ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

จันซิง... เซียนสั่งฟ้า

ผู้แต่ง Qian Shan Cha Ke
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog readawrite

เมื่อพนักงานออฟฟิศสายแบก ดันหลุดเข้าไปในนิยายสายดาร์กที่ตัวเองเคยอ่าน! หยางจันซิง... สาวออฟฟิศผู้กรำงานหนักจนสลบเหมือด ต้องตื่นขึ้นมาในร่าง 'ตัวประกอบพร้อมตาย' ที่มีบทไม่ถึงสองพันตัวอักษร แถมภารกิจแรกคือการถูกพระเอกของเรื่องซัดฝ่ามือปลิดชีพ ข้อหาไปแส่หาเรื่องแม่นางเอกเข้า! ถามจริง? ชีวิตเดิมก็บัดซบอยู่แล้ว เกิดใหม่ทั้งทีฉันขอเป็นตัวเอกที่อายุยืนหน่อยไม่ได้เหรอ? ในเมื่อสวรรค์กลั่นแกล้ง ฉันก็ขอลิขิตชีวิตตัวเองล่ะ! ทว่ายิ่งดิ้นรนพล็อตเรื่องกลับยิ่งวิปริต ไหนจะปีศาจเงือกที่กลับมาล้างแค้น การผจญภัยในแดนพิศวงที่เต็มไปด้วยปริศนา เผ่าแม่มดอสรพิษที่หายสาบสูญไปแล้วจู่ๆ ก็ปรากฏกาย แม่เอ๊ย... ยังจะมีกระบี่วิเศษในตำนานที่โผล่ขึ้นมาอีก! สวรรค์... นี่กะจะเอากันให้ตายไปเลยใช่ไหม? ท่ามกลางเลเวลความฉิบหายที่พุ่งทะยานไม่หยุด หยางจันซิงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแกร่งขึ้น โหดขึ้น และ 'โกงความตาย' ให้เก่ง เพื่อตะเกียกตะกายไปให้ถึงหน้ากระดาษสุดท้ายให้จงได้! งานนี้เหนื่อยหน่อย สู้กับใครไม่ว่า ดันต้องสู้กับพล็อตเดิมของคุณนักเขียนนี่แหละ!

บทนำ

เมื่อพนักงานออฟฟิศสายแบก 
ดันหลุดเข้าไปในนิยายสายดาร์กที่ตัวเองเคยอ่าน!

หยางจันซิง... สาวออฟฟิศผู้กรำงานหนักจนสลบเหมือด
ต้องตื่นขึ้นมาในร่าง 'ตัวประกอบพร้อมตาย' ที่มีบทไม่ถึงสองพันตัวอักษร 
แถมภารกิจแรกคือการถูกพระเอกของเรื่องซัดฝ่ามือปลิดชีพ ข้อหาไปแส่หาเรื่องแม่นางเอกเข้า!

ถามจริง?
ชีวิตเดิมก็บัดซบอยู่แล้ว เกิดใหม่ทั้งทีฉันขอเป็นตัวเอกที่อายุยืนหน่อยไม่ได้เหรอ?
ในเมื่อสวรรค์กลั่นแกล้ง ฉันก็ขอลิขิตชีวิตตัวเองล่ะ!

ทว่ายิ่งดิ้นรนพล็อตเรื่องกลับยิ่งวิปริต 
ไหนจะปีศาจเงือกที่กลับมาล้างแค้น 
การผจญภัยในแดนพิศวงที่เต็มไปด้วยปริศนา
เผ่าแม่มดอสรพิษที่หายสาบสูญไปแล้วจู่ๆ ก็ปรากฏกาย 
แม่เอ๊ย... ยังจะมีกระบี่วิเศษในตำนานที่โผล่ขึ้นมาอีก!

สวรรค์... นี่กะจะเอากันให้ตายไปเลยใช่ไหม?
ท่ามกลางเลเวลความฉิบหายที่พุ่งทะยานไม่หยุด 
หยางจันซิงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแกร่งขึ้น โหดขึ้น และ 'โกงความตาย' ให้เก่ง 
เพื่อตะเกียกตะกายไปให้ถึงหน้ากระดาษสุดท้ายให้จงได้!

งานนี้เหนื่อยหน่อย 
สู้กับใครไม่ว่า ดันต้องสู้กับพล็อตเดิมของคุณนักเขียนนี่แหละ!

สารบัญ

ปลายฤดูร้อน ไอร้อนยังไม่จางหาย

ดวงอาทิตย์เหนือยอดเขาตู๋ซูซานยังคงแผดแสงร้อนแรงใส่ศีรษะผู้คนไม่หยุดหย่อน

เส้นทางบนเขาค่อนข้างชันและอันตราย สองฟากฝั่งคือผาหินสูงตระหง่าน ระหว่างหน้าผาทั้งสองมีลำธารสายหนึ่งไหลผ่าน สายน้ำเชี่ยวกรากกระทบก้อนหินสีมรกต ก่อนจะแตกกระเซ็นเป็นละอองฝอยลอยฟุ้งในอากาศ

รถม้าขบวนหนึ่งหยุดพักอยู่ใต้ร่มไม้ริมลำธาร ผู้คนที่เดินทางผ่านมาต่างหยุดพักเพื่อเติมน้ำและหลบร้อน นี่เป็นขบวนรถม้าของตระกูลหวังแห่งเมืองเยว่เฉิงที่กำลังมุ่งหน้าไปเข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์ใหม่ของสำนักเซียนอันดับหนึ่งแห่งแดนตูโจว... ‘สำนักไท่เยี่ยน’

สำนักไท่เยี่ยนเป็นหนึ่งในสำนักเซียนที่มีชื่อเสียงของตูโจว ทุกสิบปีจะมีการประลองเพื่อคัดเลือกศิษย์ครั้งหนึ่ง บรรดาผู้ที่มีความสามารถจากเมืองต่างๆ ในตูโจวจึงหลั่งไหลมาที่นี่ ด้วยความหวังว่าจะผ่านการคัดเลือกและได้ก้าวสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญตน

ยามนี้ ‘หวังเส้า’ ทายาทเจ้าเมืองเยว่เฉิงกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในรถม้า ปีนี้เขาอายุสิบเจ็ดปี แต่พลังบำเพ็ญกลับบรรลุถึงระดับจู้จี*ขั้นกลางแล้ว ห่างจากระดับจู้จีขั้นสูงอีกเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น ยังมีเวลาอีกหลายสิบวันกว่าจะเดินทางไปถึงเขากูเฝิงซึ่งเป็นสถานที่ประลอง ระหว่างนี้ขอเพียงบำรุงร่างกายด้วยโอสถทิพย์และฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ไม่แน่ว่าอาจบรรลุระดับจู้จีขั้นสูงก่อนที่การประลองจะเริ่มต้นขึ้นก็เป็นได้

หวังเส้าเป็นความหวังเดียวของเมืองเยว่เฉิง

เมืองเยว่เฉิงเป็นเมืองชายแดนขนาดเล็ก เล็กเสียจนแทบมองไม่เห็นตำแหน่งของเมืองนี้ในแผนที่ของตูโจว หลายปีมาแล้วที่ไม่มีผู้ใดในเมืองนี้สามารถฝึกบำเพ็ญจนถึงระดับ ‘จินตัน’ ได้

หวังเส้าบรรลุระดับ ‘เลี่ยนชี่’ ตั้งแต่อายุสิบขวบ และทะลวงถึงระดับ ‘จู้จี’ เมื่ออายุสิบสอง เขาใช้เวลาถึงห้าปีเต็มไต่จากระดับจู้จีขั้นต้นสู่ขั้นกลาง หากครั้งนี้เขาทำสำเร็จก็จะเป็นชาวเยว่เฉิงคนแรกที่บรรลุระดับจู้จีขั้นสูงก่อนอายุสิบแปด นับเป็นอัจฉริยะโดยแท้

ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาคว้าชัยในการประลองและได้รับเลือกเป็นศิษย์ของสำนักไท่เยี่ยน ชาวเมืองเยว่เฉิงทั้งหมดก็จะมีโอกาสได้เงยหน้าอย่างภาคภูมิอีกครั้ง

ด้วยเหตุนี้ โอสถทิพย์ทั้งหมดที่มีอยู่ในเมืองเยว่เฉิงจึงถูกนำมามอบให้อัจฉริยะผู้นี้จนหมดสิ้น

ข้างกายหวังเส้ามีสตรีรูปโฉมงดงามในอาภรณ์สีเขียวนั่งอยู่คนหนึ่ง นางเป็นคู่หมั้นของเขา นามว่า ‘หยางจันซิง’ บุตรีคนโตของตระกูลหยางแห่งเมืองเยว่เฉิง ครั้งนี้นางเดินทางไปสำนักไท่เยี่ยนเป็นเพื่อนหวังเส้าด้วย

คุณหนูใหญ่หยางไม่ค่อยสนใจการบำเพ็ญเซียนสักเท่าไร แม้จะอยู่ในวัยใกล้เคียงกับหวังเส้า แต่พลังบำเพ็ญกลับหยุดอยู่ที่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นต้น สำหรับสตรีเมืองเยว่เฉิงแล้ว หากจะให้ทนลำบากฝึกบำเพ็ญด้วยตัวเองไม่สู้แต่งให้กับสามีที่เป็นผู้บำเพ็ญเซียนยังจะดีเสียกว่า เพราะนอกจากจะมีเกียรติ มีฐานะมั่นคงไม่ขัดสนแล้ว ยังได้รับความเคารพยำเกรงจากผู้คนอีกด้วย

“อาเส้า ดื่มชาหน่อยสิ” คุณหนูใหญ่หยางคลี่ยิ้มอย่างอ่อนหวาน ยื่นถ้วยชาร้อนๆ ไปจ่อที่ริมฝีปากของหวังเส้า

แต่สายตาของหวังเส้ากลับมองไปอีกด้าน เขาลุกขึ้นยืนพลางกล่าวว่า “ข้าจะออกไปข้างนอกสักครู่”

พูดจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อแล้วก้าวลงจากรถม้า คุณหนูใหญ่หยางมองตามแผ่นหลังของเขาไป ทันใดนั้นใบหน้างดงามก็ฉายแววดุร้าย กัดฟันตวาดออกมาว่า “นังปีศาจจิ้งจอก!”

สาวใช้นามว่า ‘หงซู’ ขยับเข้ามาใกล้แล้วถามด้วยความกังวล “คุณหนู คุณชายหวังคงไม่คิดจะรับสตรีผู้นั้นเข้าจวนหรอกนะเจ้าคะ?”

“ฝันไปเถอะ!”

 

หวังเส้าเดินไปได้ระยะหนึ่งก็หยุดฝีเท้า ดวงตาทั้งคู่จับจ้องอยู่ที่ร่างของสตรีในอาภรณ์สีเหลืองที่นั่งพิงต้นไม้อยู่

สตรีผู้นั้นอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี รูปโฉมงดงาม ผิวที่ขาวซีดยิ่งทำให้นางดูเปราะบางและน่าสงสาร

รอยยิ้มปรากฏขึ้นตรงมุมปากของหวังเส้า “แม่นางหลิ่ว ข้างนอกอากาศร้อน ไปนั่งในรถม้าของข้าดีหรือไม่?”

‘หลิ่วอวิ๋นซิน’ มองเขาด้วยแววตาหวาดหวั่น ก่อนจะตอบเสียงเบา “ขอบคุณเจ้าค่ะ แต่ไม่เป็นไร ข้านั่งตรงนี้ก็สบายดีแล้ว”

หลิ่วอวิ๋นซินเดินทางมาร่วมงานประลองเป็นเพื่อน ‘มู่เฉิงเซียว’ ผู้เป็นพี่ชาย แต่ทั้งคู่มิใช่พี่น้องร่วมสายเลือด บิดามารดาของหลิ่วอวิ๋นซินรับมู่เฉิงเซียวซึ่งเป็นเด็กกำพร้ามาอุปการะเลี้ยงดู ตั้งแต่สองสามีภรรยาตระกูลหลิ่วล่วงลับ สองพี่น้องก็อยู่เคียงข้างกันมาโดยตลอด หวังเส้าต้องใจในรูปโฉมที่งดงามของหลิ่วอวิ๋นซิน ทว่าฐานะของนางต่ำต้อย ไม่คู่ควรกับเขา ไม่อาจยกนางขึ้นเป็นภรรยาเอกได้ แต่ถ้าเป็นอนุ... คงไม่มีปัญหา

น่าเสียดายที่หลิ่วอวิ๋นซินกลับไม่รู้ความ เขาพยายามทอดไมตรีให้หลายครั้งแต่นางกลับแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ยิ่งไปกว่านั้นมู่เฉิงเซียวยังคอยระแวดระวังเขาราวกับเจอโจรร้าย ทำให้เขาหาโอกาสลงมือไม่ได้เสียที

ครั้งนี้ก็เช่นกัน เขาเพิ่งพูดกับหลิ่วอวิ๋นซินได้ไม่กี่ประโยค มู่เฉิงเซียวที่กำลังตักน้ำอยู่ก็รีบสาวเท้ายาวๆ มาขวาง กล่าวอย่างโมโห

“หวังเส้า! เจ้าคิดจะทำอะไร?”

หวังเส้ามองมู่เฉิงเซียวที่ยืนอยู่ตรงหน้า

ชายหนุ่มผู้นี้มีคิ้วเข้ม ดวงตาเป็นประกาย เครื่องหน้าคมคาย แม้จะสวมเสื้อผ้าที่มีรอยปะชุนแต่หว่างคิ้วกลับฉายแววห้าวหาญเด็ดเดี่ยว ได้ยินว่าตอนอายุแปดขวบเขาก็บำเพ็ญเซียนถึงระดับเลี่ยนชี่ไปแล้ว ตอนนั้นคนผู้นี้ถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง และเป็นหนึ่งในความหวังของชาวเมืองเยว่เฉิง

ทว่า... กระทั่งบัดนี้มู่เฉิงเซียวก็ยังบำเพ็ญไปไม่ถึงระดับจู้จี

“แม่นางหลิ่ว ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสุขภาพไม่ค่อยดี” หวังเส้าไม่ได้แสดงความไม่พอใจออกมา ซ้ำยังหันไปยิ้มให้หลิ่วอวิ๋นซิน กล่าวด้วยท่าทางสุภาพ

“ที่พี่ชายของเจ้าอยากเข้าสำนักไท่เยี่ยน คงเพราะต้องการโอสถทิพย์มารักษาอาการป่วยของเจ้าสินะ ข้าเข้าใจความผูกพันของพวกเจ้าดี เพียงแต่...” เขาปรายตามองมู่เฉิงเซียวอย่างดูแคลน

“ฝากความหวังไว้กับเศษสวะที่ไม่มีปัญญาจะทะลวงถึงระดับจู้จีเช่นนี้ไม่รู้สึกว่าเป็นความคิดที่เพ้อฝันเกินไปหรือ? ไม่สู้มาคอยปรนนิบัติรับใช้ข้ายังจะดีเสียกว่า หากวันหน้าข้าเข้าสำนักไท่เยี่ยนได้สำเร็จ ไม่ว่าโอสถทิพย์ชนิดใด เจ้าก็สามารถเบิกไปใช้ได้ตามใจปรารถนา...”

“หุบปาก!” หวังเส้ายังพูดไม่ทันจบ มู่เฉิงเซียวก็ตวาดตัดบทขึ้นเสียก่อน “ไร้ยางอาย!”

“เศษสวะอย่างเจ้า มีสิทธิ์อะไรมาพูดกับข้า?”

ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะชักดาบออกมาฟาดฟันกัน จู่ๆ ก็มีเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจดังมาจากริมลำธาร

“คุณชายหวัง แย่แล้ว... ท่าน ท่านรีบมาดูเร็ว!”

ทั้งสองหันขวับไปมองพร้อมกัน

ท้องฟ้าแจ่มใส ไร้ลมพัดผ่าน น้ำในลำธารยังคงไหลลงสู่เบื้องล่างกระทบกับก้อนหินจนเกิดละอองน้ำฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ ท่ามกลางละอองน้ำที่พร่าเลือนคล้ายมีเงาดำพุ่งผ่าน อึดใจถัดมาเงาดำมากมายนับไม่ถ้วนก็พุ่งขึ้นมาจากผิวน้ำแล้วแทรกเข้าไปในเงาของผู้คน เพียงพริบตาเดียวก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงม

“โอ๊ย! เจ็บเหลือเกิน”

“อ๊ากกก!! ช่วยด้วย นี่มันตัวอะไร?”

“ตาข้า ตาของข้า! มองไม่เห็นแล้ว!”

ม้าที่เทียมรถตื่นตระหนก พยายามจะวิ่งหนีแต่เพราะบังเหียนถูกผูกไว้กับต้นไม้ ร่างของคนในรถจึงถูกเหวี่ยงกระเด็นออกมา คุณหนูใหญ่หยางตะเกียกตะกายวิ่งมาหลบอยู่ด้านหลังของหวังเส้า ถามอย่างหวาดผวา “สวรรค์! นี่มันอะไรกัน?”

“อสูรอวี้” มู่เฉิงเซียวพึมพำ

“อสูรอวี้? มันคือตัวอะไร?” หวังเส้าขมวดคิ้ว

“สัตว์อสูรในตำนาน มันมักจะซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำเพื่อฉวยโอกาสลอบทำร้ายผู้คน อสูรอวี้จะพ่นเม็ดทรายใส่เหยื่อ หากร่างกายสัมผัสกับทรายเหล่านั้นจะเกิดแผลเน่าเปื่อยขึ้นทันที หรือโดนแค่เงาก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้!”

มู่เฉิงเซียววิ่งตรงไปที่ริมลำธารโดยไม่หันกลับมามอง “ข้าจะไปช่วยคน หวังเส้า คุ้มครองอวิ๋นซินให้ดี อย่าให้มันสัมผัสเงาของพวกเจ้าเป็นอันขาด!”

หวังเส้ามองตามแผ่นหลังของมู่เฉิงเซียวแล้วหันไปดึงหลิ่วอวิ๋นซินให้ถอยออกมา แต่ปากก็ยังไม่ลืมกล่าวเยาะหยันว่า “ข้าไม่เคยเห็นคนที่โง่เขลาอยากเอาชีวิตไปทิ้งเช่นนี้มาก่อน!”

ในตอนนั้นเอง ที่ริมลำธารก็เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เพียงพริบตาเดียวน้ำก็เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นดินที่พวกเขายืนอยู่ เงาดำใต้ผิวน้ำยิ่งปรากฏชัดขึ้นทุกขณะ สิ้นเสียง “ฟู่ๆๆ” บรรดาบ่าวรับใช้ก็พากันกรีดร้องโหยหวน น้ำในลำธารถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงฉาน

หวังเส้าวิ่งหนีเตลิดด้วยความตกใจ ไม่คิดจะเหลียวแลคู่หมั้นของตนกับหลิ่วอวิ๋นซินเลยสักนิด หลิ่วอวิ๋นซินสุขภาพอ่อนแอ วิ่งไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดหอบหายใจ คุณหนูใหญ่หยางเห็นเช่นนี้ดวงตาก็ฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปผลักไหล่ของหลิ่วอวิ๋นซินให้ตกลงไปในลำธาร

ละอองน้ำที่ลอยฟุ้งเหนือกระแสธารค่อยๆ ร่วงหล่นลงบนก้อนหินที่ปกคลุมด้วยตะไคร่สีเขียว ก่อนจะไหลรวมกันอย่างช้าๆ แล้วกลับคืนสู่สภาพของหยดน้ำดังเดิม

หลิ่วอวิ๋นซินเบิกตากว้างพลางหวีดร้องด้วยความตกใจ

แต่ในตอนนั้นเองก็มีมือข้างหนึ่งคว้าแขนของนางเอาไว้

หลิ่วอวิ๋นซินหันไปมองก็พบว่าคุณหนูใหญ่หยางกำลังจับแขนของนางเอาไว้แน่น ดวงตาฉายแววเป็นห่วงอย่างปิดไม่มิด

“ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

หลิ่วอวิ๋นซินตะลึงงันไปชั่วขณะ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ได้ยินเสียงร้องตะโกนจากด้านหลังว่า “อวิ๋นซินหนีเร็ว! มันอยู่ข้างหลังเจ้า!”

ระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งที่เป็นพื้นราบแต่กลับมีสภาพไม่ต่างจากท้องทะเลคลั่ง

หลิ่วอวิ๋นซินหันกลับไปมอง และได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของ ‘มัน’ เงาดำที่มีรูปร่างคล้ายตัวด้วงยักษ์กำลังพุ่งเข้ามาพร้อมกลิ่นคาวชวนคลื่นไส้

“ระวัง!” เสียงหวีดร้องของสตรีดังขึ้นตรงข้างหู

หลิ่วอวิ๋นซินรู้สึกได้ถึงแรงผลักที่ดันให้นางถอยออกไป จากนั้นเงาร่างสีเขียวที่อยู่ด้านข้างก็ถูกเงาดำกลืนกิน

ผิวน้ำค่อยๆ สงบนิ่ง น้ำในลำธารที่เอ่อล้นขึ้นมาบนฝั่งถูกแดดแผดเผาจนระเหยเป็นไอน้ำสีรุ้ง เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ราวกับภาพฝัน

หลิ่วอวิ๋นซินพึมพำ “คุณหนูใหญ่หยาง... ตกลงไปแล้ว”




___________________

*  ระดับในการบำเพ็ญเซียนเรียงจากต่ำไปสูงคือ เลี่ยนชี่ (炼气), จู้จี (筑基), จินตัน (金丹), หยวนอิง (元婴), ชูเชี่ยว (出窍), เฟินเสิน (分神), ต้าเฉิง (大乘), ตู้เจี๋ย (渡劫), ฮว่าเสิน (化神)

ภายในถ้ำแห้งสนิท

หอยทากตัวหนึ่งกำลังคืบคลานไปบนผนังถ้ำอย่างช้าๆ ทุกที่ที่มันเคลื่อนผ่านจะทิ้งรอยเปียกชื้นเอาไว้เป็นทาง พอใช้นิ้วมือแตะหนวดของมัน เจ้าหอยทากก็รีบหดตัวเข้าไปในเปลือกแล้วไม่ขยับเขยื้อนอีก

‘หยางจันซิง’ รั้งมือกลับแล้วกวาดตามองไปทั่วถ้ำอันมืดมิดและว่างเปล่า ก่อนจะถอนใจออกมา

หลังจากอดหลับอดนอนทำโอทีติดต่อกันมาห้าวัน เธอก็ไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลืออยู่อีก ยังไม่ทันได้กินข้าวกล่องที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อก็ผล็อยหลับไปเสียก่อน พอลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตัวเองมาอยู่ในสถานที่บ้าๆ นี่เสียแล้ว เธอไม่รู้จริงๆ ว่าจะอธิบายความรู้สึกของตัวเองในยามนี้อย่างไร

เพิ่งลืมตาขึ้นมาก็เห็นสัตว์ประหลาดตัวใหญ่เบิ้มพุ่งตรงมาหา เธอจึงยื่นมือไปผลักหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านข้างออกไปตามสัญชาตญาณ เธอได้ยินใครบางคนเรียกผู้หญิงคนนั้นว่า ‘อวิ๋นซิน’ และได้ยินคนร้องเรียกตัวเองว่า ‘คุณหนูใหญ่หยาง’

ความจริงเธอเป็นแค่มนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่ถึงขั้นต้องมีใครมาเรียกว่า ‘คุณหนูใหญ่’ เสียหน่อย

หยางจันซิงไม่รู้ว่าตัวเองนั่งครุ่นคิดอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับป้ายหยกที่สลักคำว่า [จันซิง] ความคิดหนึ่งก็แล่นวาบเข้ามาในหัว บางทีเธออาจทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายแนวบำเพ็ญเซียนเรื่อง ‘สวรรค์เก้าชั้นฟ้า’ ที่เคยอ่านก็เป็นได้

มนุษย์เงินเดือนอย่างหยางจันซิงวันๆ ก้มหน้าก้มตาทำแต่งาน งานอดิเรกเดียวที่ชื่นชอบคืออ่านนิยายออนไลน์ โดยเฉพาะแนวบำเพ็ญเซียน ฝึกตน อัปเลเวลยิ่งเป็นแนวที่เธอหลงใหลที่สุด นิยายหนึ่งเรื่องมักมีความยาวสิบถึงยี่สิบล้านตัวอักษร อ่านได้เป็นเดือนๆ ถือว่าฆ่าเวลาได้ดีทีเดียว

หลายปีที่ผ่านมาเธออ่านนิยายแนวนี้มาไม่ต่ำกว่าห้าสิบเรื่อง หรืออาจแตะหลักร้อยด้วยซ้ำ พล็อตเรื่องก็คล้ายๆ กัน เช่น ‘สามสิบปีแรกแม่น้ำอยู่ฝั่งตะวันออก สามสิบปีให้หลังแม่น้ำอยู่ฝั่งตะวันตก* อย่าดูแคลนคนหนุ่มว่ายากจน’ หรือ ‘แนวถอนหมั้น แก้แค้น ตัวเอกไร้ค่าแต่พัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นยอดคน’ บางครั้งเธอยังเผลอสับสนว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องไหนเลยด้วยซ้ำ แต่ทำไมเธอถึงแน่ใจว่าตัวเองทะลุมิติเข้ามาในเรื่อง ‘สวรรค์เก้าชั้นฟ้า’ น่ะหรือ ก็เพราะชื่อ ‘หยางจันซิง’ น่ะสิ

‘หยางจันซิง’ เป็นชื่อของตัวประกอบหญิงคนหนึ่งในนิยายเรื่องสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ตัวละครนี้มีชื่อแซ่เดียวกับเธอ แต่เสียดายที่ออกมาได้ไม่กี่ตอนก็ตายด้วยฝ่ามือของพระเอกอย่างมู่เฉิงเซียว เนื้อหาที่พูดถึงตัวละครตัวนี้มีไม่ถึงสองพันตัวอักษรด้วยซ้ำ ถูกวางบทให้เป็นเพียงหินรองเท้าบนเส้นทางโชว์เทพของพระเอกเท่านั้น

พูดได้คำเดียวว่า... น่าอนาถสุดๆ

ถ้าจำไม่ผิด ตอนนี้น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่คุณหนูใหญ่หยางริษยาหลิ่วอวิ๋นซินที่บังเอิญไปถูกตาต้องใจหวังเส้าคู่หมั้นของตน นางจึงฉวยโอกาสตอนที่มู่เฉิงเซียวต่อสู้กับอสูรอวี้ แอบผลักหลิ่วอวิ๋นซินตกน้ำ หวังจะกำจัดศัตรูหัวใจ

มู่เฉิงเซียวที่เห็นเหตุการณ์รีบกระโดดลงไปช่วยน้องสาว เขาจึงถูกพลังของอสูรอวี้ม้วนเข้าไปในถ้ำใต้น้ำ และที่นั่นเขาได้พบกับของวิเศษล้ำค่า ท้ายที่สุดพลังบำเพ็ญของเขาก็รุดหน้า สามารถสังหารอสูรอวี้แล้วกลับขึ้นฝั่งได้สำเร็จ

เรื่องแรกที่มู่เฉิงเซียวทำหลังจากกลับขึ้นฝั่งคือสังหารคุณหนูใหญ่หยางต่อหน้าทุกคน นับแต่นั้นมาเขากับหวังเส้าก็กลายเป็นศัตรูคู่แค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า เป็นจุดเริ่มต้นของพล็อตสุดฮิตอย่าง ‘ข้านี่แหละพระเอก สร้างศัตรูไปทั่วหล้า ไล่ฟาดหน้าไม่เลือก’

ถึงพล็อตจะเชยไปสักหน่อย แต่ก็ดำเนินเรื่องได้สมเหตุสมผล เพียงแต่ตอนที่เธอเพิ่งทะลุมิติมาเห็นอสูรอวี้ก็เผลอผลักหลิ่วอวิ๋นซินออกไปตามสัญชาตญาณ คนที่โชคร้ายพลัดตกน้ำและถูกดึงเข้ามาในถ้ำจึงกลายเป็นตัวเธอแทน!

หยางจันซิงลุกขึ้นยืนแล้วกวาดตามองไปรอบๆ ภายในถ้ำมืดมาก เหนือศีรษะมีแสงสว่างลอดเข้ามาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หยางจันซิงลองตะโกนดู แต่เสียงยังลอยไปไม่ถึงครึ่งทางก็เงียบหายไปราวกับประกายไฟที่ถูกปลายนิ้วขยี้ให้ดับ

รอบด้านไร้ผู้คน แม้แต่สัตว์ก็ไม่มีให้เห็น อ้อ ยกเว้นหอยทากที่หดตัวหลบอยู่ในเปลือกตัวนั้น เธอจัดการแงะมันลงมาจากผนังแล้วรวบรวมความกล้าก้าวไปข้างหน้า

พื้นที่เหยียบนิ่มมาก พอใช้มือกอบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นทรายสีขาวแห้งๆ ดูราวกับทะเลทรายไม่มีผิด เธอตกลงมาในน้ำชัดๆ แต่ในถ้ำใต้น้ำกลับไม่มีน้ำแม้แต่หยดเดียว เรื่องน่าเหลือเชื่อที่ผิดหลักวิทยาศาสตร์แบบนี้มีแต่ในนิยายแนวบำเพ็ญเซียนเท่านั้นแหละ แต่ว่า... ถ้าเป็นแบบนี้เธอจะไม่ขาดน้ำตายก่อนจะหาทางออกเจอหรอกหรือ?

ในนิยายต้นฉบับ หลังจากพระเอกได้ครอบครองของวิเศษ เขาหาทางออกเจอได้อย่างไร? ของวิเศษ... ใช่ ของวิเศษล่ะ?

ของวิเศษที่ไม่ต่างจากบัฟสีแดงและน้ำเงิน** ที่ทำให้เหล่าตัวร้ายระดับตัวประกอบต้องหลั่งน้ำตาอยู่ที่ไหน?

ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ปลายนิ้ว พอก้มลงมองก็พบว่าหอยทากที่เคยอยู่บนฝ่ามือตอนนี้ไต่ขึ้นไปเกาะตรงปลายนิ้วแล้ว แสงสว่างที่เล็ดลอดเข้ามาทำให้เห็นจุดแดงจิ๋วผุดขึ้นบนปลายนิ้ว

เลือดออกหรือ? หยางจันซิงประหลาดใจ

ต่อให้หอยทากกัดคนได้ก็ไม่น่าจะถึงกับเลือดออก นี่มันเรื่องบ้าอะไรอีก?

ในตอนนั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็เริ่มสั่นสะเทือน เศษหินร่วงหล่นจากผนังถ้ำ

หยางจันซิงยกมือกุมศีรษะพร้อมย่อตัวลงนั่งยองๆ ขณะที่กำลังมองหาที่หลบ เธอก็เห็นแสงประหลาดวาบขึ้นกลางฝ่ามือ แสงนี้สว่างเจิดจ้าต่างจากแสงที่ลอดเข้ามาในถ้ำ อึดใจถัดมาเธอก็รู้สึกเหมือนถูกไฟร้อนแผดเผา

แสงนั้นมาจากหอยทากที่อยู่บนมือของเธอนั่นเอง

หอยทากตัวเล็กค่อยๆ กลายร่างเป็นมุกใสเม็ดหนึ่ง มุกเม็ดนั้นเหมือนมีชีวิต มันดูดเลือดที่ไหลออกมาตามง่ามนิ้วของเธออย่างช้าๆ จนกระทั่งมุกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ในที่สุดแรงสั่นสะเทือนใต้เท้าก็หยุดลง แสงเจิดจ้าพลันจางหายไป

หยางจันซิงจ้องมองมุกสีแดงบนฝ่ามือ

มุกเม็ดนี้มีขนาดเท่าลูกตา ดูคล้ายลูกแก้วมาก มองเผินๆ เป็นสีแดง แต่เมื่อเพ่งพินิจจะเห็นเปลวไฟลุกโชนอยู่ภายใน ดุจเปลวเพลิงที่ไร้วันมอดดับ

“มุกเซียวหยวน...” จันซิงพึมพำ

ในนิยายต้นฉบับ มุกเม็ดนี้คือของวิเศษประจำตัวมู่เฉิงเซียว มุกเซียวหยวนเป็นของวิเศษสารพัดประโยชน์ที่สามารถใช้ค้นหาอาวุธเวท เพิ่มพูนพลังบำเพ็ญ ร่นระยะเวลาการเลื่อนขั้น ในยามคับขันยังช่วยเสริมพลังชีวิตได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นไอเทมสำคัญสำหรับการอัปเลเวลของพระเอกเลยทีเดียว

และเพราะมุกเม็ดนี้เอง มู่เฉิงเซียวที่เคยเป็นเพียง ‘เศษสวะ’ ในสายตาผู้อื่นจึงมีพลังบำเพ็ญเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สามารถเลื่อนจากระดับเลี่ยนชี่ไปสู่ระดับจู้จี ซ้ำยังทะลวงไปถึงระดับจินตันขั้นต้นได้ก่อนที่จะเริ่มการประลอง เขาจึงแสดงฝีมือได้อย่างโดดเด่น ลบล้างความอัปยศในอดีต และคว้าสถานะศิษย์ของสำนักไท่เยี่ยนมาได้ในที่สุด

ตอนนี้คนที่ช่วยหลิ่วอวิ๋นซินให้รอดพ้นจากอันตรายคือเธอ คนที่ตกลงมาในน้ำก็คือเธอ คนที่ถูกพลังอสูรดูดเข้ามาในถ้ำก็ยังเป็นเธอ ดังนั้นคนที่จะได้ครอบครองมุกเซียวหยวนก็สมควรเป็นเธอเช่นเดียวกัน

“แบบนี้” หยางจันซิงครุ่นคิด “เนื้อเรื่องก็ต้องเปลี่ยนแปลงน่ะสิ?”

เพิ่งกล่าวประโยคนี้ออกมา มุกเซียวหยวนในมือก็กลายเป็นกลุ่มควันสีแดงแล้วพุ่งเข้ามาในร่างของเธออย่างรวดเร็ว!

มุกสีแดงบนฝ่ามือหายวับไปราวกับไม่เคยมี

หยางจันซิงยกมือขึ้นลูบอก สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่พลุ่งพล่านอยู่กลางอกราวกับกำลังอังเตาผิงในฤดูหนาว ทว่าเธอกลับไม่รู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย

นี่คงเป็นสัญญาณว่าของวิเศษยอมรับ ‘เจ้านาย’ แล้วสินะ

ในนิยายแนวบำเพ็ญเซียนส่วนใหญ่ เมื่อเลือดของตัวเอกหยดลงบนของวิเศษ จิตวิญญาณภายในก็จะตื่นขึ้น และสร้างพันธะที่ไม่อาจตัดขาดกับผู้เป็นนาย จากนั้นจึงร่วมเดินทางฝ่าฟันไปทั่วหล้า เคียงข้างเขาดั่งคนรักผู้ภักดี

มุกเม็ดนี้ก็เช่นเดียวกัน

แต่เรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้คือจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างไรต่างหาก

ในนิยายต้นฉบับ หลังจากพระเอกได้ครอบครองมุกเซียวหยวน เขาก็เริ่มฝึกบำเพ็ญอยู่ในถ้ำแห่งนี้ แต่เธออ่านนิยายเรื่องนี้จบไปหลายปีแล้ว หลังจากนั้นก็อ่านนิยายแนวเดียวกันอีกนับสิบเรื่อง จนแทบลืมเนื้อหาไปหมด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้ สรุปคือหลังจากเริ่มฝึกบำเพ็ญ พระเอกก็ ‘บังเกิดปฏิภาณชั่ววูบ’ ส่งผลให้พลังบำเพ็ญเพิ่มขึ้นรวดเดียวสามขั้น จากนั้นเขาก็เจอทางออก แต่ตอนนี้... หยางจันซิงก้มมองมือของตนเอง ดูเหมือนว่านอกจากจุดที่มุกเซียวหยวนฝังอยู่ก็ไม่มีสิ่งใดแตกต่างไปจากเดิมแม้แต่น้อย

เธอลองทาบฝ่ามือลงบนผนังถ้ำ รวบรวมพลังไว้ที่จุดตันเถียนแล้วฟาดฝ่ามือเข้าใส่ผนังถ้ำสุดแรง

เม็ดทรายร่วงลงมาสองเม็ด หยางจันซิงร้องด้วยความเจ็บปวด พอเห็นฝ่ามือที่แดงก่ำแล้วก็รู้ว่าตัวเองคิดง่ายเกินไป

นิยายเรื่องนี้โกหกทั้งเพ วิธีนี้ดูท่าจะใช้ไม่ได้

 

 

 

 

___________________

*  เป็นคำอุปมาว่า เรื่องราวเปลี่ยนแปลง ความรุ่งเรืองและตกต่ำไม่ใช่เรื่องแน่นอน

** ไอเทมในเกมออนไลน์ที่ชื่อว่า  王者荣耀 ซึ่งเป็นที่นิยมมากในประเทศจีน

หยางจันซิงยืนสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานก็สัมผัสได้ถึงกระแสลมเย็นบางเบาที่โชยมาจากด้านหน้า

ลม?

แสงสว่างเดียวในถ้ำแห่งนี้ลอดลงมาจากผนังด้านบน รอบด้านล้วนเป็นผนังหินปิดทึบ แล้วจะมีลมโชยเข้ามาได้อย่างไร?

หยางจันซิงชะงัก ไม่รู้เป็นเพราะมุกเซียวหยวนหรือเปล่า เธอจึงสัมผัสถึงลมที่พัดโชยเข้ามาได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับสายลมนั้นกำลังถักทอเป็นเชือกเส้นยาวที่ค่อยๆ พันเกี่ยวนำทาง ขอเพียงเธอก้าวตามไปก็จะพบปลายเชือกในที่สุด

หญิงสาวค่อยๆ ก้าวไปตามทางที่ลมโชยเข้ามา

ไม่รู้เดินมานานแค่ไหน ขณะกำลังคิดว่าความมืดมิดนี้คงไม่มีวันสิ้นสุด จู่ๆ ก็มีแสงสว่างปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันแตกต่างจากแสงจางๆ ที่ลอดลงมาจากผนังถ้ำด้านบน เพราะแสงนี้มาพร้อมกับเสียงสายน้ำไหล

บนผนังถ้ำที่อยู่ไม่ไกลนักมีรอยแยก แม้จะมีเพียงรอยเดียวแต่ก็กว้างพอให้คนหนึ่งคนลอดผ่านได้ หยางจันซิงลังเลชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ เธอไม่รีบร้อนมุดออกไปทันที แต่ค่อยๆ แนบร่างเข้ากับผนังหิน แล้วชะโงกหน้ามองออกไปด้านนอก

ม่านน้ำทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เสียงน้ำไหลดังอยู่เหนือศีรษะ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นยอดเขาเป็นเงาเลือนราง ความยินดีเอ่อล้นขึ้นมาในใจ ในตอนนี้หยางจันซิงไม่มีเวลาจะใส่ใจความไม่สมเหตุสมผล เช่นว่าทำไมน้ำถึงไม่ไหลเข้ามาในซอกหิน สิ่งเดียวที่เธอสนใจคือธารน้ำด้านนอก ขอเพียงออกจากที่นี่ได้ เธอก็จะสามารถว่ายขึ้นฝั่งได้แน่นอน!

