ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

พ่อบ้านใจกล้า 我的美好生活

ผู้แต่ง Nv Wang Bu Zai Jia
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog readawrite

ผู้ชายคนหนึ่งจะปกป้องคนรักได้อย่างไร… ในเมื่อไม่มีทั้งบารมีและแบ็คอัพ ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำอะไรได้บ้าง… เพื่อช่วยให้คนรักก้าวพ้นความเป็นบ่าว ไม่ต้องถูกกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ

บทนำ

อาฝูไม่อยากเป็นอนุของเจ้านาย!

 

จึงต้องรีบหาสามีให้เร็วที่สุด

แม้จะต้องโกหกว่าตนเสียท่าให้ ‘บ่าวชายในจวน’ ไปแล้วก็ต้องทำ

และนางเลือกเขา... คนที่เผอิญเจอหน้าแต่แทบไม่รู้จักกันเลย!

 

เขา—บุตรชายพ่อบ้านผู้ซื่อตรง

นาง—สาวใช้แผนกเย็บปักผู้ใช้ชีวิตกับด้ายและเข็ม

บ่าวสองคนที่เคยเดินสวนกันไปมาในจวนเท่านั้น

กลับต้องมาเริ่มต้นชีวิตคู่โดยไม่มีเวลาเตรียมใจ

 

จากความจำใจ… กลายเป็นความผูกพัน

จากความห่างเหิน… ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นการพึ่งพา

 

เรื่องราวของคนเล็กๆ ในโลกใบใหญ่ที่พยายามยืนเคียงข้างกัน

แม้โลกจะไม่ได้ใจดีกับพวกเขาเสมอไป

สารบัญ

อาฝูวิ่งออกมาจากเรือนของนายท่านรอง น้ำตาร่วงเผาะ

สาวใช้รอบด้านเห็นท่าทางเช่นนี้ของนาง คนที่รู้ดีอยู่แก่ใจก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ลอบสำรวจนางด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น

อาฝูรู้ดีว่าไม่ควรให้คนภายนอกเห็นท่าทางแบบนี้ของตน นางวิ่งไปทางกำแพงด้านตะวันออกของสวนด้านหลังอย่างไม่รู้ตัว สวนด้านหลังของจวนเฉิงจิ้งโหวอยู่ใกล้กับป่าท้อ ผู้คนจึงบางตา ตลอดทางที่วิ่งนางเอาแต่ก้มหน้ายกมือขึ้นปิดปากร้องไห้อย่างเศร้าเสียใจ ในที่สุดก็มาถึงจุดที่ไร้ผู้คน นางทิ้งตัวทรุดฮวบลงใต้ต้นท้อต้นหนึ่งแล้วปล่อยเสียงโฮออกมาทันที

บิดามารดาของอาฝูจากไปตั้งแต่นางยังเล็ก พี่สะใภ้จึงเลี้ยงดูจนถึงอายุเจ็ดปี หลังจากนั้นก็ส่งนางมาเป็นสาวใช้ในจวนโหว โชคยังดีที่จวนเฉิงจิ้งโหวแห่งนี้ดูแลบ่าวทั้งหลายอย่างโอบอ้อมอารี อาฝูซึ่งมีนิสัยซื่อตรงไม่รู้จักประจบประแจง อาศัยว่ามีพรสวรรค์ด้านงานเย็บปัก จึงถูกส่งตัวให้ไปติดตามป้าหลินเพื่อเรียนรู้เรื่องงานฝีมือภายในจวน

‘ป้าหลิน’ เป็นบ่าวเก่าแก่ของจวน ไร้ลูกหลาน เห็นอาฝูเป็นเด็กดีทั้งยังซื่อสัตย์และให้ความเคารพยำเกรงตนก็นึกเอ็นดู จึงปฏิบัติกับนางราวกับเป็นบุตรสาวแท้ๆ ดังนั้นตลอดระยะเวลาแปดปีที่ผ่านมา ความเป็นอยู่ของอาฝูจึงดำเนินไปอย่างราบรื่น

ตอนนี้อาฝูอายุสิบห้าปี จะว่าไปก็ควรแต่งงานออกเรือนได้แล้วแต่นางกลับเก็บเนื้อเก็บตัว สนใจเพียงงานฝีมือที่ตนถนัดจนไม่มีแก่ใจคิดถึงเรื่องอื่น เจ้านายในจวนตลอดจนผู้หลักผู้ใหญ่ดูแลบ้านทั้งหลายก็ไม่มีใครพูดถึง หรือคิดจะจัดการเรื่องออกเรือนให้นาง มีเพียงป้าหลินที่ร้อนใจ พร่ำบ่นว่าจะไปคุยกับภรรยาของพ่อบ้านใหญ่ให้ช่วยหาชายที่เหมาะสมมาเป็นคู่ครองให้อาฝู

ส่วนเจ้าตัวกลับไม่ทุกข์ร้อนสักนิด นั่นเพราะนางรู้ว่าสาวใช้ในจวนที่อายุมากกว่าตนหลายคนก็ยังไม่มีคู่ครอง หากเทียบกับสตรีอื่นถือว่านางอายุยังน้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชายที่ต้องออกเรือนด้วย จะได้คนแบบไหนมาก็ยังไม่แน่ ไม่สู้ทำงานไปเรื่อยๆ เหมือนทุกวันนี้นางก็มีความสุขดี

ขณะที่นึกถึงเรื่องนี้อาฝูก็ร้องไห้ออกมาเสียงดัง

ถ้ารู้ว่าสุดท้ายจะลงเอยแบบนี้ นางคงขอให้ใครช่วยหาบ่าวชายสักคนมาแต่งงานออกเรือนไปเสีย อย่างน้อยก็ไม่ต้องตกเป็นอนุของนายท่านรองในสภาพจำยอมแบบนี้

นายท่านรองผู้นี้อายุสี่สิบกว่า มีนิสัยเสเพลมักมากในกามไม่ต่างกับคนแก่ตัณหากลับอายุหกเจ็ดสิบ จึงไม่แปลกที่อาฝูจะไม่ชื่นชอบเขา ถึงแม้นางจะเป็นเพียงสาวใช้ตัวเล็กๆ คนหนึ่งในจวน หากได้ยกฐานะเป็นอนุภรรยาก็เท่ากับได้ยกระดับตนเองขึ้นเป็นนายหญิงของจวน ทว่าในใจนางก็ไม่อยากเป็นอนุอยู่ดี

พื้นนิสัยของอาฝูทั้งซื่อตรงและเรียบง่าย แต่นางยังเคยได้ยินเรื่องที่บรรดาสาวใช้น้อยใหญ่พูดถึงนายท่านรองว่า นอกจากเขาจะมีบ้านเล็กบ้านน้อยสิบกว่าแห่งแล้ว ยังเข้าหาสาวใช้คนสนิทของฮูหยินตนแบบไม่เว้นแม้แต่คนเดียว มิหนำซ้ำยังไม่มีปัญญาดูแลคนในปกครอง ส่วนฮูหยินของเขาก็มีนิสัยอ่อนแอจนไม่สามารถควบคุมหรือจัดการอะไรได้ ดังนั้นภายในเรือนจึงทั้งวุ่นวาย ไร้ระเบียบ บรรดาเมียเล็กเมียน้อยทะเลาะเบาะแว้งแก่งแย่งชิงดี ตบตีกันอย่างเอาเป็นเอาตายไม่เว้นแต่ละวัน

ในปลักโคลนโสมมเช่นนี้ นางไม่คิดจะเอาตัวลงไปเกลือกกลั้วอย่างเด็ดขาด แต่ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้นางจะทำอะไรได้ แม้ในจวนจะมีผู้คนมากมายแต่คนที่นางพอจะสนิทด้วยมีเพียงป้าหลินกับบ่าวแค่ไม่กี่คน คนเหล่านั้นจะมีสิทธิ์มีเสียงอะไรในจวนเล่า!

อาฝูร้องห่มร้องไห้พักใหญ่จนในที่สุดเสียงก็ค่อยๆ เบาลง นางเหม่อมองใบท้อสีเหลืองแห้งที่ร่วงโรยลงมาอย่างซังกะตาย พอนึกถึงแววตาเจ้าชู้ของนายท่านรองที่จับจ้องมาทางตนก็รู้สึกขนลุกขนพอง ยิ่งคิดยิ่งหดหู่ ในใจไม่ต่างกับใบไม้แห้งเฉาที่เกลื่อนพื้นตรงหน้า

อาฝูลองจินตนาการถึงอนาคตที่สิ้นหวังของตน ความโศกเศร้าพลันผุดขึ้นกลางอก ปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง แต่ในขณะกำลังร่ำไห้อย่างหนัก จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ น้ำเสียงบ่งบอกว่าเอือมระอาสุดจะทน “เจ้าร้องไห้นานแล้ว เมื่อไรจะหยุดสักที!”

อาฝูชะงักไปเล็กน้อย ค่อยๆ เงยหน้ามองขึ้นไปด้านบน ดวงตาทั้งคู่ยังคงพร่างพราวไปด้วยหยาดน้ำตา

นางเห็นเพียงกิ่งไม้ที่สั่นไหว

ใบไม้ทั้งเขียวเหลืองร่วงกราวลงบนพื้น ตามมาด้วยคนผู้หนึ่งที่กระโดดลงมายืนตรงหน้า

ชายหนุ่มคนนี้อายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดเห็นจะได้ สายตาของเขาจ้องมองมาทางนางอย่างไม่ค่อยพอใจ “ถ้าอยากจะร้อง ก็ไปร้องที่อื่น ข้านอนอยู่ดีๆ เจ้าก็มานั่งคร่ำครวญเสียงดัง น่ารำคาญ”

อาฝูพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าเขาช่างดูคุ้นตา จึงถามอย่างไม่แน่ใจนัก “ท่านคือบุตรชายของพ่อบ้านฉางใช่หรือไม่?”

พ่อบ้านใหญ่ของจวนโหวนี้แซ่ซุน รองจากพ่อบ้านใหญ่ซุนก็มีพ่อบ้านอีกหกคนแบ่งแยกกันตามหน้าที่ความรับผิดชอบ ส่วนพ่อบ้านฉางรับผิดชอบเรื่องการจัดซื้อจัดหาข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดของจวนนี้ ลือกันว่าภรรยาของพ่อบ้านฉางเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยแต่งงานใหม่ มาถึงตอนนี้อายุจึงล่วงเลยไปมาก เขามีเพียง ‘ฉางชวน’ เป็นบุตรชายคนเดียวที่คอยเป็นมือเป็นไม้อยู่ข้างกาย

ฉางชวนติดตามคุณชายสามไปร่ำเรียนเขียนอ่านตั้งแต่เด็ก ตอนนี้น่าจะอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปด มีหน้าที่คอยช่วยงานและเป็นผู้คุ้มกันข้างกายของคุณชายสาม

“รู้จักข้าด้วยหรือ เจ้ามาจากเรือนไหน?” ฉางชวนขมวดคิ้วจ้องมองหญิงสาวตาเขม็ง

“ข้าอยู่กับป้าหลิน” อาฝูตอบเสียงเบา

“อ้อ ที่แท้เจ้าก็เป็นบ่าวในโรงปักผ้านี่เอง”

“อืม” นางพยักหน้ารับ

มารดาของฉางชวนจากไปนานแล้ว เขาอยู่กับบิดาเพียงสองคนไม่มีใครคอยดูแลเรื่องเย็บปักให้ ถ้ามีงานผ้าที่ต้องใช้ก็จะส่งไปให้ป้าหลินจัดการ เขาจึงเข้าใจที่นางตอบ นั่นเพราะโรงปักผ้านอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องงานฝีมือแล้วยังเหมารวมไปถึงงานซ่อมแซมเสื้อผ้า ปะชุนทุกอย่างภายในจวนอีกด้วย

“แล้วทำไมเจ้าถึงมาร้องไห้ที่นี่ ป้าหลินด่าว่าทุบตีเจ้างั้นรึ?” ชายหนุ่มลูบคางพลางคิดอย่างสงสัย “แต่ท่าทางป้าหลินดูเป็นคนใจดีไม่น้อย ไม่เหมือนจะเป็นเช่นนั้น”

“ฮูหยินรองบอกว่านายท่านรองพอใจในตัวข้า อยากได้ข้าไปเป็นอนุ” จู่ๆ อาฝูก็โพล่งขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความขมขื่น ในเวลาเช่นนี้นางเองก็อยากหาใครสักคนมาปรับทุกข์ด้วย แม้จะไม่คุ้นเคยกับเขาแต่ในเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยถามก่อน นางจึงตอบอย่างไม่ปิดบัง

ฉางชวนได้ยินที่นางพูดก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ เริ่มมองสำรวจสตรีร่างเล็กตรงหน้า

มองเผินๆ นางก็ไม่ต่างกับหญิงสาวทั่วไป แม้จะไม่ได้สูงโปร่งอรชรแต่ก็ดูอวบอิ่มมีน้ำมีนวล ใบหน้ารูปไข่ขาวเนียน หน้าตาจิ้มลิ้ม สายตาที่เขามองนางจึงมีความชื่นชมอยู่ไม่น้อย “สาวใช้ตัวเล็กๆ อย่างเจ้า ได้รับความสนใจถึงเพียงนี้ นับเป็นวาสนาแล้ว”

อาฝูได้ยินคำพูดนี้ก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจ เงยหน้ามองชายหนุ่มด้วยแววตาหม่นหมอง “ได้รับความสนใจแล้วอย่างไร อายุเขาเป็นบิดาของข้าได้เลย และข้าก็ไม่อยากเป็นอนุด้วย”

ฉางชวนเลิกคิ้วสูง แค่นยิ้ม “ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ กล้าพูดออกมาเช่นนี้ หากใครได้ยินเข้าเกรงว่าชีวิตน้อยๆ ของเจ้าก็คงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว”

พออาฝูได้ฟังก็นึกหวั่นใจ จ้องมองอีกฝ่ายสายตาหวาดระแวง “ต่อให้ท่านไปฟ้องข้าก็ไม่กลัว เป็นตายอย่างไรข้าจะไม่ยอมไปเป็นอนุ อย่างมากก็แค่เอาหัวโขกต้นท้อตายอยู่ที่นี่”

ฉางชวนเห็นดวงตากลมโตของนางมีน้ำตาคลอ ก็อดขำไม่ได้ “สาวน้อยตัวเล็กๆ อย่างเจ้ากลับมีปณิธานอันแรงกล้า ข้าชื่นชม แต่เจ้าจะทำอย่างไรได้ ในเมื่อนายท่านรองต้องการ เจ้าก็คงหนีไม่พ้น”

อาฝูเงียบเสียงทันที นางรู้ดีว่าคำพูดเขามีเหตุผล สถานะเช่นนางหรือจะกล้าขัดขืน คงทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับอย่างสิ้นหวัง

ฉางชวนเห็นสีหน้าท่าทางเศร้าสร้อยของหญิงสาวก็มิอาจทนดู จึงเอ่ยปลอบ “จะว่าไปแล้ว ได้เป็นอนุก็ถือเป็นเรื่องดี หากต่อไปเจ้ามีบุตรสักคน อาจได้ขยับฐานะไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น” หลังจากพูดจบอีกฝ่ายยังคงก้มหน้านิ่งเงียบอย่างน่าประหลาดใจ ชายหนุ่มจึงค่อยๆ ค้อมกายไปด้านหน้าและเอียงคอมองใบหน้าด้านข้างของนาง จึงได้เห็นหยาดน้ำตาไหลรินลงมาตามพวงแก้มขาวนวล ดูน่าเวทนายิ่งนัก 

ฉางชวนนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ สุดท้ายก็ถอนหายใจหนัก “อันที่จริงก็พอมีวิธีอยู่บ้าง”

เดิมทีอาฝูคิดว่าตนเองหมดหนทางแล้ว พอได้ยินฉางชวนกล่าวเช่นนี้ดวงตาชื้นแฉะกลับส่องประกายขึ้นมาอีกครั้ง นางเงยหน้ามองเขาอย่างมีความหวัง

ชายหนุ่มถูกจับจ้องด้วยสายตาคาดหวังพลันรู้สึกกดดันขึ้นมาทันที พูดแบ่งรับแบ่งสู้ว่า “ถึงแม้จะมีวิธี แต่ก็ทำได้ไม่ง่ายนัก”

แม้อีกฝ่ายจะพูดไม่เต็มเสียงแต่นางก็ยังปรี่เข้าไปหา ดึงชายเสื้อของเขาอย่างอ้อนวอน “พี่ฉางชวน อาฝูไม่อยากเป็นอนุ หากพอมีวิธีได้โปรดบอกด้วยเถิด ถ้าอาฝูสามารถรอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้ จะไม่ลืมบุญคุณพี่ไปตลอดชีวิตแน่”

ฉางชวนถูกหญิงสาวกำชายเสื้อไว้แน่นไม่ยอมปล่อย จำต้องบอกอย่างจนใจ “หากเจ้ามีคนที่ชอบพออยู่ก่อนหน้า คิดจะตกลงปลงใจอยู่ร่วมกันกับเขาก็ให้รีบตบแต่งเสีย ถ้าฮูหยินรองเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก เจ้าจะได้มีคำให้กล่าวอ้าง ต่อให้พวกเจ้าสามีภรรยาถูกลงโทษด้วยกันทั้งคู่ แต่เจ้าก็ไม่ต้องไปเป็นอนุแล้ว”

