ปลายฤดูร้อน ไอร้อนยังไม่จางหาย
ดวงอาทิตย์เหนือยอดเขาตู๋ซูซานยังคงแผดแสงร้อนแรงใส่ศีรษะผู้คนไม่หยุดหย่อน
เส้นทางบนเขาค่อนข้างชันและอันตราย สองฟากฝั่งคือผาหินสูงตระหง่าน ระหว่างหน้าผาทั้งสองมีลำธารสายหนึ่งไหลผ่าน สายน้ำเชี่ยวกรากกระทบก้อนหินสีมรกต ก่อนจะแตกกระเซ็นเป็นละอองฝอยลอยฟุ้งในอากาศ
รถม้าขบวนหนึ่งหยุดพักอยู่ใต้ร่มไม้ริมลำธาร ผู้คนที่เดินทางผ่านมาต่างหยุดพักเพื่อเติมน้ำและหลบร้อน นี่เป็นขบวนรถม้าของตระกูลหวังแห่งเมืองเยว่เฉิงที่กำลังมุ่งหน้าไปเข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์ใหม่ของสำนักเซียนอันดับหนึ่งแห่งแดนตูโจว... ‘สำนักไท่เยี่ยน’
สำนักไท่เยี่ยนเป็นหนึ่งในสำนักเซียนที่มีชื่อเสียงของตูโจว ทุกสิบปีจะมีการประลองเพื่อคัดเลือกศิษย์ครั้งหนึ่ง บรรดาผู้ที่มีความสามารถจากเมืองต่างๆ ในตูโจวจึงหลั่งไหลมาที่นี่ ด้วยความหวังว่าจะผ่านการคัดเลือกและได้ก้าวสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญตน
ยามนี้ ‘หวังเส้า’ ทายาทเจ้าเมืองเยว่เฉิงกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในรถม้า ปีนี้เขาอายุสิบเจ็ดปี แต่พลังบำเพ็ญกลับบรรลุถึงระดับจู้จี*ขั้นกลางแล้ว ห่างจากระดับจู้จีขั้นสูงอีกเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น ยังมีเวลาอีกหลายสิบวันกว่าจะเดินทางไปถึงเขากูเฝิงซึ่งเป็นสถานที่ประลอง ระหว่างนี้ขอเพียงบำรุงร่างกายด้วยโอสถทิพย์และฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ไม่แน่ว่าอาจบรรลุระดับจู้จีขั้นสูงก่อนที่การประลองจะเริ่มต้นขึ้นก็เป็นได้
หวังเส้าเป็นความหวังเดียวของเมืองเยว่เฉิง
เมืองเยว่เฉิงเป็นเมืองชายแดนขนาดเล็ก เล็กเสียจนแทบมองไม่เห็นตำแหน่งของเมืองนี้ในแผนที่ของตูโจว หลายปีมาแล้วที่ไม่มีผู้ใดในเมืองนี้สามารถฝึกบำเพ็ญจนถึงระดับ ‘จินตัน’ ได้
หวังเส้าบรรลุระดับ ‘เลี่ยนชี่’ ตั้งแต่อายุสิบขวบ และทะลวงถึงระดับ ‘จู้จี’ เมื่ออายุสิบสอง เขาใช้เวลาถึงห้าปีเต็มไต่จากระดับจู้จีขั้นต้นสู่ขั้นกลาง หากครั้งนี้เขาทำสำเร็จก็จะเป็นชาวเยว่เฉิงคนแรกที่บรรลุระดับจู้จีขั้นสูงก่อนอายุสิบแปด นับเป็นอัจฉริยะโดยแท้
ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาคว้าชัยในการประลองและได้รับเลือกเป็นศิษย์ของสำนักไท่เยี่ยน ชาวเมืองเยว่เฉิงทั้งหมดก็จะมีโอกาสได้เงยหน้าอย่างภาคภูมิอีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ โอสถทิพย์ทั้งหมดที่มีอยู่ในเมืองเยว่เฉิงจึงถูกนำมามอบให้อัจฉริยะผู้นี้จนหมดสิ้น
ข้างกายหวังเส้ามีสตรีรูปโฉมงดงามในอาภรณ์สีเขียวนั่งอยู่คนหนึ่ง นางเป็นคู่หมั้นของเขา นามว่า ‘หยางจันซิง’ บุตรีคนโตของตระกูลหยางแห่งเมืองเยว่เฉิง ครั้งนี้นางเดินทางไปสำนักไท่เยี่ยนเป็นเพื่อนหวังเส้าด้วย
