“ฮัดเช้ย!”
แพขนตายาวราวกับพัดกะพริบวูบ นัยน์ตาสีอำพันทอดมองมาด้วยความจริงใจอย่างที่สุด
“จือหลี อย่าดื้ออีกเลย หากไม่สบายไปจะทำเช่นไร ถ้าเจ้าโกรธ...” ซูเฉินเช่อหยุดชะงักครู่หนึ่ง “เช่นนั้น... ข้าให้เจ้าทับข้าคืนก็แล้วกัน”
“ไปให้พ้น!”
บังอาจนัก! ปัญหาก็อยู่ที่สาเหตุนี้เอง...
ถึงแม้อาหารที่เก็บไว้ในร่องหินจะสามารถทำให้เสิ่นจือหลีและคุณชายสือเอ้อเย่อยู่ต่อได้อีกหลายวัน แต่นางกลับรู้สึกว่าอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว แม้ปกติจะถูกเอาเปรียบไปบ้างก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถขู่เข็ญเงินตอบแทนจากพ่อบ้านชิงได้จำนวนหนึ่ง ทว่า สถานการณ์เช่นนี้...
เสิ่นจือหลีนวดมือและเท้าที่เพิ่งทายาลงไปก่อนพยุงกายกับผนังเพื่อลุกขึ้น พลันเหลือบตาไปเห็นเงาสูงใหญ่ที่เคลื่อนไหววูบวาบสายหนึ่งจึงรีบกล่าวขึ้นทันที
“อย่าได้ตามมาเชียวนะ!”
เงาดำนั้นขยับยุกยิกแล้วหดกลับเข้าไปอย่างเสียมิได้
ทางลับแห่งนี้อาจารย์เคยบอกนางไว้เมื่อตอนใกล้สิ้นใจ หุบเขาหวยชุนเป็นเพียงหุบเขารักษาโรคแห่งหนึ่ง เมื่อใดที่เกิดเรื่องยุ่งขึ้นให้นางมาหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ หากคิดให้ดีแล้วเหตุยุ่งยากที่เกิดขึ้นตอนนี้น่าจะ
ถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ และต้องเกี่ยวข้องกับฮัวจิ่วเยว่ไม่มากก็น้อยเป็นแน่
ความทรงจำเมื่อครั้งอดีตผุดขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ... เมื่อประมาณแปดเก้าปีก่อน ฤดูเหมันต์ปีนั้นช่างหนาวจับใจ อากาศเย็นเยียบ พื้นดินแข็งกระด้าง ผู้คนที่ไม่สามารถต้านทานความหนาวได้ต่างล้มตายกันจนนับไม่ถ้วน
เสิ่นจือหลีในยามนั้นจ้องมองหญิงม่าย--แม่บุญธรรมที่เป็นผู้
รับเลี้ยงตน ใบหน้าที่เห็นนั้นเขียวช้ำไปหมดเพราะถูกทำร้าย ส่วนตัวนางเองก็กำลังป่วยอยู่ ร่างทั้งร่างสั่นเทาจนต้องนั่งกอดเข่าเข้าหากันแน่น นางใช้ความพยายามอย่างมากที่จะประคับประคองตนจนกระทั่งเดินไปถึงร้านขายยาในตำบลเพื่อขอความช่วยเหลือได้สำเร็จ หากแต่กลับถูกโยนออกมาอย่างน่าเวทนา
ท้ายที่สุดก็ต้องทิ้งร่างลงนอนอยู่ใต้หิมะที่แสนจะเย็นยะเยือกช่วงเวลานั้นนางคิดว่าคงไม่รอดแน่แล้ว ทว่ากลับพบตัวเองฟื้นขึ้นมาบนเตียงที่อบอุ่น มีหนุ่มน้อยรูปงามชวนตะลึง ส่งน้ำขิงร้อนถ้วยหนึ่งให้พร้อมรอยยิ้ม
นางจำน้ำขิงที่แสนอร่อยกลมกล่อมจนแทบจะกลืนลิ้นลงไปในขณะที่ดื่มได้เป็นอย่างดี และใบหน้าที่งดงามราวกับเทพสวรรค์ชั้นฟ้ามาจุติของหนุ่มน้อยผู้นั้น นางเองก็ไม่เคยลืมและไม่คิดจะลืมไปชั่วนิรันดร์
แต่ความประทับใจที่ดีงามก็หยุดลง ณ ตรงนั้น...
นางเพิ่งดื่มน้ำขิงหมด หนุ่มน้อยก็หัวเราะออกมาพลางใช้มือ
ทั้งสองข้างยื่นมาหยิกแก้มนางเล่นอย่างไม่เกรงใจแล้วเอ่ยว่า “ถึงแม้เจ้าจะทั้งขี้เหร่ ทั้งโง่ และสกปรกก็ตาม แต่เสิ่นเทียนสิงบอกว่า วันหลังเจ้าสามารถมาขอข้าวจากพวกเรากินได้ ดังนั้นข้าควรจัดการให้เจ้ารีบๆ ตายไปเสีย”
มองข้ามคำพูดของเขาไป ตอนนั้นนางยังรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นความซาบซึ้งใจก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะความสนุกเล็กๆ น้อยๆ ที่อีกฝ่ายมอบให้ ไม่ว่าจะเป็นดึงผมของนางเล่น หรือใส่งูลงไปในกระเป๋า ถูกจับมาวาดจนหน้าลาย วางยาถ่าย...
เลวร้ายจนสุดที่จะบรรยายออกมาได้!
ศิษย์พี่ฮัวจิ่วเยว่รังแกนางมาตั้งแต่เล็ก ยึดเอาสิ่งนี้เป็นความสุข
ของตน
หากตอนนี้นางตกอยู่ในมือเขา โดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้... คิดมาถึงตรงนี้เสิ่นจือหลีอดที่จะทอดถอนใจมิได้
“จือหลี เจ้ายังโกรธข้าอยู่อีกหรือ?”
เสิ่นจือหลีหมดความอดทนในทันที พูดขึ้นอย่างไม่เกรงใจ “อย่าเซ้าซี้ให้มากความ นั่งเฉยๆ!”
พูดไปนิ้วก็คลำผนังไปทีละนิด อาจารย์เคยบอกว่าในทางลับนี้นอกจากสามารถซ่อนตัวได้แล้ว ยังมีทางออกอีกด้วย เพียงแต่เวลาผ่านมาเนิ่นนานแล้ว และนางเองก็ไม่เคยลงมาก่อน เลยไม่ค่อยแน่ใจนัก
พรึบ!
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานสักเท่าใด เทียนที่ฝังอยู่ในผนังก็ถูกจุดขึ้น ประตูหินค่อยๆ เปิดออกทีละน้อย เผยให้เห็นทางเดินเล็กๆ เส้นทางหนึ่ง ท่านหมอเสิ่นโล่งใจอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะรับรู้ถึงความผิดปกติได้อย่างชัดเจน นางส่งสัญญาณให้ซูเฉินเช่อหุบปาก เมื่อเขาทำตามกลับทำให้นางแปลกใจเล็กน้อย
คุณชายสือเอ้อเย่เชื่อฟังอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
เพราะเหตุนี้เองเสิ่นจือหลีจึงหันกลับไปดู และพบว่าซูเฉินเช่อ
กำลังพิงกายกับผนังหิน ศีรษะตกลงเล็กน้อย หายใจเพียงแผ่วเบา เส้นผมยาวสลวยบดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง แสงสีส้มจากเทียนส่องสว่างไปยังโครงหน้าหล่อเหลา เผยให้เห็นใบหน้าส่วนที่เหลือซึ่งซีดขาวราวกระดาษ ริมฝีปากคล้ำอมม่วง
แน่ชัดแล้ว!