ประกายความหวังในดวงตาของอาฝูพลันดับวูบลง ก้มหน้าตอบเสียงเบา “ในแต่ละวันข้าหมกมุ่นอยู่กับการปักเย็บเสื้อผ้า ไหนเลยจะมีคนที่มาชอบพอกัน”

‘หรือต่อให้มีคนคนนั้นแล้วอย่างไร เขาจะยอมเสี่ยงภัยทำเรื่องเช่นนี้เพื่อข้าหรือ’ อาฝูคิดอย่างตัดพ้อในใจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกมา

ฉางชวนส่ายหน้า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เห็นทีคงไร้หนทาง”

“หรือความตายคือหนทางเดียวเท่านั้น” อาฝูพึมพำ ทรุดกายลงกับพื้นอย่างสิ้นหวัง

ฉางชวนเอ่ยปลอบสีหน้าลำบากใจ “เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป หากไม่ได้จริงๆ ก็ยอมเป็นอนุไปก่อน...” แต่ยังไม่ทันพูดจบก็เห็นสายตาหมดอาลัยตายอยากของนางพุ่งเข้าหา ถ้อยคำที่คิดจะกล่าวต่อจำต้องกลืนลงคอไปทันที

สายลมของฤดูใบไม้ร่วงพัดพาใบไม้ที่แห้งเหี่ยวของต้นท้อปลิวไปทั่วบริเวณ

ทั้งคู่ต่างคนต่างก็เงียบ

ชายหนุ่มเหลียวซ้ายแลขวา สุดท้ายก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ที่ข้านอนอยู่บนต้นไม้ ก็เพราะมารอรับคุณชายสามที่ออกไปทำธุระนอกจวน แต่ข้ากลับต้องเสียเวลาพูดคุยกับเจ้าอยู่นาน ในเมื่อคุณชายยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับ ข้าก็คงต้องไปก่อน ไม่อย่างนั้นเกิดป้าซูมาพบเข้า คงต้องโดนทำโทษเป็นแน่”

‘ป้าซู’ เป็นแม่นมของคุณชายสาม คุณชายท่านนี้มีนิสัยดื้อรั้นตั้งแต่เด็ก กระทั่งโตเป็นหนุ่มยังสร้างเรื่องไม่เว้นวัน ดังนั้นป้าซูจึงเข้มงวดกับเขามากเป็นพิเศษ

พอคิดได้เช่นนี้ฉางชวนก็ยืดตัวขึ้น ปัดฝุ่นดินและเศษใบไม้ที่ติดเสื้อผ้าออกแล้วหันหลังเดินจากไป

อาฝูนั่งคุดคู้อยู่บนพื้น หวนคิดถึงคำพูดของฉางชวนซ้ำไปซ้ำมา แต่แล้วจู่ๆ ดวงตากลมโตก็ส่องประกายแห่งความหวังอีกครั้ง นางแหงนหน้ามองตามแผ่นหลังของชายหนุ่ม ในใจรู้สึกลังเล...

จะทำหรือไม่ทำดี?!

ขณะที่กำลังสองจิตสองใจ ก็ได้ยินเสียงแหลมเล็กของสตรีสูงวัยนางหนึ่งร้องตะโกนขึ้น

“ฉางชวน เจ้าอยู่แถวนี้หรือไม่! คุณชายสามอยู่ไหนเจ้าคะ?”

อาฝูคล้ายหัวใจพองโตขึ้นมาทันที คิดในใจว่านี่แหละโอกาสเหมาะ ถ้าหากพลาดโอกาสนี้เกรงว่านางคงต้องไปเป็นอนุของบุรุษรุ่นราวคราวพ่อเป็นแน่ คิดแล้วหญิงสาวก็รีบปลดเสื้อตัวบนของตนออก กระโจนเข้าไปกอดฉางชวนจากทางด้านหลัง แล้วร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจ ปากก็โวยวายเสียงดัง

“ท่านพี่ พี่จะหนีข้าไปแบบนี้ไม่ได้นะ!”

ป้าซูและหญิงรับใช้อีกสองนางที่เดินตามอยู่ด้านหลัง เห็นเหตุการณ์นี้เข้าพอดี ต่างตกตะลึงไปตามๆ กัน

นี่มันเรื่องอะไร!

 

อาฝูสวมเพียงเสื้อตัวใน นางถูไถตัวเองไปมากับแผ่นหลังของฉางชวน

มือทั้งสองข้างของนางกอดรัดเอวชายหนุ่มไว้แน่น ร้องไห้คร่ำครวญพูดพร่ำเสียงดังลั่น “เป็นสามีภรรยากันชั่วข้ามคืน สายสัมพันธ์ย่อมลึกซึ้งไปชั่วชีวิต ท่านจะยอมให้ข้าไปเป็นอนุของนายท่านรองจริงๆ หรือ ท่านใจร้ายเกินไปแล้ว!”

ป้าซูเห็นภาพตรงหน้าก็คาดเดาเหตุการณ์ในใจ ก่อนจะกระทืบเท้าอย่างโกรธเกรี้ยว ตวาดลั่น “ฉางชวน นี่มันเรื่องอะไรกัน!”

ฉางชวนยืนอ้าปากค้างตัวแข็งทื่อ ยามปกติเขาติดตามคุณชายสามไปยังที่ต่างๆ นับได้ว่าเป็นคนที่ผ่านเรื่องราวร้อนหนาวมาไม่น้อย ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ เขากลับได้แต่ยืนอึ้ง

อาฝูเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทางหนีไปได้แล้ว จึงซุกไซ้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาซบกับท้ายทอยของเขา “พี่ฉางชวนอย่าทิ้งข้า อย่าทำเป็นไม่สนใจไยดีข้าเลยนะเจ้าคะ”

ฉางชวนใบหน้าดำคล้ำขึ้นมาทันที เหงื่อเม็ดโตผุดเต็มหน้าผาก ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยได้สติ รีบอธิบายว่า “ป้าซู ข้ากับนางไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน นางใส่ร้ายข้า!”

อาฝูเอาแต่ซบหน้านิ่งกับหลังคอของเขา ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด

ป้าซูเห็นท่าทางของอาฝู ก็ยิ่งเชื่อสนิทใจว่าทั้งสองต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเป็นแน่ จึงต่อว่าฉางชวนด้วยความโมโห “กล้าดีอย่างไร! เจ้าก็รู้ว่าตอนนี้นายท่านรองต้องการรับนางไปเลี้ยงดู ยังกล้าทำเรื่องเช่นนี้ เห็นทีคุณชายสามคงไม่พ้นต้องเดือดร้อนไปด้วยแล้ว!”

ต้นคอของฉางชวนเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ “ก็บอกแล้วว่าข้ากับนางไม่มีความสัมพันธ์กัน ข้าไม่เคยแตะต้องนางเลยจริงๆ”

ป้าซูโกรธจนมือไม้สั่นชี้นิ้วไปที่เขา “เจ้า... เจ้า... เจ้ายังจะกล้าพูดว่าไม่เคยแตะต้องนางงั้นรึ! ก็เห็นๆ อยู่ว่ากอดรัดกันแน่นขนาดนี้ ยังจะกล้าบอกว่าไม่เคยแตะต้องกันอีก!”

ฉางชวนได้ยินผู้อาวุโสกล่าวจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าแผ่นหลังของตนนั้นมีอะไรบางอย่างนุ่มนิ่มแนบชิดอยู่ เขารีบสะบัดตัวไปมา แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไรก็ไม่อาจหลุดจากสองมือของอาฝูที่กอดรัดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ชนิดเป็นตายก็จะไม่ยอมปล่อย เขาเบี่ยงตัวไปมาซ้ายทีขวาที แต่ก็ไม่อาจสลัดนางหลุด กลับยิ่งทำให้ร่างของนางเบียดชิดตนเองมากขึ้นไปอีก

“เจ้า! ทำไมต้องให้ร้ายข้าด้วย!” ฉางชวนตวาดอย่างโกรธเคือง พยายามแกะมือของนางออก แต่อาฝูกลับใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มียิ่งกอดรัดเอวเขาให้แน่นขึ้น ทว่ากำลังของสตรีมีหรือจะต้านทานอารมณ์ฉุนเฉียวของบุรุษที่เคยผ่านการฝึกยุทธ ฉางชวนค่อยๆ แกะนิ้วมือขาวเรียวของนางที่โอบรัดอยู่ให้คลายออก

อาฝูร้องไห้ปานจะขาดใจ เอ่ยวิงวอนว่า “พี่ฉางชวน ข้าขอร้อง ได้โปรดช่วยข้าด้วย! ถือว่าเวทนาสงสารอาฝูเถิดเจ้าค่ะ ไม่เช่นนั้นข้าคงต้องเลือกความตายแล้ว!”

เดิมทีเขารู้สึกโกรธ คิดเพียงว่าต้องสลัดนังตัวดีออกไปให้ได้ แต่พอได้ยินนางพูดไปร้องไห้ไปอย่างสิ้นหวัง มือเขากลับหยุดชะงักลง ทำเพียงเงยหน้ามองป้าซูที่กำลังเดินเข้ามาอย่างโกรธจัด ท้ายที่สุดก็ตัดใจแกะมือของนางออกแล้วสะบัดตัวให้หลุดจากวงแขนของหญิงสาว ทำให้นางล้มลงกับพื้นโดยไม่ตั้งใจ

ร่างเล็กอวบอิ่มของอาฝูราวกับตุ๊กตากระเบื้องที่พอถูกปัดทิ้งพื้นก็แตกกระจาย อาฝูล้มลงกระแทกพื้นทั้งตัวทำให้เจ็บปวดไม่น้อย นางร้องไห้สะอึกสะอื้นลมหายใจติดขัด ฝุ่นผงบนพื้นตลบเข้าปากลงไปในคอ จึงทั้งไอและสำลัก

ป้าซูก้าวเข้ามาประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้น สาวใช้สองคนก็รีบเข้ามาช่วยเหลืออีกแรง

อาฝูถูกพยุงให้ลุกยืน น้ำตายังคงอาบสองแก้ม ไอไม่หยุดจนใบหน้าแดงก่ำ

ฉางชวนมองหญิงสาวที่ถูกตนทำให้ล้มหงายลงกับพื้นอย่างตกใจ นึกถึงคำพูดที่นางบอกว่าจะยอมตายอยู่ในป่าท้อแห่งนี้ ความรู้สึกหนึ่งผุดขึ้นในใจอย่างประหลาด สุดท้ายจึงได้แต่นิ่งเงียบ

บรรดาบ่าวรับใช้ในจวน พอได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากทางสวนด้านหลังก็พากันวิ่งมาดู จนกระทั่งผู้คนที่มามุงเริ่มหนาตา ต่างคนต่างกุลีกุจอรีบเข้ามาช่วยพยุงอาฝูให้เข้าไปพักในกระท่อมเล็กหลังหนึ่งที่อยู่ในป่าท้อ เพื่อให้นางล้างหน้าล้างตา

ฉางชวนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองคนเหล่านั้นสาละวนอยู่ข้างกายหญิงสาว ดูชุลมุนวุ่นวายไปหมด

 

ฉางชวนนั่งคุกเข่าต่อหน้าบิดา

‘พ่อบ้านฉาง’ มีสีหน้าเคร่งขรึมมองบุตรชายที่เอาแต่ก้มหน้านิ่งไม่พูดจา ผ่านไปครู่ใหญ่จึงตบมือลงกับโต๊ะแล้วกล่าวว่า “เพียงสาวใช้คนหนึ่ง จะว่าเรื่องใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก ตอนนี้คนที่เรือนนายท่านรองต้องการตัวนาง ส่วนเจ้าเป็นผู้ติดตามของคุณชายสาม การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงทำให้ตนเองเดือดร้อน ยังทำให้เจ้านายวางสีหน้าลำบากอีกด้วย”

หลังจากพูดจบ ทว่าบุตรชายก็ยังไม่ยอมเอ่ยปาก เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกล่าวต่อ “นางเป็นบ่าวในโรงปักผ้า หากกล้าปรักปรำหรือคิดใส่ร้ายเจ้าจริง ข้าผู้เป็นบิดาย่อมต้องเรียกร้องความเป็นธรรมคืนให้เจ้า แต่เจ้าเองก็ต้องพูดอะไรบ้าง”

ตั้งแต่เกิดเรื่อง ฉางชวนก็ไม่ยอมปริปากอธิบายเรื่องราวใดๆ มาตอนนี้ พอได้ยินคำพูดของบิดาก็ทำเพียงก้มหน้า ตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ท่านพ่อ ลูกอกตัญญูแล้ว”

พ่อบ้านฉางได้ยินเช่นนี้ จึงถามเสียงเรียบ “เจ้าคบหากับนางตั้งแต่เมื่อไร แล้วมีความสัมพันธ์กันเช่นไร?”

แต่ฉางชวนกลับไม่ตอบ ทำเพียงก้มหน้ายอมรับ

พ่อบ้านฉางส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “เจ้าเป็นลูกชายข้า คิดว่าข้าไม่รู้จักนิสัยใจคอของเจ้างั้นรึ? หากจะผิด ก็ผิดที่เจ้าใจอ่อนเกินไป”

ฉางชวนรู้ว่าไม่อาจปกปิดเรื่องนี้กับบิดาได้อีก จึงเงยหน้ากล่าวอย่างวิงวอน “ท่านพ่อ ตอนที่ท่านแม่ยังอยู่ เคยสอนว่าการช่วยชีวิตคนคนหนึ่ง ดีกว่าสร้างเจดีย์สูงเจ็ดชั้น สถานการณ์ในตอนนั้น หากข้าพูดจาถึงขั้นแตกหักนางคงยอมตายอย่างไม่ต้องสงสัย”

พ่อบ้านฉางมีสีหน้าเคร่งขรึม ครุ่นคิดบางอย่างในใจ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงพยักหน้าให้บุตรชาย “ช่างเถิด อันที่จริงเด็กสาวคนนี้ก็ไม่เลว ข้าจะพยายามอย่างสุดกำลังก็แล้วกัน”

ฉางชวนยังคงคุกเข่าก้มหน้า ริมฝีปากเม้มแน่น ด้วยรู้ว่าตนเองได้สร้างเรื่องลำบากให้กับบิดาเสียแล้ว แม้บิดาของตนจะเป็นที่เคารพของบ่าวรับใช้ในจวน ใครๆ ต่างก็เรียกว่าพ่อบ้านฉาง แต่ความจริงก็ไม่ต่างกับบ่าวคนหนึ่งที่ยังต้องคำนึงถึงหน้าผู้เป็นนาย

ในเมื่อบิดากล่าวว่าจะพยายามสุดกำลัง นั่นหมายความว่าจะต้องไปคุกเข่าอ้อนวอนกับเจ้านายของตนอีกแรง

อาฝูนั่งอยู่บนเตียงในห้องนอนตนเอง

แม้ป้าหลินจะเป็นผู้ใหญ่ที่อาฝูเคารพนับถือ แต่ไม่ว่าป้าหลินจะพยายามซักถามอย่างไร อาฝูก็ไม่ยอมเปิดปาก

วันนี้เพราะเข้าตาจน นางถึงกับลากเอาบุตรชายของพ่อบ้านฉางจมดิ่งลงน้ำไปพร้อมกัน นั่นก็เหมือนลากพ่อบ้านฉางให้จมตามลงมาด้วย

จะว่าไปนางเองก็พอจะรู้จักกับพ่อบ้านฉางอยู่บ้าง เพราะของใช้ต่างๆ ในโรงปักผ้าอย่างพวกเข็มกับด้ายและวัสดุอื่นๆ ก็ได้พ่อบ้านฉางจัดซื้อจัดหามาให้ ถึงแม้ในยามปกติพ่อบ้านฉางจะไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่ก็ปฏิบัติกับทุกคนเป็นอย่างดี

เมื่อปีกลาย สาวใช้นางหนึ่งมีมารดาผู้ชราที่บ้านกำลังป่วยหนัก ฐานะทางบ้านนางขัดสนจนต้องแอบขโมยเงินในจวน แม้เงินที่เอาไปจะเป็นเพียงเศษเงินเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าว่ากันตามกฎระเบียบของจวนนางก็ยังต้องรับโทษอยู่ดี ในตอนนั้นพ่อบ้านฉางนำเรื่องดังกล่าวไปขอความเห็นใจจากพ่อบ้านใหญ่เพื่อลดโทษให้นาง ซ้ำยังมอบเงินช่วยเหลือให้กับสาวใช้นางนั้นถึงสองตำลึง

พอคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอาฝูก็ยิ่งรู้สึกผิด นางรู้ดีว่าพ่อบ้านฉางเป็นคนที่มีจิตใจดีงามคนหนึ่ง ตอนที่ทำนางคิดเพียงว่าฉางชวนที่เป็นบ่าวคนสนิทของคุณชายสามจะพอมีทางพูดจาเอาตัวรอดได้บ้าง ถึงได้ใจกล้าดึงเขามาร่วมหัวจมท้ายด้วย ทว่าเรื่องนี้มันน่าอับอาย หากผลลัพธ์ที่ออกมาเลวร้ายเกินไปนางก็จะยอมรับโทษแต่เพียงผู้เดียว

นางไม่อยากสร้างเรื่องยุ่งจนพัวพันไปถึงชีวิตของผู้อื่น

อาฝูนั่งกัดริมฝีปากครุ่นคิด นิ้วมือกดเข็มปักผ้าไว้แน่น สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างยามราตรี

คืนนี้ท้องฟ้าช่างมืดมิดไร้แสงจันทร์

แม้แต่มดปลวกยังรักชีวิต แล้วเหตุใดนางกลับต้องยอมโขกศีรษะตายด้วยเล่า?