เธอลองยื่นขาออกไปข้างหนึ่ง ทันใดนั้นเงาดำขนาดเท่าวัวก็ปรากฏขึ้นในม่านน้ำ เงานั้นไร้รูปร่างที่แน่นอน คล้ายภาพบนหน้าจอโทรทัศน์ที่ไม่มีสัญญาณในสมัยเด็ก แต่มองอีกทีก็ดูเหมือนฝูงมดดำจำนวนมหาศาลที่เบียดแน่นรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนจนน่าขนลุก

คนที่เป็นโรคกลัวรูเห็นแล้วอาจขาดใจตายได้ทันที

หยางจันซิงรีบชักเท้ากลับอย่างรวดเร็ว จู่ๆ เธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าในนิยายต้นฉบับ ก่อนที่พระเอกจะขึ้นฝั่งยังได้จัดการสังหารสัตว์อสูรบัดซบตัวนั้นด้วย

อสูรอวี้ตนนี้ซ่อนตัวอยู่ใต้ลำธารอย่างเงียบงัน

อสูรอวี้มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า ‘ต่วนหู’ สามารถพ่นทรายใส่มนุษย์ หากเคราะห์ร้ายโดนเข้าจะมีอาการตัวแข็งเกร็ง ปวดศีรษะ มีไข้สูง หรืออาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ภาษิตที่ว่า ‘พ่นทรายใส่เงา’* ก็มีที่มาจากอสูรตนนี้นี่เอง อสูรอวี้ชอบซ่อนตัวอยู่ในน้ำ ดังนั้นจึงไม่เคยมีใครเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของมัน แต่ตอนนี้หยางจันซิงได้เห็นแล้ว มันดูเหมือนภาพที่โดนเซนเซอร์ไม่มีผิด ไม่มีอะไรน่าดูเลยสักนิด

ปัญหาก็คือ จะให้ผู้หญิงอ่อนแออย่างเธอสู้กับอสูรอัปลักษณ์นี่ด้วยมือเปล่าจริงๆ หรือ? ยิ่งไปกว่านั้น คู่ต่อสู้ของเธอยังสามารถโจมตีจากระยะไกล นี่มันไม่ใช่แค่ด่านหิน แต่เป็นด่านนรกต่างหาก!

หยางจันซิงทรุดตัวนั่งกับพื้นอย่างสิ้นหวัง รู้สึกว่าเส้นทางข้างหน้าช่างเลือนรางเหลือเกิน

หากหลบอยู่ที่นี่แน่นอนว่าจะปลอดภัย แต่สุดท้ายก็ต้องอดตายอยู่ดี เพราะเธอกินดินไม่ได้ แต่ถ้าออกไปก็ต้องเผชิญหน้ากับอสูรอัปลักษณ์ที่จ้องจะพ่นทรายใส่ นี่มันไม่ใช่นิยายแนวบำเพ็ญเซียนหรอก... แต่เป็นแนวเอาชีวิตรอดชัดๆ!

“ใจเย็นไว้ หยางจันซิง” เธอสูดหายใจลึก พยายามรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อหาในนิยายอีกครั้ง หลังจากมู่เฉิงเซียวได้ครอบครองมุกเซียวหยวน เขาก็เริ่มฝึกฝนอย่างจริงจัง ร่างกายของเขามีคุณสมบัติพิเศษ แม้ยังไม่บรรลุระดับจู้จีแต่พลังวัตรก็สั่งสมในร่างมาโดยตลอด เมื่อมุกเซียวหยวนช่วยคลายพันธนาการภายในร่าง พลังที่สั่งสมมาหลายปีก็ไหลทะลักเข้าสู่เส้นลมปราณ ส่งผลให้พลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

จากระดับเลี่ยนชี่ขั้นต้นทะยานสู่ระดับจู้จีขั้นสูง ห่างจากระดับจินตันเพียงก้าวเดียวเท่านั้น

หลังจากพลังบำเพ็ญเพิ่มสูงขึ้น มู่เฉิงเซียวก็สามารถสังหารสัตว์อสูรและกลับขึ้นฝั่งได้สำเร็จ

ดังนั้นหากคิดจะสังหารสัตว์อสูรก็ต้องมีพลังบำเพ็ญที่มากพอเสียก่อน… แสดงว่าเธอก็ต้องฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่เหมือนกันงั้นหรือ?

หยางจันซิงยังจำได้ว่าในนิยายต้นฉบับ ตัวประกอบหญิงที่มีชื่อแซ่เดียวกับเธอผู้นี้มีระดับพลังบำเพ็ญต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก ราวกับว่านางถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเสริมภาพลักษณ์อันเปี่ยมเมตตาของหลิ่วอวิ๋นซิน และเป็นชนวนความแค้นระหว่างหวังเส้ากับมู่เฉิงเซียวเท่านั้น ในนิยายบรรยายว่านางมีรูปโฉมงดงาม แต่กลับชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ อีกทั้งยังมีจิตใจโหดเหี้ยม แทบไม่กล่าวถึงพลังบำเพ็ญของนางเลย

แต่พอคิดดูแล้ว ฝีมือก็คงไม่เท่าไร

ทว่าในตอนนี้ ‘คุณหนูใหญ่หยาง’ ในนิยายกลับกลายมาเป็นหยางจันซิง มนุษย์เงินเดือนจากยุคปัจจุบันไปเสียแล้ว

อย่าว่าแต่บำเพ็ญเซียนเลย แม้แต่ออกกำลังกายก็ยังไม่ค่อยทำ หากจะนับประสบการณ์ด้านนี้ที่พอมีอยู่บ้างก็เห็นจะเป็นตอนรำมวยไทเก๊กในคาบพละสมัยมัธยมนู่น

ในนิยายเขาบำเพ็ญเซียนกันยังไงนะ? หยางจันซิงพยายามเค้นสมองครุ่นคิดอยู่ครึ่งค่อนวัน จากนั้นก็ขยับนั่งตัวตรงตามที่เคยอ่านมา

ขั้นแรก น่าจะเป็นการนั่งสมาธิ... ใช่ไหม?

นั่งขัดสมาธิแล้วพยายามผ่อนคลาย

ขั้นที่สองคืออะไรนะ...

ไม่รู้สิ งั้นก็ทำเหมือนเล่นโยคะก็แล้วกัน หลับตารวบรวมสมาธิ ปล่อยสมองให้ว่างเปล่า ปรับจังหวะลมหายใจ

สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนออก...

บางทีอาจเป็นเพราะตั้งแต่ทะลุมิติมาก็ยังไม่ได้หยุดพักสักครั้ง พอได้ผ่อนคลายลงหยางจันซิงก็รู้สึกว่าร่างกายอ่อนล้ามากคล้ายจะผล็อยหลับไป สีหน้าค่อยๆ คลายความตึงเครียด ร่างทั้งร่างเหมือนลอยคว้างอยู่กลางอากาศ รู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็น ทั้งๆ ที่อยู่ในถ้ำทรายอันแห้งแล้ง แต่กลับรู้สึกราวกับมีกระแสน้ำอุ่นไหลเวียนผ่านร่าง อีกทั้งยังมีจังหวะขึ้นลงคล้ายลมหายใจ อ้า–หุบ... สลับไปมาไม่ต่างจากเหงือกปลาที่กำลังสูดอากาศเข้าออก

และเพราะหลับตาอยู่หยางจันซิงจึงมองไม่เห็นว่าตรงอกของตัวเองมีแสงสีทองจางๆ ปรากฏขึ้น พร้อมกันนั้นม่านน้ำด้านนอกก็ก่อเกิดลำแสงนับไม่ถ้วน พลิ้วไหวรวมตัวกันราวกับสายน้ำ ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนผ่านซอกหินเข้ามาภายในแล้วแทรกซึมเข้าสู่ร่างของเธอที่กำลังนั่งหลับตาอยู่อย่างเงียบงันราวกับถูกมุกเซียวหยวนดึงดูด

ถ้ามีผู้บำเพ็ญเซียนอยู่ที่นี่ก็คงจะมองออกทันทีว่า หญิงสาวที่มีพลังบำเพ็ญต่ำเตี้ยผู้นี้สามารถทะลวงระดับเลี่ยนชี่ขั้นต่างๆ ได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ และอีกเพียงก้าวเดียวก็จะไปถึงระดับจู้จีแล้ว

 

บนฝั่งซึ่งอยู่ห่างจากลำธารออกไปพอสมควร

หงซูสาวใช้คนสนิทของคุณหนูใหญ่หยางกำลังกอดขาของหวังเส้าพลางร่ำไห้วิงวอน “คุณชายหวัง ข้าขอร้อง... โปรดช่วยคุณหนูของเราด้วย นางเป็นคู่หมั้นของท่านนะเจ้าคะ!”

หวังเส้าสะบัดเท้าให้หลุดจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายด้วยสีหน้ารำคาญพลางเอ่ยเสียงเย็นชา “จันซิงถูกอสูรตนนั้นลากลงน้ำไปแล้ว ไม่มีทางรอดแน่ อสูรอวี้มีปราณวิญญาณระดับจู้จีขั้นสูง เจ้าคิดจะให้ข้าเอาชีวิตไปทิ้งงั้นรึ?”

หงซูคิดจะขอร้องอีกครั้ง แต่หวังเส้ากลับเดินจากไปแล้ว

“จันซิงตายไปแล้ว ข้าเองก็เสียใจเช่นกัน วางใจเถอะ รอให้ข้าได้เป็นศิษย์สำนักไท่เยี่ยนก่อน ข้าจะบอกท่านพ่อให้ส่งเครื่องเซ่นไหว้ราคาแพงไปให้ตระกูลหยางเอง”

คำพูดนี้แล้งน้ำใจยิ่งนัก หงซูได้ยินแล้วก็ร้องไห้หนักกว่าเดิมจนแทบสิ้นสติ

หวังเส้าเดินไปหาหลิ่วอวิ๋นซินกับมู่เฉิงเซียวซึ่งถูกจับมัดมือมัดเท้าแล้วโยนทิ้งไว้ใต้ต้นไม้

“แม่นางหลิ่ว เจ้าทำให้คู่หมั้นของข้าตาย บอกมาซิว่าจะชดใช้ให้ข้าอย่างไร?” หวังเส้าก้มมองหลิ่วอวิ๋นซิน

หลิ่วอวิ๋นซินเพิ่งเผชิญกับเหตุการณ์ที่น่าตื่นตระหนกมา ประกอบกับเสื้อผ้ายังเปียกน้ำเผยให้เห็นรูปร่างผอมบางแต่อรชรอ้อนแอ้น ขับเน้นให้นางดูราวกับดอกบัวที่แสนบอบบาง ดูน่ารักน่าสงสารอย่างที่สุด

“เหลวไหล!” มู่เฉิงเซียวตวาดด้วยความโมโห “เห็นชัดๆ ว่าหยางจันซิงตั้งใจผลักอวิ๋นซินตกน้ำ แต่ตัวเองไม่ทันระวังก็เลยพลัดตกลงไปเอง นางหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ เจ้าอย่ามาใส่ร้ายผู้อื่น!”

“ไม่ระวังงั้นรึ?” หวังเส้าทำท่าราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องขำขัน “ใครเห็น เจ้าเห็นหรือ?” เขาหันไปถามบ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านข้าง พอบ่าวผู้นั้นส่ายหน้าเขาก็หันไปถามอีกคน “เจ้าเห็นหรือไม่?”

บ่าวรับใช้ส่ายหน้าติดๆ กันหลายครั้ง

“เช่นนั้นข้าก็เข้าใจถูกแล้ว” หวังเส้ายกมือกอดอกพลางมองหลิ่วอวิ๋นซินยิ้มๆ “เดิมชีวิตสมควรต้องชดใช้ด้วยชีวิต แต่ข้าเป็นคนมีเมตตา ซ้ำยังรักหยกถนอมบุปผา ดังนั้น...” เขายื่นมือมาลูบไล้ใบหน้าของหลิ่วอวิ๋นซิน แต่นางกลับสะบัดหน้าหนี หวังเส้าจึงจำต้องรั้งมือกลับด้วยความเสียดาย “เจ้ามาคอยปรนนิบัติรับใช้ข้า ถือเป็นการชดใช้ แล้วข้าจะหาทางไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ให้เจ้าเอง”

“ฝันไปเถอะ!” มู่เฉิงเซียวกัดฟัน

“เจ้าคนแซ่มู่ ข้ากำลังพูดกับน้องสาวของเจ้า จะสอดปากขึ้นมาทำไม!” หวังเส้าหันไปจ้องมู่เฉิงเซียวด้วยแววตาไม่พอใจ เขาอยากครอบครองร่างกายของหลิ่วอวิ๋นซินมานาน ถ้าไม่ใช่เพราะมู่เฉิงเซียวคอยขัดขวาง ป่านนี้นางคงตกเป็นของเขาไปแล้ว ตอนนี้อยู่ต่อหน้าหลิ่วอวิ๋นซิน เขาจึงไม่อาจลงมือสังหารผู้ใดได้ ทว่าคืนนี้... มุมปากของหวังเส้ายกยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม

หากมู่เฉิงเซียวออกไปสำรวจลำธารยามค่ำคืน แล้วถูกสัตว์อสูรฆ่าตายขึ้นมา... ใครจะสงสัย? คงไม่มีข้ออ้างใดสมบูรณ์แบบไปกว่านี้อีกแล้ว

หวังเส้าเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี ส่วนหลิ่วอวิ๋นซินก็หันไปถามชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้าง “พี่มู่ เราควรทำอย่างไรดี... ข้าไม่อยากแต่งให้คุณชายหวัง”

“วางใจเถอะ พี่จะไม่ให้เจ้าแต่งกับคนแบบนี้หรอก” มู่เฉิงเซียวกระซิบ “คืนนี้พี่จะพาเจ้าหนีไปจากที่นี่”

“พี่มู่...” หลิ่วอวิ๋นซินลังเล

“มีอะไรหรือ?”

“คุณหนูใหญ่หยางตกน้ำเพราะช่วยข้าจริงๆ” หลิ่วอวิ๋นซินพูด ตอนนั้นนางเกือบจะถูกอสูรร้ายเล่นงานอยู่แล้ว แต่หยางจันซิงผลักนางออกไปทางอื่น นางถึงได้รอดมาได้

“เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดแทนนาง” มู่เฉิงเซียวขมวดคิ้ว “ถึงจะอยู่ไกลแต่ข้าก็เห็นชัดเจนว่านางผลักเจ้าจากข้างหลัง สตรีผู้นั้นชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ เอะอะก็สั่งลงโทษบ่าวไพร่ ซ้ำยังเคยพยายามทำลายโฉมของเจ้าหลายครั้ง จู่ๆ จะใจดีแบบนี้ได้อย่างไร? ตอนนี้กรรมตามสนองนางแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องสนใจอีก!”

หลิ่วอวิ๋นซินถอนใจ จากนั้นหันไปมองสาวใช้ของหยางจันซิงที่กำลังร้องไห้เหมือนจะขาดใจพลางแอบคิดว่า ‘คุณหนูใหญ่หยาง... ตายแล้วจริงๆ หรือ?’

 

 

 

 

___________________

*  含沙射影 แปลตรงตัวคือ พ่นทรายใส่เงา เป็นสำนวนที่หมายถึงการใส่ร้ายป้ายสี, แอบใส่ความผู้อื่นอยู่ลับหลัง

แน่นอนว่า... หยางจันซิงยังไม่ตาย

ไม่เพียงไม่ตาย แต่ยังสบายดีมากๆ อีกด้วย

จะอธิบายยังไงดี ก็เหมือนกับการได้หยุดยาวหลังจากต้องทำโอทีติดกันทั้งสัปดาห์ ได้นอนเต็มอิ่มสิบชั่วโมง แถมยังได้อ่านนิยายสนุกๆ จนจบเล่ม อารมณ์ดีสุดๆ ไปเลย

ทุกอณูในร่างปลอดโปร่งเหมือนเพิ่งแช่บ่อน้ำร้อนมา สดชื่น กระปรี้กระเปร่า ไม่รู้สึกกระหายหรือเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน

ตอนที่ลืมตาขึ้น หยางจันซิงไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เธอรู้สึกว่าสายตาตัวเองดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ลวดลายบนหินที่ผนังถ้ำด้านบนสุดก็ยังมองเห็นได้อย่างชัดเจน พอลุกขึ้นยืนก็พบว่าสองขามีกำลังมากกว่าที่เคย

หยางจันซิงไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปนานแค่ไหน หลังจากตื่นขึ้นมาร่างกายถึงได้เปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ อดคิดไม่ได้ว่าหรือเธอจะบำเพ็ญสำเร็จแล้ว?

หญิงสาวมองผ่านซอกหินออกไปอีกรอบ ไม่ผิดจากที่คาด อสูรอัปลักษณ์นั่นยังคงว่ายวนเวียนอยู่นอกม่านน้ำ

ไม่รู้ว่าตอนนี้พลังบำเพ็ญของเธออยู่ระดับไหน มากพอที่จะต่อกรกับอสูรตนนั้นหรือไม่ ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆ ทรวงอกก็พลันร้อนขึ้น มุกเซียวหยวนที่อยู่ในร่างเหมือนจะมีปฏิกิริยาบางอย่าง มันกำลังเคลื่อนไหวราวกับได้รับการกระตุ้นจากอสูรอวี้

นี่มัน... อยากจะบอกให้เธอลุยอย่างงั้นหรือ?

หยางจันซิงลังเล

พระเอกในนิยายต้นฉบับเอาชนะอสูรตนนี้ได้อย่างไรนะ? เธอจำไม่ได้แล้วว่าเขาใช้กระบวนท่าหรือเคล็ดวิชาอะไร ที่สำคัญตอนนี้เธอเองก็ไม่มีพลังแบบนั้นด้วย แต่มุกเซียวหยวนคือของวิเศษประจำตัวพระเอก ขอแค่มีมันอยู่ แม้จะถูกศัตรูเล่นงานจนเหลือเพียงลมหายใจรวยริน ตัวเอกก็จะต้องเอาตัวรอดและพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายชนะได้ มุกเซียวหยวนกำลังส่งสัญญาณให้เธอลุย ดังนั้นไม่น่าจะมีปัญหาใช่ไหม?

ต้องเชื่อมั่นในพลังของมุกเซียวหยวน เชื่อว่าตัวเอกจะไม่ตาย ในเมื่อมุกเม็ดนี้อยากก่อเรื่องก็หมายความว่าเนื้อเรื่องถูกต้อง

หยางจันซิงพยายามรวบรวมความกล้าแล้วก้าวผ่านซอกหินออกไป

ด้านหนึ่งของซอกหินเป็นถ้ำทราย อีกด้านเป็นม่านน้ำ แต่ทันทีที่เธอก้าวผ่านออกไปกลับรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ที่น่าพิศวงยิ่งกว่านั้นคือ ม่านน้ำนี้มีเกราะล่องหนคอยสกัดกั้นไม่ให้น้ำไหลผ่าน แทนที่จะบอกว่าเป็นกระแสน้ำ ไม่สู้บอกว่าเป็นอากาศน่าจะถูกต้องกว่า

เห็นชัดเจนว่าอสูรอวี้ตนนั้นเป็นเพียงอสูรอัปลักษณ์ที่ไร้ดวงตาและจมูก ทว่ากลับมีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่หยางจันซิงก้าวออกไป มันก็พุ่งเข้าใส่เธอในทันที

โดยธรรมชาติแล้ว อสูรอวี้มักซ่อนตัวใต้น้ำเพื่อจู่โจมเหยื่อแบบไม่ให้ทันตั้งตัว เมื่อมีคนพลัดตกลงมาในน้ำมันก็ยิ่งฮึกเหิมเป็นพิเศษ

ตอนแรกหยางจันซิงยังรู้สึกตื่นตระหนก ทว่าไม่นานเธอก็พบว่าตัวเองสามารถเคลื่อนไหวในน้ำได้อย่างอิสระ เพียงออกแรงกระโดดเบาๆ ร่างก็ลอยขึ้นสูงราวกับมีกระดานสปริงช่วยเสริมแรง และที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นหมัดของเธอก็ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ แค่เหวี่ยงออกไปเบาๆ ก็ปรากฏคลื่นพลังที่มองไม่เห็น หยางจันซิงอดคิดไม่ได้ว่าหากปล่อยหมัดออกไปเต็มแรงอสูรอวี้อาจแหลกเป็นชิ้นๆ ก็เป็นได้

นี่คือพลังของมุกเซียวหยวนอย่างนั้นหรือ?

