ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เพชรยอดขุนพล (ซีรี่ส์โฉมงามบรรณาการ)

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
หนึ่งเสน่หา ช่างสดใสงดงามดุจฤดูร้อนอันสวยสด หนึ่งเสน่หา ช่างปกป้องหมดจด ราวกับปราการหินอันแกร่งกล้า หนึ่งเสน่หา ช่างร้อนแรงเจิดจ้า สานสัมพันธ์ลึกซึ้งข้ามผ่านกาลเวลา เมื่อสตรีธรรมดาผู้หนึ่งโชคดีได้ครอบครอง ‘สามเสน่หา’ จากสามบุรุษผู้กร้าวแกร่ง ห้าวหาญ นางผู้เฉลียวฉลาดทันคน แต่ไม่เคยลงเล่นในเกมที่มีความรู้สึกเป็นเดิมพัน จะทำเช่นไร? เหตุผลเบื้องลึกของการเดินทางผ่านห้วงเวลาอันน่าตกใจเริ่มเผยออกมาให้กู้อวิ๋นได้ทราบทีละนิดแล้ว ทั้งความลับอันน่าพิศวงของตระกูลซู่ ทั้งปริศนาของกระบี่หิมะพันปีอย่างปิงเลี่ยน ทั้งการมาถึงของสามผู้เฒ่าบรรพชนอันดุดันผู้รักษากฎแห่งตระกูล กู้อวิ๋นจะสืบหาสาเหตุการย้อนเวลาของตนเองได้หรือไม่? เธอจะจัดการอย่างไรกับคดีน่าปวดหัวที่ตนต้องร่วมไขปริศนา? จะจัดการอย่างไรกับหน่วยรบพิเศษที่ตนเป็นผู้ก่อตั้ง? ที่สำคัญที่สุด จะจัดการอย่างไรกับบุรุษหนึ่งซึ่งเฝ้ารอการกลับมาของเธอนานนับพันปี?

บทนำ

หนึ่งเสน่หา ช่างสดใสงดงามดุจฤดูร้อนอันสวยสด

หนึ่งเสน่หา ช่างปกป้องหมดจด ราวกับปราการหินอันแกร่งกล้า

หนึ่งเสน่หา ช่างร้อนแรงเจิดจ้า สานสัมพันธ์ลึกซึ้งข้ามผ่านกาลเวลา

 

เมื่อสตรีธรรมดาผู้หนึ่งโชคดีได้ครอบครอง ‘สามเสน่หา’ จากสามบุรุษผู้กร้าวแกร่ง ห้าวหาญ

นางผู้เฉลียวฉลาดทันคน แต่ไม่เคยลงเล่นในเกมที่มีความรู้สึกเป็นเดิมพัน จะทำเช่นไร?

 

เหตุผลเบื้องลึกของการเดินทางผ่านห้วงเวลาอันน่าตกใจเริ่มเผยออกมาให้กู้อวิ๋นได้ทราบทีละนิดแล้ว ทั้งความลับอันน่าพิศวงของตระกูลซู่ ทั้งปริศนาของกระบี่หิมะพันปีอย่างปิงเลี่ยน ทั้งการมาถึงของสามผู้เฒ่าบรรพชนอันดุดันผู้รักษากฎแห่งตระกูล

 

กู้อวิ๋นจะสืบหาสาเหตุการย้อนเวลาของตนเองได้หรือไม่?

เธอจะจัดการอย่างไรกับคดีน่าปวดหัวที่ตนต้องร่วมไขปริศนา?

จะจัดการอย่างไรกับหน่วยรบพิเศษที่ตนเป็นผู้ก่อตั้ง?

ที่สำคัญที่สุด

จะจัดการอย่างไรกับบุรุษหนึ่งซึ่งเฝ้ารอการกลับมาของเธอนานนับพันปี?

สารบัญ

ปฐมบท 1 จานเลือดยันต์แปดทิศ

คืนนี้ดวงจันทร์สุกสว่างกว่าเคย

            ทว่ากลับมีเมฆหมอกสีโลหิตปกคลุมรางๆ ไปทั่วน่านฟ้า ทำให้แสงสว่างนวลตาถูกบดบัง เปลี่ยนทัศนียภาพให้กลายเป็นอึมครึม บรรยากาศ ในยามนี้จึงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวจนยากจะบรรยาย

            เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาตีสอง... ทุกบ้านดับไฟมืด ภายนอกมีเพียงความเงียบสงัด แว่วเสียงใบไม้เสียดสีกันดังแกรกกรากเพียงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดให้ความสนใจกับปรากฏการณ์หมอกสีเลือดอันแสนประหลาด

รถตำรวจฮอนด้าซีอาร์วีคันหนึ่งวิ่งเปิดไซเรนมาแต่ไกล ก่อนจะตีโค้งเป็นวงกว้าง สะบัดท้ายเบรกเอี๊ยด ดริฟต์เข้าจอดอย่างสวยงามหน้าตึกนิติวิทยาศาสตร์ ประตูรถเปิดออกพร้อมกับขาเรียวยาวแข็งแกร่ง

คู่หนึ่งซึ่งกำลังก้าวลงมาอย่างเร่งรีบ

            ผู้มาเยือนยามวิกาลเป็นหญิงสาวอายุราวๆ สามสิบ ด้วยส่วนสูงที่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตรทำให้เธอดูเพรียวทะมัดทะแมง ผมสีอ่อนเส้นเล็กละเอียดนั้นซอยสั้นและไถขึ้นสูงตามประสาคนขี้รำคาญ เสื้อยืดสีขาวประทับตรากรมตำรวจที่สวมอยู่มีรอยยับเล็กน้อย รองเท้าเขรอะไปด้วยโคลน เธอดูสดชื่นแม้นาฬิกาข้อมือจะแสดงเวลาย่างเข้าวันใหม่ ไม่มีอาการเหนื่อยล้าให้เห็นแม้แต่น้อยในแววตาแน่วแน่คู่นั้น

            กู้อวิ๋นปรับสายตาให้ชินกับความมืดแล้วก้าวเข้าไปในตึก สารวัตรสืบสวนอันดับหนึ่งแห่งกองปราบจีนหยิบปืนพกที่เอวขึ้นมาปรับเป็นโหมดเก็บเสียงก่อนจะเสียบกลับตำแหน่งเดิม เธอก้าวเดินอย่างรวดเร็วตามทางเดินอันมืดสลัวของตึกนิติวิทยาศาสตร์สุดหลอน หากเป็นผู้หญิงคนอื่นคงจะยืนขาแข็งด้วยความหวาดกลัวเมื่อต้องมาเยือนตึกชำแหละศพในยามนี้ แต่กู้อวิ๋นไม่ เธอเดินพลางไล่สายตามองป้ายระบุแผนก

            แผนกชันสูตรชั้น 13... แหมเลขสวย เห็นกี่ครั้งก็อดขำไม่ได้

            จั๋วฉิงไม่รับโทรศัพท์ ต้องยังชันสูตรศพอยู่แน่ๆ เธอผลักประตูเดินเข้าไปในส่วน ‘เฉพาะเจ้าหน้าที่’

            คุณลุงยามที่เฝ้าอยู่ในตัวตึกรีบลุกขึ้นยืนทันที เมื่อเห็นว่าผู้มาเป็นใคร คุณลุงก็พูดยิ้มๆ อย่างคุ้นเคย “สารวัตรกู้นั่นเองมาหาคุณหมอจั๋วหรือครับ?”

            กู้อวิ๋นพยักหน้าตอบ “อืม”

            “เมื่อกี้ตอนผมลาดตระเวนดู เห็นไฟห้องคุณหมอยังสว่าง เธอน่าจะยังยุ่งอยู่นะครับ พวกคุณนี่ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำจังเลย” นี่ก็ตีสองแล้ว คนหนึ่งยังมัวชันสูตรพลิกศพ อีกคนก็มารอข้อมูล  งานสืบสวนสอบสวนมีลูกมีหลานคงไม่ยอมให้ทำแน่ๆ

            กู้อวิ๋นยิ้มจางๆ ผลักประตูข้างบันไดออกอย่างช่ำชอง แล้ววิ่งขึ้นไปตามเส้นทางหนีไฟของตัวตึกแทน 

            เธอมักจะไม่ใช้ลิฟต์... ไม่ได้เป็นโรคกลัวที่แคบหรอกนะ แค่มีนิสัยขี้เกียจรอก็เลยรำคาญ

            วิ่งเอาเร็วกว่า...

            มองดูแผ่นหลังตั้งตรงนั้นค่อยๆ ก้าวห่างออกไป คุณลุงยามหน้าประตูหลุดยิ้มพลางส่ายหน้า “พวกบ้างานสองคน” 

            เขาเป็นยามเฝ้าแผนกนี้มาสิบกว่าปีแล้ว เห็นพวกบ้างานมาเยอะ แต่ไม่เคยเห็นใครเหมือนสารวัตรกู้และคุณหมอจั๋ว

            เถอะ... ขอให้ได้เลื่อนขั้นก็แล้วกัน

            กู้อวิ๋นเดินไปจนถึงห้องเป้าหมาย

            ประตูสำนักงานห้องอื่นๆ ลงล็อกหมดแล้วยกเว้นห้องของยัยฉิง

            เธอเอนกายพิงอยู่นอกประตูห้องทำงานของจั๋วฉิง ครุ่นคิดถึงคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้

            ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงฝีเท้าเบาตรงเข้ามาใกล้ กู้อวิ๋นหรี่ตามองเห็นจั๋วฉิงเดินออกจากห้องชันสูตรด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า สิงหลัน...ผู้ช่วยบันทึกที่เดินตามหลังมาก็มีสีหน้าง่วงนอนเต็มทน หล่อนหอบซองหลักฐานด้วยท่าทางกะปลกกะเปลี้ย

            “เป็นยังไงบ้าง ได้ผลชันสูตรแล้วใช่ไหม?”

            สิงหลันถึงกับโอดครวญออกมาทันที “นี่จะตีสามแล้วนะคะสารวัตรกู้ ยังมายืนทวงงานพวกเราอีก เวอร์เกินไปหน่อยไหม”

            กู้อวิ๋นยักคิ้วเอ่ยยิ้มๆ “แล้วยังไงล่ะ?”

            สิงหลันไหล่ตก ยอมแพ้โดยสิ้นเชิง “ไม่ยังไง... แต่ช่วยรอหน่อยก็ดีนะคะคุณสารวัตรขา ถึงไม่ใช่เครื่องจักรแต่ฉันจะรีบจัดการให้ รับรองได้เรื่องก่อนฟ้าสางแน่” มิน่าสารวัตรกู้กับคุณหมอจั๋วถึงเป็นเพื่อนสนิทกันได้ เพราะเป็นพวกบ้างานเหมือนกันทั้งคู่นี่เอง

            ตำรวจสืบสวนนอกเครื่องแบบมองดูเด็กสาวที่เดินก้มหน้างุดๆ เข้าไปในห้องทำงานอย่างอ่อนแรง ก่อนจะหัวเราะไล่หลัง “ขอบคุณมากสิงหลัน”

            จั๋วฉิงเดินเลี่ยงมายังห้องทำงานส่วนของเธอที่อยู่ฝั่งตรงข้าม กู้อวิ๋นเดินตามเข้าไปติดๆ ทว่ายังไม่ทันได้เริ่มพูด เสียงเย็นเยียบเป็นเอกลักษณ์ของแพทย์สาวผู้ทรงคุณวุฒิก็ดังขึ้น “อะไรกัน ค่ำคืนยาวนานขนาดนี้ เธอไม่มีกะใจจะหลับบ้างเลยหรือ?”

            “หลับบ้าอะไรล่ะ” กู้อวิ๋นยักคิ้วแผล็บ ไม่วายบ่นอุบ “ทั้งเดือนมีเหยื่อสาวถูกฆ่าตายบ่อยขนาดนี้ ผู้การหลี่โมโหจนตาจะลุกเป็นไฟอยู่แล้ว ตอนนี้ทีมสืบสวนของเราแทบจะแยกกลางวันกับกลางคืนไม่ออกด้วยซ้ำ”

            จั๋วฉิงดึงปากกาที่เสียบตรึงเส้นผมแทนปิ่นออก พลันเรือนผมหนาหนักก็เหยียดสยายลงจรดบั้นเอว หญิงสาวนั่งลงบนโซฟาอย่างเหนื่อยล้า ยกมือซ้ายนวดขมับ ดวงตาดำหรี่ลงเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “แล้วเธอไม่กังวลกับผลการประลองต่อสู้ระดับจังหวัด เมื่อวานเหรอ?”

            “ไม่ล่ะ” พูดถึงเรื่องนี้ กู้อวิ๋นก็โมโหอีกรอบ คดีเยอะขนาดนี้ ผู้การก็ยังจะให้เธอไปแข่งมวยในงานปีใหม่ประจำจังหวัดอีก แข่งกี่ปีๆ แชมป์ก็เป็นของเธอ มีอะไรตื่นเต้นให้ต้องไปแข่งอีกเล่า

            พอเหลือบมองอีกทีก็เห็นจั๋วฉิงกึ่งนั่งกึ่งนอนเหยียดยาว ท่าทางดูผ่อนคลายสบายตัวจนแทบจะไปเฝ้าโจวกงอยู่แล้ว กู้อวิ๋นจัดการตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ พยายามยื้อวิญญาณเพื่อนกลับมา “นี่เธอ อย่าเพิ่งหลับ

ฉันจะขอปรึกษาเรื่องคดีต่ออีกสักหน่อย”

            จั๋วฉิงหรี่ตาลง น้ำเสียงที่ใช้ยังคงแฝงแววเกียจคร้าน ผิดกับความคิดที่แจ่มกระจ่าง “ผู้ตายรายล่าสุดมีลักษณะร่วมคล้ายกับสามคดีก่อนหน้านี้ ทั้งหมดต่างถูกปิดกั้นทางเดินหายใจ สันนิษฐานว่าเป็นการบีบคอจนขาดอากาศตาย เล็บมือทั้งสิบนิ้วถูกถอดออกหมด ดูจากวิธีการฆ่าแล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นวิธีเดียวกัน ถ้าเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องจริงๆ ดูจากสภาพศพนี่คงต้องเป็นศพรายแรกแน่”

            เมื่อได้ฟังการวิเคราะห์จากแพทย์สาว กู้อวิ๋นก็เริ่มเดินกลับไปกลับมาในห้องทำงาน สมองครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานา จนสายตาไปสะดุดกับแสงสะท้อนของอะไรบางอย่างตรงประตูห้อง สารวัตรคนเก่งเดินไปเก็บขึ้นมาดูด้วยความสงสัย พบว่า ‘มัน’ คือจานเล็กๆ สีทองที่ด้านหนึ่งจารึกรูปยันต์แปดทิศถูกสอดเอาไว้ในซองใส่หลักฐาน

            หลักฐานจากที่เกิดเหตุรึ?

            กู้อวิ๋นถือซองเดินกลับมาโบกตรงหน้าจั๋วฉิง “นี่อะไร?”

            คนถูกถามค่อยๆ ลืมตาขึ้น จับจ้องไปยังสิ่งที่อยู่ในมือของอีกฝ่าย ในใจนึกแอบบริภาษเด็กสาวผู้จดบันทึก ยายสิงหลันเอ๊ย ทำงานชุ่ยตลอด ขนาดหลักฐานสำคัญอย่างนี้ยังทิ้งเอาไว้ได้ จั๋วฉิงลุกขึ้นมานั่งเหยียดตัวตรงแล้วจึงตอบ “ของนี่เจอในกระเป๋าเสื้อคนตาย ตั้งใจว่าจะส่งให้แล็บตรวจ เสร็จแล้วค่อยส่งไปให้เธอที่กรม”

            พอรู้ว่าของในมือคือหลักฐานของคดีนี้ กู้อวิ๋นก็พลันตื่นตัวขึ้นมาแสงสลัวจากโคมไฟดวงเล็กๆ ในห้องทำงานมีไม่เพียงพอ เธอจึงเปิดมู่ลี่หน้าต่าง อาศัยแสงจันทร์คืนนี้ที่สว่างเป็นพิเศษในการเพ่งพิจารณาสิ่งที่อยู่ในมือ

            สารวัตรกู้ไม่ได้สังเกตเลยแม้แต่น้อยว่า ในขณะที่เธอพลิกเอาด้านที่มียันต์แปดทิศมาส่องพิจารณากับแสงจันทร์นั้น รัตติกาลมืดมิดกลับค่อยๆ คลี่คลุมไปด้วยเมฆสีโลหิตแดงฉาน

            แปลกจริง เมื่อกี้ยังเห็นเป็นสีทองชัดๆ ทำไมส่องกับแสงถึงกลายเป็นสีแดงแล้วล่ะ?

            หรือสีทองจะอยู่อีกด้านหนึ่ง?

            ทว่าเมื่อพลิกดูอย่างละเอียด อีกด้านก็เป็นยันต์แปดทิศสีแดงเช่นเดียวกัน หนำซ้ำตัวจานยังค่อยๆ เปล่งแสงสีแดงอ่อนๆ อีกด้วย

            เฮ้ย... ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ล่ะเนี่ย?

            ฉึก!

            ขณะที่กู้อวิ๋นกำลังนึกสงสัย จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ปลายนิ้ว

            จั๋วฉิงลุกขึ้นเดินอ้อมไปด้านหลังคุณสารวัตร ถามด้วยความตกใจ “อวิ๋น…เป็นอะไรของเธอ?”

            กู้อวิ๋นก้มหน้าตรวจดูนิ้วมือ เห็นเพียงรอยเลือดแดงเข้มบนนิ้วชี้ เลือดสีแดงสดหยดลงบนซองหลักฐานหลายจุด สารวัตรกู้สะบัดมือส่งยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่มีอะไร ไม่รู้ว่าโดนอะไรเกี่ยวมา”

            แผลบนนิ้วมือนั้นลึกมาก เลือดก็ยังคงไหลหยดลงเรื่อยๆ ท่าทางเฉยชาไม่ใส่ใจของกู้อวิ๋นทำให้จั๋วฉิงขมวดคิ้ว แพทย์สาวหยิบสำลีมาจากตู้หนังสือที่อยู่ด้านข้างมากดลงบนแผลให้เพื่อน น้ำเสียงเย็นชาเจือรอยดุ “ยังจะบอกไม่เป็นไรอีก รีบกดแผลเอาไว้ให้แน่นเลย”

            คนได้แผลส่ายหัวตอบอย่างนึกเอือม “ก็แค่แผลนิดเดียวเอง”

            สำลีที่กู้อวิ๋นใช้กดแผลเอาไว้ชุ่มไปด้วยเลือดอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบของจั๋วฉิงกะพริบมองอย่างไม่สบายใจนัก

            สิ่งใดที่คมถึงขนาดสร้างบาดแผลซึ่งยากจะห้ามเลือดหนอ?

            พอคว้าเอาสิ่งที่อยู่ในมือกู้อวิ๋นมาดู เธอถึงกับตกตะลึง “ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ!?”

            อะไรที่ทำให้แพทย์นิติเวชจั๋วผู้เย็นชาตกตะลึงถึงขั้นใบหน้าเปลี่ยนสี?

            สารวัตรกู้ยื่นศีรษะมาดูด้วยความสงสัย ทันทีที่เห็นก็คำรามเสียงต่ำอย่างพรั่นพรึง “เลือด...ซึมเข้าไปได้ด้วย”

            รอยเลือดที่เดิมเคยอยู่บนซองหลักฐานพลันหายไป แต่กลับไปโผล่อยู่บนจานยันต์แปดทิศแทน เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร เลือดทะลุผ่านซองหลักฐานไปอย่างนั้นหรือ?

            “แย่แล้ว...” พอตั้งสติได้ ทั้งสองก็ร้องขึ้นพร้อมกัน “คราวนี้เขียนรายงานลำบากแน่”

            ทั้งคู่มองหน้ากันแล้วส่ายหน้าด้วยความหนักใจ จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจอย่างไรดีว่าทำไมจู่ๆ ถึงมีเลือดของกู้อวิ๋นไปปรากฏอยู่บนหลักฐานได้ ทั้งคู่มัวแต่กังวลจึงไม่ทันสังเกตว่าเลือดที่ซึมลงไปในยันต์แปดทิศนั้น กำลังไหลไปตามร่องที่เป็นเส้นโค้งสู่ศูนย์กลางที่มีภาพหยินหยางเกี่ยวประสาน

            พริบตาที่หยดเลือดหลอมรวมเข้าสู่ศูนย์กลาง จานยันต์แปดทิศพลันเปล่งแสงสีแดงเข้ม จั๋วฉิงกับกู้อวิ๋นไม่มีปฏิกิริยาใดๆ มีเพียงความดำมืดเข้าปกคลุมดวงตา แล้วทั้งคู่ก็หมดสติล้มลงไปกับพื้นแสงสว่างวาบขึ้นพลันจางหาย

            ในห้องทำงานหัวหน้าแพทย์นิติเวชยังคงมีเพียงดวงไฟจากโคมเล็กๆ บนพื้นมีเงาร่างหญิงสาวสองคนที่นอนหมดสติอยู่ บาดแผลบนนิ้วของกู้อวิ๋นพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย จานทองแปดทิศร่วงตกอยู่ข้างกายพวกเธอก็ไร้ซึ่งความผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น

            ตรงเส้นขอบฟ้าไกลโพ้นด้านนอกหน้าต่าง ดวงจันทร์ยังคงเปล่งประกายสว่างจ้า

            ทุกอย่างเงียบสงบเช่นที่เคยเป็น...

ปฐมบท 2 วิวาห์ผิดตัว(1)

พายุฝนด้านนอกซัดสาดรุนแรง กระหน่ำซ้ำด้วยเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ ประหนึ่งเทพแห่งสายฝนกำลังโกรธเกรี้ยว

            ลมกรรโชกโหมกระหน่ำพัดเอาบานหน้าต่างผุพังส่ายไปมาซ้ายทีขวาที เกิดเป็นเสียงดังปึงปังเพิ่มขึ้นไปอีก แสงสว่างจากสายฟ้าแลบในบางคราส่องให้เห็นเงาร่างสตรีแรกรุ่นสามคนที่กำลังขดตัวเข้าหากันด้วยความหวาดหวั่นในโถงใหญ่ของวัดร้างแห่งหนึ่ง ท่ามกลางความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นทั่วทุกหนแห่ง ชุดแต่งงานสีแดงสดบนร่างของทั้งสาม ขับเน้นให้บรรยากาศในวัดร้างพลันอึมครึมน่าอึดอัดยิ่งขึ้นไปอีก

            วัดร้างไร้ซึ่งแสงสว่างจากดวงไฟ มีเพียงแสงจากสายอสุนีบาตซึ่งพาดผ่านท้องฟ้าพร้อมกับเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นที่กู่ร้องผ่านเข้ามาบ้างเป็นครั้งคราว แสงสว่างที่วาบนี้ มองผิวเผินคล้ายคมกระบี่ที่ตวัดลงมาพร้อมกับเสียงเยาะเย้ยถากถาง ทำให้ดรุณีผู้เยาว์วัยที่สุดร้องครางฮือๆ ซุกตัวเข้าหาคนอื่นๆ อย่างหวาดผวา

            ชิงโม่ขยับเข้ากอดแขนพี่สาวคนโตเอาไว้แน่น น้ำเสียงสะอึกสะอื้นค่อยๆ เรียบเรียงเป็นประโยคพูด “เราจะทำยังไงกันดีจ๊ะ พี่ใหญ่ ข้ากลัว...”

            ฟ้าแลบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ยามนี้จึงค่อยมองเห็นหน้าตาของสตรีทั้งสามได้อย่างชัดเจน พวกนางล้วนแล้วแต่เป็นดรุณีน้อยวัยแรกแย้มทั้งสิ้น รูปโฉมแต่ละคนล้วนหยาดฟ้า ไร้ซึ่งคำบรรยาย

            ใบหน้าซีกซ้ายสามารถทำให้สตรีทุกคนตกอยู่ในห้วงริษยา บุรุษหลงใหลมิอาจผละสายตาจาก ทว่าน่าเสียดายที่ใบหน้าซีกขวาของพวกนางล้วนถูกกรีดเป็นรอยมีดลึกสองรอยคล้ายกับต้องการทำลายโฉมหน้าปานเทพธิดาให้สิ้นซาก

            ในยามค่ำคืนที่พายุฝนกระหน่ำ ฟ้าแลบฟ้าร้องเช่นนี้

            ใบหน้าพวกนางดูอัปลักษณ์เสียจนน่าตกใจ

            ชิงหลิงสีหน้าซีดขาว ตบบ่าน้องเล็กเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด “หากผ่านเขาลูกนี้ไปก็จะพ้นชายแดนแคว้นเฮ่าเยว่แล้ว หรือพวกเราจะมิอาจหลีกหนีชะตากรรมที่จะต้องกลายเป็นบรรณาการได้เลยจริงๆ”

            “ข้าไม่มีวันยอม!” ชิงเฟิงเอ่ยขึ้นทันควัน สายตาดื้อรั้นจ้องเขม็งออกไปยังม่านฝนภายนอกวัดร้างที่สว่างจ้าเป็นระยะๆ ด้วยสายฟ้าจากเบื้องบน นางเม้มริมฝีปากล่างแน่นเสียจนน่ากลัวจะต้องหลั่งโลหิต

            ชิงโม่ผู้เป็นน้องเล็กสุดค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ก่อนซบศีรษะลงบนไหล่ชิงเฟิงอย่างแผ่วเบา “พี่รอง ท่านไม่มีอะไรต้องกลัวหรอกนะ ได้ยินมาว่าอัครเสนาบดีโหลวที่ท่านจะแต่งด้วยนั้นเป็นยอดบุรุษที่ร้อยปีจะมีเพียงหนึ่ง

เขาเก่งกาจเชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ อย่างไรก็ต้องดูแลท่านได้ดีแน่นอนที่น่าสงสารที่สุดคือพี่ใหญ่ต่างหาก นางต้องถูกส่งเข้าไปในวังหลวง ยิ่งมีข่าวร่ำลือกันว่าฮ่องเต้ฉงเยว่นั้นอารมณ์แปรปรวน โหดเหี้ยมอำมหิต แล้วพี่ใหญ่ที่แสนสุภาพอ่อนโยนจะทนรับไหวได้อย่างไรกัน”

            ชิงเฟิงพ่นลมออกจากจมูก “ข้าไม่ต้องการหรอก”

            คุณหนูรองหันไปกุมมือพี่ใหญ่ไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างกุมมือเล็กๆ ของน้องสาวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กดให้ต่ำแต่แฝงความเกลียดชังรุนแรงแทบทุกประโยค “ข้าเกลียดนัก เหตุใดเพียงคำพูดคำเดียวของฮ่องเต้แคว้นฉงเยว่จึงสามารถบงการให้ทุกอย่างเป็นไปได้ตามปรารถนา แล้วทำไมคนตระกูลชิงตระกูลเดียวจึงต้องมาแบกรับความพ่ายแพ้ของคนทั้งแคว้นด้วย พวกมันเป็นฆาตกรฆ่าท่านพ่อท่านแม่แท้ๆ ฮ่องเต้ยังมีหน้ามาจับเราส่งไปเป็นเครื่องบรรณาการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับมันอีก!”

            ชิงหลิงยื่นมือบีบนวดใบหน้าของน้องรองที่บิดเบี้ยวจากการเค้นเสียงและอารมณ์โกรธ นางพูดเสียงต่ำ “ก็เพราะว่าฉงเยว่เป็นใหญ่เหนือแคว้นทั้งหก ไม่ว่าแคว้นใดล้วนอยู่ใต้อาณัติของมัน ส่วนฮ่องเต้ของแคว้นเราก็เป็นเจ้าชีวิตเจ้าแผ่นดิน หากต้องการสั่งให้เราตาย ไม่ว่าเต็มใจหรือไม่เราก็ต้องตาย ทำอย่างไรได้เล่า...ใครใช้ให้เราเกิดเป็นสตรีที่ไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะมัดไก่ล่ะ” โชคชะตาไม่เคยอยู่ข้างพวกนางเลยแม้แต่ครั้งเดียวนี่นะ

            ชิงเฟิงสะบัดมือชิงหลิงออกก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว นางหันหลังให้กับอีกสองคน เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยอมอ่อนข้อแม้แต่นิดเดียว “เกิดเป็นสตรีแล้วอย่างไร ข้าจะไม่มีวันไปฉงเยว่เด็ดขาด”

            น้องสาวคนเล็กตระกูลชิงมองแผ่นหลังที่พยายามทำท่าเข้มแข็งของพี่รอง ก่อนเหลียวมองดูสีหน้ากังวลใจของพี่ใหญ่ แล้วจึงค่อยเอ่ยเสียงเจื่อน “แล้วพี่รองจะทำอย่างไร ขนาดเรายอมทำลายใบหน้าจนเสียโฉม

ยังไม่สามารถหยุดความตั้งใจที่จะจับเราส่งไปฉงเยว่ได้เลย ในตอนนี้เราไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้วไม่ใช่หรือ?”

            น้ำเสียงเจือแววเศร้าสร้อยของน้องเล็กทำให้ชิงเฟิงสะท้าน มือเรียวยกขึ้นลูบใบหน้าซีกขวาที่จนกระทั่งบัดนี้ยังรู้สึกได้ถึงความเจ็บลึกถึงดวงใจยามกรีดคมมีดลงไปบนนั้น นางสูดลมหายใจเข้า “แม้ต้องตาย ข้า...

ชิงเฟิงก็ไม่ขอยอมให้ผู้ใดบงการชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำบงการจากปากของฮ่องเต้โฉดมือเปื้อนเลือดผู้นั้น!!!”

            ชิงหลิงสะท้านเฮือก รีบพูดทันที “เฟิงเอ๋อ เจ้าคิดจะทำอะไร?”

            บุตรีคนกลางตระกูลชิงหันกายกลับมาช้าๆ สองมือเรียวบางรวบกำคำพูดถูกเอื้อนเอ่ยหนักแน่นราวขุนเขา “พี่ใหญ่ ข้าจะอยู่ที่เฮ่าเยว่ อยู่เคียงข้างศพท่านพ่อท่านแม่ แม้จะต้องทิ้งร่างไร้วิญญาณไว้ที่นี่วันนี้ข้าก็ยอม”

            แสงสว่างแปลบปลาบขึ้นอีกครั้งผสานกับเสียงกึกก้องราวฟ้าพิโรธ ทุกอย่างดังขึ้นพร้อมๆ กับคำพูดของชิงเฟิง สายฟ้าสีขาวที่พาดผ่านเข้ามาในห้องโถงทำให้ชิงหลิงมองเห็นถึงแววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของผู้เป็นน้อง

            ริมฝีปากบางราวกลีบดอกไม้ค่อยๆ แย้มขึ้นน้อยๆ ชิงหลิงเอื้อมมือไปจับมือน้องสาวคนกลางไว้แน่น รู้สึกราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก “ดี! พี่ใหญ่จะไปเป็นเพื่อนเจ้าด้วย ให้อย่างไรก็อยู่มิสู้ตายอยู่แล้ว ชีวิตไร้ความหมายเช่นนี้จะให้มันดำรงอยู่ไปยาวนานเพื่อเหตุใด” ไม่ต้องคิดว่าภายภาคหน้าจะพบเจอกับสิ่งใด บางทีความตายอาจจะเป็นการปลดปล่อยอย่างหนึ่งก็เป็นได้

            ชิงโม่ที่นั่งอยู่กับพื้นขยับกายลุกขึ้นทันที มือเล็กคว้ากุมมือพี่สาวทั้งสองคนไว้ ก่อนพูดร้อนรน “พี่ใหญ่ พี่รอง ไม่ว่าพวกท่านจะทำสิ่งใด ข้าก็จะร่วมด้วยช่วยกันทำสิ่งนั้น ต่อให้ต้องเดินฝ่าขุมนรก โม่เอ๋อก็จะไม่ไปจากพวกท่านเด็ดขาด”

            ชิงหลิงพลันเกิดความลังเลขึ้นมา น้องสาวคนเล็กของนางยังใสซื่อนัก ยังเป็นเพียงดรุณีน้อยบอบบางน่าทะนุถนอม โม่เอ๋ออาจจะยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ตาย’ ด้วยซ้ำ

            บุปผากลีบบางดอกนี้เพิ่งย่างเข้าสิบห้าปี...นางแรกแย้มถึงเพียงนี้

            ฝ่ายชิงเฟิง เมื่อมองสบดวงตาใสกระจ่างของน้องสาวคนเล็ก รู้สึกเจ็บปวดล้ำลึกราวกับถูกแทงเข้าตรงกลางใจ นางจำได้ว่าน้องสาวต้องแต่งให้กับแม่ทัพจอมโฉดซู่หลิง ผู้มีฉายาว่า ‘ขุนพลพญามาร’ อันเลื่องชื่อ

            พญามารรึ... ดวงใจนางพลันรู้สึกหนาวเหน็บด้วยความหวาดกลัวแทนน้อง

            จะให้น้องสาวของนางต้องเผชิญชะตากรรมราวกับตกนรกได้อย่างไร...

