ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เพชรยอดบัลลังก์ (ซีรี่ส์โฉมงามบรรณาการ)

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (น 18+) เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
อะไรจะเกิดขึ้น... เมื่อนางล่วงรู้บางสิ่งที่ไม่ควรรู้ การแก่งแย่งชิงดีของบรรดาสตรีในวังหลังนั้นทั้งลึกลับและเปี่ยมเล่ห์ หากพลาดพลั้งแม้เพียงชั่วขณะ ชีวิตของคนผู้หนึ่งอาจพลิกผันได้ เพราะเข้าใจในกฎเกณฑ์ข้อนี้ดี... ชิงเฟิงจึงปรับตัวให้ไหลไปตามกระแสน้ำ นางเลือกสะสมพันธมิตร และจับตามองเหล่าศัตรูทุกฝีก้าว ถึงอย่างนั้น นางยังเกือบจะพลั้งพลาด เสียทีให้เล่ห์ลวงเหลี่ยมร้ายอยู่หลายครั้ง ในยามนี้... นางกลับมาล่วงรู้ความลับบางอย่างที่ไม่ควรรู้เข้า โอบอุ้มและประคับประคองมันเอาไว้ในฝ่ามือ นางรู้ดีว่าชีวิตของตนไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เพราะความลับนี้ หากเปิดเผยเข้าวันใด ฐานบัลลังก์อาจสั่นคลอน!

บทนำ

อะไรจะเกิดขึ้น...

 

เมื่อนางล่วงรู้บางสิ่งที่ไม่ควรรู้

 

การแก่งแย่งชิงดีของบรรดาสตรีในวังหลังนั้นทั้งลึกลับและเปี่ยมเล่ห์

 

หากพลาดพลั้งแม้เพียงชั่วขณะ ชีวิตของคนผู้หนึ่งอาจพลิกผันได้

 

เพราะเข้าใจในกฎเกณฑ์ข้อนี้ดี...

ชิงเฟิงจึงปรับตัวให้ไหลไปตามกระแสน้ำ นางเลือกสะสมพันธมิตร

และจับตามองเหล่าศัตรูทุกฝีก้าว ถึงอย่างนั้น นางยังเกือบจะพลั้งพลาด

 

เสียทีให้เล่ห์ลวงเหลี่ยมร้ายอยู่หลายครั้ง 

 

ในยามนี้... นางกลับมาล่วงรู้ความลับบางอย่างที่ไม่ควรรู้เข้า

โอบอุ้มและประคับประคองมันเอาไว้ในฝ่ามือ

นางรู้ดีว่าชีวิตของตนไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

 

เพราะความลับนี้ หากเปิดเผยเข้าวันใด ฐานบัลลังก์อาจสั่นคลอน!

สารบัญ

ปฐมบท 1 สิ้นแสงสุริยา

 พายุฝนด้านนอกซัดสาดรุนแรง กระหน่ำซ้ำด้วยเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ ประหนึ่งเทพแห่งสายฝนกำลังโกรธเกรี้ยว

            ลมกระโชกโหมกระหน่ำพัดเอาบานหน้าต่างผุพังส่ายไปมาซ้ายทีขวาที เกิดเป็นเสียงดังปึงปัง แสงสว่างจากสายฟ้าแลบในบางคราส่องให้เห็นเงาร่างสตรีแรกรุ่นสามคนที่กำลังขดตัวเข้าหากันด้วยความหวาดหวั่นในโถงใหญ่ของวัดร้างแห่งหนึ่ง ท่ามกลางความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นทั่วทุกหนแห่ง ชุดแต่งงานสีแดงสดบนร่างของทั้งสาม ขับเน้นให้บรรยากาศในวัดร้างพลันอึมครึมน่าอึดอัดยิ่งขึ้นไปอีก

            วัดร้างไร้ซึ่งแสงสว่างจากดวงไฟ มีเพียงแสงจากสายอสุนีบาตซึ่งพาดผ่านท้องฟ้าพร้อมกับเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นที่กู่ร้องผ่านเข้ามาบ้างเป็นครั้งคราว แสงสว่างที่วาบนี้ มองผิวเผินคล้ายคมกระบี่ที่ตวัดลงมาพร้อมกับเสียงเยาะเย้ยถากถาง ทำให้ดรุณีผู้เยาว์วัยที่สุดร้องครางฮือๆ ซุกตัวเข้าหาคนอื่นๆ อย่างหวาดผวา

            ชิงโม่ขยับเข้ากอดแขนพี่สาวคนโตเอาไว้แน่น น้ำเสียงสะอึกสะอื้นค่อยๆ เรียบเรียงเป็นประโยคพูด “เราจะทำอย่างไรกันดีจ๊ะ พี่ใหญ่ ข้ากลัว...”

            ฟ้าแลบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ยามนี้จึงค่อยมองเห็นหน้าตาของสตรีทั้งสามได้อย่างชัดเจน พวกนางล้วนแล้วแต่เป็นดรุณีน้อยวัยแรกแย้มทั้งสิ้น รูปโฉมแต่ละคนล้วนหยาดฟ้า ไร้ซึ่งคำบรรยาย

            ใบหน้าซีกซ้ายสามารถทำให้สตรีทุกคนตกอยู่ในห้วงริษยา บุรุษหลงใหลมิอาจผละสายตาจาก ทว่าน่าเสียดายที่ใบหน้าซีกขวาของพวกนางล้วนถูกกรีดเป็นรอยมีดลึกสองรอยคล้ายกับต้องการทำลายโฉมหน้าปานเทพธิดาให้สิ้นซาก

            ในยามค่ำคืนที่พายุฝนกระหน่ำ ฟ้าแลบฟ้าร้องเช่นนี้

            ใบหน้าพวกนางดูอัปลักษณ์เสียจนน่าตกใจ

            ชิงหลิงสีหน้าซีดขาว ตบบ่าน้องเล็กเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด “หากผ่านเขาลูกนี้ไปก็จะพ้นชายแดนแคว้นเฮ่าเยว่แล้ว หรือพวกเราจะมิอาจหลีกหนีชะตากรรมที่จะต้องกลายเป็นบรรณาการได้เลยจริงๆ”

            “ข้าไม่มีวันยอม!” ชิงเฟิงเอ่ยขึ้นทันควัน สายตาดื้อรั้นจ้องเขม็งออกไปยังม่านฝนภายนอกวัดร้างที่สว่างจ้าเป็นระยะๆ ด้วยสายฟ้าจากเบื้องบน นางเม้มริมฝีปากล่างแน่นเสียจนน่ากลัวจะต้องหลั่งโลหิต

            ชิงโม่ผู้เป็นน้องเล็กสุดค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ก่อนซบศีรษะลงบนไหล่ชิงเฟิงอย่างแผ่วเบา “พี่รอง ท่านไม่มีสิ่งใดต้องกลัวหรอกนะ ได้ยินมาว่าอัครเสนาบดีโหลวที่ท่านจะแต่งด้วยนั้นเป็นยอดบุรุษที่ร้อยปีจะมีเพียงหนึ่ง เขาเก่งกาจเชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ อย่างไรก็ต้องดูแลท่านได้ดีแน่นอนที่น่าสงสารที่สุดคือพี่ใหญ่ต่างหาก นางต้องถูกส่งเข้าไปในวังหลวง ยิ่งมีข่าวร่ำลือกันว่าฮ่องเต้ฉงเยว่นั้นอารมณ์แปรปรวน โหดเหี้ยมอำมหิต แล้วพี่ใหญ่ที่แสนสุภาพอ่อนโยนจะทนรับไหวได้อย่างไรกัน”

            ชิงเฟิงพ่นลมออกจากจมูก “ข้าไม่ต้องการหรอก”

            คุณหนูรองหันไปกุมมือพี่ใหญ่ไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างกุมมือเล็กๆ ของน้องสาวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กดให้ต่ำแต่แฝงความเกลียดชังรุนแรงแทบทุกประโยค “ข้าเกลียดนัก เหตุใดเพียงคำพูดคำเดียวของฮ่องเต้แคว้นฉงเยว่จึงสามารถบงการให้ทุกอย่างเป็นไปได้ตามปรารถนา แล้วทำไมคนตระกูลชิงตระกูลเดียวจึงต้องมาแบกรับความพ่ายแพ้ของคนทั้งแคว้นด้วย พวกมันเป็นฆาตกรฆ่าท่านพ่อท่านแม่แท้ๆ ฮ่องเต้ยังมีหน้ามาจับเราส่งไปเป็นเครื่องบรรณาการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับมันอีก!”

            ชิงหลิงยื่นมือบีบนวดใบหน้าของน้องรองที่บิดเบี้ยวจากการเค้นเสียงและอารมณ์โกรธ นางพูดเสียงต่ำ “ก็เพราะว่าฉงเยว่เป็นใหญ่เหนือแคว้นทั้งหก ไม่ว่าแคว้นใดล้วนอยู่ใต้อาณัติของมัน ส่วนฮ่องเต้ของแคว้นเราก็เป็นเจ้าชีวิตเจ้าแผ่นดิน หากต้องการสั่งให้เราตาย ไม่ว่าเต็มใจหรือไม่เราก็ต้องตาย ทำอย่างไรได้เล่า...ใครใช้ให้เราเกิดเป็นสตรีที่ไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะมัดไก่ล่ะ” โชคชะตาไม่เคยอยู่ข้างพวกนางเลยแม้แต่ครั้งเดียวนี่นะ

            ชิงเฟิงสะบัดมือชิงหลิงออกก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว นางหันหลังให้กับอีกสองคน เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยอมอ่อนข้อแม้แต่นิดเดียว “เกิดเป็นสตรีแล้วอย่างไร ข้าจะไม่มีวันไปฉงเยว่เด็ดขาด”

            น้องสาวคนเล็กตระกูลชิงมองแผ่นหลังที่พยายามทำท่าเข้มแข็งของพี่รอง ก่อนเหลียวมองดูสีหน้ากังวลใจของพี่ใหญ่ แล้วจึงค่อยเอ่ยเสียงเจื่อน “แล้วพี่รองจะทำอย่างไร ขนาดเรายอมทำลายใบหน้าจนเสียโฉม ยังไม่สามารถหยุดความตั้งใจที่จะจับเราส่งไปฉงเยว่ได้เลย ในตอนนี้เราไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้วไม่ใช่หรือ?”

            น้ำเสียงเจือแววเศร้าสร้อยของน้องเล็กทำให้ชิงเฟิงสะท้าน มือเรียวยกขึ้นลูบใบหน้าซีกขวาที่จนกระทั่งบัดนี้ยังรู้สึกได้ถึงความเจ็บลึกถึงดวงใจยามกรีดคมมีดลงไปบนนั้น นางสูดลมหายใจเข้า “แม้ต้องตาย ข้า...ชิงเฟิงก็ไม่ขอยอมให้ผู้ใดบงการชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำบงการจากปากของฮ่องเต้โฉดมือเปื้อนเลือดผู้นั้น!!!”

            ชิงหลิงสะท้านเฮือก รีบพูดทันที “เฟิงเอ๋อ เจ้าคิดจะทำอันใด?”

            บุตรีคนกลางตระกูลชิงหันกายกลับมาช้าๆ สองมือเรียวบางรวบกำคำพูดถูกเอื้อนเอ่ยหนักแน่นราวขุนเขา “พี่ใหญ่ ข้าจะอยู่ที่เฮ่าเยว่ อยู่เคียงข้างศพท่านพ่อท่านแม่ แม้จะต้องทิ้งร่างไร้วิญญาณไว้ที่นี่วันนี้ข้าก็ยอม”

            แสงสว่างแปลบปลาบวาบขึ้นอีกครั้งผสานกับเสียงกึกก้องราวฟ้าพิโรธ ทุกอย่างดังขึ้นพร้อมๆ กับคำพูดของชิงเฟิง สายฟ้าสีขาวที่พาดผ่านเข้ามาในห้องโถงทำให้ชิงหลิงมองเห็นถึงแววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของผู้เป็นน้อง

            ริมฝีปากบางราวกลีบดอกไม้ค่อยๆ แย้มขึ้นน้อยๆ ชิงหลิงเอื้อมมือไปจับมือน้องสาวคนกลางไว้แน่น รู้สึกราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก “ดี! พี่ใหญ่จะไปเป็นเพื่อนเจ้าด้วย ให้อย่างไรก็อยู่มิสู้ตายอยู่แล้ว ชีวิตไร้ความหมายเช่นนี้จะให้มันดำรงอยู่ไปยาวนานเพื่อเหตุใด” ไม่ต้องคิดว่าภายภาคหน้าจะพบเจอกับสิ่งใด บางทีความตายอาจจะเป็นการปลดปล่อยอย่างหนึ่งก็เป็นได้

            ชิงโม่ที่นั่งอยู่กับพื้นขยับกายลุกขึ้นทันที มือเล็กคว้ากุมมือพี่สาวทั้งสองคนไว้ ก่อนพูดร้อนรน “พี่ใหญ่ พี่รอง ไม่ว่าพวกท่านจะทำสิ่งใด ข้าก็จะร่วมด้วยช่วยกันทำสิ่งนั้น ต่อให้ต้องเดินฝ่าขุมนรก โม่เอ๋อก็จะไม่ไปจากพวกท่านเด็ดขาด”

            ชิงหลิงพลันเกิดความลังเลขึ้นมา น้องสาวคนเล็กของนางยังใสซื่อนัก เป็นเพียงดรุณีน้อยบอบบางน่าทะนุถนอม โม่เอ๋ออาจจะยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ตาย’ ด้วยซ้ำ

            บุปผากลีบบางดอกนี้เพิ่งย่างเข้าสิบห้าปี...นางแรกแย้มถึงเพียงนี้

            ฝ่ายชิงเฟิง เมื่อมองสบดวงตาใสกระจ่างของน้องสาวคนเล็ก รู้สึกเจ็บปวดล้ำลึกราวกับถูกแทงเข้าตรงกลางใจ นางจำได้ว่าน้องสาวต้องแต่งให้กับแม่ทัพจอมโฉดซู่หลิง ผู้มีฉายาว่า ‘ขุนพลพญามาร’ อันเลื่องชื่อ

            พญามารรึ... ดวงใจนางพลันรู้สึกหนาวเหน็บด้วยความหวาดกลัวแทนน้อง

            จะให้น้องสาวของนางต้องเผชิญชะตากรรมราวกับตกนรกได้อย่างไร...

            ชิงเฟิงตัดสินใจพูดอย่างเด็ดเดี่ยว “พี่ใหญ่ โม่เอ๋อของเราจิตใจดี ทั้งยังบริสุทธิ์ใสซื่อเช่นนี้ หากทิ้งนางไว้เพียงลำพังก็มีแต่ต้องทนทุกข์ไม่จบไม่สิ้น วันนี้...เราสามพี่น้องตามไปหาท่านพ่อท่านแม่กันเสียที่วัดร้างนี่เถิด”

            พี่น้องตระกูลชิงทั้งสามคนเงยหน้าขึ้นมองคานเพดานที่อยู่ด้านบน ก่อนจะหันมาสบตากันแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้ม นี่เป็นรอยยิ้มแรกของพวกนางนับตั้งแต่ท่านพ่อท่านแม่จากไป

            นับตั้งแต่นี้ พวกนางจะไม่ต้องพลัดพรากจากกันอีกแล้ว

            ดรุณีทั้งสามถอดผ้าคาดเอวสีแดงออกอย่างคล่องแคล่ว สลัดเสื้อคลุมตัวนอกสีแดงปักลายวิจิตรงดงามออกอย่างไม่แยแส ทั้งตัวมีเพียงเสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์ขับเน้นให้พวกนางดูคล้ายเทพเซียนผู้หลุดพ้น แต่ละนางโยนผ้าคาดเอวสีแดงไปบนคาน แล้วจึงขึ้นไปยืนอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมผุพัง ต่างพร้อมใจกันสอดลำคอเข้าไปในห่วงผ้าสีโลหิตโดยไร้อาการลังเลใดๆ

            ชิงหลิงมองน้องสาวทั้งสองที่อยู่ข้างกายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนหลับตาลง ริมฝีปากกระซิบแผ่วเบา “เฟิงเอ๋อ โม่เอ๋อ...ชาติหน้าขอให้เราได้เกิดมาเป็นพี่น้องกันอีกครั้งเถิดนะ”

            “อืม” ชิงเฟิง ชิงโม่พยักหน้ารับ ทั้งสามกุมมือกัน...เตะโต๊ะที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าออก

            ผ้าสีแดงพลันเหยียดตึงพร้อมๆ กับสามชีวิตที่ค่อยๆ ดับสูญ

 

 

 

            เหล่าทหารที่ได้รับมอบหมายให้คุมตัวสามพี่น้องสกุลชิงไปฉงเยว่ พากันพักผ่อนอยู่ที่อารามด้านหน้า

            ต่างคนต่างมองสายฝนที่กำลังซาเม็ดใกล้หยุด... จู่ๆ มันก็กระหน่ำซัดลงมาอีกรอบ สายอสุนีบาตลั่นแปลบปลาบประดุจจะผ่าทำลายล้างวัดแห่งนี้ให้ราพณาสูร ทหารชั้นผู้น้อยนายหนึ่งรีบหดคอเข้าอย่างตกใจ

            ตอนนี้ยังเป็นฤดูใบไม้ผลิ ตั้งแต่เกิดจนโตถึงบัดนี้ เขายังไม่เคยเห็นพายุฝนรุนแรงถึงเพียงนี้ในฤดูใบไม้ผลิเลยสักครั้ง ทหารนายนั้นกวาดสายตาไปทางโถงใหญ่ของอารามอีกด้านหนึ่ง พลันใจหายวาบ...

            ท่ามกลางสายฟ้าฟาด

            มีเงาร่างนับรวมได้สามร่างกำลังโยกไหวน้อยๆ อยู่กลางอากาศ

            ชายเสื้อผ้าสะบัดพลิ้วตามแรงลม ประหนึ่งวิญญาณกำลังล่องลอย

            ทหารผู้นั้นแผดเสียงลั่น ทั้งกลิ้งทั้งคลานจนมาล้มอยู่ตรงหน้าหลี่ซวี่ ก่อนรายงานด้วยน้ำเสียงหวาดผวา “หัวหน้าขอรับ! มีผี...มีผีขอรับ! ผีอยู่ด้านนั้นขอรับ!”

            “อะไรนะ!” หลี่ซวี่ผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อมองไปตามสายตาของทหารก็เห็นเงาร่างคุณหนูสกุลชิงทั้งสามลอยไหวเอนน้อยๆ เหงื่อเย็น พลันผุดพร่างทั่วทั้งตัว เขารีบพุ่งไปถีบประตูอารามออกทันที

            เห็นเสื้อปักสีแดงจ้าถอดวางบนพื้น รองเท้าปักลายสีแดงสดบาดตาสามคู่ลอยแกว่งอยู่เบื้องหน้า หลี่ซวี่ตกตะลึงจนถอยหลังไปหนึ่งก้าว รีบตะโกนบอกทหารคนอื่นๆ ที่วิ่งตามมาอย่างลนลาน “เร็ว! เอาพวกนางลงมาเดี๋ยวนี้!”

            ทหารที่ตามมาได้รับคำสั่งจึงรีบไต่ขึ้นไปคว้าร่างบรรณาการหญิงทั้งสามลงมาอย่างเร็ว ทว่าเห็นเพียงดวงตาปิดสนิท สีหน้าดำคล้ำ ไร้ซึ่งสัญญาณแห่งชีวิต

            หลี่ซวี่จ้องชิงโม่ที่นอนอยู่ด้านซ้ายสุด เอ่ยปากถามน้ำเสียงร้อนรน “อาการของนางเป็นอย่างไรบ้าง”

            ทหารที่อยู่ใกล้รีบอังมือเหนือจมูกของนางอย่างระมัดระวัง รออยู่ครู่หนึ่งจึงกลืนน้ำลายตอบ “นาง...ตายแล้วขอรับ”

            “ละ...แล้วคนนี้เล่า?” หลี่ซวี่ชี้มือไปทางชิงเฟิง ท่าทางลนลาน

            ทหารคนเดิมอังมือไปที่จมูกของชิงเฟิงก่อนจะชักมือกลับ ครั้นแลเห็นสีหน้าซีดขาวของหัวหน้าหลี่ก็ตกใจจนไม่กล้าเอ่ยปาก ทำได้เพียงส่ายศีรษะเบาๆ แทนคำตอบ

            ตะ...ตายหมดแล้ว!

            หลี่ซวี่เหงื่อไหลทะลักจนชุ่มร่าง สามพี่น้องสกุลชิงคือเครื่องบรรณาการที่ฮ่องเต้ฉงเยว่ทรงคัดเลือกด้วยองค์เอง จู่ๆ ก็ตายไปแบบนี้ แม้ตอนนี้เขายังมีชีวิตแต่อีกไม่นานคงต้องตายตามไปเป็นแน่ ความตายนั้นไม่กลัวหรอก กลัวแต่ว่าถ้าบรรณาการไม่ถูกส่งถึงมือฮ่องเต้ฉงเยว่ ประชาชนแคว้นเฮ่าเยว่คงยากที่จะหนีเคราะห์ร้ายพ้น

            ในขณะที่หลี่ซวี่จมอยู่ในความคิดสิ้นหวัง จู่ๆ ทหารผู้น้อยนายหนึ่งก็ตะโกนขึ้นมา “หัวหน้า! ลูกสาวคนโตสกุลชิงยังหายใจอยู่ขอรับ!” แม้ลมหายใจจะอ่อนเบาจวนขาด ทว่ายังคงมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน

            “จริงหรือ! ดีมาก! รีบพยุงนางไปเร็ว ตามหมอมาด้วย” อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตหนึ่งรอดมาได้ หลี่ซวี่รีบออกคำสั่งให้ทหารเอาชุดแต่งงานสวมทับตัวชิงหลิงโดยเร็ว หมดสิ้นความสนใจกับร่างไร้วิญญาณอีกสองศพบนพื้นโดยสิ้นเชิง

            ข้างนอกยังคงมีเสียงฟ้าร้องครั้งแล้วครั้งเล่า แสงสีขาวแปลบปลาบประหนึ่งแสงสะท้อนจากกระบี่คมกริบนับพันเล่ม ร่างไร้วิญญาณบนพื้นดูเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย กระตุ้นเร้าให้ทหารผู้น้อยที่มองอยู่รู้สึกหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ

            เขาไม่ใจร้ายพอที่จะทิ้งให้ศพหญิงสาวผู้น่าเวทนาทั้งคู่ให้เดียวดายอยู่กลางวัดร้างนี้ได้ จึงค่อยๆ หยิบชุดมงคลสีแดงจ้าบนพื้นคลุมลงบนร่างของพวกนางอย่างระมัดระวัง ทว่าขณะที่กำลังจะลุกจากไปกลับปรากฏแสงสีแดงสาดประกายเจิดจ้าคล้ายฟ้าแลบกะพริบผ่านสองร่างบนพื้น

            พลันร่างไร้ลมหายใจทั้งสองก็เบิกตากว้าง

            “หา—-” ทหารผู้นั้นกรีดเสียงตะโกนดังลั่นทั่ววัดร้าง

            หลี่ซวี่ที่กำลังเดินไปยังนอกอารามส่วนหน้า ตะเบ็งถามอย่างรำคาญหู “เจ้าร้องตะโกนเสียงดังทำไม?”

            “พวกนาง...พวกนาง...” ทหารผู้นั้นถึงกับพูดไม่เป็นภาษา เพียงคลานออกมาจากอารามด้านหลังด้วยท่าทางน่าสมเพช

            แค่ศพหญิงสาวสองนางทำให้ทหารตกใจได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ?

            หลี่ซวี่นึกฉงน ตัดสินใจเดินไปยังอารามด้านหลังอีกครั้ง พลันเห็นภาพหญิงสาวสองคนที่สิ้นลมไปแล้ว ในยามนี้บริเวณหน้าอกของพวกนางกลับกระเพื่อมขึ้นลงอย่างน่าอัศจรรย์

            “สวรรค์คุ้มครองแล้ว...สวรรค์คุ้มครองจริงๆ” หัวหน้าหลี่ยินดียิ่ง พวกนางยังไม่ตาย ถือว่าต่ออายุให้เขาแล้ว “ทหาร...พวกเจ้าเอานางไปด้วย!” ท่ามกลางลมฝนกระหน่ำปานคลุ้มคลั่ง เหล่าทหารชั้นผู้น้อยค่อยๆ ยกร่างหญิงที่เหลืออีกสองคนออกจากวัดร้าง ขณะที่กำลังจะนำไปไว้ยังรถม้าที่ชิงหลิงนั่งอยู่ จู่ๆ หลี่ซวี่ก็ร้องขึ้น “รอเดี๋ยวก่อน!”

            คุณหนูตระกูลชิงทั้งสาม ครั้งก่อนลงมือทำลายรูปโฉมของตนเอง ครั้งนี้ถึงกับลงมือฆ่าตัวตาย ถึงแม้จะไม่ตาย แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าครั้งหน้าจะเกิดเรื่องใดขึ้นอีก จากที่นี่ไปจนถึงฉงเยว่ก็เหลือระยะทางอีกสิบกว่าวันเท่านั้น หลี่ซวี่คิดคำนวณในใจ ในที่สุดก็ตัดสินใจบางอย่างได้

            “แยกพวกนางออกจากกัน ให้นั่งรถม้าคนละคัน ห้ามไม่ให้พบหน้ากันเด็ดขาด พวกเจ้าใส่ยามึนเมาลงในน้ำดื่มของพวกนางด้วย ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องส่งพวกนางไปแคว้นฉงเยว่แบบมีชีวิตให้จงได้”

            “ขอรับ!”

            สามพี่น้องสกุลชิงถูกจับแยกไปยังรถม้าสามคันทันที ก่อนจะถึงแคว้นฉงเยว่ พวกนางจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก ทั้งไม่มีโอกาสจะได้ก้าวลงจากรถม้าด้วย หลี่ซวี่มองภาพตรงหน้าพลางนึกในใจ

            ‘คุณหนูชิงทั้งสาม พวกเจ้าคิดโทษข้าไม่ได้นะ จะโทษก็โทษตัวพวกเจ้าเองเถิด ใครใช้ให้พวกเจ้ารูปโฉมงดงามเป็นหนึ่งในแผ่นดินกันเล่า ขณะนี้แคว้นฉงเยว่เป็นใหญ่--เฮ่าเยว่เป็นรอง ผู้หญิงที่ฮ่องเต้แคว้นฉงเยว่ต้องการตัว อย่าว่าแต่เสียโฉมเพียงเท่านี้เลย ต่อให้ตายก็ต้องฝังที่นั่น นี่เป็นชะตากรรมของพวกเจ้าที่ถูกลิขิตเอาไว้แล้ว’

บทที่ 1 ตายทั้งเป็น (1)

หัวใจนางกำลังหลั่งเลือด...ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง

            พี่ใหญ่... น้องเล็ก

            อยู่ที่ไหนกัน... เหตุใดพวกท่านถึงไม่ตอบข้า?

            จู่ๆ ลำคอพลันตึงแน่น ปวดร้าวราวกับถูกบั่นออกจากร่าง นางอยากจะดิ้นทุรนทุรายแต่ไม่อาจขยับกายได้

            เจ็บมาก เจ็บเหลือเกิน...

            อา…

            “ตื่นแล้วรึ?” ชิงเฟิงหายใจหอบสะท้าน สายตาพร่าเลือนในคราแรกค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมาเป็นลำดับ ตาคมหวานกวาดมองโดยรอบ ในที่สุดก็หยุดลงที่ใบหน้าเยาว์วัยสะอาดสะอ้านของสตรีนางหนึ่ง น้ำเสียงเจ้าของดวงหน้านั้นอ่อนโยนนัก มิได้เจือกระแสแห่งความห่วงใยดุจญาติมิตร แต่ก็สุภาพนอบน้อมอยู่หลายส่วน

            หญิงแปลกหน้าจ้องตอบกลับมาเงียบๆ ฝันร้ายอันน่าสยดสยองทำให้ชิงเฟิงมิอาจกล่าวสิ่งใดได้เป็นนาน ต้องใช้เวลาตั้งสติอยู่พักใหญ่ จึงสามารถควบคุมน้ำเสียงมิให้สั่นเครือได้ “เจ้าคือ...ใคร?” เสียงแหบแห้งทำให้เจ้าของถึงกับสะดุ้ง แม้แต่ตนเองยังฟังมิได้ศัพท์ว่ากล่าวสิ่งใดออกมา

            หลังจากเอ่ยปากเพียงประโยคเดียว ก็รู้สึกแสบร้อนในลำคอราวกับถูกลนด้วยไฟกระทั่งจะกลืนน้ำลายยังลำบากนัก  ความเจ็บปวดรวดร้าวเริ่มแผดเผาไปทั่วสรรพางค์กาย กระหน่ำเข้าสู่หัวใจดวงน้อยครั้งแล้วครั้งเล่า เจ็บจนต้องกลั้นลมหายใจแล้วเกร็งร่างฝืนเอาไว้ สุดท้ายก็พึมพำเสียงแผ่ว “น้ำ”

            “ได้โปรดรอสักครู่” ‘ฟู่หลิง’ เดินไปยังโต๊ะเตี้ยที่อยู่นอกฉากกั้น

            ‘หลันฟัง’ ที่ยืนห่างอยู่ไม่ไกลเดินรี่เข้ามาหาฟู่หลิงแล้วคว้าแขนเสื้อเอาไว้ก่อนกระซิบเสียงเบา “ฟู่หลิง เหตุใดเจ้ายังเสียเวลาสนใจนางอยู่อีก สภาพเช่นนี้จะต้องพระทัยองค์เหนือหัวได้อย่างไร? ไม่แน่ว่า...อีกไม่นานอาจได้รับโทษตายเป็นแน่เท้” ตอนที่ทหารแบกเกี้ยวเข้ามาส่งที่ตำหนักเมื่อยามเช้า บรรดาข้ารับใช้ที่เฝ้ารอมานานด้วยความตื่นเต้นก็จัดการเปิดผ้าคลุมหน้าของนางในคนใหม่ออก ทุกคนที่ได้ยลโฉมถึงกับผงะถอยไม่เป็นท่า บ้างก็ล้มลุกคลุกคลาน บ้างก็กรีดร้องเสียงหลง

            บนซีกหน้าข้างหนึ่งของนางมีรอยมีดกรีดลึก

            ช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก

            หญิงอัปลักษณ์เช่นนี้เป็นสิ่งอัปมงคลยิ่ง นี่ยังกล้าส่งเข้าวังหลวงอีกรึ!!!

            ชิงเฟิงผินหน้ามองโดยรอบ พบว่าในห้องนี้นอกจากสตรีผู้นั้นแล้ว ยังมีสตรีอีกนางที่เยาว์วัยกว่า ทั้งสองเอนศีรษะชนกันกระซิบกระซาบพลางมองมา เนื่องจากพวกนางพูดเสียงเบานัก ทำให้ฟังไม่ออกว่ากำลังเอ่ยถึงเรื่องใด คิดอยากรู้จึงยันกายเพื่อลุกนั่ง ตอนนั้นเองจึงรู้ว่าร่างของตนไร้เรี่ยวแรง อีกทั้งหัวก็ปวดหนึบ

            เกิดอันใดขึ้น?

            คนเพิ่งฟื้นลอบสังเกตเรือนหลังนี้ ข้าวของเครื่องใช้ไม่ถึงกับหรูหรา เป็นเพียงแค่เรือนหลังเล็กตบแต่งเรียบง่ายแสนจะธรรมดา แต่การจัดวางก็ยังพอพิถีพิถันอยู่บ้าง

            ฟู่หลิงดึงแขนเสื้อกลับอย่างละมุนละม่อม ค่อยๆ รินน้ำพลางเอ่ยตอบหลันฟังที่ยังคงยืนหน้าบึ้ง “ฝ่ายในจัดให้พวกเรามาดูแลนาง ตั้งแต่นั้นนับเป็นหน้าที่แล้ว” ก่อนหน้านี้ตนได้ลอบสังเกตหน้าตาแม่นางชิงหลิงอย่างละเอียดอยู่หลายครั้ง จมูกเรียวเล็กตีวงโค้งราวกับเสี้ยวจันทรา ริมฝีปากแดงจัดจับเป็นกลีบเล็กๆ คล้ายกลีบดอกอิงฮวา1 ผิวพรรณเปล่งปลั่งนุ่มนวลจนน่าตกตะลึง

            ชิงหลิงนับเป็นสาวงามที่หาได้ยากยิ่ง น่าเสียดายที่โฉมพิลาสล้ำนั้นถูกทำลายด้วยคมมีด

            เห็นแล้วรู้สึกเวทนานัก...

            หลันฟังไม่ได้คิดเช่นเดียวกับฟู่หลิง จึงเบ้ปากเล็กน้อย บ่นเสียงเบา “สตรีผู้นี้เป็นถึงหนึ่งในสามพี่น้องเฮ่าเยว่ที่งดงามเลื่องลือไปทั่วทั้งหกแคว้น ข้ารึก็อุตส่าห์นับวันรอคอยที่จะได้พบ ใคร่รู้ว่านางจะงามสะท้านปฐพีเพียงใด นึกไม่ถึงว่าตัวจริงจะเป็นเพียงแค่...หญิงอัปลักษณ์” ยิ่งพูดยิ่งโมโห ตนสู้อุตส่าห์ติดสินบนไปถึงห้าสิบตำลึงเงิน จึงได้ย้ายจากโรงซักล้างมารอรับใช้ยอดหญิงงามผู้ลือนามทั่วแผ่นดินผู้นี้ แรกทีเดียวคิดว่าต้องเป็นงานที่เติบใหญ่ในภายหน้า ด้วยหากเจ้านายได้รับความโปรดปราน ตัวนางเองก็จะได้มีหน้ามีตาในวังหลวง ผู้คนย่อมเคารพนบนอบและให้เกียรติ...

            คิดไม่ถึงว่าผลจะเป็นเช่นนี้!

            “นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราควรจะยุ่ง” ฟู่หลิงหันกายหลบ ยกถ้วยน้ำผละไปเสียดื้อๆ

            หลันฟังกระแทกเสียงเอ่ยตอบ “ข้าก็ไม่อยากจะยุ่งหรอก” พูดจบก็เดินออกไปด้านนอกอย่างหัวเสีย

            ชิงเฟิงเบือนหน้ามองตาม เห็นสตรีเยาว์วัยสะบัดตัววิ่งจากไป เหลือเพียงสตรีที่ตนเห็นเป็นคนแรกถือถ้วยใส่น้ำกำลังเดินตรงมาหา

            ร่างบอบบางลุกขึ้นนั่งตัวตรงได้ด้วยอาศัยสาวใช้ช่วยพยุง หลังจากดื่มน้ำถ้วยหนึ่ง ก็ค่อยรู้สึกสบายคอขึ้นมาบ้าง จึงเปล่งเสียงถามอย่างระแวดระวัง “เจ้าคือใคร?”

            ผู้โดนซักไซ้ก้มหน้าเล็กน้อย ฟู่หลิงเบนหลบสายตาของแม่นางชิง ตอบเสียงแผ่วเบา “บ่าวชื่อฟู่หลิง เป็นนางข้าหลวงที่มารับใช้ท่านเจ้าค่ะ”

            การแต่งกาย พฤติกรรม คำพูดที่อีกฝ่ายใช้ ล้วนทำให้ชิงเฟิงเริ่มไม่สบายใจขึ้นมา แม้ใจจะเริ่มคาดเดาได้แล้ว ทว่ายังคงถามต้อนต่อไปด้วยความหวัง “นี่คือที่แห่งใด?”

            “พระราชวัง” 

            ฟู่หลิงเพียงตอบออกมาเบาๆ แต่กลับทำให้ชิงเฟิงสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง “วังหลวงแห่งฉงเยว่?”

            นางข้าหลวงพยักหน้าตอบ

            เพียงเท่านั้นใจของชิงเฟิงก็คล้ายกับจะหลั่งโลหิต...พวกนางมาถึงฉงเยว่แล้วรึ “พี่น้องข้าเล่า?”

            ฟู่หลิงยังคงก้มหน้าเล็กน้อย ตอบด้วยกิริยาสงบนิ่ง “บ่าวไม่ทราบ”

            สตรีนามฟู่หลิงผู้นี้ เหมือนสวมหน้ากากแห่งความนอบน้อม อีกฝ่ายไม่ยอมบอกสิ่งใดตนแม้แต่น้อย ทำให้ใจของชิงเฟิงโลดขึ้นมาจุกตรงลำคอ พยายามตะเกียกตะกายลงจากเตียง ทว่าร่างกายอ่อนปวกเปียกทำให้ต้องล้มพับลงกับพื้น นางข้าหลวงรีบเข้ามาคว้าแขนสตรีต่างแคว้นเอาไว้ แล้วประคองขึ้นมาอย่างลำบากใจ “แม่นางชิง อย่าเพิ่งรีบร้อนขยับกาย”

            “ปล่อยข้า ข้าจะพบเยี่ยนหงเทียน” นางต้องการพบหน้าทรราชเดนมนุษย์ ผู้ที่ทำให้ตนบ้านแตกสาแหรกขาด!

