ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เพียงแรกพบ

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
นางเป็นหมอเทวดามิใช่รึ ทำไมมีชีวิตเหมือนอยู่ในนรกเลยล่ะ? เสิ่นจือหลี หมอเทวดาเจ้าหุบเขาหวยชุนถึงกับต้องกุมขมับเมื่อเห็นสภาพคนไข้รายล่าสุดเข้า “เขาเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?” “ล้ม” ชิงสิง...คนสนิทของผู้ป่วยตอบกว้างๆ  เสิ่นจือหลีเลิกคิ้ว...  “แล้วลื่น...”  คราวนี้ท่านหมอคนงามถอนหายใจยาว เท้าสะเอวจ้องตอบด้วยสายตาดุกว่าเดิม ชิงสิงสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะยอมรับในที่สุด “ล้ม…ลื่น…แล้วกลิ้งตกลงไปในเหว” “ตกเหว!!!” ใช่แล้ว... นางช่วยชีวิตคุณชายผู้หนึ่งที่โดนหญิงคนรักถีบตกภูเขามาหมาดๆ ไม่นึกว่าหลังจากที่คุณชายผู้นี้ตื่นมาก็หลงรักนาง ตามติด ตามลวนลาม ตามตื๊อเสียจนแกะไม่ปล่อย ถึงแม้ว่านิสัยของนางไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่แต่คุณธรรมในการเป็นหมอก็ยังคงมี อยู่ นางจึงยอมให้ชายผู้นี้อาศัยด้วยจนกว่าความทรงจำเขาจะกลับคืนมา คาดไม่ถึงยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ “เจ้าอย่าตามข้าอีกเลยจะได้ไหม” “แต่ว่า... ข้าหลงรักจือหลีนี่นา” เขาโผล่ขนตางอนงามออกมาแอบมองนาง “รัก…เฮอะ ถ้าข้าเชื่อคนไข้ความจำเสื่อมอย่างเจ้าข้าก็ปัญญาอ่อนแล้ว” “จือหลี... แช่งตัวเองอย่างนั้นไม่ดีนะ” นางกัดฟัน สงบอารมณ์ตัวเองสุดฤทธิ์ “เจ้าไปให้พ้นหน้าข้านะ หากข้าเห็นเจ้าสะกดรอยตามมาอีกล่ะก็ ข้าจะขายเจ้าทิ้งซะเลย!” ซูเฉินเช่อนิ่งงันไปครู่หนึ่ง แล้วจึงชมเปาะเสียงหวาน “จือหลี เจ้าช่างเก่งค้าขายเหลือเกิน” เก่งกับผีน่ะสิ! เจ้านั่นแหละเก่งตัวพ่อเลย!  ทั้งหว่านล้อม ทั้งตีมึน ทั้งตามติด  วิทยายุทธเลอเลิศจนข้าจะไม่มีที่ยืนบนโลกใบนี้อยู่แล้ว! 

บทนำ

Author: 维和粽子
ISBN : 978-616-7856-24-7
Cover Art: Design by Hongsamut
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., ltd
ALL RIGHTS RESERVED

-------------------

นางเป็นหมอเทวดามิใช่รึ ทำไมมีชีวิตเหมือนอยู่ในนรกเลยล่ะ?
เสิ่นจือหลี หมอเทวดาเจ้าหุบเขาหวยชุนถึงกับต้องกุมขมับเมื่อเห็นสภาพคนไข้รายล่าสุดเข้า
“เขาเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“ล้ม” ชิงสิง...คนสนิทของผู้ป่วยตอบกว้างๆ 
เสิ่นจือหลีเลิกคิ้ว... 
“แล้วลื่น...” 
คราวนี้ท่านหมอคนงามถอนหายใจยาว เท้าสะเอวจ้องตอบด้วยสายตาดุกว่าเดิม
ชิงสิงสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะยอมรับในที่สุด “ล้ม…ลื่น…แล้วกลิ้งตกลงไปในเหว”
“ตกเหว!!!”
ใช่แล้ว... นางช่วยชีวิตคุณชายผู้หนึ่งที่โดนหญิงคนรักถีบตกภูเขามาหมาดๆ ไม่นึกว่าหลังจากที่คุณชายผู้นี้ตื่นมาก็หลงรักนาง ตามติด ตามลวนลาม ตามตื๊อเสียจนแกะไม่ปล่อย ถึงแม้ว่านิสัยของนางไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่แต่คุณธรรมในการเป็นหมอก็ยังคงมี อยู่ นางจึงยอมให้ชายผู้นี้อาศัยด้วยจนกว่าความทรงจำเขาจะกลับคืนมา คาดไม่ถึงยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
“เจ้าอย่าตามข้าอีกเลยจะได้ไหม”
“แต่ว่า... ข้าหลงรักจือหลีนี่นา” เขาโผล่ขนตางอนงามออกมาแอบมองนาง
“รัก…เฮอะ ถ้าข้าเชื่อคนไข้ความจำเสื่อมอย่างเจ้าข้าก็ปัญญาอ่อนแล้ว”
“จือหลี... แช่งตัวเองอย่างนั้นไม่ดีนะ”
นางกัดฟัน สงบอารมณ์ตัวเองสุดฤทธิ์ “เจ้าไปให้พ้นหน้าข้านะ หากข้าเห็นเจ้าสะกดรอยตามมาอีกล่ะก็ ข้าจะขายเจ้าทิ้งซะเลย!”
ซูเฉินเช่อนิ่งงันไปครู่หนึ่ง แล้วจึงชมเปาะเสียงหวาน “จือหลี เจ้าช่างเก่งค้าขายเหลือเกิน”
เก่งกับผีน่ะสิ! เจ้านั่นแหละเก่งตัวพ่อเลย! 
ทั้งหว่านล้อม ทั้งตีมึน ทั้งตามติด 
วิทยายุทธเลอเลิศจนข้าจะไม่มีที่ยืนบนโลกใบนี้อยู่แล้ว! 

 

สารบัญ

ตอนที่ 1 หลงรักหุบเขาหวยชุน(1)

ตอนที่ 1.1 บุรุษความจำเสื่อม

ดวงตากลมโตกระจ่างใส เพ่งมองร่างไร้สติของบุรุษผู้หนึ่งที่นอนอยู่บนเตียง  

            เขาถูกทำร้ายจนหน้าตายับเยิน

            เห็นอย่างนี้ ยากนักที่จะนึกเกี่ยวโยงเขากับ ‘คุณชายสือเอ้อเย่’ แห่งสำนักสิบสองราตรีผู้เลื่องชื่อโด่งดังไปทั่วยุทธภพแต่โชคร้าย... บุรุษผู้นี้คือเจ้าของตำนานตัวจริง

            ภายใต้สายตากระวนกระวาย เต็มไปด้วยความกังวลของกลุ่มชายชุดดำ เสิ่นจือหลีเอียงศีรษะเล็กน้อยกระแอมไปหนึ่งเสียง เอ่ยปากเสียงดังอย่างเป็นกังวล “อืม…ท่านพ่อบ้านชิง บาดแผลเพียงนี้มิใช่ปัญหา ข้าคิดว่ารักษาได้ ทว่าค่ารักษาของหุบเขาหวยชุนนั้นแพงยิ่งกว่า--”

            ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบ เสียงเฉียบขาดดั่งสายฟ้าฟาดก็ดังขึ้น บรรดาชายชุดดำพากันแหวกออกเป็นทางอย่างพร้อมเพรียงราวกับผ้าไหมที่โดนกรีด เสิ่นจือหลีเลิกคิ้ว...ตาวาว... หีบไม้แดงจำนวนหลายสิบใบถูกลำเลียงเข้ามาเป็นแถวยาว ตามด้วยบุรุษในอาภรณ์สีเขียว มือของผู้มาใหม่ข้างหนึ่งกำลังควงพู่กันเล่นอีกข้างไพล่หลัง ท่วงท่าดั่งผู้ทรงภูมิ  เขาก้าวเท้านำหน้าบรรดาหีบแดง... ปรายตาพิจารณาหีบไม้อยู่ชั่วครู่ก่อนจะยกมือขึ้น

            เพียงเท่านั้น หีบมากมายก็ถูกทิ้งลงพื้นเสียงดังตึง ฝาหีบถูกเปิดออก เผยให้เห็นก้อนทองคำสีเหลืองอร่าม ซึ่งมีมากมายเสียจนแผ่นไม้แทบปริ เงาแสงจากทองคำส่องประกายวูบวาบ จนทำให้ผู้มองนัยน์ตาเปลี่ยนสีไปชั่วขณะใบหน้าของเสิ่นจือหลีเบิกบานราวกับไม้ได้ฝนมีทองคำก็ไม่บอกเสียตั้งแต่แรก...

            เสิ่นจือหลีคือเจ้าหุบเขาหวยชุนคนปัจจุบันผู้เลื่องชื่อในการรักษาผู้ป่วย นางได้รับการถ่ายทอด ‘มรดกความตระหนี่’ มาจากอาจารย์ ที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยคือนางดูจะขี้งกกว่าหลายเท่านัก

            หุบเขาหวยชุนได้ตั้งกฎเอาไว้เนิ่นนานมาแล้วว่า ผู้ป่วยที่มาหาไม่ว่าจะรักษาหรือไม่ ค่าตรวจต่างหากที่ขาดไม่ได้แม้แต่ตำลึงเดียว ค่ารักษา ค่ายา ค่าที่พัก และอื่นๆ ที่จะตามมา ล้วนคิดแยกรายการกันทั้งสิ้น เพราะเหตุนี้ หากไม่ร่อแร่จริงๆ ในยุทธภพน้อยคนนักที่อยากจะมาพบหน้าเจ้าหุบเขาที่โปรดปรานการขูดเลือดขูดเนื้อผู้คน แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ ชื่อเสียงในการรักษาโรคของหุบเขาหวยชุนกลับยิ่งเป็นที่เล่าลือจนโด่งดังไปทั่วหล้า

            เสิ่นจือหลีหยิบถุงมือเฉพาะการขึ้นมาสวม พลิกตรวจบาดแผลที่ร่างของคุณชายผู้ร่ำรวย พลันเกิดเสียงกรีดร้องภายในใจ... โอยๆ … ทั้งแผลเก่าและใหม่มิอาจหาที่ดีได้เลย โชคดีที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องที่ซี่โครงของเขาไม่ไปแทงโดนอวัยวะสำคัญเข้า ทั้งๆ ที่หักคราวเดียวถึงแปดซี่

            “เขาเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?” เห็นอาการร่อแร่ของคนเจ็บแล้ว เสิ่นจือหลีอดไม่ได้ที่จะถามออกไป

            “ล้ม” ชิงสิง...พ่อบ้านของคนเจ็บตอบกว้างๆ เสิ่นจือหลีเลิกคิ้ว...

            “แล้วลื่น...” พ่อบ้านชิงเริ่มหลุดประโยคต่อมา

            คราวนี้ท่านหมอถอนหายใจยาว เท้าสะเอวจ้องตอบด้วยสายตาดุดันกว่าเดิมชิงสิงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีรู้ทันของท่านหมอ แรกเริ่มเดิมทีนั้นตั้งใจจะปกปิดความจริง แต่เห็นว่าคงไม่อาจหลอกลวงนางได้ จึงยอมรับในที่สุด “ล้ม…ลื่น…แล้วกลิ้งตกลงไปในเหว”

            “ตกเหว!!!”

            “ใช่แล้วเจ้าหุบเขา คุณชายของข้าถูกผลักตกลงไปยังก้นเหวนั่น อุ๊บ…” ชิงสิงรีบตวัดปลายพู่กันตบหัวบ่าวรับใช้คนหนึ่ง ที่เผลอปากมาก  ต่อหน้าท่านหมอ ใครๆ ก็รู้ว่าหุบเขาหวยชุนค่ารักษาแพงยิ่งกว่าโสมพันปี

สักพันต้นรวมกัน ยังจะปากดีกล้าบอกนางว่าอาการสาหัสอีกรึ?

            “ถูกผลักอย่างนั้นหรือ!” เสิ่นจือหลีเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงเจือด้วยความไม่พอใจ

            ครั้งแรกที่หามมารักษา พวกเขาบอกนางเพียงแค่ว่าหกล้มและสลบไป มิได้เอ่ยว่าหลังจากล้มแล้วยังมีอีก ‘ร้อยแปดกระบวนท่ามากเรื่องราว’ กระทั่งคนเจ็บดูเหมือนซากศพไม่ยอมฟื้นเช่นนี้  ฮึ…ดีนะที่ตนจับชีพจร ตรวจตราจนละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อนจึงค่อยสรุปราคา มิเช่นนั้นคงหลงกล คิดเหมาในราคา ‘บาดเจ็บเล็กน้อย’ ไปแล้วเป็นแน่

            เสิ่นจือหลีเดินวนรอบร่างใกล้สิ้นใจของชายบนเตียง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัยอีกครั้ง “ผู้ใดกันที่ผลักเขา?”

            ชื่อเสียงอันโด่งดังของบุรุษผู้นี้นางได้ยินมาเนิ่นนานแล้ว ‘คุณชายสือเอ้อเย่แห่งสำนักสิบสองราตรี’ คือฉายาของบุรุษหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาเฉียบขาดเกินชายใด ยึดถือคุณธรรมเป็นหลัก จิตใจห้าวหาญ     มีความปรีชาสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ อีกทั้งมารยาทยังสุภาพเรียบร้อย ผู้คนล้วนชื่นชมว่า เขาช่างเป็นบุรุษแห่งยอดบุรุษ... ข้อนี้ เสิ่นจือหลีแน่ใจได้ เพราะนางเคยรักษาผู้ที่ถูกคุณชายสือเอ้อเย่แห่งสำนักสิบสองราตรีต่อยตีจนบาดเจ็บสาหัสอยู่ไม่น้อย แต่ทุกคนกลับยอมพ่ายแพ้ด้วยเลื่อมใสเขาสุดจิตสุดใจ

            บางคนแม้บาดเจ็บสาหัสจนร้องโอดโอยตอนรักษา แต่ปากยัง  เปล่งเสียงชื่นชมว่า ‘คุณชายสือเอ้อเย่ ช่างเป็นบุรุษที่ยอดเยี่ยมจริงๆ   พวกข้าต่างยินดีที่พ่ายแพ้ต่อเขา ชาตินี้ยังไม่เคยพบเจอผู้ใดที่เก่งกาจ      หล่อเหลาบาดตา ลีลาร่ายรำงดงามเหนือกว่าเขาแม้แต่คนเดียว อีกไม่นานพ่อหนุ่มคนนี้...แค่กๆ ... พ่อหนุ่มคนนี้คง...แค่ก... อนาคตไกลอย่างหาที่สุดมิได้แน่’ เอ่ยชมจบความก็สิ้นใจตาย...

            คนเรา หากถูกเขาไล่ฆ่าแล้วยังทำท่าประทับใจได้ถึงเพียงนี้ ก็คิดได้แค่สองอย่างคือ...หนึ่งเป็นคนเถรตรงจริงใจ และสอง... โง่

            ชิงสิงถอนหายใจ เล่าให้ท่านหมอเสิ่นฟังต่อ “ผู้ที่ผลักเขาตกเหว คือทูตซ้ายแห่งพรรคมาร--เยว่เฉียนเฉียน หรือที่เรียกกันว่านางมาร

ป่ายเฉียน”

            “นางมารป่ายเฉียนผู้แสนจะโดดเด่นนางนั้นน่ะรึ?” เอ๋ ลือกันว่าสตรีผู้นั้นกับคุณชายสือเอ้อเย่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมิใช่หรือ ต่อให้อยู่บนเขาบนดอย แต่เรื่องซุบซิบนินทาเสิ่นจือหลีก็มิด้อยกว่าหญิงใด

            ชิงสิงพยักหน้าเบาๆ ชื่อเสียงของคุณชายโด่งดังเทียบเท่ากับความแค้นระหว่างคุณชายและพรรคมาร จริงอยู่ ‘ป่ายเฉียน’ คือสตรีที่คุณชายชื่นชอบ ทั้งสองเหมือนคู่แค้น หากบางครั้งก็คล้ายดังคู่รัก... ความสัมพันธ์อันคลุมเครือนี้ส่งผลให้สตรีจำนวนไม่น้อยต่างนึกอิจฉาและชังน้ำหน้านางมารป่ายเฉียนในคราวเดียวกัน

            นิสัยของเสิ่นจือหลี ถึงแม้จะไม่ค่อยสอดรู้เท่าใดนัก แต่นางก็เป็นผู้หญิง จึงอดไม่ได้ที่จะถามต่อ “คุณชายของเจ้าเปลี่ยนใจไป ‘เด็ด’ ดอกไม้อื่นอย่างนั้นหรือ?”

            ชิงสิงทำเพียงส่ายหน้า สีหน้านั้นดูหม่นหมองลง ท่าทางไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกต่อไป

            เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่พร้อมจะคุย เสิ่นจือหลีก็ไม่ได้ถามต่อให้มากความ นางตัดหลายประเด็นที่คาดเดาล่วงหน้าออก ท่าทางเอ่ยปากยากเช่นนี้ แสดงว่าเจ้านายของชิงสิงอาจจะโดนผู้หญิงหลอกมากระมัง

            เฮ้อ… ‘คุณชายสือเอ้อเย่’ เป็นเพียงแค่ฉายาที่ถูกยกยอโดยไร้แก่นสารแท้จริงชายผู้นี้อาจจะโง่เง่าก็เป็นได้

            “ไม่ต้องห่วง ไม่ว่าอย่างไรข้าก็เรียกเก็บเงินท่านแล้ว และพวกท่านเองก็มิได้ผิดกฎของหุบเขาหวยชุน คนผู้นี้ข้าต้องช่วยรักษาแน่” เก็บเงินมาแล้วก็ต้องช่วยชีวิตให้จงได้ เสิ่นจือหลีปลอบใจผู้คนของสำนักสิบสองราตรีไปอีกสองสามประโยคตามประสาแพทย์ “ขอให้ท่านจากไปอย่างวางใจเถิด”

            “จากไปอย่าง... วางใจหรือ?” ชิงสิงสะดุ้ง ประโยคนี้พอหลุดปากออกมาตรงๆ แล้วฟังราวกับแช่งเลยทีเดียว

            “ใช่ มีปัญหาอันใดรึ?” เสิ่นจือหลีเลิกคิ้วขึ้น

            “มิได้...” นางออกปากไล่ แล้วเขาจะว่าอย่างไรได้ “เช่นนั้นพวกข้าขอฝากชีวิตคุณชายไว้กับท่านหมอเสิ่นด้วยก็แล้วกัน”

            ถึงแม้ว่านิสัยของเสิ่นจือหลีไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แต่คุณธรรมในความเป็นหมอก็ยังคงมีอยู่ เมื่อไร้ผู้รบกวน หญิงสาวจึงเตรียมเครื่องมือแล้วเริ่มตรวจบาดแผล นางทำการผ่าตัดแผลเล็กบริเวณหน้าอก ต่อกระดูก 

ที่หักให้เข้าที่ เมื่อเสร็จสิ้นจึงเย็บปิดบาดแผลอย่างเรียบร้อยทุกจุด

            ทุกอย่างทำไปในคราวเดียว ตัวยาชั้นดีต่างๆ ถูกนำมาใช้โดยไม่คำนึงถึงมูลค่า นางยุ่งกับการรักษาจนถึงค่ำ ทุกบาดแผลถูกพันปิดหลายทบจนคนเจ็บแลดูคล้ายบ๊ะจ่างก้อนหนึ่ง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เสิ่นจือหลีจึงถอดถุงมือออกแล้วล้างมือ พร้อมกับตะโกนเรียกลูกมือให้มาเช็ดตัวคุณชาย

            เรือนผมดำขลับ ยาวตรง ซึ่งบัดนี้ย้อมด้วยโลหิตสีแดงฉานปกปิดหน้าผากลงมากว่าครึ่งถูกเสิ่นจือหลีแหวกออกเบาๆ หน้าผากกว้างมนโค้งตัวอย่างสวยงามค่อยๆ เผยออกมาให้เห็น ชั่วครู่ที่ปลายหางตาเหลือบมองเห็นใบหน้าเขาชัดเจน จิตใต้สำนึกของหญิงสาวก็พลันพลุ่งพล่าน เพียงครู่เดียวเท่านั้นก่อนจะจางหาย

            จากประสบการณ์การเป็นหมออันยาวนาน นางไม่เคยมีอารมณ์ชนิดนี้เกิดขึ้นมาก่อน ที่ตนรู้สึกทึ่งในบุรุษผู้นี้ อาจเป็นเพราะเขาดูแปลกตา หากเป็นคนปกติ ยามใกล้สิ้นใจมักจะมีใบหน้าขาวซีด ผมเผ้ายุ่งเหยิง

แต่ใบหน้านี้กลับยังคงงดงามคมสัน ดูสดใสราวสายน้ำเย็นฉ่ำที่ทำให้คนมองรู้สึกสดชื่น 

            ถึงแม้จะซีดเซียวเพราะเสียเลือดแต่ภาพลักษณ์ที่ได้เห็นกลับ    เรียกร้องให้ผู้คนรู้สึกสงสาร จนอยากจะปลุกเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน อยากโลดแล่นเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่คิดมูลค่า...อ๊ะ--คิดสิ แต่คิดน้อยลงกว่าเดิมอีกสักหน่อย... เอาเป็นว่า เขามีใบหน้าที่ดึงดูดความเมตตาในใจมนุษย์ มิน่าเล่าจึงมีหญิงสาวมาชอบพอตั้งมากมายนางคิดอย่างขบขัน ช่างเถิด... ก็แค่งานอีกชิ้นหนึ่งที่รับมา หากอีกฝ่ายหายดีแล้วก็คงหมดวาสนาต่อกัน  ต่างคนต่างไป

            ภายใต้การดูแลรักษาอย่างทุ่มเทเต็มกำลัง ‘คุณชายสือเอ้อเย่’ ก็        หายวันหายคืน ถึงแม้ว่าแผลของเขาจะดูบาดเจ็บสาหัส แต่กลับไม่ถูกจุดสำคัญ อีกอย่างร่างกายของคนที่ฝึกวิทยายุทธมาอย่างเคี่ยวกรำย่อมได้เปรียบในการฟื้นฟูตัวเองอยู่แล้ว คาดว่าไม่น่าเกินสองเดือนคงกลับมาเคลื่อนไหวร่างกายได้อีกครั้ง

            พอคิดเช่นนี้ นอกจากเวลาเปลี่ยนยาแล้วหญิงสาวจึงมาเยี่ยมน้อยลงกว่าเดิม

            จะด้วยลิขิตจากสวรรค์ หรือความบังเอิญก็มิอาจรู้ได้

            ในวันที่คุณชายสือเอ้อเย่ฟื้นขึ้นนั้นเป็นวันที่เสิ่นจือหลีเข้ามา    เปลี่ยนยาให้พอดีเสื้อผ้าของชายหนุ่มถูกถอดออกจนหมด เพื่อให้ท่านหมอที่กำลังก้มหน้าตรวจชีพจรสามารถพิจารณาบาดแผลได้โดยละเอียด ถึงแม้จะเป็นหญิง แต่สำหรับคนเป็นหมอแล้วการเห็นเรือนร่างของบุรุษนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดา ทุกอย่างล้วนเคยผ่านตามาแล้วทั้งนั้น และตามคำกล่าวที่ว่าใช้ตาดูไม่เท่ากับใช้มือคลำ แต่จะให้ดีต้องทำทั้งสองอย่างพร้อมๆ กัน

            ปลายนิ้วของนางกดลงบนก้นกบ อืม... แผลหายเร็วกว่าที่คาด

ผิวพรรณโดยรวมก็ไม่เลวเช่นกัน ข้างล่างนั่น... เมื่อตรวจเสร็จ ท่านหมอก็เหลือบตาขึ้นมองหน้าคนเจ็บ พลันสบกับสายตาหวานซึ้งคู่หนึ่งเข้าพอดี ดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยหรี่ปรือเหมือนคนเพิ่งฟื้นแต่อย่างใด

            เสิ่นจือหลีกะพริบตา ดวงตาคู่นั้นก็กะพริบเช่นกัน

            พลันทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอยู่พักใหญ่

            เมื่ออีกฝ่ายไม่พูดอะไร นางจึงวางสีหน้าเรียบเฉยเก็บเครื่องมือที่วางอยู่ตรงหน้ากลับคืนด้วยท่วงท่าเอาจริงเอาจัง

            “ข้า...” น้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นแหบพร่าเล็กน้อย “แม่นาง... ยินดีที่ได้พบ” ในห้องที่เงียบงันนี้ นัยน์ตาสีอำพันคู่นั้นดูสดใส ปลายหางตาราวกับพู่กันตวัด เขาส่งรอยยิ้มสว่างอบอุ่นดั่งแสงตะวันในคิมหันตฤดูมาให้นาง

            ทว่ารอยยิ้มงดงามนั้นหามีผลกระทบต่อเสิ่นจือหลีแต่อย่างใดไม่

มีเพียงความเฉยชาตอบกลับ “ไม่จำเป็นต้องยินดี ข้ามาดูแลท่านหลายวันแล้ว”

            “ที่นี่คือ...” คุณชายผู้โด่งดังกะพริบตาอีกครั้ง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงคว้ามือนางมาจับไว้ “ขอถามอย่างละลาบละล้วงสักประโยคหนึ่งเถิด เจ้าเป็น... เมียของข้าใช่หรือไม่?”

            ปล่อยเลย! เสิ่นจือหลีที่รักสะอาดยิ่งนัก รีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว ตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ไม่ใช่!”

            “ถ้าอย่างนั้นแม่นางคือ...”

            “เจ้าหุบเขาหวยชุน เสิ่นจือหลี”

            ขนตางอนยาวของคุณชายที่เพิ่งฟื้นหลุบต่ำลง ยิ้มอย่างขัดเขิน “ขอโทษด้วย ล่วงเกินเจ้าแล้ว”

            เสิ่นจือหลีใช้ปลายนิ้วบีบตรงหว่างคิ้ว พยายามกลั้นเสียงหัวเราะ “ไม่เป็นไร”

            “แม่นาง แม้ว่าจะพูดเช่นนี้แล้วเสียมารยาท แต่...ข้ารู้สึกชอบพอเจ้าแม้เพียงแรกพบ” แววตาเป็นประกายส่งตรงมาให้นาง ถึงคำพูดจะสุภาพ  แต่เนื้อความนั้นทำเอาท่านหมออ้าปากค้าง จ้องมองชายตรงหน้าแล้วนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยสรุปได้ว่า... ที่แท้สมองกระทบกระเทือนนั่นเอง... จึงถอนหายใจหันไปตะโกนเรียกผู้ที่อยู่ด้านนอก

            “พ่อบ้านชิง คุณชายของท่านปัญญาอ่อนเสียแล้ว!”

 

            ห้องเล็??ๆ ณ เวลานี้เต็มไปด้วยผู้คนมหาศาล

            คุณชายสือเอ้อเย่ได้แต่นั่งอยู่ปลายเตียง ปล่อยให้ทุกคนมุงดูเขาตามอำเภอใจ ใบหน้านั้นเลื่อนลอย ท่วงท่าฝันหวาน ส่งยิ้มเรี่ยราดราวคนปัญญาอ่อนอย่างที่ท่านเจ้าหุบเขาเสิ่นกล่าวไว้จริงๆ

            เสิ่นจือหลีตัดสินใจตรวจอาการด้วยการยื่นนิ้วออกมาห้านิ้ว ถามขึ้น “นี่คือเท่าใด?”

            “ห้า”

            “ประเสริฐยิ่ง” นางยื่นมาอีกสามนิ้ว “นี่เล่า”

            “สาม”

            “แล้วรวมกันล่ะ?”

            เขาครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ก่อนจะตอบออกมา “แปด”

            เสิ่นจือหลีหันไปยิ้มให้กับชิงสิงแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ข้าขอแสดงความยินดีกับพ่อบ้านชิงด้วย เจ้านายของท่านแค่ความจำเสื่อม ยังมิได้ปัญญาอ่อน ขอแสดงความยินดีจากใจจริง”

            ทว่าใบหน้าของชิงสิงกลับดำคล้ำ ยิ้มไม่ออก “ท่านหมอเสิ่นพอจะมีวิธีรักษาหรือไม่?”

            “ไม่มี” นางตอบกลับทันที

            แต่ชิงสิงไม่ยอมแพ้ ยื่นข้อเสนอให้ “ข้ายอมจ่ายเงินอีกหนึ่งหมื่นตำลึง ไม่ทราบว่า...”

            “จะว่าไปแล้วก็พอมี” ปฏิเสธครั้งแรกว่ารวดเร็วแล้ว แต่คำตอบรับนี้กลับรวดเร็วยิ่งกว่า

            “วิธีอันใดหรือ โปรดบอกข้าเถิด” ชิงสิงถามด้วยความยินดี

            นางเลียริมฝีปากจิ้มลิ้มแล้วเอ่ยเสียงดังกังวาน “ถ้ายอมให้ข้าผ่ากะโหลกออกเพื่อตรวจนั้น ข้ามั่นใจว่าจะหายสามในสิบส่วน”

            “ผ่ากะโหลก...” ชิงสิงกลืนน้ำลายลงคอเมื่อได้ฟังวิธีช่วยเหลือ อดไม่ได้ที่จะถามต่อด้วยความเป็นห่วงชีวิตของผู้เป็นนาย “ไม่ทราบว่าจะอันตรายถึงชีวิตสักกี่ส่วนกัน?”

            เจ้าหุบเขาเสิ่นตอบด้วยความมั่นใจ “เจ็ด”

            ผู้คนฮือฮา โห่ร้องขึ้นทันที...โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิงสิง เขารีบตรงเข้าไปเขย่าร่างสูงที่นั่งยิ้มอย่างสำราญใจ “คุณชาย... ท่านจำได้หน่อยสิขอรับ ท่านจำอันใดมิได้แล้วจริงๆ หรือ ท่านช่วยลองคิดสักหน่อยเถิด ข้าน้อยคือชิงสิง... พ่อบ้านถังชิงสิง อย่างไรเล่าขอรับ ยังมีลูกน้องในสำนักคนอื่นๆ อีกด้วย คุณชายจำพวกเราได้หรือไม่ ฮือๆ” ชิงสิงโอดครวญ

            “คุณชายขอรับ ข้าน้อยจางเหยี่ยนแห่งฮัวถางไงขอรับ” อีกคนช่วยพูด

            “คุณชายขอรับ ข้าน้อยคือ...”

            “พอเถิดข้าจำสิ่งใดไม่ได้เลย แต่ว่า...” คนบนเตียงครุ่นคิดจากนั้นก็ยิ้มออกมาแล้วมองไปที่เสิ่นจือหลี “เจ้าไม่ใช่เมียของข้าจริงๆ หรือ?”

            สิ้นเสียงคุณชายสือเอ้อเย่ ภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบทันที เมื่อผู้ป่วยเห็นเช่นนั้น สีหน้าก็สลดลงอย่างเศร้าสร้อย ความผิดหวังปรากฏบนใบหน้าอย่างไม่ปิดบัง “ท่าทางจะไม่ใช่จริงๆ เสียแล้วกระมัง คงเป็น

เพราะข้าคิดไปเองโดยลำพังตั้งแต่ต้น เพียงแต่... ทำไมเมื่อเห็นเจ้าแล้วก็รู้สึก...”

            สีหน้าท่าทางเช่นนี้ถ้าเป็นชายอื่นทำคงแปลกประหลาด แต่พอเป็นเขาทำ กลับส่งผลให้ทุกคนรู้สึกว่าน่ารักน่าสงสาร น่าเข้าไปปลอบโยนยิ่งนัก เสิ่นจือหลีรีบเบือนหน้าหนี แสร้งทำเป็นใจแข็งเก็บของต่อไป

ตอนที่ 1 หลงรักหุบเขาหวยชุน(2)

“ช้าก่อน...” ชิงสิงเอ่ยแทรกกะทันหัน รีบพูดกับเจ้าหุบเขาเสิ่นในทันที “เอ่อ ท่านหมอเสิ่น ยาที่ต้มยังอยู่ข้างนอกใช่หรือไม่ ข้าจะไปช่วยท่านยก”

            เสิ่นจือหลียอมถอยออกจากห้องไปอย่างเข้าใจ เพิ่งปิดประตูเท่านั้น ก็ได้ยินเสียงอ้อนวอนอย่างร้อนใจของชิงสิง “เจ้าหุบเขาเสิ่น ท่าน... ท่านเออออกับเขาไปก่อนได้หรือไม่?”

            เออ-ออ?

            ท่านเจ้าหุบเขาตอบกลับอย่างเด็ดขาด “ไม่”

            คำปฏิเสธอย่างสิ้นไร้เยื่อใย ทำให้ชิงสิงโอดครวญหนักขึ้น “เรื่องเงินไม่เป็นปัญหาอยู่แล้ว พวกข้ามีเงินตั้งมากมาย!”

            “ข้าดูเหมือนหญิงที่สามารถเอาเงินทองมาซื้อได้อย่างนั้นหรือ?” นางกัดฟันพูดเริ่มมีโทสะ

            ชิงสิงไม่ตอบ ทำเพียงฉีกกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาเขียนแล้วยื่นให้

            [เรายอมจ่ายค่าจับมือ ครั้งละหนึ่งหมื่นตำลึง]

            เสิ่นจือหลีเงยหน้าขึ้นจากกระดาษทันควันตกลง!”

 

            สิบวันผ่านไป

            โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ท่านหมอเสิ่นฉีกผ้าพันแผลที่เปื้อนคราบโลหิตของคนเจ็บออกจากร่างจนหมด ดวงตากลมโตของสือเอ้อเย่ปิดลง ริมฝีปากเม้มแน่น ร่างของคุณชายสั่นสะท้านอย่างรุนแรงแล้ว

จึงนิ่งไป คล้ายจิตใจของเขาพยายามเข้าควบคุมอาการบาดเจ็บของตน “อย่าขยับนะ อืม กระดูกเข้าที่แล้ว ไม่เลวทีเดียว” เสิ่นจือหลีพอใจเป็นอย่างมาก ไม่เพียงไม่เลวเท่านั้น จะเรียกว่ารวดเร็วมากก็ได้ อาการหนักถึงปานนี้ หากเป็นคนธรรมดา อย่างน้อยก็ต้องนอนรักษาตัวสามถึงสี่เดือนจึงจะลุกขึ้นนั่งได้ นี่เพียงแค่สิบวันกระดูกที่หักก็เข้าที่เกือบหมด ซ้ำยังยืนได้อีกด้วย

            ท่านหมอพิเคราะห์ดูผิวเนื้อสีอมชมพูที่เพิ่งขึ้นใหม่ ทดลองกดปลายนิ้วไปตามเรือนร่างที่ผิวยังคงยับย่นแต่เต็มไปด้วยพลังอย่างไม่เกรงใจ แล้วทอดถอนใจเบาๆ

            ผู้ป่วยระยะนี้เรียกว่า ‘ช่วงแมลงสาบ’ เป็นสภาพร่างกายสดใหม่ที่เหมาะกับการลองยาเป็นอย่างยิ่ง

            “ยังเจ็บอยู่หรือไม่?”

            “เจ็บ… แต่พอทนได้” เขาปล่อยให้นางเกี้ยวพาตามสบายมุมปากอมยิ้มเล็กน้อยอย่างน่ารัก คนเจ็บกะพริบดวงตาหวานซึ้งสีอำพันแล้วมองนางด้วยประกายตาแวววาว

            เสิ่นจือหลีที่ถูกจ้องรู้สึกขนลุกไปทั้งร่าง ด้วยความเผลอตัวนางจึงยกมือขึ้น ทำท่าจะผลักใบหน้าชายหนุ่มให้หันไปทางอื่น ทว่าข้างหูกลับแว่วเสียงสวรรค์ลอยเข้ามา

            ‘หนึ่งหมื่นตำลึง!’

            คำพูดนี้ราวกับคำสาปแช่ง สีหน้าเสิ่นจือหลีเคร่งเครียดขึ้นทันใด ชั่วพริบตามือที่ยกค้างอยู่ก็เปลี่ยนเป็นลูบไล้ใบหน้าเนียนใส นางปั้นรอยยิ้มที่ดูยังไงก็ไม่เป็นธรรมชาติส่งกลับคืนให้เขา “โอ๋ ไม่เจ็บนะ มีข้าอยู่ทั้งคน”

            พูดไปแล้ว แม้แต่นางเองยังรู้สึกขยะแขยงตนเองไม่น้อย นี่นางมีนิสัยคล้ายสตรีสำนักโคมแดงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!

            อาการลังเลของหญิงสาวผิดกับสีหน้าคนเจ็บที่ยามนี้เต็มไปด้วยความตื้นตันใจ เขายื่นมือออกมากุมมือนางเอาไว้ สายตาคมวาวนั่นยิ่งดูยิ่งรู้สึกร้อนผ่าวแต่ก็ซึมหายไปอย่างรวดเร็ว “เจ้ากำลังสงสารข้าอยู่หรือ?”

เสียงที่แหบพร่าและแผ่วเบาของเขาเจือความซาบซึ้งใจอยู่เล็กน้อย เสิ่นจือหลีอยากจะโยนล่วมยาข้างๆ ใส่ใบหน้าเขายิ่งนัก เขามันน่าสงสารตรงไหนกัน?

            อำนาจ ฐานะ ทรัพย์สินเงินทองไม่ขาดสักอย่างหนึ่ง ถึงแม้จะโชคร้ายถูกคนถีบตกเหวก็ยังมีลูกน้องที่จงรักภักดี คอยเป็นธุระหว่านเงินเพื่อซื้อคนเอาใจเจ้านายเป็นแถว

            เพียงเห็นสีหน้าบูดบึ้งของนาง คนเจ็บก็เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงปล่อยมือที่จับอยู่ ตาแวววาวจ้องตรงไปที่นางแล้วเอ่ยอย่างลังเลใจว่า “หรือเจ้ากำลังรำคาญข้าอยู่? อย่ากังวลเลย ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ข้าจะพยายามฟื้นความจำให้จงได้”

            ใครห่วงเจ้ากัน?

            เขาจะฟื้นความจำได้หรือไม่ มันเกี่ยวอะไรกับนางด้วยเล่า นางปรายตามองไปด้านข้าง ก็เห็นชิงสิงขยิบตาส่งมา เหมือนรู้กัน...ชายในชุดดำทางด้านหลังรีบคว้าตั๋วแลกเงินหนึ่งหมื่นตำลึงออกมาโบกสะบัดกับสายลม 

            “........”  ร่ำรวยจนน่าเกลียดเช่นนี้ แล้วนางจะพูดอันใดได้อีก

            เสิ่นจือหลียอมให้อีกฝ่ายดึงมือนุ่มของตนไปแนบกับใบหน้า หญิงสาวปล่อยให้ทำเช่นนั้นอยู่สักพักใหญ่ ก็ขอตัวออกไปทำธุระนอกห้องพักฟื้น เพียงแค่เดินผ่านธรณีประตูนางก็รีบคว้าหนังสือ ‘คัมภีร์แห่งความรัก’ ออกจากแขนเสื้อแล้วเหวี่ยงคืนไปให้ชิงสิงที่เดินตามออกมาทันที “พ่อบ้านชิง ท่านไปจ้างคนอื่นแทนเถิด ถึงแม้ว่าข้าจะชื่นชอบทองคำ แต่เรื่องที่เกินความสามารถตัวเอง ข้ามิอาจทำได้”

            “นี่มันเหตุใดกันเจ้าหุบเขาเสิ่น เมื่อครู่ท่านก็ทำได้ดีแล้วมิใช่หรือ”

            พ่อบ้านชิงเพิ่งเอ่ยจบประโยค ก็เห็นคางคกตัวหนึ่งถูกคีบขึ้นแล้วยื่นพรวดมาตรงหน้าอย่างรวดเร็วจนแทบจะโดนใบหน้าตน ท่าทางของท่านหมอเสิ่นในยามนี้แลดูดุดันเกินจะกล่าววาจาล้อเล่นด้วยได้ “พ่อบ้านชิง... หากข้าให้ท่านกลืนคางคกตัวเป็นๆ นี่ลงคอ ท่านจะทำได้หรือไม่?”

            ทว่าชิงสิงกลับไม่เข้าใจความหมาย “ได้น่ะได้อยู่ แต่... มันไม่น่าเกลียด ชวนคลื่นไส้ไปหรอกหรือ?”

            เสิ่นจือหลีขบกรามระงับโทสะ พยักหน้าพูดเสียงขรึม “ตอนนี้ท่านคงเข้าใจความรู้สึกของข้าแล้วใช่หรือไม่”

            เทียบกันแบบนี้... มองไปยังคางคกที่อยู่ใกล้เพียงลัดนิ้วมือเดียว ชิงสิงได้แต่กลืนน้ำลายก่อนจะพูดขึ้นว่า “คุณชายของข้า น่าภิรมย์กว่าคางคกตัวนี้อยู่ไม่น้อยกระมัง”

            คางคกถูกเขวี้ยงไปตามแรงมือ เสิ่นจือหลีพูดอย่างเมินเฉย “ถึงอย่างไรก็ตาม งานนี้ข้าไม่ขอทำแล้ว อุดมการณ์และความพึงใจต่างกันย่อมเดินทางร่วมภพภูมิกันมิได้... เสิ่นจือหลีขออำลา”

            ชิงสิงที่ยังคงคิดแผนรับสถานการณ์ไม่ทัน พลันก็เหลือบไปเห็นมือของเสิ่นจือหลีที่ยื่นออกมาตรงหน้า... มือที่ขาวสะอาด เรียวยาวและแคล่วคล่องว่องไวจนเขาอดที่จะชื่นชมมิได้ แล้วทุกอย่างก็ต้องหยุดลงเมื่อนางเอ่ยขึ้น “ในเมื่อจำต้องลาจากแล้ว ข้าขอคิดค่าใช้จ่ายที่ยังค้างเสียเลยก็แล้วกัน เมื่อครู่จับมือหนึ่งครั้ง หนึ่งหมื่นตำลึงตามสัญญา” นางหมายถึงเมื่อครู่ที่คุณชายสือเอ้อเย่จับมือนางไปกอดจูบลูบคลำอยู่เป็นนาน

            “ครานี้ก็นับด้วยหรือ?”

            เสิ่นจือหลีเลิกคิ้วขึ้น “หรือว่าท่านคิดจะบิดพลิ้ว?”

            คนเราถึงจะโง่ขนาดไหนก็ย่อมรู้ดีว่า อย่าบิดพลิ้วกับหมอขณะที่คนไข้ยังไม่หายเด็ดขาด ชิงสิงได้แต่รีบหยิบตั๋วแลกเงินออกมา ร้องครางอย่างเจ็บปวดรวดร้าวใจยิ่งนัก หวังจะต่อรองอีกครั้ง “ขอให้เจ้าหุบเขาเสิ่น ตกลงรับรักษาต่อด้วยเถิด ข้ายินดีจะเพิ่มราคาให้อีกเท่าหนึ่งหากท่านยินยอม”

            “ข้าไม่ได้ทำเพื่อเงิน แต่มันเป็นอุดมการณ์” น้ำเสียงเด็ดขาดบอกให้รู้ว่าไม่มีสิ่งใดจะหยุดยั้งความตั้งใจของนางได้

            “เพิ่มอีกหนึ่งหมื่นตำลึง”

            “ข้าได้พูดชัดเจนมากพอแล้ว...”

            “ห้าหมื่นตำลึง มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

            “ข้า...”

            ชิงสิงกัดฟันหนึ่งแสนตำลึง!”

            เสิ่นจือหลีถอนหายใจ ถือว่านางเห็นแก่ความตั้งใจของพ่อบ้านชิงหรอกนะ “เอาล่ะ ข้าขอลองอีกสักครั้งก็แล้วกัน”

            ใบหน้าที่เศร้าสลดเมื่อครู่ของชิงสิงตอนนี้ยิ้มได้อย่างเบิกบานใจ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “เจ้าหุบเขาเสิ่น ท่านอยากฟังเรื่องคุณชายของข้ากับนางมารเยว่นั่นหรือไม่?”

            นี่เป็นนิทานที่แตกต่างจากวีรบุรุษช่วยเหลือหญิงงามไปสักหน่อย คุณชายของชิงสิงเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มน้อยได้ผิดใจกับรองหัวหน้าสำนักคุ้มกันเจิ้นหนาน เงินรางวัลทองคำล้ำค่ามากมายถูกตั้งขึ้นแล้วติดประกาศเพื่อตามล่าจับตัวเขา

            เงินรางวัลนั้นทำให้ใจผู้คนหวั่นไหวยิ่งนัก รวมถึงนางมารป่ายเฉียนด้วยเช่นกัน นางฉีกใบประกาศนั้นออก แล้วตามฆ่าทุกคนที่เป็นคู่แข่งจนกระทั่งใกล้จะจับตัวคุณชายสือเอ้อเย่ได้แล้ว ทว่ากลับเปลี่ยนใจใน

ตอนท้าย

            ไม่รู้เพราะเหตุใด เยว่เฉียนเฉียนกลับพาคุณชายสือเอ้อเย่บุกเข้าสำนักคุ้มกันเจิ้นหนานแทน ทั้งคู่ทำลายสำนักใหญ่ที่ตั้งสง่าน่าเกรงขามเสียย่อยยับ ท่ามกลางเสียงนกพิราบที่ร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้าเสียใจนั้น

ความรักก็เกิดกับคนทั้งคู่อย่างลึกซึ้ง

            เมื่อจบเรื่องเล่าเสิ่นจือหลีก็พอจะนึกภาพต่อจากนั้นได้

            สายลมที่พัดผ่านนอกหน้าต่าง... หญิงสาวสะคราญโฉมแบก

มีดยักษ์ ไล่ฆ่าฟันผู้คนอย่างเหี้ยมโหด ใบหน้างามเงยขึ้นขยิบตาส่งให้บุรุษในดวงใจ น้ำเสียงออดอ้อนพูดขึ้นว่า ‘หนุ่มรูปงาม ตอนแรกข้าจะมาฆ่าเจ้า แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว’ ปลายลิ้นเรียวเล็กยื่นออกมาเลียริมฝีปากแผล็บ ‘ข้าจะโอละเห่กับเจ้าเสียเอง ฮ่าๆๆ’

            และนั่นก็ทำให้เสิ่นจือหลีสรุปความได้ว่า “ท้ายที่สุดเจ้านายของท่านก็เลยผูกไมตรีกับทูตซ้ายของพรรคมาร--เยว่เฉียนเฉียนซึ่งมีฉายาว่า ‘ป่ายเฉียน’ อย่างนั้นใช่หรือไม่?”

            ชิงสิงพยักหน้าตอบอย่างเคร่งขรึม

            “และยังถือเป็นยอดดวงใจที่ควงแขนกันเที่ยวเตร่ในยุทธภพ

อีกด้วย?”

            ชิงสิงพยักหน้าอีกครา แต่สีหน้านั้นเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม เอ่ยออกมาว่า “พวกเราทุกคน ไม่มีใครสงสัยว่านางเป็นทูตซ้ายของพรรคมาร”

            “หรือว่านางดูไม่เหมือนมาร?”

            “หาเป็นเช่นนั้นไม่ หากแต่เพราะนางเหมือนมากเกินไปจึงไม่มีใครสงสัย... แรกเห็นก็รู้เลยว่าใช่มารเป็นแน่” พูดไปมือของชิงสิงก็ยิ่งกำแน่นขึ้น น้ำเสียงโกรธแค้นอย่างที่สุด “แต่กว่าจะเตือนคุณชายได้ก็สายเกินไป นางหลอกลวงคุณชายให้เจ็บช้ำทั้งกายและใจยังไม่พอ แต่ยังถีบคุณชายให้ตกลงไปยังก้นเหวอีกด้วย หากไม่พบเจอแต่แรก ป่านนี้คง...”

            ท่าทางคุณชายสือเอ้อเย่ผู้นี้มิใช่โง่งมเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังปัญญาอ่อนอีกด้วย เสิ่นจือหลีคิดด้วยจิตใจที่ซับซ้อน ขณะเดียวกันก็เตรียมผลักประตูเข้าไปดูบุรุษเคราะห์ร้าย ที่ยังนอนรอรับการรักษาอยู่ภายในห้อง หากแต่ยังไม่ทันทำสิ่งใด ลูกน้องก็นำยามาส่งเสียก่อน                                                        

            เสิ่นจือหลียกมือขึ้นห้าม “ไม่ต้อง ให้ข้าจัดการเอง”

            ลูกน้องส่งยาให้นางอย่างหวาดหวั่น แล้วรีบจากไปในทันที

            ดวงตากลมโตของท่านหมอมองไปยังร่างที่เอนกายอยู่บนเตียง    ในเวลานี้...แววตาซึมเศร้าทั้งคู่เหม่อมองออกไปภายนอกหน้าต่าง แสงของตะวันยามสายัณห์เมื่อสาดส่องกระทบโครงหน้าทำให้ชายหนุ่มดูงดงาม

ยิ่งนัก ทว่าริมฝีปากที่ไร้สีเลือดและสายตาอ่อนเพลียนั้น ทำให้ผู้พบเห็นอดที่จะสงสารมิได้

            เมื่อรู้สึกว่าถูกจับจ้อง คุณชายสือเอ้อเย่จึงค่อยๆ พลิกกายกลับ มาสบสายตากับนาง เสิ่นจือหลีหลบตา ก้มหน้าลงแล้ววางถาดยาในมือ แต่ก็ยังได้ยินคำพูดหงอยเหงาที่แฝงมาพร้อมกับรอยยิ้มอันฝืดเฝื่อน “ข้าใช้เวลาทั้งบ่ายครุ่นคิด แต่ก็ยังนึกสิ่งใดเกี่ยวกับเจ้าไม่ออก”เจ้าจะนึกออกได้อย่างไร ก็พวกเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน!

            เสิ่นจือหลีตำหนิเขาในใจ พยายามยกถ้วยยาขึ้นมาอย่างอ่อนโยน “อย่าคิดเรื่องที่ไม่สำคัญเลย ดื่มยาเสียก่อนเถิด”

            “จือหลี เจ้าไม่ต้องปลอบใจข้าหรอก ข้ารู้ว่ามันเป็นความผิดของตนเองที่น่าจะจำเจ้าได้... ข้าลืมเลือนได้อย่างไรกัน” น้ำเสียงนั้นฟังดู คับแค้นใจไม่ต่างจากหญิงม่ายที่ถูกทอดทิ้ง

            เสิ่นจือหลีมือสั่นเล็กน้อย ทำให้ยาที่ร้อนจัดลวกรดลงบนมือ นางสะดุ้งร้องอุ๊ยออกมา พลันปล่อยถ้วยยาตกแตกกระจายไปกับพื้นเพราะไม่อาจประคองเอาไว้ได้

            “ทำไมเจ้าจึงไม่ระมัดระวังให้มากเล่า” เมื่อครู่ผู้ป่วยราคาแพงของนางยังนอนเอกเขนกอยู่บนเตียง ทว่าตอนนี้เขากลับยืนอยู่ตรงหน้า คิ้วเรียวงดงามขมวดขึ้นเป็นปมใหญ่ ท่าทางห่วงใยท่านหมออย่างสุดหัวใจ

            สำหรับเขาเพียงแค่คำพูดนั้นยังไม่พอ ด้วยรู้ว่าความร้อนจากการโดนลวกยากที่จะบรรเทา เมื่อตัดสินใจได้แล้ว

            แล้ว... แล้ว... แล้ว

            เขาก็โน้มศีรษะลงมาอมนิ้วของนางเข้าไปในปาก!

            ภายในปากอันอบอุ่น ปลายลิ้นที่ชุ่มชื้นไล้เลียบริเวณที่ถูกยาร้อนลวกอย่างละเอียด เพียงแวบเดียวพวงแก้มของเสิ่นจือหลีก็ซ่านสีแดงเนื้อตัวสั่นเทาทั่วทั้งกาย แต่หาใช่เพราะความเขินอายไม่ สิ่งที่นางรู้สึกได้ในเวลานี้คือโทสะเพียงเท่านั้น!

            เขาไม่รู้หรือไรว่าปากของคนมันสกปรกเพียงใด แล้วนี่ยังมีน้ำลาย... น้ำลายเชียวนะ น้ำลายที่เต็มมือของนางไปหมด!

            เมื่อเห็นปฏิกิริยาเช่นนี้จากนาง ร่างสูงใหญ่จึงยอมถอยห่างออกไปเล็กน้อย แต่ยังคงจับมือหญิงสาวไว้ด้วยความเป็นห่วง “เมื่อครู่... ล่วงเกินแล้ว”

            เสิ่นจือหลีทำได้เพียงคับแค้นใจ อยากจะตะโกนใส่ยิ่งนัก รู้ว่าล่วงเกินแล้วยังเลีย เลียไปทั้งมือขนาดนี้ เจ้าคิดว่ามือข้าเป็นขาหมูตุ๋นหรืออย่างไร!

            ไม่ได้นะ ท่องเอาไว้...ยังมีหนึ่งแสนตำลึง

            หนึ่งแสนตำลึง หนึ่งแสนตำลึง

            เสิ่นจือหลีสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ไปหลายครั้ง ตั้งจิตให้มั่นแล้วจึงเอ่ยตอบเสียงสั่น “ไม่เป็นไร ท่านพักผ่อนเถิด ข้าขอตัวก่อน”

            “เดี๋ยว...”

            เท้ายังมิทันจะได้ก้าวก็ถูกเรียกเอาไว้อีก แม้จะรำคาญสักปานใดแต่ก็ต้องอดทนให้จงได้ เสียงที่ถามออกไปจึงอ่อนโยนอย่างยิ่ง “มีอันใดรึ?”

            ดวงตาสีอำพันกะพริบส่งกลับมาให้นางอย่างไม่ละอาย “เจ้าเรียกชื่อข้าสักครั้งหนึ่งได้หรือไม่ หลังจากฟื้นขึ้นมาข้าก็รู้สึกแปลกๆ หากเจ้าลองเรียกสักครั้งหนึ่ง อาจจะทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้นก็เป็นได้”

            “ชื่อ?”

            เสิ่นจือหลีครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ในยุทธภพผู้คนมักเรียกเขาว่าคุณชายสือเอ้อเย่เป็นประจำ น้อยคนที่จะพูดถึงชื่อของเขา กระทั่งพ่อบ้านชิงสิงเองก็ยังลืมบอกนาง

            “เอ่อ....”

            “ซูเฉินเช่อ--- ข้าชื่อซูเฉินเช่อ” แววตาช่างดูหงอยเหงานัก น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นแหบเบาราวกับด้ายเส้นเล็กที่กำลังเสียดสีหัวใจคนฟัง

            อาจจะเป็นเพราะเสียงนั่นไพเราะจนเกินไป เสิ่นจือหลีจึงเอ่ยตามอย่างปฏิเสธไม่ได้ “ซูเฉินเช่อ”

            แล้วนางก็ได้รับรอยยิ้มงดงาม ที่สามารถทำให้ใจคนหวั่นไหวเป็นรางวัล เมื่อมองใบหน้าที่ยามนี้คิ้วและดวงตาถูกย้อมด้วยแสงอาทิตย์อัสดง นางก็พลันรู้สึกว่าเขาช่างเหมาะกับการยิ้มยิ่งนัก ซูเฉินเช่อเป็นผู้ชายที่

มีรอยยิ้มงดงามจนใครเห็นเป็นต้องตกตะลึง

            เพื่อหลบรอยยิ้มนั้น เสิ่นจือหลีจึงก้มหน้าลง ขณะที่สายตามองพื้นความรู้สึกบางอย่างก็เกิดขึ้นกะทันหัน มันต้องมีสิ่งใดผิดปกติเป็นแน่ ยาที่กระจายอยู่บริเวณพื้นผิดกลิ่นอย่างชัดเจน หากเป็นยาตามใบสั่งของนาง เมื่อต้มออกมากลิ่นเป็นเช่นไรนางย่อมรู้ดี หากว่าปัญหานี้มิได้เกิดจากใบสั่งยาแสดงว่าต้องเกิดจากคนต้มยาแน่นอน

            เมื่อสรุปได้เช่นนี้จิตใจให้นึกกระหวัดไปถึงเด็กส่งยาเมื่อครู่

            ท่าทางมีลับลมคมในนัก ไม่เพียงแต่ก้มหน้ามิกล้าสบตานาง เสียงที่พูดก็เบาจนฟังไม่ถนัดชัดเจน แล้วยังเนื้อตัวสั่นเทาดูตื่นตระหนกอย่างมากนั่นอีกเล่าไม่ใช่ ผู้นั้นต้องมิใช่คนของหุบเขาหวยชุนแน่!

            ถ้าหากคราวนี้นางไม่ได้มาดูแลด้วยตนเอง แล้วเขาเผลอดื่มยานั่นเข้าไป... สวรรค์! การคาดเดาเช่นนี้ทำให้เสิ่นจือหลีเหงื่อตก

            เรื่องใหญ่เช่นนี้จะปล่อยผ่านไปไม่ได้ เสิ่นจือหลีรีบเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็ว มิได้สนใจชิงสิงที่กำลังยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า นางเพียงเดินอ้อมเขาไปสั่งการสาวใช้ชื่อ ‘เต๋ยี’ ที่ยืนเฝ้าอยู่นอกประตู

            “ไปเรียกทุกคนมาประชุมกันที่ห้องโถงให้หมด--เดี๋ยวนี้”

            เต๋ยีรับคำ กำลังจะไป แต่กลับเห็นบางอย่างเข้าเสียก่อน “คุณหนู มีบาดแผลหรือเจ้าคะ?”

            “แค่นิ้วโดนน้ำร้อนลวกเล็กน้อยเท่านั้น เจ้ารีบไปเถิด”

            ชิงสิงที่ยืนฟังอยู่ตั้งแต่ต้น เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เกิดเหตุอันใดขึ้นหรือ?”

            “ไม่มีอันใด เป็นเพียงเรื่องภายในของหุบเขาเท่านั้นเอง” เสิ่นจือหลีตอบ เรื่องแบบนี้ถ้ายังไม่แน่ชัด จะให้คนนอกรับรู้ไม่ได้ นางหยุดไปครู่หนึ่งจึงพูดต่อ “ท่านมาก็ดีแล้วพ่อบ้านชิงข้ามีบางอย่างจะซักถามท่านสักเล็กน้อย”

            “มีเรื่องอันใดรึ เจ้าหุบเขาเสิ่น โปรดอย่าเกรงใจเชิญถามมาได้”

            ความคิดของเสิ่นจือหลีพัวพันกันยุ่งเหยิง ขมวดคิ้วอย่างรังเกียจเมื่อนึกถึง “ท่านเคยพูดว่า จับมือหนึ่งหมื่นตำลึง แล้วถ้าหากว่าข้าถูกนายของท่านเลียเล่า?”

            ชิงสิง “……”

ตอนที่ 1 หลงรักหุบเขาหวยชุน(3)

ไม่รักษาคนที่บุกรุกเข้าหุบเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต

            ไม่รักษาคนตายหรือผู้ที่อยากตาย

            ไม่รักษาคนที่โหดร้ายอำมหิต

            หุบเขาหวยชุนไม่เคยก้าวก่ายเรื่องในยุทธภพ เพียงไม่ฝ่าฝืนกฎ

ทั้งสามข้อนี้ และมีเงินจ่ายค่ารักษา เจ้าหุบเขาคนปัจจุบัน--เสิ่นจือหลี ก็จะช่วยรักษาทันที ไม่ว่ามิตรหรือศัตรูต่างต้องเข้าแถวรอด้วยกันทั้งสิ้น

            เป็นที่รู้กันดีว่า ผู้ที่ใช้ชีวิตในยุทธภพย่อมต้องโดนมีด โดนดาบ มีบาดแผล พวกเขาผิดใจกับใครก็ได้ยกเว้นหมอ ดังนั้นถึงแม้ว่าพวกพรรคมารรู้ว่าคุณชายสือเอ้อเย่กำลังเป็นแขกพำนักอยู่ที่นี่ ก็คงไม่กล้าบุกเข้ามาอย่างโจ่งแจ้งแล้วใครกัน?

            นางตรวจสอบคนของหุบเขาทุกคนโดยละเอียด จริงเสียด้วย      เด็กส่งยาที่นางพบวันนี้ไม่ใช่คนของหุบเขา นิ้วมือเรียวเผลอลูบหน้าผากขณะใช้ความคิด เป็นเช่นนี้แสดงว่าคนของพรรคมารต้องแฝงตัวเข้ามาแล้วคราวนี้คงต้องลำบากแน่... อย่างไรก็ตามในเมื่อเก็บค่ารักษามาแล้ว ย่อมต้องคุ้มกันเขาให้ปลอดภัยภายใต้การดูแลของนางให้จงได้

            “คุณหนูเจ้าคะ แผลที่มือของท่าน...” เต๋ยี หยิบยามาทำแผลให้นาง

            ยาที่เพิ่งป้ายลงไป ดึงให้ความสนใจของเสิ่นจือหลีกลับมาที่นิ้วอีกครั้ง บาดแผลจากน้ำร้อนลวกเวลานี้บวมขึ้นเรื่อยๆ บาดเจ็บแค่นี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น แต่เพราะสุขภาพของนางไม่ดีนักพอป่วยหรือบาดเจ็บเมื่อใด มักจะกลายเป็นอาการสาหัสในที่สุด

            จะอย่างไรก็ตาม เรื่องที่นางต้องจัดการสำคัญกว่าบาดแผลนี้ เสิ่นจือหลีคิดขณะก้าวออกมาจากห้อง บุคคลที่นางกำลังจะตามหากลับ   ยืนรออยู่ก่อนแล้ว

            “อ้อ พ่อบ้านชิง...” นางยกมือขึ้นเพื่อร้องทัก เป็นจังหวะเดียวกับที่นกพิราบขาวตัวหนึ่งกำลังบินเวียนวนอยู่เหนือศีรษะ ก่อนจะค่อยๆ ทิ้งตัวลงมาหาเขา... พิราบสื่อสารสินะ

            ชิงสิงดึงม้วนกระดาษออกมาจากข้อเท้าพิราบขาวตัวนั้น พร้อมส่งรอยยิ้มอันขมขื่นมอบให้นาง “เจ้าหุบเขาเสิ่น ได้รับโชคจากท่านวันนี้...         ข้าน่าจะโดนฝ่ายบัญชีแช่งชักหักกระดูกจนตายแล้วกระมัง ท่านสามารถเขียนใบเสร็จรับรองการเบิกจ่ายให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”

            “เรื่องนี้ไม่มีปัญหา เพียงแต่ว่า...” เสิ่นจือหลีมองพิราบขาวเซ่อซ่าตัวนั้นจิกขนตัวเองเล่นอย่างเพลิดเพลินแวบหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยทัก “ใช้นกพิราบส่งจดหมายเช่นนี้มักโดนจับได้โดยง่ายมิใช่หรือ?”

            “ไม่หรอก” ชิงสิงยิ้มให้นาง โยนนกพิราบในมือขึ้นฟ้า จากนั้นใช้มือทั้งสองข้างทำท่ายิงธนูขึ้นไป ปีกที่กำลังโบยบินอยู่นั้นหยุดกระพือกะทันหัน เท้าน้อยๆ งอหงิก ทำท่าชัก มันทิ้งร่างดิ่งลงสู่พื้น เท้าทั้งสองข้างยังมิวายชักกระตุกอีกหลายหน กะพริบตาขาว อ้าปากแล้วแน่นิ่ง

            เสิ่นจือหลีตกใจอยู่ไม่น้อย ลองใช้มือแหย่ดู กลับพบว่าเจ้านกพิราบตัวนี้เหมือนนกที่ตายไปแล้วจริงๆ

            “นกพิราบของพวกเรา ต่างผ่านการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ พอมีอันตรายมันก็จะแกล้งตายทันที” ชิงสิงไขความกระจ่างด้วยสีหน้าภาคภูมิ

            นางมองนกพิราบที่ดูเซ่อซ่าเมื่อครู่นี้แล้ว ก็ให้รู้สึกนับถือขึ้นทันใด “วิธีนี้ช่างแปลกนัก ไม่ทราบว่าใครเป็นคนสอนหรือ?”

            ชิงสิงเว้นระยะเพียงชั่วครู่ แล้วจึงเอ่ยว่า “คุณชายของข้าเอง”

            “……..…..”

            คนเราดูจากภายนอกไม่ได้จริงๆ

            ชิงสิงกระแอมไปหนึ่งเสียง “เจ้าหุบเขาเสิ่น ข้าเคยคิดว่าที่คุณชายความจำเสื่อมนั้นเป็นเพราะว่าสมองโดนกระแทกอย่างรุนแรง...”

            แม้อีกฝ่ายเพิ่งจะเริ่มเกริ่น แต่เสิ่นจือหลีก็พอคาดเดาสิ่งที่จะเอ่ยต่อไปได้ “ท่านคิดว่าจะให้เขาโดนกระแทกอีกสักครั้งอย่างนั้นหรือ? อืม... ถึงแม้ว่ามันจะอันตรายอยู่สักหน่อย ไม่แน่ว่ากระแทกจนหัวแตกแล้วจึงค่อยรักษาอาจทำให้ยุ่งยากขึ้นอีกก็เป็นได้ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปมิได้...” นางพูดพลางใช้มือจับปลายคางอย่างครุ่นคิด ท่าทางตั้งใจใคร่ครวญเป็นอย่างยิ่ง

            ชิงสิงรีบเอ่ยขัดความคิดที่น่ากลัวของท่านหมอทันที “หามิได้!  หากทำเช่นนั้น...คราวนี้คุณชายฟื้นขึ้นมา อาจจะมองเจ้าหุบเขาเสิ่นเป็นนางมารนั่นก็เป็นได้ ข้าหมายความว่า... จะขอให้เจ้าหุบเขาเสิ่นลองเลียนแบบท่วงท่าของนางมาร เพื่อดูว่าความทรงจำของคุณชายจะสามารถฟื้นกลับคืนมาได้หรือไม่”

            เกินคาดจริงๆ...เสิ่นจือหลีไม่ได้ปฏิเสธในทันที เพียงเอ่ยว่า “เรื่องนี้ค่อยว่ากันเถิด พรุ่งนี้ข้ามีธุระต้องลงจากเขา บาดแผลของคุณชายในยามนี้ เพียงแค่จัดการให้เขาดื่มยาตรงเวลาก็เพียงพอ ไม่ต้องถึงมือ

ข้าแล้ว”

            “แต่ว่า...”

            เสิ่นจือหลียิ้มพลางบอกเรื่องสำคัญแก่เขา “อีกเรื่องที่ท่านควรทราบ ขณะนี้คนของพรรคมารได้แฝงตัวเข้ามาแล้ว” นางตบไหล่ของชิงสิง “เพื่อความปลอดภัยของเจ้านายท่านและหุบเขาหวยชุน ข้าว่าทางที่ดีพวกท่านรีบจากไปเสียเถิด ที่หุบเขาหวยชุนแห่งนี้มีรถม้ารับจ้างด้วย เพียงแค่บอกชื่อข้าไปเท่านั้นท่านจะได้รับส่วนลดทันที”

            “…………..…..”

 

            รถม้าเคลื่อนตัวเข้าสู่ตำบลข้างเคียงของหุบเขาหวยชุนอย่างเชื่องช้า

            ภายในรถม้า เสิ่นจือหลีนั่งลูบบาดแผลที่ถูกน้ำร้อนลวก ขณะเดียวกันก็มองทัศนียภาพภายนอกไปด้วย เพิ่งย่างเข้าสู่สารทฤดู  แต่แสงแดดที่ตกกระทบมายังก้อนหินสีเขียวหน้าถนนนั้นช่างให้ความรู้สึก         อ่อนล้า ต่างกับผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาเพื่อเลือกซื้อสินค้านานาชนิด

            ในตลาด...ร้านค้ามากมายต่างเปิดทำมาค้าขายกันโดยพร้อมเพรียง เสียงเรียกลูกค้าดังไปทั่วสองฟากฝั่งถนน ทำให้ดูสับสนวุ่นวายยิ่งนัก

            เมื่อถึงจุดหมายรถม้าจึงจอดที่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เพียงแค่เห็นเสิ่นจือหลีก้าวเข้ามา เถ้าแก่ร้านก็รีบต้อนรับขับสู้ด้วยตัวเอง “เจ้าหุบเขาเสิ่น ข้าน้อยรู้ว่าท่านจะมาจึงได้เตรียมสิ่งของไว้รอท่าตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วขอรับ”

            เสิ่นจือหลีพยักหน้ารับคำ รับไหสุราส่งให้สาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้าง กำลังจะยื่นมือออกไปจ่ายค่าสุราแล้วก็ต้องชะงัก... เมื่อถูกขวางด้วยเงินห้าตำลึงจากมืออีกข้างหนึ่ง ที่ชิงตัดหน้ายื่นไปจ่ายให้แทน

            “ข้าจ่ายให้ จือหลี”

            เสิ่นจือหลีตกใจยิ่ง จู่ๆ ก็มีคนเสนอน้ำใจไมตรีเช่นนี้ หากไม่เห็นหน้าคงมิได้ แม้จะมองอย่างไม่ตั้งใจแต่ก็รู้ได้ว่ารอยยิ้มที่ส่งมาให้นั้นสุภาพอ่อนโยน คิ้วงามขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ความประหลาดใจท่วมท้นปรากฏบนใบหน้าของนางอย่างเห็นได้ชัด

            นี่ข้าหาได้ออกมาแต่เพียงผู้เดียวไม่

            แล้วสาวใช้ข้างกายข้าเป็นคนตายไปแล้วหรือไร? ถึงได้ยืนนิ่งสนิทเช่นนี้

            อีกอย่าง...

            “ใครอนุญาตให้เจ้าเรียกข้าว่าจือหลีไม่ทราบ!”

            ประโยคนี้ทำให้ซูเฉินเช่อนิ่งงันไปชั่วครู่ คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากัน “แต่ก่อนข้าไม่ได้เรียกเมียตัวเองด้วยชื่อเล่นหรอกหรือ? หากไม่ใช่จือหลี เช่นนั้นก็ต้องเป็น อาหลี... หลีเอ๋อ... จือจือ... หรือว่าจะเป็นน้องหลี

สุดที่รักกัน?”

            “ข้ามีชื่อแซ่!” เสิ่นจือหลีแทบจะควันออกหู น้องหลีสุดที่รักอย่างนั้นหรือ “เจ้าเรียกข้าว่าเสิ่นจือหลีก็พอแล้ว” นางต้องใช้ความอดทนอย่างยิ่งที่จะสนทนาด้วย “อีกประการหนึ่ง ข้าไม่ใช่เมียเจ้า ไม่จำเป็นต้องตามมาคอยดูแล... หมู่บ้านนี้เป็นเขตของหุบเขาหวยชุน ปลอดภัยเป็นอย่างมาก เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก รีบกลับไปเสียเถิด”

            เพิ่งเดินได้เพียงสองก้าว ก็เห็นซูเฉินเช่อปรากฏในสายตาอีกครั้ง

            หญิงสาวก้าวเดิน...เขาก็ก้าวตาม เหมือนไม่เข้าใจที่นางพูด

            “นี่เจ้า!” นางตวาดใส่

            ซูเฉินเช่อทำตาเศร้า ดูท่าจะเสียใจอยู่ไม่น้อย “เพราะข้าจำอะไรไม่ได้ เจ้าเลยไม่สะดวกพาไปด้วยเช่นนั้นหรือ”

            ได้เห็นสีหน้าแววตาเช่นนี้ เสิ่นจือหลีจึงได้แต่รำพึงรำพันอยู่ในใจ

            อีกแล้ว... นอกจากแสร้งทำเป็นน่าสงสาร ทำเป็นเสียใจ เขาทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้วใช่หรือไม่?

            แต่เอ...บุรุษผู้มั่งคั่งร่ำรวยเช่นนี้ ควรให้ทำอันใดดี จึงจะเหมาะสม...

            รอยยิ้มถูกยกขึ้นที่มุมปากในทันใด “ก็มิใช่ว่าจะไปด้วยไม่ได้ แต่เจ้าแน่ใจหรือว่าจะตามข้าไปจริงๆ”

            ซูเฉินเช่อเหลือบตาขึ้นมองอย่างแปลกใจ รีบตอบอย่างไม่ลังเล “ข้าแน่ใจ”

            สถานที่ที่เพิ่งมาถึง..

            นอกจากความใหญ่โตของห้องที่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา สภาพแวดล้อมโดยรอบไม่มีจุดไหนที่ชวนให้อยากอยู่ต่อแม้แต่น้อย ความกว้างขวางที่มองจากด้านนอกดูเล็กลงทันทีเมื่อเข้ามาภายใน

            มิคาดคิด...ทุกพื้นที่ว่างนั้นเต็มไปด้วยเด็กอายุไม่เกินสิบปีทั้งสิ้น

            พวกเขาเล่นบ้าง อ่านหนังสือบ้าง ปะปนกันไป แต่ส่วนใหญ่กำลังช่วยกันเลือกและจัดการยาต่างๆ ที่กองอยู่เต็มพื้น

            จำนวนเด็กที่เบียดเสียดยัดเยียดกันในนี้ ซูเฉินเช่อนับรวมได้หลายร้อยชีวิตเลยทีเดียว ยิ่งคนมากเท่าใด นั่นย่อมหมายถึงกลิ่นกายที่เหม็นเกินจะทน ซึ่งเกิดขึ้นตามมามากด้วยเช่นกัน

            ดั่งสวรรค์ได้เมตตา เพียงแค่เห็นเสิ่นจือหลีปรากฏกายเท่านั้น เด็กทุกคนก็หยุดมือโดยพลัน ชั่วพริบตานางก็ถูกล้อมรอบด้วยเด็กๆ ที่วิ่งเข้ามาหา เพียงแค่เสิ่นจือหลีชี้มือไปที่รถม้าทางด้านหลัง เด็กๆ ทั้งหลายก็เฮลั่น ต่างพากันโค้งคำนับให้หญิงสาวรอบหนึ่งแล้วเปลี่ยนเป้าหมายรีบวิ่งตรงไปยังรถม้าทันที

            แต่แทนที่จะรวมตัวเป็นกลุ่มอย่างเมื่อครู่ที่ผ่านมา ครานี้เด็กๆ กลับเข้าแถวอยู่หน้ารถม้าอย่างเป็นระเบียบ เฝ้ารอสาวใช้ของเสิ่นจือหลีลงมาเปิดผ้าม่าน หยิบยื่นสิ่งของที่มีทั้งเสื้อกันหนาว ขนมต่างๆ และของเล่นราคาไม่แพงนักให้กับตน

            ตั้งแต่มาถึง เสิ่นจือหลีได้ลอบสังเกตสีหน้าท่าทางของซูเฉินเช่ออยู่ตลอด โดยทั่วไปแล้วคุณชายผู้มีฐานะร่ำรวยเช่นเขามักจะรังเกียจผู้คนที่ต่ำชั้นกว่า แต่ที่นางเห็นซูเฉินเช่อกลับไม่แสดงทีท่ารังเกียจแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามชายผู้นี้กลับแสดงสีหน้าสงสัยใคร่รู้เพียงเท่านั้น เรื่องนี้ช่างเกินคาดเสียจริง แต่ก็ใช่ว่านางจะยอมหยุดเท่านี้

            ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน อมยิ้มเล็กน้อย “เด็กพวกนี้เป็นลูก    ของข้าทั้งสิ้น ทุกๆ เดือนข้าจะมานอนค้างที่นี่เสียหลายวันเพื่อสอนพวกเขา หากแต่โชคร้ายยิ่งนักที่อาจารย์สอนวิทยายุทธเพิ่งจากไป เจ้าสมัครใจจะสอนแทนหรือไม่?”

            เนื่องจากฝีมือการรักษาโรคอันยอดเยี่ยมจนเป็นที่ร่ำลือไปทั่ว        ยุทธภพ ทำให้บุรุษผู้มีฐานะทั้งหลาย ขยันเข้ามาเกี้ยวพาราสีนางอยู่ไม่น้อย ‘การออกปากขอความช่วยเหลือ’ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่นางมักใช้ขับไล่พวกเหลาะแหละให้เลิกตามกวนใจ ซึ่งในบางคราก็ไม่ใช่เรื่องยากเท่าใดนัก

            เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งงันไป นางจึงไม่คิดถามสิ่งใดให้มากความอีก มุมปากเพียงยกยิ้มขึ้น แล้วเดินตรงเข้าไปในห้อง พลันสองหูได้ยินเสียงของซูเฉินเช่อที่ดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง “ข้าคิดจะอยู่สอนเป็นเพื่อนเจ้าตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่ทำไมเจ้ามิให้พวกเขาอยู่อย่างสบายกว่านี้เล่า

ถ้าเป็นไปได้ข้าขอออก...”

            “ข้าไม่ใช่เศรษฐีเสียหน่อย จึงจะเนรมิตชีวิตที่กินดีอยู่ดีมีงานทำ

ให้ได้ทั้งหมด... เจ้าจะให้ข้าเลี้ยงพวกเขาไปตลอดทั้งชาติเลยหรือ?” นางรีบเอ่ยแทรกก่อนที่อีกฝ่ายจะเสนอความช่วยเหลือ ยอมรับตามตรง เขาทำให้นางอึ้งขึ้นมาบ้างแล้ว หญิงสาวหัวเราะในใจกับความคิดนั้น ช่างเป็นคุณชายที่โจมตีได้ยากยิ่งนัก

            “หากไม่โตมาในสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ จะรู้จักต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตน ต่อสู้เพื่อให้ลืมตาอ้าปากได้อย่างไรกัน” เสิ่นจือหลีอธิบายตามประสบการณ์ตรง สิบปีที่แล้วนางเองก็เคยเป็นหนึ่งในเด็กเหล่านี้หากไม่ได้เจอกับท่านอาจารย์...

            ประโยคของเสิ่นจือหลีดูจะกระทบจิตใจซูเฉินเช่อให้คิดได้ “เจ้ากล่าวถูกต้องแล้ว มอบผักย่อมสู้ให้เมล็ดพันธุ์มิได้”

            เสิ่นจือหลียิ้ม “ข้าหาได้ยิ่งใหญ่อย่างที่เจ้าคิดไม่ แต่ก่อนข้าเองก็เคยผ่านชีวิตเช่นนี้ มีข้าวให้พวกเขากินก็ถือว่าไม่เลว ข้าทนเห็นพวกเขาเติบโตมาอย่างเด็กเหลือกินเหลือใช้ไม่ได้หรอก”

            ไม่รอให้ซูเฉินเช่อได้เอ่ยต่อ นางก็ทอดถอนใจไปเฮือกหนึ่ง เมื่อเห็นพ่อบ้านชิงสิงยักคิ้วหลิ่วตาอยู่ด้านหลังเจ้านายของตน คอยส่งสัญญาณมาให้ตลอด นางจึงจำต้องกลับมาใช้น้ำเสียงอ่อนโยนดังเดิม “ซูเฉินเช่อ ของแจกหมดแล้ว พวกเรากลับกันเถิด”

            “ไปไหนหรือ?”

            “โรงเตี๊ยม” เสิ่นจือหลียิ้มอย่างอ่อนโยน “ช่างใสซื่อเสียจริง หรือว่าเจ้าเอาจริงเอาจังกับคำพูดเมื่อสักครู่ ตอนนี้ข้ามีเงินมากมายจะอยู่ลำบากเป็นเพื่อนพวกเขาทำไมกัน” พูดจบก็หันหลังจากไป

            ระหว่างนั้นมีเด็กคนหนึ่งที่เพิ่งได้รับแจกเสื้อกันหนาว วิ่งเข้ามาชนนางอย่างกะทันหัน โดยไม่ทันระวังนางจึงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มือยกขึ้นยันกับผนังด้านหลังเพื่อทรงตัว แรงกระแทกนั้นส่งผลให้เด็กน้อยล้มลงกับพื้น  กังหันลมไม้ที่เพิ่งได้มาพร้อมกับเสื้อหักเป็นชิ้นๆ อย่างน่าเสียดาย

            เสิ่นจือหลีรีบพยุงเด็กให้ลุกขึ้น รู้สึกห่วงใยยิ่งนัก ล้มลงอย่างนั้นจะเป็นไรบ้างหรือไม่ ทว่าสายตาของเด็กน้อยกลับหยุดนิ่งอยู่ที่กังหันลมมิได้สนใจตัวเองแม้แต่น้อย ริมฝีปากที่ขบกันแน่นพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อมิให้ร้องไห้ แม้เสียงพึมพำเบาๆ จะสั่นเครือก็ตาม “ข้าเก็บยาตั้งหลายวันถึงแลกกังหันลมนี้มาได้ ตั้งใจจะให้น้องสาวข้าเล่น...”

            สายตานางเหลือบมองตามคำพูดของเด็กน้อย ก่อนจะหยิบชิ้นส่วนกังหันลมและก้านไม้ชิ้นเล็กที่แยกจากกันขึ้นมา หมายจะประกอบขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ลองหยิบจับอยู่นานก็ไม่เป็นผล 

            ทว่านิ้วเรียวสะอาดที่ยื่นมารับชิ้นส่วนไปจากมือนางนั้น กลับขยับเพียงแค่สองครั้งกังหันไม้ก็หมุนได้แล้ว เรียกรอยยิ้มของเด็กน้อยให้ผุดขึ้นอย่างยินดี ก่อนจะวิ่งหายไปพร้อมกับกังหันลมที่อยู่ในมือ

            “ขอบคุณเจ้ามาก” เพราะความใจดีของเขา เสิ่นจือหลีจึงกล่าวขึ้นอย่างขัดเขิน               

            ดวงตาสีอำพันคู่นั้นที่สบกับดวงตากลมโตของนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยนลึกซึ้ง จนแทบจะล้นออกมาด้วยซ้ำ ซูเฉินเช่อเอ่ยขึ้นเบาๆ “แท้จริงแล้วเจ้าเป็นคนอ่อนโยนยิ่งนัก เหตุใดต้องแสร้งทำว่าตนเองร้ายกาจด้วยเล่า?”

            เสิ่นจือหลีตกตะลึงกับคำหวานจนขนลุก ไม่รู้เลยว่าฝ่ามือของนางนั้นถูกคว้าไปตั้งแต่เมื่อใด จนกระทั่งความรู้สึกวูบวาบเกิดขึ้นกลางฝ่ามือได้ครู่ใหญ่ นางถึงพบว่า...

            “เจ้าเกิดปีจอหรือไร ถึงได้ชอบเลียนัก!”

            ซูเฉินเช่อทำเพียงเหลือบตาขึ้น พูดอย่างไม่รู้สึกผิด “มือเจ้าเลือดไหลอยู่”

            แม้แต่ตัวนางเองจะยังไม่รู้แต่เขากลับมองเห็น เมื่อครู่ฝ่ามือคงไปถูกับผนังโดยแรงจนเกิดเป็นแผลถลอก ยาที่พกติดตัวอยู่ประจำถูกหยิบออกมาหวังจะใส่บาดแผล แต่ยังไม่ทันได้เปิดฝาก็โดนซูเฉินเช่อคว้าไปเสียก่อน ตัวยาถูกป้ายออกมาอย่างตั้งใจ แล้วทาลงบนฝ่ามือของนางอย่างเบามือ

            เมื่อได้ใกล้ชิดเช่นนี้ ในยามที่ชายหนุ่มก้มศีรษะลงเล็กน้อย เสิ่นจือหลีก็สามารถมองเห็นเส้นผมนุ่มลื่นที่ทิ้งตัวลงปรกหน้าผาก ปิดบังใบหน้าหล่อเหลาของเขาไปบางส่วน เงาขนตาเหยียดยาวของซูเฉินเช่อนั้นงดงามยิ่งกว่าอิสตรี  สีหน้าและท่าทางนั้นดูตั้งใจในทุกรายละเอียด ราวกับเรื่องที่ทำอยู่นี้สำคัญยิ่งกว่าสิ่งไหน เห็นอย่างนี้แล้ว หัวใจของเสิ่นจือหลีจึงเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก

            “แต่ก่อนเจ้าเคยอยู่ที่นี่จริงหรือ?”

            “อืม” นางรับคำไปตามประสา

            หากแต่ชั่วขณะต่อมา ร่างทั้งร่างกลับถูกดึงเข้าสู่อ้อมกอดที่แสนจะอ่อนโยน เสียงเขากระซิบที่ข้างหูช่างไพเราะเหลือแสน “จือหลี ข้าเป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก หากรู้จักเจ้าก่อนหน้านี้คงจะดีไม่น้อย”

            “……….……”

            เอ่อ... ท่านพ่อบ้านชิง

            พวกเรายังมิได้ตกลงกันเลยว่า หากถูกกอดมีค่าตอบแทนเท่าใด?

ตอนที่ 1 หลงรักหุบเขาหวยชุน(4)

ตอนที่ 1.2 ศิษย์พี่กลับมาแล้ว

            ตะวันยามบ่ายคล้อย...

            เสิ่นจือหลีออกจากโรงเตี๊ยมมาพร้อมกับเต๋ยี เดินทางราวครึ่งชั่วยามก็มาหยุดอยู่หน้าศาลาประตูเมืองแห่งหนึ่ง นางพับแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยเดินเข้าไปนั่งในศาลา ปล่อยให้สาวใช้ประจำกายอุ้มไหสุราเข้ามาวางไว้ แล้วถอยห่างออกไปเงียบๆ

            “ตาแก่ ตื่นขึ้นมาดื่มสุรากันเถิด” รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า

            หากคนทั่วไปเห็นเจ้าหุบเขาหวยชุนในตอนนี้ คงคิดว่านางเป็นบ้า พูดจาอยู่กับตนเองคนเดียว

            นางเอ่ยปากเชิญชวน ‘ความว่างเปล่าตรงหน้า’ ขณะที่เปิดปากไหสุราออก มือเรียวยาวหยิบจอกขึ้นมาสองใบ จอกหนึ่งรินให้ตนเอง อีกจอกหนึ่งเมื่อรินจนเต็มแล้วกลับเทลงพื้น วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่นานนักก็รู้สึกถึงฤทธิ์ของสุรา เมื่อจอกสุดท้ายหมดลงร่างที่โอนเอนก็ต้องใช้ศาลาเป็นที่พิงกาย สะอึกไปครั้งหนึ่ง ดวงตาแดงระเรื่อหรี่ลง ความคิดวูบหนึ่งผ่านเข้ามาพร้อมกับเสียงที่เอ่ยขึ้นอย่างผิดหวัง

            “อาจารย์ ได้ข่าวแล้วว่าคนผู้นั้นคงจะกลับมาในไม่ช้า หลายปีมานี้ เขาเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกอย่างเย็นใจ  ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง...” มือข้างหนึ่งกดลงที่หน้าผาก “คราวนี้ พวกเราคิดจะหลอกเขา เห็นทีคงยากกว่าเดิมเสียแล้ว...”

            ศาลาที่ว่างเปล่านอกจากเสียงลมแล้ว มีเพียงเสียงของเสิ่นจือหลีผู้เดียวที่ดังกังวานอยู่ ไม่มีใครคาดคิดว่าหมอเทวดาผู้โด่งดังไปทั่วหล้าอย่าง... เสิ่นเทียนสิง... หลังจากสิ้นลมหายใจแล้วกลับถูกฝังอยู่ในศาลาเล็กๆ ที่พังยับเยินแห่งนี้

            การเดินทางที่เหนื่อยล้า ผนวกกับสุราจำนวนไม่น้อยที่เสิ่นจือหลีดื่มเข้าไป ทำให้นางหลับอย่างรวดเร็วหลังจากที่กลับมาถึงโรงเตี๊ยม

            ทว่ากลางดึกที่เงียบสงัด เสิ่นจือหลีกลับต้องลุกขึ้นนั่งด้วยหัวใจ    ที่เต้นแรง ใบหน้าชื้นไปด้วยเหงื่อเพราะความฝัน ไม่ทันได้ครุ่นคิดพลันสายตาก็สบเข้ากับดวงตาวาววับโดดเด่นคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองมา ด้วยความตกใจนางจึงถดกายถอยหลัง ทำให้ศีรษะกระแทกเข้ากับหัวเตียงเต็มแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น

            เสิ่นจือหลีจำต้องข่มกลั้นเสียงครางนั้นเอาไว้ ไม่มีเวลาคร่ำครวญแม้จะรู้สึกเจ็บเพียงใดก็ตาม ด้วยมิอาจรอให้อีกฝ่ายเคลื่อนไหวก่อนได้

            ธนูสั้นที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ ถูกดึงออกมาจากใต้เตียงด้วยความรวดเร็ว ปลายลูกธนูหันไปทางผู้บุกรุกอย่างเตรียมพร้อม เสิ่นจือหลีเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “ขอถามก่อนสักประโยค เจ้าต้องการปล้นคนหรือปล้นเงิน? หากคิดจะปล้นเงินเกินห้าตำลึงนั้น เลิกคิดได้เลย แต่หากจะปล้นคนแล้วละก็ ข้างห้องมีคนที่ดูดีกว่าข้ามาก... ชื่อ ‘ซูเฉินเช่อ’... จับตัวเขาไปเรียกค่าไถ่รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน... ไปดีๆ ล่ะ ข้าไม่ส่งแล้ว”

            เสียงอ่อนโยนที่คุ้นหูดังขึ้น “จือหลี ข้าทำให้เจ้าตกใจเช่นนั้นหรือ?”

            แสงจันทร์สลัวลอดผ่านหน้าต่าง ส่องมายังใบหน้าของผู้บุกรุก เมื่อสังเกตดีๆ จึงเห็นเป็นใบหน้าของซูเฉินเช่อนั่นเอง เสิ่นจือหลีรู้สึกโล่งใจ จึงยกมือข้างหนึ่งขึ้นนวดบริเวณหัวที่โขกเมื่อครู่ โล่งใจได้ชั่วขณะแต่แล้วก็ต้องถอยไปข้างหลังอีกครั้งอย่างตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม

            “ดึกป่านนี้แล้ว เจ้ามาทำอะไรในห้องของข้า”

            ซูเฉินเช่อกะพริบตามองดูเสิ่นจือหลีที่ทำตัวห่างเหิน ก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมา “ข้านอนไม่หลับ”

            เจ้านอนไม่หลับแล้วเกี่ยวอันใดกับข้าด้วยเล่า!

            “จะออกไปเองหรือจะให้ข้าเรียกคนมาโยนเจ้าออกไป!” เสิ่นจือหลีพูดขึ้นอย่างมีโทสะ “อีกอย่าง เจ้าเข้ามาได้อย่างไร ในเมื่อข้าจำได้ว่า...”  พลันสายตาก็ตวัดไปยังแม่กุญแจที่ในเวลานี้มันถูกดึงออกอย่างป่าเถื่อน

เห็นแล้วก็อดลอบกลืนน้ำลายมิได้

            น้ำเสียงโกรธเคืองของเสิ่นจือหลีไม่มีผลกระทบต่อคุณชายสือเอ้อเย่เลยแม้แต่น้อย เขาเพียงใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้หญิงสาวอย่างเบามือ พูดด้วยเสียงอ่อนโยนต่างจากน้ำเสียงโหดร้ายของนางมากนัก “เจ้าฝันร้าย ข้าเป็นห่วงยิ่งนัก” หยุดทอดถอนใจครั้งหนึ่ง ซูเฉินเช่อจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เห็นเจ้าหลับฝันดี ข้าจึงจะนอนหลับได้”

            หมายความว่า... ไม่ว่าข้าจะไล่อย่างไรเจ้าก็จะไม่ไปเช่นนั้นรึ!

            ฝ่ามือเย็นเคลื่อนไปวางที่หน้าผากนางอย่างปลอบประโลม เหมือนไม่ได้ฟังสิ่งที่นางพูด “เมื่อครู่เจ้าฝันร้าย ทำท่าคล้ายกับเศร้าเสียใจอย่างลึกซึ้ง บอกข้าได้หรือไม่ว่าเจ้าฝันถึงสิ่งใด” ยังไม่ได้คำตอบ คิ้วของซูเฉินเช่อก็ขมวดขึ้นเล็กน้อย เหลือบไปเห็นหยดเลือดที่ฝ่ามือของนาง อดไม่ได้ที่จะต้องคว้าขึ้นมาดูอย่างใกล้ชิด “ดูสิ มือเจ้าเลือดออกอีกแล้ว”

            ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดต่อเสิ่นจือหลีก็รีบดึงมือกลับคืนมา หากช้ากว่านี้คงไม่พ้นต้องถูกเลียอีกเป็นแน่ ดวงตาของนางจับจ้องไปยังฝ่ามือที่เวลานี้มีโลหิตซึมออกมาอีกครั้ง แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ช่างเถิด ไม่เป็นอะไรมากหรอก ข้าแค่เป็นโรคแผลหายช้าเท่านั้น” ทว่าความรู้สึกใจคอไม่ดีก็ดึงความคิดหนึ่งแทรกเข้ามา นางลังเลอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ยถาม “ตอนอยู่หุบเขา หวยชุน เจ้าคงไม่ได้วิ่งมาที่ห้องข้ากลางดึกเช่นนี้บ่อยๆ ใช่หรือไม่?”

            แล้วสิ่งที่เสิ่นจือหลีคิดก็เป็นความจริงอย่างไม่คลาดเคลื่อน เมื่อ  คุณชายสือเอ้อเย่พยักหน้ารับอย่างไม่หลบเลี่ยง พร้อมให้คำมั่นกับนาง

            “ข้าได้ยินเสียงเมียร้องหา ก็ย่อมต้องวิ่งเข้ามาปลอบใจอยู่แล้วโดยหน้าที่”

            เมียอีกแล้วเรอะ...ถ้าไม่ใช่เพราะร่ำรวยขนาดนี้ละก็ เจ้าได้โดนตีกบาลแยกแน่!

            เสิ่นจือหลีพยายามข่มกั้นโทสะไว้ ค่อยๆ พูดโน้มน้าวใจ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการบุกเข้าห้องสตรีนับว่าไม่ถูกต้อง”

            “ข้ารู้”

            “รู้ แต่เจ้ายังทำอีก!” เสิ่นจือหลีกัดฟันพูด โกรธแทบขาดใจ

            “อย่าได้กังวลไป เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าจะรับผิดชอบเอง” แม้จะอยู่ในความสลัว ยังรับรู้ได้ว่าน้ำเสียงและแววตาของซูเฉินเช่อนั้นจริงจังอย่างที่สุด

            “……….”

            เสิ่นจือหลีนึกอยากจะเป็นลมนัก เห็นได้ชัดว่าเขาอยากจะเอ่ยคำนี้มานานแล้วต่างหาก!

            “เอาล่ะ...” ท่านหมอเสิ่นสูดลมหายใจเข้าปอด ยกมือขึ้นลูบหน้าผากไปหนึ่งหน “รีบออกไปให้พ้นหน้าข้าซะ”

            รอให้ซูเฉินเช่อเดินจากไปจนลับตา เสิ่นจือหลีจึงค่อยๆ เอนกายลงนอนอีกครั้ง แพขนตายาวปิดลงแล้วครุ่นคิดเรื่องความฝันเมื่อครู่ พยายามนำภาพฝันที่วูบวาบไปมานั้นปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องราว

            ค่ำคืนหนึ่ง...เป็นคืนที่พระจันทร์ทอแสงสาดส่องลงมากระทบยังผิวทะเลสาบ ก่อให้เกิดแสงเงากระจ่างใส บุปผาสีม่วงหลายดอกในทุ่งหญ้าไหวเอนไปตามสายลมเย็นที่พัดผ่าน หากแต่กลับให้เกิดความรู้สึกหดหู่ เงียบเหงายิ่งนัก

            “เสิ่นจือหลีเจ้ารับปากกับข้า เจ้าจะเสียใจภายหลังหรือไม่” เสียงของบุรุษผู้หนึ่งฟังดูหยิ่งยโสปนแหบแห้งเล็กน้อย

            รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าของเสิ่นจือหลี “อาจารย์…ท่านเลี้ยงข้ามาก็เพราะอยากจะให้มีวันนี้มิใช่หรือ ข้าจะเสียใจได้อย่างไร”

            ชายผู้นั้นนิ่งไปชั่วครู่ น้ำเสียงสลดลงเล็กน้อย “ขอโทษด้วย ข้าทำให้เจ้าต้องลำบากใจแล้ว”

            “ไม่เลย” ใบหน้านางส่ายไปมา “ท่านมอบชีวิตให้ข้า มอบวิชาความรู้ เลี้ยงดูข้ามาตั้งหลายปี ข้าตอบแทนบุญคุณเพียงเท่านี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยยิ่ง”

            เขาหัวเราะออกมาเมื่อได้ฟังคำตอบ พร้อมยื่นมือเรียวสวยแตะต้องนางราวกับกำลังสัมผัสผู้เป็นดั่งดวงใจ สีหน้านั้นอ่อนโยนอย่างยิ่ง น้ำเสียงที่กล่าวต่อมายิ่งไพเราะ “หลังจากข้าสิ้นใจแล้ว หุบเขาหวยชุนแห่งนี้คงต้องมอบให้เจ้าดูแลแทน เมื่อเจ้ารับปากแล้วก็จงดูแลให้ดีเถิด”

            “ท่านได้โปรดวางใจ ข้าสัญญาว่าจะดูแลหุบเขาแห่งนี้ให้ดีที่สุด จนกว่าลมหายใจของข้าจะสูญสิ้น”

            จากนั้นภาพความฝันก็เปลี่ยนไป...

            ภาพต่อมาแสดงถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่นอกหุบเขาหวยชุน          ก้อนหินยักษ์ที่สลักด้วยตัวหนังสือสีดำขนาดใหญ่อาบไปด้วยโลหิต บุรุษรูปงามผู้หนึ่งกำลังยืนหยัดอยู่ ทว่าบัดนี้ความงามนั้นถูกผลแห่งบาดแผลที่มีมากมายทั่วทั้งใบหน้าและลำตัว ผลักดันให้ดูประดุจปีศาจร้าย

            เขาผู้นั้นประคองแขนที่บาดเจ็บสาหัส ยืนร่างโอนเอนอย่างจนมุม ใบหน้างดงามหฤโหดนั้นปรากฏบาดแผลยาวที่เต็มไปด้วยโลหิตลากผ่านแก้มซ้าย ปลายลิ้นของเขาลิ้มเลียรสเลือดของตนเอง จากนั้นก็เปล่งเสียงหัวเราะเย็นเยียบน่าหวาดกลัวอย่างที่สุดออกมา

            “เสิ่นเทียนสิง เจ้าจำไว้นะ วันหนึ่งข้าจะกลับมาทำลายหุบเขาหวยชุนให้พังพินาศด้วยมือของข้าเอง!”

            เสิ่นจือหลีลืมตา ผวาเฮือก...หอบหายใจอย่างหนักกับภาพฝันร้ายที่แสนจะน่าหวาดกลัว

            คิดถึงตอนนี้ เวลาก็ล่วงเลยมาหลายปีแล้ว...

            ตาแก่...เอ๊ย...อาจารย์... ท่านช่างก่อเรื่องยุ่งยากให้ข้าต้องคอยตามชดใช้เสียจริงๆ!

 

            เสิ่นจือหลีพักแรมอยู่ที่หมู่บ้านต่ออีกสามวัน

            นางตั้งใจจะสอนพวกเด็กๆ ก็จริง แต่สอนเพียงความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้ยาเท่านั้น หากมีเด็กคนใดสนใจวิชาแพทย์ พออายุถึงเกณฑ์เข้าหุบเขาหวยชุนได้ ก็จะมีผู้รับผิดชอบฝึกสอนวิชาแพทย์ขั้นต่อไปให้แก่พวกเขาเอง

            คาดไม่ถึงว่า หลายวันที่ผ่านมานี้ซูเฉินเช่อกลับสอนวิทยายุทธให้อย่างจริงจัง ข่าวลือเกี่ยวกับคุณชายสือเอ้อเย่ในยุทธภพนั้นมีอยู่ไม่น้อย แต่ทุกคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าวรยุทธของคุณชายนั้นสูงส่งเหนือใคร พูดได้ว่าล้ำเลิศยิ่งนัก ผู้ที่ไม่ชำนาญด้านการยุทธ์เช่นนางย่อมดูไม่รู้เรื่อง คิดเพียงแต่ว่า ซูเฉินเช่อถือไม้แท่งหนึ่งแกว่งเล่นไปมาอย่างสนุกสนานกับเด็กๆ ... ช่างน่าตียิ่งนัก

            พิจารณาทั่วทั้งร่างของคุณชายสือเอ้อเย่ ณ เวลานี้ มองไม่ออกเลยว่าร่างนี้เคยได้รับบาดเจ็บสาหัสในครึ่งเดือนก่อนหน้า เห็นเช่นนี้แล้วก็นึกเปรียบเทียบกับบาดแผลที่มือของตน เสิ่นจือหลีทดลองแตะบาดแผลที่ยังไม่หายดี อารมณ์ชั่ววูบทำให้นางนึกริษยาและขุ่นเคืองขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

            เมื่อกลับมาถึงหุบเขาหวยชุน พ่อบ้านชิงก็เอ่ยเรื่องเดิมด้วยสีหน้าขมขื่นระคนอับจน “เจ้าหุบเขาเสิ่น ท่านช่วยคุณชายของข้าสักนิดเถิด เวลานี้คุณชายจำอะไรไม่ได้แล้วจริงๆ ไม่เพียงเรื่องเล็กเท่านั้น เรื่องใหญ่ก็มิอาจจัดการได้ หากถูกคนใจร้ายหลอกไปต้องยุ่งยากกว่านี้แน่”

            ท่านหมอเสิ่นพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ท่านไม่ต้องห่วง ข้าว่าเจ้านายของท่านแม้ว่าจะความจำเสื่อมก็จริง แต่เฉลียวฉลาดลึกซึ้ง  มีเพียงเขาต่างหากที่จะหลอกลวงผู้อื่น”

            ชิงสิงกล่าวอย่างขมขื่น “เจ้าหุบเขาเสิ่น ท่านจะไม่ช่วยไตร่ตรองเรื่องที่ข้าร้องขอดูสักคราหรือ?”

            เรื่องใดกัน?... อ้อ! เรื่องนั้น...

            เรื่องที่เขาต้องการให้นางเสแสร้งเป็นนางมารป่ายเฉียน

            นั่นมันละครฉากใหญ่เชียวนะ

            เสิ่นจือหลีส่งยิ้มเยือกเย็นพลางตอบ “พวกเราคุ้นเคยกันขนาดนี้แล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้...” นางกล่าวอย่างราบรื่น มีเหตุผล “จะให้ข้าช่วยเล่นละครก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ราคานั้นเท่ากับจำนวนเงินที่ท่านติดตัวมาทั้งหมด.... จะเรียกให้ถูกก็คือ หีบไม้แดงที่พวกท่านยกมาในวันแรก ราคานี้เท่านั้นจึงจะสามารถชักใยข้าได้”

            พู่กันในมือชิงสิงสั่นอย่างช่วยไม่ได้ “เจ้าหุบเขาเสิ่น ท่าน...ท่านไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือ?”

            ไหล่บางไหวเล็กน้อย แล้วยิ้มตอบอย่างเหี้ยมเกรียม ก่อนจะวางมือบนไหล่ของพ่อบ้านชิง “เช่นนั้น ข้าก็คงช่วยไม่ได้แล้ว”

            “ตกลง!” ชิงสิงเม้มริมฝีปากแน่น ตอบรับอย่างคับแค้นใจที่ไม่สามารถทำอันใดได้ เขาคร่ำครวญอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยต่อว่า “ท่านหมอเสิ่น ข้าเคยบอกไหมว่าท่านช่างเหมาะสมกับเจ้านายของข้ายิ่งนัก”

            ดวงตากลมโตของเสิ่นจือหลีเบิกกว้าง “เป็นไปได้อย่างไร เขาไร้ยางอายกว่าข้าตั้งมากมายนัก”

 

            คนไร้ยางอายผู้นั้น... กำลังเดินไปยังที่พักของเสิ่นจือหลีด้วยความกังวลเล็กน้อย

            เมื่อผลักประตูเปิดออก สายตาที่ทอดมองไปไกลก็ได้พบกับระเบียงคดเคี้ยวที่พาเดินเข้าสู่ลานลึกทางด้านใน หัวมุมระเบียงติดกับศาลาพักผ่อนที่ล้อมรอบด้วยธารน้ำ ซึ่งเกิดจากน้ำพุใสสะอาดไหลผ่านภูผาเทียมแล้ววนรอบศาลาจากนั้นจึงย้อนกลับมาบรรจบกันอีกครั้ง เกิดเป็นไอน้ำหมุนเป็นเกลียวลอยวนขึ้นด้านบน งดงามราวกับสวรรค์ก็ไม่ปาน

            บรรยากาศเงียบสงบเช่นนี้ เสียงน้ำไหลฟังแล้วช่างไพเราะยิ่ง

            อืม... ช่างเป็นที่พักที่เหมาะกับนางเสียจริง ซูเฉินเช่ออมยิ้ม

            ทว่าเมื่อเขาหันหลังกลับมา ดวงตาสีอำพันก็เหลือบไปเห็น เสิ่นจือหลีถือมีดยักษ์เล่มหนึ่งกำลังวิ่งตรงดิ่งเข้ามาหา นางหยุดหอบหายใจไปเฮือกหนึ่ง ก่อนจะฟันฉับลงมาข้างหน้าอย่างสุดกำลัง

            แวบหนึ่ง... ในใจของซูเฉินเช่อนึกหวาดกลัวนัก จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรนแสดงถึงความห่วงใย “จือหลี ของหนักเช่นนี้ให้ข้าช่วยถือดีหรือไม่?”

            เสิ่นจือหลี “……..……..”

            เอ่อ... นางกำลังทำอะไรอยู่นะ? อ๋อ ใช่แล้ว…ต้องแสดงท่าทาง  เลียนแบบคนรักเก่าของเขา-- นางมารป่ายเฉียน เพื่อเรียกความทรงจำของเขาให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุดตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับพ่อบ้านชิงสิง

            ท่านหมอเสิ่นใช้ปลายนิ้วเชยคางคุณชายสือเอ้อเย่ขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่คุกคาม “หนุ่มรูปงาม คราแรกข้าจะมาฆ่าเจ้า แต่ในตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว” ปลายลิ้นเรียวเล็กของเสิ่นจือหลีแลบออกมาเลียริมฝีปากแผล็บ “ข้าจะโอละเห่กับเจ้าเสียเอง ฮ่าๆๆ”

            ซูเฉินเช่อกะพริบตาปริบๆ ไปสองครั้ง ท่านหมอเสิ่นก็กะพริบตาปริบๆ ไปสองครั้งด้วยเช่นกัน

            ในช่วงจังหวะหนึ่งมีดในมือของเสิ่นจือหลีก็ถูกเขาโยนทิ้งไป       ด้านข้างอย่างง่ายดาย ซูเฉินเช่อใช้แขนทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแข็งแกร่งกอดนางจนแน่น น้ำเสียงปลาบปลื้มเจือสะอื้นอย่างที่มิอาจปิดบังได้ “เจ้าเองก็คิดเช่นเดียวกับข้าเหมือนกันรึ?”

            “……..……..”

            “ในเมื่อเราสองคนรักกันเช่นนี้ ยังจะรออะไรอยู่อีกเล่า ทิ้งเวลายิ่งเนิ่นนานเท่าใดอุปสรรคก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น  พวกเรารีบแต่งงานกันดีหรือไม่!”

            “……..……..”

            นี่มันเรื่องอันใดกัน?

            พ่อบ้านชิง...ก้อนทองในหีบที่พวกเราตกลงกันเอาไว้ มันไม่ได้รวมเรื่องนี้ไว้ด้วยนะ!

 

            ท้องฟ้ากระจ่างใสไร้เมฆ

            เสิ่นจือหลีจับจ้องไปยังสตรีนางหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาในหุบเขาแห่งนี้อย่างเงียบๆ

            “เจ้าหุบเขาเสิ่น ข้าน้อยคือ ผู้ช่วยฉวีจากสำนักสิบสองราตรี นามว่า ‘ฉวีเฟิ่ง’ เจ้าค่ะ ได้ข่าวว่าเจ้านายของข้าน้อยที่สติยังไม่สมประกอบนัก รบกวนท่านหมอมาหลายเดือน วันนี้ข้าจึงมาเยี่ยมเยียนท่าน---”

            ฉวีเฟิ่งซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีเขียวอ่อนใช้แขนเสื้อบังริมฝีปาก  ปิ่นทองรูปหงส์บนศีรษะแกว่งเบาๆ ตามการขยับกาย ช่างเป็นสตรีที่งดงามยิ่งนัก

            กล่องผ้าทอสีน้ำเงินถูกยื่นมาข้างหน้าเสิ่นจือหลี ฉวีเฟิ่งโปรยยิ้มอย่างอ่อนหวาน “นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อย หวังว่าเจ้าหุบเขาเสิ่นอย่าได้ถือสา”

            สายตาของเสิ่นจือหลีค่อยๆ เคลื่อนจากผิวพรรณที่ขาวนวลเนียนราวหิมะของหญิงสาวตรงหน้า ไล่ผ่านไปยังหน้าอกที่อวบอิ่มและเอวน้อยแสนบอบบาง มาถึงกล่องผ้าในมือเล็กของฉวีเฟิ่งที่ควรค่าแก่การทะนุถนอม

ยิ่งนัก เห็นเช่นนี้แล้วอดก้มหน้าดูตัวเองมิได้ ให้รู้สึกทั้งเศร้าใจและริษยา     ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้นางจะไม่เคยคิดว่าตัวเองขี้เหร่ แต่พอเทียบกันแล้ว...

            ยังไม่ทันที่เสิ่นจือหลีจะตั้งตัว

            นิ้วเรียวยาวของฉวีเฟิ่งก็เปิดกล่องผ้าทอสีน้ำเงินออก เผยให้เห็นไข่มุกขาวแวววาวเรียงราย แต่ละเม็ดกำลังเปล่งแสงรัศมีอ่อนๆ เหมือนจะแข่งกันตะโกนว่า ‘ข้าแพงมาก!’

            เสิ่นจือหลีจ้องไข่มุกตาไม่กะพริบ แม้ปากจะเอ่ยปฏิเสธแต่ใจนั้นคิดอยากจะเอาไปเชยชมเสียแล้ว “ข้าคงรับไว้ไม่ได้”

            “อย่าได้ปฏิเสธเลย หลายวันมานี้เจ้าหุบเขาเสิ่นดูแลคุณชายเป็นอย่างดี นี่เป็นเพียงของฝากเล็กน้อยเท่านั้น” ฉวีเฟิ่งพูดอย่างใจกว้าง

            ชิงสิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง อดแทรกขึ้นมาไม่ได้ “คุณชายบอกด้วยว่า ให้เจ้าเตรียมค่า---”

            ไม่รอให้พ่อบ้านชิงพูดจบ ผู้ช่วยฉวีก็หันหน้าไปสบตาอย่างรวดเร็ว เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ค่า---ค่า---ค่า--- ค่ากับผีเจ้าน่ะสิ ข้าไม่มีเงิน ค่าสินสอดผู้หญิง พวกเจ้าต้องไปหาเอง!”

            แม้จะถูกพูดใส่ไปประโยคหนึ่ง แต่ชิงสิงก็ยังพูดต่อ “แต่ว่าคุณชายบอกว่า---”

            “คุณชายบอกว่า คุณชายบอกว่า เจ้าพูดเป็นอยู่ประโยคเดียวหรืออย่างไร ไม่มีความคิดเป็นของตัวเองเลยรึ เจ้าเป็นผู้ชายหรือไม่ มิน่าเล่าอายุล่วงเลยมาจนบัดนี้แล้ว เมียสักคนก็ยังหามิได้!”

            เฉียบคมปานนี้ ร้ายกาจปานนี้!

ตอนที่ 1 หลงรักหุบเขาหวยชุน(5)

เสิ่นจือหลีลอบกลืนน้ำลาย รู้สึกว่าตัวเองนั้นอ่อนโยนมากเกินไปในทันที

            แล้วความคิดก็หยุดลง เมื่อรอยยิ้มหวานบนใบหน้าที่งดงามของ

ผู้ช่วยฉวีส่งมายังนางอีกครั้ง “ไม่ทราบว่าอาการของคุณชายเป็นอย่างไรบ้างแล้ว สามารถเดินทางกลับพร้อมพวกเราได้หรือไม่”

            เสิ่นจือหลีลองชั่งน้ำหนักไข่มุกนั้นด้วยฝ่ามือ ริมฝีปากแย้มยิ้ม ตอบกลับอย่างอ่อนหวานดุจเดียวกัน “ได้ทุกเมื่อ”

            เพียงแค่นั้นฉวีเฟิ่งก็หันไปดุพ่อบ้านชิงทันที “เจ้ายังรออันใดอีก... ไปสิ!”

            พ่อบ้านชิงได้แต่อ้าปากเท่านั้น ยังไม่ทันจะได้พูดสิ่งใด สาวใช้ในชุดสีม่วงคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ใบหน้านั้นตื่นตกใจมิใช่น้อย “เจ้าหุบเขา เจ้าหุบเขา แย่แล้ว! เกิดเรื่องกับคุณชายสือเอ้อเย่แล้ว...”

            เสิ่นจือหลีรีบตามสาวใช้ไปยังห้องพักของซูเฉินเช่อทันที เมื่อเข้าไปในห้องก็ได้กลิ่นยากระจายไปทั่ว ดวงตาสีอำพันปิดสนิท ใบหน้าขาวซีดราวกระดาษ ริมฝีปากเวลานี้เปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ อาการเช่นนี้ดูก็รู้ว่าถูกพิษอย่างแน่นอน

            นางมองไปที่ขวดยาว่างเปล่าข้างเตียง จึงหยิบมาดมก็รู้ว่าพิษนั้นร้ายแรงเพียงใด “ใครเป็นผู้ให้ยานี้แก่เขา”

            “ข้าเองเจ้าค่ะ” สาวใช้ตอบเสียงสั่นเครือ

            “เจ้าเป็นคนต้มหรือ... แล้วระหว่างต้มได้ห่างจากยานี้หรือไม่?”

            สาวใช้ประสานมือกันแน่น ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะตอบออกมา “มีอยู่ช่วงหนึ่ง ระหว่างที่ข้าต้มยาอยู่ ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเรียกที่ด้านนอก แต่เมื่อออกไปดูกลับไม่พบผู้ใด ข้าก็เลย---”

            “เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว” เสิ่นจือหลีพูดขัด “เจ้ากลับไปเถิด”

            ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็นฝีมือใคร... ความอาฆาตแค้นระหว่างพรรคมารกับซูเฉินเช่อลึกซึ้งปานนี้เชียวหรือ?

            หรือว่าจะเป็นทูตซ้ายป่ายเฉียน...

            พ่อบ้านชิงเข้ามาช่วยพยุงเจ้านายขึ้นพิงร่างของตน ยกแขนข้างหนึ่งส่งให้ท่านหมอเสิ่นตรวจชีพจร ทว่าคิ้วนั้นกลับยิ่งขมวดมุ่นมากกว่าเดิม

            “เจ้าหุบเขาเสิ่น คุณชายได้รับพิษชนิดใดเข้าไปหรือ แล้วตอนนี้อาการเป็นเช่นใด?”

            ท่านหมอเสิ่นเม้มริมฝีปากแน่น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ลำบากแล้ว... เขาเพิ่งโดนพิษไปไม่นาน อาจต้องลองล้างท้องให้ก่อน หากไม่ได้ผลข้าค่อยหาหนทางใหม่...” พูดจบก็เตรียมจะลุกขึ้น แต่ติดอยู่ที่ว่าแขนของนางนั้นถูกซูเฉินเช่อจับไว้ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ แม้จะพยายามดึงอย่างไรก็ดึงไม่ออก จนปัญญายิ่งนัก ได้แต่หันไปสั่งเต๋ยีสาวใช้ประจำกายแทน

            “เต๋ยี เจ้าไปเตรียมอุปกรณ์สำหรับล้างท้องมาให้ครบ---”

            เสิ่นจือหลียังสั่งไม่ทันเสร็จ ผู้ช่วยฉวีก็เอ่ยแทรกขึ้น “เดี๋ยวก่อน เจ้าหุบเขาเสิ่น” ดวงตาโตของฉวีเฟิ่งสบกับเสิ่นจือหลีอย่างจริงจัง “มันไม่บังเอิญไปหน่อยหรือ คุณชายอยู่ที่หุบเขาหวยชุนมาหลายวันแล้ว ก่อนหน้านี้ทำไมถึงไม่เป็นไร แต่กลับมาได้รับพิษในตอนที่ข้าจะพาเขากลับสำนักเจ้าหุบเขาเสิ่น ท่านไม่รู้สึกถึงปัญหาบ้างหรือไร?”

            คำกล่าวของผู้ช่วยฉวี ทำให้เสิ่นจือหลีรีบกดตรวจชีพจรอีกครั้งหนึ่ง แล้วรำพันขึ้น “แต่เขาได้รับพิษจริงๆ ไม่ผิดแน่” นางหยุดไปนิดหนึ่ง แล้วพูดขึ้นราวกับไม่แน่ใจ “หรือว่าเขาจะใส่พิษให้ตัวเอง?”

            ระหว่างนั้นเองชายชุดดำสองคนก็พาเด็กคนหนึ่งที่แต่งกายด้วยชุดเขียว หน้าตาบอบช้ำนำมามอบให้ฉวีเฟิ่ง หนึ่งในนั้นรายงาน “ผู้ช่วยฉวี เมื่อครู่พวกข้าจับเด็กคนนี้ได้ ท่าทางมีพิรุธนัก พวกข้าเห็นเขาเดินเตร่อยู่รอบๆ ทำตัวหลบๆ ซ่อนๆ เลยควบคุมตัวไว้ระหว่างที่กำลังพยายามจะหลบหนี นอกจากนี้ข้ายังค้นเจอสิ่งนี้จากตัวของเด็กด้วยขอรับ” ชายชุดดำอีกคนพลิกผ่ามือขึ้น เผยให้เห็นผงแป้งสีขาวห่อหนึ่ง

            เสิ่นจือหลีรับผงแป้งนั้นมาตรวจ สรุปได้ในทันที “พิษที่เจ้านายของพวกท่านได้รับนั้นก็คือผงแป้งนี้”

            เพียงเท่านั้นขาเรียวงามที่ซ่อนอยู่ในกระโปรงยาวของฉวีเฟิ่งก็ยื่นออกมา แล้วใช้เท้าเตะจนเด็กผู้นี้ลงไปนอนกองอยู่ที่พื้น “ใครบงการเจ้า บอกมา!”

            ทว่าเด็กคนนั้นยังไม่ทันตอบ กลับตาเหลือกถลน น้ำลายฟูมปาก มือเท้าชักกระตุก สร้างความตกใจให้กับผู้ช่วยฉวีเป็นอย่างยิ่ง จึงเผลอชักเท้าออกเพื่อจะตรวจดูให้ละเอียด แต่กลายเป็นว่าเด็กผู้นี้ใช้ความเร็ว พลิกกายวิ่งหนีหายไปราวสายลมโบกสะบัด แม้ว่าจะส่งคนออกตามหากันอย่างไรก็ไม่พบ

            “ให้ตายเถอะ!” ฉวีเฟิ่งสบถอย่างหยาบคาย

            เสิ่นจือหลีมองไปยังทิศที่เด็กชุดเขียววิ่งหายไป รู้สึกคุ้นหน้าอย่างบอกไม่ถูก

            ชิงสิงที่ยังคงพยุงเจ้านายอยู่ เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “เด็กผู้นั้นเป็นคนของพรรคมารใช่หรือไม่?”

            นางพยักหน้ารับ “ดูท่าทางมีพิรุธเช่นนี้คงไม่ผิดแน่” พลางหันไปสั่งสาวใช้ประจำกาย “เต๋ยีไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์แล้ว ได้ยาพิษเช่นนี้ หายาแก้พิษคงไม่ใช่เรื่องยาก”

            “ไม่แน่นะ...” ฉวีเฟิ่งกลอกตาไปรอบหนึ่ง มองคุณชายสือเอ้อเย่ที่ยังคงสลบไสล ศีรษะเอียงพิงอยู่กับพ่อบ้านชิง “ข้าสงสัยว่า... เด็กเมื่อครู่อาจเป็นคนที่คุณชายจัดมา”

            “เขาความจำเสื่อมมิใช่หรือ?”

            ผู้ช่วยฉวีเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ “ถึงจะความจำเสื่อมก็เถิด แต่บางเรื่องก็ยังคงจำได้”

            เสิ่นจือหลีเก็บผงแป้งพิษ ขณะเดียวกันก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ “ผู้ช่วยฉวี แต่ก่อนเขาเป็นเช่นนี้หรือ?”

            สายตาผู้ช่วยฉวีทอดมองไกลออกไป สีหน้าท่าทางที่ปรากฏทำให้อดสงสารไม่ได้ “ตอนนี้เขาดีกว่าเดิมมากแล้ว...”

            เมื่อก่อนนี้คุณชายสือเอ้อเย่น่ากลัวเพียงใดกันหนอ?

            ตูม!

            แล้วความคิดของเสิ่นจือหลีก็หยุดลงกะทันหันพร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังสนั่นขึ้น ตามมาด้วยเสียงเศษก้อนหินตกกระทบกับพื้น และเสียงอื่นๆ ที่ดังขึ้นจนหุบเขาสั่นสะเทือน

            ความสับสนวุ่นวายดึงให้เสิ่นจือหลีต้องเข้าไปตรวจสอบ ทว่ามือของซูเฉินเช่อที่ยังคงจับนางไว้อยู่นั้นบีบแน่นจนไม่สามารถแกะออกได้ เพียงไม่นานเสียงฝีเท้าที่ผิดปกติก็ดังมาถึงหน้าห้อง ยามสองคนใบหน้า

อาบไปด้วยเลือด วิ่งเข้ามารายงานอย่างตื่นตระหนก

            “เจ้าหุบเขา แย่แล้ว! มีคนมาปาระเบิดที่ปากทางเข้าหุบเขาขอรับ เวลานี้ปากทางเข้าพังทลายลงหลายแห่งแล้ว”

            สีหน้าของเสิ่นจือหลีซีดเผือดในฉับพลัน ตั้งแต่นางมาอยู่ที่หุบเขาหวยชุนแห่งนี้อย่าว่าแต่มีคนกล้ามาระเบิดปากทางเข้าหุบเขาเลย แม้กระทั่งคนที่กล้าบุกเข้ามาก็มีน้อยมาก เพราะปากทางเข้าหุบเขาหวยชุนนั้น         ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษ บันไดเอียงยื่นยาวลงไปด้านล่างชันอย่างมาก

การขึ้นลงยากลำบาก ผู้บุกรุกมักยังไม่ทันมาถึงที่ ยามเฝ้าหุบเขาก็สามารถจับได้ด้วยเล่ห์กลของบันได

            คาดไม่ถึงว่า...วันนี้กลับมีคนกล้าเข้ามาระเบิดหุบเขาโดยตรงเช่นนี้!

            ฉวีเฟิ่งสบตากับชิงสิงครู่หนึ่ง มือเรียวงามของผู้ช่วยฉวีก็หยิบแส้หนังสีแดงสดออกมาจากเอวเส้นหนึ่งสะบัดไปในอากาศเสียงดังขวับ ก่อนที่จะวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ชิงสิงเองก็พิงศีรษะของซูเฉินเช่อไปที่ไหล่ท่านหมอเสิ่น แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า

            “เจ้าหุบเขาเสิ่น พวกข้าจะไปต้านทานคนของพรรคมารเสียก่อน ฝากคุณชายด้วย”

            ชิงสิงเพิ่งจากไปไม่นาน ในหุบเขาก็บังเกิดเสียงที่เปล่งด้วยกำลังภายในดังก้องสะท้อนไปทั่วทุกสารทิศ

            ข้ากลับมาแล้ว!”

            เพียงสี่คำง่ายๆ จากน้ำเสียงแข็งกระด้างที่ดังขึ้น ก็ส่งผลให้คนฟังรู้สึกหนาวสะท้านจนถึงกระดูก หางเสียงนั้นสะเทือนราวกับใบมีดที่กรีดลงกลางหัวใจ เสิ่นจือหลีรับรู้อย่างฉับพลันทันใดว่า เหตุไฉนคนของพรรคมารถึงกล้าผิดใจกับหุบเขาหวยชุน

            เพราะมี ‘เขาผู้นั้น’ คอยให้ท้ายอยู่เบื้องหลังนั่นเอง เขาผู้ใช้พิษเก่งกาจที่สุดในใต้หล้า

            ฮัวจิ่วเยว่

            เหตุใดศิษย์พี่ถึงได้กลับมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เล่า!

            โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด เสิ่นจือหลีเอ่ยกับเต๋ยีด้วยเสียงแผ่วเบา “เป้าหมายของพรรคมารคือสังหารคุณชายสือเอ้อเย่ เจ้ามาช่วยข้าพยุงเขาเข้าไปซ่อนในช่องทางลับก่อนเถิด”

            “เจ้าค่ะคุณหนู”

            เต๋ยีรับคำ ทั้งสองช่วยกันพยุงคนเจ็บอ้อมไปยังศาลาริมน้ำ ซึ่งเป็นที่พักของเสิ่นจือหลีเอง โชคดียิ่งนักที่ทุกคนถูกดึงความสนใจไปที่ปากทางเข้าหุบเขาหมดแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครสนใจพวกนาง ภายในศาลาที่ปิดด้วยผ้าม่านผืนบางนั้น มีช่องทางที่สามารถไปโผล่อีกด้านหนึ่งได้ โดยสามารถผ่านไปทีละหนึ่งคนเท่านั้น

            เสิ่นจือหลีกะระยะความลึกด้วยสายตา ยกเท้าข้างหนึ่งเตรียมจะถีบซูเฉินเช่อลงไปก่อน ทว่าเสียงเย้ายวนและเยือกเย็นจากลานด้านนอกกลับหยุดนางไว้

            เขาเพิ่งมาถึงเหตุใดจึงวิ่งตรงมาที่นี่? ตอนนี้นางยังไม่อยากเจอศิษย์พี่แม้แต่น้อย

            ฉับพลัน…เสิ่นจือหลีก็นึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ดวงตากลมโตค่อยๆ มองไปที่เต๋ยี เพียงเท่านี้สาวใช้ประจำกายก็เข้าใจ จับมือของคุณหนูเอาไว้ พยักหน้าอย่างยอมตาย โดยไม่กลัวเกรงสิ่งใดทั้งสิ้น

            “คุณหนูเจ้าคะ ท่านรีบลงไปเถิดเจ้าค่ะ ข้างบนนี้เดี๋ยวข้าน้อยจะจัดการเอง”

            วูบหนึ่งที่ร่วงลงสู่เบื้องล่าง เสิ่นจือหลีก็รู้สึกได้ถึงความเบาตัว แต่เสี้ยวขณะถัดมาร่างนางก็ร่วงลงกระแทกพื้นอย่างแรง ประตูกลด้านบนที่ปิดสนิททำให้มองเห็นในความมืดได้ไม่ชัดเจนนัก ยังดีที่ไม่ได้รับอันตรายใดๆ แต่จะให้บาดเจ็บได้อย่างไรเล่า ในเมื่อด้านล่างนั้นมีเบาะเนื้อนิ่มรองรับนางอยู่

            เสิ่นจือหลีถึงแม้จะมีฉายาว่าหมอเทวดา แต่อันที่จริงแล้วนางก็เป็นเพียงหมอที่ไร้เรี่ยวแรงเท่านั้น ท่านหมอเสิ่นคลานลงจากร่างซูเฉินเช่ออย่างระมัดระวัง ถึงรู้ได้ว่ามือที่จับนางอยู่นั้นยังมิยอมคลาย... ช่างดื้อรั้นดึงดันเป็นอย่างยิ่ง

            ทว่าเมื่อยังมีแรงเช่นนี้... ย่อมแสดงว่าเขายังไม่ตายสินะ

            นิ้วเรียวสวยของเสิ่นจือหลีคลำลงบนลำตัวของคุณชายสือเอ้อเย่พลางรำพึงรำพันอยู่ในใจ...

            แย่จริง กระดูกซี่โครงที่เพิ่งหายดี ดูท่าจะร้าวอีกแล้ว

            นางลากคนเจ็บไปจนสุดทางลับ ภายในนั้นมีร่องหินเล็กๆ ร่องหนึ่ง ถูกใช้เป็นที่เก็บยาราคาแพงรวมถึงอาหารแห้งต่างๆ ที่นี่มีเสบียงอาหารมากพอให้อาศัยอยู่ได้อีกหลายวัน นอกจากนี้ด้านข้างยังมีลำธารเล็กๆ น้ำใสแจ๋วไหลผ่านอีกด้วย

            เมื่อตรวจสอบดูแล้ว ยาในร่องหินนั้นแม้ไม่สามารถถอนพิษให้

ซูเฉินเช่อได้ แต่ก็ยังพอรักษาอาการในเบื้องต้น เมื่อใช้ยารักษาบาดแผลเรียบร้อยแล้ว คราบโลหิตมากมายก็ถูกทำความสะอาดจนหมด กว่าจะ           เสร็จก็สูบเอาเรี่ยวแรงนางไปจนสิ้น รู้สึกเหน็ดเหนื่อยจนเหงื่อไหลโซมกาย

            ในทางลับแห่งนี้ทุกอย่างถูกปิดสนิท มิอาจเห็นแสงตะวันหรือแม้แต่ได้ยินเสียงจากภายนอก เวลาล่วงเลยผ่านไปเท่าใดไม่อาจรู้ได้ ไม่แน่ว่าอาจจะเข้าสู่ยามราตรีแล้ว เพราะอากาศภายในทวีความเหน็บหนาวขึ้นเรื่อยๆ

            เสิ่นจือหลีกอดแขนตัวเองแน่นโดยไม่รู้ตัว ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านปะทะกับผนังหินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฟังราวกับเสียงร้องไห้ของเด็กทารกบรรยากาศเช่นนี้ทำให้ขนลุกทั่วทั้งสรรพางค์กาย คิดแล้วอยากจะร่ำไห้นัก หากรู้ว่าจะต้องมาลิ้มรสชาติเช่นนี้ สู้ปล่อยให้ฮัวจิ่วเยว่จับไปเสียยังดีกว่า!

            ชั่วขณะหนึ่งที่เสิ่นจือหลีรู้สึกว่ามีมือเย็นเยียบข้างหนึ่ง กำลังค่อยๆ วางลงบนไหล่...

            เสิ่นจือหลีกลืนน้ำลายอย่างไร้เสียง พลันให้รู้สึกว่ามือนั้นเลื่อนจากไหล่ลงมาสู่เอว

            ข้างหูมีเสียงหอบหนักดังขึ้น…

            “จือหลี เจ้าเหยียบโดนข้า!”

            “ขอรายงาน ท่านทูตซ้ายป่ายเฉียน...”

            เสียงลูกน้องของนางดังก้องขึ้น “พ่อบ้านชิงสิงและผู้ช่วยฉวีเฟิ่งต่างได้รับบาดเจ็บ เวลานี้หลบหนีไปแล้วขอรับ ส่วนคุณชายสือเอ้อเย่นั้น ยังหาไม่พบ ยังมี---” ผู้รายงานหยุดไปชั่วขณะ มือที่โผล่พ้นชายเสื้อสีม่วงกวักเรียกหาสิ่งของที่อยู่ด้านข้าง ไม่นานนักโลงศพไม้จันทน์สีม่วงโลงหนึ่งก็ถูกยกเข้ามา หากแต่ผู้รับฟังคำรายงานทั้งสองคนกลับไม่เหลือบตามองแม้แต่น้อย

            “คุณชายฮัว เจ้าตามหาศิษย์น้องพบหรือไม่?”

            “เอ่อ...” ฮัวจิ่วเยว่มองไปยังสตรีนางหนึ่งที่ถูกมัดอยู่ ประเมินจากสีหน้าแล้วนางดูหวาดกลัวเขาเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มเลียริมฝีปาก เอ่ยอย่างไม่จริงจังนัก “ศิษย์น้องไม่อยากเจอข้า น่าเสียใจยิ่งนัก”

            ดวงตาที่มองเชลยสาวหรี่ลง ปลายหางตาที่ขยับขึ้นส่งผลให้รอยแผลเส้นหนึ่งที่ลากยาวจากหางตาลงมาเคลื่อนไหวไปด้วย ช่างเป็นสายตาที่คมกริบดุจคมมีด หากแต่ก็เย้ายวนราวเทพบุตร น้ำเสียงเสียดายที่เปล่งออกมานั้น ฟังอย่างไรก็รู้สึกถึงความตื่นเต้นที่มิอาจซ่อนเร้นได้ ราวกับคอยช่วงเวลาแห่งการไล่ล่ามาแสนนาน และในที่สุดโอกาสนี้ก็มาถึง

            ขณะนั้นเอง ความแตกตื่นโกลาหลก็เกิดขึ้น เหล่าคนของพรรคมารที่ยืนอยู่รอบข้างกระโดดถอยห่างคนละทิศคนละทางนับหลายศอก เมื่องูเหลือมลายสีม่วงเข้มเลื้อยออกมาจากในหุบเขา แม้จะดูเชื่องช้าทว่างดงามนัก คุณชายฮัวถอนหายใจออกมาเบาๆ กล่าวขึ้นอย่างเสียมิได้

            “ดูท่าจะไม่ได้อยู่ที่นี่จริงๆ เสียแล้ว ป่ายเฉียน เจ้ากำจัดคนที่เหลือให้หมดเถิด”   

            ‘ป่ายเฉียน’ เป็นสตรีที่มีความโดดเด่น ไม่ใช่เพียงเพราะอาภรณ์       สีแดงที่คลุมกายเท่านั้น ยังรวมถึงโฉมหน้าที่งดงามเกินหญิงใด มือข้างหนึ่งถือมีดยักษ์เป็นอาวุธ ส่วนอีกข้างถือท่อนอ้อยเอาไว้ ดวงตาหวานซึ้งฉายแววสนุกสนาน ริมฝีปากยกยิ้มถูกใจราวกับได้ของเล่นชิ้นใหม่

            กร๊อบ...

            อ้อยในมือถูกกัดอย่างแรงไปคำหนึ่ง เสียงนั้นสร้างความเย็นเยือกทั่วทั้งกายเหล่าลูกน้องของพรรคมาร หากมีสาวงามสักนางที่ไม่ควรแตะต้องโดยเด็ดขาด ก็คงจะมีเพียงหญิงสาวตรงหน้านี้เท่านั้น คนในพรรคมารจำนวนไม่น้อยต่างแอบนับถือคุณชายสือเอ้อเย่ในใจ ด้วยสายตาที่แหลมคมเป็นพิเศษ รสนิยมที่ไม่เหมือนใคร เขาถึงกับเคยคบหากับทูตซ้ายป่ายเฉียนเลยเชียว

            ช่างเป็นความรักที่ศีรษะอาจจะหลุดออกจากบ่าได้ทุกเมื่อ ดูแล้วคงจะลำบากอยู่ไม่น้อย...

            เยว่เฉียนเฉียนเคี้ยวอ้อยในมือจนหมด หาวไปรอบหนึ่งก่อนจะสั่งให้ลูกน้องกระจายกันออกค้นหา

            “ค้นอีก พวกเขาไม่มีทางออกจากหุบเขาไปได้แน่ ต่อให้ต้องพลิกหุบเขาหวยชุน ก็ต้องค้นให้เจอ!”

            “สามีเก่ารึ?” ฮัวจิ่วเยว่หยีตา ยิ้มยั่วอย่างนึกสนุก “ข้าสงสัยมาตลอดว่าคุณชายสือเอ้อเย่ทำผิดอันใดกับเจ้าไว้หนอ? ถึงต้องผลักเขาตกเหวอย่างไร้ความปรานีเช่นนี้”

            ฉาด!

            “ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาสู่รู้!” เสียงฝ่ามือกระทบแก้มคุณชายฮัวดังสนั่น หยุดสมาชิกทุกคนในพรรคมารให้นิ่งราวกับก้อนหิน

            “ข้าเองก็สงสัยมากเช่นกัน เจ้าหุบเขาหวยชุนรุ่นก่อนฝากรักอะไรกับเจ้าไว้ ถึงทำให้เจ้าฝังใจไม่ยอมลืมเสียที กระทั่งเขาสิ้นชีพไปแล้ว เจ้ายังคิดที่จะขุดหลุมศพขึ้นมาอีก” ป่ายเฉียนไม่พูดเปล่า ซ้ำยังมองโลงศพสีม่วงด้วยสีหน้าเยาะหยัน

            “……….”

            ช่วงเวลาเดียวกัน...

            “ฮัดเช้ย!”

            “จือหลี เจ้าหนาวมากหรือ?” น้ำเสียงนั้นเอ่ยขึ้นด้วยความห่วงใยจากใจจริง

            “ไปให้พ้น ไม่ต้องเข้ามาใกล้ข้า!”

            “ข้ามิได้ตั้งใจจะทำให้เจ้าเสียขวัญ” ซูเฉินเช่อนวดแผลที่ถูกกำปั้นของนางต่อย ครางเบาๆ แล้วอดพูดด้วยความน้อยใจไม่ได้ “เจ้าเป็นคนกอดข้าเองนะ”

            “ยังจะกล้าพูดอีกรึ!” น้ำเสียงของนางเจือโทสะอยู่ไม่น้อย

            ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งก้านธูป...

            มือใหญ่มือหนึ่งวางลงบนไหล่ของเสิ่นจือหลีโดยไม่ทันตั้งตัว สร้างความตื่นตระหนกจนขวัญหายให้แก่นางยิ่งนัก รู้เพียงแค่ว่าหนังศีรษะชาวาบมือเท้าเย็นเฉียบ คำพูดใดๆ ของอีกฝ่ายไม่ได้เข้าหูนางเลยแม้แต่น้อย ด้วยความหวาดกลัวคิดว่าเป็นฮัวจิ่วเยว่ เสิ่นจือหลีกระโดดขึ้นทับไปบนร่างปริศนา ใช้กำปั้นต่อยรัวลงไปอย่างไร้สติ

            ถึงจะบาดเจ็บอย่างไรก็ตาม แต่กำลังกายที่มีอยู่ก็ยังคงได้เปรียบ ครั้งแรกซูเฉินเช่อเพียงนึกแปลกใจว่าเหตุใดจึงถูกนางทุบตี เขาใช้แรงเพียงเล็กน้อยก็สามารถพลิกตัวทับเสิ่นจือหลีได้อย่างง่ายดาย

            ด้วยเพราะถูกทับกะทันหัน ศีรษะของเสิ่นจือหลีจึงผงกขึ้นด้วยความตกใจ

            ช่างบังเอิญนัก... ในความมืดนั้นใบหน้าของบุรุษที่กำลังยื่นเข้ามา ก็ชนกับนางเข้าพอดี

            ท้ายที่สุดในราตรีอันไร้แสงดาว ความรู้สึกร้อนวูบวาบราวภูเขาไฟระเบิดได้พลุ่งพล่านทั่วทั้งร่าง...

            เสิ่นจือหลีนั่งกอดเข่าอยู่มุมหนึ่ง พยายามให้ห่างจากซูเฉินเช่อ   มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หญิงสาวร่ำร้องอยู่ในอก เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนอยากจะทุบผนังให้พังลงคามือ ภาพเมื่อครู่ยังคงฉายชัดอยู่ในความทรงจำ

            การแตะเนื้อต้องตัว สัมผัสนุ่มนวลของริมฝีปาก ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่ในความมืด ยังมีมากกว่านั้นอีก...สวรรค์! เจ็บใจนัก... ข้าเป็นอะไรไปแล้ว ตามเขาเข้ามาทำไม

ตอนที่ 1 หลงรักหุบเขาหวยชุน(6)

“ฮัดเช้ย!”

            แพขนตายาวราวกับพัดกะพริบวูบ นัยน์ตาสีอำพันทอดมองมาด้วยความจริงใจอย่างที่สุด

            “จือหลี อย่าดื้ออีกเลย หากไม่สบายไปจะทำเช่นไร ถ้าเจ้าโกรธ...” ซูเฉินเช่อหยุดชะงักครู่หนึ่ง “เช่นนั้น... ข้าให้เจ้าทับข้าคืนก็แล้วกัน”

            “ไปให้พ้น!”

            บังอาจนัก! ปัญหาก็อยู่ที่สาเหตุนี้เอง...

            ถึงแม้อาหารที่เก็บไว้ในร่องหินจะสามารถทำให้เสิ่นจือหลีและคุณชายสือเอ้อเย่อยู่ต่อได้อีกหลายวัน แต่นางกลับรู้สึกว่าอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว แม้ปกติจะถูกเอาเปรียบไปบ้างก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถขู่เข็ญเงินตอบแทนจากพ่อบ้านชิงได้จำนวนหนึ่ง ทว่า สถานการณ์เช่นนี้...

            เสิ่นจือหลีนวดมือและเท้าที่เพิ่งทายาลงไปก่อนพยุงกายกับผนังเพื่อลุกขึ้น พลันเหลือบตาไปเห็นเงาสูงใหญ่ที่เคลื่อนไหววูบวาบสายหนึ่งจึงรีบกล่าวขึ้นทันที

            “อย่าได้ตามมาเชียวนะ!”

            เงาดำนั้นขยับยุกยิกแล้วหดกลับเข้าไปอย่างเสียมิได้

            ทางลับแห่งนี้อาจารย์เคยบอกนางไว้เมื่อตอนใกล้สิ้นใจ หุบเขาหวยชุนเป็นเพียงหุบเขารักษาโรคแห่งหนึ่ง เมื่อใดที่เกิดเรื่องยุ่งขึ้นให้นางมาหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ หากคิดให้ดีแล้วเหตุยุ่งยากที่เกิดขึ้นตอนนี้น่าจะ

ถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ และต้องเกี่ยวข้องกับฮัวจิ่วเยว่ไม่มากก็น้อยเป็นแน่

            ความทรงจำเมื่อครั้งอดีตผุดขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ...  เมื่อประมาณแปดเก้าปีก่อน ฤดูเหมันต์ปีนั้นช่างหนาวจับใจ อากาศเย็นเยียบ พื้นดินแข็งกระด้าง ผู้คนที่ไม่สามารถต้านทานความหนาวได้ต่างล้มตายกันจนนับไม่ถ้วน

            เสิ่นจือหลีในยามนั้นจ้องมองหญิงม่าย--แม่บุญธรรมที่เป็นผู้

รับเลี้ยงตน ใบหน้าที่เห็นนั้นเขียวช้ำไปหมดเพราะถูกทำร้าย ส่วนตัวนางเองก็กำลังป่วยอยู่ ร่างทั้งร่างสั่นเทาจนต้องนั่งกอดเข่าเข้าหากันแน่น นางใช้ความพยายามอย่างมากที่จะประคับประคองตนจนกระทั่งเดินไปถึงร้านขายยาในตำบลเพื่อขอความช่วยเหลือได้สำเร็จ หากแต่กลับถูกโยนออกมาอย่างน่าเวทนา

            ท้ายที่สุดก็ต้องทิ้งร่างลงนอนอยู่ใต้หิมะที่แสนจะเย็นยะเยือกช่วงเวลานั้นนางคิดว่าคงไม่รอดแน่แล้ว ทว่ากลับพบตัวเองฟื้นขึ้นมาบนเตียงที่อบอุ่น มีหนุ่มน้อยรูปงามชวนตะลึง ส่งน้ำขิงร้อนถ้วยหนึ่งให้พร้อมรอยยิ้ม

            นางจำน้ำขิงที่แสนอร่อยกลมกล่อมจนแทบจะกลืนลิ้นลงไปในขณะที่ดื่มได้เป็นอย่างดี และใบหน้าที่งดงามราวกับเทพสวรรค์ชั้นฟ้ามาจุติของหนุ่มน้อยผู้นั้น นางเองก็ไม่เคยลืมและไม่คิดจะลืมไปชั่วนิรันดร์

            แต่ความประทับใจที่ดีงามก็หยุดลง ณ ตรงนั้น...

            นางเพิ่งดื่มน้ำขิงหมด หนุ่มน้อยก็หัวเราะออกมาพลางใช้มือ

ทั้งสองข้างยื่นมาหยิกแก้มนางเล่นอย่างไม่เกรงใจแล้วเอ่ยว่า “ถึงแม้เจ้าจะทั้งขี้เหร่ ทั้งโง่ และสกปรกก็ตาม แต่เสิ่นเทียนสิงบอกว่า วันหลังเจ้าสามารถมาขอข้าวจากพวกเรากินได้ ดังนั้นข้าควรจัดการให้เจ้ารีบๆ ตายไปเสีย”

            มองข้ามคำพูดของเขาไป ตอนนั้นนางยังรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นความซาบซึ้งใจก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะความสนุกเล็กๆ น้อยๆ ที่อีกฝ่ายมอบให้ ไม่ว่าจะเป็นดึงผมของนางเล่น หรือใส่งูลงไปในกระเป๋า ถูกจับมาวาดจนหน้าลาย วางยาถ่าย...

            เลวร้ายจนสุดที่จะบรรยายออกมาได้!

            ศิษย์พี่ฮัวจิ่วเยว่รังแกนางมาตั้งแต่เล็ก ยึดเอาสิ่งนี้เป็นความสุข

ของตน

            หากตอนนี้นางตกอยู่ในมือเขา โดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้... คิดมาถึงตรงนี้เสิ่นจือหลีอดที่จะทอดถอนใจมิได้

            “จือหลี เจ้ายังโกรธข้าอยู่อีกหรือ?”

            เสิ่นจือหลีหมดความอดทนในทันที พูดขึ้นอย่างไม่เกรงใจ “อย่าเซ้าซี้ให้มากความ นั่งเฉยๆ!”

            พูดไปนิ้วก็คลำผนังไปทีละนิด อาจารย์เคยบอกว่าในทางลับนี้นอกจากสามารถซ่อนตัวได้แล้ว ยังมีทางออกอีกด้วย เพียงแต่เวลาผ่านมาเนิ่นนานแล้ว และนางเองก็ไม่เคยลงมาก่อน เลยไม่ค่อยแน่ใจนัก

            พรึบ!

            ไม่รู้เวลาผ่านไปนานสักเท่าใด เทียนที่ฝังอยู่ในผนังก็ถูกจุดขึ้น ประตูหินค่อยๆ เปิดออกทีละน้อย เผยให้เห็นทางเดินเล็กๆ เส้นทางหนึ่ง ท่านหมอเสิ่นโล่งใจอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะรับรู้ถึงความผิดปกติได้อย่างชัดเจน นางส่งสัญญาณให้ซูเฉินเช่อหุบปาก เมื่อเขาทำตามกลับทำให้นางแปลกใจเล็กน้อย

            คุณชายสือเอ้อเย่เชื่อฟังอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

            เพราะเหตุนี้เองเสิ่นจือหลีจึงหันกลับไปดู และพบว่าซูเฉินเช่อ

กำลังพิงกายกับผนังหิน ศีรษะตกลงเล็กน้อย หายใจเพียงแผ่วเบา เส้นผมยาวสลวยบดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง แสงสีส้มจากเทียนส่องสว่างไปยังโครงหน้าหล่อเหลา เผยให้เห็นใบหน้าส่วนที่เหลือซึ่งซีดขาวราวกระดาษ ริมฝีปากคล้ำอมม่วง 

            แน่ชัดแล้ว!

            อาการของพิษกำเริบนั่นเอง เมื่อครู่นั้นมืดเกินไปจนมองไม่เห็น นางลืมได้อย่างไรว่าพิษของเขายังไม่ได้รับยาแก้

            ท่านหมอเสิ่นกลับไปตรวจชีพจรของซูเฉินเช่ออีกครั้ง สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ พิษเล็กน้อยเพียงแค่นี้ถ้าในสถานการณ์ปกตินางไม่จำเป็นต้องกังวลแต่อย่างใด หากแต่ในเวลานี้ไม่มียาแก้พิษ ต่อให้ฝีมือ

ยอดเยี่ยมขนาดไหนก็ไม่อาจรักษาได้ “จือหลี...” ซูเฉินเช่อพยายามเหลือบตาขึ้น มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย “เจ้าดุจัง”

            เสิ่นจือหลีทบทวนความผิดไปครั้งหนึ่ง กล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าพยายามควบคุมอารมณ์ที่มีต่อเจ้าอย่างมากแล้วนะ”

            คนเจ็บหัวเราะ ก่อนจะเอ่ย “จือหลี กอดข้าหน่อยได้หรือไม่”

            “ไม่ได้!” นางตอบอย่างไม่ต้องคิด

            ยังไม่ทันสิ้นเสียงร่างของซูเฉินเช่อก็ล้มมาที่ตัวนางเรียบร้อยแล้ว ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่ข้างใบหูช่างอ่อนโยนและนุ่มนวลเป็นพิเศษ เสียงแผ่วเบาของเขาดังขึ้น “จือหลี เจ้าหาทางออกให้เจอ แล้วก็จากไป

เสียเถิด ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนข้า”

            ซูเฉินเช่อไม่ได้ใช้แรงบังคับเลยแม้เพียงเศษเสี้ยว ทว่าท่านหมอเสิ่นกลับไม่สามารถผลักเขาออกห่าง ทำได้เพียงนิ่งงันไปครู่หนึ่งถึงจะตั้งสติได้ “ข้าเคยบอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าตั้งแต่เมื่อใด”

            ใบหน้าซีดเซียวยิ้มเล็กน้อย  “อืม... ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไปเถิด”

            ซูเฉินเช่อค่อยๆ เอนกายกลับไปยังผนังหิน เงาสูงใหญ่ที่เกิดจากแสงเทียนส่องสะท้อนบวกกับสายตาอ่อนโยนสีอำพันที่มองมายังนางให้ความรู้สึกใจหายอย่างน่าประหลาด เสิ่นจือหลีเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะ

เอ่ยขึ้น “หากข้าไปแล้ว เจ้าจะทำอย่างไร?”

            “ในเมื่อข้ายังนั่งอยู่ที่นี่ได้... ก็ต้องมีวิธีออกไปได้เช่นกัน” ซูเฉินเช่อตอบทั้งที่ยังคงมีรอยยิ้ม

            เสิ่นจือหลีจ้องชายตรงหน้าตาไม่กะพริบ ลังเลอยู่ชั่วหนึ่งจึงเอ่ยถามในสิ่งที่ค้างคาใจมาเนิ่นนาน “ซูเฉินเช่อ เหตุใดเจ้าจึงหลงรักข้าตั้งแต่แรกพบ”

            “ข้าเองก็ไม่อาจตอบได้” เขาใคร่ครวญเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย

            “หรือว่าข้าสวยเกินไป?” มือเรียวลูบไล้ใบหน้าของตน

            “.......” คำถามง่ายๆ แต่กลับทำให้ชายหนุ่มพูดไม่ออกในทันที

            เสิ่นจือหลีหรี่ตาอย่างเอาเรื่อง “ทำไม เจ้ามีปัญหาหรืออย่างไร?”

            อีกฝ่ายก้มหน้าลงด้วยรู้สึกเก้อเขิน “ไม่มี... แน่นอนในสายตาข้า จือหลีสวยที่สุด”

            “.......” ทำไมยิ่งฟังยิ่งเหมือนเป็นคำโกหกกันเล่า เอาเถิดถึงอย่างไรคำตอบก็คือ ‘ข้าสวย’ อยู่ดี คิดได้ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนคำถาม     “ถ้าจะออกไป เจ้ารู้หรือว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใด?”

            ใบหน้าขาวซีดส่ายไปมาเป็นคำตอบ

            “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดพวกเราถึงมาที่นี่?”

            ซูเฉินเช่อส่ายหน้าอีกครั้ง

            “แล้วเจ้ารู้หรือว่าจะออกไปอย่างไร คนข้างนอกที่กำลังหาเรื่อง          พวกเรานั่นเป็นใคร” หญิงสาวถามต่อ

            และคำตอบก็ยังคงเป็นเช่นเดิม

            เสิ่นจือหลีนึกหงุดหงิดใจเป็นที่สุด โง่งมนัก! ไม่รู้เรื่องอันใดสักอย่างแล้วยังทำเป็นเก่งอีก นางถอนหายใจ “เอาล่ะ เจ้านั่งอยู่ที่นี่เฉยๆ ข้าจะขึ้นไปข้างบนเพียงครู่เดียวเท่านั้น” ทว่าเดินยังไม่ทันพ้นก้าวหนึ่ง ชายเสื้อก็ถูกดึงเอาไว้ เมื่อหันมาจึงพบว่าคิ้วคู่งามของเขาขมวดเล็กน้อย

            “ข้างบนนั้นน่าจะอันตรายอยู่ไม่น้อย เจ้าไม่ต้องทำเพื่อข้าหรอก”

            นางแกะนิ้วของเขาออก เอ่ยขึ้นอย่างเสียไม่ได้ “เจ้าเคยเห็นหมอ

คนไหนทิ้งคนไข้บ้างหรือไม่? ข้ายังคงมีความเป็นหมออยู่ อีกอย่างนี่ก็ไม่ใช่เพื่อเจ้าเพียงคนเดียวทั้งหมด... ข้าก็ทำเพื่อตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง เวลานี้คนข้างบนอาจจากไปแล้วก็เป็นได้”

            ซูเฉินเช่อขยับตัวลุกขึ้นอย่างโซเซ “ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า” ประกาศไปเช่นนั้น ในแววตาที่ดื้อรั้นแฝงไว้ด้วยความห่วงใย อันที่จริงความรู้สึกที่มีคนคอยใส่ใจก็ดูจะไม่แย่นัก...

            เสิ่นจือหลีส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “อย่าก่อเรื่องให้ข้าอีกเลย ข้าเพียงไปสืบดูเท่านั้น ไม่น่าจะมีอันตรายใดๆ เจ้ารออยู่ที่นี่ แล้วข้าจะรีบกลับมา”

            ปากทางลับอยู่ตรงมุมด้านหนึ่งของลาน ใกล้กับระเบียงห้องพักของนาง ทำให้การเข้าไปเอายาในห้องไม่ใช่เรื่องยาก ซ้ำยังสามารถแวะไปหยิบเสื้อผ้ามาเปลี่ยนได้อีกหลายชุดด้วย เมื่อวางแผนไว้เช่นนี้ เสิ่นจือหลีจึงผลักประตูกลออกอย่างระมัดระวัง แล้วคลานขึ้นไปด้านบน

            แต่... คาดไม่ถึงว่าในลานแห่งนี้กลับไม่มีคนเฝ้าแม้แต่ผู้เดียว ช่างโชคดียิ่งนัก

            เมื่อสบโอกาสเช่นนี้หญิงสาวจึงรีบเข้าไปค้นหายา เสื้อผ้า และขนมอีกสองกล่องใส่ลงในห่อผ้า เมื่อมั่นใจว่าผูกไว้อย่างดีแล้วจึงรีบกลับออกมา เพียงแค่ก้าวพ้นประตู ก็พลันแว่วเสียงใครบางคนกำลังสนทนากันอยู่ด้านนอก การรับรู้เช่นนี้ทำให้ร่างทั้งร่างเย็นเฉียบ หากแต่ก็รีบคลานขึ้นไปหลบบนเตียงอย่างรวดเร็ว

            “ลานแห่งนี้เป็นที่สุดท้ายแล้ว หาไม่ยากหรอก”

            เสียงที่คุ้นเคยทำให้เสิ่นจือหลีตื่นตระหนกมากขึ้นหลายสิบเท่า

หากอีกเสียงหนึ่งกลับเป็นของสตรีที่ไม่คุ้นหู “คนของหุบเขาหวยชุนถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว เมื่อไม่มีอันใดแล้วการร่วมมือระหว่างเราทั้งสองคงต้องสิ้นสุดเพียงเท่านี้”

            “คุณชายสือเอ้อเย่เหมือนจะความจำเสื่อม แล้วยังตกหลุมรักศิษย์น้องของข้า...” น้ำเสียงไพเราะเจือด้วยการยั่วแหย่ ลากหางเสียงยาว “ทูตซ้ายป่ายเฉียนไม่ห่วงบ้างเลยหรือ?”

            “คุณชายฮัว ท่านคิดว่าข้าควรจะห่วงอย่างนั้นหรือ?” นางพูดจบก็ย่ำเท้าจากไป

            สตรีผู้นี้คือทูตซ้ายป่ายเฉียน...‘เยว่เฉียนเฉียน’ หญิงงามที่ซูเฉินเช่อชอบพอหรอกหรือนี่ เสิ่นจือหลีที่ซ่อนตัวอยู่บนเตียงแง้มม่านแอบดูด้วยอดสงสัยมิได้ พลันเงาร่างของหญิงสาวในชุดแดงก็ปรากฏแก่สายตา ใบหน้านั้นงดงามและละเอียดอ่อนอย่างที่สุด ริมฝีปากแดงระเรื่อไร้การแต่งแต้มแต่งดงามยิ่ง รูปคิ้วและดวงตาสวยงามราวกับภาพวาด ชุดกระโปรงสีสดใสจนดูโดดเด่นไปทั้งตัว

            สวยงามชวนหลงใหลยิ่งนัก ความยโสเล็กน้อยบนคิ้วได้รูปยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้แก่หญิงงามผู้นี้อย่างไร้คำบรรยาย...

            ช่างเป็นสตรีที่สะคราญโฉมเสียจริง!

            เสิ่นจือหลีส่องกระจกบนเตียงอย่างห้ามใจไม่อยู่ ในกระจกบานนั้นสะท้อนภาพหญิงสาวที่มีใบหน้างดงามดูเฉลียวฉลาดผู้หนึ่งกลับมา ถึงแม้ใบหน้าจะสวยจนถือว่าเป็นสาวงาม

            แต่…

            เสิ่นจือหลีคิดอย่างเศร้าใจ แอบอิจฉาป่ายเฉียนอยู่ลึกๆ

            เมื่อเทียบกันแล้วนางด้อยกว่าทูตซ้ายป่ายเฉียนอย่างเห็นได้ชัด!

เยว่เฉียนเฉียนช่างเป็นหญิงงามที่ ‘เย้ายวนชวนหลงใหล’ ความงามของนางนั้น ทำให้เครื่องประทินโฉมกลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ไปเลย

            แท้จริงแล้วซูเฉินเช่อชอบตนที่ตรงไหนกัน ทำไมรสนิยมถึงลดระดับลงมากเช่นนี้!

            หลังจากฝีเท้าในห้องเงียบลง...

            ฮัวจิ่วเยว่เกาใต้คอของงูเหลือมยักษ์ ลายสีม่วงเข้มที่ตัวงูค่อยๆ

บิดเกลียวไปมาช่างงดงามแปลกตายิ่ง ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานสักเท่าใด เสียงของฮัวจิ่วเยว่ก็ดังขึ้นมาเหมือนบ่นพึมพำกับตนเอง ตอบคำถามที่เยว่เฉียนเฉียนทิ้งเอาไว้ก่อนจากไป

            ไม่ต้องเป็นห่วงอย่างแน่นอนเขาไม่มองไปที่เสิ่นจือหลีแม้แต่น้อย หากแต่เสียงนุ่มกลับเอ่ยขึ้น ศิษย์น้อง เจ้าจะซ่อนตัวอีกนานหรือไม่?”

            ราตรีกลับมาเยือนอีกครั้งอย่างไม่ทันสังเกต ใบไม้นอกหน้าต่างปลิดปลิวลงมาราวกับทอดถอนใจ น้ำเสียงของฮัวจิ่วเยว่ฟังดูอ่อนโยนราวกล่าวกับคนรัก ทว่านางกลับแข็งไปทั้งร่าง รับรู้เพียงแค่ว่าขนบนกายนั้นลุกชันขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ เขาคงไม่ได้เรียกนางจริงๆ หรอกกระมัง

            ฮัวจิ่วเยว่ยังคงเอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน “เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าข้าคิดถึงเจ้ามากเพียงใด ความโง่งมและไร้เดียงสาของเจ้า ทำให้ข้าเฝ้าถวิลหาถึงศิษย์น้องผู้น่ารักของข้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน” เขาทำเสียงสดใสขณะเอ่ยต่ออย่างนึกสนุก “จุ๊จุ๊ โลงศพของอาจารย์เสิ่นเทียนสิง ศิษย์พี่แขวนไว้ให้เจ้าชมที่หน้าประตูทางเข้าหุบเขา ข้าอยากรู้นักว่าศพของอาจารย์จะเป็นเช่นไร หากทำให้สลายเป็นเถ้ายังจะกลายเป็นฝุ่นควันสีใดได้อีก”

            เสิ่นจือหลีรู้สึกหนาวยะเยือกไปทั้งกาย หากที่ผ่านมาฮัวจิ่วเยว่เพียงแค่ชั่วร้าย แต่ตอนนี้คงต้องเรียกว่าโรคจิตถึงจะถูกต้อง พลันเสียงรองเท้าหนังที่เสียดสีกันก็ดังขึ้น มุ่งตรงมายังทิศที่นางหลบซ่อนอยู่ถูกพบเสียแล้ว!

            เสิ่นจือหลีคลำหาผงพิษที่ซ่อนไว้บนเตียงออกมากำแน่น เขยิบถอยห่างอย่างไม่รู้ตัว เสียงฝีเท้าที่ดังถี่ขึ้นทำให้ใจของนางเต้นเร็วขึ้นตามไปด้วย ถ้าจำเป็นจริงๆ ขอร้องอ้อนวอนสักครั้ง เขาจะยอมปล่อยนางไปไหมหนอ...

            ไม่ได้! ถ้ายอมแพ้ก็จะยิ่งน่าสมเพชในสายตาของคนผู้นี้

            หากรู้อย่างนี้นางคงไม่ขึ้นมาเอายาตั้งแต่แรก

            เหตุใดการเป็นคนดีถึงได้ยากเย็นเพียงนี้นะ...

            ศิษย์น้อง---เอ๊ะ... เจ้าเป็นใคร!” เสียงเรียกหานางถูกเปลี่ยนเป็นคำถาม เพราะคนผู้หนึ่งที่เพิ่งปรากฏกายขึ้น

            ภายใต้แสงไฟวูบวาบ มือหนึ่งที่อยู่นอกม่านเตียงก็ยื่นเข้ามาคว้าตัวนางอย่างฉับพลัน แรงดึงจากอีกฝ่ายทำให้นางเซไปสองก้าวก่อนจะใช้ประตูเป็นหลักพิง

            ทั้งสองประมือกันแล้ว เสียงเหล็กกระทบกันดังเชร้งไปหลายหนกว่าที่เสิ่นจือหลีจะมองเห็นบุรุษที่เพิ่งปรากฏกายได้อย่างชัดเจน เสื้อสีขาวถูกย้อมด้วยคราบโลหิต ใบหน้านั้นยังคงขาวซีด...

            ซูเฉินเช่อ!

            ซูเฉินเช่อถือดาบยาวไว้ในมือ ชี้ปลายดาบไปเบื้องหน้าด้วยสายตาคมกล้า กระบวนยุทธ์ทุกท่วงท่าไม่มีการออมมือแม้แต่น้อย ไร้ท่าทีของผู้ถูกพิษปรากฏให้เห็นดั่งเช่นก่อนหน้า ร่างกายที่เป็นหนึ่งเดียวกับอาวุธ

ดูราวกับดาบวิเศษที่ดึงออกมาจากฝัก

            ทว่าเพียงไม่นานริมฝีปากสีม่วงนั้นก็เผยอาการที่แท้จริงออกมาให้เห็น การต่อสู้ดึงพลังที่มีอยู่ในกายของซูเฉินเช่อออกมาจนแทบหมดสิ้นทำให้ต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก เพื่อไม่ให้ร่างที่โอนเอนนั้นล้มลงกับพื้น

            “รีบหนีไป” เสียงกระซิบเบาๆ ดังขึ้นจากร่างของซูเฉินเช่อ

            รู้อยู่ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมารีรอ แต่นางก็อดไม่ได้ “โง่นัก! ออกมาทำไม ข้าให้เจ้ารออยู่ข้างล่างมิใช่หรือ”

            “ขัดจังหวะสักนิดเถิด” ฮัวจิ่วเยว่หมุนมีดสั้นในมือเล่น ยิ้มยั่ว “อย่ามองข้าเป็นผู้ร้ายสิ ถึงอย่างไรนางก็เป็นศิษย์น้องของข้า ข้าไม่ฆ่านางหรอกคุณชายสือเอ้อเย่ เห็นเจ้ารักศิษย์น้องของข้าถึงเพียงนี้ ให้รู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก แต่ไม่รู้ว่าอีกคนจะคิดอย่างไรกัน... เจ้าความจำเสื่อมเช่นนี้ อยากรู้เรื่องราวในอดีตบ้างหรือไม่ ศิษย์น้องช่วยเจ้าไม่ได้ แต่ข้าอาจจะช่วยฟื้นความจำให้ได้นะ”

            สิ้นเสียงของฮัวจิ่วเยว่ ใจของเสิ่นจือหลีก็หวาดหวั่นอย่างไม่รู้ตัว ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น

            ลมหายใจของซูเฉินเช่อสะดุดไปนิดหนึ่ง แต่น้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นนั้นดังชัดเจน

            “ไม่ต้อง”

            “ทำไม?” คำปฏิเสธสร้างความประหลาดใจให้ฮัวจิ่วเยว่อยู่ไม่น้อย

            “เพราะไม่จำเป็น” ดวงสีอำพันเผลอมองนางอยู่แวบหนึ่งแล้วจึงหันกลับมาสบตาอีกฝ่ายดังเดิม

            ฮัวจิ่วเยว่หัวเราะเบาๆ “เจ้าชอบศิษย์น้องของข้าจริงๆ หรือนี่ แต่ว่า---”

            “ไป!” คำสั่งสั้นๆ เอ่ยแทรกขึ้นมา ก่อนที่ฮัวจิ่วเยว่จะพูดจบด้วยซ้ำ ไม่ต้องรีรออีก...ในมือของเสิ่นจือหลีก็ปรากฏระเบิดควัน นางปาลงพื้นแล้วใช้ช่วงเวลานั้นลากข้อมือของซูเฉินเช่อวิ่งไปยังศาลาพักผ่อนริมน้ำทันที

ระเบิดควันทำให้เกิดฝุ่นฟุ้งกระจายจนฮัวจิ่วเยว่ต้องรีบยกแขนเสื้อขึ้นมาสะบัดไล่ เมื่อจางลงจึงทันได้เห็นศิษย์น้องพาคุณชายสือเอ้อเย่มุดเข้าทางลับไปเรียบร้อยแล้ว รอยยิ้มเย็นเยือกฉายอยู่บนใบหน้าที่มีแผลเป็นนั้น ฮัวจิ่วเยว่ดีดนิ้วครั้งหนึ่ง งูเหลือมที่เคยติดตามอยู่ข้างกาย ก็เลื้อยอย่างรวดเร็วเข้าไปในทางลับที่ยังไม่ทันปิดสนิทดี

            เพิ่งจะลงไปเท่านั้น เสิ่นจือหลีก็รู้สึกได้ว่ากำลังถูกติดตาม

            นิ้วเรียวยกขึ้นจรดริมฝีปาก นางผิวปากด้วยน้ำเสียงสั้นแหลมไปทีหนึ่งก่อนจะลงมือทำบางอย่าง... จากนั้นก็มีเสียงดังสนั่นอุบัติขึ้น ปากทางลับถูกระเบิดจนย่อยยับ ถล่มลงปิดกั้นทางสู่ใต้ดินรวมทั้งงูเหลือมที่กำลังยื่นหัวลงมาพอดี

            ไม่มีสิ่งใดเล็ดลอดเข้ามาได้เลย

            ใบหน้างดงามราวกับเทพบุตรของฮัวจิ่วเยว่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินจากการระเบิด มอมแมมอยู่ไม่น้อย แต่สีหน้ากลับเคร่งเครียดมากกว่าเดิมหลายเท่านัก...

 

 

 

            ท้องฟ้าในคืนเดือนมืด มองเห็นจันทร์เสี้ยวที่ขึ้นจากขอบฟ้าได้อย่างชัดเจน

            พื้นดินที่อับชื้นนั้นทั้งนิ่มและฉ่ำไปด้วยหยดน้ำ จมูกของผู้หลบหนีทั้งสองสูดรับกลิ่นไอดินที่โชยขึ้นมา ขนตางอนของเสิ่นจือหลีกะพริบอยู่    ครู่หนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้นมารับแสงสะท้อนจากดวงดาวที่เกลื่อนนภากว้าง

            “ที่นี่คือที่ใดกัน?”

            เสิ่นจือหลีเพิ่งจะขยับตัวก็รู้สึกบอบช้ำไปทั้งร่าง แย่แน่แล้ว! ยังไม่รู้ว่าบาดแผลที่ตัวมีมากน้อยเพียงใด แล้วต้องรักษานานเท่าไหร่ถึงจะหายกันเล่า

            ผ่านไปครู่ใหญ่คำถามของนางก็ยังไม่ได้รับคำตอบ มือที่ยันกับพื้นหมายจะลุกขึ้นนั่งกลับต้องตะลึงงันเพราะสิ่งที่กำลังสัมผัสอยู่นั้นหาใช่พื้นดินไม่ แต่เป็นแขนแข็งแกร่งที่เย็นเยียบอาบไปด้วยโลหิตเหนียวข้นต่างหาก!

            สติที่มีอยู่ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อย่างรวดเร็ว

            หลังจากที่มุดเข้าไปในทางลับ เสิ่นจือหลีก็หยิบดินระเบิดออกจากร่องหินอย่างไม่คิดลังเล จุดเสร็จเรียบร้อยก็โยนออกไปทันที คาดไม่ถึงว่าแรงระเบิดจะมากมายเพียงนี้ แรงปะทะมหาศาลส่งผลให้ทั้งคู่กระเด็น

ในจังหวะนั้นเองซูเฉินเช่อก็กระโดดเข้ามา ใช้ร่างตัวเองบังนางเอาไว้ จากนั้นสติของหญิงสาวก็ดับวูบ

            ทว่าตอนนี้นางไม่ได้อยู่ในทางลับนั้นอีกแล้ว ถ้าเช่นนั้น...

            เสิ่นจือหลีมองร่างที่โอบรอบตนเองด้วยสายตาหวาดหวั่น มือที่จับชีพจรของอีกฝ่ายนั้นสั่นเล็กน้อย  ชีพจรที่วัดได้แผ่วเบาจนเกือบจะสูญสิ้น สายลมบางเบาที่พัดผ่านหอบเอาเส้นผมของคุณชายสือเอ้อเย่ให้พลิ้วไสว เผยให้เห็นใบหน้าที่ยังคงหล่อเหลาไร้ที่ติ นางมองใบหน้านั้นอย่างนิ่งงัน

            ซูเฉินเช่อ...เขาเป็นคนแบกนางออกมาหรือ?

            โชคยังดีที่นางเป็น ‘หมอเทวดาเสิ่นจือหลี’

            ถ้ายังไม่ตาย...ก็ไม่มีบาดแผลใดในใต้หล้าที่นางรักษาไม่ได้!

 

ตอนที่ 1 หลงรักหุบเขาหวยชุน(7)

ตอนที่ 1.3 ศิษย์พี่ผู้น่ากลัว

            ครึ่งเดือนผ่านไป...

            “วิชาแพทย์ของแม่นางเสิ่นช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก โรคของลูกข้าติดตัวมาแต่กำเนิด อาการเรื้อรังมานานเต็มที คิดไม่ถึงว่าจะมีวันนี้ที่หายได้” สตรีผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างซาบซึ้งใจ “ของเล็กน้อยแค่นี้ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องรับไว้ อย่าได้คิดเกรงใจเป็นอันขาด ถือเสียว่าเป็นค่ารักษาเถิด!” พูดไปมือก็ยัดไข่ไก่ให้นางสองฟองท่านหมอเสิ่นมองไข่ไก่ในมือ ให้รู้สึกนิ่งงันไปครู่หนึ่ง

            สวรรค์! ค่ารักษาของนาง...

            จากหนึ่งแสนตำลึงบัดนี้เปลี่ยนเป็นไข่ไก่เพียงสองฟองเสียแล้ว

            “ขอบคุณ” แม้หดหู่จนยากเกินจะเอ่ยคำใด แต่ก็ยังอดที่จะตอบกลับไปเบาๆ มิได้

            “อ้อ ใช่แล้ว!” ราวกับสตรีผู้นี้จะคิดสิ่งใดได้ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม หยิบผ้าเช็ดหน้าที่ปักด้วยลูกไม้ออกจากแขนเสื้อผืนหนึ่ง “แม่นางเสิ่น ผ้าผืนนี้เป็นของลูกสาวคนรองของข้าเอง ขอไหว้วานฝากส่งให้พี่ชายเจ้าได้หรือไม่ ช่วยฝากให้ถึงมือ อย่าได้ลืมเสียล่ะ”

            พี่ชายของนาง...

            เสิ่นจือหลีรับของมาอย่างมึนงง ได้แต่มองสตรีผู้นั้นปิดปากยิ้ม แล้วเสนอความช่วยเหลือให้แก่ตน “ดูๆ แล้ว แม่นางเสิ่นทั้งสวยทั้งน่ารักขนาดนี้ อ่านหนังสือก็แตกฉาน วิชาแพทย์ก็ชำนาญยอดเยี่ยมจริงๆ ที่นี่ก็มีบุรุษรูปงามนิสัยดีอยู่หลายคน ไม่ทราบว่าแม่นางเสิ่นสนใจอยากให้ข้าช่วยเป็นแม่สื่อติดต่อให้หรือไม่?”

            ม่านประตูถูกเปิดออกกะทันหัน บุรุษในชุดขาวก้าวเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ซูเฉินเช่อหันมาส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้สตรีผู้หวังดีตรงหน้า “น้องข้ายังเด็กนักคงยังไม่ถึงเวลาอันควร ต้องขอขอบคุณในน้ำใจของท่านมาก หวังว่าท่านคงไม่โกรธพวกข้ากระมัง”

            กิริยาถ่อมตนที่แสดงต่อหญิงผู้เป็นแขก อีกทั้งรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าหล่อเหลากระจ่างใสของบุรุษผู้นี้ ส่งผลให้สตรีผู้นั้นจ้องตาไม่กะพริบ ได้แต่พยักหน้ารับอย่างเหม่อลอย “คุณชายพูดถูกแล้ว เรื่อง

แค่นี้ไม่มีสิ่งใดให้โกรธ เป็นความผิดของข้าเองต่างหาก!”

            เมื่อส่งแขกกลับไปแล้ว เสิ่นจือหลีจึงใช้สองนิ้วคีบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น น้ำเสียงที่ใช้แยกไม่ออกว่าอยู่ในอารมณ์ใด “เจ้าไปหลอกเด็กอีกแล้วหรือ?”

            “เป็นไปได้อย่างไร...” สีหน้าสุภาพอ่อนโยนเมื่อครู่นี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซูเฉินเช่อที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามมองเสิ่นจือหลีด้วยสายตาซึมเศร้า ดวงตาสีอำพันคู่นั้นทำเอาคนมองตอบหัวใจแทบสลาย

            “จือหลี เปลี่ยนจากพี่ชายมาเป็นสามีได้หรือไม่”

            “ไม่ได้!”

            “แต่ว่า...ทุกครั้งที่ข้าออกไปข้างนอก ก็จะมีหญิงสาวเข้ามาชวนคุยมากมายทีเดียว” ท่าทางของเขาดูกลัดกลุ้มอยู่ไม่น้อย

            “เจ้ากำลังอวดว่าตนเองเป็นบุรุษเนื้อหอมเช่นนั้นรึ”

            ซูเฉินเช่อนิ่งไปพักหนึ่ง “หามิได้ ที่สำคัญคือข้าเพียงแค่อยาก ย้ำเตือนเจ้า เรื่องคำสัญญานั้น”

            “ข้าหาเลี้ยงเจ้าอยู่นะ เจ้าไม่มีสิทธิ์เอ่ยปาก” เขากล้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร น่าตายนัก!

            ซูเฉินเช่อเลิกคิ้วขึ้น อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดสวนกลับ “เจ้านั่นแหละช่างกล้าพูดนัก ตัวเองรับปากแล้วแท้ๆ”

            เรื่องนี้ต้องเท้าความตั้งแต่ที่พวกเขาเพิ่งหนีออกมาจากทางลับ...

            ทางออกอีกด้านของทางลับนั้นติดกับป่านอกหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง เสิ่นจือหลียอมทนพิษบาดแผลออกไปหาคนมาช่วยพาซูเฉินเช่อไปยังห้องพักที่ได้ขออาศัยพักแรม พร้อมทั้งจัดยาแก้พิษผสมยารักษาบาดแผลให้เขา จนเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยนางจึงได้มีโอกาสพิจารณาเรือนร่างของ

คุณชายสือเอ้อเย่อย่างจริงจัง ร่างกายที่เคยงดงามบัดนี้เต็มไปด้วยบาดแผลจำนวนไม่น้อย เห็นแล้วให้รู้สึกเสียใจและสำนึกผิดเหลือจะกล่าว

            ผู้อื่นจะปฏิบัติกับนางแย่เพียงใดก็ไม่อาจทำให้นางสะทกสะท้านได้ แต่เมื่อต้องมารับมือกับผู้ที่ทำดีกับตนนั้นช่างยากเกินที่จะรับไหวจริงๆ เพราะถึงอย่างไร นางก็ต้องตอบแทนความดีของเขา

            สามวันผ่านไป...ท่านหมอเสิ่นยังคงนั่งเฝ้าคนป่วยอย่างไม่ย่อท้อ จนล่วงเข้าวันที่สี่ร่างกายจึงมิอาจฝืนทนไหว เป็นเหตุให้ต้องล้มกายลงบนเตียงของซูเฉินเช่อด้วยเช่นกัน

            ทว่าเมื่อนางตื่นขึ้นมา คนข้างกายก็ยังคงนอนนิ่งไม่รับรู้สิ่งใด ร่างกายบอบบางอ่อนล้าปรากฏเงาดำใต้ตากระจายไปแถบหนึ่ง เวลานี้ต่อให้เสิ่นจือหลีเข้มแข็งสักปานใด ก็ยังคงเป็นเพียงสตรีนางหนึ่งที่ไร้ญาติ

ขาดมิตร อีกทั้งอาจจะต้องเผชิญหน้ากับการไล่ฆ่าจากพรรคมารและฮัวจิ่วเยว่อีกเมื่อไหร่ก็เป็นได้ แต่คนที่สามารถจะช่วยเหลือปกป้องนางได้กลับยังคงสลบไสล บาดเจ็บสาหัส จะตายหรือรอดก็มิอาจรู้ ความหวาดระแวงไร้สิ้นหนทางพึ่งพา ทำให้รู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจจนต้องเอื้อมมือมาคว้าแขนเสื้อซูเฉินเช่อเอาไว้แน่น เขย่าร่างคนป่วยอย่างไร้สติ

            “ซูเฉินเช่อ...ซูเฉินเช่อ เจ้ารีบฟื้นเสียที ขอแค่เจ้าฟื้นขึ้นมาจะให้ข้าทำอะไรก็ย่อมได้ แม้กระทั่งแต่งงานกับเจ้า ข้าก็ยอม!”

            เสียงของนางคงดังไปถึงสวรรค์แล้วจริงๆ ไม่ทันไรคุณชายสือเอ้อเย่ก็ฟื้น!

            หวนนึกย้อนในตอนนี้...เสิ่นจือหลีได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน รู้สึกว่าตัวเองเบาปัญญา ช่างโง่เง่าหาใดเปรียบได้จริงๆ

            แม้จะถูกว่าเหน็บแนมไปบ้างแต่ซูเฉินเช่อก็มิได้โกรธ นัยน์ตาสีอำพันคมซึ้งยังคงกะพริบถี่ พูดขึ้นอย่างเข้าใจ “จือหลี เจ้าเขินหรือ?”

            “……..……”  ถามเช่นนี้ จะให้ข้าตอบเช่นไร

            เมื่อไม่อยากให้ความสนใจอีกฝ่าย ท่านหมอเสิ่นจึงลุกขึ้นเก็บของไปเรื่อยๆ อยู่มานานครึ่งเดือน เงินเล็กน้อยที่มีอยู่ถูกใช้จนหมดตั้งนานแล้ว ตั๋วเงินก็ยังแลกเงินไม่ได้ เช่นนั้นแล้วนางจึงเปิดห้องเช่าเล็กๆ แห่งนี้เป็นโรงหมอเสียเลย

            เก็บของได้สักครู่ เสิ่นจือหลีจึงถามขึ้น

            “แผลของเจ้าเกือบหายดีแล้ว หลังจากนี้เจ้าคิดจะทำเช่นไรต่อไป จะกลับสำนักหรือว่า---”

            “เปิดร้านขายขนมเถอะ”

            “เจ้าว่าอย่างไรนะ” เสิ่นจือหลีหันมา ราวกับคำพูดเมื่อครู่ไม่ใช่ของเขา

            ดวงตาสีอำพันโค้งขึ้นยิ้มอย่างอ่อนโยน “ร้านขนมอย่างไรเล่า เจ้าชอบกินขนมไม่ใช่หรือ ทั้งขนมกุ้ยฮัวจากปากทางเข้าหมู่บ้าน ขนมเปี๊ยะของบ้านป้าหลี่ ยังมี...”

            ดวงตากลมโตมองซูเฉินเช่ออย่างไม่เชื่อสายตา ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง “เจ้าต้องล้อข้าเล่นแน่ๆ เจ้าคิดจะอยู่ที่นี่ต่อไปอย่างนั้นหรือ?”

            หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ใหญ่มากนัก ของกินของใช้ก็ไม่สะดวกซื้อหา ที่มีอยู่ก็เป็นเพียงของเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้มาตรฐาน ขนาดตัวนางเองยังรู้สึกลำบาก แล้วซูเฉินเช่อเล่า เพียงแค่มองก็รู้ได้ว่าเป็นผู้มีฐานะ เรื่องศักดิ์ศรีนั้นยิ่งมิต้องกล่าวถึง

            ทว่าซูเฉินเช่อกลับไม่สนใจเรื่องนี้แม้แต่น้อย เพียงพยักหน้ายิ้มรับอย่างยินดี “ใช่แล้ว เจ้าไม่ชอบหรือ ถ้าเช่นนั้นรอให้พวกเราเก็บเงินได้มากกว่านี้แล้วค่อยแต่งกัน” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “แต่ว่า... ตอนนี้ข้าอาจไม่มีค่าสินสอดมาสู่ขอมากมายนัก จือหลี เจ้าจะว่าอันใดหรือไม่”

            “ซูเฉินเช่อ หัวสมองของเจ้าต้องเสียหายหมดแล้วแน่ๆ” พูดแล้วก็นวดไปที่กลางหว่างคิ้วตนเอง ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อ “เดี๋ยวก่อน เจ้า...เจ้าไม่คิดอยากรู้เรื่องแต่หนหลังของตัวเองแล้วจริงๆ หรือ”

            “ไม่แม้แต่น้อย” คำตอบนั้นยังคงเดิมเหมือนครั้งที่ตอบฮัวจิ่วเยว่

            พูดตามตรง หากนางเองเป็นผู้ที่ความจำเสื่อม ก็คงต้องอยากรู้เรื่องราวในอดีตเป็นแน่ สิ่งที่ซูเฉินเช่อยังจำไม่ได้นั้นช่างอันตรายยิ่งนักเสิ่นจือหลีรู้สึกได้อย่างชัดเจน ทว่าคนที่มีความสัมพันธ์กับซูเฉินเช่อคือ

เยว่เฉียนเฉียนมิใช่นางเสียหน่อย เหตุใดต้องเป็นห่วงชายผู้นี้ด้วย...เขาเป็นเพียงผู้ป่วยของนางนะ... แม้จะคิดเช่นนั้น เสิ่นจือหลีก็ยังหลุดปากถามออกมา

            “ทำไมเล่า?”

            ซูเฉินเช่อโปรยยิ้ม เอ่ยอย่างตั้งใจ “เรื่องที่ผ่านไปแล้ว ถึงแม้นึกขึ้นมาได้แต่จะมีประโยชน์อันใดเล่า ปัจจุบันมิใช่หรือที่สำคัญที่สุด อีกอย่าง...ถึงข้าจะจดจำอดีตได้จริงๆ ข้าก็มิอาจชอบเจ้าได้มากกว่านี้อีกแล้ว ข้ารู้

ตัวเองดีว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ ที่ข้าอยากทำตอนนี้ก็คือใช้ชีวิตกับเจ้าอย่างสงบเรียบง่ายเท่านั้น”

            ชั่วแวบเดียวที่เสิ่นจือหลียอมรับว่าหัวใจนั้นเต้นแรง ชวนให้เคลิ้มฝันยิ่งนัก

            “จือหลี ความจริงข้าเคยเรียนวิธีการทำขนมเปี๊ยะกับป้าหลี่มาแล้ว” น้ำเสียงปลาบปลื้มเชิญชวนให้ลิ้มลอง “เพียงแต่ยังไม่เคยได้ทำ เจ้าจะลองชิมดูหรือไม่?”

            แทนที่จะยินดีกับความเอื้อเฟื้อของซูเฉินเช่อ เสิ่นจือหลีกลับโกรธขึ้นมา “ข้ารู้แล้ว มิน่าเล่าลูกสาวป้าหลี่ถึงมาส่งขนมเปี๊ยะให้ทุกวัน!”

            ยังไม่ทันที่คนถูกกล่าวหาจะอธิบาย เสียงหนึ่งก็แทรกเข้ามาขัดจังหวะพอดี

            “คุณชาย ในที่สุดพวกเราก็หาท่านพบเสียที!”

            เสียงนั้นดึงความสนใจจากเสิ่นจือหลีในทันที เมื่อหันไปจึงพบชายชุดดำสิบกว่าคนคุกเข่าเป็นแถวอย่างพร้อมเพรียงกัน ทุกใบหน้าล้วนอาบไปด้วยน้ำตา

            ครึ่งชั่วยามผ่านไป

            นิ้วเรียวยาวกดนวดก้อนแป้ง บุรุษผูกผ้ากันเปื้อนใช้ปลายหางตา มองไปยังสตรีเพียงคนเดียวในห้อง “เจ้าชอบหวานหรือจืดมากกว่ากัน?”

            เสิ่นจือหลีมองไปที่ซูเฉินเช่ออย่างนิ่งงัน เห็นหยาดเหงื่อค่อยๆ ไหลลงมาหยดหนึ่ง ห่างไปประมาณหนึ่งศอก เหล่าชายชุดดำที่ยังคงคุกเข่าเอ่ยขึ้น “คุณชาย ให้พวกข้าทำเถิด”

            “พวกเจ้าทำเป็นหรือ?” ซูเฉินเช่อเหลือบตาขึ้นมอง เอ่ยถามด้วยความสงสัย

            เหล่าชายชุดดำมองหน้ากันเลิ่กลั่ก มีเสียงเอ่ยเบาๆ เสียงหนึ่งดังขึ้น “พวกข้า... พวกข้าเรียนได้”

            ซูเฉินเช่อยิ้มอย่างเบิกบาน “ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าไปซื้อแป้งเถอะข้าไม่มีแป้งเหลือแล้ว”

            เพียงสิ้นเสียง ชายในชุดดำครึ่งหนึ่งก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็วราวสายลมพัด กวาดซื้อแป้งจากทุกร้านในหมู่บ้านจนหมดเกลี้ยง ส่วนที่เหลืออยู่ สังเกตและเรียนรู้จากคุณชายอย่างจริงจัง มือของซูเฉินเช่อ  บีบนวดก้อนแป้งแล้วแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ปั้นขึ้นรูปอย่างรวดเร็ว ใส่ถั่วลงไปหน่อยหนึ่งจากนั้นจึงห่อเป็นก้อนแล้วกดให้แบนราบตามรูปขนม

            สีหน้าท่าทางนั้นแสดงถึงความตั้งใจเป็นอย่างมาก ดูแล้วชำนาญเหมือนทำมาแล้วหลายสิบปี

            เห็นซูเฉินเช่อทำขนมเปี๊ยะอย่างจริงจัง นางผู้นั่งชมการแสดงฝีมือของชายหนุ่มแต่แรกก็รู้สึกใจอ่อนอยู่ไม่น้อย ทว่าเวลานี้ลูกน้องของเขาตามมาพบแล้ว ไม่ว่าช้าหรือเร็วสุดท้ายก็ต้องแยกจาก นางเองคงต้องกลับหุบเขาหวยชุน

            ที่หนีออกมาเช่นนี้ก็เพราะรู้สึกหวาดกลัวฮัวจิ่วเยว่อยู่บ้าง และยังห่วงความปลอดภัยของซูเฉินเช่ออีกด้วย ถึงชิงสิงจะฝากซูเฉินเช่อให้นางดูแลหรือแม้จะเห็นแก่เงินก็ตาม นางก็มิอาจทิ้งเขาในสภาพร่อแร่เช่น

ตอนนั้นไปได้

            มาในตอนนี้ นางหมดห่วงเรื่องความปลอดภัยของซูเฉินเช่อแล้ว คงถึงเวลาต้องจากกันเสียที

            อาจารย์ฝากหุบเขาหวยชุนให้นางดูแล แม้จะถูกพรรคมารทำลายเสียย่อยยับ อย่างไรนางก็ต้องรับผิดชอบ ยิ่งกว่านั้นหุบเขาหวยชุนยังมีของที่นางไม่อาจทอดทิ้งได้โดยเด็ดขาด

            “จือหลี”

            “หืม...” เสิ่นจือหลีตอบรับด้วยความเคยชิน

            ซูเฉินเช่อเช็ดแป้งสาลีที่มือ ดวงตาสีอำพันทอดมองมายังนาง

            “ยิ่งข้ามองเจ้ามากเท่าใด ก็ยิ่งชอบเจ้ามากขึ้นเท่านั้น เช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรดี?”

            คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าของหญิงสาวแดงซ่านขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ “ซูเฉินเช่อ เจ้าเลิกพูดคำหวานเลี่ยนเช่นนี้อย่างหน้าตาเฉยเสียที”

            มือที่ยังเปื้อนแป้งจนขาวนวลกดแนบไปที่หัวใจ กระซิบเสียงแหบพร่าเย้ายวน “เจ้ารู้หรือไม่ ยิ่งเข้ามายืนชิดใกล้เจ้าเมื่อใด หัวใจข้ายิ่งเต้นเร็วขึ้นเมื่อนั้น”

            เสิ่นจือหลีใช้ฝ่ามือกุมหน้าผาก ซ่อนเร้นเสียงเต้นของหัวใจตนเองแสร้งเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง “น้ำมันร้อนแล้ว”

            ซูเฉินเช่อได้แต่ยิ้ม มองน้ำมันในกระทะที่กำลังร้อนระอุ จัดการวางขนมลงไปทีละชิ้น พลิกทั้งสองด้านทอดจนเป็นสีเหลืองเท่าๆ กัน ไม่นานนักขนมเปี๊ยะกลิ่นหอมกรุ่นที่เพิ่งทอดเสร็จร้อนๆ ก็ถูกวางจนเต็มจาน ทั้งสีสัน หน้าตา และกลิ่นหอมหวนไม่แพ้ฝีมือของป้าหลี่ที่ทำมานาน          นับสิบปีเลย นั่นเป็นเพราะคนทำมีแรงมาก นวดแป้งจนเข้ากันพอดี ทำให้ขนมยิ่งดูเหลืองกรอบน่ากิน

            “เจ้าเคยทำมาก่อนหรือ” ดูจากท่าทางการทำและหน้าตาขนมแล้วเสิ่นจือหลีอดถามขึ้นไม่ได้

            ซูเฉินเช่อกะพริบตาไปครั้งหนึ่ง ส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้าจำไม่ได้แล้ว”

            ขนมเปี๊ยะหน้าตาน่ากินเช่นนี้ เสิ่นจือหลีคิดจะยื่นมือไปหยิบแต่กลับไม่ทัน มือเรียวยาวรีบยกหลบอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มงดงามปรากฏบนใบหน้าเขา “ในจานนี้มันร้อนมาก” เขาพูดขึ้นด้วยความห่วงใย จากนั้น

จึงหยิบถุงกระดาษเล็กๆ ใบหนึ่งจากข้างเตาส่งให้นาง “เจ้ากินจากถุงนี้เถิดข้าเตรียมมาสำหรับเจ้าแต่แรกแล้ว”

            เหล่าชายชุดดำที่อยู่ข้างๆ ต่างน้ำลายสอเพราะอยากลิ้มลองขนมเปี๊ยะฝีมือคุณชายมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อซูเฉินเช่อเดินยกจานไปให้พร้อมรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน

            “พวกเจ้าอยากลองชิมดูหรือไม่”

            เหล่าชายชุดดำกลับส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้าน้อยมิกล้า”

            คุณชายเห็นเช่นนั้นจึงหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่ง กัดเบาๆ ไปครึ่งเสี้ยว “กินไม่ยากนี่นา!” กะพริบตาอีกครั้ง สีหน้าดูสลดลง “รังเกียจที่ข้าทำได้ไม่อร่อยหรือ?”

            “หามิได้ขอรับ!” เหล่าชายชุดดำพูดขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน ฮือๆ ไม่รู้ตอนนี้คุณชายเป็นอะไรไป หลังจากฟื้นขึ้นมาก็อ่อนโยนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ยิ่งอ่อนโยนพวกเขายิ่งช้ำใจนัก นึกอยากได้คุณชายผู้องอาจ

หมัดหนักเท้าหนักคนเดิมกลับคืนมา

            ซูเฉินเช่อเอียงศีรษะเล็กน้อย ผมตรงหน้าผากปลิวไปตามแรงลม มือเรียวยื่นจานขนมส่งให้บรรดาลูกน้อง มอบรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยน ยากนักที่ผู้รับจะปฏิเสธ “น่า…ลองชิมดูเถิด”

            เหล่าชายชุดดำมองหน้ากันเลิ่กลั่ก จนกระทั่งมีคนใจกล้าหยิบขนมไปชิ้นหนึ่ง พวกเขาออกตามหาคุณชายสือเอ้อเย่มาตั้งหลายวัน นอนกลางดินกินกลางทรายไม่เคยได้ลิ้มรสชาติอาหารดีๆ เมื่อคุณชายเอื้อเฟื้อ

เช่นนี้แล้ว อย่างไรเสียพวกเขาก็มิอาจปฏิเสธได้ ดังนั้นเมื่อมีคนเริ่มต้น เพียงไม่นานขนมในจานก็ถูกแย่งไปจนเกลี้ยง

            เสิ่นจือหลีที่ได้ลิ้มลองขนมเปี๊ยะหวานกรอบรสชาติอร่อยล้ำเข้าแล้วเมื่อมองไปยังจานขนม เห็นชายชุดดำต่างแย่งกันกินจนหมด ให้นึกขุ่นเคืองใจขึ้นมาอย่างประหลาด

            อยากกินก็ทำเองสิ! เหตุใดต้องมากินของคนอื่นหน้าตาเฉยซูเฉินเช่อเขาทำให้ข้านะ

            เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูป

            “โอ๊ย...”

            “อุ้ย...”

            “อู้...”

            เสียงร้องโอดโอยของชายชุดดำดังกันระงม ต่างกุมท้องตนเองร้องครวญครางแล้วล้มลงไปกองกับพื้น สร้างความตื่นตะลึงให้เสิ่นจือหลีที่กำลังกินขนมอยู่ไม่น้อย

            “เกิดอันใดขึ้น?”

            ซูเฉินเช่อปลดผ้ากันเปื้อนออก เข้ามาจูงมือเสิ่นจือหลีแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยนเช่นเคย

            “พวกเราไปกันเถิด”

            “หา?”

            “ไม่ต้องสนใจพวกเขาหรอก ยาออกฤทธิ์เพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น”

            ซูเฉินเช่อพานางออกไปอย่างไม่รีบร้อน ฟังเสียงลูกน้องที่ยังคงโอดโอยอยู่เกลื่อนพื้น

            “คุณชาย ท่าน...ท่านไป...ไม่ได้...”

            “คุณชาย...”

            สุภาษิตที่ซูเฉินเช่อท่องจำอย่างขึ้นใจคือ จงทำเรื่องที่ตนเองอยากทำ เมื่อทำแล้วก็อย่าได้เสียใจ เขาจึงปล่อยให้ลูกน้องนอนโอดโอยต่อไป

            ทั้งสองเดินข้ามร่างที่นอนครวญครางด้วยความเจ็บปวด กระทั่งออกไปนอกกระท่อม เสิ่นจือหลีที่ถูกจูงมือเดินไปได้พักใหญ่จึงเพิ่งรู้สึกตัว เมื่อกลืนขนมชิ้นสุดท้ายลงไป นางจึงสะบัดมือเขาออก “เจ้าจะพาข้าไปที่แห่งใดกัน”

            คุณชายสือเอ้อเย่ลูบคางพลางเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน “ไปแห่งใดก็ย่อมได้ เจ้ามีสถานที่ใดในใจหรือไม่ ได้ข่าวว่าอวิ๋นจวิ้นก็ไม่เลวทีเดียว ภูเขาสวย น้ำใส ทิวทัศน์งดงาม ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองสวรรค์ในใต้หล้า แต่ว่าการ

เดินทางนั้นต้องนั่งเรือจากที่นี่ไป อาจใช้เวลาแรมเดือนกว่าจะถึง ไกลสักหน่อย... จือหลีเจ้าเมาเรือหรือไม่?” ดวงตาสีอำพันที่เต็มไปด้วยความสดใสเฝ้ารอคำตอบจากนาง

ตอนที่ 1 หลงรักหุบเขาหวยชุน(8)

เสิ่นจือหลีเช็ดมือเสร็จ ดวงตากลมโตหลุบมองพื้น เตรียมใจอยู่ครู่หนึ่ง น้ำเสียงที่เอ่ยเย็นชายิ่งนัก “เจ้าอยากไปก็ไปเถิด แต่ข้าไม่อาจไปเป็นเพื่อนเจ้าได้แล้ว ข้าต้องกลับหุบเขาหวยชุน”

            ซูเฉินเช่อตอบอย่างไม่ลังเล “ย่อมได้ ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง!”

            ซูเฉินเช่อ...เจ้ากำลังคิดอันใดอยู่?

            เสิ่นจือหลีเงียบไปครู่หนึ่ง จึงค่อยๆ เอ่ยขึ้น “ไม่จำเป็น ข้ากลับไปคนเดียวก็พอแล้ว อย่างที่ศิษย์พี่ลั่นวาจาไว้ เขาไม่ฆ่าข้าหรอกแต่ถ้าเป็นเจ้าอาจไม่แน่ ยิ่งกว่านั้นทั้งพ่อบ้านชิงและผู้ช่วยฉวีต่างก็ติดตามหาเจ้าอยู่ ในเมื่อเจ้าไม่เป็นอะไรแล้วจะให้พวกเขาเป็นห่วงทำไมกัน” เพื่อให้ตัดใจได้อย่างเด็ดขาด นางจึงเอ่ยขึ้น “ยิ่งกว่านั้น เหตุผลที่ข้าดูแลเจ้ามานานขนาดนี้ก็เพราะเงินค่าตอบแทนที่พวกเขาจะจ่ายให้ ถ้าหากเจ้าไม่กลับไปแล้วข้าจะรับเงินได้อย่างไร?”

            เพื่อช่วยเขาแล้วแม้แต่ชีวิตของตนเองนางก็ไม่เสียดาย หากจะกล่าวว่าทำเพราะเรื่องเงินอย่างเดียวก็คงไม่ใช่ แต่อย่างไรก็ต้องพูดจาเช่นนี้ออกไป เขาอาจไม่สนใจฐานะ อำนาจ หรือหน้าที่ คิดเพียงล่องเรือไปหาถิ่นฐานอาศัยปักหลักกันโดยลำพัง แต่เจ้าหุบเขาเช่นนางมิอาจทำได้ นางมีผู้คน มีเด็กๆ ที่ต้องดูแลอีกหลายชีวิต

            ได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ ซูเฉินเช่อน่าจะเสียใจอยู่ไม่น้อย เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้วเสิ่นจือหลีจึงสงบลง

            “เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?” เสียงข้างหูเหมือนกำลังครุ่นคิดอย่างจริงจัง “ถ้าอย่างนั้น...จือหลี หากข้าจ่ายเงินให้เจ้าแล้ว เจ้าจะอยู่เป็นเพื่อนข้าตลอดไปได้หรือไม่”

            นางถึงกับผงะแหงนมองหน้าเขา อ้าปากค้าง...บ...บ้าไปแล้ว  “ค่ารักษานั่นแพงมากนะ!”

            ใบหน้าเขากลับยิ้มอย่างสดใส “ข้ารู้ แต่ข้ามีวิธีหาเงิน ถ้าหากเรากลับไปจับเหล่าชายชุดดำเมื่อครู่ออกไปขาย ก็น่าจะได้กำไรไม่น้อยกระมัง” รอยยิ้มนี้ดูนิ่งราวท้องนภาไร้เมฆาขยับ เหมือนไม่สนใจคำพูดของนางเลยแม้แต่น้อย

            “ช่างเถอะ!” เสิ่นจือหลีกลอกตามองฟ้า

            นางเสียสติเองที่คิดเปิดอกพูดคุยกับคนบ้า ลืมไปได้อย่างไรว่าเขาเป็นผู้ป่วยความจำเสื่อมของตน

            นางกับซูเฉินเช่อราวกับใช้คนละภาษา ให้พูดอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่มีทางเข้าใจได้

            ร่างบอบบางนั้นหันหลังให้เขา “เจ้าจะขายใครก็เป็นเรื่องของเจ้าไม่เกี่ยวกับข้า แต่หากนึกอยากติดตามข้ามาละก็ ขอเตือนเอาไว้ก่อนนะ ถ้ามีอันตรายแล้วยังขืนอวดดีหัวแข็งเช่นครั้งที่แล้ว ข้าอาจไม่สามารถช่วยชีวิตเจ้าได้อีก” 

            สิ้นคำพูด...เสิ่นจือหลีก็วิ่งนำไปอย่างรวดเร็ว

            นางน่าจะลำบากใจ เหนื่อยหน่ายใจ... แต่ทำไมรอยยิ้มมุมปากทำอย่างไรก็ยากที่จะเลือนหาย

            สถานที่นี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่อยู่ไม่ห่างจากหุบเขาหวยชุนมากนัก

            เมื่อออกจากหมู่บ้านแล้ว เสิ่นจือหลีจึงซื้อรถม้ามาคันหนึ่ง แต่ว่ารถม้าใหญ่โตเช่นนี้จะให้บังคับอย่างไรกัน ในเมื่อนางบังคับไม่เป็นคงต้องหาคนขับเสียแล้วกระมัง ทว่าความคิดนั้นก็ต้องหยุดลงเพราะมีผู้เข้ามาถือบังเหียนเอาไว้ เมื่อหันไปดูจึงพบว่าซูเฉินเช่อขึ้นมานั่งบนที่นั่งสำหรับบังคับม้าเรียบร้อยแล้ว

            ม้าที่เมื่อครู่นางทำอย่างไรก็ไม่ไป แต่เมื่ออยู่ในมือชายผู้นี้แล้วกลับเชื่องราวกระต่าย ซ้ำยังสะบัดหางถูไปมากับมือซูเฉินเช่ออีกด้วย ช่างน่าเจ็บใจนัก!

            “เหตุใดม้าถึงเชื่อฟังเจ้าเช่นนี้เล่า?”

            ชายหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อย  ลงจากรถม้าแล้วพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง “อ้อ... อาจเพราะว่ามันเป็นม้าตัวเมียกระมัง”

            เสิ่นจือหลีถึงกับต้องกุมขมับ “พอเถิด เจ้าไม่ต้องอวดแล้ว ข้ารู้ว่าเพศหญิงในใต้หล้าล้วนชอบเจ้า ไม่เว้นแม้กระทั่งม้า!”

            ดวงตาสีอำพันคู่นั้นดูมีความสุขจากคำพูดของนางได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก “จือหลี จงอย่าได้กังวลไป ถึงจะมีแม่ม้ามาชอบข้าอีกตัวหนึ่ง แต่ข้าชอบเจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น”

            ผ้าม่านถูกดึงลงดังพรึ่บทันที นางแสร้งโยนเหรียญทองแดงเหรียญหนึ่งไปทางเขา พูดแก้เก้อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “คนบังคับม้า รีบออกเดินทางได้แล้ว”

            ล้อรถค่อยๆ หมุนไปเรื่อยๆ ฝีเท้าม้านั้นสม่ำเสมอ ทำให้เสิ่นจือหลีสามารถนั่งรินน้ำชาให้ตัวเองจากถ้วยชาชุดใหม่ในรถม้าได้ สายตาหรี่ลงครุ่นคิดถึงคำพูดที่ได้ยินเมื่อสักครู่ ชอบข้าคนเดียวอย่างนั้นหรือ หากฟื้นความทรงจำแต่หนหลังได้ เจ้าจะยังพูดเช่นนี้อยู่หรือไม่? ช่างเถิด นางปัดความคิดนั้นทิ้งไป เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอันใดกับนางเสียหน่อย

            เวลานี้รถม้าไม่ได้วิ่งกลับหุบเขาหวยชุนโดยตรง แต่กลับจอดอยู่ที่ปากทางเข้าตำบลเล็กๆ แห่งหนึ่ง เสิ่นจือหลีลงจากรถม้าเดินเลี้ยวเข้าร้านสุราไปตามลำพัง ทันทีที่เถ้าแก่ร้านเห็นนางก็เผลอเรียกด้วยความตกใจ

            “เสิ่น...” เสียงเรียกขาดหาย เจ้าของร้านกวาดสายตามองโดยรอบอย่างแปลกใจก่อนจะรีบลากเสิ่นจือหลีเข้าไปในห้องทันที “เจ้าหุบเขาเสิ่น ผู้คนต่างลือกันว่าตอนนี้เจ้าหุบเขาหวยชุนเปลี่ยนมือเป็นศิษย์พี่ฮัวจิ่วเยว่ของท่านแล้ว นี่มันเรื่องอันใดกัน แล้วเหตุใด...ท่านถึงมาที่นี่เพียงคนเดียว เต๋ยี...สาวใช้ของท่านล่ะอยู่แห่งใด”

            น่าเจ็บใจนัก! เสิ่นจือหลีรู้สึกแค้นเคืองอยู่ไม่น้อย

            เมื่อครั้งที่อาจารย์ของนาง เสิ่นเทียนสิง ยังมีชีวิตอยู่ นอกจากวิชาแพทย์ วิชาพิษ ที่ไม่เคยเป็นรองใครแล้ว วิทยายุทธก็พูดได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งเช่นกัน คนที่กล้าก่อเรื่องมักเดินเข้ามาแล้วต้องคลานออกไปทุกราย เมื่อหุบเขาหวยชุนตกทอดมาถึงคราวที่เสิ่นจือหลีดูแล หลายปีมานี้ทุกอย่างล้วนราบรื่น เพียงฮัวจิ่วเยว่คนเดียวไม่สามารถก่อเรื่องอันใดได้มากนัก ผู้คนในหุบเขาจึงขาดการฝึกฝน ไร้เรี่ยวแรง ถึงจะมีวรยุทธอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้กับพรรคมารได้

            ถ้ารู้ว่าจะเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น นางน่าจะจ้างผู้มีวิทยายุทธสูงส่งมาสักหลายๆ คนก็คงดี!

            ลังเลไปครู่หนึ่ง เสิ่นจือหลีจึงเอ่ยถามขึ้น “หลายวันมานี้ เจ้าเห็นที่หุบเขามีการเปลี่ยนแปลงอันใดบ้างหรือไม่?” สิ่งที่กลัวมากที่สุดคือการสังหารหมู่... หากศิษย์พี่ฆ่ากวาดล้างผู้คนในหุบเขาหวยชุนจนหมด นางคงมิอาจทนได้

            ยังมิทันที่เถ้าแก่ร้านจะตอบ ร่างบอบบางก็นิ่งชะงักงัน ทันใดนั้นความรู้สึกเย็นยะเยือกก็ถูกส่งมายังเสิ่นจือหลี ทำให้สั่นสะท้านไปทั้งกาย จะหลบหลีกอย่างไรก็ไม่พ้นงูยักษ์ที่พันร่างนางเอาไว้เสียแล้ว

            “ศิษย์น้องเจ้าอยากจะรู้เรื่องอะไร เหตุใดถึงไม่ถามจากศิษย์พี่เสียเองเล่า” น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนราวสายลมเต็มไปด้วยการหยอกเย้า “ข้ากำลังตามหาเจ้าพอดี คิดไม่ถึงว่าศิษย์น้องจะวิ่งมาสู่อ้อมอกจนถึงที่”

            เสิ่นจือหลีทำได้เพียงยืนนิ่งฟังเสียงกระซิบข้างหู ไม่นานนักร่างทั้งร่างก็ตกอยู่ในอ้อมกอดของฮัวจิ่วเยว่ ทว่าสิ่งที่นางกังวลอยู่นั้นหาใช่ตัวเองไม่... หากเป็นซูเฉินเช่อคนโง่ดื้อด้านนั่นต่างหาก

            เขาอยู่ข้างนอก!

            “รออันใดอยู่หรือ?” ลมหายใจของฮัวจิ่วเยว่ที่รินรดริมใบหูของนางอยู่นั้น ทำให้ขนลุกทั่วทั้งกายด้วยความหวาดกลัว

            ร่างเสิ่นจือหลียิ่งสั่นสะท้านมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าเมื่อรับรู้ได้ว่ามีลิ้นสีแดงสดของงูเหลือมที่แลบแผล็บๆ วนเวียนไปมาอยู่แถวๆ ใบหน้าและเนื้อตัวของนาง มันกำลังเลียราวกับว่าหญิงสาวคืออาหารมื้อแรก

ความรู้สึกนี้ทำให้เสิ่นจือหลีพยายามดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าฝ่ามือที่เย็นยะเยือกนั้นปิดปากนางไว้แน่น

            ฮัวจิ่วเยว่หัวเราะแผ่วเบา น้ำเสียงเย้ายวนหว่านล้อมเจือด้วยความเย็นเยียบ “เขาไม่มาหรอก เจ้าคอยไปก็เสียเวลาเปล่า ตอนนี้ซูเฉินเช่อคงเจอเยว่เฉียนเฉียนขวางอยู่ข้างนอกนั่นแล้ว พวกเขาเป็นคนรักเก่ากัน ย่อมไม่มีเวลามาสนใจเจ้าแน่ๆ ศิษย์น้อง...สู้เจ้าเชื่อฟังข้ากลับไปพร้อมกัน พวกเราจะได้เปิดอกพูดคุยตามประสาคนคิดถึงกันไม่ดีกว่าหรือ”

            เยว่เฉียนเฉียน... เขาจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้มิใช่หรือ

            ถึงจะอย่างนั้นหัวใจของนางก็ยังรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

            ชั่วครู่ที่เสิ่นจือหลีเผลอคิดเรื่องอื่น พลันแขนของฮัวจิ่วเยว่ก็ยิ่งออกแรงรัดมากขึ้น รอยยิ้มเอื่อยๆ ลอยอยู่ข้างใบหน้านาง เป็นรอยยิ้มงดงามที่มาจากใบหน้าหล่อเหลาเฉียบคมที่แม้แต่ซูเฉินเช่อยังยากที่จะเทียบ

ศิษย์พี่รูปงามไร้ใครเทียมก็จริง หากไม่รู้พื้นเพว่าเขามีนิสัยที่เหี้ยมโหด นางก็อาจจะหลงใหลอยู่บ้างหรอก “ถ้าเจ้าเผลอคิดเรื่องของชายอื่นอีก จะห้ามข้ามิให้โมโหหึงคงไม่ได้แล้ว”

            “ศิษย์พี่ ท่านอย่าทำอย่างนี้เลย” เสียงนั้นสั่นเครือ

            “แล้วเจ้าชอบให้ข้าทำเช่นไรเล่า ฮึ!” ฮัวจิ่วเยว่ยักคิ้วเล็กน้อย

            “ท่านให้งูนั่นปล่อยข้าก่อนสิ”

            ฮัวจิ่วเยว่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ปล่อยเจ้า... แล้วเจ้าจะกลับไปพร้อมข้าหรือไม่?”

            เสิ่นจือหลีพยักหน้าตอบด้วยความระมัดระวัง

            “ย่อมได้” ใบหน้าที่มีบาดแผลของฮัวจิ่วเยว่ แทนที่จะทำให้ความงามของเจ้าตัวเสียหาย ตรงข้ามกลับทำให้อีกฝ่ายดูองอาจสมชายชาตรี     เสิ่นจือหลีคิดอย่างมีโทสะ... บางทีสวรรค์ก็ปั้นผิดเสียจริงๆ... รอยยิ้ม               ฮัวจิ่วเยว่นั้นดูเบิกบาน เขาดีดนิ้วครั้งหนึ่ง งูเหลือมก็ค่อยๆ คลายตัวออก

            เพิ่งจะโล่งใจได้ครู่เดียว เอวบางก็ถูกรัดแน่นอีกครั้ง เสิ่นจือหลีรู้สึกฟ้าหมุนดินเคลื่อนในฉับพลัน พอตั้งสติได้ก็ถูกพาดอยู่บนไหล่ฮัวจิ่วเยว่เสียแล้ว            

            ในช่วงจังหวะนั้นเสิ่นจือหลีใช้ความเร็วพลิกฝ่ามือค้นหาเข็มยาวขนาดเล็กราวเส้นเงินออกมาสองเล่ม หวังจะฝังลงไปที่ร่างของศิษย์พี่ ทว่าความเร็วนั้นมิอาจสู้อีกฝ่ายได้ เพียงแค่นางขยับ ข้อมือเล็กๆ ก็ถูกยึด

เอาไว้แน่น ซ้ำร้าย...เข็มนั้นยังฝังลงบนกายนาง ยาชาขนานใหญ่ซึมไปทั่วร่าง ส่งผลให้ร่างของหญิงสาวนิ่งแข็งเป็นอัมพาตในทันที

            ทั้งๆ ที่นางคิดทำร้าย แต่ดูเหมือนฮัวจิ่วเยว่จะไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย ใบหน้านั้นยังคงยิ้มระรื่น “กลับบ้านกันเถิดศิษย์น้อง ข้า—เจ้าและอาจารย์เสิ่นเทียนสิง...ยังมีบัญชีที่ต้องชำระกันอีกมาก”

            เมื่อออกจากร้านสุราแล้ว เสิ่นจือหลีลอบมองทั่วบริเวณที่ฮัวจิ่วเยว่พานางผ่าน สังเกตจากผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาในตลาดแห่งนี้บรรยากาศดูคึกคักอยู่ไม่น้อย สองข้างทางมีดอกกุ้ยฮัวบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมกรุ่น       ไปทั่ว หากแต่ไร้เงาของซูเฉินเช่อจริงๆ

            เหมือนสวรรค์ลงโทษ การที่มือเท้านางขยับไม่ได้เพราะยาของตนเองเช่นนี้ ทำให้ถูกจับโยนขึ้นรถม้าอย่างง่ายดาย ได้แต่ปล่อยให้รถม้าโคลงเคลงพานางไปยังหุบเขา ทั้งสองร่างที่นั่งร่วมทางกันต่างอยู่ใน

ความคิดของตน ศิษย์พี่ในยามนี้ทิ้งกายนั่งพิงอยู่ข้างหน้าต่างรถม้า นัยน์ตาสีดำสนิทราวท้องฟ้าในคืนเดือนมืดทอดมองออกไปด้านนอก มุมปากไม่เชิงจะยิ้มเสียทีเดียว ผู้ไม่รู้จักเมื่อได้เห็นคงคิดว่ารอยยิ้มนั้นงดงามเหนือสิ่งใด รวมถึงใบหน้าหล่อเหลาที่แม้จะมีบาดแผลทว่ากลับยิ่งทำให้บุรุษผู้นี้ดูเย้ายวนมากยิ่งขึ้น

            ศิษย์พี่ครองเสน่ห์เฉียบขาดเหนือผู้คนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เสิ่นจือหลีเติบโตขึ้นมาด้วยการเฝ้ามองสาวงามคนแล้วคนเล่าวิ่งเข้ามาทอดกายให้ฮัวจิ่วเยว่และจากไปพร้อมกับน้ำตา นางมองมือเรียวแกร่งที่ยกขึ้นเท้าคางอย่างรื่นรมย์ ส่วนมืออีกข้างก็เกาใต้คอของงูเหลือมเป็นครั้งคราว ทำให้งูท่าทางมีความสุขไม่ต่างจากผู้เป็นนาย

            เสิ่นจือหลีเฝ้ามองบุรุษตรงหน้าแล้วให้ครุ่นคิด ถึงอย่างไรเวลานี้ชีวิตตนก็ตกอยู่ในมือของฮัวจิ่วเยว่ หากไม่สานสัมพันธ์ในตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานเท่าใด เห็นควรแล้วที่จะใช้เวลานี้ลงมือ

            “ศิษย์พี่บาดแผลบนใบหน้าของท่าน... ใช้ยาลบรอยแผลเป็นทาไม่เกินสามวันก็จะหาย” นางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            “แผลหรือ เจ้าคงหมายถึงตรงนี้กระมัง” ฮัวจิ่วเยว่หันหน้ากลับมา มือนั้นลูบไปที่รอยแผลเป็น ปลายลิ้นสีแดงสดไล้เลียริมฝีปากไปครั้งหนึ่ง “รักษาได้แน่นอนอยู่แล้ว แต่ถ้าหายแล้วจะจดจำได้อย่างไรเล่า ต้องอาศัยรอยแผลนี้ ข้าจึงจดจำพวกเจ้าได้นานแสนนาน” น้ำเสียงนั้นส่งผลให้คนฟังหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย

            เหงื่อตกไปหยดหนึ่ง ปะเหลาะถึงไหนกันแล้วนี่!

            ต…ต่อดีไหม?

            คราวนี้หญิงสาวพยายามใช้เสียงให้ฟังอ่อนโยนมากกว่าเดิมอีกหลายส่วน “อ้อ... ศิษย์พี่กินข้าวแล้วหรือยัง ในศาลาข้ามีสุราดีๆ ที่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมาอยู่หลายไห”

            “อืม ข้ารู้แล้ว” ฮัวจิ่วเยว่ยิ้ม “ข้าดื่มหมดแล้ว ข้าเจอมันตอนขุดศพของอาจารย์ขึ้นมาแขวนเล่น อ้อ ยังมีสัตว์เลี้ยงล้ำค่าของเจ้าที่อร่อยไม่แพ้กัน ต่างเป็นสิ่งที่หาได้ยากจริงๆ จะว่าไปตอนนี้ข้าหยุดขุดไม่ได้แล้ว...

ข้ายังขุดพบที่เก็บเงินของเจ้าอีกด้วย คิดไม่ถึงว่าเสิ่นเทียนสิงไม่อยู่แล้วความตระหนี่ของศิษย์น้องยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นอีกขั้น เงินพวกนั้นมากพอที่ศิษย์พี่จะใช้จ่ายได้ไปจนตาย ต้องขอบใจเจ้าจริงๆ”

            เสิ่นจือหลีได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ พยายามข่มใจยิ่งนัก...

            ข้าต้องอดทน

            ข้าต้องทน

            ข้าทน...ข้าทน...ข้าทน ข้าทนไม่ไหวแล้ว!

            “ฮัวจิ่วเยว่! ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องเงินของข้าแม้แต่ตำลึงเดียวแล้ว

ละก็ เจ้าตายแน่!” ด้วยความโกรธทำให้ตะโกนออกไปอย่างลืมตัว แต่เมื่อนึกได้ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นเช่นไร จึงต้องกล้ำกลืนความเจ็บแค้น เปลี่ยนเป็นยิ้มอย่างประจบ

            “อ…เอ่อ…ศิษย์พี่ เมื่อครู่ข้าแค่พูดเล่นเท่านั้น ในเมื่อท่านชอบก็ดีแล้ว”

            ฮัวจิ่วเยว่ระเบิดหัวเราะด้วยความถูกใจ ลงมืออย่างไม่ลังเล เขายื่นมือข้ามฟากมาหยิกแก้มนาง ปั้นหน้าศิษย์น้องให้เป็นรูปต่างๆ “ศิษย์น้องช่างน่ารักเหมือนเดิมจริงๆ”

            น่ารักกับผีน่ะสิ!

            ตาแก่เสิ่นเทียนสิง วิญญาณเจ้าอยู่แห่งใดรีบออกมาตัดหัวไอ้ศิษย์พี่ชั่วช้านี้ให้ตายดับเสียทีเถอะ!

            บันไดทางเข้าถูกฮัวจิ่วเยว่จัดเตรียมไว้แล้ว เมื่อรถม้าแล่นมาถึงก็สามารถแล่นตรงไปยังลานกว้างได้ในทันที หลังจากเรื่องเมื่อครู่แล้วเสิ่นจือหลีจึงเลิกคิดประจบฮัวจิ่วเยว่อีก การประจบเขามีแต่จะยิ่งทำให้นางอยากกระอักเลือดเท่านั้น ทุกอย่างของนางถูกอีกฝ่ายยึดไว้ทั้งหมด แม้กระทั่งยามเฝ้าหุบเขาหวยชุน เมื่อหญิงสาวมองลอดผ่านช่องผ้าม่านออกไป จึงเห็นว่าเวลานี้คนของหุบเขาชุดเก่าได้ถูกเปลี่ยนจนหมดสิ้น

            ร่างที่ยังคงขยับไม่ได้ถูกโยนลงบนที่ที่คุ้นเคย เมื่อทรงตัวได้มั่นคงแล้วกวาดสายตามองโดยรอบจึงรู้ได้ว่า เวลานี้นางถูกโยนลงบนเตียงในห้องนอนของตนเอง เลือดในกายนั้นเดือดจัดจนวิ่งขึ้นสู่สมอง ทำได้เพียงกัดฟันอดทนไว้

            “ศิษย์พี่ ของในห้องข้าเล่า?”

            แจกันไข่มุกเขียว โคมไฟเงินวิเศษ ฉากกั้นกระจกลายดอกที่ปักด้วยทองคำ... ทุกอย่างหายวับไปเหมือนไม่เคยมีอยู่

            ฮัวจิ่วเยว่กวาดตามองรอบหนึ่ง พูดอย่างไม่ใส่ใจ “ขายหมดแล้ว” คิดอยู่ชั่วครู่ “ข้างนอกมีคนเก็บขยะ ข้าให้เขาชั่งน้ำหนักขายไปหมดแล้ว”

            เสิ่นจือหลีเสียงสั่น “ชั่ง...ชั่งน้ำหนัก เจ้ารู้หรือไม่ว่าของพวกนั้น             มีค่าขนาดไหน!”

            ฮัวจิ่วเยว่จับหนูขาวน้อยๆ ตัวหนึ่งจากกรงข้างๆ โยนให้งูเหลือม ท่าทางมิได้เดือดร้อนแต่อย่างใด “เกี่ยวอันใดกับข้าด้วยเล่า รายละเอียดข้าวของของเจ้า ข้าจำเป็นต้องรู้ด้วยหรือ?”

            ดวงตากลมโตปิดลง เสียงยังคงสั่นด้วยแรงโทสะอยู่ไม่หาย “เจ้าฆ่าข้าเสียเถิด”

            ฮัวจิ่วเยว่ค่อยๆ หันหน้ากลับมา แววตาเฉียบคมราวกับมีดพิเคราะห์ไปทั่วร่างของเสิ่นจือหลี รอยยิ้มกว้างดูเย้ายวนนั้นช่างน่าขนลุกยิ่งนัก “ศิษย์น้อง ศิษย์พี่รักเจ้าถึงเพียงนี้ จะฆ่าเจ้าได้อย่างไรกัน”

            แม้จะมีแสงตะวันจากภายนอกที่ทอแสงตกกระทบเข้ามาจากทางหน้าต่าง แต่ร่างที่แฝงอยู่ในมุมมืดสะท้อนเพียงเงาดำยากที่จะมองเห็นได้ชัด ความคิดบางอย่างดูเหมือนจะเกิดขึ้นในฉับพลัน คำพูดที่ดูเหมือน

ไม่ใส่ใจยากนักที่จะแยกออกว่าจริงหรือเท็จ

ตอนที่ 1 หลงรักหุบเขาหวยชุน(8)

“หากว่าอยากจะทำอะไรเจ้าแล้วละก็ สู้ทำให้เจ้าตกเป็นของข้าไม่ดีกว่าหรือ?”

            เสิ่นจือหลีลืมตาขึ้นทันที คำพูดนางสงบนิ่งราวกับลืมโทสะไป ชั่วครู่ “ที่เจ้ากลับมาคงไม่ใช่เพราะเรื่องนี้กระมัง?”

            ฮัวจิ่วเยว่พยักหน้า “ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว แต่ถือโอกาสทำสักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไรนี่...จริงหรือไม่” ไม่พูดเพียงอย่างเดียว ที่นอนของเสิ่นจือหลียุบลงตามน้ำหนักชายหนุ่ม ลมหายใจฮัวจิ่วเยว่รินรดอยู่ข้างกายนาง มือนั้นคล่องแคล่วสมกับที่เคยเป็นหมอ เคลื่อนไหวเพียงนิดก็สามารถถอดชิ้นผ้าคาดตรงหน้าอกนางออกอย่างง่ายดาย

            “เจ้าไม่ชอบข้าแล้วทำเรื่องแบบนี้ทำไม?” นางพยายามยืดตัวขึ้นมาครั้งหนึ่ง

            “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่ชอบเจ้า” ริมฝีปากฉีกยิ้มอย่างพึงพอใจ

            หญิงสาวเม้มปากครุ่นคิด “แต่ก่อนเจ้ารังแกข้า แต่นั่นเป็นเรื่องราวในอดีต พวกเราต่างยังเด็กด้วยกันทั้งคู่ น่าจะเป็นเพราะเจ้ารู้ว่าข้าทรยศเจ้าต่างหาก”

            “ก็ถูก การที่เจ้าเข้าข้างเสิ่นเทียนสิงทำให้ข้าปวดใจ” รอยยิ้มนั้นจืดจางลงทุกที ความรู้สึกเย็นเยือกแผ่คลุมทั่วทั้งร่าง “ไม่ผิดที่เจ้าเลือกเขาตอนนั้นข้าเทียบกับเขาไม่ได้สักอย่าง เจ้าดูสิ...ตอนนี้เจ้ามีชีวิตอย่างสุขสบายมิใช่หรือ? พิสูจน์ได้ว่าเจ้าเลือกไม่ผิด” คำพูดนั้นฟังดูประชดประชันอยู่ไม่น้อย

            เสิ่นจือหลีเบือนหน้าหลบ ซ่อนความรู้สึกสงสารชั่วแวบหนึ่งที่ปรากฏในสายตาเอาไว้ ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับเย็นเยียบลงอย่างเห็นได้ชัด “เจ้าคิดจะแก้แค้นอาจารย์ แล้วมาทำลายหุบเขาหวยชุนเพื่อเหตุใด ในเมื่ออาจารย์ก็ตายไปแล้ว ยิ่งกว่านั้นอาจารย์ยังเลี้ยงดูเจ้ามาตั้งหลายปี เจ้าเนรคุณอาจารย์เช่นนี้ได้อย่างไรกัน ช่างเป็นคนเลวทรามต่ำช้าไม่ต่างจากสัตว์ป่าเลยจริงๆ!”

            มือที่มุ่งมั่นถอดเสื้อคลุมของนางออกอีกชิ้น ทวนคำตามที่เสิ่นจือหลีพูดไว้ “เสิ่นเทียนสิงตายไปแล้ว ตอนนี้ข้ากำลังแก้แค้นผู้ที่ก่อกรรมทำเข็ญกับข้าอยู่ไม่ใช่หรือ เออ...ข้ามันเลวทรามต่ำช้าไม่มีผิด!”

            ลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามาพาให้ร่างของหญิงสาวสั่นสะท้านอย่างช่วยไม่ได้ เอี๊ยมที่ผูกติดกายกำลังจะถูกปลดออกในไม่ช้า

            “ศิษย์พี่ เจ้าใจเย็นก่อน...”

            “ข้าก็กำลังถอดเสื้อเจ้าอย่างใจเย็นอยู่นี่ไง” เสียงจุ๊ปากดังขึ้น “ข้าไม่ได้ฉีกเอาเสียหน่อย”

            นัยน์ตาสีดำไล่มองผิวพรรณขาวผ่องที่เผยให้เห็นบริเวณไหล่มน ดูแล้วคงไม่เคยต้องแสงแดดแม้แต่น้อย

            ชั่วขณะนั้นนางนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “ศิษย์พี่ ที่จริงแล้ววันนี้ข้ามีรอบเดือนนะ”

            “ไม่เป็นไร ข้าไม่รังเกียจ” แต่ข้ารังเกียจเจ้านี่!

            ทว่านางก็ยังมิยอมแพ้ เกิดความคิดแยบยลขึ้นมาอีก “ไม่นะศิษย์พี่ จริงๆ แล้วหลายปีมานี้ ข้าฝึกวิทยายุทธอย่างหนึ่ง หากข้ามีอะไรกับใครเมื่อใด ก็จะดูดเอากำลังภายในของชายผู้นั้นออกมาด้วย”

            แม้คำเอ่ยอ้างของนางจะฟังดูน่ากลัว แต่ฮัวจิ่วเยว่กลับหัวเราะอย่างชอบใจ “ไม่เป็นไร ศิษย์พี่ไม่ต้องพึ่งกำลังภายในก็สามารถเป็นใหญ่ในยุทธภพได้”

            สวรรค์! เอี๊ยมนั้นถูกถอดออกจนเกือบเห็นหน้าอกนางแล้ว

            คิดสิคิด… เสิ่นจือหลีเจ้าต้องคิดให้ออก!

            “ศิษย์พี่ จริงๆ แล้วข้าตั้งครรภ์!” น้ำเสียงเฉียบขาดตะโกนออกมาในเฮือกสุดท้าย

            มือนั้นหยุดลงกะทันหัน จ้องมองนางอย่างน่ากลัว “กับใคร? ข้าจะไปฆ่ามัน!”

            “เอ่อ... ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” เสิ่นจือหลีอ้ำอึ้งกล่าวต่อว่า “ข..ข้า ข้า…มีความสัมพันธ์กับหลายคนมาก”

            ฮัวจิ่วเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “รอให้เจ้าคลอดออกมาก่อน เมื่อตรวจเลือดแล้วพบว่าเป็นลูกของใครถึงเวลานั้นก็ยังไม่สาย ข้าค่อยฆ่ามันพร้อมกับเด็กที่เกิดมาก็ได้” คำพูดของเขาฟังไม่เหมือนพูดเล่นเลยแม้แต่น้อย

            หยดน้ำตากลิ้งลงอาบสองแก้ม นางอับจนหนทางจริงๆ แล้ว “ศิษย์พี่ ปีนั้นเป็นความผิดของไอ้อาจารย์บ้าทั้งนั้น หาเกี่ยวอันใดกับข้าไม่”

            “ผิดหรือไม่ อย่างไรวันนี้เจ้าก็ต้องเป็นของข้าอยู่ดี” สีหน้าอ่อนโยนมอบรอยยิ้มให้นาง

            น่าตายนัก! เสิ่นจือหลีร่ำไห้ในใจ ซูเฉินเช่อเจ้าคนโง่พบรักเก่าแล้วลืมคนใหม่ ข้ากำลังจะตกเป็นของศิษย์พี่อยู่แล้ว ป่านนี้ทำไมเจ้ายังไม่มาอีก คำพูดหวานหูที่ผ่านมาคือคำลวงใช่หรือไม่?

            “ปล่อยจือหลีของข้าซะ ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าเจ้าตัวนี้!” น้ำเสียงทุ้มต่ำเสียงหนึ่งดังขึ้น ราวกับเสียงร้องทุกข์ของนางเพิ่งส่งตรงไปถึงเขา

            เมื่อเสิ่นจือหลีมองออกไป พลันสายตาคู่นั้นก็ได้เห็นซูเฉินเช่อ ชายหนุ่มดูกระเซอะกระเซิง ในมือถือดาบยาวเล่มหนึ่ง สายตาเย็นชาจ้องมองฮัวจิ่วเยว่ ในชั่วขณะนั้น หญิงสาวไม่เคยรู้สึกว่าซูเฉินเช่อจะหล่อเหลาได้มากเท่านี้มาก่อน เพียงแต่ว่าสิ่งที่เจ้าคนหล่อเหลาใช้ขู่ศิษย์พี่ก็คือ...

            เจ้างูเหลือมยักษ์นั่น

            มุมปากเสิ่นจือหลีกระตุกขึ้นอย่างขัดเคืองใจ

            ซูเฉินเช่อ เจ้าจะหาอะไรที่มันน่าเชื่อถือมากกว่านี้หน่อยไม่ได้รึ!

            ทว่าสีหน้าของฮัวจิ่วเยว่กลับเปลี่ยนไปชั่ววูบ สายตาเย็นเยียบนั้นหรี่ลงอย่างน่ากลัว “ข้าจะปล่อยศิษย์น้องก็ได้ แต่หากเจ้ากล้าแตะต้องเสี่ยวฮัวของข้าแม้แต่น้อยแล้วละก็ ข้าจะให้เจ้าตายอย่างทรมาน วิญญาณ          ไร้ที่ไปแน่!”

            คำพูดที่ฮัวจิ่วเยว่ประกาศออกมานั้น ทำให้เสิ่นจือหลีอดเอ่ยถามไม่ได้ “ในสายตาเจ้า ข้ามีค่าเทียบเท่างูตัวนี้เท่านั้นเองหรือ?”

            “ผิดแล้ว” ฮัวจิ่วเยว่ปรายตามองนางอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าเจ็บปวดนัก “มันสำคัญกว่าเจ้าต่างหากเล่า”

            “ซูเฉินเช่อ เจ้าฆ่างูตัวนั้นไปเสียเถอะ!”

            ทันทีที่งูเหลือมถูกโยนเข้าใส่ร่างฮัวจิ่วเยว่ เสิ่นจือหลีก็ถูกผลักโซเซล้มลงในอ้อมกอดของซูเฉินเช่อแล้ว หญิงสาวรีบเอ่ย

            “รีบไปกันเถิด”

            ซูเฉินเช่อจัดการใส่เสื้อให้นางอย่างรวดเร็ว เตรียมจะใช้วิชาตัวเบาหลบหนี ทว่าเสียงหนึ่งหยุดทั้งคู่เอาไว้

            “เดี๋ยว!” ฮัวจิ่วเยว่ทิ้งตัวลงข้างเตียงลูบหัวงูเล่นอย่างเบามือ สีหน้าสงบนิ่ง เอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน “ในเมื่อเจ้าลอบเข้ามาแล้ว หากปล่อยให้ออกไปได้โดยง่าย ข้ายังจะใช่มารพิษฮัวจิ่วเยว่อยู่อีกรึ? หึหึหึ ศิษย์น้องดูที่

ข้อมือเจ้าเสียก่อนเถิด!”

            และก็เป็นจริงอย่างที่ฮัวจิ่วเยว่กล่าว เวลานี้ปรากฏเส้นสีชมพูอ่อนสายหนึ่งไม่ทราบว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด ในสมองพยายามค้นหาคำตอบจากหนังสือคัมภีร์โบราณอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยความตื่นตะลึง

            “แมลงพิษเขตใต้?”

            ถึงแม้นางจะไม่เคยออกจากหุบเขาหวยชุน แต่ก็รู้มาว่าเมื่อครั้งที่ฮัวจิ่วเยว่ไปจากหุบเขาหวยชุนนั้น สามปีถัดมา ชื่อเสียงเขาก็โด่งดังไปทั่วเขตใต้ ทั้งบุกเดี่ยวเผาพระราชวัง ต่อสู้กับปรมาจารย์แห่งมารพิษ            ถึงสี่คนในเวลาห้าเดือน สุดท้ายไม่เพียงหนีรอดยังทำให้ทั้งสี่ตายสองบาดเจ็บสองอีกด้วย เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญหายอยู่ไม่น้อย ชื่อเสียงมารพิษฮัวจิ่วเยว่จึงค่อยๆ โด่งดังเข้าสู่ยุทธภพภาคกลางในที่สุด

            แม้จะประหลาดใจกับการเคลื่อนไหวรวดเร็วของฮัวจิ่วเยว่ แต่เสิ่นจือหลีก็ตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัวเช่นกัน “ศิษย์พี่ ดูที่หน้าอกของเจ้าเองด้วย”

            “พิษเย่หยี? อ้อ... พิษที่ใช้สิ่งขับถ่ายของแมลงพิษทั้งหมดแปดสิบเอ็ดชนิดนำมาผสมรวมกันสินะ...” ฮัวจิ่วเยว่ส่ายหัว “พิษที่ทำจากอุจจาระมากมายเช่นนี้ ต้องลำบากศิษย์น้องให้คอยตามเก็บมารวมกันเป็นก้อน ช่วงที่เคี่ยวขึ้นมาคงน่าหงุดหงิดยิ่งนัก” ฮัวจิ่วเยว่เบ้ปากเล็กน้อยอย่างนึกรังเกียจ “ว่าแต่ว่า... พิษเด็กเล่นเช่นนี้ เจ้าคิดว่าข้าจะทำยาแก้ขึ้นมาไม่ได้รึ ศิษย์พี่ของเจ้าด้อยความสามารถเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

            เสิ่นจือหลีใจสั่น พยายามต่อรอง “เจ้าทำยาแก้ได้ก็จริง แต่อาจต้องใช้เวลานานมาก ฮัวจิ่วเยว่ พวกเรามาแลกยาแก้พิษกันเถิด” มันต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ฮัวจิ่วเยว่ขี้เกียจเหมือนหมูเมื่อครั้งอยู่ด้วยกันก็ให้นางทำ

ทุกอย่างกระทั่งซักเสื้อผ้า ล้างส้วม อาบน้ำให้...

            “ศิษย์น้องเจ้านี้รู้ใจข้าจริงๆ แต่ว่า...” ฮัวจิ่วเยว่เงยหน้าขึ้นสีหน้าเบื่อหน่ายเต็มทน แบมือออก “ถ้าหากว่าข้าไม่มีล่ะ พิษที่ใช้กับเจ้านั่นข้าแย่งมาจากไอ้แก่ที่เขตใต้ แม้กระทั่งลักษณะพิษ ข้าเองก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง

สักเท่าใด” เจ้าคิดว่าข้าโง่อย่างนั้นหรือ?

            “หากไม่รู้เรื่อง เจ้าจะกล้าใช้พิษกับข้าหรือ” ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากกระอักเลือดเสียให้ได้

            ฮัวจิ่วเยว่ลูบไปที่ตัวงูอย่างอ่อนโยน หรี่ตาลง “ไม่ต้องกังวล ขอเพียงเจ้าอยู่ที่นี่ต่อ ศิษย์พี่จะทดลองปรุงยาแก้ให้เจ้าทีละชนิด เชื่อว่าสุดท้ายแล้วต้องหาทางแก้ให้ได้แน่นอน”

            ความคิดนี้ทำให้เสิ่นจือหลีนึกด่าศิษย์พี่ในใจเป็นร้อยครั้งพันครั้ง

            “ซูเฉินเช่อ พวกเราไปกันเถอะ!” เรียกไปครั้งหนึ่งทว่าไม่มีเสียงใดตอบรับ เสิ่นจือหลีจึงหันไปมองด้วยความแปลกใจ “ซูเฉินเช่อ...”

            ใบหน้าของซูเฉินเช่อที่ก้มอยู่เงยขึ้นสบตานาง รอยยิ้มงดงามที่ปรากฏขึ้นส่งผลให้เสิ่นจือหลีตั้งตัวไม่ติด ใจเต้นโครมครามอย่างประหลาด ยังไม่ทันจะได้พูดสิ่งใด ซูเฉินเช่อก็อุ้มนางไปนั่งบนเก้าอี้ด้านข้างเรียบร้อย พร้อมทั้งถอดเสื้อคลุมมาคลุมให้ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่อ่อนโยนหาใดเปรียบ

            “จือหลี เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่สักครู่”

            ทว่าใบหน้าที่ยังคงยิ้มได้งดงามเช่นนี้กลับทำให้เสิ่นจือหลีรู้สึกกลัวอยู่ไม่น้อย ใจคอไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกนี้เปรียบเสมือนความสงบก่อนเกิดพายุรุนแรง...

            ฟึ่บ!

            ไม่ทันคาดคิดดาบยาวในมือซูเฉินเช่อก็พุ่งเข้าหาฮัวจิ่วเยว่อย่างรวดเร็ว เตียงไม้สาลี่ของเสิ่นจือหลีถูกผ่าออกเป็นสองท่อนในดาบแรก

            ฮัวจิ่วเยว่เอี้ยวตัวหลบได้ทัน แววตาสีดำแฝงด้วยอันตรายจ้องมองมาดุจใบมีด เขายิ้มเยือกเย็น “เจ้าอยากสู้กับข้าอย่างนั้นหรือ”

            “ไม่ใช่สู้กัน” ซูเฉินเช่อยิ้มอย่างถ่อมตัว  “แต่เป็นการโจมตีต่างหาก”  แม้ขณะพูดดาบยาวก็ยังฟาดฟันไปกระบวนท่าหนึ่ง

            ฮัวจิ่วเยว่ใช้มีดสั้นต้านไว้ ขณะเดียวกันก็พลิกนิ้วคว้าปี่เหล็กที่ห้อยอยู่ข้างเอวออกมาเป่าเบาๆ ไปเสียงหนึ่ง งูเหลือมที่ดูอ่อนแรงหลับสบายอยู่เมื่อครู่เปลี่ยนไปราวกับมิใช่ตัวเดิม สายตาดุร้ายแยกเขี้ยวขู่ เลื้อยเข้าหา

ซูเฉินเช่ออย่างรวดเร็ว

            การต่อสู้นั้นดูจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทุกครั้งที่เงาดาบแตะลงที่ปลายปี่ครั้งใดก็ก่อให้เกิดเสียงเครื่องเรือนพังพินาศย่อยยับ ฮัวจิ่วเยว่ขู่คำรามอย่างโกรธแค้น

            “ขืนเจ้าฟันงูข้าอีกครั้ง ข้าจะทำให้เจ้าสูญสิ้นความเป็นชายไปตลอดกาลเช่นกัน!”

            “ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็อย่าเอา ‘ปี่’ ไปแหย่ในที่ที่ไม่ควรแหย่สิ!”

            เสิ่นจือหลีได้แต่นั่งตะลึงงันมองดูห้องสุดที่รักของตน เจ็บใจราวถูกมีดเฉือนเมื่อเห็นบุรุษสองคนที่กำลังฆ่าฟันกันทำลายข้าวของเสียจนสิ้น

            “โง่นัก หยุดมือเดี๋ยวนี้นะ!”

            คำพูดที่ตะโกนออกมาหยุดเงาร่างที่สู้กันในทันใด นิ้วเรียวยาวยื่นเข้ามาปัดปอยผมของเสิ่นจือหลีที่ถูกลมจากการต่อสู้พัดใส่ ซูเฉินเช่อพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน “จือหลีเจ้าไม่สบายตรงไหนหรือ?”

            ฮัวจิ่วเยว่เช็ดปี่เหล็กพลางเอ่ยขึ้นอย่างเบื่อหน่าย “นางมิใช่ไม่สบายหรอก หากแต่นางเสียดายต่างหากเล่า” ปรายตามองเสิ่นจือหลีไปแวบหนึ่ง “ศิษย์น้อง... เจ้านี่ยังคงมีนิสัยขี้งก น่าอับอายขายหน้าเหมือนเดิมจริงๆ”

            เสิ่นจือหลีชักสีหน้า เอ่ยอย่างอดทน “ซูเฉินเช่อ พวกเราไปกันเถิด”

            ดาบถูกเก็บอย่างรวดเร็ว ซูเฉินเช่ออุ้มเสิ่นจือหลีขึ้น หากคราวนี้ศิษย์พี่กลับไม่ขัดขวาง เพียงแต่มีสีหน้ามุ่งมั่น รอยยิ้มนั้นยากที่จะคาดเดา

            “ศิษย์น้อง เจ้าต้องกลับมาอีกแน่ ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องกลับมา!”

            ห้องตกอยู่ในความเงียบงันทันใด หลังจากที่ทั้งสองร่างหายลับไปจากสายตา

            เมื่ออยู่คนเดียว... ฮัวจิ่วเยว่รีบใช้ผนังเป็นเครื่องพยุงกาย ก่อนจะล้มลง โลหิตสดๆ มากมายไหลออกจากมุมปาก บางส่วนหยดลงบนพื้น ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่เขตใต้เขาโดนพิษมาไม่น้อย เมื่อครู่ก็โดนพิษเย่หยีของศิษย์น้องเข้าไปอีก พิษซ้ำพิษในร่างกายโหมตีกันอย่างปั่นป่วน หากไม่พึ่งพางู เมื่อครู่คงไม่สามารถตีเสมอคุณชายสือเอ้อเย่ได้ ให้ตายเถอะ! พิษจะมากำเริบทำไมตอนนี้

            เขาต้องกลับไปฆ่าล้างแค้นไอ้สารเลวทุกตัวที่เขตใต้...ไม่ว่าช้าหรือเร็วก็ตาม!

            งูเหลือมที่นอนอยู่ข้างกายฮัวจิ่วเยว่เหมือนจะรับรู้ว่าเจ้านายไม่สบาย ลายดอกสีม่วงเข้มบิดไปมา...ในไม่ช้า ร่างใหญ่ยักษ์ก็เลื้อยเข้าหา ใช้หัวนั้นวางไปที่แขนฮัวจิ่วเยว่ นัยน์ตาเยือกเย็นของชายหนุ่มเผยความ                อ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน มือที่จับมีดสั้นเมื่อครู่ลูบไล้ผิวงูอย่างเบามือ น้ำเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว

            “อภัยให้ข้าด้วย”

            พริบตาเดียวมีดนั้นก็กรีดลงบนตัวงูไปหนึ่งแผล เลือดสีแดงสดไหลออกมาอย่างรวดเร็ว ฮัวจิ่วเยว่ก้มลงใช้ปลายลิ้นเลียไปที่บาดแผล จากนั้นริมฝีปากเขาก็ดูดซับเลือดงูที่ไหลออกมาอย่างละโมบ เพียงไม่นานหัวใจที่

เต้นแรงก็เริ่มคงที่ ใบหน้าขาวซีดที่มีรอยแผลบัดนี้ดูเย้ายวนและบ้าคลั่ง

            งูเหลือมดิ้นไปครั้งหนึ่งดึงสติฮัวจิ่วเยว่กลับคืนมา ใบหน้านั้นดูตระหนกอยู่ไม่น้อย ปล่อยปากออกจากตัวงู ค่อยๆ หยัดกายขึ้นนั่งอย่างช้าๆ ใช้หลังมือเช็ดเลือดงูที่ริมฝีปากออกอย่างลวกๆ หลับตาลงราวกับนึกรังเกียจตัวเอง

            ข้อมือที่เต็มไปด้วยบาดแผลมีไหมสีดำแทงทะลุขึ้นมาเส้นหนึ่งเขาไม่อยากหวนคิดถึงคืนวันที่ราวกับอยู่ในขุมนรก ต้องเร่ร่อนอดอยากในเขตใต้

            ฮัวจิ่วเยว่กอดร่างของงูเหลือมเพื่อนยากที่เลื้อยเข้ามาหาอย่างแนบแน่น ราวกับการกระทำนี้จะคืนความอบอุ่นกลับสู่ร่างกายได้ ความอบอุ่นที่ผ่านมาแล้วจางหายไปนานแสนนาน ความอบอุ่นที่เขาเคยคิดจะเฝ้ารักษาไว้ชั่วชีวิต ทว่าอารมณ์หวั่นไหวเพียงชั่ววูบนั้นเมื่อฮัวจิ่วเยว่ลืมตาขึ้นอีกครั้งก็จางหายไป

            ท่าทางเขากลับเป็นเช่นเดิม เย็นชาไม่ไยดีต่อสิ่งใด

            ยาพิษของศิษย์น้องช่างร้ายกาจนัก ปลายลิ้นเลียไล้ริมฝีปากที่ยังคงหลงเหลือคาวเลือดอยู่ ทว่ามือนั้นกลับใช้ยาทาบาดแผลให้งูอย่างเบามือทุกอย่างทำไปอย่างระมัดระวัง ละเอียดรอบคอบราวกับกำลังรังสรรค์ผลงานอันประณีต

            ฮัวจิ่วเยว่ครองสติได้ไม่นานอาการก็กำเริบขึ้นอีก อารมณ์แปรปรวนไม่คงที่ โทสะเข้าครอบงำอย่างไร้สติ แววตามืดดำดั่งราตรีแผ่รังสีโหดเหี้ยมยิ่งนัก

            ข้าไม่ใช่ฮัวจิ่วเยว่ที่อ่อนแอไร้ความสามารถเช่นเดิมอีกแล้ว สิ่งที่ข้าอยากทำไม่ว่าใครก็ขัดขวางมิได้!

            เดินทางไปได้ครึ่งชั่วยาม

            บรรยากาศรอบด้านเงียบกว่าปกติ ซูเฉินเช่อยังคงอุ้มนางเดินต่อไปเรื่อยๆ ทว่าไม่มีเสียงใดเอ่ยออกมาให้ได้ยินสักครั้ง จนป่านนี้แล้วเขายังงอนเรื่องอันใดอีกหรือ...

            ครานี้นางจึงต้องเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน “เราต้องเดินทางไปทิศเหนือ ทางนั้นไร้ยามเฝ้า” ลังเลครู่หนึ่งจึงเอ่ยต่อ “ยาชาในตัวข้ายังมิได้ถอน มียาแก้อยู่กระเป๋าเสื้อถุงที่สอง ภายในนั้นมียาขวดเล็กๆ ขวดหนึ่ง เอามาให้ข้าดมเพียงครั้งก็ถอนพิษได้แล้ว”

            ยังไม่ทันสิ้นเสียง มือของคุณชายสือเอ้อเย่ก็ยื่นเข้าไปในอกเสื้อ   หญิงสาวทันที

            “ซูเฉินเช่อ มือเจ้าจับไปที่ใด?” น้ำเสียงไร้อารมณ์ยิ่ง

            ซูเฉินเช่อเอ่ยขึ้นอย่างไม่รู้สึกผิด “หายาแก้ให้เจ้าอย่างไรเล่า” มือนั้นยิ่งยื่นลึกเข้าไปอีก

            อย่างไรเสียนางก็ต้องอดทนไว้ให้ได้ “ช่างเถอะ! เห็นแก่ที่เจ้าช่วยข้าไว้เมื่อครู่...” ทว่าความอดทนย่อมมีที่สิ้นสุด “เจ้าคนผีทะเล ได้คืบจะเอาศอกหรือไร!”

            เมื่อสูดยาแก้ไปไม่ถึงครึ่งก้านธูปมือเท้าของท่านหมอเสิ่นก็ขยับได้เป็นปกติ นางจึงกระโดดลงจากอ้อมกอดซูเฉินเช่อพลางขยับมือไม้คลายเส้นไปด้วย เสิ่นจือหลีมองออกไปด้านนอกพลางครุ่นคิด “เมื่อครู่

เจ้าเข้ามาได้อย่างไรกัน ดูจากฝีมือเจ้าแล้วสามารถพาข้าออกมาได้อย่างไร้บาดแผลนับว่าวรยุทธสูงส่งยิ่ง หากประเมินจากการต่อสู้ที่ผ่านมาเจ้าเอาชนะศิษย์พี่ของข้าได้กี่ส่วนหรือ?”

            ซูเฉินเช่อกลับไม่สนใจคำถามนั้น “ที่ข้อมือเจ้า...”

            “อ๋อ เจ้าคงหมายถึงแมลงพิษเขตใต้นั่นกระมัง?” ท่านหมอเสิ่นยิ้มเล็กน้อย “ข้าเคยอ่านตำราแพทย์ แมลงพิษที่เขตใต้สียิ่งเข้มยิ่งอันตราย เมื่อเทียบกับที่ข้อมือข้าแล้วเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”

            เงียบไปครู่หนึ่งซูเฉินเช่อจึงเอ่ยถามขึ้นอย่างน้อยใจ “เจ้าไม่โกรธเลยหรือ?”

            “เหตุใดข้าต้องโกรธเล่า?”

            “เมื่อครู่ ศิษย์พี่เจ้า คิดจะ...”

            นางใช้กำปั้นเท้าคางครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ก็โกรธอยู่บ้าง แต่ข้าทำผิดต่อเขาก่อน แล้วอีกอย่างเขาก็ไม่คิดทำร้ายข้าจริงๆ หรอก ดังนั้นถึงจะโกรธก็ไม่มากมายนัก---”

            ประโยคนั้นยังไม่ทันกล่าวจบ เสิ่นจือหลีก็ถูกซูเฉินเช่อดึงเข้ามาในอ้อมกอดแล้ว

            “แต่ว่า...จือหลี ข้าโกรธมาก เป็นห่วงเจ้ามาก ยิ่งเห็นเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ย เผยให้เห็นไหล่เนียนจนถึงหน้าอก ซ้ำเขายังกอดเจ้าอยู่ ข้าคิดจะฆ่าศิษย์พี่เจ้าด้วยซ้ำ”

            “เจ้าไม่ต้องย้ำมากนักได้หรือไม่ ข้ารู้ดีว่าตอนนั้นข้าเป็นเช่นไร!”

            อ้อมกอดยิ่งกระชับแน่นดูเหมือนความเศร้าเสียใจยากจะเลือนหาย ท่านหมอเสิ่นที่เพิ่งรับยาแก้อาการชา ดิ้นอย่างไรก็ดิ้นไม่หลุด สุดท้ายได้แต่ทอดถอนใจกลอกตาขึ้นมองฟ้า “เจ้าห่วงใยข้ามากมายขนาดนี้ แล้วเหตุใดตอนที่อยู่ในหมู่บ้านถึงได้ไม่รีบมาช่วยเล่า หรือเป็นเพราะเจ้าได้เจอกับเยว่เฉียนเฉียนแล้วกระมัง?”

            อ้อมแขนที่รัดแน่นคลายตัวออกเล็กน้อย ดวงตาสีอำพันมองเสิ่นจือหลีด้วยความดีใจจนปิดไม่มิด

            “เจ้าหึงข้าหรือ?”

            “…………....…”

            จากปลายหางตาท่านหมอเสิ่นมองเห็นขนตางอนของเขาหลุบลง รอยยิ้มนั้นเจือความกลัดกลุ้มเล็กน้อย “ข้าจำสตรีผู้นั้นไม่ได้จริงๆ นางขวางทางไว้แล้วพูดเพียงไม่กี่คำจากนั้นก็ลงมืออย่างไร้เหตุผล บนไหล่ข้ายังมีบาดแผลที่นางฟันด้วย...” เขาหยุดไปชั่วครู่ ครุ่นคิดคำพูดที่จะประจบหญิงสาวตรงหน้า “ผู้หญิงดุร้ายขนาดนี้จะสู้กับจือหลีของข้าได้อย่างไรกัน ข้าไม่มีทางชอบนางหรอก ข้าคิดว่า... นางคงแอบชอบข้าเหมือนแม่ม้าตัวนั้นเท่านั้นเอง พอข้าไม่มีใจให้เลยพาลโกรธแล้วก็เคียดแค้น--- แต่ว่า... จือหลีเจ้าจะดึงเสื้อผ้าข้าออกทำไมกัน กลางวันแสกๆ นะ เจ้าคงไม่คิดที่จะ---”

            “หุบปาก!”

            ท่านหมอเสิ่นยังคงก้มหน้าก้มตาดึงเสื้อผ้าอีกฝ่ายออก เพียงไม่นาน บนไหล่หนาก็ปรากฏบาดแผลที่ยังมีโลหิตไหลอยู่รอยหนึ่งจริงๆ โชคดีที่แผลไม่ค่อยลึก หญิงสาวหยิบยาสมานแผลที่ใช้ได้ผลดีที่สุดโรยลงไปพลางคิดว่า

            เจ้าโง่เอ๊ย... บาดเจ็บแล้วยังจะต่อสู้กับศิษย์พี่อย่างรุนแรงขนาดนั้นอีก!

            ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่ก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว...

ตอนที่ 1 หลงรักหุบเขาหวยชุน(9)

ตอนที่ 1.4 ค่แข่งในกลรัก

            จัดการบาดแผลของซูเฉินเช่อเรียบร้อยแล้ว

            ชั่วขณะหนึ่งความคิดของเสิ่นจือหลีแวบขึ้นมาอย่างกะทันหันจึงเอ่ยถาม “วันนี้วันที่เท่าใด?”

            ซูเฉินเช่อหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ “วันที่ห้า เดือนเก้า”

            ก้มหน้าคำนวณวันเวลา ไม่นานคิ้วโค้งได้รูปก็ขมวดเข้าหากัน “ข้าจำเป็นต้องไปยังสถานที่แห่งหนึ่งก่อน อยู่ด้านหลังหุบเขาหวยชุนไม่ไกลจากที่นี่มากนัก”

            “ย่อมได้ เจ้าไปที่ใดข้าก็ไปที่นั่นด้วย” ซูเฉินเช่อยิ้ม

            เสิ่นจือหลีหลบสายตาอย่างเงียบเชียบ

            ทิศเหนือของหุบเขาหวยชุนที่เสิ่นจือหลีอาศัยอยู่นั้น มีเส้นทางลับสายหนึ่ง สามารถทะลุไปถึงน้ำตกที่อยู่ไม่ไกลได้ สถานที่แห่งนี้มียามเฝ้าอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น

            เสิ่นจือหลีพาคนที่ยืนยันจะติดตามนางไปทุกที่ เดินอ้อมตามริมน้ำตกลงไปเรื่อยๆ จนมาถึงทางเดินอิฐที่ถูกปกปิดให้พ้นจากสายตาของผู้บุกรุกที่อาจเข้ามาได้ทุกเมื่อ ดวงตาสีอำพันลอบสังเกตเห็นบันไดที่จะ

พาไปยังสถานที่อีกแห่ง เมื่อพิจารณาให้ดีจึงพบว่า ตรงจุดที่ยืนอยู่นี้คือถ้ำหินที่มีความลึกลับซับซ้อนไม่น้อย

            เมื่อมาถึงบริเวณถ้ำหิน ปลายนิ้วเรียวจึงชี้ไปยังประตูอิฐที่ปิดสนิทอยู่ด้านใน “ข้าจะเข้าไปประมาณครึ่งชั่วยาม ถ้าเจ้าเบื่อก็เดินเที่ยวในหุบเขาแห่งนี้ไปก่อน”

            “ข้าตามเจ้าเข้าไปไม่ได้หรือ?” ซูเฉินเช่อกะพริบตามอง

            “ไม่ได้ ตามเข้าไปไม่ได้เด็ดขาด!”  เสิ่นจือหลีปฏิเสธโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย คิดอยู่เพียงชั่วครู่จึงเอ่ยต่อเพื่อให้คนติดตามไม่ต้องเป็นกังวล “ข้างในนั้นหามีอันตรายใดๆ ไม่” ใช่... ไม่มีจริงๆ

            เมื่อเห็นเสิ่นจือหลียืนยันเช่นนั้น ซูเฉินเช่อจึงจำใจยอมรับ ลูบจมูกเล็กน้อยแล้วนั่งลงกับพื้นส่งยิ้มให้นาง “ย่อมได้ ข้าจะรอเจ้าที่นี่ แต่หากมีอะไรเกิดขึ้นเจ้าต้องเรียกข้าทันทีนะ”

            หลังจากเสิ่นจือหลีผละไป ซูเฉินเช่อจึงเริ่มสำรวจสถานที่ จากที่มองคร่าวๆ แล้วในถ้ำหินแห่งนี้ก็ใช่ว่าจะว่างเปล่า

            บนชั้นอิฐนั้นมีหนังสือวางเรียงรายอยู่ ระหว่างรอเวลาซูเฉินเช่อเลือกหนังสือออกมาหนึ่งเล่มเป็นนิยายเรื่องสั้น เปิดอ่านแล้วพบว่าเนื้อหาด้านในเล่าถึงคุณหนูผู้สูงศักดิ์กับบุรุษผู้ใฝ่ความรู้ที่ถูกใจกัน แต่กลับโดนทางบ้านขัดขวางด้วยวาสนาและฐานะที่แตกต่าง

            ด้วยเหตุนี้คุณหนูผู้สูงศักดิ์จึงแอบหอบเงินหนีตามคนรักไป นางได้มอบเงินจำนวนนั้นแก่คนรักเพื่อเข้าเมืองไปสอบแข่งขัน และด้วยความสามารถของบุรุษผู้รักเรียนเขาจึงสอบเป็นบัณฑิตได้สมดั่งใจ เมื่อไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถขัดขวางความรักในครั้งนี้ได้แล้ว สุดท้ายทางบ้านของคุณหนูผู้สูงศักดิ์จึงยอมรับบัณฑิตใหม่ผู้นี้ในที่สุด ทั้งสองจึงครองรักกันและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตลอดไป…

            นิยายที่อ่านจบเป็นเพียงเรื่องราวเดิมๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่แม้แต่น้อย ทว่าหน้าสุดท้ายของหนังสือกลับดึงดูดสายตาของซูเฉินเช่อเอาไว้ เพราะตัวหนังสือที่ถูกเขียนเพิ่มเติมด้วยลายมือบรรจงที่สามารถอ่านได้อย่างสบายตา ได้เขียนเรื่องราวแตกต่างออกไปจากเดิมที่มีอยู่...

            หลังจากที่ได้เงินจากคุณหนูแล้ว บุรุษผู้นี้หาได้ใช้เงินจำนวนนี้เข้าสอบเป็นบัณฑิตดังที่ตั้งใจแต่แรกไม่ เขากลับใช้เงินเป็นเบี้ย เพียงไม่นานเงินที่มีอยู่ก็หมดอย่างรวดเร็ว จากนั้นยังมีความคิดที่จะขายคุณหนูเข้า

หอนางโลมหมายจะได้เงินเพิ่มอีกสักก้อน เมื่อคุณหนูรู้เข้าจึงลงมือฆ่าคนรักตาย...ด้วยความเสียใจและสิ้นหวังนางจึงฆ่าตัวตายตามไปในที่สุด

            เจ้าของข้อความบรรยายใหม่ดูจะพอใจในการจบเรื่องเช่นนี้อยู่ไม่น้อย จึงเขียนเพิ่มอีกหลายประโยค

            ‘มนุษย์นั้นล้วนแต่จิตใจเหี้ยมเกรียม มีแต่เงินเท่านั้นที่จริงใจ...’

            คุณชายสือเอ้อเย่ปิดหนังสือลง มือลูบไปบนหนังสือ ความคิดซ้ำๆวนไปวนมาจนสุดท้ายเมื่อคิดอันใดไม่ออกแล้ว จึงกลับมาคิดเรื่องเดิมที่ตนถนัดที่สุด...ริมฝีปากงามแย้มยิ้มเบิกบาน

            จือหลีของข้าช่างน่ารักจริงๆ...

            ราวกับเวลาเดินเร็วยิ่งกว่าเดิมนัก อ่านหนังสือไปเพียงไม่กี่เล่มเท่านั้น ประตูอิฐก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง เสิ่นจือหลีปิดประตูด้วยท่าทีอ่อนแรงยิ่ง ใบหน้าขาวซีดลงกว่าเดิมอีกหลายเท่า เมื่อเห็นซูเฉินเช่อยังคงรอนางอยู่ มุมปากจึงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ถอนใจก่อนจะเอ่ยว่า

            “อย่าทำหนังสือของข้ายับนะ”

            หนังสือเหล่านี้เป็นของนาง?

            ความจริงซูเฉินเช่อวางหนังสือลงตั้งแต่เห็นอีกฝ่ายแล้ว ร่างสูงกำยำเข้าไปพยุงหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง คิ้วขมวดมุ่นเข้าหากัน มิได้ปกปิดความห่วงใยในน้ำเสียงแม้แต่น้อย

            “จือหลี...”

            คราวนี้เสิ่นจือหลีกลับไม่ผลักเขาออกอย่างที่คิด หากแต่ล้มเข้าสู่อ้อมกอดของคุณชายสือเอ้อเย่อย่างเต็มตัว “ข้าไม่เป็นไรหรอก แค่นอนพักสักหน่อยก็หายแล้ว” ท่าทางดูเหนื่อยล้าเหลือประมาณ เพียงไม่นานก็หลับไปอย่างรวดเร็ว

            ซูเฉินเช่อใช้ร่างตัวเองพิงเข้ากับผนังหิน จัดท่าทางเล็กน้อยพยายามให้หญิงสาวที่หลับอยู่ในอ้อมกอดสบายมากยิ่งขึ้น นิ้วเรียวจับเส้นผมนุ่มมือที่ดูยุ่งเล็กน้อยของนางเล่น เส้นผมที่งดงามราวแพรไหม              ขับให้ใบหน้านั้นกระจ่างใสสีหน้าดูผ่อนคลายลง พินิจแล้วให้อดยิ้มไม่ได้ ทว่าดวงตาสีอำพันที่เหลือบมองประตูอิฐที่ปิดสนิทกลับหรี่ลง แววตาที่วาววับดูเคร่งขรึมอยู่ชั่ววูบ

            กว่าที่เสิ่นจือหลีจะตื่น ดวงจันทร์ก็เคลื่อนลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว ดวงตากลมโตที่เหลือบมอง ประสานกับสายตาอ่อนโยนชวนหลงใหลของซูเฉินเช่อเข้าพอดี ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ เอ่ยขึ้นว่า “จือหลี เจ้าตัวหอมมาก” ตั้งแต่ถูกฮัวจิ่วเยว่จับตัวไป นางไม่ได้อาบน้ำมาหนึ่งวันกับหนึ่งคืนแล้ว เขายังมีหน้ามาพูดเช่นนี้อีก “น่าคลื่นไส้จริง เปลี่ยนรูปประโยคบ้างได้หรือไม่”

            ซูเฉินเช่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “จือหลี เจ้าสวยเหลือเกิน”

            “...........”

            พูดเช่นนี้... เขาเคยเจอเยว่เฉียนเฉียนแล้วจริงหรือ?

            เสิ่นจือหลีพยายามลุกนั่งจนสำเร็จ จากนั้นจึงถือโอกาสขยับมือขยับแขนที่แข็งทื่อจากการนอน เมื่อหายเมื่อยล้าแล้วนางก็หยิบหินขึ้นมาจุดเตาไฟเพื่อให้ความสว่างแก่ถ้ำแห่งนี้ แสงไฟสลัวแม้จะสว่างมิเท่ากับเวลากลางวันแต่ก็พอเห็นดาวบนท้องฟ้าที่อยู่ด้านนอกได้ เสิ่นจือหลีมองขึ้นไปบนท้องฟ้าแวบหนึ่งจึงเอ่ยขึ้น

            “อีกครู่หนึ่งก็จะถึงยามโฉ่ว1พอถึงตอนนั้นทุกคนคงนอนหลับกันหมด พวกเราค่อยใช้เวลานั้น ลอบออกจากหุบเขาหวยชุนไปทางทิศใต้”

            “ดี” ซูเฉินเช่อพยักหน้ารับคำ

            จังหวะที่เสิ่นจือหลียืนขึ้น นางถึงได้เห็นว่าซูเฉินเช่อยังคงนั่งอยู่ที่เดิม จึงถามขึ้นอย่างเสียไม่ได้ “เจ้าไม่ลุกขึ้นมาขยับกายบ้างหรือ?”

            ซูเฉินเช่อส่ายหน้า ยิ้มตอบนาง “ไม่ต้องหรอก”

            น่าแปลกอยู่สักหน่อยที่ปกติซูเฉินเช่อมักจะวนเวียนอยู่ใกล้ชิดนางตลอดเวลาทว่าตอนนี้กลับนั่งเฉย ท่านหมอเสิ่นรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงก้มตัวลงตรวจดูอย่างละเอียดทำให้พบว่าที่แขนของอีกฝ่ายมีแต่รอยช้ำจากการถูกทับ เขากำลังชาทั้งตัวนั่นเอง เห็นเช่นนี้จึงอดพูดออกไปด้วยความโมโหไม่ได้ “เจ้าโง่หรืออย่างไร ทำไมถึงไม่รู้จักขยับบ้างเล่า!”

            ซูเฉินเช่อยังคงยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน “ดูเจ้าหลับสบายยิ่งนัก ข้าเห็นแล้วจึงไม่อยากปลุก”

            ฟังแล้วได้แต่ทอดถอนใจ...

            ท่านหมอเสิ่นคุกเข่าข้างหนึ่งจากนั้นก็ลงมือนวดแขนให้ซูเฉินเช่อ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงเอ่ยปากขึ้น “ซูเฉินเช่อ อย่าดีกับข้านักเลย มันดูจริงจังมากเกินไปจนข้าเกือบถือเป็นเรื่องจริง...”

            “จือหลี...อย่างนั้นเจ้าก็ถือซะว่านี่เป็นเรื่องเท็จก็แล้วกัน”

            ฟืนที่ถูกไฟเผาเกิดเสียงเปรี๊ยะกลบเสียงของซูเฉินเช่อจนทำให้ฟังดูเหมือนคำพูดนั้นเลื่อนลอย

            “หา?” คำตอบที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน ส่งผลให้หญิงสาวถึงกับนิ่งอึ้ง

            ใบหน้าที่หล่อเหลาของคุณชายสือเอ้อเย่ดูงามพิสุทธิ์ดุจครั้งแรก          ที่พบ แววตากระจ่างใสมองนางอย่างจริงจัง “คิดเป็นเรื่องเท็จ เจ้าก็จะคลายความรู้สึกกดดันลงมิใช่หรือ ไม่ต้องคิดมากหรอก ข้าแค่อยากทำดีกับเจ้าเพียงเท่านี้จริงๆ”

            เสี้ยวขณะนั้นเสิ่นจือหลีได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นเร็วจนเกือบควบคุมไม่ได้... มีคนเช่นนี้อาศัยอยู่ในใต้หล้าอันแสนโหดร้ายจริงๆ หรือ? นางปล่อยมือออกไม่เอ่ยอันใดอีก ขยับกายไปนั่งข้างๆ หลุบตาลงต่ำราวกับต้องการปกปิดบางอย่าง แล้วเสหยิบฟืนท่อนหนึ่งแหย่เข้าไปในกองไฟแทน

            เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นอีกครั้งทำลายความสงบเงียบที่กัดกินใจทั้งสองฝ่าย “จือหลี ไหนๆ พวกเราก็ต้องรอเวลาให้ฟ้าสว่าง เล่าเรื่องในอดีตของเจ้าให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ ข้าอยากฟัง”

            นางเอ่ยเสียงขรึม “เรื่องของข้าไม่มีอันใดน่าฟังหรอก”

            ซูเฉินเช่อผิดหวังอยู่เล็กน้อยหากแต่ไม่ยอมแพ้ “ทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ข้าควรจะรู้เรื่องราวของเจ้าบ้าง ความทรงจำของข้ามีเพียงเจ้า แต่ความทรงจำของเจ้า ข้ากลับไม่รู้อะไรเลย แบบนี้ช่างไม่ยุติธรรมจริงๆ...” ดวงตาสีอำพันหลุบลง สีหน้าดูเศร้าเสียใจอย่างไม่ปิดบัง

            อีกแล้วนะ เขาทำสีหน้าแบบนี้อีกแล้ว!

            “เอาล่ะ” เสิ่นจือหลีบีบจมูกตัวเองเบาๆ ยอมเล่าในที่สุด

            จะอย่างไรนางก็ไม่เคยชนะ ‘กระบวนท่าสุนัขหงอย’ ของเขาได้เลยสักครั้ง!

            เสียงเพิ่งจางหาย เมื่อปรายตามองไปยังคนที่นั่งนิ่งในคราแรก เวลานี้กลับขยับกายเข้ามานั่งกอดเข่าชิดกันเสียแล้ว ทั้งใบหน้า แววตา และรอยยิ้มดูให้กำลังใจเต็มเปี่ยม หูทั้งสองข้างของซูเฉินเช่อกางออก เฝ้ารอฟังอย่างตั้งใจ ขณะเดียวกันในมือนั้นยังถือกระดาษกับพู่กันที่นางเองก็ไม่รู้ว่าเขาไปเอามาจากที่ใด ตั้งท่าเตรียมจด....สุดท้ายยังสำทับกับนางอีกว่า

            “เจ้าเล่ามาเถิด!”

            “.............” ตอนนี้กลับคำยังทันหรือไม่?

            เรื่องราวในอดีตของนาง ไม่ใช่ชีวิตที่มีสีสันมากเท่าใดนัก...

            เสิ่นจือหลีหลับตาลง ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงค่อยๆ เอ่ยปาก “ก่อนอายุเก้าขวบ ข้าพักอยู่ในลานใหญ่ซับซ้อนแห่งนั้น สถานที่ที่ข้าเคยพาเจ้าไปในครั้งแรก แต่ก่อนที่นั่นคือสถานที่รองรับผู้ไร้ที่ไป สภาพแวดล้อมใน               เวลานั้นแย่กว่าที่เจ้าเห็นคราวก่อนเสียอีก เพราะมีผู้เร่ร่อนไร้ที่ไปจำนวนมากจึงสกปรกอยู่ไม่น้อยทีเดียว” นางหยุดไปนิดหนึ่ง “นับดูแล้วข้าอาศัยอยู่ที่นั่นราวหกเจ็ดปีกระมัง ข้าไม่เคยเจอพ่อแม่เลยสักครั้ง ตั้งแต่จำความได้ก็อยู่ที่นั่นแล้ว...”

            พู่กันในมือของซูเฉินเช่อถูกกำจนแน่น หากแต่ไม่เคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงดวงตาที่มองมาอย่างนิ่งงัน ราวกับอารมณ์ความรู้สึกส่งผ่านดวงตาสีอำพันเท่านั้น

            เมื่อเอ่ยปากแล้วก็ยากที่จะหยุดลงได้ นานมากแล้วที่ไม่มีโอกาสเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองกับใคร จนกระทั่งความทรงจำคล้ายจะเริ่มเลือนราง แต่เสิ่นจือหลีไม่คิดจะลืมเลือนเรื่องพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย

            ดวงตากลมโตทอดมองออกไปไกล ริมฝีปากยิ้มจืดจาง...

            “จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เข้าใจยากสักเท่าไร ข้าเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่งที่ร่างกายไม่แข็งแรง เลี้ยงเอาไว้ก็เป็นภาระเท่านั้น น่าจะขอบคุณพ่อแม่ถึงจะถูก ที่ทิ้งข้าไว้ที่นั่นไม่ได้บีบคอให้ตาย อย่างน้อยพวกเขาก็ยังให้ข้าได้มีโอกาสมีชีวิตอยู่ต่อไป...

            นับว่ายังโชคดีอยู่บ้างถูกทิ้งไว้ที่นั่น ไม่นานนักแม่บุญธรรมของข้าก็มาพบและพาข้ากลับไปด้วย นางเป็นสตรีที่น่าสงสาร มีลูก...ลูกก็ตายจากซ้ำร้ายยังถูกสามีทอดทิ้ง ฐานะที่บ้านของแม่บุญธรรมยากจนข้นแค้น

โชคดีที่หน้าตาของนางงดงาม เลยสามารถทำงานบริการในหอนางโลมเลี้ยงปากเลี้ยงท้องพวกเราสองแม่ลูกได้ แต่ข้ามักป่วยบ่อยๆ ป่วยแต่ละครั้งก็ต้องใช้เงินมากมายมหาศาล เมื่อไม่มีเงินนางจึงต้องทำงานหนักยิ่งขึ้น... สุดท้ายนางก็จากข้าไป

            วันนั้นเป็นวันเกิดข้า นางขอร้องกับแขกที่มาซื้อบริการว่าขอเงินเพิ่มอีกสักเหรียญ จะเอาไปซื้อผลไม้เชื่อมเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้แก่ข้า แต่ก็ไม่สามารถตกลงกันได้เคราะห์ร้ายยังถูกทุบตีจนล้มเจ็บ เงินที่จะเอามารักษาก็ไม่มี นางนอนซมอยู่บนเตียงเพียงไม่ถึงเดือนก็สิ้นใจ... ตอนนั้นหากข้ามีเงินสักตำลึงเดียว ไม่สิ มีเพียงแค่ครึ่งตำลึงนางอาจจะไม่ตายก็ได้ แต่เจ้าคงคิดไม่ถึงหรอกว่าชีวิตคนเราจะสามารถต่ำต้อยได้ถึงขนาดนี้”

            ซูเฉินเช่อจับไปที่ไหล่บอบบางอย่างฉับพลัน “จือหลี พอแล้ว... อย่าพูดอีกเลย”

            เสิ่นจือหลีผลักมือข้างนั้นออก ยิ้มจางๆ ส่งให้

            “ส่วนที่น่าสงสารก็มีเพียงเท่านี้ หลังจากนั้นข้าก็กลับมาอยู่ในลานใหญ่เหมือนเดิม แต่เพียงไม่นานอาจารย์เสิ่นเทียนสิงก็รับมาเลี้ยงดู เขาพาข้ามาหุบเขาหวยชุน รักษาโรคที่ติดตัวข้าตั้งแต่กำเนิดจนหายขาด ทั้งยังถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้ แม้กระทั่งหุบเขาหวยชุนก็ฝากให้ข้าสานต่อ

            แม้ว่าศิษย์พี่ดูเหมือนจะทั้งดุ ทั้งสารเลว อีกทั้งยังเจ้าชู้ไร้ยางอาย แต่ที่จริงแล้วตอนเด็กๆ เขายึดมั่นในสัจจะมาก ออกปากว่าจะรังแกแต่ข้าเพียงคนเดียว ก็ไม่เคยไประรานคนอื่นเลย เขารังแกข้าก็จริงแต่เมื่อ

คนอื่นมารังแกบ้างเขากลับปกป้อง และเมื่อข้าทำผิดศิษย์พี่ก็ออกหน้ารับโทษแทนอยู่หลายครั้ง เวลาข้าป่วยเขายังเอาขนมและของเล่นมาให้ด้วย ตอนนั้นข้ายังไม่รู้ความ จึงไม่รู้สึกรังเกียจเขาเลยจริงๆ ...”

            ใบหน้างามยิ้มอีกครั้ง ไหวไหล่เล็กน้อย “บอกเจ้าแต่แรกแล้ว เรื่องของข้าไม่มีอันใดน่าฟังหรอก”

            “แต่เจ้าดูเหมือนกำลังจะร้องไห้” ปลายนิ้วแตะไปที่ใต้ตานางเบาๆ น้ำเสียงอ่อนโยนราวหยดน้ำ

            “ใช่ที่ไหนกัน!” เสิ่นจือหลีไหวไหล่ “ข้าแค่หนาวนิดหน่อยเท่านั้นเอง นี่อย่านั่งใกล้ข้าขนาดนี้สิ” สุดท้ายยังมิวายหาเรื่องเขาอีก

            ทว่าซูเฉินเช่อกลับยื่นแขนซ้ายเข้ามาโอบกอดนางไว้หลวมๆ

            ชายหนุ่มเพียงใช้อ้อมแขนกอดเป็นวงกลมเพื่อต้องการจะปกป้องเท่านั้น หากต้องการจะดิ้นออกจากอกเขาย่อมทำได้ทุกเมื่อ แต่นางกลับไม่ทำ อยู่ๆ เสิ่นจือหลีก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี ทำได้แค่ขดตัวราวกับรู้สึกหนาวขึ้นมาจริงๆ แขนทั้งสองข้างกอดเข่าแน่น ขนตายาวกะพริบเบาๆ แล้วหลับลง ใบหน้านิ่งราวกับผืนน้ำที่ไร้การเคลื่อนไหว

            เรื่องที่ไม่ได้พูดออกมายังมีอีกมากมายนัก ไม่ว่าจะเป็นตอน แม่บุญธรรมป่วยหนัก แต่ตนต้องฝืนสังขารทั้งที่ยังป่วยด้วยเช่นกัน ไปหาร้านขายยาไม่รู้กี่ร้านต่อกี่ร้าน ไปขอความช่วยเหลือจากแขกที่เคยมาใช้บริการแม่บุญธรรม แต่ไม่ว่าจะกี่คนก็ไม่มีใครยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือญาติเพียงคนเดียวของนางเลย ตนเคยคิดอยากจะขายตัว แต่ก็สวยไม่พอ อีกทั้งร่างกายไม่แข็งแรงจึงยากที่จะมีใครเอา หลังจากที่แม่บุญธรรมตายเสิ่นจือหลีก็ต้องทนให้ผู้คนดูถูกเหยียดหยาม ใช้ชีวิตอยู่อย่างลำบากลำบน ตอนที่ล้มลงไปในหิมะแล้วลุกขึ้นไม่ได้ ทำให้คิดว่าการตายอาจเป็นหนทางพ้นทุกข์อีกวิธีหนึ่ง

            ดังนั้นนางจะต้องมีเงิน แล้วจะต้องมีมากกว่าใครๆ ทั้งสิ้นอีกด้วย!

            เวลานี้แม้กระทั่งเสียงลมพัดอื้ออึงก็ค่อยๆ หยุดนิ่ง ในค่ำคืนที่เงียบเหงาเช่นนี้ ได้ยินแต่เสียงฟืนที่ถูกเผาดังเปรี๊ยะเป็นระยะๆ นานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ สุดท้ายแม้กระทั่งเสียงฟืนก็เงียบลงในที่สุด

            เสิ่นจือหลีกะพริบตาแรงๆ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งอารมณ์ใดๆ ที่เคยปรากฏอยู่ในดวงตาคู่โตกลับสลายหายไปราวกับไม่เคยปรากฏ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งขณะมองไปยังบุรุษที่เสนอเอาตัวมาเป็นที่พักพิงให้ ครั้นตัดสินใจได้จึงผละออกจากอ้อมกอด ลุกขึ้นเดินไปหยุดอยู่ข้างกองไฟ เติมเชื้อฟืนเข้าไปใหม่หลังจากของเก่าถูกเผาจนหมดสิ้นแล้ว