ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

คุณใช่กิ้งก่าตัวนั้นไหมคะ?

ผู้แต่ง Gong Xin Wen
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีน
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog

ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ กิ้งก่าบาดแผลเต็มร่างตัวหนึ่ง ปีนเข้ามาทางหน้าต่างบ้านของ ‘หมี่เซี่ย’ ด้วยความเมตตา เธอใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดรักษามันจนต้องอดมื้อกินมื้อ นับแต่นั้น... บ้านที่เคยเงียบเหงากลับสะอาดสะอ้านดั่งมีมือที่มองไม่เห็นคอยดูแล บนโต๊ะไม้มักมีอาหารร้อนกรุ่นวางรอเธอในทุกเช้า หัวใจที่เหนื่อยล้าของเธอเริ่มคุ้นชินกับความอบอุ่นจากบางสิ่งที่ไร้ชื่อ กระทั่งวันหนึ่ง—กิ้งก่าน้อยหายไป หมี่เซี่ยฝ่าพายุออกตามหาในป่ามืด เธอพบชายหนุ่มปริศนานอนแน่นิ่งในเงาไม้ เขามีเกล็ดสีดำระยับที่ข้อเท้า เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังก้องในความมืด “อย่าเข้ามา... อย่ามองฉัน...” เธอไม่ถาม ไม่หันหลังกลับ แต่ยืนกางร่มอยู่ตรงนั้นทั้งคืน เพื่อที่ใครคนหนึ่งจะไม่ต้องร้องไห้เพียงลำพัง

บทนำ

ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ
กิ้งก่าบาดแผลเต็มร่างตัวหนึ่ง ปีนเข้ามาทางหน้าต่างบ้านของ ‘หมี่เซี่ย’
ด้วยความเมตตา 
เธอใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดรักษามันจนต้องอดมื้อกินมื้อ

นับแต่นั้น... 
บ้านที่เคยเงียบเหงากลับสะอาดสะอ้านดั่งมีมือที่มองไม่เห็นคอยดูแล
บนโต๊ะไม้มักมีอาหารร้อนกรุ่นวางรอเธอในทุกเช้า
หัวใจที่เหนื่อยล้าของเธอเริ่มคุ้นชินกับความอบอุ่นจากบางสิ่งที่ไร้ชื่อ
กระทั่งวันหนึ่ง—กิ้งก่าน้อยหายไป
หมี่เซี่ยฝ่าพายุออกตามหาในป่ามืด เธอพบชายหนุ่มปริศนานอนแน่นิ่งในเงาไม้
เขามีเกล็ดสีดำระยับที่ข้อเท้า เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังก้องในความมืด
“อย่าเข้ามา... อย่ามองฉัน...”

เธอไม่ถาม ไม่หันหลังกลับ แต่ยืนกางร่มอยู่ตรงนั้นทั้งคืน
เพื่อที่ใครคนหนึ่งจะไม่ต้องร้องไห้เพียงลำพัง 

สารบัญ

คืนนี้มีฝนตกกลางฤดูหนาว

หยาดฝนเย็นเยียบตกกระทบใบของต้นลำไย ส่งเสียงดังเปาะแปะ

ตรงริมป่าลำไยมีบ้านเช่าหลายชั้นที่คนท้องถิ่นสร้างขึ้น ท่ามกลางสายฝนเทกระหน่ำ เสียงไวโอลินดังลอดออกจากหน้าต่างห้องของตึกหลังเล็กที่มีไฟเปิดอยู่

หน้าต่างห้องมีขนาดเล็กมาก ด้านซ้ายของประตูมีเคาน์เตอร์ครัวที่ก่อขึ้นจากหินไม่กี่ก้อน เตียงเดี่ยวหนึ่งหลังกับตู้เสื้อผ้าเก่าๆ หนึ่งใบซึ่งกินพื้นที่ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด

เด็กสาวคนหนึ่งยืนหลับตาเล่นไวโอลินอยู่ข้างเตียง เท้าของเธอเปลือยเปล่าทั้งที่อากาศหนาวเย็น

อาจเพราะเพลง Spring ของ Vivaldi ที่กำลังบรรเลงช่วยให้รู้สึกอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ในเดือนมีนาคม ตรงข้ามกับสายฝนเย็นเยียบที่นอกหน้าต่าง แม้แต่บรรดาคุณป้าที่กำลังเล่นไพ่นกกระจอกอยู่ที่ชั้นหนึ่งก็ยังต้องแหงนหน้ามอง

“ใครเล่นไวโอลิน เพราะดีนะ”

“เด็กที่เรียนมหาวิทยาลัยดนตรี อยู่ห้องริมสุดชั้นสามล่ะมั้ง... อ่ะ! ลูกเจี๊ยบ*”

“เจ๊อิงยอมให้เด็กพวกนี้มาเช่าห้องได้ยังไง เสียงดังรบกวนจะตาย! แดง จั่วอีกใบ”

“รบกวนตรงไหน พวกเราเล่นไพ่เสียงเบานักรึไง? เพลงของเด็กพวกนี้เป็นศิลปะชั้นสูงที่ทำให้ฉันนอนหลับสบายนะบอกก่อน จั่ว! ขอโทษด้วย ฉันกินอีกแล้วจ้า!”

‘เจ๊อิง’ ที่เป็นเจ้าของห้องเช่าย้ายมาอยู่ที่นี่หลังแต่งงาน เพราะเป็นคนเจียงหนาน สำเนียงการพูดจึงค่อนข้างอ่อนโยน

สามีของเธอหนีไปกับเมียน้อยหลายปีแล้ว จึงต้องอาศัยอยู่กับลูกสาวคนเล็กตามลำพัง

“อากาศแบบนี้จะออกข้างนอกทำไม นั่งเก็บค่าเช่าไม่ก็เล่นไพ่นกกระจอกอยู่ที่บ้านดีกว่า” เจ๊อิงกวาดเงินอย่างอารมณ์ดี “ผู้ชายไม่สำคัญแล้วย่ะ!”

แต่สำหรับ ‘หมี่เซี่ย’ การได้เล่นไวโอลินในห้องเช่าบนชั้นสามท่ามกลางอากาศเย็นชื้นโดยไม่ต้องออกไปไหน คือเรื่องที่มีความสุขที่สุดในชีวิต

ความงดงามเกิดขึ้นทุกครั้งที่คันชักเสียดสีกับสายไวโอลิน เสียงที่ก้องกังวานหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณ

เมื่อร่างกายถูกโอบล้อมด้วยทำนองเพลง วิญญาณก็พร้อมจะล่องลอยไปยังสถานที่ไกลแสนไกล พื้นดินใต้ฝ่าเท้าดูจะขยายอาณาเขตแบบไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนกับดอกไม้ที่เบ่งบานท่ามกลางหิมะในฤดูหนาว

“หมี่เซี่ย”

เสียงทุ้มต่ำแปลกประหลาดดังขึ้นที่นอกหน้าต่าง

หมี่เซี่ยชะงัก กะพริบตา สงสัยว่าตนอาจจะหูฝาด

คืนฝนตกในฤดูหนาว เหล็กดัดขึ้นสนิมนอกหน้าต่างชุ่มไปด้วยน้ำฝน ไกลออกไปคือโลกที่มืดมิด ต้นลำไยเรียงรายเป็นแนวสูงต่ำ ส่งเสียงดังซ่าๆ ท่ามกลางสายฝน

ดึกมากแล้ว นอกหน้าต่างชั้นสามไม่น่าจะมีเสียงคนได้

ประสาทสัมผัสของหมี่เซี่ยไวต่อเสียงมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นเสียงอะไร เธอสามารถแยกแยะและจดจำอย่างง่ายดาย ทำให้ได้รับคำชมจากอาจารย์สอนดนตรีอยู่เสมอ

“หมี่เซี่ย ช่วยด้วย...”

เสียงทุ้มต่ำแปลกประหลาดดังขึ้นอีกครั้ง

ครั้งนี้หมี่เซี่ยได้ยินอย่างชัดเจน

เสียงที่นอกหน้าต่างกำลังเรียกชื่อเธอเพื่อขอความช่วยเหลือ

หมี่เซี่ยมองหาอาวุธเพื่อป้องกันตัว พอนึกขึ้นได้ว่าในมือถือไวโอลินอยู่ก็รีบวางมันลง

สำหรับนักศึกษาวิชาดนตรี ต่อให้สะดุดล้มจนหน้าฟาดพื้นก็จะไม่ยอมให้เครื่องดนตรีในมือหล่นเด็ดขาด

แสงสีขาวพาดผ่านท้องฟ้าพร้อมกับเสียงฟ้าผ่า หน้าต่างที่เปียกชื้นพลันสว่างวาบ

ร่างเล็กๆ สีดำสนิทคล้ายกิ้งก่าพยายามใช้เท้าเกาะขอบหน้าต่างที่แง้มเปิดอยู่ สายฟ้าแลบแปลบปลาบทำให้เห็นตาดำที่เป็นเส้นตั้งตรงของมันอย่างชัดเจน

“แก... เรียกชื่อฉันเหรอ?” เธอถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ

กิ้งก่าตัวนี้ยาวกว่าฝ่ามือของหมี่เซี่ยเล็กน้อย ผิวดำราวกับน้ำหมึก

เธอไม่รู้ว่ามันปีนมาจากไหน ไม่รู้ว่าอยู่นอกหน้าต่างนานแค่ไหนแล้ว เห็นแค่ดินโคลนและน้ำฝนติดอยู่บนตัว

เมื่อได้ยินหมี่เซี่ยพูด มันก็ชูคอขึ้น ลังเลว่าจะหนีไปดีหรือไม่

ระหว่างนั้นฝนตกลงมาอย่างหนัก สาดใส่ร่างเล็กๆ สีดำที่เกาะอยู่บนหน้าต่างจนลื่นไถล

“เข้ามาก่อนไหม?”

หมี่เซี่ยลังเลเล็กน้อย ก่อนจะยื่นฝ่ามือขาวสะอาดไปให้สัตว์เลื้อยคลานตรงหน้า

คนทั่วไปคงไม่ยอมให้สิ่งมีชีวิตประเภทนี้เข้าห้องในคืนฝนตกหนัก แต่หมี่เซี่ยเติบโตในชนบท ชอบจับหนอนไปแกล้งเด็กผู้ชายเป็นประจำ นอกจากจะไม่กลัวแล้ว เธอยังรู้สึกว่ามันทั้งน่ารักและน่าสงสาร ต่อให้เป็นกิ้งก่าที่พูดได้เหมือนเจ้าชายกบในนิทานก็ตาม

พอเห็นว่ากิ้งก่าน้อยมีท่าทางลังเล ร่างแข็งเกร็งไม่ขยับเขยื้อน หมี่เซี่ยจึงมองซ้ายมองขวาแล้วคว้าผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กบนโต๊ะมาคลุมฝ่ามือ

“ขึ้นมาสิ”

มือของเธอนิ่งมาก น้ำเสียงแฝงไปด้วยความอดทน

กิ้งก่าตัวน้อยยังคงลังเล ก่อนจะยื่นนิ้วเล็กๆ เรียวยาวทั้งห้าออกมา

ผ้าเช็ดหน้าอ่อนนุ่มกับไออุ่นจากฝ่ามือของหมี่เซี่ย ต่างจากอากาศหนาวเหน็บนอกหน้าต่างอย่างสิ้นเชิง

สุดท้ายกิ้งก่าสีดำตัวเล็กก็ยอมขยับหางที่เกือบจะเป็นน้ำแข็ง ปีนข้ามหน้าต่างแล้วขึ้นไปยืนบนผ้าเช็ดหน้าที่อยู่บนฝ่ามือแสนอบอุ่นปลอดภัย

 

หมี่เซี่ยนอนไม่หลับ

พลิกตัวไปมาบนเตียงด้วยความตื่นเต้น แอบมองกิ้งก่าน้อยเป็นระยะๆ

ฝนยังคงตกหนัก เธอจึงใช้ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่มาทำเป็นรังแล้ววางตรงกำแพงข้างเตียงเพื่อให้มันได้นอนขดตัว

บรรยากาศยามค่ำคืนพิเศษราวกับฝัน ไม่นานหมี่เซี่ยก็ผล็อยหลับไป

เธอสะลึมสะลือตื่นอีกครั้งตอนเที่ยงคืนสิบนาที ฝนด้านนอกหยุดตกแล้ว แสงจันทร์กระจ่างลอดผ่านช่องว่างหน้าต่าง ทอดยาวลงบนพื้นห้องแคบๆ

แสงรำไรช่วยให้หมี่เซี่ยมองเห็นชายที่กำลังนอนขดตัวอยู่บนพื้น ผิวขาวซีด ร่างกายผ่ายผอม แผ่นหลังที่หันมาทางเธอปูดโปนจนเห็นกระดูก

เงาเหล็กดัดที่พาดกันไปมาทาบลงบนกระดูกสะบัก แสงและเงาที่ตัดกันก่อให้เกิดภาพของลูกกรงสีดำบนผิวขาวซีด ช่องว่างระหว่างลูกกรงคือบาดแผลสีแดงสดสะดุดตา

หมี่เซี่ยพยายามลืมตา แต่ก็พ่ายแพ้และผล็อยหลับไปอีกครั้ง

หลังจากสะดุ้งตื่นในตอนเช้า เธอลุกพรวดแล้วนั่งกวาดตามองไปรอบเตียง ในห้องมีเพียงเตียงหนึ่งหลัง โต๊ะตัวเล็กหนึ่งตัว และตู้เสื้อผ้าเก่าๆ หนึ่งใบ

แสงแดดและลมทะเลโชยผ่านหน้าต่างที่เปิดกว้าง

พื้นข้างเตียงมีรังที่ทำจากผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ บนนั้นมีกิ้งก่าสีดำตัวเท่าฝ่ามือนอนขดอยู่

‘นี่ฉันคิดอะไรของฉัน จะไปมีแสงจันทร์กับผู้ชายผิวซีดไปได้ยังไง?’

 

อากาศทางใต้หนาวกว่าทางเหนือมาก

ต้องอาศัยการขยับตัวบ่อยๆ ร่างกายจะได้อบอุ่น

นักศึกษาชั้นปีที่สองสาขาดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยดนตรี นั่งรวมกันอยู่ในห้องเรียนที่มีลมพัดจากรอบด้าน

พวกเขาสวมเสื้อขนเป็ดตัวหนา นั่งตัวสั่นฟังศาสตราจารย์อวี้ อ่านโน้ตในวิชาโสตทักษะอย่างตั้งอกตั้งใจ

ศาสตราจารย์อวี้ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด การแสดงออกในชั้นเรียนของเขาส่งผลต่อคะแนนอย่างมาก โดยคะแนนสอบปลายภาคและคะแนนเก็บจะแบ่งออกเป็นอย่างละห้าสิบคะแนน ขาดหนึ่งคะแนนเท่ากับสอบตก จึงไม่ค่อยมีใครกล้าโดดเรียน

นักศึกษาที่ถูกเรียกชื่อลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้ากังวล มือของอวี้กว๋ออันกดลงบนคีย์อย่างหนักแน่น

“do, mi, #so Augmented triad chord”

“do, mi♭, so ไม่ๆๆ so♭ Diminished triad chord”

“do, mi, so, la ดูเหมือนจะเป็น Mi… Minor seventh chord?”

ศาสตราจารย์อวี้ดีดเร็วมาก แต่ละคอร์ดห่างกันไม่ถึงสามวินาที ทำเอานักศึกษาที่ถูกเรียกให้ลุกขึ้นตอบแทบร้องไห้

“หัวหน้า...”

เฉียวซินสะกิด ‘ซ่างเสี่ยวเยว่’ ที่เป็นหัวหน้าห้องพลางขมุบขมิบปากขอความช่วยเหลือ

ซ่างเสี่ยวเยว่รีบปัดมืออีกฝ่ายออก “เรียกทำไม? ฉันก็ฟังระดับเสียงไม่เก่งเหมือนกัน!”

“ถ้าเธอไม่เก่งแล้วใครเก่ง?” เฉียวซินตวัดสายตาค้อน

ซ่างเสี่ยวเยว่ทัดผมที่หลังใบหู สีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง ดวงตาจับจ้องแผ่นหลังของคนข้างหน้า

หมี่เซี่ยซึ่งนั่งเยื้องไปด้านหน้าใช้มือข้างหนึ่งควงปากกา อีกมือเท้าคาง เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่สนใจคำพูดของศาสตราจารย์แม้แต่น้อย

แม้จะไม่ค่อยตั้งใจเรียน แต่เธอกลับเป็นศิษย์คนโปรดของศาสตราจารย์อวี้

ซ่างเสี่ยวเยว่เกิดในตระกูลนักดนตรี มีพ่อเป็นหัวหน้าวงออร์เคสตราประจำมณฑล แม่รับราชการในกองดุริยางค์ทหาร ตัวเธอเองมีความสามารถโดดเด่นกว่าเด็กวัยเดียวกัน เคยได้รับรางวัลมากมายจากการแข่งขันไวโอลินระดับเยาวชน

แต่หลังจากเข้าเรียนที่หรงอิน ก็มักจะถูกหมี่เซี่ยซึ่งจบมาจากโรงเรียนมัธยมธรรมดาๆ บดบังรัศมีมาตลอด

หมี่เซี่ยไม่ได้อาศัยอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย แต่เช่าห้องอยู่ข้างนอกตั้งแต่ปีหนึ่ง ไม่ชอบคบหาสมาคมกับใครและไม่เข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ของชมรม

นิสัยเย่อหยิ่งของหมี่เซี่ย ทำให้ซ่างเสี่ยวเยว่ตั้งตัวเป็นศัตรู ไม่ว่าจะทำอะไรก็มักเปรียบเทียบตลอด

 

 

 

 

____________________

* ชื่อไพ่

“คอร์ดพื้นฐานแบบนี้ แม้แต่เด็กประถมที่เพิ่งเริ่มฝึกก็ยังรู้!” ศาสตราจารย์อวี้ยืนเคาะนิ้วกับโพเดียมอย่างไม่สบอารมณ์ “นักศึกษารุ่นแย่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยสอนมา คนต่อไป!”