            ฟู่หลิงพลันหน้าขาวซีด วาจาที่เคยเยือกเย็นกลับร้อนรนราวกับน้ำเดือด “ม…แม่นาง ท่านไม่ได้รับอนุญาตให้ขานพระนามฮ่องเต้โดยตรงเช่นนี้นะ ที่นี่กฎระเบียบเคร่งครัดและเข้มงวด ไม่เหมือนนอกวังที่จะกล่าวถึงใครอย่างไรก็ได้” หญิงรับใช้พอดูออกว่าแม่นางผู้นี้เป็นสตรีที่ดื้อดึงนัก ทว่าที่แห่งนี้คือวังหลวง เป็นที่ประทับอันศักดิ์สิทธิ์ของโอรสสวรรค์

            มีข้อห้ามสูงสุดก็คือ ‘ห้ามแข็งขืนดื้อดึง’!!!

            ชิงเฟิงคว้าไหล่ฟู่หลิงเอาไว้ เอ่ยเสียงกร้าว “ย่อมได้ ข้าไม่เอ่ยถึง เช่นนั้นเจ้าบอกข้ามาเถิด พี่น้องของข้าอยู่ที่ใด?” เหตุใดตนถึงมาอยู่ในวังได้? หากถูกส่งเข้าวังมาด้วยกัน แล้วพี่ใหญ่กับโม่เอ๋อโดนจัดให้พำนักอยู่ส่วนใดเล่า?

            ฟู่หลิงที่ถูกบีบไหล่จนเจ็บกลับไม่รู้สึกโกรธเคือง นางข้าหลวงสบเข้ากับสองตาอันพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำของหญิงตรงหน้าก็ถึงกับใจหาย ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตอบว่า “แม่นางชิง... ด้วยความสัตย์จริง เรื่องนี้บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ”

            เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนี้ชิงเฟิงก็ถึงกับหมดแรง สองมืออ่อนล้าทิ้งลงข้างตัว ดวงตาทอดอาลัยตายอยากราวกับเม็ดกรวดที่ไร้ชีวิต ณ สถานที่แห่งนี้ ต่อให้ตนอ้อนวอนสิ่งใดกับใครก็คงไร้ประโยชน์ หญิงสาวนึกอยากกลั้นใจตาย ไร้เรี่ยวแรงจะยันกายลุกขึ้นอีกครั้ง ได้แต่เคลื่อนร่างลงจากเตียงอย่างยากลำบาก... คลานไปทางประตู

            ฟู่หลิงจ้องมองสตรีเบื้องหน้า... น…นางถึงกับคลาน! สตรีผู้ที่ความงดงามถูกร่ำลือไปทั่วทั้งหกแคว้น กำลังกัดฟันเคลื่อนกายอย่างใจสลายไปทางประตู ริมฝีปากก็บ่นพร่ำแต่คำว่า ‘พี่ใหญ่...โม่เอ๋อ’... หัวใจด้านชาที่ถูกวังหลวงแห่งนี้ปิดผนึกด้วยน้ำแข็งมานานแสนนาน บังเกิดอารมณ์อันหลากหลายประดังประเดเข้ามา อารมณ์แรกคือความเวทนาสงสาร อารมณ์ที่สองคือความรู้สึกนับถือ

            นางข้าหลวงตรงเข้าไปประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้นจากพื้น คราวนี้น้ำเสียงที่เอ่ยกล่อมมิได้เย็นชาดุจเดิม “แม่นางชิง ร่างกายท่านยังไม่หายดี ได้โปรดฟังบ่าวสักหน่อยเถิด” ด้วยเคยเชิญหมอหลวงมาจับชีพจรให้อีกฝ่าย ท่านหมอพบว่าร่างกายของแม่นางชิงอ่อนแอยิ่งนัก อีกทั้งแผลบนใบหน้าก็ยังไม่หายสนิท หากล้มหมอนนอนเสื่อขึ้นมาจะลำบาก

            ชิงเฟิงมั่นใจว่าฟู่หลิงไม่มีทางบอกข่าวเรื่องพี่ใหญ่กับน้องเล็กเป็นแน่ ดังนั้นจึงไม่เก็บคำปลอบโยนของนางข้าหลวงผู้นี้มาใส่ใจ ขณะที่ทั้งสองยื้อยุดกันไปมา เสียงแหบต่ำเสียงหนึ่งก็ตะเบ็งขึ้นจากด้านนอก “นี่พวกเจ้าทำอันใดกัน?” บุรุษวัยสี่สิบกว่าในชุดข้าราชบริพารระดับสูงเดินตรงเข้ามาในเรือน มีนางข้าหลวงหลันฟังเดินตามติดมาด้านหลัง

            ฟู่หลิงหันกายมาน้อมคำนับทันที “จู้กงกง”

            ชิงเฟิงเงยหน้ามองผู้มาเยือนด้วยสายตาเย็นเยียบ... ความมาดร้ายที่แผ่ออกมาจากสายตา กอปรกับเรือนผมสีหมึกที่ยาวสยายยุ่งเหยิง ไหนจะรอยกรีดอันน่าสยดสยองนั่นอีก...

            ทำให้จู้ลี่ซิ่นที่เพิ่งเดินเข้าเรือนมา ถึงกับสะดุ้ง... ตกใจจนลมหายใจขาดห้วง

            หลันฟังชี้ไปยังหญิงต่างแคว้นใบหน้าเสียโฉมที่นั่งฟุบอยู่บนพื้นกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “กงกง นางก็คือชิงหลิง สตรีที่เฮ่าเยว่ส่งมาให้เรา”

            “นางคือชิงหลิงรึ?” เสียงแหลมสูงนั้นเสียดแทงจนเยื่อหูสะท้าน นิ้วสั่นระริกของจู้กงกงชี้มายังหญิงสาวที่ท่าทางอ่อนระโหย แล้วร้องออกมาอย่างหวาดผวา “นี่....มันจะเป็นไปได้อย่างไร? ขุนนางเฮ่าเยว่เล่า? ใครไปรับนางผู้นี้มาฮึ” มองดูรอยกรีดที่ใบหน้าหญิงบรรณาการอีกครั้ง จู้ลี่ซิ่นแทบจะลมจับ... หญิงผู้นี้คือสตรีที่ฮ่องเต้เยี่ยนทรงระบุชื่อว่า ‘ต้องการตัว’ ด้วยพระองค์เอง เหตุใดจึงมีสภาพอันชวนสังเวชเช่นนี้ได้

            หากฮ่องเต้พิโรธ กำหนดโทษลงมา เห็นทีชีวิตพวกข้าทาสฝ่ายในที่เกี่ยวข้องจักต้องสูญสิ้นก็คราวนี้

            หลันฟังตอบสวนกลับทันควัน “กงกง ตอนเช้าบ่าวได้สอบถามใต้เท้าเจ้าที่เป็นคนรับตัวนางจากประตูเมืองแล้ว ขุนนางเฮ่าเยว่บอกว่านางก็คือชิงหลิง เอ่ยจบคนของเฮ่าเยว่ก็ทิ้งนางไว้แล้วจากไปทันทีเจ้าค่ะ...”

            หลี่ซวี่บอกว่านางคือพี่ใหญ่หรอกรึ?

            ร่างของชิงเฟิงแข็งกระด้างไปทั้งกาย เหตุใดเขาจึงกล่าวเช่นนั้น? หากพี่ใหญ่คือคนที่เยี่ยนหงเทียนระบุชื่อต้องการตัว เหตุใดขุนนางของแคว้นเฮ่าเยว่จึงต้องโกหก? จริงอยู่ที่นางกับพี่ใหญ่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน ทว่าเรือนร่างก็แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด พี่ใหญ่มีสัดส่วนโค้งเว้างดงามในขณะที่นางโปร่งบาง หากพิศให้ดีแล้วเยี่ยนหงเทียนต้องทราบได้ในครั้งแรกที่เจอ

            ที่หลี่ซวี่บอกว่านางคือชิงหลิง คงมิใช่เพราะพี่ใหญ่กับน้องเล็กสิ้นใจที่วัดไปแล้วนะ! หลี่ซวี่คิดจะใช้นางสวมรอยแทนใช่หรือไม่?

            ความเย็นเยียบของพื้นใต้ร่างนั้นเทียบไม่ได้กับความหนาวเหน็บของหัวใจ ชิงเฟิงนั่งเหม่อลอย ไม่ตระหนักถึงสรรพสิ่งรอบกายแม้แต่น้อย ได้ยินเพียงเสียงของหัวใจตนเองฉีกขาดทีละนิด...ละนิด

            เหตุใดคนที่ตายถึงไม่ใช่นาง? ทั้งที่เป็นคนเอ่ยปากว่าจะฆ่าตัวตายเองแท้ๆ? เหตุใดคนที่ตายถึงไม่ใช่นาง? ทำไมกัน!

            สติของจู้ลี่ซิ่นเองก็เตลิดไปไม่น้อยเช่นกัน “แล้ว…แล้วจะทำอย่างไรกันต่อดี ได้รับโทษตายกันหมดแน่คราวนี้?”

            เห็นได้ชัดว่าจู้ลี่ซิ่นเองก็รังเกียจแม่นางชิงผู้นี้ยิ่งนัก หลันฟังรีบคุกเข่าย่อตัวลง ออกปากเสียงเบาว่า “กงกง บ่าวทำงานอยู่โรงซักล้างจนชินแล้ว ช่วยจัดให้บ่าวกลับไปอยู่ที่เดิมได้หรือไม่?” แม้การอยู่โรงซักล้างจะไม่มีโอกาสให้เชิดหน้าชูตา แต่ขอเพียงผูกมิตรกับเหล่ากูกูมามา2 ได้ ก็จะไม่ต้องทำงานให้เหนื่อย นับว่าวาสนาดีกว่าติดตามหญิงอัปลักษณ์ผู้นี้มากมายนัก

            ขันทีวัยกลางคนมองดูหญิงสาวที่นั่งเหม่อลอยอยู่บนพื้น แล้วโบกมือไล่หลันฟังอย่างรำคาญใจ “อยากกลับไปทำตำแหน่งเดิมก็แล้วแต่เจ้า” เขามิอาจรั้งคนรับใช้ให้ต้องโทษตายไปพร้อมกับหญิงบรรณาการได้ คาดว่าเมื่อฮ่องเต้ยลโฉมใบหน้านี้เมื่อใด พระองค์ต้องพิโรธจนสั่งปลิดชีพนางเป็นแน่

            พระราชวังแห่งนี้... ทุกคนรู้ดีว่าทักษะการร้องรำทำเพลง คุณธรรมจริยา ล้วนเป็นสิ่งจอมปลอม ใบหน้าต่างหากคืออาวุธดีที่สุดที่เหล่าสนมนางในใช้ชิงความโปรดปรานจากองค์เหนือหัว ใบหน้าชิงหลิงเสียโฉมสิ้นแล้ว จะมีโอกาสอันใดหลงเหลือไว้ให้อีก กับสตรีไร้ค่าเช่นนี้ คงไม่จำเป็นต้องเปลืองเวลากับนางมากนัก 

            เขาต้องไปเตรียมตัวสักเล็กน้อย ปัดภาระรับผิดชอบเรื่องหญิงบรรณาการให้พ้นตัว ประเดี๋ยวพอฝ่าบาทสั่งลงโทษ จะได้ไม่พลอยเดือดร้อนมาถึงตนเอง

            “ฟู่หลิง?” หลันฟังส่งสายตาให้ฟู่หลิงที่ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยังมัวรีรออันใดอีก

            ท่าทางของนางข้าหลวงตัวน้อย ไม่สามารถเล็ดลอดไปจากสายตาของจู้ลี่ซิ่นที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่ในวังมานานหลายปี ดวงตาทั้่งสองข้างหรี่ลง จากนั้นก็ชายตามองฟู่หลิงหนหนึ่ง พลางเอ่ยขัดขึ้น “ข้าต้องช่วยสองคนเลยรึ หากเป็นเช่นนั้นค่าใช้จ่ายก็คงจะไม่เท่าเดิมเสียแล้วกระมัง?” จะให้นางข้าหลวงผู้นี้กลับไปทำงานที่โรงหมอนั้นใช่ว่าจะทำไม่ได้... แต่ต้องดูก่อนว่ารู้ความมากเพียงใด ภายภาคหน้าจะกตัญญูรู้คุณหรือไม่

            “แม่นางชิงร่างกายอ่อนแอ ให้บ่าวอยู่ดูแลนางต่อเถิดเจ้าค่ะ” ฟู่หลิงก้มหน้ามองพื้น ท่าทีนอบน้อม น้ำเสียงเรียบเรื่อย มิได้เจือความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจหรือเย่อหยิ่งจองหอง คำตอบปฏิเสธของนางข้าหลวงระดับล่างทำให้จู้กงกงถึงกับนิ่งอึ้ง... จะว่าไปแล้ว ตำแหน่งบ่าวไพร่ในโรงหมอนั้นสามารถเป็นที่โปรดปรานของพระสนมตำหนักต่างๆ ได้ง่ายดายที่สุด ฟู่หลิงเองก็อายุยี่สิบกว่าแล้ว แต่ยังคงเป็นเพียงนางข้าหลวงต่ำชั้นที่สุด เห็นได้ชัดว่าคงไม่ใช่คนฉลาดเท่าไรนัก

            อย่างไรเสีย... บ่าวโง่เง่าอยู่กับเจ้านายอัปลักษณ์เห็นจะเหมาะสมกันดีแล้ว ต่อให้ต้องตายตกตามกันก็ไม่น่าเสียดายแต่อย่างใด เพียงแค่สิ่งปฏิกูลกองหนึ่ง เมื่อคิดได้ดังนี้ จู้ลี่ซิ่นจึงเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก “ก็ดี เจ้าก็อยู่รับใช้นางเถิด อย่าให้วุ่นวายไปทั่ว”

            “เจ้าค่ะ”

            จู้ลี่ซิ่นไม่ชายตามองร่างที่นั่งนิ่งเงียบบนพื้นอีกเลย เขาเดินสะบัดเสื้อจากไปอย่างเย่อหยิ่งโดยมีหลันฟัง...นางข้าหลวงผู้น้อยตามติด ออกนอกเรือนไปด้วยใบหน้าเบิกบาน

            ชิงเฟิงนั่งเหม่ออยู่อย่างนั้น ดวงตาว่างเปล่า ทั่วทั้งร่างครอบด้วยผ้าสีแดงมงคลคล้ายอาภรณ์ของเจ้าสาว ทว่าสีหน้าซีดขาวกลับชวนให้นึกถึงความตาย

            ฟู่หลิงเดินเข้าไปถามเสียงเบา “แม่นางชิง ท่านเป็นอันใดหรือ?”

            นานนักกว่าชิงเฟิงจะฟื้นคืนสติกลับมา หญิงสาวใช้สองมือยันพื้นเพื่อจะลุกขึ้น ข้อนิ้วขาวซีดเพราะฝืนออกกำลังเกินตัว แต่ไม่ยอมให้ฟู่หลิงประคอง กว่าจะหยัดกายตรงได้จึงยากเย็นนัก น้ำเสียงแห้งแล้งตอบกลับมาราวกับสายลมพัดผ่าน “เจ้าออกไปก่อน ข้าอยากอยู่เงียบๆ เพียงลำพัง”

            น้ำตาอันไร้สุ้มเสียงไหลผ่านสองแก้ม ตอนนั้นเอง ฟู่หลิงจึงพบโดยบังเอิญว่า นัยน์ตาของแม่นางชิงไม่ดำขลับเหมือนสตรีทั่วไป ทว่าเป็นสีเทาจางคล้ายม่านหมอก เคลือบล้อมด้วยวงรัศมีสีทองหวานระยับ เป็นดวงตาแปลกประหลาดที่ทั้งดุทั้งหวานในคราวเดียว ราวกับสามารถดึงดูดดวงวิญญาณของผู้มองให้จมลึกเข้าไปข้างใน

            ม… มนุษย์มีดวงตาสีนี้ด้วยหรือ?

            ฟู่หลิงตกตะลึงไปกับความงามที่ผสมผสานด้วยความแข็งแกร่งของดวงตาเหนือธรรมชาติคู่นี้ ตนพบเจอสตรีมาก็หลากหลาย แต่ละนางล้วนหวานหยดชดช้อย แต่ไม่มีสักคนที่มีดวงตาสีเทาคมกริบเช่นเดียวกับมีดดาบ ทำให้ผู้มองบังเกิดความรู้สึกหลงใหลแกมหวาดหวั่นได้เช่นนี้

            นางข้าหลวงไม่อยากเอ่ยปากสิ่งใดมากนัก รู้อยู่ลึกๆ ว่าพูดมากก็ไร้ประโยชน์ ในวังนี้มีสตรีที่น่าเวทนามากพออยู่แล้ว ทุกคนล้วนมีชีวิตเพื่อเป็นฝุ่นดินใต้พระบาทแห่งองค์เหนือหัวเท่านั้น

            แม่นางชิงไม่ใช่สตรีที่ทุกข์ทนคนแรก และคงไม่เป็นคนสุดท้ายด้วยเช่นกัน

            ด้วยคิดเช่นนี้...จึงเพียงพยักหน้ารับคำสั่ง แล้วถอยห่างออกมาด้านนอก

บทที่ 1 ตายทั้งเป็น (2)

            เพลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า...

            ฟู่หลิงที่ยังคอยรับใช้แม่นางชิง ในตอนนี้ยืนอยู่นอกเรือนเพื่อรับตะกร้าสำรับอาหารจากขันทีน้อยที่เพิ่งเดินมาส่ง เมื่อเปิดออกดูก็ถึงกับส่ายหน้าอย่างจนปัญญา... เป็นดังคาด จากที่สามวันก่อนเต็มไปด้วยหมูเห็ดเป็ดไก่ ข้าวอุ่นแกงร้อน บัดนี้มีเพียงน้ำชาใสๆ หนึ่งกากับข้าวชืดแห้งติดมาเพียงเท่านั้น โดยทั่วไปแล้วโรงครัวหลวงจะจัดสำรับอาหารแตกต่างกันไป ตามลำดับชั้นของอำนาจราชศักดิ์ที่ลดหลั่นใหญ่เล็ก

            ในหนึ่งวัน พระสนมของหนึ่งตำหนักจะได้รับสิทธิ์ปันส่วนอาหารด้วยกันสามมื้อ มื้อเช้าคือประมาณยามเถาะ มื้อเที่ยงยามมะแม และมื้อเย็นในยามระกา ส่วนปริมาณอาหารที่จะทำถวายพระสนมแต่ละนางนั้น จะแบ่งจำนวนตามลำดับชั้น บรรดาศักดิ์ยิ่งสูง ปริมาณอาหารก็จะยิ่งมากตามไปด้วย3

            ผู้คนในวังนั้นมีหลายขั้วอำนาจนัก เรื่องไม่เป็นธรรมแบบนี้เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนฟู่หลิงชาชินเสียแล้ว นางปิดตะกร้าสำรับลงอย่างเงียบๆ เดินกลับเข้าไปในสวน...เมื่อเดินเข้ามาก็เห็นร่างโปร่งบางยืนนิ่งอยู่ข้างหน้าต่างบานเดิมซึ่งแง้มออกเล็กน้อย

            มาอยู่ที่นี่ได้สามวันแล้ว อีกฝ่ายมักจะยืนเหม่อลอย มองแต่ต้นหวู่ถงที่งอกงามอยู่ในสวน ช่วงบ่ายแห่งวสันตฤดู แสงแดดที่ผ่านลอดเงาไม้วาดรัศมีสีทองเปล่งประกายขับให้ใบหน้าอัปลักษณ์นั้นเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา ลำแสงแห่งท้องฟ้าโอบล้อมทั่วร่างโฉมงามผู้อาภัพ ดึงรั้งให้ดูสูงส่งจนมนุษย์ทั่วไปมิกล้าอาจเอื้อมไปแตะต้อง

            ฟู่หลิงกะพริบตาอยู่หลายครั้ง ด้วยคล้ายจะมองเห็นแม่นางชิงในอีกภาพลักษณ์หนึ่ง น่าเสียดายความงามที่แสงสวรรค์ประทานมาให้มิสามารถลบความเยือกเย็น กราดเกรี้ยวในดวงตาสีเทาคู่นั้นลงได้เลย  เทียบกันแล้วแม่นางชิงผู้นี้เปรียบเสมือนดอกเหมยสีขาวที่บานสู้แสงอยู่กลางตะวันร้อนแรง ช่างแตกต่างจากสตรีฝ่ายในนางอื่นๆ ที่มักแสร้งอ่อนหวานทรงภูมิ แต่ไม่มีใครกล้าผงาดกล้าท้าแสงอาทิตย์ได้เช่นนี้เลยสักคน

            นางข้าหลวงทอดถอนใจ ใบหน้าที่อยู่หลังหน้าต่างนั้นงามสะท้านปฐพีแต่กลับเสียโฉม ไม่รู้ว่าเป็นเคราะห์หรือโชคกันแน่ เหล่าสนมนางในเมื่อทราบข่าวถึงการเสียโฉมของหญิงบรรณาการคนใหม่ ก็ล้วนโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีใครสนใจไยดี ไม่มีการแวะมาเยี่ยมเยียนรับขวัญ ซึ่งก็ดีสำหรับสตรีที่จิตใจเต็มไปด้วยบาดแผล...แม่นางชิงจะได้อยู่อย่างสงบ

            คิดจบแล้ว ฟู่หลิงก็ผลักประตูเปิดแล้วจัดการยกสำรับขึ้นวางบนโต๊ะ “ได้เวลาสำรับแล้วเจ้าค่ะ”

            “ฟู่หลิง เมื่อไหร่ข้าถึงจะได้พบเจ้าชีวิตของพวกเจ้า” เสียงเย็นใสฟังแล้วไร้ซึ่งเยื่อใยนัก... ผู้ฟังได้ยินก็ลอบถอนหายใจ ในวังหลวงแห่งนี้ สตรีที่หน้าตาพอไปวัดไปวาได้หน่อยก็ล้วนร้อนใจอยากจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้ด้วยกันทั้งนั้น บางคนถึงกับแกล้งป่วย แกล้งสร้างเรื่องเพื่อให้พระองค์สะดุดพระทัยแล้วไถ่ถามถึง แต่แน่นอน... ฟู่หลิงรู้ว่าที่แม่นางชิงอยากเข้าเฝ้านั้นหาใช่เพื่อผูกมิตรดังเช่นสตรีอื่นไม่

            นางจัดวางสำรับอาหารและตะเกียบให้เรียบร้อย ถึงได้กล่าวประโยคเดิมตอบกลับ “บ่าวมิทราบ”

            ชิงเฟิงค่อยๆ หันกลับมามองดูนางข้าหลวงที่ทำงานเงียบๆ อยู่ข้างโต๊ะ เอ่ยถามเสียงเบาว่า “เจ้าพูดคำอื่นเป็นหรือไม่ นอกจากคำว่าบ่าวไม่ทราบ?”

            มือฟู่หลิงชะงักชั่วครู่ แล้วก็กลับมาจดจ่อกับงานตรงหน้าต่อ เลือกที่จะนิ่งเงียบต่อคำถามยั่วยุของแม่นางชิง

            ชิงเฟิงทรุดกายลงนั่งข้างโต๊ะกลม แล้วกวาดตามองอาหารมังสวิรัติจืดชืดสองจานบนโต๊ะ ใบหน้าส่งรอยยิ้มเสียดแทงผู้คนออกมา ดูร้ายกาจทว่ามิอาจถอนสายตาได้... ฟู่หลิงจ้องมองแม่นางชิงอย่างเหม่อลอย มองอีกฝ่ายหยิบถ้วยกับตะเกียบขึ้นมาจัดการส่งอาหารเข้าปากทีละคำ ทานจนข้าวหมดไปครึ่งถ้วย จึงวางตะเกียบลงพร้อมกับหันมาเอ่ยปาก “เจ้าไปเถิด ฟู่หลิง”

            “แต่ฝ่ายในจัดให้บ่าวมาดูแลแม่นาง...” ฟู่หลิงเอ่ยเสียงราบเรียบ แท้จริงแล้ว นางข้าหลวงที่ต่ำต้อยอย่างนางเพียงแค่ชื่นชอบความสงบของที่นี่

            น่าเสียดายที่ฟู่หลิงยังไม่ทันได้พูดจบ เสียงหวานเศร้าก็แทรกตัดบทเสียก่อน “หากเจ้าไม่ถอยห่างจากข้า ภายหลังเจ้าอาจจะนึกเสียใจ”

            นางเอ่ยวาจาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?

            ฟู่หลิงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี พยายามสบตากับดวงตาสีเทาเย็นเยียบที่แสนจะดื้อดึงของแม่นางชิง แล้วไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยปากครวญคร่ำแผ่วเบา “แม่นาง... ได้โปรดอย่าคิดทำเรื่องโง่เขลานะเจ้าคะ ไม่มีสิ่งใดจะดีไปกว่าการมีชีวิตอยู่อีกแล้ว” แม้ซีกหน้าด้านหนึ่งจะเสียโฉมแต่อีกซีกก็งดงามปานล่มเมือง...แม่นางชิงควรจะใคร่ครวญให้ดี ผู้ที่น่าเวทนาบนแผ่นดินนี้ใช่จะมีแต่นางเพียงผู้เดียว

            เจ้าของดวงตาสีเทาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สบกับนัยน์ตาใสซื่อที่มักจงใจหลุบต่ำหลบเลี่ยงอยู่เสมอ ตอบกลับไปว่า “เจ้าสามารถใช้ชีวิตอย่างอัปยศอดสูเพียงเพื่อให้ตนมีลมหายใจเท่านั้นหรือ? ตัวข้าเองคิดต่างออกไป... ข้ายอมทนทรมานได้ทุกสิ่ง ผ่านชีวิตอย่างลำบาก ยอมสละในภาพรวมได้ก็เพื่อความสุขของครอบครัวข้า แต่บัดนี้พวกเขาไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว การมีชีวิตอยู่จะมีค่าสำหรับคนที่มีความหวังเพียงเท่านั้น... ฟู่หลิง...ความหวังของข้านั้น หมดสิ้นแล้ว...”

            นัยน์ตาสีเทาที่เคยเย็นเยียบปรากฏเพลิงโทสะอันร้อนรุ่ม แม้แต่เสียงกังวานใสยังสั่นระริก ฟู่หลิงแทบจะได้ยินเสียงอีกฝ่ายขบฟันเลยทีเดียว ตนเองรู้เพียงว่าสามพี่น้องสกุลชิงถูกส่งมาในฐานะบรรณาการระหว่างแคว้น ส่วนสาเหตุที่ใบหน้าเสียโฉม สาเหตุที่แม่นางเคียดแค้นถึงเพียงนี้ ตนไม่ทราบเลย

            นางข้าหลวงอ้าปากคล้ายอยากจะพูด แต่... สุดท้ายก็ปิดปากสนิท

            “พี่ฟู่หลิง” แม่หนูน้อยในชุดนางข้าหลวงผู้หนึ่ง ยื่นศีรษะเข้ามาจากประตูสวนทางด้านนอก แต่มิกล้าเข้าโดยพลการ ใบหน้าของแม่นางชิงฉายแววแข็งกร้าวทันทีที่มีผู้บุกรุก ฟู่หลิงเห็นดังนั้นจึงรีบถอยออกจากเรือนโดยไม่ลืมปิดประตู นางเดินอย่างรวดเร็วออกนอกสวนไป

            พอเห็นพี่ฟู่หลิงออกมาหา แม่นางน้อยก็รีบเดินเข้าไปหาพลางยิ้มกว้าง “พี่ฟู่หลิง ยาที่พี่จัดให้เมื่อคราวก่อน แค่กินเพียงสามชุด ก็หายไข้ไปกว่าครึ่ง นี่คือขนมแป้งกรอบจากบ้านข้า อยากขอให้พี่รับไว้อย่าได้เกรงใจ” นางเป็นเพียงข้าหลวงขั้นเล็กๆ ท่านหมอที่โรงหมอหลวงมักไม่แยแส หากให้แพทย์ผู้ช่วยคอยดูอาการก็จำต้องมีค่าน้ำชาน้ำร้อน นางเองก็ได้เบี้ยหวัดเดือนละไม่กี่มากน้อย ซ้ำยังต้องเก็บเขียมเพื่อส่งไปให้พ่อแม่พี่น้องทางบ้านใช้ดำรงชีพ ยังดีที่พี่ฟู่หลิงเป็นคนมีเมตตาจัดยาให้นางมาหลายชุดโดยไม่คิดค่าตรวจรักษา ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะต้องทนเป็นไข้อีกนานสักเท่าใด

            แม่สาวน้อยยัดห่อของในมือใส่มือผู้มีพระคุณ ฟู่หลิงนึกอยู่นานจึงจำได้นางผู้นี้คือเสี่ยวโยว นางข้าหลวงในตำหนักเมฆาเคลื่อน จึงยิ้มตอบ “เจ้าเกรงใจเกินไปแล้ว ก็แค่ช่วยเหลือกันเพียงเล็กน้อย”

            เสี่ยวโยวยิ้มหวาน “ก็มีแต่คนดีอย่างพี่นี่แหละ ที่ยอมทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ให้ผู้อื่น”

            ฟู่หลิงยิ้มแก้มปริ มิกล้าตอบรับคำชมที่ยิ่งใหญ่ปานนั้นได้

            เสี่ยวโยวเบนศีรษะมองเข้าไปในสวน พยายามมองลอดหน้าต่างที่เปิดแง้ม จึงพอจะเห็นเงาร่างของสตรีสาวผู้หนึ่งในชุดเรียบง่าย นั่งอยู่ข้างโต๊ะกลม ผมยาวมิได้รวบ ท่าทีเหม่อลอย เห็นดังนั้นก็กระตุกชายเสื้อฟู่หลิงเบาๆ กระซิบถาม “ท่านหญิงทางด้านใน ใช่สาวงามจากเฮ่าเยว่หรือไม่? ร่ำลือกันว่าใบหน้านางในตอนนี้...”

            ฟู่หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่ขนาดเสี่ยวโยวก็มาสืบข่าวด้วยหรือ? ฟู่หลิงอาศัยอยู่ฝ่ายในมานับสิบปี คนที่มาหาในช่วงหลายวันนี้รวมๆ กันแล้วมากมายกว่าสิบปีที่ผ่านมาเสียอีก

            เห็นใบหน้าผู้มีพระคุณฉายแววไม่พอใจ คนถามจึงรีบเอ่ยขึ้นทันที “พี่ฟู่หลิง วันนี้ข้าตั้งใจมาขอบคุณจริงๆ แต่ตอนออกมาก็ถูกเจ้านายเห็นเข้า พอรู้ว่าข้าจะมาหาพี่ ก็เลยให้ข้ามาสืบข่าวด้วย ข้า...”

            “เอาเถิดเจ้าเองก็ได้เห็นแล้ว จะได้มีเรื่องรายงาน กลับไปซะ” ฟู่หลิงรู้สึกเหนื่อยใจ ไม่อยากฟังใครอธิบายอีก นางค่อยๆ ปิดประตูสวนลง

            “ฟู่หลิง” เสียงเย็นแผ่วเบาดังขึ้นจากเรือนด้านใน

            นางข้าหลวงส่วนตัวรีบเข้ามาในเรือน ด้วยนึกว่าแม่นางชิงจะโกรธเพราะทราบเรื่องคนที่มาสืบข่าว แต่ไม่ทันคิดว่า นางจะเอ่ยถามเช่นนี้ “จู้กงกงท่านนั้นได้สั่งห้ามข้าออกจากเรือนหลังนี้หรือไม่?”

            นิ่งคิดสักครู่ ฟู่หลิงจึงตอบ “ไม่เจ้าค่ะ”

            แววตาผู้เป็นนายฉายประกายแตกต่างไปจากเดิม ถามต่อ “เช่นนั้น ข้าขอไปเดินเล่นที่อุทยานหลวงของวังนี้ได้หรือไม่?”

            นาง...คงไม่คิดจะไปรอฮ่องเต้ที่อุทยานหลวงหรอกกระมัง? 

            สวนแห่งนั้นงดงามก็จริง ทว่าน้อยครั้งนักที่ฝ่าบาทจะย่างกรายเข้าไป บางทีหลายเดือนไม่เห็นแม้แต่เงาของพระองค์เลยก็มี ฟู่หลิงรีบส่ายหน้าตอบ “แม่นางอย่าไปเลยเชื่อบ่าวเถิด อุทยานหลวงเป็นที่โปรดปรานขององค์ไทเฮา เต็มไปด้วยพระสนมนางกำนัล ท่านอ๋อง องค์หญิงและองค์ชายน้อยก็เที่ยวเล่นกันอยู่ในนั้น” หากเข้าไปเกรงแต่ว่าจะเป็นที่ขบขันกลั่นแกล้งของผู้คนเสียมากกว่า

            ชิงเฟิงขมวดคิ้ว “เช่นนั้นหากข้าเดินเล่นบริเวณนี้พอจะได้หรือไม่?”

            ที่นี่คือสวนกลาง อยู่ห่างไกลจากตำหนักหลวงที่บรรดาพระสนมลำดับสูงของฝ่ายในอาศัยอยู่ หากแม่นางชิงเพียงแค่อยากเดินเล่นละแวกนี้ ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา และต่อให้ตนบอกว่าไม่ได้ ก็ใช่ว่าแม่นางชิงผู้นี้จะรับฟัง

            ครุ่นคิดแล้ว ฟู่หลิงจึงพยักหน้า

            “รบกวนเจ้าช่วยหวีผมให้ข้าสักนิดเถิด” เมื่อได้รับคำตอบที่พอใจ ชิงเฟิงก็เคลื่อนกายมานั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง สีหน้าดูสงบเยือกเย็นนัก แต่ฟู่หลิงเองกลับไม่สบายใจ รู้สึกหวาดกลัวราวกับได้กระทำเรื่องผิดพลาดขึ้นมาประการหนึ่ง

            แม่นางชิงแค่อยากจะเดินเท่านั้นเองหรือ?

            ตำหนักเคียงเดือนที่พวกนางอาศัยอยู่ในตอนนี้ นับว่าเป็นใจกลางของพระราชวัง ถือเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างฝ่ายในกับฝ่ายหน้า ดังนั้นจึงเป็นสถานที่ที่ขันทีและนางในลำดับล่างมารวมตัวกันเพื่อร้องรำทำเพลงและ

พักผ่อนหย่อนใจ

            ทว่าวันนี้สวนกลางที่พวกนางเดินไปถึงกลับเงียบเชียบกว่าเดิมที่นี่เคยมีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมามากหน้าหลายตา แต่กลับปราศจากเสียงใดๆ จนผิดวิสัย เสี้ยวจังหวะที่แม่นางชิงก้าวเท้าเข้าไปในสวน บรรดานางในแห่งตำหนักกลางทั้งหลายต่างพากันลุกหนี บ้างก็เดินสวนออกมา ส่วนบ่าวไพร่นั้นก็เดินก้มหน้าตามนาย ฝีเท้ารีบร้อนกันเสียจนน่ากลัวว่าจะล้ม

            ฟู่หลิงเคยเดินผ่านสถานที่แห่งนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ครั้งนี้ผู้คนกลับดูลุกลนไม่สบายใจ

            มิใช่เพราะเหตุใด

            แต่เป็นเพราะหวาดกลัวร่างโปร่งบาง ที่ส่งสายตาสะท้านฟ้าท้าปฐพีโดยไม่สนใจสิ่งใดนั่นเอง!!!

 

 

 

            การมาเดินเล่นกับแม่นางชิงเป็นเรื่องที่เรียบง่ายยิ่งนัก

            คล้ายเป็นเรื่องที่ธรรมดาสามัญ กระทำได้โดยไม่ต้องมีขบวนแห่หรือทหารยามขานชื่อทำให้ฟู่หลิงรู้สึกสบายใจ นางข้าหลวงถือตะกร้าอาหารว่างเดินตามไปทุกที่ที่เจ้านายใหม่อยากไป...พลางลอบมองแผ่นหลังบอบบางที่เหยียดตรงอย่างเย่อหยิ่งของอีกฝ่ายด้วย

            ผู้หญิงแปลก...