            ชิงเฟิงตัดสินใจพูดอย่างเด็ดเดี่ยว “พี่ใหญ่ โม่เอ๋อของเราจิตใจดี ทั้งยังบริสุทธิ์ใสซื่อเช่นนี้ หากทิ้งนางไว้เพียงลำพังก็มีแต่ต้องทนทุกข์ไม่จบไม่สิ้น วันนี้...เราสามพี่น้องตามไปหาท่านพ่อท่านแม่กันเสียที่วัดร้างนี่เถอะ”

            พี่น้องตระกูลชิงทั้งสามคนเงยหน้าขึ้นมองคานเพดานที่อยู่ด้านบน ก่อนจะหันมาสบตากันแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้ม นี่เป็นรอยยิ้มแรกของพวกนางนับตั้งแต่ท่านพ่อท่านแม่จากไป

            นับตั้งแต่นี้ พวกนางจะไม่ต้องพลัดพรากจากกันอีกแล้ว

            ดรุณีทั้งสามถอดผ้าคาดเอวสีแดงออกอย่างคล่องแคล่ว สลัดเสื้อคลุมตัวนอกสีแดงปักลายวิจิตรงดงามออกอย่างไม่แยแส ทั้งตัวมีเพียงเสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์ขับเน้นให้พวกนางดูคล้ายเทพเซียนผู้หลุดพ้น แต่ละนางโยนผ้าคาดเอวสีแดงไปบนคาน แล้วจึงขึ้นไปยืนอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมผุพัง ต่างพร้อมใจกันสอดลำคอเข้าไปในห่วงผ้าสีโลหิตโดยไร้อาการลังเลใดๆ

            ชิงหลิงมองน้องสาวทั้งสองที่อยู่ข้างกายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนหลับตาลง ริมฝีปากกระซิบแผ่วเบา “เฟิงเอ๋อ โม่เอ๋อ...ชาติหน้าขอให้เราได้เกิดมาเป็นพี่น้องกันอีกครั้งเถิดนะ”

            “อืม” ชิงเฟิง ชิงโม่พยักหน้ารับ ทั้งสามกุมมือกัน...เตะโต๊ะที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าออก

            ผ้าสีแดงพลันเหยียดตึงพร้อมๆ กับสามชีวิตที่ค่อยๆ ดับสูญ

            เหล่าทหารที่ได้รับมอบหมายให้คุมตัวสามพี่น้องสกุลชิงไปฉงเยว่ พากันพักผ่อนอยู่ที่อารามด้านหน้า

            ต่างคนต่างมองสายฝนที่กำลังซาเม็ดใกล้หยุด... จู่ๆ มันก็กระหน่ำซัดลงมาอีกรอบ สายอสุนีบาตลั่นแปลบปลาบประดุจจะผ่าทำลายล้างวัดแห่งนี้ให้ราพณาสูร ทหารชั้นผู้น้อยนายหนึ่งรีบหดคอเข้าอย่างตกใจ

            ตอนนี้ยังเป็นฤดูใบไม้ผลิ ตั้งแต่เกิดจนโตถึงบัดนี้ เขายังไม่เคยเห็นพายุฝนรุนแรงถึงเพียงนี้ในฤดูใบไม้ผลิเลยสักครั้ง ทหารนายนั้นกวาดสายตาไปทางโถงใหญ่ของอารามอีกด้านหนึ่ง พลันใจหายวาบ...

            ท่ามกลางสายฟ้าฟาด มีเงาร่างนับรวมได้สามร่างกำลังโยกไหวน้อยๆ อยู่กลางอากาศ

            ชายเสื้อผ้าสะบัดพลิ้วตามแรงลม ประหนึ่งวิญญาณกำลังล่องลอย

            ทหารผู้นั้นแผดเสียงลั่น ทั้งกลิ้งทั้งคลานจนมาล้มอยู่ตรงหน้าหลี่ซวี่ ก่อนรายงานด้วยน้ำเสียงหวาดผวา “หัวหน้าขอรับ! มีผี...มีผีขอรับ! ผีอยู่ด้านนั้นขอรับ!”

            “อะไรนะ!” หลี่ซวี่ผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อมองไปตามสายตาของทหารก็เห็นเงาร่างคุณหนูสกุลชิงทั้งสามลอยไหวเอนน้อยๆ เหงื่อเย็น พลันผุดพร่างทั่วทั้งตัว เขารีบพุ่งไปถีบประตูอารามออกทันที

            เห็นเสื้อปักสีแดงจ้าถอดวางบนพื้น รองเท้าปักลายสีแดงสดบาดตาสามคู่ลอยแกว่งอยู่เบื้องหน้า หลี่ซวี่ตกตะลึงจนถอยหลังไปหนึ่งก้าว รีบตะโกนบอกทหารคนอื่นๆ ที่วิ่งตามมาอย่างลนลาน “เร็ว! เอาพวกนางลงมาเดี๋ยวนี้!”

            ทหารที่ตามมาได้รับคำสั่งจึงรีบไต่ขึ้นไปคว้าร่างบรรณาการหญิงทั้งสามลงมาอย่างเร็ว ทว่าเห็นเพียงดวงตาปิดสนิท สีหน้าดำคล้ำ ไร้ซึ่งสัญญาณแห่งชีวิต

            หลี่ซวี่จ้องชิงโม่ที่นอนอยู่ด้านซ้ายสุด เอ่ยปากถามน้ำเสียงร้อนรน “อาการของนางเป็นอย่างไรบ้าง”

            ทหารที่อยู่ใกล้รีบอังมือเหนือจมูกของนางอย่างระมัดระวัง รออยู่ครู่หนึ่งจึงกลืนน้ำลายตอบ “นาง...ตายแล้วขอรับ”

            “ละ...แล้วคนนี้ล่ะ?” หลี่ซวี่ชี้มือไปทางชิงเฟิง ท่าทางลนลาน

            ทหารคนเดิมอังมือไปที่จมูกของชิงเฟิงก่อนจะชักมือกลับ ครั้นแลเห็นสีหน้าซีดขาวของหัวหน้าหลี่ก็ตกใจจนไม่กล้าเอ่ยปาก ทำได้เพียงส่ายศีรษะเบาๆ แทนคำตอบ

            ตะ...ตายหมดแล้ว!

            หลี่ซวี่เหงื่อไหลทะลักจนชุ่มร่าง สามพี่น้องสกุลชิงคือเครื่องบรรณาการที่ฮ่องเต้ฉงเยว่ทรงคัดเลือกด้วยองค์เอง จู่ๆ ก็ตายไปแบบนี้ แม้ตอนนี้เขายังมีชีวิตแต่อีกไม่นานคงต้องตายตามไปเป็นแน่ ความตายนั้น

ไม่กลัวหรอก กลัวแต่ว่าถ้าบรรณาการไม่ถูกส่งถึงมือฮ่องเต้ฉงเยว่ ประชาชนแคว้นเฮ่าเยว่คงยากที่จะหนีเคราะห์ร้ายพ้น

            ในขณะที่หลี่ซวี่จมอยู่ในความคิดสิ้นหวัง จู่ๆ ทหารผู้น้อยนายหนึ่งก็ตะโกนขึ้นมา “หัวหน้า! ลูกสาวคนโตสกุลชิงยังหายใจอยู่ขอรับ!” แม้ลมหายใจจะอ่อนเบาจวนขาด ทว่ายังคงมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน

            “จริงหรือ! ดีมาก! รีบพยุงนางไปเร็ว ตามหมอมาด้วย” อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตหนึ่งรอดมาได้ หลี่ซวี่รีบออกคำสั่งให้ทหารเอาชุดแต่งงานสวมทับตัวชิงหลิงโดยเร็ว หมดสิ้นความสนใจกับร่างไร้วิญญาณอีกสองศพบนพื้นโดยสิ้นเชิง

            ข้างนอกยังคงมีเสียงฟ้าร้องครั้งแล้วครั้งเล่า แสงสีขาวแปลบปลาบประหนึ่งแสงสะท้อนจากกระบี่คมกริบนับพันเล่ม ร่างไร้วิญญาณบนพื้นดูเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย กระตุ้นเร้าให้ทหารผู้น้อยที่มองอยู่รู้สึกหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ

            เขาไม่ใจร้ายพอที่จะทิ้งให้ศพหญิงสาวผู้น่าเวทนาทั้งคู่ให้เดียวดายอยู่กลางวัดร้างนี้ได้ จึงค่อยๆ หยิบชุดมงคลสีแดงจ้าบนพื้นคลุมลงบนร่างของพวกนางอย่างระมัดระวัง ทว่าขณะที่เขากำลังจะลุกจากไปกลับปรากฏแสงสีแดงสาดประกายเจิดจ้าคล้ายฟ้าแลบกะพริบผ่านสองร่างบนพื้น

            พลันร่างไร้ลมหายใจทั้งสองก็เบิกตากว้าง

            “หา—-” ทหารผู้นั้นกรีดเสียงตะโกนดังลั่นทั่ววัดร้าง

            หลี่ซวี่ที่กำลังเดินไปยังนอกอารามส่วนหน้า ตะเบ็งถามอย่างรำคาญหู “เจ้าร้องตะโกนเสียงดังทำไม?”

            “พวกนาง...พวกนาง...” ทหารผู้นั้นถึงกับพูดไม่เป็นภาษา เพียงคลานออกมาจากอารามด้านหลังด้วยท่าทางน่าสมเพช

            แค่ศพหญิงสาวสองนางทำให้ทหารตกใจได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ?

            หลี่ซวี่นึกฉงน ตัดสินใจเดินไปยังอารามด้านหลังอีกครั้ง พลันเห็นภาพหญิงสาวสองคนที่สิ้นลมไปแล้ว ในยามนี้บริเวณหน้าอกของพวกนางกลับกระเพื่อมขึ้นลงอย่างน่าอัศจรรย์

            “สวรรค์คุ้มครองแล้ว...สวรรค์คุ้มครองจริงๆ” หัวหน้าหลี่ยินดียิ่ง พวกนางยังไม่ตาย ถือว่าต่ออายุให้เขาแล้ว “ทหาร...พวกเจ้าเอานางไปด้วย!” ท่ามกลางลมฝนกระหน่ำปานคลุ้มคลั่ง เหล่าทหารชั้นผู้น้อยค่อยๆ ยกร่างหญิงที่เหลืออีกสองคนออกจากวัดร้าง ขณะที่กำลังจะนำไปไว้ยังรถม้าที่ชิงหลิงนั่งอยู่ จู่ๆ หลี่ซวี่ก็ร้องขึ้น “รอเดี๋ยวก่อน!”

            คุณหนูตระกูลชิงทั้งสาม ครั้งก่อนลงมือทำลายรูปโฉมของตนเอง ครั้งนี้ถึงกับลงมือฆ่าตัวตาย ถึงแม้จะไม่ตาย แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าครั้งหน้าจะเกิดเรื่องใดขึ้นอีก จากที่นี่ไปจนถึงฉงเยว่ก็เหลือระยะทางอีกสิบกว่าวันเท่านั้น หลี่ซวี่คิดคำนวณในใจ ในที่สุดก็ตัดสินใจบางอย่างได้

            “แยกพวกนางออกจากกัน ให้นั่งรถม้าคนละคัน ห้ามไม่ให้พบหน้ากันเด็ดขาด พวกเจ้าใส่ยามึนเมาลงในน้ำดื่มของพวกนางด้วย ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องส่งพวกนางไปแคว้นฉงเยว่แบบมีชีวิตให้จงได้”

            “ขอรับ!”

            สามพี่น้องสกุลชิงถูกจับแยกไปยังรถม้าสามคันทันที ก่อนจะถึงแคว้นฉงเยว่ พวกนางจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก ทั้งไม่มีโอกาสจะได้ก้าวลงจากรถม้าด้วย หลี่ซวี่มองภาพตรงหน้าพลางนึกในใจ

            ‘คุณหนูชิงทั้งสาม พวกเจ้าคิดโทษข้าไม่ได้นะ จะโทษก็โทษตัวพวกเจ้าเองเถิด ใครใช้ให้พวกเจ้ารูปโฉมงดงามเป็นหนึ่งในแผ่นดินกันเล่า ขณะนี้แคว้นฉงเยว่เป็นใหญ่--เฮ่าเยว่เป็นรอง ผู้หญิงที่ฮ่องเต้แคว้นฉงเยว่ต้องการตัว อย่าว่าแต่เสียโฉมเพียงเท่านี้เลย ต่อให้ตายก็ต้องฝังที่นั่น นี่เป็นชะตากรรมของพวกเจ้าที่ถูกลิขิตเอาไว้แล้ว’

            ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูที่เต็มไปด้วยแสงสีพร่างพราย

            ณ แคว้นฉงเยว่อันรุ่งโรจน์

            นครหลวงฮ่วนหยางเต็มไปด้วยสีสันสดใส บรรยากาศครึกครื้น ยังไม่ทันเข้าถึงประตูเมืองหลวงก็ได้ยินเสียงอึกทึกคึกคักแว่วมาแล้ว ทั้งสองข้างถนนปรากฏร่างพ่อค้าวานิช รวมทั้งชาวเมืองจำนวนไม่น้อย พวกเขากำลังเดินทางเข้าออกเมืองฮ่วนหยางเพื่อค้าขายและทำธุระ ทั้งหมดนี้สร้างความรู้สึกให้นึกถึงเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่ ดูน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้มาเยือนยิ่งนัก

            สายลมเลอค่าแห่งเมืองหลวงไหลโชยแผ่วเบา พัดเอากลิ่นของเงินทองและความมั่งคั่งลอยมาต้อนรับคณะรถเทียมม้าจากเฮ่าเยว่ เสียงนกร้องในยามเช้าฟังดูร่าเริงแจ่มใส ทั้งปลุกปลอบและกระตุ้นเร้าให้ผู้มาใหม่ตกอยู่ในห้วงแห่งความผ่อนคลาย หลี่ซวี่และทหารซึ่งคุ้มกันพี่น้องสกุลชิงมีจิตใจที่แช่มชื่นเบิกบานขึ้นเมื่อย่างเท้าเข้าใกล้จุดหมาย ในที่สุดหลังจากเดินทางมาสิบกว่าวัน แม้จะเจอเรื่องมิได้คาดคิดแต่ก็สามารถรอดพ้นมาได้

            ณ เวลานี้... ประตูเมืองฮ่วนหยางตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าพวกเขานี่แล้ว

            ทุกอย่างล้วนเป็นใจ

            ติดอยู่เพียงแต่ใบหน้าของหญิงงามทั้งสามนั้น

            อืมม์...

            ภายในรถม้า ท่อนแขนเรียวงามดั่งหยกสลักพยายามออกแรงคว้ากรอบหน้าต่างรถที่ไม่ได้สูงจนเกินเอื้อม ทว่าน่าเสียดายยังไม่ทันแตะถึง แขนข้างนั้นก็หมดแรงตกห้อยลงเสียก่อน

            อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น... ‘จั๋วฉิง’ ลองยื่นมือขวาออกไปอีกครั้ง คราวนี้ดีขึ้นมาหน่อย ปลายนิ้วแตะโดนขอบด้านล่างแล้ว หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายรอบก่อนจะใช้สองแขนออกแรงยันเต็มที่ เธอขยับตัวไปมาอยู่ตั้งนานจึงค่อยฝืนกายลุกขึ้นนั่งได้ เหงื่อผุดพรายบนหน้าผากนวลและทิ้งตัวไหลลงมาตามกรอบใบหน้ารูปหัวใจเล็กๆ น่ารัก เมื่อเหงื่อไหลผ่านบาดแผลที่แก้มขวา ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนก็พุ่งขึ้นทันควัน ปฏิกิริยาไม่คาดคิดนี้ยิ่งทำให้จั๋วฉิงตื่นตัวมากกว่าเดิม

            เธอถูกขังอยู่ในพื้นที่แคบๆ มาหลายวันแล้ว

            ทุกวันจะมีคนป้อนยาที่มีส่วนผสมของมิดาโซแลม ให้เธอเป็นจำนวนมาก หลายวันมานี้เธอต้องทำเป็นสลบลึก เพื่อจะหลอกให้พวกเขาละเลย ยอมลดจำนวนยาของเธอลง ดังนั้นตอนนี้อย่างน้อยๆ เธอก็ยังมีสติเหลืออยู่บ้าง โชคร้ายที่ตัวยาทำให้แขนขายังไม่มีแรงเต็มที่

ปฐมบท 2 วิวาห์ผิดตัว(2)

แล้วตอนนี้กู้อวิ๋นอยู่ที่ไหน?

            กู้อวิ๋นถูกลอบทำร้ายและลักพาตัวเหมือนกับเธอรึเปล่า?

            คนพวกนี้เป็นใคร คิดจะทำอะไรกันแน่ แล้วมันเรื่องอะไรที่จะต้องใช้รถม้าเป็นพาหนะด้วย?

            เออ...ที่สำคัญ...ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?

            สมองของคุณหมออัจฉริยะทำงานอย่างรวดเร็ว พยายามคิดหาเบาะแสแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สุด คิดอย่างไรก็เจอเพียงคำถามวนเวียนอยู่เต็มหัว

            รถม้าที่กำลังวิ่งอยู่จู่ๆ ก็หยุดลง ภายนอกแว่วเสียงผู้ชายที่เธอเริ่มคุ้นเคยดังขึ้น น้ำเสียงนั้นเคารพนบนอบเสียจนแทบจะเรียกได้ว่าประจบประแจง “ใต้เท้า สามพี่น้องสกุลชิงมาถึงแล้ว เชิญท่าน...”

 

            แพทย์สาวจำเสียงนี้ได้ มันดังอยู่นอกรถม้ามาหลายวันแล้ว เจ้าของเสียงดูน่าจะเป็นหัวโจกในการปฏิบัติการลักพาตัวในครั้งนี้ เธอตั้งสมาธิเงี่ยหูฟังโดยละเอียด ภายนอกค่อนข้างเสียงดังจอแจ จากนั้นครู่หนึ่งจึงได้ยินเสียงผู้ชายทุ้มต่ำเล็กน้อยตอบกลับมาอย่างเย็นชา “ฮ่องเต้มีราชโองการ เมื่อคุณหนูสกุลชิงมาถึง ให้ส่งคุณหนูใหญ่เข้าวังหลวง คุณหนูรองให้ส่งไปที่จวนอัครเสนาบดี ส่วนคุณหนูเล็กส่งไปที่จวนแม่ทัพ... ลำบากใต้เท้าแล้ว เชิญท่านกลับได้”

            ฮ่องเต้?

            เข้าวัง?

            มีส่วนไหนในจีนยังปกครองด้วยระบอบฮ่องเต้อยู่อีกหรือ?

            รึที่แท้เธอก็ถูกนำตัวออกนอกประเทศจีนแล้ว?

            วิเคราะห์จากสิ่งที่พวกเขาคุยกัน ทำให้เธอแน่ใจได้อย่างหนึ่งว่าคนที่ถูกลักพาตัวมาด้วยกันมีสามคน ไม่รู้ว่ากู้อวิ๋นจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วยหรือเปล่า?

            คุณหมอสาวกลั้นลมหายใจ คอยเงี่ยหูฟังต่อไป

            ด้านนอกรถม้า หลี่ซวี่โค้งตัวคำนับพร้อมด้วยคำตอบนอบน้อม “เป็นพระมหากรุณาของฮ่องเต้แห่งฉงเยว่โดยแท้”

            ขุนนางกรมพิธีการเพียงปรายตาผ่านหลี่ซวี่ พินิจรถม้าทั้งสามก่อนเอ่ยถาม “คันไหนเป็นรถม้าของคุณหนูใหญ่”

            หลี่ซวี่รีบชี้ไปยังรถม้าที่อยู่ตรงกลางสุด “คันนี้ขอรับ”

            บุรุษสองคนที่แต่งกายแบบคนในวังรีบเดินไปยังหน้ารถม้าคันนั้น พวกเขาจูงสายบังเหียนม้า รับคำสั่งจากขุนนางกรมพิธีการ “กลับวัง”

            คนทั้งกลุ่มเมื่อครู่ต่างพากันเดินเข้าประตูเมืองทิศบูรพาไปแล้ว ด้านนอกประตูเมืองยังมีคนอีกสองกลุ่มกำลังเดินใกล้เข้ามา ดั่งคำที่ว่าเห็นบ่าวก็รู้ถึงนาย หลี่ซวี่มองเพียงปราดเดียวก็กระจ่างชัด กลุ่มคนทางด้าน

ซ้ายสวมเสื้อสีฟ้า ท่วงท่าดูสง่าเต็มไปด้วยความรู้และมารยาท จะต้องเป็นคนจากจวนท่านอัครเสนาบดีแน่นอน

            เช่นเดียวกัน...กลุ่มคนทางขวา รูปร่างแข็งแรงทรงพลัง สวมเสื้อผ้าสีเทา เรือนร่างกำยำเหมือนคนฝึกยุทธ นั่นก็จะต้องเป็นคนจากจวนแม่ทัพใหญ่ไม่มีผิด

            หลี่ซวี่คำนับน้อยๆ ให้ทั้งสองฝ่ายตามมารยาท เอ่ยต่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ใต้เท้าทั้งสอง บนรถม้าคันนี้คือคุณหนูรองสกุลชิง ส่วนคันนั้นคือคุณหนูเล็กสกุลชิง”

            หัวหน้าของทั้งสองกลุ่มสั่งคนไปจูงรถม้า พวกนั้นคำนับหลี่ซวี่เล็กน้อย แล้วจึงแยกย้ายกันไปตามทิศเหนือใต้ที่จากมา

            รถม้าทั้งสามคันต่างแยกย้ายกันไปตามจุดหมาย ทหารผู้น้อยคนหนึ่งเอ่ยถามหัวหน้าเสียงแผ่ว “หัวหน้าหลี่ ตอนนี้เราจะทำอย่างไรต่อดีขอรับ”

            หลี่ซวี่พลันคว้าแส้ม้าขึ้น ตะโกนเสียงดัง “ไป! เร่งกลับแคว้นเฮ่าเยว่กันคืนนี้เลย”

            ฮ่องเต้แคว้นฉงเยว่ไล่พวกเขากลับโดยไม่ให้เหยียบประตูวังด้วยซ้ำ หญิงสาวอีกสองคนก็ส่งให้คนอื่นโดยไม่เหลือบสายตามองแม้แต่น้อย ทว่าพอมาคิดดู พวกนางก็เป็นเพียงเครื่องบรรณาการจากแคว้นเล็กๆ จะให้แคว้นฉงเยว่ที่ยิ่งใหญ่จัดงานเลี้ยงต้อนรับใหญ่โตก็แปลกแล้ว

            หลี่ซวี่หันกลับไปมองรถม้าทั้งสามที่ค่อยๆ แล่นไกลออกไปเรื่อยๆ พลางถอนหายใจเบาๆ

            “คุณหนูทั้งสาม รักษาตัวด้วย”

“ข้าขอเข้าไปดูสักหน่อย”

            “บังอาจ” เจ้าเด็กท่าทางพิกลผู้นี้อีกแล้ว เมื่อครู่ตอนอยู่ในศาลก็ก่อเรื่องไปรอบหนึ่ง ตอนนี้ยังตามมาถึงที่นี่อีก ขณะที่อู๋จื้อกังกำลังจะสั่งให้ยายี่โยนร่างเล็กออกไปนอกห้องขัง โหลวซี่เหยียนกลับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ให้เขาเข้าไป”

            เมื่อท่านอัครเสนาบดีโหลวเป็นคนออกหน้า แม้อู๋จื้อกังจะไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าขัดแย้ง อย่างไรเขาก็อยู่ในวงราชการมานาน พอรู้ธรรมเนียมปฏิบัติอยู่บ้าง มองออกว่าอัครเสนาบดีโหลวดูจะเมตตาเด็กคนนี้เป็นพิเศษ

            จั๋วฉิงเดินเข้าไปในห้องขัง นั่งทิ้งปลายเท้าลงข้างตัวศพ เธอกวาดสายตามองผ่านรอยรัดที่คอเพียงรอบเดียว ก่อนจะสอดนิ้วเข้าไปในระหว่างเส้นผมผู้ตาย แล้วดึงเส้นผมขึ้นเพื่อตรวจหาบาดแผลส่วนศีรษะอย่างละเอียด มือค่อยๆ ถ่างเปลือกตาบนล่างของหลินโป๋คังออกกว้าง มองเห็นรอยจุดเลือดกระจายอยู่บนดวงตา จากนั้นจึงค่อยยกคอผู้ตายขึ้น ตรวจดูตรงหลังคอ เมื่อดูเรียบร้อยแล้วจึงหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเอื้อมมือไปกดปากผู้ตาย เพียงครู่เดียวก็เห็นน้ำลายไหลออกมาตามมุมปากเป็นสาย

            อย่างที่คาดเอาไว้เลย

            จั๋วฉิงจับแขนผู้ตาย ออกแรงยกดูก็ไม่สามารถทำให้แขนงอได้

            ศพนี้แข็งตัวแล้วอย่างชัดเจน แพทย์สาวดึงแขนเสื้อขึ้น บนแขนมีรอยห้อเลือดเป็นจ้ำ มีบาดแผลไขว้กันซ้ำยังเป็นบาดแผลก่อนเสียชีวิต ดูเหมือนข้อสันนิษฐานของเธอที่ว่ามีการซ้อมให้รับสารภาพจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว

            จั๋วฉิงตรวจดูร่องรอยอย่างละเอียด ในสายตาของอู๋จื้อกังเจ้าเด็กคนนี้ก็เพียงต้องการก่อเรื่องวุ่นวาย ทำท่าอวดดีไปอย่างนั้น เขาคร้านจะให้ความสนใจกับร่างเล็กนั่น จึงหันมาหาโหลวซี่เหยียน ฉวยโอกาสเอ่ยสิ่งที่ตนเองคิด “ท่านอัครเสนาบดี ตามความเห็นของข้าน้อยนั้น เมื่อตรวจได้ชัดเจนแล้วว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แสดงว่าหลินโป๋คังคงวางแผนมาก่อน จึงได้ขอให้หลี่หมิงส่งเสื้อผ้าสะอาดมาให้ จะได้ใช้ผ้ารัดเอวฆ่าตัวตาย”

            โหลวซี่เหยียนเพียงยิ้มน้อยๆ ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา สายตาจับจ้องไปที่ตัวจั๋วฉิง ไร้ความสนใจต่ออู๋จื้อกังโดยสิ้นเชิง

            เจ้าหนุ่มนี่ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวังเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อเวลาผ่านไปไม่นานก็เอ่ยออกมาว่า “แล้วถ้าไม่ใช่การฆ่าตัวตายล่ะ?”

            ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย?

            โหลวซี่เหยียนพลันยิ้มกว้าง คาดไม่ผิดจริงๆ ว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะต้องทำให้เขาประหลาดใจได้แน่

            อู๋จื้อกังชะงักนิ่ง เตรียมจะเอ่ยปาก แต่หวังปิ่งเซิงกลับตอบโต้ออกมาก่อน “เหลวไหลทั้งเพ!”

            เจ้าหนูนี่มาจากไหนกัน กล้าดีอย่างไรมาสงสัยผลการตรวจของเขา แล้วยังพูดออกมาต่อหน้าใต้เท้าอู๋และท่านอัครเสนาบดีด้วย จะให้เขาทนรับความอัปยศนี้ได้อย่างไร?

            หวังปิ่งเซิงเดินไปยืนข้างๆ ศพ ก่อนชี้ไปยังรอยรัดที่คอ ถลึงตาใส่จั๋วฉิงแล้วเอ่ยอย่างมั่นใจ “หากเขาถูกแขวนคอขึ้นไปหลังเสียชีวิต รอยรัดที่คอจะปรากฏเป็นสีขาว ไม่ใช่สีม่วงอ่อนแบบนี้ แขนขาผู้ตายตกห้อยลงตามปกติ ที่เท้ามีรอยด่างเหมือนไฟลน ถือเป็นข้อพิสูจน์ว่าเป็นการฆ่าตัวตายที่ดีที่สุด เจ้าไม่รู้อะไรก็อย่ามาปากเก่งที่นี่!”

            ร่างเล็กไม่สนใจสิ่งที่เขาตะโกนโวยวายแม้แต่น้อย เพียงก้มศีรษะลงอีกหน่อย และเอ่ยเสียงต่ำ “เจ้าตาฟ้านั่น มาช่วยข้าหน่อย” ไม่มีผู้ช่วยนี่ยุ่งยากจริงๆ

            ตาฟ้า? โม่ไป๋ชะงักงันไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เดินเข้าไปนั่งยองๆ ข้างจั๋วฉิง ทำตามที่อีกฝ่ายสั่ง คอยพลิกศพขึ้นจากด้านข้าง

            โม่ไป๋ถึงกับเข้าไปช่วยเจ้าหนุ่มนี่ตามเขาสั่งจริงๆ?

            โหลวซี่เหยียนคาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิง องครักษ์ของเขาสองคน จิ่งซาเป็นคนเย็นชาเพียงภายนอก ส่วนโม่ไป๋กลับเย็นชาภายใน เจ้าหนุ่มนี่ทำอย่างไรถึงสามารถเรียกใช้โม่ไป๋ได้กันนะ เขามองแผ่นหลังเหยียดตรงของจั๋วฉิงอย่างไม่รีบร้อน รออย่างใจจดใจจ่อว่ามันจะมีสิ่งใดมาให้ดูชมอีก

            พอถูกมองข้ามเช่นนี้ และฝ่ายที่มองข้ามกลับเป็นเด็กหนุ่มที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม โทสะนี้ยากที่หวังปิ่งเซิงจะกล้ำกลืนลงไปได้ ขณะกำลังจะเอ่ยปากต่อว่า เสียงจั๋วฉิงที่กำลังตรวจดูแผ่นหลังของผู้ตายก็ดังขึ้น “หากว่าโดนรัดจนสลบก่อน แล้วจึงค่อยแขวนขึ้นบนคาน ก็จะสามารถเกิดร่องรอยบนศพแบบเดียวกันได้ใช่หรือไม่?”

            “นี่มัน...” หวังปิ่งเซิงยังไม่ทันได้ตอบ จั๋วฉิงก็ไม่ปล่อยให้เขาคิดนาน เพียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนพูดต่อเสียงเย็น “ข้าถามเจ้า ตอบเพียง ‘ใช่’ หรือ ‘ไม่ใช่’ ก็พอ”

            ดวงตาใต้หมวกเก่าขาดนั้นข่มขู่ดุดัน หวังปิ่งเซิงพลันลนลานขึ้นทันที แต่พอตั้งสติได้ คิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กหนุ่ม มีอะไรที่เขาต้องกลัวกัน? เขากระแอมขึ้นเสียงหนึ่งเพื่อปิดบังท่าทางลนลานเมื่อครู่ ตวาดตอบกลับเสียงดัง “มันก็เป็นไปได้ แต่ทั้งนี้เจ้าได้แค่คาดเดาเอาเอง เจ้ามีหลักฐานอะไรพิสูจน์ได้ว่าเขาถูกรัดจนสลบก่อนแล้วค่อยถูกแขวนขึ้นไปเล่า?” แย้งได้แย้งดี เขาก็อยากรู้ว่าเจ้าเด็กนี่จะทำปากดีไปได้กี่น้ำ

            หลักฐาน?

            จั๋วฉิงหัวเราะเสียงเย็น ลุกขึ้นยืนประจันหน้านิติเวชแผนโบราณทันที “ข้าจะให้เขาบอกเจ้าว่าหลักฐานอยู่ที่ไหน”

            เขา?

            ทุกคนมองตามสายตาของจั๋วฉิง เขานั่นหมายถึงหลินโป๋คังที่กำลังนอนตัวแข็งอยู่บนพื้นหรือ?

            นั่นมิใช่ร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่งหรือ?

            แล้วศพร่างหนึ่งจะบอกว่าหลักฐานอยู่ไหนได้อย่างไรกัน?

            ทุกคนตกใจจนสูดลมหายใจลึก ถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างไม่อาจควบคุมตัว มีเพียงโหลวซี่เหยียนเท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย

            “กล่าวถึงสาเหตุการตายก่อน” จั๋วฉิงชี้ไปที่ส่วนคอของศพ พูดกับโม่ไป๋ว่า “ยกคอเขาขึ้นมา”

            เจ้าเด็กนี่เห็นเขาเป็นลูกน้องจริงๆ ด้วย โม่ไป๋บ่นอุบในใจ ทว่ากลับขยับมือตามที่ร่างเล็กบอกอย่างไม่อาจควบคุมตนเอง โม่ไป๋ค่อยๆ ยกคอหลินโป๋คังขึ้นเบาๆ เมื่อใช้มือรีดรอยย่นบนคอให้เรียบ รอยรัดบนคอของ

ผู้ตายก็ปรากฏอยู่ชัดเจน

            “บนตัวผู้ตายไม่ปรากฏบาดแผลภายนอกอื่นๆ ไม่มีอาการของยาพิษ มีอาการขาดอากาศหายใจปรากฏชัดเจน ผู้ตายถูกผ้ารัดคอจนขาดอากาศหายใจตาย” เธอเพิ่งเริ่มพูดได้ครู่เดียว หวังปิ่งเซิงก็พ่นลมออกจมูกเบาๆ สีหน้าดูแคลน นี่มันต่างจากที่เขาพูดเมื่อครู่ตรงไหนกัน เจ้าเด็กนี่อวดฉลาดแต่ความสามารถกลับน้อยนิด

            จั๋วฉิงไม่เสียเวลาเถียงกับเขา เธอนั่งลงอีกครั้ง จากนั้นก็ชี้ไปที่รอยรัดบริเวณคอของผู้ตาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบประจำตัว “บนคอของผู้ตายมีรอยรัดสองรอย กรณีที่ฆ่าตัวตายก็อาจจะเกิดรอยรัดสองรอยได้เช่นเดียวกัน ปกติตรงขอบรอยรัดของผู้ที่ฆ่าตัวตายจะค่อนข้างเรียบ กระดูกไฮออยด์และกล่องเสียงจะไม่แตกหรือได้รับการกระทบกระเทือนเลย ทว่ารอยรัดสองรอยที่ปรากฏบนร่างผู้ตายนั้นไม่ใช่อย่างที่ข้าพูด ดูตรงนี้...มี

รอยรัดรอยหนึ่งอยู่ใต้ต่อมไทรอยด์ รอยขนานกับร่างกาย รอยนี้เกิดขึ้นตอนที่ฆาตกรรัดคอผู้ตายให้สลบ เนื่องจากผู้ตายต้องดิ้นรนต่อสู้เต็มที่ ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่ารอยรัดนี้จะถลอกจนเห็นหนังกำพร้าหลุดได้อย่างชัดเจน ใต้ผิวหนังมีเลือดออกเนื่องจากเส้นเลือดฝอยแตก รอยรัดนี้จะเห็นว่าลึกและปรากฏชัดว่าเป็นสีคล้ำ ซึ่งเกิดจากการที่เลือดคั่งระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ รอยรัดอีกรอยเกิดขึ้นเมื่อฆาตกรแขวนผู้ตายขึ้นบนคาน ตอนนั้นผู้ตายหมดสติแล้ว รอยรัดจึงตื้นและจาง เงี่ยงกระดูกต้นคอของผู้ตายแตกร้าวชัดเจน เป็นผลจากการถูกรัดคอด้วยแรงมหาศาล”

            โหลวซี่เหยียนพลันเดินเข้าไปในห้องขัง ก้มลงดูบริเวณคอของผู้ตายโดยละเอียด เป็นอย่างที่เด็กหนุ่มผู้นี้พูดจริงๆ รอยรัดสองรอยมีหนึ่งลึกหนึ่งตื้นปรากฏให้เห็นเด่นชัดยิ่ง

            อู๋จื้อกังแม้จะไม่เต็มใจ ทว่าก็จำต้องเดินตามเข้าไปด้วยความคับแค้น ดวงตาทั้งคู่ถลึงจ้องหวังปิ่งเซิงไปทีหนึ่งพลางก่นด่าอยู่ในใจ เจ้าโง่เอ๊ย ตกลงใครทำหน้าที่หวู่โจ้ของที่นี่กันแน่

            พอเห็นสายตาดุดันจากอู๋จื้อกัง หวังปิ่งเซิงพลันได้สติคืนมาทันใด มิน่าเมื่อครู่เจ้าเด็กนี่จึงวางท่าโอหังยิ่งนัก ที่แท้ก็มีฝีมืออยู่จริงๆ ...พยายามคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตอกกลับด้วยน้ำเสียงดุดัน “หากว่าถูกรัดคอจริง ที่หลังคอของผู้ตายจะต้องมีรอยรัดไขว้กัน แต่หลังคอของหลินโป๋คังกลับไม่มีรอยดังกล่าว การที่บนคอปรากฏรอยรัดสองรอยที่ตื้นลึกต่างกัน อาจจะเกิดจากการตะเกียกตะกายก่อนตายก็เป็นได้”

            “ถอดเสื้อของเขาออก” จั๋วฉิงกลับพูดเบาๆ คำพูดฟังดูลึกลับซ่อนนัย โม่ไป๋เงยหน้าขึ้นช้าๆ เห็นเพียงมือของจั๋วฉิงกำแล้วคลาย คลายแล้วกำสลับกันหลายครั้ง สุดท้ายเธอก็ลุกขึ้นยืน พูดเสียงเย็นเยียบกับหวังปิ่งเซิงที่ทำท่าคล้ายกำลังรอชมเรื่องสนุกอยู่ “เจ้าไม่สมควรที่จะเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจศพเลยสักนิด!”

