ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เพชรยอดคทา (ซีรี่ย์โฉมงามบรรณาการ)

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
หนึ่งหญิงงาม ทรามวัยอัจฉริยะ หนึ่งอัครเสนาบดี ยอดกุนซือผู้อยู่เหนือผู้คนทั่วทั้งแคว้น ลุ้นไปกับความรักของเขาและเธอ ภายใต้สายลมแห่งกาลเวลา... จั๋วฉิงคือแพทย์หญิงอัจฉริยะอันดับหนึ่งของจีน เธอเด็ดเดี่ยว เยือกเย็น เป็นมืออาชีพ เป็นนิติเวชที่อายุน้อยที่สุด อนาคตรุ่งโรจน์ที่สุดในยุกไซเบอร์ แต่ชีวิตเธอกลับพลิกผันเพราะเรื่องไม่คาดฝันเรื่องหนึ่ง...‘การเดินทางผ่านห้วงเวลา’...ปัจจุบัน... จั๋วฉิงอยู่ในร่างโฉมงามที่ต้องกลายเป็นบรรณาการระหว่างประเทศ ต้องเอาชีวิตรอดอยู่ในโลกที่เพศหญิงเป็นรอง เธอขาดทั้งอิสรภาพ อำนาจ และเงินทอง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่คือความสามารถจากสองมือและสมองอัจฉริยะ...ภายใต้มีดหมอของจั๋วชิง ไม่เคยมีใครต้องตายฟรี!

บทนำ

หนึ่งหญิงงาม ทรามวัยอัจฉริยะ

หนึ่งอัครเสนาบดี ยอดกุนซือผู้อยู่เหนือผู้คนทั่วทั้งแคว้น

ลุ้นไปกับความรักของเขาและเธอ ภายใต้สายลมแห่งกาลเวลา...

 

จั๋วฉิงคือแพทย์หญิงอัจฉริยะอันดับหนึ่งของจีน เธอเด็ดเดี่ยว เยือกเย็น เป็นมืออาชีพ เป็นนิติเวชที่อายุน้อยที่สุด อนาคตรุ่งโรจน์ที่สุดในยุกไซเบอร์ แต่ชีวิตเธอกลับพลิกผันเพราะเรื่องไม่คาดฝันเรื่องหนึ่ง...‘การเดินทางผ่านห้วงเวลา’...ปัจจุบัน... จั๋วฉิงอยู่ในร่างโฉมงามที่ต้องกลายเป็นบรรณาการระหว่างประเทศ ต้องเอาชีวิตรอดอยู่ในโลกที่เพศหญิงเป็นรอง เธอขาดทั้งอิสรภาพ อำนาจ และเงินทอง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่คือความสามารถจากสองมือและสมองอัจฉริยะ...ภายใต้มีดหมอของจั๋วชิง ไม่เคยมีใครต้องตายฟรี!

 

สารบัญ

บทที่ 1 จานเลือดยันต์แปดทิศ

พริบตาที่หยดเลือดหลอมรวมเข้าสู่ศูนย์กลาง จานยันต์แปดทิศพลันเปล่งแสงสีแดงเข้ม

จั๋วฉิงกับกู้อวิ๋นไม่มีปฏิกิริยาใดๆ มีเพียงความดำมืดเข้าปกคลุมดวงตา

แล้วทั้งคู่ก็หมดสติล้มลงไปกับพื้น

 

บทที่ 1

จานเลือดยันต์แปดทิศ

 

คืนนี้ดวงจันทร์สุกสว่างกว่าเคย

            น่าเสียดายตรงที่เมฆหมอกสีแดงปกคลุมรางๆ ไปทั่ว ทำให้แสงสว่างนวลตาถูกบดบัง เปลี่ยนภาพที่เห็นให้กลายเป็นอึมครึม บรรยากาศในยามนี้จึงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวจนยากจะบรรยาย

            เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาตีสอง... ทุกบ้านปิดไฟเงียบ ภายนอกมีเพียงความเงียบสงัด แว่วเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกันดังแกรกกรากเพียงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดให้ความสนใจกับปรากฏการณ์หมอกสีเลือดอันแสนประหลาด

            ห้องห้องหนึ่งเปิดไฟสว่างจ้าจนสามารถมองเห็นเครื่องมือผ่าตัดต่างๆ ที่ถูกเตรียมพร้อมไว้อย่างครบครัน ทว่าที่แห่งนี้กลับไม่ใช่ห้องผ่าตัดอย่างที่มันควรจะเป็น หญิงสาวร่างโปร่งบางที่ยืนอยู่กลางห้องนั้นมีหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้ามากกว่าครึ่งจึงไม่อาจมองเห็นได้ว่ารูปโฉมของเธอเป็นอย่างไร มีเพียงดวงตาคมกริบสาดประกายเจิดจ้าเอาจริงยามที่เพ่งมองร่างไร้ชีวิตซึ่งนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงสเตนเลสสีเงินวาว เธอเก็บไม้บรรทัดในมือก่อนพูดเสียงเรียบเย็น แฝงไว้ซึ่งความมั่นใจยิ่งยวด

       “ผู้ตายเพศหญิงไม่ทราบชื่อ สูงหนึ่งร้อยหกสิบแปดเซนติเมตร

 

ประมาณอายุระหว่างยี่สิบถึงสามสิบปี ศพอยู่ในระยะเน่าเปื่อยพอสมควร บ่งบอกว่าเสียชีวิตมาช่วงเวลาหนึ่งแล้ว”

            ด้านหลังของเธอมีเด็กสาวอายุน้อยยืนอยู่คนหนึ่ง กำลังขะมักเขม้นกับการจดบันทึกตามคำพูดของอีกฝ่ายมือเป็นระวิง คนที่ทำหน้าที่แพทย์เริ่มตรวจสอบร่องรอยทุกจุดบนร่างไร้วิญญาณอย่างละเอียด สายตาคมกล้าปะทะกับนิ้วมือขาวซีดไร้สีเลือดก็พลันขมวดคิ้วเรียวขึ้น ถึงอย่างนั้นน้ำเสียงที่ใช้ยังคงราบเรียบเช่นเดิม “เล็บทั้งสิบของผู้ตายถูกถอดออกหมด”

            “ถูกถอดเล็บทั้งสิบนิ้วอีกแล้วหรือคะ?” สิงหลันซึ่งเป็นผู้ช่วยพลันชะงัก เงยหน้าขึ้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย

“คุณหมอจั๋วคะนี่จะใช่คดีฆาตกรรมต่อเนื่องรึเปล่าเพราะถ้ารวมรายนี้ด้วยก็ถือว่ามีศพ

ผู้หญิงที่ถูกถอดเล็บเป็นรายที่สี่แล้วนะคะ”

            จั๋วฉิงไม่ตอบ เธอยังคงเพ่งสมาธิอยู่ที่การชันสูตรต่อไป หลังจากนั้นครู่หนึ่งจึงค่อยเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ “จะใช่การฆาตกรรมต่อเนื่องหรือไม่ผู้ที่จะชี้ขาดคือฝ่ายสืบสวนหน้าที่ของแพทย์

นิติเวชมีเพียงการบันทึกสภาพของศพหาสาเหตุการตายอย่างละเอียด

เพื่อคาดเดาพฤติการณ์การตายแล้วนำไปใช้เป็นเบาะแสสำหรับไขคดีต่อไป การฟันธงว่าเป็นฆาตกรรมต่อเนื่อง อาจจะทำให้เกิดอคติและตีความสิ่งที่เห็นรวมทั้งสิ่งที่ตรวจพบไปในทางสนับสนุนความคิดของเรา จนอาจละเลยความเป็นไปได้อย่างอื่น”

            “ฉ...ฉันเข้าใจแล้วค่ะ”

            สิงหลันแอบแลบลิ้นอยู่ด้านหลังอีกฝ่าย หมอจั๋วนะหมอจั๋ว ดุเหลือเกินในยามนี้ใครๆต่างก็รู้ว่าคุณหมอจั๋วฉิงคือแพทย์นิติเวชมือหนึ่งของจีนที่ทั้งอายุน้อยและมีความสามารถโดดเด่นที่สุดผลงานของเธอการันตีด้วยรางวัลจากสื่อหลากหลายสาขา นิตยสารแทบทุกฉบับเคยติดต่อสัมภาษณ์เธอมาแล้ว บ้างก็เรียกเธอว่าคุณหมออัจฉริยะ คดีใหญ่ๆ ของ

กรมตำรวจล้วนมีเธอเป็นผู้ไขทั้งสิ้นเห็นได้ชัดว่าเส้นทางในอนาคตของ

 

คุณหมอสดใสแน่นอน

            การที่ได้มาเรียนรู้อยู่ข้างๆ คุณหมอทำให้สิงหลันได้ประสบการณ์มากมาย

            แต่นานจนป่านนี้ ให้อย่างไรสิงหลันก็ไม่สามารถทำใจให้คุ้นกับสีหน้าและแววตาเย็นชาน่าหวาดผวาของแพทย์หญิงอัจฉริยะได้สักที

            “จดต่อ... ตรงบริเวณลำคอของผู้ตายมีร่องรอยบาดแผลขอบเรียบจากสิ่งของลักษณะคล้ายเล็บมนุษย์อย่างชัดเจน บริเวณบาดแผลมีสีดำคล้ำ ที่อื่นๆ ไม่ปรากฏบาดแผลภายนอกที่ชัดเจน ส่วนอวัยวะเพศไม่มีร่องรอยของการล่วงละเมิดหรือร่วมเพศ จึงสามารถตัดประเด็นข่มขืนออกไปได้”

            จั๋วฉิงถอดถุงมือยางออกพลางกล่าว “เสี่ยวสิง ประเดี๋ยวจัดการเรื่องบันทึกผลการชันสูตรให้เรียบร้อย เอามาให้ฉันเซ็นก่อนฟ้าสาง แล้วค่อยเอาไปให้ฝ่ายสืบสวน ส่วนตัวอย่างที่เก็บจากศพเมื่อครู่นี้ทั้งหมดเตรียมส่งไปที่แล็บพรุ่งนี้เช้า เสร็จแล้วเธอค่อยไปพักได้”

            เสร็จแล้วค่อยไปพักได้... แล้วเมื่อไหร่จะเสร็จล่ะนั่น

            เด็กสาวได้แต่ร้องคร่ำครวญอยู่ในใจเงียบๆ ทว่าปากกลับไม่กล้าเอ่ยแย้งแม้ครึ่งคำ ทำได้แต่เพียงตอบรับทันที “ค่ะ... คุณหมอ”

            ฮือ...ที่นอนนุ่มๆ จ๋า คืนนี้ก็ไม่ได้เจอกันอีกแล้วหรือนี่

            สิงหลันกำลังเก็บตัวอย่างผิวหนังกับเสื้อที่ตัดออกมาจากตัวผู้ตาย พลันสายตาก็ปราดมองไปยังวัตถุโลหะขนาดประมาณฝ่ามือชิ้นหนึ่ง

เธอเปรยขึ้นด้วยความสงสัย “คุณหมอคะ ของสิ่งนี้พบในเสื้อนอกของผู้ตาย เราต้องส่งให้ฝ่ายสืบสวนด้วยไหมคะ”

            แพทย์หญิงอัจฉริยะกวาดสายตามองผ่านเพียงแวบเดียวแล้วตอบ “ส่งไปที่แล็บ พวกเขาจะจัดการเอง” เอ่ยเสร็จก็เดินตัวปลิวออกจากห้องชันสูตรอย่างรวดเร็ว

            “ค่ะ” สิงหลันรีบเร่งมือเก็บตัวอย่างกับแผ่นคลิปบอร์ดจดบันทึก ก่อนจะตามหลังอีกฝ่ายออกไปจากห้องชันสูตรด้วยความรวดเร็วไม่แพ้กัน แม้ว่า

 

จะทำงานที่ฝ่ายนิติเวชมานานกว่าครึ่งปีแล้ว แต่เธอก็ยังไม่กล้าอยู่กับศพคนเดียวตอนดึกดื่นเที่ยงคืนอยู่ดี

            “เป็นยังไงบ้าง ได้ผลชันสูตรแล้วใช่ไหม?” เพิ่งจะก้าวเท้าเข้าห้องสำนักงาน ทั้งคู่ก็ถูกคนขวางไว้จนเดินต่อไม่ได้ คนพูดเป็นสารวัตรหญิงร่างปราดเปรียวที่ยืนอิงพิงกรอบประตูอยู่ เธอมีผมซอยสั้นทั้งศีรษะเสริมบุคลิกให้ดูคล่องแคล่วเฉียบขาดราวกับเสือดำ

            สิงหลันถึงกับโอดครวญออกมาทันที “นี่มันตีสามแล้วนะคะสารวัตรกู้ ยังมายืนทวงงานพวกเราอีก เวอร์เกินไปหน่อยไหม”

            กู้อวิ๋นยักคิ้วเร็วๆ เอ่ยยิ้มๆ “แล้วยังไงล่ะ?”

            สิงหลันไหล่ตก ยอมแพ้โดยสิ้นเชิง “ไม่ยังไง... แต่ช่วยรอหน่อยก็ดีนะคะคุณสารวัตรขา ถึงไม่ใช่เครื่องจักรแต่ฉันจะรีบจัดการให้ รับรองได้เรื่องก่อนฟ้าสางแน่” มิน่าสารวัตรกู้กับคุณหมอจั๋วถึงเป็นเพื่อนสนิทกันได้ เพราะเป็นพวกบ้างานเหมือนกันทั้งคู่นี่เอง

            ตำรวจสืบสวนนอกเครื่องแบบมองดูเด็กสาวที่เดินก้มหน้างุดๆ เข้าไปในห้องทำงานอย่างอ่อนแรง ก่อนจะหัวเราะเสียงลั่น “ขอบคุณมากสิงหลัน”

            จั๋วฉิงเดินเลี่ยงมายังห้องทำงานส่วนของเธอที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

กู้อวิ๋นเดินตามเข้าไปติดๆ ทว่ายังไม่ทันได้เริ่มพูด เสียงเย็นเยียบเป็นเอกลักษณ์ของแพทย์สาวผู้ทรงคุณวุฒิก็ดังขึ้น “อะไรกัน ค่ำคืนยาวนานขนาดนี้ เธอไม่มีกะใจจะหลับบ้างเลยหรือ?”

            “หลับบ้าอะไรล่ะ” กู้อวิ๋นยักคิ้วแผล็บ ก่อนจะตามมาด้วยเสียง

บ่นอุบ “ทั้งเดือนมีเหยื่อสาวถูกฆ่าตายบ่อยขนาดนี้ ผู้การหลี่โมโหจนตาจะลุกเป็นไฟอยู่แล้ว ตอนนี้ทีมสืบสวนของเราแทบจะแยกกลางวันกับกลางคืนไม่ออกด้วยซ้ำ”

            จั๋วฉิงดึงปากกาที่เสียบตรึงเส้นผมแทนปิ่นออก พลันเรือนผมหนาหนักก็เหยียดสยายลงจรดบั้นเอว หญิงสาวนั่งลงบนโซฟาอย่างเหนื่อยล้า ยกมือซ้ายนวดขมับ ดวงตาดำหรี่ลงเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียง

 

เกียจคร้าน “แล้วเธอไม่กังวลกับผลการประลองต่อสู้ระดับจังหวัด เมื่อวานเหรอ?”

            “ไม่ล่ะ” พูดถึงเรื่องนี้ กู้อวิ๋นก็โมโหอีกรอบ คดีเยอะขนาดนี้ ผู้การก็ยังจะให้เธอไปแข่งมวยในงานปีใหม่ประจำจังหวัดอีก แข่งกี่ปีๆ แชมป์ก็เป็นของเธอ มีอะไรตื่นเต้นให้ต้องไปแข่งอีกเล่า

            พอเหลือบมองดูอีกฝ่ายก็เห็นจั๋วฉิงกึ่งนั่งกึ่งนอนเหยียดยาว ท่าทางดูผ่อนคลายสบายตัวจนแทบจะไปเฝ้าโจวกงอยู่แล้ว กู้อวิ๋นจัดการตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ พร้อมกับหัวเราะเสียงต่ำ “นี่เธอ อย่าเพิ่งหลับ ฉันจะขอปรึกษาเรื่องคดีต่ออีกสักหน่อย”

            จั๋วฉิงหรี่ตาลง น้ำเสียงที่ใช้ยังคงแฝงแววเกียจคร้าน ผิดกับความคิดที่แจ่มกระจ่าง “ผู้ตายรายล่าสุดมีลักษณะร่วมคล้ายกับสามคดีก่อนหน้านี้ ทั้งหมดต่างถูกปิดกั้นทางเดินหายใจ สันนิษฐานว่าเป็นการบีบคอจนขาดอากาศตาย เล็บมือทั้งสิบนิ้วถูกถอดออกหมด ดูจากวิธีการฆ่าแล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นวิธีเดียวกัน ถ้าเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องจริงๆ ดูจากสภาพศพ

นี่คงต้องเป็นศพรายแรกแน่”

            เมื่อได้ฟังการวิเคราะห์จากแพทย์สาว กู้อวิ๋นก็เริ่มเดินกลับไปกลับมาในห้องทำงาน สมองครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานา จนสายตาไปสะดุดกับแสงสะท้อนของอะไรบางอย่างตรงประตูห้อง สารวัตรคนเก่งเดินไปเก็บขึ้นมาดูด้วยความสงสัย พบว่า ‘มัน’ คือจานเล็กๆ สีทองที่ด้านหนึ่งจารึกรูปยันต์แปดทิศถูกสอดเอาไว้ในซองใส่หลักฐาน

            ก็คงน่าจะเป็นหลักฐานล่ะนะ

            กู้อวิ๋นถือซองเดินกลับมาโบกตรงหน้าจั๋วฉิงก่อนถาม “นี่อะไร?”

            คนถูกถามค่อยๆ ลืมตาขึ้น จับจ้องไปยังสิ่งที่อยู่ในมือของอีกฝ่าย ในใจนึกแอบบริภาษเด็กสาวผู้จดบันทึก ยายสิงหลันเอ๊ย ทำงานชุ่ยตลอด ขนาดหลักฐานสำคัญอย่างนี้ยังทิ้งเอาไว้ได้ จั๋วฉิงลุกขึ้นมานั่งเหยียดตัวตรงแล้วจึงตอบ “ของนี่เจอในกระเป๋าเสื้อคนตาย ตั้งใจว่าจะส่งให้แล็บตรวจ เสร็จแล้วค่อย

 

ส่งไปให้เธอที่กรม”

            พอรู้ว่าของในมือคือหลักฐานของคดีนี้ กู้อวิ๋นก็พลันตื่นตัวขึ้นมาทันที แสงสลัวจากโคมไฟดวงเล็กๆ ในห้องทำงานมีไม่เพียงพอ เธอจึงเปิดมู่ลี่หน้าต่าง อาศัยแสงจันทร์คืนนี้ที่สว่างเป็นพิเศษในการเพ่งพิจารณาสิ่งที่อยู่ในมือ โดยที่ไม่ได้สังเกตเลยแม้แต่น้อยว่า ในขณะที่เธอพลิกเอาด้านที่มียันต์แปดทิศมาส่องพิจารณากับแสงจันทร์นั้น รัตติกาลมืดมิดกลับค่อยๆ คลี่คลุมไปด้วยเมฆสีเลือดแดงฉาน

            แปลกจริง เมื่อกี้ยังเห็นเป็นสีทองชัดๆ ทำไมส่องกับแสงถึงกลายเป็นสีแดงแล้วล่ะ?

            หรือสีทองจะอยู่อีกด้านหนึ่ง

            ทว่าเมื่อพลิกดูอย่างละเอียด อีกด้านก็เป็นยันต์แปดทิศสีแดงเช่นเดียวกัน หนำซ้ำตัวจานยังค่อยๆ เปล่งแสงสีแดงอ่อนๆ อีกด้วย

            ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ล่ะเนี่ย?

            ฉึก!

            ขณะที่กู้อวิ๋นกำลังนึกสงสัย จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่นิ้วมือขึ้นมา

ทันควัน

            จั๋วฉิงลุกขึ้นเดินอ้อมไปด้านหลังคุณสารวัตร ถามด้วยความตกใจ “อวิ๋น…เป็นอะไรของเธอ?”

            กู้อวิ๋นก้มหน้าตรวจดูนิ้วมือ เห็นเพียงรอยเลือดแดงเข้มบนนิ้วชี้ เลือดสีแดงสดหยดลงบนซองหลักฐานหลายจุด เธอเพียงแค่ส่งยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่มีอะไร ไม่รู้ว่าโดนอะไรเกี่ยวมา”

            แผลบนนิ้วมือนั้นลึกมาก เลือดก็ยังคงไหลหยดลงเรื่อยๆ ท่าทางเฉยชาไม่ใส่ใจของกู้อวิ๋นทำให้จั๋วฉิงขมวดคิ้ว แพทย์สาวหยิบสำลีมาจาก

ตู้หนังสือที่อยู่ด้านข้างมากดลงบนแผลให้เพื่อน น้ำเสียงเย็นชาเจือรอยดุ “ยังจะบอกไม่เป็นไรอีก รีบกดแผลเอาไว้ให้แน่นๆ เลย”

            คนได้แผลส่ายหัวตอบอย่างนึกเอือม “ก็แค่แผลนิดเดียวเอง”

            สำลีที่กู้อวิ๋นใช้กดแผลเอาไว้ชุ่มไปด้วยเลือดอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบของจั๋วฉิงกะพริบมองอย่างไม่สบายใจนัก

            อะไรกันที่คมถึงขนาดทำให้เกิดบาดแผลซึ่งห้ามเลือดได้ยาก

ขนาดนี้?

            พอคว้าเอาสิ่งที่อยู่ในมือกู้อวิ๋นมาดู เธอถึงกับตกตะลึง “ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ!?”

            อะไรที่ทำให้แพทย์นิติเวชจั๋วผู้เย็นชาตกตะลึงถึงขั้นใบหน้า

เปลี่ยนสี?

            สารวัตรกู้ยื่นศีรษะมาดูด้วยความสงสัย ทันทีที่เห็นก็คำรามเสียงต่ำอย่างพรั่นพรึง “เลือด...ซึมเข้าไปได้ด้วย”

            รอยเลือดที่เดิมเคยอยู่บนซองหลักฐานพลันหายไป แต่กลับไปโผล่อยู่บนภาพยันต์แปดทิศแทน เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร เลือดทะลุผ่านซองหลักฐานไปอย่างนั้นหรือ?

            “แย่แล้ว...” พอตั้งสติได้ ทั้งสองก็ร้องขึ้นพร้อมกัน “คราวนี้เขียนรายงานลำบากแน่”

            ทั้งคู่มองหน้ากันแล้วหลุดยิ้มด้วยความหนักใจ จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจยังไงดีว่าทำไมจู่ๆ ถึงมีเลือดของกู้อวิ๋นไปปรากฏอยู่บนหลักฐานได้ ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะสังเกตว่าเลือดที่ซึมลงไปในยันต์แปดทิศนั้น กำลังไหลไปตามร่องที่เป็นเส้นโค้งสู่ศูนย์กลางที่มีภาพหยินหยางเกี่ยวประสาน

            พริบตาที่หยดเลือดหลอมรวมเข้าสู่ศูนย์กลาง จานยันต์แปดทิศพลันเปล่งแสงสีแดงเข้ม จั๋วฉิงกับกู้อวิ๋นไม่มีปฏิกิริยาใดๆ มีเพียงความดำมืดเข้าปกคลุมดวงตา

            แล้วทั้งคู่ก็หมดสติล้มลงไปกับพื้น

            แสงสว่างวาบขึ้นพลันจางหาย

            ในห้องทำงานหัวหน้าแพทย์นิติเวชยังคงมีเพียงดวงไฟจากโคม

เล็กๆ บนพื้นมีเงาร่างหญิงสาวสองคนที่นอนหมดสติอยู่ บาดแผลบนนิ้ว

ของกู้อวิ๋นพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย จานทองแปดทิศร่วงตกอยู่ข้างกายพวกเธอก็ไร้ซึ่งความผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น

            ตรงเส้นขอบฟ้าไกลโพ้นด้านนอกหน้าต่าง ดวงจันทร์ยังคงเปล่งประกายสว่างจ้า

            ทุกอย่างเงียบสงบเช่นที่เคยเป็น...

 

            พายุฝนด้านนอกซัดสาดรุนแรง กระหน่ำซ้ำด้วยเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ ประหนึ่งเทพแห่งสายฝนกำลังโกรธเกรี้ยว

            ลมกรรโชกโหมกระหน่ำพัดเอาบานหน้าต่างผุพังส่ายไปมาซ้าย

บทที่ 2 วิวาห์ผิดตัว (1)

คุณหนูชิงทั้งสาม พวกเจ้าจะโทษข้าไม่ได้นะ จะโทษก็โทษตัวพวกเจ้าเองเถิด ใครใช้ให้พวกเจ้ารูปโฉมงดงามเป็นหนึ่งในแผ่นดินกันเล่า ขณะนี้แคว้นฉงเยว่เป็นใหญ่--เฮ่าเยว่เป็นรอง ผู้หญิงที่ฮ่องเต้แคว้นฉงเยว่ต้องการตัว อย่าว่าแต่เสียโฉมเพียงเท่านี้เลย ต่อให้ตายก็ต้องฝังที่นั่น นี่เป็นชะตากรรมของ

พวกเจ้าที่ถูกลิขิตเอาไว้แล้ว

 

บทที่ 2

วิวาห์ผิดตัว

พายุฝนด้านนอกซัดสาดรุนแรง กระหน่ำซ้ำด้วยเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ ประหนึ่งเทพแห่งสายฝนกำลังโกรธเกรี้ยว

            ลมกรรโชกโหมกระหน่ำพัดเอาบานหน้าต่างผุพังส่ายไปมาซ้ายทีขวาที เกิดเป็นเสียงดังปึงปังเพิ่มขึ้นไปอีก แสงสว่างจากสายฟ้าแลบในบางคราส่องให้เห็นเงาร่างสตรีแรกรุ่นสามคนที่กำลังขดตัวเข้าหากันด้วยความหวาดหวั่นในโถงใหญ่ของวัดร้างแห่งหนึ่ง ท่ามกลางความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นทั่วทุกหนแห่ง ชุดแต่งงานสีแดงสดบนร่างของทั้งสาม ขับเน้นให้บรรยากาศในวัดร้างพลันอึมครึมน่าอึดอัดยิ่งขึ้นไปอีก

            วัดร้างไร้ซึ่งแสงสว่างจากดวงไฟ มีเพียงแสงจากสายอสุนีบาตซึ่งพาดผ่านท้องฟ้าพร้อมกับเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นที่กู่ร้องผ่านเข้ามาบ้างเป็นครั้งคราว แสงสว่างที่วาบนี้ มองผิวเผินคล้ายคมกระบี่ที่ตวัดลงมาพร้อมกับเสียงเยาะเย้ยถากถาง ทำให้ดรุณีผู้เยาว์วัยที่สุดร้องครางฮือๆ ซุกตัวเข้าหาคนอื่นๆ อย่างหวาดผวา

            ชิงโม่ขยับเข้ากอดแขนพี่สาวคนโตเอาไว้แน่น น้ำเสียงสะอึกสะอื้นค่อยๆ เรียบเรียงเป็นประโยคพูด “เราจะทำยังไงกันดีจ๊ะ พี่ใหญ่ ข้ากลัว...”

            ฟ้าแลบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ยามนี้จึงค่อยมองเห็นหน้าตาของสตรีทั้งสามได้อย่างชัดเจน พวกนางล้วนแล้วแต่เป็นดรุณีน้อยวัยแรกแย้มทั้งสิ้น รูปโฉมแต่ละคนล้วนหยาดฟ้า ไร้ซึ่งคำบรรยาย

            ใบหน้าซีกซ้ายสามารถทำให้สตรีทุกคนตกอยู่ในห้วงริษยา บุรุษหลงใหลมิอาจผละสายตาจาก ทว่าน่าเสียดายที่ใบหน้าซีกขวาของพวกนางล้วนถูกกรีดเป็นรอยมีดลึกๆ สองรอยคล้ายกับต้องการทำลายโฉมหน้าปานเทพธิดาให้สิ้นซาก

            ในยามค่ำคืนที่พายุฝนกระหน่ำ ฟ้าแลบฟ้าร้องเช่นนี้

            ใบหน้าพวกนางดูอัปลักษณ์เสียจนน่าตกใจ

            ชิงหลิงสีหน้าซีดขาว ตบบ่าน้องเล็กเบาๆ ปลอบโยนด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด “หากผ่านเขาลูกนี้ไปก็จะออกพ้นชายแดนแคว้นเฮ่าเยว่แล้ว หรือเราจะมิอาจหลีกหนีชะตากรรมที่จะต้องกลายเป็นบรรณาการได้เลยจริงๆ”

            “ข้าไม่มีวันยอม!” ชิงเฟิงเอ่ยขึ้นทันควัน สายตาดื้อรั้นจ้องเขม็งออกไปยังม่านฝนภายนอกวัดร้างที่สว่างจ้าเป็นระยะๆ ด้วยสายฟ้าจากเบื้องบน นางเม้มริมฝีปากล่างแน่นเสียจนน่ากลัวจะต้องหลั่งโลหิต

            ชิงโม่ผู้เป็นน้องเล็กสุดค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ก่อนซบศีรษะลงบนไหล่ชิงเฟิงอย่างแผ่วเบา “พี่รอง ท่านไม่มีอะไรต้องกลัวหรอกนะ ได้ยินมาว่าอัครเสนาบดีโหลวที่ท่านจะแต่งด้วยนั้นเป็นยอดบุรุษที่ร้อยปีจะมีเพียงหนึ่ง เขาเก่งกาจเชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ อย่างไรก็ต้องดูแลท่านได้ดีแน่นอนที่น่าสงสารที่สุดคือพี่ใหญ่ต่างหาก นางต้องถูกส่งเข้าไปในวังหลวง ยิ่งมีข่าวร่ำลือกันว่าฮ่องเต้ฉงเยว่นั้นอารมณ์แปรปรวน โหดเหี้ยมอำมหิต แล้วพี่ใหญ่ที่แสนสุภาพอ่อนโยนจะทนรับไหวได้อย่างไรกัน”

            ชิงเฟิงพ่นลมออกจากจมูก “ข้าไม่ต้องการหรอก”

            นางหันไปกุมมือพี่ใหญ่ไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างกุมมือเล็กๆ ของน้องสาวเอาไว้ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กดให้ต่ำแต่แฝงความเกลียดชังรุนแรงแทบทุกประโยค “ข้าเกลียดนัก เหตุใดเพียงคำพูดคำเดียวของฮ่องเต้แคว้นฉงเยว่จึงสามารถบงการให้ทุกอย่างเป็นไปได้ตามปรารถนา แล้วทำไมคนตระกูลชิงตระกูลเดียวจึงต้องมาแบกรับความพ่ายแพ้ของคนทั้งประเทศด้วย พวกมันเป็นฆาตกรฆ่าท่านพ่อท่านแม่แท้ๆ ฮ่องเต้ยังมีหน้ามาจับเราส่งไปเป็นเครื่องบรรณาการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับมันอีก!”

            ชิงหลิงยื่นมือบีบนวดใบหน้าของน้องรองที่บิดเบี้ยวจากการเค้นเสียงและอารมณ์โกรธ นางพูดเสียงต่ำ “ก็เพราะว่าฉงเยว่เป็นใหญ่เหนือแคว้นทั้งหก ไม่ว่าแคว้นใดล้วนอยู่ใต้อาณัติของมัน ส่วนฮ่องเต้เราก็เป็นเจ้าชีวิตเจ้าแผ่นดิน หากต้องการสั่งให้เราตาย ไม่ว่าเต็มใจหรือไม่เราก็ต้องตาย ทำอย่างไรได้เล่า...ใครใช้ให้เราเกิดเป็นสตรีที่ไม่มีแม้เรี่ยวแรงแม้จะมัดไก่1 ล่ะ” โชคชะตาไม่เคยอยู่ข้างพวกนางเลยแม้แต่ครั้งเดียวนี่นะ

            ชิงเฟิงสะบัดมือชิงหลิงออกก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว นางหันหลังให้กับอีกสองคน เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยอมอ่อนข้อแม้แต่นิดเดียว “เกิดเป็นสตรีแล้วอย่างไร ข้าจะไม่มีวันไปฉงเยว่เด็ดขาด”

            น้องสาวคนเล็กตระกูลชิงมองแผ่นหลังที่พยายามทำท่าเข้มแข็งของพี่รอง ก่อนเหลียวมองดูสีหน้ากังวลใจของพี่ใหญ่ ครั้นแล้วจึงค่อยเอ่ยเสียงเจื่อน “แล้วพี่รองจะทำอย่างไร ขนาดเรายอมทำลายใบหน้าจนเสียโฉม ยังไม่สามารถหยุดความตั้งใจที่จะจับเราส่งไปฉงเยว่ได้เลย ในตอนนี้เราไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้วไม่ใช่หรือ?”

            น้ำเสียงเจือแววเศร้าสร้อยของน้องเล็กทำให้ชิงเฟิงสะท้าน มือเรียวยกขึ้นลูบใบหน้าซีกขวาที่จนกระทั่งบัดนี้ยังรู้สึกได้ถึงความเจ็บลึกถึงดวงใจยามกรีดคมมีดลงไปบนนั้น นางสูดลมหายใจเข้า “แม้ต้องตาย ข้าชิงเฟิงก็ไม่ขอยอมให้ผู้ใดบงการชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำบงการจากปากของฮ่องเต้โฉดมือเปื้อนเลือดผู้นั้น!!!”

            ชิงหลิงสะท้านเฮือก รีบพูดทันที “เฟิงเอ๋อ เจ้าคิดจะทำอะไร?”

            บุตรีคนกลางตระกูลชิงหันกายกลับมาช้าๆ สองมือเรียวบางรวบกำคำพูดถูกเอื้อนเอ่ยหนักแน่นราวขุนเขา “พี่ใหญ่ ข้าจะอยู่ที่เฮ่าเยว่ อยู่เคียงข้างศพท่านพ่อท่านแม่ แม้จะต้องทิ้งร่างไร้วิญญาณไว้ที่นี่วันนี้ข้าก็ยอม”

            แสงสว่างแปลบปลาบขึ้นอีกครั้งผสานกับเสียงกึกก้องราวฟ้าพิโรธ ทุกอย่างดังขึ้นพร้อมๆ กับคำพูดของชิงเฟิง สายฟ้าสีขาวที่พาดผ่านเข้ามาในห้องทำให้ชิงหลิงมองเห็นถึงแววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของผู้เป็นน้อง

            ริมฝีปากบางราวกลีบดอกไม้ค่อยๆ แย้มขึ้นน้อยๆ ชิงหลิงเอื้อมมือไปจับมือน้องสาวคนกลางไว้แน่น รู้สึกราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก “ดี! พี่ใหญ่จะไปเป็นเพื่อนเจ้าด้วย ให้อย่างไรก็อยู่มิสู้ตายอยู่แล้ว ชีวิตไร้ความหมายเช่นนี้จะให้มันดำรงอยู่ไปยาวนานเพื่อเหตุใด” ไม่ต้องคิดว่าภายภาคหน้าจะพบเจอกับสิ่งใด บางทีความตายอาจจะเป็นการปลดปล่อยอย่างหนึ่งก็เป็นได้

            ชิงโม่ที่นั่งอยู่กับพื้นขยับกายลุกขึ้นทันที มือเล็กคว้ากุมมือพี่สาวทั้งสองคนไว้ ก่อนพูดร้อนรน “พี่ใหญ่ พี่รอง ไม่ว่าพวกท่านจะทำสิ่งใด ข้าก็จะร่วมด้วยช่วยกันทำสิ่งนั้น ต่อให้ต้องเดินฝ่าขุมนรก โม่เอ๋อก็จะไม่ไปจากพวกท่านเด็ดขาด”

            ชิงหลิงพลันเกิดความลังเลขึ้นมา น้องสาวคนเล็กของนางยังใสซื่อนัก ยังเป็นเพียงดรุณีน้อยบอบบางน่าทะนุถนอม โม่เอ๋ออาจจะยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ตาย’ ด้วยซ้ำ

            บุปผากลีบบางดอกนี้เพิ่งอายุสิบห้าปี...เพิ่งแรกแย้มเพียงเท่านั้น

            ฝ่ายชิงเฟิง เมื่อมองสบดวงตาใสกระจ่างของน้องสาวคนเล็ก รู้สึกเจ็บปวดล้ำลึกราวกับถูกแทงเข้าตรงกลางใจ นางจำได้ว่าน้องสาวต้องแต่งงานกับแม่ทัพจอมโฉดซู่หลิง ผู้มีฉายาว่า ‘ขุนพลพญามาร’ อันเลื่องลือไปทั่วทั้งสนามรบ  

            พญามารรึ... ดวงใจนางพลันรู้สึกหนาวเหน็บด้วยความหวาดกลัวแทนน้อง

            จะให้น้องสาวของนางต้องเผชิญชะตากรรมราวกับตกนรกได้อย่างไร...

