ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ทรนง

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (น 18+) เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
ขึ้นชื่อว่ารัก มักจะมาในหลายรูปแบบ ต่างช่วงเวลา ต่างคนต่างสถานที่ เข้ามาในชีวิตเรา... หลอกล่อ ยั่วเย้า และทำให้ติดกับเฉกเช่นเดียวกับบุรุษทั้งหกที่เข้ามาในชีวิตของฟางลั่วซี

บทนำ

ขึ้นชื่อว่ารัก มักจะมาในหลายรูปแบบ ต่างช่วงเวลา ต่างคนต่างสถานที่
เข้ามาในชีวิตเรา... หลอกล่อ ยั่วเย้า และทำให้ติดกับ
เฉกเช่นเดียวกับบุรุษทั้งหกที่เข้ามาในชีวิตของฟางลั่วซี

 
-----------------
อู๋อี้...
เขาเคยบอกกับนางว่า “ต้องมีสักวัน ที่ข้าจะเป็นฮ่องเต้ของแผ่นดินนี้ ข้าจะทำให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข มีกินมีใช้ไม่ขาดสาย ข้าจะทำให้แผ่นดินงดงามราวกับภาพวาด”
แต่ท้ายที่สุดเขากลับบอกกับนางว่า “เสี่ยวฮวา วันที่ข้ามีความสุขมากที่สุดในชีวิตก็คือวันวานที่ได้อยู่กับเจ้า หากชาตินี้ข้าไร้บุญวาสนาไม่สามารถอยู่ร่วมกับเจ้าไปจนแก่เฒ่าได้ ชาติหน้ามีจริงข้าก็จะไม่ยอมปล่อยมือจากเจ้าเป็นอันขาด  แผ่นดินนี้... เพราะมีเจ้าถึงงดงามดังภาพวาด”
 
-------------------
หลิวซิว
เคยรู้สึกเช่นนี้หรือไม่
ทั้งๆ ที่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่กลับเหมือนไกลสุดขอบฟ้า
ทั้งๆ ที่คิดถึงมาก แต่กลับไม่สามารถเดินเข้าไปหาได้
ทั้งๆ ที่เจ็บปวด แต่กลับต้องยิ้ม
กับบุรุษผู้นี้ นางเคยตะโกนถามเขาว่า “หลิวซิว วันนี้ที่ข้ามา เพียงอยากจะถามท่านหนึ่งประโยค ท่านยอมที่จะล้มเลิกการแต่งงานกับฉีซิน ออกไปท่องโลกกว้างกับข้า ร่วมเดินทางไปสุดหล้าฟ้าเขียวตามคำสาบานของเราหรือไม่?”
 
------------------
ซ่งจื่อซิง
 “ข้าสามารถใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องรั้งเจ้าเอาไว้ บังคับใจและกายของเจ้า เมื่อคืนข้ายืนตากฝนทั้งคืน ความเหนื่อยและความโกรธสะสมมากพอที่จะระเบิดออกมา ข้าคิดว่าข้าจะทำเช่นนั้น แต่เมื่อข้าเห็นเจ้าปรากฎกายขึ้น ความรู้สึกนั้นพลันหายไปอย่างน่าประหลาด ข้าจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ในตอนแรก ปล่อยเจ้าไป... แต่หากครั้งหน้าเจอกัน หากเจ้ากลับมาอยู่ข้างกายข้าอีก ไม่ว่าจะต้องสูญเสียอะไร ข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้าจากข้าไปอีกแล้ว!”
 
------------------
เฉินตงเย่า
เพราะเขารู้จุดอ่อนของฟางลั่วซีโดยบังเอิญ รู้ว่าฟางลั่วซีเป็นคนประหลาด
หากเจ้าเก่งกว่านาง นางเห็นว่าสู้ไม่ได้ก็จะหนี
หากเจ้าด้อยกว่านาง เมื่อนางชนะแล้วก็จะพูดสั่งสอนเจ้าก่อนจากไป
หากเจ้าฝีมือทัดเทียมกันกับนาง นางก็จะไม่ยอม ต้องสู้กันให้รู้ผลแพ้ชนะ
และหากเจ้าแสร้งออมมือให้นาง นางก็ไม่มีกะจิตกะใจที่จะสู้ต่อ
ดังนั้น เขาจึงทำได้แค่เพียงหยอกเย้าและยั่วแหย่เพื่อรั้งนางไว้กับตนให้นานที่สุด
 
----------------------
อู๋ฉี
 “ข้านั่งอยู่บนตำแหน่งที่อ้างว้าง กุมชีวิตของคนไว้ทั่วหล้า มีในสิ่งที่บุรุษทุกคนใฝ่ฝัน ข้ามีมันแล้วก็เท่ากับข้ามีทุกสิ่ง แต่ข้า... ใจของข้า.... ช่างว่างเปล่า ข้าไม่มีมิตรแท้เลยสักคน... แต่ข้ามีความหวัง หวังว่าสายสัมพันธ์ระหว่างพวกเราจะไม่เปลี่ยนแปลงไป ข้าจะใช้ความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อปกป้องไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น” 
 
-----------------------
ถังเยี่ย
ทุกคืนก่อนหน้า เขาจะกระโดดขึ้นไปบนหลังคาเพื่อเป่าขลุ่ย เสียงขลุ่ยของเขาเป็นสัณญาณชนิดหนึ่ง ที่ทำให้คนในกลุ่มนักฆ่าถังลี่รู้ตำแหน่งของเขา นับตั้งแต่ครั้งแรกที่นางได้อยู่เป็นเพื่อน นางฟังเขาเป่าขลุ่ยจนถือเป็นเรื่องที่เคยชิน เขารับรู้ถึงความสุขของการมีใครบางคนเฝ้ารอตน
ทุกคืนที่เขาเป่าขลุ่ย นางก็จะนั่งรออยู่ด้านหลังของเขา ฟังเขาเป่าขลุ่ยจนคล้อยหลับไป
ทุกครั้งหลังจากนางนอนหลับ เขาจะวางขลุ่ยลง และนั่งจ้องนางบ้าง
เจ้าฟังข้า ข้ามองเจ้า...
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่ไร้เสียง แต่กลับก่อให้เกิดความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
 
------------------------
คนอย่างฟางลั่วซีไม่ได้มีไว้เพื่อเลือก หรือถูกเลือก
สุดท้ายแล้วเรื่องทั้งหมดจะลงเอยอย่างไร
ใครจะเป็นผู้ที่ได้หัวใจทระนงของนางไปครอบครอง!

 

ปล.มีอัพให้ทุกวันนะคะ สนใจติดตามต่อแอดเข้าชั้นหนังสือไว้น๊า ^^

สารบัญ

บทที่ 1 ครั้งแรกกับการเป็นองครักษ์ (1)

ภาคที่ 1 เมื่อครั้งยังเยาว์วัย

 

บทที่ 1 ครั้งแรกกับการเป็นองครักษ์

 

ย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้นานาพรรณต่างพากันผลิดอกสีหวานบานสะพรั่ง สร้างสีสันตระการตาให้แก่ถนนหลักย่านการค้าของเมืองหลวงอันแสนคึกคัก

ร่างอรชรบอบบางของดรุณีน้อยนางหนึ่ง กำลังเดินสองมือไพล่หลังด้วยใจที่เปี่ยมสุข นางเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ด้วยสีหน้าสนใจใคร่รู้

เด็กสาวมีหน้าตาไม่โดดเด่น ผิดกับดวงตากลมโตสุกใสที่งดงามเจิดจ้า

นางมีชื่อว่า ฟางลั่วซี

ฟางลั่วซีหนีออกจากบ้านมาเป็นเวลาเดือนเศษแล้ว นางนับว่าเก่งกาจอยู่ไม่น้อยที่ยังสวมเสื้อผ้าสะอาดและดูแลท้องให้อิ่มได้ทั้งๆ ที่เนื้อตัวเหลือเงินอยู่เพียงไม่กี่ตำลึง ร่างเล็กระเหิดระหงในชุดแต่งกายกะทัดรัดเดินกึ่งก้าวกระโดดไปเรื่อยเปื่อยอยู่บนท้องถนน สายตาคอยมองสอดส่องหาเรื่องสนุกไปทั่ว ในใจของเด็กสาวอายุสิบกว่าปีคิดแต่เพียงว่าเมืองหลวงนี้ช่างยิ่งใหญ่ การตกแต่งบ้านเรือนบอกเล่าเรื่องราวได้มากมาย ผนังอิฐ กำแพงแต่ละก้อนล้วนใหญ่โต... แม้แต่ซาลาเปายังมีขนาดเกือบเท่าศีรษะคน!

ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ผ่านหน้านางไปมา ฟางลั่วซีที่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านมานานหลายปี อดผิวปากชื่นชมออกมามิได้ ทุกคนที่นางเห็นล้วนแต่งกายงดงามเลอเลิศ กระทั่งผ้าเช็ดหน้าไหม เครื่องประดับมุกยังถักทอด้วยลวดลายแปลกตา ดูเป็นเอกลักษณ์และหรูหรา ถ่ายทอดคำว่า ‘เมืองหลวง’ ออกมาได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ

ฟางลั่วซีเดินหนีเสียงเรียกของแม่ค้าเครื่องหอมตรงหัวมุมถนน นางไม่เคยให้ความสนใจกับเครื่องประทินผิวของสตรีมากไปกว่าร้านขายอาวุธ... สำหรับคนที่ตั้งใจจะออกท่องยุทธภพแล้ว การได้เห็นอาวุธที่ทำขึ้นด้วยความประณีต ได้ถือมันไว้ในมือ นับว่าเป็นวาสนาอย่างหนึ่ง... ฟางลั่วซีจึงเสียเวลากับร้านขายอาวุธร้านหนึ่งอยู่นาน สาวน้อยมิอาจทำใจวางมีดสั้นในมือลงแต่ก็ไม่ได้มีเงินมากพอที่จะเอ่ยปากขอซื้อต่อจากเจ้าของเดิม

คิดไปแล้วให้รู้สึกเสียดายยิ่งนัก

ตอนที่หนีออกจากบ้านนางรีบร้อนจนเกินไป จึงไม่ได้พกของมีค่าติดตัวมามาก

เด็กสาวเดินออกจากร้านขายอาวุธด้วยท่าทีที่ผิดหวัง จำต้องตัดใจจากชุดมีดสั้นที่ราคาแสนแพง ขณะที่นางกำลังเดินอยู่นั่นเอง พลันได้ยินเสียงโหวกเหวกดังมาจากด้านหน้าตลาด ด้วยความอยากรู้นางจึงเพ่งมองไปตามต้นเสียง ดวงตาคู่งามสุกใสสบเข้ากับลานประลองยุทธ์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าตลาด

อะไรกันนี่?

สองเท้าของนางเดินรี่เข้าหา สองตามองป้ายเหนือลานประลองที่เขียนไว้ว่า ‘คัดเลือกองครักษ์ ค่าตอบแทนเดือนละหนึ่งร้อยตำลึงทอง’

เดือนละหนึ่งร้อยตำลึงทอง! สายตาของนางจดจ้องอยู่ที่ป้ายนั้น ในใจคิดใคร่ครวญอย่างตื่นเต้น มีการจ่ายค่าตอบแทนแรงงานที่สูงถึงปานนี้ นับว่าคนในเมืองหลวงย่อมไม่ธรรมดา

รอบๆ ลานประลองคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มามุงดู ฟางลั่วซีพยายามเบียดพวกเขาเข้าไป สุดท้ายจึงได้ไปยืนอยู่ข้างลาน นางมองตรงไปด้านหน้า เห็นชายฉกรรจ์สวมเสื้อสีฟ้ากำลังประลองยุทธ์กับหลวงจีนรูปหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย การออกฝ่ามือของชายฉกรรจ์ไวดังพายุ ส่วนกำลังภายในของหลวงจีนก็แข็งกล้าพอสมควร

ทั้งสองประมือกันท่ามกลางเสียงโห่ร้องสนับสนุนดังกึกก้อง หอนางโลมฝั่งตรงข้ามมีสาวๆ กรูกันออกมามองพลางหัวร่อต่อกระซิก ลูกค้าของโรงเตี๊ยมที่อยู่ถัดไปก็เยี่ยมหน้าออกมาจากชั้นสองเพื่อชมการปะทะฝีมือ กระทั่งเด็กเล็กลูกชาวบ้านร้านตลาดต่างพากันวิ่งตรงเข้ามาพร้อมขนมถังหูลู่ในมือ ทุกคนล้อมรอบลานประลองด้วยความสนใจ พากันคาดคะเนว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะได้งานค่าตอบแทนดีงานนี้ไปครอง

สำหรับฟางลั่วซีแล้ว ฝีมือระดับสองคนบนลานเทียบกับนางแล้วยังนับว่าอ่อนหัด นางเกิดความสนใจจะแย่งงานนี้ขึ้นมาทันที หญิงสาวหันไปถามคนข้างๆ เกี่ยวกับกฎในการประลอง

เขาตอบว่า “ขอเพียงเจ้าเอาชนะผู้เข้าประลองสามคนรวด สุดท้ายสามารถล้มจอมหมัดพยัคฆ์--จ้าวฟู่ชิงได้ก็นับว่าชนะการประลองแล้ว”

จอมหมัดพยัคฆ์--จ้าวฟู่ชิงรึ?!

ชื่อนี้ทำให้สีหน้าของฟางลั่วซีซีดเผือดลงเล็กน้อย

สองคนกลางลานกว้างสู้กันถึงร้อยกระบวนท่าก็ยังไม่มีวี่แววว่าใครจะเป็นผู้ชนะ คนโดยรอบต่างพากันกลั้นหายใจเบิกตามองตามผู้ประลองทั้งสองทุกย่างก้าว ผิดกับฟางลั่วซีที่ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายสุดจะทน ในขณะที่สองคนนั้นกำลังประมือกันไม่เลิกอยู่นั่นเอง เด็กสาวตัดสินใจกระโดดเข้าไปกลางลานประลอง วาดมือซ้ายจี้จุดเทียนฉือของหลวงจีน จากนั้นก็พลิกกายใช้มือขวาจี้จุดเทียนทู จงถิง และหลิงสวีของชายฉกรรจ์ชุดสีฟ้า

การเคลื่อนไหวของฟางลั่วซีทั้งเร็วและแม่นยำ ปลายนิ้วบอบบางขยับวูบไหวเลียนแบบสายลม

กระแทกหนึ่งครั้ง ชาไปถึงสามส่วนของร่างกาย

คู่ต่อสู้ทั้งสองล่าถอยออกไปอย่างไม่เป็นกระบวนท่า หลวงจีนตั้งหลักได้ก่อน เมื่อพบว่าผู้ท้าประลองคนต่อไปเป็นเพียงสาวน้อยคนหนึ่งจึงเปล่งเสียงออกมาด้วยความชื่นชม “อมิตาพุทธ”

ฟางลั่วซีประสานมือคารวะรับพร้อมรอยยิ้ม “ผู้น้อยขอล่วงเกิน”

ในขณะที่หลวงจีนกำลังตกตะลึงอยู่นั่นเอง เข็มเงินไร้เสียงนับร้อยก็พุ่งออกมาจากร่างของเด็กสาวผู้ท้าชิง

นางเพียงขยับชายเสื้อวาดฝ่ามือสามกระบวนท่า หลวงจีนก็ถูกมัดด้วยด้ายสีทองที่บางเบาดุจใยแมงมุมจนขยับกายไม่ได้

เสียงอึกทึกรอบลานประลองเงียบกริบในพริบตา ทุกชีวิตกลั้นหายใจมอง ไม่นานผู้คนก็อื้ออึงแซ่ซ้องในความเก่งกาจของผู้ท้าชิงปริศนา

ฟางลั่วซีสะบัดปลายนิ้วอีกครั้ง อาวุธลับพลันถูกดึงกลับมาเก็บอยู่ในชายเสื้อเหมือนเดิม

หลวงจีนถึงกับหน้าเปลี่ยนสี ปากพูดพร่ำแต่คำว่าอมิตาพุทธอยู่หลายรอบก่อนจะกระโดดออกไปนอกลาน ยอมพ่ายแพ้อย่างหมดรูปด้วยตระหนักดีว่าตนเองมิใช่คู่ต่อสู้ของจอมยุทธ์น้อยนางนี้

ฟางลั่วซียืนโดดเด่นอยู่กลางลานกว้าง... เหลืออีกหนึ่งผู้ท้าชิง... หญิงสาวยกมือขึ้นคารวะชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่อีกฟากเป็นการบอกใบ้ว่านางขอล่วงเกิน อีกฝ่ายเห็นดังนั้นสีหน้าจึงออกอาการตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด

นางพยักหน้า เอ่ยปากทักทายก่อนอย่างให้เกียรติ “ท่านจอมยุทธ์...”

ชายผู้นั้นใช้สายตาไม่พอใจกวาดมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “เด็กน้อย นี่ไม่ใช่ลานวิ่งเล่นของสตรีอย่างเจ้า”

ฟางลั่วซีตอบกลับอย่างไม่ถือสา “ตัวข้าวรยุทธต่ำต้อย ได้เห็นท่านทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือด บังเกิดความรู้สึกเลื่อมใสอยากขอคำชี้แนะขึ้นมา ในเมื่อหลวงจีนได้สละสิทธิ์ไปแล้ว เช่นนั้นขอให้ข้าเป็นคู่ประลองของท่านต่อเถิด”

ชายฉกรรจ์เลิกคิ้วมองนางอย่างหมิ่นแคลน “ในเมื่อเจ้ารนหาที่เอง เช่นนั้นก็ย่อมได้”

ตอบแบบนี้หมายความว่าไม่จำเป็นต้องออมมือ ฟางลั่วซีจึงไม่ออมมือเช่นกัน ทันทีที่วาดสองแขนออกเป็นกระบวนท่าเตรียมพร้อม กองทัพเข็มเงินก็พวยพุ่งออกมาทันที

วรยุทธของสตรีปริศนาเหนือล้ำจนคู่ต่อสู้วางท่าไม่ถูก เขาหาจังหวะโจมตีไม่ได้เลย เอาแต่หลบหลีกด้วยท่าทีทุลักทุเล ในใจตื่นตระหนกว่าเหตุใดสตรีที่เยาว์วัยเช่นนี้จึงมีวรยุทธที่ล้ำเลิศได้ เขาต้านอยู่ไม่นานก็ยอมรับว่าตนพ่ายแพ้ ชายฉกรรจ์ร้องขอให้หยุดการประลองและเดินออกนอกลานไปด้วยความอับอาย

ฟางลั่วซียืนอยู่กลางลาน สายตาของนางไม่ได้จับจ้องผู้คนโดยรอบ นางสนใจเพียงป้ายประกาศที่เขียนชัดเจนว่าค่าจ้างเดือนละหนึ่งร้อยตำลึงทอง

หนึ่งร้อยตำลึงทอง... ยอดเยี่ยมไปเลย ขอแค่ได้ทำงานนี้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ได้ทุนรองรังเมื่อไรนางก็จะเลิกและท่องยุทธภพต่อไปตามที่ใจปรารถนา

วันนี้นางได้เปิดเผยวรยุทธของตนสู่สายตาผู้คนมากมายนับว่าอันตรายอยู่เหมือนกัน ต่อให้แปลงโฉมตัวเองแนบเนียนหมดจดสักปานใด แต่หากมีใครมองกระบวนท่าของนางออก ท่านพ่อคงรู้แน่ว่านางอยู่ที่นี่ ฟางลั่วซีไม่ต้องการกลับบ้านไปแต่งงานกับคุณชายสกุลถังตามที่ครอบครัวหมั้นหมายเอาไว้ นางยังไม่เคยพบหน้าคนผู้นั้นมาก่อน

ข่าวว่าสกุลถังเป็นตระกูลนักฆ่าอันดับหนึ่ง ซ้ำยังเป็นตระกูลใหญ่ที่ลูกหลานทุกคนเชี่ยวชาญด้านการใช้พิษเป็นเลิศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จอมมารหมื่นพิษอย่างถังเยี่ย คู่หมั้นของนาง

รู้เช่นนี้แล้ว ใครอยากจะโดนคลุมถุงชนกัน!

ตอนนั้นเอง นางได้ยินเสียงพ่อบ้านตะโกนถาม “มีผู้กล้าท่านใดจะขึ้นมาประลองกับแม่นางผู้นี้อีกหรือไม่? ขอเพียงชนะสามคนรวด สุดท้ายล้มจอมหมัดพยัคฆ์จ้าวฟู่ชิงได้ ผู้ชนะจะได้เป็นองครักษ์ของคุณชายรองบ้านข้า ยังมีผู้กล้าท่านใดอีกหรือไม่?”

เสียงประกาศเพิ่งสิ้นสุดลง พลันมีชายผู้หนึ่งใช้วิชาตัวเบาอันปราดเปรียวกระโดดเข้ามาในลาน ดูก็รู้ว่าเขามีวิชาตัวเบาที่เป็นเลิศ ฟางลั่วซีจ้องมองอีกฝ่าย นึกขัดตากับท่าทางแพรวพราว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แฝงไปด้วยความลามก เขามองนางอย่างอ้อยอิ่งพลางเอ่ยเย้า “วรยุทธข้านั้นยังไม่แก่กล้า ขอคำชี้แนะจากสาวงามด้วยก็แล้วกัน”

ท่ามาก...

“เชิญ” ฟางลั่วซียกมือคำนับและตั้งท่ารอ

“เช่นนั้นข้าขอไม่เกรงใจละ!” ชายผู้นั้นได้ทีรีบใช้ท่ามังกรช้อนมุกตรงเข้าไปที่หน้าอกของฟางลั่วซี เรียกเสียงหัวเราะจากผู้คนทั่วสารทิศ

ลามก…

นางขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ พร้อมกับเบี่ยงตัวหลบ

เนื่องด้วยผู้ท้าชิงที่มาใหม่มีวิชาตัวเบาปราดเปรียวและว่องไว เมื่อเห็นนางหลบได้ จึงต่อด้วยกระบวนท่ามังกรล้อกุ้ง ฝ่ามือของเขา

ทั้งสองข้างดูยุ่บยั่บยุ่มย่ามไปหมด ครั้งนี้ฟางลั่วซีก็สามารถหลบกระบวนท่าที่คอยฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัวนางไปได้อีกครั้ง ชายผู้นั้นยังไม่หยุดใช้กระบวนท่าที่หยาบคายกับนางเพื่อเรียกเสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากผู้ชมรอบด้าน

หน็อย... ที่แท้เขามีเจตนาให้นางที่เป็นหญิงโดนมองด้วยสายตาเวทนา

สายตาของนางเริ่มเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น

รู้ได้ทันทีว่าเจ้านี่ไม่ได้ตั้งใจจะประลองฝีมือและเอาชนะอย่างใสสะอาด เขาตั้งใจเล่นงานเพศสภาพ เพื่อแสดงให้ผู้คนเห็นว่างานองครักษ์เช่นนี้ สตรีไม่มีวันทำได้!

ในขณะที่ประลองกันอยู่นั่นเอง ฟางลั่วซีมองเห็นจุดที่จะเข้าโจมตี นางหมุนวาดปลายเท้าเป็นวงกลม ท่วงท่างดงามทำให้ผู้คนตกตะลึงจนลืมมองเข็มและด้ายสีทองที่โจมตีออกไปอย่างไร้เสียง จังหวะต่อมานางก็ดึงเข็มเงินกลับมาเก็บไว้ในชายเสื้อดังเดิมและออกไปยืนอยู่นอกลานประลอง

ชายผู้น่าสงสารยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเอง ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก จังหวะแรกเขามองนางด้วยสีหน้าลำพองใจ จังหวะต่อมากลับเห็นนางหยุดมือและเดินออกไปยืนนอกลานประลองราวกับว่าจะยอมแพ้ แม้จะประหลาดใจแต่ก็มิวายตะโกนถาม “ไม่สู้ต่อแล้วรึ?”

สาวน้อยป้องปากตะโกนตอบพร้อมกับรอยยิ้มน่ารัก “ข้าไม่ขอสู้กับคนที่แต่งตัวอุจาดตา วานท่านจอมยุทธ์กลับไปปะรูโบ๋ที่ก้นเสียก่อน แล้วเราค่อยมาว่ากัน”

ผู้ชมรอบลานประลองมองตามคำพูดของนาง จากนั้นเสียงหัวเราะแสบแก้วหูก็ระเบิดออกมาราวกับภูเขาถล่ม ผู้คนหัวเราะกันยกใหญ่ ชายที่ยืนโดดเดี่ยวอยู่กลางลานพลิกกายไปมา พยายามมองบั้นท้ายของตนเอง ท่าทางไม่ต่างกับสุนัขเหลียวหลังที่พยายามงับเงาหางของตน ยิ่งถูกผู้คนหัวเราะเขายิ่งรู้สึกอับอายนัก ทำได้เพียงถลึงตามองสาวน้อยปริศนาด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะจากไปยังไม่วายทิ้งประโยคสุดท้ายเอาไว้ว่า “แม่นาง เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ เดี๋ยวข้าจะกลับมาสั่งสอนเจ้าให้รู้ดีรู้ชั่วกันไปเลย!”

“ไม่เป็นไรหรอกกระมังพี่ชาย เท่าที่ทุกคนเห็นก็ทะลุปรุโปร่งมากพอแล้ว”

ทั้งเสียงเยาะเย้ยของนางรวมถึงเสียงหัวเราะของผู้คน ต่อให้หน้าหนาเพียงใดก็ต้องถอยฉากไปก่อน หนุ่มลามกวิ่งหลบหายไปจากตลาดด้วยวิชาตัวเบาอันยอดเยี่ยม ผู้คนพากันปรบมือชอบใจจอมยุทธ์น้อยที่เอาชนะได้อีกครั้งอย่างใสสะอาด

ฟางลั่วซียิ้มรับด้วยท่าทีสงบนิ่ง แต่รอยยิ้มนั้นพลันหายไปในพริบตา

“แม่นาง ฝีมือเจ้าไม่เบาทีเดียว!” ชายรูปร่างกำยำผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม

ไม่ต้องบอกก็พอรู้ว่า ท่านผู้นี้คือจอมหมัดพยัคฆ์ ‘จ้าวฟู่ชิง’

จ้าวฟู่ชิงเดินตัดกลางลานประลองเข้ามาแนะนำตัว กิริยาของเขาสุภาพและให้เกียรติจึงเรียกความเคารพชื่นชมจากดวงตาของนางได้

“ข้านั้นมีนามว่าจอมหมัดพยัคฆ์จ้าวฟู่ชิง ตามกฎแล้วแม่นางต้องเอาชนะข้าให้ได้เสียก่อน จึงจะได้เป็นองครักษ์ของคุณชายรอง ได้รับค่าตอบแทนเดือนละหนึ่งร้อยตำลึงทอง”

มารยาทเช่นนี้สิ ถึงเรียกว่าจอมยุทธ์...

ฟางลั่วซีประสานมือตอบอย่างนอบน้อม ตั้งใจจะประมือกับเขาอย่างเต็มความสามารถ สมกับที่เขาเปิดโอกาสให้ “จอมยุทธ์จ้าว ข้ายังอ่อนหัดนัก ได้โปรดชี้แนะ!” สิ้นเสียงพูด ฟางลั่วซีสะบัดชายเสื้อในท่าเตรียมพร้อม

จากนั้นการต่อสู้ที่สั่นสะเทือนไปทั้งลานประลองก็เริ่มขึ้น

 

“คุณชาย! นางคือผู้ที่เอาชนะจอมยุทธ์จ้าวได้ขอรับ”

ทันทีที่ฟางลั่วซีได้ยินเสียงเรียกอันนอบน้อมของพ่อบ้านเฉิน ดวงตาคู่งามที่กำลังกวาดมองไปทั่วถึงกับชะงักลง เปลี่ยนไปมองเพียงด้านหน้าที่เดียว

ภาพของผู้ที่กำลังเดินตรงมาค่อยๆ ชัดเจนยิ่งขึ้นในครรลองสายตา... ภาพที่นางเห็นเสมือนเป็นภาพลวงตา ทำให้นางรู้สึกปากคอแห้งผาก ฟางลั่วซีเบิกตากว้าง สองเท้าพลันแข็งค้าง ควบคุมความประหลาดใจของตัวเองไม่ได้กระทั่งปลายนิ้วยังสั่นระริก

ร่างของชายหนุ่มที่กำลังเคลื่อนเข้ามาหา เหตุใด—เพราะเหตุใดจึงเจิดจ้าตระการตาเช่นนี้

เวลารอบกายนางคล้ายจะหยุดลง ฟางลั่วซีราวกับยืนอยู่ในโลกอีกใบอันเงียบสงบ ถูกปกคลุมด้วยกระแสอบอุ่นสูงส่งที่แผ่ออกมาจากเรือนร่างสูงสง่าของบุรุษผู้นั้น ผู้ที่มีใบหน้าเหนือชั้นยิ่งกว่าพานอันและซ่งยู่รวมเข้าด้วยกันเสียอีก ความสูงส่งของเขาไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาจากกิริยาเดินเหินเพียงอย่างเดียว ทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์และสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจยิ่งขับให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นโดดเด่น มีเอกลักษณ์อย่างที่ใครไม่สามารถเลียนแบบได้

เขาเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้านาง เมื่อเห็นชัดว่าผู้ชนะการแข่งขันเป็นเพียงเด็กสาว แววตาชายหนุ่มจึงปรากฏร่องรอยดูแคลน เขาถอนหายใจเบาๆ สะบัดพัดหยกในมือชี้ไปยังร่างเล็กๆ แล้วหันไปเอ่ยกับพ่อบ้านว่า “นี่น่ะรึ!”

พ่อบ้านเฉินรีบขานรับด้วยความนอบน้อมพร้อมกับดึงชายเสื้อฟางลั่วซีเบาๆ ส่งสัญญาณให้นางยอบกายทำความเคารพ

นางหลุดออกจากภวังค์ ประสานมือคำนับชายหนุ่มด้วยความตกใจ สองตายังคงจ้องมองความสง่างามตรงหน้าไม่วางตา สองหูได้ยินเสียงพ่อบ้านเฉินพูดแว่วขึ้นมาว่า “แม่นางฮวา เชิญตามข้ามา” แน่นอน พ่อบ้านต้องเรียกนางแบบนี้...เพราะฟางลั่วซีบอกทุกคนว่านางชื่อฮวาอู๋ตัว

เมื่อโดนเรียก นางจึงพยักหน้าตอบรับเหมือนหุ่นกระบอก เดินตามพ่อบ้านออกไปเงียบๆ

จอมยุทธ์น้อยก้าวเท้าได้สองก้าวพลันนึกขึ้นได้ นางหยุดเดินแล้วรีบหันไปตะโกนยับยั้งร่างที่กำลังจะเดินผละจากด้วยน้ำเสียงอันดัง “เจ้าหยุดก่อน!”

พ่อบ้านเฉินได้ยินเสียงนางก็หยุดฝีเท้าลงแล้วหันมามอง

คราแรกพ่อบ้านนึกว่านางเรียกเขา แต่พอฟังดีๆ กลับพบว่าคนที่นางเรียกไม่ใช่เขาแต่เป็นคุณชาย พ่อบ้านเฉินตกใจเป็นอย่างมาก รีบปรี่เข้าไปหมายจะหยุดยั้งแต่ไม่ทันเสียแล้ว ตอนนั้นเอง... เขาได้ยินองครักษ์คนใหม่เอ่ยกับคุณชายด้วยน้ำเสียงห้าวหาญตรงไปตรงมาว่า “เจ้าชื่ออะไร”

หวา… แย่แล้ว

บทที่ 1 ครั้งแรกกับการเป็นองครักษ์ (2 จบบท)

ชายหนุ่มได้ยินเสียงที่นางเรียก เขาหยุดเดิน และหันหลังกลับมา

พ่อบ้านเฉินรีบตะคอกองครักษ์คนใหม่ทันที “บังอาจ!”

ฟางลั่วซีเลิกคิ้วขึ้น สายตาจับจ้องไปที่ชายหนุ่มรูปงามผู้นั้นอย่างไม่ละสายตา เขางดงามนัก นางเพียงสนใจใคร่รู้ด้วยไม่เคยเห็นใครงามขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เมื่ออยากรู้จึงเอ่ยถาม... ความตรงไปตรงมาเป็นคุณสมบัติประจำตัวนางมาแต่ไหนแต่ไร และไม่คิดว่าตนทำผิดตรงไหนด้วย เมื่อมั่นใจเช่นนั้นจึงมองไปที่เขาอีกครั้ง เอ่ยปากถามตามตรง “คนเมืองหลวง เขาห้ามถามชื่อกันรึ?”

