คนรับใช้มองหน้ากันไปมา
จั๋วฉิงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ... เป็นครั้งแรกที่เธอถูกเรียกว่าผู้หญิงของใคร การเรียกแบบนี้นี่มันช่าง...แต่เพื่อกำราบความทะนงตัวของฮูหยินคนนี้เสียหน่อย และเพื่อให้เธอได้เข้าไปในเรือนเล็กตามที่ต้องการ
แค่นี้ก็ถือว่าหยวนกันได้
เธอฉีกยิ้มหวานเลี่ยน แสร้งเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ “ข้าชื่อ...ชิงเฟิง ว่ากันว่าเป็นผู้หญิงที่ฮ่องเต้ของพวกท่านมอบให้กับโหลวซี่เหยียน ถ้าหากภรรยาเอกไม่อยู่ แล้วภรรยารองได้เป็นนายหญิงของบ้านแล้วล่ะก็...ถ้า
อย่างนั้นฮูหยินรองเจ้าคะ ตอนนี้นายหญิงแห่งจวนอัครเสนาบดีได้เปลี่ยนคนเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
นางก็คือสาวงามที่ฮ่องเต้พระราชทานมา?
เซเซียนซินพ่นลมออกจมูก หัวเราะเย็นเยียบ “โกหกพกลม หญิงอัปลักษณ์อย่างเจ้าไม่มีทางเป็นสาวงามที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ซี่เหยียนแน่”
จั๋วฉิงขมวดคิ้ว แกล้งทำเป็นร้องอย่างหวาดผวา “ตายล่ะ นี่ท่านกล้าลบหลู่สายพระเนตรของฮ่องเต้แห่งฉงเยว่เชียวเรอะ?”
“ข้า ข้า...ข้าไม่เชื่อเจ้าต่างหากเล่า” นางผู้หญิงคนนี้นี่!
คุณหมอสาวพยักหน้าพึมพำ ตีสีหน้าไร้เดียงสาแล้วโยนคำถามให้จิ่งซา “จิ่งซา เจ้าเป็นคนตอบคำถามนี้จะดีกว่า”
ครั้งนี้จิ่งซากลับให้ความร่วมมือดียิ่ง “ฮูหยินรอง นางคือแม่นางชิงเฟิงที่ฮ่องเต้พระราชทานให้นายท่านจริงๆ”
เซเซียนซินร้อนรนขึ้นทันใด คิดไม่ถึงว่าหญิงคนนี้จะเป็นสาวงามจากแคว้นเฮ่าเยว่ที่ฮ่องเต้ประทานให้ซี่เหยียน อย่าว่าแต่รูปโฉมของนางเลย แม้แต่นิสัยของนางก็ไม่อ่อนโยน ดูไม่ใช่ผู้หญิงที่จะข่มเหงได้ง่าย แม่รองที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จมาแสนนานอย่างนาง จะยอมให้คนอื่นขึ้นมาเป็นใหญ่แทนตนเองได้อย่างไร
คิดดังนั้นนางก็ได้แต่ทำไม้ทำมือ ทำท่าทางแบบผู้ใหญ่ไม่ถือสาเอาความกับผู้น้อยพลางพูดว่า “เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าเป็นหญิงพระราชทานจริงๆ ข้าก็จะไม่ทำให้เจ้าลำบากใจ แต่ว่าข้าคือมารดาของซี่เหยียน เป็นฮูหยินแม่ทัพปราบตะวันตก มีข้าอยู่... ตำแหน่งนายหญิงยังไงก็ไม่ใช่เจ้า รู้แล้วก็กลับไปที่เรือนอาศัยของเจ้าซะ”
แม่รองคนนี้กำลังหาทางลงให้เธออยู่หรือ?
จั๋วฉิงรู้สึกตลกจนเกือบจะขำออกมา นี่ถ้าไม่เพราะอยากจะเข้าไปดูว่าโหลวซี่เหยียนกำลังเล่นลูกไม้อะไรอยู่ล่ะก็ เธอจะเสี่ยงออกมาชนให้คนอื่นหมายหัวทำไมเล่า?