            ด้วยใช้ชีวิตในวังมานับสิบปี พบเจอหญิงงามมากมาย นางในหลายคน...จากที่เคยเป็นหญิงสาวเยาว์วัยผู้งดงามเมื่ออยู่ในพัสตราภรณ์หรูหรา แต่งเครื่องหน้าเข้มพร้อมสวมพิมพาภรณ์มีค่า แต่ละคนจึงล้วนเฉิดฉายราวกับแสงดาว ฟู่หลิงจ้องมองนางในแต่ละนางที่เดินผ่าน เห็นกลุ่มของพระสนมลำดับล่างจับกลุ่มหัวเราะต่อกระซิกกันใต้เงาไม้ แต่ละอนงค์ล้วนประโคมเครื่องประดับเต็มกายในแต่ละครั้งที่ออกมาเดินเล่นชมสวน

            สตรีชั้นสูงในรั้วในวังนั้นต่างก็นิยมไว้เล็บยาวเพราะถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์แสดงออกถึงสถานะทางสังคมที่สูงส่งกว่าบ่าวไพร่ทั่วไป การไว้เล็บแฝงนัยที่แยบยลเพื่อข่มผู้มองว่า ‘ที่ข้าสามารถไว้เล็บได้เพราะมีบริวารคอยปรนนิบัติรับใช้ ไม่ต้องลงมือทำงานหนักด้วยตนเอง’ โดยทั่วไปแล้วพวกนางจะไว้เล็บยาวประมาณหนึ่งชุ่น ซึ่งกว่าจะไว้ให้ยาวได้ขนาดนี้ก็ต้องใช้เวลาเลี้ยงอย่างน้อยครึ่งปี และต้องทะนุถนอมเอาใจใส่ไม่น้อยเพราะหากเผลอไผลก็จะฉีกหักเอาได้ นำมาสู่ค่านิยมการสวมปลอกเล็บ ซึ่งวัสดุที่ใช้ทำมีทั้งทอง เงิน หยก ทองแดง หรือกระดองเต่ากระ เป็นต้น

            บรรดาพระสนมและนางในที่นั่งเล่นอยู่ในสวนกลางแห่งนี้ล้วนไว้เล็บยาวสวมปลอกทองแดง ฉลุลวดลายบุปผาต่างๆ นานา เพื่อก่อให้เกิดความงามกลมกลืนไปกับธรรมชาติในสวน สองเท้าของแต่ละนางจะสวมรองเท้าที่ยกส้นสูงประมาณห้าชุ่น เพื่อช่วยให้ดูสูงสง่ามากยิ่งขึ้น ทุกคนแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างเต็มอัตราเพราะไม่รู้ว่าเพลาใดองค์เหนือหัวจะเสด็จผ่าน

            หากบุญหล่นทับ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นหญิงคนใดแล้วเกิดโปรดปรานเรียกหา ชีวิตนี้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว

            แต่… เจ้านายของฟู่หลิงกลับต่างออกไป ทั้งความคิดและวิถีปฏิบัติ

            คาดว่าข่าวเรื่องใบหน้าอัปลักษณ์ของสตรีต่างแคว้นคงระบือไปไกล ฝ่ายในจึงส่งชุดเรียบๆ มาเพียงสองชุด ไร้เครื่องประดับใดๆ ไม่มีแป้งทาหน้าหรือเครื่องหอมแม้แต่นิดเดียว แม่นางชิงสวมเพียงเสื้อขาวซึ่งทำจากผ้าไหม ดูเรียบง่ายทั้งชุด ตลอดเรือนร่างไร้สีสันใดๆ ผมก็รวบอย่างง่าย ทว่าเมื่อเดินอยู่ท่ามกลางฝูงนกยูงทองเช่นนี้แล้ว เพียงแค่แผ่นหลังหยิ่งทะนงก็ติดตราตรึงใจผู้คนให้มองตาม แม้แต่ทหารยามยังเหลียวหลังกลับมาจ้องตาโต

            หญิงสาวเช่นนี้ปรากฏกายกลางสวนใกล้ตำหนักเคียงเดือน ย่อมต้องดึงดูดสายตาใคร่รู้ของผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน ทุกคนไม่มีใครกล้าเข้ามาผูกมิตร ทำเพียงยืนรวมกลุ่มจ้องมองจากที่ไกล

            หลังเที่ยงนั้นแดดจ้าแสบตานัก แสงตะวันเจิดจรัสขับเน้นผิวพรรณขาวนวลไร้ริ้วรอยของชิงเฟิงให้เปล่งประกายมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ส่องกระทบใบหน้า เน้นให้เห็นรอยกรีดลึกสองสายที่แสนจะน่าสยดสยอง 

            ผู้คนที่เห็นล้วนผงะถอย ส่วนนางเองกลับเชิดคางเดินตรงอย่างไม่สนใจสิ่งใด ไม่คิดจะปกปิดความอัปลักษณ์นี้แม้แต่น้อย           

            เดินมาครู่หนึ่ง จู่ๆ ชิงเฟิงก็หยุดฝีเท้าลง หันกลับมาถามฟู่หลิงเสียงเรียบ “ที่ไหนที่มีเหล่าขันที นางใน และแม่นมเฒ่ามากที่สุด?”

            ฟู่หลิงเงยหน้า แววตาราบเรียบไร้ริ้วคลื่นของเจ้านายทำให้ผู้เป็นบ่าวเดาไม่ถูกว่าอีกฝ่ายคิดสิ่งใดอยู่ จึงครุ่นคิดว่าควรจะตอบดีหรือไม่ เสียงเย็นใสก็ขัดขึ้นมาอย่างรู้ทัน “เห็นที ‘บ่าวไม่ทราบ’ อีกเช่นเคย... เอาเถิด เจ้าไม่บอกก็ไม่เป็นไร ต้องมีคนยอมบอกข้าบ้างสักคนนั่นแหละ” พูดจบ ชิงเฟิงก็เดินตรงเข้าหาขันทีน้อยผู้หนึ่งที่กำลังจะเดินสวนกัน

            ฟู่หลิงนึกสะพรึงในใจ รีบตามเข้าไปรั้งแขนเจ้านายของตนไว้ “โรงอาหารเจ้าค่ะ” 

            ยามนี้โรงอาหารน่าจะมีคนมากที่สุดแล้วกระมัง ในวังแห่งนี้ มีเพียงกงกงและนางในที่มีลำดับขั้นบรรดาศักดิ์ที่สูงส่งกว่าผู้อื่น จึงจะมีสิทธิ์รับประทานอาหารที่เรือนของตนเอง... ขันทีน้อยและนางในลำดับล่าง ล้วนต้องไปทานที่โรงอาหารเหมือนกันหมด

            ชิงเฟิงหยุดฝีเท้าลงในที่สุด เปรยออกมาว่า “พาข้าไป”

            ดวงตาสีเทาสว่างใสของแม่นางชิงงดงามราวกับปีศาจจำแลง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ได้เห็นทำให้ฟู่หลิงรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย บ่าวรับใช้ประจำกายจำต้องพาเจ้านายคนใหม่เดินไปทางโรงอาหาร ยังดีที่ในนั้นมีแต่พวกนางในและขันทีชั้นยศต่ำ คาดว่าคงไม่อาจทำร้ายอะไรแม่นางชิงได้

            เพียงแต่แม่นางเองเล่า... ไปด้วยเป้าหมายอันใดกัน?

บทที่ 1 ตายทั้งเป็น (3 จบบท)

            โรงอาหารอยู่ห่างจากตำหนักเคียงเดือนไม่ไกลนัก

            ยังมิทันถึงจุดหมาย ก็ได้ยินเสียงพูดคุยหัวร่อดังเซ็งแซ่ออกมาจากโรงเรือนอันใหญ่โต ชิงเฟิงเร่งฝีเท้าเพิ่มขึ้นเพื่อเดินเข้าไปด้านใน ฟู่หลิงยังคงก้มหน้าเดินตามอยู่ด้านหลัง เพียงแต่ผ่อนฝีเท้าลงอย่างชัดเจน

            แม่นางชิงจะทำสิ่งใด นางผู้เป็นเพียงบ่าวไพร่มิอาจกะเกณฑ์ได้ ขอเพียงต้องรู้จักระมัดระวังตัว รักษาระยะห่างเอาไว้ก่อนก็พอ

            ที่นี่คือโรงอาหารที่รับผิดชอบปากท้องของผู้คนได้นับร้อย ด้านในจึงมีคนนั่งเรียงรายอยู่เต็มพื้นที่

            นางใน ขันที แยกกันนั่งซ้ายขวา

            มองตรงจุดนี้ผู้มาเยือนจะเห็นเหล่านางในสวมชุดชาววังสีครามดังเช่นฟู่หลิง ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นสตรีระดับล่างที่มีหน้าที่รับใช้เล็กๆ น้อยๆ ชิงเฟิงเดินตรงเข้าไปในเรือน เอ่ยถามด้วยท่าทางทะนงว่า “ใครคือหัวหน้าของพวกเจ้า?”

            เสียงเย็นใสดังขึ้นในเรือนอันกว้างใหญ่... แต่แรกที่ยังมีเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ทว่านับจากเสี้ยวขณะที่ร่างโปร่งบางเดินเข้าไปนั้น ทุกสายตาล้วนจับจ้องมาที่จุดเดียวกัน บรรยากาศเงียบกริบลงฉับพลัน ด้วยเหตุนี้ แม้คำถามจะไม่ได้ถูกเอ่ยเสียงดังสักเท่าไร แต่กลับชัดเจนยิ่งนัก

            หลังจากความเงียบงัน ก็คือเสียงกระซิบกระซาบวุ่นวาย เหล่านางในและขันทีนั่งถกกันถึงสถานะของผู้มาเยือน ไม่มีใครตอบคำถามแม้แต่คนเดียว กูกูหน้าตาดุร้ายผู้หนึ่งที่ดูอาวุโสกว่าคนอื่นๆ ก้าวขึ้นมาด้านหน้าหนึ่งก้าว แผดเสียงถามกลับ “เจ้าเป็นใครกัน?”

            ชิงเฟิงกวาดตามองโดยรอบ เมื่อไม่พบคนที่แต่งชุดหัวหน้าจึงไม่คิดจะเสียเวลาตอบ ทำเพียงปรายตามองแล้วหันกายจากไป เปลี่ยนเส้นทางเดินไปทางโรงเรือนหลังใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม

            กูกูอึ้งไปเล็กน้อย พอคืนสติใบหน้าก็ร้อนผ่าวด้วยความอับอาย รีบร้องตะโกนแก้เก้อ “เจ้าเดินดุ่มไปทั่วแบบนี้ ใครอนุญาตหา?!”

            ชิงเฟิงก้าวยาวๆ เข้าสู่เรือนใหญ่ พบว่าโรงเรือนหลังนี้เป็นส่วนของห้องครัว ด้านในเต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ ผักต่างๆ นานาวางอยู่มากมายอุปกรณ์ประกอบอาหารก็เพียบพร้อม มีทั้งมีด เขียง หม้อไหและถ้วยชามตอนนี้เป็นเวลาอาหารเที่ยงพอดี ข้างในจึงมีเพียงขันทีน้อยสิบกว่าคนกำลังเก็บกวาดทำความสะอาดอยู่ ดวงตาสีเทามีประกายกร้าวพาดผ่านแวบหนึ่ง เมื่อยืนนิ่งได้ก็เอ่ยคำถามเดิมออกมา “ใครเป็นหัวหน้าพวกเจ้า เรียกออกมา?”

            ทุกคนเงยหน้าขึ้นมอง ชิงเฟิงเดินมาหน้าโต๊ะหั่นผัก เมื่อขันทีน้อยเห็นใบหน้าเสียโฉมของหญิงสาวเข้าก็ลนลานเอ่ยปากถามด้วยความหวาดกลัว “เจ้าเป็นใคร? มาทำอันใดที่นี่?”

            “ไปตามหัวหน้าที่คุมงานส่วนของเจ้ามาพบข้า” ไม่พูดเปล่า... หญิงตรงหน้ายังเอาผักบนโต๊ะที่หั่นเสร็จแล้วมาโยนเล่นในมืออย่างจองหอง

            ที่นี่เพิ่งจะเก็บกวาดเรียบร้อย เมื่อถูกล้อเล่นเช่นนี้ ก็ต้องเก็บกวาดใหม่อีกรอบ ขันทีน้อยจึงมีสีหน้าไม่ดีนัก ได้แต่บ่นพร่ำเสียงเข้ม “เจ้าเป็นใครกันแน่? กล้าบังอาจมาทำกำเริบเสิบสานที่โรงครัวหลวงได้อย่างไร เจ้าเป็นคนของตำหนักไหนกัน?” เมื่อเห็นการแต่งกาย ไม่เหมือนเจ้าเหมือนนาย ขันทีน้อยจึงกล้าส่งเสียงสูงขึ้นมา

            ฟู่หลิงยืนอยู่นอกห้องครัว ลังเลอยู่ว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ เพิ่งจะเงื้อเท้าเตรียมตัวก้าว เสียงบันดาลโทสะเสียงหนึ่งก็แผดก้องขึ้นที่ประตูครัวด้านในเสียก่อน “ใครมาเอะอะโวยวายในที่ของข้า?”

            บุรุษวัยกลางคนในชุดเสื้อกระดุมยาวลายน้ำไหล ตัดเย็บจากผ้าไหมแพรต่วนเดินตรงเข้ามา ขันทีน้อยที่เหลือเมื่อเห็นผู้มาใหม่จึงโน้มกายคำนับ พลางเอ่ยทักอย่างนอบน้อม “สวี่กงกง”

            ฟู่หลิงที่เงื้อเท้าขึ้นพลันค่อยๆ ชักกลับ ใจเริ่มเป็นกังวลแทนเจ้านายของตน

            ผู้มาใหม่ก็คือ ‘สวี่จี้’ รองหัวหน้าคุมงานแห่งโรงครัวหลวง เจ้านี่นับเป็นสุนัขเจ้าเล่ห์เขี้ยวยาว สอพลอเบื้องบนข่มเหงเบื้องล่าง จิตใจคับแคบยิ่งนัก... สวี่ซูผิง พี่สาวของเขาเป็นมามาที่ไทเฮาบูรพาโปรดปรานมากที่สุด คนในวังล้วนรู้ดีถึงสันดานและร่มโพธิ์ที่เกื้อหนุนอยู่เบื้องหลังคนผู้นี้ แม้จะโกรธเกลียดก็ไม่ค่อยกล้ามีเรื่องกับเขานัก

            ชิงเฟิงประเมินชายตรงหน้าในใจ... ใบหน้าแดงก่ำ รูปร่างอ้วนท้วน คงกินค่าน้ำร้อนน้ำชาไปไม่น้อย ดูจากแววตาที่มองคนเป็นหัวหลักหัวตอ ก็เดาออกในทันใด “เจ้าก็คือหัวหน้าใหญ่ ผู้คุมงานโรงครัวหลวงรึ?”

            เครื่องเสวยของฮ่องเต้ ฮองเฮา และเหล่าสนมอันเป็นที่โปรดปรานนั้นสวี่จี้กำกับไม่ได้อยู่แล้ว แต่นอกเหนือจากนี้... สำรับอาหารของทุกตำหนักล้วนต้องจัดเรียงตามที่เขาสั่ง จะบอกว่าเป็นหัวหน้าใหญ่คุมงานโรงครัวหลวงก็ย่อมได้ สวี่จี้กวาดสายตามองหญิงจองหองตรงหน้ารอบหนึ่ง รอยกรีดเด่นสะดุดตาสองรอยบนใบหน้านั้นได้บ่งบอกสถานะของนางอย่างชัดเจนแล้ว 

            สวะ…

            สวี่จี้นึกรังเกียจอยู่ในใจ... นางผู้นี้เป็นเพียงแค่บรรณาการอันด้อยค่า ยังกล้ามาเอ่ยปากพูดจาวางท่า สวี่จี้มองหญิงสาวด้วยสายตาเหยียดหยาม พูดตอกกลับด้วยน้ำเสียงโอหัง “โรงครัวหลวงไม่ใช่ที่ที่ใครนึกอยากจะเข้าก็เข้าได้ หากไร้ระเบียบเช่นนี้ ข้าสามารถ...”

            “เจ้าพูดเรื่องระเบียบกับข้าหรือ?” ชิงเฟิงมองสวี่จี้อย่างโอหังปานกัน พูดก่นด่าอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ข้า… ชิงหลิงมาอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยคำเชื้อเชิญจากฮ่องเต้ของพวกเจ้า ข้าซึ่งเป็นตัวแทนเจตนารมณ์แห่งแคว้นเฮ่าเยว่ ที่จะผูกสัมพันธไมตรีต่อแคว้นฉงเยว่ สมควรได้รับการกระทำเช่นนี้หรือ? โบราณว่าไว้...ผู้มาคือแขก ใหญ่เล็กก็ต้องต้อนรับขับสู้... เจ้าเป็นขันที เมื่ออยู่ต่อหน้าแขกบ้านแขกเมือง กล้าบังอาจไม่เรียกตัวเองว่าบ่าว...ใครกันที่ไร้ระเบียบ? หรือว่าพวกฉงเยว่อย่างเจ้านิยมต้อนรับแขกกันด้วยข้าวเย็นผักเค็ม? หากมีโอกาสได้พบฮ่องเต้ของพวกเจ้า ข้าจะลองถามดูว่ากฎระเบียบของแว่นแคว้นแห่งนี้มีว่าอย่างไร เหตุใดถึงได้เลี้ยงลิงหลอกเจ้าไว้ทั่ววังหลวง?”

            ช่างเป็นหญิงสาวที่ไม่รู้กาลเทศะยิ่งนัก คำเรียกว่า ‘ขันที’ นี้ ทุกคนย่อมต้องรู้ว่าเป็นคำต้องห้าม ทว่านางกลับเรียกสวี่กงกงอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทำเอาทุกคนที่ได้ยินต่างพากันเหงื่อตกตามกัน ต่อให้เป็นพวกสนมคนงามขององค์ฮ่องเต้ เมื่อเจอหน้าสวี่จี้ ต่างก็พากันเรียกเสียงหวานว่าสวี่กงกงกันทั้งนั้น แม่สาวต่างแคว้นผู้นี้ หากมิใช่โง่เง่าหยาบเถื่อน ก็คงจะไม่อยากจะตายดีเสียแล้ว

            ข้างฝ่ายสวี่จี้... ในใจโมโหจนสองมือสั่นระริก

            นาง… นาง... นางสตรียโสผู้นี้เป็นเพียงแค่บรรณาการที่เฮ่าเยว่ส่งมาเพราะจนตรอก ยังกล้าเรียกตัวเองว่าแขกที่ถูกรับเชิญ แม้ใจจะเคียดแค้นจนอยากจะตบปากกล้าเสียหนึ่งฉาด แต่สมองกลับห้ามเอาไว้

            นางอัปลักษณ์นี่เสียโฉมแล้วก็จริง แต่ฝ่าบาทยังไม่มีท่าทีอันใด

            อย่างไรเสียชิงหลิงก็เป็นสตรีที่ฮ่องเต้ทรงเลือกด้วยพระองค์เอง ถึงเสียโฉมแต่ยังกล้าเย่อหยิ่งถึงเพียงนี้หรือจะมีดีอยู่ในมือ? หากตนทำกระด้างกระเดื่อง ถึงตอนนั้นฮ่องเต้เกิดรักใคร่เอ็นดูนางขึ้นมาก็อาจตกที่นั่งลำบากได้

            รู้จักระมัดระวังเอาไว้จะอยู่ได้ยาว ไว้ให้มีโอกาสก่อน จะสั่งสอนให้นางได้ตายทั้งเป็น!

            สวี่จี้แสร้งทำหน้าเหมือนเพิ่งเข้าใจ บิดรอยยิ้มเสแสร้งตอบกลับ “ท่านคือแม่นางชิงหลิงจากแคว้นเฮ่าเยว่เองหรอกหรือ บ่าวเฒ่าอย่างข้าแก่ชราแล้วสายตาไม่ใคร่ดี จึงดูไม่ออก สำรับของท่านเป็นเพียงข้าวเย็นผักเค็มเองหรือ? พวกบ่าวไพร่ในโรงครัวหลวงคงจะเป็นสุนัขตาบอดไปแล้วแน่ๆ บ่าวจะลงทัณฑ์พวกมันให้หลังลายเลยทีเดียว แม่นางอยากรับประทานสิ่งใดวานบอก? สำรับเย็นบ่าวจะให้คนจัดเตรียมไว้ให้เป็นอย่างดี”

            ชิงเฟิงตอบ “อ้อ” ไปคำหนึ่ง แสร้งทำเป็นเข้าใจแล้วหัวเราะ “ที่แท้ต้นเหตุก็มาจากสุนัขตาบอดนี่เอง ต่อไปสวี่กงกงต้องดูแลสัตว์เลี้ยงของตัวเองให้ดี อย่าให้ได้เที่ยวเห่ากัดผู้อื่น มิเช่นนั้นต่อให้มันตาบอดจริง ก็คงไม่อาจพ้นโทษได้” ชิงเฟิงเดินไปหยุดมองที่โต๊ะเตรียมอาหาร “จัดอาหารให้ข้าสำรับหนึ่ง ข้าจะดูสิว่าฝีมือการทำครัวของสุนัขในโรงครัวเป็นเช่นไร หากตาบอดแล้วยังไร้ค่าอีก คราวนี้แค่ตอนอย่างเดียวก็คงไม่พอแล้ว”

            ตอน!!!

            ฟู่หลิงแอบปาดเหงื่อไปทีหนึ่ง แม่คุณทูนหัวผู้นี้ช่างด่าคนได้แสบนัก ด่าตลอดทั้งโรงครัวหลวงตั้งแต่บนจรดล่างได้ในประโยคเดียว แม้แต่สวี่จี้ก็ยังไม่อาจโต้ได้ จบประโยคของนาง ทุกคนในที่นี้ล้วนหน้าเปลี่ยนสีกันหมด

            “ขอบ—คุณ—แม่—นาง—ที่—ชี้—แนะ” ใบหน้าสวี่จี้ยังคงแสร้งยิ้ม ทว่าคำพูดกลับพ่นออกมาทีละคำ เห็นได้ชัดว่ากำลังกัดฟันพูด

            ชิงเฟิงโบกมือเหมือนบอกว่าไม่เป็นไร แน่นอนว่านางไม่คิดจะใส่ใจความโกรธของอีกฝ่าย หญิงสาวไม่สนใจว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบตนทั้งนั้น ตัวนางในยามนี้เปรียบเสมือนนักโทษประหารผู้รอวันตาย หากมีโอกาสขอกินของดี เที่ยวเล่นให้สนุกก็พอแล้ว ที่เหลือไม่ต้องการคิดให้รกสมอง

            หญิงสาวคัดสรรวัตถุดิบที่วางเรียงอยู่หน้าโต๊ะตัวโตด้วยสายตานึกสนุก “กับข้าวที่ข้าชอบเป็นเพียงของง่ายๆ เท่านั้น… ขอหอยอบแห้งก้อนกลมมาสองจาน ตีนเป็ดผัดเห็ดหอม กุ้งมังกรตุ๋นบรรพต ผัดฉ่าปากปลา แค่นี้พอแล้ว”

            สวี่จี้ได้ยินก็โกรธจนตัวสั่น... นางอัปลักษณ์นี่เลือกกินอย่างที่สุด อาหารที่เอ่ยมามิได้สูงค่าแต่อย่างใดก็จริง ทว่าเปลืองวัตถุดิบและต้องใช้ฝีมือพ่อครัวอย่างมาก ขันทีเจ้าเล่ห์บิดมุมปากขึ้น แสร้งเอ่ยเสียงเบาประสานมือตอบอย่างนอบน้อม “ขอรับ ข้าจะเตรียมไว้ให้แม่นางเป็นสำรับเย็นอย่างแน่นอน”  

            คิดจะตีกรอบข้าด้วยของกินเล่นพวกนี้น่ะหรือ? จะดูถูกข้ามากเกินไปแล้ว! โรงครัวหลวงนับเป็นแหล่งรวมของสุดยอดพ่อครัวจากทั่วหล้า ของกินเล่นเพียงเท่านี้ไม่อยู่ในสายตาหรอก

            ครั้งนี้ชิงเฟิงไม่พูดจามากความต่อ จบเรื่องก็เดินเชิดหน้าจากไปอย่างทระนงองอาจ

            สวี่จี้มองดูแผ่นหลังที่ยโสโอหังของนางอัปลักษณ์ผู้นั้น แล้วค่อยๆ ยืดตัวตรง ในดวงตาหรี่เล็กนั้น เต็มไปด้วยไอเย็นเกรี้ยวกราด... หึ ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะย่ามใจไปได้นานสักเพียงไร

            ฟู่หลิงเดินตามหลังเจ้านายอย่างเงียบเชียบ ตนอยู่รับใช้แม่นางชิงมาได้สาม--สี่วัน ก็พอจะรับรู้ได้ว่าสตรีผู้นี้เป็นคนเยือกเย็นและไว้ตัวยิ่งนัก ไม่มีทางเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือเพื่อสำรับอาหารเพียงสามมื้ออย่างแน่นอน ทว่า…ท่าทีโอหังดุร้ายในวันนี้ผิดแผกไปจากช่วงเวลาปกติยิ่งนัก แม่นางชิงจงใจก่อเรื่องด้วยมุ่งหมายอันใดนั้น...ฟู่หลิงไม่อาจรู้ได้ แต่ที่รู้ชัดคือการไปมีเรื่องกับพวกเสือโหยเช่นนั้น ชีวิตในวันข้างหน้าของผู้เป็นนายคงไม่ง่ายดายเป็นแน่

            ทั้งสองกลับมาที่เรือน ฟู่หลิงลังเลอยู่หลายรอบ สุดท้ายก็อดไม่ไหวพูดกล่อมเสียงเบา “เหตุใดแม่นางจึงทำเช่นนั้น? การกระทำในวันนี้มีแต่จะสร้างความทุกข์ให้ท่านในวันหน้า”

            ดวงตาชิงเฟิงฉายแววไม่สบอารมณ์ ตอบเพียง “เจ้าออกไปได้”

            “เจ้าค่ะ” ฟู่หลิงทอดถอนใจเบาๆ ไม่กล้ากล่าวสิ่งใดอีก นางหันกายออกจากเรือนเล็กแล้วค่อยๆ งับประตูปิด

            ทันทีที่บ่าวรับใช้หายลับไปจากสายตา...

            นิ้วมือเรียวยาวขาวผ่องราวกับไร้ข้อต่อของชิงเฟิง สอดเข้าไปในแขนเสื้อกว้าง ชั่วจังหวะนั้นเอง ปลายนิ้วก็เคลื่อนออกมาพร้อมกับมีดแกะสลักเล่มเล็กยาวประมาณสองชุ่นที่พ่อครัวใช้แกะผลไม้ ประกายแสงคมเฉียบของใบมีด มิอาจคมกล้าบาดสายตาได้เท่าแววสะใจจากดวงตาอาฆาตของโฉมงามบรรณาการ ชิงเฟิงยกมุมปากยิ้มอย่างขมขื่น...ตนไม่เหลืออะไรอีกแล้ว แม้แต่ชีวิตยังเคยสละมาแล้ว ยังมีสิ่งใดที่ต้องกลัวอีก ขอเพียงไปให้ถึงเป้าหมาย นางพร้อมทำทุกอย่างโดยไม่สนวิธีการ

            เยี่ยนหงเทียน ข้าจะให้เจ้าชดใช้ต่อครอบครัวข้า

            ต่อให้เอาชีวิตเจ้าไม่ได้ ข้าก็จะให้เจ้าหลั่งโลหิตออกมาให้ได้

 

 

 

            “แม่นางชิง ทานข้าวเจ้าค่ะ”

            ฟู่หลิงมองดูน้ำแกงพร้อมกับกับข้าวที่เหล่าขันทีรีบร้อนนำมาให้ ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจแทนผู้เป็นนายดี หลังจากที่เจ้านายของตนไปโวยวายเมื่อวันก่อนโรงครัวหลวงก็ส่งกับข้าวรสเลิศมาสองวันติดกันแล้ว สวี่กงกงไม่ใช่คนดีสักเท่าใด เหตุไฉนจึงคุยง่ายนัก หรือเขาแอบเล่นตุกติกอยู่เบื้องหลังก็สุดรู้

            “ข้าไม่หิว เจ้ากินเถิด” เสียงเย็นใสของแม่นางชิงดังมาจากในเรือน ฟู่หลิงทอดถอนใจเบาๆ ตักน้ำแกงถ้วยเล็ก กำลังจะยกเข้าไป ก็เห็นอู๋จือชิวจากเรือนบรรทม เดินนำขันทีน้อยสองคนก้าวยาวๆ เข้ามาในสวน

            ฟู่หลิงหน้าเปลี่ยนสีทันที รีบวางถ้วยน้ำแกงในมือลง เดินออกมารับ “คำนับอู๋กงกง”

            พอเห็นฟู่หลิงออกมารับเพียงคนเดียว อู๋จือชิวดูไม่ค่อยพอใจอย่างเห็นได้ชัด จึงถามเสียงเย็นกลับทันที “ทำไมถึงมีเพียงเจ้า... แล้ว… ชิงหลิงผู้นั้นเล่า?”

            “แม่นางชิงนั่งอยู่ในเรือน บ่าวจะไปเชิญออกมาเดี๋ยวนี้” ฟู่หลิงโค้งคำนับอย่างงดงาม หันกายเดินเข้าเรือน

            อู๋จือชิวเห็นดังนั้นยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์ ผู้มาใหม่เป็นเพียงสตรีต่างแคว้น ซ้ำยังได้ข่าวว่าอัปลักษณ์ ทว่านางกลับวางท่าไม่เบา กงกงเช่นเขามาถึงยังต้องให้คนไปเชิญจึงจะออกมาพบ

            เพียงครู่เดียว สตรีร่างสูงโปร่งระเหิดระหงก็เดินตามหลังฟู่หลิงออกมา อู๋จือชิวที่พื้นอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว น้ำเสียงที่ถามจึงติดตะคอกเสียงแข็ง “เจ้าน่ะรึ...ชิงหลิง?”

            ฟู่หลิงรีบเอ่ยเสียงเบาที่ข้างหูผู้เป็นนาย “ท่านนี้คืออู๋กงกงจากเรือนบรรทมเจ้าค่ะ”

            พระสนมทุกตำหนักจนกระทั่งข้าหลวงนางในล้วนไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับเรือนบรรทม หวังว่าวันนี้แม่นางจะไม่เล่นแง่อันใดกับอู๋กงกงหากมีเรื่องบาดหมางกับกงกงผู้นี้เข้าอีกคงแย่แน่ เรือนบรรทมไม่เหมือนโรงครัวหลวง ขอเพียงแต่ละคืนฮ่องเต้ไม่มีรับสั่งเรียกชื่อนางคนใดเป็นพิเศษ คนจากเรือนบรรทมก็สามารถผลักดันสตรีหนึ่งให้ยิ่งใหญ่หรือเหยียบย่ำสตรีหนึ่งให้ตกต่ำได้ในทันที

            หญิงที่องค์ฮ่องเต้ไม่เคยได้เห็นหน้าค่าตาในวังหลวงนั้นมีอยู่มากมายราวกับกรวดทราย

            ส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากการที่ ‘เรือนบรรทม’ ไม่ชอบหน้าทั้งสิ้น

            ดวงตาเย็นชาของชิงเฟิงกะพริบวิบวับ รัศมีขอบทองล้อมกรอบแก้วตาสีเทาดูเจิดจ้าขึ้นมาราวกับดวงตะวัน จากนั้นก็คลี่ยิ้มงดงาม ถึงกับยอบกายลงโค้งคำนับอู๋กงกงอย่างอ่อนหวานชดช้อย ฟู่หลิงเห็นดังนั้นจึงรู้สึกโล่งใจนัก

            ข้างฝ่ายอู๋จือชิว เมื่อเห็นว่าสตรีต่างแคว้นยังพอรู้มารยาทอยู่บ้าง สีหน้าก็ค่อยคลายความมึนตึงลงหลายส่วน ดวงตาเรียวเล็กกวาดมองรอบร่างของสตรีสาวตรงหน้าพลางตีราคาด้วยความเคยชิน แขนขาเรียวงาม จริตจรรยาล้วนประณีตหมดจด ให้ความรู้สึกสูงศักดิ์ล้ำค่า

            หน้าตา… อืม… อีกครึ่งซีกที่ยังไม่เสียโฉมนั้นนับว่าชวนสะท้านเลยทีเดียว ทว่าอีกครึ่ง... มิน่าวันนี้ฮองเฮาจึงได้ส่งคนมาย้ำเตือนเขาว่า ‘สาวงามที่ฮ่องเต้ต้องการนั้นมาถึงแล้ว ไม่ควรให้ฝ่าบาทต้องรอนาน’ เมื่อสิ้นไร้ใบหน้าที่เปล่งปลั่งราวกับเพชรน้ำหนึ่ง คนงามก็มิใช่คนงามอีกต่อไป

            เห็นทีแผนการตัดรากถอนโคนของฮองเฮาในคราวนี้จะได้ผลเสียกระมัง สงสารก็แต่นางอัปลักษณ์นี่

            อู๋จือชิวโบกมือตอบ เอ่ยปากอย่างรำคาญ “เจ้าจงเตรียมตัวไว้ ต้องปรนนิบัติฝ่าบาทที่ตำหนักเบื้องอุทัยคืนนี้ยามกุน ในยามระกาจะมีคนมาพาไปอาบน้ำ แต่งหน้า สางผม” พูดจบก็รีบรุดจากไปโดยไม่มองสตรีต่างแคว้นให้เสียสายตาอีก... คนที่ใกล้ประตูนรกอย่างนาง ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาผูกมิตรเพื่อผลประโยชน์ใดๆ เมื่อฮ่องเต้ทอดพระเนตรใบหน้านี้แล้ว หญิงผู้นี้ก็คงชะตาขาดก่อนรุ่งสางเป็นแน่

            ชิงเฟิงยืนอยู่ในสวนด้วยสีหน้าเรียบเฉย ฟู่หลิงเป็นฝ่ายที่ยิ้มกว้าง “แม่นางควรจะดีใจนะเจ้าคะ?”

            ดีใจ? ใช่…นางควรจะดีใจ ในที่สุดก็มีโอกาสเข้าใกล้เยี่ยนหงเทียนแล้ว ไม่เสียทีที่อุตส่าห์เตรียมตัวมานานถึงเพียงนี้ นางสู้อุตส่าห์สร้างเรื่องบาดหมางกับคนมากมายก็เพื่อให้เป็นที่โจษจัน รังเกียจและถูกสั่งเก็บเช่นนี้แหละ

            “เจ้าช่วยทำผมให้ข้าสักหน่อยเถิดฟู่หลิง ข้าชอบทรงผมตั้งสูง มันจะช่วยให้ใบหน้าข้าโดดเด่นมากขึ้น” ก่อนตายข้าขอดูสักหน่อยเถิดว่าทรราชหกแผ่นดินอย่างเยี่ยนหงเทียนจะหวาดกลัวใบหน้าข้าสักเพียงไร จะทำท่าผงะเหมือนเหล่าขุนนาง ทหาร และขันทีของเขาหรือไม่ ชิงเฟิงแย้มยิ้มอย่างเย้ยหยัน...แค่คิดก็มีความสุขเสียแล้ว อย่างน้อยนางก็มีเรื่องให้หัวเราะได้ยามที่ต้องนอนอยู่ในโลง

            ฟู่หลิงอึ้งไปเล็กน้อย ยิ้มตอบอย่างสุภาพ “เหล่าข้าหลวงในเรือนบรรทมฝีมือดีกว่าบ่าวมากนัก”

            “ข้าชอบให้เจ้าเกล้าผมให้มากกว่า หรือว่าเจ้าไม่เต็มใจ” 

            เมื่อต้องเผชิญกับสายตาคาดคั้นเอาจริง ใครเล่าจะกล้าปฏิเสธ “บ่าวมิกล้า”

            ทว่าฟู่หลิงก็ไม่ถนัดทำผมมาแต่ไหนแต่ไร กว่าจะเกล้าทรงเมฆไหลได้ก็ช่างยากเย็นนัก เรียบร้อยดีแล้วจึงถามออกมาอย่างลังเล “แบบนี้ใช้ได้หรือไม่เจ้าคะ?”

            ชิงเฟิงพยักหน้าอย่างพอใจ “อืม ดีมาก เจ้าไปเอาเสื้อนอกมาให้ข้าหน่อยเถิดฟู่หลิง”

            “เจ้าค่ะ” นางข้าหลวงหันกายไปหยิบเสื้อนอกจากตู้ทางด้านหลัง ชิงเฟิงอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตคว้ามีดแกะสลักเล่มเล็กที่ซ่อนในแขนเสื้อยัดเข้าไปในทรงผมตั้งสูง ครั้นฟู่หลิงหยิบเสื้อเสร็จ ก็เห็นเจ้านายของตนกำลังจัดทรงผมพร้อมกับรอยยิ้มประดับมุมปาก เห็นแม่นางชิงอารมณ์ดีเช่นนี้ ฟู่หลิงก็เบาใจ จนมิได้สังเกตเลยว่ารอยยิ้มนั้นมีร่องรอยสาแก่ใจเจืออยู่จนดูน่ากลัวมากกว่าน่ายินดี

            พวกนางเพิ่งจะเตรียมตัวเรียบร้อย... กูกูผู้หนึ่งกับนางข้าหลวงวัยกำดัดอีกหลายนาง ก็เดินนวยนาดเรียงแถวเข้ามาในสวน ฟู่หลิงประคองเจ้านายของตนเดินออกมาต้อนรับที่ด้านนอก จากนั้นก็เอ่ยปากกับผู้มาเยือนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “กุ้ยกูกู เจ้านายของข้าเตรียมตัวพร้อมแล้วเจ้าค่ะ”

            แม่เฒ่ากุ้ยผู้นั้นไม่มอง ‘เจ้านายของฟู่หลิง’ ให้เสียสายตา เพียงเอ่ยปากเสียงเย็นว่า “เชิญ”

            ชิงเฟิงเดินออกจากเรือน ทันใดนั้นก็ชะงักฝีเท้า หันมาเอ่ยกับฟู่หลิงที่ยืนรอส่งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่บ่าวรับใช้ผู้นี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน “ฟู่หลิงเอ๋ย เจ้ากลับไปทำงานที่เดิมของเจ้าเถิด หลังผ่านคืนนี้ไปแล้ว ข้าก็จะไม่มีวันกลับมาที่แห่งนี้อีก” หากคืนนี้สามารถฆ่าเยี่ยนหงเทียนได้สำเร็จ นางก็จะฆ่าตัวตายเพื่อตามไปอยู่กับครอบครัว หากมิสำเร็จ นางก็คงต้องตายอยู่ใต้เงื้อมมือทรราชผู้นั้น ไม่ว่าอย่างไร ก็คงไม่มีลมหายใจกลับมาพบหน้าฟู่หลิงอีกแล้ว

            เหล่าข้าหลวงนางกำนัลย่อมไม่รู้ถึงความนัยจากประโยคที่ได้ยิน นึกแต่เพียงว่าแม่นางผู้นี้ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ หวังอาศัยเพียงความงามผุพังย่อยยับของตนริจะจับมังกรฟ้า ไม่เคยมีสตรีนางใดทะยานจากไก่ป่าขึ้นมาเป็นนางหงส์ได้หลังจากปรนนิบัติเพียงคืนเดียวหรอก!

