ศรไม้สีแดง ขับเคลื่อนตนแข่งกับกาลเวลา
เพลานี้... ปลายศรบนหน้าปัดนาฬิกาน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ในมุมรับแสง
มุมหนึ่งทางด้านซ้ายของหอชิงเหลียง กำลังชี้ไปยังยามอู่ ชี้อยู่ได้ไม่นานกรวยก็พลิกคว่ำ ทำให้ทองแดงลูกหนึ่งเคลื่อนตกลงไปในปากคางคกที่อ้ารอรับอยู่ในส่วนล่างของนาฬิกา เกิดเป็นเสียงดังกังวาน
อาจารย์ผู้สอนนามว่าเจิ้งหวายหยุดอธิบาย พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบอึกหนึ่ง แล้วจึงกล่าวกับลูกศิษย์ผู้สูงศักดิ์ “วันนี้หมดเวลาเรียนแล้ว วันหยุดหลังจากนี้ อาจารย์ขอให้องค์หญิงทรงขยันหมั่นเพียรร่ำเรียนศึกษา ทรงหมั่นทบทวนหาความรู้เพิ่มเติมด้วยองค์เอง อาจารย์จะทดสอบความก้าวหน้าด้วยการถามตอบวัดความเข้าใจ เกี่ยวกับเนื้อหาภายในตำรา ขอองค์หญิงทรงอย่าได้ประมาท”
รุ่ยหยู่น้อมรับคำสั่งสอนด้วยการก้มศีรษะ “ขอบคุณท่านอาจารย์ ศิษย์น้อมรับคำสอน”
แม้ว่านางจะเป็นผู้เดียว ที่สืบสายโลหิตโดยตรงจากปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์หวา ซึ่งนับว่ามีฐานันดรสูงศักดิ์ยิ่งกว่าเชื้อพระวงศ์พระองค์ใด แม้แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็ยังต้องให้เกียรติ ทว่าองค์หญิงใหญ่รุ่ยหยู่กลับไม่เคยถือตัว นางเป็นที่เอ็นดูของอาจารย์เจิ้งผู้รักสันโดษยิ่งนัก ครั้งแรกที่หลี่ไทเฮา ดั้นด้นเดินทางไปเชิญอาจารย์ลงจากเขาเพื่อมาถ่ายทอดความรู้ให้ด้วยตนเอง ตั้งแต่นั้นรุ่ยหยู่ก็พากเพียรศึกษาเล่าเรียนศาสตร์ทุกแขนง เพื่อไม่ให้ท่านย่าต้องเสียเวลาเปล่า ตำราเศรษฐศาสตร์และตำราพิชัยสงครามอันแยบยล รุ่ยหยู่ล้วนแตกฉานจากการเคี่ยวกรำของอาจารย์ผู้นี้ ในใจนางรู้สึกเลื่อมใสในความสามารถของอาจารย์ ทั้งยังแอบหวั่นเกรงท่านในเรื่องความเข้มงวด ดังนั้นองค์หญิงใหญ่ที่ยังเป็นเพียงดรุณีน้อยเยาว์วัย จึงต้องพิถีพิถันเรื่องมารยาท เมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์ นางไม่เคยคำนึงถึงฐานันดรศักดิ์ของตนเลยแม้แต่น้อย
เจิ้งหวายพยักหน้าเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็ปรายตาไปทางที่นั่งว่างเปล่าข้างกายนางวูบหนึ่ง คิ้วสีเงินขมวดมุ่น แต่มิได้ว่ากล่าวอันใด ทำเพียงถอนหายใจก่อนสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
รุ่ยหยู่เองก็เหลือบมองไปยังที่นั่งนั้นครู่หนึ่งเช่นกัน
นางยืนตรง สองมือแนบลำตัว... รอจนกระทั่งอาจารย์เดินลับสายตาไปจากประตูตำหนักเรียบร้อย จึงกวักมือเรียกชิงหงที่ยืนอยู่นอกห้องเข้ามาไต่ถาม “ตงอิงเล่า?”
ชิงหงมีสีหน้างงงวยเช่นกัน “กระหม่อมส่งคนไปตามแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากยังไม่ได้ข่าวแต่อย่างใด”
คิ้ววงพระจันทร์ของรุ่ยหยู่ขมวดมุ่น หรือว่าเขาไม่ชอบอากาศร้อน? ด้วยเหตุนี้ก็เลยหนีเรียน?