ตอนนี้เธอยิ่งหิวยิ่งโมโห ไม่อยากเสียเวลาเปลืองน้ำลาย ดังนั้นจึงตอบไปอย่างไม่ไว้หน้า หักบันไดที่อีกฝ่ายยื่นให้โดยสิ้นเชิง “ท่าน...เป็นแค่ฮูหยินรองมิใช่หรือ? หากข้าจำไม่ผิดล่ะก็ ที่นี่คือจวนอัครเสนาบดี มิใช่จวนท่านแม่ทัพปราบตะวันตก และในเมื่อเป็นจวนของอัครเสนาบดี ผู้หญิงของท่านอัครเสนาบดี ก็ต้องเป็นนายหญิงของที่นี่จึงจะถูก ดังนั้นขอเชิญ ‘แม่รอง’ ไปพักผ่อน ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสงบในห้องนอนส่วนตัวเถอะเจ้าค่ะ”
“เจ้า!” มากเกินไปแล้ว หญิงคนนี้บังอาจแช่งให้นางตายทางอ้อม!
เซเซียนซินโกรธจนหูตาแดงก่ำ เอ่ยคำออกมาแทบไม่เป็นภาษา จั๋วฉิงกลับหัวเราะชอบใจ แกล้งพูดเสียงอ่อนหวานที่ดัดจนเลี่ยนขนาดตัวเองยังระอา “แม่รองอายุมากแล้วต้องดูแลสุขภาพให้ดีๆ ด้วยนะเจ้าคะ
เอาล่ะ...ข้าขอเข้าไปดู ‘สามี’ ก่อน แม่รองแก่แล้ว เดินกลับระวังจะหกล้มกระดูกกระเดี้ยวหักด้วย... ไม่ส่งนะ” พูดจบก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองผลงานตนเองด้วยซ้ำ
ทิ้งให้เซเซียนซินโมโหจนแทบจะเป็นลม โดยมีโหลวซี่หวู่หัวเราะเสียงก้องอยู่ข้างๆ ไม่ไว้หน้านางแม้แต่น้อย
โหลวซี่หวู่ถือโอกาสนี้เดินตามจั๋วฉิงเข้าไปในเรือนเล็กอย่างรวดเร็ว
ดวงตาฉายแววเคียดแค้นของเซเซียนซินจ้องถมึงทึงไปยังเรือนร่างขาวผ่องอ้อนแอ้น มือนางกำแน่น เล็บเรียวแหลมแทงลึกเข้าเนื้อ...
ดี! ชิงเฟิง! เจ้ากล้าเป็นศัตรูกับข้า มาดูกันว่าใครจะได้ตายก่อนใคร!
