ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

จอมนางเจ้าหัวใจ (ซีรี่ส์สามเสน่หา)

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (น 18+) เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
บนโลกนี้ มีคนหน้าตาคล้ายกันมากมาย แต่เยี่ยนหนิงไม่เชื่อหรอกว่า คนสองคนที่ไม่มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดเลย จะมีหน้าตาเหมือนกันได้ขนาดนี้  ดังนั้นแล้ว หญิงคนนี้ ต้องความสัมพันธ์อะไรบางอย่างกับเธอแน่ๆ และเป็นความสัมพันธ์ที่เดาไม่ยาก แม้เธอเองไม่อยากที่จะยอมรับ

บทนำ

บทนำ

“แหมะ”

น้ำตาเทียนหยดหนึ่งไหลลงมาตามเทียนเล่มแดง หยดลงบนเชิงเทียน เสียงของมันเองแท้จริงช่างเบานัก แต่เมื่อมันดังขึ้นเมื่อยามดึกดื่นเที่ยงคืน เสียงจึงโดดเด่นยิ่งนัก

ในห้องอันกว้างขวางงามหรูนั้น จุดเทียนไว้สิบกว่าเล่ม เทียนเหล่านี้อยู่บนเชิงเทียนที่วางอยู่บนขอบโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ ส่องพื้นโต๊ะจนสว่างไสวแยงตา

ตรงหน้าโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่

อากาศเย็นลงในค่ำคืนฤดูสารท แต่นางกลับสวมเพียงเสื้อชั้นกลางสีขาวตัวบางๆ ผมยาวเกินเอว สยายกับแผ่นหลังโดยไม่รวบไม่ม้วนมวย การแต่งกายที่ดูหละหลวมนั้น เมื่อขับเน้นด้วยท่ายืนเฉิดฉาย สายตาอันแน่วนิ่งของหญิงสาวผู้นี้ กลับทำให้ดูเปล่งไอผยองแรงกล้า

มีกระดาษขนาดสองตารางฟุตปูบนโต๊ะไม้ หญิงสาวถือพู่กันอ่อนนุ่มไว้ในมือ เหมือนกำลังวาดภาพ เธอลงพู่กันอย่างมั่นคง ปลายพู่สะบัด สะบัดพู่กันเพียงไม่กี่ที ก็ปรากฏเค้าโครงใบหน้าคนขึ้นบนกระดาษแล้ว

แต่ละครั้งที่จรดพู่กันลงไป ก็ยิ่งทำให้ลายเส้นบริบูรณ์ รูปภาพดูละเอียดยิ่งขึ้น ใบหน้านั้นก็ค่อยๆดูชัดเจนขึ้นมา

เป็นใบหน้าอันสวยสด ลูกตาสว่างใสชวนมอง ปากแดงแจ๋ฟันขาวผ่อง อวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าล้วนดูวิจิตรทุกสัดส่วน โดยเฉพาะไฝสีแดงที่กลางคิ้ว งามดุจชาดแต้ม ทำให้ใบหน้าอันงดงามนี้ยิ่งดูสวยสดขึ้นไปอีก สวยไม่เกรงใจใคร

เมื่อตั้งใจมองดูโดยละเอียด หญิงสาวในรูปภาพ ดูจะมีหน้าตาเหมือนเช่นกับผู้วาดเป๊ะเลย และที่น่าพิศวงก็คือ ใครก็ตามที่เห็นภาพนี้ เพียงปราดเดียว ก็จะรู้สึกได้แล้วว่า ทั้งสองไม่ใช่คนคนเดียวกัน

หญิงสาวในภาพวาดนั้น สองเนตรเย็นเฉียบ สายตาเย็นชา ขนาดเป็นเพียงภาพวาด เพียงสบตา ก็รู้สึกได้ถึงไอสังหารอย่างกราดกร้าวกระโจนออกจากภาพวาด ปะทะเข้าหน้า ทำเอาตัวสั่นได้แม้ไม่หนาว

คนผู้วาดภาพนั้น สายตามั่นคง อากัปกริยาเรียบเฉย มีไอสูงค่าตรงกลางระหว่างคิ้ว

ทั้งสองมีจริตต่างกัน แต่หน้าตากลับละม้ายคล้ายกันนัก

เยี่ยนหนิงสางพู่กันในมือลงเบาๆ จ้องมองคนในภาพวาด ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น

'นาง' เป็นใครกันแน่? คำถามนี้ ก่อกวนเยี่ยนหนิงมาเป็นเวลาสามเดือนเต็ม

สามเดือนก่อน เธอพบหญิงสาวคนหนึ่งที่หน้าร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฮ่วนหยาง หญิงสาวผู้นี้สวมชุดดำทั้งชุด สวมหน้ากากเหล็กกล้า ดูลึกลับยิ่งนัก เพราะเหตุนี้นั่นเอง เยี่ยนหนิงจึงได้ใคร่รู้ในตัวนาง เห็นหญิงผู้นี้ออกมาจากร้านค้า ขึ้นรถม้าไปอย่างรวดเร็ว ชั่ววินาทีที่ผ้าม่านปิดลง นางก็พลันยื่นมือมาแก้หน้ากากเหล็กกล้าบนหน้าออก

สองสายตาประสานกันกลางอากาศ เยี่ยนหนิงใจสั่นพรั่นพรึงเพราะหน้าตาอันละม้ายและสายตาอันเย็นเกรี้ยว สมองขาวโพลนโดยพลัน กว่าเธอจะได้สติคืนมา ก็ไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว

จากนั้นเยี่ยนหนิงก็เข้าร้านค้าไปตรวจสอบสถานะของหญิงผู้นั้น ว่ากันว่าเป็นหัวหน้าขบวนพ่อค้าที่มาจากเมืองเพ่ยทางพายัพ จะมาขายยากับหนังสัตว์ที่เมืองฮ่วนหยางในช่วงปลายคิมหันต์ฤดูของทุกปี

ตอนที่เยี่ยนหนิงคิดจะนัดพบหญิงลึกลับคนนั้นผ่านทางร้านค้านั้นเอง คนของขบวนพ่อค้านั้นก็หายวับไปจากเมืองฮ่วนหยางเลย

รู้แต่เพียงว่านางมาจากพายัพ นอกนั้นก็ไม่ได้ความอะไรเลย

เยี่ยนหนิงจ้องมองดูใบหน้าในภาพที่ช่างดูละม้ายคล้ายเธอนัก ด้วยอากัปกริยาซับซ้อน

บนโลกนี้ มีคนหน้าตาคล้ายกันมากมาย แต่เยี่ยนหนิงไม่เชื่อหรอกว่า คนสองคนที่ไม่มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดเลย จะมีหน้าตาเหมือนกันได้ขนาดนี้ ดังนั้นแล้ว หญิงคนนี้ ต้องความสัมพันธ์อะไรบางอย่างกับเธอแน่ๆ และเป็นความสัมพันธ์ที่เดาไม่ยาก แม้เธอเองไม่อยากที่จะยอมรับ

อันที่จริงแล้ว เธอไม่ได้ใส่ใจว่าสตรีผู้นั้นจะมีความสัมพันธ์อะไรกับตัวเองหรอก เธอคือเยี่ยนหนิง และจะเป็นเพียงเยี่ยนหนิงเท่านั้น มารดาเธอชื่อ “ชิงเฟิง” อดีตเป็นเช่นนั้น อนาคตก็เช่นกัน ไม่มีทางเป็นใครอื่น

ที่เธอกังวลก็คือ สตรีที่ดูเย็นชาทารุณตั้งแต่ปราดแรกคนนั้น ทำไมจู่ๆถึงปรากฏตัวที่เมืองฮ่วนหยางอย่างกะทันหันได้ล่ะ? การประสบพบเจอช่วงสั้นๆในวันนั้น เป็นความบังเอิญ หรือเป็นความตั้งใจของนาง? นางคิดจะทำอะไรกันแน่?

เยี่ยนหนิงอยากสืบหาสถานะตัวตนของสตรีผู้นั้นให้ได้ และความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเธอ นางมาปรากฏตัวต่อหน้าเธอด้วยเป้าหมายอันใด?

อันที่จริงแล้วเรื่องของหญิงสาวคนนี้ การถามมารดาโดยตรงอาจเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะได้มาซึ่งคำตอบ แต่การที่มารดาปกปิดเธอมาถึงสิบแปด ชัดเจนว่าไม่อยากให้เธอรู้ เธอถามโพล่งออกไป มีแต่จะทำให้มารดากังวลใจ ยิ่งกลัวว่าท่าทีของเธอที่ตั้งใจจะตรวจสอบหญิงสาวคนนั้น จะยิ่งทำให้มารดาเธอปวดใจ ดังนั้นแล้ว เรื่องนี้ สืบหาเองดีกว่า

เมื่อสงสัย ก็ต้องหาคำตอบ เมื่อเจอโจทย์ ก็ต้องแก้ให้ตก เธอทำแบบนี้มาโดยตลอดตั้งแต่เล็กจนโต ครั้งนี้ก็เช่นกัน

ปัญหาตอนนี้ก็คือ เธอต้องหาข้ออ้างไปจากเมืองฮ่วนหยาง ผลีผลามทำอะไรไป กลัวว่าบิดาของเธอผู้ซึ่งเป็นเจ้าฟ้าดินจะลากตัวเธอกลับไปก่อนที่เธอจะทันได้ถึงเมืองเพ่ยเสียอีก

เว้นแต่ว่า......

เยี่ยนหนิงเบนแววตา มองดูแผ่นฉงเยว่ที่อยู่บนตู้หนังสือด้านข้าง เอามือถูกระดาษบางๆบนโต๊ะทำงานเบาๆ บังเกิดความคิดขึ้นในใจ

ในห้องหับสตรีที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่กลับประณีตวิจิตรไปทุกจุด หญิงสาวสามคนที่หน้าตาล้วนสะสวย แต่จริตไอคนละแบบมารวมตัวกัน หญิงในเสื้อขาวเป็นเจ้าของห้องนั่นเอง คุณหญิงซู่คนโต บุตรีเพียงหนึ่งเดียวแห่งจวนแม่ทัพ หน้าเธอดุจดอกท้อ ดวงตาเป็นประกาย น่าเสียดายที่บัดนี้กำลังนอนเกียจคร้านอยู่บนเตียงโดยไม่สนใจภาพพจน์เลยสักนิด

หญิงเสื้อเขียวผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ริมเตียง เธอมีสีหน้าแน่นิ่ง ท่านั่งผึ่งผาย จริตทระนงใสเหนือคนธรรมดา ทำเอาแทบจะทอดสายตาไปจดจ่อที่ตัวเธอจนมองข้ามหน้าตาอันสวยสดของเธอไปเลย ไม่มีใครจะคาดคิดถึงว่า บุตรีแห่งบ้านอัครเสนาบดีโหลวผู้อ่อนโยน จะมีนิสัยเย็นเฉียบได้ขนาดนี้

หญิงสาวที่ยืนอยู่ริมเตียงกลับแตกต่างไปจากแม่โหลวเฉิน เธอสวมชุดกระโปรงแดง ไฝตรงกลางคิ้วนั้นแดงดุจเพลิง กลางคิ้วสลวยปราดเปรียว รอบกายเปล่งไอสูงศักดิ์ หญิงสาวส่งกล่องยาวในมือมาไว้ตรงหน้าซู่ซู่

ของอะไรกัน? ซู่ซู่รู้สึกใคร่รู้ เปิดกล่องออกดู พบว่าเป็นแผนที่ฉงเยว่ซึ่งทำจากหนังวัว

แผนที่นั้นเป็นของหายากจริง เป็นของล้ำค่าสำหรับบ้านคนทั่วไปเลยล่ะ แต่มันกลับไม่แรงดึงดูดต่อซู่ซู่ผู้เป็นบุตรีคนโตแห่งจวนแม่ทัพเลยสักนิด สกุลซู่น่ะมีแผนที่รูปแบบต่างๆมากมาย ซู่ซู่โยนแผนที่กลับลงกล่องอย่างหมดอารมณ์ ถามว่า “พี่หนิง เจ้าเอาแผนที่มาให้ข้าทำไมกัน?”

หยิบแผนที่ขึ้นมา ปูลงบนโต๊ะ เยี่ยนหนิงทอสายตาไปยังจุดจุดหนึ่งบนแผนที่ สายตาร้อนรุ่มนิดๆ “อุดอู้อยู่แต่ในนครหลวงทั้งวัน พวกเจ้าไม่รู้สึกเบื่อเลยหรือ?”

“ก็เบื่อสิ” มองดูแผนที่ที่คลี่อยู่บนโต๊ะ แล้วก็มองดูเยี่ยนหนิง ซู่ซู่ก็ยอมลุกขึ้นในที่สุด เอามือเท้าคาง พูดยิ้มๆ “พี่หนิงเจ้านึกเรื่องอะไรสนุกๆขึ้นมาได้แล้วใช่ไหม?”

เยี่ยนหนิงเงยหน้าขึ้น พูดยิ้มแบบลึกลับหน่อยๆ “งั้นเรามาเดิมพันกันดีกว่า?”

“เดิมพันยังไงเล่า?”

“ปฐพีกว้างใหญ่ ดูซิว่าใครจะยอดสมบัติได้โดยอาศัยความสามารถตัวเอง กำหนดเวลา1ปี เพลานี้ของปีหน้าเราเอามาเทียบแข่งกันดู”

“1ปี? นี่มันหนีออกจากบ้านชัดๆเลยนี่? แม้ต้องจับข้าถลกหนังแน่ๆ” ปากแม่นางซู่พูดเช่นนี้ สายตากลับฉายประกายสุกใส

“แล้วเจ้าจะเดิมพันไหมเล่า?”

“เดิมพัน” คำเดียว ได้ปลุกนิสัยเสพสมความวุ่นวายแห่งปฐพีของแม่นางซู่ให้ตื่นตัวขึ้นมาเต็มเปี่ยม

เยี่ยนหนิงมองยังโหลวเฉินที่นั่งเงียบๆอยู่อีกฟาก โหลวเฉินนั้นหน้าตายมาแต่ไหนแต่ไร แถมไม่ค่อยพูด แต่ความคิดมักจะเฉียบคมนัก เยี่ยนหนิงดูตื่นเต้นนิดๆอย่างชัดเจน “เจ้าล่ะ?”

โหลวเฉินกวาดตามองดูแผนที่บนโต๊ะ แล้วก็มองดูเยี่ยนหนิงอีกที ถึงเผยอมุมปากขึ้น ตอบว่า “ได้สิ”

สามยาม นครหลวงที่ถูกปกคลุมด้วยนิทรานั้นเงียบสงัดเย็นใส 3เงาร่างวิ่งพล่านมาจนถึงใต้กำแพงเมือง กระโจนตัวขึ้น ย่ำขึ้นถึงหัวกำแพง กระโจนตัวอีกครั้ง ก็ร่อนลงบนพื้นนอกกำแพงอย่างแผ่วเบา กำแพงเมืองสูง3วากว่า สำหรับพวกเธอแล้วมีก็ดุจไร้ เห็นได้ชัดว่าวรยุทธของทั้งสามนั้นไม่ธรรมดาเลย

ทั้งสามวิ่งมาได้10วาก็หยุดฝีเท้าลง

“กำหนด1ปี”

“รักษาตัวด้วย”

พูดอย่างเรียบง่ายเพียงไม่กี่คำ ทั้ง3ก็วิ่งไปทาง3ทิศโดยไม่หันกลับเลยสักนิด

เยี่ยนหนิงหน้าวิ่งมาตลอดทาง ใจนั้นกลับคอยพร่ำขอโทษ เฉิน ซู่ซู่ ขอโทษนะ ข้าจำต้องไปที่นั่น จำใจต้องหลอกพวกเจ้าออกมา เพื่อเบนความสนใจของครอบครัว พวกเขาจะได้ไม่สามารถมาพาข้ากลับไปได้เร็วนัก อภัยข้าด้วย อภัยข้าด้วย

เทียบกับเยี่ยนหนิงที่รีบลนแล้ว แม่นางซู่ดูว่างจัดกว่าเยอะเลย เธอที่หวังอยากทำความรู้จักกับทิวทัศน์สวยงาม ผืนทะเลอันแข็งกล้า ย่อมเลือกทะเลบูรพา พอเธอเที่ยวเล่นจนพอใจแล้วค่อยไปเยี่ยมอาเอ้าที่เกาะรวมวิญญาณ แล้วก็ขอสมบัติมาชิ้นหนึ่ง กำหนดนัด1ปีนี่เผลอๆเธอจะชนะเอาได้ง่ายๆ

โหลวเฉินนั้นแววตาเย็นใส อากัปกริยาเรียบชืด ฝีเท้าแน่วนิ่ง เมื่อหนิงไปทางประจิม งั้น...เธอก็ไปไกลหน่อยละกัน เลี่ยวเยว่เป็นไงเล่า?

3คน 3ความคิด ไม่ว่ายังไงก็ตาม การเดินทางของพวกนางก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว

 

สารบัญ

ตอนที่ 1 ถูกจับจ้อง(1)

เร่งเดินทางมาทั้งวัน

ในที่สุดเยี่ยนหนิงก็มาถึงเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้เมืองห้วนเฉิง...

‘เมืองเหมย’

แสงอาทิตย์เจิดจ้าเมื่อเสริมด้วยบรรยากาศที่คึกคักของท้องถนนตรงหน้าทำให้เยี่ยนหนิงถึงกับถอนหายใจ

แม้ว่านางจะเตรียมพร้อมสำหรับการนอนกลางดินกินกลางทรายตั้งแต่ก่อนออกเดินทางแต่พอคิดว่าจะต้องตั้งค่ายพักแรมกลางป่าตามลำพังนางก็ให้กระวนกระวายใจนัก

ยังดีที่นางไม่ต้องกังวลเรื่องตั้งค่ายพักแรมในคืนนี้แล้วเมื่อคิดว่าตกกลางคืนตนจะได้อาบน้ำนอนบนเตียงนุ่มๆ นางก็เริ่มผ่อนคลายความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมาจากการเดินทางลง

พอเข้าเมืองได้เยี่ยนหนิงมิได้รีบร้อนเข้าพักนางจูงม้าเดินสำรวจไปตามท้องถนนอยู่รอบหนึ่งแล้วยอมตัดใจทิ้ง‘ตึกซิ่วเหอ’ ที่ดูหรูหราราคาแพงตั้งอยู่ใจกลางเมืองแล้วมาเข้าพักในโรงเตี๊ยมเล็กๆ ที่ชื่อ‘โรงเตี๊ยมอันผิง’ แทน

โรงเตี๊ยมแห่งนี้ไม่ใหญ่ไม่เล็กประตูหน้าดูสะอาดสะอ้านตำแหน่งที่ตั้งก็ไม่ถือว่าห่างไกลเยี่ยนหนิงรู้สึกพอใจจึงส่งม้าให้เด็กรับใช้ที่รออยู่นอกโรงเตี๊ยมแล้วก้าวเข้าไปด้านใน

ตอนนี้เป็นเวลาอาหารค่ำพอดีมีแขกนั่งกินอาหารในห้องโถงอยู่หลายโต๊ะเสี่ยวเอ้อที่เดินตรงมาหานางเป็นเด็กหนุ่มวัยยี่สิบกว่าหน้าตาธรรมดาแต่มือไม้คล่องแคล่วเขามักได้รับคำชมจากผู้ดูแลร้านอยู่บ่อยครั้งว่าขยันและช่างสังเกต

เหมือนเป็นการพิสูจน์คำชมดังกล่าวถึงกำลังต้อนรับแขกในห้องโถงอยู่หลายโต๊ะแต่พอเห็นว่ามีคนเดินเข้ามาเขาก็สาวเท้าตรงเข้ามาหาพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มเปี่ยมมิตรไมตรี“แม่นางต้องการทานอาหารหรือพักค้างคืนขอรับ?”

“ค้างคืนขอห้องเงียบๆ ” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มหนักไม่รู้เป็นเพราะนางเหนื่อยล้าหรือจงใจกดเสียงให้ต่ำจึงฟังแล้วแตกต่างกับเสียงไพเราะช่างจำนรรจาของสตรีโดยทั่วไปทว่า... พอได้ยินแล้วกลับรู้สึกรื่นหูไปอีกแบบ

น้ำเสียงของนางนับว่ามีเอกลักษณ์โดดเด่นผู้คนที่กำลังสังสรรค์กินอาหารอยู่ในห้องโถงจึงพากันหันมองเมื่อได้เห็นใบหน้าเจ้าของเสียงต่างก็ตกตะลึงตาค้างห้องโถงใหญ่เงียบกริบในฉับพลัน

หญิงสาวนางนี้สวมกระโปรงตัวยาวเรือนผมดำขลับถูกรวบมวยหลวมปักด้วยปิ่นหยกปอยผมบางส่วนปล่อยสยายลงมาเคลียแผ่นหลังเข็มขัดสีดำตรงเอวขับเน้นเรือนร่างโปร่งบางของนางให้เพรียวเล็กส่วนเสื้อสีแดงที่สวมก็ช่วยขับผิวขาวกระจ่างใสดุจหยกขาวที่น่าตื่นตะลึงที่สุดก็คือใบหน้าเปี่ยมเสน่ห์ที่มีไฝสีแดงชาดแต้มตรงหว่างคิ้ว

ไฝเม็ดเดียวกลับเหมือนดังโคมไฟร้อนแรงที่จุดให้ร่างของนางดูสว่างเจิดจ้า

ตามปกติไฝตรงหว่างคิ้วจะขับเน้นให้ประกายตาดูแวววาวเหมือนหยดน้ำทำให้คนมักจ้องมองที่สองตาเป็นหลักแต่แม่นางผู้นี้กลับให้ความรู้สึกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงดวงตาของนางคมวาวใสเป็นประกายไฝแดงตรงหว่างคิ้วยิ่งเพิ่มความใสสะอาดทำให้ดวงหน้าของนางแฝงไว้ซึ่งความสูงส่งบริสุทธิ์ยากที่ใครจะเอื้อมถึง

เสี่ยวเอ้อจ้องหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเหม่อลอยกระทั่งสบเข้ากับดวงตาสีหมึกจึงค่อยคืนสติรีบเบนสายตาหลบอย่างเก้อเขินแล้วผายมือเชื้อเชิญ“เชิญแม่นางด้านในขอรับ”

เมื่อร่างของหญิงสาวผละไปแล้วในโถงใหญ่จึงค่อยกลับมาคึกคักอีกครั้ง

 

โรงเตี๊ยมแห่งนี้ขนาดไม่ใหญ่นัก

ชั้นล่างเป็นโถงใหญ่ชั้นสองมีห้องพักอยู่สิบกว่าห้องเมื่อนึกถึงความต้องการที่หญิงสาวได้ร้องขอไว้ก่อนหน้าเสี่ยวเอ้อจึงเดินนำนางไปที่สวนน้อยทางด้านหลังในสวนมีห้องพักหกห้องเสี่ยวเอ้อผลักประตูห้องที่อยู่ด้านในสุดของฝั่งตะวันออกถามอย่างระมัดระวังว่า“ถ้าเป็นห้องนี้ท่านพอใจหรือไม่ขอรับ?”

ห้องขนาดไม่เล็กมีฉากไม้ขนาดใหญ่กั้นระหว่างห้องชั้นในกับชั้นนอกทั่วทั้งห้องดูเรียบง่ายสะอาดสะอ้านไม่เน้นการประดับตกแต่งดูสบายตาไปอีกแบบเยี่ยนหนิงพยักหน้า“เจ้าออกไปเถอะไปจัดเตรียมอาหารขึ้นชื่อของร้านมาสักสองอย่างแล้วส่งมาที่ห้องข้า”

เสี่ยวเอ้อตะลึงไปอีกรอบเขาเคยเห็นจอมยุทธ์หญิงมาไม่น้อยมีทั้งสวยตรงไปตรงมาเย็นชาทระนงเผ็ดร้อนและเถื่อนถ่อยทุกกิริยามารยาทเขาล้วนประสบพบเจอมาแล้วทั้งสิ้นแต่แม่นางผู้นี้แม้ว่าจะให้ความรู้สึกสูงส่งสง่าผ่าเผยแต่กลับไร้ซึ่งกลิ่นอายของจอมยุทธ์ที่แปลกยิ่งกว่าคือคำพูดคำจา

นางไม่ได้พูดอะไรที่ผิดแผกจากผู้อื่นเพียงเอ่ยปากในเรื่องที่แสนจะธรรมดาทว่า... น้ำเสียงและ‘บางสิ่งบางอย่าง’ ที่ส่งออกมาพร้อมกับกิริยาท่าทางของนางกลับทำให้ผู้คนที่อยู่เบื้องหน้ารู้สึกด้อยกว่าอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้เช่นตัวเขาในยามนี้ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหตุใดจึงนึกอยากจะค้อมกายให้ต่ำกว่าที่ยืนอยู่ก็ไม่รู้

ช่างเป็นเรื่องประหลาดที่ชวนให้ขนลุกเสียจริงเสี่ยวเอ้อถูจมูกไปมาไม่กล้าอยู่ต่อนานนักรีบตอบว่า“ขอรับข้าจะไปเตรียมให้เดี๋ยวนี้”

เสี่ยวเอ้อจากไปได้ไม่นานอาหารค่ำก็มาส่งให้ถึงห้องรสชาติอาหารไม่ได้อร่อยโดดเด่นโชคดีที่เยี่ยนหนิงไม่ใช่คนเลือกกินนางกินอาหารจนอิ่มท้องแล้วก็สั่งให้คนเอาน้ำร้อนมาส่งอาบน้ำแช่ตัวเสร็จเรียบร้อยหญิงสาวก็เตรียมตัวเข้านอน

โรงเตี๊ยมอันผิงนับเป็นโรงเตี๊ยมขนาดย่อมที่ผู้มาพักใช้แสวงหาความสงบหลีกหนีความคึกคักของเมืองใหญ่ดังนั้นพอพ้นยามสิบสองรอบโรงเตี๊ยมจึงแทบไม่เหลือผู้คนคืนนี้กิจการของโรงเตี๊ยมดูจะไปได้ไม่ดีนักในสวนน้อยด้านหลังนอกจากเยี่ยนหนิงแล้วก็แทบไม่มีใครอื่นเข้าพักอาศัยเมื่อเป็นเช่นนี้สวนแห่งนี้จึงยิ่งสงบเงียบกว่าทุกวัน

ในสวนแขวนโคมไฟเพียงดวงเดียวแสงสลัวรางเพียงพอสำหรับส่องทางเดินเล็กๆ ในสวนเท่านั้นเพิ่งจะพ้นยามสามไปไม่นานพลันปรากฏเงาดำสายหนึ่งวูบเข้ามาจากอีกฟากของกำแพงกระโดดลงพื้นด้านในอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียงจากนั้นก็วิ่งไปยังหน้าห้องพักฟากตะวันออกที่เยี่ยนหนิงอาศัยอยู่

คนชุดดำโน้มร่างแนบชิดกับประตูไม้ล้วงเอากริชสั้นบางเฉียบคมกริบออกมาจากตรงเอวค่อยๆ สอดกริชเข้าไปตามร่องประตูอย่างคล่องแคล่วไม่นาน... ปลายกริชก็แตะโดนบางอย่างสลักประตูพลันเคลื่อนหลุด

ร่างในชุดดำมิได้รีบร้อนเข้าไปเขาเงี่ยหูฟังที่ด้านนอกอยู่ครู่หนึ่งเมื่อแน่ใจว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จากภายในจึงผลักประตูออกเบาๆ ขยับกายเข้าไปอย่างเงียบเชียบ

ภายในห้องมืดสนิทคนชุดดำหรี่ตาลงพยายามสังเกตสภาพต่างๆ ภายในห้องอย่างระแวดระวังหลังจากค้นหาที่ห้องชั้นนอกจนทั่วเหมือนว่าเขาจะยังไม่พบสิ่งที่ต้องการเขายืนนิ่งอยู่กับที่ครู่หนึ่งก่อนจะหมุนกายเดินเข้าห้องชั้นในไป

เพิ่งจะเดินอ้อมฉากกั้นร่างในชุดดำก็รู้สึกถึงไอสังหารที่พุ่งตรงมาหาประสาทสัมผัสที่เฉียบไวต่ออันตรายทำให้เขาหยุดชะงักฝีเท้าจังหวะถัดมาเขาเห็นประกายแสงสีเงินสายหนึ่งตามมาด้วยความปวดร้าวบริเวณไหล่กลิ่นคาวเลือดคลุ้งออกมาทันที

นี่มันอาวุธลับอะไรกัน?

เร็วมากเร็วจนเขาหลบไม่ทัน!

ผู้บุกรุกตกตะลึงอยู่ในใจสองตาจ้องเขม็งไปยังห้องชั้นในหญิงสาวที่เขานึกว่ากำลังหลับฝันหวานกำลังยืนนิ่งอยู่หน้าเตียงกว้าง

ภายใต้แสงจันทร์สลัวเขามองไม่เห็นสีหน้าท่าทางของนางเห็นเพียงร่างบางเพรียวแกร่งดูทะมัดทะแมงคาดว่านางคงยืนรอมาสักพักแล้วกลับเป็นเขาเองที่โง่เง่าไม่รู้เท่าทัน

คนชุดดำรู้สึกไม่คาดฝันเขาตกใจจนเผลอฉายอารมณ์หงุดหงิดออกมาทางแววตาแวบหนึ่งในขณะที่เยี่ยนหนิงคิดว่าผู้บุกรุกคงจะพุ่งเข้ามาโรมรันอย่างขวัญกล้าทว่า... อีกฝ่ายกลับเลือกหันหลังกลับแล้ววิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

เยี่ยนหนิงเลิกคิ้ววิ่งกวดตามไปติดๆ พอนางวิ่งมาถึงกลางสวนผู้บุกรุกก็กระโจนข้ามกำแพงไปเสียแล้วทุกท่วงท่าของเขาดูคล่องแคล่วรู้ทางหนีทีไล่พอถูกจับได้ก็ไม่มีท่าทีจนตรอกอย่างที่คาดเอาไว้

เยี่ยนหนิงมองดูคราบเลือดที่หยดลงในสวนแล้วก็มองดูกำแพงตรงหน้าปลายนิ้วของนางถูมีดบินสองเล่มที่ตนกำไว้ในฝ่ามือเบาๆ จมอยู่ในความคิดในใจอีกชั่วขณะสุดท้ายก็ไม่ได้ตามออกไปนางหมุนกายเดินกลับเข้าห้องพักเงียบๆ

 

ตรงข้ามโรงเตี๊ยมอันผิง

ชั้นสองของอาคารสามชั้นโคมไฟดวงหนึ่งถูกจุดไว้

หลังจากมีเสียง‘ก๊อกๆ ’ เบาๆ สองทีประตูก็ถูกคนภายในเปิดออกเงาดำสายหนึ่งวูบกายเข้ามาในเรือนอย่างรวดเร็ว

ผู้เปิดประตูเป็นบุรุษวัยสามสิบเศษเรือนร่างกำยำสูงใหญ่ดูแข็งแกร่งเมื่อได้กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นแผ่ออกมาจากร่างของผู้มาใหม่ใบหน้าของเขาก็ทอประกายกร้าวตาเสือคู่นั้นหรี่ลงก่อนถามเสียงเข้ม“เกิดอะไรขึ้น?”

ร่างในชุดดำเปิดผ้าคาดหน้าออกเผยให้เห็นใบหน้าที่อ่อนอาวุโสกว่าแม้ไหล่จะบาดเจ็บก็ยังคงยืนตัวตรง“นางรออยู่แล้วเห็นทีคงจะระมัดระวังตัวไม่น้อยข้าเพิ่งจะก้าวเข้าไป... ยังไม่ทันได้ก้าวลึกเข้าไปในห้องด้านในก็ถูกโจมตีด้วยอาวุธลับ”

บุรุษร่างสูงใหญ่จ้องมองบาดแผลตรงไหล่ของคนชุดดำเป็นแผลทะลุไม่มีอาวุธลับที่ว่าฝังตัวอยู่บาดแผลลักษณะนี้ทำแผลไม่ยากที่น่าสนใจมากกว่าก็คือ.... สตรีเพียงคนเดียวสามารถใช้อาวุธลับโจมตีที่ไหล่ของกุยอวิ๋นจนทะลุได้นับว่าไม่ธรรมดาชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว“นางมีวรยุทธร้ายกาจปานนั้นเชียวรึ?”

กุยอวิ๋นคิดตามแล้วส่ายหน้าตอบอย่างหมดท่า“ระหว่างเผชิญหน้ากันไม่มีการปะทะข้าจึงไม่ทราบวรยุทธของนางแต่นางใช้อาวุธลับได้คล่องตัวทั้งรวดเร็วและเปี่ยมพลังหลบได้ยากนักเดิมทีข้าคิดจะล่อนางออกจากโรงเตี๊ยมเพื่อให้พี่น้องที่เฝ้าอยู่ด้านนอกฉวยโอกาสเข้าไปรื้อของในห้องแต่ว่า...”

“แต่ว่านางไม่ติดกับ” เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น

กุยอวิ๋นเพิ่งจะตระหนักว่าในห้องไม่ได้มีแค่เขากับบุรุษร่างใหญ่เพียงสองคนผู้พูดเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่งเขากำลังยืนทอดสายตาเอื่อยเฉื่อยอยู่ข้างหน้าต่างที่เปิดแง้มหากมองจากตำแหน่งของหน้าต่างที่อีกฝ่ายยืนพิงอยู่ก็จะเห็นสวนเล็กทางด้านหลังของโรงเตี๊ยมอันผิงได้พอดีกุยอวิ๋นรู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายคงเห็นสภาพน่าอดสูของเขาเข้าเต็มตาเขาก้มหน้าลงรู้สึกผิดที่ภารกิจล้มเหลวไม่เป็นท่าไม่กล้าพูดคำใดอีก

ชายที่ยืนพิงหน้าต่างมีใบหน้าอ่อนเยาว์ราวกับหนุ่มน้อยเมื่อแย้มริมฝีปากยิ้มคราใดเขี้ยวพยัคฆ์จะเผยออกมาให้ผู้คนได้ตื่นตะลึงหากไม่มองแววตาที่ทอประกาย‘รักสนุกบนความทุกข์ของผู้อื่น’ ของเขาแล้วก็จะคิดว่าเขาเป็นเพียงชายหนุ่มไร้พิษสงคนหนึ่งเท่านั้น

ชายหนุ่มไม่ได้ตั้งใจจะทำให้กุยอวิ๋นกระอักกระอ่วนใจจึงโบกมือให้แล้วกล่าวว่า“เอาเถอะรีบไปทำแผลของเจ้าเสียดึกดื่นเที่ยงคืนกลับป้ายเลือดไปทั่วพื้นไม่คิดว่าคุณชายอย่างข้าจะรู้สึกสยองขวัญหรอกรึ”

กุยอวิ๋นประสานมือโค้งคำนับถอยออกนอกประตูไปโดยไม่พูดอะไรอีก

หนุ่มหน้าใสเอนร่างพิงขอบหน้าต่างรอยยิ้มที่มุมปากกว้างยิ่งขึ้นกว่าเดิมเขาชายตามองไปยังมุมมืดมุมหนึ่งของห้องที่ไม่น่าจะมีใครยืนอยู่เปรยขึ้นว่า“องค์หญิงผู้นี้ดูท่าจะประหลาดกว่าองค์หญิงทั่วๆ ไปที่เราเคยพบเห็นจูเหยียนวิธีโบราณที่ท่านคิดขึ้นมาข้าว่าคงจะใช้ไม่ได้ผลกับนางกระมังมีแผนการอื่นอีกหรือไม่?”

ไม่นานเสียงทุ้มต่ำของบุรุษก็ดังมาจากความมืด“ถ้าไม่ชอบถูกลักทรัพย์เช่นนี้ก็จำต้องปล้นทรัพย์”

“...”