ภาพอสูรร่างยักษ์ที่กำลังพุ่งเข้ามาท่ามกลางม่านน้ำใสกระจ่าง ดูเผินๆ ก็ชวนให้รู้สึกว่างดงามไม่น้อย แต่ต้องมองข้ามกลิ่นคาวชวนคลื่นเหียนที่อบอวลอยู่โดยรอบเสียก่อน

หยางจันซิงไม่รู้สึกหวาดหวั่นแม้แต่น้อย เธอเหวี่ยงหมัดออกไปสุดแรง

กลุ่มก้อนสีดำพลันแตกกระจาย ทว่าพริบตาต่อมาพวกมันก็กลับมารวมกันอีกครั้งแล้วพ่นของเหลวหนืดสีดำออกมา หยางจันซิงหลบไม่ทันจึงโดนเข้าเต็มหน้า

ความรู้สึกแสบร้อนเหมือนไฟลวกแล่นวาบไปทั่วผิวหน้า

 

ม่านน้ำกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

พื้นทรายนุ่มภายในถ้ำถูกเลือดสีแดงย้อมจนเป็นสีชาด

หยางจันซิงนั่งพิงรอยแตกบนผนังหิน พลางก้มมองบาดแผลบนมือ สภาพของเธอในตอนนี้เรียกได้ว่าสะบักสะบอมอย่างที่สุด

มีอะไรจะน่าขายหน้ายิ่งกว่าการออกศึกด้วยความฮึกเหิม แต่สุดท้ายกลับถูกอสูรเล่นงานจนหมดสภาพเช่นนี้อีก?

เธอถูกอสูรอวี้โจมตีจนเจ็บไปทั้งใบหน้า เจ็บจนแทบทนไม่ไหว

ในนิยายต้นฉบับก็เขียนไว้ไม่ใช่หรือว่า หากได้ครอบครองมุกเซียวหยวนแล้วไม่ต้องหวั่นฟ้า ไม่ต้องเกรงดิน บุกตะลุยไปได้ทั่วหล้า แต่ทำไมพอมาอยู่กับเธอพลังถึงลดน้อยถอยลงอย่างนี้? ถ้าไม่ใช่เพราะเธอหนีมาหลบในซอกหินที่อสูรอวี้ตามเข้ามาไม่ได้ เกรงว่าป่านนี้เธอคงตายไปแล้ว

แต่ว่า... ไม่ควรเป็นแบบนี้นี่นา!

เมื่อครู่เธอสัมผัสโดนร่างของอสูรอวี้แล้วชัดๆ ความรู้สึกนั้นยากอธิบาย มันเหนียวหนืดราวกับสายไหมที่กำลังละลายในอุ้งมือ ถึงหมัดของเธอจะกระแทกจนร่างของมันแหลกสลาย แต่ชั่วพริบตาเดียว จุดสีดำราวกับฝูงมดที่กระจัดกระจายไปทั่วก็กลับมารวมตัวกันอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อสูรตนนี้ฆ่าไม่ตาย!

ไม่ว่าเธอจะต่อยไปกี่ครั้ง อสูรอวี้ก็ไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด ภาพที่เห็นทำให้เธออดท้อแท้ไม่ได้

หยางจันซิงนั่งพิงผนังถ้ำ ในนิยายไม่ได้บรรยายรายละเอียดของอสูรตนนี้เอาไว้ เนื้อหาส่วนใหญ่จะนำเสนอเรื่องราวการบำเพ็ญเซียนของพระเอกเท่านั้น เธอเลยไม่รู้ว่าจุดอ่อนของมันอยู่ตรงไหน

อสูรอัปลักษณ์ตนนี้ไม่มีจุดอ่อนจริงหรือ?

หยางจันซิงก้มมองพื้น เงาร่างของเธอที่ทอดยาวอยู่บนพื้นขยับไหวแผ่วเบาตามแรงลมที่พัดผ่านเข้ามาในถ้ำ

“ยังดีที่เวลาอยู่ในน้ำจะไม่มีเงา” หยางจันซิงพึมพำกับตัวเอง เวลาที่อสูรอวี้พ่นทรายออกมา คนยังพอจะหลบได้ แต่จะให้เงาหลบด้วยนั้นดูจะยากเกินไปหน่อย

เดี๋ยวนะ เงาหรือ?

อสูรตนนี้ชอบโจมตีเงาของผู้อื่น แล้วตัวมันเอง... ไม่มีเงาหรอกหรือ?

ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในใจ หยางจันซิงรีบหันกลับไปมองอีกรอบ เงาร่างเลือนรางของอสูรอวี้เคลื่อนไปมาอยู่หลังม่านน้ำ

หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงมองเห็นไม่ชัด แต่บางทีอาจเป็นเพราะพลังของมุกเซียวหยวนที่ทำให้เธอสามารถมองเห็นรายละเอียดของอสูรอวี้ได้อย่างชัดเจน รวมถึงเงาสีดำเล็กๆ ใต้ร่างที่ดูคล้ายหางของมันด้วย

เงาดำนี้แตกต่างจากร่างของอสูรอวี้ เพราะมันมีสีเข้มและดูเป็นรูปเป็นร่างมากกว่า ขนาดของมันใหญ่เพียงแค่ฝ่ามือ หากไม่สังเกตก็อาจเผลอมองข้ามไปได้ ต้องเพ่งมองดีๆ จึงจะเห็นความแตกต่างนั้น

นี่คือเงาของอสูรอวี้อย่างนั้นหรือ?

ถ้าใช่ อสูรตนนี้ก็เจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว ร่างจริงดูเลือนรางราวกับเงา ในขณะที่เงากลับชัดเจนเป็นรูปเป็นร่าง อสูรอวี้มักซ่อนตัวอยู่ในน้ำแล้วจ้องพ่นทรายใส่เงาของเหยื่อ หากเงาคือจุดอ่อนของมันจริงๆ เธอก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถรับมือกับมันได้หรือไม่

แต่ว่า... หยางจันซิงมองมือตนเองที่เต็มไปด้วยบาดแผล หากเงานั่นเป็นเหมือนร่างจริงของมันที่เพียงแตะต้องก็แตกกระจาย แต่พริบตาเดียวก็กลับมารวมตัวกันได้อีก แล้วจะจัดการอย่างไรดี? ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ไม่มีอย่างอื่นที่พอจะใช้เป็นอาวุธได้อีก

จะให้ขว้างทรายใส่มันหรือไง?

อสูรอวี้พ่นทรายใส่เธอ เธอก็ขว้างทรายกลับ แบบนี้เรียกว่าอะไร... ลูกเจี๊ยบจิกกันใช่หรือเปล่า?

แต่ทรายในถ้ำนี่ดีกว่าโคลนสีดำที่อสูรอวี้พ่นออกมามาก อย่างน้อยก็ไม่มีกลิ่นคาวชวนคลื่นไส้ แถมยังดูสะอาดกว่าหลายเท่า หยางจันซิงขยับกายและกอบทรายขึ้นมาดู เม็ดทรายไหลร่วงผ่านง่ามนิ้วลงมา ภาพนั้นทำให้เธอฉุกคิดถึงบางสิ่งขึ้นมาได้

แม้อสูรอวี้จะตัวใหญ่แต่ก็ไร้รูปลักษณ์ที่แน่นอน และสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ตามใจนึก ถ้ามันคิดจะลอดผ่านซอกหินเข้ามาก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ำด้านในกับม่านน้ำด้านนอกกลับแบ่งแยกออกจากกันราวกับอยู่คนละโลก ตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นเพราะพลังของมุกเซียวหยวน ทว่าตอนที่ต่อสู้กับอสูรอวี้เมื่อครู่ มันกลับไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย หากไม่ใช่เพราะมุกเซียวหยวน เช่นนั้นสิ่งเดียวที่อยู่ในถ้ำนี้… ก็คงมีเพียงเม็ดทรายสีขาวเหล่านี้เท่านั้น

หรือว่าอสูรอวี้กลัวเม็ดทรายเหล่านี้ก็เลยไม่กล้าเข้ามา?

เธอใช้ปลายนิ้วหยิบทรายขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะขยับไปใกล้ซอกหิน จากนั้นก็ฉวยโอกาสตอนที่อสูรอวี้เคลื่อนผ่านมาดีดเม็ดทรายใส่เงาดำเล็กๆ นั่น

ระหว่างต่อสู้กับอสูรอวี้ หยางจันซิงสังเกตเห็นว่าตอนนี้เธอสามารถมองเห็น ‘คลื่นพลัง’ ได้ ที่น่าประหลาดยิ่งกว่านั้นคือ เธอยังควบคุมคลื่นพลังที่แผ่ออกมาจากร่างกายของตนได้อีกด้วย

เธอจึงใช้คลื่นพลังควบคุมเม็ดทรายให้พุ่งเข้าใส่เป้าหมายอย่างแม่นยำ

เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นทันที อสูรอวี้ดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดจนเกิดกระแสคลื่นโหมกระหน่ำ ผนังถ้ำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนหยางจันซิงแทบล้มหน้าคว่ำ

ปฏิกิริยาของอสูรอวี้ทำให้หยางจันซิงเข้าใจทุกอย่างในฉับพลัน เธอถ่มน้ำลายออกมาแล้วกอบทรายขึ้นมาปั้นเป็นก้อนกลม จากนั้นก็แทรกตัวออกจากซอกหิน วิ่งตรงไปหาอสูรอัปลักษณ์ที่กำลังคลุ้มคลั่ง

หยางจันซิงกะระยะในใจอย่างแม่นยำ แล้วขว้างก้อนทรายใส่เงาดำเล็กๆ นั่นราวกับกำลังปาก้อนหิมะ

ชั่วพริบตาเดียว เสาน้ำพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า โลกใต้น้ำพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

น้ำในลำธารยังคงสงบเงียบไร้คลื่นลม

นกฮว่าเหมยที่เกาะอยู่บนต้นไม้ส่งเสียงร้องจิ๊บๆ พลางเอียงคอมองคนที่นั่งอยู่ริมลำธาร

สาวใช้ที่นั่งอยู่ริมลำธารกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาของนางหยดลงพื้นหยดแล้วหยดเล่า

สารถีขับรถม้าสูงวัยถอนใจออกมาครั้งหนึ่งก่อนจะร้องเรียก “หงซู กลับมาเถอะ ตรงนั้นอันตราย”

“คุณหนูยังไม่กลับขึ้นมา” หงซูยกมือเช็ดน้ำตา “ข้ายังไปไม่ได้”

“คุณหนูไม่มีวันกลับมาอีก” ใบหน้าของสารถีเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม “ผ่านไปหกวันแล้ว ต่อให้ไม่ถูกอสูรฆ่าตายก็คง...”

คนทั่วไปไม่มีทางทนอยู่ใต้น้ำได้นานถึงหกวันแน่ รถม้าของตระกูลหวังจากไปแล้ว เหลือเพียงพวกเขา บ่าวรับใช้ของตระกูลหยางที่ยังคงเฝ้ารออยู่ตรงนี้ ทว่าทุกคนต่างก็รู้ดีว่า... ปาฏิหาริย์ไม่มีอยู่จริง

หงซูยกมือขึ้นปิดหน้าพร้อมร้องไห้โฮ “คุณหนู... คุณหนูตายไปแล้ว!”

ขณะที่นางกำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่นั้น เสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

“ขอโทษ เอ่อ.. คือว่า...”

หงซูตะลึงงัน รีบเงยหน้าขึ้นมองอย่างรวดเร็ว เห็นหญิงสาวในชุดสีเขียวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า สายตาอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสื้อผ้าของนางเปื้อนโคลนสีดำเป็นหย่อมๆ แถมยังมีกลิ่นคาวชวนคลื่นไส้ติดตัว ทว่าเมื่อแสงแดดสาดกระทบร่าง ดวงตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายสดใส มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายงุนงงแต่แฝงความห่วงใย

หญิงสาวถามว่า “เจ้านั่งอยู่ตรงนี้... ไม่กลัวถูกอสูรร้ายจับตัวไปหรือ?”

 

ดวงอาทิตย์กำลังจะลับเหลี่ยมเขา

แสงตะวันยามเย็นคลี่คลุมทั่วทั้งขุนเขา ความวุ่นวายเมื่อตอนกลางวันเลือนหายไป อากาศยามค่ำคืนเปลี่ยนเป็นเย็นสบาย

ช่วงปลายฤดูร้อน ป่าเขายามค่ำคืนถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา แต่กองไฟที่ก่อขึ้นก็ช่วยไล่ความหนาวไปได้หลายส่วน

สาวใช้ซึ่งเกล้าผมเป็นมวยสองข้างอายุราวสิบสามสิบสี่ปีเท่านั้น ดวงตาที่ผ่านการร่ำไห้มาตลอดทั้งวันยังคงบวมช้ำคล้ายปลาทองไม่มีผิด แต่การที่หยางจันซิงรอดชีวิตกลับมาได้ก็ทำให้นางดีใจยิ่งนัก

หงซูยื่นไข่นกที่เพิ่งย่างเสร็จให้คุณหนูของตนพลางเอ่ยว่า “คุณหนู หากพรุ่งนี้เราออกเดินทางกันแต่เช้า ก็น่าจะตามขบวนของคุณชายหวังทันที่ตำบลผิงหยางนะเจ้าคะ”

“ใช่ขอรับ” ‘เหล่าหนิว’ สารถีชราเอ่ยสนับสนุน “คุณชายหวังต้องเป็นห่วงคุณหนูมากแน่ๆ”

พอพูดถึงเรื่องนี้หยางจันซิงก็กินไข่นกไม่ลงเลยทีเดียว

คุณชายหวังที่ทั้งสองเอ่ยถึงก็คือหวังเส้า ทายาทเจ้าเมืองเยว่เฉิง คู่หมั้นของ ‘คุณหนูใหญ่หยาง’ ตัวประกอบหญิงในนิยายเรื่อง ‘สวรรค์เก้าชั้นฟ้า’ คนผู้นี้มีนิสัยต่ำช้า มักมาก แถมยังโอหัง ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ ในฐานะศัตรูคนแรกของพระเอก เขากับมู่เฉิงเซียวมีความแค้นฝังลึกถึงขั้นไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า นับว่าเป็นตัวร้ายของนิยายเรื่องนี้ ส่วนเหตุผลที่เธอจำหวังเส้าได้ขึ้นใจ บางทีอาจเป็นเพราะเขาคือคู่หมั้นของตัวละครที่มีชื่อแซ่เดียวกับเธอก็เป็นได้

ไม่ว่าหวังเส้ากับมู่เฉิงเซียวจะมีความแค้นใดต่อกัน แต่หยางจันซิงก็คิดว่าเขาดีต่อคู่หมั้นไม่น้อย หลังจากมู่เฉิงเซียวที่ผ่านการเปลี่ยนกระดูกผลัดเส้นเอ็นใหม่กลับขึ้นมาบนบก สิ่งแรกที่เขาทำคือสังหารคุณหนูใหญ่หยางต่อหน้าหวังเส้า เป็นเหตุให้ทั้งสองกลายเป็นศัตรูคู่แค้น หวังเส้าพยายามเล่นงานมู่เฉิงเซียวทุกวิถีทางเพื่อแก้แค้นให้คุณหนูใหญ่หยาง แม้ว่าสุดท้ายเขาจะถูกสังหาร แต่ก็ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีรักฝังลึกคนหนึ่ง

แต่หยางจันซิงกลับคิดผิด เพราะทันทีที่ขึ้นมาบนบกก็ได้รับข่าวว่าชายหนุ่มผู้มีความรักลึกซึ้งคนนั้นควบม้าหนีตายไปตั้งแต่วันที่คุณหนูใหญ่หยางพลัดตกน้ำแล้ว

ต่อให้เป็นแค่คนรู้จักก็ควรหาทางช่วยหน่อยไม่ใช่หรือ! หรือต่อให้จะไปจริงๆ อย่างน้อยก็น่าจะทิ้งบ่าวรับใช้ไว้รอฟังข่าวก็ยังดี แต่นี่มันอะไรกัน นอกจากบ่าวสองคนของตระกูลหยางแล้ว คนอื่นๆ กลับหายหน้าไปกันหมด แม้แต่รถม้าคันนี้ก็ยังเป็นของตระกูลหยาง คนดีๆ เขาทำกันแบบนี้หรือ?

หงซูดูออกว่าหยางจันซิงกำลังขุ่นเคือง นางจึงเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “จริงๆ แล้ว... คุณชายหวังก็มีเหตุผลของตัวเองนะเจ้าคะ คงเกรงว่าจะทำให้คนอื่นพลอยเดือดร้อนไปด้วย คุณหนูอย่าเสียใจไปเลย”

ในเมืองเยว่เฉิงมีสตรีมากมายที่ใฝ่ฝันอยากแต่งงานกับหวังเส้า นอกจากเขาจะมีพลังบำเพ็ญสูง มีบิดาเป็นถึงเจ้าเมือง และหน้าตาหล่อเหลาแล้ว เขาอาจจะได้เป็นศิษย์สำนักใหญ่อีกด้วย คุณหนูใหญ่หยางอาศัยรูปโฉมที่งดงามฟาดฟันบนเส้นทางที่นองไปด้วยเลือดจนมีชัยเหนือสตรีคนอื่นๆ และได้หมั้นหมายกับหวังเส้าในที่สุด หงซูเกรงว่าคุณหนูของตนจะเสียใจจึงพยายามหาคำพูดมาปลอบโยน

“ข้ามีเวลามาเสียใจกับเรื่องนี้เสียที่ไหน” เมื่อต้องหลุดเข้ามาอยู่ในโลกของนิยาย หยางจันซิงจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม รวมถึงภาษาและคำพูดคำจาที่ใช้สื่อสารด้วย

หญิงสาวยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเอง เพียงปลายนิ้วสัมผัสก็รู้สึกแสบร้อน ตอนอยู่ในน้ำเธอถูกอสูรอวี้พ่นของเหลวสีดำใส่ใบหน้าซีกขวาจนได้รับบาดเจ็บ ไม่รู้ว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่

เหล่าหนิวเอ่ย “เมืองเยว่เฉิงของเราเป็นแค่เมืองเล็กๆ ปกติก็แทบไม่เคยเห็นสัตว์อสูร แต่ตำบลผิงหยางไม่เหมือนกัน ผิงหยางตั้งอยู่ตรงเชิงเขากูเฝิงซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักไท่เยี่ยน ได้ยินว่าชาวบ้านที่นั่นเฉลียวฉลาด มีความรู้กว้างขวาง ต้องมีสักคนที่รู้วิธีรักษาบาดแผลบนใบหน้าของคุณหนูแน่”

“ใช่” หงซูให้กำลังใจ “ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าไปถึงตำบลผิงหยางก็จะได้พบกับคุณชายหวังด้วย รอให้คุณชายหวังได้รับเลือกเป็นศิษย์ของสำนักไท่เยี่ยนแล้วก็จะสามารถขอยามาให้คุณหนูได้ สำนักไท่เยี่ยน มีโอสถทิพย์และยาวิเศษมากมายนับไม่ถ้วน ต้องมีวิธีรักษาใบหน้าของคุณหนูแน่”

หยางจันซิง “...”

ควรบอกสาวน้อยที่น่าสงสารคนนี้อย่างไรดีว่าในการประลองคัดเลือกศิษย์ของสำนักไท่เยี่ยนนั้น หวังเส้าตกรอบตั้งแต่ด่านแรก แม้แต่ประตูสำนักก็ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสด้วยซ้ำ

เหล่าหนิวใช้กิ่งไม้เขี่ยกองไฟ จู่ๆ เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันมาถามหยางจันซิงว่า “ว่าแต่ตอนอยู่ใต้น้ำคุณหนูเอาตัวรอดมาได้อย่างไรหรือขอรับ?”

“ข้าก็...” หยางจันซิงเรียกสติกลับคืนมาก่อนจะตอบว่า “ข้าตกลงไปในถ้ำแห่งหนึ่ง หลังจากหาทางออกพบ ข้าก็สังหารอสูรตนนั้นแล้วกลับขึ้นมาบนฝั่ง”

รอบด้านตกอยู่ในความเงียบ

เปลวไฟลามเลียกิ่งไม้ ก่อให้เกิดเสียงสะเก็ดไฟปะทุ “เพียะๆ”

หลังจากเงียบไปพักใหญ่ ในที่สุดเหล่าหนิวก็หาเสียงตัวเองเจอ เขาถามเสียงสั่น “คะ... คุณหนู... สังหารอสูรตนนั้นหรือขอรับ?”

“ใช่” หยางจันซิงพยักหน้า “แผลบนแก้มนี่ก็ได้มาตอนต่อสู้นั่นแหละ”

“แต่ว่า...” หงซูกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง “บ่าวได้ยินคุณชายหวังบอกว่าอสูรตนนั้นมีปราณวิญญาณระดับจู้จีขั้นสูง แต่คุณหนูเพิ่งบำเพ็ญถึงระดับเลี่ยนชี่...”

แถมระดับเลี่ยนชี่ที่ได้มานี้ยังเป็นผลมาจากโอสถทิพย์อีกด้วย มิใช่ความสามารถที่แท้จริง

“งั้นหรือ? พลังบำเพ็ญของข้าคงจะเพิ่มขึ้นกระมัง” หยางจันซิงตอบอย่างไม่ใส่ใจ

หงซูกับเหล่าหนิวสบตากันแวบหนึ่งด้วยความฉงน ทั้งคู่รู้สึกว่าคุณหนูใหญ่เปลี่ยนไปมาก เมื่อก่อนในสายตานางมีเพียงคุณชายหวังเท่านั้น อีกทั้งนางยังมองว่าการฝึกบำเพ็ญช่างไร้ความหมาย เทียบไม่ได้กับการเสาะหาเคล็ดลับที่จะช่วยคงความงามไว้ให้นานที่สุด และเพราะมีรูปโฉมงดงามสะดุดตามาตั้งแต่วัยเยาว์ นางจึงมีนิสัยเย่อหยิ่ง เอาแต่ใจ และชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ นอกจากหงซูที่เป็นคนโปรดแล้ว บ่าวรับใช้คนอื่นล้วนถูกดุด่าและทุบตีมาแล้วทั้งนั้น

ทว่าหลังจากผ่านความเป็นความตายมาได้ ท่าทีของนางกลับดูอ่อนโยนลง แม้กระทั่งตอนรู้ว่าหวังเส้าหนีเอาตัวรอดไปแล้ว นางก็ยังคงมีท่าทีเฉยเมย ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย ถ้าเป็นเมื่อก่อนหยางจันซิงคงร่ำไห้คร่ำครวญพร้อมก่นด่าสาปแช่งบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของหวังเส้าไปแล้ว

หรือว่านางจะถูกวิญญาณร้ายสิงร่าง? แต่บนโลกนี้มีผีร้ายที่นิสัยอ่อนโยนเป็นกันเองแบบนี้เสียที่ไหน

“บ่าวได้ยินมาว่า สัตว์อสูรหรือปีศาจที่บำเพ็ญตบะมานานหลายปีจะมี ‘มุกปีศาจ’ เกิดขึ้นภายในร่าง คล้ายกับมุกพลัง*ของผู้บำเพ็ญเซียน” เหล่าหนิวเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“มุกปีศาจ?” หยางจันซิงหันไปมองเหล่าหนิวอย่างสนใจ

ใบหน้าครึ่งหนึ่งของหยางจันซิงงดงามจับตา แต่อีกครึ่งกลับมีรอยดำพาดผ่าน เมื่อต้องแสงจากเปลวไฟจึงดูน่าสะพรึงยิ่งนัก

เหล่าหนิวแอบถอนใจ เด็กสาวที่งดงามถึงเพียงนี้กลับต้องมาเสียโฉมอย่างไม่คาดฝัน แม้หมอที่ตำบลผิงหยางจะมีความสามารถมากเพียงใด แต่หากรักษาไม่ได้ ชีวิตนี้ก็คงจบสิ้นแล้ว

เมื่อครุ่นคิดถึงอนาคตคุณหนูของตนแล้วเหล่าหนิวก็รู้สึกหนักใจ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“ขอรับ ในมุกปีศาจเต็มไปด้วยพลังวัตร หากผู้บำเพ็ญเซียนดูดซับพลังนี้เข้าไปก็จะเป็นประโยชน์ต่อการฝึกบำเพ็ญ ว่ากันว่ามุกปีศาจเพียงเม็ดเดียวเทียบเท่าโอสถทิพย์ระดับสูงเม็ดหนึ่งเลยทีเดียว”

ชายชราชะงักเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “แต่สัตว์อสูรที่มีมุกปีศาจนั้นมีน้อยมาก ยากจะพบเจอ...”

เขาเพิ่งพูดจบ มือขาวสะอาดข้างหนึ่งก็ยื่นมาตรงหน้า บนฝ่ามือข้างนั้นคือวัตถุทรงกลมสีโลหิตที่กำลังเปล่งแสงเรืองรอง

หยางจันซิงถาม “ใช่อันนี้หรือเปล่า?”

 

 

 

 

____________________

* มุกพลัง หรือ เจี๋ยตัน (结丹) คือ แก่นพลังที่จะกำเนิดขึ้นเมื่อผู้บำเพ็ญเซียนเลื่อนระดับเข้าสู่ขั้นจินตัน ส่วนมุกปีศาจก็คือเน่ยตันของปีศาจนั่นเอง

วัตถุทรงกลมสีแดงดุจโลหิตขับเน้นให้มือข้างนั้นดูขาวเป็นพิเศษ

เหล่าหนิวผ่านโลกมาครึ่งค่อนชีวิต เคยพบเห็นสิ่งต่างๆ มานับไม่ถ้วน ทว่ายามนี้เขายังอดตื่นตะลึงไม่ได้ เขาถามเสียงตะกุกตะกัก

“นี่... นี่คือ...”

“หลังจากข้าสังหารอสูรตนนั้น เจ้านี่ก็ร่วงลงมาจากร่างของมัน” หยางจันซิงตอบ

ความจริงแล้วคำพูดนี้ไม่ถูกต้อง ตอนอยู่ใต้น้ำหยางจันซิงขว้างก้อนทรายใส่เงาของอสูรอวี้ เงาเลือนรางด้านบนจึงเริ่มจางหาย ส่วนเงาดำที่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนก็ดิ้นพล่านขึ้นมา ในตอนนั้นเองวัตถุทรงกลมสีแดงก็พุ่งออกมา เดิมหยางจันซิงยังไม่ทันสังเกต แต่จู่ๆ มุกเซียวหยวนที่อยู่ในอกก็ร้อนวาบขึ้นราวกับปรารถนาที่จะครอบครองสิ่งนั้น เธอจึงเอื้อมมือคว้าลูกแก้วสีแดงที่กำลังจะหลบหนีไว้ทันที

“ท่านอาหนิว นี่คือมุกปีศาจหรือ?” หงซูถามอย่างตื่นเต้น “ข้าเพิ่งเคยเห็นมุกปีศาจเป็นครั้งแรก!”

“ข้าเองก็ไม่เคยเห็น...” เหล่าหนิวพึมพำ

“ท่านอาหนิว เมื่อครู่ท่านบอกว่ามุกปีศาจมีสรรพคุณเทียบเท่าโอสถทิพย์ระดับสูงใช่ไหม? ถ้าคุณหนูดูดซับพลังของมุกปีศาจเม็ดนี้เข้าไป พลังบำเพ็ญก็จะเพิ่มขึ้นใช่ไหมเจ้าคะ?”

“ไม่ผิด” เหล่าหนิวครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “แต่มุกปีศาจกำเนิดในร่างของสัตว์อสูร ย่อมมีพลังปีศาจแฝงอยู่ หากพลังบำเพ็ญไม่มากพอ เกรงว่าจะไม่อาจดูดซับพลังวัตรของมันได้” เขาหันไปมองหยางจันซิงซึ่งกำลังครุ่นคิด ก่อนจะเสนอความเห็น

“มิสู้รอให้ไปถึงตำบลผิงหยาง แล้วนำมุกปีศาจเม็ดนี้ไปแลกเป็นปราณศิลา หรือไม่ก็โอสถทิพย์ระดับต่ำจะดีกว่า อย่างน้อยคุณหนูก็จะสามารถดูดซับพลังได้ง่ายขึ้น”

“แบบนั้นไม่น่าเสียดายแย่หรือ?” หงซูเบ้ปาก “ปราณศิลากับโอสถทิพย์ระดับต่ำเป็นของที่หาได้ทั่วไป แต่มุกปีศาจเป็นของล้ำค่าหายาก ไยไม่มอบให้คุณชายหวังล่ะเจ้าคะ?” ดวงตาของนางเปล่งประกาย

“คุณชายหวังกำลังจะเข้าร่วมการประลอง หากมีมุกปีศาจช่วยเสริมพลัง คงผ่านการคัดเลือกได้อย่างราบรื่น ถึงตอนนั้นย่อมซาบซึ้งในน้ำใจของคุณหนู และยิ่งรักคุณหนูมากขึ้นแน่นอน”

หยางจันซิงปรายตามองเด็กสาวที่จมอยู่กับห้วงจินตนาการของตัวเองพลางแอบคิดในใจว่า ความคิดของเด็กสาวคนนี้ช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน เธอไม่มีทางยกมุกปีศาจที่เสี่ยงชีวิตแย่งชิงมาเม็ดนี้ให้ผู้ชายสารเลวอย่างหวังเส้าหรอก

 

กลางดึก

หมอกหนาปกคลุมทั่วทั้งภูเขา คืนนี้ไร้เงาจันทร์ มีเพียงแสงดาวเลือนรางที่ลอดผ่านกิ่งไม้ลงมายังผืนป่า หงซูกับสารถีสูงวัยนั่งพิงกันหลับใหลอยู่ข้างกองไฟ

หยางจันซิงเดินไปหยิบผ้าห่มบนรถม้ามาคลุมลงบนร่างของทั้งสองอย่างแผ่วเบา

ปากของหงซูขยับเล็กน้อยเหมือนกำลังพึมพำอะไรบางอย่าง

หยางจันซิงเดินผ่านพวกเขาไปอีกทางอย่างเงียบงัน

เธอหยุดลงตรงตำแหน่งที่อยู่ห่างจากพวกเขาไม่ไกลนักก่อนจะมองหาก้อนหินสะอาดๆ แล้วนั่งลง แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืนพลางถอนใจด้วยความโล่งอก

นับตั้งแต่ข้ามมิติมาจนถึงตอนนี้ เธอต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอยู่แทบตลอดเวลา เพิ่งจะมีโอกาสได้นั่งทบทวนและทำความเข้าใจโลกใบใหม่ที่ตนเองกำลังยืนอยู่

เธอทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่อง ‘สวรรค์เก้าชั้นฟ้า’ จริงๆ

‘สวรรค์เก้าชั้นฟ้า’ เป็นหนังสือนิยายแนวบำเพ็ญเซียนที่ตัวเอกต้องไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ นิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบพระเอกทำอยู่สามเรื่องเท่านั้น หนึ่งตะบันหน้าตัวร้าย สองเพิ่มพลังอัปเลเวล และสามสะสมสาวๆ เข้าฮาเร็ม

ในฐานะตัวประกอบที่มีบทบาทอยู่ได้ไม่ถึงสองพันตัวอักษรก็ต้องลาโรง หยางจันซิงคิดว่าหลังจากเธอรั้งมือที่กำลังจะผลักหลิ่วอวิ๋นซินกลับมาแล้วตกน้ำแทนพระเอก เนื้อเรื่องน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ตัวละคร ‘คุณหนูใหญ่หยาง’ ผู้นี้คงไม่จบลงด้วยการถูกพระเอกอย่างมู่เฉิงเซียวซัดฝ่ามือใส่จนตายอีกแล้ว

เมื่อไม่มีความแค้นกับมู่เฉิงเซียว เธอก็จะรอดพ้นจากชะตากรรมที่ต้องถูกฆ่า แม้จะทะลุมิติมาแต่เธอก็สามารถพาตัวออกมาจากพล็อตเรื่องที่นักเขียนวางเอาไว้ และสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้... ถ้าใบหน้าของเธอไม่ได้รับบาดเจ็บน่ะนะ

หยางจันซิงยกมือขึ้นลูบใบหน้าซีกขวา

ตอนอยู่ใต้น้ำเธอถูกอสูรอวี้พ่นโคลนใส่หน้าจนได้รับบาดเจ็บ เสียโฉมยังไม่เท่าไร ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เธอรู้สึกได้ว่ามีพลังปีศาจกลุ่มหนึ่งกำลังแทรกซึมเข้าสู่ร่างของเธอผ่านบาดแผลบนใบหน้า หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป เกรงว่าอาจจะมีอันตรายถึงชีวิต

เหมือนอย่างที่เหล่าหนิวพูด เมืองเยว่เฉิงเป็นเมืองเล็กๆ หมอที่มีอยู่ก็รักษาได้แต่โรคภัยไข้เจ็บทั่วไป ส่วนอาการบาดเจ็บที่เกิดจากสัตว์อสูรเช่นนี้ เกรงว่าอาจจะมีแต่หมอฝีมือดีในตำบลผิงหยางเท่านั้นถึงจะรักษาได้

เธอต้องไปตำบลผิงหยาง

เพียงแต่... หลังจากรักษาบาดแผลบนใบหน้าจนหายดีแล้วล่ะ? โลกใบนี้ยกย่องผู้ที่แข็งแกร่ง ผู้หญิงส่วนใหญ่ล้วนคิดว่าการได้แต่งกับผู้บำเพ็ญเซียนเป็นเรื่องมีเกียรติ หากไร้ความสามารถจะปกป้องตนเอง ดีหน่อยก็เป็นอย่างหลิ่วอวิ๋นซินที่มีคนแข็งแกร่งให้พึ่งพิง แต่ก็ต้องยอมให้ผู้ชายเหยียบเรือหลายแคม หากแย่หน่อยก็เหมือนคุณหนูใหญ่หยางที่ไม่เพียงแต่เลือกคนผิด แม้กระทั่งชีวิตก็ยังรักษาเอาไว้ไม่ได้

นักเขียนเรื่องสวรรค์เก้าชั้นฟ้าน่าจะมีอคติกับผู้หญิงเอามากๆ ในหนังสือเล่มนี้ ผู้หญิงก็ไม่ต่างจากแจกันดอกไม้ เหมือนสินค้าที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนกันได้ ไร้ศักดิ์ศรี ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกใดๆ ทั้งสิ้น

แต่ถ้า... ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาทั่วไปล่ะ?

หยางจันซิงแหงนหน้าขึ้นมองดวงดาวที่ส่องประกายระยิบระยับบนท้องฟ้า

เพราะเคยอ่านนิยายแนวบำเพ็ญเซียนมานับไม่ถ้วน เธอจึงพอจะคุ้นเคยกับพล็อตเรื่องที่มักจะใช้กันบ่อยๆ

ตำราโบราณกล่าวไว้ว่า ‘ฟ้าดินและสี่คาบสมุทรได้รับแสงสว่างจากตะวันและจันทรา ดวงดาวโคจรบนฟากฟ้า ก่อให้เกิดสี่ฤดูกาลผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ดาวไท่ซุ่ยเป็นเกณฑ์กำหนดเดือนปีที่เปลี่ยนผ่าน ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดจากเทพเจ้า รูปลักษณ์จึงต่างกันไป อายุขัยมีสั้นมียาว หลักเหตุผลเหล่านี้มีเพียงนักปราชญ์เท่านั้นที่เข้าใจ’

เทพเซียนในยุคโบราณดูเหมือนจะเป็นเพียงตำนานอันห่างไกล มนุษย์ธรรมดาบ้างก็มุ่งแสวงหาชีวิตอมตะ บ้างก็มุ่งแสวงหาโลกที่กว้างใหญ่ จึงตั้งมั่นบำเพ็ญเซียนตั้งแต่เยาว์วัย ดูดซับพลังจากฟ้าดิน ใช้โอสถทิพย์และสมุนไพรวิเศษบำรุงร่างกาย ด้วยหวังว่าวันหนึ่งจะได้สำเร็จเป็นเซียน

ผู้บำเพ็ญเซียนในโลกนี้ก็เช่นเดียวกัน เริ่มไต่จากระดับเลี่ยนชี่, จู้จี, จินตัน, หยวนอิง, ชูเชี่ยว และเฟินเสิน ก่อนจะก้าวสู่ขั้นสูงคือต้าเฉิง, ตู้เจี๋ย และฮว่าเสิน ทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย

หวังเส้าคู่หมั้นของคุณหนูใหญ่หยางบรรลุระดับเลี่ยนชี่ตั้งแต่สิบขวบ ทะลวงสู่ระดับจู้จีตอนอายุสิบสอง ปัจจุบันแม้เพิ่งบำเพ็ญถึงระดับจู้จีขั้นกลาง แต่ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในเมืองเยว่เฉิง ส่วนคุณหนูใหญ่หยางในวัยสิบเจ็ด เพิ่งบรรลุระดับเลี่ยนชี่ได้อย่างยากลำบาก ซ้ำยังต้องพึ่งพาโอสถทิพย์ที่หวังเส้ามอบให้อีกด้วย

แน่นอน นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนที่หยางจันซิงจะข้ามมิติมา

ตอนนี้...

เธอแบมือออก เมื่ออยู่ภายใต้แสงดาวริบหรี่เช่นนี้ ลูกแก้วสีแดงบนฝ่ามือก็ยิ่งดูลึกลับชวนพิศวง

มุกปีศาจเกิดจากพลังภายในร่างของสัตว์อสูรหรือปีศาจ นอกจากจะอัดแน่นด้วยพลังวัตรที่ผู้บำเพ็ญเซียนปรารถนาแล้ว ยังแฝงไว้ด้วยพลังปีศาจอันดุร้ายของสัตว์อสูร สำหรับผู้บำเพ็ญเซียนฝึกหัดที่เพิ่งบรรลุระดับเลี่ยนชี่ขั้นต้น เกรงว่ายังไม่ทันได้ดูดซับพลังวัตรก็ต้องบาดเจ็บเพราะพลังปีศาจเสียก่อน

แต่เธอมีสูตรโกง       

มุกเซียวหยวนที่อยู่กลางอกพลันร้อนวาบราวกับไม่อาจอดทนรอได้อีกต่อไป หยางจันซิงวางลูกแก้วสีแดงลงเบื้องหน้า ก่อนจะยื่นมือทั้งสองออกไป ไม่นานนักกลุ่มพลังสีทองก็แผ่กระจายออกมา โอบล้อมลูกแก้วสีแดงเม็ดนั้นเอาไว้

ตลอดหลายวันที่ฝึกบำเพ็ญอยู่ในถ้ำ รวมถึงตอนที่ต่อสู้กับอสูรอวี้ ทำให้เธอพอจะรู้วิธีควบคุม ‘พลัง’ สายนี้ นี่คือพลังวัตรแห่งฟ้าดิน หยางจันซิงยังไม่บรรลุระดับจู้จี ดังนั้นจึงไม่อาจควบคุมพลังปีศาจที่อยู่ในมุกปีศาจได้ ทว่ามุกเซียวหยวนนับเป็นเทพศาสตราแห่งการโกง ด้วยการสนับสนุนของมัน พลังวัตรของหยางจันซิงจึงเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าภายในชั่วพริบตา

แสงสีทองจากฝ่ามือของเธอดูดกลืนลูกแก้วสีแดงเข้าไปอย่างรวดเร็ว

แสงสุดท้ายของดวงดาวเลือนหายไป รอบด้านเหลือเพียงความมืดมิดอันเงียบสงัด ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ลำแสงสีแดงค่อยๆ ทะลุผ่านม่านแสงสีทองที่ห่อหุ้มออกมาทีละเส้น แล้วพุ่งตรงเข้าสู่ร่างของหญิงสาวที่นั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้า

หลังจากผ่านไปสิบวัน ในที่สุดก็เดินทางมาถึงตำบลผิงหยาง

เขากูเฝิงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแดนตูโจว เบื้องล่างหน้าผามี ‘แม่น้ำหลีซิ่ว’ ไหลทอดยาว แสงตะวันยามเช้าอาบไล้ผิวน้ำที่สงบไร้คลื่นลมจนกลายเป็นสีแดงฉาน เรือลำน้อยโยกไหวเบาๆ อยู่กลางลำน้ำ ชาวประมงผู้หนึ่งกำลังขับขานบทเพลงไร้นาม พลางเหวี่ยงแหลงสู่แม่น้ำเบื้องหน้า

ตำบลผิงหยางตั้งอยู่บริเวณเชิงเขากูเฝิง ริมฝั่งแม่น้ำหลีซิ่ว

รถม้าหยุดลงตรงหน้าประตูเมือง

หงซูประคองหยางจันซิงลงจากรถม้า ส่วนเหล่าหนิวก็กล่าวอย่างอารมณ์ดี “คุณหนู ที่นี่คือตำบลผิงหยางขอรับ”

หยางจันซิงเงยหน้าขึ้นมอง

ตำบลผิงหยางเป็นตำบลเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขากูเฝิง เมื่อเงยหน้ามองออกไปไกลสุดสายตา จะเห็นแนวเทือกเขาทอดยาวและยอดเขาสูงเทียมเมฆที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันหลากหลาย ม่านแสงสีม่วงอ่อนที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศทำให้ภาพเบื้องหน้าดูราวกับแดนเซียน

เหล่าหนิวมองตามสายตาของหยางจันซิง ก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า “นั่นคือที่ตั้งของสำนักไท่เยี่ยนขอรับ วันหน้าหากคุณชายหวังได้รับเลือกเป็นศิษย์ บางทีคุณหนูอาจมีโอกาสได้ขึ้นไปชมทิวทัศน์บนเขากูเฝิงก็เป็นได้นะขอรับ”

หยางจันซิงรั้งสายตากลับพลางยิ้มเล็กน้อย “ไปกันเถอะ”

ที่นี่เป็นตำบลเล็กๆ ที่คึกคักมาก

บนถนนกว้างที่สะอาดสะอ้านมีรถม้าสัญจรผ่านเป็นระยะ สองข้างทางเรียงรายไปด้วยเหลาสุราและร้านรวง ผู้คนในชุดแต่งกายแปลกตาเดินขวักไขว่ บ้างหยุดสนทนากันกลางถนน ผู้บำเพ็ญเซียนในอาภรณ์ดุจเซียนพกกระบี่ยาวไว้ข้างเอวและนั่งจิบชาอยู่ในร้านน้ำชา

ยามนี้มีชายฉกรรจ์ร่างกำยำที่เปลือยท่อนบนและถือดอกไม้เรืองแสงคนหนึ่งกำลังโต้เถียงกับชายชราผู้มีใบหน้ายิ้มแย้ม

“ปราณศิลายี่สิบก้อนรึ? ดูให้ชัดๆ ก่อน! นี่มัน ‘เถาฮวาเมี่ยน’ สมุนไพรวิเศษระดับกลางเชียวนะ อย่างน้อยก็ต้องใช้ปราณศิลาหนึ่งร้อยก้อน!” ชายฉกรรจ์ตะคอกด้วยสีหน้าดุดัน

แต่ชายชรากลับตอบอย่างไม่หวั่นเกรง “แม้เถาฮวาเมี่ยนต้นนี้จะเป็นสมุนไพรวิเศษระดับกลาง แต่กิ่งก้านกลับไม่สมบูรณ์ ดอกก็เหลือเพียงครึ่ง ต่อให้นำมาปรุงเป็นโอสถ สรรพคุณก็เหลือแค่หนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น ปราณศิลายี่สิบก้อนก็ถือว่าเกินพอแล้ว หากเจ้าไม่อยากขายก็เชิญไปสอบถามร้านอื่นดูได้ ร้านเรายังต้องทำการค้ากับผู้อื่นอีก”

ชายฉกรรจ์พยายามโน้มน้าวอยู่อีกครู่หนึ่ง แต่ท้ายที่สุดก็จำต้องยอมรับปราณศิลายี่สิบก้อนแล้วจากไปพร้อมกับก่นด่าไม่หยุดปาก

หยางจันซิงเอ่ย “คนผู้นี้เด็ดขาดจริงๆ”

เหล่าหนิวซึ่งยืนอยู่ด้านข้างรีบอธิบาย “ที่นี่น่าจะเป็น ‘ฮว่าจินโหลว’ ที่ผู้คนร่ำลือกันขอรับ”

หยางจันซิง “ฮว่าจินโหลว?”

“บ่าวก็เคยได้ยินมาเหมือนกันเจ้าค่ะ!” หงซูรีบพูดขึ้นบ้าง “ได้ยินว่าฮว่าจินโหลวเป็นศูนย์กลางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในตำบลผิงหยาง หากใครมีสมบัติล้ำค่าก็สามารถนำมาฝากขายที่นี่ได้แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้ทางร้าน ที่นี่มีทั้งเคล็ดวิชา อาวุธ โอสถทิพย์ สมุนไพรวิเศษ และสารพัดสิ่ง อีกทั้งด้วยทำเลที่อยู่ใกล้เขากูเฝิง จึงมีศิษย์สำนักไท่เยี่ยนนำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนอยู่บ่อยๆ ทำให้ฮว่าจินโหลวมีโอสถทิพย์และเคล็ดวิชาล้ำค่ามากมายที่ร้านอื่นมิอาจเทียบได้”

“ได้ยินว่า ‘จินเฝยชุ่ย’ เถ้าแก่เนี้ยของร้านฮว่าจินโหลวเป็นสตรีที่มีรูปโฉมงดงามมาก...” แววคาดหวังปรากฏขึ้นในดวงตาของเหล่าหนิว

“ท่านอาหนิว อย่าเพิ่งสนใจสาวงามอะไรนั่นเลย สนใจสาวงามตรงหน้าท่านก่อนเถอะ” หยางจันซิงขัดจังหวะจินตนาการของสารถีสูงวัย “ที่นี่น่าจะมียาที่สามารถรักษาบาดแผลบนใบหน้าของข้าได้ เข้าไปดูกันดีไหม?”

“ถ้าจะซื้อยาก็ต้องมีปราณศิลานะขอรับ” เหล่าหนิวหยุดคิด

จริงด้วย ในโลกของผู้บำเพ็ญเซียน เงินตราที่ใช้แลกเปลี่ยนคือปราณศิลา เงินธรรมดาทั่วไปใช้ไม่ได้

“งั้นก็เอาปราณศิลาออกมาสิ” หยางจันซิงรอให้บ่าวทั้งสองควักเงินออกมา

หงซูกับเหล่าหนิวหันไปสบตากัน ผ่านไปครู่หนึ่งหงซูก็เอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง “คุณหนู ท่านกำลังพูดอะไร พวกเราไม่มีปราณศิลานะเจ้าคะ”

“เป็นไปได้อย่างไร?” หยางจันซิงย้อนถาม “ข้าเป็นคุณหนูใหญ่ไม่ใช่หรือ? ปราณศิลาแค่นี้จะไม่มีได้อย่างไร?”

“แต่... แต่ว่า...” หงซูมองผู้เป็นนายด้วยสายตาน้อยอกน้อยใจ “เมื่อก่อนเวลาคุณหนูต้องการปราณศิลาก็จะขอจากคุณชายหวังตรงๆ พวกบ่าวเลยไม่ได้พกติดตัวมาด้วย...”

หยางจันซิง “...”

ในนิยายต้นฉบับ แม้คุณหนูใหญ่หยางจะเป็นบุตรสาวคนโตของตระกูลหยาง แต่ครอบครัวของนางเป็นแค่ตระกูลพ่อค้าธรรมดาเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะรูปโฉมที่งดงามมาก หวังเส้าคงไม่มีทางหมั้นหมายกับนางแน่ หลังจากหมั้นหมายกันแล้ว นางก็ฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากเขาอย่างเต็มที่

ซื้อเสื้อผ้าก็ใช้เงินของหวังเส้า

ซื้อเครื่องประดับก็ใช้เงินของหวังเส้า

แม้แต่อาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงก็ยังใช้เงินของหวังเส้า

ตั้งแต่ของชิ้นใหญ่อย่างเครื่องเรือนไปจนถึงของเล็กๆ อย่างกรรไกรตัดเล็บล้วนแล้วแต่จ่ายด้วยเงินของหวังเส้าทั้งสิ้น

หวังเส้า–เครื่องกดเงินไร้ความรู้สึก

ด้วยเหตุนี้ ก่อนออกเดินทางคุณหนูใหญ่หยางจึงไม่ได้พกปราณศิลาติดตัวแม้แต่ก้อนเดียว เพราะค่าใช้จ่ายทั้งหมดล้วนเป็นความรับผิดชอบของหวังเส้า ทว่าเวลานี้กลับเกิดปัญหาขึ้น เมื่อหวังเส้าจากไป ในกระเป๋าของหยางจันซิงจึงไม่มีปราณศิลาแม้แต่ก้อนเดียว

“สตรีควรมีเงินติดตัวบ้างสิ” หยางจันซิงถอนใจ

“คุณหนูอย่าเพิ่งกังวลไป” เหล่าหนิวฉุกคิดถึงบางอย่างขึ้นมาได้ “ท่านยังมีมุกปีศาจไม่ใช่หรือขอรับ? เราเอามุกปีศาจไปขายให้ร้านฮว่าจินโหลวแลกกับปราณศิลาก็ได้”

“จริงด้วย!” หงซูดีใจ “มุกปีศาจเม็ดนั้นต้องมีราคาสูงกว่าเถาฮวาเมี่ยนของชายผู้นั้นแน่!”

หยางจันซิงดับความหวังของทั้งคู่ด้วยประโยคที่ว่า “ข้าหลอมมันไปแล้ว”

“ห๊ะ?”

“ข้าบอกว่า” หยางจันซิงพูดซ้ำอีกรอบ “มุกปีศาจเม็ดนั้นถูก–ข้า–หลอม–ไป–แล้ว”

หงซูกับเหล่าหนิวตกใจจนพูดไม่ออก

หยางจันซิงทอดตามองไปไกล ผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาท่ามกลางแสงตะวันยามเช้าทำให้ตำบลผิงหยางดูเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ราวกับภาพเก่าๆ ที่อยู่ในความฝัน

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ล้วนเป็นเรื่องจริง

บาดแผลบนใบหน้าเจ็บร้าวขึ้นเรื่อยๆ เธอต้องรีบหาหมอมารักษาให้เร็วที่สุด แต่ถ้าไม่มีปราณศิลาก็ไม่อาจทำอะไรได้ แม้อยากหลุดพ้นจากเนื้อเรื่องเดิมมากเพียงใด แต่โชคชะตาก็ยังลิขิตให้เธอต้องมาเจอตัวละครในเรื่อง และดำเนินเรื่องต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

ช่างเถอะ ไปก็ไป

“คุณหนู ตอนนี้เราควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ?” หงซูถาม

“ไป” หยางจันซิงยิ้ม “ไปหา ‘ตู้กดเงิน’ ของเรากัน”

 

ใน ‘โรงเตี๊ยมห่าวอวิ้นไหล’ แห่งตำบลผิงหยางมีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่

โรงเตี๊ยมแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซึ่งนับเป็นทำเลที่ยอดเยี่ยม ถ้าแขกที่เข้าพักเปิดหน้าต่างออกไปก็จะเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำหลีซิ่วที่ทอดยาวสุดสายตา เมื่อราตรีมาเยือน สายลมจากแม่น้ำจะพัดโชยมาแผ่วเบา หากมีสหายสองสามคนมาร่วมวงดีดพิณร่ำสุราท่ามกลางบรรยากาศงดงามเช่นนี้ก็นับว่าคุ้มค่าที่ได้มาพัก

แน่นอนว่าราคาห้องพักของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็สูงลิ่วเช่นกัน คืนหนึ่งคิดค่าเข้าพักถึงหนึ่งร้อยก้อนปราณศิลา หากไม่ใช่ผู้มีฐานะร่ำรวยย่อมไม่กล้าฟุ่มเฟือยขนาดนี้ การประลองคัดเลือกศิษย์ของสำนักไท่เยี่ยนครั้งนี้ดึงดูดคนหนุ่มสาวมากความสามารถจากทั่วทุกสารทิศ ผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งจึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่

หวังเส้านั่งอยู่บนตั่งบุนวมริมหน้าต่าง จิบชาพลางมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างอารมณ์ดี น้ำที่ใช้ชงชาเป็นน้ำจากบ่อน้ำพุบนเขากูเฝิง ดังนั้นจึงไม่เพียงแต่ใสสะอาดและมีกลิ่นหอม แต่ยังเปี่ยมด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

ถึงโรงเตี๊ยมแห่งนี้ราคาจะแพงแบบขูดเลือดขูดเนื้อ แต่คุณภาพก็สมกับราคาที่จ่าย นับว่ายังมีข้อดีอยู่บ้าง

“คุณชาย” บ่าวรับใช้ก้าวเข้ามารายงานเสียงเบา “คนของเรายังสืบหาเบาะแสของมู่เฉิงเซียวกับน้องสาวไม่ได้ขอรับ”

“ยังสืบไม่ได้รึ?”

อารมณ์สุนทรีของหวังเส้าหายวับไปในพริบตา แต่ในขณะที่กำลังจะขว้างถ้วยชาระบายโทสะ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าน้ำชากานี้มีราคาสูงมาก แถมหากทำถ้วยแตกก็ต้องชดใช้ หวังเส้าจึงวางถ้วยลงบนโต๊ะอย่างหงุดหงิด แล้วกล่าวด้วยความโมโห

“พวกไม่เอาไหน! แค่หาคนสองคนก็หาไม่พบ!”

บ่าวรับใช้ปิดปากเงียบไม่กล้าเอื้อนเอ่ย

วันที่อสูรอวี้ปรากฏตัวที่ริมแม่น้ำ คุณหนูใหญ่หยางถูกเล่นงานจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก ถึงหวังเส้าจะมีโทสะ แต่พริบตาเดียวก็เบี่ยงความสนใจทั้งหมดไปที่หลิ่วอวิ๋นซิน สำหรับหวังเส้าแล้วสตรีก็ไม่ต่างอะไรจากวัตถุสิ่งของ หายไปคนหนึ่งก็แค่เปลี่ยนคนใหม่เท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็หมายปองหลิ่วอวิ๋นซินมานานแล้ว

ดังนั้นหวังเส้าจึงจับหลิ่วอวิ๋นซินกับมู่เฉิงเซียวมัดเอาไว้แล้วพาตัวมาด้วย เดิมคิดว่าเมื่อมาถึงตำบลผิงหยางแล้วก็จะทำให้นางตกเป็นของเขา แต่คิดไม่ถึงว่ามู่เฉิงเซียวจะพาหลิ่วอวิ๋นซินหลบหนีไปกลางดึก

ไม่รู้ว่าเจ้าบัดซบนั่นหนีไปที่ใด คนของเขาถึงยังตามตัวไม่เจอเสียที  หวังเส้ายิ่งคิดก็ยิ่งเดือดดาล

“คุณชาย... จะให้สืบหาต่อไปไหมขอรับ?” บ่าวรับใช้ถามอย่างหวาดหวั่น

“ช่างเถอะ มู่เฉิงเซียวก็แค่เศษสวะที่ไม่รู้จักประมาณตน เพ้อฝันอยากจะเข้าสำนักไท่เยี่ยน ถึงอย่างไรมันก็ต้องมาที่ตำบลผิงหยางแน่ รอให้ถึงวันประลองก่อนเถอะ เดี๋ยวมันก็โผล่หัวออกมาเอง ถึงตอนนั้นข้าค่อยสะสางบัญชีแค้นกับมันให้สาสม!”

บ่าวรับใช้รับคำแล้วล่าถอยออกจากห้อง

ยามนี้หวังเส้าอารมณ์ไม่ดีสักเท่าไร ระหว่างเดินทางครั้งนี้หยางจันซิงถูกสัตว์อสูรสังหาร แถมหลิ่วอวิ๋นซินก็ยังมาหายตัวไปอีก ตอนนี้แม้กระทั่งเงาของมู่เฉิงเซียวก็ยังหาไม่พบ เขายกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวอย่างหงุดหงิด ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก

ในห้องโถงชั้นล่างของโรงเตี๊ยมมีผู้บำเพ็ญเซียนอายุน้อยมากมายนั่งอยู่ที่โต๊ะ พวกเขาต่างพูดคุยถึงเรื่องงานประลองคัดเลือกศิษย์ของสำนักไท่เยี่ยนกันอย่างกระตือรือร้น

สำนักไท่เยี่ยนถือเป็นสำนักที่เลื่องชื่อในโลกผู้บำเพ็ญเซียนแห่งตูโจว หลายปีที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยเปิดรับศิษย์ใหม่มาก่อน ครั้นประกาศรับสมัคร หนุ่มสาวมากฝีมือจึงหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ ต่างถิ่นต่างสำเนียง เครื่องแต่งกายก็หลากหลาย พอมารวมตัวกันเช่นนี้ บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความคึกคักครึกครื้น

ด้วยราคาห้องพักที่สูงลิ่วของโรงเตี๊ยมห่าวอวิ้นไหล ผู้ที่มาพักที่นี่จึงมักเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่ทั้งสิ้น ความจริงแล้วบุตรชายของเจ้าเมืองเล็กๆ แถบชายแดนอย่างหวังเส้าย่อมไม่อาจเทียบชั้นกับคนเหล่านี้ได้ ทว่าหวังเส้าเป็นคนหลักแหลม รู้ดีว่าหากได้สร้างสายสัมพันธ์กับลูกหลานตระกูลใหญ่ วันหน้าเมื่อเข้าสำนักไท่เยี่ยนได้แล้วก็จะมีพรรคพวกคอยหนุนหลัง เพราะท้ายที่สุดแล้วคนจากเมืองเยว่เฉิงที่จะได้เป็นศิษย์ของสำนักไท่เยี่ยนก็คงมีเขาเพียงคนเดียว การต่อสู้เพียงลำพังจึงเป็นเรื่องที่ลำบากมาก

“คุณชายหวังมาแล้วหรือ?” เสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง

หวังเส้าหันกลับไปก็พบสตรีนางหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น แม้นางจะมิได้งามล่มเมือง แต่ก็นับว่าเป็นหญิงงามคนหนึ่ง ดวงตายาวเรียว ปากนิดจมูกหน่อย ผิวพรรณขาวเนียน ยามแย้มยิ้มชวนให้หลงใหล ชุดกระโปรงที่นางสวมบางจนเห็นเสื้อตัวในสีแดง เผยให้เห็นความเย้ายวนราวกับปีศาจจิ้งจอกในตำนาน เพียงแค่กะพริบตาครั้งหนึ่งก็เหมือนจะกระชากวิญญาณของผู้คนไปได้

“แม่นางเซียงเหยา เมื่อคืนหลับสบายหรือไม่?” หวังเส้าถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ

‘ต้วนเซียงเหยา’ ยิ้มบางๆ ดวงตาอ่อนโยนสบประสานกับหวังเส้า “สบายมากเจ้าค่ะ ขอบคุณคุณชายหวัง”

หวังเส้าบังเอิญพบกับต้วนเซียงเหยาที่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ตอนนั้นนางยืนอยู่หน้าโรงเตี๊ยม ดูเหมือนจะถูกเถ้าแก่ไล่ออกมาเพราะไม่มีเงิน ในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ วีรบุรุษเช่นหวังเส้าย่อมต้องยื่นมือช่วยเหลือหญิงงาม

เขาชอบสตรีนางนี้ ปรารถนาในเรือนร่างอันเย้ายวนของนาง ต้วนเซียงเหยาใจกล้า เสน่ห์ชวนหลงใหล อ่อนโยนดั่งสายน้ำ ที่สำคัญนางยังมีพลังบำเพ็ญอยู่ในระดับจู้จีขั้นกลาง หากทุกอย่างราบรื่น ต้วนเซียงเหยาก็น่าจะผ่านการคัดเลือกเช่นกัน ระหว่างที่อยู่ในสำนักไท่เยี่ยน หากได้สตรีเช่นนี้มาบำเพ็ญคู่กันจะไม่ถือเป็นเรื่องน่ายินดีหรอกหรือ?