จังหวะที่นักศึกษาหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ซ่างเสี่ยวเยว่กลับยกมือแล้วเดินขึ้นเวที ตอบเสียงดังกังวานอย่างมั่นใจ

“do, mi, so, si Major seventh chord”

“do, mi♭, so♭, si♭ Half-diminished seventh chord”

“do, mi, so, si, fa, la, do, mi”

“mi, so, si, re, so, si, re, fa”

คำตอบที่คล่องแคล่ว ซ้ำยังถูกต้องทั้งหมดทำศาสตราจารย์อวี้ยิ้มออก

“ไม่ทำให้ผิดหวังสักครั้ง หัวหน้าก็คือหัวหน้า!”

“ใช่ หัวหน้าของเราเก่งที่สุด!”

ทุกคนพากันปรบมือให้หัวหน้าห้องที่กำลังเดินลงจากเวที

ซ่างเสี่ยวเยว่ยกยิ้มมุมปากแล้วนั่งลงท่ามกลางเสียงปรบมือ ขณะหันไปยักคิ้วให้เฉียวซิน รอยยิ้มตรงมุมปากกลับหายวับเมื่อเห็นหมี่เซี่ย

หมี่เซี่ยนิ่งมองน้ำฝนที่ร่วงลงจากใบไม้ทีละหยดด้วยแววตาเหม่อลอย ราวกับเป็นภาพที่หาดูได้ยาก ทำเอาซ่างเสี่ยวเยว่รู้สึกหงุดหงิดที่ถูกเมิน ทั้งที่ตนเพิ่งตอบคำถามถูกทุกข้อ

“หมี่เซี่ย”

เสียงเรียกของศาสตราจารย์อวี้ทำหมี่เซี่ยสะดุ้ง

เพราะมีประสาทหูที่ไวเป็นพิเศษ ศาสตราจารย์จึงชอบเรียกให้ตอบคำถามในชั้นเรียนวิชาโสตทักษะและการอ่านโน้ต เพื่อเป็นตัวอย่างแก่นักศึกษาคนอื่นๆ

“รีบขึ้นไปสิ!”

‘พานเสวียะเหมย’ ที่นั่งด้านข้างสะกิดจนหมี่เซี่ยได้สติ ลุกขึ้นเดินไปแบบงงๆ

ศาสตราจารย์อวี้กดเสียงมาตรฐานเป็นโน้ตแรก

“สูงเกินไป” หมี่เซี่ยตอบแบบไม่ลังเล

“อะไรสูง?” เขาขมวดคิ้ว

“เปียโนเพี้ยน เสียงเลยสูงไปหน่อยค่ะ” หมี่เซี่ยชูสองนิ้ว “น่าจะประมาณ 2 เซนท์*”

ศาสตราจารย์อวี้ทำหน้าประหลาดใจ ก่อนจะหยิบจูนเนอร์ขึ้นมาวัดเสียง “สูงไปจริงๆ ด้วย ต้องให้คนมาปรับแล้ว” จากนั้นก็หันไปพูดกับนักศึกษาคนอื่นๆ “งั้นก็ฝึกร้องเพลงกันไปก่อน โสตทักษะค่อยฝึกวันหลัง”

ทั้งห้องพากันอุทานด้วยความประหลาดใจ

“ไม่อยากเชื่อว่าจะเก่งขนาดนี้”

“ความสามารถในฝันเลย น่าอิจฉาจริงๆ”

“มันคือพรสวรรค์ที่มีมาตั้งแต่เกิด อิจฉาไปก็เท่านั้น”

ช่วงพักเที่ยง พานเสวียะเหมยที่เล่นฟลูตเป็นหลักยังคงพูดถึงแต่เรื่องนี้

“เธอฟังออกได้ยังไง? อย่าบอกนะว่าจำเสียงที่เคยได้ยินมาทั้งหมด!”

หมี่เซี่ยที่ก้มหน้าก้มตากินข้าวตอบเสียงอู้อี้ “แค่ฟังออกน่ะ”

“ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?” พานเสวียะเหมยใช้ช้อนสเตนเลสเคาะจานอาหาร “นี่ทำนองอะไร?”

“A-flat major” หมี่เซี่ยตอบแบบไม่ใส่ใจเพราะคิดถึงแต่กิ้งก่าน้อยสีดำในห้อง

เรื่องเมื่อคืนคือประสบการณ์สุดประหลาด โดยเฉพาะเสียงเรียกที่คุ้นเคยนอกหน้าต่าง

หมี่เซี่ยกัดช้อน พยายามเค้นสมองค้นหาความคุ้นชินของเสียงที่ได้ยิน แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก

เธอไม่รู้ว่ากิ้งก่าชอบกินอะไร ก่อนออกจากห้องจึงเอาจานใส่เครื่องปรุงมาใส่น้ำ ผัก ขนมปังแผ่นเล็ก และแอปเปิลครึ่งลูกแล้ววางเรียงไว้ริมกำแพง

หมี่เซี่ยนั่งลงข้างเพื่อนตัวน้อย “ที่บ้านมีแต่ของพวกนี้ ชอบกินไหม?”

กิ้งก่าสีดำสนิทค่อยๆ ลืมตาอย่างอ่อนแรง ดวงตาที่มีลวดลายแปลกประหลาดหันมองจานเหล่านั้นพลางเม้มปากแล้วเบือนหน้าหนี

นอกจากที่เคยเรียกชื่อหมี่เซี่ย มันก็ไม่พูดอะไรอีก ทั้งที่อุตส่าห์ปีนขึ้นชั้นสามเพื่อขอความช่วยเหลือ

พานเสวียะเหมยที่กำลังใช้ช้อนเคาะจาน ถูกหมี่เซี่ยกุมมือแล้วถามบางอย่าง

“รู้ไหมว่ากิ้งก่าชอบกินอะไร?”

“กิ้ง... กิ้งก่า?”

พานเสวียะเหมยถามเสียงสั่นเพราะกลัวสัตว์เลื้อยคลานประเภทนี้เป็นทุนเดิม

“น่าจะ... แมลง ไม่ก็... ผลไม้”

“แมลง?” หมี่เซี่ยทำหน้าตกใจ

“พี่ชายฉันชอบเลี้ยงกิ้งก่า!” ความทรงจำเลวร้ายผุดขึ้นในสมองของพานเสวียะเหมย “ฉันเคยเห็นเขาป้อนจิ้งหรีด แมลงสาบ แล้วก็แมลงตัวเล็กๆ ให้มันกิน เห็นแล้วขนลุก! ว่าแต่... ถามเรื่องนี้ทำไม?”

เห็นหมี่เซี่ยก้มหน้าเขี่ยผักในจาน พานเสวียะเหมยจึงพูดอย่างรู้ทัน

“เธอคงไม่ได้คิดจะเลี้ยงกิ้งก่าหรอกนะ? น่ากลัวจะตาย เลี้ยงตัวเองให้รอดก่อนเหอะ!”

 

เสียงตามสายของมหาวิทยาลัยจะเปิดเพลงบรรเลงเปียโนช่วงพักเที่ยง

เพลงที่กำลังถูกเปิดคือเทปบันทึกการแสดงสดของนักศึกษามหาวิทยาลัยดนตรีแห่งเมืองหรงเฉิง ซึ่งได้รางวัลชนะเลิศเหรียญทองการแข่งขันเปียโนนานาชาติ Rachmaninoff เมื่อปีที่แล้ว

การแข่งขันดนตรีระดับโลกอย่าง Rachmaninoff ไม่ใช่เวทีของนักเปียโนฝึกหัด ที่คิดว่าแค่พยายามก็ประสบความสำเร็จได้แล้ว เพราะผู้ชนะอันดับต้นๆ จะได้รางวัลเป็นชื่อเสียงและโอกาสในการเซ็นสัญญากับคอนเสิร์ตใหญ่มากมาย เรียกได้ว่าเล่นแค่เพลงเดียวก็โด่งดังไปทั่วโลก

เรื่องนี้โจษจันในวงการดนตรีคลาสสิกระดับประเทศอยู่พักหนึ่ง ทั้งยังเป็นการจารึกเกียรติประวัติบนกำแพงของมหาวิทยาลัยดนตรีแห่งเมืองหรงเฉิงอีกครั้ง

นักศึกษาต่างยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติมาก ยิ่งได้ยินผู้ประกาศข่าวในโทรทัศน์พูดถึงเรื่องนี้ด้วยความชื่นชมก็ยิ่งตื่นเต้นไปใหญ่

บทเพลงจากฝีมือและเทคนิคระดับสูงของผู้บรรเลง โทนเสียงละเอียดอ่อนและโอเวอร์โทนทอดยาว มีจังหวะจะโคนที่ชัดเจน คล้ายเสียงระฆังที่ดังกังวานไปทั่วท้องทุ่ง ช่วยให้รู้สึกสดชื่นและมีชีวิตชีวาอย่างมาก

“ทักษะการควบคุมโทนเสียงของรุ่นพี่หลิงสุดยอดมาก แม้แต่เพลงยากๆ อย่าง Liszt ก็ทำได้อย่างไร้ที่ติ” พานเสวียะเหมยเดินเร็วเหมือนตัวโน้ตที่ล่องลอยในอากาศ “เธอเคยเจอรุ่นพี่หลิงไหม? ฉันเป็นแฟนคลับตัวยงเลยนะ เสียดายที่เขาไม่ค่อยมามหาวิทยาลัย”

หมี่เซี่ยซึ่งเดินอยู่ข้างๆ สะพายกล่องไวโอลินและกระเป๋าหนังสือไว้บนหลัง ใช้กิ่งไม้แห้งในมือเขี่ยพุ่มไม้ข้างทางไปเรื่อยๆ

“ฉันเคยเจอเขาในงานเลี้ยงปีใหม่ของมหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้คุยกันเพราะเหมือนเขาจะไม่ชอบสุงสิงกับใคร”

หมี่เซี่ยไม่ค่อยสนใจนักศึกษาคนอื่นอยู่แล้ว ที่จำรุ่นพี่หลิงได้เพราะชื่อเสียงของเขาโด่งดังมาก

“เคยเจอกันแล้วเหรอ? เทคนิคการเล่นเปียโนของเขาสุดยอดสมคำร่ำลือไหม?” พานเสวียะเหมยทำเสียงตื่นเต้น หมุนตัวกลับจนชายกระโปรงผ้าแคชเมียร์ตัวสั้นบานออก

“สมคำร่ำลือมาก” หมี่เซี่ยโยนกิ่งไม้ในมือทิ้ง “แต่เหมือน... ยังขาดอะไรบางอย่าง”

ฤดูหนาวแบบนี้จะหาแมลงที่ยังมีชีวิตสักตัวไม่ใช่เรื่องง่าย

“ขาดอะไร?” พานเสวียะเหมยเท้าเอว “เขาเป็นแชมป์ Rachmaninoff นะ! Rachmaninoff เลยนะ! เธอรู้จักการแข่งขัน Rachmaninoff จริงๆ ใช่ไหม?!”

“ช่างเหอะ อย่าสนใจที่ฉันพูดเลย”

หมี่เซี่ยรีบเปลี่ยนเรื่องคุยเพราะไม่อยากให้เพื่อนสนิทโมโห แต่หลังจากนั่งฟังเสียงดนตรีที่กำลังออกอากาศได้สักพัก เธอก็พูดกับพานเสวียะเหมยอีกครั้ง

“เทคนิคสมบูรณ์แบบเหมือนในตำราก็จริง แต่เสียงเปียโนของเขาไม่ทำให้ตื่นเต้นเหมือนตอนได้ดูดอกไม้ไฟเลย”

“ดอกไม้ไฟบ้าบออะไร!” พานเสวียะเหมยตวัดสายตาค้อน

แม้จิตใต้สำนึกของพานเสวียะเหมยจะนับถือโสตประสาทของหมี่เซี่ย แต่ก็อดทำตาเขียวใส่ไม่ได้

“ช่วยบอกหน่อยว่าเสียงเปียโนของใครทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นแบบนั้น? ฉันจะได้ไปฝากเนื้อฝากตัว!”

หมี่เซี่ยแตะนิ้วที่ปลายคาง “ตอนอายุหกเจ็ดขวบ ฉันเคยได้ยินเสียงเปียโนจากในบ้านของคุณปู่มู่ที่อยู่ข้างกัน เสียงเปียโนของเด็กคนนั้นทั้งไพเราะและมีชีวิตชีวา ถึงวันนี้ก็ยังไม่ลืม”

“หกเจ็ดขวบ? ตัวแค่นั้นคิดจะเทียบกับเทพบุตรของฉันแล้วเหรอ?!”

“แหม ไม่กล้าหรอก เทพบุตรของเธอน่ะเก่งที่สุดแล้ว”

หมี่เซี่ยไม่อยากทำให้อีกฝ่ายอารมณ์เสีย จึงยอมแพ้แต่โดยดี

“เด็กคนนั้นจะมาที่บ้านของคุณปู่มู่ทุกปิดเทอมฤดูร้อน เขาเล่นเปียโนเก่งมาก ตอนนั้นเราเล่นด้วยกันบ่อย”

ในความทรงจำของหมี่เซี่ย เขาคือเด็กผู้ชายที่แต่งตัวสะอาดสะอ้าน หน้าหวานเหมือนเด็กผู้หญิง แต่นอกจากเสียงเปียโนที่ยังไม่คล่องมากแต่เปี่ยมไปด้วยสีสัน เธอกลับจำชื่อกับหน้าตาของเขาไม่ได้เลย

 

 

 

 

____________________

* 2 Cent = หน่วยวัดดนตรีสากล

มหาวิทยาลัยดนตรีแห่งเมืองหรงเฉิงมีชื่อย่อว่าหรงอิน ตั้งอยู่ในเขตชานเมืองหรงเฉิง

ตั้งแต่มีมหาวิทยาลัยมาตั้ง คนท้องถิ่นของที่นี่พากันซ่อมแซมบ้านเพื่อเปิดเป็นห้องเช่า

บ้านที่ถูกสร้างขึ้นเองเบียดเสียดจนดูแออัด แต่ก็ยังพยายามกั้นห้องในแต่ละชั้นให้ได้มากที่สุด ซึ่งเจ๊อิงก็คือหนึ่งในนั้น

เที่ยงวันแล้วแต่เจ๊อิงยังคงอยู่ในชุดนอนเพราะเอาแต่เล่นไพ่นกกระจอกทั้งคืน

ขณะยืนแปรงฟันตรงอ่างล้างหน้า เธอบังเอิญเห็นเด็กสาวที่พักอยู่ห้องในสุดชั้นสามซึ่งนานๆ จะกลับมาตอนเที่ยง จึงรีบบ้วนฟองในปากทิ้งแล้วตะโกนเสียงดังลั่น

“เสี่ยวเซี่ย จ่ายค่าเช่าห้องได้แล้วนะ!”

ห้องเช่าเล็กๆ ของหมี่เซี่ยอยู่สุดทางเดินชั้นสาม ถูกที่สุดในละแวกนี้เพราะราคาเพียงสามร้อยหยวนเท่านั้น

ด้วยความที่ห้องเช่าอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัย เธอจึงชอบอยู่ซ้อมดนตรี ไม่ก็ขลุกอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ไม่ค่อยได้กลับก่อนค่ำเท่าไหร่

“ทราบแล้วค่ะ เดี๋ยวโอนให้นะคะ”

หมี่เซี่ยซึ่งสะพายกล่องไวโอลินกับกระเป๋าไว้บนหลังเดินขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากผลักประตูเข้าไปพร้อมลมเย็นหอบหนึ่ง ห้องเช่าเล็กๆ ของเธอก็ยังคงว่างเปล่าและเงียบเหงาเหมือนเคย

จานใส่เครื่องปรุงที่วางเรียงไว้ริมกำแพงไม่มีร่องรอยของการถูกแตะต้อง กิ้งก่าน้อยสีดำยังคงนอนอยู่บนผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่

“ฉันกลับมาแล้ว นี่แกไม่กินอะไรเลยเหรอ ไม่ชอบของพวกนี้ใช่ไหม?”

ร่างสีดำที่นอนขดอยู่บนผ้าเช็ดตัวยังคงนิ่งเงียบ ไม่ขยับเขยื้อน

“แก... หลับเหรอ นี่! ได้ยินที่ฉันพูดไหม?”

หมี่เซี่ยยื่นมือออกไปจิ้มกิ้งก่าตัวนั้น จนร่างเล็กๆ เอียงไปตามแรงดันของนิ้ว

เมื่อคืนฝนตกหนักทั้งยังลมแรง เธอจึงเห็นร่างของมันไม่ชัดเหมือนในตอนนี้

แสงแดดช่วงเที่ยงวันทำให้บาดแผลเล็กๆ บนร่างของกิ้งก่าชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะแผลฉีกขาดบนกระดูกสะบักหลัง

‘ตายแล้วเหรอ?’

ความคิดที่น่ากลัวผุดขึ้นในสมองของหมี่เซี่ย รวมถึงภาพของชายร่างกายผอมซีดในความฝันเมื่อคืนที่ซ้อนทับกับภาพของกิ้งก่าตรงหน้า

‘จะปล่อยให้กิ้งก่าพูดได้ตายไปแบบนี้น่ะเหรอ? ไม่แน่ว่ามันอาจกลายร่างเป็นมนุษย์ตอนเที่ยงคืนก็ได้นะ! แต่ถ้าเป็นแบบนั้น... ห้องของฉันก็จะมีศพของหนุ่มโป๊น่ะสิ!’