คุณหนูใหญ่หยางไม่ค่อยสนใจการบำเพ็ญเซียนสักเท่าไร แม้จะอยู่ในวัยใกล้เคียงกับหวังเส้า แต่พลังบำเพ็ญกลับหยุดอยู่ที่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นต้น สำหรับสตรีเมืองเยว่เฉิงแล้ว หากจะให้ทนลำบากฝึกบำเพ็ญด้วยตัวเองไม่สู้แต่งให้กับสามีที่เป็นผู้บำเพ็ญเซียนยังจะดีเสียกว่า เพราะนอกจากจะมีเกียรติ มีฐานะมั่นคงไม่ขัดสนแล้ว ยังได้รับความเคารพยำเกรงจากผู้คนอีกด้วย
“อาเส้า ดื่มชาหน่อยสิ” คุณหนูใหญ่หยางคลี่ยิ้มอย่างอ่อนหวาน ยื่นถ้วยชาร้อนๆ ไปจ่อที่ริมฝีปากของหวังเส้า
แต่สายตาของหวังเส้ากลับมองไปอีกด้าน เขาลุกขึ้นยืนพลางกล่าวว่า “ข้าจะออกไปข้างนอกสักครู่”
พูดจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อแล้วก้าวลงจากรถม้า คุณหนูใหญ่หยางมองตามแผ่นหลังของเขาไป ทันใดนั้นใบหน้างดงามก็ฉายแววดุร้าย กัดฟันตวาดออกมาว่า “นังปีศาจจิ้งจอก!”
สาวใช้นามว่า ‘หงซู’ ขยับเข้ามาใกล้แล้วถามด้วยความกังวล “คุณหนู คุณชายหวังคงไม่คิดจะรับสตรีผู้นั้นเข้าจวนหรอกนะเจ้าคะ?”
“ฝันไปเถอะ!”
หวังเส้าเดินไปได้ระยะหนึ่งก็หยุดฝีเท้า ดวงตาทั้งคู่จับจ้องอยู่ที่ร่างของสตรีในอาภรณ์สีเหลืองที่นั่งพิงต้นไม้อยู่
สตรีผู้นั้นอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี รูปโฉมงดงาม ผิวที่ขาวซีดยิ่งทำให้นางดูเปราะบางและน่าสงสาร
รอยยิ้มปรากฏขึ้นตรงมุมปากของหวังเส้า “แม่นางหลิ่ว ข้างนอกอากาศร้อน ไปนั่งในรถม้าของข้าดีหรือไม่?”
‘หลิ่วอวิ๋นซิน’ มองเขาด้วยแววตาหวาดหวั่น ก่อนจะตอบเสียงเบา “ขอบคุณเจ้าค่ะ แต่ไม่เป็นไร ข้านั่งตรงนี้ก็สบายดีแล้ว”
หลิ่วอวิ๋นซินเดินทางมาร่วมงานประลองเป็นเพื่อน ‘มู่เฉิงเซียว’ ผู้เป็นพี่ชาย แต่ทั้งคู่มิใช่พี่น้องร่วมสายเลือด บิดามารดาของหลิ่วอวิ๋นซินรับมู่เฉิงเซียวซึ่งเป็นเด็กกำพร้ามาอุปการะเลี้ยงดู ตั้งแต่สองสามีภรรยาตระกูลหลิ่วล่วงลับ สองพี่น้องก็อยู่เคียงข้างกันมาโดยตลอด หวังเส้าต้องใจในรูปโฉมที่งดงามของหลิ่วอวิ๋นซิน ทว่าฐานะของนางต่ำต้อย ไม่คู่ควรกับเขา ไม่อาจยกนางขึ้นเป็นภรรยาเอกได้ แต่ถ้าเป็นอนุ... คงไม่มีปัญหา
น่าเสียดายที่หลิ่วอวิ๋นซินกลับไม่รู้ความ เขาพยายามทอดไมตรีให้หลายครั้งแต่นางกลับแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ยิ่งไปกว่านั้นมู่เฉิงเซียวยังคอยระแวดระวังเขาราวกับเจอโจรร้าย ทำให้เขาหาโอกาสลงมือไม่ได้เสียที
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เขาเพิ่งพูดกับหลิ่วอวิ๋นซินได้ไม่กี่ประโยค มู่เฉิงเซียวที่กำลังตักน้ำอยู่ก็รีบสาวเท้ายาวๆ มาขวาง กล่าวอย่างโมโห
“หวังเส้า! เจ้าคิดจะทำอะไร?”
หวังเส้ามองมู่เฉิงเซียวที่ยืนอยู่ตรงหน้า
ชายหนุ่มผู้นี้มีคิ้วเข้ม ดวงตาเป็นประกาย เครื่องหน้าคมคาย แม้จะสวมเสื้อผ้าที่มีรอยปะชุนแต่หว่างคิ้วกลับฉายแววห้าวหาญเด็ดเดี่ยว ได้ยินว่าตอนอายุแปดขวบเขาก็บำเพ็ญเซียนถึงระดับเลี่ยนชี่ไปแล้ว ตอนนั้นคนผู้นี้ถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง และเป็นหนึ่งในความหวังของชาวเมืองเยว่เฉิง
ทว่า... กระทั่งบัดนี้มู่เฉิงเซียวก็ยังบำเพ็ญไปไม่ถึงระดับจู้จี
“แม่นางหลิ่ว ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสุขภาพไม่ค่อยดี” หวังเส้าไม่ได้แสดงความไม่พอใจออกมา ซ้ำยังหันไปยิ้มให้หลิ่วอวิ๋นซิน กล่าวด้วยท่าทางสุภาพ
“ที่พี่ชายของเจ้าอยากเข้าสำนักไท่เยี่ยน คงเพราะต้องการโอสถทิพย์มารักษาอาการป่วยของเจ้าสินะ ข้าเข้าใจความผูกพันของพวกเจ้าดี เพียงแต่...” เขาปรายตามองมู่เฉิงเซียวอย่างดูแคลน
“ฝากความหวังไว้กับเศษสวะที่ไม่มีปัญญาจะทะลวงถึงระดับจู้จีเช่นนี้ไม่รู้สึกว่าเป็นความคิดที่เพ้อฝันเกินไปหรือ? ไม่สู้มาคอยปรนนิบัติรับใช้ข้ายังจะดีเสียกว่า หากวันหน้าข้าเข้าสำนักไท่เยี่ยนได้สำเร็จ ไม่ว่าโอสถทิพย์ชนิดใด เจ้าก็สามารถเบิกไปใช้ได้ตามใจปรารถนา...”
“หุบปาก!” หวังเส้ายังพูดไม่ทันจบ มู่เฉิงเซียวก็ตวาดตัดบทขึ้นเสียก่อน “ไร้ยางอาย!”
“เศษสวะอย่างเจ้า มีสิทธิ์อะไรมาพูดกับข้า?”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะชักดาบออกมาฟาดฟันกัน จู่ๆ ก็มีเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจดังมาจากริมลำธาร
“คุณชายหวัง แย่แล้ว... ท่าน ท่านรีบมาดูเร็ว!”
ทั้งสองหันขวับไปมองพร้อมกัน
ท้องฟ้าแจ่มใส ไร้ลมพัดผ่าน น้ำในลำธารยังคงไหลลงสู่เบื้องล่างกระทบกับก้อนหินจนเกิดละอองน้ำฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ ท่ามกลางละอองน้ำที่พร่าเลือนคล้ายมีเงาดำพุ่งผ่าน อึดใจถัดมาเงาดำมากมายนับไม่ถ้วนก็พุ่งขึ้นมาจากผิวน้ำแล้วแทรกเข้าไปในเงาของผู้คน เพียงพริบตาเดียวก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงม
“โอ๊ย! เจ็บเหลือเกิน”
“อ๊ากกก!! ช่วยด้วย นี่มันตัวอะไร?”
“ตาข้า ตาของข้า! มองไม่เห็นแล้ว!”
ม้าที่เทียมรถตื่นตระหนก พยายามจะวิ่งหนีแต่เพราะบังเหียนถูกผูกไว้กับต้นไม้ ร่างของคนในรถจึงถูกเหวี่ยงกระเด็นออกมา คุณหนูใหญ่หยางตะเกียกตะกายวิ่งมาหลบอยู่ด้านหลังของหวังเส้า ถามอย่างหวาดผวา “สวรรค์! นี่มันอะไรกัน?”
“อสูรอวี้” มู่เฉิงเซียวพึมพำ
“อสูรอวี้? มันคือตัวอะไร?” หวังเส้าขมวดคิ้ว
“สัตว์อสูรในตำนาน มันมักจะซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำเพื่อฉวยโอกาสลอบทำร้ายผู้คน อสูรอวี้จะพ่นเม็ดทรายใส่เหยื่อ หากร่างกายสัมผัสกับทรายเหล่านั้นจะเกิดแผลเน่าเปื่อยขึ้นทันที หรือโดนแค่เงาก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้!”
มู่เฉิงเซียววิ่งตรงไปที่ริมลำธารโดยไม่หันกลับมามอง “ข้าจะไปช่วยคน หวังเส้า คุ้มครองอวิ๋นซินให้ดี อย่าให้มันสัมผัสเงาของพวกเจ้าเป็นอันขาด!”
หวังเส้ามองตามแผ่นหลังของมู่เฉิงเซียวแล้วหันไปดึงหลิ่วอวิ๋นซินให้ถอยออกมา แต่ปากก็ยังไม่ลืมกล่าวเยาะหยันว่า “ข้าไม่เคยเห็นคนที่โง่เขลาอยากเอาชีวิตไปทิ้งเช่นนี้มาก่อน!”
ในตอนนั้นเอง ที่ริมลำธารก็เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เพียงพริบตาเดียวน้ำก็เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นดินที่พวกเขายืนอยู่ เงาดำใต้ผิวน้ำยิ่งปรากฏชัดขึ้นทุกขณะ สิ้นเสียง “ฟู่ๆๆ” บรรดาบ่าวรับใช้ก็พากันกรีดร้องโหยหวน น้ำในลำธารถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงฉาน
หวังเส้าวิ่งหนีเตลิดด้วยความตกใจ ไม่คิดจะเหลียวแลคู่หมั้นของตนกับหลิ่วอวิ๋นซินเลยสักนิด หลิ่วอวิ๋นซินสุขภาพอ่อนแอ วิ่งไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดหอบหายใจ คุณหนูใหญ่หยางเห็นเช่นนี้ดวงตาก็ฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปผลักไหล่ของหลิ่วอวิ๋นซินให้ตกลงไปในลำธาร
ละอองน้ำที่ลอยฟุ้งเหนือกระแสธารค่อยๆ ร่วงหล่นลงบนก้อนหินที่ปกคลุมด้วยตะไคร่สีเขียว ก่อนจะไหลรวมกันอย่างช้าๆ แล้วกลับคืนสู่สภาพของหยดน้ำดังเดิม
หลิ่วอวิ๋นซินเบิกตากว้างพลางหวีดร้องด้วยความตกใจ
แต่ในตอนนั้นเองก็มีมือข้างหนึ่งคว้าแขนของนางเอาไว้
หลิ่วอวิ๋นซินหันไปมองก็พบว่าคุณหนูใหญ่หยางกำลังจับแขนของนางเอาไว้แน่น ดวงตาฉายแววเป็นห่วงอย่างปิดไม่มิด
“ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
หลิ่วอวิ๋นซินตะลึงงันไปชั่วขณะ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ได้ยินเสียงร้องตะโกนจากด้านหลังว่า “อวิ๋นซินหนีเร็ว! มันอยู่ข้างหลังเจ้า!”
ระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งที่เป็นพื้นราบแต่กลับมีสภาพไม่ต่างจากท้องทะเลคลั่ง
หลิ่วอวิ๋นซินหันกลับไปมอง และได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของ ‘มัน’ เงาดำที่มีรูปร่างคล้ายตัวด้วงยักษ์กำลังพุ่งเข้ามาพร้อมกลิ่นคาวชวนคลื่นไส้
“ระวัง!” เสียงหวีดร้องของสตรีดังขึ้นตรงข้างหู
หลิ่วอวิ๋นซินรู้สึกได้ถึงแรงผลักที่ดันให้นางถอยออกไป จากนั้นเงาร่างสีเขียวที่อยู่ด้านข้างก็ถูกเงาดำกลืนกิน
ผิวน้ำค่อยๆ สงบนิ่ง น้ำในลำธารที่เอ่อล้นขึ้นมาบนฝั่งถูกแดดแผดเผาจนระเหยเป็นไอน้ำสีรุ้ง เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ราวกับภาพฝัน
หลิ่วอวิ๋นซินพึมพำ “คุณหนูใหญ่หยาง... ตกลงไปแล้ว”
___________________
* ระดับในการบำเพ็ญเซียนเรียงจากต่ำไปสูงคือ เลี่ยนชี่ (炼气), จู้จี (筑基), จินตัน (金丹), หยวนอิง (元婴), ชูเชี่ยว (出窍), เฟินเสิน (分神), ต้าเฉิง (大乘), ตู้เจี๋ย (渡劫), ฮว่าเสิน (化神)