ชายหนุ่มถูกจับจ้องด้วยสายตาคาดหวังพลันรู้สึกกดดันขึ้นมาทันที พูดแบ่งรับแบ่งสู้ว่า “ถึงแม้จะมีวิธี แต่ก็ทำได้ไม่ง่ายนัก”
แม้อีกฝ่ายจะพูดไม่เต็มเสียงแต่นางก็ยังปรี่เข้าไปหา ดึงชายเสื้อของเขาอย่างอ้อนวอน “พี่ฉางชวน อาฝูไม่อยากเป็นอนุ หากพอมีวิธีได้โปรดบอกด้วยเถิด ถ้าอาฝูสามารถรอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้ จะไม่ลืมบุญคุณพี่ไปตลอดชีวิตแน่”
ฉางชวนถูกหญิงสาวกำชายเสื้อไว้แน่นไม่ยอมปล่อย จำต้องบอกอย่างจนใจ “หากเจ้ามีคนที่ชอบพออยู่ก่อนหน้า คิดจะตกลงปลงใจอยู่ร่วมกันกับเขาก็ให้รีบตบแต่งเสีย ถ้าฮูหยินรองเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก เจ้าจะได้มีคำให้กล่าวอ้าง ต่อให้พวกเจ้าสามีภรรยาถูกลงโทษด้วยกันทั้งคู่ แต่เจ้าก็ไม่ต้องไปเป็นอนุแล้ว”
ประกายความหวังในดวงตาของอาฝูพลันดับวูบลง ก้มหน้าตอบเสียงเบา “ในแต่ละวันข้าหมกมุ่นอยู่กับการปักเย็บเสื้อผ้า ไหนเลยจะมีคนที่มาชอบพอกัน”
‘หรือต่อให้มีคนคนนั้นแล้วอย่างไร เขาจะยอมเสี่ยงภัยทำเรื่องเช่นนี้เพื่อข้าหรือ’ อาฝูคิดอย่างตัดพ้อในใจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกมา
ฉางชวนส่ายหน้า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เห็นทีคงไร้หนทาง”
“หรือความตายคือหนทางเดียวเท่านั้น” อาฝูพึมพำ ทรุดกายลงกับพื้นอย่างสิ้นหวัง
ฉางชวนเอ่ยปลอบสีหน้าลำบากใจ “เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป หากไม่ได้จริงๆ ก็ยอมเป็นอนุไปก่อน...” แต่ยังไม่ทันพูดจบก็เห็นสายตาหมดอาลัยตายอยากของนางพุ่งเข้าหา ถ้อยคำที่คิดจะกล่าวต่อจำต้องกลืนลงคอไปทันที
สายลมของฤดูใบไม้ร่วงพัดพาใบไม้ที่แห้งเหี่ยวของต้นท้อปลิวไปทั่วบริเวณ
ทั้งคู่ต่างคนต่างก็เงียบ
ชายหนุ่มเหลียวซ้ายแลขวา สุดท้ายก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ที่ข้านอนอยู่บนต้นไม้ ก็เพราะมารอรับคุณชายสามที่ออกไปทำธุระนอกจวน แต่ข้ากลับต้องเสียเวลาพูดคุยกับเจ้าอยู่นาน ในเมื่อคุณชายยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับ ข้าก็คงต้องไปก่อน ไม่อย่างนั้นเกิดป้าซูมาพบเข้า คงต้องโดนทำโทษเป็นแน่”
‘ป้าซู’ เป็นแม่นมของคุณชายสาม คุณชายท่านนี้มีนิสัยดื้อรั้นตั้งแต่เด็ก กระทั่งโตเป็นหนุ่มยังสร้างเรื่องไม่เว้นวัน ดังนั้นป้าซูจึงเข้มงวดกับเขามากเป็นพิเศษ
พอคิดได้เช่นนี้ฉางชวนก็ยืดตัวขึ้น ปัดฝุ่นดินและเศษใบไม้ที่ติดเสื้อผ้าออกแล้วหันหลังเดินจากไป
อาฝูนั่งคุดคู้อยู่บนพื้น หวนคิดถึงคำพูดของฉางชวนซ้ำไปซ้ำมา แต่แล้วจู่ๆ ดวงตากลมโตก็ส่องประกายแห่งความหวังอีกครั้ง นางแหงนหน้ามองตามแผ่นหลังของชายหนุ่ม ในใจรู้สึกลังเล...
จะทำหรือไม่ทำดี?!
ขณะที่กำลังสองจิตสองใจ ก็ได้ยินเสียงแหลมเล็กของสตรีสูงวัยนางหนึ่งร้องตะโกนขึ้น
“ฉางชวน เจ้าอยู่แถวนี้หรือไม่! คุณชายสามอยู่ไหนเจ้าคะ?”
อาฝูคล้ายหัวใจพองโตขึ้นมาทันที คิดในใจว่านี่แหละโอกาสเหมาะ ถ้าหากพลาดโอกาสนี้เกรงว่านางคงต้องไปเป็นอนุของบุรุษรุ่นราวคราวพ่อเป็นแน่ คิดแล้วหญิงสาวก็รีบปลดเสื้อตัวบนของตนออก กระโจนเข้าไปกอดฉางชวนจากทางด้านหลัง แล้วร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจ ปากก็โวยวายเสียงดัง
“ท่านพี่ พี่จะหนีข้าไปแบบนี้ไม่ได้นะ!”
ป้าซูและหญิงรับใช้อีกสองนางที่เดินตามอยู่ด้านหลัง เห็นเหตุการณ์นี้เข้าพอดี ต่างตกตะลึงไปตามๆ กัน
นี่มันเรื่องอะไร!
อาฝูสวมเพียงเสื้อตัวใน นางถูไถตัวเองไปมากับแผ่นหลังของฉางชวน
มือทั้งสองข้างของนางกอดรัดเอวชายหนุ่มไว้แน่น ร้องไห้คร่ำครวญพูดพร่ำเสียงดังลั่น “เป็นสามีภรรยากันชั่วข้ามคืน สายสัมพันธ์ย่อมลึกซึ้งไปชั่วชีวิต ท่านจะยอมให้ข้าไปเป็นอนุของนายท่านรองจริงๆ หรือ ท่านใจร้ายเกินไปแล้ว!”
ป้าซูเห็นภาพตรงหน้าก็คาดเดาเหตุการณ์ในใจ ก่อนจะกระทืบเท้าอย่างโกรธเกรี้ยว ตวาดลั่น “ฉางชวน นี่มันเรื่องอะไรกัน!”
ฉางชวนยืนอ้าปากค้างตัวแข็งทื่อ ยามปกติเขาติดตามคุณชายสามไปยังที่ต่างๆ นับได้ว่าเป็นคนที่ผ่านเรื่องราวร้อนหนาวมาไม่น้อย ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ เขากลับได้แต่ยืนอึ้ง
อาฝูเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทางหนีไปได้แล้ว จึงซุกไซ้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาซบกับท้ายทอยของเขา “พี่ฉางชวนอย่าทิ้งข้า อย่าทำเป็นไม่สนใจไยดีข้าเลยนะเจ้าคะ”
ฉางชวนใบหน้าดำคล้ำขึ้นมาทันที เหงื่อเม็ดโตผุดเต็มหน้าผาก ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยได้สติ รีบอธิบายว่า “ป้าซู ข้ากับนางไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน นางใส่ร้ายข้า!”
อาฝูเอาแต่ซบหน้านิ่งกับหลังคอของเขา ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด
ป้าซูเห็นท่าทางของอาฝู ก็ยิ่งเชื่อสนิทใจว่าทั้งสองต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเป็นแน่ จึงต่อว่าฉางชวนด้วยความโมโห “กล้าดีอย่างไร! เจ้าก็รู้ว่าตอนนี้นายท่านรองต้องการรับนางไปเลี้ยงดู ยังกล้าทำเรื่องเช่นนี้ เห็นทีคุณชายสามคงไม่พ้นต้องเดือดร้อนไปด้วยแล้ว!”
ต้นคอของฉางชวนเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ “ก็บอกแล้วว่าข้ากับนางไม่มีความสัมพันธ์กัน ข้าไม่เคยแตะต้องนางเลยจริงๆ”
ป้าซูโกรธจนมือไม้สั่นชี้นิ้วไปที่เขา “เจ้า... เจ้า... เจ้ายังจะกล้าพูดว่าไม่เคยแตะต้องนางงั้นรึ! ก็เห็นๆ อยู่ว่ากอดรัดกันแน่นขนาดนี้ ยังจะกล้าบอกว่าไม่เคยแตะต้องกันอีก!”
ฉางชวนได้ยินผู้อาวุโสกล่าวจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าแผ่นหลังของตนนั้นมีอะไรบางอย่างนุ่มนิ่มแนบชิดอยู่ เขารีบสะบัดตัวไปมา แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไรก็ไม่อาจหลุดจากสองมือของอาฝูที่กอดรัดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ชนิดเป็นตายก็จะไม่ยอมปล่อย เขาเบี่ยงตัวไปมาซ้ายทีขวาที แต่ก็ไม่อาจสลัดนางหลุด กลับยิ่งทำให้ร่างของนางเบียดชิดตนเองมากขึ้นไปอีก
“เจ้า! ทำไมต้องให้ร้ายข้าด้วย!” ฉางชวนตวาดอย่างโกรธเคือง พยายามแกะมือของนางออก แต่อาฝูกลับใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มียิ่งกอดรัดเอวเขาให้แน่นขึ้น ทว่ากำลังของสตรีมีหรือจะต้านทานอารมณ์ฉุนเฉียวของบุรุษที่เคยผ่านการฝึกยุทธ ฉางชวนค่อยๆ แกะนิ้วมือขาวเรียวของนางที่โอบรัดอยู่ให้คลายออก
อาฝูร้องไห้ปานจะขาดใจ เอ่ยวิงวอนว่า “พี่ฉางชวน ข้าขอร้อง ได้โปรดช่วยข้าด้วย! ถือว่าเวทนาสงสารอาฝูเถิดเจ้าค่ะ ไม่เช่นนั้นข้าคงต้องเลือกความตายแล้ว!”
เดิมทีเขารู้สึกโกรธ คิดเพียงว่าต้องสลัดนังตัวดีออกไปให้ได้ แต่พอได้ยินนางพูดไปร้องไห้ไปอย่างสิ้นหวัง มือเขากลับหยุดชะงักลง ทำเพียงเงยหน้ามองป้าซูที่กำลังเดินเข้ามาอย่างโกรธจัด ท้ายที่สุดก็ตัดใจแกะมือของนางออกแล้วสะบัดตัวให้หลุดจากวงแขนของหญิงสาว ทำให้นางล้มลงกับพื้นโดยไม่ตั้งใจ
ร่างเล็กอวบอิ่มของอาฝูราวกับตุ๊กตากระเบื้องที่พอถูกปัดทิ้งพื้นก็แตกกระจาย อาฝูล้มลงกระแทกพื้นทั้งตัวทำให้เจ็บปวดไม่น้อย นางร้องไห้สะอึกสะอื้นลมหายใจติดขัด ฝุ่นผงบนพื้นตลบเข้าปากลงไปในคอ จึงทั้งไอและสำลัก
ป้าซูก้าวเข้ามาประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้น สาวใช้สองคนก็รีบเข้ามาช่วยเหลืออีกแรง
อาฝูถูกพยุงให้ลุกยืน น้ำตายังคงอาบสองแก้ม ไอไม่หยุดจนใบหน้าแดงก่ำ
ฉางชวนมองหญิงสาวที่ถูกตนทำให้ล้มหงายลงกับพื้นอย่างตกใจ นึกถึงคำพูดที่นางบอกว่าจะยอมตายอยู่ในป่าท้อแห่งนี้ ความรู้สึกหนึ่งผุดขึ้นในใจอย่างประหลาด สุดท้ายจึงได้แต่นิ่งเงียบ
บรรดาบ่าวรับใช้ในจวน พอได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากทางสวนด้านหลังก็พากันวิ่งมาดู จนกระทั่งผู้คนที่มามุงเริ่มหนาตา ต่างคนต่างกุลีกุจอรีบเข้ามาช่วยพยุงอาฝูให้เข้าไปพักในกระท่อมเล็กหลังหนึ่งที่อยู่ในป่าท้อ เพื่อให้นางล้างหน้าล้างตา
ฉางชวนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองคนเหล่านั้นสาละวนอยู่ข้างกายหญิงสาว ดูชุลมุนวุ่นวายไปหมด
ฉางชวนนั่งคุกเข่าต่อหน้าบิดา
‘พ่อบ้านฉาง’ มีสีหน้าเคร่งขรึมมองบุตรชายที่เอาแต่ก้มหน้านิ่งไม่พูดจา ผ่านไปครู่ใหญ่จึงตบมือลงกับโต๊ะแล้วกล่าวว่า “เพียงสาวใช้คนหนึ่ง จะว่าเรื่องใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก ตอนนี้คนที่เรือนนายท่านรองต้องการตัวนาง ส่วนเจ้าเป็นผู้ติดตามของคุณชายสาม การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงทำให้ตนเองเดือดร้อน ยังทำให้เจ้านายวางสีหน้าลำบากอีกด้วย”
หลังจากพูดจบ ทว่าบุตรชายก็ยังไม่ยอมเอ่ยปาก เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกล่าวต่อ “นางเป็นบ่าวในโรงปักผ้า หากกล้าปรักปรำหรือคิดใส่ร้ายเจ้าจริง ข้าผู้เป็นบิดาย่อมต้องเรียกร้องความเป็นธรรมคืนให้เจ้า แต่เจ้าเองก็ต้องพูดอะไรบ้าง”
ตั้งแต่เกิดเรื่อง ฉางชวนก็ไม่ยอมปริปากอธิบายเรื่องราวใดๆ มาตอนนี้ พอได้ยินคำพูดของบิดาก็ทำเพียงก้มหน้า ตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ท่านพ่อ ลูกอกตัญญูแล้ว”
พ่อบ้านฉางได้ยินเช่นนี้ จึงถามเสียงเรียบ “เจ้าคบหากับนางตั้งแต่เมื่อไร แล้วมีความสัมพันธ์กันเช่นไร?”
แต่ฉางชวนกลับไม่ตอบ ทำเพียงก้มหน้ายอมรับ
พ่อบ้านฉางส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “เจ้าเป็นลูกชายข้า คิดว่าข้าไม่รู้จักนิสัยใจคอของเจ้างั้นรึ? หากจะผิด ก็ผิดที่เจ้าใจอ่อนเกินไป”
ฉางชวนรู้ว่าไม่อาจปกปิดเรื่องนี้กับบิดาได้อีก จึงเงยหน้ากล่าวอย่างวิงวอน “ท่านพ่อ ตอนที่ท่านแม่ยังอยู่ เคยสอนว่าการช่วยชีวิตคนคนหนึ่ง ดีกว่าสร้างเจดีย์สูงเจ็ดชั้น สถานการณ์ในตอนนั้น หากข้าพูดจาถึงขั้นแตกหักนางคงยอมตายอย่างไม่ต้องสงสัย”
พ่อบ้านฉางมีสีหน้าเคร่งขรึม ครุ่นคิดบางอย่างในใจ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงพยักหน้าให้บุตรชาย “ช่างเถิด อันที่จริงเด็กสาวคนนี้ก็ไม่เลว ข้าจะพยายามอย่างสุดกำลังก็แล้วกัน”
ฉางชวนยังคงคุกเข่าก้มหน้า ริมฝีปากเม้มแน่น ด้วยรู้ว่าตนเองได้สร้างเรื่องลำบากให้กับบิดาเสียแล้ว แม้บิดาของตนจะเป็นที่เคารพของบ่าวรับใช้ในจวน ใครๆ ต่างก็เรียกว่าพ่อบ้านฉาง แต่ความจริงก็ไม่ต่างกับบ่าวคนหนึ่งที่ยังต้องคำนึงถึงหน้าผู้เป็นนาย
ในเมื่อบิดากล่าวว่าจะพยายามสุดกำลัง นั่นหมายความว่าจะต้องไปคุกเข่าอ้อนวอนกับเจ้านายของตนอีกแรง