สมองของหมี่เซี่ยถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน แม้จะรู้สึกเสียใจกับจุดจบของสัตว์ตัวเล็กที่น่าสงสาร แต่ก็รู้สึกลังเลสับสนกับสิ่งที่อาจต้องเผชิญ

 

บนแท็กซี่คันหนึ่ง

โชเฟอร์ซึ่งมีประสบการณ์ในการขับรถนานกว่าสิบปีมองผู้โดยสารที่เพิ่งขึ้นมานั่งผ่านกระจกมองหลัง

เด็กสาวท่าทางเคร่งเครียดที่เขาเพิ่งรับจากเขตมหาวิทยาลัยหรงเฉิงกำลังใช้ฝ่ามือสร้างความอบอุ่นให้กับสัตว์เลื้อยคลานตัวแข็งทื่อ ปากก็บ่นพึมพำถึงโรงพยาบาลสัตว์ที่จะพามันไปรักษา

‘คนสมัยนี้ประหลาดขึ้นทุกวัน’

โชเฟอร์แอบดูถูกในใจ หากเป็นหมาแมวคงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เธอดันเลี้ยงกิ้งก่าและกำลังจะพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลด้วย

หมี่เซี่ยไม่สนใจสายตาที่มองมา เพียงตั้งใจประคองกิ้งก่าที่ไม่รู้ว่าเป็นหรือตายและหาข้อมูลในเว็บบอร์ดของผู้เลี้ยงกิ้งก่าในมือถือไปด้วย

[รบกวนผู้เชี่ยวชาญทุกท่านช่วยดูหน่อยค่ะว่ามันเป็นอะไร / รูปภาพ / รูปภาพ]

หลังจากตั้งกระทู้ได้ไม่นานก็มีคนมาช่วยตอบอย่างรวดเร็ว

[เจ้าตัวนี้คือกิ้งก่าเสือดาวชนิดหนึ่ง สีดำสนิทแบบนี้น่าจะเป็นสายพันธุ์ Black Night ราคาค่อนข้างแพง แต่ทำไมถึงสกปรกและบาดเจ็บขนาดนี้ล่ะ?]

[มันจัดอยู่ในประเภท Lacertilia หรือสัตว์เลือดเย็น อุณหภูมิที่เหมาะกับการดำรงชีวิตคือ 28-32 องศาเซลเซียส เจ้าของกระทู้น่าจะเป็นมือใหม่เลยไม่มีแผ่นทำความร้อน อากาศแบบนี้ใช้แค่ผ้าเช็ดตัวรองนอนน่าจะไม่รอด]

[แยกย้ายเถอะ แนะนำไปก็เท่านั้น! นอกจากจะไม่มีแผ่นทำความร้อนแล้ว แม้แต่กล่องเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานก็ไม่มี แบบนี้หนาวตายแน่ มือใหม่ไม่ว่าแต่ไม่มีความรับผิดชอบ ฉันรับไม่ได้!]

สารพัดคำด่าพรั่งพรูเต็มเว็บบอร์ด หมี่เซี่ยที่ไล่อ่านคอมเมนต์ถึงกับตาค้าง

‘แข็งตายเลยเหรอ?’

อากาศเย็นขนาดนั้นมันยังปีนหน้าต่างเข้ามาได้ เธอจึงคิดว่ามันปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิในห้องได้ ลืมไปว่ากิ้งก่าเป็นสัตว์เลือดเย็นที่ไม่ชอบอากาศหนาว

‘ทุกท่านโปรดชี้แนะด้วย ควรทำยังไงดี? ร้อนใจ / ร้อนใจ / กำลังรอคำตอบ’

‘มีทางเดียว’

‘แนะนำได้เลยค่ะ’

‘เอาไปฝังในกระถางต้นไม้ซะ’

‘ฝังในกระถางต้นไม้ +1’

‘ฝังในกระถางต้นไม้ +1000’

‘ยังไม่ตายฝังได้ไง? ร่างของมันยังอุ่นอยู่เลย!’

‘อย่าไปฟังพวกเขา ถ้าคิดจะช่วยจริงๆ ให้รีบพาไปโรงพยาบาลสัตว์’

‘เจ้าของกระทู้ต้องคิดดีๆ ค่ารักษาสัตว์เลื้อยคลานสามารถซื้อกิ้งก่าเสือดาวได้อีกหลายตัวเลย’

‘ไม่แน่ว่าอาจไม่รอดด้วย’

‘ไม่รอด +1’

‘ไม่รอด +2’

‘ไม่รอด +บัตรประจำตัวประชาชน’

‘อย่าหาเรื่องเสียเงินเลย เอาค่ารักษาไปซื้อตัวใหม่ดีกว่า ส่วนตัวนี้ก็แค่บีบคอให้ตายแล้วฝังดินทำปุ๋ยซะ’

‘ฉันจะไปโรงพยาบาล ตอนนี้อยู่บนแท็กซี่แล้ว’

‘ต้องไปโรงพยาบาลสำหรับสัตว์เลื้อยคลานนะ ตอนนี้เจ้าของกระทู้อยู่ที่ไหน จะได้ให้เพื่อนที่เลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานช่วยแนะนำโรงพยาบาลใกล้ๆ ให้’

ชาวเน็ตพากันออกความเห็นต่างๆ นานา จนหมี่เซี่ยร้อนใจ ขณะเดียวกันก็รู้สึกคันยุบยิบที่ฝ่ามือ

หลังจากก้มลงมอง เธอเห็นกิ้งก่าที่ใครๆ ต่างลงความเห็นว่าให้เอาไปฝังพยายามลืมตาขึ้น

“ฟื้นแล้วเหรอ” หมี่เซี่ยร้องอย่างดีใจ “แกหนาวจนหมดสติไปใช่ไหม?”

“ขอโทษด้วย ฉันไม่รู้ว่าต้องใช้แผ่นทำความร้อน”

“อุณหภูมิตอนนี้เป็นยังไงบ้าง รู้สึกไม่สบายตรงไหนรึเปล่า?”

“อยากกินอะไรไหม หรือเอาน้ำร้อนดี?”

กิ้งก่าสีดำในมือของเธอไม่ต่างจากรัตติกาลอันมืดมิดที่ดูดกลืนแสงสว่างยามเที่ยง

มันหมอบอยู่บนฝ่ามืออย่างอ่อนแรง แต่เมื่อถูกถามเรื่องดื่มน้ำก็ขยับกรามล่างขึ้นลงเบาๆ

หมี่เซี่ยหยิบกระติกเก็บความร้อนออกจากกระเป๋าแล้วเทน้ำลงไปครึ่งฝา

“ฉันกรอกน้ำใส่กระติกตั้งแต่เช้าเลยไม่ค่อยร้อนแล้ว ทนดื่มหน่อยนะ”

กิ้งก่าสีดำชูคอขึ้น ดวงตาที่มีลวดลายงดงามจ้องฝากระติกเขม็ง

ในสายตาของมัน ไม่ว่าน้ำสะอาดครึ่งฝาที่ถูกแกว่งเบาๆ หรือนิ้วมือของมนุษย์ที่กำลังถือฝากระติกล้วนใหญ่โตทั้งสิ้น

ฝากระติกทั้งเก่าและเต็มไปด้วยริ้วรอย เห็นได้ชัดว่าเป็นของที่ใช้เป็นประจำ

นิ้วที่ถือฝากระติกขาวสะอาด เล็บถูกตัดแต่งอย่างเรียบร้อย ตรงปลายนิ้วมีรอยด้านจากการเล่นไวโอลินนานหลายปี

จู่ๆ เศษความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อก็ปรากฏขึ้นในสมองของกิ้งก่าน้อย ก่อนจะเลือนหายไป

ห้องมืดทึบที่ปิดม่านไว้อย่างแน่นหนา น้ำสกปรกตรงมุมห้องที่ไม่มีใครเปลี่ยนนานหลายวันกับเศษอาหารที่เริ่มส่งกลิ่นเหม็นเน่า

มือคู่หนึ่งยื่นผ่านรอยแยกของประตูอย่างระมัดระวัง หลังวางอาหารเสร็จก็หดกลับไปอย่างรวดเร็ว

“รีบเอาชามที่มันใช้ไปโยนทิ้ง!”

เสียงซุบซิบดังลอดเข้ามาในห้อง

“ฉันไม่อยากให้อาหารมันแล้ว ฉันกลัว!”

“ทำไมต้องเจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้ด้วย! ถ้าใครรู้ว่าในบ้านมีตัวประหลาดจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?”

“เวรกรรมอะไรนักหนา! ฉันไม่อยากทนกับเรื่องนี้แล้ว!”

กิ้งก่าสีดำจ้องผิวน้ำเนิ่นนาน สักพักจึงค่อยๆ ยื่นหัวเข้าใกล้แล้วแลบลิ้นสีซีดออกมากินน้ำในฝา

อาจเพราะเงาสะท้อนจากผิวน้ำ ในดวงตาสีหม่นที่ก้มต่ำจึงมีประกายของน้ำปะปนอยู่ด้วย

โรงพยาบาลสัตว์เหมิงฉ่งได้รับการยอมรับจากผู้ที่ชื่นชอบสัตว์เลื้อยคลานว่ามีความเป็นมืออาชีพสูง

ด้านในตกแต่งอย่างมีสไตล์ สภาพแวดล้อมสะอาดสะอ้าน อุปกรณ์ครบครัน แม้ค่ารักษาจะสูงลิ่ว แต่สัตว์เลื้อยคลานที่ถูกพามารักษาก็ราคาแพงทั้งนั้น

ลูกค้าซึ่งถือกล่องเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานใบเล็กในมือต่างสนทนากันด้วยภาษาที่หมี่เซี่ยไม่เข้าใจ

“ดู Diablo Blanco ที่ฉันเพิ่งได้มาสิ เป็นยังไงบ้าง?”

“เพอร์เฟกต์มาก! ดั้งจมูกสูง ผิวขาว สวยกว่า Snow Ghost ของฉันอีก”

“Platinum Tokay ของฉันไม่กินอาหารหลายวันเลยพามาให้หมอตรวจซะหน่อย ช่วงนี้ฉันเล็ง Amel Patternless อยู่ แต่ค่าตัวแพงมาก ไม่รู้จะซื้อดีไหม”

“Amel Patternless ราคาตกแล้วนะ ช่วงนี้ Ghost Oreo Patt เลยฮิตมาก ส่วน Black Night ราคาไม่ตกเลย แต่ฉันชอบ White Out Amel มากกว่า”

หมี่เซี่ยไม่สนใจเรื่องที่พวกเขาพูด เพราะต้องรีบเอากิ้งก่าในมือไปส่งห้องตรวจ

“อุ้มกิ้งก่ามือเปล่าเนี่ยนะ? พิลึกคน!”

“เจ้าตัวนั้นสายพันธุ์อะไร สกปรกจนดูไม่ออกเลย”

“สีดำสนิทแบบนี้น่าจะ Black Night รึเปล่า? แปลกดี ฉันตามไปดูหน่อย”

หมอที่อยู่ในห้องตรวจคล่องแคล่วมาก หลังรับคนไข้จากมือของหมี่เซี่ยก็รีบจับหาง กระดูกสันหลัง และเอว จากนั้นก็พลิกร่างให้หงายขึ้นเพื่อสำรวจท้องขาวๆ ของมัน

“ตัวผู้ โตเต็มวัย” หมอดันแว่นที่อยู่บนสันจมูก “ทำไมถึงสกปรกขนาดนี้? มีแผลโดนข่วนที่หลังด้วย คงไม่ได้เลี้ยงรวมกับแมวหรอกนะ? เอาเป็นว่าเดี๋ยวหมอจะวางยาสลบ ทำความสะอาดแผลเสร็จค่อย x-ray ว่ามันเป็นอะไร”

เท้าทั้งสี่ของกิ้งก่าน้อยแข็งเกร็งด้วยความหวาดกลัว พยายามดิ้นรนอยู่ในมือของหมอ ก่อนจะฉวยโอกาสตอนที่หมอก้มหน้าเขียนประวัติการรักษาหนีไปหาหมี่เซี่ยแล้วมุดเข้าไปในแขนเสื้อของเธอ

หมี่เซี่ยปลอบใจด้วยการลูบหัวเบาๆ “หมอกำลังรักษาให้อยู่ อดทนหน่อยนะ”

ราวกับเข้าใจสิ่งที่เธอพูด ร่างตื่นตระหนกแข็งเกร็งของมันค่อยๆ ผ่อนคลาย นั่งหมอบบนฝ่ามืออย่างสงบ ไม่ลุกลี้ลุกลนอีกต่อไป

“สัตว์เลื้อยคลานที่สนิทกับเจ้าของขนาดนี้หายากมากนะ”

คุณหมอทำเสียงตื่นเต้นขณะหยิบสำลีกับน้ำเกลือมาเช็ดคราบสกปรกบนผิวหนังสีดำของเจ้ากิ้งก่า

“ต่อให้เลี้ยงนานแค่ไหน กิ้งก่าส่วนใหญ่จะไม่ค่อยสนิทกับเจ้าของ ผมเองก็เพิ่งเคยเห็นแบบนี้ครั้งแรก”

“เจ้าหนูของฉันว่าง่ายแต่ขี้กลัว” หมี่เซี่ยทำเสียงจริงจัง “ฉันขออุ้มมันได้ไหมคะ?”

“ได้สิ แต่คุณต้องสวมถุงมือก่อนนะ จับดีๆ อย่าให้โดนกัดล่ะ”

พอเอาสำลีชุบน้ำเกลือชะล้างคราบสกปรกบนเกล็ดของมันจนสะอาด เผยให้เห็นสีที่เปล่งประกายวาววับราวกับอัญมณีสีดำ

คุณหมอขยับแว่นพลางขมวดคิ้ว ส่วนลูกค้าคนที่เพิ่งเข้ามาในห้องก็ร้องอุทานแล้วรีบลากเพื่อนมาดู

“นี่มันพันธุ์อะไร?”

“สวยจังเลย สีดำว่าหาดูยากแล้ว สีนิลแบบไม่มีสีอื่นปนยิ่งไม่เคยเห็น”

“Dark Night ใช่ไหม?”

“มั่วแล้ว ตาของ Dark Night ไม่ใช่แบบนี้ ต่อให้เป็น Dark Night ก็ไม่ดำขนาดนี้”

“อาจเป็น Black Pearl ไม่ก็ Midnight Blizzard”

“ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่ หรือจะเป็นสายพันธุ์ที่ต่างประเทศเพิ่งคิดค้นขึ้นมา ได้ยินว่ามีการเพาะพันธุ์กิ้งก่าสีนิลที่ชื่อว่าโยวเหลียนด้วยล่ะ”

“สวยจัง ผิวมันวาวเหมือนอัญมณีสีดำเลย”

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ กิ้งก่าสีดำแสนงดงามนอนสงบนิ่งอยู่บนข้อมือของหมี่เซี่ยอย่างไว้ใจ

กระทั่งถูกหมอสอดท่อออกซิเจนแล้วเตรียมจะพาไปวางยาสลบ มันจึงยื่นอุ้งเท้าเรียวยาวออกมาเกาะแขนเสื้อของหมี่เซี่ยไม่ยอมปล่อย

“ไม่ต้องกลัว ฉันอยู่ตรงนี้ไม่หนีไปไหนแน่” หมี่เซี่ยปลอบ

ภายใต้ฤทธิ์ของยาสลบ กิ้งก่าที่ถูกกดบนเตียงผ่าตัดดิ้นรนอยู่นาน สุดท้ายดวงตาทั้งสองข้างก็ปิดลง อุ้งเท้าที่เกาะแขนเสื้อของหมี่เซี่ยคลายออกอย่างจนใจ

บรรดาชายฉกรรจ์ที่ชื่นชอบสัตว์เลื้อยคลานส่งเสียงซุบซิบกันที่หน้าห้องตรวจ

“ทั้งสวยทั้งติดคน น่ารักชะมัด”

“เหมือนมันจะรู้ภาษาด้วยนะ ฉลาดเกินไปแล้ว”

“ไม่เคยเห็นกิ้งก่าที่ติดคนขนาดนี้ ตัวที่บ้านเลี้ยงมาตั้งนานยังไม่ยอมให้จับเลย”

“อยากรู้ว่าซื้อมาจากไหน จะไปหามาเลี้ยงสักตัว”

“ลองถามดูไหม เผื่อเธอจะยอมขาย”

“ถ้าไม่ขาย ขอยืมผสมพันธุ์ก็ยังดี”

การรักษาล่วงเลยจนถึงตอนเย็น ทั้งทำแผล ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ และอัลตราซาวนด์

“สองพันกว่า?” บิลค่ารักษาทำหมี่เซี่ยเหงื่อตก “ลดอีกหน่อยได้ไหมคะ?”

“ยิงยาสลบ ทำแผล อัลตราซาวนด์ ผ่าตัดเล็กเพื่อดูดน้ำในช่องท้องออก ราคานี้สมเหตุสมผลแล้วครับ” คุณหมอตอบ “กิ้งก่าของคุณยังขาดสารอาหารที่จำเป็น แผลผ่าตัดก็ยังไม่ประสานดี ผมแนะนำให้อยู่ดูอาการที่โรงพยาบาลอีกสักระยะ ส่วนค่ารักษาก็วันละสามร้อย”

หมี่เซี่ยเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง ค่ารักษาต่อวันเท่ากับค่าเช่าห้องของเธอทั้งเดือน สำคัญคือกิ้งก่าตัวนี้พูดได้ อาจกลายร่างเป็นคนตอนเที่ยงคืน ให้ทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลคงไม่เหมาะเท่าไหร่

เธอรอดูอาการของมันผ่านกระจกบานเล็กของห้องพักฟื้น รอบด้านคือสัตว์เลื้อยคลานสวยงามหลากหลายสายพันธุ์

แค่จินตนาการว่ามีมนุษย์ไม่ใส่เสื้อผ้าหลุดเข้าไปอยู่ในกล่องแคบๆ พวกนั้น หมี่เซี่ยก็ขนลุกแทบแย่แล้ว

หลังจากถูกกิ้งก่าสีดำที่เพิ่งฟื้นจากยาสลบงับแขนเสื้อแล้วส่ายหัวไปมา เธอก็ได้สติแล้วตัดสินใจทันที

“ขอไม่อยู่พักฟื้นที่โรงพยาบาลนะคะ ไว้มีปัญหาค่อยกลับมาหาคุณหมอแล้วกันค่ะ”

คุณหมอไม่เซ้าซี้ เพียงหันไปหยิบคู่มือสำหรับผู้เริ่มเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานมายื่นให้หมี่เซี่ย ท่ามกลางเสียงคัดค้านของเหล่าชายฉกรรจ์ที่เฝ้าสังเกตการณ์

“ไม่อยู่โรงพยาบาลได้ยังไง? กิ้งก่าที่สวยและหายากแบบนี้เลี้ยงยากมากนะ ควรมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอย่างใกล้ชิด”

คนที่พูดร่างสูงใหญ่กำยำ ในมือประคองกล่องเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานที่มีเจ้าตัวสีทองยืนเชิดคออยู่ในนั้น

“ดู Mandarin Tangerine ของผมสิ แค่ลอกคราบแล้วมีคราบติดตานิดหน่อย ผมก็เครียดแทบแย่แล้ว”

“ถ้าติดปัญหาเรื่องเงิน ผมจะช่วยออกค่ารักษาให้” คนที่อยู่ด้านหลังพูดแทรกขึ้น “แค่ให้ยืมผสมสักสองสามครั้งก็พอ”

“ผสมอะไร?” หมี่เซี่ยไม่เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย

บทสนทนานี้ทำเอาเจ้ากิ้งก่างับแขนเสื้อของเธอแล้วส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย

“กิ้งก่าของคุณเป็นตัวผู้ใช่ไหม?” ชายคนเดิมถูมือด้วยความตื่นเต้น “ที่บ้านผมมี Black Night แสนสวยอยู่ตัวหนึ่ง รับรองว่าสมฐานะของเจ้านี่แน่นอน”

“ที่บ้านผมมี Midnight Blizzard ถ้าได้ลูกจะยกไข่ให้คุณฟรีสามใบเลย”

“อย่าเพิ่งไปสิ มีอะไรค่อยๆ พูดกันก็ได้!”

 

หมี่เซี่ยเดินสะพายกล่องไวโอลินออกจากโรงพยาบาลพลางถอนใจเฮือกใหญ่ ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

นอกจากค่ารักษาพยาบาล เธอยังต้องซื้อแผ่นทำความร้อนและเทอร์โมสแตต* อีก ทำให้เงินเก็บถูกใช้จนเกือบหมด

แม้จะเหลือเงินในบัญชีแค่ 17.86 หยวน ไม่รู้ว่าจะเอาค่าเช่าห้องของเดือนหน้าจากที่ไหน แต่หมี่เซี่ยก็ไม่หวั่น ยังคงเดินสะพายกล่องไวโอลินไปบนถนนที่พลุกพล่านอย่างสบายอารมณ์

“หักค่ารถไฟใต้ดินขากลับก็ยังเหลือเงินอีก 15 หยวน หาของอร่อยๆ กินดีกว่า” เธอตบกระเป๋าเสื้อเบาๆ “อยู่ในนี้อึดอัดรึเปล่า?”

หัวสีดำราวกับก้อนหินโผล่ออกจากขอบกระเป๋าเสื้อขนเป็ดสีขาว ตามด้วยเสียงทุ้มต่ำที่ไม่รู้ที่มาที่ไป

“ไม่อึดอัด ขอบคุณมาก”

แม้จะเป็นฤดูหนาว แต่เมืองหรงเฉิงยังคงมีต้นไม้เขียวชอุ่มสองข้างทาง ดอกงิ้วสีแดงบนยอดไม้บานสะพรั่งราวกับเปลวเพลิง

“รู้จักฉันได้ยังไง?” หมี่เซี่ยถามขณะเดินย่ำเท้าไปบนใบไม้ที่ร่วงหล่น “แล้วมีชื่อรึเปล่า? จะได้เรียกถูก”

หัวเล็กๆ ที่โผล่ขึ้นจากขอบกระเป๋าขยับเบาๆ ก่อนจะนิ่งเงียบไป

“สัตว์เลื้อยคลานที่โรงพยาบาลมีชื่อเท่ๆ ทุกตัวเลยนะ ทั้ง Snow Ghost ทั้ง Blizzard ยังมีโยวเหลียนอะไรนั่นอีก อยากให้ฉันช่วยตั้งชื่อให้ไหม?”

 

 

 

 

____________________

*  Thermostat เครื่องมือสำหรับควบคุมอุณหภูมิ

หมี่เซี่ยแหงนหน้ามองดอกไม้สีแดงพลางเอ่ยชื่อหนึ่งออกมา

“เรียกเสี่ยวเหลียน* ก็แล้วกัน”

ทั้งที่มันสีดำสนิทเหมือนคืนเดือนมืดแต่กลับถูกตั้งชื่อราวกับดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์

กระเป๋าเสื้อขยับเล็กน้อย ตามด้วยหัวสีดำที่โผล่ขึ้นมา พยักหน้า เธอจึงพามันไปนั่งใต้ต้นไม้แล้วชวนคุย

“เสี่ยวเหลียน ฤดูหนาวของที่นี่ไม่เคยมีหิมะตก แถมต้นไม้ยังออกดอกได้อีก ส่วนฤดูร้อนไม่เคยมีสระน้ำ ไม่มีดอกบัวหรือกบให้เห็น ต่างจากบ้านเกิดของฉันที่พอถึงฤดูหนาวก็จะมีแต่หิมะขาวโพลน พอถึงฤดูร้อน น้ำแข็งในสระจะละลายทำให้มีดอกบัวบานสะพรั่ง สวยมากเลย พูดแล้วก็อยากกินผงรากบัวของคุณย่า ว่าแต่แกหิวรึเปล่า อยากกินอะไรไหม?”

จัตุรัสนอกประตูสถานีรถไฟใต้ดินมีผู้คนพลุกพล่าน รอบด้านเต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า ยิ่งมืดแสงไฟนีออนหลากหลายสีก็ยิ่งสว่าง

หมี่เซี่ยเอาเงิน 15 หยวนสุดท้ายไปซื้อซาลาเปาสองลูก ก่อนจะนั่งลงตรงบันไดข้างกระถางดอกไม้แล้วเริ่มกินอาหารเย็น

“ซาลาเปาไส้หมูสับข้าวโพดของร้านนี้อร่อยมาก แป้งบางไส้เยอะ ซื้อสองลูกแถมน้ำเต้าหู้ร้อนหนึ่งถ้วยด้วยนะ” เธอก้มมองกระเป๋าเสื้อขนเป็ดของตัวเอง “เสี่ยวเหลียน อยากกินไหม? ฉันแบ่งไส้ให้ได้นะ”

“ผมไม่หิว ขอบคุณ”

“อย่าบอกนะว่ากินแต่แมลง”

“ผมไม่กินแมลง เอาเป็นว่า... ไม่ต้องกินอะไรเลยก็ได้”

เธอยังคงใจป้ำแม้มีเงินเหลือติดบัญชีแค่เลขหลักเดียว “อยากกินอะไรก็บอก ไม่ต้องเกรงใจ ในเมื่อมาบ้านฉันแล้ว ถึงไม่มีอย่างอื่นก็จะไม่ปล่อยให้หิวแน่นอน”

ทั้งที่อาศัยอยู่ในหอพักแถบชนบท ค่าเช่าเดือนละสามร้อยหยวน นั่งกินอาหารเย็นข้างถนน แต่ใบหน้าของหมี่เซี่ยกลับไม่มีวี่แววของความทุกข์

เธอแกว่งขาเรียวยาวไปมาอย่างมีความสุข เหมือนเพิ่งได้ครอบครองสิ่งที่งดงามที่สุดในโลก

หลังจากกินซาลาเปาราคาถูกจนหมด หมี่เซี่ยปัดมือแล้วเปิดกล่องไวโอลินที่สะพายมา ตามด้วยการวางเหรียญและ QR Code สำหรับโอนเงินไว้ในกล่อง จากนั้นก็หยิบไวโอลินขึ้นพาดบ่าแล้วเริ่มปรับเสียง

ระหว่างที่ปรับเสียง เธออธิบายเทคนิคการวางเหรียญให้เสี่ยวเหลียนฟังไปด้วย

“มากเกินไปไม่ดี ไม่มีเลยไม่ได้ น้อยไปจะดูเหมือนไม่มีคนสนใจ แต่ถ้ามากไปอาจโดนหมั่นไส้ได้”

ใต้ต้นงิ้วที่ออกดอกสีแดงบานสะพรั่ง เด็กสาวในชุดสีขาว รวบผมหางม้าแบบง่ายๆ สวมหมวกไหมพรมสีดำเริ่มบรรเลงไวโอลินริมถนน           

หมี่เซี่ยรูปร่างหน้าตาดี เอวบาง ขาเรียวยาว แต่ไม่ค่อยแต่งตัว ซ้ำยังไม่ชอบแต่งหน้า จึงไม่ค่อยโดดเด่นเพราะมหาวิทยาลัยดนตรีมีแต่คนสวย

แต่เมื่อได้ถือไวโอลินกลับเปลี่ยนเป็นคนละคน คิ้วยังคงเป็นคิ้ว ตายังคงเป็นตา เพียงเริ่มบรรเลงทุกอย่างพลันสวยงามราวกับดอกไม้ที่บานสะพรั่งในฤดูหนาว

เธอไม่มีท่าทีเขินอายเพราะคุ้นเคยกับการเล่นดนตรีเปิดหมวกข้างถนน นิ้วเรียวยาวขาวสะอาดถือคันชักอย่างมุ่งมั่น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม

หมี่เซี่ยบรรเลงเพลงเร็วด้วยท่วงท่าสบายๆ คันชักขยับไปมาอย่างคล่องแคล่ว โน้ตเพลงที่แม่นยำ พลิ้วไหวอย่างต่อเนื่อง ราวกับมีผึ้งบินออกจากช่องว่างระหว่างสายไวโอลิน

จู่ๆ ก็มีผึ้งจำนวนมากโบยบินอย่างมีชีวิตชีวาขึ้นจากไวโอลินตัวเล็ก ปีกบางๆ เสียดสีกันดังหึ่งๆ ก่อนจะแยกย้ายกันไปคนละทิศทาง บินผ่านแสงไฟนีออนและเมืองที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย มุ่งหน้าไปยังขอบฟ้าไกลแสนไกล

“ตรงนั้นมีคนเล่นไวโอลิน ขยับมือเร็วจนมองไม่ทันเลย”

เด็กสาวกลุ่มหนึ่งกระซิบกระซาบ

“เป็นผู้หญิงที่เท่มาก ว่าแต่มันคือเพลงอะไรเหรอ?”

“ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าเจ๋งมาก”

กลุ่มคนที่เพิ่งเลิกงานพากันหันมองตอนเดินผ่าน นักศึกษาที่ถือชามซุปหมาล่าพากันหยุดยืนตรงริมทางเดิน

“เสียงหึ่งๆ เหมือนผึ้งทั้งฝูงกำลังบินคือเพลงอะไร? ไม่เห็นน่าสนใจเลย!”

“เพลงนี้ชื่อ The Bumble Bee เล่นยากมากๆ ผู้เล่นต้องมีทักษะระดับสูงเท่านั้น”

คนที่พอจะมีความรู้โพล่งขึ้นพร้อมกับอวดภูมิไปด้วย

ไม่นานโทรศัพท์มือถือของหมี่เซี่ยก็ส่งเสียงดัง เป็นสัญญาณเตือนว่ามีเงินเข้าบัญชี เช่นเดียวกับกล่องไวโอลินที่มีแบงก์เพิ่มขึ้นหลายใบ

เสียงเพลงทำให้ชายสองคนที่แต่งกายภูมิฐานผ่อนฝีเท้าให้ช้าลงแล้วหยุดยืนฟัง

“ไม่เห็นจะยากตรงไหน เพลงแบบนี้มีไว้ขู่คนนอกวงการเท่านั้นแหละ! เล่นไม่ตรงโน้ตเลยต้องทำท่าสบายๆ กลบเกลื่อน พวกไม่เคยเรียนดนตรีจริงๆ จังๆ ก็แบบนี้ ชอบเล่นเร็วๆ จะได้ดูเก่ง สีเร็วๆ จะได้ดูยาก ดีดเร็วๆ จะได้ดูร้ายกาจ น่าสมเพชชะมัด!”

ชายชราผมขาวโพลนที่ยืนเอามือไพล่หลังทั้งสองข้างส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

“นี่ยังไม่ดีอีกเหรอ? แค่คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเต็มใจควักเงินให้ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว เธอไม่ได้แค่สีเร็ว แต่นำเสนอความเป็นตัวเองในเสียงเพลงด้วย” พูดจบก็หยิบกระเป๋าเงินออกจากอกเสื้อแล้วก้มลงวางธนบัตรมูลค่าสูงในกล่องไวโอลิน

เสียงชื่นชมสลับกับเสียงดูถูกไม่ได้เล็ดลอดเข้าหูของหมี่เซี่ยซึ่งกำลังบรรเลงเพลงอยู่ใต้ต้นไม้ ราวกับอยู่บนโลกใบนี้เพียงลำพัง

ขนาดว่ากระเป๋าเสื้อขนเป็ดขยับแล้วกิ้งก่าสีดำในนั้นไต่ออกมา ก็ยังไม่รู้ตัว

“ดูนั่น!” เด็กสาวจากกลุ่มเดิมร้องอุทาน “อะไรไต่ออกจากกระเป๋าเสื้อ?”

“กิ้งก่าหรือเปล่า ฉันกลัวสัตว์เลื้อยคลานพวกนี้มากเลย”

“อย่าบอกนะว่ามีกิ้งก่าเป็นสัตว์เลี้ยง!”

“กิ้งก่าตัวนี้สวยมาก สีดำสนิท นึกว่ามีแค่สีส้มแดงซะอีก”

“กิ้งก่าสีดำกับนักไวโอลินชุดขาว เท่เป็นบ้าเลย!”

กิ้งก่าที่ไต่ออกจากกระเป๋าแหงนหน้ามองคันชักที่ขยับไปมาผ่านแสงไฟนีออนที่ระยิบระยับรอบด้าน

ในกระเป๋าทั้งลึกทั้งแคบ ต่างจากโลกกว้างที่เต็มไปด้วยสีสัน

ตึกสูงระฟ้า เสียงแตรดังบาดแก้วหู มนุษย์ตัวใหญ่เหมือนยักษ์เดินผ่านไปมา

หญิงสาวที่กำลังเล่นไวโอลินอยู่ใกล้แค่เอื้อม นิ้วมือทรงพลังขยับคันชักไปมาอย่างรวดเร็ว

ภาพตรงหน้าดูคุ้นตามาก เสียงไวโอลินพามันย้อนความทรงจำไปเมื่อหลายปีก่อน

ตอนนั้นมันยังเป็นเด็กผู้ชายอายุประมาณ 7-8 ขวบ ซ่อนตัวอยู่ในทุ่งหญ้ารกร้างกว้างสุดลูกหูลูกตา

ท่ามกลางพุ่มไม้หนาม ดอกไม้แสนสวย และผึ้งป่าที่บินว่อนอย่างเริงร่า ส่งเสียงหึ่งๆ เหมือนกับเสียงไวโอลินในตอนนี้ ทั้งมีชีวิตชีวา ซุกซน และไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่กับที่

เด็กชายตัวเล็กๆ นั่งกอดเข่าอยู่ในพงหญ้าที่สูงท่วมหัว มีผึ้งบินว่อนไปมา จิ้งหรีดส่งเสียงร้องระงม และงูที่เลื้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกหวาดกลัว หากสามารถหลบหนีจากความโศกเศร้าและเสียงทะเลาะกันของพวกผู้ใหญ่ได้

ดินชื้นแฉะใต้ฝ่าเท้าถูกสัตว์ชนิดหนึ่งดันขึ้นมา ร่างเย็นเยียบไต่ผ่านหลังเท้าแล้วมุดกลับลงดิน

เขาอยากหลับตาพักผ่อนท่ามกลางเสียงหึ่งๆ ไม่ก็มุดลงไปซ่อนใต้ดินตลอดกาล เพราะต่อให้หายตัวไปก็ไม่มีคนตามหา อยู่ไปก็ไม่มีบ้านให้กลับ

เมื่อรัตติกาลคืบคลานจากเชิงเขาขึ้นปกคลุมทั่วท้องฟ้า เขาก็เริ่มหวาดกลัว

ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง อุณหภูมิที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็วทำให้เขารู้สึกหนาวสั่น ความหิวและความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำจิตใจ เงาของต้นไม้ที่แกว่งไหวตามแรงลมคล้ายสัตว์ประหลาดในนิทานสยองขวัญที่พร้อมกระโจนออกมาจับตัวทุกเมื่อ

เด็กชายซุกหน้าลงบนเข่า หัวใจที่เต้นรัวเริ่มแผ่วเบา ความคิดเกี่ยวกับความตายคืบคลานเข้าในจิตใจ

ใบหน้าของพ่อกับแม่ผุดขึ้นในสมอง หรือพวกเขากำลังจะได้พบกันอีกครั้งในอีกโลกหนึ่ง

“มีใครอยู่แถวนี้ไหม...?” เสียงกระซิบอันแผ่วเบาพาดผ่านริมฝีปากแห้งผาก “ใครก็ได้ช่วยพาผมกลับบ้านที...”