แต่เพื่อให้ตนเองรอด นางกลับลากเอาคนดีๆ ถึงสองคนให้พลอยติดร่างแหไปด้วย

ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเรื่องนี้จะจบลงอย่างไรนะ...

 

เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในจวนเฉิงจิ้งโหว

ฮูหยินใหญ่และฮูหยินรองทั้งโกรธทั้งโมโหที่บ่าวคนสนิทของบุตรชายทำเรื่องเสื่อมเสีย พวกนางออกคำสั่งให้โบยฉางชวนจนกว่าจะตายและจับตัวอาฝูส่งไปที่เรือนนายท่านรอง ให้เขาลงโทษด้วยตนเอง โชคยังดีที่คุณชายสามผ่านมาทันเวลา เขารีบตรงเข้ามาประจบเอาใจฮูหยินทั้งสอง กล่าวอ้อนวอนขอร้องแทนคนของตน ซ้ำยังบอกอีกว่าอาฝูกับฉางชวนนั้นรักใคร่กันลึกซึ้งเพียงใด เขาเอาแต่พูดไม่หยุดจนกระทั่งฮูหยินใหญ่ค่อยๆ คลายความโกรธเกรี้ยว

แม้ฮูหยินใหญ่จะไม่เอาความแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยพอใจ “งั้นก็ให้รีบๆ แต่งกันไปเสีย จะได้ไม่มีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นอีก อย่าให้เรื่องนี้กระทบไปถึงชื่อเสียงของท่านโหว!”

อันที่จริงใครๆ ต่างก็รู้ว่าเรื่องอื้อฉาวทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ พ่อบ้านฉางเองก็ทำตัวปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำยังขออนุญาตฮูหยินใหญ่ให้ตนเองได้เป็นผู้จัดการพิธีแต่งงานของทั้งสองอีกด้วย

งานนี้แม้นายท่านรองจะเสียดายหญิงสาวรูปร่างอวบอัดอย่างอาฝู แต่พอมาคิดว่านางลอบคบหากับชายอื่น ก็อดรังเกียจไม่ได้ อีกทั้งคนของเรือนใหญ่ยังมาพูดจาหว่านล้อมแกมขอร้อง ถึงในใจจะยังรู้สึกโกรธแค้นเจ้าหนุ่มที่แอบมาเกาะแกะคนที่ตนหมายปอง แต่พอมาคิดอีกที ก็ไม่คุ้มถ้าจะมีปัญหากับเรือนใหญ่ สุดท้ายจึงจำต้องอดกลั้นไว้

งานแต่งของบ่าวรับใช้นั้นแสนเรียบง่าย เพียงแค่สวมชุดสีแดงมีผ้าแดงคลุมหน้าสักผืน จัดให้มีคนเป่าแตร คนหามเกี้ยวเจ้าสาวมาส่งตัวก็เป็นอันเสร็จพิธี

หลายวันมานี้อาฝูเฝ้ารออย่างทรมานใจ พอรู้ว่าผลลัพธ์ที่ได้เป็นไปในทางที่ดีก็รู้สึกยินดีและละอายใจระคนกัน มือน้อยๆ บิดไปบิดมาอยู่บนเกี้ยวเจ้าสาว รอจนกระทั่งพิธีการเสร็จสิ้นนางจึงถูกส่งตัวเข้าไปในห้องหอ

หลังจากนั่งรออยู่นานก็ได้ยินเสียงประตูห้องเปิดออก ตามมาด้วยเสียงหัวเราะครึกครื้น หนึ่งในนั้นเป็นเสียงของคุณชายสามที่พูดจาหยอกล้อฉางชวน บอกว่าตนเป็นถึงคุณชายแต่ยังไม่ทันได้แต่งงานกลับโดนคนสนิทชิงตัดหน้าออกเรือนไปเสียก่อน

กระทั่งงานเลี้ยงเลิกรา ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับ

 

หลังจากแขกที่มางานพากันกลับไปหมด

ประตูห้องหอถูกปิดลงเสียงดังเอี๊ยด ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของฉางชวนเดินใกล้เข้ามา อาฝูรู้สึกว่าเขาเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าตน นางสะดุ้งสุดตัว รีบขยับนั่งในท่าทางที่เรียบร้อยกว่าเดิม

นางได้กลิ่นสุราฟุ้งมาจากร่างของชายหนุ่ม ดูท่าเขาคงจะดื่มไปไม่น้อย แม้ในใจคิดอยากจะหลบเลี่ยงแต่พอนึกถึงสถานการณ์ตรงหน้าก็จำต้องกลั้นใจไว้ ไม่กล้าขยับ

ฉางชวนไม่สนใจปฏิกิริยาของนางแม้แต่น้อย เขาเดินซวนเซมาที่เตียงแล้วนั่งลงข้างกายหญิงสาว เอนร่างพิงเสาเตียง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “นี่... สาวน้อย เจ้าเกือบจะทำให้ข้าแย่เสียแล้ว”

อาฝูรู้สึกว่าที่นอนด้านข้างตนยวบลงเล็กน้อย มือเล็กๆ บิดผ้าเช็ดหน้าสีแดงที่ถือไว้ในมือ ความรู้สึกผิดเกาะกินอยู่ในใจ ได้แต่เอ่ยเสียงแผ่วเบา “ข้าขอโทษ”

“ฮึ!” ฉางชวนส่งเสียงเหมือนไม่ค่อยพอใจ “เจ้านี่ช่างมากเล่ห์เสียจริง!”

อาฝูรู้ดีว่าคืนนี้คงไม่อาจเลี่ยง จึงก้มหน้าขอขมาอีกฝ่าย “ในช่วงเวลาที่คับขัน ทุกอย่างจวนตัว ข้าจำต้องทำเช่นนั้น แต่หลังจากวันนั้นพอมีเวลาทบทวนข้าก็รู้สึกเสียใจยิ่งนัก”

ฉางชวนหรี่ตามอง “เจ้ารู้จักคำว่าเสียใจด้วยหรือ? ถ้ารู้สึกเสียใจจริงๆ ก็ไม่ควรให้ร้ายผู้อื่น”

นางรู้ว่าตนเองทำเรื่องน่าละอายต่อเขา จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตานิ่งเงียบไม่ตอบโต้

แม้หญิงสาวจะมีผ้าแดงคลุมศีรษะแต่ฉางชวนก็รับรู้ว่าอีกฝ่ายสำนึกผิดแล้วจริงๆ ในใจอดสงสารไม่ได้ ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา พยายามยันกายลุกขึ้นทั้งที่ยังมึนเมา ยื่นมือไปเปิดผ้าแดงคลุมหน้าเจ้าสาวออก

พอไม่มีผืนผ้ากั้นระหว่างตัวเองกับชายตรงหน้า แก้มขาวนวลของอาฝูพลันแดงระเรื่อ นางพยายามรวบรวมความกล้าแต่เสียงที่เปล่งออกมากลับแผ่วเบา “ได้ท่านช่วยชีวิตครั้งนี้ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก จากนี้ไม่ว่าอย่างไรข้าจะพยายามปรนนิบัติรับใช้ท่านอย่างสุดกำลัง จะทำเช่นนั้นไปตลอดชีวิต”

ฉางชวนสวนกลับอย่างโกรธเคือง “ในเมื่อเจ้าแต่งงานเป็นภรรยาข้า ก็ควรต้องปรนนิบัติข้าอย่างสุดกำลังไปตลอดชีวิต เพราะมันเป็นหน้าที่ของภรรยาอยู่แล้ว”

สิ่งที่เขาพูดนางรู้ดีแก่ใจ

นางเงยหน้ามองเขา เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ถ้าเช่นนั้น... ท่านอยากให้ตอบแทนอย่างไร?”

ฉางชวนชะงักไปเล็กน้อย แม้จะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องให้นางมาตอบแทนสิ่งใดให้ตน ตอนนี้มาลองคิดดูแล้วจึงตอบ “เจ้าต้องทำหน้าที่ภรรยาที่ดี ต้องดีให้มากกว่าภรรยาของคนอื่นเป็นเท่าตัว ต้องเคารพเชื่อฟังกตัญญูต่อบิดาข้า ต้องปรนนิบัติรับใช้ข้าอย่างดีที่สุด!”

อาฝูเห็นเขาค่อยๆ โอนอ่อนผ่อนปรนให้ตนก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง รีบพยักหน้ารับตอบกลับรวดเร็ว “บุญคุณและคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของท่านและพ่อบ้านฉาง อาฝูจดจำไว้ในใจได้ทั้งหมด รับรองว่าข้าจะเคารพเชื่อฟัง จะกตัญญูต่อพ่อบ้านฉาง และต้องปรนนิบัติรับใช้ท่านเป็นอย่างดีแน่!”

ฉางชวนเอ่ยเตือนเสียงขรึม “พ่อบ้านฉาง?”

น้ำเสียงของเขาทำให้อาฝูเข้าใจทันทีว่าตนเองใช้คำผิดไป ตอนนี้นางควรเรียกพ่อบ้านฉางว่า ‘ท่านพ่อ’ แต่คนที่ไม่มีบิดามารดาตั้งแต่เล็ก พอคิดจะเอ่ยคำนี้ก็ทำให้พูดจาติดขัดอยู่บ้าง “ข้าจะเคารพเชื่อฟังและกตัญญูต่อ ‘ท่านพ่อ’ อย่างแน่นอน ท่านวางใจเถอะ”

ฉางชวนมีสีหน้าพอใจขึ้นเล็กน้อย “รู้แบบนี้ก็ดี ป่านนี้ท่านพ่อคงเข้านอนแล้ว เจ้าก็ดูแลปรนนิบัติข้าไปก่อน”

อาฝูมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ “อยากให้ข้าปรนนิบัติอย่างไรท่านว่ามา ข้าช่วยเปลี่ยนชุดให้ดีหรือไม่?”

ชายหนุ่มทิ้งกายลงบนเตียง ยังคงไม่สร่างเมา

“ช่างเถิด วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน ไป... ไปเอาน้ำอุ่นมาล้างเท้าให้ข้าก็พอ”

ล้างเท้า?

โธ่เอ๋ย... แค่นี้เองรึ ล้างเท้าเป็นงานถนัดของนางอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้นางมักจะตักน้ำมาล้างเท้าให้ป้าหลินเป็นประจำ อาฝูรีบพยักหน้ารับทันที “ได้ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!” พูดจบก็ไม่รีรอ รีบถอดชุดคลุมเจ้าสาวแล้วเดินแกมวิ่งออกไปด้านนอก

ฉางชวนส่งเสียงเรียก “ช้าก่อน เจ้ารู้หรือว่าน้ำอุ่นอยู่ที่ไหน?”

อาฝูหยุดชะงักแล้วหันมาถาม “อยู่ที่ไหนหรือเจ้าคะ?”

ฉางชวนเคาะนิ้วกับเตียงอย่างอ่อนใจ “ในห้องครัวมีหม้อน้ำอุ่น มุมซ้ายตรงลานบ้านมีอ่างน้ำ เจ้าใช้กระบวยตักมาสักหน่อยก็พอ”

อาฝูพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น รีบเดินออกจากห้องทันที

เรือนพักของพ่อบ้านฉางไม่ใหญ่นัก

มีห้องปูกระเบื้องแค่ไม่กี่ห้อง มีห้องครัวอีกหนึ่งห้อง แต่ลักษณะเรือนพักเช่นนี้อาฝูคุ้นเคยดี เพราะโรงปักผ้าที่ตนเคยอาศัยก็มีลักษณะไม่ต่าง เพียงแต่ใหญ่กว่าเรือนนี้อยู่สักหน่อย

บ่าวในจวนเมื่อออกเรือน ถ้าพอมีตำแหน่งอยู่บ้างก็จะได้รับเรือนเล็กหลังหนึ่งให้ได้อยู่อาศัยสร้างครอบครัว ส่วนโรงปักผ้านอกจากจะเป็นสถานที่ทำงานเย็บปักแล้ว สาวใช้ที่ยังโสด ไม่มีครอบครัวก็จะมาพักอาศัยรวมกันอยู่ที่นั่น แน่นอนว่าเมื่อก่อน หนึ่งในสาวใช้ที่ว่าก็มีอาฝูรวมอยู่ด้วยเช่นกัน

คืนนี้แสงจันทร์กระจ่างฟ้าจนกลบประกายของดวงดาว สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านทำให้รู้สึกหนาว อาฝูถลกแขนเสื้อชุดสีแดงตัวเก่าที่ตนสวม นางกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปที่มุมของลานบ้านเพื่อหยิบอ่างไม้ตามที่ฉางชวนบอก จากนั้นก็เข้าไปตักน้ำอุ่นในครัว

ในห้องครัวมืดสนิทไร้แสงตะเกียง อาฝูยังไม่คุ้นเคยกับการจัดวางข้าวของในเรือน ตอนเดินเข้าไปจึงมองไม่เห็นอะไร นางรอจนกระทั่งสายตาค่อยๆ ปรับจนคุ้นชินกับความมืด จึงสามารถแยกแยะได้ว่าหม้อและกระบวยตักน้ำอยู่ตรงไหน หญิงสาวเปิดฝาหม้ออย่างระวัง ตักน้ำเทลงในอ่างไม้เพียงครึ่งหนึ่ง

หลังจากตักน้ำแล้วก็ใช้นิ้วจุ่มทดสอบดู พบว่าน้ำอุ่นกำลังดีไม่เย็นไม่ร้อนเกินไปเหมาะสำหรับใช้ล้างเท้า นางค่อยๆ ยกอ่างน้ำขึ้นและเดินกลับไปที่ห้อง

พอเดินออกมาถึงลานบ้านก็อดแหงนหน้ามองจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่กลางฟ้าไม่ได้ คิดถึงตอนที่ตนเองอาศัยอยู่ในโรงปักผ้า พอสายลมหนาวยามค่ำคืนพัดผ่าน สองมือน้อยๆ ที่กำลังประคองอ่างน้ำอุ่นพลันเย็นวูบขึ้นมา รู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังฝัน

เหตุใดข้าจึงแต่งงานออกเรือนมาเช่นนี้?

เหตุใดข้าจึงมาอยู่เรือนเล็กที่ดูเหมือนจะคุ้นตาแต่ก็ไม่คุ้นเคย?

เหตุใดข้าจึงต้องมาดูแลปรนนิบัติยกน้ำล้างเท้าให้กับชายแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อน?

ขณะที่อาฝูกำลังคิดอย่างเหม่อลอย เสียงของฉางชวนก็ดังลอดผ่านบานหน้าต่างกระดาษสาออกมา

“ทำไมยังไม่กลับมาอีก น้ำล้างเท้าล่ะ”

ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกอาฝูจึงได้สติ รีบขานรับพร้อมกับเดินประคองอ่างน้ำกลับไปที่ห้อง นางใช้เท้าเตะประตูให้เปิดออกแล้วก้าวเข้าไปด้านใน แสงสลัวของตะเกียงภายในห้องทำให้เห็นว่าเขากำลังนั่งรออยู่บนเตียง

ฉางชวนยังไม่สร่างจากฤทธิ์สุราเท่าไรนัก สายตาจับจ้องการเคลื่อนไหวของนาง “เจ้าบอกว่าจะปรนนิบัติข้าไม่ใช่หรือ? ทำไมยังไม่มาช่วยข้าถอดเสื้อผ้าอีก”

อาฝูรีบร้อนวางอ่างน้ำลง ก้าวไปคุกเข่าลงตรงหน้าฉางชวน ค่อยๆ ถอดรองเท้าให้เขา

เท้าของบุรุษมีขนาดใหญ่กว่าที่นางคิดไว้ และวันนี้ทั้งวันเขาคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยจึงมีเหงื่อออกมากทำให้มีกลิ่นไม่พึงประสงค์เท่าใดนัก

ไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์สุราหรือไม่ ยามนี้ใบหน้าฉางชวนแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย เขาขยับเท้าถอยห่างจากมือของนาง “ช่างเถอะ ข้าล้างเองดีกว่า”

แต่อาฝูกลับยื่นมือไปรั้งขาของเขาไว้ กล่าวน้ำเสียงอ่อนโยน “ให้ข้าปรนนิบัติท่านเถิด”

หลังจากนางพูดจบเขาก็ไม่ได้ขยับหนี ยอมให้นางยกเท้าของตนแช่ลงในน้ำอุ่นและล้างทำความสะอาด

ก่อนหน้านี้อาฝูมักจะช่วยล้างเท้าให้กับป้าหลินอยู่บ่อยๆ จนเรียกได้ว่าชำนาญไม่น้อย นางล้างเท้าให้เขาจนสะอาด มือน้อยๆ ค่อยๆ ออกแรงบีบนวดตรงบริเวณฝ่าเท้า

ถึงแม้ฉางชวนจะแสร้งวางท่าข่มขู่ต่อหน้านาง แต่จะว่าไปเขาก็เป็นเพียงบ่าวในจวนคนหนึ่ง อาจจะแตกต่างกันก็ตรงที่เขาติดตามคุณชายสามตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นจึงไม่เคยล้างเท้าให้ใครมาก่อน และด้วยฐานะเช่นเขาไหนเลยจะมีใครมาคอยล้างเท้าให้ แต่อาฝูไม่เพียงทำสิ่งนี้ให้เขา ซ้ำยังบีบนวดไปมาด้วยน้ำหนักมือที่พอเหมาะ ทำให้รู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่มีมาทั้งวันถูกมือเล็กขาวนวลคู่นี้ปัดเป่าจนสลายสิ้น

ขณะที่อาฝูกำมือน้อยๆ นวดคลึงกลางฝ่าเท้า ฉางชวนก็ส่งเสียงร้องครางอย่างพึงพอใจ “อา แรงอีกหน่อย”

มือของอาฝูเรียวเล็ก เรี่ยวแรงก็ไม่มาก แต่เพื่อปรนนิบัติเขาแล้วนางพยายามลงแรงสุดกำลัง ยิ่งได้ยินเขาพูดแบบนี้ นางจึงจับข้อเท้าให้กระชับขึ้นออกแรงกดคลึงมากกว่าเดิม

ฉางชวนเอนกายลงนอนบนเตียงอย่างผ่อนคลาย หายใจยาวๆ พลางกล่าว “ผู้หญิงตัวเล็กๆ เช่นเจ้า มองไม่ออกเลยว่าแรงกดจะดีขนาดนี้”

อาฝูเงยหน้าขึ้น แอบชำเลืองตามองเขาแล้วถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ท่านยังต้องการอะไรอีกหรือไม่?”

ฉางชวนยันตัวลุกขึ้น “ไม่ต้องแล้วล่ะ นี่ก็ดึกมากแล้วรีบนอนพักเถิด”

อาฝูพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะเอาน้ำไปเททิ้งก่อน”

ในขณะที่นางกำลังลุกขึ้นยืน เปลวไฟจากเทียนมงคลสีแดงพลันไหววูบ แวบหนึ่งฉางชวนเหมือนจะเห็นหยาดน้ำคลออยู่ในดวงตาของนาง

“เจ้าร้องไห้หรือ?” ฉางชวนถามอย่างแปลกใจ

“เปล่านี่” อาฝูรีบหันหลังให้เขา ริมฝีปากเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย

“ถ้าไม่ใช่ ก็หันหน้ากลับมาให้ข้าดูหน่อย เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามีน้ำตา”

อาฝูหันกลับมาตอบเสียงเนิบช้า “เมื่อครู่ตอนออกไปข้างนอกคงโดนลม ข้าไม่ได้ร้องไห้จริงๆ”

ภายใต้แสงสลัวของเปลวเทียน ชายหนุ่มมองสำรวจสีหน้าของนาง เห็นแก้มนวลปราศจากคราบน้ำตาจริงตามที่บอก แม้ว่าดวงตาดำขลับจะมีประกายแวววาวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ฉายแววความเศร้าโศกแต่อย่างใด ในทางกลับกันริมฝีปากคู่นั้นเหมือนจะมีรอยยิ้มจางๆ เสียด้วยซ้ำ

“ถ้าอย่างนั้นก็เอาน้ำไปเทก่อนเถอะ จะได้รีบกลับมานอน”

ตอนนี้ฉางชวนรู้สึกว่าตนเองสร่างเมา จึงนึกถึงเรื่องคืนเข้าหอขึ้นมาได้

ผ่านไปครู่หนึ่งเมื่ออาฝูเดินกลับเข้ามาในห้อง สายตาที่เขามองนางเลยแปลกไป

อาฝูถูกจ้องก็รู้สึกกลัวจนไม่กล้าเงยหน้า ถ้าทำได้ นางอยากจะเอาหัวมุดเข้าไปในเสื้อตนเสียด้วยซ้ำ “ข้า... ข้าไปดับไฟนะ”

ฉางชวนพยักหน้าตอบกลับเสียงนุ่ม “อืม... ไปสิ”

อาฝูเดินเก้ๆ กังๆ ไปดับไฟ แต่พยายามเป่าอยู่สองครั้งไฟก็ไม่ยอมดับ

‘เทียนบ้านนี้ทำไมมันดับยากนักนะ!’ หญิงสาวคิดในใจอย่างร้อนรน นางอัดลมเข้าปากจนแก้มป่องอีกครั้งแล้วเป่าออกไปสุดแรง ในที่สุดไฟก็ดับจนได้

อาฝูคลำทางในความมืดเดินกลับไปถึงเตียงนอน นางถอดชุดสีแดงที่สวมอยู่ มือไม้สั่นเทา โชคยังดีที่เสื้อตัวนี้เป็นแบบเรียบง่ายจึงถอดไม่ยากนัก

จู่ๆ ฉางชวนก็เปรยขึ้น “ถอดเสื้อตัวในด้วย”

อาฝูถึงกับผงะ มือที่จับเสื้ออยู่ชะงักทันควัน

เขาเห็นนางเอาแต่ยืนนิ่งไม่ขยับก็กล่าวเสริม “อ้าว ทำไมไม่ถอดล่ะ?”

อาฝูรู้ดีว่าการที่ตนเองลังเลนั้นไม่ถูกต้อง จึงกัดฟันถอดชุดที่สวมอยู่ออกจนหมด ชุดชั้นในชิ้นเล็กชิ้นน้อยล้วนถูกปลดวางไว้บนเก้าอี้ข้างเตียง เรือนร่างอวบอิ่มขาวนวลในยามนี้ไม่มีอะไรปกปิดแม้แต่ชิ้นเดียว อากาศภายในห้องค่อนข้างเย็น จึงทำให้นางรู้สึกหนาว อยากจะรีบขึ้นไปซุกกายอยู่บนเตียงเสียเดี๋ยวนั้น เพียงแต่ตอนนี้ฉางชวนนอนอยู่ด้านนอกของเตียง นางจึงต้องค่อยๆ ก้าวขึ้นเตียงอย่างระมัดระวัง แล้วข้ามตัวเขาเข้าไปนอนที่ว่างทางด้านใน

ใครจะรู้ว่าขณะที่ปีนข้ามร่างเขา นางดันเกี่ยวถูกอะไรบางอย่างจนหน้าคะมำ ทำให้ร่างกายเปลือยเปล่าของตัวเองทาบทับอยู่บนร่างชายหนุ่มด้วยท่าทางที่น่าอนาถยิ่ง!

ลมหายใจของฉางชวนเริ่มกระชั้นถี่ น้ำเสียงแหบพร่า “เจ้าจะปรนนิบัติดูแลข้าไปตลอดชีวิตไม่ใช่หรือ?”

อาฝูทั้งอายทั้งหนาว ตอบอย่างจนใจ “เจ้าค่ะ ขะ... ข้า... จะปรนนิบัติดูแลท่านไปตลอดชีวิต”

เขากระซิบถาม ลมหายใจแผ่วร้อนรินรดอยู่ข้างแก้มนวล “ปรนนิบัติข้าอย่างไรหรือ?”

อาฝูถึงกับชะงัก นั่นเพราะน้ำเสียงของเขาบ่งบอกความหมายของคำว่า ‘ปรนนิบัติ’ ได้เป็นอย่างดี ในใจรู้สึกหวาดหวั่น เขินอายจนใบหน้าแดงก่ำ

เมื่อเห็นว่านางยังนิ่งเฉย ชายหนุ่มจึงกล่าวต่อ “วันนั้นเจ้ากอดข้าเสียแน่น ไม่ใช่ว่ากอดเก่งหรอกหรือ แล้วทำไมตอนนี้กลับไม่ขยับเสียแล้วเล่า?”

ร่างกายนางพลันร้อนผ่าวจนไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นใดๆ อีก

วันนั้นเพราะอับจนหนทางนางจึงทำใจกล้าถอดเสื้อ เบียดทรวงอกอวบอิ่มแนบชิดกับแผ่นหลังของเขาไปแบบนั้น มิหนำซ้ำยังกอดรัดเอวเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย!

มาตอนนี้จึงได้แต่นอนคว่ำหน้าอ้าปากค้าง พูดไม่ออก ได้ยินเพียงเสียงหัวใจเต้นแรงของตัวเองประสานกับเสียงหัวใจเขา แต่เสียงที่ดังชัดเจนยิ่งกว่าคือเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของอีกฝ่ายที่ถี่รัวราวกับวิ่งข้ามภูเขามาหลายลูก

ทั้งสองจ้องตากันท่ามกลางความมืด

ผ่านไปครู่ใหญ่ชายหนุ่มจึงพูดออกมาก่อน “เอาอย่างนี้ กอดข้าเหมือนวันนั้นอีกสักครั้งก็แล้วกัน!”

คำพูดประโยคนี้ของฉางชวนทำให้อาฝูนิ่งอึ้ง

นางอ้ำอึ้งอยู่นานสุดท้ายจึงตอบออกมา “ได้...”

อาฝูพยายามนึกถึงคำสอนของป้าหลินที่บอกก่อนจะออกเรือน แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ตอนนี้สมองของนางถึงขาวโพลนไปหมด ไหนเลยจะจำได้ว่าป้าหลินพูดอะไรไว้บ้าง!

แต่พอมาคิดอีกที... เขาให้เกียรตินางเป็นคนเริ่มก่อน ไม่ใช่ว่าดีหรอกหรือ?

เมื่อคิดได้เช่นนี้ อาฝูจึงรวบรวมความกล้ายื่นแขนไปข้างหน้าหมายจะคว้าตัวชายหนุ่มเข้ามากอด ทว่าร่างเปลือยเปล่าของนางยังทับอยู่บนตัวเขา พอยื่นแขนออกไป หน้าอกอวบอิ่มทั้งสองข้างก็กระเพื่อมอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายพอดี แม้ในห้องไม่มีแสงไฟแต่ผ่านไปสักพักสายตาก็เริ่มชินกับความมืด อีกทั้งยังมีแสงจันทร์ที่ลอดเข้ามาจึงทำให้พอมองเห็นอยู่บ้าง ดังนั้นภาพที่ปรากฏต่อสายตาจึงทำให้ฉางชวนถึงกับหายใจติดขัด ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองทรวงอกอิ่มที่ราวกับลูกท้อผลใหญ่ตรงหน้า อยู่ใกล้เสียจนได้กลิ่นหอมจางๆ จากกายสาวลอยมาแตะจมูก

อาฝูกลับไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองตน ในใจคิดเพียงว่าจะต้องเข้าไปกอดตามคำสั่งเพื่อทำให้เขาพอใจ นางจึงกลั้นใจหลับตายื่นมือออกไปคว้า ทว่าโชคไม่เข้าข้าง มือทั้งสองที่ยื่นไปดันกอดโดนศีรษะของชายหนุ่มแทน ทรวงอกทั้งสองข้างจึงอยู่ตรงหน้าเขาพอดี

ฉางชวนอึ้งไปชั่วขณะ แม้จะรู้ว่าการเข้าหอเป็นอย่างไรแต่ก็ไม่คิดว่าหญิงสาวจะใจกล้าเริ่มก่อน เขายังไม่ทันได้ตั้งสติ ก็ได้ยินเสียงนางร้องออกมาอย่างตกใจแล้วกระถดตัวถอยห่างจากเขา ยกสองมือปิดบังทรวงอกเปลือยเปล่าของตนเป็นพัลวัน

ฉางชวนพยายามควบคุมสติคิดทบทวนความรู้สึกเมื่อครู่ที่คล้ายกับวิญญาณจะหลุดลอย

นี่เหมือนคำกล่าวของคุณชายสามที่เคยบอกไว้ไม่มีผิด

น้ำเสียงเขาดูไม่ค่อยจะสบอารมณ์นัก “ไหนบอกว่าจะกอดข้าแล้วทำไมถึงถอยหนี?”

อาฝูหน้าแดงก่ำนั่งคุดคู้กอดอกแน่น เอ่ยขอร้องเสียงแผ่ว “รอให้ข้าใส่เสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยกอดได้หรือไม่?”

“ไม่ได้” ฉางชวนปฏิเสธแล้วกล่าวเสริม “มีใครเขาใส่เสื้อผ้าในคืนเข้าหอกันบ้าง?”

“ไม่--” อาฝูตอบพลางส่ายหน้า

“นับว่าเจ้ายังรู้ความ ใช่แล้ว ไม่มีใครใส่เสื้อผ้าในคืนเข้าหอกันหรอก”

อาฝูพูดขัดขึ้นอย่างเหนียมอาย “ข้าจะบอกว่า ไม่... คือ... ข้าไม่เคยเห็นว่าคนอื่นเข้าหอกันอย่างไรต่างหาก”

ฉางชวนอึ้งจนพูดไม่ออก สุดท้ายก็กล่าวอย่างจนใจ “ช่างเถอะ ในเมื่อไม่เคยเห็นก็ยิ่งต้องทำตามที่ข้าบอก นอกจากเจ้าไม่คิดจะทำอย่างที่รับปาก”

อาฝูก้มหน้างุดอยู่นาน ก่อนจะตอบรับออกมาคำหนึ่ง “เจ้าค่ะ”

ฉางชวนรู้สึกพอใจเมื่อเห็นนางยอมเชื่อฟังแต่โดยดี “ตอนนี้อากาศเย็น เอาอย่างนี้ เจ้าเข้ามาในผ้าห่มก่อน”

เขาเลิกผ้าห่มขึ้น

จะว่าไปนางก็รู้สึกหนาวอยู่จริงๆ เดิมทีเพราะอับอายร่างกายจึงร้อนผ่าว ทำให้ลืมความหนาวไปชั่วขณะ มาตอนนี้พอได้ยินอีกฝ่ายทัก ร่างกายพลันเย็นวาบขึ้นมาจนสั่น นางค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ราวกับลูกแมวน้อยแสนเชื่องที่กำลังมุดตัวเข้าไปในโปงผ้าห่มของเจ้านาย

หลังจากได้เข้าไปอยู่ใต้ผ้าห่มก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาก นางได้กลิ่นหอมของแสงแดดจากผืนผ้าจึงเดาว่านี่คงเป็นผ้าห่มผืนใหม่ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้นางสนใจมากไปกว่า... พอมุดเข้าไปแล้วนางกลับรู้สึกเกร็งไปทั้งร่าง นั่นเพราะไออุ่นที่แผ่ซ่านอยู่ใต้ผ้าห่มมีไอร้อนผ่าวจากร่างกายของบุรุษรวมอยู่ด้วย

อาฝูขยับตัวเข้าไปด้านในอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ถูกตัวเขา แต่มีหรือที่ฉางชวนจะยอมปล่อยไปง่ายๆ เขาพลิกตัวอ้าวงแขนกว้างเหมือนเหยี่ยวจ้องตะครุบลูกไก่ ขึ้นคร่อมร่างหญิงสาวทั้งตัว แล้วกดนางเอาไว้ใต้ร่างตน

หญิงสาวถูกจู่โจมไม่ทันตั้งตัว คิดจะขยับหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว อีกฝ่ายใช้ท่อนแขนแข็งแรงโอบตัวนางแล้วดึงเข้าไปกอดจนร่างนุ่มนิ่มเปลือยเปล่าเบียดชิดกับแผงอกกว้าง ทำให้รู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อหนั่นแน่น นางพลันรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูกจึงค่อยๆ ขยับตัวดิ้นซ้ายทีขวาที

ฉางชวนจ้องมองอาฝู นางราวกับเป็นลูกแมวน้อยที่ดื้อรั้นและไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง เขาจึงแสร้งทำเสียงดุ

“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าจะปรนนิบัติข้าไม่ใช่รึ!”

หลังจากพูดจบ ลูกแมวที่ดิ้นไปมาก็สงบนิ่งจนเกือบจะกลายเป็นแข็งทื่อ เหลือเพียงแววตาใสซื่อที่ยังกะพริบปริบๆ จ้องมองเขาอย่างขัดเขิน

ฉางชวนเห็นว่านางหยุดดิ้นแล้วจึงยื่นมือไปลูบไล้สำรวจเรือนร่างหยุ่นนุ่มอย่างพึงใจ

คนถูกสัมผัสหวาดผวาจนต้องรีบหลับตา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ

เขาเห็นท่าทางหวาดหวั่นของนาง จึงกระซิบปลอบโยนที่ข้างหู “ไม่ต้องกลัว ข้าเพียงแค่แตะเบาๆ เท่านั้น เจ้าเองก็เคยกอดข้าไม่ใช่หรือ”

‘นั่นมันไม่เหมือนกันสักหน่อย’ อาฝูแอบค้านในใจแต่ไม่กล้าเถียงออกมาตรงๆ

มือใหญ่หยาบกร้านลูบไล้ไปตามเรือนร่างนวลเนียน ทุกสัมผัสจากเขาชวนให้กายสาวสั่นสะท้าน ฝ่ามือหนาหนักเคลื่อนมาหยุดนิ่งตรงทรวงอกอ่อนนุ่ม ถึงแม้อาฝูจะเพิ่งเข้าสู่วัยสาวแต่ก็มีน้ำมีนวลอวบอัดอยู่ไม่น้อย มือเพียงข้างเดียวของเขายังแทบจะกุมไว้ไม่หมด

ลมหายใจร้อนผ่าวของชายหนุ่มรินรดที่ข้างหูนาง กระซิบเสียงพร่า “วันนั้นข้ารู้สึกว่าหน้าอกที่แนบแผ่นหลังทั้งใหญ่และนุ่มนิ่ม เห็นทีจะจริงเสียด้วย”

อาฝูใบหน้าร้อนผ่าวไปหมด ไม่กล้าลืมตามองเขา

ฉางชวนรู้ว่านางย่อมต้องเขินอายเป็นธรรมดาจึงไม่อยากบังคับ มือใหญ่ทั้งสองข้างลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างบางอย่างไม่เกรงใจ

ความจริงนี่นับเป็นครั้งแรกของเขาเช่นกัน ดังนั้นย่อมมีความรู้สึกขัดเขิน ยิ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับภรรยาสาวรูปร่างอวบอัดผิวพรรณเปล่งปลั่งเช่นนี้ ก็อดประหม่าไม่ได้ เพียงแต่ความรู้สึกเบาบางเหล่านี้ผุดขึ้นในใจครู่เดียวก็สลายหายไป คงเหลือไว้เพียงเปลวไฟคุกรุ่นที่ค่อยๆ เผาผลาญร่างกายจนร้อนผ่าว

หญิงสาวร่างเล็กนุ่มนิ่มตอนนี้ตัวแข็งทื่อไปแล้ว นางหลับตาแน่นปล่อยให้เขาลวนลามตามอำเภอใจ พยายามบอกกับตนเองว่าเขาคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตตนไว้ ต่อไปจากนี้ ไม่ว่าอย่างไรนางต้องปรนนิบัติเขาอย่างสุดความสามารถ

ฉางชวนใช้มือข้างหนึ่งกอบกุมเนินอกขาวนวล มืออีกข้างลูบไล้ร่างอ่อนนุ่มลงไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณช่วงล่างก็หยุดมือ เขาสูดลมหายใจเข้าทีหนึ่งก่อนจะค่อยๆ ขยับปลายนิ้วเข้าไปสำรวจด้านในอย่างไม่เกรงใจ

อาฝูส่งเสียงร้องออกมา ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองเขาอย่างตื่นตระหนก เรียวขาทั้งสองข้างหุบเข้าหากันตามสัญชาตญาณ เรียวขาอ่อนนุ่มหนีบมือใหญ่เอาไว้จนขยับต่อไม่ได้

“ปล่อย เดี๋ยว นี้!” ฉางชวนสั่งเสียงเข้ม

แต่อาฝูนั้นอายเกินกว่าจะกลับไปนอนนิ่งแล้ว ขาทั้งสองข้างก็เกร็งจนสั่น ทำให้บีบรัดมือของเขาแน่นขึ้น

ฉางชวนถอนหายใจหนัก น้ำเสียงขุ่นเคือง “ไหนว่าจะปรนนิบัติข้า...”

แต่ยังพูดไม่ทันจบ อาฝูก็คลายเรียวขาทั้งสองข้างออก นางรู้สึกอายจนไม่กล้าส่งเสียงอีก

เมื่อไม่มีอะไรขวางทาง ปลายนิ้วก็ขยับเข้าไปอีกครั้ง วนสำรวจตรงจุดสัมผัสที่ว่ากันว่าสามารถทำให้วิญญาณหลุดลอยได้ พลันนึกถึงคำที่คุณชายสามเคยกล่าวไว้

คุณชายสามอายุมากกว่าฉางชวนสองปี ชายหนุ่มอายุสิบเก้าก็ย่อมมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มากกว่าเป็นธรรมดา แต่ที่ยังไม่ได้แต่งงานเป็นเพราะเขาหมั้นหมายกับคุณหนูสกุลหวังเอาไว้ตั้งแต่วัยเยาว์ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติของหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่ต้องออกไปหาความสำราญบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนฉางชวนที่คอยติดตามอยู่ข้างกายคุณชายมาตลอดจึงพอจะรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง

ขณะกำลังลูบคลำอย่างเพลิดเพลิน ท่อนล่างของชายหนุ่มที่แข็งขึงรออยู่แล้วก็ไม่อาจทนต่อไปได้อีก เขาช้อนสะโพกของนางขึ้นให้สอดรับตนเองเข้าไปด้านใน

อาฝูถูกสะกดด้วยคำว่า ‘ปรนนิบัติไปชั่วชีวิต’ วนเวียนอยู่ในหัวจนไม่กล้าขัดขืน ได้แต่หลับตานิ่งราวกับรอคอยความตายที่อีกฝ่ายยื่นมาให้ ถึงแม้นางจะเตรียมใจไว้แล้วแต่การกระทำของเขาก็ทำให้ตื่นตระหนกอยู่ดี ดวงตากลมโตเบิกโพลงอย่างหวาดหวั่น จ้องมองเขาด้วยสายตางุนงง

ท่อนล่างของชายหนุ่มทั้งร้อนทั้งตึงแน่น เขาลูบคลำเรือนร่างอ่อนนุ่มพลางปลอบประโลมไม่หยุด “ไม่ต้องกลัว อีกเดี๋ยวก็เสร็จ” ขณะที่ปลอบก็ประคองคุณชายน้อยของตัวเอง

แล้วดันเข้าไปสุดแรง!

เมื่อท่อนล่างแข็งแกร่งฝังลึกเข้าไป พลันเกิดเสียงร้องสอดประสาน เสียงหนึ่งดังมาจากหญิงสาวใต้ร่าง ส่วนอีกเสียงนั้นเป็นของเขาเอง

หยาดเหงื่อไหลรินลงมาตามหน้าผากชายหนุ่ม คำสองคำลอดผ่านไรฟันที่ขบแน่น “หนีบ เจ็บ!”

อาฝูรู้สึกเหมือนตรงนั้นของตนกำลังถูกฉีกกระชาก พยายามสะกดกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ยังไม่ลืมคำว่า ‘ปรนนิบัติไปชั่วชีวิต’ ที่ตนสัญญาเอาไว้แล้ว

นางรีบถาม “เจ็บตรงไหน แล้วข้าควรทำอย่างไร?”

ฉางชวนคือผู้มีพระคุณ นางจึงคิดอยากปรนนิบัติเขาอย่างดี ตนเองจะเจ็บก็ช่างแต่เขาห้ามเจ็บเด็ดขาด

ร่างของฉางชวนแข็งทื่อ ยังไม่กล้าขยับ เขาขบกรามแน่นบอกเสียงแหบห้าว “อ้าขาออกหน่อย ข้าเจ็บ!”

หญิงสาวค่อยๆ คลายเรียวขาเปิดอ้า แต่ก็ฝืนได้เพียงเล็กน้อยเพราะความปวดแปลบในกายกลับแผ่ซ่านขึ้นมาจนไม่อาจอ้าไปกว่านี้

ฉางชวนรับรู้ถึงความยากลำบากของอีกฝ่าย พอท่อนขาเรียวทั้งสองข้างขยับห่างจากกัน เขาก็ค่อยๆ เคลื่อนท่อนล่างของตนช้าๆ พอไม่ถูกรัดจนเจ็บอย่างในทีแรกก็เริ่มมีแรงมากขึ้น เสียงแหบห้าวพลันเปลี่ยนเป็นเสียงคราง

ใครเลยจะรู้ว่าหญิงสาวที่อยู่ใต้ร่างกลับเข้าใจไปว่าเขายังคงเจ็บอยู่ นางจึงพยายามบิดกายไปมาเพื่อที่ตนเองจะสามารถอ้าขา เปิดทางให้เขาได้มากขึ้นอีกนิด

ท่าทางเช่นนี้ยิ่งทำให้ฉางชวนหลงใหล ท่อนล่างที่สอดรับกันราวกับมีน้ำผึ้งข้นเหนียวไหลออกมาหล่อลื่น มากพอให้เขาได้ลิ้มลองรสสัมผัสอันแสนวิเศษได้อย่างยากจะบรรยาย เลือดในกายชายหนุ่มสูบฉีดร้อนผ่าว วูบวาบไปทั้งตัว เสียงแหบต่ำคำรามแผ่ว “เจ้าไม่ต้องขยับแล้ว ข้าเอง!”

ขณะที่พูดเขาก็ขยับท่อนล่างเข้าไปให้ลึกยิ่งขึ้นกว่าเดิม

อาฝูกัดฟัน ตั้งรับการจู่โจมจากเขา เล็บมือจิกลงบนผ้านวมผืนใหม่ ขยุ้มเอาไว้แน่นไม่กล้าขยับ

ฉางชวนเหมือนได้ค้นพบความรู้สึกล้ำลึกจากการขับเคลื่อนไปมาบนร่างกายนุ่มนิ่มนี้ มือแข็งแกร่งทั้งสองข้างนัวเนียเคล้าคลึงหน้าอกอวบอูมของหญิงสาวราวกับผู้ช่ำชอง ยิ่งเขาเบียดกายหนักหน่วง โพรงเนื้อบริเวณนั้นก็จะยิ่งบีบรัดนำความสุขสุดยอดมาให้

อาฝู... แม้ไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้แต่นางก็รับรู้ได้อย่างหนึ่ง แม้จะพยายามกัดฟันแน่นก็ไร้ประโยชน์ เสียงหอบหายใจและเสียงร้องครวญครางยังคงเล็ดลอดออกมาอยู่ดี

หญิงสาวเม้มปากตนเองไม่ให้ส่งเสียง แต่ช่วงล่างของเขากลับไม่เมตตานางแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำเขายังสั่งอีกว่า “ร้องออกมา ข้าชอบเสียงร้องของเจ้า”

ถึงแม้จะรู้สึกอายแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของอีกฝ่าย ก็เขาเป็นผู้มีพระคุณนี่! นางจำต้องปล่อยมือที่ปิดปากออกแล้วเริ่มคร่ำครวญเสียงดังตามแรงอารมณ์

ฉางชวนได้ยินเลือดในกายยิ่งพลุ่งพล่าน มือแกร่งยกสะโพกของนางให้กระชับแล้วโหมกระหน่ำหนักหน่วงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผลท้ออวบอิ่มทั้งสองข้างกระเพื่อมไหว เย้ายวนชวนให้คนมองใจสั่นจนต้องละมือจากสะโพกกลมกลึงที่เคล้นคลึงขึ้นมาบีบก้อนเนื้อนุ่มทั้งสองข้างแทน

ช่วงล่างยังคงออกแรงขยับต่อ สอดประสานกันราวกับกำลังกุมบังเหียนม้า

ในใจแอบคิดว่าท่านี้ก็ไม่เลว

กระทั่งกระแสความร้อนหนึ่งไหลเวียนไปทั่วทั้งร่าง มัดกล้ามทุกส่วนรู้สึกผ่อนคลายจนไม่อาจกลั้นไว้ได้อีก

สุดท้ายก็หลั่งสายธารแห่งชีวิตเข้าไปในร่างบางที่อ่อนนุ่มนั้นเนิ่นนาน

 

อาฝูสัมผัสกับแผงอกร้อนเร่าของชายหนุ่มที่นอนหอบหายใจหนักอยู่เหนือร่างตน

ยามนี้นางไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน เพียงรับรู้ว่าบริเวณช่วงล่างเหมือนมีน้ำเหนียวเหนอะค่อยๆ ไหลออกมา

ความรู้สึกเหมือนตอนที่มีระดูหนแรก

ผ่านไปครู่ใหญ่ ฉางชวนก็กลับมาหายใจสม่ำเสมอ เขาใช้มือข้างหนึ่งยันตัวลุกแล้วก้มหน้าเพ่งพินิจสตรีใต้ร่างตน แสงจันทร์นวลที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาช่วยให้เขามองเห็นนางชัดเจนยิ่งขึ้น ใบหน้าขาวนวลอมชมพูระเรื่อของอาฝูยามนี้เปลี่ยนเป็นสีเลือดฝาด ขนตายาวงอนเป็นแพกะพริบปริบๆ ท่าทางเหนียมอายเช่นนี้ แม้จะต่างกับบรรดาคุณหนูตระกูลสูงที่ตนเคยพบเจอ แต่เมื่อลองมองอย่างพิจารณาก็ให้ความรู้สึกที่ดีไม่น้อย

เขาถอดถอนแก่นกายออกจากร่างของหญิงสาว หยิบผ้าที่วางเตรียมไว้ด้านข้างมาเช็ดตัว ครู่หนึ่งก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงยื่นผ้าส่งให้นาง “เจ้าเอาไปเช็ดก่อน”

อาฝูตั้งใจจะยื่นมือไปรับแต่ก็อ่อนแรงเกินกว่าจะเคลื่อนไหว เมื่อครู่นางถูกรังแกอย่างหนักเวลานี้จึงขยับตัวยากเย็นอยู่สักหน่อย ฉางชวนกลับเข้าใจไปว่านางรังเกียจที่ผ้าผืนนี้ถูกใช้ไปแล้ว จึงคิดจะหาผ้าผืนใหม่มาให้แทน แต่ไม่รู้ว่ามันกระเด็นหายไปไหน เขาได้แต่มองซ้ายมองขวาอย่างเลิ่กลั่ก

ส่วนอาฝู ตอนนี้นางเจ็บช่วงล่างอย่างหนัก

นางเห็นเขายื่นผ้าผืนหนึ่งมาให้แต่แล้วจู่ๆ ก็ดึงคืนแล้วหันกลับไปควานหาอะไรบางอย่าง นางจึงยื่นมือออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ รับเอาผ้าในมือเขามาเช็ดตรงจุดซ่อนเร้นที่ยังเจ็บไม่หายของตน

ฉางชวนเฝ้ามองอยู่ด้านข้าง เห็นใบหน้าอาฝูแดงก่ำและหายใจติดขัด มือน้อยสอดไปใต้ผ้าห่มแล้วขยับเช็ดอย่างเชื่องช้า คงเป็นเพราะความเขินอายนางจึงมีท่าทางเก้ๆ กังๆ เช่นนี้ ซ้ำนางยังดูอ่อนเพลียจนเขาทนมองต่อไปไม่ไหว ยื่นมือไปแย่งผ้ามาถือไว้เองแล้วปัดผ้าห่มไปอีกทาง “มา ข้าช่วยเช็ดให้”

อาฝูราวกับสติหลุด เงยหน้ามองอีกฝ่ายรับเอาผ้าไปแล้วเช็ดทำความสะอาดร่างกายให้นาง ช่วงขาขาวเรียวพลันแข็งเกร็งขึ้นมาทันที ทั้งที่รู้สึกอายแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ ทำได้เพียงหลับตาแล้วปล่อยให้เขาทำไปเรื่อยๆ โดยไม่ปริปากบ่น

ฉางชวนก้มหน้าก้มตาเช็ดอย่างระมัดระวัง ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็เงยหน้าขึ้นกล่าวเสียงแผ่ว “เจ้าเลือดออก”

อาฝูได้ยินแล้วใบหน้าพลันแดงฉาน ขานรับเสียงเบาคำหนึ่ง “อืม...”

ฉางชวนทั้งรู้สึกประหลาดใจและรู้สึกผิด ปากก็พึมพำว่า “เมื่อก่อนคุณชายเคยเล่าว่า หลังจากทำสิ่งนั้น ผู้หญิงก็จะ... ดูเหมือนคุณชายจะไม่ได้ล้อข้าเล่น”

ถึงแม้ว่าอาฝูจะไม่เข้าใจเรื่องนี้มากนัก แต่ก็พอจะรู้ว่าการที่เลือดออกในคืนเข้าหอเป็นเรื่องธรรมดาของสตรี พอได้ยินฉางชวนเล่า จึงคิดว่าเขาคงจะไม่รู้เรื่องแบบนี้เหมือนกัน ในใจนึกอยากจะอธิบาย แต่พอมาลองคิดดูก็รู้สึกกระดากอายเกินกว่าจะพูดออกมา จึงเปลี่ยนใจนอนนิ่งๆ แทน

ฉางชวนไม่รู้ว่าอาฝูคิดอะไรอยู่ในใจ เขาเข้าใจไปว่าเพราะการกระทำของตนรุนแรงเกินเหตุ ทำให้ภรรยาสาวถึงกับเลือดตกยางออก ดังนั้นจึงพยายามเบามือที่สุดทั้งๆ ที่ในยามปกติเขาเป็นคนมือไม้หนัก ชายหนุ่มค่อยๆ บรรจงเช็ดรอยเลือดและคราบน้ำตรงบริเวณนั้นให้นางอย่างระมัดระวัง

อาฝูข่มกลั้นอาการสั่นจากความรู้สึกเขินอายที่ถูกสัมผัสจุดซ่อนเร้นซึ่งไวต่อความรู้สึก

ใครจะรู้ว่าฉางชวนกลับมีสีหน้าราวกับพบเรื่องประหลาด เขาขมวดคิ้วก้มหน้าหมอบอยู่ตรงหว่างขาของภรรยา ถามอย่างสงสัย “ตรงนี้ของเจ้ายิ่งเช็ดก็ยิ่งมีน้ำไหล?”

อาฝูร้อนรุ่มไปทั้งร่าง วาดขาหนี ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้แต่เม้มปากแน่น

ฉางชวนสอดปลายนิ้วเข้าไปสำรวจภายในอย่างฉงน

หญิงสาวอดรนทนไม่ไหวส่งเสียงร้องครวญออกมาเบาๆ เขากลับเข้าใจไปว่านางยังเจ็บ ตกใจจนรีบหดนิ้วกลับ ใบหน้าเขาแดงขึ้นเล็กน้อยระหว่างที่กล่าวอย่างรู้สึกผิด “เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าไม่แตะแล้ว”

อาฝูกัดริมฝีปากตนจนห้อเลือด รีบซุกหัวเข้าไปในผ้าห่มไม่กล้าโผล่ออกมาอีก

ผ่านไปครู่หนึ่ง

ฉางชวนก็เช็ดทำความสะอาดให้นางจนเรียบร้อย จากนั้นจึงค่อยเช็ดให้ตัวเอง อาฝูแอบมองลอดผ้าห่มเห็นเพียงแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามชัดเจน ร่างของเขาสูงเพรียว ผิวเนื้อตึงแน่น เอวสอบ ต้นขาแกร่งกำยำ ทั่วทั้งร่างดูแข็งแกร่งคงทนราวกับเหล็ก บนผิวเวลานี้ยังคงมีเหงื่อผุดพราว

เขาเป็นสามีของข้า...