อาการของพิษกำเริบนั่นเอง เมื่อครู่นั้นมืดเกินไปจนมองไม่เห็น นางลืมได้อย่างไรว่าพิษของเขายังไม่ได้รับยาแก้
ท่านหมอเสิ่นกลับไปตรวจชีพจรของซูเฉินเช่ออีกครั้ง สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ พิษเล็กน้อยเพียงแค่นี้ถ้าในสถานการณ์ปกตินางไม่จำเป็นต้องกังวลแต่อย่างใด หากแต่ในเวลานี้ไม่มียาแก้พิษ ต่อให้ฝีมือ
ยอดเยี่ยมขนาดไหนก็ไม่อาจรักษาได้ “จือหลี...” ซูเฉินเช่อพยายามเหลือบตาขึ้น มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย “เจ้าดุจัง”
เสิ่นจือหลีทบทวนความผิดไปครั้งหนึ่ง กล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าพยายามควบคุมอารมณ์ที่มีต่อเจ้าอย่างมากแล้วนะ”
คนเจ็บหัวเราะ ก่อนจะเอ่ย “จือหลี กอดข้าหน่อยได้หรือไม่”
“ไม่ได้!” นางตอบอย่างไม่ต้องคิด
ยังไม่ทันสิ้นเสียงร่างของซูเฉินเช่อก็ล้มมาที่ตัวนางเรียบร้อยแล้ว ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่ข้างใบหูช่างอ่อนโยนและนุ่มนวลเป็นพิเศษ เสียงแผ่วเบาของเขาดังขึ้น “จือหลี เจ้าหาทางออกให้เจอ แล้วก็จากไป
เสียเถิด ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนข้า”
ซูเฉินเช่อไม่ได้ใช้แรงบังคับเลยแม้เพียงเศษเสี้ยว ทว่าท่านหมอเสิ่นกลับไม่สามารถผลักเขาออกห่าง ทำได้เพียงนิ่งงันไปครู่หนึ่งถึงจะตั้งสติได้ “ข้าเคยบอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าตั้งแต่เมื่อใด”
ใบหน้าซีดเซียวยิ้มเล็กน้อย “อืม... ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไปเถิด”
ซูเฉินเช่อค่อยๆ เอนกายกลับไปยังผนังหิน เงาสูงใหญ่ที่เกิดจากแสงเทียนส่องสะท้อนบวกกับสายตาอ่อนโยนสีอำพันที่มองมายังนางให้ความรู้สึกใจหายอย่างน่าประหลาด เสิ่นจือหลีเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะ
เอ่ยขึ้น “หากข้าไปแล้ว เจ้าจะทำอย่างไร?”
“ในเมื่อข้ายังนั่งอยู่ที่นี่ได้... ก็ต้องมีวิธีออกไปได้เช่นกัน” ซูเฉินเช่อตอบทั้งที่ยังคงมีรอยยิ้ม
เสิ่นจือหลีจ้องชายตรงหน้าตาไม่กะพริบ ลังเลอยู่ชั่วหนึ่งจึงเอ่ยถามในสิ่งที่ค้างคาใจมาเนิ่นนาน “ซูเฉินเช่อ เหตุใดเจ้าจึงหลงรักข้าตั้งแต่แรกพบ”
“ข้าเองก็ไม่อาจตอบได้” เขาใคร่ครวญเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย
“หรือว่าข้าสวยเกินไป?” มือเรียวลูบไล้ใบหน้าของตน
“.......” คำถามง่ายๆ แต่กลับทำให้ชายหนุ่มพูดไม่ออกในทันที
เสิ่นจือหลีหรี่ตาอย่างเอาเรื่อง “ทำไม เจ้ามีปัญหาหรืออย่างไร?”
อีกฝ่ายก้มหน้าลงด้วยรู้สึกเก้อเขิน “ไม่มี... แน่นอนในสายตาข้า จือหลีสวยที่สุด”
“.......” ทำไมยิ่งฟังยิ่งเหมือนเป็นคำโกหกกันเล่า เอาเถิดถึงอย่างไรคำตอบก็คือ ‘ข้าสวย’ อยู่ดี คิดได้ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนคำถาม “ถ้าจะออกไป เจ้ารู้หรือว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใด?”
ใบหน้าขาวซีดส่ายไปมาเป็นคำตอบ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดพวกเราถึงมาที่นี่?”
ซูเฉินเช่อส่ายหน้าอีกครั้ง
“แล้วเจ้ารู้หรือว่าจะออกไปอย่างไร คนข้างนอกที่กำลังหาเรื่อง พวกเรานั่นเป็นใคร” หญิงสาวถามต่อ
และคำตอบก็ยังคงเป็นเช่นเดิม
เสิ่นจือหลีนึกหงุดหงิดใจเป็นที่สุด โง่งมนัก! ไม่รู้เรื่องอันใดสักอย่างแล้วยังทำเป็นเก่งอีก นางถอนหายใจ “เอาล่ะ เจ้านั่งอยู่ที่นี่เฉยๆ ข้าจะขึ้นไปข้างบนเพียงครู่เดียวเท่านั้น” ทว่าเดินยังไม่ทันพ้นก้าวหนึ่ง ชายเสื้อก็ถูกดึงเอาไว้ เมื่อหันมาจึงพบว่าคิ้วคู่งามของเขาขมวดเล็กน้อย
“ข้างบนนั้นน่าจะอันตรายอยู่ไม่น้อย เจ้าไม่ต้องทำเพื่อข้าหรอก”
นางแกะนิ้วของเขาออก เอ่ยขึ้นอย่างเสียไม่ได้ “เจ้าเคยเห็นหมอ
คนไหนทิ้งคนไข้บ้างหรือไม่? ข้ายังคงมีความเป็นหมออยู่ อีกอย่างนี่ก็ไม่ใช่เพื่อเจ้าเพียงคนเดียวทั้งหมด... ข้าก็ทำเพื่อตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง เวลานี้คนข้างบนอาจจากไปแล้วก็เป็นได้”
ซูเฉินเช่อขยับตัวลุกขึ้นอย่างโซเซ “ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า” ประกาศไปเช่นนั้น ในแววตาที่ดื้อรั้นแฝงไว้ด้วยความห่วงใย อันที่จริงความรู้สึกที่มีคนคอยใส่ใจก็ดูจะไม่แย่นัก...
เสิ่นจือหลีส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “อย่าก่อเรื่องให้ข้าอีกเลย ข้าเพียงไปสืบดูเท่านั้น ไม่น่าจะมีอันตรายใดๆ เจ้ารออยู่ที่นี่ แล้วข้าจะรีบกลับมา”
ปากทางลับอยู่ตรงมุมด้านหนึ่งของลาน ใกล้กับระเบียงห้องพักของนาง ทำให้การเข้าไปเอายาในห้องไม่ใช่เรื่องยาก ซ้ำยังสามารถแวะไปหยิบเสื้อผ้ามาเปลี่ยนได้อีกหลายชุดด้วย เมื่อวางแผนไว้เช่นนี้ เสิ่นจือหลีจึงผลักประตูกลออกอย่างระมัดระวัง แล้วคลานขึ้นไปด้านบน
แต่... คาดไม่ถึงว่าในลานแห่งนี้กลับไม่มีคนเฝ้าแม้แต่ผู้เดียว ช่างโชคดียิ่งนัก
เมื่อสบโอกาสเช่นนี้หญิงสาวจึงรีบเข้าไปค้นหายา เสื้อผ้า และขนมอีกสองกล่องใส่ลงในห่อผ้า เมื่อมั่นใจว่าผูกไว้อย่างดีแล้วจึงรีบกลับออกมา เพียงแค่ก้าวพ้นประตู ก็พลันแว่วเสียงใครบางคนกำลังสนทนากันอยู่ด้านนอก การรับรู้เช่นนี้ทำให้ร่างทั้งร่างเย็นเฉียบ หากแต่ก็รีบคลานขึ้นไปหลบบนเตียงอย่างรวดเร็ว
“ลานแห่งนี้เป็นที่สุดท้ายแล้ว หาไม่ยากหรอก”
เสียงที่คุ้นเคยทำให้เสิ่นจือหลีตื่นตระหนกมากขึ้นหลายสิบเท่า
หากอีกเสียงหนึ่งกลับเป็นของสตรีที่ไม่คุ้นหู “คนของหุบเขาหวยชุนถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว เมื่อไม่มีอันใดแล้วการร่วมมือระหว่างเราทั้งสองคงต้องสิ้นสุดเพียงเท่านี้”
“คุณชายสือเอ้อเย่เหมือนจะความจำเสื่อม แล้วยังตกหลุมรักศิษย์น้องของข้า...” น้ำเสียงไพเราะเจือด้วยการยั่วแหย่ ลากหางเสียงยาว “ทูตซ้ายป่ายเฉียนไม่ห่วงบ้างเลยหรือ?”
“คุณชายฮัว ท่านคิดว่าข้าควรจะห่วงอย่างนั้นหรือ?” นางพูดจบก็ย่ำเท้าจากไป
สตรีผู้นี้คือทูตซ้ายป่ายเฉียน...‘เยว่เฉียนเฉียน’ หญิงงามที่ซูเฉินเช่อชอบพอหรอกหรือนี่ เสิ่นจือหลีที่ซ่อนตัวอยู่บนเตียงแง้มม่านแอบดูด้วยอดสงสัยมิได้ พลันเงาร่างของหญิงสาวในชุดแดงก็ปรากฏแก่สายตา ใบหน้านั้นงดงามและละเอียดอ่อนอย่างที่สุด ริมฝีปากแดงระเรื่อไร้การแต่งแต้มแต่งดงามยิ่ง รูปคิ้วและดวงตาสวยงามราวกับภาพวาด ชุดกระโปรงสีสดใสจนดูโดดเด่นไปทั้งตัว
สวยงามชวนหลงใหลยิ่งนัก ความยโสเล็กน้อยบนคิ้วได้รูปยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้แก่หญิงงามผู้นี้อย่างไร้คำบรรยาย...
ช่างเป็นสตรีที่สะคราญโฉมเสียจริง!
เสิ่นจือหลีส่องกระจกบนเตียงอย่างห้ามใจไม่อยู่ ในกระจกบานนั้นสะท้อนภาพหญิงสาวที่มีใบหน้างดงามดูเฉลียวฉลาดผู้หนึ่งกลับมา ถึงแม้ใบหน้าจะสวยจนถือว่าเป็นสาวงาม
แต่…
เสิ่นจือหลีคิดอย่างเศร้าใจ แอบอิจฉาป่ายเฉียนอยู่ลึกๆ
เมื่อเทียบกันแล้วนางด้อยกว่าทูตซ้ายป่ายเฉียนอย่างเห็นได้ชัด!
เยว่เฉียนเฉียนช่างเป็นหญิงงามที่ ‘เย้ายวนชวนหลงใหล’ ความงามของนางนั้น ทำให้เครื่องประทินโฉมกลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ไปเลย
แท้จริงแล้วซูเฉินเช่อชอบตนที่ตรงไหนกัน ทำไมรสนิยมถึงลดระดับลงมากเช่นนี้!
หลังจากฝีเท้าในห้องเงียบลง...
ฮัวจิ่วเยว่เกาใต้คอของงูเหลือมยักษ์ ลายสีม่วงเข้มที่ตัวงูค่อยๆ
บิดเกลียวไปมาช่างงดงามแปลกตายิ่ง ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานสักเท่าใด เสียงของฮัวจิ่วเยว่ก็ดังขึ้นมาเหมือนบ่นพึมพำกับตนเอง ตอบคำถามที่เยว่เฉียนเฉียนทิ้งเอาไว้ก่อนจากไป
“ไม่ต้องเป็นห่วงอย่างแน่นอน” เขาไม่มองไปที่เสิ่นจือหลีแม้แต่น้อย หากแต่เสียงนุ่มกลับเอ่ยขึ้น “ศิษย์น้อง เจ้าจะซ่อนตัวอีกนานหรือไม่?”
ราตรีกลับมาเยือนอีกครั้งอย่างไม่ทันสังเกต ใบไม้นอกหน้าต่างปลิดปลิวลงมาราวกับทอดถอนใจ น้ำเสียงของฮัวจิ่วเยว่ฟังดูอ่อนโยนราวกล่าวกับคนรัก ทว่านางกลับแข็งไปทั้งร่าง รับรู้เพียงแค่ว่าขนบนกายนั้นลุกชันขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ เขาคงไม่ได้เรียกนางจริงๆ หรอกกระมัง
ฮัวจิ่วเยว่ยังคงเอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน “เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าข้าคิดถึงเจ้ามากเพียงใด ความโง่งมและไร้เดียงสาของเจ้า ทำให้ข้าเฝ้าถวิลหาถึงศิษย์น้องผู้น่ารักของข้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน” เขาทำเสียงสดใสขณะเอ่ยต่ออย่างนึกสนุก “จุ๊จุ๊ โลงศพของอาจารย์เสิ่นเทียนสิง ศิษย์พี่แขวนไว้ให้เจ้าชมที่หน้าประตูทางเข้าหุบเขา ข้าอยากรู้นักว่าศพของอาจารย์จะเป็นเช่นไร หากทำให้สลายเป็นเถ้ายังจะกลายเป็นฝุ่นควันสีใดได้อีก”
เสิ่นจือหลีรู้สึกหนาวยะเยือกไปทั้งกาย หากที่ผ่านมาฮัวจิ่วเยว่เพียงแค่ชั่วร้าย แต่ตอนนี้คงต้องเรียกว่าโรคจิตถึงจะถูกต้อง พลันเสียงรองเท้าหนังที่เสียดสีกันก็ดังขึ้น มุ่งตรงมายังทิศที่นางหลบซ่อนอยู่ถูกพบเสียแล้ว!
เสิ่นจือหลีคลำหาผงพิษที่ซ่อนไว้บนเตียงออกมากำแน่น เขยิบถอยห่างอย่างไม่รู้ตัว เสียงฝีเท้าที่ดังถี่ขึ้นทำให้ใจของนางเต้นเร็วขึ้นตามไปด้วย ถ้าจำเป็นจริงๆ ขอร้องอ้อนวอนสักครั้ง เขาจะยอมปล่อยนางไปไหมหนอ...
ไม่ได้! ถ้ายอมแพ้ก็จะยิ่งน่าสมเพชในสายตาของคนผู้นี้
หากรู้อย่างนี้นางคงไม่ขึ้นมาเอายาตั้งแต่แรก
เหตุใดการเป็นคนดีถึงได้ยากเย็นเพียงนี้นะ...
“ศิษย์น้อง---เอ๊ะ... เจ้าเป็นใคร!” เสียงเรียกหานางถูกเปลี่ยนเป็นคำถาม เพราะคนผู้หนึ่งที่เพิ่งปรากฏกายขึ้น
ภายใต้แสงไฟวูบวาบ มือหนึ่งที่อยู่นอกม่านเตียงก็ยื่นเข้ามาคว้าตัวนางอย่างฉับพลัน แรงดึงจากอีกฝ่ายทำให้นางเซไปสองก้าวก่อนจะใช้ประตูเป็นหลักพิง
ทั้งสองประมือกันแล้ว เสียงเหล็กกระทบกันดังเชร้งไปหลายหนกว่าที่เสิ่นจือหลีจะมองเห็นบุรุษที่เพิ่งปรากฏกายได้อย่างชัดเจน เสื้อสีขาวถูกย้อมด้วยคราบโลหิต ใบหน้านั้นยังคงขาวซีด...
ซูเฉินเช่อ!
ซูเฉินเช่อถือดาบยาวไว้ในมือ ชี้ปลายดาบไปเบื้องหน้าด้วยสายตาคมกล้า กระบวนยุทธ์ทุกท่วงท่าไม่มีการออมมือแม้แต่น้อย ไร้ท่าทีของผู้ถูกพิษปรากฏให้เห็นดั่งเช่นก่อนหน้า ร่างกายที่เป็นหนึ่งเดียวกับอาวุธ
ดูราวกับดาบวิเศษที่ดึงออกมาจากฝัก
ทว่าเพียงไม่นานริมฝีปากสีม่วงนั้นก็เผยอาการที่แท้จริงออกมาให้เห็น การต่อสู้ดึงพลังที่มีอยู่ในกายของซูเฉินเช่อออกมาจนแทบหมดสิ้นทำให้ต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก เพื่อไม่ให้ร่างที่โอนเอนนั้นล้มลงกับพื้น
“รีบหนีไป” เสียงกระซิบเบาๆ ดังขึ้นจากร่างของซูเฉินเช่อ
รู้อยู่ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมารีรอ แต่นางก็อดไม่ได้ “โง่นัก! ออกมาทำไม ข้าให้เจ้ารออยู่ข้างล่างมิใช่หรือ”
“ขัดจังหวะสักนิดเถิด” ฮัวจิ่วเยว่หมุนมีดสั้นในมือเล่น ยิ้มยั่ว “อย่ามองข้าเป็นผู้ร้ายสิ ถึงอย่างไรนางก็เป็นศิษย์น้องของข้า ข้าไม่ฆ่านางหรอกคุณชายสือเอ้อเย่ เห็นเจ้ารักศิษย์น้องของข้าถึงเพียงนี้ ให้รู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก แต่ไม่รู้ว่าอีกคนจะคิดอย่างไรกัน... เจ้าความจำเสื่อมเช่นนี้ อยากรู้เรื่องราวในอดีตบ้างหรือไม่ ศิษย์น้องช่วยเจ้าไม่ได้ แต่ข้าอาจจะช่วยฟื้นความจำให้ได้นะ”
สิ้นเสียงของฮัวจิ่วเยว่ ใจของเสิ่นจือหลีก็หวาดหวั่นอย่างไม่รู้ตัว ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น
ลมหายใจของซูเฉินเช่อสะดุดไปนิดหนึ่ง แต่น้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นนั้นดังชัดเจน
“ไม่ต้อง”
“ทำไม?” คำปฏิเสธสร้างความประหลาดใจให้ฮัวจิ่วเยว่อยู่ไม่น้อย
“เพราะไม่จำเป็น” ดวงสีอำพันเผลอมองนางอยู่แวบหนึ่งแล้วจึงหันกลับมาสบตาอีกฝ่ายดังเดิม
ฮัวจิ่วเยว่หัวเราะเบาๆ “เจ้าชอบศิษย์น้องของข้าจริงๆ หรือนี่ แต่ว่า---”
“ไป!” คำสั่งสั้นๆ เอ่ยแทรกขึ้นมา ก่อนที่ฮัวจิ่วเยว่จะพูดจบด้วยซ้ำ ไม่ต้องรีรออีก...ในมือของเสิ่นจือหลีก็ปรากฏระเบิดควัน นางปาลงพื้นแล้วใช้ช่วงเวลานั้นลากข้อมือของซูเฉินเช่อวิ่งไปยังศาลาพักผ่อนริมน้ำทันที
ระเบิดควันทำให้เกิดฝุ่นฟุ้งกระจายจนฮัวจิ่วเยว่ต้องรีบยกแขนเสื้อขึ้นมาสะบัดไล่ เมื่อจางลงจึงทันได้เห็นศิษย์น้องพาคุณชายสือเอ้อเย่มุดเข้าทางลับไปเรียบร้อยแล้ว รอยยิ้มเย็นเยือกฉายอยู่บนใบหน้าที่มีแผลเป็นนั้น ฮัวจิ่วเยว่ดีดนิ้วครั้งหนึ่ง งูเหลือมที่เคยติดตามอยู่ข้างกาย ก็เลื้อยอย่างรวดเร็วเข้าไปในทางลับที่ยังไม่ทันปิดสนิทดี
เพิ่งจะลงไปเท่านั้น เสิ่นจือหลีก็รู้สึกได้ว่ากำลังถูกติดตาม
นิ้วเรียวยกขึ้นจรดริมฝีปาก นางผิวปากด้วยน้ำเสียงสั้นแหลมไปทีหนึ่งก่อนจะลงมือทำบางอย่าง... จากนั้นก็มีเสียงดังสนั่นอุบัติขึ้น ปากทางลับถูกระเบิดจนย่อยยับ ถล่มลงปิดกั้นทางสู่ใต้ดินรวมทั้งงูเหลือมที่กำลังยื่นหัวลงมาพอดี
ไม่มีสิ่งใดเล็ดลอดเข้ามาได้เลย
ใบหน้างดงามราวกับเทพบุตรของฮัวจิ่วเยว่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินจากการระเบิด มอมแมมอยู่ไม่น้อย แต่สีหน้ากลับเคร่งเครียดมากกว่าเดิมหลายเท่านัก...
ท้องฟ้าในคืนเดือนมืด มองเห็นจันทร์เสี้ยวที่ขึ้นจากขอบฟ้าได้อย่างชัดเจน
พื้นดินที่อับชื้นนั้นทั้งนิ่มและฉ่ำไปด้วยหยดน้ำ จมูกของผู้หลบหนีทั้งสองสูดรับกลิ่นไอดินที่โชยขึ้นมา ขนตางอนของเสิ่นจือหลีกะพริบอยู่ ครู่หนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้นมารับแสงสะท้อนจากดวงดาวที่เกลื่อนนภากว้าง
“ที่นี่คือที่ใดกัน?”
เสิ่นจือหลีเพิ่งจะขยับตัวก็รู้สึกบอบช้ำไปทั้งร่าง แย่แน่แล้ว! ยังไม่รู้ว่าบาดแผลที่ตัวมีมากน้อยเพียงใด แล้วต้องรักษานานเท่าไหร่ถึงจะหายกันเล่า
ผ่านไปครู่ใหญ่คำถามของนางก็ยังไม่ได้รับคำตอบ มือที่ยันกับพื้นหมายจะลุกขึ้นนั่งกลับต้องตะลึงงันเพราะสิ่งที่กำลังสัมผัสอยู่นั้นหาใช่พื้นดินไม่ แต่เป็นแขนแข็งแกร่งที่เย็นเยียบอาบไปด้วยโลหิตเหนียวข้นต่างหาก!
สติที่มีอยู่ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อย่างรวดเร็ว
หลังจากที่มุดเข้าไปในทางลับ เสิ่นจือหลีก็หยิบดินระเบิดออกจากร่องหินอย่างไม่คิดลังเล จุดเสร็จเรียบร้อยก็โยนออกไปทันที คาดไม่ถึงว่าแรงระเบิดจะมากมายเพียงนี้ แรงปะทะมหาศาลส่งผลให้ทั้งคู่กระเด็น
ในจังหวะนั้นเองซูเฉินเช่อก็กระโดดเข้ามา ใช้ร่างตัวเองบังนางเอาไว้ จากนั้นสติของหญิงสาวก็ดับวูบ
ทว่าตอนนี้นางไม่ได้อยู่ในทางลับนั้นอีกแล้ว ถ้าเช่นนั้น...
เสิ่นจือหลีมองร่างที่โอบรอบตนเองด้วยสายตาหวาดหวั่น มือที่จับชีพจรของอีกฝ่ายนั้นสั่นเล็กน้อย ชีพจรที่วัดได้แผ่วเบาจนเกือบจะสูญสิ้น สายลมบางเบาที่พัดผ่านหอบเอาเส้นผมของคุณชายสือเอ้อเย่ให้พลิ้วไสว เผยให้เห็นใบหน้าที่ยังคงหล่อเหลาไร้ที่ติ นางมองใบหน้านั้นอย่างนิ่งงัน
ซูเฉินเช่อ...เขาเป็นคนแบกนางออกมาหรือ?
โชคยังดีที่นางเป็น ‘หมอเทวดาเสิ่นจือหลี’
ถ้ายังไม่ตาย...ก็ไม่มีบาดแผลใดในใต้หล้าที่นางรักษาไม่ได้!