ขณะสิ้นหวังถึงขีดสุด เงาของหญ้าที่ไหวเอนไปมาถูกมือเล็กๆ ข้างหนึ่งแหวกออก ตามด้วยใบหน้ากลมๆ ของเด็กหญิงอายุประมาณ 6-7 ขวบที่สวมหมวกฟางโผล่เข้ามาในพงหญ้า

เธอหน้าแดงเพราะวิ่งมานาน แต่เมื่อได้เห็นอีกฝ่าย ดวงตาสุกใสก็เปล่งประกายเจิดจ้า

“มาหลบที่นี่จริงๆ ด้วย ปล่อยให้หาตั้งนาน” เด็กหญิงถอดหมวกฟางออกแล้วใช้มันปัดไล่ผึ้งที่บินว่อนรอบตัว ก่อนจะกุมมือเด็กชายแล้วออกแรงดึงให้ลุกขึ้น “รีบกลับกันเถอะ ทุกคนในหมู่บ้านตามหานายอยู่”

แม้จะผ่านมานาน แต่ความทรงจำยังคงอยู่

มือเล็กๆ ที่แสนอบอุ่นปลอดภัย ปลายนิ้วกลมๆ กับเล็บที่ตัดสั้น ฝ่ามือหยาบกร้านจากการฝึกไวโอลินที่เสียดสีกับฝ่ามือของเขาจนเจ็บ

เธอเดินนำหน้าไปเรื่อยๆ แหวกพงหญ้าที่สูงท่วมหัวไปตลอดทาง

ท้องฟ้าที่ค่อยๆ มืดลงไม่ได้ทำให้เด็กชายรู้สึกหวาดกลัว เพราะไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวอีกแล้ว

“แม่ของฉันบอกว่า สักวันเรื่องที่ทำให้เราไม่สบายใจจะผ่านพ้นไป ขอแค่อดทนก็ไม่เป็นอะไรแล้ว” เงาร่างเล็กๆ ที่เคลื่อนไหวตรงหน้าพูดกับเขาไปตลอดทาง “ไม่ต้องกลัวนะ อีกไม่นานพวกเราก็โต ฉันสัญญาว่าจะไปหานาย ไปเล่นกับนายอีก”

“จริงเหรอ? สัญญานะว่าจะมา”

“แน่นอนอยู่แล้ว” เด็กหญิงหัวเราะคิกคัก “ฉันสัญญาว่าจะแต่งนายเป็นภรรยา”

“เป็นผู้หญิงพูดว่าแต่งภรรยาไม่ได้นะ!” คำพูดของเธอทำให้เด็กชายขำจนลืมความโศกเศร้าที่ต้องสูญเสียบิดามารดา “ผู้หญิงต้องพูดว่าแต่งไปเป็นภรรยาต่างหากล่ะ”

“ฮ่าๆๆ เหมือนกันนั่นแหละ”

เสี่ยวเหลียนแหงนหน้ามองเด็กสาวที่กำลังเล่นไวโอลิน ดวงตาซึ่งมีลวดลายแปลกประหลาดของมันทั้งลึกลับและน่าพิศวง ดูยังไงก็ไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์

เรื่องโกหกทั้งนั้น

เธอจำฉันไม่ได้ด้วยซ้ำ!

 

 

 

 

____________________

*  ดอกบัวน้อย

หมี่เซี่ยนั่งรถไฟรอบดึกกลับบ้าน

ตอนไปถึงเจ๊อิงกำลังเล่นไพ่นกกระจอกอยู่ที่ชั้นหนึ่ง ส่วนเล่อเล่อลูกสาวคนเล็กกำลังนั่งอ่านหนังสือภาพอยู่บนโซฟาในห้องเล็กๆ ตรงหัวมุมชั้นสองที่เปิดประตูทิ้งไว้

หมี่เซี่ยสะพายกล่องไวโอลินไว้บนหลัง มือข้างหนึ่งถือถุงกับข้าวลดราคาที่เพิ่งซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ต มืออีกข้างยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นเชิงห้าม

ห้องที่เธอเช่าบนชั้นสามอยู่ตรงกับห้องนอนของเล่อเล่อพอดี ทั้งสองจึงสนิทกันมาก

เล่อเล่อกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะพยักหน้าให้แล้วจงใจอ่านหนังสือเสียงดัง

“หลังจากได้ลูกบอลทองคำคืน เจ้าหญิงก็รีบวิ่งกลับปราสาท ทำให้ลืมกบที่น่าสงสารเสียสนิท”

“ช่างโง่เขลาเหลือเกิน กบจะเป็นเพื่อนกับมนุษย์ได้อย่างไร?”

“อ้อ ข้าก็พูดไปอย่างนั้น ไม่คิดว่ามันจะปีนขึ้นจากสระแล้วเดินทางไกลมาหาข้า ซ้ำยังคิดจะกินอาหารจากจานทองคำใบเดียวกับข้าและนอนห้องเดียวกับข้าอีกด้วย”

หมี่เซี่ยใช้เสียงอ่านนิทานเป็นเกราะกำบัง จากนั้นก็เผ่นขึ้นชั้นสาม มุดเข้าไปในห้องแล้วปิดประตู

เด็กสาวเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวที่ชั้นล่าง ก่อนจะหยิบกิ้งก่าในกระเป๋าออกมาวางบนฝ่ามืออย่างอารมณ์ดี

“เจ๊อิงจับไม่ได้ ฮี่ๆ”

หลังจากวางไวโอลินกับกระเป๋าลง หมี่เซี่ยหันไปหยิบแผ่นทำความร้อนกับเทอร์โมสแตตที่ซื้อจากโรงพยาบาลออกมาเสียบปลั๊กแล้วตั้งอุณหภูมิตามคู่มือ เอากล่องพลาสติกปากกว้างที่ได้จากการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ออกมาล้างจนสะอาด เช็ดให้แห้งแล้วปูด้วยกระดาษเช็ดมือสองแผ่น ตบท้ายด้วยการวางกล่องลงบนแผ่นทำความร้อนโดยให้เกยบนนั้นแค่ครึ่งเดียว

“มีเงินเมื่อไหร่จะซื้อกล่องหรูๆ ให้” เธอวางกิ้งก่าน้อยลงในกล่องอย่างระมัดระวัง “คู่มือบอกว่า อุณหภูมิต้องอยู่ที่ 28-33 องศาเซลเซียส ตอนนี้แกโอเคขึ้นไหม? ฉันมีโซนเย็นกับโซนร้อนให้ด้วยนะ”

เสี่ยวเหลียนเดินวนรอบกล่องพลางโบกหางไปมา ก่อนจะหมอบลงที่มุมห้องอย่างเงียบๆ

ร่างสีดำของมันโดดเด่นท่ามกลางแสงสีเหลืองอุ่น เหมือนหยกสีดำที่ถูกฝังไว้ในภูเขาน้ำแข็ง งดงามและเยือกเย็น ดวงตาลึกลับราวกับไม่ใช่สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้

หมี่เซี่ยหยิบยาของหมอออกมาทำความสะอาดบาดแผลให้เสี่ยวเหลียน

“โดนอะไรมา ถูกรังแกเหรอ?”

“ตัวเล็กแค่นี้ปีนขึ้นชั้นสามได้ยังไง?”

“คู่มือบอกว่าแกอดอาหารได้หลายวัน ไม่หิวจริงๆ เหรอ?”

“ที่บ้านฉันมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพิ่งซื้อเนื้อหมูกับไข่มาจากซูเปอร์มาร์เก็ต อยากกินไหม?”

หลังจากทำแผลเสร็จ หมี่เซี่ยเริ่มนับเงินที่ได้จากการแสดงเปิดหมวกวันนี้

“หนึ่งร้อยเก้าสิบเอ็ด หนึ่งร้อยเก้าสิบสอง... มีแบงก์ร้อยหยวนด้วย โชคดีจริงๆ ยังไม่ได้ขอบคุณคนใจดีเลย” เธออ้าปากหาวแล้วทิ้งตัวลงบนเตียง “อีกไม่นานก็มีเงินจ่ายค่าเช่าห้องแล้ว ที่เหลือจะซื้ออาหารอร่อยๆ กินสักมื้อ เฮ้อ... อยากกินเกี๊ยวแบบที่คุณย่าทำจังเลย”

คืนที่ผ่านมาวุ่นวายจนถึงเที่ยงคืน วันนี้ก็ยุ่งทั้งวัน

บ่นพึมพำได้สักพัก หมี่เซี่ยก็ผล็อยหลับไป แต่หลับไม่สนิทเพราะฝันถึงตอนเป็นเด็ก

บ่ายวันหนึ่งในฤดูร้อน แสงแดดสาดส่องในสวน จักจั่นร้องระงม คุณย่ากำลังสับไส้เกี๊ยวอยู่ในบ้าน คุณแม่รวบผมสูง นั่งเขียนจดหมายอยู่ข้างหน้าต่าง ส่วนหมี่เซี่ยตัวน้อยนอนเหงื่อแตกอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ใต้ซุ้มองุ่น

เสียงเปียโนดังมาจากที่ไกล ไพเราะราวกับสายน้ำเย็นที่ช่วยบรรเทาความอบอ้าวจากแสงแดด

หมี่เซี่ยตัวน้อยขยี้ตาพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ สวมรองเท้าแตะและปีนกำแพงขึ้นไปแอบมองบ้านข้างๆ

แสงอาทิตย์ลอดผ่านใบองุ่นไปยังบ้านอิฐแดงของคุณปู่มู่

หน้าต่างถูกเปิดทิ้งไว้ หลังกระจกเก่าๆ มีเด็กคนหนึ่งกำลังนั่งเล่นเปียโน นิ้วมือเล็กๆ ขาวสะอาดเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ราวกับภูตน้อยในนิทานที่กำลังเต้นรำบนคีย์สีขาวดำ รังสรรค์ท่วงทำนองไพเราะจับใจ

บรรยากาศในฝันช่างอบอุ่นชวนหลงใหล เสียงเปียโนที่ล่องลอยอยู่ในอากาศไม่ต่างจากสายลมเย็นชโลมใจ พัดพาหมี่เซี่ยให้ย้อนไปสู่วัยเด็กที่เรียบง่ายและสงบสุข

เธอมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แม้จะพยายามเพ่งแต่คนที่เล่นเปียโนก็เหมือนถูกปกคลุมด้วยแสงสีขาว มองยังไงก็มองไม่ชัด คิดยังไงก็คิดไม่ออก

 

หกโมงเช้า หมี่เซี่ยตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ตั้งปลุกไว้

ห้องซ้อมดนตรีของมหาวิทยาลัยไม่ค่อยว่าง ซ้ำหอพักยังอยู่ไกล เธอจึงต้องตื่นแต่เช้าเพื่อให้ได้ห้องซ้อมดนตรี

หมี่เซี่ยฝืนลุกขึ้นเปิดไฟแล้วเดินไปล้างหน้าแปรงฟันในสภาพหลับตา แต่มีอันต้องขยับจมูกไปมาเพราะได้กลิ่นอาหารในห้อง                                                          

ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น บนโต๊ะตัวเล็กในห้องมีจานสองใบและตะเกียบสองคู่วางอยู่ หนึ่งในนั้นถูกใช้ไปแล้วเพราะมีคราบอาหารที่ยังกินไม่หมด ส่วนจานและตะเกียบอีกคู่ยังอยู่ในสภาพเรียบร้อย

บนจานมีชามกระเบื้องใบหนึ่งครอบอยู่ พอเปิดออกก็ถูกกลิ่นหอมฟุ้งของเกี๊ยวไข่สีทองอร่ามลอยแตะจมูก

หมี่เซี่ยลังเลเล็กน้อยก่อนจะคีบขึ้นมากัดคำหนึ่ง

น้ำซุปกลมกล่อมช่วยปลอบโยนกระเพาะที่กำลังหิวโหย ส่วนแป้งเกี๊ยวก็กรอบนอกนุ่มใน อร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นลงไปด้วย

มันคือรสชาติที่คุ้นเคยสมัยยังเด็ก คือรสชาติที่คะนึงหาทุกเช้าค่ำ!

‘มิน่าล่ะ ได้ยินเสียงสับไส้เกี๊ยวทั้งคืน ที่แท้ก็มีคนทำกับข้าว ว่าแต่... ใครเป็นคนทำอาหารบ้านเกิดให้ฉันกิน?’

หมี่เซี่ยคีบเกี๊ยวใส่ปากพลางกวาดตามองไปรอบๆ ห้อง สุดท้ายก็นึกขึ้นได้ว่าในนี้มีเธอแค่คนเดียว

ในกล่องเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน เสี่ยวเหลียนลืมตาอย่างเงียบๆ

ดวงตาของมันมีลวดลายแปลกประหลาดราวกับหินอ่อน ยามต้องแสงลูกตาดำจะเปลี่ยนเส้นตรงในแนวตั้ง ทั้งลึกลับและงดงาม พอถูกหมี่เซี่ยมองก็รีบเบือนหน้าแล้วกะพริบตาปริบๆ เป็นการยอมรับ

หมี่เซี่ยซึ่งถือจานในมือพูดเสียงอู้อี้ “ทำอาหารให้ฉันกินเหรอ?”

กิ้งก่าสีดำตอบชัดถ้อยชัดคำ “ฉันก็กินเหมือนกัน”

เมื่อได้รับการรักษาและได้กินอาหาร เสียงของเสี่ยวเหลียนจึงไม่แหบพร่าเหมือนก่อนหน้านี้

หมี่เซี่ยหรี่ตาครุ่นคิด กิ้งก่าน้อยที่เลี้ยงไว้ไม่เพียงจะพูดได้ แต่ทำอาหารให้กินก็ได้ด้วย ไม่ต่างอะไรกับการถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่เลย

ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย เธอต้องเรียนไปทำงานไปจึงไม่ค่อยได้กินอาหารเช้า

เกี๊ยวไข่ไม่ใช่อาหารที่ทำง่าย ต้องมีทักษะที่ดีพอสมควร เพราะนอกจากจะต้องสับเนื้อที่ใช้ทำไส้แล้ว ยังต้องตีไข่แล้วใช้ช้อนกลมๆ ทำเป็นแป้งเกี๊ยวด้วย สำคัญคือรสชาติที่เหมือนกับบ้านเกิดของเธอไม่มีผิด

หมี่เซี่ยกินอย่างมีความสุข เสร็จแล้วก็สะพายกระเป๋ากับกล่องไวโอลินเดินลงข้างล่าง

เล่อเล่อนอนขดตัวอ่านหนังสือนิทานอยู่บนโซฟา เธอยังคงสวมชุดนอน ผมที่ถักเป็นเปียยุ่งเหยิงเพราะไม่มีใครหวีให้เนื่องจากยังเช้าอยู่

หมี่เซี่ยช่วยถักเปียสองข้างให้เด็กน้อยอย่างคล่องแคล่ว เสร็จแล้วก็หยิกแก้มหนึ่งทีแล้วเดิมฮัมเพลงลงบันได

“พี่หมี่เซี่ยอารมณ์ดีจัง ไปเจออะไรมาเหรอ?”

เห็นอีกฝ่ายไม่ตอบ เล่อเล่อจึงดึงสายตากลับมาที่หนังสือนิทานในมือซึ่งเกี่ยวกับหญิงงามและหอยขมขนาดใหญ่

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงสาวเก็บหอยขมได้ที่ข้างทาง หลังจากเอามันไปเลี้ยงไว้ในโอ่งน้ำ ทุกวันในตอนเช้าจะมีหญิงงามปีนขึ้นจากโอ่งมาทำอาหารแสนอร่อยให้กิน... มีเรื่องแบบนี้บนโลกด้วยเหรอ?” เด็กน้อยส่ายหน้าไม่เชื่อ “นิทานมีแต่เรื่องโกหกจริงๆ ด้วย!”

เสียงเล็กๆ สะท้อนบนทางเดินที่เงียบสงัด ก่อนจะเลือนหายที่หน้าประตูห้องตรงมุมทางเดินชั้นสาม

 

ช่วงเช้าหอพักนักศึกษาหญิงจะวุ่นวายมาก

ในห้องของนักศึกษาสาขาดุริยางคศิลป์ พานเสวียะเหมยกำลังทำความสะอาดฟลูตของตัวเอง โดยมีซ่างเสี่ยวเยว่นอนอ่านโน้ตเพลงอยู่บนเตียง และเฉียวซินที่กำลังคุยโทรศัพท์กับแม่

“โรงอาหารมีแต่ซาลาเปากับหมั่นโถว เลี่ยนจะตาย ไม่กินหรอก!”

“แม่ให้ป้าแม่บ้านทำอาหารเช้าไปส่งนิวนิวดีไหม?”

“ไม่ต้อง เดี๋ยวเพื่อนหัวเราะเยาะ!”

ซ่างเสี่ยวเยว่ที่อยู่เตียงชั้นบนเอื้อมมือลงมาสะกิดพานเสวียะเหมย

“ถามยัยนั่นให้หน่อยว่าจะไปงานคัดเลือกตัวแทนของมหาวิทยาลัยสุดสัปดาห์นี้ไหม?”

พานเสวียะเหมยส่ายหน้า “ทำไมไม่ถามเองล่ะ?”

ซ่างเสี่ยวเยว่แค่นเสียงฮึแล้วไม่พูดอะไรอีก

พานเสวียะเหมยรู้ดีว่าเพื่อนร่วมห้องไม่ถูกชะตากับเพื่อนรักของเธอ และที่ซ่างเสี่ยวเยว่ชอบพูดจาดูถูกหมี่เซี่ยก็เพราะมองว่าเป็นคู่แข่ง ทั้งที่อีกฝ่ายไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลย

เด็กสาวที่ไม่ยอมแตะอาหารเช้าในโรงอาหารกับเด็กสาวที่กินซาลาเปาข้างทางอย่างเอร็ดอร่อยย่อมเข้ากันได้ยาก

สาขาดนตรีต้องใช้เงินทุนสูง นักศึกษาส่วนใหญ่จึงมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี อาทิ ฟลูตที่พานเสวียะเหมยใช้ เป็นผลงานของช่างทำฟลูตชื่อดังจากปารีส ราคากว่าสี่หมื่นดอลลาร์สหรัฐ หากเป็นครอบครัวธรรมดาทั่วไปคงจ่ายไม่ไหว

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงครอบครัวของเฉียวซินที่ครอบครองคฤหาสน์หลังใหญ่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย เพื่อให้เธอเดินทางไปกลับได้สะดวก

ทั้งที่เป็นเพื่อนรักกัน แต่ชีวิตของพานเสวียะเหมยกับหมี่เซี่ยแตกต่างกันมาก

หมี่เซี่ยเปรียบเสมือนต้นหญ้าที่เติบโตท่ามกลางทุ่งกว้างในฤดูร้อน แข็งแกร่ง เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และมีเสน่ห์เฉพาะตัว

พอเห็นว่าช่วงนี้หมี่เซี่ยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ มาเรียนและกลับบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทุกวัน พานเสวียะเหมยก็อดยิ้มตามไม่ได้

“ได้ยินว่าบ้านของรุ่นพี่หลิงตงอยู่หมู่บ้านเดียวกับเธอ?” พานเสวียะเหมยถามหลังจากที่เห็นเฉียวซินวางโทรศัพท์ “ปีนี้ไม่ค่อยเห็นเขาที่มหาวิทยาลัย แม้แต่คอนเสิร์ตของมหาวิทยาลัยก็ไม่มา เกิดเรื่องอะไรกับเขารู้ไหม?”

“ถึงจะอยู่หมู่บ้านอวี้ฉือเหมือนกันแต่บ้านของฉันกับบ้านตระกูลหลิงไม่สนิทกัน หลิงตงเองก็โลกส่วนตัวสูง ขนาดเจอตามถนนยังไม่ทักฉันเลย” เฉียวซินตอบ “ตอนได้รางวัลปีที่แล้ว บ้านของเขาดูคึกคักมาก ต่างจากตอนนี้ที่เก็บตัวเงียบเชียบ ว่าแต่... ฉันได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับรุ่นพี่หลิงด้วยนะ พวกเธออยากฟังไหม?”

ซ่างเสี่ยวเยว่รีบโผล่หน้าลงจากเตียงชั้นบน

“เล่ามา!” พานเสวียะเหมยเร่ง

“ได้ยินว่าพ่อกับแม่ของหลิงตงเสียชีวิตจากอุบัติเหตุตั้งแต่เขายังเด็ก คนที่รับเลี้ยงเขาในตอนนี้คือญาติแท้ๆ”

พานเสวียะเหมยยกสองมือขึ้นป้องปาก “รุ่นพี่... เป็นเด็กกำพร้างั้นเหรอ?”

ซ่างเสี่ยวเยว่ก็ตกใจไม่น้อย “นึกไม่ถึงว่าอัจฉริยะด้านเปียโนของมหาวิทยาลัยจะมีภูมิหลังแบบนี้”

 

ในคฤหาสน์หลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหรงอิน

แม่ของเฉียวซินกำลังให้แม่บ้านทำของว่างไปส่งลูกสาวที่มหาวิทยาลัย บรรยากาศอบอวลไปด้วยความรัก

ต่างจากคฤหาสน์อีกหลังซึ่งอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ที่ทั้งเงียบเหงา ไร้ชีวิตชีวา ราวกับถูกปิดผนึกไว้ในน้ำแข็ง

ทั้งสวนที่ถูกทอดทิ้ง ต้นไม้ไร้การดูแล เถาวัลย์เลื้อยพันไปทั่วอย่างไม่เป็นระเบียบ หน้าต่างบานใหญ่ถูกปิดกั้นด้วยม่านหนาทึบ แม้แต่แสงแดดอบอุ่นของดวงอาทิตย์ในฤดูหนาวก็ไม่สามารถลอดผ่านเข้ามาได้

เฟอร์นิเจอร์ในห้องมืดทึบถูกปกคลุมด้วยฝุ่นหนา พื้นห้องเต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่ถูกทิ้งระเกะระกะ ใกล้กับประตูมีเศษชามกระเบื้องแตก ข้าวที่หกกระจายบนพื้นเริ่มขึ้นราและส่งกลิ่นเหม็นบูด

แม้แต่เปียโน Steinway ราคาแพงที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้องก็มีชะตากรรมเดียวกัน ฝาครอบเต็มไปด้วยฝุ่น บนนั้นมีรอยเท้าเล็กๆ เป็นทางยาว เหมือนมีบางอย่างเพิ่งเดินผ่านไป

สุดรอยเท้าคือกิ้งก่าสีดำที่นอนหมอบอยู่ ไม่ต่างจากสัตว์ประหลาดที่ซ่อนตัวในความมืด กลอกตาไปมาในห้องที่ไร้แสง

ตั้งแต่เขาจากไปในคืนพายุโหมกระหน่ำ ก็ไม่มีใครเข้ามาในห้องนี้อีก หากไม่ใช่เพราะเสียงเปียโนและแสงไฟที่ลอดออกจากหน้าต่าง เขาคงจบชีวิตท่ามกลางความหนาวเหน็บไปแล้ว

มีชีวิตอยู่ก็ถูกรังเกียจ ตายไปก็ไร้คนคิดถึง...

เสียงฝีเท้าดังมาจากรอยแยกของประตู ตามด้วยเสียงบ่นพึมพำที่กลายเป็นการทะเลาะอย่างดุเดือด สุดท้ายก็เหลือเพียงเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของหญิงคนหนึ่ง

กิ้งก่าสีดำบนฝาครอบเปียโนนิ่งเงียบ ราวกับเป็นก้อนหิน

เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา ห้องทั้งห้องจมอยู่ในความมืด

ร่างของกิ้งก่าค่อยๆ เปลี่ยนรูป กระดูกขยายใหญ่ เท้าทั้งสี่ยืดยาว ผิวสีดำกลายเป็นซีดขาว แขนของชายหนุ่มยื่นออกมาจากใต้เปียโน นิ้วเรียวยาวเกาะขอบเปียโนเพื่อพยุงตัวขึ้นนั่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงเสื้อเชิ้ตบนพื้นขึ้นคลุมร่างเปลือยเปล่า

ชายหนุ่มลุกขึ้นช้าๆ นิ้วซีดขาวลูบไล้คีย์เปียโนจนฝุ่นติดมือ

เพราะฝึกเปียโนอย่างหนักนานหลายปีทำให้นิ้วและข้อมือของเขาผิดรูป แต่ความมุ่งมั่นและวินัยที่เข้มงวดก็ทำให้เขากลายเป็นอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก

คำว่า ‘อัจฉริยะ’ แลกมาด้วยความพยายามและการทรมานตัวเองอย่างหนัก ความมุมานะที่ชวนขนลุกนี้ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างไม่มีใครเทียบ

ชายหนุ่มขมวดคิ้วมองฝุ่นบนปลายนิ้ว---ฉันชอบดนตรีจริงๆ เหรอ?

ในสายตาของคนอื่น เด็กที่ฝึกฝนอย่างหนักน่าจะรักในเสียงเพลง พร้อมจะทุ่มเททั้งชีวิตให้กับมัน แต่สำหรับเขาคือการเสแสร้ง โกหกว่า ‘รัก’ เพื่อให้มีที่ยืนบนโลกใบนี้

ความรักจากพ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยง รวมถึงคำชื่นชมจากคนรอบข้างไม่คู่ควรกับเขาตั้งแต่แรก เพราะทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตาที่สร้างขึ้นเพื่อปิดบังความเจ็บปวดและความว่างเปล่าในใจเท่านั้น

เสียงทะเลาะวิวาทและเสียงร้องไห้จากด้านนอกทำให้เขานึกถึงตอนเป็นเด็ก ช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิต โลกที่เคยอบอุ่นและปลอดภัยพังทลายชั่วพริบตา

จำได้ว่าพ่อกับแม่ที่เคยรักเขาอย่างสุดหัวใจหายตัวไป ก่อนจะเหลือเพียงภาพถ่ายซีดขาวสองภาพบนผนัง บ้านที่เคยสว่างไสวและอบอุ่นไร้สีสันในชั่วพริบตา ความเจ็บปวดและสับสนในตอนนั้นยังคงฝังลึกอยู่ในใจแม้จะผ่านมานานแสนนาน

ต่อให้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของความสำเร็จ เขาก็ยังคงเป็นเด็กน้อยที่หลงทาง เฝ้าหาคำตอบที่ไม่มีวันได้รับ โหยหาความรักที่หายไปตั้งแต่ครั้งนั้น

ขายาวๆ ของพวกผู้ใหญ่เดินขวักไขว่ไปมา ดวงตาที่จ้องมองเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งสงสาร รำคาญ รังเกียจ และเย็นชาไม่ต่างจากเหล่าปีศาจในนิทานสยองขวัญ

เงาร่างใหญ่โตของพวกเขาบิดเบี้ยวเหมือนสัตว์ประหลาดที่พร้อมจะกลืนกิน เสียงโวยวายที่แหลมจนแสบหูทำเด็กชายตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

“ยังไงเขาก็เป็นลูกหลานตระกูลหลิง จะส่งไปบ้านเด็กกำพร้าได้ยังไง? เรื่องน่าอายแบบนี้ฉันทำไม่ได้หรอก!”

“เขายังมีตาอยู่ที่บ้านนอกอีกคนไม่ใช่เหรอ? ส่งไปที่นั่นแล้วกัน”

“ตาแก่นั่นเพิ่งช็อกเข้าโรงพยาบาลเพราะเสียลูกสาวกับลูกเขยในคืนเดียวกัน แล้วจะเอาเด็กเจ็ดขวบไปทิ้งให้ดูแลได้ยังไง?”

“อุตส่าห์เป็นถึงหลานชาย แถมยังฉลาดอีกด้วย น่าสงสารจริงๆ”

“ฉันมีลูกสองคนแล้ว ไม่มีปัญญาเลี้ยงหรอก”

“บ้านฉันก็ไม่ได้เหมือนกัน อาสามน่าจะเหมาะที่สุด”

จากเด็กทารกที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา สดใสราวกับแสงตะวันนานนับเจ็ดปี กลับต้องมีชีวิตที่ย่ำแย่ในชั่วข้ามคืน ไม่มีเวลาให้ปรับตัว ความโศกเศร้าและความหวาดกลัวฉีกทึ้งจิตใจที่อ่อนเยาว์ ใต้เท้าเล็กๆ คือเหวลึก เบื้องหลังคือพายุโหมกระหน่ำ บ้านที่เคยอบอุ่นไม่มีอีกแล้ว หนทางข้างหน้ามืดมน ความเจ็บปวดบีบคั้นให้เขาต้องเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

หลังจากที่พวกผู้ใหญ่ทะเลาะกันครั้งแล้วครั้งเล่า อากับอาสะใภ้คู่หนึ่งก็เดินมาหาเขาด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน

คุณอาผู้ชายสวมชุดสูทดูภูมิฐาน ริมฝีปากเม้มแน่น ท่าทางเข้มงวดน่าเกรงขาม ต่างจากคุณอาผู้หญิงที่ดูเป็นมิตรมากกว่า

“ได้ยินว่าเธอเล่นเปียโนเก่งมาก?” เธอลูบหัวของเด็กน้อยเบาๆ

ทุกคนตรงนั้นรีบพูดสำทับเพราะกลัวว่าพวกเขาจะเปลี่ยนใจ

“เด็กคนนี้มีพรสวรรค์ด้านดนตรี แม้แต่นักเปียโนชื่อดังอย่างวิลเลียมยังเอ่ยปากชม!”

“เขาคือความหวังของวงการนี้ อายุแค่เจ็ดขวบก็ได้รางวัลชนะเลิศการแข่งขันเปียโนระดับประเทศรุ่นเยาวชนแล้ว ว่าแต่บ้านอาสามเป็นร้านขายเปียโนไม่ใช่เหรอ?”

เด็กน้อยรู้ในทันทีว่าโอกาสสุดท้ายมาถึงแล้ว จึงรีบเงยหน้าพลางเอ่ยเสียงแหบพร่า

“ผมชอบเปียโนมาก ตั้งใจฝึกทุกวันเลย”

การจากไปของพ่อกับแม่พรากทุกอย่างไปจากเขา เหมือนหิมะที่ตกในฤดูหนาว ฝังกลบเปลวไฟแห่งความอบอุ่นจนมอดดับ

เขาไม่รู้สึกอยากเล่นเปียโน ไม่หลงเหลือความชอบในดนตรีที่เคยรักอีกแล้ว แต่คำโกหกที่พูดออกไปในวันนั้นทำให้ต้องฝึกฝนเปียโนอย่างเอาเป็นเอาตาย

นิ้วเรียวยาวของชายหนุ่มกดลงบนคีย์เปียโนอย่างแรง เสียงโน้ตดังกังวานในห้องที่มืดมิด ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายในอากาศ

“เสียงดังมาจากห้องข้างล่างใช่ไหม?”

“ไม่รู้สิ ไปดูกันเถอะ”

เสียงพูดคุยเบาๆ จากด้านนอกปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากเปียโน ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเปลี่ยนเป็นว่างเปล่า

เขารู้ดีว่าสิ่งที่ทำตลอดหลายปีคือการหลอกตัวเองและคนอื่น แต่เพราะไม่มีทางเลือก จึงยอมเดินบนเส้นทางนี้ต่อไป

เสียงพูดคุยเบาๆ ดังแว่วเข้ามาในห้องอีกสองประโยค แล้วก็เงียบหายไปราวกับกลัวว่าใครจะได้ยิน

ทุกอย่างกลับสู่ความสงบอีกครั้ง ชายหนุ่มที่นั่งข้างเปียโนยกมือขึ้นจากคีย์ หันไปหยิบกระเป๋าเป้แล้วใส่เสื้อผ้ากับบัตรประจำตัวประชาชนลงไป

ในห้องรับแขกอันว่างเปล่า ไฟสีเหลืองหม่นทำให้บรรยากาศที่คุ้นเคยของบ้านหลังนี้ดูแปลกตา

เขาหันมองบันไดที่อยู่ท่ามกลางแสงสลัว ประตูทุกบานบนชั้นสองปิดสนิท แสงไฟริบหรี่ลอดออกจากช่องประตูแต่กลับไม่มีเสียงใดๆ

หลังจากกวาดตามองทั่วบ้านเป็นครั้งสุดท้าย ชายหนุ่มกระชับคอเสื้อแล้วเปิดประตูเดินออกไปโดยไม่พูดแม้แต่คำเดียว

ขณะที่เจ๊อิงกำลังเล่นไพ่นกกระจอกอยู่ในอะพาร์ตเมนต์ของตัวเอง ขาไพ่คนหนึ่งวางเมล็ดแตงโมแล้วยักคิ้วหลิ่วตาให้

“ลูกค้ามา!”

เจ๊อิงทำกิจการห้องเช่ามานาน พบเห็นผู้คนมาก็มาก แต่คนคนนี้ต่างจากผู้เช่าทั่วไป

“แน่ใจนะว่าจะเช่าห้อง?” เจ๊อิงถามด้วยความสงสัย

ชายหนุ่มยืนอยู่ใต้แสงไฟ ความมืดจากด้านหลังทำให้เขาดูสง่างามราวกับหยกขาวล้ำค่า ดวงตาดำขลับ รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าที่คมชัดถูกอาบด้วยไอเย็นของค่ำคืน บริสุทธิ์ราวกับไม่แปดเปื้อนโลกีย์

แม้อากาศจะหนาวเย็น แต่เขากลับสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวบางกับเสื้อคลุมขนแกะสีเข้ม กางเกงสแล็กพอดีตัว ยืนสงบนิ่งอยู่บนธรณีประตูราวกับเจ้าชายตกยากที่หยุดพักจากการเดินทางไกล

แค่มีเขายืนอยู่ ประตูที่เต็มไปด้วยลังกระดาษก็ดูโอ่อ่าขึ้นทันที

ชายหนุ่มตรงหน้าไม่เหมือนพวกเช่าอะพาร์ตเมนต์อยู่ ทั้งเสื้อผ้าเนื้อดี กระเป๋าเป้แบรนด์เนม และผิวกายที่ขาวสะอาดเหมือนไม่เคยโดนแดด บ่งบอกว่าเขาเติบโตมาจากครอบครัวที่มีฐานะ

“คุณเนี่ยนะจะเช่าห้อง?” เจ๊อิงถามอีกครั้ง

ชายหนุ่มพยักหน้าเบาๆ “ครับ”

เจ๊อิงพาอีกฝ่ายเดินชมห้องพัก กระทั่งถึงชั้นสามเขาก็ตอบตกลง

“ข้างบนมีห้องที่ใหญ่และวิวดีกว่านี้อีกนะ”

“ผมจะเอาห้องนี้” เขาตอบอย่างหนักแน่น

“ห้องนี้ดีที่สุดของชั้นสาม อยากย้ายเข้าคืนนี้เลยไหม?” เจ๊อิงหยิบกุญแจดอกหนึ่งออกจากพวงกุญแจ “ห้องข้างๆ เป็นนักศึกษาของหรงอินเหมือนกัน น่าจะอายุพอๆ กับคุณ เป็นสาวน้อยที่ชอบเล่นไวโอลินน่ะ”

พอเห็นเจ๊อิงเดินลงมา ขาไพ่ต่างแย่งกันถามด้วยความตื่นเต้น

“เด็กนั่นมาจากไหนเหรอ? หล่อมาก!”

“นักศึกษาหรงอิน” เจ๊อิงตอบเสียงเรียบ “มาเช่าห้องดึกๆ ดื่นๆ เลยขอดูบัตรประชาชนกับบัตรนักศึกษาไป”

“พวกชอบเรียนดนตรีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทุกคนเลย ส่งหลานไปเรียนมั่งดีกว่า”

“ฉันว่าหน้าของเขาคุ้นๆ นะ เหมือนเคยเห็นในโทรทัศน์”

“เหลวไหล! ดาราจะมาอยู่ในหมู่บ้านของเราได้ยังไง?”

เจ๊อิงก้มมองรูปในบัตรประชาชนที่เพิ่งใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายไว้

“หลิงตง?”

เธอรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อนี้ แต่จำไม่ได้ว่าได้ยินจากที่ไหน

 

หมี่เซี่ยมีงานพิเศษสองอย่าง

อย่างแรกคือการเล่นไวโอลินที่ร้านคาเฟ่บลูกราสย่านสถานบันเทิงสัปดาห์ละสองครั้ง อย่างที่สองคือการสอนไวโอลินให้เด็กประถมที่โรงเรียนสอนไวโอลินอวี้อิง

เนื่องจากทั้งสองงานต้องทำตอนเย็น ซ้ำยังอยู่ไกลจนกลับไม่ทันหอในปิด เธอจึงตัดสินใจอยู่หอนอก

ทุกครั้งที่ว่างจากงาน เธอจะไปเล่นไวโอลินที่จัตุรัสหรือทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดินที่มีคนพลุกพล่าน เพื่อหารายได้เสริมและฝึกความกล้าแสดงออก

หลังจากสอนเด็กที่อวี้อิงเสร็จ หมี่เซี่ยลงรถโดยสารตรงป้ายรถประจำทางใต้แสงไฟใกล้ทางเข้าหมู่บ้าน

จากตรงนั้นมองเห็นตึกที่อยู่ริมป่าลำไยแต่ไกล ด้วยความที่ถนนทั้งแคบและมืด แสงไฟสีเหลืองที่ลอดออกจากประตูม้วนที่ถูกเปิดบนชั้นหนึ่งของตึกหลังนั้นและเสียงคนเล่นไพ่นกกระจอกที่ลอยตามสายลมยามค่ำคืนช่วยให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก

ตั้งแต่มีเสี่ยวเหลียนมาอยู่ด้วย ชีวิตของหมี่เซี่ยดีขึ้นมาก

เธอถูกปลุกด้วยกลิ่นหอมของอาหารทุกเช้า แม้วัตถุดิบในบ้านจะมีจำกัด แต่เขาก็สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบง่ายๆ ไม่กี่อย่างให้กลายเป็นอาหารเลิศรสได้ ทั้งโจ๊กข้าวฟ่างใส่ลำไยแห้งและแป้งทอดใบเซียงชุนที่หอมกรุ่นจนน้ำลายสอ

ทุกคืนที่กลับเข้าห้อง พื้นจะถูกถูจนสะอาด เคาน์เตอร์ครัวเป็นมันเงา แม้แต่ชักโครกในห้องน้ำก็ยังถูกขัดจนเกลี้ยงเกลา

หมี่เซี่ยถูกสัตว์เลี้ยงดูแลอย่างดีจนรู้สึกผิด เพราะไม่มีเงินมากพอจะซื้อของดีๆ มาตอบแทนเสี่ยวเหลียนที่เพิ่งหายป่วย

โชคดีที่วันนี้เงินเดือนออก หลังจ่ายค่าเช่าให้เจ๊อิงก็ยังพอมีเงินเหลือซื้อกับข้าวหนึ่งถุงใหญ่ เสี่ยวเหลียนจะได้มีอาหารดีๆ กินเสียที

หมี่เซี่ยอมยิ้มแล้วเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

เธอทักทายเจ๊อิงที่ชั้นหนึ่ง ก่อนจะวิ่งตึงๆ ขึ้นชั้นสาม

“ฉันกลับมาแล้ว ดูสิ มีของอร่อยเยอะแยะเลย!”

กล่องเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานที่วางอยู่ริมกำแพงว่างเปล่า หน้าต่างห้องถูกแง้มเล็กน้อย สายลมยามค่ำคืนพัดเข้ามาเบาๆ จนผ้าม่านพลิ้วไหว

“เสี่ยวเหลียน” หมี่เซี่ยวางกล่องไวโอลิน กระเป๋าหนังสือ และถุงกับข้าวด้วยความงุนงง จากนั้นก็เริ่มค้นหาร่างสีดำตามซอกมุมต่างๆ “หายไปไหนนะ?”

ใต้เตียงว่างเปล่า ห้องน้ำไม่เจอ ใต้เตาแก๊สไม่มี ไม่มีแม้แต่ร่องรอย...

หมี่เซี่ยผลักหน้าต่างออกจนสุด กระทั่งไปติดกับลูกกรงสเตนเลสที่กั้นหน้าต่างของห้องข้างๆ

เมื่อลองสังเกตก็พบว่ามีเสื้อผ้าเปียกชื้นของผู้ชายแขวนอยู่หลายตัวทั้งที่ปกติไม่มีคนอยู่---ได้คนเช่าใหม่แล้วเหรอ?’

ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งกังวลเพราะกลัวว่าเสี่ยวเหลียนจะไต่ไปห้องข้างๆ

“เสี่ยวเหลียน”

หมี่เซี่ยส่งเสียงเรียกเบาๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ นอกจากเสื้อเชิ้ตสีขาวที่แกว่งไปมากลางอากาศ

ใต้หน้าต่างคือป่าลำไย เงาไม้สูงต่ำทอดยาวในความมืด สุดผืนป่าคือโครงการบ้านหรูที่เพิ่งสร้างเสร็จ หลังคาทรงสูงของคฤหาสน์เหล่านั้นเห็นได้ชัดจากระยะไกล

หากเสี่ยวเหลียนซ่อนตัวอยู่ในป่าจริงๆ คงเหมือนปลาหายในทะเล ไม่ก็นกหลงทางในป่าทึบ ยากที่จะตามหาได้อีก

“เสี่ยวเหลียน!” เธอตะโกนอย่างสิ้นหวัง แต่กลับได้ยินเพียงเสียงลมหวีดหวิว

หลังจากยืนมองยอดไม้ที่ไหวเอนตามลมครู่หนึ่ง หมี่เซี่ยตัดสินใจวิ่งลงไปหาเจ๊อิงที่กำลังเล่นไพ่นกกระจอก

“เสี่ยวเหลียนอะไร? แอบเลี้ยงสัตว์เหรอเนี่ย” เจ๊อิงถลึงตาใส่

“ก็แค่กิ้งก่าสีดำตัวเล็ก” เธอยื่นรูปในมือถือให้ดู “เมื่อเช้ายังเห็นอยู่ในห้อง พอกลับมาก็หายไปแล้ว”

“เป็นผู้หญิงทำไมเลี้ยงสัตว์น่ากลัวแบบนี้?” เจ๊อิงลูบอกพลางส่ายหน้า “ตัวเล็กแค่นี้ใครจะไปเห็น โดนแมวคาบไปแล้วมั้ง!”

เห็นอีกฝ่ายหันหลังเดินขึ้นห้องอย่างสิ้นหวัง เจ๊อิงจึงบอกข่าวดีให้ฟัง

“ข้างห้องมีคนมาเช่าแล้วนะ เป็นหนุ่มหน้าตาดีจากมหาวิทยาลัยเดียวกันกับเธอ เพิ่งย้ายเข้ามาตอนเย็น”

หมี่เซี่ยไล่หาทั้งห้าชั้นแต่ไม่พบแม้แต่ร่องรอยของเสี่ยวเหลียน

ด้วยความเหนื่อย เธอทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้

คืนฝนตกวันนั้น เสี่ยวเหลียนเข้ามาในชีวิตของเธอ แล้วก็จากไปโดยไม่บอกลา

ช่วงสั้นๆ ที่อยู่ด้วยกัน มิตรภาพและความใส่ใจของมันทำให้เธอเข้าใจผิดคิดว่าจะได้อยู่ด้วยกันตลอดกาล แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

หมี่เซี่ยใช้นิ้วหยาบกร้านจากการเล่นไวโอลินลูบลำคอที่มีรอยแดงจากเครื่องดนตรี สมองนึกถึงคำพูดของแม่

‘เมื่อเลือกทางเดินแล้ว ลูกต้องทำตัวให้ชินกับความโดดเดี่ยว เรียนรู้ที่จะมีความสุขกับมัน’

ยามที่เพื่อนๆ พากันไปเล่นน้ำ เธอต้องฝึกไวโอลินจนเหงื่อโซมกาย ยามที่คนอื่นๆ พากันไปเดินเล่นตลาดกลางคืน เธอต้องเล่นดนตรีเปิดหมวกใต้แสงไฟข้างถนน ทั้งหมดก็เพื่อหาค่าเทอมและค่าเช่าอะพาร์ตเมนต์เล็กๆ

เครื่องดนตรีเก่าๆ ตัวนี้คือเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของเธอ แต่หากเพื่อนใหม่อยากจะจากไป ก็ไม่เป็นไร...

หมี่เซี่ยรวบรวมสมาธิ หยิบไวโอลินขึ้นพาดบ่า หลังจากปรับเสียงจนเข้าที่ คันชักในมือก็เริ่มเคลื่อนไหวเป็นเพลง The Phantom of the Opera

เสียงไวโอลินในช่วงแรกเบาเหมือนอยู่ในความฝัน สักพักจึงเปลี่ยนเป็นหนักแน่น ก้องกังวานราวกับมีปีศาจชุดดำปรากฏตัว ค่อยๆ คืบคลานในความมืด สุดท้ายก็หยุดยืนที่หน้าต่าง ถอนใจเบาๆ ใต้แสงจันทร์

อากาศยามค่ำคืนในฤดูหนาวเย็นเสียดกระดูก เสียงเพลงที่เร่าร้อนทำให้ยอดไม้และสิ่งก่อสร้างในระยะไกลถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง

อีกฟากของกำแพง หน้าต่างถูกผลักให้เปิดออก

ชายหนุ่มใบหน้าซีดขาวราวหิมะ สวมเสื้อคลุมตัวบางที่เผยให้เห็นผิวเนื้อใต้ลำคอ ดวงตาดำสนิทราวกับถ่านที่มอดไหม้ ยืนกอดอกจ้องมองป่ามืดทึบที่ด้านล่างอย่างเงียบๆ

จากมุมมองของมนุษย์ เขาเกือบต้องทิ้งชีวิตไว้ในป่าเล็กๆ เพียงลำพัง

ไม่มีใครรู้ว่าคืนฝนตกวันนั้น สัตว์เลื้อยคลานตัวเล็กๆ ที่ปีนหนีออกจากกำแพงของคฤหาสน์ต้องเผชิญกับดวงตาสีเขียวสุดสะพรึงที่ด้านหลัง

แมวตัวเล็กที่มนุษย์อุ้มไม่ต่างจากสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ แม้เขาจะดิ้นรนสุดชีวิต ใช้ขาสั้นๆ ทั้งสี่วิ่งหนีในความมืด ก็ยังเกือบถูกกรงเล็บตะปบหลายครั้ง

เขาวิ่งฝ่าฝนที่ตกหนักเข้าไปในป่าลำไย โลกตรงหน้าเปลี่ยนไปมากสำหรับร่างที่เล็กเท่าฝ่ามือ แอ่งน้ำคือมหาสมุทร หลุมเล็กๆ คือบ่อโคลนอันตราย

เขาล้มลุกคลุกคลานในโคลน เกือบจมน้ำเสียชีวิตแต่สุดท้ายก็ตะเกียกตะกายไปจนถึงชายป่า ก่อนจะนอนขดตัวใต้ใบไม้แห้งอย่างไร้เรี่ยวแรง

แม้จะไม่ใช่มนุษย์ แต่ก็ไม่อาจใช้ชีวิตเยี่ยงกิ้งก่าได้

ฝนเย็นยะเยือกตกลงมาอย่างไม่ปรานี บาดแผลบนหลังเริ่มปวดแสบปวดร้อน เรี่ยวแรงค่อยๆ เหือดหาย เสียงฝีเท้ามัจจุราชดังก้องในหู

ขณะสติกำลังจะดับ เสียงไวโอลินล่องลอยมาตามสายลมโหมกระหน่ำ

ผู้เล่นบรรเลงเพลง ‘Spring’ ของวีวัลดี เสียงไวโอลินอบอุ่นราวแสงตะวันในฤดูใบไม้ผลิ เจาะผ่านความหนาวเย็นจนสัตว์เลื้อยคลานที่กำลังสั่นเทาอยู่ใต้ใบไม้แห้งรู้สึกเหมือนเห็นดอกไม้ผลิบาน

กิ้งก่าสีดำที่กำลังจะตายแหงนมองหน้าต่างที่มีแสงลอดออกมา

แม้หน้าต่างจะอยู่สูงราวยอดเขา แต่เสียงไวโอลินแสนอบอุ่นก็ทำให้เขามีกำลังใจ รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายปีนกำแพงที่เย็นชื้นขึ้นไป

ชายหนุ่มยืนหลับตาพิงขอบหน้าต่าง ริมฝีปากสีอ่อนเผยอเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มฮัมเพลงตามเสียงไวโอลิน

In sleep he sang to me

In dreams he came

That voice which calls to me

And speaks my name

สิ้นเสียงถอนใจ เสื้อคลุมสีดำร่วงลงบนพื้น เงาร่างของคนที่ยืนอยู่อันตรธานหายไป

แขนซ้ายของหมี่เซี่ยเริ่มชา นี่คือการแสดงที่ดีที่สุดของเธอแม้จะเคยเล่นเพลงนี้มาแล้วนับไม่ถ้วน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่สามารถถ่ายทอดจิตวิญญาณผ่านบทเพลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ความปีติยินดีไหลผ่านทุกเส้นเลือดในร่างกาย รูขุมขนเบิกบานราวกับดอกไม้ผลิบาน เธอรู้สึกสงบจนอยากผ่อนลมหายใจยาวๆ

เสียงไวโอลินยังคงดังอยู่ในหู หัวใจเต้นรัวอยู่ในอก แม้การได้ถ่ายทอดบทเพลงจากก้นบึ้งของหัวใจคือประสบการณ์ที่หาได้ยากและมีความสุขกว่าทุกครั้ง แต่เธอก็ยังคงรู้สึกอึดอัด

หมี่เซี่ยเก็บไวโอลินอย่างระมัดระวัง ปิดไฟ ทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วยกหมอนขึ้นปิดหน้า

“เจ้าตัวเล็กไร้น้ำใจ ปล่อยให้ตายซะก็ดี!”

 

“เสี่ยวเหลียน เสี่ยวเหลียน ออกมาเล่นกันเถอะ เสี่ยวเหลียน”

อาจเพราะตอนกลางวันคิดมากไป หมี่เซี่ยจึงฝันถึงชื่อนี้ซ้ำไปซ้ำมา

ความฝันที่ไม่มีที่มาที่ไปเกิดขึ้นในฤดูร้อนแสนอบอ้าว แสงแดดแผดเผาเหนือศีรษะ ท้องฟ้าขาวโพลนราวกับถูกคลุมด้วยผ้าแพรผืนบาง ทุกอย่างดูพร่ามัวไปหมด

หมี่เซี่ยตัวน้อยปีนขึ้นบนกำแพง หยิบหนอนตัวที่ยังดิ้นโยนเข้าหน้าต่างบ้านข้างๆ จนเด็กชายที่อยู่ในนั้นลุกพรวดจากเปียโน หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ

“เธอ!”

หมี่เซี่ยที่เกาะอยู่บนซุ้มองุ่นแลบลิ้นปลิ้นตาใส่

“เสี่ยวเหลียน นายเล่นผิดโน้ตน่ะ!”

คำพูดของเธอทำเด็กชายสะดุ้ง ลืมเรื่องหนอนที่กำลังดิ้นทุรนทุรายเสียสนิท แววตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

“ฟังออกด้วยเหรอ? นี่มัน Equal Temperament ของ Bach  เลยนะ”

อีกฝ่ายพูดถูก เขากดผิดคีย์จริงๆ แต่เธอเป็นแค่เด็กใหม่ที่เพิ่งเริ่มเรียนไวโอลิน ไม่น่าจะรู้จัก Bach ได้

“ง่ายจะตาย นายเล่นไม่เหมือนกับที่อาจารย์เล่นเมื่อเช้าเลย” หมี่เซี่ยตอบอย่างมั่นใจ “ไม่ต้องฝึกแล้ว ออกมาเล่นด้วยกันเถอะ”

เด็กชายลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงแล้วเริ่มบรรเลงเปียโนด้วยแววตามุ่งมั่น

หมี่เซี่ยแลบลิ้นใส่อีกครั้ง ก่อนจะหายวับไปหลังกำแพง

เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นจากอีกฟาก ตามด้วยเสียงสนทนาเบาๆ

“เสี่ยวเหลียนไม่ยอมมา”

“ทำเป็นหยิ่ง ปล่อยไปเถอะ!”

“พวกเราไปหาหอยทากกันดีกว่า ฉันรู้ว่าตรงไหนมีเยอะ”

เสียงไพเราะของเปียโนกลบเสียงหัวเราะจนมิด ราวกับสายลมเย็นที่พัดผ่านฤดูร้อน หากสัมผัสถูกหัวใจใครสักคน คงคิดไปไกลจนห้ามไม่อยู่

ภาพในความฝันค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสระน้ำที่เต็มไปด้วยดอกบัวบานสะพรั่ง เด็กน้อยพากันวิ่งเล่นอย่างอิสระไม่ต่างจากม้าป่าที่หลุดจากเชือก ทั้งกระโจนลงจับปลา สาดน้ำใส่กัน และใช้ใบบัวคลุมหัวแทนร่ม

เด็กชายรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาดีมองความสนุกสนานตรงหน้าด้วยแววตาตื่นเต้น เพราะความอายจึงได้แต่ยืนนิ่งราวกับถูกกั้นด้วยกำแพงบางๆ ที่มองไม่เห็น

เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงขาสั้นพอดีตัว ใส่รองเท้าหนังสีดำที่ถูกขัดจนเงากับถุงเท้าสีขาว แตกต่างจากเด็กๆ ที่กำลังลุยโคลนในสระน้ำ เหมือนนกกระสาที่หลงมาอยู่ในฝูงนกป่า

เด็กผู้ชายสี่ห้าคนที่เสื้อผ้าเลอะโคลนจนแทบไม่เห็นสีผิวเดิมเดินเข้ามายืนล้อมเป็นวงกลม

“เป็นผู้ชายทำไมชื่อเสี่ยวเหลียนล่ะ?” เด็กอ้วนหัวโจกที่สวมเพียงเสื้อกล้ามขาดๆ ยืนหัวเราะด้วยความสะใจ “ตลกจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า”

“แต่งตัวซะหรู มาจากในเมืองเหรอ?”

“อย่าบอกนะว่าปลอมตัวมา!” เด็กอีกคนล้อเลียนด้วยเสียงแหลมเล็ก “หน้าตาสวยกว่าผู้หญิงในหมู่บ้านเราอีก!”

คำพูดของพวกนั้นทำเสี่ยวเหลียนเลือดขึ้นหน้า กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งแดงฉานด้วยความอับอาย

“ถอดกางเกงออกมา จะได้รู้ว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง!”

“ใช่ๆ ถอดกางเกงเดี๋ยวนี้เลย ฮ่าฮ่าฮ่า”

เด็กมักถูกมองว่าบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่พวกเขาหลายคนก็ใช้ความไร้เดียงสาบดบังความโหดร้ายที่ยิ่งกว่าผู้ใหญ่ได้อย่างแนบเนียน

เสียงโห่ร้องและผิวปากดังก้องในสระน้ำ ตามด้วยเสียงเชียร์ที่คึกคะนอง แม้แต่เด็กผู้หญิงยังอดยืนมองด้วยแววตาสนุกสนานไม่ได้

ยิ่งได้รับแรงสนับสนุน เด็กชายตัวอ้วนก็ยิ่งฮึกเหิม ควงแขนเตรียมพร้อมข่มเหงเหยื่ออย่างภาคภูมิใจ

จังหวะนั้น เด็กสาวคนหนึ่งพุ่งเข้ามากระโดดถีบก้นของเด็กอ้วนจนล้มหน้าฟาดพื้นโคลน

“ทำอะไรของเธอน่ะ!”

“ไอ้อ้วนบ้า กล้าดียังไงมารังแกเสี่ยวเหลียน!” หมี่เซี่ยถลึงตาใส่ ในมือถือรองเท้าแตะที่เพิ่งช้อนขึ้นจากโคลน

“เธอก็รังแกเหมือนกัน เมื่อวานยังโยนหนอนเข้าบ้านมันอยู่เลย!” เด็กอ้วนเถียงหน้าดำหน้าแดง

“เสี่ยวเหลียนเป็นหลานของอาจารย์ เท่ากับเป็นคนของฉัน!” หมี่เซี่ยประกาศอย่างมั่นใจ ก่อนจะยื่นมือที่เปื้อนโคลนไปคล้องบ่าเสี่ยวเหลียน ทิ้งรอยนิ้วดำๆ ไว้บนเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา “ฉันเป็นคนเดียวที่รังแกเขาได้ นายไม่มีสิทธิ์!”

หมี่เซี่ยคือหัวหน้าแก๊งเด็กผู้หญิงประจำหมู่บ้าน เมื่อไหร่ที่เธอปรากฏตัว ทุกคนจะพร้อมสนับสนุนทันที

เด็กผู้หญิงวัยนี้ไม่ค่อยกลัวการต่อสู้กับเด็กผู้ชาย การตะลุมบอนข้างสระบัวจึงเกิดขึ้นในชั่วพริบตา สุดท้ายก็จบลงด้วยภาพของเด็กๆ ที่เดินกลับบ้านพร้อมน้ำตาและเสื้อเปื้อนโคลน

หมี่เซี่ยกับเสี่ยวเหลียนพาร่างสะบักสะบอมกลับบ้าน ท่ามกลางแสงตะวันยามเย็นที่สาดส่องเป็นเส้นสีทอง

“ยุ่งไม่เข้าเรื่อง ยืนดูเฉยๆ ไม่ได้เหรอ?!” หมี่เซี่ยสะบัดโคลนออกจากรองเท้าด้วยความหงุดหงิด

“เป็นครั้งแรกที่ฉันต่อยตีกับคนอื่น...” เสี่ยวเหลียนทำเสียงตื่นเต้น “ก็ไม่แย่เท่าไหร่!”

เสื้อผ้าของเขาเต็มไปด้วยโคลน ใบหน้าเปรอะเปื้อน แต่แววตาเป็นประกายสดใส

“เฮอะ!” เธอแค่นหัวเราะ “วันก่อนยังบอกฉันว่านักดนตรีต้องระวังไม่ให้มือบาดเจ็บอยู่เลย!”

รอยยิ้มบางๆ ของอีกฝ่ายทำหมี่เซี่ยมองตาค้าง รู้ในทันทีว่าทำไมเขาถึงถูกตั้งชื่อว่าเสี่ยวเหลียน

หลังจากตื่นนอนในตอนเช้า หมี่เซี่ยนั่งนวดขมับพลางครุ่นคิดบางอย่าง

‘ใช่เสี่ยวเหลียนจริงๆ ด้วย ทำไมฉันถึงจำไม่ได้?’

ตอนเป็นเด็กพวกเราสนิทกันมาก แต่ไม่เจอกันนานหลายปี จึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน สบายดีหรือไม่

อาจเพราะจิตใต้สำนึกของเธอไม่เคยลืมเขา จึงตั้งชื่อให้กิ้งก่าน้อยโดยอัตโนมัติ

จังหวะที่ลุกขึ้นยืน หางตาของหมี่เซี่ยเหลือบไปเห็นเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีขาวที่ติดกระดุมครบทุกเม็ด แขนเสื้อถูกพับครึ่งหนึ่งวางอยู่บนเก้าอี้ บนโต๊ะมีตะเกียบใช้แล้วกับจานอาหารเช้าที่กินไปไม่กี่คำ

เทียบกับอาหารเช้าที่ทำขึ้นอย่างตั้งใจช่วงหลายวันก่อน อาหารจานนี้ดูเรียบง่ายกว่ามาก เพราะมีแค่ขนมปังปิ้ง ไข่ดาวสองฟอง และผักสดเท่านั้น

ดูเหมือนคนทำจะมีเรื่องด่วน เพราะกินได้แค่สองคำก็หายตัวไป ทิ้งไว้เพียงเสื้อหนึ่งตัวเท่านั้น

หมี่เซี่ยลาดสายตาไปที่กล่องเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานข้างกำแพง ซึ่งเสี่ยวเหลียนกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนกระดาษรองสีขาวในนั้น

เธอย่องเข้าไปแล้วย่อตัวลงข้างๆ กล่อง ไม่รู้ว่าเมื่อวานเจ้าหนูนี่ไปไหนมา แต่เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างอ่อนเพลีย

แสงแดดสะท้อนลำตัวสีดำของเสี่ยวเหลียนจนเป็นประกายราวกับเคลือบด้วยทอง หมี่เซี่ยสังเกตเห็นน้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาจากดวงตาที่ปิดสนิทของมัน ก่อนจะตกลงบนกระดาษและทิ้งไว้เพียงรอยชื้นจางๆ

“ฝันถึงอะไรอยู่?” เธอถอนใจพลางหยิบผ้าผืนนุ่มขึ้นคลุมร่างให้

เดิมเสี่ยวเหลียนมีนิสัยเงียบขรึมและว่าง่าย ไม่เคยเรียกร้องหรือเปิดเผยด้านอ่อนแอให้เห็น จนหมี่เซี่ยเกือบลืมแววตาอ้อนวอนในคืนแรกที่มันปีนหน้าต่างห้องเข้ามาขอความช่วยเหลือ

ฝีมือการทำอาหารและงานบ้านที่คล่องแคล่วบ่งบอกถึงชีวิตที่ผ่านความยากลำบากมาก่อน เพราะเด็กที่มาจากครอบครัวอบอุ่นจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่

“อยู่กับฉันนะ ไม่ต้องไปไหนแล้ว” เธอกระซิบด้วยความเอ็นดู

ระหว่างที่กินอาหารเช้า หมี่เซี่ยหรี่ตามองเสื้อเชิ้ตที่ตกอยู่บนพื้นด้วยความสงสัย

เสี่ยวเหลียนมักจะกลายร่างเป็นมนุษย์ในตอนกลางคืน แต่เธอไม่เคยเห็นกระบวนการนั้นสักครั้ง จึงสงสัยว่าเขาใช้อะไรปกปิดร่างกาย

แต่เมื่อเหลือบไปเห็นผ้ากันเปื้อนในครัวและผ้าเช็ดตัวที่เคยใช้ทำรังให้เสี่ยวเหลียน หมี่เซี่ยก็อดยิ้มไม่ได้

“ไม่มีเสื้อผ้าทำไมไม่บอก...”

ขณะที่พูด เธอเลื่อนสายตาไปที่ระเบียงข้างห้องซึ่งมีเสื้อเชิ้ตสีขาวตากอยู่หลายตัวกับไม้แขวนเสื้อว่างเปล่าหนึ่งอัน

“ขโมยเสื้อของเพื่อนบ้านมาเหรอ?”

หมี่เซี่ยรีบหยิบเสื้อเชิ้ตขึ้นมาสะบัดแล้วปีนไปแขวนคืนที่ราวตากผ้า

“เกือบแล้วไหมล่ะ!”

พอเสี่ยวเหลียนลืมตาตื่น หมี่เซี่ยก็อบรมทันที

“รู้ไหมว่าเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าเพื่อนบ้านเป็นคนไม่ดี แกอาจถูกทำร้ายได้นะ!”

เสี่ยวเหลียนเดินโบกหางเข้าห้องน้ำอย่างไม่ใส่ใจ หลังจากทำความสะอาดตัวเองอย่างพิถีพิถันก็มุดกลับเข้ารังอย่างเงียบๆ

“ฉันแค่เป็นห่วง...” หมี่เซี่ยยื่นมือเข้าไปลูบหลังของมัน

จู่ๆ หางของเสี่ยวเหลียนก็ตั้งขึ้น เนื้อตัวสั่นเทา แววตาตื่นตระหนก ก่อนจะวิ่งลนลานไปซ่อนในกองผ้าเช็ดตัว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำเอาหมี่เซี่ยนั่งเหม่อตลอดคาบเรียนดนตรีช่วงบ่าย จนศาสตราจารย์อวี้ต้องตวัดไม้เรียวใส่ขาตั้งโน้ตเพลง

“เธอไม่เห็นเครื่องหมาย diminuendo* จริงๆ เหรอ?” ศาสตราจารย์อวี้จิ้มโน้ตเพลงแรงๆ “บอกหลายครั้งแล้วว่าต้องเคารพโน้ตเพลงต้นฉบับ!”

หมี่เซี่ยสะดุ้งแล้วรีบขอโทษ ก่อนจะเริ่มบรรเลงเพลง Sonata ของ Bach อย่างตั้งใจ

sight reading** คือเรื่องที่เธอไม่ถนัดเพราะอ่านโน้ตไม่เก่ง ตอนเริ่มเรียนไวโอลินก็อาศัยแค่พรสวรรค์ในการฟัง จดจำที่อาจารย์สอนเพียงสองรอบก็สามารถทำตามได้โดยไม่ดูโน้ต

“หยุดๆๆ กลับไปฝึกใหม่!” ศาสตราจารย์อวี้ยกมือห้ามเพราะทนฟังเพลงของ Bach แบบไร้กฎเกณฑ์ไม่ได้

สองปีที่ผ่านมา หมี่เซี่ยถูกยกย่องให้เป็น ‘ต้นกล้าล้ำค่า’ ของมหาวิทยาลัยดนตรีแห่งนี้

ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอฉลาด ขยัน และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เป็นนักเรียนในฝันของเหล่าอาจารย์ โดยเฉพาะอาจารย์ที่ปรารถนาจะถ่ายทอดวิชาดนตรีให้กับผู้ที่มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง

แต่ปัญหาหลักของหมี่เซี่ยคือการฝึกไวโอลินแบบไร้กฎเกณฑ์ ทำทุกอย่างตามอารมณ์ วันนี้เล่นเพลงบาโรก Baroque ที่ให้ความรู้สึกจริงจัง อีกวันเล่นเพลงโรแมนติกหวานเลี่ยนใจละลาย ภายนอกเรียบร้อยสงบเสงี่ยม แต่ภายในแข็งแกร่งราวกับต้นหญ้า หากถูกอาจารย์ดุด่าก็จะยิ้มรับและกล่าวคำขอโทษอย่างนอบน้อม แต่ยังคงบรรเลงเพลงในแนวทางของตัวเองเช่นเคย

ขณะที่เธอก้มหน้าเก็บไวโอลิน ศาสตราจารย์อวี้ก็เดินเอากระดาษใบหนึ่งมายื่นให้

“ฉันเสนอชื่อเธอเข้าร่วมการแข่งขันไวโอลินระดับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เริ่มคัดเลือกตัวแทนสัปดาห์หน้า”

“อาจารย์อยากให้หนูไปแข่งจริงๆ เหรอ?” หมี่เซี่ยทำหน้าลังเล

หากต้องฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน เธอจะไม่มีเวลาหารายได้พิเศษ ทำให้เสี่ยวเหลียนต้องอดอยากไปด้วย

ศาสตราจารย์อวี้อ่านสีหน้าของอีกฝ่ายออก จึงพูดให้กำลังใจด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่เป็นพวกหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยดนตรีทั่วประเทศ ถ้าเธอผ่านการคัดเลือก มหาวิทยาลัยจะอนุญาตให้ใช้สุดยอดไวโอลินอย่าง Adeline ที่เพิ่งได้รับบริจาคมา” เขาส่งยิ้มอ่อนโยน “รางวัลที่หนึ่งได้เงินรางวัล 8,000 หยวน รางวัลที่สอง 5,000 หยวน และรางวัลที่สาม 2,000 หยวน”

ดวงตาของหมี่เซี่ยเป็นประกาย กำใบสมัครพลางยืดตัวตรง

“ขอบคุณอาจารย์ที่ให้โอกาส หนูจะทำให้ดีที่สุด รางวัลที่หนึ่งจะต้องเป็นของพวกเรา!”

แม้ว่าประตูเก็บเสียงของห้องเรียนดนตรีจะปิดสนิท แต่ศาสตราจารย์อวี้ก็ยังได้ยินเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของสาวน้อยบนโถงทางเดินอย่างชัดเจน

นักศึกษาดนตรีของที่นี่ล้วนมาจากครอบครัวมีฐานะ ที่อยากเข้าร่วมการแข่งขันก็เพื่อสร้างโปรไฟล์สวยหรูให้กับตัวเอง

อย่างเช่นเมื่อคืนที่ผ่านมา ศาสตราจารย์อวี้ได้รับซองอั่งเปาเงินสดปึกใหญ่เพื่อแลกกับสิทธิ์เสนอชื่อเข้าร่วมการแข่งขันของนักศึกษาคนหนึ่ง ต่างจากเด็กสู้ชีวิตอย่างหมี่เซี่ย ที่ชื่อเสียงและเกียรติยศไม่สำคัญเท่าเงินรางวัลไม่กี่พันหยวน

ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยคงมีแค่เธอคนนี้คนเดียว...

 

สุดสัปดาห์ ซ่างเสี่ยวเยว่ฝึกไวโอลินอยู่ในห้องซ้อมดนตรีที่บ้าน

นิ้วมือของเธอเคลื่อนไหวบนสายไวโอลินอย่างชำนาญ เพราะเคยเล่นเพลง Violin Concerto in D major ของ Tchaikovsky*** มาแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยรอบ จนกล้ามเนื้อจำท่วงทำนองได้แบบอัตโนมัติ

2, 2, 3, 4 (picking)... Marcato... 4, 3, 2... vibrato... 3, 2, 2... flautando...

ทุกโน้ตดำเนินไปอย่างแม่นยำราวกับเครื่องจักร ซ่างเสี่ยวเยว่แอบถอนใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะเงยหน้ามองผู้เป็นพ่ออย่าง ‘ซ่างเฉิงหย่วน’ หัวหน้าวงออร์เคสตราประจำมณฑล นักไวโอลินระดับประเทศ อาจารย์สอนดนตรีผู้เข้มงวด และนักสะสมไวโอลินโบราณ

เขาเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียง “อืม” ในลำคอ จากนั้นก็ลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าแล้วเดินออกข้างนอกโดยไม่สนใจสายตาคาดหวังของลูกสาว

“พ่อคะ”

ซ่างเสี่ยวเยว่หลุดปากเรียก แต่เมื่อถูกหันมองกลับรู้สึกเครียดอย่างบอกไม่ถูก

“การคัดเลือกครั้งนี้สำคัญกับหนูมาก...” ซ่างเสี่ยวเยว่สูดหายใจเข้าลึก “หนูอยากขอยืม Queen ไวโอลินตัวโปรดของพ่อ ที่เคยบอกว่าจะยกให้หนูตอนโตได้ไหมคะ?”

เธอแค่ใช้ไวโอลินเป็นข้ออ้าง ที่ถามก็เพราะต้องการการยอมรับจากผู้เป็นพ่อเท่านั้น

แววตาลังเลของอีกฝ่ายทำซ่างเสี่ยวเยว่ก้มหน้างุดอย่างไม่มั่นใจ

“พ่อบอกหลายครั้งแล้วว่าเทคนิคคือความสามารถขั้นพื้นฐานของนักดนตรี ไม่ใช่ความสามารถพิเศษ จะภูมิใจไปทำไม?!”

ซ่างเฉิงหย่วนตอบเสียงเย็นก่อนจะดึงไวโอลินจากมือของลูกสาวไปบรรเลงเพลง Violin Concerto in D major ของ Tchaikovsky

“คำว่าถ่ายทอดความรู้สึกไม่ใช่แค่เล่นตามตัวโน้ต แต่ต้องถ่ายทอดผ่านบทเพลงจนคนฟังมีอารมณ์ร่วม ส่วนเทคนิคก็ไม่ใช่แค่เล่นเร็ว แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงความเร่าร้อนในบทเพลง” เขาส่งไวโอลินคืนแบบไม่ไว้หน้า “ดนตรีต้องถ่ายทอดจากความรู้สึกลึกซึ้งภายในใจ หาตัวเองเจอเมื่อไหร่ค่อยมายืม Queen แล้วกัน!”

แม้ซ่างเฉิงหย่วนจะออกจากห้องนานแล้ว แต่ซ่างเสี่ยวเยว่ยังคงยืนตะลึงอยู่ที่เดิม กระทั่งผู้เป็นแม่เคาะประตูเรียกด้วยความเป็นห่วง

“ฝึกหลายชั่วโมงแล้ว พักหน่อยดีไหม? เมื่อครู่เฉียวเฉียวโทรมาชวนลูกไปเดินเล่นที่ทะเลสาบหนานหูแน่ะ”

“หนูไม่อยากไป หนูจะฝึกต่อ”

“อย่าไปสนใจพ่อเขาเลย เสี่ยวเยว่ของแม่เก่งที่สุดอยู่แล้ว ออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ บ้าง ร่างกายจะได้พักผ่อน”

 

 

 

 

____________________

* เครื่องหมายที่บอกให้ลดระดับเสียงลง

** การอ่านโน้ตแล้วเล่นเพลงทันที โดยที่ผู้บรรเลงไม่ได้ฝึกซ้อมมาก่อน

***  Peter Ilyich Tchaikovsky คีตกวีชาวรัสเซีย