            หวังปิ่งเซิงใบหน้าตึง ความโกรธพลุ่งขึ้นทันที “เจ้าว่าอย่างไรนะ?” เขาเป็นหวู่โจ้อยู่ที่ศาลยิงเทียนมาหลายปีแล้ว ตรวจศพมานับไม่ถ้วน เจ้าเด็กนี่คิดว่าตนเองพอมีความรู้อยู่บ้าง ถึงกับปีนข้ามศีรษะเขา ว่าเขาไม่เหมาะสมกับตำแหน่งเลยรึ

            “ในฐานะหวู่โจ้ เจ้าเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถพูดแทนผู้ตายได้ เขากำลังใช้ร่างกายของเขาบอกเจ้าว่าเขาตายอย่างไร ตายในช่วงเวลาใด ระหว่างที่เขากำลังจะตายต้องประสบเคราะห์กรรมใดบ้าง เจ้ากลับมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปหมด แม้แต่จะตรวจรอยแผลบนศพอย่างละเอียดเจ้าก็ยังไม่ทำ รีบด่วนตัดสินความ... เพียงเพราะคำพูดของเจ้าทำให้เขาอาจต้องตายอย่างมีเงื่อนงำ มิได้รับความยุติธรรมตลอดไป ฆาตกรก็จะลอยนวลอยู่เหนือกฎหมาย

            เธออาจรับได้หากผู้เป็นแพทย์นิติเวชมีทักษะน้อย เพราะความรู้และประสบการณ์นั้นสามารถเรียนรู้สะสม แต่เธอไม่อาจรับกับแพทย์นิติเวชที่มีท่าทีเอื่อยเฉื่อย ทำงานไม่ใส่ใจ แล้วยังคงเล่นลิ้นไหลไปเรื่อยเปื่อย

เช่นนี้

            น้ำเสียงเรียบเย็นดังก้องอยู่ในห้องขัง ไม่เพียงแต่หวังปิ่งเซิงเท่านั้นที่ถูกด่าจนหน้าแดงหูชา แม้แต่โหลวซี่เหยียนเองก็ยังสะทกสะท้อนใจ

            ยามที่พบกับเด็กหนุ่มผู้นี้ครั้งแรกแตกต่างกับท่าทางในยามนี้โดยสิ้นเชิง ตอนที่เจอกันเมื่อวานเจ้าหนุ่มผู้นี้อาจจะเย็นชาอยู่บ้าง มีเล่ห์เหลี่ยมบ้าง ทว่าเขาในตอนนี้กลับเด็ดขาดและเข้มงวด สงบนิ่งแฝงเร้นด้วยความรู้สึกลึกล้ำยากจะเข้าถึง

            เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบกว่าปีจริงๆ หรือ?

            “สามีของท่านตายได้อย่างน่าเวทนายิ่งนัก” ในเรือนจำพลันเงียบกริบเมื่อได้ยินเสียงจั๋วฉิงพูดขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่เสียงร่ำไห้เจียนขาดใจจะเรียกสติของทุกคนกลับคืนมา เบื้องหน้าพวกเขา โม่ไป๋ถอดเสื้อของหลินโป๋คังออกแล้ว บนหน้าอกกลับปรากฏรอยแผลทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งลึกทั้งตื้นจำนวนไม่น้อย มีตั้งแต่รอยที่สมานกันแล้ว บางรอยเพิ่งตกสะเก็ด แม้จะเป็นแผลเก่าทั้งหมด แต่เมื่อได้เห็นในยามนี้กลับทำให้ทั้งสยดสยองยิ่งนัก ฮูหยินหลินแทบจะถลาลงซบหน้าลงกับอกผู้ตาย น้ำเสียงกรีดร้องโหยหวนบาดลึกลงไปในใจของผู้ฟัง จั๋วฉิงพูดเสียงเรียบ “อู๋ซือ ช่วยประคองนางไปทางอื่น อย่าให้รบกวนข้า”

            “อืม” อู๋ซือรีบเดินเข้าไปประคองฮูหยินหลินออกมาอีกทาง แม่นางจั๋วดูท่าทางไม่เหมือนเดิม แต่ไม่เหมือนเดิมตรงไหนเขาก็บอกไม่ถูก รู้เพียงแต่ว่าคำพูดของนางนั้นเปรียบดังศาลสูง ยากที่จะปฏิเสธ

            จั๋วฉิงไม่สนใจหวังปิ่งเซิงที่ยังยืนอยู่ตรงนั้นอีก เธอนั่งลงอีกหน ดันไหล่ผู้ตายเบาๆ จากด้านข้าง

            โม่ไป๋เห็นดังนั้นจึงออกแรงช่วยเธอพลิกตัวผู้ตายอีกครั้ง เธอหันไปมองเขาก่อนยักคิ้วน้อยๆ

            ฉลาดมาก เหมาะที่จะเป็นผู้ช่วยคุณหมอนะเนี่ย...

            “สาเหตุที่รอยรัดบนคอไม่ไขว้กัน เพราะว่ามีคนเอาของแข็งมายันเอาไว้ที่ด้านหลัง ก่อนจะออกแรงรัดจนเขาขาดอากาศหายใจ เพราะเหตุนี้ด้านหลังจึงมีรอยของแข็งปรากฏอยู่” ดังที่คาดเอาไว้ มีรอยฟกช้ำสีม่วงอ่อนสองรอยเรียงเป็นแนวขนานปรากฏอยู่บนหลังของหลินโป๋คัง ต่างจากแผลเก่าบนหน้าอก รอยฟกช้ำสองรอยนี้มีสีคล้ำ มีรอยถลอก หนังกำพร้าเสียหาย เป็นแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

            แผลนั่นเกิดจากอะไรกัน?

            ทุกคนต่างมองหาของที่ดูจะใกล้เคียงกับรอยแผลที่เกิดขึ้นทั่วห้องขัง

            โหลวซี่เหยียนเดินนำไปยังข้างประตู ก่อนทรุดตัวลงนั่งยองๆ ไม่รู้ว่ามองหาสิ่งใด

            อู๋จื้อกังมองแล้วไม่เข้าใจว่าท่านอัครเสนาบดีกำลังมองหาสิ่งใดอยู่ จึงมองเทียบอยู่นาน ในที่สุดก็พบว่ารอยแผลสองรอยบนหลังของผู้ตายนั้นตรงกับซี่กรงห้องขังทั้งขนาดและความหยาบ เขาพลันตะโกนร้องขึ้นอย่างดีใจ “ข้าพบแล้ว มันคือซี่กรงห้องขังนั่นเอง”

            มือหนาคลำจับไม้ซี่กรงอีกครู่หนึ่ง ก่อนที่โหลวซี่เหยียนจะเผยยิ้มมุมปากเล็กน้อย

            เขาเองก็ค้นพบแล้วเช่นกัน

ปฐมบท 2 วิวาห์ผิดตัว(3)

คล้ายกำลังรอเขาอยู่ จั๋วฉิงยกมือของผู้ตายขึ้นหลังจากที่เขาหันมาแล้ว เธอบรรยายต่อ “ผู้ตายถูกรัดให้สลบจากนอกประตู เนื่องจากออกแรงตะเกียกตะกายดิ้นรน ดังนั้นที่เล็บและปลายนิ้วของเขาจึงปรากฏเศษไม้หลงเหลืออยู่”

            ทั้งคู่บังเอิญสบสายตากัน จั๋วฉิงรีบดึงหมวกลง ปิดบังสายตาสำรวจของอีกฝ่ายอีกครั้ง

            อู๋จื้อกังพยักหน้า ท่าทางคล้ายกระจ่างแล้ว “ถ้าเช่นนั้น หลินโป๋คังก็ถูกฆาตกรรมจริงๆ” หลังจากนั้นจึงหันมามองยายี่แล้วเอ่ยถาม “วันนี้มีใครเข้ามาในเรือนจำอีกหรือไม่?”

            พวกยายี่พยายามขบคิด ก่อนหนึ่งในนั้นจะมีสีหน้าสลดลง “นอกจากพวกเราที่เข้ามาเอาตัวนักโทษเมื่อครู่ ก็ไม่มีผู้ใดเข้ามาในเรือนจำอีกแล้วขอรับ”

            “โกหก!” อู๋จื้อกังตวาดก้อง “หากไม่มีใครเข้ามาแล้วเขาจะถูกฆ่าได้อย่างไร”

            ยายี่น้อยได้แต่ทำสีหน้าเคร่งเครียด พูดอะไรไม่ออก พวกเขาไม่เห็นจริงๆ จึงได้แต่ก้มหน้ารับคำด่าไป

            “เพราะผู้ตายเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาแล้ว” จั๋วฉิงส่ายหน้าไปมาอย่างรับไม่ได้ พวกเขาจะฟังเธอพูดให้จบก่อนค่อยเริ่มสืบคดีกันไม่ได้เลยหรือ ช่างน่ารังเกียจจริงๆ

            “เมื่อคืน?”

            เมื่อคืน?”

            ดวงตาเล็กหยีของอู๋จื้อกังเบิกกว้างขึ้นด้วยความโกรธ เขาหันไปจ้องหวังปิ่งเซิงที่ยืนกระสับกระส่ายอยู่อย่างกราดเกรี้ยวแล้วด่าทอ “เจ้าพูดมา! นี่มันเป็นเรื่องใดกัน ขนาดเวลาตายยังไม่สามารถระบุได้ เจ้าเป็นหวู่โจ้ภาษาอะไร?”

            “ศพ...” หวังปิ่งเซิงเสียงสั่นเล็กน้อย เหลือบมองไปทางจั๋วฉิงอย่างหวาดหวั่นระวังตัวอยู่บ้าง ครั้นเห็นร่างเล็กไม่ส่งเสียงขัดจึงเอ่ยต่อ “ศพมีรอยด่างเหมือนไฟเผา เริ่มแข็งตัวแล้ว แสดงว่าผู้ตายเสียชีวิตไม่นานขอรับ”

            จั๋วฉิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย กิริยาเพียงเท่านั้นกลับหยุดหวังปิ่งเซิงที่กำลังพูดอยู่ทันที เมื่อครู่ยามที่เห็นบาดแผลบนหลังผู้ตายเขาก็รู้สึกละอายใจยิ่งนัก เป็นเพราะมั่นใจจนเกินไป เขาจึงมองข้ามจุดสำคัญถึงเพียงนั้นได้ ที่เจ้าหนุ่มท่าทางประหลาดนี่ว่าเขาไม่ผิดไปเลยสักนิด เขาไม่เอาไหนจริงๆ

            พอเห็นหวังปิ่งเซิงทำท่ากล้ำกลืน พูดไม่ออกบอกไม่ถูก จั๋วฉิงจึงพูดเสียงเย็น “เจ้า มาทางนี้”

            มันคิดจะทำอะไรเขาอีก?

            ผู้เป็นหวู่โจ้ประจำศาลนิ่งค้าง ตรึกตรองอย่างหนักว่าควรจะเข้าไปดีหรือไม่

            เห็นอีกฝ่ายยังคงยืนอยู่ตรงที่เดิมพร้อมกับผุดสีหน้าระแวดระวัง จั๋วฉิงจึงตะคอกอย่างรำคาญเต็มที่ “มานี่!”

            ท่ามากยึกยักอยู่ได้ ประเดี๋ยวแม่จับกินซะนี่!

            หวังปิ่งเซิงทำได้เพียงกลืนน้ำลาย ลากเท้าเดินเข้าไปช้าๆ ไปหยุดอยู่ด้านหลังของจั๋วฉิง ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงรู้สึกระแวงเช่นนี้ แม้เขาจะอายุมากกว่าเจ้าเด็กนี่ ทว่ายามต้องเผชิญหน้ากันตรงๆ เขากลับรู้สึกเหมือนตนเองถูกบีบคั้นจนไม่สามารถหายใจได้ ความรู้สึกผิดแปลกๆ พลันพลุ่งขึ้นในใจ

            โหลวซี่เหยียนเอามือไพล่หลัง นิ้วชี้พลันเคาะเป็นจังหวะ บนใบหน้าเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่คงความอบอุ่นอ่อนโยนไม่เปลี่ยน มีเพียงดวงตาที่เปล่งประกายเจิดจ้ากว่าปกติ

            จั๋วฉิงนั่งลงตรงปลายเท้าของผู้ตาย เริ่ม ‘เลกเชอร์’ วิชานิติเวชศาสตร์ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ร่องรอยที่ปรากฏหลังเสียชีวิตอย่างรอยแบบนี้ เราเรียกว่า รอยจ้ำสีชมพู ในภาวะปกติจะเกิดขึ้นหลังจากเสียชีวิตไปแล้วสองชั่วโมง...” เอ๊ะ...ไม่สิ หน่วยเวลาของที่นี่คืออะไรนะ?

            น่าจะเป็นชั่วยามสินะ?

            ยุ่งยากจริงๆ เธอเสียเวลาคำนวณเปรียบเทียบอยู่ชั่วครู่ ก่อนเอ่ยต่อ “...ประมาณหนึ่งถึงสองชั่วยามจะเริ่มปรากฏ สามถึงสี่ชั่วยามจะสามารถเห็นได้ชัดเจน ตอนนั้นถ้าใช้มือกดลงที่ผิวของศพ รอยจะมีสีจางลงหรือหายไป พอปล่อยมือออกก็จะปรากฏขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง... หลังจากที่เสียชีวิตไปแล้วหกชั่วยาม รอยจ้ำสีชมพูจะแผ่ออกเป็นแผ่นเดียวกันทั้งหมด มีสีเข้มขึ้น หากกดลงไปในเวลานี้รอยจะไม่จางหายอีกแล้ว เพียงแต่สีจะจางลงเล็กน้อยเท่านั้น หลังกดลงไปแล้วรอยจะคืนเป็นสีเดิมได้ช้าลง... หลังสิบสองชั่วยามไป เมื่อใช้มือกดลงไป รอยจ้ำนี่ก็จะไม่เปลี่ยนสีอีก และไม่หายไปด้วย”

            หวังปิ่งเซิงตั้งใจฟังเป็นอย่างมาก ทว่าคิ้วกลับขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ

            ทำท่าแบบนี้คือไม่เชื่อ?

            จั๋วฉิงพลันชี้ไปที่รอยจ้ำ ก่อนพูด “เจ้าลองกดดูได้”

            หวังปิ่งเซิงพยักหน้า เขาเองก็อยากพิสูจน์อยู่เช่นกัน จึงออกแรงกดนิ้วชี้ลงไปบนรอยจ้ำ พอปล่อยนิ้วออกจึงเห็นว่ารอยนั้นสีจางลงเล็กน้อย หลังจากนั้นครู่หนึ่งจึงค่อยๆ กลับคืนมาเป็นสีเดิม

            เป็นไปอย่างที่เจ้าหนุ่มนี่บอกเมื่อครู่จริงๆ หลินโป๋คังเสียชีวิตมาแล้วหกชั่วยามจริงๆ อู๋จื้อกังพลันตวาดออกไป “หวังปิ่งเซิง สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงหรือไม่?” หากเป็นความจริง คนที่น่าสงสัยที่สุดในตอนนี้จะต้องเป็นหลี่หมิงอย่างแน่นอน

            “คือ...” หวังปิ่งเซิงชะงักเล็กน้อย สายตาเคลือบแคลงมองดูเด็กหนุ่มที่ยังอยู่ข้างๆ ก่อนตอบไปตามความเป็นจริง “ข้าน้อยไม่ทราบขอรับ ข้าน้อยรู้เพียงแต่ว่าศพจะปรากฏรอย...เอ้อ...รอยจ้ำสีชมพูนี่ในเวลาหนึ่งถึงสองชั่วยาม ยิ่งเสียชีวิตมานานเท่าไหร่ รอยจ้ำก็จะยิ่งเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ส่วนที่เขาพูดนั้นข้าน้อยไม่รู้จริงๆ ขอรับ”

            พูดไปแล้วก็ให้ละอายแก่ใจนัก เขาไม่รู้เลยว่าจะสามารถวิเคราะห์เวลาเสียชีวิตจากรอยจ้ำสีชมพูนี่ได้แม่นยำขนาดนี้ หากว่าเป็นก่อนหน้านี้เขาต้องปฏิเสธคำพูดของเจ้าหนูนี้แน่ ทว่าเมื่อครู่พอฟังสิ่งที่มันพูด กลับพบว่าเต็มไปด้วยเหตุและผล ในยามนี้เขาไม่กล้าที่จะด่วนตัดสินสิ่งใดลงไปอีกแล้ว

            อู๋จื้อกังกระแอมเบาๆ ทำได้เพียงปรายดวงตามองจั๋วฉิง ก่อนเอ่ยถามเสียงดัง “เจ้าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เจ้าพูดเป็นเรื่องจริง?” เขารู้สึกตั้งแต่แรกเห็นแล้วว่าเจ้าหนุ่มนี่แปลกประหลาดชัดๆ ทว่าเพราะเห็นแก่หน้าของท่านอัครเสนาบดี เขาจึงไม่กล้าทำสิ่งใดมากไปกว่านี้

            ดีมาก...เธอจนมุมกับคำถามนี้โดยสิ้นเชิง

            ในยุคนี้เธอจะมีวิธีพิสูจน์ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์?

            จะให้บอกหรือว่าเธอจบหลักสูตรนิติเวชศาสตร์จากสถาบันชื่อดัง เป็นแพทย์นิติเวชที่มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย เคยตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการมากี่ฉบับ...หรือจะให้เปิดวิชาอะทอปซี่ มันตรงนี้เลยดี

            ใคร่ครวญไปมาก่อนที่จะเอ่ยตอบอย่างไม่สนใจ “ที่ข้าพูดล้วนแล้วแต่เป็นความจริงทั้งสิ้น แต่ข้าไม่รู้ว่าจะพิสูจน์ให้พวกเจ้าเข้าใจได้อย่างไร”

            “เช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้าไม่อาจพิสูจน์ได้” อู๋จื้อกังกำลังอยากจะหาเรื่องเจ้าหนุ่มประหลาดนี่อยู่พอดี แต่ครั้นนึกขึ้นได้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องอะไรบางอย่างกับท่านอัครเสนาบดี เขาควร

ตรึกตรองอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด อู๋จื้อกังหันกายไปโค้งอย่างนอบน้อมแก่โหลวซี่เหยียนพร้อมกับถามเสียงค่อย “ท่านอัครเสนาบดีมีความเห็นสูงส่งอันใดแนะนำข้าน้อยหรือไม่ขอรับ”

            เจ้าหนุ่มนั่นไม่รู้ตัวเลยหรือว่ายิ่งตนเองปิดบังความลับมากเท่าใด กลับยิ่งชวนให้ผู้อื่นหาทางเปิดเผยมันออกเท่านั้น ยังดีที่เจ้านี่ไม่มีแววลนลานเลยแม้แต่น้อย โหลวซี่เหยียนยังคงยกยิ้มมุมปาก ขณะกำลังจะเอ่ย น้ำเสียงเย็นชาเจือแฝงไปด้วยความหนักแน่นพลันดังขึ้นทันที

            “ที่เจ้าหนุ่มนั่นพูดมานั้นล้วนเป็นความจริงทั้งหมด”

            ทุกคนรีบหันไปมองทางต้นเสียง จั๋วฉิงยกขอบหมวกขึ้นเล็กน้อย เห็นเพียงชายหนุ่มอายุประมาณสามสิบยืนอยู่นอกห้องขัง ท่าทางมาถึงนานพอสมควร เขามีเรือนร่างสูงโปร่ง ส่วนสูงประมาณเดียวกับโหลวซี่เหยียน ทว่าโหลวซี่เหยียนกลับดูเพรียวกว่าเล็กน้อย หน้าตาของเขาหล่อเหลาไม่เท่าโหลวซี่เหยียน นัยน์ตาคู่นั้นแฝงประกายเด็ดเดี่ยวลุ่มลึก ไม่เหมือนดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มละไมของโหลวซี่เหยียนที่ทำให้ผู้คนเดาทางไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

            ผู้มาใหม่สวมชุดคลุมยาวสีน้ำเงินดูเรียบง่าย สีหน้าฉาบด้วยร่องรอยเหน็ดเหนื่อยจางๆ คล้ายกำลังกลับจากการเดินทางอย่างรีบเร่งจากไหนสักแห่ง แม้ดวงหน้าจะพยายามเก็บงำความเหน็ดเหนื่อย แต่ก็ยังฉายออกมาให้เห็นทางแววตาอยู่บ้าง ไม่เหมือนโหลวซี่เหยียน เขาคนนั้นแต่งกายเรียบแต่ดูหรูหรา ท่าทางไม่รีบร้อนทว่าไม่เชื่องช้า ไม่…เอ๊ะ เดี๋ยวนะ..ทำไมเธอต้องเอาเขามาเปรียบเทียบกับโหลวซี่เหยียนตลอดเลยล่ะ?

            นี่เธอบ้าไปแล้วอย่างนั้นหรือ?

            จั๋วฉิงยังไม่ทันหาคำตอบให้ตนเองว่าเหตุใดจึงต้องคิดถึงผู้ชายกวนประสาทคนนั้น พลันอู๋จื้อกังกับยายี่คนอื่นๆ ก็พูดออกมาโดยพร้อมเพรียงกัน “ท่านเจ้ากรมอาญา”

            เจ้ากรมอาญาหรือ?

            หญิงสาวยักคิ้ว ยิ่งเพิ่มความสนใจในตัวเขามากขึ้น คนเรียนนิติเวชไม่มีใครไม่รู้จักซ่งฉือ8 คนผู้นี้เป็นขุนนางในตำแหน่งเดียวกับซ่งฉือ ทว่าไม่รู้ว่ามีความสามารถเทียบเท่าซ่งฉือได้หรือไม่

            ตันยี่หลันโบกมือเล็กน้อย เดินเข้าไปหาโหลวซี่เหยียนและเอ่ยทักทายเสียงทุ้มต่ำ “ท่านอัครเสนาบดีโหลว”

            โหลวซี่เหยียนก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ดวงตาที่เบิกกว้างขึ้นเมื่อครู่ฉายแววหยอกล้อ ก่อนเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ “ท่านเจ้ากรมอาญามาได้จังหวะพอดี” ไม่เร็วและไม่ช้าเกินไปด้วย

            ตันยี่หลันมิได้มีท่าทีใด เอ่ยตอบเรียบๆ “เป็นหน้าที่ของข้าน้อยอยู่แล้ว หาควรทำให้ท่านอัครเสนาบดีลำบากไม่”

            โหลวซี่เหยียนยังคงยิ้มเยือน “ท่านเจ้ากรมอาญากล่าวหนักไป ทั้งท่านและข้าล้วนแล้วแต่ทำเพื่อราชสำนักทั้งสิ้น”

            นี่คือการที่ข้าชมเจ้า เจ้าชมข้า ผลัดกันคนละประโยคหรอกหรือ?

            จั๋วฉิงจามออกมาอย่างเบื่อหน่าย ขณะนั้นเองที่ตันยี่หลันเดินเข้ามาในห้องขัง ตรงเข้ามาหาเธออย่างคุกคาม “ที่เจ้าพูดนั้นเป็นความจริง ไม่ผิดพลาดแม้แต่คำเดียว เจ้ามีนามว่าอะไร มาจากไหน อาจารย์ของเจ้าคือผู้ใด?”

            ที่จริงแล้วเขาเดินทางมาถึงก่อนที่เด็กหนุ่มคนนี้จะเอ่ยปากด่าหวังปิ่งเซิงแล้ว สาเหตุที่ยังคงเงียบอยู่เพราะอยากรู้ว่าเจ้าหนุ่มนี่เข้าใจเรื่องการตรวจศพมากเพียงใด ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวังเลย ความรู้เรื่องรอยจ้ำสีชมพูของเจ้านี่ลึกล้ำยิ่งกว่าหวู่โจ้ธรรมดาๆ นัก ตันยี่หลันเข้าใจว่าตนเองบุ่มบ่ามถามมากเกินไป ทว่าเขาร้อนใจอยากรู้จักเด็กหนุ่มผู้นี้จริงๆ โดยเฉพาะอาจารย์ของเจ้านี่... ใครกันนะที่สามารถสอนจนได้ลูกศิษย์แบบนี้

            ริมฝีปากของจั๋วฉิงแข็งค้าง ผู้ชายคนนี้ถามเอาๆ อย่างไม่เกรงใจเธอเลยสักนิด สองมือเธอไขว้หลัง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่แฝงแววถือตัวอยู่เหมือนกัน “ท่านเจ้ากรมอาญา ข้าคิดว่าท่านคงเข้าใจผิดไปหนึ่งเรื่อง นั่นคือข้าไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ยิ่งไม่ใช่นักโทษด้วย ท่านมีสิทธิ์ที่จะถาม แต่ว่าจะตอบหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวข้าเอง”

            คำตอบเกินความคาดหมายทำให้ตันยี่หลันถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ส่วนรอยยิ้มบนริมฝีปากของโหลวซี่เหยียนกลับกดลึกกว่าเดิม ดูท่าเด็กหนุ่มผู้นี้คงมีนิสัยชอบทำตามอำเภอใจ ไม่รู้จักเกรงกลัวสิ่งใด หากดูจากท่าทางในยามนี้ สิ่งที่มันทำเมื่อคืนก่อนคงถือได้ว่า ‘เกรงใจ’ เขาแล้ว

            “บังอาจ!” อู๋จื้อกังกลัวว่าตันยี่หลันจะบังเกิดโทสะ จึงชิงตวาดคนก่อนทันที “ท่านเจ้ากรมอาญาถาม เจ้าไม่ตอบได้หรือ!”

            คิดไม่ถึงว่าจั๋วฉิงกลับทำท่ายกสองมือกอดอก ยิ้มน้อยๆ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเจือแววล้อเลียน “ข้ากำลังคุยกับท่านเจ้ากรมอาญาอยู่ เจ้ากล้าสอดรึ?”

            “จะ...เจ้า...” นี่มันเรื่องอะไรกัน? เรื่องมันตาลปัตรแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? อู๋จื้อกังโกรธจนควันออกหูออกจมูก ใบหน้าแดงก่ำ ทรวงอกกระเพื่อมรุนแรง มือสั่นเทาชี้ไปทางจั๋วฉิง ทว่ากลับทำได้เพียงพูดคำว่า “เจ้า” อยู่นานสองนานโดยไม่มีประโยคใดหลุดตามมาอีก

            จั๋วฉิงนิ่งอึ้งเล็กน้อย ไม่ทราบจริงๆ ว่าเขาเป็นอะไร เธอก็ไม่ได้พูดอะไรมากนี่ คงไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายความดันขึ้นหรอกนะ?

            คนสมัยก่อนดูท่าทางกระทบกระเทือนใจง่ายเสียจริงๆ

            พอดูท่าทางฮึดฮัดของอู๋จื้อกังแล้ว จั๋วฉิงกลัวว่าเขาจะเป็นลมไปเสียก่อน จึงเตรียมเอ่ยปาก แต่โชคดีที่ยายี่สองคนคุมตัวชายวัยกลางคนมาถึงพอดี ทำลายบรรยากาศอึดอัดลงอย่างถูกจังหวะ

            “ใต้เท้า พาตัวหลี่หมิงมาแล้วขอรับ”

            แลเห็นเจ้ากรมอาญาอดกลั้นต่อความเสียมารยาทของจั๋วฉิงอัครเสนาบดีก็ทำท่าไม่สนใจ อู๋จื้อกังที่โมโหแทบตายแต่ไร้ที่ระบายจึงได้แต่เก็บความเดือดดาลไว้เต็มอก พอยายี่พาหลี่หมิงมาจึงเสมือนมีที่ระบายแล้ว พลันตะคอกอย่างรุนแรง “หลี่หมิง หลินโป๋คังถูกฆ่าตายเมื่อคืน เจ้าเป็นเพียงผู้เดียวที่ได้พบเขาในคืนนั้น ตอนนั้นเจ้าเห็นอะไรบ้าง หรือว่าเจ้าเป็นคนสังหารเขา?”

            หลี่หมิงคุกเข่าลงทันควัน ศีรษะก้มต่ำ น้ำเสียงเขาสั่นพร่าทว่าตอบคำถามอย่างชัดเจน “ข้าน้อยถูกใส่ร้าย! ข้าน้อยเป็นพ่อบ้านสกุลหลิน นายท่านถูกขังอยู่หลายเดือน ลำบากมาไม่น้อย ข้าน้อยเพียงนำเสื้อผ้ามาให้นายท่านผลัดเปลี่ยนเท่านั้น ตอนนั้นนายท่านอารมณ์ไม่สู้ดีนัก ข้าน้อยมิกล้ารั้งอยู่นาน จึงทำได้เพียงพูดคุยกับท่านเพียงสองสามคำ ทิ้งเสื้อผ้าไว้ให้นายท่านแล้วจึงลากลับ ข้าน้อยอยู่ในคุกเพียงชั่วก้านธูป ในยามนั้นฝนพลันตกกระหน่ำ ต้นไม้นอกเรือนจำถูกพัดโค่นล้มเสียหาย ข้าน้อยยังได้ช่วยท่านยายี่ทั้งหลายขนต้นไม้ด้วยขอรับ”

            ร่างกายของหลี่หมิงดูแข็งแรงกว่าผู้ตายเล็กน้อย มองแล้วบอกได้ว่าเขาสามารถรัดคอหลินโป๋คังให้สลบแล้วจับแขวนบนคาน เมื่อประมาณจากเวลาตาย หลี่หมิงจึงเป็นผู้ที่น่าสงสัยมากที่สุด เพียงแต่ว่าขาดหลักฐานเอาผิดชัดเจนเท่านั้น... เฮ้อ น่าเสียดาย...การวิเคราะห์คดีนั้นเป็นเรื่องถนัดของกู้อวิ๋น ที่เธอทำเพียงแค่ส่วนของการชันสูตรเท่านั้น จั๋วฉิงค่อยๆ ปลีกตัวออกมาจากห้องขังด้วยการถอยหลังไปหลายก้าว หยุดพลางถอยพลางจนออกมานอกห้องขัง ก่อนพิงผนังหินอย่างเกียจคร้าน หาวอยู่หลายที

            จากตรงนี้ไปคงไม่ต้องพึ่งเธอแล้วกระมัง...

            “เจ้าบอกว่า เจ้าเพียงมาส่งเสื้อผ้า แล้วหลินโป๋คังได้เปลี่ยนชุดกับรองเท้าใหม่ต่อหน้าเจ้าเลยหรือไม่?”

            หลี่หมิงแอบชำเลืองมองใบหน้าของตันยี่หลันที่อยู่ในเครื่องแต่งกายเรียบง่ายแวบหนึ่ง ก่อนก้มศีรษะลงไปเช่นเดิม ส่งเสียงต่อเพียงประโยคเดียว “ไม่ขอรับ”

            ตันยี่หลันถามต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแฝงแววกดดันผู้คนจนหายใจไม่ออก “นอกจากเจ้าจะนำเสื้อผ้ามาส่งแล้ว เจ้ายังช่วยเขาทำสิ่งใดอีก?”

            ครั้งนี้พ่อบ้านสกุลหลินมิได้ครุ่นคิดนาน ตอบว่า “ข้าน้อยเพียงมอบเสื้อผ้าให้กับนายท่าน พูดคุยอยู่ไม่กี่คำก็กลับขอรับ”

            ตันยี่หลันเดินเข้าไปในห้องขังทันใด ร่างสูงนั้นเดินไปจนถึงขอบเตียงทางด้านขวา บนไม้กระดานธรรมดานั้นมีฟางปูไว้รองนอนอย่างหยาบๆ เขายกมือขึ้นกวาดเศษฟางหลายเส้นให้ตกลงไปยังริมขอบเตียง พลันรอยรองเท้าพร่ามัวก็ปรากฏขึ้น

            “ที่ขอบเตียงของผู้ตาย มีรอยรองเท้าเปื้อนโคลน แต่ว่ารองเท้าที่ผู้ตายสวมอยู่เป็นรองเท้าใหม่ ต่อให้เป็นรองเท้าเก่าจริง หลินโป๋คังก็อยู่ในคุกนานหลายเดือนมิได้ออกไปข้างนอกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่มีทางที่จะสกปรกได้ขนาดนี้ เมื่อคืนนี้มีฝนตกหนัก ยามนั้นมีเพียงเจ้าที่เข้ามาในห้องขังนี้ รอยเท้านี้เกิดขึ้นตอนเจ้ายกศพขึ้นแขวนใช่หรือไม่?”

            จั๋วฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อย เพ่งสายตามองไปยังจุดที่ตันยี่หลันว่าไว้ แลเห็นรอยเท้าดูไม่ชัดเจนนัก และยังมีเศษฟางรกๆ ปกคลุมอยู่ ยิ่งทำให้ค้นพบได้ยากขึ้นอีก ทว่าตันยี่หลันอยู่นอกห้องขังมาโดยตลอด กลับสามารถสังเกตเห็นได้ ช่างเป็นคนที่ละเอียดลออจนน่าสรรเสริญ

            หลี่หมิงสั่นไปทั้งร่าง น้ำเสียงพูดไม่ได้ศัพท์ “ไม่...ไม่ใช่...”

            อู๋จื้อกังร้องขึ้นอย่างรำคาญ “ถอดรองเท้าของเขาออกมาพิสูจน์”

            ยายี่สองนายรับคำสั่งทันควัน พากันถอดรองเท้าของหลี่หมิงอย่างรวดเร็ว หลังจากเทียบกันแล้วจึงตอบกลับ “เรียนใต้เท้า ลายพื้นรองเท้าของหลี่หมิงตรงกับรอยรองเท้านี้พอดีขอรับ”

            ครั้นได้รับการพิสูจน์ยืนยันแน่ชัด อู๋จื้อกังก็ยิ่งทำท่าข่มขู่ผู้คนมากยิ่งขึ้น “ใช่เจ้าจริงๆ หลี่หมิง เจ้าช่างขวัญกล้ายิ่งนัก ถึงกับบังอาจฆ่าคนในเรือนจำ”

            ทว่าภายนอก จั๋วฉิงกลับพ่นลมออกจากจมูกอย่างหน่ายๆ หากพูดตามภาษาของกู้อวิ๋นก็คงบอกได้ว่า หลักฐานนี้เป็นเพียง ‘หลักฐานแวดล้อม’ อย่างมากก็เพียงพิสูจน์ได้ว่าหลี่หมิงได้เหยียบไม้กระดานนั้นจริงๆ เป็นเพียงหลักฐานชั้นรอง ไม่สามารถตัดสินโทษเขาด้วยหลักฐานเพียงเท่านี้

ปฐมบท 2 วิวาห์ผิดตัว(4)

แต่ตัวหลี่หมิงเองนั่นแหละกลับกลายเป็นดังใบไม้ต้องลม ตัวสั่นงันงก รีบล้มฟุบลงกับพื้นทันควัน ปากก็ร้องอ้อนวอน “ใต้เท้า ข้าน้อยเพียงพลาดพลั้งไปเท่านั้น มิได้มีเจตนาต้องการทำร้ายนายท่านเลยแม้แต่น้อย ขอท่านโปรดเมตตาข้าน้อยด้วย!”

            เขาจะยอมรับผิดแล้วเหรอ?

            จั๋วฉิงพลันรู้สึกได้ว่ามีอะไรแปลกๆ แต่ขบคิดดูแล้วก็ไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงที่ใด

            ดวงตาของโหลวซี่เหยียนเปล่งประกายวาบหนึ่งก่อนเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

            “เจ้าเข้าออกเรือนจำใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วก้านธูปก็สามารถฆ่าคน เปลี่ยนเสื้อผ้า จัดฉากการฆ่าตัวตาย ทั้งหมดทั้งมวลนี้เจ้ายังกล้าพูดอีกหรือว่าตนเองพลาดพลั้งมิได้มีเจตนาทำร้าย นอกจากนี้เจ้ายังปิดบังอะไรไว้อีก บอกมาตามความจริงเดี๋ยวนี้!” ตันยี่หลันเอ่ยเสียงดัง น้ำเสียงต่ำลึกแฝงอายกดดันมิยอมให้โกหก สายตาเด็ดขาด ไอคุณธรรมทั้งร่างเต็มเปี่ยม อย่าว่าแต่เพียงหลี่หมิงจะตกใจจนตัวสั่นสะท้านเลย แม้จั๋วฉิงเองก็ยังมองจนลืมตัวไปชั่วขณะ

            สายตาของหลี่หมิงพลันเปลี่ยนเป็นเลื่อนลอย ดูท่าทางหวาดผวายิ่งนัก แต่กลับทำเพียงร้องขอชีวิตไม่หยุด “ใต้เท้าโปรดเมตตาไว้ชีวิตด้วย ใต้เท้าโปรดเมตตาไว้ชีวิตด้วย...”

            หากหลี่หมิงเป็นฆาตกรฆ่าคนโดยวางแผนไว้รอบคอบถึงขนาดนี้ ย่อมแสดงว่าเขาเป็นคนที่สงบนิ่งและเลือดเย็นพอสมควร ทว่าตอนนี้เหตุใดเขาจึงลนลานรีบรับสารภาพ? อีกอย่างเขาก็ทำหน้าที่พ่อบ้านสกุลหลินมาหลายปี ไม่น่าจะมีความแค้นอะไรกับหลินโป๋คัง แล้วแรงจูงใจในการฆ่าคนของเขาจะเป็นสิ่งใด?

            “หลี่หมิง! เจ้ากินบนเรือนขี้รดบนหลังคา! สามีข้าเคยปฏิบัติไม่ดีต่อเจ้าด้วยหรือ เจ้าถึงเลือดเย็นฆ่าเขาได้อย่างโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้!” ฮูหยินหลินที่ฟังการสอบสวนมาโดยตลอดพลันไม่อาจสะกดโทสะไว้ในใจได้ นางคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าคนที่ฆ่าสามีของตนเองจะเป็นพ่อบ้านที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี

            ชาวบ้านหมู่บ้านสกุลหนิวทุกคนล้วนกระเหี้ยนกระหือรืออยากตีเจ้าคนเนรคุณนี้ให้ตายคามือ ในคุกจึงเกิดเหตุวุ่นวายโกลาหลขึ้น ตันยี่หลันตัดสินใจเฉียบขาด เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานก้อง “นำตัวหลี่หมิงไปขังคุก

รอให้ข้าตรวจสำนวนคดีของหลินโป๋คังก่อน แล้วค่อยสอบสวนเขาอีกที จะจริงเท็จอย่างไร ถึงยามนั้นค่อยสรุป”

            “ขอรับ” เหล่ายายี่คุมตัวหลี่หมิงเข้าไปในห้องขังข้างๆ ทันที ฮูหยินหลินและเหล่าชาวบ้านก็ถูกยายี่คนอื่นนำตัวออกจากเรือนจำด้วย

            โหลวซี่เหยียนพลันปรบมือเบาๆ มุมปากยังประดับรอยยิ้มดุจเดิม เอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ “ในราชสำนักทั้งบุ๋นและบู๊ล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเจ้ากรมอาญาตันอ่านสำนวนฟ้องชัดเจน ตัดสินคดีเฉียบขาดเที่ยงธรรม วันนี้ได้เห็นกับตา ช่างสมกับที่เขาร่ำลือจริงๆ”

            “ท่านอัครเสนาบดีกล่าวหนักไปแล้ว” อีกฝ่ายยังคงมีสีหน้าท่าทางเรียบเฉย ทว่าโหลวซี่เหยียนกลับชินชาเสียแล้ว ทั้งคู่พากันเดินออกมาจากเรือนจำด้วยกัน

            อู๋ซือเห็นโหลวซี่เหยียนเดินออกมาจึงรีบเดินเข้าไปหา ละล่ำละลักพูดอย่างสำนึกในบุญคุณล้นเหลือ “ท่านอัครเสนาบดี ขอขอบพระคุณที่ท่านกรุณาช่วยพวกเรา ขอให้ท่านวางใจได้ ที่เราชิงตัวแม่นางออกมานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็จริง แต่ก็มิได้ใช้กำลังบังคับนางเลยแม้แต่น้อย แม่นางเป็นคนดียิ่งนัก นางช่วยพวกเราเขียนคำร้องนี้ขึ้นมา แล้วเมื่อครู่ยังถึงกับตรวจศพของผู้มีพระคุณ นาง...”

            “เดี๋ยวก่อน” ใบหน้าเปื้อนยิ้มของโหลวซี่เหยียนพลันแข็งกระด้างขึ้นทันควัน “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเด็กหนุ่มคนที่ตรวจศพนั่นคือ...ชิงเฟิง?”

            ชิงเฟิง?

            เด็กหนุ่มคนนั้นที่แท้แล้วเป็นสตรี!!!

            ตันยี่หลันหันไปทางโหลวซี่เหยียน เห็นสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยอาการตกตะลึง พลันคิดในใจว่าชิงเฟิงผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ คนที่สามารถทำให้โหลวซี่เหยียนเปลี่ยนสีหน้าได้นั้นมีเพียงไม่กี่คน

            ชิงเฟิงหรือ? ชื่อจั๋วฉิงไม่ใช่หรือ? อู๋ซือมีสีหน้าไม่เข้าใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเพื่อมองหาจั๋วฉิง

            ทว่าในเรือนจำนั้นกลับไม่มีเงาร่างของนาง

            “เอ๋ ไปไหนเสียแล้ว?”

            สมแล้วที่เป็นเมืองหลวง

            ณ ช่วงเวลาพลบค่ำ แม้แต่บนถนนที่ไม่ใช่เส้นทางสายหลักก็ยังมีผู้คนสัญจรไปมา ริมถนนเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย จั๋วฉิงคิดว่าเธอน่าจะได้มีโอกาสเยี่ยมชมเมืองโบราณนี่เสียหน่อย แต่ต้องสะบัดเจ้าคนที่ตามติดประหนึ่งผีหลอกวิญญาณหลอนออกไปเสียก่อนนะ

            ยามนี้จั๋วฉิงไม่สนใจเรื่องภาพลักษณ์หรืออะไรแล้ว เธอกำลังนั่งยองๆ อยู่มุมกำแพงพลางหายใจหอบเหนื่อย พอเทียบกันกับโม่ไป๋ที่อยู่ห่างไปสิบก้าว เขาคนนั้นหน้าไม่แดง หายใจไม่หอบ ดวงตาสีฟ้ากระจ่างกลับเฝ้ามองเธออย่างสงบเงียบ ไม่กราดเข้ามาจับกุม ทว่าไม่ได้ห่างไปไหน

            คนหลงยุคได้แต่คร่ำครวญในอก นี่เขาตามเธอมาเป็นถนนสายที่ห้าแล้วนะ เธอวิ่งไปหอบไปไม่ต่างจากหมาปั๊กหอบแดด แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีแม้แต่เหงื่อสักหยด เนิ่นนานกว่าเธอจะผ่อนจังหวะการหายใจลงได้

            จั๋วฉิงตัดสินใจยกธงขาว เธอเดินไปยังโม่ไป๋ แล้วถามเสียงหอบเล็กน้อย “เจ้าตาฟ้า โอเคล่ะ เจ้าชนะแล้ว...จะเอายังไงก็ว่ามา”

            โม่ไป๋ยังคงเป็นโม่ไป๋... นิ่งเงียบไม่ตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น

            จั๋วฉิงสบถเสียงต่ำ เธอเกลียดพวกแสร้งทำเป็นเท่แบบนี้เหลือเกิน ระหว่างที่กวาดตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว จู่ๆ เธอก็พุ่งเข้ามายืนประชิดถึงตัวโม่ไป๋ เปล่งเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “เจ้าอยากตามข้านักใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็ตามให้ใกล้ๆ เลย เอาแบบไม่ให้คลาดสายตาเลยนะ”

            ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของคนตัวเล็กทำให้โม่ไป๋สะดุ้งวาบ แต่ฉากหน้าก็ยังคงรักษาความเรียบเฉยต่อไป ไม่มีวี่แววใดให้อ่านอารมณ์ของเขาได้

            ในบรรดาร้านค้ามากมายสองข้างทาง มีร้านขายผ้าร้านหนึ่งที่ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ พลันดวงตาจั๋วฉิงก็ฉายแววเจ้าเล่ห์ เธอเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ “เสื้อผ้าเก่าๆ พวกนี้ส่งกลิ่นเหม็นไปหมด เราไปหาซื้อผ้าใหม่กันเถอะ” ว่าแล้วก็ดึงแขนเสื้อโม่ไป๋ ลากเขาให้เดินไปทางร้านขายผ้าด้วยกัน

            โม่ไป๋รั้งแขนเสื้อกลับอย่างเย็นชา กระนั้นก็ตามเธอเข้าไปแต่โดยดี

            พอเห็นว่ามีลูกค้าเข้า เจ้าของร้านก็รีบออกมาต้อนรับทันควัน “คุณชายทั้งสองท่าน เชิญเข้ามาชมดูด้านในขอรับ”

            พอเจ้าของร้านเห็นดวงตาสีฟ้าใส ผิวขาวดั่งหิมะของโม่ไป๋อย่างชัดเจนก็รีบถอยห่างออกไปหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว ไม่กล้ามอบสบตาเขาอีก ทำท่าเหมือนกลัวเสนียดจัญไรก็ไม่ปาน โม่ไป๋นั้นเหมือนจะชินกับการที่ผู้คนปฏิบัติต่อเขาแบบนี้ ใบหน้าจึงยังคงเย็นชาดุจเดิม

            แม้ว่าจั๋วฉิงจะอยู่ใต้เสื้อคลุมเก่าๆ ปิดบังตนเองโดยมิดชิด ดูแล้วรู้สึกถึงความแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่เจ้าของร้านกลับยอมเจรจากับเธอมากกว่าชวนอีกคนหนึ่งคุย เขาเดินตามพวกเธอไปติดๆ พูดจาแนะนำอย่างเอาอกเอาใจ “ผ้าแพรร้านเรามีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งหกแคว้น เชิญคุณชายเลือกหาตามสบาย ตรงนี้ยังมีชุดคลุมของบัณฑิตที่ตัดเสร็จแล้ว หากไม่มีชุดที่ถูกใจท่าน ทางเรายังรับตัดตามที่สั่งอีกด้วย”

            จั๋วฉิงเดินไปยังห้องเล็กที่อยู่ด้านข้างของร้าน เอ่ยด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน “ข้าจะลองสวมดู ขอสักสองคนมาช่วยข้าถือเสื้อได้หรือไม่”

            เจ้าของร้านเผยยิ้มประจบเอาใจ รีบเอ่ย “ย่อมได้แน่นอน เชิญคุณชายทางนี้”

            จั๋วฉิงยืนกอดอก ขยับเข้าใกล้โม่ไป๋ก่อนตีสีหน้ายิ้มๆ “เจ้าตาฟ้า จะเข้ามาด้วยกันหรือไม่?”

            โม่ไป๋ไม่ตอบ กลับมองเมินไปเสียอีกทางหนึ่งด้วยสายตาเย็นชา ทิ้งให้ร่างเล็กข้างหลังถอนหายใจน้อยๆ เธอโยนหินถามทางเท่านั้นแหละเพราะหากเกิดเขาตอบกลับมาว่า ‘เข้า’…เธอน่ะสิจะแย่

            คุณหมอเดินเข้าไปด้านใน เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูป

            “อ๊ายยย” จู่ๆ ก็มีเสียงหญิงสาวกรีดร้องดังลั่น จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงตึงตัง แววตาของโม่ไป๋สั่นไหวเล็กน้อย คิดในใจ เจ้าหนูนั่นกำลังเล่นลูกไม้อย่างที่เขาคิดเอาไว้จริงๆ

            ร่างสูงรีบผลุบเข้าไปในห้อง ดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบกวาดมองไปทั่วอย่างรวดเร็ว ภายในพื้นที่ไม่กว้างนัก เสื้อผ้าที่วางเอาไว้เต็มผนังทั้งสี่ด้าน บัดนี้กระจัดกระจายไปทั่ว มีเพียงเด็กน้อยผู้หนึ่งที่นั่งตาลอยเหม่อมองท้องฟ้า หน้าผากบวมปูดอย่างเห็นได้ชัด ข้างกายของเขามีสตรีนางหนึ่งในอาภรณ์สีเขียวงดงามนอนอยู่บนพื้น ทั่วทั้งห้องนอกจากสองคนนี้ก็ไม่มีผู้ใดอีก ทั้งยังไม่มีที่ใดให้หลบซ่อน

            พลันสายตาคมกริบก็ปะทะเข้ากับหน้าต่างเล็กๆ บานหนึ่ง บานหน้าต่างนั้นเปิดแง้มออกครึ่งๆ มีเก้าอี้ไม้วางรองอยู่ด้านล่าง เมื่อเปิดหน้าต่างมองออกไปก็เห็นว่าด้านล่างเป็นสวนด้านหลัง

            หึ…

            โม่ไป๋รีบพุ่งตัวออกจากห้องอย่างคล่องแคล่ว เร่งฝีเท้าไล่ตามไปยังเรือนหลักในสวนด้านหลังทันควัน

            เจ้าของร้านลนลานเข้ามาหลังจากที่โม่ไป๋ไปแล้ว ท่าทางตื่นตกใจกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เมื่อเงยหน้าแล้วเห็นโม่ไป๋ใช้วิชาตัวเบาพุ่งตัวลงจากหน้าต่าง ตรงไปยังทางเข้าบ้านของเขาพอดีก็ตะโกนร้องตาม “นี่มันเรื่องอะไรกัน! พวกเจ้าจะทำอะไร!”

            ครั้นพอเจ้าของร้านหันกลับมาตั้งท่าจะรีบไปเรียกคน หญิงสาวที่สวมอาภรณ์เขียวที่นอนอยู่บนพื้นก็ลุกขึ้นนั่งทันควัน เสี้ยวหน้าที่ปรากฏสู่สายตางดงามเกินหาคำบรรยาย ทำให้เจ้าของร้านถึงกับจิตใจหลุดลอย เคลิบเคลิ้มหลงเข้าสู่ภวังค์ ทว่ายังมีสติพอที่จะถามออกไปว่า “แม่นางเป็นใครหรือ?”

            ในร้านของเขามีสาวงามหยาดฟ้ามาดินขนาดนี้อยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เท่าที่จำได้เมื่อครู่เขาให้เด็กรับใช้พาเจ้าหนุ่มคนหนึ่งมาเปลี่ยนเสื้อผ้านี่นา

            เจ้าของร้านแพรไหมไม่ทันคิดสิ่งใด สตรีนางนั้นก็ลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเขาแล้ว ฉับพลันนั้นเขาถึงกับตกตะลึงมือไม้อ่อนอีกครั้ง

            อมิตาพุทธ!

            เหตุใดสตรีงามเช่นนี้ ใบหน้าอีกข้างกลับเสียโฉมไปเสียได้

            ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก น่าเสียดายจริงๆ

            และเพราะเจ้าของร้านมัวแต่ทุบอกย่ำเท้า คร่ำครวญให้กับความ

อยุติธรรมที่ทำให้แม่นางน้อยคนหนึ่งต้องเสียโฉมอันงามล้ำ จั๋วฉิงฉวยโอกาสไร้สาระนี้รวบกระโปรงยาวลากพื้นขึ้น ก่อนจะพุ่งตัวออกไปนอกห้องอย่างรวดเร็ว

            เจ้าของร้านเห็นเพียงเงาพร่ามัวสีเขียวชั่วแวบ สักพักก็กลายเป็นจุดสีเขียวเล็กๆ ความคิดยังคงสับสนวนเวียนกับเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่ ทว่าพอคืนสติขึ้นมาก็นึกได้ว่าอาภรณ์บนกายของหญิงเมื่อครู่คือของในร้านเขานั่นเอง

            เพียงครู่เดียวผู้คนทั้งตลาดก็ได้ยินเสียงเจ้าของร้านตะโกนลั่น “จับหัวขโมยนางนั้น ไม่สิ แบ่งคนมาจับโจรทางนี้ด้วย!”

            ถึงยามนั้นจั๋วฉิงก็ประหนึ่งอินทรีติดปีก โบยบินออกไปห่างร้านแพรพรรณนานแล้ว

            ร่างเล็กโปร่งบางของคุณหมอวิ่งอ้อมถนน ตัดไปตามตรอกซอกซอยที่มีผู้คนบางตา ตรอกนั้นคดเคี้ยวไปมา มีทางแยกมากมายน่าวิงเวียนยิ่งนัก ถ้าเธอไม่ใช่คนที่มีความจำเป็นเลิศมาตั้งแต่ไหนแต่ไรละก็ เห็นทีจะต้องหลงทางอย่างแน่นอน

            แต่ก็ดี... วกวนวงเวียนน่าปวดหัวอย่างนี้

            ดูท่าเจ้าตาฟ้าคงจะหาเธอเจอไม่ได้ง่ายๆ แล้ว ฮ่าๆ

            จั๋วฉิงยังไม่ทันได้ดีใจ ก็มีเสียงฝีเท้าดังตึกตักมาจากด้านหลัง ขณะที่กำลังคิดจะหันกลับไปดู ที่คอก็ปรากฏดาบเล่มโตให้สัมผัสเย็นเยียบพาดมาอย่างจัง

            เอ่อ…เธอคงไม่ซวยขนาดนั้น

            ใช่ไหม?

            กว่าจะสลัดหางหลุดออกมาได้ก็แทบแย่ นี่ยังต้องมาเล่นเป็นหัวขบวนของเกมการฆ่าอีกแล้วหรือ?

            เจ้าของดาบที่กำลังพาดคอเธออยู่มีหนวดเครารกรุงรังเต็มหน้า บดบังจนดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดแดงฉานฉายแววทั้งลนลานและหวาดกลัว ปากก็พร่ำไม่หยุด “จะ…เจ้าอย่าได้คิดเล่นลูกไม้เป็นอันขาด!”

            แกสิอย่ามาเล่นลูกไม้แถวนี้!!!

            จั๋วฉิงพลันรู้สึกวิงเวียนขึ้นมา เธอนี่เกิดทับดาวมฤตยูรึไง ไปไหนมาไหนก็มีเรื่องมีราวไม่สิ้นสุด

            ทันใดนั้นเองก็ปรากฏเสียงของบุรุษวัยหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหน้าของเธอ น้ำเสียงนั้นเจือแววหยอกเย้าและวางอำนาจบาตรใหญ่ “เฮอะ... ไอ้โจรป่าค่าหัวแพง... อย่างไรเจ้าก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของคุณชายเช่นข้าอยู่แล้ว ดังนั้นจงเชื่อฟังแต่โดยดี อย่าให้ข้าต้องลงไม้ลงมือ”

            เอากันเข้าไป... จั๋วฉิงกลอกตามองฟ้า

            ชายหนวดเฟิ้มข้างกายเธอยิ่งหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น มือข้างหนึ่งจับคอจั๋วฉิงเอาไว้แน่น มันผลักเธอออกมายืนขวางอยู่ด้านหน้าตนเอง ดาบเล่มใหญ่แนบอยู่กับลำคอขาวผ่อง มือที่ถือดาบสั่นสะท้านรุนแรง

            คุณหมอสาวไม่กล้าขยับตัว สัมผัสในขณะนี้บอกได้ว่าคมดาบกำลังเสียดสีอยู่แถวๆ คอหอยใกล้ตำแหน่งหลอดลม จั๋วฉิงได้แต่ยืนตัวแข็ง พูดเสียงต่ำอย่างปลอบประโลม “ขอร้องเจ้าเถอะ...อยากได้ข้าเป็นตัวประกันไม่เป็นไร แต่มือที่ถือมีดช่วยอย่าสั่นจะได้ไหม”

            ชายที่อยู่ด้านหลังจั๋วฉิงหายใจหอบ ไม่ได้ฟังเสียด้วยซ้ำว่าสตรีตรงหน้าพูดว่าอย่างไร ดวงตาแดงฉานจ้องไปข้างหน้าด้วยความหวาดผวา ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะเย้ยหยันกลับมาเพียงเท่านั้น

            จั๋วฉิงเงยหน้าขึ้นมองบ้าง ข้างหน้าเธอ...ห่างออกไปไม่ไกล ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนกอดอกอยู่ตรงปากตรอก ท่วงท่าปล่อยตามสบาย เขาสวมเสื้อคลุมตัวสั้นสีฟ้า ปลายเท้าเคาะเป็นจังหวะคล้ายกำลังเบื่อหน่ายเต็มทน ทั้งเรือนร่างของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของคุณชายเจ้าสำราญ อายุน่าจะราวยี่สิบกลางๆ แม้ยังดูอ่อนเยาว์แต่ใบหน้านั้นกลับสง่างาม หล่อเหลาเลอเลิศ คิ้วเรียงเส้นคมชัดตวัดลากยาวดุจรอยกระบี่กรีด ดวงตาสุกสกาวปลายหางตายกสูง สายตาเขาเรียบเฉย แสดงนิสัยอันเอื่อยเนือยเอาแต่ใจตนเอง

            ชายหนุ่มเพิ่งจะยืดตัวยืนตรง ชายหนวดเฟิ้มก็รีบหดหัวลงประดุจกระต่ายเกรงราชสีห์ แต่ยังไม่วายแสร้งทำเป็นหาญกล้า “เจ้าอย่าเข้ามา...ไม่เช่นนั้นข้า...ข้าจะฆ่านางซะ”

            บุรุษตรงหน้ากวาดสายตาผ่านร่างจั๋วฉิง เขาแทบไม่สนใจเธอเลยด้วยซ้ำ ทำเพียงกะพริบตาเล็กน้อย ริมฝีปากเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ช่างปะไร เป้าหมายของข้าคือจับคนไปแลกเงิน ชีวิตนางไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับข้าสักนิด เจ้าเองก็ปลิดชีวิตคนมาถึงห้าชีวิตแล้ว เพิ่มนางอีกสักคนจะเป็นไร ดีเสียอีก... ไม่แน่ว่าข้าอาจจะได้เงินเพิ่มอีกสักหนึ่งร้อยตำลึงก็เป็นได้”

            ใช่แล้ว! สิ่งที่นักล่าเงินรางวัลต้องการคือเงินอย่างไรล่ะ! ชายหนวดเฟิ้มคล้ายมองเห็นแสงสว่างริบหรี่อยู่ตรงหน้า จึงรีบพูดอย่างลนลาน “ท…ท่านปล่อยข้าไปเถอะ ต้องการเงินเท่าไหร่ ข้าให้ท่านได้ทั้งนั้น ทางการให้ท่านเท่าไหร่ข้าเพิ่มให้อีกเท่าหนึ่งเลย...ไม่สิ! เพิ่มให้สองเท่าเลยดีกว่า สองเท่าๆๆ ตกลงนะ!”

            บุรุษในเสื้อคลุมสีฟ้าแคะหูทีหนึ่ง สีหน้ารำคาญยิ่ง “เลิกพูดพล่ามได้แล้ว จะฆ่านางก็รีบๆ ฆ่าซะ ข้าหิวแล้ว จะต้องรีบจับเจ้าแล้วไปขึ้นเงินรางวัล”

            ผู้ถูกไล่ล่าเห็นว่าล่อด้วยผลประโยชน์ไม่สำเร็จ มีดที่อยู่บนคอของจั๋วฉิงจึงขยับเข้าใกล้อีกครั้ง เสียงตะคอกเริ่มแฝงแววบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม “อย่าเข้ามานะ ข้า...ข้าฆ่านางได้จริงๆ นะ”

            ฉึก! จั๋วฉิงรู้สึกเจ็บที่ลำคอ แม้แผลจะไม่ลึกนัก ทว่าโลหิตกลับเริ่มซึมออกมา กลิ่นคาวเลือดจางๆ พลันฟุ้งขึ้นในอากาศ แพทย์สาวสะดุ้งตกใจ นิ่วหน้าลงเล็กน้อย

            ให้ตายสิ! เจ็บชะมัด!

            อีตานี่เจรจาต่อรองเป็นรึเปล่าเนี่ย?

            ถ้าไม่เป็นก็ช่วยไปขอให้ทางการส่ง ‘คอมโพรไมเซอร์’ เก่งๆ สักคนมาดีกว่าไหม?         

            กลิ่นคาวเลือดกระตุ้นเร้าให้ชายหนวดเคราเฟิ้มรู้สึกบีบคั้นเจียนคลั่ง เส้นเอ็นบนหน้าผากปูดโปนออกมาอย่างน่ากลัว ดวงตาแดงก่ำจ้องไปยังชายตรงหน้า ปากก็ตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง “เป็นเจ้าบีบบังคับข้า เป็นเจ้าบีบบังคับข้า!” ร้องพลาง ดาบในมือก็ขยับเข้าไปใกล้ลำคอขาวผ่องของหญิงสาวในมือเข้าเรื่อยๆ

            โว้ยยย...จั๋วฉิงอารมณ์เสียขึ้นมาแล้ว มือข้างที่ไม่ได้ถือดาบของผู้ถูกล่าล็อกบ่าเธอเอาไว้แน่นจนเธอขยับไม่ได้ ได้แต่มองดูคมมีดที่ขยับเข้ามาเรื่อยๆ...นี่หมออย่างเธอต้องมาตายด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องอย่างนี้

เหรอ?

            จังหวะที่ชายหนวดเฟิ้มเงื้อมือขึ้น เตรียมที่จะลงดาบนั้น ดวงตาหงส์ของชายในเสื้อคลุมสีฟ้าพลันกะพริบเล็กน้อย เวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่ฝ่ายนั้นยกมือขึ้น มีดบินที่บางเฉียบราวปีกจักจั่น ขนาดเล็กเพียงใบหลิวก็พุ่งออกมาจากร่องนิ้วของเขา

            จั๋วฉิงรู้สึกถึงสายลมวูบหนึ่งพัดผ่านต้นคอ จากนั้นลำคอเธอก็เกิดร้อนขึ้นมา ของเหลวเหนียวหนึบพลันไหลเปื้อน โลหิตสดๆ เปรอะเต็มลำคอเธอแล้ว

ปฐมบท 2 วิวาห์ผิดตัว(5)

“อ๊ากกกก!!” ได้ยินเสียงร้องดังก้องราวกับหมูถูกเชือด ดาบเล่มใหญ่ในมือของชายหนวดเฟิ้มร่วงลงบนพื้น แต่มืออีกข้างหนึ่งยังคงจับบ่าจั๋วฉิงเอาไว้แน่น

            อย่างนี้ก็สวยสิ พอไม่มีดาบเล่มโตมาจ่อลำคอ คุณหมอก็รีบฉวยโอกาส ใช้มือซ้ายจับศอก มือขวาจับบ่า ตั้งท่าม้านั่งปล่อยศูนย์ถ่วงลง ปล่อยบ่าขวากดต่ำ

            เธอบิดร่างไปด้านซ้าย ออกแรงส่งลงไปที่ด้านล่าง

            ตูม!!!

            เหวี่ยงข้ามบ่าในท่าของไอคิโด

            นี่เป็นท่าที่สารวัตรกู้เคยสอนเธอเอาไว้ กู้อวิ๋นเป็นนักต่อสู้ประชิดตัวอันดับต้นๆ ของเอเชีย เพื่อนมักสอนนั่นนี่ให้เธอเสมอเนื่องด้วยทั้งคู่ต้องร่วมงานนอกสถานที่ด้วยกันตลอด

            ดวงตาทั้งคู่ของจั๋วฉิงหลับแน่น ใช้แรงทั้งหมดเหวี่ยงชายร่างใหญ่ข้ามบ่าลงมานอนวัดพื้น

            เกิดเสียงดังตูมหลังจากการเหวี่ยงอันสวยงาม ชายหนวดเฟิ้มรู้สึกเพียงตัวเบา สายตามองเห็นประหนึ่งฟ้าพลิกแผ่นดินโค่น เขาล้มลงนอนแผ่หลา หลังกระแทกกับพื้นถนนหิน ร่างกายรู้สึกปวดร้าวทั้งๆ ที่สมองยังมึนงง

            จั๋วฉิงเองก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่าเขาเท่าใดนัก เมื่อครู่เธอออกแรงอย่างไม่คิดชีวิต ตอนนี้รู้สึกเหมือนเอวจะลั่น เจ็บจนต้องกัดฟันแน่น แต่ความดีใจที่หลุดออกจากการควบคุมของชายผู้นั้นทำให้เธอข่มความเจ็บ

เอาไว้ วิ่งโซซัดโซเซไปหาชายเสื้อคลุมฟ้า “ช่วยหน่อยสิ เร็วๆ”

            ชายหนุ่มเสื้อฟ้าเพิ่งหายจากอาการตกตะลึง เขารีบหดไหล่หนี ส่ายศีรษะไปมาเบาๆ ปากก็พร่ำบ่น “เชื่อแล้วจริงๆ ...ยุทธภพนี้ช่างอันตรายนัก อันตรายยิ่งนัก...” อย่างนี้นี่เอง มิน่าตาแก่นั่นถึงได้บอกว่าในยุทธภพแห่งนี้ สิ่งที่อันตรายและน่ากลัวที่สุดก็คือสตรี ขนาดสตรีตรงหน้าเขาที่มีรูปร่างเล็กบาง แขนขาก็เรียวดังก้านธูป นางยังสามารถเหวี่ยงบุรุษตัวใหญ่กว่าเกือบสองเท่าออกไปได้ ตาแก่นั่นสอนเขามาดีจริงๆ

            จั๋วฉิงมองค้อนเขาอย่างเคืองๆ ท่าทางอย่างนี้มันคืออะไรกันยะ?

            ขณะนั้นชายหนวดเฟิ้มบนพื้นก็ลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขา

ค่อยๆ กะโผลกกะเผลกไปข้างหน้าด้วยท่าทางน่าสมเพช ทิ้งรอยเลือดเป็นทางยาวไว้บนพื้น เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่มีดใบหลิวเล่มนั้นถูกจุดสำคัญเข้าแล้ว

            “คิดจะหนีรึ” ชายสวมเสื้อฟ้าตะโกนเสียงดัง พลางหยิบเชือกหวายที่หนาประมาณนิ้วหัวแม่มือออกมาจากเอว เขาผูกเป็นบ่วงแล้วเหวี่ยงไปคล้องชายหนวดเฟิ้มได้อย่างสบายๆ เพียงแค่ออกแรงดึงก็ทำให้ชายร่างใหญ่ล้มลงกับพื้นอีกครั้ง คงจะบาดเจ็บสาหัส ผู้ถูกจับได้แต่ร้องครวญครางอยู่บนพื้น ไม่อาจลุกขึ้นได้อีก

            ชายเสื้อฟ้าผูกปลายเชือกอีกด้านไว้กับสายผูกเอว เปล่งเสียงหัวเราะอย่างเป็นต่อ “คราวนี้ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะมีปัญญาหนีไปได้อีกหรือไม่” ไอ้โจรนี่นี้มีค่าหัวถึงห้าร้อยตำลึงเชียวนะ เขาใช้เวลาติดตามจับถึงสามเดือน หากว่าปล่อยให้หนีไปได้ คงขาดทุนมิใช่น้อย

            เขาขยับเชือกที่จูงชายหนวดเฟิ้มให้เดินหันหลังกลับ แต่พอเห็นจั๋วฉิงยังเอนหลังพิงกำแพงหิน หายใจหอบถี่ด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ดูแล้วก็คิดว่าไม่ควรที่จะปล่อยปละละเลย อย่างไรเสียนางก็ช่วยเขา ร่างสูงของชายหนุ่มจึงค่อยๆ เดินไปหยุดอยู่ข้างๆ เอ่ยถามอย่างกระดากอยู่บ้าง “เอ่อ...เจ้าเป็นอะไรบ้างหรือไม่?”

            “เป็น” จั๋วฉิงตอบง่ายๆ สั้นๆ เธอนวดกล้ามเนื้อบริเวณเอวที่ยังคงปวดแปลบ... ตะคริวกินล่ะมั้ง... เจ็บจนเหงื่อไหลออกท่วมตัว สีหน้าหญิงสาวขาวซีดกว่าปกติ ขับเน้นรอยเลือดบนคอให้แดงฉานจนแสบตา

            ให้อย่างไรนางก็เป็นหญิง แล้วยังต้องมาบาดเจ็บเพราะเขาอีก เขาจึงควรมีส่วนรับผิดชอบ คงทิ้งนางเอาไว้แบบนี้ไว้ไม่ได้กระมัง...เขาหาเหตุผลนานัปการมาเกลี้ยกล่อมตนเองให้สนใจนาง ประหนึ่งว่าเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ จากนั้นจึงตัดใจควักขวดเล็กๆ ขวดหนึ่งออกมาจากอกเสื้อส่งให้ “นี่ให้เจ้า”

            จั๋วฉิงเงยหน้าขึ้นมอง... บุรุษผู้นั้นคว้ามือเธอเอาไว้แล้ววางยาเม็ดสีดำขนาดประมาณเม็ดถั่วไว้บนมือเธอ สีหน้าท่าทางฉายแววเสียดายสุดซึ้ง

            “นี่คืออะไร?” ไม่เห็นรู้จักสักนิด

            เขากล่าวอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ “นี่น่ะหรือ? นี่ก็คือยาเทวดาที่สามารถหยุดเลือด แก้ช้ำใน สามารถผ่อนคลายจิตใจ เรียกสติที่หายไปให้คืนมาได้ และสามารถแก้พิษสลายลม เจ้าจงรีบกินเข้าไปเสีย”

            หืม…สรรพคุณครอบฟ้าเสียจริ๊งงงง

            “ยาเทวดา?” จั๋วฉิงก้มหน้าลงมองเม็ดยาในมือด้วยสีหน้าหวั่นวิตก ยาเม็ดบ้าๆ นี่สีดำปี๋ กลิ่นก็แปลกๆ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเจ้านี่ไม่มี ‘อย.’ เป็นผลิตภัณฑ์เกรดซีที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่ายาผีบอกชัดๆ

            เธอไม่มีทางกลืนเม็ดดำๆ นี่ลงคออย่างแน่นอน

            สีหน้าของเธอคงฉายแววดูถูกชัดเจน ทำให้คนมองดูรู้สึกไม่พอใจนัก เขารีบแบมือ “ถ้าไม่กินก็เอาคืนมา หากไม่เห็นว่าเจ้าเป็นสาวเป็นนางข้าคงไม่ให้ ไม่รู้จักของดีเอาเสียเลย ยานี่เม็ดหนึ่งมีราคาถึงห้าสิบตำลึงเชียวนะ”

            ไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่มีทางกินเจ้านี่แน่ แต่ในเมื่อมันมีราคาเพียงพอจะทดแทนเป็นค่าเสียหายของเธอได้ เธอจึงเลือกจะเก็บไว้ จั๋วฉิงตัดสินใจกำมันไว้ในมือแล้วเดินจ้ำอ้าวจากไป แต่พอหันกลับไปมองอีกทีก็เห็นว่าเขาเดินตามมาอย่างไม่ลดละ

            เฮอะ... พ่อคนหวงของ

            หญิงสาวหัวเราะอย่างชั่วร้าย ด้วยความหมั่นไส้จึงตัดสินใจทำท่าโยนของในมือทิ้ง เม็ดยาเหมือนจะหายไปแบบล่องหนท่ามกลางกระเบื้องผุๆ

            ชายหนุ่มมองดูท่าทางการโยนอันสง่างามของนางแล้ว พลันรู้สึกเจ็บปวดหัวใจยิ่งนัก

            นางโยนออกไปแล้วจริงๆ เขาจ้องจั๋วฉิงเขม็ง สีหน้าเจ็บปวดเกินบรรยาย นั่นเงินห้าสิบตำลึงเชียวนะ ตั้งห้าสิบตำลึงเลย ทำไมเขาทำดีไม่ได้ดีอย่างนี้ก็ไม่รู้

            ยามนี้สีหน้าของนางไม่ขาวซีดแล้ว นอกจากบาดแผลตรงลำคอที่ถูกบาดจนเลือดไหลก็ไม่มีส่วนใดบาดเจ็บอีก เขาไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเข้าไปยุ่งกับนางแล้ว

            คิดได้ดังนั้นก็สะบัดหน้าพรืด หมุนตัวกลับเดินตรงไปหาชายหนวดเฟิ้ม ก่อนเตะลงไปแรงๆ ที่เจ้าโจรสองทีประหนึ่งต้องการระบายอารมณ์ขุ่นมัว จั๋วฉิงมองเขากระชากร่างกำยำนั้นขึ้นมา พาเดินออกไปจากตรอกโดยไม่หันมามองเธออีกเลย

            ผู้ชายคนนี้ก็ดูน่าสนใจดีแฮะ เสียดายบื้อไปหน่อย

            จั๋วฉิงมองซ้ายมองขวา มือที่กำแน่นคลายออกทำให้มองเห็นยาเม็ดสีดำที่ยังอยู่กลางฝ่ามือ เธอเปลี่ยนยามาไว้ในมืออีกข้างก่อนหน้าที่จะทำท่าโยนแล้ว คุณหมออัจฉริยะเอายาเม็ดยัดลงไปในถุงผ้าสีคล้ำบนผ้าคาดเอว ก่อนหันไปมองตามแผ่นหลังที่ค่อยๆ ห่างออกไป ตะโกนถามเสียงดัง “นี่! เจ้าชื่ออะไรน่ะ?”

            “เฉียนจิง...” เสียงชายหนุ่มดังก้องไปทั่วตรอกเล็กๆ อันแสนจะคดเคี้ยว

            “เฉียนจิง?” จั๋วฉิงอึ้งสนิท...เฉียน=เงิน--จิง=ทอง...เงินๆ ทองๆ ... นี่หมายความว่าทั้งหัวนี่คิดถึงแต่เรื่องเงินอย่างเดียวเลยหรือไงนะ? มีใครกันที่บ้าเงินได้ขนาดนี้? จริงสิ เมื่อครู่เขาคนนั้นคำก็เงินสองคำก็เงิน เธอก็ได้แต่นึกชมพ่อแม่เขาอยู่ในใจว่าช่างมองการณ์ไกลเสียเหลือเกิน

            เธอนั่งพิงมุมกำแพงอยู่ครู่ใหญ่ รอกระทั่งอาการปวดบรรเทาลง แล้วจึงค่อยๆ ยันกำแพงหินลุกขึ้น เดินออกไปได้เพียงครู่เดียวความรู้สึกปวดเอวก็พลุ่งขึ้นมาอีก จึงทำได้เพียงยืนพิงกำแพงพลางหัวเราะให้กับสิ่งที่เจอและคนที่เจอ

            วันนี้ประหลาดชะมัด...นี่มันเป็นคราวซวยของเธอรึเปล่า ตลอดชีวิตยี่สิบกว่าปีมานี่ สองวันนี้ถือได้ว่ามีสีสันที่สุดแล้ว

            พอรู้สึกดีขึ้น จั๋วฉิงจึงค่อยๆ ขยับมาทางปากตรอกบ้าง พลันรถม้าสีดำสนิทคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอยู่เบื้องหน้าตรอกแคบ ตัวรถกว้างใหญ่คล้ายกำแพงยักษ์ แทบจะปิดทุกหนทางออกจนไม่สามารถเล็ดลอดไปได้

            รถดูเรียบง่ายทว่าสง่างาม เทียมด้วยม้าสีดำสนิทสายพันธุ์ดี ทุกสิ่งทุกอย่างบ่งบอกถึงฐานะของผู้เป็นเจ้าของว่าสูงศักดิ์โอ่อ่าเป็นแน่

            จั๋วฉิงกวาดตามองไปโดยรอบ ไม่เห็นตัวสารถีและไม่มีใครคนอื่น ตอนแรกเธอก็ไม่อยากจะสนใจมากนัก แต่ว่ารถม้านี่กลับขวางทางเธอไว้ทำให้ออกไปจากตรอกไม่ได้ เอวก็เริ่มปวดขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นความคิดชั่วร้ายก็เลยบังเกิด เธออยากจะเข้าไปพักผ่อนในรถม้าคันนี้สักหน่อย ลงมือนวดคลายเส้นที่เอวสักที รอให้อาการดีกว่านี้แล้วค่อยลงมา

            เมื่อตัดสินใจได้ก็ดำเนินการทันที เธอยกชายกระโปรงยาวขึ้นมารวบไว้ตรงเอว มือหนึ่งจับตัวรถม้า อีกมือค่อยพยุงตัวเองขึ้นไปได้อย่างยากเย็น เธอตวัดผ้าม่านก้าวเข้าไปข้างใน และก็ต้องเป็นอันชะงัก

            ดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้มคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมายังเธอ

            ในรถม้ามีคนด้วย?

            พอเห็นใบหน้าของคนที่มองอยู่ จั๋วฉิงพลันรู้สึกเสียใจสุดแสน

            นัยน์ตาหงส์หรี่เรียวคู่นั้นเดิมทีเธอเองก็ไม่ชอบอยู่แล้ว ยิ่งบัดนี้มันเปล่งประกายคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม มุมปากที่เผยอขึ้นเพียงนิดเดียวช่างดูโอหังเป็นอย่างยิ่ง

            โหลวซี่เหยียนคนที่เธอวิ่งหนีมาโดยตลอด!!!

            ที่แท้เขากำลังนั่งรอเธออย่างสบายอารมณ์ รอให้เธอวิ่งวนไปมาอยู่ในวงกลมขนาดใหญ่จนเหนื่อยหอบ... รอให้เธอทำตนเองเสียจนสารรูปน่าสมเพช หมดสิ้นเรี่ยวแรง แล้วจึงวกตาข่ายมาดักรอ

            “บังเอิญจัง เจอหน้าเจ้าอีกแล้ว” เขาผายมือเชื้อเชิญ น้ำเสียงสูงต่ำกังวานใสแฝงไว้ด้วยความรู้สึกกระเซ้าเย้าแหย่

            จั๋วฉิงนึกอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา

            ใครเขาบอกให้ทักแบบนี้ห๊า?

            เธอทำได้เพียงยืนตัวแข็งอยู่ข้างประตูรถ ตีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกก่อนก้มหน้าลงอย่างยอมแพ้ อ๊ะ…เดี๋ยว…สายตาเธอทอดต่ำลงมองกระโปรงสีเขียวเข้มที่ตนเองมัดเอาไว้ที่เอว ดวงตาอันชาญฉลาดเปล่งประกายเจิดจ้า

            ใจเย็นๆ เขาอาจจะจำเธอไม่ได้

            พอเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาเรียวที่เบิกกว้างเล็กน้อยของโหลวซี่เหยียน ดวงใจก็คร่ำครวญขึ้นทันที ถ้าเขาจำไม่ได้ก็บ้าไปแล้ว แต่แม้รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการหลอกตัวเอง จั๋วฉิงก็ยังกระแอมเบาๆ เธอปล่อยชายกระโปรงลง ถอยหลังพลางพูดด้วยเสียงที่เธอคิดว่าอ่อนโยนที่สุด “ต้องขออภัยคุณชายด้วย ข้าคิดว่า...ขึ้นรถม้าผิดคัน”

            โหลวซี่เหยียนยักคิ้วเล็กน้อย เสียงก้องกังวานปนหัวเราะดังขึ้นเบาๆ “ข้านึกว่าเจ้าจะบอกว่า ‘ผ่านมาแถวนี้’ ซะอีก”

            จั๋วฉิงตัวแข็งในทันใด จ้องโหลวซี่เหยียนด้วยแววตาดุร้ายปานแม่เสือ

            พอเธอเงยหน้า รอยเลือดสีแดงสดที่คอเธอก็ปรากฏชัดแจ้ง ดวงตาของโหลวซี่เหยียนที่เดิมก็หรี่เรียวอยู่แล้วยิ่งหรี่เล็กลงไปอีก สีหน้าเขาเปลี่ยนเล็กน้อย “เจ้าบาดเจ็บหรือ?”

            ลูบคอที่ไม่ได้เจ็บมากนักเบาๆ เลือดแข็งตัวหมดแล้ว จั๋วฉิงตอบกลับอย่างไม่สนใจ “ไม่เป็นไร แผลถลอกนิดหน่อย” ตอนนี้ที่เธอเจ็บมากกว่าก็คือเอว ผู้หญิงนั้นไม่เหมาะกับการใช้กำลังจริงๆ                        

            อ้อ…ยกเว้นกู้อวิ๋นนะ คุณสารวัตรนั่นไม่นับ--หล่อนทำมาจากเหล็ก

            มัวแต่บ่นอุบอยู่ในใจ กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็ถูกเขาคว้าข้อมือลากไปอยู่บนตั่งนอนแล้ว พอโหลวซี่เหยียนสังเกตเห็นรอยโลหิตเปื้อนขนาดใหญ่ตรงหลังคอของเธอชัดเจนยิ่งกว่าเดิม ใจก็รู้สึกร้อนรนขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

            คุณหมอสาวนวดข้อมือของตนเองเล็กน้อย มองไปทางโหลวซี่เหยียนก็เห็นว่าเขาจ้องมองต้นคอเธอตลอด เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เจ้าโจรนั่นกระอักเลือดเปื้อนเธอนี่นา หญิงสาวรีบชิงเอ่ยปาก “พวกนี้ไม่ใช่เลือดของข้า”

            โหลวซี่เหยียนเพียงพับคอเสื้อของนางลงเล็กน้อย เห็นเพียงรอยเลือดไม่เห็นบาดแผลจริงๆ ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาเลย นางคงเป็นดาวเคราะห์จุติมาแน่ๆ วิ่งออกไปเพียงชั่วยามเดียวก็เข้าไปพัวพันกับ ‘คดีนองเลือด’ อีกคดีแล้ว

            หญิงสาวรู้สึกจั๊กจี้ที่ต้นคอเล็กน้อย อีกทั้งไม่ชินกับการนอน จึงตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง

            “อย่าขยับ” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูอบอุ่นกว่าปกติ

            จั๋วฉิงรู้สึกหนักที่บ่า เธอถูกโหลวซี่เหยียนกดลงให้นอนลงบนตั่งอีกครั้ง เขาหาผ้าไหมสีขาวสะอาดมาจากในตัวรถ มือหนึ่งเอื้อมมาจับคางบอบบางของเธอเอาไว้ อีกมือหนึ่งค่อยๆ พันผ้าเช็ดหน้าไหมผืนนั้นรอบ

คอเธอ

            กลิ่นกายของเขาหอมไม้จันทน์อ่อนๆ ไม่ฉุนจมูกเหมือนน้ำหอมผู้ชายที่เธอเคยได้กลิ่น ใบหน้าหล่อเหลาใกล้เคียงกับความสมบูรณ์แบบนั้นก็เอียงซ้ายเอียงขวาอยู่ใกล้ๆ ใบหน้าเธอ ไม่แปลกที่หน้านวลจะร้อนผ่าวขึ้นมาทันควัน

            คนอะไร หล่อลาก...

            ทว่าให้ตายอย่างไรเธอก็จะไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าตนเองเคลิ้มหลงไปกับคนหล่อตรงหน้า ตามหลักการแพทย์ อาการหน้าแดงตัวร้อนนี่จะต้องมาจากการที่เขาพันผ้าเช็ดหน้าให้เธอแน่นเกินไปอย่างแน่นอน

            เมื่อสัมผัสได้ว่าร่างเล็กตรงหน้าแข็งขืนขึ้นเรื่อยๆ มุมริมฝีปากของโหลวซี่เหยียนพลันผุดรอยยิ้มอ่อนจางขึ้นมาอีกครั้ง คิดไม่ถึง แผนบุรุษงามก็ใช้ได้ผลดีกับคนพยศเช่นนางเหมือนกัน มือของเขาแตะต้องนางอย่าง

อ่อนโยน แม้แต่เวลารวบผมให้ยังใช้เวลาเนิ่นนานกว่าปกติมากนัก

            คุณหมอสาวแอบก่นด่าเขาในใจนับครั้งไม่ถ้วน เขาจะต้องตั้งใจอย่างแน่นอน มีอย่างที่ไหน แค่พันแผลยังต้องเข้าใกล้ขนาดนี้เชียวหรือ

            พอขมวดปมผ้าพันแผลเรียบร้อยแล้วจั๋วฉิงก็รีบถอยห่างออกไปอย่างอึดอัด ก่อนจะลุกขึ้นยืน “ขอบคุณ ข้าไปล่ะ”

            ต่อให้เขารู้ว่าเธอเป็นเด็กหนุ่มในเสื้อคลุมมอมๆ คนนั้น แล้วอย่างไร?

            เขาเอาเหตุผลอะไรมาห้ามไม่ให้เธอไป?

            เว้นเสียแต่ว่า...

            ชิงเฟิง เจ้าจากไปเช่นนี้ หากฮ่องเต้ทรงทราบล่ะก็ กลัวแต่ว่าพี่น้องของเจ้าจะต้องลำบากไปด้วย แม้แต่ประชาชนแคว้นเฮ่าเยว่ของเจ้าก็อาจยากที่จะฝืนเคราะห์กรรมรอยยิ้มบางๆ ที่ประดับอยู่บนใบหน้าเมื่อครู่ กลับทำให้คนมองแทบจะคลุ้มคลั่งขึ้นมาเสียให้ได้

            เธอรู้อยู่แล้วเชียว...ยังไงพวกชาวบ้านพวกนั้นก็เชื่อถือไม่ได้

            ตอนนี้เป็นยังไงล่ะ?

            พวกนั้นดันขายเธอซะแล้ว!!!

            ขนาดเธอช่วยพวกเขามากมายนะ จั๋วฉิงยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น น้ำเสียงยิ่งเย็นเยียบลงมากกว่าเดิม “ท่านข่มขู่ข้าหรือ”

            โหลวซี่เหยียนเอนหลังพิงรถม้า สะบัดพัดหยกขาวในมือตบอกตนเองเป็นจังหวะ แม้แต่เสียงอธิบายยังเรื่อยเรียบแสนจะสุภาพไม่ต่างจากท่วงท่าดั่งเทพบุตรของเขา “แม่นางชิงเข้าใจข้าผิดไป สิ่งที่ไม่ได้ผลอะไรจริงจังอย่างการข่มขู่นั้นข้าไม่ทำหรอก” ท่านั่งสบายๆ แบบนี้ ไม่เพียงแต่ขับให้เขาดูสูงส่งเกินจริง แต่กลับแฝงไว้ซึ่งบรรยากาศผ่อนคลาย ปลอบประโลม

            น่าเสียดายที่จั๋วฉิงรู้ทันเกินกว่าจะลวงตาได้

            หมอนี่ฉลาดมาก... รู้จักโยนคำพูดของเธอกลับใส่เธอ ซ้ำยังจงใจเปลี่ยนบรรยากาศคุกรุ่นให้กลายเป็นบรรยากาศแห่งมิตรภาพ นับว่ามองการณ์ไกลและเดินหมากได้อย่างใจเย็น

            เธอสูดลมหายใจลึกอยู่หลายครั้ง จึงสงบสติอารมณ์ลงได้ คุณหมอตัดสินใจนั่งลงข้างกายโหลวซี่เหยียนมันซะเลย “อ๋อเหรอ...แล้วท่านอัครเสนาบดีโหลวคิดจะทำเช่นไรล่ะ?”

            เห็นเธอกดปิดอารมณ์ตัวเองซะขนาดนั้น โหลวซี่เหยียนแอบขำลึกๆ ตอบกลับด้วยเสียงอ่อนโยน “ที่จริงแล้วแม่นางชิงไม่ต้องกังวลมาก ข้าเพียงขอเชิญท่านไปอาศัยที่จวนอัครเสนาบดี ไม่ได้คิดจะทำให้แม่นาง

ลำบากใจ เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงพระเมตตาขององค์ฮ่องเต้ ข้าโหลวซี่เหยียน ก็เหมือนแม่นาง มิอาจปฏิเสธพระองค์ได้... แม่นางชิงบาดเจ็บอยู่ กลับไปรักษาที่จวนข้าก่อน เมื่อหายดีแล้วข้าจะจัดการให้เจ้าได้พบหน้ากับ

พี่น้องของเจ้า อย่างนี้ดีไหม?”

            พี่น้อง?

            จั๋วฉิงตกใจ...

            เธอเป็นลมไปพร้อมกับกู้อวิ๋น เป็นไปได้ไหมที่หนึ่งในพี่น้องสกุลชิงจะมีกู้อวิ๋นอยู่ด้วย?

            แม้ว่าความเป็นไปได้จะไม่สูงนัก แต่จั๋วฉิงก็ยังอยากเจอสองพี่น้องปริศนานั่น เธอไม่ปล่อยให้โอกาสใดๆ หลุดมือ คุณหมอมองตรงไปยังโหลวซี่เหยียน “ท่านสามารถทำให้ข้าพบพวกนางได้จริงหรือ?”

ปฐมบท 2 วิวาห์ผิดตัว(6)

ปลาน้อยติดเบ็ดแล้ว

            นักตกปลาที่ใจเย็นเช่นเขา ตอบกลับอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ข้าจะพยายามอย่างถึงที่สุด”

            จั๋วฉิงจ้องถลึงตา ตอบแบบนี้เรียกว่าตอบแบบ ‘นักการเมือง’ เธอเชื่อก็บ้าแล้ว “ตอบข้ามาว่าทำได้หรือไม่?”

            แหม… ฉลาดจริงๆ สตรีนางนี้

            เสี้ยวเล็กเสี้ยวน้อยนางไม่ปล่อยให้ผ่าน ดวงตาโหลวซี่เหยียนปรากฏความสนใจ ชายหนุ่มพยักหน้ากลับ “ได้”

            แต่จะเร็วหรือช้านี่ก็อีกเรื่อง

            ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จั๋วฉิงก็ถามอีก “ข้าไปอยู่จวนอัครเสนาบดีไปในฐานะใด...เมียน้อยท่านรึ?”

            โหลวซี่เหยียนสีหน้าจริงใจ คราวนี้เผยรอยยิ้มที่กว้างขวางจนรอยบุ๋มข้างแก้มกดลึก หญิงผู้นี้ไม่กลัวตาย กล้าปล่อยคำถามที่ตรงขนาดชายอกสามศอกยังไม่กล้า นางไม่มียางอายของสตรีแม้แต่นิดเดียว “เป็นแขกพิเศษ”

            ความจริงคือฮ่องเต้ได้มอบนางให้แก่เขา ฐานะของนางนั้นได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ซึ่งก็คืออนุคนหนึ่งในจวนอัครเสนาบดี เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องขยายให้มากความ

            “ข้าสามารถเข้าออกจวนของท่านได้อย่างอิสระ ถูกต้องไหม?”

            โหลวซี่เหยียนตอบอย่างใจกว้าง “ถูกต้อง”

            เพียงแต่เป็นอิสระภายใต้การควบคุมของเขาเท่านั้นนะ

            จั๋วฉิงถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเคลียร์ทุกประเด็นจึงไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีก “ปิดดีล”

            เธอไม่มีทางเลือกเลย เงินก็ไม่มีสักสตางค์ บาดแผลเต็มตัว แถมโหลวซี่เหยียนยังมีอำนาจล้นฟ้า ยังไงก็ไม่มีทางปล่อยเธอไปง่ายๆ แน่ ต่อให้ปล่อยไปจริง เธอจะไปหาเงินจากไหนมาใช้เล่า ผู้มีปัญญาย่อมรู้อ่านสถานการณ์ แล้วลื่นไหลไปตามน้ำ

            เธอยอมไปก่อนก็แล้วกัน

            โชคดีที่จั๋วฉิงไม่ได้ยินคำอธิบายในใจของโหลวซี่เหยียน ถ้าได้ยินจะยังคงอารมณ์ดีแบบนี้อยู่หรือเปล่า

            “กลับจวน” น้ำเสียงลื่นไหลแสดงถึงอารมณ์อันดีของเขาด้วย

            “ขอรับ”

            ได้ยินเสียงตอบจากนอกรถ จั๋วฉิงก็ตัวแข็งอีกแล้ว เธอแย้มผ้าม่านออกเบาๆ ภายนอกรถม้า...โม่ไป๋โผล่มายืนอยู่เคียงข้างรถ พอเห็นจั๋วฉิงเขาก็ยังคงสีหน้าเย็นชาดุจเดิม ดวงตาสีฟ้าส่งคำเยาะมาให้เธอวูบหนึ่ง

            หรือว่าทั้งหมดในวันนี้ล้วนอยู่ใต้ความควบคุมของโหลวซี่เหยียน

            เขาวางแผนไว้ทั้งหมด?

            แผ่นหลังเธอเริ่มเย็นชื้น จั๋วฉิงรู้สึกเหมือนตัวเองถูกหลอก

            เธอคงไม่ได้หนีเสือปะจระเข้หรอกนะ

            ในรถม้า... โหลวซี่เหยียนกับจั๋วฉิงนั่งคนละฝั่ง ยังไงซะก็ต้องไปจวนอัครเสนาบดี ด้วยกันอยู่แล้ว

            จั๋วฉิงไม่หาเรื่องให้ปวดหัวอีก เธอนั้นอยู่ง่ายกินง่าย จะให้อาศัยที่ไหนก็ได้ เหนื่อยมาตลอดทั้งวันหญิงสาวรู้สึกเริ่มวิงเวียน โชคดีที่รถม้าวิ่งค่อนข้างนิ่ง จั๋วฉิงยันศีรษะไว้กับผนังข้างหนึ่ง ชายตามองโหลวซี่เหยียน เขากำลังก้มหัวเล็กน้อยอ่านหนังสืออยู่ ไม่รู้ว่าเป็นท่วงท่าประจำของเขาหรือเปล่า มุมปากเขามักจะคลี่ขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนราชบัณฑิตผู้ทรงภูมิ

            พูดตามตรง ผู้ชายคนนี้ดูดีมากๆ ดูหล่อเหลาสง่างามแบบที่เธอไม่เคยเจอตามท้องถนนในยุคปัจจุบัน เขาไม่ได้งามฉูดฉาดเหมือนพวกดารานายแบบ แต่เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ละเอียดลออกว่านั้น

            เขามักยิ้ม... ยิ้มตลอดเวลา

            น่าเสียดายที่เธอสัมผัสไม่ได้ถึงความสุขที่ควรจะมาพร้อมกับรอยยิ้ม

            แย้มยิ้มราวกับเป็นอาชีพ เป็นมารยาทที่ควรรักษา

            ดูห่างเหินเปลี่ยวเหงาจัง...

            จั๋วฉิงหาวเบาๆ หลับตาลง เธอง่วงนอนมากจริงๆ ลมหายใจของหญิงสาวค่อยๆ ผ่อนลงเรื่อยๆ โหลวซี่เหยียนปิดหนังสือลงในที่สุด สายตานั้นกวาดไปมาบนเรือนกายหญิงประหลาดที่เพิ่งเคลิ้มหลับ

            เมื่อครู่เขาอ่านอะไรไม่เข้าหัวเลย พอถูกนางจ้องมองเขากลับรวบรวมสมาธิไม่ได้ ที่แปลกยิ่งกว่านั้นคือหลังจากที่นางหลับ เขากลับนั่งจ้องนางได้อย่างนี้ไม่มีเบื่อ กระทั่งรถม้าหยุดลงเสียงของโม่ไป๋ดังขึ้นที่นอกรถ โหลวซี่เหยียนจึงคืนสติกลับมา

            “นายท่าน ถึงแล้ว” เสียงเรียกเบาๆ ของโม่ไป๋ ก็ทำให้จั๋วฉิงที่หลับตาพักผ่อนอยู่นั้นตื่นขึ้นมาด้วย เธอเปิดผ้าม่านออก โดดลงรถม้าก่อน ไม่สนใจโหลวซี่เหยียนผู้เป็นเจ้าบ้านเลยสักนิด

            เมื่อสองเท้าแตะพื้นเธอก็ยืนนิ่ง

            จั๋วฉิงตกใจกับประตูเหล็กกล้าที่สูงกว่าห้าเมตร กว้างประมาณเจ็ดเมตรซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เหนือประตูที่สะอาดกว้างขวาง มีอักษรเขียนว่า ‘จวนอัครเสนาบดี’ สีแดงจารึกลงบนแผ่นทองทั้งแผ่น

            ทั้งสองข้างของประตูไม่มีสิงโตหินอย่างที่ในหนังจีนโบราณชอบจัดให้มีในฉาก แล้วก็ไม่มีเด็กเฝ้าบ้านที่ร่างกายกำยำหน้าตาดูถูกชาวบ้านที่มักแสดงเป็นตัวประกอบในหนังทุกเรื่องอีกด้วย เมื่อประตูเปิด สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือสวนดอกไม้ที่มีหินกองซ้อนทับลดหลั่นกันเป็นภูเขาลูกย่อมๆ ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงใจกลาง มันดูเหมือนภาพย่อส่วนของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ แสดงถึงความมีระดับของเจ้าของบ้าน

            ถึงประตูจวนจะเปิดกว้างอย่างเปี่ยมไมตรี แต่กลิ่นอายแห่งความน่าเกรงขามที่เปล่งออกมาตามแบบฉบับบ้านของคนมีระดับนั้น ทำให้รู้สึกหวั่นเกรงอย่างไร้สาเหตุ... ทั้งยังบีบให้ผู้มาเยือนไม่กล้าทำอะไรวุ่นวายจนเกินไป

            จั๋วฉิงก้าวข้ามธรณีประตู

            จิ่งซา...มือซ้ายของอัครเสนาบดีโหลว ผู้มีผิวดำทะมึนทั้งตัวเดินเข้ามารับหน้า

            เขามองจั๋วฉิงทีหนึ่ง แววตาเขาฉายแววตกใจ แต่ก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว จิ่งซาโค้งคำนับให้กับโหลวซี่เหยียนที่อยู่ด้านหลังจั๋วฉิง “นายท่าน”

            ตอนนี้จั๋วฉิงจึงเพิ่งนึกถึงโหลวซี่เหยียนขึ้นมา เหมือนเธอควรจะรอให้เจ้าของเป็นผู้นำเธอเข้ามา ไม่ใช่บุกเข้ามาเอง เธอค่อยๆ ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง รอให้โหลวซี่เหยียนเดินเข้ามาตามมารยาท

            “นายท่าน......” จิ่งซาคล้ายจะอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เสียงผู้หญิงใสแจ๋วก็ขัดขึ้นเสียก่อน

            “พี่” หลังภูเขาหิน โครงร่างสีชมพูผุดผาดวิ่งตรงมายังประตูหน้า ชายกระโปรงที่ลอยสะบัดดูคล้ายดั่งผีเสื้อปีกขาว จั๋วฉิงกลัวว่านางผู้นั้นจะสะดุดชายกระโปรงล้มลงหน้าคว่ำ ทว่าเธอกังวลมากไปเอง แม่นางผู้อ่อนหวานวิ่งมาหยุดตรงเบื้องหน้าโหลวซี่เหยียนอย่างปลอดภัย

            โหลวซี่เหยียนมองแม่นางน้อยอย่างอ่อนโยน รักใคร่ “จะรีบไปไหน?”

            “ข้ารอพี่ไง” แม่นางเงยหน้า ริมฝีปากแดงเลื่อมนั้นห่อขึ้นเล็กน้อย ตาโตคิ้วเข้มนั้นดูไม่ต่างกับโหลวซี่เหยียนเท่าใดนัก สีหน้านางฉายแววน้อยใจและดื้อรั้น แม้แต่เสียงยังแฝงด้วยความโกรธขึ้ง “องค์หญิงแห่ง

เฉาหยินเสด็จมารอพี่ตั้งครึ่งวันแล้ว แม่รองให้ข้ารอบอกข่าวนี้กับพี่อยู่ที่หน้าประตู พอพี่กลับมาจะได้รีบไปหานางที่เรือนบุปผา เชอะ พวกไม่มีกระดูก”

องค์หญิงแล้วไงยะ? หน้าตาสารพัดพิษ คนที่จวนอัครเสนาบดีเคยต้องทำตัวต่ำต้อยรับใช้ใครตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

            ดูท่าทางซี่หวู่แล้ว โหลวซี่เหยียนก็พอจะรู้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้น เขาตบบ่านางเบาๆ “ปากเจ้านี่นะ เอาล่ะ พี่รู้แล้ว เจ้าไปพักเถอะ”

            โหลวซี่หวู่หันกายจากไปอย่างไม่พอใจนัก โหลวซี่เหยียนจึงบอกกับคนสนิทผู้เป็นมือซ้ายของตน “จิ่งซา เก็บกวาดเรือนเอื้อมดารา จัดหาบ่าวที่รู้งานไว้คอยรับใช้แม่นางชิง แล้วเชิญหมอมาดูรักษาแผลให้นางด้วย”

            “ขอรับ” คิ้วกระบี่ของจิ่งซาขมวดแน่น สีหน้าที่ดำอยู่แล้วยิ่งดำเข้มไปอีก

            โหลวซี่หวู่หยุดก้าวเท้าที่กำลังจะหันกลับ... เรือนเอื้อมดารา? นั่นเป็นเรือนของจวนอัครเสนาบดีหลังหนึ่งที่พี่ชายเก็บเอาไว้ชมจันทร์ พี่ชายเธอหวงนักหนาสาเหตุเพราะดาวที่นั่นงดงามมากที่สุด เรือนนั้นจึงว่างมาตลอด ใครกันนะที่ใหญ่โตถึงขนาดได้พักในเรือนเอื้อมดารา?

            น้องสาวท่านอัครเสนาบดีหันกลับมาอย่างสงสัย นางเห็นเพียงหญิงร่างเล็กอรชรผู้หนึ่งซึ่งยืนนิ่งอยู่ด้านหลังพี่ชาย อดไม่ได้จึงเอ่ยถาม “พี่ชาย... นางเป็นใครกัน?”

            โหลวซี่เหยียนตอบกลับอย่างราบเรียบ “แม่นางชิงจากแคว้นเฮ่าเยว่”

            “ชิงเฟิง... นางเนี่ยนะ?” โหลวซี่หวู่ตะโกนขึ้น หญิงคนนี้จะเป็นชิงเฟิงได้ยังไง ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่รู้ว่าใช้อะไรหวี ชุดเขียวที่แม้แต่คนใช้ในบ้านเธอก็ยังไม่ใส่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรอยมีดสองรอยอันน่ากลัวบนแก้มขวานั่นอีก

            ผู้หญิงคนนี้เนี่ยนะชิงเฟิง ล้อกันเล่นกระมัง

            โหลวซี่หวู่ประเมินจั๋วฉิงไปพลาง ก็บ่นอุบอิบไปพลาง “แคว้นเฮ่าเยว่นี่ยังไงกัน ส่งตัวประหลาดแบบนี้มา เห็นได้ชัดว่าจะเชื่อข่าวลือไม่ได้อีกแล้ว ร่ำลือว่าสามพี่น้องสกุลชิงนั้นงามสะท้านปฐพี สวยสดหยาดเยิ้ม นี่อะไร?”

            เธอน่าเกลียดมากเลยหรือ?

            จั๋วฉิงลูบแก้มที่มีบาดแผลของตน พูดตามตรง เธอเองยังไม่มีโอกาสได้ดูหน้านี้ชัดๆ เลย แต่หากว่ายัยนี่คิดจะทำร้ายเธอด้วยคำพูดพวกนี้ล่ะก็ นางไร้เดียงสาเกินไปแล้ว

            “ซี่หวู่ ใครสอนให้เจ้าไร้มารยาทแบบนี้หืมม์” เมื่อโหลวซี่เหยียนกดเสียงลงต่ำ ซี่หวู่ก็กลัวอยู่บ้าง แต่พอคิดว่าหญิงอุบาทว์ขนาดนี้กลับมาชูคอขึ้นเป็นผู้หญิงของพี่ชาย นางก็อย่างสะกดอารมณ์ไม่อยู่ “ก็ข้าพูดความจริงนี่ นางออกจะ....”

            “ขอคั่นเวลาหน่อย” เสียงเย็นเยียบดังขึ้นเบาๆ จั๋วฉิงสองมือกอดอก หัวเราะอย่างรำคาญนิดๆ “พวกเจ้าสองพี่น้องจะรำลึกความหลังกันข้าไม่ว่าหรอกนะ แต่ว่าช่วยพาข้าไปห้องพักก่อนจะได้ไหม ข้าทั้งง่วงทั้งเหนื่อย ส่วนเรื่องหน้าตาของข้านั้น พวกเจ้าค่อยคุยกันลับหลังข้าก็ได้”

            โหลวซี่เหยียนตกใจแล้วก็กลั้นหัวเราะจนใบหน้าแดงก่ำ สตรีทั่วไปล้วนเคร่งเครียดเรื่องหน้าตากับคำวิจารณ์เกี่ยวกับตน แต่นางผู้นี้ไม่ใช่เลย อารมณ์กลัดกลุ้มของเขาอันเกิดจากการมาเยือนขององค์หญิงแห่งเฉาหยินเริ่มดีขึ้นมาเป็นลำดับ “จิ่งซา ส่งแม่นางชิงไปพักผ่อน”

            “ทางนี้ขอรับแม่นางชิง”

            จั๋วฉิงหันไปส่งยิ้มให้พวกเขาแล้วพูดอย่างไม่สนใจ “นินทาต่อไปได้เลย”

            “เจ้า” ผู้หญิงคนนี้ไม่เห็นนางอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ โหลวซี่หวู่โมโหจนตาแทบจะถลน

            จั๋วฉิงไม่สนใจนางด้วยซ้ำ เธอเดินผ่านโหลวซี่เหยียนเข้าเรือนด้านในไป

            โหลวซี่เหยียนมองตามแล้วก็สะบัดชายเสื้อ เดินแยกไปทางเรือนบุปผา

            “อ้าว--” โหลวซี่หวู่มองทางซ้าย แล้วก็มองทางขวา โมโหจนแทบจะกระโดด

            พี่ใหญ่ไม่ยุติธรรม เอนเอียงข้างนังหน้าผีชัดๆ นางไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่... ฮึ

            พลบค่ำคือช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดในแต่ละวัน

            แสงสีทองเส้นเล็กๆ แทงทะลุปุยเมฆ ท้องฟ้าสีน้ำเงินถูกแสงสุดท้ายแห่งสุริยาย้อมจนกลายเป็นสีแดงก่ำ ภายในสวนหินที่เต็มไปด้วยนกร้องและกลิ่นหอมตลบอบอวล ยังมีบุรุษหนึ่งที่ยืนยิ้มอย่างอารมณ์ดี เขาลอบมองไปยังผู้มาใหม่ที่กำลังจัดเสื้อผ้าและห้องพักของตน

            โหลวซี่เหยียนหยุดฝีเท้าลง พูดเสียงเบา “โม่ไป๋ ดูนางไว้ให้ดี”

            ด้วยนิสัยของนางแล้ว ไม่มีทางอยู่เชื่องๆ ในจวนอัครเสนาบดีแน่ มีปริศนาบนตัวนางมากเกินไป จนกว่าทุกอย่างจะชัดเจน จะปล่อยให้นางอยู่นอกการควบคุมของเขาไม่ได้เด็ดขาด

            “ขอรับ” โม่ไป๋รับคำเรียบร้อยก็จางหายไปท่ามกลางภูเขาหินอย่างรวดเร็ว คนตัวเป็นๆ หายไปต่อหน้าในเสี้ยววินาที ใครเห็นก็ต้องกลัวทั้งนั้น แต่โหลวซี่เหยียนกลับชินซะแล้ว เขาจัดกระบอกเสื้อจนเรียบร้อย รอยยิ้มในแววตาจางลง ชายหนุ่มเดินย่ำเท้าไปยังอีกเรือน

            โหลวซี่เหยียนเพิ่งจะเดินเข้ามา เยี่ยนหยูเซียนที่นั่งอยู่ด้านในก็เห็นเขาทันที แสงสายัณห์ส่องมาจากด้านหลัง ทำให้เขาคล้ายกับเดินคู่มากับแสง หมวกครอบบนศีรษะประดับด้วยหยกขาว ชุดคลุมยาวปักลายทองขับเน้นให้ชายหนุ่มดูสง่าน่าเกรงขาม โดยเฉพาะรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่ประดับอยู่ตรงมุมปาก ทั้งอ่อนโยนเบาบางดุจขนนก ทั้งกดลึกเข้าไปในจิตใจ... ทุกครั้งที่เห็น ล้วนทำให้นางใจเต้นมิเป็นตัวของตัวเอง

            โหลวซี่เหยียนยังไม่ทันเข้ามา เยี่ยนหยูเซียนหรืออีกตำแหน่งก็คือ ‘องค์หญิงแห่งเฉาหยิน’ ผู้เป็นพระขนิษฐาแห่งองค์ฮ่องเต้ ก็ค่อยๆ เคลื่อนร่างขึ้นยืนรอเขาเสียแล้ว กระโปรงยาวสีทองอ่อนส่ายไหวตามการเคลื่อนตัวของนาง ผมที่เรียบแปล้สะบัดปลายเล็กน้อย นางยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น จริตอ่อนช้อยเต็มไปด้วยความอ่อนหวานนั้นพอที่จะทำให้ใครๆ ลุ่มหลง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหน้าตาที่โดดเด่นดุจจันทร์แต้มนั่น

            เมื่อเยี่ยนหยูเซียนลุก...เซเซียนซินก็รีบยืนขึ้นตาม คุณแม่รองรีบเอ่ยปากกับลูกบุญธรรมที่นางเห็นมาแต่เล็กแต่น้อย “ซี่เหยียนกลับมาแล้วรึ เจ้าปล่อยให้องค์หญิงแห่งเฉาหยินรอคอยตั้งนาน”

            โหลวซี่เหยียนพยักหน้าให้เซเซียนซินเบาๆ แล้วก็หันไปคำนับเยี่ยนหยูเซียนเล็กน้อย “คำนับองค์แห่งหญิงเฉาหยิน”

            เยี่ยนหยูเซียนก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว รีบเอ่ยห้าม “ท่านพี่เหยียน อย่าได้พิธีรีตองเกินไป”

            เซเซียนซินแอบดีใจลึกๆ เพียงมองดูก็รู้ว่าหัวใจขององค์หญิงแห่งเฉาหยินอยู่ที่ซี่เหยียนเพียงผู้เดียว หากทั้งคู่ได้สมรสกันก็จะประเสริฐยิ่ง สกุลโหลวจะได้เป็นหนึ่งเดียวในราชสำนัก ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ นางนึกอย่างอารมณ์ดี แล้วจึงพูดทิ้งท้ายเปิดโอกาสให้หนุ่มสาว “พวกเจ้าคุยกันไปก่อน ข้าขอตัวไปดูว่าอาหารเย็นเตรียมไปถึงไหนแล้ว”

            เซเซียนซินจากไปอย่างยินดีปรีดา เยี่ยนหยูเซียนเผชิญกับสายตาคมกริบของท่านอัครเสนาบดีโหลวแล้ว ใบหน้านางก็แดงก่ำโดยไม่รู้ตัว นางรีบชี้มือไปยังยาหลายชนิดที่วางอยู่ข้างกาย พูดอธิบายเสียงอ่อนนุ่ม “ฤดูใบไม้ผลิแล้ว เซียนเอ๋อกลัวว่าโรคของพี่เหยียนจะกำเริบอีก ก็เลยอาสาเอายามาให้ ยาพวกนี้เสด็จแม่เป็นคนกำกับให้ท่านหมอที่เก่งที่สุดในวังหลวงปรุงขึ้นมาเป็นพิเศษ ท่านต้องรักษาสุขภาพให้ดี อย่าโหมงานหนักเกินไปนัก”

            ทุกครั้งที่ได้ยินว่าพี่เหยียนโรคเก่ากำเริบเข้าเฝ้าไม่ได้ นางรู้สึกร้อนรนกระวนกระวายในใจยิ่ง เป็นห่วงเขาไปสารพัดอย่าง

            โหลวซี่เหยียนมองยาบนโต๊ะ น้ำเสียงที่พูดตอบเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง “ขอบพระทัยไทเฮาและองค์หญิงที่ทรงเมตตา กระหม่อมจะดูแลรักษาตัวเองเป็นอย่างดี”

            เขายังคงยืนกรานจะเรียกนางว่าองค์หญิง ยืนกรานจะลดตนเองลงไปเป็นข้าราชบริพารตลอดให้ได้เลยใช่ไหม?

            นางตามรบเร้าพัวพันเขามาหลายปีเช่นนี้เขาไม่เคยรู้สึกอันใดเลยจริงๆ หรือ?

            ได้ยินมาว่าเสด็จพี่มอบโฉมงามอันดับหนึ่งในแผ่นดินให้เขา จากนี้ไปเขาคงยิ่งดูแคลนนางกระมัง?

            เยี่ยนหยูเซียนรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก ฝ่ามือเรียวบางที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อสั่นระริก ทั้งกำแน่นและคลายออก ดวงตากลมโตมองดูโหลวซี่เหยียนอย่างเต็มไปด้วยความหวัง “วันที่สิบห้าเดือนหน้าทูตจากเป่ยฉีจะมาที่ฉงเยว่ พี่เหยียนจำได้ไหมว่าวันนั้นตรงกับวันเกิดอายุครบสิบหกปีของข้าพอดี หากวันนั้นท่านมาร่วมงานในวัง รบกวนมาหาข้าที่ตำหนักด้วยได้หรือไม่...เพียงครู่เดียวเท่านั้น...”

            โหลวซี่เหยียนยิ้มอย่างอ่อนโยน มองสบดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเยี่ยนหยูเซียนแล้วเอ่ยเบาๆ “องค์หญิงเฉาหยินอย่าได้ทรงเป็นกังวลเลยพ่ะย่ะค่ะ ต่อให้กระหม่อมไม่ไป ฝ่าบาทกับไทเฮาไม่มีทางลืมวันคล้ายวันประสูติขององค์หญิงได้แน่”

            “แล้วท่านจะมาหาข้าที่ตำหนักชิงเซียนหรือไม่?” คนอื่นจะจำวันเกิดนางได้หรือไม่นางล้วนไม่สนใจ เพียงสนใจว่าเขาจะให้ความสำคัญกับมันหรือไม่เท่านั้น

            เขานิ่งค้างไปครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดุจเดิม “ราชทูตมาเยือน เกรงว่าตอนนั้นฝ่าบาทคงมีราชกิจมากมายที่รอให้กระหม่อมไปช่วยสะสาง จึงมิอาจปลีกตัวไปเข้าเฝ้าองค์หญิงที่ตำหนักได้สะดวก แต่กระหม่อมจะให้คนนำของขวัญไปถวายให้พระองค์แทน”

            ของขวัญ?

            นางไม่ใช่เด็กคนเดิม ที่จะล่อด้วยของขวัญได้อีกแล้ว!!!

            เขาปฏิเสธนางอีกครั้ง...

            “นี่ก็ค่ำมากแล้ว เซียนเอ๋อขอตัว” เยี่ยนหยูเซียนเดินออกจากเรือนบุปผาอย่างคนจิตใจชอกช้ำ สีหน้าเหม่อลอย โหลวซี่เหยียนไม่สามารถทำใจดำทนดูได้จึงได้แต่ถอนใจ “ขอให้กระหม่อมได้ส่งเสด็จ”

            องค์หญิงเป็นสตรีที่ดียิ่ง ควรจะได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้จากบุรุษที่รักนางอย่างสุดหัวใจ

            ทว่าไม่ใช่จากเขา

            “ไม่ต้อง” นางเพียงถอนใจเบาๆ แล้วหันกายจากไป

            โหลวซี่เหยียนได้แต่มองดูร่างอ้อนแอ้นถอยห่างออกไปช้าๆ เขาผละสายตาลงมาจ้องยาหลายชนิดบนโต๊ะที่กองสูงเป็นภูเขา ดวงตาพลันเย็นเยียบลง ไร้ซึ่งแววอบอุ่นอีกต่อไป

ปฐมบท 2 วิวาห์ผิดตัว(7)

ท้องฟ้ายามราตรีมีสีดำดุจหมึก

            ภายนอกเรือนมีเพียงแสงสลัวรางเลือนของดวงดาวบนท้องฟ้าเท่านั้น ในเรือนใหญ่มีตะเกียงวางไว้ดวงหนึ่ง แสงสว่างสีเหลืองนวลลอดผ่านม่านมุ้งเข้ามารางๆ ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ชัดเจนนัก

            จั๋วฉิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็มีแต่ม่านมุ้ง เธอรู้สึกสะลึมสะลือชั่วขณะ ฉับพลันก็นึกออกอย่างรวดเร็วว่าตนเองกำลังอยู่ที่ไหน

            สมกับเป็นจวนอัครเสนาบดีจริงๆ เตียงหนานุ่มผ้าอบอุ่น นี่เป็นการนอนที่สบายที่สุดตั้งแต่เธอมาอยู่ในดินแดนประหลาดแห่งนี้ จั๋วฉิงบิดขี้เกียจ เปิดม่านเตียงก่อนจะเดินเท้าเปล่าออกมานอกฉากกั้น

            บนพื้นปูพรมหนาๆ ให้ความรู้สึกนุ่มสบาย นอกฉากกั้นเป็นโต๊ะไม้กลมสีแดง เลยไปอีกยังมีตั่งยาวหนึ่งตัว ข้างฉากกั้นมีคันฉ่องกรอบทองแดงที่สูงเท่ากับความสูงของคน

            จั๋วฉิงได้แต่อัศจรรย์ใจ คิดไม่ถึงเลยว่าทองแดงจะสามารถฝนให้เรียบขนาดนี้ได้ แม้คันฉ่องจะใสสู้กระจกไม่ได้ แต่ก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตประจำวัน... เฮ้อ ของพวกนี้ถ้าเอาไปเปิดประมูลใน ‘อีเบย์’ คงจะมีสนนราคามิใช่น้อย

            เธอเคลื่อนกายไปยืนอยู่หน้าคันฉ่อง ถือโอกาสมองดูร่างกายที่ตัวเองอาศัยมาหลายวันนี้สักที

            คิ้วเรียวโค้งคล้ายใบหลิว สันจมูกสูงโด่ง พวงแก้มขาวนวลสมบูรณ์แบบ สิ่งที่จั๋วฉิงชอบที่สุดในร่างนี้คือดวงตา ไม่ใหญ่เกินไปนัก แต่ใสดุจ

คริสตัล เปล่งประกายระยิบระยับราวหยดน้ำค้างต้องแสง ริมฝีปากอิ่มบางงอนเชิดน้อยๆ ดูแล้วมีน้ำมีนวล

            โลกปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลากหลายที่จะเนรมิตความสวยให้ออกมางามเท่าใดก็ได้ ทุกๆ ปีมีดาราดาวเด่นเกิดใหม่นับไม่ถ้วน ตัวเธอเองก็ถือว่าเป็นคนสวยเอาการ แต่สำหรับหน้าตาผู้หญิงคนนี้ถือได้ว่างามชนิดที่หาตัวจับยาก หากว่าแต่งดีๆ สักหน่อย สามารถโกหกว่าเป็นนางฟ้าได้สบาย

            แต่น่าเสียดายที่รอยมีดสองรอยบนแก้มขวาได้ทำลายความงามนี้ไปเสีย เอาเถอะ ยังไงซะตอนนี้ก็ใช้ร่างกายนี้อยู่ แม้เธอเองจะไม่รู้สึกว่าน่าเกลียดนัก แต่ก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ หน้าใบนี้ดูอ่อนเยาว์ เต็มที่ก็คงสิบหกถึงสิบเจ็ดปีเท่านั้น

            หญิงสาวหัวเราะเยาะตัวเอง คิดดูแล้วเธอได้กำไรชัดๆ

            จู่ๆ สาววัยปลายยี่สิบก็ได้มาอยู่ในร่างสาวงามอายุสิบกว่าซะงั้น

            จั๋วฉิงคว้าเส้นผมที่ยาวแตะสะโพกขึ้นมามองดู หัวเราะฝืดๆ ผมยาวขนาดนี้เธอขอยอมแพ้ หญิงสาวนึกสนุกดึงคอเสื้อออกกว้าง ก่อนจะก้มศีรษะมองไป เมื่อได้เห็นแล้วก็อดไม่ไหวถึงกับต้องผิวปากหวืออย่างอารมณ์ดี

            โอ้โห...เด็กคนนี้กินอะไรมาเนี่ย

            กะดูด้วยสายตาอย่างน้อยก็สามสิบสี่นิ้วแน่นอน

            คัพ D ซะด้วยคุณน้อง

            แหม…รูปร่างดีเกินไปแล้วนะยะหล่อน

            คุณหมอสาวยังคงสำรวจตนเองอย่างขะมักเขม้น ด้านนอกหน้าต่างเรือนที่แง้มไว้ครึ่งหนึ่งพลันปรากฏแสงจ้าแสบตาตรงนั้นทีตรงนี้ที เธอสงสัยจนต้องเดินไปแง้มประตูเปิดออกดู

            เรือนที่มีแสงไฟส่องนั้นมีทะเลสาบเล็กๆ กั้นกลางกับตึกหลังหนึ่ง ดูแล้วน่าจะเป็นหนึ่งในบรรดาหลายเรือนของจวนนี้ ไม่รู้ว่าฝั่งตรงข้ามเกิดอะไรขึ้น นอกเรือนถึงมีคนรวมตัวกันตั้งสิบกว่าคน ในเรือนจุดไฟสว่างไสว

            ก่อนนอนเธอไล่สาวใช้ออกไปหมดแล้ว ตอนนี้กลับรู้สึกหิวจนท้องร้อง จั๋วฉิงเรียงลำดับสิ่งที่ต้องทำในใจ อันดับแรกอยากไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น อันดับสองก็คือหาอะไรกินเสียหน่อย คิดได้ดังนั้นเธอก็เปิดประตูออก เดินไปทางตึกสามชั้นฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว

            ระยะทางดูไปเหมือนไม่ไกล แต่สะพานยาวที่คดไปเคี้ยวมาเหนือทะเลสาบทำให้หญิงสาวถึงกับหอบ...คนที่นี่เนี่ยยังไงกัน สร้างอะไรที่มันตรงๆ ไม่เป็นรึไง... กว่าจะเดินมาหน้าตึกได้ก็ปาไปสิบกว่านาที

            ทุกคนที่ยืนอยู่รายรอบตึกนั้นล้วนมีสีหน้าเป็นกังวล มองจ้องไปด้านในอย่างกระวนกระวาย เธอจำคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดนั้นได้ นางคือโหลวซี่หวู่ น้องสาวของโหลวซี่เหยียนที่เจอกันเมื่อตอนบ่ายนั่นเอง

            “เอ่อ...ไม่ทราบว่ามีเรื่องใดเกิดขึ้นหรือ?” จู่ๆ มีน้ำเสียงเย็นเยียบของหญิงสาวดังขึ้น ทำเอากลุ่มคนที่ประสาทตึงเครียดอยู่แล้วตกใจกันไปใหญ่

            โหลวซี่หวู่หันกลับมา ครั้นพอเห็นว่าอีกฝ่ายคืออนุคนใหม่ของพี่ชายก็ตอบอย่างรำคาญ “หลีกไปนางหญิงอัปลักษณ์ ตอนนี้ข้าไม่มีเวลามาสนใจเจ้า”

            จั๋วฉิงยักคิ้วเล็กน้อย ตอบกลับอย่างไม่สนใจ “ได้ งั้นข้าเข้าไปดูเอง” พูดจบก็เดินไปทางเรือนเล็กอย่างโจ่งแจ้ง

            นาง—กล้า—มาก

            โหลวซี่หวู่คืนสติกลับมา รีบพุ่งขึ้นไปขวางอยู่หน้าจั๋วฉิง “ห้ามเจ้าเข้าไป พี่ชายข้าโรคเก่ากำเริบ หมอหลวงกำลังรักษาเขาอยู่ ห้ามใครเข้าไปรบกวนเด็ดขาด”

            เธอเดาได้แต่แรกอยู่แล้วว่าโหลวซี่หวู่ต้องมาขวางแน่ แต่พอได้ยินนางบอกว่าโหลวซี่เหยียนป่วยก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย จึงเอ่ยถามเสียงเจือความเป็นห่วง “โรคอะไร?”

            ตอนบ่ายที่เขาจับเธอเอาไว้นั้นใช้แรงเยอะไม่เบา แต่สีหน้ากับลมหายใจของเขาล้วนปกติ ท่าทางไม่เหมือนคนป่วยเลยสักนิด คงไม่ได้เล่นลูกไม้อะไรอีกหรอกนะ

            เสียงดังโครมครามพร้อมเสียงของตกแตก ตามมาด้วยเสียงตะคอกลั่นออกมาจากเรือน “ออกไป” เสียงนั้นตามมาด้วยลมหายใจรุนแรง เปี่ยมไปด้วยความเย็นชาที่แฝงความกดดันและ...ดูผิดปกติ

            จั๋วฉิงตกใจ นี่คือเสียงของโหลวซี่เหยียนหรือ?

            เจ้าคนที่ชอบยิ้มนั่นน่ะนะ?

            โหลวซี่หวู่ใบหน้าซีดเผือด ตื่นเต้นจนมือสั่นขึ้นมา ดูท่าทางนางเป็นห่วงเป็นใยพี่ชายจากใจจริง หรือว่าโหลวซี่เหยียนจะป่วยจริงๆ?

            โรคอะไรสามารถทำให้คนที่ปกติจะอ่อนโยนอบอุ่นเกิดบ้าคลั่งได้ขนาดนี้?

            ขณะที่เธอมัวแต่สงสัย จู่ๆ ประตูเรือนเล็กก็เปิดออกในทันใด ร่างกายสูงใหญ่ของโม่ไป๋ปรากฏขึ้น ใบหน้าที่ปกติเย็นชาอยู่แล้วตอนนี้กลับเย็นเยียบยิ่งขึ้น เขาเชิญผู้หญิงวัยประมาณสามสิบกว่าออกจากเรือนด้วยกิริยาหยาบคายเล็กน้อย ผู้หญิงคนนั้นกลับไปอย่างไม่เต็มใจนัก เสียดายที่บ่ากว้างกำยำของโม่ไป๋บดบังสายตาเธอเอาไว้ จึงเห็นเพียงว่าผู้หญิงคนนั้นจ้องเขาเขม็ง ก่อนจะเดินออกไปอย่างโมโห อีกเพียงครู่ก็มีชายชราสวมเสื้อคลุมสีเขียวเดินออกมาด้วยสีหน้ากังวล แล้วประตูก็ปิดลงอีกครั้ง

            พอเห็นชายชราเดินออกมา โหลวซี่หวู่ก็รีบพุ่งเข้าไปหาทันที “ท่านหมอหลวงหยาง พี่ชายข้าเป็นเช่นไรบ้าง?”

            หยางมู่ส่ายหัว เอ่ยด้วยน้ำเสียงถอนใจ “ท่านอัครเสนาบดีโรคเก่ากำเริบ คราวนี้เร็วกว่าปีก่อนๆ ซ้ำทั้งหนักทั้งแรงกว่าปกติ ข้าน้อยก็ทำอะไรไม่ได้มาก ตอนนี้ก็ได้แต่ป้อนยาที่ปีก่อนเคยป้อนตอนโรคกำเริบ ข้าน้อยจะประชุมกับหมอหลวงคนอื่นๆ หลังจากพูดคุยกันอย่างละเอียดแล้ว ค่อยทดลองปรับเปลี่ยนเป็นยาตัวใหม่ดู”

            พอฟังที่หยางมู่พูด แม่รองก็เริ่มสั่งการ “โชคดีที่วันนี้องค์หญิงส่งยามา พวกเจ้ารีบไปต้มยามาเดี๋ยวนี้”

            “ขอรับ” คนใช้ที่เฝ้าอยู่ข้างๆ รีบวิ่งออกนอกเรือนไป

            หยางมู่หันกายกลับไป รีบพูดเสียงต่ำกับหนุ่มน้อยสองคนที่อยู่ด้านหลัง “พวกเจ้าทั้งสอง รีบไปเชิญหมอหลวงหลิว หมอหลวงหลี่ หมอหลวงฟู่มาที่จวนอัครเสนาบดีเดี๋ยวนี้เลย” ถ้าเกิดท่านอัครเสนาบดีเป็นอะไรไปล่ะก็ คนที่ต้องตายด้วยไม่ได้มีเพียงพวกเขาไม่กี่คนแน่นอน

            “ขอรับ” เด็กหนุ่มทั้งสองคนพยักหน้าถี่ ทำท่าจะออกวิ่ง ทว่าน้ำเสียงเย็นเยียบอีกเสียงหนึ่งกลับขัดเอาไว้

            “ท่านทั้งสองอยู่ช่วยที่นี่เถิด ข้าส่งคนไปเชิญจะเร็วกว่า”

            หยางมู่เงยหน้าเบนสายตามองไป ผู้พูดคือจิ่งซาพ่อบ้านจวน

อัครเสนาบดี ผู้คนเล่าลือกันว่า ข้ารับใช้ในจวนอัครเสนาบดีนั้นยิ่งใหญ่กว่าขุนนางขั้นเจ็ดเสียอีก อีกฝ่ายยังเป็นพ่อบ้านของจวนอีกด้วย หมอหลวงเช่นเขาได้แต่ทำมือคำนับ ตอบกลับอย่างนอบน้อม “เช่นนั้นก็รบกวนพ่อบ้านจิ่งด้วย”

            จิ่งซาผงกหัวเล็กน้อยตามมารยาท พูดเสียงต่ำกับชายชุดเทาด้านหลังอยู่หลายคำ

            ชายผู้นั้นวิ่งออกจากเรือนไปอย่างรวดเร็ว

            ในห้องมีเสียงหายใจหอบรุนแรงดังมาตลอด ดวงตาคล้ายผลซิ่ง9 ของโหลวซี่หวู่จ้องไปยังเรือนหลังเล็กอย่างกระวนกระวาย ในใจร้อนรน นางหักนิ้วตัวเองโดยไม่รู้ตัว นิ้วมือเรียวเล็กถูกนางบีบลั่นจนทั้งบวมทั้งแดง

ดูเหมือนนางจะไม่รู้สึกเจ็บเสียด้วยซ้ำ ดวงตาฉ่ำน้ำดูน่าเวทนายิ่ง นางอ้อนวอนเสียงต่ำพร่า “หมอหลวงหยาง ขอให้ข้าเข้าไปดูพี่ใหญ่ได้หรือไม่”

            “นี่....” หยางมู่หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง แต่ผู้หญิงที่อยู่ข้างกายเขากลับร้องออกมาอย่างรำคาญ “ซี่เหยียนกำลังทรมานอยู่ เจ้าเข้าไปทำไม ช่วยอะไรเขาไม่ได้ มีแต่จะเกะกะเท่านั้น”

            โหลวซี่หวู่จ้องเธออย่างไม่พอใจ พูดอย่างโมโห “ทีเจ้ายังเข้าไปได้”

            สตรีนางนั้นเชิดหน้าเล็กน้อย ตอบกลับด้วยสีหน้าโอหังยิ่ง “แล้วข้ากับเจ้าเหมือนกันรึ? ข้าคือมารดาของซี่เหยียนนะ มีข้าอยู่ข้างกายย่อมช่วยให้เขาสงบใจลงได้”

            มารดา?

            จั๋วฉิงที่สนุกกับการมุงดูตกใจจนตาแทบจะหลุดจากเบ้า

            ผู้หญิงคนนี้ดูแลตัวเองยังไงนะ?

            หรือว่าคนที่ชอบประชดเหน็บแนมมักจะอารมณ์ดี ก็เลยดูอ่อนวัย?

            คุณหมอสาวเริ่มเดาไปต่างๆ นานา โหลวซี่หวู่พลันตะคอกอย่างมิอาจทนได้อีกต่อไป “ท่านแม่รอง ข้าสิเป็นน้องสาวแท้ๆ ของพี่ใหญ่ จะว่าช่วยทำให้สงบใจ ก็ต้องเป็นน้องสาวอย่างข้านี่ที่อยู่ข้างกายเขา ไม่ใช่คนนอกอย่างท่าน”

            อ๋อ แม่บุญธรรม... ในหนังเขาเรียกกันว่าอะไรนะ?

            เมียน้อยเจ้าคุณพ่อใช่ไหม?

            จั๋วฉิงยิ้มกว้าง เงี่ยหูฟังต่อ

            เซเซียนซินสีหน้าแดงก่ำขึ้นในทันใด นางเด็กนี่กล้าหักหน้านางต่อหน้าคนรับใช้มากมาย หากไม่กำราบลงตอนนี้ แล้วพวกคนรับใช้จะเกรงกลัวนางได้อย่างไร นางจะเอาหน้าไปไว้ไหน... เซเซียนซินกระแอมเย็นเยียบ พูดเสียงดัง “โอหังขึ้นทุกวัน ข้าคือนายหญิงของบ้านนี้ คำสั่งเด็ดขาด บอกห้ามเข้าไปก็ห้ามเข้าไป”

            ปกติเซเซียนซินอยากเป็นใหญ่โหลวซี่หวู่ก็ปล่อยนางทำไป แต่วันนี้กลับมาขวางไม่ให้นางได้พบกับพี่ชาย โหลวซี่หวู่ไม่สามารถยอมได้อีกแล้ว คำพูดด่าว่าล้วนหลุดปากออกมาโดยไม่สนใจว่าจะมีใครได้ยินหรือไม่ “เจ้า....มันก็แค่บ้านรอง เมียน้อย เป็นฮูหยินชั้นต่ำ เจ้าใหญ่จากไหนถึงไม่ให้ข้าเข้าไป!”

            เอ้า เผากันเข้าไป...จั๋วฉิงนึกขำ

            ยุคสมัยนี้ลูกสามเมียสี่เป็นเรื่องปกติ เสียก็แต่เมียน้อยคนนี้จะดูโอหังไปหน่อย วางก้ามกับลูกเมียหลวงซะได้... จั๋วฉิงหาวทีหนึ่ง ความง่วงเริ่มเข้าจู่โจมอีกครั้ง แม้ตรงหน้าจะมีสงครามน้ำลายที่น่าดู แต่ว่าตอนนี้กระเพาะนางกลับน่าเป็นห่วงยิ่งกว่า จั๋วฉิงตัดสินใจไปหาอะไรกินก่อน

            เพี้ยะ!

            จั๋วฉิงเพิ่งก้าวได้ก้าวเดียวก็ยินเสียงดังลั่น คุณหมอสาวหันหน้าไปมองโดยอัตโนมัติ เห็นเพียงโหลวซี่หวู่มือหนึ่งกุมหน้าไว้ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความตกใจและอับอาย น้ำตาไหลออกมาจากเบ้าทีละหยด

            อ้าว…ฉิบหายแล้ว เธอนึกตกใจแทน

            มือคนตบเองก็สั่นรุนแรงเช่นกัน แววตาฉายความไม่สบายใจ น้ำเสียงก็สั่นโดยไม่รู้ตัว “อย่าคิดว่านายท่านไม่อยู่บ้านบ่อยๆ ซี่เหยียนโอ๋เจ้า เจ้าก็ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียแล้ว ในเมื่อบิดาเจ้าไม่อยู่สั่งสอนเจ้าในครั้งนี้ ข้า...ข้าผู้เป็นนายหญิงของบ้านนี้จะสั่งสอนเจ้าเอง”

            ผู้คนยืนอยู่เต็มสวน ทว่ากลับไม่มีใครกล้าส่งเสียง ได้แต่ยืนเงียบกริบกันหมด

            ความขัดแย้งเพิ่มระดับขึ้นแล้ว แต่สาเหตุที่จั๋วฉิงตัดสินใจไม่สนใจกระเพาะตนเองอยู่ดูต่อไม่ใช่เพราะภาพตรงหน้า ทว่าเป็นเพราะท่านพ่อบ้านจิ่งที่มองดูเหตุการณ์อย่างเฉยชามาตลอดกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันควัน ทันทีที่โหลวซี่หวู่ถูกตบนัยน์ตาของจิ่งซาก็เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ประหนึ่งจะเผาคนให้ตายทั้งเป็นได้เพียงแค่มองดู

            “เจ้า...เจ้ากล้าตบข้า” ได้ยินเพียงเสียงตะโกนก้อง

            โหลวซี่หวู่พุ่งตัวเข้าไป คว้าผมเซเซียนซินมาเต็มกำมือ แย่งยื้อกันวุ่นวาย นางกดตัวมารดาเลี้ยงไว้ด้านล่าง แล้วลงมือปล่อยหมัดรัว

            “อ๊า” เซเซียนซินกรีดร้องเสียงดังอย่างตกใจ “เด็กๆ อยู่ไหนกันหมด รีบจับนางเร็วเข้า พวกเจ้ากล้าขัดคำสั่งข้ารึ!”

            ไม่รู้ว่าเพราะปกติแล้วเซเซียนซินทำตัวแย่เกินไป หรือคนรับใช้ต่างตะลึงงันกันไปหมดก็ไม่ทราบ รอจนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่พวกเขาจึงเพิ่ง ‘คืนสติ’ เข้าไปแยกโหลวซี่หวู่ออกมาแล้วช่วยกันกล่อม “คุณหนูใจเย็นๆ ขอรับ”

            ถูกคนรับใช้ลากออกมาแล้วโหลวซี่หวู่ก็ยังไม่สาแก่ใจ ใช้เท้าย่ำไปอีกหลายที จึงค่อยสลัดคนรอบตัวออกก่อนเท้าสะเอวด่า “ปล่อยมือ! เซเซียนซิน เจ้าบังอาจตบข้า ข้าจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ”

            สุดยอด! จั๋วฉิงแทบจะปรบมืออยู่แล้ว

            เด็กคนนี้ ‘แรง’ ดี เธอชอบ

            แต่ว่าโหลวซี่เหยียนก็อดทนล้ำเลิศเหลือเกิน ข้างนอกแม่เลี้ยงกับน้องสาวตบกันจะตายอยู่แล้ว ยังไม่ออกมาห้าม หากว่าเขาแกล้งป่วย อย่างน้อยก็ส่งเสียงปรามสักหน่อยก็ยังดี

            เอ…หรือว่า...เขาป่วยหนักมากจริงๆ?

            เธอครุ่นคิดอยู่เงียบๆ แล้วจึงตัดสินใจจะเข้าไปดูว่าโหลวซี่เหยียน ทำอะไรอยู่กันแน่

            เซเซียนซินลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อก็ยับหมด รอยเล็บสีแดงๆ บนคอก็แสดงถึงความรุนแรงของศึกเมื่อครู่ได้ชัดเจน

            หึ! โหลวซี่หวู่ คิดว่าข้ากลัวเจ้ารึไง

            หากวันนี้ไม่ได้สั่งสอนเจ้า ก็ไม่ใช่ข้าแล้ว!

            นางสูดลมหายใจลึกหลายครั้ง ก่อนจะหันหน้าไปอีกทาง ไม่มองโหลวซี่หวู่อีก ตะโกนก้อง “จิ่งซา”

            จิ่งซาปิดบังแววเย็นเยียบ ก้าวมาหนึ่งก้าว “ขอรับฮูหยินรอง”

            เซเซียนซินมองดูจิ่งซา น้ำเสียงยามพูดกังวานน่าเกรงขาม “บ้านสกุลโหลวไร้ระเบียบแล้วรึไง ลูกสาวถึงได้ลงมือตีมารดา นายท่านไม่ค่อยอยู่บ้าน ซี่เหยียนเองก็ป่วยหนัก พ่อบ้านจิ่ง ข้าขอถามเจ้า...ตามกฎบ้านสกุลโหลวแล้ว ผู้น้อยละเมิดผู้ใหญ่ เด็กหญิงที่ไร้ระเบียบมารยาทแบบนี้ ต้องทำเช่นไร?”

            จิ่งซาสีหน้าคงเดิม ในใจกลับหนักใจนัก แม้เซเซียนซินจะแย่แค่ไหน นางก็ยังเป็นภรรยาของนายท่าน วันนี้ที่คุณหนูทำอย่างนี้ หากจะว่าตามกฎจริงๆ ก็ต้องโบยถึงห้าสิบที กักบริเวณอีกสิบวัน

            โทษทัณฑ์หนักหนาขนาดนี้...

            จิ่งซาไม่ส่งเสียง เซเซียนซินก็ไม่รีบ นางจะดูว่าเขาจะเงียบได้นานแค่ไหน

            ก่อเรื่องเองรับเคราะห์เอง นางตีเซเซียนซินจริงๆ ที่เหลือก็แค่ลงโทษเท่านั้น นางกล้าทำกล้ารับอยู่แล้ว!

            โหลวซี่หวู่ทนดูจิ่งซาลำบากใจไม่ได้ จึงกัดฟันอดทน กำลังจะเอ่ยปาก พลันมีเสียงหญิงสาวที่สบายอกสบายใจขัดกับบรรยากาศโดยรอบดังโพล่งขึ้นมา “ตอนนี้โหลวซี่เหยียนยังไม่สิ้นใจแต่คิดว่าคงจะใกล้แล้วล่ะ ยามเขากำลังเป็นตายไม่แน่ชัด ทุกคนกลับมานั่งพูดเรื่องกฎบ้านกันอย่างรื่นเริง เอาอย่างนี้ไหม มิสู้เข้าไปทะเลาะข้างในให้คนใกล้ตายเห็นกันไปเลย ดีไม่ดี... เขาจะได้ไม่กล้าตายตาหลับยังไงล่ะ”

            ทุกคนขนลุกกันให้พรึ่บ นางถือเป็นคนแรกที่กล้าแช่งอัครเสนาบดีให้ตายที่บ้านสกุลโหลว

            “เจ้าเป็นใคร? โผล่มาจากไหน?” ผู้หญิงที่จู่ๆ ก็โผล่มาตรงหน้า สวมเสื้อกลาง10 สีขาวทั้งตัว ผมก็ไม่รวบ ท่วงท่าสบายๆ ไม่เข้ากับบริเวณโดยรอบเลย โดยเฉพาะใบหน้าน่าเกลียดนั่น พอมาเห็นดึกๆ ดื่นๆ ช่างเพิ่มความสยองขวัญให้ผู้คนยิ่ง

            จั๋วฉิงสองมือกุมขมับ ทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงหัวเราะอย่างสบายใจ “ตามทฤษฎีความน่าจะเป็น... ข้าคิดว่าตัวเองเป็นฮูหยินคนใหม่ของบ้านหลังนี้นะ”

            “ว่าไงนะ?” เซเซียนซินสะดุ้งในใจ

            ถลึงตาจ้องผู้มาใหม่แฝงแววรำคาญ ผู้หญิงคนนี้ไม่เห็นนางอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ “หญิงบ้านี่มาจากไหนกัน กล้ามากำเริบเสิบสานที่จวนอัครเสนาบดีได้อย่างไร ไล่นางออกไปเดี๋ยวนี้”

            “หยุดเดี๋ยวนี้!” โหลวซี่หวู่รีบชี้ไปยังจั๋วฉิง ร้องเสียงก้อง “นางคือผู้หญิงของท่านพี่ ใครกล้าไล่นางออกไปรึ” แม้ตัวเองจะเกลียดหญิงอัปลักษณ์ผู้นี้เช่นกัน แต่เมื่อเทียบกันแล้ว แม่รองนั้นน่ารังเกียจยิ่งกว่า วันนี้จะขอหักหน้านางหน่อยเถอะ

ปฐมบท 2 วิวาห์ผิดตัว(8)

คนรับใช้มองหน้ากันไปมา

            จั๋วฉิงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ... เป็นครั้งแรกที่เธอถูกเรียกว่าผู้หญิงของใคร การเรียกแบบนี้นี่มันช่าง...แต่เพื่อกำราบความทะนงตัวของฮูหยินคนนี้เสียหน่อย และเพื่อให้เธอได้เข้าไปในเรือนเล็กตามที่ต้องการ

            แค่นี้ก็ถือว่าหยวนกันได้   

            เธอฉีกยิ้มหวานเลี่ยน แสร้งเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ “ข้าชื่อ...ชิงเฟิง ว่ากันว่าเป็นผู้หญิงที่ฮ่องเต้ของพวกท่านมอบให้กับโหลวซี่เหยียน ถ้าหากภรรยาเอกไม่อยู่ แล้วภรรยารองได้เป็นนายหญิงของบ้านแล้วล่ะก็...ถ้า

อย่างนั้นฮูหยินรองเจ้าคะ ตอนนี้นายหญิงแห่งจวนอัครเสนาบดีได้เปลี่ยนคนเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”

            นางก็คือสาวงามที่ฮ่องเต้พระราชทานมา?

            เซเซียนซินพ่นลมออกจมูก หัวเราะเย็นเยียบ “โกหกพกลม หญิงอัปลักษณ์อย่างเจ้าไม่มีทางเป็นสาวงามที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ซี่เหยียนแน่”

            จั๋วฉิงขมวดคิ้ว แกล้งทำเป็นร้องอย่างหวาดผวา “ตายล่ะ นี่ท่านกล้าลบหลู่สายพระเนตรของฮ่องเต้แห่งฉงเยว่เชียวเรอะ?”

            “ข้า ข้า...ข้าไม่เชื่อเจ้าต่างหากเล่า” นางผู้หญิงคนนี้นี่!

            คุณหมอสาวพยักหน้าพึมพำ ตีสีหน้าไร้เดียงสาแล้วโยนคำถามให้จิ่งซา “จิ่งซา เจ้าเป็นคนตอบคำถามนี้จะดีกว่า”

            ครั้งนี้จิ่งซากลับให้ความร่วมมือดียิ่ง “ฮูหยินรอง นางคือแม่นางชิงเฟิงที่ฮ่องเต้พระราชทานให้นายท่านจริงๆ”

            เซเซียนซินร้อนรนขึ้นทันใด คิดไม่ถึงว่าหญิงคนนี้จะเป็นสาวงามจากแคว้นเฮ่าเยว่ที่ฮ่องเต้ประทานให้ซี่เหยียน อย่าว่าแต่รูปโฉมของนางเลย แม้แต่นิสัยของนางก็ไม่อ่อนโยน ดูไม่ใช่ผู้หญิงที่จะข่มเหงได้ง่าย แม่รองที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จมาแสนนานอย่างนาง จะยอมให้คนอื่นขึ้นมาเป็นใหญ่แทนตนเองได้อย่างไร

            คิดดังนั้นนางก็ได้แต่ทำไม้ทำมือ ทำท่าทางแบบผู้ใหญ่ไม่ถือสาเอาความกับผู้น้อยพลางพูดว่า “เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าเป็นหญิงพระราชทานจริงๆ ข้าก็จะไม่ทำให้เจ้าลำบากใจ แต่ว่าข้าคือมารดาของซี่เหยียน เป็นฮูหยินแม่ทัพปราบตะวันตก มีข้าอยู่... ตำแหน่งนายหญิงยังไงก็ไม่ใช่เจ้า รู้แล้วก็กลับไปที่เรือนอาศัยของเจ้าซะ”

            แม่รองคนนี้กำลังหาทางลงให้เธออยู่หรือ?

            จั๋วฉิงรู้สึกตลกจนเกือบจะขำออกมา นี่ถ้าไม่เพราะอยากจะเข้าไปดูว่าโหลวซี่เหยียนกำลังเล่นลูกไม้อะไรอยู่ล่ะก็ เธอจะเสี่ยงออกมาชนให้คนอื่นหมายหัวทำไมเล่า?

            ตอนนี้เธอยิ่งหิวยิ่งโมโห ไม่อยากเสียเวลาเปลืองน้ำลาย ดังนั้นจึงตอบไปอย่างไม่ไว้หน้า หักบันไดที่อีกฝ่ายยื่นให้โดยสิ้นเชิง “ท่าน...เป็นแค่ฮูหยินรองมิใช่หรือ? หากข้าจำไม่ผิดล่ะก็ ที่นี่คือจวนอัครเสนาบดี มิใช่จวนท่านแม่ทัพปราบตะวันตก และในเมื่อเป็นจวนของอัครเสนาบดี ผู้หญิงของท่านอัครเสนาบดี ก็ต้องเป็นนายหญิงของที่นี่จึงจะถูก ดังนั้นขอเชิญ ‘แม่รอง’ ไปพักผ่อน ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสงบในห้องนอนส่วนตัวเถอะเจ้าค่ะ”

            “เจ้า!” มากเกินไปแล้ว หญิงคนนี้บังอาจแช่งให้นางตายทางอ้อม!

            เซเซียนซินโกรธจนหูตาแดงก่ำ เอ่ยคำออกมาแทบไม่เป็นภาษา จั๋วฉิงกลับหัวเราะชอบใจ แกล้งพูดเสียงอ่อนหวานที่ดัดจนเลี่ยนขนาดตัวเองยังระอา “แม่รองอายุมากแล้วต้องดูแลสุขภาพให้ดีๆ ด้วยนะเจ้าคะ

เอาล่ะ...ข้าขอเข้าไปดู ‘สามี’ ก่อน แม่รองแก่แล้ว เดินกลับระวังจะหกล้มกระดูกกระเดี้ยวหักด้วย... ไม่ส่งนะ” พูดจบก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองผลงานตนเองด้วยซ้ำ

            ทิ้งให้เซเซียนซินโมโหจนแทบจะเป็นลม โดยมีโหลวซี่หวู่หัวเราะเสียงก้องอยู่ข้างๆ ไม่ไว้หน้านางแม้แต่น้อย

            โหลวซี่หวู่ถือโอกาสนี้เดินตามจั๋วฉิงเข้าไปในเรือนเล็กอย่างรวดเร็ว

            ดวงตาฉายแววเคียดแค้นของเซเซียนซินจ้องถมึงทึงไปยังเรือนร่างขาวผ่องอ้อนแอ้น มือนางกำแน่น เล็บเรียวแหลมแทงลึกเข้าเนื้อ...

            ดี! ชิงเฟิง! เจ้ากล้าเป็นศัตรูกับข้า มาดูกันว่าใครจะได้ตายก่อนใคร!

            จั๋วฉิงไม่สนใจสายตาเคียดแค้นที่ด้านหลังเลยสักนิด

            เธอเดินไปข้างประตู พูดเสียงเบากับหมอหลวงที่ดูงิ้วหลงโรงจนตัวแข็งค้าง “ท่านหมอ ขอข้าดูเขาจากด้านนอกก็พอ ไม่รบกวนการรักษาของพวกท่านหรอก”

            หยางมู่คืนสติกลับมา รีบพยักหน้าแล้วตอบ “ได้ขอรับ”

            หญิงคนนี้แม้จะเสียโฉม แต่กลับมีปฏิภาณไหวพริบในการเจรจาพาที เมื่อครู่นางใช้วาจาคมกริบทิ่มแทงผู้คนแก้ไขเอาตัวรอดได้ ตอนนี้ก็ยังเข้าอกเข้าใจคน รู้หลบรู้หลีก เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา เขาผู้เป็นหมอหลวงเห็นศึกสตรีในวังมามาก ไม่ว่ามารยาเล่มเกวียนใดเขาก็ล้วนมองออกทั้งสิ้น

            ได้ทีอย่ารุกสุดทาง นั่นแหละหลักแห่งการใช้ชีวิต

            ประตูหน้าห้องเปิดออก จั๋วฉิงเดินนำเข้าไปก่อน สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาของเธอคือโต๊ะเก้าอี้รับแขก บนกำแพงมีภาพเขียนอักษรหลายแผ่น เป็นการตกแต่งอย่างเรียบง่ายแฝงด้วยกลิ่นอายของผู้ทรงภูมิ มีฉากกั้นขนาดใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางความสลัวราง พอจะดูออกว่าข้างในกว้างขวางกว่าข้างนอกมาก แต่แสงน้อยขนาดนี้ทำให้มองไม่ค่อยเห็นการจัดวางข้าวของสักเท่าไหร่

            หมอหลวงกับผู้ช่วยพากันเดินเข้าไป จั๋วฉิงกับโหลวซี่หวู่ได้แต่รออยู่ข้างนอก... ทั้งสองยืนอยู่นอกฉากกั้น มองอะไรข้างในไม่เห็นชัดเจนนัก ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องเข้าเพียงเล็กน้อย สิ่งที่ชัดก็มีเพียงร่างกายกำยำของโม่ไป๋ที่เฝ้าอยู่ข้างเตียง หมอหลวงเฒ่านั่งจับชีพจรอยู่หน้าเตียงพลางตั้งใจฟังอย่างละเอียด มีเสียงหอบหายใจดังขึ้นหนักๆ ราวกับอาการกำเริบของโรคหอบหืด

            แต่เพราะมองไม่เห็นผู้ป่วย คุณหมอสาวจากอนาคตจึงไม่อาจวินิจฉัยโรคได้

            ยืนทื่ออยู่ตรงนี้น่าเบื่อจะตายอยู่แล้ว

            จั๋วฉิงถามโหลวซี่หวู่ นางกำลังจ้องข้างในตาไม่กะพริบ “เขาอาการกำเริบอย่างนี้เป็นประจำหรือ?”

            คงเพราะเมื่อครู่จั๋วฉิงช่วยให้นางได้ระบายแค้น โหลวซี่หวู่จึงรู้สึกดีกับหญิงผู้นี้ขึ้นมาหน่อย แม้สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่เดิม แต่ก็ยอมตอบเสียงค่อย “อาการมักจะกำเริบช่วงฤดูใบไม้ผลิ ยามปกติพี่ใหญ่ไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่พออาการกำเริบก็จะหายใจไม่ออกเช่นนี้”

            “นานแค่ไหนแล้ว”

            พอเอ่ยถึงเรื่องนี้โหลวซี่หวู่ดูเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด “เป็นโรคที่เป็นตั้งแต่เด็ก รักษามาหลายปีก็ไม่หาย”

            เป็นตั้งแต่เด็ก?

            ก็ไม่น่าจะเกิดจากเสแสร้งนะ แต่ว่าโรคหอบหืดที่เป็นแต่กำเนิดนั้นไม่ได้กำเริบตามฤดูกาลนี่?

            จั๋วฉิงครุ่นคิดเองเงียบๆ ทั้งคู่ล้วนได้ยินเสียงหายใจหอบหนักที่จู่ๆ ก็ดังมาจากข้างใน จากนั้นก็เป็นเสียงโกลาหลโครมคราม

            “นายท่าน!!!” เมื่อได้ยินเสียงร้องต่ำของโม่ไป๋ โหลวซี่หวู่ที่ร้อนใจอยู่ก็ไม่สนอะไรแล้ว พุ่งเข้าไปข้างใน จั๋วฉิงอึ้งค้างไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็สาวเท้าตามเข้าไป

            ภายในสว่างไสวด้วยแสงเทียนหลายดวง บนเตียงที่กว้างใหญ่กว่าเตียงเธอหลายเท่าปูผ้านวมไหมผืนยาวหนา ผ้านวมมีสีขาวดุจหิมะ ขับให้หน้าที่ขาวอยู่แล้วของโหลวซี่เหยียนยิ่งขาวซีดมากขึ้น ร่างของเขานอนราบอยู่บนเตียง หายใจผิดจังหวะ การหายใจเป็นแบบหายใจเข้าหนักแต่จังหวะกระชั้นถี่ มือข้างหนึ่งคว้าคอเสื้อที่หน้าอกไว้แน่น โครงหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ ผมสีดำที่รวบอยู่ครึ่งหนึ่งก็ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อเช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่หายใจ ร่างกายเขาก็ผวาขึ้นลงรุนแรงอย่างมิอาจควบคุม

            “พี่ใหญ่...” โหลวซี่หวู่ร้องไห้เสียงสั่นสะท้าน

            ยามที่เห็นโหลวซี่เหยียนอาการกำเริบเช่นนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับท่าทางโอหังเปี่ยมไปด้วยพลังในยามกลางวันของเขา จั๋วฉิงถึงปรับตัวไม่ทัน ไม่แปลกที่น้องสาวเขาจะตื่นตระหนก

            คุณหมอหยางมู่...มือหนึ่งกดร่างโหลวซี่เหยียนไว้ มือหนึ่งแบออก พลางร้องตะโกน “เร็วๆ รีบเอาเข็มของข้ามา”

            “ขอรับ” ผู้ช่วยควานหาข้าวของวุ่นวาย ในที่สุดก็เจอกล่องเข็มเงินจึงรีบส่งให้

            เมื่อรับเข็มเงินมา หยางมู่กลับไม่รู้จะฝังเข็มได้อย่างไร เพราะร่างกายโหลวซี่เหยียนขยับขึ้นลงรุนแรงตลอด ทุกครั้งที่หายใจจะขยับทั้งร่าง...หากว่าลงเข็มพลาดไปเพียงจุดเดียว แทนที่จะช่วยรักษาท่านอัครเสนาบดีโหลว กลับจะส่งเขาไปยังประตูปรภพเร็วขึ้น

            หมอหลวงพลันเกิดความลังเล มือไม้สั่น จั๋วฉิงเห็นแล้วได้แต่ส่ายหัวอย่างรำคาญ เธอก้าวยาวๆ ไปถึงเตียง และก้าวขึ้นไปบนนั้นท่ามกลางสายตาตะลึงของทุกคน และเหมือนจะทำให้ตะลึงมากขึ้นไปอีก เพราะจั๋วฉิงดันปีนข้ามร่างผู้ป่วยเข้าไปยังเตียงฝั่งใน นั่งกึ่งคุกเข่าอยู่ข้างกายโหลวซี่เหยียน สองมือเธอยันบ่าเขาไว้ อยากจะประคองเขาขึ้นมา แต่ไม่คิดเลยว่า โหลวซี่เหยียนที่มีรูปร่างสูงโปร่งกล้ามเนื้อกลับฟิตแน่น หมอนี่ตัวหนักกว่าที่เธอคิดไว้เยอะ

            พอเห็นว่าออกแรงไม่ไหวแน่แล้ว จั๋วฉิงจึงพูดกับโม่ไป๋ “เจ้าตาฟ้า ประคองเขาขึ้นมา”

            สายตาลึกลับเย็นชาของโม่ไป๋มองนางแบบไม่แน่ใจนัก

            จั๋วฉิงต้องตะคอกเสียงต่ำอีกรอบ “ถ้าไม่อยากให้เขาตายก็เร็วๆ หน่อย”

            โม่ไป๋นิ่งค้างไปเล็กน้อย สุดท้ายก็ช่วยประคองโหลวซี่เหยียนลุกขึ้น พอเขาเพิ่งจะลุกนั่งได้ จั๋วฉิงก็แกะเสื้อที่คลุมร่างเขาออก มือข้างหนึ่งนวดไล่ไปตามแผ่นหลังของเขา มืออีกข้างทาบลงบนอกที่ปราศจากเสื้ออย่างรวดเร็ว

            จู่ๆ เธอก็รู้สึกเหมือนข้อมือถูกคนคว้าไว้ พอมองไปก็เห็นว่าโหลวซี่เหยียนนั่นแหละที่จับข้อมือเธออยู่ ดวงตาเรียวยาวเบิกกว้างเต็มที่ ทั้งสองสบสายตากัน จั๋วฉิงถึงกับใจลอยไปชั่วเสี้ยววินาที

            ดวงตาที่บางทีก็ดูแฝงแววกรุ้มกริ่ม บางทีก็ดูครุ่นคิดเจ้าเล่ห์คู่นี้ ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานกลับเหมือนบ่อน้ำใส ลึกล้ำจนเธอรู้สึกร้อนใจขึ้นมา เหงื่อที่ผุดขึ้นกลางหน้าผากของเขาไหลอาบลงมาตามแก้มแล้วหยดลงบนมือของเธอพอดี ทำเอาหญิงสาวถึงกับมือไม้สั่น ส่งผลให้มือที่จับแขนเธอยิ่งกำแน่นกว่าเดิม

            ฝ่ามือนั้นไม่เย็นเยียบ หรืออ่อนโยนเหมือนเมื่อตอนกลางวัน

            เขาในตอนนี้ออกแรงคว้าเธอไว้อย่างหนัก ฝ่ามือก็ร้อนระอุดุจไฟเผา

            เห็นมือจั๋วฉิงหยุดอยู่ตรงอกโหลวซี่เหยียน โหลวซี่หวู่ก็ทนไม่ได้ ในยามนี้นางผู้หญิงไร้ยางอายนี่ยังมีหน้ามานั่งลูบไล้พี่ชายนางอีก นางรีบตะคอกเสียงดัง “นางหญิงอัปลักษณ์ เจ้าจะทำอะไรกันแน่? ทำไมยังไม่ปล่อยมือ”

            จั๋วฉิงกลับไม่สนใจโหลวซี่หวู่ที่ตะโกนอยู่ ไม่สนใจผู้ใดทั้งสิ้น ดวงตาของเธอมองตรงไปยังนัยน์ตาของโหลวซี่เหยียนเพียงคนเดียว พยายามเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง เหมือนหมอที่พร้อมจะเป็นหลักให้กับชีวิตของคนไข้ “โหลวซี่เหยียน ผ่อนคลาย...ทำได้ไหม พยายามหายใจตามจังหวะของข้า”

            อีกฝ่ายจ้องกลับแน่วแน่และพยักหน้าช้าๆ ครั้งหนึ่ง

            จั๋วฉิงเริ่มปฏิบัติการ “สูดเข้า—ปล่อยออก—สูดเข้า— ปล่อยออก...”

            โหลวซี่เหยียนขมวดคิ้ว นางกำลังทำอะไรอยู่?

            ความรู้สึกหายใจไม่ออกเมื่อครั้งแรก เมื่อได้ลุกขึ้นนั่งแล้วก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย แต่พอเห็นนางหายใจแรงๆ เป็นเพื่อนเขาอย่างเอาจริงเอาจัง ชายหนุ่มกลับรู้สึกอบอุ่นในใจ ในที่สุดเขาก็ค่อยคลายแรงที่มือ หายใจสอดประสานเป็นจังหวะเดียวกันกับนางบ้าง... ท่านอัครเสนาบดีโหลว จ้องอีกฝ่ายแน่นิ่ง ตั้งสติอยู่ที่หู... เมื่อนางบอก ‘สูดเข้า’ เขาก็สูดลมหายใจเข้าไปพร้อมกับนาง เมื่อนางสั่งให้ ‘ปล่อยออก’ ลมหายใจทั้งหมดที่มีก็ปลดปล่อยออกไปสุดปอดโดยไม่นึกกังขา มือของคนทั้งสองยังคงกุมกันและกันแนบแน่นไม่ผละจาก

            ทุกคนล้วนนิ่งอึ้งตะลึงค้าง... ได้แต่มองจั๋วฉิงนำโหลวซี่เหยียนสูดลมหายใจเข้าออก พวกเขาไม่เคยเห็นการรักษาแบบนี้มาก่อน จึงล้วนแปลกใจไปตามๆ กัน หลังจากที่โหลวซี่เหยียนลุกขึ้นนั่งหายใจเป็นจังหวะแบบนี้ไม่กี่ครั้ง แม้จะยังคงหายใจลำบากเหมือนเดิม แต่ท่าทางไม่เหมือนเมื่อครู่ที่หายใจแต่ละครั้งก็แทบจะต้องใช้แรงทั้งร่าง

            หลังจากหายใจเข้าออกอยู่หลายครั้ง จั๋วฉิงก็เงยหน้าจ้องหยางมู่ ออกคำสั่งเสียงเข้ม “เขานิ่งแล้ว...เจ้าฝังเข็มได้”

            หยางมู่ได้สติคืนมา รีบตอบกลับโดยเร็ว “ขอรับ” มือก็ฝังเข็มอย่างไม่กล้าชักช้า

            ชั่วหนึ่งก้านธูปผ่านไป จากความพยายามของจั๋วฉิงและหมอหลวง โหลวซี่เหยียนดูเหมือนอาการดีขึ้น หายใจคล่องขึ้นเรื่อยๆ แต่ใบหน้ายังคงซีดขาวดุจเดิม

            หมอหลวงเก็บเข็ม ใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อเม็ดเล็กๆ บนหน้าผาก เขาแอบถอนหายใจยาว... สภาวะร่างกายของท่านโหลวเมื่อครู่นี้ช่างอันตรายยิ่งนัก โชคดีที่แม่นางชิงใช้วิชาประหลาดช่วยเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเขาไม่กล้าคิดถึงผลลัพธ์จริงๆ

            “อาจารย์ขอรับ ยามาแล้ว” เด็กรับใช้คนหนึ่งยกยาน้ำสีดำสนิทข้นคลั่กมาหนึ่งถ้วย ท่าทางประคองเดินเข้ามาอย่างระมัดระวังทำให้รู้ว่าต้องเป็นของหายากราคาแพงเป็นแน่

            ยายังมาไม่ถึงเบื้องหน้า จั๋วฉิงก็ได้กลิ่นยาจีนเข้มข้น โชคดีที่เธอเลือกเรียนแพทย์แผนตะวันตก เพราะกลิ่นประหลาดแบบนี้ แค่ดมเธอก็สะอิดสะเอียนแล้ว พอคิดว่าอยากจะใช้มือปิดจมูก กลับพบว่ามือโหลวซี่เหยียนที่กุมมือเธออยู่นั้นแน่นขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาหงส์เรียวยาวพลันฉายแววเย็นเยียบ เธอจำได้ว่าก่อนเข้ามา โหลวซี่เหยียนก็เหวี่ยงยาทิ้งไปแล้วรอบหนึ่ง รึเขาก็เกลียดยาจีนเหมือนกัน?

            หรือว่า...

            หยางมู่รับถ้วยยามาก่อนเดินจนหยุดลงหน้าเตียง โม่ไป๋ก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว เอ่ยเสียงเย็นชา “หมอหลวงหยาง โปรดส่งยามาให้ข้า”

            หยางมู่กลัวว่าจะมีอะไรเสียหายอีก จึงลังเลอยู่ว่าจะป้อนยาให้ท่านอัครเสนาบดีด้วยตนเองดีกว่าหรือไม่ แต่เสียงเจื้อยแจ้วแฝงด้วยรอยยิ้มบางๆ ก็ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดเขา “หมอหลวงหยาง วันนี้ท่านเหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว ไปพักสักหน่อยดีกว่า เดี๋ยวพอหมอหลวงคนอื่นมาแล้วยังต้องปรึกษาหารือกันอีกนี่ ทางนี้ก็ปล่อยให้พวกเราดูแลเถอะ”

            น้ำเสียงโอบอ้อมอารี ทั้งยังแฝงด้วยพลังที่ไม่อาจต้านทานได้ หยางมู่เงยหน้ามอง เห็นร่างเล็กๆ ของฮูหยินน้อยที่นั่งลงบนเตียงท่าทีเปิดเผยมีเหตุผล มือเรียวงามข้างหนึ่งถูกอัครเสนาบดีโหลวกุมไว้แน่น มิน่าเมื่อครู่นางถึงกล้าดีขนาดนั้น ที่แท้ก็มีท่านอัครเสนาบดีคอยหนุนอยู่นี่เอง เขารีบเก็บสายตาลง มอบยาในมือให้โม่ไป๋แล้วจึงค่อยหันกายกลับ “เช่นนั้นก็ดี รบกวนฮูหยินน้อยแล้ว ข้าน้อยจะรออยู่ห้องข้างๆ หากมีอะไรก็เรียกได้”

            “รับทราบ” จั๋วฉิงไม่ได้สังเกตคำที่เรียกเธอว่าเป็นฮูหยินน้อยเลยยิ่งไม่สังเกตว่ามุมปากโหลวซี่เหยียนเผยยิ้มบางๆ ขึ้นมา

            “พี่ใหญ่” โหลวซี่หวู่เม้มริมฝีปากแน่น นางคุกเข่าอยู่หน้าเตียง แม้ไม่อยากร้องไห้แต่น้ำตาก็ร่วงพรูประหนึ่งสายฝนพร่าง

            โหลวซี่เหยียนยกมือขึ้นเช็ดหยาดน้ำใสที่ปลายหางตาของน้องสาวอย่างอ่อนโยน “พี่ไม่เป็นไร ซี่หวู่ พี่มีเรื่องจะคุยกับแม่นางชิง เจ้าออกไปก่อน”

            “เจ้าค่ะ” โหลวซี่หวู่ปรายตามองจั๋วฉิงทีหนึ่ง ก่อนเดินออกไปอย่างเชื่อฟัง

            โม่ไป๋ก็ถอยออกมานอกฉากกั้น เหลือเพียงโหลวซี่เหยียนกับจั๋วฉิงเพียงสองคน ทั้งคู่ประจันหน้ากันอยู่อย่างนี้ ภายในห้องนอนกว้างขวาง เสียงลมหายใจขึ้นลงของโหลวซี่เหยียนกลับดังสะท้อนชัดเจน อกเสื้อของเขาแบะออกเล็กน้อย หน้าอกแน่นเปรี๊ยะ กล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ผมดำขลับที่รวบเกล้าอยู่รุ่ยร่ายลงมาเล็กน้อย

            เฮ้อ... จั๋วฉิงต้องยอมรับล่ะ อีตานี่งดงามดึงดูดผู้คนจนไม่อาจละสายตาได้จริงๆ

            เอ... จ้องเขาแบบนี้จะเกินไปไหม?

            แต่เขาเล่นกึ่งเปลือย ถ้าเธอยังใจแข็งทำเป็นไม่อยากดู เขาอาจรู้สึกเสียศักดิ์ศรีก็ได้นะ

            พอหาเหตุผลในการมองให้ตนเองได้ จั๋วฉิงก็มองต่อตามใจชอบ จนกระทั่งสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นที่แฝงแววล้อเลียนเล็กน้อย คุณหมอสาวจึงกระแอมเบาๆ อย่างอึดอัด “ตอนนี้ท่านต้องพูดน้อยๆ พักผ่อนเยอะๆ มีอะไรไว้หายดีแล้วค่อยเล่าก็ได้”

            “ข้ามีเรื่องอยากให้เจ้าช่วย”

            จั๋วฉิงยกแขนที่ถูกโหลวซี่เหยียนกุมอยู่ขึ้น ตอบกลับอย่างอารมณ์ดี “ท่านว่ามา แต่ว่าให้ข้าลงไปก่อนได้ไหม?”

            นางเขินอายเป็นด้วยหรือ? โหลวซี่เหยียนรู้สึกขบขัน เขาไม่เคยเห็นสตรีผู้ใดจ้องบุรุษด้วยสายตาแบบนี้มาก่อน จ้องไม่พอ ยังทำท่าสนอกสนใจ... เขาอุตส่าห์นอนนิ่งให้นางจ้องแล้วเชียวนา... ทว่าเมื่อนางขอ เขาก็ไม่ได้ทำให้นางลำบากใจ จึงค่อยๆ ปล่อยมือออกอย่างอ้อยอิ่ง

            จั๋วฉิงกระโดดลงจากเตียง ไม่ลืมหยิบหมอนข้างมารองแผ่นหลังโหลวซี่เหยียน ให้เขาได้นั่งพิงสบายๆ

            มองดูร่างที่ยุ่งอยู่ข้างๆ โหลวซี่เหยียนพลันกดเสียงลงต่ำ เอ่ยเบาๆ “ข้าป่วยโรคนี้มาหลายปีแล้ว หมอหลวงรักษาก็ไม่ดีขึ้นเลย ท่านหมอเห็นว่าวิธีของเจ้าเมื่อครู่นั้นได้ผลดีมาก หวังว่าเจ้าจะสามารถทำหน้าที่คอยดูแลอยู่ข้างกายข้าได้”

            “เมื่อครู่แค่ช่วยเหลือฉุกเฉินเท่านั้น ส่วนจะรักษายังไง ข้าไม่รู้หรอก” เธอเรียนแพทย์แผนตะวันตกมานะ จะให้เธอผ่าศพไม่มีปัญหา แต่รักษาโรคไม่ใช่เรื่องที่เธอถนัด โดยเฉพาะในภาวะแวดล้อมที่ไร้ซึ่งอุปกรณ์การแพทย์แบบนี้

            “ไม่เป็นไร เพียงเจ้าสามารถช่วยข้าได้ในเวลาที่เจ็บปวดที่สุดก็เพียงพอแล้ว” เขาถอนหายใจเบาๆ ทำเอาจั๋วฉิงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ โหลวซี่เหยียนน่ะเหมาะกับท่าทางเปี่ยมอำนาจมากกว่าศิโรราบ แต่จะว่าไป...อาการของเขาก็แปลกมากจริงๆ

            จะบอกว่าเขาแกล้งป่วย

            เป็นไปไม่ได้ ท่าทางอาการกำเริบของเขาเมื่อกี้นั้นเสแสร้งไม่ได้แน่

            จะบอกว่าเขาป่วยจริงๆ

            แล้วทำไมเขาถึงไม่ยอมกินยาแต่โดยดี? ที่นี่ต้องมีความลับอะไรอีกแน่ๆ

            แต่ว่าเธอไม่ได้สนใจใคร่รู้ เธอแค่อยากจะหากู้อวิ๋น แล้วรวมหัวกันเผ่นแน่บ หนีกลับบ้าน

            เมื่อในใจมีเป้าหมาย จั๋วฉิงก็ไม่สนใจความคิดของคนตรงหน้าอีก เธอตอบกลับอย่างขอไปที “ได้ ข้าอยู่ได้ แต่ข้าต้องการพบหน้าพี่น้องข้าภายในหนึ่งเดือน”

            “ได้” สำหรับเขาแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องเล็ก

            “เอาล่ะ เหมือนเราจะดีลกันสำเร็จละ” เธอหยิบถ้วยยาที่โม่ไป๋วางไว้มาถือในมือ แต่กลับไม่ได้เดินไปหาโหลวซี่เหยียน ร่างบอบบางกลับเดินไปที่หน้าต่างแล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเสียดาย “เฮ้อ ยานี่เย็นละ ฤทธิ์ยาคงไม่เหลือ รอให้หมอหลวงเอายาใหม่มาให้ค่อยกินละกัน” มือเรียวบางเทยาในถ้วยลงในกระถางต้นไม้ตรงหน้าต่างอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด

ปฐมบท 2 วิวาห์ผิดตัว(9)

นางหันหลังให้เขา มือเขี่ยต้นไม้ในกระถางเล่นอย่างสบายใจ โหลวซี่เหยียนจ้องมองแผ่นหลังบอบบางของนางไม่วางตา ยิ่งรู้จักกันนานวัน ยิ่งพบความลึกล้ำ ผู้หญิงคนนี้ฉลาดกว่าที่เขาคิดไว้มากทีเดียว

            พอวางกระถางลงแล้วจั๋วฉิงก็เตรียมจะออกไปนอกเรือน แต่จู่ๆ เสียงเย็นชาของจิ่งซาก็ดังขึ้น “นายท่าน ฮ่องเต้เสด็จ”

            ฮ่องเต้มา? โหลวซี่เหยียนตะโกนเรียกเสียงต่ำ “โม่ไป๋”

            โม่ไป๋รีบรุดเข้ามาในห้อง โหลวซี่เหยียนพูดข้างหูเขาหลายคำ จากนั้นจู่ๆ เขาก็ลุกขึ้น ลากตัวจั๋วฉิงแล้วเดินออกไปข้างนอก เธอซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรได้แต่สงสัย

            ทำอะไรกัน ฮ่องเต้มาแล้วเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย... ทำไมพวกเขาถึงมีสีหน้าตื่นเต้นนัก?

            ทั้งคู่เพิ่งจะเดินไปถึงฉากกั้น เสียงถวายพระพรก็ดังขึ้นที่ข้างนอกเป็นทอดๆ

            “ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี--หมื่นๆ ปี”

            เห็นชัดว่าฮ่องเต้อยู่ที่นอกเรือนแล้ว โม่ไป๋รีบพาเธอกลับเข้าเรือนอีกครั้งอย่างรวดเร็ว จั๋วฉิงได้แต่ถลึงตาอย่างไม่สบอารมณ์

            เรือนนี้ใหญ่ก็จริง แต่มีที่ซ่อนตรงไหนกันเล่า!

            “ไม่ต้องมากพิธีแล้ว” เสียงเฉียบขาดของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น เป็นน้ำเสียงที่แฝงแววเร่งรีบและยิ่งใหญ่น่าเกรงขามจนแผ่นหลังเธอสะท้าน จากนั้นประตูก็ถูกผลักออกอย่างแรงแทบจะในเวลาเดียวกัน เทียนในห้องที่ตอนแรกยังสว่างไสว ถูกโม่ไป๋สะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ คราวหนึ่ง ก็เหลือเพียงแสงอ่อนๆ เล่มเดียว... ที่เหลือล้วนดับหมดสิ้น

            จั๋วฉิงถูกโม่ไป๋ผลักไปยืนข้างฉากกั้น เธอยังไม่ทันได้ตั้งตัว ในมือก็มีถาดใบหนึ่งที่เขาส่งมาให้เธอถือเอาไว้ ไม่ทันคิดอะไรเสียงฝีเท้าที่ร้อนรนและรีบเร่งก็ก้าวเข้ามา

            จั๋วฉิงเงยหน้ามอง เห็นเพียงร่างสูงใหญ่เปี่ยมอำนาจของบุรุษหนึ่ง เขาหันหลังให้เธออยู่ตลอดเวลาทำให้เธอไม่สามารถเห็นหน้าตาของเขา ที่เห็นมีเพียงชุดคลุมยาวที่สีกลืนไปกับแสงสลัวราง แขนเสื้อปักดิ้นทองเป็นลายมังกรเหินเหนือเมฆา ลวดลายซับซ้อนแสดงถึงความหรูหราไร้ขีดจำกัด ขณะเดียวกันก็ช่วยขับเน้นความยิ่งใหญ่สูงส่งจนห้องพักของโหลวซี่เหยียนดูเล็กลงถนัดใจ

            พอเขาเห็นโหลวซี่เหยียนกึ่งนั่งกึ่งเอนหลังพิงหมอนอยู่ ก็ตะคอกเสียงต่ำ “เจ้านอนลงไปเถอะ ลุกขึ้นมาทำไมกัน แล้วหมอหลวงเล่า?” ในห้องอันกว้างขวาง เห็นเพียงโม่ไป๋กับหญิงรับใช้เพียงเท่านั้น โอรสสวรรค์รู้สึกโกรธเกรี้ยวขึ้นทันที พระสุรเสียงตะโกนก้อง หายหัวไปไหนกันหมด!!!”

            จั๋วฉิงอยากจะยกสองมือปิดหู นี่หรือคือความทรงอำนาจและความน่ายำเกรงของฮ่องเต้ที่เขาว่ากัน?

            ฮ่องเต้คนนี้ดูนิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่

            เธอทำตัวนิ่งๆ ดีกว่า คิดได้ดังนั้นเธอก็ก้มหัวลง หลับตาพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์

            โหลวซี่เหยียนลูบศีรษะของตนเองเบาๆ ก่อนจะเผยรอยยิ้มเหนื่อยล้า “เมื่อครู่กระหม่อมดื่มยาแล้ว ตอนนี้อาการดีขึ้น ฝ่าบาททรงตะคอกซะจนทำให้กระหม่อมรู้สึกปวดหัวอีกครั้งเสียแล้วนี่”

            ฮ่องเต้องค์นี้ไม่เพียงนิสัยแย่เท่านั้น เส้นเสียงก็ใหญ่ตามไปด้วย เยี่ยนหงเทียนจ้องมองอัครเสนาบดีคนสนิทด้วยสีหน้าถมึงทึง กัดฟันกรอด “เจ้ามันพวกไม่รักดี พอได้ยินว่าโรคเจ้ากำเริบ ข้าก็เร่งควบม้ามามิได้หยุด แล้วดูเจ้าตอบข้ามาสิ” ทั้งฉงเยว่หรืออาจทั้งหกแคว้น คิดว่าคงมีเพียงโหลวซี่เหยียนนี่แหละที่กล้าเอ่ยปากกับพระองค์แบบนี้

            ร่างบนเตียงพลันขยับนั่งตัวตรงในทันใด กุมมือคำนับพลางพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “กระหม่อมเพียงไม่อยากให้ฝ่าบาททรงเป็นกังวล”

            “โหลว—ซี่—เหยียน”

            โหลวซี่เหยียนขมวดคิ้วเบาๆ ดวงตาเย็นชาของเยี่ยนหงเทียนหรี่ลงเล็กน้อย ทั้งคู่ก็จ้องตากันอยู่อย่างนั้น จั๋วฉิงได้แต่แอบเดาถึงความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้และขุนนางทั้งสองนี้ช่างดูแตกต่างจากคนทั่วไปจริงๆ จะว่าเหมือนคู่อริก็ไม่ใช่ จะดูเหมือนซี้กันมากก็ไม่เชิง จากนี้พวกเขาคงไม่ได้จะชกกันหรอกนะ

            น่าเสียดายที่คุณหมอสาวต้องผิดหวัง เห็นเพียงเงาร่างของเยี่ยนหงเทียนทรุดนั่งลงขอบเตียง ครั้นเห็นว่าโหลวซี่เหยียนสีหน้าดีขึ้นจริงๆ จึงค่อยถามเสียงต่ำ “ของขวัญนั่นเจ้าพอใจไหม?”

            “ของขวัญอะไร?” โหลวซี่เหยียนนิ่งค้าง

            “ชิงเฟิง”

            “นาง...” โหลวซี่เหยียนเงยหน้าเล็กน้อย ตวัดสายตาเลยบ่าเยี่ยนหงเทียนไปยังจั๋วฉิงที่ยืนก้มหน้าอย่างว่าง่าย เขาหัวเราะ “ดีมาก”

            ดีมาก? ซี่เหยียนนั้นแทบไม่เคยพูดถึงสตรีใดเช่นนี้มาก่อนเลย “ลิ้มรสดูแล้วหรือ?”

            ลิ้มรส? เธอเป็นข้าวหน้าหมูเหรอ?

            เขาเห็นผู้หญิงเป็นอะไร ยิ่งฟังจั๋วฉิงยิ่งอึดอัดใจ

            ท่าทางหดหู่ของนางทำให้โหลวซี่เหยียนรู้สึกขบขัน เขาถึงขนาดหายใจไม่ทัน ได้แต่กลั้นหัวเราะจนไอออกมา “แค่ก แค่ก แค่ก”

            “ทำไมถึงได้ไออีกแล้วล่ะ” เยี่ยนหงเทียนขมวดคิ้ว ตบหลังเขาเบาๆ พลางพูด “เจ้าก็อายุไม่น้อยแล้ว น่าจะมีภรรยาเอกสักคน จะได้มีคนสืบทอดสกุลโหลว เรื่องของเจ้ากับเซียนเอ๋อ...”

            ไม่รอให้เยี่ยนหงเทียนพูดจบ คนป่วยก็ถอนใจเบาๆ ตอบว่า “ท่าทางกระหม่อมร่อแร่ขนาดนี้ คนที่อยู่ด้วยก็ล้วนต้องก็ล้วนต้องเป็นทุกข์ เรื่องภรรยาเอกนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ”

            คำพูดของโหลวซี่เหยียนกล่าวออกมาฟังดูคล้ายไม่คิดสิ่งใด กลับทำให้เยี่ยนหงเทียนโกรธเล็กน้อย “จะพูดเช่นนั้นได้อย่างไร หากน้องสาวข้าได้อยู่กับเจ้าก็ถือเป็นโชคของนาง ถ้าเจ้าไม่ชอบใจเซียนเอ๋อ ก็ค่อยเลือกอนุภรรยามาเสริมทีหลังก็ได้”

            ผู้เป็นเจ้าของเรือนไม่อยากพูดเรื่องนี้ต่อจึงรีบหาข้ออ้างเปลี่ยนเรื่อง “เป่ยฉีกับตี้หนูสองแคว้นนี้รบกันบ่อยๆ ยามนี้เป่ยฉีมาเจริญไมตรีที่ฉงเยว่ กระหม่อมว่าเจตนาคือมาขอกำลังเสริมแน่ๆ”

            “รบก็ดี หากเป่ยฉีอยากให้ฉงเยว่เข้าไปยุ่ง ก็ต้องดูว่าพวกเขามีข้อเสนออะไร เรื่องนี้เจ้าอย่ากังวลไปเลย” รู้ว่าอีกฝ่ายไม่อยากพูดเรื่องวิวาห์กับเซียนเอ๋อ เยี่ยนหงเทียนก็ไม่บังคับ ใต้หล้านี้เขาผู้เป็นฮ่องเต้จะบังคับใครก็ได้ มีเพียงโหลวซี่เหยียนที่บังคับไม่ได้ ทำได้เพียงตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน “พักผ่อนให้มากๆ ดูแลร่างกายให้ดี ข้าไปก่อนละ ช่วงสองสามวันนี้ก็ไม่ต้องเข้าเฝ้าก็ได้”

            “รับด้วยเกล้า”

            ฮ่องเต้เยี่ยนหงเทียนเดินมาถึงหน้าฉากกั้น พลันหยุดฝีเท้าลงอีกครั้ง ก่อนจะมองไปทางสาวใช้ที่อยู่ตรงมุมห้องคราหนึ่ง

            ปกติแล้วข้างกายซี่เหยียนจะมีเพียงโม่ไป๋มาตลอด แล้วสาวใช้นี่โผล่มาตอนไหน?

            ครั้นเห็นว่านางเอาแต่ก้มหน้าอยู่ตลอด เยี่ยนหงเทียนก็ไม่ได้ดูให้ละเอียด เพียงสะบัดเสื้อคลุมหันกายเดินออกไปเสียเท่านั้น

            จั๋วฉิงแอบถอนหายใจ

            ผู้ชายคนนี้ดูดุชะมัด เมื่อกี้เขาแค่กวาดตามองผ่านๆ เธอยังสัมผัสได้ถึงรังสีพิฆาตที่มากับแววตาคมกริบนั่น

            เมื่อแน่ใจว่าเยี่ยนหงเทียนไปแล้ว จั๋วฉิงรีบวางถาดในมือทันที โหลวซี่เหยียนคิดว่าอย่างน้อยนางคงมีคำถามบ้าง มิคาดว่านางกลับไม่เอ่ยถามสิ่งใดเลย เพียงแต่รีบเร่งเดินออกไปข้างนอกเท่านั้น ทำเอาเขาแปลกใจจนต้องเป็นฝ่ายถามขึ้นเสียเอง “เจ้าจะไปไหน”

            จั๋วฉิงไม่หันกลับมาด้วยซ้ำ ทิ้งไว้เพียงคำตอบชัดเจน “หาอะไรกิน”

            โหลวซี่เหยียนชะงักอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะคืนสติมา พลันรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

            ที่นางเร่งรีบขนาดนั้น... ก็เพื่อหาของกิน?

            พอจั๋วฉิงออกไปแล้ว จิ่งซาก็ถือม้วนกระดาษภาพวาดในมือเข้ามา ยืนอยู่นอกฉากกั้นแล้วพูดเสียงค่อย “นายท่าน ตรวจพบแล้วขอรับ”

            เสียง ‘อืม’ ต่ำๆ ที่เจือด้วยความเหน็ดเหนื่อยดังมาจากในห้องนอน “เข้ามาเถอะ”

            จิ่งซาเดินเข้ามาในห้อง กางภาพม้วนในมือออกประกอบการอธิบาย “พี่น้องสกุลชิงนั้นมีชื่อเสียงร่ำลือถึงรูปโฉมมานาน ในเมืองหลวงมีคนเก็บภาพวาดของพวกนางไว้เป็นจำนวนไม่น้อย ภาพนี้เป็นภาพของสามพี่น้องสกุลชิงที่กำลังแต่งกลอนในงานชุมนุมกลอนเฮ่าเยว่เมื่อปีที่แล้ว วาดโดยศิลปินจางหันซี”

            ในภาพวาด หญิงทั้งสามนางยืนอยู่หน้าโต๊ะน้ำชา สตรีนางหนึ่งสวมเสื้อฟ้ามือหนึ่งถือพัดอีกมือฝนหมึกอยู่ กิริยาอ่อนช้อย รอยยิ้มยิ่งกว่าอ่อนหวาน หญิงที่สวมเสื้อม่วงตรงกลางถือพู่กันขึ้นคล้ายกำลังจะเขียน

สิ่งใด สายตาจดจ่อเต็มไปด้วยความมั่นใจในตนเอง เบื้องหลังนางยังมีดรุณีน้อยสวมเสื้อเขียวรูปร่างอ้อนแอ้นปานกิ่งหลิว ยืนถือผ้าเช็ดหน้าใยไหม ใบหน้าประดับรอยยิ้มจางๆ ชวนให้หลงใหลแทบคลั่ง ทั้งสามคนล้วนมีท่วงท่าคนละแบบ ล้วนงดงามหยาดเยิ้มเกินจะหาผู้ใดเปรียบ เพียงแค่ภาพเดียว ก็ทำให้ผู้คนมิอาจตัดใจได้แล้ว

            เมื่อพินิจดูใบหน้าให้ดีๆ ดรุณีน้อยตรงกลางนั่นน่าจะใช่ชิงเฟิงแน่ นางในภาพเรือนร่างสูงโปร่ง ผิวพรรณขาวผ่อง ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก ทว่าในความเป็นจริงแล้วนางกลับดื้อรั้นหัวแข็ง เย็นชาเอาแต่ใจ ยามมองดูสตรีในภาพที่แย้มยิ้มงดงามราวบุปผา สีหน้าของโหลวซี่เหยียนกลับยิ่งเย็นชามากขึ้น น้ำเสียงที่เอ่ยแฝงไปด้วยกลิ่นอายกดดันผู้คน “ผู้ใดทำนางเสียโฉม?”

            จิ่งซากับโม่ไป๋มองตากัน ต่างฝ่ายต่างปรากฏร่องรอยตกใจจางๆ ฟุ้งอยู่ในดวงตา

            นายท่านที่ปกติมักไม่แสดงอารมณ์โกรธหรือดีใจ ในค่ำคืนนี้คล้ายจะแสดงอารมณ์ออกมามากผิดปกติ จิ่งซาพอจะเข้าใจอยู่บ้าง ก้มศีรษะลงเล็กน้อยตอบตามความเป็นจริง “เป็นนางลงมือเองขอรับ สามพี่น้องสกุลชิงมิได้เต็มใจที่จะมาฉงเยว่ในฐานะเครื่องบรรณาการ แต่ฮ่องเต้เฮ่าเยว่กลับจับพ่อแม่พวกนางไว้เพื่อข่มขู่ คิดไม่ถึงว่าผู้เฒ่าสกุลชิงทั้งสองจะสิ้นใจตายในคุก ก่อนออกเดินทาง พวกนางจึงลงมือทำลายโฉมหน้าตัวเอง อีกทั้งยังเคยผูกคอตายแต่ว่าไม่สำเร็จ ถูกช่วยจนรอดชีวิตแล้วจึงส่งมาที่ฉงเยว่”

            ฆ่าตัวตาย?

            เขาไม่เชื่อว่าคนอย่างชิงเฟิงจะฆ่าตัวตายได้

            อย่างน้อยผู้หญิงสงบนิ่งมั่นใจในตนเองที่เขารู้จักอย่างนางผู้นั้น ไม่มีทางฆ่าตัวตายเมื่อเจอสถานการณ์บีบคั้นเป็นแน่

            ฆ่าผู้อื่นล่ะสิไม่ว่า...

            โหลวซี่เหยียนครุ่นคิดพลาง ถามต่อ “พี่น้องสกุลชิงยังมีลักษณะเด่นอะไรอีก?”

            “ฮูหยินชิงเป็นช่างสักชื่อดังของเฮ่าเยว่ คุณหนูสูงศักดิ์แทบทั้งเฮ่าเยว่เมื่อถึงวัยออกเรือน11 ล้วนขอให้ฮูหยินชิงสักลายดอกไม้ที่ชื่นชอบลงกลางหว่างคิ้ว ในตอนที่คุณหนูทั้งสามมีอายุครบหนึ่งเดือน ฮูหยินชิงได้สักอักษรสุดท้ายของชื่อพวกนางลงบนผิวพวกนาง ดังนั้นหากว่าหญิงผู้นี้คือชิงเฟิงจริง บนตัวนางน่าจะมีคำว่า ‘เฟิง’ สักอยู่”

            “สักคำว่าเฟิงบนร่างกายสามารถทำได้ง่ายดายยิ่ง” โม่ไป๋ขมวดคิ้ว นี่ไม่ถือเป็นลักษณะพิเศษอันใด หากจิ่งซาสืบได้ คนอื่นก็สืบได้เช่นเดียวกัน

            จิ่งซากลับส่ายศีรษะ ยืนยันหนักแน่น “ลักษณะพิเศษนี้จะมีแต่ในพี่น้องสกุลชิงเท่านั้น ว่ากันว่าฮูหยินชิงมีทักษะเฉพาะตัว ตัวอักษรที่สักบนกายนั้นปกติจะดูไม่ออก มีเพียงช่วงอารมณ์พลุ่งพล่านหรืออุณหภูมิบนกายสูงขึ้น รอยสักจึงจะปรากฏออกมา และเมื่อจางหายก็ไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลใดๆ เลย และนางสักลักษณะนี้ให้ลูกสาวนางเท่านั้น”

            “ต้องหาโอกาสพิสูจน์ว่าบนร่างนางมีคำว่าเฟิงหรือไม่” สตรีนางนี้มักมีพฤติกรรมแปลกประหลาด อย่างน้อยเขาต้องหาทางยืนยันให้ได้ว่านางใช่ชิงเฟิงตัวจริงไหม

            ใบหน้าจิ่งซาพลันแดงก่ำ...นิ่งไปนานไม่โต้ตอบ

            โหลวซี่เหยียนสัมผัสถึงความผิดปกติของพ่อบ้านประจำจวนอัครเสนาบดี จึงเอ่ยถามเสียงต่ำ “นางสักบริเวณไหน?”

            “เอ่อ...หน้าอกขอรับ

            แสงแดดยามเช้าในฤดูใบไม้ผลิทั้งเปล่งประกายงดงามและอบอุ่น

            มันค่อยๆ อาบไล้ลงบนร่างที่ยืนชมธรรมชาติโดยรอบอย่างสบายใจเต็มที่

            สวยจัง เมื่อคืนฟ้ามืดหมด ไม่มีโอกาสได้สังเกตสวนนี้อย่างถี่ถ้วน ตอนนี้พอได้เห็นเต็มตาก็พูดได้เพียงว่า โหลวซี่เหยียนนั้นรสนิยมดีอย่างเหลือเชื่อ มีเรือนหลังน้อยตั้งอยู่ตรงกลางสวน หน้าเรือนมีที่ว่างเล็กๆ จัดวางโต๊ะเก้าอี้หินอ่อน เมื่อมองดูทิวทัศน์บริเวณนี้แล้วรู้สึกปลอดโปร่งสุดๆ พอมองไปอีกทางก็เห็นทะเลสาบกว้างใหญ่แทบมองไม่เห็นฝั่ง สุดปลายด้านหนึ่งจรดขอบฟ้าสีครามกระจ่าง ดูกว้างและเงียบสงบอย่างยิ่ง

            จั๋วฉิงแอบถอนใจ ขุนนางผู้นี้รวยอย่างน่าเกลียด ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนั้นที่ดินเป็นเงินเป็นทอง ใครเขาจะขุดทะเลสาบใหญ่ขนาดนี้ในบ้าน แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาช่างรู้จักหาความสุขโดยแท้ พอตื่นมาก็ได้เห็นผืนน้ำกว้างใหญ่ใสแจ๋วแบบนี้ อยากอารมณ์เสียยังยากเลย

            จั๋วฉิงบิดเอวไปมา เงยหน้าเล็กน้อยก่อนจะเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ที่ใต้กำแพงริมทะเลสาบมีต้นงิ้วโตเต็มวัยสามสี่ต้น มองแล้วงดงามเกินคำบรรยาย กิ่งไม้ใหญ่โตแผ่ขยายอย่างทรงพลัง ดอกมหึมาสีแดงเพลิงกำลังบานสะพรั่ง เมื่อมองจากที่ไกลๆ แล้วเหมือนเห็นประกายไฟเป็นหย่อมๆ ดูร้อนแรงเหลือเกิน

            แต่ว่า...ทำไมสวนของโหลวซี่เหยียนถึงปลูกต้นงิ้วนะ?

            หญิงสาวก้าวออกไปจากเรือน เดินเก็บดอกไม้ที่ร่วงหล่นตามทาง จ่อจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเองอย่างนั้น

            โหลวซี่หวู่ที่ตื่นมาเยี่ยมพี่ชายแต่เช้า เห็นว่านางยังอยู่ในสวนของโหลวซี่เหยียนอีกก็ตะโกนร้อง “ชิงเฟิง เหตุใดเจ้ายังอยู่ที่นี่อีก? ข้าบอกเจ้าแล้วนี่ อย่าคิดว่าพอพี่ชายข้าอนุญาตให้เจ้าอาศัยในเรือนเอื้อมดาราแล้วเจ้าจะเป็นนายหญิงของบ้านนี้จริงๆ ล่ะ ตัวเจ้าเป็นได้เพียงภรรยารองเท่านั้น เข้าใจหรือไม่?”

            จั๋วฉิงก้มหน้าไม่ตอบคำ สายตามองแต่ดอกไม้เพียงอย่างเดียว สร้างความสงสัยให้กับโหลวซี่หวู่เป็นอย่างยิ่ง ก็แค่ดอกไม้ร่วงมีอะไรน่าดูนักหนา นางเดินไปหยุดข้างหลังชิงเฟิงพลางเรียกอย่างรำคาญ “นี่! เจ้าฟังข้าพูดอยู่หรือเปล่า”

            คุณหมอสาวไม่สนใจเสียงตะโกนแสบแก้วหู มือขาวราวกับหยกลูบลำต้นที่อวบใหญ่ก่อนถามว่า “ต้นงิ้วพวกนี้ปลูกไว้ที่สวนมาโดยตลอดเลยหรือ?”

            “เจ้ารู้ว่านี่คือต้นงิ้วรึ?” โหลวซี่หวู่สะดุดกึก แต่ก็แย้มยิ้มออกมาอย่างรวดเร็ว “ถือว่าพอมีความรู้อยู่บ้าง ที่ฉงเยว่เราไม่มีต้นงิ้ว พันธุ์งิ้วนี้เป็นเครื่องบรรณาการที่แคว้นเล็กๆ แถบชายแดนตอนใต้ส่งมาเมื่อหลายปีก่อน

ทั้งฉงเยว่มีเพียงไทเฮาตำหนักประจิมที่มีต้นงิ้ว... ดังนั้นต้นเหล่านี้จึงมีค่านัก พี่ใหญ่ข้าได้รับพระราชทานมาตอนที่เขาเข้าดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดี”

            “ไทเฮาตำหนักประจิม? ยังมีไทเฮาตำหนักบูรพาอีกหรือ?” จั๋วฉิงลองถามเลียบเคียงดู

            คือแค่อยากรู้ว่าตำแหน่งไทเฮาเนี่ย... มีครบทุกทิศเหมือนกำแพงบ้านเลยหรือเปล่า?

            “ย่อมต้องมี” พูดถึงเรื่องนี้ โหลวซี่หวู่ก็แหงนหน้าเชิดสูงโดยไม่รู้ตัว “ไทเฮาตำหนักบูรพาก็คืออาหญิงของข้า”

            “โหลวซี่เหยียนเป็นลูกพี่ลูกน้องกับฮ่องเต้น่ะเอง” เธอพึมพำ

            มิน่าเมื่อคืนโหลวซี่เหยียนกับฮ่องเต้จึงดูไม่คล้ายฮ่องเต้กับขุนนางโดยทั่วไปเลยสักนิด

            เมื่อเห็นว่าท่าทางของชิงเฟิงมิได้ยโสโอหังเหมือนเมื่อวาน อีกทั้งเมื่อคืนที่ผ่านมานางยังช่วยชีวิตพี่ชายอีกด้วย เหตุการณ์นั้นทำให้นางคลายความเกลียดชังภรรยารองของพี่ชายลงไป โหลวซี่หวู่พยักหน้าอย่างอารมณ์ดี ตอบว่า “จะว่าใช่ก็ใช่ อาหญิงเป็นเจ้าของตำหนักบูรพามาตลอด แต่ว่าหลายปีมานี้ไม่ได้เสด็จออกไปไหนเลย ฮ่องเต้องค์ก่อนนั้นรักใคร่เอ็นดูพระนางหยางจือหลันแห่งตำหนักประจิมหรือก็คือไทเฮาตำหนักประจิมในตอนนี้มาก พระนางประสูติองค์ชายถึงสององค์ องค์หญิงอีกหนึ่งองค์ ฮ่องเต้องค์ก่อนก็นำองค์ชายใหญ่มาให้อาหญิงชุบเลี้ยง และแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท ตอนเด็กๆ ข้ากับพี่ชายเข้าวังบ่อยๆ ดังนั้นพี่ใหญ่จึงถือว่าเติบโตมาด้วยกันกับเสด็จพี่เยี่ยนหงเทียน สนิทสนมประหนึ่งเป็นพี่น้องท้องเดียวกันก็ไม่ปาน”