เวลาในแต่ละวันช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าเสียจริงๆ
หลายวันมานี้ นางต้องผ่านมรสุมหนักหน่วงมาแบบไม่ง่ายเอาเสียเลย ความอดทนของฟางลั่วซีมาถึงขีดสุดแล้ว ไม่สามารถเก็บไว้ได้อีก นางจึงตัดสินใจที่จะแข็งข้อกับคุณชายอี้
ข้างฝ่ายคุณชายอี้เองดูเหมือนจะรับรู้ถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปขององครักษ์ข้างกาย การแข็งข้อของนางได้ผล เขาลดการกระทำที่คอยจะหาเรื่องแกล้งลงไปบ้าง นางจึงได้อยู่เป็นสุขมากกว่าแต่ก่อน
สองวันให้หลัง ช่วงยามสี่ ท้องฟ้าใกล้สาง...
คุณชายอี้พาเสี่ยวฮวาและเด็กรับใช้ตู้เสี่ยวสี่ มุ่งหน้าเดินทางไปสำนักหนานซู
สำนักหนานซูตั้งอยู่บนยอดเขาฉีเฟิงทางด้านทิศใต้ของจวนต้าหมิง สาเหตุที่สำนักแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดัง อาจเป็นเพราะมีท่านอาจารย์ผู้เฒ่าสวีผู้เลื่องชื่อในด้านดนตรีเป็นที่สุด หรืออาจเป็นเพราะว่าหยางเหมี่ยนซิน--ฮูหยินของท่านอาจารย์ใหญ่ฉีหลาน ถือเป็นหนึ่งหญิงงามที่ใครๆ ต่างจับตามองก็เป็นได้
ฮูหยินหยางเหมี่ยนซินขึ้นชื่อว่างดงามนัก ธิดาของนางก็ได้ชื่อว่าถอดแบบจากมารดามาด้วยเช่นกัน อาจารย์ใหญ่ฉีหลานบ่มสอนวิชาความรู้ให้กับธิดาคนเดียวอย่างเต็มที่ไม่ต่างจากสอนลูกศิษย์คนอื่นๆ
ผู้ที่เล่าเรียนในสำนักหนานซูล้วนเป็นราชนิกุลและลูกหลานตระกูลดังทั้งสิ้น เมื่อกล่าวถึงชื่อสำนักแห่งนี้ย่อมต้องกล่าวถึงศิษย์ด้วย ว่ากันว่า...บรรดาศิษย์ที่จบจากสำนักหนานซูมีหน้าที่การงานและอนาคตที่ก้าวไกลกว่าศิษย์สำนักอื่น เนื่องจากสำนักหนานซูเป็นสำนักเก่าแก่ที่ถวายการเรียนการสอนให้กับปฐมกษัตริย์มาแล้วหลายราชวงศ์ มีประวัติมาช้านานเรื่องความเข้มข้นในเนื้อหาที่เรียน ซ้ำยังมีความสัมพันธ์สนิทแนบแน่นกับราชสำนัก
ขุนนางทั้งหลายที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนี้ล้วนจบมาจากสำนักหนานซูทั้งสิ้น บรรดาคุณชายทั้งหลายที่ทางบ้านส่งมาเล่าเรียนหาวิชาความรู้ที่นี่จึงมีฐานะไม่ธรรมดา ด้วยเหตุนี้แต่ละวิชาที่สอนจึงถูกจัดสรรไว้อย่างครบถ้วนและเป็นระบบ องค์ความรู้ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้ในขั้นดีเลิศ
สำนักหนานซูตั้งสูงตระหง่านอยู่บนยอดเขาฉีเฟิงที่มีทิวทัศน์งดงาม สถานที่แห่งนี้มีอากาศบริสุทธิ์สดชื่น ใครที่ได้มาเยือนมักได้ยินเสียงนกร้องเคล้าไปกับกลิ่นอายหอมกรุ่นของมวลหมู่ไม้ ยามฝนตกไอหมอกใต้เขาจะม้วนตัวล่องลอยขึ้นสู่เบื้องบนปกคลุมไปทั่ว สร้างทะเลหมอกอันกว้างใหญ่ตระการตา สวยงามราวกับสวรรค์ก็ไม่ปาน
ด้วยเหตุนี้ จึงมีนักกลอนกล่าวพรรณนาชื่นชมเอาไว้ว่า
หนานซูคู่โลกา
สร้างแผ่นฟ้ายันแผ่นดิน
เลื่องชื่อลือระบิล ถือเป็นถิ่นวีรชน
ณ เชิงเขาฉีเฟิงในยามนี้ บรรดาศิษย์ใหม่ต่างพากันขึ้นยอดเขาแข่งกับแสงอรุณ
คุณชายอี้และฟางลั่วซีก็เป็นหนึ่งในนั้น
สำนักหนานซูอนุญาตให้ลูกศิษย์แต่ละคนนำบ่าวรับใช้ติดตามมาได้เพียงหนึ่ง แต่ในบทบาทบ่าวรับใช้ ฟางลั่วซีไม่สามารถติดตามให้ความช่วยเหลือคุณชายอี้ได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้นทางจวนต้าหมิงจึงสั่งให้นางแต่งกายเป็นชายมาร่ำเรียนที่สำนักหนานซูกับคุณชายในฐานะลูกพี่ลูกน้อง
ทั้งสองขี่ม้ามาถึงประตูทางเข้าสำนัก หลังจากที่ลงจากหลังม้าอู๋อี้ก็เดินนำเข้าประตูไปก่อน ตามด้วยฟางลั่วซี ส่วนผู้ติดตามอีกหนึ่งนำเชือกจูงม้าของทั้งสองส่งให้กับผู้ดูแลม้าของสำนัก หลังจากทั้งสามเดินเข้าประตูใหญ่มาแล้ว จึงมองเห็นขั้นบันไดที่สูงสุดลูกหูลูกตา พวกเขาหันมามองหน้ากันพลางลอบกลืนน้ำลาย
ตำหนักของสำนักหนานซูอยู่สูงนัก ทำราวกับจะให้ศิษย์ใหม่ปีนขึ้นไปบนสวรรค์ก็ไม่ปาน
แสงสุริยายามเช้าสาดส่องลงมา ต้นสนสูงลิ่วสองฟากฝั่งรวมถึงร่มไม้สีเขียวขจีช่วยขับกล่อมให้จิตใจของศิษย์ใหม่เบิกบานและปลอดโปร่ง มีแรงฮึดที่จะทำภารกิจแรกจนสำเร็จลุล่วง ขณะที่ทั้งสามตั้งใจจะเดินขึ้นบันได... ตอนนั้นเอง เสียงเกือกม้าควบดังถี่ๆ ก็ดังมาจากด้านหลัง
คุณชายอี้หันกลับไปมอง น้ำเสียงโทนต่ำที่แสดงชัดเจนว่าไม่ค่อยพอใจดังขึ้น “หลิวซิว”
ฟางลั่วซีได้ยินดังนั้นจึงหันหลังกลับไปมองเช่นกัน
นางเห็นฝูงคนและอาชาจำนวนหนึ่งตรงหน้าประตูใหญ่ แต่ละบุรุษที่กระโดดลงจากหลังอาชามีท่าทีหยิ่งยโส โดดเด่นที่สุดในคนกลุ่มนี้เห็นจะเป็นคุณชายที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด เขาสวมเสื้อผ้าหรูหรา มีท่วงท่าเยือกเย็นเฉยเมย ทั้งสายตาก็ไม่เป็นมิตร ภาพลักษณ์เช่นนี้ทำให้ผู้อื่นยากที่จะเข้าถึง
ฟางลั่วซีมองลำตัวของเขาที่เหยียดตรงอย่างทระนง มีคันธนูและลูกธนูขนสีขาวสลับดำแนบติดกับแผ่นหลังของเขา แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาผู้คนมากที่สุดมิใช่อาวุธ กลับเป็นชุดผ้าไหมสีขาวล้วนที่เขาสวมอยู่ บริเวณไหล่เสื้อถึงเอวปักลายนกอินทรีที่ประณีตงดงาม ไม่ว่าใครเมื่อเห็นก็รู้ได้ทันทีว่าเขาผู้นี้ไม่ใช่บุคคลธรรมดา
หลิวซิวรึ?
ฟางลั่วซีคิดเดาในใจ หรือเขาจะเป็นน้องชายของฮองเฮาหลิว...
คุณชายซิว!
“ทางที่ดี พวกเราควรอยู่ห่างเขาไว้” อยู่ดีๆ นายจ้างของนางก็เอนศีรษะลงมากระซิบ ฟางลั่วซีได้ยินจึงหันหน้าไปมองคุณชายอี้ สีหน้าของเขาดูนิ่งเฉยไร้อาการล้อเล่นเหมือนเคย
ทั้งสามเดินขึ้นบันไดต่อ กระทั่งมาหยุดอยู่ตรงลานหน้าสำนัก
ที่แห่งนั้นเป็นลานกว้างซึ่งปูพื้นด้วยหินสีคราม เป็นสีที่เข้มกว่าท้องฟ้าอยู่หนึ่งระดับ สองข้างของลานขนาบด้วยต้นสนเขียวขจีปลายยอดสูงเสียดฟ้า กลางลานมีอาจารย์สองสามท่านกำลังรวบรวมรายชื่อศิษย์ใหม่ที่มาเข้าเรียนในปีนี้
ทั้งสองนำหนังสือรายงานตัวส่งมอบให้กับอาจารย์ท่านหนึ่ง พร้อมจ่ายค่าเล่าเรียนเป็นทองคำคนละสิบชั่ง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ฟางลั่วซีและอู๋อี้ก็ได้เป็นศิษย์ของสำนักหนานซูอย่างเต็มตัว ทางสำนักได้จัดที่พักให้สองคนต่อหนึ่งห้อง ฟางลั่วซี...ในฐานะลูกพี่ลูกน้องของคุณชายอี้จึงถูกจัดให้อยู่ห้องเดียวกันกับเขา
วันแรกของการเปิดเรียนเป็นวันที่ศิษย์ใหม่ตื่นเต้นที่สุด ทางสำนักประกาศให้พวกเขามารวมตัวกัน ณ ลานหน้าสำนัก เมื่อฟางลั่วซีและคุณชายอี้มาถึงหน้าลานก็พบว่า ท่านอาจารย์ใหญ่ฉีหลานได้มายืนรอเด็กใหม่อยู่ก่อนแล้ว
บรรดาศิษยานุศิษย์ที่เข้ามาใหม่ เมื่อเห็นอาจารย์ใหญ่ก็รีบยืนเรียงแถวด้วยท่าทีสำรวมอยู่เต็มลาน คนแรกที่ยืนอยู่หน้าแถวทางซ้ายมือคือชายหนุ่มรูปงามที่ฟางลั่วซีเคยพบในวันที่เข้าจวนต้าหมิงเป็นครั้งแรก คนถัดมาคือน้องชายของฮองเฮาหลิว...คุณชายหลิวซิว
ชายหนุ่มรูปงามผู้นั้น เมื่อเห็นคุณชายอี้จึงโปรยยิ้มพร้อมน้อมศีรษะทักทายเขา จากนั้นก็เหลือบสายตามาทางฟางลั่วซี... เขายิ้มทักทายนางเช่นกัน
ฟางลั่วซีรีบถือโอกาสนี้เค้นถามคุณชายอี้เสียเลย “ชายผู้นั้นเป็นใครหรือ?”
อู๋อี้เหลือบมองนาง แต่ไม่ได้ตอบ
ฟางลั่วซีใช้น้ำเสียงที่เบากว่าเดิม ตะคอกเสียงต่ำ “ข้ากำลังถามเจ้าอยู่นะ!”
คนโดนถามเลิกคิ้วใส่ แต่ยังคงไม่ตอบ
คราวนี้ฟางลั่วซีจ้องเขาเขม็งอย่างมาดร้าย
อีกฝ่ายจึงสบถอย่างเหลืออดออกมาจนได้ “เจ้านี่ช่างเป็นหญิงที่ไร้ยางอายเสียจริง”
โดนต่อว่าเช่นนี้มีรึสาวน้อยจะยอม “ระวังคำพูดของเจ้าหน่อยนะคุณชายอี้ อย่าลืมว่าตอนนี้ข้าคือลูกพี่ลูกน้องของเจ้า”
คุณชายอี้ได้ยินก็กลอกตาไปมาครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเอง สีหน้าเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นสนุกสนาน อู๋อี้โอบไหล่ลูกพี่ลูกน้อง แล้วลากเข้ามาแนบข้างกายของตน คุณชายจอมเจ้าชู้เป่าลมไปที่ใบหูของนางเบาๆ น้ำเสียงที่กระซิบตอบชวนให้ขนลุกยิ่งนัก “นั่นสินะญาติผู้น้อง สองเดือนต่อจากนี้ พี่ชายจะดูแลเจ้าเอง”
ท่าทางของเขาเรียกความสนใจของคนรอบด้านได้ชะงัด หลายคนปากอ้าตาค้าง ฟางลั่วซีรู้ทันว่าคุณชายเจ้าสำราญของตนกำลังแผลงฤทธิ์หาเรื่องอีกแล้ว คราวนี้แทนที่จะโกรธตอบ นางกลับแก้ลำด้วยการยื่นมือข้างหนึ่งออกไปโอบเอวคุณชายอี้เอาไว้ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ปลาบปลื้มในความหวังดีของเขา “ข้ารักท่านพี่เหลือเกิน ขอบคุณท่านเป็นอย่างมาก” ก็เอาสิ หากเขาเจตนาให้นางโดนมองด้วยสายตาประหลาด เขาก็ต้องโดนด้วยเช่นกัน
คุณชายอี้ถึงกับนิ่งอึ้ง ยืนตะลึงตัวแข็ง
ในขณะที่ทุกคนเข้าแถวอย่างสงบนิ่ง สองคนนี้กลับทำท่าทีเหมือนหยอกล้อ ไหล่ชนไหล่ กระซิบกระซาบ ทุกการกระทำไหนเลยจะรอดพ้นสายตาของอาจารย์
‘อาจารย์จี้’ ผู้รับหน้าที่ดูแลนักเรียนในสำนัก ส่งเสียงกระแอมขึ้นมาพร้อมกับเสียงเรียก “เจ้าสองคนนั้นน่ะ... ใช่อู๋อี้และฮวาอู๋ตัวหรือไม่?”
คุณชายอี้ปล่อยมือออกจากไหล่นาง หยุดอาการล้อเล่นต่อไป เขายกสองมือคำนับอาจารย์จี้ด้วยกิริยาสุขุมแฝงความเคารพเต็มเปี่ยม “ขอรับท่านอาจารย์”
ฟางลั่วซีเองก็เช่นกัน “ศิษย์ฮวาอู๋ตัว ขอคำนับท่านอาจารย์”
อาจารย์จี้ตอบรับเพียง “อืม” พลางสะบัดหน้าหนีแต่ยังมิวายกล่าว “อู๋อี้ เจ้าย้ายไปยืนข้างหน้าต่อจากคนที่สอง ส่วนเจ้า...อู๋ตัว ย้ายไปยืนข้างหลังต่อจากคนที่ยี่สิบสาม”
ทั้งสองลอบมองหน้ากัน ถอนหายใจออกมาเบาๆ “ขอรับ” จากนั้นก็แยกย้ายกันไปยืน
เมื่อทุกคนประจำที่เรียบร้อยแล้ว สายตาของฟางลั่วซีก็จับจ้องไปยังชายหนุ่มรูปงามที่เจอกัน ณ จวนต้าหมิง นางเห็นชายผู้นั้นยืนตัวตรง รูปร่างสูงโปร่งยิ่งขับเน้นให้เขาดูสง่างามท่ามกลางฝูงชน สายลมเย็นพัดเส้นผมของชายผู้นั้นสะบัดพลิ้ว หอบเอากลิ่นบุรุษหอมลึกมาแตะปลายจมูกของนาง
ชั่วขณะนั้น... ใบหน้าของนางร้อนผ่าวขึ้นมา
ฟางลั่วซีสงสัยว่าตนเองเป็นอะไร ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยพบเจอชายหนุ่มหน้าตาดีสักหน่อยนี่นา คิดดังนั้น จึงพยายามละสายตาจาก ทว่าหลิวซิวที่ยืนอยู่ข้างชายหนุ่มรูปงามกลับหันหน้ามามองนางแทน ฟางลั่วซีสบตาตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว
หลิวซิวเลิกคิ้วสูง ใช้สายตาเย็นชาจ้องมองนางสลับกับชายรูปงามอย่างดูแคลนแล้วหันหน้ากลับไป
ท่านอาจารย์ใหญ่ฉีหลานก้าวเข้ามายืนกลางลาน ทุกชีวิตจึงสงบอีกครั้ง ทุกคนตั้งใจฟังท่านอาจารย์ประกาศกฎและข้อปฏิบัติทั้งสิบแปดข้อของสำนักหนานซู หนึ่งในข้อปฏิบัติกล่าวไว้ว่า ‘หากผู้ใดประพฤติตัวนอกจารีตประเพณีจะถูกขับออกจากสำนักทันที’ เมื่อกล่าวถึงกฎข้อนี้ สายตาของท่านอาจารย์พลันจับจ้องมายังฟางลั่วซีและคุณชายอี้ที่โดนคำสั่งแยก ‘ตำแหน่งยืน’ เมื่อครู่นี้
ฟางลั่วซียืนยืดกายอกผายไหล่ผึ่ง พยายามทำใบหน้าให้นิ่งเฉย
ส่วนคุณชายอี้ สายตาของเขาเอาแต่จับจ้องไปยังมุมหนึ่งของลานอย่างใจจดใจจ่อเหมือนไม่ได้ตั้งใจฟังในสิ่งที่ท่านอาจารย์ใหญ่ฉีหลานกล่าวเลยแม้แต่น้อย
ฟางลั่วซีมองตามสายตานายจ้างของตน พลันพบเข้ากับกระรอกน้อยสองตัวที่อยู่บนกิ่งต้นสนต้นหนึ่ง
พวกมันกำลังผสมพันธุ์!
ฟางลั่วซีรู้สึกใบร้อนผ่าวขึ้นมาทันใด... นี่…นี่เขาไม่ละอายใจแม้แต่น้อยเลยรึ!
ถึงแม้ท่านอาจารย์ใหญ่ฉีหลานจะสูงวัยแต่ยังคงไว้ซึ่งบุคลิกที่งามสง่า ดูสุภาพ สุขุมเยือกเย็น จึงไม่น่าแปลกใจที่หญิงงามแห่งใต้หล้าเช่นฮูหยินฉี--หยางเหมี่ยนซินจะยอมมอบใจให้ท่าน ฟางลั่วซีที่ยืนฟังอาจารย์พูดได้จ้องมองใบหน้าของท่าน พลางจินตนาการถึงตำนานความรักของชายหนุ่มและหญิงสาวที่งามเหมาะสมกัน
ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาคนนั้น บัดนี้ยืนอยู่ตรงหน้านางแล้ว กาลเวลาทำอะไรเขาไม่ได้เลย
ส่วนหญิงสาวนางยังไม่เคยได้ยลโฉม
ว่ากันว่าฮูหยินฉีเป็นหญิงงามแห่งใต้หล้า... คำว่า ‘หญิงงามแห่งใต้หล้า’ มีคำจำกัดความกว้างสักเพียงใดนะ?...เพราะนางด้อยประสบการณ์ในหลายด้านจึงลอบออกมาท่องยุทธภพเพื่อเรียนรู้ นางรู้ว่าพี่สาวของตน ‘ฟางลั่วเวย’ ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงงามแห่งใต้หล้าด้วยเช่นกัน ทั้งยังมีบุตรีของครอบครัวขุนนางอีกครอบครัวที่อาศัยอยู่ทางเหนือก็ขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงงามแห่งใต้หล้า ในเมื่อหญิงงามมากมายเช่นนี้แล้ว คำคำนี้เจตนาจะสื่อถึงสิ่งใด?
ส่วนตัวนางเอง... เคยมีคหบดีเพื่อนรักของท่านพ่อที่มาเยี่ยมบ้านพบเห็นเข้า เขาหลุดปากออกมาว่า ‘งามล่มเมืองอะไรเช่นนี้’ ฟางลั่วซียังเก็บคำพูดนั้นไปพิจารณาอยู่หลายตลบ
‘หญิงงามล่มเมือง’ แตกต่างกับ ‘หญิงงามแห่งใต้หล้า’ ที่ตรงไหน?
นับว่าดีหรือไม่... หากดี ทำไมบิดาจึงกักนางไว้แต่ในบ้าน ผิดกับพี่สาวที่ให้โอกาสไปไหนมาไหนได้สะดวกยิ่งกว่า? ในขณะที่นางกำลังคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น คำกล่าวต่างๆ ที่ท่านอาจารย์ใหญ่ฉีหลานและอาจารย์จี้พูดได้กลายเป็นแค่ลมที่ผ่านหู เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ในที่สุดอาจารย์จี้จึงกล่าวประโยคปิดท้าย “พรุ่งนี้เป็นวันแรกของการเล่าเรียน วันนี้เชิญทุกคนกลับที่พักได้ ข้าอยากให้พวกเจ้าเก็บสัมภาระให้เรียบร้อย หาเวลาออกมาเดินทำความคุ้นเคยกับสถานที่เสียนะ เอาล่ะ... ทุกคนพักผ่อนตามอัธยาศัย”
ศิษย์ทุกคนขานรับเป็นเสียงเดียว “ขอรับ” แล้วค่อยๆ แยกย้ายกันไป
ฟางลั่วซีเดินไปหาคุณชายอี้ เห็นเขากำลังพูดคุยอยู่กับชายรูปงามผู้นั้น
นางได้ยินที่ชายรูปงามพูดกับนายน้อยว่า “อี้ เจ้าทำอย่างไร ท่านซีจิงโหวจึงยอมให้เจ้ามาเรียนที่นี่?”
เจ้านายนางยิ้มตอบอย่างเจ้าเล่ห์ “ข้ามีวิธีของข้า”
ชายรูปงามพยักหน้าพลางหัวเราะ “เจ้ามาเรียนที่นี่เพื่อฉีซินใช่หรือไม่?”
คุณชายอี้พยักหน้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมา “แน่นอน นางเป็นถึงธิดาของหยางเหมี่ยนซินและท่านอาจารย์ฉี นับว่าเป็น ‘หญิงงามแห่งใต้หล้า’ ตัวจริง อย่างไรข้าก็ต้องมายลโฉมงามด้วยตาข้าเอง หากสวยจริงดังคำร่ำลือ ข้าจะได้ชิงตัดหน้าก่อนเจ้าอย่างไรเล่า”
ชายรูปงามยิ้มตอบ สีหน้าไม่เดือดร้อน “อี้ เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่มีทางชอบผู้หญิงที่งามจนอาจจะเป็นภัย อีกอย่าง... ข้าว่าเจ้าช้าไปเสียแล้ว”
อู๋อี้ย่นหัวคิ้ว “พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
“ได้ยินมาว่าฉีซิน ย้ายไปเรียนที่สำนักเป่ยยวี่เมื่อวานนี้”
คุณชายอี้ได้ยินเช่นนั้นถึงกับร้อง ‘ฮะ’ ออกมาเสียงดัง “จริงรึนี่...ช่างน่าเสียดายนัก”
ฟางลั่วซีที่เพิ่งเดินมาสมทบ เมื่อได้ยินก็นึกเสียดายเช่นกัน... คลาดไปแค่วันเดียว นางถึงกับอดเห็นว่าที่หญิงงามแห่งใต้หล้าเชียวนะ โอกาสเช่นนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ คิดแล้วอยากจะร้องไห้นัก
ไม่นึกว่าจะมีใครคนหนึ่งเอ่ยปากขึ้นมา ทำให้นางฉุกคิด “ที่ว่าน่าเสียดาย คือเสียดายแทนฉีซินที่พลาดโอกาสเจอคุณชายที่สง่างามเช่นข้า ถือว่านางไม่มีวาสนาก็แล้วกัน”
ประโยคนี้ทำให้ฟางลั่วซีหลุดหัวเราะคิก... นายน้อยอู๋อี้ เจ้าช่างเป็นคนประหลาดยิ่งนัก ล้อเล่นได้ทุกสถานการณ์
ชายรูปงามได้ยินเพื่อนกล่าวจึงต่อประโยคให้ “ใช่ นางช่างไม่มีวาสนา กระทั่งข้า นางยังพลาดโอกาสที่จะได้เจอ”
ฟางลั่วซีได้ยินเช่นนั้น ถึงกับสำลักลมหายใจตัวเอง... ความเสียดายที่มีอยู่แต่เดิมพลันมลายหายไป
จริงสินะ นางไม่มีโอกาสเห็นหญิงงามแห่งใต้หล้า แต่กลับมีวาสนาได้ยลบุรุษงามแห่งยุทธภพ บรรดาคุณชายตรงหน้ามิใช่หนึ่งในผู้คนเหล่านั้นหรอกรึ คิดได้ดังนี้ก็ไม่รู้สึกเสียดายอีกต่อไป
ตอนนั้นเอง ชายรูปงามส่งยิ้มให้กับฟางลั่วซี พร้อมกุมมือขึ้นคำนับ “ข้า… อู๋ฉี”
แซ่อู๋เช่นเดียวกันกับนายน้อย... พวกเขาเป็นญาติกันนั่นเอง มิน่า วันแรกที่เข้าจวนเขาถึงเดินมาเจอนางเป็นคนแรก ฟางลั่วซีประสานมือคำนับตอบ “ข้า…ฮวาอู๋ตัว”
“ยินดี” ทั้งๆ ที่เขารู้ว่านางเป็นหญิง...ซ้ำชื่อนี้เป็นชื่อจริงหรือไม่ยังไม่แน่ชัด แต่สีหน้าท่าทีกลับไม่เปลี่ยน
“ยินดี” ฟางลั่วซีตอบบ้าง ไม่รู้สึกหวาดหวั่นว่าจะโดนเปิดโปงเลยสักนิด
คุณชายอี้มองดูท่าทีของทั้งสองคน พลันหัวเราะออกมาอย่างไม่เข้าใจ “อย่าบอกข้าว่า เจ้าทั้งสองเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก”
ทั้งสองไม่ตอบ เอาแต่ยิ้ม
คุณชายอี้เข้าใจความนัยของคนทั้งคู่ ทำได้เพียงถอนหายใจ “เฮ้อ... ข้างกายข้ามีแต่คนประหลาด”
ฤดูใบไม้ผลิปีนี้ มีคุณชายผู้งามสง่าและมุ่งมั่นมาสมัครเล่าเรียนในสำนักมากหน้าหลายตา อาจารย์จี้ที่เดินไปมาอยู่บริเวณนั้นลอบมองพวกเขาสนทนากันอยู่ห่างๆ แล้วพูดกับท่านอาจารย์ใหญ่ฉีหลานด้วยความปลื้มปีติ “ยามเยาว์วัยเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุดของชีวิต”
ฟางลั่วซีบังเอิญไปได้ยินประโยคนี้เข้า หลายปีต่อมานางจึงได้รู้ถึงความหมายของมัน
ในสำนักหนานซู
นอกจากฮูหยินของท่านอาจารย์ใหญ่และสาวใช้แล้ว บรรดาศิษยานุศิษย์ล้วนเป็นชายทั้งสิ้น ที่ประหลาดที่สุดเห็นจะเป็น ‘หญิงที่แต่งกายเป็นชาย’ เช่นฟางลั่วซี
คุณชายอี้ใช้ชีวิตอยู่ในสำนักได้เพียงสองวันก็รู้สึกเบื่อ เสียงถอนหายใจของอู๋อี้ดังถี่ขึ้นทุกวัน ส่งผลให้คนที่อยู่ด้วยอย่างฟางลั่วซีรู้สึกเบื่อหน่ายไม่ต่างกัน ทุกครั้งที่นายน้อยตะโกนคำว่าเบื่อออกมาคำหนึ่ง ตัวนางเองก็ตะโกนตอบออกมาสองคำในใจ
วิชาที่สำนักหนานซูสอนมีมากมายหลายแขนง หลักๆ แล้วแบ่งเป็นบุ๋นและบู๊
ศิษย์ที่เรียนศาสตร์บุ๋นจะเน้นเรียนดีดพิณ เดินหมาก พู่กัน วาดภาพ คำกลอนและพิธีการ
ส่วนศิษย์ที่เรียนศาสตร์บู๊จะเน้นเรียนขี่ม้า ยิงธนู กังฟู แผนยุทธศาสตร์และวิชาแปลงกาย
นอกเหนือเวลาเรียนศาสตร์บุ๋นและบู๊แล้ว อาจารย์ยังสอนการตีความดวงดาวบนท้องฟ้าในยามราตรี ตามหลักคัมภีร์อี้จิงและคัมภีร์โจวอี้ให้อีกด้วย
ที่สำนักหนานซูมีอาจารย์ประมาณห้าสิบกว่าท่าน ล้วนแล้วแต่เป็นขั้นปรมาจารย์ทั้งสิ้น
เนื่องด้วยสุขภาพร่างกายของคุณชายอี้ไม่สู้ดีนักจึงจำต้องเลือกเรียนศาสตร์บุ๋น ทำให้ฟางลั่วซีต้องลงเรียนตามเขา คุณชายฉีผู้งดงามก็เลือกเรียนศาสตร์บุ๋นด้วยเช่นกัน คงมีเพียงกลุ่มคนข้างฝ่ายคุณชายซิวที่เลือกเรียนศาสตร์บู๊
อู๋ฉีและหลิวซิวโชคร้ายได้พักอยู่ห้องเดียวกัน ด้วยเหตุนี้... อู๋อี้ที่ไม่ชอบหน้าเพื่อนร่วมห้องของอู๋ฉีสักเท่าไร จึงไม่เคยไปเยี่ยมเยียนญาติที่ห้องพักเลย หากมีธุระ เขาก็จะให้ผู้ติดตาม--ตู้เสี่ยวสี่ ไปเชิญอีกฝ่ายให้มาหาตนแทน
การกระทำเช่นนี้ ทำให้ฟางลั่วซีเกิดความสงสัยในตัวคุณชายซิวเป็นอย่างมาก อยากรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วหลิวซิวเป็นคนเช่นไรกันแน่ ทำไมคนขี้เล่นอย่างอู๋อี้จึงตัดตาย ยืนยันไม่ยอมไปข้องแวะคบหาด้วย เหมือนสวรรค์จะรับรู้ถึงความคิดของนาง วันหนึ่ง...นางจึงมีโอกาสเจออีกฝ่าย
คืนนั้นท้องฟ้าปลอดโปร่ง พื้นหญ้าเขียวขจี... หลิวซิวเดินออกมาจากห้องอาบน้ำห้องข้างๆ ที่นางกำลังยืนอยู่พอดี เขาเห็นนางกำลังยืนสัปหงกเฝ้าอยู่หน้าห้องอาบน้ำของอู๋อี้จึงเผยรอยยิ้มงดงามเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก พลางเอ่ยลอยลมมาเข้าหูอย่างดูแคลน “หึ ชายสองคน นอกจากจะกินนอนด้วยกันแล้ว อาบน้ำทำธุระยังต้องตามติดเป็นเงาตามตัว น่าสงสัยอยู่เหมือนกันนะ” บรรดาลิ่วล้อของเขาที่เดินตามมาด้านหลัง เมื่อได้ยินเสียงลูกพี่เปรยเช่นนี้จึงพากันตะเบ็งเสียงหัวเราะขบขันเป็นลูกคู่
ฟางลั่วซีสะดุ้งตื่นจากสัปหงก นึกคำตอบโต้กลับไปไม่ถูก
หลิวซิวยืนกอดอก เรือนร่างที่เปลือยท่อนบนดูแกร่งกำยำ งดงามเสียจนผู้คนรอบด้านดูผ่ายผอมซีดเซียวลงไปถนัดตา ฟางลั่วซีจ้องมองเขาอย่างหวาดระแวง ชายผู้นี้หล่อเหลาแฝงความร้ายกาจ ดูเผินๆ คล้ายกับเสือดำตัวใหญ่พิษสงมาก สามารถกัดขย้ำเหยื่อจนถึงตายได้... แต่จะร้ายอย่างไรเขาก็สง่างามโดดเด่นเสียจนผู้มองแทบจะตาบอด... เรือนร่างหน้าตาระดับนี้ แทบจะเทียบเคียงกับคุณชายฉีได้เลยทีเดียว
ดวงตาคมวาวของเขามองดูนางอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่สักพัก จากนั้นก็เอ่ยวาจาที่ทำให้คนฟังถึงกับตกตะลึง “หน้าตาดูธรรมดาแต่หน่วยก้านดีพอควร เจ้าทิ้งอู๋อี้ แล้วมาติดตามรับใช้ข้าเป็นไง”
อะไรนะ?!
คนที่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้มาโดยตลอดอย่างฟางลั่วซี นี่เป็นครั้งแรกที่นางแสดงสีหน้าตกตะลึงเหลอหลา
ประตูห้องอาบน้ำเปิดผัวะทันที พร้อมกับร่างผึ่งผายของคุณชายอี้ที่ก้าวเท้าออกมา หยดน้ำยังพราวอยู่บนเรือนร่างท่อนบนที่เปล่าเปลือย กล้ามเนื้องดงามแกร่งกำยำดูพร้อมรับมือกับทุกๆ การท้าทาย เขาเปล่งวาจาตอบกลับเสียงเย็นเยียบแทนองครักษ์ข้างกาย “ขอเตือนไว้ก่อนนะหลิวซิว อย่าเสนอหน้ามายุ่งกับน้องชายข้าจะดีกว่า!”
ฟางลั่วซีกลืนน้ำลายลงคอ...เบื้องหน้านางราวกับพยัคฆ์จะฟัดพยัคฆ์ก็ไม่ปาน
ดวงตาสองคู่จ้องกันอย่างไว้เชิง กล้ามเนื้อบนร่างเต้นระริก กระทั่งสองมือยังกำหมัดแน่น... เมื่อเห็นว่าอู๋อี้เอาจริง หลิวซิวจึงเพียงพยักหน้าตอบทีหนึ่ง เขาละสายตาจากคู่อริแล้วมองตรงมายังนางพลางเอ่ยเยาะ “น้องชายที่ผอมบางขี้โรคเช่นนี้ เจ้าเก็บเอาไว้ใช้เองน่ะเหมาะแล้ว”
หลังจากอาบน้ำเสร็จ... ทุกคนก็ไปรวมตัวกันที่ ‘ลานร้อยดาว’
คืนนี้อาจารย์จางเป็นผู้รับหน้าที่สอนดูดาว ศิษย์ใหม่ทั้งหมดนอนเบียดกัน ไหล่ชนไหล่ด้วยความหนาว ลานร้อยดาวถือได้ว่าอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของสำนัก ที่นี่เย็นจับจิตซ้ำยังมีลมโกรก ข้อดีเพียงอย่างเดียวก็คือมองเห็นทัศนียภาพของท้องฟ้ากว้างขวางมืดสนิทได้อย่างชัดเจน ฟางลั่วซีมองกลุ่มดาวงดงามที่มากมายราวกับมีคนโปรยมุกนับล้านเม็ดกระจายลงบนผืนผ้าไหมสีดำ ศิษย์แต่ละคนพากันชี้ดาวโน้นชมดาวนี้กันอย่างสนุกสนาน
คุณชายควางที่เรียนศาสตร์บู๊กำลังดูดวงดาว อยู่ดีๆ ก็พูดถึงปัญหาอันเป็นที่สนใจของทุกคนด้วยน้ำเสียงที่เหมือนตกอยู่ในห้วงฝัน “ทำอย่างไรข้าจึงจะได้สาวงามที่มีดวงตาดุจดาวกะพริบมาครองคู่กันหนอ” ปัญหานี้เก็บงำอยู่ในใจมานานแสนนาน เพราะความสวยงามของธรรมชาติ วันนี้เขาจึงเปรยออกมาโดยไม่ทันยั้งคิด
อาจารย์จางบังเอิญได้ยินเข้าพอดี ถามด้วยความสนใจอย่างมากว่า “นางเป็นหญิงแบบไหนรึ?”
ลูกศิษย์เกิดอาการเขินอายขึ้นมา เมื่อเห็นว่าคำเปรยไร้สาระของตนกลายเป็นจุดสนใจจึงไม่กล้าเอ่ยต่อ ในความมืดนั้นเอง ผู้เป็นอาจารย์โปรยยิ้มอย่างมีเลศนัย เอ่ยต่อประโยคด้วยน้ำเสียงที่นึกสนุก “ผู้คนในยุทธภพอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ไม่สนกฎเกณฑ์หรือขนบธรรมเนียมใดๆ วิธีที่ดีที่สุดในการสอยดาวก็คือ...เจ้าต้องหัดบิน”
ทุกคนพากันตกตะลึงกับคำพูดของอาจารย์ ไม่นานเสียงโห่ร้องด้วยความพึงพอใจกับคำพูดของอาจารย์ก็ดังขึ้น หลายคนเข้าใจคำเปรียบเปรย มีบ้างที่ใสซื่อไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น ฟางลั่วซีหันมามองนายน้อยของตนพลันสังเกตเห็นแววตาที่แปลกไปของคุณชายอี้ ที่มาพร้อมกับรอยยิ้มยากจะคาดเดาความหมาย
เขาคิดอะไรอยู่? มิใช่คิดลามกหรอกนะ?
ชั่วขณะนั้นเขาหันมาสบตากับนางแวบหนึ่ง หากฟางลั่วซีไม่รู้มาก่อนว่าอู๋อี้ถูกพิษอ่อนระทวยเล่นงานเข้า สายตาเช่นนี้คงทำให้นางหวาดผวาจนนอนไม่หลับแน่ นางเคลื่อนสายตาหลบไป ไม่ได้ใส่ใจเขาอีก... หลังจากคืนนั้นนางพบว่าคุณชายอี้สนใจร่ำเรียนวิชาดูดาวมากเป็นพิเศษ หรือเขาคิดจะหัดบิน?
ฟางลั่วซีไม่รู้เลยว่าดวงตาของนางเองก็เปรียบได้กับดาวกะพริบดวงหนึ่งเช่นกัน!