จั๋วฉิงไม่สนใจสายตาเคียดแค้นที่ด้านหลังเลยสักนิด
เธอเดินไปข้างประตู พูดเสียงเบากับหมอหลวงที่ดูงิ้วหลงโรงจนตัวแข็งค้าง “ท่านหมอ ขอข้าดูเขาจากด้านนอกก็พอ ไม่รบกวนการรักษาของพวกท่านหรอก”
หยางมู่คืนสติกลับมา รีบพยักหน้าแล้วตอบ “ได้ขอรับ”
หญิงคนนี้แม้จะเสียโฉม แต่กลับมีปฏิภาณไหวพริบในการเจรจาพาที เมื่อครู่นางใช้วาจาคมกริบทิ่มแทงผู้คนแก้ไขเอาตัวรอดได้ ตอนนี้ก็ยังเข้าอกเข้าใจคน รู้หลบรู้หลีก เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา เขาผู้เป็นหมอหลวงเห็นศึกสตรีในวังมามาก ไม่ว่ามารยาเล่มเกวียนใดเขาก็ล้วนมองออกทั้งสิ้น
ได้ทีอย่ารุกสุดทาง นั่นแหละหลักแห่งการใช้ชีวิต
ประตูหน้าห้องเปิดออก จั๋วฉิงเดินนำเข้าไปก่อน สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาของเธอคือโต๊ะเก้าอี้รับแขก บนกำแพงมีภาพเขียนอักษรหลายแผ่น เป็นการตกแต่งอย่างเรียบง่ายแฝงด้วยกลิ่นอายของผู้ทรงภูมิ มีฉากกั้นขนาดใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางความสลัวราง พอจะดูออกว่าข้างในกว้างขวางกว่าข้างนอกมาก แต่แสงน้อยขนาดนี้ทำให้มองไม่ค่อยเห็นการจัดวางข้าวของสักเท่าไหร่
หมอหลวงกับผู้ช่วยพากันเดินเข้าไป จั๋วฉิงกับโหลวซี่หวู่ได้แต่รออยู่ข้างนอก... ทั้งสองยืนอยู่นอกฉากกั้น มองอะไรข้างในไม่เห็นชัดเจนนัก ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องเข้าเพียงเล็กน้อย สิ่งที่ชัดก็มีเพียงร่างกายกำยำของโม่ไป๋ที่เฝ้าอยู่ข้างเตียง หมอหลวงเฒ่านั่งจับชีพจรอยู่หน้าเตียงพลางตั้งใจฟังอย่างละเอียด มีเสียงหอบหายใจดังขึ้นหนักๆ ราวกับอาการกำเริบของโรคหอบหืด
แต่เพราะมองไม่เห็นผู้ป่วย คุณหมอสาวจากอนาคตจึงไม่อาจวินิจฉัยโรคได้
ยืนทื่ออยู่ตรงนี้น่าเบื่อจะตายอยู่แล้ว
จั๋วฉิงถามโหลวซี่หวู่ นางกำลังจ้องข้างในตาไม่กะพริบ “เขาอาการกำเริบอย่างนี้เป็นประจำหรือ?”
คงเพราะเมื่อครู่จั๋วฉิงช่วยให้นางได้ระบายแค้น โหลวซี่หวู่จึงรู้สึกดีกับหญิงผู้นี้ขึ้นมาหน่อย แม้สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่เดิม แต่ก็ยอมตอบเสียงค่อย “อาการมักจะกำเริบช่วงฤดูใบไม้ผลิ ยามปกติพี่ใหญ่ไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่พออาการกำเริบก็จะหายใจไม่ออกเช่นนี้”
“นานแค่ไหนแล้ว”
พอเอ่ยถึงเรื่องนี้โหลวซี่หวู่ดูเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด “เป็นโรคที่เป็นตั้งแต่เด็ก รักษามาหลายปีก็ไม่หาย”
เป็นตั้งแต่เด็ก?
ก็ไม่น่าจะเกิดจากเสแสร้งนะ แต่ว่าโรคหอบหืดที่เป็นแต่กำเนิดนั้นไม่ได้กำเริบตามฤดูกาลนี่?