            ชิงเฟิงตัดสินใจพูดอย่างเด็ดเดี่ยว “พี่ใหญ่ โม่เอ๋อของเราจิตใจดี ทั้งยังบริสุทธิ์ใสซื่อเช่นนี้ หากทิ้งนางไว้เพียงลำพังก็มีแต่ต้องทนทุกข์ไม่จบไม่สิ้น วันนี้...เราสามพี่น้องตามไปหาท่านพ่อท่านแม่กันเสียที่วัดร้างนี่เถอะ”

            พี่น้องตระกูลชิงทั้งสามคนเงยหน้าขึ้นมองคานเพดานที่อยู่ด้านบน ก่อนจะหันมาสบตากันแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้ม นี่เป็นรอยยิ้มแรกของพวกนางนับตั้งแต่ท่านพ่อท่านแม่จากไป

            นับตั้งแต่นี้ พวกนางจะไม่ต้องพลัดพรากจากกันอีกแล้ว

            ดรุณีทั้งสามถอดผ้าคาดเอวสีแดงออกอย่างคล่องแคล่ว สลัดเสื้อคลุมตัวนอกสีแดงปักลายวิจิตรงดงามออกอย่างไม่แยแส ทั้งตัวมีเพียงเสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์ขับเน้นให้พวกนางดูคล้ายเทพเซียนผู้หลุดพ้น แต่ละนางโยนผ้าคาดเอวสีแดงไปบนคาน แล้วจึงขึ้นไปยืนอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมผุพัง ต่างพร้อมใจกันสอดลำคอเข้าไปในห่วงผ้าสีโลหิตโดยไร้อาการลังเลใดๆ

            ชิงหลิงมองน้องสาวทั้งสองที่อยู่ข้างกายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนหลับตาลง ริมฝีปากกระซิบแผ่วเบา “เฟิงเอ๋อ โม่เอ๋อ...ชาติหน้าขอให้เราได้เกิดมาเป็นพี่น้องกันอีกครั้งเถิดนะ”

            “อืม” ชิงเฟิง ชิงโม่พยักหน้ารับ ทั้งสามกุมมือกัน...เตะโต๊ะที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าออก

            ผ้าสีแดงพลันเหยียดตึงพร้อมๆ กับสามชีวิตที่ค่อยๆ ดับสูญ

 

 

 

            เหล่าทหารที่ได้รับมอบหมายให้คุมตัวสามพี่น้องสกุลชิงไปฉงเยว่ พากันพักผ่อนอยู่ที่อารามด้านหน้า

            ต่างคนต่างมองสายฝนที่กำลังซาเม็ดใกล้หยุด... จู่ๆ มันก็กระหน่ำซัดลงมาอีกรอบ สายอสุนีบาตลั่นแปลบปลาบประดุจจะผ่าทำลายล้างวัดแห่งนี้ให้ราพณาสูร ทหารชั้นผู้น้อยนายหนึ่งรีบหดคอเข้าอย่างตกใจ

            ตอนนี้ยังเป็นฤดูใบไม้ผลิ ตั้งแต่เกิดจนโตถึงบัดนี้ เขายังไม่เคยเห็นพายุฝนรุนแรงถึงเพียงนี้ในฤดูใบไม้ผลิเลยสักครั้ง ทหารนายนั้นกวาดสายตาไปทางโถงใหญ่ของอารามอีกด้านหนึ่ง พลันใจหายวาบ...

            ท่ามกลางสายฟ้าฟาด

            มีเงาร่างนับรวมได้สามร่างกำลังโยกไหวน้อยๆ อยู่กลางอากาศ

            ชายเสื้อผ้าสะบัดพลิ้วตามแรงลม ประหนึ่งวิญญาณกำลังล่องลอย

            ทหารผู้นั้นแผดเสียงลั่น ทั้งกลิ้งทั้งคลานจนมาล้มอยู่ตรงหน้าหลี่ซวี่ ก่อนรายงานด้วยน้ำเสียงหวาดผวา “หัวหน้าขอรับ! มีผี...มีผีขอรับ! ผีอยู่ด้านนั้นขอรับ!”

            “อะไรนะ!” หลี่ซวี่ผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อมองไปตามสายตาของทหารก็เห็นเงาร่างคุณหนูสกุลชิงทั้งสามลอยไหวเอนน้อยๆ เหงื่อเย็น พลันผุดพร่างไปทั่วทั้งตัว เขารีบพุ่งไปถีบประตูอารามออกทันที

            เห็นเสื้อปักสีแดงจ้าถอดวางบนพื้น รองเท้าปักลายสีแดงสดบาดตาสามคู่ลอยแกว่งอยู่เบื้องหน้า หลี่ซวี่ตกตะลึงจนถอยหลังไปหนึ่งก้าว รีบตะโกนบอกทหารคนอื่นๆ ที่วิ่งตามมาอย่างลนลาน “เร็ว! เอาพวกนางลงมาเดี๋ยวนี้!”

            ทหารที่ตามมาได้รับคำสั่งจึงรีบไต่ขึ้นไปคว้าร่างบรรณาการหญิงทั้งสามลงมาอย่างเร็ว ทว่าเห็นเพียงดวงตาปิดสนิท สีหน้าดำคล้ำ ไร้ซึ่งสัญญาณแห่งชีวิต

            หลี่ซวี่จ้องชิงโม่ที่นอนอยู่ด้านซ้ายสุด เอ่ยปากถามน้ำเสียงร้อนรน “อาการของนางเป็นอย่างไรบ้าง”

            ทหารที่อยู่ใกล้รีบอังมือเหนือจมูกของนางอย่างระมัดระวัง รออยู่ครู่หนึ่งจึงกลืนน้ำลายตอบ “นาง...ตายแล้วขอรับ”

            “ละ...แล้วคนนี้ล่ะ?” หลี่ซวี่ชี้มือไปทางชิงเฟิง ท่าทางลนลาน

            ทหารคนเดิมอังมือไปที่จมูกของชิงเฟิงก่อนจะชักมือกลับ ครั้นแลเห็นสีหน้าซีดขาวของหัวหน้าหลี่ก็ตกใจจนไม่กล้าเอ่ยปาก ทำได้เพียงส่ายศีรษะเบาๆ แทนคำตอบ

            ตะ...ตายหมดแล้ว!

            หลี่ซวี่เหงื่อไหลทะลักจนชุ่มร่าง สามพี่น้องสกุลชิงคือเครื่องบรรณาการที่ฮ่องเต้ฉงเยว่ทรงคัดเลือกด้วยองค์เอง จู่ๆ ก็ตายไปแบบนี้ แม้ตอนนี้เขายังมีชีวิตแต่อีกไม่นานคงต้องตายตามไปเป็นแน่ ความตายนั่นไม่กลัวหรอก กลัวแต่ว่าถ้าบรรณาการไม่ถูกส่งถึงมือฮ่องเต้ฉงเยว่ ประชาชนแคว้นเฮ่าเยว่คงยากที่จะหนีเคราะห์ร้ายพ้น

            ในขณะที่หลี่ซวี่จมอยู่ในความคิดสิ้นหวัง จู่ๆ ทหารผู้น้อยนายหนึ่งก็ตะโกนขึ้นมา “หัวหน้า! ลูกสาวคนโตสกุลชิงยังหายใจอยู่ขอรับ!” แม้ลมหายใจจะอ่อนเบาจวนขาด ทว่ายังคงมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน

            “จริงหรือ! ดีมาก! รีบพยุงนางไปเร็ว ตามหมอมาด้วย” อย่างน้อยๆ ก็ยังมีชีวิตหนึ่งรอดมาได้ หลี่ซวี่รีบออกคำสั่งให้ทหารเอาชุดแต่งงานสวมทับตัวชิงหลิงโดยเร็ว หมดสิ้นความสนใจกับร่างไร้วิญญาณอีกสองศพบนพื้นโดยสิ้นเชิง

            ข้างนอกยังคงมีเสียงฟ้าร้องครั้งแล้วครั้งเล่า แสงสีขาวแปลบปลาบประหนึ่งแสงสะท้อนจากกระบี่คมกริบนับพันเล่ม ร่างไร้วิญญาณบนพื้นดูเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย กระตุ้นเร้าให้ทหารผู้น้อยที่มองอยู่รู้สึกหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ

            เขาไม่ใจร้ายพอที่จะทิ้งให้ศพหญิงสาวผู้น่าเวทนาทั้งคู่ให้เดียวดายอยู่กลางวัดร้างนี้ได้ จึงค่อยๆ หยิบชุดมงคลสีแดงจ้าบนพื้นคลุมลงบนร่างของพวกนางอย่างระมัดระวัง ทว่าขณะที่เขากำลังจะลุกจากไปกลับปรากฏแสงสีแดงสาดประกายเจิดจ้าคล้ายฟ้าแลบกะพริบผ่านสองร่างบนพื้น

            พลันร่างไร้ลมหายใจทั้งสองก็เบิกตากว้าง

            “หา—-” ทหารผู้นั้นกรีดเสียงตะโกนดังลั่นทั่ววัดร้าง

            หลี่ซวี่ที่กำลังเดินไปยังนอกอารามส่วนหน้า ตะเบ็งถามอย่างรำคาญหู “เจ้าร้องตะโกนเสียงดังทำไม?”

            “พวกนาง...พวกนาง...” ทหารผู้นั้นถึงกับพูดไม่เป็นภาษา เพียงคลานออกมาจากอารามด้านหลังด้วยท่าทางน่าสมเพช

            แค่ศพหญิงสาวสองนางทำให้ทหารตกใจได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ?

            หลี่ซวี่นึกฉงน ตัดสินใจเดินไปยังอารามด้านหลังอีกครั้ง พลันเห็นภาพหญิงสาวสองคนที่สิ้นลมไปแล้ว ในยามนี้บริเวณหน้าอกของพวกนางกลับกระเพื่อมขึ้นลงอย่างน่าอัศจรรย์

            “สวรรค์คุ้มครองแล้ว...สวรรค์คุ้มครองจริงๆ” หัวหน้าหลี่ยินดียิ่ง พวกนางยังไม่ตาย ถือว่าต่ออายุให้เขาแล้ว “ทหาร...พวกเจ้าเอานางไปด้วย!” ท่ามกลางลมฝนกระหน่ำปานคลุ้มคลั่ง เหล่าทหารชั้นผู้น้อยค่อยๆ ยกร่างหญิงที่เหลืออีกสองคนออกจากวัดร้าง ขณะที่กำลังจะนำไปไว้ยังรถม้าที่ชิงหลิงนั่งอยู่ จู่ๆ หลี่ซวี่ก็ร้องขึ้น “รอเดี๋ยวก่อน!”

            คุณหนูตระกูลชิงทั้งสาม ครั้งก่อนลงมือทำลายรูปโฉมของตนเอง ครั้งนี้ถึงกับลงมือฆ่าตัวตาย ถึงแม้จะไม่ตาย แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าครั้งหน้าจะเกิดเรื่องใดขึ้นอีก จากที่นี่ไปจนถึงฉงเยว่ก็เหลือระยะทางอีกสิบกว่าวันเท่านั้น หลี่ซวี่คิดคำนวณในใจ ในที่สุดก็ตัดสินใจบางอย่างได้

            “แยกพวกนางออกจากกัน ให้นั่งรถม้าคนละคัน ห้ามไม่ให้พบหน้ากันเด็ดขาด พวกเจ้าใส่ยามึนเมาลงในน้ำดื่มของพวกนางด้วย ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องส่งพวกนางไปแคว้นฉงเยว่แบบมีชีวิตให้จงได้”

            “ขอรับ!”

            สามพี่น้องสกุลชิงถูกจับแยกไปยังรถม้าสามคันทันที ก่อนจะถึงแคว้นฉงเยว่ พวกนางจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก ทั้งไม่มีโอกาสจะได้ก้าวลงจากรถม้าด้วย หลี่ซวี่มองภาพตรงหน้าพลางนึกในใจ

            ‘คุณหนูชิงทั้งสาม พวกเจ้าคิดโทษข้าไม่ได้นะ จะโทษก็โทษตัวพวกเจ้าเองเถิด ใครใช้ให้พวกเจ้ารูปโฉมงดงามเป็นหนึ่งในแผ่นดินกันเล่า ขณะนี้แคว้นฉงเยว่เป็นใหญ่--เฮ่าเยว่เป็นรอง ผู้หญิงที่ฮ่องเต้แคว้นฉงเยว่ต้องการตัว อย่าว่าแต่เสียโฉมเพียงเท่านี้เลย ต่อให้ตายก็ต้องฝังที่นั่น นี่เป็นชะตากรรมของพวกเจ้าที่ถูกลิขิตเอาไว้แล้ว’

บทที่ 2 วิวาห์ผิดตัว (2)

ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูที่เต็มไปด้วยแสงสีพร่างพราย

            ณ แคว้นฉงเยว่อันรุ่งโรจน์

            นครหลวงฮ่วนหยางเต็มไปด้วยสีสันสดใส บรรยากาศครึกครื้น ยังไม่ทันเข้าถึงประตูเมืองหลวงก็ได้ยินเสียงอึกทึกคึกคักแว่วมาแล้ว ทั้งสองข้างถนนปรากฏร่างพ่อค้าวานิช รวมทั้งชาวเมืองจำนวนไม่น้อย พวกเขากำลังเดินทางเข้าออกเมืองฮ่วนหยางเพื่อค้าขายและทำธุระ ทั้งหมดนี้สร้างความรู้สึกให้นึกถึงเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่ ดูน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้มาเยือนยิ่งนัก

            สายลมเลอค่าแห่งเมืองหลวงไหลโชยแผ่วเบา พัดเอากลิ่นของเงินทองและความมั่งคั่งลอยมาต้อนรับคณะรถเทียมม้าจากเฮ่าเยว่ เสียงนกร้องในยามเช้าฟังดูร่าเริงแจ่มใส ทั้งปลุกปลอบและกระตุ้นเร้าให้ผู้มาใหม่ตกอยู่ในห้วงแห่งความผ่อนคลาย หลี่ซวี่และทหารซึ่งคุ้มกันพี่น้องสกุลชิงมีจิตใจที่แช่มชื่นเบิกบานขึ้นเมื่อย่างเท้าเข้าใกล้จุดหมาย ในที่สุดหลังจากเดินทางมาสิบกว่าวัน แม้จะเจอเรื่องมิได้คาดคิดแต่ก็สามารถรอดพ้นมาได้

            ณ เวลานี้... ประตูเมืองฮ่วนหยางตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าพวกเขานี่แล้ว

            ทุกอย่างล้วนเป็นใจ

            ติดอยู่เพียงแต่ใบหน้าของหญิงงามทั้งสามนั้น

            อืมม์...

            ภายในรถม้า ท่อนแขนเรียวงามดั่งหยกสลักพยายามออกแรงคว้ากรอบหน้าต่างรถที่ไม่ได้สูงจนเกินเอื้อม ทว่าน่าเสียดายยังไม่ทันแตะถึง แขนข้างนั้นก็หมดแรงตกห้อยลงเสียก่อน

            อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น... ‘จั๋วฉิง’ ลองยื่นมือขวาออกไปอีกครั้ง คราวนี้ดีขึ้นมาหน่อย ปลายนิ้วแตะโดนขอบด้านล่างแล้ว หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายรอบก่อนจะใช้สองแขนออกแรงยันเต็มที่ เธอขยับตัวไปมาอยู่ตั้งนานจึงค่อยฝืนกายลุกขึ้นนั่งได้ เหงื่อผุดพรายบนหน้าผากนวลและทิ้งตัวไหลลงมาตามกรอบใบหน้ารูปหัวใจเล็กๆ น่ารัก เมื่อเหงื่อไหลผ่านบาดแผลที่แก้มขวา ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนก็พุ่งขึ้นทันควัน ปฏิกิริยาไม่คาดคิดนี้ยิ่งทำให้จั๋วฉิงตื่นตัวมากกว่าเดิม

            เธอถูกขังอยู่ในพื้นที่แคบๆ มาหลายวันแล้ว

            ทุกวันจะมีคนป้อนยาที่มีส่วนผสมของมิดาโซแลม ให้เธอเป็นจำนวนมาก หลายวันมานี้เธอต้องทำเป็นสลบลึก เพื่อจะหลอกให้พวกเขาละเลย ยอมลดจำนวนยาของเธอลง ดังนั้นตอนนี้อย่างน้อยๆ เธอก็ยังมีสติเหลืออยู่บ้าง โชคร้ายที่ตัวยาทำให้แขนขายังไม่มีแรงเต็มที่

            แล้วตอนนี้กู้อวิ๋นอยู่ที่ไหน?

            กู้อวิ๋นถูกลอบทำร้ายและลักพาตัวเหมือนกับเธอรึเปล่า?

            คนพวกนี้เป็นใคร คิดจะทำอะไรกันแน่ แล้วมันเรื่องอะไรที่จะต้องใช้รถม้าเป็นพาหนะด้วย?

            เออ...ที่สำคัญ...ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?

            สมองของคุณหมออัจฉริยะทำงานอย่างรวดเร็ว พยายามคิดหาเบาะแสแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สุด คิดอย่างไรก็เจอเพียงคำถามวนเวียนอยู่เต็มหัว

            รถม้าที่กำลังวิ่งอยู่จู่ๆ ก็หยุดลง ภายนอกแว่วเสียงผู้ชายที่เธอเริ่มคุ้นเคยดังขึ้น น้ำเสียงนั้นเคารพนบนอบเสียจนแทบจะเรียกได้ว่าประจบประแจง “ใต้เท้า สามพี่น้องสกุลชิงมาถึงแล้ว เชิญท่าน...”

 

            แพทย์สาวจำเสียงนี้ได้ มันดังอยู่นอกรถม้ามาหลายวันแล้ว เจ้าของเสียงดูน่าจะเป็นหัวโจกในการปฏิบัติการลักพาตัวในครั้งนี้ เธอตั้งสมาธิเงี่ยหูฟังโดยละเอียด ภายนอกค่อนข้างเสียงดังจอแจ จากนั้นครู่หนึ่งจึงได้ยินเสียงผู้ชายทุ้มต่ำเล็กน้อยตอบกลับมาอย่างเย็นชา “ฮ่องเต้มีราชโองการ เมื่อคุณหนูสกุลชิงมาถึง ให้ส่งคุณหนูใหญ่เข้าวังหลวง คุณหนูรองให้ส่งไปที่จวนอัครเสนาบดี ส่วนคุณหนูเล็กส่งไปที่จวนแม่ทัพ... ลำบากใต้เท้าแล้ว เชิญท่านกลับได้”

            ฮ่องเต้?

            เข้าวัง?

            มีส่วนไหนในจีนยังปกครองด้วยระบอบฮ่องเต้อยู่อีกหรือ?

            รึที่แท้เธอก็ถูกนำตัวออกนอกประเทศจีนแล้ว?

            วิเคราะห์จากสิ่งที่พวกเขาคุยกัน ทำให้เธอแน่ใจได้อย่างหนึ่งว่าคนที่ถูกลักพาตัวมาด้วยกันมีสามคน ไม่รู้ว่ากู้อวิ๋นจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วยหรือเปล่า?

            คุณหมอสาวกลั้นลมหายใจ คอยเงี่ยหูฟังต่อไป

            ด้านนอกรถม้า หลี่ซวี่โค้งตัวคำนับพร้อมด้วยคำตอบนอบน้อม “เป็นพระมหากรุณาของฮ่องเต้แห่งฉงเยว่โดยแท้”

            ขุนนางกรมพิธีการเพียงปรายตาผ่านหลี่ซวี่ พินิจรถม้าทั้งสามก่อนเอ่ยถาม “คันไหนเป็นรถม้าของคุณหนูใหญ่”

            หลี่ซวี่รีบชี้ไปยังรถม้าที่อยู่ตรงกลางสุด “คันนี้ขอรับ”

            บุรุษสองคนที่แต่งกายแบบคนในวังรีบเดินไปยังหน้ารถม้าคันนั้น พวกเขาจูงสายบังเหียนม้า รับคำสั่งจากขุนนางกรมพิธีการ “กลับวัง”

            คนทั้งกลุ่มเมื่อครู่ต่างพากันเดินเข้าประตูเมืองทิศบูรพาไปแล้ว ด้านนอกประตูเมืองยังมีคนอีกสองกลุ่มกำลังเดินใกล้เข้ามา ดั่งคำที่ว่าเห็นบ่าวก็รู้ถึงนาย หลี่ซวี่มองเพียงปราดเดียวก็กระจ่างชัด กลุ่มคนทางด้านซ้ายสวมเสื้อสีฟ้า ท่วงท่าดูสง่าเต็มไปด้วยความรู้และมารยาท จะต้องเป็นคนจากจวนท่านอัครเสนาบดีแน่นอน

            เช่นเดียวกัน...กลุ่มคนทางขวา รูปร่างแข็งแรงทรงพลัง สวมเสื้อผ้าสีเทา เรือนร่างกำยำเหมือนคนฝึกยุทธ นั่นก็จะต้องเป็นคนจากจวนแม่ทัพใหญ่ไม่มีผิด

            หลี่ซวี่คำนับน้อยๆ ให้ทั้งสองฝ่ายตามมารยาท เอ่ยต่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ใต้เท้าทั้งสอง บนรถม้าคันนี้คือคุณหนูรองสกุลชิง ส่วนคันนั้นคือคุณหนูเล็กสกุลชิง”

            หัวหน้าของทั้งสองกลุ่มสั่งคนไปจูงรถม้า พวกนั้นคำนับหลี่ซวี่เล็กน้อย แล้วจึงแยกย้ายกันไปตามทิศเหนือใต้ที่จากมา

            รถม้าทั้งสามคันต่างแยกย้ายกันไปตามจุดหมาย ทหารผู้น้อยคนหนึ่งเอ่ยถามหัวหน้าเสียงแผ่ว “หัวหน้าหลี่ ตอนนี้เราจะทำอย่างไรต่อดีขอรับ”

            หลี่ซวี่พลันคว้าแส้ม้าขึ้น ตะโกนเสียงดัง “ไป! เร่งกลับแคว้นเฮ่าเยว่กันคืนนี้เลย”

            ฮ่องเต้แคว้นฉงเยว่ไล่พวกเขากลับโดยไม่ให้เหยียบประตูวังด้วยซ้ำ หญิงสาวอีกสองคนก็ส่งให้คนอื่นโดยไม่เหลือบสายตามองแม้แต่น้อย ทว่าพอมาคิดดู พวกนางก็เป็นเพียงเครื่องบรรณาการจากแคว้นเล็กๆ จะให้แคว้นฉงเยว่ที่ยิ่งใหญ่จัดงานเลี้ยงต้อนรับใหญ่โตก็แปลกแล้ว

            หลี่ซวี่หันกลับไปมองรถม้าทั้งสามที่ค่อยๆ แล่นไกลออกไปเรื่อยๆ พลางถอนหายใจเบาๆ

            “คุณหนูทั้งสาม รักษาตัวด้วย”

 

 

 

            รถม้าออกวิ่งอีกครั้ง ความเร็วรอบนี้ไม่มากนัก

 

            จั๋วฉิงเอนหลังพิงผนังรถ ค่อยๆ แง้มม่านไผ่ออกเล็กน้อย แสงแดดที่ส่องเข้ามากลับแสบตาจนเธอต้องรีบเบือนหน้าหนีทันควัน ต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่จึงจะปรับสายตาจนสามารถมองเห็นโลกนอกหน้าต่างรถม้าได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง

            นี่...นี่มันที่ไหน!?

            ท้องฟ้าสดใสแบบนี้เป็นสิ่งที่เธอไม่ได้เห็นนานมากแล้ว...มาก--ของมาก

            ในอากาศมีกลิ่นหญ้าสดอ่อนๆ ต้นไม้สูงแตกกิ่งก้านสาขาอยู่สองข้างทางล้วนสูงใหญ่ใบหนา ดูเขียวชอุ่ม พอมองไปทางด้านหน้ารถก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นชายสี่คนสวมเสื้อคลุมยาวสีฟ้าขี่ม้าสายพันธุ์ดีขนดำขลับเดินนำตัวรถอยู่ ผู้ชายพวกนั้นไว้ผมยาว แต่งกายประหลาดชะมัด

            หมอจั๋วหันกลับมาดูชุดวิวาห์แบบโบราณสีแดงเพลิงทั้งตัวที่เธอกำลังสวม เธอเริ่มสัมผัสได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆ เพียงแค่การลักพาตัวซะแล้ว เธอยื่นมือไปลูบผมตนเอง ดึงเส้นผมออกมากระจุกหนึ่ง

            ผมดำ?

            ไม่จริงน่า...ผมเธอเป็นสีน้ำตาล แล้วก็ไม่ได้ยาวขนาดนี้ด้วย

            จิตใจที่เคยนิ่งสงบเหมือนน้ำในบ่อของแพทย์สาวอัจฉริยะค่อยๆ เกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมไหวแรงขึ้นเรื่อยๆ เธอถลกแขนเสื้อชายกว้างขึ้น เห็นชัดว่าผิวบนแขนขวานั้นทั้งเรียบลื่นและนวลเนียนคล้ายหยกชั้นดี มือของหญิงสาวเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้

            นี่ไม่ใช่ร่างกายของเธอ เพราะบนแขนขวาของเธอมีรอยแผลเป็นยาวสิบเซนติเมตร...

            นี่มันเรื่องอะไรกัน!?

            จั๋วฉิงกำหมัดแน่น ตอนนี้สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือต้องตั้งสติ ค่อยๆ พิจารณา จึงจะสามารถทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด

            โชคร้าย...ไม่ทันได้ทำใจเย็นหรือตั้งสติใดๆ รถม้าก็หยุดลงกะทันหัน

            ความแรงเกือบจะเหวี่ยงเธอออกไปนอกรถอยู่แล้ว

            สองข้างทางที่ตอนแรกมีเพียงต้นไม้เขียวชอุ่ม จู่ๆ ก็มีคนนับร้อยกรูกันออกมา ทั้งหมดล้วนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเนื้อหยาบ มีอายุตั้งแต่สิบกว่าปีจนถึงหลายสิบปี และสิ่งที่อยู่ในมือของพวกเขาคือ...จอบด้ามยาว

            ‘หลันจื่อฉี’ มองไปยังกลุ่มคนเบื้องหน้า ดูจากท่าทางแล้วคงมิใช่โจร จึงเพียงกุมกระบี่ที่ตอนแรกกำลังจะชักออกจากฝัก ร้องถามเสียงก้องกังวาน “พวกเจ้าเป็นใครกัน?”

            ใครจะรู้ว่าคนกลุ่มนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ ได้ยินเพียงเสียงของชายหนุ่มร่างกายกำยำที่ยืนอยู่ตรงกลางตะโกนขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ชิงตัวผู้หญิง”

            ฉับพลันนั้นคนกลุ่มนั้นก็กรูกันเข้ามา ไร้ซึ่งกระบวนยุทธใดทั้งสิ้น เป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวคือรถม้าคันนี้

            หลันจื่อฉีและองครักษ์ทั้งสามชักกระบี่ออกมาทันที ทว่าคนกลุ่มนั้นมีกำลังคนมากกว่า ชายฉกรรจ์หลายคนตะกายปีนขึ้นมาบนรถม้าได้ก็รีบจับบังเหียนแล้วควบตะบึงออกไปอย่างรวดเร็ว เหล่าองครักษ์ถูกบีบให้ล่าถอยเพื่อไม่ให้โดนม้าเหยียบตาย ทุกอย่างว่องไวในชั่วพริบตา ผู้บุกรุกพยายามไม่ต่อสู้เพียงขโมยรถม้าแล้วควบหนี คนที่เหลือรีบแยกกลุ่มผลุบหายเข้าป่าไปตามทิศทั้งสี่อย่างรวดเร็ว

            ชายผู้ตะโกนว่าชิงตัวมาเมื่อครู่ ก่อนหนีเขาร้องตะโกนซ้ำอีกว่า “กลับไปบอกอัครเสนาบดีโหลว หากเขาอยากได้ผู้หญิงของเขาคืน เขาต้องมาที่หมู่บ้านตระกูลหนิวด้วยตนเองเท่านั้น!!!”

            หากไม่เพราะบนพื้นยังคงมีจอบทิ้งไว้หลายเล่ม เกรงว่าพวกทหารเองก็คงไม่กล้าเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นความจริง องครักษ์ทั้งสามต่างนิ่งอึ้งมองหลันจื่อฉี ก่อนเอ่ยถามด้วยความสับสน “ทำอย่างไรกันดี...”

            “กลับไปรายงาน” นอกจากนั้นยังจะทำสิ่งใดได้อีกเล่า หลันจื่อฉีมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาเป็นเพียงองครักษ์ตำแหน่งต่ำต้อยในจวนอัครเสนาบดี พ่อบ้านจิ่งซาเพียงเลือกใช้คนใกล้มือ เขาอยู่แถวนั้นก็เลยได้รับมอบหมายให้มารับหญิงสาว

            ใครเลยจะคิดว่าเรื่องแบบนี้จะบังเกิดขึ้นในเขตเมืองหลวง

 

 

 

            หลังจากที่รถม้าแล่นรวดเร็วเหมือนจะบินอยู่กว่าครึ่งชั่วโมง

            ในที่สุดมันก็หยุดเคลื่อนไหว ข้างนอกนั้นเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่ ไม่นาน ด้านนอกตัวรถก็มีเสียงชายหนุ่มดังกังวานขึ้นอย่างมีมารยาท “เชิญคุณหนูลงจากรถม้า”

            ภายในรถกลับไร้ความเคลื่อนไหว

            รอสักพัก ‘อู๋ซือ’ ก็โบกมือให้กับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่อยู่ด้านหลัง ส่งสัญญาณให้พวกเขาเงียบเสียงลง คุณหนูท่านนี้เป็นบุตรสาวมาจากตระกูลสูงศักดิ์ พวกเขาเสียงดังกันขนาดนี้นางย่อมตกใจกลัวเป็นธรรมดา

            อู๋ซือกระแอมก่อนลดเสียงพูดให้เบาลงกว่าเดิม “คุณหนู... ไม่ต้องกลัวหรอกนะขอรับ พวกข้าไม่ใช่ผู้ร้าย เพียงต้องการพบอัครเสนาบดีโหลวจึงจำเป็นต้องเชิญตัวท่านมา แต่ท่านได้โปรดวางใจ พวกข้าจะไม่ทำร้ายท่านเด็ดขาด ขอเพียงพบตัวอัครเสนาบดีโหลวเมื่อใดก็จะปล่อยตัวท่านไปทันที”

            ในรถม้ายังมีเพียงความเงียบ คนกลุ่มใหญ่ต่างหันมองหน้ากันไปมา

            มิใช่ว่าคุณหนูผู้นั้นตกใจจนสลบไปแล้วกระมัง?

            ชั่วขณะที่มีแต่ความเงียบเข้าปกคลุม ภายในรถม้าก็มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น แว่วเสียงเย็นเยียบของสตรีดังกังวานใส “พูดจบแล้วก็เข้ามาประคองฉันสิ”

            น้ำเสียงลากต่ำนั้นฟังแล้วเย็นชา ดูแข็งกร้าวห้าวหาญ ให้ความรู้สึกน่ายำเกรงประหนึ่งพระเสาวนีย์นางพญาก็ไม่ปาน ผู้คนภายนอกรถม้าต่างพากันตัวสั่นอย่างไร้สาเหตุ

            สาวงามผู้สูงศักดิ์เขาพูดจากันอย่างนี้หรอกหรือ?

            อู๋ซือเกาศีรษะอย่างงุนงง หันกลับไปมองเหล่าพี่น้องที่ยืนอยู่ด้านหลัง ทุกคนล้วนถอยหลังไปหนึ่งก้าว พยักพเยิดให้เขาเป็นคนเสี่ยงชีวิต...ไปก็ได้ เขา—อู๋ซือมีเหตุอันใดที่ต้องหวาดกลัวสตรีเพียงคนเดียว

            เขาแอบกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ก้าวขาข้างซ้ายขึ้นรถม้า ผลักม่านให้เปิดออกแล้วยื่นศีรษะเข้าไปด้านใน พลันสายตาก็สบเข้ากับนัยน์ตาเย็นเยียบ เมื่อเห็นสตรีตรงหน้าอย่างชัดเจน บุรุษอย่างอู๋ซือถึงกับอ้าปากค้าง

            ภายในรถม้ามีหญิงสาวสวมชุดแดงเอนหลังพิงผนังรถอยู่ นัยน์ตานางเหลือบขึ้นเล็กน้อย กำลังจ้องมองเขาอย่างเย็นชา อู๋ซือไม่เคยเห็นหญิงสาวคนใดมีดวงตาแบบนี้มาก่อน ยามที่ถูกนางจับจ้องเขารู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ แล้วยังใบหน้าของนางอีกเล่า

            รอยมีดกรีดลึกสองรอยทำลายโฉมหน้างามล้ำซีกขวาไปจนหมด ทำให้ดวงหน้าที่ควรจะเป็นโฉมงามอันดับหนึ่งกลับน่ากลัวประหนึ่งภูตผี

            นี่หรือสาวงามที่แคว้นเฮ่าเยว่ส่งมา?

            อู๋ซือพลันสับสนไม่สบายใจ พวกเขาคงมิได้ชิงคนมาผิดตัวกระมัง

            ยามที่ถูกอู๋ซือมองเธออย่างประเมินอยู่ในทีเช่นนั้น จั๋วฉิงเองก็กำลังมองสำรวจเขาเช่นเดียวกัน ชายหนุ่มตรงหน้าเธอน่าจะอายุเพิ่งขึ้นเลขสาม เส้นผมยุ่งเหยิงบนศีรษะถูกมัดรวบไว้ด้วยแถบผ้า เสื้อผ้าเก่าๆ ที่เขาสวมเต็มไปด้วยรอยเย็บปะชุน การแต่งกายนั้นก็เหมือนกับ...คนโบราณ

            เรื่องทั้งหมดชักจะประหลาดเกินไปแล้ว!

            จั๋วฉิงข่มความกระวนกระวายไว้ในใจ เธอยื่นมือออกไปจับแขนอู๋ซือไว้เป็นหลักเพื่อยันตัวลุกขึ้นยืน แต่เพราะไม่ได้ออกแรงมานาน เพียงครู่เดียวเท่านั้นเธอก็ตัวอ่อนล้มลงไปอีก

            อู๋ซือรีบประคองนางไว้ หญิงผู้นี้ผ่ายผอมยิ่งนัก

            เขาค่อยๆ พานางเดินมาที่ริมประตู แรกเริ่ม...อู๋ซือคว้าผ้าคลุมในรถเอามาปิดหน้าจั๋วฉิงไว้ก่อน แล้วจึงค่อยเอื้อมมือไปเปิดม่าน ดันร่างนางออกไปอย่างเบามือ

            จั๋วฉิงแขนขาอ่อนแรง ได้แต่กึ่งเอนกึ่งซบอยู่ในอ้อมอกของอู๋ซือ เธอพยายามฝืนเดินโดยมีเขาช่วยเป็นหลักให้ เสื้อคลุมตัวยาวสีแดงเพลิงขับเน้นทรวดทรงแช่มช้อยของเธอให้อวดสู่สายตาของผู้คนอย่างภาคภูมิ ท่วงท่าก้าวเดินแต่ละก้าวดูบอบบางน่าถนอม ภายใต้ผ้าคลุมหน้าที่ปกปิดใบหน้าเธอไว้ทำให้ผู้คนต่างคิดจินตนาการไปต่างๆ นานา เธอได้ยินเสียงเด็กหนุ่มวัยสิบกว่าร้องอย่างตื่นเต้นปนหยอกล้อ

            “โอ้โฮ สตรีจากแคว้นเฮ่าเยว่ทำมาจากน้ำ จริงๆ แม้แต่ท่าเดินยังไม่เหมือนผู้หญิงในหมู่บ้านเราเลย”

            คนทั้งกลุ่มเริ่มมีเสียงเฮฮาหัวเราะ อู๋ซือจ้องเด็กหนุ่มเขม็ง เขาประคองจั๋วฉิงไปนั่งลงที่ม้านั่งหินด้วยอาการนิ่งเงียบ ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไร

ต่อดี

            เสี่ยวอู๋จื่อก้าวเข้ามาลากตัวอู๋ซือไปทาง พูดยิ้มๆ “พี่อู๋ ข้าได้ยินมาว่าแคว้นเฮ่าเยว่มีสาวงามมากมาย แถมสาวงามที่ส่งมาเป็นเครื่องบรรณาการครั้งนี้ยิ่งมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกแคว้น ไหนๆ ก็ชิงตัวมาแล้ว ให้ทุกคนได้ยลโฉมนางหน่อยเป็นไร?”