ดังนั้นหลายวันมานี้หวังเส้ากับต้วนเซียงเหยาจึงขลุกอยู่ด้วยกัน ความสัมพันธ์รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว คนที่ไม่รู้ยังเข้าใจว่าต้วนเซียงเหยาเป็นคู่หมั้นของเขาด้วยซ้ำ

ส่วนคุณหนูใหญ่หยางน่ะหรือ ถูกหวังเส้าโละทิ้งไปจากสมองตั้งนานแล้ว

“อีกสองวันก็จะถึงวันประลองคัดเลือกศิษย์ของสำนักไท่เยี่ยนแล้ว ข้าได้ยินมาว่าฮว่าจินโหลวมีโอสถทิพย์และสมุนไพรวิเศษไม่น้อย คุณชายหวังจะไปดูด้วยกันหรือไม่?” ต้วนเซียงเหยาถามยิ้มๆ

บนใบหน้าของหวังเส้าประดับด้วยรอยยิ้มเหมือนเคย แต่ในใจกลับไม่พอใจยิ่งนัก หลายวันมานี้ต้วนเซียงเหยากินอยู่กับเขา แม้กระทั่งเสื้อผ้าเครื่องประดับก็ยังให้เขาจ่ายให้ ราคาข้าวของที่ตำบลผิงหยางสูงกว่าที่เมืองเยว่เฉิงมาก แค่เข้าพักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้เขาก็ต้องตบหน้าตัวเองจนบวมเพื่อให้เห็นว่าเป็นคนอ้วน*ต้วนเซียงเหยาเห็นเขาเป็นแพะอ้วนชัดๆ

ทว่า... รอบด้านมีผู้บำเพ็ญเซียนที่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขากำลังมองมา ถ้าปฏิเสธตอนนี้ย่อมทำให้เขาดูเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว เสียเงินเรื่องเล็ก เสียหน้าเรื่องใหญ่ หลังจากคำนวณจำนวนปราณศิลาที่เหลืออยู่อย่างละเอียดแล้ว หวังเส้าก็กัดฟันตอบ

“ข้าก็กำลังคิดเช่นนี้อยู่พอดี ไปกันเถอะ”

ต้วนเซียงเหยายิ้มแล้วเดินตามหวังเส้าไปทันที

ทั้งสองเพิ่งเดินไปถึงประตูโรงเตี๊ยมก็ได้ยินเสียงร้องเรียกด้วยความดีใจ “คุณชายหวัง!”

สาวใช้ที่เกล้าผมเป็นสองมวยวิ่งมาหาเขาด้วยความดีใจ “คุณชายหวัง ในที่สุดบ่าวก็หาท่านพบ!” กล่าวจบนางก็หันไปพูดกับสตรีในชุดสีเขียวที่ยืนอยู่ด้านหลัง “คุณหนู ท่านคาดการณ์ได้ถูกต้อง คุณชายหวังอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ!”

หยางจันซิงกวาดตามองโรงเตี๊ยมตรงหน้า ที่หน้าประตูมีผู้บำเพ็ญเซียนอยู่ไม่น้อย พอหงซูร้องตะโกน คนเหล่านั้นก็หันมามองอย่างสนใจ

การตามหาที่พักของหวังเส้าไม่ใช่เรื่องยาก แม้ตำบลผิงหยางจะคึกคักและเจริญรุ่งเรือง แต่ก็เป็นเพียงตำบลเล็กๆ เมื่อพิจารณาจากนิสัยฟุ้งเฟ้อและพฤติกรรมการใช้จ่ายของเขาแล้ว หยางจันซิงก็สามารถเดาได้ไม่ยากว่า หวังเส้าคงพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมห่าวอวิ้นไหล ซึ่งเป็นเพียงโรงเตี๊ยมเดียวที่สามารถชมทิวทัศน์ของแม่น้ำได้จากห้องพัก

หวังเส้าขมวดคิ้วมองหงซูโดยไม่พูดสิ่งใด หงซูเห็นเช่นนี้ก็อดตื่นตระหนกไม่ได้ นางจึงรีบดึงแขนหยางจันซิงไปยืนตรงหน้าหวังเส้า

“คุณชายหวัง ดูสิ คุณหนูของเรายังไม่ตาย นางมาหาท่านแล้ว!”

“หยางจันซิง?” หวังเส้าชะงัก

สตรีตรงหน้าสวมชุดกระโปรงสีเขียว ใบหน้าถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมหน้าสีขาว เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่งามเท่านั้น ตอนนี้นางกำลังมองเขาเงียบๆ

“เป็นไปได้อย่างไร?” หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง หวังเส้าก็ตั้งสติได้ “เจ้าถูกสัตว์อสูรจับตัวลงไปในน้ำแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงยังมีชีวิตอยู่อีก!”   

“ข้าหนีออกมาได้” เสียงของหญิงสาวราบเรียบ แตกต่างจากน้ำเสียงออดอ้อนในอดีตโดยสิ้นเชิง

หวังเส้าไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ แต่สายตาของต้วนเซียงเหยาจับจ้องอยู่ที่ผ้าคลุมหน้าสีขาวของหยางจันซิง พอเห็นรอยสีดำจางๆ นางก็ยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นว่า “แม่นางผู้นี้คือคู่หมั้นของคุณชายหวัง คุณหนูหยางสินะ”

พูดจบ นิ้วที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อก็ขยับเบาๆ จังหวะต่อมาก็มีกระแสลมโชยมาพัดผ้าคลุมหน้าของหยางจันซิงให้เปิดขึ้น

เสียงร้องอย่างตกใจดังขึ้น แต่ไม่ได้ออกมาจากปากของหยางจันซิง

หวังเส้ายกมือขึ้นชี้หน้านาง สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจแกมรังเกียจ “นี่มันอะไรกัน?!”

บริเวณหน้าโรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยเหล่าผู้บำเพ็ญเซียนที่มารอดูเรื่องสนุก

หยางจันซิงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบงัน ไร้ท่าทีลนลาน แสงแดดยามเช้าสาดใส่ต้นชาหน้าโรงเตี๊ยมจนเป็นสีทองอ่อนๆ ชายกระโปรงของหญิงสาวพลิ้วไหวไปตามสายลม ดวงตากระจ่างใสดุจลูกกวางป่า ขนตายาวเรียงสวย สันจมูกเรียวเล็ก ริมฝีปากแดงระเรื่อ หากมองผ่านใบหน้าซีกขวาของนางไปก็นับว่าเป็นสาวงามสะคราญโฉมคนหนึ่ง

ใบหน้าซีกขวาของนางมีปื้นสีดำเด่นชัด ตัดกับผิวขาวผ่อง กลบความงามที่เคยสะดุดตาจนหมดสิ้น

เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบด้าน

“นี่คือคู่หมั้นของคุณชายหวังอย่างนั้นหรือ?” ต้วนเซียงเหยายกมือขึ้นปิดปากพลางขยับไปหลบอยู่ด้านหลังของหวังเส้าราวกับกำลังตกใจจนเสียขวัญ “นี่...”

“เกิดอะไรขึ้นกับใบหน้าของเจ้า?” หวังเส้าถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนเบือนหน้าหนีด้วยท่าทีรังเกียจ

“คุณชายหวัง” หงซูอธิบายอย่างร้อนใจ “คุณหนูของเราถูกไอปีศาจทำร้ายตอนตกน้ำจนใบหน้าเสียโฉม ท่านช่วยพาคุณหนูไปหาหมอได้หรือไม่ บางทีอาจยังพอรักษาให้หายได้”

“ถูกไอปีศาจทำร้าย?” ต้วนเซียงเหยาประหลาดใจ “ได้ยินว่าสัตว์อสูรตนนั้นมีพลังเทียบเท่าผู้บำเพ็ญเซียนระดับจู้จีขั้นสูง หากได้รับบาดเจ็บเพราะไอปีศาจ เกรงว่าคงมีเพียงโอสถทิพย์ระดับสูงเท่านั้นถึงจะรักษาให้หายเป็นปกติได้ แต่โอสถทิพย์ระดับสูง...”

โอสถทิพย์ระดับสูงมีราคาสูงลิ่ว ต่อให้มีปราณศิลาก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่าย อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเซียน แล้วจะมีผู้ใดยอมสละของล้ำค่าเช่นนี้เพื่อรักษาใบหน้าของสตรีธรรมดาคนหนึ่งเล่า?

“ได้ยินว่าในสำนักไท่เยี่ยนมีโอสถทิพย์มากมายนับไม่ถ้วน...” หงซูยังพยายามร้องขอ

“แต่โอสถทิพย์ที่ศิษย์ได้รับในแต่ละเดือนก็มีจำนวนจำกัด” ต้วนเซียงเหยาตัดบท

หลังจากถูกขัดจังหวะหลายครั้ง หงซูก็หันไปมองอีกฝ่ายด้วยความโมโห “ทำไมเจ้าถึงชอบขัดตอนที่คนอื่นกำลังพูดนักนะ!” แต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเกาะแขนของหวังเส้าอย่างสนิทสนม นางก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทันที “ข้าเข้าใจแล้ว นังปีศาจจิ้งจอก เจ้าคิดจะยั่วยวนคุณชายหวังสินะ!”

หงซูโผเข้าไปหาต้วนเซียงเหยา

ต้วนเซียงเหยายิ้มเยาะก่อนจะซัดฝ่ามือใส่หงซูที่โผเข้าไปหาอย่างไม่ลังเล นางมีพลังบำเพ็ญอยู่ในระดับจู้จีขั้นกลาง ต่อให้ไม่ใช้พลังวัตรก็สามารถซัดหงซูให้กระเด็นไปไกลได้อย่างง่ายดาย

 

 

 

 

____________________

*  เป็นสำนวน หมายถึง หน้าใหญ่ใจโต ทำอะไรโดยไม่รู้จักประมาณตน แสร้งว่ามีความสามารถทั้งๆ ที่ไม่มี ไม่มีเงินแต่แสร้งทำเป็นร่ำรวย

ร่างของหงซูลอยไปกระแทกต้นชาอย่างแรง ร่างของนางฟุบอยู่บนพื้นไม่อาจลุกขึ้นมาได้

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนหยางจันซิงไม่ทันร้องห้าม หญิงสาวรีบวิ่งเข้าไปประคองหงซูแล้วกอดเอาไว้แนบอก

“เป็นอะไรหรือเปล่า?”

หงซูแหงนหน้าขึ้นมองรอยดำบนใบหน้าซีกขวาของผู้เป็นนายแล้วหันไปมองสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องของต้วนเซียงเหยาที่ยืนอยู่ข้างกายหวังเส้า ยิ่งมองก็ยิ่งคับแค้นใจ นางร้องตวาดเสียงดัง

“เจ้า... เจ้าอย่าลืมกำพืดของตัวเอง คู่หมั้นของคุณชายหวังคือคุณหนูของเรา ไม่ใช่นังปีศาจจิ้งจอกเช่นเจ้า!”

“งั้นหรือ?” ต้วนเซียงเหยายิ้มอย่างผู้เหนือกว่า ก่อนจะยื่นหน้าไปกระซิบถามข้างหูหวังเส้า “คุณชายหวัง ท่านจะแต่งคุณหนูผู้นี้เป็นภรรยาจริงๆ หรือ?”

หวังเส้าขมวดคิ้วพร้อมหันไปมองหยางจันซิงที่กำลังกอดสาวใช้อยู่

แม้หยางจันซิงจะมีรูปโฉมงดงามสะดุดตา แต่ก็อารมณ์ร้ายอย่างยิ่ง เดิมทีเขาตกลงหมั้นหมายเพราะหลงใหลในความงามของนาง ทว่าระหว่างนั้นนางก็มักแสดงท่าทีเจ้าแง่แสนงอน และเจ้าอารมณ์อยู่บ่อยครั้ง หลังจากมาถึงตำบลผิงหยางและได้สัมผัสความอ่อนโยนของต้วนเซียงเหยา เขาก็รู้สึกว่าหยางจันซิงเป็นเพียงสตรีหยาบกระด้าง ไร้มารยาท ไม่อาจพาออกไปพบปะผู้คนได้

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ใบหน้าของนางก็น่าเกลียดมาก

ถ้าต้องใช้ชีวิตที่เหลือกับสตรีเช่นนี้ ต่อให้ไม่ถึงตายก็คงเสียสติเข้าสักวัน และแม้ว่าบาดแผลบนใบหน้าของนางอาจจะรักษาได้ แต่ก็ต้องใช้โอสถทิพย์ระดับสูงที่หาได้ยาก ทั่วทั้งเมืองเยว่เฉิง การจะหาของล้ำค่าเช่นนี้ให้ได้สักขวดยังต้องอาศัยโชค

นี่เป็นการค้าที่ขาดทุนชัดๆ

“คุณชายหวัง” เสียงอ่อนโยนของต้วนเซียงเหยาลอยมาเข้าหู “คนอื่นๆ กำลังมองท่านอยู่นะ”

หวังเส้าเพิ่งรู้ตัวว่าเสียงดังเอะอะของพวกเขากำลังดึงดูดผู้คนให้มามุงดูกันอย่างสนุกสนาน

จะแต่งงานกับหยางจันซิงหรือไม่?

จะยอมให้ผู้บำเพ็ญเซียนทั่วหล้ารวมทั้งศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักไท่เยี่ยนรู้ว่าเขามีคู่หมั้นที่หน้าตาอัปลักษณ์ ซ้ำยังมีพลังบำเพ็ญต่ำเตี้ยเรี่ยดินเช่นนั้นหรือ?

เขายอมไม่ได้เด็ดขาด!

หวังเส้าตัดสินใจเอ่ยว่า “หยางจันซิง เดิมทีการหมั้นหมายระหว่างพวกเราก็เป็นการตกลงด้วยวาจาเท่านั้น ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เช่นนั้นก็ถือว่าแล้วกันไปเถิด”

หงซูที่อยู่ใต้ต้นไม้โกรธจนตัวสั่น “คุณชายหวัง...”

หยางจันซิงประคองหงซูให้พิงต้นไม้ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหยุดตรงหน้าหวังเส้า “เจ้าว่าอะไรนะ?”

หวังเส้าคิดจะพูดซ้ำอีกครั้ง แต่พอสบตากับหญิงสาวก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ หากเป็นหยางจันซิงในอดีตนางคงจะร้องไห้โวยวายว่าจะผูกคอตายไปแล้ว แต่วันนี้นางกลับดูสงบนิ่งจนผิดปกติ ดวงตากระจ่างใสคู่นั้นจ้องมองเขาตรงๆ แววตามีเพียงความสงบเยือกเย็นแฝงด้วยความประหลาดใจ

ประหลาดใจ?

เสียงของเหล่าผู้บำเพ็ญเซียนที่มุงดูอยู่รอบด้านเริ่มดังขึ้น “ตบเขาเลย! ตบชายสารเลว ตบแรงๆ เลย!”

“แม่นางผู้นี้น่าสงสารจริงๆ อยู่ดีๆ ก็ถูกทอดทิ้ง”

“ถ้าคำพูดของบุรุษเชื่อได้ แม่หมูก็คงปีนต้นไม้ได้แล้ว”

ต้วนเซียงเหยาหยิกแขนของหวังเส้า “คุณชายหวัง...”

หวังเส้าเรียกสติกลับมาแล้วกระแอมเบาๆ สองครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าบอกว่าข้าจะถอนหมั้น!”

ชัดเจน เด็ดขาด ไร้การประนีประนอม

รอบด้านตกอยู่ในความเงียบ

“เจ้าจะถอนหมั้นหรือ?” หยางจันซิงถาม

“ถูกต้อง” หวังเส้าตอบ “เห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีตของเรา ข้าจะมอบปราณศิลาให้เจ้าเป็นการชดเชย...”

เพิ่งกล่าวจบ เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะของสตรีตรงหน้า

สตรีในชุดสีเขียวหัวเราะจนดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว รอยยิ้มที่ปรากฏในแววตาบ่งบอกชัดว่ามิได้เสแสร้ง หวังเส้าไม่เข้าใจ เวลาเช่นนี้นางยังจะยิ้มออกมาได้อีกหรือ?

“เจ้า... เจ้าหัวเราะอะไร?” หวังเส้าเริ่มมีโทสะ

“ข้าแค่รู้สึกว่า” หยางจันซิงถอนใจ “คำพูดนี้ฟังดูคุ้นๆ”

พล็อตถอนหมั้นที่ใช้กันจนเกร่อไม่ได้เกิดกับพระเอกอย่างมู่เฉิงเซียว แต่กลับเกิดขึ้นกับตัวประกอบอย่างเธอแทน เพราะเธอแย่งมุกเซียวหยวนที่ควรเป็นของพระเอกมา บทตบหน้าตัวร้ายซึ่งถูกเตรียมไว้เพื่อเขาโดยเฉพาะจึงตกมาอยู่ในมือเธออย่างนั้นหรือ?

“คุณหนูหยาง ข้าเข้าใจดีว่าตอนนี้เจ้าคงรู้สึกไม่ดีนัก” ต้วนเซียงเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แต่เรื่องระหว่างชายหญิง หากตามตื๊อกันจนเกินงามก็ใช่ว่าจะเป็นผลดี จากกันด้วยดี... ย่อมดีกว่า”

สายตาของหยางจันซิงหันไปจับจ้องต้วนเซียงเหยา ฝีมือการโบกลมให้ไฟโหมกระพือ*ของสตรีผู้นี้ช่างคู่ควรกับบทนางร้ายจริงๆ

แต่ในเมื่อเนื้อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ฉากต่อไปทุกคนก็คงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

หยางจันซิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว หวังเส้ามองนางด้วยสายตาระแวดระวัง

“ก็ได้” หยางจันซิงพูด “ข้าตกลงถอนหมั้น”

เสียงกังวานใสของหญิงสาวดังขึ้น  สีหน้าของนางไร้ร่องรอยของความโศกเศร้า แต่แววตากลับดูโล่งใจเหมือนได้ปลดภาระหนักหน่วงออกไปมากกว่า

หวังเส้าขมวดคิ้ว เดิมเขาคิดว่าหยางจันซิงจะร้องไห้โวยวายหรือไม่ก็ขอร้องวิงวอน แต่คิดไม่ถึงว่านางจะตกลงง่ายๆ เช่นนี้ ท่าทีของนางทำให้คำพูดที่เขาเตรียมเอาไว้ค้างอยู่ในลำคอ ยิ่งได้เห็นสีหน้าเรียบเฉยของนาง เขาก็ยิ่งรู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ

“ไม่ได้นะเจ้าคะ คุณหนู” หงซูที่เพิ่งตั้งสติได้รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นแล้ววิ่งมาคว้ามือหยางจันซิงเอาไว้ “ใบหน้าของท่านยังต้องได้รับการรักษา คุณชายหวัง” หงซูหันไปหาหวังเส้าพลางร้องไห้วิงวอน “ได้โปรดเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต อย่าทอดทิ้งคุณหนูของเราเลยเจ้าค่ะ!”

“จะพูดว่าทอดทิ้งได้อย่างไร?” ต้วนเซียงเหยาเอ่ยยิ้มๆ “คุณหนูหยางเองก็ตกลงถอนหมั้นแล้ว การประลองคัดเลือกศิษย์ของสำนักไท่เยี่ยนกำลังจะเริ่มต้นขึ้น หากคุณหนูหยางเห็นแก่คุณชายหวังจริงก็ไม่ควรมารบกวนเขา”

“เจ้า...” หงซูยังคิดจะเถียงต่อ

“ช่างเถอะ หงซู” หยางจันซิงตัดบทก่อนจะหันไปพูดกับหวังเส้า “วันนี้ก็ให้ผู้บำเพ็ญเซียนทุกท่านเป็นพยาน หวังเส้า สัญญาหมั้นหมายระหว่างเราถือเป็นอันยกเลิก นับแต่วันนี้ไปเจ้าและข้าต่างคนต่างเดินไม่เกี่ยวข้องกันอีก”

หวังเส้าสะกดความรู้สึกแปลกๆ ในใจเอาไว้พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลน

“ฮึ! รู้ตัวก็ดี”

หยางจันซิงยิ้มมุมปากก่อนจะดึงหงซูให้เดินจากไปด้วยกัน แต่เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว นางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงหันกลับไปมองคนทั้งสองอีกครั้ง

เกือบลืมบทพูดสำคัญไปเลย

“อ้อ ข้ายังมีคำพูดอีกประโยคที่อยากจะมอบให้เจ้า” น้ำเสียงราบเรียบแต่กลับแฝงด้วยความนัยลึกล้ำ “สามสิบปีแรกแม่น้ำอยู่ฝั่งตะวันออก สามสิบปีให้หลังแม่น้ำอยู่ฝั่งตะวันตก**อย่าดูแคลนคนหนุ่มว่ายากจน”

เงาหลังของหยางจันซิงลับหายไปท่ามกลางฝูงชน หวังเส้าขมวดคิ้วแน่น รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก ต้วนเซียงเหยาที่ยืนอยู่ด้านข้างกระตุกแขนหวังเส้าเบาๆ เพื่อดึงสติของเขากลับคืนมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“ทำไม ตัดใจไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”

หวังเส้ารั้งสายตากลับมาพลางหัวเราะเสียงเย็น “แค่สตรีอัปลักษณ์นางหนึ่งเท่านั้น มีอะไรที่ตัดใจไม่ได้กัน”

เขากวาดตามองเหล่าผู้บำเพ็ญเซียนที่มุงดูอยู่รอบด้าน ถึงพวกเขาจะพูดว่าหยางจันซิงน่าสงสารที่ถูกถอนหมั้น แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นพวกเขาเองก็คงไม่มีทางยอมแต่งงานกับสตรีที่เป็นตัวภาระเช่นนี้แน่ โชคดีที่เขาถอนหมั้นแล้ว ไม่เช่นนั้นหากวันหน้าเข้าไปอยู่ในสำนักไท่เยี่ยน เขาคงต้องกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งสำนักแน่

หญิงงามข้างกายกอดแขนของเขาเอาไว้พลางยิ้มหวาน

“เรามาสนใจเรื่องงานประลองกันดีกว่า”

 

 

 

 

____________________

*  เป็นสำนวน หมายถึง ทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้ว ยิ่งแย่ลงไปอีก

**  เป็นคำอุปมาว่า เรื่องราวเปลี่ยนแปลง ความรุ่งเรืองและตกต่ำไม่ใช่เรื่องแน่นอน

ตกค่ำ

ลมจากแม่น้ำหลีซิ่วพัดโชยขึ้นมาบนฝั่ง หากทอดตามองไปทางแม่น้ำจะพบว่าผืนน้ำกับท้องฟ้ายามค่ำคืนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

เรือหาปลาทยอยกลับเข้าเทียบฝั่งตั้งแต่ยามเย็น ทิ้งไว้เพียงแสงดาวจากฟากฟ้าที่ทอดตัวลงเหนือผิวน้ำ ก่อนจะถูกกลืนหายไปในพริบตา เหลือเพียงระลอกคลื่นที่แต่งแต้มด้วยประกายแสงสีเงินระยิบระยับซัดกระทบแนวหญ้าริมตลิ่งอย่างเงียบงัน

กองไฟถูกก่อขึ้นข้างๆ รถม้า คืนนี้ลมแรงมากเปลวไฟจึงวูบไหวไปมาราวกับพร้อมจะดับลงได้ทุกเมื่อ

“คุณหนู ท่านยอมถอนหมั้นได้อย่างไร” หงซูเติมฟืนเข้าไปในกองไฟพลางพร่ำบ่นถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวัน

“ใช่” เหล่าหนิวกล่าวเสริม “คุณหนูวู่วามเกินไปแล้ว นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาแง่งอนนะขอรับ”

ตอนที่หยางจันซิงไปพบกับหวังเส้า เขาต้องดูแลม้าเลยไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ พอได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากหงซู เขาก็โมโหจนเกือบจะหัวใจวายไปเสียเดี๋ยวนั้น

พวกเขาสามคน คนหนึ่งแก่คนหนึ่งเด็กคนหนึ่งป่วย ซ้ำยังไม่มีปราณศิลาติดตัวแม้แต่ก้อนเดียว เรื่องกินยังพอจะกินอาหารแห้งกับไข่นกที่ีพกติดตัวมา แต่เรื่องนอนนี่สิ มีแต่ต้องพักแรมกลางแจ้งเท่านั้น

“ฮัดเช้ย!” หงซูจามออกมาก่อนจะพูดต่อ “ต้องโทษนังปีศาจจิ้งจอกหน้าไม่อายคนนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะนางคอยยุแยง ป่านนี้คุณหนูของเราคงได้พักอยู่ในโรงเตี๊ยมนั่นไปแล้ว”

หยางจันซิงหยิบเสื้อคลุมมาคลุมลงบนร่างของหงซูพลางพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก “ถึงจะไม่มีห้องพักหรูหราติดแม่น้ำ แต่เราก็ได้ชมทิวทัศน์ของแม่น้ำเช่นกัน คนเราต้องรู้จักพอใจในสิ่งที่มี”

ท่าทางของหยางจันซิงเยือกเย็นมาก ความจริงแล้วตั้งแต่ได้กลับมาพบกับหวังเส้า ใบหน้าของหญิงสาวก็ไม่มีวี่แววของความเสียใจเลยสักนิด หยางจันซิงทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำยังมีอารมณ์ไปสอบถามข้อมูลเรื่องงานประลองคัดเลือกศิษย์ของสำนักไท่เยี่ยนอีกด้วย

ตอนนี้หญิงสาวนั่งอยู่ข้างกองไฟ ใบหน้าซีกที่มีบาดแผลซ่อนอยู่ในความมืด ส่วนซีกที่งดงามสมบูรณ์แบบถูกอาบไล้ด้วยแสงไฟ ขับเน้นให้นางยิ่งดูงดงามน่าหลงใหล หากไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น นางก็ยังคงเป็นคุณหนูใหญ่ผู้งดงามเฉิดฉายคนเดิม ถึงจะชอบวางอำนาจและเอาแต่ใจไปหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าตอนนี้

เหล่าหนิวเห็นแล้วก็อดปวดใจไม่ได้ ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยความกลัดกลุ้ม

“บาดแผลบนใบหน้าของคุณหนูยังไม่หายดี ต่อจากนี้จะทำอย่างไร?”

ต้วนเซียงเหยากล่าวว่าบาดแผลบนใบหน้าของหยางจันซิงจำเป็นต้องใช้โอสถทิพย์ระดับสูงในการรักษา หากคำพูดนั้นเป็นความจริง คุณหนูของพวกเขาคงลำบากแน่ เพราะโอสถทิพย์ระดับสูงในเมืองเยว่เฉิงมีราคาสูงลิ่ว ตระกูลหยางคงซื้อไม่ไหว ส่วนหวังเส้าที่อาจหาโอสถทิพย์ระดับนั้นมาได้ก็ถอนหมั้นไปแล้ว หากเป็นเช่นนี้นางก็คงต้องใช้ชีวิตอยู่กับใบหน้าที่เสียโฉมไปตลอด

สตรีธรรมดายังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้ยาก แล้วนับประสาอะไรกับสตรีผู้มีบาดแผลบนใบหน้าเล่า

หงซูได้ยินเช่นนี้ก็ร้องไห้โฮออกมาทันที “ต้องโทษบ่าวที่ไม่ดี ไม่สามารถข่วนหน้านังปีศาจจิ้งจอกนั่นให้ยับเยิน คุณหนูเสียโฉมแล้ว ถ้าวันหน้าแต่งไม่ออกจะทำอย่างไร?”

“เจ้าฝันอยู่รึ?” หยางจันซิงกล่าว “ต้วนเซียงเหยามีพลังบำเพ็ญอยู่ในระดับจู้จี เจ้าไม่ถูกนางฉีกเป็นชิ้นๆ ก็นับว่าโชคดีแล้ว”

หงซูยิ่งพูดน้ำตาก็ยิ่งไหล “คุณหนูแต่งไม่ออก... คุณชายหวังถูกนางปีศาจจิ้งจอกแย่งไปแล้ว...”

ผู้แต่งเรื่อง ‘สวรรค์เก้าชั้นฟ้า’ เป็นผู้ชาย จึงไม่แปลกที่ตัวละครหญิงที่มาจากปลายปากกาของเขาจะมีนิสัยและความคิดแปลกประหลาด หงซูคงจะถูกล้างสมองจนไม่มีเหลือ

สาวใช้ตัวน้อยมีปณิธานในชีวิตเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือ ต้องช่วยให้คุณหนูใหญ่หยางแต่งเข้าตระกูลหวัง และกลายเป็นภรรยาเอกของหวังเส้าให้ได้

หยางจันซิงใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาให้หงซูแล้วปลอบว่า “หงซู เลิกคิดถึงเขาได้แล้ว วันหน้าข้าจะหาท่านเขยที่ดีกว่านี้ให้เจ้า”

“โกหก” หงซูสะอึกสะอื้น “ท่านเสียโฉมไปแล้ว...”

“รักษาได้”

หงซูหยุดร้องไห้แล้วหันมามองหยางจันซิงด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตา “รักษาอย่างไรเจ้าคะ?”

หยางจันซิงหยิบฟืนบนพื้นขึ้นมาเติมเข้าไปในกองไฟที่ใกล้จะมอดดับ “ในสำนักเซียนใหญ่ๆ มีโอสถทิพย์และยาวิเศษมากมายไม่ใช่หรือ? สำนักไท่เยี่ยนใหญ่โตเสียขนาดนั้น แค่โอสถทิพย์ขวดเดียวก็คงไม่หวงหรอกใช่ไหม?”

“แต่ว่า...” เหล่าหนิวลังเล “คุณหนูถอนหมั้นกับคุณชายหวังแล้วไม่ใช่หรือขอรับ?”

“ใครบอกว่าข้าจะพึ่งพาเขากัน?” หยางจันซิงยิ้ม “อีกแค่วันเดียวก็จะถึงงานประลองแล้ว ไม่มีข้อกำหนดเรื่องคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประลองเสียหน่อย ขอเพียงผ่านการคัดเลือกก็จะได้เป็นศิษย์ของสำนักไท่เยี่ยน เมื่อเป็นศิษย์สำนักไท่เยี่ยนแล้วก็ย่อมมีคุณสมบัติที่จะใช้โอสถทิพย์ได้”

“ความหมายของคุณหนูคือ...”

หยางจันซิงปัดเศษไม้ในมือ “ข้าจะเข้าร่วมงานประลองด้วย!”

 

หลังจากฝนตกมาตลอดทั้งคืน อากาศในยามเช้าของตำบลผิงหยางก็เริ่มมีไอเย็นของฤดูใบไม้ร่วง

หมอกยามเช้าทำให้ต้นหญ้าริมถนนเปียกชื้น จักจั่นส่งเสียงร้องเป็นพักๆ ปลุกตำบลผิงหยางให้ตื่นจากหลับใหล

วันนี้ตำบลผิงหยางคึกคักมาก ผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนมากต่างมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกัน คนต่างถิ่นที่เดินทางผ่านมากินอาหารพลางถามเถ้าแก่ร้านน้ำชาว่า “เถ้าแก่ คนพวกนั้นจะรีบไปไหนกัน มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ ทำไมถึงได้คึกคักเช่นนี้?”

“วันนี้สำนักไท่เยี่ยนจัดงานประลองคัดเลือกศิษย์” เถ้าแก่ตอบพร้อมรอยยิ้ม “หนุ่มสาวมากความสามารถของตูโจวต่างเฝ้ารอโอกาสที่จะได้ก้าวขึ้นไปบนลานวั่งเซียนไถ*เพื่อจะแสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้อื่น”

วั่งเซียนไถเป็นลานประลองยกสูงที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขากูเฝิง ว่ากันว่าหากไปยืนอยู่บนลานวั่งเซียนไถในตอนเย็นแล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปก็จะเห็นแดนเซียนที่อยู่บนยอดเขา ยามนี้บริเวณด้านล่างของลานวั่งเซียนไถคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ส่วนหยางจันซิง หงซูและเหล่าหนิวก็ได้แต่ยืนมองจากไกลๆ

ผู้คนในแดนตูโจวล้วนหลงใหลหนทางแห่งการบำเพ็ญเซียน ท่ามกลางสำนักเซียนน้อยใหญ่ทั้งหลายที่มีอยู่ในปัจจุบัน สำนักไท่เยี่ยนนับได้ว่าเป็นสำนักเซียนชั้นแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นด้านชื่อเสียงหรือรากฐานอันมั่นคง

เมื่อสามร้อยปีก่อน ‘อวี่ซานเซิ่งเหริน’ ก่อตั้งสำนักไท่เยี่ยนขึ้น และสำเร็จเป็นเซียนเมื่อร้อยปีที่แล้ว นับได้ว่าเป็นผู้บำเพ็ญเซียนคนแรกของแดนตูโจวที่สำเร็จเป็นเซียน หลังจากอวี่ซานเซิ่งเหรินสำเร็จเป็นเซียน ‘เส้าหยางเจินเหริน’ ศิษย์ของเขาก็สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักต่อ

กระทั่งเมื่อยี่สิบปีก่อน เกิดสงครามใหญ่ระหว่างเผ่ามนุษย์และเผ่ามาร ส่งผลให้สำนักไท่เยี่ยนได้รับความเสียหายอย่างหนักและเริ่มเสื่อมถอยลงทีละน้อย ทว่าดังคำกล่าวที่ว่า ‘แม้อูฐจะผอมแต่ก็ยังใหญ่กว่าม้า’**สำนักไท่เยี่ยนในฐานะสำนักเก่าแก่ ย่อมมีตำราล้ำค่าและเคล็ดวิชาอันล้ำลึกมากมาย หากได้เป็นศิษย์ย่อมเป็นเรื่องที่ประเสริฐ

ยิ่งไปกว่านั้น สำนักไท่เยี่ยนไม่เปิดรับศิษย์ใหม่มาสิบปีแล้ว ดังนั้นเมื่อมีประกาศรับศิษย์ใหม่ เหล่าผู้บำเพ็ญเซียนที่ทราบข่าวต่างก็หลั่งไหลมายังตำบลผิงหยาง ด้วยหวังจะเป็นมัจฉาที่กระโจนข้ามประตูมังกร ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งศิษย์ของสำนักไท่เยี่ยนได้สำเร็จ

“คิดว่ามีแค่ไม่กี่คนเสียอีก” หงซูประหลาดใจ “คนมากมายขนาดนี้ สำนักไท่เยี่ยนจะรับไหวหรือเจ้าคะ?”

“สำนักที่มีชื่อเช่นนี้ มีคนอยากเข้ามากมายก็เป็นเรื่องปกติ ยิ่งไปกว่านั้น” หยางจันซิงกวาดตามองรอบหนึ่ง “ดูเหมือนว่าปีนี้จะรับคนเพิ่มขึ้นด้วย”

ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งขี่กระบี่บินลงมาจากยอดเขากูเฝิง ไม่นานนักพวกเขาก็ทิ้งตัวลงมายืนอยู่บนลานวั่งเซียนไถ

“นั่น! ศิษย์สำนักไท่เยี่ยน!” ผู้บำเพ็ญเซียนคนหนึ่งร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น “พวกเขามาแล้ว!”

หงซูรู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน “คุณหนู พวกเขาคือคนของสำนักไท่เยี่ยน หน้าตาดีจริงๆ เจ้าค่ะ!”

คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่สวมอาภรณ์สีเทาอ่อนและผ้าคาดเอวสีขาว รวมผมด้วยแถบผ้าสีเทาเข้ม ทุกคนล้วนหน้าตาไม่เลว แม้รูปร่างจะผอมเพรียวทว่าแผ่นหลังเหยียดตรงแลดูองอาจ ยามเคลื่อนไหวอาภรณ์ที่สวมจะพลิ้วไหวไปตามสายลม งามสง่าจนยากจะละสายตา ผู้ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มเป็นสตรีเยาว์วัยคนหนึ่ง นางแต่งกายต่างจากคนอื่นๆ ด้วยชุดสีม่วงแกมเทา แม้ใบหน้าจะเย็นชา แต่ยามคลี่ยิ้มความเย็นเยือกก็พลันจางหาย เผยความอ่อนโยนและเป็นมิตรออกมา

สตรีนางนั้นยืนอยู่บนลานวั่งเซียนไถแล้วกล่าวเสียงดัง “ข้าคือศิษย์ของสำนักไท่เยี่ยนนามว่าจื่อหลัว วันนี้สำนักไท่เยี่ยนรับศิษย์ใหม่ ทุกท่านต่างก็เดินทางมาไกล เห็นได้ชัดว่าล้วนเป็นผู้ที่มีใจมุ่งมั่นในการบำเพ็ญเซียน”

“เส้นทางการบำเพ็ญเซียนเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม หากจิตใจไร้ความหนักแน่นและปราศจากปณิธานก็อาจล้มเหลวกลางทาง ทุกท่านต่างทราบดีว่าเส้นทางการบำเพ็ญเซียนนั้นเริ่มสร้างพื้นฐานจากระดับเลี่ยนชี่จากนั้นก็เข้าสู่ระดับจู้จี และศิษย์สำนักไท่เยี่ยนเราล้วนเริ่มจากระดับจู้จี การประลองคัดเลือกศิษย์ในวันนี้ด่านแรกจะเริ่มที่ลานวั่งเซียนไถ แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถก้าวขึ้นมาบนนี้ได้”

จื่อหลัวกล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อเบาๆ ทันใดนั้นแสงสีทองสายหนึ่งก็พุ่งออกจากชายแขนเสื้อ ตรงไปยังพื้นด้านล่างหน้าลานวั่งเซียนไถ ก่อนจะค่อย ๆ รวมตัวกันกลายเป็นประตูโค้งบานหนึ่งอย่างช้าๆ

“นี่คือประตูพลังวัตร” จื่อหลัวกล่าว “มีเพียงผู้ที่บรรลุระดับจู้จีแล้วเท่านั้นถึงจะสามารถผ่านไปได้ สหายท่านใดที่พลังบำเพ็ญยังอยู่ในระดับเลี่ยนชี่ ขอแนะนำให้กลับไปเสียตั้งแต่ตอนนี้”

หยางจันซิง “...”

ร้ายกาจมาก นี่มันระบบตรวจสอบอัจฉริยะชัดๆ!

 

 

 

 

____________________

* หมายถึง แท่นชมเซียน  ในบริบทนี้กล่าวถึงลานประลองที่เรียกว่าแท่นชมเซียน    

** เป็นสำนวน หมายถึง คนที่เคยมีอำนาจ ต่อให้ตกต่ำหรือสูญเสียอำนาจไปแล้ว แต่ก็ยังมีอิทธิพลหรือความสามารถมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปอยู่ดี