            ผู้อื่นนั้นพากันยิ้มเย้ยอย่างออกนอกหน้า บางนางถึงกับใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากกระซิบกระซาบกัน ทว่าจิตใจของฟู่หลิงกลับร่วงดิ่งลงสู่พื้น ด้วยรู้สึกว่าแม่นางชิงผู้เย่อหยิ่งคนนี้ คล้ายจะมีความนัยซ่อนอยู่ในวาจาสุดท้ายที่เอ่ย ความเย็นชาและแววตาอาฆาตจากนัยน์ตาสีเทาบีบคั้นให้ฟู่หลิงหวาดผวา บ่าวต่ำต้อยทำได้เพียงส่ายศีรษะตอบ ขยับปากเป็นคำว่า ‘ไม่นะเจ้าคะ’

            ข้างฝ่ายกุ้ยจืออวิ๋น เมื่อได้ยินดังนั้นก็ชำเลืองมองหญิงสาวผู้อวดดีตรงหน้า... นางผู้นี้เป็นใครกัน ช่างพูดจาวางก้ามคำโตยิ่งนัก!

            ด้วยทิศที่ยืนอยู่ กุ้ยจืออวิ๋นเห็นเพียงซีกหน้าที่เสียโฉมของหญิงอัปลักษณ์ อืม…ใบหน้ามีรอยกรีด ยังเย่อหยิ่งจองหอง สตรีเช่นนี้พบได้ไม่บ่อยนักในชีวิตของเหล่ากูกูมามาผู้พบเห็นสาวงามมามากมาย แต่ไม่เคยเห็นหญิงไร้ราคาที่วางตัวเองเหนือคาคบไม้ราวกับทั้งร่างสลักมาจากหยก ทำให้เริ่มใคร่รู้ในตัวหญิงเสียโฉมผู้นี้ขึ้นมาบ้างแล้ว

            “ไปเถิด” ชิงเฟิงไม่สนใจสายตาผู้ใด เดินเชิดหน้าตรงดิ่งออกจากสวน

            ฟู่หลิงจ้องมองจนกระทั่งแผ่นหลังเหยียดตรงนั้นหายลับไปจากสุดทางเดิน จึงค่อยหลุบสายตากลับ จากนั้นก็ทอดถอนใจเบาๆ ก่อนจะปิดประตูสวน

            ทุกคนในวังนี้ล้วนมีโชคชะตาของตนที่ฟ้ากำหนดไว้แล้ว

            สระซู่ชิง...

            ในบรรดาสตรีทั้งหมดในราชวังแห่งนี้...คงมีเพียงสตรีผู้ครอบครองบรรดาศักดิ์ขั้นฮองเฮา สี่เฟย แปดผิน และสิบสองเจี๋ยยวี่ ที่มีตำหนักเป็นของตน... บรรดานางในที่ครองตำแหน่งเหม่ยเหริน ไฉเหรินและลำดับต่ำกว่านี้ล้วนอาศัยอยู่ที่ตำหนักเม่ยยี หากโชคดีมีโอกาสปรนนิบัติก็จะได้รับเชิญให้มาที่ ‘สระซู่ชิง’ เพื่อให้เหล่ากูกูนางกำนัลอาบน้ำสางผมแต่งองค์ทรงเครื่อง เหล่ากูกูแห่งสระซู่ชิงนั้นฝีมือดีนัก เปลี่ยนนกจาบให้กลายเป็นหงส์ฟ้ามาหลายรายแล้ว เหล่าสนมต่างพากันจองตัว เรียกพวกนางไปสางผมถักเสื้อกันถึงตำหนักเสียด้วยซ้ำ

            กุ้ยจืออวิ๋นเป็นกูกูในวังหลวง เห็นคนงามมามากจนชาชิน แต่ครั้นมีโอกาสได้พบสตรีสาววัยแรกแย้มที่กำลังเดินเปลือยกายขึ้นจากสระ เชิดหน้าตรงเข้ามาหา ก็อดตะลึงในใจมิได้ หญิงบรรณาการผู้นี้เนื้อนวลผิวผ่องประดุจหยกขาวมันแกะชั้นเลิศ ทรวดทรงองค์เอวล้วนตีโค้งได้อย่างงดงามไร้ที่ติ เรือนผมดำสนิทราวกับม่านฟ้ายามราตรีถูกเกล้าขึ้นอวดลำคอเรียวระหง เมื่อประกอบเข้ากับผิวพรรณอันขาวผ่องนั้นแล้วไซร้ นางผู้นี้ดูเฉิดฉายเร่าร้อนกลบแสงตะวันได้เลยทีเดียว

            ช้าก่อน... กุ้ยจืออวิ๋นหรี่ตาลงเมื่ออีกฝ่ายเดินเข้าใกล้ยิ่งกว่าเดิม

            หากไม่นับแผลเป็นอุกฉกรรจ์บนใบหน้าแล้ว จุดที่หญิงผู้นี้ต่างไปจากสาวงามคนอื่นก็คือไอจริตอันร้อนลวกประดุจลาวาปะทุ ทั้งแผดเผา พร่าผลาญ หมิ่นเหม่ระหว่างความรู้สึกยั่วยวนและบ่อนทำลาย มิน่าเล่าถึงกล้าเอ่ยอ้างคำโตว่าหลังจากคืนนี้ ตนไม่จำต้องกลับไปเรือนหลังเล็กเช่นนั้นอีก

            นกยูงป่าหายากระดับนี้ เห็นทีฝ่าบาทเองก็คงจะต้านทานไม่ไหวกระมัง 

            หากใบหน้าไม่สวยคลุมหัวเสียก็หมดเรื่อง

            อย่างไร สตรีที่มีศักดิ์ต่ำกว่า ‘สี่เฟย’ ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกบริมฝีปากอันต่ำต้อยกับพระโอษฐ์ของโอรสสวรรค์อยู่แล้ว

            นางกำนัลผู้หนึ่งหยิบผ้าเนื้อนุ่มมาเช็ดน้ำบนตัวผู้เตรียมถวายงานจนแห้ง อีกสองนางบรรจงสวมผ้าสีแดงเนื้อบางเฉียบทาบทับกับผิวผ่อง ผ้าที่บางราวกับปีกจักจั่นเช่นนี้มิอาจปกปิดสิ่งใดได้เลย ทว่าอาการจะเปิดก็ไม่เปิดจะปิดก็ไม่ปิดเช่นนี้ ยิ่งเพิ่มเสน่ห์เย้ายวนดูน่าค้นหามากยิ่งขึ้น ชิงเฟิงเห็นเสื้อผ้าที่ใส่ก็ถึงกับขมวดคิ้ว เหล่าหญิงรับใช้พวกนี้ต้องการให้นางไปเผชิญหน้ากับเยี่ยนหงเทียนในสภาพมิต่างจากเปลือยกาย ใจของหญิงสาวบังเกิดความสะอิดสะเอียนและโกรธเคืองนักแต่กลับไม่เอ่ยปาก ปล่อยให้นางข้าหลวงจัดการไปตามชอบ

            ขอเพียงได้แก้แค้น นางยอมทนได้ทุกสิ่ง

            “บ่าวจะช่วยแม่นางสางผม” ข้าหลวงน้อยนางหนึ่งหยิบหวีหยกตรงเข้ามา ชิงเฟิงรีบดึงหวีออกจากมืออีกฝ่าย จัดปลายผมที่เปียกอยู่ให้เข้าที่พลางเอ่ยเสียบเนิบ “ไม่ต้อง ข้าชอบผมทรงนี้ พวกเจ้าแค่แต่งหน้าให้ข้าก็เพียงพอแล้ว”

            นางข้าหลวงมองสตรีอัปลักษณ์ด้วยความรู้สึกลำบากใจ สายตาพาดไปทางกุ้ยกูกูที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง... กุ้ยจืออวิ๋นพิศดูแล้วครุ่นคิด ในที่สุดก็พยักหน้าอนุญาต... เห็นด้วยว่าผมตั้งสูงทรงเรียบง่ายนั้นเหมาะสมดีแล้ว

            ชิงเฟิงจ้องมองตัวเองในคันฉ่องทรงรี ภายใต้เงื้อมมือของผู้อื่น ตนยิ่งมองยิ่งดูคล้ายเครื่องบรรณาการที่เป็นเพียงของเล่นไร้จิตวิญญาณต่อให้แต่งหน้าอย่างประณีต เลือกใช้แป้งอบหนาข้นสักเพียงใดก็มิอาจปิดบังบาดแผลเป็นบนหน้าได้ทั้งหมด

            แล้วใครจะสนเล่า?

            หัวใจนางกำลังหลั่งเลือด...กำลังหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง

            เยี่ยนหงเทียนอยากจะเชยชมสาวงามรึ? ฝันไปเถิด

            มือที่ห้อยอยู่ข้างกายนั้นกำหมัดแน่น ปล่อยให้เล็บแหลมทั้งสิบนิ้วแทงเข้าฝ่ามือนุ่ม

            ยิ่งเจ็บเพียงใดก็ยิ่งจำได้

            รอยยิ้มอาฆาตที่มุมปากของชิงเฟิง ยิ่งชั่วร้ายมากเท่าใดก็ยิ่งสะคราญโฉมมากเท่านั้น

บทที่ 2 แก้แค้น (1)

ยามกุน

            กุ้ยจืออวิ๋นเห็นว่าสมควรแก่เวลาจึงประเมินสตรีตรงหน้าเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาพึงพอใจ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อย ก็จัดแจงคลุมผ้าไหมสีแดงสดรอบร่างบอบบางอีกหนึ่งผืน จากนั้นก็กวาดตามองอีกรอบ

            ทว่า… พอเพ่งพินิจแล้วกลับมิอาจผละจากได้

            จะว่าไป… ก็ยังไม่นับเป็นเครื่องถวายที่ไร้ที่ติ ยังมีตำหนิให้เห็นอยู่บ้าง

            เมื่อคิดดังนั้นกุ้ยกูกูจึงหยิบผ้าแพรบางสีแดงขึ้นมาคลุมลงบนศีรษะได้รูป โดยที่ผ้าผืนบางเช่นนี้จะไม่กระทบต่อทัศนวิสัยในการมองแต่อย่างใด ทว่ากลับทำให้ผู้พบเห็นใคร่รู้เกี่ยวกับสตรีลึกลับใต้ผ้าคลุมมากยิ่งขึ้น  กูกูเฒ่าส่งบรรณาการอันล้ำค่าผู้มีท่วงท่าราวกับนางพญาออกจากสระซู่ชิง เกี้ยวบุผ้าสี่คนหามตั้งรออยู่ในสวนนานแล้ว สตรีในชุดแดงมงคลก้าวขึ้นไปนั่งบนเกี้ยวราวกับเจ้าสาวที่ถูกส่งตัวเข้าบ้านเจ้าบ่าว

            เมื่อชายแบกเกี้ยวเห็นว่าหญิงสาวนั่งดีแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินด้วยความรวดเร็วราวกับจะปลิว ยังดีที่เกี้ยวนั้นมั่นคง ชิงเฟิงจึงไม่รู้สึกกระเทือนสักเท่าใด มือนุ่มยกขึ้นแตะทรงผมเรียบง่ายงดงาม สัมผัสมีดแกะสลักบางเฉียบคมกริบที่ซ่อนอยู่ด้านในด้วยปลายนิ้วสั่นระริก

            เพลานั้น... หัวใจของชิงเฟิงเต้นไม่เป็นจังหวะ รู้สึกพะวักพะวนยิ่งนัก

            มิใช่เพราะทรราชที่นางต้องเผชิญหน้าคือฮ่องเต้หนุ่มแห่งฉงเยว่ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้าว่าสยบทั้งหกแคว้นไว้ใต้พระบาท แต่ที่ร่างสั่นเทา...ด้วยรู้ว่านี่คือค่ำคืนสุดท้ายแห่งชีวิต จะไม่มีแสงอรุณรุ่งของวันพรุ่งสำหรับตนอีกต่อไป ไม่มีเสียงวิหคขับขาน สิ้นไร้ซึ่งญาติมิตรที่จะร่ำไห้และทำศพให้ในยามจาก เหลือเพียงนาง...ชิงเฟิง... ดวงวิญญาณหนึ่งที่กำลังเดินทางอย่างโดดเดี่ยวเข้าสู่ประตูนรก

            ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่หลิง โม่เอ๋อ...

            ริมฝีปากบางสั่นระริก ต่อให้สติกระเจิงสักเพียงใด ชิงเฟิงก็ยังมีความโกรธแค้นร้อนรุ่มสุมเป็นเพลิงโทสะหล่อเลี้ยงจิตใจอันบ้าคลั่งของตน

            หญิงสาวกุมมือไว้ด้วยกัน หลับตาลง ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ

            ครึ่งก้านธูปต่อมา... เกี้ยวของสตรีบรรณาการก็ถูกแบกเข้าไปในบริเวณตำหนักโอ่โถงหลังหนึ่ง ยามนี้ดึกสงัดและมืดมิด ซ้ำยังมีผ้าปิดกั้นใบหน้า ทำให้มิอาจมองเห็นสภาพภายนอกได้อย่างชัดเจน รับรู้เพียงแสงไฟสลัวรางที่ลอดผ่านผ้าโปร่งบางเข้ามาเป็นระยะ

            ชายฉกรรจ์ทั้งสี่แบกเกี้ยวไปทางตำหนักที่อยู่ด้านขวาของตำหนักกลาง ในที่สุดเกี้ยวก็หยุดแล้วถูกวางลงกับพื้น จากนั้นก็มีมือเรียวนุ่มแหวกม่านยื่นเข้ามาจับจูงและประคองนางออกมาด้านนอก

            มือคู่นั้นอบอุ่นละมุนละไมเสียจนชิงเฟิงรู้สึกประหลาดใจจึงตวัดสายตามองหญิงเบื้องหน้า พบว่าเป็นสตรีสาวผู้หนึ่งในชุดนางข้าหลวงสีเหลืองเหลือบเงิน ใบหน้างดงามเกลี้ยงเกลามิได้ดูต่ำศักดิ์เช่นข้าหลวงลำดับล่างโดยทั่วไป คุณหนูรองสกุลชิงลอบพิจารณาผู้มารับด้วยสายตาคมกริบอยู่อึดใจก่อนจะชักสายตากลับ พลางยกยิ้มมุมปาก

            หึ… แค่นางข้าหลวงประจำตำหนักที่ประทับของเยี่ยนหงเทียนยังดูโดดเด่นถึงเพียงนี้ ใต้ฝ่าเท้าที่ตนเหยียบอยู่ช่างต่างจากสถานที่อื่นราวกับเป็นวิมานบนฟ้าเสียจริง ชิงเฟิงปล่อยให้นางข้าหลวงประคองเดินเข้าตำหนักอย่างสงบนิ่ง พบว่าภายในตำหนักอันกว้างใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยของสะสมงดงามแปลกตา ทั้งภาพเขียน ถ้วยกระเบื้อง เครื่องเคลือบ กระทั่งขอบประตูยังแกะสลักมาจากเนื้อไม้หายาก เหล่านางกำนัลและขันทีที่กำลังจุดไฟขับไล่ความหนาวเย็นอยู่นั้น ก็ล้วนแต่งกายงดงามราวกับชาวสวรรค์ หากเป็นหญิงก็งดงามดังเทพธิดา ส่วนฝ่ายชายก็ราวกับเทพมาจุติ จึงรู้แน่ชัดว่า...เยี่ยนหงเทียนแท้จริงเป็นนักสะสมสิ่งสวยงามนั่นเอง!!!

            เทียนไขนับสิบเล่มกำลังเผาไหม้ตัวเองบังเกิดหยาดน้ำตาไหลรินลงมาไม่ขาดสาย ชิงเฟิงเห็นแล้วก็นึกอยากทุ่มกายลงนอนร้องไห้บนพื้นเหมือนเมื่อครั้งที่ยังเยาว์วัย นางส่ายหน้าเบาๆ ให้กับความคิดไร้สาระของตน จะร้องไห้คร่ำครวญด้วยเหตุใด...ตอนนี้ไม่มีท่านแม่และพี่หลิงคอยปลอบโยนอีกแล้ว

            หญิงสาวรวบรวมสติ สำรวจโดยรอบเพื่อเพิ่มความได้เปรียบให้กับแผนการ ห้องนี้สว่างพอประมาณ กวาดตารอบเดียวก็มองเห็นได้ทั่ว มีฉากไม้กั้นสายตาอยู่ฉากหนึ่งแบ่งห้องใหญ่ให้กลายเป็นสอง ด้านในเป็นส่วนพักผ่อนอันประกอบด้วยเตียงขนาดมหึมาขนาบด้วยโต๊ะเตี้ยทรงกลมข้างละตัว พื้นปูด้วยพรมขนสัตว์สีขาวราวกับหิมะ มีภาพเขียนหลายภาพแขวนอยู่บนกำแพง ดูจากลายเส้นตวัดปลายพู่กันลงหมึกทุกภาพน่าจะวาดจากฝีมือของบุคคลเดียวกัน

            ส่วนด้านนอกที่โดนกั้นด้วยฉากไม้กลับเรียบง่ายกว่ามาก มีเพียงโต๊ะทำงานหนึ่งตัว เก้าอี้ไม้แดงสี่ตัว และเครื่องเคลือบไม้สลักอีกไม่กี่ชิ้น

            นึกไม่ถึงว่าห้องบรรทมของฮ่องเต้สามานย์ จะตกแต่งแบบธรรมดาดูเรียบง่าย ช่างไม่เหมาะกับนิสัยบ้าอำนาจของผู้เป็นเจ้าของแม้แต่น้อย 

            เมื่อพบว่าเยี่ยนหงเทียนไม่อยู่ในตำหนัก ชิงเฟิงก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็แอบโล่งใจ นางข้าหลวงประคองร่างในชุดแดงมงคลนั่งลงปลายแท่นบรรทม จัดแจงเสื้อผ้าให้หญิงสาวอีกเล็กน้อยก่อนจะถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ

            มีข้ารับใช้อยู่ในตำหนักหลายคนแต่กลับเงียบกริบเหมือนอยู่เพียงลำพัง ชิงเฟิงรู้สึกราวกับกำลังอยู่ในเมืองผี ทั้งเงียบสงัดและน่าหวาดกลัว จนแทบจะได้ยินเสียงเต้นรัวของหัวใจตนดังกระแทกอก ยิ่งเพลาผ่านไปเท่าใด จังหวะกระแทกก็แรงขึ้นเท่านั้น

            “ฮ่องเต้เสด็จ”

            เสียงประกาศแหลมสูงที่ดังมาแต่ไกลทำเอาหญิงสาวสะดุ้งสุดตัว  นอกจากนางข้าหลวงที่ถวายความเคารพด้วยการย่อเข่าแล้ว บรรดานางกำนัลและขันทีทุกคนที่อยู่ในตำหนักต่างพากันคุกเข่าหมอบกรานลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว

            เสียงพึ่บพั่บสวบสาบดังขึ้นอย่างต่อเนื่องราวกับใบไม้แห้งเสียดสีกัน

            ชิงเฟิงสูดลมหายใจลึกยาว ยืดหลังตั้งตรง นั่งอยู่บนเตียงไม่ยอมลุกขึ้น ไม่ยอมคุกเข่า...และไม่ยอมทำตัวต่ำต้อยราวกับมดปลวกอีกด้วย

            นางข้าหลวงเซียวอวี่เห็นดังนั้นจึงเลิกคิ้วโก่งงามขึ้นน้อยๆ... สตรีผู้มีผิวผ่องผุดผาดปานหยกขาวกำหมัดแน่นทั้งสองมือ หายใจหอบแรง จะว่าเพราะกำลังเขินอายที่ต้องถวายตัวก็มิใช่ ท่าทางของนางดูแข็งกร้าวเกินกว่าคำว่าขัดเขินมากนัก เซียวอวี่คาดเดารูปการณ์อยู่ในใจเงียบๆ หากแต่มิได้กังวลใจแทนองค์ฮ่องเต้ เพียงแค่รอดูว่าจะมีเหตุการณ์สนุกอันใดเกิดขึ้นบ้าง

            เพียงครู่เดียวประตูบานใหญ่ก็ถูกผลักจากด้านนอก แค่ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงที่ก้าวเข้ามาอย่างองอาจ ก็เพียงพอที่จะหยุดลมหายใจของสรรพชีวิตในห้องนี้ ชิงเฟิงเองก็เผลอกลั้นลมหายใจตามคนอื่นๆ โดยไม่รู้ตัว จับจ้องเงาร่างสูงใหญ่ที่ค่อยๆ เคลื่อนกายเข้าใกล้ราวกับปีศาจแห่งความมืดด้วยสายตาระแวดระวัง 

            ภายในตำหนักนั้นแสงเทียนสว่างไสวก็จริง แต่การมาถึงของฮ่องเต้ฉงเยว่คล้ายมีบางอย่างที่ทรงอำนาจมากล้นจนมิอาจเปรียบเปรยได้ กระทั่งเปลวเทียนยังไหววูบหลุบแสงลงกว่าเดิมจนทำให้ผู้มองถึงกับเกร็งทั่วทั้งร่าง

            ในที่สุดบุคคลที่ตนรอคอยก็มาถึง

            เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่นางสามารถมองเห็นใบหน้าพญามังกรที่แผ่บารมีสยบทั่วทั้งหกแคว้นอย่างชัดเจน

            คำแรกที่แวบขึ้นในสมองก็คือ

            ภูผา…

            บุรุษผู้นี้สูงใหญ่ตั้งตระหง่านราวกับภูผายักษ์ โครงร่างที่ประกอบขึ้นล้วนแต่ประณีตบรรจง ราวกับได้รับความโปรดปรานเป็นพิเศษจากเทพไท้บนแดนสรวง ชิงเฟิงไม่เคยตื่นตะลึงมาก่อนในชีวิตและไม่คิดว่าตนจะต้องชะงักงันเมื่อถึงคราวเผชิญหน้ากับบุรุษสักคน

            เยี่ยนหงเทียนอ่อนพระชันษากว่าที่คิด และไม่มีสิ่งใดตรงกับที่มโนภาพแม้แต่น้อย

            ฮ่องเต้แห่งฉงเยว่คมเข้มกว่าที่คาดไว้ ผิวที่อยู่ภายนอกชุดผ้าฝ้ายสีดำแบบเรียบง่ายที่สวมอยู่เป็นสีน้ำผึ้งทอง ความเข้มของสีผิวเสริมให้ใบหน้าดุดันที่ประดับด้วยไรเคราเขียวครึ้มสองข้างแก้มแลดูหฤโหดยิ่งขึ้น... เหี้ยมหาญแข็งแกร่งราวกับใช้ขวานสกัดออกมาจากแผ่นหิน... คิ้วเข้มหนาสะบัดปลายยกสูง จมูกโด่งคมสันพาดตรงและริมฝีปากบางเฉียบไร้ซึ่งเส้นโค้งมน ทั้งหมดนี้ยิ่งขับเน้นให้ชายผู้นี้ดูแตกต่างจากฮ่องเต้สำอางของแคว้นอื่นๆ โดยสิ้นเชิง

            ชิงเฟิงได้แต่กะพริบตา... ด้วยไม่เคยพบเจอบุรุษใดที่แผ่กลิ่นอายให้ความรู้สึกบีบคั้นเผาผลาญความหาญกล้าของผู้คนได้เช่นชายตรงหน้ามาก่อน แม้ว่าจะเตรียมใจมาเป็นอย่างดีก็ยังมิวายสั่นสะท้านตั้งแต่ข้อเท้าขึ้นมาถึงต้นขา จนต้องจิกปลายนิ้วเท้า

            ย… อย่ากลัว... แล้วทุกสิ่งจะผ่านไป

            ในที่สุดพญามังกรแห่งสวรรค์ก็เคลื่อนกายเข้ามายืนอยู่เบื้องหน้า ดวงตาสีเข้มเกรี้ยวกราดคู่นั้นมองประเมินนางอย่างเย็นชาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แต่มิได้ก้าวเข้ามาหา ทำเพียงทรุดกายนั่งลงข้างโต๊ะทำงาน ฮ่องเต้ฉงเยว่มิได้สวมเสื้อคลุมมังกร ไร้ซึ่งศิราภรณ์แห่งโอรสสวรรค์ ชุดที่สวมใส่เป็นเพียงผ้าฝ้ายสีดำ เพียงเท่านี้รัศมีเฉียบคมทรงอำนาจของผู้เป็นหนึ่งในใต้หล้าก็เปล่งประกายจนทำให้นางหายใจไม่ออกเสียแล้ว

            เยี่ยนหงเทียนมองสตรีที่นั่งอยู่บนปลายเตียง นางมิได้ยอบกายถวายความเคารพเขาเฉกเช่นผู้อื่น เห็นดังนั้นก็ได้แต่เลิกคิ้วแล้วครุ่นคิด

            ชิงหลิงรึ? อืมม์...เขาพบนางริมน้ำพุเงาจันทราที่เฮ่าเยว่เมื่อสามปีก่อน ในตอนนั้นนางกำลังฝังกระต่ายที่เผลอเดินติดกับดักหนูจนสิ้นชีพ ทั้งๆ ที่กลัวเลือดจนใบหน้างดงามถอดสีขาวเผือด ทว่ายังยืนหยัดจะอุ้มกระต่ายเลือดท่วมตัวนั้นลงไปในหลุมฝัง ความงดงามตราตรึงที่ได้เห็นทำให้ปักใจใฝ่ฝันยากจะลืมเลือน สำหรับตนที่พบพานแต่การฆ่าฟันโหดเหี้ยมมาตลอด ความดีงามและจิตวิญญาณของนาง ทำให้รู้สึกหมายปองในฐานะของมีค่าควรแก่การเก็บสะสม ครานั้นจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าต้องครอบครองสตรีผู้นี้ไว้เป็นสมบัติส่วนตัวให้จงได้

            ด้วยระยะนี้ติดราชกิจมากมาย งานสมโภชที่ฉงเยว่จัดขึ้นทุกๆ สามปีกำลังจะเริ่ม ยิ่งกว่านั้นเป่ยฉียังมาเยี่ยมเยียนในคราวเดียวกัน ราชการงานแผ่นดินก็มีมามิได้ขาด หากมิใช่เพราะวันนี้เรือนบรรทมเอ่ยปากถึงชิงหลิง เขาก็คงจะลืมไปแล้วว่านางมาถึงฉงเยว่เป็นที่เรียบร้อย

            เพื่อชดเชยและง้องอนจึงออกคำสั่งแต่งตั้งนางขึ้นเป็นเหม่ยเหริน แต่ดูท่าเหม่ยเหรินคนใหม่จะไม่ซาบซึ้งใจแม้แต่น้อย ร่างงามยังคงกั้นผ้าคลุมหน้าไว้อย่างมิดชิด

            เยี่ยนหงเทียนเพ่งมองผ่านผ้าโปร่งจึงได้สบกับสายตาเจิดจ้าที่กำลังจ้องกลับมาอย่างแผดเผาเอาเรื่อง เห็นพยศเช่นนี้เขาก็หรี่ตามองตอบกลับบ้าง ไม่นานก็โบกมือไล่คนรอบกาย

            บรรดานางข้าหลวงและขันทีพร้อมใจกันถวายคำนับถอยออกไปราวกับเป็นวิญญาณล่องลอย เซียวอวี่ปิดประตูห้องเบาๆ แต่มิได้ถอย... กลับยืนนิ่งเงียบฟังอยู่นอกประตู

            เกาจิ้นขันทีคุมงานฝ่ายหน้ามองดูนางข้าหลวงหญิงคนโปรดของฝ่าบาท ที่กำลังทำท่ามีลับลมคมในก็อดเผลอยิ้มมิได้ เซียวอวี่เอนกายแนบหูกับประตูตั้งใจฟังความเคลื่อนไหวภายใน น่าเสียดายที่ไร้สุ้มเสียง เงียบสนิทปราศจากความเคลื่อนไหวใดๆ ที่พอจะบอกใบ้ได้เลย

 

 

 

            ในห้องโอ่โถง

            เมื่อเหลือเพียงตนกับสตรีบรรณาการ เยี่ยนหงเทียนก็ผ่อนคลายกิริยาลง

            ตอนนี้เขาอยู่ห้องชั้นนอกส่วนอีกคนอยู่ห้องชั้นใน คงเป็นเพราะหวาดกลัวอยู่กระมัง

            “มานี่” หลังผ่านไปครู่ใหญ่เสียงเปี่ยมอำนาจก็ดังขึ้น แม้จะเป็นเพียงสองคำสั้นๆ ก็ยังดังกังวานก้องราวกับประกาศิตที่มิอาจต้านทาน

            ชิงเฟิงสูดลมหายใจลึกเข้าปอด ลุกขึ้นเดินไปหาเยี่ยนหงเทียนด้วยปลายเท้าอันสั่นเทา ทุกย่างก้าวราวกับเหยียบอยู่บนปลายเข็มแหลมที่ทิ่มแทงเข้าสู่จิตวิญญาณ แม้จะทำใจกล้าสักเพียงใด ร่างกายก็อดสั่นสะท้านขึ้นมาไม่ได้ เสียงหนึ่งกรีดร้องกึกก้องในสมอง สั่งให้หันหลังกลับแล้ววิ่งหนีให้สุดกำลัง ทว่าอีกเสียงที่ดุดันกว่ากลับฉุดรั้งสองเท้าไม่ให้ก้าวหนี ครอบครัวที่นางรักไร้ค่ายิ่งนักสำหรับชายผู้นี้ หากหนึ่งชีวิตที่เหลือของตนยังทำตัวสิ้นราคา จะยังกล้าเผชิญหน้ากับดวงวิญญาณบรรพบุรุษได้อย่างไร

            อย่างไรเสียวันนี้เยี่ยนหงเทียนก็ต้องตาย!

            แม้จะสวมผ้าคลุมทับอยู่ด้านนอก ทว่าท่อนขาขาวละมุนเรียวยาวนั้นก็ยังเผยออกมาให้เห็นระหว่างที่หญิงสาวก้าวเดิน

            สตรีผู้นี้เยื้องกรายได้งามสง่า ทั้งยังมีเรือนร่างระเหิดระหงเย้ายวนตา พิศอย่างไรก็ไม่คลายความปรารถนา อาภรณ์สีแดงที่นางสวมใส่เมื่อต้องลำแสงวูบไหวของปลายเทียน ก็ยิ่งปรากฏมายาภาพลึกลับน่าค้นหา ผ้าเงาลื่นผืนนั้นแนบสนิทชิดเรือนร่างอรชรราวกับผิวหนังชั้นที่สอง เสมือนปกปิดแต่กลับเปิดเผย ช่างยั่วยวนเสียจนผู้มองรู้สึกว่าใจเต้นโลดขึ้นเสียแล้ว

            เยี่ยนหงเทียนยกยิ้มมุมปากขึ้นน้อยๆ อย่างพึงใจ นานเพียงใดแล้วที่ไม่ได้ใจเต้นระรัวแรงเช่นนี้ สายตาคมกร้าวแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของด้วยการกวาดเก็บทุกอย่างเข้าสู่สมองของตน ของสะสมชิ้นนี้มีช่วงเอวเล็กบาง ส่วนโค้งก็โค้งได้หวานละมุน ความบางใสของผิวกายทำให้นางแทบจะเรืองแสงได้ในความมืด... ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก กักเก็บกลิ่นหอมละมุนทุกตารางนิ้วไว้อย่างแสนหวง

            งามถึงปานนี้ไม่เสียทีไล่ล่ามาอย่างยากเย็น

            เมื่อถูกสายตาแข็งกร้าวดุดันจับจ้อง ทุกย่างก้าวล้วนต้องใช้ความหาญกล้า ชิงเฟิงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย เดินตรงเข้าหาเยี่ยนหงเทียนทีละก้าว...ทีละก้าว เห็นเขามองก็ยิ่งนึกรังเกียจเสียจนแทบจะสำรอก... บุรุษผู้นี้มองอิสตรีราวกับจะลิดแขนตัดขาแล้วตรงเข้ากลืนกิน มารยาททรามอีกทั้งกิริยาหื่นกระหาย…

            นี่รึผู้เป็นใหญ่ในฉงเยว่!

            นางไม่ยอมให้ตัวเองแสดงความสะพรึงกลัวต่อหน้ามันผู้นี้เป็นอันขาด

            ทว่า… ชิงเฟิงก็ไม่มีเวลาให้คิดแค้นอีกต่อไป จู่ๆ ร่างกายสูงใหญ่ดุจภูผาก็เหยียดตรง แล้วยื่นมือดึงนางเข้ามาใกล้... ใกล้เสียจนรับรู้ได้ถึงความร้อนที่ชวนอึดอัดจากร่างแกร่ง

            ชิงเฟิงถึงกับผงะเมื่อร่างทั้งร่างโดนกอดรัดอย่างเอาแต่ใจ หญิงสาวกรีดร้องเมื่ออีกฝ่ายสอดมือล้วงเข้ามาใต้ร่มผ้าอย่างคนใจร้อน ด้วยความที่ไม่เคยใกล้ชิดกับชายใดเช่นนี้มาก่อน...อีกทั้งการกระทำก็จาบจ้วงกะทันหันเกินรับได้ จึงถึงกับหน้าชาวาบ...แก้มเนียนใสถูกความอับอายย้อมจนกลายเป็นสีแดงก่ำ

            ที่คาดไว้คือเหตุการณ์เลือดนองรบราฆ่าฟันหรือไม่ก็ชิงฆ่าตัวตาย มิคาดว่าต้องพบเจอเรื่องบัดสีเช่นนี้เข้า

            “อย่า… อย่าเพิ่ง”

            เยี่ยนหงเทียนเลิกคิ้วหลุบตามองนอกหน้าต่าง... อีกสักพักเขาต้องกลับไปทำงานต่อ กระทั่งฟ้าสางก็ยังมิแน่ว่าจะเรียบร้อย หากมัวชักช้าและฟังคำว่า ‘อย่าเพิ่ง’ เห็นทีราตรีนี้คงเสียกิจ ฮ่องเต้หนุ่มคิดดังนั้นก็มิได้สนคำทัดทานใดๆ ใช้มือแข็งแกร่งอีกข้างรวบข้อมือน้อยไพล่หลังเอาไว้แล้วรั้งร่างหอมกรุ่นขึ้นมาเกยบนตัก

            “ไม่…ไม่...อย่าเพิ่ง” ชิงเฟิงส่งเสียงร้องขาดห้วงด้วยความหวาดกลัวจับใจ เสื้อคลุมสีแดงถูกกระชากออกอย่างหยามเกียรติกันที่สุด ลมหายใจของบุรุษไล้ผ่านผิวพรรณและโนมเนื้อนวลที่นางหวงแหนเป็นหนักหนา แววตาพญามังกรมืดครึ้มลงอีกหลายส่วน เต็มไปด้วยอารมณ์เสน่หาที่ยากจะหยุดยั้ง

            ไม่…

            ชิงเฟิงตั้งสติพยายามนึกถึงอาวุธที่ซ่อนไว้ กระนั้นถึงแม้จะนึกได้แต่ก็ยากจะหยิบ ด้วยสองมือถูกรวบจับไว้ด้านหลัง ยามนี้ร่างบอบบางแม้มีลมหายใจก็เสมือนไร้ซึ่งชีวิต นางถูกอีกฝ่ายดันให้แอ่นร่างเข้ารับเรียวปากรุมร้อนที่แผดเผาเข้ามาช่วงชิงความหวานอย่างตะกละตะกลาม ความเร่าร้อนประดุจเปลวเพลิงแผดเผาชิงเฟิงแบบไม่ยั้งมือไว้ไมตรีใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับเขาจะล่วงรู้ว่านางกำลังหวาดกลัว บุรุษผู้โอหังจึงประวิงเวลาออกไปด้วยปลายลิ้นช่ำชองและการขบกัดที่ค่อยๆ แทะเล็มทีละน้อย

            ชิงเฟิงน้ำตาคลอ พยายามบิดร่างหนีความหื่นกระหายน่ารังเกียจที่อีกฝ่ายพยายามป้ายสีใส่ร่างที่ไม่ยินยอมพร้อมใจของตน

            ทว่า… เสี้ยวขณะต่อมาเขาถึงกับรวบดูดและกลืนกินนางเข้าไปเต็มๆ คำ!

            หญิงสาวกรีดร้องดิ้นรนปัดป้องด้วยความตกใจ ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มจนมิอาจหยัดกายอย่างหยิ่งทะนงได้อีก อ้อมแขนแข็งแกร่งดังเหล็กกล้าตวัดรัดกายสาวไว้ เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานดังขึ้นริมหู “ถวายตัวให้ข้ามิใช่เรื่องยาก ไม่จำเป็นต้องเขินอาย”

            ไม่เอ่ยเปล่านางสัมผัสได้ถึงฝ่ามือที่เคลื่อนลงมาบีบอย่างหนักหน่วงตรงบั้นท้ายกลมกลึง

            “ข…ข้ามิได้อาย”

            เสียงนางหวานนัก หวานฉ่ำเย้ายวนชวนหลงใหล “เช่นนั้นก็ถอดผ้าคลุมหน้าออกเถิด”

            “ข้า…”

บทที่ 2 แก้แค้น (2)

            ยังไม่ทันเอ่ยจบประโยคก็รู้สึกตัวเบาโหวง รู้อีกทีแผ่นหลังก็สัมผัสเข้ากับความเย็นลื่นของผ้าไหมแล้ว ดวงตาสีเทาตื่นตะลึงเบิกกว้างอยู่ด้านหลังผ้าแพรเนื้อบาง เบื้องหน้านางคือเงามืดของร่างบุรุษที่กำลังหยัดกายอยู่ด้านบน ชายผู้นี้กำลังปลดเปลื้องพันธนาการบนร่างออกอย่างรีบร้อน ไม่นานนักกายที่หนักไม่ต่างจากแผ่นศิลาก็ทาบทับลงมา

            ชิงเฟิงดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งหวาดกลัว ยิ่งดิ้นยิ่งเพิ่มแรงเสียดสีจนผิวเนื้อร้อนระอุ... สองร่างร้อนเร่าชิดแนบแน่น เนื้อต่อเนื้อขับเคี่ยวให้กระแสธารแห่งตัณหาเชี่ยวกรากยิ่งขึ้น หญิงสาวมีโอกาสสูดลมหายใจเข้าปอดเพียงครั้งเดียวจากนั้นผ้าโปร่งบางก็ถูกเลิกขึ้น... ภายใต้เงามืด... กลีบปากเอิบอิ่มหวานละมุนถูกเคล้าคลึงบดขยี้รุนแรงจนบอบช้ำ ปล้นชิงทั้งลมหายใจทั้งจุมพิตแรกจากนางอย่างหน้าไม่อาย

            ผู้ไม่ยินยอมพร้อมใจสะอื้นในอกอย่างนึกรังเกียจ ยิ่งดิ้นรนต่อสู้อีกฝ่ายยิ่งจาบจ้วงถือสิทธิ์ราวกับเหยียบขยี้ดอกไม้ไร้ราคา

            ทั้งใบหู พวงแก้มและปลายคาง ไม่มีแห่งใดที่ปากกระด้างนั้นเคลื่อนไปไม่ถึง สัมผัสของทรราชผู้นี้ทั้งร้อนจัดและแสนร้ายกาจ ทั้งตีตราจองและช่วงชิงเอาอย่างหน้าด้านๆ เช่นเดียวกับการเผาบ้านเผาเมืองของผู้อื่น

            “ตัวแข็งเสียจริง” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างหวานละมุน

            ชิงเฟิงกัดฟันเบือนหน้าหนี ทั้งร่างถูกอีกฝ่ายทับเสียมิอาจขยับได้ อึดใจต่อมาเสื้อตัวในที่บางไม่แพ้ตัวนอกก็ถูกดึงออกจากกาย เผยความนวลเนียนเปล่งปลั่งกระจ่างต่อสายตาฮ่องเต้หนุ่ม ท่ามกลางแสงเทียนที่พริบพราว ผู้ถูกจ้องรู้สึกราวกับลมหายใจจะขาดห้วง ได้แต่ยกสองมือขึ้นทัดทานทว่าอีกฝ่ายก็เพริดไปไกลเกินกว่าจะห้ามเสียแล้ว

            เยี่ยนหงเทียนซุกไซ้ใบหน้าเข้ามาฟอนเฟ้นเก็บกักความหวานละมุนจากของเล่นชิ้นใหม่อย่างถือสิทธิ์ ยิ่งนางร้องครวญปานจะขาดใจ เขายิ่งเพิ่มแรงเข้าห้ำหั่นจนผิวผ่องดังหยกขาวเป็นปื้นแดงจากรอยครูดของไรหนวดเครา ยิ่งเรือนกายบางสั่นสะท้านเขาก็ยิ่งนึกอยากจะกลืนกินนางเข้าไปในกาย ในใจยามนี้พร้อมละทิ้งทุกภารกิจที่รอคอย ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าสตรีตรงหน้าอีกแล้ว “ชิงหลิง... เจ้างามยิ่งกว่าที่ข้าเคยเห็นมากนัก ข้าหมายปองเจ้ามานานแล้วรู้หรือไม่ สิ่งใดที่ข้าต้องการไม่มีวันหลุดมือเป็นอันขาด”

            ชิงหลิง...

            คำพูดนี้ดึงรั้งสติอันน้อยนิดของนางกลับมา

            ชิงเฟิงตัวแข็งเกร็ง สองตาเบิกกว้าง

            พี่หลิง... โม่เอ๋อ...

            สติกลับเข้าสู่ร่างพร้อมกับวิญญาณคั่งแค้นที่ตื่นขึ้นอีกครั้ง

            ทันใดนั้นเอง...

            ชิงเฟิงกระทำการรวดเร็วในชั่วอึดใจ มือบางข้างหนึ่งยกขึ้นดึงอาวุธที่สอดอยู่กับเรือนผมยุ่งเหยิงออกมา เยี่ยนหงเทียนนั้นคิดไม่ถึงเลยว่าสตรีในอ้อมกอดจะซ่อนมีดไว้เล่มหนึ่ง เขาไหวตัวทันเพียงชั่วพริบตาก่อนที่คมมีดจะแทงเข้ามาอย่างรวดเร็ว

            ฮ่องเต้เยี่ยนพลิกกายหลบแต่ก็ยังไม่พ้น เพราะแม้ว่าจะคว้าข้อมือนางเอาไว้ได้ หากแต่หลังมือก็ถูกกรีดเป็นรอยยาว โลหิตหลั่งลงมาตามข้อมือย้อมผ้าปูเตียงจนแดงฉาน

            ดวงเนตรพญามังกรเข้มลึกกราดเกรี้ยว เมื่อตั้งตัวได้มือขวาแข็งกระด้างก็คว้าข้อมือหญิงสาวไม่ต่างกับพยัคฆ์ตะปบเหยื่อ “เจ้าคิดจะสังหารข้ารึ?”

            ความเจ็บปวดที่ได้รับทำให้ชิงเฟิงสีหน้าขาวซีดทันที นางกัดเม้มริมฝีปากแน่นไม่ยอมให้ตัวเองร้องออกมาแม้แต่น้อย ถึงอีกฝ่ายจะเพิ่มแรงบีบสักเท่าใดหญิงสาวก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากมีดแกะสลัก... แม้จะเจ็บจนเหงื่อผุดรอบกรอบหน้า... แม้จะขบเม้มจนริมฝีปากขึ้นรอยห้อเลือดก็ยอม

            เยี่ยนหงเทียนโกรธจัดพร้อมบันดาลโทสะ...

            รึนางคือนักฆ่าที่เฮ่าเยว่ส่งมาแต่แรก?

            สายตาคมกริบแข็งกร้าวแผ่กลิ่นไอสังหารแรงกล้า มือขวาออกแรงบีบมากยิ่งขึ้น ร่างกายสูงใหญ่เคลื่อนเข้ามาทาบทับจนเหยื่อน้อยมิอาจดิ้นหนีได้ “เหตุใดจึงคิดสังหารข้า...ตอบมา!”

            เหตุใดน่ะรึ? ริมฝีปากอวบอิ่มสั่นสะท้าน ความปวดร้าวที่ข้อมือทำให้นางตื่นตัวและคลุ้มคลั่งมากขึ้น หากพลาดครั้งนี้ก็คงไม่มีโอกาสได้ฆ่าชายผู้นี้อีก นางไม่กลัวหรอก... ไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย หญิงสาวตะโกนอย่างไม่นึกเสียดายชีวิต “เยี่ยนหงเทียน หากเจ้าไม่สิ้นชีพข้าก็ดับชีวิต

ข้าจะแก้แค้นให้ครอบครัวที่ถูกเจ้าสังหารจนย่อยยับ... เจ้ามันอัปรีย์ ชั่วช้า สามานย์ ไร้ที่เปรียบ รู้เอาไว้เสียด้วย...”

            นางด่าอีกสิบคำไม่ซ้ำกันเลย ทั้งๆ ที่ตะโกนและดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งก็ไม่อาจหลุดรอดจากอ้อมกอดเขาเสียที ข้อมือเล็กถูกฮ่องเต้สามานย์รวบจับเอาไว้แน่น เรือนกายถูกกดทับ เรียวขาโดนเกี่ยวกระหวัด ไม่มีส่วนใดบนร่างกายที่ไม่ถูกควบคุมครอบครอง นางพยายามอย่างที่สุดที่จะจ้วงแทงมีดใส่ชายตรงหน้า แต่อีกฝ่ายก็แรงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

            เยี่ยนหงเทียนฟังหญิงสาวบริภาษจนหูชา แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ...

            นางไม่รู้วรยุทธ์...

            สิ่งสำคัญนี้กระแทกเข้าหัวใจ ชิงหลิงมีสองแขนที่ไร้เรี่ยวแรง ชีพจรเต้นกระหน่ำ ดวงหน้าซีดขาว ทุกสิ่งล้วนบ่งบอกว่านางเป็นเพียงสตรีธรรมดาผู้หนึ่ง หาใช่นักฆ่าที่ถูกส่งมาไม่ เหตุใดถึงได้แข็งกร้าวและมั่นคงในภารกิจลอบสังหารยิ่งนัก?

            แม้ในใจจะรู้แล้วว่านางมิใช่นักฆ่า แต่เยี่ยนหงเทียนก็มิได้ผ่อนแรงบีบลงแม้แต่น้อย นึกอยากจะขอดูเสียหน่อยว่าสตรีผู้นี้จะแข็งขืนได้สักกี่น้ำ

            มือเรียวแกร่งออกแรงมากขึ้นกระทั่งได้ยินเสียงกระดูกเคลื่อน เสียงใสจึงหลุดครวญเบาๆ แล้วก็เม้มปากแน่น มีดแกะสลักหลุดออกจากมือร่วงลงบนเตียงในที่สุด เมื่อปราศจากอาวุธหญิงสาวก็เริ่มดิ้นรนเอาตัวรอดอีกครั้ง ทว่าดิ้นอยู่เป็นนานก็ไม่เป็นผล ในที่สุดก็ได้แต่นอนหอบนิ่งน้ำตาไหลพราก

            ตั้งแต่เกิดมาก็ถูกทะนุถนอมรักใคร่มาโดยตลอด ถูกเลี้ยงดูประคบประหงมราวกับไข่ในหิน ไม่เคยต้องเจ็บปวดถึงขั้นนี้... แม้นางจะไม่ยอมวอนขอชีวิต แต่น้ำตาก็ยังไหลออกมาโดยมิอาจควบคุม

            เมื่อเห็นน้ำตาของหญิงใต้ร่าง เยี่ยนหงเทียนไม่เพียงแต่ไม่เวทนาสงสาร ทรราชใจเหี้ยมยังยันกายลุกขึ้น คว้าข้อเท้ากลมกลึง ลากร่างกึ่งเปลือยที่นอนหมดแรงอยู่กับกองผ้าขาดรุ่งริ่งลงจากเตียงกว้าง

            “โอ” ชิงเฟิงกรีดร้องสะบัดขาหนีด้วยความชิงชังรังเกียจ มือเล็กพยายามเกาะหัวเตียงไว้ทว่าอีกฝ่ายก็แรงมหาศาลยิ่งนัก เยี่ยนหงเทียนกระตุกมืออีกครั้งจัดการเหวี่ยงร่างเบาหวิวลงพื้นพร้อมกับเดินไปคว้าเชิงเทียนเล่มหนึ่งเข้ามาส่อง

            หญิงสาวนั่งชันเข่าปิดบังร่างเปลือย ยกสองมือขึ้นป้องใบหน้าเพราะรู้สึกแสบตา

            ทันใดนั้นมือขาวผ่องก็ถูกปัดออก คางเล็กบางถูกคว้า ดันให้เงยขึ้น

            สองตาสบประสานในระยะประชิด

            เพียงเท่านั้นหัวใจของเยี่ยนหงเทียนก็โลดขึ้นสู่ที่สูง

            ทำได้เพียงจ้อง...มอง... จ้องมอง... โดยมิอาจละสายตา

            ดวงตาสีเทา...

            ห้องทั้งห้องเงียบกริบอยู่นาน นิ้วของทรราชเคลื่อนขึ้นมาแตะหางตานางแผ่วเบา เยี่ยนหงเทียนกะพริบตาโดยไม่รู้ว่าตนกำลังกลั้นหายใจ คล้ายกำลังจมดิ่งลงไปในดวงตาสีเทางดงามไร้ที่เปรียบคู่นั้น ปลายนิ้วเคลื่อนลงมาเรื่อยๆ แตะเข้ากับบาดแผลลากยาวสองรอย

            จากนั้น... เสียงคำรามด้วยความโกรธก็กระหึ่มดังทั่วห้อง “ใครทำร้ายใบหน้าเจ้า!”

            มือแข็งกระด้างของเยี่ยนหงเทียนเพียงข้างเดียวก็สามารถบีบแก้มนุ่มจนเจ็บร้าวไปถึงกะโหลกศีรษะ ชิงเฟิงน้ำตาคลอด้วยความเจ็บปวด รู้สึกว่าตนมีชีวิตไม่ต่างกับดอกไม้กลีบบางที่ใครอยากจะฉีกทึ้งทำลายเมื่อใดก็ย่อมได้

            แรงบีบมหาศาลนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความปวดร้าวเริ่มทำให้สติฟั่นเฟือนเข้าไปทุกที ชิงเฟิงรู้ได้อย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายกำลังคลั่งจากการที่เห็นสมบัติของตนถูกทำลาย หัวใจของนางหัวเราะอย่างเริงร่า สาแก่ใจข้าเหลือเกิน บุรุษผู้นี้คิดว่าทุกสิ่งในใต้หล้าจะเป็นไปตามที่เขาปรารถนา ทุกชีวิตล้วนพากันสวามิภักดิ์ให้ ทุกเหตุการณ์นั้นสามารถควบคุมได้

            ไม่เลย... ชิงเฟิงไม่ปกปิดความเคียดแค้นและหยามเหยียดในคำพูดแม้สักนิด นางเปล่งเสียงหัวเราะแห้งแล้งราวกับเสียสติ “นี่ก็คือใบหน้าที่เจ้าไล่ล่าให้ได้มามิใช่รึ... สู้อุตส่าห์เผาบ้านสังหารราษฎรผู้ไม่รู้เรื่องราวเพื่อปล้นชิงมา... ทำไม…ไม่นึกรักใคร่เสียแล้วหรือฮ่าๆๆ”

            น้ำเสียงเสียดแทงนั้นไม่สูงนัก แต่เมื่อดังขึ้นในตำหนักอันเงียบสงบกลับชัดเจนทุกถ้อยคำ ฮ่องเต้เยี่ยนสีหน้ามืดครึ้ม เคลื่อนมือที่กุมคางลงมาคว้าลำคอบางระหงโดยไร้ความเวทนา “เจ้าเป็นใครกันแน่?” เสียงอันเย็นเยียบเฉียบขาดทำให้ใจผู้ฟังสั่นไหวอย่างมิอาจควบคุม นางรู้... เขาสามารถบีบคอตนให้ตายได้ทุกเมื่อหากคิดจะทำ “พูดมา!!!”

            ลำคอถูกบีบแน่น ร่างทั้งร่างถูกตรึงไว้กับขอบเตียง... ชิงเฟิงกัดฟันแน่นแข็งขืนไม่ยอมเอ่ยปาก จะให้วอนขอชีวิตนั้นยิ่งไม่มีทาง ความรู้สึกไร้ซึ่งอากาศหายใจเช่นนี้ตนเคยสัมผัสมาแล้ว อย่างไรเสียก็ถือได้ว่าเคยตายมาครั้งหนึ่ง หากต้องเผชิญหน้าอีกคราก็ไม่นึกหวาดเกรง จึงทำเพียงผ่อนลมหายใจออกจากร่างหลับตาลงอย่างสงบ

            ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่หลิง โม่เอ๋อ... มารับข้าด้วย

            คิ้วเรียวเข้มของเยี่ยนหงเทียนขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความสงสัย ชิงหลิงที่พระองค์พบข้างน้ำพุเงาจันทราเมื่อสามปีก่อนมิใช่สตรีเช่นนี้เลย นางมีดวงหน้าสวยสะคราญ ดวงตาอ่อนโยนระรื่นใส ยิ้มคราใดราวกับลมวสันต์ในเดือนสาม เหตุใดสตรีตรงหน้ากลับมีไอจริตที่ตรงกันข้าม ทั้งเหิมเกริม บ้าคลั่ง แน่วแน่ไม่เกรงกลัวความตาย โดยเฉพาะดวงตาเคียดแค้นเย็นชาที่เสมือนเคลือบด้วยพิษร้ายคู่นั้น

            พิศเพียงผาดเผินก็คล้ายชิงหลิงอยู่บ้าง ทว่าหากพินิจให้ถ้วนถี่ กลับงดงามกว่าชิงหลิงหลายส่วน

            สตรีผู้นี้เฉิดโฉมได้แม้ว่าใบหน้ากว่าครึ่งจะถูกทำลาย

            งามล่มเมืองถึงปานนี้แล้วถูกส่งมาแทนที่ชิงหลิง แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ด้วยเหตุบังเอิญ

            ดวงตาร้ายกาจของเยี่ยนหงเทียนหลุบต่ำ เรียวปากเจ้าเล่ห์ยกยิ้ม ทันใดนั้นเขาก็ยันร่างบางลงกับพื้นแล้วพลิกหงาย ชิงเฟิงร้องด้วยความตกใจพลางตะกายหนี ทว่าคลานไปได้ไม่กี่มากน้อยก็โดนอีกฝ่ายคว้าข้อเท้าแล้วลากกลับมา นางถีบปลายเท้าใส่บุรุษใจทราม เขาก็คว้าข้อมือที่กลายเป็นสีม่วงช้ำ ถือโอกาสนั้นรวบเอวเล็กรั้งร่างบางเข้าหา

            จากนั้นก็ประคองเนื้อนวลตรงหน้าอกด้วยฝ่ามือหยาบกระด้างแล้วบีบลงไปอย่างกักขฬะ

            “อ๊าย—-”

            ชั่วช้ายิ่งนัก นางพยายามศอกเข้าที่ช่วงท้องของอีกฝ่าย ทว่าเขากลับไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย

            สายตากำเริบเสิบสานของเยี่ยนหงเทียนวนเวียนอยู่บนกายนาง มือที่บีบหน้าอกเคล้นคลึงเบาๆ ให้ความรู้สึกร้อนลวกบนผิวกายแต่มิอาจสู้ความเหน็บหนาวในจิตใจ ร่างโปร่งบางผวาเยือกไหวสะท้าน การลูบจับเช่นนี้ให้ความรู้สึกเหมือนถูกงูพิษเกล็ดคมพันรัดตัวเอาไว้แน่น ความรู้สึกสะอิดสะเอียนจนคลื่นไส้ระคนอัปยศอดสูไหลผ่านจิตใจจนนึกอยากจะกัดลิ้นตาย แต่ทำได้เพียงกรีดร้องน้ำตาไหลพราก

            ผิดกับชายหนุ่ม...

            ผิวพรรณละเอียดเนียนลื่นบริสุทธิ์ผุดผ่องดุจหยกขาวของนางผู้ทรยศ ทำให้เยี่ยนหงเทียนพึงพอใจนัก ปฏิกิริยาแข็งเกร็งเนื้อตัวสั่นเทากลับยิ่งทำให้นึกสนุก ปลายนิ้วแกร่งหยอกล้อกับเนินเนื้อนุ่มลออตาบนอกขวาอย่างย่ามใจ

            ได้ยินมาว่าฮูหยินชิงเป็นช่างสักเลื่องชื่อแห่งเฮ่าเยว่ เมื่อครั้งที่บุตรสาวอายุครบเดือนผู้เป็นแม่จะสักอักษรตัวสุดท้ายของชื่อลงบนอกขวาของแต่ละคน และที่พิเศษก็คืออักษรนั้นยากที่จะเห็นในยามปกติ มีเพียงตอนอารมณ์พลุ่งพล่านหรืออุณหภูมิกายพุ่งสูงเท่านั้นจึงจะได้ยล 

            หากว่าสตรีผู้นี้คือชิงหลิงสักประเดี๋ยวก็คงรู้กัน

            ทว่า… ชั่วขณะที่ความจริงกำลังจะเปิดเผยนั้น เสียงวิ้ง! ก็ดังขึ้นในสมองของชิงเฟิง เลือดลมแห่งความโกรธแค้นพุ่งขึ้นสู่ที่สูงโดยฉับพลัน นางไม่ยอมทนอัปยศเช่นนี้แน่ สิ่งนี้นับว่าทรมานเสียยิ่งกว่าตาย หญิงสาวเบิกตาโพลง ทันใดนั้น มือบางก็คว้าแจกันได้ใบหนึ่งจากข้างหัวเตียงจึงฟาดใส่หมายเล่นงานพระเศียรสูงส่งของชายใจทรามให้หลั่งโลหิต

            น่าเสียดาย...ด้วยเป็นอีกครั้งที่เยี่ยนหงเทียนระวังตัวไว้ก่อนแล้ว ชั่วเสี้ยวจังหวะที่แจกันถูกยกขึ้น ดวงตาเจ้าเล่ห์ของพญามังกรก็กระตุกวูบ จากนั้นก็กระแทกแจกันด้วยฝ่ามือจนแตกกระจาย พลางเหวี่ยงร่างผู้ประทุษร้ายออกจากอ้อมแขนโดยแรง

            เคร้ง!

            จังหวะที่แจกันร่วงลงพื้น ชิงเฟิงก็กระเด็นไปกระแทกขอบเตียงด้วยเช่นกัน

            ไหล่ขวาเจ็บอย่างที่สุด ดวงตาพร่ามัว ปวดจนแทบสลบ

            เสียงแจกันล้ำค่าแตกดังก้องกังวาน สองข้ารับใช้คนสนิทที่เฝ้าอยู่หน้าประตูต่างตกใจกันยกใหญ่ ทั้งคู่มองสบตากัน ก่อนที่เกาจิ้นจะรีบผลักประตูออกเบาๆ แล้วหมอบกรานเข้ามาหา ถามด้วยน้ำเสียงลน “ฝ่าบาทเป็นอันใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

            เยี่ยนหงเทียนอารมณ์ขุ่นมัวยิ่งนัก มิใช่เพราะหญิงที่ล้มอยู่ตรงหน้า หากแต่เพราะมีคนบังอาจแอบฟังอยู่ด้านนอก จึงตะคอกกลับด้วยเสียงกดต่ำ “ใครใช้ให้พวกเจ้าเข้ามา ไสหัวไปซะ”

            “ข้าน้อยสมควรตาย” เหล่าเวรยามที่เพิ่งมาถึงต่างพากันถอยหลบ ก้มหน้าไม่กล้าเข้าไป เกาจิ้นกำลังจะปิดประตูถอยออกไปตามบัญชา ทว่ากลับเห็นว่าหลังพระหัตถ์อันประเมินค่ามิได้ของฝ่าบาทกำลังหลั่งโลหิตแดงฉานน่าหวั่นใจ

            ใบหน้าของขันทีเฒ่าเปลี่ยนสี ทำท่าจะเป็นลม “ฝ่าบาททรงได้รับบาดเจ็บที่พระหัตถ์หรือพ่ะย่ะค่ะ?” ถามจบก็รีบหันไปตะโกนบอกเวรยามด้านนอก “รีบตามหมอหลวง”

            ด้านนอกตำหนักโกลาหลเป็นอย่างยิ่ง เยี่ยนหงเทียนจ้องมองสตรีที่แข็งขืนจะเข้ามาสังหารเขาอีกครา... คราวนี้ด้วยเศษกระเบื้องจากแจกัน คิ้วคมเข้มขมวดเข้าหากัน

            สตรีผู้นี้ไม่รักชีวิตแล้วจริงๆ หรือ?

            เยี่ยนหงเทียนโบกมือให้กลุ่มคนทางด้านหลังอย่างเบื่อหน่าย “เด็กๆ ลากตัวนางผู้นี้ออกไป ปลดจากตำแหน่งเหม่ยเหรินลดขั้นเป็นนางข้าหลวง” พรุ่งนี้ต้องจัดงานต้อนรับคณะทูตจากเป่ยฉี จึงไม่มีเวลาเล่นสนุกด้วยอีก

            “พ่ะย่ะค่ะ” เวรยามสองนายเข้ามาหิ้วปีกผู้ที่เพิ่งถูกลดตำแหน่งซ้ายคนขวาคน พยายามลากออกจากตำหนัก

            เมื่อสองมือถูกจับไพล่หลังชิงเฟิงจึงมิอาจขยับตัว ความเจ็บปวดที่ข้อมือกอปรกับอาการบาดเจ็บที่ไหล่ ล้วนมิอาจเทียบได้กับความรวดร้าวใจที่ต้องสูญเสียคนใกล้ชิด หญิงสาวแผดเสียงร้องสวนออกมาอย่างคุมแค้นอาฆาต “เยี่ยนหงเทียนวันนี้หากเจ้าไม่ฆ่าข้า ข้าก็จะหาโอกาสฆ่าเจ้าอีก ข้าจะตามอาฆาตจองเวรเจ้าชั่วชีวิต ตราบฟ้าดินสลาย”

            ตราบฟ้าดินสลาย... ตราบฟ้าดินสลาย... แม้จะถูกลากออกไปไกลแล้ว เสียงของหญิงบรรณาการยังคงสะท้อนก้อง ดวงตาสีเทาเย็นเฉียบแฝงแววเคียดแค้นคู่นั้นจ้องมองมาอย่างไม่ลดราวาศอก เป็นเดรัจฉานตัวน้อยผู้สิ้นหวังที่อยากจะโผเข้ามากัดทึ้งเอาชีวิตเขาให้ได้

            เยี่ยนหงเทียนยิ้มมุมปากโดยไม่รู้ตัว

            ตราบฟ้าดินสลายรึ?

            นานทีจะมีสตรีผู้หนึ่งนึกอยากผูกติดกันตราบฟ้าดินสลาย

            ความคิดเช่นนี้ให้ความรู้สึกหวานล้ำยิ่งนัก

            เช่นนั้นข้าก็ไม่ควรขัดศรัทธาใช่หรือไม่?

บทที่ 2 แก้แค้น (3 จบบท)

            เจ็บ…

            คือความรู้สึกแรกของชิงเฟิง

            หลังจากทหารยามโยนนางเข้าสู่เรือนอับคับแคบหลังนี้แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดปรากฏกายขึ้นอีก นางเองก็ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือเพื่อวางแผนหรือสู้รบปรบมือกับใคร

            ร่างบางหมอบอยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบ บอบช้ำราวกับตุ๊กตาผ้าตัวเก่า ไม่ขยับแม้แต่น้อย มือขวาเจ็บจนด้านชา ไม่รู้สึกรู้สมถึงสิ่งใดอีกเลย น้ำตาอาบแก้มนวลรินไหลอย่างเงียบเชียบหยดลงบนแผ่นหิน

            นางแค้นนัก คั่งแค้นที่วันนี้มิอาจทำความตั้งใจให้สำเร็จได้

            เจ็บแค้นยิ่งกว่า ที่ตนเองกลับต้องมาบาดเจ็บ ต่ำต้อยด้อยค่าถึงเพียงนี้  

            ชิงเฟิงหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า ขณะที่ผล็อยหลับบนพื้นหินก็รู้สึกราวกับว่ามีฝีเท้าหลายคู่เดินวนอยู่รอบกาย เมื่อยกหนังตาหนักอึ้งขึ้นมองจับความเคลื่อนไหวก็เห็นเป็นภาพรางเลือนของท่านพ่อ ท่านแม่ พี่หลิง และโม่เอ๋อที่เดินวนเวียนไปมา พลางจดจ้องดวงหน้านางอย่างเศร้าสร้อย ท่านแม่ร่ำไห้อย่างหนัก ด้วยสีหน้าโศกศัลย์ปานจะขาดใจ แล้วพยายามยื่นมือมาแตะศีรษะของนาง ซึ่งตนเองก็ปรารถนาให้ท่านแตะต้องอย่างอ่อนโยนเหลือเกิน

            “เอาข้าไปด้วย.... พวกท่านเอาข้าไปด้วย อย่าทิ้งข้าอยู่ตรงนี้เพียงผู้เดียว”

            พวกเขายืนขึ้นแล้วจ้องมองกลับด้วยสายตาปรานี

            “ไม่… อย่าเพิ่งไป ลูกอยู่ไม่ได้ ลูกอยู่คนเดียวไม่ได้ ท่านแม่”

            เฟิงเอ๋อ... อดทนเข้มแข็ง ริมฝีปากมารดาขยับราวกับกระซิบ

            เฟิงเอ๋อ...

            ขณะที่นางกำลังร่ำลาครอบครัวอยู่นั่นเอง จู่ๆ ก็เกิดเสียง ‘พั่บ’ ดังขึ้นที่ริมหู เสียงนั้นขับไล่ให้ครอบครัวนางสลายหายวับไปกับตา ชิงเฟิงผวาตื่นเหงื่อกาฬไหลโซมกาย มองเห็นชุดสีครามชุดหนึ่งถูกโยนไว้บนพื้นเบื้องหน้า

            “ตื่นได้แล้วเปลี่ยนเสื้อเร็ว” ตื่นได้แล้ว?... ชิงเฟิงขยับกายมองหาต้นเสียงอย่างยากลำบาก มองไปยังด้านข้างก็เห็นกูกูวัยสี่สิบกว่า รูปร่างออกท้วมยืนเท้าสะเอวอยู่ อีกฝ่ายบริภาษเสียงต่ำใส่นางอย่างหงุดหงิดรำคาญ “รีบลุกขึ้นมาสิอย่ามัวพิรี้พิไร”

            ชิงเฟิงมองออกไปนอกประตูไม้ที่เปิดแง้มอยู่ ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว หลังจากที่โดนเร่งรัดอยู่หลายครั้ง ในที่สุดหญิงชราก็เข้ามาคว้าแขนอย่างรำคาญ แล้วจัดการลากนางขึ้นจากพื้นเสียเอง มือปูดโปนเต็มไปด้วยเส้นเอ็นยื่นมาหวังจะถอดเสื้อนางออก

            คุณหนูรองสกุลชิงตื่นตัวขึ้นมาทันที กูกูผู้นี้แรงเยอะนัก มือและไหล่ขวาของหญิงสาวล้วนบาดเจ็บยากจะขยับจึงได้แต่ขดตัวหนีสุดชีวิต ทว่าอีกฝ่ายไม่ยอม มือซ้ายจับคอเสื้อนางไว้แน่นพยายามกระชากผ้าไหมสีแดงออกจากร่าง จนชิงเฟิงต้องร้องปรามเสียงดัง “ข้าทำเองได้”

            หญิงสาวตะเกียกตะกายอย่างไม่คิดชีวิต กูกูเฒ่าเองเมื่อถูกผลักอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็ทนไม่ไหวยอมปล่อยมือแล้วด่าเสียงขรม “รีบๆ เข้า ขืนยังมัวชักช้าอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ” ด่าจบก็สะบัดผ้าพึ่บพั่บเดินออกไป

            เสื้อผ้าบางบนกายนั้นขาดรุ่งริ่งด้วยฝีมือของเยี่ยนหงเทียนมาตั้งแต่แรกแล้ว หญิงสาวจึงเห็นว่าเป็นการดีหากสวมชุดเรียบง่ายที่หญิงชรานำมาให้แทน จึงจัดการหยิบเสื้อผ้าบนพื้นขึ้นมาสวมทีละชิ้น เนื่องจากมือขวายังขยับไม่ถนัดทำให้ใช้เวลาในการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้านานกว่าปกติ

            กว่าจะแต่งกายเสร็จแล้วออกมานอกเรือน หญิงเฒ่าที่รอจนรำคาญใจก็เหยียดยิ้มเย็นชามองประเมินนางตั้งแต่บนลงล่าง “ณ เวลานี้เจ้าคือนางข้าหลวงน้อยลำดับล่างสุดในวังหลวง ยังหวังจะแต่งกายงดงามหลอกล่อผู้ชายอีกรึ? ฮึ! อย่าเผยอตัวคิดว่าตนยังคงเป็นเหม่ยเหรินอยู่อีก ยามนี้ไม่ใช่เมื่อก่อนแล้ว ข้าบอกว่าเร็วก็คือเร็วไม่จำเป็นต้องผัดหน้า แปรงผม”

            ข้าก็ไม่ได้ผัดหน้า แปรงผมสักหน่อย!

            ความรู้สึกเจ็บใจจู่โจมชิงเฟิงเป็นระลอก ด้วยไม่อยากสนใจคำพูดเสียดแทงจึงทำนิ่งเสีย เห็นว่าหญิงสาวไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงแม่เฒ่าจึงเก็บรอยยิ้มเหยียดเยาะกลับ พลิกกายเดินนำ ทั้งสองเดินเลี้ยวซ้ายย้ายขวาอ้อมระเบียงวนอยู่หลายแห่งในที่สุดก็หยุดลง ณ สวนแห่งหนึ่งที่ชิงเฟิงคุ้นเคย

            แม่เฒ่ากดข่มความเกรี้ยวกราดในน้ำเสียงเมื่อครู่จนหายสิ้น แล้วตะโกนเสียงอ่อนเสียงหวานไปทางประตูเรือนที่เปิดแง้ม “สวี่กงกง คนที่ท่านต้องการมาถึงแล้ว”

            ชิงเฟิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นกวาดตามองสภาพแวดล้อมโดยรอบ แล้วจำได้โดยพลัน

            ที่นี่คือโรงครัวหลวง

            สวี่จี้ค่อยๆ เดินออกมาจากด้านในด้วยสีหน้าย่ามใจยิ่งนัก เขาชายตามองหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังแม่เฒ่า ไม่ปกปิดอาการหยามเหยียดที่แววตาแม้แต่น้อย หลังจากสบตากันอยู่นานในที่สุดสวี่จี้ก็เอ่ยเสียงแหลมขึ้น “อ้าว… วันก่อนข้าได้ยินมาว่าเจ้าถูกแต่งตั้งเป็นเหม่ยเหริน ยังอยากจะไปคารวะแสดงความยินดีอยู่สักครา เหตุใดเพียงแค่คืนเดียวก็ตกอับถึงเพียงนี้เสียแล้ว?” หึหึ... เขาหมายหัวเอาไว้แล้ว หน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้โอหังได้ไม่นานนักหรอก

            หากมิใช่ของหายากถูกพระทัยไฉนเลยฝ่าบาทจะเก็บไว้!

            จริงดังเช่นผู้รู้เคยกล่าวไว้... ยามที่คนเราตกอับหนทางก็คับแคบลงด้วย ชิงเฟิงเพียงหรี่ตาจ้องตอบ ไม่ว่าตนจะตกอับเพียงใด ก็ไม่สิ้นไร้ถึงกับต้องยอมให้ขันทีมาเยาะหยันเช่นนี้

            เมื่อเห็นว่าหญิงต่างแคว้นยังเชิดหน้าอยู่ได้ทำราวกับกงกงเช่นเขาเป็นหัวหลักหัวตอ สวี่จี้จึงมีสีหน้ามืดครึ้ม หญิงชราข้างกายเห็นดังนั้นจึงผลักไหล่เล็กไปด้านหน้าอย่างแรง บริภาษเสียงเข้ม “กงกงพูดกับเจ้าก็ให้ขานรับว่า ‘เจ้าค่ะ’ อย่าคิดว่าตัวเองยังเป็นเจ้าเป็นนาย”

            ตำแหน่งที่หญิงชราผลักนั้นปวดแสบปวดร้อนนัก โชคร้ายเป็นจุดที่บาดเจ็บพอดี แม้จะผ่านไปคืนหนึ่งแล้วแต่ความเจ็บปวดก็ยังไม่คลาย ซ้ำกลับยิ่งทรมานมากขึ้นเรื่อยๆ ชิงเฟิงไม่ส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว ไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นกุมหัวไหล่ ทำเพียงพยายามฝืนตนให้ยืนนิ่งเข้าไว้ ไม่ล้มลงตรงหน้าเดนมนุษย์เหล่านี้... หน้าผากมนเต็มไปด้วยเหงื่อบางๆ ดวงตาฉายแววเจ็บปวดอย่างปิดไม่มิด

            เห็นเช่นนี้แล้ว จึงปรากฏรอยยิ้มเย็นเยียบร้ายกาจที่มุมปากสวี่จี้ ขันทีเจ้าเล่ห์เอ่ยปากขึ้น “ในเมื่อมาอยู่ประจำที่โรงครัวหลวงแล้วก็ขอให้ตั้งใจทำงาน ข้าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดีเลยทีเดียว” กล่าวพลางปรายตามองดูไหล่ขวาของนางกำนัลคนใหม่ทีหนึ่งแล้วก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม “เจ้าเพิ่งจะเริ่มงานโรงครัว คงยังไม่ค่อยเป็นงาน ถ้าเช่นนั้นให้เติมน้ำจนเต็มโอ่งสองใบหน้าประตูโรงครัวไปก่อนก็แล้วกัน” พูดจบก็หันมองหนุ่มน้อยผู้หนึ่งเอ่ยปากเสียงดังกังวาน “เสี่ยวหูจื่อดูนางเอาไว้ให้ดี หากเติมน้ำไม่เต็มละก็อย่าให้กินข้าว”

            หนุ่มน้อยที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลังสวี่จี้ขานรับฉับพลัน “ขอรับกงกง”

            พอเห็นหญิงสาวมีหน้าขาวซีดทันทีที่ได้ยินว่าเป็นงานแบกน้ำ

สวี่จี้ก็อารมณ์ดียิ่งนักจึงเชิดหน้าเริด ก้าวเท้ายาวๆ กลับเข้าโรงครัว แม่เฒ่าเห็นว่าสวี่จี้ผละไปโดยไม่มองหน้ากันแม้แต่ครั้งเดียว ก็เดินจากไปอย่างเก้อๆ

            ในสวนเหลือเพียงชิงเฟิงกับผู้ได้รับคำสั่ง เห็นนางนิ่งอยู่นานหนุ่มน้อยจึงเดินมาหยุดข้างกาย เอ่ยปากเสียงเบา “ถังน้ำอยู่ทางนั้น ข้าจะพาเจ้าไปบ่อน้ำที่ใกล้ที่สุดก็แล้วกัน”

            ชิงเฟิงเงยหน้ามองถังน้ำที่เสี่ยวหูจื่อชี้ ถึงกับขมวดคิ้วขึ้นทันใด ถังไม้เปล่าขนาดใหญ่สองใบนั่นอย่างน้อยก็กว่ายี่สิบชั่ง หากใส่น้ำจนเต็ม... ก็น่าจะหนักสักร้อย สองร้อยชั่งได้กระมัง

            เสี่ยวหูจื่อนึกว่านางจะหาข้ออ้างไม่ยอมทำ หากเป็นเช่นนั้นสวี่กงกงก็จะสามารถสั่งสอนบ่าวที่ละเลยงานด้วยแส้ได้ ถึงตอนนั้นน้ำก็ยังต้องแบกซ้ำยังต้องถูกฟาดอีกยกใหญ่ด้วย เสี่ยวหูจื่อกำลังจะกล่อมหญิงผู้นี้ให้ทนสักนิด อีกฝ่ายก็เดินไปที่ถังน้ำแล้ว

            ทั้งมือขวาและไหล่ขวาล้วนบาดเจ็บ ชิงเฟิงจึงจำต้องใช้ไหล่ซ้ายรองไม้คาน อาจเพราะเตรียมใจไว้แล้ว ตอนที่แบกถังไม้ขึ้นมาจึงมิได้รู้สึกหนักหนาอันใด หญิงสาวมองไปยังเสี่ยวหูจื่อพูดเสียงเย็นว่า “ไปกันเถิด”

 

 

 

            ไม่รู้ว่าเสี่ยวหูจื่อหรือสวี่จี้กันแน่ที่แกล้งนาง

            บ่อน้ำใกล้สุดที่ว่า ก็ยังต้องเดินผ่านตรอกวังยาวๆ ถึงสองเส้นจึงจะถึง

            มาถึงข้างบ่อน้ำชิงเฟิงก็เหงื่อไหลโซมกาย ไหล่บางถูกแผ่นไม้กดจนขึ้นตุ่มบวมน้ำ มือขวาออกแรงไม่ได้ จึงจำต้องใช้มือซ้ายตักน้ำ แต่ละครั้งตักขึ้นมาได้เพียงครึ่งขันเท่านั้น

            เสี่ยวหูจื่อส่ายหน้าพูดเร่งด้วยน้ำเสียงลำบากใจ “เจ้าทำเร็วกว่านี้สักนิดได้หรือไม่ มิเช่นนั้นต่อให้ฟ้ามืดก็ยังเติมไม่เต็มสักโอ่งหนึ่งเป็นแน่” โอ่งใบโตที่ตั้งอยู่ด้านหน้าโรงครัวเพียงแค่ใบเดียวก็ต้องใช้น้ำยี่สิบคานหามจึงจะเต็มได้ ปกติกงกงให้บ่าวรับใช้ชายสิบคนเติมกันทั้งเช้าจึงจะเต็มทั้งสองโอ่ง

            ผู้หญิงอ่อนด้อยน้อยแรงอย่างนางผู้นี้ คาดว่าสามวันก็ยังเติมไม่เต็ม

            ชิงเฟิงถลึงตาจ้องเสี่ยวหูจื่อ พูดน่ะมันง่าย ใครๆ ก็พูดได้

            แม้ว่าแต่ละครั้งจะตักน้ำขึ้นมาได้เพียงน้อยนิด แต่นางก็ยังตักน้ำใส่ถังไม้ใบโตได้ถึงหกส่วนทั้งสองใบ ชิงเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครา อาศัยใช้ไหล่ซ้ายแบกคานขึ้น ขากลับนี้แทบจะยืนไม่ไหว กว่าจะตั้งตัวตรงได้ช่างลำบากยากเย็นนัก สองขาสั่นระริกราวกับจะประท้วงผู้เป็นเจ้าของ 

            เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงตำแหน่งอกดุจมีไฟสุม นางหอบหายใจคำโต ยังคงฝืนทนเดินต่อไป ทว่าภาพทิวทัศน์เบื้องหน้ากลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว สายตาพร่าเลือนขึ้นเรื่อยๆ เดินอยู่ในตรอกวังอันมืดมิดเช่นนี้ หญิงสาวแทบจะมองไม่เห็นด้านหน้าในระยะสามช่วงแขน ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงของตัวเอง

            เดินไป เดินไป รอบกายก็มืดลงเรื่อยๆ

            กว่าจะรู้ตัวถังน้ำก็ร่วงลงพื้นดัง ‘ปัง’

            น้ำในถังวูบไหวอยู่หลายครั้งก่อนจะกระฉอกออก ชิงเฟิงได้ยินเพียงเสียงดังวิ้งๆ ข้างหู เข่านั้นอ่อนยวบล้มลงอย่างมิอาจควบคุมได้แล้ว

            “แม่นาง?”

            มือคู่หนึ่งยื่นเข้ามาหมายประคองไหล่ น่าเสียดายที่ผู้ช่วยเหลือนั้นแรงไม่มากนัก ทำให้ร่างบอบบางล้มลงบนพื้นอยู่ดี ความเจ็บปวดทำให้สมองที่เริ่มเลอะเลือนตื่นตัวอีกครั้ง หลังจากความรู้สึกวิงเวียนผ่านพ้นไปหญิงสาวจึงเห็นได้ชัดว่าคนที่ประคองตนก็คือฟู่หลิง

            “ฟู่หลิง... เจ้า...ทำไมถึงยังอยู่ที่นี่?” นางบอกให้ฟู่หลิงออกจากที่นี่ไปแล้วมิใช่หรือ?

            ฟู่หลิงยิ้มน้อยๆ มิได้อธิบายว่าทำไมตัวเองยังอยู่ในตำหนักเดิม บ่าวรับใช้ได้แต่มองอดีตเจ้านายของตน แม่นางชิงมีสีหน้าซีดขาวจนเกือบม่วง ลมหายใจว้าวุ่นหอบระโหย ฟู่หลิงวางปลายนิ้วของตนพาดกับข้อมือเล็กเบาๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะตกใจเสียยกใหญ่

            ชีพจรแม่นางอ่อนแรงนัก ลมหายใจแผ่ว เลือดคั่งเหมือนว่าช้ำใน แต่ด้วยทักษะการแพทย์ที่อ่อนด้อยทำให้ดูไม่ออกว่าบาดเจ็บตรงที่ใดแน่ จังหวะเดียวกับที่จับชีพจรนั้นฟู่หลิงก็บังเอิญเห็นว่ามืออีกข้างของแม่นางชิงกำลังห้อยต่องแต่งอยู่ข้างกายอย่างไร้เรี่ยวแรง ซ้ำยังมีรอยเขียวช้ำที่ข้อมือ นางข้าหลวงขมวดคิ้วมุ่นยิ่งกว่าเดิม “มือของท่าน...”

            ชิงเฟิงก็เหมือนเม่นที่ตกใจ เมื่อโดนทักจึงรีบชักมือกลับ “ไม่มีอันใด”

            อีกฝ่ายกลับคว้ามือที่ชักกลับนั้นไว้... ในฐานะผู้ที่เคยทำงานในโรงหมอ ฟู่หลิงรู้สึกได้อย่างหลักแหลมว่ากระดูกข้อมือของอดีตเหม่ยเหรินคงจะเคลื่อนตำแหน่งไป จึงรีบปราม “ได้โปรดอย่าขยับ” 

            ฟู่หลิงไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นจากการปรนนิบัติฝ่าบาทเมื่อคืน รู้เพียงว่าอาการบาดเจ็บเช่นนี้มันลึกล้ำยิ่งนัก อาจส่งผลไปถึงเส้นเอ็นภายใน มีผู้หญิงไม่กี่คนหรอกที่จะทนความเจ็บจากกระดูกเคลื่อนตำแหน่งในระดับนี้ได้... แต่อดีตเจ้านายผู้โอหังกลับแบกน้ำโดยไม่ปริปากบ่น!

            “อาจจะเจ็บอยู่สักหน่อย ทนนะเจ้าคะ” นางข้าหลวงประคองข้อมือขาวผ่องไว้ ใช้วิชาความรู้ที่มีเคลื่อนย้ายกระดูกกลับคืนตำแหน่งเดิมด้วยฝีมืออันแม่นยำ แม้ว่าตนจะพยายามทำอย่างเบามือและรวดเร็วที่สุดแล้ว แม่นางชิงก็ยังเจ็บจนสั่นไปทั้งร่าง

            ผู้ช่วยเหลือโล่งใจไปหนึ่งเปลาะ ยังดีที่กระดูกเพียงแค่เคลื่อนตำแหน่ง หากว่ากระดูกหักละก็คงยุ่งยากกว่านี้มาก

            เมื่อเงยหน้ามองแม่นางชิง ฟู่หลิงก็ตะลึงงันอีกระลอก

            ใบหน้าของแม่นางชิงนั้นขาวซีดจนแทบโปร่งใส ริมฝีปากเหมือนถูกขบกัด ทั้งบวมช้ำเป็นจ้ำแดงราวกับมีโลหิตคั่งอยู่ด้านใน แม้ร่างกายบอบบางจะสั่นไหวดุจใบไม้ร่วงกลางสายลม ทว่ายังคงหัวแข็งไม่ยอมร้องว่าเจ็บออกมาแม้แต่คำเดียว 

            นางข้าหลวงรู้สึกนับถือในความกล้าหาญของแม่นางชิงแต่ก็อดถอนใจมิได้

            เหตุใดสตรีนางนี้จึงได้มีนิสัยแข็งขืนดึงดันถึงปานนี้?

            ด้วยใบหน้างดงามที่เหลือเพียงซีกเดียว ก็เพียงพอแล้วที่จะดันตนเองให้อยู่ล้ำหน้าเหนือสตรีอื่น ใบหน้าครึ่งซีกที่งดงามปานเทพธิดาสามารถเสกสรรปั้นแต่งสิ่งใดให้ผู้เป็นนายก็ได้ทั้งนั้น แล้วยังเรือนร่างเย้ายวนนั่นอีกเล่า? หากแม่นางชิงขยันเรียนรู้กลมารยาของอิสตรีมาทดแทนรูปโฉมที่ขาดหาย ก็ไม่จำเป็นต้องวอนขอความรักจากบุรุษเสียด้วยซ้ำ

            คิดแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า ตอนแรกตั้งใจจะบอกแม่นางชิงอย่าเพิ่งใช้มือข้างที่บาดเจ็บให้ดูแลรักษาจนหายดีเสียก่อน แต่เมื่อสายตากวาดไปพบถังน้ำที่ด้านข้าง ฟู่หลิงจึงได้แต่พูดทอดถอนใจออกมาเสียงเบา “ใช้มือข้างนี้ให้น้อยที่สุดได้ไหมเจ้าคะ ไม่เช่นนั้นอีกหน่อยท่านจะถือพู่กันลำบาก” สามสาวสกุลชิงเป็นหญิงงามทรงค่าควรเมืองที่เลื่องชื่อลือนามในใต้หล้ามานานแล้ว แม้แต่ฟู่หลิงเองยังเคยแอบเห็นรูปวาดของหญิงผู้นี้ก่อนที่จะได้เจอตัวจริงเสียอีก

            นางเป็นหญิงเก่งที่สตรีใดก็ล้วนริษยา

            หากว่าอาการบาดเจ็บนี้ส่งผลกระทบต่อการวาดเขียนก็น่าเสียดายนัก

            ถือพู่กันรึ? ชิงเฟิงแสยะยิ้มออกมา ตอนนี้กังวลเพียงว่าจะยังถือมีดได้หรือไม่ต่างหากเล่า!

            หญิงสาวทดลองขยับข้อมือเบาๆ ยังเจ็บอยู่บ้างแต่ก็พอออกแรงได้ ชิงเฟิงนั่งบนพื้นอยู่อีกครู่จึงค่อยๆ ยันร่างลุกขึ้นยืน ฟู่หลิงเห็นดังนั้นจึงผวาเข้ามาประคองอย่างนึกเวทนา เมื่ออดีตเจ้านายแบกถังน้ำขึ้นอีกครั้ง ฟู่หลิงก็รีบช่วยยกคานขึ้นคอยเป็นหลักให้สามารถหยัดยืนได้ 

            น้ำครึ่งคานเช่นนี้หนักไม่เบา คราแรกฟู่หลิงตั้งใจจะช่วยแม่นางชิงแบกสักระยะหนึ่ง ทว่าเสี่ยวหูจื่อที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ มาโดยตลอดกลับส่ายหน้าให้ เขาทำท่าเหมือนจะพูดแต่กลับหยุด ชิงเฟิงเสียอีกที่กลัวอีกฝ่ายจะเดือดร้อนกับตนด้วย จึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบอย่างไม่แยแส แล้วผลักฟู่หลิงออกจนพ้นทาง “เจ้าไปเถิดข้าทำเองได้” 

            สวี่จี้จ้องเล่นงานกันชัดเจนเช่นนี้ ฟู่หลิงเป็นคนดียิ่งนัก ไม่ควรต้องมาลำบากด้วย

            ชิงเฟิงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ อีกที ก้าวเท้าอย่างลำบากยากเย็นเดินไปเบื้องหน้าทีละก้าวอย่างไม่ย่อท้อ

            ฟู่หลิงมองดูเสี่ยวหูจื่อทีหนึ่ง แม้จะไม่เอ่ยปากพูดอันใดทว่านัยน์ตานั้นกล่าวโทษอย่างอดไม่ได้ พวกเขาล้วนเป็นคนระดับล่างในวังหลวงกันทั้งนั้น เหตุไฉนถึงต้องมาเล่นงานหญิงตกทุกข์ได้ยากเช่นนี้ด้วยเล่า

            เสี่ยวหูจื่อเห็นสายตาของนางข้าหลวงผู้อาวุโสกว่าจึงได้แต่อ้อมแอ้มเอ่ยเสียงอ่อนอย่างจนใจ “พี่สาว... ใช่ว่าข้าเสี่ยวหูจื่อจะใจร้าย แต่หากท่านช่วยนาง ไม่เพียงแต่จะสร้างภัยต่อตัวท่านเอง ทว่ากลับยิ่งสร้างภัยต่อนางด้วย” พูดจบเสี่ยวหูจื่อก็วิ่งเหยาะๆ ตามไป

            ใช่สิในวังนี้ใครก็ไม่อาจช่วยใครได้ แล้วนางมีสิทธิ์อันใดที่จะเวทนาผู้อื่น?

            ฟู่หลิงมองดูเงาร่างที่เดินโซซัดโซเซไกลออกไปเรื่อยๆ

            ในที่สุดก็ตัดใจหันหลัง ไม่หันกลับไปมองสตรีที่น่าเวทนาผู้นั้นอีก

            แม่นางชิง... ขอให้เทพเจ้าคุ้มครองท่านด้วยเถิด

 

 

 

            ตะวันยามบ่ายคล้อยดึงเงาร่างเล็กให้ดูเรียวยาวผิดรูป

            ร่างกายโปร่งบางแต่เดิมของชิงเฟิง เมื่อถูกตะวันยามบ่ายส่องกระทบลากให้เกิดเงาบางดุจกระดาษ และถังไม้ขนาดใหญ่สองใบก็แทบจะปิดกลบร่างจริงเสียมิด 

            เสี่ยวหูจื่อที่เดินตามอยู่ด้านหลัง เห็นอีกฝ่ายก้มหน้าต่ำเคลื่อนกายไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างไม่ย่อท้อ ผ่านมาสี่ชั่วยามแล้วตั้งแต่เช้าถึงพลบค่ำนางแบกน้ำไปกลับได้ประมาณแปดเที่ยว ริมฝีปากแห้งผากนั้นซีดเซียวไร้เลือดฝาดดุจเดียวกับใบหน้าขาวซีด ยังคงมีเพียงดวงตาสีเทาคมกริบประดุจมีดที่ยังทอแสงเจิดจ้าไม่ยอมใคร

            ชุดนางข้าหลวงสีครามนั้นเปียกทั่วทั้งแผ่นหลัง ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงใช้แต่ไหล่ซ้ายแบกน้ำอยู่ตลอด ตุ่มน้ำที่ไหล่ถูกคานหนักหน่วงถ่วงจนปริแตก โลหิตไหลซึมออกจากผืนผ้าสีครามทีละนิด สายตาที่เคยกราดเกรี้ยวบางครั้งก็เปลี่ยนเป็นเลื่อนลอยด้านชา ที่ยังไม่เปลี่ยนคือฝีเท้าที่ยังก้าวไปข้างหน้า

            การอาศัยอยู่ในวังหลวงนั้นหากถูกกูกู มามา หรือกงกงลงโทษถือเป็นเรื่องปกติ ธรรมดาเหล่านางข้าหลวงส่วนใหญ่จะร้องไห้วิงวอนหรือไม่ก็ทำงานแบบขายผ้าเอาหน้ารอด อย่างมากก็ทนหิวอยู่ไม่กี่วันหรือไม่ก็ยอมถูกแส้เฆี่ยนไม่กี่ที เหล่าผู้อาวุโสคงไม่เล่นงานถึงชีวิตหรอก สุดท้ายก็ต้องปล่อยผ่าน 

            สวี่กงกงให้หญิงผู้นี้เติมน้ำสองโอ่งอาจเพราะอยากปราบพยศ จึงใช้ให้ทำงานลำบากกาย ทว่านางเองนั่นแหละที่ประหลาด เสี่ยวหูจื่อไม่เคยเห็นสตรีเช่นนี้เลยจริงๆ แข็งขืนฝืนกร้าว... แกร่งจนน่าสะพรึงยิ่งนัก        ช่วงอาทิตย์อัสดง ผู้คนในวังหลวงที่สัญจรผ่านไปมาในตรอกมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนล้วนอดไม่ได้ที่จะมองดูร่างโปร่งบาง ที่เยื้องย่างอย่างยากลำบากนั้น ดูแล้วก็ซุบซิบนินทา มีทั้งสายตาเวทนาและสะใจ          

            เสี่ยวหูจื่อทนดูต่อไปไม่ไหวจึงกระซิบเสียงแผ่วกับอีกฝ่าย “ถ้าไม่ไหวจริงๆ...ก็พักสักหน่อยเถิด”

            ชิงเฟิงก้มหน้าต่ำไม่ได้ยินเสียงโดยรอบแม้แต่น้อย ในยามนี้นางรู้สึกราวกับตนเองกำลังยืนอยู่อีกสถานที่หนึ่ง เป็นที่ที่มีแต่เสียงหัวเราะ ที่ที่ปลอดภัย หญิงสาวก้าวต่อด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก มีเพียงความหยิ่งทะนงที่ดึงรั้งร่างให้ตั้งตรงอยู่ได้

            เสี่ยวหูจื่อจ้องนางตาไม่กะพริบ เขากลัวมาก กลัวว่าถ้าอีกฝ่ายล้มพับลงไปจะลุกขึ้นมาไม่ได้อีก

            หนุ่มน้อยวิ่งเข้าไปในสวนด้านหน้าของโรงครัวหลวง พบเข้ากับสวี่จี้ที่กำลังยืนมองประเมินโอ่งน้ำที่ยังไม่เต็ม เขาเห็นดังนั้นจึงวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา คุกเข่าลงบนพื้น ร้องทักเสียงเข้ม “กงกง”

            สวี่จี้หรี่มองคนรับใช้ แล้วก็กวาดตาไปทางด้านหลัง พลันเห็นอดีตเหม่ยเหรินในสภาพอเนจอนาถแบกน้ำเคลื่อนร่างมาอย่างยากลำบาก ดวงตาที่เคยเชิดหยิ่งยามนี้จางมืดไร้ประกาย ทำให้รู้สึกสาแก่ใจยิ่งนัก จึงเอ่ยปากทักอย่างอารมณ์ดี “ผ่านไปหลายชั่วยามแล้วเหตุใดถึงเติมน้ำได้เพียงเท่านี้?”

            ชิงเฟิงวางถังน้ำลงเงียบๆ ไม่ใส่ใจที่จะตอบ ไม่แยแสที่จะมองใบหน้าย่ามใจนั้นแม้แต่น้อย

            เห็นนางไม่กล้าสบตาตนอีก สวี่จี้จึงนึกลำพองใจ แสยะยิ้มเย็นชาแสร้งทำโบกมืออย่างเวทนาเอ่ยว่า “ช่างเถิดๆ ข้าไม่ทำให้เจ้าลำบากใจดีกว่า คืนนี้ฮ่องเต้จะจัดงานเลี้ยงรับรององค์ชายและองค์หญิงจากเป่ยฉี ฮองเฮาทรงเห็นแก่ที่เจ้าเป็นสตรีอ่อนด้อยมิทานลม งานหนักพวกนี้จึงไม่ต้องให้เจ้าทำแล้ว เจ้าไปรับใช้องค์หญิงเป่ยฉีเถิด” ฮองเฮานับว่าใจแคบยิ่งนัก แม้ฮ่องเต้จะระบุชื่อเรียกชิงหลิงเข้าวังด้วยพระองค์เอง แต่ในตอนนี้ฝ่าบาทก็ทรงเบื่อหน่ายทิ้งขว้างสตรีผู้นี้แล้ว ทว่าฮองเฮายังไม่สาแก่ใจ... กัดไม่ยอมปล่อยออกจากปากเลยทีเดียว

            เห็นทีคืนนี้คงจะสนุกน่าดู!

            ชิงเฟิงที่หมางเมินสวี่จี้มาตลอด เงยหน้าขึ้นฉับพลัน ประกายตาเย็นเฉียบดุจกระบี่นั้นโจมตีเข้าหาอีกครั้ง ทำให้สวี่จี้ที่ไม่ทันได้ระวังถึงกับผงะ

            เขานึกถึงครั้งที่นางเคยทำโอหังใช้อำนาจบาตรใหญ่ที่โรงครัวหลวง เมื่อคิดแล้วก็ไม่พอใจนัก จึงเอ่ยปากเยาะเย้ยเสียงเย็น “เพียงโดนเรียกเข้าไปทำงานรับใช้องค์หญิงในฐานะบ่าวไพร่ เจ้าอย่าได้ลำพองใจนักเลย แม้จะเป็นสตรีที่ถูกถวายตัวต่อฮ่องเต้เช่นกัน ทว่าองค์หญิงแห่งเป่ยฉีก็งดงามกว่า รั้งตำแหน่งสูงส่งกว่า ไม่แน่อีกหน่อยหากองค์หญิงได้เป็นพระสนมโปรดของฮ่องเต้ พอถึงตอนนั้น ต่อให้เจ้าอยากถือรองเท้าให้ องค์หญิงผู้นั้นอาจจะรังเกียจก็เป็นได้”

            สวี่จี้เอ่ยวาจาหยามเกียรติถึงปานนี้ ชิงเฟิงกลับไม่สลดใจ หญิงสาวหัวเราะลั่นขึ้นทันที สนมโปรด? ฮ่าๆๆ น่าขันนัก

            อย่าว่าแต่สนมเลย ต่อให้เป็นตำแหน่งฮองเฮาแห่งฉงเยว่ คนอย่างข้าก็ไม่ถวิลหาเลยสักนิด

            ทว่านางก็มิอาจคาดหวังให้ขันทีเฒ่าที่ทั้งวันดีแต่ประจบบนข่มเหงล่างรู้จักสะกดคำว่าศักดิ์ศรีได้ ชิงเฟิงเพียงหัวเราะที่ฟ้ามีตา มอบโอกาสให้ตนได้เข้าใกล้เยี่ยนหงเทียนอีกครั้งเร็วถึงปานนี้

            คราวนี้ข้าจะจัดการมันให้ถึงตายจริงๆ เสียที

            ชิงเฟิงหัวเราะคลุ้มคลั่งอยู่คนเดียว ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ใบหน้าอัปลักษณ์ทำให้ดูเหมือนคนบ้าเสียสติ สวี่จี้ตกใจจนถอยหลัง ชี้ไปทางเสี่ยวหูจื่อด้วยปลายนิ้วสั่นระริก “เจ้า… เจ้ายืนนิ่งอยู่ทำไม รีบพานางไปส่งให้ฝ่ายในสิ”

            “ขอรับกงกง”

            ฮึ… ที่แท้สาวงามจากเฮ่าเยว่สุดท้ายก็มีจุดจบเพียงเท่านี้

            เป็นสตรีเสียสติผู้หนึ่ง

            สวี่จี้กลัวว่าหญิงสาวจะเกิดคลั่งโผเข้ามาทำร้าย จึงรีบสะบัดแขนเสื้อจากไป

            เมื่อพ้นร่างสวี่จี้... ชิงเฟิงที่หัวเราะคลุ้มคลั่งอยู่เมื่อครู่ก็หยุดลงโดยพลัน แล้วหันไปเอ่ยกับเสี่ยวหูจื่ออย่างสุดแสนจะใจเย็น “ไปกันเถิด” 

            เมื่อเห็นสีหน้าสงบนิ่ง อากัปกิริยาเย็นเฉียบแตกต่างจากอาการคลุ้มคลั่งเมื่อครู่ราวกับคนละคน เสี่ยวหูจื่อก็ลูบท้ายทอยคราหนึ่ง เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าหญิงสาวจากเฮ่าเยว่ผู้นี้กำลังคิดการอันใดอยู่

            รู้แต่ว่า... นางช่างน่ากลัวนัก!

บทที่ 3 ความหวังใหม่ (1)

ตำหนักกันหยาง

            ราตรีนี้... แคว้นใหญ่อย่างฉงเยว่จัดงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่ตระการตาเพื่อต้อนรับคณะราชทูตเป่ยฉี

            ตำหนักกันหยางอันกว้างขวางได้รับการตกแต่งอย่างงดงามน่าทึ่ง ชิงเฟิงที่เพิ่งได้รับอนุญาตให้มาเป็นครั้งแรกลอบมองอย่างตื่นตา

            ตำหนักหน้าแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ฮ่องเต้โฉดใช้ว่าราชการ แวดล้อมด้วยตำหนักน้อยใหญ่มากมายมองคล้ายกับดาราล้อมจันทร์ ประตูทางเข้าตำหนักทั้งสูงทั้งหนา ทำจากแผ่นเหล็กสลักลวดลายมังกรล้อแก้วตลอดทั้งบาน เมื่อแหงนหน้ามองจะเห็นกระเบื้องหลังคาสีเขียวสดจัดเรียงลดหลั่นกันลงมาอย่างเป็นระเบียบดุจการเรียงตัวของเกล็ดมังกร

            เมื่อผ่านธรณีประตูเข้าไปด้านใน สายตาของทุกผู้จะถูกตรึงด้วยเสาไม้สีอิฐที่มีขนาดใหญ่ประมาณชายฉกรรจ์สี่คนโอบ แต่ละเสาบรรจงตั้งเรียงรายเป็นแนวอวดสายตาผู้มาเยือน ความวิจิตรเลิศหรูที่ได้ยลทำให้ชิงเฟิงถึงกับลืมหายใจ หญิงสาวเดินผ่านเสาแต่ละต้นเข้าสู่ความโอ่โถงของลานกว้างด้านใน ปลายเท้ากดลึกจมลงในพรมปูพื้นถักด้วยดิ้นทอง สายตาจับจ้องไปยังสิงห์หล่อสำริดสองตัวที่หมอบกรานอยู่ใต้บัลลังก์ซึ่งว่างเปล่าไร้ผู้ประทับ

            เยี่ยนหงเทียนยังไม่มา...

            แล้วไปเถิด...ต่อให้บุรุษผู้นั้นยังไม่มาเพียงแค่สถานที่แห่งนี้ก็กดดันบีบคั้นจิตใจผู้คนได้ไม่ต่างจากเจ้าของ บารมีของฮ่องเต้แห่งฉงเยว่ฉายชัดอยู่ในจอกสุราทุกจอก รูปปั้นทุกชิ้น กระทั่งการจัดวางเบาะนั่ง โต๊ะ เก้าอี้ยังมีความงดงามร่ำรวยเจือปนอยู่หลายส่วน ถ้วย จาน ชาม ช้อน และตะเกียบต่างหลอมขึ้นมาจากทองบริสุทธิ์ ทุกแห่งหนที่ปรากฏแก่ครรลองสายตาเป็นสีทองอร่าม แสดงถึงความมั่งคั่งแห่งแคว้นใหญ่ ช่างหรูหราสูงส่งจนผู้มาเยือนมิอาจทำตัวจองหองได้

            ชิงเฟิงละสายตาจากรูปปั้นสิงห์คู่ขึ้นไปยังบัลลังก์มังกรทองที่อยู่สูงสุดก่อนจะเผยรอยยิ้มเย็นชา...ทุกอย่างรอบกายเยี่ยนหงเทียนล้วนหลอมขึ้นมาจากทอง ธาตุที่คงทน หายาก ทว่าเย็นเยียบและไร้จิตวิญญาณซึ่งต่างกับไม้และหินโดยสิ้นเชิง

            ทองช่างเหมาะสมกับฮ่องเต้ที่ใจเร็วด่วนได้ละโมบในอำนาจอย่างชายผู้นั้นเสียจริง ผู้นำที่ใช้กำลังสร้างความหวาดกลัวเพื่อพิสูจน์ตน เป็นได้เพียงทรราชในจิตใจของอาณาประชาราษฎร์เท่านั้น จะหวังให้ใครยอมรับจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณคงไม่มี

            คิดแล้วเยี่ยนหงเทียนก็น่าสังเวชยิ่งนัก

            งานเลี้ยงกำลังจะเริ่ม เหล่าขุนนางทยอยเข้าสู่ท้องพระโรงกันอย่างต่อเนื่อง

            อู๋หรง...ขันทีคุมงานของฝ่ายในมีท่าทีกระวนกระวายขึ้นทุกขณะ ประเดี๋ยวก็เดินไปเดินมา ประเดี๋ยวก็ถูฝ่ามือเข้าหากัน เขากำชับบรรดากูกูของแต่ละตำหนักให้คุมนางข้าหลวงในสังกัดเอาไว้ให้ดี งานเลี้ยงใหญ่โตเช่นนี้จะมีข้อผิดพลาดไม่ได้แม้เพียงนิด

            กูกูจากโรงครัวหลวงได้แต่จ้องมองใบหน้าไร้อารมณ์ของนางข้าหลวงอัปลักษณ์ที่ตนรับผิดชอบพามาถวายการรับใช้ สตรีผู้นี้ดูล่องลอยราวกับดวงวิญญาณ ท่าทางเย่อหยิ่งจองหอง ซ้ำยังมีประกายตาคมกล้าถือดี แม้แต่ตอนที่ก้าวข้ามผ่านธรณีประตูยังไม่ยอมก้มศีรษะถวายความเคารพตำหนักหลวงตามมารยาท นางเป็นเช่นนี้ตลอดตั้งแต่มาถึง

            กูกูเฒ่าทอดถอนใจอยู่เงียบๆ เบื้องบนสั่งการลงมา ชี้ชัดเด็ดขาดว่าต้องการให้นางข้าหลวงผู้นี้ถวายการรับใช้องค์หญิงแห่งเป่ยฉี ด้วยเหตุใดนั้นตนรู้ดีแก่ใจทว่าย่อมมิกล้าคัดค้าน วังหลวงแห่งนี้สวยสดงดงาม กลวิธีกำจัดสวะที่ไม่พึงใจให้พ้นทางก็งดงามละมุนละม่อมเช่นกัน

            นางอัปลักษณ์เอ๋ย... อย่าโกรธเคืองข้าเลย

            ให้ถือเสียว่าวาสนาของเจ้าสิ้นสุดในคืนนี้ก็แล้วกัน!

            หญิงชราเดินไปหยุดข้างกายนางข้าหลวงผู้โชคร้ายคว้ามือหญิงสาวไว้แล้วแสร้งเอ่ยวาจาอ่อนหวานปลอบโยน “แม่นางชิง ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เต็มใจ รู้สึกทุกข์ระทมนัก ทว่าถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องปรนนิบัติองค์หญิงเป่ยฉีให้ดีที่สุด เผลอๆ หากองค์หญิงพอใจเจ้าขึ้นมาและกล่าวชมกับองค์ฮ่องเต้ พระองค์อาจจะอภัยโทษให้เจ้าก็เป็นได้ เพื่อชีวิตน้อยๆ ของเจ้าแล้ว ฟังคำข้าสักหน่อยเถิด”

            ชิงเฟิงปรายตามองผู้พูด แล้วหลุบมองลงมาที่มือตน หลังจากฟู่หลิงรักษาให้เมื่อบ่ายมือขวาก็ไม่รู้สึกปวดมากเช่นครั้งแรก ทว่าพอถูกแม่เฒ่าผู้นี้บีบแรงๆ ก็รู้สึกเจ็บร้าวขึ้นอีกครั้งจึงชักมือกลับโดยไม่ไว้ไมตรี ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะพอใจหรือไม่

            ผู้แสร้งหวังดีชะงักไปเล็กน้อย ชักสีหน้ามึนตึงโดยพลัน กัดฟันเอ่ยอย่างโมโห “หากเจ้าก่อเรื่องยุ่งขึ้นมาอีกละก็ ข้าจะถลกหนังเจ้าเสีย อยากตายก็ลองดู?” ใช้ไม้นวมไม่ได้ก็ต้องใช้ไม้แข็ง

            สำหรับผู้ที่ตกอยู่ในห้วงความทุกข์ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างชิงเฟิงคำว่า ‘ตาย’ ที่ใครก็ตามตะโกนใส่หน้ายังมีค่าน้อยกว่าลมพัดผ่าน จึงเพียงเลิกคิ้วเรียวงามขึ้นแล้วจ้องตอบด้วยสายตาอาฆาตแค้น ทำเอาแม่เฒ่าถึงกับผงะถอยด้วยความหวาดกลัว แน่นอน... คำขู่มักใช้ได้ผลกับคนที่มีอนาคตสดใสรออยู่เบื้องหน้า ทว่ากับผู้ซึ่งสิ้นแล้วทุกสิ่งอย่างแม้ลมหายใจตนเองยังไม่อยากจะรั้งไว้ คำว่าตายจากปากหญิงเฒ่าไร้อันดับเช่นนี้ ไม่กระเทือนจิตใจที่ถือดีแม้แต่น้อย

            นางมิได้สนใจหญิงชราผู้นี้อีก ที่อุตส่าห์ยืนคอยอยู่ได้ก็เพื่อรอเยี่ยนหงเทียนปรากฏกายเท่านั้น

            แล้วก็สมใจนัก ไม่นานเสียงป่าวร้องก้องกังวานก็ดังขึ้น “ฮ่องเต้เสด็จ ฮองเฮาเสด็จ”

            ทั่วทั้งตำหนักที่เสียงดังจอแจพลันเงียบกริบลงทันควัน ไม่ว่ากำลังกระทำการสิ่งใดค้างอยู่ทุกคนล้วนวางมือและคุกเข่าถวายบังคม มีเพียงขุนนางและทหารราชองครักษ์ที่อยู่บนชั้นสองเท่านั้นจึงจะสามารถคุกเข่าเพียงข้างเดียวได้     คนอื่นๆ ที่เหลือต้องหมอบกรานลงกับพื้น

            “ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี...หมื่นๆ ปี” เสียงกู่ร้องดังก้องท้องพระโรงเริ่มขึ้นตั้งแต่ที่ฮ่องเต้และฮองเฮาก้าวเข้ามาภายใน

            จังหวะนั้นเองข้อมือของชิงเฟิงพลันเจ็บแปลบ ด้วยถูกกูกูข้างกายกระชากลงไปหมอบกรานอยู่กับพื้น หญิงสาวขบกรามแน่น เหลือบสายตาขึ้นมองสบเข้ากับร่างกายสูงใหญ่ในฉลองพระองค์ลายมังกรสีทองคำดูตระหง่านล้ำเหนือผู้คน ความสง่างามของฮ่องเต้แห่งฉงเยว่ราวจะข่มสรรพสิ่งรอบด้านให้ต้องเคารพยำเกรง เยี่ยนหงเทียนในพัสตราภรณ์เต็มยศสำหรับพระราชพิธี คาดทับด้วยเข็มขัดหยกขาว สวมศิราภรณ์ทองฝังหยกประดับอัญมณีสีดำ สาวเท้ายาวๆ เข้าสู่พระตำหนัก

            เยี่ยนหงเทียนในวันนี้ดูสูงศักดิ์ยิ่งกว่าครั้งแรกที่ได้พบ รัศมีแห่งอำนาจสะท้อนความโดดเด่นเจิดจ้าแสบตาเสียจนคบเพลิงยังหม่นแสง ใบหน้าคมกร้าวดุจรูปปั้นสำริดสะท้อนความหยิ่งยโสเหี้ยมเกรียมดุดัน เสริมให้ดวงเนตรพญามังกรสว่างวาบจนใครต่อใครต้องพากันก้มหน้าหลบ

            กูกูเฒ่าข้างกายนางถึงกับตัวสั่นด้วยความยำเกรงในพระบารมี ชิงเฟิงเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกขบขันยิ่ง บ่าวให้อย่างไรก็คือบ่าว แม้จะปากกล้ากับผู้น้อยแต่ก็ยำเกรงผู้เป็นใหญ่ นิสัยประจบสอพลอเลือกรังแกแต่มดปลวกที่ไร้ทางสู้ ชาตินี้ทั้งชาติไม่มีวาสนาจะได้ดิบได้ดีกับใครหรอก

            “ลุกขึ้นได้” ร่างสูงใหญ่ดังสลักจากศิลานั่งลงบนบัลลังก์มังกร มีสตรีสาวผู้หนึ่งที่ตามมาติดๆ นั่งเยื้องอยู่ข้างกาย หญิงผู้นั้นสวมผ้าลวดลายโบตั๋นสีแดงคล้ำ มองปราดเดียวก็รู้ว่าราคาแพงระยับและสั่งทอขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับอิสตรีชั้นสูงในรั้วในวัง บนศีรษะปักปิ่นหยกสีเขียวเข้มจัดอยู่ชิ้นหนึ่ง ความเขียวของหินล้ำค่าดูคล้ายกับมรกตก็ไม่ปาน ส่งให้ดวงหน้าหวานแฉล้มที่งดงามอยู่แล้วโดดเด่นยิ่งกว่าเดิม แต่อีกนัย...การแต่งกายเต็มยศเช่นนี้ก็ทำให้เคลื่อนไหวอย่างเสรีได้น้อยลง จึงถูกทิ้งห่างกับเยี่ยนหงเทียนอยู่หลายก้าว กว่าจะพาร่างในชุดกรุยกรายมานั่งได้ก็แทบหอบ

            ได้นั่งใกล้ฮ่องเต้ทรราชเช่นนี้ แน่นอนว่าย่อมเป็นฮองเฮาอย่างมิต้องสงสัย

            ชิงเฟิงหลุบสายตาลง ครุ่นคิดว่าทำอย่างไรถึงจะเข้าใกล้เยี่ยนหงเทียนได้อีก หากเข้าใกล้ได้แล้ว ควรจะใช้สิ่งใดเป็นอาวุธสังหารดี? ตอนนี้ตนไม่มีอาวุธในมือ แต่ถึงจะมี...ประสบการณ์ครั้งก่อนก็สอนว่าแรงของอิสตรีนั้นยากจะขืนสู้กับแรงบุรุษ การบุกโจมตีแบบประจันหน้านับเป็นเรื่องที่โง่เขลานัก เช่นนั้นอาจจะต้องวางแผนสักหน่อย...

            “คณะราชทูตเป่ยฉีขอเข้าเฝ้า” เจ้าหน้าที่กรมพิธีการร้องตะโกนเสียงดังอีกครั้ง ปลายสุดบนพรมทองปรากฏเงาร่างสามร่างค่อยๆ เดินเข้ามา เมื่ออยู่ในระยะใกล้พอสมควรจึงเห็นว่าเป็นสตรีหนึ่งบุรุษสอง ทั้งสามล้วนอยู่ในอาภรณ์งดงาม

            บุรุษร่างสูงโปร่งอยู่หน้าสุด ชายที่ค่อนข้างกำยำกว่าเดินตามหลัง ส่วนผู้ที่ดึงดูดสายตาทุกคนได้มากที่สุดคือสตรีสาวคนสุดท้าย…

            หญิงผู้นี้นับเป็นสาวงามที่ไม่มีใครสามารถมองข้ามได้แม้แต่น้อย ไม่ใช่ด้วยใบหน้าปากนิดจมูกหน่อยดูน่ารักน่าถนอม หากเป็นเพราะจริตยั่วยวนเฉิดฉายกอปรกับนัยน์ตาคมวาวคู่นั้นต่างหาก ทุกสรีระเมื่อพิศรวมกันแล้วช่างสบายตาราวกับนั่งมองสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง ใครได้มองก็รู้สึกว่าช่างน่าค้นหายิ่งนัก

            “ฉงเยว่จงเจริญ” ทั้งสามคุกเข่าลงพร้อมเพรียงกัน

            เยี่ยนหงเทียนตอบกลับด้วยเสียงก้องกังวานทรงอำนาจ “ลุกขึ้นเถิด เชิญนั่ง”

            “เป็นพระมหากรุณา”

            “ไปเร็ว” กูกูเฒ่าผลักชิงเฟิงครั้งหนึ่ง ทำให้หญิงสาวคืนสติ จึงถือไหสุราเดินไปหยุดอยู่ข้างกายองค์หญิงเป่ยฉี จากนั้นก็ย่อตัวลงรินสุราให้กับสาวงามต่างแคว้น

            ชิงเฟิงได้ยินเสียงองค์หญิงเป่ยฉีสูดลมหายใจเข้าลึก พลางมองจ้องใบหน้าข้างที่มีรอยแผลเป็นของตน จึงแสยะยิ้มเย็นชาตอบ ด้วยชินชาเสียแล้วกับการที่ผู้อื่นตะลึงเวลาเห็นใบหน้า ผิดแต่เพียงว่าเมื่อก่อนนั้นผู้คนตกตะลึงเพราะความงาม แต่ตอนนี้กลับชะงักงันเพราะความอัปลักษณ์แทน

            สิ่งที่ชิงเฟิงไม่รู้ก็คือนางคาดผิด องค์หญิงแห่งเป่ยฉีมิได้หวาดกลัวรอยกรีดนั่นแม้แต่น้อย ซวี่เยียนหยินเพียงระลึกได้ว่าผู้ที่รินสุราให้คือหนึ่งในสาวงามตระกูลชิงที่เลื่องลือไปทั่วทั้งหกแคว้น ด้วยความที่เป็นสตรีและมีใบหน้างดงามเช่นกัน ทำให้ตนมักจะติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสาวงามของแคว้นอื่นอยู่เนืองๆ แต่ไม่มีสาวงามคนใดจะเกริกไกรได้เท่ากิตติศัพท์แห่งความงามของสามพี่น้องตระกูลชิง

            นางข้าหลวงผู้นี้ต้องเป็นหนึ่งในสามอย่างแน่นอน!!!

            องค์หญิงเจ็ดจำได้ดี ราชวังของเป่ยฉีมีภาพวาดของทั้งสามประดับอยู่

            ชิงหลิงอ่อนหวานสยบจันทรา

            ชิงเฟิงเจิดจ้าเทียบแสงสุริยัน

            ชิงโม่นั้นน่ารักน่าถนอมสติปัญญาเป็นหนึ่ง

            สตรีตรงหน้าแม้มีรอยกรีดสองรอยลากยาวราวกับหยาดน้ำตาข้างแก้ม แต่ความงามที่มีกลับไม่ลดทอนลงแม้แต่น้อย ชุดที่อีกฝ่ายสวมเป็นเพียงชุดเรียบๆ ของนางกำนัลลำดับล่าง ทว่าเมื่ออยู่บนร่างระเหิดระหงนั้นแล้วกลับทำให้องค์หญิงที่มั่นใจในรูปโฉมของตนมาตลอดถึงกับนั่งกระสับกระส่ายไม่ติดพื้น รู้สึกว่าตนเองหลุบแสงร่วงลงมาเป็นดอกหญ้าเพียงเท่านั้น ช่างเป็นสตรีที่งามจนน่าหวาดหวั่นเสียจริง

            “น้ำจัณฑ์เพคะ” รินสุราเรียบร้อยชิงเฟิงก็ยืนเงียบๆ อยู่ด้านข้าง

            ทันใดนั้น พลันรู้สึกว่าตนโดนจับจ้อง คุณหนูรองตระกูลชิงกวาดตามองอย่างหวาดระแวงว่าผู้ใดที่มีจิตคิดร้าย แต่ในคราแรกยังมิปรากฏจึงก้มหน้างุดไม่ใส่ใจสิ่งใดอีก ทว่าเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมลดละยังคงจ้องเขม็งแบบไม่วางตา ชิงเฟิงรู้สึกพื้นเสียเล็กน้อยจึงเงยหน้ากวาดตามองอีกครา ในที่สุดก็สบประสานกับสายตาสอดแนมคู่หนึ่งเข้าอย่างจัง

            เมื่อมองเห็นเจ้าของสายตาชัดเจน ชิงเฟิงก็ถึงกับตกตะลึง ลมหายใจสะดุด ไหสุราในมือแทบจะร่วงตกพื้น

            พี่หลิง!!!

            พี่ใหญ่ของนางแท้จริงแล้วยังไม่ตาย ชิงหลิงสวมเสื้อตัวยาวสีฟ้าครามหลวมโพรก ยืนอยู่ข้างกายบุรุษสูงใหญ่ผู้หนึ่ง หากไม่สังเกตดีๆ ก็ยากที่จะสะดุดตาเข้ากับอีกฝ่ายได้

            ทั้งสองประสานสายตากัน ชิงเฟิงรู้สึกดีใจจนนึกอยากจะโห่ร้อง ทว่าพี่ใหญ่กลับดูสงบนิ่งยิ่งนัก ทำเพียงจ้องกลับตรงๆ ด้วยแววตาปราศจากความอ่อนโยนเช่นเคย ลักษณะการมองตอบราวกับสงสัยใคร่รู้เสียมากกว่า

            พี่หลิงเป็นอันใด... จำข้าไม่ได้หรือ?

            ช่างเถิด... เมื่อเห็นว่าพี่สาวยังมีชีวิตอยู่และสบายดี ร่างของชิงเฟิงก็สั่นเทาอย่างมิอาจควบคุม ทั้งตื้นตันทั้งยินดีจนแทบจะวิ่งผ่านท้องพระโรงตรงเข้าไปหา ขณะเดียวกัน...องค์หญิงเป่ยฉีเหลือบมองนางด้วยสายตาประหลาดครั้งหนึ่ง ทำให้รู้ตัวว่าเริ่มแสดงกิริยามีพิรุธจึงชักสายตากลับและก้มหน้าลง

            ราชทูตจากเป่ยฉีทั้งสามดื่มสุราชั้นเลิศรวดเดียวหมดจอก องค์ชายสามแห่งเป่ยฉี—ซวี่สวินซือพูดกลั้วหัวเราะ อย่างนอบน้อม “เป็นสุราที่ดียิ่งนัก รสชาตินุ่มนวลไม่บาดลิ้น กระหม่อมเป็นตัวแทนเป่ยฉีมาเยี่ยมเยียนครั้งนี้ ได้เห็นความแข็งแกร่งและบรรยากาศดังเช่นแคว้นใหญ่ในแบบของฉงเยว่ รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาเปิดหูเปิดตา หวังว่าการมาเยือนในครั้งนี้จะสามารถแสดงถึงจิตใจของเป่ยฉีที่เป็นมิตรกับฉงเยว่ได้”

            เยี่ยนหงเทียนพยักหน้าเบาๆ ท่าทางเข้าอกเข้าใจ ปากก็ตอบอย่างลื่นไหลเช่นเดียวกัน “เป่ยฉีกับฉงเยว่เปรียบเสมือนเพื่อนบ้านกันมาเนิ่นนาน ทั้งสองแคว้นต่างแลกเปลี่ยนคณะทูต เสริมสร้างสัมพันธ์กันถือเป็นเรื่องที่ดียิ่ง ไหนๆ องค์ชายสามได้มาเยือนฉงเยว่แล้ว มิสู้ถือโอกาสนี้ท่องเที่ยวพักผ่อนให้สำราญ ฉงเยว่นั้นมีทิวทัศน์งดงามมากมายให้ท่านสามารถชมดู”

            ฮ่องเต้ของฉงเยว่เปลี่ยนเรื่องพูดมิได้เอ่ยต่อในประเด็นของเขา ทำให้ซวี่สวินซือเข้าใจโดยพลัน เยี่ยนหงเทียนดูมิได้กระตือรือร้นกับการเชื่อมสัมพันธไมตรีสักเท่าใด กลับเฉไปพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศต้นไม้ใบหญ้า องค์ชายสามแห่งเป่ยฉีได้แต่เออออไปกับคำพูดนั้น “เป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ ฉงเยว่นั้นอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล เขาสวยน้ำงาม ทิวทัศน์ประหนึ่งมิได้อยู่บนโลกมนุษย์ เมื่อมาครั้งนี้ น้องเจ็ดก็ได้เตรียมระบำสายธารามาด้วย ขอให้ฉงเยว่รุ่งโรจน์ สองแคว้นเป็นมิตรกันนับหมื่นชาติ”

            “อ้อ?” ไม่กี่ประโยคก็ใช้แผนนารีพิฆาตแล้วกระนั้นหรือ? ดวงเนตรเย็นเยียบเป็นนิจของเยี่ยนหงเทียนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะอย่างครึกครื้น

            “ผู้คนทั่วทั้งหกแคว้นต่างร่ำลือกันว่าองค์หญิงเจ็ดแห่งเป่ยฉีรูปโฉมงดงาม อีกทั้งร่ายรำได้เก่งกาจนัก วันนี้ข้ามีโอกาสได้ชม นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”

            “เยียนหยินมิได้มีความสามารถมากถึงเพียงนั้น” องค์หญิงสะคราญโฉมรีบตอบอย่างอ่อนหวาน

            ชิงเฟิงเองมิได้ให้ความสนใจกับการป้อยอหรือถ่อมตนของใคร คิดเพียงแต่ว่าพี่ใหญ่ยังไม่ตายถือเป็นเรื่องดียิ่งนัก นับว่าตนยังมีญาติเหลืออยู่บนพสุธาแห่งนี้

            ความปีติและความหวังยึดครองทุกพื้นที่ในหัวใจ ในท้องพระโรงนั้น...ไม่ว่าเยี่ยนหงเทียนจะพูดสิ่งใดกับองค์ชายแห่งเป่ยฉี นางก็ไม่ได้รับฟัง จนกระทั่งมีเสียงหัวเราะใสๆ ดังขึ้นที่ริมหูจึงรีบหุบยิ้ม ยังดีที่นางก้มหน้าอยู่ตลอด คงไม่มีใครสังเกตเห็นรอยยิ้มลิงโลดบนหน้าได้

            องค์หญิงเป่ยฉีนับว่าเป็นสตรีที่มีจิตใจกว้างขวางนัก พอหัวเราะจบก็ลุกขึ้นอย่างสง่างาม แล้วเยื้องกรายมาหยุดลงบนพรมดิ้นทองผืนยาวกลางท้องพระโรงกว้าง ท่ามกลางสายตาของทุกผู้ ซวี่เยียนหยินค่อยๆ ปลดผ้าคาดเอวออก พลันเสื้อนอกตัวงามก็ไถลร่วงลงตามการเคลื่อนไหวของปลายนิ้ว เผยให้เห็นชุดกระโปรงผ้าไหมสีสวยสดกึ่งโปร่งแสงที่ซ้อนเร้นอยู่ภายใน เนื้อผ้าบางเบานั้นไม่เพียงแต่พลิ้วไหว ทว่ายังช่วยขับเน้นเรือนร่างโค้งเว้าขององค์หญิงสู่สายตาทุกคน

            งามมากจริงๆ...

บทที่ 3 ความหวังใหม่ (2)

            องค์หญิงเจ็ดยอบกายอย่างอ่อนช้อยให้ฮ่องเต้เยี่ยนหนึ่งครั้ง ก่อนจะล้วงแถบผ้าไหมสีแดงเข้มออกจากแขนเสื้อมาถือไว้ในมือ เมื่อสะบัดออกก็เห็นว่ามีความยาวประมาณสี่วา แถบไหมนั้นบางพอๆ กับชุดที่นางสวมใส่ ณ เวลานี้

            ผู้ร่ายรำกระโดดเบาๆ ตามเสียงเคาะหนักๆ ของนักดนตรี แถบไหมในมือก็โบกไหวไปมาดุจมีชีวิต พลิกพลิ้วเข้ากับจังหวะ ดวงตาหยาดเยิ้มพราวระยับดุจตาแมวคอยชำเลืองมาทางฮ่องเต้แห่งฉงเยว่เป็นระยะๆ เอวอ่อนบิดอย่างเชื่องช้ายั่วยวนอ่อนช้อยราวกับไร้กระดูก      

            ทุกครั้งที่กระโดดหรือเคลื่อนไหวทุกจังหวะล้วนเหยียบลงตามเสียงกลอง ถึงแม้จะมีเพียงเสียงกลองผสานกับระฆัง ก็ยังสามารถเปล่งประกายร่ายรำได้โดดเด่นขนาดนี้ ไม่เพียงงดงามซ้ำยังชวนให้หลงใหลเคลิบเคลิ้มอีกด้วย

            เสียงทอดถอนลมหายใจด้วยความชื่นชมดังขึ้นจากทั่วสารทิศระลอกแล้วระลอกเล่า องค์หญิงเป่ยฉีมีทักษะการร่ายรำที่น่าตื่นตะลึงจริงๆ ทว่าชิงเฟิงไม่มีใจจะจดจ่ออยู่กับการร่ายรำ ทักษะการร่ายรำเช่นนี้ น้องเล็กของนางก็ทำได้ไม่แพ้องค์หญิงแห่งเป่ยฉี ซ้ำยังทำได้ดีกว่ามาก เพียงแต่น้องเล็กเป็นเด็กขี้อายไม่ชอบร่ายรำต่อหน้าผู้อื่น ทำให้ผู้คนล่วงรู้เพียงแต่ว่าน้องเล็กเดินหมากเก่งเกินใคร แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงทักษะการร่ายรำอันเลิศล้ำเลยสักคน

            ชิงเฟิงมองเยี่ยนหงเทียนที่ประทับเด่นเป็นสง่าอยู่บนบัลลังก์มังกร เห็นชายผู้นั้นหรี่ตาลงขณะเดียวกันก็ถือจอกสุราไว้ในมือ มุมปากบางเฉียบอย่างคนเจ้าอารมณ์แย้มยิ้มทีเล่นทีจริง ดูท่าคงจะพอใจองค์หญิงเป่ยฉียิ่งนัก เห็นเช่นนี้ก็รู้สึกขุ่นใจไม่น้อย ‘บรรณาการ’ ที่มาถวายตัวยอมศิโรราบโดยดีเช่นนี้ก็มีอยู่กลาดเกลื่อน เหตุใดบุรุษร้ายกาจเช่นเขายังคิดบังคับขู่เข็ญพี่ใหญ่ให้เข้าวังมาถวายตัวอีกเล่า

            เยี่ยนหงเทียนก็แค่ทรราชชาติชั่วที่ใช้ทั้งกลอุบายบังคับทุกสรรพสิ่งเพื่อให้ได้มาเป็นของสะสมส่วนตัว เขาทำกับผืนปฐพีเช่นไรก็ทำกับสตรีเช่นนั้น ช่างหน้าด้านไร้ยางอายเสียจริง

            แต่... เหตุใดพี่ใหญ่จึงมาอยู่ที่นี่?

            เหตุใดแววตาพี่ใหญ่ที่มองมาเมื่อครู่จึงห่างเหินถึงปานนั้น?

            เกิดอันใดขึ้นหลังจากที่แยกกันในวันนั้นหรือ?

            ชิงเฟิงคิดอย่างไรก็ไม่อาจเข้าใจได้ นางอาศัยจังหวะที่สายตาทุกผู้ไปรวมอยู่ที่ร่างขององค์หญิงแห่งเป่ยฉี เงยหน้าขึ้นลอบมองไปทางพี่ใหญ่ที่อยู่ฟากตรงข้ามอีกครั้ง น่าเสียดายที่สายตาพี่ใหญ่ไม่เวียนมาสบตากันอีก ดูท่าพี่หลิงเองก็สนใจระบำชุดนี้เช่นกัน

            เห็นเป็นเช่นนี้ชิงเฟิงก็ไม่กล้าจ้องมองพี่ใหญ่นานนัก กลัวว่าหากมีคนสังเกตเข้าจะเดือดร้อนเอาได้

            หญิงสาวจึงชักสายตากลับ

            เสียงกลองชวนปลุกเร้าจบจังหวะสุดท้าย จู่ๆ ร่างบอบบางอ่อนช้อยขององค์หญิงเจ็ดแห่งเป่ยฉีก็ล้มลงกับพื้นเสียงดังตึงได้ยินไปทั่วท้องพระโรง ทุกชีวิตล้วนกลั้นหายใจมองดูร่างงามบนพื้นนั่นเป็นตาเดียว

            การร่ายรำจบแล้วรึ?

            ชิงเฟิงขมวดคิ้ว... ม…ไม่นี่...นางเป็นอันใด?

            คนที่เคยเรียนร่ายรำมาก่อนเช่นชิงเฟิงดูจากท่าฟุบขององค์หญิงแห่งเป่ยฉีก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ ท่าทางในลักษณะนี้ไม่นับเป็นท่วงท่าของการร่ายรำ องค์หญิงอาจจะเสียหลักเท้าพลิกหรือไม่ก็หมดแรงล้มลง ทว่าสำหรับผู้ที่ฝึกมาเป็นอย่างดี เต้นรำเพียงไม่กี่จังหวะ ก็ไม่น่าเหนื่อยหอบจนพลาดในช่วงสุดท้ายเช่นนี้

            ซวี่เยียนหยินแน่นิ่งนานเกินไปแล้ว

            ซวี่สวินซือทนไม่ไหวลุกขึ้นเดินมาหยุดอยู่ข้างกายน้องสาวก่อนเรียกเบาๆ “น้องเจ็ด”

            ไร้เสียงตอบรับใดๆ ซวี่สวินซือรีบประคองซวี่เยียนหยินให้ลุกขึ้นแต่อีกฝ่ายก็ยังคงอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนของพี่ชายอยู่อย่างนั้น

            คนเป็นพี่ขมวดคิ้วแน่น ตบลงไปบนแก้มน้องสาวเบาๆ ขณะกำลังจะเอ่ยเรียกอีกครั้ง พลันซวี่เยียนหยินก็ชักกระตุกขึ้นมา มือเท้าเกร็ง สีหน้าก็เปลี่ยนจากอมชมพูเป็นม่วงคล้ำ ลมหายใจติดขัด มือไม้กระตุกเป็นระยะ องค์ชายสามรีบถามเสียงสั่นสะท้าน “น้องเจ็ด เจ้าเป็นอันใด?”

            ซวี่เยียนหยินมิอาจตอบ เนตรกลมโตแวววาวที่เคยมีชีวิตชีวาบัดนี้สูญสิ้นความงดงามหยาดเยิ้มและประกายแห่งวิญญาณเสียแล้ว ดวงตาทั้งคู่เบิกถลน หน่วยตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดงฉานปูดโปน น่าสยดสยอง

สองมือแข็งกระด้างเกาะกุมลำคอตัวเองแน่น ดูราวกับว่ากำลังหนีจากบางสิ่งบางอย่างโดยมิอาจควบคุม

            ชิงเฟิงหางตากระตุกวูบ อาการเช่นนี้ดูแล้วเหมือน...ถูกวางยาพิษ

            “น้องเจ็ด!”

            ทุกคนต่างมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนก ซวี่เยียนหยินแน่นิ่งไปแล้ว เนตรคู่นั้นเบิกค้างจ้องไปข้างหน้า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นรวดเร็วแบบไม่มีใครคาดคิด ทุกคนในท้องพระโรงยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น

            “หมอหลวง รีบเข้ามารักษาองค์หญิงเจ็ดเดี๋ยวนี้” เสียงเย็นเยียบของเยี่ยนหงเทียนดังก้อง ใบหน้าหล่อเหลาในยามนี้กระด้างเย็นชา ไม่สามารถคาดเดาความคิดภายในใจได้

            “พ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงสองคนรีบวิ่งเข้าไปทันที หนึ่งในนั้นคว้าข้อมือเพื่อตรวจชีพจรองค์หญิงเจ็ด ใบหน้าที่สงบเสงี่ยมพลันเปลี่ยนสี จับชีพจรอย่างละเอียดอยู่นานในที่สุดก็ปล่อยมือ พูดพึมพำกับหมอหลวงอีกคนอยู่หลายคำ หมอหลวงอีกคนนั้นสลับที่มาจับชีพจรบ้าง ผ่านไปเป็นเวลานานท่านหมอทั้งสองก็ได้แต่จ้องตากัน ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดแม้สักครึ่งคำ

            ดูอาการพวกเขาแล้วซวี่สวินซือก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงถามขึ้นว่า “นางเป็นอันใด?”

            “องค์หญิงเจ็ด...” ทั้งสองคนกลืนน้ำลาย เหงื่อเย็นไหลทะลัก

            “ว่ามา” เยี่ยนหงเทียนตวาดก้อง     

            หมอหลวงทั้งคู่ทิ้งตัวลงกับพื้นตัวสั่นงันงก “...หมดลมหายใจ สิ้นพระชนม์แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

            เสียงอื้ออึงพลันกระหึ่มทั่วท้องพระโรง

            “ต่ำช้า” เยี่ยนหงเทียนพิโรธหนักจนเหวี่ยงจอกสุราในมือลงกับพื้น ท้องพระโรงเงียบกริบในฉับพลัน

            ซวี่สวินซือกอดร่างน้องสาวไว้ในอ้อมอกแน่นเหมือนจะยังมิอาจสงบใจลงได้ สองตาจับจ้องหมอหลวง พลางถามคาดคั้น “เป็นไปไม่ได้ น้องเจ็ดเรียนร่ายรำมาตั้งแต่เด็ก ร่างกายแข็งแรงมาตลอด อยู่ดีๆ จะหยุดหายใจได้อย่างไร?”

            หมอหลวงไม่กล้าแม้จะเงยหน้า นานนักกว่าจะตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “องค์หญิง...สิ้นพระชนม์เพราะยาพิษพ่ะย่ะค่ะ”

            ตายเพราะยาพิษ?

            เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ทว่าไม่มีใครกล้าเอ่ยแม้เพียงเสี้ยวคำ

            องค์หญิงแห่งเป่ยฉีถูกลอบวางยาพิษ สิ้นพระชนม์ในท้องพระโรงของฉงเยว่เรื่องนี้มันช่าง...

            ซวี่สวินซือเงยหน้ามองเยี่ยนหงเทียนทีหนึ่ง ประกายในดวงตามืดสนิทเอ่ยเสียงเย็น “นี่...จะเป็นไปได้อย่างไร”

            เยี่ยนหงเทียนแววตาเกรี้ยวกราดสาดประกายแรงกล้า พลันถามเสียงเย็นชา “องค์หญิงเจ็ดถูกพิษอันใด?”

            “เอ่อ...”

            ผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรมองคนที่ขดตัวเป็นก้อนบนพื้นด้วยสายตาเย็นชาอย่างรำคาญ น้ำเสียงเย็นเยียบตวาดต่อเนื่อง “อ้ำๆ อึ้งๆ

อันใด พูดมา”     

            เลี้ยงเสียข้าวสุก เป็นพวกไร้ประโยชน์จริงๆ

            หมอหลวงทั้งสองมองสบตากัน จากนั้นก็คุกเข่าก้มหน้าต่ำลงอีกหลายระดับ เหงื่อบนศีรษะไหลลงพื้นทีละหยด พวกเขาไม่กล้าเอ่ยนามพิษนี้เด็ดขาด ใครเล่าจะกล้า ทันใดนั้นบุรุษผู้หนึ่งก็เดินตรงมายังลานด้านหน้า สาวเท้าเข้าหาพระศพองค์หญิง แล้วย่อตัวลงตรวจสอบอย่างละเอียด

            หมอหลวงตกใจจนมิอาจกล่าววาจาใดได้ เหล่าขุนนางเองก็ได้แต่นิ่งเงียบรอดู ฮ่องเต้เยี่ยนกำลังจะระเบิดโทสะอยู่รอมร่อ เสียงกังวานและนิ่งเรียบของบุรุษผู้นั้นก็ดังขึ้นอย่างทันท่วงที “ก่อนสิ้นพระชนม์องค์หญิงแขนขาชักกระตุก ฟันขบกันแน่น หายใจไม่ออก สีหน้าเขียวคล้ำอมม่วง เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วดวงเนตรทั้งสองเบิกถลน แขนขาแข็งกระด้าง น่าจะเสียชีวิตเพราะพิษงู และพิษงูที่สามารถออกฤทธิ์ได้เร็วขนาดนี้ มีเพียงแมงไหมแดงพล่านเท่านั้น”

            หลังจากที่บุรุษใจกล้าเอ่ยคำว่า ‘แมงไหมแดงพล่าน’ ออกมา เหล่าขุนนางก็ส่งเสียงฮือฮากันอีกครั้ง

            แมงไหมแดงพล่าน?

            ชิงเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หากจำไม่ผิดละก็ แมงไหมแดงพล่านน่าจะเป็นงูพิษที่อาศัยในเขตท้องถิ่นของแคว้นฉงเยว่ ดำรงชีพอยู่ในร่องหินมืดๆ ซึ่งอับชื้นและเย็นเยียบ มีสีแดงฉานดังโลหิตทั้งลำตัว พิษร้ายกาจนักคุณหนูรองตระกูลชิงเหยียดยิ้มอยู่ในใจ องค์หญิงเป่ยฉีมาต้องพิษเฉพาะถิ่นของฉงเยว่แล้วสิ้นใจกลางท้องพระโรงของแคว้นเจ้าภาพ เห็นทีปมแค้นระหว่างเป่ยฉีกับฉงเยว่ในคราวนี้ ดูท่าจะแก้ยากเสียแล้ว

            “เจ้ากรมอาญาตัน องค์หญิงเป่ยฉีสิ้นพระชนม์ที่ท้องพระโรงฉงเยว่ของข้า เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก ต้องดำเนินการอย่างถี่ถ้วน คดีนี้ขอมอบหมายให้เจ้ารับผิดชอบเต็มตัว ต้องหาสาเหตุการสิ้นพระชนม์และฆาตกรที่แท้จริงให้ได้”        

            ชื่องูพิษที่ตันยี่หลันรายงานนั้น แม้เสียงของเยี่ยนหงเทียนจะยังรักษาความน่าเกรงขามในฐานะฮ่องเต้ แต่สีหน้าก็ดำคล้ำลงชั่วอึดใจ

            ตันยี่หลันทรุดลงกึ่งคุกเข่าบนพื้น ขานรับเสียงดัง “น้อมรับพระราชบัญชา”

            ชิงเฟิงเคยได้ยินตั้งแต่ครั้งที่อยู่เฮ่าเยว่ ถึงกิตติศัพท์อันเลื่องลือของเจ้ากรมอาญาตันยี่หลันแห่งฉงเยว่ บุรุษผู้นี้เที่ยงธรรม องอาจ คลี่คลายคดีได้ประดุจเทพ เมื่อมาเห็นตัวจริงก็ให้รู้สึกเลื่อมใส

            หญิงสาวเงยหน้าขึ้นพิจารณาอีกฝ่ายอย่างถ้วนถี่ เจ้ากรมอาญาตันนับว่าเป็นบุรุษหนุ่มหน้าตาดีผู้หนึ่ง น่าจะวัยใกล้เคียงกับเยี่ยนหงเทียน ดวงตาคมกล้า ผิวพรรณขาวสะอาด ท่วงท่าเรียบเฉยไม่รู้จักร้อนหนาว ดูคล้ายคุณชายเจ้าสำราญมากกว่าจะเป็นเจ้ากรมอาญาผู้รับผิดชอบชีวิตผู้คน หากชายผู้นี้ไม่เอ่ยปากก็ยากจะดูออกว่าทรงภูมิถึงเพียงนี้

            จากความห้าวหาญกล้าแบกรับความจริงกลางท้องพระโรงว่าองค์หญิงเป่ยฉีตายเพราะพิษแมงไหมแดงพล่านของแคว้นตน นับว่าตันยี่หลันเป็นขุนนางที่ไม่หวั่นเกรงพระบารมี ไม่เอนเอียงถูกผิด น่าชื่นชมยิ่งนัก

            ซวี่สวินซือที่กอดศพในอกแน่นอยู่ตลอดพลันคืนสติสัมปชัญญะ ใบหน้าอ่อนเยาว์ยามนี้ฉายประกายแห่งความทระนงองอาจ เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีที่องค์ชายแห่งแคว้นหนึ่งพึงมี ชายหนุ่มเงยหน้าจ้องตรงไปยังเยี่ยนหงเทียนผู้ประทับอยู่เบื้องสูง แล้วเอ่ยด้วยเสียงเย็นชาชวนให้ผู้คนหนาวเหน็บจนถึงกระดูก

            “หากจำไม่ผิด แมงไหมแดงพล่านเป็นพิษที่มีเฉพาะในฉงเยว่เท่านั้น วันนี้น้องเจ็ดมาตายที่ท้องพระโรงฉงเยว่อย่างน่าเวทนา ข้าในฐานะตัวแทนของเป่ยฉีขอบังอาจถามหาคำอธิบายจากฮ่องเต้แห่งฉงเยว่... จะให้เจ้ากรมอาญาตันสืบสวนคดีนี้ด้วยตัวเอง ซวี่สวินซือไม่มีขัดข้องใดๆ เพียงแต่ท่านก็เป็นคนของที่นี่เช่นกัน เพื่อความโปร่งใส ขอให้เจ้ากรมอาญาตันทำการสอบสวนต่อหน้าข้าด้วย”

            “ได้!!!” เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้อเรียกร้องนี้ก็ไม่ถือว่าเกินไปนัก เพราะว่าอย่างไรเสียเรื่ององค์หญิงเจ็ดตายในท้องพระโรงก็คือความจริง

            ชิงเฟิงนิ่งรอดูสถานการณ์ ทันใดนั้นชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งก็พุ่งตรงมาที่ข้างกายทำให้รู้สึกตกใจไม่น้อย เมื่อพินิจดูจึงพบว่าคนผู้นี้คือราชทูตอีกคนของเป่ยฉี เหมือนเมื่อครู่จะแนะนำตัวว่าชื่อ ‘หูซีอั๋ง’ เป็นบุตรชายแห่งแม่ทัพใหญ่เป่ยฉี นางเห็นหูซีอั๋งหยิบไหสุราที่องค์หญิงดื่มขึ้นพิจารณา ก่อนจะตะโกนเสียงดัง

            “ในท้องพระโรงจะมีงูพิษอยู่ได้อย่างไร? เมื่อครู่องค์หญิงยังมีท่าทางปกติ ที่เสวยไปก็มีเพียงสุราจอกเดียวเท่านั้น หรือว่าสุรานี้จะมีพิษ” น้ำเสียงหยาบกระด้างดังก้อง ท้องพระโรงกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ยังสะเทือนจนแสบแก้วหู ชัดเจนว่าตะโกนเสียงดังมาก

            ตันยี่หลันเดินไปหาอีกฝ่าย หยิบไหสุราจากในมือหูซีอั๋งมาถือไว้ แล้วหันไปเอ่ยเสียงต่ำกับผู้ติดตามอยู่หลายคำ พลันผู้ติดตามก็รีบวิ่งออกไปทันที ไม่นานนักก็กลับมาพร้อมกับจานกระเบื้องเคลือบสีขาวและเข็มเงินที่ยาวราวสี่ชุ่น อุปกรณ์ทั้งหมดถูกนำมาวางไว้เบื้องหน้า จากนั้นใต้เท้าตันก็เทสุราจากไหลงในจาน

            จากที่ควรจะเป็นสุราจางใสกลับเจือสีแดงบางเบา ตอนอยู่ในถ้วยชิงถงนั้นอย่างไรก็ดูไม่ออก ทว่าตอนนี้กลับเห็นได้อย่างแจ่มแจ้ง เจ้ากรมอาญาจุ่มเข็มเงินลงในจาน เข็มเงินส่วนที่จมลงในสุราก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิททันที

            ตันยี่หลันดึงเข็มเงินขึ้นมา หลังจากเช็ดด้วยผ้าขาวเข็มเงินนั้นก็ยังคงดำอยู่มิเปลี่ยนแปลง ใต้เท้าตันไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก

            หูซีอั๋งเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกรำคาญใจ จึงเอ่ยปาก “ในสุรามีพิษหรือไม่?”

            ตันยี่หลันเก็บเข็มเงินก่อนตอบอย่างไม่อ้อมค้อม “เข็มเงินดำคล้ำ สุรามีสีแดงเจือจาง ซ้ำยังมีกลิ่นเค็มคาว ในสุรามีพิษแมงไหมแดงพล่านจริง”

            เมื่อได้ยินตันยี่หลันยืนยันว่าในสุรามีพิษ เสียงตะคอกต่ำอันแฝงด้วยโทสะของหูซีอั๋งก็ดังขึ้นอีกครั้ง “นั่นก็แสดงว่าต้องมีคนวางยาในสุราแน่ จับตัวมันมาเดี๋ยวนี้”

            หูซีอั๋งเสียมารยาทก้าวก่ายถึงเพียงนี้ หากเยี่ยนหงเทียนจะสั่งขังเขาก็ย่อมได้ ทว่าการทำเช่นนั้นในเวลานี้ มีแต่จะยิ่งทำให้เกิดข้อครหาว่ารังแกแคว้นเล็กไร้หนทางสู้ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ฉงเยว่จะเผชิญหน้ากับแคว้นอื่นได้อย่างไร สีหน้าเยี่ยนหงเทียนดำคล้ำลงเรื่อยๆ ดุจฟ้าก่อนเกิดพายุฝนกระหน่ำ ท้องพระโรงเข้าสู่ความเงียบสงัดน่าอึดอัดอีกครั้ง

            มิคาดคิด... เสียงใสเย็นอ่อนโยนของสตรีผู้หนึ่งกลับดังขึ้น ช่วยสลายบรรยากาศหนักอึ้งที่ทำให้ผู้คนล้วนหายใจไม่ออก “ในเขตราชวังเช่นนี้กลับมีการวางยาพิษในสุรา เป็นความบกพร่องของข้าเอง อู๋จ๋งก่วน4 จับตัวบ่าวไพร่ที่สัมผัสสุราที่องค์หญิงดื่มไหนั้นมาให้หมด”

            ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้เป็นฮองเฮาไม่ควรเอ่ยสิ่งใดทั้งสิ้น แต่ในฐานะมารดาแห่งแผ่นดิน ทั้งยังเป็นเรื่องที่เกิดในวังหลวง แม้พระนางจะเอ่ยสักประโยคสองประโยคก็คงไม่เป็นไร ซ้ำการยื่นมือเข้าแทรกในตอนนี้ ยังช่วยผ่อนคลายบรรยากาศหนักอึ้งลงได้อีกด้วย

            “พ่ะย่ะค่ะ” อู๋กงกงเหลือบมองดูฮ่องเต้คราหนึ่ง เมื่อเห็นว่าองค์เหนือหัวไม่ได้ห้ามปราม ก็รีบหันกายผละไปทันที

            ใจของชิงเฟิงร่วงดิ่งลงสู่พื้น... จับผู้ที่เกี่ยวข้องรึ? มิใช่นางหรอกหรือที่รินสุราให้องค์หญิง

            เหล่าทหารยามรับคำสั่ง เดินเข้ามาคุมตัวนางและบ่าวไพร่อีกสามคน ผลักมายังลานกลางท้องพระโรง บ่าวไพร่ทั้งสามนั้นกลัวจนหัวหด หมอบอยู่กับพื้นร่ำไห้ไม่หยุด “ฮองเฮาโปรดไว้ชีวิตด้วย หม่อมฉันเพียงแต่รับผิดชอบแบ่งสุราลงไหเท่านั้น ไม่รู้เลยว่าสุราไหไหนที่เป็นขององค์หญิง ต่อให้กินดีหมีหัวใจเสือ หม่อมฉันก็ไม่กล้าวางยาพิษลงในไหสุราเด็ดขาด”

            เทียบกับท่าทีร้องขอชีวิตของบ่าวสุนัขรับใช้ทั้งสามแล้ว ชิงเฟิงกลับทำเพียงคุกเข่าตัวตรง ไม่เอ่ยวาจาอันใดแม้สักครึ่งคำ สีหน้าไร้อารมณ์มีแต่ความเย็นชา แม้กระทั่งตอนที่ฮองเฮาสรุปคดีด้วยการพูดเองเออเอง นางก็ยังนิ่งเฉย “ชิงหลิง เจ้าคือสตรีที่แคว้นเฮ่าเยว่ส่งเข้าวังมา ยามนี้ถูกลงโทษเป็นนางกำนัล จึงเกิดความเคียดแค้นในใจ จนต้องวางยาองค์หญิงเป่ยฉีใช่หรือไม่ หรือว่าเฮ่าเยว่วางแผนส่งเจ้ามาวางยาฆ่าองค์หญิงเป่ยฉี เพื่อทำลายความสัมพันธ์ระหว่างฉงเยว่กับเป่ยฉี?”

            ชิงเฟิงยังคงก้มศีรษะ ทว่าน้ำเสียงเย็นชาที่ตอบกลับชัดเจนว่าไม่ยอมรับความผิดใดทั้งสิ้น “หม่อมฉันไม่ได้เป็นคนทำ”

             “เมื่อคืนเจ้ายังวางแผนทำร้ายฮ่องเต้ ตอนนี้ยังกล้าบอกว่าไม่คิดร้ายอีกหรือ? ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง เจ้าทำสิ่งใดลงไป สารภาพมาเดี๋ยวนี้ ข้าจะเมตตาไม่ให้เจ้าต้องทรมาน”

            ผู้ถูกใส่ร้ายยังคงนิ่งเงียบ ด้วยคิดมาโดยตลอดว่าพี่น้องของตนล้วนตายสิ้นแล้ว เหลือแต่นางเพียงลำพัง ถ้าเช่นนั้นการมีชีวิตจะมีความหมายอันใดอีก ความตายนั้นคือการปลดปล่อย แต่วันนี้เมื่อได้เห็นพี่หลิงอีกครั้ง ความหวังใหม่ก็บังเกิด ทำให้อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป จะไม่มีวันยอมให้ฮองเฮายัดเยียดความผิดที่ตนมิได้ก่อเด็ดขาด หาไม่แล้วมันอาจจะเป็นผลร้ายกับพี่น้องของนาง และยังเป็นผลร้ายต่อชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เฮ่าเยว่ด้วย

บทที่ 3 ความหวังใหม่ (3)

            เนิ่นนาน...ชิงเฟิงจึงค่อยๆ เชิดใบหน้าขึ้น มองสูงไปยังเบื้องบน จับจ้องใบหน้าของสตรีที่ทำเป็นเมตตาทว่าดูจอมปลอมจนน่าสะอิดสะเอียน จากนั้นก็เผยรอยยิ้มเย็นชาก่อนจะตอบกลับฮองเฮาอย่างฉะฉาน “เมื่อคืนหม่อมฉันแค่เผลอทำแจกันแตก ทำให้ฝ่าบาทบาดเจ็บ ปรนนิบัติรับใช้ได้ไม่เป็นที่พอพระทัย ฮ่องเต้กริ้วหม่อมฉันจึงสั่งลงโทษให้หม่อมฉันถูกลดขั้นเป็นนางกำนัลก็เท่านั้น ส่วนวันนี้ที่หม่อมฉันมายืนรินสุราให้องค์หญิงเป่ยฉี ณ ตรงนี้ มาจากคำสั่งของพระองค์เองโดยแท้ ก่อนเกิดเหตุนั้นหม่อมฉันไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับงานเลี้ยงพระราชทานวันนี้เลยสักนิด หากว่ายาพิษมาจากหม่อมฉันละก็ ย่อมแสดงว่าพระองค์นั่นแหละคือผู้วางแผนทั้งหมด”

            “บังอาจ” ฮองเฮาพลันหน้าเปลี่ยนสี น้ำเสียงที่คราแรกยังอ่อนโยนเริ่มกรีดแทงหูผู้คน “ปากคอเราะรายมีแต่คำโป้ปด ดูท่าหากไม่ทรมาน เจ้าก็ไม่พูดความจริงเป็นแน่”

            ทันทีที่จบประโยค ทหารที่ยืนอยู่ข้างกายก็พุ่งเข้าไปจับตัวคุณหนูรองสกุลชิงกดแน่นลงกับพื้น แขนเรียวเล็กแทบจะถูกรัดจนหัก หญิงสาวกัดฟันกรอด ทั้งที่ขดตัวเป็นก้อนเล็กๆ แต่กลับไม่ยอมเอ่ยปากร้องวิงวอนแม้แต่น้อย เสียงเอ่ยปากสวนกลับดังราวกับไม่เกรงฟ้ากลัวดินใดๆ ทั้งสิ้น “ข้าไม่ได้เป็นคนวางยา”

            นางไม่ยอมรับความผิดที่ไม่ได้ก่ออย่างเด็ดขาด ต่อให้บิดแขนจนหัก ก็ไม่มีทางยอม!

            คำประกาศแสนพยศของเจ้าร่างน้อยทำให้เยี่ยนหงเทียนถึงกับเลิกคิ้ว จ้องสตรีบนพื้นด้วยความรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ความเจ็บปวดทำให้ใบหน้าขาวผ่องนั้นซีดมากยิ่งขึ้น ริมฝีปากแดงสดเย้ายวนถูกเจ้าตัวขบเม้มจนห้อเลือด ทว่าแววผยองที่นัยน์ตายังคงไม่เปลี่ยน

            ช่างเป็นสตรีที่เย่อหยิ่งจองหองเสียจนน่าพิศวง

            นางไม่รู้รึว่าควรทำตัวอ่อนน้อมต่อผู้ใด ทำหาญกล้าต่อสถานการณ์ไหน?

            ความแปลกประหลาดของสตรีผู้นี้เริ่มสะกิดใจเยี่ยนหงเทียนทีละน้อย นางเอ่ยว่าเผลอทำแจกันแตกรึ? อุตส่าห์พูดได้อย่างเรียบรื่น เห็นได้ชัดว่าเจ้าร่างน้อยนี่นอกจากจะหัวแข็งแล้วยังโกหกหน้าตายได้เก่งนัก เยี่ยนหงเทียนชักสายตากลับ ท่าทางเรียบเฉยไม่เผยความรู้สึกใดๆ มีเพียงข้ารับใช้ที่กำลังรินน้ำจัณฑ์ถวายเท่านั้น ถึงได้เห็นมุมปากโอรสสวรรค์ยกยิ้มขึ้นเพียงบางเบา

            “เป็นเพียงหญิงรับใช้ผู้ต่ำต้อยแท้ๆ ยังมีหน้ามาทำยโสโอหัง” ฮองเฮาตะคอกเสียงลั่น พิโรธหนักด้วยรู้สึกเสียหน้ายิ่งนัก “ข้าจะดูว่าเจ้าจะปากแข็งได้สักแค่ไหนกัน เด็กๆ”

            ขันทีสามคนก้าวขึ้นมารับคำสั่งทันที ชิงเฟิงหรี่ตาลง สองมือกำหมัดกัดฟันแน่น ตัดสินใจเด็ดขาดว่าต่อให้ตายก็ไม่มีวันเอ่ยปากรับ การยอมจำนนอาจนำพาความเดือดร้อนมาสู่พี่สาวที่ยังมีชีวิตอยู่ ลำพังชีวิตตนนั้นยอมแลกกับสิ่งใดก็ได้ แต่พี่หลิงผู้อ่อนโยน รับความทรมานสาหัสสากรรจ์เช่นนางไม่ได้แน่

            แม้ถูกตีจนตายตรงนี้นางก็จะทน!

            ขณะที่ชิงเฟิงถูกขันทีรวบตัวนั่นเอง เสียงทุ้มต่ำประหนึ่งเสียงดนตรีขับขานก็ดังขึ้น ท่วงทำนองเจรจาไม่เร็วไม่ช้า ทว่าหนักแน่นมั่นคงจนมิอาจละเลย “ฮองเฮาโปรดพระทัยเย็น อย่าได้กริ้วเพราะนางข้าหลวงเพียงคนเดียวเลย มิสู้มอบตัวนางให้เจ้ากรมอาญาตัน ให้เขาเป็นผู้สอบสวน พระองค์จะได้ไม่ต้องมาแปดเปื้อน โปรดถนอมพระวรกายอันสูงส่งด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

            ผู้ถูกกล่าวหามองไม่เห็นเจ้าของเสียง แต่ก็ได้เห็นฮองเฮาขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยราวกับคาดไม่ถึง แม้จะเป็นเช่นนี้ น้ำเสียงของพระนางก็เปลี่ยนไปมากนัก เผยรอยยิ้มที่จางจนแทบจะไม่เห็น พยักหน้าอย่างปรานีแล้วตอบกลับว่า “ท่านอัครเสนาบดีโหลวยังคงรอบคอบ คนพวกนั้นก็มอบให้เจ้ากรมอาญาตันจัดการก็แล้วกัน”

            ชิงเฟิงและผู้ต้องสงสัยคนอื่นถูกผลักออกมายืนด้านข้างท้องพระโรง ในที่สุดนางก็ได้เห็นหน้าค่าตาเจ้าของเสียงนั้นเสียที เขาเป็นบุรุษหนุ่มหล่อเหลาล่ำสัน งามสง่าในชุดคลุมตัวยาวสีฟ้าอ่อน ศีรษะสวมที่ครอบสีทองอมม่วง จริตประณีต กิริยาสุขุมเยือกเย็น พิศแล้วไม่เหมือนผู้คลุกคลีในแวดวงราชการแม้แต่น้อย ดูสะอาดผ่องใสไร้สิ่งแปดเปื้อนใดๆ เมื่อได้ยินฮองเฮาเรียกชายผู้นี้ว่าอัครเสนาบดีโหลว ซ้ำมีท่าทีเกรงอกเกรงใจอีกฝ่ายยิ่งนัก ชิงเฟิงก็เดาได้ว่าชายผู้นี้คือโหลวซี่เหยียน ที่ผู้คนกล่าวขานว่าเป็นเสาหลักแห่งแผ่นดิน

            งดงามและทรงภูมิ นับเป็นบุรุษที่มองข้ามไม่ได้จริงๆ

            ชิงเฟิงเผยรอยยิ้มตื้นตันใจออกมา เห็นพี่สาวยืนอยู่เคียงข้างบุรุษผู้นี้ก็ให้เบาใจ หวังเพียงว่าบารมีของเขาจะช่วยเหลือพี่ใหญ่ได้

            “เจ้าจะทำอันใด?” ซวี่สวินซือตะคอกเสียงดังขึ้นกลางท้องพระโรง ชิงเฟิงหันหน้าไปมอง ก็เห็นตันยี่หลันนั่งย่อตัวอยู่ข้างศพองค์หญิงเจ็ด มือที่ยื่นไปแตะชายเสื้อองค์หญิงนั้นถูกซวี่สวินซือคว้าเอาไว้แน่น เจ้ากรมอาญาอธิบายถ้วนถี่ “องค์หญิงเจ็ดต้องพิษจนสิ้นพระชนม์ ต้องรีบชันสูตรศพโดยเร็วเพื่อเก็บหลักฐานขั้นต้น”

            ซวี่สวินซือที่ดูเรียบร้อยมีมารยาทมาตลอดโมโหขึ้นโดยพลัน “เจ้าบอกเองว่าน้องเจ็ดตายเพราะยาพิษ สุราก็ทดสอบแล้วว่ามีพิษ เจ้ายังอยากจะชันสูตรอันใดอีก?”

            “องค์ชายสามโปรดวางพระทัย ที่กระหม่อมต้องทำเป็นเพียงการชันสูตรทั่วไป เช่นทำการบันทึกอาการของศพ ดูว่าศพยังมีบาดแผลอื่นอีกหรือไม่ เพื่อเตรียมไว้ไขคดี รับรองว่าจะไม่ทำร้ายศพองค์หญิงแน่นอน หากองค์ชายสามไม่วางพระทัย พระองค์ก็สามารถทอดพระเนตรการทำงานของกระหม่อมได้ตลอด”

            องค์ชายสามแห่งเป่ยฉีมีสีหน้าดำคล้ำจนน่าตกใจ “อย่างนี้หมายความว่าเจ้าจะเปลื้องผ้าตรวจดู?”

            ตันยี่หลันมีสีหน้าเปี่ยมคุณธรรม ตอบอย่างไม่เสแสร้งว่า “ใช่พ่ะย่ะค่ะ”

            “ไม่ได้” ซวี่สวินซือตะคอกเสียงดัง ค่อยๆ วางศพองค์หญิงเจ็ดลงกับพื้นก่อนจะถอดเสื้อคลุมของตนออกคลุมลงบนร่างน้องสาวผู้ไร้วิญญาณที่สวมเพียงเสื้อบางๆ แล้วลุกขึ้นเดินมากลางท้องพระโรง มองผ่านร่างสูงของตันยี่หลัน เอ่ยเสียงก้องกังวานกับเยี่ยนหงเทียน

            “แม้เป่ยฉีจะเป็นแคว้นเล็กๆ แต่ไม่ว่าอย่างไร น้องเจ็ดก็เป็นองค์หญิงสูงศักดิ์ที่สุดของแคว้นเรา ข้ายอมไม่ได้เด็ดขาดที่จะให้ชายใดก็ตามมาแตะต้องศพนาง หากวิญญาณนางสามารถรับรู้ ก็จะรู้สึกอัปยศอดสูเช่นเดียวกัน”

            เยี่ยนหงเทียนมีใบหน้าสีดำคล้ำมาตลอด ไม่รู้อารมณ์ดีหรือร้าย ไม่แสดงอาการใดทั้งสิ้น ตันยี่หลันก้าวขึ้นมาด้านหน้าอีกครั้ง อธิบายอย่างจริงใจว่า “องค์ชายสาม อย่างไรก็ต้องตรวจศพองค์หญิงเพื่อหาตัวฆาตกรที่สังหารองค์หญิงอย่างแท้จริงให้ได้ ขอองค์ชายสามโปรดเข้าพระทัยด้วย”

            “ใครกล้าบังอาจแตะองค์หญิง” เงาร่างหนึ่งพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว หูซีอั๋งขวางอยู่หน้าศพองค์หญิงเจ็ด เขาเป็นขุนพลบู๊ถนัดแต่ใช้กำลัง ยามเมื่อโกรธถึงขีดสุดก็ไม่สนใจสิ่งใด ตะคอกดุดันตรงไปตรงมา “องค์หญิงถูกฆาตกรรมโดยเจตนากลางท้องพระโรงชัดๆ ในสุราก็พบยาพิษแต่เจ้าไม่ไปตรวจหาตัวฆาตกร กลับคิดจะมาละเมิดพระศพองค์หญิง พวกเจ้าชาวฉงเยว่อย่าได้รังแกกันเกินไปนัก”

            เจ้ากรมอาญาไม่สนใจคำกล่าวดูหมิ่นของหูซีอั๋งแม้เพียงนิด จดจ่อแต่ผู้ที่ตนกำลังพูดคุยด้วย “ถ้าเช่นนั้นองค์ชายสามคิดจะจัดการอย่างไร?”

            ซวี่สวินซือหันกายกลับมา เผชิญหน้ากับตันยี่หลันโดยตรง สีหน้านิ่งสนิทยากอ่านออก “เจ้ากรมอาญาตันสามารถตรวจโดยยังสวมเสื้อผ้าได้ หลังดูเสร็จแล้วข้าจะส่งร่างไร้วิญญาณของน้องเจ็ดกลับแคว้น ไม่ว่าอย่างไรท่านก็เป็นบุรุษ จะให้ถอดเสื้อผ้าเปลือยร่างน้องเจ็ดชันสูตรไม่ได้โดยเด็ดขาด”

            บรรยากาศในท้องพระโรงนั้นหนักหน่วงยิ่งนัก หากว่าหูซีอั๋งพกอาวุธมาด้วยก็คงดึงออกมาแล้ว ตันยี่หลันมีสีหน้าหนักใจ ถึงอย่างไรตนก็คงไม่สามารถทำการชันสูตรศพโดยตรงได้ จึงครุ่นคิดอย่างหนัก ไม่นานก็ได้คำตอบ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แววตาพลันเปล่งประกายเจิดจ้า เปี่ยมไปด้วยความหวัง น้ำเสียงที่ถามต่อยังคงสงบนิ่ง “บุรุษชันสูตรไม่ได้ แล้วหากผู้ชันสูตรเป็นสตรีเล่า?”

            “สตรีเป็นผู้ชันสูตร?”

            เมื่อตันยี่หลันเอ่ยประโยคนี้จบ ทั้งตำหนักกันหยางพลันเงียบสนิท

            ใครเคยเห็นสตรีชันสูตรศพบ้าง?

            “ผู้ชันสูตรเป็นสตรี?” ซวี่สวินซือขมวดคิ้วแน่นถามว่า “ฉงเยว่มีหวู่โจ้หญิงด้วยหรือ?”

            ตันยี่หลันไม่ตอบคำถามของซวี่สวินซือ เพียงยืนหยัดถามต่อ “ขอให้องค์ชายสามตอบเพียงว่าได้หรือไม่ได้”

            ดูท่าทีแล้วอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็จะชันสูตรศพให้ได้ ซวี่สวินซือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็พยักหน้าตอบ “ได้... หากเป็นหญิง สามารถเปลื้องผ้าชันสูตรได้”

            เมื่อได้รับคำตอบยืนยันตันยี่หลันก็หันกายกลับ เดินตรงไปยังตำแหน่งที่นั่งของโหลวซี่เหยียน มองเห็นเพียงร่างของท่านอัครเสนาบดีที่เคาะนิ้วชี้เป็นจังหวะ สีหน้าสงบนิ่งฉายแววสบายอารมณ์ หากในใจกลับอดไม่ไหวจนต้องสบถด่า ‘เจ้าบ้าตันยี่หลันใช้วิธีการนี้บีบบังคับข้าเสียแล้ว’

            ทุกคนล้วนรอดูว่าเจ้ากรมอาญาจะไปหาหญิงจากที่ใดมาชันสูตรศพ หรือว่าเขาแอบมีศิษย์เป็นสตรี เห็นเพียงใต้เท้าตันเดินอ้อมท่านอัครเสนาบดี ตรงไปยังด้านหน้าชายนัยน์ตาสีฟ้าเรือนร่างสูงใหญ่ แล้วผายมือพลางพูด “แม่นางชิง ขอเชิญท่านช่วยชันสูตรศพองค์หญิงด้วย”

            ขุนนางในท้องพระโรงพลันส่งเสียงฮือฮากันอีกครั้ง นั่นบุรุษชัดๆ ใช่สตรีที่ใดกัน?

            ชิงเฟิงเบิกตาโตตกใจยิ่งกว่าผู้ใด ตันยี่หลันมองเห็นพี่ใหญ่แล้วหรือ? แต่ว่าทำไมจึงต้องเรียกพี่ใหญ่ให้มาชันสูตรศพด้วยเล่า? ปกติพี่ใหญ่กลัวเลือดเป็นที่สุด อย่าว่าแต่ชันสูตรเลย เพียงแค่ภาพที่องค์หญิงเจ็ดสิ้นชีพเมื่อครู่ ก็คงทำให้พี่ใหญ่ตกใจแทบหมดสติแล้ว หรือว่านี่เป็นการกลั่นแกล้งกัน?

            ชิงเฟิงกำหมัดแน่น เหงื่อกาฬไหลร่วงลงสู่พื้น ทั้งหวาดกลัวแทนพี่สาว ทั้งเคียดแค้นชิงชัง

            ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ ไม่ปรากฏว่ามีเสียงสตรีคนใดตอบกลับมา

            ตันยี่หลันก็ไม่ได้ก้าวขึ้นไปด้านหน้าต่อ เพียงแต่พูดเสียงก้องกังวาน “หากวันนี้ไม่อาจชันสูตรศพองค์หญิงก็จะไม่มีเบาะแสและหลักฐานใหม่ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ย่อมไม่อาจหลุดพ้นจากความผิดฐานวางยาฆ่าองค์หญิงแห่งเป่ยฉีได้ โทษหนักยากจะรอดประหาร”

            ชิงเฟิงสะดุ้งตกใจ ตันยี่หลันเอ่ยเช่นนี้ คงกำลังใช้ความปลอดภัยของตัวนางข่มขู่พี่หลิง

            ทำไมเขาถึงทำเช่นนี้

            แล้วเหตุใดถึงกัดพี่ใหญ่ไม่ยอมปล่อย... เจ้าชาติชั่ว! พี่ใหญ่ของข้าชันสูตรไม่...

            “ตกลง...ข้าตรวจให้” ร่างเล็กโปร่งบางก้าวออกมาจากด้านหลังชายตัวโต พร้อมกับเอ่ยปากตอบอย่างเสียมิได้

            ร่างนั้นคือสตรีที่สวมเสื้อบ่าวไพร่ของจวนอัครเสนาบดีโหลว ใช่แล้ว...เป็นสตรี แม้นางจะเกล้าผมเป็นมวยอย่างบุรุษ สวมเสื้อคลุมหลวมโพรก แต่หากตั้งใจสังเกตจะเห็นใบหน้าขาวผ่องงดงามซึ่งย่อมคิดเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นสตรีอย่างแน่นอน

            เคร้ง!

            เสียงจอกสุราพลิกคว่ำดังสะท้อนทั่วท้องพระโรง ทุกสายตาล้วนหันไปมองยังต้นเสียง จึงเห็นว่าที่โต๊ะยาวเบื้องหน้าฮ่องเต้ มีสุราจอกหนึ่งเอียงล้มอยู่ สุราเลิศรสไหลหยดลงบนพรมไหมทองทีละหยด ดวงเนตรสีดำสนิทดั่งนิลของพญามังกรราวกับมีเปลวไฟพวยพุ่งลุกลามออกมา

            เยี่ยนหงเทียนจ้องเขม็งไปยังหญิงสาวที่จู่ๆ ก็ปรากฏกาย เหล่าขุนนางต่างคาดเดากันถึงฐานะของสตรีผู้นี้ เพียงแต่ว่าหากสังเกต ในสายพระเนตรของเยี่ยนหงเทียนที่มองนั้นกลับแฝงด้วยอารมณ์ซับซ้อนนัก       

            คล้ายไม่อยากจะเชื่อแต่ก็เหมือนห่อหุ้มด้วยความหวงแหนแค้นเคือง

            ทว่าสิ่งที่เห็นเด่นชัดที่สุดกลับเป็นแรงโทสะที่ไม่ว่าใครก็ล้วนดูออก

            ดวงตาคู่หวานของชิงเฟิงกะพริบน้อยๆ เยี่ยนหงเทียนออกอาการประหลาดอย่างเปิดเผย แน่ชัดแล้วว่าอีกฝ่ายต้องรู้จักพี่ใหญ่ มิน่าฮ่องเต้ใจทรามถึงได้ยืนยันจะเอาตัวพี่สาวของนางเข้าวัง ซ้ำยังเอ่ยถามตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันว่านางคือใคร เป็นเพราะว่าเขารู้อยู่แล้วว่าตนไม่ใช่ชิงหลิงนั่นเอง

            ชิงเฟิงปรายตามองพี่ใหญ่ที่ยืนนิ่งเงียบไร้ปฏิกิริยาใดๆ เห็นพี่สาวมีอาการงงงัน สุดท้ายคงรำคาญสายตาฮ่องเต้จึงเบนหน้าหลบ ดูท่าพี่ใหญ่เหมือนไม่รู้จักเยี่ยนหงเทียน ชิงเฟิงสบถเบาๆ ในใจ... สงสัยงานนี้ เจ้าคนมักมากเยี่ยนหงเทียนคงจ้องพี่หลิงตาเป็นมันมาหลายปีแล้วแน่ๆ สาเหตุแท้จริงที่ก่อให้เกิดการสังหารล้างบางสกุลชิงก็มาจากความใคร่จนหน้ามืดของมันนั่นเอง

            เจ้าสารเลวเยี่ยนหงเทียน...

            ช่างสาแก่ใจข้านักที่ฟ้ามีตา ไม่ปล่อยให้พี่ใหญ่ตกอยู่ในมือสกปรกของเจ้า!

            คุณหนูรองสกุลชิงรู้สึกโล่งใจนัก บัดนี้พี่สาวผู้บอบบางอันเป็นที่รักประดุจมารดาคนที่สองอยู่ในความคุ้มครองของบุรุษแกร่งกล้า ซึ่งทรงอำนาจศักดาพอที่จะถ่วงดุลกับเยี่ยนหงเทียนได้ คราวนี้ต่อให้ตายนางก็หลับตาสนิทแล้ว

            ระหว่างที่เผลอยิ้มนั่นเอง พลันสายตาก็ปะทะกับสายพระเนตรรู้ทันของเยี่ยนหงเทียนเข้า ฝ่ายนั้นกำลังจับจ้องนางสลับกับใบหน้าของพี่สาว สุดท้ายหางตาก็จับอยู่ที่ใบหน้าโล่งใจของนางอย่างไม่ปิดบัง จังหวะนั้นเอง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมก็เผยให้เห็น พร้อมกับเขี้ยวอันแหลมคมราวกับเขี้ยวพยัคฆ์... ยิ่งนางจ้องกลับ อีกฝ่ายยิ่งเลิกคิ้วตอบราวกับเกษมสำราญยิ่งนัก... ชิงเฟิงเห็นดังนั้นก็สั่นราวกับใบไม้ต้องลม หัวใจดวงน้อยเต้นโลดรุนแรงอยู่ในอก เหงื่อผุดกลางฝ่ามือโดยไม่รู้ตัว

            ม…มันมองเราสองพี่น้องด้วยเหตุใด ทั้งยังส่งยิ้มล้อเลียนข้าด้วย

            ไม่นะ...หรือว่าข้าแสดงออกทางสีหน้ามากเกิน?

            ชิงเฟิงรีบเก็บอาการ พยายามวางเฉยและก้มหน้าลง เส้นสายทั้งหมดในร่างตึงเครียดทันที ความเจ็บปวดที่บ่าขวาคอยย้ำเตือนว่าชายผู้นี้กระหายความรุนแรงถึงขั้นวิปริต ยินดีที่ได้เห็นผู้คนเจ็บปวดและไม่รู้จักออมมือกับศัตรูสักนิด ตนควรเก็บอาการลิงโลดไว้ให้มิด รอจนแน่ใจว่าพี่สาวออกจากเขตวังหลวงปลอดภัยแล้วจริงๆ ค่อยจุดประทัดฉลองชัยก็ยังไม่สายยังดีที่เยี่ยนหงเทียนเพียงแค่ยิ้มแต่มิได้ทำสิ่งใด มือแกร่งคว้าจอกสุราใหม่ขึ้นมาจิบราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

            ในท้องพระโรงนั้น ทุกคนล้วนกลั้นหายใจ มิกล้าส่งเสียง มีเพียงพี่ใหญ่ที่ใจกล้า เดินดุ่มๆ ไปที่ข้างพระศพขององค์หญิงเจ็ด

            ซวี่สวินซือถามเหมือนจะหยั่งเชิง “ท่านนี้คือ...”         

            ตันยี่หลันมองโหลวซี่เหยียนแวบหนึ่งแล้วจึงค่อยตอบ “คนในครอบครัวท่านอัครเสนาบดีโหลว พอจะรู้วิชาชันสูตรศพบ้าง ให้นางเป็นผู้ชันสูตร องค์ชายสามขัดข้องสิ่งใดหรือไม่?”

            “อัครเสนาบดีโหลว?” สตรีนางนี้งดงามเลิศล้ำ ทว่ากลับสวมชุดองครักษ์ แก้มขวาก็ถูกกรีดจนเสียโฉม จะใช่ครอบครัวของอัครเสนาบดีโหลวจริงหรือ?

            ซวี่สวินซือมองโหลวซี่เหยียนเพื่อถามหาความจริง ในที่สุดร่างสูงสง่าของโหลวซี่เหยียนก็ลุกขึ้น ก่อนจะเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างกายหญิงสาว อุ้งมือแข็งแรงคว้ามือเล็กมากุมไว้เบาๆ พลางส่งยิ้มให้อย่างอบอุ่นราวกับตะวันฉาย ดวงตาที่มองร่างเล็กเต็มไปด้วยความรักใคร่ไม่ปิดบัง “ใช่...นางเป็นฮูหยินน้อยของข้าจริงๆ”

            ฮูหยิน?

            มิเพียงแต่ชิงเฟิงที่ใจเต้นรัวแรง เหล่าขุนนางล้วนพากันสูดลมหายใจลึกเข้าปอด คำว่าฮูหยินปกติจะเอ่ยออกมาพล่อยๆ ย่อมมิได้คืนนี้มีแต่เรื่องน่าอัศจรรย์ใจให้เหล่าขุนนางงงงันกันได้ไม่หยุดหย่อนเดี๋ยวทางโน้น เดี๋ยวทางนี้

            ขันทีที่ทำหน้าที่รินสุราให้องค์ฮ่องเต้ มีเหงื่อเคลือบบางๆ อยู่บนหน้าผาก มือก็สั่นเบาๆ อย่างมิอาจควบคุม ชิงเฟิงมองเห็นเส้นเอ็นเขียวเกร็งพาดผ่านหลังมือของเยี่ยนหงเทียนที่ถือจอกสุราอยู่ จอกนั้นถูกบีบจนส่งเสียงเปรี๊ยะๆ อย่างน่ากลัว โอรสสวรรค์บิดมุมปากขึ้นน้อยๆ โดยไม่รู้ตัว เพียงแค่นี้ก็พอจะดูออกว่าเยี่ยนหงเทียนนั้นหมายปองพี่ใหญ่อย่างปักใจแน่วแน่

            โหลวซี่เหยียนเองก็ไม่มีทางตาถั่วจนถึงขั้นดูไม่ออกเช่นกัน ทว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นยังกล้าประกาศความเป็นเจ้าของต่อหน้าธารกำนัล ว่าพี่ใหญ่คือฮูหยินของเขา ผู้ชายคนนี้ช่างน่าสนใจนัก ชิงเฟิงไม่เคยได้ยินว่ามีขุนนางใดในหกแคว้น ที่กล้ากระด้างกระเดื่องกับเยี่ยนหงเทียนมาก่อน แม้แต่ฮ่องเต้เฮ่าเยว่ยังต้องศิโรราบ จับกุมพวกนางมาถวายทรราชโฉด นึกไม่ถึงว่าวันนี้มีโอกาสได้เจอผู้กล้าท้ามฤตยูอย่างโหลวซี่เหยียน นับว่าใต้หล้ายัง

ไม่สิ้นคนดีจริงๆ

            ในเมื่อฮูหยินของอัครเสนาบดีโหลวมาช่วยชันสูตรศพน้องเจ็ดด้วยตัวเอง เขายังจะพูดอย่างไรได้? ซวี่สวินซือได้แต่ตอบว่า “ในเมื่อเป็นฮูหยินโหลวข้าก็ไม่ว่าอันใด”

            “จะชันสูตรที่ไหน?” เสียงใสเย็นถามขึ้น

            ตันยี่หลันกำลังจะเอ่ยปาก น้ำเสียงกังวานก้องแฝงเล่ห์ร้ายของเยี่ยนหงเทียนก็ดังขึ้นอย่างเย็นชา “ชันสูตรที่ท้องพระโรงนี้เลย” ดี! ดีมาก! ถือว่าเจ้าสองคนพี่น้องกล้าหาญตบตาคนอย่างข้า ข้าก็จะขอดูสักหน่อยว่าสตรีที่แค่เจอศพกระต่ายยังตกใจกลัวไปครึ่งวัน จะริอาจชันสูตรศพได้อย่างไร “เด็กๆ ล้อมม่าน!!!”

            ชันสูตรศพ...กลางท้องพระโรง?

            เจ้าเยี่ยนหงเทียนนี่กัดไม่ปล่อยราวกับสุนัข จะให้พี่ใหญ่ชันสูตรศพกลางท้องพระโรง เช่นนี้คงหาทางปลีกตัวหนีได้ยากแล้ว มันจ้องหาเรื่องพี่สาวของนางชัดเจนเป็นแน่แท้ ชิงเฟิงใจร้อนเป็นไฟ ด้วยรู้ดีว่าพี่ใหญ่จิตใจอ่อนโยนและรักนางมาก ที่เผลอตกปากรับคำคงเพราะโดนข่มขู่ เมื่อครู่ในใจอาจจะคิดยอมไปก่อนเพื่อหาทางหนีทีไล่ภายหลัง

            ทว่าตอนนี้ไม่ทันการณ์แล้ว...จะทำอย่างไรดี!

            รึว่าข้าควรชิงดาบจากทหาร แล้ววิ่งไปเสียบเจ้าคนโฉดชั่วให้มิดด้าม?

            รึว่าข้าควรล้มคบเพลิงตรงมุมห้องแล้วสาดสุราใส่ เผาที่นี่เสียเลย?

            รึว่าข้า...