ชายหนุ่มรูปงามได้ยินคำพูดนั้นจึงยิ้มด้วยความเอ็นดู

คิดไม่ผิด นางเพิ่งมาจากบ้านนอก

“ไม่ใช่ถามไม่ได้” นัยน์ตาเขางดงามก็จริง แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์หลายส่วน มือเรียวดังแท่งหยกถือพัดโบกไปมาอย่างเชื่องช้าด้วยท่าทีสง่างาม น้ำเสียงที่ตอบนางเบาเนิบสุขุม ทรงเสน่ห์ดึงดูดใจคนยิ่งกว่าสุราชั้นเลิศ “หากเจ้าสามารถเป็นองครักษ์คนสนิทของ ‘อี้’ ได้ ข้าจะบอกชื่อข้ากับเจ้า” พูดจบ ชายผู้นั้นก็รวบเก็บพัดและเดินจากไปด้วยท่าทางสง่าผ่าเผยดังเช่นตอนออกมา

อี้? ฟางลั่วซีนึกสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง

นางหันกลับไปพูดกับพ่อบ้านที่กำลังยืนก้มหน้ามองพื้น ตัวสั่นระริก “เชิญท่านพ่อบ้านนำทาง”

พ่อบ้านเฉินกระแอมเบาๆ เพื่อเรียกสติตนแล้วจึงตอบ “เชิญ” เขาเดินพลางอธิบายไปพลาง “แม่นางฮวา หากเจ้าได้พบกับคุณชายรองนับว่าเป็นวาสนาอย่างหนึ่ง เจ้าต้องรับรู้ในข้อนี้และโปรดระมัดระวังกิริยาของเจ้าให้ดี หากคิดที่จะอยู่ที่นี่ ควรระมัดระวังคำพูดให้มากกว่านี้ด้วย”

ฟางลั่วซีฟังแล้วรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางสมัครมาเพื่อเป็นองครักษ์นะไม่ใช่สาวใช้

พ่อบ้านเฉินเหมือนจะรู้เท่าทันความคิดอีกฝ่าย จึงเอ่ยเสริม

“ตัวเจ้ามีวรยุทธสูงส่ง สิ่งนี้ทำให้เจ้าแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป แต่ที่นี่คือจวนต้าหมิง... กฎทุกกฎของที่นี่บังคับใช้กับคนภายในจวนทุกระดับชั้น ไม่ว่าตำแหน่งไหนก็ต้องปฏิบัติตาม”

“อืม” นางตอบแบบขอไปที

ทั้งสองเดินผ่านส่วนต่างๆ ของจวนต้าหมิงกระทั่งมาหยุดที่สวนด้านหลัง... สวนนี้มีดอกเบญจมาศบานสะพรั่งไปทั่ว กลิ่นหอมหวานของมวลพฤกษาส่งความสดชื่นให้ตลบอบอวลทั่วทั้งบรรยากาศ มองไปทางไหนก็เจอแต่สีเหลืองนวลสะอาดตา ตัดกับปีกผีเสื้อหลากสีสันที่กำลังเชยชมมวลผกาอย่างรักใคร่

องครักษ์คนใหม่มองเพลิน ฟางลั่วซีเคยคิดว่าบ้านของบิดานั้นงดงามมากแล้ว ทว่าใต้หล้านี้ยังมีสถานที่ที่ถอดแบบมาจากสรวงสวรรค์ได้อย่างมีชั้นเชิงยิ่งกว่า

ที่นี่สวยนัก...

กลางสวนมีชายผู้หนึ่งนั่งอยู่ในศาลา เขาดื่มสุราไปพลางอ่านหนังสือไปพลาง ท่าทางช่างมีอารมณ์สุนทรีย์ราวกับอยู่ผู้เดียวในโลกกว้าง

ฟางลั่วซีก้าวเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น เพียงแค่ได้เห็นเงาของชายผู้นั้น ใจนางกลับรับรู้ได้ทันทีว่าบุรุษผู้นี้คือคุณชายรองแห่งจวนต้าหมิงที่ใครๆ ต่างเรียกขานว่า ‘คุณชายอี้’

ครั้นได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ คุณชายอี้ก็วางหนังสือในมือลงเบือนหน้าหันมามอง จังหวะเดียวกันฟางลั่วซีก็ได้เห็นหน้าผู้เป็นนายอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก

ลมเย็นสดชื่นพัดผ่านใบหน้าของนางไป

ปีนั้น... ดอกเบญจมาศบานสะพรั่งทั่วทั้งสวน

นางไม่รู้เลยว่าภาพนี้จะอยู่ในความทรงจำของนางไปอีกนานแสนนาน

คุณชายอี้ละสายตาจากฟางลั่วซี แล้วหันไปพูดกับพ่อบ้านด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “ข้าต้องการองครักษ์ไม่ใช่สาวใช้ พ่อบ้านเฉิน...รึว่าท่านแก่เกินไปจนเลอะเลือน? หญิงผู้นี้คุณสมบัติยังไม่เหมาะจะมาเดินตามรับใช้ข้าด้วยซ้ำ หน้าตานางขี้ริ้ว รูปร่างสูงโปร่งเก้งก้าง ข้าชอบหญิงสาวสวยที่มีรูปร่างเล็กสันทัด พ่อบ้านน่าจะรู้อยู่แก่ใจ”

พ่อบ้านเฉินเหงื่อตก ตอบอย่างกระอักกระอ่วนว่า “คุณชาย แม่นางผู้นี้คือองครักษ์คนใหม่ที่คุณชายต้องการ กระทั่งจอมยุทธ์จ้าวเองยังพ่ายแพ้ต่อแม่นางฮวามาแล้ว”

คุณชายอี้ได้ยินเช่นนั้นแทนที่จะมีสีหน้าจริงจัง เขากลับล้อเล่นไม่เลิก “หืม…แม่นางชื่อฮวาหรอกรึ?... จวนของข้ามิใช่มีดอกไม้บานอยู่เต็มสวนแล้วหรอกหรือ?”

ได้ยินเช่นนั้น พ่อบ้านเฉินหันไปมองแววตาเกรี้ยวกราดดุร้ายของสาวน้อย ใบหน้าของเขาขาวซีดด้วยความหวาดกลัว แต่คุณชายรองนี่สิ ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ยังคงเล่นสนุกแหย่นางต่อไป “สตรีแซ่ฮวา...ชื่อของเจ้าคงไม่ใช่ฮวากู๋ตั่วที่มีความหมายว่าดอกไม้ตูมหรอกนะ?”

พูดจบเขาก็ขยิบตาล้อเลียน เพ่งมองหน้าอกนางอย่างไม่กลัวตาย

แต่พ่อบ้านเฉินสิกลัวตาย... เขารีบละล่ำละลักแก้ต่างแทนแม่นางที่ใกล้ระเบิดอยู่รอมร่อ “ร…เรียนคุณชายรอง นางมีชื่อว่า...ว่า...ฮวาอู๋ตัวที่แปลว่า ‘ไม้ดอกเดียว’... มิใช่… ‘ไม้ดอกตูม’ หรอกนะขอรับ”

สิ้นเสียงพ่อบ้านเฉิน คุณชายอี้จอมวายร้ายก็ระเบิดหัวเราะลั่นศาลา เขาโบกมือโบกไม้พลางตัดบท “เอาเถอะ จะเลือกตูมหรือบานดอกเดียวในสวนล้วนฟังแล้วบ้านนอกเหมือนกันนั่นแหละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า สวนของข้ามีดอกไม้เพิ่มขึ้นอีกดอกแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า…”

ณ เวลานั้น ใจของฟางลั่วซีอยากจะเอาเข็มเงินที่อยู่ในชายเสื้อ เย็บปากที่ช่างจำนรรจาของเขาเสียจริง ทว่าสายตาของนางกลับเห็นสิ่งหนึ่งเข้า จึงเปลี่ยนความคิดจากการใช้กำลัง มาเป็นวิธีนี้...

ฟางลั่วซีไม่รอให้เขาหัวเราะจบ นางใช้วิชาตัวเบาม้วนกายผ่านหมู่มวลเบญจมาศ พริบตาเดียวก็เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของคุณชายอี้ ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วชนิดที่เรียกว่า ‘ฟ้าร้องยังเอามือปิดหูไม่ทัน’ แค่ช่วงเวลาที่พ่อบ้านเฉินกะพริบตา ก็เห็นนางอยู่ในอ้อมแขนคุณชายรองเสียแล้ว ภาพที่เห็นช่างดูอบอุ่น ก่อความรู้สึกเก้อเขินให้ผู้มองจนต้องหลุบตาหลบ

เสียง ‘ฮ่า’ คำสุดท้ายของคุณชายอี้เปลี่ยนเป็นเสียง ‘เฮ้ย’ ในทันที

จากนั้นตักของอู๋อี้ก็รู้สึกหนักราวกับโดนหินถ่วง

คุณชายอี้จ้องใบหน้าอัปลักษณ์ของหญิงในอ้อมกอดด้วยสีหน้างุนงงระคนโกรธ แต่เมื่อได้เห็นแววตาสุกสกาวของนางในระยะใกล้ สีหน้าของเขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป ชายหนุ่มเผลอจ้องมองดวงตาคู่นั้นด้วยอาการตกตะลึง... แน่ล่ะ มันสวยงามชนิดที่ยากจะหาใดเปรียบ... แต่กลับประดับอยู่บนใบหน้าที่สุดแสนจะธรรมดา เปรียบดังดาวประกายพรึกที่โดนเด็ดมาประดับกลางผืนผ้าเปรอะๆ เสียอย่างนั้น... เสียของจริงๆ

เมื่อได้สติ คุณชายอี้จึงเอ่ยด้วยเสียงเนิบช้าไม่รีบร้อน “แม่นางน้ำหนักตัวของเจ้าเท่ากับลูกวัวสิบตัวรวมกันได้กระมัง ถ้าข้ากระดูกหักตายเจ้าคงตกงาน... เช่นนั้น รบกวนแม่นางช่วยย้ายบั้นท้ายอันทรงเกียรติของเจ้าออกไปจากตัวข้าเถอะ”

ฟางลั่วซีได้ฟังก็รู้สึกสะใจเล็กน้อย แต่แอบเจ็บปวดใจลึกๆ อยู่เหมือนกัน... หนักเรอะ... ฮึ ข้ายังเดินพลังวัตรทับเจ้าได้ไม่ถึงครึ่งของความตั้งใจเลยด้วยซ้ำ ปากอย่างนี้ต้องเอาให้ขาเป๋

“ไม่! ข้าไม่ไป!”

คุณชายอี้อ่านความคิดผ่านสายตาของนางได้ เขาเกือบจะหัวเราะออกมา “แน่ใจรึ?”

ฟางลั่วซีพยักหน้าด้วยความมั่นใจ นางยังเด็กเกินกว่าที่จะกลัว การเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ นั้นหอมหวานเสมอ สาวน้อยเป่าลมเบาๆ ที่ข้างหูเจ้านายแล้วพูดว่า “เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวเจ้ารึ? คนที่ถูกพิษอ่อนระทวยเช่นเจ้ามีสภาพไม่ต่างกับท่อนไม้ ยังริอ่านพูดว่าชอบสาวร่างเล็ก เฮอะ... ข้าว่าต่อให้มีสาวสวยมาเปลือยกายแทบเท้า เจ้าก็คงไม่มีปัญญาทำอะไร”

คุณชายอี้ได้ยินคำที่นางพูดถึงกับหน้าถอดสีด้วยความตกตะลึง เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรก นางล่วงรู้ความลับส่วนตัวของเขาได้อย่างไร

อาการของเขาอ่านง่ายเพียงนี้เชียวรึ?

ฟางลั่วซียิ้ม ยันกายลุกขึ้นจากอ้อมกอดของคุณชายอี้ เอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจอีก “ข้าไม่ขอเป็นองครักษ์ของเจ้าดีกว่า วาจาเยาะหยันกันเช่นนี้ ทำงานไปก็คงไม่มีความสุข เชิญเจ้าไปหาผู้อื่นแทนเถิด”

ขณะที่นางกำลังหมุนร่างจากไป พลันน้ำเสียงจริงจังและดุดันของอู๋อี้ก็ปรามขึ้นมา “จวนต้าหมิงไม่ใช่ที่ที่เจ้าอยากมาก็มา อยากไปก็ไปตามใจชอบ”

ฟางลั่วซียั้งฝีเท้า ปรายตากลับมามองเจ้าของจวน “ข้าไม่ดีพอ มิใช่รึ?”

คุณชายอี้ละสายตาจากนาง หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านพลางเอ่ยตัดบทกับพ่อบ้าน “พ่อบ้านเฉิน พา ‘เสี่ยวฮวา’ ไปลงลายนิ้วมือในสัญญาซื้อขายแรงงาน”

ช้าก่อน... เสี่ยวฮวาเรอะ!

นางไม่ทันโต้แย้งก็ได้ยินพ่อบ้านเฉินตอบรับเสียงดัง “ขอรับ!” เขาหันมาเอ่ยปากกับฟางลั่วซีว่า “แม่นางฮวา เชิญตามข้ามา หลังจากลงลายนิ้วมือในสัญญาซื้อชีวิตแล้ว นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเจ้าคือองครักษ์ของคุณชายรอง”

ฟางลั่วซีขัดใจนัก แต่ไม่ได้พูดหรือแสดงอาการใดๆ ออกมา นางเห็นคุณชายอี้อ่านหนังสือต่อด้วยท่าทีสบายๆ คล้ายกับนางไม่มีตัวตนเสียอย่างนั้น

เอาเถอะ... ไหนๆ ก็มาแล้ว

คุณชายปากตะไกรผู้นี้ท่วงท่าผู้ดี แววตาแฝงคุณธรรม เขาคงไม่แขวะบ่าวไพร่เป็นงานอดิเรกหรอก

ขณะที่ฟางลั่วซีกำลังเดินตามพ่อบ้านเฉินไปนั่นเอง นางบังเอิญเห็นกองหนังสือของคุณชายอี้เข้า หนึ่งในหนังสือเหล่านั้นโดนสายลมในสวนพัดจนกางเปิด เผยให้เห็นรูปวาดอุจาดตาด้านในที่ทำให้ผู้มองต้องใบหน้าเปลี่ยนสี

น… หนังสือปกขาว

บ้าจริง...ฟางลั่วซีได้เห็นภาพไม่บังควรเข้าหางตาจึงกระตุกวูบขึ้นมา ใบหน้าผ่องใสของดรุณีน้อยแดงก่ำขึ้นสองระดับ สีชมพูผุดผาดส่งผลให้ดวงหน้าเล็กๆ ดูน่ารักแม้จะอยู่ภายใต้หน้ากากแปลงโฉมก็ตาม ฟางลั่วซีรีบเดินจ้ำอ้าวตามพ่อบ้านเฉินไป นึกโกรธกับเสียงหัวเราะที่ดังไล่หลังราวกับเสียงหยอกเย้าของภูตผีปีศาจ

เมื่อองครักษ์คนใหม่หายลับตาไป อู๋อี้จึงหยุดกิริยากระเซ้าเย้าแหย่ เขาเหลือบตามองหนังสือที่ถูกลมพัดเปิดเล่มนั้นแล้วยิ้มกริ่ม ก่อนหน้านี้เขามักคิดว่าชีวิตของตนช่างน่าเบื่อ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

ทุกชีวิต...มีจุดหักเหของมัน

 

ฟางลั่วซีเดินพลางครุ่นคิด

นางสงสัยว่าทำไมคุณชายอี้จึงได้รับพิษอ่อนระทวยมาได้หนอ?

ในขณะที่คิดหูของนางก็กระดิกขึ้นมาเล็กน้อย ฟางลั่วซีคล้ายว่าจะได้ยินเสียงบางอย่างร้องดังขึ้นในใจ นางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็ได้วิธีที่จะจัดการกับเรื่องทั้งหมด

ในสัญญาซื้อขายแรงงานเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ภายในสองเดือน... ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นหากคุณชายรองมีชีวิตอยู่ องครักษ์ก็จะยังมีชีวิต ทว่า...หากคุณชายรองม้วยมรณา องครักษ์ก็จะหาชีวิตไม่ด้วยเช่นกัน

หลังจากฟางลั่วซีประทับลายนิ้วมือลงบนสัญญาแล้ว นางรู้สึกใจเต้นแรงผิดปกติ เหมือนมีเรื่องบางอย่างไม่ชอบมาพากลกำลังเฝ้ารอนางอยู่ พ่อบ้านเฉินพูดขึ้นมาว่า “แม่นางฮวา นับจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าคือองครักษ์ของคุณชายรอง เจ้าต้องคอยดูแลใกล้ชิดคุณชายตลอดสิบสองชั่วยาม ห้ามออกห่างจากข้างกายของคุณชายเป็นเด็ดขาด”

ฟางลั่วซีกำลังจะอ้าปากถาม พ่อบ้านเฉินก็พูดขัดขึ้นต่อด้วยน้ำเสียงอันดัง ไม่ปล่อยให้นางมีโอกาสได้พูดแทรก “นับจากวันนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าคุณชายรองจะกินข้าว เข้านอน ตื่นนอน อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือร่ำเรียนหนังสือ เจ้าจะต้องอยู่กับท่านด้วยทุกเมื่อ”

อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ต้องอยู่รึ?! นางฟังแล้วถึงกับตกใจเป็นอย่างมาก

ประเดิมงานแรกคือช่วงเย็นของวันถัดมา ตอนที่คุณชายอี้อาบน้ำชำระกาย... ‘เสี่ยวฮวา’ ที่เขาชอบเรียกหรือก็คือฟางลั่วซี องครักษ์คนใหม่ต้องคอยยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา สายตาของสาวน้อยเอาแต่จับจ้องผนังห้อง มิได้สนใจกับเรือนร่างสง่างามที่แสนจะยั่วยวนของคุณชายเลยแม้แต่น้อย

อู๋อี้จงใจเตะน้ำในถังอาบน้ำกระเซ็นโดนองครักษ์ของเขา แต่นางหาได้สนใจจะหันมามองไม่ สีหน้าของนางดูไร้อารมณ์ดั่งก้อนหินก็ไม่ปาน คุณชายอี้ถึงกับถอนหายใจ รู้สึกหมดสนุกขึ้นมาครามครัน “เจ้านี่ช่างน่าเบื่อเสียจริงๆ”

ได้ยินเช่นนั้น ฟางลั่วซีก็อมยิ้ม รู้สึกสะใจเล็กน้อยที่เขาทำอะไรนางไม่ได้ ผู้เป็นนายเห็นสีหน้านั้นเข้า ไม่นานนางก็โดนเอาคืน...

วันต่อมาคุณชายอี้จำเป็นต้องออกไปข้างนอก เขาเดินเตร็ดเตร่อยู่บนท้องถนน อยู่ๆ ไม่รู้นึกอย่างไรชายหนุ่มก็หยุดเดินพร้อมกับหันมาเอ่ยหน้าตาย “เมื่อย... เดินไม่ไหวแล้ว”

ฟางลั่วซีทำตาโต... ไม่คิดว่าเขากำลังเอ่ยกับนางเพราะอย่างไรนางก็เป็นหญิง บ่าวผู้ชายที่ติดตามมาด้วยรีบร้อนเข้ามายอบร่างลงเพื่อแบกเจ้านาย แต่เขากลับส่ายหน้าตอบ... อู๋อี้มองมาที่องครักษ์คนใหม่ ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมกับกระดิกนิ้วเรียกนางด้วยน้ำเสียงสนิทสนม “นี่ เจ้าดอกตูมดอกเดียวในสวนกว้าง ได้ยินว่าวรยุทธล้ำเลิศยิ่งนัก เจ้ามาแบกข้าหน่อยแล้วกัน”

ฟางลั่วซีโกรธแค้นแสนสาหัส แต่ตนเป็นบ่าวจึงทำได้เพียงอดทน นางเก็บความรู้สึกที่มีไว้ข้างใน แสดงสีหน้าท่าทีไร้อารมณ์ออกมาแทน... เนื่องจากเขารูปร่างสูงใหญ่กว่านางมาก การจะแบกคนรูปร่างเช่นนี้ทั้งที่ตนเองเล็กกว่าหลายขุม นางจำเป็นต้องย่อร่างให้มากกว่าเดิมเพื่อไม่ให้สองเท้าอีกฝ่ายระพื้น ฟางลั่วซีพยายามจับแขนทั้งสองข้างของชายหนุ่มไว้ ยอบกายต่ำกว่าเดิมเพื่อยกร่างเขาขึ้นมา

เจ้านายของนางให้ความร่วมมือเต็มที่ เขาโน้มกายหงายหลัง...แนบแผ่นหลังตัวเองกับแผ่นหลังนุ่มนิ่มของนาง ขาทั้งสองข้างของชายหนุ่มยกขึ้นในท่าไขว่ห้าง มองเผินๆ ดูเหมือนเขากำลังเอนหลังนอนหงายอยู่บนหลังม้า ทอดทัศนาท้องฟ้าก็ไม่ปาน

หากไม่ได้หน้ากากแปลงกายที่นางสวมใส่อยู่ ใบหน้าฟางลั่วซีบัดนี้คงแดงระเรื่อ แต่เพราะนางโชคดีเขาจึงมองเห็นเพียงหน้ากากเนื้อที่ไร้อารมณ์เท่านั้น

อู๋อี้รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก... ผู้คนในตลาดต่างมองมาพร้อมกับเอ่ยปากวิพากษ์วิจารณ์นาง เขาเล่นแรงถึงปานนี้ไยนางถึงเย็นชาได้อยู่ เหตุการณ์เมื่อวันก่อนเห็นชัดเจนแล้วว่าเสี่ยวฮวาเป็นคนขี้โมโหนี่นา... ทำอย่างไรถึงจะยั่วขึ้นล่ะเนี่ย?

รึว่ายังแรงไม่พอ?

ค่ำคืนต่อๆ มาที่หมู่ดวงดาวเปล่งประกายสาดแสงวับวาวมากมายบนท้องฟ้า ลมเย็นยามราตรีพัดโชยมาช่างน่าล้มตัวลงนอนฝันหวานยิ่งนัก ฟางลั่วซีกลับต้องมานั่งเฝ้าอยู่ข้างห้องน้ำ ต้องทนดมกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์เอาเสียเลย ความอดทนของนางใกล้ถึงขีดจำกัดเต็มที นางหาวิธีระบายมันออกมาด้วยการขยี้ปลายเท้ากับต้นหญ้าที่ขึ้นอยู่ข้างห้องน้ำ ใจนางถึงกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง

ฟางลั่วซีสาบานในใจกับฟากฟ้าเบื้องบน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนางจะไม่ยอมให้ใครล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของนางเป็นอันขาด! นางจำต้องข่มอารมณ์ร้ายเอาไว้เพื่อทำงานแลกเงิน อีกเพียงสองเดือนเท่านั้น นางก็จะ...

“เสี่ยวฮวาข้าเสร็จแล้ว เข้ามาสวมกางเกงให้หน่อย” เสียงยืดหลังพร้อมกับเสียงถอนหายใจอย่างเกียจคร้านดังมาจากด้านใน “อา...ช่างสบายอะไรเช่นนี้!”

อารมณ์ที่เพิ่งจะสงบนิ่งลงของฟางลั่วซีบังเกิดความแปรปรวนขึ้นอีกครั้ง

เจ้าบ้าอู๋อี้...ช่างน่าตายนัก!

บทที่ 2 สำนักหนานซู

เวลาในแต่ละวันช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าเสียจริงๆ

หลายวันมานี้ นางต้องผ่านมรสุมหนักหน่วงมาแบบไม่ง่ายเอาเสียเลย ความอดทนของฟางลั่วซีมาถึงขีดสุดแล้ว ไม่สามารถเก็บไว้ได้อีก นางจึงตัดสินใจที่จะแข็งข้อกับคุณชายอี้

ข้างฝ่ายคุณชายอี้เองดูเหมือนจะรับรู้ถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปขององครักษ์ข้างกาย การแข็งข้อของนางได้ผล เขาลดการกระทำที่คอยจะหาเรื่องแกล้งลงไปบ้าง นางจึงได้อยู่เป็นสุขมากกว่าแต่ก่อน

สองวันให้หลัง ช่วงยามสี่ ท้องฟ้าใกล้สาง...

คุณชายอี้พาเสี่ยวฮวาและเด็กรับใช้ตู้เสี่ยวสี่ มุ่งหน้าเดินทางไปสำนักหนานซู

สำนักหนานซูตั้งอยู่บนยอดเขาฉีเฟิงทางด้านทิศใต้ของจวนต้าหมิง สาเหตุที่สำนักแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดัง อาจเป็นเพราะมีท่านอาจารย์ผู้เฒ่าสวีผู้เลื่องชื่อในด้านดนตรีเป็นที่สุด หรืออาจเป็นเพราะว่าหยางเหมี่ยนซิน--ฮูหยินของท่านอาจารย์ใหญ่ฉีหลาน ถือเป็นหนึ่งหญิงงามที่ใครๆ ต่างจับตามองก็เป็นได้

ฮูหยินหยางเหมี่ยนซินขึ้นชื่อว่างดงามนัก ธิดาของนางก็ได้ชื่อว่าถอดแบบจากมารดามาด้วยเช่นกัน อาจารย์ใหญ่ฉีหลานบ่มสอนวิชาความรู้ให้กับธิดาคนเดียวอย่างเต็มที่ไม่ต่างจากสอนลูกศิษย์คนอื่นๆ

ผู้ที่เล่าเรียนในสำนักหนานซูล้วนเป็นราชนิกุลและลูกหลานตระกูลดังทั้งสิ้น เมื่อกล่าวถึงชื่อสำนักแห่งนี้ย่อมต้องกล่าวถึงศิษย์ด้วย ว่ากันว่า...บรรดาศิษย์ที่จบจากสำนักหนานซูมีหน้าที่การงานและอนาคตที่ก้าวไกลกว่าศิษย์สำนักอื่น เนื่องจากสำนักหนานซูเป็นสำนักเก่าแก่ที่ถวายการเรียนการสอนให้กับปฐมกษัตริย์มาแล้วหลายราชวงศ์ มีประวัติมาช้านานเรื่องความเข้มข้นในเนื้อหาที่เรียน ซ้ำยังมีความสัมพันธ์สนิทแนบแน่นกับราชสำนัก

ขุนนางทั้งหลายที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนี้ล้วนจบมาจากสำนักหนานซูทั้งสิ้น บรรดาคุณชายทั้งหลายที่ทางบ้านส่งมาเล่าเรียนหาวิชาความรู้ที่นี่จึงมีฐานะไม่ธรรมดา ด้วยเหตุนี้แต่ละวิชาที่สอนจึงถูกจัดสรรไว้อย่างครบถ้วนและเป็นระบบ องค์ความรู้ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้ในขั้นดีเลิศ

สำนักหนานซูตั้งสูงตระหง่านอยู่บนยอดเขาฉีเฟิงที่มีทิวทัศน์งดงาม สถานที่แห่งนี้มีอากาศบริสุทธิ์สดชื่น ใครที่ได้มาเยือนมักได้ยินเสียงนกร้องเคล้าไปกับกลิ่นอายหอมกรุ่นของมวลหมู่ไม้ ยามฝนตกไอหมอกใต้เขาจะม้วนตัวล่องลอยขึ้นสู่เบื้องบนปกคลุมไปทั่ว สร้างทะเลหมอกอันกว้างใหญ่ตระการตา สวยงามราวกับสวรรค์ก็ไม่ปาน

ด้วยเหตุนี้ จึงมีนักกลอนกล่าวพรรณนาชื่นชมเอาไว้ว่า

หนานซูคู่โลกา

สร้างแผ่นฟ้ายันแผ่นดิน

เลื่องชื่อลือระบิล ถือเป็นถิ่นวีรชน

 

ณ เชิงเขาฉีเฟิงในยามนี้ บรรดาศิษย์ใหม่ต่างพากันขึ้นยอดเขาแข่งกับแสงอรุณ

คุณชายอี้และฟางลั่วซีก็เป็นหนึ่งในนั้น

สำนักหนานซูอนุญาตให้ลูกศิษย์แต่ละคนนำบ่าวรับใช้ติดตามมาได้เพียงหนึ่ง แต่ในบทบาทบ่าวรับใช้ ฟางลั่วซีไม่สามารถติดตามให้ความช่วยเหลือคุณชายอี้ได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้นทางจวนต้าหมิงจึงสั่งให้นางแต่งกายเป็นชายมาร่ำเรียนที่สำนักหนานซูกับคุณชายในฐานะลูกพี่ลูกน้อง

ทั้งสองขี่ม้ามาถึงประตูทางเข้าสำนัก หลังจากที่ลงจากหลังม้าอู๋อี้ก็เดินนำเข้าประตูไปก่อน ตามด้วยฟางลั่วซี ส่วนผู้ติดตามอีกหนึ่งนำเชือกจูงม้าของทั้งสองส่งให้กับผู้ดูแลม้าของสำนัก หลังจากทั้งสามเดินเข้าประตูใหญ่มาแล้ว จึงมองเห็นขั้นบันไดที่สูงสุดลูกหูลูกตา พวกเขาหันมามองหน้ากันพลางลอบกลืนน้ำลาย

ตำหนักของสำนักหนานซูอยู่สูงนัก ทำราวกับจะให้ศิษย์ใหม่ปีนขึ้นไปบนสวรรค์ก็ไม่ปาน

แสงสุริยายามเช้าสาดส่องลงมา ต้นสนสูงลิ่วสองฟากฝั่งรวมถึงร่มไม้สีเขียวขจีช่วยขับกล่อมให้จิตใจของศิษย์ใหม่เบิกบานและปลอดโปร่ง มีแรงฮึดที่จะทำภารกิจแรกจนสำเร็จลุล่วง ขณะที่ทั้งสามตั้งใจจะเดินขึ้นบันได... ตอนนั้นเอง เสียงเกือกม้าควบดังถี่ๆ ก็ดังมาจากด้านหลัง

คุณชายอี้หันกลับไปมอง น้ำเสียงโทนต่ำที่แสดงชัดเจนว่าไม่ค่อยพอใจดังขึ้น “หลิวซิว”

ฟางลั่วซีได้ยินดังนั้นจึงหันหลังกลับไปมองเช่นกัน

นางเห็นฝูงคนและอาชาจำนวนหนึ่งตรงหน้าประตูใหญ่ แต่ละบุรุษที่กระโดดลงจากหลังอาชามีท่าทีหยิ่งยโส โดดเด่นที่สุดในคนกลุ่มนี้เห็นจะเป็นคุณชายที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด เขาสวมเสื้อผ้าหรูหรา มีท่วงท่าเยือกเย็นเฉยเมย ทั้งสายตาก็ไม่เป็นมิตร ภาพลักษณ์เช่นนี้ทำให้ผู้อื่นยากที่จะเข้าถึง

ฟางลั่วซีมองลำตัวของเขาที่เหยียดตรงอย่างทระนง มีคันธนูและลูกธนูขนสีขาวสลับดำแนบติดกับแผ่นหลังของเขา แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาผู้คนมากที่สุดมิใช่อาวุธ กลับเป็นชุดผ้าไหมสีขาวล้วนที่เขาสวมอยู่ บริเวณไหล่เสื้อถึงเอวปักลายนกอินทรีที่ประณีตงดงาม ไม่ว่าใครเมื่อเห็นก็รู้ได้ทันทีว่าเขาผู้นี้ไม่ใช่บุคคลธรรมดา

หลิวซิวรึ?

ฟางลั่วซีคิดเดาในใจ หรือเขาจะเป็นน้องชายของฮองเฮาหลิว...

คุณชายซิว!

“ทางที่ดี พวกเราควรอยู่ห่างเขาไว้” อยู่ดีๆ นายจ้างของนางก็เอนศีรษะลงมากระซิบ ฟางลั่วซีได้ยินจึงหันหน้าไปมองคุณชายอี้ สีหน้าของเขาดูนิ่งเฉยไร้อาการล้อเล่นเหมือนเคย

ทั้งสามเดินขึ้นบันไดต่อ กระทั่งมาหยุดอยู่ตรงลานหน้าสำนัก

ที่แห่งนั้นเป็นลานกว้างซึ่งปูพื้นด้วยหินสีคราม เป็นสีที่เข้มกว่าท้องฟ้าอยู่หนึ่งระดับ สองข้างของลานขนาบด้วยต้นสนเขียวขจีปลายยอดสูงเสียดฟ้า กลางลานมีอาจารย์สองสามท่านกำลังรวบรวมรายชื่อศิษย์ใหม่ที่มาเข้าเรียนในปีนี้

ทั้งสองนำหนังสือรายงานตัวส่งมอบให้กับอาจารย์ท่านหนึ่ง พร้อมจ่ายค่าเล่าเรียนเป็นทองคำคนละสิบชั่ง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ฟางลั่วซีและอู๋อี้ก็ได้เป็นศิษย์ของสำนักหนานซูอย่างเต็มตัว ทางสำนักได้จัดที่พักให้สองคนต่อหนึ่งห้อง ฟางลั่วซี...ในฐานะลูกพี่ลูกน้องของคุณชายอี้จึงถูกจัดให้อยู่ห้องเดียวกันกับเขา

วันแรกของการเปิดเรียนเป็นวันที่ศิษย์ใหม่ตื่นเต้นที่สุด ทางสำนักประกาศให้พวกเขามารวมตัวกัน ณ ลานหน้าสำนัก เมื่อฟางลั่วซีและคุณชายอี้มาถึงหน้าลานก็พบว่า ท่านอาจารย์ใหญ่ฉีหลานได้มายืนรอเด็กใหม่อยู่ก่อนแล้ว

บรรดาศิษยานุศิษย์ที่เข้ามาใหม่ เมื่อเห็นอาจารย์ใหญ่ก็รีบยืนเรียงแถวด้วยท่าทีสำรวมอยู่เต็มลาน คนแรกที่ยืนอยู่หน้าแถวทางซ้ายมือคือชายหนุ่มรูปงามที่ฟางลั่วซีเคยพบในวันที่เข้าจวนต้าหมิงเป็นครั้งแรก คนถัดมาคือน้องชายของฮองเฮาหลิว...คุณชายหลิวซิว

ชายหนุ่มรูปงามผู้นั้น เมื่อเห็นคุณชายอี้จึงโปรยยิ้มพร้อมน้อมศีรษะทักทายเขา จากนั้นก็เหลือบสายตามาทางฟางลั่วซี... เขายิ้มทักทายนางเช่นกัน

ฟางลั่วซีรีบถือโอกาสนี้เค้นถามคุณชายอี้เสียเลย “ชายผู้นั้นเป็นใครหรือ?”

อู๋อี้เหลือบมองนาง แต่ไม่ได้ตอบ

ฟางลั่วซีใช้น้ำเสียงที่เบากว่าเดิม ตะคอกเสียงต่ำ “ข้ากำลังถามเจ้าอยู่นะ!”

คนโดนถามเลิกคิ้วใส่ แต่ยังคงไม่ตอบ

คราวนี้ฟางลั่วซีจ้องเขาเขม็งอย่างมาดร้าย

อีกฝ่ายจึงสบถอย่างเหลืออดออกมาจนได้ “เจ้านี่ช่างเป็นหญิงที่ไร้ยางอายเสียจริง”

โดนต่อว่าเช่นนี้มีรึสาวน้อยจะยอม “ระวังคำพูดของเจ้าหน่อยนะคุณชายอี้ อย่าลืมว่าตอนนี้ข้าคือลูกพี่ลูกน้องของเจ้า”

คุณชายอี้ได้ยินก็กลอกตาไปมาครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเอง สีหน้าเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นสนุกสนาน อู๋อี้โอบไหล่ลูกพี่ลูกน้อง แล้วลากเข้ามาแนบข้างกายของตน คุณชายจอมเจ้าชู้เป่าลมไปที่ใบหูของนางเบาๆ น้ำเสียงที่กระซิบตอบชวนให้ขนลุกยิ่งนัก “นั่นสินะญาติผู้น้อง สองเดือนต่อจากนี้ พี่ชายจะดูแลเจ้าเอง”

ท่าทางของเขาเรียกความสนใจของคนรอบด้านได้ชะงัด หลายคนปากอ้าตาค้าง ฟางลั่วซีรู้ทันว่าคุณชายเจ้าสำราญของตนกำลังแผลงฤทธิ์หาเรื่องอีกแล้ว คราวนี้แทนที่จะโกรธตอบ นางกลับแก้ลำด้วยการยื่นมือข้างหนึ่งออกไปโอบเอวคุณชายอี้เอาไว้ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ปลาบปลื้มในความหวังดีของเขา “ข้ารักท่านพี่เหลือเกิน ขอบคุณท่านเป็นอย่างมาก” ก็เอาสิ หากเขาเจตนาให้นางโดนมองด้วยสายตาประหลาด เขาก็ต้องโดนด้วยเช่นกัน

คุณชายอี้ถึงกับนิ่งอึ้ง ยืนตะลึงตัวแข็ง

ในขณะที่ทุกคนเข้าแถวอย่างสงบนิ่ง สองคนนี้กลับทำท่าทีเหมือนหยอกล้อ ไหล่ชนไหล่ กระซิบกระซาบ ทุกการกระทำไหนเลยจะรอดพ้นสายตาของอาจารย์

‘อาจารย์จี้’ ผู้รับหน้าที่ดูแลนักเรียนในสำนัก ส่งเสียงกระแอมขึ้นมาพร้อมกับเสียงเรียก “เจ้าสองคนนั้นน่ะ... ใช่อู๋อี้และฮวาอู๋ตัวหรือไม่?”

คุณชายอี้ปล่อยมือออกจากไหล่นาง หยุดอาการล้อเล่นต่อไป เขายกสองมือคำนับอาจารย์จี้ด้วยกิริยาสุขุมแฝงความเคารพเต็มเปี่ยม “ขอรับท่านอาจารย์”

ฟางลั่วซีเองก็เช่นกัน “ศิษย์ฮวาอู๋ตัว ขอคำนับท่านอาจารย์”

อาจารย์จี้ตอบรับเพียง “อืม” พลางสะบัดหน้าหนีแต่ยังมิวายกล่าว “อู๋อี้ เจ้าย้ายไปยืนข้างหน้าต่อจากคนที่สอง ส่วนเจ้า...อู๋ตัว ย้ายไปยืนข้างหลังต่อจากคนที่ยี่สิบสาม”

ทั้งสองลอบมองหน้ากัน ถอนหายใจออกมาเบาๆ “ขอรับ” จากนั้นก็แยกย้ายกันไปยืน

เมื่อทุกคนประจำที่เรียบร้อยแล้ว สายตาของฟางลั่วซีก็จับจ้องไปยังชายหนุ่มรูปงามที่เจอกัน ณ จวนต้าหมิง นางเห็นชายผู้นั้นยืนตัวตรง รูปร่างสูงโปร่งยิ่งขับเน้นให้เขาดูสง่างามท่ามกลางฝูงชน สายลมเย็นพัดเส้นผมของชายผู้นั้นสะบัดพลิ้ว หอบเอากลิ่นบุรุษหอมลึกมาแตะปลายจมูกของนาง

ชั่วขณะนั้น... ใบหน้าของนางร้อนผ่าวขึ้นมา

ฟางลั่วซีสงสัยว่าตนเองเป็นอะไร ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยพบเจอชายหนุ่มหน้าตาดีสักหน่อยนี่นา คิดดังนั้น จึงพยายามละสายตาจาก ทว่าหลิวซิวที่ยืนอยู่ข้างชายหนุ่มรูปงามกลับหันหน้ามามองนางแทน ฟางลั่วซีสบตาตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว

หลิวซิวเลิกคิ้วสูง ใช้สายตาเย็นชาจ้องมองนางสลับกับชายรูปงามอย่างดูแคลนแล้วหันหน้ากลับไป

ท่านอาจารย์ใหญ่ฉีหลานก้าวเข้ามายืนกลางลาน ทุกชีวิตจึงสงบอีกครั้ง ทุกคนตั้งใจฟังท่านอาจารย์ประกาศกฎและข้อปฏิบัติทั้งสิบแปดข้อของสำนักหนานซู หนึ่งในข้อปฏิบัติกล่าวไว้ว่า ‘หากผู้ใดประพฤติตัวนอกจารีตประเพณีจะถูกขับออกจากสำนักทันที’ เมื่อกล่าวถึงกฎข้อนี้ สายตาของท่านอาจารย์พลันจับจ้องมายังฟางลั่วซีและคุณชายอี้ที่โดนคำสั่งแยก ‘ตำแหน่งยืน’ เมื่อครู่นี้

ฟางลั่วซียืนยืดกายอกผายไหล่ผึ่ง พยายามทำใบหน้าให้นิ่งเฉย

ส่วนคุณชายอี้ สายตาของเขาเอาแต่จับจ้องไปยังมุมหนึ่งของลานอย่างใจจดใจจ่อเหมือนไม่ได้ตั้งใจฟังในสิ่งที่ท่านอาจารย์ใหญ่ฉีหลานกล่าวเลยแม้แต่น้อย

ฟางลั่วซีมองตามสายตานายจ้างของตน พลันพบเข้ากับกระรอกน้อยสองตัวที่อยู่บนกิ่งต้นสนต้นหนึ่ง

พวกมันกำลังผสมพันธุ์!

ฟางลั่วซีรู้สึกใบร้อนผ่าวขึ้นมาทันใด... นี่…นี่เขาไม่ละอายใจแม้แต่น้อยเลยรึ!

ถึงแม้ท่านอาจารย์ใหญ่ฉีหลานจะสูงวัยแต่ยังคงไว้ซึ่งบุคลิกที่งามสง่า ดูสุภาพ สุขุมเยือกเย็น จึงไม่น่าแปลกใจที่หญิงงามแห่งใต้หล้าเช่นฮูหยินฉี--หยางเหมี่ยนซินจะยอมมอบใจให้ท่าน ฟางลั่วซีที่ยืนฟังอาจารย์พูดได้จ้องมองใบหน้าของท่าน พลางจินตนาการถึงตำนานความรักของชายหนุ่มและหญิงสาวที่งามเหมาะสมกัน

ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาคนนั้น บัดนี้ยืนอยู่ตรงหน้านางแล้ว กาลเวลาทำอะไรเขาไม่ได้เลย

ส่วนหญิงสาวนางยังไม่เคยได้ยลโฉม

ว่ากันว่าฮูหยินฉีเป็นหญิงงามแห่งใต้หล้า... คำว่า ‘หญิงงามแห่งใต้หล้า’ มีคำจำกัดความกว้างสักเพียงใดนะ?...เพราะนางด้อยประสบการณ์ในหลายด้านจึงลอบออกมาท่องยุทธภพเพื่อเรียนรู้ นางรู้ว่าพี่สาวของตน ‘ฟางลั่วเวย’ ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงงามแห่งใต้หล้าด้วยเช่นกัน ทั้งยังมีบุตรีของครอบครัวขุนนางอีกครอบครัวที่อาศัยอยู่ทางเหนือก็ขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงงามแห่งใต้หล้า ในเมื่อหญิงงามมากมายเช่นนี้แล้ว คำคำนี้เจตนาจะสื่อถึงสิ่งใด?

ส่วนตัวนางเอง... เคยมีคหบดีเพื่อนรักของท่านพ่อที่มาเยี่ยมบ้านพบเห็นเข้า เขาหลุดปากออกมาว่า ‘งามล่มเมืองอะไรเช่นนี้’ ฟางลั่วซียังเก็บคำพูดนั้นไปพิจารณาอยู่หลายตลบ

‘หญิงงามล่มเมือง’ แตกต่างกับ ‘หญิงงามแห่งใต้หล้า’ ที่ตรงไหน?

นับว่าดีหรือไม่... หากดี ทำไมบิดาจึงกักนางไว้แต่ในบ้าน ผิดกับพี่สาวที่ให้โอกาสไปไหนมาไหนได้สะดวกยิ่งกว่า? ในขณะที่นางกำลังคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น คำกล่าวต่างๆ ที่ท่านอาจารย์ใหญ่ฉีหลานและอาจารย์จี้พูดได้กลายเป็นแค่ลมที่ผ่านหู เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ในที่สุดอาจารย์จี้จึงกล่าวประโยคปิดท้าย “พรุ่งนี้เป็นวันแรกของการเล่าเรียน วันนี้เชิญทุกคนกลับที่พักได้ ข้าอยากให้พวกเจ้าเก็บสัมภาระให้เรียบร้อย หาเวลาออกมาเดินทำความคุ้นเคยกับสถานที่เสียนะ เอาล่ะ... ทุกคนพักผ่อนตามอัธยาศัย”

ศิษย์ทุกคนขานรับเป็นเสียงเดียว “ขอรับ” แล้วค่อยๆ แยกย้ายกันไป

ฟางลั่วซีเดินไปหาคุณชายอี้ เห็นเขากำลังพูดคุยอยู่กับชายรูปงามผู้นั้น

นางได้ยินที่ชายรูปงามพูดกับนายน้อยว่า “อี้ เจ้าทำอย่างไร ท่านซีจิงโหวจึงยอมให้เจ้ามาเรียนที่นี่?”

เจ้านายนางยิ้มตอบอย่างเจ้าเล่ห์ “ข้ามีวิธีของข้า”

ชายรูปงามพยักหน้าพลางหัวเราะ “เจ้ามาเรียนที่นี่เพื่อฉีซินใช่หรือไม่?”

คุณชายอี้พยักหน้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมา “แน่นอน นางเป็นถึงธิดาของหยางเหมี่ยนซินและท่านอาจารย์ฉี นับว่าเป็น ‘หญิงงามแห่งใต้หล้า’ ตัวจริง อย่างไรข้าก็ต้องมายลโฉมงามด้วยตาข้าเอง หากสวยจริงดังคำร่ำลือ ข้าจะได้ชิงตัดหน้าก่อนเจ้าอย่างไรเล่า”

ชายรูปงามยิ้มตอบ สีหน้าไม่เดือดร้อน “อี้ เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่มีทางชอบผู้หญิงที่งามจนอาจจะเป็นภัย อีกอย่าง... ข้าว่าเจ้าช้าไปเสียแล้ว”

อู๋อี้ย่นหัวคิ้ว “พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”

“ได้ยินมาว่าฉีซิน ย้ายไปเรียนที่สำนักเป่ยยวี่เมื่อวานนี้”

คุณชายอี้ได้ยินเช่นนั้นถึงกับร้อง ‘ฮะ’ ออกมาเสียงดัง “จริงรึนี่...ช่างน่าเสียดายนัก”

ฟางลั่วซีที่เพิ่งเดินมาสมทบ เมื่อได้ยินก็นึกเสียดายเช่นกัน... คลาดไปแค่วันเดียว นางถึงกับอดเห็นว่าที่หญิงงามแห่งใต้หล้าเชียวนะ โอกาสเช่นนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ คิดแล้วอยากจะร้องไห้นัก

ไม่นึกว่าจะมีใครคนหนึ่งเอ่ยปากขึ้นมา ทำให้นางฉุกคิด “ที่ว่าน่าเสียดาย คือเสียดายแทนฉีซินที่พลาดโอกาสเจอคุณชายที่สง่างามเช่นข้า ถือว่านางไม่มีวาสนาก็แล้วกัน”

ประโยคนี้ทำให้ฟางลั่วซีหลุดหัวเราะคิก... นายน้อยอู๋อี้ เจ้าช่างเป็นคนประหลาดยิ่งนัก ล้อเล่นได้ทุกสถานการณ์

ชายรูปงามได้ยินเพื่อนกล่าวจึงต่อประโยคให้ “ใช่ นางช่างไม่มีวาสนา กระทั่งข้า นางยังพลาดโอกาสที่จะได้เจอ”

ฟางลั่วซีได้ยินเช่นนั้น ถึงกับสำลักลมหายใจตัวเอง... ความเสียดายที่มีอยู่แต่เดิมพลันมลายหายไป

จริงสินะ นางไม่มีโอกาสเห็นหญิงงามแห่งใต้หล้า แต่กลับมีวาสนาได้ยลบุรุษงามแห่งยุทธภพ บรรดาคุณชายตรงหน้ามิใช่หนึ่งในผู้คนเหล่านั้นหรอกรึ คิดได้ดังนี้ก็ไม่รู้สึกเสียดายอีกต่อไป

ตอนนั้นเอง ชายรูปงามส่งยิ้มให้กับฟางลั่วซี พร้อมกุมมือขึ้นคำนับ “ข้า… อู๋ฉี”

แซ่อู๋เช่นเดียวกันกับนายน้อย... พวกเขาเป็นญาติกันนั่นเอง มิน่า วันแรกที่เข้าจวนเขาถึงเดินมาเจอนางเป็นคนแรก ฟางลั่วซีประสานมือคำนับตอบ “ข้า…ฮวาอู๋ตัว”

“ยินดี” ทั้งๆ ที่เขารู้ว่านางเป็นหญิง...ซ้ำชื่อนี้เป็นชื่อจริงหรือไม่ยังไม่แน่ชัด แต่สีหน้าท่าทีกลับไม่เปลี่ยน

“ยินดี” ฟางลั่วซีตอบบ้าง ไม่รู้สึกหวาดหวั่นว่าจะโดนเปิดโปงเลยสักนิด

คุณชายอี้มองดูท่าทีของทั้งสองคน พลันหัวเราะออกมาอย่างไม่เข้าใจ “อย่าบอกข้าว่า เจ้าทั้งสองเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก”

ทั้งสองไม่ตอบ เอาแต่ยิ้ม

คุณชายอี้เข้าใจความนัยของคนทั้งคู่ ทำได้เพียงถอนหายใจ “เฮ้อ... ข้างกายข้ามีแต่คนประหลาด”

ฤดูใบไม้ผลิปีนี้ มีคุณชายผู้งามสง่าและมุ่งมั่นมาสมัครเล่าเรียนในสำนักมากหน้าหลายตา อาจารย์จี้ที่เดินไปมาอยู่บริเวณนั้นลอบมองพวกเขาสนทนากันอยู่ห่างๆ แล้วพูดกับท่านอาจารย์ใหญ่ฉีหลานด้วยความปลื้มปีติ “ยามเยาว์วัยเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุดของชีวิต”

ฟางลั่วซีบังเอิญไปได้ยินประโยคนี้เข้า หลายปีต่อมานางจึงได้รู้ถึงความหมายของมัน

 

ในสำนักหนานซู

นอกจากฮูหยินของท่านอาจารย์ใหญ่และสาวใช้แล้ว บรรดาศิษยานุศิษย์ล้วนเป็นชายทั้งสิ้น ที่ประหลาดที่สุดเห็นจะเป็น ‘หญิงที่แต่งกายเป็นชาย’ เช่นฟางลั่วซี

คุณชายอี้ใช้ชีวิตอยู่ในสำนักได้เพียงสองวันก็รู้สึกเบื่อ เสียงถอนหายใจของอู๋อี้ดังถี่ขึ้นทุกวัน ส่งผลให้คนที่อยู่ด้วยอย่างฟางลั่วซีรู้สึกเบื่อหน่ายไม่ต่างกัน ทุกครั้งที่นายน้อยตะโกนคำว่าเบื่อออกมาคำหนึ่ง ตัวนางเองก็ตะโกนตอบออกมาสองคำในใจ

วิชาที่สำนักหนานซูสอนมีมากมายหลายแขนง หลักๆ แล้วแบ่งเป็นบุ๋นและบู๊

ศิษย์ที่เรียนศาสตร์บุ๋นจะเน้นเรียนดีดพิณ เดินหมาก พู่กัน วาดภาพ คำกลอนและพิธีการ

ส่วนศิษย์ที่เรียนศาสตร์บู๊จะเน้นเรียนขี่ม้า ยิงธนู กังฟู แผนยุทธศาสตร์และวิชาแปลงกาย

นอกเหนือเวลาเรียนศาสตร์บุ๋นและบู๊แล้ว อาจารย์ยังสอนการตีความดวงดาวบนท้องฟ้าในยามราตรี ตามหลักคัมภีร์อี้จิงและคัมภีร์โจวอี้ให้อีกด้วย

ที่สำนักหนานซูมีอาจารย์ประมาณห้าสิบกว่าท่าน ล้วนแล้วแต่เป็นขั้นปรมาจารย์ทั้งสิ้น

เนื่องด้วยสุขภาพร่างกายของคุณชายอี้ไม่สู้ดีนักจึงจำต้องเลือกเรียนศาสตร์บุ๋น ทำให้ฟางลั่วซีต้องลงเรียนตามเขา คุณชายฉีผู้งดงามก็เลือกเรียนศาสตร์บุ๋นด้วยเช่นกัน คงมีเพียงกลุ่มคนข้างฝ่ายคุณชายซิวที่เลือกเรียนศาสตร์บู๊

อู๋ฉีและหลิวซิวโชคร้ายได้พักอยู่ห้องเดียวกัน ด้วยเหตุนี้... อู๋อี้ที่ไม่ชอบหน้าเพื่อนร่วมห้องของอู๋ฉีสักเท่าไร จึงไม่เคยไปเยี่ยมเยียนญาติที่ห้องพักเลย หากมีธุระ เขาก็จะให้ผู้ติดตาม--ตู้เสี่ยวสี่ ไปเชิญอีกฝ่ายให้มาหาตนแทน

การกระทำเช่นนี้ ทำให้ฟางลั่วซีเกิดความสงสัยในตัวคุณชายซิวเป็นอย่างมาก อยากรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วหลิวซิวเป็นคนเช่นไรกันแน่ ทำไมคนขี้เล่นอย่างอู๋อี้จึงตัดตาย ยืนยันไม่ยอมไปข้องแวะคบหาด้วย เหมือนสวรรค์จะรับรู้ถึงความคิดของนาง วันหนึ่ง...นางจึงมีโอกาสเจออีกฝ่าย

คืนนั้นท้องฟ้าปลอดโปร่ง พื้นหญ้าเขียวขจี... หลิวซิวเดินออกมาจากห้องอาบน้ำห้องข้างๆ ที่นางกำลังยืนอยู่พอดี เขาเห็นนางกำลังยืนสัปหงกเฝ้าอยู่หน้าห้องอาบน้ำของอู๋อี้จึงเผยรอยยิ้มงดงามเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก พลางเอ่ยลอยลมมาเข้าหูอย่างดูแคลน “หึ ชายสองคน นอกจากจะกินนอนด้วยกันแล้ว อาบน้ำทำธุระยังต้องตามติดเป็นเงาตามตัว น่าสงสัยอยู่เหมือนกันนะ” บรรดาลิ่วล้อของเขาที่เดินตามมาด้านหลัง เมื่อได้ยินเสียงลูกพี่เปรยเช่นนี้จึงพากันตะเบ็งเสียงหัวเราะขบขันเป็นลูกคู่

ฟางลั่วซีสะดุ้งตื่นจากสัปหงก นึกคำตอบโต้กลับไปไม่ถูก

หลิวซิวยืนกอดอก เรือนร่างที่เปลือยท่อนบนดูแกร่งกำยำ งดงามเสียจนผู้คนรอบด้านดูผ่ายผอมซีดเซียวลงไปถนัดตา ฟางลั่วซีจ้องมองเขาอย่างหวาดระแวง ชายผู้นี้หล่อเหลาแฝงความร้ายกาจ ดูเผินๆ คล้ายกับเสือดำตัวใหญ่พิษสงมาก สามารถกัดขย้ำเหยื่อจนถึงตายได้... แต่จะร้ายอย่างไรเขาก็สง่างามโดดเด่นเสียจนผู้มองแทบจะตาบอด... เรือนร่างหน้าตาระดับนี้ แทบจะเทียบเคียงกับคุณชายฉีได้เลยทีเดียว

ดวงตาคมวาวของเขามองดูนางอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่สักพัก จากนั้นก็เอ่ยวาจาที่ทำให้คนฟังถึงกับตกตะลึง “หน้าตาดูธรรมดาแต่หน่วยก้านดีพอควร เจ้าทิ้งอู๋อี้ แล้วมาติดตามรับใช้ข้าเป็นไง”

อะไรนะ?!

คนที่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้มาโดยตลอดอย่างฟางลั่วซี นี่เป็นครั้งแรกที่นางแสดงสีหน้าตกตะลึงเหลอหลา

ประตูห้องอาบน้ำเปิดผัวะทันที พร้อมกับร่างผึ่งผายของคุณชายอี้ที่ก้าวเท้าออกมา หยดน้ำยังพราวอยู่บนเรือนร่างท่อนบนที่เปล่าเปลือย กล้ามเนื้องดงามแกร่งกำยำดูพร้อมรับมือกับทุกๆ การท้าทาย เขาเปล่งวาจาตอบกลับเสียงเย็นเยียบแทนองครักษ์ข้างกาย “ขอเตือนไว้ก่อนนะหลิวซิว อย่าเสนอหน้ามายุ่งกับน้องชายข้าจะดีกว่า!”

ฟางลั่วซีกลืนน้ำลายลงคอ...เบื้องหน้านางราวกับพยัคฆ์จะฟัดพยัคฆ์ก็ไม่ปาน

ดวงตาสองคู่จ้องกันอย่างไว้เชิง กล้ามเนื้อบนร่างเต้นระริก กระทั่งสองมือยังกำหมัดแน่น... เมื่อเห็นว่าอู๋อี้เอาจริง หลิวซิวจึงเพียงพยักหน้าตอบทีหนึ่ง เขาละสายตาจากคู่อริแล้วมองตรงมายังนางพลางเอ่ยเยาะ “น้องชายที่ผอมบางขี้โรคเช่นนี้ เจ้าเก็บเอาไว้ใช้เองน่ะเหมาะแล้ว”

หลังจากอาบน้ำเสร็จ... ทุกคนก็ไปรวมตัวกันที่ ‘ลานร้อยดาว’

คืนนี้อาจารย์จางเป็นผู้รับหน้าที่สอนดูดาว ศิษย์ใหม่ทั้งหมดนอนเบียดกัน ไหล่ชนไหล่ด้วยความหนาว ลานร้อยดาวถือได้ว่าอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของสำนัก ที่นี่เย็นจับจิตซ้ำยังมีลมโกรก ข้อดีเพียงอย่างเดียวก็คือมองเห็นทัศนียภาพของท้องฟ้ากว้างขวางมืดสนิทได้อย่างชัดเจน ฟางลั่วซีมองกลุ่มดาวงดงามที่มากมายราวกับมีคนโปรยมุกนับล้านเม็ดกระจายลงบนผืนผ้าไหมสีดำ ศิษย์แต่ละคนพากันชี้ดาวโน้นชมดาวนี้กันอย่างสนุกสนาน

คุณชายควางที่เรียนศาสตร์บู๊กำลังดูดวงดาว อยู่ดีๆ ก็พูดถึงปัญหาอันเป็นที่สนใจของทุกคนด้วยน้ำเสียงที่เหมือนตกอยู่ในห้วงฝัน “ทำอย่างไรข้าจึงจะได้สาวงามที่มีดวงตาดุจดาวกะพริบมาครองคู่กันหนอ” ปัญหานี้เก็บงำอยู่ในใจมานานแสนนาน เพราะความสวยงามของธรรมชาติ วันนี้เขาจึงเปรยออกมาโดยไม่ทันยั้งคิด

อาจารย์จางบังเอิญได้ยินเข้าพอดี ถามด้วยความสนใจอย่างมากว่า “นางเป็นหญิงแบบไหนรึ?”

ลูกศิษย์เกิดอาการเขินอายขึ้นมา เมื่อเห็นว่าคำเปรยไร้สาระของตนกลายเป็นจุดสนใจจึงไม่กล้าเอ่ยต่อ ในความมืดนั้นเอง ผู้เป็นอาจารย์โปรยยิ้มอย่างมีเลศนัย เอ่ยต่อประโยคด้วยน้ำเสียงที่นึกสนุก “ผู้คนในยุทธภพอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ไม่สนกฎเกณฑ์หรือขนบธรรมเนียมใดๆ วิธีที่ดีที่สุดในการสอยดาวก็คือ...เจ้าต้องหัดบิน”

ทุกคนพากันตกตะลึงกับคำพูดของอาจารย์ ไม่นานเสียงโห่ร้องด้วยความพึงพอใจกับคำพูดของอาจารย์ก็ดังขึ้น หลายคนเข้าใจคำเปรียบเปรย มีบ้างที่ใสซื่อไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น ฟางลั่วซีหันมามองนายน้อยของตนพลันสังเกตเห็นแววตาที่แปลกไปของคุณชายอี้ ที่มาพร้อมกับรอยยิ้มยากจะคาดเดาความหมาย

เขาคิดอะไรอยู่? มิใช่คิดลามกหรอกนะ?

ชั่วขณะนั้นเขาหันมาสบตากับนางแวบหนึ่ง หากฟางลั่วซีไม่รู้มาก่อนว่าอู๋อี้ถูกพิษอ่อนระทวยเล่นงานเข้า สายตาเช่นนี้คงทำให้นางหวาดผวาจนนอนไม่หลับแน่ นางเคลื่อนสายตาหลบไป ไม่ได้ใส่ใจเขาอีก... หลังจากคืนนั้นนางพบว่าคุณชายอี้สนใจร่ำเรียนวิชาดูดาวมากเป็นพิเศษ หรือเขาคิดจะหัดบิน?

ฟางลั่วซีไม่รู้เลยว่าดวงตาของนางเองก็เปรียบได้กับดาวกะพริบดวงหนึ่งเช่นกัน!

บทที่ 3 ริอ่านเป็นโขมย (1)

วันเวลาผ่านไปอย่างราบรื่น พริบตาเดียวก็สามวันเข้าไปแล้ว

จากสถานการณ์ที่ผ่านมา ฟางลั่วซีเห็นว่าทุกอย่างดูปกติดี นางรู้สึกสงสัยว่าทำไมคุณชายอี้ต้องจ้างนางมาเป็นองครักษ์ด้วย ในเมื่อความเข้มข้นของพิษอ่อนระทวยในกายเขาค่อยๆ จางลง

ใจหนึ่งนางรู้สึกยินดีแต่อีกใจกลับเป็นกังวล

ยินดีที่วรยุทธของนายน้อยอู๋อี้จะฟื้นคืนมา แต่ที่กังวลคือพิษอ่อนระทวยนี้นับว่าเป็นพิษที่ขึ้นชื่อ มันไม่น่าจะสลายไปโดยง่ายตามที่ทุกคนหวัง หากมีผู้เจตนาร้ายปล่อยพิษใส่เขาก็ย่อมต้องซุ่มตัวรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อลอบดำเนินการบางอย่างอยู่เป็นแน่... ชีวิตของเขาเหมือนแขวนไว้บนเส้นด้ายเสียจริงๆ

วันนี้เป็นวันเทศกาลท่าชิง เป็นเทศกาลหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ออกไปสัมผัสต้นไม้ใบหญ้าในฤดูใบไม้ผลิ ด้วยเหตุนี้ทางสำนักจึงหยุดเรียนหนึ่งวัน

ตั้งแต่รุ่งสาง คุณชายอี้สั่งให้ตู้เสี่ยวสี่เก็บสัมภาระและพานางลงเขาไปพร้อมกับเขาด้วย ระหว่างทางโชคดีได้พบกับคุณชายฉีที่กำลังออกเดินทางท่องเที่ยว ทั้งสี่จึงขี่ม้าลงเขาพร้อมกัน การเดินทางเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะพูดคุยอย่างอารมณ์ดี ระหว่างที่สนทนาอู๋อี้และอู๋ฉีได้หลุดปากเรื่อง ‘เขาพฤกษา’ ท่าทางยักคิ้วหลิ่วตาเต็มไปด้วยเลศนัยทำให้นางรู้สึกสงสัย แต่ทั้งคู่กลับเปลี่ยนเรื่องไม่ได้พูดอะไรต่อ

ต้องเป็นความคิดที่สัปดนเป็นแน่ ฟางลั่วซีมั่นใจ

เมื่อถึงเชิงเขา คุณชายฉีบอกว่าตนมีธุระจึงขอตัวลาไปก่อน ทั้งสามคนที่เหลือจึงเดินทางเข้าไปในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งเพื่อหาความสำราญ

ถึงแม้เมืองนี้จะเป็นเมืองที่เล็ก แต่วันนี้กลับดูคึกคักเป็นพิเศษ ระหว่างทางพวกนางได้พบกับศิษย์ของสำนักหนานซูกลุ่มหนึ่ง คุณชายอี้ไม่อยากหยุดม้าทักทายจึงพาฟางลั่วซีกับตู้เสี่ยวสี่ไปจากย่านที่มีคนพลุกพล่าน ทั้งสามขี่ม้ามุ่งหน้าไปทางทิศบูรพา

ฟางลั่วซีเกิดความสงสัยนัก นางได้ถามคุณชายอี้เกี่ยวกับจุดหมายปลายทาง เขาตอบเพียงว่าจะไปเขาพฤกษาและมีท่าทางรีบร้อนเหมือนอยากจะไปให้ถึงที่นั่นเสียโดยเร็ว

อ๊ะ เขาพฤกษารึ? สถานที่ที่พวกเขาคุยกันก่อนหน้านี่นา

ฟางลั่วซีไม่รู้ว่าเขาพฤกษาที่ตนกำลังไปนั้นเป็นสถานที่เช่นไร นางได้แต่ฟาดแส้ควบม้า มุ่งหน้าไปทางทิศบูรพาตามคุณชายอี้ไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่ผูกม้าไว้ดีแล้ว อู๋อี้จึงกำชับตู้เสี่ยวสี่ให้ดูแลม้าให้ดี ส่วนตัวเขาพานางเดินลัดเลาะผ่านเส้นทางสายเล็กๆ เพื่อปีนขึ้นไปบนยอดเขา

ตรงเชิงเขาได้ยินเสียงน้ำไหลคล้ายเป็นธารน้ำตก นายน้อยของนางปีนขึ้นไปแอบอยู่ด้านหลังหินใหญ่ก้อนหนึ่งเพื่อมองลงไปเบื้องล่าง ฟางลั่วซีผู้ไม่รู้อะไรเลยปวารณาตัวเป็นผู้ติดตามที่ดี นางทำตามเขาทุกอย่าง ปรากฏว่าภาพด้านล่างที่เห็นคือหญิงสาวกลุ่มหนึ่งกำลังอาบน้ำอยู่ในลำธาร

ฟางลั่วซีมองคุณชายอี้ด้วยสีหน้าแปลกประหลาด ผิดกับนาง... เขามีสีหน้าตื่นเต้น จ้องภาพเบื้องล่างอย่างไม่ละสายตา เห็นดังนั้นนางถึงกับถอนหายใจเบาๆ

ทั้งคู่หมอบอยู่หลังก้อนหินพักใหญ่ อู๋อี้เห็นหญิงสาวเหล่านั้นได้แต่แช่ตัวอยู่ในน้ำ ลำตัวไม่โผล่ขึ้นมาสักทีก็เริ่มร้อนใจจึงคิดแผนการอันชาญฉลาด “เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เสี่ยวฮวา เจ้าไปขโมยเสื้อผ้าของหญิงเหล่านั้น หากทำสำเร็จ ญาติผู้พี่คนนี้จะให้เงินสิบตำลึงไปกินขนมนะ”

ฝันไปเถอะ! ฟางลั่วซีนิ่งเงียบ

อีกฝ่ายยังพะเน้าพะนอนางต่ออย่างสุดแสนจะเสียดาย “เอาน่า...อย่างไรเสียเจ้าเองก็เป็นสตรี ผู้หญิงขโมยเสื้อผ้าผู้หญิงด้วยกันเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนักหรอก”

ฟางลั่วซียังคงไม่แสดงทีท่าใด

คุณชายอี้กลอกตามองฟ้าด้วยความเบื่อหน่าย ยอมลงทุนอ้อนวอนนางอีกครั้ง “เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เสี่ยวฮวา... หากขโมยเสื้อผ้ามาได้เพียงชิ้นเดียว ข้าจะให้เจ้ายี่สิบตำลึงเลยล่ะ!”

ศักดิ์ศรีก็สำคัญ แต่เงินก็จำเป็น... นางท่องยุทธภพต่อไปไม่ได้ถ้าไม่มีทุนรอน

ในที่สุดสาวน้อยก็ยอมพยักหน้าตกลง

มาถึงริมลำธาร ฟางลั่วซีเด็ดกิ่งไม้มาเสียบไว้บนศีรษะเพื่อใช้อำพรางตน หลังจากนั้นก็ปีนขึ้นไปหมอบอยู่หลังก้อนหิน พยายามใช้กิ่งไม้ยาวสอยเสื้อผ้าไหมสีเขียวตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด

ทันใดนั้นเอง หญิงสาวนางหนึ่งกรีดร้องเสียงดังขึ้นมา ฟางลั่วซีตกใจเป็นอย่างมาก ไม่ทันระวังขาที่เกี่ยวกับซอกหินไว้แต่แรกหลุดออก สาวน้อยตกลงไปในลำธาร น้ำกระจายดังตูมใหญ่ เหล่าหญิงสาวต่างพากันกรูเข้ามาหานาง ไม่พูดพร่ำทำเพลง สองมือเงื้อได้ต่างคนต่างก็รุมทุบตีฟางลั่วซี

“โอ๊ย โอ๊ย” ฟางลั่วซีทำได้เพียงเอามือกุมหัว ปากร้องตะโกนส่งสัญญาณให้กับนายน้อย หวังให้อีกฝ่ายหาทางลงมาช่วย “ขอพี่สาวทั้งหลายไว้ชีวิต ตัวข้าเองก็เป็นหญิงเหมือนกับพวกท่านนะ”

หญิงผู้หนึ่งกระชากเสื้อของฟางลั่วซีออก เห็นผิวเนื้อของนางเข้าจึงเกิดอาการตกตะลึง

เป็นครั้งแรกที่ตนเห็นผิวพรรณที่ขาวผุดผาดราวกับหิมะแรกโปรยเช่นนี้ สตรีที่มาแอบดูพวกตนอาบน้ำช่างเยาว์วัยนัก เรียกว่าหญิงสาวยังนับว่ามากเกินไป นางเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ดอกบัวตูมยังไม่ตั้งเค้าผลิบานเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น เอวที่เล็กคอดกับโครงร่างบอบบาง ขนาดผู้หญิงด้วยกันเองยังมองตาค้าง เด็กหญิงผู้นี้งดงามจนไม่อยากจะเชื่อสายตา

บุรุษหนึ่งเดียวที่นั่งตัวแข็งอยู่ด้านบนก็ตกตะลึงเช่นกัน

นึกไม่ถึงเลย... เสี่ยวฮวาผู้มีใบหน้าราบเรียบของเขากลับมีผิวพรรณและทรวดทรงราวกับสวรรค์สร้าง เขาเห็นเพียงแวบเดียวก็ถึงกับเหม่อลอย โชคดีที่นางรีบรวบเสื้อปกปิดเนื้อตัวแล้วเอ่ยปากกับหญิงสาวคนอื่นๆ “พี่ๆ ทุกคน เข้าใจผิดแล้ว ข้าเป็นเพียงหญิงที่แต่งกายเป็นชายเท่านั้น”

ทุกคนโล่งอกพยักหน้ารับ แต่กลับมีหญิงสาวผู้หนึ่งชี้ไปยังคุณชายอี้ที่มองดูเหตุการณ์อยู่บนเนินเขาด้วยสีหน้าโกรธเคือง แล้วถามว่า “จริงอยู่ เจ้าเป็นหญิง แล้วเขาผู้นั้นเล่า?”

โชคดีที่ฟางลั่วซีสติปัญญาดีนัก “เขาคือพี่สาวของข้าเอง”

ด้วยระยะทางที่อยู่ห่างกัน หญิงกลุ่มนี้จึงมองเห็นเพียงคนที่แต่งกายเป็นชายผู้หนึ่ง แต่มองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน

หญิงอีกคนถามด้วยน้ำเสียงที่สูงกว่าคนแรก “เหตุใดพวกเจ้าจึงมาด้อมๆ มองๆ พวกข้าอาบน้ำ?”

“นั่นน่ะสิ เป็นหญิงเช่นกัน เหตุใดพวกเจ้าไม่ออกมาอย่างเปิดเผย?”

ฯลฯ

ที่แท้สตรีเหล่านี้รู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่ามีคนแอบมอง มิน่าจึงไม่ยอมโผล่กายขึ้นมาจากผิวน้ำ ได้แต่แช่ตัวเพื่อรอคอยจังหวะ

ฟางลั่วซีได้ทีรีบอธิบาย “เป็นเพราะพวกข้าสองพี่น้องแต่งกายเป็นชาย เดิมทีตั้งใจจะมาอาบน้ำที่ลำธารแห่งนี้ แต่พอเห็นพวกพี่อาบอยู่ก่อนจึงไม่อยากรบกวน ดังนั้นพวกข้าจึงตั้งใจว่าจะรอให้พวกพี่อาบเสร็จก่อนแล้วค่อยออกมา แต่นึกไม่ถึงว่าจะโดนจับได้”

“ถ้าเช่นนั้น เหตุใดเจ้าต้องขโมยเสื้อผ้าของพวกเราด้วย?” หญิงสาวคนหนึ่งยังไม่วายสงสัย

แย่แล้ว... สตรีเหล่านี้ช่างสังเกตจริงๆ “เพราะพวกข้ารออยู่นาน เห็นพวกท่านอาบไม่เสร็จสักที จึงคิดที่จะขโมยเสื้อผ้าสักชิ้นเพื่อหลอกให้พวกท่านตกใจจะได้รีบกลับกันไป”

หญิงสาวทุกคนหันมองหน้ากันพลางบ่นพึมพำ “เป็นเช่นนี้นี่เอง จริงอย่างที่เจ้าว่า พวกข้าครองลำธารนี้เอาไว้เสียนานจนลืมนึกถึงผู้อื่น พี่น้องข้า...นี่ก็ใกล้เวลากินข้าวเที่ยงแล้ว พวกเรารีบเก็บสัมภาระกลับบ้านกันดีกว่า”

หญิงสาวคนอื่นพากันตอบรับเสียงใส “ดีเหมือนกัน”

ฟางลั่วซีตอบคำถามทุกข้ออย่างลื่นไหลไร้ซึ่งพิรุธใดๆ บวกกับสีหน้าที่ดูซื่อตรงทำให้หญิงสาวเหล่านั้นไม่ได้ไต่ถามความใดต่อ ด้วยเหตุนี้แต่ละคนจึงกล้าเปลือยกายเดินขึ้นจากน้ำ ขึ้นฝั่งสวมเสื้อผ้าอย่างสบายใจ

ฟางลั่วซีเหลือบมองไปยังเนินเขา เห็นดวงตาคู่หนึ่งเปล่งประกายระยิบระยับจ้องมองมาทางนี้อย่างไม่ลดละ ก็นึกเพียงว่านายน้อยจอมลามกของตนคงได้มองสมใจอยากแล้ว นางแอบกลอกตามองฟ้าด้วยความเบื่อหน่าย นึกอยากจะบอกกับพี่สาวเหล่านี้ว่า ‘ท่านรู้ไหม บนเนินเขามีดวงตาลูกโตของคางคกตัวหนึ่งกำลังจ้องมองพวกท่านอยู่’ แต่ก็พูดไม่ได้

บางทีคนเราก็ซื้อได้ด้วยเงินจริงๆ!

หญิงสาวเหล่านี้พอสวมเสื้อผ้าเสร็จก็พูดจาหยอกล้อผสานเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขแล้วเดินจากไปโดยไม่ได้สนใจเด็กสาวตัวน้อยอีก มีบ้างบางนางที่เคลื่อนมือมาบีบแก้มฟางลั่วซีเบาๆ เป็นการจากลา

เห็นบรรดาหญิงสาวเดินจากไปไกลแล้ว คุณชายอี้จึงรีบวิ่งลงมาจากเนินเขาด้วยท่าทางดีอกดีใจ พลางตะโกนว่า “เสี่ยวฮวา... เจ้าทำได้ดีมาก ถึงขนาดให้พวกนางเปลือยกายต่อหน้าข้าโดยไม่มีอาการเคอะเขินเลยสักนิด วันนี้ไม่เสียแรงที่ข้าพาเจ้ามาด้วย เอาไป! ข้าให้เจ้าเป็นรางวัล”

ฟางลั่วซีรับเงินพวกนั้นไว้ในมือ ครุ่นคิดในใจว่า ‘นี่คงไม่ได้เป็นการช่วยคนเลวทำเรื่องชั่วช้าหรอกนะ? สวรรค์จะลงโทษข้าหรือไม่?’

คุณชายอี้ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ “เสียดาย คราวนี้ฉีไม่ได้มาด้วย คราวหน้าข้าจะชวนฉี--ควาง--และยวี่มาด้วย”

คราวหน้า? นี่ยังมีคราวหน้าอีกหรือ?

สาวน้อยหน้างอ เผลอจินตนาการถึงภาพในอนาคต... นางกำลังอยู่ต่อหน้าบรรดาพี่สาวที่เปลือยกายทั้งท่อนบนและท่อนล่าง นางชี้ขึ้นไปบนเนินเขาที่มีร่างบุรุษซุ่มดูอยู่สี่คน และเอ่ยออกมาอย่างไม่อายปากว่า ‘พวกเขาเหล่านั้นเป็นพี่สาวข้าเอง!’

เฮ้อ... จบงานนี้ หากข้าตายไร้ดินกลบหน้านับว่าสมควรแล้ว

 

หลังจากออกจากเขาพฤกษา

ฟางลั่วซีใช้กำลังภายในทำให้เสื้อผ้าที่เปียกนั้นแห้งลง จากนั้นทั้งสามคนก็รีบขี่ม้ากลับจวนต้าหมิง

ระหว่างทางพวกเขาผ่านเมืองเล็กๆ นั้นอีกครั้ง ยามนี้ตลาดวายแล้วจึงเงียบกว่าตอนที่เดินทางผ่านครั้งแรก ท่ามกลางความเงียบเชียบ อยู่ๆ นายน้อยของนางก็ชวนคุย “เสี่ยวฮวา สองเดือนให้หลัง เจ้าอยู่เป็นองครักษ์ของข้าต่อเถิดนะ”

ฟางลั่วซีทำเพียงเม้มปาก หลังจากสองเดือนค่อยว่ากัน

คุณชายอี้ทำเสียง ‘หึ’ ออกมา แล้วพูดต่อด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า “เสี่ยวฮวา ความยโสของเจ้าดูแล้วขัดตาข้ายิ่งนัก ลดลงหน่อยคงจะน่ารักกว่านี้มาก”

“คุณชาย เจ้าอย่าเรียกข้าว่าเสี่ยวฮวาจะได้หรือไม่” นางพยายามอดทน

แต่อีกฝ่ายกลับตอบอย่างสบายอกสบายใจ “ไม่ได้” แล้วเขาก็โน้มใบหน้าหล่อเหลาเข้าใกล้นาง ใกล้เสียจนได้กลิ่นป่าไผ่ที่กำจายออกมาจากร่างสูงสง่าน่าหลงใหลนั่น “เสี่ยวฮวา...เสี่ยวฮวา...เสี่ยวฮวา...เสี่ยวฮวา...เสี่ยวฮวา”

เอ่ยออกมาห้ารอบ ทุกๆ รอบเป่าลมเบาๆ ใส่จนใบหูนางร้อนฉ่าฟางลั่วซีตกใจ ด้วยความไร้เดียงสาจึงรีบยกมือขึ้นปิดสองหู คิดเพียงว่าตัวเองบ้าจี้แต่คุณชายกลับรู้ดีกว่านั้น

สายตาที่เขามองนางไม่เหมือนนายกับบ่าวอีกต่อไป มันเปล่งประกายคล้ายราชสีห์ที่ตะปบหนูอยู่ใต้ฝ่าเท้า...โชคดีเหลือเกินที่ฟางลั่วซีไม่เห็น

ใกล้ถึงจวนต้าหมิง ฟางลั่วซีเห็นสาวใช้คนหนึ่งเยี่ยมหน้าออกมามองแต่ไกล แล้ววิ่งกลับเข้าจวนไป

พวกเขาเพิ่งจะมาถึงหน้าประตูใหญ่ พ่อบ้านเฉินก็นำสาวใช้หน้าตาสะสวยวิ่งออกมาต้อนรับคุณชายอี้กันอย่างเอิกเกริก

คำพูดที่คุณชายอี้เอ่ยกับนางในวันแรกไม่ได้เกินจริงแม้แต่น้อย สาวใช้ที่มารับรองคุณชายล้วนเป็นสาวงามทั้งสิ้น ฟางลั่วซีที่กระเซอะกระเซิงซ้ำยังแต่งกายเป็นชายเมื่อยืนอยู่ท่ามกลางสาวงามเหล่านี้ เปรียบเหมือนลาโง่ยืนอยู่กลางดงดอกเหมย ช่างไม่เข้ากันเสียจริงๆ

แต่ก็เอาเถิด...เพราะเหตุนี้นางถึงได้มีงานทำมิใช่หรือ? ผู้คนต่างคิดว่านางอัปลักษณ์ไม่น่าพิสมัย ต่อให้อยู่กับคุณชายตลอดสิบสองชั่วยาม ก็ไม่น่าเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้น

เพราะทุกคนคิดดังว่า ข้าจึงยังมีข้าวกินอย่างไรเล่า... คิดเช่นนี้...ฟางลั่วซีก็ให้โล่งใจนัก

คุณชายอี้กลับมายังจวนต้าหมิง มีทั้งสุรานารีคอยรับรองไม่ขาดสาย เขาสุขสบายราวกับอยู่ในสวรรค์ก็ไม่ปาน ฟางลั่วซีที่แต่งกายเป็นชายยืนเฝ้าอยู่ไม่ห่างก็มีคนนำชาและผลไม้มารับรองเช่นกัน จะว่าไปแล้ว...คุณชายอี้นับว่าดีกับนางมิใช่น้อย

แสงสุริยาใกล้ลับขอบฟ้า หลังกินข้าวเย็นเสร็จ นายน้อยของนางมีท่าทีไม่อยากจากจวนต้าหมิงไปไหนแต่ก็ต้องกลับ ทั้งสามคนค่อยๆ ขี่ม้ากลับสำนักหนานซูอย่างเงื่องหงอย ไม่นานเท่าใดท้องฟ้าก็มืดลง

เชิงเขาฉีเฟิงในยามนี้แทบจะไม่มีผู้คนเดินผ่าน ลมเย็นพัดโชยผ่านหน้าพวกเขาไปหลายระลอกจนรู้สึกชาไปหมด เดิมทีฟางลั่วซีรู้สึกอารมณ์ดี แต่ทันใดนั้น...นางกลับรับรู้กลิ่นไอสังหาร

กระแสลมจู่ๆ ก็เบาลงกว่าเดิม พัดพาเอากลิ่นดินทรายที่ไม่คุ้นเคยมาด้วย

นางกระโดดจากหลังม้าของตนเองไปยังหลังม้าของคุณชายอี้ ใช้ร่างเล็กๆ ของตนบังร่างเขาไว้พร้อมตะโกนเสียงดัง “ระวัง!”

เพิ่งจะจบประโยค มีดบินไร้ที่มาสามเล่มก็พุ่งตรงมายังพวกเขา!

บทที่ 3 ริอ่านเป็นโขมย (2 จบบท)

ทุกเล่มถูกขว้างออกมาจากทิศทางที่แตกต่างกัน บ่าวรับใช้ตู้เสี่ยวสี่ก้มหัวหลบได้อย่างหวุดหวิด ส่วนฟางลั่วซีนั้นไวกว่า นางดึงแส้ออกมาตวัดฟาดมีดบินตกพื้นไปสองเล่ม ยอดองครักษ์หญิงถือโอกาสนี้พาร่างสูงของนายน้อยลงจากหลังม้าและตามประกบทุกฝีก้าว... เขาก้าวนางก้าว... เขาหยุดนางหยุด

มีดบินเล่มถัดมาถูกปล่อยออก มันพุ่งตรงมาหา ปะทะกับแส้ของฟางลั่วซี พลาดเป้าไปเสียบกับลำคอของม้าแทน

เสียงม้าร้องลั่น จากนั้นก็ล้มลง

ตู้เสี่ยวสี่พยายามให้ความช่วยเหลือ เขาล้วงของบางอย่างออกมาจากเสื้อ โยนขึ้นไปในอากาศ พลันเกิดระเบิดปรากฏแสงสว่างสีแดงแสบตา... พวกนางตั้งใจอาศัยจังหวะนี้หนีเอาตัวรอด ทว่ากลับมีคนชุดดำห้าคนจู่โจมสวนเข้ามาอย่างรวดเร็ว ปิดทางรอดทุกทิศ

ตู้เสี่ยวสี่รับมือคนร้ายสองคน ส่วนฟางลั่วซีคอยป้องกันคุณชายอี้ พร้อมกับรับมือคนร้ายอีกสามคนที่เหลือ คนร้ายสองในสามที่สู้กับนางใช้ดาบเป็นอาวุธ เพลงดาบของพวกมันทั้งว่องไวและแม่นยำราวกับฝึกมาสักพันครั้งเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ ส่วนคนร้ายคนสุดท้ายแปลกประหลาดกว่าคนอื่นๆ เพราะใช้เพียงฝ่ามือเท่านั้น... นับเป็นชายที่มีกำลังภายในแก่กล้าอย่างน่ากลัว

ถ้าสู้กันแบบตัวต่อตัว ทั้งสามคนนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฟางลั่วซีที่ได้รับการถ่ายทอดเพลงยุทธ์มาจากบิดาอย่างเข้มข้น ไม่มีใครล่วงรู้ว่าบิดาของสาวน้อยตรงหน้าคือสุดยอดปรมาจารย์ที่เลื่องชื่อในแผ่นดิน ฝ่ายตรงข้ามจึงโจมตีเข้าหาอย่างพร้อมเพรียง

ฟางลั่วซีใช้เข็มเงินโจมตีโต้ตอบ เพราะนางต้องคุ้มกันคุณชายอี้ตลอดเวลาทำให้หาจุดโจมตีกลับไปได้ยาก แต่นับว่าโชคยังเข้าข้าง เข็มเงินแวววาวซึ่งเป็นอาวุธประจำกายเอื้อต่อการต่อสู้ในที่มืดเพราะทั้งเล็ก--บาง--ซ้ำยังคมกริบและส่องสะท้อนแสงจันทร์

อาวุธของฟางลั่วซีถือว่าได้เปรียบคู่ต่อสู้ เจ้าสามสุนัขลอบกัดจึงต้องคอยระวังเข็มเงินทุกการเคลื่อนไหว พวกมันเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าองครักษ์ปริศนาผู้นี้จะมีวรยุทธที่ร้ายกาจล้ำเลิศ

เวลามีไม่มากแล้ว

คนร้ายสบตากัน ตัดสินใจเปลี่ยนวิธีจู่โจม

คนร้ายในชุดดำหันมารุมโจมตีนายน้อยของนางแทน เช่นนี้ยิ่งเป็นการยากต่อฟางลั่วซีที่จะปกป้องเขาให้รอดพ้นจากอันตราย

อาศัยช่องโหว่... ชายชุดดำคนหนึ่งลอบใช้ฝ่ามือฟาดเข้าหาร่างของอู๋อี้ เขารีบถอยหลังโดยไม่ทันระวังจึงพลาดพลั้งล้มลง ชายชุดดำได้ทีใช้ฝ่ามือเข้าโจมตีอีกครั้ง ด้วยความที่ด้ายทองของนางยังติดพันอยู่กับดาบทั้งสองเล่มของคนร้าย ยากที่จะดึงกลับมาปกป้องนายน้อยได้ทัน พอเห็นฝ่ามือนั้นกำลังจะโจมตีไปที่กลางร่างของเขา ใจนางรู้สึกร้อนรนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

โดยไม่ทันคิด... ฟางลั่วซีพลิกกายตัวเองหันกลับ ใช้แผ่นหลังของตนรองรับฝ่ามือนั้นแทนชายหนุ่ม

พลั่ก!

แรงกระแทกนั้นรุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ เลือดสีแดงสดกระอักออกจากปากของฟางลั่วซี กระเด็นไปโดนร่างของอู๋อี้ที่กำลังยืนตื่นตะลึงอยู่

ไม่มีเวลาคิดแล้ว... ดาบสองเล่มพุ่งเข้ามาพร้อมกับฝ่ามือ โจมตีนางจากด้านหลังในระยะประชิด

นางหันหลังกลับพร้อมสะบัดชายเสื้อ เข็มเงินเล่มหนึ่งพุ่งออกมาทะลุผ่านฝ่ามือของคนร้าย ส่วนอีกสองเล่มสุดท้ายพุ่งไปที่ลำคอของคนร้ายอีกสองคน ชั่วขณะนั้น ใจของฟางลั่วซีคิดอยู่อย่างเดียวว่าตนยอมตายไปพร้อมกับเหล่าผู้บุกรุก เพื่อรักษาชีวิตคุณชายอี้

ไม่คาดคิดว่าอยู่ๆ จะมีมีดบินสามเล่มพุ่งตรงมายังคนชุดดำ คนร้ายทั้งสามจำต้องถอยฉากหลบ ฟางลั่วซีรู้สึกโล่งใจ ความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยพอซื้อเวลาหายใจให้นางได้บ้าง... โชคดียิ่งกว่าเดิมที่มีคนในชุดผ้าไหมสามคนพุ่งตัวอย่างรวดเร็วออกมาจากแนวป่า เข้าต่อสู้กับคนชุดดำแทนนาง

คุณชายอี้ที่ถูกทับอยู่ด้านล่างประคองตัวฟางลั่วซีขึ้นแล้วถาม “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

นางควบคุมลมหายใจให้สงบนิ่งได้แล้วจึงส่ายหน้า หันไปให้ความสนใจกับเหตุการณ์โดยรอบมากกว่า ทว่าอู๋อี้ไม่ยอมเสียเวลา พยายามรั้งนางให้ยืน “พวกเราไปกันเถอะ ที่นี่ปล่อยไว้ให้เป็นหน้าที่ของตู้เสี่ยวสี่”

ฟางลั่วซีพยักหน้า ทั้งสองกระโดดขึ้นบนหลังม้าตัวเดียวกัน จากนั้นก็มุ่งหน้าขึ้นไปบนยอดเขา

บนหลังม้าที่โคลงเคลง

เป็นครั้งแรกในชีวิตของอู๋อี้ที่ถูกหญิงสาวผู้หนึ่งให้การปกป้องถึงขนาดนี้ หากเขาไม่โดนพิษอ่อนระทวยจนไร้วรยุทธ ชาตินี้คงไม่ได้ลิ้มรสความรู้สึกของการถูกหวงแหนเอาใจใส่... ความรู้สึกนี้ช่างประหลาดนัก... องครักษ์ตัวเล็กๆ ของเขาบัดนี้นั่งซ้อนกายอยู่ด้านหลัง พยายามเอาตัวเองเป็นเกราะป้องกันด้วยการกอดตัวเขาไว้แน่น อู๋อี้รับรู้ได้ถึงความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวที่จะปกป้องเขาให้พ้นจากภัยอันตรายของสตรีผู้นี้ ยามนี้เขาคล้ายจะควบคุมความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ อกนุ่มและอบอุ่นของนางแนบชิดติดกับแผ่นหลังของเขา แต่การแนบชิดครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เขาคิดในทางอกุศลกับนางเลยสักนิด... เขาแค่หลับตา และดื่มด่ำกับช่วงเวลาอันน่าอัศจรรย์นี้เพียงผู้เดียว

กระทั่งม้าผ่อนฝีเท้าเขาจึงลืมตาพลางเอ่ยขึ้น “เจ้าได้รับบาดเจ็บ ความจริงเมื่อครู่เจ้าไม่ต้องทำเพื่อข้าถึงปานนั้นหรอก”

“ชีวิตเจ้า เป็นของข้า” เสียงตอบที่เบาแต่หนักแน่นดังอยู่ข้างใบหู นางจะรู้หรือไม่ว่าประกาศิตนี้ทำให้เขาขนลุกไปทั้งตัว และต่อไปในภายภาคหน้า ถึงต้องบุกน้ำลุยไฟอู๋อี้ก็ยอมแลกชีวิตเพื่อนางได้เพราะตระหนักในคุณค่าของประโยคนี้เพียงประโยคเดียว

ใจของคุณชายอี้หวั่นไหวไปหมด เขาหลับตาลงอีกครั้ง ความรู้สึกที่แปลกประหลาดเช่นนี้ตนเองไม่เคยรู้สึกมาก่อน อู๋อี้ฝืนใช้คำเย้ยหลบเลี่ยงความรู้สึกแปลกประหลาดในหัวใจ “เฮอะ เจ้ามันหญิงโง่ เมื่อครู่นี้เจ้าสามารถใช้กำลังภายในซัดมันกลับไปได้แท้ๆ ยังจะเลือกเอาหลังมาบังข้าแทน วรยุทธของเจ้านับว่าใช้ได้ แต่ความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์เบื้องต้นถือว่าอ่อนหัดอยู่”

ฟางลั่วซีได้ยิน ความที่ยังเยาว์วัย นางถึงกับออกอาการน้อยเนื้อต่ำใจ “ข้าไม่เคยพบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ความสามารถในการรับมือย่อมไม่มีอยู่แล้ว หากเจ้าไม่พอใจในผลงานก็จัดการเปลี่ยนองครักษ์เสียก็เท่านั้น” น้ำเสียงที่นางพูดปิดบังความรู้สึกน้อยใจเอาไว้ไม่อยู่

คุณชายอี้อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม เขาไม่คิดมาก่อนว่าคนอย่างนางจะมีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเป็นเหมือนกัน “เอาเถิด ความสามารถในการรับมือไม่มี แต่ความจงรักภักดีชนะเลิศ ข้าย่อมอภัยให้เจ้า” คุณชายอี้พูดด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า

“แน่ละ เพื่อค่าตอบแทนร้อยตำลึงและสัญญาซื้อขายแรงงานฉบับนั้น ข้าต้องจงรักภักดีอยู่แล้ว” ฟางลั่วซีสะบัดเสียงตอบ

ทั้งคู่เงียบไปสักพัก จากนั้นอู๋อี้ก็กล่าวขึ้นมาว่า “กลับไปข้าจะทายาให้ เจ้าได้รับบาดเจ็บไม่เบา”

“ไม่ต้อง”

กลับเข้าสู่ความเงียบที่เขาไม่ชอบอีกครั้ง อู๋อี้พยายามหาเรื่องสนทนาอีก ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาถึงอยากได้ยินเสียงขององครักษ์หญิงผู้นี้ขึ้นมา “เข็มเงินของเจ้าพุ่งออกมาจากตรงไหน ให้ข้าชมหน่อยได้หรือไม่?”

“ไม่ได้”

“มันคืออาวุธลับหรืออาวุธสังหาร?”

“ทั้งคู่”

“เสี่ยวฮวา ตกลงเจ้าเป็นใครกันแน่?”

ฟางลั่วซีกัดฟัน “เสี่ยวฮวาดูเหมือนจะไม่ใช่ชื่อของข้า ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเสี่ยวฮวาที่เจ้าเอ่ยถึงเป็นใคร”

อู๋อี้ได้ยินเช่นนั้นจึงเงยหน้าหัวเราะเสียงดังด้วยความชอบใจ ใช้ปลายนิ้วลูบหลังมือเด็กสาว “เสี่ยวฮวา ปากเจ้านี่ช่างยอกย้อนเหลือเกิน”

ดวงตาของฟางลั่วซีเปล่งประกายแห่งความรื่นเริง... ในที่สุดนายน้อยก็หัวเราะแล้ว

นางลืมนึกไปเลยว่าหลังจากนั้นมือของเขาก็กุมมือของนางไว้ตลอดทาง

มาถึงสำนักหนานซูได้ไม่นาน ตู้เสี่ยวสี่ก็ตามกลับมา ทั้งสามพยายามไม่รบกวนคนอื่น ตรงเข้าห้องพักตามปกติ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ฟางลั่วซีกลับเข้าที่พักเพื่อเดินลมปราณ อาการบาดเจ็บของนางไม่ได้รุนแรงมากนัก พักฟื้นสองสามวันก็คงหาย คุณชายอี้พูดถูก นางยังอ่อนประสบการณ์ในการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน ในตอนที่คนชุดดำใช้ฝ่ามืออันแก่กล้าซัดมา นางรู้ดีแก่ใจว่าอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่กลับใช้ร่างเล็กๆ ของตนปกป้องบุรุษผู้นั้นกระทั่งกระอักเลือด

นางเองก็ไม่เข้าใจ ไยตนต้องจงรักภักดีต่อเขาถึงปานนี้?

ยามสอง ฟางลั่วซีเดินลมปราณเสร็จเรียบร้อย นางหันไปมองคุณชายอี้ที่นอนหลับสบายอยู่บนเตียง ได้เห็นรอยยิ้มในขณะที่เขาหลับก็เผลอยิ้มตาม

เอ... คุณชายฝันดีอะไรอยู่หนอ เหตุการณ์ในวันนี้บอกเป็นนัยว่ามีคนบางกลุ่มเจตนาเล่นงานเขาถึงชีวิต ไม่ตายไม่เลิกรา มิน่าเล่าเขาถึงประกาศหาองครักษ์ฝีมือดี

อู๋อี้ไปขัดแข้งขัดขาผู้ใดมา?

จะเกี่ยวพันกับที่เขาโดนวางยาพิษอ่อนระทวยหรือไม่นะ?

ชีวิตของเขาที่ผ่านมาเป็นอย่างไร และเขาเองเป็นคนเช่นไรกันแน่?

ช่างเถอะ นางจะคิดมากทำไม ถึงแม้เกือบจะต้องตาย นายน้อยก็มิได้แสดงท่าทีว่าหวาดกลัว ไยนางจะต้องกังวลแทนเขาเล่า?

ต้องอย่าลืมว่านางมาที่นี่เพื่อร้อยตำลึงนั่น เก็บอัฐได้มากพอ นางก็จะไปในที่ที่นางอยากไป!

คิดได้เช่นนี้ฟางลั่วซีก็ค่อยสบายใจหน่อย สงสัยวันนี้ที่นางสู้อย่างไม่คำนึงถึงชีวิตคงเป็นเพราะว่างานนี้เงินดี ซ้ำยังเป็นงานแรกที่ได้รับโอกาส การใช้ความสามารถแลกกับค่าตอบแทนนับว่าเป็นสิ่งสมควร

ครั้งหน้ากลับบ้านไป นางจะคุยอวดให้ท่านพี่ฟัง!

ฟางลั่วซีเอนกายลงนอนบนเตียงเล็กข้างเตียงของนายน้อย นางถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก แล้วใช้มือคลำหน้ากากที่ปกปิดใบหน้าที่แท้จริง เมื่อหันไปมองว่าอู๋อี้หลับสนิทดีแล้วจึงค่อยๆ ถอดหน้ากากออกอย่างเบามือ

เพื่อไม่ให้คุณชายอี้จับได้ ทุกวันก่อนฟ้าสาง นางจะรีบตื่นขึ้นมาสวมหน้ากาก

หากสวมใส่หน้ากากเป็นเวลานานจะเกิดแผลพุพองเป็นการทำลายผิวหน้าเดิมได้ ดังนั้นทุกคืนนางจำต้องใช้โคลนผสมเป็นตัวยามาทาทั่วใบหน้า โคลนยาตัวนี้มีความหนาเป็นพิเศษและมีสีคล้ำ สรรพคุณของมันไม่เพียงรักษาผิว ยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ถูกคุณชายอี้จับได้กลางดึกอีกด้วย

มีอยู่ครั้งหนึ่งฟางลั่วซีตื่นขึ้นมาทำธุระกลางดึก นางเดินเสียงดังจนทำให้คุณชายอี้ตื่น ด้วยท่าทีสะลึมสะลือของเขาผนวกกับใบหน้าที่ดำคล้ำและย้อนแสงจันทราของนาง ทำให้คุณชายอี้ถึงกับตกใจร้องตะโกนออกมาว่า ‘ผี!’ โชคดีที่นางรีบเอามือปิดปากเขาไว้ได้ทัน หลังจากนั้นฟางลั่วซีก็อธิบายว่า ‘มันคือยาวิเศษที่ข้าเอาไว้พอกหน้า บำรุงผิวพรรณ’ ได้ฟังแล้วเขาก็ไม่สงสัยอะไรอีก

หลังจากคืนนั้น นางก็ระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิม

โคลนยาตัวนี้ ถึงแม้ในตอนกลางคืนจะดูคล้ายพอกหนา แต่พอใกล้รุ่ง ตัวยาจะค่อยๆ ระเหยบางลงมากจนง่ายต่อการหลุดลอก

ในความเป็นจริง ฟางลั่วซีเองก็เป็นคนรักสวยรักงามเหมือนเด็กสาววัยเยาว์ทั่วไป หากมิใช่เพราะท่านพ่อบังคับให้นางแต่งงานกับจอมมารหมื่นพิษอย่างถังเยี่ยผู้นั้น นางคงไม่หนีออกจากบ้านด้วยหัวใจร้าวรานเช่นนี้

คิดไปคิดมาเด็กสาวก็รู้สึกตื่นเต้น ไม่รู้ว่าการท่องยุทธภพของตนจะสามารถทำให้ยุทธภพสั่นสะเทือนเหมือนดั่งที่พี่สาวนางเคยทำหรือไม่? พี่สาวของนางทั้งงดงามและเก่งกาจ ได้รับสมญานามจากชาวยุทธ์ว่าเป็น ‘เทพธิดากระดิ่งเงิน’ เชียวนะ

ทุกครั้งที่พี่สาวนางออกท่องยุทธภพ พี่ใหญ่จะเอากระดิ่งเงินห้อยไว้ที่เอวด้วย เวลาเดินทางไป ณ จุดใด หรือแม้กระทั่งในยามต่อสู้ เสียงกระดิ่งเงินจะดังกรุ๊งกริ๊งขึ้นเสมอ ดังนั้นผู้คนในยุทธภพจึงมอบสมญานามนี้ให้กับพี่ใหญ่ นางเป็นผู้นำในเรื่องนี้กระทั่งมีจอมยุทธ์หญิงอีกจำนวนไม่น้อยดำเนินรอยตาม พยายามเอากระดิ่งเงินมาห้อยไว้ที่เอวเหมือนพี่สาวนางเช่นกัน แต่น่าเสียดายที่ไม่อาจเลียนแบบท่าทางสง่างามของพี่ใหญ่ได้

ฟางลั่วซีรู้ดี... ความหวังสูงสุดของพี่ใหญ่คือการได้รับสมญานามว่าเป็น ‘หญิงงามที่สุดแห่งใต้หล้า’ ผู้คนล้วนยกย่องพี่ใหญ่ แต่กลับไม่มอบตำแหน่งนี้ให้นางเสียที กระทั่งวันหนึ่งนางแอบได้ยินพี่สาวเอ่ยปากกับบิดาด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจว่า ‘ข้าคงต้องรอให้น้องเล็กออกเรือนไปก่อนเสียกระมัง จึงจะได้ครองใจผู้คน’ และบิดาก็ตอบว่า…‘อืม’

ฟางลั่วซีไม่เข้าใจเลยว่าทำไมชื่อเสียงเรื่องความงามของพี่ใหญ่ถึงเกี่ยวข้องกับตนด้วย

แต่ที่เข้าใจแจ่มแจ้งก็คือ นางต้องรีบออกเรือนไปเสีย

ฟางลั่วซีนอนไม่หลับ พลิกกายกระสับกระส่ายไปมา นึกนั่นนี่โน่นได้ก็นำมาเรียบเรียงเป็นเรื่องราวในสมอง... นางนึกถึงคราที่ท่านพี่ออกท่องยุทธภพ พี่ใหญ่ก่อเรื่องวุ่นวายไว้ไม่ใช่น้อย ถึงขนาดไปมีเรื่องกับ ‘อู๋อิน’ คนในกลุ่มนักฆ่า ท่านพ่อรู้เรื่องเข้าจึงยื่นคำขาดให้ท่านพี่กลับบ้าน แต่กลุ่มนักฆ่าได้ล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของพี่สาวนาง พวกมันจึงตามมาราวีจนเกือบจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้น

มานั่งคิดถึงเหตุการณ์ในครานั้น พี่สาวนางช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!

ดูนางตอนนี้สิ... อ๋าย... ต้องมาเป็นองครักษ์ให้กับคนลามกนี่! มันช่างน่าคับแค้นใจเหลือเกิน นางจะไม่ยอมให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าตนคือใครเป็นอันขาด มิฉะนั้นคงขายขี้หน้าเป็นแน่

 

คราที่ท่านพี่ออกท่องยุทธภพ มีคุณชายที่มีชื่อเสียงมากมายเดินตามหลัง แต่นางนั้นกลับกัน นางต้องมาเดินตามหลังคุณชายผู้หนึ่งแทน

เฮ้อ…

ฟางลั่วซีคิดจินตนาการไปเรื่อย ไม่นานก็เผลอหลับไป

บทที่ 4 ศิษย์เอก (1)

วันรุ่งขึ้น  ทุกอย่างยังคงดำเนินไปเหมือนทุกวัน

            ช่วงเช้าวิชาแรกที่ทุกคนต้องร่ำเรียนคือการดีดพิณ ผู้ที่สอนวิชานี้คืออาจารย์สวี

            อาจารย์สวีผู้นี้มีลักษณะเหมือนเทพเซียนในตำนาน ผมของท่านขาวโพลนยาวจรดหลังทว่าใบหน้ามิได้ชราภาพดังเส้นผม ซ้ำยังองอาจผึ่งผายฉายแววสูงส่งอยู่ในที ลูกศิษย์หลายคนต่างพากันคาดเดาถึงภูมิหลังอันลึกลับของอาจารย์ผู้นี้ จากกิริยาท่าทางและความสามารถแล้ว ท่านอาจเป็นราชนิกุลปลายแถวที่ชื่นชอบชีวิตเรียบง่ายก็เป็นได้

            อาจารย์สวีชอบให้บรรดาศิษย์นั่งเล่าเรียนบริเวณหน้าผาสูง ส่วนตัวท่านเองจะนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินที่ยื่นออกไปนอกผา อารมณ์ที่แสดงออกมาบนใบหน้าเสมือนกำลังล่องลอยไปกับสายลมก็ไม่ปาน ชายเสื้อสีขาวของอาจารย์โบกพลิ้วไปตามกระแสลม บรรดาศิษย์เมื่อรวมตัวกันได้ก็จ้องมองอาจารย์ที่กำลังหลับตาทั้งคู่ลง มองนิ้วมือที่เริ่มพร่างพรมบรรเลงบทเพลงที่ท่านได้แต่งขึ้นใหม่ด้วยท่าทีเปี่ยมสุข

            หนังสือบทเพลงนั้นอยู่ในมือของทุกคนแล้ว ฟางลั่วซีปรายตามองคุณชายอี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นแววตาเขาเลื่อนลอยเคลิบเคลิ้มประหนึ่งซึมซาบทุกท่วงทำนองเพลงอย่างลึกซึ้ง นางปรายตามองคุณชายฉีบ้าง เห็นเขากำลังให้ความสนใจกับเนื้อหาในหนังสือพลางไล้ปลายนิ้วมือไปกับสายพิณเบาๆ ทุกคนรอบกายดูมีอารมณ์ร่วมอย่างลึกซึ้ง แต่นางสิ...หลังจากที่ได้ฟังกลับต้องถอนหายใจออกมา รู้สึกบีบคั้นอึดอัดในหัวใจจนน้ำตาแทบร่วง ฟางลั่วซีทนไม่ไหวในที่สุดก็ยกมือขึ้น เอ่ยขัดออกมาเสียงดัง “ท่านอาจารย์ ขออภัยด้วย ข้าไม่อาจฟังต่อได้อีก”

            ตอนนั้นเอง ดวงตาของอาจารย์สวีก็เปิดขึ้น ตาคู่นั้นงดงามลึกซึ้ง คมกริบราวกับศรธนู เขามองมายังนางพลางยิ้ม “ฮวาอู๋ตัว เหตุใดเจ้าจึงฟังต่อมิได้?”

            ฟางลั่วซีรู้สึกละอายใจนัก การพูดทะลุกลางปล้องของนางเรียกความขุ่นเคืองใจในหมู่ลูกศิษย์จำนวนไม่น้อย หลายคนกำลังเคลิบเคลิ้ม รอยยิ้มบนใบหน้าบางคนถึงกับเลือนหาย นางสูดลมหายใจเข้าลึกพลางลุกขึ้นยืนโค้งศีรษะขอขมา ตอบเสียงดังด้วยความเคารพว่า “เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์ได้ฟังบทเพลงที่บรรเลงแล้ว บังเกิดความรู้สึกบีบคั้น เศร้าลึกโดยไม่รู้ตัว”

            “อะไรนะ?” อาจารย์สวีเลิกคิ้วในทันใด

            ฟางลั่วซีรู้สึกลำบากใจ นางจะกล้าเอ่ยปากออกมารึว่านางไม่ชอบบทเพลงของท่าน

            “ข…ข้า”

            “เอ่ยมาตามตรง?” อาจารย์สวีถามด้วยความสนใจและอยากรู้เป็นอย่างมาก

            “ท่านอาจารย์ จะให้ข้าพูดออกไปจริงๆ หรือ?”

            “พูดเถิด”

            ฟางลั่วซีสูดลมหายใจเข้าลึก จำต้องพูดออกมาด้วยเสียงที่เบาราวกระซิบ “ข้า…ข้าฟังบทเพลงที่ท่านอาจารย์บรรเลงแล้ว รู้สึก...รู้สึก...อยากกระโดดลงหน้าผา”

            ศิษย์คนอื่นที่ได้ฟังพากันหัวเราะเสียงดังลั่น โดยเฉพาะคุณชายอี้ที่หัวเราะเกินหน้าเกินตาชาวบ้าน เขาหัวเราะจนตัวบิดตัวงอ 

            อาจารย์สวีเมื่อได้ยินคำตอบแล้วใบหน้าถึงกับเปลี่ยนสี ท่านยืนขึ้นด้วยท่าทีร้อนรนเป็นอย่างมาก สองเท้าของท่านอยู่ใกล้ริมผาเหลือเกิน หากถอยหลังเพียงสักนิดก็อาจตกลงไปได้

            ฟางลั่วซีมองปลายเท้าอาจารย์ด้วยความเป็นห่วงยิ่งนัก ในใจคิดแต่ว่านางทำให้ท่านอับอายผู้คน กำลังตั้งท่าจะตะโกนออกไปว่า ‘ท่านอาจารย์ ศิษย์ผิดไปแล้ว’ พลันได้ยินอาจารย์สวีตอบกลับด้วยท่าทีที่ตื่นเต้นว่า “ยอดเยี่ยมนัก ช่างยอดเยี่ยม... อู๋ตัว เจ้าจะยอมมาเป็นศิษย์เอกของข้าหรือไม่?”

            อะไรนะ?!!!

            ตอนนั้นเหมือนฟางลั่วซีจะยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ศิษย์คนอื่นที่ได้ยินก็งุนงงเช่นกัน จากนั้นก็ฮือฮาด้วยความคับข้องใจ ทุกสายตาจ้องมองอาจารย์สวีที่กำลังเอามือลูบเครายาวสลวย พูดอย่างยิ้มแย้ม “เพลงบทนี้มีชื่อว่า--เศร้าสลด ณ ริมผา”

            ศิษย์คนอื่นได้ฟังก็ฮือขึ้นมาอีก ต่างรู้สึกอิจฉาและเลื่อมใสในตัวฮวาอู๋ตัว

            ฟางลั่วซีออกอาการเก้ๆ กังๆ นางไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี จึงตอบเพียงว่า “ท่านอาจารย์ ความจริงแล้วข้าไม่รับรู้ถึงสัมผัสของบทกลอนเลยด้วยซ้ำ”

            นั่นยิ่งประหลาดใหญ่ อาจารย์สวีก้าวตรงมาหาพลางจับไหล่ทั้งสองของนางไว้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นมากกว่าเดิม “เจ้าไม่เคยเรียนสัมผัสบทกลอนมาก่อน ท่วงทำนองเพลงก็ไม่เข้าใจ แต่ถึงขั้นฟังความหมายของเนื้อร้องข้าออกได้... ช่างเป็นพรสวรรค์โดยแท้!”

            อ๋า?!

            ฟางลั่วซีก้มหัวอย่างจนใจแล้วเหลือบตามองคุณชายอี้ที่กำลังหัวเราะจนหลังหักหลังงอ ในที่สุดนางก็จำต้องตอบรับ “ในเมื่อท่านอาจารย์เอ็นดูข้าเช่นนี้ ศิษย์ก็ขอน้อมรับ”

            อาจารย์สวีหัวเราะเสียงดังอย่างชอบอกชอบใจ “ดี! นับจากวันนี้ไป เจ้าคือศิษย์เอกเพียงหนึ่งเดียวของสวีหยินเทียน ฮ่าๆๆ!”

            อาจารย์สวีหัวเราะเสียงดังลั่น ใบหน้าเเหงนขึ้นฟ้า แต่นางกลับอยากร้องไห้ออกมาเป็นเพลง ถึงขั้นเป็นศิษย์เอกเพียงหนึ่งเดียว...ท่านอาจารย์ทำไมถึงได้จบชีวิตการทำงานของตนเองเช่นนี้! นี่ข้าไม่เท่ากับทำร้ายอาจารย์ทางอ้อมหรอกหรือ?!

            ข่าวที่สวีหยินเทียนผู้หยิ่งทะนงและไม่เคยเอ่ยปากชื่นชมผู้ใดออกปากรับ ‘ฮวาอู๋ตัว’ ศิษย์ใหม่ให้เป็นศิษย์เอกของตนได้กระจายไปทั่วสำนักหนานซูอย่างรวดเร็ว ทุกคนคิดว่าฮวาอู๋ตัวเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์จริงๆ ต่างพากันมาแสดงความยินดี

            งานเลี้ยงฉลองที่สวีหยินเทียนรับฮวาอู๋ตัวเป็นศิษย์เอกถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ในคืนนั้นฟางลั่วซีได้ทำพิธียกน้ำชา คำนับสวีหยินเทียนเป็นอาจารย์ ต่อหน้าอาจารย์และลูกศิษย์จำนวนมากที่มาเป็นสักขีพยาน สวีหยินเทียนดื่มชาจนหมดแล้วส่งมอบพิณตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘พิณจิ่นฉิน’ ให้กับนาง 

            นับจากนี้ไป นางก็คือศิษย์อันดับหนึ่งของกวีเอกสวีหยินเทียนแล้ว ทว่าหญิงสาวกลับตั้งตารอวันที่อาจารย์สิ้นหวังในตัวนาง แล้วขับไล่นางออกจากตำแหน่งเสียมากกว่า

            ชีวิตดำเนินไปเหมือนทุกวัน

            ห้องที่เรียนศาสตร์บุ๋น สิบวันจะได้เรียนวิชาต่อสู้เสียหนึ่งวัน

            นี่คือวันแรกที่ศิษย์ศาสตร์บุ๋นจะได้รับการสอนเกี่ยวกับวิชาต่อสู้

            อาจารย์อู่เป็นผู้รับหน้าที่สอนวิชานี้ ก่อนเริ่มการเรียนอาจารย์อู่ให้ศิษย์ทุกคนลองแสดงฝีมือให้ท่านประจักษ์ก่อน เพราะคุณชายเหล่านี้ส่วนใหญ่จะร่ำเรียนวิทยายุทธกันมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นอาจารย์อู่จำเป็นต้องคัดแยกกลุ่มผู้เรียนตามระดับความสามารถของแต่ละคน

            เนื่องด้วยคุณชายอี้ถูกพิษจึงไม่สามารถใช้กำลังภายในได้ เขาจำเป็นต้องโกหกว่าตนนั้นไม่เคยร่ำเรียนวิทยายุทธมาก่อน อาจารย์อู่เลยให้เขาทำท่า ‘หม่าปู้’ หรือท่านั่งม้าเพื่อฝึกกำลังขาแทน

            คุณชายยวี่ตบถ้วยชาใบหนึ่งจมลงไปในโต๊ะหินทว่าแตกละเอียด ตรงกันข้ามกับฟางลั่วซี นางตบถ้วยชาจนปลิวออกจากโต๊ะหินได้โดยไม่แตก อาจารย์อู่เห็นดังนั้นจึงเรียกนางมาคุยเป็นการส่วนตัว “ดูจากรูปร่างเจ้าแล้วเหมาะที่จะเรียนการต่อสู้ ถ้าไม่ฝึกการต่อสู้นับว่าน่าเสียดายยิ่ง เจ้าเปลี่ยนมาเรียนศาสตร์บู๊เถอะเชื่ออาจารย์ หากเจ้ามาเรียนข้าจะถ่ายทอดวิทยายุทธที่ข้ามีทั้งหมดให้แก่เจ้า”

            ฟางลั่วซีหันไปมองคุณชายอี้ที่ยืนทำท่านั่งม้าท่ามกลางแดดจ้า แล้วเอ่ยปากปฏิเสธออกไป “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชื่นชม อู๋ตัวชื่นชอบในศาสตร์บุ๋นมากกว่า”

            อาจารย์อู่ถอนหายใจด้วยความเสียดายยิ่ง “ข้าจะรอเจ้าเปลี่ยนใจ”

            ฟางลั่วซีทำได้เพียงยิ้มตอบ

            วันต่อมา หลังจากทุกคนทานข้าวเที่ยงเรียบร้อย ฟางลั่วซีและคุณชายอี้กำลังจะปีนขึ้นเตียงเพื่อนอนพักกลางวันพลันมีบุรุษผู้หนึ่งถีบประตูเข้ามา

            ฟางลั่วซีเตรียมพร้อมที่จะรับมือ กลับพบว่าผู้บุกรุกคือคุณชายซิวผู้สง่างามนั่นเอง 

            หลิวซิวในยามนี้แผ่นหลังเต็มไปด้วยลูกธนูขนดำขาว เขายืนหันหลังให้กับแสงแดดอยู่หน้าประตู ตะโกนขอท้าประลองกับนางด้วยใบหน้าที่เย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งราตรี ท่าทียโสโอหังของหลิวซิวบ่งบอกชัดเจนถึงการราวีไม่เลิกรา ฉะนั้นนางห้ามปฏิเสธ

            ฟางลั่วซีมองคุณชายซิวที่ยืนอยู่หน้าประตู ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางกลอกตาคิด นางไม่ต้องการสร้างศัตรูระหว่างท่องยุทธภพ อีกไม่นานนางก็คงจากไปแล้วด้วย จึงเลือกที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงว่า “ซิว วันนี้ข้าไม่สบาย ถ้าสู้กับเจ้าย่อมแน่นอนว่าต้องพ่ายแพ้... เจ้าได้รับชัยชนะเพราะเหตุนี้จะภูมิใจหรือ เอาไว้วันหลังค่อยมาประลองกัน ดีหรือไม่?... นะ”

            ฟางลั่วซีไม่รู้ตัวว่าน้ำเสียงของตนมิได้ฟังดู ‘อ่อนแรง’ อย่างที่คิด แต่กลับฟังดูออดอ้อนอ่อนหวานเสียมากกว่า คุณชายซิวได้ฟังถึงกับตื่นตะลึงใบหน้าเปลี่ยนสี แต่ยังคงความเย็นยะเยือกไว้ เขาแปลกใจว่าทำไมตนถึงได้ใจอ่อนยวบกับคำขอเล็กๆ น้อยๆ ของคู่ต่อสู้เช่นนี้ ชายหนุ่มพยายามตอบกลับเสียงแข็ง “ในเมื่อวันนี้สุขภาพเจ้าไม่เอื้อ ข้าชนะไปก็ถือว่าไม่ยุติธรรมแก่เจ้า เอาไว้วันหลังย่อมได้ แต่ขอบอกไว้อย่างหนึ่ง ศิษย์เอกอาจารย์อู่ฝ่ายบุ๋นต้องเป็นข้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น ใครหมายจะแย่งตำแหน่งนี้ต้องข้ามข้าไปให้ได้เสียก่อน”

            หลิวซิวเอ่ยปากเช่นนี้ออกมานั่นหมายความว่าอาจารย์อู่คงนำเรื่องนางไปคุยโวเสียมากมายแล้ว

            ฟางลั่วซีลำบากใจยิ่งนัก ครั้งที่กลายเป็นศิษย์เอกอาจารย์สวีนางก็สร้างศัตรูไว้มาก ศิษย์หลายคนมีทั้งชอบและไม่ชอบหน้านาง คราวนี้มาถึงท่านอาจารย์อู่อีก... สาวน้อยลอบถอนหายใจ มองตามแผ่นหลังองอาจของคุณชายซิวที่กำลังสาวเท้าจากไป

            ตอนนั้นเอง คุณชายอี้ก็หัวเราะขึ้นมา “ฝีมือยั่วโมโหคนของเจ้านับว่าไม่เลวทีเดียว”

            ฟางลั่วซีตกใจ “ยั่วโมโหอะไรกัน? หมู่นี้ข้าโชคร้ายต่างหาก ถูกผู้คนเพ่งเล็งไม่ขาดสาย”

            อู๋อี้อมยิ้ม “ข้าจะบอกความลับเจ้าอย่างหนึ่ง”

            “อะไรนะ? เจ้าก็มีความลับกับเขาด้วยเหมือนกันรึ?”

            คุณชายอี้กลอกตาอย่างไม่พอใจ “พูดเช่นนี้หมายความว่าข้ามีความลับกับเจ้าไม่ได้เลยใช่ไหม... เอาเถอะ... นี่ไม่ใช่ความลับของข้า แต่เป็นของฉีต่างหาก”

            “เอ๋ คุณชายฉี ทำไมรึ?”

            “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเหตุใดฉีจึงเลือกเรียนบุ๋น?”

            “ไม่ใช่เพราะความชอบรึไง?”

            “ไม่ใช่ เขาเลือกเรียนบุ๋นเพราะชื่นชมฝีมือด้านโคลงกลอนของท่านอาจารย์สวีมานานแล้ว ฉีอยากเป็นศิษย์เอกของอาจารย์ผู้นี้นัก”

            “จริงรึ”

            “ใช่…คาดไม่ถึง กลับถูกคนที่ตีผิดต่อยถูกอย่างเจ้าชิงตัดหน้าไป อ๋าย...ศัตรูของเจ้านี่ตัวเป้งๆ ทั้งนั้นเลยนะเสี่ยวฮวา”

            ฟางลั่วซีตกใจ ผ่านไปครู่ใหญ่นางถึงรู้ว่าอีกฝ่ายเจตนากดดันกลั่นแกล้งตน เมื่อคิดได้จึงย้อนถามพลางพลิกร่างที่นอนอยู่มาจ้องตาเขา “นายน้อย...ตอนที่เจ้าทำท่านั่งม้า ดูเหมือนกับอะไรเจ้ารู้หรือไม่”

            คุณชายอี้ไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ นางก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่รู้สึกได้ว่าต้องมีคำพูดที่ไม่ดีตามมาแน่นอน ไม่ทันได้ตอบนางก็แทรกขึ้นอย่างสาแก่ใจ “เหมือนคางคกพองตัว รอดื่มน้ำหวานน่ะสิ”

            เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด

            อู๋อี้ระเบิดหัวเราะเสียงทุ้ม รู้สึกเบิกบานใจจนลืมเรื่องงีบกลางวันไปเสียสิ้น เขาเผลอยื่นมือออกไปไล้ปอยผมสีอ่อนของนางทัดเข้ากับใบหูนิ่ม “เช่นนั้นหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนเด็ก คางคกตัวนี้ร่ำเรียนวิชาใดมา?” ฟางลั่วซีมองคุณชายอี้อย่างสงสัย เห็นดวงตาวาววับของเขาเพียงครู่เดียวจากนั้นร่างใหญ่โตก็เคลื่อนเข้ามาบดบังนางเสียสิ้น “วิธีดื่มน้ำหวานจากกลีบดอกไม้ด้วยปลายลิ้น”

            นางตาโตด้วยความตกใจ จู่ๆ ก็ได้รับสัมผัสผ่าวร้อนที่ริมฝีปาก นายน้อยเคลื่อนร่างข้ามมายังเตียงของนาง เคล้าคลึงริมฝีปากนางด้วยสัมผัสร้อนรุมแสนประหลาด จวบจนหลายปีต่อจากนี้นางถึงเข้าใจความนัยที่ซ่อนอยู่ แต่ ณ เวลานี้ฟางลั่วซีได้แต่ตะลึงงัน นอนนิ่งตาโต ปล่อยให้นายน้อยของตนเคลื่อนไหวปลายลิ้นรุกล้ำเข้ามาอย่างอุกอาจ

            เป็นครั้งแรกที่มีบุรุษคนหนึ่งกระทำเช่นนี้กับนาง...

            ฟางลั่วซีรับรู้ถึงร่างกายหนักแสนหนักของอู๋อี้ รับรู้ถึงอาการสั่นสะท้านจากเรือนร่างงดงามของชายหนุ่ม เขาผละจากนางเพียงครู่ ทั้งสองจ้องมองตากัน จากนั้นเขาก็ปฏิบัติการต่อ ฟางลั่วซีไม่รู้ว่าตนมีความรู้สึกอย่างไรเมื่อนายน้อยเคลื่อนไหวเช่นนี้ รู้สึกเจ็บหัวใจ ใบหน้าร้อนผ่าว เหนือสิ่งอื่นใด...

            รู้สึกเหมือนว่าตนกำลังจะโดนกลืน!

            คิดได้ดังนั้น ฟางลั่วซีจึงผลักเขาออกสุดแรง อู๋อี้ชะงักกายเล็กน้อย จ้องกลับมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคลื่นหมอกจนยากจะเดาอารมณ์ เขาหอบหายใจสะท้านจนแผงอกสะเทือน ท่ามกลางความเงียบมีเพียงเสียงลมหายใจของทั้งคู่ที่ตีรวนแข่งกันจนสนั่นไปทั่วห้อง ในที่สุดนายน้อยของนางก็ยอมผละจาก อู๋อี้ทิ้งกายนอนหงายลงบนเตียงเคียงข้างฟางลั่วซี เอ่ยหยอกเย้าตามประสาคนขี้เล่นว่า “เป็นอย่างไรเล่าเสี่ยวฮวา วิชาลิ้นคางคกของข้า”

            ฟางลั่วซีได้ยินเช่นนั้นถึงกับมึน นางผละออกห่างจากเขา ไม่รู้สึกขบขันตาม

            เมื่อลุกขึ้นได้ ก็วิ่งออกจากห้องพักทันที

 

            ยามบ่าย 

            ถึงเวลาเรียนวิชาปรุงยาของอาจารย์หยางบ้าง

            อาจารย์หยางเป็นคนที่เข้ากับลูกศิษย์ง่าย สอนวิชานี้เพียงสองครั้งก็สนิทกับศิษย์ทุกคนแล้ว วันนี้อาจารย์หยางเอ่ยปากถามความคิดเห็นของบรรดาศิษย์ใหม่ว่า “คุณชายทั้งหลาย ทุกท่านสนใจศาสตร์ปรุงยาขนานใดเป็นพิเศษหรือไม่?”

            อู๋อี้จอมเจ้าเล่ห์ไม่รู้นึกอย่างไร จู่ๆ ก็จ้องมองมาทางนาง... ฟางลั่วซีขมวดคิ้ว นางไม่ได้พูดคุยกับเขาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ตอนพักเที่ยงแล้ว จึงไม่ทราบถึงความนัยใดๆ ได้ยินเขาเอ่ยถามอาจารย์ด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าอ่อนหวาน “เรียนอาจารย์ ศิษย์ผู้นี้ไม่รู้วิธีกล่อมสตรีให้เห็นใจ ถ้าได้เรียนวิชาปรุงยาปลุกสวาทก็คงดีมิใช่น้อย”

            ฮา——

บทที่ 4 ศิษย์เอก (2 จบบท)

บรรดาเพื่อนฝูงผู้มิรู้ความนัยในคำพูดของคุณชายอี้พากันหัวเราะเฮฮาเสียงดังลั่น บ้างก็เอื้อมมือมาตบบ่าเขาเป็นเชิงล้อเลียน เพื่อนเก่าต่างรู้ดีว่าอู๋อี้เป็นคุณชายเจ้าสำราญจากตระกูลใหญ่ที่มีชื่อก้องฟ้า ทั้งหน้าตาและฐานันดรของชายหนุ่มสูงส่งยิ่งกว่าราชนิกุลบางคนเสียอีก มิจำเป็นต้องพึ่งการปรุงยาเช่นนี้เลยด้วยซ้ำ ทุกคนลงความเห็นว่าเขาเพียงหยอกล้อเพื่อความสนุก

            แต่ฟางลั่วซีไม่คิดดังนั้น นางเม้มปากแน่น ใบหน้าร้อนผ่าวจรดใบหู

            ข้างฝ่ายอาจารย์หยางได้ยินก็อมยิ้ม ไม่แปลกใจกับคำถามเลยสักนิด ที่นี่มีแต่บุรุษเพศ การพูดคุยสัพยอกอย่างเปิดเผยในประเด็นนี้ล้วนมีอยู่คู่กับศิษย์ทุกรุ่นของท่าน อาจารย์หยางตอบว่า “ยาปลุกสวาทใช่ว่าจะไม่มีวิธีปรุง... คุณชายทั้งหลาย ข้านั้นสอนพวกท่านได้ แต่สายสวาทที่ได้มาจากการใช้ยาบีบบังคับจะนับว่าดีหรือ... พวกท่านพอใจไมตรีเช่นนี้จากสตรีที่ใฝ่รักจริงๆ หรือ?”           

            ทุกคนได้ยินต่างสบตากัน หยุดการสัพยอกหยอกล้อโดยพลัน

            ความเงียบสงบเข้ามาแทนที่อีกครั้ง...

            ฟางลั่วซีหยุดอาการกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว นางค่อยนั่งยืดหลังตัวตรงได้หน่อย ไม่มีใครกล้าพูดจาหยอกล้อในช่วงเวลาสอนของอาจารย์หยางอีก เมื่อความเงียบเข้าครอบงำ ฟางลั่วซีจึงถือโอกาสถามในสิ่งที่ตนสงสัยตั้งแต่แรก นางเริ่มการสนทนาหัวข้ออื่นขึ้นมาทันที “ท่านอาจารย์ เช่นนั้นพวกเรามาเรียนการปรุงยาชนิดอื่นกันเถิด ข้าขอถามท่านว่าพิษที่ชื่อพิษอ่อนระทวยนั้น ท่านอาจารย์สามารถปรุงยาถอนพิษได้หรือไม่?”

            อาจารย์หยางได้ยินถึงกับผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจ “ข้าไม่สามารถปรุงยาแก้พิษอ่อนระทวยได้... พิษอ่อนระทวยเป็นพิษที่ไร้รสไร้กลิ่น มีราคาแพงและหาได้ยากยิ่ง... ผู้ที่ถูกพิษนี้ แม้ตนเองยังยากที่จะรู้ตัว มีเพียงข้อสังเกตเล็กๆ บางจุด เช่น มักมีเส้นสีเหลืองบางๆ ที่ขอบตาในของผู้โดนพิษ แต่นั่นก็หาใช่สังเกตได้ง่าย... พิษอ่อนระทวยมักถูกเลือกใช้กับเหยื่อเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นวรยุทธเท่านั้น หากผู้เป็นวรยุทธได้รับพิษนี้ เพียงแค่ใช้กำลังภายในหรือถูกผู้อื่นซัดกำลังภายในใส่ ลมปราณจะแตกซ่าน ถึงตายได้ในทันที ในตอนนี้ยังไม่มียาใดถอนพิษ

นี้ได้”

            ศิษย์ผู้หนึ่งถามขึ้นว่า “ผู้ที่ถูกพิษนี้เข้าไป มิเท่ากับเป็นผู้ที่สูญเสียวรยุทธหรือขอรับ?”

            อาจารย์หยางส่ายหน้า “พิษตัวนี้ไม่น่ากลัวขนาดนั้น หากผู้ที่ถูกพิษไม่ใช้วรยุทธภายในสองเดือน พิษก็จะสลายไปเอง”

            ฟางลั่วซีเข้าใจทันทีว่าเหตุใดกลุ่มผู้ลอบจู่โจมจึงพยายามสังหารอู๋อี้ในตอนนี้

            ช่วงนี้คือเวลาตำลึงทอง!

            อู๋อี้เองก็เหมือนจะรู้ตัว เขารีบหาองครักษ์พิทักษ์ตน ให้อยู่ข้างกายตลอดในช่วงสองเดือนที่ว่า

            คุณชายฉีรีบถามขึ้น “การที่จะรู้ว่าตนได้รับพิษนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายใช่หรือไม่ขอรับ?”

            อาจารย์หยางพยักหน้า “ใช่ ถึงตอนนี้มีคนในยุทธภพตายไปเพราะไม่รู้ก็มาก”

            ฟางลั่วซีติดใจเรื่องระยะเวลานัก สองเดือน...นางต้องอยู่ข้างกายนายน้อยตั้งสองเดือนดูจากเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันแล้ว นางไม่รู้จะเข้าหน้าเขาอย่างไรอีก “ท่านอาจารย์ ยาตัวนี้ต้องรอถึงสองเดือนเลยหรือ? ไม่มีวิธีอื่นที่จะถอนพิษนี้ได้แล้วหรือ?”

            อาจารย์หยางยิ้ม “มี ในใต้หล้ามีเพียงคนเดียวที่จะถอนพิษนี้ได้”

            “ใคร?” บรรดาศิษย์ฮือฮาถามขึ้นมาพร้อมกัน

            อาจารย์หยางลูบเคราสีขาวโพลน “คุณชายสี่แห่งตระกูลถัง จอมมารหมื่นพิษ--ถังเยี่ย”

            “ถังเยี่ย? ราชาสารพัดพิษถังเยี่ย?” เหล่าคุณชายพึมพำขึ้นมา ไม่มีใครไม่รู้กิตติศัพท์ของเขา

            อาจารย์หยางพยักหน้า

            อู๋อี้ได้ยินเช่นนั้นถึงกับถอนหายใจ ถ้าให้ถังเยี่ยมาช่วย เขายอมทนรอไปอีกเดือนครึ่งจะดีกว่า

            ส่วนฟางลั่วซี เมื่อได้ยินชื่อถังเยี่ยถึงกับเหม่อไปชั่วขณะ

            ถังเยี่ย--จอมมารหมื่นพิษคู่หมั้นของนางที่ได้หมั้นหมายกันตั้งแต่อยู่ในครรภ์ผู้นั้นน่ะหรือ...

            ตอนนางยังเยาว์ได้ฟังท่านพ่อเล่าถึงเขาอยู่บ่อยๆ ถังเยี่ยเป็นผู้สืบทอดวิทยายุทธนับร้อยปีของตระกูลถัง คนในตระกูลฝากความหวังไว้กับคุณชายสี่ผู้นี้มาก ได้ยินว่าตำแหน่งประมุขคนต่อไปของหุบเขามรณะก็จะเป็นของถังเยี่ยด้วยเช่นกัน

            หลังจากได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ นางเคยอยากจะรีบโตไวๆ เพื่อจะได้แต่งงานกับถังเยี่ย แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ เมื่อคราที่พี่สาวนางไปท่องยุทธภพกลับมา พี่ใหญ่แอบกระซิบกับนางว่า คู่หมั้นที่ไม่เคยพบหน้าผู้นี้มีนิสัยแปลกประหลาด เขาได้รับสมญานามว่า ‘จอมมารหมื่นพิษ’ เพราะชื่นชอบการใช้พิษทำร้ายผู้อื่น

            พี่ใหญ่บอกว่าถังเยี่ยมีนิสัยเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย รอบกายเต็มไปด้วยอสรพิษเลื้อยพันไปมา เขาเชี่ยวชาญทั้งการวางยาและการถอนพิษรวมไปถึงเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรค แต่เขาไม่ใช่คนดีเท่าใดนัก หากมีผู้มาขอให้เขาถอนพิษหรือรักษาโรคให้ เขาจะเมินเฉย รอจนผู้ถูกพิษยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจมาเสียก่อน เขาถึงจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

            หลังจากที่ได้ฟังเรื่องนี้ ดรุณีน้อยวัยสิบสองปีรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ภายหลังนางได้สอบถามจากคนอื่นถึงรู้ว่าเป็นจริงตามคำพูดของพี่สาวทุกประการ คำที่ท่านพ่อบอกนางมีแต่เพียงด้านดีของถังเยี่ยเท่านั้น ไม่ได้บอกถึงตัวตนที่ร้ายกาจของเขา ซ้ำท่านพ่อยังให้ทุกคนในบ้านปิดบังนางเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกด้วย

            หลังจากนั้นเป็นต้นมา เมื่อนางคิดถึงถังเยี่ยเมื่อใด นางก็จะรู้สึกเหมือนเห็นภูตผีที่ดุร้ายเมื่อนั้น คนที่โหดเหี้ยมเช่นนี้ นางไม่เข้าใจเลยว่าทำไมท่านพ่อจึงอยากให้นางแต่งให้กับเขา ท่านพ่อไม่คิดกลัวแทนนางเลยหรือ? หากวันใดนางทำตัวไม่ถูกใจอาจจะถูกเขาวางยาก็เป็นได้

            ดังนั้นเมื่อตระกูลถังส่งคนนำสินสอดมาให้เพื่อกำหนดฤกษ์งานแต่ง นางจึงรีบหนีออกมาเสียก่อน

            ในวิชานี้ทุกคนต่างพากันถามอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องพิษต่างๆ จนสุดท้ายแล้วเหมือนวันนี้ทุกคนจะให้ความสนใจกับเรื่องการเรียงลำดับพิษที่ร้ายแรงในยุทธภพ

            อาจารย์หยางพูดถึงรายละเอียดของพิษชนิดต่างๆ ตั้งแต่พิษที่เกิดจากสัตว์ พิษที่เกิดจากการปรุงขึ้นของสำนักมารในยุทธภพ พิษที่เกิดจากทั้งสัตว์ผสานกับฝีมือการปรุง และพิษที่เกิดจากพืช เป็นต้น อาการของผู้ที่โดนวางยาจะร้ายแรงเพียงใดขึ้นอยู่กับชนิดของพิษและฝีมือผู้ปรุงเป็นหลัก ยาพิษร้ายแรงสิบอันดับแรกซึ่งไม่มียาถอนพิษล้วนแต่เป็นรายชื่อที่ฟางลั่วซีไม่รู้จักทั้งสิ้น 

            สำหรับพิษอ่อนระทวย ถึงแม้จะตรวจพบได้ยากและคนที่ได้รับพิษนี้จะตายเป็นส่วนมาก แต่มันเป็นพิษที่มีการใช้ไม่แพร่หลาย ใช้ได้กับผู้ที่มีวรยุทธสูงส่งเท่านั้น และถ้าตรวจพบแล้วภายในสองเดือนไม่ใช้วิทยายุทธ พิษก็จะสลายไปเอง ฉะนั้นจึงไม่จัดอยู่ในจำพวกพิษที่ร้ายแรง

            ทุกคนสนุกกับการเรียนวิชาปรุงยาในวันนี้เหลือเกิน เมื่อใกล้ถึงเวลาเลิกเรียนอาจารย์หยางกล่าวขึ้นว่า “ยาพิษร้ายแรงทั้งสิบเป็นพิษที่หุบเขามรณะเป็นผู้ปรุงขึ้น มีเพียงว่าที่ประมุขตระกูลถัง... จอมมารหมื่นพิษถังเยี่ยผู้เดียวเท่านั้นถึงจะถอนพิษได้”

            ทุกคนได้ยินก็ตกตะลึงตามๆ กัน

            ฟางลั่วซีได้ยินพลันรู้สึกถึงความเย็นชาของบุรุษที่ชื่อถังเยี่ย นางตกใจเมื่อได้รู้ถึงความร้ายกาจของตัวเขาและครอบครัว ทำไมชาวหุบเขามรณะถึงได้เป็นคนไร้หัวใจเช่นนี้ สามารถปรุงยาที่มีพิษร้ายแรงถึงแก่ชีวิตขึ้นมาได้อย่างไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี นางคิดถูกแล้วที่หนีออกจากบ้าน ถึงจะถูกท่านพ่อจับกลับไปก็ไม่ยอมแต่งให้กับถังเยี่ยโดยเด็ดขาด

            ใกล้เวลาจะเข้านอนยังได้ยินศิษย์คนอื่นพูดคุยเรื่องถังเยี่ยกันไม่จบ ไม่ว่าจะเป็นหน้าห้องอาบน้ำ ห้องรับประทานอาหาร ลานพักผ่อน ลานฝึกยุทธ์ กระทั่งห้องหนังสือ ทุกคนต่างกล่าวขวัญถึงคุณชายสี่แห่งตระกูลถังผู้มีวัยไล่เลี่ยกับพวกเขา “จะว่าไปแล้วถังเยี่ยไม่น่าจะอายุมากกว่าพวกเราเท่าใดนัก ไม่รู้ว่าเล่าเรียนอยู่สำนักใด ช่างเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านการปรุงยาอย่างร้ายกาจ”

            “ดีแล้วล่ะที่มันไม่ได้เล่าเรียนสำนักเดียวกับเรา พวกฝักใฝ่ฝ่ายมารจะให้มาปะปนอยู่กับตระกูลใหญ่ฝ่ายธรรมะไม่สู้ดีนักหรอก ไม่ต้องเรียนด้วยกัน ไม่ต้องเจอหน้ากัน ซ้ำยังไม่ต้องเป็นสหายกันนับว่าเป็นบุญของพวกเราแล้ว”

            “คุณชายสี่ตระกูลถัง ใช่คนที่ส่งจงอางสามหัวมาทำร้ายเสี่ยวยี่ฉางเมื่อปีก่อนใช่หรือไม่?”

            “ใช่คนที่วางยาแม่น้ำเม่ยเพื่อปิดล้อมกองทัพหลวงของฮ่องเต้เมื่อต้นปีหรือเปล่า?”

            “ช่างโอหังนัก ข้าเคยเห็นมันครั้งหนึ่ง รูปงามก็จริงแต่จิตใจต่ำทราม ใช้ไม่ได้เลย”

            “คนของหุบเขามรณะ สมควรตายนักแล้ว”

            ฯลฯ

            คำพูดเหล่านั้น มีทั้งเกลียดชัง มีทั้งประหลาดใจ ฟางลั่วซีไม่อยากได้ยินแต่ก็จำต้องฟัง นางจะให้บรรดาคุณชาย ‘ฝ่ายธรรมะ’ ล่วงรู้ไม่ได้โดยเด็ดขาดว่าตนเป็นคู่หมั้นของปีศาจฝ่ายอธรรมตัวเอ้ หากรู้เข้ามีหวัง

พวกเขาคงจับนางถลกหนังล้างแค้นแทนพวกพ้องเป็นแน่

            ฟางลั่วซีและคุณชายอี้ ทั้งสองไม่มีใครพูดถึงถังเยี่ยเลย

            อาจเป็นเพราะตัวฟางลั่วซีจะต้องแต่งงานกับถังเยี่ยและคุณชายอี้ถูกพิษอ่อนระทวยของถังเยี่ยก็เป็นได้ ในตอนที่นางใกล้หลับ พลันได้ยินเสียงคุณชายอี้ร้องขึ้น ฟางลั่วซีตกใจรีบกระโดดลงจากเตียง ตรงไปหาร่างสูงของเขา ลืมเสียสนิทว่าตน ‘โกรธและไม่พูดจา’ กับนายน้อยอยู่ “เกิดอะไรขึ้น?”

            อู๋อี้กะพริบตา ส่งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ตอบ “บทความที่อาจารย์เติ้งสั่ง ข้าลืมเสียสนิทเลย”

            “โธ่เอ๋ย...” ฟางลั่วซีทำท่าหมดแรง แล้วยื่นมือออกไป “ให้ข้าสิบตำลึง”

            เขาหัวเราะแล้วพยักหน้า... จากนั้นนางก็ไม่ได้นอนทั้งคืน

            การบ้านของนายน้อยล้วนเป็นฝีมือฟางลั่วซีทั้งนั้น นางคิดค่าแรงครั้งละสิบตำลึง แม้จะเป็นราคาที่แพงแต่ไม่ได้ทำให้คุณชายตระกูลมั่งคั่งอย่างเขาลำบาก

            ใต้แสงเทียน นางกำลังก้มหน้าก้มตาคัดลอกบทความ ส่วนคุณชายจอมเจ้าเล่ห์มิได้หลับลงอย่างที่นางคิด เขาเอนกายนอนเอกเขนกจ้องมองสาวน้อย ฟางลั่วซีเลียนแบบลายมือของเขาได้คล้ายคลึงมาก ชนิดที่อาจารย์เติ้งเองยังดูไม่ออก อู๋อี้มองนางอยู่หนึ่งก้านธูป จึงเอ่ยปากชวนคุย “เสี่ยวฮวา เจ้ารับทุกงานไม่เกี่ยงงอนเช่นนี้ ร้อนเงินมากอย่างนั้นรึ?”

            ฟางลั่วซีกะพริบตาปริบๆ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ต่อปากต่อคำกับเขา เหตุการณ์เมื่อกลางวันนางยังตกตะลึงไม่หาย แต่เมื่อผู้เป็นนายเอ่ยปากชวนสนทนา นางจะกล้าเงียบได้หรือ “ถูกต้อง ข้าร้อนเงิน... บ้านข้ายากจนมาก ตอนข้าเด็กๆ กางเกงที่ใส่ล้วนมีรอยปะชุนทั้งนั้น”

            คุณชายอี้ได้ฟังก็ถึงกับตาลุกวาว เอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า “แล้วตอนนี้เล่า มีรอยปะชุนอยู่หรือไม่?”

            นางหน้าแดงก่ำ โต้ตอบรวดเร็ว “ไม่มี”

            “ไม่เชื่อ”

            “เรื่องของเจ้า”

            อู๋อี้พยักหน้า จากนั้นก็เคลื่อนร่างลงมาจากเตียง แสร้งทำเป็นสนใจกับการบ้านที่นางเขียน “หากชีวิตลำบากเช่นนั้น ทำไมเจ้าถึงเป็นวรยุทธรู้หนังสือเล่า?”

            เอาแล้วสิ... ฟางลั่วซีแสร้งปั้นหน้าเศร้า “นายน้อย... เรื่องนานมาแล้ว ตอนข้าสิบขวบถูกเลี้ยงดูโดยจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง ท่านจอมยุทธ์หวังให้ข้าเติบใหญ่แต่งงานเข้าบ้านเพื่อคอยดูแลบุตรชายของเขาที่สติไม่ดี เขาก็เลยสอนหนังสือและวรยุทธให้แก่ข้า เพื่อหวังให้ข้าแต่งเข้าบ้านและมีทายาทสืบสกุลให้ น่าเสียดายที่พอข้าเติบใหญ่ บุตรชายของเขามาตายจากไปเสียก่อน เขาโกรธมากหาว่าข้าเป็นตัวอัปมงคลทำให้บุตรชายของเขาต้องตาย เลยขับไล่ข้าออกมา ตั้งแต่นั้นข้าเลยต้องทำมาหาเลี้ยง

ตัวเอง”

            คุณชายอี้ฟังจบก็ระเบิดหัวเราะเสียงลั่นจนนางหน้างอ ไม่รู้ว่าเขาเชื่อเรื่องแต่งของนางหรือไม่ เขาเพียงชะโงกหน้าเข้าใกล้และเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ “เสี่ยวฮวา ความหลังของเจ้าช่างน่าเศร้ายิ่งนัก” เขาหยุดคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “อีกสองเดือนให้หลัง ข้าจะเป็นคนทำให้ความฝันของเจ้าเป็นจริงดีหรือไม่?”

            เรื่องใด? เขาจะสนับสนุนนางเรื่องทำมาหาเลี้ยงตัวเองรึ?

            อู๋อี้ตาพราว ยกนิ้วเรียวขึ้นดีดหน้าผากองครักษ์สาวดังเป๊าะ “เรื่องแต่งเข้าบ้านและมีทายาทสืบสกุลอย่างไรเล่า”

            อู๋อี้! เจ้าคนนี้ เย้าแหย่นางอีกแล้วนะ “อ๋อ เรื่องแต่งเข้าบ้านเพื่อดูแลชายที่สติไม่ครบน่ะหรือ... ไม่หรอก ข้าไม่เคยฝันอย่างนั้น”

            คราวนี้อู๋อี้ระเบิดหัวเราะเสียงฮาลั่นห้องยิ่งกว่าเดิม... ไม่คาดคิด... จังหวะถัดมาจอมเสเพลตัวเอ้อย่างคุณชายอี้ก็ทิ้งกายลงนอนราบกับพื้นห้อง สอดศีรษะตัวเองวางแนบลงกับตักเล็กๆ ของฟางลั่วซี กิริยาเรียบง่ายของเขาทำเอานางหัวใจสั่นสะเทือน ลายมือที่เขียนอักษรเป๋ไปเป๋มา นางผู้เรียนรู้มารยาหญิงมาอย่างโชกโชนจากพี่สาว เรียนรู้วิธีชายตาและคลี่ยิ้ม กลับไม่ทราบจะรับมือกับมารยาชายอย่างไรดี ทุกสิ่งที่นายน้อยแสดง ทำให้ฟางลั่วซีนึกถึงเมื่อตอนกลางวันขึ้นมา

            ใบหน้านางแดงซ่านอย่างหยุดไม่ได้อีกแล้ว

            อู๋อี้หาวออกมา หลับตาลง ทำท่าจะหลับเสียตรงนี้เลย... ไม่นะ

            “เจ้าต้องปิดบังอะไรข้าอยู่เป็นแน่” เขาเอ่ยขึ้นทั้งๆ ที่ตายังปิด “แต่ข้าไม่คาดคั้นหรอกนะ... ดอกไม้ดอกน้อยๆ เมื่อถึงเวลาเจ้าจะแย้มกลีบเอง”

            ฟางลั่วซีไม่ทันเข้าใจความนัยของนายน้อย ครั้นจะเอ่ยปากถาม

            เขาก็หลับเสียแล้ว...

 

            วันรุ่งขึ้น อากาศร้อนอบอ้าว 

            มีคนมาเคาะประตูชวนฟางลั่วซีกับคุณชายอี้ไปว่ายน้ำแต่เช้า นางยืนขวางกลางประตูหันไปบอกนายน้อยว่าอย่าไป เพราะถ้าเขาไปนางจะต้องตามไปคอยเป็นองครักษ์ด้วย ในน้ำที่ทุกอย่างเปิดเผยสู่สายตาผู้คน นางจะยังเป็นชายได้อีกหรือ...

            แต่อู๋อี้กลับไม่ฟังที่นางเตือน ทำเพียงก้มศีรษะลง ชนหน้าผากของเขากับหน้าผากมนของนาง พลางเย้าเบาๆ “ดุอย่างกับเมียเชียวนะ”

            เพียงเท่านี้ นางก็หมดแรงจะห้ามต่อ

            ฟางลั่วซีจนใจจึงเรียกให้ตู้เสี่ยวสี่ไปดูแลนายน้อยแทน

            ฟางลั่วซีบอกกับทุกคนว่านางว่ายน้ำไม่เป็นจึงไม่ได้ตามไป แต่ใจยังคิดเป็นห่วง คอยแอบดูอยู่บริเวณหลังเขา ตอนที่นางกำลังเดินเล่นอยู่นั้น นางเห็นคุณชายฉีนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นหวายโดยบังเอิญ

            ฟางลั่วซีตรงเข้าไปทักทาย เห็นเขากำลังอ่านหนังสือการแพทย์อยู่ จึงเข้าไปนั่งข้างๆ

            ลมภูเขาพัดโชยมา ใบของต้นหวายพลิ้วไหวงดงามจนเกิดเสียงเบาๆ ราวกับนกร้องเพลง อารมณ์ของฟางลั่วซีพลันสดใสขึ้น นางถามคุณชายฉีเบาๆ ว่า “ฉี เจ้าอยากเป็นศิษย์เอกของอาจารย์สวีใช่หรือไม่?”

            “ใครบอกเจ้า?” อู๋ฉีถามขึ้นด้วยความสงสัย

            “ไม่ใช่หรือ?”

            “อี้เป็นคนพูดใช่หรือไม่?” อู๋ฉีวางหนังสือในมือลง เอนตัวพิงต้นหวายด้วยท่าทีเกียจคร้าน ฟางลั่วซีพยักหน้า เขาถึงหัวเราะออกมา “อย่าไปฟัง อี้พูดไร้สาระ”

            “เจ้าไม่ได้คิดเช่นนั้นหรือ?”

            “แน่นอน ถึงแม้ข้าจะเรียนพิณมาตั้งแต่เด็กและสนใจการดนตรี แต่มันไม่ใช่จุดมุ่งหมายในชีวิตข้า”

            “จุดมุ่งหมายของเจ้า” ฟางลั่วซีตาโต จริงสิ อะไรคือจุดมุ่งหมายในชีวิต “ฉี เจ้าบอกข้าได้หรือไม่?”

            ลมเย็นพัดผ่านมาพาเอาเรือนผมของอู๋ฉีพลิ้วไหว ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปสักพักจึงตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนละมุน “ข้าอยากเป็นหมอเทวดา หมอที่เก่งกว่าจอมมารหมื่นพิษอย่างถังเยี่ย สามารถถอนพิษร้ายได้ทุกชนิด และรักษาโรคภัยทุกโรคในใต้หล้านี้!”

            ในปีนั้น ลมเย็นพัดผ่านใบหน้าไป 

            ใต้ต้นหวาย ใจดวงเล็กๆ ของเด็กสาวผู้หนึ่งกลับร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความปราโมทย์

            ฉีอยากเป็นหมอ 

            ในใจของฟางลั่วซีไม่หยุดที่จะตะโกน ‘บุรุษผู้นี้อยากเป็นหมอ เขาจะเป็นหมอเทวดาอันดับหนึ่ง เขาจะเก่งกว่าราชาสารพัดพิษเช่นถังเยี่ย เขาจะช่วยรักษาโรคให้กับคนในใต้หล้านี้!’

บททื่ 5 ดงหญิงงาม (1)

หอเรียนฝ่ายบุ๋นนั้นเรียนหนัก... จริงจัง

            ทว่าทุกครึ่งเดือนจะมีเรียนวิชาขี่ม้ายิงธนู ซึ่งต้องเรียนร่วมกันกับหอเรียนฝ่ายบู๊ ศิษย์ที่เรียนต่อสู้ย่อมไม่อยากเรียนร่วมห้องกับพวกศิลปิน เช่นเดียวกันพวกที่เรียนภาษา อักษร และโคลงกลอนภาพวาด ก็ย่อมไม่อยากเรียนร่วมกับพวกเกกมะเหรกเกเร ชื่นชอบการรบราฆ่าฟัน

            ดังนั้นระหว่างที่เรียน ทั้งสองฝ่ายมักคุยโวว่าฝ่ายตนนั้นมีฝีมือที่เหนือกว่า ปะทะฝีปากกันไปก็เท่านั้น ทั้งสองฝ่ายจึงหาวิธียุติปัญหาโดยตกลงให้มีการประลองยิงธนูขึ้น

            ไม่ใช่ประลองกันทุกคน แต่ทั้งสองฝ่ายจะเลือกผู้แทนกลุ่มคนหนึ่งออกมา

            ปากหาเรื่องของคุณชายอี้นั้นได้เอ่ยชื่อ “ฮวาอู๋ตัว” ออกมา เมื่อสิ้นสุดเสียงของคุณชาย ศิษย์ฝ่ายบุ๋นต่างพากันปรบมือและโห่ร้องเสียงดังกึกก้อง คุณชายอี้โค้งคำนับแล้วถอยหลังไปยืนตีสีหน้าสนุกสนาน ส่วนเจ้าของชื่อกลับมีสีหน้าจำใจ ฟางลั่วซีหอบเอาความหวังของทุกคนเดินไปยังลานประลอง นางพบว่าตัวแทนจากฝ่ายบู๊มิใช่ใครอื่น...หลิวซิวจอมยโสนั่นเอง

            ตอนที่นางและคุณชายซิวง้างธนูออก รอบๆ มีแต่เสียงร้องตะโกนพัดผ่านใบหู 

            คุณชายซิวเอ่ยกระซิบข้างๆ นางอย่างสาสมใจ “ในที่สุด ข้าก็มีโอกาสประลองกับเจ้า”

            ฟางลั่วซีกลอกตามองฟ้า “นับว่าเป็นเกียรติของข้าด้วยเช่นกัน”

            คุณชายซิวได้ยินเช่นนั้นก็คลี่ยิ้ม สายตาของเขาจ้องมองเพียงจุดหมายเบื้องหน้า

            ธนูดอกแรก เป็นการประลองธนูดอกเดียว ทั้งสองยิงเข้าเป้าแดงเสมอกัน

            ธนูดอกที่สอง เป็นการประลองธนูคู่ ลูกธนูทั้งสองยิงเข้าเป้าแดง เสมอกันอีกครั้ง

            เสียงโห่ร้องชื่นชมดังกึกก้องทั่วลานประลอง คุณชายซิวชำเลืองมองคู่แข่ง ส่วนฟางลั่วซีเองก็ชำเลืองมองเขาเช่นกัน ได้ยินเสียงเย็นเฉียบของเขาเอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยัน “เจ้าเป็นคนแรกที่สามารถยิงธนูคู่เข้าเป้าแดงได้แม่นยำเช่นเดียวกับข้า”

            ใครอยากจะไปเทียบกับเขากัน นางใช่อยากเพิ่มศัตรูเสียหน่อย “ยังต้องยิงดอกที่สามอีกหรือไม่?”

            “ไม่ ข้าว่าเปลี่ยนวิธีประลองจะดีกว่า”

            “อย่างไร?”

            “ยิงธนูสามดอกออกไปพร้อมกัน โดยที่ดอกแรกต้องยิงเข้าเป้าแดง ดอกที่สองยิงผ่านทะลุดอกที่หนึ่ง ส่วนดอกที่สามยิงทะลุผ่านดอกที่สอง” คนพูดทำราวกับมันเป็นเรื่องง่ายดายนัก เห็นท่าทีมั่นใจของหลิวซิว ฟางลั่วซีถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่นิ่งไป พอเห็นคู่แข่งเงียบ เขายิ่งเอ่ยต่ออย่างมั่นใจ “และควรมีอะไรเป็นสิ่งเดิมพันด้วย”

            นางเงียบไม่ไหวอีกแล้ว “เดิมพันด้วยอะไร?”

            “เจ้าและข้า” คุณชายซิวตอบ

            ฝันไปเถอะ “ข้าไม่เดิมพันด้วย”

            “ไม่กล้ารึ”

            วาจาท้าทายทำอะไรนางไม่ได้อยู่แล้ว ฟางลั่วซียิ้มแล้วตอบว่า “ข้าไม่กล้าจริงๆ ในความเป็นจริง ธนูทั้งสามดอกถูกยิงออกไปพร้อมกัน จะให้เข้าเป้าแดงทั้งสามดอกนั้นก็นับว่ายากแล้ว ยิ่งทำอย่างที่เจ้าพูดนับว่าเป็นเรื่องที่ยากจะเป็นไปได้” ฟางลั่วซีตัดศัตรูออกจากชีวิตด้วยการยอมลงให้อีกฝ่าย นางประสานมือโค้งคำนับคุณชายซิวต่อหน้าผู้คน แล้วกล่าวว่า “ข้ายอมแพ้  ฝีมือเจ้ายอดเยี่ยมจริงๆ”

            เหมือนการยอมของนางจะดึงทิฐิอยากเอาชนะที่สูงลิบของชายหนุ่มให้ผ่อนลง หลิวซิวดูตกใจในทีแรก สักพักก็เกิดอาการขัดเขิน เขานึกไม่ถึงว่าคู่แข่งจะมีเหตุมีผลมากกว่าตนหลายเท่านัก... ความละอายแผ่ซ่านเต็มดวงตา ย้อมใบหน้าหลิวซิวให้แดงก่ำขณะที่ประสานมือคารวะตอบ “ขออภัยที่เอ่ยปากเช่นนั้น ความจริงข้าเองก็ทำไม่ได้หรอก”

            “อะไรนะ?” ฟางลั่วซีเงยหน้าทันควัน 

            ทันเห็นเขายักคิ้วตอบ ส่งยิ้ม...ชั่วครู่ก็กลับเป็นใบหน้าที่เย็นชา 

            หลิวซิวหันหลังแล้วเดินจากไป

            ฟางลั่วซีเดินกลับไปยังกลุ่มฝ่ายบุ๋นด้วยความรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก... เมื่อครู่หลิวซิวยิ้ม... หลิวซิวผู้เย็นชาดุจก้อนน้ำแข็งส่งยิ้มให้นางอย่างเป็นมิตร เป็นรอยยิ้มที่ส่งให้ใบหน้าของเขาสว่างจนผู้มองเกิดอาการตาพร่า แท้จริงแล้วเขาก็ไม่ใช่คนเลวร้ายนี่นา

            เพื่อนในกลุ่มบุ๋นถามนางด้วยความไม่เข้าใจว่าทำไมเมื่อครู่นางถึงยอมแพ้ง่ายดายเช่นนั้น นางตอบว่า “ในใจข้ารู้สึกกลัว ไม่มีความกล้าที่จะประลอง ดังนั้นไม่ว่าผลประลองครั้งที่สามจะเป็นเช่นไร ทว่าใจข้าไม่พร้อมแล้ว จึงต้องขอยอมแพ้ไว้ก่อน”

            อู๋อี้ได้ยินเช่นนั้นจึงแสร้งตำหนินางเบาๆ ต่อหน้าคนอื่น “เจ้ามันไม่ใช่ลูกผู้ชาย”

            ฟางลั่วซีกลอกตามองฟ้า นึกอยากจะซัดนายน้อยแรงๆ สักที

 

            วันเวลาผ่านไปอย่างแสนสุข จนฟางลั่วซีลืมนึกไปว่าตนนั้นมีหน้าที่เป็นองครักษ์

            หนึ่งเดือนให้หลัง ทางสำนักหนานซูประกาศข่าวที่ทำให้ลูกศิษย์ทั้งหลายถึงกับตื่นเต้นร้อนรน

            สำนักเป่ยยวี่ได้ส่งบัตรเชิญมาทางสำนักหนานซู จดหมายมีใจความเพื่อเชิญศิษย์ทุกคนในสำนักหนานซูมาพบปะกับศิษย์สำนักเป่ยยวี่ที่ริมทะเลสาบต้าหมิง ว่าด้วยการเชื่อมสัมพันธไมตรีผ่านบทความและบทกลอน

            โอ้สวรรค์ คืนนั้นศิษย์สำนักหนานซูแทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันเลยทีเดียว

            สำนักเป่ยยวี่เป็นสำนักหญิงล้วนที่มีชื่อเสียง เหล่าสตรีที่จบจากสำนักนี้ไม่เพียงแต่เป็นหญิงที่มีความเพียบพร้อมทุกด้าน สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ ล้วนเป็นหญิงงามทั้งสิ้น!

            งามที่สุดคงจะเป็นว่าที่ ‘หญิงงามแห่งใต้หล้า’ ฉีซิน...บุตรีของฮูหยินฉีและท่านอาจารย์ฉีผู้ซึ่งร่ำเรียนที่สำนักเป่ยยวี่แห่งนี้ด้วย

            คืนนั้น คุณชายอี้มีอาการกระสับกระส่ายคล้ายนอนละเมอจนฟางลั่วซีรู้สึกฉุนเฉียว นางตกใจตื่นกับเสียงพลิกตัวของเขาอยู่หลายครั้ง แน่นอนว่าฝันถึงสาวงามอยู่กระมัง ด้วยความหงุดหงิดอย่างประหลาด ฟางลั่วซีคว้าเสื้อคลุมมาใส่แล้วเดินออกไปข้างนอก นางใช้วิชาตัวเบาเหินไปยังแอ่งน้ำเล็กๆ ที่อยู่หลังเขา 

            คืนนี้ทั้งร้อนทั้งนอนไม่หลับ อาบน้ำเสียหน่อยจะดีกว่า

            ฟางลั่วซีถอดเสื้อลงไปนั่งแช่น้ำในแอ่งน้ำอย่างรวดเร็ว เมื่อสะอาดหมดจดดีแล้วจึงสวมเสื้อผ้ากลับคืน ระหว่างเดินกลับที่พักนางใช้กำลังภายในทำให้กายที่ชื้นแห้งลง เดินไปก็คิดไปด้วย... เชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยบทกลอนน่ะหรือ... ฟางลั่วซีคลี่ยิ้มออกมา

            ครานี้ถึงคราวแสดงฝีมือของฝ่ายบุ๋นบ้างล่ะ!

 

            วันถัดมา...

            ศิษย์หอฝ่ายบุ๋นต่างขะมักเขม้น ฝึกคำกลอนภาพวาด ทั้งยังจับกลุ่มกันแข่งต่อกลอน

            มาดูศิษย์ฝ่ายบู๊บ้าง 

            พวกเขาทุกคนพากันเร่งเรียนเสริมการแต่งกลอน บางคนที่แต่งกลอนไม่เอาไหนถึงขั้นจ้างศิษย์หัวกะทิของห้องบุ๋นมาสอนด้วยราคาสูงลิ่ว

            ศิษย์หอฝ่ายบุ๋น ครานี้จะได้ลืมตาอ้าปากกับเขาเสียที!

            ตลอดสองสามคืนมานี้ คุณชายอี้เองก็ฝึกแต่งกลอนทุกวัน โดยมีฟางลั่วซีผู้ที่ติดตามราวกับเงาเป็นคนคอยชี้แนะติชม

            ในที่สุดก็ถึงวันนัดพบ วันนี้เป็นวันที่บรรดาศิษย์ต่างรอคอย ทุกคนตื่นเต้นกับงานนี้มาก คุณชายผู้สูงศักดิ์มากมายขี่ม้าลงจากเขา กระบวนอาชาสีขาวเรียงกันดูสง่ายิ่งนัก พาเอาผู้คนเมืองเล็กเมืองน้อยที่พบเห็นต่างชื่นชมไปตามๆ กัน

            เหล่าคุณชายยืดอกตัวตรงอยู่บนหลังม้า สวมใส่เสื้อที่มีตราสัญลักษณ์สำนักหนานซู แต่ละคนดูสง่าผ่าเผย สายตามุ่งมั่นมองตรงไปด้านหน้าเพียงอย่างเดียว พวกเขาขี่ม้าด้วยสีหน้าเบิกบานใจมุ่งตรงไปยังจุดนัดพบ

            ระหว่างทาง ท่านยายถือตะกร้าผักผู้หนึ่งพบเห็นคุณชายเหล่านี้เข้าถึงกับพูดออกมาด้วยความตกตะลึง “ดูศิษย์สำนักหนานซูสิ ช่างสง่าผ่าเผยอะไรเช่นนี้ แต่ละคนราวกับเจ้าบ่าวที่กำลังไปรับเจ้าสาวอย่างนั้นก็ไม่ปาน”

            ผู้รับหน้าที่นำขบวนคืออาจารย์จี้ ระหว่างทางท่านได้กำชับโน่นกำกับนี่ ห้ามทำเช่นนี้ห้ามทำเช่นนั้น กระทั่งฟางลั่วซีที่เป็นหญิงยังรู้สึกรำคาญหูยิ่งนัก ไม่ต้องพูดถึงบรรดาคุณชายเลย ด้วยเหตุนี้... คุณชายซิวจึงใช้แส้ฟาดม้า วิ่งแตกแถวออกนำหน้าขบวนไป อาจารย์จี้ตะโกนว่าเสียงดัง แต่คุณชายซิวไม่สนใจ ตะบึงรุดหน้าไปสุดกำลังฝีเท้า เมื่อเหล่าศิษย์เห็นเช่นนั้นจึงทำตามบ้าง ทิ้งให้อาจารย์จี้ตะโกนโวยวายอยู่ด้านหลังเพียงผู้เดียว

            ยามที่ทุกคนขี่ม้าผ่านป่าโปร่ง แสงสุริยายามเช้าลอดผ่านกิ่งไม้ใบหญ้า เกิดเป็นลำแสงสีทองอ่อนละมุนหอบเอาความอบอุ่นมากระทบผิวกาย อากาศยามเช้าสดชื่นยิ่งนัก เสียงเจื้อยแจ้วของนกตัวเล็กตัวน้อยที่เกาะอยู่บนต้นไม้ทำให้อารมณ์เพลิดเพลิน บรรดาคุณชายชะลอความเร็วของฝีเท้าม้าลง เพื่อซึมซับบรรยากาศที่แสนจะสบายด้วยจิตใจที่ชื่นมื่น

            คงไม่มีใครเข้าใจธรรมชาติได้ดีเท่าคุณชายฉี เขาซึ่งนำอยู่หน้าขบวนเอ่ยปากท่องกลอนเสียงดัง น้ำเสียงเสนาะโสต “อันปุถุชนเดินดิน พริบตาพลันสิ้นมลายสูญ...”

            ทุกคนได้ยินจึงช่วยกันต่อกลอนตอบรับอย่างสนุกสนาน “มีเพียงผู้กล้าฟ้าเกื้อกูล ถูกเทิดทูนเป็นตำนานเหนือแผ่นดิน”

            ฟางลั่วซีเลิกคิ้วด้วยความสนุกสนาน นางมองไปทางอู๋อี้บ้าง เขากำลังจ้องนางอยู่เช่นกัน นายน้อยยักไหล่ส่งให้พลางรับคำท้า “ดั่งน้ำใสไหลลู่มิรู้จบ ต้องประสบคลื่นลมมิรู้สิ้น ชีวิตคนมีขึ้นลงเป็นอาจิณ หยุดบ้าบิ่นสร้างบาปให้หลาบจำ”

            ฟางลั่วซีส่งยิ้มให้นายน้อยด้วยความพึงพอใจ เขาเรียนรู้ได้ดีทีเดียว มิเสียแรงหลายวันมานี้นางคอยเสียเวลาอ่านเขียนด้วย

            ในป่าแว่วเสียงเหล่าชายหนุ่มที่ขับขานบทกลอนอันมีความหมาย ต่างสู้และมุ่งมั่นเพื่ออนาคตที่สดใส

            ข้างฝ่ายบรรยากาศริมทะเลสาบต้าหมิงก็สวยราวกับภาพวาด

            หญิงสาวจากสำนักเป่ยยวี่พายเรือมารออยู่ในทะเลสาบก่อนแล้ว มีโฉมงามผู้หนึ่งยืนกางร่มคุมเชิงอยู่ริมทะเลสาบ ลมทะเลพัดพาคลื่นกระทบฝั่งและหอบเอาเสียงหัวเราะของหญิงสาวทั้งหลายมาด้วย ภาพที่มองจากมุมไกลเช่นนี้ มีทั้งสาวงาม มีทั้งทิวทัศน์ชวนให้ตะลึง ช่างเป็นความสุขที่ยากจะหาคำใดมาบรรยาย

            พอศิษย์สำนักหนานซูมาถึงได้เห็นทิวทัศน์ที่งดงามตระการตาจึงรีบพากันลงจากหลังม้า เมื่อได้ยลโฉมสาวงามมากมาย พวกเขาถึงกับตกอยู่ในภวังค์

            ยกเว้นฟางลั่วซีที่เป็นหญิงเช่นเดียวกันจึงไม่ได้รู้สึกอะไรกับหญิงสาวเหล่านี้ นางเพียงมองบรรดาคุณชายที่ทำท่าเคลิ้มจนน้ำลายแทบจะไหลออกจากปาก หลายคนทิ้งเชือกจูงม้าลงแล้วเข้าไปยืนมุงดูสาวงามในเรืออย่างใกล้ชิด

            อาจารย์จี้เพิ่งมาถึงด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ กวาดสายตามองดูโดยรอบ เห็นฝูงม้าที่ไม่ได้ผูกไว้ถึงกับเกิดอาการอยากจะร้องไห้ออกมา “จัดแถวๆ...ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้” อาจารย์จี้ผู้น่าสงสารที่ถึงแม้จะไม่พอใจ แต่ก็ยังจูงม้าแต่ละตัวไปผูกไว้อย่างดี

            เหล่าคุณชายยืนมองสาวงามที่นั่งกางร่มอยู่บนเรือ เหล่าสาวงามก็มองดูพวกเขาแล้วเอามือปิดปากพลางหัวเราะชอบใจ แต่ละนางช่างงามเพริศพริ้งยิ่งนัก ระหว่างที่คนอื่นกำลังจดๆ จ้องๆ กันอยู่นั่นเอง คุณชายจื่อหยางผู้โผงผางกว่าใครก็หักหน้าเพื่อนฝูงด้วยการตะโกนขึ้นว่า “แม่นางทั้งหลาย หากข้าจะขอขึ้นไปนั่งสนทนา ต่อคำชี้แนะกับพวกท่านเรื่องบทกลอนบนเรือด้วยจะได้หรือไม่?”

            สาวงามผู้หนึ่งตอบว่า “หากท่านมีปัญญาก็ขึ้นมาสิ”

            สาวงามคนอื่นได้ยินเช่นนั้นต่างพากันเอาผ้าเช็ดหน้าปิดปาก หัวเราะชอบอกชอบใจ

            คุณชายจื่อหยางไม่รีรอ อวดวิชาตัวเบาอันเลื่องชื่อของตระกูล กระโดดเหาะเยี่ยงนกนางแอ่นไปยังเรือของสาวงามลำหนึ่ง คุณชายท่านอื่นเห็นเช่นนั้นจึงยอมมิได้ พากันใช้วิชาตัวเบาท่าต่างๆ มุ่งหน้าไปยังเรือของเหล่าสาวงามด้วยเช่นกัน ภาพที่ฟางลั่วซีเห็นจึงเป็นชายผ้าสีขาวมากมายล่องลอยอยู่กลางท้องฟ้า ตรงลงสู่เรือน้อยแต่ละลำกลางทะเลสาบสีคราม เป็นภาพแรกสัมพันธ์ของหนุ่มสาวที่งดงามตระการตานัก ต่อให้หลายปีผ่านไปนางก็ยังจดจำช่วงเวลานี้ได้มิลืมเลือน

            ดรุณีน้อยยืนมองตาโต เห็นพี่สาวแต่ละนางยิ้มรับคุณชายแต่ละท่านด้วยกิริยาอ่อนหวานให้เกียรติ เรือน้อยทุกลำล่องลอยนิ่งอยู่เหนือผิวน้ำ หนุ่มหล่อหญิงงามจับคู่กันสนทนาเชิงกลอน ทุกสิ่งเปิดเผยต่อสายตาบรรดาอาจารย์ทั้งสองฝ่ายตามกุศโลบายโบร่ำโบราณที่เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวในวงสังคมชั้นสูงได้มีโอกาสพบปะทำความรู้จักกันปีละครั้งอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

            มีเพียงคุณชายอี้เท่านั้นที่มิได้ข้ามไป นายน้อยของฟางลั่วซีเดินวนไปมาอยู่ริมทะเลสาบด้วยท่าทีครุ่นคิด ฟางลั่วซีที่ยืนมองอยู่คิดในใจว่าอาจเป็นเพราะวรยุทธที่ไม่อาจใช้ ทำให้นายน้อยของนางไม่สามารถใช้วิชาตัวเบาข้ามน้ำไปได้เช่นคนอื่น นางสงสารเขายิ่งนัก

            ฟางลั่วซีก้าวเข้าไปเสนอตัว “อู๋อี้ ข้าช่วยพายเรือไปส่งเจ้าดีหรือไม่?”

            คุณชายอี้ย่นหัวคิ้วใส่นางพลางอมยิ้ม “เจ้าคิดช่วยหรือคิดหาวิธีให้ข้าผูกคอตายหนีอายกันแน่?”

            นางหัวเราะ ดีใจเหลือเกินที่นายน้อยมิได้เศร้าโศกอย่างที่นางกลัว ตอนนั้นเอง ทั้งฟางลั่วซีและอู๋อี้ก็เห็นบุรุษอีกคนที่มิได้ข้ามน้ำไปหาสาวงามเช่นคนอื่นๆ เขาก็คือหลิวซิวจอมยโสนั่นเอง คุณชายอี้เหลือบมองคุณชายซิวที่ยืนสองมือไพล่หลังอยู่ข้างทะเลสาบ แล้วสะกิดนาง “ยังมีอีกคนที่ไม่โปรดสาวงาม สงสัยเหลือเกินว่าซิวคงจะโปรดชายหนุ่มมากกว่าเสียกระมัง”

            ฟางลั่วซีได้ยินจึงศอกนายน้อยกลับทีหนึ่ง

            นางมองตาม เห็นคุณชายซิวทรุดกายนั่งลงริมทะเลสาบ เงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยสีหน้านิ่งเฉย เหมือนไม่คิดจะขึ้นเรือไปต่อกลอนหรือชื่นชมความงามของสตรีสวยสดตรงหน้า นางนั่งลงบ้างและลากนายน้อยให้นั่งลงด้วย ทั้งสามนั่งอยู่คนละตำแหน่งของทะเลสาบกว้าง ทว่าพวกเขาก็เห็นตะวันดวงเดียวกัน แสงของมันกำลังสาดส่องลงบนผิวน้ำ ดูระยิบระยับจับตายิ่งนัก

            ต้นหยาง--ต้นหลิวสีเขียวริมทะเลสาบเป็นภาพที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสดชื่น ครั้นมองไปในทะเลสาบ ก็พบกับเรือที่ลอยลำและสีสันหลากหลายของร่ม ทุกอย่างสวยงามราวกับอยู่ท่ามกลางหมู่มวลบุปผชาติก็ไม่ปาน บางครั้งทั้งสามได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวที่ดังแว่วมากับสายลม บางครั้งก็ได้ยินเสียงกระแอมด้วยความเก้อเขินของชายหนุ่ม

            ทุกสิ่งทุกอย่างแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายเย้ายวนสมกับเป็นช่วงเวลาสำคัญของวัยหนุ่มสาว

บททื่ 5 ดงหญิงงาม (2 จบบท)

            ฟางลั่วซีหลับตาลง ฟังเสียงลมเสียงน้ำและเสียงหัวเราะที่แว่วมาแต่ไกล รู้สึกว่าโลกนี้ช่างกว้างใหญ่นัก 

            ขณะนั้นเอง เสียงคมมีดว่องไวแทรกมากับสายลมตรงเข้าที่กลางแผ่นหลังของคุณชายอี้ ฟางลั่วซีพลันลืมตาหลุดจากภวังค์ทันที นางหันหลังกลับไม่ทันเสียแล้วทำได้เพียงยกแขนเสื้อสะบัดออกไป ด้ายทองคำพรั่งพรูออกจากชายเสื้อ ตรงดิ่งเข้าไปมัดมีดบินสองเล่มนั้นไว้แน่น

            แต่เคราะห์ร้ายยังมีมีดอีกสี่เล่มพุ่งตรงเข้าหา ฟางลั่วซียากที่จะรับมือไหว จังหวะนั้นเอง คุณชายซิวที่นั่งอยู่ไม่ไกลก็กระโดดเข้ามาขวาง เขาดึงกระบี่ที่คาดไว้ตรงเอวออกและสกัดเอาไว้ได้ในกระบวนท่าเดียว

            ทั้งฟางลั่วซีและอู๋อี้ตกใจยิ่งนัก นับว่าครานี้โชคยังดีที่มีคุณชายซิวนั่งอยู่ การสนทนาบทกลอนยังดำเนินต่อไปเพราะเรือน้อยแต่ละลำลอยไปไกลจากชายฝั่งมากนัก บรรดาอาจารย์ของทั้งสองสำนักก็พักสนทนากันอยู่ที่ศาลาไกลออกไปจึงไม่รู้ว่าเกิดเหตุร้ายขึ้น

            ครั้งนี้ศัตรูมากันหกคน วรยุทธดูจะสูงกว่าครั้งที่แล้วมาก ทุกคนพุ่งเป้าไปที่คุณชายอี้เพียงผู้เดียว ต่างหมายมั่นปั้นมือจะปลิดชีพเขาให้จงได้

            ฟางลั่วซีรับมือกับคนร้ายจนแทบจะหมดแรง ราวกับฟ้ามีตา คุณชายฉีที่อยู่ไม่ไกลนักเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเข้า จึงรีบกระโดดจากเรือกลับมาช่วยอีกแรงหนึ่ง ในมือของอู๋ฉีถือร่มจำนวนหนึ่ง ทุกคราที่กระโดดหนึ่งครั้ง เขาก็โยนร่มลงบนผิวน้ำหนึ่งคัน ใช้วิชาตัวเบาเหยียบลงบนร่มและพลิ้วกายลงมายืนอยู่ริมฝั่งอย่างสง่างาม

            อู๋ฉีตะโกนบอกฟางลั่วซีและหลิวซิวว่า “ข้าดูแลอี้เอง พวกเจ้าจัดการฆ่าพวกมันซะ!”

            เช่นนี้ทั้งสองก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว 

            การต่อสู้ริมฝั่งเป็นไปอย่างดุเดือด เมื่อเหล่าศิษย์สำนักหนานซูร่วมมือกันแล้วดูจะหนักหนาสำหรับผู้บุกรุกมิใช่น้อย ไม่นาน...

            “เหลือ...” ฟางลั่วซียังไม่ทันเอ่ยคำว่า ‘ไว้คน’ ออกมา กระบี่ของคุณชายซิวก็ชักเก็บเข้าฝักเรียบร้อยแล้ว เลือดสีแดงสดไหลกระจายเต็มพื้น เป็นภาพที่น่าสยดสยองยิ่งนัก  

            คุณชายซิวเอ่ยตอบนางอย่างเยือกเย็น “กระบี่ของข้าไม่เคยเหลือชีวิตไว้ให้ผู้ใด”

            ฟางลั่วซีตกตะลึง มองตามแผ่นหลังของซิวที่หันหลังเดินจากไป

            จู่ๆ ก็มีเรือลำหนึ่งจอดเทียบท่าตั้งแต่ตอนไหนไม่มีใครรู้ฟางลั่วซีได้ยินสาวน้อยนางหนึ่งบนเรือพูดขึ้นมาว่า “คุณชายผู้นั้นช่างสง่างามเหลือเกิน”

            หญิงสาวอีกนางหนึ่งถามกลับ “เจ้าหมายถึงใครกัน?”

            “ข้ากำลังหมายถึง ท่านผู้นั้น” พูดพลางชี้มายังฟางลั่วซี

            หา...อะไรนะ?

            ฟางลั่วซีนึกว่าตัวเองฟังผิด จึงหันไปสบตากับบรรดาหญิงสาว สตรีเหล่านั้นพลันก้มหน้าด้วยท่าทางเอียงอาย

            ข้างฝ่ายฟางลั่วซีที่เพิ่งท่องยุทธภพเป็นครั้งแรก กระทั่งหญิงและชาย นางเองก็พบเจอมาน้อยนัก ในใจจึงเพียงคิดว่า ‘หรือหญิงสาวเหล่านี้จะมีพลังยุทธ์อันแก่กล้า เห็นคนตายกลับไม่คิดหวาดกลัวแม้แต่น้อย ซ้ำยังมีกะจิตกะใจมาชมความงามของบุรุษอีกด้วย’

            ฟางลั่วซีประคองนายน้อยเดินผ่านหน้าพวกนาง พลันได้ยินอีกประโยค “เจ้าว่าคุณชายผู้นั้นใช่คุณชายรองอี้แห่งสกุลอู๋ผู้โด่งดังหรือไม่นะ? ถ้าใช่ก็น่าเสียดายนัก ถึงแม้จะหล่อเหลาแต่ทำตัวเหมือนกุ้งขาอ่อน ต้องคอยให้ผู้อื่นคุ้มกัน”  

            ฟางลั่วซีได้ยินเช่นนั้น จึงเหลือบตามองคุณชายอี้ เห็นสีหน้าของเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลง

            หญิงสาวอีกนางหนึ่งได้ทีกล่าวเสริม “ก็ใช่น่ะสิ เหมือนหมอนที่ปักลวดลายสวยงาม ชมได้อย่างเดียว แต่ข้างในใช้การไม่ได้ เกือบถูกรูปโฉมภายนอกของเขาหลอกเข้าให้แล้ว”

            ฟางลั่วซีรู้สึกโกรธโดยพลัน เผลอหลุดปากตอกกลับเสียงเฉียบ “เขาไร้ค่าเช่นนั้นหรือ? แล้วสตรีอย่างพวกเจ้าที่ต้องมาชะเง้อหน้ามองหาบุรุษริมฝั่งนั้นมีค่าเพียงใดเชียว? ช่างน่าประหลาดใจนัก... หากค่าควรเมืองไยไม่มีชายใดตะเกียกตะกายไปหาพวกเจ้าที่กลางน้ำเลยล่ะ”

            บรรดาสตรีถึงกับตาโต ริมฝีปากสั่นระริก จ้องมองฟางลั่วซีด้วยสีหน้าคาดไม่ถึง ไม่ทันได้มีใครเอ่ยตอบ ยอดองครักษ์ก็จบการสนทนาด้วยน้ำเสียงเยาะ

            “อ้อ ข้ารู้แล้ว คงเป็นเพราะวาจาเน่าเหม็นของพวกเจ้านี่เอง น่าเสียดายแทนสำนักเป่ยยวี่ อุตส่าห์ตั้งตนเป็นแม่งานจัดพบปะสังสรรค์ให้กับศิษย์สาวของตนหวังจะให้เลือกคู่ แต่หารู้ไม่ว่าดอกไม้ในมือนั้นไร้ค่า... ต่อให้จัดอีกกี่สิบงานก็คงเสียเปล่า”

            พูดจบนางก็ประคองนายน้อยเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย

            ฟางลั่วซีหันไปมองคุณชายอี้ เห็นแววตาลุ่มลึกและกิริยาอมยิ้มของเขา สายตาที่มองนางคู่นั้นอ่อนโยนจนน่าใจหาย นางรู้สึกไม่คุ้นเคยกับเขาในยามที่ทำตัวเป็นมิตรเลยสักนิด จึงได้แต่เบือนหน้าหลบสายตา

 

            การเที่ยวชมธรรมชาติ โอกาสที่จะทำความรู้จักกับหญิงงาม ขับขานบทกลอน

            บรรยากาศเหล่านี้ถูกเหตุการณ์นองเลือดทำลายไปเสียสิ้น คนของทางการรุดหน้ามายังที่เกิดเหตุเป็นจำนวนมาก ทุกคนต่างตระหนกตกใจ พวกเขารู้ว่าศิษย์ของสำนักหนานซู ถ้าไม่ใช่ราชนิกุล ก็เป็นลูกหลานขุนนาง 

            หลังการสอบสวน เดิมทางราชการต้องการจะคุมตัวฟางลั่วซีไปประทับลายมือที่ศาล แต่เมื่อคุณชายซิวนำป้ายทองประจำตัวออกมาคนของทางการก็รีบพูดขึ้นว่า “ขอประทานอภัยขอรับคุณชาย เรื่องทั้งหมดปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิด” แล้วพวกเขาก็ปล่อยฟางลั่วซีทันที 

            กล่าวกันว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีพระพลานามัยที่อ่อนแออมโรค เบื้องหลังบัลลังก์ทองฮองเฮาหลิวได้ยึดครองอำนาจไว้หมดแล้ว บ้านตระกูลหลิวจึงไร้ผู้แข่งขัน ไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรด้วย ไม่แปลกที่ป้ายทองของคุณชายซิวจะใช้ได้ผลกับเหตุการณ์คราวนี้

            ศิษย์ทุกคนรู้ดีแก่ใจแต่ไม่มีใครพูดออกมา

            เหตุการณ์ล่วงเลยมาจนบ่าย ทุกคนยังไม่ได้กินข้าวเที่ยง ต่างหิวจนท้องกิ่ว มีผู้หนึ่งเสนอให้ไปจับสัตว์ป่ามาย่างกิน ทุกคนเห็นดีเห็นงามกับความคิดนี้ แม้แต่อาจารย์จี้ผู้ที่เคารพกฎอย่างเคร่งครัดยังเออออตามไปด้วย ไม่ว่าหญิงหรือชายต่างช่วยกันตระเตรียมอาหาร เรื่องขับกลอนดื่มชาเกี้ยวพาราสีพากันลืมไปหมดแล้ว เรื่องสำคัญในตอนนี้สำหรับทุกคนก็คือทำอย่างไรให้ท้องอิ่ม

            หลังจากผ่านเรื่องเมื่อกลางวันมาแล้ว ทั้งนายน้อยของฟางลั่วซีทั้งคุณชายฉีดูเหมือนจะติดค้างบุญคุณของหลิวซิวอยู่ในใจ ทั้งสองมองตากันแล้วเดินเข้าไปขนาบข้างคุณชายซิวที่นั่งโดดเดี่ยวอยู่ข้างกองไฟ นายน้อยหันมาสั่งนางเพียงว่า “เจ้าไปเอาสุรามาสองสามไห วันนี้พวกข้าจะดื่มให้หนำใจไปเลย!”

            “ได้” นางรีบรับคำ

            ริมทะเลสาบต้าหมิงกองไฟถูกจุดขึ้นหลายกอง

            คนของหอเรียนฝ่ายบุ๋นแบ่งกันเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งรับหน้าที่

ก่อกองไฟ อีกกลุ่มรับหน้าที่เข้าไปในเมืองซื้อสุรา ตอนนี้กองไฟจุดเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สุราก็ซื้อกลับมาแล้วเช่นกัน

            คนของหอเรียนฝ่ายบู๊เองก็ไม่ได้อยู่นิ่งต่างพากันแสดงฝีมือ เข้าไปในป่าจับไก่ป่าและกระต่ายป่ามาได้เป็นจำนวนมาก การหาอาหารในคราวนี้ทำเอาสัตว์ป่าในละแวกนั้นแทบจะหมดป่าเลยทีเดียว

            หลังจากที่ยุ่งกับการตระเตรียมอาหาร ทุกคนได้มาชุมนุมกัน

ชายหญิงนั่งจับกลุ่มกันกินเนื้อย่างพลางยิ้มหัวเราะ บรรยากาศเต็มไปด้วยมิตรภาพฉันเพื่อนแทนที่คู่รัก

            คุณชายอี้ ซิว ฉี และตัวฟางลั่วซีเอง... รวมหัวกันก่อและล้อมวงรอบกองไฟ กองไฟกองนี้นั่งกันอยู่เพียงสี่คนเท่านั้น คุณชายทั้งสามถึงแม้จะหิวจนแสบไส้ แต่ก็ไม่ลงมือย่างเนื้อกินเอง ได้แต่มองกันอย่างไว้เชิง ปล่อยให้นางผู้เป็นบ่าวทำงานมือไม้เป็นระวิง

            เนื้อยังไม่ทันย่างสุก คุณชายอี้ก็ยื่นมือหยิบเอาเนื้อกระต่ายชิ้นโตเข้าปาก ฟางลั่วซีมองด้วยสายตาตกตะลึง ส่วนคุณชายฉีที่อยู่ข้างนางก็แย่งเนื้อกบอีกชิ้นเข้าปากด้วยเช่นกัน ปล่อยให้คนที่ทำงานหนักต้องก้มหน้าท้องร้องต่ออย่างไม่เป็นธรรม นางมีสีหน้าบึ้งตึง เงยหน้าขึ้นมาพลันสบสายตากับหลิวซิวและพบกับรอยยิ้มที่ปรากฏอยู่ในนั้น

            เขาคล้ายจะตกใจ เมื่อรู้ว่านางจับได้เขาก็ตีสีหน้าเย็นเฉียบฉับพลัน

            สองตาหรี่ลงอย่างมาดร้าย ทั้งเรียวคิ้วยังเลิกขึ้น จ้องมองนางด้วยท่าทางยโสอีกด้วย

            ฟางลั่วซีกะพริบตา...เมื่อครู่นางคล้ายจะเห็นเขายิ้มจริงๆ นะ

            หรือว่าแสงไฟส่องให้ตาฝาดไป?

            เนื้อย่างที่เหลือสุกดีแล้ว คราวนี้คุณชายอี้นั่งสงบเสงี่ยมไม่รีบแย่งเหมือนเมื่อครู่ แต่ฟางลั่วซีเองก็มิได้ประมาท รีบเก็บส่วนที่เป็นของตนใส่ห่อผ้าเอาไว้ก่อน แล้วค่อยส่งเนื้อที่เหลือให้กับคุณชายทั้งสาม

            ทั้งสี่หิวมาก ต่างพากันกินเนื้อย่างโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ฟางลั่วซีกินจนมือทั้งสองข้างเลอะเทอะไปด้วยน้ำมันซ้ำยังเสียงดัง อู๋อี้ที่นั่งมองนางกินส่งเสียง ‘ชิ’ แล้วยื่นมือมาเขกหัวนางเบาๆ การกระทำของเขาเรียกความสนใจจากหลิวซิวจนสองมือพลันชะงัก สักพักคุณชายซิวก็กินต่อคล้ายมองไม่เห็นสิ่งใด เพียงแต่ส่งสายตาแปลกประหลาดมายังนางเป็นระยะๆ จนฟางลั่วซีรู้สึกประหม่าไปหมด

            ขณะนั้น คุณชายอี้ได้ยกไหสุราในมือขึ้น กล่าวเพียงคำเดียวว่า “ดื่ม!”

            ทุกคนก็ยกไหสุราขึ้นมาดื่มโดยไม่ได้พูดอะไรกันอีก

            “สุราเลิศ!” หลิวซิวเปล่งออกมาคำหนึ่ง

            คุณชายฉีอมยิ้ม “จ้วงเหยียนหงคือสุราชั้นดี เก็บเอาไว้นานถึงหกปี ต้องเป็นยวี่แน่ๆ ที่ซื้อมา”

            หลิวซิวไม่ได้พูดต่อ

            ฟางลั่วซีเคยได้ยินกิตติศัพท์ของสุราเลิศรสนี้มานานแล้ว “นี่ต้องเป็นสุราของร้านจางเจียที่เมืองหลิวสือแน่”

            คุณชายฉีมองมาทางนาง “ไม่เลวทีเดียวที่เจ้าสามารถลิ้มรสของมันออก เห็นทีเจ้าก็เป็นนักดื่มเช่นกัน”

            นางยินดีกับคำชมนัก “ความใฝ่ฝันของข้าคือได้ลิ้มลองอาหารและสุรารสเลิศให้ทั่วหล้า และเก็บสะสมอาวุธหายาก”

            “นักดื่มอะไร เจ้ามันก็แค่คนที่กินไม่เลือก” คุณชายอี้พูดด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า

            ฟางลั่วซีกำลังจะอ้าปากทะเลาะกับนายน้อย ทว่าคุณชายซิวกลับเอ่ยขึ้น “กินได้นั้นคือสุข”

            คำพูดประโยคนั้นของคุณชายซิว ทำให้ทั้งสามหันไปมองดูเขาพร้อมกับเปล่งคำถามประโยคเดียวกัน “เจ้าก็พูดเป็นเหมือนกันนี่?”

            ประโยคที่เขาพูดเมื่อครู่นี้หมายความว่าอะไร พูดกับใคร เหมือนจะไม่สำคัญ

            หลังจากที่ดื่มสุราไปได้สักพัก ดูเหมือนทุกคนจะมึนเล็กน้อยเพราะฤทธิ์สุรา ก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างกองไฟ อู๋อี้ได้เอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง ทว่าเบาแสนเบา “ซิว…ขอบใจนะ”

            คุณชายซิวได้ยินแต่แววตากลับไม่ปรากฏสิ่งใด มีเพียงฟางลั่วซีที่รู้สึกยินดียิ่งนัก นางโพล่งขึ้นมาทันที “ข้าไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่? อี้...เมื่อครู่เจ้ารู้จักขอบคุณผู้อื่น คืนนี้พระอาทิตย์คงขึ้นแทนพระจันทร์แน่” ทั้งสี่ประสานเสียงหัวเราะกันดังฮ่าๆ จนคนที่นั่งล้อมรอบไฟกองอื่นหันมามอง

            หลังจากที่ทุกคนอิ่มหนำสำราญกับอาหารและเริ่มเอนหลังนอน ทันใดนั้นมีเสียงพิณดังขึ้น หญิงสาวนางหนึ่งลุกขึ้นร่ายรำตามจังหวะเสียงพิณบรรเลง หญิงสาวนางนั้นมีรูปร่างสวยงามอ่อนช้อย ไม่ต้องมองหน้าก็รู้ว่าต้องเป็นหญิงเลอโฉมที่สุดแห่งสำนักเป่ยยวี่ 

            ชั่วขณะนั้น ฟางลั่วซีได้ยินคนรอบกายตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “ฉีซิน ใช่ฉีซินจริงๆ ด้วย นางกำลังร่ายรำ”

            ฟางลั่วซีถึงกับตกตะลึง นางลืมจุดประสงค์ที่มาในวันนี้ไปเสียสนิท

            นางตั้งใจจะยลโฉมหญิงงามแห่งใต้หล้าเพื่อเป็นกำไรชีวิต เรื่องสำคัญเช่นนี้กลับลืมไปเสียได้ นับว่ายังโชคดี นางรีบเบิกตาโต จ้องมองไปยังหญิงสาวที่กำลังร่ายรำอย่างเย้ายวน ฟางลั่วซีพยายามมองหาจุดด้อยของหญิงผู้นั้นแต่ไม่พบเลย

            เป็นหญิงงามแห่งใต้หล้า--ฉีซิน แน่นอน

            สมแล้วที่เป็นฉีซิน มีดวงตาหมาป่าจ้องมองอยู่หลายคู่แต่นางกลับร่ายรำอย่างงดงามอ่อนช้อยต่อไปได้ ฟางลั่วซีรู้สึกเลื่อมใสเหลือเกิน ตอนนั้นคล้ายจะได้ยินเสียงคุณชายอี้เอ่ยออกมาว่า “ข้าลืมไป... เสี่ยวฮวา ขอบใจเจ้าด้วยเช่นกัน”

            ฟางลั่วซีถึงกับใจสั่นไหว นึกว่าตนนั้นฟังผิด

            นางหันหน้ามอง เห็นนายน้อยกำลังจับจ้องไปที่สาวงามด้วยท่าทีเคลิบเคลิ้มจนน้ำลายแทบไหล เสียงขอบใจเมื่อครู่ไม่น่าจะเป็นเขาไปได้เมื่อครู่นางได้ยินเขาขอบคุณคุณชายซิว จึงยังหูแว่วอยู่นั่นเอง ฟางลั่วซีถอนหายใจ จากนั้นจึงหันกลับไปดูฉีซินร่ายรำตามเดิม

            ท่าทางในการร่ายรำของฉีซินอ่อนโยน ละมุนละไม เหมือนดังนกนางแอ่นเริงร่า

            งดงามกระทั่งคุณชายฉียังเผลอขับบทกลอนออกมา “งามใสดุจหิมะ สรีระดุจมังกร กรอ่อนดังต้นหลิว ร่ายรำพลิ้วดังฝนโปรย” ระบำของฉีซินช่างอ่อนโยนละมุนละไม งดงามและเรียบง่ายยิ่งนัก

            จังหวะนั้นเอง ฉีซินไม่ทันระวัง สูญเสียการทรงตัว

            ร่างบอบบางของนางล้มลงในอ้อมแขนชายผู้หนึ่ง ผู้ที่ประคองนางไว้คือคุณชายซิวนั่นเอง ฟางลั่วซีรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากว่าหลิวซิวไปยืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไร เสียงบุรุษรอบกายพลันฮือฮาขึ้นอย่างนึกสนุก ตัวฟางลั่วซีเองในใจก็พลอยสนับสนุนตามไปด้วย หญิงงามกับชายแกร่ง ช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก

            หลิวซิวและฉีซินมองสบสายตากัน 

            ฉีซินรู้สึกเขินอาย ใบหน้าแดงระเรื่อ นางลุกขึ้นหมุนตัวออกจากอ้อมแขนคุณชายซิว ชายเสื้อพลิ้วสะบัดผ่านใบหน้าของเขาโชยเอากลิ่นหอมจางๆ ฝากไว้เบื้องหลัง ร่างของนางเดินจากไปท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย ทว่ามีผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยตกหล่นอยู่ 

            คุณชายซิวมองตามนางจนลับสายตาแล้วก้มเก็บผ้าเช็ดหน้าใส่ไว้ในแขนเสื้อด้วยสีหน้านิ่งเฉย ไม่นานก็เดินจากไปเช่นกัน

            หลายปีต่อมา กว่าฟางลั่วซีจะรู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดคือหนึ่งในบทเกี้ยวพาราสีระหว่างชายหญิง นางก็เติบโตเป็นสาวแล้ว ทว่าตอนนี้ยังไม่ใช่... นางเพียงคิดในใจว่า เมื่อครู่ฉีซินเป็นฝ่ายยั่วเย้าคุณชายซิว หรือว่าคุณชายซิวเป็นฝ่ายยั่วเย้าอีกฝ่ายกันแน่? คิดไปคิดมาอีกที หรืออาจเป็นความบังเอิญก็เป็นได้ เล่ห์กลระหว่างชายหญิงช่างซับซ้อนเหลือเกิน ท่องยุทธภพคราวแรก ไม่อาจเรียนรู้ได้ถ่องแท้

            นางคิดในใจ เปรียบเทียบพี่สาวนางกับฉีซิน สุดท้ายนางก็คิดว่าพี่ใหญ่สวยกว่าอยู่ดี

            เช่นนั้น นางกลับบ้านไปดูพี่ใหญ่ไม่ดีกว่ารึ!

บทที่ 6 คำมั่นสัญญา (1)

เมื่องานเลี้ยงเลิกรา ทุกคนต่างพากันแยกย้าย

            ด้วยความที่ฝ่ายหนึ่งเป็นชายและอีกฝ่ายเป็นหญิง จึงไม่สามารถค้างอ้างแรมในป่าด้วยกันได้

            ยามพลบค่ำที่ริมทะเลสาบ... เมื่อทุกคนอิ่มหนำสำราญ ศิษย์สำนักหนานซูและศิษย์สำนักเป่ยยวี่ต่างจากลาด้วยมิตรภาพฉันเพื่อน ส่วนตัวฟางลั่วซีเองรู้สึกประหลาดใจที่บุรุษและสตรีสามารถเป็นมิตรกันได้โดยไม่มีเรื่องราวของความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง มิตรภาพเช่นนี้เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่นางสนใจ เพราะไม่ว่าใครจะงดงามหรืออัปลักษณ์ ฉลาดหรือขลาดเขลาล้วนโอบประคองซึ่งกันและกันได้ทั้งนั้น

            นางชื่นชอบช่วงเวลานี้เหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่บรรดาสาวงามเป่ยยวี่หันมาโบกมือลา “อู๋ตัว แล้วครั้งหน้าเจอกันอีกนะ”

            นางโบกมือตอบ รู้สึกอบอุ่นในหัวใจจนกระทั่งฝ่ามือของท่านอาจารย์จี้แตะลงที่บ่าตน “อู๋ตัว... เจ้าอายุน้อยที่สุดในกลุ่มลูกศิษย์ของข้า อย่ากระนั้นเลย ช่วยอาจารย์เก็บกวาดสถานที่เสียหน่อยเถิด คงไม่ดีแน่หากต้องเอ่ยปากไหว้วานผู้ที่อาวุโสกว่าเจ้า” ฟางลั่วซีอ้าปากค้างอย่างจนใจ ไม่ยุติธรรมเลย นางอายุน้อยที่สุดก็ย่อมตัวเล็กที่สุด เหตุใดอาจารย์ไม่คำนึงถึงข้อนี้ล่ะ

            ใจคิดเช่นนี้แต่ปากดันโพล่งรับไปแล้ว “ขอรับ”

            ท่านอาจารย์จี้ยิ้มกว้าง

            ตอนนั้นเอง “ท่านอาจารย์ ข้ากับฉี ขออยู่ที่นี่ช่วยน้องชายทำความสะอาดด้วยได้หรือไม่?”

            ฟางลั่วซีซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล

            อาจารย์จี้ลังเลอยู่พักหนึ่งแล้วตอบว่า “ก็ได้แต่พวกเจ้าต้องรีบกลับสำนัก อย่านึกว่ารวมตัวกันเป็นกลุ่มแล้วจะถือโอกาสนี้เที่ยวเตร็ดเตร่นะ”

            “ศิษย์น้อมรับคำสั่ง”

            อาจารย์จี้ยิ้มแล้วตะโกนเสียงดังขึ้นว่า “ทุกคนขึ้นม้ากลับสำนัก!”

            บรรดาศิษย์หนานซูทุกคนควบม้ากลับกันอย่างเอิกเกริก ไม่รู้ว่าหลิวซิว...เพราะเหตุใดจึงยังยืนนิ่งอยู่ พอเห็นเพื่อนอีกสามคนเก็บกวาด สักพักหลิวซิวก็เดินตรงเข้ามาช่วยเก็บกวาดอย่างเงียบเชียบด้วยอีกคน แสงอาทิตย์ยามเย็นในวันนี้ช่างงดงามเหลือเกิน ลำแสงสีทองเรื่อเรืองตกกระทบกับผิวน้ำในทะเลสาบ ส่องประกายระยิบระยับจับตา ช่างเป็นภาพที่ทำให้จิตใจผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ

            ฟางลั่วซีเก็บกวาดสิ่งของที่ถูกทิ้งไว้ริมทะเลสาบอย่างขะมักเขม้น ตอนนั้นเองที่นางเห็นบางอย่างเข้า มันแอบอยู่ใกล้ต้นไม้ มีกองไม้ขนาดใหญ่ถมทับอยู่ ท่าทางเจ้าของเดิมเจตนาจะหลบมันจากสายตาของผู้อื่น ฟางลั่วซีแผดเสียงร้องอย่างยินดี เสียงของนางเรียกความสนใจจากเพื่อนอีกสามคนจนมือที่ทำงานชะงัก “สวรรค์นี่มันเหล้าอวี่เอ๋อหงสิบแปดปีนี่!”

            “ไหน ขอดูบ้าง” อู๋อี้วิ่งเข้ามาหา ทำสีหน้าสงสัยสักพักก็ดีใจตาม “จริงด้วย”

            อู๋ฉีและหลิวซิวที่ยืนอยู่ไม่ไกลตรงเข้ามาเช่นกัน เมื่อแน่ใจดีแล้วทั้งสี่จึงสบตากันอย่างเจ้าเล่ห์

            “เฮ” เงยหน้าอ้าปากร้องตะโกนกันสุดเสียงทันที

            เท่าที่เห็น ท่ามกลางกองอาหารเหลือทิ้งมีเนื้อแพะเหลืออยู่ไม่น้อย ซ้ำตอนนี้ยังมีเหล้าอวี่เอ๋อหงอันลือชื่อมาไว้ในครอบครองอีก การเก็บตกของเหลือของผู้อื่นมิใช่เป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป บรรดาคนขี้เหล้ามีรอยยิ้มแฝงไว้ที่หางตา พากันอุ้มไหสุราแหงนหน้าขึ้นฟ้า หัวเราะดังลั่นอย่างมีความสุข

            บรรยากาศยามราตรีช่างสวยงามนัก แสงจันทร์บนนภายิ่งมองยิ่งทวีความอ่อนละมุนชวนเคลิบเคลิ้ม ทั้งสี่นั่งล้อมกองไฟกินดื่มสุราด้วยกันอย่างสบายอกสบายใจ ดื่มได้ไม่นานคุณชายอี้ได้กล่าวขึ้นว่า “น้องชาย เจ้าร่ายรำเพลงกระบี่ให้พวกเราดูเป็นขวัญตาสักกระบวนท่าจะได้หรือไม่ อวดซิวเขาหน่อย เขาจะได้รู้ว่ากองทัพทหารของเขามิได้งดงามเป็นหนึ่ง ยังมีเจ้าอีกคนที่เขาต้องล้มให้ได้”

            หลิวซิวผู้โดนพาดพิงไม่ว่ากล่าวอันใด ทำเพียงเลิกคิ้วและยกมุมปากยิ้ม ข้างฝ่ายฟางลั่วซี นางรู้ดีว่านายน้อยเปิดปากทีไรเป็นต้องแขวะหลิวซิวศัตรูเก่า แต่ใจจริงอู๋อี้อาจมิได้คิดลบหลู่อีกฝ่ายเช่นนั้น นางจึงรีบเบี่ยงประเด็นยกตนข่มท่านของสองบุรุษ ด้วยการตอบรับคำท้าอย่างร่าเริง “ใช่ๆ ข้ามีกระบวนท่าหนึ่งที่เพิ่งคิดค้นได้ อยากจะรับคำแนะนำพอดี มันมีชื่อว่าฝ่ามือเซี่ยงจ้วง”

            ได้ผลนัก เพื่อนทั้งสามหันขวับมาโดยพลัน

            ฟางลั่วซีลอบถอนหายใจ... “ข้าจะลองตั้งเท้าวางท่าให้พวกเจ้าดู พูดจบนางก็ยกแขนเสื้อขึ้น”

            อู๋อี้รีบโบกมือให้หยุดทันที “หากนี่คือวิชาเข็มเงินที่เจ้าใช้หากินประจำก็พอเถอะ ข้าเบื่อแล้ว”

            ฟางลั่วซีหน้ามุ่ย “เจ้าเคยเห็นแต่พวกเขายังไม่เคยนี่”

            “ก็จริง” อู๋อี้เถียง “แต่เจ้าคิดให้ดีนะ เขาสองคนมีวรยุทธสูงส่ง เขาคงไม่ตาโตเพียงเพราะเข็มเย็บผ้าน่ารักๆ ของเจ้าหรอก”

            นายน้อยนะนายน้อย!... ฟางลั่วซีอยากปราดเข้าไปกระทืบเขานัก

            อู๋อี้เปรยขึ้นมาต่อท้ายว่า “ข้าว่าเอาเช่นนี้ดีกว่า หากไม่นับข้าแล้ว เจ้าสามคนต่างมีวรยุทธสูงส่งไม่แพ้กัน การแสดงกระบวนท่าต่อสู้นั้น เปรียบเสมือนสอนปลาให้ว่ายน้ำ อย่ากระนั้นเลย เรามาเล่นอย่างอื่นเถอะ” สีหน้าเพื่อนอีกสามส่อถึงความสงสัยชัดเจน คุณชายเจ้าแผนการเลยอธิบายต่อ “เรามาแข่งความสามารถเฉพาะตัวกันดีไหมเล่า ที่ชายฝั่งมีเรือจอดอยู่หลายลำ พวกเจ้าใช้กำลังภายในแข่งกันแล่นเรือ ใครไปถึงเกาะหมิงเยี่ยที่อยู่กลางทะเลสาบได้ก่อนผู้นั้นเป็นผู้ชนะ ข้าจะเป็นผู้ตัดสินเอง”

            “ความคิดไม่เลว ข้าก็อยากรู้เช่นกันว่าเราสามคน ใครกันที่มีวรยุทธแก่กล้าที่สุด” ฟางลั่วซีเห็นด้วย

            คุณชายฉีตอบด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “อย่างไรก็ว่างอยู่แล้วนี่”

            หลิวซิวนิ่งก่อนเอ่ยว่า “ข้าก็อยากรู้เช่นกันว่าใครกันที่มีวรยุทธเป็นเลิศ” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนเป็นคนแรก

            ทั้งสามเลือกเรือมาคนละลำ ต่างยืนประจำอยู่ที่หัวเรือ ภายใต้แสงจันทราลมเย็นยามราตรีพัดโชยมาจากทะเลสาบ ชายเสื้อของทั้งสามสะบัดพลิ้วไหว ท่าทางแต่ละคนองอาจเอาจริงราวกับไม่ได้ร่ำสุรามาเมื่อครู่

            เมื่อการแข่งขันทำท่าจะเริ่ม ผู้อยู่ที่หัวเรือทั้งสามมองสบตากัน นัยน์ตาบอกกันและกันว่าตนเป็นฝ่ายชนะแน่... ที่ท้ายเรือของฟางลั่วซี คุณชายอี้ได้กระโดดขึ้นมานั่งหน้าตาเฉย ฟางลั่วซีหันหลังไปมอง รู้ว่าเขาจงใจที่จะแกล้ง ทว่านางไม่สนใจแม้แต่น้อย ยังคงเชิดหน้าเตรียมพร้อมอย่างมุ่งมั่น ต่อให้ลำของนางมีน้ำหนักมากกว่าผู้อื่น แต่นางก็ไม่ยอมแพ้เป็นอันขาด

            “เริ่มได้!”

            ทั้งสามออกเรือไปพร้อมกับสายลมและคลื่นน้ำที่พัดเบาๆ

            ในมืออู๋อี้ประคองถ้วยสุราดื่มพลางขับกลอน แหย่ให้นางใจไขว้เขว สิ่งเดียวที่พอทำได้คือแล่นเรือให้เร็วกว่าเดิมเพื่อกลบเสียงกลอนของเขา ในที่สุดอู๋อี้ก็ยอมแพ้ หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ พลางตะโกนใส่แผ่นหลังนางอย่างสนุกปาก “เสี่ยวฮวา อย่าจริงจังนักเลย แพ้แล้วอย่างไร...ชนะแล้วอย่างไร... การประลองนี้ข้าเพียงอยากแกล้งให้สองคนนั้นรีบไปให้ห่างสายตา จะได้บอกกับเจ้าว่าดาวคืนนี้สวย ท้องฟ้าสดใสแค่ไหน เข้าใจเสียบ้างสิ”

            ฮึ เจ้าเล่ห์นัก นายน้อยนี่ไม่ไหวเลยจริงๆ นางไม่อยากนึกถึงเขาในยามเปี่ยมวรยุทธว่าจะร้ายกาจสักเพียงไร เข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดคนถึงอยากจะสังหารเขา ฟางลั่วซีไม่ได้ตอบแต่เผลอเหลือบตาขึ้นมองดวงดารา ภาพที่เห็นทำให้นางถึงกับตะลึงงัน

            ง…งามจริงๆ ด้วย

            ทั้งงามและเปล่งประกาย ราวกับอยู่ใกล้แค่ฝ่ามือ ทำไมไม่เคยรับรู้ถึงมันมาก่อน

            “อีกสักพักดวงอาทิตย์ก็ขึ้นแล้ว” อู๋อี้เปรยมาจากทางด้านหลัง “วันนี้ฟ้าเปิดเจ้าจึงมีโอกาสได้เห็นดาวกระจ่างฟ้า ว่ากันว่ามนุษย์เราสามารถสมปรารถนาได้หนึ่งสิ่งหากวอนขอกับดวงดาวในยามฟ้าเปิด”

            ฟางลั่วซีแล่นเรือช้าลงเรื่อยๆ ดวงจิตคิดใคร่ครวญตามคำพูดเรียบๆ ของนายน้อยโดยไม่รู้ตัว อู๋อี้ในยามนี้ไร้ซึ่งหางเสียงเจ้าเล่ห์ดังเช่นเคย นางไม่รู้ว่าเขาพูดจริงหรือไม่ แต่ด้วยความเยาว์วัยจึงแอบกระซิบกับดวงดาว

            อีกฝ่ายคงมองเห็นริมฝีปากของนางขยับจึงลอบอมยิ้ม เขาพิงกายเอนลงนอนกับพื้นเรือ เอ่ยขึ้นมาเบาๆ “การขอบางสิ่งกับใครนั้นต้องเสียงดังฟังชัด บิดาไม่ได้สอนเจ้าหรือ”

            ต้องเสียงดังด้วยรึ แต่นางอับอายเหลือเกินนี่นา “ข้าอยากได้” ด้านหลังเงียบราวกับไร้ตัวตน นางรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาหน่อยจึงกล้าเอ่ยต่อ “ดวงดารา ข้าขอใครสักคนที่อยู่เป็นเพื่อนในยามยาก ใครสักคนที่ไม่ละทิ้งข้าในยามคับขันที่สุด ผู้กล้าที่ตายแทนข้าได้อย่างไม่รีรอ” นี่คือคู่รักในอุดมคติของหญิงสาวทุกคน และของนางด้วย ฟางลั่วซีไม่เคยมีรัก แต่หากจำต้องรู้จักเข้าสักวันหนึ่ง นางอยากได้คนที่รักนางมากกว่าชีวิตตนเอง

            ด้านหลังของนางเงียบไปถนัดใจ... สักพักฟางลั่วซีต้องร้องเหวอออกมา มือร้อนๆ ข้างหนึ่งยื่นมาดึงหูของนางพร้อมกับน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคงดุจดั่งคำมั่นสัญญา

            “ดวงดาราบอกว่า... ตกลง”

 

            ผลของการล่องเรือยามราตรีปรากฏว่านางแพ้

            แต่ไม่เป็นไร เพราะภาพดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ ขึ้นบนเกาะหมิงเยี่ยช่างงดงามอย่างน่าใจหาย วงกลมสีส้มลอยขึ้นสู่ขอบฟ้า ชั่วขณะนั้น...ผืนน้ำและผืนฟ้ารวมกันเป็นหนึ่ง แสงทองเจิดจ้าย้อมทุกอย่างจนเป็นสีเดียวกัน รวมถึงร่างของทั้งสี่ที่กำลังเอนกายนอนไขว่ห้าง เอาศีรษะอิงกันเพื่อดูแสงแรกของดวงตะวันในยามเช้า

            คุณชายฉีกล่าวทำลายความเงียบ “พวกเราสี่คนต่อให้อยู่กันคนละที่ คนละทิศ ก็ขอให้จดจำวันที่พวกเราได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่เกาะหมิงเยี่ยนี้ด้วยกันตลอดไปนะ”

            อู๋อี้หัวเราะตอบ “ถ้าหากตายแล้วจะจำได้อย่างไร?”

            “ก็ให้คนที่ยังอยู่จำแทนเจ้า”

            ได้ยินเช่นนั้น ฟางลั่วซียกมือขึ้นตบหน้าอกตัวเองอย่างภาคภูมิใจ “เอาเป็นว่าข้าจะช่วยพวกเจ้าจดจำเอง เพราะข้าอายุน้อย มีโอกาสสิ้นใจช้าที่สุด หากข้าผมขาวโพลนเมื่อไร พวกเจ้าอาจไม่อยู่แล้วก็ได้”

            “หากเจ้าอยู่นานถึงเพียงนั้น ฝากเรื่องสำคัญสักเรื่องสิ” อู๋อี้แย่งเอ่ยขึ้นมาอย่างนึกสนุก

            “เรื่องใด?”

            “ข้าอยากรู้ว่าในวัยชรา ฉีซินผู้ร่ายรำงดงามเมื่อตอนพลบค่ำยังจะงามอยู่อีกไหม?”

            ประโยคนี้ของอู๋อี้เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้ไม่เว้นแม้แต่หลิวซิว

            “นางอาจไม่งามแล้วก็ได้” ฟางลั่วซีตอบอย่างมั่นใจ จากนั้นก็เปล่งเสียงออกมาดังลั่น “ข้ามีความลับอย่างหนึ่งจะบอกพวกเจ้า เนื่องจากเป็นสหายรักกันแล้วหรอกนะจึงเปรยให้ฟัง ชั่วชีวิตของข้านั้น ข้าเคยพบเจอหญิงสาวที่เรียกว่าสาวงามแห่งใต้หล้า ตัวจริงของตัวจริง งามที่สุดของที่สุด นางงามกว่าฉีซินมากนัก” สตรีผู้นั้นคือพี่ใหญ่ของนางเอง ประโยคนี้ฟางลั่วซีมิได้เอ่ย แน่นอนนางภาคภูมิใจจนอกแทบทะลุ

            ที่แท้ของล้ำค่าในดินแดน ก็อยู่ในครอบครัวของข้านั่นเอง ฮ่าๆๆ!

            ความงามล้ำเลิศของพี่ใหญ่ ฉีซินเทียบไม่ได้เลยแม้แต่น้อย กระทั่งสาวใช้ส่วนตัวของพี่ใหญ่ ฮุยเอ๋อ ลิ่วเอ๋อ ยังงามกว่าฉีซินด้วยซ้ำ คิดได้เช่นนี้นางก็อยากกลับบ้านแล้ว นางไม่เคยห่างบ้านมานาน พอมีเรื่องกระทบใจให้คิดถึง นางก็พลันรู้สึกคะนึงหาทันที

            ความลับของนางทำให้ทุกคนสนใจ แต่นายน้อยกลับมาเหนือความคาดหมาย เขาไม่ได้ตาโตหรือเอ่ยถามชื่อเสียงเรียงนามของสาวงามผู้นั้น กลับทำเพียงหลับตาลงแล้วหลุดปากออกมาเบาๆ ว่า “เจ้าเด็กโง่... บางทีเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตพวกเราทุกคน เมื่อพวกเราเติบโตมากกว่านี้ หมดสิ้นความไร้เดียงสาที่น่าสนุกสนาน... ความงามล้ำค่าอาจไร้ความหมายไปแล้วก็ได้... ไม่มีสิ่งใดที่เป็นที่สุดของที่สุด เป็นตัวจริงของตัวจริงหรอก... ฟ้าใกล้สว่างแล้ว งีบกันสักหน่อยเถอะ”

            ทุกคนตอบรับด้วยความเงียบ ต่างพากันหลับตาตามอู๋อี้

            ในที่สุดก็ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับแสงอาทิตย์ยามเช้า

 

            ตอนที่พวกเขาขึ้นถึงฝั่ง หลิวซิวกลับไปนานแล้ว

            ตอนนั้นเป็นเวลาใกล้เที่ยง เมื่อคืนพวกเขาไม่ได้กลับสำนัก วิชาในช่วงเช้าก็ไม่ได้เข้าเรียน กลับไปคงถูกทำโทษเป็นแน่ ทั้งสามใจเต้น

ไม่เป็นจังหวะ เมื่อควบม้ามาถึงสำนัก พวกเขาก็ได้พบกับคุณชายยวี่และคุณชายสวิ๋นที่กำลังจูงม้าลงเขา 

            คุณชายยวี่เห็นทั้งสามกลับมาด้วยท่าทีรีบร้อน จึงออกปากด้วยความตกใจ “ทำไมพวกเจ้าเพิ่งกลับมาเอาตอนนี้!”

            ฟางลั่วซีถาม “เกิดอะไรขึ้นรึ?”

            คุณชายยวี่เอาแต่ส่ายหน้า “ท่านอาจารย์ใหญ่รู้ว่าพวกเจ้าหายไปทั้งคืนไม่ได้กลับสำนัก ซ้ำยังไม่ได้เข้าเรียนในช่วงเช้าอีก จึงตำหนิอาจารย์จี้ อาจารย์จี้ให้ข้ากับสวิ๋นไปตามพวกเจ้ากลับมา พวกเจ้ารีบไปหาอาจารย์จี้เถอะ ตอนนี้หลิวซิวไปหาอาจารย์จี้แล้ว”

            “ได้ พวกข้าจะรีบไป”

            ทั้งสามส่งเชือกจูงม้าให้กับเพื่อนทั้งสอง แล้วรีบวิ่งไปหาอาจารย์จี้

            คนที่เที่ยวจนไม่รู้เวลาก็ต้องได้รับโทษ อาจารย์จี้ตำหนิพวกเขาเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม หลังจากนั้นได้ลงโทษให้พวกเขาคัดคัมภีร์ซือจิงยี่สิบจบ ฟางลั่วซีถอนหายใจยาว 

            อาจารย์จี้จึงกล่าวต่อว่า “ส่วนเจ้า อู๋ตัว...นอกจากคัดคัมภีร์แล้ว เจ้าต้องไปขัดห้องน้ำเป็นเวลาสิบวัน”

            “อะไรนะ?!” ฟางลั่วซีตะโกนออกมาอย่างตกใจ เหมือนถูกฟ้ากลั่นแกล้ง เหตุใดจึงเป็นนางที่ต้องขัดห้องน้ำถึงสิบวันด้วยเล่า?!

            อาจารย์จี้ได้ยินเช่นนั้นก็จ้องนางตาเขม็ง นางถึงกับมือไม้เย็นไปหมด “สิบวันไม่พอกระนั้นรึ?!”

            ฟางลั่วซีขนลุกซู่ รีบก้มหน้าด้วยความเศร้าใจ “พอขอรับ มากเกินจะพอ” อาจารย์จี้พยักหน้าด้วยความพอใจ สะบัดชายเสื้อโบกมือ คนทั้งหมดจึงกลับออกไป... ก่อนจะก้าวเท้าออกนอกประตู ฟางลั่วซีจงใจถอนหายใจยาวและบ่นดังๆ ว่า “นี่ละนะ...ที่เขาว่ากันว่าเลือกปฏิบัติ” ก่อนที่อาจารย์จี้จะโมโห นางรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว