บทที่ 3 แรกพบพาน
คราวนี้อู๋ซือไม่กล้ามองตาของโหลวซี่เหยียนตรงๆ เพราะกลัวว่าตนเองจะน้ำตาไหลสร้างความขายหน้าออกมา คำพูดต่างๆ ที่ตระเตรียมท่องไว้ในใจนับครั้งไม่ถ้วน ทะลักทลายดุจทำนบพังในครั้งเดียว “ท่านอัครเสนาบดี หลินโป๋คังเป็นผู้มีพระคุณของพวกเราทั้งหมู่บ้าน หมู่บ้านสกุลหนิวแห่งนี้มีบ่อบาดาลเพียงสามบ่อ คน ปศุสัตว์ พืชผักในไร่ล้วนอาศัยน้ำบ่อพวกนี้ ตอนที่ผู้มีพระคุณยังไม่ได้เข้ามาช่วย ชาวไร่ชาวนามักจะต้องหว่านเมล็ดไร้ผลเก็บเกี่ยว หลายปีมานี้ก็ได้ผู้มีพระคุณคอยช่วยเรื่องอาหารมาโดยตลอด หน้าหนาวยังแจกผ้าห่ม ไม่ใช่วันสองวัน เป็นสิบปี สิบปีเต็มๆ เลยนะขอรับ คนดีขนาดนี้ จะไปย้อมแมว แอบเปลี่ยนเสบียงทหารได้ยังไงกัน? ผู้มีพระคุณไม่ใช่คนเลวทราม เขาต้องถูกใส่ร้ายแน่ๆ ขออัครเสนาบดีได้โปรดไต่สวนให้ชัดเจนด้วย”
ที่แท้ก็เป็นคดีแอบเปลี่ยนเสบียงทหารคดีนั้นนั่นเอง โหลวซี่เหยียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาทราบว่าทางกรมอาญาได้ตัดสินคดีไปตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนแล้ว ทั้งพยานหลักฐานและหนังสือสารภาพล้วนมีอยู่ครบ โหลวซี่เหยียนจึงเอ่ยถามอีกครั้ง “ศาลได้ตัดสินคดีนี้ไปแล้ว ตัวหลินโป๋คังเองก็ได้ลงชื่อในหนังสือรับคำสารภาพแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเจ้าจะให้ไต่สวนอะไรอีก? หรือพวกเจ้ามีหลักฐานพลิกฟื้นคดีอยู่ในมือ?”
“พวกเรา...พวกเรา...” พวกเขามีหลักฐานที่ไหนกันเล่า เพียงแค่เชื่อมั่นในตัวผู้มีพระคุณเท่านั้น อู๋ซือกลัวอัครเสนาบดีจะไม่เชื่อ จึงคุกเข่าลงโครมลั่นอีกครั้งหนึ่ง
จั๋วฉิงกลอกตามองฟ้า... ท่าไม้ตายอีกแล้ว?
“ท่านผู้มีพระคุณไม่ทำอะไรแบบนั้นแน่นอน พวกเรามั่นใจ ขอท่านอัครเสนาบดีได้โปรดตรวจสอบให้ชัดเจนด้วย” ยามนี้ชายผู้นี้ก็ถึงกับร้องไห้ สะอึกสะอื้นพลางโขกศีรษะมิได้หยุด ชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังก็คุกเข่าลงทำแบบเดียวกัน ท่วงท่าเหมือนในหนังเด๊ะ... เสียงตึงๆ ทำเอาจั๋วฉิงที่ฟังอยู่เกิดอาการไม่สบอารมณ์
เป็นพวกโง่เง่าทั้งฝูงจริงๆ ด้วย
สิ่งที่ควรพูดกลับไม่พูด ทำเป็นแต่คุกเข่าโขกหัว!!!
หญิงสาวเอื้อมมือไปคว้าไหล่อู๋ซือไว้ เปรยเสียงเย็นเยียบ “พอ--”
เธอก้าวออกมาจากฝูงชน ร่างบอบบางแฝงกลิ่นอายแห่งปัญญาชนยืนประจันหน้ากับโหลวซี่เหยียน เอ่ยขึ้นอย่างไม่หวาดเกรง “จากที่ภรรยาของหลินโป๋คังได้กล่าวไว้ ขณะที่นางไปเยี่ยมหลินโป๋คังหลังจากตัดสินคดีครั้งล่าสุด หลินโป๋คังยังคงยืนกรานว่าตนเองถูกใส่ร้าย ขอถามสักหน่อยว่าเหตุใดคนที่สารภาพไปแล้วจึงยังยืนยันว่าตนเองถูกใส่ร้ายด้วยล่ะ คดีนี้มิได้ถูกไต่สวนอย่างเปิดเผย เราจึงมีเหตุสงสัยว่าหลินโป๋คังถูกบีบบังคับให้รับสารภาพด้วยการทรมาน หรือไม่ก็ลงชื่อสารภาพเพราะถูกบังคับ และ/หรือ อาจไม่มีสติสัมปชัญญะ”
“บีบให้สารภาพด้วยการทรมาน?” คำนี้น่าสนใจ แต่ยิ่งกว่าน่าสนใจคือคำว่า ‘และ/หรือ’ ซึ่งเป็นคำพูดที่มักเจอในชนชั้นระดับตุลาการชั้นสูง แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าของผู้พูด ทว่าวิธีพูดของคนตรงหน้าเขามีหลักการยิ่ง
ไม่อ่อนข้อ แต่ก็ไม่ผูกขาดตัวเอง...ไม่ใส่ความแต่ก็ไม่ก้าวถอย
น้ำเสียงเยือกเย็นเด่นชัด ประกอบกับอารมณ์สงบนิ่งไม่วอกแวก เพียงเท่านี้ก็ทำให้โหลวซี่เหยียนรู้สึกได้ว่า ‘คนผู้นี้’ ต้องมิใช่ชาวบ้านธรรมดาๆ เป็นแน่
ร่างสูงกว่าเดินเข้าใกล้จั๋วฉิงทีละก้าว... หนึ่งก้าวก็ถามหนึ่งคำ “เจ้าพูดเช่นนี้ คล้ายมีหลักฐาน”
ความรู้สึกบีบคั้นที่ถาโถมเข้ามาช่างหนักหน่วงเสียจริง แม้น้ำเสียงเขาจะเบา ใบหน้าเจือไปด้วยรอยยิ้ม หากแต่ทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาบีบให้เธอต้องผงะถอย หญิงสาวประสานสายตากับดวงตาอบอุ่นของโหลวซี่เหยียน น่าแปลกที่แพทย์อย่างเธอเกิดความรู้สึกตื่นเต้นโดยไร้สาเหตุ
กู้อวิ๋นเคยกล่าวเล่นๆ ว่าการโจมตีคือการป้องกันที่ดีที่สุด ซึ่งจั๋วฉิงเห็นด้วยเต็มที่ เธอไม่เคยมีนิสัยถอยหนีมาก่อน ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นเธอจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แทนที่จะก้าวถอยกลับเลือกที่จะปักหลักสู้ด้วยการก้าวเข้าหาเขาเช่นกัน “จะเป็นการบีบให้สารภาพด้วยการทรมานหรือไม่ ตรวจดูรอยบาดแผลบนร่างเขาก็น่าจะรู้ชัดเจนแล้ว หลินโป๋คังยืนยันย้ำไปย้ำมาว่าเขาบริสุทธิ์... ขอถามท่านอัครเสนาบดี ถ้าหากเป็นการบังคับให้สารภาพด้วยการทรมานจริงแล้วท่านจะทำอย่างไร?”
มิคาดว่าเขาจะไม่ยอมถอยหลังเลยสักนิด ต่างคนต่างก้าวจนร่างแทบประชิดกัน
ถึงเพียงนั้นยังไม่มีใครยอมถอยให้ใคร!!!
โหลวซี่เหยียนพิจารณาดวงตากระจ่างใสที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม
ใช่แล้ว...ใสกระจ่างยิ่ง นานเท่าใดแล้วที่เขาไม่ได้เห็นแววตาเปิดเผยกล้าหาญแบบนี้ อยู่ในแวดวงราชการมาเนิ่นนาน ทุกคนล้วนมีชีวิตโดยสวมหน้ากากเอาไว้ตลอดจนโหลวซี่เหยียนแทบจะลืมความกล้าหาญสง่าผ่าเผยแบบนี้ไปแล้ว เมื่อได้เห็นอีกครั้งจึงรู้สึกประหลาดใจจนเจ็บแน่นไปทั้งอก “หากเป็นดังที่เจ้าว่ามา ข้าพร้อมจะสอบสวนคดีนี้ด้วยตนเอง”
ดีมาก… จั๋วฉิงถือโอกาสรุกต่อทันที “สอบสวนแบบไหน แบบเปิดเผยหรือเปล่า?”
ให้บอกว่าจะสอบสวนใหม่แบบเปิดเผย?
เจ้าเด็กรนหาที่ตายนี่กำลังบีบให้เขาพูดออกมาชัดๆ หากว่าเขาไม่ยอมตกลงสอบสวนโดยเปิดเผยในตอนนี้ ก็ไม่แคล้วต้องสูญเสียความเที่ยงธรรมต่อหน้าผู้อื่น
แน่มาก... โหลวซี่เหยียนยิ้มจางๆ พยักหน้าเล็กน้อย เลือกตอบกลับอย่างใจกว้าง “จริงๆ แล้วงานส่วนราชการไม่ควรให้สิทธิ์คนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่ในเมื่อเจ้าร้องขอ ข้าตัดสินใจจะสอบสวนคดีนี้โดยเปิดเผย”
ที่รอก็เพื่อคำพูดนี้เอง!
จั๋วฉิงเพิ่งจะเบิกบานใจได้ไม่นาน หัวใจก็ต้องดิ่งวูบลงเหวลึกทันทีที่ได้ยินประโยคถัดไป
“เพียงแต่...” อัครเสนาบดีลากเสียงยาว เขาลากปลายเท้าเดินเข้าไปหาร่างเล็กอีกก้าวอย่างสบายอารมณ์ เอ่ยขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ตามกฎหมายของฉงเยว่ หากไม่มีหลักฐานแสดงถึงความบริสุทธิ์ของนักโทษ หรือว่าหลังจากสอบสวนใหม่แล้ว ผลออกมายังคงมีความผิดเช่นเดิม ผู้ขอให้มีการสอบสวนใหม่จะต้องรับผิดฐานสร้างความปั่นป่วนแก่ศาล โทษสถานเบาโบยหนึ่งร้อยที สถานหนักเกณฑ์แรงงานสามปี”
มีเรื่องแบบนี้ด้วย!?
นี่มันกฎหมายอะไรกัน จะยื่นคำร้องยังต้องเสี่ยงรับโทษทัณฑ์อีก?
ทำไมไม่มีใครบอกเธอเลยล่ะ จั๋วฉิงแทบจะสาบานได้ว่าเห็นระลอกคลื่นในดวงตานั้นฉายแววหยอกเย้า แม้จะเป็นเพียงแค่ชั่วพริบตา แต่ก็ต้องใช่อย่างแน่นอน
เธอกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าพอได้ยินว่าอัครเสนาบดียอมสอบสวนคดีนี้ใหม่ อู๋ซือก็ดีใจจนโห่ร้องออกมา เสียงดังปานกระบือตกลูก “พวกข้าเชื่อว่าผู้มีพระคุณบริสุทธิ์แน่นอน พวกเราขอยอมรับผิด”
พวกแกยอมแต่ฉันไม่ยอมนะ!
อย่าว่าแต่หลินโป๋คังอาจจะไม่ได้บริสุทธิ์จริงเลย ต่อให้เขาบริสุทธิ์แล้วอย่างไร หลักฐานเล่า?
ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น…จั๋วฉิงอดไม่ได้ที่จะเตะอู๋ซือไปแรงๆ หนึ่งที
เธอโมโหจนอกจะแตกตายอยู่แล้ว โหลวซี่เหยียนเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างกลับหัวเราะแบบคนสนุกสนานเต็มพิกัด เขาจ้องเธอด้วยสายตาจดจ่อไม่ยอมจาก “เจ้า...ชื่ออะไรนะ?” เจ้าหนูคนนี้น่าสนใจมาก มีแววตาซื่อตรงเฉลียวฉลาด แต่บางครั้งก็เหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขาแอบสังเกตคลื่นใต้น้ำระหว่างเจ้าหนุ่มนี่กับชาวบ้านที่เหลือมาตลอด อดยอมรับไม่ได้ว่าเจ้านี่น่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ
ความโมโหเต็มอกไร้ที่ระบาย ทำให้จั๋วฉิงตอบกลับอีกฝ่ายอย่างเย็นชา“ก่อนถามชื่อคนอื่น ควรแจ้งชื่อตนเองก่อน นี่เป็นมารยาทขั้นพื้นฐาน”
อย่างนั้นหรือ?
โหลวซี่เหยียนแทบจะหลุดหัวเราะพรืดออกมา สนุก...สนุกเหลือเกิน เขาบังคับตัวเองให้ตอบกลับยิ้มๆ อย่างไม่ถือสา “โหลวซี่เหยียน”
“ซี่เหยียน?” เธอทวนคำเสียงต่ำ ดวงตาใสกระจ่างมองดูใบหน้าเขากลับไปมารอบหนึ่ง
เห็นท่าทางแปลกๆ ที่เจ้าเด็กนี่แสดงออก ฉีเทียนหยูก็สังหรณ์รางๆ ว่าจะต้องมีอะไรสนุกให้ดูแน่ จึงยกสองมือกอดอกก่อนพูดขึ้นมาบ้าง“เจ้าหนู มีปัญหาอะไรรึ?”
จั๋วฉิงส่ายศีรษะไปมา ตอบพร้อมกับยักไหล่อย่างสบายอารมณ์ “ไม่มี...”
แค่นี้หรือ?
ฉีเทียนหยูเกือบจะถอนหายใจด้วยความผิดหวัง แต่แล้วเสียงจั๋วฉิง
ก็ดังขึ้น ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่หนักไม่เบา คล้ายกำลังรำพึงกับตนเอง “ไม่คิดว่าผู้ชายตัวโตขนาดนั้นจะเอาชื่อผู้หญิงมาตั้ง...”
ปฏิกิริยาที่เกิดจากการ ‘พูดคุยกับตนเอง’ ของจั๋วฉิงน่าตกใจนัก ด้านหน้าหมู่บ้านที่มีผู้คนรวมตัวกันหลายร้อยพลันเงียบกริบลงทันควัน เหล่าชาวบ้านมีสีหน้าหวาดผวา จิ่งซา.. โม่ไป๋ องครักษ์ของท่านอัครเสนาบดีขมวดคิ้วแน่น ฉีเทียนหยูนิ่งอึ้งประหนึ่งไก่ไม้ แม้เขาเองเคยรู้สึกว่าชื่อของซี่เหยียนช่างอ่อนหวาน แต่ก็ไม่เคยมีใครกล้าพูดเช่นนี้มาก่อน
เจ้าหนูนี่ขวัญกล้าเทียมฟ้า!!!
เขาสาบานได้ เมื่อครู่เขาเห็นอัครเสนาบดีโหลวผู้อบอุ่นสง่างาม ผู้มีรอยยิ้มเปี่ยมมิตรไมตรีดั่งกระฉ่อนไปทั่วหกแคว้น กลับมีรอยยิ้มแข็งกระด้างประหนึ่งถูกแช่แข็งเป็นครั้งแรก
มีคนโชคร้ายแล้ว
โหลวซี่เหยียนนิ่งเงียบไร้เสียง คนอื่นๆ ก็ไม่รู้จะทำประการใด บริเวณด้านหน้าหมู่บ้านที่มีคนหลายร้อยมาชุมนุมกันพลันเงียบกริบ บรรยากาศแปลกๆ เข้าปกคลุมอย่างรวดเร็ว แม้แต่อากาศยังไม่เป็นใจ จั๋วฉิงเอียงคอมองโหลวซี่เหยียนทีหนึ่ง เห็นว่าเขายังคงยิ้มอยู่ ดวงตาเรียวยาวนั้นมองจ้องมาที่เธอ จ้องเอาๆ อย่าง ‘อบอุ่นอ่อนโยน’ แต่ให้อย่างไรจั๋วฉิงก็ไม่รู้สึกอบอุ่นเลยสักนิด ขนทั่วร่างต่างพากันลุกเกรียวแทนซะอีก
เขาผู้เป็นถึงอัครเสนาบดี ชื่อเสียงเลื่องลือว่า ‘อ่อนโยนประณีตราวกับหยกชิ้นเลิศ’ จิตใจสูงล้ำเหนือคนธรรมดา ไม่น่าจะใจน้อยขนาดนั้นนะ?
จั๋วฉิงดึงหมวกลงอีกหน่อย ค่อยๆ ก้าวถอยหลัง
เธอทำตามคำกล่าวที่ว่าวิญญูชนไม่ยืนอยู่ใต้กำแพงอันตราย
ใครจะคาดว่าเพียงก้าวเท้าออกไปก้าวเดียว จู่ๆ สายฟ้าก็ลั่นแปลบก่อนกระหน่ำลงพร้อมกับฟ้าแลบแสบตาฟาดไปทั่ว ตอนแรกยังมีเพียงลมฤดูใบไม้ผลิพัดเอื่อยอยู่นี่นา เหตุใดจู่ๆ จึงเกิดโกลาหลขึ้นมาเล่า ลมแรงจนใบหญ้าถูกพัดปลิวกระจาย
จั๋วฉิงตกใจแทบกระโดด หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองฟ้า เห็นเพียงท้องฟ้าดำมืดปกคลุมด้วยเมฆทะมึน เธอถึงกับตะลึงลานไปทันที “ไม่จริงน่า”
เธอไม่ได้พูดอะไรผิดศีลธรรมร้ายแรง หรือขัดต่อฟ้าดินเสียหน่อย ถึงกับสายฟ้าฟาด ลมคลั่งโหมพายุกระหน่ำขนาดนั้นเลยหรือ?
หลังเสียงฟ้าผ่าหลายที สิ่งที่ตามมาคือเม็ดฝนกระหน่ำ
“ฝนตก!” สายฝนที่จู่ๆ ก็ตกลงมาอย่างหนักทำให้ผู้คนต่างพากันรับมือไม่ถูก เกิดการโกลาหลไปหมด จั๋วฉิงอาศัยความวุ่นวายรีบถอยหนีทันควัน ทว่าจู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บมือขึ้นมา ข้อมือเธอถูกมือขนาดใหญ่ขาวสะอาดคว้าไว้แน่น หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง คนจับมือเธอคือโหลวซี่เหยียนนั่นเอง
ภายใต้ฝนสาดซัด ทุกคนสภาพเปียกปอนเหมือนสุนัขตกน้ำ มีเพียงเขาเท่านั้นที่ยังรักษาท่วงท่าเฉื่อยเนือยอยู่ได้ ท่ามกลางไอฝนหนาที่กั้นอยู่ หน้าตาของเขาแทบจะเลือนรางไปกับสายน้ำ เธอสัมผัสได้ถึงสายตาแหลมคมที่เปล่งประกายออกมาจากดวงตาคู่นั้นอย่างชัดเจน
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ อู๋ซือตะโกนร้องดัง “ท่านอัครเสนาบดี เชิญทางนี้ มาหลบฝนที่ศาลเจ้าก่อนเถอะ”
โหลวซี่เหยียนพยักหน้า ไม่ลืมลากตัวจั๋วฉิงเดินไปทางศาลเจ้าหน้าหมู่บ้านด้วย ร่างเล็กกว่าพยายามดิ้นรนออกแรงตะเกียกตะกายอยู่หลายที แล้วก็ตัดสินใจยอมแพ้ ท่าทางเขาสุภาพขนาดนั้นกลับมีเรี่ยวแรงเยอะถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
เว้นเสียแต่ว่าเธอไม่ต้องการมือข้างนี้แล้ว ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางหนีได้เด็ดขาด
โหลวซี่เหยียนหันกลับมามองหนุ่มน้อยผู้นั้น มันตะเกียกตะกายอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ยอมอ่อนข้อเดินตามเขามา มุมปากท่านอัครเสนาบดียกขึ้นบางๆ อย่างไม่รู้ตัว
ศาลเจ้าที่ว่าก็คือบ้านดินหลังใหญ่ มีโต๊ะบูชาหลายตัวแล้วก็เศษธูปเทียนที่มอดไหม้ ผนังทั้งสี่แทบจะทรุดพัง ฝนยังคอยหยดผ่านทางกระเบื้องรั่วเป็นระยะๆ เดิมพื้นที่ก็ไม่ค่อยกว้างอยู่แล้ว พอมีคนกลุ่มใหญ่อัดกัน
เข้ามาจึงเบียดเสียดเป็นพิเศษ ยังดีที่องครักษ์ ‘สองเทพดำขาว’ ของโหลวซี่เหยียนอยู่ตรงนั้น ชาวบ้านจึงไม่กล้าเบียดกันเข้ามา ได้แต่ยืนกระจุกกันอยู่ตรงมุมโต๊ะหมู่บูชา
มือของจั๋วฉิงโดนจับไว้ตลอด ให้ความรู้สึกไม่คุ้นชิน หญิงสาวเริ่มเขย่าแขนอย่างรับไม่ได้ ในที่สุดก็เปรยขึ้นมาด้วยความรำคาญ “ท่านอัครเสนาบดี ปล่อยข้าได้แล้วมั้ง”
เดิมโหลวซี่เหยียนเตรียมจะปล่อยมือแล้ว แต่พอได้ยินน้ำเสียงรังเกียจดังมาจากเด็กหนุ่มร่างเล็ก ก็ยิ่งออกแรงกุมข้อมือแน่นยิ่งขึ้น น้ำเสียงที่ตอบคงความอบอุ่นเช่นเคย “ถามชื่อคนอื่นแล้ว ตนเองกลับไม่ยอมบอกชื่อ ดูเหมือนจะไร้ซึ่งมารยาทขั้นพื้นฐานเหมือนกันนะ”
เจ็บจัง... เจ้าโหลวซี่เหยียนคนนี้ร้ายกาจเกินไป มือเธอกำลังจะหักอยู่รอมร่อแล้วนะ
จั๋วฉิงแสร้งเข้มแข็ง กัดฟันไว้ไม่ส่งเสียงใดๆ ทั้งยังไม่ตอบคำถามเขาอีก
เมื่อสัมผัสได้ว่าข้อมือที่อยู่ในฝ่ามือของเขาสั่นเทาไม่หยุด โหลวซี่เหยียนจึงค่อยๆ คลายแรงที่จับอยู่ เจ้าเด็กนี่มือเล็กเหลือเกิน เขาเองจับแรงๆ ยังกลัวเผลอหักข้อมือเจ้านี่ด้วยซ้ำ ร่างสูงกว่าปล่อยมืออีกฝ่ายออก...ถามเรียบๆ “ชื่อล่ะ?”
น้ำเสียงเรียบเรื่อยนั้นต่ำทุ้มน่าฟัง จั๋วฉิงเผลอเงยหน้าขึ้นน้อยๆ มองดูโหลวซี่เหยียน
เมื่อพิศใกล้ๆ ทำให้เห็นว่าใบหน้าเขางามสง่าเกินคน ยามนี้เขาไม่ได้ยิ้มแล้ว เมื่อขาดรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ จึงได้เห็นว่าดวงตาเรียวยาวคู่นั้นแอบซ่อนความทระนงในตนเองไว้เต็มเปี่ยม เธอมองอย่างเผลอไผล จู่ๆ ก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นแววประหลาดใจน้อยๆ ฉายชัดอยู่ในดวงตาของผู้เป็นถึงอัครเสนาบดี
ใบหน้าของเธอ!
จั๋วฉิงรีบก้มหัวลง แต่ไม่ทัน... เขาจับคางเธอเอาไว้มั่น
บีบให้เธอหันกลับไปช้าๆ
ฟ้าแลบผ่านอย่างถูกจังหวะทำให้เห็นรอยแผลเป็นลึกกว้างสองรอยภายใต้แสงสีขาวสว่าง รอยแผลปรากฏอยู่บนแก้มขาวนวลผุดผ่อง ทำให้แทบจะมองใบหน้าซีกนั้นไม่ออก
ดวงตาโหลวซี่เหยียนกะพริบเล็กน้อย ใครกันที่โหดร้ายเช่นนี้ ถึงกับทิ้งร่องรอยอัปลักษณ์ไว้บนใบหน้าของเด็กที่ยังไม่โตดี
จั๋วฉิงก้มศีรษะลงไม่ได้ ทำได้เพียงกดหมวกเก่าขาดบนศีรษะลงแทน พยายามปิดบังใบหน้าด้านข้างที่ยังดีอยู่ให้มิด เธอตัดสินใจยกขาขึ้นแล้วเหยียบลงไปบนขาของอีกฝ่ายเต็มแรง
“โอ๊ย!” โหลวซี่เหยียนถึงกับร้องลั่นเพราะไม่ทันระวังตัว
จั๋วฉิงอาศัยจังหวะนั้นปัดมือเขาออกแล้วถอยห่างหลายก้าว
พอทิ้งระยะห่างจากเขาได้ แรงกดดันที่เธอแบกรับอยู่ก็ลดน้อยลงทันที จั๋วฉิงยังคงดึงหมวกปิดหน้า เอ่ยออกมาอย่างตกใจเต็มที่ “เมื่อครู่เหยียบถูกท่านหรือ? ต้องขอโทษด้วย มืดเหลือเกิน ข้ามองไม่เห็น” ตอนนี้เธอคิดถึงรองเท้าส้นสูงสามนิ้วของตนเองในคอนโดเหลือเกิน
มองไม่เห็น?
เสแสร้งให้แนบเนียนกว่านี้หน่อยเถอะ!
แต่พอนึกถึงแผลบนหน้าอ่อนเยาว์นั้นแล้ว โหลวซี่เหยียนได้แต่เหยียดมือค้างอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ทิ้งลงบนตัก
พออีกฝ่ายไม่ได้คุกคามกลับ เธอจึงค่อยโล่งอกขึ้นมา หูได้ยินเสียงฉีเทียนหยูกำลังคาดคั้นกับอู๋ซือ “พวกเจ้าต้องการพบอัครเสนาบดี ตอนนี้ท่านก็มาแล้ว แล้วสาวงามที่ไปชิงตัวมาเล่า ตอนนี้ก็ถึงเวลาคืนมาได้แล้วเช่นกัน”
อู๋ซือเกาศีรษะแกรกๆ สีหน้าบ่งชัดว่ามิรู้จะทำประการใด แม่นางจั๋วบอกว่าห้ามพูดนี่นา?
“อยู่ไหนเล่า?” เพราะดูออกว่าบุรุษร่างใหญ่ตรงหน้านั้นซื่อยิ่งนัก ฉีเทียนหยูเลยคาดคั้นต่อไป “พวกเจ้าคงไม่ได้ฆ่านางไปแล้วใช่หรือไม่?”
อู๋ซือส่ายหน้าไม่หยุด ละล่ำละลักอย่างลนลาน “ไม่ๆ ไม่ได้ฆ่าคนอย่างแน่นอน”
“ขายไปแล้ว?”
คราวนี้อู๋ซือร้องเสียงดังกว่าเก่า “จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าไม่ทำเรื่องชั่วร้ายแบบนั้นหรอก”
“แล้วอยู่ที่ไหนล่ะ?”
อยู่ไหนล่ะ? ชาวบ้านทั้งกลุ่มเริ่มมองหาเงาร่างในศาลเจ้าอีกครั้ง
เอาอีกแล้ว...จั๋วฉิงได้แต่สบถเสียงต่ำ... มองมาอีกแล้ว
ตึง!
เธอตัดสินใจตบโต๊ะบูชาอย่างแรง โต๊ะที่ผุอยู่แล้วก็โยกซ้ายเอียงขวาอยู่หลายทีก่อนจะล้มหักลงไปในพริบตา เหล่าชาวบ้านต่างพากันหันขวับมามองหญิงสาวด้วยสายตาหวาดผวา โหลวซี่เหยียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เจ้าหนูนี่จะเล่นลูกไม้อะไรอีกล่ะ?
ดีมาก ตอนนี้มีแต่คนมองเธอ ต่อให้เก่งยังไงโหลวซี่เหยียนก็ไม่มีทางมองออกว่าคนที่เจ้าพวกบ้าปัญญาอ่อนกำลังมองหาอยู่คือเธอนี่แหละ ภารกิจสำเร็จแล้ว
แต่ว่า...ให้ตาย เจ็บชะมัด!
จั๋วฉิงค่อยๆ ดึงมือกลับไป ทำท่าไม่รู้สึกอะไรทั้งที่รู้สึกได้ว่ามือกำลังบวมขึ้นอย่างรวดเร็ว หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ตะโกนตอบเสียงกังวาน “ตอนนี้นางสบายดี ท่านอัครเสนาบดีโปรดวางใจ พวกเราจะดูแลนางแทนท่านด้วยชีวิต หลังจากการไต่สวนคดีอย่างเปิดเผยสิ้นสุดลง ถึงตอนนั้นท่านอัครเสนาบดีก็จะได้พบกับนางเอง”
“ความหมายของเจ้าคือ หากไม่ไต่สวนคดีอย่างเปิดเผย พวกเราก็จะไม่ได้พบกับสาวงามอย่างนั้นหรือ?” ฉีเทียนหยูกวาดสายตามองเศษไม้แหลกละเอียดบนพื้นคราหนึ่ง ท่าทางราวกับหากมิได้ก่อกวนจนถึงที่สุดก็จะอกแตกตายกระนั้น “ท่านอัครเสนาบดี เขากำลังข่มขู่ท่านอยู่นะ”
เจ้าหมอนี่เป็นใครกัน?
แสร้งก้าวร้าวเพื่อหยุดความวุ่นวายอย่างนั้นหรือ
จั๋วฉิงกัดฟันกรอด ตอบเสียงเย็น “คุณชายท่านนี้เข้าใจข้าผิดไปแล้ว สิ่งที่ไม่ได้ผลจริงจังอย่างการข่มขู่นั้นข้าไม่ทำแน่นอน”
อวดอ้างใหญ่โตยิ่ง!
ฉีเทียนหยูผิวปากยาว เจ้าหนูนี่น่าสนใจจริงๆ เขาแกล้งทำเป็นส่ายศีรษะอย่างหวาดผวา เอ่ยเสียงดังเหมือนกำลังจะประกาศ “เจ้าไม่ได้ข่มขู่ อย่างนั้นก็คือกำลังคุกคาม? คุกคามขุนนางราชสำนักอย่างนั้นหรือ? โทษหนักมากเจ้ารู้หรือไม่?”
“เจ้า...” หญิงสาวจวนสะกดอารมณ์ไม่อยู่
ทว่าก่อนที่จะมีการปะทะกันเกิดขึ้น โหลวซี่เหยียนพลันหัวเราะก่อน “พอเถอะ... พรุ่งนี้เวลาเที่ยง ข้าจะอ่านสำนวนคดีที่ศาลยิงเทียน สอบสวนสาเหตุแห่งคดี อนุญาตให้คนในหมู่บ้านสกุลหนิวส่งคนไปร่วมเข้ารับฟังสิบคน คดีนี้จะสอบสวนใหม่หรือไม่ ต้องรอให้ข้าอ่านสำนวนคดี และเจอตัวนักโทษเสียก่อนจึงค่อยกำหนดต่อไป”
“ขอบคุณท่านอัครเสนาบดี” เหล่าชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงขอบคุณทันควัน มีเพียงจั๋วฉิงที่ยังยืนจ้องโหลวซี่เหยียนด้วยแววตาครุ่นคิด
ผู้ชายคนนี้ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็เดาทางได้ยากนัก
ภายนอก ฝนเริ่มซาเม็ด โหลวซี่เหยียนไม่พูดสิ่งใดมาก เพียงเตรียมตัวเดินทางกลับ ฉีเทียนหยูรีบเดินตามเขาไป กระตุกชายเสื้อถามอย่างเคร่งเครียด “ท่านไม่เอาตัวสาวงามไปด้วยจริงๆ หรือ?”
โหลวซี่เหยียนเพียงกวาดสายตาผ่านจั๋วฉิงคราหนึ่ง หัวเราะอย่างผ่อนคลายแล้วจึงตอบ “ให้เขาดูแลแทนข้าไปก่อน”
จั๋วฉิงกลับขนลุกขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ รอยยิ้มของคนผู้นี้แฝงไว้หลายความหมาย
ยากยิ่งกว่าข้อสอบแพทย์เสียอีก
มิคาดพอเดินไปจนถึงประตูศาลเจ้า จู่ๆ อัครเสนาบดีโหลวก็หยุดฝีเท้า หันกลับมามองเธออีกครั้ง เขาปรับเสียงพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “เจ้า – พรุ่งนี้ต้องไปด้วย นี่เป็นคำสั่ง”
“ทำไมข้าต้องไปด้วย?” เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเธอตรงไหน หา!!!
“หากเจ้าไม่ปรากฏตัวในวันพรุ่งนี้ พวกเขาก็ไม่ต้องมา”
โหลวซี่เหยียนเพียงทิ้งคำพูดประโยคหนึ่ง ก่อนจะเดินนำกลุ่มคนจากจวนอัครเสนาบดีหายตัวไปท่ามกลางสายฝนพรำอย่างรวดเร็ว
“นี่...” จั๋วฉิงพลันรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
นี่ใครกำลังขู่ใครกันแน่..