลือเกี่ยวกับราชวงศ์ฉิน มีเพียงการถูกฉินซูหวยหักหลังอย่างเลือดเย็นเท่านั้น

          ไม่ผิดแน่! เป็นเขาที่วางยานาง

          ในความทรงจำอันเลือนราง นางขัดขืนเมื่อยาพิษรสหวานไหลลงคอ ไม่ว่าจะดิ้นจะทุบตีอย่างไร เขาเพียงแต่โอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนอันสั่นเทา เฝ้ามองนางด้วยใบหน้าสิ้นหวัง เสียงของเขาสั่นเครือ

          “เผิงเผิง ไม่ต้องกลัว ดื่มหมดก็ไม่เจ็บแล้ว”

          “โปรดอย่ากล่าวโทษข้าเลย หลับให้สบายเถิดนะ”

          ไม่! นางไม่อยากตาย! ทำไมคนที่มอบความรักให้นางเสมอมา ตอนนี้กลับเป็นคนพรากลมหายใจของนาง

          ค้างคาใจ... ไม่อาจจากไปอย่างสงบ

          น้องชายนางกำลังเผชิญศึกชิงบัลลังก์ตามลำพังในเป่ยเอี้ยน คงไม่มีวันไหนได้อยู่อย่างเป็นสุข

          ด้วยใจที่ไม่อาจปล่อยวาง จ้าวเผิงลืมตาขึ้นอีกครั้งในร่างของ‘เจียงอี’ บุตรีของแม่ทัพเจียงเฉิน–แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉี ไม่ทันจะได้ทำความคุ้นชินกับร่างนี้กลับพบฉินซูหวยอีกหน

          และเขามาที่นี่เพื่อแต่งงานกับเจียงอี ทั้งที่สี่เดือนก่อนเพิ่งวางยาจ้าวเผิงจนสิ้นใจ

          เจ้าเล่ห์เพทุบายนัก เขาเลือกกำจัดนางให้พ้นทางเพื่อที่ตนจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกันกับแม่ทัพหญิงผู้สูงศักดิ์แห่งแคว้นฉีอย่างเปิดเผย คงหวังจะได้กองทัพหนุนหลังสร้างความมั่นคงนี่เอง!

          นางหลงผิดคิดว่าเขาเป็นคนดี

          เวลานี้เจียงอีกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับฉินซูหวย นางไร้สิ้นหนทางจะหลีกเลี่ยง สุดท้ายจึงลงเอยด้วยการแกล้งป่วย ตลอดสามปีที่แสร้งทำเจ็บไข้ กลับไม่เคยได้รับความอาทรจากเขาแม้แต่น้อยไม่แม้แต่ไถ่ถาม ภายใต้ชายคาเดียวกันกลับแบ่งแยกขอบเขตชัดเจน

          ฉินซูหวยใช้เวลาตลอดสามปีรวบรวมอำนาจ ได้กำลังพลทางเหนือทั้งหมดไว้ในครอบครอง จ้าวเผิงเองก็เตรียมความพร้อมอยู่เงียบๆ หวังจะมีโอกาสกลับเป่ยเอี้ยน นางรอคอยให้ถึงวันที่จ้าวยู่ น้องชายของตนขึ้นเป็นใหญ่

          คืนวันผ่านพ้น ในที่สุดคำภาวนาของนางก็สัมฤทธิผล จ้าวยู่ขึ้นเป็นฮ่องเต้เป่ยเอี้ยน ทว่าในค่ำคืนอันมืดมิดขณะที่นางกำลังเพลิดเพลินอยู่กับองุ่นในสวน กลับถูกกลุ่มคนชุดดำบุกเข้ามาแทงจนสิ้นใจ ไม่อาจสานต่อความตั้งใจของตนได้อีก

          เป็นอีกครั้งที่ไม่อาจจากไปอย่างสงบ ยังคงค้างคาใจในจุดจบที่คลุมเครือของตน

          พอมีโอกาสได้ลืมตาอีกหน กลับพบว่าตนอยู่ในร่างผู้อื่นเสียแล้ว

          ฟื้นคืนชีพครั้งนี้จ้าวเผิงอยู่ในร่างของต่งหว่านอี๋–บุตรีของเสนาบดีีีแคว้นฉี อีกทั้งยังมีกำหนดให้ต้องแต่งงานกับฉินซูหวย!

          เวลานั้นฉินซูหวยได้รับแต่งตั้งให้เป็นหวยอันอ๋อง มีอำนาจเกรียงไกรเหนือกองทัพ ในขณะที่ตระกูลเจียงพินาศย่อยยับไปแล้ว

          ความจริงกระจ่างต่อสายตาจ้าวเผิง

          เขากอบโกยจากแม่ทัพเจียงเฉินจนเปรมปรีดิ์ เจียงอีก็เช่นกัน ไร้ประโยชน์แล้วจึงถูกกำจัด

          ฉินซูหวยเป็นภัย ไม่ว่าใครมาเป็นภรรยาของเขาย่อมพบจุดจบที่น่าอนาถ

          นางต้องรีบเผ่นหนีให้เร็วที่สุด!

          จ้าวเผิงวางแผนจะไปหาจ้าวยู่ที่เป่ยเอี้ยน ก่อนวันแต่งงาน นางพยายามหาทางหลบหนี ขอเพียงก้าวพ้นกำแพงสูงที่กักขังนี้ได้ก็จะเป็นอิสระ

          จ้าวเผิงไม่รีรอ ร่างอรชรเริ่มออกแรงปีนป่าย

          ทว่าร่างกายของต่งหว่านอี๋อ่อนแอเกินไป ปีนไปได้เพียงครึ่งเดียวก็หมดแรงพลัดตกลงมาร่างกระแทกพื้น โชคร้ายกลายเป็นอัมพาตไม่อาจขยับกายได้อีก

          แม้กายพิการแต่งานแต่งก็ยังคงถูกจัดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ระหว่างฉินซูหวยและบิดาของนาง แต่เมื่อเสร็จสิ้นงานพิธีเขาก็ทิ้งนางไว้หลังตำหนักอย่างไร้เยื่อใย

          แม้กายท่อนล่างขยับไม่ได้แต่ใจนางยังคงฮึดสู้ วางแผนอย่างรอบคอบ เก็บหอมรอมริบ ฝังเงินไว้ในสวนหลังตำหนัก ด้วยสังหรณ์ใจว่าตนจะพบจุดจบในอีกไม่ช้า

          ต่งเฉิงเซี่ยงเป็นพวกโลภโมโทสัน ทุกสิ่งที่สำคัญล้วนเป็นเงิน

          สุดท้ายก็เป็นไปดั่งที่จ้าวเผิงคาดการณ์... สองปีต่อมาในระหว่างมื้ออาหาร นางรับรู้ได้ถึงความรู้สึกหนึ่ง

          เป็นความรู้สึกเดียวกับจ้าวเผิงในวัยสิบเก้า

          ยาพิษอีกแล้ว!

          สายเกินจะกลับตัว... จุดจบของต่งหว่านอี๋ได้มาถึง

          นึกแล้วอยากบีบคอด่าฉินซูหวยให้หายแค้น! หากต้องการยกตำแหน่งพระชายาให้ผู้อื่นก็เพียงแค่หย่ากันเท่านั้น แต่เขากลับต้องเอาชีวิตนางอยู่ร่ำไป

          หากสวรรค์เมตตา...

          ข้า–จ้าวเผิงไม่ขอแต่งงานกับฉินซูหวยอีก

          ตลอด–ไป!

          พรที่ขอจะสัมฤทธิผลหรือไม่จ้าวเผิงไม่อาจรู้ ในความสับสนและความทรงจำเลือนราง เสียงของใครบางคนดังแว่วเหมือนกำลังร้องเรียกนาง

          “ฮูหยิน ดีขึ้นหรือยังเจ้าคะ?”

          ฮูหยิน... ใครกัน?

          ผ่านไปครู่หนึ่งจ้าวเผิงจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าร่างของตนในตอนนี้คือองค์หญิงนามว่า ‘ฉินเผิง’ มีเรื่องราวชีวิตที่คล้ายชีวิตแรกของนางยิ่งนัก

          ฉินเผิงถือกำเนิดจากพระสนมที่ไม่ได้รับการเหลียวแล ถ้าเป็นจ้าวเผิงคนเดิมอาจจะไม่ยอมแพ้ ต้องเพียรพยายามสุดความสามารถให้กลายเป็นองค์หญิงคนโปรดของฮ่องเต้ให้จงได้ แต่ฉินเผิงไม่เหมือนกัน นางเลือกจะจมปลักอยู่กับที่และยอมจำนนต่อโชคชะตา

          ฉินเผิงเป็นองค์หญิงที่มีความงามล้ำเลิศ รูปโฉมดั่งต้องมนตร์ช่วยบดบังข้อด้อยไปแปดส่วน

          ตอนฉินเผิงอายุสิบห้าได้แต่งให้กับเว่ยหยางบุตรชายคนโตของเซวียนอู่โหว ทว่าช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นแสนสั้น คืนเข้าหอเว่ยหยางถูกเรียกตัวไปสนามรบ คาดไม่ถึงว่าจะเป็นการจากลาอย่างไม่หวนกลับ

          ศึกครั้งนั้นกวาดล้างตระกูลเว่ยจนสิ้นซาก แม้เว่ยเหยี่ยนน้องชายของเว่ยหยางจะรอดกลับมาได้ แต่เขาอายุเพียงสิบสี่ปีเท่านั้น

          ด้วยเชื่อว่าตระกูลเว่ยสูญสิ้นแล้ว เหล่าฮูหยินในจวนบ้างก็ตรอมใจเลือกปลิดชีพตนตามคนรักไป บ้างก็แต่งงานใหม่ เหลือเพียงฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยและฉินเผิง

          แม้เว่ยหยางผู้เป็นสามีจะตายจากไป แต่ฉินเผิงก็ไม่มีความคิดจะเปลี่ยนคู่ครอง ตั้งมั่นอุทิศตนถือศีลปฏิบัติธรรมที่วัดฮู่กั๋วเพื่อส่งดวงวิญญาณเว่ยหยางสู่สัมปรายภพ

          สิบปีที่เว่ยเหยี่ยนต่อสู้เพียงลำพังอย่างกล้าหาญ เขาสามารถฟื้นฟูตระกูลเว่ยกลับสู่ความรุ่งเรืองได้อีกครั้ง

          ส่วนฉินเผิง... นางกลายเป็นรูปปั้นภรรยาดีเด่นเคลื่อนที่ได้ไปเสียแล้ว!

          สถานการณ์ปัจจุบันช่างเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับจ้าวเผิง ในที่สุดก็จะได้หลุดพ้นจากฉินซูหวย เขาคงไม่อาจหาข้ออ้างมาแต่งงานกับนางได้อีก เพราะชาตินี้นางเป็นหญิงม่าย ส่วนนางก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องจบชีวิตอย่างน่าอนาถเหมือนที่ผ่านมา

          เหลือเพียงอีกเรื่อง

          จ้าวยู่... น้องชายของนางตอนนี้คงเป็นฮ่องเต้ของเป่ยเอี้ยนแล้ว ขอเพียงสามารถทำให้น้องชายเชื่อว่านางคือจ้าวเผิง นางก็พร้อมจะกลับเป่ยเอี้ยนอย่างไม่รีรอ

          ในใจของจ้าวเผิงเปี่ยมด้วยปีติเมื่อนึกถึงอนาคตอันสวยหรูของตนเอง แต่ก่อนที่ความคิดจะเตลิดไปไกลกว่านี้ นางพยายามดึงสติของตนแล้วหันไปตามเสียงเรียกข้างกาย เป็นเสียงของชุนซู่และชิวซู่สาวใช้ที่คอยดูแลฉินเผิงมาตลอดหลังแต่งงาน

          ค่ำคืนที่ผ่านมา ฉินเผิงจับไข้ ใบหน้าซีดเซียวอ่อนแรง ชิวซู่เอ่ยขึ้นอย่างกังวลใจ “ฮูหยิน บ่าวว่าเราตามหมอเถิดนะเจ้าคะ”

          จ้าวเผิงรีบยกสองมือห้ามไว้ “อย่าลำบากเลย ดื่มน้ำอีกนิด นอนเพิ่มอีกหน่อยก็พอแล้ว”

          ชุนซู่ไม่รอช้ารีบรินน้ำมาให้เจ้านาย ในขณะที่ชิวซู่เองยังคงกังวลใจ “ฮูหยินเจ้าคะ คนป่วยย่อมต้องพบหมอ ท่านมักเกรงว่าผู้อื่นจะต้องลำบากเพราะท่าน แต่ว่าตอนนี้...”

          “องค์หญิงสี่!”

          ชิวซู่ยังกล่าวไม่จบก็ถูกใครบางคนตะโกนขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน

          “องค์หญิงสี่อยู่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ!”

          ไม่มีใครเรียกฉินเผิงแบบนี้มาเป็นสิบปีแล้ว... เขาเป็นใคร?

          จ้าวเผิงในร่างขององค์หญิงสี่ฉินเผิงนิ่งงัน ชิวซู่และชุนซู่สบตากัน เมื่อไร้เสียงตอบรับ ผู้มาเยือนจึงตะโกนต่อ

          “องค์หญิงสี่ กระหม่อมต่งโยว มาตามคำสั่งของพระสนมพ่ะย่ะค่ะ”

          ทั้งสามตกตะลึงกับแขกผู้มาเยือน ต่งโยวเป็นขันทีรับใช้ของซูเหม่ยเหรินมารดาของฉินเผิง เขามาหานางถึงนี่ย่อมมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่

          “เข้ามา” จ้าวเผิงขานรับ

          ต่งโยวแทรกตัวเข้ามาทันทีเมื่อได้รับอนุญาต ชิวซู่รีบร้อนปิดประตูตามหลัง

          พอเข้ามาต่งโยวก็ปลดเสื้อคลุมตัวใหญ่ออก เผยร่างเด็กชายตัวน้อยอายุราวแปดเก้าปีกำลังยืนตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขน เด็กชายค่อยๆ หันมา ใบหน้าพลันปรากฏชัด

          ภาพตรงหน้าทำให้ทุกคนในห้องตกตะลึงไปตามๆ กัน

          “เจ้า... เจ้าพาองค์ชายสิบหกมาทำไม...”

            จ้าวเผิงดำดิ่งสู่ห้วงความทรงจำของฉินเผิง

          ได้พบกับเรื่องราวของ ‘ซูเหม่ยเหริน’ พระสนมผู้งามล้ำซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ นางให้กำเนิดบุตรีผู้เพียบพร้อมและเปี่ยมด้วยวาสนาอย่างฉินเผิง เมื่อถึงวัยออกเรือนฉินเผิงสมรสกับคุณชายตระกูลสูงอย่างเว่ยหยาง จึงยิ่งเป็นที่นับหน้าถือตา ซูเหม่ยเหรินเองก็ได้รับความโปรดปรานมากขึ้น ต่อมานางก็ให้กำเนิดองค์ชายน้อยนามว่า ‘ฉินหมิง’

          ฉินหมิงเป็นเด็กชายหน้าตาจิ้มลิ้มน่าเอ็นดู ทุกคนต่างเชื่อว่าฉินหมิงในวัยเพียงเก้าปีย่อมไม่ก้าวขึ้นมาชิงดีชิงเด่นกับองค์รัชทายาทที่อายุล่วงเข้าสามสิบปีแล้ว แม้เขาไร้พิษภัยแต่ก็ไม่อาจหลบเลี่ยงแรงริษยาจากฮองเฮาที่มีต่อซูเหม่ยเหรินและตัวเขาเองได้ สุดท้ายทั้งสองจึงถูกส่งไปอยู่ที่สุสานหลวง

          ส่วนฉินเผิงหลังจากสามีล่วงลับก็ปลีกวิเวกอยู่ในวัดฮู่กั๋ว มีโอกาสได้พบหน้าน้องชายเพียงไม่กี่ครั้งในช่วงเทศกาล นับว่าโชคดีที่จ้าวเผิงสืบค้นความทรงจำเกี่ยวกับฉินหมิงมาแล้วส่วนหนึ่ง เมื่อได้พบหน้าเด็กชายจึงรู้จักมักคุ้นอยู่บ้าง

          ต่งโยวหอบองค์ชายน้อยมาพบนางในสภาพเช่นนี้ วังหลวงต้องเกิดเหตุร้ายแน่ แผนการหลบหนีกลับเป่ยเอี้ยนจึงต้องถูกพักไว้ ตอนนี้สิ่งสำคัญคือรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

          “เกิดเหตุรึ?” จ้าวเผิงจ้องขันทีตรงหน้า ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่มีท่าทีตื่นตกใจแม้แต่น้อย

          ท่าทางของนางทำให้ต่งโยวประหลาดใจอยู่หลายส่วน ทีแรกเขายังลังเล ไม่คิดว่าฉินเผิงจะเป็นที่พึ่งพายามยากได้มากนัก นางมักขลาดกลัวแม้กับเรื่องเล็กน้อย ทว่าเวลานี้กลับมีท่าทีสุขุม สงบนิ่งน่าเกรงขาม หลังจากชื่นชมอยู่ในใจ เขาจึงกล่าวอย่างไม่รีรอ

          “องค์ชายสามร่วมมือกับฮองเฮาก่อกบฏปิดวังหลวง องค์หญิงทราบหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

          คำถามนี้พาลให้จ้าวเผิงอารมณ์คุกรุ่นในใจ

          น่าโมโหนัก! เรื่องคอขาดบาดตายใหญ่หลวงปานนี้แต่ฉินเผิง ไม่–รู้–อะไร–เลย! ทุกวันเอาแต่ขังตัวอยู่ในวัดฮู่กั๋ว สมองเฉื่อยชาเพราะมัวแต่ใฝ่ธรรมะอยู่กระมัง!

          แต่กล่าวโทษนางแล้วอย่างไร? ปัญหามากองตรงหน้า มีแต่จะต้องแก้ไขเท่านั้น คิดแล้วนางจึงหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยท่วงท่างามสง่า สายตาเฉียบคมจับจ้องต่งโยว “มีอะไรก็พูดมา”

          พอได้รับอนุญาต ต่งโยวจึงเล่าที่มาที่ไปของการปรากฏตัวครั้งนี้ “ฮองเฮารับสั่งให้จุดไฟเผาองค์ชายทั้งหลายจนกลายเป็นเถ้าธุลี หวยอันอ๋องเพิ่งยกทัพบุกวังหลวง พระสนมเกรงว่าหากท่านอ๋องคิดก่อกบฏ จะต้องตามสังหารองค์ชายสิบหกที่มีสายเลือดอันชอบธรรมของฝ่าบาทไปด้วยอีกคน จึงให้กระหม่อมพาองค์ชายมาที่นี่”

          ฉินเผิงครุ่นคิดสิ่งใดยากจะคาดเดา ใบหน้านิ่งสงบไร้กังวลของอีกฝ่ายทำให้ต่งโยวรู้สึกฉงน เขาคุกเข่าลงกล่าวอย่างกังวล “พระสนมไร้ซึ่งหนทาง เหลือเพียงองค์หญิงเท่านั้นที่คุ้มครององค์ชายสิบหกได้ หากไม่ได้รับความเมตตาจากองค์หญิง องค์ชายต้องแย่แน่พ่ะย่ะค่ะ”

          “มิใช่ว่าข้าใจจืดใจดำหรอกนะ แต่...” นางสูดหายใจเข้าลึก พิจารณาสถานการณ์ตรงหน้าซ้ำไปซ้ำมา หากฉินซูหวยคิดกำจัดทุกคนให้พ้นทาง เขาย่อมทำทุกวิธีเพื่อไปสู่เป้าหมาย “ข้าจะช่วยอะไรได้ แม้แต่เจ้ายังรู้ว่าข้าคือพี่่สาวขององค์ชายสิบหก หวยอันอ๋องยิ่งต้องรู้ดีกว่าเจ้า”

          เมื่อปากเอ่ยชื่อเขา ในใจพลันเกิดความรู้สึกประหลาด นางรีบสงบจิตใจไม่นึกถึงความสัมพันธ์ในอดีตที่ผ่านมา เปลี่ยนไปคิดถึงแผนการเอาตัวรอด เอ่ยถามต่งโยวอย่างใคร่รู้ “จงบอกเรื่องที่เจ้ารู้เกี่ยวกับเป่ยเอี้ยนมา เวลานี้ใครครองบัลลังก์ แล้วแคว้นฉีทางตอนใต้รอดพ้นจากศึกสงครามหรือยัง?”

          คำถามของนางยิ่งทำให้ผู้ฟังร้อนใจมากขึ้น “องค์หญิง... สถานการณ์คับขันเช่นนี้ การตั้งคำถามคงมิอาจช่วยอะไรได้ ทางที่ดีรีบพาองค์ชายหลบหนีก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

          “ริอ่านมาสั่งสอนว่าข้าควรหรือไม่ควรทำสิ่งใดรึ! ข้าถาม เจ้าเพียงแค่ตอบเท่านั้น!”

          น้ำเสียงของนางทรงอำนาจสร้างความกดดันให้ต่งโยว เขาจำต้องเล่าสถานการณ์บ้านเมืองไปตามที่รู้

          “จ้าวยู่ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้เป่ยเอี้ยน ปกครองบ้านเมืองสู่ความรุ่งเรือง ทำให้เป่ยเอี้ยนกลายเป็นศัตรูที่น่าเกรงขาม สู้รบกับแคว้นฉีของเราได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ชายแดนใต้ได้แม่ทัพเว่ยเหยี่ยนเป็นผู้นำ ถึงเขายังไม่ปีกกล้าขาแข็งแต่ก็ไม่อาจประมาทได้พ่ะย่ะค่ะ”

          หากฉินซูหวยต้องการสถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ แน่นอนว่าหนทางล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรค

          อันดับแรก บ้านเมืองกำลังระส่ำระสาย แคว้นต่างๆ ในเขตชายแดนรอฉวยโอกาสวางแผนก่อความวุ่นวายในขณะที่แคว้นฉีอ่อนกำลัง หากฉินซูหวยยังคงดึงดัน คงไม่พ้นลงเอยด้วยบัลลังก์ทองบนกองซากศพของราษฎร

          อันดับสอง แม้ว่าฉินซูหวยมีอำนาจเกรียงไกรในกองทัพแดนเหนือ แต่กองทัพแดนใต้ล้วนรับคำสั่งจากเว่ยเหยี่ยน ฉินเผิงนับว่าเป็นพี่สะใภ้ของเว่ยเหยี่ยน นางย่อมได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง หากฉินซูหวยคิดจะทำการใดก็คงไม่ได้ง่าย       

          หลังจ้าวเผิงพิจารณาสถานการณ์อย่างถี่ถ้วนแล้วก็เบาใจ

          ฉินเผิงแม้ดูไร้ประโยชน์แต่กลับถือไพ่เด็ดไว้ในมือ ทำให้ฉินซูหวยไม่อาจมองข้าม นางเป็นพี่สาวขององค์ชายผู้สืบสายเลือดจากฮ่องเต้ อีกทั้งยังเป็นพี่สะใภ้ของเว่ยเหยี่ยน

          ด้วยสถานะเหนือกว่า จ้าวเผิงไม่หวาดหวั่น!

          ไม่ใช่สิ... ตอนนี้นางคือฉินเผิง

          เสียงฝีเท้าหนักแน่นของกองทัพดังเล็ดลอดเข้ามา ใบหน้านางยังคงเรียบเฉย ไม่ขลาดกลัว

          “ไปเตรียมต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ”

          “อะ... องค์หญิง... กระหม่อมเกรงว่า...”

          ไม่ทันที่ต่งโยวจะคัดค้าน ฉินเผิงก็ลุกขึ้นท่าทางทระนงองอาจ สายตาเฉียบคมปราดมองต่งโยวแวบหนึ่ง

          “น้องชายของข้า ข้าจะปกป้องเขาเอง”

          แน่นอนว่านางต้องปกป้ององค์ชายสิบหกอย่างสุดความสามารถ หากเขาโดนกำจัดมีหรือที่นางจะรอดไปได้ ฉินซูหวยย่อมระแวงว่านางจะร่วมมือกับเว่ยเหยี่ยนมาล้างแค้น ก่อนจะถึงเวลานั้นฉินซูหวยคงถอนรากถอนโคนนางและฉินหมิงจนสิ้นซาก!

          ถ้อยคำหนักแน่นของฉินเผิงช่วยชโลมใจขับไล่ความกังวลของอีกฝ่าย องค์ชายน้อยถูกพาไปพักผ่อน ขณะที่ชุนซู่กำลังจะไปเตรียมน้ำมาให้ฉินเผิงได้อาบ แต่พอผลักบานประตูเปิดออก เบื้องหน้าปรากฏเหล่าทหารที่ล้อมไว้ทุกสารทิศ บุรุษรูปงามผู้หนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า ท่าทางเปี่ยมมารยาท

          “กระหม่อมได้รับคำสั่งให้ตามหาองค์ชายสิบหก องค์หญิงโปรดอนุญาตให้กระหม่อมทำตามหน้าที่ด้วย”

          บรรยากาศกดดันตรงหน้าทำให้ชุนซู่กลัวจนตัวสั่น

          “ใต้เท้าโปรดรอสักครู่” ชุนซู่ปิดประตูลง เอ่ยถามฉินเผิงอย่างร้อนใจ “ฮูหยิน ทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”

          ท่ามกลางแรงกดดันจากบุรุษด้านนอกและความกังวลใจของสาวใช้ข้างกาย ฉินเผิงกลับไม่หวาดหวั่น  ใบหน้างดงามแต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม อบอุ่นดั่งทัศนียภาพยามวสันตฤดู

          “แจ้งผู้มาเยือนว่าองค์ชายสิบหกประทับอยู่ที่นี่ แต่จะไม่มีใครได้พบทั้งสิ้น เว้นเสียแต่หวยอันอ๋องจะมาด้วยตนเอง!” สาวใช้ยังคงลังเล น้ำเสียงของฉินเผิงจึงอ่อนโยนลง “ข้าอยู่ที่นี่ทั้งคน พวกเจ้าอย่าได้กลัว”

          เมื่อได้ยินชุนซู่ก็ไม่คิดลังเลอีก นางโค้งคำนับและก้าวออกไปอย่างห้าวหาญ “เรียนใต้เท้า องค์หญิงรับสั่งว่าองค์ชายสิบหกประทับอยู่ด้านใน หากมีธุระ... ก็ให้หวยอันอ๋องมาเจรจาด้วยตนเองเจ้าค่ะ”

          คำตอบที่ได้รับช่างเหนือความคาดหมายของเจียงชุน

          เขาเคยพบหน้าฉินเผิงครั้งหนึ่งที่งานเลี้ยงในวังหลวง ครั้งนั้นเพียงทำถ้วยแตกใบหนึ่งนางก็ร้องไห้อย่างเสียขวัญ กล่าวกันว่านางไม่สู้คน อีกทั้งยังใจปลาซิว เมื่อครั้งอยู่ในกองทัพเจียงชุนมีโอกาสได้พูดคุยกับเว่ยหยาง เมื่อกล่าวถึงภรรยา เว่ยหยางมักเอ่ยเสมอว่านางเป็นสตรีที่อ่อนโยน

          อ่อนโยนกับผีสิ!

          เมื่อครู่บ่าวตรงหน้ายังหวาดกลัวราวกับเห็นผี แต่พอกลับออกมา ก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ!

          ทีแรก เขาคาดว่าฉินเผิงคงกลัวจนตัวสั่นราวกระต่ายน้อยปะทะราชสีห์ หากไม่หาคำโกหกก็คงจะรีบส่งตัวองค์ชายสิบหกมาเพื่อแลกกับการไว้ชีวิตตน แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตร เจียงชุนยิ้มรับอย่างว่าง่าย สายตาจับจ้องชุนซู่ ตะโกนออกไปว่า “กระหม่อมจะกลับไปรายงานท่านอ๋องโดยเร็วที่สุด ขอองค์หญิงโปรดรอสักครู่”

          กล่าวจบก็ส่งคนไปรายงานฉินซูหวยทันที

           ภายในห้อง

           ฉินเผิงกำลังแต่งตัวอย่างไม่รีบไม่ร้อน อาภรณ์ด้านในสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับชุดฮวาฝูสีดำที่คลุมอยู่ด้านนอก ผ้าเนื้อดีปักลายด้วยไหมทองคำเป็นรูปห้าหงส์ ด้านบนปักด้วยไหมสีชาดลายเมฆา ยามชายผ้าพลิ้วไหว เหล่าหงส์ราวกระพือปีกโบยบินไปรอบกายนาง เอวบางคาดทับด้วยผ้าสีนิลตัดขอบแดง เกล้ามวยผมขึ้นอย่างประณีต ประดับด้วยปิ่นทองคำเข้าคู่กับปิ่นระย้าลายเดียวกัน มันโยกไหวไปมายามนางเคลื่อนร่าง

          เดิมทีฉินเผิงนับว่างามล้ำ แต่ด้วยภาพลักษณ์สงบเสงี่ยมทำให้นางดูไร้ชีวิตชีวาไปสักหน่อย ชื่อเสียงจึงมิอาจสู้ ‘หลิ่วซือยวิ่น’โฉมสะคราญอันดับหนึ่งแห่งแคว้นฉี บุตรสาวราชครูผู้มากด้วยความสามารถ

          แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

          ดวงวิญญาณของนางคือจ้าวเผิง... องค์หญิงเป่ยเอี้ยนผู้ก้าวขึ้นมาครอบครองความโปรดปรานของฮ่องเต้ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดในวังหลวง แน่นอนว่านางไม่ใช่หมอนปักลาย*สมองกลวง หากพูดถึงความโดดเด่นงามสง่า ทั่วทั้งใต้หล้ายังไม่อาจหาใครเทียบเคียงองค์หญิงจ้าวเผิงได้!