รอยยิ้มที่มุมปากชายหนุ่มตรงหน้าต่างพลันแข็งค้างคำพูดอันธพาลแบบนี้คงมีแต่จูเหยียนที่สามารถกล่าวออกมาได้อย่างเรียบเฉยไร้ความรู้สึกใดๆ

ยังไม่ทันถึงยามห้า

เสี่ยวเอ้อก็เก็บกวาดโถงใหญ่เพื่อต้อนรับวันใหม่เขากำลังจะชูมือขึ้นบิดขี้เกียจก็พลันเห็นร่างในชุดสีแดงสดเดินออกมาจากสวนเล็กทางด้านหลัง

ประกายตาของเสี่ยวเอ้อสว่างวาบรีบเดินเข้าไปหากล่าวยิ้มๆ “แม่นางตื่นเช้าเหลือเกินจะทานข้าวเช้าที่ร้านเราหรือไม่ขอรับขนมกุ้ยฮวาและโจ๊กปลาของเราทั้งสดใหม่ทั้งหอมหวานจนเลื่องลือไปทั่ว”

เยี่ยนหนิงพยักหน้าตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก“อืมเอาโจ๊กปลาถ้วยหนึ่งขนมกุ้ยฮวาจานหนึ่งก็แล้วกันแล้วก็ช่วยเตรียมอาหารแห้งให้ข้ากินตอนเดินทางด้วย”

“ขอรับข้าจะไปเตรียมเดี๋ยวนี้เลย” เสี่ยวเอ้อรีบพยักหน้าวิ่งไปทางห้องครัว

ผู้ดูแลร้านมองท่าทางช่างสอพลอของลูกน้องแล้วก็อดขำไม่ได้กำลังสงสัยอยู่เชียวว่าเหตุใดวันนี้เจ้าหนุ่มเสี่ยวเอ้อถึงขยันเหลือเกินที่แท้ก็เป็นเพราะสาวงามพอคิดเช่นนี้แล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะชายตามองไปทางหญิงสาว

ตอนนี้เยี่ยนหนิงไม่มีใจจะสนกับสิ่งอื่นนางกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับชายชุดดำที่ลักลอบเข้าห้องของตนเมื่อคืนนี้

เขามีเป้าหมายอะไร?

เหตุใดจึงได้หนีทันทีที่ถูกนางพบ?

คนผู้นั้นฝีมือไม่เลวหากปะทะกันซึ่งหน้าไม่มีมีดบินมาเป็นตัวช่วยนางก็คงจะไร้หนทางสู้คิดว่าเขาต้องไม่ใช่โจรธรรมดาเป็นแน่ถ้าไม่ธรรมดา... ก็ไปที่คำถามที่สอง... ใครเป็นคนส่งเขามา?

หรือจะเป็น... หญิงปริศนาผู้นั้น?

คิดไปคิดมาเยี่ยนหนิงยังคงไม่ได้คำตอบนางจัดการอาหารเช้าอย่างรีบเร่งและออกจากเมืองเหมยไปแต่เช้าตรู่ตอนที่ผู้คนยังคงสัญจรบางตา

ผ่านเมืองเหมยไปก็จะเป็นตำบลเขาล้อมตำบลเล็กๆ แห่งนี้ถูกรายล้อมด้วยภูเขาสมชื่อเพราะเป็นเช่นนี้เส้นทางสัญจรหลักจึงมักจะสร้างอ้อมภูเขาถนนที่ใช้ไม่ค่อยกว้างสองข้างเต็มไปด้วยหญ้ารกชัฏบรรยากาศดูมืดครึ้มขมุกขมัวไปหมด

เยี่ยนหนิงควบม้าบนทางหลวงมาได้สองชั่วยามใกล้เข้าสู่อาณาเขตของตำบลเขาล้อมมากขึ้นทุกทียิ่งเข้าใกล้ต้นไม้รายรอบก็ยิ่งสูงใหญ่ใบหนาความร่มรื่นของป่าเขาแทบจะบังแสงตะวันยามเที่ยงเสียมิด

ขณะที่เยี่ยนหนิงกำลังคิดจะหยุดพักกินข้าวเที่ยงพร้อมทั้งให้ม้าได้พักผ่อนพลันเหลือบเห็นต้นไม้ใหญ่อายุเกินร้อยปีล้มขวางกลางถนนเบื้องหน้าห่างออกไปไม่กี่สิบวาหญิงสาวกระตุกเชือกให้ม้าค่อยๆ ผ่อนความเร็วลงหรี่ตามอง

เมื่อวานไม่มีพายุหรือต่อให้มีก็น่าจะมีต้นไม้หักมากกว่าหนึ่งต้นรอยหักของต้นไม้ที่ขวางอยู่ตรงหน้านางทั้งใหม่และเรียบชัดเจนว่าเกิดจากฝีมือมนุษย์

สภาพการณ์เช่นนี้หรือจะเป็น... ขวางทางปล้นทรัพย์?

ระหว่างที่นางกำลังครุ่นคิดพุ่มไม้สองข้างทางก็ขยับไหวเงาร่างของคนสี่คนถือดาบยาวกระโจนออกมาอย่างรวดเร็วขวางถนนที่แคบอยู่แล้วให้ไร้ทางไปต่อ

เยี่ยนหนิงกะพริบตารู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกแต่ไม่ได้ตื่นตกใจสักเท่าไร

เมื่อโจรทั้งสี่ตั้งท่าเตรียมต่อสู้เรียบร้อยก็ไม่ยอมเสียเวลาชายที่ยืนขวางอยู่หน้าสุดกดเสียงให้ทุ้มลงกล่าวว่า“เราต้องการเพียงทรัพย์สินขอเพียงแม่นางยอมสละสิ่งของมีค่าก็จะผ่านไปได้”

เยี่ยนหนิงมองประเมินคนทั้งสี่เบื้องหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก“พวกเจ้าเป็น...โจรป่ารึ?”

สาเหตุที่ลังเลเพราะการแต่งตัวของพวกเขาทั้งสี่คนนี้ทำให้นางสงสัยพวกเขาสวมชุดผ้าฝ้ายธรรมดาๆ ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษทว่าที่หัวกลับโพกผ้าดำไว้แน่นหนาและมิดชิดเผยให้เห็นเพียงดวงตาสองข้างเท่านั้นโจรป่าที่เป็นแค่ชาวบ้านร้อนเงินจำเป็นต้องปิดบังใบหน้าตัวเองจนมิดชิดขนาดนี้เชียวหรือ?

ทั้งสี่เงียบไปครู่หนึ่งชายหนุ่มคนที่เพิ่งเอ่ยปากไปเมื่อครู่รับอาสาตอบแทนเพื่อนๆ “ใช่”

เยี่ยนหนิงมิได้ลงจากหลังม้านางกวาดตามองจากด้านบนลงมาด้านล่างพบว่าทั้งสี่คนตรงหน้าไม่เพียงแต่งตัวแปลกกิริยาท่าทางของพวกเขายังก่อให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างจากชาวบ้านทั่วไปอีกด้วยรูปร่างของชายทั้งสี่สูงใหญ่กำยำแม้แต่ท่ายืนก็ยังคล้ายกันหากคนไม่รู้เรื่องรู้ราวก็จะนึกว่าทั้งสี่เป็นโจรกระจอกที่ยืนขวางถนนแต่เยี่ยนหนิงมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่มีวรยุทธ

ตำแหน่งที่พวกเขายืนนั้นรุกได้รับได้เกื้อหนุนและส่งเสริมซึ่งกันและกันได้หากนางคิดจะฝ่าคนกลุ่มนี้ออกไปคงไม่ง่าย

เยี่ยนหนิงเริ่มหนักใจคนพวกนี้ไม่ใช่โจรป่าธรรมดา

นางแสร้งโปรยยิ้มผ่อนคลายออกไป“ข้าไม่ได้พกเงินมากมายอะไรหากพี่ชายไม่รังเกียจเบี้ยอัฐเล็กน้อยเชิญรับไปดื่มน้ำชา” พูดพลางล้วงมือเข้าในห่อสัมภาระหยิบเงินออกมาห้าสิบตำลึง

นางรวบรวมกำลังภายในไว้ตรงข้อมือแล้วสะบัดไปทางชายหัวโจกที่ยืนขวางอยู่หน้าสุด

เงินขนาดเท่ากำปั้นทารกพุ่งตรงมาหาอย่างรวดเร็ว

ชายหนุ่มหรี่ตาเล็กน้อยรีบยื่นมือออกไปรับปะทะกับแรงกำลังมหาศาลที่พุ่งทะยานเข้าใส่หากมิใช่เพราะเขาเตรียมพร้อมอยู่ก่อนหน้าก็คงถูกอัฐก้อนนั้นกระแทกจนถอยหลังแล้วเขาขืนกำลังฮึดสู้ไม่ยอมถอยยื่นมือรับแรงกระแทกไปเต็มๆ ทำให้ชาไปหมดทั้งมือหากไม่มีผ้าดำปกปิดใบหน้าเยี่ยนหนิงคงได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บเป็นแน่

เหตุใดผู้หญิงคนหนึ่งถึงมีกำลังมหาศาลเพียงนี้? ไหล่ของเขายังมีบาดแผลจากอาวุธลับของนางเมื่อคืนซึ่งตอนนี้อาจจะปริออกแล้ว

ถูกต้อง... ชายหนุ่มดวงไม่ดีต้องบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำอีกผู้นี้ก็คือกุยอวิ๋น ชายชุดดำที่ถูกเยี่ยนหนิงเขวี้ยงมีดบินใส่เมื่อคืนนั่นเอง

กุยอวิ๋นลอบสูดลมหายใจลึกๆ อยู่หลายทีจึงค่อยคุมน้ำเสียงตนเองให้กลับมาราบเรียบเหมือนเดิมได้“แม่นางสวมเสื้อผ้าราคาแพงซ้ำยังขี่อาชาสูงใหญ่กำยำดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดาแม่นางเดินทางมาตามลำพังย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกข้าสี่บุรุษพวกข้าต้องการเพียงทรัพย์สินผู้รู้กาลเทศะรู้รักษาตัวรอดนับว่ายอดเยี่ยมแม่นางอย่าขัดขืนเลย”

แม้เสียงชายหนุ่มจะเย็นเฉียบเยี่ยนหนิงกลับไม่พบไอสังหารเจือปนแม้แต่น้อยเหมือนว่าเขาจะต้องการเพียงทรัพย์สินของนางจริงๆ แต่เพราะเหตุใดกัน? หรือว่านางคาดเดาผิดพลาดพวกเขาเป็นแค่โจรป่าที่หวังเพียงทรัพย์สินเท่านั้น

ความสงสัยในใจเยี่ยนหนิงยิ่งเพิ่มพูนทว่าไม่แสดงออกทางใบหน้านางกล่าวหยั่งเชิงต่อไปว่า“แต่ละท่านดูไม่เหมือนคนที่ตั้งใจหนีเข้าป่ามาเป็นโจรแม้ข้าจะไม่มีเงินทองมากมายแต่ก็พอรู้จักผู้คนใต้เท้าซ่งท่านข้าหลวงเมืองเหมยก็พอไว้หน้าข้าอยู่บ้างพี่ชายมีทุกข์ร้อนอะไรหรือ? พูดออกมาเถอะบางทีข้าอาจช่วยได้”

หญิงสาวที่นั่งอยู่บนหลังม้ามีอากัปกิริยาเรียบเฉยไม่ร้อนรนกระวนกระวายนางทำราวกับว่าการถูกล้อมโดยชายสี่คนไม่ใช่เรื่องอันตรายแต่อย่างใดมิหนำซ้ำนางยังควบม้าเดินเข้าหาพวกเขาเพิ่มอีกหลายก้าว

กุยอวิ๋นจำต้องยอมรับว่านางช่างฉลาดยิ่งนัก

เริ่มจากหยั่งเชิงด้วยเงินห้าสิบตำลึงจงใจแสดงให้เขารู้ว่านางไม่ใช่หญิงอ่อนแอที่จะรังแกกันได้ง่ายๆ ซ้ำยังถือโอกาสนี้ทดสอบฝีมือของฝ่ายตรงข้ามด้วยจากนั้นก็แสดงบารมีของตนด้วยการกล่าวว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับข้าราชการหากเป็นโจรป่าเกกมะเหรกทั่วไปที่หวังเพียงเงินทองและไม่ได้ตั้งใจมาเล่นงานนางโดยตรงละก็เมื่อชั่งน้ำหนักได้แล้วก็คงไม่อยากเป็นศัตรูกับนางแน่

น่าเสียดายที่พวกเขาตั้งใจมาเล่นงานนางต่างหาก

กุยอวิ๋นถอนหายใจเฮือกหนึ่งแสร้งตะคอกออกไปอย่างหยาบคาย“ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรก็แค่ขาดเงิน”

ใช้น้ำเสียงแบบนี้ก็จบ... เยี่ยนหนิงไม่อยากจะค้นหาต่อไปแล้วว่าคนพวกนี้เป็นใครกันแน่นางคำนวณระยะห่างระหว่างตนเองกับคนทั้งสี่จากนั้นก็พยักหน้าอย่างพอใจ“ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ช่างมันเถอะ”

กุยอวิ๋นยังหาความหมายที่แฝงมากับประโยคนี้ไม่พบเห็นเพียงเยี่ยนหนิงขยับมือไปลูบเข็มขัดสีดำที่เอวเบาๆ จากนั้นก็มีแสงขาววูบวาบที่เขาคุ้นเคย

“ระวัง” กุยอวิ๋นตะโกนเตือนพรรคพวกได้แค่นี้

ประกายแสงสี่สายแยกทิศทางพุ่งใส่คนทั้งสี่ทันทีหากพวกเขาไม่หลบต้องบาดเจ็บสาหัสเป็นแน่

หรือถ้าหลบพ้นก็จำต้องหลีกทาง

ช่วงเวลาที่กำลังฉุกละหุกคนทั้งสี่ถอยหลังหนีตามสัญชาตญาณการถอยของพวกเขาทำให้ถนนที่ถูกปิดตายมาโดยตลอดเกิดช่องโหว่ขึ้น

“ย่ะห์!” ได้ยินเจ้านายตะเบ็งเสียงอาชาสูงใหญ่ก็พุ่งไปด้านหน้าแหวกทางช่องว่างที่ทั้งสี่เปิดออกกระโจนเต็มกำลังเท้าข้ามพ้นต้นไม้ใหญ่ที่ล้มขวางไปอย่างง่ายดาย

อันที่จริงก็ใช่ว่าจะรั้งนางไว้ไม่ได้เพียงแค่ยิงธนูใส่แผ่นหลังทำให้ตกม้าก็สามารถล้อมจับได้โดยง่ายแต่เมื่อไม่มีคำสั่งจากเจ้านายพวกเขาก็ไม่กล้ายิงธนูใส่องค์หญิงดังนั้นทั้งสี่จึงได้แต่มองตากันปริบๆ ดูเงาร่างของคนงามพุ่งผ่านใบหน้าแล้วควบม้าฝุ่นตลบจากไป

เห็นเจ้านายที่เร้นกายคอยชม‘ความสนุก’ อยู่ไม่ห่างกำลังยิ้มกุยอวิ๋นก็นวดแขนที่เป็นตะคริวรู้สึกหงุดหงิดในอกภารกิจครั้งนี้เหมือนเขาจะล้มเหลวอีกแล้ว

ตอนที่ 1 ถูกจับจ้อง(2จบตอน)

ลึกเข้าไปในป่า

ไม้พุ่มเตี้ยที่อยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุปล้นทรัพย์เมื่อครู่มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนอยู่

เนื่องจากมีต้นไม้สูงรายล้อมหญ้าขึ้นระเกะระกะคนเหล่านั้นจึงสามารถพรางตัวได้เป็นอย่างดีดังนั้นแม้ระยะทางจะอยู่ห่างกันไม่มากเท่าไรเยี่ยนหนิงก็มิอาจล่วงรู้ว่ามีคนเร้นกายอยู่ในพงหญ้ารกคอยจับจ้องทุกๆ การกระทำของนางอาจกล่าวได้ว่าภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่กลุ่มคนที่แฝงกายอยู่ในพุ่มได้เห็นทุกอย่างชัดเจน

ฉู่สือลูบคางเบาๆ จ้องมองทิศทางที่เยี่ยนหนิงมุ่งหน้าไปกล่าวชมว่า“ฝีมือดี”

ชายฉกรรจ์อีกเจ็ดแปดคนที่ซ่อนอยู่ในพงหญ้าก็รู้สึกเช่นเดียวกันพวกเขาต่างชื่นชมเยี่ยนหนิงอยู่ในใจเหตุการณ์เมื่อครู่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วขณะที่เกิดเรื่องไม่มีใครมองตามอาวุธลับทันทว่าหลังจากที่นางจากไปพวกเขาก็พบว่ามีเพียงกุยอวิ๋นเท่านั้นที่หลบพ้นส่วนอีกสามคนที่เหลือล้วนบาดเจ็บไปตามๆ กัน... ไม่ไหล่ก็แขน

แต่ละคนต่างใคร่ครวญหากเป็นพวกเขาเอง... สถานการณ์เมื่อครู่จะสามารถหลบพ้นหรือไม่?

คำตอบคือ... ไม่

ฉู่สือหัวเราะเบาๆ เอนกายพิงต้นไม้ใหญ่ที่ด้านหลังทอดถอนใจคำโต“นี่คือองค์หญิงแห่งฉงเยว่ที่ผู้คนร่ำลือกันจริงรึ? ใจเด็ดถึงปานนี้แน่ใจนะว่าไม่ได้จำผิดคน?”

องค์หญิงผู้นี้ไหวพริบว่องไวระแวดระวังตัวสูงดูไม่เหมือนหยกล้ำค่าที่ถูกประคบประหงมมาแม้แต่น้อยเพียงแค่อาวุธลับที่นางใช้ก็นับเป็นหนึ่งในสามของยุทธภพแล้ว

ใต้ฟ้านี้เรื่องอื่นยังอาจพอมีทางลัดแต่การฝึกยุทธ์ไม่มีทางลัดต่อให้เป็นคนมีพรสวรรค์กระดูกแข็งแกร่งกล้ามเนื้อยืดหยุ่นคล่องแคล่วก็ต้องทุ่มเทฝึกฝนอยู่ดีฉู่สือที่ถูกครอบครัวกดดันให้ฝึกยุทธ์มาตั้งแต่เล็กย่อมรู้ซึ้งในจุดนี้ดีกว่าใครการฝึกยุทธ์เป็นเรื่องที่ลำบากต้องอาศัยความเพียรหญิงผู้สูงศักดิ์อย่างนางสามารถฝึกจนสำเร็จยอดวิชามาได้อย่างไร?

เอ่ยตามตรงฉู่สือไม่อยากจะเชื่อว่านางคือองค์หญิง

หากองค์หญิงทุกคนเป็นเช่นนี้บรรดาองค์ชายจะดำรงชีวิตกันอย่างไรต่อเล่า?

เฉินซีชายร่างกำยำวัยสามสิบเศษลองคิดทบทวนข่าวสารที่ได้รับมาก่อนหน้าเขาส่ายหน้าแล้วตอบอย่างมั่นใจ“ไม่ผิดแน่นางนั่นแหละ”

ฉู่สือหัวเราะ“ถ้าอย่างนั้นก็สนุกก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินเจ้าบอกว่าองค์หญิงคนนี้มีวิชาติดตัวมาด้วย”

เฉินซีกระแอมไอแสร้งตีสีหน้าเย็นเฉียบเพื่อปกปิดความอึดอัดใจอธิบายว่า“ในใจฮ่องเต้ฉงเยว่องค์หญิงเยี่ยนหนิงผู้นี้ไม่ธรรมดา เขาเอ็นดูและทะนุถนอมนางยิ่งนักงานเลี้ยงใหญ่น้อยในวังหลวงนางล้วนมีสิทธิ์เลือกว่าจะเข้าหรือไม่เข้าร่วมงานก็ย่อมได้กระทั่งหากฮองเฮาเรียกพบถ้านางไม่อยากพบก็สามารถขัดขืนได้ฮ่องเต้เยี่ยนปกป้องนางราวกับแก้วตาดวงใจจะสืบข่าวของนางได้เรียกว่ายากราวกับปีนป่ายท้องฟ้าแค่จะเห็นหน้าตาก็ไม่ง่ายแล้วดังนั้น... เป็นเรื่องช่วยไม่ได้หากข่าวสารที่ได้รับอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง”

ฉู่สือปลิ้นตาขาวใส่อย่างไม่ไว้หน้านี่มันไม่ใช่แค่คลาดเคลื่อนแล้วต้องเรียกว่าไม่ตรงเลยต่างหาก

เห็นกลุ่มของกุยอวิ๋นเดินกลับมากันแล้วฉู่สือก็ขี้เกียจจะเถียงกับเฉินซีต่อเขาเดินเข้าไปหากลุ่มโจรป่าเฉพาะกิจเอ่ยปากถามอย่างจริงจัง“กุยอวิ๋นเมื่อครู่นางใช้อาวุธลับอะไรกันแน่ได้เก็บกลับมาหรือไม่?”

ทั้งสี่คนถอดผ้าดำที่คลุมหน้าออกกุยอวิ๋นมีสีหน้าซีดขาวเล็กน้อยพยักหน้าให้ฉู่สือแต่กลับไม่พูดอะไรเขาสาวเท้าเข้ามาคุกเข่าลงอย่างนอบน้อมต่อหน้าบุรุษที่ยืนเงียบอยู่ตรงกลางสองมือยื่นอาวุธลับที่เก็บมาได้ส่งให้“ข้าไร้ความสามารถภารกิจล้มเหลวอีกครั้งแล้วขอเชิญนายท่านลงทัณฑ์”

อีกสามคนที่อยู่ด้านหลังกุยอวิ๋นก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นเช่นกันก้มหน้ารอรับโทษทัณฑ์

มือเรียวสะอาดข้างหนึ่งยื่นออกมาหยิบอาวุธลับมาถือไว้ท่าทางเหมือนสนใจยิ่งนัก

หากคนผู้นั้นไม่เอ่ยปากถามคนทั้งสี่ก็ไม่กล้าปริปากได้แต่คุกเข่าตัวตรงทั้งๆ ที่มีกลิ่นคาวเลือดกำจายออกจากร่าง

ฉู่สือเก็บอาวุธลับอีกสามชิ้นในมือของกุยอวิ๋นมาไว้ทั้งหมดโบกมือให้กับพวกเขาพลางกล่าวด้วยสีหน้ารังเกียจ“เอาเถอะพวกเจ้าไปทำแผลเสียกลิ่นคาวเลือดเข้มข้นขนาดนี้ได้กลิ่นแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียน”

กุยอวิ๋นไม่ได้ฟังฉู่สือตามองแต่ร่างสูงเพรียวตรงหน้าหากเขาผู้นั้นไม่ออกปากสั่ง... ตนก็ไม่กล้าขยับ

จนกระทั่งคนผู้นั้นพยักหน้าทั้งสี่พลันโล่งอกพากันถอยออกไปทำแผล

ฉู่สือหยิบอาวุธลับชิ้นหนึ่งขึ้นมาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดสุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า“สมกับเป็นองค์หญิงจริงๆ มีดบินที่ทำมาอย่างประณีตเช่นนี้ราคาคงมิใช่น้อยนางยังควักออกมาโยนทิ้งได้ง่ายๆ ”

นี่เป็นมีดบินจริงๆ แม้จะมีหน้าตาไม่เหมือนมีดบินทั่วไปสักเท่าไรแต่มันก็คืออาวุธลับที่รวดเร็วและทรงประสิทธิภาพที่สุดมันมีสีเงินตลอดทั้งใบมีดความยาวสองชุ่นรูปร่างคล้ายใบมีดขนาดเล็กทว่าไม่มีด้ามจับปลายคมทั้งสองด้านและที่น่าตกใจที่สุดก็คือมันเบาหวิวดุจกระดาษแข็งแกร่งทนทานซ้ำยังคมจัดจนน่าขนลุกจะสร้างอาวุธลับชิ้นนี้ได้ต้องใช้เหล็กเนื้อดีที่สุดและช่างเหล็กฝีมือดีที่สุดเท่านั้น

“น่าจะยากหากเราคิดจะชิงทรัพย์ของนางโดยไม่ทำให้นางบาดเจ็บ”

“จัดการยากแต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้” ผู้ตอบเป็นบุรุษรูปร่างสูงโปร่งที่ยืนนิ่งเงียบมาตลอดความสูงที่มากกว่าทุกคนในกลุ่มทำให้เขาดูสง่างามและมีเอกลักษณ์เขาสวมเสื้อคลุมยาวแขนกว้างสีม่วงเข้มเข็มขัดดำคลุมทับเสื้อตัวนอกสีเงินเรือนผมสีดำถูกรวบไว้ใต้ที่ครอบผมหยกขาว

ชายผู้นี้ดูหนุ่มแน่นซ้ำยังมีใบหน้าที่ใครเห็นแล้วมิอาจลืม

ปกติคนหน้าตาดีมักมีดวงตาเป็นที่น่าจดจำอาจเย็นชาหรือแสดงออกถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวอาจอบอุ่นหรืออาจมุ่งมั่นจดจ่อ

ทว่า... อวัยวะที่โดดเด่นสะดุดตาของจวงจูเหยียนกลับไม่ใช่ดวงตามิใช่ว่าดวงตาของเขาจะไม่งดงามเขามีหน่วยตาเรียวยาวเบ้าตาลึกมีประกายตาที่ยากจะหยั่งถึงก้นบึ้ง

สิ่งที่ทำให้ผู้คนไม่อาจเบนสายตาไปจากใบหน้าของเขา ก็คือริมฝีปาก... เมื่อใดที่คลี่ยิ้มใบหน้าที่เดิมทีงดงามหาใดเปรียบอยู่แล้วจะยิ่งดูมีเสน่ห์เย้ายวนมากขึ้นทั้งๆ ที่บางครั้งเผยเพียงรอยยิ้มเย็นชาบางทียิ้มนั้นก็มาพร้อมกับน้ำเสียงล้อเลียนเย้ยหยันแต่กลับทำให้ผู้ที่ได้เห็น ถึงกับใจเต้นใบหน้าซับสีเลือดยามที่จวงจูเหยียนคลี่ยิ้มช่างดึงดูดใจราวกับปีศาจคลี่พัดแม้แต่ฉู่สือที่โตมาด้วยกันแต่น้อยจนคุ้มใหญ่ทุกคราที่เห็นรอยยิ้มนี้ก็ยังอดหวั่นไหวมิได้

มีดบินของเยี่ยนหนิงถูกควงเล่นไปมากลางฝ่ามือแข็งแกร่งสำหรับจวงจูเหยียนแล้วมีดบินเล่มนี้น่าสนใจเสียยิ่งกว่าตัวองค์หญิงเจ้าของใบมีดฉู่สือพลันบังเกิดความรู้สึกท้อใจ“จูเหยียนจากนี้ไปท่านคิดจะทำอย่างไรต่อ?”

เคร้ง...

จวงจูเหยียนโยนมีดบินบางเฉียบใส่มือฉู่สือบิดมุมปากยิ้ม“เลือกวิธีการ‘ตรงข้าม’ กับวิธีเดิมในการตอบโต้”

หมายความว่าอย่างไร?

ฉู่สือมึนไปชั่วขณะรอยยิ้มตรงมุมปากของอีกฝ่ายทำให้เขา ถึงกับตาลายครู่ใหญ่กว่าจะคืนสติกลับมาได้

จูเหยียนคงไม่ได้หมายความอย่างที่เขากำลังคิดอยู่ใช่หรือไม่?

ฉู่สือรู้สึกปวดฟันขึ้นมาทันที

 

แม้จะยังไม่ล่วงรู้ถึงแผนการของจวงจูเหยียนทว่าเยี่ยนหนิงที่ควบม้าหนีไปไกลกลับเจอเรื่องยุ่งระหว่างทาง

เยี่ยนหนิงเร่งฝีเท้าม้าเพื่อให้ถึงตำบลเขาล้อมก่อนฟ้ามืดตามปกติแล้วตำบลเล็กๆ เช่นนี้จะไม่มีกำแพงเมืองจึงไม่น่าจะมีใครยืนยามเฝ้าอยู่หน้าประตูเมืองขบวนพ่อค้าและนักเดินทางที่สัญจรไปมาสามารถเดินทางเข้าออกได้เองตามใจชอบแต่ตอนนี้นางกลับเห็นว่าตำบล เขาล้อมไม่เพียงมีกำแพงเมืองซ้ำยังมีทหารรักษาการณ์ยืนตรวจตราอย่างเข้มงวดอยู่ตรงหน้าประตูเมืองอีกด้วยคนที่เข้าออกจะถูกสอบถามประวัติส่วนตัวแบบละเอียดใครที่มีห่อผ้าติดตัวก็ต้องเปิดให้ตรวจค้นดูแล้วมีเงื่อนงำนัก

เนื่องจากตรวจละเอียดจนเกินไปทำให้ผู้คนออกันอยู่ตรงประตูทางเข้ามีการต่อแถวยาวเหยียดอยู่ด้านนอกประตูเยี่ยนหนิงกวาดสายตาเก็บรายละเอียดรอบกายโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ นางมองฝูงชนที่เข้าแถวสุดท้ายก็เดินไปยืนข้างๆ นายพรานวัยห้าสิบกว่าคนหนึ่งมือของเขาถือคันธนูบนหลังแบกกระบุงเล็กๆ

หญิงสาวเอ่ยปากถามเบาๆ ว่า“ท่านลุงที่นี่คือตำบลเขาล้อมใช่หรือไม่?”

จู่ๆ ก็มีเสียงรื่นหูของสตรีดังขึ้นข้างกายนายพรานเฒ่ารีบหันไปมองเขาเห็นหญิงสาวเยาว์วัยนางหนึ่งกำลังจูงอาชางามสง่ายืนส่งยิ้มพริ้มเพราอยู่ข้างกายตนนายพรานอึ้งไปนานเขาอายุปูนนี้แล้วเกิดมาไม่เคยเจอหญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงามเช่นนี้มาก่อนถึงกับประหม่าตอบตะกุกตะกักไปว่า“ใช่ใช่แล้วที่นี่ก็คือตำบลเขาล้อมแม่นาง...เจ้าไม่ใช่คนแถวนี้สินะ?”

เยี่ยนหนิงส่งยิ้มอ่อนโยนให้ก่อนตอบว่า“ไม่ใช่ข้าเป็นคนของเมืองเหมยพี่สาวเพิ่งแต่งไปอยู่เมืองเฝ่ยเมื่อไม่นานมานี้ข้าอยากไปเยี่ยมญาติจำต้องเดินทางผ่านตำบลเขาล้อมนี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเดินทางตามลำพังคาดไม่ถึงว่าตำบลเล็กๆ อย่างเขาล้อมจะมีกำแพงเมืองกับเขาด้วยซ้ำเข้าออกแต่ละครั้งยังตรวจค้นอย่างละเอียดเข้มงวดยิ่งกว่าเมืองเหมยเสียอีกถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”

ได้ยินคำชมจากนางนายพรานทั้งดีใจและภาคภูมิใจรีบอธิบายอย่างใจดี“ตำบลเขาล้อมของพวกเรารายรอบด้วยป่าเขายามต้นวสันต์มักจะมีสัตว์ร้ายเข้ามาเพ่นพ่านหาอาหารถึงในตำบลเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ทำร้ายคนจึงได้สร้างกำแพงเมืองส่วนที่รักษาการณ์เข้มงวดนั้นเป็นเพราะว่า...”

นายพรานเหลียวซ้ายแลขวากดเสียงให้เบาลงเยี่ยนหนิงพอจะเดาได้ว่าสิ่งที่เขาจะพูดต่อจากนี้คงเป็นเรื่องที่ตนเองอยากรู้จึงรีบประชิดเข้าไปอีกสองก้าวมองอีกฝ่ายอย่างสนใจ

ถูกหญิงสาวแสนสวยจ้องมองตรงๆ แบบนี้ใบหน้าของนายพรานเฒ่าก็แดงวาบไม่อาจแสร้งวางท่าลึกลับได้อีกพูดต่อเสียงเบา“มีโจรปรากฏขึ้นที่ตำบลร่ำลือกันว่าเป็นนางโจรโจรหญิงผู้นี้เก่งกาจในเวลาเพียงครึ่งเดือนนางลอบเข้าไปขโมยของในบ้านคหบดีมาแล้วทุกบ้านกระทั่งจวนขุนนางก็ไปเยี่ยมเยียนมาแล้วพวกข้าราชการในตำบลโมโหจัดสั่งการให้มือปราบทุกนายไปค้นบ้านทุกบ้านในตำบลเขาล้อมคนที่เข้าออกตำบลช่วงนี้ก็ถูกหางเลขไปด้วยทุกคนถูกตรวจค้นอย่างละเอียดเพื่อจะจับตัวโจรหญิงผู้นั้นให้ได้หญิงสาวในตำบลจึงไม่ค่อยออกจากบ้านไปไหนกันแล้ว”

นายพรานพูดพลางมองเยี่ยนหนิงสายตาฉายแววกังวลขึ้นมาทว่าทั้งสองแค่บังเอิญพบเจอกันจะพูดอะไรมากคงไม่ได้ได้แต่กำชับเสียงเบา“แม่นางมาตัวคนเดียวอย่างไรก็... ระวังตัวไว้หน่อยนะ”

เยี่ยนหนิงสอบถามจนรู้สิ่งที่อยากรู้แล้วจึงไม่พูดมากความอีกยิ้มตอบไปว่า“ขอบคุณท่านลุงข้าทราบแล้ว”

พูดจบนางก็พยักหน้าน้อยๆ ให้นายพรานแล้วจูงม้าเดินไปต่อท้ายแถว

ตำบลเขาล้อมนี้ดูท่านางจะยังเข้าไปไม่ได้เสียแล้ว

ใบหน้าเยี่ยนหนิงไร้ปฏิกิริยาใดๆ ยังคงมีสีหน้านิ่งเฉยดุจเดิมแต่ในใจกลับรู้สึกกังวลไม่น้อย

สถานการณ์ในตอนนี้ทำให้นางเดินหน้าก็ไม่ได้ถอยหลังก็ไม่เหมาะหากเข้าไปในตำบลหญิงตัวคนเดียวเช่นนางจะต้องถูกมือปราบสอบถามอย่างหนักแน่ราษฎรทั่วไปแม้จะออกเดินทางไปเยี่ยมญาติ ก็ไม่มีทางปล่อยให้ผู้หญิงออกเดินทางตามลำพังนางจำต้องโกหกว่าเป็นจอมยุทธ์หญิงแต่นางไม่รู้จักสำนักต่างๆ ในยุทธภพหากถูกถามแบบเจาะลึกย่อมต้องมีพิรุธแน่และที่สำคัญกว่านั้นตอนนี้สิ่งที่นางกลัวที่สุดก็คือ‘ความสนใจจากทางราชการ’ นางออกจากบ้านมาได้เกือบสามวันแล้วไม่รู้ว่าท่านพ่อจะส่งคนออกมาตามหาหรือไม่หากไม่ระมัดระวังเผลอทิ้งร่องรอยเอาไว้ก็จะเดินทางต่อยาก

แต่หากไม่เข้าตำบลเขาล้อมเลือกเดินทางอ้อมไปอีกทางก็จำต้องข้ามเขาอย่างน้อยสองลูกเส้นทางบนเขาเดินทางลำบากในป่ามีสัตว์ร้ายและอันตรายมากมายรออยู่เยี่ยนหนิงไม่อยากเลือกเส้นทางนี้

หรืออีกวิธีก็คือรอให้ถึงยามวิกาลแล้วปีนกำแพงเมืองเข้าไปนางอาจอาศัยช่วงเวลากลางคืนเดินทางผ่านตำบลเขาล้อมออกไปก่อนฟ้าจะสว่างตำบลเล็กๆ แบบนี้คงไม่มียอดฝีมือที่รับมือได้ยากหากนางเคลื่อนไหวเร็วหน่อยก็ไม่น่าจะถูกใครจับได้สงสารก็แต่ม้าของนางหากเลือกทำแบบนั้นนางก็ต้องทิ้งมันไว้ในป่าถ้าไม่ถึงขั้นอับจนจริงๆ นางก็ไม่อยากใช้วิธีนี้

เช่นนั้น...ก็เหลือวิธีเดียว

รอ...

รอให้ขบวนพ่อค้าผ่านมาจ่ายเงินเสียหน่อยให้อีกฝ่ายรับนางเป็นพวกอาศัยปะปนกับขบวนพ่อค้าฉวยโอกาสตีเนียนเข้าตำบลไป

เมื่อตัดสินใจได้แล้วเยี่ยนหนิงก็ปฏิบัติการทันทีนางไปหยุดรออยู่ในป่าข้างถนนห่างจากตำบลเขาล้อมออกมาห้าลี้

ผ่านไปหนึ่งชั่วยามฟ้าเริ่มมืดกลับไม่พบขบวนพ่อค้าเลยสักขบวนนางเริ่มรู้สึกหงุดหงิดในใจหรือว่าคืนนี้จะต้องนอนกลางป่าแล้วพรุ่งนี้ค่อยรอต่อ

หรือว่าจะทิ้งม้าแล้วออกเดินทางต่อคืนนี้เลย

นางครุ่นคิดในใจทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเกือกม้ากับเสียงคนดังมาแต่ไกล

เสียงเกือกม้ากระทบพื้นอย่างเชื่องช้าชัดเจนว่าม้าไม่ได้วิ่งทำให้ได้ยินเสียงก่นด่าลอยมาตามลม

เยี่ยนหนิงรวบรวมสติตั้งใจฟัง...

“รีบๆ เดินไปอย่าคิดเล่นลูกไม้อะไรกับข้ามิฉะนั้นจะได้ชิมรสชาติของแส้เป็นแน่”

เสียงที่ดังมาพร้อมกับเสียงม้าก็คือเสียงสะบัดแส้

เยี่ยนหนิงหรี่ตามองปรากฏเงาร่างหลายเงาโผล่ขึ้นมาท่ามกลางแสงสลัวในยามค่ำคืนกำลังตรงมาทางนาง

เยี่ยนหนิงยืนอยู่กับที่ไม่ขยับคนกลุ่มนั้นเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ในที่สุดนางก็เห็นพวกเขาได้ชัดเจนมีชายสามคนบนหลังม้าดูท่าพวกเขาคงไม่ได้เร่งรีบเดินทางสักเท่าไรคนที่ยืนอยู่หน้าสุดปากก็พร่ำด่าไม่หยุดมือหนึ่งถือแส้ม้าอีกมือถือเชือกเส้นหนึ่งที่ปลายอีกด้านของเชือกนั้นจูง... คนหนึ่งคน?

เมื่อคนกลุ่มนั้นใกล้เข้ามาเยี่ยนหนิงจึงเห็นได้ชัดกว่าเดิมเป็นคนจริงๆ แม้เขาจะก้มหน้าจนมองไม่เห็นหน้าตาแต่ดูจากรูปกายที่สูงสง่าและท่าเดินแล้วพอจะดูออกว่าเป็นหนุ่มวัยฉกรรจ์

มีรอยแส้มากมายบนร่างเขาสองมือถูกมัดแน่นไว้ด้านหน้าคนบนม้าคอยกระตุกเชือกอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าชายเคราะห์ร้ายถูกลากให้เดินแบบนี้มานานเท่าใดแล้วสองเท้าเขาเริ่มซวนเซทำท่าจะล้มลงหลายหนดูน่าสงสารยิ่งนัก

คนทั้งสามเดินทางเชื่องช้าทว่าท่าทีแฝงความระแวดระวังเยี่ยนหนิงซ่อนตัวนิ่งอยู่ในดงไม้แต่เมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสามก็รับรู้ถึงตัวตนของหญิงสาว

เยี่ยนหนิงคีบมีดบินไว้ในมือสามเล่มมองตอบคนทั้งสามเงียบๆ คนที่อยู่หน้าสุดเมื่อเห็นชัดว่านางเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวสีหน้าก็ผ่อนคลายลงตะคอกใส่นางอย่างดุร้าย“มองอะไรกันเจ้าหมอนี่ขโมยเงินข้าไปข้าจะจับมันไปส่งให้ทางการเจ้าเป็นสาวเป็นนางทางที่ดีอย่ามายุ่งเรื่องคนอื่น”

เยี่ยนหนิงขมวดคิ้วน้อยๆ เหตุการณ์เบื้องหน้ายังไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่นางย่อมไม่ผลีผลามลงมือจึงไม่เอ่ยปากตอบกำลังจะเบนสายตาออกกลับเห็นว่าคนที่ก้มหน้าถูกลากให้เดินมาโดยตลอดพลันเงยหน้าขึ้นแล้วมองตรงมา

ฟ้ามืดหมดแล้วดวงจันทร์ยังไม่โผล่บนถนนทั้งสายมืดสนิท ยังดีที่เยี่ยนหนิงสายตาดีนางจ้องมองใบหน้าของคนผู้นั้นพลางเก็บรายละเอียด

เขายังหนุ่มแน่นน่าจะอายุราวยี่สิบเศษเพราะถูกลากให้เดินมาตลอดทางเส้นผมจึงหลุดลุ่ยออกจากที่ครอบออกมาหลายปอยผมบางส่วนปกปิดใบหน้าแม้จะเป็นเช่นนี้หญิงสาวก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้ชายผู้นี้รูปงามยิ่งนักงดงามถึงขั้นหล่อเหลาสะท้านเมืองที่เมืองหลวงมีคุณชายสกุลใหญ่มากมายแต่ละคนรูปโฉมโดดเด่นนางเห็นบุรุษหล่อเหลาคมคายมาก็มากทว่ายังไม่มีสักคนที่เทียบเคียงกับชายตรงหน้าผู้นี้ได้

ก่อนหน้านางเห็นเขาแทบจะทรงตัวไม่ไหวแล้วคิดว่าเขาคงเหนื่อยล้าไปทั้งตัวความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้นภายใต้ความมืดของแผ่นฟ้านางไม่สามารถมองเห็นประกายตาของเขาได้ทว่า...กลับรู้สึกถึงความคมเฉียบดุจใบมีดที่ตวัดมายังร่างของตน

เยี่ยนหนิงได้แต่ตะลึงอยู่ในใจอีกฝ่ายเบนสายตาออกใบหน้าด้านข้างดูงดงามสมบูรณ์แบบนางคล้ายว่าจะเห็นมุมปากเย้ายวนของเขาบิดขึ้นเป็นเส้นโค้งจางๆ

เขากำลังยิ้มรึ? เป็นรอยยิ้มเพียงชั่วครู่เยี่ยนหนิงยังไม่ทันได้พิเคราะห์ถึงความนัยที่แอบแฝงเขาก็ก้มหน้าลงอีกครั้งแล้วถูกลากให้เดินหน้าต่อ

เขายิ้มอะไรกัน? เยี่ยนหนิงลองคิดทบทวนอย่างละเอียดหากนางเข้าใจไม่ผิดรอยยิ้มเมื่อครู่นอกจากไม่ได้ขอความช่วยเหลือกลับแฝงด้วยความผิดหวังแฝงด้วย... การเย้ยหยันรึ?

และผู้ที่เขาเย้ยหยันนั้นเป็นตัวเขาเองหรือว่านาง?

เยี่ยนหนิงบังเกิดความใคร่รู้ในชายรูปงามผู้นั้นเสียแล้วดูจากเสื้อผ้าและท่าทางอันสูงส่งเขาต้องไม่ใช่โจรลักเล็กขโมยน้อย

แล้วเขาเป็นใครกัน?

ชายดุร้ายทั้งสามคนดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนดีอะไรอย่างไรเสียตอนนี้นางก็เข้าตำบลเขาล้อมไม่ได้

ถ้าอย่างนั้นลองสะกดรอยตามไปดูสักหน่อยเป็นไร?

เมื่อตัดสินใจแล้วเยี่ยนหนิงก็ผูกม้าไว้กลางป่าส่วนตัวนางก็แอบตามไป

ตอนที่ 2 ใช้สิ้นทุกกลเม็ด(1)

แม้วิชาตัวเบาของเยี่ยนหนิงจะมิอาจเทียบกับซู่ซู่ได้แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับดี

ซ้ำนางยังเป็นคนระวังตัวจึงลอบตามอีกฝ่ายจากระยะไกลเท่านั้นตามหลักแล้วไม่น่ามีใครจับได้

แต่เพราะกลุ่มคนที่นางตามอยู่นั้นพุ่งความสนใจทั้งหมดมาที่ตัวนางก่อนแล้วพวกเขาคอยเงี่ยหูฟังไม่ยอมปล่อยปละละเลยแม้กระทั่งเสียงลมพัดหญ้าไหวจึงสามารถสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวของนางได้

คนทั้งสามที่นั่งอยู่บนหลังม้าผ่อนลมหายใจยาวลอบเช็ดเหงื่อเย็นที่หน้าผากขอบคุณฟ้าดินในที่สุดองค์หญิงก็ตามมาไม่เสียทีที่อุตส่าห์ทรมานเจ้านายของตนขนาดนี้

ผู้ที่เดินนำด้านหน้ารู้สึกถึงแรงกระตุกเบาๆ ที่เชือกเขารีบยืดตัวตรงไม่กล้าชักช้าอีกพยายามแสดงบทบาทชายผู้โหดเหี้ยมต่อไปอย่างเต็มที่

เยี่ยนหนิงไม่รู้เลยว่าตนเองถูกอีกฝ่ายจับได้แล้วนางรู้แค่ว่ากลุ่มคนข้างหน้าเดินช้าลงเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดพักหนึ่งในนั้นพูดขึ้นด้วยความกังวล“พี่ใหญ่นี่ก็ครึ่งค่อนวันแล้วเหตุใดน้องชายของเจ้านี่ยังไม่ตามมาอีกหรือว่าหาเงินไม่ได้เลยไม่กล้ามาหรือว่าจะไปแจ้งทางการแล้ว?”

อีกคนหนึ่งเริ่มกังวลขึ้นมาบ้าง“พี่ใหญ่เราหวังเพียงเงินทอง

ยื้อต่อไปก็ใช่ที่อย่างไรเสียการค้าครั้งนี้ใช่ว่าจะได้เงินมากมายยิ่งปล่อยยาวเรื่องจะยิ่งมากข้าว่า...”

ใจของเยี่ยนหนิงดิ่งวูบถึงอีกฝ่ายจะไม่ได้พูดจนจบแต่ความหมายแสดงเจตนาฆ่าปิดปากไว้ชัดเจน

ดังคาดคนที่ถูกเรียกว่า‘พี่ใหญ่’ หัวเราะเสียงเย็นชา“รออีกหนึ่งชั่วยามหากยังไม่มีใครมาไถ่ตัวมันก็ฆ่าทิ้ง”

อีกสองคนรีบกล่าวยิ้มๆ เอ่ยสำทับ“พี่ใหญ่ฉลาดนัก”

พูดยังไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงดังตึงชายที่ถูกมัดมือล้มลงกะทันหันร่างของเขาฟาดลงกับพื้นไม่ขยับอีกเลย

ทั้งสามอึ้งไปคนที่อยู่ด้านหน้าสุดสะบัดแส้อย่างรำคาญด่าดังลั่น“ลุกขึ้นอย่าแกล้งตาย”

คนที่เพิ่งบอกว่าจะฆ่าปิดปากกระโดดลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็วเดินไปที่ข้างกายชายหนุ่มผลักเขาอยู่สองทีแล้วก็เอามืออังลมหายใจก่อนพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดีนัก“พี่ใหญ่มันดูไม่ค่อยไหวแล้ว”

พอได้ยินอีกฝ่ายพูดเยี่ยนหนิงก็คิดในใจว่าแย่แล้ว

“ซวยแล้ว!” ชายผู้เป็นหัวหน้าร้องเสียงลั่นสะบัดแส้ในมือตะคอกเสียงเย็น“ช่างเถอะฆ่ามันแล้วโยนทิ้งกลางป่าเสียเราจะได้เข้าตำบลเขาล้อมกัน”

“ได้เลย” ชัดเจนว่าทั้งสามคนเคยก่อเรื่องแบบนี้มาไม่น้อย

เมื่อได้รับคำสั่งจากพี่ใหญ่ชายคนหนึ่งก็ชักดาบออกจากเอวเสียงดังขวับฟันฉับลงไปที่หัวของหนุ่มเคราะห์ร้าย

เยี่ยนหนิงใจเต้นโลดรีบล้วงมีดบินจากเอวมาเล่มหนึ่งแล้วซัดออกไปอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากนางไม่ได้ตามติดระยะประชิดเพราะกลัวถูกจับได้ระยะห่างระหว่างเยี่ยนหนิงและชายทั้งสามจึงค่อนข้างมากแม้นางจะซัดไปเต็มแรงแต่มีดบินกลับปักถูกมือผู้ถือดาบเท่านั้นไม่อาจตัดแขนเขาให้ขาดได้

เหตุการณ์เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดทำเอาทั้งสามตกใจยกใหญ่ดาบเล่มนั้นจึงไม่ได้ฟันลงกลางหัวชายที่หมดสติ

“ใคร? ออกมาเดี๋ยวนี้” ทั้งสามดูระแวดระวังยิ่งนักในที่สุดผู้เป็นหัวหน้าก็ตั้งสติได้รีบลากชายที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นขึ้นมาขวางไว้

เบื้องหน้าตนเองทำให้เยี่ยนหนิงไม่อาจใช้อาวุธลับทำร้ายคนกลุ่มนี้ได้อีก

เยี่ยนหนิงได้เปิดเผยตัวตนตั้งแต่ตอนที่ขว้างมีดบินออกไปนางจึงไม่คิดซ่อนตัวอีกในที่สุดนางก็ยอมออกจากที่ซ่อนแสงจันทร์ในคืนนี้นวลสว่างภายใต้แสงจันทร์ร่างเล็กเพรียวบางของนางก้าวเข้ามาบนถนนสายหลักสองมือกอดอกเผชิญหน้ากับคนทั้งสามอย่างเงียบเชียบ

ผู้เป็นหัวหน้าแววตาสั่นไหวเล็กน้อยบังเกิดความชื่นชมองค์หญิงผู้นี้ขึ้นในใจแต่สีหน้าที่แสดงออกไปกลับดุร้าย“เจ้าเองรึ? นังตัวยุ่งที่ข้าพูดไปเมื่อครู่เจ้าฟังไม่รู้เรื่องรึ? หรือว่าเจ้ารู้จักกับเจ้าหนุ่มนี่?”

ทั้งสามได้รับบทเรียนจากความล้มเหลวของกุยอวิ๋นเมื่อคราวที่แล้วกันเต็มๆ ตาจึงจำต้องแสดงเป็นโจรผู้ไร้ความละอายให้สมบทบาทครั้งนี้เจ้านายออกโรงเองหากภารกิจล้มเหลวพวกเขาก็รอถูกเฉือนคอหอยได้เลย

มือของชายที่เป็นหัวหน้ากระชับร่างของตัวประกันส่งเสียงก่นด่าหยาบช้า

ส่วนหนุ่มรูปงามที่เมื่อครู่ยัง‘หมดสติ’ พอถูกดึงทึ้งไปมาในที่สุดก็ฟื้น

เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นเมื่อมองเห็นใบหน้าหญิงสาวตรงหน้าชัดเจนเขาก็หรี่ตาเพ่งมองประกายตาฉายแววประหลาดใจจากนั้นหลับตาลงเอ่ยเสียงเย็นเฉียบทว่าแหบแห้ง“ข้าไม่รู้จักนาง”

เยี่ยนหนิงยักคิ้วเบาๆ ชายผู้นี้ช่างน่าสนใจนักเขาไม่สนหรือว่าการบอกว่าเขากับนางไม่รู้จักกันในยามนี้จะมีผลอย่างไร

รอยยิ้มเย้ยหยันเมื่อครู่ที่แท้ก็เย้ยหยันตัวเองเรอะ

“ไม่รู้จักรึ?” ผู้เป็นหัวหน้าทำสีหน้าไม่เชื่อจ้องมองถุงผ้าที่

เยี่ยนหนิงสะพายบ่าพูดอย่างละโมบ“ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าจะรู้จักกันหรือไม่จะเป็นจอมยุทธ์ทรงคุณธรรมก็ดีหรือว่าวางแผนไว้แต่แรกก็ช่างอย่างไรเสียปล้นคนเดียวก็คือปล้นปล้นสองคนก็คือปล้นเหมือนกันแพะอ้วนพีที่มาหาถึงที่พวกข้าย่อมไม่ปล่อยไปอยู่แล้ว”

ชายที่ถูกมีดบินของเยี่ยนหนิงปักใส่กุมข้อมือไว้กล่าวสำทับว่า“พี่ใหญ่พูดถูกที่จริงพวกเราหวังเพียงทรัพย์เท่านั้นเจ้าจงโยนถุงผ้ามาพอได้เงินแล้วเราก็จะไม่ทำร้ายเจ้าแม้แต่เจ้าหนุ่มนี่ก็ยกให้เจ้าได้ว่าอย่างไรเล่า?”

เยี่ยนหนิงมีหรือจะยอมทำตามจะโทษก็ต้องโทษที่พวกเขาแสดงบทบาทได้เหนือเมฆจนเกินไปในสายตาของหญิงสาวตอนนี้พวกเขาเป็นโจรใจโฉดที่แสนจะอำมหิต

เห็นว่านางไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบทั้งสามก็เริ่มร้อนรนผู้เป็นหัวหน้าพาดดาบบนบ่าของจวงจูเหยียนกล่าวอย่างโมโห“รีบโยนถุงผ้ามาเร็วมิฉะนั้นอย่าหาว่าดาบข้าไม่มีตานะ”

ดาบเล่มนั้นคมจริงๆ เฉียดคอเพียงไม่กี่ทีก็ปรากฏรอยเลือดขึ้นหลายจุดบนลำคอของเหยื่อ

“...”

ทั้งสามยังคงแสดงท่าทางโหดเหี้ยมแต่แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นในใจภาวนาไม่หยุด

ไม่ไหวแล้ว... รีบตอบรับเสียทีเถอะ!

ขณะที่ทั้งสามเริ่มท้อใจไม่รู้จะทำเช่นไรดีเยี่ยนหนิงก็เคลื่อนไหวในที่สุดนางปลดถุงผ้าที่สะพายอยู่บนบ่าออกโยนไว้บนพื้นที่ห่างจากปลายเท้าของนางสามวา

นางคำนวณเอาไว้แล้วระยะเท่านี้หากพวกมันส่งคนมาเอาถุงผ้าละก็มีดบินของนางจะสามารถตัดเส้นเอ็นทั้งมือและขาของมันคนใด

คนหนึ่งได้ในเสี้ยวอึดใจนางจะได้จับมันมาเป็นตัวประกันใช้ชีวิตแลกชีวิตหากโจรร้ายไม่ยอมมาเอาสั่งให้นางโยนถุงผ้าใกล้เข้าไปอีกนางก็จะอาศัยโอกาสที่เดินหน้าลงมือจัดการพวกมันอย่างไรเสียขอเพียงกระชับระยะห่างได้นางก็พอมั่นใจว่าตนสามารถสู้กลุ่มคนตรงหน้าได้ด้วยตัวคนเดียว

‘โจรร้าย’ ทั้งสามจ้องถุงผ้าของหญิงสาวเขม็งทอดถอนใจพร้อมกันองค์หญิงผู้นี้ช่างดื้อเสียจริงจะโยนถุงผ้ามาอย่างว่าง่ายควักเงินในตัวออกมาให้หมดแล้วก็ให้โอกาสเจ้านายพวกเขาได้‘ตอบแทน’ อย่างเชื่องๆ ไม่ได้เชียวหรือ

ในขณะที่บรรยากาศคุมเชิงระหว่างทั้งสองฝ่ายพุ่งทะยานถึงขีดสุดนั้นพลันบังเกิดเสียงเกือกม้าเร่งร้อนดังมาบนถนนแสงไฟสว่างไสวทำให้เห็นชัดเจนว่ามีคนกลุ่มหนึ่งพุ่งมาทางนี้สถานการณ์มืดมนจึงกลับกลายเป็นคึกคักทันที

ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่ดังมาจากอีกฟากถนนเยี่ยนหนิงไม่รู้สึกดีใจกลับยิ่งกังวลว่าทั้งสามจะเป็นสุนัขจนตรอกกระโดดกำแพงชิงสังหารเหยื่อแล้วหลบหนีนางค่อยๆ เคลื่อนไหวปลายนิ้วไปแตะที่เอวฉวยโอกาสที่ทั้งสามยังไม่ทันสังเกต

จวงจูเหยียนที่ก้มหัวแสร้งวางท่าอ่อนแอมาโดยตลอดเป็นผู้เดียวที่เห็นการเคลื่อนไหวตรงปลายนิ้วของหญิงสาวดวงตาเฉียบคมของเขาหรี่ลงเล็กน้อยอาศัยราตรีที่มืดสนิทกับเสียงเกือกม้าอันวุ่นวายช่วย

กลบเกลื่อนเขาแสร้งทำเป็นดิ้นทุรนทุรายและแอบกระซิบใส่หูชายผู้เป็นหัวหน้าไปในขณะเดียวกัน

หัวหน้าโจรเรียกค่าไถ่สีหน้าพลันร้อนรนและหงุดหงิด“มีคนมาแล้วต้องเป็นพรรคพวกของเจ้าหนุ่มนี่แน่เราไปกันเถอะ”

เยี่ยนหนิงได้ยินเสียงตะคอกก็พุ่งเข้าหาตัวประกันหัวหน้าโจรรีบโยนตัวประกันมาทางหญิงสาวท่ามกลางเหตุการณ์ฉุกละหุกนางรู้สึกว่ามีเงาดำวูบไหวผ่านร่างและถูกบางอย่างกระแทกใส่ทำให้นางเซล้มลงแผ่นหลังกระแทกพื้นอย่างแรง

หญิงสาวขยับไม่ได้ไปชั่วขณะโจรทั้งสามฉวยโอกาสเก็บถุงผ้าบนพื้นขึ้นม้าแล้วควบหนีไป

ความเจ็บปวดที่หลังยังไม่ทันคลายตัวเยี่ยนหนิงก็รู้สึกหายใจ

ไม่ออกในจังหวะถัดมาชายที่ทับตัวนางอยู่มิใช่ว่าก่อนหน้านี้มีเรือนร่างโปร่งบางหรอกหรือ? เหตุใดตอนนี้ถึงได้หนักนักเล่าหากไม่ใช่เพราะกลิ่นคาวเลือดที่ปลายจมูกร่องรอยแส้เต็มตัวท่าทางจะตายมิตายแหล่แล้วละก็เยี่ยนหนิงคงจะถีบชายตรงหน้าให้กระเด็นออกไปแล้วลูกผู้ชายคนหนึ่งเหตุใดถึงไร้ประโยชน์ได้เพียงนี้เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อจริงๆ

คนที่ถูกมองว่าเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อขณะนี้กำลังอารมณ์ดีนักเขากำลังทำหน้าที่เหนี่ยวรั้งนางเอาไว้อย่างเต็มที่เรือนร่างสูงเพรียวทับเยี่ยนหนิงไว้ด้านล่างจนมิด

ฉู่สือเก่งมากคำนวณเวลาได้แม่นยำพาผู้คนรีบรุดมาทว่าเมื่อเขาเห็นสองร่างที่นอนซ้อนกันอยู่บนพื้นก็รู้สึกมึนงงมันไม่ใช่ที่คุยกันไว้แต่แรกเลยนี่จวงจูเหยียนจะเล่นบทโหดเกินไปหน่อยหรือไม่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกก็ขึ้นคร่อมองค์หญิงเสียแล้วไม่ค่อยดีกระมัง

เฉินซีกุยอวิ๋นและพรรคพวกที่อยู่ด้านหลังฉู่สือพากันเบิกตาโต

หรือว่าพวกเขาจะมากันผิดเวลา?

ถอยกลับไปตอนนี้ยังทันหรือไม่?

ชายหนุ่มที่นอนทับอยู่ด้านบนกำลังหายใจรดต้นคอนางหากไม่ออกแรงเต็มที่ไม่มีทางผลักแผ่นอกที่ดูหลอกตาว่า‘ผอมบาง’ ให้ออกห่างไปได้ร่างของนางถูกเขากักขังไว้ในอ้อมแขนแค่นี้เยี่ยนหนิงก็เสียหายมากพอแล้วคาดไม่ถึงว่าพอมีคนนอกมากลับไม่มีใครคิดจะช่วยเหลือทุกคนมัวแต่ยืนตะลึงตาค้างห้อมล้อมร่างทั้งสองเหมือนทำอะไรไม่ถูก

ที่เยี่ยนหนิงใช้มีดบินได้เชี่ยวชาญเหตุผลหนึ่งก็มาจากเรื่องกำลังภายในอีกเหตุผลก็คือนางมีแรงแขนมหาศาล

บัดนี้องค์หญิงที่มีเรี่ยวแรงยิ่งกว่าชายอกสามศอกเริ่มอายจนโกรธ

พอโกรธจัดก็เริ่มหัวฟัดหัวเหวี่ยง

ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของชายทั้งหมด‘ร่างหนึ่ง’ ก็ถูก

องค์หญิงเหวี่ยงออกมาด้วยความโมโห

เสี้ยวจังหวะที่จวงจูเหยียนถูกโยนลงกับพื้นดวงตาดำขลับของเขาฉายแววไม่อยากจะเชื่อเขาปรายสายตาเย็นชามองไปก็เห็น

เยี่ยนหนิงลุกขึ้นมาสะบัดชายเสื้อเนื้อตัวมอมแมมใบหน้าของนางแดงไปทั้งแถบไม่รู้เป็นเพราะอายหรือโกรธแต่กลับแสร้งทำท่าเฉยเมยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเห็นดังนั้นแล้วเพลิงโทสะในใจของจวงจูเหยียนก็จางลงอย่างประหลาด

ฉู่สือได้สติคืนมาก่อนใครเขาพุ่งเข้าไปประคองจวงจูเหยียนที่นอนอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้นนั่งรีบพูดว่า“พี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง?”

เห็นจวงจูเหยียนมีสภาพน่าอเนจอนาถเช่นนี้ฉู่สือก็รู้สึกมีความสุขบนความทุกข์ของอีกฝ่ายแวบหนึ่งแต่เมื่อเห็นคราบเลือดบนคอของจวงจูเหยียนชัดเจนแววตาของเขาก็มืดลง

จวงจูเหยียนเห็นสายตาฉู่สือจึงตอบเสียงเบา“ข้าไม่เป็นไร”

เมื่อฉู่สือแน่ใจว่าแผลที่คอจวงจูเหยียนไม่ได้หนักหนาก็กล่าวอย่างรีบร้อนต่อไปว่า“บาดเจ็บหนักขนาดนี้ยังจะบอกว่าไม่เป็นไร

อีกเรื่องมันเป็นอย่างไรกันแน่? แล้วโจรพวกนั้นล่ะ?” พูดเสร็จก็ทำท่าเหลียวซ้ายแลขวาสุดท้ายก็เคลื่อนสายตามาหยุดที่ร่างของเยี่ยนหนิง“แล้วแม่นางผู้นี้คือ...”

ตอนนี้จวงจูเหยียนกำลังรับบท‘บาดเจ็บหนัก’ ทำได้เพียงตอบกลับอย่างอ่อนเพลีย“นางมาช่วยข้า”

แววตาฉู่สือที่มองดูเยี่ยนหนิงเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื้นตันทันที“ที่แท้แม่นางก็คือผู้ที่ช่วยพี่ชายข้านี่เองขอบคุณเหลือเกิน”

เยี่ยนหนิงตบฝุ่นที่ติดตามตัวออกรู้สึกไม่ได้เจ็บหลังมากสักเท่าไรแล้วนางพยายามสงบจิตสงบใจกวาดสายตามองชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าอยู่รอบหนึ่งแล้วจึงเอ่ยปากถาม“ตกลงพวกเจ้าเป็นใครกันแน่?”

หญิงสาวมีน้ำเสียงไม่ดีนักทว่าฉู่สือไม่นึกถือสาอธิบายว่า

“พวกข้าเป็นชาวเมืองเพ่ยก่อนหน้านี้เพิ่งเจรจาการค้าที่เมืองเหมยสำเร็จได้รับเงินมัดจำมาไม่รู้พวกโจรรู้ได้อย่างไรระหว่างเดินทางกลับผ่านเขตป่ากลุ่มโจรก็มาลอบโจมตีชิงเงินไปยังไม่พอซ้ำจับตัวพี่ชายของข้ามาอีกพวกมันบีบให้ข้ากลับไปเบิกเงินจากร้านแลกเงินที่เมืองเหมยเพื่อมา

ไถ่ตัวพี่ชายตัวข้าไร้วรยุทธบ่าวรับใช้ที่ตามมาก็ล้วนบาดเจ็บข้ากลัวว่าถึงจ่ายเงินไปก็คงช่วยพี่เอาไว้ไม่ได้จึงไปจ้างองครักษ์ที่เมืองเหมยแล้วรีบตามมาเสียเวลาไปครึ่งค่อนวันยังดีที่พี่ชายมาเจอแม่นางผู้มีจิตใจสูงส่งเข้าจึงไม่เป็นอะไร”

เยี่ยนหนิงฟังพลางมองกลุ่มคนที่ด้านหลังของผู้พูด

ชายอ่อนวัยในชุดบ่าวรับใช้คนหนึ่งก้มหน้างุดทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยบาดแผลแล้วยังมีชายร่างกำยำสายตาเฉียบคมอีกสี่คนที่ยืน

รายล้อมดูท่าจะเป็นองครักษ์ที่จ้างมา

กุยอวิ๋นที่ได้รับบทเป็นเด็กรับใช้พอเจอสายตาเยี่ยนหนิงเข้าก็ขนลุกเหงื่อผุดไปทั้งตัวเพื่อปกปิดรอยแผลที่ไหล่เขาจึงกรีดแผลเล็กๆ เพิ่มให้ตนเองอีกหลายแผลแสร้งทำเหมือนถูกโจรทำร้ายเขากลัวจะถูกองค์หญิงจำได้ยังดีที่เยี่ยนหนิงปรายตามองปราดเดียวก็เบนสายตาออกนางก้มหน้าหาของบางอย่างบนถนนแทน

ฉู่สือเห็นแต่แรกแล้วว่าถุงผ้าบนตัวเยี่ยนหนิงหายไปแต่แสร้งทำเป็นถามอย่างไม่รู้“แม่นางกำลังหาอะไรอยู่หรือ?”

“ถุงผ้า” เยี่ยนหนิงตอบกลับ

เหล่าองครักษ์ถือคบเพลิงในมือทำให้เห็นสภาพบนถนนชัดเจนมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าไม่มีถุงผ้าอยู่บนพื้น

เยี่ยนหนิงเองก็คงรู้แล้วเช่นกันฉู่สือรีบพูดสิ่งที่เตรียมมาแต่แรก“เพื่อช่วยพี่ชายของข้าแม่นางจึงถูกโจรพวกนั้นชิงถุงผ้าไปพวกข้ารู้สึกผิดยิ่งนักแม่นางจะไปไหนหรือ? เชิญแม่นางไปกับพวกข้าเถอะพวกข้าจะได้ตอบแทนบุญคุณแม่นางที่ช่วยชีวิต...”

ฉู่สือยังไม่ทันได้พูดจบเยี่ยนหนิงก็ตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ไม่ต้องหรอกก็แค่เสียเสื้อผ้าไปไม่กี่ชุดกับเงินอีกส่วนหนึ่งเท่านั้น”

อย่าทำแบบนี้สิที่พวกเขาลงแรงขนาดนี้ก็เพื่อไม่ให้นางเหลือเงินติดตัวไปไหนไม่ได้ติดหนี้บุญคุณกันและกันต่อไปจะได้ร่วมทางกันอย่างราบรื่นอย่าตัดบทง่ายๆ อย่างนี้สิ

ฉู่สือกำลังจะเอ่ยปากพูดต่อพลันได้ยินเสียงไพเราะกล่าวอย่างเรียบง่าย“พวกเจ้าให้ข้าสักสามร้อยตำลึงเงินก็พอแล้ว”

“...”

ฉู่สือรู้สึกเหมือนมีก้างปลาค้างอยู่กลางลำคอในทันใดกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ตอนที่ 2 ใช้สิ้นทุกกลเม็ด(2จบตอน)

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อยังดีที่คนบางคนหัวไวปัญญาดีคนผู้นั้น‘อดทนต่อความเจ็บปวด’ ฝืนเงยหน้ามองเยี่ยนหนิงสีหน้าซีดขาวก็จริงทว่าประกายตากลับกระจ่างใสเขาเอ่ยปากเสียงทุ้ม“เงินที่ข้ามีติดตัวถูกโจรชิงไปหมดแล้วตอนนี้ไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้นไว้ถึงเมืองเฝ่ยที่มีร้านแลกเงินข้าจะรีบนำมาชดใช้ให้แม่นาง”

ไม่มีเงินยังจะตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตอีกเยี่ยนหนิงเริ่มรำคาญยังดีที่นางพกตั๋วเงินติดตัวตลอดเสียถุงผ้าไปอันที่จริงก็เสียหายไม่มากนักนางไม่อยากเกี่ยวพันกับพวกเขามากจึงตอบว่า“ช่างเถอะ”

พอเยี่ยนหนิงกล่าวว่า‘ช่างเถอะ’ ด้วยความใจกว้างกลับทำชายกลุ่มใหญ่ใจร่วงลงตาตุ่ม

จวงจูเหยียนมีสีหน้าดำคล้ำลงทันที

ฉู่สือยังคงพูดกล่อมต่อไปแบบไม่ยอมแพ้“แม่นางอย่าได้เกรงใจเลยเงินพวกนี้พวกข้าควรต้องคืนให้ท่านอยู่แล้วแม่นางออกมาข้างนอกตัวคนเดียวคงจะลำบากนัก...”

ตอนแรกเยี่ยนหนิงคิดจะหมุนตัวจากไปอยู่แล้วพอได้ยินคำว่า‘ตัวคนเดียว’ เข้าก็เพิ่งนึกถึงสาเหตุที่ตนเองต้องมาอยู่กลางป่าขึ้นมาได้นางตั้งใจจะรอขบวนคาราวานพ่อค้าอยู่ไม่ใช่รึ? ขบวนคาราวานของพ่อค้าโดยทั่วไปพอให้เงินก็มักยินยอมรับผู้คนมาร่วมขบวนได้กลัวแต่ว่าพอเจ้าหน้าที่สอบถามขึ้นมาคนประเภทพ่อค้าอาจจะเปิดโปงนางเพราะกลัวจะเกิดเรื่องยุ่งยากแต่ถ้าเป็นคนกลุ่มนี้นางจะอยู่ในฐานะ‘จอมยุทธ์ผู้มีพระคุณ’ พวกเขาไม่น่าจะเปิดโปงนางแน่

พอคิดได้เช่นนี้กลุ่มคนตรงหน้าจึงไม่ดูเกะกะสายตาสักเท่าไรประกายตาของนางสว่างขึ้นเล็กน้อยกล่าวยิ้มๆ “อันที่จริง... มีวิธีอื่นให้พวกเจ้าตอบแทนบุญคุณของข้าได้”

ฉู่สือเห็นว่านางผ่อนคลายท่าทีจึงรีบพูดว่า“เชิญแม่นางกล่าวมาได้เลย”

เยี่ยนหนิงเองก็ไม่อ้อมค้อมพูดตรงประเด็น“ตำบลเขาล้อมมีโจรสาวที่ทางการกำลังค้นหาตัวกันจ้าละหวั่นข้าเป็นหญิงตัวคนเดียวหากโผงผางเดินเข้าไปจะต้องถูกสอบสวนมากความแน่ข้าขอรบกวนเดินทางเข้าไปพร้อมกับพวกเจ้าขอเพียงบอกว่าข้ามากับพวกเจ้าก็พอแล้ว

อย่าปล่อยให้พวกมือปราบจับสังเกตข้าได้พอออกจากตำบลเขาล้อมแล้วบุญคุณระหว่างเราให้ถือว่าหายกัน”

มีโจรสาวโผล่มาที่ตำบลเขาล้อมด้วยรึ? นี่มันโอกาสฟ้าประทานชัดๆ แม้แต่สวรรค์ก็ยังเข้าข้างพวกเขาชายหนุ่มกลุ่มใหญ่ต่างพากันขอบคุณฟ้าดินอยู่ในใจฉู่สือย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสอันดีเขาส่งรอยยิ้มเจิดจ้าให้เขี้ยวเสือในปากเปล่งประกายวาววับ“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เทียบกับบุญคุณที่แม่นางช่วยชีวิตพี่ชายของข้าไว้นี่มันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเชิญแม่นางร่วมทางไปด้วยกันให้สบายใจเถิด”

เยี่ยนหนิงพอใจกับท่าทีของฉู่สือมากถึงขนาดยิ้มชื่นชมเขาอย่างไม่ตระหนี่เลยทีเดียว

ฉู่สือแสร้งถามต่อ“ยังไม่ทราบชื่อแซ่ของแม่นางเลย”

เยี่ยนหนิงกำลังจะเอ่ยปากพอคิดไปคิดมา... แซ่‘เยี่ยน’ ถือเป็นแซ่ของฮ่องเต้แคว้นฉงเยว่ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากเมืองห้วนเฉิงมากนักเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องยุ่งยากอย่าเพิ่งเปิดเผยชื่อตนเองจะดีกว่านางคิดแล้วตอบว่า“หนิงเยี่ยน”

“...” รอยยิ้มที่มุมปากฉู่สือแทบจะหุบไม่อยู่องค์หญิงจะมักง่ายไปไหม? แค่สลับอักษรเองนี่นะไม่จริงใจเอาเสียเลย

เมื่อตำหนิในใจแล้วฉู่สือก็กุมมือคำนับอย่างมีมารยาทกล่าวยิ้มๆ “ข้า...ฉู่สือ”

จากนั้นฉู่สือก็ทำเป็นเขี่ยเส้นผมที่ปิดหน้าจวงจูเหยียนออกเมื่อจงใจเปิดเผยใบหน้ามารร้ายแล้วจึงค่อยยิ้มแนะนำว่า“พี่ชายของข้า... จวงจูเหยียน”

เยี่ยนหนิงพยักหน้าไม่ได้มองจวงจูเหยียนเลยสักนิด“รีบไปเถอะมืดขนาดนี้แล้วไม่รู้จะยังเข้าตำบลเขาล้อมได้หรือเปล่า”

พูดจบนางก็เดินนำเข้าป่าไปหาม้าของตน

ฉู่สือกระแอมไอหันไปมองเลือดที่เปรอะเต็มคอจวงจูเหยียนไม่รู้จะหัวเราะเยาะหรือเห็นใจดีเพิ่งจะรู้จักกันแท้ๆ ก็ทุ่มเทขนาดนี้ไหนจะแผลจากแส้ไหนจะเลือดออกปรากฏว่าที่ลงทุนลงแรงไปทั้งหมดฝ่ายหญิงไม่แยแสเสียด้วยซ้ำหวังจะได้รับความเชื่อใจจากองค์หญิงคงยากพอๆ กับหาทางปีนขึ้นฟ้าเลยทีเดียว

ชีวิตต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรนะ?

สายตาของทุกคนที่มองไปทางจวงจูเหยียนล้วนเปี่ยมไปด้วยความเห็นใจแต่เขาทำเพียงลูบคอจ้องมองแผ่นหลังเยี่ยนหนิงไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่

เยี่ยนหนิงกลับเข้าไปในป่าใช้เวลาหาม้าของนางอยู่ครู่เดียวก็จูงมันกลับมาบนถนนแล้วขึ้นขี่เมื่อนางกลับมาปรากฏตัวต่อหน้ากลุ่มของฉู่สืออีกครั้งพบว่าพวกเขาจัดการทำแผลให้กับจวงจูเหยียนเรียบร้อยแล้วซ้ำยังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตอนนี้ดูไม่ออกแม้แต่น้อยว่าชายหนุ่มตรงหน้าเคยบาดเจ็บหนักจะมีก็แค่สีหน้าที่ดูซีดขาวไปบ้างแบบนี้ก็ดีตอนเข้าเมืองจะได้ไม่ต้องอธิบายอะไรกับมือปราบมากนัก

“ไปกันเถอะ” เยี่ยนหนิงกำลังเตรียมจะควบม้าไปทางตำบลเขาล้อมกลับพบว่าคนทั้งกลุ่มไม่มีใครขึ้นม้าสักคนทุกคนกำลังจ้องนางตาเขม็ง

เยี่ยนหนิงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีถามเสียงเย็นว่า“มีอะไรหรือ?”

ฉู่สือเผยรอยยิ้มที่คิดไปเองว่าน่ารักที่สุดพูดอย่างเป็นมิตร

“แม่นางหนิงรบกวนให้พี่ชายของข้านั่งม้าตัวเดียวกับท่านได้หรือไม่?”

“ไม่ได้”

ฉู่สือทำสีหน้าตรอมตรมอธิบายเสียยืดยาว“แม่นางหนิงข้าเองรู้ดีว่าคำขอนี้มันมากเกินไปแต่ท่านก็เห็นแล้วว่าเราไม่มีม้าเหลือแล้วฝั่งของข้าล้วนเป็นบุรุษตัวหนาร่างใหญ่ให้คนสองคนนั่งเบียดบนม้าตัวเดียวอย่าว่าแต่คนที่เห็นจะทนไม่ได้เลยม้าก็มิอาจทนรับน้ำหนักไหวแม่นางหนิงรูปร่างเพรียวบางพี่ชายข้าก็ผอมบางพวกท่านร่วมขี่ม้าตัวเดียวกันจะเป็นการดีที่สุดพวกเราต่างเป็นบุตรหลานจอมยุทธ์อย่าได้มากพิธีต่อกันนักเลยขอแม่นางหนิงได้โปรดช่วยเหลือด้วย”

ฉู่สือดูอย่างไรว่าจวงจูเหยียนผอมบาง? เยี่ยนหนิงอยากจะพ่นลมออกทางจมูกนางเบนสายตาไปมององครักษ์ร่างกำยำบึกบึนที่เหลืออยู่แม้ยากจะยอมรับแต่ที่ฉู่สือพูดมาก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผลเสียทีเดียว

คนร่างใหญ่สองคนขี่ม้าตัวเดียวกันคาดว่าม้าธรรมดาทั่วไปคงจะวิ่งไม่ไหวแน่ แต่จะให้นางมาขี่ม้าตัวเดียวกับหนุ่มแปลกหน้ารึ

ขณะที่เยี่ยนหนิงยังมัวลังเลอยู่ก็มีเสียงบุรุษทุ้มต่ำแฝงความรำคาญดังขึ้น“จากที่นี่ไปถึงตำบลเขาล้อมก็แค่สามสี่ลี้ชั่วระยะจิบชาถ้วยเดียวก็ถึงแล้วมามัวพิรี้พิไรทำไมกันถ้าหยุดคิดแล้วออกเดินทางก็คงจะถึงแล้ว”

เยี่ยนหนิงโกรธจนยิ้มขอร้องผู้อื่นยังกล้าใช้ท่าทีหยิ่งยโสเช่นนี้อีกนางเพิ่งเคยเห็นนะนี่

ฉู่สือมองค้อนจวงจูเหยียนทีหนึ่งพยายามระงับบรรยากาศตึงเครียดที่เริ่มก่อตัวเขากล่าวยิ้มๆ “ใช้แล้วๆ ขืนค่ำไปกว่านี้ประตูเมืองคงปิดแน่เพื่อส่วนรวมคงต้องลำบากแม่นางหนิงแล้วล่ะ”

ฟ้ามืดลงทุกทีหากไม่อยากนอนกลางดินกินกลางทรายก็ต้องรีบเดินทางเยี่ยนหนิงมองดูท่าทีหยิ่งผยองของจวงจูเหยียนแล้วไม่รู้คิดอะไรขึ้นมาดันพยักหน้ารับ“ได้สิข้าคงต้องยอมลำบากหน่อยล่ะนะคุณชายจวงท่านอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเสียขนาดนี้เชิญนั่งด้านหน้าเถอะ”

เยี่ยนหนิงพูดจบก็เขยื้อนถอยหลังเปิดที่ว่างตรงด้านหน้าให้

ซ้ำยังยื่นมือมาหาจวงจูเหยียนท่าทีองอาจผึ่งผายของนางหากคนทำเป็นบุรุษละก็คงน่าหวั่นไหวไม่น้อยแต่นี่นางเป็น...

ทุกคนในที่นั้นตะลึงงันจนปากอ้าตาค้างให้... ให้เจ้านายนั่งด้านหน้าน่ะนะ?

พอนึกภาพตอนที่เจ้านายนั่งอยู่ด้านหน้าเยี่ยนหนิงโอบเขาไว้ในอ้อมแขนขี่ม้าไปกันสองคนแล้วทุกคนต่างก็เหงื่อไหลทะลักแผ่นหลัง

พวกเขาถึงขนาดไม่กล้าเบือนหน้าไปมองสีหน้าจวงจูเหยียน

ก็ดีที่พวกเขาไม่ได้หันมามองมิฉะนั้นคงจะตกตะลึงที่พบว่าเจ้านาย

พวกเขานอกจากจะไม่โกรธแล้วดวงตาที่มักนุ่มลึกยากจะหยั่งคู่นั้น

ฉายแววระรื่นเล็กๆ ที่เห็นได้ยากนักอีกด้วย

“อย่าลำบากแม่นางเลยดีกว่า” จวงจูเหยียนเอ่ยเสียงเย็นทว่าแฝงด้วยรอยยิ้ม

ผู้ติดตามได้ยินประโยคนี้ก็หันมองเจ้านายเห็นอีกฝ่ายปีนขึ้นหลังม้าแล้วนั่งอยู่ด้านหลังเยี่ยนหนิงอย่างมั่นคง

เยี่ยนหนิงเองก็ไม่ได้ไล่ให้เขาลงไปเพียงร้องฮึออกมาคำหนึ่ง“ตามใจเจ้าถ้าตกม้าตายอย่าโทษข้าล่ะ” พูดยังไม่ทันขาดคำเยี่ยนหนิงก็สะบัดแส้ม้าพุ่งออกไปทันทีดุจลูกศรที่พุ่งออกจากคันธนู

เมื่อรู้สึกว่าคนข้างหลังผงะหงายไปด้านหลังเพราะแรงกระชากหญิงสาวก็อดที่จะอารมณ์ดีไม่ได้มุมปากของนางบิดเป็นเส้นโค้งน้อยๆ น่าเสียดายย่ามใจได้ไม่นานเอวก็พลันแน่นวูบขึ้นท่อนแขนเปี่ยมพลังโอบเอวนางไว้อย่างใจกล้า

เยี่ยนหนิงทำตัวแข็งไม่เคยมีใครกล้าปฏิบัติเช่นนี้กับนางมาก่อนสมองหญิงสาวว่างเปล่าขาวโพลนไปชั่วขณะใครคนนั้นก็ยังขยับกายมาประชิดเหมือนคนได้คืบจะเอาศอกแนบอกเข้ากับแผ่นหลังของนาง

อุณหภูมิร่างกายที่ร้อนรุ่มกล้ามเนื้อแข็งแกร่งทำให้หญิงสาวคืนสติในที่สุดตะโกนเสียงดังออกไปทันควัน“ปล่อยมือเดี๋ยวนี้!”

“ข้าไม่อยากตกม้าตาย” คนข้างหลังมีแรงแขนมหาศาลแต่เสียงที่ดังข้างหูกลับแผ่วเบาจนแทบจะหายไปกับสายลมเหมือนว่าเขาได้รวบรวมแรงทั้งหมดในร่างมาไว้ที่แขนทั้งหมดแล้ว

เยี่ยนหนิงบันดาลโทสะแต่ก็ไม่กล้าโยนเขาลงจากม้าที่กำลังพุ่งทะยานยังดีที่ระยะสามถึงสี่ลี้นั้นสั้นนักสำหรับม้าเร็วฝีเท้าดีของนางเยี่ยนหนิงยังไม่ทันได้ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับชายที่ดื้อดึงทั้งขบวนก็มาถึงตำบลเขาล้อมแล้ว

ม้าผ่อนความเร็วลงมือที่โอบเอวอยู่ชักกลับไปขณะที่เยี่ยนหนิงลอบถอนใจโล่งอกนางก็ไม่ลืมคิดบัญชีไว้ในใจนางจะต้องหาโอกาสเอาคืนเขาให้ได้

กำแพงและหอคอยตำบลเขาล้อมถูกสร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายความแข็งแกร่งทนทานมิอาจเทียบได้กับเมืองเหมยกำแพงสูงไม่ถึง

สองวาอาจทำได้เพียงป้องกันสัตว์ป่าเท่านั้น

หลายวันมานี้ทางการคุมเข้มเรื่องการตรวจคนเข้าออกตำบลเขาล้อมเองก็มีชาวบ้านทำอาชีพนายพรานมากกว่าจะตรวจทีละคนจนเสร็จก็กินเวลาจนฟ้ามืด

ระหว่างที่เหล่าขุนนางกำลังเตรียมปิดประตูเมืองพลันได้ยินเสียงเกือกม้าดังมาเป็นขบวนพวกเขาอดหงุดหงิดใจไม่ได้จึงหรี่ตามองกลุ่มคนมาใหม่ด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจนักส่งเสียงตะคอกใส่“พวกเจ้าเป็นใครกันเหตุใดมาเข้าประตูเมืองเอาค่ำมืดป่านนี้?”

ฉู่สือกระโดดลงจากม้าเดินไปหาคนถามยัดถุงเงินใส่มืออีกฝ่ายก่อนเป็นอันดับแรกอธิบายยิ้มๆ ว่า“ใต้เท้าพวกเราเป็นพ่อค้าจากเมืองเพ่ยเพิ่งจะเจรจาการค้าที่เมืองเหมยสำเร็จเมื่อหลายวันก่อนต้องรีบกลับไปเตรียมสินค้าจึงได้เร่งเดินทางทั้งกลางวันกลางคืนการค้าการขายไม่ใช่เรื่องที่เจรจาตกลงกันได้ง่ายๆ ขอใต้เท้าโปรดเห็นใจด้วย”

ลองชั่งดูน้ำหนักถุงเงินด้วยมือทหารยามมีท่าทางพอใจนักเขามองใบหน้าอ่อนเยาว์ของฉู่สือแล้วก็ตอบเสียงเอื่อย“พ่อค้ารึ? ดูไม่ค่อยเหมือนนะ? เจ้าเป็นหัวหน้ารึ?”

ฉู่สือเข้าใจความนัยของทหารยามโดยพลันรีบโบกมือปฏิเสธ“ใต้เท้าเข้าใจผิดแล้วหัวหน้าของเราคือพี่ใหญ่ของข้า” พูดจบก็ชี้ไปทางจวงจูเหยียนกดเสียงให้ต่ำลงยิ้มเอียงอายแล้วกล่าวว่า“คือ...พี่ใหญ่ของข้าบังเอิญติดหวัดจากใครมาก็ไม่รู้ข้าเลยอาสามาเป็นหัวหน้าขบวนให้ก่อน”

เหล่าทหารยามมองไปตามทางที่ฉู่สือชี้ก็เห็นบุรุษร่างสูงโปร่งสง่าผ่าเผยผู้หนึ่งกำลังนั่งเอนร่างพิงกับแผ่นหลังสตรีนางหนึ่งสองตาของเขาหรี่ลงนิดๆ สีหน้าดูย่ำแย่เซื่องซึม

ข้าราชการหญิงนางหนึ่งหยุดสายตาไว้ที่ใบหน้าหญิงสาวบนหลังม้าสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที“พวกเจ้ามาเจรจาค้าขายเหตุใดถึงพาผู้หญิงมาด้วยเล่า?” คำถามของนางทำให้ทหารยามที่เฝ้าประตูใบหน้าเปลี่ยนสี

ฉู่สือทำเป็นไม่สังเกตเห็นแสร้งตอบด้วยสีหน้าจนใจ“นางคือ

น้องสาวคนเล็กของบ้านข้าพอร่ายรำวิชาหมัดมวยได้บ้างนางดื้อดึงจะขอออกมาเปิดหูเปิดตาพี่ใหญ่เอ็นดูนางก็เลยพามาด้วยกัน”

เยี่ยนหนิงเบือนหน้ามาอย่างประจวบเหมาะจ้องมองฉู่สือด้วยสายตาเอาเรื่อง

ฉู่สือเบ้ปากตอบทำเป็นวางท่าเหมือนหงุดหงิดแต่ก็จนปัญญาจะทำอะไรกับน้องสาวจอมซน

ดูจากกิริยาท่าทางที่ทั้งสองมีต่อกันแล้วเหมือนพี่ชายน้องสาวที่กำลังปึ่งงอนกันอยู่จริงๆ

เหล่าทหารยามมองกลุ่มคนในชุดองครักษ์ที่อยู่ด้านหลังของ

พวกเขาอีกแวบหนึ่งเมื่อไม่พบปัญหาใดจึงไม่ได้สอบถามพวกเขาอีกรีบเอาถุงเงินเก็บเข้าในแขนเสื้อโบกมือให้พวกเขาไปได้“เอาเถอะเข้าไปเถอะช่วงนี้ทางการกำลังทำคดีจับผู้ร้ายอยู่กลางคืนอย่าออกมาเพ่นพ่านล่ะ”

“ขอบคุณใต้เท้ามากที่อุตส่าห์เตือน” ฉู่สือประสานมือคำนับน้อยๆ คนทั้งคณะจึงเดินทางเข้าสู่ตำบลเขาล้อมได้สำเร็จ

 

เพราะว่ามีโจรอาละวาดอยู่ในตำบล

คนของทางการจึงมักจะคอยมาตรวจตราที่โรงเตี๊ยมวันหนึ่งสองสามครั้งโรงเตี๊ยมจึงดำเนินกิจการได้ไม่ดีเท่าแต่ก่อนพอเห็นขบวนลูกค้ามาหยุดอยู่หน้าประตูสองตาเถ้าแก่ก็เป็นประกายรีบก้าวเท้าเข้ามาต้อนรับพูดอย่างอบอุ่น“นายท่านต้องการที่พักสินะขอรับเชิญๆๆ เชิญด้านในเลย”

“ขอห้าห้อง... ที่สะอาดและราคาไม่แพงมากนัก” ครั้งนี้เป็น

กุยอวิ๋นเข้าไปคุยตอนแรกเขาตั้งใจจะบอกว่าเอาห้องที่ดีที่สุดมาห้าห้องแต่นึกได้ว่าเจ้านายเพิ่งเอ่ยปากกับองค์หญิงว่าพวกเขาไม่

ตอนที่ 3 โจรสาว(1)

เยี่ยนหนิงยืนกอดอกมองประเมินสาวน้อยตรงหน้า

           

            นางยังอ่อนเยาว์ดูท่าอายุคงราวๆ สิบห้าสิบหกใบหน้าออกจะกลมเล็กน้อยประกอบกับดวงตาคู่โตเรียวปากกระจุ๋มกระจิ๋มดูอย่างไรก็น่ารักมากกว่าสวยหากมิใช่อีกฝ่ายกำลังสวมชุดดำมีคราบเลือดติดที่มุมปากเยี่ยนหนิงคงไม่กล้าเชื่อว่าเด็กสาวที่ดูเรียบร้อยนางนี้จะเป็นโจร

           

            เยี่ยนหนิงก้าวเข้าหาโจรสาวสองก้าว

           

            ไม่รู้เป็นเพราะเพิ่งถูกต่อยตีจนหวาดกลัวหรือไม่เด็กสาวรีบถอยร่นสีหน้าฉายแววระมัดระวังทันใด

           

            รอยยิ้มที่มุมปากเยี่ยนหนิงยิ่งกว้างขึ้น“เจ้าก็คือโจรสาวที่ป่วนตำบลเขาล้อมอยู่ใช่หรือไม่?”

           

            โจรสาว?

           

            จวงจูเหยียนกวาดตามองเด็กสาวผู้นั้นก่อนจะเอนร่างลงนอนบนเตียงอย่างเหนื่อยหน่ายเขาวางท่าว่าไม่ค่อยสนใจใคร่รู้สักเท่าไรกลับเป็นฉู่สือที่อยากรู้อยากเห็นจนถึงกับจ้องมองผู้บุกรุกตั้งแต่หัวจรดเท้า

           

            เด็กสาวรู้สึกโกรธดวงตาที่กลมโตอยู่แล้วเบิกขึ้นกว่าเดิมใบหน้าแดงเรื่อเพราะไฟโทสะนางเงื้อมือขึ้นอย่างดุร้ายหมายจะตบฉาดเข้าใส่ใบหน้ายิ้มละไมของฉู่สือแต่เพราะก่อนหน้าเยี่ยนหนิงลงมือกับนางหนักไปสักหน่อยเพียงแค่ชูมือนางก็เจ็บจนเหงื่อตกเสียแล้วในใจยิ่งรู้สึกร้อนดังไฟเผาเถียงเสียงลั่น“ป่วนอะไรกันข้าเป็นจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะปล้นคนรวยช่วยเหลือคนจน”

           

            เด็กสาวอายุยังน้อยประกอบกับใบหน้าที่อวบอิ่มเหมือนเด็กเมื่อทำหน้าโกรธจนแก้มป่องก็ยิ่งเหมือนปลาทองที่กำลังพ่นฟองอากาศ

           

            ออกจากปากเยี่ยนหนิงขำเสียจนไม่กล้าตำหนิน้ำเสียงที่เอ่ยต่อจึงฟังดูหยอกล้อโดยที่นางเองก็ไม่รู้ตัว“หยิบของผู้อื่นนับเป็นขโมยไม่ว่าเจ้าจะเอาเงินที่ขโมยได้ไปทำความดีช่วยเหลือผู้คนก็ยังนับว่าเป็นขโมยอยู่ดีหากทุกคนละเมิดกฎหมายบ้านเมืองเหมือนเจ้าความโกลาหลคงบังเกิด”

           

            “ข้า...” เด็กสาวหน้าแดงยิ่งกว่าเดิมปากเล็กอ้าๆ หุบๆ สุดท้ายก็ไม่ได้พูดโต้กลับเยี่ยนหนิง

           

            “บอกเป้าหมายของเจ้ามา” เสียงทุ้มต่ำแฝงความรำคาญดังมาจากเตียงเด็กสาวหันหน้าไปมองจึงค่อยเห็นหน้าตาคนบนเตียงชัดๆ

           

            รูปลักษณ์งดงามจนชวนตะลึงของชายหนุ่มทำให้เด็กสาวตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะเดิมทีนางคิดว่าสตรีเสื้อแดงที่ประมือกับตนนั้นงามล้ำเกินพรรณนาแล้วแต่เมื่อได้เห็นชายผู้นี้นางจึงเพิ่งตระหนักถึงคำว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า

           

            ซ้ำผู้ที่มีความงาม‘เหนือกว่า’ ยังเป็นบุรุษอีกด้วย

           

            เด็กสาวเหม่อมองหนุ่มรูปงามที่วางท่าเย็นชาเย่อหยิ่งเขากำลังนอนอยู่บนเตียงอย่างเกียจคร้านนางมองเขาราวกับถูกสะกดสถานการณ์เช่นนี้กลุ่มของฉู่สือคุ้นชินมานักต่อนักคงมีแค่เยี่ยนหนิงที่เผลอขมวดคิ้วเล็กน้อยน้อยจนแทบสัมผัสไม่ได้เยี่ยนหนิงรู้สึกไม่พอใจใบหน้า‘ล่อผึ้งลวงภมร’ ของจวงจูเหยียนเท่าใดนักแต่ก็นับถือในความเฉียบคมของบุรุษผู้นี้อยู่บ้าง

           

            ตอนแรกที่ได้เห็นใบหน้าของเด็กสาวเยี่ยนหนิงคิดว่า

           

            แม่สาวน้อยคงเป็นบุตรหลานจอมยุทธ์คงจะมีนิสัยเลือดร้อนและ

           

            เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝันอันบรรเจิด

           

            แต่จากการพูดคุยสั้นๆ กับเด็กสาวไม่กี่ประโยคนางพอดูออกว่าเด็กสาวใบหน้ากลมอิ่มเป็นคนซื่อๆ เถรตรงเพราะดูยังหวาดเกรงกฎหมายอยู่บ้างหากเด็กสาวคิดจะปล้นคนรวยช่วยคนจนจริงดังว่า

           

            เหตุใดถึงมาจ้องเล่นงานขบวนพ่อค้าที่เพิ่งเข้าตำบลเขาล้อมทั้งๆ ที่

           

            พวกเขาเองก็ไม่ได้แสดงความร่ำรวยออกมาให้เห็นซ้ำยังไม่มีข้าวของ

           

            มีค่าใดๆ ติดตัวมาอีกด้วย

           

            ทั้งห้องเงียบลงโดยพลันสีหน้ารำคาญของจวงจูเหยียนยิ่งชัดเจนมากขึ้นดวงตาฉ่ำลึกจ้องมองเด็กสาวอย่างเย็นชาไอสังหารที่มาพร้อมสายตาอันเงียบสงบปลุกให้โจรสาวที่จมอยู่กับ‘ความงาม’ ของเขา... ได้สติในที่สุด

           

            เด็กสาวถอยหลังสองก้าวอย่างหวาดกลัวยกมือขึ้นกอดอกเพียงแค่แววตาของเขาก็ทำเอานางรู้สึกว่าตนเกือบต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เสียแล้วนางไม่กล้ามองบุรุษบนเตียงอีกหญิงสาวยืดตัวตรงแสร้งวางท่ามั่นใจ

           

            “แน่ล่ะก็พวกท่านเป็นคนค้าขายข้ามาหาก็ย่อมต้องมาทำการค้ากับ

           

            พวกท่าน”

           

            ฉู่สือปรายตามองปลายนิ้วที่ยังสั่นระริกของนางโจรสาวกล่าวยิ้มๆ “จอมยุทธ์สาวผู้ทรงคุณธรรมคิดจะมาค้าขายกับพวกเราช่างน่าประหลาดใจนัก”

           

            เด็กสาวทำเป็นมองไม่เห็นฉู่สือที่กำลังเย้าแหย่นางก้มหน้า

           

            เล็กน้อยยากจะคาดเดาความคิดได้ผ่านไปครู่ใหญ่นางจึงค่อยๆ ล้วงเอาของสิ่งหนึ่งออกจากสาบเสื้อกล่าวเสียงเบาว่า“ข้าอยากให้พวกท่านเอากล่องใบนี้ไปส่งที่เมืองเฝ่ยมอบให้ถึงมือท่านข้าหลวงหลิวหนิงซูหากทำสำเร็จพวกท่านจะได้สิ่งนี้ตอบแทน”

           

            พูดจบนางก็ล้วงเอาตั๋วเงินหนาเป็นฟ่อนออกมาคำนวณคร่าวๆ อย่างน้อยก็สองร้อยชั่ง

           

            ไม่รู้เป็นเพราะตื่นเต้นหรืออาลัยอาวรณ์ปลายนิ้วของเด็กสาวคอยวนเวียนถูคลึงกล่องไม้เบาๆ อยู่ตลอดนานนักจึงค่อยยื่นกล่องไม้มาด้านหน้าเหมือนเพิ่งตัดใจได้

           

            รออยู่ครู่หนึ่งเห็นว่าคนรอบกายไร้การเคลื่อนไหวเด็กสาวก็ลอบชำเลืองมองไปทางเยี่ยนหนิงทีแล้วก็ชายตามองจวงจูเหยียนแบบหวาดหวั่นอีกทีเหมือนเพิ่งนึกบางอย่างออกนางแบ่งครึ่งตั๋วเงินเป็น

           

            สองส่วนยื่นครึ่งแรกมาตรงหน้าเยี่ยนหนิง“ข้ายอมจ่ายก่อนครึ่งหนึ่ง เมื่อของส่งถึงที่หมายแล้วข้าก็จะจ่ายอีกครึ่ง”

           

            เมื่อได้ยินคำพูดของโจรสาวทุกคนในเรือนแสดงท่าทางแปลกๆ ออกมาทันที

           

            นางรู้หรือไม่ว่าพวกเขาเป็นใคร? หากไม่รู้แล้วเหตุใดจึงกล้าใช้ให้พ่อค้าแปลกหน้าอย่างพวกเขาไปส่งของให้ไม่กลัวพวกเขาจะเอาเงินครึ่งหนึ่งแล้วหายลับไปพร้อมของกลางรึอีกอย่าง... ในเมื่อนางมาขอร้องพวกเขาเห็นได้ชัดว่านางคงไม่อาจไปเมืองเฝ่ยด้วยตนเองได้เช่นนั้นเมื่อพวกเขาส่งของเสร็จจะมาเก็บเงินอีกครึ่งที่ใครเล่าเด็กสาวผู้นี้ถ้าจะว่าให้น่าฟังหน่อยก็คือใสซื่อถ้าจะว่าแบบไม่น่าฟังละก็...

           

            ไม่รู้จักคิด!

           

            เยี่ยนหนิงไม่ได้สนใจตั๋วเงินนางทอดสายตาลงบนกล่องไม้ขนาดเพียงกำปั้นทารกด้านนอกกล่องถูกห่อหุ้มด้วยของที่มีลักษณะเหมือนยางไม้มีแม่กุญแจสีทองแดงดอกน้อยคล้องปิดกล่องไม้ไว้แน่นหนา

           

            เยี่ยนหนิงยื่นมือรับกล่องไม้“เจ้าขโมยของมาครึ่งเดือนเพื่อจะปกปิดของสิ่งนี้น่ะรึ?”

           

            เด็กสาวอึ้งไปไม่พยักหน้าไม่ส่ายหน้าทำเพียงก้มหัวต่ำ

           

            จ้องมองกล่องไม้โดยไม่ละสายตาแม้จะส่งของให้เยี่ยนหนิงแล้วกลับ

           

            ไม่ยอมเบนสายตาออกจากมันสักขณะจิต

           

            เยี่ยนหนิงรู้สึกสนใจว่าของในกล่องคืออะไรลองชั่งน้ำหนักด้วยมือพบว่ากล่องไม่ได้หนักเลยลองเขย่าดูเหมือนมีของชิ้นหนึ่งกำลังขยับไปมาด้านใน“ข้างในใส่อะไรไว้?”

           

            ลมหายใจของโจรสาวหยุดชะงักทั้งร่างพลันแข็งเกร็งแต่ยังแสร้งกล่าวเหมือนไม่มีอะไร“พวกท่านไม่จำเป็นต้องรู้ขอเพียงส่งของให้ถึงที่ก็พอ”

           

            ฉู่สือที่ยืนอยู่ข้างกายผู้บุกรุกมาตลอดเห็นปฏิกิริยาเมื่อครู่ของนางเขาส่ายหน้าแล้วยิ้มตอบ“ถ้าเช่นนั้นก็คงไม่ได้เกิดด้านในเป็นของโจรแล้วพวกข้าเอาไปส่งที่จวนข้าหลวงพวกข้ามิต้องติดร่างแหถูกจับไปด้วยรึ... อย่าลืมสิเจ้าเป็นโจรนะ”

           

            “ข้าไม่ใช่โจรเสียหน่อย” เด็กสาวตะคอกเสียงต่ำอย่างหงุดหงิดตั้งท่าจะโต้เถียงกับชายที่ส่งยิ้มชั่วร้ายทว่าหางตากลับเหลือบไปเห็นเยี่ยนหนิงล้วงเอามีดเล่มน้อยออกจากเข็มขัดแล้วออกแรงแซะแม่กุญแจสีทองแดง

           

            ทันทีที่แม่กุญแจร่วงลงพื้นโจรสาวก็หน้าถอดสีนางตะโกนเสียงดังพุ่งไปด้านหน้าโดยไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตนเอง“หยุดนะ

           

            อย่าเปิด”

           

            ฉู่สือตาไวมือไวรีบกดไหล่โจรสาวเอาไว้ความเคลื่อนไหวที่ดูคล่องแคล่วแผ่วเบากลับทรงอานุภาพจนนางโจรที่กำลังดิ้นทุรนทุราย

           

            ไม่อาจก้าวไปด้านหน้าได้แม้แต่ก้าวเดียว

           

            เมื่อเอาแม่กุญแจออกได้แล้วเยี่ยนหนิงก็เก็บมีดบินกลับเข้าเข็มขัดนางออกแรงเปิดกล่องจนยางไม้ที่ห่อหุ้มอยู่ด้านนอกหลุดลอกกล่องเปิดอ้าออกในที่สุด

           

            เมื่อเห็นของที่อยู่ในกล่องไม้สีหน้าเยี่ยนหนิงก็ครึ้มลงโดยพลัน“ตราประทับของขุนนางรึ?”

           

            ใช่แล้วภายในกล่องไม้ที่ดูราบเรียบไม่สะดุดตานี้ซ่อนตราประทับของขุนนางไว้ด้านใน

           

            เยี่ยนหนิงหยิบตราประทับของขุนนางออกจากกล่องพินิจพิจารณาอย่างละเอียดตราประทับของราชสำนักฉงเยว่นั้นนอกจากตราพระราชลัญจกรของโอรสสวรรค์ที่ทำจากหยกแล้วตราอื่นๆ ล้วนทำด้วยทองคำเหมือนกันทั้งหมดตราประทับทองคำแบ่งเป็นหลายรูปแบบตามลำดับชั้นขุนนางแต่ละรูปแบบมีลวดลายที่กำหนดตายตัว

           

            ตราประทับที่อยู่ในมือของเยี่ยนหนิงตอนนี้สาดแสงสีทองพร่างพราวตรงขอบลงยาดำสลักลวดลายข้าวหลามตัดรูปแบบนี้เป็นตราประทับสำหรับข้าราชการระดับนายอำเภอนางพลิกอีกด้านของตราประทับมาพิจารณาพบตัวอักษรสลักว่า‘ตราประทับของขุนนางเขต

           

            เขาล้อม’

           

            เมื่อเห็นตราประทับนี้ไม่เพียงแต่เยี่ยนหนิงที่หน้าเปลี่ยนสี

           

            คนอื่นๆ ในเรือนก็พากันประหวั่นใจ

           

            ขโมยตราประทับขุนนางเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในแคว้นใดก็ล้วนเป็นความผิดใหญ่หลวงต้องถูกประหารชีวิตไม่แน่ว่าอาจถูกประหารเก้าชั่วโคตรก็เป็นได้

           

            รอยยิ้มบนใบหน้าฉู่สือค่อยๆ หุบลงเขาจ้องมองใบหน้าซีดขาวและเยาว์วัยของโจรสาวกล่าวอย่างไม่อยากจะเชื่อ“เจ้าถึงกับขโมย

           

            ตราประทับของขุนนางเลยรึ?”

           

            เมื่อเห็นว่าความจริงถูกเปิดเผยเด็กสาวก็หน้าซีดเผือดกัด

           

            ริมฝีปากล่างแน่นไม่ตอบอะไรสักคำ

           

            “เหตุใดถึงขโมยตราประทับของขุนนาง” เสียงของเยี่ยนหนิงนั้นเดิมทีก็ทุ้มต่ำอยู่แล้วตอนนี้นางยังตีสีหน้าเย็นชาซ้ำเข้าไปอีกท่าทางดูเคร่งขรึมผิดจากเมื่อครู่อย่าว่าแต่เด็กสาวเลยแม้แต่กลุ่มชายฉกรรจ์อย่างเฉินซีก็ยังรับรู้ได้ถึงความน่ากลัวที่แผ่ออกมาจากร่างหญิงสาวทุกคนที่ได้ยินบังเกิดความรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นในใจอย่างไร้สาเหตุ

           

            เด็กสาวตัวสั่นแต่ยังทำปากแข็งไม่ยอมพูด

           

            เยี่ยนหนิงหรี่ตาตัดบทไร้เยื่อใย“หากเจ้าไม่พูดข้าจะส่งเจ้าไปศาลาว่าการอำเภอเดี๋ยวนี้”

           

            “ไม่นะ” เด็กสาวหลุดร้องออกมาอย่างตกใจนางหันมาเผชิญหน้ากับดวงตาคมกริบของเยี่ยนหนิงร่างทั้งร่างไหวสะท้านรุนแรงไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงรู้สึกว่าท่าทางของสตรีชุดแดงดูน่ากลัวกว่าตอนที่ลงมือทำร้ายนางเมื่อครู่หลายเท่า

           

            เด็กสาวฝืนข่มความกลัวในใจแล้วเชิดหน้าขึ้นนิดๆ กล่าวเสียงแข็ง“ข้าไม่ได้ขโมยตราประทับของขุนนางชิ้นนี้... เดิมทีก็เป็นของบิดาข้าอยู่แล้ว”

           

            “...”

           

            เมื่อได้ยินสิ่งที่เด็กสาวพูดผู้คนในเรือนเงียบเสียงลงโดยพลัน

           

            คนที่อยู่ณที่นี้แต่ละคนล้วนไหวพริบดีแค่ประโยคง่ายๆ จากปากโจรสาว... ความลับหลายอย่างก็ถูกเปิดเผย

           

            หากสิ่งนี้เป็นตราประทับของนายอำเภอประจำเขตเขาล้อมก็ควรจะอยู่ในมือนายอำเภอเด็กสาวบอกว่ามันเป็นของบิดานางเช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่บิดาของนางจะเป็นนายอำเภอประจำเขตเขาล้อมแล้วคุณหนูบ้านนายอำเภอเหตุใดถึงได้กลายเป็นโจรสาวที่ทางการควานหาไปได้แล้วเหตุใดคุณหนูคนนี้ถึงต้องขโมยตราประทับที่มีความสำคัญต่อบิดาตนเองส่งไปให้ท่านข้าหลวงที่เมืองเฝ่ย

           

            ทั้งหมดล้วนเป็นปริศนาที่พอจะยืนยันได้ก็คือเรื่องนี้เกี่ยวพันกับเบื้องลึกเบื้องหลังของทางราชการ

           

            จวงจูเหยียนยังคงทำสีหน้าประมาณว่า‘ไม่ใช่เรื่องของข้า’ ทว่าหากสังเกตให้ดีสายตาคู่นั้นของเขาเอาแต่ลอบชำเลืองไปทางเยี่ยนหนิงที่ยืนกอดอกตัวตรงอยู่กลางห้อง

           

            ในห้องนี้เงียบจนเกินไปเงียบจนทำให้ใจสั่นไหวเด็กสาวกำหมัดใบหน้าอ่อนเยาว์เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้านางทอดถอนใจกล่าวเสียงเบา“พวกท่านคืนตราประทับของบิดาข้ามาเสียเรื่องในคืนนี้ให้ถือว่า

           

            ไม่เคยเกิดขึ้นพรุ่งนี้พวกท่านต้องรีบออกเดินทางแต่เช้า”

           

            เด็กสาวพูดจบก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้นางกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงข่มขู่“อย่าคิดแจ้งทางการเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนที่พวกท่านคิดหากพวกท่านส่งตัวข้าและตราประทับนี้ไปให้ทางการอย่าว่าแต่จะได้รับความชอบเลยจะเดินออกจากศาลาว่าการอำเภอแบบมีชีวิตรอดได้

           

            หรือเปล่าก็ยังไม่รู้”

           

            ตอนแรกเด็กสาวคิดว่าเมื่อตนพูดถึงขนาดนี้แล้วต่อให้คนพวกนี้ไม่เชื่อก็ต้องครุ่นคิดให้จงหนักอย่างไรเสียเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับ

           

            ตราประทับของข้าราชการแผ่นดินถือเป็นความผิดใหญ่หลวงที่มีโทษประหารชีวิตคาดไม่ถึงว่านางเพิ่งจะกล่าวจบพี่สาวคนสวยก็เดินมาหยุดตรงหน้าน้ำเสียงของอีกฝ่ายราบเรียบจนคนฟังหัวใจเต้นตูมตาม

           

            “ข้าจะเดินออกจากศาลาว่าการอำเภอได้หรือไม่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องกังวลจงรู้แค่ว่าหากไม่อธิบายทุกอย่างให้ข้าฟังอย่างชัดแจ้งวันนี้เจ้าก็อย่าหวังว่าจะก้าวเท้าออกจากห้องได้”

           

            เด็กสาวลอบกลืนน้ำลายไม่กล้าจะหายใจแรงไม่กล้าสบตาสตรีเสื้อแดงเสียด้วยซ้ำในใจนางรู้ดีว่าหากยังขืนทำเป็นปากแข็งไม่ยอมคายความลับเห็นทีวันนี้คงไม่อาจเดินออกจากห้องนี้ไปได้จริงๆ

           

            นางบีบฝ่ามือที่ชุ่มเหงื่อเข้าด้วยกันแล้วกล่าวเสียงกล้าๆ กลัวๆ “บอกก็ได้แต่ถ้ามีภัยถึงชีวิตขึ้นมาอย่าได้โทษข้าล่ะ”

           

            “รีบพูดมาเถอะข้าชักจะรอไม่ไหวแล้ว” ตอนแรกจวงจูเหยียนก็ยังดูหน่ายๆ พอได้ยินคำว่า‘ภัยถึงชีวิต’ เขาก็ดูสนใจเต็มที่

           

            โจรสาวปรายตามองบุรุษที่นอนเหมือนไร้กระดูกอยู่บนเตียงแล้วก็เบือนหน้าไปมองสตรีที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้องในใจบังเกิดความรู้สึกมหัศจรรย์ไม่ว่าดูอย่างไรก็รู้สึกว่าทั้งสองให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาด

           

            นางก้มหน้าลงสูดลมหายใจลึกเมื่อทำจิตใจให้นิ่งสงบลงได้บ้างแล้วจึงเริ่มเล่าเสียงเบา“ข้าชื่อเซี่ยปิงเอ๋อเป็นคนตำบลเขาล้อมท่านพ่อท่านแม่มีลูกสองคนคือข้ากับพี่ชายพี่ชายของข้าจากบ้านไปเรียนหนังสือที่สำนักเฝิงเทียนในเมืองห้วนเฉิงตั้งแต่สามปีที่แล้วปกติเขาแทบจะ

           

            ไม่กลับบ้านบิดาข้าเป็นนายอำเภอของเขตเขาล้อมท่านอุทิศตนอย่างเต็มที่ทำงานโปร่งใสตำบลเขาล้อมเมื่ออยู่ภายใต้การปกครองของบิดาข้าประชาราษฎร์ล้วนสมบูรณ์พูนสุขความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อครึ่งปีก่อน... จู่ๆ อำเภอของเราก็มีการขุดพบแหล่งแร่ขึ้นแถวๆ

           

            เขาโล่เย่ทางทิศเหนือ”

           

            “แหล่งแร่รึ?” เยี่ยนหนิงตะลึง“แร่อะไรเงินทองหรือว่าถ่านหิน?” ไม่ว่าจะเป็นแร่อะไรล้วนสำคัญยิ่งฉงเยว่มีทรัพยากรใต้ผืนดินไม่มากหากพบแร่ไม่ว่าจะเป็นที่ใดในแคว้นต้องแจ้งราชสำนักก่อนเป็นอันดับแรกแต่ปีสองปีมานี้ไม่เห็นได้ข่าวว่าพบแหล่งแร่ใหม่ๆ ที่ไหนเลย

           

            สายตาเยี่ยนหนิงที่จ้องมองเซี่ยปิงเอ๋อดูเอาจริงเอาจังจนเด็กสาวตกใจนางรีบตอบว่า“ข้าไม่รู้เรื่องของทางราชการท่านพ่อมักไม่ยอมเล่าให้ข้ากับท่านแม่ฟังวันนั้นคงเพราะท่านดีใจจนเกินไปถึงได้เอ่ย

           

            ออกมาเมื่อพบแหล่งแร่แล้วท่านพ่อก็งานยุ่งมากไม่กลับบ้านอยู่บ่อยๆ นานเข้าถึงขนาดกินอยู่หลับนอนที่ศาลาว่าการแรกเริ่มข้ากับท่านแม่ก็ไม่ใส่ใจมากนักมีหลายครั้งที่ท่านแม่ตุ๋นน้ำแกงส่งไปให้ท่านพ่อดื่มแต่ไม่ได้พบหน้าท่านพ่อเลยสักครั้งเป็นเช่นนี้อยู่เดือนหนึ่งสุดท้ายกระทั่ง

           

            ท่านแม่ก็ไม่กลับบ้านด้วยข้าไปถามที่ศาลาว่าการเสมียนเฉิน...ผู้ช่วย

           

            ของท่านพ่อบอกข้าว่าท่านแม่เป็นห่วงสุขภาพร่างกายของท่านพ่อก็เลยพักอาศัยที่ศาลาว่าการเพื่อดูแลท่านขอให้ข้าอย่าได้กังวลพอข้ากล่าวว่าจะขอพบหน้าท่านแม่กลับถูกเขาปฏิเสธบอกว่าท่านแม่ตามท่านพ่อไปตรวจดูแหล่งแร่พอกลับถึงบ้านยิ่งคิดข้าก็ยิ่งรู้สึกผิดปกติท่านแม่ร่างกายอ่อนแอตัวท่านพ่อเองก็ไม่ชอบให้ท่านแม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของทางราชการย่อมไม่ยอมให้ท่านแม่ไปแหล่งแร่ด้วยแน่นอน...

           

            เพราะต้องการจะสืบหาความจริงข้าจึงลักลอบเข้าศาลาว่าการในตอนกลางคืนข้าตรงไปที่ห้องในสวนด้านหลังไม่พบท่านพ่อในห้องที่ท่านเคยพักอยู่ประจำจากนั้นข้าก็ลอบเข้าออกแทบจะทุกคืนในที่สุดก็ได้พบท่านพ่อในสวนเล็กทางด้านข้างแต่ไม่ว่าข้าจะทำอย่างไรท่านพ่อก็

           

            ไม่ยอมตื่นข้ารู้สึกได้ถึงความผิดปกติแต่ก็ไม่ได้เอะอะโวยวายทำเพียงลอบสังเกตเรื่องราวต่างๆ ในศาลาว่าการต่อไปอีกระยะพอลองใคร่ครวญก็พบจุดประหลาดอยู่หลายจุดประเด็นแรกพ่อของข้าสลบไสลไม่ฟื้นมาหลายวันแต่หน้าที่การงานของท่านกลับไม่ได้รับผลกระทบเอกสารทางราชการมีคนคอยจัดการให้ทุกวันรายงานที่ต้องส่งไปยังเมืองหลวงก็มีส่งทุกเดือนไม่เคยขาดทำเสมือนว่าท่านพ่อของข้ายังปกติดีอีกประเด็นแหล่งแร่ถูกค้นพบมาตั้งหลายเดือนแล้วราชสำนักกลับไม่ส่งคนมาควบคุมดูแลคนในตำบลเขาล้อมไม่มีใครล่วงรู้เลยว่ามีแหล่งแร่อยู่แถวนี้ข้าสงสัยว่าเสมียนเฉินอาจเป็นตัวการใหญ่ทำให้ท่านพ่อของข้าหมดสติแล้วขโมยเอาตราประทับไปเพื่อทำงานแทนดังนั้นข้าจึงตัดสินใจขโมยตราประทับของท่านพ่อเมื่อไร้ซึ่งตราประทับเอกสารของราชการหลายๆ อย่างก็ไม่อาจส่งออกไปยังราชสำนักได้อาจทำให้เบื้องบนระแคะระคาย... ขอเพียงทางเมืองหลวงส่งคนมาตรวจสอบพวกเขาก็จะพบปัญหาของตำบลเขาล้อม”

ตอนที่ 3 โจรสาว(2จบตอน)

เด็กสาวยิ่งพูดก็ยิ่งมีอารมณ์ใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาบ้าง

           

            จวงจูเหยียนถูปลายคิ้วไปมาวันนี้เขาทรมาทรกรรมมาทั้งวันแล้วที่ยอมตื่นตอนเที่ยงคืนไม่ใช่เพื่อให้เด็กสาวคนหนึ่งมาพูดจายืดเยื้อไร้สาระใส่หน้าจึงเอ่ยปากถามตรงๆ “เสมียนเฉินเป็นแค่เสมียนของอำเภอเล็กๆ เท่านั้นไม่มีความสามารถโดดเด่นคงไม่กล้าพอที่จะ

           

            ยึดครองแหล่งแร่ด้วยกำลังของตนเพียงคนเดียวหรอกต้องมีผู้บงการหนุนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้เจ้าระแคะระคายบ้างหรือไม่? อีกอย่าง... เป็นไปได้หรือที่ทุกคนในศาลาว่าการจะยอมฟังคำสั่งจากเสมียนเฉินการที่

           

            เสมียนเฉินสามารถกักบริเวณบิดาเจ้าและปิดบังเรื่องนี้จากทุกคนได้แสดงว่าภายในจะต้องมีคนที่ถูกซื้อตัวไปแล้วเจ้าสืบพบหรือยังว่าเป็นใครบ้าง? เจ้าขโมยตราประทับของนายอำเภอต่อให้ดึงความสนใจ

           

            ราชสำนักมาได้ก็จริงแต่หากบิดาเจ้าเกิดเสียชีวิต‘โดยอุบัติเหตุ’ ไปก่อนที่ราชสำนักจะส่งคนมาช่วยเหลือเล่า? ทีนี้ก็ไม่เหลือหลักฐานอะไรอีก

           

            ถึงตอนนั้นเจ้าจะทำอย่างไรได้?”

           

            เซี่ยปิงเอ๋อถูกตั้งคำถามใส่จนอึ้งไปนางไม่เคยคิดถึงปัญหาเหล่านี้มาก่อนนางจ้องหน้าจวงจูเหยียนด้วยสีหน้าสับสน

           

            “...” สีหน้าของเด็กสาวบอกเขาว่า‘ข้าไม่รู้อะไรเลยข้ายังไม่เคยคิดไกลไปกว่านี้’ ด้วยเหตุนี้ใบหน้าจวงจูเหยียนจึงดำคล้ำลงทันที

           

            เขาบังเกิดความรู้สึกพลุ่งพล่านในอกนึกอยากจะโยนคนออกไปข้างนอก

           

            เยี่ยนหนิงเองก็พูดอะไรไม่ออกปกติทุกคนที่อยู่ข้างกายนางล้วนฉลาดเฉียบแหลมไหวพริบยอดเยี่ยมยิ่งเรื่องที่อาจเกี่ยวพันกับชีวิตบุพการีของตนยิ่งต้องใส่ใจและระมัดระวังรอบคอบทุกฝีก้าวนางได้เจอกับเด็กสาวที่ซื่อบื้ออย่างนี้เป็นครั้งแรกเริ่มรู้สึกปวดหัวตุบๆ หากเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับแหล่งแร่แล้วละก็นางก็คงไม่อยากจะยุ่งเกี่ยว

           

            เซี่ยปิงเอ๋อเพิ่งจะย่อยคำพูดของจวงจูเหยียนแล้วกลืนเข้าหัวในที่สุดนางก็เข้าใจสีหน้าจากสับสนเปลี่ยนเป็นแปลกใจแล้วก็กลายเป็นหวาดผวามือไม้เริ่มปัดป่ายไปมาทำอะไรไม่ถูก“ถ้า.. อย่างนั้น...ตอนนี้ข้าต้องทำอย่างไรดี? นี่เท่ากับข้าได้ทำร้ายท่านพ่อโดยไม่รู้ตัวรึ? หากข้าคืนตราประทับกลับไปตอนนี้ยังทันหรือไม่?”

           

            ตอนที่เด็กสาวถูกต่อยตีจนกระอักเลือดก็ยังไม่ร้องทว่ายามนี้ดวงตากลมโตแสนซื่อกลับแดงก่ำน้ำตาแทบจะหลั่งรินเยี่ยนหนิงทอดถอนใจอย่างหมดแรงกล่าวว่า“อย่าเพิ่งร้อนใจค่อยๆ ตอบคำถามข้าเรื่องราวไม่ได้แย่ขนาดนั้นเหตุใดเจ้าถึงต้องส่งตราประทับของบิดาไปเมืองเฝ่ยด้วย? ตำบลเขาล้อมอยู่ในเขตปกครองของเมืองเหมยมิใช่หรือ?”

           

            เสียงของเยี่ยนหนิงยังคงราบเรียบเป็นปกติน้ำเสียงลุ่มลึกแฝงไว้ด้วยความรู้สึกปลอบประโลมใจของเซี่ยปิงเอ๋อที่กระวนกระวายพลันสงบลง

           

            นางยกมือขึ้นเช็ดหยดน้ำตาตอบคำถามอย่างตั้งใจ“เสมียนเฉินดูแลตราประทับของนายอำเภอเข้มงวดมากคนของทางการหลายคนถูกสั่งให้มายืนเฝ้าอยู่หน้าห้องหนังสือเพื่อจะล่อเสือออกจากถ้ำข้าจึงได้ก่อเรื่องขโมยทรัพย์สินของครอบครัวคหบดีในอำเภอทำให้ศาลาว่าการ

           

            จำต้องส่งมือปราบออกมาลาดตระเวนในตอนกลางคืนข้าเพิ่งขโมยตราประทับของท่านพ่อมาได้เจ็ดวันเดิมทีคิดจะซ่อนไว้ในบ้านรอให้คนของราชสำนักมาตรวจสอบหลังจากช่วยท่านพ่อได้แล้วค่อยเอาตราประทับออกมาทว่าตั้งแต่ที่ตราประทับของพ่อข้าหายไปเสมียนเฉินก็แทบจะปิดตายตำบลเขาล้อมเขาสั่งมือปราบให้เข้าตรวจค้นทุกหลังคาเรือน

           

            ข้ากลัวว่าสักวันจะค้นมาถึงบ้านข้าจึงคิดจะหาขบวนพ่อค้าที่สัญจรผ่านมาช่วยลักลอบเอาตราประทับออกไปน่าเสียดายที่หลายวันมานี้ตำบลเขาล้อมอยู่ในสถานการณ์คับขันขบวนพ่อค้าที่ได้ข่าวก็แทบจะไม่

           

            ย่างกรายเข้ามาหรือต่อให้เข้ามาก็ไม่ค้างคืนดังนั้นคืนนี้ข้าถึงได้รีบรุดมาที่นี่ส่วนที่ว่าเหตุใดถึงต้องส่งไปเมืองเฝ่ยเพราะว่าใต้เท้าหลิวหนิงซูท่านข้าหลวงของเมืองเฝ่ยเคยเป็นศิษย์ร่วมสำนักกับบิดาข้าท่านพ่อเคยบอกว่าใต้เท้าหลิวเป็นคนใจกว้างเป็นขุนนางตงฉินยามนี้ข้าไม่อาจขอความช่วยเหลือจากใครอื่นได้ต้องขอฝากความหวังไว้กับใต้เท้าหลิวแล้ว”

           

            หลิวหนิงซูรึ?

           

            ขุนนางยศเล็กๆ ที่ไม่ได้ประจำตำแหน่งในเมืองหลวงเยี่ยนหนิง

           

            มักไม่คุ้นชินแต่นางเคยได้ยินชื่อเมืองเฝ่ย

           

            เมืองเฝ่ยมีอีกชื่อว่านครแห่งบุปผาที่นั่นมีชื่อเสียงเรื่องพันธุ์พืชที่มีมากเสียจนนับไม่ถ้วนดอกเหมยที่บ้านพักของท่านแม่โดยมากก็ขนมาจากเมืองเฝ่ยท่านพ่อยังเคยเอ่ยชมข้าหลวงของเมืองเฝ่ยว่า‘ปกครองได้ดีมีกาลเทศะ’ อยู่บ่อยครั้ง

           

            เยี่ยนหนิงคิดใคร่ครวญแล้วพยักหน้าตอบ“ยืมมือหลิวหนิงซูมาช่วยบิดาเจ้าดีกว่ารอให้คนของราชสำนักลงมาตรวจสอบแต่ว่าจะอาศัยให้พวกข้าช่วยเจ้าส่งตราประทับไปคงไม่ได้เจ้าต้องไปส่งด้วยตัวเองและต่อให้เรื่องนี้ไม่ชอบมาพากลจริงๆ ทว่าการที่เจ้าขโมยตราประทับของขุนนางก็นับเป็นความผิดสุดท้ายต่อให้รับโทษสถานเบาก็ยากจะ

           

            หลีกเลี่ยงโทษจำคุก”

           

            แม้นางจะอยากช่วยเซี่ยปิงเอ๋อแต่ก็ยังไม่อยากเปิดเผยสถานะตนเองดังนั้นเรื่องนี้ต้องให้เซี่ยปิงเอ๋อไปดำเนินการเอง

           

            “ข้ารู้ขอเพียงช่วยบิดาได้อย่าว่าแต่ต้องจำคุกเลยต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตข้าก็ไม่เสียดาย” เสียงฮึกเหิมของเด็กสาวแสดงถึงความ

           

            แน่วแน่ในใจน่าเสียดายที่จังหวะถัดไปนางก็ก้มหน้าลงอย่างจนตรอก“แต่ว่าข้านั้น... ไม่อาจออกไปไหนได้ข้าเกิดและเติบโตที่ตำบลเขาล้อมคนของทางการทุกคนล้วนรู้จักข้าหากข้าออกจากเขตเขาล้อมต้องถูก

           

            เสมียนเฉินขวางเอาไว้แน่”

           

            “แอบปีนกำแพงออกไปตอนกลางคืนไม่ได้รึ?” เยี่ยนหนิงเสนอความเห็น

           

            เซี่ยปิงเอ๋อหน้าแดงวาบ“วรยุทธของข้า... ไม่ได้สูงส่งขนาดนั้นตั้งแต่ตราประทับนายอำเภอหายไปการลาดตระเวนในแต่ละวันหนาแน่นกว่าเมื่อก่อนโดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ใกล้กำแพงเมืองส่วนประตูเมืองหากจะพูดให้เกินเลยไปสักหน่อยกระทั่งนกก็ยังบินออกไปไม่ได้นับประสาอันใดกับข้า”

           

            เด็กสาวทอดถอนใจพลางชี้กล่องใบน้อยในมือเยี่ยนหนิง

           

            “ในกล่องมีจดหมายที่ข้าเขียนถึงท่านข้าหลวงขอเพียงพวกท่านส่งให้เขาเขาไม่มีทางทำให้พวกท่านลำบากใจแน่”

           

            จวงจูเหยียนเบือนหน้าหนีไม่อยากจะมองเซี่ยปิงเอ๋ออีก

           

            เฮอะ... ขโมยตราประทับนายอำเภอมาได้คงใช้สติปัญญาทั้งหมดที่มีของนางแล้วสินะ

           

            จู่ๆ เขาพลันรู้สึกว่าตนเองโชคดีหากเยี่ยนหนิงองค์หญิงแห่งฉงเยว่เป็นสตรีเช่นเซี่ยปิงเอ๋อเขาคงกระอักโลหิตตายก่อนที่เป้าหมายจะบรรลุ

           

            ฉู่สือที่มีความอดทนสูงจนน่าตกใจมาโดยตลอดยามนี้มุมปากเกร็งจนแทบจะเป็นตะคริวอยู่แล้ว

           

            เยี่ยนหนิงก้มลงมองกล่องในมืออีกครั้งเห็นกระดาษบางๆ แผ่นหนึ่งสอดอยู่ในแผ่นไม้อีกชั้นนางไม่ใส่ใจจะดูเลยสักนิดว่าบนกระดาษเขียนอะไรบ้างสายตาของเซี่ยปิงเอ๋อจ้องมองมาด้วยความหวังเยี่ยนหนิง

           

            กระแอมไอเบาๆ ตอบว่า“วางใจได้ข้าจะพาเจ้าออกจากตำบลเขาล้อมเอง”

           

            ใช่... นางตัดสินใจแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพาเซี่ยปิงเอ๋อออกจากตำบลเขาล้อมต่อจากนั้นก็ส่งเผือกร้อนนี้ให้คนอื่นไปจัดการ

           

           

            ยามสี่สามข้อ

           

            พอฟ้าเริ่มสลัวก็มีคนยืนออกันเต็มสวนด้านหลังของโรงเตี๊ยมเมื่อคืนเยี่ยนหนิงบอกว่าจะพาเซี่ยปิงเอ๋อออกจากตำบลเขาล้อมแต่

           

            พวกเขาต้องออกเดินทางทันทีที่ประตูเมืองเปิดดังนั้นในตอนนี้ฉู่สือกับกลุ่มคนของเฉินซีจึงรีบร้อนเก็บข้าวของมายืนรออยู่ในสวนแต่เช้าตรู่

           

            ตะเกียงน้ำมันในห้องเยี่ยนหนิงถูกจุดขึ้นก่อนหน้าแต่กลับไม่มีร่างของนางและเซี่ยปิงเอ๋อย่างกรายออกมาฉู่สือที่ชอบคิดว่าตนเองเป็นคุณชายผู้ถ่อมตนเข้าอกเข้าใจผู้อื่นย่อมไม่มีทางไปเร่งแม่นางทั้งสอง

           

            จึงต้องยืนรอด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

           

            ยังดีที่เยี่ยนหนิงไม่ได้ปล่อยให้พวกเขารอนานประตูห้องเปิด... ร่างในชุดสีแดงเพลิงค่อยๆ ก้าวออกมา

           

            ฉู่สือคิดจะทักก็พบความผิดปกติบางอย่างเข้าเขาหรี่ตาลงกวาดสายตามองประเมินร่าง‘เยี่ยนหนิง’ ตั้งแต่หัวจรดเท้าในที่สุดก็ร้องทักอย่างคลางแคลงใจ“แม่นางเซี่ยรึ?”

           

            “ข้าเอง...” เซี่ยปิงเอ๋อดึงรั้งกระโปรงอย่างอึดอัดค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสีหน้ากระวนกระวาย

           

            เพราะฟ้ายังไม่สว่างกอปรกับเมื่อครู่เซี่ยปิงเอ๋อเอาแต่ก้มหน้า

           

            ฉู่สือจึงมองเห็นนางไม่ชัดพอมาอยู่กลางสวนในตอนนี้เขาจึงเห็นชัดเจนที่แท้ก็ใช้วิชาจำแลงใบหน้านั่นเองเยี่ยนหนิงเป็นองค์หญิงมิใช่รึเหตุใดนางถึงรู้วิชาของชาวยุทธ์เล่า? ฉู่สือใคร่รู้ในตัวขององค์หญิงมากขึ้นทุกทีเขาเก็บความรู้สึกประหลาดใจเอาไว้ตั้งใจมองเซี่ยปิงเอ๋อที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างละเอียด

           

            ใบหน้าของเซี่ยปิงเอ๋อในยามนี้ดูคล้ายกับเยี่ยนหนิงถึงแปดส่วนหากมองเผินๆ คนที่ไม่สนิทกันแทบจะแยกไม่ออกแต่หากพิเคราะห์โดยละเอียดก็พอจะมองเห็นความแตกต่างได้ใบหน้าของเซี่ยปิงเอ๋อดูกลมแม้จะผ่านการปรุงแต่งจนสวยหวานขึ้นมาบ้างแต่หากเทียบกับโครงหน้าเรียวสมบูรณ์แบบของเยี่ยนหนิงก็นับว่ายังห่างชั้นไหนจะแววตาใสแจ๋วที่แฝงด้วยความตื่นเต้นและสับสนคู่นั้นอีกช่างแตกต่างจากสายตาที่สงบนิ่งแฝงความทระนงของเยี่ยนหนิงอยู่มาก

           

            ซ้ำเซี่ยปิงเอ๋อยังเตี้ยกว่าเยี่ยนหนิงถึงครึ่งศีรษะเมื่อสวมชุดกระโปรงสีแดงเพลิงของเยี่ยนหนิงจึงยาวลากพื้นยังดีที่ตอนเข้าเมืองเยี่ยนหนิงขี่ม้าเข้ามาทหารของทางการย่อมไม่รู้ถึงความสูงของนางน่าจะพอถูไถไปได้

           

            ทว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ฉู่สือมองออกในปราดแรกว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เยี่ยนหนิงสิ่งที่ทั้งสองต่างกันมากที่สุดก็คือกิริยาท่าทางเยี่ยนหนิงมีชาติกำเนิดสูงส่งถูกเลี้ยงดูแบบราชนิกุลต่อให้นางเก็บงำความสูงศักดิ์สักเพียงใดก็ไม่อาจซ่อนกลิ่นอายที่สูงล้ำของตนได้ความเป็นองค์หญิงแห่งฉงเยว่ถูกแสดงออกมาในทุกท่วงท่าของการเคลื่อนไหว

           

            ส่วนเซี่ยปิงเอ๋อนางอ่อนเยาว์ใสซื่อในแบบของคุณหนูบุตรสาวขุนนางยศเล็กๆ แม้จะกล้าคิดกล้าทำแต่สุดท้ายก็ยังเป็นเด็กสาวแถบชานเมืองที่ให้ความรู้สึกไร้เดียงสายามจ้องมอง

           

            ก็เหมือนเช่นตอนนี้นางพยายามยืนตัวตรงเหมือนเยี่ยนหนิงแหงนหน้าเล็กน้อยแสร้งทำท่ามั่นใจน่าเสียดายที่แววตากระวนกระวายกลับตีแผ่ตัวตนของนางออกมาจนหมดสิ้น

           

            ฉู่สือยิ้มอย่างเข้าใจเขี้ยวเสือที่เผยออกมาตรงมุมปากทำให้ใจของเซี่ยปิงเอ๋อรู้สึกผ่อนคลายตามไปด้วยฉู่สือแสร้งเดินวนรอบเซี่ยปิงเอ๋อ

           

            ตีสีหน้าตื่นตะลึงกล่าวชมว่า“ไม่เลวท่าทางแม่นางเซี่ยตอนนี้ช่างเหมือนแม่นางหนิงยิ่งนัก”

           

            ฉู่สือส่งสายตาให้คนทางด้านหลัง... เฉินซีกุยอวิ๋นก็เข้าใจทันทีรีบพยักหน้าสำทับ

           

            เซี่ยปิงเอ๋อลอบถอนหายใจโล่งอกเมื่อครู่นางส่องกระจกดูสภาพของตนก็รู้สึกว่าเหลือเชื่อเช่นกันแต่สุดท้ายก็ยังไม่ค่อยมั่นใจกลัวตนเองเลียนแบบไม่เหมือนจนเผยพิรุธออกมาสร้างภาระให้พ่อค้ากลุ่มนี้เอาได้

           

            เห็นว่าแม่นางน้อยลดความตื่นเต้นลงแล้วฉู่สือก็เบนสายตา

           

            ออกจากร่างนางถามว่า“แม่นางหนิงเล่า?”

           

            เซี่ยปิงเอ๋อชี้ไปด้านในยังไม่ทันได้พูดจาประตูก็ถูกเปิดออก

           

            ที่เดินออกมาในคราวนี้เป็นร่างสูงโปร่งเมื่อสวมเสื้อสีเขียวคล้ำคลุมกายแล้วดูไม่ค่อยสมส่วนนักเขาพับแขนเสื้อขึ้นไปด้านบนเล็กน้อยเสื้อตัวโตถูกรัดลวกๆ ด้วยเข็มขัดสีดำแผ่กลิ่นอายของนักเดินทางที่เปี่ยมอิสรภาพ

           

            กลุ่มคนในสวนจ้องมองคนที่เดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พูดอะไร

           

            ไม่ออกในทันใดไฝแดงชาดกลางหว่างคิ้วของเยี่ยนหนิงไม่รู้ถูกนางปกปิดด้วยวิธีใดสีผิวก็ดูดำคล้ำลงองคาพยพทั้งห้าไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักที่เปลี่ยนไปคือการวาดคิ้วเรียวให้เป็นคิ้วรูปกระบี่ผมยาวถูกนางรวบมัดเผยหน้าผากขาวผ่องดูเป็นหนุ่มน้อยรูปงามที่เปี่ยมไปด้วยความฝันและพลังชีวิต

           

            เยี่ยนหนิงไม่สนใจสายตาที่มองตนจัดแจงพับแขนเสื้อที่ยังยาวไปสักหน่อย“เตรียมพร้อมหรือยัง? อาศัยจังหวะที่ฟ้ายังไม่สางรีบออกเดินทางกันเถอะ”

           

            เหตุใดถึงต้องออกเดินทางเช้าขนาดนี้เล่า? เพราะว่านาง...วิชาไม่แก่กล้าน่ะสิ

           

            พูดแล้วก็น่าอึดอัดวิชาจำแลงใบหน้าของตนนั้นเรียนมาจากมารดาส่วนวิชาจำแลงใบหน้าของท่านแม่ก็เรียนมาจากผู้อาวุโส--

           

            ท่านหมอเทวดาชาวยุทธ์ต่างรู้ดีว่าวิชาจำแลงใบหน้าของหมอเทวดาเป็นหนึ่งในใต้หล้าจนกระทั่งบัดนี้ยังไม่มีใครรู้เลยว่าหมอเทวดามีหน้าตาเป็นอย่างไร

           

            ปัญหาก็คือไม่มีใครเก่งไปเสียทุกสิ่งอย่าง!

           

            แม้ว่านางจะปรุงยาหรือปรุงพิษก็ล้วนมีพรสวรรค์แต่วิชาจำแลงใบหน้านางกลับล้มเหลวไม่เป็นท่าน่าอายเกินกว่าที่จะเอามาอวดผู้ใดได้ในขณะที่ฟ้ายังสลัวแสงน้อยยังพอฝืนหลอกตาผู้คนได้บ้างหากพิจารณาให้ละเอียดในตอนกลางวันจะพบว่ามีช่องโหว่เป็นร้อยนี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่เยี่ยนหนิงไม่คิดจำแลงใบหน้าตลอดการเดินทางนี้

           

            ฉู่สือคืนสติมาคิดจะพูดประตูห้องอีกห้องหนึ่งก็เปิดออก

           

            ‘แอ๊ด...’

           

            เซี่ยปิงเอ๋อสูดลมหายใจเย็นวาบจ้องจนตาแทบจะถลนออกมาจากเบ้ามือหนึ่งคอยลูบหัวใจดวงน้อยที่เต้นตูมตามอีกมือคอยปิดบังใบหน้าแดงก่ำของตนนางเหม่อมองคนที่เดินออกมาจากอีกฝั่งของประตู

           

            จวงจูเหยียนสวมชุดคลุมตัวยาวแขนกว้างสีเทาเงินภาพหมู่เมฆที่ปักด้วยด้ายทองรวมตัวกันที่คอเสื้อและแขนเสื้อขับเน้นให้เขาดูสูงสง่ากว่าบุรุษใดผมสีหมึกไม่ได้ถูกรวบเกล้าทั้งหมดเส้นผมที่ยาวเกินเอวถูกปล่อยสยายกลางแผ่นหลังเพิ่มเสน่ห์ให้เจ้าตัวขึ้นอีกหลายส่วนดวงตาฉ่ำลึกคู่นั้นให้ความรู้สึกทั้งเย็นชาทั้งโดดเดี่ยวริมฝีปากสีจางเป็นอวัยวะเดียวที่กำลังยกโค้งดุจยิ้มดุจไม่ยิ้มกิริยาที่ขัดแย้งกันบนใบหน้าส่งผลให้ใจของผู้มองเต้นผิดจังหวะ

           

            เมื่อมีความงามมาเสนออยู่ตรงหน้าใครเล่าจะไม่มองเยี่ยนหนิงเองก็อดปรายตามองไม่ได้เมื่อคืนฟ้ามืดจนเกินไปทุกหนแห่งมีเพียงแสงสลัวซ้ำอีกฝ่ายยังผมเผ้ายุ่งเหยิงดูมอมแมมแม้จะรู้ว่าจวงจูเหยียนมีหน้าตางดงามอยู่บ้างแต่คาดไม่ถึงว่าพอแต่งตัวดีๆ แล้วเขาจะงามสะท้านปฐพีขนาดนี้

           

            เยี่ยนหนิงลอบพยักหน้าใบหน้านี้ทำให้นางรู้ซึ้งถึงคำว่า

           

            ‘เย้ายวนชวนหลงใหล’ เป็นครั้งแรกก็วันนี้

           

            ว่าแต่เหตุใดจวงจูเหยียนถึงได้แต่งตัวเต็มที่ขนาดนี้เล่า?

           

            ตัวเขาเองก็ยากจะอธิบายเดิมทีเขาเกลียดการที่ผู้อื่นสนใจใบหน้าของเขามากกว่าความสามารถสำหรับเขาแล้วใบหน้าก็เป็นเพียงแผ่นหนังมีอะไรให้น่าหลงใหลนัก? แต่ว่าเมื่อเยี่ยนหนิงไม่สนใจหน้าตาของเขาเลยสักนิดเขาก็ไม่พอใจขึ้นมา

           

            พอไม่พอใจมากๆ เข้าใครบางคนจึงตื่นขึ้นมาแต่เช้าทรมาน

           

            ตัวเองอยู่ครึ่งชั่วยามอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนในที่สุดก็ได้เห็นแววตาตะลึงในแบบที่คุ้นเคยจากเยี่ยนหนิงความคับข้องในอกจวงจูเหยียนจึงค่อยระบายออกไป

           

            น่าเสียดายที่เพิ่งจะอารมณ์ดีได้เพียงหน่อยเดียวหน้าเขาก็

           

            ดำคล้ำอีกแล้ว

           

            สาเหตุอยู่ตรงไหนน่ะหรือย่อมเป็นเสื้อผ้าที่เยี่ยนหนิงสวมนั่นแหละ

           

            ตั้งแต่กุยอวิ๋นได้เห็นเยี่ยนหนิงเมื่อครู่ใจดวงน้อยก็เต้นไม่เป็นส่ำไปหมดเขาแทบจะเอาหน้าไปซุกดินฟ้าโปรดเมตตาด้วยเถอะเขาไม่รู้จริงๆ ว่าเมื่อคืนที่องค์หญิงขอเสื้อจากเขาชุดหนึ่งนั้นนางจะเอาไปสวมเองหากเขารู้แต่แรกให้ตายอย่างไรก็ไม่ยอมให้เสื้อตัวนี้ไปแน่จริงๆ นะ!

           

            เยี่ยนหนิงรู้สึกว่าจวงจูเหยียนนั้นประหลาดคนเดี๋ยวยิ้มเดี๋ยว

           

            บึ้งตึงไหนบอกว่ามีแต่ชาวยุทธ์ที่อารมณ์แปรปรวนพ่อค้าก็เป็นกับเขาด้วยรึถ้าอารมณ์ไม่มั่นคงเช่นนี้จะทำการค้าได้อย่างไร

           

            นางกวาดสายตาไปบนใบหน้าปีศาจแสนงามอยู่รอบหนึ่งก่อนกระแอมไอเบาๆ อดไม่ไหวกล่าวว่า“เจ้าแต่งตัวแบบนี้คิดจะดึงดูดสายตาของคนทั้งตำบลเลยรึ?”

           

            จวงจูเหยียนกำลังไม่พอใจแบบไร้เหตุผลอยู่แล้วคำที่พูดออกมาก็ย่อมไม่น่าฟังเขาคำรามเสียงเย็นชาออกมาทีหนึ่ง“ข้าก็มีหน้าตา

           

            แบบนี้อยู่แล้วปิดอย่างไรก็ไม่มิดถ้าสายตาทุกคนมารวมที่ข้าหมดก็ดีน่ะสิมีแต่วิธีนี้แหละวิชาจำแลงใบหน้าห่วยๆ ของเจ้าจึงจะผ่านด่านไปได้”

           

            “...”

           

            เยี่ยนหนิงสูดลมหายใจลึกหยุดความคิดที่จะซัดมีดบินใส่ใบหน้าปีศาจเอาไว้จริงอยู่...วิชาจำแลงใบหน้าของนางห่วยแสนห่วยถ้าเช่นนั้นเจ้าที่งามล้ำสมบูรณ์แบบก็ลุยนำเลยสิ

           

            เซี่ยปิงเอ๋อกลอกตามองทั้งสองไปมาอย่างตื่นเต้นแม้สองคนนี้จะหน้าตาดีแต่นิสัยกลับไม่ลงรอยกันด้วยสัญชาตญาณของสัตว์เล็ก

           

            ขี้กลัวนางเผลอเขยิบเข้าหาฉู่สือสองก้าว

           

            ฉู่สือเองก็สัมผัสได้ถึงไอเพลิงที่ไหลเวียนระหว่างสองคนตรงหน้ารีบเข้าไปเอ่ยว่า“มีคนเพิ่มมาอีกหนึ่งคนตอนนี้ม้าจึงไม่พอข้าให้คนไปหาซื้อม้าแต่เช้านี่น่าจะกลับมาแล้วล่ะ”

           

            เขาคำนวณเวลาได้ตรงเผงพูดเพิ่งจะขาดคำเสี่ยวเอ้อก็เดินยิ้มๆ ตรงมาหา“คุณชายทั้งหลายองครักษ์ของท่านซื้อม้ากลับมาแล้วตอนนี้กำลังรออยู่ด้านนอกโรงเตี๊ยม”

           

            เยี่ยนหนิงกลับมามีสีหน้าเป็นปกติแล้วนางไม่สนใจจวงจูเหยียน

           

            อีกเอ่ยเสียงเย็นว่า“เช่นนั้นก็ออกเดินทาง” พูดจบก็เดินออกจากสวน

           

            นำหน้าไปเซี่ยปิงเอ๋อรีบตามต้อยๆ

           

            ฉู่สืออยากจะพูดอะไรอีกสักหน่อยแต่พอมองใบหน้าเยียบเย็นของจวงจูเหยียนแล้วเขาก็ลูบจมูก... ช่างเถอะ

           

            ตอนที่พวกเขาออกมาม้าทั้งหมดถูกจูงมารอด้านนอกโรงเตี๊ยมแล้วเยี่ยนหนิงลูบหัวม้าสีดำรูปงามของตนอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างช่างเถอะก็แค่คนจรที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรจะแยกทางกันเร็วๆ นี้อยู่แล้วมีสิ่งใดน่าโมโหนักเล่า

           

            ทุกคนต่างจูงม้ากันคนละตัวเตรียมออกเดินทางเซี่ยปิงเอ๋อ

           

            พบว่านางไม่มีม้า“ข้า... ข้าจะทำอย่างไรดีล่ะ?”

           

            เยี่ยนหนิงกระโดดขึ้นม้าชี้ไปทางจวงจูเหยียน“เจ้าขี่ตัวเดียวกับเขา”

           

            “ไม่ได้” เสียงเย็นชาขัดขึ้นไม่เปิดทางให้ต่อรองแม้แต่น้อย

           

            “เหตุใดถึงไม่ได้?” เยี่ยนหนิงขมวดคิ้ว“เมื่อวานเราก็ขี่ม้าเข้าเขตมาแบบนี้ตอนออกก็ต้องออกไปเหมือนเดิมจึงจะไม่ดึงดูดความสนใจของทางการหากไปซื้อม้าอีกตัวตอนนี้ฟ้าคงสว่างพอดีถึงตอนนั้นอาจถูกจับได้ง่ายมาก”

           

            คราวนี้จวงจูเหยียนไม่มีอะไรจะโต้แย้งพอกระโจนขึ้นม้าเรียบร้อยก็สั่งการฉู่สือที่อยู่ด้านหลัง“ฉู่สือเจ้าพานางไปด้วย”

           

            “ทำไมเล่า?” ฉู่สือใช่ว่าไม่อยากพาเซี่ยปิงเอ๋อไปด้วยเพียงแต่สงสัยว่าจวงจูเหยียนกำลังคิดอะไรกันแน่

           

            “ข้าเกลียดการขี่ม้าตัวเดียวกับผู้หญิง”

           

            “...”

           

            หมายความว่านางไม่ใช่ผู้หญิงรึ?

           

            การที่ต้องมาขี่ม้าตัวเดียวกับนางเมื่อวานเป็นการข่มเหงจิตใจเขาอย่างนั้นรึ?

           

            ดี...ดีมาก...ดีมากๆ จวงจูเหยียนเจ้าอย่าได้ตกอยู่ในเงื้อมมือของข้าเชียว

           

            ฉู่สืออยากจะปิดหูเสียแสร้งทำไม่ได้ยินเสียงขบฟันขององค์หญิง

           

            จูเหยียนท่านรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่? ผลักไสก่อน

           

            เหนี่ยวรั้งแผนการนี้ก็ดีอยู่หรอกแต่ท่านไม่กลัวเลยหรือว่าหากผลักไสลงเหวที่ลึกจนเกินไปจะฉุดขึ้นมาไม่ไหวน่ะ

ตอนที่ 4 สงสัยอยู่ในใจ(1)

เยี่ยนหนิงกลัววิชาจำแลงใบหน้าของนางจะเกิดพิรุธ

           

            จึงได้ตัดสินใจออกจากตำบลเขาล้อมตั้งแต่ตอนที่ประตูเพิ่งเปิดแต่ก็เพราะเหตุนี้ที่ทำให้กลุ่มของพวกเขาดูสะดุดตา

           

            ยามนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครเดินทางออกนอกประตูเมืองกลุ่มคนที่มีอาชีพเก็บสมุนไพรและนายพรานมักจะออกแต่เช้าตรู่เพื่อที่จะได้กลับเข้าประตูเมืองก่อนพระอาทิตย์ตกดินแต่น้อยนักที่จะมีขบวนพ่อค้าออกเดินทางเช้าขนาดนี้

           

            กลุ่มพวกเขาเพิ่งจะเดินเข้าใกล้ประตูก็ถูกเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่เพ่งเล็งแล้ว

           

            “พวกเจ้าเป็นใครกันเหตุใดถึงได้ออกเดินทางเช้าขนาดนี้?”

           

            พอได้ยินเสียงนี้เซี่ยปิงเอ๋อก็ตกใจนางร้องในใจว่าซวยแล้วผู้ที่เฝ้าประตูในวันนี้ดันเป็นเจ้าอู๋เจียนที่ถูกขนานนามว่า‘หินในส้วม’ หากเทียบกับมือปราบด้วยกันเจ้านี่นับว่ามีวรยุทธสูงส่งแต่เนื่องจากเป็น

           

            คนแข็งกร้าวไม่รู้จักยืดหยุ่นเวลาทำงานก็เถรตรงไม่รู้จักประนีประนอมจึงมักจะผิดใจกับผู้อื่นอยู่เสมอทั้งศาลาว่าการแทบจะไม่มีใครชอบเขาแม้แต่ตอนที่ท่านพ่อกล่าวถึงเขาก็มักจะส่ายหน้าทอดถอนใจ

           

            ฉู่สือขี่ม้าตัวเดียวกับเซี่ยปิงเอ๋อเขาจึงไม่อาจเข้าไปแก้ต่างแทนคนอื่นๆ เหมือนเมื่อวานได้

           

            ทว่าวันนี้ไม่ต้องลำบากเขาหรอกจวงจูเหยียนที่แต่งตัวเหมือนนกยูงรำแพนหางได้ดึงดูดสายตาผู้คนไปหมดแล้วรวมทั้งอู๋เจียนด้วยเช่นกัน

           

            จวงจูเหยียนมือหนึ่งถือเชือกม้าอีกมือลูบคอม้าเบาๆ ตอบโดยที่สายตาไม่ได้มองอู๋เจียนเลยสักนิด“พวกเราเป็นพ่อค้าจากเมืองเพ่ยเพิ่งเจรจาการค้าที่เมืองเหมยสำเร็จเมื่อสองวันก่อนเราเข้าตำบลเขาล้อมมาเมื่อคืนเพื่อหาที่หลับนอนตอนนี้รีบกลับไปเตรียมสินค้าก็เลยอยากจะออกเดินทางเช้าสักหน่อย”

           

            คำพูดของจวงจูเหยียนทั้งสั้นและเรียบง่ายกว่าที่ฉู่สือตอบ

           

            เมื่อวานมากท่าทีที่แสดงออกก็ไม่ได้เป็นมิตรเหมือนฉู่สือแต่ที่น่าแปลกก็คือไม่มีใครกล้าค้านหรือตีสีหน้าว่าถูกดูหมิ่นทุกคนทำราวกับว่า ‘คนหน้าตาดีก็ย่อมต้องไว้ตัวแบบนี้เป็นธรรมดา’

           

            ทันใดนั้นทหารยามคนหนึ่งที่ตำแหน่งไม่สูงนักร่างกายผอมบางก็จำคนกลุ่มนี้ได้เมื่อคืนตอนเขาอยู่เวรหนึ่งในคนพวกนี้ยัดเงินใส่มือมาให้เขาจึงปล่อยให้เข้าเมืองหากคนพวกนี้มีปัญหาอาจจะพาเขาซวยไปด้วยจึงรีบก้าวขึ้นมาบอกว่า“พี่อู๋ข้าอยู่เวรเมื่อคืนจำได้ว่าคนกลุ่มนี้เดินทางเข้ามาเมื่อคืนจริงๆ ”

           

            อู๋เจียนหันไปสบตากับดวงตาฉ่ำลึกเย็นเฉียบของจวงจูเหยียนใจหายวูบโดยไม่รู้ตัวชายผู้นี้หน้าตาโดดเด่นให้ความรู้สึกน่าเกรงขามใบหน้ารึก็ไม่ใช่ว่าดาษดื่นหากอยู่ในเมืองมาตั้งแต่ก่อนหน้าเหตุใดเขาจึงไม่เคยเห็นน่าจะเพิ่งเข้ามาเมื่อคืนจริงๆ เขาเบนสายตาไปมองทางเซี่ยปิงเอ๋ออีกครั้ง“หญิงผู้นั้นก็มาด้วยกันกับพวกเขารึ?”

           

            ทหารยามพยักหน้า“ขอรับจากที่สอบปากคำเมื่อคืนนางเป็นน้องสาวของพวกเขาตามมาเที่ยวชมโลกภายนอก”

           

            “อืม” เมื่อแน่ใจว่าคนพวกนี้เพิ่งเข้ามาเมื่อคืนและไม่ได้ขนสินค้าที่ต้องตรวจสอบอู๋เจียนก็ไม่ได้ถามให้มากความอีกเพียงตอบรับแล้วก็ปล่อยขบวนพ่อค้ากลุ่มนี้ไป

           

            ทหารเฝ้ายามโล่งอกไปทีโบกมือให้“ไปได้”

           

            คนทั้งกลุ่มเดินออกไปด้านนอกม้าตัวสุดท้ายเพิ่งจะก้าวออกจากประตูเมืองอู๋เจียนพลันส่งเสียงร้องขึ้นกะทันหัน“ช้าก่อน”

           

            ใจทุกคนเด้งผางแม้แต่เสียงฝีเท้าก็เหมือนจะดังมากขึ้น

           

            กลุ่มองครักษ์ไม่ได้หวาดกลัวคนของทางการแต่ว่า...หากถูกจับได้อาจจะส่งผลร้ายต่อแผนการของเจ้านายได้พวกเขานิ่งรอดูสถานการณ์กันเงียบๆ

           

            พวกเขานึกว่าอู๋เจียนมองเห็นสิ่งผิดปกติเซี่ยปิงเอ๋อถึงกับตัวสั่นขึ้นมาหากฉู่สือไม่ได้กดไหล่นางไว้ทันเวลาก็คงจะถูกสังเกตเห็นแล้ว

           

            ในขณะที่เซี่ยปิงเอ๋อคิดว่าตนอาจจะสำรอกหัวใจออกจากปาก

           

            อู๋เจียนก็พูดขึ้นอีกครั้ง“เจ้าเป็นองครักษ์รึ?”

           

            เอ๋? เซี่ยปิงเอ๋อลอบเบือนหน้ากลับมาเห็นอู๋เจียนกำลังยืนอยู่ด้านข้างม้าตัวงามของเยี่ยนหนิงดวงตาคมกริบจ้องตรงมายังเยี่ยนหนิง

           

            เยี่ยนหนิงพยักหน้าตอบ“ใช่”

           

            เนื่องจากเสียงของนางนับว่าทุ้มต่ำสำหรับผู้หญิงด้วยกันซ้ำนางยังพยายามกดเสียงให้ต่ำลงไปอีกฟังเผินๆ จึงเหมือนเสียงผู้ชายอยู่มากหากจะพูดให้ถูกต้องเสียงของเยี่ยนหนิงใกล้เคียงกับเสียงของหนุ่มน้อยนั่นเอง

           

            อู๋เจียนจ้องมองรูปร่างของเยี่ยนหนิงตั้งแต่บนลงล่างขมวดคิ้วเล็กน้อย“ผอมแห้งแรงน้อยแบบนี้ก็เป็นองครักษ์ได้ด้วยรึ?”

           

            เยี่ยนหนิงยังคงเหยียดหลังตรงซ่อนตัวตนไว้ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้ม“ข้าฝึกวิชากำลังภายในถึงจะดูผอมแห้งแต่แรงมากนะพี่ชายคุณชายของพวกเราต้องออกเดินทางมาเจรจาการค้าหากพาชายหนุ่มร่างใหญ่ร่วมทางมาด้วยจะดูเสียมารยาทไปสักหน่อยเขาจึงได้พาข้ามาแทน”

           

            “เจ้าน่ะหรือแรงมาก” อู๋เจียนไม่เชื่อ

           

            เยี่ยนหนิงพยักหน้า“ใช่”

           

            “เช่นนั้นข้าขอลองดูสักหน่อย” พูดจบเขาก็ม้วนแขนเสื้อขึ้นทำท่าจะงัดข้อกับเยี่ยนหนิงเพื่อทดสอบ

           

            เซี่ยปิงเอ๋อลอบปิดตาตนเองเงียบๆ เมื่อต่อมหัวดื้อของอู๋เจียนทำงานขึ้นมาวัวแปดตัวก็ลากไม่กลับวันนี้หากไม่ได้ประลองกันสักตั้ง

           

            เขาไม่มีทางปล่อยเยี่ยนหนิงไปแน่

           

            ชั่วขณะที่มือปราบร่างใหญ่ม้วนแขนเสื้อขึ้นจวงจูเหยียนก็เริ่มมีสีหน้าไม่ค่อยจะดีเขาถึงขนาดคิดที่จะยื่นมือไปขวางเสียด้วยซ้ำ

           

            ขณะที่คุณชายจวงกำลังครุ่นคิดว่าจะหักแขนข้างนั้นทิ้งดีหรือไม่เยี่ยนหนิงก็เคลื่อนไหวก่อนนางเบี่ยงตัวหลบมืออู๋เจียนลงจากม้าอย่างรวดเร็วเก็บก้อนหินขนาดประมาณไข่ไก่ขึ้นจากพื้นพูดยิ้มๆ “ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้น”

           

            สิ้นเสียงนางก็เขวี้ยงหินออกจากมือดูเหมือนเป็นการเขวี้ยงแบบปกติธรรมดาไม่ได้ออกแรงอะไรมากทว่าหินก้อนนั้นกลับพุ่งไปทางกำแพงด้วยความเร็วสูง

           

            บังเกิดเสียงดัง‘ปัง’ คนส่วนใหญ่ยังไม่ทันคืนสติทหารยามที่ช่วยคณะของจวงจูเหยียนเอ่ยปากเมื่อครู่ค่อยๆ ก้าวเดินไปทางกำแพงเขา

           

            มองบนพื้นทีหนึ่ง...ไม่พบก้อนหินเขาเหลียวมองไปทางทิศที่ถูกกระแทกจนเกิดเสียงดังพอมองไปก็เบิกตาโต“นี่ถึงกับ...ถึงกับฝังเข้ากำแพงไปเลยรึ”

           

            ทหารยามคนอื่นๆ ที่รักษาการณ์อยู่ด้านข้างก็อดไม่ไหวพากันวิ่งไปดูต่างร้องตะลึงตามๆ กัน“แรงมากเหลือเกิน”

           

            เซี่ยปิงเอ๋ออ้าปากค้างเมื่อคืนนางยังแอบเคียดแค้นที่เยี่ยนหนิงลงมือกับตนรุนแรงตอนนี้จึงเพิ่งรู้ว่าเยี่ยนหนิงออมมือให้นางมากแล้ว

           

            ตรงหน้าพวกเขาเป็นถึงกำแพงเมืองเชียวนะไม่ใช่กองดินห่างออกมาสิบกว่าลี้เขวี้ยงไปไม่แรงนักแต่หินกลับฝังตัวเข้าไปในกำแพงฝังเข้าไปจริงๆ จมเข้าไปทั้งก้อนเลยช่างเหลือเชื่อนัก

           

            อย่าว่าแต่เหล่าทหารจะตื่นตะลึงกระทั่งกลุ่มของฉู่สือก็รู้สึกพรั่นพรึงในใจ พวกเขารู้เพียงว่าวิชามีดบินของเยี่ยนหนิงนั้นสุดยอดเดิมทีนึกว่านางคงมีเคล็ดลับการใช้อาวุธ พอได้เห็นแบบนี้จึงรู้ว่าแรงข้อมือของนางต่างหากที่ช่วยส่งเสริมให้อาวุธลับนั้นยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น

           

            สายตาของทุกคนหยุดที่แขนเรียวบางของเยี่ยนหนิงโดยพร้อมเพรียงครุ่นคิดไปมาแต่ไม่อาจหาคำตอบได้

           

            อู๋เจียนจ้องมองกำแพงเมืองอยู่ครู่ใหญ่ก่อนคลี่แขนเสื้อลงเอ่ยแบบนับถือปนเขิน“น้องชายช่างเปี่ยมไปด้วยกำลังวังชา” ยังดีที่ไม่ได้งัดข้อด้วยหากงัดข้อกันจริงมือเขาคงหัก

           

            “ชมเกินไปแล้ว” เยี่ยนหนิงแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจถึงสาเหตุของสีหน้าตื่นตะลึงรอบด้านชี้ไปทางจวงจูเหยียนพูดเสียงเบา“ใต้เท้าพวกเราไปได้หรือยัง? หากล่าช้าออกไปคุณชายอาจจะหักค่าแรงข้าได้”

           

            อู๋เจียนเบือนหน้าไปมองก็เผชิญเข้ากับดวงตาเย็นเฉียบของ

           

            จวงจูเหยียนพอดีใบหน้าที่หล่อเหลาไร้ที่ติยามนี้แทบจะถูกปกคลุมด้วยเมฆดำเขาตะลึงในใจเจ้าหนุ่มนี่ช่างน่ากลัวนักเพียงแววตาก็ทำเอาขนลุกทั่วร่างเสียแล้ว

           

            อู๋เจียนไม่รู้เลยว่าแววตานี้เตรียมมาเพื่อเขาโดยเฉพาะจึงเดินไปลูบไหล่เยี่ยนหนิงเอ่ยปลอบอย่างเห็นใจ“เจ้าน้องชายคนมีฝีมือมีหรือจะกลัวอดตายต่อไปอนาคตเจ้าต้องยาวไกลแน่นกที่เก่งย่อมหากิ่งไม้ดีๆ เกาะได้ขอเพียงรอบคอบเท่านั้นเอาเถอะไปได้”

           

            เยี่ยนหนิงกระแอมไอเบาๆ แทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่

           

            พยักหน้าและประสานมือคำนับอู๋เจียน

           

            พอนางกระโจนขึ้นม้าเรียบร้อยคนทั้งหมดก็ควบม้าจากไป

           

            จนกระทั่งม้าวิ่งมาไกลเจ็ดแปดลี้คนทั้งคณะจึงหยุดพักผ่อนเซี่ยปิงเอ๋อลูบอกตนเองร้องออกมาว่า“ในที่สุดก็ออกมาได้เสียทีตกใจหมดเลย”

           

            พูดจบนางก็จ้องเยี่ยนหนิงด้วยแววตาเป็นประกายกล่าวอย่างนับถือปนริษยา“พี่หนิงเมื่อครู่ท่านช่างร้ายกาจนักมิน่าเมื่อคืนข้าถึงได้ถูกท่านอัดจนน่วมจะตายมิตายแหล่”

           

            “...” เยี่ยนหนิงไม่รู้จะต่อคำอย่างไรจริงๆ

           

            ฉู่สือเองก็มองด้วยสายตาแปลกๆ เด็กสาวดูตื่นเต้นจนเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่เขาไม่เข้าใจเลยว่าการถูกใครสักคนอัดจน‘จะตายมิตายแหล่’ นี่มันน่าดีใจขนาดนี้เลยหรือ

           

            ยังดีที่แม่นางเซี่ยเองก็ไม่ได้ต้องการคำตอบเมื่อแสดงออกจนพอใจก็โบกมือพูดต่อ“ตอนนี้เรารีบไปเมืองเฝ่ยกันเถอะ”

           

            “ช้าก่อน”

           

            เซี่ยปิงเอ๋อมองเยี่ยนหนิงอย่างสงสัยไม่เข้าใจว่าต้องรออะไรอีก

           

            เยี่ยนหนิงออกเดินทางไกลเป็นครั้งแรกในชีวิตในใจนึกหวาดระแวงต่อทุกสิ่งจริงอยู่... แม่นางเซี่ยที่จู่ๆ ก็โผล่มาดูใสซื่อและโง่เขลาแต่เยี่ยนหนิงเชื่อคำบอกเล่าของอีกฝ่ายครึ่งเดียวเท่านั้นเดิมทีตั้งใจจะพาเซี่ยปิงเอ๋อออกจากตำบลเขาล้อมเหตุผลแรกเพราะดวงตาใสแจ๋วเป็นประกายราวกับเด็กน้อยคู่นั้นเหตุผลข้อสองเพราะแหล่งแร่ที่อีกฝ่ายบอกเล่าการค้นพบแหล่งแร่แห่งใหม่สำหรับฉงเยว่แล้วถือเป็นเรื่องสำคัญแม้จะมีโอกาสเป็นจริงเพียงหนึ่งในสิบนางก็จะไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ไป

           

            สิ่งที่นางต้องการมากที่สุดในตอนนี้ก็คือคำตอบว่าแหล่งแร่ที่ว่านั่นมีอยู่จริงหรือ?

           

            “เจ้ารู้หรือไม่ว่าแหล่งแร่นั้นอยู่ที่ไหน?”

           

            เยี่ยนหนิงมองจวงจูเหยียนด้วยสายตาตะลึงพรึงเพริดเพราะว่านี่คือสิ่งที่นางอยากจะถามแต่เขากลับชิงถามออกมาก่อน

           

            เซี่ยปิงเอ๋อพยักหน้าหวาดๆ “รู้”

           

            การที่ต้องเผชิญหน้ากับจวงจูเหยียนเซี่ยปิงเอ๋อมักจะรู้สึกขัดแย้งในใจอยากจะเข้าใกล้มนุษย์ที่งามดุจเทพยดาผู้นี้แต่เมื่อเผชิญกับดวงตายากจะหยั่งถึงของเขาก็อยากหนีโดยไม่รู้ตัว

           

            “พาพวกเราไปดู” จวงจูเหยียนบอกสิ่งที่เยี่ยนหนิงคิดในใจออกไปอีกครั้ง

           

            ประกายตาของเยี่ยนหนิงวูบไหวเล็กน้อยนางหลุบเปลือกตาลงเงียบเสียงลงรอดูสถานการณ์

           

            จวงจูเหยียนคอยสังเกตเยี่ยนหนิงอยู่ตลอดอาการแปลกใจและพินิจพิเคราะห์ที่แสดงออกเพียงเล็กน้อยทางสายตาคู่นั้นเขาย่อมไม่พลาดอยู่แล้วเรื่องราวของเซี่ยปิงเอ๋อเกี่ยวข้องกับแหล่งแร่เยี่ยนหนิงที่อยู่ในฐานะองค์หญิงแห่งฉงเยว่ย่อมคิดกังวลแทนแว่นแคว้นกังวลว่าทางการจะไม่รู้เรื่องสำคัญนี้ดังนั้นสิ่งที่นางต้องการทำในยามนี้ก็คือตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแหล่งแร่

           

            เป้าหมายของเขาคือเยี่ยนหนิงถ้าเยี่ยนหนิงไม่ได้คิดจะไปตรวจสอบเขาย่อมไม่กล่าวต่อให้มากเรื่องแต่ในเมื่อรู้แล้วว่านางอยากไปเขาก็ต้องชิงออกปากขึ้นก่อนหากนางจะคิดว่า‘เราสองใจตรงกัน’ หรือคิดว่าเขามีใจประสงค์สิ่งอื่นก็ไม่เป็นไรที่สำคัญก็คือสายตากับความคิดของเยี่ยนหนิงต้องมารวมอยู่ที่ตัวเขา

           

            เซี่ยปิงเอ๋อไม่รู้เท่าทันความคิดของจวงจูเหยียนพอได้ยินว่าเขาจะไปแหล่งแร่นางก็ตกใจจนใบหน้าขาวซีดลนลานร้องห้าม“ไม่ได้หรอกเขาโล่เย่ที่เป็นที่ตั้งของแหล่งแร่ตอนนี้ถูกคนของเสมียนเฉินปิดตายไว้ ทุกทิศซ้ำยังมีทหารมากมายผลัดกันลาดตระเวนยิ่งใกล้ปากถ้ำยิ่งมีคนยืนเฝ้ายามเรียกว่าเกือบจะทุกสิบก้าวก็ว่าได้ครั้งที่แล้วข้าตั้งใจจะลอบเข้าไปยังไม่ทันเข้าใกล้ปากถ้ำก็เกือบจะถูกจับได้เสียก่อนยังดีที่ข้าวิ่งหนีเร็ว”

           

            เซี่ยปิงเอ๋อยิ่งพูดก็ยิ่งหวาดผวาพอเห็นว่ากลุ่มของจวงจูเหยียนไม่สะทกสะท้านกับคำบอกเล่าของตนจึงลอบมองเยี่ยนหนิงแวบหนึ่งทบทวนอยู่นานในที่สุดก็ตัดสินใจเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมอย่างหวังดี“ข้ารู้ว่าพี่หนิงมีวรยุทธสูงส่งแต่นางคนเดียวไม่อาจเอาชนะทหารลาดตระเวนจำนวนมากได้หรอกด้วยเหตุนี้ต่อให้เราไปเขาโล่เย่ได้พวกเราก็ไม่อาจเข้าถึงแหล่งแร่ได้อยู่ดีอย่าไปเสี่ยงอันตรายเลยดีกว่ารีบไปตามหาใต้เท้าหลิวให้เขาส่งคนของทางการมายึดเขาโล่เย่ให้เร็วที่สุดน่าจะดีกว่า...”

           

            คำกล่าวนี้ทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งกลุ่มมีสีหน้าดำคล้ำพูดออกมาแบบนี้แสดงว่าในใจของเซี่ยปิงเอ๋อมีเพียงเยี่ยนหนิงคนเดียวที่เยี่ยมยุทธ์ส่วนคนอื่นๆ นางมองว่าเป็นภาระ!

           

            เซี่ยปิงเอ๋อยิ่งเกลี้ยกล่อมเสียงก็ยิ่งเบาสุดท้ายนางก็แทบจะขดตัวเข้าซุกในอ้อมกอดฉู่สืออยู่แล้ว

           

            นางพูดผิดตรงไหนรึ

           

            ว่ากันตามจริงจะโทษนางคงไม่ได้ตั้งแต่จับ‘โจร’ เมื่อคืนจนถึงแสดงฝีมือเล็กๆ น้อยๆ เมื่อครู่ล้วนเป็นเยี่ยนหนิงที่ลงมือนางจะรู้ได้อย่างไรว่าบรรดาชายหนุ่มที่ล่ำสันเหมือนวัวรอบกายจะแกร่งนอกกลวงในหรือไม่

           

            ขอบคุณฟ้าดินที่เซี่ยปิงเอ๋อแค่บ่นอุบในใจไม่ได้พูดออกมาดังนั้นคุณชายฉู่สือที่ถูกมองว่า‘แกร่งนอกกลวงใน’ เหมือนกันจึงอธิบายนางด้วยถ้อยคำดีๆ ว่า“ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าบิดาของเจ้าเป็นตายร้ายดีอย่างไร เสมียนเฉินร่วมมือกับใครเจ้าก็ไม่รู้แหล่งแร่เจ้าเองก็รู้เพียงตำแหน่งที่ตั้งคร่าวๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีแร่อะไรอยู่พอไปถึงเมืองเฝ่ยใต้เท้าหลิวถามขึ้นมาเจ้ากลับไม่รู้อะไรสักอย่างเกิดเขาไม่เชื่อขึ้นมาจะทำอย่างไร? เจ้าไม่มีวิธีพิสูจน์ว่าเจ้าเป็นบุตรสาวของนายอำเภอเซี่ยเสียด้วยซ้ำ”

ตอนที่ 4 สงสัยอยู่ในใจ(2)

เซี่ยปิงเอ๋อร้องเสียงดังด้วยความไม่พอใจ“ข้ามีตราประทับของข้าราชการ”

           

            ฉู่สือพูดยิ้มๆ “อันนี้ยิ่งยุ่งยากตราประทับในมือเจ้าได้มาจากการขโมย”

           

            “ข้าข้า...” เซี่ยปิงเอ๋ออ้ำอึ้งอยู่นานหน้าแดงเถือกไปหมดพูดอะไรไม่ออก

           

            พอฉู่สือเห็นสาวน้อยแสดงท่าทีทั้งโกรธทั้งหงุดหงิดเพราะจนปัญญาจะโต้แย้งจึงค่อยๆ ปลอบอย่างใจดี“พวกเราลองไปตรวจสอบดูก่อนให้รู้แน่ว่าเป็นแร่อะไรพอไปถึงเมืองเฝ่ยแล้วเจ้าจะได้อธิบายต่อใต้เท้าหลิวได้ละเอียดขอเพียงมีแหล่งแร่อยู่จริงแล้วศาลาว่าการตำบลเขาล้อมไม่ได้รายงานเรื่องต่อราชสำนักตามตรงก็นับว่าเป็นความผิดใหญ่หลวงต่อให้ใต้เท้าหลิวไม่เชื่อที่เจ้าพูดทั้งหมดแต่ก็ไม่อาจปล่อยปละละเลยได้ถูกต้องหรือไม่?”

           

            เซี่ยปิงเอ๋อก้มหน้างุดมือกำกระโปรงสีเพลิงไว้แน่นผ่านไปนานนางก็ยังส่ายหน้าตอบเสียงต่ำ“ไม่ข้าไม่อาจพาพวกท่านไปได้มิฉะนั้นพวกท่านจะมีอันตราย...”

           

            สาวน้อยยืนยันคำเดิมน้ำเสียงปะปนด้วยเสียงสะอื้นทุกคนที่ได้ยินรวมทั้งจวงจูเหยียนที่รำคาญนางมาโดยตลอดยังอดรู้สึกซาบซึ้งใจมิได้แม่นางผู้นี้ถ้าไม่ได้เก่งการแสดงก็คงมีจิตใจดีงามบริสุทธิ์อย่างใหญ่หลวง

           

            เยี่ยนหนิงควบม้ามาข้างๆ ม้าของเซี่ยปิงเอ๋อกับฉู่สือส่งยิ้มปลอบใจแม่สาวน้อยเอ่ยปากกลั้วเสียงหัวเราะ“อย่ากังวลไปเลยทุกคนในที่นี้วรยุทธล้วนไม่ด้อยไปกว่าข้าทหารลาดตระเวนพวกนั้นไม่อยู่ในสายตาของพวกเรานำทางไปเถอะหากเจอปัญหาก็ค่อยๆ แก้ไปตามถานการณ์”

           

            ตามปกติเยี่ยนหนิงก็มักจะเอาใจซู่ซู่จนเคยชินพอมาพบเด็กสาวที่อายุน้อยกว่าซู่ซู่ซ้ำยังใสซื่อเช่นนี้ก็รู้สึกเอ็นดูนางโดยไม่รู้ตัว

           

            เซี่ยปิงเอ๋อมองรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าของเยี่ยนหนิงก็ถึงกับเคลิ้มไปไหนจะสัมผัสอ่อนโยนที่ส่งมาให้อีกเล่าถึงนางจะมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งแต่พี่ชายก็ไม่ค่อยกลับบ้านเขาชอบอ่านหนังสือแล้วก็เอาแต่พูดว่า‘เจ็ดขวบแยกเสื่อนั่งชายหญิงห้ามสัมผัสกัน’ อยู่ทั้งวันเขาไม่เคยให้ความสนิทสนมกับนางมาก่อนและมักจะตั้งข้อรังเกียจที่นางฝึกวรยุทธกล่าวหาว่านางหยาบกระด้างไม่สมเป็นกุลสตรีแม้ในใจนางจะคาดหวังให้พี่ชายเอ็นดูตนบ้างแต่ก็จนใจจนเลิกหวังไปแล้วทว่าวันนี้จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าการมีพี่สาวที่อ่อนโยนก็นับเป็นความสุขได้เหมือนกัน

           

            ชัดเจนว่าแม่นางเซี่ยลืมไปเสียสนิทว่าคนที่ทำให้นางช้ำในต้องรักษาอีกหลายเดือนนั้นเป็นใคร

           

            นางมองเยี่ยนหนิงด้วยสายตาซาบซึ้งรีบยิ้มตอบทันที“ได้เลยข้าจะพาพี่สาวไป”

           

            “...” เยี่ยนหนิงนั่งนิ่งเงียบๆ รู้สึกเหมือนตนเพิ่งจะทำเรื่องโง่เขลาลงไป

           

            จวงจูเหยียนจ้องมองดูแผ่นหลังของหญิงสาวทั้งสองคนกระแอมไอเสียงเย็นร้องเรียกเสียงต่ำ“กุยอวิ๋น”

           

            กุยอวิ๋นหายใจสะดุดรีบกระตุกม้าก้าวขึ้นมาโน้มตัวเข้าไปใกล้

           

            เมื่อฟังคำสั่งจวงจูเหยียนจบกุยอวิ๋นก็ไม่กล้าแสดงออกทางสีหน้าแม้ว่าในใจจะกระอักเลือดไปเรียบร้อยแล้วนานนักกว่าเขาจะตอบกลับ“ขอรับ”

           

           

            เยี่ยนหนิงคาดไม่ถึงว่าเขาโล่เย่ที่ว่าอยู่ใกล้ตำบลเขาล้อมจะไกลถึงเพียงนี้

           

            เส้นทางบนภูเขาขรุขระทำให้เคลื่อนขบวนลำบากกว่าพวกเขาจะมาถึงก็พ้นเที่ยงวันไปแล้ว

           

            สภาพแวดล้อมโดยรอบดูสลับซับซ้อนยอดเขามากมายรายรอบต้นไม้ที่ขึ้นปกคลุมไปทั่วผืนป่าปิดบังแสงอาทิตย์ไปจนหมดทำให้บรรยากาศค่อนข้างครึ้มสองข้างทางเต็มไปด้วยหญ้ารกชัฏทั้งที่เพิ่งผ่านพ้นเที่ยงวันไปไม่นานแต่คณะเดินทางรู้สึกเหมือนตะวันลับขอบฟ้าไปเสียอย่างนั้น

           

            เพื่อที่จะไม่ให้ทหารลาดตระเวนบนเขาโล่เย่รู้ตัวทุกคนจึงผูกม้าไว้ในป่าแล้วใช้การเดินแทน

           

            เดินมาได้ครึ่งชั่วยามในที่สุดก็พบเห็นกลุ่มคนที่ลาดตระเวนอยู่บริเวณเชิงเขาคนพวกนั้นไม่ได้สวมชุดของทหารหลวงแต่สวมชุดสีดำทะมัดทะแมงในมือถือกระบี่สายตากวาดมองรอบด้านด้วยสีหน้าเย็นชา

           

            มองเพียงปราดเดียวเยี่ยนหนิงก็รู้แล้วว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนของทางการประการแรก... ตำบลเล็กๆ อย่างเขาล้อมไม่มีทางจะมีทหารประจำการได้มากถึงเพียงนี้ประการที่สอง... คนเหล่านี้มีไอสังหารที่คล้ายกับนักฆ่าท่วงท่าและกิริยาที่แสดงออกล้วนบ่มเพาะมาจากประสบการณ์อันช่ำชองไม่ใช่เรื่องที่ตำบลเล็กๆ อย่างเขาล้อมจะฝึกสอนขึ้นมาได้ พอเห็นเช่นนี้เยี่ยนหนิงก็ยิ่งมั่นใจต่อให้สิ่งที่พวกเขาเฝ้ามองหาไม่ใช่แหล่งแร่ก็ต้องเป็นสิ่งที่สำคัญมากครั้งนี้คงไม่ได้กลับมือเปล่าแน่

           

            เซี่ยปิงเอ๋อหลบอยู่ด้านหลังต้นไม้ต้นหนึ่งนางแอบมองอยู่นานกว่าจะเห็นชายชุดดำเดินวนมาตรงหน้าสักคนเด็กสาวขมวดคิ้วพูดพึมพำด้วยความประหลาดใจ“แปลก... วันนี้ดูเหมือนจะมีทหารลาดตระเวนน้อยกว่าที่ข้ามาคราวก่อนพี่สาวคงไม่คิดว่าข้าโกหกใช่ไหม...”

           

            กุยอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดเบ้ปากทีหนึ่งไม่เห็นมีอะไรน่าแปลกเพื่อที่พวกเขาจะเข้าหาแหล่งแร่ได้เร็วขึ้นเจ้านายได้สั่งให้เขาจัดคนมาเก็บกวาดที่นี่ไปรอบหนึ่งแล้วที่เหลือคนพวกนี้เอาไว้ก็เพื่อไม่ให้ดู

           

            ‘โล่งเตียน’ จนเยี่ยนหนิงจับพิรุธได้

           

            เยี่ยนหนิงหลบอยู่ในที่มืดกวาดตามองโดยรอบนางพอจะอ่านรูปแบบการลาดตระเวนของคนเหล่านี้ออกจึงไม่อยากจะเสียเวลาอีกต่อไปนางเดินไปที่ข้างกายเซี่ยปิงเอ๋อถามเสียงต่ำ“แหล่งแร่อยู่ตรงจุดไหน?”

           

            เซี่ยปิงเอ๋อรีบหันหน้ามาสบตาเยี่ยนหนิงตอบกลับรวดเร็ว“ตรงไหล่เขาด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือตอนนั้นข้าคลำทางไปทั่วเพื่อหาทางหนีทีไล่กว่าจะไปถึงตรงจุดนั้นได้ก็เสียเวลาอยู่นานแต่ข้าไปถึงแค่ไหล่เขาเท่านั้นที่ข้าเคยกล่าวว่า‘ทุกๆ สิบก้าวจะมีทหารลาดตระเวนยืนเฝ้าอยู่นายหนึ่ง’ ไม่ใช่การบอกเล่าที่เกินเลยนะพี่สาวที่นั่นมีเวรยามเข้มงวดจริงๆ ทางเข้าออกที่แท้จริงอยู่ที่ไหนข้าเองก็ไม่รู้...” พูดถึงตรงนี้เซี่ยปิงเอ๋อพลันก้มหน้าลงอย่างอับอาย

           

            “ให้เซี่ยปิงเอ๋อกับฉู่สือรออยู่ที่นี่จางยี่เว่ยหนิงพวกเจ้าสองคนก็อยู่ที่นี่ด้วย” จวงจูเหยียนสั่งเสียงเข้ม

           

            เซี่ยปิงเอ๋อรีบเงยหน้าขึ้นร้องอย่างไม่เข้าใจ“ทำไมเล่า?”

           

            ฉู่สือเอนกายพิงอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ด้วยท่าทางเกียจคร้านชายตามองจวงจูเหยียนใบหน้าของเขากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งแม้ไม่พูดอะไรออกมาแต่สายตาก็เหมือนจะถามเช่นกันว่านั่นสิ... ทำไมเล่า?

           

            จวงจูเหยียนมองกลับด้วยสายตาเย็นชาแวบหนึ่งคำเตือนในสายตานั้นชัดเจนที่สุดแล้วฉู่สือยักไหล่เอามือลูบปากเบาๆ สื่อความหมาย‘อ้อรู้แล้ว... ได้สิข้าจะไม่พูดมากหรอกน่า’ ออกมาได้สมบูรณ์เขาหันหน้ามาจ้องเซี่ยปิงเอ๋อคำพูดที่เอ่ยยิ่งฟังยิ่งชวนโมโห“หากสถานการณ์ตรงไหล่เขาเป็นตามที่เจ้าบอกจริงละก็การที่เจ้าไปด้วยก็รังแต่จะเป็นตัวถ่วง”

           

            “ข้า... ข้าไม่มีทางเป็นตัวถ่วงแน่วรยุทธข้าก็ไม่เลวนะแล้วข้าก็เป็นคนท้องถิ่นสามารถบอกทางพวกท่านได้” ในใจเซี่ยปิงเอ๋อนั้นหวาดกลัวจวงจูเหยียนอยู่บ้างแต่การที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวถ่วงทำให้นางเผลอกัดฟันเถียงกลับทว่าพูดยังไม่ทันขาดคำเยี่ยนหนิงก็เอ่ยขึ้น“เจ้ารออยู่ที่เชิงเขาเถอะหากมีสถานการณ์ผิดปกติเจ้าจะได้แจ้งพวกเราได้ทัน”

           

            เมื่อครู่เซี่ยปิงเอ๋อยังแยกเขี้ยวยิงฟันอยู่เลยเพียงอึดใจกลับยืนอยู่ตรงหน้าเยี่ยนหนิงแล้วตอบอย่างเชื่อฟัง“ได้เลยพี่สาว”

           

            ที่แท้นางก็เป็นนักแสดงที่กำลังเปลี่ยนหน้ากากอยู่ใช่หรือไม่

           

            ฉู่สือรีบดึงตัวแม่สาวน้อยแสนซื่อให้ถอยมาด้านหลังนางเล่นตบหน้าคุณชายจวงแบบนี้เดี๋ยวก็มีปัญหาตามมาหรอก

           

            แม่นางเซี่ยที่จู่ๆ ก็เล่นบท‘น้องสาวผู้แสนดี’ ในสายตาของนางมีแต่เยี่ยนหนิงมีหรือจะมองเห็นสีหน้าดำคล้ำเป็นหมึกของใครบางคน

           

            “ไปกันเถอะ” ดีที่คุณชายจวงเพียงกระแอมเสียงเย็นไม่ได้ใส่ใจสาวน้อย

           

            สุดท้ายแล้วรายชื่อของผู้ที่จะร่วมขึ้นเขาก็คือจวงจูเหยียน เยี่ยนหนิงกุยอวิ๋นเฉินซีฟังอีผิงและสวี่ซิว

           

            ทุกคนในรายชื่อล้วนมีวิชาตัวเบาเป็นเยี่ยมตอนนี้ทหารลาดตระเวนก็ไม่ได้มีมากมายจึงสามารถเดินทางไปยังไหล่เขาด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่เซี่ยปิงเอ๋อพูดถึงได้สบายๆ อันที่จริงแม้เซี่ยปิงเอ๋อจะไม่บอกพวกเขาก็รู้ว่ามาถูกที่ตรงจุดนี้มีคนมากกว่าตรงเชิงเขาอย่างน้อยสิบเท่า

           

            พวกเขาเข้าไปหลบอยู่ในพงหญ้ามองจากที่ไกลเห็นร่างในชุดดำนับร้อยยืนเฝ้ายามอยู่เบื้องหน้าแม้ว่าจะเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าที่นี่น่าจะมีเวรยามอยู่ไม่น้อยแต่พอมาเห็นเข้าจริงๆ ยังอดตะลึงไม่ได้ นี่มันแร่อะไรกันทำไมถึงต้องใช้คนเฝ้ามากขนาดนี้

           

            เนื่องจากมีคนมากเยี่ยนหนิงจึงต้องหรี่ตามองแล้วมองอีกจึงพอจะเห็นตำแหน่งที่ดูเหมือนปากถ้ำ

           

            ทีนี้ก็งานยากแล้วคนมากเกินไปจริงๆ อย่าว่าแต่จะเข้าไปแบบเงียบๆ เลยต่อให้บุกซึ่งหน้าก็ยังเปลืองแรงน่าดู

           

            จวงจูเหยียนเอนหลังพิงกอหญ้าเอามือหนึ่งยันหัวชื่นชมสีหน้าหงุดหงิดงุ่นง่านของเยี่ยนหนิงจนพอใจแล้วค่อยบิดมุมปากขึ้นกล่าวอย่างเกียจคร้าน“เฉินซีเจ้าไปกับสวี่ซิวเลือกเอาคนละที่จุดกองเพลิงขึ้นเอาให้ใหญ่พอที่คนตรงไหล่เขาจะเห็นได้ทั้งหมด”

           

            จุดไฟรึ? เยี่ยนหนิงตาสว่างวาบจากนั้นก็ขมวดคิ้วน้อยๆ “ทำเช่นนั้นมีแต่จะทำให้คนในแหล่งแร่ระวังตัวมากขึ้น”

           

            จวงจูเหยียนโบกมือให้องครักษ์ทั้งสองรีบไปจากนั้นหันหน้ามามองเยี่ยนหนิงภายในประกายตาอันฉ่ำลึกซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ไว้“ระวังตัวส่วนระวังตัว... ดับไฟส่วนดับไฟ”

           

            เยี่ยนหนิงครุ่นคิดชั่วครู่จึงพยักหน้า... เป็นเช่นนั้นจริงต่อให้คนพวกนั้นรู้ว่าไฟเกิดจากฝีมือมนุษย์ก็ต้องไปดับอยู่ดีที่นี่เป็นป่าเขาเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าซ้ำตอนนี้ยังเป็นสารทฤดูหากปล่อยไว้ไม่สนใจจะทำให้ไฟไหม้ภูเขาทั้งลูกได้ง่ายมากดังนั้นต่อให้รู้ว่าเป็นแผนล่อเสือออกจากถ้ำก็จำเป็นต้องส่งคนไปดับไฟ

           

            รอยยิ้มของจวงจูเหยียนไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ล้วนเปี่ยมเสน่ห์ยากจะหาผู้ใดเทียมน่าเสียดาย... องค์หญิงที่กำลังรวบรวมความคิดบุกแหล่งแร่ผู้นี้เอาแต่สนใจเหตุการณ์ตรงหน้าจึงพลาดไปอย่างจังทำให้คุณชายจวงโปรยยิ้มจนเหนื่อยสุดท้ายเหลือเพียงมุมปากที่ยกค้างจนแข็งไปทั้งหน้าในที่สุดเขาก็หุบยิ้มขบกรามแล้วสะบัดหน้าหนี

           

            กุยอวิ๋นกับฟังอีผิงถอยหลังไปสองก้าวเงียบๆ คนหนึ่งแสร้งทำไร้ตัวตนอีกคนภาวนาอยู่ในใจว่ารีบจุดไฟเร็วเข้า...เร็วๆๆๆ

           

            ผ่านไปครึ่งชั่วยามคนตรงไหล่เขาก็เห็นควันดำลอยขึ้นฟ้าในที่สุด

           

            “นี่มันอะไรกัน!”

           

            ชายวัยสี่สิบกว่าสวมชุดแพรเดินออกมาจากปากถ้ำจ้องมองควันดำประหลาดบริภาษเสียงดังไม่ไกลนักชายที่ดูเหมือนเป็นผู้นำของทหารชุดดำก็เดินเข้าไปหาประสานมือทำความเคารพแล้วกล่าวว่า“ใต้เท้าหุบเขาด้านทิศใต้และด้านทิศเหนือจู่ๆ ก็มีกลุ่มควันดำโดยไม่รู้สาเหตุดูท่าว่าจะมีไฟป่า”

           

            ชายในชุดแพรหน้าเปลี่ยนสีชี้ไปยังชายชุดดำเอ่ยออกมาอย่างร้อนใจ“เพิ่มกำลังเวรยามเดี๋ยวนี้สั่งคนค้นให้ทั่วเขาแม้แต่ยุงตัวเดียวก็อย่าปล่อยให้รอดสายตาไปได้”

           

            ชายในชุดดำยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งเทียบกับชายในชุดแพรแล้วเขาดูใจเย็นกว่ามากเขามองกลุ่มควันดำที่ปะปนกับแสงไฟอีกครู่หนึ่งแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“ใต้เท้าฤดูนี้อากาศแห้งหากไม่รีบดับ... ไฟป่าก็อาจจะลุกไหม้ลามมาถึงตรงถ้ำนี้อย่างรวดเร็วถึงตอนนั้นพวกข้าตายนับเป็นเรื่องเล็กแต่หากของในถ้ำเป็นอะไรขึ้นมานั่นสิเรื่องใหญ่”

           

            ไม่รู้ว่าชายในชุดแพรนึกอะไรขึ้นมาได้สีหน้าของเขาพลันขาวซีดรีบพยักหน้าเห็นด้วย“พวกเจ้ารีบส่งคนออกไปสองกลุ่มกลุ่มละสามสิบคนให้รีบไปดับไฟต่อให้ดับไม่ได้ก็ต้องหาวิธีควบคุมเพลิงให้ได้อย่าให้ไฟลามมาถึงตรงนี้”

           

            “ขอรับ” ชายในชุดดำรับคำสั่งจัดคนไปดับไฟหกสิบคนทำให้กำลังคนที่ลาดตระเวนอยู่ตรงไหล่เขามีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด

           

            อีกสี่สิบห้าสิบคนที่เหลือรวมตัวกันอยู่หน้าปากถ้ำแต่ละคนมีสีหน้าเคร่งขรึมระแวดระวังยิ่งนักชายในชุดแพรสั่งการต่ออีกหลายคำก่อนจะหันหลังกลับเข้าถ้ำไป

ตอนที่ 4 สงสัยอยู่ในใจ(3จบตอน)

เยี่ยนหนิงกับจวงจูเหยียนยังไม่รีบร้อนบุกทั้งสองคอยสังเกตการณ์อยู่ด้านหลังพงหญ้าเห็นชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้ามิได้ไปดับไฟกับคนอื่นๆ แต่ยืนเฝ้ายามอยู่ตรงปากถ้ำส่วนทหารที่เหลืออยู่ก็ไม่ได้ดูร้อนใจสักนิดทำให้ยังเข้าไปในแหล่งแร่ไม่ได้ง่ายๆ ต่อให้เข้าไปได้ตอนนี้พวกเขาก็ไม่รู้สถานการณ์ภายในถ้ำแม้แต่นิดเดียวไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่ามีอะไรรออยู่ด้านใน

           

            จวงจูเหยียนเขยิบไปหาเยี่ยนหนิงถามเสียงต่ำ“เจ้าซัดมีดบินครั้งหนึ่งมากสุดได้กี่เล่ม?”

           

            เยี่ยนหนิงครุ่นคิดจริงจังตอบอย่างเสียดายว่า“หากใช้สองมือพร้อมกันครั้งหนึ่งมากสุดได้เพียงสิบสองเล่มหากมากกว่านั้นความแม่นยำก็จะลดลง”

           

            “...”

           

            สิบสองเล่มยังบอกว่า‘ได้เพียง’ อีกรึ?

           

            กุยอวิ๋นอยากจะกระอักเลือดออกมาเสียเหลือเกินองค์หญิงหนอองค์หญิงท่านรู้หรือไม่ว่า‘เชียนจีเหอ’ ที่โด่งดังที่สุดของสำนักอาวุธลับเชียนจีเก๋อสามารถปล่อยมีดบินออกมาได้ครั้งละยี่สิบแปดเล่ม แค่นี้เหล่าจอมยุทธ์ก็นับถือเขาไปทั่วหล้าแต่ว่าเชียนจีเหออาศัยกลไกที่ซ่อนอยู่ในกล่องส่วนท่านใช้สองมือนะ!

           

            แล้วก็โปรดจำสถานะของตนเองไว้ด้วยองค์หญิง... ท่านเป็นถึงองค์หญิงเชียวนะท่านทำอย่างนี้แล้วจะให้องครักษ์ที่อาศัยกำลังกายเลี้ยงปากท้องเช่นพวกข้าดำรงชีพกันอย่างไรเล่า

           

            จวงจูเหยียนต้องการรู้ฝีมือของเยี่ยนหนิงมากกว่านี้จึงถามต่อ“ตอนนี้เจ้ามีมีดบินติดตัวอยู่เท่าไร?”

           

            “สักเก้าสิบเล่ม... เห็นจะได้”

           

            คราวนี้จวงจูเหยียนตะลึงงันทันทีเขาไม่เคยเห็นใครพกมีดบินมากขนาดนี้มาก่อนมีดนะมีด... มีดไม่ได้เบาบางเสมือนหนึ่งไร้ตัวตนเหมือนเข็มบินนะต่อให้บางเท่าใดมีดบินมากมายเกือบร้อยเล่มน้ำหนักก็คงไม่เบาสายตาเขากวาดมองไปทั่วเรือนร่างเพรียวบางของเยี่ยนหนิงอย่างตกใจนางซ่อนมีดบินจำนวนมากขนาดนั้นไว้ที่ไหนกัน

           

            เยี่ยนหนิงปรายตามองตอบ... ตกใจอะไรกันทั้งมีดบินและเข็มขัดของนางน้าเล็กเป็นผู้ออกแบบให้เน้นหยิบใช้สะดวกและมองจากภายนอกไม่ออกเข็มขัดเย็บขึ้นจากหนังวัวและผ้าฝ้ายตรงกลางแบ่งเป็นหกช่องแต่ละช่องมีมีดบินที่บางดุจกระดาษจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบช่องละยี่สิบเล่ม

           

            นี่นางระแวงจวงจูเหยียนหรอกนะจึงเก็บงำจำนวนมีดบินเอาไว้ในใจอีกสามสิบเล่ม!

           

            กุยอวิ๋นกับฟังอีผิงยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าองค์หญิงตรงหน้าเป็นสตรีที่ดุเหมือนแม่เสืออันที่จริงลำพังนางคนเดียวก็เพียงพอที่จะจัดการคนพวกนั้นให้หมอบราบคาบแก้วไม่จำเป็นต้องยืมแรงพวกเขาเลยด้วยซ้ำ

           

            เยี่ยนหนิงไม่รู้ว่าตนเองทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกอย่างไรนางรู้เพียงว่าการซัดมีดบินพร้อมกันสิบสองเล่มจะเข้าเป้าทั้งหมดแค่ครั้งเดียวทหารยามพวกนั้นไม่มีทางยืนนิ่งให้จัดการหรอกเมื่อพวกเขาขยับนางจะซัดให้ถูกได้มากสุดในครั้งต่อไปเพียงสามคนต่อครั้งเท่านั้น

           

            นางประเมินกำลังรบของตนเองเงียบๆ ก่อนจะกล่าวกับกุยอวิ๋นและฟังอีผิงที่ด้านหลัง“ข้าจะจัดการครึ่งหนึ่งพวกเจ้าทั้งสองจัดการอีกครึ่งที่เหลือ”

           

            เยี่ยนหนิงมองจวงจูเหยียนที่เอนกายพิงกอหญ้าอย่างเกียจคร้านเห็นเขาแล้วนางก็รู้สึกลำบากใจเล็กน้อยจำได้ว่าตัวเขายังบาดเจ็บอยู่เมื่อวานถูกลากให้เดินมาทั้งวันสภาพน่าอเนจอนาถเช่นนั้นคงจะทำงานยากไม่ไหวนางคิดเงียบๆ อยู่นานก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างใจดี“ส่วนเจ้า... รับผิดชอบเก็บมีดบินของข้ากลับมาให้ครบก็พอ”

           

            ภารกิจนี้เขาน่าจะพอรับไหวกระมัง

           

            “...” จวงจูเหยียนตัวแข็งไปทันทีจ้องดูเยี่ยนหนิงอย่างไม่กล้าที่จะเชื่อ

           

            นึกภาพเจ้านายที่วิ่งพล่านไปทั่วเพื่อเก็บมีดบินแล้วกุยอวิ๋นกับฟังอีผิงก็เหงื่อไหลเต็มกรอบหน้า

           

            จวงจูเหยียนหรี่ตาอย่างเย็นชาค่อยๆ เลิกคิ้วขึ้นริมฝีปากสีจางขบเม้มเบาๆ โดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

           

            เยี่ยนหนิงไม่เข้าใจรู้แค่ว่าอากัปกิริยาเขาเปลี่ยนแปลงกะทันหันจนดูแปลกตาก็เท่านั้นกุยอวิ๋นกับฟังอีผิงกลับตกใจจนตับไตสั่นไหวเจ้า... เจ้านายแสดงอาการเช่นนี้คงจะระเบิดความโกรธออกมาในไม่ช้าแล้ว

           

            กุยอวิ๋นกระทุ้งฟังอีผิงแรงๆ ถลึงตาส่งให้ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงสับสนยังดีที่ฟังอีผิงมิได้ทึ่มจนถึงขีดสุดจึงเข้าใจในบัดดลเขารีบชูมือขึ้นเอ่ยปากอย่างร้อนรนว่า“ข้า... แม่นางหนิงวรยุทธของข้าอ่อนด้อย ไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของกลุ่มชายชุดดำได้แน่สู้ให้ข้าไปเก็บมีดบินจะดีกว่าข้าชอบเก็บมีดบินเป็นที่สุด”

           

            เยี่ยนหนิงตกใจกับเสียงสั่นๆ ของฟังอีผิงที่ร้องแทรกขึ้นมากะทันหันยังดีที่อยู่ไกลไม่เช่นนั้นฝ่ายตรงข้ามคงรู้ตัวแล้ว

           

            เมื่อไม่ได้รับคำตอบจากเยี่ยนหนิงฟังอีผิงก็อยากร้องไห้กลัวว่านางจะไม่ยอมรีบเขยิบมาด้านหน้าหนึ่งก้าวจ้องนางด้วยสายตาวิงวอนยิ่งกว่าเดิม“จริงๆ นะท่านต้องให้ข้าเก็บมีดบินข้าชอบหน้าที่นี้มาก”

           

            ก็แค่เก็บมีดบินเองไม่ใช่รึจะชอบอะไรนักหนาเยี่ยนหนิงถูกจ้องจนขนลุกพยักหน้าตอบรับ“อ้อชอบก็ไปเก็บแล้วกัน”

           

            “ขอบคุณขอรับ” ฟังอีผิงโล่งอกไปทีในที่สุดก็แย่งหน้าที่เก็บมีดบินมาได้แล้วเช่นนี้เจ้านายก็น่าจะ...ไม่โกรธแล้วใช่ไหม

           

            ฟังอีผิงหนีไปเก็บมีดบินเสียแล้วเหลือกุยอวิ๋นแค่คนเดียวในการรับมือคู่ต่อสู้เยี่ยนหนิงถามอย่างกังวลใจ“กุยอวิ๋นเจ้าคนเดียวสามารถจัดการเวรยามที่เหลือได้หรือไม่?”

           

            ข้าสามารถ... หรือไม่สามารถท่านดูไม่ออกรึกุยอวิ๋นอยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตาในใจขององค์หญิงไม่เคยคิดรวมเจ้านายเข้าไปด้วยเลยตั้งแต่ต้นจนจบหรือว่าในใจองค์หญิงนั้นเจ้านายของเขาเหมาะกับการเก็บมีดบินเพียงอย่างเดียวจริงๆ

           

            กุยอวิ๋นลอบชำเลืองมองจวงจูเหยียนอย่างระมัดระวังหวังจะมองเห็นคำชี้แนะน่าเสียดายที่จวงจูเหยียนในเพลานี้สีหน้ากลับเป็นปกติเขาเอนหลังพิงกอหญ้าไม่มองมาทางเยี่ยนหนิงอีกเลยถึงขนาดทำทีท่าเหมือนตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกุยอวิ๋นสับสนในใจอยู่นานจึงตอบเสียงเบาว่า“น่าจะพอไหว...”

           

            เยี่ยนหนิงถือเอาความลังเลของเขาเป็นความไม่มั่นใจคาดว่าการที่เขาคนเดียวต้องสู้คนมากมายขนาดนี้คงจะเหนื่อยน่าดูครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงกล่าวว่า“จะปล่อยเนิ่นนานกว่านี้ไม่ได้เราต้องรีบลงมือสถานการณ์ภายในถ้ำยังไม่ชัดเจนเพื่อกันไม่ให้ถูกศัตรูล้อมหน้าล้อมหลัง เราต้องออกจากแหล่งแร่ก่อนที่ไฟป่าจะถูกดับ ประเดี๋ยวพอเข้าไปในถ้ำแล้วขอเพียงหาคำตอบให้ได้ว่าเป็นแร่อะไรพอรู้แล้วให้รีบถอยออกมาทันทีอย่าต่อสู้ยืดเยื้อ”

           

            “ขอรับ”

           

            เยี่ยนหนิงเอามือลูบเอวทีหนึ่งมีดบินก็พร้อมเต็มมือแล้วทุกเล่มล้วนบางเฉียบคมกริบคมมีดชวนครั่นคร้ามใบมีดสีขาวเงินไถลไปมาระหว่างนิ้วเรียวยาวบังเกิดความงามแบบแข็งอ่อนร่วมผสานแม้แต่จวงจูเหยียนก็อดไม่ได้ที่จะมองตามจนตาลอย

           

            เยี่ยนหนิงไม่ได้สังเกตสายตาที่ทอดมายังตนนางเพ่งสมาธิไปยังร่างในชุดดำที่อยู่ไม่ไกลนักหนีบมีดบินทั้งสิบสองเล่มไว้ที่ซอกนิ้วขับลมปราณไปยังข้อมือครั้งนี้นางใช้กำลังภายในเต็มกำลังกลั้นหายใจ... ซัดมีดบินในมือออกไปสุดแรง

           

            ความเร็วสูงเปลี่ยนมีดให้กลายเป็นประกายแสงสีขาวเงินพุ่งไปทางร่างในชุดดำ

           

            เพียงพริบตาที่มีดบินออกจากมือร่างในชุดดำสิบสองคนก็ล้มลง

           

            “มีคนลอบโจมตี”

           

            การเปลี่ยนแปลงกะทันหันทำให้กลุ่มชายชุดดำที่เหลือเคลื่อนไหวคนแปดคนถอยหลังอย่างรวดเร็วยืนบังปากถ้ำไว้จนมิด คนที่เหลือแบ่งเป็นสองกลุ่มหันหลังชนกันมองดูรอบทิศอย่างระวังภัย

           

            เยี่ยนหนิงกุมมีดบินในมือพลางขมวดคิ้วหากอยากจะซัดให้ถูกร่างในชุดดำแม่นยำกว่านี้นางก็ต้องเข้าใกล้อีกสักหน่อยคาดว่าครั้งนี้คงจะเก็บได้อีกสองคน

           

            หลังจากที่เยี่ยนหนิงซัดมีดบินออกไปแล้วกุยอวิ๋นก็ชักกระบี่ที่เอวออกมาพุ่งขึ้นหน้าไปรวดเร็วเริ่มต่อสู้กับร่างในชุดดำที่เฝ้าอยู่หน้าถ้ำ

           

            เยี่ยนหนิงไม่ชักช้าอาศัยจังหวะที่กุยอวิ๋นดึงความสนใจของเหล่าชายชุดดำเดินอ้อมออกจากด้านหลังพงหญ้าซัดมีดบินเข้าหาปากถ้ำอีกครั้ง

           

            ส่วนฟังอีผิงก็คอยหลบกระบี่ของเหล่าชายชุดดำเขาหลบหลีกคล่องแคล่ววิ่งไปมาระหว่างคนที่ล้มลงตั้งใจเก็บมีดบินอย่างเดียวโดยที่เขาไม่พลาดเลยสักเล่ม

           

            เยี่ยนหนิงหยุดยืนห่างจากปากถ้ำประมาณแปดวาขณะที่นางตัดสินใจจะใช้มีดบินจัดการกลุ่มคนตรงปากถ้ำไอสังหารเฉียบคมสายหนึ่งก็ซัดมาจากด้านหลังหญิงสาวใจหายวูบเซถอยไปด้านข้างก้าวหนึ่งทันที

           

            ประกายกระบี่แวบผ่านหน้าอย่างฉิวเฉียดคมกระบี่แฝงไอเย็นเฉียบให้ความรู้สึกมาดร้ายหากนางหลบไม่พ้นกระบี่คมกริบเล่มนั้นคงแทงเข้ากลางแผ่นหลังนางแล้ว

           

            หญิงสาวเหงื่อชุ่มเต็มฝ่ามือใจเต้นตึกตักนางไม่เคยอยู่ใกล้ความตายขนาดนี้มาก่อนยังไม่ทันได้สงบอารมณ์กระบี่เล่มนั้นก็แทงเข้าหานางอีกครั้งระยะประชิดขนาดนี้คงไม่เหมาะที่จะใช้มีดบินเยี่ยนหนิงถอยหลังหลบพ้นคมกระบี่ได้ทันท่วงทีในตอนนั้นนางถึงรู้ว่าใครคือเจ้าของกระบี่

           

            หัวหน้าชายชุดดำ!

           

            เขามีใบหน้าธรรมดารูปกายไม่โดดเด่นแต่เพลงกระบี่กลับลึกล้ำยิ่งนักทุกกระบวนท่าที่ฟันออกมาล้วนแฝงด้วยไอสังหารรุนแรง เยี่ยนหนิงเกือบจะหลบไม่พ้นอยู่หลายครั้งระยะประชิดเช่นนี้นางทำได้แค่ออกหมัดสู้

           

            สองหมัดปะทะกระบี่ย่อมเสียเปรียบอย่างชัดเจน

           

            จังหวะต่อมาคนแปดคนที่เฝ้าแหล่งแร่อยู่ก็พุ่งตัวออกมาสี่ในแปดโจมตีเยี่ยนหนิง

           

            นางรับมือหัวหน้าเพียงคนเดียวก็กินแรงมากแล้วหากยังมีคนลอบโจมตีอีกละก็นางคงต้องบาดเจ็บหนักแน่

           

            เยี่ยนหนิงขมวดคิ้วน้อยๆ ล้วงเอามีดบินออกมาสี่เล่มแล้วซัดเข้าใส่ร่างในชุดดำที่พุ่งเข้าหาเนื่องจากรีบร้อนจนเกินไปนางจึงซัดถูกเพียงสองคนอีกสองคนที่เหลืออยู่ห่างจากนางหนึ่งวายังไม่ทันซัดมีดบินอีกครั้งนางก็ถูกคนสามคนล้อมไว้กลางวงแล้ว

           

            เมื่อมีอีกสองคนมาร่วมผสมโรงเยี่ยนหนิงจึงเสียเปรียบหัวหน้าชายเสื้อดำตะเบ็งเสียงเย็นกระบี่พุ่งฉกเข้าหานางราวกับจงอางแสนรู้องศาการกวัดแกว่งเปลี่ยนไปเป้าหมายคือตั้งใจจะกุดแขนเยี่ยนหนิงให้ได้

           

            หญิงสาวตั้งตัวรับมือไม่ทันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งใจ

           

            ‘เคร้ง’

           

            ร่างในชุดสีเทาเงินพลันปรากฏขึ้นข้างกายกระบี่ที่มุ่งร้ายถูกขัดขวางเอาไว้

           

            เยี่ยนหนิงตกตะลึงหันหน้าไปมองคนข้างกายกลับเป็น...จวงจูเหยียน

           

            เขาอยู่ด้านหลังพงหญ้าไม่ใช่รึ

           

            สถานการณ์ชุลมุนตอนนี้ไม่ปล่อยให้เยี่ยนหนิงได้มีเวลาคิด

           

            จวงจูเหยียนเข้าปะทะหัวหน้าชายชุดดำแรงกดดันที่พุ่งเข้าหาหญิงสาวแต่เดิมพลันลดลงนางอาศัยจังหวะนี้จัดการชายสองคนที่ยืนขนาบอยู่ด้านข้างอย่างรวดเร็วบางครั้งนางอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองจวงจูเหยียนเห็นได้ชัดว่าอาวุธของเขาเป็นกริชสั้นเล่มหนึ่ง

           

            กริชปะทะกระบี่ที่จริงแล้วควรจะเสียเปรียบจวงจูเหยียนกลับดูไม่เป็นเช่นนั้นทุกครั้งที่หัวหน้าชายชุดดำฟันเข้าใส่ก็มักถูกกริชขวางไว้กริชในมือเหมือนจะผสานเป็นเนื้อเดียวกับฝ่ามือของเขาคล้ายว่ามันมีชีวิตกระบวนท่าของหัวหน้าชายชุดดำยิ่งสู้ยิ่งเฉียบคมแฝงความโหดร้ายมากขึ้นผิดกับจวงจูเหยียนที่สู้อย่างสบายๆ ทั้งๆ ที่ใช้กริชยาวเพียงเจ็ดชุ่น

           

            สีหน้าของจวงจูเหยียนดูไม่ร้อนใจเลยสักนิดถึงขนาดปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากชุดคลุมตัวยาวบนร่างของเขาพลิ้วไสวเป็นวงกว้างท่ามกลางประกายแสงอาวุธภาพตรงหน้าให้ความรู้สึกงดงามอย่างประหลาด

           

            หลังจากทั้งสองปะทะกันมานับสิบกระบวนท่าจวงจูเหยียนเหมือนจะจับทางเคล็ดกระบี่ของคู่ต่อสู้ได้แล้วเขาพลิกหมุนกริชในมือแทงใส่หลังคอของอีกฝ่ายหัวหน้าชายชุดดำถลึงตารีบเหวี่ยงกระบี่เข้ากั้นเสี้ยวจังหวะนั้นเองก็ถูกประกายแสงสีเงินโจมตีอย่างรวดเร็วมาจากอีกด้าน

           

            หัวหน้าชายชุดดำก้มหน้าลงมองแสดงอาการตื่นตะลึงเห็นหน้าอกตัวเองแหวกเป็นรูโบ๋มีมีดบินสองเล่มปักเข้าที่หัวใจ

           

            กุยอวิ๋นเห็นเจ้านายของตนกำลังจะ‘ปิดจบงานเลี้ยง’ กระบวนท่าของเขาก็ยิ่งเฉียบคมมากขึ้นชั่วพริบตากลุ่มชายชุดดำที่เฝ้าอยู่นอกปากถ้ำก็ถูกจัดการจนหมดสิ้น

           

            “เข้าไปกันเถอะ” จวงจูเหยียนบิดข้อมือทีหนึ่งกริชก็หายไปกลางฝ่ามือตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้เหลือบมองเยี่ยนหนิงแม้แต่น้อย

           

            หญิงสาวจ้องมองแผ่นหลังจวงจูเหยียนด้วยแววตาซับซ้อนไม่พูดอะไรสักคำ

           

            ปากถ้ำเล็กแต่พื้นที่ภายในถ้ำนั้นกว้างขวางคาดว่าคนที่เคยเฝ้าอยู่ด้านในคงวิ่งออกไปต่อสู้กับพวกเขาจนหมดแล้วดังนั้นในถ้ำจึงไร้ผู้คน

           

            เยี่ยนหนิงไม่เคยเห็นแหล่งแร่มาก่อนไม่รู้ว่าแหล่งแร่ควรจะมีลักษณะอย่างไรเห็นได้ชัดว่าถ้ำนี้เกิดจากฝีมือมนุษย์ภายในถ้ำยังแยกเป็นสามทางนางไม่รู้ว่าควรจะเดินไปทางไหนก่อนดี

           

            ในเสี้ยวจังหวะที่ลังเลนั้นพลันบังเกิดเงาคนขึ้นสองเงาในช่องทางเดินหนึ่ง

           

            สองคนนี้สวมชุดดำเช่นกันแต่ที่ต่างออกไปก็คือ...พวกเขาสวมหน้ากากด้วย

           

            หน้ากากสีเงินปิดบังใบหน้าทั้งหมดเหลือเพียงดวงตาดำขลับสองข้างดูแล้วน่าพิศวงคาดว่าฝีมือของสองคนนี้คงสูงส่งกว่ากลุ่มชายชุดดำด้านนอกมากพอพวกเขาเห็นกลุ่มของเยี่ยนหนิงก็พุ่งเข้ามาฆ่าฟันโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

           

            กุยอวิ๋นกับฟังอีผิงตอบสนองรวดเร็วปานกันวิ่งตรงเข้าใส่ทันทีทั้งสี่คนเริ่มสู้กันในถ้ำ

           

            กุยอวิ๋นสู้กับอีกฝ่ายไปพลางร้องไปพลาง“นายท่านกับแม่นางหนิงเข้าไปสำรวจด้านในกันก่อนพวกเราจะรับมือตรงนี้เอง”

           

            “ไปเร็ว” จวงจูเหยียนดึงแขนเสื้อเยี่ยนหนิงวิ่งไปเข้าในช่องทางที่ชายสวมหน้ากากเดินออกมา

           

            เยี่ยนหนิงเหลียวกลับไปมองทีหนึ่งแม้กุยอวิ๋นกับฟังอีผิงจะดูอ่อนแรงแต่ก็พอประมือได้ไม่น่าจะเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาอันสั้นนางรู้สึกวางใจจึงวิ่งตามจวงจูเหยียนไป

           

            เมื่อจวงจูเหยียนกับเยี่ยนหนิงวิ่งเข้าไปในแหล่งแร่แล้วชายสองคนที่สวมหน้ากากกุยอวิ๋นและฟังอีผิงก็เก็บอาวุธด้วยท่าทางขัดเขินพลางทอดถอนใจออกมา

           

            เย่ซีถอดหน้ากากออกปาดเหงื่อบนหน้าผากพูดยิ้มๆ “จากนี้พวกเราจะทำอะไรกันต่อดี?”

           

            หากเยี่ยนหนิงอยู่ด้วยในตอนนี้ย่อมต้องจำได้ว่าเย่ซีผู้นี้ก็คือ‘หัวหน้าของโจรทั้งสาม’ ที่จับตัวจวงจูเหยียนไปเมื่อไม่กี่วันก่อน

           

            กุยอวิ๋นเองก็เก็บกระบี่สองมือกอดอกยืนอยู่ตรงปากถ้ำตอบว่า“ก็ต้องเฝ้าปากถ้ำให้ดีอย่าให้ใครเข้าไปทำลายแผนการของนายท่านได้”

           

            ฟังอีผิงกวาดตามองถ้ำที่มืดสนิทถามอย่างประหลาดใจ “นายท่านมีแผนอย่างไรหรือ?”

           

            กุยอวิ๋นส่งสายตาเย็นชาเย่ซีหัวเราะเสียงลึกลับฟังอีผิงหุบปากลงทันควันจู่ๆ เขาก็ไม่อยากรู้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ตอนที่ 5 สองต่อสอง(1)

ภายในทางเดินอับแสง

           

            มืดจนถึงระดับที่ยื่นมือออกไปแล้วมองไม่เห็นนิ้วทั้งห้าทั้งคู่ได้กลิ่นน้ำมันลอยคลุ้งกระจายไปทั่วจวงจูเหยียนมั่นใจว่าตรงสุดปลายทางเดินน่าจะมีคบเพลิงจุดอยู่ชายหนุ่มหงุดหงิดเล็กน้อยเจ้าบ้าเย่ซีนั่น เหตุใดต้องดับคบเพลิงหมดทั้งถ้ำคิดว่าเยี่ยนหนิงจะกลัวความมืดอย่างนั้นรึ?

           

            จวงจูเหยียนนึกถึงภาพสยองขวัญยามที่นางซัดมีดบินออกจากมือนึกแล้วก็อดเบ้ปากไม่ได้เยี่ยนหนิงดูไม่เหมือนคนที่จะกลัวความมืดเลยสักนิด เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ส่วนใหญ่เขาคำนวณไว้แล้วทั้งสิ้นจะให้ผู้หญิงอย่างเยี่ยนหนิงหวั่นไหวไปกับชายสักคนทั้งสองจำต้องผ่านประสบการณ์ร่วมกันเสียก่อนเริ่มจากไม่ถูกหน้ากันในตอนแรกค่อยๆ สานสัมพันธ์ผ่านประสบการณ์ที่พานพบพอท้ายสุดไม่แน่ว่านางอาจจะคิดฝากชีวิตไว้ในมือเขาได้เลยล่ะเขาต้องคำนวณล่วงหน้าไว้ทุกก้าวราวกับเดินหมากในกระดานดังนั้นเขาจะไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดรอดไปแม้แต่ครั้งเดียว

           

            เมื่อคืนพอได้ฟังที่เซี่ยปิงเอ๋อเล่าแล้วเขาก็คาดว่าเยี่ยนหนิงคงจะไปตรวจแหล่งแร่ที่เขาโล่เย่จึงสั่งให้เฉินซีออกจากเมืองกลางดึกให้เย่ซีพาคนไปสืบข่าวที่เขาโล่เย่หาโอกาสลอบเข้าแหล่งแร่โดยไม่ทำให้คนในนั้นตื่นตกใจขอเพียงหาเส้นทางที่เหมาะกับการ‘มีประสบการณ์เสี่ยงภัยสองต่อสอง’ ให้พบจากนั้นก็แต่งตัวเป็นชายชุดดำมาล่อเขากับเยี่ยนหนิงให้เข้ามาติดกับก็พอ

           

            จนบัดนี้ทุกอย่างถือว่าราบรื่นปัญหาคือจะต้องเดินในช่องทางมืดมิดไปอีกนานแค่ไหน

           

            จวงจูเหยียนสบถด่าเย่ซีอยู่ในใจทันใดนั้นก็รู้สึกมีลมพัดวูบมาที่ด้านหลังเป้าหมายอยู่ที่มือเขาซึ่งจับแขนเสื้อเยี่ยนหนิงอยู่ชายหนุ่มยิ้มกริ่มในใจสิ่งควรจะมาก็มาจนได้เขาปล่อยมือออกรวดเร็วขณะเดียวกันก็แสร้งทำเป็นพูดติดโมโห“เจ้าทำอะไรน่ะ?”

           

            “คุณชายจวงฝีมือดีกำลังภายในล้ำลึกเหตุใดเมื่อวานถึงถูกโจรกระจอกเล่นงานจนสะบักสะบอมได้เล่า?” ท่ามกลางความมืดเสียงทุ้มต่ำของเยี่ยนหนิงค่อยๆ ดังขึ้นน้ำเสียงเย้าหยอกของนางไม่หนักไม่เบาถึงขนาดแฝงรอยยิ้มไว้ด้วยซ้ำแต่จวงจูเหยียนรับรู้ได้ว่าเพลิงโทสะของนางอีกทั้งความระแวงสงสัยกำลังปะทุขึ้นมา

           

            ชายหนุ่มคาดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเมื่อเยี่ยนหนิงได้เห็นเขาลงมือก็คงจะสงสัยเรื่องเมื่อวานที่เขาถูกควบคุมตัวด้วยวรยุทธของเขาโจรแค่สามคนไม่มีทางทำให้เขาสะบักสะบอมได้แน่ดังนั้นเขาจึงคิดหาคำตอบไว้แล้ว

           

            ท่ามกลางความมืดทั้งคู่มองไม่เห็นอากัปกิริยาของอีกฝ่าย

           

            เยี่ยนหนิงเอาหลังพิงผนังหินสองมือหนีบมีดบินสองเล่มไว้แน่นรวบรวมสมาธิจดจ่ออยู่ที่การเคลื่อนไหวของจวงจูเหยียนหากเขากระทำการไม่ชอบมาพากลนางก็พร้อมจะใช้มีดบินอย่างไม่ตระหนี่เลยล่ะ

           

            ทว่าเขาไม่ได้นิ่งเงียบหรือลงมือกับนางกลับตอบเสียงเย็นชา“เจ้าจะสนเรื่องของข้าทำไมสนใจเพียงว่าหากวันนี้ไม่ได้ข้าช่วยเจ้าไว้ป่านนี้เจ้าคงตายไปแล้ว”

           

            เยี่ยนหนิงรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกบุรุษผู้นี้ตอบได้เกกมะเหรกเกเรเหลือเกิน“หากข้าจำไม่ผิดถ้าไม่ได้ข้าช่วยเจ้าไว้เมื่อวานป่านนี้ศพเจ้าคงแข็งตัวไปแล้วเช่นกัน”

           

            เขาเหมือนถูกคำพูดนางทำเอาจุกหลังจากนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก็ตอบแบบไม่ค่อยเต็มใจว่า“เช่นนั้นก็ถือว่าไม่ติดค้างกัน”

           

            ยามนี้เยี่ยนหนิงพลันรู้สึกว่าพวกเขาทั้งสองไม่เหมือนศัตรูคู่อาฆาตที่กำลังวางท่าคุมเชิงกันและกันอยู่แต่เหมือนเพื่อนร่วมทางที่กำลังปะทะฝีปากกันต่างหากความรู้สึกประหลาดแวบผ่านในใจนางยังคงเอ่ยเสียงเย็นเยียบ“หากเจ้าสามารถอธิบายให้ชัดเจนได้ว่าเหตุใดเมื่อวานเจ้าถึงถูกคนร้ายจับตัวไปข้าก็จะยอมรับที่เจ้าบอกว่าไม่ติดค้างกัน”

           

            รอบนี้บุรุษตรงหน้าเงียบนานขึ้นกว่าเดิมเยี่ยนหนิงแทบจะได้ยินเสียงขบฟันกรอด“พวกเราถูกวางยา”

           

            เยี่ยนหนิงอึ้งไปวางยารึ? ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้คิดดูแล้วก็น่าจะใช่นางเคยได้ยินว่าชาวยุทธ์ส่วนมากมีไม้ตายติดตัวหากสู้กันด้วยวรยุทธไม่ได้ก็มักจะสู้ด้วยวิธีอื่นคนที่เจ้าเล่ห์ต่ำช้ามักจะใช้วิธีทำลายคู่ต่อสู้โดยไม่สนใจถึงศักดิ์ศรีและหน้าตาของตนผู้ที่มีวรยุทธสูงส่งก็มักจะพ่ายแพ้ให้กับวิธีการชั้นต่ำเหล่านั้น

           

            นางพอจะยอมรับคำอธิบายนี้ได้อยู่เยี่ยนหนิงเลยเลิกสนใจอย่างไรเสียการมาเขาโล่เย่นั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการตรวจสอบแหล่งแร่ให้รู้ชัด“ไปกันเถอะข้าอยากรู้อุโมงค์นี้จะไปทะลุที่ไหน”

           

            จวงจูเหยียนลอบถอนใจยังดีที่นางยอมรับคำตอบนี้เขารู้สึกได้ว่าเยี่ยนหนิงลดกำแพงป้องกันตัวเองลงไปมากเขารู้ว่าหญิงสาวยังคงหวาดระแวงเขาแต่ขอเพียงนางยังยอมร่วมทางความระแวดระวังนี้มีหรือที่เขาจะลบมันออกจากใจนางไม่ได้เขาย่อมมีวิธีทำให้สตรีหวั่นไหวต่อเขาอยู่แล้ว

           

            ทั้งสองเดินกันมาอีกประมาณหนึ่งก้านธูปก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นไอน้ำจางๆ ขณะเดียวกันก็เห็นคบเพลิงเพียงหนึ่งเดียวภายในอุโมงค์นี้

           

            คบเพลิงมีน้ำมันอยู่ไม่มากเปลวเพลิงแทบจะมอดดับส่องแสงสว่างได้ในระยะแค่สองวาแต่แสงไฟเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับมองเส้นทางข้างหน้า

           

            จวงจูเหยียนเข้าใจในที่สุดว่าเหตุใดเย่ซีถึงเลือกเส้นทางนี้

           

            เยี่ยนหนิงมองดูผืนน้ำเบื้องหน้าที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับ

           

            พูดพึมพำกับตนเอง“เหตุใดถึงมีน้ำ?”

           

            ใช่แล้วเบื้องหน้าของทั้งสองคนคือแอ่งน้ำแอ่งหนึ่งบนเพดานถ้ำมีละอองน้ำหยดลงติ๋งๆ เหมือนว่าฝนกำลังตกเพ่งมองไกลออกไปยังคงเป็นความมืดที่ไม่เห็นปลายทาง

           

            เยี่ยนหนิงขมวดคิ้วแน่นนางคาดไม่ถึงว่าถ้ำหินตรงไหล่เขาจะมีแอ่งน้ำด้วยไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ใต้น้ำบ้างนางลังเลขึ้นมาเล็กน้อยได้ยินเสียงจวงจูเหยียนดังขึ้นข้างหู“เราเปลี่ยนเส้นทางกันเถอะ”

           

            “ทำไมเล่า?” เดิมทีเยี่ยนหนิงแค่อยากถามเขาว่าพบอะไรหรือเปล่าคาดไม่ถึงว่าจะได้เห็นเขาถอยหลังไปหลายก้าวแล้วจ้องมองผืนน้ำตาเขม็งทั้งที่หน้าเปลี่ยนสีแล้วแท้ๆ แต่ยังแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

           

            เยี่ยนหนิงพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ถามยิ้มๆ ว่า“เจ้าว่ายน้ำไม่เป็นรึ?”

           

            จวงจูเหยียนมีสีหน้าขัดเขินแวบหนึ่งก่อนจะจางหายไป“แล้วเจ้าว่ายเป็นรึ?”

           

            เป็นสิ... นางอาซู่และอาเฉินหัดว่ายน้ำกันตั้งแต่เด็กฤดูคิมหันต์ของทุกปีน้าเล็กจะพาพวกนางไปฝึกกลางแม่น้ำกระทั่งให้ว่ายพาคนฝ่าสายน้ำนางก็ยังทำได้

           

            มุมปากของเยี่ยนหนิงยิ้มกริ่มแม้จะไม่พูดอะไรแต่ดวงตากลับทอประกายคำว่า‘แน่นอน’ ออกมาชัดเจน

           

            จวงจูเหยียนตะลึงไปสตรีมักให้ความสำคัญกับชื่อเสียงเกียรติยศยิ่งเป็นหญิงสาวจากตระกูลใหญ่ยิ่งต้องถูกอบรมมาอย่างเข้มงวดอย่าว่าแต่ว่ายน้ำเลยแค่เปิดเผยข้อเท้าให้ใครเห็นก็ถือว่าผิดจารีตแล้ว เยี่ยนหนิงมีฐานันดรสูงส่งเป็นถึงองค์หญิงนางกลับยอมรับกลายๆ ว่าตนว่ายน้ำเป็น

           

            เขาลองปรับมุมคิดบ้างในเมื่อเยี่ยนหนิงฝึกวรยุทธได้ซ้ำยังกล้าลอบออกจากเมืองห้วนเฉิงตามลำพังเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ถูกเลี้ยงให้อยู่ในกรอบมาตั้งแต่เล็กการที่นางจะว่ายน้ำเป็นก็คงไม่แปลก

           

            ใช่ว่าเขาจะว่ายน้ำไม่เป็นเสียทีเดียวเพียงแต่เขาไม่ชำนาญ

           

            เรื่องนี้นักหากต้องว่ายน้ำไปด้วยต่อสู้ไปด้วยเขาอาจเสียเปรียบ

           

            ทางฝ่ายเยี่ยนหนิงที่เคยฝึกว่ายน้ำจากแม่น้ำสายใหญ่มาตั้งแต่เด็กแอ่งน้ำเล็กๆ ตรงหน้านี้ไม่น่าหวาดกลัวสำหรับนางนางม้วนชายเสื้อขึ้นเอ่ยชักชวนว่า“ไปกันเถอะข้ารับประกันว่าเจ้าจะไม่จมน้ำตาย”

           

            จวงจูเหยียนแสร้งถอนหายใจและเดินตามหญิงสาวลงน้ำอันที่จริงแล้วเขาไม่กังวลเลยสักนิดเย่ซีรู้ว่าเขาว่ายน้ำไม่เก่งยังส่งสัญญาณให้เขามาทางนี้แสดงว่าน้ำต้องไม่ลึกไม่ถึงตายแน่

           

            แต่ว่าตอนนี้เขาอยู่ในฐานะของคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น‘โดยสิ้นเชิง’ ซ้ำยังไม่รู้สภาพใต้น้ำย่อมไม่อาจแสดงออกได้ว่าตน‘สบายใจ’

           

            จวงจูเหยียนทอดสายตาไปยังหญิงสาวเอวคอดกิ่วผู้เดินมาดมั่นอยู่เบื้องหน้าตาของเขาเป็นประกายรอยยิ้มปรากฏตรงมุมปาก

           

            จู่ๆ เยี่ยนหนิงรู้สึกแน่นรอบเอวแน่นจนนางแทบหายใจไม่ออกจำเป็นต้องหยุดเดินแล้วกล่าวอย่างโมโห“เจ้าทำอะไรเนี่ย”

           

            “น้ำพ้นเอวแล้ว” น้ำเสียงชายหนุ่มที่ทุ้มต่ำอยู่ตลอดแฝงด้วยอาการลนลานอย่างยากจะปกปิด

           

            เยี่ยนหนิงทั้งโกรธทั้งขำ“เจ้าก็บอกเองว่าน้ำเพิ่งพ้นเอวและที่พ้นน่ะก็เอวข้า”

           

            ใช่แล้วทั้งสองเดินลงน้ำมาได้ระยะทางประมาณสองวาน้ำก็เพิ่งปริ่มเอวเยี่ยนหนิงเท่านั้นความสูงระดับนี้เลยน่องจวงจูเหยียนขึ้นมาไม่เท่าไรเอง

           

            น่าเสียดายที่คนด้านหลังไม่รู้จักละอายใจนอกจากสองมือจะกอดเอวนางไว้ไม่ยอมปล่อยแล้วเขายังเอาตัวมาแนบชิดกับแผ่นหลังของนางอีก“ใครจะรู้เล่าหากเดินหน้าต่อไปอีกอาจจะมีคลื่นน้ำวนอยู่ใต้น้ำก็เป็นได้”

           

            “ในน้ำนี้ไม่มีริ้วคลื่นสักนิดชัดเจนว่าเป็นน้ำนิ่งจะมีคลื่นน้ำวนมาจากไหนกัน”

           

            “แล้วถ้าเกิดมันมีเล่า”

           

            เยี่ยนหนิงจนปัญญาถึงจะรู้จักจวงจูเหยียนมาได้ไม่เกินสองวันนางก็รู้แล้วว่าเขาเป็นคนรักหน้าตายิ่งชีวิตหลังจากที่ถูกวางยาถูกควบคุมตัวเขาก็ยังสามารถแสยะยิ้มเย็นชาส่งให้นางโดยไม่ขอความช่วยเหลือแล้วทำไมวันนี้...

           

            ร่างที่แนบชิดแผ่นหลังของนางอยู่ในตอนนี้กำลังสั่นน้อยๆ ดูออกว่าเขากลัวจริงแต่ยังอุตส่าห์ปากแข็งไม่ยอมรับ

           

            นางรู้ว่าสำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นแล้วการยืนในน้ำมันน่ากลัวขนาดไหนนึกถึงเมื่อตอนที่พวกนางสามพี่น้องฝึกว่ายน้ำกันโหลวเฉินเรียนรู้ได้เร็วสุดซู่ซู่อายุน้อยแต่ใจกล้าเรียนรู้ไวนางกลับเป็นคนที่กลัวน้ำที่สุดในสามคนทุกครั้งที่ลงน้ำนางจะรู้สึกว่าน้ำสามารถท่วมคอท่วมจมูกทำเอานางจมมิดได้ทุกเมื่อความรู้สึกที่ยิ่งดิ้นยิ่งไร้เรี่ยวแรงนี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก

           

            เยี่ยนหนิงไม่อาจทำใจร้ายผลักคนว่ายน้ำไม่เป็นออกจากตัวได้แต่การที่ถูกโอบเอวไว้แน่นแบบนี้มันก็รู้สึกประหลาดจริงๆ คิดดูแล้วนางก็บอกเสียงต่ำ“คลายมือออกหน่อย”

           

            จวงจูเหยียนจะยอมได้อย่างไรไม่ใช่แค่ไม่คลายออกกลับรัดแน่นยิ่งขึ้น“ไม่ได้เจ้าพาข้าลงน้ำก็ต้องรับผิดชอบ”

           

            เยี่ยนหนิงลอบถอนใจยกมือขึ้นถอดที่ครอบผมออกผมของนางยาวกว่าผมของผู้ชายตอนสวมที่ครอบผมจำต้องใช้เชือกพันรัดผมเป็นมวยไว้ก่อน

           

            หญิงสาวค่อยๆ แกะมวยผมขณะที่ผมสยายออกนั้นก็มีเชือกเส้นเล็กๆ ยาวประมาณเจ็ดถึงแปดฉื่อปรากฏในมือนาง

           

            ทั้งสองเริ่มเดินพ้นระยะส่องแสงของคบเพลิงแล้วจวงจูเหยียน

           

            มองเห็นร่างเยี่ยนหนิงเลือนรางแต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงเส้นผมที่แผ่สยายไปกับผิวน้ำเส้นผมของนางนุ่มลื่นพาดมาที่คอไหล่และข้อมือของเขาสัมผัสช่างนุ่มนวลชวนหลงใหล

           

            เขาตะลึงอยู่กับที่ไปชั่วครู่มองนางเอาปลายด้านหนึ่งของเชือกพันร่างของตัวเองอีกด้านพันร่างเขา

           

            เหนือศีรษะขึ้นไปน้ำยังคงหยดลงมาเมื่อเยี่ยนหนิงสยายผมออกเส้นผมก็เปียกน้ำอย่างรวดเร็วเส้นผมของนางในยามนี้ยุ่งเหยิงเปียกชุ่มแนบใบหน้าจวงจูเหยียนมองไม่เห็นใบหน้างดงามของนางและมองไม่เห็นอากัปกิริยาของนางด้วย

           

            เนื่องจากตามองไม่เห็นสัมผัสอื่นจึงยิ่งเฉียบคมมากขึ้นเขารู้สึกได้ชัดเจนถึงลมหายใจยามที่นางเอนตัวมาด้านหน้ารู้สึกได้ถึงมืออบอุ่นของนางค่อยๆ โอบรอบเอวเขาเยี่ยนหนิงมัดเชือกกับเอวเขาเอาไว้แน่นมัดเสร็จแล้วก็ยังออกแรงดึงเมื่อแน่ใจว่าแน่นหนาพอจึงค่อยตบไหล่เขากล่าวว่า“แบบนี้แน่นพอหรือไม่?”

           

            กำลังแขนของเยี่ยนหนิงมีไม่น้อยเชือกที่มัดจึงแน่นมากแน่นจนทำให้รู้สึกเจ็บแต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดชายหนุ่มถึงไม่คิดจะแกะเชือกนั้นออกเสียงทุ้มต่ำใสแจ๋วของนางดังขึ้นใกล้ใบหูเชือกเส้นเล็กที่พันธนาการนางไว้กับเขาทำให้ความรู้สึกแปลกประหลาดเกิดขึ้นในใจ

           

            นางไม่รู้หรือว่าการมัดตัวเองกับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นอันตรายสักแค่ไหน?

           

            หากพบกระแสน้ำวนเข้าอันตรายจะยิ่งทวีคูณ

           

            เหตุใดถึงมีองค์หญิงเช่นนางได้เขาเพิ่งรู้จักกับนางไม่นาน

           

            เหตุใดนางถึงยอมเอาชีวิตตัวเองมาผูกไว้กับคนแปลกหน้าเช่นเขาได้ง่ายดายถึงเพียงนี้นางแสดงออกเช่นนี้กับทุกคนที่ผ่านมาในชีวิตเลยหรือไม่? เหตุใดนางถึงได้ใสซื่อหลอกง่ายขนาดนี้เล่า?

           

            จวงจูเหยียนลืมไปเลยว่าเดิมทีเยี่ยนหนิงก็ระแวงเขาซ้ำนางยังมีวรยุทธสูงส่งเขาจึงจำต้องใช้เล่ห์กลมากมายเพื่อหาทางเข้าใกล้นาง

           

            เขาไม่รู้ว่าที่เยี่ยนหนิงมัดตัวเองเข้ากับเขาเป็นเพราะตอนที่นางฝึกว่ายน้ำกลางแม่น้ำเมื่อหลายปีก่อนนางก็เคยมัดตัวเองกับพลทหารที่ว่ายน้ำไม่เป็นนายหนึ่งแล้วนางก็สามารถพาทั้งตนเองและพลทหาร

           

            นายนั้นไปยังอีกฝั่งแม่น้ำได้สำเร็จดังนั้นในยามนี้นางจึงมั่นใจมากว่าจะพาจวงจูเหยียนออกจากแอ่งน้ำนี้ได้และที่ผูกเชือกกับตัวเขาเพราะไม่อยากให้ใครมากอดเอวตนที่นางทำทั้งหมดไม่ใช่เพราะนางใสซื่อและก็ไม่ใช่เพราะเขานั้นพิเศษ

           

            ทว่า... ความเข้าใจผิดได้เกิดขึ้นกับใครบางคนเสียแล้ว

           

            จวงจูเหยียนยังจมดิ่งอยู่ในความคิดของตนเขาเผลอยื่นมือ

           

            ออกไปโอบเอวนางแทนเชือกแต่ไม่นานก็ถูกนางตีจนต้องหดมือกลับเมื่อคืนสติมาจึงพบว่าตนเองทำอะไรลงไปพอหายตกใจก็รีบแก้ตัวว่า“เชือกเส้นเล็กขนาดนี้เกิดขาดขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า? มือข้านี่แหละน่าเชื่อถือที่สุด” พูดจบเขาก็ทำหน้าด้านโอบเยี่ยนหนิงเข้ามาไว้ในอ้อมอกและตอนนี้เองที่เขาเพิ่งรู้สึกว่าเอวนางนั้นบางเพียงใดแค่แขนเดียวก็โอบได้รอบ

           

            “เจ้า!” เยี่ยนหนิงรู้สึกได้ว่าเลือดทั่วกายพุ่งขึ้นสู่ศีรษะใบหน้าร้อนผ่าวแต่ไม่ใช่เพราะอายเป็นเพราะนางโกรธต่างหาก

           

            อย่างไรเสียตอนนี้ก็มัดเชือกไว้แล้วต่อให้ถีบเขาสักทีก็คงไม่จมน้ำใช่หรือไม่ต่อให้จมน้ำนางก็ดึงเขาขึ้นมาได้นี่คิดเช่นนี้แล้วเยี่ยนหนิงก็ยกขาขึ้นถีบต้นขาจวงจูเหยียนอย่างแรงเพราะไม่อาจทนได้อีกต่อไป เพราะน้ำกระเพื่อมเตือนจวงจูเหยียนจึงไหวตัวทันความลังเลปรากฏวูบในดวงตาสุดท้ายเขากลับเลือกที่จะไม่หลบปล่อยให้นางถีบขาเต็มแรง

           

            จวงจูเหยียนร้องอย่างเจ็บปวดยิ่งเยี่ยนหนิงถีบแรงเท่าใดมือที่รัดเอวก็ยิ่งรัดแน่นเท่านั้น

           

            “นี่เจ้า...” เยี่ยนหนิงสูดลมหายใจเย็นวาบเข้าปอดทางหนึ่งเพราะเจ็บอีกทางเพราะแปลกใจที่มีคนดื้อด้านได้ขนาดนี้

           

            น้ำเสียงนางเย็นลง“จวงจูเหยียนเจ้าทำเกินกว่าเหตุไปหรือไม่ขืนยังไม่ยอมปล่อยมือข้าจะใช้มีดแล้วนะ”

           

            ในใจเยี่ยนหนิงตื่นตระหนกไม่น้อยอันที่จริงนางไม่อยากลงมีดกับใครเพราะเรื่องแค่นี้แต่เจ้าตัวร้ายนี่ช่างน่ารังเกียจและหน้าหนาเหลือทนนางตัดสินใจว่าหากเขายังไม่ยอมปล่อยมือนางก็จะกรีดเบาๆ ที่แขนเขาสักสองทีทว่าตอนนั้นเองมือที่โอบรอบเอวนางอยู่ก็คลายออก

           

            เยี่ยนหนิงยังไม่ทันได้ถอนหายใจอีกฝ่ายก็รุกประชิดเข้ามาอีกใช้เสียงทุ้มต่ำเปี่ยมเสน่ห์กระซิบที่ข้างหู“รีบไปเถอะเจ้าไม่หนาวรึ?”

           

            ก็หนาวน่ะสิย่างเข้าสู่สารทฤดูแล้วแท้ๆ หนำซ้ำที่แห่งนี้ก็ยังเย็นเฉียบเปียกชื้นยิ่งแช่น้ำนานนางยิ่งรู้สึกเสียดกระดูก

           

            พอรู้สึกตัวเยี่ยนหนิงก็พร่ำถามตัวเองว่านางกำลังทำอะไรอยู่

           

            มาที่นี่กับเขาสองต่อสองมาประลองฝีมือกับเขาใต้น้ำให้มันได้อะไรขึ้นมานางถีบเขาก็แล้วด่าเขาก็แล้วข่มขู่เขาก็แล้วไม่ได้ผลเลยสักนิดซ้ำยังถูกรัดจนเอวแทบหัก

           

            เยี่ยนหนิงได้แต่บ่นอยู่ในใจช่างเถอะเดินไปให้พ้นผืนน้ำนี้ก่อนค่อยว่ากันถึงตอนนั้นจะหลบหน้าคนดื้อด้านคนนี้ไปให้ไกลแค่ไหนก็ย่อมได้

           

            นางกระแอมไอออกมาจวงจูเหยียนฉวยโอกาสนี้โอบเอวคนงามดังใจหมายทั้งคู่พากันเดินประคองผ่านลำน้ำเย็นเฉียบสำหรับจวงจูเหยียนแล้วนับว่าครั้งนี้เย่ซีทำงานได้ยอดเยี่ยมสมควรตกรางวัลยิ่งนัก

           

           

            ตรงกันข้ามเย่ซีที่กำลังจะได้รับบำเหน็จจากคุณชายจวงกลับไม่ได้รู้สึกดีใจเลยสักนิดขณะนี้เขากำลังหงุดหงิด

           

            ภายในอุโมงค์ที่มืดสลัวชายสี่คนนั่งเรียงกันเป็นเส้นตรงพวกเขาไม่กล้าเดินเข้าไปทำลายแผนของเจ้านายและก็ไม่กล้าจากไปง่ายๆ ได้แต่รออยู่อย่างโง่ๆ เช่นนั้น

           

            ทุกคนนิ่งเงียบกันครู่ใหญ่เย่ซีพลันลุกขึ้นเดินตรงมาเบื้องหน้า

           

            กุยอวิ๋นนั่งยองๆ ลงทั้งสองประจันหน้ากันเย่ซีถามออกมาว่า“กุยอวิ๋นเจ้าว่าต่อไปข้าคงรับบทได้แค่ตัวร้ายอย่าง‘หัวหน้าชายในชุดดำ’ หรือ‘โจรชั่ว’ อะไรแบบนี้แล้วใช่ไหม?”

           

            กุยอวิ๋นยักคิ้วตอบ“เจ้าคิดว่าไงล่ะ?”

           

            เอาเถอะอย่างไรเสียเขาก็ต้องยอมแสดงต่อหากไร้ซึ่งพวกเขาแล้วจะมีฉากวีรบุรุษช่วยเหลือสาวงามหรือวีรสตรีช่วยเหลือชายงามได้อย่างไรกัน

           

            “เรื่องพวกนี้หากสุดท้ายถูกองค์หญิงจับได้ขึ้นมาพวกเราจะทำอย่างไร?” เย่ซีหายใจสะดุดเอ่ยต่ออย่างทุกข์ระทม“พวกเราคงไม่ถูกฆ่าปิดปากใช่ไหม?”

           

            “หากสุดท้ายนายท่านไม่ถูกฆ่าปิดปากพวกเจ้าก็น่าจะไม่โดน” ขอเพียงท้ายที่สุดเยี่ยนหนิงหลงรักเจ้านายแบบหมดใจนางย่อมไม่ติดใจกับกระบวนการต้มตุ๋นของพวกเขาต่อให้นางโกรธจริงก็น่าจะโกรธ เจ้านายไม่มีทางมาทำให้พวกเขาลำบากใจนี่คือสิ่งที่พวกเขาได้จากการสังเกตเยี่ยนหนิงมาสองวันนางเป็นคนใจกว้างและแยกบุญคุณความแค้นชัดเจน