จั๋วฉิงครุ่นคิดเองเงียบๆ ทั้งคู่ล้วนได้ยินเสียงหายใจหอบหนักที่จู่ๆ ก็ดังมาจากข้างใน จากนั้นก็เป็นเสียงโกลาหลโครมคราม
“นายท่าน!!!” เมื่อได้ยินเสียงร้องต่ำของโม่ไป๋ โหลวซี่หวู่ที่ร้อนใจอยู่ก็ไม่สนอะไรแล้ว พุ่งเข้าไปข้างใน จั๋วฉิงอึ้งค้างไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็สาวเท้าตามเข้าไป
ภายในสว่างไสวด้วยแสงเทียนหลายดวง บนเตียงที่กว้างใหญ่กว่าเตียงเธอหลายเท่าปูผ้านวมไหมผืนยาวหนา ผ้านวมมีสีขาวดุจหิมะ ขับให้หน้าที่ขาวอยู่แล้วของโหลวซี่เหยียนยิ่งขาวซีดมากขึ้น ร่างของเขานอนราบอยู่บนเตียง หายใจผิดจังหวะ การหายใจเป็นแบบหายใจเข้าหนักแต่จังหวะกระชั้นถี่ มือข้างหนึ่งคว้าคอเสื้อที่หน้าอกไว้แน่น โครงหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ ผมสีดำที่รวบอยู่ครึ่งหนึ่งก็ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อเช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่หายใจ ร่างกายเขาก็ผวาขึ้นลงรุนแรงอย่างมิอาจควบคุม
“พี่ใหญ่...” โหลวซี่หวู่ร้องไห้เสียงสั่นสะท้าน
ยามที่เห็นโหลวซี่เหยียนอาการกำเริบเช่นนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับท่าทางโอหังเปี่ยมไปด้วยพลังในยามกลางวันของเขา จั๋วฉิงถึงปรับตัวไม่ทัน ไม่แปลกที่น้องสาวเขาจะตื่นตระหนก
คุณหมอหยางมู่...มือหนึ่งกดร่างโหลวซี่เหยียนไว้ มือหนึ่งแบออก พลางร้องตะโกน “เร็วๆ รีบเอาเข็มของข้ามา”
“ขอรับ” ผู้ช่วยควานหาข้าวของวุ่นวาย ในที่สุดก็เจอกล่องเข็มเงินจึงรีบส่งให้
เมื่อรับเข็มเงินมา หยางมู่กลับไม่รู้จะฝังเข็มได้อย่างไร เพราะร่างกายโหลวซี่เหยียนขยับขึ้นลงรุนแรงตลอด ทุกครั้งที่หายใจจะขยับทั้งร่าง...หากว่าลงเข็มพลาดไปเพียงจุดเดียว แทนที่จะช่วยรักษาท่านอัครเสนาบดีโหลว กลับจะส่งเขาไปยังประตูปรภพเร็วขึ้น
หมอหลวงพลันเกิดความลังเล มือไม้สั่น จั๋วฉิงเห็นแล้วได้แต่ส่ายหัวอย่างรำคาญ เธอก้าวยาวๆ ไปถึงเตียง และก้าวขึ้นไปบนนั้นท่ามกลางสายตาตะลึงของทุกคน และเหมือนจะทำให้ตะลึงมากขึ้นไปอีก เพราะจั๋วฉิงดันปีนข้ามร่างผู้ป่วยเข้าไปยังเตียงฝั่งใน นั่งกึ่งคุกเข่าอยู่ข้างกายโหลวซี่เหยียน สองมือเธอยันบ่าเขาไว้ อยากจะประคองเขาขึ้นมา แต่ไม่คิดเลยว่า โหลวซี่เหยียนที่มีรูปร่างสูงโปร่งกล้ามเนื้อกลับฟิตแน่น หมอนี่ตัวหนักกว่าที่เธอคิดไว้เยอะ
พอเห็นว่าออกแรงไม่ไหวแน่แล้ว จั๋วฉิงจึงพูดกับโม่ไป๋ “เจ้าตาฟ้า ประคองเขาขึ้นมา”
สายตาลึกลับเย็นชาของโม่ไป๋มองนางแบบไม่แน่ใจนัก
จั๋วฉิงต้องตะคอกเสียงต่ำอีกรอบ “ถ้าไม่อยากให้เขาตายก็เร็วๆ หน่อย”
โม่ไป๋นิ่งค้างไปเล็กน้อย สุดท้ายก็ช่วยประคองโหลวซี่เหยียนลุกขึ้น พอเขาเพิ่งจะลุกนั่งได้ จั๋วฉิงก็แกะเสื้อที่คลุมร่างเขาออก มือข้างหนึ่งนวดไล่ไปตามแผ่นหลังของเขา มืออีกข้างทาบลงบนอกที่ปราศจากเสื้ออย่างรวดเร็ว
จู่ๆ เธอก็รู้สึกเหมือนข้อมือถูกคนคว้าไว้ พอมองไปก็เห็นว่าโหลวซี่เหยียนนั่นแหละที่จับข้อมือเธออยู่ ดวงตาเรียวยาวเบิกกว้างเต็มที่ ทั้งสองสบสายตากัน จั๋วฉิงถึงกับใจลอยไปชั่วเสี้ยววินาที
ดวงตาที่บางทีก็ดูแฝงแววกรุ้มกริ่ม บางทีก็ดูครุ่นคิดเจ้าเล่ห์คู่นี้ ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานกลับเหมือนบ่อน้ำใส ลึกล้ำจนเธอรู้สึกร้อนใจขึ้นมา เหงื่อที่ผุดขึ้นกลางหน้าผากของเขาไหลอาบลงมาตามแก้มแล้วหยดลงบนมือของเธอพอดี ทำเอาหญิงสาวถึงกับมือไม้สั่น ส่งผลให้มือที่จับแขนเธอยิ่งกำแน่นกว่าเดิม
ฝ่ามือนั้นไม่เย็นเยียบ หรืออ่อนโยนเหมือนเมื่อตอนกลางวัน
เขาในตอนนี้ออกแรงคว้าเธอไว้อย่างหนัก ฝ่ามือก็ร้อนระอุดุจไฟเผา
เห็นมือจั๋วฉิงหยุดอยู่ตรงอกโหลวซี่เหยียน โหลวซี่หวู่ก็ทนไม่ได้ ในยามนี้นางผู้หญิงไร้ยางอายนี่ยังมีหน้ามานั่งลูบไล้พี่ชายนางอีก นางรีบตะคอกเสียงดัง “นางหญิงอัปลักษณ์ เจ้าจะทำอะไรกันแน่? ทำไมยังไม่ปล่อยมือ”
จั๋วฉิงกลับไม่สนใจโหลวซี่หวู่ที่ตะโกนอยู่ ไม่สนใจผู้ใดทั้งสิ้น ดวงตาของเธอมองตรงไปยังนัยน์ตาของโหลวซี่เหยียนเพียงคนเดียว พยายามเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง เหมือนหมอที่พร้อมจะเป็นหลักให้กับชีวิตของคนไข้ “โหลวซี่เหยียน ผ่อนคลาย...ทำได้ไหม พยายามหายใจตามจังหวะของข้า”
อีกฝ่ายจ้องกลับแน่วแน่และพยักหน้าช้าๆ ครั้งหนึ่ง
จั๋วฉิงเริ่มปฏิบัติการ “สูดเข้า—ปล่อยออก—สูดเข้า— ปล่อยออก...”
โหลวซี่เหยียนขมวดคิ้ว นางกำลังทำอะไรอยู่?
ความรู้สึกหายใจไม่ออกเมื่อครั้งแรก เมื่อได้ลุกขึ้นนั่งแล้วก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย แต่พอเห็นนางหายใจแรงๆ เป็นเพื่อนเขาอย่างเอาจริงเอาจัง ชายหนุ่มกลับรู้สึกอบอุ่นในใจ ในที่สุดเขาก็ค่อยคลายแรงที่มือ หายใจสอดประสานเป็นจังหวะเดียวกันกับนางบ้าง... ท่านอัครเสนาบดีโหลว จ้องอีกฝ่ายแน่นิ่ง ตั้งสติอยู่ที่หู... เมื่อนางบอก ‘สูดเข้า’ เขาก็สูดลมหายใจเข้าไปพร้อมกับนาง เมื่อนางสั่งให้ ‘ปล่อยออก’ ลมหายใจทั้งหมดที่มีก็ปลดปล่อยออกไปสุดปอดโดยไม่นึกกังขา มือของคนทั้งสองยังคงกุมกันและกันแนบแน่นไม่ผละจาก
ทุกคนล้วนนิ่งอึ้งตะลึงค้าง... ได้แต่มองจั๋วฉิงนำโหลวซี่เหยียนสูดลมหายใจเข้าออก พวกเขาไม่เคยเห็นการรักษาแบบนี้มาก่อน จึงล้วนแปลกใจไปตามๆ กัน หลังจากที่โหลวซี่เหยียนลุกขึ้นนั่งหายใจเป็นจังหวะแบบนี้ไม่กี่ครั้ง แม้จะยังคงหายใจลำบากเหมือนเดิม แต่ท่าทางไม่เหมือนเมื่อครู่ที่หายใจแต่ละครั้งก็แทบจะต้องใช้แรงทั้งร่าง
หลังจากหายใจเข้าออกอยู่หลายครั้ง จั๋วฉิงก็เงยหน้าจ้องหยางมู่ ออกคำสั่งเสียงเข้ม “เขานิ่งแล้ว...เจ้าฝังเข็มได้”
หยางมู่ได้สติคืนมา รีบตอบกลับโดยเร็ว “ขอรับ” มือก็ฝังเข็มอย่างไม่กล้าชักช้า
ชั่วหนึ่งก้านธูปผ่านไป จากความพยายามของจั๋วฉิงและหมอหลวง โหลวซี่เหยียนดูเหมือนอาการดีขึ้น หายใจคล่องขึ้นเรื่อยๆ แต่ใบหน้ายังคงซีดขาวดุจเดิม
หมอหลวงเก็บเข็ม ใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อเม็ดเล็กๆ บนหน้าผาก เขาแอบถอนหายใจยาว... สภาวะร่างกายของท่านโหลวเมื่อครู่นี้ช่างอันตรายยิ่งนัก โชคดีที่แม่นางชิงใช้วิชาประหลาดช่วยเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเขาไม่กล้าคิดถึงผลลัพธ์จริงๆ
“อาจารย์ขอรับ ยามาแล้ว” เด็กรับใช้คนหนึ่งยกยาน้ำสีดำสนิทข้นคลั่กมาหนึ่งถ้วย ท่าทางประคองเดินเข้ามาอย่างระมัดระวังทำให้รู้ว่าต้องเป็นของหายากราคาแพงเป็นแน่
ยายังมาไม่ถึงเบื้องหน้า จั๋วฉิงก็ได้กลิ่นยาจีนเข้มข้น โชคดีที่เธอเลือกเรียนแพทย์แผนตะวันตก เพราะกลิ่นประหลาดแบบนี้ แค่ดมเธอก็สะอิดสะเอียนแล้ว พอคิดว่าอยากจะใช้มือปิดจมูก กลับพบว่ามือโหลวซี่เหยียนที่กุมมือเธออยู่นั้นแน่นขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาหงส์เรียวยาวพลันฉายแววเย็นเยียบ เธอจำได้ว่าก่อนเข้ามา โหลวซี่เหยียนก็เหวี่ยงยาทิ้งไปแล้วรอบหนึ่ง รึเขาก็เกลียดยาจีนเหมือนกัน?
หรือว่า...
หยางมู่รับถ้วยยามาก่อนเดินจนหยุดลงหน้าเตียง โม่ไป๋ก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว เอ่ยเสียงเย็นชา “หมอหลวงหยาง โปรดส่งยามาให้ข้า”
หยางมู่กลัวว่าจะมีอะไรเสียหายอีก จึงลังเลอยู่ว่าจะป้อนยาให้ท่านอัครเสนาบดีด้วยตนเองดีกว่าหรือไม่ แต่เสียงเจื้อยแจ้วแฝงด้วยรอยยิ้มบางๆ ก็ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดเขา “หมอหลวงหยาง วันนี้ท่านเหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว ไปพักสักหน่อยดีกว่า เดี๋ยวพอหมอหลวงคนอื่นมาแล้วยังต้องปรึกษาหารือกันอีกนี่ ทางนี้ก็ปล่อยให้พวกเราดูแลเถอะ”
น้ำเสียงโอบอ้อมอารี ทั้งยังแฝงด้วยพลังที่ไม่อาจต้านทานได้ หยางมู่เงยหน้ามอง เห็นร่างเล็กๆ ของฮูหยินน้อยที่นั่งลงบนเตียงท่าทีเปิดเผยมีเหตุผล มือเรียวงามข้างหนึ่งถูกอัครเสนาบดีโหลวกุมไว้แน่น มิน่าเมื่อครู่นางถึงกล้าดีขนาดนั้น ที่แท้ก็มีท่านอัครเสนาบดีคอยหนุนอยู่นี่เอง เขารีบเก็บสายตาลง มอบยาในมือให้โม่ไป๋แล้วจึงค่อยหันกายกลับ “เช่นนั้นก็ดี รบกวนฮูหยินน้อยแล้ว ข้าน้อยจะรออยู่ห้องข้างๆ หากมีอะไรก็เรียกได้”
“รับทราบ” จั๋วฉิงไม่ได้สังเกตคำที่เรียกเธอว่าเป็นฮูหยินน้อยเลยยิ่งไม่สังเกตว่ามุมปากโหลวซี่เหยียนเผยยิ้มบางๆ ขึ้นมา
“พี่ใหญ่” โหลวซี่หวู่เม้มริมฝีปากแน่น นางคุกเข่าอยู่หน้าเตียง แม้ไม่อยากร้องไห้แต่น้ำตาก็ร่วงพรูประหนึ่งสายฝนพร่าง
โหลวซี่เหยียนยกมือขึ้นเช็ดหยาดน้ำใสที่ปลายหางตาของน้องสาวอย่างอ่อนโยน “พี่ไม่เป็นไร ซี่หวู่ พี่มีเรื่องจะคุยกับแม่นางชิง เจ้าออกไปก่อน”
“เจ้าค่ะ” โหลวซี่หวู่ปรายตามองจั๋วฉิงทีหนึ่ง ก่อนเดินออกไปอย่างเชื่อฟัง
โม่ไป๋ก็ถอยออกมานอกฉากกั้น เหลือเพียงโหลวซี่เหยียนกับจั๋วฉิงเพียงสองคน ทั้งคู่ประจันหน้ากันอยู่อย่างนี้ ภายในห้องนอนกว้างขวาง เสียงลมหายใจขึ้นลงของโหลวซี่เหยียนกลับดังสะท้อนชัดเจน อกเสื้อของเขาแบะออกเล็กน้อย หน้าอกแน่นเปรี๊ยะ กล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ผมดำขลับที่รวบเกล้าอยู่รุ่ยร่ายลงมาเล็กน้อย
เฮ้อ... จั๋วฉิงต้องยอมรับล่ะ อีตานี่งดงามดึงดูดผู้คนจนไม่อาจละสายตาได้จริงๆ
เอ... จ้องเขาแบบนี้จะเกินไปไหม?
แต่เขาเล่นกึ่งเปลือย ถ้าเธอยังใจแข็งทำเป็นไม่อยากดู เขาอาจรู้สึกเสียศักดิ์ศรีก็ได้นะ
พอหาเหตุผลในการมองให้ตนเองได้ จั๋วฉิงก็มองต่อตามใจชอบ จนกระทั่งสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นที่แฝงแววล้อเลียนเล็กน้อย คุณหมอสาวจึงกระแอมเบาๆ อย่างอึดอัด “ตอนนี้ท่านต้องพูดน้อยๆ พักผ่อนเยอะๆ มีอะไรไว้หายดีแล้วค่อยเล่าก็ได้”
“ข้ามีเรื่องอยากให้เจ้าช่วย”
จั๋วฉิงยกแขนที่ถูกโหลวซี่เหยียนกุมอยู่ขึ้น ตอบกลับอย่างอารมณ์ดี “ท่านว่ามา แต่ว่าให้ข้าลงไปก่อนได้ไหม?”
นางเขินอายเป็นด้วยหรือ? โหลวซี่เหยียนรู้สึกขบขัน เขาไม่เคยเห็นสตรีผู้ใดจ้องบุรุษด้วยสายตาแบบนี้มาก่อน จ้องไม่พอ ยังทำท่าสนอกสนใจ... เขาอุตส่าห์นอนนิ่งให้นางจ้องแล้วเชียวนา... ทว่าเมื่อนางขอ เขาก็ไม่ได้ทำให้นางลำบากใจ จึงค่อยๆ ปล่อยมือออกอย่างอ้อยอิ่ง
จั๋วฉิงกระโดดลงจากเตียง ไม่ลืมหยิบหมอนข้างมารองแผ่นหลังโหลวซี่เหยียน ให้เขาได้นั่งพิงสบายๆ
มองดูร่างที่ยุ่งอยู่ข้างๆ โหลวซี่เหยียนพลันกดเสียงลงต่ำ เอ่ยเบาๆ “ข้าป่วยโรคนี้มาหลายปีแล้ว หมอหลวงรักษาก็ไม่ดีขึ้นเลย ท่านหมอเห็นว่าวิธีของเจ้าเมื่อครู่นั้นได้ผลดีมาก หวังว่าเจ้าจะสามารถทำหน้าที่คอยดูแลอยู่ข้างกายข้าได้”
“เมื่อครู่แค่ช่วยเหลือฉุกเฉินเท่านั้น ส่วนจะรักษายังไง ข้าไม่รู้หรอก” เธอเรียนแพทย์แผนตะวันตกมานะ จะให้เธอผ่าศพไม่มีปัญหา แต่รักษาโรคไม่ใช่เรื่องที่เธอถนัด โดยเฉพาะในภาวะแวดล้อมที่ไร้ซึ่งอุปกรณ์การแพทย์แบบนี้
“ไม่เป็นไร เพียงเจ้าสามารถช่วยข้าได้ในเวลาที่เจ็บปวดที่สุดก็เพียงพอแล้ว” เขาถอนหายใจเบาๆ ทำเอาจั๋วฉิงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ โหลวซี่เหยียนน่ะเหมาะกับท่าทางเปี่ยมอำนาจมากกว่าศิโรราบ แต่จะว่าไป...อาการของเขาก็แปลกมากจริงๆ
จะบอกว่าเขาแกล้งป่วย
เป็นไปไม่ได้ ท่าทางอาการกำเริบของเขาเมื่อกี้นั้นเสแสร้งไม่ได้แน่
จะบอกว่าเขาป่วยจริงๆ
แล้วทำไมเขาถึงไม่ยอมกินยาแต่โดยดี? ที่นี่ต้องมีความลับอะไรอีกแน่ๆ
แต่ว่าเธอไม่ได้สนใจใคร่รู้ เธอแค่อยากจะหากู้อวิ๋น แล้วรวมหัวกันเผ่นแน่บ หนีกลับบ้าน
เมื่อในใจมีเป้าหมาย จั๋วฉิงก็ไม่สนใจความคิดของคนตรงหน้าอีก เธอตอบกลับอย่างขอไปที “ได้ ข้าอยู่ได้ แต่ข้าต้องการพบหน้าพี่น้องข้าภายในหนึ่งเดือน”
“ได้” สำหรับเขาแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องเล็ก
“เอาล่ะ เหมือนเราจะดีลกันสำเร็จละ” เธอหยิบถ้วยยาที่โม่ไป๋วางไว้มาถือในมือ แต่กลับไม่ได้เดินไปหาโหลวซี่เหยียน ร่างบอบบางกลับเดินไปที่หน้าต่างแล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเสียดาย “เฮ้อ ยานี่เย็นละ ฤทธิ์ยาคงไม่เหลือ รอให้หมอหลวงเอายาใหม่มาให้ค่อยกินละกัน” มือเรียวบางเทยาในถ้วยลงในกระถางต้นไม้ตรงหน้าต่างอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด