ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

อย่าไปยอม

ผู้แต่ง Hong Ye Si Huo
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog

สุดขีดของความยอมถอย คือการลุกขึ้นสู้แบบไม่ตายไม่เลิกรา! เพื่อประคับประคองครอบครัวให้อยู่ดีมีสุข ผู้หญิงคนหนึ่งถึงกับยอมให้ครอบครัวสามีเอาเปรียบ ยอมน้องสามีนกสองหัว ยอมแม่ผัวที่เห็นแก่เงิน ยอมสามีเจ้าชู้เห็นแก่ได้ นางถูกพวกมันปอกลอกเนื้อหนังไปทีละชั้นอย่างไม่รู้ตัว... แล้วฆ่าทิ้ง! เพื่อกรุยทางให้สะใภ้ (บ้านรวย) คนใหม่แต่งเข้ามาแทนที่ ในวันที่ฟ้าส่งให้ย้อนกลับมาในร่างเดิมอีกครั้ง ปณิธานแรกของนางคือ จะ 'ไม่ยอมลง' ให้ใครอีกแล้ว! การยอมเป็นนางแบกมันเหนื่อย มันดูโง่ มันไม่สนุก อ้อ อีกอย่าง... ถ้ามัวแต่ 'ยอม' แล้วเมื่อไหร่จะได้แก้แค้น?

บทนำ

สุดขีดของความยอมถอย
คือการลุกขึ้นสู้แบบไม่ตายไม่เลิกรา!

เพื่อประคับประคองครอบครัวให้อยู่ดีมีสุข
ผู้หญิงคนหนึ่งถึงกับยอมให้ครอบครัวสามีเอาเปรียบ
ยอมน้องสามีนกสองหัว ยอมแม่ผัวที่เห็นแก่เงิน ยอมสามีเจ้าชู้เห็นแก่ได้
นางถูกพวกมันปอกลอกเนื้อหนังไปทีละชั้นอย่างไม่รู้ตัว... แล้วฆ่าทิ้ง!
เพื่อกรุยทางให้สะใภ้ (บ้านรวย) คนใหม่แต่งเข้ามาแทนที่

ในวันที่ฟ้าส่งให้ย้อนกลับมาในร่างเดิมอีกครั้ง ปณิธานแรกของนางคือ
จะ 'ไม่ยอมลง' ให้ใครอีกแล้ว!
การยอมเป็นนางแบกมันเหนื่อย มันดูโง่ มันไม่สนุก
อ้อ อีกอย่าง...
ถ้ามัวแต่ 'ยอม' แล้วเมื่อไหร่จะได้แก้แค้น?

สารบัญ

          รัชศกจิ้งหยวนที่สอง

          พลบค่ำของคืนก่อนเทศกาลล่าปา*หิมะตกหนักในเมืองหลวงโดยที่ไม่มีเค้าลางมาก่อน แค่คืนเดียวหิมะก็ทับถมจนสูงท่วมหัวเข่าตรงชานเมืองหลวงทางตะวันตกมีแต่ภาพหิมะปกคลุมจนขาวโพลนไปทั่วทุกหนแห่ง ค่ายพักของชาวบ้านผู้ประสบภัยที่ถูกสร้างขึ้นอย่างหยาบๆ แทบจะจมอยู่ในกองหิมะ มองเห็นเป็นเพียงเนินเล็กๆ ที่นูนขึ้นไม่เสมอกันอยู่หลายเนิน

          “แจกข้าวต้มแล้ว แจกข้าวต้ม...”

          ไม่รู้ว่าเสียงใครตะโกน ค่ายผู้ประสบภัยที่เงียบสงัดราวกับป่าช้าเกิดความคึกคักขึ้นมาทันที ชาวบ้านในชุดซอมซ่อขาดวิ่นแทบจะคลานออกจากที่พัก วิ่งออกไปยังจุดแจกข้าวต้มกันอย่างวุ่นวาย

          ฟู่จื่อเสวียนยื่นมือที่เย็นเฉียบจนแทบจะไร้ความรู้สึกไปคว้าท่อนไม้หักที่อยู่ข้างๆ เพื่อช่วยให้ทรงตัวยืนขึ้น นางจับเสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ ของตนให้กระชับร่าง ก้าวตามหลังคลื่นมนุษย์ไปยังจุดหมาย

          คนเข้าแถวเพื่อรอรับการแจกข้าวต้มนั้นยาวจนแทบจะมองไม่เห็นหัวแถว ละอองหิมะยังตกหนักเช่นเดิม ลมหนาวพัดเสียดแทงกระดูกจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น

          เข้าแถวนานเท่าไรไม่รู้ จนกระทั่งมาถึงฟู่จื่อเสวียน นางกัดริมฝีปากล่าง ยื่นชามกระเบื้องที่ปากชามบิ่นไปข้างหน้า

          “ขอโทษที วันนี้ข้าวต้มหมดแล้ว” คนแจกข้าวใช้ทัพพีตีถังไม้ที่ว่างเปล่าด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก

          มือที่ถือชามข้าวของฟู่จื่อเสวียนสั่นระริกจนชามเกือบตก

            เมื่อเห็นสีหน้าของนางซีดขาว ริมฝีปากเริ่มเป็นสีคล้ำ สองขาอ่อนแรง ดูเหมือนแทบจะหมดสติไปตรงหน้า คนผู้นั้นเกิดเห็นใจ จึงชี้ไปยังแถวที่อยู่ไม่ไกลนัก “ไปทางโน้นเถอะ สกุลจี้ยังแจกข้าวต้มอยู่ ได้ยินว่าฮูหยินบ้านพวกเขาเพิ่งให้กำเนิดลูกชายอ้วนท้วนไปเมื่อสองวันก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าจี้จึงแจกข้าวต้มเป็นการทำกุศลให้กับหลานชายโดยไม่จำกัดปริมาณถึงเก้าวัน รับรองว่าทุกคนจะต้องได้กินแน่”

          คนที่อยู่ข้างๆ พูดสอดขึ้น “ฮูหยินคนก่อนของแม่ทัพจี้ไม่มีทายาทให้สกุลจี้ทั้งๆ ที่แต่งเข้าบ้านมาถึงเจ็ดปี มิน่า ฮูหยินผู้เฒ่าจี้ถึงได้ดีใจขนาดนี้”

          “ฮูหยินผู้เฒ่าจี้เป็นคนใจดีมีเมตตา ได้ยินว่า นางดีกับสะใภ้ราวกับเป็นลูกสาวแท้ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะอดีตสะใภ้เป็นหญิงขี้อิจฉา คงไม่ยอมให้แม่ทัพจี้หย่ากับนางหรอก”

          “ชิชิ เจ็ดปีไม่มีลูก แบบนี้ก็เหมือนแม่ไก่ที่ไม่ออกไข่ อย่าว่าแต่สกุลจี้เลย ต่อให้เป็นชาวบ้านอย่างพวกเราก็คงจะหย่านางไปนานแล้ว นี่สกุลจี้ยังถือว่าใจกว้าง”

          คนข้างหลังพูดอะไรอีก ฟู่จื่อเสวียนฟังไม่เข้าหูสักคำเดียว นางหมุนตัวอย่างใจลอย ขยับขาที่หนักราวกับถ่วงด้วยตะกั่วไปทีละก้าว ทีละก้าวเพื่อกลับที่พัก

          เหอะๆ เจ็ดปีไม่มีลูก...

          เพิ่งไหว้ฟ้าดินเสร็จ จี้เหวินหมิงก็ออกรบ เขาไปทีก็ไปนานถึงเจ็ดปี แล้วนางจะเอาลูกมาจากไหน?

          เห็นนางเป็นเหมือนลูกสาวแท้ๆ?

          ดังนั้นจึงได้มองนางถูกคนอื่นใส่ร้าย ถูกทอดทิ้ง ถูกไล่ออกจากสกุลจี้โดยไม่มีเงินติดตัวแม้แต่อีแปะเดียวได้หน้าตาเฉย

          มีน้ำใจ?

          สกุลจี้ยากจนข้นแค้น ถ้ามิใช่นางนำสินเดิมของตนมาเปิดร้านทำการค้า แค่เบี้ยหวัดน้อยนิดของจี้เหวินหมิงจะมีเงินมาแจกข้าวต้มอยู่ที่นี่ได้อีกหรือ

          นางแต่งเข้าสกุลจี้เจ็ดปี ทำหน้าที่สะใภ้ที่ดี กตัญญูต่อแม่สามี คอยกำกับดูแลงานภายในบ้านอย่างสุดความสามารถ แต่สุดท้ายกลับถูกขอหย่า! นี่หรือคือความมีน้ำใจของคนสกุลจี้ นี่หรือคือความเมตตากรุณาของพวกมัน! ช่างเป็นพวกที่พูดจาเอาดีเข้าตัวเสียเหลือเกิน!

          “อา... นึกไม่ถึงว่าค่ายผู้ประสบภัยยังจะมีหญิงหน้าตาสะสวยเช่นนี้ด้วย!”

          ฟู่จื่อเสวียนยังไม่ทันตั้งตัวก็มีมือดำๆ ยื่นออกจากพุ่มไม้แห้งข้างทาง คว้าผมของนางแล้วลากเข้าไปยังวัดร้างที่อยู่ห่างไปอีกสิบกว่าจั้ง** ฟู่จื่อเสวียนไม่มีข้าวตกถึงท้องมาสามวันแล้ว เดิมทีนางก็เวียนหัวตาลาย เมื่อถูกดึงตัวไปเช่นนี้ ก็หน้าคะมำ มึนงงไปหมด

          พอเสียงฉีกเสื้อดังขึ้น นางค่อยรู้สึกตัวยกขาขึ้นถีบเป้ากางเกงชายที่โถมเข้ามาหาอย่างเต็มแรง

          คนผู้นั้นเจ็บปวดจนกลิ้งออกจากตัวฟู่จื่อเสวียนมาฟุบอยู่บนกองฟาง กุมช่วงล่างเอาไว้พร้อมกับก่นด่าหยาบคาย “นังบ้า กล้าเตะข้าเรอะ... เหมาตั้น เจ้าไปก่อนเลย ข้าให้เจ้าก่อน”

          “ได้เลย พี่จื้อ” มีชายหน้าแหลมแก้มตอบเดินออกมาจากวัดร้าง สองตาแดงก่ำของมันมองดวงหน้าและรูปร่างของฟู่จื่อเสวียนอย่างประเมิน

          ฟู่จื่อเสวียนทั้งตกใจทั้งตื่นกลัว นางก้าวถอยหลังจนไปติดกับกำแพงด้านหนึ่ง

          “หึๆ คนสวยวางใจได้ พี่ชายคนนี้จะรักเจ้าให้มากๆ” เหมาตั้นเลียริมฝีปากแล้วโถมเข้าหาฟู่จื่อเสวียน

          แววตาของฟู่จื่อเสวียนมีแต่ความสิ้นหวัง จากหางตา นางมองเห็นกองฟืนที่ลุกโชติช่วงอยู่ด้านหนึ่งถึงตัดสินใจคว้าท่อนไม้ที่ถูกเผาจนแดงมาถือเอาไว้ “ถอย ถอยไป...”

          เหมาตั้นที่กำลังจะโถมเข้าใส่พลันชะงัก เขาหัวเราะเยาะฟู่จื่อเสวียนที่ดูจะไม่ประเมินกำลังตัวเอง “คนสวย ระวังจะเผาตัวเองเข้าล่ะ เอาน่า... พี่ชายคนนี้จะถนอมเจ้าอย่างดีทีเดียว”

          คนที่ถูกเรียกว่า ‘พี่จื้อ’ ที่เฝ้ามองอยู่อีกด้าน ทนฟังเหมาตั้นพูดพล่ามไม่ไหว จึงกดท้องน้อยพร้อมกับเร่งรัด “จะพูดมากอยู่ทำไม รีบๆ จัดการจะได้กลับไปรับเงิน”

          ฟู่จื่อเสวียนได้ยินเช่นนี้ก็ตะลึงไปชั่วขณะก่อนจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น “ใครให้เงินพวกเจ้า เฉียนเจินเจินหรือว่าวั่นซื่อ”

          มิน่าในวัดร้างที่จะพังมิพังแหล่ ต้านลมก็ยังไม่ได้ กลับมีกองฟืนสุมอยู่

          มิน่าคนทั้งสองถึงกล้าฉุดคร่านางทั้งกลางวันแสกๆ

          พี่จื้อที่พลั้งปากพูดความลับออกไปเพราะร้อนใจก็หงุดหงิด แต่เมื่อคิดดูอีกที ที่นี่ไม่มีใครอื่น ขอเพียงเขาปากแข็งไม่ยอมรับ นังหญิงที่ตกต่ำจนโงหัวไม่ขึ้นผู้นี้ยังจะทำอะไรเขาได้ อีกอย่าง ถ้าเรื่องนี้กระจายออกไปจริงๆ นางก็อย่าหมายจะมีชีวิตอยู่ต่อ! “รู้ก็ดี ในเมื่อรู้แล้วก็ให้ความร่วมมือกับพี่ชายเสียดีๆ พี่ชายจะอ่อนโยน ให้เจ้าทรมานน้อยหน่อย...”    

          ความสนใจของฟู่จื่อเสวียนเวลานี้อยู่ที่ตัวเขา พี่จื้อจึงแอบส่งสายตาให้เหมาตั้น

          เหมาตั้นเห็นแล้วก็ฉวยจังหวะที่ฟู่จื่อเสวียนไม่ทันระวัง แย่งไม้ฟืนจากนางแล้วโยนทิ้งไปห่างๆ จากนั้นออกแรงกดตัวฟู่จื่อเสวียนลงกับพื้น

          ความสิ้นหวังอย่างที่สุดผุดขึ้นกลางใจของฟู่จื่อเสวียน ชื่อเสียงของนางย่ำแย่จนไม่เหลือชิ้นดีอยู่แล้ว ถ้ายังถูกคนทั้งสองย่ำยี โลกใบนี้ยังมีที่ให้นางยืนอีกหรือ

          นางไม่ยอม ถ้าจะตายก็ต้องตายอย่างสะอาดหมดจด

          ไม่รู้ว่าฟู่จื่อเสวียนรวบรวมกำลังจากไหน นางยกศีรษะกัดใบหูของเหมาตั้นเต็มแรง

          “โอ๊ย... หูของข้า เจ็บ...” เหมาตั้นส่งเสียงโหยหวน ปล่อยมือจากฟู่จื่อเสวียนแล้วสะบัดหลังมือตบหน้านางไปหลายฉาด จากนั้นก็กุมใบหูที่ถูกกัดขาดไปครึ่งหนึ่ง เปล่งเสียงร้องด้วยความตกใจ “หูของข้า หูข้าถูกกัดขาดแล้ว ทำอย่างไรดี”

          “ไม่เอาไหนเสียเลย! ข้าจัดการเอง” พี่จื้อด่าไปประโยคหนึ่งแล้วหยิบท่อนไม้ขึ้นมา มุ่งหน้าหาฟู่จื่อเสวียนที่มีเลือดซึมที่มุมปาก

          ฟู่จื่อเสวียนได้แต่มองเขาเดินเข้ามาใกล้ด้วยความสิ้นหวัง แต่เดิมนางก็เวียนหัวตาลาย ไร้เรี่ยวแรง แล้วยังถูกตบหน้าไปหลายฉาด มีหรือจะเป็นคู่ต่อสู้ของเดรัจฉานเหล่านี้

          นางหลับตา ตัดสินใจโถมตัวไปกอดเหมาตั้นแล้วใช้แรงทั้งหมดในตัวกลิ้งเข้าหากองไฟที่ลุกโชน

          ถ้าจะตาย นางก็ขอลากพวกมันตายไปพร้อมกัน!

          เปลวไฟลุกโชน สะเก็ดไฟกระเด็นไปถูกหญ้าแห้งที่อยู่ข้างๆ จนเปลวไฟพวยพุ่งสูงไปถึงขื่อ

          เพียงไม่กี่อึดใจ วัดร้างก็ถูกเปลวไฟโอบล้อม

          พี่จื้อตกใจจนฉี่ราด วิ่งล้มลุกคลุกคลานออกจากวัด สิ่งที่รอรับอยู่เบื้องหน้าคือทวนยาวที่เล็งมายังปลายคาง

          “ไม่... ไม่เกี่ยวกับข้า จริงๆ ไม่...” เขาเอ่ยตะกุกตะกัก

          คนที่แต่งกายเหมือนองครักษ์เหลือบมองก่อนกล่าวอย่างดูแคลน “ไปยืนอยู่ตรงนั้น!”

          พี่จื้อเดินตัวสั่นไปยืนอยู่ข้างทาง ไม่กล้าส่งเสียง

          ไม่นานนัก องครักษ์หลายนายก็ลากร่างสองร่างที่ถูกไฟเผาจนดำเกรียมมองไม่เห็นเค้าเดิมออกมา พร้อมกับค้อมร่าง “ท่านอ๋อง ข้างในยังมีอีกสองคน แต่ดูเหมือนจะเหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายแล้ว!”

          ร่างของคนทั้งสองถูกไฟเผาจนแทบไม่เห็นเค้าเดิม เทวดาหน้าไหนก็ไม่มีทางช่วยพวกเขาได้

          “ขุดดินฝัง” ลู่ชีฉิงตอบเสียงเรียบ หมุนตัวทำท่าจะเดินจาก แต่จู่ๆ มือดำเกรียมที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อเกรอะกรังก็คว้าชายกางเกงของเขาเอาไว้ นิ้วทั้งสิบบนมือถูกไฟผลาญเนื้อจนมองเห็นกระดูก

          ลู่ชีฉิงสะดุ้ง ย่อตัวลง ถามว่า “เจ้ายังมีความปรารถนาอะไรหรือ?”

          “แค่ก...” ฟู่จื่อเสวียนพยายามเปล่งเสียงพูด รู้สึกถึงความร้อนระอุในลำคอ

          นางปล่อยมือช้าๆ ใช้นิ้วที่เต็มไปด้วยเลือดเขียนตัวอักษรสามตัวบนพื้นอย่างยากลำบาก

          [จี้—เหวิน—หมิง]

          หลังจากนั้นฟู่จื่อเสวียนก็คอพับไปอีกทาง ขาดใจตายในที่สุด

          ลู่ชีฉิงยกมือลูบดวงตาที่แม้ตายก็ยังไม่ยอมปิดของนาง ลุกขึ้นสั่งว่า “จางเว่ย สั่งให้คนไปสืบคดีนี้ให้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับจี้เหวินหมิง”

          สิบวันหลังจากนั้น จี้เหวินหมิง แม่ทัพอู่อี้ที่เพิ่งกลับจากชายแดนอย่างยิ่งใหญ่ได้เพียงหนึ่งเดือน ก็ถูกปลดออกจากขุนนาง  เขาถูกจับขังคุกพร้อมกับเฉียนเจินเจิน สตรีที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นฮูหยินท่านแม่ทัพได้ไม่ถึงครึ่งเดือนเช่นกัน ชื่อเสียงและความรุ่งโรจน์ของจวนแม่ทัพอู่อี้นั้นประดุจดอกไม้ที่บานเพียงชั่วข้ามคืน

          สุดท้ายแล้วก็เลือนหายไปกับสายลม

 

            ลมฤดูสารทมาพร้อมกับสายฝนที่ตกกระทบใบไม้ไม่ขาดสาย

          ฝนฤดูสารทตกเปาะแปะ ติดต่อกันนานสามวันจนมีแต่ความชื้นลอยอวลอยู่ในอากาศ

          เสี่ยวหลันยกชามยาร้อนๆ ผลักประตูเดินเข้ามาด้านใน นางวางชามเอาไว้บนโต๊ะตัวเล็กที่อยู่ด้านข้าง แล้วเดินไปเลิกผ้าม่านสีแดงคล้ำขึ้น ส่งเสียงเรียกเบาๆ “ฮูหยินน้อย ได้เวลาดื่มยาแล้วเจ้าค่ะ”

          เตียงไม้สีแดงสดมีร่างของหญิงสาวผิวกายขาวผุดผ่องราวกับหยกเนื้อดีนอนอยู่ ในยามนี้ หัวคิ้วของนางขมวดเข้าหากันแน่น มีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นบนหน้าผาก ริมฝีปากสีสดขยับเล็กน้อย สีหน้าดูทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง เสี่ยวหลันเอียงหูเข้าไปใกล้ นางฟังอยู่นานกว่าจะได้ยินคำว่า “ไฟ”

          ฝันร้ายอีกแล้ว เสี่ยวหลันถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วสะกิดเรียกเบาๆ “ฮูหยินน้อย ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินน้อย...”

          เสียงเรียกที่ดังไม่หยุดของเสี่ยวหลันทำให้ฟู่จื่อเสวียนรู้สึกตัวในที่สุด นางลืมตามองผ้าม่านหน้าเตียงที่คุ้นเคยอย่างเลื่อนลอยอยู่ครู่ใหญ่ๆ เกิดความสับสนที่ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นวันเวลาใด

 

 

 

____________________

*  เทศกาลล่าปา (腊八) คือวันขึ้น 8 ค่ำเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติของจีน เป็นวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ไหว้เทวดาฟ้าดิน เพื่อขอพร ก่อนวันตรุษจีน เป็นเทศกาลสำคัญอีกวันหนึ่งของคนทางภาคเหนือของจีน
**   จั้ง เป็นมาตราวัดโบราณ หนึ่งจั้งเท่ากับ 3.33 เมตร

          เวลาผ่านไปอีกชั่วอึดใจ กว่าฟู่จื่อเสวียนจะตั้งสติได้ นางถามขึ้นว่า “เสี่ยวหลัน ข้าเป็นอะไรไป”

          “ฮูหยินน้อย ท่านฝันร้ายอีกแล้ว รอให้ฝนหยุดตกแล้วพวกเราไปไหว้พระที่วัดกันเถอะเจ้าค่ะ ได้ยินมาว่าวัดชิ่งอวิ๋นที่อยู่นอกเมืองศักดิ์สิทธิ์มาก” เสี่ยวหลันยังคงปักใจเชื่อว่าฮูหยินน้อยของนางต้องไปถูกของสกปรกเข้าแน่ๆ ไม่เช่นนั้น หลังจากตกน้ำเมื่อห้าวันก่อน ทำไมถึงนอนหลับไม่สนิท นอนทีไรก็ฝันร้ายอยู่ทุกคืน ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อถึงจะเป็นมนุษย์เหล็กก็คงทนไม่ไหว

          ฟู่จื่อเสวียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ตอบเสียงแผ่วกลับไปว่า “ควรจะไปไหว้พระสักหน่อย!” ในเมื่อสวรรค์ให้ของกำนัลชิ้นใหญ่กับนางขนาดนี้ ก็ควรไปแสดงความขอบคุณเสียหน่อย

          เสี่ยวหลันฟังแล้วก็ดีใจ ยกชามยามาจ่อที่ริมฝีปากของนายหญิง “ฮูหยินน้อย ยาใกล้จะเย็นแล้ว รีบดื่มก่อนเถอะ”

          ฟู่จื่อเสวียนโบกมือ “ข้าดื่มเอง”

          นางพยายามลุกขึ้นนั่ง รับชามยามาจากเสี่ยวหลันแล้วแหงนหน้าดื่มรวดเดียวหมด

          เสี่ยวหลันรับชามที่ไม่มียาเหลืออยู่สักหยดกลับมาอย่างงงๆ ฮูหยินน้อยกลัวยาขมเป็นที่สุด ทุกครั้งที่ดื่มจะต้องให้นางพูดกล่อมอยู่นาน อีกทั้งยาชามนี้ แค่นางได้กลิ่นก็รู้สึกไม่ดีแล้วแต่ฮูหยินน้อยกลับดื่มรวดเดียวหมด

          ฟู่จื่อเสวียนมองเสี่ยวหลัน นางยังคงเป็นคนซื่อไม่เปลี่ยน ไม่ว่าความรู้สึกใดๆ ก็เขียนอยู่บนใบหน้าชัดเจน ไม่แปลกที่จะถูกเฉียนเจินเจินจับพิรุธแล้วถูกไล่ออกจากสกุลจี้ แต่เป็นอย่างนั้นก็ดีกว่าจะเอาชีวิตไปทิ้งกับนาง

          เมื่อคิดไปถึงว่า สุดท้ายแล้วสกุลจี้ที่ใหญ่โตกลับมีสาวใช้คนนี้คนเดียวที่ออกหน้าเรียกร้องความยุติธรรมแทนนาง ไม่เคยทอดทิ้งไม่ว่านางจะเป็นอย่างไร ทำให้ฟู่จื่อเสวียนเกิดความอบอุ่นใจ ครั้งนี้นางจะต้องเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตัวเองและเสี่ยวหลันให้จงได้

         ฟู่จื่อเสวียนยื่นมือพูดขึ้นว่า “เสี่ยวหลัน ประคองข้าไปแต่งตัวที”

          “ข้างนอกฝนยังตกอยู่เลย ฮูหยินน้อยจะออกจากบ้านหรือเจ้าคะ” เสี่ยวหลันไม่เห็นด้วย ฮูหยินน้อยนอนป่วยมาหลายวัน เพิ่งจะดีขึ้นวันนี้ ถ้าตากฝนแล้วไข้กลับขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร

          ฟู่จื่อเสวียนลูบรอยย่นที่แขนเสื้อให้เรียบ แล้วยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เอ่ยอย่างไม่รีบร้อนว่า “ข้าไม่ได้ไปคารวะท่านแม่มาหลายวันแล้ว”

          “ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งไว้แล้วว่าให้ท่านรักษาตัว หลายวันนี้ไม่ต้องไปเยี่ยมหรอกเจ้าค่ะ” เสี่ยวหลันเล่าถึงคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าที่ได้รับมาให้ฟู่จื่อเสวียนฟัง พร้อมกับรำพึงรำพัน “ฮูหยินผู้เฒ่าของพวกเราช่างมีเมตตานัก ท่านสวดมนต์ให้ฮูหยินน้อยอยู่ในห้องพระมาหลายวันแล้วด้วย!”

          ฟู่จื่อเสวียนได้ยินเช่นนั้นก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเยาะที่เสี่ยวหลันมองไม่เห็น ชาติที่แล้วก็มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ตอนนั้นนางยังไร้เดียงสาเช่นเดียวกับเสี่ยวหลัน ถูกความจอมปลอมของวั่นซื่อบดบังดวงตา คิดว่าแม่สามีห่วงใยตัวเองจริงๆ แต่มาวันนี้นางรู้สึกขบขัน หากวั่นซื่อเป็นห่วงอาการป่วยจริง เหตุใดห้าวันนี้จึงไม่มาเยี่ยมไข้นางเลยสักวัน

          “ไปเถอะ อย่าให้ท่านแม่รอนาน” ฟู่จื่อเสวียนหยิบเสื้อคลุมมาใส่แล้วผลักประตูห้องช้าๆ

          ยังดีที่บ้านสกุลจี้ไม่ใหญ่โตมาก เป็นแค่บ้านสองตอนเท่านั้น เรือนพักของนางอยู่ห่างจากเรือนพักของวั่นซื่อเพียงยี่สิบสามสิบจั้ง เดินไปไม่กี่อึดใจก็ถึง

          ยังไม่ทันเดินขึ้นบันได พลันมีเสียงหัวเราะที่ใสราวกับระฆังเงินแว่วมา เมื่อเห็นฟู่จื่อเสวียนปัดผ้าม่านขึ้น เสียงหัวเราะนั้นพลันชะงัก เด็กสาวหน้าตาสะสวยวัยสิบสี่สิบห้าปี สวมชุดสีเขียวอ่อน รีบลุกขึ้นยืน นางก้าวเข้ามาประคองฟู่จื่อเสวียนพร้อมกับถามอย่างยิ้มแย้มว่า “อาซ้อ ท่านดีขึ้นแล้วหรือ ข้ากำลังคุยกับท่านแม่ ว่าอีกเดี๋ยวจะไปเยี่ยมอาซ้ออยู่พอดี”

          ฟู่จื่อเสวียนมองใบหน้าที่ยิ้มสดใสราวกับบุปผาแรกแย้มตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลายยิ่งนัก

          ‘จี้เหม่ยอวี๋’ น้องสาวสามี เป็นลูกคนเล็กของบ้าน อยู่ในวัยที่ยังสดใส ไม่ทุกข์ร้อนกับสิ่งใด ได้แต่วิ่งตามร้องเรียกนางว่าอาซ้อ—อาซ้อ อีกทั้งยังชอบมาขลุกอยู่ในห้องของนาง ใช้ชีวิตกับนางอย่างสนิทสนมราวกับเป็นพี่น้องแท้ๆ ก็ไม่ปาน

          ตอนที่จี้เหวินหมิงพาเฉียนเจินเจินกลับมา เด็กสาวคนนี้ก็เป็นคนแรกที่กระโดดออกมาตำหนิพี่ชาย ถึงขนาดยังหาเรื่องแกล้งเฉียนเจินเจินอยู่หลายครั้ง

          ทว่า... เด็กสาวที่ให้การปกป้องนางมาตลอดคนนี้กลับเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ย้อนมาเอาชีวิตนาง

          น้องสามีคนนี้... สุดท้ายก็ไปเข้าข้างเฉียนเจินเจิน ช่วยกันสร้างหลักฐานเท็จหาว่านางตั้งใจจะทำลายเด็กในครรภ์ของเฉียนเจินเจิน ทำให้จี้เหวินหมิงใช้เป็นข้ออ้างทำเรื่องหย่าขาดกับนาง

          “อาซ้อ ท่านจ้องข้าอย่างนี้ มีอะไรหรือ” จี้เหม่ยอวี๋ยกมือลูบแก้ม เหตุใดนางจึงรู้สึกว่าพี่สะใภ้ที่เพิ่งหายป่วยดูไม่เหมือนเดิม

          ฟู่จื่อเสวียนหลุบตา ใช้ขนตายาวของตนปกปิดความรู้สึกแล้วยิ้มน้อยๆ “เพียงรู้สึกว่าเหม่ยอวี๋โตเป็นสาวแล้ว ใครหนอจะมีวาสนาได้เจ้าไปเป็นภรรยา”

            นางจำได้ว่าชาติก่อน ณ เวลานี้ วั่นซื่อเริ่มหาคู่ครองให้จี้เหม่ยอวี๋ อีกทั้งยังมอบหมายให้นางเป็นธุระเรื่องนี้ด้วย

          สกุลจี้เวลานี้เป็นตระกูลที่พอจะมีฐานะอยู่บ้างแต่ไม่ถึงกับร่ำรวย พ่อสามีของนางตายไปนานแล้ว มีสมาชิกชายเพียงคนเดียวในบ้านก็คือจี้เหวินหมิง เขาเป็นทหาร ออกรบนานเจ็ดปีแล้วก็ยังไม่กลับ ไม่รู้เป็นตายอย่างไร ตระกูลที่พอจะมีฐานะอยู่บ้างไม่มีใครถูกใจสกุลจี้ แต่พอมีคนถูกใจจี้เหม่ยอวี๋ วั่นซื่อกลับไม่พอใจ จะเอื้อมสูงก็ไม่ถึง จะก้มต่ำก็ไม่เอา สุดท้าย ฟู่จื่อเสวียนก็ถูกคนอื่นตำหนิติเตียน กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านว่าไม่ช่วยเหลือน้องสามีหาคู่

          ชาตินี้นางจะไม่หาเรื่องใส่ตัวอีก เรื่องประเภทที่ทำดีไม่ได้ดี นางไม่มีวันทำ

          เมื่อฟู่จื่อเสวียนกล่าวทักทายเรียบร้อย วั่นซื่อก็ไล่จี้เหม่ยอวี๋ออกไปนอกห้องจากนั้นก็ยกเรื่องนี้มาพูดกับนาง “อาเสวียน ปีหน้าเหม่ยอวี๋ก็เข้าพิธีปักปิ่น*แล้ว ข้าเป็นหญิงม่าย วันๆ ได้แต่อยู่บ้านสวดมนต์กินเจ ไม่รู้เรื่องราวภายนอก ที่บ้านยังคงต้องให้เจ้าคอยเป็นธุระทุกเรื่อง เรื่องคู่ครองของนางก็คงต้องอาศัยเจ้าเช่นกัน สะใภ้ใหญ่ก็เป็นเหมือนมารดา เจ้าก็เห็นเหม่ยอวี๋มาตั้งแต่เด็ก ได้เจ้าเป็นธุระเรื่องนี้ให้ข้าก็วางใจแล้ว”

          ฟู่จื่อเสวียนไม่ปฏิเสธ แต่พูดอมยิ้มว่า “ท่านแม่วางใจ ลูกจะช่วยคัดสรรคนดีๆ ให้กับเหม่ยอวี๋ แต่จากความเห็นของลูก ปีหน้าเหม่ยอวี๋ถึงจะเข้าพิธีปักปิ่น เรื่องหาคู่ครองยังไม่ต้องรีบร้อน รอให้ท่านพี่กลับมาพร้อมกับความสำเร็จ ตอนนั้นยังจะกลุ้มใจว่าจะหาคู่ครองที่ดีให้กับเหม่ยอวี๋ไม่ได้อีกหรือ”

          นางพูดแทนใจของวั่นซื่อได้พอดิบพอดี ชีวิตของวั่นซื่อมีลูกชายลูกสาวอย่างละคน หลังจากลูกชายออกรบแล้ว ลูกสาวก็เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ นางต้องการให้ลูกสาวหาคู่ครองที่ดี แต่จากสภาพของสกุลจี้ตอนนี้ ครอบครัวที่มีฐานะคงไม่ถูกใจลูกนางสักเท่าไร แต่ไม่นานสภาพการณ์เช่นนี้จะต้องเปลี่ยน!

          วั่นซื่อลูบจดหมายที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ สายตาที่มองฟู่จื่อเสวียนนั้นมีแววค้นหา

          สะใภ้คนนี้... วันนี้ไม่รู้เป็นอะไรถึงได้เอ่ยเรื่องนี้ขึ้น หรือว่าไปรู้อะไรมา?

          วั่นซื่อลังเลไปเล็กน้อยก่อนจะล้วงจดหมายที่อยู่ในแขนเสื้อส่งให้ฟู่จื่อเสวียนอย่างยิ้มแย้ม “เจ้าคิดได้รอบคอบ พวกเรารอให้เหวินหมิงกลับมาแล้วค่อยหาคู่ครองให้เหม่ยอวี๋ นี่เป็นจดหมายที่เพิ่งส่งมาถึง ข้าคิดจะเอาไปให้เจ้าเพื่อบอกข่าวอยู่พอดี ใครจะคิดว่าเจ้าจะมาเยี่ยมยายแก่อย่างข้าเสียก่อน”

          ฟู่จื่อเสวียนเผยอริมฝีปากเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึง นางฟังความหมายของวั่นซื่อออก ใบหน้าจึงเปื้อนยิ้มขึ้นมาทันที “ท่านแม่ หรือว่าจะเป็นจดหมายของท่านพี่ เขา... จะกลับมาแล้วหรือ มิน่าเมื่อคืนข้าถึงฝันเห็น เขายังบอกให้ข้ารอด้วย”

          หรือพระโพธิสัตว์จะศักดิ์สิทธิ์จริง ไม่เช่นนั้นสะใภ้คนนี้จะฝันถึงเหวินหมิงได้อย่างไร แววตาของวั่นซื่อดูไม่เป็นธรรมชาติแวบหนึ่ง นางจับมือฟู่จื่อเสวียนขึ้นมากุมพลางถามอย่างร้อนใจว่า “อาเสวียน  เจ้าเล่าให้แม่ฟังสิว่าฝันถึงอะไร”

          ฟู่จื่อเสวียนหลุบตาต่ำ มีสีแดงระเรื่อผุดขึ้นที่ใบหน้า เสียงของนางดังราวกับเสียงยุงบิน “เมื่อคืนลูกฝันว่าหิมะตกหนัก ท่านพี่สวมชุดเกราะสีเงินขี่ม้าสีแดงพุทราตัวใหญ่กลับเข้าเมืองหลวงพร้อมกับชัยชนะที่งดงามเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้...”

          ฟู่จื่อเสวียนจงใจเล่าภาพการแต่งกายของจี้เหวินหมิงตอนที่กลับเข้าเมืองหลวงให้วั่นซื่อ นางต้องการทิ้งเมล็ดพันธุ์บางอย่างไว้ในใจของหญิงชรา วันที่จี้เหวินหมิงกลับมาถึงจะเป็นวันที่เมล็ดพันธุ์เมล็ดนี้แทงยอด นางต้องการดูสิว่าระหว่างลูกชายสุดที่รักกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพที่สุดนั้น วั่นซื่อจะเลือกสิ่งใด

          วั่นซื่อได้ยินนางเล่ารายละเอียดราวกับตาเห็น อีกทั้งวันเวลาก็ยังแจกแจงออกมาอย่างถูกต้อง ก็อดตะลึงงันไม่ได้ ถึงขนาดเริ่มสงสัยว่านี่จะเป็นเสียงเตือนจากพระโพธิสัตว์จริงๆ นางชี้นิ้วทื่อๆ ไปยังจดหมายที่ยังไม่ได้เปิดอ่านในมือฟู่จื่อเสวียน รอยยิ้มบนใบหน้าเพิ่มระดับความเมตตา “อาเสวียนเป็นคนมีบุญจริงๆ สงครามระหว่างเรากับแคว้นเหลียงยุติลงแล้ว อีกสามเดือนหลังจากนี้ เหวินหมิงจะติดตามแม่ทัพใหญ่เจิงหย่วนกลับเมืองหลวงเพื่อรายงานการศึก”

          “อา...” มีความยินดีปรีดาบนใบหน้าของฟู่จื่อเสวียน “จริงหรือ ท่านพี่จะกลับมาแล้ว ดีเหลือเกิน” นางแกะจดหมายด้วยมือสั่นเทา หยิบจดหมายออกอ่านอย่างรวดเร็ว อ่านไปอ่านมาน้ำตาก็ไหลอาบสองแก้มอย่างเงียบๆ

          วั่นซื่อเห็นแล้วก็ตบหลังมือฟู่จื่อเสวียนเบาๆ เป็นการปลอบใจ “เด็กดี หลายปีมานี้ลำบากเจ้าแล้ว ยังดีที่เหวินหมิงกลับมา เจ้าจะได้หมดโศกเสียที...”

          “อืม” ฟู่จื่อเสวียนพยักหน้ารับ แต่ความเคียดแค้นในใจเพิ่มระดับมากขึ้น

          ชาติก่อน นางไม่เคยเห็นจดหมายฉบับนี้เลยตั้งแต่ต้นจนจบ

          แสดงว่ายายแก่นี่จะต้องรู้ว่าจี้เหวินหมิงจะกลับมาตั้งแต่ต้น ถึงขนาดจงใจปิดบังไม่ให้นางรู้ เห็นตอนท้ายของจดหมายถูกฉีกออกไปชิ้นเล็กๆ ฟู่จื่อเสวียนก็เริ่มเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด

          ที่แท้ ยายแก่ผู้นี้รู้แต่แรกว่าจี้เหวินหมิงมีภรรยาใหม่

          โศกนาฏกรรมของนางในชาติก่อนเริ่มต้นขึ้นในตอนนี้เอง!

 

          ฟู่จื่อเสวียนเพิ่งก้าวเท้าออกจากห้องของวั่นซื่อ พลันได้ยินเจ้าของห้องเรียกสาวใช้เตรียมธูปเทียนเพื่อไหว้พระอีกแล้ว

          นางหันกลับไปมองห้องที่อบอวลไปด้วยควันธูปแวบหนึ่งแล้วยิ้มเยาะ สวรรค์มีตา จะลงนรกหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนธูปที่ปักในกระถาง

          ไม่เช่นนั้นจะอธิบายถึงการกลับมาของนางได้อย่างไร

          “อาซ้อ อาซ้อ ทางนี้...”

          ฟู่จื่อเสวียนหันกลับไปอีกทาง ใบหน้าเผยรอยยิ้มอ่อนโยนจนเกิดลักยิ้มสองข้างแก้ม

          จี้เหม่ยอวี๋ยืนกวักมือเรียกนางอยู่ที่ระเบียงทางเดิน

          “เจ้าเหนื่อยแล้วไม่ใช่หรือ ยังจะยืนอยู่ตรงนี้อีกทำไม” ฟู่จื่อเสวียนเดินไปหาพร้อมกับส่งยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ทว่าเป็นรอยยิ้มที่มิได้ลงลึกถึงดวงตา

          จี้เหม่ยอวี๋ไม่ทันสังเกต นางเบ้ปาก กอดแขนฟู่จื่อเสวียนเขย่าไปมา “ถ้าข้าไม่พูดเช่นนั้น ท่านแม่จะต้องลากข้าเข้าไปไหว้พระด้วยแน่ๆ เฮ้อ... ไม่รู้ว่าท่านแม่เป็นอะไร หลายวันมานี้ชอบลากข้าไปไหว้พระอยู่เรื่อย ไหว้ทีก็นานตั้งสองชั่วยาม ถ้าให้คุกเข่าอีกคราวนี้ขาข้าต้องหักแน่”

          ฟู่จื่อเสวียนตำหนิยิ้มๆ “พูดอะไรของเจ้า อย่างท่านแม่เขาเรียกว่าศรัทธา” 

          จี้เหม่ยอวี๋เบ้ปาก ชะโงกหน้ามากระซิบข้างหูฟู่จื่อเสวียน “ข้าว่าธาตุไฟเข้าแทรกมากกว่า ดึกดื่นค่อนคืน ท่านแม่ยังจะลุกขึ้นมาไหว้พระสวดมนต์”

          ฟู่จื่อเสวียนสะดุดใจ กำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นอย่างไม่รู้สึกตัว แต่นางยังใช้น้ำเสียงราบเรียบ ถามจี้เหม่ยอวี๋ราวกับไม่ตั้งใจว่า “ตั้งแต่เมื่อไรหรือ ทำไมข้าถึงไม่เห็นรู้เรื่อง”

          จี้เหม่ยอวี๋เป็นคนจิตใจไม่ซับซ้อน นางกะพริบตาแล้วตอบว่า “รู้สึกจะเริ่มตั้งแต่วันที่อาซ้อตกน้ำ ตอนแรกข้าอยากจะไปเยี่ยมอาซ้อ แต่ท่านแม่บอกว่ากลัวจะรบกวนการพักผ่อน ไม่ให้เข้าไป...”

          ต่อมาจี้เหม่ยอวี๋พูดอะไร ฟู่จื่อเสวียนก็ไม่ได้ยินแล้ว ตอนนี้ในหัวของนางมีแต่คำว่า... วันที่อาซ้อตกน้ำ

          นางจำได้ว่าชาติก่อนตนตกน้ำต้นฤดูสารทหนหนึ่ง ถึงกับเป็นไข้นอนซมอยู่ครึ่งเดือน ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าวั่นซื่อมีท่าทีที่ผิดปกติไปอย่างไรบ้าง เมื่อนางรู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็จำเรื่องราวช่วงที่ตกน้ำแทบไม่ได้

          ชาติที่แล้วนางไม่ได้สงสัยอะไรเพราะหญิงทั้งสามใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมานานเจ็ดปี นางไม่เคยคิดว่าคนเหล่านั้นจะมีจิตคิดร้ายต่อตน แต่มาตอนนี้ นางได้รับบทเรียนที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ ทำให้ไม่กล้าประมาทสองแม่ลูกที่ดูไร้พิษสงคู่นี้อีก

 

 

 

____________________

* พิธีปักปิ่น สำหรับสตรีจะทำตอนอายุสิบห้าปี เท่ากับเป็นการบอกว่า พร้อมที่จะมีครอบครัว 

          “อาซ้อ อาซ้อ คิดอะไรอยู่” จี้เหม่ยอวี๋ยื่นมือมาโบกอยู่ตรงหน้าฟู่จื่อเสวียน

          ฟู่จื่อเสวียนดึงสติกลับมา ยิ้มปลอบอีกฝ่าย “ไม่เป็นอะไรหรอก พรุ่งนี้ข้าจะไปพูดกับท่านแม่ รอให้ฝนหยุดแล้วพวกเราไปไหว้พระที่วัด ไปชำระล้างความโชคร้ายกัน”

          อยู่แต่กับบ้านทุกวัน ก็สร้างความเบื่อหน่ายให้กับจี้เหม่ยอวี๋จะแย่ เมื่อได้ยินว่าได้ออกไปเที่ยวก็ตบมือด้วยความดีใจ “อาซ้อดีจริงๆ เลย หวังว่าฝนจะหยุดตกเดี๋ยวนี้”

          ฟู่จื่อเสวียนลูบหัวนางเบาๆ ใช้น้ำเสียงตามใจเหมือนในอดีตพูดขึ้นว่า “ยังมีดีกว่านี้อีก ข้าให้ห้องครัวทำขนมกุ้ยฮัวที่เจ้าชอบกินที่สุดเอาไว้ ตอนนี้ยกไปไว้ที่ห้องของเจ้าแล้ว ถ้าไม่รีบกลับไปกินจะเย็นหมดนะ”

          “อาซ้อ ท่านดีกับข้าเหลือเกิน” จี้เหม่ยอวี๋มองนางด้วยแววตาซาบซึ้ง “ข้ากลับห้องแล้ว ท่านจะกินด้วยหรือไม่ ข้าจะยกไปกินกับท่านที่ห้อง”

          “ไม่ต้อง ท่านหมอบอกว่า ช่วงนี้ให้ข้ากินของอ่อนๆ ย่อยง่ายๆ ไม่ต้องเอามายั่วน้ำลายข้าเลย”

          นางไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของฟู่จื่อเสวียนค่อยคลายลง เอียงหน้าไปพูดกับเสี่ยวหลันที่อยู่ด้านหนึ่ง “เจ้ายังจำเรื่องที่ข้าตกน้ำได้หรือไม่”

          เสี่ยวหลันส่ายหน้าอย่างเศร้าใจ “ฮูหยินน้อย บ่าวมีความผิด ถ้าไม่ใช่เพราะบ่าวไม่อยู่ข้างกายท่านวันนั้น ท่านคงไม่ตกน้ำ ยังดีที่เสี่ยวหวั่นมาหาพอดี เลยช่วยฮูหยินน้อยได้ทัน...”

          เสี่ยวหวั่นเป็นลูกสาวสกุลจางที่อยู่บ้านข้างๆ ปีนี้อายุสิบเจ็ด เป็นเด็กสาวรูปร่างท้วม หน้าตาน่ารัก นางมักจะมาสกุลจี้อยู่เป็นระยะๆ วันนั้นฟู่จื่อเสวียนเลี้ยงปลาอยู่ริมสระน้ำตามปกติ เสี่ยวหลันไปหยิบอาหารปลา เมื่อเสี่ยวหลันกลับมาถึง ก็เห็นฟู่จื่อเสวียนถูกเสี่ยวหวั่นและสาวใช้ช่วยขึ้นจากสระน้ำแล้ว

          ต่อมาได้ยินเสี่ยวหวั่นเล่าว่า ตอนที่เข้ามานางก็ได้ยินเสียงตูมดังขึ้นจากสระน้ำ นางแปลกใจจึงรีบวิ่งไปดู เห็นฟู่จื่อเสวียนร้องขอความช่วยเหลืออยู่พอดี จึงสั่งให้สาวใช้กระโดดลงไปช่วยนางขึ้นมา

          คงจะเป็นเพราะฟู่จื่อเสวียนดวงยังไม่ถึงฆาต สาวใช้ของเสี่ยวหวั่นหนีภัยมาจากทางใต้ ที่บ้านของนางเป็นชาวประมง จึงว่ายน้ำเป็นตั้งแต่เล็ก

          “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ข้าต้องหาโอกาสไปขอบคุณเสี่ยวหวั่นแล้ว” ฟู่จื่อเสวียนยิ้มมุมปากแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย “เจ้าแอบไปถามอาหม่าที่เฝ้าหน้าประตูสิว่า ครึ่งเดือนนี้มีใครส่งของมาให้ที่บ้านเราบ้างหรือไม่”

         

          บ้านสกุลจี้มีแค่แม่ม่าย

          แม่สามี สะใภ้ และลูกสาวใช้ชีวิตกันอยู่สามคน ปกติไม่ค่อยจะมีใครมาเยี่ยมเยียน

          ดังนั้นเมื่อเสี่ยวหลันถามขึ้น อาหม่าจึงสามารถบอกได้ว่าคนที่มาหานั้นสวมเสื้อผ้าอย่างไร ถืออะไรมา ให้ในวันไหนเวลาไหน

          หลังจากพูดไปสามคนแล้ว เขาก็เลียริมฝีปาก มองไปยังเรือนเจิ้งอันแล้วกดเสียงจนต่ำ “แม่นางเสี่ยวหลัน ความจริงแล้ว วันที่ยี่สิบสามเดือนแปดมีคนแต่งตัวเหมือนพ่อค้ามาส่งของให้กับฮูหยินผู้เฒ่าห่อหนึ่ง แต่ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ให้ข้าบอกใคร เรื่องนี้เจ้าก็ทำเป็นว่าไม่ได้ยินแล้วกัน”

          เสี่ยวหลันพยักหน้า “อาหม่าวางใจได้ ข้าเสี่ยวหลันเป็นคนเก็บความลับได้เป็นอันดับต้นๆ ของถนนสายนี้ทีเดียว”    

          เมื่อกลับมา เสี่ยวหลันเล่าเรื่องที่ได้ยินให้ฟู่จื่อเสวียนฟังอย่างละเอียด

          ฟู่จื่อเสวียนจับกรอบหน้าต่างที่ถูกละอองฝนสาดใส่จนเปียกชื้นด้วยความเคร่งเครียด

          วันที่ยี่สิบสามเดือนแปดก็คือเมื่อเจ็ดวันก่อน ตอนนั้นวั่นซื่อได้รับจดหมายจากจี้เหวินหมิงและรับรู้ว่าลูกชายของนางเด็ดดอกฟ้าได้สมใจ จากนั้นอีกสองวัน ฟู่จื่อเสวียนก็ตกน้ำจนเกือบตาย นับตั้งแต่วันที่นางตกน้ำวั่นซื่อก็นอนไม่หลับ อีกทั้งยังลุกขึ้นมาสวดมนต์ไหว้พระกลางดึก เรื่องที่เกิดขึ้นเหล่านี้ทำให้นางจำเป็นต้องคิดมาก

          “ฮูหยินน้อย ทำไมมือเย็นอย่างนี้ ข้างหน้าต่างลมแรง ท่านรีบเข้าห้องเถอะ” เสี่ยวหลันหยิบเสื้อคลุมมาคลุมให้ฟู่จื่อเสวียนทำให้แตะถูกมือของอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ นางถึงกับสะดุ้งกับความเย็นเฉียบที่รับรู้

          ฟู่จื่อเสวียนเช็ดละอองฝนที่อยู่บนหลังมือ หันมายิ้มน้อยๆ กับอีกฝ่าย “ไม่เป็นไร ข้าสบายดี” นางมีชีวิตอยู่ถึงสองชาติ ไม่เคยมีเวลาใดที่สมองแจ่มชัดมากเท่านี้มาก่อน

          เสี่ยวหลันมองตามแผ่นหลังบอบบางของนายหญิงด้วยความกังวล ประคองแขนนางเอาไว้พร้อมกับปรามว่า “ฮูหยินน้อย อากาศเย็นแล้ว ท่านเพิ่งหายไข้ ยังไม่แข็งแรงดี เข้าไปข้างในก่อนเถอะเจ้าค่ะ” พูดจบแล้วก็มองม่านสายฝนที่อยู่นอกหน้าต่าง ก่อนจะถอนใจ “ฝนตกติดกันมาสามวัน ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะหยุดเสียที”

          คำพูดของนางเป็นการสะกิดเตือนฟู่จื่อเสวียน ชาติก่อนในช่วงเวลานี้มีฝนตกติดต่อกันสิบกว่าวัน เมืองหลวงยังดีหน่อย แต่พื้นที่ที่อยู่ปลายแม่น้ำจินเจียงเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยเฉพาะเมืองซิ่งที่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวสำคัญของแคว้นเยี่ยนถูกน้ำท่วมนานจนไม่อาจเก็บเกี่ยวข้าวได้แม้แต่เมล็ดเดียว ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพหนีตายกันนับไม่ถ้วน มีคนจำนวนมากหนีมาเมืองหลวงเพื่อความอยู่รอด

          เมืองหลวงไม่อาจรองรับชาวบ้านที่อพยพมามากมายในคราวเดียว จึงสร้างค่ายพักพิงให้กับคนเหล่านั้นอยู่นอกเมือง มีเหล่าตระกูลคหบดีและราชสำนักคอยแจกอาหารเพื่อให้พวกเขาอยู่รอดผ่านฤดูหนาวอันร้ายกาจไปได้

          ตอนที่นางถูกไล่ออกจากสกุลจี้ ไม่มีที่ไป ก็ได้อาศัยค่ายพักพิงแห่งนั้นเป็นที่ซุกหัวนอน หลบแดดหลบฝน

          นางหันกลับไปมองฝนที่ยังตกไม่หยุดนอกหน้าต่างก่อนพูดขึ้นว่า “เสี่ยวหลัน ไปบอกอาหม่าให้เตรียมรถม้า ข้าจะออกไปข้างนอก”

          “แต่ฝนยังตกอยู่...” เสี่ยวหลันคิดจะห้ามฟู่จื่อเสวียน แต่เมื่อเห็นนายหญิงนิ่วหน้าอย่างเคร่งเครียดแล้วก็กลืนคำห้ามปรามที่ติดอยู่ริมฝีปากลงไป ฮูหยินน้อยดูแลสกุลจี้ตั้งแต่อายุสิบห้าปี ดังนั้นนางย่อมไม่ทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์แน่ คิดดังนั้นเสี่ยวหลันจึงรีบกางร่มเดินออกจากเรือน

          เมื่อนางกลับมาถึงอีกครั้ง ฟู่จื่อเสวียนเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่ให้ความอบอุ่น อีกทั้งยังสวมเสื้อคลุมกันฝนอีกชั้นหนึ่ง หลังจากเข้าไปในรถม้าแล้ว ฟู่จื่อเสวียนก็สั่งอาหม่าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ไปโรงเตี๊ยม”

          ปัจจุบันนี้ ฟู่จื่อเสวียนมีร้านค้าอยู่สองร้าน ร้านแรกก็คือร้านขายขนมที่นางใช้เงินสินเดิมมาลงทุน พอเมื่อร้านขายขนมได้กำไร นางจึงใช้กำไรที่ได้มาเปิดโรงเตี๊ยมอีกแห่ง หลายปีมานี้ค่าใช้จ่ายในบ้านสกุลจี้ล้วนแต่อาศัยรายได้จากร้านทั้งสองของนาง

          โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีชื่อว่า ‘อวิ๋นไหล’ วันนี้ในโรงเตี๊ยมไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว มีแต่เสี่ยวเอ้อที่นั่งเท้าคางสัปหงกอยู่หลังโต๊ะเก็บเงิน

          “เฝิงลิ่ว หลงจู๊*เหยียนอยู่ไหน” เสี่ยวหลันเคาะหน้าโต๊ะแรงๆ สองที

          เฝิงลิ่วสะดุ้ง เงยหน้าขึ้น มองไปทางด้านหลัง “เขาคิดบัญชีอยู่ข้างใน พี่เสี่ยวหลันมาได้อย่างไร”

          เสี่ยวหลันยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ฮูหยินน้อยมาทำธุระ เจ้าเรียกให้หลงจู๊เหยียนออกมาพบหน่อย”

          เฝิงลิ่วพยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว “ได้ ได้เลย...”

          หลงจู๊เหยียนเป็นชายกลางคนวัยสี่สิบต้นๆ ไว้หนวดสองเส้นอยู่เหนือริมฝีปาก นิสัยของเขาก็เป็นเหมือนแซ่ของเขา ที่ทั้งเข้มงวดทั้งหัวโบราณ เขาเป็นคนเถรตรง อีกทั้งยังมีอุดมการณ์ประจำใจ แต่เพราะเป็นคนมีหลักการมากเกินไป จึงถูกนายจ้างคนก่อนเลิกจ้าง

          เดิมทีหลงจู๊เหยียนเป็นผู้ดูแลร้านเครื่องประดับที่มีชื่อมากที่สุดในเมืองหลวงที่มีนามว่า ‘ร้านเครื่องเงินหลินจี้’ แต่เพราะน้องชายภรรยาเจ้าของร้านหลินจี้และพรรคพวกแอบนำเครื่องเงินปลอมมาเปลี่ยนเครื่องเงินจริงออกไป แล้วถูกหลงจู๊เหยียนรู้เข้าพอดี เขาจึงให้ถอดเครื่องประดับชุดนั้นออกจากร้าน ทั้งยังติดประกาศขออภัยพร้อมทั้งรับคืนสินค้าชุดที่มีปัญหาในราคาที่ขายไป... กลับคืนมา

          ความจริงแล้ว การที่เขาแสดงความรับผิดชอบเช่นนี้ไม่มีปัญหาอะไร อีกทั้งยังสามารถเรียกชื่อเสียงและความมั่นใจที่ลูกค้ามีต่อร้านกลับมาได้ด้วย แต่ไม่รู้ว่าใครดันเอาเรื่องน้องภรรยาของเถ้าแก่หลินไปพูด จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย คู่แข่งของร้านหลินจี้จึงฉวยโอกาสนี้ ใส่ไคล้ว่าน้องภรรยาของเถ้าแก่หลินเคยเปลี่ยนเครื่องประดับปลอมเข้าไปในร้านก่อนหน้านี้หลายต่อหลายครั้ง

          มีคนเชื่อข่าวลือนี้ไม่น้อย กังวลว่าเครื่องประดับที่ตัวเองซื้อมาจะเป็นของปลอม จึงได้มาที่ร้าน หาเรื่องโวยวายว่าจะนำสินค้ามาคืน เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต เจ้าของร้านหลินจี้โกรธมาก จึงใช้ข้ออ้างนี้เลิกจ้างหลงจู๊เหยียน

          แม้หลงจู๊เหยียนจะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ไม่ว่าร้านค้าร้านไหนล้วนแต่มีเรื่องที่ไม่งามสง่าทั้งสิ้น จึงไม่มีร้านใดกล้าจ้างเขาทำงาน หลงจู๊เหยียนยังมีพ่อแม่ มีลูกต้องดูแล เขาหางานใหม่อยู่นานก็ยังหาไม่ได้ การเงินเริ่มฝืดเคืองจนต้องนำสิ่งของที่มีค่าในบ้านไปจำนำ

          ในตอนนี้เองที่เขาได้พบกับฟู่จื่อเสวียน

          สำหรับคนอื่นแล้ว นิสัยที่ตรงไปตรงมาของหลงจู๊เหยียนนั้นเป็นข้อเสีย แต่สำหรับฟู่จื่อเสวียนแล้วกลับเป็นข้อดีอย่างมาก สกุลจี้มีแต่สตรี คนที่มีความสามารถอีกทั้งมีนิสัยซื่อสัตย์เถรตรง มีหลักการ อย่างหลงจู๊เหยียนคนนี้นับเป็นเหมือนขนมเปี๊ยะที่ตกลงจากฟ้า

          เวลาผ่านมาแค่สามปี เขาดูแลโรงเตี๊ยมอวิ๋นไหลให้เจริญรุ่งเรืองโดยมิได้มีปัญหาเรื่องบัญชีแต่อย่างใด แต่เพราะช่วงนี้ฝนตกติดต่อกันหลายวันทำให้ไม่มีแขกเข้าร้าน ไม่เช่นนั้น ที่นั่งในร้านจะเต็มทุกที่

          “ฮูหยินน้อย วันนี้ท่านมาดูบัญชีหรือ” หลงจู๊เหยียนประสานมือให้กับฟู่จื่อเสวียน พร้อมกับหอบสมุดบัญชีตั้งหนึ่งออกมา

          ตอนนี้ฟู่จื่อเสวียนไม่มีแก่ใจจะดูบัญชี นางโบกมือปฏิเสธ “อาเหยียน ไม่ใช่หรอกข้าอยากจะถามว่าตอนนี้มีเงินเหลืออยู่ในบัญชีเท่าไร”

          หลงจู๊เหยียนเปิดสมุดดูครู่หนึ่ง “มีอยู่หนึ่งพันสองร้อยสามสิบสองตำลึง”

          นี่เป็นเงินที่มีจำนวนไม่น้อยทีเดียว ฟู่จื่อเสวียนพยักหน้ารับ “งั้นก็ดี อาเหยียน อานำเงินทั้งหมดไปซื้อข้าวสารกลับมาแล้วเก็บเอาไว้ในห้องว่างหลังโรงเตี๊ยม ถ้ายังมีเงินเหลืออีกให้ไปซื้อไฉ่หู ชะเอม ฮั่วเซียง**...”

          “แล้วเรายังจะเปิดร้านขายผ้าหรือไม่” หลงจู๊เหยียนถามอย่างประหลาดใจ

          ตอนนี้ฟู่จื่อเสวียนค่อยนึกได้ว่า ก่อนนี้ดูเหมือนนางจะปรึกษากับหลงจู๊เหยียนว่าจะนำเงินที่เก็บมาเปิดร้านขายผ้าอีกสักร้านหนึ่ง แม้แต่ทำเลก็ไปดูมาแล้ว ขาดแค่วางเงินเท่านั้น

          ฟู่จื่อเสวียนยกชามกระเบื้องลายน้ำเงินขึ้นมาดื่มชาอุ่นคำหนึ่ง แล้วตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เปิดแล้ว”

          หลงจู๊เหยียนรู้สึกว่าการตัดสินใจของฟู่จื่อเสวียนดูเหมือนเด็กเล่นขายของ จึงอดแทรกขึ้นไม่ได้ว่า “ฮูหยินน้อย ข้าวสารเยอะขนาดนั้นจะจัดการอย่างไรได้เล่า”

          ที่นี่เป็นโรงเตี๊ยม มิได้เตรียมที่ทางสำหรับเก็บสิ่งของ โดยเฉพาะตอนนี้มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน หากเก็บข้าวสารพวกนี้เอาไว้นานเกินไปก็จะเกิดมอดหรือไม่ก็ขึ้นราได้ง่าย

          ฟู่จื่อเสวียนเข้าใจถึงความกังวลของเขา นางวางถ้วยชา เงยหน้ามองสายฝนที่ตกหนักจนดูเหมือนม่านน้ำ มีความกังวลปรากฏขึ้นในแววตา “อาเหยียน ปีนี้อากาศดูจะผิดไปกว่าปกติ ฤดูสารทของปีก่อนๆ ไม่มีฝนตกมากขนาดนี้ เมืองหลวงเองก็ตกติดต่อกันมาห้าวันแล้ว แล้วท่านว่า ทางใต้จะมีฝนตกหนักอย่างนี้เหมือนกันหรือไม่”

          หลงจู๊เหยียนตะลึงไปชั่วขณะก่อนจะนึกถึงอะไรบางอย่าง “จริงด้วย ตอนนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวพอดี มีฝนตกติดต่อกันขนาดนี้ เกรงจะส่งผลต่อการเก็บเกี่ยว ฮูหยินน้อยมีสายตากว้างไกล ไม่นานราคาข้าวสารจะต้องขึ้น พวกเราจะได้เงินก้อนใหญ่จากการนี้แน่ ถ้าเช่นนั้น... เราจะเปลี่ยนร้านขายผ้าเป็นร้านขายข้าวสารใช่หรือไม่”

          ฟู่จื่อเสวียนยื่นมือดีดขอบถ้วยชาเบาๆ ก้มหน้าพูดในสิ่งที่คนฟังเองก็ไม่เข้าใจ “ไม่ต้อง ข้าวสารพวกนี้มีไว้สำหรับช่วยชีวิตข้า”

 

 

 

____________________

* หลงจู๊ เป็นคำเรียก ผู้จัดการที่คอยดูแลร้านค้า

** เป็นชื่อยาสมุนไพร

          เมื่อคุยเรื่องซื้อข้าวสารเสร็จ

          ฟู่จื่อเสวียนหาข้ออ้างให้เสี่ยวหลันออกไปข้างนอก จากนั้นเอ่ยกับหลงจู๊เหยียนว่า “อาเหยียน ข้ายังมีเรื่องส่วนตัวอีกเรื่องที่ต้องรบกวนท่าน”

          เห็นสีหน้าของฟู่จื่อเสวียนเคร่งเครียด หลงจู๊เหยียนเองก็ยืดตัวตรง ตั้งใจฟังอย่างดี “ฮูหยินน้อยเชิญพูดมา”

          ฟู่จื่อเสวียนล้วงตั๋วแลกเงินสามร้อยตำลึงจากถุงผ้าต่วน เลื่อนไปตรงหน้าหลงจู๊เหยียน “อาเหยียนท่านช่วยข้าหาบ้านสักหลัง จะใหญ่หรือเล็กก็ไม่เป็นไร อยู่ทำเลไหนก็ไม่สำคัญ ขอแค่อย่างเดียว ต้องปลอดภัย”

          หลงจู๊เหยียนรับตั๋วแลกเงินมาถือไว้ สามร้อยตำลึงจะว่ามากก็ไม่มาก จะว่าน้อยก็ไม่น้อย คนมีเงินในเมืองหลวงล้วนมีมากมาย ที่อยู่อาศัยจึงเป็นสิ่งที่มีคนต้องการอยู่ตลอด เงินแค่นี้คงหาบ้านที่ดีมากในเมืองหลวงไม่ได้ แต่ฮูหยินน้อยบอกแล้วว่าไม่สนใจทำเล ไม่สนใจใหญ่เล็ก ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ยังพอมีทางเลือกอยู่

          หลงจู๊เหยียนเก็บตั๋วแลกเงินเอาไว้ “ได้ พรุ่งนี้ข้าจะไปหาคนกลาง”

          ฟู่จื่อเสวียนยิ้มน้อยๆ รับคำ “ขอบคุณ แต่เรื่องนี้ขอให้ท่านเก็บเป็นความลับ อย่าได้บอกให้คนอื่นรู้”

          ดวงตาของหลงจู๊เหยียนกลอกไปมาเล็กน้อย คิดถึงเมื่อครู่ที่ฟู่จื่อเสวียนไล่เสี่ยวหลันออกไป จึงพยักหน้ารับ “เมื่อได้ใบสัญญาแล้ว ข้าจะแจ้งให้ท่านทราบ”

         

          ช่วงที่กลับสกุลจี้ สายฝนเริ่มบางเบาลง เหลือเป็นเม็ดฝนเล็กๆ ที่ตกลงมาในอากาศ

          รถม้าจอดหน้าบ้าน ฟู่จื่อเสวียนยังไม่ทันลงรถ ผ้าม่านก็ถูกคนข้างนอกปัดขึ้นอย่างรวดเร็วเสียก่อน

          “อาซ้อออกไปเที่ยวข้างนอกไม่เห็นพาข้าไปด้วยเลย ข้าเบื่อจะแย่แล้ว” จี้เหม่ยอวี๋ทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ เขย่งปลายเท้า วางปลายคางลงกับขอบหน้าต่างรถ ส่งสายตาไม่พอใจให้กับฟู่จื่อเสวียน

          ฟู่จื่อเสวียนดีดสันจมูกนางเบาๆ “ข้าออกไปทำธุระ ไม่ได้ไปเที่ยว”

          “ข้าไม่สน ครั้งหน้าอาซ้อต้องพาข้าไปด้วย” จี้เหม่ยอวี๋เกาะแขนฟู่จื่อเสวียนเขย่าอย่างไม่สนใจในคำพูดของอีกฝ่าย

          ฟู่จื่อเสวียนจำต้องรับคำ “ได้ ครั้งหน้าข้าจะพาเจ้าไปด้วย ตอนนี้ปล่อยให้ข้าลงจากรถได้หรือยัง”

          จี้เหม่ยอวี๋รีบปล่อยมือ เมื่อฟู่จื่อเสวียนลงจากรถม้าแล้ว นางก็วิ่งมาดึงมือฟู่จื่อเสวียนเอาไว้อีก พลางกดเสียงพูดเบาๆ ว่า “อาซ้อ อาสะใภ้รองมาอีกแล้ว ท่านแม่ไม่รู้จะจัดการอย่างไร จึงให้ข้ามารอท่านอยู่นี่”

          สีหน้าของฟู่จื่อเสวียนดูแปลกประหลาด

          อาสะใภ้รองที่จี้เหม่ยอวี๋พูดถึงนั้นก็คือภรรยาของผู้มีศักดิ์เป็นอารองของจี้เหวินหมิง เป็นสะใภ้ของผู้นำตระกูลจี้ในตอนนี้

          สกุลจี้สายนี้แม้ไม่ร่ำรวย แต่ก็มีสมาชิกอยู่ไม่น้อย

          ก่อนนี้ทุกคนต่างก็ยากจนข้นแค้น แต่เมื่อฟู่จื่อเสวียนแต่งเข้าสกุลจี้ก็นำสินเดิมมาเปิดร้านค้า ทำให้ความเป็นอยู่ของสกุลจี้ดีขึ้นตามลำดับ แม้จะไม่ร่ำรวยเป็นคหบดี แต่ในหมู่ญาติๆ ที่มีฐานะยากจน ก็ถือว่าครอบครัวของจี้เหวินหมิงนั้นมีฐานะดีกว่า

          ดังนั้นอาสะใภ้รองคนนี้จึงมักจะแวะเวียนมาหาเผื่อมีอะไรติดไม้ติดมือกลับไป

          วั่นซื่อไหว้พระไหว้เจ้า รู้จักแต่สวดมนต์ ไม่รู้จักจัดการคน จี้เหม่ยอวี๋เป็นหญิงสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือน ขี้อายอีกทั้งยังขี้กลัว ดังนั้นเรื่องที่จะผิดใจกับคนอื่นก็ต้องมอบให้ฟู่จื่อเสวียนเป็นคนออกหน้า

          ฟู่จื่อเสวียนไม่เคยทำให้วั่นซื่อผิดหวัง ทุกครั้งนางสามารถทำให้อาสะใภ้รองคนนี้กลับไปได้อย่างห่อเหี่ยว นานวันเข้า พอได้ยินเสียงฟู่จื่อเสวียน หญิงวัยกลางคนผู้นี้จะต้องเดินอ้อมไปอีกทาง อีกทั้งยังชอบนำเรื่องฟู่จื่อเสวียนไปนินทาลับหลัง

          ชาติก่อนฟู่จื่อเสวียนไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ อาสะใภ้รองคนนี้เป็นคนละโมบโลภมาก ที่บ้านของนางไม่มีผู้ชายสักคน ถ้ายังไม่ทำตัวเข้มแข็ง ของที่มีเพียงน้อยนิดในบ้านก็คงจะถูกอาสะใภ้คนนี้มาขูดเลือดขูดเนื้อเอาไปจนหมดสิ้น หากจี้เหวินหมิงเป็นอะไรไป แล้วพวกนางที่ไม่มีเงินทองติดตัวเลยจะใช้ชีวิตอยู่ต่ออย่างไร

          น่าสงสารที่นางเอาแต่คิดแทนสกุลจี้ไปเสียทุกเรื่อง แต่สุดท้ายก็ยังถูกเตะออกนอกบ้านอย่างไม่ไยดี ตอนนั้น คนในสกุลจี้ไม่มีใครออกมาพูดแทนนางสักคน ตอนนี้มาคิดอีกทีก็สมควรแล้ว นางไม่เคยให้อะไรกับคนในสกุลจี้มาก่อน แล้วใครจะมาพูดอะไรแทนนาง แค่ไม่เกลียดนางก็ถือว่าดีมากแล้ว

          โดยเฉพาะภายหลังเมื่อเทียบกับเฉียนเจินเจินแล้ว นับว่านางเป็นที่น่ารังเกียจยิ่งนัก

          เฉียนเจินเจินเข้ามาในบ้านก็เริ่มซื้อใจคนสกุลจี้ อีกทั้งยังเสนอให้ซ่อมแซมศาลบรรพชน สร้างสถานศึกษาประจำตระกูล นางพูดจาน่าฟัง เงินแม้แต่อีแปะเดียวก็ไม่ได้ควักแต่ยังได้รับคำชื่นชมจากคนอื่น สุดท้ายแล้วเงินที่ซ่อมศาล สร้างสถานศึกษาก็เป็นเงินของสกุลจี้ เงินเหล่านี้เป็นเงินเก็บที่ฟู่จื่อเสวียนเก็บมาตลอดทั้งเจ็ดปี

          เมื่อได้เกิดใหม่อีกครั้ง นางจะไม่ยอมตัดเสื้อแต่งงานให้กับคนอื่นอีก ถ้าจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนนี้ อย่างไรก็ต้องให้มันออกจากมือนาง

          คิดถึงตรงนี้ฟู่จื่อเสวียนสูดหายใจเข้าลึก แล้วยิ้มน้อยๆ “ไปเถอะ ไม่ได้เจออาสะใภ้รองตั้งนานแล้ว”

          จี้เหม่ยอวี๋มองฟู่จื่อเสวียนอย่างประหลาดใจ เมื่อก่อนถ้าพูดถึงอาสะใภ้คนนี้เมื่อไร อาซ้อจะต้องหน้าตาบูดบึ้งทันทีแต่ทำไมวันนี้ถึงได้ยิ้มเสียเล่า

          อาสะใภ้รองคนนี้มีวัยใกล้เคียงกับวั่นซื่อ แต่นางผอมกว่าวั่นซื่อมากนัก โหนกแก้มยกสูง ขอบตาเว้าลึก ดูหน้าตาแล้วเหมือนคนที่ไม่ค่อยน่าคบหา ไม่เหมือนวั่นซื่อที่หน้าตาอิ่มเอิบ ดูมีเมตตา

          เวลาอาสะใภ้รองพูด เสียงก็แหลมบาดหู ยิ่งเพิ่มความรู้สึกที่ไม่ดีต่อคนฟัง

          แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลกับฟู่จื่อเสวียน ทุกครั้งนางจะจัดการจนอาสะใภ้รองพูดไม่ออก ดังนั้นเมื่อเห็นฟู่จื่อเสวียน หน้าตาของนางก็แทบจะเขียวคล้ำ น้ำเสียงอ่อนลงกว่าปกติ “อาเสวียน เจ้าไม่สบายไม่ใช่หรือ วันนี้ลมแรง ทำไมถึงไม่อยู่พักผ่อนในห้องเล่า”

          ฟู่จื่อเสวียนยอบตัวทำความเคารพวั่นซื่อ แล้วยืนอยู่ด้านหนึ่ง ตอบอย่างยิ้มแย้มว่า “ขอบคุณอาสะใภ้รองที่เป็นห่วง อาเสวียนดีขึ้นมากแล้ว”

          หญิงร่างผอมประหลาดใจ ทำไมวันนี้ท่าทีของฟู่จื่อเสวียนจึงได้ดีขนาดนี้ นางปรายตามองวั่นซื่อที่ทำท่าสงบเสงี่ยมแล้วมีความไม่ยี่หระในดวงตา พี่สะใภ้คนนี้ของนาง เมื่อเจอกับเรื่องอะไรก็ได้แต่ร้องไห้ แต่ปรากฏว่ามีชะตาชีวิตที่ดีอย่างน่ามหัศจรรย์ เวลาที่สามีอยู่สามีก็รักใคร่ สามีไม่อยู่ก็มีลูกชายคอยกตัญญู ลูกชายไปออกรบ สะใภ้ที่แต่งเข้าบ้านไม่เพียงจะดูแลอย่างดี แต่ยังเป็นคนมีความสามารถ ทำให้แม่สามีไม่ต้องกลุ้มใจอะไร วันๆ เอาแต่กินเจสวดมนต์ ยังจะมีคนคอยรับใช้ ใช้ชีวิตได้ดีกว่านางที่ยังมีทั้งสามีและลูกชายอยู่ข้างกายเสียอีก

          ทำไมชะตาชีวิตของคนเราถึงได้แตกต่างกันเพียงนี้

          แม้วันนี้ฟู่จื่อเสวียนมีท่าทียิ้มแย้มแจ่มใส แต่นางก็ไม่คิดจะพูดถึงเรื่องเมื่อครู่อีก เพราะนอกจากไม่สำเร็จแล้ว ก็อาจจะซวยไปด้วย

          ฟู่จื่อเสวียนมองอาสะใภ้รองที่ไม่คิดจะพูดเรื่องที่ค้างอยู่ต่อก็คิดในใจว่า... จะได้อย่างไร ฟู่จื่อเสวียนกลอกตาเร็วๆ หันไปกล่าวกับเสี่ยวหลันที่ยืนอยู่ข้างประตูว่า “ส่งตะกร้ามาสิ” จากนั้นนางหันมาพูดกับผู้มาเยือน “อาสะใภ้รอง พอดีเลย วันนี้ข้าไปร้านขายผ้าซื้อผ้ามาสองผืน สีสันเนื้อผ้าดีมากทั้งคู่ ข้าอยากได้ก็เลยซื้อมา ปรากฏว่าซื้อมาแล้วค่อยพบว่าสีที่ข้าซื้อมา คนที่บ้านเราคงจะไม่มีใครใส่ แต่กลับเหมาะกับน้องเหยียนเป็นอย่างยิ่ง หากอาสะใภ้ไม่รังเกียจ ก็รับไว้เถอะ”

          นางพูดแล้วก็หยิบผ้าสีครามจากตะกร้ามาผืนหนึ่ง ยัดใส่มืออาสะใภ้รอง

          อาสะใภ้รองลูบผ้าผืนนั้นด้วยสีหน้ายินดีอย่างปิดไม่มิด สีสันของมันสดใส อีกทั้งยังเป็นของดี ไม่รู้ว่าหลานสะใภ้คนนี้เป็นคนพูดจาดีตั้งแต่เมื่อไร

          นางมองฟู่จื่อเสวียนอย่างแคลงใจ

          ฟู่จื่อเสวียนสบตากับอีกฝ่ายตรงๆ ยิ้มน้อยๆ จนเห็นลักยิ้มที่แก้มทั้งสอง ทำให้ใบหน้าของนางดูอ่อนโยนลง เหมือนคนที่พูดง่าย

          จะไปสนใจทำไมว่านางจะพูดง่ายไม่ง่าย รับของมาก่อนแล้วค่อยว่ากัน อาสะใภ้รองกอดผ้าผืนนั้นไว้ ยิ้มกว้างให้อีกฝ่าย “อาเสวียนรอบคอบจริงๆ น้องเหยียนของเจ้าเตรียมตัวจะไปพบกับอาจารย์เจียงอวิ๋น แต่ก็กลุ้มใจว่าไม่มีเสื้อผ้าที่เหมาะสม ข้ากลับไปจะใช้ผ้าผืนนี้ไปเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เขา”

          ดวงตาเรียวยาวของฟู่จื่อเสวียนเบิกกว้าง มีท่าทางประหลาดใจระคนดีใจ “น้องเหยียนได้รับความสนใจจากอาจารย์เจียงอวิ๋น เป็นเรื่องที่น่ายินดีนัก”

          เมื่อเห็นว่าสีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายมิได้เสแสร้ง ความคิดที่อาสะใภ้รองกำลังจะเลิกล้มก็กลับคืนมาใหม่ หัวคิ้วเรียวแหลมของนางเลิกขึ้น ก่อนจะพูดกลับมีเสียงไอดังขึ้นจากทางซ้ายมือแบบประจวบเหมาะ วั่นซื่อไอเสร็จก็มองไปยังฟู่จื่อเสวียน “อาเสวียน เจ้ายังไม่หายดีใช่หรือไม่” ไม่เช่นนั้น สมองจะเลอะเลือนถึงขนาดมอบผ้าใหม่ให้กับเหยียนซื่อได้อย่างไร

          ฟู่จื่อเสวียนยกมือทาบหน้าผาก ทำตัวไปตามน้ำ “ยังรู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอบคุณท่านแม่ที่เป็นห่วง”

          เหยียนซื่อมิใช่คนโง่ถึงมองไม่ออกว่าวั่นซื่อไม่พอใจ แต่จะไปสนใจอะไรกันเล่า นี่เป็นโอกาสดีที่ฟู่จื่อเสวียนพูดจาดีกับนาง นางไม่คว้าโอกาสนี้เอาไว้ก็โง่แล้ว “อาซ้อ อาเสวียน เหวินเหยียนสามารถเป็นศิษย์ของอาจารย์เจียงได้ ก็นับเป็นวาสนาของสกุลจี้เรา พวกเจ้าว่าไหม” เมื่อเห็นวั่นซื่อพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ นางก็รีบพูดต่อ “แต่… ค่าเล่าเรียนของอาจารย์เจียงปีหนึ่งตั้งห้าสิบตำลึง พวกเจ้าก็รู้ว่า อารองของพวกเจ้าปีหนึ่งก็...”

          “ห้าสิบตำลึง?” สีหน้าของวั่นซื่อแปรเปลี่ยนทันที นางรู้ว่าเหยียนซื่อจะมาขอเงิน แต่คิดไม่ถึงว่าจะอ้าปากกินคำโตขนาดนี้ เงินห้าสิบตำลึงยังจะพูดออกมาได้ ครอบครัวทั่วไปมีค่าใช้จ่ายปีหนึ่งยังไม่ถึงห้าสิบตำลึงเลยด้วยซ้ำ

          เหยียนซื่อปรายตามองฟู่จื่อเสวียนที่ยืนยิ้มมุมปากโดยไม่พูดไม่จาแวบหนึ่ง เกิดความฮึกเหิมขึ้นมา เวลานี้นางไม่กลัววั่นซื่อแล้ว “ท่านเจียงเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียง บางคนยอมจ่ายเงินเพื่อขอให้เขารับเป็นศิษย์เขายังไม่ยอมรับ เหวินเหยียนของพวกเราใช้ความสามารถตัวเองไปเป็นศิษย์ของเขาได้ นับเป็นวาสนาที่ไม่ใช่จะมีกันได้ทุกคน แล้วจะบ่นว่าแพงได้อย่างไร”

          วั่นซื่อฟังแล้วก็ให้จุกอก ถ้าเจ้าว่าไม่แพงก็อย่ามาขอเงินจากคนอื่นสิ นางมองไปยังฟู่จื่อเสวียน ไม่รู้ว่าเหตุใดสะใภ้คนนี้จึงเปลี่ยนเป็นคนละคน ยืนเฉยๆ ราวกับเป็นคนปัญญาอ่อน ไม่ออกหน้าพูดแทนนาง

          เมื่อเห็นว่าวันนี้ฟู่จื่อเสวียนเหมือนคนกินยาผิด ไม่ได้หาเรื่องโต้เถียงกับนางยิ่งทำให้เหยียนซื่อได้ใจ เริ่มสาธยายว่าอาจารย์เจียงผู้นั้นมีความรู้ความสามารถอย่างไร แล้วเหตุใดเหวินเหยียนจึงเป็นที่ถูกตาต้องใจของเขา โอกาสดีๆ เช่นนี้จะปล่อยผ่านไม่ได้เป็นอันขาด

          วั่นซื่อรำคาญคู่สะใภ้คนนี้อย่างที่สุด นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นคนหน้าด้านหน้าทน ถ้าไม่บรรลุเป้าหมายย่อมไม่เลิกรา อีกทั้งยังกล้าเอะอะโวยวาย กล้าทำเสียงดังไปทั่ว

          สุดท้ายแล้ววั่นซื่อจำเป็นต้องควักเงินเพื่อส่งคู่สะใภ้ตัวร้ายกลับไป

          เมื่อเหยียนซื่อกลับไป วั่นซื่อก็หันไปมองฟู่จื่อเสวียนด้วยใบหน้าบึ้งตึง “วันนี้เจ้าเป็นอะไร!”

          คนเลวจำเป็นต้องเจอคนเลวกว่า ฟู่จื่อเสวียนมองละครฉากนี้ด้วยความสะใจยิ่ง

          การชักสีหน้าของวั่นซื่อมิได้ส่งผลต่ออารมณ์ที่เบิกบานของนางในตอนนี้ นางหลุบตาเพื่อปกปิดแววยินดีที่ฉายชัด เอ่ยอย่างไม่รีบร้อนว่า “ท่านแม่ ท่านพี่จะกลับมาแล้ว มีคำกล่าวที่ว่าจับเสือร่วมกันหนหนึ่งนับเป็นพี่น้อง ออกรบร่วมกันหนหนึ่งนับเป็นพ่อลูก*ต้นไม้เดี่ยวยากจะยืนยงอยู่ได้ เมื่อน้องเหยียนมีโอกาสก้าวหน้า ต่อไปจะต้องให้การช่วยเหลือท่านพี่ในราชสำนักได้มิใช่หรือ”

          วั่นซื่อเป็นหญิงชาวบ้านที่ไม่รู้หนังสือ แล้วจะเข้าใจหลักการนี้ได้อย่างไร นางฟังฟู่จื่อเสวียนพูดอย่างมีหลักมีการ เมื่อคิดอีกที หลายปีมานี้แม้นางจะไม่ได้รับประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอันจากสกุลจี้ก็จริง แต่เพราะมีสกุลจี้คอยปกป้อง จึงไม่มีอันธพาลกล้ามาหาเรื่องพวกนางแม่ลูก จึงรู้สึกว่า ที่ฟู่จื่อเสวียนพูดมานั้นมีเหตุผล ทว่านางยังคงเสียดายเงินอยู่ดี “แต่อาสะใภ้รองของเจ้าก็โลภมากเกินไป อ้าปากทีก็เอาตั้งห้าสิบตำลึง” วั่นซื่อยังต่อว่าไม่หยุด รู้สึกเสียดายจริงๆ

          ฟู่จื่อเสวียนแอบสะใจ ตอนนี้รู้จักเสียดายเงิน ต่อไปยังจะมีให้นางเสียดายมากกว่านี้อีก อาสะใภ้รองเหยียนซื่อเป็นพวกได้คืบจะเอาศอก ครั้งนี้ได้เงินไปอย่างง่ายๆ อีกไม่กี่วันจะต้องหาเรื่องมาขอเงินอีกแน่ หลายปีมานี้วั่นซื่อใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไร้กังวลมานาน จนลืมไปว่าคู่สะใภ้คนนี้เป็นคนละโมบเพียงใด      

          แล้วก็เป็นตามที่คิด เหยียนซื่อเมื่อกลับไปถึงบ้านแล้วก็เกิดความลำพองใจไปพร้อมๆ กับความริษยา นางพูดกับอารองจี้ว่า “นี่ท่านพี่ ดูสิ จ่ายเงินทีก็ห้าสิบตำลึง ทางโน้นจะต้องมีเงินมากแค่ไหนกันเชียว”

          อารองจี้ปรายตามองภรรยาอย่างรำคาญ “เจ้าจะไปสนใจทำไมว่าคนเขามีเงินเท่าไร! ต่อไปอย่าไปหาเรื่องเอาเงินกับทางโน้นอีกนะ”

          เหยียนซื่อสะบัดผ้าเช็ดหน้าในมือ ชี้หน้าอารองจี้ “ตาแก่โง่เอ๊ย อย่าลืมสิ รายได้ของทางบ้านโน้นก็มาจากฟู่จื่อเสวียนใช้สินเดิมสร้างขึ้นมา หลานชายของเจ้าไม่ส่งข่าวมาเลยตั้งหลายปี ข้าว่าคงจะโชคร้ายมากกว่าโชคดี ฟู่จื่อเสวียนอายุเท่าไรเอง ไม่มีลูกด้วย คิดว่านางจะครองตัวเพื่อหลานชายเจ้าได้นานสักแค่ไหน ถ้านางแต่งงานใหม่ ทรัพย์สมบัติก็ต้องเอาไปหมด ไม่รู้เจ้าลูกเต่าตัวไหนจะโชคดีได้ไป!”

          ความจริงเป็นเช่นนี้

          เมื่อเห็นสีหน้าสามีดูเหมือนจะคล้อยตาม เหยียนฟู่ยังเติมไฟเข้าไปอีก “ถ้าฟู่จื่อเสวียนแต่งงานใหม่ วั่นซื่อกับเหม่ยอวี๋จะทำอย่างไร สองคนนี้เป็นหญิงอ่อนแอไม่มีแรงแม้แต่จับไก่ อีกทั้งยังไม่มีทรัพย์สมบัติใดๆ ถ้าไม่ได้อารองคนดีอย่างเจ้าคอยให้การดูแล จะอยู่ต่ออย่างไร ตอนนี้ข้าไปเอาเงินกับพวกเขาแล้วจะทำไม ข้าแค่เอาเงินของฟู่จื่อเสวียนมาเท่านั้น เงินที่ได้มาก็เก็บให้วั่นซื่อกินใช้ตอนแก่ พูดไปพูดมา สุดท้ายวั่นซื่อนั่นแหละที่ได้ประโยชน์ พวกเราเองก็ไม่ได้ร่ำรวย หลายปีมานี้เหวินเหยียนต้องเรียนหนังสือ เงินทองก็ขัดสน ที่ข้าทำทั้งหมดเพื่อใคร ถ้าไม่ใช่เพราะอยากจะช่วยลดภาระให้เจ้า”

          พูดไปแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดหน้าร้องไห้ฮือๆ

          อารองจี้ถอนใจเฮือก จับไหล่ภรรยากล่าวเสียงอ่อนลงว่า “ข้าคิดมากไปเอง ข้ากลัวว่าเจ้าจะถูกฟู่จื่อเสวียนต่อว่าต่อขาน ก่อนนี้เจ้ามักจะบอกว่าถูกนางต่อว่าจนเถียงไม่ทัน ไม่ใช่หรือ”

          พูดถึงเรื่องนี้เหยียนฟู่ถึงกับลืมร้องไห้ไปเลย นางเงยหน้าเอ่ยอย่างไม่เข้าใจว่า “วันนี้ฟู่จื่อเสวียนเหมือนจะกินยาผิดมา นางพูดกับข้าหน้าตายิ้มแย้มเชียว ยังเป็นฝ่ายให้ผ้าเนื้อดีกับข้าด้วย หรือนางรู้ว่าเหวินเหยียนของเรากำลังจะมีอนาคต เลยตั้งใจประจบข้า”

          อารองจี้มีหรือจะรู้ว่าหลานสะใภ้คิดอะไรในใจ เขาพยักหน้ารับแบบขอไปที “ก็คงจะใช่กระมัง”

          เมื่อหัวหน้าครอบครัวพูดเช่นนี้ แสดงว่าจะต้องเป็นเช่นนี้

          เรื่องนี้ยิ่งทำให้เหยียนฟู่ได้ใจ ฝนเพิ่งหยุดตก นางก็สะบัดผ้าเช็ดหน้า เดินไปที่บ้านของจี้เหวินหมิงอีกครั้ง

          วันนี้ฟู่จื่อเสวียนกำลังจะออกจากบ้าน เจอกับนางที่หน้าประตูเข้าโดยบังเอิญ

          ทั้งสองคนทักทายกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เหยียนฟู่เห็นท่าทีของฟู่จื่อเสวียนดีเหมือนครั้งก่อนก็ยิ่งได้ใจ

          ฟู่จื่อเสวียนมองเห็นความผยองและความละโมบในแววตาของอีกฝ่าย นางหลุบตากล่าวว่า “อาสะใภ้รองไม่ได้มาเป็นแขกที่บ้านนานแล้ว ต้องอยู่นานหน่อยนะ ท่านแม่อยากกินขาหมูแก้วของร้านเซียงไจ ข้าจะไปซื้อกลับมา อาสะใภ้รองก็อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนกลับเถอะ”

          ได้ยินเช่นนี้ เหยียนฟู่ถึงกับตาถลน ขาหมูแก้วของร้านเซียงไจมันแต่ไม่เลี่ยน อีกทั้งยังมีความนุ่มหอมอย่างบอกไม่ถูก ที่สำคัญกว่าก็คือราคาแพงหูฉี่ แค่ขาหมูหนึ่งขายังมีราคาตั้งห้าตำลึงเงิน ชั่วชีวิตของเหยียนฟู่เคยลิ้มรสครั้งหนึ่งตอนที่ไปงานวันเกิดครบรอบแปดสิบปีของท่านจาง แค่ได้กินครั้งเดียวก็ติดใจไม่รู้ลืม

          แซ่จี้เหมือนกัน เหตุใดวั่นซื่อจึงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเช่นนี้นะ

          ที่เหยียนฟู่มาวันนี้เดิมทีคิดจะมาขอเงินอีกสิบตำลึง แต่ตอนนี้นางเปลี่ยนใจแล้ว วั่นซื่อใช้ชีวิตอย่างสุขสบายก็ควรให้คนอื่นๆ ได้เสพสุขด้วยเช่นกัน อย่างอื่นยังไม่ต้องพูด แค่งานวันเกิดพ่อสามีของนางก็ควรจะมีขาหมูแก้วเป็นหนึ่งในอาหารที่จะมาต้อนรับแขก

 

          “อะไรนะ เจ้าต้องการหนึ่งร้อยตำลึง ข้าจะมีเงินมากขนาดนั้นได้อย่างไร”

          ครั้งนี้เหยียนฟู่ถึงกับกินคำโต สร้างความตกใจให้กับวั่นซื่อ นางโกรธจนหน้าแดงก่ำ ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง

          เหยียนฟู่เห็นแล้วก็ไม่สนใจ ยังคงพูดเสียงดังว่า “เอาที่ไหนกัน ข้าขอยืม ต่อไปก็ยังจะคืนให้ ก็นี่ใกล้จะถึงวันเกิดของท่านพ่อแล้ว พวกคนเรียนหนังสือเขาว่าอย่างไรกันนะ อ้อ จำได้แล้ว คนเราอายุเจ็ดสิบก็ถือว่าสูงอายุอย่างที่หาได้ยาก ท่านพ่ออายุมากขนาดนี้ พวกเราก็ควรจะจัดงานให้ใหญ่โต เป็นเกียรติกับท่านพ่อ ไม่เช่นนั้นใครรู้เข้าจะเป็นการตบหน้าคนสกุลจี้อย่างเรา อาซ้อว่าใช่ไหมล่ะ”

          วั่นซื่อโมโหจนหายใจแทบไม่ทัน เหยียนฟู่หน้าไม่อายจริงๆ บอกว่าจะยืม แต่ด้วยฐานะของนาง ยืมแล้วยังจะคืนได้อีกหรือ ถ้าให้เงินไปก็เหมือนเอาซาลาเปาขว้างสุนัข มีไปไม่มีคืน ยังจะมีหน้าพูดออกมาได้

          “น้องสะใภ้ หนึ่งร้อยตำลึงเป็นเงินที่มากเกินไป ช่วงนี้ที่บ้านเราก็หมุนเงินไม่ค่อยทัน” เห็นแก่ที่ท่านลุงเป็นหัวหน้าตระกูล วั่นซื่อจึงมิได้พูดตัดรอนอย่างเด็ดขาด

          รอยยิ้มของเหยียนฟู่จางลงเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นอาซ้อคิดจะให้ข้ายืมเท่าไร”

          “ยี่... สามสิบตำลึง” วั่นซื่ออยากจะบอกว่ายี่สิบ แต่เห็นสีหน้าของเหยียนฟู่ที่ดำคล้ำแล้วก็รีบเปลี่ยนใจ

          “สามสิบตำลึง! คิดว่าข้าเป็นขอทานหรือไง อาซ้อ บิดาข้าก็เป็นท่านลุงของอาซ้อ ตั้งแต่พี่ใหญ่จากไป เขาก็ดูแลอาซ้อดีมิใช่หรือ จะจัดเลี้ยงวันเกิดสักทีคิดจะจัดให้ใหญ่โตหน่อย แต่อาซ้อกลับอ้างโน่นอ้างนี่ หากวันหนึ่งต้องไปพบพี่ใหญ่ในปรโลก อาซ้อคิดว่าจะมีหน้าพบเขาหรือไม่ โถ... ท่านพ่อ ต้องบอกว่าสะใภ้อย่างข้าไร้ความสามารถที่ไม่อาจจัด...” เหยียนฟู่ปิดหน้าส่งเสียงร้องไห้ฮือๆ

          วั่นซื่อทั้งโมโหทั้งจนใจ นางขยุ้มแขนเสื้อแน่น กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าจะเพิ่มให้อีกสักหน่อย ห้าสิบตำลึงน่าจะพอนะ”

          ห้าสิบตำลึงก็ไม่เลว ตอนแรกนางคิดว่าน่าจะได้อย่างมากก็สี่สิบตำลึง

          เหยียนฟู่สะกดความลิงโลดเอาไว้ รับอย่างฝืนๆ ว่า “ช่างเถอะ ห้าสิบก็ห้าสิบ ข้าจะปรึกษาเรื่องนี้กับคู่สะใภ้คนอื่นๆ ให้ช่วยกันด้วย”

          วั่นซื่อค่อยโล่งอก รีบบอกให้หรูอี้ไปเบิกเงินที่ห้องบัญชี ไม่นานนักหรูอี้ก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่แปลกพิกล

          วั่นซื่อเห็นนางกลับมามือเปล่าจึงถาม “เงินอยู่ไหน”

          หรูอี้ปรายตามองนางก่อนจะกระซิบตอบ “เงินในบัญชีมีแค่ยี่สิบตำลึงเจ้าค่ะ”

          “มีแค่ยี่สิบตำลึง เป็นไปได้อย่างไร” วั่นซื่อไม่เคยดูแลงานในบ้าน หลายปีมานี้ ถ้านางต้องการอะไรก็แค่เอ่ยปากออกไป รุ่งขึ้นฟู่จื่อเสวียนจะส่งของมาให้นางถึงห้อง ดังนั้นนางจึงไม่เคยคิดว่าเงินที่บ้านจะมีแค่ยี่สิบตำลึง

          หรูอี้ย่นคอ ตอบตะกุกตะกักว่า “ได้ยินว่า เมื่อสองวันก่อนฮูหยินน้อยเบิกเงินไปสองร้อยตำลึง เป็นค่าน้ำมันทำบุญให้กับวัดชิ่งอวิ๋น”

          “ใช่แล้ว วันก่อนลูกกับอาซ้อไปวัดชิ่งอวิ๋น อาซ้อทำบุญค่าน้ำมันตะเกียงแทนพี่ใหญ่ ขอให้พระโพธิสัตว์ช่วยคุ้มครองพี่ใหญ่ให้กลับมาอย่างปลอดภัย ดังนั้นจึงบริจาคเงินไปสองร้อยตำลึง” จี้เหม่ยอวี๋ที่อยู่ข้างๆ กล่าวเสริม

          ฟังคำพูดของลูกสาวแล้วไฟโทสะที่โชติช่วงของวั่นซื่อมอดดับลงทันที นางมีลูกชายเพียงคนเดียว ชีวิตที่เหลือจะต้องพึ่งพาอาศัยเขา การที่ลูกสะใภ้คิดถึงลูกชายของนางเป็นเรื่องดี แต่สองร้อยตำลึงมันมากเกินไป ครั้งต่อไปนางจะบอกให้สะใภ้บริจาคเงินให้น้อยลงหน่อย

          นางไม่มีคำตำหนิ ไม่ได้หมายถึงเหยียนฟู่จะไม่มีคำตำหนิ

          ครอบครัวของจี้เหวินหมิงฟุ่มเฟือยมือเติบ แค่บริจาคค่าน้ำมันตะเกียงก็จ่ายถึงสองร้อยตำลึงแล้ว แต่กับญาติพี่น้อง แม้แต่อีแปะเดียวก็ยังไม่ยอมควัก แบบนี้มันน่าโมโหนัก เหยียนฟู่กล่าวกระแนะกระแหนว่า “อาซ้อใจกว้างเหลือเกิน ทำบุญให้กับพระกับเจ้าปีหนึ่งหลายร้อยตำลึง น่าสงสารท่านพ่อข้าจริงๆ อายุตั้งเจ็ดสิบ คนเป็นๆ ยังสำคัญไม่เท่ากับรูปปั้นเลย”

            คำพูดนี้สร้างความไม่พอใจให้กับวั่นซื่อ นางไหว้พระแล้วจะทำไม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้นางอยู่อย่างปลอดภัยไร้กังวล เหยียนฟู่กลับมาพูดว่าพระโพธิสัตว์เป็นแค่รูปปั้น หากท่านโมโหขึ้นมาจะทำอย่างไร “น้องสะใภ้พูดเช่นนี้ไม่ได้ พระโพธิสัตว์เป็นผู้มีเมตตา คนที่กราบไหว้บูชาท่านอย่างไรก็ต้องมีชีวิตที่ดี ถ้าไม่ให้ความเคารพเทพเทวา พูดจาไม่ระวังปาก ครอบครัวจะไม่สุขสงบ ลูกหลานก็ไม่เจริญ...”

            คำพูดกระทบกระเทียบของวั่นซื่อนั้นเข้มข้น เหยียนฟู่แต่เดิมก็ทั้งอิจฉาทั้งริษยา พอได้ยินวั่นซื่อพูดเหมือนจะสาปแช่งครอบครัวนางให้ไม่มีความสุขสงบ ลูกหลานไม่เจริญ ก็โกรธจัด คว้าคอเสื้อของวั่นซื่อตะคอกถามทันที “ที่พูดหมายความว่าอย่างไร แช่งเหวินเหยียนของข้าหรือ...”

          วั่นซื่อมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายมาหลายปี ร่างกายไม่แข็งแรงนัก เมื่อถูกเหยียนฟู่ดึงคอเสื้อเช่นนี้ก็เสียการทรงตัว ศีรษะเอียงไปกระแทกถูกกระถางธูปที่ตั้งอยู่ข้างๆ เลือดไหลตามไรผมลงมาจรดปลายคาง

          จี้เหม่ยอวี๋ตกใจกรีดร้อง “ท่านแม่ ท่านแม่ รีบไปตามหมอมาช่วยแม่ข้าก่อน...”

          เหยียนฟู่เห็นวั่นซื่อนอนหมดสติอยู่บนพื้นก็ได้แต่บ่นว่าซวยแล้ว นางแค่กระชากตัวอีกฝ่ายเบาๆ ก็แกล้งทำเป็นตายเสียได้ ไม่ได้การ อีกประเดี๋ยวฟู่จื่อเสวียนกลับมานางคงเอาอะไรกลับไปไม่ได้ ดีไม่ดี ฟู่จื่อเสวียนอาจให้นางชดใช้เงิน หรืออาจจะลากนางไปที่ว่าการเมืองหลวงด้วยซ้ำ

          เมื่อคิดถึงตรงนี้ เหยียนฟู่ก็ทิ้งตัวลงพื้นอย่างแรง แสร้งกุมศีรษะร้องอย่างเจ็บปวดว่า “ตายแล้ว ข้าเวียนหัวเหลือเกิน ปวดเอวด้วย โอ๊ย เจ็บเหลือเกิน จะฆ่ากันแล้ว...”

          เสียงของนางทำให้บ้านสกุลจี้กลายเป็นตลาดสดที่วุ่นวายในพริบตา

          จี้เหม่ยอวี๋มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างทำอะไรไม่ถูก ได้แต่บอกหรูอี้ว่า “รีบไปตามอาซ้อกลับมา”

 

 

 

 

______________________

* เป็นคำพังเพยที่ว่า เวลาตกทุกข์ได้ยากร่วมกันก็ถือว่าเป็นคนใกล้ชิด แม้จะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดมาก่อน ก็ยังจะนับกันเป็นพี่เป็นน้อง เป็นพ่อเป็นลูก

          หรูอี้วิ่งกระหืดกระหอบมาถึงโรงเตี๊ยมก็พบกับความผิดหวัง นางเห็นเสี่ยวหลันถือผ้าเช็ดโต๊ะถูโต๊ะอยู่คนเดียว

          “ฮูหยินน้อยอยู่ไหน” หรูอี้วิ่งไปดึงตัวเสี่ยวหลันถามอย่างสนิทชิดเชื้อ

          เสี่ยวหลันหันกลับมามองเห็นว่าเป็นนางก็ถามอย่างแปลกใจ “พี่หรูอี้มาได้อย่างไร วันนี้ไม่ต้องตามปรนนิบัติฮูหยินผู้เฒ่าหรือ”

          “โธ่ อย่าเพิ่งถามเลย เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ฮูหยินน้อยอยู่ไหน รีบตามนางกลับบ้านเร็ว” หรูอี้ร้อนใจจนแทบจะมีตุ่มน้ำพองขึ้นในปาก

          เสี่ยวหลันตอบอย่างลำบากใจ “ฮูหยินน้อยออกไปทำธุระกับหลงจู๊เหยียน ข้าเองก็ไม่รู้”

          หรูอี้กระทืบเท้าอย่างร้อนใจ “รีบไปหาสิ คิดสิว่าฮูหยินน้อยชอบไปที่ไหนบ้าง ไปหาให้หมด เจอตัวแล้วก็บอกให้นางกลับบ้าน อาสะใภ้รองผู้นั้นทำฮูหยินผู้เฒ่าของเราบาดเจ็บ”

          “หา...” เสี่ยวหลันตกใจจนสะดุ้ง “ได้ ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้ เฝิงลิ่ว เจ้าไปหาด้วย ถ้าหาหลงจู๊เหยียนกับฮูหยินเจอแล้ว ก็รีบบอกให้พวกเขากลับมา”

          หรูอี้ถอนหายใจ หมุนตัวกลับไป “ข้าจะไปดูที่ร้านขายของว่าง”

          ทุกคนต่างแยกย้ายกันออกไปตามหาคน

          ในเวลานี้ ฟู่จื่อเสวียนที่ทุกคนกำลังตามหาอารมณ์ดียิ่งนัก เพราะเรื่องบ้านที่นางวานให้หลงจู๊เหยียนไปหานั้นเสร็จสิ้นลงแล้ว แต่เพราะรู้ว่าเสี่ยวหลันเป็นบ่าวไร้เดียงสา อ่อนต่อโลก อาจจะเผลอพูดอะไรออกไป ดังนั้นฟู่จื่อเสวียนจึงมิได้พานางมาด้วย

          อาเหยียนหาบ้านให้นางได้ไม่เลว ตั้งอยู่ที่ฝั่งตะวันออกของเมือง เป็นบ้านตอนเดียว แม้ไม่ใหญ่นักแต่สภาพแวดล้อมนั้นไม่เลว บ้านที่อยู่รอบๆ ส่วนใหญ่แล้วเป็นข้าราชการในกรมกองต่างๆ อีกทั้งยังมีมือปราบของที่ว่าการเมืองอาศัยอยู่ละแวกนั้นด้วย นับว่ามีความปลอดภัย ไม่มีพวกอันธพาลกล้ามาหาเรื่องบริเวณนี้

          เมื่อใดที่นางกลายเป็นแม่ม่ายหย่าสามี อาศัยอยู่ที่นี่ก็จะปลอดภัย

          ฟู่จื่อเสวียนไม่ใช่ไม่เคยคิดว่าถ้าหย่าแล้วจะกลับไปอยู่ที่บ้านเดิม แต่ในชาติก่อน เรื่องที่นางถูกหย่านั้นพลอยทำให้บิดาต้องตกงาน ดังนั้นนางจึงไม่อยากให้ท่านพ่อต้องเดือดร้อนเพราะนางในชาตินี้

          “ฮูหยินน้อย ท่านว่าใช้ได้หรือไม่ ถ้าไม่มีข้อขัดข้องก็ทำสัญญาได้” หลงจู๊เหยียนรอจนฟู่จื่อเสวียนเดินดูรอบบ้านเรียบร้อยแล้วจึงถามความเห็นของนาง

          ฟู่จื่อเสวียนพยักหน้ารับอย่างพอใจ “ได้ ทำสัญญากันวันนี้เลย แต่ต่อไปคงต้องรบกวนให้อาเหยียนช่วยจัดการเรื่องที่เหลือให้ข้า”

          หลงจู๊เหยียนยิ้มตอบ “สมควรแล้ว”

          เขาไปหาตัวคนกลางขายบ้านมาทำสัญญาซื้อขายกัน เมื่อสัญญาเสร็จเรียบร้อยก็ลงชื่อ ประทับลายนิ้วมือกันทั้งสองฝ่าย หลังจากนั้นก็ค่อยไปลงบันทึก จ่ายอากรที่ว่าการเมือง ซึ่งเรื่องเหล่านี้หลงจู๊เหยียนจะเป็นคนจัดการต่อ

          ฟู่จื่อเสวียนมองดวงอาทิตย์ที่คล้อยไปทางตะวันตกแล้วพูดยิ้มๆ “อาเหยียน นี่ก็สายมากแล้ว เรากลับกันก่อนเถอะ”

          หลงจู๊เหยียนรับสัญญามาพับเก็บไว้ แล้วกลับไปยังโรงเตี๊ยมพร้อมกับฟู่จื่อเสวียน

          ระหว่างทางเขาพูดถึงเรื่องข้าวสาร “ยังคงเป็นฮูหยินน้อยที่มีสายตากว้างไกล อุทกภัยทางใต้นั้นรุนแรงกว่าทางเมืองหลวงมากนัก เขตจินเจียงถูกน้ำท่วมหนัก โดยเฉพาะเมืองซิ่ง ผู้คนอพยพออกมากันเกือบหมด ราคาข้าวสารแพงขึ้นทุกวัน ยังดีที่ฮูหยินสะกิดเตือน ไม่เช่นนั้นครึ่งปีหลัง พวกเราจะต้องไม่มีเงินซื้อข้าวสารกินแน่”

          ไม่เพียงหลงจู๊เหยียนจะกักตุนข้าวสารอาหารแห้งสำหรับครึ่งปีหลังเอาไว้ แต่ยังบอกญาติพี่น้องให้ซื้อข้าวสารตุนเอาไว้มากหน่อย มาตอนนี้ราคาข้าวสารขึ้นไปมากกว่าเมื่อก่อนครึ่งเท่าตัว หลงจู๊เหยียนรู้สึกโชคดี ยิ่งซาบซึ้งใจในตัวฟู่จื่อเสวียนมากขึ้น

          ฟู่จื่อเสวียนหัวเราะเสียงแห้ง นางมิได้มีสายตากว้างไกลแต่อย่างไร เพียงแต่นางมีชีวิตมากกว่าคนอื่นมาชาติหนึ่งเท่านั้น คนเราเมื่ออยู่ต่อหน้าภัยธรรมชาติก็จะดูเล็กกระจ้อย แม้นางจะล่วงรู้อนาคตแต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้

          ฟู่จื่อเสวียนรู้สึกหดหู่ใจ

          หลงจู๊เหยียนไม่ทันสังเกต ยังคงพูดต่อ “ฮูหยินน้อย ตอนนี้ราคาข้าวสารเพิ่มขึ้นเป็นสิบห้าอีแปะต่อหนึ่งทะนาน*น่าจะยังขึ้นต่อไปอีก มีร้านขายข้าวสารไม่น้อยที่จำกัดจำนวนการซื้อ พวกเราเก็บข้าวสารหลายร้อยตั้น**อยู่ที่โรงเตี๊ยมนั้นดูจะสะดุดตาเกินไป ท่านจะลองปล่อยของดีหรือไม่ เพราะอย่างไรก็ได้เงินมาไม่น้อย”

          ฟู่จื่อเสวียนเข้าใจ “มีคนมาหาอาเหยียนถามเรื่องซื้อข้าวสารหรือ”

          หลงจู๊เหยียนพยักหน้ารับ “มีพ่อค้ารายเล็กๆ หลายรายอยากจะเหมาของเราทั้งหมด ราคาก็จะให้อย่างที่เราไม่ขาดทุน สิบหกอีแปะต่อหนึ่งทะนาน ความเห็นของข้า ในเมื่อพวกเราไม่คิดจะเปิดร้านขายข้าวสาร ขายต่อให้คนอื่นก็ดีเหมือนกัน ต่อไปจะได้ไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น”

          ราคาข้าวสารที่พวกเขาซื้อมาก็ถูกกว่าราคาปกติ ราคาสิบอีแปะต่อหนึ่งทะนาน ถ้าขายออกไปสิบหกอีแปะก็นับว่ากำไรมากกว่าครึ่ง

          ถ้าอยากจะหาเงินให้เร็วหน่อย วิธีนี้ก็เป็นวิธีที่ดี

          แต่เป้าหมายของฟู่จื่อเสวียนมิได้อยู่ตรงนี้ นางส่ายหน้าปฏิเสธข้อเสนอของหลงจู๊เหยียน “ไม่ต้อง อาเหยียน ข้าวสารพวกนี้ข้าไม่ขาย ต่อไปถ้ามีคนติดต่อขอซื้อก็ปฏิเสธไป”

          หลงจู๊เหยียนร้อนใจ “ฮูหยินน้อย ข้ารู้ว่าราคาจะต้องขึ้นอีก ถ้าขายปลีก ราคาไปถึงยี่สิบอีแปะต่อหนึ่งทะนานก็น่าจะเป็นไปได้ แต่พวกเรามีคนน้อย ต่อไปหากผู้อพยพจากทางใต้เข้าเมืองหลวง เกรงจะเกิดความวุ่นวาย แล้วยังมีพวกพ่อค้าข้าวพวกนั้นที่จ้อง...”

          คนเราเมื่อเข้าตาจน ไม่แน่ว่าจะทำเรื่องอะไรได้บ้าง เจ้านายของเขาเป็นแค่สตรี ที่บ้านก็ไม่มีใครให้พึ่งพา หากถูกใครจับจ้องเพราะอยากได้ข้าวสาร แล้วเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาจะทำอย่างไร

          ฟู่จื่อเสวียนเข้าใจถึงข้อกังวลในเรื่องนี้ได้ดีกว่าหลงจู๊เหยียน นางจำได้ว่าชาวบ้านทางใต้ที่ประสบภัยนับหมื่นเดินทางเข้าเมืองหลวงในชาติที่แล้ว ตอนแรกทางการยังปล่อยให้พวกเขาเข้ามาได้ตามสบาย มิได้มีข้อห้ามเข้าเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

          แต่ปรากฏว่า พอเข้าเมืองมาก็กลายเป็นเรื่องเลวร้าย ผู้อพยพเหล่านั้นไม่มีเงิน จะหางานทำก็หาไม่ได้ สินค้าในเมืองหลวงราคาแพง คนใกล้จะหิวตายยังจะสนใจกฎหมายอะไรกัน ต้องหาของกินใส่ท้องจึงจะสำคัญที่สุด ทำให้เกิดคดีแย่งชิงอาหารจนถึงขนาดทำร้ายผู้คนบาดเจ็บในเมืองหลวงไปไม่น้อย

          สุดท้ายแล้วยังคงเป็นราชสำนักที่สร้างค่ายผู้อพยพอยู่แถบชานเมืองหลวง เรียกร้องให้คหบดีมีเงินและตระกูลผู้ดีเมืองหลวงแจกข้าวให้กับผู้อพยพ ราชสำนักเองก็มีจุดแจกข้าวต้มเช่นกัน อีกทั้งยังติดประกาศหาคนสร้างเขื่อน ใช้แรงงานแลกกับที่นา รวบรวมกำลังคนจำนวนมากจนสามารถแก้ไขปัญหาผู้อพยพได้ในที่สุด

          ฟู่จื่อเสวียนไม่คิดจะให้หลงจู๊เหยียนต้องอยู่ไม่เป็นสุขกับข้าวสารที่กักตุนไว้ จึงได้บอกความตั้งใจให้กับเขารู้  “อาเหยียน ข้าวสารพวกนี้ ข้าไม่คิดจะขาย แต่เตรียมไว้บริจาคให้กับทางการเป็นส่วนใหญ่ ที่เหลือจะนำมาแจกให้ผู้อพยพ”

          “หา...” ลูกตาของหลงจู๊เหยียนแทบจะถลนออกนอกเบ้า นี่เป็นการบริจาคเป็นเงินเกือบสองพันตำลึงเชียวนะ สกุลจี้มิใช่ตระกูลร่ำรวย สามีของฮูหยินน้อยเองก็จากไปหลายปีไม่มีข่าวคราวมาเลย มีแต่แม่สามีและน้องสาวของสามีที่ต้องเลี้ยงดู หากนางจ่ายเงินทั้งหมดนี้ แล้วต่อไปเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะทำอย่างไร

          เขามองฟู่จื่อเสวียนด้วยแววตาหลากหลาย “ฮูหยินน้อยคิดดีแล้วหรือ”

          ฟู่จื่อเสวียนยกมุมปากยิ้ม “อาเหยียนวางใจเถอะ นี่เป็นการตัดสินใจที่ข้าไตร่ตรองอย่างดีแล้ว”

          “ฮูหยินน้อยมีคุณธรรมสูงส่ง” หลงจู๊เหยียนนับถือความมีน้ำใจและความเด็ดเดี่ยวของฟู่จื่อเสวียน ไม่ใช่ทุกคนจะมองเงินทองประดุจของไร้ค่าแล้วยอมใช้จ่ายเพื่อคนอื่นได้เช่นนี้

          ฟู่จื่อเสวียนได้แต่ยิ้มรับคำชมของเขาอย่างเขินอาย นางหรือมีคุณธรรม ที่ทำไปก็เพื่อชีวิตของตัวเองทั้งนั้น

          หลังจากนางมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง หลายวันนี้ก็ย้อนคิดอยู่ตลอดว่าเหตุใดชาติที่แล้วนางจึงได้ล้มเหลวไม่เป็นท่า คิดไปคิดมา นอกจากนางมิได้ระแวดระวังคนสกุลจี้แล้วยังมีต้นเหตุสำคัญอีกเรื่องก็คือ

          คนเหล่านั้นมีอำนาจเหนือกว่านางทั้งสิ้น

          จี้เหวินหมิงเป็นแม่ทัพอู่อี้ที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ เป็นขุนนางขั้นห้าเอก ส่วนพ่อตาคนใหม่ของเขาก็เป็นถึงเสนาธิการทหารอันซุ่นที่เป็นขุนนางขั้นสามเอก มีอำนาจทหารในมืออยู่จำนวนหนึ่ง พวกเขาตำแหน่งสูงส่งอีกทั้งยังมีอำนาจไม่น้อย เมื่อกลับมาย้อนดูตัวเอง บิดานางเป็นแค่ขุนนางขั้นเก้าโทเล็กๆ ของกองเชื้อเพลิงในกรมโยธา พี่ชายก็เป็นพวกตาสูงแต่มือต่ำ อายุยี่สิบกว่าสอบวิชาการระดับล่างสุดก็ยังไม่ผ่าน

          สำหรับจี้เหวินหมิงและเฉียนเจินเจิน ฟู่จื่อเสวียนก็เหมือนมดปลวกที่พวกเขาสามารถบี้ให้ตายโดยไม่ต้องออกแรง ดังนั้นแม้ทุกคนจะรู้ว่านางไร้ความผิด รู้ว่าเหตุผลที่หย่าขาดจากนางนั้นฟังไม่ขึ้น แต่ใครเล่าจะกล้าออกหน้าล่วงเกินสกุลจี้ที่กำลังรุ่งโรจน์เพื่อคนที่ไม่สลักสำคัญอย่างนาง!

          อีกสองสามเดือนจี้เหวินหมิงก็จะกลับมาแล้ว คิดจะเปลี่ยนฐานะของคนสกุลฟู่ในระยะเวลาอันสั้นนั้นเป็นไปไม่ได้

          ฟู่จื่อเสวียนเองก็มีข้อจำกัด ดังนั้นถึงจะเสี่ยงอันตราย นางก็ไม่มีทางเลือกอื่น

          แต่การบริจาคก็ต้องดูให้เหมาะกับกาลเทศะ ตอนนี้ราชสำนักยังไม่ขาดแคลนอาหาร ถึงจะบริจาคข้าวสารจำนวนมากออกไปก็ไม่อาจสร้างแรงกระเพื่อมใดๆ ได้ สิ่งที่นางต้องทำเพียงอย่างเดียวในตอนนี้ก็คืออดทนรอ โชคดีที่ชาตินี้ ความอดทนคือสิ่งที่นางมีมากที่สุด

          “ฮูหยินน้อย ฮูหยินน้อย หาท่านเจอจนได้ รีบกลับบ้านเถอะเจ้าค่ะ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าถูกฮูหยินรองของบ้านเดิมทำร้ายจนบาดเจ็บ...” หรูอี้เห็นฟู่จื่อเสวียนจากที่ไกลๆ ก็รีบวิ่งกลับมาจับมือนางเอาไว้ด้วยความร้อนใจ

          ดูท่า คำสัญญาของขาหมูแก้วที่นางให้ไว้ก่อนออกจากบ้านจะสัมฤทธิผล ด้วยความสามารถในการสู้รบของเหยียนฟู่ ต่อให้ต้องซื้อขาหมูแก้วมาให้สักสิบขา ฟู่จื่อเสวียนก็ยินดี

          ฟู่จื่อเสวียนเกิดความสะใจอย่างบอกไม่ถูก นางเป็นสะใภ้จะให้ต่อกรกับวั่นซื่ออย่างเปิดเผยย่อมทำไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามนางต้องหาทางเล่นงานวั่นซื่อ ดังนั้นเหยียนฟู่จึงเป็น ‘มือไม้’ ที่ดีที่สุด แค่นางแอบให้ผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย เหยียนฟู่ก็วิ่งมาเป็นอาวุธให้นางอย่างเต็มใจ

          เวลานี้คนทั้งสองมีเรื่องขัดแย้งกัน ถ้านางกลับไปห้ามทัพตอนนี้ก็เท่ากับเป็นคนโง่น่ะสิ

          ฟู่จื่อเสวียนหยิบผ้าเช็ดหน้าปกปิดรอยยิ้มแล้วกระแอมเบาๆ “ได้ เดินกลับไปมันช้า เรากลับไปนั่งรถม้าที่โรงเตี๊ยมดีกว่า”

          หรูอี้ฟังแล้วก็มีเหตุผล จึงได้ตามฟู่จื่อเสวียนกลับไปที่โรงเตี๊ยม

          แต่ไม่คาดว่ามาถึงจะไม่เห็นแม้แต่เงาของอาหม่า อีกทั้งโรงเตี๊ยมยังปิดประตู ไม่มีใครอยู่สักคน

 

 

 

 

____________________

* ทะนาน(升)เท่ากับ หนึ่งลิตร

** ตั้น (石)มีน้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม

          หรูอี้มองประตูใหญ่อย่างงุนงง นางกลุ้มใจเหลือเกิน “อาหม่าหายไปไหนนะ”

          ฟู่จื่อเสวียนหลุบตา ไม่ตอบคำถาม อาหม่าย่อมต้องออกไปตามหานางน่ะสิ แม้แต่เฝิงลิ่วก็ยังปิดประตูออกไปหาคนแล้วอาหม่าจะนั่งรอเฉยๆ อยู่ได้อย่างไร

          “งั้นเดินกลับเถอะ” หลังจากเงียบไปหลายอึดใจ ฟู่จื่อเสวียนจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

          “แต่...” หรูอี้รู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วย โรงเตี๊ยมยังอยู่ห่างจากบ้านสกุลจี้มากกว่าที่ที่นางหาตัวฮูหยินน้อยเจอเมื่อครู่ ตอนนี้ถ้าเดินกลับก็เท่ากับเดินอ้อมไปอ้อมมา แล้วเมื่อไรจะถึงบ้าน

          ฟู่จื่อเสวียนเหลือบตามองสาวใช้ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าว่าควรทำอย่างไร เราควรรออาหม่าอยู่ที่นี่งั้นหรือ หากเขาไม่มา วันนี้พวกเราก็คงไม่ต้องกลับกันแล้ว เราไม่ต้องสนใจว่าฮูหยินผู้เฒ่ารอพวกเราอยู่ที่บ้านหรอกหรือ”

          หรูอี้เห็นสีหน้าของฟู่จื่อเสวียนเคร่งเครียดบึ้งตึง จึงเกิดความกลัว รีบก้มหน้าปฏิเสธว่า “ฮูหยินน้อย บ่าวพูดผิดไปแล้ว”

          นางเป็นคนของวั่นซื่อ ฟู่จื่อเสวียนจึงไม่สนใจ หมุนตัวเดินกลับไปยังบ้านสกุลจี้ทันที กว่าพวกนางจะกลับมาถึงก็เกือบพลบค่ำ หน้าประตูบ้านสกุลจี้ที่เงียบเหงายามนี้ออไปด้วยผู้คน ดูคึกคักผิดปกติ

          “เกิดอะไรขึ้น” ฟู่จื่อเสวียนหันมาถามหรูอี้

          หรูอี้ยิ้มแห้งๆ ตลอดทั้งบ่ายนางออกไปตามหาฮูหยินน้อย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่

          ขณะที่ทั้งสองคนกำลังสงสัย จี้เหม่ยอวี๋ก็เดินเบียดผู้คนออกมาด้วยดวงตาบวมช้ำ เมื่อเห็นฟู่จื่อเสวียนก็โถมเข้าหา ร้องไห้สะอึกสะอื้น “อาซ้อ ท่านปู่ใหญ่มาที่บ้าน ข้าตกใจแทบตาย น่ากลัวจริงๆ”

 

          เหยียนฟู่มาบ้านสกุลจี้วันนี้ก็คิดแค่ว่ามาขอเงิน ขอได้แล้วก็จะกลับไป แต่ไม่คาดว่าจะเกิดเรื่องเลือดตกยางออก

          หากเป็นคนทั่วไป เห็นวั่นซื่อหัวชนขอบโต๊ะเลือดไหลหมดสติ ถ้าไม่เชิญหมอมาเพื่อชดใช้ความผิดก็ต้องรีบหาทางหนีขณะที่ผู้อื่นกำลังวุ่นวาย

          แต่เหยียนฟู่ไม่ใช่คนทั่วไป ไม่เพียงจะไม่รู้สึกผิดแต่ยังอาละวาดเสียยิ่งกว่าวั่นซื่อเสียอีก สุดท้ายนางก็นอนร้องโอดโอยอยู่กับพื้น ประเดี๋ยวเจ็บตรงนั้น ประเดี๋ยวปวดตรงนี้ แล้วนางยังเป็นคนเสียงดัง สร้างความรำคาญให้กับเพื่อนบ้านแถวนั้นอีกด้วย

          คนที่ไม่รู้เรื่องยังนึกว่า วั่นซื่อคงจะพาคนมารุมทำร้ายเหยียนฟู่

          จี้เหม่ยอวี๋เป็นเด็กสาวหน้าบาง ไม่มีปัญญาจัดการกับคนหน้าด้านอย่างเหยียนฟู่ นอกจากกอดวั่นซื่อร้องไห้แล้วก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง พอเห็นคนสกุลจี้ทำอะไรไม่ถูกเหยียนฟู่ก็ยิ่งได้ใจ นางอาละวาดเช่นนี้ก็เพื่อปิดปากคนสกุลจี้ หากฟู่จื่อเสวียนกลับมาจะได้ไม่กล้าเอาผิดนาง

          แม้ความคิดของนางจะดี แต่ก็ต้านทานคนที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านใจจะขาดไม่ได้

          ไม่รู้ว่าเพื่อนบ้านที่มีความกระตือรือร้นคนใดที่ได้ยินเสียงอาละวาดในสกุลจี้ จึงส่งคนไปรายงานเรื่องนี้ให้กับอารองที่บ้านเดิมสกุลจี้ ตอนนั้นปู่ใหญ่สกุลจี้ที่เป็นหัวหน้าตระกูลอยู่ด้วยพอดี เมื่อได้ยินคนบอกว่ามีเสียงเอะอะโวยวายในบ้านสกุลจี้ กลัวจะเกิดเรื่องใหญ่ ปู่ใหญ่สกุลจี้จึงหยิบไม้เท้า ลากตัวลูกชายมุ่งหน้ามายังบ้านของจี้เหวินหมิงอย่างไม่รอช้า

          เหยียนฟู่เห็นพ่อสามีมาก็ไม่กล้าอาละวาด เสียงร้องพลันชะงัก นางลุกขึ้นคำนับให้อีกฝ่ายอย่างร้อนตัว

          จี้เหม่ยอวี๋เป็นคนขี้กลัว ทั้งสองครอบครัวแยกบ้านกันมาหลายสิบปีแล้ว ทำให้นางพบหน้าปู่ใหญ่คนนี้เฉพาะในวันเทศกาลหรือวันเกิดของเขาเท่านั้น จึงไม่คุ้นเคย อีกทั้งปู่ใหญ่ผู้นี้ชอบทำสีหน้าบึ้งตึง ทำให้ใบหน้าผอมๆ ดูเคร่งขรึมเหมือนคนที่เข้าหายาก ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่อาสะใภ้รองที่ร้ายกาจ เมื่อเห็นปู่ใหญ่ก็ยังกลัวอย่างกับหนูกลัวแมว เมื่อเป็นเช่นนี้ความกลัวที่มีอยู่ในใจสามส่วนจึงเพิ่มขึ้นเป็นแปดส่วน เมื่อเห็นปู่ใหญ่ก็ยกมือปิดปากร้องไห้ ถามอะไรก็ไม่รู้เรื่อง

          ผู้เฒ่าจี้อายุมากแล้ว ไม่รู้ว่าจะปลอบใจหลานสาวคนนี้อย่างไร จึงตัดสินใจไล่นางไปหาฟู่จื่อเสวียน

          เมื่อได้ฟังจี้เหม่ยอวี๋พูดไปสะอื้นไป ฟู่จื่อเสวียนก็ยื่นมือลูบศีรษะของนางเป็นการปลอบใจ “วางใจเถอะ ท่านปู่ใหญ่ไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผล”     

          คำพูดของฟู่จื่อเสวียนมิได้พูดอย่างขอไปที ถ้าจะบอกว่า สกุลจี้ที่มีสมาชิกมากขนาดนี้ ยังจะมีคนที่ฟู่จื่อเสวียนรู้สึกเลื่อมใสอยู่บ้าง ก็คงหนีไม่พ้นปู่ใหญ่คนนี้

          ชาติก่อนจี้เหวินหมิงคิดจะใส่ชื่อเฉียนเจินเจินเข้าไปในรายชื่อคนสกุลจี้ แต่ถูกท่านผู้เฒ่าคนนี้ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ถึงขนาดที่เขายังไม่ยอมให้เฉียนเจินเจินย่างเท้าเข้าไปในบ้านเดิมแม้แต่ก้าวเดียว แม้แต่ภายหลังที่เฉียนเจินเจินเสนอซ่อมศาลบรรพชนให้กับสกุลจี้ สร้างสถานศึกษาให้กับคนในตระกูล นางก็ยังไม่อาจซื้อใจผู้เฒ่าที่ดื้อดึงคนนี้ได้ ปู่ใหญ่ยังถึงขนาดประกาศว่าถ้าเขาไม่ตายก็ห้ามเฉียนเจินเจินเหยียบเข้ามาในบ้านเดิมหลังนี้

          พออับอายขายหน้ามากเข้า เฉียนเจินเจินก็กลับมาขว้างปาแจกันระบายโทสะ

          ฟู่จื่อเสวียนเองก็ไม่คาดว่าผู้เฒ่าที่นางเคยพบหน้าไม่กี่ครั้งผู้นี้จะยอมยืนอยู่ข้างนางในตอนท้ายสุด แม้สุดท้ายไม่อาจเปลี่ยนชะตาชีวิตของนาง แต่นางยังคงซาบซึ้งใจในความเที่ยงตรงของเขา

          แต่การปรากฏตัวของเขาในวันนี้ สำหรับนางแล้วมิใช่เรื่องดี

          เพราะด้วยนิสัยของเขา เขาไม่มีทางลำเอียงเข้าข้างเหยียนฟู่ เมื่อเหยียนฟู่ถูกกำราบนางจะต้องอยู่นิ่งๆ ไม่กล้ามาหาเรื่องขอเงินกับวั่นซื่อไปอีกนาน เสียดายที่ดาบดีๆ อย่างนี้จะกลายเป็นไร้ประโยชน์ สุดท้ายวั่นซื่อก็คงลอยนวลไปได้ง่ายๆ

          เป็นไปตามคาด ทันทีที่ฟู่จื่อเสวียนเหยียบเข้ามาในบ้านก็เห็นเหยียนฟู่ที่ปกติทำตัวหน้าไม่อาย ชอบเอะอะโวยวาย กำลังคุกเข่าก้มหน้าจนแทบจะติดพื้น ข้างกายของนางยังมีอารองคุกเข่าด้วยสีหน้าห่อเหี่ยวอยู่อีกคนหนึ่ง

          ‘ปู่ใหญ่จี้เหยียน’ ได้ยินเสียงฝีเท้าก็เงยหน้าขึ้น ปรายตามองฟู่จื่อเสวียน “กลับมาแล้วหรือ”

          ฟู่จื่อเสวียนเดาความคิดของเขาไม่ออก จึงคำนับแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพว่า “ท่านปู่ใหญ่ หลานสะใภ้ไม่ดี สร้างความเดือดร้อนให้กับท่านแล้ว”

          จี้เหยียนยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นการหยุดคำพูดตามมารยาทของนาง “พอแล้ว ไม่เกี่ยวกับเจ้า แม่เจ้ายังนอนอยู่ในห้อง ที่บ้านก็ไม่มีใครเป็นหลักได้สักคน เจ้ากลับมาก็ดี ตาแก่คนนี้อบรมลูกไม่ดี แม้แต่ลูกชายลูกสะใภ้ก็ดูแลไม่ได้ทำให้เกิดเรื่องใหญ่โต สร้างความอับอายให้กับสกุลจี้อย่างที่สุด ตอนนี้ข้าจะพาพวกเขากลับ ถ้าต่อไปนางยังกล้ามาหาเรื่องพวกเจ้าที่นี่ก็ส่งคนมารายงานให้ข้ารู้ ตาแก่คนนี้จะมารับตัวนางเอง”

          ได้ยินเช่นนั้น อารองจี้รีบแทรกขึ้น “ท่านพ่อ ลูกผิดไปแล้ว ต่อไปจะต้องคอยดูเหยียนฟู่ให้เข้มงวด”

          เหยียนฟู่ได้ยินก็ย่นคอ พูดตามสามีว่า “ท่านพ่อ ลูกผิดไปแล้ว ต่อไปไม่กล้าทำอีกแล้ว”

          ผู้เฒ่าจี้ปรายตามองนางแวบหนึ่ง เหยียนฟู่นับเป็นหญิงที่ไร้การอบรม แต่เพราะยังมีเด็กรุ่นหลังยืนอยู่จะให้ฉีกหน้าเหยียนฟู่ตรงนี้ก็ไม่ดี “แค่พูดว่าไม่กล้าก็จบแล้วหรือ ค่ายาค่ารักษาของคนบ้านฉางตงให้พวกเจ้าเป็นคนออก อีกสองสามวัน... เจ้ารอง เจ้าจงพาเมียมาขอขมาต่ออาซ้อ”

          ฉางตงเป็นชื่อบิดาของจี้เหวินหมิง

          “เจ้าค่ะ!” ได้ยินว่าต้องชดใช้เป็นตัวเงิน หน้าของเหยียนฟู่ก็คว่ำลงทันที

          ครั้งนี้นางขาดทุนยับ

          ผู้เฒ่าจี้เห็นว่าตกลงกันได้แล้ว อีกทั้งที่บ้านนี้ไม่มีสมาชิกชายเลยสักคน แม้เขาจะเป็นผู้ใหญ่ในตระกูล แต่ให้อยู่นานเกินไปก็ไม่เหมาะสม จึงได้จับไม้เท้ายันตัวขึ้นยืน “ไปได้แล้ว พวกเจ้าสองคนกลับไปสำนึกผิดต่อหน้าบรรพชนให้ดี”

          ฟู่จื่อเสวียนส่งเขาออกจากบ้านอย่างนอบน้อม จากนั้นก็เรียกอาหม่าที่เพิ่งกลับมา ให้ขับรถม้าส่งผู้เฒ่าจี้กลับบ้าน

          วั่นซื่อฟื้นแล้ว ห้องของนางอยู่ข้างห้องโถง ผู้เฒ่าจี้เป็นคนเสียงดัง นางจึงได้ยินสิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมด ทว่าสีหน้าของนางตอนนี้ไม่ดีอย่างยิ่ง ไม่ว่าใครเห็นแล้วก็ต้องรู้ว่านางไม่พอใจ ฟู่จื่อเสวียนแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เดินมาย่อตัวอยู่ข้างเตียง ช่วยจับชายผ้าห่มเหน็บให้เรียบร้อย จากนั้นก็บีบมือวั่นซื่อ น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม “ท่านแม่ ท่านต้องได้รับบาดเจ็บเช่นนี้ อาสะใภ้รองแย่มาก...”

          “อาสะใภ้รองอะไร! นางแพศยาเหยียนฟู่ผู้นั้น ต่อไปไม่ว่าใครก็ห้ามเรียกนางว่า อาสะใภ้...” วั่นซื่อพูดไม่คิดด้วยความโกรธจัด ความจริงแล้ววั่นซื่อบาดเจ็บไม่มาก เพียงแค่ศีรษะกระแทก มีแผลที่หน้าผากยาวประมาณหนึ่งชุ่น* แผลลึกประมาณครึ่งเล็บมือเท่านั้น

          แต่วั่นซื่อไม่คิดเช่นนั้น นางรู้สึกว่าตัวเองถูกกระทำอย่างโหดร้าย แต่ผลปรากฏว่าแค่ให้เหยียนฟู่ชดใช้ค่ายาค่ารักษาก็จบเรื่อง ใครอยากจะได้เงินชดเชยเล็กน้อยของเหยียนฟู่กัน นางเป็นคนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเก้ามิ่งฮูหยิน** ถ้าเสียโฉมขึ้นมาจะว่าอย่างไร

          เมื่อคิดถึงตรงนี้วั่นซื่อก็น้อยใจถึงกับดึงผ้าห่มปิดหน้าร้องไห้โฮ

          จี้เหม่ยอวี๋เห็นมารดาร้องไห้ก็พลอยร้องตามไปด้วย ฟู่จื่อเสวียนไม่รู้จะทำอย่างไร ในเมื่อแม่สามีกับน้องสาวสามีร้องไห้กันอย่างนี้ นางจะไม่ร้องได้หรือ

          ดังนั้นหญิงทั้งสามจึงกอดคอร้องไห้กันอยู่ตรงนั้น

          ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง วั่นซื่อก็หยุดร้องไห้ นางจับมือฟู่จื่อเสวียนเอาไว้แล้วออกแรงบีบ ใช้สายตาคาดหวังจ้องมอง “อาเสวียน เหวินหมิงไม่อยู่บ้าน ยายแก่อย่างข้าก็ต้องอาศัยเจ้าแล้ว เจ้าจะต้องทวงความเป็นธรรมให้ข้านะ”

          มาแล้ว มาอีกแล้ว...

          ฟู่จื่อเสวียนแอบบ่นในใจ ก่อนหน้านี้ก็เป็นเช่นนี้ เมื่อใดที่เหยียนฟู่มาที่บ้าน วั่นซื่อจะต้องร้องห่มร้องไห้อย่างน่าสงสาร จากนั้นฟู่จื่อเสวียนจะเป็นคนออกหน้าจัดการเรื่องที่ผิดใจกับคนอื่นให้ ทำเช่นนี้... เวลาที่คู่สะใภ้ทั้งสองเจอกัน ก็ยังสามารถนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกันอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวได้

          ตอนนั้นฟู่จื่อเสวียนคิดแต่ว่าตัวเองเป็นครอบครัวเดียวกันกับแม่สามี เป็นตัวแทนสามีที่คอยคุ้มครองคนในบ้าน แต่มาตอนนี้ นางเพิ่งรู้ว่าตัวเองโง่ยิ่งนัก

          “ท่านแม่ ท่านปู่ใหญ่ลงโทษอารองกับอาสะใภ้รองให้คุกเข่าอยู่ที่ศาลบรรพชนแล้ว ถ้าพวกเรายังไม่หยุด แล้วเรื่องแพร่กระจายออกไปจะมีผลต่อชื่อเสียงของพวกเรานะเจ้าคะ ลูกเสียชื่อไม่เป็นไร แต่ท่านพี่เป็นขุนนาง หากถูกผู้ตรวจการถวายฎีการ้องทุกข์ กล่าวหาว่าดูแลครอบครัวไม่ดี ไม่ให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่ในบ้าน จะส่งผลต่ออนาคตของท่านพี่เอาได้”

          นี่เป็นคำที่ฟู่จื่อเสวียนใช้หลอกวั่นซื่อเท่านั้น ราชวงศ์นี้เพิ่งก่อตั้งมาแค่ไม่กี่สิบปี อีกทั้งภายในราชวงศ์ยังมีสายเลือดต่างเผ่า มีพฤติกรรมที่ไม่เคร่งครัดขนบธรรมเนียมอยู่มาก ฮ่องเต้ให้ความสำคัญกับขุนนางฝ่ายบู๊มากกว่าฝ่ายบุ๋น ตอนนี้ก็มีเรื่องวุ่นวายทั้งภายนอกภายใน ใครจะมีเวลามาสนใจความขัดแย้งภายในบ้านของแม่ทัพคนหนึ่งกัน แต่อย่างไรก็ตาม จี้เหวินหมิงเป็นจุดตายของวั่นซื่อ ขอแค่มีสิ่งใดที่จะส่งผลกระทบต่ออนาคตการงานของเขา แม้จะมีโอกาสแค่หนึ่งในหมื่น วั่นซื่อก็ไม่ยอมเสี่ยงเป็นอันขาด

          แต่วันนี้นางเสียหน้าไม่พอยังเจ็บตัวอีก ถ้าจะปล่อยไปทั้งอย่างนี้ นางก็ทำใจไม่ได้

 

 

 

 

____________________

* เป็นมาตราวัดโบราณ หนึ่งชุ่นเท่ากับ 1 นิ้ว

** เก้ามิ่งฮูหยิน (诰命夫人) เป็นยศที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ คนที่ได้รับอาจจะเป็นแม่หรือเป็นเมียของขุนนางผู้มีความชอบในราชสำนัก ถ้าจะเทียบของไทย ก็คือ คุณหญิง ที่ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักพระราชวัง โดยจะได้ลำดับขั้นเท่ากับสามี

          “เราจะปล่อยเหยียนฟู่ไปอย่างนี้น่ะหรือ”

          ฟู่จื่อเสวียนถอนใจเฮือกหนึ่ง ทำสีหน้าลำบากใจ “ความจริงก็ไม่ใช่จะไม่มีทาง ท่านแม่ ท่านว่าเหยียนฟู่ผู้นั้นให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุด”

          “เหวินเหยียน” วั่นซื่อตอบอย่างมั่นใจ นี่ไม่ใช่เรื่องที่เดายาก เพราะทุกครั้งที่เหยียนฟู่มาที่นี่จะต้องชมลูกชายตัวเองว่ามีความรู้มากมายเพียงใด

          ฟู่จื่อเสวียนแสร้งพูดอายๆ “ไม่ผิด น้องเหยียนเป็นความภูมิใจของเหยียนฟู่ แต่ท่านพี่ก็เป็นความภูมิใจของท่านแม่มิใช่หรือ ตอนนี้ท่านพี่เป็นขุนนางใหญ่แล้ว”

          วั่นซื่อตะลึง จริงสิ หญิงปากร้ายอย่างเหยียนฟู่มาหานางแต่ละทีก็เอาแต่ชมลูกชายว่ามีความรู้กว้างไกล มีสติปัญญาดีเลิศ ได้รับความชื่นชมจากอาจารย์มีชื่อ พูดราวกับว่าพรุ่งนี้เขาจะสอบรับราชการได้อย่างไรอย่างนั้น ฮึ่ม ก็แค่เจ้าหนุ่มที่ยังโตไม่เต็มที่คนหนึ่ง จะมาเทียบกับเหวินหมิงที่เป็นชายหนุ่มรูปงาม มีความเก่งกาจได้อย่างไร

          ก่อนหน้านี้เพราะนางร้อนตัว จึงไม่กล้าพูดเรื่องที่ลูกชายได้อวยยศเป็นขุนนางให้ใครรู้ เพราะกลัวฟู่จื่อเสวียนจะรับรู้ด้วย แต่ตอนนี้สะใภ้ก็รู้แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังต่อ

          วั่นซื่อมีท่าทีกระฉับกระเฉง ลุกขึ้นมานั่งทันที “จริงสิ ข้าต้องไปบอกท่านลุงว่าเหวินหมิงเป็นใหญ่เป็นโตแล้ว”    

          คิดได้ก็หายเจ็บ ฟู่จื่อเสวียนนับถือแรงมุ่งมั่นของวั่นซื่อจริงๆ

          “ท่านแม่ วันนี้มืดแล้ว ค่อยไปวันอื่นเถอะ” ฟู่จื่อเสวียนร้องห้ามพร้อมกับพูดอย่างละอายใจว่า “เพราะลูกไร้ความสามารถ เดิมทีคิดว่า รอให้ทางโรงเตี๊ยมและร้านขายของว่างมีกำไรเข้ามา แล้วค่อยนำเรื่องนี้ป่าวประกาศให้เอิกเกริก เพื่อเป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีให้สกุลจี้ของเรา มิให้พวกเขามาดูถูกพวกเราได้ แต่ไม่คาดว่า อาสะใภ้รองจะทำเกินไป”

          วั่นซื่อถามอย่างไม่เข้าใจ “ป่าวประกาศให้เอิกเกริก ทำอย่างไรรึ”

          ในสายตาของวั่นซื่อ แค่ลูกชายของตนได้เป็นขุนนางใหญ่ก็นับเป็นเรื่องที่มีหน้ามีตาแล้ว

          ฟู่จื่อเสวียนหลุบตาช้าๆ “ท่านแม่ ท่านพี่เป็นใหญ่เป็นโต นับเป็นเรื่องที่เป็นเกียรติต่อวงศ์ตระกูล ความหมายของลูกก็คือพวกเราจะออกเงินซ่อมแซมศาลบรรพชน สร้างสถานศึกษา ข้อแรกเพื่อแสดงให้คนในตระกูลรู้ว่า ท่านพี่แม้จะได้ดีก็ไม่ลืมรากเหง้า ข้อสอง เด็กในตระกูลเราจะเรียนหนังสือมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นน้องเหยียนก็จะไม่ดูโดดเด่นกว่าคนอื่น และคนอื่นก็จะรับรู้ถึงบุญคุณข้อนี้ของท่านพี่ด้วย”

          แค่สองเรื่องนี้ก็พูดได้ถูกใจวั่นซื่อเสียเหลือเกินแล้ว!

          สามีตายไปตั้งแต่นางยังสาว ที่บ้านยากจน ลูกชายเพียงคนเดียวก็เป็นทหารออกรบอยู่แนวหน้า ไม่มีข่าวคราวมาหลายปี ไม่รู้ว่าเป็นหรือตายอย่างไร มีคนไม่น้อยที่ซุบซิบนินทานางลับหลัง หาว่านางมีดวงข่มสามีข่มลูก แม้ฟู่จื่อเสวียนแต่งเข้าบ้านแล้วจะทำให้ความเป็นอยู่ของพวกนางดีขึ้น แต่เมื่อไม่มีสามี ไม่มีลูกชายคอยเป็นหลัก นางก็แทบจะโงหัวไม่ขึ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าคนในตระกูล

          ถ้านางซ่อมศาลบรรพชนในนามของเหวินหมิง แล้วยังสร้างสถานศึกษา ก็นับว่าเป็นผู้มีหน้ามีตาในตระกูล ถึงตอนนั้นทุกคนจะรู้ว่าลูกชายนางได้ดี ย่อมต้องเกรงใจนางสามส่วน แม้แต่เหยียนฟู่ถ้าเห็นหน้านางยังต้องเดินอ้อมไปอีกทาง

          “เป็นเรื่องดีจริงๆ แต่คงจะใช้เงินไม่น้อยสินะ” วั่นซื่อหวั่นไหว แต่กระนั้นเมื่อคิดถึงเงินที่ต้องจ่ายแล้วก็เริ่มเสียดาย

          ฟู่จื่อเสวียนมีสีหน้าลำบากใจ “ก็หลายร้อยตำลึงอยู่ เฮ้อ ลูกไร้ความสามารถ เงินของที่ร้านจะต้องรอจนถึงสิ้นปีจึงจะคิดบัญชีออกมาได้ ตอนนี้ไม่มีเงินจะจ่ายมากขนาดนั้น ได้แต่ขอให้ท่านแม่กับท่านพี่อดทนไปก่อน แต่วางใจได้ เงินน่าจะได้มาปีหน้าแน่ ได้แล้วลูกจะนำไปจัดการเรื่องนี้ จะต้องให้ครอบครัวเรามีหน้ามีตาในตระกูลให้ได้”

          กว่าจะสิ้นปีก็อีกตั้งหลายเดือน ดวงตาของวั่นซื่อกลอกไปมาอย่างรวดเร็ว “จะ... จะยืมใครก่อนได้หรือไม่”

          ฟู่จื่อเสวียนนิ่วหน้า ยิ้มฝืนๆ “เงินหลายร้อยตำลึง ใครจะให้ยืมเจ้าคะ ที่ร้านก็ยังติดหนี้อยู่อีกจำนวนหนึ่ง” พูดจบนางก็ทำเป็นหยุดเล็กน้อย เงยหน้ามองวั่นซื่ออย่างคาดหวัง “ท่านแม่ ท่านมีวิธีอื่นอีกหรือไม่ ถ้าไม่อย่างนั้นพวกเราไปยืมเงินจากท่านน้าก่อนดีไหมเจ้าคะ รอจนขึ้นปีใหม่ ที่ร้านมีเงินแล้วข้าค่อยนำเงินไปคืนให้พวกเขา”

          บ้านเดิมของวั่นซื่อนั้นยากจนข้นแค้น จะมีเงินหลายร้อยตำลึงให้พวกนางยืมมาทำตัวร่ำรวยฟุ้งเฟ้อได้อย่างไร ความจริงแล้ว ฟู่จื่อเสวียนจ้องเงินในมือของวั่นซื่อมากกว่า เพราะตั้งแต่นางแต่งเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นวันตรุษวันสารท วันเกิดของวั่นซื่อ นางจะมอบเงินให้เป็นของกำนัลทุกครั้ง ถ้านับไปแล้วก็น่าจะมีหลายร้อยตำลึงอยู่

          อีกอย่างจี้เหวินหมิงก็เป็นลูกกตัญญู เขาส่งเงินให้มารดาใช้เป็นการส่วนตัวอยู่ประจำ ครั้งก่อนอาหม่าเล่าว่า นอกจากจดหมายแล้ว จี้เหวินหมิงยังฝากห่อผ้าอีกห่อหนึ่งให้วั่นซื่อ แต่วั่นซื่อไม่เอ่ยถึงห่อผ้าห่อนี้เลย แสดงว่าข้างในคงไม่ใช่ของฝากท้องถิ่นทั่วไป ฟู่จื่อเสวียนเดาว่าน่าจะเป็นเงินทองหรือของมีค่า

          จากที่นางคาดเดา เงินส่วนตัวของวั่นซื่อคงจะมีไม่น้อย มิน่า หลังจากนั้นนางถึงมีเงินซื้อข้าวสารแจกชาวบ้านผู้อพยพ เป็นการทำทานสร้างกุศลให้หลานชายหัวแก้วหัวแหวนได้ถึงเก้าวัน

          วั่นซื่อเริ่มหวั่นไหว “ข้า... ข้าจะไปถามท่านน้าเจ้าดู” นางไม่สงสัยว่าฟู่จื่อเสวียนจะหาเรื่องให้นางควักเงิน เพราะตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ฟู่จื่อเสวียนเป็นคนใจกว้างให้เงินนางและจี้เหม่ยอวี๋ใช้อย่างไม่ขาดมือ

          ฟู่จื่อเสวียนพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มน้อยๆ “ท่านแม่ หากท่านน้าไม่วางใจ ข้าเขียนใบกู้เงิน ลงชื่อ ประทับรอยนิ้วมือให้ก็ได้”

          วั่นซื่อกลอกตารวดเร็ว พูดอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาติว่า“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ คนกันเองยังจะเขียนใบยืมเงินอะไร” น้องชายของนางเป็นพวกเกกมะเหรกเกเร หากเขียนใบยืมเงินให้จริงๆ ญาติก็ญาติเถอะ เขากล้ามาทวงเงินหลายร้อยตำลึงที่บ้านของนางแน่ วั่นซื่อไม่ต้องการให้ฟู่จื่อเสวียนเขียนใบยืมเงิน ทำให้น้องชายตัวดีได้เงินไปง่ายๆ เพราะเงินของสะใภ้คนนี้สุดท้ายแล้วควรให้คนสกุลจี้ใช้

          “ถ้าเช่นนั้นรบกวนท่านแม่แล้ว เมื่อท่านพี่กลับมาจะต้องซาบซึ้งกับความตั้งใจของท่านแม่”

          เพื่อให้วั่นซื่อควักเงิน ฟู่จื่อเสวียนถึงกับพูดจาหว่านล้อมด้วยคำพูดน่าฟังอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ พร้อมกับอ้างชื่อจี้เหวินหมิงอีกครั้ง

          วั่นซื่อคิดว่าตัวเองไม่ต้องออกเงินก็ได้รับคำชมจากลูกชายจึงดีใจนัก นางแค่ควักล่วงหน้าแต่สะใภ้จะตามชดใช้ทีหลังเอง แบบนี้ไม่ดีตรงไหนกัน นางตบหลังมือฟู่จื่อเสวียนอย่างยิ้มแย้ม “ลำบากเจ้าแล้ว เหวินหมิงกลับมา ข้าจะให้เขาทำดีกับเจ้าให้มาก”

          ทำดี? แค่เขาไม่เคียดแค้นนางก็คงจะดีมากแล้ว วั่นซื่อคิดว่าจ่ายเงินแค่ครั้งเดียวก็หมดเรื่องแล้วหรือ การสร้างสถานศึกษา ยังต้องเชิญอาจารย์ ถ้าเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอยู่บ้าง ค่าจ้างปีหนึ่งไม่มีแปดสิบก็ต้องมีร้อยตำลึง อีกทั้งยังต้องมีถ่านไม้ให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว โต๊ะเก้าอี้กระดานดำ อีกทั้งข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ

          มีอย่างไหนที่ไม่ต้องใช้เงินบ้าง?

          สิ่งเหล่านี้เป็นการลงทุนในระยะยาว คนที่ไม่มีทุนเดิม มีใครกล้าสร้างสถานศึกษาของตระกูลกันบ้าง วั่นซื่อไม่เคยเป็นหัวหน้าครอบครัวย่อมไม่รู้ว่าข้าวสารอาหารแห้งแพงแค่ไหน รอให้เงินในมือนางถูกใช้จนหมด ดูสิว่านางยังจะมีสิ่งใดไปประจบสะใภ้ที่มาจากตระกูลใหญ่กว่าคนนั้น

          ฟู่จื่อเสวียนหลุบตาอย่างเขินอาย เสียงพูดดังแค่ยุงบิน “ท่านแม่ เป็นเรื่องที่ข้าสมควรทำอยู่แล้ว” เพื่อทำให้วั่นซื่อไม่ระแวงสงสัย นางยังพูดต่ออีกว่า “ท่านแม่จะต้องจดบัญชีให้เรียบร้อย หากท่านน้าทางโน้นหาเงินมากขนาดนั้นไม่ได้ ของที่เชื่อได้เราก็เอาไปเชื่อไว้ก่อน รอจนปีหน้าที่ร้านมีกำไร พวกเราค่อยนำไปจ่ายบัญชีคืน”

 

          ผ่านไปไม่กี่วัน น้องสะใภ้ของวั่นซื่อก็มาเยี่ยมถึงบ้าน

          หญิงทั้งสองนั่งสนทนากันงึมงำในห้องครู่หนึ่ง สุดท้ายน้องสะใภ้ของวั่นซื่อก็จากไปอย่างหน้าตาเบิกบาน หลังจากนั้น วั่นซื่อจึงเรียกฟู่จื่อเสวียนเข้ามาในห้อง “อาเสวียน แม่คุยกับน้าสะใภ้ของเจ้าแล้ว พอนางได้ยินว่าเหวินหมิงได้ดิบได้ดีก็รับปากให้เรายืมเงิน แต่เจ้าก็รู้ว่านางเป็นคนขี้งก...” พูดถึงตรงนี้วั่นซื่อก็ทำท่าราวกับไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไร

          ฟู่จื่อเสวียนคลี่ยิ้มอ่อนโยน ตอบอย่างเข้าใจอีกฝ่าย “น้าสะใภ้มีเงื่อนไขใด ท่านแม่ก็พูดมาเถอะ”

          วั่นซื่อหยิบผ้าเช็ดหน้ามาบิดไปบิดมา ก่อนยกขึ้นปิดใบหน้าครึ่งซีก ทำราวกับละอายใจยิ่งนัก “แหม แม่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร น้าสะใภ้ของเจ้าต้องการดอกเบี้ย”

          ฟู่จื่อเสวียนยิ้มมุมปาก แต่แววตาแข็งกระด้าง “อ้อ ไม่ทราบว่าน้าสะใภ้จะให้พวกเรายืมเงินเท่าไร แล้วต้องการดอกเบี้ยเท่าไรหรือเจ้าคะ”

          วั่นซื่อปรายตามองฟู่จื่อเสวียนอย่างกระสับกระส่าย เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีรอยยิ้ม ท่าทางดูเกรงใจ จึงทำท่ากดหน้าผากแล้วตอบอย่างลำบากใจว่า “นางจะให้ยืมห้าร้อยตำลึง ส่วนดอกเบี้ยให้คิดเป็นเดือน เดือนละห้าสิบตำลึง”

          แพงกว่าร้านแลกเงินเสียอีก คิดว่านางโง่หรือไง!

          ฟู่จื่อเสวียนหัวเราะเยาะในใจ อีกสี่เดือนก็จะปลายปี หากเสียดอกเบี้ยทุกเดือนรวมกันก็นับเป็นเงินสองร้อยตำลึงแล้ว นางแสดงสีหน้าว่าไม่พอใจนัก “ท่านแม่ ร้านแลกเงินยังคิดดอกเบี้ยไม่มากเท่านี้”

          วั่นซื่อไม่เคยติดต่อกับร้านแลกเงินมาก่อนจึงไม่รู้รายละเอียด ไม่คาดว่าตัวเองจะบอกดอกเบี้ยสูงเกินไป จึงเกิดความตกใจ รีบโยนความผิดให้กับน้องสะใภ้ “จริงหรือ น้าสะใภ้เจ้านี่ใช้ไม่ได้เลย ไว้ข้าจะต้องหาโอกาสคุยกับนาง”

          “ช่างเถอะ” ฟู่จื่อเสวียนตัดบท “ท่านแม่ไม่ต้องพูดหรอก จะได้ไม่หมางใจกัน หลายปีที่ท่านพี่ไม่อยู่บ้าน ท่านน้าเองก็คอยช่วยเหลือพวกเรา ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมาให้ถือเสียว่าเป็นการกตัญญูต่อท่านน้าก็แล้วกัน”

          วั่นซื่อซาบซึ้งใจจนดวงตาแดงก่ำ “อาเสวียน เจ้าเป็นเด็กดีจริงๆ นับเป็นวาสนาของเหวินหมิงที่ได้เจ้าเป็นภรรยา”

          “ท่านแม่กล่าวเกินไปแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ลูกสมควรทำ” ฟู่จื่อเสวียน ก้มหน้า แสร้งพูดอย่างเอียงอาย

          ทั้งสองคนแสดงละครแม่ผัวลูกสะใภ้ที่รักใคร่ปรองดองกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแยกย้าย เมื่อกลับถึงห้องฟู่จื่อเสวียนก็หน้าตาบึ้งตึงทันที นางไม่คาดว่าวั่นซื่อจะจ้องเงินสินเดิมของนางตาเป็นมัน วันนี้ยังจะร่วมมือกับน้องสะใภ้มาหลอกเอาเงินจากนาง

          คิดว่านางโง่สินะ?

          หวังว่าถึงปีใหม่ ตอนที่น้องสะใภ้มาทวงเงินค่าส่วนแบ่งกับวั่นซื่อ  วั่นซื่อจะยังยิ้มออก

          “ฮูหยินน้อย ใครทำให้ท่านไม่สบายใจหรือเจ้าคะ” เสี่ยวหลันเห็นเจ้านายสีหน้าไม่ดี จึงถามอย่างห่วงใย

          ฟู่จื่อเสวียนส่ายหน้า ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไม่มีอะไร”

          เสี่ยวหลันปลอบขึ้นว่า “เสี่ยวหลันยังไม่ได้ยินดีกับฮูหยินน้อยเลย คุณชายกลับมาพร้อมกับชัยชนะ ต่อไปฮูหยินน้อยก็จะได้เป็นฮูหยินขุนนางแล้ว นับว่าความอดทนเจ็ดปีของท่าน เห็นผลแล้วเจ้าค่ะ”

          วั่นซื่อป่าวประกาศเรื่องที่ลูกชายจะกลับมาพร้อมกับตำแหน่งขุนนางไปทั่ว สร้างความปรีดาให้กับคนสกุลจี้ไม่ว่าจะระดับใด หนึ่งในนั้นก็มีเสี่ยวหลันที่ดีใจมากที่สุด นางดีใจแทนฟู่จื่อเสวียน

          ก่อนหน้านี้ฟู่จื่อเสวียนเองก็คิดเช่นนี้ นางคิดว่าทนเอาหน่อย เมื่อสามีกลับมาทุกอย่างจะต้องดีขึ้น แต่ไม่เคยรู้เลยว่า การกลับมาของเขากลายเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย ยังไม่สู้ให้เขาตายอยู่ข้างนอก เขาไม่กลับมา นางก็ยังใช้ชีวิตอยู่มาได้เจ็ดปี

          “เสี่ยวหลัน เคยได้ยินเรื่องหวังเป่าชวนทนรออย่างยากลำบากสิบแปดปีหรือไม่” จู่ๆ ฟู่จื่อเสวียนถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่คุยกันอยู่ขึ้นมา

          เสี่ยวหลันพยักหน้า “เคยได้ยิน ตอนที่เดินผ่านโรงงิ้วก็ได้ยินคนกำลังร้องงิ้วอยู่บ้างเจ้าค่ะ”

          ฟู่จื่อเสวียนพยักพเยิดไปทางเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้าม “นั่งสิ อยากรู้ว่าเรื่องหลังจากนั้นเป็นอย่างไรไหม”

          วันนี้ฮูหยินน้อยอารมณ์ดี ถึงกับเล่าบทละครให้กับสาวใช้ฟัง เสี่ยวหลันนั่งลงอยู่ตรงหน้าฟู่จื่อเสวียนอย่างตื่นเต้น นางนั่งตัวตรง รอฟังอย่างใจจดใจจ่อ

          ฟู่จื่อเสวียนยกมือแตะหน้าผาก สายตามองผ่านเปลวไฟที่ไหวระริกอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงที่เล่าเนิบช้า น่าฟัง “ช่วงราชวงศ์ถัง ในมหานครฉางอันมีขุนนางใหญ่นามว่าหวังชงเซิง หวังชงเซิงมีลูกสาวสามคน คนเล็กสุดนามว่าหวังเป่าชวน มีใบหน้างดงามขนาดปลาในน้ำเห็นแล้วยังลืมหายใจ นกยังลืมกระพือปีก สกุลหวังเป็นตระกูลขุนนาง จึงมีลูกหลานตระกูลใหญ่ประสงค์จะสู่ขอลูกสาวมากมาย...”

          ฮูหยินน้อยเล่าได้น่าฟังกว่านักเล่านิทานในร้านอาหารเสียอีก เสี่ยวหลันดวงตาเป็นประกายราวกับดวงดาว มองฮูหยินน้อยด้วยความศรัทธา

          “เสี่ยวหลัน...” ฟู่จื่อเสวียนหยุดเล่าตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ นางยื่นนิ้วส่ายไปมาตรงหน้าเสี่ยวหลัน

          เสี่ยวหลันสะดุ้ง ปล่อยมืออย่างไม่ตั้งใจจนปลายคางเกือบจะชนกับโต๊ะ “ฮูหยินน้อย เรียกข้าหรือ”

          ฟู่จื่อเสวียนคลี่ยิ้ม “ฟังนิยายอยู่ไม่ใช่หรือ ทำไมถึงใจลอย”

          เสี่ยวหลันเอียงคอหัวเราะคิกคัก “ข้ากำลังคิดถึงหวังเป่าชวน ว่าที่นางรอนั้นไม่ได้รอเปล่า เซวียผิงกุ้ยกลายเป็นวีรบุรุษผู้กล้าแล้วกลับมาหานาง...”

          เมื่อเห็นสีหน้าของเสี่ยวหลันมีความชื่นชมฉายชัด ฟู่จื่อเสวียน พลันเกิดความรู้สึกปวดใจอย่างยากจะบรรยาย นางเอ่ยเสียงเย็นว่า “แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ หลังจากการรอคอยสิบแปดปี หวังเป่าชวนก็ได้พบกับสามีอีกครั้ง แต่หนนี้นางได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเพียงแค่สิบแปดวันก็สิ้นใจ*”

          “หา...” เสี่ยวหลันตะลึง ทำไมนิยายที่น่าจะจบอย่างมีความสุขกลายเป็นจบอย่างเศร้าโศกเช่นนี้

          เมื่อเห็นเสี่ยวหลันนิ่วหน้าจนหัวคิ้วแทบจะพันกัน ฟู่จื่อเสวียนจึงลูบศีรษะสาวใช้เบาๆ ถามอย่างมีนัยว่า “เสี่ยวหลัน เจ้าว่าคุ้มหรือไม่”

          เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของนาง

          แต่เสียดายที่เสี่ยวหลันฟังการบอกใบ้ของฟู่จื่อเสวียนไม่ออก ยังคงปลอบใจเจ้านายอย่างร่าเริงว่า “ฮูหยินน้อยไม่ต้องเป็นห่วงคุณชายของเราใกล้จะกลับมาแล้ว เขาไม่มีทางให้ท่านต้องรอถึงสิบแปดปีแน่”

          เด็กโง่เอ๊ย ยังคงฝันหวานว่าฮูหยินน้อยและคุณชายของนางจะรักใคร่ปรองดองกัน เสี่ยวหลันคงไม่รู้เลยว่า ‘ฮูหยินน้อย’ ของตนใกล้จะเปลี่ยนคนแล้ว

          ช่างเถอะ ปล่อยให้นางดีใจไปอีกพักหนึ่ง

          ฟู่จื่อเสวียนเลิกล้มความคิดที่จะบอกความจริงกับเสี่ยวหลัน

         

          เมื่อได้รับการยืนยันจากฟู่จื่อเสวียน วั่นซื่อก็ไม่มีอะไรต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีก

          ปลายปียังจะมีดอกเบี้ยสองร้อยตำลึงเข้าพกเข้าห่อ ทำให้วั่นซื่อดีใจยิ่งนัก เมื่อบาดแผลที่หน้าผากหายดีแล้วก็รีบไปบ้านเดิมสกุลจี้ เพื่อบอกข่าวการซ่อมแซมศาลบรรพชนและสร้างสถานศึกษาของตระกูลให้กับบรรดาผู้เฒ่าประจำตระกูลได้รับรู้

          เหล่าผู้เฒ่าออกมาประชุมกันเรื่องนี้ บ้านเดิมสกุลจี้คึกคักขึ้นมาทันที มีใครบ้างที่ไม่อยากให้ลูกของตนได้เรียนหนังสือ สอบเป็นซิ่วไฉเพื่อจะได้ดิบได้ดีในวันข้างหน้า เพียงแต่พวกเขาไม่มีเงิน ไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียน ไม่มีปัญญาหาซื้อพู่กัน กระดาษหรือแท่นหมึกก็เท่านั้น

          ตอนนี้มีคนยินดีจ่ายเงินเพื่อสร้างสถานศึกษาให้กับคนในตระกูล ยังจะเชิญอาจารย์มาสอน มีหรือจะไม่พอใจ ฐานะของวั่นซื่อในสายตาคนสกุลจี้ถูกยกสูงขึ้นมาในพริบตาอย่างไม่เหนือความคาดหมาย คนที่เคยดูถูกนางมาก่อนหน้า ถึงกับมาประจบเอาใจ ให้การยกย่องนาง

          วั่นซื่อเก็บกดมาครึ่งชีวิต สุดท้ายก็ได้เชิดหน้าชูตาเสียที เวลาเดินก็รู้สึกตัวลอยอยู่บ้าง

          สกุลจี้ที่เงียบเหงามาก่อนหน้าคึกคักขึ้นมาทันที มีญาติพี่น้องเข้ามาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย วั่นซื่อได้รับการยกยอปอปั้นอยู่ทุกๆ วันก็เริ่มฟุ้งเฟ้อ ใช้ชีวิตเยี่ยง ‘ฮูหยินผู้เฒ่าในตระกูลขุนนาง’ ไว้ก่อนล่วงหน้า จะกินจะใช้ก็ต้องยกระดับขึ้นไม่เพียงแค่หนึ่งระดับ เสื้อผ้าของนางก็ตัดใหม่ถึงสามชุดภายในเวลาแค่เดือนเดียว

          ชาที่ต้อนรับแขกแต่ละวันก็ต้องเป็นใบชาอย่างดีที่มีราคาห้าตำลึงของร้านจิ้งอัน ของว่างก็เป็นขนมหิมะจากร้านของฟู่จื่อเสวียน ที่ราคาจินละหนึ่งตำลึง เพียงแค่ครึ่งเดือนก็ใช้จ่ายเงินไปเท่ากับค่าใช้จ่ายปกติของสกุลจี้ถึงหนึ่งฤดูกาล

          ฟู่จื่อเสวียนได้แต่มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเฉยเมย เงินของที่บ้านตอนนี้ถูกนางบริจาคซื้อน้ำมันตะเกียงให้วัดไปแล้ว เหลือเพียงไม่เท่าไร เงินที่วั่นซื่อใช้ตอนนี้ไม่ใช่เงินของนาง นางก็ไม่เสียดาย

          นางไม่เสียดายแต่วั่นซื่อเสียดาย

          ก่อนหน้านี้วั่นซื่อไม่สนใจกับเรื่องราวในบ้าน วันๆ เอาแต่ไหว้พระสวดมนต์ ขาดอะไรก็แค่บอกฟู่จื่อเสวียน แม้นางจะรู้ว่าเงินทองเป็นของสำคัญ แต่เพราะไม่ได้ควักเงินของตัวเองไปใช้ จึงไม่ได้รู้สึกอะไร มาตอนนี้เงินที่ควักจ่ายล้วนแต่เป็นเงินส่วนตัว ทุกครั้งที่จ่ายวั่นซื่อก็ปวดใจเหลือเกิน

          วันนี้หลังจากกินอาหารเย็น วั่นซื่อเกิดนอนไม่หลับ นางลุกขึ้นลากกำปั่นเล็กๆ ใต้เตียงออกมาแล้วหยิบลูกกุญแจที่ห้อยเชือกคล้องคอมาเปิดกำปั่นใบนั้น

          กำปั่นเล็กถูกเปิดออก แสงสีเงินพวยพุ่งรอบทิศ เป็นเงินก้อน**สีขาววางเรียงรายกันอยู่เต็ม เห็นแล้วก็น่ายินดี วั่นซื่อลูบก้อนเงินที่แข็งกระด้างด้วยความหลงใหลไปจนกระทั่งถึงซ้ายสุดก็พบว่าแหว่งไปสองก้อน ความปลื้มปีติบนสีหน้าของวั่นซื่อหายวับไปในพริบตา กลายเป็นความไม่พอใจและโมโหเข้ามาแทนที่

          เงินในบ้านมีแค่ยี่สิบตำลึง ไม่กี่วันก็ใช้หมด เงินที่ใช้ในช่วงนี้เป็นเงินส่วนตัวของนางทั้งสิ้น ผ่านไปแค่สิบวัน นางก็ใช้เงินไปถึงสองก้อน เมื่อมองดูกำปั่นที่มีเงินเรียงอยู่เต็มแต่เดิมต้องมาขาดหายไปสองก้อน วั่นซื่อก็รู้สึกทำใจไม่ได้ นางปิดกำปั่นเล็ก ยัดกลับเข้าไปใต้เตียง จากนั้นตะโกนเรียกคนเสียงแข็ง

          “หรูอี้ เข้ามานี่”

          หรูอี้ปัดผ้าม่านเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน แล้วยอบตัว

          วั่นซื่อทำหน้าบึ้งถามว่า “เงินใช้จ่ายในบ้านมีเข้ามาหรือยัง”

          หรูอี้สะดุ้ง ฮูหยินผู้เฒ่าถามคำถามนี้กับนางทุกวัน ก็เงินไม่มี แล้วจะให้นางทำให้มีได้อย่างไร

          “ไม่มีเจ้าค่ะ” นางก้มหน้าตอบตามความจริงเบาๆ

          วั่นซื่อเหล่มองแล้วตำหนิ “ใช้ไม่ได้ ไปเชิญฮูหยินน้อยมานี่สิ”

          วั่นซื่อไม่พอใจยิ่งนัก เกิดเรื่องอะไรเรอะ! นี่ก็สิ้นเดือนแล้วเหตุใดฟู่จื่อเสวียนจึงไม่มีเงินมาใส่ในบัญชี แล้วคนในบ้านจะกินอะไร? ตอนนี้นางคิดแต่จะหาเรื่องตำหนิฟู่จื่อเสวียนที่ไม่ได้เอาเงินกลับมา แต่ไม่คิดเลยว่าค่าใช้จ่ายที่นางใช้ไปเมื่อไม่กี่วันนี้ยังจะมากกว่าค่าใช้จ่ายในหนึ่งเดือนเสียอีก ฟู่จื่อเสวียนมิได้เป็นเจ้าของภูเขาเงินภูเขาทอง จะได้มีเงินมาให้นางใช้อย่างไม่ขาดมือ

 

          ตอนที่หรูอี้มาตาม

          ฟู่จื่อเสวียนเพิ่งจะดึงปิ่นปักผมออก ปล่อยผมสยาย เตรียมตัวเข้านอน

          เมื่อได้ยินเสียงหรูอี้ นางจึงรวบผมเป็นมวยหลวมๆ ปักปิ่นให้อยู่ทรง คลุมเสื้อตัวนอก แล้วลุกขึ้นเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน “ไปกันเถอะ”

          วั่นซื่อให้หรูอี้มาตามตัวนางไปพบเวลานี้ ก็เดาจุดประสงค์ได้ไม่ยาก อย่างไรก็ต้องเป็นเรื่องเงินแน่ หลายวันมานี้ตอนที่กินข้าว สายตาของวั่นซื่อมองนางอย่างไม่พอใจ แต่ติดที่มีจี้เหม่ยอวี๋อยู่ถึงไม่ได้แสดงความฉุนเฉียวออกมา

          ฟู่จื่อเสวียนก้าวเข้ามาในห้อง ทำความเคารพให้วั่นซื่อ “คารวะท่านแม่”

          “พอแล้ว ไม่ต้องมากพิธี” วั่นซื่อกวักมือเรียก ถามฟู่จื่อเสวียนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “อาเสวียน เจ้านี่ดูแลบ้านอย่างไร เงินที่จะใช้ในบ้านไม่มีแม้แต่อีแปะเดียว จะซื้อเกลือสักหนึ่งจินก็ยังไม่มีเงิน”

          “เออ... ลูก ลูกดูแลไม่ทั่วถึง” หน้าตาของฟู่จื่อเสวียนแดงก่ำด้วยความละอาย รีบรับผิด “พรุ่งนี้ลูกจะหาวิธีหาเงินให้ได้สักสิบตำลึง”

          คิ้วของวั่นซื่อขมวดเข้าหากันแน่น เงินสิบตำลึงจะทำอะไรได้ แค่ซื้อใบชาของร้านจิ้งอันก็หมดแล้ว ใช้ให้คนไปซื้อก็ต้องใช้เงินห้าตำลึง หลิวไท่ไท่--สหายที่นางเพิ่งรู้จักในวงไพ่ไม่นานก็ใกล้จะจัดงานวันเกิด หลิวไท่ไท่ผู้นี้เป็นมีศักดิ์เป็นน้องสาวของรองหัวหน้าสำนักหงหลูเชียวนะ จะต้องให้ของกำนัลที่มีราคากับฝ่ายนั้นสักหน่อย

          ปีนี้เหม่ยอวี๋ก็โตขึ้นกว่าเดิม จะต้องตัดเสื้อสำหรับใส่ในฤดูหนาวชุดใหม่ แล้วยังจะมีคนในบ้านอีกสิบกว่าคนที่ต้องกินต้องใช้ นับเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อย เงินแค่สิบตำลึงจะไปพอซื้ออะไร

 

 

 

 

____________________

* หวังเป่าชวนและเซวียผิงกุ้ย เป็นละครงิ้วที่ได้รับความนิยม เรื่องเล่าว่า หวังเป่าชวนไปหลงรักเซวียผิงกุ้ยที่เป็นแค่ชาวนายากจน ถูกพ่อที่เป็นขุนนางใหญ่ตัดขาด ต้องอาศัยอยู่ในบ้านที่ยากจนข้นแค้น ทำทุกอย่างเอง เซวียผิงกุ้ยไปเป็นทหารเพื่อจะหาความก้าวหน้า หวังเป่าชวนรอสามีอยู่นานถึงสิบแปดปี สุดท้ายเซวียผิงกุ้ยได้เป็นถึงผู้ปกครองแคว้นซีเหลียง เขากลับมารับหวังเป่าชวนกลับไปเป็นฮองเฮา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็แต่งงานกับองค์หญิงซีเหลียงไปแล้ว เมื่อหวังเป่าชวนไปถึงก็ใช้ชีวิตเป็นฮองเฮาผู้สูงส่งได้แค่สิบแปดวัน ก็ตายด้วยความทุกข์ใจ แม้จะรอจนสามีกลับมา ประสบความสำเร็จ แต่สามีกลับมีหญิงอื่น ความอดทนที่ทนมาสิบแปดปีก็กลายเป็นความทุกข์ใจ จนสุดท้ายก็ตายเพราะตรอมใจ ฟู่จื่อเสวียนจึงนำเรื่องนี้มาสอนใจ ให้เป็นบทเรียนกับตัวเองว่าอย่าได้ทำตัวเป็นหวังเป่าชวนอีกคนหนึ่ง

** เงินก้อนมักจะมีน้ำหนักเท่ากับเงินห้าสิบตำลึง 

          “ทำไมถึงมีแค่นี้” วั่นซื่อถามตรงๆ แม้แต่คำพูดอ้อมๆ นางก็ไม่มีความอดทนมากพอที่จะพูด

          ฟู่จื่อเสวียนก้มหน้ามองพื้น เสียงที่ตอบนั้นเต็มไปด้วยความหนักใจ “ท่านแม่ ปีนี้ทางเขตจินเจียงเกิดอุทกภัย เมืองซิ่งที่เป็นเมืองปลูกข้าวก็ถูกน้ำท่วมไม่มีผลผลิต ข้าวสารขึ้นราคาทุกวัน อีกทั้งยังมีการจำกัดการขายด้วย พวกเราเป็นครอบครัวใหญ่ ต้องใช้ข้าววันๆ หนึ่งสิบกว่าทะนาน เมื่อท่านพี่กลับมาก็ยังจะมีคนเพิ่มขึ้นอีกหลายคน ต้องใช้ข้าวมากขึ้นกว่าเดิม ลูกกลัวว่าต่อไปจะซื้อหาข้าวสารไม่ได้ เลยตัดสินใจใช้เงินที่มีอยู่ซื้อข้าวสารมาเก็บเอาไว้ เงินไม่พอก็ยังต้องยืมมาส่วนหนึ่งด้วย”

          ราคาข้าวสารช่วงนี้เพิ่มขึ้นทุกวัน เป็นเรื่องที่วั่นซื่อเองก็ได้ยินคนที่มาหาพูดถึงอยู่บ่อยๆ นางรู้ว่าตอนนี้มีเงินก็ไม่แน่ว่าจะซื้อข้าวสารได้ แต่นางไม่เคยจัดการกับเรื่องในบ้าน จึงมิได้สนใจกับเรื่องนี้ เมื่อได้ยินฟู่จื่อเสวียนเอ่ยขึ้นจึงพอจะนึกได้ว่าที่บ้านก็ต้องกินข้าว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับกินอิ่ม การที่ฟู่จื่อเสวียนทำเช่นนี้ก็เพื่อคนที่บ้าน นางไม่อาจหาเรื่องตำหนิสะใภ้ จึงได้แต่พูดเสียงอ่อยว่า “ยังดีที่เจ้าคิดรอบคอบ”

          วั่นซื่อหยุดคิดเล็กน้อยแต่ก็ยังทำใจไม่ได้ ถามอีกว่า “แล้วเมื่อไรร้านของเจ้าจะพอมีเงินมาใช้จ่ายเล่า”

          เมื่อยกเรื่องการซื้อข้าวสารมาพูดกับวั่นซื่ออย่างเปิดเผยแล้ว ฟู่จื่อเสวียนก็อารมณ์ดี นางวาดขนมเปี๊ยะล่อวั่นซื่อขึ้นมาอีกก้อน “ลูกค้าประจำจะคิดบัญชีกันตอนปลายเดือน ส่วนที่ร้านขายของว่างที่ได้กำไรมาเดือนนี้ ลูกก็นำไปใช้คืนเขาแล้ว คิดว่าปลายเดือนหน้าน่าจะมีกำไรบ้าง หลายวันนี้ก็ลงบัญชีเชื่อกับที่ร้านไปก่อน พอถึงปลายเดือนหน้าค่อยไปจ่ายบัญชีทีเดียว”

          ปลายเดือนหน้าเป็นเวลาที่จี้เหวินหมิงจะกลับบ้านพอดี นี่เป็นของรับขวัญที่นางเตรียมไว้

          วั่นซื่อไม่คิดว่าคำแนะนำของฟู่จื่อเสวียนจะนำหายนะมาให้ในภายหลัง ขอแค่ไม่ให้นางต้องควักเงิน และยังสามารถรักษาการใช้ชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อเช่นนี้ได้ต่อ จึงไม่มีความคิดเห็นขัดแย้งใดๆ วั่นซื่อเปลี่ยนจากความไม่พอใจมาพูดกับฟู่จื่อเสวียนอย่างชื่นชมว่า “อาเสวียน อย่างไรเจ้าก็คิดได้รอบคอบที่สุด”

 

          “น่าสงสารเหลือเกิน!”

          “ไม่รู้ทำกรรมอะไรไว้ อายุแค่นี้ก็ไม่มีแม่ พ่อยังเป็นอย่างนี้อีก เด็กคนนี้ต่อไปจะทำอย่างไรเล่า”

          “ป้าฟาง หากสงสารก็พาเขากลับไปเลี้ยงที่บ้านสิ จะได้เป็นเพื่อนกับเจ้าห้าของเจ้า”

          “ซ้อหลินพูดเล่นแล้ว ลูกข้าห้าคนยังกินไม่อิ่มท้อง จะเลี้ยงเด็กเพิ่มขึ้นอีกคนได้อย่างไร”

          ฝูงชนที่ยืนมุงอยู่ข้างหน้าพูดคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่กลางถนน เสี่ยวหลันยื่นหน้าออกไปมองอย่างแปลกใจแล้วเปรยว่า “ฮูหยินน้อย มีคนขวางทางอยู่ข้างหน้า เราจะอ้อมไปอีกทางหรือไม่เจ้าคะ”

          ฟู่จื่อเสวียนปัดผ้าม่านขึ้นมอง เห็นว่าตรงหน้ารถม้ามีหัวคนดำๆ มุงดูอะไรบางอย่างอยู่ อีกทั้งยังมีคนชี้มือไปยังกลางวง ไม่รู้ว่าจะสลายตัวไปเมื่อไร แต่ถ้าจะไปโรงเตี๊ยมก็ต้องผ่านถนนสายนี้ ให้อ้อมไปก็ไกลขึ้นอีกหกเจ็ดลี้ ไม่สู้ลงจากรถม้าแล้วเดิน เพราะถนนสายนี้อยู่ห่างจากโรงเตี๊ยมแค่หนึ่งช่วงถนนเท่านั้น

          ฟู่จื่อเสวียนเรียกเสี่ยวหลันให้ลงจากรถ

          เมื่อคืนนี้มีฝนตกแต่ไม่หนัก พื้นถนนยังเปียกชื้น เสี่ยวหลันประคองฟู่จื่อเสวียนพลางกำชับว่า “ฮูหยินน้อย ระวังด้วย!”

          ฝูงชนออกันอยู่ข้างหน้า กว่าทั้งสองจะเบียดเข้าไปได้ก็ใช้เวลาพอสมควร จนได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชัดเจน

          กลางฝูงชน มีเด็กชายผอมโซ ใบหน้าเหลืองซีดผิดปกติ เสื้อผ้าที่สวมขาดรุ่งริ่ง ดูท่าเด็กคนนี้คงจะมีอายุเพียงห้าหกขวบเท่านั้น มีชายคนหนึ่งนอนกัดฟันด้วยความเจ็บปวด ดวงตาของเขาเลื่อนลอย ผิวหน้าเหลืองอมโรค แขนขาบวมเป่ง หน้าท้องยังนูนสูง

          “ฮูหยินน้อย ทำ... ทำไมท้องเขาถึงเป็นอย่างนั้น” เสี่ยวหลันคว้าแขนฟู่จื่อเสวียนอย่างหวาดกลัว หน้าท้องของชายคนนั้นนูนขึ้นมาราวกับหญิงท้องสักหกเดือน ดูแล้วน่าขนลุกยิ่งนัก

          ฟู่จื่อเสวียนถอนใจ ตบหลังมือเสี่ยวหลัน อธิบายให้นางฟังเบาๆ “เขากินดินกวนอิมเข้าไป”

          ดินกวนอิมกินแล้วอิ่มท้อง แต่ย่อยไม่ได้ ถ้ากินมากไปอาจถึงแก่ชีวิต ตอนนี้เพิ่งเริ่มต้น ต่อไปจะมีคนตายเพราะกินดินมากกว่านี้อีก

          เมื่อได้ยินว่าเป็นการกินของผิดสำแดง เสี่ยวหลันจึงโล่งอก มองเด็กชายและชายที่นอนอยู่ข้างถนนอย่างเห็นใจ “รักษาได้ไหมเจ้าคะ”

          ฟู่จื่อเสวียนไม่ใช่หมอ นางจึงไม่รู้ รู้เพียงว่าชาติที่แล้วในเมืองหลวงก็เกิดเหตุการณ์ราวๆ นี้ มีคนตายเพราะกินดินกวนอิมเป็นจำนวนมาก ทำให้ทางการติดประกาศ อีกทั้งเชิญหมอที่มีชื่อมาช่วยกันแจกแจงถึงภัยร้ายของการกินดินกวนอิม ถึงได้หยุดโศกนาฏกรรมลงได้

          “เจ้าต้องไปถามหมอ” ฟู่จื่อเสวียนเดินไปย่อตัวตรงหน้าเด็กชาย “ลุกขึ้น พวกเราจะพาพ่อเจ้าไปหาหมอ”

          เมื่อเข้ามาใกล้ๆ ฟู่จื่อเสวียนค่อยเห็นว่าเด็กชายผอมจนเหลือแต่กระดูก แต่ดวงตากลับเปล่งประกายเจิดจ้า ดูมีชีวิตชีวา เมื่อได้ยินว่ามีคนยินดีพาบิดาไปหาหมอ เด็กน้อยรีบคำนับให้ฟู่จื่อเสวียนทันที “ขอบคุณฮูหยิน ขอบคุณฮูหยิน...”

          เขาโขกศีรษะอย่างแรงจนหน้าผากมีเลือดไหลซิบ เสี่ยวหลันเห็นแล้วก็สงสาร รีบดึงตัวเขาเอาไว้ “พอแล้ว ฮูหยินน้อยของเราไม่ต้องการให้เจ้าคำนับอย่างนี้ รีบพาพ่อเจ้าไปหาหมอเถอะ”  

          คนที่มุงดูอยู่ได้ยินฟู่จื่อเสวียนบอกว่าจะพาพ่อของเด็กชายไปหาหมอ ก็ช่วยกันพูดห้าม “ไม่มีประโยชน์หรอก กินดินกวนอิมเข้าไปไม่มีทางรักษา”

          ฟู่จื่อเสวียนขอบคุณในความหวังดีของพวกเขา แล้วตอบว่า “ลองดูก่อน เด็กคนนี้น่าสงสารออก”

          คนที่มุงดูได้ยินนางตอบเช่นนี้ก็ส่ายหน้า หญิงอ่อนวัยมักใจอ่อนเก่งแต่ทำเรื่องไร้ประโยชน์

          ทว่าหลังจากเห็นฟู่จื่อเสวียนและเสี่ยวหลันช่วยประคองกันอย่างทุลักทุเล ชายหนุ่มอายุน้อยสองคนก็รับอาสาว่า “ฮูหยินท่านนี้ ให้พวกเราช่วยเถอะ”

          “ขอบคุณมาก!” ฟู่จื่อเสวียนเปิดทางให้พวกเขา

          ชายหนุ่มทั้งสองประคองผู้ป่วย แล้วมองฟู่จื่อเสวียน ถามขึ้น “ฮูหยิน จะไปโรงหมอใดหรือ”

          “โรงหมอไป๋เฉ่า” ฟู่จื่อเสวียนจำได้ว่า หมอที่ถูกทางการเลือกให้ช่วยประกาศพิษภัยของดินกวนอิมในชาติที่แล้ว ก็คือหมอของโรงหมอแห่งนี้ ในเมื่อหมอท่านนั้นได้รับการยอมรับจากทางการ แสดงว่าหากไม่ใช่เพราะมีวิชาแพทย์สูงส่ง มีคุณธรรม ก็ต้องมีความเกี่ยวพันกับราชสำนักอยู่บ้าง

          ถ้าสามารถทำให้ชาวบ้านรับรู้ถึงอันตรายของการกินดินกวนอิม และป้องกันได้ทันท่วงที ก็อาจไม่มีคนตายมากเท่าที่นางเคยรับรู้มาก็เป็นได้ ฟู่จื่อเสวียนเป็นแค่ชาวบ้านตัวเล็กๆ ปกติไม่มีโอกาสได้พบกับขุนนางใหญ่อยู่แล้ว นางได้แต่ตั้งความหวังไว้กับหมอของโรงหมอไป๋เฉ่า หวังว่าเรื่องนี้จะไปถึงหูทางการผ่านหมอผู้นี้

          โรงหมอไป๋เฉ่าเป็นโรงหมอที่เปิดมานานในเมืองหลวง คนที่นั่งตรวจอาการคนไข้เป็นหมออายุมากที่มีหนวดเคราขาวโพลนคนหนึ่ง หมอคนนี้แซ่ฉิน เขาเดินมากดท้องที่นูนสูงของชายคนนั้นอยู่สองสามที หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น “ไปจัดยาขับของเสีย ต้องไล่ความร้อนออกมาก่อน”

          พูดจบก็หยิบพู่กันเขียนใบสั่งยาอย่างรวดเร็ว แล้วส่งให้กับเด็กฝึกงานในร้านไปต้มยา หลังจากนั้นหมอฉินก็ไล่ฟู่จื่อเสวียนออกไปข้างนอก เขาดึงผ้าม่านลงมา นวดท้อง ฝังเข็มให้ชายคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง

          วุ่นวายไปครึ่งชั่วยาม หมอฉินก็เดินออกมาพร้อมกับเม็ดเหงื่อบนหน้าผาก เขาปรายตามองฟู่จื่อเสวียนก่อนจะถอนใจ “เขากินดินกวนอิมมานานแล้ว ทำให้ดินอัดแน่นอยู่เต็มท้อง ลำไส้ตันไปหมด ข้าทำเต็มที่ได้เท่านี้ พวกเจ้าก็เตรียมใจไว้ด้วย”

          เด็กชายที่อยู่ข้างๆ ฟังแล้วก็น้ำตาไหลพรากอย่างไม่รู้ตัว ฟู่จื่อเสวียนรีบส่งสายตาให้เสี่ยวหลันพาเด็กน้อยออกไปก่อน

          เสี่ยวหลันย่อตัว จับไหล่เด็กชายแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “พี่จะพาเจ้าไปหาพ่อ”

          เด็กชายสะอื้นพลางพยักหน้ารับ จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องด้านใน

          โรงหมอเงียบลงทันที หมอฉินทำราวกับไม่มีใครอยู่ในนั้น หยิบครกขึ้นมาตำยา

          ฟู่จื่อเสวียนยืนอยู่ข้างๆ ไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไรดี หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง นางก็หาหัวข้อสนทนา “ท่านหมอฉิน คนที่กินดินกวนอิมนี่ไม่มีทางรักษาเลยหรือ”

          หมอฉินออกแรงบดยา เขาตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นด้วยซ้ำ “ข้าก็เป็นแค่หมอ ไม่ใช่เทพเทวดา”

          ตาแก่นี่พูดจาไม่เข้าหูจริงๆ ฟู่จื่อเสวียนลูบจมูก เอ่ยว่า “ท่านหมอฉิน ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น แค่เป็นห่วงว่าต่อไปอาจมีผู้อพยพไม่น้อยที่ไปกินดินกวนอิม แล้วจะมีคนป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ”

          ครั้งนี้หมอฉินเงยหน้ามองฟู่จื่อเสวียนเต็มตา แต่น้ำเสียงของเขาก็มิได้ดีขึ้นกว่าเมื่อครู่ “นี่เป็นเรื่องของทางการ เจ้าเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ จะไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยเล่า”

          ก็ได้... วันนี้ตาเฒ่าฉินคงจะกินดินระเบิดมาแน่ๆ นางคงพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง วันนี้นางส่งตัวคนป่วยมา อะไรที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว คงจะยุ่งมากไปกว่านี้ไม่ได้

          ฟู่จื่อเสวียนจ่ายค่ารักษา จากนั้นก็ทิ้งเงินห้าตำลึงให้เด็กชาย แล้วพาเสี่ยวหลันกลับโรงเตี๊ยม

          ทันทีที่ก้าวเข้าโรงเตี๊ยม เฝิงลิ่วก็เดินมากระซิบบอกว่า “ฮูหยินน้อย พี่ชายของท่านมา หลงจู๊เหยียนกำลังรับรองอยู่ขอรับ”

          ฟู่จื่อเสวียนตะลึงไปเล็กน้อย พี่ใหญ่มาทำไม ตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็ไม่เคยกลับบ้านเดิมเลย ข้อแรก เพราะชาติก่อนนางทำให้บิดาต้องถูกไล่ออกจากงาน นางเกิดความละอายใจ จึงไม่ต้องการให้คนที่บ้านโชคร้ายไปเพราะตน

          ข้อสอง หลังจากนางถูกหย่าขาดในชาติที่แล้ว พี่สะใภ้นามว่า ‘หยางซื่อ’ บอกว่านางเป็นตัวซวย ประกาศไว้ว่าไม่ให้นางกลับมาที่บ้านเดิม มิเช่นนั้นหยางซื่อจะหย่ากับพี่ชายนาง

          ตอนนั้นบิดาถูกไล่ออกจากงาน ท่านเกิดความคับแค้นใจจนล้มป่วย พี่ชายของนางก็เป็นคนไม่เอาไหน มีลูกถึงสามคนแล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง ส่วนมารดาเป็นเพียงหญิงอ่อนแอคนหนึ่ง  ทำอะไรไม่เป็น การดูแลบ้านทุกอย่างจึงตกเป็นของลูกสะใภ้อย่างหยางซื่อ

          เมื่อหยางซื่อประกาศเช่นนี้ มารดาและพี่ชายนอกจากจะแอบช่วยด้วยการให้เงินนางใช้เล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่กล้ารับตัวนางกลับบ้าน เพราะความจำเป็นทำให้นางต้องเร่ร่อนอยู่ข้างนอก จนสุดท้ายก็พบกับอันตรายที่ถึงแก่ชีวิต

          นางเข้าใจความคิดของหยางซื่อ เพราะเดิมที่บ้านก็ลำบากมาก ย่อมไม่คิดจะให้คนเข้ามาอยู่เพิ่ม ไม่เช่นนั้นของกินก็ต้องเพิ่ม อีกทั้งยังกลัวสกุลจี้จะหาทางเล่นงาน ดังนั้นจึงไม่ยอมให้นางกลับ แม้ฟู่จื่อเสวียนจะเข้าใจ แต่สุดท้ายแล้วที่นั่นก็เป็นบ้านเดิมของนาง แล้วนางจะไม่แค้นได้อย่างไร

          เพราะนางยังไม่อาจทำใจให้สงบเยือกเย็นถ้าต้องเจอหน้ากับคนที่บ้าน ดังนั้นจึงดึงเวลา ไม่กลับไปเยี่ยมบ้านเสียที

          นางไม่คาดว่าพี่ใหญ่จะวิ่งมาหาตนถึงโรงเตี๊ยม