            “ไม่ได้!” อู๋ซือตะคอกเสียงดัง “ที่พวกเราชิงตัวนางมา เพียงเพื่อต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้มีพระคุณ หากพวกเจ้าทำเช่นนั้น จะต่างอะไรกับพวกโจรใจทรามต่ำช้าเล่า”

            เสี่ยวอู๋จื่อพลันหดคอ บ่นอุบ “พี่อู๋ พวกเราเพียงอยากเห็นว่าสาวงามสะท้านแผ่นดินหน้าตาเป็นอย่างไรเท่านั้น ไม่ได้คิดจะทำอะไรนางเลยสักนิด” ปกติพี่อู๋เป็นคนใจดี ไม่รู้วันนี้เป็นอะไร

            เมื่อหันกลับไปเห็นแววตาที่แสดงถึงความไม่เข้าใจของชาวบ้าน อู๋ซือก็รู้สึกว่าตนเองทำเกินไป จึงกล่อมเสียงต่ำ “แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ไม่ได้”

            สตรีคนใดไม่ห่วงรูปโฉมความงามของตนเองกันบ้าง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดใบหน้านางถึงต้องเป็นแบบนั้น ฉะนั้นหากถูกคนอื่นพบเห็น นางจะไม่ยิ่งสะเทือนใจหนักหรอกหรือ

            “พี่อู๋...” เสี่ยวอู๋จื่อยังคงต้องการพูดอีกประโยค แต่ไม่ทันเอ่ย หางตาดันเหลือบไปเห็นผ้าไหมสีแดงถูกสะบัดปลิวตกลงกับพื้น พอหันกลับไปดวงตาก็ปะทะกับภาพใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยมีด เขาตกใจจนร้องตะโกนลั่น “มารดามันเถอะ! นี่นับเป็นสาวงามแบบไหนกัน!”

            เหล่าชาวบ้านที่มุงอยู่โดยรอบต่างพากันตกตะลึง คนกลุ่มใหญ่พลันเงียบเสียงฉับพลัน

            จั๋วฉิงมองตอบสายตาที่จ้องมาอย่างสงบ ดวงตาของพวกเขาสะท้อนความตกใจ หวาดกลัว เห็นใจและเวทนา

            เธอเงยหน้าขึ้นช้าๆ ใช้สายตาเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวกวาดมองผู้คนกลุ่มใหญ่ทีละคน...ละคน ชาวบ้านต่างพากันถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว จั๋วฉิงนิ่งเงียบ ตอนแรกเธอคิดว่ายังไงพวกที่ลักพาตัวก็ย่อมไม่ใช่คนดีอยู่แล้ว แต่ว่ากลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้านี้ กลับเป็นชาวบ้านที่ดูซื่อๆ ไปเสียอย่างนั้น

            แพทย์สาวสงบใจลงเล็กน้อย เอ่ยถามว่า “เมื่อครู่พวกคุณบอกว่า ฉันเป็นใครนะ?” ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเธอแน่แล้ว ตอนนี้เธอต้องมานั่งทำความเข้าใจใหม่ว่า ‘ร่าง’ ที่อยู่ตอนนี้เป็นใคร

            เสี่ยวอู๋จื่อกลืนน้ำลาย เขาเลือกตอบคนแรก “เจ้าก็คือหญิงจากแคว้นเฮ่าเยว่อย่างไรล่ะ พวกเจ้าเป็นเครื่องบรรณาการถวายให้ฮ่องเต้ของพวกข้า ได้ยินมาว่าฮ่องเต้มอบตัวเจ้าให้กับอัครเสนาบดี แต่พอเห็นหน้าตาของเจ้าแล้ว คิดว่าท่านอัครเสนาบดีก็คงไม่ต้องการแล้วกระมัง”

            “เสี่ยวอู๋จื่อ...” อู๋ซือขู่เสียงต่ำ

            จั๋วฉิงยังรักษาสีหน้าเป็นปกติ ถามต่อไปว่า “แล้วที่นี่คือที่ไหน”

            “ที่นี่ก็คือหมู่บ้านสกุลหนิว ตรงไปข้างหน้าคือฮ่วนหยาง เมืองหลวงของฉงเยว่”

            แล้วอะไรคือฉงเยว่ ฮ่วนหยางกัน?

            หญิงสาวสูดลมหายใจลึก นึกว่าตัวเองเรียนมาเยอะแล้วเชียว สุดท้ายใต้ฟ้านี้ก็ยังมีอะไรที่ยังไม่รู้อีกกองพะเนิน เธอมองไปยังกลุ่มคนที่ล้อมดูอยู่ ถามเสียงใสปานระฆังแก้ว “พวกคุณในที่นี้มีใครเคยรู้จักประเทศจีนบ้างไหม?”

            ทุกคนเคลื่อนไหวเหมือนกันในพริบตานั้น...ส่ายหน้า

บทที่ 2 วิวาห์ผิดตัว (3 จบบท)

           

 

 

            เออดี!!! พวกเขาทุกคนพูดภาษาจีน สวมเสื้อผ้าแบบจีนโบราณ แต่กลับไม่รู้จักประเทศจีน เท่าที่จั๋วฉิงจำได้ ประเทศที่เธอเคยอาศัยไม่น่าจะมีสถานที่แบบนี้ ส่วนเธอ...กลับเปลี่ยนร่างกายใหม่ แม้ว่าจะไม่น่าเชื่อเพียงใด แต่ก็ต้องตั้งสติทำใจเรียบเรียงเรื่องราวให้ได้ก่อนล่ะ

            ก่อนอื่นนะ...เข้ามาสู่ร่างกายของ ‘เครื่องบรรณาการ’ น่ะเหรอ?

            พระเจ้าช่วย...เธอปวดหัว

            “แม่นาง เจ้าเป็นอะไรไป” อู๋ซือมองไปยังจั๋วฉิงอย่างสงสัยเล็กน้อย เมื่อพริบตาก่อนนางยังมีท่วงท่าข่มขวัญผู้คนอยู่เลย ตอนนี้เหตุใดจึงดูเจ็บปวดเสียอย่างนั้น

            หมอจั๋วไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจใครทั้งนั้น เธอต้องการเวลาคิดวิเคราะห์สถานการณ์ในตอนนี้ให้ละเอียด

            “พี่อู๋... พี่อู๋” น้ำเสียงร่าเริงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นจากในหมู่บ้าน หลิวยี่... บุรุษหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีพุ่งตรงมาทางอู๋ซือ ผลักชาวบ้านที่ยืนล้อมรอบออกไป เขาชูกระดาษแผ่นหนึ่งโบกไปมาตรงหน้า พร้อมกับตะโกนเสียงดังคล้ายกับว่าในมือของตนคือหยกงามล้ำเลิศ “พวกท่านกลับมาแล้วเหรอ ฮ่าๆ ดูสิ ข้าเขียนคำร้องเสร็จแล้วนะ พวกท่านดู”

            อู๋ซือผลักมือของหลิวยี่ออก เปล่งเสียงหัวเราะอย่างอึดอัด “ดูอะไรกันเล่า ข้าไม่รู้อักษรสักหน่อย”

            เสี่ยวอู๋จื่อก็ทำปากเบ้ พูดเสียงดัง “จริงด้วย ในหมู่พวกเรามีแต่เจ้าที่รู้อักษร อย่างไรพวกเราก็ดูไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว”

            หลิวยี่ก้มหน้าลง เกาศีรษะอย่างเขินๆ พลางหัวเราะ “ข้าเอง...ขะ--ข้าเองก็เรียนอักษรกับพ่อได้แค่สองปี ต่อมาพอเขาตาย ก็ไม่มีใครสอนข้าอีก เขียนได้แค่นี้แหละ”

            “ก็ยังคงรู้มากกว่าพวกเราอยู่ดี” พอแย่งกระดาษจากมือหลิวยี่มาได้ เสี่ยวอู๋จื่อก็เอามามอง...ซ้ายก็แล้ว--ขวาก็แล้ว ยังไม่สามารถอ่านออก... ได้แต่ถามอู๋ซืออย่างไม่เข้าใจ “พี่อู๋ เหตุใดเราจึงต้องเขียนเจ้าสิ่งนี้ด้วย”

            อู๋ซือตบหัวเสี่ยวอู๋จื่ออย่างแรง เขาคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาพับเก็บอย่างระมัดระวัง แล้วจึงพูดพลางถอนหายใจ “เจ้าหน้าที่ที่ว่าการบอกมาเจ้าไม่ได้ยินหรือ ต้องมีคำร้องเท่านั้นถึงจะร้องทุกข์ได้ เราไม่มีปัญญาไปจ้างบัณฑิตเขียนคำร้องดังนั้นจึงต้องเขียนเอง หากว่าท่านอัครเสนาบดีโหลวมาเยือนจริงๆ เราก็จะได้มีสิ่งที่จะบรรยายคำร้องทุกข์อย่างไรเล่า”

            เจ้าหน้าที่ที่ว่าการบอกกับพวกเขาไว้ว่า คำร้องนั้นเป็นสิ่งสำคัญนัก จะล้างมลทินให้กับผู้มีพระคุณได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับมันนี่ละ

            “แต่ข้าว่าคำร้องนี่เขียนไปก็เสียเปล่า” เสี่ยวอู๋จื่อเพียงปรายตามองจั๋วฉิงปราดหนึ่ง แทนคำวิจารณ์โดยไร้พูด หญิงสาวผู้นี้เสียโฉมแล้ว เหตุใดอัครเสนาบดีมือขวาแห่งองค์ฮ่องเต้จึงยังต้องมาที่นี่เพื่อนาง

            อู๋ซือจ้องมองจั๋วฉิงที่นั่งอยู่อีกฝั่ง พลันดวงตาก็สาดประกายเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ เขามิได้สนใจคำพูดถากถางของเสี่ยวอู๋จื่อ เพียงเอ่ยปากขอร้องนางอย่างมีความหวัง “จริงสิแม่นาง เจ้าเป็นคุณหนูนี่นะ ขอเจ้ามีเมตตาช่วยตรวจดูนี่ให้พวกข้าได้หรือไม่” หญิงผู้นี้มาจากตระกูลสูงศักดิ์ ฉะนั้นนางจะต้องรู้อักษรอย่างแน่นอน

            จั๋วฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง โบกมือตอบ “เอาสิ”

            เธออยากจะรู้เหมือนกันว่าพวกชาวบ้านที่ดูซื่อๆ จริงใจพวกนี้ลักพาตัวเธอมาเพื่อเหตุใด ตัวเธอก็ไม่เคยเห็นตัวอักษรของที่นี่ ฉะนั้นอาศัยโอกาสนี้ขอดูสักหน่อยดีกว่า

            ทว่าเพียงคลี่กระดาษออก หญิงสาวอัจฉริยะถึงกับอึ้ง

            แม่ของเธอเป็นถึงศาสตราจารย์ด้านจีนศึกษา ทำให้จั๋วฉิงรู้ว่าอักษรจีนที่มีอยู่น้อยคำบนหน้ากระดาษนั้นอ่านอย่างไร แต่พวกวงกลม กากบาท แล้วก็จุดนี่มันคืออะไรกัน หรือว่าอักษรของที่นี่จะประกอบขึ้นจากสัญลักษณ์เป็นส่วนใหญ่?

            ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่อาจจะยากเกินไปสำหรับเธอ

            “แค่กๆ” จั๋วฉิงไอหนักอยู่หลายที มองไปทางหลิวยี่ผู้อ่อนเยาว์กว่า พยายามสุภาพที่สุดที่จะถามไม่ให้อีกฝ่ายร้าวรานใจ “รบกวนนิดหนึ่งนะ ฉันขอถามเพื่อเป็นความรู้หน่อยได้ไหม”

            หลิวยี่พยักหน้าอย่างบื้อใบ้

            “พวกวงกลมกับกากบาทในนี้มันหมายความว่าอย่างไรหรือ?”

            “เอ่อ...” หลิวยี่หน้าแดงก่ำ ยิ่งเกาศีรษะหนักขึ้นไปอีก รอยยิ้มเขินอายแผ่ขยายเต็มใบหน้าของเขา “นี่หมายถึงอาหารและผ้าห่มที่ผู้มีพระคุณมอบให้กับหมู่บ้านเรา” เขาเรียนอักษรมาแค่สองปี ตัวที่ไม่รู้จักก็ได้แต่วาดภาพมาแทนเท่านั้น

            เป็นอย่างนี้นี่เอง ดูรูปการณ์แล้วเขาเพียงวาดภาพมาใช้แทนตัวอักษรที่ตนเองไม่รู้จัก ก็ยังดีที่อักษรที่นี่ดูเหมือนจะเป็นอักษรจีนแบบดั้งเดิม

            จั๋วฉิงอ่านต่อไปเรื่อยๆ สักพักก็ขมวดคิ้วเรียวงามอีกครั้ง “แล้วจุดๆ ตรงนี้คืออะไรกัน?”

            หลิวยี่หัวเราะเคอะเขิน “มันก็คือ...มะ...หมายความว่าหิมะล้างมลทิน2 ” บิดาเขาเคยสอนคำนี้มาก่อน บอกว่ามีเพียงคนที่ร่ำเรียนมาเท่านั้นจึงจะใช้เป็น น่าเสียดายที่ท่านยังไม่ทันได้สอนเขาว่าคำนี้เขียนอย่างไร

            จั๋วฉิงผุดยิ้มฝืดเฝื่อน... หมายความว่าจุดๆ เหล่านี้ใช้แทนคำว่าหิมะสินะ

            ช่างเป็นความคิดสร้างสรรค์ดีแท้ นี่เธอกำลังทนอ่านอะไรอยู่?

            หญิงสาวอ่านต่อไปไม่ทันไร ในกระดาษก็ปรากฏภาพวาดรูปร่างเหมือนตาข่าย “ภาพนี้คือ?” เธอลองคิดตามวิธีคิดของเขาดู ก่อนบอกอย่างมั่นใจ “ฉันรู้แล้ว นี่หมายถึงแหดักปลาแน่ๆ”

            “เจ้าผิดแล้ว” หลิวยี่บ่นอุบในลำคอ “นี่แปลว่าคุกต่างหากเล่า”

            นี่คือคุก?

            “ฉัน...” อย่าเพิ่งโมโห อย่าเพิ่งโมโห จั๋วฉิงสูดลมหายใจลึกอยู่หลายทีก่อนโยนคำร้องกลับไปให้อู๋ซือ จากนั้นจึงค่อยๆ พ่นคำพูดลอดไรฟันออกมาช้าๆ “รู้สึกเลื่อมใสมากจนแทบอยาก – คำนับ – คุณ – สัก – ร้อย — ครั้ง” นี่หรือคำร้องทุกข์ จู่ๆ เธอก็อยากจะเห็นท่าทางของอัครเสนาบดีโหลวหลังจากที่จะเห็นคำร้องนี้ สีสันบนหน้าจะต้องเปลี่ยนแน่นอน

            เสี่ยวอู๋จื่อที่นิ่งฟังพวกเขาพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่พลันเงื้อมือตบศีรษะของหลิวยี่อย่างแรง ปากก็พร่ำด่า “เจ้าคนไร้ประโยชน์หลิวยี่ พี่อู๋ให้เจ้าเขียนคำร้อง เจ้ากลับนั่งวาดสัญลักษณ์อยู่รึ!”

            “อย่าตีข้าเลย” หลิวยี่ยกมือขึ้นป้องศีรษะ เอ่ยขึ้นอย่างคนถูกรังแก “ข้าเองก็เขียนไม่เป็นตั้งแต่แรกแล้ว พวกเจ้าต่างหากที่บังคับให้ข้าเขียนให้ได้”

            “เจ้ายังจะเถียงอีก” เสี่ยวอู๋จื่อตวาดเสียงดัง ต่างคนต่างเตรียมเข้าใช้กำลัง

            “พวกเจ้าหยุดทะเลาะกันเดี๋ยวนี้!” อู๋ซือตะโกนลั่น ก่อนทรุดตัวลงนั่งยองๆ กับพื้นอย่างหงอยเหงา ใบหน้าซื่อๆ เต็มไปด้วยความผิดหวัง กระดาษเขียนคำร้องในมือถูกเขากำแน่น ก่อนขยำกลายเป็นก้อน “ไม่มีคำร้อง แล้วเราจะล้างมลทินให้กับผู้มีพระคุณได้อย่างไร”

            เพราะเจ้าแท้ๆ...เสี่ยวอู๋จื่อจ้องหลิวยี่เขม็ง ก่อนจะลงนั่งยองๆ ข้างๆ อู๋ซืออีกคน “พี่อู๋ ท่านลองวิธีนี้ พอท่านอัครเสนาบดีโหลวมาถึง พวกเราทั้งหมดก็คุกเข่าลงต่อหน้าเขา บอกว่าเราเขียนคำร้องไม่เป็น ขอพูดเอาดีกว่า”

            “คนนิสัยหยาบกระด้างอย่างพวกเรา ไม่ทันพูดรู้เรื่องก็จะทำให้ท่านอัครเสนาบดีทนรำคาญไม่ไหวซะก่อน ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วจะทำอย่างไรเล่า” พวกเขาใช่ว่าไม่เคยไปพูดร้องในที่ว่าการ ทว่ายังไม่ทันได้เจอขุนนางแม้แต่คนเดียวก็ถูกขับไล่ออกมาเสียก่อนแล้ว หากเพียงแค่พูดแล้วสำเร็จจริง พวกเขายังต้องไปชิงตัวผู้หญิงของอัครเสนาบดีโหลวมาทำไมกัน

            ตอนนั้นเอง...สายตาของเสี่ยวอู๋จื่อก็หันมาทางจั๋วฉิง ชี้นิ้วขวับมาทางนี้ “นางมิใช่รู้อักษรเรอะ ให้นางเขียนสิ”

            จั๋วฉิงเบือนหน้าหนีอย่างเย็นชา ทำท่าประหนึ่งไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา คนกลุ่มนี้มีความตั้งใจแต่ไร้สมอง ต่อให้มีคำร้องไปก็ไร้ประโยชน์

            มิคาดว่าจู่ๆ อู๋ซือก็ลุกขึ้นเดินมาตรงหน้านางและล้มตัวคุกเข่าโครมลงอย่างแรง ใบหน้ากรำแดดกร้านฝนดูทุกข์ทนแม้อายุจะผ่านมาได้เพียงสามสิบกว่าปีก็ตาม เขาอ้อนวอนนางด้วยน้ำเสียงคร่ำครวญ “แม่นาง พวกข้าผิดที่จับเจ้ามา แต่เรามีความจำเป็นต้องทำแบบนี้เพราะเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ขอร้องท่าน ช่วยพวกข้าเขียนคำร้องเถอะนะ”

            จั๋วฉิงถึงกับตะลึงงัน ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่เธอจากมา ไม่มีใครที่จะมาคุกเข่าต่อหน้าใครอีกแล้ว ความรู้สึกนี้เธอไม่คุ้นจริงๆ แพทย์สาวลุกขึ้นยืนก่อนถอยหนึ่งก้าว น้ำเสียงยังคงนิ่งสนิทผิดกับดวงใจที่กลับกระเพื่อมไหวเป็นระลอก “ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลอะไร แต่ใช้กำลังลักพาตัวคนอย่างไรก็ผิดกฎหมาย ต่อให้อัครเสนาบดีโหลวมาจริง ก็ใช่ว่าจะสนใจความทุกข์ร้อนของพวกคุณ การทำอย่างนี้รังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนในหมู่บ้านนะ”

            อู๋ซือยืดตัวตรง สีหน้าไม่สนใจไยดีสิ่งใด น้ำเสียงกังวานก้อง “ลักพาตัวเป็นความคิดของข้าแต่เพียงผู้เดียว ข้าพร้อมรับผิดคนเดียวคนอื่นไม่ต้อง ขอเพียงอัครเสนาบดีโหลวยอมมาที่นี่ ช่วยพลิกคดีให้ผู้มีพระคุณของพวกเราได้ แม้ต้องสละชีวิตต่ำต้อยของข้า ข้าก็ยินยอมพร้อมใจ” อย่างไรเสียลูกเมียของเขาก็ตายไปกับโรคระบาดคราวนั้นแล้ว ต่อให้เป็นหรือตายเขาก็พร้อมน้อมรับ

            คำพูดของอู๋ซือยังไม่ทันจบลง ชาวบ้านที่มุงดูอย่างเงียบสงบในตอนแรกก็เริ่มแย่งกันร้องขึ้นมาทันที

            “ไม่จริง ลักพาตัวนั้นเป็นความคิดของพวกเราด้วย”

            “ไม่ นั่นเป็นความคิดของข้า”

            “หากช่วยพลิกคดีให้ผู้มีพระคุณได้ แม้ต้องตายข้าก็ยอม”

            “ถูกต้อง”

            เสียงตะโกนยิ่งมายิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าซื่อๆ ของทุกคนล้วนฉายแววยินยอมกระโจนเข้าสู่ความตายอย่างกล้าหาญ

            จั๋วฉิงรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันควัน “เงียบ!!!”

            น้ำเสียงใสเย็นเยียบตวาดก้อง พริบตานั้นก็เหลือแต่ความเงียบสงบ ทุกสายตากลับจ้องมาที่เธออย่างเต็มไปด้วยความหวัง คุณหมอผู้ชาญฉลาดได้แต่กลอกสายตาไปมา จากนั้นจึงตัดสินใจดึงแขนเสื้อของอู๋ซือให้เขาลุกขึ้น ปากก็พร่ำบ่นอย่างอับจนปัญญา “จะให้ฉันเขียนคำร้อง พวกคุณก็ต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฉันฟังก่อน”

            เธอไม่อยากยอมรับหรอกว่ากำลังซาบซึ้งไปกับจิตใจอันแสนซื่อตรงเหล่านี้ เพื่อตอบแทนบุญคุณใครสักคนพวกเขายอมลงมือชิงตัวผู้หญิงของจวนอัครเสนาบดีทั้งที่อาวุธที่มีในมือก็มีแค่จอบธรรมดาๆ น้ำจิตน้ำใจแบบนี้เริ่มหาได้ยากแล้วในโลกไซเบอร์ที่เธออาศัย

            พอคิดว่าพวกเขาเหล่านี้แม้แต่จับพู่กันก็จับไม่เป็น ได้แต่ปัดซ้ายป่ายขวาด้วยท่าทางโง่งม คิดถึงคำร้องที่เต็มไปด้วยวงกลมและกากบาท จั๋วฉิงก็เผลอยิ้มออกมา

            เออดี... ชีวิตฉัน!!!

            “แม่นางรับปากแล้ว ดียิ่งนัก” เหล่าชาวบ้านร้องตะโกนด้วยความดีใจ

            กลางปากทางเข้าหมู่บ้านสกุลหนิว คนกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามา ล้อมหน้าล้อมหลังจั๋วฉิงแน่นหนา ต่างคนต่างแย่งกันพูดไม่หยุด

            “เรื่องทั้งหมดมันเป็นอย่างนี้...”

            “ผู้มีพระคุณเป็นคนดีมาก...”

            “ทางการเขา...”

            ฯลฯ

            เฮ้อ…วันนี้มันช่างยาวนานยิ่งนัก

 

 

 

            ห้องสมุดขนาดใหญ่แบ่งกั้นออกเป็นสองส่วนด้วยม่านไพลิน

            ด้านซ้ายเป็นไม้ประดู่ดูเรียบง่าย บนผนังแขวนภาพวาดพู่กันหลายชุด แสดงถึงลักษณะนิสัยสุภาพและประณีตของเจ้าของ ด้านขวาจัดวางโต๊ะน้ำชาริมหน้าต่าง ยามนี้มีบุรุษรูปร่างงามสง่าทัดเทียมเทพนั่งประจันหน้ากันและกันอยู่ ดวงตาของทั้งสองจับจ้องไปที่จุดหนึ่งบนโต๊ะน้ำชาอย่างใจจดใจจ่อ

            จ้องกันไปมาเพียงครู่เดียว โหลวซี่เหยียนก็เหยียดยิ้มมุมปาก ลากเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “เจ้าแพ้แล้ว”

            สอง สาม สี่ เก้า จุด— ออกต่ำ...เขาแพ้อีกแล้ว!

            ฉีเทียนหยูดันกระบอกลูกเต๋าออกห่างตัวอย่างเสียอารมณ์ เอ่ยเสียงต่ำ “ไม่เล่นแล้ว ขืนแพ้ต่อ ข้าคงได้ยกบ้านสกุลฉีให้เจ้าแล้วจริงๆ”

            โหลวซี่เหยียนหัวเราะอย่างไม่ถือสาหาความ “คุณชายใหญ่ฉีก็พูดเกินไป เดิมพันที่ข้าชนะนั้นน้อยนิดยิ่งนัก สำหรับสกุลฉีแล้ว ถือว่าเป็นแค่ขนเส้นเดียวจากควายเก้าตัว3 ด้วยซ้ำ”

            ฉีเทียนหยูยังไม่พอใจ ต่อให้เป็นเช่นนั้นจริงเขาก็ยังทำใจไม่ได้ ที่บ้านเขาเปิดบ่อนพนันแท้ๆ ตั้งแต่เล็กจนโตพนันลูกเต๋าคือสิ่งที่เขาถนัดที่สุด แต่ทำไมพอเล่นกับซี่เหยียนทีไร เขาถึงได้แพ้ตลอด

            หรือว่าซี่เหยียนโกง? ต้องเป็นอย่างนั้นแน่

            แม้ฉีเทียนหยูจะคลางแคลงใจ แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยปากขอค้นตัวอีกฝ่าย

            พอมองออกไปยังนอกหน้าต่าง จึงได้เห็นว่าดวงจันทร์ลอยขึ้นบนฟ้ามาพักใหญ่แล้ว ฉีเทียนหยูเอ่ยเยาะ “ยามราตรีแล้ว สาวงามของเจ้ายังไม่มาถึงอีกรึ คงไม่ได้แอบซ่อนไว้ไม่ให้ข้าเห็นหรอกนะ?” เขามาถึงที่นี่ตั้งแต่เที่ยงเพียงเพราะเรื่องนี้เรื่องเดียว... ยังไม่ได้เห็นแม้แต่เสี้ยวหน้าของสาวงาม แต่กลับเสียเงินไปถึงหลายพันตำลึง

            มองท่าทางกระตือรือร้นที่จะรับสาวงามของสหาย โหลวซี่เหยียนก็เอ่ยปากด้วยท่วงท่าสบายอกสบายใจ “หากเจ้าชอบนาง ประเดี๋ยวพอนางมาถึงก็รับกลับบ้านไปเลยก็ได้” แม้เขาจะไม่เหมือนแม่ทัพใหญ่ซู่ที่แข็งกร้าวเหมือนขอนไม้ ไม่สนใจอิสตรี แต่เขาก็ไม่ได้เอาแต่ลุ่มหลงอยู่กับดนตรีหรือสตรีเช่นเดียวกัน มีธุระอื่นให้ต้องทำอีกเยอะแยะ

            “เจ้าหาที่ตายให้ข้าอยู่รึ!” ฉีเทียนหยูทำท่าหวาดกลัว ตะโกนลั่น “ของพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้มอบให้เจ้า ใครจะกล้าแย่ง แล้วเจ้าเองก็ยังไม่เคยเห็นหน้านาง ไม่แน่พอเจอแล้วอาจจะเสียดายจนต้องกลืนคำพูดก็ได้ ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูรองสกุลชิงนั้นงดงามปานจะเย้ยบุปผา เป็นหนึ่งไม่มีสอง ทั้งขับร้องทั้งร่ายรำล้วนชำนาญสิ้น เชี่ยวชาญทั้งศิลปะและเพียบพร้อมไปด้วยรูปโฉม...” ขณะที่ฉีเทียนหยูกำลังพูดอย่างกระตือรือร้น พลันเสียงเคาะประตูเบาๆ ก็แทรกเข้ามาขัดจังหวะ

            มิทันขาดคำ... ก็มีบุรุษผู้หนึ่งผลักประตูเข้ามา

            ผิวของเขาดำมะเมื่อม ใบหน้าแฝงแววเด็ดเดี่ยวประหนึ่งมีดคมที่อาจใช้ผ่าแยกหินได้ ทั้งเย็นชาทั้งแข็งกระด้างไร้ความรู้สึก จะว่าไปแล้วฉีเทียนหยูก็ไม่เคยเห็นความรู้สึกใดๆ ของเจ้าก้อนหินดำมืดก้อนนี้มาก่อน เจ้าก้อนหินยังไม่ทันเอ่ยปากพูด เขาก็รีบชิงถามทันควัน “จิ่งซา โฉมงามคนนั้นมาถึงแล้วหรือ”

            จิ่งซายังคงความเย็นชาไว้บนสีหน้า เขาหันไปหาโหลวซี่เหยียน

อย่างลังเล

            โหลวซี่เหยียนเพียงมองปราดเดียวก็เข้าใจ เพราะอยู่กับจิ่งซามานานจนรู้นิสัยของคนสนิทดี เขาได้แต่หัวเราะพลางพูดด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปจนนิดเดียว “พูดมาเถอะ”

            จิ่งซาตอบกลับอย่างเฉยเมย “รถม้าของคุณหนูสกุลชิงถูกชิงไปขณะที่ผ่านมุมเมืองหลวง”

            “ถูกชิงตัวไปแล้ว?” ฉีเทียนหยูอ้าปากค้าง มีคนขวัญกล้าแย่งชิงผู้หญิงของโหลวซี่เหยียนด้วยหรือ คงไม่อยากหายใจแล้วกระมัง

            “ยามนั้นมีชาวบ้านร้อยกว่าคนกรูกันเข้ามาชิงตัวคุณหนูสกุลชิง พร้อมทั้งทิ้งคำพูดไว้ว่านายท่านต้องไปที่หมู่บ้านสกุลหนิวด้วยตนเองเท่านั้น จึงจะยอมปล่อยตัวนาง ข้าน้อยได้ส่งคนไปสืบดูแล้ว หมู่บ้านสกุลหนิวเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ห่างจากเมืองหลวงไปสามสิบลี้ มีแต่พวกชาวบ้านฐานะยากจนอาศัยอยู่ที่นั่น คนทั้งหมู่บ้าน ตั้งแต่เด็กน้อยจนถึงแก่ชรา มีเพียงแค่สองร้อยกว่าชีวิตเท่านั้น”

            ฉีเทียนหยูพลันหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนานเต็มที่ “ไม่เลว มีคนแค่สองร้อยกว่า ก็ใช้คนร้อยกว่ามาชิงตัวผู้หญิงของท่าน”

            “องครักษ์ที่ข้าน้อยส่งไปรายงานกลับมาว่า ได้ค้นหาทั่วหมู่บ้านสกุลหนิวแล้ว ไม่พบตัวคุณหนูสกุลชิงเลย พวกเขายืนยันว่าหากไม่ได้พบนายท่าน ก็จะไม่ยอมปล่อยตัวนางเด็ดขาด”

            ตอนที่ได้ฟังเรื่องการชิงตัวคุณหนูสกุลชิงในตอนบ่ายวันนี้ จิ่งซาเพียงคิดว่าแค่ชาวบ้านไม่กี่คนก่อเรื่องวุ่นวาย ส่งคนไปชิงตัวกลับมาก็เพียงพอแล้ว ใครจะรู้ว่าชาวบ้านเหล่านี้ไม่ธรรมดา ประหนึ่งรู้แผนการของเขาแต่แรก ถึงกับนำคนไปซ่อนไว้พ้นสายตาเขาได้ ท่าทีที่ตอบสนองก็แข็งกร้าวกว่าที่คิด

            ดวงตาของโหลวซี่เหยียนกะพริบ ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มเล็กน้อยจนแทบจะมองไม่เห็น ท่านอัครเสนาบดีเอ่ยพร้อมกับเสียงกลั้วหัวเราะ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้คงต้องไปดูสักหน่อยแล้ว”

            ซี่เหยียนมีท่าทางแบบนี้...ฉีเทียนหยูพลันขนลุกไปทั้งตัวโดยไร้สาเหตุ

 

บทที่ 3 แรกพบพาน (1)

กระท่อมหลังนั้นเก่าโทรมผุพังจนลมโกรกเข้ามาได้ทั้งสี่ทิศ

            ภายในมีตะเกียงน้ำมันดวงเล็กวางอยู่บนโต๊ะไม้ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดทุกครั้งที่ขยับ นอกจากนั้นยังมีข้าวต้มเปล่าหนึ่งถ้วย หัวไช้เท้าดองหนึ่ง

จาน

            ท่ามกลางเปลวไฟวูบไหวดวงเล็กๆ สตรีนางหนึ่งกำลังพุ้ยข้าวกินอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังปากอ้าตาค้างกับกิริยาของนาง

            “ม...แม่นางจั๋ว” อู๋ซือมองดูชามข้าวต้มใบโตที่ยามนี้สามารถมองเห็นก้นชามได้อีกครั้ง เขากลืนน้ำลายแล้วถามอย่างระมัดระวัง “ท่านต้องการเติมอีกถ้วยหรือไม่”

            จั๋วฉิงวางชามข้าวลง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบตามแบบฉบับของตนเอง “เรียกฉัน เอ้ย...ข้าว่าจั๋วฉิงก็พอ ส่วนข้าวต้มนั้นไม่ต้อง”

            “อ้อ” อู๋ซือลอบถอนหายใจยาว ในที่สุดนางก็กินอิ่มเสียที!

            ข้าวต้มใกล้จะหมดหม้อแล้วด้วย น่าแปลก...ปกติบุตรสาวผู้ดีมีสกุลเขาไม่ได้ค่อยๆ เคี้ยว ค่อยๆ กลืน ค่อยๆ กินอย่างพิถีพิถันกันหรอกหรือ นี่พวกเขาคงไม่ได้ชิงตัวมาผิดคนหรอกนะ เหลียวกลับไปมองชาวบ้านคนอื่น ก็เห็นได้ว่ามีความคิดที่ไม่แตกต่าง

            พวกเขาจ้องจนตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า ทว่าไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก แม่นางผู้นี้ดูเย็นชานัก โดยเฉพาะสายตาของนางนั้นใช้ทิ่มแทงผู้คนต่างลูกศรได้เลย พวกเขาไม่มีใครกล้าจ้องหน้านางสักคน แม้แต่เสี่ยวอู๋จื่อผู้ไม่กลัวตายก็ยังไม่กล้าที่จะเข้าใกล้นางมากนัก ทำได้เพียงนั่งยองๆ อยู่ข้างๆ คอยถามไถ่อย่างเป็นมิตร “โชคดีที่เจ้าปลอมตัวเป็นชาวบ้านได้เหมือนจริงเหลือเกิน ไม่อย่างนั้นพวกทหารจะต้องหาเจ้าเจอแน่ ว่าแต่เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าทางจวนอัครเสนาบดีจะต้องส่งคนมา”

            จั๋วฉิงดึงเสื้อเนื้อหยาบที่สวมอยู่บนกายจนเรียบตึง ก่อนเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ที่มาไม่ใช่ทหาร แต่เป็นพวกคนใช้ในจวน พวกคุณ เอ้ย พวกเจ้าน่าจะขอบคุณที่ตัวเองโชคดี เลือกเรียกร้องถูกคน” ดูท่าอัครเสนาบดีโหลวจะเป็นขุนนางที่สามารถแยกถูกผิดชัดเจน เอาใจใส่ประชาชน ไม่อย่างนั้นเพียงเขาเลือกใช้กำลังเข้าประหัตประหาร ส่งทหารมาจับไปให้หมด ชาวบ้านพวกนี้จะเอาอะไรไปสู้ได้

            เสี่ยวอู๋จื่อขยับออกห่างเล็กน้อย ฝุ่นจากเสื้อที่จั๋วฉิงสวมอยู่ฟุ้งเข้าเต็มจมูกทำเอาเขาต้องเบ้ปาก แต่ก็ยังคงถามต่อไป “แล้วเจ้าคิดว่าอัครเสนาบดีโหลวจะมาด้วยตนเองหรือไม่”

            จั๋วฉิงเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ ตอบอย่างสุขุม “มาสิ”

            รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จนแทบจะไม่อาจเรียกได้ว่างาม กลับทำให้เสี่ยวอู๋จื่อเคลิบเคลิ้มใจลอยชั่วขณะ เมื่อพิจารณาให้ดี นางก็สวยมากทีเดียว

            จั๋วฉิงพูดเพิ่งจะขาดคำ ทันใดนั้นก็มีเสียงผู้ชายร้องตะโกนด้วยความดีใจดังมาจากหน้าหมู่บ้าน เสียงคนอื่นรับกันเป็นทอดๆ ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

            “พี่อู๋ พี่อู๋!” หลิวยี่พุ่งตัวเข้ามาในกระท่อมน้อย เหงื่อไหลโทรมเต็มกายทั้งยังหายใจหอบไม่เป็นจังหวะ ทั่วทั้งหน้าของเขากลายเป็นสีแดงก่ำ ซ้ำเสียงที่หลุดออกมาก็แทบจะฟังไม่เป็นภาษา

            อู๋ซือต้องช่วยทุบหลังให้เขาเพื่อให้หายใจได้คล่องขึ้นก่อนแล้วจึงถาม “มีเรื่องอะไร ทำไมถึงรีบร้อนขนาดนี้”

            หลิวยี่มองไปภายนอก ยังคงตะโกนอย่างตื่นเต้น “อัคร...อัครเสนาบดีมาแล้ว!”

