ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ตราบฟ้าดินมลาย

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เป็นเรื่องราว "รักต้องห้าม" ระหว่างหลานชายกับอาสาวท่ามกลางเกมส์การเมือง และการชิงไหวชิงพริบเพื่อให้ได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ เป็นอีกหนึ่งผลงานคุณภาพคับแก้ว ที่ฉากบรรยายแต่ละฉากอลังการ สะท้อนให้เห็นแนวคิดและวิถีการใช้ชีวิตในวังหลวง ของคนในอดีต การขึ้นครองราชย์ การล่มสลายของแต่ละรัชสมัย ถูกผู้เขียนบรรยายผ่านการเติบโตของท่านอ๋องจ้าวตงอิง และองค์หญิงใหญ่รุ่ยหยู่ ได้อย่างเฉลียวฉลาดและน่าทึ่งที่สุด  นางเอกในเรื่องนี้ทั้งงดงามและแข็งแกร่ง พระเอกของเรื่องก็เฉลียวฉลาด เจ้าอุดมการณ์ ทั้งสองเหมาะสมกันอย่างมากถ้ามิใช่ "อาหลาน" ก็คงจะเหมือนกิ่งทองใบหยกเลยทีเดียว จะทำอย่างไรในเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ในรักแล้วแต่ไม่ยินยอม ทว่าอีกฝ่ายกลับไล่ล่าแบบเอาชีวิตเข้าแลก

บทนำ

เป็นเรื่องราว "รักต้องห้าม" ระหว่างหลานชายกับอาสาวท่ามกลางเกมส์การเมือง และการชิงไหวชิงพริบเพื่อให้ได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ เป็นอีกหนึ่งผลงานคุณภาพคับแก้ว ที่ฉากบรรยายแต่ละฉากอลังการ สะท้อนให้เห็นแนวคิดและวิถีการใช้ชีวิตในวังหลวง ของคนในอดีต
การขึ้นครองราชย์ การล่มสลายของแต่ละรัชสมัย ถูกผู้เขียนบรรยายผ่านการเติบโตของท่านอ๋องจ้าวตงอิง และองค์หญิงใหญ่รุ่ยหยู่ ได้อย่างเฉลียวฉลาดและน่าทึ่งที่สุด 
นางเอกในเรื่องนี้ทั้งงดงามและแข็งแกร่ง พระเอกของเรื่องก็เฉลียวฉลาด เจ้าอุดมการณ์ ทั้งสองเหมาะสมกันอย่างมากถ้ามิใช่ "อาหลาน" ก็คงจะเหมือนกิ่งทองใบหยกเลยทีเดียว
จะทำอย่างไรในเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ในรักแล้วแต่ไม่ยินยอม ทว่าอีกฝ่ายกลับไล่ล่าแบบเอาชีวิตเข้าแลก

 

 

สารบัญ

บทนำ

สายลมแห่งสารทฤดูพลิ้วผ่าน นำพาความหนาวเย็นแผ่ซ่านเข้ามาในห้องโอ่โถง

            ภายในพระตำหนักหานหยวนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาหลวง โอรสสวรรค์ผู้หนึ่งประทับอยู่--บุรุษซึ่งเหล่าข้าราชบริพารและอาณาประชาราษฎร์ต่างแซ่ซ้องเป็นเสียงเดียวกันว่ามีปรีชาสามารถยิ่งนัก กำลังค่อยๆ จิบยา โดยมีขันทีคนสนิทช่วยประคอง

            แม้จะมีวัยใกล้สามสิบเท่านั้น แต่จอนผมทั้งสองข้างที่โค้งตัวแนบโครงหน้าหล่อเหลาดุดัน กลับแต่งแต้มด้วยสีขาวเป็นหย่อมๆ แก้มทั้งสองข้างซูบตอบ วงหน้าเผือดขาวราวกับกระดาษ มีเพียงดวงตาคมกริบ

หยิ่งผยอง ที่ยังคงความงดงามเจิดจรัส เต็มไปด้วยอำนาจดึงดูดผู้คนให้หลงวนราวกับอยู่ในกระแสน้ำแห่งห้วงมหรรณพ

            ในใต้หล้า... ดวงตาแบบนี้มีเพียงคู่เดียว

            และมีไว้เพื่อมองคนเพียงคนเดียว!!!

            เมื่อจิบยาหมดถ้วย ขันทีจึงนำผ้าแพรไหมส่งให้เจ้าเหนือหัวเช็ดริมฝีปาก แม้จะเป็นอากัปกิริยาเรียบง่ายแต่กลับตรึงสายตาผู้คนได้ชะงัด กระทั่งน้ำเสียงยังบีบคั้น เฉียบขาดเฉกเช่นบุรุษผู้ไม่เคยก้าวถอยให้กับผู้ใด น่าเสียดายที่ความโดดเด่นทั้งมวล กลับสถิตอยู่ในร่างที่จวนเจียนจะสิ้นลมหายใจ “เฉียวหลี ฮองเฮาเสด็จมาถึงรึยัง?”

            ขันทีข้างกายรีบตอบ “กระหม่อมได้รับรายงานว่าพระนางหยุดพักที่ลั่วหยางตั้งแต่วานนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าคงเสด็จมาถึงในวันพรุ่ง”

            ดวงเนตรพญามังกรเป็นประกายวาววามขึ้นมาทันที จากนั้นก็จับพนักแขนพลางหยัดกายลุกขึ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกประหม่า อาการร้อนรนซ่อนเร้นไว้ไม่มิด “ข้าจะอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ถ่ายทอดคำสั่ง... ให้เปิดประตูหน้าต่างในพระตำหนักทิ้งไว้ทุกบาน ทำความสะอาดให้ดี อย่าให้มีกลิ่นยาหลงเหลือ”

            ได้ฟังคำสั่งเช่นนี้ เฉียวหลียากจะระงับคำทัดทานไว้ได้ “ฝ่าบาท เมื่อวานฮองเฮาเพิ่งจะเสด็จเข้าสู่เขตลั่วหยาง อย่างเร็วที่สุดก็คงมาถึงวังในวันพรุ่ง เพลานี้ขอพระองค์อย่าทรงรีบร้อนเตรียมการไปเลยพ่ะย่ะค่ะ”

            ผู้เป็นนายส่ายหน้าให้กับคำพูดนั้น นางเป็นคนเช่นไร เขาย่อมรู้ดีกว่าใครในใต้หล้า การเดินทางจากลั่วหยางมาฉางอัน ปกติต้องใช้เวลาถึงสามวัน แต่สำหรับสตรีผู้นั้น แค่สองวันก็เกินพอ

            เฉียวหลียังคงไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว เพียงยืนกรานด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา “ถึงแม้ฮองเฮาจะเสด็จกลับเพลานี้ แต่ฝ่าบาทก็ไม่จำเป็นต้องสรงน้ำ เปลี่ยนฉลองพระองค์นะพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงเคยกำชับว่าฝ่าบาทไม่ควรสัมผัสความเย็น ควรถนอมร่างกาย ลดจำนวนครั้งการอาบน้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเปิดหน้าต่างให้ลมโกรกเข้ามาเช่นนี้

            มือของโอรสสวรรค์สะบัดบอกปัดความปรารถนาดี น้ำเสียงที่เอ่ยในยามนี้ มิได้แฝงความใส่ใจในคำเตือนแม้แต่น้อย “เฉียวหลี ข้าคงอยู่ได้อีกไม่นาน... สำหรับข้าในเวลานี้ศักดิ์ศรีสุดท้ายสำคัญที่สุด ข้าตายได้ แต่จะไม่มีวันยอมให้นางเห็นสารรูปอ่อนแอน่าสมเพชแบบคนป่วยที่นอนอยู่บนเตียงเช่นนี้เป็นอันขาด”

            เฉียวหลีนิ่งงัน มิกล้าเอ่ยคำใดต่อ ได้แต่อาศัยจังหวะที่หมุนกายเก็บถ้วยยา ก้มหน้าซับปลายหางตาที่มีน้ำหยาดริน แล้วสั่งการให้นางข้าหลวงไปตระเตรียมน้ำ จากนั้นจึงเชิญฮ่องเต้อาบน้ำเปลี่ยนฉลองพระองค์ สวมศิราภรณ์และเครื่องประดับหยก เมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์จึงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ฝ่าบาท เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

            องค์เหนือหัวเพียงพยักหน้าน้อยๆ ก่อนเดินออกจากพระตำหนักหานหยวนโดยไร้ซึ่งผู้ช่วยประคอง

            เจ้าชีวิตของทุกผู้ยืนอยู่บนป้อมปราการอันโอ่โถงและเป็นระเบียบหน้าระเบียงพระตำหนักหานหยวน เหม่อมองออกไปไกลสุดสายตา สิ่งที่เห็นมีเพียงรูปปั้นชื่อเหวิ่น ที่ตั้งสูงตระหง่านอยู่บนชายคายอดตำหนัก วังแห่งนี้เต็มไปด้วยตำหนักมากมาย มีชายคาโค้งตัวแผ่ขยายออกไปชั้นแล้วชั้นเล่า มองโดยรวมคล้ายหางมังกรที่สะบัดขึ้นลงเป็นริ้วคลื่น ทอดยาวออกไปเบื้องหน้ากระทั่งบรรจบลงตรงประตูวังอันแน่นหนา ปิดบังสายตาทำให้มิอาจทอดมองต่อไปได้อีก

            ทันใดนั้น ประตูวังก็ค่อยๆ เปิดออกทีละชั้น อาชาศึกสีดำพ่วงพีตัวหนึ่งวิ่งตะบึงผ่านเข้ามาด้านใน

            ท่ามกลางท้องฟ้าสดใส เมฆาเคลื่อนคล้อยอ่อนจาง 

            หนึ่งเงาร่างบอบบางเร่งควบม้าตรงเข้ามาจนฝุ่นฟุ้งตลบ รวดเร็วราวกับไฟโหม นำพาแสงสว่างเรืองรองดุจอาทิตย์ดวงที่สองเคลื่อนตรงเข้ามาพร้อมกับนางด้วย

            ใบหน้าเจ้าของร่างบางค่อยๆ ปรากฏสู่ครรลองสายตา

            แววตาของผู้เฝ้ารอทอประกายวาววาม สีหน้าไม่เหมือนคนป่วยไข้อย่างสิ้นเชิง ดวงเนตรพญามังกรทอดมองยอดพธูผู้นั้นทุกท่วงท่า กระทั่งนางกระโดดลงจากหลังม้า ก้าวขึ้นบันไดตรงเข้ามา

            รอยแย้มยิ้มของโอรสสวรรค์ค่อยๆ เผยออกมาอย่างน่าหลงใหล ดูเจิดจรัสยิ่งกว่าบุปผชาติทั้งมวล... ในที่สุดท่านก็ยอมมา

            หนึ่งอนงค์เยื้องกรายขึ้นมาที่ป้อมปราการทีละก้าว...ทีละก้าว... ละสายตาจากพัสตราภรณ์อันบ่งบอกถึงความสูงสง่าเปี่ยมล้นด้วยบุญญาบารมี กระทั่งหยุดที่ดวงหน้าคมเข้ม ทระนงองอาจ แล้วจึงเอ่ยอย่างไม่ยินดียินร้าย “มีรับสั่งหาหม่อมฉัน ด้วยกิจธุระอันใด?”

            อีกฝ่ายไม่ตอบถ้อยวาจา กลับยื่นมือออกมาหา

            นางหรี่ตาลงเล็กน้อย ถอยหลังไปหลายก้าว เพิกเฉยต่อสีหน้าจริงจังนั้น

            ผู้ถูกปฏิเสธไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะยื้อยุดเอาไว้ ได้แต่ลดมือลงพลางถอนหายใจเย้ยหยันตนเอง ท่าทียอมจำนนเช่นนี้ทำให้หญิงสาวประหลาดใจอยู่ลึกๆ การยอมแพ้อย่างไม่ดึงดัน ดูอย่างไรก็มิใช่นิสัยของคนอย่างเขาเลยสักนิด นางฟังน้ำเสียงอ่อนโยนที่กำลังเรียงร้อยเป็นถ้อยคำอันแผ่วเบา

            “ท่านอา...หลายปีมานี้ ข้าขอโทษด้วย”

            หลายปีมานี้...หึ...หลายปีมานี้

            แค่นี้เองหรอกรึ?

            ชายตรงหน้าทั้งเห็นแก่ตัว ทั้งเผด็จการ เขาละโมบ โลภโมโทสัน ซ้ำยังเจ้าเล่ห์วายร้าย ทำให้นางถูกตราหน้าหยามหยันโดยไม่อาจอธิบายแก้ต่างให้ตัวเองได้ ต้องตกอยู่ในสภาพที่มิอาจกอบกู้เกียรติยศศักดิ์ศรี มีชีวิตเสมือนประหนึ่งว่าตายทั้งเป็น ทุกการกระทำ คำขอโทษแม้เพียงน้อยกลับไม่เคยหลุดออกจากปากเลยสักครา... เหตุใดวันนี้จึงยอมเอ่ยออกมาได้?

            นางยังคงคลางแคลงใจ จึงเพียงแค่นหัวเราะพลางกล่าวว่า “เหตุใดฝ่าบาทต้องทรงแสร้งทำเช่นนี้ด้วย มีธุระประการใดก็รับสั่งมาตามตรงเถิด”

            เมื่อได้ฟังก็รับรู้ถึงรสขมฝาดที่แผ่ซ่านออกมาจากใต้ลิ้น ไหลวนอยู่ทั่วปากก่อนจะแทรกซึมเข้าสู่จิตใจ ความขมขื่นบีบคั้นให้ลืมถ้อยคำที่ต้องการพูดไปเสียสิ้น ท่าทางเย็นชาของนางบั่นทอนลมหายใจให้สั้นลงทีละน้อย...ทีละน้อย

            ทั้งที่รู้ดีว่านางไม่มีทางเห็นใจ ทั้งที่รู้ดีว่านางไม่มีวันหวั่นไหว ทั้งที่รู้ดีว่านางโกรธแค้นมากเพียงใด

            แต่ก็อดมีความหวังขึ้นมามิได้

            เป็นตัวเขาเองที่ไม่ยอมรามือ รู้แก่ใจว่าผิดทำนองคลองธรรม แต่ก็ยังมุ่งมั่นดันทุรังต่อไป

            ชั่วพริบตานั้น ร่างกายพลันซวนเซ แม้จะตกใจเป็นนักหนาแต่กลับฝืนยืนตรง พยายามรวบรวมสติสุดท้ายเอ่ยออกไปว่า “ท่านอา... ท่านเคียดแค้นข้าถึงเพียงนี้ ถ้าข้าล้มลงสิ้นใจท่านก็ไม่อาจให้อภัยกระนั้นหรือ?”

            บุรุษผู้สวมใส่อาภรณ์เลิศลักษณ์ดูสูงสง่า หยัดกายยืนตรง อกผายไหล่ผึ่ง แข็งแกร่งดั่งภูผา กลับพูดจาว่าตนจะล้มลงสิ้นใจ ช่างน่าขันยิ่งนัก หญิงสาวยกมุมปากคลี่ยิ้มไม่แยแส ตอบกลับไปอย่างเย็นชา “เจ้าเล่ห์เช่นฝ่าบาท รอให้สิ้นลมลงเสียก่อน หม่อมฉันอาจจะตริตรองลองใคร่ครวญดู”

            หัวใจของเขาเจ็บแปลบ มิรู้ว่าโลหิตหรือหยาดเหงื่อกันแน่ที่ผุดซึมไปทั่วกาย ปวดร้าวราวกับโดนคมหอกนับแสนทิ่มแทงกระนั้น... ชายหนุ่มหลับตาลง... เมื่อตรึกตรองแล้วก็ให้รู้สึกโล่งใจ ในเมื่ออีกฝ่ายเกลียดชังกันมากถึงเพียงนี้ อย่างน้อยหากเขาสิ้นใจไป นางก็คงไม่โศกเศร้าเท่าใดนัก

            นางยังคงซักไซ้ไม่หยุด ว่าเขาเรียกมาด้วยเหตุใด ชายหนุ่มทำเพียงคลี่ยิ้มงดงาม ตอบกลับอย่างอ่อนโยนว่า “เมื่อวาน ข้าออกว่าราชการยามเช้า ได้ตัดสินใจส่งมอบอำนาจทางทหารทั้งหมดให้แก่ตำหนักไท่จี๋

โดยแต่งตั้งท่านเป็นผู้สำเร็จราชการ และสืบราชบัลลังก์แทน... ท่านอา ภารกิจหนักหนาบนผืนแผ่นดินของเรานี้  ภายหน้าคงต้องฝากไว้ในมือท่านแล้ว”

            หญิงสาวเงยหน้าขึ้นทันใดด้วยความตระหนก ริมฝีปากบางราวกับจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำบางประการ

            เป็นครั้งแรกที่นางยอมมองคนตรงหน้าให้กระจ่างแก่สายตา... แม้จะยืนนิ่งอย่างแน่วแน่ แต่ท่าทีเช่นนี้ก็คงจะหยัดกายได้อีกไม่นาน เหงื่อผุดพรายทั่วกรอบหน้า สองมือกำแน่น ดวงตาอ่อนแสงล่องลอย พลันร่างสูงก็ซวนเซทำท่าจะล้มลง

            นางยื่นมือออกไปทันใดหมายจะประคองอีกฝ่ายไว้ ทว่าเมื่อรู้สึกตัว ก็พลันชักมือกลับ “ฝ่าบาททรงประสงค์จะใช้เล่ห์กลอันใดกับหม่อมฉันกันแน่”

            เดิมทีเฉียวหลีที่ยืนห่างออกไป หมายจะปราดเข้ามาประคององค์ฮ่องเต้ ครั้นนึกถึงรับสั่งจึงได้แต่อดกลั้น หันมาคุกเข่าลงตรงหน้าฮองเฮาแทน แล้วโขกศีรษะลงกับพื้นไม่หยุด

            “ทูลฮองเฮา ฝ่าบาทไม่ได้ทรงหลอกลวง หลายปีมานี้ พระองค์ทรงตรอมตรมรุนแรงนัก ความเสียพระทัยรุมเร้า พระวรกายอ่อนล้าหมดแรงกำลัง แม้แต่บรรดาหมอหลวงก็ยังอับจนปัญญา ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า...ว่า...ทรงอยู่ในขีดอันตราย ที่ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ฮองเฮาเสด็จกลับ ความจริงเป็นเพราะ...เพราะว่า...อยากจะทรงสั่งเสีย...ฝ่าบาทไม่ยอมให้พระนางเห็นสภาพตอนประชวรหนัก จึงได้ทรงฝืนลุกออกมารับเสด็จด้วยองค์เอง... ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ ได้โปรด...”

            โอรสสวรรค์อยากจะห้ามเฉียวหลีไม่ให้พูดจาเลื่อนเปื้อน แต่ก็ไร้เรี่ยวแรงจะขยับกาย

            บัดนี้เบื้องหน้าเต็มไปด้วยความพร่ามัว เห็นเพียงเลือนรางว่าพื้นหินบนป้อมปราการเขยิบใกล้เข้ามา

            หญิงสาวเห็นอีกฝ่ายโงนเงนใกล้จะล้ม เห็นเขาพยายามยืนให้มั่นแต่ไม่สามารถทำได้ดั่งใจหวัง ในที่สุดก็เชื่อว่าชายผู้นี้ป่วยหนักจริงๆ 

            มือขวาของเขายื่นออกมาข้างหน้า ราวกับต้องการจะเกาะกุมนางไว้  ทว่าดูไร้เรี่ยวแรงจนไม่อาจก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างกัน ได้เพียงแต่จ้องมองมาอย่างเงียบงัน พร้อมกับรอยยิ้มหม่นเศร้า

            อีกฝ่ายประสานสายตากับนาง แววตาคู่นั้นฉาบไว้ด้วยเงามืด บรรจุความในใจไว้เต็มเปี่ยม ฉายชัดถึงความอ่อนโยนระคนโหยหาอาลัย

            เขากำลังจะสิ้นใจ...ตงอิงของข้ากำลังจะสิ้นใจ!!!

            ในที่สุดเขาก็ค่อยๆ ทรุดกายลงเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน นี่เป็นภาพที่นางเคยอยากเห็นเหนือสิ่งใด

            ชายผู้ทระนง รู้จักคุกเข่าลงดังเช่นคนอื่นๆ

            แต่ว่าทำไม...เหตุใดนางถึงได้กรีดร้องร่ำไห้อย่างไร้ความหมายอยู่ภายในใจ

            ตงอิง...

            เขาและนางผูกพันพึ่งพากันมากว่าครึ่งชีวิต... หากคนหนึ่งเป็นปักษา อีกคนคงเป็นท้องนภา หากคนหนึ่งเป็นผืนพนา อีกคนคงเป็นดั่งภูผาสูงตระหง่าน

            เขาฝึกวรยุทธกับนาง เล่าเรียนเขียนอ่านมาด้วยกัน ยาตราเข้าออกทุกสมรภูมิรบอันเหี้ยมโหดเคียงคู่ รอนแรมระเหเร่ร่อนเคียงข้าง กระทั่งช่วยกันกอบกู้ผืนแผ่นดินที่พ่ายยับให้กลับฟื้นคืนมา

            เขาเรียกขานนางว่าท่านอา เป็นโอรสสวรรค์ที่นางประคับประคองมาด้วยสองมือ

            เราสองเคยสัญญากันไว้ว่า จะใช้เวลาสิบปีรวบรวมสรรพอำนาจในใต้หล้า สิบปีต่อมาปกครองแว่นแคว้น สิบปีสุดท้ายโอบอุ้มปวงประชา จากนั้นก็จะไม่สนใจสิ่งใด ละทิ้งข้อพิพาท วางมือจากกิจการงานแผ่นดินใช้ชีวิตที่เหลือท่องเที่ยวไปในยุทธภพด้วยกัน

            ณ ตอนนี้ ยังห่างจากเวลาที่สัญญากันไว้ถึงสิบห้าปีเต็ม

            แต่เขากลับจะจากข้าไปเสียแล้ว

            ตงอิงผู้หลอกลวง...

            ไม่ว่าอีกฝ่ายจะปฏิบัติต่อนางอย่างเห็นแก่ตัว ทำร้ายนางอย่างเจ็บแสบ หรือจะเป็นเพราะการกระทำอันฝืนจารีต ผิดต่อฟ้าดินที่เขามีต่อนาง ทุกสิ่งล้วนไม่สลักสำคัญอีกต่อไป ทุกอย่างพลันเลือนรางจางหายพร้อมกับการจากไปของเขา

            ถึงแม้ตนจะเคยใช้ถ้อยคำรุนแรงสาปแช่งให้ชายผู้นี้ตายตกไปเสีย แต่เขากลับยืนหยัดอย่างแกร่งกล้า ทำให้หลงเชื่อมาตลอดว่า ก่อนนางจะสิ้นใจ เขาคงไม่มีวันจากไปไหนเป็นแน่

            หากว่าเขาจากไปจริงๆ นางอาจจะดีใจก็ได้... ทว่าเหตุใดหนอพอคิดว่าอีกฝ่ายเข้าใกล้ประตูปรโลก นางพลันรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

            ความรู้สึกราวกับว่า หัวใจทั้งดวงถูกควักล้วงจนทรวงอกกลวงโบ๋ก็ไม่ปาน ไม่มีความปีติ ไม่มีความยินดี ยิ่งไม่มีความสบายใจใดๆ มีเพียงแต่ความว่างเปล่าปวดร้าวอย่างคาดไม่ถึง

            ร่างสูงตระหง่านทรุดลงแทบพื้นไปต่อหน้าต่อตา นางควรจะมองอย่างเงียบเชียบ แต่ก็ทำไม่ได้... ในชั่วพริบตาที่อีกฝ่ายเหมือนดั่งใบไม้ปลิดปลิว นางกลับยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว รวบรวมกำลังทั้งหมดตระกองกอดเขาไว้ ลำคอเปล่งเสียงร้องเรียกอันแหลมเศร้าโหยไห้อย่างไม่อาจควบคุม “เสี่ยวอู่!!!”

            เมื่อชายหนุ่มได้ยินคำว่า เสี่ยวอู่1ที่หญิงสาวเปล่งออกมาจากหัวใจ ไม่รู้ว่ากำลังวังชาบังเกิดมาจากแห่งไหน พยายามต่อสู้กับเปลือกตาอันหนักอึ้งที่ปิดสนิทอยู่... ลืมตาขึ้น... มองเห็นความหวาดกลัว ตื่นตระหนก เป็นกังวลและปวดร้าว...ของหญิงสาวเต็มสองตา

            ณ เวลานั้น ก็พลันล่วงรู้ความลับที่นางเก็บซ่อนไว้ภายในส่วนลึกของจิตใจ เมื่อได้ทราบแล้วก็เหมือนสายฝนฉ่ำเย็นพร่างพรมลงกลางอก... ท่านอาหนอ ท่านอา ท่านหาได้ไร้ความรู้สึกต่อข้าไม่

            ดวงหน้าสง่างามซีดเซียว บังเกิดรอยยิ้มสดชื่นอันเกิดจากความปีติ ชายหนุ่มใช้แรงกายทั้งหมดที่มี ยกมือขึ้นแตะปอยผมดำขลับที่ร่วงลงมาเคลียแก้มบางใส แล้วอมยิ้มพร้อมกับกล่าวปลอบเสียงอ่อนเบา “ท่านอา ข้าไม่อยากให้ท่านเสียใจกับการจากไปของข้า ข้าเพียงปรารถนาให้ท่านจดจำทุกช่วงเวลาในชีวิตเราทั้งสองไว้ ให้ท่านได้รับรู้ว่า ท่านสำคัญที่สุดสำหรับข้าเสมอมา และไม่เคยมีใครเสมอเหมือน... ข้าจะไปในที่--ที่—ไม่มีผู้ใด ติฉินความรักของพวกเราได้...ไม่มี”

            หญิงสาวกัดฟันตอบทั้งน้ำตา “ตงอิง...เจ้าเด็กไร้ความคิด เจ้าลากข้าเข้าไปในความรักอันผิดบาปของเจ้า แต่ตัวเองกลับคิดจะผละจาก ก็เอาสิ...หากเจ้ากล้าตาย ข้าก็กล้าทำลายสิ้นทุกสิ่งอย่าง ข้าจะโปรยเถ้ากระดูกของเจ้าทิ้งเสีย... ทำให้เจ้าสูญสลาย ไร้ผู้ใดจดจำได้ไปตลอดกาล”

บทที่ 1 บูรพาหฤโหด

ศรไม้สีแดง ขับเคลื่อนตนแข่งกับกาลเวลา

            เพลานี้... ปลายศรบนหน้าปัดนาฬิกาน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ในมุมรับแสง

มุมหนึ่งทางด้านซ้ายของหอชิงเหลียง กำลังชี้ไปยังยามอู่ ชี้อยู่ได้ไม่นานกรวยก็พลิกคว่ำ ทำให้ทองแดงลูกหนึ่งเคลื่อนตกลงไปในปากคางคกที่อ้ารอรับอยู่ในส่วนล่างของนาฬิกา เกิดเป็นเสียงดังกังวาน

            อาจารย์ผู้สอนนามว่าเจิ้งหวายหยุดอธิบาย พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบอึกหนึ่ง แล้วจึงกล่าวกับลูกศิษย์ผู้สูงศักดิ์ “วันนี้หมดเวลาเรียนแล้ว วันหยุดหลังจากนี้ อาจารย์ขอให้องค์หญิงทรงขยันหมั่นเพียรร่ำเรียนศึกษา ทรงหมั่นทบทวนหาความรู้เพิ่มเติมด้วยองค์เอง อาจารย์จะทดสอบความก้าวหน้าด้วยการถามตอบวัดความเข้าใจ เกี่ยวกับเนื้อหาภายในตำรา ขอองค์หญิงทรงอย่าได้ประมาท”

            รุ่ยหยู่น้อมรับคำสั่งสอนด้วยการก้มศีรษะ “ขอบคุณท่านอาจารย์ ศิษย์น้อมรับคำสอน”

            แม้ว่านางจะเป็นผู้เดียว ที่สืบสายโลหิตโดยตรงจากปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์หวา ซึ่งนับว่ามีฐานันดรสูงศักดิ์ยิ่งกว่าเชื้อพระวงศ์พระองค์ใด แม้แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็ยังต้องให้เกียรติ ทว่าองค์หญิงใหญ่รุ่ยหยู่กลับไม่เคยถือตัว นางเป็นที่เอ็นดูของอาจารย์เจิ้งผู้รักสันโดษยิ่งนัก ครั้งแรกที่หลี่ไทเฮา ดั้นด้นเดินทางไปเชิญอาจารย์ลงจากเขาเพื่อมาถ่ายทอดความรู้ให้ด้วยตนเอง ตั้งแต่นั้นรุ่ยหยู่ก็พากเพียรศึกษาเล่าเรียนศาสตร์ทุกแขนง เพื่อไม่ให้ท่านย่าต้องเสียเวลาเปล่า ตำราเศรษฐศาสตร์และตำราพิชัยสงครามอันแยบยล รุ่ยหยู่ล้วนแตกฉานจากการเคี่ยวกรำของอาจารย์ผู้นี้ ในใจนางรู้สึกเลื่อมใสในความสามารถของอาจารย์ ทั้งยังแอบหวั่นเกรงท่านในเรื่องความเข้มงวด ดังนั้นองค์หญิงใหญ่ที่ยังเป็นเพียงดรุณีน้อยเยาว์วัย จึงต้องพิถีพิถันเรื่องมารยาท เมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์ นางไม่เคยคำนึงถึงฐานันดรศักดิ์ของตนเลยแม้แต่น้อย

            เจิ้งหวายพยักหน้าเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็ปรายตาไปทางที่นั่งว่างเปล่าข้างกายนางวูบหนึ่ง คิ้วสีเงินขมวดมุ่น แต่มิได้ว่ากล่าวอันใด ทำเพียงถอนหายใจก่อนสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป

            รุ่ยหยู่เองก็เหลือบมองไปยังที่นั่งนั้นครู่หนึ่งเช่นกัน

            นางยืนตรง สองมือแนบลำตัว... รอจนกระทั่งอาจารย์เดินลับสายตาไปจากประตูตำหนักเรียบร้อย จึงกวักมือเรียกชิงหงที่ยืนอยู่นอกห้องเข้ามาไต่ถาม “ตงอิงเล่า?”

            ชิงหงมีสีหน้างงงวยเช่นกัน “กระหม่อมส่งคนไปตามแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากยังไม่ได้ข่าวแต่อย่างใด”

            คิ้ววงพระจันทร์ของรุ่ยหยู่ขมวดมุ่น หรือว่าเขาไม่ชอบอากาศร้อน? ด้วยเหตุนี้ก็เลยหนีเรียน?

            นางข้าหลวงสองคนที่ถือพัดอยู่ไม่ไกล เมื่อเห็นว่าองค์หญิงใหญ่ร้อนจนเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า ลักยิ้มทั้งสองข้างปรากฏขึ้นเด่นชัด ก็รีบออกแรงโบกพัดไปมา

            ชิงหง--ขันทีคนสนิทของรุ่ยหยู่รีบกางร่มไม้ไผ่บุผ้าขาวให้ เมื่อเจ้านายเยื้องย่างออกมาด้านนอก เพื่อบดบังแสงสุริยันอันเจิดจ้ามิให้ส่องกระทบผิวผ่อง พร้อมทั้งแก้ต่างแทนท่านอ๋องว่า “แต่ไหนแต่ไรมา ท่านอ๋องจ้าวทรงมีพระทัยใฝ่ศึกษา ไม่ว่าจะร้อนหรือหนาวก็ไม่คณามือ จะทรงหนีเรียนได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าตอนที่ออกจากตำหนักคงจะประสบเหตุที่ทำให้เสียเวลาเข้ากระมัง”

            เมื่อใคร่ครวญก็ให้เห็นจริงตามนั้น

            เป็นเพราะตงอิงไม่เคยขาดเรียนมาก่อน นางจึงได้แปลกใจ ขณะที่กำลังคาดเดาว่าอีกฝ่ายไปอยู่ที่ไหน  ก็พลันเห็นแนวต้นหลิวริมทะเลสาบซีไห่ มีใครคนหนึ่งกำลังวิ่งรี่ตรงเข้ามา คนผู้นั้นคือขันทีเฉียวหลีที่คอยรับใช้อยู่ข้างกายตงอิงนั่นเอง

            เฉียวหลีมีสีหน้าร้อนรน มองเห็นรุ่ยหยู่มาแต่ไกล ก็รีบร้องตะโกนเอะอะเสียงดัง “องค์หญิงใหญ่ องค์หญิงใหญ่พ่ะย่ะค่ะ” ครั้นพอใกล้เข้ามา จึงพบว่า ใบหน้าของเฉียวหลีเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและฝุ่นผง ดูมอมแมมราวกับแมวลายเสือ คนสนิทตงอิงเช็ดใบหน้าอย่างลวกๆ น้ำเสียงที่กล่าวออกมา ฟังแล้วร้อนกว่าน้ำชาในกาต้มเดือด “ย...แย่แล้วองค์หญิงใหญ่ องค์หญิงใหญ่”

            ด้วยเฉียวหลีวิ่งอย่างรีบเร่งจนเกินไป ซ้ำร้ายยังเงยหน้าร้องตะโกน ทำให้ไม่ทันระวังกิ่งหลิวที่หล่นอยู่บนพื้น จึงสะดุดหน้าคะมำล้มลง ราวกับหนีสุนัขที่ไล่ขย้ำตามหลัง ยังไม่ทันลุกขึ้นทรงตัวได้ ก็กลิ้งลงจากเนินม้วนร่างลงมากองอยู่ตรงหน้าองค์หญิงใหญ่

            รุ่ยหยู่เห็นสารรูปอันน่าสมเพชของผู้มาใหม่ พลันร้อนใจขึ้นมา เฉียวหลีมีนิสัยอ่อนโยนสงบเสงี่ยม หากไม่มีเรื่องร้ายถึงขั้นคอขาดบาดตาย ยากนักจะเห็นเขาในสภาพนี้ “เกิดอันใดขึ้น... เฉียวหลี เจ้านี่อย่างไรกัน รีบร้อนตื่นตระหนกเสียจนข้าตกใจตามไปด้วย มีเหตุอันใดก็ว่ามา”

            “ท่านอ๋องจ้าวถูกคนของวังตงเน่ยพาตัวไปพ่ะย่ะค่ะ”

            เมื่อครั้งเริ่มต้นสถาปนาแผ่นดินในสมัยราชวงศ์หวานั้น พระตำหนักและหอว่าราชการในพระราชวังหลวงฉางอัน ล้วนตั้งอยู่ทิศประจิมของเมืองหลวง ผู้คนต่างเรียกขานฝั่งนี้ว่า ‘ชีเน่ย’ ต่อมาเนื่องจากห้องหับเริ่มคับแคบ ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน อดีตฮ่องเต้จึงสร้างวังแห่งใหม่ ขึ้นทางด้านทิศบูรพาของพระราชวังหลวงฉางอัน ผู้คนต่างเรียกฝั่งใหม่ว่า ‘ตงเน่ย’ หลังจากนั้นอำนาจจึงค่อยๆ ถ่ายเทไปทางบูรพา ต่อมาฮ่องเต้ก็ค่อยๆ ขยับขยายย้ายไปพำนักอยู่ทางฝั่งบูรพา ส่วนไทเฮา เหล่าพระสนม องค์ชายและบุตรหลานเชื้อพระวงศ์ที่ถูกทอดทิ้งก็พำนักอยู่ทางฝั่งประจิมแทน

            เนื่องจากราชวงศ์หวา ไม่อนุญาตให้พระสนมและองค์หญิง เข้ามาแทรกแซงกิจการงานแผ่นดิน เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยที่ฮ่องเต้ด้อยความสำคัญลงแต่ไทเฮากลับมีอำนาจแข็งแกร่งขึ้นนั้น วังทั้งสองมักจะแย่งชิงความเป็นใหญ่  จนเป็นเหตุให้ฝั่งบูรพาและประจิมนอกจากจะเป็นมารดาและบุตรในชีวิตจริงแล้ว ก็ยังเป็นศัตรูคู่แค้นกันอีกด้วย ต่างฝ่ายต่างไม่ใคร่ไปมาหาสู่กันเท่าใดนัก

            หลายปีมานี้ ฝ่ายหน้าของฝั่งบูรพา มีการเปลี่ยนแปลงราชบัลลังก์อย่างต่อเนื่อง ภายในสิบปี มีการผันเปลี่ยนฮ่องเต้ถึงสามองค์เข้าไปแล้ว

            ถังหยางจิ่ง--ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เป็นเชื้อพระวงศ์ตกยากที่พวกหัวหน้าขันทีเสาะหามาจากในตลาด แล้วผลักดันจนเถลิงราชสมบัติขึ้นนั่งบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ผู้นี้ไร้ซึ่งความเกี่ยวพันกับหลี่ไทเฮา องค์หญิงใหญ่ และท่านอ๋องจ้าวแห่งฝั่งประจิมโดยสิ้นเชิง ความสัมพันธ์สืบสายโลหิตก็แสนจะเจือจางบางเบา

            แต่เดิมนั้น หลี่ไทเฮา--เฟิ่งไท่เหนียงเหนียงไม่นึกอยากข้องเกี่ยวกับงานราชการ ชีวิตของนางทุ่มเทให้กับการอบรมเลี้ยงดูสายเลือดขัตติยาทั้งสอง นั่นก็คือองค์หญิงใหญ่รุ่ยหยู่และท่านอ๋องน้อยจ้าวตงอิง ประตูใหญ่แห่งพระราชวังฉางอันที่กั้นกลางระหว่างสองฝั่งจึงถูกปิดตายมาสิบกว่าปีแล้ว นอกจากพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งนานๆ ทีถึงจะมีสักครั้ง ประตูนี้ก็ไม่เคยเปิดต้อนรับผู้ใดอีก

            ไทเฮาผู้สูงศักดิ์ไม่มีท่าทีฝักใฝ่ในอำนาจ ซ้ำสองขัตติยะภายใต้การปกป้องของนางก็ดำรงตนอย่างสันโดษ ไม่ก้าวก่ายราชกิจ สิ่งเหล่านี้...ถังหยางจิ่งแห่งฝั่งบูรพารับรู้มาโดยตลอด

            ดังนั้น ฮ่องเต้องค์นี้ที่ครองราชย์มาได้หกปี จึงยังรักษาระยะห่างระหว่างทั้งสองฟากฝั่งดุจเดิม ไม่เคยก้าวก่ายโต้แย้งแข่งขัน ซ้ำยังเกรงอำนาจแห่งองค์ไทเฮาอยู่ไม่น้อย เหตุใดวันนี้จู่ๆ กลับสร้างข้อพิพาทให้เกิดเรื่อง... โดยการให้คนมานำตัวตงอิงไป

            ในใจรุ่ยหยู่ตื่นตระหนกระคนเคลือบแคลงสงสัย แต่พยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบไว้ไม่แสดงอาการ

            “เฉียวหลี เจ้าค่อยๆ หายใจ แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดมาให้ละเอียด”

            เฉียวหลีเห็นขัตติยนารีพระองค์น้อยยังคงท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็น ก็พลันรู้สึกใจชื้น จึงสูดหายใจลึกๆ กลืนน้ำลายแล้วกล่าวรายงาน “สืบเนื่องจากไทเฮาประชวร วันนี้ยามโฉว่ ท่านอ๋องจ้าวทรงดำเนินไปเก็บน้ำหวานในสวนของฝั่งประจิมมาใช้ปรุงโอสถ คิดไม่ถึงว่าจะพบกับองค์ชายหมิงจาวที่มาทอดพระเนตรดอกไม้แต่เช้าตรู่ ระหว่างที่ทั้งสองกำลังทรงโอภาปราศรัยกันอยู่นั้นฝ่าบาทก็เสด็จมา ตรัสว่าวันนี้ทางฝั่งบูรพาจะมีงานเลี้ยงของเหล่าเชื้อพระวงศ์ จึงมีรับสั่งให้ท่านอ๋องจ้าวเสด็จไปร่วมงานเลี้ยงด้วย ท่านอ๋องจ้าวทรงปฏิเสธ แต่ถูกองค์ชายหมิงจาวทรงลากตัวไปจนได้ จากนั้นฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้พาตัวนางข้าหลวงและขันทีที่ติดตามท่านอ๋องไปด้วยกันทั้งหมด ตอนนั้นกระหม่อมหลบอยู่ในพุ่มไม้ จึงไม่ได้ถูกพาตัวไป... องค์หญิงใหญ่พ่ะย่ะค่ะ... สวนประจิมที่เชื่อมกับประตูทั้งสี่บานของฝั่งบูรพา ล้วนถูกทหารรักษาการณ์ปิดล้อมไว้หมดแล้ว  กระหม่อมแอบมุดรูสุนัขลอดจึงหนีกลับเข้ามาได้ สถานการณ์ดูไม่ชอบมาพากลเลยพ่ะย่ะค่ะ”

            จากคำบอกเล่าของเฉียวหลี การที่ถังหยางจิ่งพาตัวตงอิงไป เห็นได้ชัดว่ามีการวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว หากมีเจตนาดีต่อกัน ไยต้องกระทำการอุกอาจรัดกุมถึงเพียงนี้

            หรือว่าถังหยางจิ่งกินยาผิดขนาน ไม่คิดใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสันติ เกิดอยากจัดการริดเสี้ยนหนามในวังหลวงขึ้นมา

            หรือชายผู้นั้นคิดว่าฝั่งประจิมตลอดสิบกว่าปีมานี้มิได้มีพิษสงแต่อย่างใด ดูแล้วช่างน่าข่มเหงรังแกยิ่งนัก จึงต้องการลองกลั่นแกล้งผู้คนในชีเน่ย เพื่อแสดงให้เห็นแสนยานุภาพของการเป็นฮ่องเต้

            ไม่ว่าถังหยางจิ่งจะใช้อำนาจนำตัวตงอิงไปด้วยสาเหตุใด แต่บรรดาผู้ติดตามของตงอิงไยต้องพาไปด้วย อีกทั้งยังส่งทหารมาปิดล้อมสวนฝั่งประจิมและประตูทั้งสี่ทิศอีกต่างหาก เมื่อพิจารณาจากการกระทำเหล่านี้แล้ว ตงอิงกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมมาก

            ตั้งแต่ล่วงเข้าเหมันต์ของปีที่ผ่านมา ไทเฮาก็ได้แต่นอนป่วยเรื้อรังอยู่บนเตียง ลำพังแค่ดูแลงานประจำวันทางฝั่งประจิมก็ยังไม่อาจจัดการได้ แล้วเรื่องถังหยางจิ่งพาตัวตงอิงไป ควรจะบอกกล่าวให้ระคายเคืองใจหรือ? จะให้หญิงชราวัยห้าสิบกว่าปีที่ป่วยหนัก หอบสังขารไปเผชิญหน้ากับเหตุการณ์อันตรายที่ไม่อาจคาดเดาได้ลงคอเชียวหรือ? เชิญท่านย่าไป อีกฝ่ายจะยิ่งมองเราน่าข่มเหง หากยอมเอาหยกไปครูดกับหิน ภายภาคหน้าเจ้าฮ่องเต้ข้างถนนนั่นจะมิยิ่งกลั่นแกล้งพวกเราหรือไร?

            ทำอย่างไรดี จะทำอย่างไรดี?

            ยิ่งคิดรุ่ยหยู่ก็ยิ่งตื่นตระหนกมากขึ้น ริมฝีปากเม้มแน่น ลังเลอยู่ชั่วครู่จึงตัดสินใจออกคำสั่งต่อเหล่าขันที บัณฑิตหญิง2 และราชองครักษ์ “ถ่ายทอดคำสั่ง ให้หัวหน้าราชองครักษ์เสวียอันจือและหัวหน้าทหารเฮยฉื่อเจิน นำเหล่าราชองครักษ์ไปเฝ้าประตูวังทั้งเจ็ดให้แน่นหนา หากไม่ได้รับคำสั่งที่มีตราประทับของข้าและองค์ไทเฮา ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าออกวังฉางอันเป็นอันขาด... ให้ราชองครักษ์หลิ่วว่าง นำขบวนหงสาเดินตรวจตราพื้นที่ภายในหากพบเหตุการณ์ผิดปกติ ให้รีบจัดการทันที รบกวนท่านขันทีหลี่แห่งตำหนักเชียนชิว เป็นผู้ตัดสินกิจการภายในวังต่อจากนี้ให้ละเอียดถี่ถ้วนทุกสิ่งอย่าง หากพบผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม สามารถจัดการให้รับโทษตายโดยไม่ต้องสอบถามสาเหตุ และขอสั่งให้โจวชางจัดเตรียมขบวนเกี้ยวโดยเร็ว ข้าจะไปคารวะฮ่องเต้ที่พระตำหนักหานหยวนฝั่งบูรพาสักคราหนึ่ง”

            องค์หญิงรุ่ยหยู่เป็นผู้สืบสายโลหิตขัตติยาที่หลงเหลืออยู่เพียงองค์เดียวของอดีตฮ่องเต้อู่จง อีกทั้งยังเป็นพระธิดาผู้ถือกำเนิดจากองค์ฮองเฮา เมื่อเทียบชั้นกันแล้วจึงนับได้ว่ามีฐานันดรศักดิ์สูงส่งยิ่งกว่าฮ่องเต้ทุกพระองค์ที่เหล่าหัวหน้าขันทีและขุนนางในราชสำนักผลักดันให้ขึ้นครองราชย์ในรอบสิบกว่าปีมานี้

            ดังนั้น แม้ว่าองค์หญิงรุ่ยหยู่จะพยายามรักษาระยะห่างระหว่างสองฝั่งทั้งบูรพาและประจิมมาโดยตลอด เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในวังฉางอัน แต่ด้วยเป็นองค์หญิงใหญ่ที่ได้รับการยอมรับจากไพร่ฟ้าประชาชน จึงทำให้ฮ่องเต้ทุกพระองค์ ต้องให้ความเกรงใจตามไปด้วย

            ขบวนยาตราขององค์หญิงใหญ่ เป็นขบวนทัพพระราชทานจากอดีตฮ่องเต้อู่จง ด้วยทรงรักใคร่โปรดปรานพระราชธิดาน้อยเป็นอย่างมาก ซ้ำยังรู้ทันถึงเล่ห์กลและความขัดแย้งภายในวังหลวง ขบวนยาตราขององค์หญิงรุ่ยหยู่จึงได้รับพระราชทานวางกำลังและจัดแต่งให้มีความโดดเด่นเกรียงไกร เรืองนามเรื่องความดุดันแข็งแกร่ง จนไม่มีใครหาญกล้ามาท้าทายเดชานุภาพ

            ใต้ฟ้าแห่งนี้ ขบวนทัพขององค์หญิงใหญ่เป็นรองเพียงแค่องค์ไทเฮาเท่านั้น

            ทว่าการเดินทางจากฝั่งประจิมไปยังบูรพาเป็นระยะทางที่ไม่ไกลนัก กอปรกับการที่องค์หญิงใหญ่เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน แม้ว่าจะเตรียมการพร้อมสรรพเพียงใด ก็มิอาจหักหน้าเจ้าของสถานที่ด้วยการยกตนข่มท่าน

            รุ่ยหยู่จึงมิได้จัดตั้งขบวนยาตราอย่างเต็มรูปแบบ ทำเพียงเลือกทหารที่ร่างกายกำยำล่ำสันและเชี่ยวชาญการยุทธ์จำนวนหนึ่งร้อยยี่สิบนายเป็นผู้ติดตามเท่านั้น

            และก็เป็นจริงดังที่นางคาดไว้...

            ทางฝั่งบูรพาเตรียมการรับมือกับฝั่งประจิมไว้รัดกุมยิ่งนัก เพื่อป้องกันข่าวสารแพร่งพรายแล้ว ฮ่องเต้ถึงกับวางกำลังที่กำแพงวังส่วนในทั้งสามชั้น ซ้ำร้าย...ประตูชงหมิง ณ ตำหนักเซวียนเจิ้ง ยังมีแม่ทัพหยวนตู้ผู้เลื่องชื่อ นำกำลังพลมาเฝ้าประตูไว้อย่างแน่นหนา ไม่อนุญาตให้คนจากวังฝั่งประจิมผ่านไปได้แม้แต่ผู้เดียว

            เตรียมการกันมารัดกุมเช่นนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นห่วงตงอิงนัก

            ชิงหงเดินนำหน้าขันทีอีกสองคนเข้าไปป่าวร้องที่ประตู “เฟิ่งไท่เหนียงเหนียงมีรับสั่ง จะขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ฮองเฮาและองค์ชายหมิงจาว รบกวนท่านแม่ทัพเปิดประตูด้วย”

            ถึงแม้แม่ทัพหยวนจะได้รับคำสั่งให้เฝ้าประตูโดยเคร่งครัด แต่ขบวนยาตราขององค์หญิงใหญ่มิใช่สิ่งที่ใครจะเมินเฉยได้ แม้แต่ทหารขวัญกล้าที่สุดก็ยังรู้ดีว่าควรทรุดกายถวายความเคารพ แต่เดิมมา... ตัวเขาคิดเสมอว่าตนไม่เกรงกลัวอำนาจของอิสตรี ทำงานรับใช้เพียงฮ่องเต้เท่านั้น มาบัดนี้ไม่ครั่นคร้ามเห็นทีว่าจะมิได้แล้ว

            คิดได้ดังนั้นจึงบังเกิดความลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวตอบไปว่า “หงกงกง ข้า--หยวนตู้ได้รับมอบหมายให้เฝ้าประตูไว้ หากไม่มีราชโองการจากฮ่องเต้ก็มิอาจเปิดประตูได้ ขอหงกงกงได้โปรดเมตตา” 

            ชิงหงร้องตอบไปว่า “พระเสาวนีย์จากเฟิ่งไท่เหนียงเหนียงของพวกเราอยู่ในมือข้าแล้ว องค์หญิงใหญ่ก็เสด็จมาด้วยพระองค์เอง แต่เดิมมา...ประตูทั้งแปดสิบเอ็ดบานที่กั้นระหว่างสองฝั่ง องค์หญิงล้วนสามารถเสด็จผ่านไปได้โดยไม่ต้องขออนุญาตผู้ใด ไยเวลานี้จึงต้องกังวลถึงราชโองการของฝ่าบาท”

            แม่ทัพหยวนผู้ได้รับหน้าที่ดูแลประตูนี้ มิอาจล่าถอยเพราะคำพูดของผู้มาเยือนได้ “หงกงกง ข้าเป็นผู้เฝ้าประตูที่ฝ่าบาทพระราชทานแต่งตั้ง ขึ้นตรงต่อกองทัพ โดยหน้าที่แล้วรับฟังแต่ราชโองการของฝ่าบาทเท่านั้น ส่วนพระเสาวนีย์จากเฟิ่งไท่เหนียงเหนียง มีผลต่อกิจการฝ่ายในฝั่งประจิมเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสั่งกองทัพทหารฝั่งวังบูรพาได้ หากไม่มีกระแสรับสั่งจากพระโอษฐ์แห่งองค์ฮ่องเต้... ประตูนี้... ขออภัยด้วยที่หยวนตู้ไม่อาจเปิด”

            ชิงหงโกรธจัด “ราชวงศ์หวาตั้งแต่ฮ่องเต้เซวียนเถลิงราชย์เป็นต้นมา ทัพทหารถูกปกครองด้วยกองกำลังทั้งหก  รวมถึงหน่วยราชองครักษ์สองฝ่ายทั้งซ้ายแลขวาของขันที เหล่าขันทีหรือก็คือข้ารับใช้ของฮ่องเต้... หากไม่เพราะต้องการไว้พระพักตร์ฝ่าบาท มีหรือเฟิ่งไท่เหนียงเหนียงจะไม่ปกครองเหล่าขันทีไว้ใต้อาณัติเสียเอง หยวนตู้ เจ้ารีบเปิดประตูเถิด  มิเช่นนั้นจะทำให้พระราชกิจที่เฟิ่งไท่เหนียงเหนียงฝากฝังมาล่าช้า โทษ

ครั้งนี้... ศีรษะบนบ่าของเจ้าและครอบครัวก็คงไม่อาจรับผิดชอบไหว”

            หยวนตู้ได้ยินก็เกิดความสงสัย “หงกงกงกล่าวผิดไปแล้วกระมัง ขันทีรับผิดชอบดูแลกองทัพทหารจะเป็นไปได้อย่างไร มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ ตั้งแต่ข้ารับราชการมา รู้จักแต่ราชโองการจากองค์ฮ่องเต้ ไม่เคยทราบว่ามีเหล่าขันทีเป็นผู้บังคับบัญชาด้วย”

            รุ่ยหยู่ซึ่งนั่งอยู่บนเกี้ยวได้ยินบทสนทนาทั้งหมด ก็บังเกิดความกระจ่างแจ้งเข้าใจถ่องแท้ได้ทันที ว่าจู่ๆ เหตุใดฝั่งบูรพาถึงได้ชิงลงมือจัดการฝั่งประจิม นี่คงเป็นเพราะถังหยางจิ่ง ไม่ต้องการเป็นเพียงฮ่องเต้หุ่นเชิดของขันทีอีกต่อไปแล้ว ชายผู้นั้นคงประสงค์จะรวบรวมอำนาจไว้ในกำมือ เพื่อกลายเป็นโอรสสวรรค์ผู้ทรงแสนยานุภาพอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงเลือกฝั่งประจิมที่ดูอ่อนแอในการหยั่งเชิง

            ทั้งๆ ที่รู้ว่าหลี่ไทเฮาไม่ยุ่งเกี่ยวกับราชกิจบ้านเมือง แต่ด้วยเกียรติยศอันสูงส่งของพระมารดาแห่งอดีตฮ่องเต้อู่จง ไม่ว่ารัชทายาทองค์ใดได้เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ เหล่าเสนาบดีและขันทีจะต้องมาขอพระราชทานพระอนุญาตจากไทเฮาทั้งสิ้น จากนั้นจึงจะสามารถผลักดันเชื้อพระวงศ์ที่ตนเองสนับสนุนให้ขึ้นครองราชย์ได้ ดังนั้นหากหลี่ไทเฮายังคงอยู่ดีมีสุข กลุ่มข้าราชบริพารชั้นสูงก็จะไม่สามารถกำจัดรัชทายาท หรือแต่งตั้งกันเองได้ตามอำเภอใจ

            ถังหยางจิ่งผู้ซึ่งต้องการช่วงชิงอำนาจปกครองใต้หล้าไว้ทั้งหมด ย่อมเริ่มด้วยการกำจัดหลี่ไทเฮา ผู้มีอิทธิพลต่อชื่อเสียงของตนมากที่สุดก่อนเป็นธรรมดา เขาจึงพาตัวตงอิงซึ่งเยาว์วัยที่สุดของฝั่งประจิมไป เพื่อโจมตีหลี่ไทเฮาผู้เป็นใหญ่ ณ วังชีเน่ยให้รู้สึกร้อนรน หมากตานี้ช่างเดินได้ประจวบเหมาะนัก

            เพื่อหลีกเลี่ยงคำครหาในเรื่องการช่วงชิงอำนาจ หลี่ไทเฮาพารุ่ยหยู่และตงอิง สององค์ทายาทสายเลือดขัตติยะแห่งบูรพกษัตริย์ ไปเก็บตัวอยู่ในวังฝั่งประจิมนับสิบปี เดิมทีคิดว่า หลังจากถังหยางจิ่งขึ้นครองราชย์แล้ว ฮ่องเต้ ขันที และบรรดาขุนนางน้อยใหญ่จะปรองดองกัน... เช่นนั้นแล้วพวกนางจะได้อยู่กันอย่างสงบสุข แต่กลับคิดไม่ถึงว่าชีวิตที่สันโดษเรียบง่ายมาหลายปีจะวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง และต้นเหตุที่ทำให้วุ่นวายก็หาใช่ใครอื่น กลับเป็นตัวถังหยางจิ่งเสียเอง

            เจ้าฮ่องเต้นั่นเป็นฝ่ายบังคับเอาตัวตงอิงไปก่อน อีกทั้งยังสั่งให้คนมาปิดประตูล้อมวัง แม้แต่แม่ทัพผู้เฝ้าประตูยังอาจหาญฝ่าฝืนพระเสาวนีย์ขององค์ไทเฮา มีเจตนาน่ารังเกียจยิ่งนัก

            ภายในใจของรุ่ยหยู่โกรธเจียนคลั่งดั่งคลื่นกระหน่ำซัด แต่สีหน้ากลับเรียบเฉย ทำเพียงเอ่ยเสียงดังจากในเกี้ยว “ในเมื่อท่านแม่ทัพหยวนยืนกรานที่จะไม่ยอมเปิดประตูชงหมิงให้ พวกเราก็กลับกันเถิด”

            องค์หญิงใหญ่ผู้นี้เก็บเนื้อเก็บตัวยิ่งนัก นอกจากพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษประจำปีที่จำเป็นต้องเข้าร่วมแล้ว ในยามปกติก็จะไม่ออกมาพบปะผู้คน หยวนตู้เคยเห็นองค์หญิงใหญ่พร้อมกับหลี่ไทเฮาคราหนึ่ง คราวนั้นยังคงเป็นองค์หญิงตัวน้อย คอยเออออห่อหมกคล้อยตามฮ่องเต้ เห็นแล้วก็ให้นึกถึงเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่งพา เติบโตมาจากการเลี้ยงดูของหญิงหม้ายท้ายวังอย่างหลี่ไทเฮา ย่อมต้องมีนิสัยอ่อนแอเป็นแน่แท้

            ครั้นได้ฟังคำพูดเมื่อครู่นี้ของดรุณีน้อยสูงศักดิ์แล้ว หยวนตู้ก็รู้สึกว่าตนคิดไม่ผิด จึงกล่าวอย่างโล่งใจว่า “องค์หญิงใหญ่ใส่พระทัยต่อความลำบากใจของผู้ใต้บังคับบัญชา กระหม่อมรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก”

            ฝ่ามือขาวผ่องของรุ่ยหยู่ค่อยๆ แหวกเปิดม่าน น้ำเสียงเรียบใสกังวานก้องออกมาจากเกี้ยววิหคฟ้า “ไม่เป็นไร ในเมื่อข้าไม่อาจเข้าไปได้ท่านก็มานี่แล้วกัน มารับพระเสาวนีย์ของเฟิ่งไท่เหนียงเหนียง นำไปส่งที่พระตำหนักหานหยวนแทนข้า”

            หยวนตู้ลังเลอยู่ชั่วครู่ การที่เขาไม่เปิดประตูให้นั้นย่อมได้ เพราะเป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่การจะให้เป็นตัวแทนส่งมอบพระเสาวนีย์ของไทเฮา ถวายแด่องค์ฮ่องเต้คงไม่ดีเป็นแน่ อาจตกเป็นขี้ปากของผู้อื่นได้ จึงพยักพเยิดให้ลูกน้องออกไปรับแทน

            นายกองผู้นั้นระแวดระวังมาก เขาเปิดประตูด้านข้างออกเป็นช่องเล็กๆ แล้วแทรกตัวเดินตรงเข้ามาทรุดกายรับพระเสาวนีย์

            เพราะต้องการส่งพระเสาวนีย์ให้ องค์หญิงใหญ่จึงเผยใบหน้าออกมาเล็กน้อย เหลือบมองผู้มารับมอบแวบหนึ่ง

            ตามกฎ...บุรุษเช่นแม่ทัพหยวนไม่ได้รับสิทธิ์ให้มองใบหน้าของราชนิกุลสูงศักดิ์ดังองค์หญิงใหญ่ตรงๆ ทว่าครานี้นางอยู่ห่างเพียงไม่กี่ช่วงตัวเท่านั้น จึงอดลอบมองว่าองค์หญิงมีรูปโฉมเป็นเช่นไรไม่ได้ เมื่อเห็นกระจ่างตาเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็ทำให้ตกตะลึงจนตัวแข็งค้าง

            ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันอันเจิดจ้า ไม่ทราบว่าเป็นเพราะแสงสุริยันร้อนแรงเกินไป หรือเป็นเพราะนางโฉมพิลาสหยาดฟ้ากันแน่ เขาจึงมิอาจมองดวงหน้าของขัตติยนารีได้ชัดเจน เห็นเพียงแต่รัศมีเปล่งประกายที่โอบล้อมรอบกายราวกับรัศมีเทพ  

            หยวนตู้รู้สึกว่ายิ่งเพ่งมอง ก็ยิ่งแสบตา ดังคำที่ว่าบารมีมิอาจสู้ จนถึงกับหลับตาลงด้วยความตกใจ

            ทันใดนั้นได้ยินเสียงกังวานใสดุจสายธารขานเรียกนามอย่างไพเราะเสนาะโสต “ท่านแม่ทัพหยวน”

            แม้ว่าหยวนตู้จะหลับตาอยู่ แต่กลับรู้สึกราวกับว่าเบื้องหน้านั้นสว่างพร่างพราว ยิ่งเมื่อได้รับฟังเสียงกังวานก้องขององค์หญิง ก็พลันรู้สึกอุ่นเหมือนมีไอแดดมหาศาลพวยพุ่งเข้าไปในอุโมงค์น้ำแข็งภายในกาย หลอมละลายทุกสิ่งทุกอย่างจนกลายเป็นธารน้ำใส

            ความรู้สึกหนาวร้อนปะปนกันไปหมด ทั้งกลัดกลุ้มและผ่อนคลาย ไม่อาจแยกแยะได้ว่าตนรู้สึกดีหรือแย่กันแน่ แต่ปากกลับตอบรับคำไปแล้วโดยไม่รู้ตัว “กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ”

            รุ่ยหยู่เอ่ยถามเนิบๆ ว่า “ท่านคิดว่าฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้เป็นเช่นไร?”

            แม้หยวนตู้จะคิดว่าคำถามนี้ประหลาดนัก แต่เพราะกำลังจิตใจเหม่อลอย จึงตอบไปโดยไม่ทันคิด “เป็นมหาราชที่ทรงพระปรีชาในประวัติศาสตร์พ่ะย่ะค่ะ”

            คนถามพยักหน้า พร้อมทำเสียงคล้อยตาม “ท่านโต้วอิงเล่า มีชาติกำเนิด ตำแหน่งหน้าที่ และได้รับการโปรดปรานเช่นไรบ้าง?”

            แม่ทัพหยวนชะงักไป แล้วตอบว่า “ท่านเป็นพระราชนัดดาของโต้วไทเฮา มีศักดิ์เป็นพระปิตุลาของฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้ มีตำแหน่งเทียบชั้นถึงขั้นอัครเสนาบดี เป็นที่โปรดปราน ได้รับการดูแลอย่างดีไม่มีใครเทียบเทียมได้พ่ะย่ะค่ะ”

            รุ่ยหยู่ถามต่ออีกว่า “สาเหตุใดทำให้โต้วอิงต้องตาย ดับสิ้นสูญตระกูล”

            หยวนตู้ซึ่งถูกป้อนคำถามติดต่อกัน ก็ตอบทันควันว่า “ซื่อตรงเกินไป ไม่รู้จักพลิกแพลงสถานการณ์ ริต่อกรอำนาจกับเบื้องสูงจึงถูกหวังไทเฮาให้ร้ายเข้า”

            รุ่ยหยู่ค่อยๆ เหยียดมุมปากขึ้น ด้วยเจตนาเสียดสีอยู่ในที แล้วถามโดยเน้นทีละคำว่า “แข็งแกร่งดั่งฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้ ชั่วร้ายดั่งหวังไทเฮา... วังหลวงมีคนหลายประเภทนัก กระทั่งขุนนางที่ซื่อตรงยอมหักไม่ยอมงออย่างโต้วอิงถึงกับต้องสูญสิ้นวงศ์ตระกูล แม่ทัพหยวน ลองถามใจตัวเองดูเถิดว่าท่านเป็นคนเช่นไร ถึงได้หาญกล้ามาถ่วงพระเสาวนีย์ของเฟิ่งไท่เหนียงเหนียงให้ล่าช้าถึงเพียงนี้”

            ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว เมื่อได้ยินประโยคนี้ขององค์หญิงใหญ่หยวนตู้ก็ถึงกับหนาวสะท้านขึ้นมาจับใจ ได้แต่นิ่งเงียบ ไม่พูดไม่จา ประตูชงหมิงนี้ เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่อาจเปิดได้

            รุ่ยหยู่มิได้คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะเปิดประตูให้เพียงเพราะคำพูดเมื่อครู่ของนาง ได้แต่ยกพระเสาวนีย์ปลอมในมือสูงขึ้น พร้อมทั้งใช้เสียงสูงร้องถามว่า “เมื่อลองใคร่ครวญดูแล้ว พระเสาวนีย์จากเฟิ่งไท่เหนียงเหนียงนั้นสูงส่งยิ่ง จะให้ทหารผู้น้อยเป็นผู้รับคงไม่เหมาะ”

            เมื่อหยวนตู้ได้ฟังก็อดที่จะคล้อยตามมิได้ จึงกล่าวอย่างสองจิตสองใจว่า “ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมจะยอมเปิดประตู แต่บังอาจขอให้องค์หญิงใหญ่เสด็จเข้ามาส่งพระเสาวนีย์ภายในหอบนประตูกำแพงเมืองแต่เพียงผู้เดียว จะได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

            ชิงหงโทสะพุ่งพรวดทันที ชี้นิ้ว พลางร้องตะโกนลั่น “หยวนตู้ เจ้าช่างบังอาจนัก”

            รุ่ยหยู่เห็นว่าอีกฝ่ายเตรียมการมาอย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่อง จึงคลี่ยิ้มบางๆ พร้อมทั้งห้ามปรามเหล่าราชองครักษ์ที่เริ่มมีการเคลื่อนไหว “เรื่องที่เฟิ่งไท่เหนียงเหนียงฝากฝังไว้สำคัญนัก ขอให้ทุกคนอดทนรอก่อน”           

            กล่าวจบ ก็มองไปที่หยวนตู้ซึ่งโผล่หน้ามาจากช่องสังเกตการณ์บนหอ “ในเมื่อแม่ทัพหยวนกล้าเสนอความคิดเช่นนี้ ข้าก็ขอลดเกียรติเข้าไป เหตุใดจะไม่ได้เล่า”

            จากนั้นดรุณีน้อยสูงศักดิ์ก็ก้าวลงจากเกี้ยว เป็นจังหวะเดียวกับที่สายลมแห่งคิมหันต์พัดผ่าน ชุดสีขาวพิสุทธิ์ปลิวไสว

            เผยให้เห็นทรวดทรงสะโอดสะองของโฉมสะคราญที่งามล้ำเหนือผู้ใดในแผ่นดิน

            ผู้ที่อยู่ด้านใน ด้านนอก ด้านบนและด้านล่างประตูชงหมิง ต่างมองนางค่อยๆ เยื้องกรายทีละก้าว

            ทุกชีวิตเผลอสะกดกลั้นลมหายใจโดยไม่รู้ตัว

บทที่ 2 กบฏประตูวัง

หยวนตู้รู้สึกแสบตาจากแสงอันเจิดจ้า

            เขาเพ่งมองผู้กำลังเยื้องกรายตรงเข้ามา ความที่อยากยลใบหน้างดงามทำให้ไม่อาจละสายตาหลบ จนกระทั่งรุ่ยหยู่เดินเข้ามาในร่มเงาของหอบนประตูกำแพงวัง จึงเห็นโฉมสะคราญได้อย่างชัดเจน

            ขัตติยนารีพระองค์นี้ไม่แต่งหน้าทาปากสีจัดจ้านเฉกเช่นราชนิกุลหญิงอื่นๆ ภายในวัง ใบหน้าไร้รอยแต้มแต่งแม้แต่เส้นสีที่กรีดเสริม ผิวนางขาวดั่งหิมะต้นฤดู นวลแก้มทั้งสองข้างเปล่งปลั่งแดงระเรื่อ ความผุดผาดผ่องใส ขับเน้นให้เรือนผมสีดำสลวยนั้นดูลึกล้ำยิ่งกว่าเดิมจนมองคล้ายสีครามเข้ม

            ส่วนเครื่องหน้านั้นเล่า... แต่ละส่วนล้วนดูมีมิติจนน่าตะลึงหลง

            คิ้วโก่งปลายตวัดสูงราวปีกสกุณาต้องลม ดวงตาดำขลับเปล่งประกายวิบวับฉลาดเฉลียว ถอดแบบอดีตฮ่องเต้อู่จงมาทุกกระเบียด หน้าผากอิ่มเต็มปราศจากการประดับประดาด้วยบุปผาเหลือง3 ทั้งเรือนร่างมีเพียงปิ่นหงสาทองคำปักอยู่ชิ้นเดียว ปิ่นชิ้นนั้นทิ้งตัวไล้ไปตามม่านเกศาอย่างงามตา ดูคล้ายกับอัคคีวิหคที่กำลังโผผินบินอยู่เหนือฟากฟ้ายามราตรี

            เมื่อนางแย้มยิ้ม... ริมฝีปากแดงชาด ถูกฟันสวยเรียงราวกับไข่มุก ขับเน้นให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

            รูปโฉมข้างต้น ทำให้ทุกผู้ที่ได้ยลล้วนประจักษ์แจ้งถึงความงามพิลาสล้ำดั่งสวรรค์ประทาน

            หยวนตู้ตะลึงลานจนเผลอทำดาบหลุดมือ ในสมองเต็มไปด้วยคำถามมากมาย...

            อิสตรีผู้หนึ่งจะสามารถงามประณีตเทียบชั้นประติมากรรมล้ำค่าได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

            สิ่งมีชีวิตที่เลิศลักษณ์ล่มแผ่นดินเช่นยอดพธูผู้นี้ แม้ไม่มีผู้ใดกล้าจ้องมองโดยตรงแต่ก็อดที่จะชำเลืองแลมิได้

            นิ่งไปพักใหญ่ๆ กว่าหยวนตู้จะได้สติ....

            แม่ทัพหยวนหลุบตาลงต่ำ ค้อมศีรษะเล็กน้อยเมื่อองค์หญิงใหญ่เยื้องกรายผ่านหอประตูวังเข้ามา ยิ่งอีกฝ่ายเข้ามาใกล้เขาก็ใจเต้นระรัว ด้วยกลิ่นหอมประหลาดที่บีบคั้นถึงจิตวิญญาณ แม่ทัพหนุ่มประสานมือคำนับ น้ำเสียงตะกุกตะกักกระทั่งตนเองยังตกใจ “กระหม่อมถวายพระพรองค์หญิงใหญ่รุ่ยหยู่ น้อมรับพระเสาวนีย์เฟิ่งไท่เหนียงเหนียง ขอไทเฮาทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน...”

            รุ่ยหยู่เลิกคิ้วซ้ายเรียวโก่งขึ้น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงติดจะขัน “ปกติแล้ว ยามที่ท่านรับราชโองการจากฝ่าบาท ก็คารวะเช่นนี้รึ?”

          หยวนตู้นิ่งงันไปพักหนึ่ง พอรู้ตัวก็ลดน้ำเสียงลงแล้วกล่าวตอบว่า “กระหม่อมกำลังอยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ สวมเกราะทหารคานร่างจึงไม่อาจยอบกายถวายคำนับได้เต็มพิธีการ ขอองค์หญิงใหญ่โปรดประทานอภัยด้วย”

          รุ่ยหยู่พยักหน้ารับ ถามต่อด้วยน้ำเสียงเนิบช้า “หากข้าต้องการให้ท่านถอดเสื้อเกราะออกให้จงได้ แล้วคุกเข่าลงคำนับข้า ท่านจะว่าอย่างไร?”

            หยวนตู้นิ่งงันไป ใบหน้าถอดสีอย่างเห็นได้ชัด รอยยิ้มขมขื่นประดับอยู่ตรงมุมปาก “องค์หญิงใหญ่ทรงพระเมตตากับข้าราชบริพาร ได้โปรดทรงอย่าทำให้กระหม่อมลำบากใจเลยพ่ะย่ะค่ะ”

            “ข้าเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ การที่ต้องแสดงความเคารพต่อข้า เป็นเรื่องที่ทำให้ ‘ข้าราชบริพาร’ ต้องลำบากใจถึงเพียงนั้นเชียวรึ?” รุ่ยหยู่เปล่งเสียงหัวเราะราวกับพิณบรรเลง ประกายคมกล้าพาดผ่านสายตานางวูบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคต่อไป “ไหนๆ ก็ลำบากใจแล้ว จะเดือดร้อนยิ่งกว่านี้ก็คงไม่ว่ากันกระมัง.... วันนี้ ในเมื่อข้าก้าวเข้าสู่วังฝั่งบูรพาด้วยสองขาของตนเอง ทหารระดับท่าน เอาเหตุผลอันใด ความกล้าจากที่ไหนมายืนขวางทางเปิดประตูเดี๋ยวนี้!”

            หยวนตู้คิดไม่ถึง ว่านางจะบุกเข้ามาในดงอาวุธโดยลำพังอย่างปราศจากความหวาดหวั่นครั่นคร้ามแม้แต่น้อย ซ้ำยังหาญกล้าสั่งให้ชายชาญทหารศึกเปิดประตู จึงอดรู้สึกตกใจไม่ได้ ร้องขัดออกไปว่า “องค์หญิงใหญ่ เมื่อครู่มีรับสั่งว่าจะให้กระหม่อมเป็นผู้ส่งพระเสาวนีย์จากเฟิ่งไท่เหนียงเหนียงแทนนะพ่ะย่ะค่ะ”

            รุ่ยหยู่ยิ้มเย็น “ต่อหน้าข้า ท่านยังรับพระเสาวนีย์จากเฟิ่งไท่เหนียงเหนียงชักช้าถึงเพียงนี้ หากข้ามอบหมายให้ท่านนำส่งแทน เกรงว่าแค่คล้อยหลังไป ท่านคงจะฉีกทำลายเสียสิ้น”

            ความจริงแล้วแม่ทัพหยวนก็วางแผนไว้เช่นนั้น แต่เมื่อถูกเปิดโปงออกมา กลับพูดไม่ได้ไร้วาจาจะกล่าวไปชั่วขณะ

            รุ่ยหยู่เห็นอีกฝ่ายไม่พูดไม่จา แต่ก็ยังคงขวางไว้ ดึงดันไม่ยอมปล่อยให้เข้าไป อีกทั้งไม่ยอมสั่งให้ลูกน้องเปิดประตู จึงแสร้งตีสีหน้าเคร่งขรึม แล้วรวบพระเสาวนีย์เก็บทันที พร้อมทั้งเอ่ยเสียงก้องอย่างไม่พอใจ

            “ชิงหง โจวชาง”

            เหล่าราชองครักษ์และข้ารับใช้ที่ติดตามองค์หญิง ต่างถูกทหารเฝ้าประตูวังกันไว้ชั้นนอก แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถใช้กำลังพังประตูเข้ามาได้ แต่ก็ยืนรับฟังความเคลื่อนไหวอย่างจริงจังตั้งใจ เมื่อเจ้าของนามทั้งสองได้ยินเสียงเรียกจากเจ้านายจึงพร้อมใจกันตอบรับฉับพลัน “พ่ะย่ะค่ะ”

            รุ่ยหยู่เชิดหน้าขึ้น จ้องเข้าไปในดวงตาของฝ่ายตรงข้าม พลางกล่าวกับเหล่าข้าราชบริพารด้านนอกประตูวังด้วยน้ำเสียงชัดเจน หนักแน่นมั่นคง “ถ่ายทอดคำสั่งข้า--รุ่ยหยู่ ต่อเหล่าราชองครักษ์”

            ชิงหงและโจวชางล้วนเป็นผู้ที่หลี่ไทเฮาคัดสรรมาแล้ว ทั้งสองเป็นขันทีคนสนิทที่ติดตามองค์หญิงมาตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อพวกเขาได้ยินรับสั่ง ก็รีบโค้งกายน้อมรับ แล้วถ่ายทอดคำสั่งด้วยน้ำเสียงอันดังกึกก้องทันที “ถ่ายทอดคำสั่งขององค์หญิงใหญ่”

            หยวนตู้เห็นว่าองค์หญิงไม่ตำหนิเขา แต่กลับถ่ายทอดคำสั่งอย่างเป็นทางการให้กับเหล่าราชองครักษ์ทางด้านนอก ก็รู้สึกงุนงงสงสัยแลตื่นตระหนกอยู่ภายในใจ ไม่รู้ว่าหญิงตรงหน้าจะมาไม้ไหน จึงได้แต่โค้งกายถวายคำนับไม่หยุดเพื่อเป็นการขออภัย “องค์หญิง กระหม่อมปฏิบัติตามราชโองการ หากมีสิ่งใดล่วงเกินขอทรงพระเมตตา อย่าได้ถือสาหาความเลยพ่ะย่ะค่ะ”

            รุ่ยหยู่ไม่ใส่ใจ ยังคงถ่ายทอดคำสั่งต่อไปว่า “วันนี้ข้าจะไปเข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้ในฝั่งบูรพา หากแต่ทหารประจำประตูชงหมิงขัดขวางไว้ ไม่ยอมให้ข้าก้าวผ่านเข้าไป อีกทั้งยังไม่ยอมฟังคำสั่ง การกระทำส่อเจตนาว่าคิดก่อการกบฏ มีใจหมายก่อการสังหารเชื้อพระวงศ์...”

            แม่ทัพหยวนตกใจจนใบหน้าซีดเผือด รีบเงยหน้าขึ้นในทันใด “องค์หญิงใหญ่ โทษทัณฑ์จากการก่อกบฏสังหารเชื้อพระวงศ์ มีโทษถึงเก้าชั่วโคตร ขออย่าทรงเห็นเป็นเรื่องล้อเล่นนะพ่ะย่ะค่ะ”

            นั่นเป็นสิ่งที่ข้ารู้อยู่หรอก... รุ่ยหยู่ลอบยิ้มในใจ

            การที่นางกล่าววาจาเช่นนี้ ก็เพื่อป้องกันมิให้อีกฝ่ายใช้กำลังเข้าห้ำหั่นโดยพลการ เพลานี้นางไม่สนใจฟังคำแก้ต่างจากเขาแม้แต่น้อย ยังคงถ่ายทอดคำสั่งต่อไปราวกับราชสีห์ขยี้หนูที่อยู่ในกรงเล็บ “ให้เหล่าราชองครักษ์ถอนกำลังไปยังหน่วยกองทหารเดี๋ยวนี้ ค้นหาชื่อเสียงเรียงนามทหารที่เฝ้าเวรยามที่ประตูนี้ทุกผู้ ให้ลงบันทึกไว้ว่า ทหารทุกนายมีความผิดเทียบเท่ากัน ประหารชีวิตเก้าชั่วโคตรทันทีโดยไม่ต้องรอการไต่สวน”

            ขันทีคนสนิททั้งสองถ่ายทอดคำสั่งองค์หญิงด้วยน้ำเสียงอันดัง

            กองกำลังทหารราชองครักษ์ร้อยกว่านาย ต่างขานรับโดยพร้อมเพรียงกัน “น้อมรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”

            หยวนตู้ได้ยินเสียงขานรับดังกึกก้องมาจากทั่วทั้งสี่ทิศ เหงื่อกาฬก็ไหลโซมกาย สีหน้าเคร่งเครียดเคร่งขรึม เขาไม่คิดเลยว่าเด็กสาวอย่างรุ่ยหยู่จะออกคำสั่งที่โหดร้ายถึงเพียงนี้ ไม่สนใจแม้กระทั่งชีวิตของผู้คน ก่อนหน้าที่ไม่ได้ใช้กำลังเข้าหักหาญจัดการ นับเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวง บัดนี้เมื่อคำสั่งถูกถ่ายทอดออกไปแล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นข้อราชการที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

            นอกเสียจากเขาจะเปิดประตูวัง แล้วส่งทหารออกไปสังหารเหล่าราชองครักษ์ผู้รับคำสั่งขององค์หญิงใหญ่ให้สิ้นไป ไม่เหลือรอดแม้แต่ผู้เดียว จึงจะยุติคำสั่งนี้ลงได้ มิเช่นนั้นแล้ว หากเขาลงมือกับรุ่ยหยู่ ก็จะเป็นการส่งครอบครัวของทหารแห่งประตูชงหมิงไปสู่ความตายถึงเก้าชั่วโคตร

            ทว่าทหารเฝ้าประตูวังมีเพียงไม่กี่สิบนายเท่านั้น จะสังหารกองทัพหงสาขององค์หญิง ซึ่งล้วนแต่เป็นชายฉกรรจ์ที่ได้รับการฝึกปรือมานับร้อยนายได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น เพลานี้สงครามระหว่างสองฝั่งเพิ่งจะเริ่มเปิดฉาก เหล่าทหารเฝ้าประตูจะมีผู้ใดหาญกล้าลงมือกับราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ได้

            เขาไม่น่าหลงกล ปล่อยให้อีกฝ่ายเดินมาประชิดตัวแบบนี้ได้เลย

            ขณะที่หยวนตู้พะวักพะวน ภายในจิตใจสูญเสียความหาญกล้าจนหมดสิ้น รุ่ยหยู่ก็ถือโอกาสนี้รุกคืบเข้ามาข้างหน้าทีละก้าว “หากมีผู้ใดใช้อาวุธขัดขวางข้ามิให้ยาตราเข้าไป เหล่าทหารเฝ้าประตูจะมีโทษร่วมกันทั้งหมด ฐานก่อการกบฏ ประหารห้าชั่วโคตร ทิ้งศพประจานไว้ที่ประตูทิศบูรพา และหากมีผู้ใดกล้าแตะต้องตัวข้าแม้แต่ปลายก้อย เหล่าทหารเฝ้าประตูจะมีโทษร่วมกันทั้งหมด ฐานล่วงเกินข้า ประหารสามชั่วโคตร ตัดหัวเสียบประจาน”

            ทุกถ้อยคำล้วนบาดลึกทิ่มแทงขวัญ ข่มประสาทจนแม่ทัพชาตินักรบถึงกับเข่าสะท้าน

            หยวนตู้เห็นนางเดินตรงเข้ามาหา ก็พลันส่ายหน้า กระถดกายถอยร่นไปด้านหลัง ด้วยหวั่นเกรงว่าตนจะเผลอแตะต้องกายผู้ที่ขยับใกล้เข้ามาจนได้รับโทษ

            หนึ่งก้าวที่เขาถอย... นางรุกไล่... เขายิ่งถอย นางก็ยิ่งรุกคืบหนักขึ้นด้วยท่วงท่าเนิบช้าทว่าหยิ่งทะนง

            ท่านแม่ทัพถอยร่นจนกระทั่งแผ่นหลังชนเข้ากับคันชักรอกควบคุมการเปิดปิดประตู ด้วยความอับจนไร้สิ้นหนทาง หยวนตู้จึงยื่นมือออกไปหมายจะขวางไว้ จังหวะที่นิ้วเกือบสัมผัสอาภรณ์ขององค์หญิงใหญ่นั้น พลันแว่วเสียงทวนคำสั่งของกองกำลังราชองครักษ์ดังก้องมาจากทางด้านนอก “...หากมีผู้ใดกล้าแตะต้องพระวรกายองค์หญิงแม้แต่ปลายก้อย เหล่าทหารเฝ้าประตูวังจะมีโทษร่วมกันทั้งหมด ฐานล่วงเกินเบื้องสูง ประหารสามชั่วโคตร ตัดหัวเสียบประจาน”

            นางออกคำสั่งเช่นนี้ช่างเด็ดขาดเหลือร้าย ไม่เปิดโอกาสเว้นช่องให้เขามีทางหนีทีไล่ได้เลย

            เมื่อได้สบตากันในระยะประชิด เขาก็เห็นว่านางมีสีหน้าเยือกเย็นราวกับหิมะพราวพร่าง ดวงตาสีดำสนิทเจิดจรัสดั่งนิลกาฬ เสมือนแผ่ขยายออกมาจากส่วนลึกของนัยน์ตา เปรียบประดุจหุบเหวที่ลึกล้ำไร้ขอบเขต

ช่างโอหัง เฉียบแหลม ข่มขวัญ และเด็ดขาด

            ชายชาติทหารหวาดกลัวจนตัวสั่น เป็นครั้งแรกในชีวิตที่กล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่ากำลังขวัญหาย

            องค์หญิงผู้ถือกำเนิดจากองค์ฮ่องเต้อู่จง แท้จริงก็มีอุปนิสัยเช่นนี้นี่เอง ฮ่องเต้ถังหยางจิ่ง ไม่เพียงแต่จะคาดการณ์ผิดพลาด ผู้คนทั้งราชสำนักต่างก็ไม่มีผู้ใดรู้จักสตรีผู้นี้ดีสักคน

            องค์หญิงใหญ่ประชิดเข้ามาทีละก้าว เขาถอยร่นต่อไปไม่ได้แล้ว

            ชั่วพริบตาเดียวนางก็หยุดลงเบื้องหน้าคันชักรอก ส่วนเขาหมดหนทางหลีกเลี่ยง ทหารภายในหอประตูต่างกำอาวุธในมือแน่น เตรียมพร้อมตั้งรับสถานการณ์ ปลายดาบชี้มาทางรุ่ยหยู่ แต่ในใจต่างหวั่นเกรงในคำสั่งแห่งองค์หญิงใหญ่ที่ได้ประกาศออกไป ไม่มีผู้ใดกล้าเอาตระกูลของตัวเองเข้ามาเสี่ยง เหล่าทหารใบหน้าถอดสี หยาดเหงื่อพรั่งพรูกันเป็นทิวแถว ต่างหันมองผู้บังคับบัญชา รอให้แม่ทัพหยวนเป็นคนตัดสินใจ

            สถานการณ์เบื้องหน้า ความเป็นความตายล้วนฝากไว้ในชั่วความคิดพิจารณาของหยวนตู้

            ให้เขาเป็นผู้ตัดสินใจ... ช่างยากเย็นเหลือเกิน

            รุ่ยหยู่ซึ่งกดดันหยวนตู้จนอีกฝ่ายร่างชิดกับคันชักรอก เมื่อเห็นเขายังยืนอึ้งตะลึงงันราวกับกำลังมืดแปดด้าน ก็พลันเลิกคิ้วพร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ตกลง...เจ้าเลือกจะหลีกทาง หรือคิดจะขวางข้า?”

            หากเขายังไม่ยอมหลีกทางให้ก็ไม่พ้นต้องสัมผัสกายขัตติยนารี

            จากคำสั่งเมื่อครู่ถือเป็นโทษตายถึงสามชั่วโคตร... ใบหน้าบิดามารดาลอยเข้ามาในห้วงสำนึก หยวนตู้กดมือลงบนด้ามดาบ มองรุ่ยหยู่อย่างหวาดหวั่นอยู่ชั่วครู่ โดยไม่มีใครคาดคิดท่านแม่ทัพก็ชักดาบตรงบั้นเอวออกจากฝัก บรรดาทหารเอะอะขึ้นพร้อมกันด้วยความตื่นตระหนก ต่างตกใจคิดว่าเขาเลือกจะลงมือกับองค์หญิงใหญ่

            หยวนตู้รู้ว่าทหารใต้บังคับบัญชาล้วนห่วงกังวล จึงถอนหายใจเหยียดยาวพร้อมกับกล่าวว่า “พวกเจ้าจงเก็บอาวุธเสีย ห้ามกระทำการหุนหันพลันแล่น”

            ทหารทั้งหมดต่างรู้สึกโล่งใจทันที ด้วยคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ทำให้พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบกับการละทิ้งหน้าที่เฝ้าประตู อีกทั้งยังสามารถรักษาชีวิตของวงศ์วานว่านตระกูลไว้ได้ ช่างโชคดีเหลือเกิน

            เมื่อหยวนตู้สั่งการลูกน้องแล้วเสร็จ ก็เหลือบมองรุ่ยหยู่ครู่หนึ่ง พร้อมกับหัวเราะอย่างขมขื่น พลันตวัดดาบวาดเข้าหาตน หมายจะปาดคอเพื่อปลดปลงชีวิตลงเสีย

            ความขัดแย้งของวังทั้งสองฝั่ง สร้างความลำบากให้กับขุนนางอย่างพวกเขาเหลือเกินแล้ว เขาออกคำสั่งวางอาวุธด้วยคำนึงถึงปากท้องและความปลอดภัยของทหารใต้บังคับบัญชา แต่โดยหน้าที่นับว่ามีความผิดอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ตัวเขาเองไม่อาจลงมือกับคนก่อการอย่างองค์หญิงใหญ่ ซึ่งขยับต้อนรุกไล่ให้เขาจนมุม แต่หากไม่ลงมือทำสิ่งใดเพื่อแก้ไขสถานการณ์ หลังจากเรื่องนี้ผ่านพ้นไปแล้วถ้าฮ่องเต้ทรงทราบว่าเขาละทิ้งหน้าที่ควบคุมประตู คงพิโรธโกรธกริ้วมากเป็นแน่ ถึงเวลานั้นก็มิอาจพ้นโทษตายได้อยู่ดี อีกทั้งยังนำพาเคราะห์ซ้ำกรรมร้ายไปสู่ครอบครัวด้วย

            เพื่อตระกูลแล้ว นอกจากปลิดชีพตนเอง ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีก

            รุ่ยหยู่รู้ทันความคิดของอีกฝ่ายได้โดยพลัน

            นางยื่นมือออกไปกระแทกข้อมือของหยวนตู้แล้วบิดโดยแรง ดาบเล่มยาวกระเด็นออกจากฝ่ามือเขาทันที

            เหตุการณ์เหนือความคาดหมายที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หยวนตู้ปราศจากอาวุธ เขามององค์หญิงใหญ่อย่างตกตะลึง... หนึ่ง...ตกตะลึงที่นางยื่นมือต่อชะตารักษาชีวิตเขาเอาไว้ สอง...ตกตะลึงที่นางมีความสามารถพอจะปลดอาวุธของเขาลงได้

            เมื่อปราศจากดาบแล้ว รุ่ยหยู่ก็กล่าวเสียงเนิบว่า “ชายชาตรีล้วนมีเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่มีเหตุผลที่จะต้องตัดช่องน้อยฆ่าตัวตาย”

            แม้ว่าดาบจะถูกปลดได้ว่องไวนัก แต่หยวนตู้ซึ่งแต่เดิมตั้งมั่นจะปลิดชีพตัวเองโดยไม่ยั้งคิด จึงออกแรงเต็มกำลัง ท้ายที่สุด คมดาบก็ทิ้งรอยบาดเล็กน้อยลงบนลำคอ เขาบาดเจ็บ... แต่เมื่อได้สดับกับคำพูดของคนตรงหน้า ก็บอกไม่ถูกว่าตนเองรู้สึกเช่นไร จึงได้แต่กดบาดแผลที่มีเลือดไหลไว้อย่างเงียบงัน

            รุ่ยหยู่ปรายตามองเหล่าทหารเฝ้าประตูที่มีสีหน้าตื่นตะลึงกันถ้วนทั่ว จากนั้นดวงเนตรคมก็ตวัดเวียนมาหยุดลงตรงหยวนตู้ แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกังวานใส “พวกเจ้าได้ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถแล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่ควรใช้ความตายเป็นเครื่องพิสูจน์ ทหารรักษาประตูวังทั้งหลาย ไม่ควรจะต้องมากังวลใจในเรื่องของเบื้องบน ในเมื่อพวกเจ้ามิได้ล่วงเกินข้า ครั้งนี้...ก็ถือว่าเราไม่ติดค้างกัน”

บทที่ 3 งานเลี้ยงสัตตบงกช

            แขกสนิทมิตรสหายผู้ทรงเกียรติและบรรดาเชื้อพระวงศ์ ต่างมารวมตัวกันเนื่องในโอกาสพิเศษ

            ดอกบัวในสระไท่เย่บานสะพรั่ง ชูช่อสีชาดสดสวย แผ่ใบเขียวขจี ส่งกลิ่นหอมจรุง ทิวทัศน์อันวิจิตรงดงามเช่นนี้ เดิมทีควรจะมีดนตรีขับขานเพื่อเพิ่มสุนทรียะ หญิงงามออกมาร่ายรำพลิ้วไหว ทว่างานเลี้ยงเพลานี้กลับมีบรรยากาศอึมครึม ไร้ความรื่นเริงบันเทิงใจไปเสียสิ้น

             ขณะเดียวกัน ฮ่องเต้ถังหยางจิ่งกำลังใช้มือซ้ายเคาะพนักเก้าอี้หัวมังกรเป็นจังหวะแผ่วเบา ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อย เหมือนกำลังดอมดมกลิ่นหอมของปทุมมาในอากาศ พร้อมทั้งดวงตาที่พริ้มหลับ ไม่สนใจกับเสียงถกเถียงที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า

            วันนี้เป็นวันที่บรรดาเชื้อพระวงศ์ต่างมาร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ เหล่าท่านอ๋องแห่งเมืองฉางอัน ผู้ซึ่งถังหยางจิ่งไว้เนื้อเชื่อใจล้วนนั่งขนาบสองฟากฝั่งทั้งซ้ายและขวา บ้างก็มีสีหน้าโกรธขึ้ง บ้างก็เย็นชา บ้างก็เหยียดหยัน บ้างก็ขบขัน ...แม้จะมีทีท่าแตกต่างกันไป แต่สายตาของพวกเขาเหล่านั้นกลับพุ่งตรงไปยังสองบุคคลซึ่งกำลังนั่งถกเถียงกันอยู่ท้ายแถวอย่างพร้อมเพรียง

            ผู้ที่นั่งอยู่ทางขวา สวมเสื้อคลุมสีม่วงอมทองตามแบบฉบับขุนนางชั้นสูงในพิธีการ ใบหน้าปกคลุมไปด้วยเคราและจอนผม นามว่าท่านอ๋อง ‘ถังหยางฮุย’ เขากำลังจ้องหน้าเด็กชายหางเปียผู้มีสีหน้าโกรธขึ้งซึ่งนั่งประจันหน้ากันอยู่ พลางหัวเราะเยาะหยันว่า “นางหลี่แห่งชีเน่ย มีชาติกำเนิดต่ำต้อย ใช้ฐานะนางข้าหลวงไต่เต้าจนได้เข้านั่งในตำแหน่งพระสนมแห่งอดีตฮ่องเต้ซู่จง  แต่กลับไม่สำนึกในบุญคุณ ใจคอโหดเหี้ยมอำมหิต วางแผนสังหารเหล่าองค์ชายของฮ่องเต้ซู่จง จนแทบจะสิ้นไร้ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ต่อมาในวังฝั่งประจิมร่ำลือกันว่า นางหลี่ได้ชุบเลี้ยงพระธิดาเอกรุ่ยหยู่ของฮ่องเต้อู่จง ทว่าตั้งแต่ประสูติ องค์หญิงใหญ่ก็ถูกโรคภัยไข้เจ็บนานาชนิดรุมเร้า ได้ข่าวว่าเสด็จสวรรคตไปนานแล้ว ไม่แน่ชัดว่า ‘องค์หญิงใหญ่’ คนที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นจะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอมกันแน่ นางหลี่ยกย่องสตรีที่มีความเป็นมาน่าคลางแคลงใจว่าเป็นองค์หญิงใหญ่เช่นนี้ เจตนาแท้จริงนั้นยากจะหยั่ง แล้วยังจะกล้าเรียกตนเองว่าหลี่ไทเฮาได้อย่างไร”

            เด็กชายหางเปียเบื้องหน้านั้นมิใช่ใครอื่น เขาคือท่านอ๋องจ้าวตงอิงที่รุ่ยหยู่กำลังรีบร้อนตามหาตัวนั่นเอง แม้ว่าตงอิงจะยังเยาว์ แต่ก็เป็นผู้ที่หลี่ไทเฮาเลี้ยงดูมาด้วยสองมือจนเติบกล้า ในช่วงสับเปลี่ยนราชบัลลังก์ทั้งสามครั้งนั้น เขาได้เห็นการสู้รบช่วงชิงอำนาจจนกลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งมากับตา ดังนั้น ตงอิงจึงมิใช่เด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาไม่รู้เรื่องราวอันใด ตั้งแต่ถูกถังหยางจิ่งบังคับพาตัวมายังวังฝั่งบูรพาเพื่อร่วมงานเลี้ยงกับบรรดาอ๋องทั้งหลาย เขาก็แกล้งทำเป็นโง่เขลามาโดยตลอด แสร้งสมยอมเพื่อเลี่ยงอันตราย จนกระทั่งถังหยางฮุยพูดจายโสโอหัง ลบหลู่หลี่ไทเฮาและรุ่ยหยู่ เขาจึงยากจะระงับโทสะเอาไว้ได้ ต้องพูดจาโต้ตอบกลับไป

            ถังหยางฮุยที่เตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว จึงไม่เปิดโอกาสให้ตงอิงได้โต้แย้ง ซ้ำยังพูดพร่ำวาจาร้ายกาจออกมามากกว่าเดิม  จนถึงขนาดกล่าวหาว่าหลี่ไทเฮาไม่เหมาะสมกับการเป็นพระมารดาของแผ่นดิน และรุ่ยหยู่ก็เป็นองค์หญิงกำมะลอไม่รู้ที่มา ชาติกำเนิดคลุมเครือว่าหลี่ไทเฮาไปเก็บมาจากที่ใด เมื่อตงอิงได้ฟัง ก็ทั้งตกใจและเคืองแค้นยิ่งนัก ยามนี้รู้แน่แก่ใจแล้วว่า ถังหยางจิ่งต้องการหนุนให้มีการขุดรากถอนโคนวังฝั่งประจิมนั่นเอง

            หลี่ไทเฮา--ท่านย่าที่เขาเรียกขานตามรุ่ยหยู่นั้นไม่มีบุตร และไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ลำพังอำนาจนั้นก็มีขีดจำกัด การที่สามารถไปพำนักอยู่ในวังฝั่งประจิมอย่างสันโดษได้นั้น ก็ด้วยอาศัยอิสริยยศของท่านเป็นส่วนสำคัญ รุ่ยหยู่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวที่เหลืออยู่ของฮ่องเต้อู่จง สูงสง่าเปี่ยมด้วยบุญญาบารมีในราชสำนัก

            หากปล่อยให้ถังหยางฮุยลบหลู่ดูหมิ่นเล่นเช่นนี้ได้ เขาในฐานะอ๋องน้อยผู้ได้รับการเลี้ยงดูจากหลี่ไทเฮาและเติบโตมาพร้อมกับรุ่ยหยู่นั้น จะสามารถกลับไปมองหน้าหญิงทั้งสองได้อีกรึ? หากไม่โต้ตอบกลับไปสักคำครึ่งคำ ก็เท่ากับเป็นการยอมรับกลายๆ กับวาจาเลื่อนลอยของถังหยางฮุย และถังหยางจิ่งก็อาจจะนำคำกล่าวหามดเท็จนี้ มาเป็นเหตุผลในการถอดถอนฐานันดรศักดิ์ของหลี่ไทเฮาและรุ่ยหยู่อีกด้วย

            การที่ถังหยางจิ่งพาตัวเขาออกมา ก็เพราะเห็นว่าเขายังเยาว์นัก จึงคิดใช้เป็นชนวนในการสร้างข้อพิพาท ดังนั้นจึงตั้งใจให้ท้ายพร้อมกับยุยงส่งเสริมให้ถังหยางฮุยผรุสวาทถ้อยคำต่ำช้า ทำให้หลี่ไทเฮาและรุ่ยหยู่เสื่อมเกียรติเสียศักดิ์ศรีต่อหน้าผู้คน

            เมื่อตงอิงกระจ่างแจ้งแก่ใจก็บังเกิดความตื่นตระหนก โกรธขึ้ง และหวาดกลัวระคนกัน เมื่อกวาดสายตามองโดยรอบก็พบว่า บรรดาอ๋องใหญ่น้อยต่างรุมรังแกตนแต่เพียงผู้เดียว เมื่อชักสายตากลับก็พบว่า ถังหยางฮุยนั้นเอามือกุมด้ามดาบมั่นด้วยสีหน้าท่าทางเหิมเกริม คงคิดว่าแผนการที่วางไว้สัมฤทธิผลแล้วเป็นแน่แท้ ฉับพลันตงอิงก็บันดาลโทสะจนเลือดขึ้นหน้า เมื่อเห็นถังหยางฮุยลุกพรวดขึ้นมา ตงอิงก็รีบทะยานกายไปหาองครักษ์ที่ยืนรักษาการณ์อยู่ทางด้านหลัง แย่งดาบชักออกมาในขณะที่ทหารผู้นั้นยังไม่ทันได้ตั้งตัว

            อ๋องทั้งหลายคิดไม่ถึงว่าตงอิงจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ จึงพากันส่งเสียงฮือฮาด้วยความตกตะลึง โชคดีที่ว่าตงอิงยังอ่อนวัยเป็นเพียงเด็กชายที่มีร่างกายสูงเพียงสามศอก เมื่อกำดาบที่มีความยาวเกือบสองศอกไว้ในมือ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาจึงราวกับเด็กเล่นขายของ ไม่มีผู้ใดคิดว่าเขาจะมีใจหมายสังหารถังหยางฮุยจริงๆ หลังเสียงฮือฮาก็ตามมาด้วยวาจาต่อว่าต่อขาน แต่ไม่มีผู้ใดออกคำสั่งให้องครักษ์มาจับตัวไว้

            ถังหยางจิ่งตกใจกับเสียงฮือฮาจึงลืมตาในที่สุด เมื่อเห็นตงอิงถือดาบมีสีหน้าแดงก่ำ ก็รู้สึกโกรธกริ้วยิ่งนัก ตบโต๊ะน้ำชาอย่างแรงพร้อมกับเปล่งเสียงเฉียบขาดว่า “ตงอิง เจ้าคิดจะก่อการอันใด” 

            ตงอิงคาดการณ์ไว้แล้วว่าวันนี้ตนคงชะตาขาดเป็นแน่ เมื่อเผชิญหน้ากับฮ่องเต้ผู้เกรี้ยวกราดเช่นนี้ จึงหาได้กลัวเกรงไม่ “ฝ่าบาท ตั้งแต่โบราณกาลนานมา ความกตัญญูเป็นรากฐานของการอยู่ในสังคมวิญญูชน และเป็นพื้นฐานในการบริหารบ้านเมืองของฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่อง เฟิ่งไท่เหนียงเหนียงแห่งวังฝั่งประจิมทรงเป็นถึงพระมารดาของแผ่นดินราชวงศ์หวา ซ้ำยังทรงคุณธรรม เปี่ยมด้วยพระเมตตา ท่านอารุ่ยหยู่เป็นพระราชธิดาเอกของฮ่องเต้อู่จง มีสายเลือดสูงส่งยิ่งนัก จะปล่อยให้ถูกลบหลู่ได้อย่างไรกัน ถังหยางฮุยไม่ละอายใจบ้างหรือไร ที่มีศักดิ์เป็นหลานของเฟิ่งไท่เหนียงเหนียง และลูกพี่ลูกน้องกับท่านอารุ่ยหยู่ แต่กลับพูดจาลบหลู่ท่านย่า และน้องตัวเองให้เสื่อมเกียรติเช่นนี้ คำพูดอกตัญญูที่แม้แต่เทพยดาและภูตผีปีศาจก็ไม่อาจทานทนได้ ตัวข้าเป็นเหลนของเฟิ่งไท่เหนียงเหนียง และเติบโตมาพร้อมกับท่านอารุ่ยหยู่ จะทนนิ่งเฉยดูดายให้คนผู้นี้ลบหลู่ท่านย่าทวดและท่านอาโดยไม่ทำอันใดได้อย่างไร”

            ถังหยางจิ่งไม่คิดเลยว่าเด็กที่ดูซื่อบื้อขลาดเขลา แท้จริงแล้วจะฉลาดหลักแหลมถึงเพียงนี้ แอบใช้คำพูดเหน็บแนมกันเป็นนัยๆ จนทำให้เขาถึงกับอึ้งงันไปชั่วขณะ

            ถังหยางฮุยที่ถูกเสี้ยมสอนมา รอท่าให้ตงอิงตอบโต้อยู่ก่อนแล้ว เมื่อสบโอกาสจึงรีบถามกลับไปว่า “เจ้าจะเอาอย่างไรเล่า?”

            ท่านอ๋องจ้าวยืดอกผึ่งผาย ใช้ปลายดาบชี้ไปยังถังหยางฮุย ตะโกนก้องเสียงเฉียบขาดว่า “จงชักดาบของเจ้าออกมา ข้าจะใช้โลหิตของเจ้า ล้างคำปรามาสลบหลู่ที่มีต่อเฟิ่งไท่เหนียงเหนียงและองค์หญิงใหญ่”

            ถังหยางฮุยเป็นผู้ที่ชื่นชอบการประดาบ แม้แต่มางานเลี้ยงฉลองของฮ่องเต้ก็ยังไม่ยอมปลดดาบ เมื่อถูกตงอิงชักดาบออกมาท้าทายเช่นนี้ ก็สุดจะทานทน เต้นผางด้วยความโกรธ ชักดาบออกจากฝักชี้หน้าเด็กชาย แล้วร้องตะโกนลั่น “เจ้าเด็กไม่มีสัมมาคารวะ”

            รัชสมัยหวา บ้านเมืองสงบสุขไร้ศึกสงครามมาเป็นเวลาหลายร้อยปี เหล่าเชื้อพระวงศ์ต่างเคยชินกับการเสวยสุข น้อยคนนักที่จะมีความองอาจกล้าหาญ ถังหยางฮุยชื่นชอบการประลองดาบยิ่งนัก ผิดแผกแตกต่างจากบรรดาท่านอ๋องคนอื่น ท่านอ๋องผู้นี้มีใบหน้าหยาบกร้าน ร่างกายสูงใหญ่ เมื่อเทียบกับตงอิงแล้ว จึงกำยำล่ำสันท่วงท่าข่มขวัญกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผู้ชมอดคิดมิได้ว่า เขาอาศัยร่างกายที่ใหญ่โตรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า ราวกับผู้ใหญ่ข่มเหงเด็กก็ไม่ปาน แม้แต่ถังหยางจิ่งก็ยังตกตะลึง รีบโบกมือปัด “จากข้อโต้แย้งเมื่อครู่นี้ ถึงกับต้องลงไม้ลงมือเชียวหรือ น้องยี่สิบหก ถอยออกไปเสีย...”

            แม้ว่าถังหยางฮุยจะโมโหโทโส แต่ก็รู้ว่าการรังแกเด็กที่อ่อนแอกว่าต่อหน้าสายตาทุกคู่นั้น ดูจะเสียศักดิ์ศรีไปสักหน่อย จึงเก็บดาบแต่ก็ยังไม่วายตะโกนข่มขวัญ “เจ้าเด็กนั่นก็ทิ้งดาบลงด้วย...”

            ทว่าตงอิงกลับไม่ยอมทำตาม ร้องตะโกนก้องออกไปพร้อมแกว่งไกวดาบ โจนทะยาน ฟันฉับลงตรงหน้าอกฝ่ายตรงข้ามด้วยความแค้น

            ถังหยางฮุยไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าตงอิงจะกล้าลงมือขึ้นมาจริงๆ จึงไม่ทันตั้งรับ ได้แต่รีบถอยร่นไปด้านหลัง เพื่อหลบคมดาบ

            ถังหยางฮุยที่อาศัยความกำยำของร่างกายรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า ราวกับผู้ใหญ่ข่มเหงเด็ก เดิมทีก็มีความรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง แต่เมื่อการณ์กลับพลิกผันเป็นว่าเขาถูกตงอิงลงดาบจนต้องล่าถอย ก็ให้รู้สึกเสียหน้ายิ่งนัก ภายใต้ความรู้สึกอัปยศอดสู ก็เปล่งเสียงตะโกนเตรียมพร้อมโจมตีกลับ

            ตงอิงเตรียมรับไว้อยู่แล้ว ในเมื่อดาบเดียวไม่ระคายผิว จึงกวัดไกวไปอีกสองดาบ แต่ไหนแต่ไรมาเด็กชายชื่นชอบบุ๋น ไม่ฝักใฝ่ในทางบู๊เพื่อสู้รบ ผนวกกับยังเยาว์วัยด้อยเรี่ยวแรง ร่ำเรียนวิชาการดาบมาแต่เพียงเล็กน้อย แม้เพลานี้จิตใจจะร้อนรุ่มอย่างไร แต่เมื่อพูดถึงความเชี่ยวชาญการดาบแล้ว ก็มิใช่คู่ต่อสู้ของถังหยางฮุยอยู่วันยังค่ำ จึงได้แต่รอเวลาจนกระทั่งอีกฝ่ายเผลอไผล รุกไล่เข้าประชิด

            โชคดีที่ถังหยางฮุยเองแม้จะไม่ใช่คนใจกว้างเท่าใด แต่เมื่อลองใคร่ครวญก็รู้สึกว่าอายุคู่ต่อสู้ห่างชั้นกันมากนัก แค่ถูกยั่วยุให้ออกดาบก็ดูแย่พอแล้ว หากลงมือเหี้ยมโหดเกินไป คงได้เสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นแน่ จำต้องยั้งดาบออมมือไว้บ้าง

            ตงอิงแค้นเคืองที่อีกฝ่ายพูดจาเสียมารยาท จึงบรรเลงดาบใส่ไม่ยั้ง ถังหยางฮุยเหลือบเห็นถังหยางจิ่งผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์มีสีหน้าผิดหวัง ก็รู้สึกเสียววาบในอก พยายามสงบสติอารมณ์ข่มกลั้น แล้วร้องออกไปว่า “ตงอิง หากเจ้ายังไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีอีก อย่ามาโทษว่าอายี่สิบหกไม่ออมมือก็แล้วกัน”

            เมื่อกล่าวจบ สายตาพลันมองเห็นช่องโหว่จากการโจมตีของตงอิง จึงกวัดดาบเป็นเส้นตรง ใช้สันดาบตีลงบนหลังมือของตงอิง อาศัยจังหวะที่เด็กชายกำลังบาดเจ็บอยู่นั้น งัดข้อมืออ๋องน้อยขึ้น ดาบทั้งสองปะทะกัน

เกิดเสียงดังกังวาน และแล้วดาบในอุ้งมือของตงอิงก็ถูกปลดลงในที่สุด 

            แม้ถังหยางฮุยไม่ต้องการถูกตราหน้าว่าเป็นผู้สังหารหลานอย่างเหี้ยมโหดท่ามกลางสายตาแขกเหรื่อมากมายที่มาร่วมงาน แต่ก็ยังมีโทสะสุมทรวงอยู่ไม่หาย เมื่อเป็นฝ่ายได้เปรียบ ก็ยากที่จะระงับใจไหว อดที่จะเตะตงอิงอย่างแรงจนเซถลาออกไปหลายก้าวไม่ได้ เขาไล่เตะจนกระทั่งเด็กชายล้มลงไปกองแทบพื้น เกือบหมดสติ

            ทุกคนคิดว่าตงอิงถูกเตะเช่นนี้ คงจะเจ็บแล้วจำ มิกล้าดื้อด้านอีก แต่คาดไม่ถึงว่า เด็กชายจะกัดฟันพลิกกายไปคว้าดาบเล่มยาวแล้วลุกขึ้นมาใหม่ แม้ร่างจะยืนหยัดได้ไม่มั่นคงนัก แต่สีหน้ากลับเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ พลางร้องตะโกนว่า “เข้ามาเลย”

            ถังหยางฮุยเห็นว่าตงอิงยังกล้าท้าทายต่อ ก็โมโหจนหน้ามืด ไม่พูดพร่ำทำเพลง ยกดาบขึ้นมาชิงโจมตีก่อน บีบให้อ๋องน้อยรับมือเป็นพัลวันจนต้องล่าถอยไปหลายก้าว ตงอิงมีพละกำลังห่างชั้นกับอีกฝ่ายจึงคิดจะหลบเลี่ยงการปะทะ แต่ถังหยางฮุยตวัดดาบรุกคืบเข้ามา แล้วใช้สันดาบปลดอาวุธในมือของเขาอีกครั้งจนได้

            ด้วยเรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งที่ผ่านมา เด็กชายจึงรีบหลบลูกเตะกระชั้นของถังหยางฮุยอย่างว่องไว แล้วรีบวิ่งไปเก็บดาบ หันกลับมาสู้ใหม่

            ถังหยางฮุยฉุนขาด ร้องด่าไปว่า “เจ้ารนหาที่ตายเองนะ”

            กล่าวจบ ก็แกว่งดาบแทงสวนเข้าไป ครั้งนี้แม่นยำจนทำให้ตงอิงบาดเจ็บ แต่อ๋องน้อยกลับมิได้ครั่นคร้ามกับความตาย

            จังหวะที่ดาบพุ่งตรงเข้ามา ตงอิงไม่เพียงไม่หลบแต่ยังวิ่งเข้าไปรับ พลันเกิดเสียงดังฉึกจากการที่ดาบแทงทะลุไหล่ โลหิตไหลทะลักย้อมเสื้อคลุมสีดำกลายเป็นสีแดงคล้ำไปกว่าครึ่งช่างน่าพรั่นพรึงนัก

            ขณะที่ถังหยางฮุยตกใจอยู่นั้น ตงอิงก็อาศัยจังหวะที่ดาบแทงทะลุไหล่ เข้าประชิดร่างอีกฝ่ายในชั่วพริบตา ยกดาบขึ้นเล็งไปที่ลำคอของถังหยางฮุย หมายตัดศีรษะเพื่อใช้หนี้โลหิตล้างความอัปยศ 

            ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้น ถังหยางฮุยก็รู้สึกถึงสถานการณ์อันตราย แต่ไม่อาจรับดาบได้ทัน จึงเพียงยกแขนขึ้นมาป้องกันลำคอไว้ตามสัญชาตญาณ

            ดาบนี้ของตงอิงตวัดออกไปสุดแรงกำลัง ปลายดาบฟันฉับลงบนข้อศอกของถังหยางฮุยจนขาด แรงปะทะจากดาบกระเทือนมาถึงบาดแผลที่ไหล่ส่งผลให้เจ็บร้าวถึงกระดูก มือที่ถือดาบไว้พลันอ่อนแรง ดาบยาวเลื่อนหลุดร่วงลงสู่พื้น

            เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ดั่งกระต่ายออกวิ่งแล้วเหยี่ยวก็พุ่งถลาตาม ผู้คนตะลึงไปอึดใจถึงได้พากันตื่นตัว ส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก เมื่อมองไปใจกลางงานเลี้ยงฉลอง ในครรลองสายตานั้นปรากฏภาพแขนที่ถูกบั่นขาด ดาบอาบโลหิต หนึ่งสูงใหญ่ หนึ่งเยาว์วัย ทั้งคู่ประจันหน้ากันในสภาพร่างมีโลหิตไหลอาบโซมกาย ช่างเป็นภาพที่สะเทือนขวัญยิ่งแล้ว

            มิรู้ว่าถังหยางฮุยตกใจจนเสียขวัญหวั่นผวา หรือว่าเจ็บเสียจนชาด้านจึงเพียงใช้มืออุดบาดแผลไว้ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ราวกับไม่อยากจะเชื่อในเรื่องราวที่เกิดขึ้น ยืนนิ่งงันอยู่ชั่วขณะจึงได้รู้สึกตัว พร้อมกับคร่ำครวญหวนไห้ ร่ำร้องออกมาได้เพียงพักเดียวก็ค่อยๆ แผ่วลงราวกับสกุณาไร้เสียง เงียบเสียจนโลหิตหยดลงบนพื้นยังบังเกิดเสียงดังกังวาน

            แม้ถังหยางฮุยจะสร้างภาพว่าตนเองเหี้ยมหาญเชี่ยวชาญการประลองดาบ แต่ความจริงแล้ว ก็เป็นเพียงท่านอ๋องผู้บอบบางที่เติบโตมากับการประคบประหงม เขาร่ำเรียนวิชาดาบแต่ไม่เคยได้รับบาดเจ็บจนหลั่งโลหิตเลยสักหน อีกทั้งได้รับการเยินยอจากบ่าวไพร่รับใช้ข้างกายว่าฝีมือเป็นหนึ่งในใต้หล้า จึงไม่คิดว่าตนเองจะพ่ายแพ้ และยิ่งคาดไม่ถึงว่าตงอิงซึ่งอ่อนวัยกว่าจะมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวแลแน่วแน่ถึงเพียงนี้ ฤทธานุภาพของดาบที่ตงอิงใช้ชีวิตแลกมา ทำให้รู้สึกหวาดผวายิ่งนัก เขาดูแขนอันอเนจอนาถของตนแล้วมองตงอิงที่ร่างกายชุ่มโชกโลหิตด้วยความรู้สึกสยดสยอง พลันบังเกิดความคิดจะหลบซ่อนไม่อยากต่อกรด้วยอีกต่อไป ความปั่นป่วนในใจทำให้ถอยหลังไปหลายก้าว แล้วสะดุดล้มลงเนื่องจากความรีบร้อนก่อนจะหมดสติ

            ตงอิงผู้อาบโลหิตเปรอะเปื้อนโซมกาย แม้จะซวนเซ ทว่ายังกัดฟันฝืนหยัดยืนไม่ยอมล้ม เขากวาดสายตามองไปโดยรอบ แล้วเอ่ยถามเหล่าราชนิกุลและบรรดาท่านอ๋องทั้งหลาย ซึ่งมีความมุ่งมาดปรารถนาร้ายต่อเขาอย่างช้าๆ “ยังมีผู้ใดกล้าลบหลู่ชื่อเสียงอันดีงามของท่านย่าและท่านอาของข้าอีกหรือไม่?”

            เดิมทีตงอิงถูกคนโดยรอบเหยียดว่าอ่อนแอแลบอบบาง แม้แต่เปล่งวาจาออกไปยังสิ้นไร้เรี่ยวแรง ทว่าในเพลานี้ คำถามที่เปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำของเขานั้นกลับให้ความรู้สึกทรงพลังยิ่ง เด็กชายร่างเล็กสูงเพียงสามศอกผู้นี้ ช่างพิเศษนัก พิเศษเสียจนทำให้ทุกชีวิตที่นั่งหายใจอยู่ในที่นั้นหวาดหวั่นเกรงกลัวจับขั้วหัวใจ

บทที่ 4 หงส์ฟ้าปรากฏ

            ถังหยางจิ่ง ผู้ซึ่งประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ แลเห็นแล้วว่าผู้คนในงานต่างพากันประหวั่นพรั่นพรึงต่อเด็กชายที่ยังไม่ได้เกล้ามวยผม4เสียด้วยซ้ำ

            เขารู้สึกแปลกใจระคนโกรธกริ้ว พร้อมกับตระหนักได้ว่าตนนั้นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จึงอดมิได้ที่จะตำหนิพวกคนไม่เอาไหนเหล่านี้ในใจ แต่ต่อให้ตำหนิอย่างไร เมื่อนึกถึงนิสัยยอมหักไม่ยอมงอของตงอิงที่ได้ประจักษ์ จากเดิมที่มีเจตนาเพียงจะกลั่นแกล้งให้เด็กชายกลัวเกรงสักเล็กน้อย ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นหมายมั่นกำจัดเสียให้สิ้นซาก

            ตงอิงที่บาดเจ็บสาหัสกระจ่างแจ้งถึงความคิดอ่านของถังหยางจิ่งจนถ่องแท้ ทว่าในยามนี้ เขาไม่มีความหวาดกลัวต่อฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองไปยังถังหยางจิ่ง แม้ว่าร่างกายจะซวนเซเพียงใด แต่ก็กัดฟันไว้ไม่ยอมล้มลง อีกทั้งไม่ยอมก้มหัววิงวอนร้องขอความเมตตา

            ในยามนี้ ขันทีในวังแห่งราชวงศ์หวาทรงอิทธิพลยิ่งนัก ดูจากการที่คนเหล่านั้นสามารถสังหารฮ่องเต้ ฮองเฮา เหล่าพระสนม องค์หญิงและองค์ชายที่ตนไม่พึงปรารถนาได้ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง

            ซ้ำร้ายเหล่าเสนาบดีในราชสำนักต่างแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แก่งแย่งแข่งขัน ใช้อำนาจควบคุมราชกิจ วิพากษ์วิจารณ์ใส่ร้ายป้ายสี ถอดถอนฮ่องเต้ตามอำเภอใจ

            ยิ่งหัวเมืองชายแดนนั้นเล่า ต่างตั้งตนเป็นใหญ่ กำเริบเสิบสาน ไม่เห็นฮ่องเต้อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย

            เดิมทีถังหยางจิ่งนั้นเป็นเพียงฮ่องเต้ ที่เหล่าขันทีและเสนาบดีเสนอมาเพื่อรักษาฐานกำลังของตน นับตั้งแต่วันที่ขึ้นครองราชย์ก็มิได้มีอำนาจอย่างแท้จริง เป็นเพียงเครื่องประดับราชบัลลังก์เท่านั้น บรรดาขั้วอำนาจทั้งหลายต่างให้ความเคารพแต่เพียงเปลือกนอก ถึงแม้ถังหยางจิ่งจะรู้อยู่แก่ใจ แต่ก็ไม่เคยถูกเด็กชายที่ยังไม่ได้เกล้าผมจ้องด้วยสายตาถมึงทึงดั่งเช่นในเพลานี้มาก่อน จึงหมดความอดทน ตบโต๊ะน้ำชา พลางลุกขึ้นยืนแล้วตวาดอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ตงอิง เจ้าอายุน้อยเพียงเท่านี้ เหตุใดจึงโหดเหี้ยมอำมหิตนัก บังอาจก่อเหตุทะเลาะวิวาท มีจิตคิดสังหารถังหยางฮุยจนถึงแก่ความตาย”

            ตงอิงตะเบ็งเสียงตอบคำกลับไป “เห็นได้ชัดว่าถังหยางฮุยเป็นฝ่ายกล่าววาจาลบหลู่พระมารดาของแผ่นดินและองค์หญิงใหญ่ อีกทั้งก่อกวนชวนวิวาท การที่กระหม่อมต้องออกดาบกวัดไกวก็เพื่อผดุงไว้ซึ่งคุณธรรมและแสดงความกตัญญู ต่อต้านความไม่เที่ยงตรงเท่านั้น ฝ่าบาทตรัสเช่นนี้ กระหม่อมไม่อาจยอมรับได้พ่ะย่ะค่ะ”

            ถังหยางจิ่งเป็นถึงองค์ฮ่องเต้และพระปิตุลา ท่ามกลางงานเลี้ยงสังสรรค์ของราชนิกุล ภายใต้สายตาทุกคู่ที่จับจ้อง กลับไม่อาจกำราบเด็กชายเพียงคนเดียวได้ ให้รู้สึกเสียหน้าหนักหนา นับเป็นความอัปยศอย่างหาที่สุดมิได้ จึงไม่สนใจจะรักษาภาพพจน์อีกต่อไป รับสั่งเสียงเฉียบขาดว่า “ทหาร มาลากตัวอ๋องจ้าวไปโบยให้...”

            คำว่า “ตาย” ยังมิทันเอ่ยออกจากปาก ฉับพลันนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังกังวานมาแต่ไกล “งานเลี้ยงสัตตบงกชวันนี้คึกคักยิ่งนัก”

            ท่ามกลางหมู่มวลบุปผาที่พลิ้วไสว ร่างหนึ่งในอาภรณ์สีขาวก็ปรากฏกายขึ้น นางเดินเยื้องกรายเข้ามาอย่างชดช้อยจนถึงบริเวณลานที่จัดงานเลี้ยง แม้เจ้าตัวจะยังมาไม่ถึง แต่สายตากลับจับจ้องถังหยางจิ่งไม่ยอมคลาด ทั้งยังกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ “แว่วข่าวว่างานเลี้ยงของฝ่าบาทกับบรรดาท่านอ๋องมีมหรสพให้รื่นรมย์ ชมการร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานครึกครื้น รุ่ยหยู่ได้ยินกิตติศัพท์เลื่องลือมานาน วันนี้ก็เลยขอเข้าร่วมโดยมิได้รับเชิญ เมื่อมาถึงริมสระไท่เย่ ก็ได้ยลยินดนตรีเสนาะประสานขับขานบทเพลงและเสียงหัวเราะ ช่างเข้ากับภาพทิวทัศน์ดอกปทุมมาที่บานอยู่เต็มสระนี้ยิ่งนัก”

            น้ำเสียงกระจ่างใส อ่อนหวานและชัดถ้อยชัดคำ มีจังหวะจะโคน เฉกเช่นน้ำตกใสที่ไหลรินมาจากซอกเขา ในขณะเดียวกันก็ราวกับบุปผชาติที่ดอกและใบพลิ้วไหวไปตามสายลม กังวานราวกับทองคำกระทบหยก ยังผลให้ผู้ฟังรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ผ่อนคลายสบายใจ

            งานเลี้ยงสัตตบงกชนี้เริ่มต้นด้วยการร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน แต่กลับจบด้วยการนองเลือด เหล่าผู้มากยศที่มาร่วมงาน ต่างก็เป็นคนสนิทที่ถังหยางจิ่งดึงตัวมาเป็นพวกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถึงแม้สถานการณ์จะถูกตระเตรียมมาล่วงหน้า แต่เมื่อเกิดเรื่องน่าประหวั่นพรั่นพรึงเหนือความคาดหมาย ทำให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับตงอิงผู้มีทีท่าทระนงองอาจไร้ซึ่งความขลาดเขลา อีกทั้งพอได้สดับวาจาของรุ่ยหยู่ก็ให้อดรู้สึกเสียหน้าและหงุดหงิดใจขึ้นมามิได้ ด้วยต่างรู้ดีว่า การที่รุ่ยหยู่ปรากฏกายในตอนนี้ จะต้องมาเพื่อนำตัวตงอิงกลับไป ทำลายแผนการในวันนี้ของถังหยางจิ่งเป็นแน่ แต่พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจเท่าใดนัก กลับแอบรู้สึกโล่งอกแทนเด็กชายเสียมากกว่า

            ถังหยางจิ่งพาตัวตงอิงมาจากฝั่งประจิมด้วยการบีบบังคับ เขาเสี่ยงเล่นเล่ห์เพทุบายในงานเลี้ยง โดยใช้ชื่อเสียงของราชนิกุลบังหน้า คาดไม่ถึงว่าตงอิงผู้มีท่าทีอ่อนนอกแต่ภายในกลับแข็งแกร่งแลหาญกล้ายิ่งนัก นับว่าตนคาดการณ์ผิดไปในข้อนี้ อีกทั้งยังตกตะลึงที่จู่ๆ รุ่ยหยู่ก็เดินเข้ามาอย่างไม่สะทกสะท้าน ในขณะที่บรรดาอ๋องคนสนิท มิมีผู้ใดยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเลยสักคน เปลวเพลิงแห่งโทสะที่คุกรุ่นก็พลันถูกอัดแน่นอยู่ภายในดั่งไฟสุมขอน ทำให้พูดไม่ออกไปชั่วขณะ

            รุ่ยหยู่มองเห็นตงอิงซึ่งยืนอยู่กลางงานเลี้ยงจากในระยะไกล แม้ว่าใบหน้าจะเปื้อนยิ้ม แต่ใจกลับรู้สึกเป็นห่วงยิ่งนัก ปากก็สนทนาปราศรัย แต่ฝีเท้ากลับประชิดใกล้ไม่ชะลอลงแม้แต่น้อย “งานเลี้ยงชั้นเลิศและทิวทัศน์แสนงดงามเช่นนี้ ไยพระองค์กลับมีพระพักตร์โกรธกริ้วถึงเพียงนี้เล่าเพคะ” ด้วยตงอิงยืนหันหลังให้ เมื่อนางเดินเข้าไปใกล้ ถึงได้เห็นว่าเด็กชายมีโลหิตไหลโซมทั่วร่าง พร้อมทั้งมีดาบคมปักคาบนไหล่ ใบหน้ารุ่ยหยู่พลันเผือดสี นางรีบถลาเข้าไปประคองอ๋องน้อยไว้ “เสี่ยวอู่ เหตุใดเจ้าถึงได้อยู่ในสภาพเช่นนี้”

            ดาบนั้นเป็นของถังหยางฮุยที่แทงทะลุร่าง แม้จะไม่ได้ตัดผ่านขั้วหัวใจแต่กระทบกระเทือนอวัยวะภายในอยู่ไม่น้อย นางยื่นมือออกไปหมายจะดึงดาบออก แต่ก็เกรงว่าจะยิ่งทำให้หลานชายบาดเจ็บหนักขึ้น มองท่าทางยืนหยัดของตงอิงในขณะที่โลหิตไหลไม่ขาดสายก็ทำให้ปวดใจยิ่งนัก

            ตงอิงที่บาดเจ็บสาหัสยืนตระหง่านไม่ยอมล้มโดยง่ายด้วยอาศัยแรงใจเพียงเท่านั้น กระทั่งเห็นหญิงตรงหน้าก็รู้สึกว่ามีที่ให้พึ่งพิง ถึงได้ผ่อนคลายจึงร้องเรียก “ท่านอา” แล้วซวนซบลงแทบอกนาง สิ้นสติในทันที

            รุ่ยหยู่ตกใจยิ่งนัก ชิงหงที่อยู่ด้านหลังรีบเข้ามาช่วยนางประคองตงอิงไว้ ทั้งยังร้องเรียกหมอหลวงผู้ติดตามให้เข้ามาช่วย แล้วเอ่ยเตือนเสียงแผ่วเบาว่า “องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ พระทัยเย็นไว้ พระทัยเย็นไว้”

            รุ่ยหยู่บุกเข้ามายังวังฝั่งบูรพา ก็ด้วยเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ดั่งที่เห็นเช่นตรงหน้านี้ แม้จะเตรียมใจมาแล้ว แต่เมื่อมาเห็นด้วยตาว่าหลานชายที่ตนประคับประคองปกป้องดูแลมาตั้งแต่น้อยคุ้มใหญ่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถึงจะพยายามข่มใจให้เย็นลงสักปานใด ก็มิอาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้ จึงเงยหน้ามองถังหยางจิ่งอย่างโกรธเคือง แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตวาดกราดเกรี้ยว “ต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ มันผู้ใดบังอาจเหิมเกริมคิดกระทำการหมายสังหารเสี่ยวอู่เช่นนี้”

            เมื่อถังหยางจิ่งเห็นว่ารุ่ยหยู่นำหมอหลวงมาในครานี้ด้วย ก็ประจักษ์แล้วว่านางได้เตรียมการไว้ก่อนหน้า ด้วยล่วงรู้ว่าตนประสงค์ร้ายมาตั้งแต่ต้น จึงรู้สึกเสียหน้ายิ่งนักจนใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ พร้อมทั้งกล่าวตำหนิด้วยสีหน้าดุดันว่า “องค์หญิงใหญ่ เรื่องนี้ข้าก็อยากจะถามท่านอยู่พอดี ตงอิงอยู่ในวังฝั่งประจิม คอยติดตามองค์หญิงมาโดยตลอด ท่านสั่งสอนอย่างไร เขาถึงได้ไร้คุณธรรมจริยธรรมถึงเพียงนี้ อีกทั้งตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อฮ่องเต้ มีความผิดมหันต์ไม่อาจอภัยได้”

            แม้รุ่ยหยู่จะมีโทสะ แต่กลับคลี่ยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาทเพคะ เสี่ยวอู่เวลาที่อยู่ในฝั่งประจิมก็ปรนนิบัติไทเฮาด้วยความกตัญญูแลนอบน้อมมาโดยตลอด อีกทั้งยังมีมารยาท เป็นกันเองกับผู้น้อยต่ำต้อยกว่า สุขุมนุ่มลึก จิตใจดีงาม ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนอย่างเคร่งครัด แต่ไฉนวันนี้เข้ามาในฝั่งบูรพาไม่กี่ชั่วเพลาผันผ่าน ก็มีความผิดฐานไร้คุณธรรมจริยธรรมและตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อฮ่องเต้เสียแล้ว ไม่ทราบว่าเขาทำสิ่งเลวร้ายอันใดกันหรือ จึงทำให้ฝ่าบาทกริ้วถึงกับจะให้เขาหลั่งโลหิตชดใช้ให้จงได้”

            เมื่อก่อน เวลาที่ถังหยางจิ่งได้พบรุ่ยหยู่มักมีหลี่ไทเฮาอยู่ด้วยเสมอ ตอนนั้นรู้สึกเพียงว่านางบอบบางน่าเอ็นดู วันนี้ได้พบหน้าจึงมีเจตนาจะโจมตีที่จุดอ่อนเพื่อหมายข่มขวัญ คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมิได้เกรงกลัวความเกรี้ยวกราดของเขาแม้แต่น้อย เมื่อดีดลูกคิดรางแก้วดูแล้วเห็นว่าหมดหนทาง จึงได้แต่กัดฟันกรอด พยายามสะกดกลั้นโทสะเอาไว้ พลางชี้ไปทางตงอิงที่หมอหลวงกำลังให้การรักษา แล้วกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “จู่ๆ เสี่ยวอู่ก็เป็นบ้าขึ้นมา จับดาบเข้าฟาดฟันหมายจะสังหารจนน้องยี่สิบหกต้องสังเวยแขนให้กับคมดาบของเขา หากไม่รีบห้าม วันนี้น้องยี่สิบหกคงสิ้นชีพเป็นแน่แท้”

            รุ่ยหยู่มองกองโลหิตที่สาดกระจายอยู่บนพื้นแล้วปรายตามองถังหยางฮุยที่ยังคงสลบไสลไม่ได้สติ ก็เหยียดยิ้มอย่างขุ่นเคือง “ฝ่าบาทชื่อเสียงความหาญกล้าของท่านอ๋องผู้นี้ มีใครในเมืองฉางอันมิล่วงรู้บ้าง เสี่ยวอู่เป็นเพียงเด็กชายในวัยสิบสอง ทั้งยังกล่าวได้ว่าสูงเพียงสามศอกจะถือดาบยาวตั้งสองศอกไหวได้อย่างไรกัน ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าเขากล้า ‘จับดาบสังหาร’ กระทำการเสียมารยาทกับท่านอ๋องนะเพคะ”

            ถังหยางจิ่งบีบบังคับนำตัวตงอิงมา แต่กลับมิกล้าลงมือสังหารกระทำการอย่างผ่าเผย คงเป็นเพราะเกรงว่าตนเองจะตกเป็นขี้ปากผู้คน ให้ชื่อเสียงหม่นหมองและต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการช่วงชิงอำนาจในกาลเบื้องหน้า ดังนั้นชายผู้นี้จึงหาวิธีป้ายความผิดให้กับตงอิง เพื่อให้ตนได้เปรียบจากการถือไพ่ที่เหนือกว่า เมื่อรุ่ยหยู่แสดงความคลางแคลงระแวงสงสัย เขาก็หัวเราะเสียงเย็นแล้วกล่าวว่า “ตงอิงก่อจลาจล อ๋องทุกคนในที่นี้ล้วนเป็นพยานได้ องค์หญิงใหญ่ ท่านบังอาจกล่าวเชิงตำหนิติเตียนเช่นนี้ หรือคิดว่าคำพูดของข้าก็โป้ปดมดเท็จด้วย”

            เมื่อรุ่ยหยู่ได้ยินว่าอีกฝ่ายนำสถานะของการเป็นฮ่องเต้มาใช้ในการกดดัน ก็เลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับส่งสายตาหยามหยัน โต้ตอบโดยพลัน “แม้ว่าฝ่าบาทดำรงสถานะฮ่องเต้ แต่ก็ไม่อาจประกาศพระราชกฤษฎีกาได้ตามพระทัย นอกจากนี้หากดูจากอายุและอุปนิสัยใจคอของเสี่ยวอู่แล้ว การที่จะปัดความผิดป้ายข้อหา ‘จับดาบสังหาร ก่อการจลาจล’ ให้เขา ก็เกรงว่าฝ่ายพระญาติคงไม่อาจยอมรับได้ ฝ่ายราชสำนักก็คงไม่อาจนับถือ แม้แต่บนภาพวาดและหนังสือประวัติศาสตร์พงศาวดารก็ใช่ว่าจะสามารถจารึกได้”

            ในน้ำเสียงของนางแฝงความนัยต่อถังหยางจิ่ง ผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นถึงองค์ฮ่องเต้แต่กลับสิ้นไร้ในพระราชอำนาจ จะใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นแต่กลับกระดากอายที่ไม่อาจหาข้อแก้ต่างมาโต้แย้งได้ แต่ละถ้อยคำล้วนเสียดแทงใจดำยิ่งนัก  วาจาดังกล่าวทำให้ถังหยางจิ่งจากสีหน้าแดงก่ำ กลายเป็นขาวซีด จากขาวซีดก็กลายเป็นเขียวคล้ำ จากนั้นก็ตวาดเสียงก้องระเบิดอารมณ์เกรี้ยวกราดออกมา “องค์หญิงใหญ่ ท่านอย่าได้กล่าววาจาเพ้อเจ้ออีกเลย ทหาร มานำตัวอ๋องจ้าวไป”

            ด้วยขึ้นครองราชย์มาเกือบหกปี ถึงแม้จะถูกเหล่าขันทีและเสนาบดีกดขี่เสียจนโงหัวไม่ขึ้น แต่ก็ยังมีคนสนิทที่รับฟังคำสั่งอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นคือองครักษ์ผู้หนึ่งซึ่งมีสายตาแหลมคม คิดว่าหากไม่ตีรุ่ยหยู่จนสลบแต่หมายจะนำตัวตงอิงไป คงได้ถูกขัดขวางเป็นแน่ จึงส่งสายตาให้กับพวกพ้อง     

            องครักษ์สองนายตรงเข้าไปขัดขวางรุ่ยหยู่ไว้ ส่วนอีกหกนายแล่นลิ่วไปหาตงอิง

            รุ่ยหยู่เองก็ว่องไวยิ่งนัก นางถอยหลังไปปักหลักอยู่ตรงหน้าตงอิงนานแล้ว ใช้ตนเองเป็นเกราะป้องกัน ก่อนจะตะโกนก้องร้องถามออกไปว่า  “ข้าเป็นพระราชธิดาองค์โตของฮ่องเต้อู่จง พวกเจ้ามีใครกล้าลงมืออีกรึ?”

อู่จงพระบิดาของนาง เป็นฮ่องเต้ที่ปรีชาสามารถทั้งยุทธศาสตร์ทางการทหารและพิชัยสงครามอันแยบยล สร้างชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ราชวงศ์หวาเพียงผู้เดียวตลอดร้อยปีที่ผ่านมา เคยยกทัพออกกวาดล้างเจ็ดหัวเมือง ที่แข็งข้อกระด้างกระเดื่องด้วยตัวเอง ถึงแม้จะมีพระชนม์ชีพแสนสั้น แต่เกียรติศักดิ์ทางการทหารยังคงดำรงอยู่ และขณะนี้รุ่ยหยู่ พระราชธิดากำลังใช้กายากำบังอ๋องจ้าวไว้ องครักษ์หลายนายจึงอดที่จะพะว้าพะวังลังเลมิได้

            อาการสองจิตสองใจที่เกิดขึ้น ทำให้ราชองครักษ์หงสาที่ยืนอยู่ในระยะไกลจากองค์หญิงใหญ่รุกคืบเข้ามาข้างหน้าหลายก้าว พร้อมกับเปล่งเสียงว่า “ปกป้ององค์หญิงใหญ่” โดยพร้อมเพรียงกัน

            ราชองครักษ์ที่ติดตามรุ่ยหยู่มานั้น แม้ว่าจะมีเพียงยี่สิบชีวิต แต่ทุกนายล้วนมีไหวพริบปฏิภาณทั้งสิ้น เสียงเตรียมพร้อมรับคำสั่งช่างทรงอานุภาพยิ่งนัก ดังอึกทึกกึกก้อง ให้ความรู้สึกอาจหาญชาญชัยอย่างที่องครักษ์ฝั่งบูรพาไม่เคยมีมาก่อน จนทำให้เชื้อพระวงศ์ที่อยู่ในงานล้วนหน้าถอดสี

            ที่รุ่ยหยู่นำพาเหล่าราชองครักษ์ที่มีอาวุธครบมือมาด้วย เพราะคิดว่าป้องกันไว้ดีกว่าแก้เท่านั้น มิได้ต้องการจะงัดข้อกับถังหยางจิ่งดังเช่นเพลานี้เลย ดังนั้น นางจึงให้เหล่าทหารราชองครักษ์รออยู่ห่างไปหลายช่วงตัว เพื่อเป็นการแสดงแสนยานุภาพเพียงเท่านั้น บัดนี้ เมื่อนางเห็นว่าองครักษ์ของฝั่งบูรพาที่ต้องการเข้ามาจับตัวไม่กล้าทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า และถังหยางจิ่งเองก็มีสีหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงก จึงถือโอกาสเอื้อนเอ่ยวาจาอ่อนหวาน เนิบช้าว่า “ฝ่าบาท เสี่ยวอู่ไร้บิดามารดามาตั้งแต่เล็ก อีกทั้งยังเยาว์นัก ในฐานะที่เราเป็นญาติผู้ใหญ่ของเขา ก็ควรจะมอบความรักความเมตตาให้ ถึงแม้เขาจะกระทำการใดมีความผิดไปสักเล็กน้อย ก็ควรว่ากล่าวตักเตือน เหตุใดจึงต้องลงไม้ลงมือด้วยโทสะเล่าเพคะ”

            ระหว่างที่รุ่ยหยู่กล่าว สายตาก็จับจ้องไปยังบรรดาเชื้อพระวงศ์ที่อยู่รายรอบ แม้จะรู้แน่ว่ามีบางคนสาแก่ใจทั้งยังมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น เฝ้ารอดูฝั่งบูรพาและประจิมห้ำหั่นกัน แต่นางก็ไม่อาจแจกแจงสิ่งที่อยู่ในใจของพวกเขาออกมาได้ กลับต้องใช้ไม้อ่อนโน้มน้าว และต้องไว้หน้าถังหยางจิ่งบ้าง “ร้อยปีมานี้ ราชบัลลังก์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ทายาทฝ่ายชายมีน้อย เดิมทีฮ่องเต้เสี้ยวซวนมีพระโอรสแปดองค์ พระนัดดาอีกสิบเก้า บัดนี้เหลือแค่เสี่ยวอู่แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น พี่น้องทุกท่านปกติแล้วรักใคร่เอ็นดูเขาอยู่เสมอ เหตุใดวันนี้ เมื่อเห็นว่าตงอิงทำให้ฝ่าบาทกริ้ว กลับไม่มีใครออกหน้า ร้องขอความเมตตาแทนเขาเลยสักคน”

            นับวันมโนธรรมในชนชั้นวรรณะกษัตริย์แห่งราชวงศ์หวาจะยิ่งเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ บรรดาท่านอ๋องที่มีวิสัยทัศน์ เมื่อเห็นวิกฤตในสถานการณ์ตรงหน้า ล้วนทราบว่าฮ่องเต้ไม่สามารถเพิกเฉยต่อความต้องการของส่วนรวมได้ ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้รักและผูกพันกับตงอิงสักเท่าใด แต่พอรู้ว่าถังหยางจิ่งมีความคิดจะโบยตีตงอิง ซึ่งเป็นเพียงเด็กชายเท่านั้น ก็อดรู้สึกเศร้าใจมิได้ เมื่อได้ยินรุ่ยหยู่กล่าววาจาคาดคั้นจึงมีเชื้อพระวงศ์หลายคนเอ่ยปากขอความเมตตา

            ถังหยางจิ่งเองก็มิใช่ฮ่องเต้ที่ปรีชาสามารถ กล้าคิดกล้าตัดสินใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กอปรกับน้อยครั้งนักที่จะทำการใดได้สำเร็จ จึงมีอุปนิสัยค่อนไปทางอ่อนแอ ในคราแรกนั้นคิดจะจับตัวตงอิงมาเพื่อสำแดงเดชสร้างบารมีในงานสังสรรค์ของราชนิกุล ซึ่งนับว่าเป็นการกระทำอันหาญกล้าที่สุดในรอบหลายปี แม้เพลานี้จะโกรธแค้นจนถึงกับเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่เมื่อคิดถึงอำนาจสั่งการอันอ่อนด้อยของตน อีกทั้งหากรุ่ยหยู่ได้รับอันตรายเพียงปลายก้อย แม้แต่ตัวเขาเองก็อาจจะไม่ได้รับการยกเว้น จึงมีท่าทีอ่อนลงในทันที

บทที่ 5 ค่ำคืนคิมหันต์อันเหน็บหนาว

            เมื่อรุ่ยหยู่ได้ตัวตงอิงแล้ว นางก็รีบร้อนจากไปโดยเร็ว ครั้นพอถึงประตูฉางเล่อ ก็พบกับหน่วยราชองครักษ์ของหลี่ไทเฮา

            หลี่ไทเฮาป่วยมานานหลายปี รุ่ยหยู่จึงไม่ประสงค์จะทำให้อีกฝ่ายต้องกระวนกระวายไม่สบายใจ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก จึงกระทบกระเทือนไปถึงท่านย่าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

            หลี่ไทเฮารวบรวมเหล่าราชองครักษ์จัดขบวนหงสาในอาณัติ เตรียมใช้กำลังบุกวังฝั่งบูรพาเพื่อให้ความช่วยเหลือ คาดไม่ถึงว่าจะพบกับรุ่ยหยู่ที่พาตงอิงกลับมาได้ในระหว่างทางเข้าพอดี จึงรู้สึกยินดียิ่งนัก เนื่องจากนางไม่มีบุตรชายจึงถูกฮ่องเต้ซู่จงทอดทิ้ง แต่เพราะความสนิทสนมกลมเกลียวกับตวนฮองเฮา จึงช่วยกันกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูฮ่องเต้อู่จงจนเติบใหญ่ เมื่อพระองค์เถลิงราชสมบัติจึงได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นไทเฮา แม้รุ่ยหยู่มิได้มีศักดิ์เป็นหลานแท้ๆ แต่นางก็ทะนุถนอมกล่อมขวัญราวกับไข่ในหิน เมื่อเห็นว่าหลานสาวปลอดภัย ก็สามารถคลายใจลงได้ จากนั้นจึงทราบว่าตงอิงบาดเจ็บสาหัสสลบไสลไม่ได้สติ มิรู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร แม้นางจะเจ็บปวดจนอยากร่ำไห้ แต่ด้วยไม่อยากให้ผู้ใดต้องเป็นห่วง จึงข่มกลั้นความตระหนกตกใจ แล้วรับสั่งให้เหล่าขันทีและนางข้าหลวงจัดตำหนักพักฟื้นให้กับตงอิง พร้อมทั้งให้เชิญหมอหลวงมาตรวจรักษา

            ครานี้ตงอิงบาดเจ็บสาหัส เสียโลหิตไปมิใช่น้อย ตกดึกจึงมีอาการร้อนรุ่มด้วยพิษไข้ หมอหลวงหลายคนอดตาหลับขับตานอนเฝ้าอยู่ข้างกายมิได้ห่างตลอดทั้งคืนเพื่อทำการฝังเข็มและใส่ยาสมานแผลให้

            รุ่ยหยู่กังวลใจยิ่งนักแต่ก็มิอาจแสดงอาการ ต่อหน้าหลี่ไทเฮาจึงฝืนยิ้มปลอบประโลมจิตใจผู้เป็นย่า “ท่านย่า เสี่ยวอู่เป็นคนดี ฟ้าดินย่อมคุ้มครองให้รอดพ้นจากภยันตรายเป็นแน่ อย่าได้กังวลใจไปเลย หมอหลวงบอกว่าร่างกายท่านยังไม่แข็งแรง ต้องพยายามอย่ากังวล พักฟื้นอย่างสงบ เรื่องเฝ้าไข้ให้ข้าจัดการเอง ท่านกลับไปพักผ่อนเถิด”

            แม้ว่าหลี่ไทเฮาจะมีชาติกำเนิดที่ต่ำต้อย และไม่สันทัดเรื่องการช่วงชิงอำนาจในราชสำนัก แต่ตลอดชีวิตที่ล่วงเลยมานี้ ได้ผ่านการต่อสู้ช่วงชิงภายในวังหลวงมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เห็นราชบัลลังก์หมุนเวียนสับเปลี่ยนถึงหกครั้งมากับตา  นางจึงเข้าใจความเป็นไปในใต้หล้านี้ และตระหนักดีว่าหากตนเองยังฝืนดึงดันจะอยู่เฝ้าไข้จนดึกดื่น ขณะที่มีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์อันใดแล้ว ยังทำให้รุ่ยหยู่ไม่สบายใจ ทำให้ผู้คนฝั่งชีเน่ยต้องแตกตื่น

            ทว่าไทเฮาก็ไม่อาจเบาใจ กระทั่งรุ่ยหยู่ประคองออกมานอกตำหนัก ก็ยังอดหันกลับไปมองห้องชั้นในซึ่งมีแสงไฟสว่างไสวอยู่ไม่ได้ หลี่ไทเฮามองหลานสาวซึ่งมีสีหน้ากลัดกลุ้มเป็นกังวล พลันรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา หยาดน้ำค่อยๆ ไหลรินลงมา พลางกล่าวตำหนิตนเอง “ข้ามันไร้น้ำยา ปล่อยให้เสี่ยวอู่ต้องบาดเจ็บสาหัสและทำให้เจ้าต้องวิตกกังวลเช่นนี้”

            รุ่ยหยู่ตอบรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ท่านย่ากล่าวเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ท่านย่าปกป้องพวกเรามาโดยตลอด เรื่องราวในวันนี้มีที่มาที่ไป ต้องโทษถังหยางจิ่งที่เกิดผีเข้าขึ้นมา ไม่เกี่ยวกับท่านแม้แต่น้อย เหตุใดต้องกล่าวโทษตัวเองด้วยเล่า”

            ภายในใจของหลี่ไทเฮารู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว นางลูบผมรุ่ยหยู่เบาๆ “หากข้ามีความสามารถเฉกเช่นน้องจิ้งหวาและอาอู่ เจ้ากับเสี่ยวอู่จะถูกถังหยางจิ่งทำร้ายได้อย่างไรกัน เป็นเพราะข้าโง่เขลาเบาปัญญา เลยทำให้พวกเจ้าต้องลำบาก”

            ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวถึงเสด็จย่าและพระราชบิดาที่สิ้นพระชนม์ไปนานหลายปีแล้วของตนก็รู้สึกสะเทือนใจขึ้นมา รุ่ยหยู่กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า “ตั้งแต่ท่านย่าเลี้ยงดูข้าและเสี่ยวอู่มา ไม่เคยทำให้พวกเราลำบากแม้แต่น้อย”

            หลี่ไทเฮาแย้มยิ้มอย่างเศร้าสร้อย พลางส่ายหน้า มองอีกแง่หนึ่งเมื่อคิดว่ารุ่ยหยู่บุกเข้าชิงตัวตงอิงออกมาจากวังฝั่งบูรพาได้ ก็ให้รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก จึงเอ่ยอย่างเอ็นดูว่า “ข้าเพียงแค่กลัวว่า การที่เจ้ากับตงอิงอยู่ข้างกายข้า จะทำให้พวกเจ้าสูญเสียความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ไป วันนี้สิ่งที่เจ้าทำ ถึงแม้จะหุนหันพลันแล่นไปบ้าง แต่ก็แสดงถึงความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญที่สืบทอดมาจากน้องจิ้งหวาและอาอู่ ช่างดีเหลือเกิน”

            สองย่าหลานเดินไปพลาง สนทนาไปพลาง จนกระทั่งรุ่ยหยู่ส่งหลี่ไทเฮากลับถึงตำหนักเชียนชิว จึงได้ย้อนกลับมา ชิงหงเกรงว่าตกดึกน้ำค้างแรงอากาศหนาวเย็น จึงสั่งให้คนเตรียมเสื้อคลุมมาส่งให้

            รุ่ยหยู่สวมเสื้อคลุมคลายหนาว แล้วเดินมาหยุดข้างตงอิงที่ยังคงนอนหลับใหลไม่ได้สติ  จึงสังเกตเห็นว่านอกจากเขาจะดูกระสับกระส่ายแล้ว ใบหน้ายังแดงก่ำเหมือนกำลังร้อนรุมทุกข์ทรมานอีกด้วย นางมองปราดทั่วกายคนป่วยจากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อแล้วหมุนกายเดินออกจากตำหนักพลางร้องเรียกโจวชาง แล้วเอ่ยถามว่า “พวกขันทีที่คอยปรนนิบัติรับใช้เสี่ยวอู่ไปอยู่ที่ไหนกันหมด?”

            โจวชางตอบกลับอย่างนอบน้อม “หลังจากท่านเสวียส่งเหล่าราชองครักษ์มาเฝ้าประตูวังไว้ ข้ารับใช้จากตำหนักอันเหริน นอกจากเฉียวหลีแล้ว ต่างก็ทำงานอยู่ภายในตำหนัก ยังไม่ออกมาพ่ะย่ะค่ะ”

            รุ่ยหยู่พยักหน้าน้อยๆ สาวเท้าก้าวเดินไปทางตำหนักอันเหริน สองขันทีคนสนิทและเหล่าข้าราชบริพารต่างเดินตามหลังเจ้านายไปติดๆ อย่างเงียบเชียบ

            ตงอิงไปเก็บน้ำหวานแต่เช้าตรู่ ทว่าถังหยางจิ่งกลับระแคะระคายรู้ความเป็นไปได้รวดเร็วนัก สาเหตุนั้นต้องมิใช่ด้วยความบังเอิญเป็นแน่ น่าจะเป็นเพราะมีคนข้างกายตงอิงส่งข่าวให้ทางฝั่งบูรพารับรู้

            ตัวการที่คาบสารส่งข่าวออกไปจะปล่อยไว้ไม่ได้

            ด้วยความที่ตงอิงยังเยาว์วัยจึงมีข้ารับใช้จำนวนไม่มาก ตัดบรรดาทหารราชองครักษ์ที่คอยสับเปลี่ยนเวรยามแล้ว ขันทีและข้ารับใช้ที่หลี่ไทเฮาส่งมาให้รับผิดชอบดูแลชีวิตความเป็นอยู่ ปัจจัยสี่ ประกอบด้วย เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง อีกทั้งทำความสะอาดปัดกวาดตำหนักมีทั้งสิ้นยี่สิบแปดคน

            หลังจากตงอิงถูกบังคับพาตัวไปยังตงเน่ย เสวียอันจือได้สั่งให้ทหารราชองครักษ์เฝ้าประตูไว้ ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าออก ตำหนักอันเหรินตกอยู่ในสภาวะคับขัน แม้จะไม่มีใครอธิบายให้คนในตำหนักเข้าใจสถานการณ์อย่างชัดแจ้ง แต่สีหน้าเย็นชาและท่าทีเข้มงวดของบรรดาทหารราชองครักษ์ ก็ได้บ่งชี้ถึงเค้าลางอันเลวร้ายได้กระจ่างชัด กงกงและขันทีรับใช้ที่อาจหาญสองสามรายเข้าไปสอบถามข่าวคราว แต่กลับถูกทหารราชองครักษ์ตวาดเสียงดังขับไล่ ทำให้คนเหล่านั้นหวาดกลัวจนตัวสั่น

            สิ่งที่ยากที่สุด มิใช่การระบุโทษยืนยันความผิด แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอยการภาคทัณฑ์นั้นต่างหาก

            ดังนั้น เมื่อรุ่ยหยู่เดินเข้าไปในตำหนักอันเหริน แม้เหล่าข้าราชบริพารจะรู้ว่าองค์หญิงมาเพื่อทำการลงโทษ แต่ก็พากันทอดถอนใจด้วยความโล่งอก พร้อมกับถวายคำนับโดยพร้อมเพรียงกัน

            ด้วยรุ่ยหยู่เป็นเพียงดรุณีแรกรุ่น อายุอานามแตกต่างจากพวกขันทีและนางข้าหลวงในวังไม่มากนัก ถึงจะมีอำนาจราชศักดิ์ แต่น้อยครั้งที่จะใช้ความเป็นองค์หญิงมายกตนข่มท่าน ผู้คนในตำหนักอันเหรินจึงไม่หวั่นเกรงองค์หญิงใหญ่สักเท่าใด คืนนี้หลี่ไทเฮามิได้มาด้วย มีเพียงองค์หญิงรุ่ยหยู่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ข้าราชบริพารทั้งหลายจึงรู้สึกคลายใจหายกังวล

            รุ่ยหยู่มองพวกเขาด้วยสายตาเรียบเฉย มิได้บันดาลโทสะอีกทั้งยังประหยัดถ้อยคำ กระทั่งนั่งลงบนเก้าอี้กลางตำหนักแล้ว จึงกวาดตามองทุกคนโดยรอบ

            เหล่าขันทีและนางข้าหลวงต่างร้อนใจอยากทราบสถานการณ์ พากันลอบมองเพื่อประเมินสีหน้าของเจ้านาย พอองค์หญิงใหญ่กวาดสายตามาพบก็รีบหลุบตาหลบ เสียงกังวานใสเอ่ยถามอย่างแช่มช้าว่า “วันนี้ตงอิงไปเก็บน้ำหวาน แล้วถูกคนของวังฝั่งบูรพาพาตัวไปจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นตายเท่ากัน ข้าจึงมาตำหนักอันเหรินเพื่อไต่สวนพวกเจ้าว่า  ผู้ใดเป็นคนคาบข่าวไปแพร่งพรายให้กับทางนั้น”

            คำถามถูกกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เหล่าขันทีและนางข้าหลวงในตำหนักตกตะลึง แล้วตามมาด้วยเสียงอื้ออึงฟังไม่ได้ศัพท์ คนนั้นบอกว่าตนเองบริสุทธิ์ คนนี้ร้องขอความเป็นธรรม ผู้คนพากันแตกตื่นราวกับหม้อระเบิด

            เมื่อชิงหงเห็นสถานการณ์แล้ว ก็ขมวดคิ้วมุ่น คิดจะห้ามปรามให้อยู่ในความสงบ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นเจ้านายน้อยยังนั่งนิ่ง มองดูกลุ่มคนที่วุ่นวายโกลาหลอยู่เงียบๆ มือทั้งสองข้างเกาะกุมพนักแขนไว้ สีหน้าไม่ปรากฏความอิดหนาระอาใจแม้แต่น้อย ทำให้นึกถึงท่าทางตอนที่องค์หญิงบุกเข้าไปในวังฝั่งบูรพาขึ้นมาได้ ก็รู้สึกสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ พลางกลืนถ้อยคำที่จะกล่าวลงไป แล้วยืนนิ่งไม่ไหวติง เตรียมพร้อมรอฟังรับสั่ง

            บ่าวไพร่ในตำหนักอันเหรินส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจกันอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่ได้ยินเสียงห้ามปราม ก็รู้สึกแปลกใจ  พลันสงบปากสงบคำกันได้ในที่สุด ถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่ารุ่ยหยู่เป็นเจ้านายที่มีอุปนิสัยเอื้ออารี ทว่าวันนี้ องค์หญิงใหญ่ที่พาราชองครักษ์ในเครื่องแบบมาด้วยสิบนาย กลับไม่ได้มีทีท่าจะไกล่เกลี่ยข้อพิพาทยุติความขัดแย้ง อีกทั้งยังไม่พูดไม่จา ความรู้สึกตกใจแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดหวั่นในทันที สิ่งนี้น่ากลัวยิ่งกว่าการลงทัณฑ์เสียอีก

            รุ่ยหยู่เห็นว่าพวกเขาไม่ส่งเสียงอึกทึกแล้ว จึงเอ่ยถามต่อจากเมื่อครู่ว่า “ผู้ที่ไปส่งข่าวให้วังฝั่งบูรพา หากรู้สึกผิด ให้รีบมอบตัวเสีย ข้าจะใจกว้างละเว้นโทษตายให้ แต่หากคิดว่าจะโชคดีสามารถรอดพ้นความผิดที่ติดตัวไปได้ ก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่เห็นแก่ไมตรีที่มีในอดีตก็แล้วกัน”

            มีความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยภายในหมู่ข้ารับใช้ แต่ก็ยังไม่มีใครยืนขึ้น รุ่ยหยู่ไม่พูดมากอีก หันไปถามหัวหน้าทหารราชองครักษ์ที่เฝ้าตำหนักอันเหรินนามว่าหลิวชุน “ได้ตรวจค้นห้องพักของบ่าวไพร่ในตำหนักอันเหรินแล้วหรือยัง”

            หลิวชุนมีสีหน้าลำบากใจยิ่ง “กระหม่อมละอายใจนัก ได้ตรวจค้นทุกห้องแล้วแต่ก็ไม่พบเจอสิ่งใด กระหม่อมบกพร่องในหน้าที่ ขอให้องค์หญิงใหญ่ทรงลงทัณฑ์ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

            รุ่ยหยู่เหยียดมุมปากเล็กน้อย แต่ดวงหน้ากลับมิได้คลี่ยิ้มตามไปด้วย “คนผู้นี้กล้าเอาเจ้านายไปขายแลกกับความดีความชอบ คงจะวางแผนเตรียมการมานานพอดู ย่อมไม่ยอมเผยหางให้เห็นโดยง่ายเป็นแน่ ราชองครักษ์หลิวชุนไม่ต้องถึงกับขอรับโทษทัณฑ์หรอก ไม่พบสิ่งผิดปกติเป็นเรื่องธรรมดา”

            ชิงหงเห็นสถานการณ์ออกมาในรูปนี้แล้วให้อึดอัดใจ อดถามขึ้นมามิได้ว่า “องค์หญิงใหญ่ เพลานี้มีกิจการงานภายในวังวุ่นวายไม่น้อย ตำหนักอันเหรินมีทหารรักษาการณ์มากมายหลายตำแหน่ง หากจะตรวจสอบให้ละเอียดถี่ถ้วน เกรงว่าเวลาจะไม่พอนะพ่ะย่ะค่ะ”

            หลิวชุนผู้เฝ้าตำหนักอันเหรินมาทั้งวันแล้ว เมื่อต้องเผชิญกับบรรดาขันทีที่อ่อนปวกเปียกดั่งอิสตรี ดีแต่ร้องห่มร้องไห้ขอความเมตตา ก็รู้สึกเอือมระอายิ่งนัก ผนวกกับไม่อาจหาตัวไส้ศึกภายในได้รวดเร็วทันการณ์จึงเริ่มฉุนเฉียว ครั้นเห็นเจ้านายเอาแต่เงียบไม่พูดไม่จา จึงพลั้งปากพูดออกมาประโยคหนึ่ง “องค์หญิงใหญ่จะทรงคิดให้เปลืองเวลาไปไย ขันทีและนางข้าหลวงพวกนี้กล้าเอาเจ้านายไปขายกิน ไม่ใช่คนดีมีศีลธรรม มิจำเป็นต้องสืบหาว่าผู้ใดเป็นคนกระทำ สังหารมันเสียให้หมดสิ้น จะได้ไม่ต้องเหนื่อยพระทัยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

            เมื่อท่านราชองครักษ์กล่าวเช่นนี้ออกไป เหล่าข้าราชบริพารในตำหนักอันเหรินต่างตกตะลึงพรึงเพริด  พร้อมใจกันร้องขอความเป็นธรรม หลิวชุนทนฟังเสียงร้องห่มร้องไห้ไม่ได้ จึงชักดาบออกจากฝัก แล้วเสียบกลับเข้าไป พลางตะโกนเสียงเฉียบขาดว่า “เอะอะอันใดกัน จะลงโทษอย่างไรขึ้นอยู่กับการตัดสินพระทัยขององค์หญิง ผู้ใดกล้าพูดจาส่งเดช ข้าจะใช้ดาบฟันมันผู้นั้นเสีย”

            ถ้อยคำนี้ได้ผลชะงัดกว่าการปลอบประโลมเสียอีก เหล่าขันทีและนางข้าหลวงต่างเกรงกลัวรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมารอบกายหลิวชุน ไม่กล้าร้องขอความเมตตาต่อ ได้แต่มองไปที่ผู้ตัดสินชะตากรรม

            หลังจากหลิวชุนเปล่งเสียงข่มขวัญ ทำให้รุ่ยหยู่รู้ถึงฤทธานุภาพของศาสตราวุธ นิ้วทั้งสิบกำพนักแขนแน่นกว่าเดิม “ตงอิงยังนอนบาดเจ็บไม่รู้สึกตัว สังหารทั้งหมดในเพลานี้คงไม่เหมาะนัก แต่ผู้ที่ทรยศขายเจ้านายเพื่ออาศัยความดีความชอบ ข้าไม่อาจปล่อยมันไว้ได้”

            ถึงแม้รุ่ยหยู่จะโกรธกริ้วสักปานใด แต่ใบหน้ายังคงเรียบเฉยอย่างประหลาด นางกวาดสายตามองบ่าวไพร่ในตำหนัก แล้วกล่าววาจาเนิบช้าว่า “พวกเจ้าไม่ต้องร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมหรอก จะเป็นธรรมหรือไม่ ข้าจะเป็นผู้วินิจฉัยเอง ตอนนี้ ให้พวกเจ้ากล่าวรายงานภารกิจของตนทีละคน วันนี้ไปไหน พบปะผู้ใดมาบ้าง หากไร้ข้อกังขา ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป”

            แม้ชิงหงคิดว่าเจ้านายดูจะตั้งกฎเกณฑ์ง่ายดายจนเกินไป แต่ก็รู้สึกได้ถึงความน่าเกรงขาม จึงน้อมรับคำสั่งเพื่อรักษาระเบียบ ให้แต่ละคนเข้ามารายงานภาระหน้าที่ของตน

            รุ่ยหยู่ผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้ คอยฟังพวกเขาเข้ามารายงานผ่านชิงหงอย่างเรียบเฉย เหล่าข้าราชบริพารเดินผ่านนางไปทีละคน เมื่อเห็นว่าไต่สวนจวนจะใกล้ครบทั้งยี่สิบแปดคนแล้วนั้น นางจึงได้เงยหน้าขึ้นมาพลางเอ่ยถามเสียงขรึมว่า “จื่อซวน เจ้าลอบยิ้มด้วยเหตุใด?”

            นางข้าหลวงผู้มีหน้าที่เฝ้าเติมกำยานแลเครื่องหอมในตำหนักสะดุ้งโหยง “ไม่นะเพคะ องค์หญิง หม่อมฉันมิได้ยิ้ม”

            รุ่ยหยู่แย้มยิ้ม “เจ้าลำดับขั้นยังไม่สูงเท่าใดนัก แต่กลับผัดแป้งแต่งชาดทาปาก ข้าวของที่ใช้ล้วนดียิ่งกว่าพวกจื่อจือเสียอีก”

            จื่อซวนหน้าซีดโดยพลัน ทรุดลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น ปาดน้ำตาพลางกล่าวว่า “หม่อมฉันสำนึกผิดแล้ว ไม่ควรแอบเอาเครื่องหอมในตำหนักไปขาย เพื่อนำมาซื้อแป้ง ซื้อชาด”

            รุ่ยหยู่คลี่ยิ้มมุมปาก ในแววตาเยียบเย็นขึ้นมาชั่วขณะ กล่าววาจาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “เกรงว่าที่เจ้าขายจะมิใช่แค่กำยาน แต่เป็นเจ้านายตนเองด้วยกระมัง”

            จื่อซวนโขกศีรษะหลายครั้งติดต่อกัน แล้วป่าวร้องว่า “ไม่เคยเลยเพคะองค์หญิง หม่อมฉันถูกใส่ความ”

            สายตาของรุ่ยหยู่เลื่อนลงไปหยุดที่ส้นรองเท้าของอีกฝ่าย พลางกล่าวว่า “เจ้าบอกว่าวันนี้ นอกจากตำหนักอันเหรินแล้ว สถานที่เพียงแห่งเดียวที่ไปก็คือตำหนักเฉิงชิ่ง แต่ว่าจากตำหนักอันเหรินไปยังตำหนักเฉิงชิ่งมีระเบียงพันก้าวเชื่อมต่อกันเท่านั้น นอกระเบียงก็เป็นกรวดทราย แล้วคราบโคลนกับตะไคร่บนส้นรองเท้า เจ้าได้มาอย่างไร ในเมื่อทำหน้าที่เติมเครื่องหอม ย่อมต้องทะนุถนอมกำยานที่ตนเองถือไปเป็นอย่างดี มิยอมให้เปียกน้ำเป็นแน่ แต่เหตุใดถุงหอมและชายเสื้อถึงมีรอยเปียกชื้นเช่นนี้”

            จื่อซวนได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจจนใบหน้าซีดเผือด รุ่ยหยู่ส่งเสียงในลำคอเบาๆ “ลำพังเจ้าเป็นเพียงนางข้าหลวงระดับล่างที่มิอาจก้าวเท้าพ้นวังฝั่งประจิมได้ คงไม่สามารถไปส่งข่าวยังวังฝั่งบูรพาด้วยตนเอง ยังไม่รีบซัดทอดตัวผู้ที่ยุยงส่งเสริมเจ้าให้ทรยศนายขายข่าวออกมาอีก”

            จื่อซวนตกใจกลัวจนตัวสั่น ริมฝีปากสั่นระริก เอาแต่ร้องทุกข์กล่าวโทษจนทำให้รุ่ยหยู่โกรธจัด สองมือตบพนักแขนเสียงดัง เอ่ยตวาดเฉียบขาดว่า “ชั่วช้าสามานย์ ผู้ที่มอบแป้งและชาดให้เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงไม่พูด นางข้าหลวงร่วมห้องของเจ้าตายไปหมดแล้วใช่หรือไม่ ถึงมิได้รู้เรื่องรู้ราวเอาเสียเลย”

            จื่อซวนที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น จู่ๆ ก็ลุกพรวดพราดขึ้นทันใด หมายจะวิ่งออกไปนอกตำหนักอันเหริน หลิวชุนไม่ยอมเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายลอยนวล จึงชักดาบกวัดไกวเป็นแสงวาบ ฟันฉับลงที่เข่าทั้งสองข้างจนขาดด้วน จื่อซวนร้องเสียงหลง ล้มลงกระแทกพื้น

            แม้นางจะไม่เหลือขา แต่ยังคงคืบคลานไปข้างหน้าไม่หยุด กระทั่งไปถึงหน้าประตูตำหนัก ก็กรีดร้องออกมาสุดเสียงว่า “หร่วนหลาง รีบหนีไป รีบหนีไป”

บทที่ 6 จันทราเคลื่อนคล้อย

รุ่ยหยู่ได้ยินจื่อซวนร้องออกมายังไม่ทันสิ้นเสียง ก็รีบออกคำสั่งแก่หลิวชุนจงนำตัวราชองครักษ์รอบตำหนักอันเหรินที่ชื่อมีคำว่าหร่วนมาพบข้า

            หลิวชุนคิดไม่ถึงว่าเจ้านายจะออกคำสั่งให้ค้นหาตัวราชองครักษ์ออกมาดื้อๆ จึงมัวแต่นิ่งอึ้งตะลึงงัน เพียงชั่วครู่ถึงได้เข้าใจว่า วังฝั่งประจิมนั้นมีหลี่ไทเฮาเป็นผู้ดูแล เดิมทีมีการป้องกันที่แน่นหนาทั้งภายนอกและภายใน ราวกับกล่องขังที่ทำจากเหล็กกล้า เมื่อตัดราชองครักษ์และบรรดาคนสนิทของหลี่ไทเฮาออกไป ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถเข้านอกออกในได้ตามใจชอบ หญิงสาวอ่อนแอเฉกเช่นจื่อซวน ย่อมไม่มีวันออกไปแพร่งพรายข่าวยังวังฝั่งบูรพาด้วยตัวเองเป็นแน่ ผู้สมรู้ร่วมคิดต้องเป็นราชองครักษ์ที่เข้าออกวังฝั่งประจิมได้สะดวก จื่อซวนบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ยังคลานไปที่ประตูเพื่อร้องเตือน เห็นได้ชัดว่าราชองครักษ์ผู้นั้นต้องอยู่ไม่ไกลแน่

            จื่อซวนลากร่างที่ขาขาดไปจนถึงนอกประตู โลหิตในกายไหลรินออกมาจากแผลฉกรรจ์ เปรอะเปื้อนไปตามบันไดหิน ภายใต้คืนเดือนแรมอันมืดสลัว ภาพนั้นชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกขนพองสยองเกล้ายิ่งนัก

            ใช่ว่ารุ่ยหยู่จะไม่เคยเห็นเลือดมาก่อน นางมองจื่อซวนที่มีโลหิตไหลเป็นสาย แต่ก็ยังฝืนตะเกียกตะกายไปข้างหน้า อีกทั้งยังเร่งเร้าให้พวกพ้องของตนรีบหนีไป จึงยากจะระงับความประหลาดใจเอาไว้ได้ สมองเต็มไปด้วยความสับสน

            หากจื่อซวนถูกหลิวชุนฟันตายในดาบเดียวก็คงจบเรื่องไปแล้ว แต่หญิงผู้นี้กลับไม่ตาย อีกทั้งร่างกายที่กระเสือกกระสนดิ้นรนในกองเลือดช่างน่าเวทนาเสียเหลือเกิน พวกขันทีและนางกำนัลที่หลุดพ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัย ล้วนเป็นเพื่อนจื่อซวนทั้งสิ้น ย่อมมีความรักใคร่ผูกพันกันไม่มากก็น้อย จึงอดสงสารนางมิได้ ดังนั้นทุกคนจึงมองมาที่รุ่ยหยู่ด้วยสายตาคับแค้นแกมโศกสลด

            ตั้งแต่หลี่ไทเฮาล้มป่วยเมื่อปีกลาย อำนาจในการสะสางราชกิจต่างๆ ในชีเน่ยจึงตกแก่รุ่ยหยู่และตงอิงทั้งสิ้น แต่เนื่องจากองค์ทายาททั้งสองยังเยาว์และอ่อนด้อยเรื่องการบริหารงานใช้พระคุณดูแลคนมากกว่าจะภาคทัณฑ์คาดโทษพวกเขา เหล่าข้าราชบริพารจึงไม่จำเป็นต้องสร้างความดี ขอแค่อย่ามีความผิดก็พอ เจ้านายน้อยทั้งสองปกครองฝั่งประจิมมาครึ่งค่อนปี แต่ก็ยังขาดบารมี มิอาจควบคุมเหล่าขันทีและนางกำนัลได้อย่างเบ็ดเสร็จ จึงบังเกิดเหตุการณ์เช่นวันนี้ 

            ข้าราชบริพารในตำหนักอันเหริน ต่างรู้ดีว่าจื่อซวนเป็นผู้กระทำผิด แต่เมื่อเห็นนางในสภาพนี้ ก็บังเกิดความรู้สึกโกรธแค้นรุ่ยหยู่ขึ้นมา พากันคิดว่า การที่รุ่ยหยู่ไม่สั่งให้คนปลิดชีพจื่อซวน ทั้งยังไม่สั่งการให้คนเข้าไปช่วยเหลือ ก็เพราะมีเจตนาจะให้ทนทุกข์ทรมาน ใจคอช่างโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก

            หากเป็นเมื่อก่อน รุ่ยหยู่มักจะยกโทษให้ด้วยใจเมตตา ทว่าเพลานี้นางเป็นกังวลเรื่องที่ตงอิงได้รับบาดเจ็บ ทั้งยังโกรธแค้นผู้ที่ทรยศหักหลังในใจนึกผูกพยาบาท จึงได้แสดงทีท่าเย็นชาโหดเหี้ยม เพิกเฉยต่อสายตาประท้วงทั้งปวง

            หลิวชุนพาพลทหารออกไป ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงต่อสู้และเสียงฝีเท้าดังมาจากอุทยานด้านซ้ายของตำหนักอันเหริน ตามมาด้วยเสียงป่าวร้องของหลิวชุน “พี่น้องทั้งหลาย อย่าไปไหนโดยพลการ จงเฝ้าประตูวังไว้ให้ดี อย่าให้กบฏพวกนี้ฝ่าเข้าไปจนทำให้ขบวนเสด็จขององค์หญิงต้องเสียกระบวนได้”

            ความจริงแล้ว รุ่ยหยู่มีทหารราชองครักษ์รายล้อมอยู่รอบกาย กบฏเพียงคนเดียว ไม่สามารถทำให้ขบวนเสด็จของนางระส่ำระสายได้ แต่ที่น่าเกรงคือกำแพงอิฐ ภูผาปลอม พืชพันธุ์รกเรื้อที่สามารถทะลุไปถึงทะเลตงไห่และคูเมืองที่เชื่อมต่อกันจะเอื้อต่อการหลบหนี เมื่อได้รับฟังคำสั่งของหลิวชุนเช่นนั้นก็ให้ประหลาดใจ ไม่แน่ใจว่าเขาโง่เขลาเบาปัญญา หรือว่าตั้งใจจะชี้ช่องให้คนร้ายหลบหนีไปกันแน่

            ทว่าเสียงต่อสู้กลับไม่เลือนหายตามวาจาป่าวร้องของหลิวชุน ซ้ำยังทวีความดุเดือดขึ้นเป็นลำดับ ฟังราวกับจะแยกออกเป็นสองสาย สายหนึ่งดังออกไปทางด้านนอก อีกสายหนึ่งแว่วมาทางตำหนักอันเหริน คล้ายว่าจะได้ยินเสียงคนตะโกนเรียก “จื่อซวน จื่อซวน”

            จื่อซวนที่เหมือนจะได้ยินเสียงตะโกนนั้น พลันมีแรงขึ้นมาส่งเสียงกรีดร้องกลับไปว่า “เจ้ารีบหนีไป หนีไป”

            ไม่ทราบว่าชายผู้อยู่ไกลออกไปนั้นจะได้ยินเสียงตอบจากจื่อซวนหรือไม่ มีแต่เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังลอดเข้ามาสองครั้ง เสียงอาวุธปะทะกันกึกก้อง คาดว่าคงสู้กันอย่างดุเดือด

            รุ่ยหยู่รู้สึกหนาวเหน็บในอก แต่ยังคงนั่งนิ่งอย่างไม่สะทกสะท้าน นางสั่งให้ชิงหงเปิดประตูตำหนักออกกว้าง จากนั้นก็มองดูบรรยากาศอ้างว้างของราชวัง ภายใต้แสงจันทราสลัวรางด้วยสีหน้าเยือกเย็น

            ที่ด้านนอกตำหนัก เสียงต่อสู้ดังเข้ามาเป็นระลอก เสียงร้องคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดแว่วมาจากในอุทยาน กลิ่นคาวโลหิตโชยตามสายลมคิมหันต์เข้ามาสู่นาสิกประสาท ถึงแม้ในตำหนักจะมีผู้คนมากมาย แต่เวลานี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง

            ในที่สุด การต่อสู้ก็ดำเนินมาถึงหน้าตัวตำหนัก ทหารราชองครักษ์สิบกว่านายกำลังตะลุมบอนกันอยู่ภายใต้แสงไฟ ด้านนอกพวกกบฏถูกล้อมไว้ด้วยกองกำลังของหลิวชุน

            แท้จริงแล้วฝ่ายกบฏมีด้วยกันทั้งสิ้นสิบคน ห้านายในนั้นเห็นท่าไม่ดี ตีฝ่าวงล้อมออกไปทางทะเลตงไห่ อีกห้านายที่เหลือรู้สึกว่าไม่อาจฝ่าด่านวงล้อมออกมาได้ จึงถือโอกาสบุกเข้าตำหนักอันเหรินหมายสังหารรุ่ยหยู่ เพื่อจะได้ไปขอความดีความชอบจากวังฝั่งบูรพา

            ราชองครักษ์ประจำกายรุ่ยหยู่เป็นเหล่านักรบที่หลี่ไทเฮาบรรจงคัดสรรมาจากหน่วยราชองครักษ์ในขบวนหงสา ไม่อาจนำมาเปรียบกับทหารองครักษ์ทั่วไปได้ ก่อนที่ฝ่ายกบฏจะบุกเข้ามาถึงหน้าตำหนัก ราชองครักษ์ประจำกายองค์หญิงใหญ่ก็รีบรุดเข้าไปโรมรันอย่างดุเดือด เมื่อกบฏคนแรกถูกฟันจนล่าถอยออกไป สองคนถัดมาก็ต้องดาบล้มตายตามกันไปติดๆ สองชีวิตที่เหลือ หนึ่งคนยังคงพุ่งเข้าไปในตำหนักอย่างบ้าระห่ำ ทว่าอีกหนึ่งกลับเลี้ยวไปทางซ้าย ตรงเข้าไปหาจื่อซวนที่นอนฟุบอยู่กับพื้น

            แสงจันทร์คืนแรมรางสลัว ชายผู้นั้นโผเข้าหาจื่อซวน แล้วก็ร้องเสียงหลงด้วยความตื่นตระหนก “จื่อซวน เจ้าเป็นอันใด”

            จื่อซวนมองชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก “หร่วนหลางข้าบอกให้เจ้าไปไงเล่า เหตุใดเจ้าถึงได้ย้อนกลับมา”

            ชายหนุ่มยังไม่ทันได้ตอบคำ เหล่าราชองครักษ์ที่ไล่ตามก็เข้าประชิดร่าง แล้วเงื้อหอกและดาบขึ้นพร้อมกัน หอกแทงตัดขั้วหัวใจจากด้านหลัง และดาบตัดแขนข้างที่เกาะกุมจื่อซวนไว้จนขาดสะบั้น

            ทหารที่ถือหอกมีพลังแขนมหาศาล เมื่อแทงหร่วนหลางจากด้านหลังแล้ว ก็หมายจะยกร่างอีกฝ่ายขึ้นเพื่อแสดงพลัง คิดไม่ถึงว่า เมื่อยกหอกขึ้นมากลับกลายเป็นว่ายกคนทั้งคู่ขึ้น ด้ามหอกนั้นทำมาจากไม้จึงรับน้ำหนักได้จำกัด พอยกสูงจากพื้นราวสามศอก ก็บังเกิดเสียงหักดังเป๊าะลงกลางลำ คนทั้งสองที่ถูกยกขึ้นด้วยหอกก็ร่วงกลับลงสู่พื้นไปด้วย

            ที่แท้ในตอนที่ทั้งหอกและดาบพุ่งโจมตีเข้ามานั้น จื่อซวนเห็นว่าตนเองจะต้องพรากจากคนรักเป็นแน่ มิรู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน โถมตัวเข้าไปกอดเอวคนรักไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ทั้งสองคนจึงถูกยกลอยขึ้นมา ก่อนร่วงลงสู่พื้นพร้อมกัน ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน เมื่อเห็นว่าจะต้องจากกันด้วยความตายก็ยิ่งอาลัยอาวรณ์ แม้ชายผู้นั้นจะได้รับบาดเจ็บเป็นแผลฉกรรจ์ ปวดร้าวจนใบหน้าเหยเก ก็ยังตอบจื่อซวนไปว่า “เจ้ายังอยู่ด้านใน ข้าจะหนีไปได้อย่างไรกัน”

            หลังจากที่จื่อซวนนำความในไปบอกคนนอกแล้ว ก็เตรียมการหลบหนีไปกับชายคนรัก แต่โชคไม่ดีที่พบกับราชองครักษ์เสวียอันจือแห่งวังชีเน่ย ที่มาออกตรวจตราเหล่าทหารกลางทาง เสวียอันจือคอยป้องกันดูแลวังฝั่งประจิมมายี่สิบกว่าปี มีชื่อเสียงก้องเกียรติระบือไกล การที่พวกเขามาตรวจตราเหล่าทหาร ทำให้พวกกบฏไม่กล้าผลีผลามทำการใด ได้แต่รอจังหวะผลัดเปลี่ยนเวรยามจึงค่อยหาทางหนี แต่เมื่อถึงเวลากลับมีคำสั่งจากรุ่ยหยู่ให้ปิดประตูวัง ไม่ว่าทหารราชองครักษ์หรือว่าขันทีนางกำนัล จะต้องอยู่ประจำตำแหน่ง ห้ามกระทำการสิ่งใดโดยพลการ ฝั่งชายคนรักนั้นไม่อาจละทิ้งจื่อซวนแล้วหนีไปเพียงลำพังได้ จึงนำพรรคพวกมาดักรออยู่ด้านนอกตำหนัก หวังอาศัยจังหวะที่เวรยามกะดึกหละหลวม มาพาตัวจื่อซวนหนีออกไปทางคูเมืองสู่ทะเลตงไห่ ใครจะไปรู้เล่าว่า เมื่อมาถึงช่วงเวรยามกะดึก รุ่ยหยู่กลับพากองกำลังมาเสาะหาตัวกบฏกลางดึก จากการสอบสวนเพียงรอบเดียวก็สามารถระบุตัวจื่อซวนได้อย่างแม่นยำ ภายหลังการต่อสู้ จื่อซวนและคนรักถูกจับกุมตัวได้ทั้งคู่ เมื่อจื่อซวนได้ยินคำพูดประโยคนี้ของคนรักแล้ว ก็รู้สึกปลื้มปีติที่อีกฝ่ายไม่ทอดทิ้งตน ขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่เขาต้องเอาชีวิตมาทิ้ง จึงร้องไห้ฟูมฟายออกมาอย่างเจ็บปวด “เจ้าช่างโง่ โง่ โง่เหลือเกิน”

            แม้ทั้งคู่ชีวิตใกล้จะหาไม่แล้ว แต่ก็ยังรักกันมิเสื่อมคลาย ทำให้ทหารราชองครักษ์หลายนายที่ตามไล่ล่าถึงกับนิ่งงันกันไปหมด ผนวกกับกบฏคนอื่นๆ ถูกกำจัดจนสิ้นซากแล้ว สถานการณ์จึงคลี่คลาย เหล่าทหารราชองครักษ์เห็นใจสหายเก่า ต่างเก็บหอกและดาบไว้กับตัวพลางหันไปมองรุ่ยหยู่ที่ยืนอยู่ปากประตูตำหนักอันเหริน แล้วรอฟังคำสั่ง

            รุ่ยหยู่ตระหนักได้ว่าทหารราชองครักษ์ภายใต้บัญชาของหลิวชุนเห็นแก่มิตรภาพเก่าต่อกบฏเหล่านี้ แม้ว่าพวกทหารจะฟังคำสั่งของนาง แต่ก็มิได้หมายความว่าจะปฏิบัติตามอย่างไร้ข้อกังขา หากตนสั่งให้สังหาร

จื่อซวนและคนรักของนางแล้ว ทหารราชองครักษ์เหล่านี้คงจะเอาใจออกห่างเป็นแน่ เมื่อคิดได้ดังนี้ จึงไม่รีบร้อนสั่งการ เพียงหลบเลี่ยงการกีดขวางของชิงหง เยื้องย่างไปหาจื่อซวน

            ทุกคนมิรู้ว่าองค์หญิงมีเจตนาอย่างไร ต่างกังวลใจว่ากบฏจะล่วงเกินทำร้ายเจ้านาย จึงหาทางป้องกันอย่างรัดกุม กดจื่อซวนและคนรักแนบลงไปกับพื้น จนไม่อาจกระดิกกายได้

            จื่อซวนนอนหงายอยู่กับพื้น เมื่อเห็นว่ารุ่ยหยู่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า ก็รู้สึกผวาหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ รีบกระชับกอดแขนที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวของชายคนรักไว้แน่น มองรุ่ยหยู่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร มีท่าทีแข็งกร้าว

            รุ่ยหยู่เพิกเฉยต่อสายตาอาฆาตมาดร้าย เอ่ยถามเสียงเรียบ“จื่อซวน ตั้งแต่ตงอิงเข้ามาอยู่ในตำหนักอันเหริน เฟิ่งไท่เหนียงเหนียงได้คัดเลือกพวกเจ้าทั้งหมดมาปรนนิบัติรับใช้ พวกเจ้าแก่กว่าเขาหกปี นับว่าเห็นเขามาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เจ้าลองบอกมาสิว่าเขามีนิสัยใจคอเช่นไร“

            จื่อซวนคิดไม่ถึงว่าสิ่งที่หลุดจากปากองค์หญิงใหญ่จะมิใช่คำตำหนิติเตียน ก็ให้ชะงักไปเล็กน้อยแล้วตอบว่า “ท่านอ๋องจ้าวทรงกตัญญูรู้คุณ มีจิตเมตตา สุภาพอ่อนโยนและน้ำพระทัยกว้างขวาง”

            แววตาของรุ่ยหยู่แสดงความหวั่นไหวเพียงเล็กน้อย พยักหน้า แล้วถามต่อว่า “เก้าปีมานี้ ตงอิงเคยด่าว่าทุบตี ใจร้ายใจดำกับพวกเจ้าหรือไม่?”

            จื่อซวนกลั้นหายใจ ใบหน้าที่เคยขาวซีด บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นแดงก่ำอย่างประหลาด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะละอายใจหรือมีโทสะ ริมฝีปากบางเริ่มสั่นระริก พูดไม่ออกไปชั่วขณะ จนกระทั่งรุ่ยหยู่ถามย้ำอีกครั้ง จื่อซวนจึงได้ตอบความเสียงแผ่วว่า “เก้าปีมานี้ท่านอ๋องไม่เคยด่าว่าทุบตี หรือใจร้ายใจดำต่อพวกบ่าวไพร่เลยเพคะ”

            นางรู้สึกผิด ถึงได้เอ่ยวาจาด้วยเสียงแผ่วเบา รุ่ยหยู่แสร้งถามเหมือนไม่ได้ยิน “เจ้าพูดว่ากระไรนะ? ข้าฟังไม่ถนัด”

            จื่อซวนรู้สึกปวดร้าว น้ำตารินไหลลงมา ตอบด้วยเสียงแหบพร่าว่า “ตลอดเก้าปีมานี้ ท่านอ๋องทรงปฏิบัติต่อพวกเราด้วยความสุภาพอ่อนน้อม ดีเหลือเกินเพคะ”

            รุ่ยหยู่ยิ้มเย็น พลางชำเลืองมองไปทางคนรักของจื่อซวน แล้วจึงหันกลับมาจ้องตานางพร้อมทั้งเอ่ยถามต่อว่า “เจ้าก็รู้ว่าวังฝั่งบูรพาบังคับพาตัวตงอิงไป เพื่อหมายจะเอาชีวิตเขาใช่หรือไม่?”

            ถึงแม้การสอบสวนในครานี้ของรุ่ยหยู่ จะไม่ได้ใช้เครื่องทรมานใดๆ แต่กลับล่อหลอกให้จื่อซวนรู้สึกสะเทือนใจ จนสามารถทำลายเกราะป้องกันภายในใจนางลงได้ จื่อซวนอยากจะปฏิเสธเหลือเกิน ว่าตนนั้นไม่ล่วงรู้แผนการอันใด แต่ก็ไม่อาจพูดเล่นลิ้นเป็นอื่นได้อีก ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วองคาพยพ บอกไม่ถูกว่าเจ็บปวดที่บาดแผล หรือว่าเจ็บปวดที่หัวใจ เมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ให้ละอายใจเกินกว่าจะทานทนไหว มิสู้ตายไปเสียจะดีกว่า

            รุ่ยหยู่เห็นอีกฝ่ายไม่ตอบ ก็เลิกคิ้วขึ้นพลางตวาดเสียงดังว่า “ตอบข้ามาเดี๋ยวนี้!”

            จื่อซวนจะตอบออกไปอย่างไรได้ มือหนึ่งของนางเกาะกุมคนรักไว้ อีกมือหนึ่งกลับยกขึ้นมาปิดใบหน้า นางไม่กล้ามองสีหน้าของคนรอบข้างอีกต่อไปแล้ว ยิ่งไม่กล้าสบตากับรุ่ยหยู่ จื่อซวนน้ำตาไหลอาบใบหน้า เปล่งเสียงร้องไห้โฮ หากจะบอกว่าน้ำตาก่อนหน้าบังเกิดขึ้นเพราะความรัก แต่หยาดน้ำตาในครานี้เกิดจากความสำนึกผิด ด้วยตนทรยศและเนรคุณต่อเจ้านายเพื่อแลกกับความดีความชอบ

            ตอนที่นางหักหลังตงอิง ใช่ว่าจะไม่รู้สึกละอายแก่ใจ แต่ในตอนนั้นคิดเพียงว่าหากทำเรื่องนี้สำเร็จ ก็จะได้อยู่ร่วมเรียงเคียงหมอนกับหร่วนหลาง กระทั่งเรื่องราวถูกเปิดโปงจนกระจ่าง นางก็มัวพะวงห่วงใยในความปลอดภัยของคนรัก จึงรู้สึกโกรธแค้นรุ่ยหยู่ กระทั่งประจักษ์แก่ใจว่าจะต้องตายเป็นแน่แล้ว จิตใจจึงเปราะบางอ่อนแอ อีกทั้งเมื่อรุ่ยหยู่ใช้จิตวิทยาโจมตีทำให้ไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ รู้สึกว่าการนำเรื่องนายไปขายของตนช่างเป็นการเนรคุณยิ่งนัก นอกจากร่ำไห้ก็ไม่อาจพูดสิ่งใดได้อีก

            รุ่ยหยู่มองดูสารรูปของหญิงตรงหน้า ในดวงตาพลันฉายแววอำมหิตเยือกเย็น เปล่งเสียงประณามว่า “ตงอิงอาภัพไร้บิดามารดามาตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อเข้าสู่วังฝั่งประจิมก็มีเพียงพวกเจ้าคอยเฝ้าดูแลเคียงข้าง นอกจากเฟิ่งไท่เหนียงเหนียงและข้าแล้ว พวกเจ้าล้วนแต่เป็นคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเขาที่สุด ตลอดเก้าปีมานี้ ถึงฐานันดรจะแตกต่างกัน แต่เขาก็ปฏิบัติต่อพวกเจ้าด้วยความรัก ไม่มีการแบ่งแยกสูงต่ำทำเสมือนคนในครอบครัว เจ้ามีจิตใจหยาบช้ากล้าเอาชีวิตของเขามาแลกกับความสุขชั่วครู่ชั่วคราว เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่”

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จื่อซวนรู้สึกละอายใจเหลือจะกล่าว ชายคนรักดูท่าจะรักนางอย่างจริงใจ แม้ว่าเพลานี้ยากจะรักษาชีวิตไว้ได้ แต่ก็ยังออกโรงปกป้องนาง แก้ต่างอย่างลนลานว่า “องค์หญิง ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นความผิดของกระหม่อมเอง เป็นเพราะกระหม่อมหลอกจื่อซวน นางไม่ทราบความเบื้องลึกพ่ะย่ะค่ะ”

             “หม่อมฉันทราบดีเพคะ” ทันใดนั้นจื่อซวนที่ปิดหน้านิ่งเงียบก็ส่งเสียงร้องออกมา พร้อมกับจ้องหน้าคนรัก กล่าววาจาพลางสะอื้นไห้ “ถึงแม้ตลอดมาจะมีแต่คำลวง แต่ข้าก็รู้ดีว่าเจ้ากำลังจะทำการใด ข้า...ไม่อาจทนเห็นเจ้าติดอยู่ในอุทยานของวังฝั่งประจิมแห่งนี้ ไม่อาจทนเห็นปณิธานของเจ้าสืบสานไม่สำเร็จ จึงคิดอยากจะช่วยเจ้าสร้างอนาคต”

            ชายคนรักของนางตกตะลึง  รุ่ยหยู่เองก็อึ้งงันเช่นกัน ที่คนรักของจื่อซวนตกตะลึง เป็นเพราะเพิ่งทราบว่าอีกฝ่ายรู้อยู่แก่ใจว่าถูกหลอกใช้ แต่ก็ยังคงเต็มใจเสี่ยงชีวิตเพื่อเขา ที่รุ่ยหยู่อึ้งงันนั้นเป็นเพราะว่า จื่อซวนยอมทรยศต่อเจ้านายเพื่อช่วยชายคนรักปูทางสำหรับอนาคต ในทางกลับกัน ก็หมายความว่า ภายในใจของเหล่าทหารราชองครักษ์ระดับล่างต่างเห็นว่าการเป็นกองกำลังในฝั่งประจิมเป็นเรื่องไร้อนาคตกระนั้นหรือ                 ขณะที่รุ่ยหยู่กำลังนึกตรึกตรองอยู่ในใจ จื่อซวนที่เพิ่งกล่าวจบก็ยิ้มเศร้าๆ แล้วเอ่ยเสริมอีกว่า “ข้าทรยศเจ้านายเข้าข่ายเนรคุณ นอกเหนือจากนั้นก็ช่างมันเถิด เพียงแต่เวลานี้รู้สึกละอายใจต่อท่านอ๋องจ้าวนัก...”

            การกระทำต่อไปไวเท่าความคิด นางโผตัวเข้าใส่คมดาบของทหารราชองครักษ์ข้างกายเต็มแรง โลหิตไหลทะลักออกมา สิ้นใจในทันที หร่วนหลางรู้ดีว่านางต้องกระทำการเช่นนี้ จึงได้แต่ร้องออกมาว่า “จื่อซวน” แล้วปลิดชีพตนเองตามไปด้วยวิธีเดียวกัน

            ความรักของชายหญิงคู่นี้ แรกเริ่มคงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นนอกแผนการก่อกบฏ กระทั่งการที่ต้องตายตกตามกันไปเช่นนี้ เกรงว่าแม้แต่ฝ่ายกบฏเองก็คงมิได้คาดคิดมาก่อนเช่นกัน 

            แม้ว่าความตายของพวกเขาจะมิได้อยู่เหนือความคาดหมาย แต่ก็ทำให้ทุกคนสะเทือนใจยิ่งนัก ต่างไม่อาจเอื้อนเอ่ยวาจาออกมาได้ชั่วขณะ บนพื้นหินอ่อนสีขาว โลหิตของคู่รักและคนร้ายฝ่ายกบฏไหลรวมผสมปนเป สะท้อนกับแสงจันทร์ข้างแรมบนขอบฟ้า ดูเย็นเยียบและเงียบงันยิ่งนัก

บทที่ 7 ม่านหมอกหนาทึบ

            ค่ำคืนนั้น หลังจากที่รุ่ยหยู่ใช้วาทศิลป์ไล่ต้อนจนจื่อซวนปลิดชีวิตตนเองเป็นการไถ่โทษ

            เหล่าขันทีและนางข้าหลวงที่ไม่พอใจต่างสงบปากสงบคำ อีกทั้งสยบบุคคลที่คิดเอาใจออกห่างและมีแนวโน้มว่าจะเป็นปฏิปักษ์ต่อฝั่งประจิมลงได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างฐานอำนาจในฐานะพระราชธิดาเอกของฮ่องเต้อู่จง การที่สามารถกำราบเหล่าข้าราชบริพารในตำหนักอันเหรินเสียราบคาบ ย่อมทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าลบหลู่นางอีก ทว่ารุ่ยหยู่กลับไม่รู้สึกปลื้มปีติแม้แต่น้อย มีความหนักใจเข้ามาแทนที่ เสมือนมีบางสิ่งจุกอยู่ในอก กลืนไม่เข้า คายไม่ออก

            เมื่อกลับมาถึงตำหนักเฉิงชิ่ง ตงอิงยังคงสลบไสลไม่ได้สติด้วยพิษไข้ มีหมอหลวงท่านหนึ่งจากโรงหมอหลวงและนางข้าหลวงฝ่ายงานเย็บปักนามว่า ชิงปี้ เฝ้าอยู่ไม่ห่าง ครั้นเห็นว่าองค์หญิงใหญ่เข้ามาในห้องก็รีบลุกขึ้นคารวะ รุ่ยหยู่สะบัดมือตอบ แล้วถามว่า “ตงอิงเป็นอย่างไรบ้าง?”

            หมอหลวงตอบว่า “ท่านอ๋องเสียพระโลหิตมาก เกรงว่าคงจะไม่ทรงฟื้นในเร็ววันนี้พ่ะย่ะค่ะ”

            รุ่ยหยู่ไม่ถามกระไรอีก นั่งลงข้างเตียง กำลังจะเอามืออังหน้าผากเพื่อวัดอุณหภูมิ พลันเห็นตงอิงลืมตาโพลงขึ้นมา ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยเส้นโลหิต ดวงหน้าที่แดงก่ำเพราะพิษไข้ฉายแววร้อนรน

            รุ่ยหยู่ทั้งตื่นเต้นและยินดี ร้องเรียกว่า “เสี่ยวอู่”

            ถึงแม้ดวงตาของตงอิงจะเบิกกว้างและดูเหมือนจะมองมาที่รุ่ยหยู่ แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียงเรียกของนางแม้แต่น้อย ราวกับไม่ได้ยินอย่างไรอย่างนั้น นางอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่ดูเหมือนเขาจะมองไม่เห็น เอาแต่เปล่งเสียงร้องตะโกนด้วยท่าทางร้อนรนไปที่ความว่างเปล่าเบื้องหน้า “ท่านอา รีบหนีไป รีบหนีไป”

            รุ่ยหยู่ชะงักงันไปเล็กน้อย หมอหลวงที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาดูอาการ ก่อนรายงานว่า “ทูลองค์หญิงใหญ่ ท่านอ๋องจ้าวเพียงแค่ทรงละเมอ เพ้อเพราะพิษไข้ มิได้ตื่นจากบรรทมจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”

            รุ่ยหยู่เห็นสายตาเลื่อนลอยของตงอิง ก็รู้ทันทีว่าเขายังไม่ฟื้นคืนสติ คงหลงคิดไปว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่วังฝั่งบูรพา กำลังเผชิญหน้ากับถังหยางจิ่งที่มีเจตนาร้ายหมายจะเอาชีวิต และกลัวว่านางจะถูกคิดบัญชีตามไปด้วย ถึงได้กระวนกระวายใจถึงเพียงนี้ แม้ขณะที่ยังสลบไสลก็คิดแต่ว่าจะต้องเตือนนางให้หนีไป

            รุ่ยหยู่ได้ยินเสียงแหบแห้งและอ่อนแรงจากคนเจ็บ อีกทั้งลำคอและขมับก็มีเส้นโลหิตปูดโปนจากการร้องตะโกน ทำให้ร่างเล็กนี้ต้องใช้พลังไปมากมายนัก ก็อดรู้สึกสงสารมิได้ จึงกุมมือเขาเอาไว้แล้วปลอบโยน “เสี่ยวอู่ เจ้าเหนื่อยแล้ว พักผ่อนเสีย อย่าได้ไปคิดถึงเรื่องบั่นทอนจิตใจพวกนั้นเลย นอนหลับเถิดนะ”

            ความคิดของตงอิงยังคงดำดิ่งลงไปในความฝันอันเต็มไปด้วยภยันตราย เมื่อมือถูกสัมผัสก็รู้สึกราวกับได้รับการคุกคาม จึงพยายามดิ้นรนปัดป้องอย่างสุดกำลัง เด้งตัวลุกขึ้นมานั่ง จนกระทั่งหมอหลวงร้องตะโกนด้วยความร้อนใจว่า “องค์หญิง รีบกดท่านอ๋องจ้าวไว้ ท่านอ๋องทรงบาดเจ็บภายใน หากทรงเคลื่อนไหวรุนแรงเกินไปจะทำให้พระโลหิตไหลมากขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”

            ตอนที่รุ่ยหยู่ถูกตงอิงผลักไสก็เผลอปล่อยมือออกโดยไม่ทันคิด เมื่อหมอหลวงเตือนสติ จึงได้ออกแรงรวบมือของเขาไว้มั่นแล้วกดแนบกับเตียง รุ่ยหยู่มีกำลังวังชามากเป็นพิเศษ แม้แต่ตอนที่ตงอิงแข็งแรงดีก็มิอาจสู้แรงนางได้ นับประสาอันใดกับยามที่อ่อนแอ

            ถึงแม้เขาไม่อาจเคลื่อนไหวร่างกายได้ แต่ยังคงพึมพำพร่ำไม่หยุดปาก “ท่านอา ถังหยางจิ่งจะฆ่าพวกเรา ถังหยางจิ่งจะฆ่าพวกเรา”

            เมื่อคนเจ็บเอ่ยคำพูดนี้ออกจากปาก หมอหลวงที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมยาก็ถึงคราวสะดุ้งโหยง จนสมุนไพรในมือแทบหล่นกระจายลงกับพื้น ละล่ำละลักถามว่า “องค์หญิงใหญ่ คืนนี้เกรงว่าท่านอ๋องจ้าวจะทรงเพ้อมิได้หยุด ไม่ทราบว่ากระหม่อมสมควรปลีกตัวออกไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

            รุ่ยหยู่เองก็เกรงว่าตงอิงจะเผลอหลุดปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรออกมาอีก ทว่านางกลับมีความกังวลใจในอาการบาดเจ็บของเขามากกว่า “อาการบาดเจ็บของเขาสมควรมีหมอหลวงเฝ้าดูแล จะให้ท่านปลีกตัวออกไปได้อย่างไรกัน”

            หมอหลวงรีบกล่าวว่า “โอสถต้มสำหรับให้ท่านอ๋องจ้าวเสวยได้ตระเตรียมไว้พร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งบาดแผลภายนอกพระวรกายก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี กระหม่อมเพียงแค่มาตรวจพระอาการทุกชั่วเวลาหนึ่งก้านธูป ว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ หากมีพระประสงค์อื่นใดนอกจากนี้กระหม่อมจะคอยอยู่ที่ห้องรับรองข้างตำหนักพ่ะย่ะค่ะ”

            รุ่ยหยู่รู้ดีว่า หมอหลวงไม่ต้องการละลาบละล้วงเรื่องภายในของเชื้อพระวงศ์ จึงพยักหน้าอนุญาต “ถ้าอย่างนั้น ท่านกับชิงปี้ก็ออกไปเถิด”

            ตงอิงผู้ไม่รับรู้ถึงปัญหาจากภายนอก ยังคงเอาแต่ร้องตะโกนไม่หยุด “หากพวกเจ้ากล้าหมิ่นเกียรติท่านอาของข้า จะต้องชดใช้ด้วยโลหิต...ท่านอา อันตราย อย่ามานะ...ท่านอา...รีบหนีไป...”

            เมื่อรุ่ยหยู่ได้ยินก็รู้สึกปวดใจเหลือจะกล่าว นางกดตัวเขาไว้ พร้อมทั้งกล่าวปลอบขวัญ “เสี่ยวอู่ เหตุการณ์ต่างๆ ล้วนผ่านพ้นไปแล้ว อย่ากังวลใจไปเลย ตอนนี้พวกเราปลอดภัยแล้วนะ พวกเราปลอดภัยแล้ว เสี่ยวอู่เด็กดี อย่าดิ้นนะ เดี๋ยวจะกระเทือนบาดแผล เด็กดี...”

            หลังจากนั้นเป็นเวลานาน ตงอิงก็สงบลง เพียงเอ่ยพึมพำด้วยความลังเลไม่แน่ใจว่า “ปลอดภัยแล้วรึ ปลอดภัยแล้วรึ”

            รุ่ยหยู่พยักหน้าน้อยๆ ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุนว่า “ใช่แล้ว ปลอดภัยแล้ว อาไม่เป็นอันใด อาปลอดภัยดี เสี่ยวอู่เจ้าจงพักรักษาตัวให้ดี พวกเราปลอดภัยแล้ว เจ้าพักรักษาตัวเถิด”

            ตงอิงฟังคำปลอบโยนของนางแล้ว ดวงตาทั้งสองข้างที่เบิกกว้างอย่างเลื่อนลอยก็ค่อยๆ ปิดลง ไม่ดิ้นทุรนทุรายอีก รุ่ยหยู่รู้สึกสงสารจับใจ ขณะที่หมายจะขยับกายให้เขาอยู่ในท่าที่สบายและผ่อนคลายนั้น ตงอิงก็ลืมตาโพลงขึ้นอีกครั้ง ซ้ำยังร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัวว่า “ไม่...ไม่ปลอดภัย ไม่ปลอดภัย”

            รุ่ยหยู่ตกตะลึง ตงอิงลนลานจับมือของนางไว้แน่น พลางมองไปรอบๆ อย่างร้อนรน ปากก็พร่ำบ่นว่า “ไม่ปลอดภัย ไม่ปลอดภัย ขันทีในวังประพฤติตนมิชอบ ปลดฮ่องเต้ตามอำเภอใจ เหล่าเสนาบดีในราชสำนักต่างแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแก่งแย่งแข่งขันกันเอง ไม่เห็นฮ่องเต้อยู่ในสายตา แม่ทัพนายกองต่างใช้กำลังทหารส่งเสริมตนเอง มักใหญ่ใฝ่สูง ถังหยางจิ่งโง่เขลาเบาปัญญา มีวิสัยทัศน์คับแคบ ขันทีและนางข้าหลวงแห่งวังฝั่งประจิมลอบส่งข่าวแก่ศัตรู สมคบคนชั่ว วังหลวงล้วนไม่ปลอดภัย วังฝั่งประจิมไม่ปลอดภัย ฉางอันไม่ปลอดภัย ที่ไหนๆ ก็ไม่ปลอดภัย...”

            ถึงแม้ตงอิงจะยังไม่ได้สติ แต่คำพูดกลับลึกซึ้งเสียยิ่งกว่าตอนที่เขาตื่นนัก ทุกคำล้วนกล่าวถึงสถานการณ์คับขันตรงหน้า รุ่ยหยู่ได้ฟังก็บังเกิดความรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาในอก ปลอบโยนเขาอย่างอ่อนโยนด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและสุขุมเยือกเย็นเช่นเดิม “เสี่ยวอู่ เจ้าวางใจเถิด อาอยู่นี่แล้ว ที่นี่ปลอดภัย อาจะปกป้องเจ้าเอง ไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแกเจ้าได้อีก เจ้าเชื่ออาเถิดนะ”

            ความคิดอันยุ่งเหยิงของตงอิงค่อยๆ สงบลงจากการปลอบประโลมของรุ่ยหยู่ ร่างที่ขมวดเกร็งค่อยๆ ผ่อนคลายลงทีละน้อย แต่ว่าก็ยังไม่อาจสงบจิตสงบใจได้อยู่ดี เดี๋ยวหลับตา เดี๋ยวลืมตา รุ่ยหยู่โอบกอดเขาไว้ในอ้อมอก ปากก็พร่ำปลอบโยนเสียงอ่อนหวาน เพียงครู่ตงอิงก็หลับตาพริ้ม ศีรษะซบลงกับทรวงอกของรุ่ยหยู่ เข้าสู่ห้วงนิทรารมณ์

            ตงอิงได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดตั้งแต่ยังเล็ก นับจากเหตุการณ์ที่ท่านปู่ต้องมาสิ้นชีพอย่างน่าอนาถเพราะการช่วงชิงราชบัลลังก์ หลี่ไทเฮาก็รับเลี้ยงเด็กชายที่ตอนนั้นอายุเพียงสี่ปี ถึงแม้ยามปกติเขาจะเคารพเชื่อฟังหลี่ไทเฮาและรุ่ยหยู่ แต่น้อยครั้งนักที่จะใกล้ชิดสนิทสนมถึงเพียงนี้ รุ่ยหยู่เกรงว่าหากตนเองปลีกตัวจากไปจะทำให้อีกฝ่ายตกใจตื่น จึงตะแคงตัวลงพิงกับหมอนข้างเตียง ปล่อยให้ตงอิงนอนหลับพักผ่อนให้สบาย

            มือข้างหนึ่งของคนเจ็บกำชายแขนเสื้อของนางไว้ ส่วนอีกข้างหนึ่งก็กุมมือกันจนนิ้วทั้งห้าประสานสนิทแนบ ราวกับเกรงว่านางจะหายไป แสงไฟจากเปลวเทียนที่พลิ้วไหวในตะเกียงรูปนกกระเรียนเหินเวหาสะท้อนกับดวงหน้าของตงอิง ขับให้องค์ประกอบอันงดงามทั้งห้าบนใบหน้าของเขาสว่างไสว

            รุ่ยหยู่พินิจดวงหน้าอันเยาว์วัยของตงอิง พลางตริตรองถึงถ้อยคำที่พร่ำเพ้อจากปากเขา ฉับพลันนั้นก็รู้สึกหนักอึ้งอยู่ในอก มิอาจจะสูดลมหายใจได้ถนัดนัก ในวังหลวงแห่งนี้ บิดาและมารดาของนางสิ้นชีพไปนานแล้ว ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน มีเพียงวงศาคณาญาติกลุ่มใหญ่ก็เป็นแต่ในนาม นอกจากนั้นเป็นข้าราชบริพาร ผู้ที่อยู่รายล้อมรอบกายนางเหล่านี้ มีทั้งที่อิจฉาริษยา โกรธแค้นชิงชัง หวังที่จะลอบกัดนางยามพลั้งพลาด

            หลี่ไทเฮาแก่ชราโรคภัยรุมเร้า ตงอิงก็ยังอ่อนเยาว์บอบบางนัก นางจะปกป้องตนเองและคนทั้งสองได้อย่างไร

            การที่ตงอิงถูกจื่อซวนทรยศ ย่อมมิใช่เหตุบังเอิญอย่างแน่นอน หากพวกทหารราชองครักษ์คิดว่าการเป็นกองกำลังให้ฝั่งประจิมคือการไร้ซึ่งอนาคต ดังนั้นการที่มีพวกทรยศอยู่ในเหล่าพลทหารราชองครักษ์ย่อมไม่ใช่เหตุบังเอิญอีกเช่นกัน และการที่หลิวชุนมีเจตนาไว้ชีวิตพวกกบฏ ก็ยิ่งมิใช่เหตุบังเอิญ

            แต่ว่า ใครหรือสิ่งใดกันเล่า คือศัตรูที่แท้จริงของนาง?

            ท่ามกลางสถานการณ์อันตรายในเพลานี้ ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งพิงให้นางได้?

            ตลอดคืนนั้นนางจึงมิอาจหลับตา เช้าตรู่รุ่ยหยู่ค่อยๆ วางตงอิงลง แล้วขยับกายเดินออกไปด้านนอก

            ลานหน้าตำหนักปกคลุมไปด้วยหมอกหนา นางทอดสายตามองผ่านสีขาวพร่างพราวเหล่านั้น  แต่ก็ไม่อาจมองเห็นสิ่งใด

บทที่ 8 สับสนอลหม่าน

            หลี่ไทเฮาหอบสังขารอันป่วยไข้ติดต่อขุนนางเก่าในรัชสมัยฮ่องเต้อู่จง

            โดยการเรียกพวกขุนนางระดับชั้นซานกงจิ่วชิง5มาเข้าเฝ้า เพราะต้องการสยบกระแสธารแห่งความวุ่นวายภายนอกพระราชสำนักหลังจากที่ถังหยางจิ่งก่อเหตุขึ้น เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ส่วนรุ่ยหยู่ตั้งอกตั้งใจดูแลอาการบาดเจ็บของตงอิงเป็นอย่างดี และเริ่มจัดระเบียบข้าราชบริพารที่ปรนนิบัติรับใช้ข้างกายตงอิงอย่างเข้มงวด

            สองวันผ่านไป ภายใต้การดูแลรักษาอย่างเอาใจใส่ของหมอหลวงทุกท่าน ในที่สุดอุณหภูมิร่างกายของตงอิงก็ค่อยๆ ลดลง อาการต่างๆ เริ่มดีขึ้น มีเพียงบาดแผลที่ยังคงอักเสบบวมอยู่ จากการวินิจฉัยของหมอหลวง ขอเพียงดูแลเป็นอย่างดี รอจนอาการอักเสบทุเลาลงก็จะไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต 

            หลังจากที่หลี่ไทเฮาและรุ่ยหยู่ต้องเป็นห่วงอยู่หลายวัน ในที่สุดก็สามารถคลายใจลงได้ หลี่ไทเฮาไม่อาจเพิกเฉยต่อเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ในราชสำนักที่เพิ่งผูกไมตรีไว้ จึงไม่สามารถปลีกตัวมาดูแลตงอิง ทำให้รุ่ยหยู่จำต้องวางมือจากภารกิจรัดตัวภายในวังตลอดหลายวันที่ผ่านมาตั้งหน้าตั้งตาดูแลเด็กชาย

            เมื่อเจ้านายคลายทุกข์ บรรยากาศของชีเน่ยก็ผ่อนคลายขึ้นทันตาเห็น แม้ว่าแต่ละคนจะมีความคิดเป็นของตัวเอง ทว่าเมื่อมองจากภายนอกแล้ว วังฝั่งประจิมเงียบสงบไร้คลื่นลม แต่ตงอิงที่นอนสลบไสลกลับไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากมายนัก ยังคงหลับอย่างกระสับกระส่าย มักกางนิ้วมือทั้งห้าออกมาด้วยความตกใจ ราวกับว่าไขว่คว้าสิ่งใดอยู่ในความฝัน มองเพียงครู่เดียวก็รู้ว่าคงกำลังฝันร้ายอยู่เป็นแน่

            ในเวลานี้ รุ่ยหยู่ต้องอยู่ข้างกายคนเจ็บเพื่อคอยปลอบโยน โดยปล่อยให้เขาจับมือหรือไม่ก็ชายเสื้อไว้ เด็กชายถึงจะยอมสงบลง นางจำใจต้องย้ายห้องหนังสือมาตั้งกลางตำหนักเฉิงชิ่ง นั่งสะสางงานอยู่ข้างเตียง เพื่อให้อีกฝ่ายคลายความหวาดกลัว

            ระหว่างที่รุ่ยหยู่กำลังจัดสรรหน้าที่ของเหล่าขันทีและนางข้าหลวง พร้อมกับหวนคิดถึงคำพูดของราชองครักษ์เสวียอันจือฉับพลันก็รู้สึกว่ามีคนจ้องมองตนอยู่ทางด้านหลัง เมื่อหันกลับไปจึงพบว่าตงอิงกำลังจ้องมองตาเขม็ง 

            ตงอิงเห็นว่านางหันกลับมา ก็มีรอยยิ้มเบิกบานบนใบหน้า ร้องเรียกเบาๆ ว่า “ท่านอา”

            เด็กชายนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงหลายวัน อีกทั้งยังบาดเจ็บสาหัส น้ำเสียงจึงทั้งแผ่วเบาและแหบพร่า แต่เมื่อรุ่ยหยู่ได้ยินเสียงเล็กๆ ดังเข้าสู่โสตประสาท นางกลับรู้สึกราวกับแว่วสำเนียงเสียงสวรรค์ พลันรู้สึกตื่นเต้นยินดีเป็นที่ยิ่ง รีบถามขึ้นว่า “เสี่ยวอู่ เจ้าฟื้นแล้วหรือ”

            ตงอิงพยักหน้า อยากจะลุกขึ้นนั่ง แต่พอขยับกลับก็รู้สึกเจ็บจนต้องกัดฟันกรอด รุ่ยหยู่รีบปราดเข้าไปกดตัวคนเจ็บไว้พลางเอ็ดว่า “เสี่ยวอู่ อย่าพึ่งขยับเขยื้อนกาย ตอนนี้เจ้าบาดเจ็บอยู่ ต้องพักรักษาตัว”

            ตงอิงจึงมิได้ลุกขึ้นมานั่งและไม่กล้าเคลื่อนไหวส่งเดชอีก ยิ่งฟังอีกฝ่ายกล่าวเช่นนั้น ก็พร้อมยอมนอนนิ่งๆ แต่โดยดี เขาออดอ้อนรุ่ยหยู่อย่างอ่อนหวาน “ท่านอา ข้าหิวน้ำ”

            รุ่ยหยู่เฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงตงอิงมาเป็นเวลาเกือบสี่วันแล้ว ได้ยินเขาเปล่งเสียงพูดออกมาอย่างแจ่มชัดในที่สุด ก็รู้สึกปลื้มปีติเป็นที่ยิ่ง รีบสั่งให้ชิงปี้ไปเตรียมสำรับ เรียกหมอหลวงเข้ามาตรวจอาการบาดเจ็บของเขาอย่างละเอียด ส่วนตนเองก็ยกน้ำผึ้ง และอาหารมาป้อนให้

            ด้วยหลี่ไทเฮาป่วยกระเสาะกระแสะมานาน รุ่ยหยู่เคยขอคำชี้แนะเรื่องการดูแลคนป่วยจากหมอหลวงมาก่อน ตอนนี้จึงนำมาใช้ดูแลตงอิง นางป้อนน้ำป้อนอาหารด้วยความเอาใจใส่  ระดับการดูแลไม่แพ้พวกขันทีและนางข้าหลวงแม้แต่น้อย ระหว่างที่ตงอิงเคี้ยวหมูที่อีกฝ่ายป้อนให้ สายตาก็จับจ้องไปที่นาง รุ่ยหยู่เห็นว่าเขามองมาไม่วางตา ก็หันไปถามชิงปี้ว่า “ใบหน้าข้ามีหมึกแต้มติดหรือว่ามีสิ่งผิดปกติใดหรือ?”

            ชิงปี้เพ่งพินิจเจ้านายด้วยความแปลกใจ “ไม่มีเพคะ”

            รุ่ยหยู่งุนงงยิ่งนัก เมื่อหันกลับมามองหน้าตงอิงซึ่งยังคงไม่ละสายตาไปจากนาง จึงเอ่ยถามเชิงหยอกเย้าว่า “เสี่ยวอู่ เจ้าจ้องอาเช่นนี้ด้วยเหตุใด หรือเพราะเป็นไข้ติดต่อกันหลายวัน ทำให้เจ้าจำอาไม่ได้เสียแล้ว”

            ตงอิงเหมือนรู้สึกตัวขึ้นมา แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่ดวงหน้าของรุ่ยหยู่ พลางกล่าวอย่างใจลอย “ท่านอา ท่านงดงามจับตายิ่ง”

            มีสาวแรกรุ่นผู้ใดไม่สนใจรูปลักษณ์ภายนอก เมื่อถูกชมความงามซึ่งๆ หน้า ถึงแม้ว่าจะเป็นญาติของตนเองก็ตาม ย่อมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขัดเขินระคนยินดี รุ่ยหยู่คิดไม่ถึงว่าที่ตงอิงจ้องนางเป็นเวลานานสองนาน สุดท้ายจะกลั่นกรองออกมาเป็นคำพูดเช่นนี้ จึงคลี่ยิ้มจนแก้มบุ๋ม พลางยื่นมือออกไปดีดหน้าผากเขา “เจ้าเด็กโง่ อย่าพูดจาส่งเดช”

            เด็กชายเถียงกลับ “ข้าไม่ได้พูดจาส่งเดช ท่านอางามมากจริงๆ” เพื่อเป็นการเน้นย้ำในคำที่พูด ตงอิงก็พยักหน้าไม่หยุด พลางกล่าวสำทับว่า “เป็นครั้งแรกที่ข้าพบว่า อันที่จริงแล้วท่านอางดงามเหลือเกิน”

            รุ่ยหยู่เข้าใจแล้วว่า ความรู้สึกโหยหาของตงอิงเกิดจากสิ่งใด ในใจพลันเจ็บปวด จึงกล่าวด้วยความเวทนาสงสารว่า “เสี่ยวอู่ เป็นเพราะเจ้าพึ่งฟื้นจากความเป็นความตาย พอเห็นว่าอาอยู่ข้างกายเจ้าไม่ห่างและคอยปลอบโยนใกล้ชิด จิตจึงคิดปรุงแต่งขึ้นมาว่าอาสวย”

            ตงอิงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เกาศีรษะ แล้วกล่าวอย่างไม่ประสา“เป็นเช่นนั้นหรอกรึ”

            ต่อหน้าคนอื่นตงอิงคือเด็กชายที่ดูเป็นผู้ใหญ่ สุขุมนุ่มลึก แม้แต่หลี่ไทเฮาก็ยังรู้สึกว่าเขาสุภาพน่ารัก มีเพียงต่อหน้ารุ่ยหยู่เท่านั้น เขาถึงจะออดอ้อนฉอเลาะ เผยให้เห็นด้านที่เป็นเด็กน้อยใสซื่อไร้เดียงสา แม้ว่าทั้งสองจะมีศักดิ์ห่างกันหนึ่งรุ่น แต่อายุนั้นต่างกันเพียงแค่สามปี ตลอดเวลาหลายปีที่เติบโตมาด้วยกัน รุ่ยหยู่คอยเป็นทั้งเพื่อนเล่น และเป็นผู้ปกครอง ดังนั้นต่อหน้านางแล้วเขาจึงไม่ค่อยมีพิธีรีตอง สามารถปึ่งงอน ยั่วเย้า  ดื้อรั้นเอาแต่ใจ ทำตัวตามสบายได้เต็มที่

            มีหรือที่รุ่ยหยู่จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไว้ใจนางสักเพียงใด จึงส่งยิ้มให้แล้วตอบว่า “ใช่แล้วเด็กน้อย”

            ตงอิงส่งเสียงอือออทำทีว่าเข้าใจ แล้วพิจารณาดูรุ่ยหยู่อีกครั้ง ก่อนกล่าวว่า “ท่านอา ท่านดูซูบไปนะ”

            รุ่ยหยู่ค้อนใส่เขา “หากเจ้าไม่อวดดีหาเรื่องใส่ตน ทำให้คนเป็นอาอย่างข้าต้องกังวลใจ ข้าจะมีสภาพเช่นนี้หรือ”

            คนถูกว่าสะดุ้ง หัวเราะแหะๆ “ท่านอา ท่านจะโทษข้าได้อย่างไร ต้องโทษที่ถังหยางจิ่งมีเจตนาร้าย ตั้งใจบีบคั้น ทำให้ข้าอับจนหนทางจริงๆ”

             “ต่อหน้าอา เจ้ายังรู้จักแกล้งเง้างอน ต่อหน้าถังหยางจิ่งเหตุใดถึงไม่รู้จักทำตัวเป็นเด็กเล่า ถังหยางจิ่งตั้งใจบีบคั้น เจ้าก็ผลักภาระมาให้ข้าก็หมดเรื่อง เหตุใดถึงได้อาจหาญงัดข้อกับเขาจนตนเองต้องบาดเจ็บถึงเพียงนี้ อยากให้อาหัวใจวายตายหรืออย่างไร”

            ตงอิงไม่เห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าวของนาง กายยังนอนอยู่บนเตียง แต่ลำคอกลับแข็งเกร็ง “ข้าเป็นลูกผู้ชาย จะให้หลบอยู่หลังท่านอา ใช้ได้ที่ไหน”

            ตอนนี้อาการบาดเจ็บของเด็กชายดีขึ้นมากแล้ว รุ่ยหยู่ก็ค่อยคลายใจลงได้ ครั้นพอฟังอีกฝ่ายเถียงคอเป็นเอ็นทำให้หวนคิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ก็ทั้งโมโหทั้งเอ็นดู จึงดึงหูเขาแล้วดุเบาๆ ว่า “ปีนี้เจ้าอายุเท่าใดจึงกล้าเรียกตัวเองว่าลูกผู้ชายต่อหน้าอา พูดจาอย่างนี้...ใช้ได้ที่ไหน”

            ตงอิงถูกนางบิดหู ก็แสร้งร้องออกมาเสียงดัง “เจ็บ เจ็บๆๆ”

            ระหว่างที่ถูกศัตรูโอบล้อมอยู่นั้น ตงอิงถูกถังหยางฮุยใช้ดาบแทงทะลุไหล่ กลับไม่ส่งเสียงร้องแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าต่อหน้านางแล้ว เพียงแค่บิดหูเบาๆ เขากลับร้องโอดโอยเสียจนน่าเวทนา ดูเหมือนจะเจ็บยิ่งกว่าบาดแผลบนร่างเสียอีก แม้รุ่ยหยู่จะรู้ว่าเขาเพียงเย้าเล่น แต่เมื่อคิดว่าเพลานี้อาการบาดเจ็บยังไม่หายดี จึงมิกล้าแหย่ต่อ รีบคลายมือออกโดยพลัน

            ตงอิงเห็นว่ารุ่ยหยู่มองลูกไม้ตื้นๆ ของตนไม่ออก ซ้ำยังรีบคลายมือที่บิดหูออก แถมสังเกตตรวจตราดูอาการของตนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก คาดว่าคงกลัวจะทำให้เขาเจ็บเข้าจริงๆ ในใจพลันอบอุ่นระคนปวดร้าวราวกับถูกบีบรัด จึงรีบเสเปลี่ยนเรื่อง กล่าวยิ้มๆ ว่า  “ถึงท่านอาจะซูบลงไป แต่ก็งามวิไลกว่าเดิมหลายเท่านัก”

            รุ่ยหยู่เห็นว่าเขายังยิ้มหน้าทะเล้นได้ ก็รู้สึกโล่งใจ อดยื่นมือออกไปดีดหน้าผากอีกทีมิได้ นัยน์ตางามดุจนางหงส์เหลือบมองพลางร้องเสียงดังว่า “เจ้าเด็กโง่ อย่าคิดนะว่าชมอาแค่ไม่กี่คำ แล้วจะพ้นผิดไปได้ รอให้เจ้าหายดีก่อนเถิด”

            เมื่อตงอิงฟื้นคืนสติแล้ว รุ่ยหยู่จึงส่งขันทีไปกราบทูลหลี่ไทเฮา หากเป็นยามปกติหลังจากท่านย่าได้ฟังข่าวแล้วก็น่าจะมาเยี่ยมในทันใด แต่คิดไม่ถึงว่าเพียงชั่วครู่ ชิงหงก็รีบร้อนเข้ามารายงานด้วยเสียงอ่อนเบาว่า “ทูลองค์หญิงใหญ่และท่านอ๋อง มีคนจากตงเน่ยมาขอเข้าเฝ้าเฟิ่งไท่เหนียงเหนียง แต่เฟิ่งไท่เหนียงเหนียงรับสั่งว่าพระนางประชวรหนัก มิอาจให้เข้าเฝ้าได้ แต่คนผู้นั้นก็ยังรั้งรออยู่นอกตำหนักเชียนชิวไม่ยอมจากไปไหน ถ้าเขายังอยู่ที่นั่น ผู้ส่งสารของเราจะมิอาจเข้าไปแจ้งข่าวแก่เฟิ่งไท่เหนียงเหนียงได้พ่ะย่ะค่ะ”

            เพราะแผนการร้ายของถังหยางจิ่งล้มเหลวไม่เป็นท่า จึงได้ส่งฮองเฮาและองค์ชายหมิงจาวมาคารวะหลี่ไทเฮา เพื่อที่จะสานสัมพันธ์อันร้าวฉานของทั้งสองฝั่งจากกรณีที่เกิดขึ้นกับตงอิง หลี่ไทเฮาเมื่อคิดว่าถังหยางจิ่งจงใจใช้ข้อขัดแย้งของตงอิงมาทำให้ความพยายามของนางในสิบกว่าปีมานี้ต้องสูญเปล่า ก็รู้สึกโกรธยิ่งนัก ต่อให้ฮองเฮาและองค์ชายหมิงจาวจะอ้อนวอนขอเข้าเฝ้าอย่างไรก็ไม่อนุญาต

            ถังหยางจิ่งจนปัญญา จึงได้จัดขบวนมาเยี่ยมเยียนด้วยตนเอง เมื่อเป็นขบวนเสด็จของฮ่องเต้ เหล่าทหารราชองครักษ์ย่อมไม่อาจทัดทานได้ จึงยอมให้ผ่านเข้ามาในวังฝั่งประจิมเพื่อเข้าเฝ้าหลี่ไทเฮาที่ตำหนักเชียนชิวแต่โดยดี หลี่ไทเฮาเห็นเป็นเช่นนั้นจึงแกล้งป่วยหนักด้วยไม่อยากให้เข้าพบ แต่ถังหยางจิ่งกลับรั้งอยู่นอกตำหนักไม่ยอมจากไป ทำให้พวกข้าราชบริพารต่างลำบากใจตามๆ กัน

            เจ้านายน้อยทั้งสองได้ยินสิ่งที่ชิงหงรายงาน ต่างก็พากันขมวดคิ้วมุ่น ตงอิงส่งเสียงคำรามอย่างข่มกลั้น “ตัวเองเป็นถึงฮ่องเต้ ตอนที่วังทั้งสองฝั่งมีปัญหา แทนที่จะคิดหาทางเชื่อมสัมพันธ์เพื่อจัดระเบียบการปกครองกลับคิดแต่จะปราบวังฝั่งประจิมให้ราบคาบ เพื่ออ้างสิทธิ์โดยชอบธรรมในพระราชอำนาจแต่เพียงผู้เดียว วิสัยทัศน์คับแคบยิ่งนัก ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าใจโดยแท้ แม้เพลานี้รู้ตัวว่ามิบังควร ก็สายเกินไปเสียแล้ว” รุ่ยหยู่ผู้ซึ่งมีอายุมากกว่าตงอิงสามปี มีความคิดอ่านมองสถานการณ์รอบคอบกว่า จึงกล่าวขึ้นว่า “ถังหยางจิ่งแบกหน้ามาขอขมาถึงวังฝั่งประจิมด้วยตนเองเช่นนี้ หากท่านย่าไม่ยอมให้เข้าพบคาดว่าจะไม่ยอมเลิกราโดยง่าย เกรงว่าพอเข้าเฝ้าองค์ไทเฮาไม่ได้ ก็จะมาหาเจ้าและข้าที่ตำหนักเฉิงชิ่งแทนน่ะสิ”

            ตงอิงพยักหน้า “ใช่แล้ว เขากล้ารออยู่ด้านนอกตำหนักเชียนชิวอย่างจนตรอก คงจะดึงดันไม่ยอมเลิกราง่ายๆ เป็นแน่”

            ระหว่างที่สองอาหลานกำลังหารือกันอยู่นั้น ผู้ส่งสารจากตำหนักเฉิงชิ่งนามว่า หวังชง ก็รีบสาวเท้าก้าวเข้ามาหา กล่าวว่า “องค์หญิงใหญ่พ่ะย่ะค่ะ คนจากวังฝั่งบูรพาบอกว่าจะมาเยี่ยมท่านอ๋องจ้าว เพลานี้ขบวนเกี้ยวได้มาถึงระเบียงทางเดินเฉิงชิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

            มาจนได้สินะ

            สองอาหลานประสานสายตากัน พร้อมกับคิดอ่านหาวิธีรับมือได้ประการหนึ่ง โดยการให้ตงอิงนอนนิ่งพร้อมทั้งหลับตาลงแกล้งสลบไสลยังไม่ฟื้น ส่วนรุ่ยหยู่ลุกขึ้นกำชับให้นางข้าหลวงและขันทีเก็บอารมณ์บนใบหน้า แล้วจัดวางข้าวของให้ระเกะระกะ รอท่าพร้อมรับการมาของถังหยางจิ่ง

บทที่ 9 ตาต่อตาฟันต่อฟัน

            ถังหยางจิ่งเข้ามาพบตงอิงและรุ่ยหยู่

            เมื่อย่างเท้าเข้ามาในตำหนักเฉิงชิ่งที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาจนฉุนในจมูกจึงเผลอจามออกมา เพลานี้บ่าวไพร่ในตำหนักต่างกำลังยุ่งอยู่กับการถวายงาน ไม่มีผู้ใดทำความเคารพถังหยางจิ่งเลยแม้แต่คนเดียว จนกระทั่งขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ต้องปรี่เข้าไปขวางหน้าบัณฑิตหญิงผู้หนึ่งไว้ แล้วเอ่ยว่า “ฝ่าบาทเสด็จมา องค์หญิงใหญ่ไปอยู่เสียที่ไหน เหตุใดถึงไม่ทูลเชิญพระนางให้ออกมารับเสด็จ”

            บัณฑิตหญิงผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมา สีหน้าตื่นตระหนก รีบละล่ำละลักกล่าวว่า “หม่อมฉันกำลังจะไปทูลองค์หญิงเดี๋ยวนี้เพคะ ฝ่าบาททรงอภัยให้หม่อมฉันด้วย”

            หากมองอย่างผิวเผินแล้ว ผู้คนในตำหนักเฉิงชิ่งดูเหมือนจะพินอบพิเทาต่อถังหยางจิ่ง ทว่าเขากลับสังเกตเห็นความหมางเมินกระด้างกระเดื่อง หรือแม้กระทั่งความเกลียดชังที่อยู่เบื้องหลังนั้นได้เป็นอย่างดี จึงรู้สึกไม่สบอารมณ์นัก แต่เพราะเหตุผลที่มายังวังฝั่งประจิมในครานี้ ก็เพื่อฟื้นสัมพันธไมตรีกับหลี่ไทเฮา มิใช่มาเพื่อสร้างความบาดหมางขึ้นอีกครา รู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาไม่ไว้หน้า ถึงกับกล้าให้รออยู่ด้านนอกตำหนัก แต่ก็ทำได้เพียงฝืนยิ้มนั่งรอให้รุ่ยหยู่ออกมาต้อนรับ

            กระทั่งเขาดื่มชาจนหมดถ้วย รุ่ยหยู่ที่มีขันทีคนสนิทช่วยประคองถึงได้ค่อยๆ เดินออกมาจากตำหนักด้านหลัง กล่าวทักทายด้วยสีหน้าอ่อนล้าว่า “ฝ่าบาททรงอุตส่าห์เสด็จมาเยี่ยมเยือน หม่อมฉันเสียมารยาทแล้ว”

            ระหว่างที่พูด นางก็ย่อตัวลงแสดงความเคารพ ถังหยางจิ่งซึ่งรอมานาน ในใจรู้สึกโกรธขึ้งยิ่งนัก อยากจะให้อีกฝ่ายคุกเข่าลงเสียด้วยซ้ำ แต่พอคิดถึงภาพที่นางบุกเข้าไปช่วยตงอิงจากฝั่งบูรพาในครานั้น กอปรกับจุดประสงค์ที่ตนเองมาในเพลานี้ วาจาพาทีก็แปรเป็นอื่นโดยพลัน “คนในครอบครัวพบหน้ากัน ไยต้องมากพิธี”

            รุ่ยหยู่เพียงแค่เสแสร้งแกล้งทำไปอย่างนั้น เมื่อถังหยางจิ่งพูดเช่นนี้ ก็เหยียดตัวตรงแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ด้านซ้ายมือของเขา พร้อมกับเอามือปิดปากหาว กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “ฝ่าบาทเชิญเสวยสุธารสชาเพคะ”

            ถังหยางจิ่งเห็นนางมีท่าทางหมางเมิน แม้เรียกตนว่าฝ่าบาทแต่มิได้ให้เกียรติเรียกเสด็จพี่เลยสักคำ ก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ให้ความเคารพตนตามสมควร ทั้งยังมีทีท่าไม่อยากจะร่วมเสวนาด้วย จึงวางตัวอย่างอึดอัดขัดเคือง ได้แต่ยกชาขึ้นดื่มกลบเกลื่อนอาการกระอักกระอ่วนใจนี้ เมื่อผ่านไปสักพักก็ถอนหายใจออกมา พร้อมกับเอ่ยว่า “น้องหญิง เรื่องเมื่อหลายวันก่อน น้องยี่สิบหกก็ทำเกินไป แต่ด้วยตัวเขานั้นเป็นผู้ใหญ่กว่ากลับถูกเสี่ยวอู่ว่ากล่าว หากเพียงต่อปากต่อคำก็ยังพอทน แต่นี่ถึงขั้นอาจหาญไปท้าประดาบกับเขา การที่น้องยี่สิบหกจะสั่งสอนเสี่ยวอู่บ้าง ก็เป็นการสมควรแล้ว”

            สาเหตุที่ตงอิงและถังหยางฮุยต้องปะทะกันนั้นไม่กล่าว กลับพูดเพียงว่าเป็นการสั่งสอนผู้เยาว์ การใช้ดาบแทงผู้อื่นเลือดอาบจนเกือบตายถือว่าเป็นการสั่งสอนหรือ ถังหยางจิ่งกล่าวเช่นนี้ ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี รุ่ยหยู่แค่นหัวเราะตอกกลับ “ถึงอย่างไรเสี่ยวอู่ก็เป็นเพียงเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่ง หากท่านพี่ยี่สิบหกอยากจะ ‘สั่งสอน’ อย่างไรก็ย่อม ‘สั่งสอน’ ได้ แล้วฝ่าบาทจะตรัสให้มากความทำไมเพคะ”

            ถังหยางจิ่งคาดไม่ถึงว่านางจะไม่มีความเกรงใจในตัวเขาแม้แต่น้อย  ได้แต่ฝืนยิ้มค้างอยู่อย่างนั้น รุ่ยหยู่ซึ่งยังกล่าวไม่ครบจบความ ก็เอ่ยเสริมอีกว่า “ดูจากความเหี้ยมหาญของท่านพี่ยี่สิบหกแล้ว เด็กกำพร้าอย่าง

เสี่ยวอู่คงไม่อยู่ในสายตาของเขามาตั้งแต่ต้น ส่วนองค์หญิงใหญ่... ธิดาในฮ่องเต้อู่จงอย่างหม่อมฉัน หรือแม้กระทั่งหลี่ไทเฮาแห่งตำหนักเชียนชิว ก็เกรงว่าคงจะไม่อยู่ในสายตาของท่านพี่ยี่สิบหกอีกเช่นกัน คงสามารถ

ชักดาบออกมา ‘สั่งสอน’ ได้ทุกเมื่อ”

            การกระทำของถังหยางฮุยมีถังหยางจิ่งเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง เมื่อนางกล่าวเช่นนี้ก็เหมือนกับตบหน้ากันโดยตรง ทำให้ผู้มาเยือนมีสีหน้าซีดลงชั่วขณะ พยายามแย้มยิ้มพลางเอ่ยว่า “น้องหญิง เจ้าก็กล่าวเกินไป เจ้าเป็นถึงพระธิดาเอกของพระปิตุลา ฐานันดรสูงส่งยิ่งนัก ส่วนมารดาร่วมของพระปิตุลาก็รั้งเกียรติเป็นถึงไทเฮาในรัชสมัยของข้า เปรียบเสมือนพระมารดาของแผ่นดิน ใครจะกล้าหยามหมิ่นเล่า น้องยี่สิบหกเพียงแค่หน้ามืดไปชั่วครู่ชั่วคราว ถึงได้กล่าววาจาไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี หาได้มีเจตนาหมายความตามนั้นไม่ เสี่ยวอู่ยังเล็กนัก แต่กลับแข็งข้อต่อกรอย่างเหี้ยมโหด น้องยี่สิบหกจึงพลั้งทำให้เขาบาดเจ็บ แม้ว่าเรื่องนี้จะฟังดูโหดร้ายทารุณ แต่ก็ไม่ยากที่จะตัดสินความหรอกน่า”

            ในกาลก่อนนั้น ความขัดแย้งระหว่างวังฝั่งบูรพาและประจิม ทั้งสองฝ่ายต่างเก็บงำไว้เสมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์มุ่งร้ายต่อตงอิง ทั้งสองฝั่งจึงไม่อาจกลับสู่สถานะเดิมได้ เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ ไม่ฝั่งบูรพาบดขยี้ประจิม ก็เป็นฝั่งประจิมที่กรีดขย้ำบูรพา ไม่อาจกลับมาสมานฉันท์กันได้อีก ถังหยางจิ่งก่อการไม่สำเร็จ ซ้ำยังรุกหน้ามาเพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งเป็นการชั่วคราว คงจะเอาไว้คิดบัญชีในภายหลังเป็นแน่ ทว่ารุ่ยหยู่มิได้มีความคิดที่จะกลับไปญาติดีดังที่ผ่านมา จึงได้แต่ยิ้มอยู่เงียบๆ มิได้เอ่ยวาจา

            ด้วยรุ่ยหยู่ไม่ได้เอ่ยกระไรต่อ ถังหยางจิ่งจึงคิดว่านางโอนอ่อนผ่อนตามก็รู้สึกได้ใจ เล่าเรื่องราวเสียงอ่อน โอดครวญถึงความลำบากยากเข็ญ ตั้งแต่เรื่องของขุนนางผู้ทรงอิทธิพลสมคบคิดกันแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ไปจนถึงหัวเมืองกระทำการแข็งข้อต่อกรและโจรผู้ร้ายเหิมเกริมให้รุ่ยหยู่ฟัง พร้อมทั้งสาธยายถึงผลดีหากเหล่าเชื้อพระวงศ์ร่วมมือกันปกป้องช่วยกันเชิดชูราชวงศ์ แล้วพูดถึงว่าตนเองอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเพียงใด ขอให้รุ่ยหยู่เห็นใจ และช่วยพูดเกลี้ยกล่อมหลี่ไทเฮา เพื่อประสานรอยร้าวของความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างสองฟากฝั่ง

            รุ่ยหยู่มิใช่ผู้ที่มีฝีปากกล้า และไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับถังหยางจิ่งอีกแล้ว เมื่อเป็นผู้มีฐานะต่ำกว่า เขาจะพูดจาสิ่งใดนางก็ได้แต่พยักหน้าเออออไปตามนั้น ผู้มาเยือนพูดจ้อเจรจาไม่หยุดเป็นเวลานาน รุ่ยหยู่ก็ไม่ได้เอ่ยปากออกมาเลยสักคำ ในคราแรกถังหยางจิ่งคาดว่าเพียงใช้ความยำเกรงที่มีต่อกันก็สามารถทำให้สาวน้อยอย่างนางใจอ่อนโดยง่ายแต่ต่อมาจึงสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล จึงถามเสียงดังว่า “น้องหญิง ข้าพูดกับเจ้าอยู่ เจ้าได้ยินหรือไม่?”

            ผู้ถูกถามยังคงนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก ถังหยางจิ่งรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก จึงลุกขึ้นมาสำรวจตรวจดู ที่แท้รุ่ยหยู่ที่นั่งอยู่ตรงนั้น หาได้พยักหน้าเพราะเห็นด้วยกับคำเจรจาของตน หากแต่กำลังนั่งหลับสัปหงก

            ใต้หล้านี้ ผู้ที่มีฐานะต่ำต้อยกว่าแต่กลับไม่ไว้หน้าและดูหมิ่นดูแคลนเขานั้นมีไม่มากนัก ถังหยางจิ่งไม่นึกเลยว่ารุ่ยหยู่จะกล้ากำแหงกับตนถึงเพียงนี้ จึงโกรธจัดจนใบหน้าเป็นสีม่วงคล้ำ เคราคางสั่นระริก

            คนสนิทสองคนข้างกายรุ่ยหยู่ แม้จะรู้ดีว่าองค์หญิงตั้งใจหักหน้าถังหยางจิ่ง เพื่อยั่วโทสะ แต่ถึงอย่างไรชายผู้นี้ก็มีศักดิ์เป็นถึงฮ่องเต้ ทั้งสองจึงมิกล้าให้ท้าย ส่งเสริมการกระทำของเจ้านายโดยไม่ช่วยแก้ต่าง เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดีก็รีบน้อมกายลงคำนับรับผิด “ฝ่าบาทอย่าเพิ่งกริ้วพ่ะย่ะค่ะ เป็นเพราะท่านอ๋องจ้าวบาดเจ็บสาหัส สลบไสลไม่ได้สติ เป็นตายเท่ากัน องค์หญิงใหญ่ทรงคอยเฝ้าไข้ทั้งทิวาและราตรี เป็นเวลาติดต่อกันเกือบห้าวันห้าคืนโดยมิได้บรรทมเลย การที่เสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาท หาได้มีเจตนาจะหลู่เกียรติพระองค์แต่อย่างใด” 

            ประโยคเหล่านี้นับว่ามีความบริสุทธิ์แท้ในเจตนา แต่หารู้ไม่ว่าที่ถังหยางจิ่งมาเยือนวังฝั่งประจิมในครานี้ ก็เพื่อขอให้รุ่ยหยู่อย่าถือโทษโกรธเคือง ด้วยสถานภาพเช่นนี้ก็รู้สึกเสียหน้ามากพออยู่แล้ว  อับอายเกินกว่าที่จะให้ผู้ใดล่วงรู้ได้ ในเมื่อทำอย่างไรก็ไม่อาจเข้าใจกันได้ อีกทั้งยังเก้อกระดากจากการถูกหมางเมิน ยิ่งขันทีทั้งสองเอาใจใส่ กลับทำให้เขาคิดว่าเป็นการลบหลู่ดูหมิ่น จึงได้บันดาลโทสะใส่โดยตะคอกอย่างเกรี้ยวกราดว่า “เสี่ยวอู่ล้มหมอนนอนเสื่อ ต้องให้น้องหญิงปรนนิบัติพัดวี ป้อนข้าวป้อนน้ำด้วยตัวเองถึงห้าวันห้าคืนไม่หลับไม่นอนเชียวรึ พวกเจ้าตายกันไปหมดแล้วหรือไร?”

            รุ่ยหยู่ที่หลับตาพริ้ม ครึ่งหนึ่งคือแสร้งหลับ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกลับเป็นเพราะความอ่อนล้า เมื่อถังหยางจิ่งส่งเสียงขู่ตะคอกออกมา ก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ดวงตาเบิกขึ้นมองไปที่เขาอย่างงุนงง แล้วจึงเอ่ยถามว่า “ฝ่าบาทกริ้วเรื่องใดเพคะ?”

            ขันทีคนสนิทข้างกายรุ่ยหยู่หวาดกลัวถังหยางจิ่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งถูกตวาดใส่ก็ยิ่งทำให้ตื่นกลัวจนลนลาน ไม่กล้าพูดจามากความอีก ถังหยางจิ่งแค้นใจรุ่ยหยู่ยิ่งนัก แต่ทำได้เพียงระบายอารมณ์ใส่ผู้อื่น เขาเหลือบมองขันทีทั้งสองครู่หนึ่ง แล้วกล่าววาจาอย่างน่าครั่นคร้ามว่า “น้องหญิง ข้ารับใช้ของเจ้าไม่ได้ความ แค่ปรนนิบัติเสี่ยวอู่เล็กๆ น้อยๆ เพียงเท่านี้ยังปล่อยให้เจ้าต้องหักโหมด้วยตัวเอง ไร้ประโยชน์สิ้นดี คนไร้ค่าพวกนี้จะเลี้ยงไว้ทำไม?”

            แม้ว่ารุ่ยหยู่จะไม่พอใจที่บ่าวของตนแสดงทีท่าอ่อนข้อต่อถังหยางจิ่ง ทว่าทั้งคู่ก็ยังเป็นคนของวังฝั่งประจิมวันยังค่ำ อีกทั้งยังเป็นขันทีคนสนิท ถึงพวกเขาจะไม่ได้ความและสมควรโดนทำโทษสักเพียงใด แต่นั่นก็เป็นการภายในของวังฝั่งประจิม ไม่อาจกระทำการลงโทษต่อหน้าถังหยางจิ่งได้ หากทำโทษคนสนิททั้งสองตามที่ชายตรงหน้ากล่าว ก็เท่ากับเป็นการสร้างฐานอำนาจให้กับเขาต่อหน้าเหล่าข้าราชบริพารของวังฝั่งประจิม

            “ฝ่าบาททรงมีราชกิจรัดตัว ยังทรงสละเวลามาห่วงใยตรวจตรา ว่าข้ารับใช้ของหม่อมฉันมีความสามารถหรือไม่ หม่อมฉันรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก” รุ่ยหยู่เหยียดกายนั่งตรง แล้วกล่าวอย่างไม่รีบร้อน “ข้ารับใช้เหล่านี้จะมีความสามารถหรือไม่ อย่างไรก็เป็นคนสนิทของหม่อมฉัน จะเลี้ยงไว้หรือลงโทษสถานใด คงไม่กล้ารบกวนฝ่าบาทหรอกเพคะ”

            ถังหยางจิ่งเป็นเพียงหลานของอดีตฮ่องเต้ผู้ตกยาก ที่เหล่าเสนาบดีในราชสำนักร่วมกันแต่งตั้งขึ้น จึงมิเคยได้รับการอบรมวิถีแห่งขัตติยะ ในเบื้องลึกแล้วเป็นคนมีจิตใจใฝ่การข่มเหงรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า และยอมอ่อนข้อต่อผู้จิตใจแข็งกล้ามากกว่า ขันทีทั้งสองของรุ่ยหยู่ แสดงทีท่าว่าอ่อนน้อมยอมจำนนต่อหน้า เขาถึงได้กล้าวางอำนาจตวาดกราดเกรี้ยว แต่พอรุ่ยหยู่แสดงท่าทีแข็งกร้าว ก็เกิดความหวั่นเกรงในใจ จึงได้นิ่งงันอยู่อย่างนั้น ผ่านไปไม่นาน ถึงได้ถามด้วยสีหน้าเขียวคล้ำว่า “แล้วเจ้าคิดว่า มีสิ่งใดที่สามารถรบกวนข้าได้รึ?”

            เขากล่าวประโยคนี้ออกมาด้วยความเสียใจ เนื่องจากคำพูดปฏิเสธอย่างไม่เหลือเยื่อใยของรุ่ยหยู่เมื่อสักครู่ เป็นการรื้อฟื้นความรู้สึกอดสูและแค้นเคืองใจในการเป็นฮ่องเต้หุ่นเชิดให้ท่วมท้นขึ้นมา ทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจจนแทบทนไม่ไหว            เพียงแต่ความเสียใจในครานี้...รุ่ยหยู่มิได้รับรู้ไปด้วย เมื่อถังหยางจิ่งเหน็บแนมกลับ นางจึงยังคงไม่ยอมอ่อนข้อขอความเมตตา หากแต่เงยหน้าขึ้นจ้องเข้าไปในดวงตาเขา เอ่ยน้ำเสียงเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด “เสี่ยวอู่บาดเจ็บสาหัส จนวันนี้ก็ยังไม่ฟื้น เป็นตายร้ายดีเท่ากัน ฝ่าบาทเสด็จฝั่งประจิมในครานี้ นอกจากเพื่อทรงแก้ต่างให้ท่านพี่ยี่สิบหก และมีพระประสงค์จะหาความเอาผิดเสี่ยวอู่แล้ว ไม่ทรงคิดจะปลอบขวัญหลานสักหน่อยหรือเพคะ” เมื่อรุ่ยหยู่ถามหาความเป็นธรรมออกมาเช่นนี้ ทำให้โทสะที่คุกรุ่นของถังหยางจิ่งมอดดับลง ได้แต่พูดไม่ออกไปชั่วขณะ แล้วจึงถามเสียงทุ้มว่า “ตอนนี้เสี่ยวอู่อยู่ที่ไหน?”

            “อยู่ในห้องบรรทมทางด้านหลังตำหนักเฉิงชิ่งเพคะ”

            เรื่องที่พวกเขารังแกตงอิงซึ่งเยาว์วัยกว่า รุ่ยหยู่ได้แต่อดทนอดกลั้นแทนเด็กชายมาโดยตลอด เพลานี้อยากจะให้ถังหยางจิ่งไปขอขมาตงอิงเหลือประมาณ หรือถ้าจะไม่กล่าวคำขอขมา ก็ขอเพียงให้เอ่ยถ้อยวาจาหวานหูสักสองสามคำ นางจึงจะพอคลายโทสะลงได้บ้าง

            ขณะที่ถังหยางจิ่งคิดจะไปเยี่ยมดูอาการตงอิงนั้น ก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้จึงหันกลับไปกำชับกำชากับทหารองครักษ์ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังว่า “เตรียมเคลื่อนขบวนไปยังห้องบรรทมทางด้านหลังตำหนักเฉิงชิ่ง” ห้องที่ตงอิงรักษาตัวนั้นห่างจากตำหนักหน้าเพียงเจ็ดสิบกว่าก้าว ใช้เวลาเดินไปเพียงชั่วครู่เท่านั้น หาได้จำเป็นต้องเคลื่อนขบวนไป การที่ฮ่องเต้ทำเช่นนี้คงเพราะหวาดระแวงเสียมากกว่า คงเกรงว่าห้องบรรทมด้านหลังจะมีเพชฌฆาตคอยลอบสังหารอยู่ จึงได้ให้เหล่าองครักษ์เดินนำหน้าไปสำรวจก่อน

            เมื่อเห็นอีกฝ่ายหวาดระแวงถึงเพียงนี้ รุ่ยหยู่ก็ไร้วาจาจะกล่าว ได้แต่ลอบถอนใจออกมา ด้วยความรู้สึกอับอายแทนชายผู้ที่คิดไปได้เป็นตุเป็นตะ กลับกลอกหลอกลวง ซ้ำยังโง่เขลาเบาปัญญา ทั้งที่เป็นถึงฮ่องเต้แห่งราชวงศ์หวา มีศักดิ์เป็นถึงพระเชษฐาของนาง แล้วอย่างนี้จะไม่ทำให้รุ่ยหยู่ผู้มีศักดิ์เป็นน้องต้องรู้สึกละอายใจได้อย่างไร

            หลังจากทหารองครักษ์ผละไปสำรวจบริเวณรอบห้องบรรทมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาทูลเชิญเสด็จ ถังหยางจิ่งมุ่งตรงไปที่เตียงในห้องด้านหลัง จ้องมองตงอิงผู้มีสีหน้าเหลืองซีด ริมฝีปากแห้งผาก หายใจรวยริน เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเด็กชายก็ผอมจนดวงตาลึกโบ๋ แลดูซีดเซียว ถังหยางจิ่งลังเลอยู่ชั่วครู่ ก็เดินเข้าไปใกล้เตียงนอน ก่อนที่จะเรียกเสียงแผ่วว่า “เสี่ยวอู่?”

            ตงอิงนอนนิ่งไม่ไหวติง ถังหยางจิ่งเดินเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น แล้วเรียกอีกครั้ง “เสี่ยวอู่”

            หากแต่เจ้าของชื่อก็ยังคงนิ่งเฉย รุ่ยหยู่ซึ่งอยู่ด้านหลังจึงเอ่ยว่า “เสี่ยวอู่สลบไปตั้งแต่วันนั้น ยังไม่ฟื้นเลยเพคะ เหล่าหมอหลวงล้วนอับจนสิ้นหนทาง...”

            นางกล่าวพลางเสเบือนหน้าไป ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ ถึงแม้การที่ตงอิงยังไม่ฟื้นจะเป็นเรื่องที่กุขึ้นมา ทว่าหยาดน้ำตาและความเศร้าเสียใจล้วนเป็นความจริงจากเบื้องลึกของจิตใจ

            ถังหยางจิ่งสังเกตเห็นหมอหลวงและขันทีรับใช้ต่างมีใบหน้าโศกเศร้า และเห็นรุ่ยหยู่มีทีท่าเสียใจอย่างแท้จริง จึงหลงคิดไปว่าถึงแม้แผนการของตนเองจะไม่สำเร็จ แต่สุดท้ายก็ยังสามารถกำจัดตงอิงได้ นับเป็นการตัดความคิดที่จะโค่นราชบัลลังก์แล้วแต่งตั้งฮ่องเต้พระองค์ใหม่ของหญิงม่ายอย่างหลี่ไทเฮาลง ภายในจิตใจจึงรู้สึกปีติยินดีเป็นที่ยิ่ง

            ด้วยลืมตัวไปชั่วขณะ เผลอแสดงสีหน้าเบิกบานสำราญใจออกมา รุ่ยหยู่ซึ่งมองเห็นเต็มสองตา พลันรู้สึกหนาวขึ้นมาจับจิตเพลิงโทสะลุกไหม้โหมขึ้นในอก กายสั่นสะท้านอย่างมิอาจควบคุม หลังจากถังหยางจิ่งพลั้งเผยความยินดีปรีดา ก็ทำทีกระแอมไอกลบเกลื่อน แล้วรับสั่งว่า “น้องหญิง อาการบาดเจ็บของเสี่ยวอู่คิดว่าเป็นเพราะไม่ได้รับการรักษาจากหมอหลวงฝีมือดี จึงได้หายช้า ครานี้ข้านำหมอหลวงมาด้วยคนหนึ่ง มิลองให้หมอหลวงของข้าตรวจดูเสี่ยวอู่เสียหน่อยเล่า อาจจะทำให้เขาอาการดีขึ้นก็เป็นได้”

            รุ่ยหยู่รู้สึกเกลียดชายตรงหน้าจนเข้ากระดูกดำไม่อาจทานทนได้อีกต่อไป จึงสาวเท้าเดินเข้าไปขวางถังหยางจิ่งไว้ บีบให้อีกฝ่ายต้องถอยห่างจากเตียง พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “เสี่ยวอู่เป็นราชนิกุลผู้หนึ่ง ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ จะเป็นตายร้ายดีก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเขา ไม่บังอาจรบกวนฝ่าบาทหรอกเพคะ”

            ถังหยางจิ่งรู้สึกว่ารุ่ยหยู่มีท่าทีที่เปลี่ยนไป หากจะกล่าวว่าความเย็นชาก่อนหน้านี้ เป็นการแสดงความไม่พอใจในตัวเขา เพลานี้ยิ่งกลายเป็นว่าพูดจากันฉันศัตรู ไม่มีการไว้หน้ากันแม้แต่น้อย เมื่อถังหยางจิ่งใคร่ครวญดูก็ตระหนักได้ว่าตนเองถูกรู้ทัน จึงร้อนรุ่มกลุ้มใจขึ้นมาชั่วขณะ แต่เพียงไม่นานนัก ก็สงบสติอารมณ์ได้แล้วเอ่ยว่า “น้องหญิง เจ้ากล่าวเช่นนี้ได้อย่างไรกัน เสี่ยวอู่ป่วยหนัก ในเมื่อสามารถตามยอดหมอหลวงมารักษาได้แล้ว ไยจึงไม่ให้เขาตรวจอาการดูเล่า?”

            ขณะที่พูด ก็หันไปส่งสายตาให้กับหมอหลวง หากตงอิงอาการไม่หนักหนา หมอหลวงผู้นี้คงบอกความจริงให้ตนเสียใจเป็นแน่ แต่ถ้าตงอิงอาการสาหัสเกินเยียวยา ก็จะสามารถใช้หมอหลวงผู้นี้เป็นเครื่องยืนยันว่าเด็กชายยังพอมีทางรักษาหรือไม่ สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานอีกเพียงใด

            หมอหลวงผู้นี้ตระหนักดีถึงสถานการณ์อันล่อแหลม หากแต่ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นบุคคลที่ตนมิอาจล่วงเกิน จึงได้แต่เดินเข้าไปตามคำสั่งของฮ่องเต้ ทำใจดีสู้เสือยิ้มให้กับองค์หญิงใหญ่ แล้วเอ่ยว่า “องค์หญิงใหญ่ทรงหลีกทางให้กระหม่อมได้เข้าไปตรวจท่านอ๋องจ้าวด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

            มีหรือที่รุ่ยหยู่จะปล่อยให้ถังหยางจิ่งกระทำได้ตามอำเภอใจ จึงยืนขวางเตียงไว้ไม่ยอมถอยห่าง พลางเอ่ยถามอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ใครใช้ให้เจ้าตรวจพระอาการท่านอ๋อง”

            เมื่อหมอหลวงถูกขวางไว้ จะถอยก็ไม่สามารถ จะไปต่อก็มิบังอาจ จึงหันไปมองสีหน้าของถังหยางจิ่ง ที่ยังคงเรียบเฉยแต่กลับถลึงตาใส่อย่างดุดัน หมอหลวงท่านนั้นหวาดกลัวจนหัวหด เม็ดเหงื่อผุดพรายรำไรบนหน้าผาก จากนั้นจึงหันไปพูดจาเกลี้ยกล่อมรุ่ยหยู่ “องค์หญิงใหญ่ กระหม่อมเชี่ยวชาญด้านการรักษาบาดแผลภายนอก มีประสบการณ์รักษาบาดแผลเช่นท่านอ๋องจ้าวเป็นพิเศษ คิดว่ากระหม่อมสามารถช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้พ่ะย่ะค่ะ”

            ระหว่างที่พูด หมอหลวงก็ยื่นมือออกไปหมายจะจับชีพจรของตงอิง รุ่ยหยู่เห็นว่าเขาทำท่าจะล่วงล้ำเข้ามา จึงตะคอกเสียงเฉียบขาดว่า “บังอาจนัก”

            หมอหลวงผู้นั้นเป็นคนกลาง ไม่อาจจะโอนเอียงไปทางใดได้ถนัดนัก จึงชะงักมือทันใด กล่าวอย่างขมขื่นใจว่า “องค์หญิงใหญ่ กระหม่อมเพียงแต่ปฏิบัติตามรับสั่งของฝ่าบาท ขอองค์หญิงทรงเปิดทางด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

            รุ่ยหยู่มิได้ต่อความยาวสาวความยืด ชี้ไปที่ประตูห้อง แล้วเอ่ยเสียงกร้าวว่า “ไสหัวไป”

            หมอหลวงได้อ้างถึงรับสั่งของฮ่องเต้แล้ว แต่รุ่ยหยู่ก็ยังคงกล่าววาจาอย่างไม่มีความเกรงใจเลยแม้แต่น้อย ทำให้ถังหยางจิ่งที่แสร้งทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ อดรนทนไม่ได้อีกต่อไป จึงกล่าวออกมาด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า “น้องหญิง ในเมื่อเสี่ยวอู่อาการสาหัสถึงเพียงนี้ ก็ควรปล่อยให้ท่านหมอหลวงทำการตรวจรักษา เจ้าจะทำการขัดขวางเพื่ออันใด”

            รุ่ยหยู่ยิ้มเย็นบางๆ พลางกล่าว “เสี่ยวอู่ไม่อาจรับพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทได้ไหวหรอกเพคะ”

            กล้ามเนื้อบนใบหน้าของถังหยางจิ่งกระตุกอยู่สองครั้ง ในที่สุดก็ตวาดด้วยความเกรี้ยวกราด “น้องหญิง เจ้าช่างกล้านัก!”

            รุ่ยหยู่ตอบเสียงดังฟังชัดว่า “หากไม่กล้าหาญ จะสมกับที่เป็นลูกหลานตระกูลถังหรือเพคะ”

            ถังหยางจิ่งทั้งโกรธ ทั้งอับอาย สุดท้ายจึงหันมาออกคำสั่งกับหมอหลวงแทนว่า “เจ้าจงเข้าไปตรวจดูอาการของอ๋องจ้าวเดี๋ยวนี้”

            รุ่ยหยู่ยังคงไม่ยอมอ่อนข้อต่อคำสั่งที่หมอหลวงได้รับ “ข้าจะดูสิว่ามีผู้ใดกล้าเข้ามาบ้าง”

            เมื่ออีกฝ่ายได้ฟังดังนั้น ก็บังเกิดโทสะจนเดือดดาล สะบัดแขนเสื้อ แล้วขู่ตะคอกว่า “เจ้าเข้าไป ข้าจะดูว่า หากเจ้าเข้าไปแล้ว นางจะกล้าทำอันใดได้”

            ทั้งสองล้วนเป็นผู้ที่มีอำนาจในการชี้เป็นชี้ตายหมอหลวงผู้นี้ ไม่ว่าจะล่วงเกินฝ่ายใดก็ไม่อาจมีจุดจบที่ดีได้ ท่านหมอมีสีหน้ายุ่งยากลำบากใจราวกับจะร้องไห้ จำเป็นต้องก้าวไปข้างหน้าตามคำสั่งของถังหยางจิ่ง แต่พอเขายกเท้าซ้ายขึ้น ยังไม่ทันวางลงไป รุ่ยหยู่ก็เงื้อฝ่ามือฟาดลงบนใบหน้า

            ทุกชีวิตที่อยู่ในห้องต่างตกตะลึงกับเสียงตบอันดังก้อง

            ทว่าตบฉาดนี้ มิได้ประทับลงบนใบหน้าของหมอหลวงผู้โชคร้าย แต่กลับปรากฏรอยบนหน้าของถังหยางจิ่งแทน รุ่ยหยู่ทำลายความน่าเกรงขามที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของผู้ที่ถูกเรียกว่าโอรสสวรรค์จนหมดสิ้น

            หมอหลวงผู้นั้นพลันหยุดชะงักจ้องมองไปที่รอยนิ้วมือทั้งห้านิ่งงันอยู่อย่างนั้น ทหารองครักษ์รักษาพระองค์ต่างก็ตกตะลึงจนตาค้าง ชิงหงที่ยืนอยู่ข้างกายรุ่ยหยู่ก็ตกใจจนทำสิ่งใดไม่ถูก ถังหยางจิ่งเองก็งงงันจนพูดไม่ออกเช่นกัน 

            ใครจะไปคิดเล่า ว่ารุ่ยหยู่จะกล้าทำเช่นนี้

            ถังหยางจิ่งกับรุ่ยหยู่ประสานสายตากัน ครานี้มิมีผู้ใดพยายามปิดบังซ่อนเร้น ดวงตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นชิงชังกันจนเข้ากระดูกดำ

            เดิมทีเขาเป็นเพียงเชื้อพระวงศ์ตกยากผู้หนึ่ง เหล่าเสนาบดีและขันทีพอใจในฐานะความเป็นมาอันต้อยต่ำและไร้ที่พึ่ง จึงจับมาสวมตำแหน่งใหญ่โต เพื่อให้เป็นเพียงหุ่นเชิด ดังนั้นถังหยางจิ่งและรุ่ยหยู่จึงไม่มีความผูกพันกันฉันพี่น้อง

            ถังหยางจิ่งเกลียดชังหลี่ไทเฮา ที่ครองตำแหน่งไทเฮา ทำให้มารดาแท้ๆ ของเขาต้องหลบไปพำนักอยู่ที่ตำหนักกานฉวนในฐานะพระนางฟาน แม้บุตรชายเป็นถึงฮ่องเต้ แต่มารดากลับมิได้เป็นไทเฮา ไม่อาจเข้าร่วมในพิธีการต่างๆ ได้ เขาผู้เป็นลูกไม่อาจทำให้มารดาได้รับการยกย่อง ซ้ำต้องก้มศีรษะคำนับ แสดงความเคารพต่อผู้ที่มิใช่มารดาอย่างหลี่ไทเฮา เขาเกลียดตงอิง เพราะว่าเด็กคนนี้เป็นหลานของฮ่องเต้เสี้ยวซวน ที่มีหลี่ไทเฮาเป็นผู้ชุบเลี้ยงอยู่ในวังฝั่งประจิม มีคุณสมบัติพอที่จะช่วงชิงราชบัลลังก์ และพร้อมจะเข้าคุกคามตำแหน่งฮ่องเต้ได้ทุกเมื่อ เขาเกลียดรุ่ยหยู่เพราะว่านางสูงศักดิ์ทรงอำนาจ ขุนนางในราชสำนักและอาณาประชาราษฎร์ล้วนยกย่องให้เกียรติ แม้แต่ข้าราชบริพารฝ่ายในต่างก็ยำเกรงเมื่ออยู่ต่อหน้านาง ทว่าสำหรับฮ่องเต้ผู้มีชาติกำเนิดความเป็นมาอันต่ำต้อยแล้ว มักจะถูกผู้คนนินทาหยามเหยียด

            หากเขาไม่ได้รับการผลักดันให้ขึ้นครองราชย์ ก็คงไม่รู้สึกโกรธเกลียด และก็คงไม่มีทางเคียดแค้นชิงชัง แต่เมื่อถูกแต่งตั้งให้เป็นฮ่องเต้แล้ว กลับไร้ซึ่งอำนาจราชศักดิ์และไม่ได้รับความเคารพยำเกรงเทียบเท่าที่พระเจ้าแผ่นดินพึงมี เขาเคยตั้งปณิธานว่าจะเป็นฮ่องเต้ที่ดีแต่ก็มีอุปสรรคมากมายขวางกั้น ทั้งบรรดาขุนนางที่คอยกดเขาไว้จนโงหัวไม่ขึ้นราวกับขุนเขาแห่งคมดาบ ทั้งพวกขันทีและหัวเมืองชายแดนที่คอยกีดขวางราวกับทะเลเพลิง อีกทั้งยังมีวังฝั่งประจิมที่แม้จะไม่แสดงทีท่าอันใด แต่ก็คอยกัดกร่อนจิตใจอยู่ตลอดเวลา

            เดิมทีเขาควรจะเป็นบุคคลผู้ทรงอำนาจราชศักดิ์ที่สุดในแผ่นดิน แต่เมื่อมีอุปสรรคเหล่านี้มาคอยบีบคั้นกั้นขวาง ทำให้ดูราวกับศิลปินชั้นเลวที่คอยงอมืองอเท้า หลบๆ ซ่อนๆ ในสายตาของธารกำนัล

            วังฝั่งประจิมอยู่นอกเหนือการควบคุมของราชสำนัก เพราะว่ามีอำนาจสั่งการ ควบคุมกองทัพทหารราชองครักษ์หงสาไว้ในกำมือ แสดงให้เห็นถึงความสูงส่งและทรงเกียรติภูมิ เปรียบเสมือนคันฉ่องกระจ่างใสที่คอยส่องให้เขาเห็นสภาพอันน่าเวทนาของตนเองได้อย่างชัดเจนยิ่ง ถึงแม้อยากจะหลบเลี่ยงสักเพียงใด ก็ไม่อาจหลีกหนีได้พ้น แล้วจะไม่ให้โกรธแค้นชิงชังได้อย่างไร

            เขาเกลียดวังฝั่งประจิมมากกว่าที่ชิงชังบรรดาเสนาบดีและขันทีเสียอีก เพราะว่าคนเหล่านั้น เขาเพียงแค่เกลียดและกลัว หากแต่สำหรับวังฝั่งประจิมนั้นนอกจากจะเกลียดและกลัวแล้ว ยังมีความอิจฉาริษยาเพิ่มเข้ามาด้วย

            ถังหยางจิ่งมุ่งร้ายต่อวังฝั่งประจิม แล้วรุ่ยหยู่จะรู้สึกดีกับเขาได้อย่างไร

            ราชนิกุลตกยากผู้ซึ่งไม่เคยได้รับการอบรมเลี้ยงดูเฉกเช่นสายเลือดขัตติยาตามปกติ ถูกเหล่าขุนนางเลือกสรรมาเป็นฮ่องเต้ เพราะมีชาติกำเนิดต้อยต่ำ ทั้งที่ไร้ความสามารถแต่กลับฝันไกลเกินไขว่คว้า คิดวางแผน

ตื้นเขินเกินไปในการช่วงชิงอำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดิน หลังจากพบว่าตนไม่อาจแย่งชิงอำนาจในมือของเหล่าเสนาบดีและขันทีมาได้ จึงคิดว่าวังฝั่งประจิมดูอ่อนแอน่าข่มเหงรังแกเป็นที่ยิ่ง ลองหยั่งเชิงดูหลายครั้งด้วยการซื้อตัวเหล่าทหารราชองครักษ์ นางข้าหลวงและขันทีในชีเน่ยมาเป็นพวก ทั้งบีบบังคับข่มขู่ พยายามช่วงชิงอำนาจมาจากวังฝั่งประจิม

            ด้วยต้องการให้มารดาแท้ๆ ของตนได้ขึ้นเป็นไทเฮา จึงไม่เคยให้ความเคารพนับถือหลี่ไทเฮา บ่อยครั้งยังแอบสมคบคิดกับเสนาบดีและขันทีทั้งหลาย พยายามถอดถอนหลี่ไทเฮาให้กลายเป็นสามัญชน และการที่

ตงอิงมีคุณสมบัติเพียบพร้อมกว่าตน ทำให้เขายิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัย หลายต่อหลายครั้งที่ใช้จังหวะในช่วงจัดงานพิธีเซ่นไหว้พยายามลอบสังหารอ๋องจ้าว ส่วนรุ่ยหยู่ เดิมทีเขาไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตา เพียงแต่ไม่อาจละเว้นได้ ทั้งยึดที่ดิน ยึดทรัพย์ ตัดสิทธิ์รับเครื่องราชบรรณาการ และห้ามมิให้นางเข้าไปเซ่นไหว้บรรพชนในวัดไท่เมี่ยว อีกทั้งสั่งให้เหล่าสนมกลั่นแกล้งรังแกนางต่างๆ นานา

            หลายปีมานี้ วังฝั่งประจิมได้แต่อดทนอดกลั้นเป็นฝ่ายรอมชอมยอมให้มาโดยตลอด แต่ถังหยางจิ่งกลับรุกไล่มามิได้หยุด กระทั่งคิดแผนการร้ายหมายจะกวาดล้างพวกนางในคราวเดียว ทำให้ตงอิงจำเป็นต้องใช้วิธีการหักหาญรุนแรงเพื่อปกป้องชื่อเสียงของหลี่ไทเฮาและรุ่ยหยู่

            วันนี้เขามายืนอยู่หน้าเตียงตงอิงโดยหาได้มีความละอายแก่ใจแม้แต่น้อย อีกทั้งยังแสดงสีหน้าเบิกบานยินดีหลังจากที่ได้ทราบข่าวว่าอ๋องน้อยบาดเจ็