โรงอาหารอยู่ห่างจากตำหนักเคียงเดือนไม่ไกลนัก
ยังมิทันถึงจุดหมาย ก็ได้ยินเสียงพูดคุยหัวร่อดังเซ็งแซ่ออกมาจากโรงเรือนอันใหญ่โต ชิงเฟิงเร่งฝีเท้าเพิ่มขึ้นเพื่อเดินเข้าไปด้านใน ฟู่หลิงยังคงก้มหน้าเดินตามอยู่ด้านหลัง เพียงแต่ผ่อนฝีเท้าลงอย่างชัดเจน
แม่นางชิงจะทำสิ่งใด นางผู้เป็นเพียงบ่าวไพร่มิอาจกะเกณฑ์ได้ ขอเพียงต้องรู้จักระมัดระวังตัว รักษาระยะห่างเอาไว้ก่อนก็พอ
ที่นี่คือโรงอาหารที่รับผิดชอบปากท้องของผู้คนได้นับร้อย ด้านในจึงมีคนนั่งเรียงรายอยู่เต็มพื้นที่
นางใน ขันที แยกกันนั่งซ้ายขวา
มองตรงจุดนี้ผู้มาเยือนจะเห็นเหล่านางในสวมชุดชาววังสีครามดังเช่นฟู่หลิง ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นสตรีระดับล่างที่มีหน้าที่รับใช้เล็กๆ น้อยๆ ชิงเฟิงเดินตรงเข้าไปในเรือน เอ่ยถามด้วยท่าทางทะนงว่า “ใครคือหัวหน้าของพวกเจ้า?”
เสียงเย็นใสดังขึ้นในเรือนอันกว้างใหญ่... แต่แรกที่ยังมีเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ทว่านับจากเสี้ยวขณะที่ร่างโปร่งบางเดินเข้าไปนั้น ทุกสายตาล้วนจับจ้องมาที่จุดเดียวกัน บรรยากาศเงียบกริบลงฉับพลัน ด้วยเหตุนี้ แม้คำถามจะไม่ได้ถูกเอ่ยเสียงดังสักเท่าไร แต่กลับชัดเจนยิ่งนัก
หลังจากความเงียบงัน ก็คือเสียงกระซิบกระซาบวุ่นวาย เหล่านางในและขันทีนั่งถกกันถึงสถานะของผู้มาเยือน ไม่มีใครตอบคำถามแม้แต่คนเดียว กูกูหน้าตาดุร้ายผู้หนึ่งที่ดูอาวุโสกว่าคนอื่นๆ ก้าวขึ้นมาด้านหน้าหนึ่งก้าว แผดเสียงถามกลับ “เจ้าเป็นใครกัน?”
ชิงเฟิงกวาดตามองโดยรอบ เมื่อไม่พบคนที่แต่งชุดหัวหน้าจึงไม่คิดจะเสียเวลาตอบ ทำเพียงปรายตามองแล้วหันกายจากไป เปลี่ยนเส้นทางเดินไปทางโรงเรือนหลังใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม
กูกูอึ้งไปเล็กน้อย พอคืนสติใบหน้าก็ร้อนผ่าวด้วยความอับอาย รีบร้องตะโกนแก้เก้อ “เจ้าเดินดุ่มไปทั่วแบบนี้ ใครอนุญาตหา?!”
ชิงเฟิงก้าวยาวๆ เข้าสู่เรือนใหญ่ พบว่าโรงเรือนหลังนี้เป็นส่วนของห้องครัว ด้านในเต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ ผักต่างๆ นานาวางอยู่มากมายอุปกรณ์ประกอบอาหารก็เพียบพร้อม มีทั้งมีด เขียง หม้อไหและถ้วยชามตอนนี้เป็นเวลาอาหารเที่ยงพอดี ข้างในจึงมีเพียงขันทีน้อยสิบกว่าคนกำลังเก็บกวาดทำความสะอาดอยู่ ดวงตาสีเทามีประกายกร้าวพาดผ่านแวบหนึ่ง เมื่อยืนนิ่งได้ก็เอ่ยคำถามเดิมออกมา “ใครเป็นหัวหน้าพวกเจ้า เรียกออกมา?”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมอง ชิงเฟิงเดินมาหน้าโต๊ะหั่นผัก เมื่อขันทีน้อยเห็นใบหน้าเสียโฉมของหญิงสาวเข้าก็ลนลานเอ่ยปากถามด้วยความหวาดกลัว “เจ้าเป็นใคร? มาทำอันใดที่นี่?”
“ไปตามหัวหน้าที่คุมงานส่วนของเจ้ามาพบข้า” ไม่พูดเปล่า... หญิงตรงหน้ายังเอาผักบนโต๊ะที่หั่นเสร็จแล้วมาโยนเล่นในมืออย่างจองหอง
ที่นี่เพิ่งจะเก็บกวาดเรียบร้อย เมื่อถูกล้อเล่นเช่นนี้ ก็ต้องเก็บกวาดใหม่อีกรอบ ขันทีน้อยจึงมีสีหน้าไม่ดีนัก ได้แต่บ่นพร่ำเสียงเข้ม “เจ้าเป็นใครกันแน่? กล้าบังอาจมาทำกำเริบเสิบสานที่โรงครัวหลวงได้อย่างไร เจ้าเป็นคนของตำหนักไหนกัน?” เมื่อเห็นการแต่งกาย ไม่เหมือนเจ้าเหมือนนาย ขันทีน้อยจึงกล้าส่งเสียงสูงขึ้นมา
ฟู่หลิงยืนอยู่นอกห้องครัว ลังเลอยู่ว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ เพิ่งจะเงื้อเท้าเตรียมตัวก้าว เสียงบันดาลโทสะเสียงหนึ่งก็แผดก้องขึ้นที่ประตูครัวด้านในเสียก่อน “ใครมาเอะอะโวยวายในที่ของข้า?”
บุรุษวัยกลางคนในชุดเสื้อกระดุมยาวลายน้ำไหล ตัดเย็บจากผ้าไหมแพรต่วนเดินตรงเข้ามา ขันทีน้อยที่เหลือเมื่อเห็นผู้มาใหม่จึงโน้มกายคำนับ พลางเอ่ยทักอย่างนอบน้อม “สวี่กงกง”
ฟู่หลิงที่เงื้อเท้าขึ้นพลันค่อยๆ ชักกลับ ใจเริ่มเป็นกังวลแทนเจ้านายของตน
ผู้มาใหม่ก็คือ ‘สวี่จี้’ รองหัวหน้าคุมงานแห่งโรงครัวหลวง เจ้านี่นับเป็นสุนัขเจ้าเล่ห์เขี้ยวยาว สอพลอเบื้องบนข่มเหงเบื้องล่าง จิตใจคับแคบยิ่งนัก... สวี่ซูผิง พี่สาวของเขาเป็นมามาที่ไทเฮาบูรพาโปรดปรานมากที่สุด คนในวังล้วนรู้ดีถึงสันดานและร่มโพธิ์ที่เกื้อหนุนอยู่เบื้องหลังคนผู้นี้ แม้จะโกรธเกลียดก็ไม่ค่อยกล้ามีเรื่องกับเขานัก
ชิงเฟิงประเมินชายตรงหน้าในใจ... ใบหน้าแดงก่ำ รูปร่างอ้วนท้วน คงกินค่าน้ำร้อนน้ำชาไปไม่น้อย ดูจากแววตาที่มองคนเป็นหัวหลักหัวตอ ก็เดาออกในทันใด “เจ้าก็คือหัวหน้าใหญ่ ผู้คุมงานโรงครัวหลวงรึ?”
เครื่องเสวยของฮ่องเต้ ฮองเฮา และเหล่าสนมอันเป็นที่โปรดปรานนั้นสวี่จี้กำกับไม่ได้อยู่แล้ว แต่นอกเหนือจากนี้... สำรับอาหารของทุกตำหนักล้วนต้องจัดเรียงตามที่เขาสั่ง จะบอกว่าเป็นหัวหน้าใหญ่คุมงานโรงครัวหลวงก็ย่อมได้ สวี่จี้กวาดสายตามองหญิงจองหองตรงหน้ารอบหนึ่ง รอยกรีดเด่นสะดุดตาสองรอยบนใบหน้านั้นได้บ่งบอกสถานะของนางอย่างชัดเจนแล้ว
สวะ…
สวี่จี้นึกรังเกียจอยู่ในใจ... นางผู้นี้เป็นเพียงแค่บรรณาการอันด้อยค่า ยังกล้ามาเอ่ยปากพูดจาวางท่า สวี่จี้มองหญิงสาวด้วยสายตาเหยียดหยาม พูดตอกกลับด้วยน้ำเสียงโอหัง “โรงครัวหลวงไม่ใช่ที่ที่ใครนึกอยากจะเข้าก็เข้าได้ หากไร้ระเบียบเช่นนี้ ข้าสามารถ...”
“เจ้าพูดเรื่องระเบียบกับข้าหรือ?” ชิงเฟิงมองสวี่จี้อย่างโอหังปานกัน พูดก่นด่าอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ข้า… ชิงหลิงมาอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยคำเชื้อเชิญจากฮ่องเต้ของพวกเจ้า ข้าซึ่งเป็นตัวแทนเจตนารมณ์แห่งแคว้นเฮ่าเยว่ ที่จะผูกสัมพันธไมตรีต่อแคว้นฉงเยว่ สมควรได้รับการกระทำเช่นนี้หรือ? โบราณว่าไว้...ผู้มาคือแขก ใหญ่เล็กก็ต้องต้อนรับขับสู้... เจ้าเป็นขันที เมื่ออยู่ต่อหน้าแขกบ้านแขกเมือง กล้าบังอาจไม่เรียกตัวเองว่าบ่าว...ใครกันที่ไร้ระเบียบ? หรือว่าพวกฉงเยว่อย่างเจ้านิยมต้อนรับแขกกันด้วยข้าวเย็นผักเค็ม? หากมีโอกาสได้พบฮ่องเต้ของพวกเจ้า ข้าจะลองถามดูว่ากฎระเบียบของแว่นแคว้นแห่งนี้มีว่าอย่างไร เหตุใดถึงได้เลี้ยงลิงหลอกเจ้าไว้ทั่ววังหลวง?”
ช่างเป็นหญิงสาวที่ไม่รู้กาลเทศะยิ่งนัก คำเรียกว่า ‘ขันที’ นี้ ทุกคนย่อมต้องรู้ว่าเป็นคำต้องห้าม ทว่านางกลับเรียกสวี่กงกงอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทำเอาทุกคนที่ได้ยินต่างพากันเหงื่อตกตามกัน ต่อให้เป็นพวกสนมคนงามขององค์ฮ่องเต้ เมื่อเจอหน้าสวี่จี้ ต่างก็พากันเรียกเสียงหวานว่าสวี่กงกงกันทั้งนั้น แม่สาวต่างแคว้นผู้นี้ หากมิใช่โง่เง่าหยาบเถื่อน ก็คงจะไม่อยากจะตายดีเสียแล้ว
ข้างฝ่ายสวี่จี้... ในใจโมโหจนสองมือสั่นระริก
นาง… นาง... นางสตรียโสผู้นี้เป็นเพียงแค่บรรณาการที่เฮ่าเยว่ส่งมาเพราะจนตรอก ยังกล้าเรียกตัวเองว่าแขกที่ถูกรับเชิญ แม้ใจจะเคียดแค้นจนอยากจะตบปากกล้าเสียหนึ่งฉาด แต่สมองกลับห้ามเอาไว้
นางอัปลักษณ์นี่เสียโฉมแล้วก็จริง แต่ฝ่าบาทยังไม่มีท่าทีอันใด
อย่างไรเสียชิงหลิงก็เป็นสตรีที่ฮ่องเต้ทรงเลือกด้วยพระองค์เอง ถึงเสียโฉมแต่ยังกล้าเย่อหยิ่งถึงเพียงนี้หรือจะมีดีอยู่ในมือ? หากตนทำกระด้างกระเดื่อง ถึงตอนนั้นฮ่องเต้เกิดรักใคร่เอ็นดูนางขึ้นมาก็อาจตกที่นั่งลำบากได้
รู้จักระมัดระวังเอาไว้จะอยู่ได้ยาว ไว้ให้มีโอกาสก่อน จะสั่งสอนให้นางได้ตายทั้งเป็น!
สวี่จี้แสร้งทำหน้าเหมือนเพิ่งเข้าใจ บิดรอยยิ้มเสแสร้งตอบกลับ “ท่านคือแม่นางชิงหลิงจากแคว้นเฮ่าเยว่เองหรอกหรือ บ่าวเฒ่าอย่างข้าแก่ชราแล้วสายตาไม่ใคร่ดี จึงดูไม่ออก สำรับของท่านเป็นเพียงข้าวเย็นผักเค็มเองหรือ? พวกบ่าวไพร่ในโรงครัวหลวงคงจะเป็นสุนัขตาบอดไปแล้วแน่ๆ บ่าวจะลงทัณฑ์พวกมันให้หลังลายเลยทีเดียว แม่นางอยากรับประทานสิ่งใดวานบอก? สำรับเย็นบ่าวจะให้คนจัดเตรียมไว้ให้เป็นอย่างดี”
ชิงเฟิงตอบ “อ้อ” ไปคำหนึ่ง แสร้งทำเป็นเข้าใจแล้วหัวเราะ “ที่แท้ต้นเหตุก็มาจากสุนัขตาบอดนี่เอง ต่อไปสวี่กงกงต้องดูแลสัตว์เลี้ยงของตัวเองให้ดี อย่าให้ได้เที่ยวเห่ากัดผู้อื่น มิเช่นนั้นต่อให้มันตาบอดจริง ก็คงไม่อาจพ้นโทษได้” ชิงเฟิงเดินไปหยุดมองที่โต๊ะเตรียมอาหาร “จัดอาหารให้ข้าสำรับหนึ่ง ข้าจะดูสิว่าฝีมือการทำครัวของสุนัขในโรงครัวเป็นเช่นไร หากตาบอดแล้วยังไร้ค่าอีก คราวนี้แค่ตอนอย่างเดียวก็คงไม่พอแล้ว”
ตอน!!!
ฟู่หลิงแอบปาดเหงื่อไปทีหนึ่ง แม่คุณทูนหัวผู้นี้ช่างด่าคนได้แสบนัก ด่าตลอดทั้งโรงครัวหลวงตั้งแต่บนจรดล่างได้ในประโยคเดียว แม้แต่สวี่จี้ก็ยังไม่อาจโต้ได้ จบประโยคของนาง ทุกคนในที่นี้ล้วนหน้าเปลี่ยนสีกันหมด
“ขอบ—คุณ—แม่—นาง—ที่—ชี้—แนะ” ใบหน้าสวี่จี้ยังคงแสร้งยิ้ม ทว่าคำพูดกลับพ่นออกมาทีละคำ เห็นได้ชัดว่ากำลังกัดฟันพูด
ชิงเฟิงโบกมือเหมือนบอกว่าไม่เป็นไร แน่นอนว่านางไม่คิดจะใส่ใจความโกรธของอีกฝ่าย หญิงสาวไม่สนใจว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบตนทั้งนั้น ตัวนางในยามนี้เปรียบเสมือนนักโทษประหารผู้รอวันตาย หากมีโอกาสขอกินของดี เที่ยวเล่นให้สนุกก็พอแล้ว ที่เหลือไม่ต้องการคิดให้รกสมอง
หญิงสาวคัดสรรวัตถุดิบที่วางเรียงอยู่หน้าโต๊ะตัวโตด้วยสายตานึกสนุก “กับข้าวที่ข้าชอบเป็นเพียงของง่ายๆ เท่านั้น… ขอหอยอบแห้งก้อนกลมมาสองจาน ตีนเป็ดผัดเห็ดหอม กุ้งมังกรตุ๋นบรรพต ผัดฉ่าปากปลา แค่นี้พอแล้ว”
สวี่จี้ได้ยินก็โกรธจนตัวสั่น... นางอัปลักษณ์นี่เลือกกินอย่างที่สุด อาหารที่เอ่ยมามิได้สูงค่าแต่อย่างใดก็จริง ทว่าเปลืองวัตถุดิบและต้องใช้ฝีมือพ่อครัวอย่างมาก ขันทีเจ้าเล่ห์บิดมุมปากขึ้น แสร้งเอ่ยเสียงเบาประสานมือตอบอย่างนอบน้อม “ขอรับ ข้าจะเตรียมไว้ให้แม่นางเป็นสำรับเย็นอย่างแน่นอน”
คิดจะตีกรอบข้าด้วยของกินเล่นพวกนี้น่ะหรือ? จะดูถูกข้ามากเกินไปแล้ว! โรงครัวหลวงนับเป็นแหล่งรวมของสุดยอดพ่อครัวจากทั่วหล้า ของกินเล่นเพียงเท่านี้ไม่อยู่ในสายตาหรอก
ครั้งนี้ชิงเฟิงไม่พูดจามากความต่อ จบเรื่องก็เดินเชิดหน้าจากไปอย่างทระนงองอาจ
สวี่จี้มองดูแผ่นหลังที่ยโสโอหังของนางอัปลักษณ์ผู้นั้น แล้วค่อยๆ ยืดตัวตรง ในดวงตาหรี่เล็กนั้น เต็มไปด้วยไอเย็นเกรี้ยวกราด... หึ ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะย่ามใจไปได้นานสักเพียงไร
ฟู่หลิงเดินตามหลังเจ้านายอย่างเงียบเชียบ ตนอยู่รับใช้แม่นางชิงมาได้สาม--สี่วัน ก็พอจะรับรู้ได้ว่าสตรีผู้นี้เป็นคนเยือกเย็นและไว้ตัวยิ่งนัก ไม่มีทางเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือเพื่อสำรับอาหารเพียงสามมื้ออย่างแน่นอน ทว่า…ท่าทีโอหังดุร้ายในวันนี้ผิดแผกไปจากช่วงเวลาปกติยิ่งนัก แม่นางชิงจงใจก่อเรื่องด้วยมุ่งหมายอันใดนั้น...ฟู่หลิงไม่อาจรู้ได้ แต่ที่รู้ชัดคือการไปมีเรื่องกับพวกเสือโหยเช่นนั้น ชีวิตในวันข้างหน้าของผู้เป็นนายคงไม่ง่ายดายเป็นแน่
ทั้งสองกลับมาที่เรือน ฟู่หลิงลังเลอยู่หลายรอบ สุดท้ายก็อดไม่ไหวพูดกล่อมเสียงเบา “เหตุใดแม่นางจึงทำเช่นนั้น? การกระทำในวันนี้มีแต่จะสร้างความทุกข์ให้ท่านในวันหน้า”
ดวงตาชิงเฟิงฉายแววไม่สบอารมณ์ ตอบเพียง “เจ้าออกไปได้”
“เจ้าค่ะ” ฟู่หลิงทอดถอนใจเบาๆ ไม่กล้ากล่าวสิ่งใดอีก นางหันกายออกจากเรือนเล็กแล้วค่อยๆ งับประตูปิด
ทันทีที่บ่าวรับใช้หายลับไปจากสายตา...
นิ้วมือเรียวยาวขาวผ่องราวกับไร้ข้อต่อของชิงเฟิง สอดเข้าไปในแขนเสื้อกว้าง ชั่วจังหวะนั้นเอง ปลายนิ้วก็เคลื่อนออกมาพร้อมกับมีดแกะสลักเล่มเล็กยาวประมาณสองชุ่นที่พ่อครัวใช้แกะผลไม้ ประกายแสงคมเฉียบของใบมีด มิอาจคมกล้าบาดสายตาได้เท่าแววสะใจจากดวงตาอาฆาตของโฉมงามบรรณาการ ชิงเฟิงยกมุมปากยิ้มอย่างขมขื่น...ตนไม่เหลืออะไรอีกแล้ว แม้แต่ชีวิตยังเคยสละมาแล้ว ยังมีสิ่งใดที่ต้องกลัวอีก ขอเพียงไปให้ถึงเป้าหมาย นางพร้อมทำทุกอย่างโดยไม่สนวิธีการ
เยี่ยนหงเทียน ข้าจะให้เจ้าชดใช้ต่อครอบครัวข้า
ต่อให้เอาชีวิตเจ้าไม่ได้ ข้าก็จะให้เจ้าหลั่งโลหิตออกมาให้ได้
“แม่นางชิง ทานข้าวเจ้าค่ะ”
ฟู่หลิงมองดูน้ำแกงพร้อมกับกับข้าวที่เหล่าขันทีรีบร้อนนำมาให้ ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจแทนผู้เป็นนายดี หลังจากที่เจ้านายของตนไปโวยวายเมื่อวันก่อนโรงครัวหลวงก็ส่งกับข้าวรสเลิศมาสองวันติดกันแล้ว สวี่กงกงไม่ใช่คนดีสักเท่าใด เหตุไฉนจึงคุยง่ายนัก หรือเขาแอบเล่นตุกติกอยู่เบื้องหลังก็สุดรู้
“ข้าไม่หิว เจ้ากินเถิด” เสียงเย็นใสของแม่นางชิงดังมาจากในเรือน ฟู่หลิงทอดถอนใจเบาๆ ตักน้ำแกงถ้วยเล็ก กำลังจะยกเข้าไป ก็เห็นอู๋จือชิวจากเรือนบรรทม เดินนำขันทีน้อยสองคนก้าวยาวๆ เข้ามาในสวน
ฟู่หลิงหน้าเปลี่ยนสีทันที รีบวางถ้วยน้ำแกงในมือลง เดินออกมารับ “คำนับอู๋กงกง”
พอเห็นฟู่หลิงออกมารับเพียงคนเดียว อู๋จือชิวดูไม่ค่อยพอใจอย่างเห็นได้ชัด จึงถามเสียงเย็นกลับทันที “ทำไมถึงมีเพียงเจ้า... แล้ว… ชิงหลิงผู้นั้นเล่า?”
“แม่นางชิงนั่งอยู่ในเรือน บ่าวจะไปเชิญออกมาเดี๋ยวนี้” ฟู่หลิงโค้งคำนับอย่างงดงาม หันกายเดินเข้าเรือน
อู๋จือชิวเห็นดังนั้นยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์ ผู้มาใหม่เป็นเพียงสตรีต่างแคว้น ซ้ำยังได้ข่าวว่าอัปลักษณ์ ทว่านางกลับวางท่าไม่เบา กงกงเช่นเขามาถึงยังต้องให้คนไปเชิญจึงจะออกมาพบ
เพียงครู่เดียว สตรีร่างสูงโปร่งระเหิดระหงก็เดินตามหลังฟู่หลิงออกมา อู๋จือชิวที่พื้นอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว น้ำเสียงที่ถามจึงติดตะคอกเสียงแข็ง “เจ้าน่ะรึ...ชิงหลิง?”
ฟู่หลิงรีบเอ่ยเสียงเบาที่ข้างหูผู้เป็นนาย “ท่านนี้คืออู๋กงกงจากเรือนบรรทมเจ้าค่ะ”
พระสนมทุกตำหนักจนกระทั่งข้าหลวงนางในล้วนไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับเรือนบรรทม หวังว่าวันนี้แม่นางจะไม่เล่นแง่อันใดกับอู๋กงกงหากมีเรื่องบาดหมางกับกงกงผู้นี้เข้าอีกคงแย่แน่ เรือนบรรทมไม่เหมือนโรงครัวหลวง ขอเพียงแต่ละคืนฮ่องเต้ไม่มีรับสั่งเรียกชื่อนางคนใดเป็นพิเศษ คนจากเรือนบรรทมก็สามารถผลักดันสตรีหนึ่งให้ยิ่งใหญ่หรือเหยียบย่ำสตรีหนึ่งให้ตกต่ำได้ในทันที
หญิงที่องค์ฮ่องเต้ไม่เคยได้เห็นหน้าค่าตาในวังหลวงนั้นมีอยู่มากมายราวกับกรวดทราย
ส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากการที่ ‘เรือนบรรทม’ ไม่ชอบหน้าทั้งสิ้น
ดวงตาเย็นชาของชิงเฟิงกะพริบวิบวับ รัศมีขอบทองล้อมกรอบแก้วตาสีเทาดูเจิดจ้าขึ้นมาราวกับดวงตะวัน จากนั้นก็คลี่ยิ้มงดงาม ถึงกับยอบกายลงโค้งคำนับอู๋กงกงอย่างอ่อนหวานชดช้อย ฟู่หลิงเห็นดังนั้นจึงรู้สึกโล่งใจนัก
ข้างฝ่ายอู๋จือชิว เมื่อเห็นว่าสตรีต่างแคว้นยังพอรู้มารยาทอยู่บ้าง สีหน้าก็ค่อยคลายความมึนตึงลงหลายส่วน ดวงตาเรียวเล็กกวาดมองรอบร่างของสตรีสาวตรงหน้าพลางตีราคาด้วยความเคยชิน แขนขาเรียวงาม จริตจรรยาล้วนประณีตหมดจด ให้ความรู้สึกสูงศักดิ์ล้ำค่า
หน้าตา… อืม… อีกครึ่งซีกที่ยังไม่เสียโฉมนั้นนับว่าชวนสะท้านเลยทีเดียว ทว่าอีกครึ่ง... มิน่าวันนี้ฮองเฮาจึงได้ส่งคนมาย้ำเตือนเขาว่า ‘สาวงามที่ฮ่องเต้ต้องการนั้นมาถึงแล้ว ไม่ควรให้ฝ่าบาทต้องรอนาน’ เมื่อสิ้นไร้ใบหน้าที่เปล่งปลั่งราวกับเพชรน้ำหนึ่ง คนงามก็มิใช่คนงามอีกต่อไป
เห็นทีแผนการตัดรากถอนโคนของฮองเฮาในคราวนี้จะได้ผลเสียกระมัง สงสารก็แต่นางอัปลักษณ์นี่
อู๋จือชิวโบกมือตอบ เอ่ยปากอย่างรำคาญ “เจ้าจงเตรียมตัวไว้ ต้องปรนนิบัติฝ่าบาทที่ตำหนักเบื้องอุทัยคืนนี้ยามกุน ในยามระกาจะมีคนมาพาไปอาบน้ำ แต่งหน้า สางผม” พูดจบก็รีบรุดจากไปโดยไม่มองสตรีต่างแคว้นให้เสียสายตาอีก... คนที่ใกล้ประตูนรกอย่างนาง ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาผูกมิตรเพื่อผลประโยชน์ใดๆ เมื่อฮ่องเต้ทอดพระเนตรใบหน้านี้แล้ว หญิงผู้นี้ก็คงชะตาขาดก่อนรุ่งสางเป็นแน่
ชิงเฟิงยืนอยู่ในสวนด้วยสีหน้าเรียบเฉย ฟู่หลิงเป็นฝ่ายที่ยิ้มกว้าง “แม่นางควรจะดีใจนะเจ้าคะ?”
ดีใจ? ใช่…นางควรจะดีใจ ในที่สุดก็มีโอกาสเข้าใกล้เยี่ยนหงเทียนแล้ว ไม่เสียทีที่อุตส่าห์เตรียมตัวมานานถึงเพียงนี้ นางสู้อุตส่าห์สร้างเรื่องบาดหมางกับคนมากมายก็เพื่อให้เป็นที่โจษจัน รังเกียจและถูกสั่งเก็บเช่นนี้แหละ
“เจ้าช่วยทำผมให้ข้าสักหน่อยเถิดฟู่หลิง ข้าชอบทรงผมตั้งสูง มันจะช่วยให้ใบหน้าข้าโดดเด่นมากขึ้น” ก่อนตายข้าขอดูสักหน่อยเถิดว่าทรราชหกแผ่นดินอย่างเยี่ยนหงเทียนจะหวาดกลัวใบหน้าข้าสักเพียงไร จะทำท่าผงะเหมือนเหล่าขุนนาง ทหาร และขันทีของเขาหรือไม่ ชิงเฟิงแย้มยิ้มอย่างเย้ยหยัน...แค่คิดก็มีความสุขเสียแล้ว อย่างน้อยนางก็มีเรื่องให้หัวเราะได้ยามที่ต้องนอนอยู่ในโลง
ฟู่หลิงอึ้งไปเล็กน้อย ยิ้มตอบอย่างสุภาพ “เหล่าข้าหลวงในเรือนบรรทมฝีมือดีกว่าบ่าวมากนัก”
“ข้าชอบให้เจ้าเกล้าผมให้มากกว่า หรือว่าเจ้าไม่เต็มใจ”
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาคาดคั้นเอาจริง ใครเล่าจะกล้าปฏิเสธ “บ่าวมิกล้า”
ทว่าฟู่หลิงก็ไม่ถนัดทำผมมาแต่ไหนแต่ไร กว่าจะเกล้าทรงเมฆไหลได้ก็ช่างยากเย็นนัก เรียบร้อยดีแล้วจึงถามออกมาอย่างลังเล “แบบนี้ใช้ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ชิงเฟิงพยักหน้าอย่างพอใจ “อืม ดีมาก เจ้าไปเอาเสื้อนอกมาให้ข้าหน่อยเถิดฟู่หลิง”
“เจ้าค่ะ” นางข้าหลวงหันกายไปหยิบเสื้อนอกจากตู้ทางด้านหลัง ชิงเฟิงอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตคว้ามีดแกะสลักเล่มเล็กที่ซ่อนในแขนเสื้อยัดเข้าไปในทรงผมตั้งสูง ครั้นฟู่หลิงหยิบเสื้อเสร็จ ก็เห็นเจ้านายของตนกำลังจัดทรงผมพร้อมกับรอยยิ้มประดับมุมปาก เห็นแม่นางชิงอารมณ์ดีเช่นนี้ ฟู่หลิงก็เบาใจ จนมิได้สังเกตเลยว่ารอยยิ้มนั้นมีร่องรอยสาแก่ใจเจืออยู่จนดูน่ากลัวมากกว่าน่ายินดี
พวกนางเพิ่งจะเตรียมตัวเรียบร้อย... กูกูผู้หนึ่งกับนางข้าหลวงวัยกำดัดอีกหลายนาง ก็เดินนวยนาดเรียงแถวเข้ามาในสวน ฟู่หลิงประคองเจ้านายของตนเดินออกมาต้อนรับที่ด้านนอก จากนั้นก็เอ่ยปากกับผู้มาเยือนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “กุ้ยกูกู เจ้านายของข้าเตรียมตัวพร้อมแล้วเจ้าค่ะ”
แม่เฒ่ากุ้ยผู้นั้นไม่มอง ‘เจ้านายของฟู่หลิง’ ให้เสียสายตา เพียงเอ่ยปากเสียงเย็นว่า “เชิญ”
ชิงเฟิงเดินออกจากเรือน ทันใดนั้นก็ชะงักฝีเท้า หันมาเอ่ยกับฟู่หลิงที่ยืนรอส่งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่บ่าวรับใช้ผู้นี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน “ฟู่หลิงเอ๋ย เจ้ากลับไปทำงานที่เดิมของเจ้าเถิด หลังผ่านคืนนี้ไปแล้ว ข้าก็จะไม่มีวันกลับมาที่แห่งนี้อีก” หากคืนนี้สามารถฆ่าเยี่ยนหงเทียนได้สำเร็จ นางก็จะฆ่าตัวตายเพื่อตามไปอยู่กับครอบครัว หากมิสำเร็จ นางก็คงต้องตายอยู่ใต้เงื้อมมือทรราชผู้นั้น ไม่ว่าอย่างไร ก็คงไม่มีลมหายใจกลับมาพบหน้าฟู่หลิงอีกแล้ว
เหล่าข้าหลวงนางกำนัลย่อมไม่รู้ถึงความนัยจากประโยคที่ได้ยิน นึกแต่เพียงว่าแม่นางผู้นี้ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ หวังอาศัยเพียงความงามผุพังย่อยยับของตนริจะจับมังกรฟ้า ไม่เคยมีสตรีนางใดทะยานจากไก่ป่าขึ้นมาเป็นนางหงส์ได้หลังจากปรนนิบัติเพียงคืนเดียวหรอก!
ผู้อื่นนั้นพากันยิ้มเย้ยอย่างออกนอกหน้า บางนางถึงกับใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากกระซิบกระซาบกัน ทว่าจิตใจของฟู่หลิงกลับร่วงดิ่งลงสู่พื้น ด้วยรู้สึกว่าแม่นางชิงผู้เย่อหยิ่งคนนี้ คล้ายจะมีความนัยซ่อนอยู่ในวาจาสุดท้ายที่เอ่ย ความเย็นชาและแววตาอาฆาตจากนัยน์ตาสีเทาบีบคั้นให้ฟู่หลิงหวาดผวา บ่าวต่ำต้อยทำได้เพียงส่ายศีรษะตอบ ขยับปากเป็นคำว่า ‘ไม่นะเจ้าคะ’
ข้างฝ่ายกุ้ยจืออวิ๋น เมื่อได้ยินดังนั้นก็ชำเลืองมองหญิงสาวผู้อวดดีตรงหน้า... นางผู้นี้เป็นใครกัน ช่างพูดจาวางก้ามคำโตยิ่งนัก!
ด้วยทิศที่ยืนอยู่ กุ้ยจืออวิ๋นเห็นเพียงซีกหน้าที่เสียโฉมของหญิงอัปลักษณ์ อืม…ใบหน้ามีรอยกรีด ยังเย่อหยิ่งจองหอง สตรีเช่นนี้พบได้ไม่บ่อยนักในชีวิตของเหล่ากูกูมามาผู้พบเห็นสาวงามมามากมาย แต่ไม่เคยเห็นหญิงไร้ราคาที่วางตัวเองเหนือคาคบไม้ราวกับทั้งร่างสลักมาจากหยก ทำให้เริ่มใคร่รู้ในตัวหญิงเสียโฉมผู้นี้ขึ้นมาบ้างแล้ว
“ไปเถิด” ชิงเฟิงไม่สนใจสายตาผู้ใด เดินเชิดหน้าตรงดิ่งออกจากสวน
ฟู่หลิงจ้องมองจนกระทั่งแผ่นหลังเหยียดตรงนั้นหายลับไปจากสุดทางเดิน จึงค่อยหลุบสายตากลับ จากนั้นก็ทอดถอนใจเบาๆ ก่อนจะปิดประตูสวน
ทุกคนในวังนี้ล้วนมีโชคชะตาของตนที่ฟ้ากำหนดไว้แล้ว
สระซู่ชิง...
ในบรรดาสตรีทั้งหมดในราชวังแห่งนี้...คงมีเพียงสตรีผู้ครอบครองบรรดาศักดิ์ขั้นฮองเฮา สี่เฟย แปดผิน และสิบสองเจี๋ยยวี่ ที่มีตำหนักเป็นของตน... บรรดานางในที่ครองตำแหน่งเหม่ยเหริน ไฉเหรินและลำดับต่ำกว่านี้ล้วนอาศัยอยู่ที่ตำหนักเม่ยยี หากโชคดีมีโอกาสปรนนิบัติก็จะได้รับเชิญให้มาที่ ‘สระซู่ชิง’ เพื่อให้เหล่ากูกูนางกำนัลอาบน้ำสางผมแต่งองค์ทรงเครื่อง เหล่ากูกูแห่งสระซู่ชิงนั้นฝีมือดีนัก เปลี่ยนนกจาบให้กลายเป็นหงส์ฟ้ามาหลายรายแล้ว เหล่าสนมต่างพากันจองตัว เรียกพวกนางไปสางผมถักเสื้อกันถึงตำหนักเสียด้วยซ้ำ
กุ้ยจืออวิ๋นเป็นกูกูในวังหลวง เห็นคนงามมามากจนชาชิน แต่ครั้นมีโอกาสได้พบสตรีสาววัยแรกแย้มที่กำลังเดินเปลือยกายขึ้นจากสระ เชิดหน้าตรงเข้ามาหา ก็อดตะลึงในใจมิได้ หญิงบรรณาการผู้นี้เนื้อนวลผิวผ่องประดุจหยกขาวมันแกะชั้นเลิศ ทรวดทรงองค์เอวล้วนตีโค้งได้อย่างงดงามไร้ที่ติ เรือนผมดำสนิทราวกับม่านฟ้ายามราตรีถูกเกล้าขึ้นอวดลำคอเรียวระหง เมื่อประกอบเข้ากับผิวพรรณอันขาวผ่องนั้นแล้วไซร้ นางผู้นี้ดูเฉิดฉายเร่าร้อนกลบแสงตะวันได้เลยทีเดียว
ช้าก่อน... กุ้ยจืออวิ๋นหรี่ตาลงเมื่ออีกฝ่ายเดินเข้าใกล้ยิ่งกว่าเดิม
หากไม่นับแผลเป็นอุกฉกรรจ์บนใบหน้าแล้ว จุดที่หญิงผู้นี้ต่างไปจากสาวงามคนอื่นก็คือไอจริตอันร้อนลวกประดุจลาวาปะทุ ทั้งแผดเผา พร่าผลาญ หมิ่นเหม่ระหว่างความรู้สึกยั่วยวนและบ่อนทำลาย มิน่าเล่าถึงกล้าเอ่ยอ้างคำโตว่าหลังจากคืนนี้ ตนไม่จำต้องกลับไปเรือนหลังเล็กเช่นนั้นอีก
นกยูงป่าหายากระดับนี้ เห็นทีฝ่าบาทเองก็คงจะต้านทานไม่ไหวกระมัง
หากใบหน้าไม่สวยคลุมหัวเสียก็หมดเรื่อง
อย่างไร สตรีที่มีศักดิ์ต่ำกว่า ‘สี่เฟย’ ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกบริมฝีปากอันต่ำต้อยกับพระโอษฐ์ของโอรสสวรรค์อยู่แล้ว
นางกำนัลผู้หนึ่งหยิบผ้าเนื้อนุ่มมาเช็ดน้ำบนตัวผู้เตรียมถวายงานจนแห้ง อีกสองนางบรรจงสวมผ้าสีแดงเนื้อบางเฉียบทาบทับกับผิวผ่อง ผ้าที่บางราวกับปีกจักจั่นเช่นนี้มิอาจปกปิดสิ่งใดได้เลย ทว่าอาการจะเปิดก็ไม่เปิดจะปิดก็ไม่ปิดเช่นนี้ ยิ่งเพิ่มเสน่ห์เย้ายวนดูน่าค้นหามากยิ่งขึ้น ชิงเฟิงเห็นเสื้อผ้าที่ใส่ก็ถึงกับขมวดคิ้ว เหล่าหญิงรับใช้พวกนี้ต้องการให้นางไปเผชิญหน้ากับเยี่ยนหงเทียนในสภาพมิต่างจากเปลือยกาย ใจของหญิงสาวบังเกิดความสะอิดสะเอียนและโกรธเคืองนักแต่กลับไม่เอ่ยปาก ปล่อยให้นางข้าหลวงจัดการไปตามชอบ
ขอเพียงได้แก้แค้น นางยอมทนได้ทุกสิ่ง
“บ่าวจะช่วยแม่นางสางผม” ข้าหลวงน้อยนางหนึ่งหยิบหวีหยกตรงเข้ามา ชิงเฟิงรีบดึงหวีออกจากมืออีกฝ่าย จัดปลายผมที่เปียกอยู่ให้เข้าที่พลางเอ่ยเสียบเนิบ “ไม่ต้อง ข้าชอบผมทรงนี้ พวกเจ้าแค่แต่งหน้าให้ข้าก็เพียงพอแล้ว”
นางข้าหลวงมองสตรีอัปลักษณ์ด้วยความรู้สึกลำบากใจ สายตาพาดไปทางกุ้ยกูกูที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง... กุ้ยจืออวิ๋นพิศดูแล้วครุ่นคิด ในที่สุดก็พยักหน้าอนุญาต... เห็นด้วยว่าผมตั้งสูงทรงเรียบง่ายนั้นเหมาะสมดีแล้ว
ชิงเฟิงจ้องมองตัวเองในคันฉ่องทรงรี ภายใต้เงื้อมมือของผู้อื่น ตนยิ่งมองยิ่งดูคล้ายเครื่องบรรณาการที่เป็นเพียงของเล่นไร้จิตวิญญาณต่อให้แต่งหน้าอย่างประณีต เลือกใช้แป้งอบหนาข้นสักเพียงใดก็มิอาจปิดบังบาดแผลเป็นบนหน้าได้ทั้งหมด
แล้วใครจะสนเล่า?
หัวใจนางกำลังหลั่งเลือด...กำลังหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง
เยี่ยนหงเทียนอยากจะเชยชมสาวงามรึ? ฝันไปเถิด
มือที่ห้อยอยู่ข้างกายนั้นกำหมัดแน่น ปล่อยให้เล็บแหลมทั้งสิบนิ้วแทงเข้าฝ่ามือนุ่ม
ยิ่งเจ็บเพียงใดก็ยิ่งจำได้
รอยยิ้มอาฆาตที่มุมปากของชิงเฟิง ยิ่งชั่วร้ายมากเท่าใดก็ยิ่งสะคราญโฉมมากเท่านั้น