นางข้าหลวงสองคนที่ถือพัดอยู่ไม่ไกล เมื่อเห็นว่าองค์หญิงใหญ่ร้อนจนเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า ลักยิ้มทั้งสองข้างปรากฏขึ้นเด่นชัด ก็รีบออกแรงโบกพัดไปมา
ชิงหง--ขันทีคนสนิทของรุ่ยหยู่รีบกางร่มไม้ไผ่บุผ้าขาวให้ เมื่อเจ้านายเยื้องย่างออกมาด้านนอก เพื่อบดบังแสงสุริยันอันเจิดจ้ามิให้ส่องกระทบผิวผ่อง พร้อมทั้งแก้ต่างแทนท่านอ๋องว่า “แต่ไหนแต่ไรมา ท่านอ๋องจ้าวทรงมีพระทัยใฝ่ศึกษา ไม่ว่าจะร้อนหรือหนาวก็ไม่คณามือ จะทรงหนีเรียนได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าตอนที่ออกจากตำหนักคงจะประสบเหตุที่ทำให้เสียเวลาเข้ากระมัง”
เมื่อใคร่ครวญก็ให้เห็นจริงตามนั้น
เป็นเพราะตงอิงไม่เคยขาดเรียนมาก่อน นางจึงได้แปลกใจ ขณะที่กำลังคาดเดาว่าอีกฝ่ายไปอยู่ที่ไหน ก็พลันเห็นแนวต้นหลิวริมทะเลสาบซีไห่ มีใครคนหนึ่งกำลังวิ่งรี่ตรงเข้ามา คนผู้นั้นคือขันทีเฉียวหลีที่คอยรับใช้อยู่ข้างกายตงอิงนั่นเอง
เฉียวหลีมีสีหน้าร้อนรน มองเห็นรุ่ยหยู่มาแต่ไกล ก็รีบร้องตะโกนเอะอะเสียงดัง “องค์หญิงใหญ่ องค์หญิงใหญ่พ่ะย่ะค่ะ” ครั้นพอใกล้เข้ามา จึงพบว่า ใบหน้าของเฉียวหลีเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและฝุ่นผง ดูมอมแมมราวกับแมวลายเสือ คนสนิทตงอิงเช็ดใบหน้าอย่างลวกๆ น้ำเสียงที่กล่าวออกมา ฟังแล้วร้อนกว่าน้ำชาในกาต้มเดือด “ย...แย่แล้วองค์หญิงใหญ่ องค์หญิงใหญ่”
ด้วยเฉียวหลีวิ่งอย่างรีบเร่งจนเกินไป ซ้ำร้ายยังเงยหน้าร้องตะโกน ทำให้ไม่ทันระวังกิ่งหลิวที่หล่นอยู่บนพื้น จึงสะดุดหน้าคะมำล้มลง ราวกับหนีสุนัขที่ไล่ขย้ำตามหลัง ยังไม่ทันลุกขึ้นทรงตัวได้ ก็กลิ้งลงจากเนินม้วนร่างลงมากองอยู่ตรงหน้าองค์หญิงใหญ่
รุ่ยหยู่เห็นสารรูปอันน่าสมเพชของผู้มาใหม่ พลันร้อนใจขึ้นมา เฉียวหลีมีนิสัยอ่อนโยนสงบเสงี่ยม หากไม่มีเรื่องร้ายถึงขั้นคอขาดบาดตาย ยากนักจะเห็นเขาในสภาพนี้ “เกิดอันใดขึ้น... เฉียวหลี เจ้านี่อย่างไรกัน รีบร้อนตื่นตระหนกเสียจนข้าตกใจตามไปด้วย มีเหตุอันใดก็ว่ามา”
“ท่านอ๋องจ้าวถูกคนของวังตงเน่ยพาตัวไปพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อครั้งเริ่มต้นสถาปนาแผ่นดินในสมัยราชวงศ์หวานั้น พระตำหนักและหอว่าราชการในพระราชวังหลวงฉางอัน ล้วนตั้งอยู่ทิศประจิมของเมืองหลวง ผู้คนต่างเรียกขานฝั่งนี้ว่า ‘ชีเน่ย’ ต่อมาเนื่องจากห้องหับเริ่มคับแคบ ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน อดีตฮ่องเต้จึงสร้างวังแห่งใหม่ ขึ้นทางด้านทิศบูรพาของพระราชวังหลวงฉางอัน ผู้คนต่างเรียกฝั่งใหม่ว่า ‘ตงเน่ย’ หลังจากนั้นอำนาจจึงค่อยๆ ถ่ายเทไปทางบูรพา ต่อมาฮ่องเต้ก็ค่อยๆ ขยับขยายย้ายไปพำนักอยู่ทางฝั่งบูรพา ส่วนไทเฮา เหล่าพระสนม องค์ชายและบุตรหลานเชื้อพระวงศ์ที่ถูกทอดทิ้งก็พำนักอยู่ทางฝั่งประจิมแทน
เนื่องจากราชวงศ์หวา ไม่อนุญาตให้พระสนมและองค์หญิง เข้ามาแทรกแซงกิจการงานแผ่นดิน เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยที่ฮ่องเต้ด้อยความสำคัญลงแต่ไทเฮากลับมีอำนาจแข็งแกร่งขึ้นนั้น วังทั้งสองมักจะแย่งชิงความเป็นใหญ่ จนเป็นเหตุให้ฝั่งบูรพาและประจิมนอกจากจะเป็นมารดาและบุตรในชีวิตจริงแล้ว ก็ยังเป็นศัตรูคู่แค้นกันอีกด้วย ต่างฝ่ายต่างไม่ใคร่ไปมาหาสู่กันเท่าใดนัก
หลายปีมานี้ ฝ่ายหน้าของฝั่งบูรพา มีการเปลี่ยนแปลงราชบัลลังก์อย่างต่อเนื่อง ภายในสิบปี มีการผันเปลี่ยนฮ่องเต้ถึงสามองค์เข้าไปแล้ว
ถังหยางจิ่ง--ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เป็นเชื้อพระวงศ์ตกยากที่พวกหัวหน้าขันทีเสาะหามาจากในตลาด แล้วผลักดันจนเถลิงราชสมบัติขึ้นนั่งบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ผู้นี้ไร้ซึ่งความเกี่ยวพันกับหลี่ไทเฮา องค์หญิงใหญ่ และท่านอ๋องจ้าวแห่งฝั่งประจิมโดยสิ้นเชิง ความสัมพันธ์สืบสายโลหิตก็แสนจะเจือจางบางเบา
แต่เดิมนั้น หลี่ไทเฮา--เฟิ่งไท่เหนียงเหนียงไม่นึกอยากข้องเกี่ยวกับงานราชการ ชีวิตของนางทุ่มเทให้กับการอบรมเลี้ยงดูสายเลือดขัตติยาทั้งสอง นั่นก็คือองค์หญิงใหญ่รุ่ยหยู่และท่านอ๋องน้อยจ้าวตงอิง ประตูใหญ่แห่งพระราชวังฉางอันที่กั้นกลางระหว่างสองฝั่งจึงถูกปิดตายมาสิบกว่าปีแล้ว นอกจากพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งนานๆ ทีถึงจะมีสักครั้ง ประตูนี้ก็ไม่เคยเปิดต้อนรับผู้ใดอีก
ไทเฮาผู้สูงศักดิ์ไม่มีท่าทีฝักใฝ่ในอำนาจ ซ้ำสองขัตติยะภายใต้การปกป้องของนางก็ดำรงตนอย่างสันโดษ ไม่ก้าวก่ายราชกิจ สิ่งเหล่านี้...ถังหยางจิ่งแห่งฝั่งบูรพารับรู้มาโดยตลอด
ดังนั้น ฮ่องเต้องค์นี้ที่ครองราชย์มาได้หกปี จึงยังรักษาระยะห่างระหว่างทั้งสองฟากฝั่งดุจเดิม ไม่เคยก้าวก่ายโต้แย้งแข่งขัน ซ้ำยังเกรงอำนาจแห่งองค์ไทเฮาอยู่ไม่น้อย เหตุใดวันนี้จู่ๆ กลับสร้างข้อพิพาทให้เกิดเรื่อง... โดยการให้คนมานำตัวตงอิงไป
ในใจรุ่ยหยู่ตื่นตระหนกระคนเคลือบแคลงสงสัย แต่พยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบไว้ไม่แสดงอาการ
“เฉียวหลี เจ้าค่อยๆ หายใจ แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดมาให้ละเอียด”
เฉียวหลีเห็นขัตติยนารีพระองค์น้อยยังคงท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็น ก็พลันรู้สึกใจชื้น จึงสูดหายใจลึกๆ กลืนน้ำลายแล้วกล่าวรายงาน “สืบเนื่องจากไทเฮาประชวร วันนี้ยามโฉว่ ท่านอ๋องจ้าวทรงดำเนินไปเก็บน้ำหวานในสวนของฝั่งประจิมมาใช้ปรุงโอสถ คิดไม่ถึงว่าจะพบกับองค์ชายหมิงจาวที่มาทอดพระเนตรดอกไม้แต่เช้าตรู่ ระหว่างที่ทั้งสองกำลังทรงโอภาปราศรัยกันอยู่นั้นฝ่าบาทก็เสด็จมา ตรัสว่าวันนี้ทางฝั่งบูรพาจะมีงานเลี้ยงของเหล่าเชื้อพระวงศ์ จึงมีรับสั่งให้ท่านอ๋องจ้าวเสด็จไปร่วมงานเลี้ยงด้วย ท่านอ๋องจ้าวทรงปฏิเสธ แต่ถูกองค์ชายหมิงจาวทรงลากตัวไปจนได้ จากนั้นฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้พาตัวนางข้าหลวงและขันทีที่ติดตามท่านอ๋องไปด้วยกันทั้งหมด ตอนนั้นกระหม่อมหลบอยู่ในพุ่มไม้ จึงไม่ได้ถูกพาตัวไป... องค์หญิงใหญ่พ่ะย่ะค่ะ... สวนประจิมที่เชื่อมกับประตูทั้งสี่บานของฝั่งบูรพา ล้วนถูกทหารรักษาการณ์ปิดล้อมไว้หมดแล้ว กระหม่อมแอบมุดรูสุนัขลอดจึงหนีกลับเข้ามาได้ สถานการณ์ดูไม่ชอบมาพากลเลยพ่ะย่ะค่ะ”
จากคำบอกเล่าของเฉียวหลี การที่ถังหยางจิ่งพาตัวตงอิงไป เห็นได้ชัดว่ามีการวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว หากมีเจตนาดีต่อกัน ไยต้องกระทำการอุกอาจรัดกุมถึงเพียงนี้
หรือว่าถังหยางจิ่งกินยาผิดขนาน ไม่คิดใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสันติ เกิดอยากจัดการริดเสี้ยนหนามในวังหลวงขึ้นมา
หรือชายผู้นั้นคิดว่าฝั่งประจิมตลอดสิบกว่าปีมานี้มิได้มีพิษสงแต่อย่างใด ดูแล้วช่างน่าข่มเหงรังแกยิ่งนัก จึงต้องการลองกลั่นแกล้งผู้คนในชีเน่ย เพื่อแสดงให้เห็นแสนยานุภาพของการเป็นฮ่องเต้
ไม่ว่าถังหยางจิ่งจะใช้อำนาจนำตัวตงอิงไปด้วยสาเหตุใด แต่บรรดาผู้ติดตามของตงอิงไยต้องพาไปด้วย อีกทั้งยังส่งทหารมาปิดล้อมสวนฝั่งประจิมและประตูทั้งสี่ทิศอีกต่างหาก เมื่อพิจารณาจากการกระทำเหล่านี้แล้ว ตงอิงกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมมาก
ตั้งแต่ล่วงเข้าเหมันต์ของปีที่ผ่านมา ไทเฮาก็ได้แต่นอนป่วยเรื้อรังอยู่บนเตียง ลำพังแค่ดูแลงานประจำวันทางฝั่งประจิมก็ยังไม่อาจจัดการได้ แล้วเรื่องถังหยางจิ่งพาตัวตงอิงไป ควรจะบอกกล่าวให้ระคายเคืองใจหรือ? จะให้หญิงชราวัยห้าสิบกว่าปีที่ป่วยหนัก หอบสังขารไปเผชิญหน้ากับเหตุการณ์อันตรายที่ไม่อาจคาดเดาได้ลงคอเชียวหรือ? เชิญท่านย่าไป อีกฝ่ายจะยิ่งมองเราน่าข่มเหง หากยอมเอาหยกไปครูดกับหิน ภายภาคหน้าเจ้าฮ่องเต้ข้างถนนนั่นจะมิยิ่งกลั่นแกล้งพวกเราหรือไร?
ทำอย่างไรดี จะทำอย่างไรดี?
ยิ่งคิดรุ่ยหยู่ก็ยิ่งตื่นตระหนกมากขึ้น ริมฝีปากเม้มแน่น ลังเลอยู่ชั่วครู่จึงตัดสินใจออกคำสั่งต่อเหล่าขันที บัณฑิตหญิง2 และราชองครักษ์ “ถ่ายทอดคำสั่ง ให้หัวหน้าราชองครักษ์เสวียอันจือและหัวหน้าทหารเฮยฉื่อเจิน นำเหล่าราชองครักษ์ไปเฝ้าประตูวังทั้งเจ็ดให้แน่นหนา หากไม่ได้รับคำสั่งที่มีตราประทับของข้าและองค์ไทเฮา ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าออกวังฉางอันเป็นอันขาด... ให้ราชองครักษ์หลิ่วว่าง นำขบวนหงสาเดินตรวจตราพื้นที่ภายในหากพบเหตุการณ์ผิดปกติ ให้รีบจัดการทันที รบกวนท่านขันทีหลี่แห่งตำหนักเชียนชิว เป็นผู้ตัดสินกิจการภายในวังต่อจากนี้ให้ละเอียดถี่ถ้วนทุกสิ่งอย่าง หากพบผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม สามารถจัดการให้รับโทษตายโดยไม่ต้องสอบถามสาเหตุ และขอสั่งให้โจวชางจัดเตรียมขบวนเกี้ยวโดยเร็ว ข้าจะไปคารวะฮ่องเต้ที่พระตำหนักหานหยวนฝั่งบูรพาสักคราหนึ่ง”
องค์หญิงรุ่ยหยู่เป็นผู้สืบสายโลหิตขัตติยาที่หลงเหลืออยู่เพียงองค์เดียวของอดีตฮ่องเต้อู่จง อีกทั้งยังเป็นพระธิดาผู้ถือกำเนิดจากองค์ฮองเฮา เมื่อเทียบชั้นกันแล้วจึงนับได้ว่ามีฐานันดรศักดิ์สูงส่งยิ่งกว่าฮ่องเต้ทุกพระองค์ที่เหล่าหัวหน้าขันทีและขุนนางในราชสำนักผลักดันให้ขึ้นครองราชย์ในรอบสิบกว่าปีมานี้
ดังนั้น แม้ว่าองค์หญิงรุ่ยหยู่จะพยายามรักษาระยะห่างระหว่างสองฝั่งทั้งบูรพาและประจิมมาโดยตลอด เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในวังฉางอัน แต่ด้วยเป็นองค์หญิงใหญ่ที่ได้รับการยอมรับจากไพร่ฟ้าประชาชน จึงทำให้ฮ่องเต้ทุกพระองค์ ต้องให้ความเกรงใจตามไปด้วย
ขบวนยาตราขององค์หญิงใหญ่ เป็นขบวนทัพพระราชทานจากอดีตฮ่องเต้อู่จง ด้วยทรงรักใคร่โปรดปรานพระราชธิดาน้อยเป็นอย่างมาก ซ้ำยังรู้ทันถึงเล่ห์กลและความขัดแย้งภายในวังหลวง ขบวนยาตราขององค์หญิงรุ่ยหยู่จึงได้รับพระราชทานวางกำลังและจัดแต่งให้มีความโดดเด่นเกรียงไกร เรืองนามเรื่องความดุดันแข็งแกร่ง จนไม่มีใครหาญกล้ามาท้าทายเดชานุภาพ
ใต้ฟ้าแห่งนี้ ขบวนทัพขององค์หญิงใหญ่เป็นรองเพียงแค่องค์ไทเฮาเท่านั้น
ทว่าการเดินทางจากฝั่งประจิมไปยังบูรพาเป็นระยะทางที่ไม่ไกลนัก กอปรกับการที่องค์หญิงใหญ่เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน แม้ว่าจะเตรียมการพร้อมสรรพเพียงใด ก็มิอาจหักหน้าเจ้าของสถานที่ด้วยการยกตนข่มท่าน
รุ่ยหยู่จึงมิได้จัดตั้งขบวนยาตราอย่างเต็มรูปแบบ ทำเพียงเลือกทหารที่ร่างกายกำยำล่ำสันและเชี่ยวชาญการยุทธ์จำนวนหนึ่งร้อยยี่สิบนายเป็นผู้ติดตามเท่านั้น
และก็เป็นจริงดังที่นางคาดไว้...
ทางฝั่งบูรพาเตรียมการรับมือกับฝั่งประจิมไว้รัดกุมยิ่งนัก เพื่อป้องกันข่าวสารแพร่งพรายแล้ว ฮ่องเต้ถึงกับวางกำลังที่กำแพงวังส่วนในทั้งสามชั้น ซ้ำร้าย...ประตูชงหมิง ณ ตำหนักเซวียนเจิ้ง ยังมีแม่ทัพหยวนตู้ผู้เลื่องชื่อ นำกำลังพลมาเฝ้าประตูไว้อย่างแน่นหนา ไม่อนุญาตให้คนจากวังฝั่งประจิมผ่านไปได้แม้แต่ผู้เดียว
เตรียมการกันมารัดกุมเช่นนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นห่วงตงอิงนัก
ชิงหงเดินนำหน้าขันทีอีกสองคนเข้าไปป่าวร้องที่ประตู “เฟิ่งไท่เหนียงเหนียงมีรับสั่ง จะขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ฮองเฮาและองค์ชายหมิงจาว รบกวนท่านแม่ทัพเปิดประตูด้วย”
ถึงแม้แม่ทัพหยวนจะได้รับคำสั่งให้เฝ้าประตูโดยเคร่งครัด แต่ขบวนยาตราขององค์หญิงใหญ่มิใช่สิ่งที่ใครจะเมินเฉยได้ แม้แต่ทหารขวัญกล้าที่สุดก็ยังรู้ดีว่าควรทรุดกายถวายความเคารพ แต่เดิมมา... ตัวเขาคิดเสมอว่าตนไม่เกรงกลัวอำนาจของอิสตรี ทำงานรับใช้เพียงฮ่องเต้เท่านั้น มาบัดนี้ไม่ครั่นคร้ามเห็นทีว่าจะมิได้แล้ว
คิดได้ดังนั้นจึงบังเกิดความลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวตอบไปว่า “หงกงกง ข้า--หยวนตู้ได้รับมอบหมายให้เฝ้าประตูไว้ หากไม่มีราชโองการจากฮ่องเต้ก็มิอาจเปิดประตูได้ ขอหงกงกงได้โปรดเมตตา”
ชิงหงร้องตอบไปว่า “พระเสาวนีย์จากเฟิ่งไท่เหนียงเหนียงของพวกเราอยู่ในมือข้าแล้ว องค์หญิงใหญ่ก็เสด็จมาด้วยพระองค์เอง แต่เดิมมา...ประตูทั้งแปดสิบเอ็ดบานที่กั้นระหว่างสองฝั่ง องค์หญิงล้วนสามารถเสด็จผ่านไปได้โดยไม่ต้องขออนุญาตผู้ใด ไยเวลานี้จึงต้องกังวลถึงราชโองการของฝ่าบาท”
แม่ทัพหยวนผู้ได้รับหน้าที่ดูแลประตูนี้ มิอาจล่าถอยเพราะคำพูดของผู้มาเยือนได้ “หงกงกง ข้าเป็นผู้เฝ้าประตูที่ฝ่าบาทพระราชทานแต่งตั้ง ขึ้นตรงต่อกองทัพ โดยหน้าที่แล้วรับฟังแต่ราชโองการของฝ่าบาทเท่านั้น ส่วนพระเสาวนีย์จากเฟิ่งไท่เหนียงเหนียง มีผลต่อกิจการฝ่ายในฝั่งประจิมเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสั่งกองทัพทหารฝั่งวังบูรพาได้ หากไม่มีกระแสรับสั่งจากพระโอษฐ์แห่งองค์ฮ่องเต้... ประตูนี้... ขออภัยด้วยที่หยวนตู้ไม่อาจเปิด”
ชิงหงโกรธจัด “ราชวงศ์หวาตั้งแต่ฮ่องเต้เซวียนเถลิงราชย์เป็นต้นมา ทัพทหารถูกปกครองด้วยกองกำลังทั้งหก รวมถึงหน่วยราชองครักษ์สองฝ่ายทั้งซ้ายแลขวาของขันที เหล่าขันทีหรือก็คือข้ารับใช้ของฮ่องเต้... หากไม่เพราะต้องการไว้พระพักตร์ฝ่าบาท มีหรือเฟิ่งไท่เหนียงเหนียงจะไม่ปกครองเหล่าขันทีไว้ใต้อาณัติเสียเอง หยวนตู้ เจ้ารีบเปิดประตูเถิด มิเช่นนั้นจะทำให้พระราชกิจที่เฟิ่งไท่เหนียงเหนียงฝากฝังมาล่าช้า โทษ
ครั้งนี้... ศีรษะบนบ่าของเจ้าและครอบครัวก็คงไม่อาจรับผิดชอบไหว”
หยวนตู้ได้ยินก็เกิดความสงสัย “หงกงกงกล่าวผิดไปแล้วกระมัง ขันทีรับผิดชอบดูแลกองทัพทหารจะเป็นไปได้อย่างไร มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ ตั้งแต่ข้ารับราชการมา รู้จักแต่ราชโองการจากองค์ฮ่องเต้ ไม่เคยทราบว่ามีเหล่าขันทีเป็นผู้บังคับบัญชาด้วย”
รุ่ยหยู่ซึ่งนั่งอยู่บนเกี้ยวได้ยินบทสนทนาทั้งหมด ก็บังเกิดความกระจ่างแจ้งเข้าใจถ่องแท้ได้ทันที ว่าจู่ๆ เหตุใดฝั่งบูรพาถึงได้ชิงลงมือจัดการฝั่งประจิม นี่คงเป็นเพราะถังหยางจิ่ง ไม่ต้องการเป็นเพียงฮ่องเต้หุ่นเชิดของขันทีอีกต่อไปแล้ว ชายผู้นั้นคงประสงค์จะรวบรวมอำนาจไว้ในกำมือ เพื่อกลายเป็นโอรสสวรรค์ผู้ทรงแสนยานุภาพอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงเลือกฝั่งประจิมที่ดูอ่อนแอในการหยั่งเชิง
ทั้งๆ ที่รู้ว่าหลี่ไทเฮาไม่ยุ่งเกี่ยวกับราชกิจบ้านเมือง แต่ด้วยเกียรติยศอันสูงส่งของพระมารดาแห่งอดีตฮ่องเต้อู่จง ไม่ว่ารัชทายาทองค์ใดได้เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ เหล่าเสนาบดีและขันทีจะต้องมาขอพระราชทานพระอนุญาตจากไทเฮาทั้งสิ้น จากนั้นจึงจะสามารถผลักดันเชื้อพระวงศ์ที่ตนเองสนับสนุนให้ขึ้นครองราชย์ได้ ดังนั้นหากหลี่ไทเฮายังคงอยู่ดีมีสุข กลุ่มข้าราชบริพารชั้นสูงก็จะไม่สามารถกำจัดรัชทายาท หรือแต่งตั้งกันเองได้ตามอำเภอใจ
ถังหยางจิ่งผู้ซึ่งต้องการช่วงชิงอำนาจปกครองใต้หล้าไว้ทั้งหมด ย่อมเริ่มด้วยการกำจัดหลี่ไทเฮา ผู้มีอิทธิพลต่อชื่อเสียงของตนมากที่สุดก่อนเป็นธรรมดา เขาจึงพาตัวตงอิงซึ่งเยาว์วัยที่สุดของฝั่งประจิมไป เพื่อโจมตีหลี่ไทเฮาผู้เป็นใหญ่ ณ วังชีเน่ยให้รู้สึกร้อนรน หมากตานี้ช่างเดินได้ประจวบเหมาะนัก
เพื่อหลีกเลี่ยงคำครหาในเรื่องการช่วงชิงอำนาจ หลี่ไทเฮาพารุ่ยหยู่และตงอิง สององค์ทายาทสายเลือดขัตติยะแห่งบูรพกษัตริย์ ไปเก็บตัวอยู่ในวังฝั่งประจิมนับสิบปี เดิมทีคิดว่า หลังจากถังหยางจิ่งขึ้นครองราชย์แล้ว ฮ่องเต้ ขันที และบรรดาขุนนางน้อยใหญ่จะปรองดองกัน... เช่นนั้นแล้วพวกนางจะได้อยู่กันอย่างสงบสุข แต่กลับคิดไม่ถึงว่าชีวิตที่สันโดษเรียบง่ายมาหลายปีจะวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง และต้นเหตุที่ทำให้วุ่นวายก็หาใช่ใครอื่น กลับเป็นตัวถังหยางจิ่งเสียเอง
เจ้าฮ่องเต้นั่นเป็นฝ่ายบังคับเอาตัวตงอิงไปก่อน อีกทั้งยังสั่งให้คนมาปิดประตูล้อมวัง แม้แต่แม่ทัพผู้เฝ้าประตูยังอาจหาญฝ่าฝืนพระเสาวนีย์ขององค์ไทเฮา มีเจตนาน่ารังเกียจยิ่งนัก
ภายในใจของรุ่ยหยู่โกรธเจียนคลั่งดั่งคลื่นกระหน่ำซัด แต่สีหน้ากลับเรียบเฉย ทำเพียงเอ่ยเสียงดังจากในเกี้ยว “ในเมื่อท่านแม่ทัพหยวนยืนกรานที่จะไม่ยอมเปิดประตูชงหมิงให้ พวกเราก็กลับกันเถิด”
องค์หญิงใหญ่ผู้นี้เก็บเนื้อเก็บตัวยิ่งนัก นอกจากพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษประจำปีที่จำเป็นต้องเข้าร่วมแล้ว ในยามปกติก็จะไม่ออกมาพบปะผู้คน หยวนตู้เคยเห็นองค์หญิงใหญ่พร้อมกับหลี่ไทเฮาคราหนึ่ง คราวนั้นยังคงเป็นองค์หญิงตัวน้อย คอยเออออห่อหมกคล้อยตามฮ่องเต้ เห็นแล้วก็ให้นึกถึงเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่งพา เติบโตมาจากการเลี้ยงดูของหญิงหม้ายท้ายวังอย่างหลี่ไทเฮา ย่อมต้องมีนิสัยอ่อนแอเป็นแน่แท้
ครั้นได้ฟังคำพูดเมื่อครู่นี้ของดรุณีน้อยสูงศักดิ์แล้ว หยวนตู้ก็รู้สึกว่าตนคิดไม่ผิด จึงกล่าวอย่างโล่งใจว่า “องค์หญิงใหญ่ใส่พระทัยต่อความลำบากใจของผู้ใต้บังคับบัญชา กระหม่อมรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก”
ฝ่ามือขาวผ่องของรุ่ยหยู่ค่อยๆ แหวกเปิดม่าน น้ำเสียงเรียบใสกังวานก้องออกมาจากเกี้ยววิหคฟ้า “ไม่เป็นไร ในเมื่อข้าไม่อาจเข้าไปได้ท่านก็มานี่แล้วกัน มารับพระเสาวนีย์ของเฟิ่งไท่เหนียงเหนียง นำไปส่งที่พระตำหนักหานหยวนแทนข้า”
หยวนตู้ลังเลอยู่ชั่วครู่ การที่เขาไม่เปิดประตูให้นั้นย่อมได้ เพราะเป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่การจะให้เป็นตัวแทนส่งมอบพระเสาวนีย์ของไทเฮา ถวายแด่องค์ฮ่องเต้คงไม่ดีเป็นแน่ อาจตกเป็นขี้ปากของผู้อื่นได้ จึงพยักพเยิดให้ลูกน้องออกไปรับแทน
นายกองผู้นั้นระแวดระวังมาก เขาเปิดประตูด้านข้างออกเป็นช่องเล็กๆ แล้วแทรกตัวเดินตรงเข้ามาทรุดกายรับพระเสาวนีย์
เพราะต้องการส่งพระเสาวนีย์ให้ องค์หญิงใหญ่จึงเผยใบหน้าออกมาเล็กน้อย เหลือบมองผู้มารับมอบแวบหนึ่ง
ตามกฎ...บุรุษเช่นแม่ทัพหยวนไม่ได้รับสิทธิ์ให้มองใบหน้าของราชนิกุลสูงศักดิ์ดังองค์หญิงใหญ่ตรงๆ ทว่าครานี้นางอยู่ห่างเพียงไม่กี่ช่วงตัวเท่านั้น จึงอดลอบมองว่าองค์หญิงมีรูปโฉมเป็นเช่นไรไม่ได้ เมื่อเห็นกระจ่างตาเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็ทำให้ตกตะลึงจนตัวแข็งค้าง
ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันอันเจิดจ้า ไม่ทราบว่าเป็นเพราะแสงสุริยันร้อนแรงเกินไป หรือเป็นเพราะนางโฉมพิลาสหยาดฟ้ากันแน่ เขาจึงมิอาจมองดวงหน้าของขัตติยนารีได้ชัดเจน เห็นเพียงแต่รัศมีเปล่งประกายที่โอบล้อมรอบกายราวกับรัศมีเทพ
หยวนตู้รู้สึกว่ายิ่งเพ่งมอง ก็ยิ่งแสบตา ดังคำที่ว่าบารมีมิอาจสู้ จนถึงกับหลับตาลงด้วยความตกใจ
ทันใดนั้นได้ยินเสียงกังวานใสดุจสายธารขานเรียกนามอย่างไพเราะเสนาะโสต “ท่านแม่ทัพหยวน”
แม้ว่าหยวนตู้จะหลับตาอยู่ แต่กลับรู้สึกราวกับว่าเบื้องหน้านั้นสว่างพร่างพราว ยิ่งเมื่อได้รับฟังเสียงกังวานก้องขององค์หญิง ก็พลันรู้สึกอุ่นเหมือนมีไอแดดมหาศาลพวยพุ่งเข้าไปในอุโมงค์น้ำแข็งภายในกาย หลอมละลายทุกสิ่งทุกอย่างจนกลายเป็นธารน้ำใส
ความรู้สึกหนาวร้อนปะปนกันไปหมด ทั้งกลัดกลุ้มและผ่อนคลาย ไม่อาจแยกแยะได้ว่าตนรู้สึกดีหรือแย่กันแน่ แต่ปากกลับตอบรับคำไปแล้วโดยไม่รู้ตัว “กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ”
รุ่ยหยู่เอ่ยถามเนิบๆ ว่า “ท่านคิดว่าฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้เป็นเช่นไร?”
แม้หยวนตู้จะคิดว่าคำถามนี้ประหลาดนัก แต่เพราะกำลังจิตใจเหม่อลอย จึงตอบไปโดยไม่ทันคิด “เป็นมหาราชที่ทรงพระปรีชาในประวัติศาสตร์พ่ะย่ะค่ะ”
คนถามพยักหน้า พร้อมทำเสียงคล้อยตาม “ท่านโต้วอิงเล่า มีชาติกำเนิด ตำแหน่งหน้าที่ และได้รับการโปรดปรานเช่นไรบ้าง?”
แม่ทัพหยวนชะงักไป แล้วตอบว่า “ท่านเป็นพระราชนัดดาของโต้วไทเฮา มีศักดิ์เป็นพระปิตุลาของฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้ มีตำแหน่งเทียบชั้นถึงขั้นอัครเสนาบดี เป็นที่โปรดปราน ได้รับการดูแลอย่างดีไม่มีใครเทียบเทียมได้พ่ะย่ะค่ะ”
รุ่ยหยู่ถามต่ออีกว่า “สาเหตุใดทำให้โต้วอิงต้องตาย ดับสิ้นสูญตระกูล”
หยวนตู้ซึ่งถูกป้อนคำถามติดต่อกัน ก็ตอบทันควันว่า “ซื่อตรงเกินไป ไม่รู้จักพลิกแพลงสถานการณ์ ริต่อกรอำนาจกับเบื้องสูงจึงถูกหวังไทเฮาให้ร้ายเข้า”
รุ่ยหยู่ค่อยๆ เหยียดมุมปากขึ้น ด้วยเจตนาเสียดสีอยู่ในที แล้วถามโดยเน้นทีละคำว่า “แข็งแกร่งดั่งฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้ ชั่วร้ายดั่งหวังไทเฮา... วังหลวงมีคนหลายประเภทนัก กระทั่งขุนนางที่ซื่อตรงยอมหักไม่ยอมงออย่างโต้วอิงถึงกับต้องสูญสิ้นวงศ์ตระกูล แม่ทัพหยวน ลองถามใจตัวเองดูเถิดว่าท่านเป็นคนเช่นไร ถึงได้หาญกล้ามาถ่วงพระเสาวนีย์ของเฟิ่งไท่เหนียงเหนียงให้ล่าช้าถึงเพียงนี้”
ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว เมื่อได้ยินประโยคนี้ขององค์หญิงใหญ่หยวนตู้ก็ถึงกับหนาวสะท้านขึ้นมาจับใจ ได้แต่นิ่งเงียบ ไม่พูดไม่จา ประตูชงหมิงนี้ เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่อาจเปิดได้
รุ่ยหยู่มิได้คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะเปิดประตูให้เพียงเพราะคำพูดเมื่อครู่ของนาง ได้แต่ยกพระเสาวนีย์ปลอมในมือสูงขึ้น พร้อมทั้งใช้เสียงสูงร้องถามว่า “เมื่อลองใคร่ครวญดูแล้ว พระเสาวนีย์จากเฟิ่งไท่เหนียงเหนียงนั้นสูงส่งยิ่ง จะให้ทหารผู้น้อยเป็นผู้รับคงไม่เหมาะ”
เมื่อหยวนตู้ได้ฟังก็อดที่จะคล้อยตามมิได้ จึงกล่าวอย่างสองจิตสองใจว่า “ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมจะยอมเปิดประตู แต่บังอาจขอให้องค์หญิงใหญ่เสด็จเข้ามาส่งพระเสาวนีย์ภายในหอบนประตูกำแพงเมืองแต่เพียงผู้เดียว จะได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ชิงหงโทสะพุ่งพรวดทันที ชี้นิ้ว พลางร้องตะโกนลั่น “หยวนตู้ เจ้าช่างบังอาจนัก”
รุ่ยหยู่เห็นว่าอีกฝ่ายเตรียมการมาอย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่อง จึงคลี่ยิ้มบางๆ พร้อมทั้งห้ามปรามเหล่าราชองครักษ์ที่เริ่มมีการเคลื่อนไหว “เรื่องที่เฟิ่งไท่เหนียงเหนียงฝากฝังไว้สำคัญนัก ขอให้ทุกคนอดทนรอก่อน”
กล่าวจบ ก็มองไปที่หยวนตู้ซึ่งโผล่หน้ามาจากช่องสังเกตการณ์บนหอ “ในเมื่อแม่ทัพหยวนกล้าเสนอความคิดเช่นนี้ ข้าก็ขอลดเกียรติเข้าไป เหตุใดจะไม่ได้เล่า”
จากนั้นดรุณีน้อยสูงศักดิ์ก็ก้าวลงจากเกี้ยว เป็นจังหวะเดียวกับที่สายลมแห่งคิมหันต์พัดผ่าน ชุดสีขาวพิสุทธิ์ปลิวไสว
เผยให้เห็นทรวดทรงสะโอดสะองของโฉมสะคราญที่งามล้ำเหนือผู้ใดในแผ่นดิน
ผู้ที่อยู่ด้านใน ด้านนอก ด้านบนและด้านล่างประตูชงหมิง ต่างมองนางค่อยๆ เยื้องกรายทีละก้าว
ทุกชีวิตเผลอสะกดกลั้นลมหายใจโดยไม่รู้ตัว