นางกะพริบตาปริบๆ รีบหลบสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระดาษสา แสงจากดวงจันทร์ส่องผ่านเข้ามาทำให้เห็นเงารางๆ บนหน้าต่างที่ติด ‘อักษรสี่*’ สีแดงขนาดใหญ่เอาไว้

นับแต่นี้ต่อไปนางต้องอยู่ร่วมชายคากับบุรุษผู้นี้ พอคิดแบบนี้ อาฝูกลับรู้สึกว่าเส้นทางข้างหน้าทั้งมืดมนสับสนและไม่ปลอดภัย นางไม่รู้มาก่อนว่าสามีภรรยากันต้องทำเรื่องที่ทั้งเจ็บทั้งอายเช่นนี้ทุกวัน ถ้าแบบนั้นชีวิตที่เหลือของนางจะเป็นอย่างไรต่อ

หลังจากฉางชวนเช็ดร่างกายตัวเองเสร็จก็โยนผ้าไว้ด้านข้างแล้วล้มตัวลงนอนข้างกายอาฝู ก่อนหน้านี้เขาดื่มสุราไปไม่น้อย ในคืนเข้าหอยังถูกภรรยาสาวยั่วยวนจนไม่อาจข่มกลั้นความรู้สึกเร่าร้อนภายในกาย สุดท้ายก็ปลดปล่อยออกมาจนหมดเรี่ยวแรง เป็นธรรมดาที่ตอนนี้จะรู้สึกง่วงงุน

อาฝูเห็นว่าเขากำลังจะนอนจึงรู้สึกเบาใจขึ้น ในที่สุดนางก็สามารถข้ามผ่านคืนนี้ไปได้อีกคืน

ใครจะรู้ว่าชายหนุ่มที่กำลังหลับจู่ๆ ก็พลิกตัววาดมือที่ทั้งใหญ่ทั้งหยาบกร้านมาตะครุบหน้าอกของนาง!

หญิงสาวสะดุ้งตกใจ ชำเลืองตามองอย่างระมัดระวัง

เห็นว่าเขาหลับไปแล้วจริงๆ จึงค่อยถอนหายใจโล่งอก นางก้มหน้าลงมองมือที่กอบกุมหน้าอกของตนอย่างสนิทสนม ได้แต่คิดว่าควรจะปัดออกหรือทิ้งไว้อย่างนี้

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง อาฝูจึงตัดสินใจว่าคืนนี้ตนขอนอนหลับอย่างมีความสุขสักคืนเถอะ!

นางรวบรวมความกล้ายื่นมือไปขยับแขนของเขาออกอย่างระมัดระวัง

นางพยายามขยับอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นว่าช่วงล่างของเขาเกิด ‘กระตุก’ ขึ้นมา ปากเขาเหมือนพึมพำบางอย่าง สักพักท่อนแขนแข็งแกร่งก็ขยับมารวบร่างของนางเข้าไปกอดไว้ในอ้อมแขนเหมือนเดิม!

อาฝูอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพลง ไม่กล้าส่งเสียง

รอจนกระทั่งอีกฝ่ายสงบนิ่งไปแล้ว จึงค่อยพบว่าตนถูกแขนทั้งสองข้างของเขากอดรัดแน่นจนแกะลำบาก

นางลอบมองอีกครั้ง เห็นท่าทางเขาเหมือนหลับสนิทจึงพยายามขยับตัวออกจากวงแขนที่แข็งแรงราวกรงเหล็ก แต่ไม่ว่าจะผลักหรือดันก็ไม่อาจหลุดจากอ้อมกอดนี้ไปได้

อาฝูเบ้ปากอย่างจนใจ เห็นทีคงต้องนอนไปทั้งแบบนี้!

นางได้แต่จ้องมองท่อนแขนเขาอย่างไม่รู้จะทำเช่นไร จ้องกระทั่งสมองเริ่มง่วงงุน เปลือกตาหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ

แต่ก่อนจะผล็อยหลับ พลันฉุกคิดได้ว่า เอาเข้าจริงการได้อยู่ในวงแขนของฉางชวนก็รู้สึกดีไม่น้อย

 

อาฝูตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ พยายามฝืนตัวลุกขึ้นจากเตียง

นางเคยได้ยินและจดจำได้ว่าสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าบ้านจะต้องยกน้ำชาคารวะบิดาสามีในตอนเช้า จึงเหลือบมองคนข้างกาย แต่เห็นว่าเขายังหลับสนิท

ความจริงแล้วฉางชวนเป็นบุรุษหน้าตาหล่อเหลา จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากได้รูป คิ้วดาบคมเข้ม บรรดาสาวใช้ในจวนพอเอ่ยถึงเขาก็จะพากันหน้าแดง เมื่อก่อนนางเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน ไหนเลยจะเคยมองสำรวจบุตรชายของพ่อบ้านฉางที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตนอย่างละเอียดลออ ถึงตอนนี้เขาจะเป็นสามีของนาง ทว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนฉุกละหุก นางจึงไม่มีเวลาพิจารณาเขาอย่างชัดเจน เมื่อมีโอกาสได้มองอย่างใกล้ชิดก็พบว่าแม้เขาจะไม่ได้มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับเหล่าคุณชายผู้สูงศักดิ์ แต่ก็ดูดีมากทีเดียว

อาฝูถอนหายใจออกมาทีหนึ่ง ถึงเขาจะมีรูปร่างลักษณะเช่นไรก็ไม่ใช่ประเด็นให้นึกถึงอีก พวกตนแต่งงานกันแล้ว อย่างไรก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน อีกทั้งเขายังเป็นผู้มีพระคุณต่อนาง หากไม่ได้เขาช่วยเหลือไว้ ป่านนี้นางอาจจะตายแบบไร้ที่ฝังไปตั้งนานแล้ว

ขณะที่กำลังคิดอยู่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงกระแอมเบาๆ

ฟังแล้วน่าจะเป็นเสียงของพ่อบ้านฉาง

อาฝูสะดุ้งตกใจ พอนึกขึ้นได้ว่าตนควรจะต้องยกน้ำชาไปคารวะบิดาสามีก็ยิ่งลนลาน

แล้วเหตุใดพ่อบ้านฉางถึงได้ตื่นเร็วเช่นนี้เล่า?

อาฝูลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าจัดแต่งทรงผมอย่างลวกๆ เสร็จแล้วจึงรีบปลุกสามีที่ยังคงหลับสนิทอยู่บนเตียง

ฉางชวนลืมตาตื่น จ้องมองนางอย่างมึนงง พอได้สติก็ระลึกได้ว่าเวลานี้ตนกลายเป็นบุรุษที่แต่งงานมีภรรยาแล้ว จึงพยักหน้าให้นางก่อนจะลุกขึ้นไปสวมเสื้อผ้า

หลังจากนั้นทั้งสองก็พากันเดินออกมาที่ลานบ้าน อาฝูรีบเข้าไปในครัวแต่กลับพบว่ามีหม้อน้ำร้อนต้มไว้อยู่ก่อนหน้า ส่วนบิดาของสามีก็ออกจากบ้านไปเสียแล้ว พ่อบ้านฉางมีหน้าที่ดูแลจวน ในแต่ละวันจึงงานยุ่ง บางวันถึงกับไม่มีเวลากลับบ้านมากินข้าวเสียด้วยซ้ำ

เมื่อฉางชวนเห็นว่าบิดาออกไปข้างนอก จึงบอกนางว่า “เกรงว่าท่านพ่อคงจะไม่กลับมากินข้าวเช้าแล้วล่ะ เจ้าทำอะไรง่ายๆ สักหน่อยก็พอ”

อาฝูสำรวจข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในห้องครัวก็พบว่ามีทุกอย่างครบครัน พร้อมใช้งาน จึงไปล้างมือและเข้าครัวทำอาหาร ระหว่างที่กำลังเตรียมเครื่องปรุงก็ตะโกนถามฉางชวนไปด้วยว่า “ท่านต้องไปหาคุณชายสามหรือไม่?”

“วันนี้ไม่ต้อง คุณชายให้ข้าหยุดพักได้สามวัน” ฉางชวนเดินมาที่ครัวแล้วเอ่ยต่อ “ข้าวของในบ้านวางอยู่ตรงไหนบ้าง เจ้ารู้แล้วหรือยัง?”

ถึงแม้ตอนนี้นางจะยังไม่รู้ทั้งหมดแต่ส่วนใหญ่ก็พอจะคาดเดาได้ จึงพยักหน้ารับน้อยๆ

ฉางชวนยืนอยู่ตรงหน้าประตูครัว จ้องมองภรรยาสาวที่กำลังก้มหน้าก้มตาติดเตาไฟ ในใจคิดถึงเรื่องเมื่อคืนขึ้นมา จึงฉวยม้านั่งตัวเล็กตัวหนึ่งมาวางตรงทางเข้าห้องครัวแล้วนั่งมองนางทำอาหาร

อาฝูรู้สึกว่ามีสายตาจับจ้องมาทางตน ก็รู้สึกอึดอัด จึงพูดออกไปว่า “ท่านไปอาบน้ำล้างหน้าก่อนเถิด หากติดขัดตรงไหน หาอะไรไม่เจอ ข้าจะไปถามเอง”

“อืม” ฉางชวนตอบรับออกมาคำหนึ่งแต่กลับไม่ยอมขยับ เขายังคงนั่งอยู่ตำแหน่งเดิม จ้องมองเปลวเพลิงที่ค่อยๆ ลุกจากเตาไฟ ความร้อนทำให้ใบหน้าของหญิงสาวเป็นสีชมพูระเรื่อ

ในเมื่อเขาไม่ยอมไปนางก็จำใจหันไปก้มหน้าก้มตาทำอาหารต่อ

จนกระทั่งผ่านไปครู่หนึ่งฉางชวนคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงถามว่า “ปกติเจ้าใช้สีชาดบ้างหรือไม่?”

อาฝูส่ายหน้า “ไม่เคยใช้ ปกติข้าปักผ้าอยู่แต่ในเรือนไม่ค่อยได้พบปะผู้คน ไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้”

ฉางชวนมองแก้มนวลใสของนาง ดวงตาพลันส่องประกายแวววาว “บางครั้งคุณชายสามก็ได้สีชาดที่นิยมกันในเมืองหลวงมา เอาไว้ข้าจะขอมาให้เจ้าสักตลับ”

อาฝูรีบส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก ข้าไม่จำเป็นต้องใช้ อีกอย่างหากท่านไปเอ่ยปากขอของพวกนี้กับคุณชายสามคงไม่ดีนัก”

ฉางชวนกลับหัวเราะ “เรื่องนี้ไม่เป็นไรหรอก ปกติแล้วคุณชายใจดีกับบ่าวอย่างพวกเรามาก ข้าเองก็สนิทกับคุณชายมาตั้งแต่เด็ก คุณชายมักใจกว้างกับข้า”

อาฝูคลี่ยิ้ม “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เดิมทีเรื่องของข้าก็สร้างความลำบากให้คุณชายและฮูหยินใหญ่มากพออยู่แล้ว ขอเพียงได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายสงบสุขก็นับว่าดี ข้าไม่ต้องการข้าวของที่ไม่จำเป็นพวกนั้นหรอก”

ฉางชวนได้แต่มองนางอย่างพูดอะไรไม่ออก ก่อนจะกล่าวปลอบ “เรื่องที่ผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าเก็บมาใส่ใจอีกเลย ในเมื่อเจ้าแต่งมาเป็นภรรยาข้า ต่อให้นายท่านรองจะยังไม่พอใจอยู่บ้าง ก็คงไม่กล้าแสดงออกต่อหน้าคนทั้งจวนหรอก เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีเรื่องให้เจ้าต้องลำบากใจอีก”

อาฝูพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ท่านพูดถูก ข้าในฐานะภรรยาของท่านควรคิดแต่เรื่องปรนนิบัติท่านให้ดี”

ในยามที่มองนาง ในใจเขาก็คิดวนเวียนแต่เรื่องค่ำคืนที่ผ่านมา

พอได้ยินนางพูดคำว่า ‘ปรนนิบัติ’ ดวงตาพลันเกิดประกายเร่าร้อนลุกโชน เห็นทีเขาคงจะแพ้คำนี้!

 

 

 

 

___________________

*  ในบริบทวัฒนธรรมจีนโบราณ คำว่า สี่ตำรา (四書) หมายถึง ชุดหนังสือ 4 เล่มของลัทธิขงจื๊อ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานทางปรัชญาและการศึกษาในช่วงราชวงศ์ฮั่น

อาฝูก้มหน้าก้มตาเติมฟืนใส่เข้าไปในเตา

คอเสื้อที่เผยอ เผยให้เห็นช่วงคอเรียวขาวจนฉางชวนที่นั่งมองอยู่เริ่มหายใจติดขัด เขาลุกขึ้นเดินไปนั่งยองๆ อยู่ด้านหลังของนางแทน

อาฝูเห็นอีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ก็ถามเสียงขลาด “เข้ามาทำไม ในครัวมีแต่ควัน”

“มาช่วยเจ้าเติมฟืน” ตอบออกไปเช่นนั้นแต่ในใจกลับมีแผนการบางอย่าง ทว่าตอนนี้ยังเป็นช่วงเวลากลางวันจึงไม่อยากบอกออกไปตรงๆ

อาฝูรีบส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก ท่านไปรอข้างนอกดีกว่า ประเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

แต่เขากลับยืนยันว่าจะนั่งอยู่ที่เดิม ในเมื่อไม่อาจพูดให้เขาถอยออกไปได้ สุดท้ายก็คงต้องแล้วแต่เขา

เดิมทีฉางชวนไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาช่วยเติมฟืนอยู่แล้ว สายตาของเขาเอาแต่จ้องมองลำคอขาวนวล ไหนจะหน้าอกอวบอิ่มที่เผยให้เห็นเป็นครั้งคราวยามที่นางก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าเตาไฟนั่นอีก

ส่วนหญิงสาวที่กำลังตั้งอกตั้งใจทำอาหารไม่ได้ล่วงรู้แผนการในใจของสามี ขณะที่นางกำลังก้มตัวหยิบท่อนฟืนใส่เข้าไปในเตา จู่ๆ เขาก็คว้าข้อมือเล็กไปกุมไว้ไม่ยอมปล่อย นางตกใจสะดุ้งทั้งตัว กะพริบตาปริบๆ จ้องมองเขาอย่างไม่เข้าใจ

สายตางุนงงของอาฝูทำให้ฉางชวนจำต้องหดมือกลับ กล่าวแก้เก้อไปว่า “ข้า... ข้าทำเอง” หลังจากพูดจบก็หยิบฟืนที่นางทำหลุดมือเมื่อครู่โยนเข้าไปในเตาไฟ

อาฝูเห็นเขาดูแลเอาใส่ใจตนเช่นนี้ก็รู้สึกเกรงใจ “ท่านเป็นคนดีเหลือเกิน ข้ารู้สึกผิดต่อท่านยิ่งนัก ที่ตัวเอง...” ‘ดึงท่านให้จมลงน้ำมากับข้าเช่นนี้’ ท้ายประโยคนี้นางกลับไม่กล้าพูดออกมา

ก่อนหน้านี้ฉางชวนยอมรับว่ารู้สึกขัดเคืองใจอยู่ไม่น้อย ทว่าเช้าวันนี้ความรู้สึกทั้งหมดมลายหายไปเสียแล้ว เขาโบกมือห้ามแล้วกล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก เจ้ากับข้าเป็นสามีภรรยากันแล้ว ไยต้องเกรงใจเหมือนเป็นคนอื่นด้วยเล่า”

อาฝูชำเลืองมองแวบหนึ่ง พอเห็นรอยยิ้มจริงใจของอีกฝ่ายก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่า ต่อจากนี้ไม่ว่าพายุฝนจะโหมกระหน่ำซ้ำเติมอย่างไร นางจะร่วมฝ่าฟันไปด้วยกันกับบุรุษผู้นี้ จะไม่หวาดหวั่นและทำตัวต่อต้านเขาเหมือนเมื่อคืนนี้อีก พอคิดได้แบบนี้ในใจนางพลันสงบ บังเกิดความรู้สึกปลอดภัยขึ้นอย่างน่าประหลาด

สองหนุ่มสาวที่เพิ่งแต่งงานกันหมาดๆ นั่งเคียงคู่ช่วยกันหุงหาอาหารอยู่ในครัว

เดิมทีในใจของฉางชวนคิดอยากจะลูบคลำนางอีกสักนิด แต่ดูเหมือนบรรยากาศจะไม่ค่อยเป็นใจและยังไม่เหมาะที่จะเอ่ยปากขอ เขาจำต้องเก็บงำความคิดนี้เอาไว้ก่อน

กว่าจะทำอาหารเสร็จก็สายมากแล้ว

ทั้งสองช่วยกันเก็บข้าวของและเตรียมกินข้าวร่วมกัน ในตอนนั้นเอง มีเสียงดังขึ้นจากนอกประตูบ้าน ฉางชวนมองตามออกไปก็เห็นว่าบิดาตนกลับมา จึงรีบเอ่ยถาม “ท่านพ่อกินข้าวมาหรือยัง?”

เมื่อรู้ว่าบิดาของสามีกลับมา อาฝูก็รีบลุกขึ้นยืนต้อนรับทันที

พ่อบ้านฉางยกมือห้าม “ข้าออกไปข้างนอกมา ยังไม่ได้กินอะไร พวกเจ้านั่งลงเถิดจะได้กินข้าวพร้อมกัน”

อาฝูรีบจัดชามและตะเกียบ ตักข้าวต้มถ้วยหนึ่งให้กับบิดาของสามีพลางกล่าวอย่างรู้สึกผิด “ตามธรรมเนียมแล้ว เช้าวันนี้ข้าควรจะยกน้ำชาไปคารวะท่านพ่อ...”

พ่อบ้านฉางมองสะใภ้ที่เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว ตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “พวกเราต่างก็เป็นเพียงบ่าวในจวน ไม่ต้องมากพิธีหรอก ได้กินข้าวร่วมกันเท่านี้ก็พอ” พูดจบก็ยื่นมือมารับถ้วยข้าวจากนาง

อาฝูรู้ดีว่าเรื่องของตนสร้างความลำบากให้พ่อสามีไม่น้อย จึงไม่กล้าพูดมาก นางหันไปตักข้าวต้มเติมให้สามีและตัวเองอย่างเก้ๆ กังๆ จากนั้นทุกคนจึงเริ่มกินข้าวพร้อมกัน

หลังจากกินข้าวเสร็จ พ่อบ้านฉางก็เช็ดปากและจัดแจงเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อย กล่าวกับลูกชายและสะใภ้ว่า “อีกหลายวันต่อจากนี้พวกเจ้ายังไม่ต้องไปทำงานก็อยู่พักที่บ้านกันเถิด ข้าจะออกไปก่อน ยังมีงานต้องทำอีกเยอะ”

ทั้งสองต่างก็รู้ว่างานของพ่อบ้านในจวนนั้นมีมากขนาดไหน จึงรีบตอบรับ ลุกขึ้นยืนส่งบิดาที่กำลังเดินออกจากบ้าน

ฉางชวนดูออกว่าเมื่อครู่อาฝูมีท่าทางเก้อเขินกับบิดาของตน คงมีเรื่องที่นางยังกังวลใจอยู่จึงกล่าวปลอบอีกฝ่าย “ท่านพ่อแม้สีหน้าจะดูเฉยชา แต่ความจริงแล้วท่านใจดีมาก เจ้าไม่ต้องกลัวไปหรอก ที่เจ้าเห็นท่านออกไปทำงานตั้งแต่เช้าแม้แต่ข้าวปลาก็ยังไม่ได้กิน นั่นเพราะท่านตั้งใจจะกลับมากินข้าวเช้าพร้อมหน้ากับเราที่บ้าน”

อาฝูได้ยินแล้วก็รู้สึกซาบซึ้งใจในความเมตตาของพ่อลูกสกุลฉางที่มีต่อตน ต่อจากนี้นางจะเคารพและกตัญญูรู้คุณต่อบิดาของสามี อีกทั้งจะปรนนิบัติฉางชวนแบบไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

ฉางชวนเห็นนางก้มหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เลือดลมร้อนผ่าวที่อดกลั้นเอาไว้พลันพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง เขาก้าวเข้าไปประชิดข้างกายนางแล้วเอ่ยถาม “เจ้า... ยังเจ็บอยู่หรือไม่?”

“เจ็บอะไร?” อาฝูกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง

“ก็เมื่อคืน... เจ้าเลือดออก” หลังจากพูดจบเขาก็เป็นฝ่ายหน้าแดงเสียเอง

อาฝูอับอายจนใบหน้าร้อนวาบ รีบส่ายหัวและตอบกลับ “ไม่ ไม่เจ็บแล้ว...”

ความจริงเช้าวันนี้หลังจากตื่นนอนนางก็ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว จะเหลือก็เพียงความรู้สึกประดักประเดิด

ชายหนุ่มมองแก้มแดงระเรื่อของนาง แววตาเร่าร้อน น้ำเสียงเริ่มแหบพร่า

“ในเมื่อไม่เจ็บแล้ว ถ้าเช่นนั้น...”

อาฝูใจหายวูบรีบก้มหน้า ท่าทางหวาดหวั่น “ฟ้ายังสว่างอยู่เลย ถ้ามีใครมาเห็นเข้า...”

ฉางชวนมองออกไปนอกประตู ไม่เห็นผู้คนจึงเกลี้ยกล่อมอีกนิด “ปกติบ้านหลังนี้ไม่ค่อยมีใครเดินผ่าน”

ความจริงหลังจากผ่านเรื่องเมื่อคืนมาแล้วนางยังคงรู้สึกกลัว นั่นเพราะเป็นครั้งแรกของนาง ซ้ำยังเจ็บปวดไม่น้อย จึงรีบส่ายหน้า “แบบนั้นก็ไม่ได้ ชามตะเกียบพวกนี้ยังไม่ได้ล้าง”

เขามองข้าวของบนโต๊ะ ตอบอย่างสบายอารมณ์ “ข้าจะช่วยเจ้าเก็บล้างเอง ครู่เดียวก็เสร็จ” ชายหนุ่มกล่าวพลางลงมือเก็บกวาดชามข้าว

อาฝูเห็นแล้วก็จนใจ ได้แต่ก้มหน้าก้มตาหยิบจับข้าวของอย่างเชื่องช้า อยากให้การเก็บล้างหลังมื้ออาหารนี้ยืดยาวไปอีกนานแสนนาน

ฉางชวนเห็นท่าทางของนางก็รู้สึกขัดใจ เขาแย่งเอาชามข้าวจากมือหญิงสาวมาถือไว้เอง แล้วเดินเข้าไปในครัวลงมือล้างจนเสร็จเรียบร้อย ยังใจดีหยิบผ้ามาเช็ดโต๊ะจนสะอาด

หลังจากฉางชวนทำเรื่องทั้งหมดเสร็จสิ้น ดวงตาที่เป็นประกายวาววับก็หันไปจับจ้องเรือนร่างของภรรยาสาวน้อยอย่างไม่วางตา

อาฝูถูกสายตาเร่าร้อนของอีกฝ่ายจ้องมองจนรู้สึกอึดอัด ในใจคิดอยากจะหนีแต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะไปไหนดี ทำได้เพียงถอยเท้าไปหลายก้าว แต่เขากลับหัวเราะออกมาอย่างขบขัน “แม่สาวน้อย คิดจะหนีไปไหนหรือ”

ฉางชวนก้าวเข้ามาประชิดแล้วรวบนางขึ้นอุ้มแนบอก

อาฝูส่งเสียงร้องอย่างตกใจ มารู้ตัวอีกทีตนก็ถูกเขากอดแน่นเสียแล้ว นางได้แต่ก้มหน้าก้มตาไม่กล้าตอบโต้ เขากดทรวงอกอวบอิ่มเบียดชิดกับแผงอกแกร่งของตน ร่างนุ่มนิ่มของนางอ่อนปวกเปียกราวกับดินโคลนที่เกาะติดอยู่บนตัวชายหนุ่ม

ถึงแม้ฉางชวนจะเป็นเพียงลูกของบ่าวในจวนแต่ก็ไม่เคยต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน

การที่เขาได้ติดตามคุณชายสามไปร่ำเรียนวรยุทธตั้งแต่เด็ก จึงทำให้เขาเป็นบุรุษที่มีรูปร่างสมส่วนมากด้วยพละกำลัง กำยำล่ำสัน เขาแทบไม่ต้องออกแรงก็อุ้มนางจนตัวลอย

ฉางชวนมองร่างบางที่อ่อนระทวยอยู่ในวงแขนของตนอย่างพึงใจ น้ำเสียงแหบพร่ากระซิบแผ่ว “ตัวเจ้าช่างอ่อนนุ่มเสียจริง” พูดจบก็สาวเท้าก้าวยาวเข้าไปในห้องนอน

ครั้งนี้เขาทอดเวลาเนิ่นนานกว่าเมื่อคืน ทั้งยังสรรหาท่วงท่าต่างๆ มารังแกจนร่างเล็กบางสั่นสะท้านหลายต่อหลายหน ทว่าคราวนี้นางกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดอีก

แต่ยังคงแอบคาดหวังว่า ถ้ามีเรื่องแบบนี้น้อยลงหน่อยคงจะดี!

สามวันผ่านไปชั่วพริบตา

หลายวันที่ผ่านมา พ่อบ้านฉางออกจากบ้านตั้งแต่เช้า กว่าจะกลับก็ดึกดื่น

ส่วนคู่แต่งงานใหม่ก็อยู่แต่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหน นอกจากเรื่องหุงหาอาหาร เวลาส่วนใหญ่ของทั้งสองก็เป็นเรื่องบนเตียง

คนหนุ่มอย่างฉางชวนพอได้มาเจอภรรยาสาวอย่างอาฝู ก็เหมือนค้นพบขุมทรัพย์ ไม่ว่าจะตักตวงเท่าไรก็ไม่อิ่มไม่พอ เขาชอบเคล้าคลึงเรือนร่างของนาง ชอบล่วงล้ำเข้าไปในกายนางครั้งแล้วครั้งเล่า ที่ติดใจมากที่สุดเห็นจะเป็นทรวงอกอวบที่ราวกับผลท้อลูกใหญ่คู่นั้น ช่างให้ความรู้สึกเต็มไม้เต็มมือ เนียนนุ่ม ฟอนเฟ้นเบาๆ ก็ราวกับจะมีน้ำผุดออกมา

หลายวันมานี้อาฝูขยับกายได้ค่อนข้างลำบากอยู่สักหน่อย แม้จะบอกว่าไม่ได้เจ็บปวดเหมือนครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้สุขสมเสียทีเดียว เหมือนกับที่เคยได้ยินสาวๆ ในจวนเล่าต่อๆ กันมานั่นแหละ! เรื่องที่นางไม่รู้คือตนมีผิวเนื้อที่อ่อนนุ่มกว่าหญิงสาวทั่วไป จึงไม่แปลกที่จะรู้สึกเจ็บเพราะหนุ่มวัยฉกรรจ์เลือดร้อนที่ยังไม่รู้จักถนอมสตรีอย่างฉางชวน

หลังจากหมดเวลาช่วงหยุดพักหลังแต่งงาน อาฝูต้องกลับไปทำงานที่โรงปักผ้าดังเดิม ส่วนฉางชวนก็ต้องคอยติดตามรับใช้คุณชายสามเช่นเคย เจ้าบ่าวหมาดๆ รู้สึกเสียดายไม่อยากจากภรรยาสาวของตน กว่าจะออกจากบ้านได้ก็ลำบากยากเย็น เขาติดนิสัยชอบลูบๆ คลำๆ ลูกท้ออวบอิ่มทั้งสองข้างไปเสียแล้ว

อาฝูก้มหน้างุด อายจนแก้มแดงเรื่อ พึมพำเสียงเบา “สายแล้วระวังคุณชายจะตำหนิเอา”

ฉางชวนไม่สนใจคำกล่าวเตือนของนาง เอาแต่จ้องมองอกอวบของภรรยาไม่วางตา ปากก็เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าแต่งตัวแบบนี้ เดี๋ยวก็ถูกบ่าวชายในจวนเห็นเข้าหรอก”

อาฝูก้มมองอกของตน อธิบายเสียงเบา “จะเห็นได้อย่างไร ยังมีเสื้ออีกชั้นกั้นอยู่”

แต่อีกฝ่ายกลับตอบด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจ “เจ้าเป็นของข้า เรือนร่างของเจ้ามีข้าคนเดียวที่มองได้ ถึงจะบอกว่ามีเสื้อกั้นอยู่อีกชั้น ก็ไม่ได้!” เขาไม่รู้จะอธิบายกับนางอย่างไรเพราะตนก็เคยแอบชำเลืองมองสาวใช้ในจวนอยู่บ้างเป็นครั้งคราว ซ้ำยังเก็บภาพมาจินตนาการต่อไปอีก เขาย่อมรู้ดีว่าบ่าวชายในจวนคิดกันเช่นไร

อาฝูอับจนถ้อยคำ จำต้องถามกลับไปว่า “แล้วจะให้ทำอย่างไร?”

เขาก้มหน้าคิดครู่หนึ่งจึงกล่าว “เอาผ้ามาผูกทับไว้อีกชั้น ทำแบบนั้นคนอื่นก็มองไม่ค่อยเห็นแล้ว”

อาฝูยอมทำตามที่เขาบอก นางนั่งลงแล้วผูกผ้าคาดหน้าอกไว้อีกผืน เดิมทีฉางชวนอยากจะเฝ้ามองนางผูกผ้าด้วยตนเอง แต่พอเห็นว่าสายมากแล้วจึงต้องรีบออกไปก่อน แต่ก่อนจะไปพลันคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันกลับมาสั่งการเพิ่ม “อย่าผูกแน่นนักล่ะ เดี๋ยวช้ำ”

ผลท้อคู่นี้เป็นสิ่งที่เขาหวงแหน เขาคงทนไม่ได้ถ้าผ้าผืนนั้นจะทำให้เกิดรอยแดง

อาฝูอายจนไม่รู้จะว่าอย่างไรต่อ ได้แต่พยักหน้ารับไปสั้นๆ “อืม ข้ารู้แล้ว”

 

หลังจากแต่งตัวเสร็จอาฝูก็เดินออกจากบ้านพัก ไม่ลืมหันมาปิดประตูก่อนจะไป

บ้านพักของบรรดาบ่าวรับใช้ปลูกรวมกันทางประตูฝั่งตะวันออกของจวน ส่วนโรงปักผ้าอยู่ห่างจากบ้านพักของฉางชวนไม่ไกลนัก อาฝูใช้เวลาเดินไม่นานก็ถึงสถานที่ทำงานของตน

ตลอดทางที่เดินผ่าน นางพบเจอสาวใช้หลายต่อหลายคน มีทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จักปะปนกันไป แต่ที่น่าแปลกก็คือสายตาของคนเหล่านั้นที่มองนางกลับดูประหลาดชอบกล เพราะแม้ว่าจะเดินผ่านไปแล้วก็ยังไม่วายชำเลืองตามองตาม นั่นเป็นเพราะเรื่องของนางกับฉางชวนกลายเป็นที่โจษจันของผู้คนในจวนไปเสียแล้ว อาฝูจึงได้แต่ก้มหน้าเร่งฝีเท้ารีบร้อนเดินผ่านไป

เมื่อมาถึงโรงปักผ้าก็พบว่าภายในห้องเต็มไปด้วยหญิงสาวน้อยใหญ่กำลังนั่งทำงานกันอยู่ มีป้าหลินนั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวคอยควบคุมสั่งการ พออาฝูเดินเข้าไปในห้องป้าหลินก็เรียกนางให้มานั่งข้างๆ ตน

ใครๆ ก็รู้ว่าสตรีต่างวัยทั้งสองรักใคร่กันประหนึ่งแม่ลูก ดังนั้นยามอยู่ต่อหน้าป้าหลินจึงไม่มีผู้ใดกล้าแสดงท่าทางหรือชักสีหน้าใส่อาฝู

หลังจากป้าหลินแจกจ่ายงานจนเสร็จเรียบร้อยก็หยิบงานปักชิ้นหนึ่ง หันมายื่นให้อาฝู “นี่เป็นผ้าที่เรือนของ ‘สะใภ้รอง’ ต้องการใช้ เจ้าพยายามทำอย่างสุดฝีมือล่ะ”

จวนโหวแห่งนี้มีฮูหยินอยู่สองท่าน หนึ่ง... ก็คือฮูหยินใหญ่จากบ้านสายหลัก ซึ่งเป็นภรรยาของท่านโหว

และสอง... ก็คือฮูหยินรอง จากบ้านสายรอง ซึ่งเป็นภรรยาของนายท่านรอง

ฮูหยินใหญ่คลอดบุตรชายให้ท่านโหวถึงสามคน หนึ่งในนั้นก็คือคุณชายสามที่ฉางชวนติดตามรับใช้ ส่วนคุณชายใหญ่และคุณชายรองล้วนแต่งงานมีครอบครัวกันไปแล้ว

บ้านสายหลักมีทายาทถึงสาม แต่ทางบ้านสายรองกลับไม่มีบุตรแม้แต่คนเดียว

หากจะพูดถึงเรื่องนิสัยใจคอของสะใภ้ทั้งสอง สะใภ้ใหญ่ทั้งใจดีมีเมตตา ส่วนสะใภ้รองขึ้นชื่อเรื่องจู้จี้จุกจิก ถ้าไม่ใช่สาวใช้คนสนิท บ่าวคนอื่นๆ มักทำงานไม่ถูกใจนาง ได้ยินว่าตอนออกเรือนถึงขั้นต้องให้สาวใช้เดิมของตนติดตามมาด้วย แล้วเหตุใดสะใภ้รองจึงส่งงานปักผ้าเหล่านี้มาให้โรงปักผ้าทำกันเล่า?

ป้าหลินเห็นสีหน้าอาฝูก็ดูออกว่าหญิงสาวกำลังสงสัยจึงอธิบาย “สะใภ้รองกำลังตั้งครรภ์ สาวใช้คนสนิทก็ดันมาป่วย ตอนนี้ในเรือนวุ่นวายมากจึงส่งงานพวกนี้มาให้โรงปักผ้าทำ สะใภ้รองท่านช่างเลือกอยู่สักหน่อย เช่นนั้นเจ้าจึงต้องพยายามอย่างสุดฝีมือ จะได้ไม่ทำให้ฮูหยินท่านไม่พอใจ”

อาฝูได้ยินแล้วก็รีบตอบรับทันที เห็นทีงานนี้นางต้องใช้ฝีมือเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด

หากเป็นคนอื่นคงเรียกได้ว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้แสดงฝีมือ บางคนถึงกับแอบอิจฉาในใจ ติติงป้าหลินว่าช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย บางคนก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าถ้าหากงานฝีมือของตนนั้นไม่ต้องตาสะใภ้รองขึ้นมา ไม่เพียงจะเสียเวลาทำงานไปเปล่าๆ ดีไม่ดีอาจถูกตำหนิจนเสียหน้า

หลังจากป้าหลินมอบหมายงานให้ทุกคนครบถ้วนแล้วก็รู้สึกเหนื่อยล้า จึงบอกกับคนในโรงปักว่าตนจะเข้าไปพักในห้องสักครู่ แต่ก่อนไปยังกำชับทุกคนให้ตั้งใจทำงาน

อาฝูเห็นสีหน้าของป้าหลินดูเหน็ดเหนื่อยมากจริงๆ จึงอาสาช่วยประคองเข้าไปด้านใน แต่ป้าหลินกลับปฏิเสธพร้อมกับพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่าให้อาฝูตั้งใจทำงานนี้อย่างสุดฝีมือ

พอคล้อยหลังป้าหลินไปแล้วบรรดาสาวๆ ป้าๆ ที่อยู่ในห้องปักผ้าก็ส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจราวกับมดวิ่งพล่านบนหม้อน้ำเดือด คนที่สนิทสนมกับอาฝูเข้ามาพูดจาหยอกล้อนาง บ้างก็กระเซ้าเย้าแหย่ “เจ้าไปสานสัมพันธ์กับลูกชายของพ่อบ้านฉางตั้งแต่เมื่อไรกัน ยังจะกล้าปิดบังพวกเราอีกนะ!”

สาวใช้นางหนึ่งชื่อว่าซิ่วจูหัวเราะและกล่าวสมทบ “ปกติเจ้าไม่ค่อยพูดค่อยจา คิดไม่ถึงว่าจะกล้าหยิบชิ้นปลามัน แอบฉกหนุ่มหน้าตาดีไปทำสามีจนได้”

ถึงแม้ว่าฉางชวนจะเป็นเพียงบ่าวในจวน แต่บิดาของเขาก็มีตำแหน่งเป็นถึงผู้ดูแลจัดซื้อจัดหาข้าวของให้จวนโหวแห่งนี้ จึงนับว่ามีหน้ามีตากว่าบ่าวรับใช้ทั่วไป อีกทั้งฉางชวนเองก็เป็นผู้ติดตามใกล้ชิดคุณชายสาม ดังนั้นในสายตาของสาวๆ พวกนี้จึงถือว่าฉางชวนเป็นคู่หมายที่ดีคนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นบุรุษรูปงาม คิ้วเข้มตาคม นิสัยซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหนก็เป็นบุรุษที่ดูดี มีอนาคตที่รุ่งโรจน์รออยู่

อาฝูรู้ดีว่าเรื่องบางเรื่องไม่อาจเปิดเผยออกไปตามตรง จึงก้มหน้านิ่งเงียบ เหมือนยอมรับทั้งหมดไปโดยปริยาย ซิ่วจูกับสาวใช้คนอื่นๆ เห็นนางไม่ยอมตอบก็คิดไปว่าอาฝูกับฉางชวนคงแอบคบหากันอย่างลับๆ มานานแล้ว แววตาที่มองจึงเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น พากันบีบบังคับให้อาฝูเล่าเรื่องของฉางชวนออกมา

พอโดนเค้นหนักเข้าอาฝูก็จำต้องพูดออกไปส่งๆ แต่พอพูดไปแล้วกลับทำให้อีกฝ่ายสงสัยมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่บรรดาป้าๆ ทั้งหลายที่เดิมทีก้มหน้าก้มตาตั้งใจทำงานกันอยู่ ก็เกิดอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้าง สุดท้ายจึงเข้ามาร่วมวงซักถามด้วยอีกแรง

อาฝูอายจนหน้าแดงก่ำ ยิ่งพอถูกรุมล้อมก็ตกใจตอบตะกุกตะกักแทบไม่รู้เรื่อง ขณะที่นางกำลังลำบากใจอย่างที่สุดก็มีเสียงตะโกนดังลอยมาจากด้านนอก

“คารวะคุณชายสาม”

ทุกคนในห้องต่างก็ตื่นตกใจไปตามๆ กัน เสียงเซ็งแซ่ที่ดังมาก่อนหน้านี้เงียบลงทันที พวกสาวๆ รีบกลับมาก้มหน้าก้มตาทำท่าทางจริงจังตั้งใจทำงาน มีเพียงอาฝูที่ยังตกตะลึงนิ่งค้างอยู่ที่เดิม

อาฝูรู้ว่าคุณชายสามคือผู้ที่สามีของตนคอยติดตามรับใช้ แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือ เหตุใดคุณชายสามถึงมายังโรงปักผ้าที่มีแต่บ่าวมานั่งทำงาน

บรรดาป้าๆ ในโรงปักล้วนมีประสบการณ์ ซ้ำยังรู้งานกันเป็นอย่างดี พอได้ยินก็รีบลุกไปต้อนรับ แต่ยังไม่ทันได้ออกไปก็เห็นคุณชายสามสวมชุดผ้าแพรสีน้ำเงินเดินตรงเข้ามาในห้องเสียก่อน พอเข้ามาแล้วก็เหลียวซ้ายแลขวาเหมือนสำรวจหาอะไรบางอย่าง

หลังจากมองไปทั่วห้อง เขาก็หันไปมองบ่าวสองคนที่ติดตามมาด้านหลังตนเป็นเชิงถาม

แน่นอนว่าคนหนึ่งในนั้นก็คือฉางชวน

ใบหน้าของฉางชวนแดงขึ้นเล็กน้อย เขากวาดตามองในห้องรอบหนึ่งก่อนที่สายตาจะหยุดอยู่ตรงร่างภรรยาที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาทำงาน

คุณชายสามมองตามสายตาของฉางชวนไปทางสตรีนางนั้น พลันเข้าใจได้ทันที

แม้จะล่วงเข้าฤดูใบไม้ร่วงทว่าคุณชายสามยังคงพกพัดไว้ในอกเสื้อ เขาล้วงออกมาสะบัดกาง แล้วโบกไปมาก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้าก็คืออาฝูสินะ?”

สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังสตรีที่ถูกเรียก อาฝูรีบลุกขึ้นยืนก้มหน้าคารวะอย่างนอบน้อม

“อาฝูคารวะคุณชายสามเจ้าค่ะ”

คุณชายสามโบกพัดไปมา มองนางอย่างพิจารณารอบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ไม่ต้องมากพิธี ทำงานของเจ้าไปเถอะ”

อาฝูรีบค้อมกายคำนับแล้วกลับไปทำงานต่อ

พอป้าหลินได้ยินว่าคุณชายสามมาถึงโรงปักผ้าก็รีบร้อนออกมาจากห้องพัก แต่เพราะเพิ่งลุกจากเตียงนอนผมเผ้าของนางจึงดูยุ่งเหยิงอยู่สักหน่อย พอเห็นคุณชายสามในห้องก็รีบคารวะตามธรรมเนียม เอ่ยถามอย่างนอบน้อม “ไม่ทราบว่าคุณชายสามมาถึงโรงปักผ้า มีสิ่งใดให้รับใช้หรือเจ้าคะ?”

คุณชายสามโบกพัดไปมาท่าทางอึกอัก “อ้อ... ข้าก็แค่ผ่านมา”

แม้จะบอกออกไปแล้วแต่คำพูดกลับไม่มีน้ำหนักพอให้คนฟังหลงเชื่อ สายตาของป้าหลินและคนอื่นๆ ยังคงลอบมองอย่างสงสัย เพราะไม่ว่าเรื่องอะไรในโรงปักผ้า ก็จะมีพ่อบ้านฉางคอยดูแลภายใต้การควบคุมของบรรดาฮูหยินทั้งหลายในจวน ไหนเลยผู้ที่ไม่เคยสนใจเรื่องพรรค์นี้อย่างคุณชายสาม ถึงคิดจะมาเยี่ยมเยียนได้

คุณชายสามพลันคิดถึงเหตุผลข้อหนึ่งขึ้นมาได้ จึงรีบพูดแก้หน้าอย่างรวดเร็ว “ตอนนี้ที่ห้องของข้าต้องการใช้งานปักผ้า คนที่เรือนก็งานยุ่ง วันนี้ผ่านมาก็เลยถือโอกาสแวะสั่งงานสักหน่อย”

“คุณชายสามมีเรื่องใด สั่งได้เลยเจ้าค่ะ”

คุณชายสามโบกพัดไปมาในใจก็ครุ่นคิดไปด้วย แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าที่ห้องของตนนั้นยังขาดสิ่งใด จึงเบนหน้าไปถามผู้ติดตาม “ฉางชวน ที่ห้องของข้ายังขาดอะไรนะ?”

ฉางชวนก้าวเข้าไปตอบ “ท่านลืมแล้วหรือ เมื่อวันก่อนยังบอกอยู่เลยว่าลายผ้าคลุมเตียงในห้องนอนไม่ค่อยถูกใจนัก ต้องการให้โรงปักผ้าทำเครื่องนอนชุดใหม่ให้อย่างไรเล่าขอรับ”

คุณชายสามรีบเออออด้วยทันที “ใช่ๆ ข้าลืมไปแล้วจริงๆ!” แล้วหันกลับมาสั่งงานต่อ “ทำผ้าคลุมเตียงให้ข้าสักสามผืนก็แล้วกัน”

ป้าหลินน้อมรับคำสั่ง “คุณชายสามโปรดวางใจ ภายในสามวันจะทำให้เสร็จเรียบร้อยเจ้าค่ะ”

คุณชายสามชำเลืองตามองอาฝูที่อยู่ด้านข้าง คิดในใจว่าสิ่งที่ต้องการเห็นก็ได้เห็นแล้วจึงหันหลังเดินกลับ ฉางชวนและผู้ติดตามอีกคนชื่อไหลอวิ้น ก้าวตามหลังเจ้านายของตนออกไปด้วย

ป้าหลินนำบ่าวในโรงปัก ยอบร่างน้อมส่งคุณชายสามอย่างพร้อมเพรียง

คุณชายสามเดินพ้นประตูไปแล้ว ฉางชวนจึงค่อยหันกลับมามองในห้องปักผ้าอีกครั้งอย่างจงใจ แม้จะเป็นเพียงชั่วแวบหนึ่ง แต่สายตานั้นกลับมองไปยังภรรยาของตนอย่างแม่นยำ

อาฝูรู้สึกได้ว่ามีคนจ้องมองจึงเงยหน้าขึ้น สายตาของทั้งสองสบประสานกันพอดี ใบหน้านางพลันร้อนผ่าว ลนลานก้มหน้างุด ท่าทางของทั้งคู่ไม่ว่าใครที่เห็นก็ดูออกว่ามีพิรุธ จึงพากันยิ้มเย้าคู่แต่งงานใหม่

ฉางชวนเห็นอาฝูเอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมมองตนก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่พอหันหลังกลับเห็นคุณชายสามเดินทิ้งห่างไปไกลแล้วเขาจึงต้องรีบวิ่งตาม

อาฝูเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เห็นเพียงแผ่นหลังของฉางชวนที่วิ่งห่างออกไป แต่ยังทันสังเกตได้ว่าตรงชายเสื้อช่วงเอวด้านหลังของเขาเหมือนมีเส้นด้ายรุ่ย จึงคิดในใจว่ารอให้ถึงคืนนี้ก่อน ค่อยให้เขาถอดออกมาเย็บซ่อมแซมเสียหน่อย

หลังจากคุณชายสามกลับไปแล้ว ป้าหลินก็บอกกับทุกคนด้วยท่าทางเหนื่อยล้าเต็มที “พวกเจ้ากลับไปทำงานกันได้แล้ว ข้าจะเข้าห้องไปพักอีกสักหน่อย อาฝู... เจ้าเตรียมทำชุดเครื่องนอนตามที่คุณชายสามต้องการด้วย”

อาฝูเห็นสีหน้าของป้าหลินไม่สู้ดี คงเป็นเพราะถูกปลุกระหว่างกำลังพักผ่อนแล้วยังออกมาโดนลมเย็นซ้ำอีกจึงรู้สึกเป็นห่วง แต่ป้าหลินรู้ทัน นางรีบส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เหน็ดเหนื่อยเกินไปเท่านั้น” พูดจบป้าหลินก็เดินกลับเข้าไปในห้องพัก

ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปทำงานของตน สายตาทุกคู่พากันมองมาที่อาฝู บ้างก็ปิดปากหัวเราะอย่างขบขัน บ้างก็เดินอมยิ้มเข้ามาเค้นถาม “ฉางชวนของเจ้าคงคิดถึงเจ้ามาก ถึงกับขอให้คุณชายสามพามาหาถึงที่”

สาวใช้อีกนางแสร้งกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้าพูดแบบนี้ก็ไม่ถูก สถานการณ์ในวันนี้ข้ากลับเห็นว่าไม่ใช่ฉางชวนที่อยากมาหาอาฝู แต่เห็นได้ชัดว่าคุณชายสามนั้นมีท่าทางแปลกใจที่จู่ๆ ฉางชวนก็แต่งงาน คงตั้งใจมาดูเจ้าสาวของเขาเสียมากกว่า!” พูดจบก็ทำเสียงขบขันออกมา

ทุกคนได้ยินแบบนี้ก็พากันหัวเราะ เอ่ยปากกระเซ้าอาฝูว่ามีกลเม็ดเคล็ดลับอะไรถึงสามารถจับบุรุษเช่นฉางชวนเสียอยู่หมัด บางคนถึงขนาดบ่นด้วยน้ำเสียงอิจฉา “อาฝูเอ๋ยอาฝู ชีวิตนี้เจ้าสามารถแต่งเข้าไปในสกุลฉางได้ เจ้าอยู่ในจวนโหว ก็ถือว่าไม่ต้องเดือดร้อนอะไรอีกแล้ว”

สาวใช้อีกคนได้ฟังก็ยิ่งรู้สึกริษยา นางเดินเข้าไปใกล้อาฝูแล้วกล่าวว่า “อาฝู เจ้าก็ช่วยสอนพวกเราหน่อยเถอะ แม้พวกเราไม่อาจคว้าผู้ชายเช่นฉางชวน แต่ในจวนโหวก็ยังมีลูกชายของพ่อบ้านคนอื่นเหลืออยู่นี่ แต่ละคนล้วนไม่เลว ช่วยสอนพวกเราหน่อยว่าต้องทำอย่างไร?”

อาฝูส่ายหน้ารีบโบกไม้โบกมืออย่างจนใจ ที่ผ่านมานางได้รับความไว้วางใจจากป้าหลิน ดูใกล้ชิดสนิทสนมกันเป็นพิเศษก็จริง แต่นางก็ตั้งใจทำงานในหน้าที่ของตนอย่างขะมักเขม้น นั่นเพราะแต่ไหนแต่ไรนางไม่ใช่คนช่างพูดช่างเจรจา ดังนั้นเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับผู้คนมากมายที่เข้ามาซักไซ้ไล่เลียง ก็ทำได้เพียงโต้ตอบไปอย่างเคอะเขิน “ไม่มีอะไรจริงๆ แค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น”

บังเอิญ... ที่วันนั้นนางไปนั่งร้องห่มร้องไห้ใต้ต้นไม้ต้นนั้น

บังเอิญ... ที่ฉางชวนแอบอยู่บนต้นไม้

บังเอิญ... ที่นางเกิดคิดขึ้นได้ว่าต้องยึดเขาไว้เป็นที่พึ่ง

ป้าคนหนึ่งในห้องเย็บปัก ปกติเป็นคนสุขุมมักจะนั่งสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง พอได้ฟังเรื่องทั้งหมดก็ถอนใจออกมา “พวกเจ้าเลิกห้อมล้อมซักไซ้นางเสียที คนแก่อย่างข้าจะบอกว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับวาสนา เจ้าไม่ต้องไปแย่งชิงเพื่อให้ได้มา หากเป็นของเจ้าเมื่อถึงเวลาก็จะเป็นของเจ้า แต่หากไร้วาสนา ต่อให้แย่งชิงไปก็ไร้ประโยชน์! ทุกเรื่องล้วนขึ้นอยู่กับวาสนาที่มี ตอนนี้อาฝูได้แต่งกับบุตรชายของพ่อบ้านฉาง นี่ก็นับเป็นวาสนาของนางหาใช่เรื่องของใครไม่!”

คำพูดประโยคนี้ทำเอาบรรดาสาวๆ ถึงกับเศร้าสลด มองอาฝูแล้วหวนนึกถึงตัวเอง

อดรำพึงรำพันออกมาไม่ได้ “อาฝู เจ้าช่างมีวาสนาเสียจริง”