          แม้ตอนนี้นางจะอยู่ในร่างของฉินเผิง ชิวซู่ก็ยังสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเจ้านาย จึงเอ่ยออกมาว่า “วันนี้ฮูหยินดูต่างไปจากเดิมนะเจ้าคะ”

          “ความเป็นแม่เสริมผู้หญิงให้กล้าแกร่ง เจ้าเคยได้ยินคำนี้หรือไม่” ฉินเผิงกล่าว สายตายังคงจับจ้องความงามที่สะท้อนจากคันฉ่องเบื้องหน้า หวนนึกถึงมารดาที่คอยปกป้องนางจนผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้ายในตำหนักเย็นไปได้ นางเห็นชิวซู่ยังคงสงสัยจึงกล่าวต่อ“จะเป็นมารดาหรือพี่สาวล้วนไม่แตกต่าง”

          ชิวซู่พยักหน้ารับ “เป็นดังที่ฮูหยินกล่าวเจ้าค่ะ”

          ฮูหยิน... สรรพนามนี้ไม่รื่นหูเอาเสียเลย หลังจากใช้ความคิดอยู่ชั่วครู่ฉินเผิงก็กล่าวขึ้น “ต่อจากนี้ ให้เรียกข้าว่านายหญิง”

          ทหารด้านนอกคุกเข่าอย่างพร้อมเพรียง เสียงทำความเคารพดังกึกก้องเมื่อหวยอันอ๋องเดินทางมาถึง

          กว่าหนึ่งปีแล้วที่นางไม่ได้พบเขานับตั้งแต่สิ้นใจในร่างของต่งหว่านอี๋ เขาเป็นคนที่นางแต่งงานด้วยถึงสามครั้ง ครั้งนี้มีโอกาสได้พบ ‘อดีตสามี’ อีกครา จึงทำให้ความรู้สึกในใจผสมปนเปกันจนไม่อาจแยกแยะ นางหายใจเข้าลึก พยายามสงบสติอารมณ์ มือกำแน่นจนเล็บคมบาดผิวเนียนให้ความเจ็บปวดเรียกสติกลับคืน

          “หวยอันอ๋องมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”

          ฉินเผิงนั่งลงบนเบาะสาน ท่วงท่าสง่างามยิ่งทำให้นางดูสูงศักดิ์เหนือผู้ใด ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น

          “เชิญ”

          สิ้นคำสั่งประตูก็ถูกเปิดออกต้อนรับแขกผู้มาเยือน ฉินเผิงไล่สายตาคมมองบุรุษตรงหน้า ร่างกำยำล่ำสันสมชายชาตรี ใบหน้าวิจิตรดั่งภาพวาดดูสะอาดหมดจด ยามจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ราวกับดำดิ่งสู่อนธการอันน่าพิศวง แสงตะวันยามเช้าสาดส่องแผ่นหลังในชุดคลุมหนังจิ้งจอก ยิ่งขับเน้นให้ร่างสูงดูทระนงองอาจยิ่งนัก

          ฉินซูหวยก้าวเข้ามาในห้อง สายตาสองคู่สบประสาน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ สตรีเบื้องหน้างามสง่าอย่างเป็นธรรมชาติ เขาสัมผัสได้ถึงอำนาจและความสูงส่งที่ไหลเวียนในร่างของนาง ท่วงท่าเช่นนี้ใช่ว่าใครก็จะมีได้

          องค์หญิงที่เปี่ยมไปด้วยความงาม คำนี้พาให้เขาหวนนึกถึงคนของวันวาน...

          ‘จ้าวเผิง’ ภรรยาผู้ล่วงลับ...

 

          ฉินซูหวยรวบรวมสติตนเองกลับมา สายตายังคงจับจ้องสตรีตรงหน้า

          “พี่ชาย” ฉินเผิงประสานมือยอบกายแสดงความเคารพอย่างนอบน้อม

          คำเรียกของนางทำให้เขาถึงกับขมวดคิ้ว แม้จะนับเป็นญาติร่วมแซ่ แต่ก็เป็นเพียงญาติห่างๆ ที่แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เขาจึงตอบกลับอย่างห่างเหิน “องค์หญิง”

          เมื่อเห็นสายตาของเจ้านาย ชุนซู่ก็รีบปิดประตูอย่างรู้งาน

          ฉินซูหวยสะบัดชายเสื้อแล้วนั่งลงตรงข้ามฉินเผิง สีหน้ายังคงเคร่งขรึม

          ฉินซูหวยยามนี้ดูราวกับรูปปั้นเซียน ใบหน้าหล่อเหลานิ่งเฉยไร้อารมณ์ ดูแตกต่างกับบุรุษในความทรงจำของนางมากทีเดียว ครั้งแรกที่พบกันในเป่ยเอี้ยนเขาดูมีชีวิตชีวา หลังแต่งงานก็เปี่ยมล้นไปด้วยเสน่หา คืนวันอันหวานชื่นทำนางแทบหมดเรี่ยวแรงลุกเดิน แต่เขากลับมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย

          สิบสองปีที่เคียงข้างเขาตลอดการแต่งงานทั้งสามครั้ง ทำให้จ้าวเผิงมั่นใจว่านางรู้จักเขาอย่างลึกซึ้ง แต่ตอนนี้ใบหน้าที่คุ้นเคยไม่เหลือความเดียงสาจากวัยเยาว์อีกแล้ว รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเขากลายเป็นภาพความทรงจำอันเลือนราง ยามนี้เขาคือหวยอันอ๋องผู้เย็นชาทรงอำนาจ สิ่งเหล่านี้ทำให้นางตระหนักได้ว่าเป็นเวลาเกือบเจ็ดปีแล้วที่ไม่ได้เฝ้ามองเขาอย่างละเอียดเหมือนในวันวาน

          สายตาที่จับจ้องมาทำฉินซูหวยประหม่าอยู่เล็กน้อย เขาจ้องนางกลับแล้วเอ่ยถาม “ต้องการพบข้าด้วยเหตุใด?”

          น้ำเสียงแข็งกระด้างของเขาทำให้นางรู้สึกตัว ก่อนจะรวบรวมสติกลับมา “ที่เชิญมาวันนี้ด้วยเรื่องขององค์ชายสิบหก น้องชายร่วมสายเลือดของข้า ไม่ทราบว่าเหตุใดท่านจึงต้องการตัวเขา”

          แม้น้ำเสียงฉินเผิงจะอ่อนหวานแต่ในใจกลับเตรียมพร้อมโต้ตอบเต็มกำลัง เขาเองก็สติปัญญาล้ำเลิศ คงไม่หน้ามืดตามัวกำจัดฉินหมิงแล้วชิงบัลลังก์ไปอย่างหน้าตาเฉย ถ้าหากกล้าลงมือเว่ยเหยี่ยนคงไม่ปล่อยให้เขาลอยนวล

          ฉินซูหวยเป็นคนอย่างไรนางรู้อยู่แก่ใจ จึงคิดจะใช้จุดอ่อนของเขาตอบโต้อย่างถึงที่สุด แต่คำตอบที่ได้รับทำให้นางตกตะลึง

          ฉินซูหวยยกชาขึ้นจิบ กล่าวเสียงเรียบนิ่ง “แผ่นดินสิ้นรัชทายาท เหลือเพียงองค์ชายสิบหกผู้สืบสายเลือดโอรสสวรรค์ ข้ามารับเขากลับไปเข้าพิธีราชาภิเษก”

          ฉินเผิงแทบไม่เชื่อหูว่าจะได้รับคำตอบนี้จากอีกฝ่าย ครั้งแรกคิดว่าเขาต้องหลอกล่อนางและลงมือกับฉินหมิงเป็นแน่ แต่เขากลับไม่ได้ฉกฉวยโอกาสนี้ ฉินเผิงยกชาขึ้นจิบ แม้ใบหน้าสงบนิ่งแต่จิตใจสั่นไหว

          “ท่านเองก็เป็นโอรสของอดีตฮ่องเต้ฉินจิ้ง มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์เหมือนกัน”

          “บุญคุณเสด็จอาใหญ่หลวงนัก ข้าไม่อาจเนรคุณ” ฉินซูหวยเงยหน้าขึ้นสบตาฉินเผิง ริมฝีปากยิ้มเยาะ “ดูจากท่าทางแล้ว... ท่านคงเตรียมคำพูดมาตักเตือนข้าอยู่มากทีเดียว” ก่อนที่ฉินเผิงจะมีโอกาสได้ตอบ เขาก็พูดต่อ “ข้าสั่งให้กรมพิธีการเตรียมงานพิธีราชาภิเษกขององค์ชายสิบหกเรียบร้อยแล้ว หากท่านยินยอมก็เชิญกลับวังหลวงแต่ถ้าไม่...”

          เขาทิ้งท้ายประโยคไว้ไม่ได้พูดต่อ แต่ฉินเผิงก็เข้าใจแจ่มแจ้ง “องค์หญิงสี่คงเหลือเพียงนามเท่านั้น ข้ากล่าวถูกต้องหรือไม่” ฉินเผิงยิ้มเย็นชา

          ฉินซูหวยตอบกลับอย่างใจเย็น “จากชายแดนใต้ถึงเมืองหลวงใช้เวลาเดินทางราวเดือนเศษ ทหารที่อ่อนล้า ‘ของเขา’ อาจถูกเก็บกวาดได้ง่ายกว่าที่คิด ท่านมั่นใจหรือว่าเว่ยเหยี่ยนจะตามมาปกป้องได้ทัน”

          คำพูดของเขาบาดลึกถึงก้นบึ้งจิตใจ ทำฉินเผิงถึงกับหน้าชา นางรู้อยู่แก่ใจว่าสายสัมพันธ์ระหว่างตนและเว่ยเหยี่ยนเป็นเพียงน้องสามีกับพี่สะใภ้ เมื่อไรที่ฉินหมิงขึ้นเป็นฮ่องเต้ เว่ยเหยี่ยนย่อมไม่ทำเรื่องสิ้นคิดเพียงเพื่อพี่สะใภ้คนหนึ่ง

          ก่อนหน้านี้เพียงแค่ต้องการข่มขู่ฉินซูหวยเพื่อช่วยฉินหมิงและขัดขวางอีกฝ่ายจากบัลลังก์เท่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะโดนเขาโต้กลับเสียเอง แต่เมื่อลงเอยเช่นนี้นางก็ไม่คิดต่อความกับเขาอีก “จากนี้ต้องรบกวนแล้ว” ฉินเผิงกล่าวพลางลุกขึ้นยอบกายคำนับ

          “ยินดีด้วย” ฉินซูหวยตอบรับ

          “ขอบคุณพี่ชาย ข้าเองก็ต้องแสดงความยินดีกับท่านเช่นกัน” เป็นคำยินดีที่ต่างฝ่ายต่างรู้ดีแก่ใจ ฉินหมิงยังเด็ก ถึงเป็นฮ่องเต้ก็เป็นเพียงหุ่นเชิดให้กับฉินซูหวยเท่านั้น อำนาจที่แท้จริงล้วนอยู่ในกำมือเขา

 

 

 

 

____________________

* เป็นสำนวน หมายถึง ดูดีแค่ภายนอกแต่ข้างในกลวง คล้ายสำนวนไทย ‘ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง’

          เมื่อการเจรจาผ่านพ้นฉินเผิงเองก็โล่งใจ อนาคตไม่อาจหยั่งรู้ ได้แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องของชะตาฟ้าลิขิต

          “เตรียมตัวให้พร้อม ข้าจะกลับวังหลวง” นางกล่าวกับชุนซู่ก่อนจะหันไปหาชิวซู่ “พาหมิงเอ๋อร์มาหาข้า”

          ไม่นานสาวใช้ก็อุ้มองค์ชายน้อยมาหานาง ในขณะที่คนอื่นๆ รีบไปเก็บของ

          ฉินหมิงอายุเพียงเก้าปี เป็นเด็กชายตัวเล็กๆ ดูผอมแห้งแรงน้อย ทว่ารูปงามเช่นเดียวกับพี่สาว แม้มารดาฐานะต่ำต้อยแต่กลับมีวาสนาได้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ทั้งฉินเผิงและฉินหมิงต่างสืบทอดจุดเด่นของบิดามารดามาทั้งสิ้น ฉินเผิงนั้นเป็นโฉมสะคราญงามล้ำเลิศ ในขณะที่ฉินหมิงดูราวกับตุ๊กตาแกะสลักอันวิจิตร

          เมื่อมองฉินหมิงตอนนี้แล้ว ภาพซ้อนทับของจ้าวยู่ในวัยเด็กก็ฉายขึ้นมาในความทรงจำ เขาเติบโตมาในตำหนักเย็น สุขภาพจึงไม่ค่อยแข็งแรงนัก มักหลบอยู่หลังจ้าวเผิงเป็นประจำ แต่ตอนที่เกิดเรื่องเขากลับเผยคมเขี้ยวต่อหน้าศัตรูอย่างกล้าหาญ ปกป้องพี่สาวจนสุดความสามารถ

          ภาพจ้าวยู่ที่ซ้อนทับกับฉินหมิงหลอมละลายใจจ้าวเผิงไปหลายส่วน นางจับมือเล็กๆ ของเขามากุมไว้ ครั้งแรกองค์ชายน้อยชักมือกลับอย่างหวาดกลัว นางยิ้มแย้มอ่อนโยนกล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

          “ข้าเป็นพี่สาวของเจ้า อย่าได้กลัว” ท่าทางและน้ำเสียงของนางทำให้เด็กชายเริ่มคล้อยตาม “ไหนลองเรียกให้ฟังหน่อย... พี่หญิง”

          ฉินหมิงพูดตามอย่างว่าง่าย “พี่หญิง”

          ใช้เวลาไม่นานชุนซู่และต่งโยวก็กลับมาพร้อมสัมภาระ ฉินเผิงอยู่ในวัดฮู่กั๋วอย่างสมถะจึงมีข้าวของไม่มากนัก 

          “เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วเจ้าค่ะ” ชุนซู่รายงาน

          “ไปกันเถอะ” ฉินเผิงพยักหน้ารับ จูงมือฉินหมิงไปที่รถม้า และเริ่มออกเดินทางภายใต้การอารักขาของฉินซูหวย ฉินหมิงเข้ากับฉินเผิงได้ดี ทั้งสองคุยเล่นกันมาตลอดทาง เด็กน้อยเอ่ยปากเรียกนางว่า ‘พี่หญิง’ ไม่หยุด

          ช่วงที่อยู่กับองค์ชายน้อย ฉินเผิงเต็มไปด้วยความอ่อนโยน รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าของหญิงสาวเปล่งประกายราวกับมนตร์สะกดหัวใจผู้พบเห็น

          สะกดไว้จนมิอาจละสายตาไปที่อื่นได้

          “นายท่านมองสิ่งใดอยู่หรือขอรับ”

          เสียงเรียกทำให้ฉินซูหวยรู้สึกตัว เขาหันไปหาเจียงชุนแต่ไม่ได้ตอบกลับ เร่งสาวเท้ามุ่งไปยังห้องทรงพระอักษร

          “ไปเชิญเจ้ากรมทั้งหกมาพบข้า”

          “เกรงว่า...” เจียงชุนลังเลอยู่เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “การสถาปนาฮ่องเต้องค์ใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ หากเรียกพบเหล่าขุนนางที่ห้องทรงพระอักษรอาจไม่เหมาะสมนะขอรับ”

          “ยังไม่แล้วเสร็จ” เขาทวนคำอย่างไม่สบอารมณ์ “เช่นนั้นคงต้องเปลี่ยนตำแหน่งข้าด้วยกระมัง!”

          เพียงประโยคเดียวเจียงชุนก็เข้าใจแจ่มแจ้งถึงอำนาจที่แท้จริงเบื้องหลังฐานบัลลังก์ของฮ่องเต้องค์ใหม่ การเรียกพบเป็นเพียงฉากหนึ่งของการประกาศศักดาเท่านั้น!

          ทันใดนั้นฉินซูหวยก็นึกบางอย่างขึ้นได้ “เรื่องเว่ยเหยี่ยน จัดการเรียบร้อยแล้วรึยัง?”

          เจียงชุนพยักหน้ารับทันที “นายท่านโปรดวางใจ สาส์นเรียกตัวเขากลับเมืองหลวงและเรื่องฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยป่วยหนักถูกส่งไปแจ้งเขาแล้ว”

          ฉินซูหวยเอ่ยรับสั้นๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เตรียมการให้พร้อม” พูดจบเขาก็เดินไปยังห้องทรงพระอักษร

          ฉินเผิงจูงมือองค์ชายน้อยเดินเข้าวัง ยังไม่ทันพ้นประตูก็ถูกสตรีสวมอาภรณ์สีฟ้าพุ่งตัวเข้ามาดึงฉินหมิงไปกอด น้ำเสียงที่กล่าวกับองค์ชายน้อยเต็มไปด้วยความห่วงใย “หมิงเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือไม่”

          ฉินเผิงมองประเมินสตรีตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อมั่นใจว่าฉินหมิงปลอดภัย นางจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ท่านแม่”

          สตรีผู้นั้นเงยหน้ามองอย่างไม่เต็มใจนัก สายตาจับจ้องฉินเผิงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ฉินเผิงอยู่ชุดฮวาฝูงดงาม เรือนผมประดับปิ่นทอง ภาพตรงหน้ายิ่งโหมกระพือโทสะในใจอีกฝ่าย

          “ดูเจ้าสิ กลับเข้าวังหลวงทั้งทีคงมิอาจเสียหน้าเลือกชุดหรูหรามาสวมใส่ แต่หมิงเอ๋อร์ของข้ากลับปรากฏตัวในชุดมอซอ หากใครพบเข้าคงหัวเราะเยาะเขาเป็นแน่ ลืมไปแล้วหรือว่าหากภายภาคหน้าหมิงเอ๋อร์ขึ้นเป็นฮ่องเต้เจ้าย่อมต้องพึ่งพาเขา ไม่ควรปฏิบัติกับเขาเช่นนี้” นางตำหนิอย่างไม่ไว้หน้า

          สตรีผู้นี้คือซูเหม่ยเหริน เดิมชื่อ ‘หลี่ซู’ เมื่อครั้งยังเยาว์ได้เข้ามาคัดตัวเป็นพระสนมเพราะขัดสนเงินทอง นางเป็นหญิงชนบทรูปโฉมงดงาม นิสัยตรงไปตรงมา เป็นที่ถูกตาต้องใจฉินเหวินเซวียน วาสนาจึงนำพาเปลี่ยนกากลายเป็นหงส์ แต่นางก็ไม่อาจกลมกลืนไปกับขนบธรรมเนียมในวังหลวงและมารยาทของชนชั้นสูงได้

          มารดาของจ้าวเผิงเองก็เป็นสนม แต่พื้นเพเดิมเป็นคุณหนูตระกูลสูง ถูกส่งเข้าวังเป็นหลักประกันเนื่องจากบิดาต้องโทษ กิริยาวาจาจึงเหนือชั้นกว่าหลี่ซูอยู่มาก

          ฉินเผิงแทบไม่ติดต่อกับหลี่ซูอีกตั้งแต่ฉินหมิงเกิด สำหรับมารดาแล้ว ฉินหมิงเป็นบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนต่างจากบุตรีอย่างฉินเผิงที่ไม่เคยอยู่ในสายตา จากประโยคทักทายก็พอจะคาดเดาได้ไม่ยาก

          ฉินเผิงเมินเฉยต่อกิริยาของหลี่ซู นางกล่าวเปิดประเด็น “หมิงเอ๋อร์เพิ่งมาถึง ปล่อยให้เขาได้ทำความคุ้นเคยกับที่นี่สักพักเถิด ส่วนท่านกับข้าเรามีเรื่องต้องเจรจากัน”

          ท่าทางของฉินเผิงทำให้หลี่ซูรู้สึกแปลกใจ ในความทรงจำส่วนเล็กๆ เกี่ยวกับบุตรสาวคนนี้ นางทั้งอ่อนแอและเจ้าน้ำตาเป็นที่สุด เจอคำพูดให้เจ็บใจก็ร้องไห้โฮวิ่งหนี แต่วันนี้กลับสงบเยือกเย็นผิดหูผิดตากาลเวลาผ่านพ้น ใจคนย่อมเปลี่ยนแปลง ช่วงหลายปีที่ไม่ได้พบหน้าบทเรียนชีวิตคงขัดเกลาให้นางเข้มแข็งขึ้น เวลานี้จึงไม่มีองค์หญิงน้อยขี้แยคนนั้นอีกแล้ว

          หลี่ซูเห็นท่าทางจริงจังของฉินเผิงจึงให้คนพาฉินหมิงไป นางลุกขึ้นเอ่ยอย่างวางอำนาจ “เผิงเอ๋อร์ เจ้าก็รู้ดีว่าหมิงเอ๋อร์กำลังจะขึ้นเป็นฮ่องเต้ ตัวเจ้าเป็นเพียงองค์หญิงก็ควรเรียกเขาว่าฝ่าบาท วันนี้ข้าจะไม่ถือโทษโกรธเจ้า แต่หากวันหน้ายังไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เห็นทีต้องลงโทษตามกฎเกณฑ์ของวังหลวงแล้ว”

          ท่าทางเชิดหน้าชูคอเช่นนี้ เห็นแล้วช่างน่าขันนัก

          ฉินเผิงยิ้มอยู่ในใจ เดินตามหลี่ซูไปจนเจอที่เงียบๆ เมื่อได้โอกาสนางก็เอ่ยถาม “ท่านจะทำอย่างไรกับฉินซูหวย”

          เพียงแค่ได้ยินชื่อนี้หลี่ซูถึงกับเก็บอาการไม่อยู่ ลุกลนจนทำน้ำชากระฉอกเปื้อนมือ นางตวัดสายตามองฉินเผิงอย่างไม่สบอารมณ์

          “จะเอ่ยชื่อเขาทำไมกัน เจ้านี่ปากอัปมงคลนัก!”

 

            ขอเพียงหาทางกลับเป่ยเอี้ยนได้สำเร็จ สามครั้งที่ต้องตายเพราะฉินซูหวย จ้าวเผิงจะทวงคืนอย่างสาสม!

          ทว่าบัดนี้นางยังไร้อำนาจ

          หากเรื่องที่นางพยายามติดต่อกับจ้าวยู่ถูกแพร่งพรายออกไป คงหนีไม้พ้นข้อหากบฏแผ่นดิน และไม่อาจบอกได้ว่าจ้าวยู่จะเชื่อนางหรือไม่ เพราะฉะนั้นนางต้องมองหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเองเสียก่อน 

          ถ้าหากทุกอย่างผิดแผนนางก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก เพื่อความอยู่รอดนางต้องกำหนดชะตาชีวิตของฉินเผิงด้วยตนเอง จึงจำเป็นต้องรู้แผนการของหลี่ซู แต่นึกไม่ถึงว่าหลี่ซูจะกลัวฉินซูหวยจนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่อเขา ได้แต่ก้มหน้าบิดผ้าเช็ดหน้าในมือ

          “เจ้าถามว่าข้าจะทำอย่างไร... ข้าจะทำอะไรเขาได้! เขามีอำนาจล้นมือ ยอมไว้ชีวิตเราสามคนแม่ลูกก็นับว่าเมตตามากแล้ว ตอนนี้เราควรสงบเสงี่ยมเจียมตัวเข้าไว้ หมิงเอ๋อร์ฉลาดหลักแหลม หากเขาโตขึ้นเมื่อไรเราค่อยหาวิธีจัดการ”

          ไม่ว่าจะพูดเรื่องใด สุดท้ายก็ต้องวกกลับมาชมลูกชาย!

          สายตาของหลี่ซูมักทอประกายระยับยามกล่าวถึงฉินหมิง

          นางจับมือฉินเผิงมากุมไว้ “ถึงตอนนั้นหมิงเอ๋อร์ต้องหาทางกำจัดฉินซูหวยได้แน่ ตอนนี้พวกเราแสร้งทำตัวเชื่องๆ ก็พอ”

          ฉินเผิงได้ยินแบบนี้สีหน้าก็เย็นชาขึ้น นางชักมือกลับ นั่งลงข้างกายหลี่ซู “ท่านคิดหรือว่าคนอย่างฉินซูหวยจะปล่อยให้ฝ่าบาทอยู่รอดจนโต?”

          “เจ้าต้องการจะพูดอะไร” หลี่ซูหน้าตึงขึ้นมาทันที

          “หากจะกล่าวอ้างสายเลือด ฉินซูหวยย่อมเป็นโอรสสวรรค์อย่างแท้จริง เขาเป็นโอรสของอดีตฮ่องเต้ฉินจิ้ง ที่เขายังไม่ช่วงชิงบัลลังก์ไปครองเสียเองก็เพราะขุนนางนับร้อยยังคงภักดีต่อเสด็จพ่อ แต่นับจากนี้ ด้วยอำนาจและเกียรติยศในมือของเขา หากจะเปลี่ยนขุนนางในราชสำนักใหม่เพื่อเพิ่มฐานอำนาจในการทวงบัลลังก์ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ถึงตอนนั้นฝ่าบาทเพิ่งอายุได้สิบกว่าปี ทั้งยังเป็นเพียงหุ่นเชิดของฉินซูหวยมาตลอด จะสู้ได้อย่างไร”

          คำเตือนของฉินเผิงทำให้หลี่ซูถึงกับพูดไม่ออก สีหน้าของนางฉายความกังวลอยู่หลายส่วน สองมือกำผ้าเช็ดหน้าดูประหม่าไม่น้อย

          ฉินเผิงเฝ้ามองเงียบๆ รอให้หลี่ซูใช้ความคิด เพียงชั่วครู่หลี่ซูก็เอ่ยขึ้น “ข้ามีวิธี”

          ฉินเผิงประหลาดใจกับท่าทางของอีกฝ่าย ด้วยคาดว่าสติปัญญาของหลี่ซูคงไม่อาจหาทางออกดีๆ ได้ หลี่ซูจับมือนางมากุมไว้ แววตาเป็นประกาย “เผิงเอ๋อร์ เห็นทีหมิงเอ๋อร์คงต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว”

          ฉินเผิงจ้องอย่างไม่ไว้ใจในความคิดของอีกฝ่าย

          “ท่านแม่ หมายถึง...”

          แม้จะถามออกไปอย่างนั้น ฉินเผิงก็มีคำตอบในใจ นางเชื่อว่า หลี่ซูต้องพยายามผลักดันให้นางขึ้นเป็น ‘เจิ้นกั๋วจ่างกงจู่*’ เพื่อกุมอำนาจในราชสำนักและควบคุมกองทัพหลวง

          เดิมทีตำแหน่งนี้มักจะเป็นของสตรีที่ว่าราชการหลังม่าน เช่นไทเฮา แต่ในสถานการณ์แบบนี้ย่อมไม่อาจหวังพึ่งไทเฮาในอนาคตอย่างหลี่ซูได้ สุดท้ายคงกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดอีกตัว ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือการแต่งตั้งฉินเผิงขึ้นมาเป็นหมากตัวสำคัญเพื่อสอดส่องความเคลื่อนไหวของฉินซูหวย แม้เขาจะพยายามสั่งสมอำนาจแต่ก็ไม่อาจจำกัดฉินเผิงให้พ้นทาง ตอนนี้ฉินซูหวยอาจไม่ยินยอม แต่ถ้าฉินเผิงและหลี่ซูร่วมมือกันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

          “เผิงเอ๋อร์ ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้มิสู้เจ้าแต่งกับฉินซูหวยไปเลยเล่า หากว่ามารยาหญิงของเจ้าทำเขาหลงใหลได้ เพียงคลอดบุตรชายให้เขาสักคน เท่านี้เจ้าก็ได้ขึ้นเป็นพระชายาอ๋อง หากเขาได้เป็นพี่เขยของหมิงเอ๋อร์ เขาคงไม่ทำอะไร...”

          หลี่ซูไม่ทันได้กล่าวจบ เสียงฉินเผิงก็ดังแทรกขึ้น “ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!? คิดว่าฉินซูหวยโง่เง่าขนาดนั้นเชียว” น้ำเสียงนางกระแทกกระทั้น ในใจสุมด้วยไฟโทสะแฝงด้วยความหวาดระแวงว่าตนจะพบจุดจบเช่นที่ผ่านมา

          นางแต่งงานกับเขามาตั้งสามครั้ง... พอกันที!

          หากต้องเอาตัวเข้าแลกเพื่อความอยู่รอด แต่งกับเว่ยเหยี่ยนเสียยังจะดีกว่า!

          หลี่ซูเห็นท่าทางของฉินเผิงก็เอ่ยด้วยเสียงเย็นชา “เจ้ารักเพียงเว่ยหยาง ข้ารู้ว่าเขาดีกับเจ้ามาก แต่เรื่องมันก็ผ่านมานานหลายปีแล้ว แทนที่เจ้าจะหมดวัยสาวไปกับการเป็นม่าย ไม่สู้เอาเวลาไปวางแผนอนาคตไม่ดีกว่าหรือ บางทีฉินซูหวย...”

          “แต่งกันแล้วก็ใช่ว่าจะช่วยฝ่าบาทให้รอดพ้นเงื้อมมือเขาได้” ฉินเผิงกล่าวอย่างเย็นชา “ท่านลืมไปแล้วหรือ ครั้งหนึ่งตระกูลเจียงก็คิดเช่นนี้เลยผลักดันให้เจียงอีแต่งงานกับเขา แล้วเป็นอย่างไร พอได้กองทัพไว้ในกำมือเขาก็กำจัดนางและตระกูลเจียงของนางจนสิ้นซาก”

          “นั่นเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะเจียงอีร่างกายอ่อนแอ” หลี่ซูพยายามแก้ต่าง

          “บังเอิญหรือ? ต่งหว่านอี๋ก็มีจุดจบเช่นเดียวกัน บิดาใช้นางเชื่อมไมตรีกับฉินซูหวยเพราะเห็นเขาเป็นขุนนางฝ่ายบู๊มากความสามารถ สุดท้ายพอเขาสร้างความมั่นคงในราชสำนักสำเร็จ นางก็ถูกกำจัด แล้วตระกูลต่งเป็นอย่างไรต่อ โดนขังลืมข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง ท่านยังพูดได้อีกหรือว่านี่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ? คิดจะใช้การแต่งงานมาหยุดยั้งเขา ไม่คิดหรือว่าเขาก็ใช้การแต่งงานแสวงหาผลประโยชน์จากเราได้เช่นกัน”

          หลี่ซูได้ฟังก็กล่าวอย่างสิ้นหวัง “แล้วควรทำอย่างไรดี... เจ้า! หรือเจ้าจะกลับเข้าวังหลวงหาผู้มีอำนาจสักคนมาแต่งงานด้วย...”

          ฉินเผิงเอือมระอากับความคิดขายลูกสาวช่วยลูกชายเต็มที เห็นท่าจะเสวนากันต่อไม่ได้แล้วจึงกล่าวขัด “หลังจากหมิงเอ๋อร์ขึ้นครองราชย์แล้ว ท่านก็เตรียมแต่งตั้งข้าเป็นเจิ้นกั๋วจ่างกงจู่และมอบหมายให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ร่วมกับฉินซูหวยก็แล้วกัน” ฉินเผิงจ้องหลี่ซูอย่างเหลืออด “ข้าจะปกป้องฝ่าบาทเอง”

          “อย่างเจ้าน่ะหรือ?” น้ำเสียงของหลี่ซูไม่มั่นใจอยู่หลายส่วน

          ฉินเผิงจ้องมองมาด้วยท่าทางจริงจังอย่างที่หลี่ซูไม่เคยได้เห็น

          “ท่านแม่ ลูกเป็นถึงฮูหยินใหญ่ตระกูลเว่ย เป็นภรรยาม่ายของเว่ยหยาง เป็นพี่สะใภ้ของเว่ยเหยี่ยน แล้วยังเป็นพี่สาวของฮ่องเต้ ย่อมปกป้องพวกท่านได้!”

          หลี่ซูกลืนคำพูดลงคอ สายตาจับจ้องฉินเผิง

          ทั้งที่กำลังพูดคุยอยู่กับลูกสาวแต่กลับรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายเป็นคนแปลกหน้าที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน คำพูดของฉินเผิงเต็มไปด้วยพลังอำนาจทำให้นางคล้อยตามอย่างว่าง่าย แม้ในใจยังคงโต้แย้งว่าบุตรสาวมิอาจทำการใหญ่ แต่ท้ายที่สุดก็จนปัญญาจะโต้ตอบ

          “เอาตามที่เจ้าว่า”

          “ฉินซูหวยต้องมากดดันให้แต่งตั้งเขาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ ถึงตอนนั้นก็บอกปัดเขาไป แต่หากเขาไม่เลิกราก็เสนอแต่งตั้งให้ลูกเป็นผู้สำเร็จราชการร่วมกับเขา หากเขายังไม่ยอม ก็ยื่นคำขาดไปว่าท่านจะพาฝ่าบาทกลับไปประทับที่ตำหนักร้างหน้าสุสานหลวง”

          หลี่ซูได้ฟังก็ยิ่งกังวล “แล้วถ้าเขายอมให้เราไปจริงๆ เล่า?”

          ท่าทางของหลี่ซูทำให้ฉินเผิงขบขัน “เขาไม่กล้าทำเช่นนั้นแน่ข่าวเรื่องฮ่องเต้พระองค์ใหม่คือองค์ชายสิบหกแพร่สะพัดไปทั่วแล้ว หากเกิดอะไรขึ้นกับหมิงเอ๋อร์ คนแรกที่จะลำบากก็คือเขา ถึงตอนนั้นเว่ยเหยี่ยนคงยกทัพมาที่นี่ ตระกูลเว่ยย่อมอยู่ข้างเรา ไม่ต้องทรงกังวล” 

          เมื่อได้ฟังดังนั้นหลี่ซูก็หมดคำจะโต้แย้ง

          หลังจากกล่าวจบฉินเผิงก็ไม่มีเหตุผลจะสนทนากับหลี่ซูอีกคนอย่างหลี่ซูมีแต่จะเก่งกับผู้ที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น “ถ้าหมดธุระแล้วลูกทูลลา”

          หลี่ซูปัดมือ คิ้วเรียวยังคงขมวดมุ่น “เจ้าไปเถอะ”

          ฉินเผิงเดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุดฝีเท้าลงหันกลับมาหาหลี่ซู กล่าวน้ำเสียงเยือกเย็น “ท่านแม่ โปรดอย่าลืมว่าบัดนี้ท่านคือไทเฮา”

          เมื่อขึ้นเป็นไทเฮาก็ต้องคิดอ่านสุขุมนุ่มลึกในแบบฉบับของไทเฮา แม้จะมีอำนาจคุมชะตาฟ้าดินในมือ ก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง สิ่งที่ตนเอ่ยออกไปหลี่ซูจะเข้าใจหรือไม่ฉินเผิงไม่อาจรู้ หลังจากพูดจบนางก็เดินจากไป ทิ้งหลี่ซูไว้เบื้องหลัง

          ทันทีที่ก้าวพ้นประตู สายลมหนาวก็พัดวูบมาปะทะผิวกาย เตากำยานที่สาวใช้ยื่นให้พอจะช่วยมอบความอบอุ่นได้บ้าง เวลานี้คนของฉินซูหวยกระจายกำลังอยู่รอบวังหลวงคอยควบคุมสถานการณ์ ไม่มีใครได้ออกจากวังจนกว่าเรื่องวุ่นวายจะคลี่คลาย

          สองวันให้หลังมีคำสั่งผ่อนปรนความเข้มงวดลง ฉินเผิงเองก็ไม่รอช้ารีบสั่งการทันที “ไปจวนตระกูลเว่ย”

 

 

 

 

______________________

*องค์หญิงผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้

          ฉินเผิงมืดแปดด้าน คิดไม่ตกว่าควรอธิบายต่อฮูหยินผู้เฒ่าอย่างไร ว่าเหตุใดจึงต้องเรียกตัวเว่ยเหยี่ยนกลับมา

          จะว่าไป พี่สะใภ้อย่างนางเคยพบเว่ยเหยี่ยนเพียงครั้งเดียว ครานั้นเขายังเป็นเด็กหนุ่มรูปงาม สวมชุดไว้ทุกข์ สองมือโอบอุ้มป้ายวิญญาณของเว่ยหยางและคนอื่นๆ กลับมา เสียงร่ำไห้ของเหล่าสตรีดังระงมไปทั้งจวน ท่ามกลางความเศร้าสลด เว่ยเหยี่ยนกล่าวขึ้นอย่างหนักแน่น

          “วันนี้ข้าสูญเสียบิดาและพี่ชายในสงคราม พี่สะใภ้ทั้งหลาย พวกท่านอายุยังน้อยต้องดำเนินชีวิตต่อ หากใครต้องการออกจากตระกูลเว่ย โปรดรับเงินเหล่านี้ไว้ หากเลือกที่จะอยู่ต่อ ข้า–เว่ยเหยี่ยนก็ขอบคุณ”

          ฉินเผิงในวันนั้นร่ำไห้แทบขาดใจ เมื่อได้ยินคำกล่าวของ

เว่ยเหยี่ยน นางทำได้เพียงทรุดตัวลงจับชายเสื้อเขาไว้กล่าวน้ำเสียงสะอึกสะอื้น “เสี่ยวซู* ข้ายอมเป็นม่ายเฝ้าสามีผู้ล่วงลับ อยู่กับตระกูลเว่ยไปชั่วชีวิต โปรดอย่าขับไล่ไสส่งกันเลย”

          เว่ยเหยี่ยนนิ่งอึ้งเมื่อเห็นฉินเผิงคร่ำครวญอยู่แทบเท้าตน พอได้สติกลับมาจึงรีบกล่าวขึ้นพร้อมพยักหน้ารับ “พี่สะใภ้เต็มใจจะอยู่ที่นี่ เว่ยเหยี่ยนซาบซึ้งใจนัก”

          หลังจากเหตุการณ์วันนั้น จวนตระกูลเว่ยก็เหลือเพียงฉินเผิงและฮูหยินผู้เฒ่าที่เลี้ยงดูเด็กๆ ตระกูลเว่ยทั้งห้าที่ถูกทิ้งไว้ ทรัพย์สมบัติของตระกูลถูกแจกจ่ายไปหลายส่วน เงินส่วนใหญ่ใช้จัดงานศพแด่ผู้วายชนม์ เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เว่ยเหยี่ยนก็พาเหล่าขุนศึกตระกูลเว่ยที่เหลือรอดกลับไปยังชายแดน ท่ามกลางความสูญเสียเขายังคงยืนหยัดอย่างกล้าหาญ

          ส่วนฉินเผิงเจ้าของร่างนี้... ร้องไห้เป็นอย่างเดียว!

          หลังจากนั้นนางก็ไปบำเพ็ญธรรมอยู่ที่วัดฮู่กั๋ว กลับมาเยี่ยมจวนตระกูลเว่ยเป็นครั้งคราวตามประเพณี จากความทรงจำที่ยังหลงเหลือ อาจกล่าวได้ว่านางแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเว่ยเหยี่ยนเลย 

          เขามีความดีความชอบอะไร ยศถาบรรดาศักดิ์ขั้นใดนางไม่อาจรู้ สิ่งเดียวที่รู้คือคำบอกเล่าว่าบัดนี้เขาเป็นผู้นำกองทัพทางตอนใต้ หลังจากที่ฉินเผิงพยายามรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับเขาก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา

          “ชุนซู่”

          “เจ้าค่ะ นายหญิง”

          “เจ้า... รู้อะไรเกี่ยวกับเว่ยเหยี่ยนบ้าง”

          ปกติแล้วฉินเผิงเอาแต่หลบเลี่ยงเว่ยเหยี่ยน มาวันนี้กลับถามถึงเขา

          “นายหญิง” น้ำเสียงของชุนซู่ไม่อาจปิดบังความสงสัย “เหตุใดจึงถามถึงคุณชายเจ็ดเล่าเจ้าคะ?”

          “นับจากนี้คงต้องพึ่งพาเขาแล้ว เป็นธรรมดาที่ต้องทำความรู้จักเอาไว้บ้าง”

          ใบหน้าของชุนซู่แดงก่ำอย่างเขินอายเมื่อได้ยินเจ้านายกล่าว “บ่าวเองก็รู้จักคุณชายเจ็ดเพียงผิวเผินเท่านั้น คงไม่ต่างจากหญิงอื่นในเมืองนัก” แววตานางเป็นประกายยามกล่าวถึงบุรุษในดวงใจ

          ฉินเผิงตั้งใจฟัง จับใจความได้ว่าเว่ยเหยี่ยนในวัยสิบสองติดตามกองทัพตระกูลเว่ยออกรบ สองปีถัดมาเกิดศึกนองเลือดครั้งใหญ่ โชคดีที่เขาอายุยังน้อยจึงไม่ได้ลงสนามรบร่วมกับทหารแนวหน้า สุดท้ายจึงเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตกลับมา

          ครั้งนั้นผู้คนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตระกูลเว่ยล่มสลายแล้ว เมื่อเหล่าบุรุษในตระกูลล้มหายตายจาก บรรดาสะใภ้ต่างก็แยกย้ายกันไปตั้งต้นชีวิตใหม่ เหลือเพียงฉินเผิงและฮูหยินผู้เฒ่าที่ยังคงยืนหยัดเพื่อสกุลเว่ย

          แต่ใครเล่าจะคาดคิด... หนุ่มน้อยอายุสิบสี่ในวันนั้น นำขุนศึกตระกูลเว่ยที่เหลือออกรบอย่างกล้าหาญ ปราบข้าศึกชายแดนใต้จนสิ้นซาก ไม่นานกิตติศัพท์เทพสงครามก็ถูกกล่าวขานไปทั่วทั้งแผ่นดิน เว่ยเหยี่ยนเป็นดั่งเซียนผู้ปกปักรักษาแว่นแคว้น

          ด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวและฝีมือเก่งกาจ ไม่นานเขาก็ถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่เจิ้นหนานขั้นหนึ่ง มีทหารในปกครองทั้งสิ้นสามแสนนาย ตระกูลเว่ยที่เกือบล่มสลายกลับมาเข้มแข็งดังเดิม บำเหน็จมากมายที่ได้รับจากสงครามล้วนยกให้ฮูหยินผู้เฒ่าและฉินเผิงจัดการ ทรัพย์สมบัติมีมากเหลือคณานับ แม้แต่ฉินเผิงยังไม่อาจคำนวณได้แน่ชัด

          สิบปีให้หลัง หนุ่มน้อยในวันนั้นอายุย่างเข้ายี่สิบสี่แล้ว เขาเป็นที่หมายปองของสตรีทั่วแคว้นฉี ไม่ว่าหญิงใดก็วาดฝันว่าตนจะมีวาสนาคำนับฟ้าดินร่วมกับเขา แต่เจ้าตัวยังคงมุ่งมั่นปกป้องชายแดนด้วยปณิธานอันแน่วแน่ เว่ยเหยี่ยนคิดเสมอว่าหากยังรักษาความสงบสุขของแผ่นดินไว้ไม่ได้ จะปกป้องครอบครัวได้อย่างไร

          “แต่บ่าวได้ยินข่าวลือมาว่าคุณชายเจ็ดจะกลับจวนเพื่อแต่งงานเจ้าค่ะ”  ชุนซู่เอ่ยขึ้นด้วยใจที่เต้นรัวดังกลอง

          “ข่าวจากที่ไหน?” ฉินเผิงแสร้งทำเป็นไม่เห็นท่าทางของสาวใช้ข้างกาย

          “ลือกันว่าเผ่าไป่ฮ่วยยอมศิโรราบ ความสงบกลับคืนชายแดนใต้ คุณชายเจ็ดมีกองกำลังในมืออยู่มาก อยู่ชายแดนต่อไปอาจบาดหมางกับราชสำนักได้ อีกทั้งตอนนี้ก็ไม่มีข้าศึกรุกรานแล้ว คุณชายเจ็ดคงกลับมาจัดการเรื่องคู่ครองตามที่เคยลั่นวาจาไว้เจ้าค่ะ” ชุนซู่กล่าวพลางลอบมองฉินเผิง

          ฉินเผิงยังคงตั้งใจฟัง สองมือประคองเตากำยาน สายตาเหลือบไปเห็นท่าทางของชุนซู่ก็อดหยอกเย้าไม่ได้ “สายตาแบบนั้นมันอะไรกัน ภาวนาให้ข้ายกเจ้าให้เว่ยเหยี่ยนงั้นหรือ?”

          คำเย้าของฉินเผิงทำให้ชุนซู่ยิ่งลุกลี้ลุกลน “คุณชายเจ็ดไม่มีทางสนใจบ่าวหรอกเจ้าค่ะ”

          ฉินเผิงยิ้มกริ่ม “เจ้าหวังจะให้เป็นเช่นนั้นจริงเสียด้วย”

          “นายหญิง...” ชุนซู่เอ่ยอย่างเหนื่อยใจ “หญิงสาวทั่วทั้งเมืองหลวงล้วนปรารถนาในตัวคุณชายเจ็ด บ่าวรู้ฐานะตนเองดี คุณชายอยู่สูงจนบ่าวไม่อาจเอื้อม ขอเพียงได้รับใช้คุณชายตราบชั่วชีวิตเท่านั้นก็พอ”

          สตรีแอบพึงใจบุรุษรูปงามนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ฉินเผิงเข้าใจในจุดนี้ดีจึงไม่ได้ตำหนิชุนซู่ ท่าทางของสาวใช้ทำให้ฉินเผิงนึกย้อนกลับไปยังวันวาน สมัยที่ฉินซูหวยเป็นตัวประกันอยู่ในเป่ยเอี้ยนเขาร้อนแรงดั่งเปลวเพลิง ไม่ว่าจะเป็นบุตรีขุนนางหรือแม้แต่นางโลมในหอโคมเขียวล้วนเข้าหาเขาดั่งแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ขอเพียงได้เชยชมค่ำคืนเดียวก็พอใจแล้ว เขาโด่งดังถึงขนาดมีลำนำที่ร้องเล่นกันในหมู่ฝูงชน เนื้อความว่า...

 

          ‘เป่ยเอี้ยนกระซิบว่า มีคนมาจากแดนใต้

          งามล้ำเหนือยอดชาย ดั่งจันทร์ฉายไร้มลทิน

          ยลโฉมเพียงหนึ่งครั้ง ข้าครวญคลั่งสุดถวิล

          สมบัติถวายสิ้น ขอเพียงยินฉินหลางครวญ’

          ลำนำบทนี้น่าสนใจไม่น้อย จ้าวเผิงมักใช้หยอกเย้าฉินซูหวยเป็นประจำ ยามเขาได้ฟังก็หน้าแดงก่ำปิดไม่มิด แสร้งว่าไม่ได้ยิน เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ พอโดนนางเย้าแหย่หนักเข้า เขาก็อุ้มนางวางลงบนเตียงแล้วหยัดตัวเหนือร่างนาง “หากเจ้ายังไม่หยุดร้อง ไม่ต้องมีสมบัติหมื่นร้อยพัน ข้าก็จะให้เจ้าร้องเรียกฉินหลางให้สมใจ!”

          ฉินซูหวยรูปงามดั่งเทพเซียน ถึงจะอยู่ในฐานะเชลยแต่ก็ยังเป็นที่หมายปองของสตรีทั่วทั้งเมือง เทียบได้กับเว่ยเหยี่ยนเวลานี้ที่รูปงามไม่เป็นรองใคร ตำแหน่งหน้าที่ก็นับว่าเยี่ยม หากชุนซู่จะมีใจให้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก บทสนทนาระหว่างทางทำให้ฉินเผิงปะติดปะต่อเศษเสี้ยวความทรงจำเข้ากับเรื่องราวจากปากของชุนซู่ได้มากทีเดียว ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงจวนตระกูลเว่ย

          บ่าวในจวนออกมาต้อนรับผู้มาเยือน เมื่อเห็นว่าเป็นฉินเผิงก็รีบร้อนกลับเข้าไปตามตัวพ่อบ้านเว่ย ทำเอาเขาวิ่งหน้าตั้งมาทักทายเลยทีเดียว

          ก็แน่ล่ะสิ ฉินเผิงกลับจวนนับครั้งได้ จึงไม่มีใครคาดว่าวันนี้นางจะมาปรากฏตัวที่หน้าประตู

          “ฮูหยินใหญ่” พ่อบ้านเอ่ยเรียก

          ฉินเผิงพยักหน้ารับ “ข้ามาหาท่านแม่”

          พ่อบ้านเว่ยพิจารณาท่าทางของฉินเผิงครู่หนึ่ง นางดูแตกต่างจากเดิมอยู่หลายส่วน เขาเก็บความคิดของตนไว้ก่อนจะขานรับ

          “ฮูหยินผู้เฒ่าพักผ่อนอยู่ในห้องนอน เชิญฮูหยินใหญ่ทางนี้ขอรับ”

 

 

------------------------------------------------------------------------------

*เสี่ยวซู = ท่านอาเล็ก, เป็นคำเรียกที่พี่สะใภ้มักใช้เรียกน้องสามี

           พ่อบ้านเว่ยเดินนำทาง ฉินเผิงกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ เห็นเด็กๆ ยืนเรียงรายกันริมกำแพง

          เด็กคนโตสุดอายุราวสิบสองปีเท่านั้น แต่ละคนท่าทางคล่องแคล่ว ชุดที่สวมยังคงเปื้อนทราย คาดว่าคงเพิ่งกลับจากสนามฝึก เด็กๆ เองก็มองมาที่นางอย่างตื่นเต้น นานทีปีหนจะมีแขกมาเยือนในจวน ฉินเผิงแสร้งว่าไม่เห็นพวกเขา เพียงแค่เดินตามหลังพ่อบ้านไป

          เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูห้องนอนของฮูหยินผู้เฒ่า พลันได้ยินเสียงไอดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ ในอากาศเคล้ากลิ่นยา จู่ๆ บ่าวคนหนึ่งก็ร้องขึ้น “ฮูหยินผู้เฒ่าไอเป็นเลือด!”

          ฉินเผิงไม่รอช้ารีบเข้าห้องไปดูอาการทันที เห็นฮูหยินผู้เฒ่าเอนกายอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเซียวท่าทางอิดโรย หญิงชราบ้วนเลือดลงในชาม ฉินเผิงจึงรีบออกคำสั่ง “เร็วเข้า! ไปตามหมอ ในเรือนมียาสำรองหรือไม่ รีบไปจัดการ!”

          ฉินเผิงเข้าไปพยุงฮูหยินผู้เฒ่าให้ลุกขึ้นนั่งแล้วพิงร่างตนไว้ ใบหน้าของหญิงชรายังคงไม่สู้ดี เลือดลมในกายติดขัด ใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าดวงตาอ่อนล้าจะเปิดขึ้น พอเห็นว่าคนข้างกายเป็นฉินเผิงก็ดีใจ

          “สะใภ้ใหญ่กลับมาแล้วหรือ...”

          เมื่อเห็นร่างกายที่ทรุดโทรมของฮูหยินผู้เฒ่า ฉินเผิงก็ปิดปากเงียบเรื่องเว่ยเหยี่ยน “ท่านแม่ป่วยหนักถึงเพียงนี้ ทำไมไม่บอกข้าเล่าเจ้าคะ” ฉินเผิงกล่าวพลางใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดใบหน้าให้หญิงชราอย่างเบามือ

          “เจ็บป่วยตามวัยเท่านั้น อย่าได้กังวล” น้ำเสียงของฮูหยินผู้เฒ่าแผ่วเบา “แต่ไหนแต่ไรเจ้าก็ไม่สุงสิงกับใครนี่นา ข้ายังพอจะรับมือไหว”

          ฉินเผิงได้แต่เม้มปากแน่น นึกโทษเจ้าของร่างเดิมที่ไม่ใส่ใจสิ่งรอบกายแม้แต่น้อย กล้าทิ้งความโกลาหลของครอบครัวไว้เบื้องหลังแล้วปลีกวิเวกเพียงลำพังในวัดได้อย่างไร ฮูหยินผู้เฒ่าที่ไม่แข็งแรง ต้องรับภาระในบ้านอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ฉินเผิงถอนหายใจ จับมือหญิงชรามากุมไว้ “ท่านแม่พักผ่อนเถิด นับจากนี้ข้าจะจัดการทุกอย่างเอง ข้าไม่ไปไหนแล้ว”

          เมื่อได้ยินเช่นนั้นในใจของฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกยินดี ได้เห็นฉินเผิงเข้มแข็งขึ้นนับว่าน่าชื่นใจ นางมองฉินเผิงอย่างพอใจ “เจ้าโตขึ้นมาก”

          ฉินเผิงยิ้มรับแล้วเอ่ยถาม “เสี่ยวซูทราบเรื่องนี้หรือไม่?”

          ฮูหยินผู้เฒ่าส่ายหน้า “ข้าไม่อยากให้เขากังวล แต่คงถึงเวลาตามตัวเขากลับบ้านแล้ว”

          ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สถานการณ์ที่กำลังเผชิญเป็นอย่างดี “ที่ผ่านมาฉินซูหวยเปี่ยมด้วยอำนาจ ตอนนี้ยังมารู้เบื้องลึกเบื้องหลังการขึ้นครองบัลลังก์ขององค์ชายสิบหก หากอาเหยี่ยนยังไม่กลับ คงลำบากเจ้าแล้ว”

          ความรู้สึกตื้นตันเอ่อล้นอยู่ในใจ อาจเป็นเศษเสี้ยวความนึกคิดของเจ้าของร่างเดิม จะว่าไปก็สมเหตุสมผล มารดาแท้ๆ ของตน

ไม่สามารถพึ่งพาได้ แต่แม่สามีกลับเปี่ยมด้วยเมตตาและเข้าใจความยากลำบากของฉินเผิงเป็นอย่างดี ความรู้สึกในใจเริ่มกลั่นออกมาเป็นน้ำตา

          ฮูหยินผู้เฒ่ามองฉินเผิงอย่างเอ็นดู สะใภ้คนนี้ยังบ่อน้ำตาตื้นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน “เจ้าโตขึ้นถึงเพียงนี้ ทั้งยังเป็นสะใภ้ใหญ่ของข้า ยังร้องไห้อยู่อีกหรือ”

          ฉินเผิงได้ยินก็ยิ้มออกมา พยายามกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหล เมื่อทุกคนเห็นก็พากันโล่งใจ ที่ผ่านมาตระกูลเว่ยเผชิญอุปสรรคนับไม่ถ้วน ถึงเวลาแล้วที่นางจะมารับช่วงต่อเรื่องวุ่นวายเหล่านี้

          “ขอบคุณท่านแม่ที่เมตตา ข้าจะรีบส่งจดหมายถึงเขาโดยเร็ว” ฉินเผิงกล่าวอย่างหนักแน่น

          ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้ารับแล้วค่อยๆ ล้มตัวลงนอน บทสนทนาเมื่อครู่ทำให้ใช้พลังงานไปไม่น้อย ฉินเผิงเห็นท่าทางอิดโรยของอีกฝ่ายจึงลุกขึ้นดึงผ้าห่มมาคลุมกายให้ “ท่านแม่พักผ่อนเถิด เด็กๆ เหล่านี้ข้าจะดูแลเอง”

          ระยะนี้นางทำได้เพียงสงบนิ่งรอวันพระราชพิธีราชาภิเษกขององค์ชายสิบหก อนาคตยังต้องพึ่งพาเว่ยเหยี่ยนอีกมาก หากวันนี้ช่วยแบ่งเบาภาระในจวนได้ นางย่อมต้องทำอย่างสุดความสามารถ

          เมื่อฉินเผิงอาสาเป็นผู้ดูแลเด็กๆ ก็ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าวางใจหญิงชราพยักหน้ารับอย่างอ่อนล้า ฉินเผิงจึงก้าวออกมาจากเรือนนอน ให้ฮูหยินผู้เฒ่าได้พักผ่อน

         นางไปที่ห้องหนังสือ ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งก็สามารถดึงลายมือเจ้าของร่างเดิมออกมาได้

          ปลายพู่กันบรรจงตวัดลงบนกระดาษ เขียนข้อความแจ้งเว่ยเหยี่ยนถึงสถานการณ์ในเมืองหลวงและอาการไม่สู้ดีของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย เพียงไม่กี่ประโยคในจดหมาย คนฉลาดอย่างเว่ยเหยี่ยนย่อมต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของนางอย่างแจ่มแจ้ง

          หากเขาคิดไม่ได้ เห็นทีคงต้องพึ่งพาคนอื่นเสียแล้ว

          จากเมืองหลวงสู่ชายแดนทางใต้ นกพิราบส่งสาส์นที่เร็วที่สุดยังใช้เวลาถึงสองวันเต็ม จดหมายตอบรับจากเว่ยเหยี่ยนจึงต้องรออีกอย่างน้อยสี่วัน แต่ไฉนวันต่อมาก็มีจดหมายตอบกลับส่งมาถึงมือแล้ว!

          “ทำไมเร็วขนาดนี้เล่า?” ฉินเผิงขมวดคิ้วหันไปถามชิวซู่

          “นั่นสิเจ้าคะ พิราบส่งสาส์นบินไวอะไรเช่นนี้ คนรับจดหมายพูดชัดเจนว่าต้องใช้เวลาถึงสองวันหนึ่งคืน บ่าวได้ยินเต็มสองหูเจ้าค่ะ!”

          ฉินเผิงนิ่งงัน มีลางสังหรณ์ว่าต้องเกิดเหตุไม่ชอบมาพากลเป็นแน่ จึงรีบเปิดผนึกจดหมาย สายตาจับจ้องกระดาษในมือ

          ‘ท่านแม่โปรดรักษาสุขภาพให้ดี แล้วพบกันในอีกแปดวัน’

          จะไม่ได้รับจดหมายตอบโดยเร็วได้อย่างไร ในเมื่อจดหมาย ‘ฉบับนั้น’ ถูกส่งไปตั้งแต่สามวันก่อน!

          เนื้อความในจดหมายระบุชัดเจนให้เว่ยเหยี่ยนกลับเมืองหลวงโดยเร็วที่สุด อีกทั้งยังแจ้งอาการป่วยของฮูหยินผู้เฒ่าไว้เสร็จสรรพ ฉินเผิงกำจดหมายในมือแน่น คำพูดของชุนซู่ดังขึ้นในความคิด ‘ลือกันว่าเผ่าไป่ฮ่วยยอมศิโรราบ ความสงบกลับคืนชายแดนใต้ คุณชายเจ็ดมีกองกำลังในมืออยู่มาก อยู่ชายแดนต่อไปอาจบาดหมางกับราชสำนักได้...’

          เผ่าไป่ฮ่วยพ่ายแพ้ องค์ชายน้อยขึ้นเป็นฮ่องเต้ เวลานี้แม่ทัพคุมชายแดนมีไว้ก็ไร้ประโยชน์ ฉินเผิงหลับตาลง ในใจกระวนกระวายดั่งคลื่นพายุ

          “รีบนำกระดาษกับพู่กันมาให้ข้า!”

            ปฏิกิริยาของฉินเผิงทำให้สาวใช้ข้างกายรู้สึกแปลกใจ

          กระดาษและพู่กันถูกนำมาตามคำสั่ง ชุนซู่เอ่ยอย่างสงสัย“นายหญิงจะเขียนจดหมายถึง...”

          ฉินเผิงไม่ได้ตอบพลางจุ่มพู่กันลงในน้ำหมึก หันไปถามพ่อบ้าน “ถ้าเว่ยเหยี่ยนกลับเมืองหลวง ใครจะรักษาการณ์อยู่ชายแดนแทนเขา?”

          “เว่ยหนานขอรับ” พ่อบ้านเว่ยตอบ ยังคงไม่เข้าใจว่าฉินเผิงจะทำอะไร

          มือเรียวตวัดปลายพู่กัน เรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ พร้อมกำชับให้เว่ยหนานเตรียมกำลังพลห้าพันนายลอบเข้าเมืองหลวง จดหมายถูกปิดผนึกอย่างดีก่อนจะถูกส่งให้พ่อบ้านเว่ย

          “ส่งจดหมายนี้ให้เว่ยหนานโดยเร็วที่สุด” กล่าวจบฉินเผิงก็ลุกขึ้นเดินจากไป

 

          ภายในห้องนอน ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังกินยา เห็นฉินเผิงรีบร้อนเข้ามาจึงเอ่ยถาม “สีหน้าเคร่งเครียดขนาดนี้ เกิดเรื่องอะไรขึ้น...”

          ไม่รอให้ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยจบ ฉินเผิงก็ถามอย่างร้อนใจ “ท่านแม่ เสี่ยวซูตกอยู่ในอันตราย จวนตระกูลเว่ยของเรามีองครักษ์เงาบ้างหรือไม่เจ้าคะ?”

          คำกล่าวของฉินเผิงทำให้สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยหมองลงหลายส่วน ทั้งชีวิตนี้นางเหลือลูกชายคนเดียวแล้ว นางจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องเขาเด็ดขาด ฮูหยินผู้เฒ่าถามเสียงกร้าว “เกิดอะไรขึ้นกับเขา!”

 

 

         ฉินเผิงเล่าถึงจดหมายปริศนาที่ถูกส่งถึงเว่ยเหยี่ยน หลังได้ฟังหญิงชราก็รู้สึกแปลกใจ

          “พวกเขามีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำอย่างนั้น?”

          “ท่านแม่ลองตรองดูเถิดเจ้าค่ะ อีกไม่นานองค์ชายสิบหกจะขึ้นเป็นฮ่องเต้ ข้าเป็นพี่สาวของเขา ฉะนั้นคนที่จะเป็นฐานอำนาจสำคัญของฮ่องเต้ในอนาคตจะเป็นใคร...”

          “เจ้ากำลังบอกว่า หากฉินซูหวยกำจัดอาเหยี่ยนได้สำเร็จ อำนาจของเขาจะไร้ผู้กีดขวาง เขาจะสามารถบงการฮ่องเต้ในฐานะหุ่นเชิดได้ตามที่ตนวางแผน ข้าเข้าใจถูกหรือไม่”

          “เป็นเช่นนั้น” ฉินเผิงพยักหน้ารับ “กองทัพของฉินซูหวยกระจายกำลังไปทั่วเมืองหลวง บัดนี้ความวุ่นวายในเขตชายแดนสงบลงแล้ว เสี่ยวซูย่อมต้องเดินทางกลับมา โอกาสมั่นเหมาะดั่งแพะเดินเข้าปากเสือ* ฉินซูหวยย่อมไม่ปล่อยโอกาสทองเช่นนี้ให้หลุดมือไปแน่ หากวันนี้เขาไม่กำจัดเสี่ยวซูทิ้ง วันหน้าคิดอยากจะทำก็คงยากแล้วเจ้าค่ะ”

          “เป็นดั่งที่เจ้าว่า” ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้ารับ “แต่หากเขาคิดจะฆ่าอาเหยี่ยนจริง คงไม่ต้องรอให้กลับถึงวังหลวงกระมัง”

          “เมืองหลวงไม่เหมาะนัก กำแพงมีหูประตูมีตา หากเขาลงมืออย่างเปิดเผยย่อมต้องถูกครหา ดังนั้นจึงต้องรีบกำจัดให้แล้วเสร็จระหว่างทาง” ฉินเผิงตอบตามตรง

          ฮูหยินผู้เฒ่าไม่รอช้านำตราประจำตระกูลออกมาจากใต้หมอน “ในจวนมีขุนศึกห้าร้อยนาย เจ้าพาพวกเขาไป สำคัญคือต้องปกป้องคนของเราไว้ให้ได้”

          “ยังพอมีเวลา ข้าต้องเตรียมบางเรื่องให้เรียบร้อยเสียก่อน ท่านแม่โปรดวางใจ” ฉินเผิงพูดให้ฮูหยินผู้เฒ่าคลายกังวล จากนั้นจึงขอตัวลา

          พ่อบ้านนำทางฉินเผิงไปที่ลานฝึก เมื่อฉินเผิงนำตราประจำตระกูลออกมาแสดงต่อเหล่าขุนศึกก็ทำให้พวกเขาขึ้นตรงต่อคำสั่งของนางทันที พวกเขาล้วนผ่านการศึกมาอย่างโชกโชน สามารถสู้แบบหนึ่งต่อสิบกับทหารยามในเมืองหลวงได้สบาย ฉินเผิงประเมินเหล่าทหารตรงหน้าด้วยแววตาพึงพอใจ ออกคำสั่งน้ำเสียงทรงอำนาจปลุกใจพวกเขาให้เตรียมพร้อม

          เสร็จจบนางจึงกลับมาที่เรือนของตน รู้สึกว่ายามนี้ในสมองว่างเปล่า เรื่องสำคัญล้วนทำไปหมดแล้ว แต่หลังจากนี้จะต้องทำอะไรต่อกลับมืดแปดด้าน

          ทางเข้าเมืองหลวงมีทั้งหมดสามทาง ตอนนี้เว่ยเหยี่ยนอยู่บนเส้นทางไหนไม่อาจรู้แน่ชัด ฝ่ายฉินซูหวยวางแผนร้ายอย่างไรไว้ก็สุดจะคาดเดา เมื่อไม่รู้แผนการของศัตรูก็ไม่ต่างกับเดินอยู่ท่ามกลางความมืด ถึงจะมีกำลังพลในมือแต่ไม่อาจลงมือทำอะไรได้

          ไม่ได้การแล้ว... ต้องล้วงแผนลับจากฉินซูหวยให้ได้!

          “นายหญิงเจ้าคะ” ชุนซู่เอ่ยเรียกเมื่อเห็นฉินเผิงเอาแต่เหม่อลอย “ล้างหน้าล้างตาก่อนเถิด อย่าได้วิตกกังวลเลย” นางเอ่ยพลางยกอ่างน้ำมาวางให้

          ฉินเผิงรับผ้าชุบน้ำอุ่นมาวางบนใบหน้า... จริงสิ “พรุ่งนี้เช้าเจ้าไปซู่จวงเก๋อ ซื้อเครื่องประทินโฉมสักชุดหนึ่ง จากนั้นนำมาบดเป็นผงให้ข้าพอกหน้าทุกคืน”

          ชุนซู่ตอบรับอย่างแปลกใจ แต่ไหนแต่ไรเจ้านายของตนแทบไม่ใส่ใจการดูแลผิวพรรณนัก

          นางเองก็รู้ดี ฉินเผิงเจ้าของร่างนี้มีเครื่องประทินโฉมอยู่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ผิดกับนางคนเดิมที่รักสวยรักงามเป็นที่สุด แต่หากรอช้ากว่านี้เห็นทีจะสายเกินแก้ “อายุข้าก็ยี่สิบห้า ไม่ดูอ่อนเยาว์เช่นเดิมแล้ว”

          ชุนซู่เข้าใจดี ไม่ว่าสตรีใดก็อยากคงความงามในวัยสะพรั่งไว้ไม่ให้เสื่อมตามกาลเวลา จึงตอบรับและกล่าวว่า “แม้อายุมากแต่ก็ไม่มีสตรีใดงามเทียบนายหญิงของบ่าวได้หรอกเจ้าค่ะ”

          “เจ้านี่นะ” ฉินเผิงหัวเราะชอบใจ “จะยอกันเกินไปแล้ว” ทั้งสองพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่งก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน

          จนกระทั่งรุ่งเช้า ฉินเผิงก็ยังคิดไม่ตกถึงแผนการหลังจากนี้ สุดท้ายจึงตัดสินใจจะออกไปเดินซื้อของที่ซู่จวงเก๋อ นางรู้จักร้านนี้เมื่อครั้งอยู่ในร่างของต่งหว่านอี๋ี เถ้าแก่ร้านเป็นเลิศด้านการดูแลผิวพรรณ ยามที่นางมีเรื่องกังวลใจก็มักจะมาเลือกซื้อของสวยๆ งามๆ ในร้านอยู่เป็นประจำ สมัยนั้นมาบ่อยจนสนิทกับเถ้าแก่ร้านเลยทีเดียว

          วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่นางมาเลือกซื้อของ ก่อนกลับพลันได้ยินเสียงหนึ่งฟังคุ้นหู

          “เถ้าแก่เตรียม ‘แป้งชุนหวี่’ ให้ข้ากล่องหนึ่ง” น้ำเสียงทุ้มต่ำ แฝงด้วยความนุ่มนวลเฉกเช่นบัณฑิต ฟังแล้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นสุภาพบุรุษผู้อ่อนโยน

          ฉินเผิงหันไปตามเสียง เห็นบุรุษรูปงามคนหนึ่งยืนอยู่ข้างชั้นวางของหน้าร้าน รูปร่างสูงโปร่งสวมอาภรณ์สีดำสนิทตัดกับกระบี่เงินข้างลำตัว พู่หยกห้อยเอวถักทอด้วยด้ายแดงที่สีซีดลงตามกาลเวลา ผมมัดขึ้นสูงเช่นนักรบ ขัดกับท่าทางสุภาพอ่อนน้อมที่ราวกับบัณฑิตมากวิชา

          สตรีประจำโต๊ะชำระเงินคุ้นเคยกับชายหนุ่มคนนี้เป็นอย่างดี ได้โอกาสจึงเอ่ยปากเย้า “ใต้เท้าลู่มาซื้อแป้งชุนหวี่ให้แม่นางคนเดิมสม่ำเสมอทุกเดือนเลยนะเจ้าคะ”

          ชายหนุ่มได้ยินก็ใบหน้าแดงซ่านอย่างเขินอาย ตอบรับเสียงเบา ท่าทางของเขาอยู่ในสายตาของฉินเผิงทุกอิริยาบถ นางถือกล่องแป้งชุนหวี่ไว้ในมือ ยืนมองอย่างใจลอย

          ชายหนุ่มตรงหน้าฉินเผิงรู้จักดี เขาคือ ‘ลู่โย่ว’ เด็กหนุ่มในวันวานที่นางช่วยไว้ในสนามรบเมื่อครั้งอยู่ในร่างของเจียงอี เขาเกิดในตระกูลขุนนางชั้นสูง ทว่าปู่ต้องโทษอาญาแผ่นดินนำพาให้ทั้งตระกูลตกต่ำ ตัวเขาถูกส่งมายังเขตชายแดนเพื่อเป็นทหารแนวหน้า ด้วยความไม่เชี่ยวชาญในสนามรบจึงบาดเจ็บปางตาย

          หนนั้นนางที่อยู่ในร่างเจียงอีดูแลเขาอยู่หนึ่งเดือนเต็ม หลังพักฟื้นจนหายดีเขาจึงอุทิศชีวิตเพื่อนาง ไม่ว่าจะฝืนบัญชาสวรรค์ห้ำหั่นขุมนรก ขอเพียงนางเอ่ยปากเขาพร้อมยอมทำทั้งสิ้น

          อยู่มาวันหนึ่งฉินซูหวยได้ก้าวเข้ามาในชีวิตเจียงอีและต้องการแต่งงานกับนาง นางจึงวางแผนให้ลู่โย่วแฝงตัวเข้าไปเป็นสายลับข้างกายฉินซูหวย ไม่รู้ด้วยวิธีการใดเมื่อพบกันอีกครั้งเขาก็กลายเป็นองครักษ์ของฉินซูหวยเรียบร้อยแล้ว

          เจียงอีชื่นชมความสามารถของเขา จึงยกกองทัพส่วนหนึ่งพร้อมทั้งทรัพย์สินให้เขาจัดการ แต่ยังไม่ทันที่ลู่โย่วจะเป็นหมากตัวสำคัญให้ได้ใช้งาน เจียงอีกลับถูกลอบฆ่าเสียก่อน

          เมื่อฟื้นขึ้นอีกครั้งในร่างของต่งหว่านอี๋ โชคร้ายกลายเป็นอัมพาตจึงไม่สามารถติดต่อกับคนภายนอกได้ ลู่โย่วเองก็พยายามอย่างหนักเพื่อตำแหน่งหน้าที่ ทั้งสองจึงไม่ได้รับรู้การมีอยู่ของอีกฝ่าย

          แต่บัดนี้ คงถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์คืนบ้างแล้ว!

          ฉินเผิงคิดได้ดังนั้นจึงเอ่ยเรียกก่อนที่ลู่โย่วจะเดินจากไป

          “คุณชาย”

 

 

 

_________________________________________________________________________________

*การเดินเข้าไปหาภัยหรือความลำบากโดยไม่รู้ตัว หรือการพาตัวเองเข้าไปในสถานการณ์ที่อันตราย โดยไม่ได้ตั้งใจ

          ลู่โย่วหันมาตามเสียงเรียก สีหน้าเรียบนิ่ง ในขณะที่คนอื่นๆ เริ่มจ้องมองมา

          ฉินเผิงยิ้มน้อยๆ พลางกล่าว “แป้งชุนหวี่ใช้คู่กับสีผึ้งชานหูนั้นงามไร้ที่ติ หากจะมอบเป็นของขวัญให้สตรี มอบให้เป็นคู่กันคงดีไม่น้อย”

          เมื่อได้ยินคำกล่าวของนาง สีหน้าของลู่โย่วพลันฉายแววประหลาดใจอยู่หลายส่วน

          เมื่อครั้งอยู่ในร่างของเจียงอี นางก็ชื่นชอบแป้งชุนหวี่และสีผึ้งชานหูเป็นที่สุด ลู่โย่วรู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร ในทุกๆ เดือนเขาจะนำสองสิ่งนี้มามอบให้นางตรงเวลาเสมอไม่เคยขาด

          ฉินเผิงเห็นสายตาของเขาฉายแววประหลาดใจ จึงกล่าวต่อ “เกี๊ยวกุ้งในภัตตาคารหลิงหลงบนถนนจูเซวี่ยนั้นเป็นที่โปรดปรานของเหล่าสตรี ท่านพานางไปลิ้มลองสักครั้ง บางทีในวันหนึ่งนางอาจมอบใจตอบรับความรู้สึกของท่าน”

          ทุกอย่างที่ฉินเผิงกล่าวมาล้วนเป็นสิ่งที่เจียงอีโปรดปราน ทั้งแป้งชุนหวี่ สีผึ้งชานหู เดิมทีเขายังมองข้ามคิดว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญได้ แต่เมื่อนางกล่าวถึงเกี๊ยวกุ้งในภัตตาคารหลิงหลงได้แม่นยำเช่นนี้ จะเชื่อได้อย่างไรว่าทั้งหมดนี่เป็นเรื่องบังเอิญ ถึงลู่โย่วจะยังสับสนแต่ก็เข้าใจความหมายของฉินเผิงเป็นอย่างดี

          ชายหนุ่มกำกล่องแป้งด้วยมืออันสั่นเทา พยายามควบคุมอารมณ์ที่ผสมปนเปอยู่ภายในอก “ขอบคุณแม่นางที่ชี้แนะ ท่าน... ก็ชอบสิ่งเหล่านี้เช่นกันหรือ”

          “แน่นอนอยู่แล้ว” ฉินเผิงตอบพร้อมรอยยิ้ม “เกี๊ยวกุ้งของภัตตาคารหลิงหลงนั้นรสชาติเป็นเลิศ เห็นทีซื้อของเสร็จแล้วต้องแวะไปอีกสักหน”

          ลู่โย่วพยักหน้ารับ “แล้วข้าจะหาโอกาสพาคนของข้าไป” เขากล่าวจบก็ประสานมือคำนับ “ลู่โย่วขออำลา”

          เมื่อชายหนุ่มก้าวออกจากร้านไป สตรีหน้าโต๊ะชำระเงินก็กล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ท่านคงไม่ได้แวะมาที่นี่นานแล้วสินะ”

          ฉินเผิงเลิกคิ้วด้วยความสงสัย แต่แล้วคำตอบที่ได้รับกลับทำให้นางนิ่งงันไปพักใหญ่

          อีกฝ่ายกล่าวต่อพร้อมกับยื่นแป้งชุนหวี่ให้ฉินเผิง “ที่นี่เราไม่ได้ขายสีผึ้งชานหูมากว่าครึ่งปีแล้ว”
            ฉินเผิงเร่งรุดไปภัตตาคารหลิงหลงทันทีหลังก้าวออกจากซู่จวงเก๋อ

          ในห้องอาหารนั้นถูกกั้นเป็นสัดส่วนเหมาะแก่การพูดคุยเรื่องสำคัญ ฉินเผิงให้ชุนซู่เขียนเลขห้องไว้ที่ต้นหลิวเหมือนในอดีตที่เจียงอีมักใช้วิธีการนี้ติดต่อกับลู่โย่วเสมอมา

          ฉินเผิงนั่งรออยู่ในห้องท่าทางอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ชุนซู่เห็นแล้วจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย “วันนี้นายหญิงดูต่างไปจากทุกวันนะเจ้าคะ”

          “ข้าเจอคนที่ใช้งานได้แล้วน่ะสิ” ฉินเผิงกล่าวพลางคีบข้าวเข้าปาก

          ปัง!

          จู่ๆ บานหน้าต่างก็ถูกเปิดออกเสียงดังพร้อมกับบุรุษรูปร่างปราดเปรียวผู้หนึ่งกระโดดข้ามเข้ามา

          ชุนซู่ตกใจร้องเสียงหลง แต่ก็รีบปิดปากทันควันเมื่อฉินเผิงสั่ง

          “เงียบซะ!”

          ฉินเผิงวางตะเกียบลงหันไปหาชุนซู่ “เจ้าออกไปก่อน”

          “เอ่อ... นายหญิง...” ชุนซู่ยังคงลังเล หากจะปล่อยฉินเผิงที่เป็นสตรีไว้กับบุรุษสองต่อสองในที่ลับตาคนเช่นนี้คงไม่ดี

          “ออก–ไป” ฉินเผิงกล่าวย้ำน้ำเสียงดุดัน ชุนซู่ไร้ทางเลือกได้แต่เม้มปากอย่างลำบากใจ ก่อนจะก้าวออกไปตามคำสั่งของเจ้านาย

          เมื่อประตูปิดลง ทั้งห้องจึงเหลือเพียงฉินเผิงกับลู่โย่วสองคน ชายหนุ่มยกมือกอดอกถามเสียงกร้าว “เจ้ากับคุณหนูเกี่ยวข้องกันอย่างไร!”

          ฉินเผิงยิ้มรับอย่างไม่เกรงกลัว แววตาแฝงความเจ้าเล่ห์ดั่งจิ้งจอกล่าเหยื่อ “สามปีแล้วที่เจียงอีจากไป เจ้าคิดถึงนางบ้างหรือไม่”

          คำถามนี้ทำให้ลู่โย่วถึงกับนิ่งงัน แต่พออ้าปากคิดจะตอบโต้ก็ราวกับว่าเสียงถูกกลืนหายไปในอากาศ ความคิดแปลกประหลาดผุดขึ้นในใจ เหลือเชื่อเกินกว่าจะยอมรับได้

          ฉินเผิงยกชาขึ้นจิบ สายตายังคงจับจ้องบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาจริงจัง “ลู่โย่ว เจ้าเชื่อเรื่องยึดกายย้ายวิญญาณหรือเปล่า”

          หากคนอื่นมาได้ยินเข้าคงคิดว่านางพูดอะไรพิลึก

          แต่กับลู่โย่วนั้นต่างออกไป ความภักดีที่มีต่อเจียงอีทำให้เขาพร้อมเชื่อในทุกสิ่งที่เป็นนาง

          ฉินเผิงกล่าวต่ออย่างอ่อนโยน “ข้าเคยตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้มีโอกาสกลับมาอีกครั้งในร่างนี้”

          “ท่าน...” แววตาของลู่โย่วแฝงความลังเล เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “เมื่อแรกพบ คำแรกที่ท่านกล่าวกับข้าคืออะไร”

          “เจ้าหนุ่มนี่รูปงามเสียจริง”  ฉินเผิงกล่าวพลางยิ้มเล็กยิ้มน้อย

          แววตาของชายหนุ่มไหววูบเมื่อได้ฟัง คำถามแล้วคำถามเล่าถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ คำตอบที่ได้รับจากฉินเผิงยิ่งย้ำเตือนว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง

          เป็นนางจริงๆ!

          “คุณหนู...” ลู่โย่วคุกเข่าลงแทบเท้าฉินเผิง ดวงตาแดงก่ำคลอด้วยหยาดน้ำตา ความรู้สึกมากมายผสมปนเปกัน

          “เจ้านี่น้า... โตขนาดนี้แล้วยังร้องไห้อยู่อีก ดูไม่ได้เอาเสียเลย” ฉินเผิงกล่าวเรียบๆ

          “ขอรับ... ไม่ร้องแล้ว” ลู่โย่วกลั้นเสียงสะอื้น รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ชอบให้เขาร้องไห้ เมื่อใจเย็นลงแล้วจึงเอ่ยถาม “คุณหนูมาพบลู่โย่วเช่นนี้ กำลังลำบากอยู่หรือขอรับ?”

          ฉินเผิงพยักหน้ารับพร้อมกับเริ่มต้นเล่าเหตุการณ์ในช่วงเวลานี้ให้เขาฟัง

          ลู่โย่วสีหน้าตึงเครียดไปหลายส่วนเมื่อได้ฟังคำของฉินเผิงจนจบ เขานิ่งเงียบครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “อันที่จริง เป็นข้าที่ได้รับคำสั่งให้กำจัดเว่ยเหยี่ยน” เห็นเขาสารภาพออกมาง่ายดายเช่นนี้ ฉินเผิงก็แปลกใจอยู่ไม่น้อย “เว่ยเหยี่ยนจะกลับถึงเมืองหลวงในอีกสี่วัน ฉินซูหวยส่งองครักษ์เงาไปสะกดรอยตามอยู่เงียบๆ มือสังหารระดับสูงสี่ร้อยคนดักซุ่มอยู่ทางเข้าเมือง แม้เขามีปีกบินก็คงยากที่จะรอดไปได้”

          “พวกเจ้าจะลงมือที่ไหน” ฉินเผิงเอ่ยถาม

          “ป่าโหยหวนขอรับ” ลู่โย่วตอบพลางดึงแผนที่ออกมาจาก

ชายแขนเสื้อ กางออกให้ฉินเผิงดู “เว่ยเหยี่ยนรีบร้อนกลับเมืองหลวงจึงใช้เส้นทางลัด เขาจำเป็นต้องผ่านป่าโหยหวน เส้นทางเปลี่ยวเหมาะแก่การลอบสังหาร”

          ฉินเผิงจ้องมองแผนที่อย่างพิจารณา ข้างป่าโหยหวนมีแม่น้ำสายหนึ่งเชื่อมกับแม่น้ำจากเมืองหลวง นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยออกมา “เจ้าวางกำลังพลใกล้ริมแม่น้ำสายนี้ได้หรือไม่”

          “ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เพียงแต่ว่า...” ลู่โย่วขมวดคิ้วอย่างหนักใจ “ถ้าแผนการเล็ดลอดออกไป ข้าย่อมถูกฉินซูหวยเพ่งเล็ง เขาฉลาดและรอบคอบยิ่งกว่าใคร หากทำสิ่งใดผิดสังเกตคงไม่พ้นสายตาเขา”

          ฉินเผิงพยักหน้ารับ มองแผนที่พลางครุ่นคิด “ข้าจะหาวิธีใกล้ชิดกับเขา หากเรื่องนี้หลุดรอดออกไปก็เป็นเพราะข้าที่คาดเดาแผนการของเขาได้เอง”

          “ขอรับคุณหนู” ลู่โย่วพยักหน้า

         เมื่อมีแผนรับมือฉินเผิงก็รู้สึกโล่งใจ “เจ้าจัดการตามที่ข้าบอก ลงมือใกล้กับแม่น้ำให้มากที่สุดและอย่าให้ถึงกับนองเลือด ข้าจะส่งคนไปดักซุ่มในป่าโหยหวน ส่วนฉินซูหวยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง”

          “คุณหนูโปรดวางใจ ลู่โย่วจะทำสุดความสามารถ”

          ฉินเผิงได้ยินก็ยิ้มออกมา นางมองลู่โย่วอยู่ครู่หนึ่ง “เจ้าเป็นคนของฉินซูหวย แต่กลับเรียกเจ้านายด้วยชื่อห้วนๆ เสียอย่างนั้น”

          สีหน้าลู่โย่วหม่นลงขณะกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง ผ่านไปไม่นานก็เอ่ยขึ้น “หลังคุณหนูจากไป ข้าก็เริ่มสืบเรื่องนี้”

          “อืม” ฉินเผิงเพียงขานรับในลำคอเท่านั้น รู้อยู่แก่ใจว่าอย่างไรเขาก็ต้องสืบ

          ถ้าไม่สืบก็ไม่ใช่ลู่โย่วแล้วล่ะ!