            อู๋ซือดวงตาเบิกกว้าง คว้าจับคอเสื้อของหลิวยี่ไว้ก่อนเอ่ยอย่างลนลาน “จริงหรือ? อยู่ที่ไหน?”

            “จริงๆ นะ ตอนนี้ท่านอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน!”

            ทั้งกระท่อมตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงโห่ร้องดีใจดังลั่น

            “ท่านอัครเสนาบดีมาแล้วจริงๆ” อู๋ซือพึมพำกลับไปกลับมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาเดินเหมือนเสือติดจั่น ปากก็พร่ำบ่นไปมา “มาแล้ว...มาแล้ว...มาแล้ว...มาแล้ว” จากนั้นก็ตบหัวตัวเองเพื่อเรียกสติกลับคืนโดยไว หันไปปรามชาวบ้านรอบกาย “พวกเจ้าอย่าตื่นเต้น ต้องสุภาพ ห้ามแสดงอาการดีอกดีใจเป็นอันขาด”

            เขานั่นแหละตื่นเต้นเป็นคนแรกเลย จั๋วฉิงถึงกับส่ายหัวอย่างระอา มองชายที่รีบสั่งการเพื่อนบ้านคนอื่นๆ เสียงลน “เร็วๆ รีบออกไปต้อนรับท่านอัครเสนาบดีกัน”

            ร่างกำยำจ้ำอ้าวนำทัพชาวบ้านออกไปจนถึงข้างนอกประตู พลันนึกอะไรขึ้นได้ก็พุ่งเข้าห้องไปรื้อค้นอยู่เป็นนาน ปากก็พร่ำบ่นถี่รัว “คำร้อง คำร้อง คำร้องอยู่ที่ใด?”

            คุณหมอจั๋วนั่งถอนหายใจอยู่บนม้านั่งยาว เท้าคางมองดูเขาวุ่นวายประหนึ่งแมลงวันไร้หัวด้วยสายตาอ่อนใจ เธอรับไม่ได้... รับพวกที่ทำงานไร้ระเบียบแบบแผน ลืมหน้าลืมหลังไม่ได้จนต้องถลึงตาใส่ คว้าคำร้องขึ้นโบกอย่างรำคาญ “อยู่นี่”

            อู๋ซือพุ่งเข้ามาคว้าคำร้องจากนางไปอย่างระมัดระวัง หัวเราะร่า “ฮ่าๆ คำร้อง...คำร้อง... นี่จั๋วฉิง เจ้าไปที่หน้าหมู่บ้านพร้อมกันกับพวกข้าเถิด ในเมื่ออัครเสนาบดีมาถึงแล้ว พอพวกเรายื่นคำร้องเสร็จ เจ้าจะได้กลับไปพร้อมกับเขาเลย”

            “ไม่—” ตัวประกันรีบพูด

            “อ้าว—” ชาวบ้านร้องออกมาพร้อมกัน

            อู๋ซือยิ่งกว่าไม่เข้าใจ ในเมื่อนางเป็นคนของอัครเสนาบดีแต่แรกอยู่แล้ว ตอนนี้เจ้าชีวิตมาแล้วก็ควรจะกลับไปกับเขา เหตุใดจึงไม่ยินยอมเล่า?

            รึว่าจะอยู่กินข้าวต่อ!!!

            ไม่มีใครล่วงรู้ความในใจของจั๋วฉิงเท่าตัวเธอเอง...เธอมีอาชีพเป็นถึงหมอ มีหน้าที่การงานต้องสะสาง มีคดีต้องทำอีกเยอะ คนอย่างเธอไม่มีเวลาว่างมาเล่นเป็นเครื่องบรรณาการจากใครถึงใคร ยิ่งไม่ใช่ข้าวของหรือคนของใคร แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ชาวบ้านฟัง

            จั๋วฉิงหันไปมองผู้คนโดยรอบ ตอบอย่างอ่อนโยนอย่างที่นานๆ จะได้ยินสักครั้ง “หากข้ากลับไปกับเขา แล้วเขาไม่รับคำร้องพวกเจ้าจะทำยังไง ให้ข้าอยู่ที่นี่ก่อนเพื่อความมั่นใจว่าเขาจะไม่ตุกติกดีไหม” รอให้ทุกอย่างจบสิ้นเธอค่อยออกจากหมู่บ้านนี้ไป

            “ไม่ได้หรอก” อู๋ซือรีบส่ายศีรษะปฏิเสธทันควัน “เจ้าเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ พวกข้าลักพาตัวเจ้ามาทำให้เจ้าต้องลำบาก แต่เจ้ายังไม่ถือสา ช่วยพวกเราเขียนคำร้อง ซ้ำหาวิธีที่ทำให้คำร้องของพวกเราได้รับพิจารณาอีก เจ้าดีต่อเราถึงเพียงนี้ เราจะให้เจ้ารับความอยุติธรรมไม่ได้ เจ้ากลับไปกับท่านอัครเสนาบดีเถอะ ในยามนี้เขาก็มารับเจ้าถึงที่นี่แล้ว ข้าเชื่อว่าเขาจะต้องตัดสินเป็นธรรม เห็นแก่ราษฎรอย่างแน่นอน”

            มิคาดว่าคุณหนูท่าทางเย็นชาตลอดเวลาเช่นนางผู้นี้จะมีจิตใจที่แสนดียิ่งนัก พวกเขาจะสร้างภาระให้นางผู้ประเสริฐอีกอย่างนั้นรึ? ดรุณีในห้องหออย่างนาง หากมีข่าวว่าถูกลักพาตัวหลายวันหลุดรอดออกไป ยังจะเหลือชื่อเสียงใดอีกเล่า?

            “ใช่แล้ว แม่นางจั๋ว เจ้ากลับไปเถอะนะ”

            “ถูกแล้ว อย่าต้องมาลำบากเพื่อพวกเราอีกเลย”

            คำเกลี้ยกล่อมซื่อๆ แต่ละคำของเหล่าชาวบ้านทำให้จั๋วฉิงเริ่มสับสนในใจ ถ้าหากหมดเรื่องแล้ว เธอหายตัวไปเฉยๆ ชาวบ้านพวกนี้จะเป็นอย่างไรต่อ?

            ในเมื่อทนเห็นชาวบ้านเหล่านี้ต้องมาติดร่างแหไปด้วยไม่ได้ ซ้ำยังไม่อยากกลายเป็นเครื่องบรรณาการของใคร เธอจะก้าวไปทางไหนก็ล้วนแต่ลำบากใจทั้งนั้น แล้วตอนนี้อัครเสนาบดีอะไรนั่นก็มาถึงหน้าหมู่บ้านแล้วด้วย

            ทำยังไงได้ ก็คงต้องตามน้ำไปก่อนล่ะนะ

            จั๋วฉิงยกมือกอดอก ทำสีหน้าเป็นปกติแล้วเอ่ยถาม “ตกลงพวกเจ้าอยากจะล้างมลทินให้ใครนะ... ชื่อหลินโป๋คัง...ใช่หรือไม่?”

            “ใช่แล้ว” นี่ยังต้องถามอีกหรือ?

            “ดีมาก” จั๋วฉิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสงบราบเรียบค่อยๆ กวาดมองผ่านใบหน้าทุกคน พูดอย่างหนักแน่น “ถ้างั้นก็ฟังที่ฉัน...เอ๊ยข้าพูด ข้ามีวิธีที่จะบีบให้อัครเสนาบดีไต่สวนคำร้องของพวกเจ้าให้ได้” เธอวางแผน “เดี๋ยวข้าจะออกไปกับพวกเจ้า จำไว้นะว่า จนกว่าจะจัดการเรื่องของหลินโป๋คังเรียบร้อย ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดว่าข้าเป็นใคร ข้าเป็นเพียงชาวบ้านของหมู่บ้านนี้ ชื่อจั๋วฉิง พวกเจ้าเข้าใจใช่ไหม?”

            ชาวบ้านต่างสบตากันไปมา แม้คนส่วนใหญ่จะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่จั๋วฉิงพูด ทว่าทุกครั้งที่เผชิญกับสายตาสงบเยือกเย็นคู่นั้น พวกเขาก็ไร้แรงต้านทานอย่างน่าประหลาด สุดท้ายจึงได้แต่พยักหน้าตอบกลับไปว่า “เข้าใจ”

            “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ” เธอแอบถอนหายใจโล่งอก คว้าหมวกผ้าเก่าขาดชิ้นหนึ่งที่แขวนอยู่บนกำแพงมาสวมลงบนศีรษะตนเอง ทำให้แน่ใจว่ามวยผมสูงๆ ถูกปิดจนมิด

            จั๋วฉิงเดินออกมาจากบ้านเก่าหลังนั้นพร้อมกับคนอื่นๆ เธอได้แต่ภาวนาให้อัครเสนาบดีโหลวคนนั้นจัดการได้ไม่ยาก เรื่องจะได้รีบจบ—รีบจาก

            เธอเดินไปพร้อมฝูงชน ไม่ได้อยู่ด้านหน้าแต่ว่าก็ไม่ได้อยู่ข้างหลัง ทำตัวกลมกลืนอยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเบื้องหน้าได้ชัดเจน

            พอมาถึงหน้าหมู่บ้าน จั๋วฉิงถึงกับต้องผิวปากเงียบๆ อยู่ในใจ ตอนแรกเธอคิดว่าผู้ที่มีตำแหน่งเป็นถึงอัครเสนาบดีออกมาจากจวนทั้งที ยิ่งต้องมาพบกับพวกชาวบ้านหยาบเถื่อนพวกนี้ อย่างไรก็ต้องเตรียมการใหญ่โตเพื่ออวดอำนาจบารมีแน่นอน จะเล็กจะน้อยก็ต้องนำองครักษ์มาด้วยสักร้อยล่ะน่า ใครจะไปคิดว่าสิ่งที่เธอได้เห็นจะเป็นแบบนี้

            ด้านหน้าของเหล่าชาวบ้าน คือกลุ่มบุรุษไม่กี่คนที่แต่งกายสุภาพเรียบร้อยไร้ร่องรอยข่มขู่หรือวางอำนาจ บุรุษหนุ่มคนหนึ่งยืนพิงอยู่ข้างต้นไทรด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมสัน ท่วงท่าสบายๆ ไร้รังสีกดดัน ดูไม่สนใจกฎเกณฑ์จารีต ทว่าแฝงกลิ่นอายสูงส่งเกินธรรมดา

            ดวงตาคมกริบของจั๋วฉิงที่มองกราดไปทั่ว ยามเมื่อเห็นชายหนุ่มผู้ยืนอยู่ใต้ต้นไม้แล้วก็มิอาจถอนสายตาไปที่อื่นได้อีก

            ใต้แสงจันทราที่สาดส่อง บุรุษผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีแดงอมม่วง ตรงชายเสื้อคลุมปักลายจางๆ ด้วยดิ้นทอง ยามเขาเคลื่อนไหวบังเกิดเป็นริ้วระลอกคลื่น ผมยาวดำขลับนั้นขมวดเกล้าไว้อย่างง่ายๆ ด้วยปิ่นหยก ไม่ได้สวมที่ครอบผม แต่ถึงแม้จะเป็นเครื่องแต่งกายเรียบง่ายเช่นนี้ก็ไม่ได้ทำให้รัศมีสูงส่งของเขาด่างพร้อยลงแม้แต่น้อย

            ดวงตาเรียวยาวคู่นั้นคมกริบดุจกระบี่ ยามที่เขาเงยหน้าขึ้นประดับรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากดูช่างน่าพิศวงเป็นอย่างยิ่ง ท่วงท่าเคลื่อนไหวของเขาประณีตสง่างาม ดั่งหยกแกะสลักห้อยแขวนอยู่บนคาคบไม้ ติดตาต้องใจเธอกระทั่งตนเองยังตกใจ

            จั๋วฉิงจ้องมอง... พบปริศนาอย่างหนึ่งในดวงตาคู่นั้น

            ความสงบนิ่งล้ำลึก

            ทั้งคมจนเสียดแทงผู้คนทะลุปรุโปร่ง คล้ายกับซ่อนไว้ซึ่ง...

            แพทย์สาวหรี่ดวงตาลงเล็กน้อย พยายามมองให้ชัดกว่านั้นเพื่อจะได้บอกถูกว่าดวงตาคู่นั้นซ่อนสิ่งใด ทว่าจู่ๆ บุรุษผู้นั้นก็ปรายดวงตามองมาทางเธอ จั๋วฉิงสะดุ้งเล็กน้อย รีบก้มหน้าลงดึงหมวกเก่าขาดปิดบังดวงหน้าครึ่งหนึ่งถึงค่อยโล่งอกขึ้นมาบ้าง รู้สึกได้ว่าคนที่กำลังมองเธออยู่ช่างมีสายตาทะลุทะลวงเสียจริงๆ

            มองเผินๆ โหลวซี่เหยียนคล้ายกวาดสายตาไปตามกลุ่มผู้คนที่รวมตัวกันแน่นขนัด เขาไม่พบสิ่งใดผิดปกติ... หรือว่าความรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกจ้องมองเมื่อครู่เป็นความรู้สึกที่เขาคิดไปเอง... หรือว่าคนผู้นั้นแอบซ่อนตัวดีจนเกินไป... หากเป็นดังนั้นจริงก็ถือว่าเขามิได้มาเสียเที่ยวแล้ว

            ยากยิ่งนักที่เขาจะมีอารมณ์เบิกบานเช่นนี้ โหลวซี่เหยียนเผยรอยยิ้มอบอุ่น ก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าวเข้าหาชาวบ้านที่วิ่งมาอย่างเร่งร้อนและต่างพากันจ้องเขาเหมือนตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

            กระทั่งเขาค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ เหล่าชาวบ้านจึงได้คืนสติ รีบคุกเข่าทันควัน “คำนับท่านอัครเสนาบดีโหลว”

            จั๋วฉิงไม่ชินกับการคุกเข่า แต่สถานการณ์เช่นนี้เธอจำเป็นต้องนั่งยองๆ พร้อมกับคนอื่นๆ ด้วย

            “ลุกขึ้น” อัครเสนาบดีโหลวยกมือขึ้น เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “พวกเจ้าเชิญช้ามาถึงที่นี่ มิทราบว่ามีธุระใดหรือ?”

            เชิญ?

            แพทย์สาวยักคิ้วเล็กน้อย ทำแบบนี้ถือว่าเป็นการเชิญหรือ ช่างเป็นวิธีการพูดจาอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกผู้ดีมีสกุลจริงๆ น้ำเสียงกระจ่างน่าฟัง ทุ้มต่ำนิดๆ เหมาะกับเขามากทีเดียว เธอดึงหมวกปิดบังใบหน้ามากยิ่งขึ้น แต่ก็ลอบมองผ่านปีกหมวกหลายครั้งอย่างอดไม่ได้

            ภาพชายหนุ่มเบื้องหน้าที่หัวเราะอย่างเป็นกันเอง ดุจดังอาบสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ แน่ล่ะว่าเป็นภาพที่ชวนปลาบปลื้ม มิน่าเขาถึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอัครเสนาบดีผู้อบอุ่น สง่างามและรักราษฎรราวกับลูกหลาน พวกชาวบ้านเริ่มมีกำลังใจฮึกเหิม ต่างคนต่างพากันตะโกนร้องก้อง “ท่านอัครเสนาบดี ได้โปรดไต่สวนคดีให้กับเราด้วยเถิด”

            เสียงเรียกร้องขอความยุติธรรมถูกส่งต่อกันเป็นระลอกคลื่น คุณชายใหญ่ฉีเทียนหยูยกมือแคะหูอย่างทนไม่ไหว เอ่ยเสียงเย็นชา “ไต่สวนคดีก็ต้องไปที่ศาลสิ พวกเจ้าจับคนมาอย่างเหิมเกริมแล้วจึงยื่นคำขาดคุกคามขุนนางราชสำนัก คงอยากเข้าไปอยู่ในคุกกันมากใช่ไหม?” ตอนแรกที่เขาตามมาก็เพราะนึกว่าจะต้องมีละครสนุกให้ได้ชม หากรู้แต่แรกว่าจะมาเจอเรื่องน่าเบื่อเช่นนี้ เขาก็ไม่มาแล้ว

            ฉีเทียนหยูพูดไม่ทันจบ อู๋ซือก็รีบลุกขึ้นทันที จั๋วฉิงอยากจะดึงเขาไว้ ทว่าเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินไป เธอไม่ทันได้สัมผัสกับชายเสื้อของเขาเลยด้วยซ้ำ

            แล้วเขาก็ทำตัวเป็นชาวบ๊าน...ชาวบ้าน อย่างที่ชอบทำ

            เฮ้อ...

            อู๋ซือคุกเข่าโครมต่อหน้าโหลวซี่เหยียน โขกหัวลงกับพื้นแรงๆ สามครั้ง แล้วจึงสูดลมหายใจลึก เอ่ยเสียงดังกังวาน “ท่านอัครเสนาบดี พวกข้าล้วนโง่เขลาเบาปัญญา ที่เลือกหนทางนี้ก็เพราะอับจนหนทางจริงๆ พวกข้าไปศาลมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่เจ้าหน้าที่กลับบอกว่าคดีตัดสินไปแล้ว และยังไล่พวกข้าออกมา พอจะไปขอให้ท่านเจ้ากรมอาญาช่วยไต่สวนคดี ท่านก็มิได้อยู่ในเมืองหลวง พวกข้าอยากขอพบท่าน แต่ว่าจวนอัครเสนาบดีไหนเลยจะเป็นที่ที่พวกข้าอยากไปก็ไปได้อยากพบก็พบได้ พวกข้าก็เลย...” ยิ่งพูดก็ยิ่งรำลึกถึงความลำบากที่เกิดขึ้น ทำให้อู๋ซือพูดต่อไม่ออก ทำได้แต่โขกหัวต่อไป

            เสี่ยวอู๋จื่อได้สติคืนมาทันที พลันตะโกนเสียงดัง “คดีไม่เป็นธรรม”

            เสียงร้องตะโกนแฝงความเจ็บปวดทำให้ชาวบ้านที่ตะลึงลานอยู่ได้สติคืนกลับมา ก่อนจะเริ่มตะโกนร้องไปตามๆ กัน

            “ท่านอัครเสนาบดี คดีไม่เป็นธรรม...”

            “ท่านอัครเสนาบดี ได้โปรดไต่สวนคดีให้พวกเราด้วย...”

            สายตาคมกริบของโหลวซี่เหยียนกวาดผ่านใบหน้าซื่อๆ ของเหล่าชาวบ้าน คนเหล่านี้ดูท่าทีแล้วมีเรื่องต้องการร้องเรียนจริงๆ ร่างสูงสง่างามตามแบบฉบับของผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว ในความสง่างามปรากฏร่องรอยของความเที่ยงตรงและเอาจริง ทำให้ผู้คนที่มองเกิดความรู้สึกมีชีวิตชีวาประหนึ่งว่าได้รับโอกาสให้เกิดใหม่ เขาโน้มกายลงประคองอู๋ซือที่ยังโขกหัวไม่หยุดให้ลุกขึ้น “เจ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม

อันใด... พูดออกมา”

            อู๋ซือลนลานลุกขึ้น ไม่กล้าให้อัครเสนาบดีโหลวประคองตนเอง เขาค้นสะเปะสะปะไปตามตัวอยู่นานสองนาน แล้วจึงค่อยๆ ประคองกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากอกเสื้อส่งให้อีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง “นี่คือคำร้องขอรับ”

            ถึงกับเขียนคำร้องไว้เรียบร้อยแล้ว

            โหลวซี่เหยียนอมยิ้ม รับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยและคลี่อ่าน

            หลังจากนั้นครู่หนึ่งจึงเอ่ยถามด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้มดุจเดิม “คำร้องนี้ใครเป็นคนเขียน?”

            ฉีเทียนหยูเห็นท่าทีของสหายดังนั้น จึงเดินมาดึงเอาคำร้องไปดูอย่างสงสัย คนอื่นอาจจะไม่รู้ ทว่าเขาที่รู้จักกับซี่เหยียนมาตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าโตมาด้วยกัน รู้ดีว่ายิ่งน้ำเสียงของเพื่อนฟังดูสบายอกสบายใจ ยิ่งรอยยิ้มมีกลิ่นอายของความอบอุ่นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหมายความว่าซี่เหยียนติดใจสงสัยมากเท่านั้น

            ไม่นะ...จบกัน! จั๋วฉิงสบถเสียงต่ำ

            อย่าหันกลับมาเด็ดขาด อย่ามองมาที่ฉัน

            บ้าเอ๊ย...อย่าหัน

            เธอภาวนาอยู่ในใจนับครั้งไม่ถ้วน เสียดายที่ฟ้าไร้เมตตา เหล่าชาวบ้านพากันหันกลับมามองเธอเป็นจุดเดียวโดยมิได้นัดหมาย

            พวกบ้านี่ไปตายกันซะให้หมดเลยเถอะ! โง่จริงๆ ไร้สมองที่สุด!

            จั๋วฉิงได้แต่สบถด่าด้วยถ้อยคำทั้งหมดที่เธอรู้จักมาตลอดชีวิตยี่สิบกว่าปี เธอทำได้เพียงค่อยๆ ลุกขึ้น หนีก็ไม่ได้ ปฏิเสธยิ่งแล้วใหญ่... เพราะว่าสายตาอัน ‘อบอุ่น’ คู่นั้นได้มองมาที่เธอแน่วแน่แล้วในยามนี้

            โหลวซี่เหยียนหันไปตามสายตาของกลุ่มคน พลันปะทะกับเงาร่างผอมบางที่นั่งยองๆ ก้มหัวมองพื้น รออยู่เป็นนานกว่าร่างนั้นจะค่อยๆ ยืนขึ้นโดยมีหมวกใบโตปิดบังใบหน้าไว้จนเห็นไม่ชัดเจน เสื้อผ้าเนื้อหยาบบนตัวใหญ่พอที่จะคลุมทับร่างนั้นได้พอดี ถึงกระนั้นก็ยังพอมองออกว่าเรือนร่างนั้นเล็กจ้อย กะคร่าวๆ ได้ว่ายังอายุน้อยนัก หากแต่มีบางสิ่งที่ทำให้โหลวซี่เหยียนมองเงาร่างนั้นอย่างระมัดระวัง

            พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะเอ่ยปากก่อนง่ายๆ โหลวซี่เหยียนก็มิได้ถือสาว่าตนมีตำแหน่งสูงกว่า เอ่ยปากถามก่อนอย่างสนใจ “เจ้าเป็นคนเขียนคำร้องนี้รึ?”

            จั๋วฉิงก้มหัวลง กดน้ำเสียงใสให้ทุ้มต่ำ ก่อนเอ่ยตอบอย่างไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง “ใช่”

            เธอก็อยากตอบว่าไม่ใช่อยู่หรอก แต่ข้างหลังดันเต็มไปด้วยพวกงี่เง่าเป็นฝูง ปฏิเสธไปอย่างไรพวกนี้ก็จะช่วยกันยืนยันว่าเป็นเธอ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอ ‘เคียดแค้น’ ชาวบ้านที่ซื่อสัตย์ใจดีถึงเพียงนี้

            ฉีเทียนหยูปรายตามองจั๋วฉิงตั้งแต่หัวจรดเท้ารอบหนึ่ง ในมือโบกคำร้องไปมาเบาๆ แล้วแกล้งพูดพลางถอนหายใจเสียงดังกับโหลวซี่เหยียน “การใช้คำถือว่ากระชับเฉียบคม แต่ตัวหนังสือกลับด้อยลักษณะอันควร ดูไม่สมส่วน อัปลักษณ์ผิดเพี้ยนเสียจริงๆ”

            จั๋วฉิงยังคงก้มหน้า ไม่ส่งเสียงใดๆ เธอเป็นหมอไม่เคยบอกว่าตัวเองเขียนหนังสือสวยอยู่แล้ว คัดลายมือได้สวยงามต้องยกให้เลขาเธอโน่น

            คิดจะยั่วโมโหอย่างนั้นรึ หึหึ...ยังห่างชั้นอีกหลายขุม

            แต่เมื่อตั้งใจไว้แล้วว่าจะแกล้งทำเป็นโง่เซ่อก็เลยต้องทำต่อ

            ส่วนโหลวซี่เหยียนก็มิได้เร่งรีบอันใด กลับมองไปทางอู๋ซือที่อยู่ข้างๆ แล้วถาม “พวกเจ้าไม่ใช่คนในครอบครัวของเขา ทั้งไม่ได้เกี่ยวข้องสิ่งใดกับคดีนี้ เหตุใดจึงต้องร้องขอให้มีการไต่สวนแทนเขาด้วยเล่า แล้วมีหลักฐานใดมาแสดงว่าเขาไม่อาจจะขอความเป็นธรรมจากที่อื่นได้อีกแล้ว?”

บทที่ 3 แรกพบพาน (2 จบบท)

บทที่ 3 แรกพบพาน

 

            คราวนี้อู๋ซือไม่กล้ามองตาของโหลวซี่เหยียนตรงๆ เพราะกลัวว่าตนเองจะน้ำตาไหลสร้างความขายหน้าออกมา คำพูดต่างๆ ที่ตระเตรียมท่องไว้ในใจนับครั้งไม่ถ้วน ทะลักทลายดุจทำนบพังในครั้งเดียว “ท่านอัครเสนาบดี หลินโป๋คังเป็นผู้มีพระคุณของพวกเราทั้งหมู่บ้าน หมู่บ้านสกุลหนิวแห่งนี้มีบ่อบาดาลเพียงสามบ่อ คน ปศุสัตว์ พืชผักในไร่ล้วนอาศัยน้ำบ่อพวกนี้ ตอนที่ผู้มีพระคุณยังไม่ได้เข้ามาช่วย ชาวไร่ชาวนามักจะต้องหว่านเมล็ดไร้ผลเก็บเกี่ยว หลายปีมานี้ก็ได้ผู้มีพระคุณคอยช่วยเรื่องอาหารมาโดยตลอด หน้าหนาวยังแจกผ้าห่ม ไม่ใช่วันสองวัน เป็นสิบปี สิบปีเต็มๆ เลยนะขอรับ คนดีขนาดนี้ จะไปย้อมแมว แอบเปลี่ยนเสบียงทหารได้ยังไงกัน? ผู้มีพระคุณไม่ใช่คนเลวทราม เขาต้องถูกใส่ร้ายแน่ๆ ขออัครเสนาบดีได้โปรดไต่สวนให้ชัดเจนด้วย”

            ที่แท้ก็เป็นคดีแอบเปลี่ยนเสบียงทหารคดีนั้นนั่นเอง โหลวซี่เหยียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาทราบว่าทางกรมอาญาได้ตัดสินคดีไปตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนแล้ว ทั้งพยานหลักฐานและหนังสือสารภาพล้วนมีอยู่ครบ โหลวซี่เหยียนจึงเอ่ยถามอีกครั้ง “ศาลได้ตัดสินคดีนี้ไปแล้ว ตัวหลินโป๋คังเองก็ได้ลงชื่อในหนังสือรับคำสารภาพแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเจ้าจะให้ไต่สวนอะไรอีก? หรือพวกเจ้ามีหลักฐานพลิกฟื้นคดีอยู่ในมือ?”

            “พวกเรา...พวกเรา...” พวกเขามีหลักฐานที่ไหนกันเล่า เพียงแค่เชื่อมั่นในตัวผู้มีพระคุณเท่านั้น อู๋ซือกลัวอัครเสนาบดีจะไม่เชื่อ จึงคุกเข่าลงโครมลั่นอีกครั้งหนึ่ง

            จั๋วฉิงกลอกตามองฟ้า... ท่าไม้ตายอีกแล้ว?

            “ท่านผู้มีพระคุณไม่ทำอะไรแบบนั้นแน่นอน พวกเรามั่นใจ ขอท่านอัครเสนาบดีได้โปรดตรวจสอบให้ชัดเจนด้วย” ยามนี้ชายผู้นี้ก็ถึงกับร้องไห้ สะอึกสะอื้นพลางโขกศีรษะมิได้หยุด ชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังก็คุกเข่าลงทำแบบเดียวกัน ท่วงท่าเหมือนในหนังเด๊ะ... เสียงตึงๆ ทำเอาจั๋วฉิงที่ฟังอยู่เกิดอาการไม่สบอารมณ์

            เป็นพวกโง่เง่าทั้งฝูงจริงๆ ด้วย

            สิ่งที่ควรพูดกลับไม่พูด ทำเป็นแต่คุกเข่าโขกหัว!!!

            หญิงสาวเอื้อมมือไปคว้าไหล่อู๋ซือไว้ เปรยเสียงเย็นเยียบ “พอ--”

            เธอก้าวออกมาจากฝูงชน ร่างบอบบางแฝงกลิ่นอายแห่งปัญญาชนยืนประจันหน้ากับโหลวซี่เหยียน เอ่ยขึ้นอย่างไม่หวาดเกรง “จากที่ภรรยาของหลินโป๋คังได้กล่าวไว้ ขณะที่นางไปเยี่ยมหลินโป๋คังหลังจากตัดสินคดีครั้งล่าสุด หลินโป๋คังยังคงยืนกรานว่าตนเองถูกใส่ร้าย ขอถามสักหน่อยว่าเหตุใดคนที่สารภาพไปแล้วจึงยังยืนยันว่าตนเองถูกใส่ร้ายด้วยล่ะ คดีนี้มิได้ถูกไต่สวนอย่างเปิดเผย เราจึงมีเหตุสงสัยว่าหลินโป๋คังถูกบีบบังคับให้รับสารภาพด้วยการทรมาน หรือไม่ก็ลงชื่อสารภาพเพราะถูกบังคับ และ/หรือ อาจไม่มีสติสัมปชัญญะ”

            “บีบให้สารภาพด้วยการทรมาน?” คำนี้น่าสนใจ แต่ยิ่งกว่าน่าสนใจคือคำว่า ‘และ/หรือ’ ซึ่งเป็นคำพูดที่มักเจอในชนชั้นระดับตุลาการชั้นสูง แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าของผู้พูด ทว่าวิธีพูดของคนตรงหน้าเขามีหลักการยิ่ง

            ไม่อ่อนข้อ แต่ก็ไม่ผูกขาดตัวเอง...ไม่ใส่ความแต่ก็ไม่ก้าวถอย

            น้ำเสียงเยือกเย็นเด่นชัด ประกอบกับอารมณ์สงบนิ่งไม่วอกแวก เพียงเท่านี้ก็ทำให้โหลวซี่เหยียนรู้สึกได้ว่า ‘คนผู้นี้’ ต้องมิใช่ชาวบ้านธรรมดาๆ เป็นแน่

            ร่างสูงกว่าเดินเข้าใกล้จั๋วฉิงทีละก้าว... หนึ่งก้าวก็ถามหนึ่งคำ “เจ้าพูดเช่นนี้ คล้ายมีหลักฐาน”

            ความรู้สึกบีบคั้นที่ถาโถมเข้ามาช่างหนักหน่วงเสียจริง แม้น้ำเสียงเขาจะเบา ใบหน้าเจือไปด้วยรอยยิ้ม หากแต่ทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาบีบให้เธอต้องผงะถอย หญิงสาวประสานสายตากับดวงตาอบอุ่นของโหลวซี่เหยียน น่าแปลกที่แพทย์อย่างเธอเกิดความรู้สึกตื่นเต้นโดยไร้สาเหตุ

            กู้อวิ๋นเคยกล่าวเล่นๆ ว่าการโจมตีคือการป้องกันที่ดีที่สุด ซึ่งจั๋วฉิงเห็นด้วยเต็มที่ เธอไม่เคยมีนิสัยถอยหนีมาก่อน ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นเธอจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แทนที่จะก้าวถอยกลับเลือกที่จะปักหลักสู้ด้วยการก้าวเข้าหาเขาเช่นกัน “จะเป็นการบีบให้สารภาพด้วยการทรมานหรือไม่ ตรวจดูรอยบาดแผลบนร่างเขาก็น่าจะรู้ชัดเจนแล้ว หลินโป๋คังยืนยันย้ำไปย้ำมาว่าเขาบริสุทธิ์... ขอถามท่านอัครเสนาบดี ถ้าหากเป็นการบังคับให้สารภาพด้วยการทรมานจริงแล้วท่านจะทำอย่างไร?”

            มิคาดว่าเขาจะไม่ยอมถอยหลังเลยสักนิด ต่างคนต่างก้าวจนร่างแทบประชิดกัน

            ถึงเพียงนั้นยังไม่มีใครยอมถอยให้ใคร!!!

            โหลวซี่เหยียนพิจารณาดวงตากระจ่างใสที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม

            ใช่แล้ว...ใสกระจ่างยิ่ง นานเท่าใดแล้วที่เขาไม่ได้เห็นแววตาเปิดเผยกล้าหาญแบบนี้ อยู่ในแวดวงราชการมาเนิ่นนาน ทุกคนล้วนมีชีวิตโดยสวมหน้ากากเอาไว้ตลอดจนโหลวซี่เหยียนแทบจะลืมความกล้าหาญสง่าผ่าเผยแบบนี้ไปแล้ว เมื่อได้เห็นอีกครั้งจึงรู้สึกประหลาดใจจนเจ็บแน่นไปทั้งอก “หากเป็นดังที่เจ้าว่ามา ข้าพร้อมจะสอบสวนคดีนี้ด้วยตนเอง”

            ดีมาก… จั๋วฉิงถือโอกาสรุกต่อทันที “สอบสวนแบบไหน แบบเปิดเผยหรือเปล่า?”

            ให้บอกว่าจะสอบสวนใหม่แบบเปิดเผย?

            เจ้าเด็กรนหาที่ตายนี่กำลังบีบให้เขาพูดออกมาชัดๆ หากว่าเขาไม่ยอมตกลงสอบสวนโดยเปิดเผยในตอนนี้ ก็ไม่แคล้วต้องสูญเสียความเที่ยงธรรมต่อหน้าผู้อื่น

            แน่มาก... โหลวซี่เหยียนยิ้มจางๆ พยักหน้าเล็กน้อย เลือกตอบกลับอย่างใจกว้าง “จริงๆ แล้วงานส่วนราชการไม่ควรให้สิทธิ์คนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่ในเมื่อเจ้าร้องขอ ข้าตัดสินใจจะสอบสวนคดีนี้โดยเปิดเผย”

            ที่รอก็เพื่อคำพูดนี้เอง!

            จั๋วฉิงเพิ่งจะเบิกบานใจได้ไม่นาน หัวใจก็ต้องดิ่งวูบลงเหวลึกทันทีที่ได้ยินประโยคถัดไป

            “เพียงแต่...” อัครเสนาบดีลากเสียงยาว เขาลากปลายเท้าเดินเข้าไปหาร่างเล็กอีกก้าวอย่างสบายอารมณ์ เอ่ยขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ตามกฎหมายของฉงเยว่ หากไม่มีหลักฐานแสดงถึงความบริสุทธิ์ของนักโทษ หรือว่าหลังจากสอบสวนใหม่แล้ว ผลออกมายังคงมีความผิดเช่นเดิม ผู้ขอให้มีการสอบสวนใหม่จะต้องรับผิดฐานสร้างความปั่นป่วนแก่ศาล โทษสถานเบาโบยหนึ่งร้อยที สถานหนักเกณฑ์แรงงานสามปี”

            มีเรื่องแบบนี้ด้วย!?

            นี่มันกฎหมายอะไรกัน จะยื่นคำร้องยังต้องเสี่ยงรับโทษทัณฑ์อีก?

            ทำไมไม่มีใครบอกเธอเลยล่ะ จั๋วฉิงแทบจะสาบานได้ว่าเห็นระลอกคลื่นในดวงตานั้นฉายแววหยอกเย้า แม้จะเป็นเพียงแค่ชั่วพริบตา แต่ก็ต้องใช่อย่างแน่นอน

            เธอกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าพอได้ยินว่าอัครเสนาบดียอมสอบสวนคดีนี้ใหม่ อู๋ซือก็ดีใจจนโห่ร้องออกมา เสียงดังปานกระบือตกลูก “พวกข้าเชื่อว่าผู้มีพระคุณบริสุทธิ์แน่นอน พวกเราขอยอมรับผิด”

            พวกแกยอมแต่ฉันไม่ยอมนะ!

            อย่าว่าแต่หลินโป๋คังอาจจะไม่ได้บริสุทธิ์จริงเลย ต่อให้เขาบริสุทธิ์แล้วอย่างไร หลักฐานเล่า?

            ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น…จั๋วฉิงอดไม่ได้ที่จะเตะอู๋ซือไปแรงๆ หนึ่งที

            เธอโมโหจนอกจะแตกตายอยู่แล้ว โหลวซี่เหยียนเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างกลับหัวเราะแบบคนสนุกสนานเต็มพิกัด เขาจ้องเธอด้วยสายตาจดจ่อไม่ยอมจาก “เจ้า...ชื่ออะไรนะ?” เจ้าหนูคนนี้น่าสนใจมาก มีแววตาซื่อตรงเฉลียวฉลาด แต่บางครั้งก็เหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขาแอบสังเกตคลื่นใต้น้ำระหว่างเจ้าหนุ่มนี่กับชาวบ้านที่เหลือมาตลอด อดยอมรับไม่ได้ว่าเจ้านี่น่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ

            ความโมโหเต็มอกไร้ที่ระบาย ทำให้จั๋วฉิงตอบกลับอีกฝ่ายอย่างเย็นชา“ก่อนถามชื่อคนอื่น ควรแจ้งชื่อตนเองก่อน นี่เป็นมารยาทขั้นพื้นฐาน”

            อย่างนั้นหรือ?

            โหลวซี่เหยียนแทบจะหลุดหัวเราะพรืดออกมา สนุก...สนุกเหลือเกิน เขาบังคับตัวเองให้ตอบกลับยิ้มๆ อย่างไม่ถือสา “โหลวซี่เหยียน”

            “ซี่เหยียน?” เธอทวนคำเสียงต่ำ ดวงตาใสกระจ่างมองดูใบหน้าเขากลับไปมารอบหนึ่ง

            เห็นท่าทางแปลกๆ ที่เจ้าเด็กนี่แสดงออก ฉีเทียนหยูก็สังหรณ์รางๆ ว่าจะต้องมีอะไรสนุกให้ดูแน่ จึงยกสองมือกอดอกก่อนพูดขึ้นมาบ้าง“เจ้าหนู มีปัญหาอะไรรึ?”

            จั๋วฉิงส่ายศีรษะไปมา ตอบพร้อมกับยักไหล่อย่างสบายอารมณ์ “ไม่มี...”

            แค่นี้หรือ?

            ฉีเทียนหยูเกือบจะถอนหายใจด้วยความผิดหวัง แต่แล้วเสียงจั๋วฉิง

ก็ดังขึ้น ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่หนักไม่เบา คล้ายกำลังรำพึงกับตนเอง “ไม่คิดว่าผู้ชายตัวโตขนาดนั้นจะเอาชื่อผู้หญิงมาตั้ง...”

            ปฏิกิริยาที่เกิดจากการ ‘พูดคุยกับตนเอง’ ของจั๋วฉิงน่าตกใจนัก ด้านหน้าหมู่บ้านที่มีผู้คนรวมตัวกันหลายร้อยพลันเงียบกริบลงทันควัน เหล่าชาวบ้านมีสีหน้าหวาดผวา จิ่งซา.. โม่ไป๋ องครักษ์ของท่านอัครเสนาบดีขมวดคิ้วแน่น ฉีเทียนหยูนิ่งอึ้งประหนึ่งไก่ไม้ แม้เขาเองเคยรู้สึกว่าชื่อของซี่เหยียนช่างอ่อนหวาน แต่ก็ไม่เคยมีใครกล้าพูดเช่นนี้มาก่อน

            เจ้าหนูนี่ขวัญกล้าเทียมฟ้า!!!

            เขาสาบานได้ เมื่อครู่เขาเห็นอัครเสนาบดีโหลวผู้อบอุ่นสง่างาม ผู้มีรอยยิ้มเปี่ยมมิตรไมตรีดั่งกระฉ่อนไปทั่วหกแคว้น กลับมีรอยยิ้มแข็งกระด้างประหนึ่งถูกแช่แข็งเป็นครั้งแรก

            มีคนโชคร้ายแล้ว

            โหลวซี่เหยียนนิ่งเงียบไร้เสียง คนอื่นๆ ก็ไม่รู้จะทำประการใด บริเวณด้านหน้าหมู่บ้านที่มีคนหลายร้อยมาชุมนุมกันพลันเงียบกริบ บรรยากาศแปลกๆ เข้าปกคลุมอย่างรวดเร็ว แม้แต่อากาศยังไม่เป็นใจ จั๋วฉิงเอียงคอมองโหลวซี่เหยียนทีหนึ่ง เห็นว่าเขายังคงยิ้มอยู่ ดวงตาเรียวยาวนั้นมองจ้องมาที่เธอ จ้องเอาๆ อย่าง ‘อบอุ่นอ่อนโยน’ แต่ให้อย่างไรจั๋วฉิงก็ไม่รู้สึกอบอุ่นเลยสักนิด ขนทั่วร่างต่างพากันลุกเกรียวแทนซะอีก

            เขาผู้เป็นถึงอัครเสนาบดี ชื่อเสียงเลื่องลือว่า ‘อ่อนโยนประณีตราวกับหยกชิ้นเลิศ’ จิตใจสูงล้ำเหนือคนธรรมดา ไม่น่าจะใจน้อยขนาดนั้นนะ?

            จั๋วฉิงดึงหมวกลงอีกหน่อย ค่อยๆ ก้าวถอยหลัง

            เธอทำตามคำกล่าวที่ว่าวิญญูชนไม่ยืนอยู่ใต้กำแพงอันตราย

            ใครจะคาดว่าเพียงก้าวเท้าออกไปก้าวเดียว จู่ๆ สายฟ้าก็ลั่นแปลบก่อนกระหน่ำลงพร้อมกับฟ้าแลบแสบตาฟาดไปทั่ว ตอนแรกยังมีเพียงลมฤดูใบไม้ผลิพัดเอื่อยอยู่นี่นา เหตุใดจู่ๆ จึงเกิดโกลาหลขึ้นมาเล่า ลมแรงจนใบหญ้าถูกพัดปลิวกระจาย

            จั๋วฉิงตกใจแทบกระโดด หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองฟ้า เห็นเพียงท้องฟ้าดำมืดปกคลุมด้วยเมฆทะมึน เธอถึงกับตะลึงลานไปทันที “ไม่จริงน่า”

            เธอไม่ได้พูดอะไรผิดศีลธรรมร้ายแรง หรือขัดต่อฟ้าดินเสียหน่อย ถึงกับสายฟ้าฟาด ลมคลั่งโหมพายุกระหน่ำขนาดนั้นเลยหรือ?

            หลังเสียงฟ้าผ่าหลายที สิ่งที่ตามมาคือเม็ดฝนกระหน่ำ

            “ฝนตก!” สายฝนที่จู่ๆ ก็ตกลงมาอย่างหนักทำให้ผู้คนต่างพากันรับมือไม่ถูก เกิดการโกลาหลไปหมด จั๋วฉิงอาศัยความวุ่นวายรีบถอยหนีทันควัน ทว่าจู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บมือขึ้นมา ข้อมือเธอถูกมือขนาดใหญ่ขาวสะอาดคว้าไว้แน่น หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง คนจับมือเธอคือโหลวซี่เหยียนนั่นเอง

            ภายใต้ฝนสาดซัด ทุกคนสภาพเปียกปอนเหมือนสุนัขตกน้ำ มีเพียงเขาเท่านั้นที่ยังรักษาท่วงท่าเฉื่อยเนือยอยู่ได้ ท่ามกลางไอฝนหนาที่กั้นอยู่ หน้าตาของเขาแทบจะเลือนรางไปกับสายน้ำ เธอสัมผัสได้ถึงสายตาแหลมคมที่เปล่งประกายออกมาจากดวงตาคู่นั้นอย่างชัดเจน

            ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ อู๋ซือตะโกนร้องดัง “ท่านอัครเสนาบดี เชิญทางนี้ มาหลบฝนที่ศาลเจ้าก่อนเถอะ”

            โหลวซี่เหยียนพยักหน้า ไม่ลืมลากตัวจั๋วฉิงเดินไปทางศาลเจ้าหน้าหมู่บ้านด้วย ร่างเล็กกว่าพยายามดิ้นรนออกแรงตะเกียกตะกายอยู่หลายที แล้วก็ตัดสินใจยอมแพ้ ท่าทางเขาสุภาพขนาดนั้นกลับมีเรี่ยวแรงเยอะถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

            เว้นเสียแต่ว่าเธอไม่ต้องการมือข้างนี้แล้ว ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางหนีได้เด็ดขาด

            โหลวซี่เหยียนหันกลับมามองหนุ่มน้อยผู้นั้น มันตะเกียกตะกายอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ยอมอ่อนข้อเดินตามเขามา มุมปากท่านอัครเสนาบดียกขึ้นบางๆ อย่างไม่รู้ตัว

            ศาลเจ้าที่ว่าก็คือบ้านดินหลังใหญ่ มีโต๊ะบูชาหลายตัวแล้วก็เศษธูปเทียนที่มอดไหม้ ผนังทั้งสี่แทบจะทรุดพัง ฝนยังคอยหยดผ่านทางกระเบื้องรั่วเป็นระยะๆ เดิมพื้นที่ก็ไม่ค่อยกว้างอยู่แล้ว พอมีคนกลุ่มใหญ่อัดกัน

เข้ามาจึงเบียดเสียดเป็นพิเศษ ยังดีที่องครักษ์ ‘สองเทพดำขาว’ ของโหลวซี่เหยียนอยู่ตรงนั้น ชาวบ้านจึงไม่กล้าเบียดกันเข้ามา ได้แต่ยืนกระจุกกันอยู่ตรงมุมโต๊ะหมู่บูชา

            มือของจั๋วฉิงโดนจับไว้ตลอด ให้ความรู้สึกไม่คุ้นชิน หญิงสาวเริ่มเขย่าแขนอย่างรับไม่ได้ ในที่สุดก็เปรยขึ้นมาด้วยความรำคาญ “ท่านอัครเสนาบดี ปล่อยข้าได้แล้วมั้ง”

            เดิมโหลวซี่เหยียนเตรียมจะปล่อยมือแล้ว แต่พอได้ยินน้ำเสียงรังเกียจดังมาจากเด็กหนุ่มร่างเล็ก ก็ยิ่งออกแรงกุมข้อมือแน่นยิ่งขึ้น น้ำเสียงที่ตอบคงความอบอุ่นเช่นเคย “ถามชื่อคนอื่นแล้ว ตนเองกลับไม่ยอมบอกชื่อ ดูเหมือนจะไร้ซึ่งมารยาทขั้นพื้นฐานเหมือนกันนะ”

            เจ็บจัง... เจ้าโหลวซี่เหยียนคนนี้ร้ายกาจเกินไป มือเธอกำลังจะหักอยู่รอมร่อแล้วนะ

            จั๋วฉิงแสร้งเข้มแข็ง กัดฟันไว้ไม่ส่งเสียงใดๆ ทั้งยังไม่ตอบคำถามเขาอีก

            เมื่อสัมผัสได้ว่าข้อมือที่อยู่ในฝ่ามือของเขาสั่นเทาไม่หยุด โหลวซี่เหยียนจึงค่อยๆ คลายแรงที่จับอยู่ เจ้าเด็กนี่มือเล็กเหลือเกิน เขาเองจับแรงๆ ยังกลัวเผลอหักข้อมือเจ้านี่ด้วยซ้ำ ร่างสูงกว่าปล่อยมืออีกฝ่ายออก...ถามเรียบๆ “ชื่อล่ะ?”

            น้ำเสียงเรียบเรื่อยนั้นต่ำทุ้มน่าฟัง จั๋วฉิงเผลอเงยหน้าขึ้นน้อยๆ มองดูโหลวซี่เหยียน

            เมื่อพิศใกล้ๆ ทำให้เห็นว่าใบหน้าเขางามสง่าเกินคน ยามนี้เขาไม่ได้ยิ้มแล้ว เมื่อขาดรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ จึงได้เห็นว่าดวงตาเรียวยาวคู่นั้นแอบซ่อนความทระนงในตนเองไว้เต็มเปี่ยม เธอมองอย่างเผลอไผล จู่ๆ ก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นแววประหลาดใจน้อยๆ ฉายชัดอยู่ในดวงตาของผู้เป็นถึงอัครเสนาบดี

            ใบหน้าของเธอ!

            จั๋วฉิงรีบก้มหัวลง แต่ไม่ทัน... เขาจับคางเธอเอาไว้มั่น

            บีบให้เธอหันกลับไปช้าๆ

            ฟ้าแลบผ่านอย่างถูกจังหวะทำให้เห็นรอยแผลเป็นลึกกว้างสองรอยภายใต้แสงสีขาวสว่าง รอยแผลปรากฏอยู่บนแก้มขาวนวลผุดผ่อง ทำให้แทบจะมองใบหน้าซีกนั้นไม่ออก

            ดวงตาโหลวซี่เหยียนกะพริบเล็กน้อย ใครกันที่โหดร้ายเช่นนี้ ถึงกับทิ้งร่องรอยอัปลักษณ์ไว้บนใบหน้าของเด็กที่ยังไม่โตดี

            จั๋วฉิงก้มศีรษะลงไม่ได้ ทำได้เพียงกดหมวกเก่าขาดบนศีรษะลงแทน พยายามปิดบังใบหน้าด้านข้างที่ยังดีอยู่ให้มิด เธอตัดสินใจยกขาขึ้นแล้วเหยียบลงไปบนขาของอีกฝ่ายเต็มแรง

            “โอ๊ย!” โหลวซี่เหยียนถึงกับร้องลั่นเพราะไม่ทันระวังตัว

            จั๋วฉิงอาศัยจังหวะนั้นปัดมือเขาออกแล้วถอยห่างหลายก้าว

            พอทิ้งระยะห่างจากเขาได้ แรงกดดันที่เธอแบกรับอยู่ก็ลดน้อยลงทันที จั๋วฉิงยังคงดึงหมวกปิดหน้า เอ่ยออกมาอย่างตกใจเต็มที่ “เมื่อครู่เหยียบถูกท่านหรือ? ต้องขอโทษด้วย มืดเหลือเกิน ข้ามองไม่เห็น” ตอนนี้เธอคิดถึงรองเท้าส้นสูงสามนิ้วของตนเองในคอนโดเหลือเกิน

            มองไม่เห็น?

            เสแสร้งให้แนบเนียนกว่านี้หน่อยเถอะ!

            แต่พอนึกถึงแผลบนหน้าอ่อนเยาว์นั้นแล้ว โหลวซี่เหยียนได้แต่เหยียดมือค้างอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ทิ้งลงบนตัก

            พออีกฝ่ายไม่ได้คุกคามกลับ เธอจึงค่อยโล่งอกขึ้นมา หูได้ยินเสียงฉีเทียนหยูกำลังคาดคั้นกับอู๋ซือ “พวกเจ้าต้องการพบอัครเสนาบดี ตอนนี้ท่านก็มาแล้ว แล้วสาวงามที่ไปชิงตัวมาเล่า ตอนนี้ก็ถึงเวลาคืนมาได้แล้วเช่นกัน”

            อู๋ซือเกาศีรษะแกรกๆ สีหน้าบ่งชัดว่ามิรู้จะทำประการใด แม่นางจั๋วบอกว่าห้ามพูดนี่นา?

            “อยู่ไหนเล่า?” เพราะดูออกว่าบุรุษร่างใหญ่ตรงหน้านั้นซื่อยิ่งนัก ฉีเทียนหยูเลยคาดคั้นต่อไป “พวกเจ้าคงไม่ได้ฆ่านางไปแล้วใช่หรือไม่?”

            อู๋ซือส่ายหน้าไม่หยุด ละล่ำละลักอย่างลนลาน “ไม่ๆ ไม่ได้ฆ่าคนอย่างแน่นอน”

            “ขายไปแล้ว?”

            คราวนี้อู๋ซือร้องเสียงดังกว่าเก่า “จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าไม่ทำเรื่องชั่วร้ายแบบนั้นหรอก”

            “แล้วอยู่ที่ไหนล่ะ?”

            อยู่ไหนล่ะ? ชาวบ้านทั้งกลุ่มเริ่มมองหาเงาร่างในศาลเจ้าอีกครั้ง

            เอาอีกแล้ว...จั๋วฉิงได้แต่สบถเสียงต่ำ... มองมาอีกแล้ว

            ตึง!

            เธอตัดสินใจตบโต๊ะบูชาอย่างแรง โต๊ะที่ผุอยู่แล้วก็โยกซ้ายเอียงขวาอยู่หลายทีก่อนจะล้มหักลงไปในพริบตา เหล่าชาวบ้านต่างพากันหันขวับมามองหญิงสาวด้วยสายตาหวาดผวา โหลวซี่เหยียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

            เจ้าหนูนี่จะเล่นลูกไม้อะไรอีกล่ะ?

            ดีมาก ตอนนี้มีแต่คนมองเธอ ต่อให้เก่งยังไงโหลวซี่เหยียนก็ไม่มีทางมองออกว่าคนที่เจ้าพวกบ้าปัญญาอ่อนกำลังมองหาอยู่คือเธอนี่แหละ ภารกิจสำเร็จแล้ว

            แต่ว่า...ให้ตาย เจ็บชะมัด!

            จั๋วฉิงค่อยๆ ดึงมือกลับไป ทำท่าไม่รู้สึกอะไรทั้งที่รู้สึกได้ว่ามือกำลังบวมขึ้นอย่างรวดเร็ว หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ตะโกนตอบเสียงกังวาน “ตอนนี้นางสบายดี ท่านอัครเสนาบดีโปรดวางใจ พวกเราจะดูแลนางแทนท่านด้วยชีวิต หลังจากการไต่สวนคดีอย่างเปิดเผยสิ้นสุดลง ถึงตอนนั้นท่านอัครเสนาบดีก็จะได้พบกับนางเอง”

            “ความหมายของเจ้าคือ หากไม่ไต่สวนคดีอย่างเปิดเผย พวกเราก็จะไม่ได้พบกับสาวงามอย่างนั้นหรือ?” ฉีเทียนหยูกวาดสายตามองเศษไม้แหลกละเอียดบนพื้นคราหนึ่ง ท่าทางราวกับหากมิได้ก่อกวนจนถึงที่สุดก็จะอกแตกตายกระนั้น “ท่านอัครเสนาบดี เขากำลังข่มขู่ท่านอยู่นะ”

            เจ้าหมอนี่เป็นใครกัน?

            แสร้งก้าวร้าวเพื่อหยุดความวุ่นวายอย่างนั้นหรือ

            จั๋วฉิงกัดฟันกรอด ตอบเสียงเย็น “คุณชายท่านนี้เข้าใจข้าผิดไปแล้ว สิ่งที่ไม่ได้ผลจริงจังอย่างการข่มขู่นั้นข้าไม่ทำแน่นอน”

            อวดอ้างใหญ่โตยิ่ง!

            ฉีเทียนหยูผิวปากยาว เจ้าหนูนี่น่าสนใจจริงๆ เขาแกล้งทำเป็นส่ายศีรษะอย่างหวาดผวา เอ่ยเสียงดังเหมือนกำลังจะประกาศ “เจ้าไม่ได้ข่มขู่ อย่างนั้นก็คือกำลังคุกคาม? คุกคามขุนนางราชสำนักอย่างนั้นหรือ? โทษหนักมากเจ้ารู้หรือไม่?”

            “เจ้า...” หญิงสาวจวนสะกดอารมณ์ไม่อยู่

            ทว่าก่อนที่จะมีการปะทะกันเกิดขึ้น โหลวซี่เหยียนพลันหัวเราะก่อน “พอเถอะ... พรุ่งนี้เวลาเที่ยง ข้าจะอ่านสำนวนคดีที่ศาลยิงเทียน สอบสวนสาเหตุแห่งคดี อนุญาตให้คนในหมู่บ้านสกุลหนิวส่งคนไปร่วมเข้ารับฟังสิบคน คดีนี้จะสอบสวนใหม่หรือไม่ ต้องรอให้ข้าอ่านสำนวนคดี และเจอตัวนักโทษเสียก่อนจึงค่อยกำหนดต่อไป”

            “ขอบคุณท่านอัครเสนาบดี” เหล่าชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงขอบคุณทันควัน มีเพียงจั๋วฉิงที่ยังยืนจ้องโหลวซี่เหยียนด้วยแววตาครุ่นคิด

            ผู้ชายคนนี้ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็เดาทางได้ยากนัก

            ภายนอก ฝนเริ่มซาเม็ด โหลวซี่เหยียนไม่พูดสิ่งใดมาก เพียงเตรียมตัวเดินทางกลับ ฉีเทียนหยูรีบเดินตามเขาไป กระตุกชายเสื้อถามอย่างเคร่งเครียด “ท่านไม่เอาตัวสาวงามไปด้วยจริงๆ หรือ?”

            โหลวซี่เหยียนเพียงกวาดสายตาผ่านจั๋วฉิงคราหนึ่ง หัวเราะอย่างผ่อนคลายแล้วจึงตอบ “ให้เขาดูแลแทนข้าไปก่อน”

            จั๋วฉิงกลับขนลุกขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ รอยยิ้มของคนผู้นี้แฝงไว้หลายความหมาย

            ยากยิ่งกว่าข้อสอบแพทย์เสียอีก

            มิคาดพอเดินไปจนถึงประตูศาลเจ้า จู่ๆ อัครเสนาบดีโหลวก็หยุดฝีเท้า หันกลับมามองเธออีกครั้ง เขาปรับเสียงพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “เจ้า – พรุ่งนี้ต้องไปด้วย นี่เป็นคำสั่ง”

            “ทำไมข้าต้องไปด้วย?” เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเธอตรงไหน หา!!!

            “หากเจ้าไม่ปรากฏตัวในวันพรุ่งนี้ พวกเขาก็ไม่ต้องมา”

            โหลวซี่เหยียนเพียงทิ้งคำพูดประโยคหนึ่ง ก่อนจะเดินนำกลุ่มคนจากจวนอัครเสนาบดีหายตัวไปท่ามกลางสายฝนพรำอย่างรวดเร็ว

            “นี่...” จั๋วฉิงพลันรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

            นี่ใครกำลังขู่ใครกันแน่..

บทที่ 4 ประกายเพชร (1)

รุ่งขึ้น ณ ศาลยิงเทียน

            ที่ทำการศาลกว้างขวางดูโอ่โถง แสงแดดสีทองสาดส่องลงไปยังป้ายซึ่งสลักคำว่า ‘เที่ยงตรงยุติธรรม’ พอดิบพอดี ป้ายนี้แขวนประดับตรงกลางประตู ตัวอักษรทองคำประดับหยกประกบด้วยกรอบไม้สีแดงรอบด้าน

            แดงและทองรวมกันยิ่งทำให้โดดเด่นเปล่งประกายจนผู้คนที่แวะมารู้สึกแสบตา

            ‘ยายี่’4 ร่างฉกรรจ์สองคน แต่งกายด้วยชุดแดงทั้งคู่ยืนอยู่คนละด้านของประตู ในมือมีไม้กระบองยาว ท่าทางเคร่งขรึม

            ชาวบ้านจากหมู่บ้านสกุลหนิวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าฟังการไต่สวนในวันนี้ยืนอิงแอบกับแผ่นหลังของกันและกัน ต่างพากันเบียดเสียดจนแทบจะล้นออกไปด้านนอกศาลอยู่แล้ว แต่ถึงแม้จะเบียดกันขนาดไหน ทุกคนก็ล้วนยืนตัวแข็งอย่างประหม่าด้วยท่าทางสุภาพเต็มกำลัง ศีรษะก้มต่ำลงจนสุด แทบไม่กล้าหายใจด้วยซ้ำ

            ยกเว้นเพียงคนเดียว

            สายตาโหลวซี่เหยียนมองปราดไปยังร่างเล็กที่ทรุดนั่งคร่อมอยู่บนธรณีประตู เจ้าของร่างยกมือขึ้นกอดอก เอนหลังพิงกรอบประตูอย่างสบายใจ ท่าทางไม่ยี่หระต่อกฎระเบียบช่างขัดกับบรรยากาศโดยรอบมาก หมวกใบเก่ายังคงปิดมิดแทบจะคลุมทั้งศีรษะ... ถึงแม้จะไม่เห็นสีหน้าของเจ้านั่น ท่านอัครเสนาบดีก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงเต็มไปด้วยความโกรธจนแทบกระอักเป็นแน่

            ตรึกตรองมาถึงตรงนี้ โหลวซี่เหยียนก็รู้สึกเบิกบานใจโดยไร้สาเหตุ

            ขณะที่คนหนึ่งกำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง... ก็มีคนที่ ‘โกรธจนแทบกระอัก’ จริงๆ

            ตอนเที่ยงนี่ก็คือสิบสองนาฬิกาไม่ใช่หรือ?

            กลุ่มคนงี่เง่าพวกนี้ยามกลางคืนไม่หลับไม่นอน ไม่รู้กระสับกระส่ายอะไรกันนักหนา วันนี้พอแสงอาทิตย์เพิ่งลอดผ่านกลุ่มเมฆก็รีบลากเธอมาอยู่หน้าศาลยิงเทียน ตากแดดรอตั้งแต่เช้ามาจนกระทั่งบัดนี้

            เสื้อผ้าบนกายจั๋วฉิงทั้งหยาบทั้งหนา แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อยิ่งกว่าลงแช่น้ำ หมวกใบนี้ก็ปิดซะจนเธอหายใจแทบไม่ออก หน้าผาก ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำ น้ำ และน้ำ...พอเห็นว่าโหลวซี่เหยียนกำลังยืนอยู่ข้างบัลลังก์ตัดสินคดีที่ดูโล่งโปร่ง ให้ความรู้สึกเย็นสบาย เธอก็ยิ่งหงุดหงิดจนถึงขีดสุด

            โหลวซี่เหยียนในวันนี้แตกต่างจากเมื่อคืนมาก เขาสวมที่ครอบผมสีม่วงทองประดับหยกขาว ชุดคลุมตัวยาวสีแดงก่ำเดินด้วยดิ้นทองอร่ามเป็นลายกิเลนเหยียบเมฆในท่าหมอบต่ำ ดวงตาแวววาวสมจริงประหนึ่งจะกระโจนออกมาจากผ้าได้ทุกเมื่อ แถบผ้าไหมพันช่วงเอวสีดำมีห้อยหยกสีเข้มโดดเด่นอยู่หนึ่งชิ้น แม้ใบหน้าหล่อเหลายังคงมีรอยยิ้มพริ้มพราย ทว่ากลับไม่มีใครกล้าทำกิริยามิบังควรต่อหน้าเขาดังเช่นเมื่อวาน

            “คารวะท่านอัครเสนาบดี” อู๋จื้อกังผู้ดำรงตำแหน่งซื่อหลาง5 ของกรมอาญาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ในใจรู้สึกหวั่นเกรงอย่างที่สุด จริงอยู่...ทั้งกรมขุนนาง และกรมอาญาล้วนอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของท่านอัครเสนาบดี แต่โดยปกติแล้วการพลิกคดีขึ้นมาสอบสวนอีกครั้งมักจะทำโดยเจ้ากรมราชทัณฑ์ ไม่มีทางที่จะได้เห็นท่านอัครเสนาบดีมาที่ศาลเช่นวันนี้ เขาที่เป็นเพียงขุนนางขั้นสี่6 ตัวเล็กๆ จึงยากจะห้ามไม่ให้ตนเองหวาดกลัวบุรุษผู้ทรงอำนาจตรงหน้าได้

            โหลวซี่เหยียนนั่งลงบนตั่งด้านข้างบัลลังก์ศาล เขาโบกมือเล็กน้อยและตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม อันเป็นลักษณะเฉพาะตัว “ลุกขึ้น”

            อู๋จื้อกังค่อยๆ ลุก พอลุกแล้วก็ไม่กล้าปีนขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งศาล

            อัครเสนาบดีโหลวอยู่ที่นี่ เขาหรือจะหาญกล้านั่งบนบัลลังก์ที่อยู่สูงกว่า จึงทำได้เพียงยืนอยู่ข้างโต๊ะตัดสินคดีและเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม “ท่านอัครเสนาบดีมาถึงที่นี่วันนี้ มี...”

            โหลวซี่เหยียนส่งยิ้มผ่อนคลายตอบ “ชาวบ้านหมู่บ้านสกุลหนิวสองร้อยคนลงชื่อยื่นคำร้อง ขอให้ข้าช่วยออกโรงไต่สวนคดีกรณีที่หลินโป๋คังสับเปลี่ยนเสบียงทหารอีกรอบ เจ้าจะขัดข้องหรือไม่?”

            เขาก็ถามไปตามเรื่องตามราว ทว่าอู๋จื้อกังกลับมีสีหน้าขาวซีด สองมือกุมกันแน่น รีบตอบกลับทันควัน “ท่านอัครเสนาบดีปรีชายิ่งนัก ข้าน้อยขอรายงาน คดีนั้นมีพร้อมทั้งพยานและหลักฐาน ตัวหลินโป๋คังเองก็สารภาพมาแล้ว จึงไม่ใช่การจับตัวคนผิดอย่างแน่นอน”

            “ไม่ได้จับตัวคนผิดอย่างแน่นอน?” โหลวซี่เหยียนมองไปทางฮูหยินหลินที่อยู่อีกฟากของโถงใหญ่ เอ่ยถามขึ้น “หลินซื่อ เจ้ามีอะไรจะกล่าวไหม?”

            จั๋วฉิงเหลือบสายตามองตามไป มองเห็นหญิงวัยกลางคนอายุประมาณห้าสิบกว่าปีคนหนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น เมื่อหญิงคนนั้นเปิดปากพูด น้ำเสียงของนางสั่นเทาเล็กน้อยแต่คำพูดกลับดังกังวานก้อง “เรียนท่านอัครเสนาบดี ข้าน้อยได้ไปเยี่ยมสามีในวันที่สิบแปดเดือนนี้หรือก็คือสามวันหลังจากที่ศาลได้มีคำสั่งตัดสินลงโทษ สามีข้าน้อยยืนกรานว่าเขาไม่ได้แอบเปลี่ยนเสบียงทหาร เขาถูกคนชั่วให้ร้าย!”

            ฮูหยินหลินยังพูดไม่ทันจบประโยค อู๋จื้อกังก็ระงับอารมณ์ไม่อยู่ รีบพูดสอดขึ้นเสียงเขียว “เหลวไหล! กระดาษขาวอักษรดำในหนังสือรับสารภาพก็เป็นเขาที่ลงชื่อเอง มีใครใส่ร้ายเขากัน เจ้าหน้าที่ รีบเอาสำนวนคดีมาให้ท่านอัครเสนาบดีดูเดี๋ยวนี้!”

            “ขอรับ” ชายหนุ่มที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านข้างรีบพุ่งตัวไปด้านหลังทันที ไม่นานก็กลับมาพร้อมกระดาษและสิ่งของกองหนึ่ง

            อู๋จื้อกังรับสำนวนมา รีบทรุดตัวลงประคองข้าวของทั้งหมดยื่นให้กับโหลวซี่เหยียนอย่างนอบน้อม “ท่านอัครเสนาบดี นี่คือสำนวนคดีขอรับ เห็นได้ชัดว่าคดีนี้เพียบพร้อมทั้งพยานหลักฐาน ไม่อาจมองเป็นอย่างอื่น”

            ร่างเล็กที่นั่งอยู่คาธรณีประตูจ้องมองอัครเสนาบดีที่โดดเด่นเป็นสง่าอย่างไม่คลาดสายตา เฝ้ารอดูปฏิกิริยาของเขา การที่เขาถึงกับเรียกภรรยาของหลินโป๋คังมา บ่งบอกว่าเขารื้ออ่านสำนวนคดีมาแล้วอย่างแน่นอน

            ในเวลาเพียงชั่วคืนเดียว เขาผู้นั้นลงมือทำสิ่งใดไปบ้าง?

            เขาสามารถขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูงส่งเหนือผู้คนได้ตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น อย่างไรก็ต้องไม่ใช่คนที่มีวิสัยทัศน์ธรรมดา เธอจะรอฟังคำตัดสินว่าเที่ยงตรงสมคำร่ำลือหรือเปล่า

            ทุกอย่างเป็นอย่างที่จั๋วฉิงคาดเอาไว้ โหลวซี่เหยียนไม่รับสำนวนแต่กลับทำท่าเหมือนหนักใจ เขาระบายลมหายใจยาว “พวกเจ้าฝ่ายหนึ่งบอกว่าไม่ใช่การจับผิดคน อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าโดนใส่ร้าย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องเอาตัวนักโทษออกมา ข้าจะไต่สวนเอง”

            อู๋จื้อกังนิ่งอึ้ง ไม่กล้าเอ่ยขัด ได้แต่หันไปสั่งยายี่สองคนที่อยู่ด้านข้าง “พวกเจ้ารีบไปนำตัวนักโทษหลินโป๋คังขึ้นมาที่นี่เดี๋ยวนี้”

            “ขอรับ” ยายี่น้อยทั้งสองรับคำสั่งแล้วรีบผละไป

            มิคาดว่าการลงไปนำตัวนักโทษมาครั้งนี้กินเวลาไปถึงครึ่งชั่วโมง จั๋วฉิงเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ โหลวซี่เหยียนยังคงรักษาท่วงท่าสุภาพสุขุม ไร้ซึ่งความกังวลพาดผ่าน นิ้วแข็งแรงเคาะที่วางมืออย่างเป็นจังหวะ อู๋จื้อกังซึ่งยืนอยู่ด้านข้างมีเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้า แต่เพราะยืนอยู่ข้างท่านอัครเสนาบดี เขาจึงไม่กล้าขยับเขยื้อน

            ใช้เวลาเนิ่นนานกว่ายายี่ทั้งสองคนจะกลับมา อู๋จื้อกังพลันตวาดลั่น “ทำไมจึงใช้เวลานานขนาดนี้?” พอมองเห็นว่าด้านหลังของพวกเขาไม่มีคนตามมาก็รีบถามต่อ “นักโทษเล่า?”

            ยายี่ทั้งคู่หอบหายใจแทบไม่ทัน คนหนึ่งเอ่ยตอบอย่างแตกตื่นลนลาน “เรียนใต้เท้า หลินโป๋คัง...หลินโป๋คังชิงฆ่าตัวตายหนีความผิดไปตั้งแต่เช้าวันนี้แล้วขอรับ!”

            ฆ่าตัวตายหนีความผิด?

            จั๋วฉิงแอบสังเกตปฏิกิริยาของอู๋จื้อกัง หลังจากที่เขาได้ยินยายี่รายงานก็แทบจะทรงตัวไม่อยู่ สีหน้าขาวซีดเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำในชั่วพริบตา ดูตกใจอยู่ไม่น้อยจริงๆ ไม่เหมือนแสร้งแกล้งทำเลยสักนิด โหลวซี่เหยียนเองก็มิได้พูดแม้คำเดียว คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย ดูท่าการที่นักโทษฆ่าตัวตายหนีความผิดคงไม่ได้อยู่ในการคาดเดาของเขา

            หรือจะเป็นการฆ่าตัวตายจริง... จั๋วฉิงคิด... แต่ก็รีบปฏิเสธตนเองในใจ

            ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็บังเอิญเกินไปแล้ว อะไรจะตรงเวลาขนาดนี้ล่ะ

            “ผู้มีพระคุณตายแล้ว!?” ชาวบ้านที่ล้อมรอบอยู่ด้านนอกเบิกตากว้าง ต่างคนต่างพูดอะไรไม่ออก ถึงแม้มีความคิดอยากจะเข้าไปถามให้รู้เรื่อง แต่ท่านอัครเสนาบดีโหลวนั่งอยู่ตรงนั้น ต่อให้พวกเขาอยากเข้าไปถามก็ต้องรักษามารยาท

            “ท่านพี่!” ฮูหยินหลินร้องเสียงดังก่อนฟุบลงกับพื้น ร่างสั่นเทาด้วยแรงสะอื้น พลันคล้ายนางนึกสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้จึงลุกขึ้นแล้วชี้มาที่อู๋จื้อกังก่อนตะโกนพลางร่ำไห้ “สามีข้าถูกใส่ความ เขาไม่มีทางฆ่าตัวตายแน่ จะต้องเป็นพวกเจ้า...เป็นพวกเจ้าแน่ๆ ที่ลงมือฆ่าสามีข้า!” เอ่ยจบประโยคก็ถลาเข้าไปหาอู๋จื้อกังอย่างคลุ้มคลั่ง แม้จะถูกยายี่ใช้ไม้กระบองกั้นเอาไว้ นางก็ยังคงตะโกนด่าด้วยความเดือดดาล

            อู๋จื้อกังเรียกสติกลับคืนมา แล้วจึงตะโกนสวนไปทันที “หุบปากเดี๋ยวนี้! ผู้หญิงโง่เง่าอย่างเจ้าอาศัยอะไรมาตะโกนในศาล ไล่นางออกไปซะ!” เขามองไปทางโหลวซี่เหยียนอย่างระมัดระวัง ค่อยโล่งอกขึ้นมาบ้างเมื่อเห็นว่าท่านเสนาบดีไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง ท่านโหลวเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่นิ่งๆ ท่านคงไม่ทันได้ฟังคำพูดของหญิงนางนั้นด้วยซ้ำ

            “ปล่อยข้า!” ภรรยาของหลินโป๋คังตะเกียกตะกายให้พ้นจากมือของยายี่ พยายามอย่างไรแรงหญิงก็สู้บุรุษสองคนไม่ได้ ยายี่คว้าตัวนางขึ้น ก่อนจะลากออกไปด้านนอก...

            “เดี๋ยวก่อน” ขณะที่ฮูหยินหลินกำลังจะถูกโยนออกไปนอกศาล น้ำเสียงเย็นชาก็ดังขึ้น “จะรีบขับไล่นางไปด้วยเหตุใด ฆ่าตัวตายหรือฆาตกรรม ดูศพก็รู้ ศพไม่มีทางโกหกแน่”

            น้ำเสียงเย็นเยียบนั้นแม้ดังขึ้นเบาๆ แต่กลับเสียดแทงหูคนฟังยิ่งนัก มิไยผู้พูดยังดูแปลกประหลาด ทั้งเนื้อทั้งตัวอยู่ในชุดคลุมสีเทา อู๋จื้อกังโพล่งถามอย่างรำคาญเต็มที่ “บังอาจ! เจ้าเป็นใคร ในศาลใช่ที่ที่เจ้าจะสามารถทำเสียงดังตามอำเภอใจได้รึ”

            “ฉ...ข้า...” เธอจะตอบยังไงดี จั๋วฉิงสะดุดเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเนือย “ข้าเพียงผ่านมาแถวนี้”

            ผ่านมา?

            ทุกคนในที่นั้นล้วนเบิกตากว้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก นี่มันคำตอบอะไรกัน?

            โหลวซี่เหยียนยกมือถูข้างจมูก แกล้งกระแอมเบาๆ ปิดบังอาการกลั้นหัวเราะอย่างลำบากยากเย็นเอาไว้

            ผ่านมา?

            เหตุผลนี้ก็สามารถคิดขึ้นมาได้เนอะ

            เจ้านั่นจงใจดูหมิ่นศาลชัดๆ! เห็นปฏิกิริยาของผู้คน อู๋จื้อกังก็โกรธจนสีหน้ากลายเป็นดำคล้ำ เจ้าเด็กน้อยปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เห็นศาลเป็นสถานที่ใด ความโกรธที่พลุ่งพล่านขึ้นมาทันควันทำให้ลืมว่าท่านเสนาบดียังอยู่ที่ตรงนั้น อู๋จื้อกังเดินมาหยุดอยู่ตรงกลางห้องโถง ชี้นิ้วไปยังจั๋วฉิงแล้วตวาดด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว “บังอาจนัก! เด็กๆ จับมัน...”

            “ใต้เท้าอู๋” เสียงทุ้มต่ำไม่เบาไม่หนักดังขึ้น สำหรับคนฟังแล้วเสมือนน้ำเย็นที่จู่ๆ ก็ราดรดลงบนศีรษะ

            อู๋จื้อกังชะงักนิ่ง... ความร้อนในกายหายกลายเป็นศูนย์ เขาตกใจรีบหันกายกลับมาอย่างลนลาน “ท่านอัครเสนาบดีมีสิ่งใดให้ข้าน้อยรับใช้ขอรับ”

            โหลวซี่เหยียนลุกขึ้น สะบัดคอเสื้อที่มีรอยยับอยู่เล็กน้อย “ตอนนี้ศพอยู่ที่ใด?”

            อู๋จื้อกังรีบหันไปมองคนที่มารายงาน ยายี่เห็นดังนั้นก็ตอบว่า “ยังคงอยู่ที่เรือนจำขอรับ”

            ร่างสูงสง่าของโหลวซี่เหยียนเดินด้วยท่าทางสบายๆ ออกไปทางประตูข้างโถงใหญ่ อู๋จื้อกังที่ยังคงชะงักงันอยู่ได้สติขึ้นมา รีบเดินตามไปพลางพูดไปพลาง “ท่านอัครเสนาบดี นี่ท่าน...”

            “ให้หวู่โจ้ 7 เข้าไปตรวจศพ ข้าจะเข้าไปร่วมตรวจดูด้วย ว่านี่เป็นการฆ่าตัวตาย หรือว่าฆาตกรรม” ท่าทางของโหลวซี่เหยียนไม่รีบไม่ร้อน ไม่อาจบอกได้ว่าชอบหรือโกรธ ขุนนางเล็กๆ อย่างอู๋จื้อกังได้แต่เดินตามเงาร่างสูงสง่านั้นไปอย่างหวาดผวา แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

 

 

 

            ครั้นได้ยินว่าจะมีการตรวจศพหลินโป๋คัง

            ฮูหยินหลินก็ลุกขึ้นทำท่าจะถลาตาม และเพราะเขาตายอย่างกะทันหันเกินไป เหล่าชาวบ้านจึงไม่อาจระงับความอยากรู้ได้ ต่างพากันเดินตามเข้าไปติดๆ ยายี่ทั้งสองรีบชูไม้กระบองขวางเอาไว้ “พวกเจ้าห้ามเข้าไป”

            ภรรยาหลินโป๋คังใช้มือสั่นเทาทั้งผลักทั้งดันกระบองพลางร่ำไห้อย่างน่าเวทนา “เหตุใดกัน...นั่นสามีข้านะ...สามีของข้า...”

            อู๋ซือใช้ร่างกำยำของตนเองขวางอยู่เบื้องหน้าฮูหยินหลิน ใบหน้าไร้เล่ห์เหลี่ยมฉายแวววิงวอน “พี่ชายท่านนี้ ขอให้พวกเราได้เข้าไปเถิด”

            “ไม่ได้” ยายี่ทั้งสองไม่ชายตามองพวกเขาด้วยซ้ำ น้ำเสียงแข็งทื่อไร้การผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น

            จั๋วฉิงกึ่งนั่งกึ่งเอนพิงกรอบประตู ชายตามองดูชาวบ้านที่ยังคงดึงดันจะเข้าไปอย่างเกียจคร้านรอบหนึ่ง คนพวกนี้ไม่รู้อะไรเสียบ้างเลย เข้าไปได้แล้วจะมีประโยชน์อะไร สู้อยู่อธิษฐานให้อัครเสนาบดีโหลวคนนั้นเก่งกาจล้ำลึก ไขคดีได้ดั่งเทพจุติลงมายังจะพอเป็นประโยชน์มากกว่า เธอจามไปหนึ่งครั้งก่อนบิดกายไปมา ยามนี้เธอรู้สึกง่วงนอนแทบจะฟุบหลับอยู่รอมร่อแล้ว ตั้งแต่โผล่มาที่นี่อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ก็ไม่มีวันไหนที่ได้หลับสบายๆ เลย อย่างน้อยๆ เธอควรจะหาที่ไหนสักแห่งพักผ่อนให้เต็มอิ่ม แล้วค่อยคิดว่าหลังจากนี้ควรจะทำอย่างไรดี

            เท้าเพิ่งจะก้าวพ้นธรณีประตู พลันเสียงของชายหนุ่มที่ใสดุจสายน้ำก็ดังขึ้น “ให้พวกเขาเข้ามา”

            ผู้เอ่ยอนุญาตคือองครักษ์ที่ใกล้ชิดกับอัครเสนาบดีโหลว ยายี่ทั้งสองมองตากันแล้วไม่กล้าเอ่ยห้ามปราม ทำได้เพียงเปิดทางให้เท่านั้น พอทางโล่ง เหล่าชาวบ้านพร้อมทั้งฮูหยินหลินก็กรูกันเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว

            เสียงคนคนนี้เพราะมาก...จั๋วฉิงหันกลับไปมองอย่างสงสัย

            เงาร่างสูง ผิวขาวจัดปรากฏอยู่ตรงหน้า ชายคนนี้คงเป็นหนึ่งในองครักษ์ของโหลวซี่เหยียนกระมัง เธอหรี่ตาลงเล็กน้อยแอบมองประเมินชายตรงหน้า เท่าที่กะด้วยสายตาแล้วคงสูงประมาณหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ผิวขาวประดุจหิมะ ผมสีน้ำตาลเข้ม เครื่องหน้าชัดเจน ดวงตาคู่นั้นสีฟ้ากระจ่างราวกับท้องฟ้าในฤดูร้อน มองดูโดยรวมถือได้ว่าเป็นหนุ่มลูกครึ่งชั้นดี ทว่าที่แตกต่างกว่าคนอื่นๆ กลับมิใช่รูปลักษณ์ภายนอกของเขา แต่เป็นใบหน้าที่ไม่ค่อยแสดงออกถึงอารมณ์ ดูแล้วไม่เย็นชาแต่ก็ไม่อบอุ่น วางตัวค่อนข้างเหินห่างจากผู้คนทั่วไป ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ค่อยชอบท่าทางแบบนั้นก็เถอะ แต่ก็อดจะยอมรับไม่ได้ว่ามีเสน่ห์อยู่เหมือนกัน

            จู่ๆ ชายหนุ่มก็เดินมาหาเธอ จั๋วฉิงรีบดึงหมวกให้คลุมลงต่ำอีกนิด รอให้เขาเดินผ่านเธอไป แต่เขากลับหยุดอยู่ข้างหน้า น้ำเสียงเฉยเมยเอ่ยออกมาเรียบๆ “รีบไปเถอะ”

            “ไปไหน?” แพทย์สาวแกล้งปั้นสีหน้างงงัน

            “ข้าสามารถลากเจ้าไปได้โดยไม่จำเป็นต้องให้เจ้าอนุญาตสักนิด” น้ำเสียงเย็นชายังคงพูดต่อ มือขาวจัดแข็งแกร่งคว้าหมับลงบนต้นแขนของเธอ

            “พอเลย! ข้าเดินเองได้” บีบลงมาได้ คนอะไรเรี่ยวแรงเยอะขนาดนี้

            โม่ไป๋ค่อยๆ ปลดมือลง เดินนำไปข้างหน้าโดยไม่เอ่ยปากพูดอีก เบื้องหลังนั้น จั๋วฉิงถลึงตาใส่เขาอย่างหมั่นไส้ ที่แท้ไม่ว่ายุคสมัยใดผู้ทำหน้าที่เป็นบอดีการ์ดก็ต้องทำเป็นเท่ทุกทีไปสิน่า

            เธอเดินตามเขาเข้าไปในเรือนจำอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เมื่อเร่งฝีเท้าจนเดินนำหน้าเขาได้ เธอจึงเอ่ยเสียงเย็น “เห็นแก่ดวงตาอันสวยงามของเจ้าคู่นั้น ข้าจะไม่เอาเรื่องก็แล้วกัน” ใครๆ ก็รู้ว่าแพทย์หญิงจั๋วฉิงมีนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นกันทั้งนั้น ถ้าลองเธอจะเอาเรื่องล่ะก็... เป็นได้เรื่อง

            โม่ไป๋ถึงกับชะงักงัน สวยงาม?

            เพราะดวงตาคู่นี้ เขาจึงถูกครอบครัวทอดทิ้ง ถูกกล่าวหาว่าเป็นมารร้าย ไม่มีญาติ ไม่มีเพื่อน ไม่มีใครที่กล้าหรือยอมมองหรือสบตาเขาตรงๆ ด้วยซ้ำ ดวงตาแบบนี้เจ้าเด็กนั่นยังบอกว่าสวยงามอีกหรือ?

            ดวงตาสีฟ้าผุดแววเย้ยหยันชั่ววูบ ใบหน้าขาวกระจ่างยังคงเฉยเมยไม่เปลี่ยน

            ในเรือนจำ จั๋วฉิงพยายามหาทางเดิน ในที่สุดเธอก็มาถึงห้องขังของหลินโป๋คังซะที หญิงสาวกวาดสายตาดูสภาพแวดล้อมโดยรอบ ห้องที่ใช้ขังหลินโป๋คังอยู่ลึกที่สุดของเรือนจำ หากยายี่ที่อยู่เวรไม่เดินเข้ามาก็ไม่มีใครสามารถมองเห็นห้องขังห้องนี้ด้วยซ้ำ และไม่รู้ว่าจะเป็นด้วยเหตุบังเอิญหรือจงใจก็ตาม ห้องขังที่อยู่โดยรอบล้วนว่างเปล่า นั่นก็หมายความว่า หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นในห้องขังนี้ จะไม่มีพยานรู้เห็นเลยแม้แต่คนเดียว

            ตรงหน้าประตูห้องขังมีคนเบียดกันอยู่เต็มไปหมด จั๋วฉิงทำได้เพียงยืนอยู่ด้านนอกสุด แต่ถึงอย่างนั้นเธอยังสามารถมองเห็นศพที่แขวนลอยอยู่บนคาน สีหน้าผู้ตายคล้ำม่วง ตัวเริ่มบวมชัดเจน น่าจะขาดอากาศหายใจตาย พอทอดสายตาลงไปเบื้องล่างศพ เธอพลันขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว

            “คำนับท่านอัครเสนาบดี” จู่ๆ ด้านหลังก็มีเสียงชายผู้หนึ่งดังขึ้น จั๋วฉิงหันกลับไปมอง เห็นบุรุษวัยฉกรรจ์อายุประมาณสามสิบปี รีบเร่งเดินมา มือทั้งสองข้างกุมประสานกันเพื่อคำนับโหลวซี่เหยียน

            “เจ้าคือ...” โหลวซี่เหยียนเอ่ยปากถามผู้มาใหม่ ทว่าสายตากลับทอดจับอยู่บนตัวจั๋วฉิง เมื่อครู่เขาเห็นว่าเด็กหนุ่มผู้นี้พิจารณาศพอย่างละเอียดด้วยดวงตาเฉียบคม เมื่อคืนเขาให้จิ่งซาตรวจสอบทั้งคืน ผลก็คือหมู่บ้านสกุลหนิวไม่มีหนุ่มน้อยเสียโฉมแม้แต่คนเดียว เจ้าหนุ่มคนนี้ไร้ที่มาที่ไป ไม่รู้ว่าการลักพาตัวชิงเฟิงเป็นความคิดของมันหรือไม่ และมันกำลังวางแผนสิ่งใดอยู่ ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเด็กหนุ่มตรงหน้า โหลวซี่เหยียนล้วนสนใจใคร่รู้อย่างประหลาด

            ชายผู้นั้นตอบอย่างนอบน้อม “ข้าน้อยหวังปิ่งเซิง เป็นหวู่โจ้คนหนึ่งประจำศาลยิงเทียน ตรวจศพมามากกว่าสิบปีแล้วขอรับ”

            หวู่โจ้?

            แพทย์นิติเวชของสมัยโบราณน่ะหรือ?

            แหม... อาชีพเดียวกับฉันเลย

บทที่ 4 ประกายเพชร (2 จบบท)

บทที่ 4 ประกายเพชร

 

 

            เมื่อตอนพูดถึงการชันสูตร บนใบหน้าของหวู่โจ้ผู้นี้แสดงความมั่นอกมั่นใจจนเกือบหลงตัวเอง จั๋วฉิงที่กระสับกระส่ายมาตลอดทั้งวันเริ่มอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแล้ว ตอนนี้เธออยากจะชมดูสักหน่อย ว่าพวกคนโบราณเขาชันสูตรศพกันอย่างไร

            “เช่นนั้นเจ้าก็ตรวจศพนี้ดูให้ดี หาสาเหตุให้พบว่าเป็นการฆ่าตัวตายหรือฆาตกรรม” โหลวซี่เหยียนคิดว่าตัวเองพลาดไปนิด... มัวสนใจแต่คดี จนหลงลืมตรวจสอบตัวบุคคล หากว่าเป็นการฆาตกรรม ฆาตกรจะต้องเกี่ยวพันกับคดีนี้อย่างแน่นอน และผู้ที่สามารถฆ่าคนในเรือนจำของศาลได้ ย่อมมิใช่ผู้ธรรมดา

            “ขอรับ” หวังปิ่งเซิงเดินเข้าไปในห้องขัง ยายี่ช่วยกันปลดศพลงมาให้เพื่ออำนวยความสะดวก

            ใบหน้าผู้ตายปรากฏสีม่วงอ่อนซ้ำบวมเป่งจนแทบจะดูไม่ออกว่ายามมีชีวิตมีหน้าตาเป็นอย่างไร ร่างไร้วิญญาณนอนแข็งทื่ออยู่บนพื้น ฮูหยินหลินเห็นแล้วร่ำไห้ทรุดลงกับพื้นทันที “ท่านพี่...”

            “ฮูหยินโปรดระวัง” พวกชาวบ้านพากันช่วยประคองฮูหยินหลินไปอีกทาง จั๋วฉิงที่เดินตามเข้ามาในห้องขัง เห็นเพียงหวู่โจ้คนนั้นกำลังยกส่วนหัวของผู้ตายขึ้น ตรวจสอบรอยรัด จากนั้นก็มองไปที่มือเท้าของผู้ตาย ทั้งหมดทั้งมวลใช้เวลาไม่เกินห้านาที ฉับพลันเขาก็ลุกขึ้นยืน เดินมาตรงหน้าโหลวซี่เหยียนแล้วเอ่ย

            “เรียนท่านอัครเสนาบดี ศพมีใบหน้าม่วงแดง มือเท้าทั้งสองข้างชี้ตรงลงด้านล่าง ที่เท้ามีรอยด่างเหมือนไฟลน ปรากฏรอยรัดสีม่วงอ่อนลากยาวไปถึงหลังหูซ้ายขวา ดูจากสิ่งเหล่านี้แล้ว บอกได้ว่าเป็นการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย อาวุธที่ใช้คือผ้ารัดเอวของเขาเองขอรับ”

            ฆ่าตัวตาย? โหลวซี่เหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามอีกว่า “เวลาตายคือช่วงใด”

            หวังปิ่งเซิงนิ่งค้างไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยตอบ “ประมาณสองชั่วยามก่อนขอรับ”

            ไม่ใช่!

            จั๋วฉิงตะโกนค้านในใจ แค่ดูจากร่องรอยบนศพ เท่าที่เห็นผู้ตายเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบชั่วโมง แต่เพราะเธอยืนอยู่ไกลจากศพมากเกินไป จึงไม่อาจระบุสาเหตุการตายโดยแน่ชัดลงไปได้ อีกอย่าง ถ้าหากจู่ๆ เธอส่งเสียงขึ้นมา ก็อาจจะทำให้ตัวเองเดือดร้อน

            พอมองไปยังท่านอัครเสนาบดีที่ยังจดจ้องศพอยู่ตรงหน้า เธอก็ตัดสินใจ

            ลองโยนอิฐล่อหยกดูสักหน่อยเป็นไร...

            “น่าแปลกจริงๆ” จั๋วฉิงแสร้งเอ่ยเสียงดังอย่างสงสัย “นักโทษผู้นี้โชคดีมาก ที่ก่อนฆ่าตัวตายยังได้อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อใหม่รองเท้าใหม่ดีๆ ด้วย แต่แปลกนะ...แม้จะเปลี่ยนเสื้อใหม่รองเท้าใหม่ แต่กลับไม่หวีผมใหม่เสียนี่”

            พอจั๋วฉิงพูดจบ คนอื่นๆ ต่างก็หันไปมองศพโดยพร้อมเพรียง จริงอย่างที่ได้ยินเมื่อครู่ เสื้อผ้าของเขาสะอาดเรียบร้อย รองเท้าไม่เปื้อนฝุ่นแม้สักนิด เมื่อเทียบกันแล้ว ผมที่ถูกรัดเอาไว้เหมือนจะสกปรกยุ่งเหยิง แต่อย่าเพิ่งพูดไปถึงตรงนั้นเลย นักโทษที่อยู่ในคุกมาถึงสองเดือน จะหาเสื้อผ้าชุดใหม่มาเปลี่ยนได้จากที่ไหนกัน?

            อู๋จื้อกังพลันตะโกนเสียงดัง “ยายี่ที่อยู่เวรเมื่อคืนอยู่ที่ใด?”

            พลันยายี่รูปร่างสันทัดผู้หนึ่งก็เดินออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว เอ่ยตอบเสียงค่อย “เป็นข้าน้อยกัวหลิวอู่ขอรับ”

            “เจ้าเล่ามา เหตุใดเขาจึงได้เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่?”

            กัวหลิวอู่ตอบอย่างหวาดๆ “เรียนใต้เท้า เมื่อคืนนี้หลี่หมิง พ่อบ้านสกุลหลินมาเยี่ยมหลินโป๋คัง และบอกว่าหลินโป๋คังไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้ว ขอนำเสื้อผ้าสะอาดๆ มาส่งให้เขาหน่อย พวกเราเห็นเขานายบ่าวรักใคร่เกื้อกูล และเขานำเพียงเสื้อผ้ามาจริงๆ จึงให้เขาเข้าไป หลี่หมิงอยู่ข้างในนี้เพียงหนึ่งชั่วก้านธูปก็ออกไปแล้วขอรับ”

            ประมาณสามสิบนาที... จั๋วฉิงคิด... หากมีเวลาเพียงสามสิบนาทีจริงๆ จะใช้ฆ่าคนก็ออกจะกระชั้นชิดเกินไปหน่อย

            โหลวซี่เหยียนที่เงียบฟังมานานเอ่ยถามขึ้น “หลังจากที่หลี่หมิงออกไปแล้ว พวกเจ้าได้เข้ามาดูหรือไม่ว่าหลินโป๋คังเป็นอย่างไร”

            แม้ท่านอัครเสนาบดีไม่ได้มีทีท่าโกรธเกรี้ยว ทว่ายายี่อย่างเขาก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองท่านอยู่ดี จึงรีบเอ่ยถึงเหตุการณ์เมื่อคืนอย่างลนลาน “เรียนท่านอัครเสนาบดี เมื่อคืนมีฝนตก ลมพัดกิ่งไม้หักเต็มไปหมด พวกเรามัวยุ่งอยู่กับการย้ายกิ่งไม้ที่หัก จากนั้นไม่นานหลี่หมิงก็ออกมา ซ้ำยังมาช่วยพวกเราย้ายกิ่งไม้อีก จนย้ายเสร็จเขาถึงจากไป ตอนนั้นพวกเราล้วนเสื้อผ้าเปียกปอน กว่าจะเปลี่ยนเสื้อเสร็จก็ดึกมากแล้ว จึงไม่ได้เดินตรวจในห้องขัง กระทั่งเมื่อครู่ใต้เท้ามีคำสั่งเรียกตัวนักโทษ ถึงได้พบว่าเขาตายแล้วขอรับ”

            “เจ้าพวกชั้นต่ำ!” อู๋จื้อกังใช้ฝ่ามือตบลงบนหมวกขุนนางของยายี่น้อย เจ้าพวกเหลือขอพวกนี้ บังอาจทำให้เขาอับอายขายหน้าต่อหน้าอัครเสนาบดีโหลว หากปล่อยให้ท่านอัครเสนาบดีคิดว่าเขาจัดการดูแลเรือนจำเช่นนี้ มิช้าหมวกขุนนางของเขาต้องปลิวหายไปแน่

            โหลวซี่เหยียนมิได้ดูการเล่นละครฉากนี้เสียด้วยซ้ำ เพียงพูดเสียงเรียบ “ตามตัวหลี่หมิงมาที่นี่”

            หลี่หมิงคือคนสุดท้ายที่เจอหลินโป๋คัง ดังนั้นเขาต้องรู้อะไรบ้างแน่

            “ขอรับ” ยายี่รับคำสั่ง รีบวิ่งออกไปทันที

            ศพที่นอนบนพื้นเป็นภาพที่ดูแล้วช่างน่าขนพองสยองเกล้ายิ่งนัก อู๋จื้อกังรีบพูดประจบ “ท่านอัครเสนาบดี ศพก็ตรวจเรียบร้อยแล้ว ในคุกนี้มีกลิ่นอายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ท่านกลับไปพักผ่อนที่ห้องโถงใหญ่เถิดขอรับ อย่าอยู่ที่อัปมงคลเช่นนี้เลย”

            ร่างสูงของโหลวซี่เหยียนเตรียมหันกลับ พลันเห็นจั๋วฉิงยังคงยืนจ้องศพอย่างไม่ละสายตา เท้าที่ก้าวออกไปนอกห้องขังจึงหยุดลง แล้วถามขึ้นทันควัน “เจ้าคิดว่าอย่างไรบ้าง?” การเอ่ยถามเช่นนี้กับเจ้าเด็กคนหนึ่งดูไปแล้วน่าขันยิ่งนัก แต่เขากลับสังหรณ์ว่าเจ้าหนุ่มนี่อาจจะมีคำตอบให้เขาแตกต่างกันออกไป

            จั๋วฉิงสะดุ้งคำรบหนึ่ง ในใจใคร่ครวญอย่างหนัก รู้ทั้งรู้ว่าสาเหตุการตายที่หวู่โจ้ระบุนั้นน่าสงสัย หากเธอไม่ทำอะไรเลย ถือว่าละเมิดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพแพทย์อย่างไม่น่าให้อภัย หญิงสาวถอนใจเบาๆ ก่อนตอบ “ข้าขอเข้าไปดูสักหน่อย”

            “บังอาจ” เจ้าเด็กท่าทางพิกลผู้นี้อีกแล้ว เมื่อครู่ตอนอยู่ในศาลก็ก่อเรื่องไปรอบหนึ่ง ตอนนี้ยังตามมาถึงที่นี่อีก ขณะที่อู๋จื้อกังกำลังจะสั่งให้ยายี่โยนร่างเล็กออกไปนอกห้องขัง โหลวซี่เหยียนกลับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ให้เขาเข้าไป”

            เมื่อท่านอัครเสนาบดีโหลวเป็นคนออกหน้า แม้อู๋จื้อกังจะไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าขัดแย้ง อย่างไรเขาก็อยู่ในวงราชการมานาน พอรู้ธรรมเนียมปฏิบัติอยู่บ้าง มองออกว่าอัครเสนาบดีโหลวดูจะเมตตาเด็กคนนี้เป็นพิเศษ

            จั๋วฉิงเดินเข้าไปในห้องขัง นั่งทิ้งปลายเท้าลงข้างตัวศพ เธอกวาดสายตามองผ่านรอยรัดที่คอเพียงรอบเดียว ก่อนจะสอดนิ้วเข้าไปในระหว่างเส้นผมผู้ตาย แล้วดึงเส้นผมขึ้นเพื่อตรวจหาบาดแผลส่วนศีรษะอย่างละเอียด มือค่อยๆ ถ่างเปลือกตาบนล่างของหลินโป๋คังออกกว้าง มองเห็นรอยจุดเลือดกระจายอยู่บนดวงตา จากนั้นจึงค่อยยกคอผู้ตายขึ้น ตรวจดูตรงหลังคอ เมื่อดูเรียบร้อยแล้วจึงหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเอื้อมมือไปกดปากผู้ตาย เพียงครู่เดียวก็เห็นน้ำลายไหลออกมาตามมุมปากเป็นสาย

            อย่างที่คาดเอาไว้เลย

            จั๋วฉิงจับแขนผู้ตาย ออกแรงยกดูก็ไม่สามารถทำให้แขนงอได้

            ศพนี้แข็งตัวแล้วอย่างชัดเจน แพทย์สาวดึงแขนเสื้อขึ้น บนแขนมีรอยห้อเลือดเป็นจ้ำ มีบาดแผลไขว้กันซ้ำยังเป็นบาดแผลก่อนเสียชีวิต ดูเหมือนข้อสันนิษฐานของเธอที่ว่ามีการซ้อมให้รับสารภาพจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว

            จั๋วฉิงตรวจดูร่องรอยอย่างละเอียด ในสายตาของอู๋จื้อกังเจ้าเด็กคนนี้ก็เพียงต้องการก่อเรื่องวุ่นวาย ทำท่าอวดดีไปอย่างนั้น เขาคร้านจะให้ความสนใจกับร่างเล็กนั่น จึงหันมาหาโหลวซี่เหยียน ฉวยโอกาสเอ่ยสิ่งที่ตนเองคิด “ท่านอัครเสนาบดี ตามความเห็นของข้าน้อยนั้น เมื่อตรวจได้ชัดเจนแล้วว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แสดงว่าหลินโป๋คังคงวางแผนมาก่อน จึงได้ขอให้หลี่หมิงส่งเสื้อผ้าสะอาดมาให้ จะได้ใช้ผ้ารัดเอวฆ่าตัวตาย”

            โหลวซี่เหยียนเพียงยิ้มน้อยๆ ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา สายตาจับจ้องไปที่ตัวจั๋วฉิง ไร้ความสนใจต่ออู๋จื้อกังโดยสิ้นเชิง

            เจ้าหนุ่มนี่ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวังเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อเวลาผ่านไปไม่นานก็เอ่ยออกมาว่า “แล้วถ้าไม่ใช่การฆ่าตัวตายล่ะ?”

            ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย?

            โหลวซี่เหยียนพลันยิ้มกว้าง คาดไม่ผิดจริงๆ ว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะต้องทำให้เขาประหลาดใจได้แน่

            อู๋จื้อกังชะงักนิ่ง เตรียมจะเอ่ยปาก แต่หวังปิ่งเซิงกลับตอบโต้ออกมาก่อน “เหลวไหลทั้งเพ!”

            เจ้าหนูนี่มาจากไหนกัน กล้าดีอย่างไรมาสงสัยผลการตรวจของเขา แล้วยังพูดออกมาต่อหน้าใต้เท้าอู๋และท่านอัครเสนาบดีด้วย จะให้เขาทนรับความอัปยศนี้ได้อย่างไร?

            หวังปิ่งเซิงเดินไปยืนข้างๆ ศพ ก่อนชี้ไปยังรอยรัดที่คอ ถลึงตาใส่จั๋วฉิงแล้วเอ่ยอย่างมั่นใจ “หากเขาถูกแขวนคอขึ้นไปหลังเสียชีวิต รอยรัดที่คอจะปรากฏเป็นสีขาว ไม่ใช่สีม่วงอ่อนแบบนี้ แขนขาผู้ตายตกห้อยลงตามปกติ ที่เท้ามีรอยด่างเหมือนไฟลน ถือเป็นข้อพิสูจน์ว่าเป็นการฆ่าตัวตายที่ดีที่สุด เจ้าไม่รู้อะไรก็อย่ามาปากเก่งที่นี่!”

            ร่างเล็กไม่สนใจสิ่งที่เขาตะโกนโวยวายแม้แต่น้อย เพียงก้มศีรษะลงอีกหน่อย และเอ่ยเสียงต่ำ “เจ้าตาฟ้านั่น มาช่วยข้าหน่อย” ไม่มีผู้ช่วยนี่ยุ่งยากจริงๆ

            ตาฟ้า? โม่ไป๋ชะงักงันไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เดินเข้าไปนั่งยองๆ ข้างจั๋วฉิง ทำตามที่อีกฝ่ายสั่ง คอยพลิกศพขึ้นจากด้านข้าง

            โม่ไป๋ถึงกับเข้าไปช่วยเจ้าหนุ่มนี่ตามเขาสั่งจริงๆ?

            โหลวซี่เหยียนคาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิง องครักษ์ของเขาสองคน จิ่งซาเป็นคนเย็นชาเพียงภายนอก ส่วนโม่ไป๋กลับเย็นชาภายใน เจ้าหนุ่มนี่ทำอย่างไรถึงสามารถเรียกใช้โม่ไป๋ได้กันนะ เขามองแผ่นหลังเหยียดตรงของจั๋วฉิงอย่างไม่รีบร้อน รออย่างใจจดใจจ่อว่ามันจะมีสิ่งใดมาให้ดูชมอีก

            พอถูกมองข้ามเช่นนี้ และฝ่ายที่มองข้ามกลับเป็นเด็กหนุ่มที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม โทสะนี้ยากที่หวังปิ่งเซิงจะกล้ำกลืนลงไปได้ ขณะกำลังจะเอ่ยปากต่อว่า เสียงจั๋วฉิงที่กำลังตรวจดูแผ่นหลังของผู้ตายก็ดังขึ้น “หากว่าโดนรัดจนสลบก่อน แล้วจึงค่อยแขวนขึ้นบนคาน ก็จะสามารถเกิดร่องรอยบนศพแบบเดียวกันได้ใช่หรือไม่?”

            “นี่มัน...” หวังปิ่งเซิงยังไม่ทันได้ตอบ จั๋วฉิงก็ไม่ปล่อยให้เขาคิดนาน เพียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนพูดต่อเสียงเย็น “ข้าถามเจ้า ตอบเพียง ‘ใช่’ หรือ ‘ไม่ใช่’ ก็พอ”

            ดวงตาใต้หมวกเก่าขาดนั้นข่มขู่ดุดัน หวังปิ่งเซิงพลันลนลานขึ้นทันที แต่พอตั้งสติได้ คิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กหนุ่ม มีอะไรที่เขาต้องกลัวกัน? เขากระแอมขึ้นเสียงหนึ่งเพื่อปิดบังท่าทางลนลานเมื่อครู่ ตวาดตอบกลับเสียงดัง “มันก็เป็นไปได้ แต่ทั้งนี้เจ้าได้แค่คาดเดาเอาเอง เจ้ามีหลักฐานอะไรพิสูจน์ได้ว่าเขาถูกรัดจนสลบก่อนแล้วค่อยถูกแขวนขึ้นไปเล่า?” แย้งได้แย้งดี เขาก็อยากรู้ว่าเจ้าเด็กนี่จะทำปากดีไปได้กี่น้ำ

            หลักฐาน?

            จั๋วฉิงหัวเราะเสียงเย็น ลุกขึ้นยืนประจันหน้านิติเวชแผนโบราณทันที “ข้าจะให้เขาบอกเจ้าว่าหลักฐานอยู่ที่ไหน”

            เขา?

            ทุกคนมองตามสายตาของจั๋วฉิง เขานั่นหมายถึงหลินโป๋คังที่กำลังนอนตัวแข็งอยู่บนพื้นหรือ?

            นั่นมิใช่ร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่งหรือ?

            แล้วศพร่างหนึ่งจะบอกว่าหลักฐานอยู่ไหนได้อย่างไรกัน?

            ทุกคนตกใจจนสูดลมหายใจลึก ถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างไม่อาจควบคุมตัว มีเพียงโหลวซี่เหยียนเท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย

            “กล่าวถึงสาเหตุการตายก่อน” จั๋วฉิงชี้ไปที่ส่วนคอของศพ พูดกับโม่ไป๋ว่า “ยกคอเขาขึ้นมา”

            เจ้าเด็กนี่เห็นเขาเป็นลูกน้องจริงๆ ด้วย โม่ไป๋บ่นอุบในใจ ทว่ากลับขยับมือตามที่ร่างเล็กบอกอย่างไม่อาจควบคุมตนเอง โม่ไป๋ค่อยๆ ยกคอหลินโป๋คังขึ้นเบาๆ เมื่อใช้มือรีดรอยย่นบนคอให้เรียบ รอยรัดบนคอของผู้ตายก็ปรากฏอยู่ชัดเจน

            “บนตัวผู้ตายไม่ปรากฏบาดแผลภายนอกอื่นๆ ไม่มีอาการของยาพิษ มีอาการขาดอากาศหายใจปรากฏชัดเจน ผู้ตายถูกผ้ารัดคอจนขาดอากาศหายใจตาย” เธอเพิ่งเริ่มพูดได้ครู่เดียว หวังปิ่งเซิงก็พ่นลมออกจมูกเบาๆ สีหน้าดูแคลน นี่มันต่างจากที่เขาพูดเมื่อครู่ตรงไหนกัน เจ้าเด็กนี่อวดฉลาดแต่ความสามารถกลับน้อยนิด

            จั๋วฉิงไม่เสียเวลาเถียงกับเขา เธอนั่งลงอีกครั้ง จากนั้นก็ชี้ไปที่รอยรัดบริเวณคอของผู้ตาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบประจำตัว “บนคอของผู้ตายมีรอยรัดสองรอย กรณีที่ฆ่าตัวตายก็อาจจะเกิดรอยรัดสองรอยได้เช่นเดียวกัน ปกติตรงขอบรอยรัดของผู้ที่ฆ่าตัวตายจะค่อนข้างเรียบ กระดูกไฮออยด์และกล่องเสียงจะไม่แตกหรือได้รับการกระทบกระเทือนเลย ทว่ารอยรัดสองรอยที่ปรากฏบนร่างผู้ตายนั้นไม่ใช่อย่างที่ข้าพูด ดูตรงนี้...มีรอยรัดรอยหนึ่งอยู่ใต้ต่อมไทรอยด์ รอยขนานกับร่างกาย รอยนี้เกิดขึ้นตอนที่ฆาตกรรัดคอผู้ตายให้สลบ เนื่องจากผู้ตายต้องดิ้นรนต่อสู้เต็มที่ ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่ารอยรัดนี้จะถลอกจนเห็นหนังกำพร้าหลุดได้อย่างชัดเจน ใต้ผิวหนังมีเลือดออกเนื่องจากเส้นเลือดฝอยแตก รอยรัดนี้จะเห็นว่าลึกและปรากฏชัดว่าเป็นสีคล้ำ ซึ่งเกิดจากการที่เลือดคั่งระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ รอยรัดอีกรอยเกิดขึ้นเมื่อฆาตกรแขวนผู้ตายขึ้นบนคาน ตอนนั้นผู้ตายหมดสติแล้ว รอยรัดจึงตื้นและจาง เงี่ยงกระดูกต้นคอของผู้ตายแตกร้าวชัดเจน เป็นผลจากการถูกรัดคอด้วยแรงมหาศาล”

            โหลวซี่เหยียนพลันเดินเข้าไปในห้องขัง ก้มลงดูบริเวณคอของผู้ตายโดยละเอียด เป็นอย่างที่เด็กหนุ่มผู้นี้พูดจริงๆ รอยรัดสองรอยมีหนึ่งลึกหนึ่งตื้นปรากฏให้เห็นเด่นชัดยิ่ง

            อู๋จื้อกังแม้จะไม่เต็มใจ ทว่าก็จำต้องเดินตามเข้าไปด้วยความคับแค้น ดวงตาทั้งคู่ถลึงจ้องหวังปิ่งเซิงไปทีหนึ่งพลางก่นด่าอยู่ในใจ เจ้าโง่เอ๊ย ตกลงใครทำหน้าที่หวู่โจ้ของที่นี่กันแน่

            พอเห็นสายตาดุดันจากอู๋จื้อกัง หวังปิ่งเซิงพลันได้สติคืนมาทันใด มิน่าเมื่อครู่เจ้าเด็กนี่จึงวางท่าโอหังยิ่งนัก ที่แท้ก็มีฝีมืออยู่จริงๆ ...พยายามคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตอกกลับด้วยน้ำเสียงดุดัน “หากว่าถูกรัดคอจริง ที่หลังคอของผู้ตายจะต้องมีรอยรัดไขว้กัน แต่หลังคอของหลินโป๋คังกลับไม่มีรอยดังกล่าว การที่บนคอปรากฏรอยรัดสองรอยที่ตื้นลึกต่างกัน อาจจะเกิดจากการตะเกียกตะกายก่อนตายก็เป็นได้”

            “ถอดเสื้อของเขาออก” จั๋วฉิงกลับพูดเบาๆ คำพูดฟังดูลึกลับซ่อนนัย โม่ไป๋เงยหน้าขึ้นช้าๆ เห็นเพียงมือของจั๋วฉิงกำแล้วคลาย คลายแล้วกำสลับกันหลายครั้ง สุดท้ายเธอก็ลุกขึ้นยืน พูดเสียงเย็นเยียบกับหวังปิ่งเซิงที่ทำท่าคล้ายกำลังรอชมเรื่องสนุกอยู่ “เจ้าไม่สมควรที่จะเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจศพเลยสักนิด!”

            หวังปิ่งเซิงใบหน้าตึง ความโกรธพลุ่งขึ้นทันที “เจ้าว่าอย่างไรนะ?” เขาเป็นหวู่โจ้อยู่ที่ศาลยิงเทียนมาหลายปีแล้ว ตรวจศพมานับไม่ถ้วน เจ้าเด็กนี่คิดว่าตนเองพอมีความรู้อยู่บ้าง ถึงกับปีนข้ามศีรษะเขา ว่าเขาไม่เหมาะสมกับตำแหน่งเลยรึ

            “ในฐานะหวู่โจ้ เจ้าเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถพูดแทนผู้ตายได้ เขากำลังใช้ร่างกายของเขาบอกเจ้าว่าเขาตายอย่างไร ตายในช่วงเวลาใด ระหว่างที่เขากำลังจะตายต้องประสบเคราะห์กรรมใดบ้าง เจ้ากลับมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปหมด แม้แต่จะตรวจรอยแผลบนศพอย่างละเอียดเจ้าก็ยังไม่ทำ รีบด่วนตัดสินความ... เพียงเพราะคำพูดของเจ้าทำให้เขาอาจต้องตายอย่างมีเงื่อนงำ มิได้รับความยุติธรรมตลอดไป ฆาตกรก็จะลอยนวลอยู่เหนือกฎหมาย”

            เธออาจรับได้หากผู้เป็นแพทย์นิติเวชมีทักษะน้อย เพราะความรู้และประสบการณ์นั้นสามารถเรียนรู้สะสม แต่เธอไม่อาจรับกับแพทย์นิติเวชที่มีท่าทีเอื่อยเฉื่อย ทำงานไม่ใส่ใจ แล้วยังคงเล่นลิ้นไหลไปเรื่อยเปื่อยเช่นนี้

            น้ำเสียงเรียบเย็นดังก้องอยู่ในห้องขัง ไม่เพียงแต่หวังปิ่งเซิงเท่านั้นที่ถูกด่าจนหน้าแดงหูชา แม้แต่โหลวซี่เหยียนเองก็ยังสะทกสะท้อนใจ

            ยามที่พบกับเด็กหนุ่มผู้นี้ครั้งแรกแตกต่างกับท่าทางในยามนี้โดยสิ้นเชิง ตอนที่เจอกันเมื่อวานเจ้าหนุ่มผู้นี้อาจจะเย็นชาอยู่บ้าง มีเล่ห์เหลี่ยมบ้าง ทว่าเขาในตอนนี้กลับเด็ดขาดและเข้มงวด สงบนิ่งแฝงเร้นด้วยความรู้สึกลึกล้ำยากจะเข้าถึง

            เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบกว่าปีจริงๆ หรือ?

            “สามีของท่านตายได้อย่างน่าเวทนายิ่งนัก” ในเรือนจำพลันเงียบกริบเมื่อได้ยินเสียงจั๋วฉิงพูดขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่เสียงร่ำไห้เจียนขาดใจจะเรียกสติของทุกคนกลับคืนมา เบื้องหน้าพวกเขา โม่ไป๋ถอดเสื้อของหลินโป๋คังออกแล้ว บนหน้าอกกลับปรากฏรอยแผลทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งลึกทั้งตื้นจำนวนไม่น้อย มีตั้งแต่รอยที่สมานกันแล้ว บางรอยเพิ่งตกสะเก็ด แม้จะเป็นแผลเก่าทั้งหมด แต่เมื่อได้เห็นในยามนี้กลับทำให้ทั้งสยดสยองยิ่งนัก ฮูหยินหลินแทบจะถลาลงซบหน้าลงกับอกผู้ตาย น้ำเสียงกรีดร้องโหยหวนบาดลึกลงไปในใจของผู้ฟัง จั๋วฉิงพูดเสียงเรียบ “อู๋ซือ ช่วยประคองนางไปทางอื่น อย่าให้รบกวนข้า”

            “อืม” อู๋ซือรีบเดินเข้าไปประคองฮูหยินหลินออกมาอีกทาง แม่นางจั๋วดูท่าทางไม่เหมือนเดิม แต่ไม่เหมือนเดิมตรงไหนเขาก็บอกไม่ถูก รู้เพียงแต่ว่าคำพูดของนางนั้นเปรียบดังศาลสูง ยากที่จะปฏิเสธ

            จั๋วฉิงไม่สนใจหวังปิ่งเซิงที่ยังยืนอยู่ตรงนั้นอีก เธอนั่งลงอีกหน ดันไหล่ผู้ตายเบาๆ จากด้านข้าง

            โม่ไป๋เห็นดังนั้นจึงออกแรงช่วยเธอพลิกตัวผู้ตายอีกครั้ง เธอหันไปมองเขาก่อนยักคิ้วน้อยๆ

            ฉลาดมาก เหมาะที่จะเป็นผู้ช่วยคุณหมอนะเนี่ย...

            “สาเหตุที่รอยรัดบนคอไม่ไขว้กัน เพราะว่ามีคนเอาของแข็งมายันเอาไว้ที่ด้านหลัง ก่อนจะออกแรงรัดจนเขาขาดอากาศหายใจ เพราะเหตุนี้ด้านหลังจึงมีรอยของแข็งปรากฏอยู่” ดังที่คาดเอาไว้ มีรอยฟกช้ำสีม่วงอ่อนสองรอยเรียงเป็นแนวขนานปรากฏอยู่บนหลังของหลินโป๋คัง ต่างจากแผลเก่าบนหน้าอก รอยฟกช้ำสองรอยนี้มีสีคล้ำ มีรอยถลอก หนังกำพร้าเสียหาย เป็นแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

            แผลนั่นเกิดจากอะไรกัน?

            ทุกคนต่างมองหาของที่ดูจะใกล้เคียงกับรอยแผลที่เกิดขึ้นทั่วห้องขัง

            โหลวซี่เหยียนเดินนำไปยังข้างประตู ก่อนทรุดตัวลงนั่งยองๆ ไม่รู้ว่ามองหาสิ่งใด

            อู๋จื้อกังมองแล้วไม่เข้าใจว่าท่านอัครเสนาบดีกำลังมองหาสิ่งใดอยู่ จึงมองเทียบอยู่นาน ในที่สุดก็พบว่ารอยแผลสองรอยบนหลังของผู้ตายนั้นตรงกับซี่กรงห้องขังทั้งขนาดและความหยาบ เขาพลันตะโกนร้องขึ้นอย่างดีใจ “ข้าพบแล้ว มันคือซี่กรงห้องขังนั่นเอง”

            มือหนาคลำจับไม้ซี่กรงอีกครู่หนึ่ง ก่อนที่โหลวซี่เหยียนจะเผยยิ้มมุมปากเล็กน้อย

            เขาเองก็ค้นพบแล้วเช่นกัน

            คล้ายกำลังรอเขาอยู่ จั๋วฉิงยกมือของผู้ตายขึ้นหลังจากที่เขาหันมาแล้ว เธอบรรยายต่อ “ผู้ตายถูกรัดให้สลบจากนอกประตู เนื่องจากออกแรงตะเกียกตะกายดิ้นรน ดังนั้นที่เล็บและปลายนิ้วของเขาจึงปรากฏเศษไม้หลงเหลืออยู่”

            ทั้งคู่บังเอิญสบสายตากัน จั๋วฉิงรีบดึงหมวกลง ปิดบังสายตาสำรวจของอีกฝ่ายอีกครั้ง

            อู๋จื้อกังพยักหน้า ท่าทางคล้ายกระจ่างแล้ว “ถ้าเช่นนั้น หลินโป๋คังก็ถูกฆาตกรรมจริงๆ” หลังจากนั้นจึงหันมามองยายี่แล้วเอ่ยถาม “วันนี้มีใครเข้ามาในเรือนจำอีกหรือไม่?”

            พวกยายี่พยายามขบคิด ก่อนหนึ่งในนั้นจะมีสีหน้าสลดลง “นอกจากพวกเราที่เข้ามาเอาตัวนักโทษเมื่อครู่ ก็ไม่มีผู้ใดเข้ามาในเรือนจำอีกแล้วขอรับ”

            “โกหก!” อู๋จื้อกังตวาดก้อง “หากไม่มีใครเข้ามาแล้วเขาจะถูกฆ่าได้อย่างไร”

            ยายี่น้อยได้แต่ทำสีหน้าเคร่งเครียด พูดอะไรไม่ออก พวกเขาไม่เห็นจริงๆ จึงได้แต่ก้มหน้ารับคำด่าไป

            “เพราะผู้ตายเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาแล้ว” จั๋วฉิงส่ายหน้าไปมาอย่างรับไม่ได้ พวกเขาจะฟังเธอพูดให้จบก่อนค่อยเริ่มสืบคดีกันไม่ได้เลยหรือ ช่างน่ารังเกียจจริงๆ

            “เมื่อคืน?”

 

 

บทที่ 5 รู้ทัน

            “เมื่อคืน?”

            ดวงตาเล็กหยีของอู๋จื้อกังเบิกกว้างขึ้นด้วยความโกรธ เขาหันไปจ้องหวังปิ่งเซิงที่ยืนกระสับกระส่ายอยู่อย่างกราดเกรี้ยวแล้วด่าทอ “เจ้าพูดมา! นี่มันเป็นเรื่องใดกัน ขนาดเวลาตายยังไม่สามารถระบุได้ เจ้าเป็นหวู่โจ้ภาษาอะไร?”

            “ศพ...” หวังปิ่งเซิงเสียงสั่นเล็กน้อย เหลือบมองไปทางจั๋วฉิงอย่างหวาดหวั่นระวังตัวอยู่บ้าง ครั้นเห็นร่างเล็กไม่ส่งเสียงขัดจึงเอ่ยต่อ “ศพมีรอยด่างเหมือนไฟเผา เริ่มแข็งตัวแล้ว แสดงว่าผู้ตายเสียชีวิตไม่นานขอรับ”

            จั๋วฉิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย กิริยาเพียงเท่านั้นกลับหยุดหวังปิ่งเซิงที่กำลังพูดอยู่ทันที เมื่อครู่ยามที่เห็นบาดแผลบนหลังผู้ตายเขาก็รู้สึกละอายใจยิ่งนัก เป็นเพราะมั่นใจจนเกินไป เขาจึงมองข้ามจุดสำคัญถึงเพียงนั้นได้ ที่เจ้าหนุ่มท่าทางประหลาดนี่ว่าเขาไม่ผิดไปเลยสักนิด เขาไม่เอาไหนจริงๆ

            พอเห็นหวังปิ่งเซิงทำท่ากล้ำกลืน พูดไม่ออกบอกไม่ถูก จั๋วฉิงจึงพูดเสียงเย็น “เจ้า มาทางนี้”

            มันคิดจะทำอะไรเขาอีก?

            ผู้เป็นหวู่โจ้ประจำศาลนิ่งค้าง ตรึกตรองอย่างหนักว่าควรจะเข้าไปดีหรือไม่

            เห็นอีกฝ่ายยังคงยืนอยู่ตรงที่เดิมพร้อมกับผุดสีหน้าระแวดระวัง จั๋วฉิงจึงตะคอกอย่างรำคาญเต็มที่ “มานี่!”

            ท่ามากยึกยักอยู่ได้ ประเดี๋ยวแม่จับกินซะนี่!

            หวังปิ่งเซิงทำได้เพียงกลืนน้ำลาย ลากเท้าเดินเข้าไปช้าๆ ไปหยุดอยู่ด้านหลังของจั๋วฉิง ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงรู้สึกระแวงเช่นนี้ แม้เขาจะอายุมากกว่าเจ้าเด็กนี่ ทว่ายามต้องเผชิญหน้ากันตรงๆ เขากลับรู้สึกเหมือนตนเองถูกบีบคั้นจนไม่สามารถหายใจได้ ความรู้สึกผิดแปลกๆ พลันพลุ่งขึ้นในใจ

            โหลวซี่เหยียนเอามือไพล่หลัง นิ้วชี้พลันเคาะเป็นจังหวะ บนใบหน้าเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่คงความอบอุ่นอ่อนโยนไม่เปลี่ยน มีเพียงดวงตาที่เปล่งประกายเจิดจ้ากว่าปกติ

            จั๋วฉิงนั่งลงตรงปลายเท้าของผู้ตาย เริ่ม ‘เลกเชอร์’ วิชานิติเวชศาสตร์ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ร่องรอยที่ปรากฏหลังเสียชีวิตอย่างรอยแบบนี้ เราเรียกว่า รอยจ้ำสีชมพู ในภาวะปกติจะเกิดขึ้นหลังจากเสียชีวิตไปแล้วสองชั่วโมง...” เอ๊ะ...ไม่สิ หน่วยเวลาของที่นี่คืออะไรนะ?

            น่าจะเป็นชั่วยามสินะ?

            ยุ่งยากจริงๆ เธอเสียเวลาคำนวณเปรียบเทียบอยู่ชั่วครู่ ก่อนเอ่ยต่อ “...ประมาณหนึ่งถึงสองชั่วยามจะเริ่มปรากฏ สามถึงสี่ชั่วยามจะสามารถเห็นได้ชัดเจน ตอนนั้นถ้าใช้มือกดลงที่ผิวของศพ รอยจะมีสีจางลงหรือหายไป พอปล่อยมือออกก็จะปรากฏขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง... หลังจากที่เสียชีวิตไปแล้วหกชั่วยาม รอยจ้ำสีชมพูจะแผ่ออกเป็นแผ่นเดียวกันทั้งหมด มีสีเข้มขึ้น หากกดลงไปในเวลานี้รอยจะไม่จางหายอีกแล้ว เพียงแต่สีจะจางลงเล็กน้อยเท่านั้น หลังกดลงไปแล้วรอยจะคืนเป็นสีเดิมได้ช้าลง... หลังสิบสองชั่วยามไป เมื่อใช้มือกดลงไป รอยจ้ำนี่ก็จะไม่เปลี่ยนสีอีก และไม่หายไปด้วย”

            หวังปิ่งเซิงตั้งใจฟังเป็นอย่างมาก ทว่าคิ้วกลับขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ

            ทำท่าแบบนี้คือไม่เชื่อ?

            จั๋วฉิงพลันชี้ไปที่รอยจ้ำ ก่อนพูด “เจ้าลองกดดูได้”

            หวังปิ่งเซิงพยักหน้า เขาเองก็อยากพิสูจน์อยู่เช่นกัน จึงออกแรงกดนิ้วชี้ลงไปบนรอยจ้ำ พอปล่อยนิ้วออกจึงเห็นว่ารอยนั้นสีจางลงเล็กน้อย หลังจากนั้นครู่หนึ่งจึงค่อยๆ กลับคืนมาเป็นสีเดิม

            เป็นไปอย่างที่เจ้าหนุ่มนี่บอกเมื่อครู่จริงๆ หลินโป๋คังเสียชีวิตมาแล้วหกชั่วยามจริงๆ อู๋จื้อกังพลันตวาดออกไป “หวังปิ่งเซิง สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงหรือไม่?” หากเป็นความจริง คนที่น่าสงสัยที่สุดในตอนนี้จะต้องเป็นหลี่หมิงอย่างแน่นอน

            “คือ...” หวังปิ่งเซิงชะงักเล็กน้อย สายตาเคลือบแคลงมองดูเด็กหนุ่มที่ยังอยู่ข้างๆ ก่อนตอบไปตามความเป็นจริง “ข้าน้อยไม่ทราบขอรับ ข้าน้อยรู้เพียงแต่ว่าศพจะปรากฏรอย...เอ้อ...รอยจ้ำสีชมพูนี่ในเวลาหนึ่งถึงสองชั่วยาม ยิ่งเสียชีวิตมานานเท่าไหร่ รอยจ้ำก็จะยิ่งเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ส่วนที่เขาพูดนั้นข้าน้อยไม่รู้จริงๆ ขอรับ”

            พูดไปแล้วก็ให้ละอายแก่ใจนัก เขาไม่รู้เลยว่าจะสามารถวิเคราะห์เวลาเสียชีวิตจากรอยจ้ำสีชมพูนี่ได้แม่นยำขนาดนี้ หากว่าเป็นก่อนหน้านี้เขาต้องปฏิเสธคำพูดของเจ้าหนูนี้แน่ ทว่าเมื่อครู่พอฟังสิ่งที่มันพูด กลับพบว่าเต็มไปด้วยเหตุและผล ในยามนี้เขาไม่กล้าที่จะด่วนตัดสินสิ่งใดลงไปอีกแล้ว

            อู๋จื้อกังกระแอมเบาๆ ทำได้เพียงปรายดวงตามองจั๋วฉิง ก่อนเอ่ยถามเสียงดัง “เจ้าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เจ้าพูดเป็นเรื่องจริง?” เขารู้สึกตั้งแต่แรกเห็นแล้วว่าเจ้าหนุ่มนี่แปลกประหลาดชัดๆ ทว่าเพราะเห็นแก่หน้าของท่านอัครเสนาบดี เขาจึงไม่กล้าทำสิ่งใดมากไปกว่านี้

            ดีมาก...เธอจนมุมกับคำถามนี้โดยสิ้นเชิง

            ในยุคนี้เธอจะมีวิธีพิสูจน์ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์?

            จะให้บอกหรือว่าเธอจบหลักสูตรนิติเวชศาสตร์จากสถาบันชื่อดัง เป็นแพทย์นิติเวชที่มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย เคยตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการมากี่ฉบับ...หรือจะให้เปิดวิชาอะทอปซี่ มันตรงนี้เลยดี

            ใคร่ครวญไปมาก่อนที่จะเอ่ยตอบอย่างไม่สนใจ “ที่ข้าพูดล้วนแล้วแต่เป็นความจริงทั้งสิ้น แต่ข้าไม่รู้ว่าจะพิสูจน์ให้พวกเจ้าเข้าใจได้อย่างไร”

            “เช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้าไม่อาจพิสูจน์ได้” อู๋จื้อกังกำลังอยากจะหาเรื่องเจ้าหนุ่มประหลาดนี่อยู่พอดี แต่ครั้นนึกขึ้นได้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องอะไรบางอย่างกับท่านอัครเสนาบดี เขาควรตรึกตรองอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด อู๋จื้อกังหันกายไปโค้งอย่างนอบน้อมแก่โหลวซี่เหยียนพร้อมกับถามเสียงค่อย “ท่านอัครเสนาบดีมีความเห็นสูงส่งอันใดแนะนำข้าน้อยหรือไม่ขอรับ”

            เจ้าหนุ่มนั่นไม่รู้ตัวเลยหรือว่ายิ่งตนเองปิดบังความลับมากเท่าใด กลับยิ่งชวนให้ผู้อื่นหาทางเปิดเผยมันออกเท่านั้น ยังดีที่เจ้านี่ไม่มีแววลนลานเลยแม้แต่น้อย โหลวซี่เหยียนยังคงยกยิ้มมุมปาก ขณะกำลังจะเอ่ย น้ำเสียงเย็นชาเจือแฝงไปด้วยความหนักแน่นพลันดังขึ้นทันที

            “ที่เจ้าหนุ่มนั่นพูดมานั้นล้วนเป็นความจริงทั้งหมด”

            ทุกคนรีบหันไปมองทางต้นเสียง จั๋วฉิงยกขอบหมวกขึ้นเล็กน้อย เห็นเพียงชายหนุ่มอายุประมาณสามสิบยืนอยู่นอกห้องขัง ท่าทางมาถึงนานพอสมควร เขามีเรือนร่างสูงโปร่ง ส่วนสูงประมาณเดียวกับโหลวซี่เหยียน ทว่าโหลวซี่เหยียนกลับดูเพรียวกว่าเล็กน้อย หน้าตาของเขาหล่อเหลาไม่เท่าโหลวซี่เหยียน นัยน์ตาคู่นั้นแฝงประกายเด็ดเดี่ยวลุ่มลึก ไม่เหมือนดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มละไมของโหลวซี่เหยียนที่ทำให้ผู้คนเดาทางไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

            ผู้มาใหม่สวมชุดคลุมยาวสีน้ำเงินดูเรียบง่าย สีหน้าฉาบด้วยร่องรอยเหน็ดเหนื่อยจางๆ คล้ายกำลังกลับจากการเดินทางอย่างรีบเร่งจากไหนสักแห่ง แม้ดวงหน้าจะพยายามเก็บงำความเหน็ดเหนื่อย แต่ก็ยังฉายออกมาให้เห็นทางแววตาอยู่บ้าง ไม่เหมือนโหลวซี่เหยียน เขาคนนั้นแต่งกายเรียบแต่ดูหรูหรา ท่าทางไม่รีบร้อนทว่าไม่เชื่องช้า ไม่…เอ๊ะ เดี๋ยวนะ..ทำไมเธอต้องเอาเขามาเปรียบเทียบกับโหลวซี่เหยียนตลอดเลยล่ะ?

            นี่เธอบ้าไปแล้วอย่างนั้นหรือ?

            จั๋วฉิงยังไม่ทันหาคำตอบให้ตนเองว่าเหตุใดจึงต้องคิดถึงผู้ชายกวนประสาทคนนั้น พลันอู๋จื้อกังกับยายี่คนอื่นๆ ก็พูดออกมาโดยพร้อมเพรียงกัน “ท่านเจ้ากรมอาญา”

            เจ้ากรมอาญาหรือ?

            หญิงสาวยักคิ้ว ยิ่งเพิ่มความสนใจในตัวเขามากขึ้น คนเรียนนิติเวชไม่มีใครไม่รู้จักซ่งฉือ8 คนผู้นี้เป็นขุนนางในตำแหน่งเดียวกับซ่งฉือ ทว่าไม่รู้ว่ามีความสามารถเทียบเท่าซ่งฉือได้หรือไม่

            ตันยี่หลันโบกมือเล็กน้อย เดินเข้าไปหาโหลวซี่เหยียนและเอ่ยทักทายเสียงทุ้มต่ำ “ท่านอัครเสนาบดีโหลว”

            โหลวซี่เหยียนก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ดวงตาที่เบิกกว้างขึ้นเมื่อครู่ฉายแววหยอกล้อ ก่อนเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ “ท่านเจ้ากรมอาญามาได้จังหวะพอดี” ไม่เร็วและไม่ช้าเกินไปด้วย

            ตันยี่หลันมิได้มีท่าทีใด เอ่ยตอบเรียบๆ “เป็นหน้าที่ของข้าน้อยอยู่แล้ว หาควรทำให้ท่านอัครเสนาบดีลำบากไม่”

            โหลวซี่เหยียนยังคงยิ้มเยือน “ท่านเจ้ากรมอาญากล่าวหนักไป ทั้งท่านและข้าล้วนแล้วแต่ทำเพื่อราชสำนักทั้งสิ้น”

            นี่คือการที่ข้าชมเจ้า เจ้าชมข้า ผลัดกันคนละประโยคหรอกหรือ?

            จั๋วฉิงจามออกมาอย่างเบื่อหน่าย ขณะนั้นเองที่ตันยี่หลันเดินเข้ามาในห้องขัง ตรงเข้ามาหาเธออย่างคุกคาม “ที่เจ้าพูดนั้นเป็นความจริง ไม่ผิดพลาดแม้แต่คำเดียว เจ้ามีนามว่าอะไร มาจากไหน อาจารย์ของเจ้าคือผู้ใด?”

            ที่จริงแล้วเขาเดินทางมาถึงก่อนที่เด็กหนุ่มคนนี้จะเอ่ยปากด่าหวังปิ่งเซิงแล้ว สาเหตุที่ยังคงเงียบอยู่เพราะอยากรู้ว่าเจ้าหนุ่มนี่เข้าใจเรื่องการตรวจศพมากเพียงใด ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวังเลย ความรู้เรื่องรอยจ้ำสีชมพูของเจ้านี่ลึกล้ำยิ่งกว่าหวู่โจ้ธรรมดาๆ นัก ตันยี่หลันเข้าใจว่าตนเองบุ่มบ่ามถามมากเกินไป ทว่าเขาร้อนใจอยากรู้จักเด็กหนุ่มผู้นี้จริงๆ โดยเฉพาะอาจารย์ของเจ้านี่... ใครกันนะที่สามารถสอนจนได้ลูกศิษย์แบบนี้

            ริมฝีปากของจั๋วฉิงแข็งค้าง ผู้ชายคนนี้ถามเอาๆ อย่างไม่เกรงใจเธอเลยสักนิด สองมือเธอไขว้หลัง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่แฝงแววถือตัวอยู่เหมือนกัน “ท่านเจ้ากรมอาญา ข้าคิดว่าท่านคงเข้าใจผิดไปหนึ่งเรื่อง นั่นคือข้าไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ยิ่งไม่ใช่นักโทษด้วย ท่านมีสิทธิ์ที่จะถาม แต่ว่าจะตอบหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวข้าเอง”

            คำตอบเกินความคาดหมายทำให้ตันยี่หลันถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ส่วนรอยยิ้มบนริมฝีปากของโหลวซี่เหยียนกลับกดลึกกว่าเดิม ดูท่าเด็กหนุ่มผู้นี้คงมีนิสัยชอบทำตามอำเภอใจ ไม่รู้จักเกรงกลัวสิ่งใด หากดูจากท่าทางในยามนี้ สิ่งที่มันทำเมื่อคืนก่อนคงถือได้ว่า ‘เกรงใจ’ เขาแล้ว

            “บังอาจ!” อู๋จื้อกังกลัวว่าตันยี่หลันจะบังเกิดโทสะ จึงชิงตวาดคนก่อนทันที “ท่านเจ้ากรมอาญาถาม เจ้าไม่ตอบได้หรือ!”

            คิดไม่ถึงว่าจั๋วฉิงกลับทำท่ายกสองมือกอดอก ยิ้มน้อยๆ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเจือแววล้อเลียน “ข้ากำลังคุยกับท่านเจ้ากรมอาญาอยู่ เจ้ากล้าสอดรึ?”

            “จะ...เจ้า...” นี่มันเรื่องอะไรกัน? เรื่องมันตาลปัตรแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? อู๋จื้อกังโกรธจนควันออกหูออกจมูก ใบหน้าแดงก่ำ ทรวงอกกระเพื่อมรุนแรง มือสั่นเทาชี้ไปทางจั๋วฉิง ทว่ากลับทำได้เพียงพูดคำว่า “เจ้า” อยู่นานสองนานโดยไม่มีประโยคใดหลุดตามมาอีก

            จั๋วฉิงนิ่งอึ้งเล็กน้อย ไม่ทราบจริงๆ ว่าเขาเป็นอะไร เธอก็ไม่ได้พูดอะไรมากนี่ คงไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายความดันขึ้นหรอกนะ?

            คนสมัยก่อนดูท่าทางกระทบกระเทือนใจง่ายเสียจริงๆ

            พอดูท่าทางฮึดฮัดของอู๋จื้อกังแล้ว จั๋วฉิงกลัวว่าเขาจะเป็นลมไปเสียก่อน จึงเตรียมเอ่ยปาก แต่โชคดีที่ยายี่สองคนคุมตัวชายวัยกลางคนมาถึงพอดี ทำลายบรรยากาศอึดอัดลงอย่างถูกจังหวะ

            “ใต้เท้า พาตัวหลี่หมิงมาแล้วขอรับ”

            แลเห็นเจ้ากรมอาญาอดกลั้นต่อความเสียมารยาทของจั๋วฉิงอัครเสนาบดีก็ทำท่าไม่สนใจ อู๋จื้อกังที่โมโหแทบตายแต่ไร้ที่ระบายจึงได้แต่เก็บความเดือดดาลไว้เต็มอก พอยายี่พาหลี่หมิงมาจึงเสมือนมีที่ระบายแล้ว พลันตะคอกอย่างรุนแรง “หลี่หมิง หลินโป๋คังถูกฆ่าตายเมื่อคืน เจ้าเป็นเพียงผู้เดียวที่ได้พบเขาในคืนนั้น ตอนนั้นเจ้าเห็นอะไรบ้าง หรือว่าเจ้าเป็นคนสังหารเขา?”

            หลี่หมิงคุกเข่าลงทันควัน ศีรษะก้มต่ำ น้ำเสียงเขาสั่นพร่าทว่าตอบคำถามอย่างชัดเจน “ข้าน้อยถูกใส่ร้าย! ข้าน้อยเป็นพ่อบ้านสกุลหลิน นายท่านถูกขังอยู่หลายเดือน ลำบากมาไม่น้อย ข้าน้อยเพียงนำเสื้อผ้ามาให้นายท่านผลัดเปลี่ยนเท่านั้น ตอนนั้นนายท่านอารมณ์ไม่สู้ดีนัก ข้าน้อยมิกล้ารั้งอยู่นาน จึงทำได้เพียงพูดคุยกับท่านเพียงสองสามคำ ทิ้งเสื้อผ้าไว้ให้นายท่านแล้วจึงลากลับ ข้าน้อยอยู่ในคุกเพียงชั่วก้านธูป ในยามนั้นฝนพลันตกกระหน่ำ ต้นไม้นอกเรือนจำถูกพัดโค่นล้มเสียหาย ข้าน้อยยังได้ช่วยท่านยายี่ทั้งหลายขนต้นไม้ด้วยขอรับ”

            ร่างกายของหลี่หมิงดูแข็งแรงกว่าผู้ตายเล็กน้อย มองแล้วบอกได้ว่าเขาสามารถรัดคอหลินโป๋คังให้สลบแล้วจับแขวนบนคาน เมื่อประมาณจากเวลาตาย หลี่หมิงจึงเป็นผู้ที่น่าสงสัยมากที่สุด เพียงแต่ว่าขาดหลักฐานเอาผิดชัดเจนเท่านั้น... เฮ้อ น่าเสียดาย...การวิเคราะห์คดีนั้นเป็นเรื่องถนัดของกู้อวิ๋น ที่เธอทำเพียงแค่ส่วนของการชันสูตรเท่านั้น จั๋วฉิงค่อยๆ ปลีกตัวออกมาจากห้องขังด้วยการถอยหลังไปหลายก้าว หยุดพลางถอยพลางจนออกมานอกห้องขัง ก่อนพิงผนังหินอย่างเกียจคร้าน หาวอยู่หลายที

            จากตรงนี้ไปคงไม่ต้องพึ่งเธอแล้วกระมัง...

            “เจ้าบอกว่า เจ้าเพียงมาส่งเสื้อผ้า แล้วหลินโป๋คังได้เปลี่ยนชุดกับรองเท้าใหม่ต่อหน้าเจ้าเลยหรือไม่?”

            หลี่หมิงแอบชำเลืองมองใบหน้าของตันยี่หลันที่อยู่ในเครื่องแต่งกายเรียบง่ายแวบหนึ่ง ก่อนก้มศีรษะลงไปเช่นเดิม ส่งเสียงต่อเพียงประโยคเดียว “ไม่ขอรับ”

            ตันยี่หลันถามต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแฝงแววกดดันผู้คนจนหายใจไม่ออก “นอกจากเจ้าจะนำเสื้อผ้ามาส่งแล้ว เจ้ายังช่วยเขาทำสิ่งใดอีก?”

            ครั้งนี้พ่อบ้านสกุลหลินมิได้ครุ่นคิดนาน ตอบว่า “ข้าน้อยเพียงมอบเสื้อผ้าให้กับนายท่าน พูดคุยอยู่ไม่กี่คำก็กลับขอรับ”

            ตันยี่หลันเดินเข้าไปในห้องขังทันใด ร่างสูงนั้นเดินไปจนถึงขอบเตียงทางด้านขวา บนไม้กระดานธรรมดานั้นมีฟางปูไว้รองนอนอย่างหยาบๆ เขายกมือขึ้นกวาดเศษฟางหลายเส้นให้ตกลงไปยังริมขอบเตียง พลันรอยรองเท้าพร่ามัวก็ปรากฏขึ้น

            “ที่ขอบเตียงของผู้ตาย มีรอยรองเท้าเปื้อนโคลน แต่ว่ารองเท้าที่ผู้ตายสวมอยู่เป็นรองเท้าใหม่ ต่อให้เป็นรองเท้าเก่าจริง หลินโป๋คังก็อยู่ในคุกนานหลายเดือนมิได้ออกไปข้างนอกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่มีทางที่จะสกปรกได้ขนาดนี้ เมื่อคืนนี้มีฝนตกหนัก ยามนั้นมีเพียงเจ้าที่เข้ามาในห้องขังนี้ รอยเท้านี้เกิดขึ้นตอนเจ้ายกศพขึ้นแขวนใช่หรือไม่?”

            จั๋วฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อย เพ่งสายตามองไปยังจุดที่ตันยี่หลันว่าไว้ แลเห็นรอยเท้าดูไม่ชัดเจนนัก และยังมีเศษฟางรกๆ ปกคลุมอยู่ ยิ่งทำให้ค้นพบได้ยากขึ้นอีก ทว่าตันยี่หลันอยู่นอกห้องขังมาโดยตลอด กลับสามารถสังเกตเห็นได้ ช่างเป็นคนที่ละเอียดลออจนน่าสรรเสริญ

            หลี่หมิงสั่นไปทั้งร่าง น้ำเสียงพูดไม่ได้ศัพท์ “ไม่...ไม่ใช่...”

            อู๋จื้อกังร้องขึ้นอย่างรำคาญ “ถอดรองเท้าของเขาออกมาพิสูจน์”

            ยายี่สองนายรับคำสั่งทันควัน พากันถอดรองเท้าของหลี่หมิงอย่างรวดเร็ว หลังจากเทียบกันแล้วจึงตอบกลับ “เรียนใต้เท้า ลายพื้นรองเท้าของหลี่หมิงตรงกับรอยรองเท้านี้พอดีขอรับ”

            ครั้นได้รับการพิสูจน์ยืนยันแน่ชัด อู๋จื้อกังก็ยิ่งทำท่าข่มขู่ผู้คนมากยิ่งขึ้น “ใช่เจ้าจริงๆ หลี่หมิง เจ้าช่างขวัญกล้ายิ่งนัก ถึงกับบังอาจฆ่าคนในเรือนจำ”

            ทว่าภายนอก จั๋วฉิงกลับพ่นลมออกจากจมูกอย่างหน่ายๆ หากพูดตามภาษาของกู้อวิ๋นก็คงบอกได้ว่า หลักฐานนี้เป็นเพียง ‘หลักฐานแวดล้อม’ อย่างมากก็เพียงพิสูจน์ได้ว่าหลี่หมิงได้เหยียบไม้กระดานนั้นจริงๆ เป็นเพียงหลักฐานชั้นรอง ไม่สามารถตัดสินโทษเขาด้วยหลักฐานเพียงเท่านี้

            แต่ตัวหลี่หมิงเองนั่นแหละกลับกลายเป็นดังใบไม้ต้องลม ตัวสั่นงันงก รีบล้มฟุบลงกับพื้นทันควัน ปากก็ร้องอ้อนวอน “ใต้เท้า ข้าน้อยเพียงพลาดพลั้งไปเท่านั้น มิได้มีเจตนาต้องการทำร้ายนายท่านเลยแม้แต่น้อย ขอท่านโปรดเมตตาข้าน้อยด้วย!”

            เขาจะยอมรับผิดแล้วเหรอ?

            จั๋วฉิงพลันรู้สึกได้ว่ามีอะไรแปลกๆ แต่ขบคิดดูแล้วก็ไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงที่ใด

            ดวงตาของโหลวซี่เหยียนเปล่งประกายวาบหนึ่งก่อนเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

            “เจ้าเข้าออกเรือนจำใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วก้านธูปก็สามารถฆ่าคน เปลี่ยนเสื้อผ้า จัดฉากการฆ่าตัวตาย ทั้งหมดทั้งมวลนี้เจ้ายังกล้าพูดอีกหรือว่าตนเองพลาดพลั้งมิได้มีเจตนาทำร้าย นอกจากนี้เจ้ายังปิดบังอะไรไว้อีก บอกมาตามความจริงเดี๋ยวนี้!” ตันยี่หลันเอ่ยเสียงดัง น้ำเสียงต่ำลึกแฝงอายกดดันมิยอมให้โกหก สายตาเด็ดขาด ไอคุณธรรมทั้งร่างเต็มเปี่ยม อย่าว่าแต่เพียงหลี่หมิงจะตกใจจนตัวสั่นสะท้านเลย แม้จั๋วฉิงเองก็ยังมองจนลืมตัวไปชั่วขณะ

            สายตาของหลี่หมิงพลันเปลี่ยนเป็นเลื่อนลอย ดูท่าทางหวาดผวายิ่งนัก แต่กลับทำเพียงร้องขอชีวิตไม่หยุด “ใต้เท้าโปรดเมตตาไว้ชีวิตด้วย ใต้เท้าโปรดเมตตาไว้ชีวิตด้วย...”

            หากหลี่หมิงเป็นฆาตกรฆ่าคนโดยวางแผนไว้รอบคอบถึงขนาดนี้ ย่อมแสดงว่าเขาเป็นคนที่สงบนิ่งและเลือดเย็นพอสมควร ทว่าตอนนี้เหตุใดเขาจึงลนลานรีบรับสารภาพ? อีกอย่างเขาก็ทำหน้าที่พ่อบ้านสกุลหลินมาหลายปี ไม่น่าจะมีความแค้นอะไรกับหลินโป๋คัง แล้วแรงจูงใจในการฆ่าคนของเขาจะเป็นสิ่งใด?

            “หลี่หมิง! เจ้ากินบนเรือนขี้รดบนหลังคา! สามีข้าเคยปฏิบัติไม่ดีต่อเจ้าด้วยหรือ เจ้าถึงเลือดเย็นฆ่าเขาได้อย่างโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้!” ฮูหยินหลินที่ฟังการสอบสวนมาโดยตลอดพลันไม่อาจสะกดโทสะไว้ในใจได้ นางคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าคนที่ฆ่าสามีของตนเองจะเป็นพ่อบ้านที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี

            ชาวบ้านหมู่บ้านสกุลหนิวทุกคนล้วนกระเหี้ยนกระหือรืออยากตีเจ้าคนเนรคุณนี้ให้ตายคามือ ในคุกจึงเกิดเหตุวุ่นวายโกลาหลขึ้น ตันยี่หลันตัดสินใจเฉียบขาด เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานก้อง “นำตัวหลี่หมิงไปขังคุก รอให้ข้าตรวจสำนวนคดีของหลินโป๋คังก่อน แล้วค่อยสอบสวนเขาอีกที จะจริงเท็จอย่างไร ถึงยามนั้นค่อยสรุป”

            “ขอรับ” เหล่ายายี่คุมตัวหลี่หมิงเข้าไปในห้องขังข้างๆ ทันที ฮูหยินหลินและเหล่าชาวบ้านก็ถูกยายี่คนอื่นนำตัวออกจากเรือนจำด้วย

            โหลวซี่เหยียนพลันปรบมือเบาๆ มุมปากยังประดับรอยยิ้มดุจเดิม เอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ “ในราชสำนักทั้งบุ๋นและบู๊ล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเจ้ากรมอาญาตันอ่านสำนวนฟ้องชัดเจน ตัดสินคดีเฉียบขาดเที่ยงธรรม วันนี้ได้เห็นกับตา ช่างสมกับที่เขาร่ำลือจริงๆ”

            “ท่านอัครเสนาบดีกล่าวหนักไปแล้ว” อีกฝ่ายยังคงมีสีหน้าท่าทางเรียบเฉย ทว่าโหลวซี่เหยียนกลับชินชาเสียแล้ว ทั้งคู่พากันเดินออกมาจากเรือนจำด้วยกัน

            อู๋ซือเห็นโหลวซี่เหยียนเดินออกมาจึงรีบเดินเข้าไปหา ละล่ำละลักพูดอย่างสำนึกในบุญคุณล้นเหลือ “ท่านอัครเสนาบดี ขอขอบพระคุณที่ท่านกรุณาช่วยพวกเรา ขอให้ท่านวางใจได้ ที่เราชิงตัวแม่นางออกมานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็จริง แต่ก็มิได้ใช้กำลังบังคับนางเลยแม้แต่น้อย แม่นางเป็นคนดียิ่งนัก นางช่วยพวกเราเขียนคำร้องนี้ขึ้นมา แล้วเมื่อครู่ยังถึงกับตรวจศพของผู้มีพระคุณ นาง...”

            “เดี๋ยวก่อน” ใบหน้าเปื้อนยิ้มของโหลวซี่เหยียนพลันแข็งกระด้างขึ้นทันควัน “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเด็กหนุ่มคนที่ตรวจศพนั่นคือ...ชิงเฟิง?”

            ชิงเฟิง?

            เด็กหนุ่มคนนั้นที่แท้แล้วเป็นสตรี!!!

            ตันยี่หลันหันไปทางโหลวซี่เหยียน เห็นสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยอาการตกตะลึง พลันคิดในใจว่าชิงเฟิงผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ คนที่สามารถทำให้โหลวซี่เหยียนเปลี่ยนสีหน้าได้นั้นมีเพียงไม่กี่คน

            ชิงเฟิงหรือ? ชื่อจั๋วฉิงไม่ใช่หรือ? อู๋ซือมีสีหน้าไม่เข้าใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเพื่อมองหาจั๋วฉิง

            ทว่าในเรือนจำนั้นกลับไม่มีเงาร่างของนาง

            “เอ๋ ไปไหนเสียแล้ว?”

 

บทที่ 6 อนุของท่านอัครสนาบดี (1)

            สมแล้วที่เป็นเมืองหลวง

            ณ ช่วงเวลาพลบค่ำ แม้แต่บนถนนที่ไม่ใช่เส้นทางสายหลักก็ยังมีผู้คนสัญจรไปมา ริมถนนเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย จั๋วฉิงคิดว่าเธอน่าจะได้มีโอกาสเยี่ยมชมเมืองโบราณนี่เสียหน่อย แต่ต้องสะบัดเจ้าคนที่ตามติดประหนึ่งผีหลอกวิญญาณหลอนออกไปเสียก่อนนะ

            ยามนี้จั๋วฉิงไม่สนใจเรื่องภาพลักษณ์หรืออะไรแล้ว เธอกำลังนั่งยองๆ อยู่มุมกำแพงพลางหายใจหอบเหนื่อย พอเทียบกันกับโม่ไป๋ที่อยู่ห่างไปสิบก้าว เขาคนนั้นหน้าไม่แดง หายใจไม่หอบ ดวงตาสีฟ้ากระจ่างกลับเฝ้ามองเธออย่างสงบเงียบ ไม่กราดเข้ามาจับกุม ทว่าไม่ได้ห่างไปไหน

            คนหลงยุคได้แต่คร่ำครวญในอก นี่เขาตามเธอมาเป็นถนนสายที่ห้าแล้วนะ เธอวิ่งไปหอบไปไม่ต่างจากหมาปั๊กหอบแดด แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีแม้แต่เหงื่อสักหยด เนิ่นนานกว่าเธอจะผ่อนจังหวะการหายใจลงได้

            จั๋วฉิงตัดสินใจยกธงขาว เธอเดินไปยังโม่ไป๋ แล้วถามเสียงหอบเล็กน้อย “เจ้าตาฟ้า โอเคล่ะ เจ้าชนะแล้ว...จะเอายังไงก็ว่ามา”

            โม่ไป๋ยังคงเป็นโม่ไป๋... นิ่งเงียบไม่ตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น

            จั๋วฉิงสบถเสียงต่ำ เธอเกลียดพวกแสร้งทำเป็นเท่แบบนี้เหลือเกิน ระหว่างที่กวาดตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว จู่ๆ เธอก็พุ่งเข้ามายืนประชิดถึงตัวโม่ไป๋ เปล่งเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “เจ้าอยากตามข้านักใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็ตามให้ใกล้ๆ เลย เอาแบบไม่ให้คลาดสายตาเลยนะ”

            ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของคนตัวเล็กทำให้โม่ไป๋สะดุ้งวาบ แต่ฉากหน้าก็ยังคงรักษาความเรียบเฉยต่อไป ไม่มีวี่แววใดให้อ่านอารมณ์ของเขาได้

            ในบรรดาร้านค้ามากมายสองข้างทาง มีร้านขายผ้าร้านหนึ่งที่ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ พลันดวงตาจั๋วฉิงก็ฉายแววเจ้าเล่ห์ เธอเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ “เสื้อผ้าเก่าๆ พวกนี้ส่งกลิ่นเหม็นไปหมด เราไปหาซื้อผ้าใหม่กันเถอะ” ว่าแล้วก็ดึงแขนเสื้อโม่ไป๋ ลากเขาให้เดินไปทางร้านขายผ้าด้วยกัน

            โม่ไป๋รั้งแขนเสื้อกลับอย่างเย็นชา กระนั้นก็ตามเธอเข้าไปแต่โดยดี

            พอเห็นว่ามีลูกค้าเข้า เจ้าของร้านก็รีบออกมาต้อนรับทันควัน “คุณชายทั้งสองท่าน เชิญเข้ามาชมดูด้านในขอรับ”

            พอเจ้าของร้านเห็นดวงตาสีฟ้าใส ผิวขาวดั่งหิมะของโม่ไป๋อย่างชัดเจนก็รีบถอยห่างออกไปหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว ไม่กล้ามอบสบตาเขาอีก ทำท่าเหมือนกลัวเสนียดจัญไรก็ไม่ปาน โม่ไป๋นั้นเหมือนจะชินกับการที่ผู้คนปฏิบัติต่อเขาแบบนี้ ใบหน้าจึงยังคงเย็นชาดุจเดิม

            แม้ว่าจั๋วฉิงจะอยู่ใต้เสื้อคลุมเก่าๆ ปิดบังตนเองโดยมิดชิด ดูแล้วรู้สึกถึงความแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่เจ้าของร้านกลับยอมเจรจากับเธอมากกว่าชวนอีกคนหนึ่งคุย เขาเดินตามพวกเธอไปติดๆ พูดจาแนะนำอย่างเอาอกเอาใจ “ผ้าแพรร้านเรามีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งหกแคว้น เชิญคุณชายเลือกหาตามสบาย ตรงนี้ยังมีชุดคลุมของบัณฑิตที่ตัดเสร็จแล้ว หากไม่มีชุดที่ถูกใจท่าน ทางเรายังรับตัดตามที่สั่งอีกด้วย”

            จั๋วฉิงเดินไปยังห้องเล็กที่อยู่ด้านข้างของร้าน เอ่ยด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน “ข้าจะลองสวมดู ขอสักสองคนมาช่วยข้าถือเสื้อได้หรือไม่”

            เจ้าของร้านเผยยิ้มประจบเอาใจ รีบเอ่ย “ย่อมได้แน่นอน เชิญคุณชายทางนี้”

            จั๋วฉิงยืนกอดอก ขยับเข้าใกล้โม่ไป๋ก่อนตีสีหน้ายิ้มๆ “เจ้าตาฟ้า จะเข้ามาด้วยกันหรือไม่?”

            โม่ไป๋ไม่ตอบ กลับมองเมินไปเสียอีกทางหนึ่งด้วยสายตาเย็นชา ทิ้งให้ร่างเล็กข้างหลังถอนหายใจน้อยๆ เธอโยนหินถามทางเท่านั้นแหละเพราะหากเกิดเขาตอบกลับมาว่า ‘เข้า’…เธอน่ะสิจะแย่

            คุณหมอเดินเข้าไปด้านใน เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูป

            “อ๊ายยย” จู่ๆ ก็มีเสียงหญิงสาวกรีดร้องดังลั่น จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงตึงตัง แววตาของโม่ไป๋สั่นไหวเล็กน้อย คิดในใจ เจ้าหนูนั่นกำลังเล่นลูกไม้อย่างที่เขาคิดเอาไว้จริงๆ

            ร่างสูงรีบผลุบเข้าไปในห้อง ดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบกวาดมองไปทั่วอย่างรวดเร็ว ภายในพื้นที่ไม่กว้างนัก เสื้อผ้าที่วางเอาไว้เต็มผนังทั้งสี่ด้าน บัดนี้กระจัดกระจายไปทั่ว มีเพียงเด็กน้อยผู้หนึ่งที่นั่งตาลอยเหม่อมองท้องฟ้า หน้าผากบวมปูดอย่างเห็นได้ชัด ข้างกายของเขามีสตรีนางหนึ่งในอาภรณ์สีเขียวงดงามนอนอยู่บนพื้น ทั่วทั้งห้องนอกจากสองคนนี้ก็ไม่มีผู้ใดอีก ทั้งยังไม่มีที่ใดให้หลบซ่อน

            พลันสายตาคมกริบก็ปะทะเข้ากับหน้าต่างเล็กๆ บานหนึ่ง บานหน้าต่างนั้นเปิดแง้มออกครึ่งๆ มีเก้าอี้ไม้วางรองอยู่ด้านล่าง เมื่อเปิดหน้าต่างมองออกไปก็เห็นว่าด้านล่างเป็นสวนด้านหลัง

            หึ…

            โม่ไป๋รีบพุ่งตัวออกจากห้องอย่างคล่องแคล่ว เร่งฝีเท้าไล่ตามไปยังเรือนหลักในสวนด้านหลังทันควัน

            เจ้าของร้านลนลานเข้ามาหลังจากที่โม่ไป๋ไปแล้ว ท่าทางตื่นตกใจกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เมื่อเงยหน้าแล้วเห็นโม่ไป๋ใช้วิชาตัวเบาพุ่งตัวลงจากหน้าต่าง ตรงไปยังทางเข้าบ้านของเขาพอดีก็ตะโกนร้องตาม “นี่มันเรื่องอะไรกัน! พวกเจ้าจะทำอะไร!”

            ครั้นพอเจ้าของร้านหันกลับมาตั้งท่าจะรีบไปเรียกคน หญิงสาวที่สวมอาภรณ์เขียวที่นอนอยู่บนพื้นก็ลุกขึ้นนั่งทันควัน เสี้ยวหน้าที่ปรากฏสู่สายตางดงามเกินหาคำบรรยาย ทำให้เจ้าของร้านถึงกับจิตใจหลุดลอย เคลิบเคลิ้มหลงเข้าสู่ภวังค์ ทว่ายังมีสติพอที่จะถามออกไปว่า “แม่นางเป็นใครหรือ?”

            ในร้านของเขามีสาวงามหยาดฟ้ามาดินขนาดนี้อยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เท่าที่จำได้เมื่อครู่เขาให้เด็กรับใช้พาเจ้าหนุ่มคนหนึ่งมาเปลี่ยนเสื้อผ้านี่นา

            เจ้าของร้านแพรไหมไม่ทันคิดสิ่งใด สตรีนางนั้นก็ลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเขาแล้ว ฉับพลันนั้นเขาถึงกับตกตะลึงมือไม้อ่อนอีกครั้ง

            อมิตาพุทธ!

            เหตุใดสตรีงามเช่นนี้ ใบหน้าอีกข้างกลับเสียโฉมไปเสียได้

            ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก น่าเสียดายจริงๆ

            และเพราะเจ้าของร้านมัวแต่ทุบอกย่ำเท้า คร่ำครวญให้กับความอยุติธรรมที่ทำให้แม่นางน้อยคนหนึ่งต้องเสียโฉมอันงามล้ำ จั๋วฉิงฉวยโอกาสไร้สาระนี้รวบกระโปรงยาวลากพื้นขึ้น ก่อนจะพุ่งตัวออกไปนอกห้องอย่างรวดเร็ว

            เจ้าของร้านเห็นเพียงเงาพร่ามัวสีเขียวชั่วแวบ สักพักก็กลายเป็นจุดสีเขียวเล็กๆ ความคิดยังคงสับสนวนเวียนกับเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่ ทว่าพอคืนสติขึ้นมาก็นึกได้ว่าอาภรณ์บนกายของหญิงเมื่อครู่คือของในร้านเขานั่นเอง

            เพียงครู่เดียวผู้คนทั้งตลาดก็ได้ยินเสียงเจ้าของร้านตะโกนลั่น “จับหัวขโมยนางนั้น ไม่สิ แบ่งคนมาจับโจรทางนี้ด้วย!”

            ถึงยามนั้นจั๋วฉิงก็ประหนึ่งอินทรีติดปีก โบยบินออกไปห่างร้านแพรพรรณนานแล้ว

            ร่างเล็กโปร่งบางของคุณหมอวิ่งอ้อมถนน ตัดไปตามตรอกซอกซอยที่มีผู้คนบางตา ตรอกนั้นคดเคี้ยวไปมา มีทางแยกมากมายน่าวิงเวียนยิ่งนัก ถ้าเธอไม่ใช่คนที่มีความจำเป็นเลิศมาตั้งแต่ไหนแต่ไรละก็ เห็นทีจะต้องหลงทางอย่างแน่นอน

            แต่ก็ดี... วกวนวงเวียนน่าปวดหัวอย่างนี้

            ดูท่าเจ้าตาฟ้าคงจะหาเธอเจอไม่ได้ง่ายๆ แล้ว ฮ่าๆ

            จั๋วฉิงยังไม่ทันได้ดีใจ ก็มีเสียงฝีเท้าดังตึกตักมาจากด้านหลัง ขณะที่กำลังคิดจะหันกลับไปดู ที่คอก็ปรากฏดาบเล่มโตให้สัมผัสเย็นเยียบพาดมาอย่างจัง

            เอ่อ…เธอคงไม่ซวยขนาดนั้น

            ใช่ไหม?

            กว่าจะสลัดหางหลุดออกมาได้ก็แทบแย่ นี่ยังต้องมาเล่นเป็นหัวขบวนของเกมการฆ่าอีกแล้วหรือ?

            เจ้าของดาบที่กำลังพาดคอเธออยู่มีหนวดเครารกรุงรังเต็มหน้า บดบังจนดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดแดงฉานฉายแววทั้งลนลานและหวาดกลัว ปากก็พร่ำไม่หยุด “จะ…เจ้าอย่าได้คิดเล่นลูกไม้เป็นอันขาด!”

            แกสิอย่ามาเล่นลูกไม้แถวนี้!!!

            จั๋วฉิงพลันรู้สึกวิงเวียนขึ้นมา เธอนี่เกิดทับดาวมฤตยูรึไง ไปไหนมาไหนก็มีเรื่องมีราวไม่สิ้นสุด

            ทันใดนั้นเองก็ปรากฏเสียงของบุรุษวัยหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหน้าของเธอ น้ำเสียงนั้นเจือแววหยอกเย้าและวางอำนาจบาตรใหญ่ “เฮอะ... ไอ้โจรป่าค่าหัวแพง... อย่างไรเจ้าก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของคุณชายเช่นข้าอยู่แล้ว ดังนั้นจงเชื่อฟังแต่โดยดี อย่าให้ข้าต้องลงไม้ลงมือ”

            เอากันเข้าไป... จั๋วฉิงกลอกตามองฟ้า

            ชายหนวดเฟิ้มข้างกายเธอยิ่งหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น มือข้างหนึ่งจับคอจั๋วฉิงเอาไว้แน่น มันผลักเธอออกมายืนขวางอยู่ด้านหน้าตนเอง ดาบเล่มใหญ่แนบอยู่กับลำคอขาวผ่อง มือที่ถือดาบสั่นสะท้านรุนแรง

            คุณหมอสาวไม่กล้าขยับตัว สัมผัสในขณะนี้บอกได้ว่าคมดาบกำลังเสียดสีอยู่แถวๆ คอหอยใกล้ตำแหน่งหลอดลม จั๋วฉิงได้แต่ยืนตัวแข็ง พูดเสียงต่ำอย่างปลอบประโลม “ขอร้องเจ้าเถอะ...อยากได้ข้าเป็นตัวประกันไม่เป็นไร แต่มือที่ถือมีดช่วยอย่าสั่นจะได้ไหม”

            ชายที่อยู่ด้านหลังจั๋วฉิงหายใจหอบ ไม่ได้ฟังเสียด้วยซ้ำว่าสตรีตรงหน้าพูดว่าอย่างไร ดวงตาแดงฉานจ้องไปข้างหน้าด้วยความหวาดผวา ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะเย้ยหยันกลับมาเพียงเท่านั้น

            จั๋วฉิงเงยหน้าขึ้นมองบ้าง ข้างหน้าเธอ...ห่างออกไปไม่ไกล ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนกอดอกอยู่ตรงปากตรอก ท่วงท่าปล่อยตามสบาย เขาสวมเสื้อคลุมตัวสั้นสีฟ้า ปลายเท้าเคาะเป็นจังหวะคล้ายกำลังเบื่อหน่ายเต็มทน ทั้งเรือนร่างของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของคุณชายเจ้าสำราญ อายุน่าจะราวยี่สิบกลางๆ แม้ยังดูอ่อนเยาว์แต่ใบหน้านั้นกลับสง่างาม หล่อเหลาเลอเลิศ คิ้วเรียงเส้นคมชัดตวัดลากยาวดุจรอยกระบี่กรีด ดวงตาสุกสกาวปลายหางตายกสูง สายตาเขาเรียบเฉย แสดงนิสัยอันเอื่อยเนือยเอาแต่ใจตนเอง

            ชายหนุ่มเพิ่งจะยืดตัวยืนตรง ชายหนวดเฟิ้มก็รีบหดหัวลงประดุจกระต่ายเกรงราชสีห์ แต่ยังไม่วายแสร้งทำเป็นหาญกล้า “เจ้าอย่าเข้ามา...ไม่เช่นนั้นข้า...ข้าจะฆ่านางซะ”

            บุรุษตรงหน้ากวาดสายตาผ่านร่างจั๋วฉิง เขาแทบไม่สนใจเธอเลยด้วยซ้ำ ทำเพียงกะพริบตาเล็กน้อย ริมฝีปากเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ช่างปะไร เป้าหมายของข้าคือจับคนไปแลกเงิน ชีวิตนางไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับข้าสักนิด เจ้าเองก็ปลิดชีวิตคนมาถึงห้าชีวิตแล้ว เพิ่มนางอีกสักคนจะเป็นไร ดีเสียอีก... ไม่แน่ว่าข้าอาจจะได้เงินเพิ่มอีกสักหนึ่งร้อยตำลึงก็เป็นได้”

            ใช่แล้ว! สิ่งที่นักล่าเงินรางวัลต้องการคือเงินอย่างไรล่ะ! ชายหนวดเฟิ้มคล้ายมองเห็นแสงสว่างริบหรี่อยู่ตรงหน้า จึงรีบพูดอย่างลนลาน “ท…ท่านปล่อยข้าไปเถอะ ต้องการเงินเท่าไหร่ ข้าให้ท่านได้ทั้งนั้น ทางการให้ท่านเท่าไหร่ข้าเพิ่มให้อีกเท่าหนึ่งเลย...ไม่สิ! เพิ่มให้สองเท่าเลยดีกว่า สองเท่าๆๆ ตกลงนะ!”

            บุรุษในเสื้อคลุมสีฟ้าแคะหูทีหนึ่ง สีหน้ารำคาญยิ่ง “เลิกพูดพล่ามได้แล้ว จะฆ่านางก็รีบๆ ฆ่าซะ ข้าหิวแล้ว จะต้องรีบจับเจ้าแล้วไปขึ้นเงินรางวัล”

            ผู้ถูกไล่ล่าเห็นว่าล่อด้วยผลประโยชน์ไม่สำเร็จ มีดที่อยู่บนคอของจั๋วฉิงจึงขยับเข้าใกล้อีกครั้ง เสียงตะคอกเริ่มแฝงแววบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม “อย่าเข้ามานะ ข้า...ข้าฆ่านางได้จริงๆ นะ”

            ฉึก! จั๋วฉิงรู้สึกเจ็บที่ลำคอ แม้แผลจะไม่ลึกนัก ทว่าโลหิตกลับเริ่มซึมออกมา กลิ่นคาวเลือดจางๆ พลันฟุ้งขึ้นในอากาศ แพทย์สาวสะดุ้งตกใจ นิ่วหน้าลงเล็กน้อย

            ให้ตายสิ! เจ็บชะมัด!

            อีตานี่เจรจาต่อรองเป็นรึเปล่าเนี่ย?

            ถ้าไม่เป็นก็ช่วยไปขอให้ทางการส่ง ‘คอมโพรไมเซอร์’ เก่งๆ สักคนมาดีกว่าไหม?           

            กลิ่นคาวเลือดกระตุ้นเร้าให้ชายหนวดเคราเฟิ้มรู้สึกบีบคั้นเจียนคลั่ง เส้นเอ็นบนหน้าผากปูดโปนออกมาอย่างน่ากลัว ดวงตาแดงก่ำจ้องไปยังชายตรงหน้า ปากก็ตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง “เป็นเจ้าบีบบังคับข้า เป็นเจ้าบีบบังคับข้า!” ร้องพลาง ดาบในมือก็ขยับเข้าไปใกล้ลำคอขาวผ่องของหญิงสาวในมือเข้าเรื่อยๆ

            โว้ยยย...จั๋วฉิงอารมณ์เสียขึ้นมาแล้ว มือข้างที่ไม่ได้ถือดาบของผู้ถูกล่าล็อกบ่าเธอเอาไว้แน่นจนเธอขยับไม่ได้ ได้แต่มองดูคมมีดที่ขยับเข้ามาเรื่อยๆ...นี่หมออย่างเธอต้องมาตายด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องอย่างนี้เหรอ?

            จังหวะที่ชายหนวดเฟิ้มเงื้อมือขึ้น เตรียมที่จะลงดาบนั้น ดวงตาหงส์ของชายในเสื้อคลุมสีฟ้าพลันกะพริบเล็กน้อย เวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่ฝ่ายนั้นยกมือขึ้น มีดบินที่บางเฉียบราวปีกจักจั่น ขนาดเล็กเพียงใบหลิวก็พุ่งออกมาจากร่องนิ้วของเขา

            จั๋วฉิงรู้สึกถึงสายลมวูบหนึ่งพัดผ่านต้นคอ จากนั้นลำคอเธอก็เกิดร้อนขึ้นมา ของเหลวเหนียวหนึบพลันไหลเปื้อน

            โลหิตสดๆ เปรอะเต็มลำคอเธอแล้ว

            “อ๊ากกกก!!” ได้ยินเสียงร้องดังก้องราวกับหมูถูกเชือด ดาบเล่มใหญ่ในมือของชายหนวดเฟิ้มร่วงลงบนพื้น แต่มืออีกข้างหนึ่งยังคงจับบ่าจั๋วฉิงเอาไว้แน่น

            อย่างนี้ก็สวยสิ พอไม่มีดาบเล่มโตมาจ่อลำคอ คุณหมอก็รีบฉวยโอกาส ใช้มือซ้ายจับศอก มือขวาจับบ่า ตั้งท่าม้านั่งปล่อยศูนย์ถ่วงลง ปล่อยบ่าขวากดต่ำ

            เธอบิดร่างไปด้านซ้าย ออกแรงส่งลงไปที่ด้านล่าง

            ตูม!!!

            เหวี่ยงข้ามบ่าในท่าของไอคิโด

            นี่เป็นท่าที่สารวัตรกู้เคยสอนเธอเอาไว้ กู้อวิ๋นเป็นนักต่อสู้ประชิดตัวอันดับต้นๆ ของเอเชีย เพื่อนมักสอนนั่นนี่ให้เธอเสมอเนื่องด้วยทั้งคู่ต้องร่วมงานนอกสถานที่ด้วยกันตลอด

            ดวงตาทั้งคู่ของจั๋วฉิงหลับแน่น ใช้แรงทั้งหมดเหวี่ยงชายร่างใหญ่ข้ามบ่าลงมานอนวัดพื้น

            เกิดเสียงดังตูมหลังจากการเหวี่ยงอันสวยงาม ชายหนวดเฟิ้มรู้สึกเพียงตัวเบา สายตามองเห็นประหนึ่งฟ้าพลิกแผ่นดินโค่น เขาล้มลงนอนแผ่หลา หลังกระแทกกับพื้นถนนหิน ร่างกายรู้สึกปวดร้าวทั้งๆ ที่สมองยังมึนงง

            จั๋วฉิงเองก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่าเขาเท่าใดนัก เมื่อครู่เธอออกแรงอย่างไม่คิดชีวิต ตอนนี้รู้สึกเหมือนเอวจะลั่น เจ็บจนต้องกัดฟันแน่น แต่ความดีใจที่หลุดออกจากการควบคุมของชายผู้นั้นทำให้เธอข่มความเจ็บเอาไว้ วิ่งโซซัดโซเซไปหาชายเสื้อคลุมฟ้า “ช่วยหน่อยสิ เร็วๆ”

            ชายหนุ่มเสื้อฟ้าเพิ่งหายจากอาการตกตะลึง เขารีบหดไหล่หนี ส่ายศีรษะไปมาเบาๆ ปากก็พร่ำบ่น “เชื่อแล้วจริงๆ ...ยุทธภพนี้ช่างอันตรายนัก อันตรายยิ่งนัก...” อย่างนี้นี่เอง มิน่าตาแก่นั่นถึงได้บอกว่าในยุทธภพแห่งนี้ สิ่งที่อันตรายและน่ากลัวที่สุดก็คือสตรี ขนาดสตรีตรงหน้าเขาที่มีรูปร่างเล็กบาง แขนขาก็เรียวดังก้านธูป นางยังสามารถเหวี่ยงบุรุษตัวใหญ่กว่าเกือบสองเท่าออกไปได้ ตาแก่นั่นสอนเขามาดีจริงๆ

            จั๋วฉิงมองค้อนเขาอย่างเคืองๆ ท่าทางอย่างนี้มันคืออะไรกันยะ?

            ขณะนั้นชายหนวดเฟิ้มบนพื้นก็ลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขาค่อยๆ กะโผลกกะเผลกไปข้างหน้าด้วยท่าทางน่าสมเพช ทิ้งรอยเลือดเป็นทางยาวไว้บนพื้น เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่มีดใบหลิวเล่มนั้นถูกจุดสำคัญเข้าแล้ว

            “คิดจะหนีรึ” ชายสวมเสื้อฟ้าตะโกนเสียงดัง พลางหยิบเชือกหวายที่หนาประมาณนิ้วหัวแม่มือออกมาจากเอว เขาผูกเป็นบ่วงแล้วเหวี่ยงไปคล้องชายหนวดเฟิ้มได้อย่างสบายๆ เพียงแค่ออกแรงดึงก็ทำให้ชายร่างใหญ่ล้มลงกับพื้นอีกครั้ง คงจะบาดเจ็บสาหัส ผู้ถูกจับได้แต่ร้องครวญครางอยู่บนพื้น ไม่อาจลุกขึ้นได้อีก

            ชายเสื้อฟ้าผูกปลายเชือกอีกด้านไว้กับสายผูกเอว เปล่งเสียงหัวเราะอย่างเป็นต่อ “คราวนี้ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะมีปัญญาหนีไปได้อีกหรือไม่” ไอ้โจรนี่นี้มีค่าหัวถึงห้าร้อยตำลึงเชียวนะ เขาใช้เวลาติดตามจับถึงสามเดือน หากว่าปล่อยให้หนีไปได้ คงขาดทุนมิใช่น้อย

            เขาขยับเชือกที่จูงชายหนวดเฟิ้มให้เดินหันหลังกลับ แต่พอเห็นจั๋วฉิงยังเอนหลังพิงกำแพงหิน หายใจหอบถี่ด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ดูแล้วก็คิดว่าไม่ควรที่จะปล่อยปละละเลย อย่างไรเสียนางก็ช่วยเขา ร่างสูงของชายหนุ่มจึงค่อยๆ เดินไปหยุดอยู่ข้างๆ เอ่ยถามอย่างกระดากอยู่บ้าง “เอ่อ...เจ้าเป็นอะไรบ้างหรือไม่?”