ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

อสุรากับยาใจ

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (น 18+) เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
ธรรมดาแล้ว หากถูกจอมมารจับตัวไปชีวิตจะต้องรันทด โดนรังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ข้า... กลับไม่เป็นเช่นนั้น กล่าวกันว่าหากหญิงใดเก่งงานบ้านการเรือน มีฝีมือการทำอาหารเป็นเลิศ ถือว่าเท้าข้างหนึ่งของหญิงผู้นั้นเหยียบอยู่บนกองเงินกองทองเรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่านางจะต้องเป็นที่ถูกอกถูกใจของเหล่าแม่สื่อแม่หา ต้องแต่งเข้าบ้านเศรษฐีให้กับคุณชายผู้เพียบพร้อมสักคนเป็นแน่ แต่ชีวิตของหลัวซีกลับไม่เป็นเช่นนั้น ยามกินก็ต้องป้อน ยามนอนก็ต้องกล่อม เขาเป็นจอมมารหรือบุตรชายคนโตของข้ากันแน่? พรสวรรค์ด้านการทำอาหารของนางชักชวนแต่เรื่องร้ายๆ ให้มาเคาะประตูบ้าน ที่เลวร้ายที่สุดก็คือชักชวนให้ดาวมฤตยูอย่างชวนจิ่งอวี้... ประมุขแห่งพรรคจู่เหว่ยอวี้—พรรคฝ่ายอธรรมอันเลื่องชื่อ ผู้ผอมแห้ง กินยากเรื่องมาก ซ้ำยังเป็นโรคนอนไม่หลับ ให้ตรงดิ่งมาหานางถึงที่ ในที่สุดนางก็ถูกซื้อไปเป็นแม่ครัวประจำตัวของบุรุษที่เอาใจยากที่สุดในใต้หล้า นี่คือเรื่องราวของอสูรผู้ผ่ายผอมราวกับไม้ฟืน โหดเหี้ยมและเลือกกินเป็นที่สุด กับหญิงงามผิวบางผู้มีพรสวรรค์ในการล่อหลอกเป็นเลิศ เขากินหนึ่งคำ นางรอดชีวิตไปอีกหนึ่งวัน เช่นนั้นก็กินให้มากสักหน่อยเถิด กินให้อ้วนท้วนไปเลย!

บทนำ

ธรรมดาแล้ว หากถูกจอมมารจับตัวไปชีวิตจะต้องรันทด โดนรังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ข้า... กลับไม่เป็นเช่นนั้น

กล่าวกันว่าหากหญิงใดเก่งงานบ้านการเรือน มีฝีมือการทำอาหารเป็นเลิศ ถือว่าเท้าข้างหนึ่งของหญิงผู้นั้นเหยียบอยู่บนกองเงินกองทองเรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่านางจะต้องเป็นที่ถูกอกถูกใจของเหล่าแม่สื่อแม่หา ต้องแต่งเข้าบ้านเศรษฐีให้กับคุณชายผู้เพียบพร้อมสักคนเป็นแน่ แต่ชีวิตของหลัวซีกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ยามกินก็ต้องป้อน ยามนอนก็ต้องกล่อม เขาเป็นจอมมารหรือบุตรชายคนโตของข้ากันแน่?

พรสวรรค์ด้านการทำอาหารของนางชักชวนแต่เรื่องร้ายๆ ให้มาเคาะประตูบ้าน ที่เลวร้ายที่สุดก็คือชักชวนให้ดาวมฤตยูอย่างชวนจิ่งอวี้... ประมุขแห่งพรรคจู่เหว่ยอวี้—พรรคฝ่ายอธรรมอันเลื่องชื่อ ผู้ผอมแห้ง กินยากเรื่องมาก ซ้ำยังเป็นโรคนอนไม่หลับ ให้ตรงดิ่งมาหานางถึงที่ ในที่สุดนางก็ถูกซื้อไปเป็นแม่ครัวประจำตัวของบุรุษที่เอาใจยากที่สุดในใต้หล้า

นี่คือเรื่องราวของอสูรผู้ผ่ายผอมราวกับไม้ฟืน โหดเหี้ยมและเลือกกินเป็นที่สุด กับหญิงงามผิวบางผู้มีพรสวรรค์ในการล่อหลอกเป็นเลิศ

เขากินหนึ่งคำ นางรอดชีวิตไปอีกหนึ่งวัน เช่นนั้นก็กินให้มากสักหน่อยเถิด กินให้อ้วนท้วนไปเลย!

 

 

สารบัญ

ตอนที่ 1 ที่มาของยาใจ

ต้นปีเจี่ยอู่

เมืองหนิงหย่วน แคว้นหวงเหลียงเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่

เหตุการณ์ในคราวนั้นมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายมิใช่น้อย กว่าแสนคนที่ต้องหลั่งโลหิตหรือแม้กระทั่งสังเวยชีวิตตนเองให้กับภัยธรรมชาติโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นเมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองในอดีตก็กลายเป็นสถานที่รกร้าง...

ณ คอกวัวแห่งหนึ่งบริเวณทุ่งร้างนอกเมือง ชาวบ้านเกือบสิบชีวิตที่ลี้ภัยมาจากเมืองหนิงหย่วนต่างกำลังทยอยเข้ามาอาศัยสถานที่ซึ่งปราศจากสิ่งมีชีวิตใดๆ แห่งนี้เป็นที่พำนักพักพิง

‘หลัวซีอวี้’ หรือที่ใครต่อใครต่างพากันเรียกว่า ‘หลัวซี’ กำลังเงยหน้าขึ้นมองก้อนเมฆสีเทามืดครึ้มเย็นยะเยือกที่ก่อตัวเป็นก้อนกระจายไปทั่วท้องฟ้า จากนั้นก็ก้มหน้าลงมองเสื้อผ้าตนที่โดนฝนจนเปียกชุ่ม ใบหน้าเล็กผอมเท่าฝ่ามือปรากฏความรู้สึกยินดีออกมาเพียงเล็กน้อยโชคดียิ่งนัก โชคดีที่ ‘ร่างกายของนางร่างนี้’ เพิ่งมีอายุเพียงสิบเอ็ดปีเท่านั้น อีกทั้งยังเล็กและผอมแห้งหาได้ดึงดูดความสนใจของชายใดไม่ หากโตกว่านี้อีกสักหลายปี เสื้อผ้าบางๆ เปียกแนบร่างเช่นนี้คงได้เห็นอกเห็นสะโพกชัดเจนเป็นแน่ ครั้นหวนนึกถึงสภาพศพของหญิงสาวสองคนที่ถูกข่มเหงระหว่างทางเมื่อหลายวันก่อนก็ตัวสั่นเทิ้มขึ้นทันใด สองแขนผอมบางของหลัวซีออกแรงกอดฟืนชื้นๆ ไม่กี่ท่อนในอ้อมอกแน่นขึ้น

ในวันที่ฝนฟ้าไม่เป็นใจตกติดต่อกันไม่หยุดเช่นนี้ การที่จะหาฟืนมาก่อไฟนั้นมิใช่เรื่องง่าย ฟืนเพียงไม่กี่ท่อนในอ้อมแขนผอมบางนี้ต้องลำบากลำบนไม่น้อยถึงหามาได้ วันแล้ววันเล่าผ่านไปอย่างยากลำบาก นิ้วเรียวเล็กถูกบาดเป็นแผลจนเลือดไหลแต่นางก็ไม่มีเวลาที่จะมาใส่ใจ

ขณะที่ครุ่นคิดอยู่ในใจนั้น ดวงตากลมโตก็เหลือบเห็นแสงไฟที่เล็ดลอดออกมาจากคอกวัวที่ใช้เป็นที่พัก หลัวซีรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น หากช้ากว่านี้เกรงว่าเมื่อกลับไปถึงส่วนแบ่งของนางคงเหลือเพียงข้าวเนื้อหยาบติดก้นหม้อเสียกระมัง นางไม่ได้กินข้าวมาสองมื้อแล้ว หากไม่ได้กินอีกคงต้องหิวตายเป็นแน่

ขณะที่นางกำลังรีบวิ่งไป เท้าไม่รักดีกลับย่ำลงไปในแอ่งน้ำ ด้วยไม่ทันตั้งตัวร่างทั้งร่างจึงถลาล้มลงไปกระแทกกับพื้นอย่างแรง หนำซ้ำฟืนท่อนหนึ่งยังกระแทกถูกคางของนางอีก หลัวซีเจ็บจนน้ำตาร่วง ทอดร่างนอนอยู่กับพื้นพลางคิดอย่างหมดอาลัยตายอยาก

ช่างมันเถิด... นางไม่มีทางเลือกอีกแล้ว

บางที… หากตายไปเสียได้ นางอาจจะหาทางกลับไป ‘โลกใบเดิม’ ของตนได้อีกครั้ง

ท้องฟ้าหลังฝนตกมืดครึ้มยิ่งนัก เมฆดำที่กำลังรวมตัวกันดูหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ บรรยากาศราวกับจะบอกใบ้ว่าตอนค่ำยังจะมีฝนตกลงมาอีก

หลัวซีกอดท่อนฟืนขึ้นแนบอก เดินขากะเผลกกลับไปยังคอกวัว เมื่อมาถึงนางจึงพบว่าผู้คนที่เข้ามาพักในเพิงนี้ต่างพากันออกมาก่อกองไฟเรียบร้อยแล้ว ความร้อนจากเปลวไฟทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาบ้าง บริเวณรอบกองไฟมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งล้อมวงก้มหน้าก้มตากินหมั่นโถวกันอยู่ มีการรองน้ำฝนมาต้มโจ๊กร้อนๆ แจกจ่ายกันไปทั่ว กลิ่นหอมของอาหารช่างยั่วยวนทำให้นางรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา มือน้อยลูบหยดน้ำที่เกาะอยู่บนใบหน้าตนเอง แล้วสาวเท้าไปยังต้นกำเนิดแห่งความอบอุ่นนั้น

ตรงข้างกองไฟนอกจากบิดาของหลัวซีแล้วยังมีหลัวหยางซื่อผู้เป็นแม่เลี้ยงนั่งรวมอยู่ด้วย มือข้างหนึ่งของหลัวหยางซื่อกำลังป้อนอาหารให้บุตรชายวัยสามขวบของตนอย่างอ่อนโยน ทว่าสีหน้าที่ยิ้มแย้มอยู่เมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ความไม่พอใจปรากฏขึ้นในแววตาอย่างชัดเจน เมื่อหางตาเหลือบเห็นหลัวซี—ลูกเลี้ยงที่เปียกปอนไปทั้งตัวกำลังเดินตรงเข้ามา

สองเดือนกว่าแล้วที่นางกลั่นแกล้งลูกติดสามีคนนี้สารพัดวิธี ทั้งใช้ให้ถือของหนักระหว่างเดินทาง ให้สวมเสื้อผ้าเก่าบาง อาหารที่ให้ก็ไม่พออิ่มท้อง แกล้งให้ตากฝนจนเปียกชุ่ม นางไม่เชื่อหรอกว่าเด็กนี่จะยังไม่ล้มป่วยได้อีก!

พอคิดว่าอีกไม่นานคงจะสลัดนังเด็กไร้ประโยชน์คนนี้ให้พ้นทางได้ หลัวหยางซื่อก็อารมณ์ดีขึ้นจึงก้มหน้าใช้ช้อนคนชามเร็วๆ สองครั้ง จากนั้นก็ตักโจ๊กข้นป้อนเข้าปากบุตรชายแล้วใช้ผ้าซับปากให้เรียบร้อย ก่อนจะแสร้งกล่าวทักทายหลัวซีด้วยท่าทีของมารดาผู้มีเมตตา

“ซีเอ๋อ... เหตุใดตัวเจ้าถึงได้เปื้อนโคลนเปื้อนน้ำเช่นนี้เล่า? หกล้มรึ โจ๊กต้มเสร็จตั้งนานแล้วยังไม่เห็นเจ้ากลับมากินพวกเรารู้สึกเป็นห่วงมาก ข้ากำลังจะให้พ่อเจ้าออกไปตามหาอยู่พอดี นี่...อย่าเอาแต่ยืนสิ รีบมากินโจ๊กสักชามก่อน ข้าเก็บไว้ให้แล้ว” เอ่ยปากไปเช่นนั้นแต่ในใจหาได้คิดตามที่พูดไม่... ข้าพูดเช่นนี้ออกไป ต่อให้วันพรุ่งนี้นังเด็กนี่หิวตาย ป่วยตาย ผู้อื่นย่อมตำหนิหาว่าข้าเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายไม่ได้

จบคำพูดของหลัวหยางซื่อ ผู้คนที่นั่งอยู่รอบกองไฟต่างก็หันมามองเด็กหญิงด้วยแววตาเวทนา

หลัวหยางซื่อเป็นคนเช่นไรนั้นหลัวซีรู้ดีอยู่เต็มอก เดิมทีนางก็ไม่ได้คาดหวังสิ่งใดกับแม่เลี้ยงผู้นี้หรอก แต่วันนี้นางหิวจริงๆ ทั้งหนาวทั้งหิว หากตอนนี้มีโจ๊กร้อนๆ ตกถึงท้องสักชามนางคงดีใจเกินจะกล่าวแล้ว ดังนั้นเมื่อได้ยินคำว่าโจ๊กจากปากมารดาเลี้ยง หลัวซีก็รีบก้าวเท้าเร็วขึ้น

หลัวซีมองเห็นชามใบหนึ่งวางอยู่อย่างที่มารดาเลี้ยงบอกจริงๆ ทว่าเมื่อนางเข้าใกล้แล้วมองเห็นชัดเจนว่าในชามคือสิ่งใดใจที่กระตือรือร้นพลันดับวูบในคราวเดียว...

สิ่งนี้ยังเรียกว่าโจ๊กได้อีกรึ! ในชามนั้นมีแต่น้ำเปล่าผสมข้าวเนื้อหยาบที่สามารถนับเม็ดได้อย่างชัดเจน ตอนเช้านางมีเพียงแค่หมั่นโถวแข็งๆ ก้อนเท่ากำปั้นรองท้อง ส่วนตอนเย็นก็มีโจ๊กน้ำเปล่าชามหนึ่ง

ช่างโหดร้ายเกินไปแล้ว!

เด็กหญิงผู้หิวจนท้องกิ่วอดหันไปมองน้องชายต่างมารดาที่กำลังกินจนแก้มป่องไม่ได้ คำพูดติดอยู่ในลำคอกล่าวไม่ออกไปชั่วขณะ ลมหายใจก็หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างเดินทางลี้ภัยมาที่นี่ นับวันหลัวหยางซื่อยิ่งหนักข้อขึ้นทุกที อาหารที่แบ่งให้ก็น้อยลงเรื่อยๆ แถมยังใช้งานให้ทำนั่นแบกนี่ไม่ขาดปาก เรียกได้ว่าเหนื่อยเสียจนเด็กหญิงสิบเอ็ดขวบแข้งขาสั่นไปหมดแล้ว

เรื่องเหล่านี้นางยอมรับได้ เพราะรู้ดีว่าสำหรับคนในยุคนี้บุตรชายคือผู้ที่ถูกยกย่องเชิดชู...บุตรชายทั้งหลายคือผู้สืบสกุลที่ล้ำค่าดั่งก้อนทอง ดังนั้นในขณะที่มารดาเลี้ยงกับบุตรชายได้กินอิ่มกินอร่อย บุตรสาวต่างมารดาที่ไร้ค่าเช่นหลัวซีกลับได้รับเพียงน้ำเปล่าชามหนึ่งรองท้อง นี่มิใช่เพียงแค่ลำเอียง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายต้องการให้ลูกเลี้ยงอย่างนางอดตายเพื่อประหยัดอาหารต่างหากเล่า!

หลัวซีไม่โทษหลัวหยางซื่อผู้เป็นมารดาเลี้ยง นางทำเพียงเบิกตามองไปยัง ‘บิดาของร่างที่นางอาศัยอยู่’... เขาเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดหลัวซีจริงๆ หรือ? เหตุใดจึงวางตัวนิ่งเฉย มีท่าทีอ้ำๆ อึ้งๆ ขาดความเชื่อมั่น ไม่คิดจะปกป้องบุตรสาวเลยสักนิด

หลัวหยางซื่อเห็นหลัวซีไม่สนใจตนเอาแต่จ้องมองบิดาตัวเอง ริมฝีปากบางก็บิดเบี้ยวเล็กน้อย ในใจนึกบริภาษอย่างอดไม่ได้... สินค้าขาดทุนเช่นนังเด็กผอมแห้งนี่ให้กินเท่านี้ก็ไม่เลวแล้ว ยังจะเลือกนั่นเลือกนี่อยู่อีก คิดว่าตนเองเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่หรืออย่างไรกัน

น้ำเสียงที่เอ่ยอีกครั้งจึงเย็นเยียบ “ท่านพี่ บุตรสาวท่านรังเกียจว่าโจ๊กใสเกินไปจึงไม่ยอมกิน ท่านก็ใส่ข้าวลงไปอีกสักหน่อยเถิด เคี่ยวให้นางอีกชามก็แล้วกัน อย่าให้ผู้อื่นมาว่าได้ว่ามารดาเลี้ยงเช่นข้าใจร้ายไม่ให้ลูกเลี้ยงกินข้าว” กล่าวจบก็โยนถุงผ้าบรรจุข้าวสารลงกับพื้นอย่างอารมณ์เสีย แล้วอุ้มบุตรชายหันหลังให้

หลัวเตียฟังแล้วจำต้องเปิดถุงออกด้วยใบหน้าเหยเก ในนั้นเหลือข้าวเพียงกำมือเดียว ขณะที่กำลังยื่นมือลงไปอย่างลังเลหูก็พลันได้ยินเสียงคร่ำครวญจากผู้เป็นภรรยา

“แต่ละคนไม่มีหัวใจกันทั้งนั้น จากบ้านมาหลายเดือนแล้ว ระหว่างทางก็ใช้เงินจนหมด ตอนนี้ข้าวของที่ครอบครัวเราสี่คนใช้อยู่ล้วนแลกมาด้วยสินเดิมของข้าทั้งสิ้น เวลานี้ในถุงก็เหลือข้าวอยู่แค่กำมือเดียว ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะหาหมู่บ้านแลกข้าวได้อีกหรือไม่ แม่อย่างข้าไม่กินก็ได้แต่บุตรชายที่น่าสงสารของข้าสิ เขาเพิ่งอายุเพียงสามขวบปีก็ต้องกินไม่อิ่มเสียแล้ว หากเป็นเช่นนี้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร...” จบคำพูดนางก็ก้มหน้าลงใช้ผ้าเนื้อนุ่มซับน้ำตาไม่หยุด

มือที่กำลังยื่นลงไปในถุงข้าวของหลัวเตียจำต้องหดกลับ ผู้เป็นบิดาเงยหน้าขึ้นมองบุตรสาวเนื้อตัวเปียกปอนที่ยังคงยืนรออยู่ตรงหน้า นางกำลังจ้องเขาตาไม่กะพริบ หลัวเตียขยับริมฝีปากที่สั่นระริก ในที่สุดก็กลั้นใจกล่าวว่า “ซีเอ๋อ น้องชายเจ้ายังเล็กนัก เจ้าเป็นพี่ก็อดทนหน่อยเถิด หากไม่อิ่มก็ออกไปหาพืชผักข้างนอกกินแก้หิวไปก่อนก็แล้วกัน รอพรุ่งนี้ฟ้าสว่าง ถ้าพบหมู่บ้านเราค่อยแลกข้าวมาแบ่งให้เจ้านะ”

ริมฝีปากขาวซีดของหลัวซีเม้มเข้าหากัน... เป็นดังที่คิดจริงๆ มีมารดาเลี้ยงชีวิตก็ย่อมต้องตกเป็นรองคนเขาเช่นนี้ ดีที่นางหาใช่หลัวซีตัวจริงที่ป่วยตายไปแล้วไม่ สองสามีภรรยาตรงหน้านี้ถือเป็นคนแปลกหน้าสำหรับนาง จึงไม่มีเหตุให้ต้องเสียใจหรือคิดสั้น เพียงแต่นางรู้สึกสงสารเจ้าของร่างเดิมยิ่งนัก มิน่าเล่า... ตอนที่ป่วยตายจึงไม่มีใครรู้แม้แต่คนเดียว แม่หนูน้อยที่อายุเพิ่งจะแปดขวบจากโลกไปอย่างเงียบๆ เพียงลำพังในตอนกลางคืน หากไม่ใช่เพราะวิญญาณนางได้มาอาศัยร่างนี้อย่างไม่คาดฝัน เกรงว่ากระทั่งศพแข็งถึงเช้าก็คงไม่มีผู้ใดรู้

ภาพอุบัติเหตุรถชนที่เกิดขึ้นชัดเจนขึ้นมาในห้วงสำนึก คิดถึงทีไรนางก็รู้สึกหนาวยะเยือกจนสั่นไปหมดทั้งร่าง นางมาอยู่ที่นี่ก็เพราะอุบัติเหตุในครั้งนั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามนางก็ยังมีชีวิตอยู่ นับว่าเป็นเรื่องโชคดีเรื่องหนึ่ง

คิดเช่นนี้แล้วจิตใจของหลัวซีก็ผ่อนคลาย ดวงตาหลุบต่ำ จากนั้นจึงยื่นมือไปรับชามโจ๊กมาแล้วกลั้นใจดื่มจนหมดในรวดเดียว น้ำในชามมีกลิ่นดินเจือปน แต่ยังดีที่ไม่เย็นจึงทำให้กระเพาะและลำไส้แห้งๆ อบอุ่นขึ้นมาบ้าง เอาเถิด อดทนเอาไว้ เขาไม่ให้กินก็ไม่ต้องกิน ยังดีกว่าเขาทิ้งนางไว้กลางป่านั่นแหละ หากโดนทิ้งจริงๆ เด็กตัวเล็กแขนขาสั้นอย่างนางจะทำอย่างไรเล่า ชีวิตคงลำบากยิ่งกว่านี้ เพราะฉะนั้นนางต้องอดทนให้ได้

คร่ำครวญไปแล้วก็รู้สึกอึดอัดแน่นในอก โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงบิดามารดาและคนในครอบครัวเก่า ดวงตาของนางก็เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ ยิ่งมองยิ่งน่าสงสารจนทำให้หลัวเตียรู้สึกผิดขึ้นมาบ้างเล็กน้อย

เมื่อกินโจ๊กน้ำฝนหมดแล้ว หลัวซีก็ขยับไปผึ่งเสื้อผ้าอยู่ข้างกองไฟจนพอหมาด จากนั้นจึงบอกหลัวเตียว่าจะออกไปหาผักหาผลไม้กินรองท้อง แน่ล่ะ... มันเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น ผืนแผ่นดินแห่งนี้รกร้างจนแม้แต่ต้นไม้ก็แทบไม่มีให้เห็นแล้วจะมีอะไรให้กินได้อีกเล่า อย่างมากนางก็หาหญ้าแห้งที่แม้แต่ม้าก็ไม่แล ถอนเอารากแก่ออกมาเคี้ยวให้พอมีน้ำดูดได้บ้างก็เท่านั้น

แต่ส่วนหนึ่งของข้ออ้าง... หลัวซีก็คิดจะออกมาหาบางสิ่งใส่ท้องบ้างจริงๆ นั่นล่ะ ถึงแม้ ‘เจ้าสิ่งนี้’ จะไม่สามารถบรรเทาความหิวได้ แต่ระหว่างที่เดินทางแรมรอนตลอดหลายวันที่ผ่านมา หากไม่มีเจ้าสิ่งนี้ เกรงว่านางคงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงบัดนี้เสียด้วยซ้ำ อาจจะอดตายไปนานแล้ว

ออกเดินไปได้สักครู่ เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดตามมา ปลายเท้าน้อยๆ ก็เปลี่ยนเส้นทางไปยังวัดร้างแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ฟืนไม่กี่ท่อนที่เก็บได้ก่อนหน้านางก็หาพบที่วัดร้างแห่งนี้นี่เอง ไม้สีดำหนาประมาณหนึ่งฝ่ามือถูกทิ้งไว้บนพื้น ไม่รู้ว่าผู้ใดมาผ่าทิ้งเอาไว้ นางมาพบเข้าจึงนำไปทำเป็นท่อนฟืนเสียเลย

หลัวซีกวาดตามอง เห็นหินก้อนหนึ่งอยู่ตรงมุมกำแพงในจุดที่สามารถกำบังลมและสายตาผู้คนได้ นางก็ตรงรี่เข้าไปหาแล้วหยิบผ้าออกมาจากแขนเสื้อ บรรจงเช็ดน้ำบนก้อนหินจนสะอาดแล้วนั่งลง จากนั้นก็ยื่นมือออกไป ขยับเพียงครั้งเดียวในมือก็ปรากฏบางสิ่งที่ยังมองไม่ชัดเจนนักว่าคืออะไร

มีกลิ่นหอมของดอกอวี้หลันโชยมาจางๆ กลิ่นหอมสดชื่นนั้นทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นรู้สึกดีขึ้นหลายส่วน

หลัวซีหลับตาลงสูดกลิ่นหอมของดอกอวี้หลัน ไม่นานนักแพขนตาที่ปิดอยู่ก็ค่อยๆ เปิดขึ้น แล้วจ้องมองสิ่งที่อยู่ในมือโดยอาศัยแสงสว่างน้อยนิดในยามค่ำคืน ทุกครั้งที่มองนางยิ่งรู้สึกแปลกใจมากขึ้นเรื่อยๆ ของชิ้นนี้มีลักษณะทรงกลมดูคล้ายหยกแต่ไม่ใช่ ขนาดประมาณเท่าไข่เป็ดมีสีเขียวนวลใส รูปร่างนั้นดูอย่างไรก็ไม่ต่างจากไข่เป็ด เพียงแต่ด้านหนึ่งของ ‘ไข่เป็ด’ มีก้านดอกไม้เล็กๆ ดูน่ารักยาวประมาณครึ่งตะเกียบงอกออกมา ก้านอ่อนนั้นไหวระริกราวกับอยู่ท่ามกลางสายลมในฤดูใบไม้ร่วง บนก้านมีดอกอวี้หลันขาวใสราวกับหยกขนาดประมาณหนึ่งฝ่ามือกำลังชูดอกเด่นเป็นสง่า ถึงแม้บนก้านจะมีดอกอวี้หลันเพียงดอกเดียว แต่กลับเปล่งประกายราวสลักมาจากดวงจันทร์ แม้จะอยู่ท่ามกลางสายลมความสง่างามของดอกไม้ก็ไม่ได้ด้อยลงเลยสักนิด

ก่อนที่หลัวซีจะย้อนกลับมาในยุคนี้ เดิมทีนางก็ชื่นชอบการปลูกดอกไม้อยู่แล้ว อีกทั้งชื่อเดิมของนางยังมีคำว่า ‘หลัน’ เหมือนดอกไม้นี้อีกด้วย เพราะเหตุนี้นางจึงชอบดอกอวี้หลันมากเป็นพิเศษ ถึงขนาดรวบรวมดอกอวี้หลันสายพันธุ์ต่างๆ มาปลูกไว้ในเรือนเพาะชำ แต่ที่ต้องแปลกใจก็คือดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์เหล่านั้นเมื่อนำมารวมเข้าด้วยกันแล้วยังไม่อาจเทียบกับความงดงามจนน่าตื่นตะลึงของดอกไม้ที่อยู่ในมือนางยามนี้ได้ ผู้ที่ลุ่มหลงดอกไม้อย่างนาง อดใจไม่ไหวต้องนำมันมาวางตั้งไว้ตรงหน้าเพื่อชื่นชมทุกวัน ดังนั้นเมื่อถึงคราวที่นางตัดสินใจว่าจะกินมัน ในใจจึงเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด

ทว่าเวลานี้ดอกอวี้หลันได้กลายเป็นฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้ายไปเสียแล้ว แต่ไม่เป็นไร...ต่อให้กินจนหมดวันรุ่งขึ้นดอกไม้หนึ่งดอกนี้ก็จะงอกขึ้นมาใหม่ เมื่อเป็นเช่นนี้... ทุกวันที่ผ่านมาหลัวซีจึงนับเวลารอให้ดอกอวี้หลันออกดอกเพื่ออาศัยมันช่วยระงับความหิวของตน แล้วก็ได้ผลเสมอ

วันนี้...เพียงแค่ได้เห็นนางก็เริ่มน้ำลายสอเสียแล้ว สุดท้ายก็อดใจไม่ไหวยื่นนิ้วออกไปเด็ดกลีบดอกอวี้หลันทีละกลีบแล้วใส่เข้าปากตนเอง

ยามที่ปลายลิ้นได้สัมผัสกับกลีบดอกนั้นช่างให้ความรู้สึกดั่งได้ลิ้มรสผลไม้สวรรค์ มันทั้งหนานุ่มชุ่มลิ้น เพียงแค่เข้าปากก็ละลาย มีกลิ่นหอมที่อธิบายไม่ถูกกระจายไปทั่วทุกประสาทรับรส ปลายลิ้นรับรู้ถึงรสหวานจางๆ ส่งตรงไปยังโคนลิ้นผ่านลำคอไปจนถึงกระเพาะ

“อา…” หลัวซีหลับตาลงรู้สึกถึงความสุขน้อยๆ ตอนนี้ความหิวที่กัดกร่อนค่อยมลายหายไป ร่างกายที่เหน็บหนาวกลับรู้สึกสบายเหมือนนั่งผิงอยู่ข้างกองไฟ ความรู้สึกราวกับกำลังแช่อยู่ในน้ำอุ่นแสนสบายแม้กระทั่งรูขุมขนทั่วร่างก็ยังขยายตัวเปิดรับสายลมรอบทิศ

นางลุ่มหลงความรู้สึกนี้เสียจริง รีบฉวยโอกาสก่อนที่มันจะหายไปรีบเด็ดกลีบที่สองใส่เข้าปากอย่างรวดเร็ว หลัวซีกินอย่างลืมตัวจนกระทั่งกลืนกลีบสุดท้ายแล้วจึงได้กลับสู่โลกแห่งความจริง สายตาทอดมองก้านสีเขียวไร้ดอกงดงามด้วยความรู้สึกเสียดาย

จะว่าไปแล้ว... นางเองก็ไม่รู้ที่มาของดอกอวี้หลันก้านนี้ เพราะตนเองไม่มีความทรงจำของ ‘เจ้าของร่างนี้’ เลยสักนิด นางไม่รู้ว่าเด็กน้อยคนนี้มี ‘ไข่เป็ดดอกอวี้หลัน’ ติดตัวมาแต่เดิมอยู่แล้วหรือเป็นนางที่นำมาจากอีกโลกหนึ่ง แต่ที่ชัดเจนก็คือของสิ่งนี้เป็นของล้ำค่าหายาก หลัวซีตระหนักดี ภายใต้ความดีใจนั้นนางตัดสินใจว่าจะเก็บรักษาความลับนี้ไว้ตลอดกาลของล้ำค่าไร้ความผิด ผิดที่ความต้องการของคน

หลักเหตุผลนี้นางเข้าใจดี ผู้ครอบครองอย่างนางอาจต้องตกระกำลำบากหากมีคนล่วงรู้เรื่องนี้เข้า

แท้จริงแล้วของสิ่งนี้คืออะไรกันแน่ เดิมทีนางเองก็รู้สึกสงสัย ด้วยความใคร่รู้นางจึงค้นคว้าหาตำราเท่าที่พอจะหาได้มาศึกษาพร้อมกับเรียนรู้อักษรโบราณไปด้วย สองปีผ่านไป...นางก็ยังหาคำตอบไม่ได้ สุดท้ายจึงจำต้องเลิกรา มาใคร่ครวญดูอีกครั้งก็ต้องยอมรับว่าสิ่งของที่สวรรค์ประทานมาให้ย่อมไม่ได้สร้างด้วยฝีมือมนุษย์ แล้วจะมีคำอธิบายอยู่ในตำราของมนุษย์ได้อย่างไรกัน

ลิ้มรสความหอมหวานที่หลงเหลืออยู่ในปากจนสิ้นแล้ว หลัวซีก็เตรียมที่จะเก็บ ‘ไข่เป็ด’ กลับ ในขณะที่นางกวาดตามองดูอีกครั้งก็พบว่าใต้ก้านดอกมีบางอย่างเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง มันซ่อนอยู่ด้านหลัง พอใช้ปลายนิ้วเขี่ยก้านดอกออกเพื่อดูให้ชัดก็พบว่าเป็นผลอวี้หลัน

เอ๋? กินดอกอวี้หลันมาตั้งหลายดอกแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นมันออกผล

พอสังเกตดูก็เห็นว่าผลนั้นสุกแล้ว จึงใช้ปลายนิ้วเด็ดด้วยความระมัดระวัง พอแกะออกดูจึงพบว่าเนื้อด้านในเป็นสีขาวราวน้ำนม มีน้ำปนอยู่เล็กน้อย ถึงแม้จะผลเล็กเท่านิ้วหัวแม่มือ ดมดูไม่มีกลิ่นแต่พอได้ชิมรสชาติที่ได้รับนั้นดีกว่าที่คาดไว้ ทั้งยังให้ความรู้สึกเหมือนกับเยลลี่รสส้มของโลกที่นางจากมา เพียงแต่...น่าเสียดายนักที่มีน้อยไปหน่อย ยังไม่ทันได้ลิ้มรสเต็มที่ก็กลืนลงคอไปเสียแล้ว... เฮ้อ แม้หวังว่าจะมีอีกสักผลสองผล แต่เมื่อลองหาดูก็ต้องยอมรับว่ามีแค่ผลนี้ผลเดียวจริงๆ สุดท้ายก็ได้แต่จำใจเก็บ ‘ไข่เป็ด’ อย่างยอมแพ้

เมื่อกลับไปยังคอกวัวอีกครั้ง หลัวซีก็พบว่ารอบกองไฟนั้นเต็มไปด้วยเสื่อที่ปูระเกะระกะ ทั่วทั้งบริเวณไม่เหลือพื้นที่พอให้แทรกร่างลงไปได้อีก แม้แต่เท้าเดียวก็ยังไม่ได้ หลัวซีพยายามกวาดตามองหาที่ว่างแล้วหยิบเสื่อจากห่อสัมภาระของตนขึ้นมาปู เรื่องที่นางกลับมามืดค่ำมารดาเลี้ยงย่อมทำเป็นมองไม่เห็น บิดาก็หาได้ใส่ใจไม่ อย่าว่าแต่จะเหลือที่ไว้ให้นางนอนเลยแม้กระทั่งไถ่ถามก็คร้านที่จะเอ่ยปาก แต่นางก็เคยชินกับท่าทีเช่นนี้เสียแล้ว ดีว่ากินดอกอวี้หลันแล้วท้องจึงไม่รู้สึกหิวร่างกายไม่รู้สึกหนาวอีก ถึงจะนอนห่างกองไฟสักหน่อยก็ไม่ทรมานมากนัก

ตะวันลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ยามกลางวันเดินทางกันเหน็ดเหนื่อย เมื่อถึงเวลาพักผ่อนผู้คนในคอกวัวจำนวนไม่น้อยจึงหลับเป็นตาย หลัวซีนอนฟังเสียงฝนตกพลางหลับตาลงเข้าสู่ห้วงนิทราเช่นกัน

ขณะนั้นเอง หลัวหยางซื่อกำลังตบหลังกล่อมบุตรชายให้นอน พลางเหลือบตามองลูกเลี้ยงของตนอยู่เรื่อยๆ เมื่อครู่ที่หลัวซีมาหยิบห่อสัมภาระนางได้กลิ่นดอกอวี้หลันจากร่างของเด็กนั่น ถึงแม้กลิ่นจะจางมากแต่ก็ยังได้กลิ่นอยู่ อีกทั้งหลายวันมานี้นางได้กลิ่นหอมจากร่างลูกเลี้ยงบ่อยครั้ง แต่กลิ่นดอกอวี้หลันเป็นเครื่องหอมที่ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์เท่านั้นจึงจะมีปัญญาหามาใช้

หากเป็นเช่นนี้...แล้วกลิ่นหอมจากกายของหลัวซีมาจากที่ใดกัน?

หรือเมื่อครู่นังเด็กนั่นแอบขโมยใช้แป้งของนาง... ถึงจะคิดเช่นนั้นแต่ก็รู้คำตอบดีว่าไม่ใช่ เพราะแป้งที่อยู่ในห่อสัมภาระของนางเป็นกลิ่นดอกเหมย หาใช่ดอกอวี้หลันไม่

จู่ๆ แววตาของหลัวหยางซื่อก็พลันเปลี่ยนไป ในใจยังคงครุ่นคิดไม่หยุด หรือว่าจะแอบไปกินขนม กินผลไม้ที่มีกลิ่นหอม? ถึงจะรู้ว่ายากที่จะเป็นไปได้แต่หลัวหยางซื่อก็ยังปลุกหลัวเตียที่นอนอยู่ข้างๆ ขึ้นมาถามให้แน่ใจ

“ท่านพี่ เมื่อครู่ที่ลูกสาวท่านหายไป นางแอบไปกินของดีใดมาหรือไม่ เหตุใดข้าถึงได้กลิ่นดอกอวี้หลันจากกายนางเล่า?”

หลัวเตียที่หลับไปนานแล้วเมื่อถูกปลุกขึ้นมาก็ย่อมอารมณ์เสียเป็นธรรมดา เขาตอบอย่างรำคาญ “พูดจาเหลวไหล ข้างนอกนั่นมีแต่ป่ารกร้างจะมีของกินได้อย่างไร กลิ่นดอกอวี้หลันที่เจ้าว่าเป็นกลิ่นที่ติดตัวลูกสาวข้ามาตั้งแต่เกิด เรื่องนี้ข้ากับแม่ของนางต่างรู้ดี เอาล่ะ อย่าคิดมากอีกเลย พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางอีก นอนเสียเถิด...” พูดจบเขาก็พลิกกายหนีไม่สนใจภรรยาอีก

หลัวหยางซื่อฟังแล้วก็รู้สึกไม่พอใจจนถ่มน้ำลายออกมาอย่างอดไม่ได้ “ถุย! ภูมิใจใดกันหนักหนา มีกลิ่นหอมของดอกอวี้หลันติดตัวมาตั้งแต่เกิดกระนั้นรึ! โธ่เอ๊ย เป็นแค่สินค้าขาดทุนมีดีตรงที่ใด หากมีปัญญาก็ให้นางสืบสกุลหลัวให้ท่านสิ ฮึ! ลูกสาวท่านมีกลิ่นหอมติดตัวแล้วอย่างไร นางจะสูงส่งกว่าผู้อื่นอย่างนั้นรึ อนาคตของนางก็เป็นได้แค่...” ถ้อยคำที่เหลือถึงแม้จะไม่ได้พูดออกมา แต่ภายในใจหลัวหยางซื่อนั้นตัดสินให้เรียบร้อยแล้ว อนาคตบุตรสาวของท่านจะแต่งให้ใครก็ต้องให้มารดาเลี้ยงอย่างข้าตัดสินใจ หากคิดจะอาศัยเรื่องนี้แต่งเข้าไปเสพสุขในบ้านเศรษฐีละก็...

ฝันไปเถิด! ไม่มีวาสนาเช่นนั้นหรอก!

ดวงตาวาวโรจน์จ้องไปยังร่างบอบบางที่ห่างออกไปด้วยความเกลียดชัง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงไฟจากกองเพลิงนั้นสะท้อนหรือเป็นเพราะนางไม่มีความสุข ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าหน้าตาและผิวพรรณของลูกเลี้ยงผู้นี้ดูขาวหมดจดขึ้นทุกวัน นังเด็กนั่นไม่มีทีท่าว่าจะผ่ายผอม ใบหน้าเหลืองซีดเหมือนเมื่อก่อนเลยสักนิด

นางจำได้ว่าภรรยาเก่าของสามีนั้นมีรูปโฉมงดงามปานล่มเมือง บุตรสาวที่คลอดออกมาก็หาได้อัปลักษณ์ไม่ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรูปโฉมธรรมดาของตนแล้ว หลัวหยางซื่อก็ยิ่งริษยา การมีอยู่ของหลัวซีจึงยิ่งขัดตานางมากขึ้นเรื่อยๆ

ตอนที่ 2 ขวางหูขวางตา

แน่นอนเรื่องเหล่านี้หลัวซีย่อมไม่รู้

นอนหลับพักผ่อนเต็มที่เช้านี้นางจึงรู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดบนร่างของนางถึงมีบางอย่างเหนียวๆ ส่งกลิ่นเหม็นเปรอะเปื้อนอยู่ด้วย ดังนั้นนางจึงออกเดินหาแอ่งน้ำสะอาด เมื่อพบก็ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว จนเมื่อสะอาดดีแล้วหลัวซีก็กลับมายังคอกวัว เพื่อพบว่าคนทั้งกลุ่มกินอาหารเรียบร้อยและเตรียมตัวออกเดินทางกันแล้ว

หลัวซีรู้สึกว่าตลอดเช้านี้หลัวหยางซื่อส่งสายตาจ้องจับผิดมาที่นางมากกว่าที่ผ่านมา หากเป็นเมื่อก่อน... จะมากจะน้อย แม่เลี้ยงผู้นี้ก็ยังรักษาหน้าตาตนเองบ้าง ทว่าบัดนี้กลับชักสีหน้าใส่อย่างไม่เกรงใจใคร วันนี้หลัวซีก็ยังคงต้องแบกสัมภาระบรรจุเสื้อผ้าของคนทั้งครอบครัวเช่นเคย ซ้ำยังต้องหิ้วจานชามสำหรับใส่อาหารอีกด้วย สองขาที่ก้าวเดินจึงช้ากว่าผู้อื่นอยู่มาก ทำให้นางเดินรั้งท้ายสุด

เดิมทีเด็กหญิงอายุสิบเอ็ดปีถือของมากเท่าผู้ใหญ่ก็นับว่าเป็นเรื่องลำบากแล้ว ถึงแม้จะมีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่เพียงไรแต่ร่างกายก็เป็นเด็กน้อย เมื่อต้องมารับภาระหนักเช่นนี้ ใบหน้าเล็กจึงแดงก่ำ เม็ดเหงื่อผุดขึ้นทั่วทั้งใบหน้า แม้แต่ผมก็ยังมิวายที่จะชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ดูน่าสงสารยิ่งนัก สุดท้ายก็เป็นหลัวเตียที่ทนดูไม่ได้เข้ามาแบ่งจานชามไปถือเสียเอง

ขอบคุณที่สวรรค์ยังมีตา... นางพอสบายตัวขึ้นบ้าง

ระหว่างที่เช็ดเหงื่อนั่นเอง บุตรชายอาสะใภ้หลิวที่ลี้ภัยมาด้วยกันก็แอบเอาขนมเปี๊ยะชิ้นเล็กๆ ใส่มือนางแล้ววิ่งหนีไป หลัวซีมองดูขนมเปี๊ยะในมือครู่หนึ่งก่อนเริ่มกิน นางรู้ว่าขนมนี้เป็นส่วนที่อาสะใภ้หลิวปันมาจากส่วนแบ่งของคนในบ้านแล้วให้บุตรชายนำมาให้ อาสะใภ้ช่างเป็นผู้ที่มีจิตใจดียิ่งนัก ขนาดครอบครัวตนเองไม่มีข้าวจะกินอยู่แล้วก็ยังอุตส่าห์เหลือไว้ให้นางอีก แต่ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะซาบซึ้งใจที่นางเคยช่วยเหลือครอบครัวนี้ไว้เมื่อสองวันก่อนเป็นแน่

ในวันนั้นบุตรชายของอาสะใภ้เกิดปวดท้องอย่างหนัก ไม่รู้ว่ากินสิ่งใดเข้าไปใบหน้าถึงขาวซีดราวกระดาษ เขาทุรนทุรายอยู่ครู่หนึ่งก็นิ่งไป สร้างความตื่นตระหนกแก่สองสามีภรรยายิ่งนัก โชคดีที่ครอบครัวที่แท้จริงของนางมีอาชีพปลูกสมุนไพรขาย นางเลยพอมีความรู้อยู่บ้างจึงลองออกไปหาดูบริเวณโดยรอบ แล้วก็บังเอิญได้พบหญ้าชนิดหนึ่งเข้าพอดี ลักษณะของมันเหมือนกับสมุนไพรรักษาโรคบิดและลำไส้อักเสบชนิดหนึ่งที่นางรู้จัก จึงเด็ดมันกลับมาอย่างไม่รีรอ

ตอนนั้นอาสะใภ้หลิวร้อนใจยิ่งนัก ไม่สนใจว่าเป็นคำพูดเด็กหรือผู้ใหญ่ เกรงว่าหากช้ากว่านี้อาจสายเกินไป หลังจากต้มหญ้าที่หลัวซีนำมาให้เสร็จก็กรอกใส่ปากบุตรชายทันที ใครจะรู้ว่าดื่มไปเพียงสองถ้วยเท่านั้นวันรุ่งขึ้นบุตรชายอาสะใภ้ก็กระโดดโลดเต้นได้ดังเดิม คนสกุลหลิวดีใจอย่างมาก คงจะมีแต่หลัวหยางซื่อที่เอาแต่พูดว่า ‘เด็กนั่นเป็นเพียงแค่แมวตาบอดที่พบหนูตายเข้าโดยบังเอิญ’ เท่านั้น

หลัวซีแอบชื่นชมตัวเองอยู่หลายส่วน นางเองก็คาดไม่ถึงว่าหญ้าสมุนไพรที่ขึ้นตามธรรมชาติไม่มียาฆ่าแมลงและสารเคมีเจือปนจะให้ผลดีไม่แพ้ยาฝรั่งที่เคยกิน

ทุกชีวิตที่ร่วมเดินทางต่างต้องอดทนกับความหิวโหย เดินอยู่ไม่นานอาทิตย์ก็คล้อยเคลื่อนแตะยอดหญ้า และในที่สุดพวกเขาก็ได้พบหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งจนได้ หมู่บ้านแห่งนี้มีผู้คนอาศัยอยู่ประมาณยี่สิบครัวเรือน หากต้องการจะหาเสบียงอาหารมาเพิ่มบ้างก็คงไม่ยากแล้ว ตอนนี้เสบียงที่ทุกคนมีได้ถูกกินใช้ไปจนเกือบหมด หรือต่อให้แอบเก็บเอาไว้ก็มีจำกัด ดีที่ในกลุ่มมีบุรุษเกินกว่าครึ่ง ทุกคนล้วนร่างกายกำยำแข็งแรง ระหว่างทางจึงไม่มีใครกล้าหาเรื่อง อีกทั้งหมู่บ้านนี้ผู้คนจิตใจดี การแลกเปลี่ยนข้าวปลาอาหารจึงไม่ลำบาก

สำหรับกลุ่มผู้ลี้ภัย... หากครอบครัวใดมีเงินเหลือก็ซื้อข้าวมากักตุนไว้มากหน่อย หากผู้ใดไม่มีเงินก็จะใช้วิธีนำของมาแลกซื้อข้าวเก็บไว้แค่บางส่วน หลัวเตียซื้อข้าวถึงสิบชั่ง ในคืนนั้นขนมเปี๊ยะข้าวเนื้อหยาบจึงถูกทำขึ้นแจกให้ทุกชีวิตได้กินกันจนอิ่ม และนั่นก็ทำให้หลัวซีคลายใจลงได้บ้าง อย่างน้อยในระยะเวลาอันสั้นนี้นางก็ไม่ต้องกลัวว่าจะอดตายอีก

หลังจากผ่านหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนั้นมาแล้ว การเดินทางก็นับว่าดีขึ้นเล็กน้อย เริ่มพบหมู่บ้านมากขึ้น นั่นหมายความว่าจุดหมายที่ต้องการไปให้ถึงนั้นใกล้เข้ามาทุกขณะ สร้างความหวังในใจของทุกคนอย่างช่วยไม่ได้ ดังนั้นทุกย่างก้าวของแต่ละคนจึงมุ่งมั่นแข็งขันไม่น้อยไปกว่ากัน

หลัวซีที่ตอนนี้ยังคงได้รับโจ๊กใสกินไม่อิ่มท้องเหมือนเดิม แต่ไม่นับเป็นปัญหาอีกต่อไปแล้ว เพราะทุกวันนี้นางมีดอกอวี้หลันดอกหนึ่งและผลอวี้หลันผลหนึ่งช่วยประทังชีวิต ได้กินทุกวันจนเริ่มติดเป็นนิสัย ตอนนี้เมื่อมีอาหารบ้างแล้ว นางจึงหยุดกินดอกไม้ไปหลายวัน พอวันหนึ่งนางหยิบ ‘ไข่เป็ด’ ออกมาดูกลับพบว่าดอกอวี้หลันไม่ได้ออกผลเสียแล้ว ถึงแม้จะสงสัยอยู่บ้างแต่หลัวซีก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก

ทว่า... ในคืนนั้นเอง หลัวซีนอนหลับไปได้ไม่นานก็พลันรู้สึกเจ็บหน้าอกจนสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก อาการเจ็บร้าวจนแทบจะปริแยกในทรวงอกแทบจะทำให้นางเผลอกรีดร้องออกมา แต่เพราะเกรงว่าจะรบกวนผู้อื่น หลัวซีจึงได้แต่นอนขดตัวอดทนอยู่เช่นนั้น ยิ่งเวลาผ่านไปความเจ็บปวดก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดความเจ็บนั้นก็สั่นคลอนสติปัญญาผลักดันให้นางคิดว่าตนเองกำลังใกล้จะตายเป็นแน่

แต่…หลังจากครึ่งชั่วยามผ่านไป ร่างกายที่ชื้นไปด้วยเหงื่อก็ค่อยๆ คลายความเจ็บลง

นี่นางเป็นอะไรกันแน่?

หรือเป็นเพราะว่าเมื่อเย็นนางกินบางสิ่งที่ไม่สมควรเข้าไปอย่างนั้นรึ?

ใบหน้าขาวซีดของหลัวซีคิดอย่างตื่นตระหนก ทุกวันในสามมื้อนางกินแต่โจ๊กข้าวเนื้อหยาบ ต่อให้อยากกินอย่างอื่นบ้างนางก็ไม่มีปัญญาหามากรอกปาก

เอ… หรือว่า… ดอกอวี้หลัน?

คิดมาถึงตรงนี้หลัวซีก็สั่นศีรษะโดยไม่รู้ตัว ดอกอวี้หลันไม่มีพิษแน่ ข้าวเนื้อหยาบก็ถูกนางตัดออกจากต้นตอของสาเหตุเพราะทุกคนก็กินด้วยกันทั้งนั้น เป็นไปไม่ได้ที่นางจะมีปัญหาเพียงคนเดียว

ถ้าอย่างนั้นเป็นอะไรกันแน่? หรือว่านางจะล้มป่วย... ไม่... ไม่น่าใช่ นางมาที่นี่สามปีกว่าแล้ว นับวันสุขภาพยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ หากเป็นโรคร้ายแรงร่างกายต้องส่งสัญญาณออกมาสิ หรือว่าหัวใจของร่างนี้จะมีปัญหาถึงได้ล้มป่วยกะทันหัน? หากเป็นเช่นนั้นจริงจะทำอย่างไรดีหนอ...หลัวซียิ่งครุ่นคิดก็ยิ่งเครียด ในยุคนี้หากเป็นโรคหัวใจขึ้นมามิต้องเสี่ยงกับโอกาสตายได้ตลอดเวลาหรอกหรือ ทันใดนั้นความคิดทุกอย่างก็พลันหยุดลงเพราะหลัวซีกลัวเกินกว่าที่จะกล้าคิดต่อไปอีก

หลัวซีนอนขดตัวนิ่งอยู่แบบนั้น ลำคอแห้งผากราวกับถูกไฟเผา สู้ทนความเจ็บปวดอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็ทนไม่ไหว ค่อยๆ คลานออกไปหาน้ำดื่มดับกระหาย เมื่อพาตัวเองออกมาได้มือเล็กๆ ก็ตักน้ำขึ้นมาดื่มในทันที ไม่สนใจว่าน้ำนั้นจะร้อนหรือเย็น จะสะอาดหรือสกปรก ขอเพียงในยามนี้ได้กลืนน้ำลงท้องเป็นพอ หลังจากดื่มไปหลายอึก ร่างกายก็ค่อยฟื้นคืนสติ

เป็นครึ่งคืนก่อนฟ้าสางที่นางแทบไม่ได้นอน เมื่อต้องเดินทางต่อในตอนกลางวันทั้งๆ ที่ร่างกายยังคงอ่อนแรงอยู่ หลัวซีจึงเซื่องซึมอย่างเห็นได้ชัด หัวคิ้วของนางขมวดมุ่นตลอดเวลา ครุ่นคิดทบทวนไปมาก็ตัดประเด็นปัญหาเรื่องโรคหัวใจออกไป เพราะอย่างไรเสียหลายเดือนมานี้นางก็เดินทางหนักมาตลอด หากเกิดอะไรขึ้นกับหัวใจจริงๆ ละก็ นางคงตายไปนานแล้ว ไม่ต้องรอจนถึงป่านนี้

หลัวซีแอบปลอบใจตนเอง บางทีอาจเป็นเพราะเมื่อวานนางนอนผิดท่าก็เป็นได้ คงต้องเผลอนอนทับตรงไหนเข้า มันเป็นเพียงอาการที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญเท่านั้น คงไม่มีอะไรรุนแรงนัก

ทว่าสองวันหลังจากนั้น หลัวซีก็ต้องตกอยู่ภายใต้ความทุกข์ทรมานอย่างแท้จริง นับวันความเจ็บปวดในยามค่ำคืนก็ยิ่งยาวนานขึ้นเรื่อยๆ นานจนหลัวหยางซื่อเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ แม่เลี้ยงเอ่ยปากถามนางหลายครั้งว่าไม่สบายตรงไหนหรือไม่ ถึงอย่างนั้นหลัวซีก็ไม่ได้โง่ถึงขนาดมองความสาแก่ใจเป็นความห่วงใยลึกซึ้งได้ และยิ่งไม่มีทางปล่อยให้มารดาเลี้ยงมีโอกาสและเหตุผลที่จะทิ้งนางไว้กลางทางเป็นแน่

เวลาผ่านไป สาเหตุของความเจ็บปวดจนป่านนี้ก็ยังหาไม่พบ ซ้ำยังไม่รู้ว่าร่างกายของตนนั้นผิดปกติที่ตรงไหน ความหวาดกลัวที่โจมตีอยู่ภายในบวกกับความเจ็บปวดที่ทำร้ายร่างกายทำให้หลัวซีผ่ายผอมลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน แม้กระทั่งหลัวเตียที่ไม่เคยเผื่อแผ่ความรักให้กับนางยังอุตส่าห์รับเอาห่อสัมภาระไปถือเอง ให้นางถือเพียงชามไม่กี่ใบเท่านั้น และเรื่องนี้ก็ทำให้หลัวหยางซื่อยิ่งมองลูกเลี้ยงด้วยสายตาไม่พอใจ

หลัวซีนั้นหาได้สนใจมารดาเลี้ยงสักเท่าไร นางถูกความเจ็บปวดเข้าครอบงำทุกค่ำคืนทรมานจนแทบคลั่ง นางเคยคิดอยู่บ่อยครั้งว่าอยากกลับไปยังโลกอนาคตที่ตนจากมา แต่เรื่องแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตนเองสามารถบงการได้ หากกลับไปได้ย่อมเป็นเรื่องดี แต่หากกลับไปไม่ได้...

คิดถึงตรงนี้หลัวซีก็หวาดกลัวจนตัวสั่น นางอายุยังน้อยยังรักชีวิตของตน ไม่อยากตายไปอย่างเจ็บปวดโดยไม่ทราบสาเหตุเช่นนี้เลย

หมู่บ้านที่กลุ่มผู้ลี้ภัยเดินทางผ่านมีมากขึ้นเรื่อยๆ จากหมู่บ้านหนึ่งเว้นระยะห่างไม่เท่าไหร่ก็จะพบอีกหมู่บ้านหนึ่ง เป็นเช่นนี้ไปตลอดเส้นทาง ระหว่างทางนั้นยังพบชาวบ้านท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยที่แบกตะกร้าไม้ไผ่หรือขับรถม้าสวนกันไปมา พอเห็นกลุ่มผู้ลี้ภัยพวกเขาต่างก็มองมาด้วยแววตาที่ซ่อนความประหลาดใจไว้ไม่มิด สายตาเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด เพราะแคว้นหวงเหลียงอยู่ห่างไกลจากที่นี่หลายร้อยลี้ ชาวบ้านแถวนี้จึงไม่เคยได้ยินเรื่องราวที่เมืองหนิงหย่วนเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่มาก่อน

กลุ่มคนที่หลัวซีร่วมเดินทางมาด้วย แต่ละคนล้วนเคยเป็นผู้มีอันจะกินในเมืองหนิงหย่วนทั้งสิ้น อย่างน้อยที่สุดในมือก็มีร้านค้าถึงสองแห่ง ดังนั้นตอนที่ลี้ภัยไม่ว่าพวกเขาจะมีมากหรือน้อยคนเหล่านี้ก็นำสมบัติติดตัวมาด้วย เดิมทีที่พวกเขามารวมตัวกันในตอนแรกเพราะเกรงจะมีคนฉวยโอกาสปล้นชิง เมื่ออยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนโจรที่หมายจะปล้นเห็นแล้วก็ยังต้องหยุดคิดก่อน หลังจากเดินทางมาได้ระยะหนึ่ง ได้ใช้ชีวิตร่วมกันพวกเขาก็รู้จักกันมากขึ้นทั้งยังเข้ากันได้ไม่เลว สุดท้ายจึงตกลงกันว่าจะจับกลุ่มเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง

เมื่อจำต้องละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด จุดมุ่งหมายข้างหน้าจะเป็นที่ใดนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องขบคิดให้ถี่ถ้วน ใคร่ครวญกันอยู่พักใหญ่สุดท้ายแคว้นฮุ่ยโจวก็คือคำตอบ ถึงแม้ฮุ่ยโจวจะอยู่ห่างไกลจากหวงเหลียงมาก ทว่าความเห็นของพวกเขากลับตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อ

เพราะหัวหน้าของแต่ละครอบครัวต่างทำการค้ามาหลายปี ความคิดความอ่านย่อมกว้างไกลกว่าบรรดาสตรีที่อยู่แต่เพียงในเรือน จากที่พวกเขาเคยได้ยินมานั้น ฮุ่ยโจวถือได้ว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง พ่อค้าต่างเมืองหลายคนมักเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับฮุ่ยโจวให้ฟัง บางคนบอกว่ามีสหายไม่น้อยที่ไปที่นั่นแล้วไม่ยอมกลับบ้าน หนำซ้ำหลายปีต่อมายังส่งรถม้าคันใหญ่มารับบุตรและภรรยาจากถิ่นฐานเดิมไปอยู่ที่ฮุ่ยโจวอีกด้วย แม้กระทั่งบ้านเกิดของบรรพบุรุษก็ลืมเลือน เห็นได้ชัดว่าสถานที่แห่งนั้นเจริญรุ่งเรืองยิ่งนัก สำหรับผู้ที่ทำการค้าแล้ว เมืองที่เติบโตเร็วนับเป็นเมืองที่น่าลงทุนด้วยที่สุด

เมื่อมีจุดหมายที่ดีแล้ว คนกลุ่มนี้จึงยอมร่วมเดินทางข้ามน้ำข้ามภูเขา ยอมใช้เงินเก็บไปจนหมดเพื่อไปให้ถึงฮุ่ยโจวให้จงได้

ยามที่เดินทางผ่านพวกชาวบ้าน กลุ่มคนลี้ภัยก็จะเข้าไปถามเส้นทางมุ่งหน้าสู่ฮุ่ยโจวเสมอ จนเมื่อรู้ว่าทั้งหมดได้เข้ามาในเขตฮุ่ยโจวแล้ว ความรู้สึกดีอกดีใจก็เผยออกมาให้เห็นกันถ้วนหน้า สตรีหลายคนถึงกับกอดบุตรหลั่งน้ำตาด้วยความปีติ ความลำบากทั้งหมดที่ได้รับระหว่างการเดินทางพลันผุดขึ้นมาในความคิดอย่างช่วยไม่ได้ แต่ที่สุดแล้วความยินดีก็มีมากกว่า

ระหว่างที่ทุกคนกำลังดีใจกันอยู่นั้น หลัวซีก็แอบหามุมที่ไร้ผู้คนแล้วหยิบ ‘ไข่เป็ด’ ขึ้นมาตรวจดูอีกครั้ง นางรู้สึกยินดีขึ้นมาบ้างหลังจากเห็นว่าตรงก้านดอกไม้นั้นมีผลอวี้หลันออกใหม่หนึ่งลูก หลังจากที่ห่างหายไปกว่าหกวันในที่สุดก็ออกใหม่เสียที มือเล็กเรียวเด็ดผลอวี้หลันใส่ปากทันทีโดยไม่คิดลังเล หลังจากที่ครุ่นคิดมาหลายวัน นางรู้สึกได้ว่ากุญแจสำคัญของปัญหานั้นน่าจะอยู่ที่ดอกอวี้หลันนี่เอง บางทีผลอวี้หลันก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ถึงแม้จะเป็นเพียงการคาดเดาแต่นางก็กินผลนั้นลงท้องไปแล้ว จะใช่หรือไม่คงต้องรอดูกันอีกที ไม่แน่ว่าอาจจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับนางก็เป็นได้

และผลที่ได้ก็คือ ในคืนนั้นหลัวซีนอนหลับสนิททั้งคืน อาการเจ็บปวดตรงทรวงอกในยามค่ำคืนที่ทำให้ไม่ได้หลับได้นอนมาหลายวันไม่เกิดขึ้นเลย เป็นเช่นนี้...นางจึงยิ่งมั่นใจว่าอาการเจ็บปวดที่ตนเป็นอยู่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลอวี้หลันเสียแปดส่วน

หลังจากวันนั้นผลอวี้หลันก็ออกบ้างไม่ออกบ้าง ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าผลนั้นจะออกเมื่อใด เช่นเดียวกับอาการป่วยของหลัวซีเองก็เป็นบ้างไม่เป็นบ้างเช่นกัน ทรมานอยู่สิบกว่าวันในที่สุดนางก็พบสาเหตุแท้จริงของปัญหา

รอนแรมมานาน สุดท้ายวันนี้ทุกคนก็ได้มีที่พัก ด้วยเพราะชาวนาเห็นพวกเขาน่าสงสารจึงได้แบ่งที่พำนักให้ ไม่เพียงแต่จะใจดีให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่อาศัยเท่านั้น แต่ยังยกถังอาบน้ำมาให้ถึงสองใบ พร้อมกับตั้งหม้อใบใหญ่ต้มน้ำให้ทุกคนได้อาบกันอย่างมีความสุข หลัวซีต่อแถวเป็นคนสุดท้าย พอถึงคราวของนางน้ำที่อยู่ในถังก็เหลือแค่เพียงครึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าไม่มี

เพราะร่างกายผอมแห้งและยังไม่เจริญวัยนัก หลัวซีจึงถอดเสื้อผ้าออกโดยไม่คิดอะไรมาก แถมตอนนี้นางยังร้อนใจเพราะอยากจะพิสูจน์บางอย่าง หลังจากออกแรงใช้ใยบวบขัดไปทั่วร่างแล้ว จึงเริ่มพิจารณาร่างนี้อย่างละเอียด ทั้งแขนขาและใบหน้าที่สะท้อนอยู่ในน้ำ คราแรกที่เห็นนางเพียงรู้สึกประหลาดใจ แต่ไม่นานความประหลาดใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความตกใจ และสุดท้ายก็ถึงขั้นตื่นตระหนก สีหน้าของนางแดงก่ำสลับกับซีดขาว

นับแต่เริ่มเดินทางลี้ภัยเป็นต้นมาการอาบน้ำทุกวันถือเป็นเรื่องที่ยากยิ่งสำหรับหลัวซี หากมีเหงื่อนางก็จะใช้ผ้าเช็ดสองสามทีให้พอแห้ง หากรำคาญจนทนไม่ไหวก็จะใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดใต้เสื้อผ้าแทน นางไม่มีกระจกให้ส่อง อีกทั้งทุกวันยังต้องเร่งเดินทางทั้งที่ท้องหิว นางจึงไม่ได้สังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนแม้แต่น้อย

ไม่คิดเลยว่าร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปถึงเพียงนี้

หลังจากขจัดฝุ่นคราบไคลออกไปจนหมดหลัวซีได้แต่นั่งอึ้ง ไม่รู้ว่าผิวพรรณทั่วเรือนร่างของนางกลับกลายเป็นเนียนนุ่มราวกับเด็กทารกตั้งแต่เมื่อใด ซ้ำยังขาวผุดผาดดุจรากบัว แม้กระทั่งเล็บก็เป็นประกาย

วิบวับสะท้อนแสงจันทร์ไปมา ดูงดงามอย่างบอกไม่ถูก เมื่อลองใช้มือ

ลูบผมดูก็พบว่าเส้นผมนั้นดกดำลื่นมือไม่ต่างจากผ้าต่วนชั้นดี ไม่มี

ร่องรอยของผมแห้งหรือแตกปลายสักเส้น

จริงอยู่บนโลกนี้มีผู้คนหน้าตาดีอยู่ไม่น้อย ผู้ที่มีรูปโฉมงดงามก็ยิ่ง

ทว่า...จะมีผู้ลี้ภัยอดอยากคนไหนที่งดงามล้ำเลิศเช่นนี้ได้

ผู้ที่วันๆ ตากลมตากแดด กินไม่อิ่ม สวมเสื้อผ้าไม่อบอุ่น นอนไม่หลับ จะมีผิวพรรณขาวเนียนราวกับหิมะได้อย่างไร พอใช้มือลูบผิวบริเวณหัวไหล่ทั้งสองด้านที่ต้องแบกรับน้ำหนักของสัมภาระจนเกิดการเสียดสีก็ไม่รู้สึกถึงความหยาบกระด้างเลยสักนิด ผิวที่ไหล่ของนางขาวผ่องอ่อนนุ่มเหมือนผิวส่วนอื่นๆ ไม่มีผิด นี่คงไม่ใช่ความสวยงามตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวแล้ว

นางมั่นใจ... ทั้งหมดนี้ก็คือ... ความอัศจรรย์ที่ได้มาจากดอกอวี้หลันก้านนั้นนั่นเอง

สตรีบนโลกใบนี้ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด อายุมากหรือน้อย มีผู้ใดบ้างไม่รักสวยรักงาม มีผู้ใดไม่คาดหวังอยากมีผิวพรรณขาวผ่องอ่อนนุ่มบ้างเล่า หลัวซีเองก็มิใช่ข้อยกเว้น... การที่สวรรค์เมตตาให้นางได้ครอบครองสมบัติล้ำค่าที่ยอดเยี่ยมเช่นร่างกายนี้ หากจะบอกว่านางไม่ดีใจ ไม่ชื่นชอบหรือรังเกียจ ย่อมเป็นไปไม่ได้ มิเช่นนั้นนางก็คงไม่ใช่ผู้หญิงเป็นแน่แท้

ทว่าบนโลกใบนี้มีอาหารเที่ยงที่กินเปล่าอยู่อีกหรือ? มีเรื่องที่ได้โดยไม่มีเสียด้วยหรือ?

ไม่มี---ไม่มี---และไม่มี

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยกันทั้งสิ้น บางเรื่องอาจได้รับรู้ก่อนว่าผลลัพธ์ในภายภาคหน้าจะเป็นเช่นไร แต่บางเรื่องยังไม่ทันได้รู้ก็อาจถึงเวลาที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนแล้วก็เป็นได้ เหมือนดังเช่นหลัวซีในยามนี้

หลัวซีมองดู ‘ไข่เป็ด’ ที่อยู่ในมือ เวลานี้นางกลับไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิด ดอกของมันยังคงงดงามเช่นเดิม แต่ละกลีบยังคงประณีตราวกับถูกสลักมาจากหยก แต่เหนือสิ่งอื่นใดนางมิกล้าคิดอีกต่อไปว่ามันเป็นสิ่งที่นางสามารถควบคุมได้ เพราะนับตั้งแต่กลีบแรกที่นางกินเข้าไป การแลกเปลี่ยนก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว ความงดงามดั่งฟ้าประทานไม่ใช่ของได้เปล่า หากแต่นางต้องจ่ายค่าตอบแทนกลับไปไม่น้อย มิฉะนั้นความเจ็บปวดจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่จะตามรบกวนนางไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด

เหมือนเงินกู้ดอกเบี้ยสูง เหมือนยาเสพติด เหมือน... มีข้อเปรียบเทียบอีกมากมายนักที่นางไม่อยากจะเอ่ย

            เรื่องเดียวที่ทำให้หลัวซีรู้สึกสบายใจอยู่บ้างก็คือ ของสิ่งนี้หาใช่ของอาถรรพ์จำพวกภูตผีปีศาจไม่ แต่ตรงกันข้าม มันต้องการให้นางทำความดี หากกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล...ผลของ

ดอกอวี้หลันก็คือ ‘ผล’ ที่ว่านั่น ส่วนคุณงามความดีแต่ละเรื่องที่นางสั่งสมก็คือเหตุ มีเหตุจึงมีผล หากไม่มีผลนางก็ต้องแบกรับความทุกข์ทรมานนั้นต่อไป

ความคิดแวบหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ครั้งแรกที่ดอกอวี้หลันออกผล เป็นเพราะนางช่วยบุตรชายของอาสะใภ้หลิวให้หายปวดท้อง หรืออาจเป็นเพราะความดีที่สั่งสมมาก่อนหน้านี้รวมเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดผลอวี้หลันออกมาให้นางได้เด็ดกินผลแรก นางย่อมสามารถเด็ดกินต่อไปได้เรื่อยๆ หากผลบุญยังคงมีมากพอ แต่หลังจาก ‘บุญบารมี’ ที่สั่งสมจากการทำความดีถูกใช้ไปจนหมด วันเวลาราวกับตกอยู่ในนรกจึงเริ่มต้นขึ้น ไม่มียาแก้ ไม่มีวันสิ้นสุด มีแต่ต้องทำความดีต่อไป

หลัวซียังคงนึกย้อนไปถึงเรื่องราวในหลายวันที่ผ่านมา วันนั้นเป็นเพราะนางไล่ตีสุนัขตัวใหญ่เพื่อช่วยเด็กชายอายุสามขวบไม่ให้ถูกกัด ดอกอวี้หลันก็ออกผลมาหนึ่งลูก หลายวันต่อมานางก็ต้องเจ็บปวดราวกับจะตายอีกครั้ง ต่อจากนั้นอาหลิวเกิดบาดเจ็บที่ขา นางจึงสอนเขาให้ทำไม้เท้าง่ายๆ จนสามารถเดินทางต่อไปได้ สิ่งที่ตามมาก็คือดอกอวี้หลันออกผลมาให้นางเป็นรางวัลอีกลูกหนึ่ง พอเด็ดกินความเจ็บปวดในทรวงอกก็หายไป

เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลัวซีต้องทนทรมานแสนสาหัส แต่เรื่องนี้ก็ทำให้นางเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด และได้ผลสรุปที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงในที่สุด

หมากกระดานนี้เริ่มเล่นแล้วหยุดไม่ได้

รามือ... ยอมแพ้ ก็ไม่ได้!

ทว่า... นี่มันถูกต้องแล้วรึ! ถึงการทำความดีจะเป็นเรื่องดีงาม จิตใจที่ดีจึงได้รับผลดีตอบแทน แต่ว่า...นางไม่อยากถูกบังคับให้เป็นแม่พระนี่นา อ๊าอ๊าอ๊า!

ร่างน้อยที่นั่งอยู่ในถังน้ำอยากจะร่ำไห้แต่ก็ไร้น้ำตา

ตลอดการเดินทางหลายวันหลังจากนั้น ทุกคนต่างสังเกตได้ว่าบุตรสาวคนโตของบ้านสกุลหลัวจู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นขยันขันแข็งขึ้น นางคอยสอบถามความเป็นอยู่ของผู้อื่น หากคนรอบกายมีอาการปวดหัวตัวร้อนนางก็จะช่วยไปหาสมุนไพรมาต้มยา ซ้ำยังนำมาให้ด้วยตัวเองอีกด้วย ระยะเวลาเพียงไม่นานดรุณีน้อยผู้นี้ก็ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความอบอุ่นราวกับอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงยิ่งชื่นชอบแม่หนูผู้น่าสงสารผู้นี้มากขึ้นอีกหลายส่วน พวกเขามักยื่นขนมเปี๊ยะให้นางบ่อยๆ ทั้งยังมองหลัวหยางซื่อผู้เป็นมารดาเลี้ยงขัดตามากขึ้นเรื่อยๆ

ได้เห็นสีหน้าที่โกรธจนขาวซีดของหลัวหยางซื่อแล้ว หลัวซีก็รู้สึกสบายใจยิ่งนัก มุมปากของนางยิ้มยกขึ้นน้อยๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ... ฮ่าฮ่า การทำตัวเป็นแม่พระดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย

สักเท่าใดนี่นา

“แม่หนูหลัว ข้าว่าถุงผ้าที่เจ้าแบกอยู่นี่ทั้งใหญ่ทั้งหนัก ให้ข้าช่วยถือดีหรือไม่?” อาสะใภ้หลิวมองหลัวซีที่แบกห่อสัมภาระจนเหนื่อย เหงื่อไหลเต็มใบหน้า จึงกล่าวขึ้นอย่างอดไม่ได้

“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะอาสะใภ้หลิว ข้าถือไหว” หลัวซีฝืนทนความเจ็บตรงไหล่แล้วเงยหน้าขึ้นกล่าวกับอาสะใภ้หลิวด้วยรอยยิ้ม

การที่มีคนอาสาช่วยเหลือนางย่อมดีใจอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่า ‘ไข่เป็ด’ นั่นจะย้อนมาหักคะแนนความดีเพราะผู้อื่นช่วยเหลือนางหรือไม่ เดิมโอกาสทำความดีก็มีไม่มากอยู่แล้ว ถ้าถูกหักคะแนนก็เท่ากับนางลงแรงเสียเปล่าน่ะสิ คิดมาถึงตรงนี้หลัวซีจึงจำต้องกัดฟันปฏิเสธเจตนาดีของผู้อื่น ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้รอยยิ้มหวานนั้น ผิวหน้าของบุตรสาวสกุลหลัวผู้นี้กำลังกระตุก

ด้วยรอยยิ้มนี้ ท่านอาสะใภ้หลิวจึงพินิจบุตรสาวคนโตสกุลหลัวด้วยความประหลาดใจ “แม่หนูหลัว ปีนี้เจ้าอายุสิบเอ็ดปีแล้วสินะ อืม... เด็กหญิงตัวน้อยๆ จะโตเป็นสาวแล้วนั่นเอง มิน่าเล่า... ดูคิ้วกับตาของเจ้าสิ...”

ภายในใจของท่านอาสะใภ้หลิวยังคงเต็มไปด้วยภาพเก่าๆ ของหลัวซีในยามที่เป็นเด็กหญิงผู้หิวโหยจนหน้าซีด เมื่อหลายเดือนก่อนใบหน้าเหลืองๆ ยังผอมเล็กเท่าฝ่ามืออยู่เลย ผ่านมาไม่นาน เด็กน้อยในวันนั้นกลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครได้ทันสังเกต ใบหน้าเล็กๆ ในวันนี้ขาวละมุนราวกับไข่ปอก ใบหน้ามีสีแดงระเรื่อด้วยเลือดฝาด หยดเหงื่อที่เปียกชื้นตรงสองข้างแก้มยิ่งขับเน้นให้ใบหน้านั้นดูขาวผ่องอมชมพูน่ารักเป็นหนักหนา ทั้งขาวทั้งนุ่มราวกับว่าภายในคืนเดียว จู่ๆ ดอกตูมที่ไม่สะดุดตาก็พลันเบ่งบาน กลายเป็นดอกไม้ล้ำค่าหนึ่งเดียวในสวนกว้างเสียแล้ว

หลัวซีรีบก้มหน้าลง กล่าวอย่างขัดเขินว่า “ท่านอาสะใภ้หลิว ข้าอายุยังน้อย...” แย่ล่ะ นี่คงเป็นเพราะขี้เถ้าที่ทาเมื่อเช้าถูกเหงื่อชะล้างไปแล้วเป็นแน่ คิดแล้วก็ทอดถอนใจออกมาเฮือกหนึ่ง หากมีขี้เถ้าที่สามารถรักษาความชื้นและป้องกันน้ำได้ก็คงจะดีไม่น้อย มิเช่นนั้นหากนางไม่ระวังตัวความต้องแตกแน่ แต่จะให้ปิดบังเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็ไม่ถูกต้อง เพราะนางคงไม่อาจทาขี้เถ้าไปได้ตลอดชีวิต

ดีนักที่นางอายุยังน้อยและผิวพรรณเดิมนั้นก็ดีอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จึงยังไม่ถึงขั้นทำให้ผู้อื่นระแวงสงสัย

เห็นหลัวซีเขินอายเช่นนี้ อาสะใภ้หลิวก็หัวเราะออกมาเบาๆ “เจ้าอายุสิบเอ็ดปีแล้วนะ อีกสองปีก็หมั้นหมายได้แล้ว เด็กผู้หญิงน่ะโตเร็วยิ่งนัก อายุขนาดเจ้าก็เหมือนกับหน่อไม้ที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน ดูจากหน้าตาของเจ้าตอนนี้แล้วอนาคตคงต้องงดงามมากแน่ๆ”

หากเป็นเด็กสาวผู้อื่นได้ยินคำพูดนี้คงต้องดีใจไม่น้อย แต่หลัวซีกลับทำเพียงหัวเราะ

สวรรค์รู้ดีว่านางอยากให้ตนเองนั้นโตช้า

โตช้าๆ---โตช้าๆ---แล้วก็โต

เพราะร่างกายยิ่งเจริญเติบโตเร็วมากเท่าใด ก็ยิ่งต้องทำความดีมากเท่านั้น ตอนนี้นางยังดูแลไม่ได้แม้กระทั่งเรื่องกินอยู่ของตัวเองด้วยซ้ำ แล้วจะทำอะไรเพื่อผู้อื่นได้เล่า อีกอย่างความดีก็ใช่ว่าจะมีมากมายพอที่จะให้นางทำทุกวันเสียที่ไหน เวลานี้นางไม่มีใจจะคิดถึงเรื่องวัยสาวหรอก ทุกวันนี้ต้องถูกดอกอวี้หลันบีบบังคับให้ทำความดีนางก็เครียดมากแล้ว ซ้ำยังต้องพยายามเสแสร้งทำเป็นมีความสุขอีกด้วย!

ตอนที่ 3 กำจัด

            นับตั้งแต่มาถึงแคว้นฮุ่ยโจว ก็ยังไม่มีใครสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของหลัวซี

            กอปรกับบุตรของแต่ละบ้านต่างก็อ้วนท้วนขึ้น ร่างกายของหลัวซีจึงไม่ได้เป็นจุดสนใจอยู่แต่ผู้เดียว

            ทว่าการเปลี่ยนแปลงของลูกเลี้ยงไม่อาจหลบซ่อนจากสายตาของหลัวหยางซื่อไปได้ นางรู้สึกริษยาหลัวซียิ่งนัก จากเดิมที่เคยขัดตาหลัวซีอยู่แล้วก็ยิ่งนึกเกลียดมากขึ้นทุกที แต่อยู่ต่อหน้าผู้อื่นนางย่อมมิอาจแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้ ดังนั้นวันๆ หลัวหยางซื่อจึงได้แต่เค้นสีหน้าบึ้งตึงออกมา ทำให้ตนเองที่มีอายุเพียงแค่ยี่สิบกว่าปีกลับดูสูงวัยขึ้นมาก เป็นเช่นนี้...แม้กระทั่งหลัวเตียเองก็ยังรู้สึกเบื่อหน่าย

            วันหนึ่งหลัวซีเห็นมารดาเลี้ยงกลั้นใจกรอกน้ำใส่ปากตนเองอยู่นาน ด้วยคิดว่าหากดื่มน้ำมากๆ จะทำให้ผิวพรรณสว่างใสขึ้นมาได้บ้าง การกระทำของหลัวหยางซื่อนอกจากจะทำให้หลัวซีรู้สึกประหลาดใจแล้ว นางยังรู้สึกสะใจไม่น้อย

            เอ้า! ดื่มเถิด ดื่มเข้าไป ดื่มให้มากๆ พอถึงตอนเย็นจะได้ประหยัดข้าวในบ้านได้บ้าง ตัวนางจะได้กินมากขึ้นถึงจะแค่คำสองคำก็เถิด            

            แต่จะว่าไปแล้ว... ของ ‘ดี’ อย่าง ‘ไข่เป็ด’ ที่ผลิดอกอวี้หลันออกมานั้นเหมาะกับหลัวหยางซื่อเหลือเกิน ต้องแบ่งอีกฝ่ายสักดอกจึงจะถูก มารดาเลี้ยงจะได้ทำความดีขึ้นบ้างมิใช่เอาแต่ทรมานนาง ทั้งคู่ต่างก็เป็นหญิงเหมือนกัน เหตุใดจึงต้องทำให้ผู้หญิงด้วยกันลำบากใจด้วยเล่า

            หลัวซีทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างความดี บางครั้งเมื่อมีความดีไม่พอก็จำต้องเจ็บปวดไปครึ่งค่อนคืน จนบางครั้งรู้สึกว่าทนไม่ไหวอีกแล้ว แต่ท้ายที่สุดนางก็มีเหตุผลที่ต้องยอมแพ้และทำความดีต่อไป

            เหตุผลที่ว่าก็คือสุขภาพของตัวเอง

            เพราะคราวนี้... หลังจากที่เพิ่งกินผลอวี้หลันเสร็จ ร่างกายของนางก็ขับสิ่งที่มีกลิ่นเหม็นสีเทาออกมามากมาย นางคาดว่านี่คงเป็นสิ่งสกปรกในร่างกายที่ถูกขับออกมาด้วยวิธีล้างไขกระดูกตามที่ร่ำลือกัน ด้วยเหตุนี้เองผิวของนางจึงเปลี่ยนเป็นขาวนุ่ม การที่มีเรื่องดีเช่นนี้ในใจย่อมรู้สึกดีอยู่มาก แต่ที่นางคาดไม่ถึงก็คือความสวยงามที่ได้มานั้นต้องมีค่าตอบแทน ผิวพรรณของนางสวยงามขึ้นทั้งขาวทั้งนุ่มก็จริง ทว่าในความขาวเนียนนุ่มนวลนั้นก็บอบบางขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

            เดิมทีนางเคยคิดว่าเมื่อร่างกายหล่อหลอมจนเสร็จสิ้นแล้วก็จะฟันแทงไม่เข้า แข็งแกร่งดุจก้อนศิลา แต่ความเป็นจริงช่างโหดร้ายนัก เพราะทุกสิ่งนั้นแตกต่างจากที่คิดโดยสิ้นเชิง นางมิเพียงไม่แข็งแกร่งขึ้น แต่กลับน่าสมเพชยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

            เพราะเมื่อร่างกายไม่มีสิ่งแปลกปลอมเจือปนอยู่ นั่นย่อมหมายความว่าไม่มีความอดทนเช่นเดิมอีกต่อไป เมื่อก่อนนางสามารถแบกสัมภาระเดินทางได้ครึ่งค่อนวัน ร่างกายเคยชินกับความหนักหน่วงและเหนื่อยล้า ขอเพียงได้กินอิ่มก็ไม่รู้สึกเหนื่อยสักเท่าใดแล้ว

            แต่พอร่างกายได้ขจัดสิ่งแปลกปลอมออกไปก็เหมือนกับนำเมล็ดถั่วแข็งๆ มาบดจนกลายเป็นเต้าหู้ นุ่มนิ่มราวกับลิ้นจี่ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกลิ้นจี่ ทั้งสดทั้งน่ากิน แต่พอกัดลงไปเพียงแค่ครึ่งคำก็แหลก ช่างไม่ต่างจากผิวบริเวณหัวไหล่ที่ต้องแบกรับน้ำหนักของสัมภาระอยู่แม้แต่น้อย เพียงแค่เสียดสีไม่กี่ครั้งผิวอ่อนนุ่มก็ถลอกเป็นรอยแดง กดไม่กี่ครั้งก็เป็นรอยฟกช้ำ ล้มไม่กี่ครั้งก็ช้ำเป็นวงกว้าง เดินทางเพียงแค่วันเดียว เมื่อถอดเสื้อผ้าออกดูก็น่าหวาดหวั่นถึงขั้นมีบาดแผลไปทั่วทั้งตัว ความอ่อนแอน่าสมเพชไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ แม้กระทั่งสวมเสื้อผ้าป่านหยาบๆ ผิวของนางก็ถูกเสียดสีจนทั้งแดงทั้งคันจนแทบมิอาจทนได้ ซ้ำร้ายผิวที่ยิ่งบอบบางนุ่มนวลก็ยังทนความเจ็บปวดได้น้อยลงอีกด้วย ถึงขนาดหิ้วถังไปตักน้ำที่บ่อน้ำก็รู้สึกเจ็บฝ่ามือเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงก็ไม่ปาน

            หลัวซีรู้สึกอยาก ‘ขอบคุณ’ สวรรค์ยิ่งนัก นาง ‘ซาบซึ้ง’ เสียจนแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาเลยทีเดียว

            สวรรค์! ค่าตอบแทนของความสวยงามเช่นนี้ นางไม่เอาได้หรือไม่

            ร่างกายเหมือนคุณหนูแต่โชคชะตาเหมือนสาวใช้เช่นนี้ทำให้ผู้คนถึงตายได้ ช่างเจ็บปวดจริงๆ

            ทุกวันหลังจากที่หลัวซีเกิดบาดแผลไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่กระจายไปทั่วตัวในตอนกลางวัน พอได้กินดอกและผลอวี้หลันในตอนกลางคืน วันรุ่งขึ้นอาการก็จะดีขึ้น แต่หลังจากนั้นก็จะเกิดบาดแผลใหม่ขึ้นอีก ระหว่างนี้นางจึงมีชีวิตอยู่กับ ‘ความเจ็บปวดที่มิอาจบรรยายได้’ เจ็บแล้วหาย หายแล้วเจ็บวนเวียนอยู่เช่นนี้

            ในที่สุดกลุ่มผู้ลี้ภัยก็เดินทางมาถึงเมืองกู่เซียง แคว้นฮุ่ยโจว

            นี่เป็นครั้งแรกในระยะเวลาเกือบสองเดือนที่พวกเขาได้เข้าเมือง เคยมีผู้คนกล่าวไว้ว่าฮุ่ยโจวนั้นเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ ผู้คนก็มั่งคั่ง อีกทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดของยาสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย แม้กระทั่งแคว้นหวงเหลียงเองทุกปียังต้องนำเข้าสมุนไพรจากแคว้นฮุ่ยโจวมิใช่น้อย บัดนี้เมื่อได้มาเห็นกับตาตนเองแล้วช่างไม่ผิดจากที่เล่าลือจริงๆ ยังมิต้องพูดถึงเมืองใหญ่ในแคว้นฮุ่ยโจว เพียงแค่ความคึกคักของเมืองเล็กๆ อย่างกู่เซียงก็แทบจะไม่แตกต่างจากความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหนิงหย่วนแล้ว

            เวลานี้ไม่ว่าจะเดินไปทางใด สายตาทุกคู่ของผู้ลี้ภัยต่างก็จ้องมองความเจริญรุ่งเรืองนี้อย่างตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด หลายครอบครัวฉวยโอกาสซื้อข้าวเปลือกและสอบถามเรื่องความเป็นอยู่ของผู้คนในเมืองกู่เซียงจากพ่อค้า จนเมื่อได้ข้อมูลจนแน่ชัดแล้วใบหน้าของทุกคนก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจและรอยยิ้มที่ปิดไม่มิด

            ฮุ่ยโจวไม่เพียงแต่ไม่กีดกันคนต่างถิ่น แต่ยังมีที่นามากมายให้พวกเขาเช่า หากต้องการปลูกสมุนไพรก็ยังให้เมล็ดพันธุ์แจกจ่ายโดยไม่คิดเงิน ภายในสามปียังลดภาษีที่นาอีกสองส่วน นอกจากนี้ยังยินดีให้คนต่างถิ่นมาพักอาศัย เพียงชำระค่าภาษีสามปีก็สามารถตั้งถิ่นฐานได้ ไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ทางการก็จะจัดการให้ทั้งหมด นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี สร้างความปลื้มปีติให้แก่ทุกคนเป็นอย่างมาก

            สรุปได้ว่า พวกเขาเพียงไปลงทะเบียนกับทางการก็จะมีที่นาให้ปลูกข้าวทันที!

            ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละปีจะเป็นเงินจำนวนไม่น้อย ทว่าแต่ละครอบครัวจะมากจะน้อยก็ล้วนมีเงินก้นหีบแอบซ่อนอยู่ เงินก้อนนี้จะช่วยฟันฝ่าอุปสรรคต่อไปได้ อีกทั้งเหล่าสตรีก็ยังมีฝีมือด้านเย็บปักถักร้อยหากจะทำการค้าก็ไม่ยาก ส่วนบุรุษ...ถ้ายอมทุ่มเททำงานเพิ่มขึ้นสักเล็กน้อยก็จะเพียงพอสำหรับเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดได้

            นับได้ว่าสถานที่แห่งนี้ดียิ่งแล้ว

            อาซ้อเถียนซึ่งปกติเป็นคนเงียบๆ มาตลอด ยังอดรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ ถึงกับเอ่ยปากออกมาว่า “ลี้ภัยมานานเช่นนี้ เงินของครอบครัวข้าใช้ไปจนเกือบหมด ไม่มีเงินเหลือพอที่จะซื้อเสบียงเพื่อเดินทางต่อไปอีก ข้าไม่รู้ว่าพวกท่านคิดอย่างไร แต่ข้ากับสามีตัดสินใจแล้วว่าจะตั้งรกรากอยู่ที่นี่”

            คำพูดของนางตรงกับใจของทุกคนยิ่งนัก ชีวิตที่ลี้ภัยรอนแรมมายาวนานกว่าครึ่งค่อนปี ทำให้พวกเขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน ในใจก็นึกหวังอยากจะมีสถานที่สำหรับตั้งรกรากถิ่นฐาน ชีวิตที่ต้องเดินทางเร่ร่อน ท้องกินไม่อิ่ม กระทั่งเสื้อผ้าก็ยังไม่พอจะปกปิดร่างกาย เป็นชีวิตที่ไม่อยากจะพบเจออีกต่อไป

            เด็กเล็กหลายคนซึ่งตามปกติมักจะเล่นซนกันตามประสา มาวันนี้พอได้เห็นผู้คนพลุกพล่านก็พากันหลบอยู่หลังบิดามารดาด้วยความขลาดกลัว เอาแต่จ้องมองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา โดยเฉพาะแผงขายขนมขบเคี้ยวตรงข้างทาง ไม่ว่าจะเป็นพุทราเชื่อม ถั่วเคลือบน้ำตาลกรอบ และอื่นๆ อีกมากมาย เห็นแล้วก็อยากกินจนต้องลอบกลืนน้ำลาย

            อย่าว่าแต่พวกเขาเลยแม้กระทั่งหลัวซีเองก็น้ำลายสอ!

            นางพยายามดึงสายตากลับมาจากน้ำตาลเชื่อมก้อนโตที่อยู่ใกล้ที่สุด แต่ก็ทำได้ยากลำบากนัก กลิ่นหอมหวานของมันลอยวนอยู่รอบตัว สุดท้ายหลัวซีก็ทำได้เพียงสูดกลิ่นเข้าไปปอดไปลึกๆ สองสามทีให้หายอยาก

            เมื่อเป็นเช่นนี้... แม้กลุ่มผู้อพยพไม่คิดถึงผู้ใหญ่ก็ต้องคำนึงถึงเด็ก แววตาของพวกเขาล้วนเปล่งประกายอย่างชัดเจน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายทุกคนต่างก็ตกลงพร้อมใจกันตั้งรกรากอยู่ที่นี่ เมื่อได้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันต่างก็แยกย้ายไปเสาะหาที่พักชั่วคราว ในที่สุดก็ได้ที่พักเป็นบ้านเก่าโทรมทางตอนเหนือสุดของเมืองกู่เซียงซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่มากนัก

            เดินทางกันอยู่นานสุดท้ายทุกคนก็มาถึงจุดหมาย แม้ตัวบ้านจะเก่าโทรม แต่ก็เป็นที่พักราคาถูกที่สุดของเมืองกู่เซียง บ้านทั้งหลังรวมลานบ้านมีค่าเช่าเพียงเดือนละหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญทองแดงเท่านั้น หากสองครอบครัวเบียดเสียดกันอยู่ ครอบครัวหนึ่งก็จะจ่ายเพียงเจ็ดสิบห้าเหรียญทองแดง นับว่าคุ้มค่าเป็นที่สุด

            บ้านสกุลหลัวนั้น ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวคือหลัวเตีย เขาเลือกเรือนที่อยู่ตรงกลาง โดยตกลงอยู่ร่วมบ้านกับท่านอาหลิว หลัวซีอยากวางห่อสัมภาระที่แบกอยู่เหลือเกิน เพราะมันกดทับบ่าของนางจนเจ็บปวดเมื่อยล้าไปหมด นางแทบจะทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เมื่อพวกผู้ใหญ่ตกลงกันเสร็จสิ้นนางก็หมุนตัวตามหลัวเตียเข้าไปในบ้านทันที

            ในที่สุดก็ได้ปลดห่อสัมภาระลง นางถอนใจด้วยความโล่งอก ไม่ต้องรอให้หลัวเตียเอ่ยปากสั่ง หลัวซีก็เตรียมไปตักน้ำมาทำความสะอาดบ้านด้วยความเต็มใจ ทว่ายังมิทันได้ก้าวขาออกไป ก็พลันเห็นหลัวหยางซื่ออุ้มบุตรชายยืนขวางอยู่ตรงประตูพอดี

            ขณะที่เดินสวนกันนั่นเอง ใจของเด็กหญิงพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง

            หลัวซีรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ

            ท่าทางของหลัวหยางซื่อเมื่อครู่นี้ อีกทั้งแววตาที่มองมานั้นช่างดูเยือกเย็นและแฝงไปด้วยรอยยิ้มราวกับซ่อนบางอย่างเอาไว้ หากเทียบกับท่าทางเมินเฉยตามปกติแล้ว นับว่าแปลกไปจริงๆ นั่นแหละ ไม่รู้ว่าแม่เลี้ยงผู้นั้นกำลังคิดสิ่งใดอยู่ มิใช่ว่ารังเกียจว่าบ้านแคบเกินไปแล้วคิดจะไล่ลูกเลี้ยงไปนอนที่ลานบ้านหรอกนะ

            หลัวหยางซื่อยืนนิ่งอยู่ตรงประตู หรี่ตามองลูกเลี้ยงเดินจากไป นางแค่นเสียงเย็นชาออกมาเสียงหนึ่ง จากนั้นจึงเดินตรงไปหาหลัวเตียพร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า

            เมื่อหลัวซีกลับมาก็ไม่ผิดจากที่คาดไว้จริงๆ ยังไม่ทันจะย่างเข้าสู่ยามราตรีเด็กหญิงก็ถูกขับไล่ให้ไปปูเสื่อนอนในห้องครัวเสียแล้ว ยังดีที่ว่าที่นี่อุ่นสบายกว่าคอกวัวที่ไม่มีกำแพงบังลมและกระท่อมพังๆ มากนัก ซ้ำนางยังโชคดีที่ในเตายังมีฟืนหลงเหลืออยู่ เมื่อมานอนข้างๆ เตาจึงไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด

            ทว่าคืนนั้นหลัวซีกลับมีอาการกระสับกระส่ายนอนไม่หลับเช่นเคย เมื่อครั้งที่ต้องลี้ภัย...เพราะไม่มีทางเลือกอื่นนางจึงจำต้องติดตามหลัวเตียเพื่อเอาชีวิตรอด หากตัดสินใจหนีไปอาจรักษาชีวิตของตนเอาไว้ไม่ได้ตลอดรอดฝั่งเป็นแน่ ร่างของหลัวซีเป็นเพียงร่างของเด็กหญิงคนหนึ่ง ดังนั้นถึงแม้จะมีบิดาที่พึ่งพาไม่ได้ มีมารดาเลี้ยงคอยกลั่นแกล้งสักเพียงใด ก็ยังถือว่าปลอดภัยกว่าออกไปเผชิญโลกตามลำพัง

            แต่ใช่ว่านางจะชื่นชอบการถูกทารุณมาแต่กำเนิดเสียหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกายที่ ‘อ่อนแอ’ ในยามนี้ หากถูกทารุณก็มีแต่ทำให้นางเจ็บปวดมากขึ้น พอคิดว่าหลังจากนี้ต้องมีชีวิตอยู่ในกำมือของแม่เลี้ยงใจร้าย หลัวซีก็ยกสองมือขึ้นกุมขมับ ทั้งกลัดกลุ้มทั้งน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนัก ไม่ว่าอย่างไรก็ตามนางต้องรีบหาทางออกเสียตั้งแต่เนิ่นๆ

            หลังจากไล่ลูกเลี้ยงที่ขัดตาออกไปได้หลัวหยางซื่อก็อารมณ์ดีขึ้นมาก ถึงแม้ว่าที่อยู่จะไม่ได้ดังใจ บ้านก็ทรุดโทรม แต่อย่างไรก็ดีกว่าการตกระกำลำบากที่ผ่านมา ได้แค่นี้ก็นับว่าดีมากนัก

            หลัวหยางซื่อยังอยู่ในวัยสาว ช่วงเวลาที่เดินทางลี้ภัยนางต้องสู้อดทนข่มกลั้นความปรารถนามากว่าครึ่งปี ตอนนี้นางมีห้องส่วนตัวแล้ว ดังนั้นเมื่อหลัวเตียก้าวเข้ามาในห้องนางก็โถมตัวเข้าหาด้วยสีหน้าแดงก่ำ เร่าร้อน ทั้งสองตอบรับกันเป็นอย่างดี เนิ่นนานนักกว่าจะอิ่มเอม พอได้หาความสุขร่วมกันทั้งคืน ทั้งสองก็รู้สึกปลอดโปร่งไปทั้งกายและหลับไปด้วยความพึงพอใจ

            พระอาทิตย์ทอแสงในยามเช้า วันนี้หลัวหยางซื่อตื่นสายกว่าปกติ บุตรชายที่รักถูกหลัวเตียอุ้มออกไปนานแล้ว นางจึงใช้เวลานี้แต่งตัวอยู่พักใหญ่จึงค่อยออกมา ความเอาอกเอาใจที่ได้รับจากสามีตลอดค่ำคืนทำให้วันนี้นางดูมีเสน่ห์ขึ้นอีกสามส่วน อารมณ์ดี ทั้งยังเปลี่ยนไปสวมชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนอมเหลืองที่นำติดตัวมาจากบ้านเก่าซึ่งปกติมักไม่ค่อยกล้าใส่

            นางส่องกระจกมองเนื้อผ้าชั้นดีที่ตนสวมใส่อยู่ สีหน้าฉายแววพึงพอใจออกมา

            ทว่าเมื่อนางก้าวออกจากบ้านได้เพียงก้าวเดียว สองเท้าก็พลันชะงักลง ดวงตาทั้งคู่หยุดอยู่ที่หลัวซีผู้เป็นลูกเลี้ยง เด็กหญิงผู้นั้นสวมเสื้อสีดำเก่าๆ นั่งตะแคงกึ่งหันหลังให้ ทั้งสองมือกำลังซักผ้าอยู่ที่ลานบ้าน หลัวซีอายุยังน้อย เส้นผมเงางามดกดำจนมือเพียงข้างเดียวก็ไม่อาจกำรวบได้หมด เด็กหญิงเพียงแต่รวบไว้กลางศีรษะอย่างง่ายๆ ชุดที่สวมใส่ก็พอดีตัวเสียจนเผยให้เห็นถึงรูปร่างบอบบางราวกับต้นหลิว

            นิ้วทั้งสิบที่แช่อยู่ในอ่างไม้นั้นก็ดูขาวเนียนไร้ร่องรอยของคนทำงานหนักโดยสิ้นเชิง ผิวพรรณของเด็กหญิง...โดยเฉพาะเมื่อตัดกับผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีดำด้วยแล้ว ยิ่งขาวผ่องสะอาดใส ดูบอบบางราวกับสามารถมองทะลุไปถึงเส้นเลือดฝาดภายในกาย ความงามระดับนี้ทำให้ผู้คนที่ได้พบเห็นไม่ว่าใครก็มิอาจละสายตาได้ ต่อให้เสื้อผ้าเก่าปอนที่สวมใส่อยู่จะไม่สะดุดตา แต่ก็ไม่สามารถบดบังความสดใสของสาวน้อยวัยแรกแย้มที่ผุดผาดราวกับหน่อไม้อ่อนได้

            หลัวหยางซื่อเผลอก้มลงมองมือของตนอย่างไม่รู้ตัว ทั้งสองมือของนางนอกจากจะแห้งด้านแล้วยังซีดเหลืองเป็นแผลเพราะความหนาวเย็น แม้กระทั่งชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนอมเหลืองที่ภาคภูมิใจอยู่เมื่อครู่ กลับกลายเป็นสิ่งที่ช่วยขับเน้นให้เห็นถึงความงดงามตามธรรมชาติของลูกเลี้ยงแทน

            มนุษย์เราไม่ว่าจะเก่งกาจเรื่องใดสุดท้ายก็ยังเกรงกลัวการเปรียบเทียบอยู่นั่นเอง เมื่อต้องเปรียบเทียบกับผู้ที่ด้อยกว่า ตนย่อมต้องภาคภูมิใจเป็นธรรมดา แต่หากเปรียบเทียบกับผู้ที่เหนือกว่าตนแล้ว ในทางตรงกันข้าม... ตนเองนั้นย่อมกลายเป็นอาจมในสายตาผู้อื่นได้เช่นกัน

            ในเมื่อทุกคนต่างก็เป็นอาจม มิสู้ใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรีเสียยังจะดีกว่า จะเทียบกันไปไย

            แต่... ไม่ว่าจะอย่างไรหลัวหยางซื่อก็คิดไม่ตก นิ้วมือหยาบกร้านของนางบีบกรอบประตูแน่น นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความแค้น ในใจมีเสียงร่ำร้องตะโกนไม่หยุดว่า...

            ไล่มันไป ไล่มันไป ไล่มันออกไป!

            นางไม่อยากเห็นบุตรสาวของภรรยาเก่าผู้นี้อีกต่อไปแล้ว

            ใบหน้าเล็กๆ ของหลัวซีนั้น นางทนเห็นวันหนึ่ง... นางก็กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง

            แล้วจะต้องทนไปทำไม!

            ความคิดหนึ่งแวบไปถึงตอนที่ลี้ภัย นางทำทุกวิถีทางเพื่อให้บุตรสาวของภรรยาเก่าเจ็บป่วยอ่อนแรงเพื่อให้สิ้นใจตายไป แต่คาดไม่ถึงว่าลูกเลี้ยงผู้นี้ช่างเหมือนหล่อหลอมมาจากเหล็ก อดไม่ตาย เหนื่อยไม่ล้ม ป่วยไม่เป็น หนำซ้ำยังรอดชีวิตจากความตายหลายครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น บัดนี้ผิวพรรณยังเปลี่ยนมาเป็นขาวผ่องนุ่มนวลอีกด้วย เห็นแค่เพียงหางตาก็ทำเอานางโกรธจนแทบกระอัก

            เดิมทีนางคิดจะเก็บลูกเลี้ยงไว้ทรมานข้างกายอีกหลายปี รอจนระบายความแค้นหมดค่อยหาผู้ชายพิการขาหักตาบอดแต่งลูกเลี้ยงออกไป แต่ยามนี้นางเปลี่ยนความคิดเสียแล้ว หากเก็บเด็กสาวผู้นี้ไว้ต่อไป เกรงว่าอีกไม่นานตนเองคงยิ่งดูแก่ชรา ถึงตอนนั้นหากถูกสามีรังเกียจ แต่งภรรยาน้อยเข้ามา---

            ไม่! ไม่! ไม่! ไม่!

            นางยอมให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นไม่ได้แน่ คิดสิคิด นางต้องหาทาง ต้องหาวิธีให้จงได้ นอกจากจะไล่เด็กนั่นไปได้แล้ว นางต้องได้ระบายความคับแค้นในอกอีกด้วย

            เนื่องจากที่พำนักแห่งนี้จ่ายค่าเช่าบ้านราคาถูก จึงมีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเข้ามาพักอาศัย บ้างก็เป็นครอบครัวต่างถิ่นเหมือนกับบ้านสกุลหลัว ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาห้าถึงสิบปีแล้ว หลายคนคุ้นเคยกับเมืองกู่เซียงเป็นอย่างดี จึงสามารถให้ข้อมูลกับผู้มาใหม่ได้ไม่น้อย

            อาสะใภ้สกุลหลิวนั้นใจร้อนยิ่งนัก เหมันตฤดูยังไม่ทันผ่านพ้นก็รีบไปลงชื่อกับที่ว่าการอำเภอเลือกที่นาที่จะปลูกในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ด้วยคิดว่าจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเสียแต่เนิ่นๆ จะได้สบายใจ รวมถึงครอบครัวอื่นๆ ก็รีบไปลงชื่อเช่นเดียวกัน คงมีแต่บ้านสกุลหลัวเท่านั้นที่รั้งท้ายสุด

            เมืองกู่เซียงมีที่ว่างรกร้างอยู่ไม่น้อย หากอยากเพาะปลูกก็จำต้องลงมือถากถางปรับสภาพดินเอง มิเช่นนั้นที่ดีๆ จะให้คนต่างถิ่นไปเพาะปลูกโดยไม่คิดเงินได้อย่างไร ที่ภาษีเก็บน้อยก็มิใช่ว่าทางการโง่เง่า โลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่จะได้มาโดยไม่ต้องจ่าย แต่สำหรับคนต่างถิ่นถือว่าสวัสดิการของที่นี่ไม่เลวนัก ลงทุนลงแรงปลูกไปสองสามปีก็สามารถตั้งถิ่นฐานได้แล้ว ที่ดินก็กลายเป็นของตนเอง ทั้งยังสามารถเลือกทำเลได้ด้วย

            คนต่างถิ่นที่เพิ่งอพยพมานี้ แต่ละครอบครัวอย่างมากก็มีแรงงานแค่สองสามคน ถึงแม้จะทุ่มเททำงานสุดกำลังเพียงใด สุดท้ายผลผลิตแต่ละปีที่ปลูกได้ก็แค่ไม่กี่ไร่ หากจะจ้างคนเพิ่มก็ไม่คุ้ม ต่อให้รวมบ้านรวมครอบครัวช่วยกันทำอย่างมากก็ปลูกได้แค่เจ็ดถึงแปดไร่เท่านั้น ให้เลี้ยงชีวิตน่ะพอไหว แต่จะให้ทำกำไรเห็นจะเป็นไปได้ยาก

            สำหรับหลัวเตียที่ทำการค้าเล็กๆ มาหลายปี ย่อมไม่ยินดีไปหักร้างถางพงเช่นผู้อื่น หลัวหยางซื่อยิ่งทำไม่ได้ บ้านเดิมของนางมีฐานะร่ำรวย ก่อนแต่งงานสิบนิ้วไม่เคยแตะต้องงานบ้านงานเรือนมาก่อน แต่งมาแล้วก็ไม่เคยลำบาก แม้จะลี้ภัยมาครึ่งปีทว่ากลับไม่เคยทำแม้แต่อาหารสักจาน ฉะนั้นอย่าว่าแต่ในบ้านยังมีเด็กสามขวบต้องดูแลเลย เรื่องงานในท้องนายิ่งไม่ต้องกล่าวถึง

            คงเหลือแต่หลัวซีที่ต้องทนแบกรับภาระทุกอย่าง ทว่านางเองก็อายุยังน้อยเนื้อตัวผอมบางไร้เรี่ยวแรง ไม่สามารถทำงานหนักได้มากนัก ในเมื่อมีกันถึงสี่ปากสี่ท้องแต่คนที่ทำงานได้จริงๆ กลับไม่มีเลยสักคน บ้านสกุลหลัวจึงเริ่มตกอยู่ในสภาวะอดอยากอย่างรวดเร็ว

            หลัวซีรู้จักทุกคนในครอบครัวของตัวเองดี หลายคืนมานี้นางจึงได้แต่กัดนิ้วครุ่นคิดหนัก พยายามหาทางออกเตรียมไว้บ้าง มิเช่นนั้นไม่ช้าก็เร็วตนคงต้องถูกครอบครัวนี้ขายทิ้งแลกเงินอย่างแน่นอน

            คาดไม่ถึงว่านางจะทายแม่นเหลือเกิน

            ฤดูเหมันต์ยังไม่ทันผ่านไป ครอบครัวนี้ก็เฉดหัวนางออกจากบ้านเสียแล้ว

            สายวันหนึ่ง หลัวหยางซื่อเดินนำสตรีอายุราวสี่สิบกว่าปีคนหนึ่งเข้ามาหาหลัวซีพร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ดูจากการแต่งกายก็รู้ว่ามิใช่ชาวไร่ชาวนาเป็นแน่ ผู้มาเยือนแม้อายุจะไม่น้อยแต่ยังมีเค้าความงามอยู่หลายส่วน เห็นได้ชัดว่าผ่านการบำรุงรักษามาเป็นอย่างดี ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง นับตั้งแต่ก้าวผ่านประตูรั้วเข้ามา สองตาของนางก็มองบ้านเช่าโทรมๆ ของตระกูลหลัวด้วยสายตารังเกียจ มุมปากบิดเบ้เล็กน้อย

            อาสะใภ้หลิวที่กำลังตากผ้าห่มเก่าๆ อยู่ เห็นหลัวหยางซื่อก็เอ่ยปากทัก

            “น้องหลัว... เจ้าพาคนมาเยี่ยมบ้านหรือ?”

            หลัวหยางซื่อพยักหน้ารับอย่างไม่ใคร่จะใส่ใจนัก จากนั้นก็นำสตรีแปลกหน้าเดินเข้าบ้านไป

            สตรีผู้นั้นเห็นประตูบ้านสกปรกก็ไม่คิดจะก้าวเข้าไปอีก หยุดยืนอยู่หน้าบ้านเป็นนานสองนาน หลัวหยางซื่อรีบฉีกยิ้มประจบประแจง ทั้งยังพูดจาหว่านล้อม พักใหญ่ถึงค่อยเชิญอีกฝ่ายเข้าบ้านได้

            แสงสว่างลอดผ่านประตูที่เปิดออก ทำให้หลัวซีที่กำลังล้างชามอยู่เงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย ด้วยความบังเอิญนางจึงสบตาเข้ากับหลัวหยางซื่อและสตรีแปลกหน้าผู้นั้นเข้าพอดี

            ทันทีที่สตรีผู้นั้นถูกหลัวหยางซื่อเชิญเข้ามาก็รีบใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูกเอาไว้อย่างรวดเร็ว ด้วยกลัวว่าจะมีสิ่งสกปรกหลุดเข้าปากเข้าจมูกตน ทว่าไม่ทันได้เห็นสิ่งสกปรก สายตาเหยียดหยันของนางก็มองเข้ามาในบ้านที่อับแสง พลันเห็นเด็กหญิงรูปร่างบอบบางผู้หนึ่งในชุดผ้าฝ้ายเก่าๆ สีน้ำเงิน ถึงแม้เสื้อผ้าจะถูกซักจนสีซีด ตรงหัวไหล่มีรอยปะแต่ก็สะอาดสะอ้าน เด็กหญิงกำลังนั่งวักน้ำล้างชามอยู่บนเก้าอี้ไม้

            เมื่อทั้งสองเดินเข้าไปถึง แสงสว่างก็ส่องตรงไปยังร่างของเด็กหญิงพอดี ในชั่วแรกอึดใจที่เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมานั้น ดวงตาของสตรีแปลกหน้าก็เบิกกว้าง นางพินิจพิจารณาหลัวซีตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แล้วไล่สำรวจตั้งแต่เท้าย้อนกลับไปขึ้นไปยังใบหน้าน้อยๆ นั่นอีกครั้ง จากนั้นใบหน้าที่เย่อหยิ่งนิ่งเฉยก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้น...

            คาดไม่ถึงจริงๆ ในเล้าไก่บ้านชาวนาหลังนี้กลับให้กำเนิดหงส์ทองคำขึ้นมาเสียได้!

            สตรีนางนั้นไม่สนใจหลัวหยางซื่ออีกแล้ว ในสายตาของนางมีเพียงเด็กหญิงในชุดเก่าๆ เพียงผู้เดียว สองเท้าของนางรีบก้าวตรงไปยังหลัวซีทันที ครั้นถึงตัวก็ยื่นมือไปฉุดให้เด็กหญิงลุกขึ้นโดยไม่รังเกียจมือที่ทั้งชื้นทั้งมันจากการล้างชามของเด็กหญิง สตรีสูงวัยกวาดตามองอีกครั้งพลางร้องว่า

            “โอ…ข้าไม่อยากจะเชื่อสายตาเลยทีเดียว เงยหน้าให้ข้าดูชัดๆ หน่อยสิ ใบหน้านี่...” แววยินดีที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าไม่อาจปกปิดได้มิด “ไม่เลว ไม่เลวเลยจริงๆ...”

            เมื่อครู่แม้จะอยู่ห่างกันหลายช่วงแขน มองดูเผินๆ ก็ยังรู้สึกเหมือนมองดอกอวี้หลันรอวันแย้มบานซึ่งถูกแช่น้ำฝนมาตลอดคืน แต่พอมาดูใกล้ๆ กลับพบว่าเด็กสาวผู้นี้ล้ำเลิศเป็นที่สุด ใบหน้างดงาม ผิวพรรณละเอียดลออดุจหิมะแรกโปรย มือน้อยๆ คู่นี้ เมื่อได้สัมผัสก็พบว่าอ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูก เชื่อได้ว่ารูปร่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าเก่าก็คงไม่ด้อยไปกว่ากัน

            นับเป็นของดีที่ตายแล้วเกิดใหม่อีกกี่ชาติก็ยากจะพบพาน

            ดียิ่ง ดียิ่งแล้ว! วันหน้าหากเติบโตเต็มที่ เด็กหญิงผู้นี้ย่อมต้องกลายเป็นสินค้าชั้นเลิศอย่างไม่ต้องสงสัย

            ใบหน้าของสตรีผู้นั้นพยักหน้าขึ้นลงอย่างพึงพอใจ หลัวหยางซื่อที่อยู่ด้านข้างเห็นผู้เป็นแขกเปลี่ยนท่าทีจากเดิมที่เฉยเมยมาเป็นจ้องลูกเลี้ยงของนางไม่วางตา สายตาช่างแตกต่างจากที่ใช้มองตนยิ่งนัก ซ้ำร้ายแววตาคู่นั้นก็ราวกับจะเปล่งแสงได้

            เพียงแค่นั้น แววตาของหลัวหยางซื่อก็ปรากฏแววริษยาเกลียดชังขึ้นมาทันที แต่ก็จำต้องรีบเก็บงำเอาไว้ นางกล่าวขึ้นว่า “นี่เป็นบุตรสาวของบ้านข้า นางชื่อซีเอ๋อ... ปีใหม่นี้ก็จะครบสิบสองแล้ว”

            เห็นผู้มาเยือนยังเอาแต่ยิ้ม สองตาจับจ้องหลัวซีไม่ละสายตาราวกับไม่ได้ยินที่ตนพูด หลัวหยางซื่อจึงส่งเสียงกระแอมขึ้นสองครั้ง ยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของสตรีผู้นั้นพลางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงอันดัง

“บ้านเรายังมีบุตรชายอยู่อีกหนึ่งคน ปีนี้อายุสามขวบ ฮูหยินหานตามข้าเข้าไปดูในบ้านเถิด...”

            “อ้อ... ดีๆ” สตรีนางนั้นเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ มือที่จับหลัวซีไว้แน่นรีบปล่อยออก แต่น้ำเสียงที่กล่าวกับเด็กหญิงก็ยังอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด “แม่หนูน้อยล้างชามต่อเถิด เติมน้ำร้อนให้มากสักหน่อย ถ้ามือเย็นจะทำให้ไม่สบายได้” กล่าวจบ นางก็หันไปมองหลัวหยางซื่อแวบหนึ่ง สีหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่ถูกเก็บคืน จากนั้นจึงเดินตามหลัวหยางซื่อเข้าบ้านไป

            ในขณะที่กำลังจะก้าวผ่านประตูเข้าไปนั้น หลัวหยางซื่อหันกลับมามองลูกเลี้ยงที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมและใบหน้าเริ่มซีดขาว มุมปากนางยิ้มยกขึ้นด้วยความสะใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินนำผู้มาใหม่เข้าไปด้านใน

ตอนที่ 4 โลกใหม่

            สตรีแปลกหน้านางหนึ่งก้าวผ่านประตูเข้ามาด้วยร่างที่เปล่งประกายของผู้มีอันจะกิน

            นางไว้ท่าเล็กน้อย...

            หลัวเตียเห็นดังนั้นก็จัดเสื้อผ้าแล้วลุกขึ้นยืนต้อนรับผู้มาเยือนในทันที เมื่อสองวันก่อนหลัวหยางซื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้กับเขาแล้ว แต่เขาไม่เห็นด้วย เพราะถึงอย่างไรหลัวซีก็ถือได้ว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข อีกทั้งในใจเขานั้นยังคงเหลือความผูกพันให้แก่ภรรยาคนเก่าอยู่บ้าง จะให้เขาตัดใจส่งบุตรสาวพ้นจากอกไปได้อย่างไร

            อาจด้วยเหตุนี้ความโกรธแค้นจึงกัดกินจิตใจภรรยาใหม่ของเขา ทำให้นางคอยหาเรื่องหลัวซีทั้งในที่ลับและที่แจ้งไม่เว้นแต่ละวัน แต่ถึงอย่างนั้นก็หาได้มีเรื่องร้ายแรงอันใดเกิดขึ้น หลัวเตียผู้ขี้ขลาดจึงทำเป็นลืมตาข้างหนึ่งปิดตาข้างหนึ่งเสีย หากหลัวหยางซื่อคิดจะขายบุตรสาวที่เลี้ยงมาจนโตไปจริงๆ เขาก็เพียงแต่ยืนกรานว่าไม่ยินยอมก็พอ

            ทว่า...ท้ายที่สุดแล้วหลัวเตียผู้ซึ่งเป็นเจ้าบ้านสกุลหลัว ก็มิอาจทนคำหว่านล้อมของภรรยาสาวที่เฝ้าพร่ำพูดกรอกหูอยู่ข้างหมอนได้ ไม่ถึงสองวันดี... ท่าทีของหลัวเตียที่เคยแข็งขืนก็พลันอ่อนลง

            แน่นอนว่าหลัวหยางซื่อมิได้โง่เขลา เหตุใดนางจะต้องกล่าวกับสามีตามตรงด้วยเล่าว่านางอยากจะขายลูกเลี้ยง นางอาศัยคำพูดที่ว่าบุรุษมักพ่ายแพ้ให้แก่น้ำตาของสตรี แสร้งทำเป็นบีบน้ำตาพลางกล่าวถึงบุตรชายและสภาพครอบครัวในวันข้างหน้า ครอบครัวที่มีปากท้องถึงสี่คนจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร จำต้องกระเบียดกระเสียรสักเพียงไหน เอ่ยแล้วก็เอ่ยอีก... ย้ำให้บ่อยครั้ง ไม่นานนักเสียงของหลัวเตียก็อ่อนลง

            นับตั้งแต่ต้นจนจบหลัวหยางซื่อเอาแต่กล่าวถึงสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวในปัจจุบัน เบี้ยบ้ายรายทางที่จ่ายออกไป ไม่ว่าจะเป็นค่าข้าว ค่าฟืน แล้วยังจะต้องจ่ายค่าภาษีปลายปีอีก... ความลำบากมากมายพรั่งพรูออกมาไม่ขาดปาก ในเมื่อทุกคนต่างต้องทนหิวและใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แล้วเหตุใดถึงไม่ส่งบุตรสาวไปเป็นสาวใช้ในบ้านคนรวยสักหลายปีเล่า ถึงแม้การเป็นบ่าวรับใช้อาจจะเข็ญใจอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็มีข้าวกิน หากทำได้ดีย่อมต้องมีวาสนากว่าเป็นลูกชาวบ้านร้านตลาดธรรมดาเสียด้วยซ้ำ ทำสัญญาสักห้าหกปีทางบ้านยังได้เงินก้อนมาใช้จ่ายตอนปีใหม่อีกด้วย

            หลัวหยางซื่อปลอบใจสามีของตนว่าเวลาผ่านไปรวดเร็วนัก เพียงไม่นานก็ผ่านไปแล้วหนึ่งปี ถึงตอนนั้นอายุของหลัวซีก็เหมาะแก่การที่จะรับนางกลับมา จัดการตบแต่งให้กับหนุ่มบ้านอื่นได้พอดี

            น้ำเสียงอ่อนนุ่มกล่าวอย่างน้อยอกน้อยใจ ประเดี๋ยวก็เกลี้ยกล่อม ประเดี๋ยวก็น้ำตาร่วงริน ราวกับว่าทุกสิ่งที่ทำลงไปก็เพื่อสามี ลูกเลี้ยง และครอบครัว มิใช่เพื่อตัวนางเอง ดังนั้นต่อให้หลัวเตียเป็นบิดาไม่ได้ความ อย่างน้อยเขาก็ต้องขบคิดอยู่บ้าง

            ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ในความคิดของหลัวเตียก็เห็นตามที่หลัวหยางซื่อกล่าวไว้ไม่ผิดเพี้ยน สัญญาเพียงแค่ห้าหกปีเท่านั้น มิใช่ขายขาดบุตรสาวเสียหน่อย นับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ทั้งยังได้เงินใช้อีกด้วย เขาทำเช่นนี้ก็เป็นการดิ้นรนหาที่หาทางให้บุตรสาวได้มีงานทำ มีข้าวกินอีกต่างหาก

            เมื่อเกลี้ยกล่อมผู้เป็นสามีได้สำเร็จ มุมปากของแม่เลี้ยงใจร้ายก็ปรากฏรอยยิ้มออกมา นางสู้อุตส่าห์วางแผนการทั้งหมดอย่างยากลำบาก ต่างหูหยกคู่หนึ่งถูกแอบเอาไปจำนำเพื่อหาคนช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ และเพราะเงินจากต่างหูนั่นเอง ทำให้วันนี้นางสามารถเชื้อเชิญสตรีผู้นี้มาที่บ้านเช่าเก่าโทรมของตนได้

            สุดท้ายเรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่ เงินที่จ่ายไปจะไร้ประโยชน์หรือไม่ นางก็ยังรู้สึกกังวลอยู่หลายส่วน จนกระทั่งเมื่อครู่ที่ได้เห็นสีหน้าของสตรีผู้นั้นยามที่ทอดมองลูกเลี้ยง นางจึงค่อยสบายใจขึ้นบ้าง

            หลัวเตียลุกขึ้นทักทายสตรีผู้มาเยือนอย่างนอบน้อม พอนั่งลงได้ก็เอ่ยปากถามอย่างร้อนใจ “ขออภัยที่ข้าล่วงเกิน ไม่ทราบว่าฮูหยินหานเป็นฮูหยินของบ้านใดหรือขอรับ?”

            ฮูหยินหานไม่ได้ตอบในทันที นางเพียงหยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมาถือไว้ แล้วสบสายตากับหลัวหยางซื่อที่อยู่ด้านหลังหลัวเตียอย่างรู้กัน

            “ว่าอย่างไรขอรับ?”

            เมื่ออีกฝ่ายยังคงถามไม่หยุดปาก ผู้มาเยือนจึงแสร้งก้มหน้าลงจิบชาเพื่อกลบเกลื่อนความคิดในใจ แต่พอเห็นว่าถ้วยชานั้นเก่าโทรม ใบชาเป็นชาชั้นเลว หัวคิ้วก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางวางถ้วยชาในมือลงกับโต๊ะอย่างเงียบๆ จากนั้นจึงค่อยเอ่ยตอบ “ข้าย่อมเป็นฮูหยินรองของบ้านตระกูลหาน ไม่นานมานี้บ้านของเราเพิ่งจำหน่ายสาวใช้อายุมากออกไปกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นจึงขาดสาวใช้ เดิมทีเรื่องนี้มิใช่หน้าที่ของข้า ทางนายหน้าเองก็มีคนพร้อม แต่เห็นว่าน้องหลัวได้ไปขอให้ญาติห่างๆ ของข้ามาช่วยพูดให้ ข้าก็เลยแวะมาดู”

            กล่าวจบฮูหยินหานก็รีบเปลี่ยนเรื่อง “เอาเถิด ตอนเที่ยงข้ายังมีธุระอีกมากจะอยู่ที่นี่นานนักไม่ได้ ข้าจะไม่อ้อมค้อมกับพวกท่าน เมื่อครู่ข้าได้พบกับแม่หนูคนนั้นแล้ว ขอบอกว่าข้าพอใจในตัวนางไม่น้อย แต่ข้านั้นได้ข่าวว่าพวกท่านไม่อยากขายขาด ต้องการทำสัญญาเพียงห้าปีเพื่อแลกกับเงินห้าตำลึง พอได้ยินเช่นนี้แล้วข้าก็ไม่นึกอยากได้ เพราะเด็กๆ ที่ทำสัญญาซื้อขายเพียงไม่กี่ปี พอสอนงานเป็นก็ครบกำหนดเวลาเสียแล้ว ดังนั้นข้าจึงอยากจะซื้อขาดเสียมากกว่า”

            “ซื้อขาด! แต่ว่า...” หลัวเตียลังเลไปชั่วขณะ เงินห้าตำลึงไม่มากนักและนี่ก็ใกล้จะถึงสิ้นปีแล้ว ตัวเขาเองก็เพิ่งตั้งรกรากเรื่องใช้เงินมีประดังประเดเข้ามาทุกวัน เงินเพียงห้าตำลึงใช้ซื้อแป้งซื้อข้าวพริบตาเดียวก็หมด

            “สัญญาขายขาดราคาเท่าไหร่รึ?” จู่ๆ หลัวหยางซื่อก็ถามขึ้น สีหน้าหลัวเตียแสดงความไม่พอใจออกมาทันที นางเห็นดังนั้นก็รีบร้อนแก้ตัว “ท่านพี่...ข้าไม่ได้มีความหมายอื่นใด เพียงแค่หลุดปากถามเพราะอยากรู้เท่านั้น”

            หลัวเตียฟังแล้วก็แค่นเสียงเย็นชา สัญญาธรรมดาราคาเพียงห้าตำลึง สัญญาขายขาดอย่างมากก็คงจะสามสิบกว่าตำลึง เรื่องนี้เขารู้ดี แต่เขาไม่จำเป็นต้องขายบุตรสาวแท้ๆ เพื่อเงินเพียงแค่นี้

            ฮูหยินหานหัวเราะเบาๆ นางไม่ตอบตรงๆ แต่กล่าวถึงเรื่องอื่นแทน “เพื่อนของข้ามีสวนอยู่แห่งหนึ่ง ตามปกติจะดีดพิณเป่าขลุ่ยก็ต้องมีคนคอยรับใช้ เพียงแต่นางทำแต่สัญญาซื้อขาดเท่านั้น ข้าจำได้ว่าช่วงสองปีแรก มีสาวใช้นางหนึ่ง นางซื้อมาด้วยเงินห้าร้อยตำลึงเลยทีเดียว...”

            “ห้า...ห้าร้อยตำลึง!” สองสามีภรรยาหลุดปากออกมาอย่างตกตะลึง

            ของทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนมีราคาด้วยกันทั้งสิ้น ที่ใจยังไม่หวั่นไหวไม่ใช่เพราะไร้ราคา แต่เป็นเพราะราคายังไม่สูงมากพอ หลัวเตียเองก็เป็นเช่นนี้

            สถานที่ใดต้องดีดพิณเป่าขลุ่ย?

            สถานที่ใดที่จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อคน?

            ต่อให้หลัวเตียโง่เง่าสักเพียงใด ก็พอจะเข้าใจอยู่สามส่วน ห้องนั้นจึงพลันเงียบเสียงลง

            ทว่า... บ้านเก่าโทรมย่อมไม่อาจเก็บเสียงได้ ดังนั้นไม่เพียงแต่หลัวซีที่ได้ยิน แม้กระทั่งท่านอาสะใภ้หลิวก็จับใจความได้อย่างชัดเจน แต่บุตรสาวยังมิทันได้เอ่ยปากก็เป็นท่านอาสะใภ้หลิวเองที่ผลักประตูเข้าไปเพราะยากที่จะทนฟังได้อีก พอเข้าไปได้ก็ส่งเสียงด่าทอไม่ไว้หน้า “พวกเจ้าสองคนยากจนข้นแค้นมากเสียจนต้องไปขอทานหรือไร? ลูกชายของเจ้าใกล้จะอดตายแล้วอย่างนั้นรึ ถึงได้คิดขายลูกสาวเข้าไปในซ่องนางโลม ห้าร้อยตำลึง... ถุย! เงินแบบนี้พวกเจ้ายังกล้าใช้ ไม่กลัวสำลักข้าวตายรึ ใช้เงินที่ได้จากการขายลูกสาวช่างไม่อายบ้างรึ!”

            ได้ยินเช่นนี้ หลัวเตียที่เดิมลังเลอยู่บ้างก็อับอายจนกลายเป็นโกรธขึ้นมาทันที “หลิวซื่อ เจ้าพูดเหลวไหลอันใดกัน? นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวสกุลหลัว เจ้าไม่ต้องมายุ่ง!”

            “หากไม่เห็นว่าแม่หนูซีเอ๋อที่น่าสงสารถูกพวกเจ้ารังแกถึงเพียงนี้ เจ้าคิดว่าข้าอยากยุ่งนักรึ พวกเจ้าแต่ละคนรู้หรือไม่ คำว่าอับอายเขียนอย่างไร ไม่กลัวผู้คนนินทาบ้างรึ!”

            “เจ้า! หากเจ้ายังพูดจาเหลวไหลอีกแม้เพียงครึ่งคำอย่าได้หาว่าข้าไม่เกรงใจ ซีเอ๋อเป็นลูกสาวข้า จะตีจะขายก็เป็นเรื่องของข้าหาใช่ลูกสาวเจ้าเสียหน่อย เจ้าไม่ต้องมาพูดให้มากความ...” หลัวเตียถึงกับผุดลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ แต่แล้ววาจาที่เอ่ยค้างก็พลันขาดหายไปจนสิ้น ด้วยเพราะดวงตากลมโตที่มองมาของบุตรสาวที่ยืนอยู่ตรงช่องประตูนั่น

            หยดน้ำใสๆ หลั่งออกมาจากดวงตาฉ่ำชื้นของผู้เป็นบุตรสาวอย่างมิอาจห้ามได้ หลัวซีมองหน้าบิดาพลางกล่าวเสียงสะอื้น “ท่านพ่อ ท่านเคยรู้สึกผิดต่อท่านแม่ของข้าบ้างหรือไม่?”

 

            หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม...

            รถม้าก็เคลื่อนตัวออกจากบ้านเก่าโทรมพร้อมกับดรุณีน้อยนางหนึ่ง นางนั่งมาพร้อมกับห่อสัมภาระเก่าปอน มือเรียวบางขยี้ดวงตาที่ร่ำไห้เสียแดงก่ำ นางรู้สึกเจ็บ... เป็นเช่นนี้ก็เพราะผิวของนางบางจนเกินไป บางราวกับกลีบดอกไม้ ใช้แขนเสื้อถูใบหน้าเพียงไม่กี่ครั้งก็แดงเป็นแถบ

            การที่นางต้องมาอยู่ในรถม้าก็เป็นเพราะนางประเมิน ‘บิดาของร่างนี้’ สูงจนเกินไป ด้วยคิดว่านางเป็นถึงบุตรสาวแท้ๆ หากร้องไห้สักหน่อยคงทำให้เขารู้สึกผิดอยู่บ้าง ย่อมใจอ่อนไม่ให้นางไกลหูไกลตาและเรื่องร้ายทั้งหมดก็จะผ่านพ้น แต่ความจริงแล้วนางคิดผิด เมื่อผู้เคยมีอันจะกินต้องตกอับ ความกระหายต่อเงินกลับมากกว่าผู้อื่นนับร้อยเท่า เวลานี้นางถึงได้มานั่งอยู่ในรถม้าคันนี้อย่างไรเล่า

            หญิงแปลกหน้าที่มาซื้อตัวหลัวซีก็นั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกัน หญิงผู้นั้นเอนกายนั่งอยู่ตรงริมหน้าต่าง ท่าทางคล้ายกำลังชมทิวทัศน์ด้านนอกแต่แท้จริงแล้วหาได้ละสายตาไปจากเด็กหญิงไม่ ตั้งแต่ที่เท้าน้อยๆ ก้าวเข้ามาในรถม้านางก็เฝ้ามองเด็กหญิงนั่งก้มหน้าขยี้ตาอยู่ไม่ห่าง พินิจอย่างไรก็ช่างเหมือนกับดอกไม้หายาก ความตื่นเต้นยินดีอัดแน่นอยู่ในอกฮูหยินหานจนไม่อาจระงับได้ นับว่าครั้งนี้นางเดินทางมาไม่เสียเปล่าจริงๆ เงินห้าร้อยตำลึงที่จ่ายไปถือว่าคุ้มค่า กลับไปต้องสร้างความชอบครั้งใหญ่ได้แน่

            ใจคิดเช่นนั้นแต่สีหน้าของฮูหยินหานกลับไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย รอจนเด็กหญิงขยี้ตาร้องไห้จนพอใจแล้วจึงค่อยกล่าวขึ้น “เจ้าไม่ใช่เด็กเล็กที่ไม่รู้ความแล้ว คงรู้ดีว่าบิดาเจ้ารับเงินข้าห้าร้อยตำลึงทั้งยังเขียนสัญญาขายเจ้าให้ข้าด้วย นับแต่นี้ไปเจ้าไม่มีความสัมพันธ์กับบ้านสกุลหลัวแล้ว หากตอนนี้อยากร้องไห้ก็ร้องเสียให้จบลงตรงนี้ ลงจากรถเมื่อใดเจ้าต้องเช็ดน้ำตาให้แห้ง อย่าร้องไห้สะอึกสะอื้นอีก คนที่นั่นล้วนแต่ไม่ชอบ เข้าใจหรือไม่?”

            สองมือหลัวซีชะงัก นางเงยหน้าขึ้นสบตากับฮูหยินหาน คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้าช้าๆ เรื่องดำเนินมาจนถึงขั้นนี้ต่อให้นางต่อต้านแล้วอย่างไร? จะหนีก็คงหนีได้ไม่ไกล สิ่งเดียวที่นางพอทำได้ก็คือเดินก้าวหนึ่งคิดก้าวหนึ่งเท่านั้น

            เห็นอีกฝ่ายรับฟังโดยดีฮูหยินหานก็รู้สึกพอใจไม่น้อย น้ำเสียงที่เอ่ยต่อมาจึงอ่อนโยนลง “เจ้าอย่าคิดว่าสถานที่ที่จะไปนั้นเป็นถ้ำเสือบ่อมังกร คนที่อาศัยอยู่ที่นั่นล้วนเป็นเด็กหญิงอายุพอๆ กับเจ้า ปกติพวกนางจะเขียนอักษร วาดภาพ ส่วนเรื่องอาหารการกินก็มีคนรับใช้คอยจัดการให้ ขอเพียงไม่ทำผิดกฎ อยากทำสิ่งใดก็ทำได้ทั้งสิ้น ไม่ต่างจากคุณหนูของบ้านผู้มีอันจะกินแม้แต่น้อย ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ประเดี๋ยวพอไปถึงบ้านตระกูลหานเจ้าก็รู้เอง”

            เดี๋ยวนี้สวัสดิการของหอนางโลมดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

            หลัวซีคิด เอ๋...บ้านตระกูลหาน? นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัยเล็กน้อย “ฮูหยินหาน ที่ที่เราจะไปมิใช่...หอนางโลมหรือเจ้าคะ?” ผู้ชายสมัยนี้ชอบไปเที่ยวในสถานที่ที่ดูไม่ผิดศีลธรรมหรืออย่างไรกัน?

            ฮูหยินหานมองตอบหลัวซี เด็กหญิงผู้นี้อายุเพียงสิบเอ็ดปีแต่กลับรู้จักหอนางโลม แต่จะว่าไปแล้วก็ไม่น่าประหลาดใจสักเท่าใด หลัวซีถึงวัยที่พอจะรู้เรื่องราวบ้างแล้ว ฮูหยินหานจึงไม่คิดปิดบัง “หอนางโลมนั่นเป็นสถานที่ที่คนชั้นต่ำอยู่ ผู้หญิงดีๆ ข้าไม่ส่งไปที่นั่นหรอก สถานที่ที่ข้าจะพาเจ้าไปไม่มีเรื่องยุ่งยากวุ่นวายเช่นนั้น เด็กผู้หญิงที่นั่นล้วนแต่มาจากครอบครัวที่ดีเหมือนกับเจ้า ส่วนสัญญาขายตัวนั่นข้าเพียงเก็บไว้แทนพวกเจ้าไม่กี่ปี อนาคตเมื่อพวกเจ้าจากอกข้าไป ข้าค่อยคืนให้...”

            มีเรื่องดีเช่นนี้ด้วยหรือ?

            เลี้ยงพวกนางเปล่าๆ ไม่ว่า ซ้ำยังจะคืนสัญญาให้อีกด้วยหรือ? หลัวซีที่เสียเปรียบมานานไม่กล้าเชื่อวาจาหวานหูเช่นนี้โดยง่าย เงินห้าร้อยตำลึงไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ ผู้ที่ซื้อนางจะยอมให้ไก่บินหนีก่อนจะฟักไข่เสร็จได้อย่างไร

            “ออกจากบ้านตระกูลหานแล้วเราจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ?” ดวงตาของหลัวซียังคงแดงก่ำ แต่ความสงสัยนั้นมีมากกว่าจนทำให้ลืมความเจ็บรอบดวงตาไปเสียสิ้น

            สายตาของฮูหยินหานมองมาที่หลัวซีอย่างมีความหมาย นางทำเพียงแต่คลี่ยิ้ม ไม่เอ่ยตอบ

            บ้านตระกูลหานมิได้อยู่ที่เมืองกู่เซียง ต้องใช้เวลาเดินทางลงใต้ถึงสองวัน ระหว่างทางนั้นฮูหยินหานสั่งให้หยุดรถและแวะไปยังสถานที่ต่างๆ หลายครั้ง จากนั้นก็นำเด็กหญิงที่มีคราบน้ำตาหลายคนกลับขึ้นมาบนรถด้วย คนที่อายุมากสุดมีอายุสิบสามปี ส่วนคนที่อายุน้อยสุดนั้นอายุเพียงเจ็ดปีเท่านั้น แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือทุกคนต่างมีสีหน้าหวาดกลัวอย่างชัดเจน

            ระหว่างเดินทาง ในที่สุดหลัวซีก็ได้กินเนื้อเป็นครั้งแรก อาจเพราะไม่ได้กินเนื้อมานานท้องที่ไม่เคยอิ่มของนางก็ร้องครวญเสียงดังราวสุนัขหอน นางซัดซาลาเปาลูกใหญ่เท่ากำปั้นตามลงไปอีกสองใบ เด็กหญิงคนอื่นๆ ต่างก็กินด้วยท่าทางหิวโหยเช่นเดียวกัน เมื่อเห็นดังนั้นมือที่กำลังหยิบซาลาเปาใบที่สามของหลัวซีจึงหยุดชะงักลง นางวางซาลาเปากลับลงที่เดิม

            คะแนนความดีของนางตอนนี้เหลือไม่มากแล้ว ในใจครุ่นคิดว่า หากยกซาลาเปาให้ผู้อื่นกินบ้างจะถือว่าเป็นการทำความดีหรือไม่หนอ?

            ฮูหยินหานเห็นมือที่ชะงักค้างอยู่เช่นนั้นก็เอ่ยปากถาม “ทำไมถึงไม่กินแล้วเล่า?”

            ฮูหยินหานผู้นี้ไม่ใช่คนพูดมาก แต่กลับให้ความสำคัญกับเรื่องมารยาทเป็นอย่างสูง เมื่อนางถามทุกคนต้องตอบ หลัวซีคิดได้ดังนั้นจึงยืดตัวนั่งตรงแล้วกล่าวตอบ “เรียนฮูหยิน ข้ากินอิ่มแล้ว...”

            ฮูหยินหานมองหลัวซีเงียบๆ แล้วพยักหน้าตอบรับ จากนั้นจึงหันไปมองเด็กหญิงที่กำลังกินกันอย่างมูมมาม แววตาเปล่งประกายกวาดมองพวกนางทีละคน

            สองวันต่อมา รถม้าก็แล่นเข้าสู่เขตเมืองเทียนเป่า เมืองนี้เป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ของแคว้นฮุ่ยโจว หากเทียบกันแล้วเมืองกู่เซียงย่อมไม่อาจเทียบเคียงได้เลย เด็กหญิงที่นั่งอยู่ในรถแย่งกันมองผ่านรอยแยกของผ้าม่านที่ขยับไหวตรงหน้า ต่างพากันตกตะลึงจนตาค้าง

            บ้านตระกูลหานไม่ได้อยู่ในเขตตัวเมืองที่คึกคัก ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมามีให้เห็นไม่มากจึงไร้เสียงอึกทึก ประตูใหญ่หน้าบ้านตระกูลหานดูไม่ต่างจากบ้านทั่วไปเลยแม้แต่น้อย ทว่าเมื่อเดินเข้ามาด้านในดวงตาทุกคู่ก็ต้องเบิกกว้าง ตลอดสองข้างทางที่เดินผ่านมีทั้งศาลากลางน้ำ รั้วไม้แกะสลัก ทุกอย่างล้วนสะท้อนถึงความประณีตงดงามของเจ้าของบ้าน ทางเดินสายเล็กทอดไปยังมุมหนึ่งที่สงบเงียบ มีเสียงพิณและเสียงขับร้องดังแว่วมา ทั้งยังมีกลิ่นหอมของแป้งโชยมาเป็นระยะอีกด้วย

            “สวนร้อยบุปผา”

            ริมฝีปากหลัวซีขยับโดยไร้เสียง นางเงยหน้าขึ้นมองป้ายที่ทำจากไม้หนานมู่สีดำ            

            ฮูหยินหานเดินนำบรรดาเด็กใหม่มายังที่พักด้านในสุด ใบหน้าของนางฉายแววเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อย หลังจากส่งมอบเด็กหญิงทั้งหมดให้เหล่าสตรีที่คอยท่าอยู่ นางก็เอ่ยปากกำชับเพียงไม่กี่คำจากนั้นก็รีบร้อนจากไป

            เด็กหญิงทุกคนถูกพามายังห้องอาบน้ำที่จัดเตรียมไว้ เหล่าสตรีที่รับช่วงต่อจากฮูหยินหานจัดการอาบน้ำให้พวกนางจนสะอาดหมดจด เสร็จแล้วจึงนำพวกนางไปยังหลังม่านโดยไม่ให้สวมเสื้อผ้า จากนั้นก็เริ่มต้นการ ‘ตรวจสอบ’ ที่ทำให้เด็กๆ รู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง เด็กหญิงหลายคนยอมให้ ‘ตรวจสอบ’ ได้โดยง่ายเพราะไม่รู้เรื่องอันใด แต่สำหรับหลัวซี นางรู้สึกอึดอัดขัดเขิน ร่ำๆ จะวิ่งหนีอยู่หลายหน แต่สุดท้ายก็ได้แต่ทนให้ผู้อื่นจัดการกับร่างกายของตนตามใจชอบ ทำราวกับตัวนางเองเป็นเพียงของชิ้นหนึ่งเท่านั้น

            โชคดีที่ร่างกายนี้ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ มิฉะนั้นคงต้องอับอายกว่านี้แน่

            สตรีสองคนที่ตรวจสอบหลัวซีรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ด้วยความที่กลัวว่าเด็กหญิงที่เพิ่งเข้ามาจะไม่สะอาด พวกนางจึงตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า นอกจากตรวจบริเวณที่เห็นได้ชัดอย่างเช่นใบหน้า ผิวพรรณทั่วตัว ดูว่ามีไฝฝ้าหรือไม่ ยังต้องตรวจดูนิ้วมือนิ้วเท้าทั้งหมดว่ามีรูปร่างผิดปกติหรือไม่ แขนขาตรงหรือคดงอ เป็นโรคผิวหนังหรือไม่ รวมถึงต้องพิสูจน์กลิ่น ต้องยกแขนขึ้นดมรักแร้ดูว่ามีกลิ่นเหม็นอันใดหรือไม่ เท้าผอมบางหรือเรียวยาว คลำดูรู้สึกนุ่มหรือแข็งเพียงใดก็ต้องรู้ให้แน่ชัด

            ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ หลังจากดึงแขนดึงขาแล้ว ยังต้องตรวจดูว่าเด็กหญิงนั้นบริสุทธิ์อยู่หรือไม่

            ทว่า... การตรวจสอบทั้งหมดที่ว่า เมื่อมาถึงหลัวซีกลับช้าลงอย่างเห็นได้ชัด เหล่าผู้ตรวจสอบทำการตรวจสอบนางละเอียดมากกว่าผู้อื่นหลายเท่า เพียงแค่ดมกลิ่นร่างกาย ผู้ตรวจสอบทั้งสองก็ดมถึงสามรอบ เสร็จแล้วจึงบอกให้นางสวมเสื้อผ้าด้วยสีหน้าแปลกประหลาด แล้วก็กระซิบกระซาบกัน

            ตอนนี้หลัวซีพอจะเดาได้แล้วว่าที่นี่คือสถานที่ใด หากไม่ใช่พระราชวังและไม่ใช่หอนางโลมแล้ว ก็เหลือเพียงสถานที่เดียว...ที่นี่ก็คือแหล่งซื้อขายหญิงสาวไปเป็นภรรยาน้อย หรือสาวใช้ให้แก่ผู้มั่งคั่งมียศถาบรรดาศักดิ์หรือเหล่าผู้มีอิทธิพล

            ซื้อถูก-ขายแพง เพื่อทำกำไรก้อนโต!

            เมื่อก่อนตอนที่นางยังไม่ได้อยู่ในยุคนี้ เคยได้ยินว่ามีการเปิดอบรมการยั่วยวนชายร่ำรวยเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองและข้าวของมีราคาตอนนั้นนางยังรู้สึกดูแคลนผู้หญิงเหล่านั้น เพื่อเงินแล้วพวกผู้หญิงถึงกับยอมให้ผู้อื่นทำทุกอย่างกับตนได้ตามใจชอบ เอาแต่ใจแบบนี้พ่อแม่รู้บ้างไหมนะ หลัวซีไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่งเรื่องเช่นนี้จะตกใส่ศีรษะตนเอง ดวงตากลมโตหลุบมองมือขาวนุ่มของตนแล้วก็อดกล่าวโทษในใจไม่ได้

            เป็นเพราะ ‘ไข่เป็ดดอกอวี้หลัน’ นั่นแท้ๆ ตอนนี้จะสลัดอย่างไรก็ไม่หลุดแล้ว

            จะทำอย่างไรต่อไปดี?

            ทันทีที่สตรีทั้งสองตรวจสอบหลัวซีเสร็จ ก็รีบตรงไปพบฮูหยินหานเพื่อแย่งกันรายงานผลการตรวจสอบอย่างละเอียด

            “เรียนฮูหยิน เด็กหญิงนามหลัวซีมีผิวกายทั่วทั้งร่างนุ่มขาวราวกับเกล็ดหิมะ ผิวพรรณดีเช่นนี้ยากจะพบเหลือเกินเจ้าค่ะ นางไม่มีรอยไฝฝ้าหรือแผลเป็นแม้แต่น้อย กล่าวได้ว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติจริงๆ”

            “จริงเจ้าค่ะ” อีกสตรีหนึ่งรีบสำทับ “กระดูกนางก็เล็กบาง อาจดูผอมไปบ้าง หากเลี้ยงไปสักระยะย่อมต้องเอิบอิ่มมีน้ำมีนวลอย่างแน่นอน”

            “ไม่เพียงเท่านี้นะเจ้าคะ ร่างของเด็กน้อยแซ่หลัวยังมีกลิ่นหอมของดอกอวี้หลันอีกด้วยเจ้าค่ะ”

            “ร่างมีกลิ่นหอมของดอกอวี้หลัน?” ประโยคนี้ประโยคเดียวดึงให้ฮูหยินหานที่นั่งอยู่ถึงกับยืนขึ้นด้วยความประหลาดใจ “พวกเจ้าแน่ใจรึ?”

            “เราทั้งสองตรวจสอบแน่ชัดแล้ว เป็นกลิ่นจากร่างของนางจริงๆ มิใช่แป้งหรือเครื่องหอมใดๆ ทั้งสิ้นเจ้าค่ะ”

            “ดี ดีมาก” ฮูหยินหานคลี่ยิ้ม รู้สึกดีใจยิ่งนัก นางเดินกลับไปกลับมาภายในห้องพลางกล่าวด้วยความตื่นเต้น “ข้าจ่ายเงินไปห้าร้อยตำลึง คิดว่าอย่างมากคงจะทำกำไรได้สักสิบเท่า คิดไม่ถึง คิดไม่ถึงจริงๆ... ยี่สิบกว่าปีมานี้นี่เป็นครั้งแรกที่สวนร้อยบุปผาของเราได้พบคนที่ร่างมีกลิ่นหอม”

            “ใช่เจ้าค่ะ ฮูหยิน สตรีเช่นนี้ต่อให้ร้อยปียากจะพบสักหนึ่ง”

            ฮูหยินหานยิ่งฟังยิ่งยินดี นางหัวเราะออกมาพลางหมุนกำไลที่สวมอยู่ด้วยความเคยชิน ในเมืองเทียนเป่านี้มี ‘สวนสวรรค์’ เลื่องชื่ออยู่นับสิบแห่ง สวนร้อยบุปผาของนางนั้นอยู่รั้งท้ายมาโดยตลอด ถึงแม้การค้าจะไม่ได้ย่ำแย่ที่สุดแต่ก็ไม่ได้ดีนัก และเรื่องนี้ก็ทำให้ฮูหยินไท่โหวไม่พอใจมานานแล้ว นางเองก็รู้สึกเสียหน้า กอปรกับสวนอื่นก็คอยแต่จะหาเรื่องบีบคั้นอยู่ร่ำไป ทำให้นางรู้สึกอัดอั้นมาโดยตลอด ครั้งนี้นางถึงเดินทางไปเลือกสินค้าด้วยตัวเอง

            ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ คาดไม่ถึงว่าการลงแรงครั้งนี้นางจะพบสมบัติชิ้นงามเข้าให้

            ในที่สุดสวนร้อยบุปผาจะได้ลืมตาอ้าปากกับเขาบ้างแล้ว

            ทว่า... ความคิดก็เป็นส่วนหนึ่ง---เรื่องจริงก็อีกส่วน

ตอนที่ 5 ดื้อดึง

ฮูหยินหาน แม่นางอวี้หลัน นาง... โอย ข้าไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรแล้วเจ้าค่ะ

            ครูฝึกวัยประมาณห้าสิบปีผู้ทำหน้าที่ฝึกสอนบรรดาหญิงสาวกำลังอ้าปากฟ้องฮูหยินหานด้วยใบหน้าขัดเคืองใจ

            แม่นางอวี้หลันที่กล่าวถึงก็คืออดีตเด็กหญิงหลัวซีผู้นั้นนั่นเอง หลัวซีใช้ชีวิตอยู่ในสวนบุปผามาห้าปีแล้ว ด้วยความที่นางมีกลิ่นกายหอมจึงถูกเรียกขานว่าแม่นางอวี้หลัน เหล่าผู้ทำการฝึกสอนอบรมมารยาทให้นางจะด่าก็ไม่ดีจะตีก็ไม่กล้า รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทุกครั้งที่สอนสั่ง เหตุการณ์เช่นนี้นับว่าเป็นครั้งแรกของเหล่าครูฝึกแห่งสวนร้อยบุปผาเลยทีเดียว

            ฮูหยินหานกำลังจิบชาปี้หลัวชุนชั้นเลิศ ข้างกายมีสาวใช้คอยโบกพัดให้ เอ่ยปากถามครูฝึกที่กำลังยืนชักสีหน้าร้องเรียนว่า “นางทำอันใดอีกเล่า?”

            “ทำอันใดรึ! ไม่เจ้าค่ะ นางไม่ทำอันใดเลย... หญิงงามอันดับหนึ่งของสวนร้อยบุปผา ไม่ว่าจะบรรเลงพิณ เป่าขลุ่ย อ่านโคลงกลอน เขียนอักษร หรือแม้กระทั่งวาดภาพ เล่นหมากล้อม นางทำไม่ได้สักอย่าง! หลายปีมานี้ข้าเพียรเสาะหาอาจารย์ดีมีชื่อมาฝึกสอน แต่แม่นางอวี้หลันกลับไม่เชี่ยวชาญสักอย่าง ไม่อาจสู้ใครได้ทั้งนั้น”

            ฮูหยินหานได้ยินก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

            ครูฝึกยังคร่ำครวญไม่หยุด “นี่นางเรียนมาถึงห้าปี ห้าปีแล้วนะเจ้าคะ! จนป่านนี้ยังมิอาจวาดภาพบุปผาภาพวิหคออกมาได้แม้สักภาพ หมากล้อมยิ่งแย่จนไม่อาจบรรยาย พิณกับขลุ่ยก็ไม่เคยคิดจะแตะ กลับสนใจแต่เรื่องที่สาวใช้ชั้นต่ำเขาทำกัน วันๆ เอาแต่วุ่นวายกับการปรุงอาหารอยู่ในห้องครัว ทั้งตัวมีแต่กลิ่นยา พอโดนว่ากล่าวนางก็รับฟังตาใส ฟังหูทะลุออกอีกหู ดื้อรั้นยิ่งนัก หากเป็นเช่นนี้ต่อไปชื่อเสียงของสวนร้อยบุปผาคงถูกนางทำลายป่นปี้เป็นแน่”

            ครูฝึกกล่าวด้วยสีหน้าคับแค้นใจที่ไม่อาจสอนให้หลัวซีดีได้ ทั้งยังกล่าวตำหนินางไม่ยั้ง เห็นได้ชัดว่าความคับแค้นนี้สั่งสมมานานจนถึงขั้นไม่อาจทนต่อไปได้แล้ว ฮูหยินหานได้ยินเช่นนั้นก็วางถ้วยชาลง กล่าวอย่างอับจนปัญญาเช่นกัน “นางเป็นเช่นนี้มานานแล้ว ข้าเองก็จนปัญญา หากท่านพอมีวิธีการใหม่ๆ ก็ช่วยข้าดัดนิสัยนางด้วยเถิด”

            ครูฝึกลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น ตีสักเพียะได้หรือไม่เจ้าคะ?”   

            สตรีวัยสี่สิบกว่าที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งฟังแล้วรีบกล่าวแทรกขึ้นโดยพลัน “โอ๊ย แม่นางอวี้หลันเราจะใช้วิธีตบตีกับนางย่อมไม่ได้ ผิวพรรณทั่วเรือนร่างนั้นล้ำค่าดั่งทองคำ ท่านเองก็มิใช่ไม่รู้ เมื่อสี่ปีก่อนตอนที่นางถูกแส้โบยในชั่วโมงสอนมารยาท โบยลงไปเพียงครั้งเดียวเนื้อก็ปริแตกเลือดไหลนอง สภาพไม่ต่างจากคนตาย นอนอยู่ถึงครึ่งปีจึงได้หาย โชคดีมากแล้วที่ไม่เหลือรอยแผลเป็น มิเช่นนั้นฮูหยินของเราคงต้องขาดทุนจนตรอมใจตายเป็นแน่ นั่นแค่โบยเบาๆ เท่านั้นนะ หากโบยเพิ่มอีกสองที คงไม่มีชีวิตรอดให้เราเก็บเกี่ยวกำไรแล้วกระมัง”

            เรื่องของหลัวซีในตอนนั้นทำเอาผู้คนในสวนร้อยบุปผาอกสั่นขวัญแขวน เด็กสาวที่เข้ามาในสวนร้อยบุปผามีใครบ้างไม่ถูกสั่งสอนมารยาท แน่นอนว่าในอนาคตพวกเขาต้องอาศัยเนื้อหนังของพวกนางหาเงิน ดังนั้นคนที่ถือไม้โบยย่อมรู้จักยั้งมือ อย่างมากก็แค่ฟกช้ำไม่กี่วัน แม้กระทั่งผิวจะให้ถลอกก็ไม่ได้ ใครจะรู้ว่าพอถึงคราวของหลัวซี ตีนางทีหนึ่งโลหิตกลับหลั่งไหลราวกับสายน้ำตก ท่านหมอที่มารักษาตกใจยกใหญ่คิดไปว่ามีการฆาตกรรมในสวนร้อยบุปผา

            ผิวกายที่ประหลาดล้ำของนาง ทำเอาเหล่าผู้ฝึกสอนได้แต่เบิกตามองด้วยความขุ่นเคืองแน่นอก แต่ก็ไม่มีใครทำอันใดได้ ใช้วาจาผรุสวาทด่าทอนางก็ไม่โกรธ ซ้ำร้ายยังนั่งฟังครูฝึกสั่งสอนอย่างเรียบร้อย แต่พอหันหลังให้นางก็เดินเข้าครัวปรุงนั่นปรุงนี่อย่างมีความสุขต่อไป ทุกคนเคยคิดว่าหลัวซีเป็นคนหัวอ่อน ใครเลยจะรู้ว่านางนี่แหละเป็นคนที่หัวแข็งอย่างที่สุด

            แต่จะตีก็ตีไม่ได้ ช่างมองไม่เห็นอนาคตเสียจริงๆ

            “หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ชื่อเสียงกว่าครึ่งชีวิตของข้าต้องถูกนางทำลายหมดแน่แล้ว! แม่นางที่ผ่านมือข้าไปมีใครบ้างที่ไม่เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ ไม่เคยมีสตรีนางใดถูกส่งคืนมาก่อน บัดนี้กลับมีหลัวซีที่ต่ำกว่ามาตรฐานเสียอย่างนั้น ช่างน่าขายหน้าเสียจริงๆ จะส่งออกไปขายได้อย่างไร นางไม่เป็นอันใดสักอย่าง ไม่เป็นสักอย่างเลย...”

            ครูฝึกคร่ำครวญไม่หยุด ทว่าฮูหยินหานกลับรับฟังอย่างสงบ “ด้วยรูปโฉมเช่นนั้น นางย่อมไม่ถูกส่งกลับมาแน่ รู้จักพิณ หมากล้อม เขียนอักษร ภาพวาดแล้วอย่างไร สิ่งเหล่านี้มีไว้เพียงส่งเสริมให้ผู้หญิงเราดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นก็เท่านั้น ไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร ใช่ว่าจะจำเป็นเสียหน่อย นางเป็นเช่นนี้ก็ช่างเถิด ตามใจนางไปก็แล้วกัน อีกอย่างนางก็คงอยู่กับเราอีกไม่นานแล้ว...”

            สิ้นประโยคของฮูหยินหาน สีหน้าของครูฝึกก็เปลี่ยนเป็นยินดีขึ้นทันที “ฮูหยินหมายความว่า ช่วงงานชุมนุมโอสถสวรรค์...”

            งานชุมนุมโอสถสวรรค์เป็นงานฉลองที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดของแคว้นฮุ่ยโจว ทุกสามปีจะจัดขึ้นครั้งหนึ่งโดยผลัดเปลี่ยนไปตามเมืองใหญ่ๆ ปีนี้ถึงคราวของเมืองเทียนเป่าพอดี ถึงตอนนั้นผู้คนจากทั่วทุกสารทิศจะมารวมตัวกันที่นี่ ในจำนวนนั้นย่อมมีผู้มีอันจะกินมากมายมาร่วมงานนับไม่ถ้วน

            ฮูหยินหานเลี้ยงหลัวซีมาก็เพื่อรอวันนี้---โฉมงามเลิศล้ำผู้มีกลิ่นหอมประหลาดติดกาย หากข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปจะมีชายใดบ้างไม่หวั่นไหว

 

            “คุณหนู เหตุใดท่านถึงมาที่นี่อีกแล้วเจ้าคะ?”

            สาวใช้นามว่า ‘ซานหู’ วิ่งมาถึงห้องเล็กๆ ข้างห้องครัว เห็นหลัวซีกำลังบดพลางชั่งน้ำหนักยา ก็รู้สึกร้อนใจนัก

            “ซานหู อย่ายืนบังแสงอยู่ตรงนั้นสิ เห็นหรือไม่ว่าข้ากำลังยุ่งอยู่” หลัวซีเช็ดเหงื่อตรงขมับก่อนจะหันกลับมากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลกับสาวใช้ ซานหูไม่เพียงแต่ยืนบังแสงแต่ยังยืนบังลมตรงหน้าประตูด้วย ในห้องนี้ร้อนราวกับเข่งนึ่งซาลาเปา ที่นางยังพอทนอยู่ได้ก็เพราะอาศัยลมเล็กน้อยนี่แหละ หากซานหูยังยืนบังต่อนางคงเป็นลมแน่

            “คุณหนู ท่านยังมีอารมณ์ทำเรื่องพวกนี้อีกหรือเจ้าคะ เมื่อครู่ข้ากับหงจูถูกเหล่าครูฝึกอบรมอีกแล้ว เหตุใดเราถึงต้องถูกอบรมแทนคุณหนูทุกครั้งก็ไม่รู้ สาวใช้ของแม่นางน้อยคนอื่นๆ วันๆ ทำงานรับใช้นายอย่างสบายอกสบายใจ แต่ท่านกลับไม่ยอมร่ำเรียนเขียนอ่าน วันๆ ขลุกอยู่แต่ในห้องเล็กๆ นี่ มีแต่กลิ่นยาเต็มตัวไปหมด ท่านดูสิแม้แต่พวกเราก็พลอยถูกครูฝึกค้อนไปด้วยแล้วนะเจ้าคะ”

            “เอาละ เอาละ นี่เป็นความผิดของข้าเอง เด็กดี ตอนนี้เจ้ามาช่วยข้าห่อยาพวกนี้ก่อนเถิด ของพวกนี้เตรียมไว้ปั้นเป็นยาลูกกลอนหวานสำหรับหลานของป้าจาง ห่อเสร็จแล้วข้าค่อยฟังเจ้าพูดดีหรือไม่” แม้ว่าน้ำเสียงของหลัวซีจะอ่อนโยนแต่ท่าทีกลับแข็งกร้าวไม่ยอมให้สาวใช้ปฏิเสธได้ง่ายๆ

            ซานหูขยี้เท้าอย่างขัดใจ แต่เมื่อเห็นคุณหนูมีเหงื่อซึมเต็มแผ่นหลังก็จำต้องเข้าไปช่วย “คุณหนูเจ้าคะ ท่านช่างเป็นคนดีจนเกินไปแล้ว มีคนขอร้องให้ช่วยไม่ว่าผู้ใดท่านก็ช่วยไม่ได้ขาด ปฏิเสธสักครั้งก็ไม่เคย เมื่อก่อนทำของว่างไว้เผื่อกินตอนหิว พอมีคนมาขอท่านก็ให้ไปหมด ต่อมาได้เรียนทำอาหาร ท่านก็เที่ยวทำอาหารแจกจ่ายผู้อื่น บัดนี้พอรู้เรื่องยาก็ช่วยปั้นยาให้พวกชาวบ้านกินอีก ท่านเป็นพระโพธิสัตว์มาเกิดหรืออย่างไร เราไม่มีสิ่งใดติดค้างกับพวกชาวบ้านเสียหน่อย ทำไปแล้วใช่ว่าพวกเขาจะกล่าวว่าเราดี คำชมไม่ได้ ประโยชน์ไม่ได้ ท่านจะวางตัวเป็นคนดีไปทำไมกันเจ้าคะ” ที่สำคัญยังทำให้บ่าวอย่างพวกนางต้องกลายเป็นทาสของทุกคนอีกด้วย! ซานหูเป็นคนตรงไปตรงมาพูดจาขวานผ่าซาก แต่ต่อให้สีหน้าบึ้งตึงเพียงไร สองมือของนางก็ยังห่อยามิได้หยุด

            หลังจากหลัวซีชั่งยาเสร็จแล้วทำเครื่องหมายกำกับไว้ครบถ้วนนางถึงได้เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงจริงใจกล่าวขึ้นยามที่มองหน้าสาวใช้ “ซานหู เจ้ารู้หรือไม่ทำดีน่ะไม่ต้องการผลตอบแทนหรอกนะ เจ้าอยู่ว่างๆ ก็ออกไปรับแสงแดดให้จิตใจแจ่มใสขึ้นเสียบ้างเถิด”

            มองใบหน้าเหยเกของซานหูแล้ว หลัวซีกลับคิดถึง ‘ไข่เป็ด’ ของตนเองด้วยความปลาบปลื้มเป็นที่สุด

            เหอๆๆ ใครว่าทำดีไม่หวังผลตอบแทน

            นางน่ะหวังเต็มๆ

            นางทำยาลูกกลอนพวกนี้เสร็จเมื่อใด แสงสีขาวในไข่เป็ดคงเพิ่มขึ้นอีกมาก หลายปีมานี้นางสะสมความดีเหมือนสะสมเงินทอง แต่ปริมาณความดีที่ร่างกายต้องการนั้นยิ่งนานวันยิ่งเพิ่มขึ้น นางเองก็เพิ่มจากปวดอกปวดท้องลามมาถึงปวดหัว บ่อยครั้งปวดจนมิอาจทนได้ หลายครั้งนึกอยากจะผูกคอตายก็มี สุดท้ายจึงไปขอให้ครูฝึกช่วยถ่ายทอดความรู้เรื่องยาและอาหารให้ เพราะนางคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะทำความดีอะไรต่อ... ปัดกวาด ล้างจาน ถูบ้าน ทำคลอดสุนัข ช่วยคนแก่ข้ามถนน

            โอ๊ย…นางหมดมุกแล้ว

            แจกจ่ายอาหารและยานั่นล่ะเหมาะสมที่สุด โลกนี้มีคนป่วยคนตายอยู่ทุกวัน คนหิวก็มีมาก แจกยาและอาหารเป็นความดีที่ทำได้เรื่อยๆ ไม่ต้องคิดให้เปลืองสมอง

            โชคดีที่ฮุ่ยโจวเป็นแหล่งกำเนิดของยาสมุนไพร สมุนไพรราคาถูกมีมากมาย เงินที่นางจ่ายออกไปจึงไม่ร่อยหรอนัก นางเองก็พอมีพรสวรรค์ทางด้านนี้ แม้แต่ครูฝึกที่สอนทำอาหารก็ยังชมไม่ขาดปาก แต่เมืองเทียนเป่านี้ไม่ขาดแคลนหมอ ซ้ำไม่เพียงแต่มีหมอจำนวนมาก ทว่ายังเรียกหาเมื่อใดก็ได้อีกด้วย... การแย่งงานท่านหมอก็ถือเป็นบาปอย่างหนึ่งอีกต่างหาก นางต้องใคร่ครวญเรื่องบุญบาปให้ดี ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ทำมาทั้งหมดจะถือว่าลงทุนสูญเปล่า

            หลัวซีเป็นแม่ค้าหน้าเลือด เมื่อลงทุนไปแล้วก็หวังจะได้ความดีกลับมาเต็มเข่ง นางจึงเปลี่ยนจากการปรุงอาหารเพื่อ ‘รักษาโรค’ มาเป็นปรุงอาหารเพื่อ ‘ป้องกันโรค’ แทน ช่วงสามปีหลังนางจึงคิดค้นตัวยาขึ้นอีกหลายขนานที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม ใครก็สามารถกินได้ รสชาติดี ทั้งยังช่วยให้สุขภาพดีขึ้นอีกด้วย

            ที่สวนร้อยบุปผานี้เรื่องอื่นนางขอไม่พูดถึง แต่เรื่องผู้คนสุขภาพย่ำแย่นั้นมีไม่น้อย หญิงงามแทบทั้งหมดล้วนดูเหมือนคนใกล้ตาย เพื่อให้สวยงามและมีรูปร่างผอมบางแล้ว พวกนางพากันกินอาหารเพียงวันละน้อยนิด ทำเช่นนี้นานวันเข้าหากสุขภาพยังแข็งแรงได้ก็แปลกแล้ว อาหารที่หลัวซีคิดค้นขึ้นจึงนำมาทดลองใช้กับพวกนางและก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เมื่อได้ผลดีนางก็ย่อมมีกลุ่มสาวน้อยสาวใหญ่ตามเอาใจไม่เว้นแต่ละวัน นางมีสาวกคอยติดตามผลงานมากมาย คอยสอบถามว่าเมื่อไหร่อาหารชนิดใหม่จะออกมา หลัวซีเดินเหินไปไหนแทบจะมีคนเรียกว่า ‘ท่านหมอหลัว’ อยู่แล้ว

            สามปีให้หลัง นางจึงนอนหลับสนิททุกคืน

            หลัวซีหยิบเปลือกส้มตากแห้งหลายชิ้นขึ้นมาด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม ไม่ได้ใส่ใจต่อความกลัดกลุ้มของซานหูแม้แต่น้อย ในใจคิดแต่ว่า... ยาสงบใจที่ทำให้เด็กๆ ครั้งนี้นางจะทำรสอะไรดี จำได้ว่าครั้งก่อนนางทำรสแตงโม คราวนี้เอารสส้มก็แล้วกัน

            ยาที่นางปรุงทุกขนาน ไม่เพียงไม่มีรสขม แต่ยังมีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ อีกด้วย เด็กๆ ต่างก็ชอบกินกันนัก ครูฝึกหลายคนตบเท้าเข้าแถวมาขอยาขนานนี้จากนาง เล่ากันว่าหลังจากเด็กๆ ที่บ้านได้กิน ก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น สามารถกินข้าวได้มากกว่าเดิม นับเป็นเรื่องน่ายินดี แต่เพื่อยานี้หลัวซีต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไม่น้อย เงินเดือนเล็กน้อยที่มีในแต่ละเดือนล้วนหมดไปกับการซื้อยาสมุนไพรกับขนมน้ำตาลถั่วนั่นเอง...

            ตลอดห้าปีที่อาศัยอยู่ในสวนร้อยบุปผา ทุกสามเดือนจะมีครูฝึกซึ่งมีหน้าที่เฉพาะมา ‘ตรวจร่างกาย’ ของหญิงสาวในสวนร้อยบุปผา และเรื่อง ‘ตรวจร่างกาย’ นี้เองที่ทำให้หลัวซีรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้ง วันนี้พอรู้ว่ายามมะแมจะมีครูฝึกมา หลัวซีจึงได้แต่นิ่งเงียบ

            เมื่อกลับมาจากการปรุงยา หลัวซีก็จำต้องฟังหงจูพร่ำบ่นอีกคน “คุณหนูเจ้าขา ครูฝึกให้ข้ากับซานหูกวาดลานบ้านหนึ่งเดือน เรื่องนี้ข้ากับซานหูไม่ขอเอ่ยถึง ทว่าคุณหนู... เพลงพิณ หมากล้อม เขียนอักษรภาพวาดท่านล้วนไม่เชี่ยวชาญสักอย่าง ภายหน้าเมื่อเข้าไปอยู่ในบ้านผู้ดีมีตระกูล พวกเขาจะหัวเราะเยาะท่านได้ หากคุณหนูไม่ชำนาญสักเรื่องสามีในอนาคตก็อาจรังเกียจคุณหนูได้นะเจ้าคะ”

            หลัวซีเบ้ปาก รังเกียจเสียได้ก็ดี...นางคิดในใจ นางไม่เพียงแต่ไม่ใส่ใจที่จะเรียนแล้ว ยิ่งไม่อยากอาศัยสิ่งเหล่านี้ล่อลวงบุรุษอีกต่างหาก หากมิใช่เพราะถูกครูฝึกบีบบังคับละก็ เกรงว่าแม้แต่มารยาทหรือการร่ายรำนางก็ไม่อยากร่ำเรียน พอเห็นหงจูพร่ำบ่นไม่หยุด หลัวซีก็ปล่อยให้สาวใช้ส่งเสียงต่อไป ส่วนตัวเองก็ถือโอกาสไปอาบน้ำเสียเลย อาบน้ำเสร็จก็หยิบตำรายาเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน

            หงจูรับใช้หลัวซีมานาน พอเห็นนายของตนเอาแต่นิ่งเงียบก็รู้ว่าคุณหนูไม่พอใจแล้ว เมื่อคุณหนูไม่พอใจนางมักสงบปากสงบคำ หงจูจึงได้แต่ถอนใจแล้วนิ่งเงียบบ้าง ผ่านไปครู่หนึ่งครูฝึกสองคนก็ถือสายวัดกับผ้าโปร่งสีแดงเดินเข้ามาในห้อง

            หลัวซีสรุปได้ว่าผู้คนในสวนร้อยบุปผานี้ล้วนมีความคิดที่ไม่ปกติ ตรวจสอบร่างกายกลับไม่ตรวจสอบในห้องหับมิดชิดแต่กลับใช้ผ้าบางๆ ที่มองทะลุได้มากางกั้นเอาไว้ แล้วเข้าไปตรวจสอบหลังผืนผ้าแทน ทั้งยังต้องยกกระจกมาส่องให้ผู้ที่ถูกตรวจมองดูตนเอง ทั้งๆ ที่กระจกบานนั้นส่องอย่างไรก็ดูอ้วนแล้วยังจะให้ส่องอยู่ได้

            ครูฝึกทั้งสองเป็นผู้ที่หลัวซีคุ้นเคยดี เพราะก่อนหน้านี้นางเคยช่วยปรุงยาสงบใจให้หลานของทั้งคู่ แต่ถึงอย่างนั้นหลัวซีก็ยังรู้สึกอึดอัดใจอยู่เช่นเดิม ต่อให้ในเรือนนี้มีเพียงซานหูกับหงจูนางก็ยังรู้สึกไม่ดี สาวน้อยลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าออก...

            เมื่อไร้ซึ่งอาภรณ์แล้วครูฝึกทั้งสองก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว สีหน้าแสดงถึงความพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด

            เพราะเหตุใดหญิงงามทั้งหมดของสวนร้อยบุปผาจึงต้องเรียนพิณ หมากล้อม เขียนอักษร ภาพวาด...มีแต่เพียงแม่นางอวี้หลันเท่านั้นที่การเรียนไม่จำเป็น?

            มารยาทที่มิอาจกล่าวได้ว่าดีก็ไม่มีใครเก็บมาคิดใส่ใจ...

            วันทั้งวันแม่นางอวี้หลันเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับกองยาสมุนไพร เรื่องแต่งกายยิ่งไม่สนใจ จนพาให้ทุกคนต่างสงสัยว่าหญิงสาวเช่นนี้จะขายออกไปได้หรือ? นางถือดีอย่างไรจึงมี ‘สิทธิพิเศษ’ แตกต่างจากผู้อื่น

            คำตอบอยู่ตรงหน้าแล้ว... รูปโฉมงดงามราวกับหยกสลัก ที่มิต้องอาศัยเครื่องประทินผิวใดๆ มาแต่งเติมนี่อย่างไรเล่าคือคำตอบ

            เรือนกายที่ขาวราวกับลิ้นจี่ปอกเปลือก...คือคำตอบของทุกข้อสงสัยที่คาใจ

            ไม่ว่าใครต่างก็ต้องกล้ำกลืนความไม่พอใจเอาไว้ในอก เพราะนี่คือโฉมสะคราญอันดับหนึ่งของสวนร้อยบุปผาที่มีรูปโฉมเป็นอาวุธอย่างแท้จริง

            ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่หลัวซีประพฤติตนนอกกรอบ ทุกคนจึงได้แต่ฝืนทนเพราะรู้ดีว่าต่อให้แม่นางอวี้หลันไม่เชี่ยวชาญเรื่องใดเลย ขอเพียงมีหญิงงามผู้นี้มายืนอยู่ตรงหน้า บุรุษน้อยคนนักที่จะละสายตาไปได้ ส่วนที่ว่าหลังจากซื้อไปแล้วผู้อื่นจะคืนสินค้าหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่พวกนางต้องใส่ใจ

            กินแล้วคิดจะคายรึ?... ฝันไปเถิด!

            ครูฝึกทั้งสองเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็เรียบร้อย หากวัดดูแล้วมีส่วนใดไม่ถูกต้อง เช่นผอมหรืออ้วนไป โดยทั่วไปหลังจากตรวจสอบเสร็จ ครูฝึกจะบอกกับเจ้าตัวโดยตรง แต่สำหรับหลัวซีกลับไม่มีถ้อยคำใดๆ ถูกเอื้อนเอ่ยออกมา

            ตรวจร่างกายเสร็จ ครูฝึกผู้ที่ไปฟ้องฮูหยินหานเรื่องความไม่ได้เรื่องของหลัวซีก็เดินเข้ามาพอดี เห็นได้ชัดว่าพื้นอารมณ์ยังไม่ดีนัก นางมองหลัวซีแวบหนึ่งก็แค่นเสียงออกมาเบาๆ ทั้งยังชักสีหน้าใส่ “ทำตามใจตัวเองไปเถิด ภายหน้าต้องมีวันที่เจ้าเสียใจแน่”

            กล่าวจบก็สั่งให้สองคนที่เหลือเก็บผ้าแดง ก่อนจะจากไปยังทิ้งท้ายไว้อีกประโยค ส่งผลให้หลัวซีที่กำลังกลัดกระดุมเสื้อด้านหน้าอยู่ เงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจทันที

            “เตรียมตัวไว้ให้ดี เดือนหน้าจะมีการ ‘คารวะน้ำชา’ เป็นครั้งแรกของเจ้า ข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อยจะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้ และอย่าหาว่าข้าไม่เตือน หากข้ารู้ว่าเจ้าเล่นลวดลายละก็ ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”

            ‘คารวะน้ำชา’ เป็นรหัสลับของสวนร้อยบุปผา คำคำนี้มาจากการฉวยโอกาสคารวะน้ำชาต่อแขกเพื่อขายหญิงสาวในสวน แท้จริงแล้วไม่ได้ต่างจากความหมายของคำว่ารับแขกในหอนางโลมเท่าใดนัก เพียงแต่แขกของหอนางโลมนั้นจะเลือกหญิงสาวขึ้นห้องไปร่วมอภิรมย์ด้วยแต่แขกของสวนร้อยบุปผานั้นเลือกหญิงสาวแล้วซื้อกลับไปจึงค่อยร่วมอภิรมย์ แม้ลำดับขั้นตอนจะต่างกันแต่ผลลัพธ์หาได้ต่างกันไม่ เพียงแต่ชื่อเสียงและเรือนร่างของฝ่ายหลังจะสะอาดกว่าฝ่ายแรกบ้างนิดหน่อยเท่านั้น

            ที่สวนร้อยบุปผามีหญิงสาวจำนวนไม่น้อยเริ่มคารวะน้ำชา เมื่ออายุสิบสี่ปี หากผู้ใดโชคดีหน่อย คารวะเพียงครั้งเดียวก็หาแขกที่ยินดีซื้อนางได้ แต่บางคนกลับต้องคารวะน้ำชาครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่อายุสิบสี่จนถึงอายุสิบหก ถูกคัดออกหลายครั้งจึงจะถูกเลือกครั้งหนึ่ง หญิงสาวเช่นนี้สวนร้อยบุปผามีไม่น้อย ผู้ที่ไม่ถูกเลือกมักมีชีวิตหลังจากนั้นอย่างยากลำบาก ไม่เพียงถูกสาวใช้และครูฝึกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม หากอายุเกินสิบแปดปีแล้วยังไม่มีใครยอมจ่ายเงินซื้อตัวก็จะถูกส่งไปที่หออี่ชุน เริ่มชีวิตการเป็นนางคณิกาเต็มตัว

            ความหมายก็คือ... หากอายุเกินสิบหกปีแล้วยังคารวะน้ำชาไม่สำเร็จ...

            ชีวิตนี้ก็ถือว่าจบสิ้นแล้ว

            เรื่องเช่นนี้ไม่มีหญิงสาวคนใดไม่หวาดกลัว ยังมิต้องกล่าวถึงสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายของหออี่ชุน การใช้ชีวิตเพื่อปรนนิบัติบุรุษเพียงหนึ่งเดียวกับปรนนิบัติบุรุษมากมายนับไม่ถ้วนนั้นต่างกัน... ต่อให้ได้แต่งเป็นภรรยาน้อยของคหบดี ก็ยังดีกว่าไปเป็นนางกลางเมืองให้ผู้ชายเวียนเล่นไม่ซ้ำหน้า ต้องทนรับแขกทุกวันจนกระทั่งแก่ชรา

            ครูฝึกของสวนร้อยบุปผาต่างรู้ดีว่าเด็กสาวนั้นหวาดกลัว จึงพากันนำเรื่องนี้มาขู่คนที่ไม่เชื่อฟังคำสอนของพวกนาง ด้วยเหตุนี้การคารวะน้ำชาสำหรับหญิงสาวทั้งหลายในสวนร้อยบุปผาจึงเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น นั่นเพราะการคารวะน้ำชาทุกครั้งนับเป็นโอกาสที่พวกนางจะได้ลืมตาอ้าปาก สาวงามบางคนถึงกับยอมจ่ายเงินเพื่อแอบขอให้ผู้อื่นสอบถามความชื่นชอบของแขก พวกนางจะได้รู้ว่าเวลานั้นควรแต่งกายอย่างไร

            เพียงกล่าวคำว่าคารวะน้ำชาออกไป หญิงสาวที่ยังไม่ถึงคราวของตนล้วนแต่อิจฉา ส่วนผู้ที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมล้วนแต่ยินดีปรีดา หากแต่ในใจก็ยังอดหวั่นวิตกไม่ได้

            แต่ความยินดีทั้งหมดนี้ ไม่นับรวมหลัวซีเข้าไปด้วย

            เดิมทีหญิงสาวที่งดงามระดับ ‘ราชินีแห่งมวลบุปผา’ นั้นนับเป็นของหายากที่สุดในสวน หญิงสาวกลุ่มนี้หลายสิบปีจะหามาได้หนึ่งคน เมื่อได้มาฮูหยินหานมักไม่ยอมให้พวกนางไป ‘คารวะน้ำชา’ โดยง่าย ออกไปครั้งหนึ่งจะต้องเลือกแขกที่มั่นใจว่ากระเป๋าหนักจริง ยิ่งหลัวซีคล้ายถูกประทับตราว่าเป็นสินค้าชนิดพิเศษด้วยแล้ว ฮูหยินหานย่อมต้องกำสินค้าในมือไว้แน่น แม้กระทั่งข่าวคราวเกี่ยวกับหลัวซีก็ไม่ยอมให้หลุดเล็ดลอดออกไปได้

            ก่อนอายุสิบห้า หลัวซีไม่มีทางถูกปล่อยออกไป ‘คารวะน้ำชา’ เด็ดขาด

            ฮูหยินหานตั้งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในใจเอาไว้นานแล้ว ผู้ที่ยอมจ่ายเงินพันตำลึงทองเพื่อสาวงามในเมืองเทียนเป่ามีเพียงไม่กี่คน แต่ละคนล้วนเป็นผู้มีอิทธิพลระดับสูงของเมืองทั้งนั้น รอหลังจากปล่อยข่าวออกไปหนึ่งเดือนค่อยดูว่าแขกให้ราคาสูงต่ำเพียงใด เชื่อว่าครั้งนี้นางต้องทำกำไรได้มากมายมหาศาลแน่

            ครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้สวนร้อยบุปผามีชื่อเสียงโด่งดังขึ้น แต่ยังต้องสร้างชื่อยาวนานไปอีกอย่างน้อยสองปี!

            แน่นอน... หากทุกอย่างเป็นไปตามที่นางคิดนะ

ตอนที่ 6 คารวะน้ำชา

            คุณหนู เยี่ยมไปเลยเจ้าค่ะ! ในที่สุดท่านก็ทำสำเร็จ

            ซานหูร้องออกมาด้วยความดีใจ “ข้าคิดแล้วว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลังซ่อนอยู่เป็นแน่... แม่นางคนอื่นๆ ถูกพาออกไปตั้งแต่อายุสิบสี่ แต่คุณหนูของข้าอายุสิบหกแล้วก็ยังไม่ถูกเรียกสักที เดิมทีข้าก็ยังสงสัยว่าเหตุใดฮูหยินหานถึงยังไม่ร้อนใจอีก หากอายุเกินสิบหกเศรษฐีทั้งหลายก็จะมองว่าแก่เกินไป ไม่น่าสนใจแล้ว ยิ่งถ้าถึงอายุสิบแปดแม้กระทั่งสวนร้อยบุปผาก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้ คุณหนูต้องถูกส่งไปหออี่ชุนเป็นแน่ โชคดีเหลือเกินที่ท่านไม่ต้องไปหออี่ชุน... ที่นั่น...”

            ทว่าซานหูยังมิทันได้กล่าวจบ นางก็ถูกหงจูกระตุกแขนเสื้อแรงๆ แล้วกล่าวตัดบทขึ้นแทน “ด้วยรูปโฉมของคุณหนูถึงอย่างไรก็ต้องมีคนซื้อคุณหนูกลับไปแน่ เดือนหน้าคุณหนูก็ต้องพบแขกแล้ว นับดูเวลาที่เหลือค่อนข้างกระชั้นชิดนัก ประมาณยี่สิบวันเท่านั้น ข้ากับซานหูต้องไปหาครูฝึกมาช่วยคุณหนูเตรียมเสื้อผ้าและเครื่องประดับสวยๆ แล้วเจ้าค่ะ คุณหนูเองก็จะเกียจคร้านต่อไปไม่ได้อีกแล้วนะเจ้าคะ มารยาททุกอย่างที่ต้องใช้ยาม ‘คารวะน้ำชา’ ท่านต้องทบทวนเสียใหม่ ฮูหยินหานบอกว่าท่านจะทำขายหน้าสวนร้อยบุปผาของเราไม่ได้ ภายภาคหน้าเมื่อคุณหนูออกจากที่นี่ ข้ากับซานหูก็จะติดตามไปเป็นสาวใช้ข้างกายท่าน พวกข้าต้องช่วยคุณหนูอีกแรงอย่างแน่นอน ดังนั้นคุณหนู...ยามนี้ท่านพักผ่อนก่อนเถิดเจ้าค่ะ พวกข้ามีเรื่องต้องไปทำแล้ว...” หงจูกล่าวจบในคราวเดียวไม่รอให้หลัวซีพยักหน้ารับนางก็ลากซานหูจากไปอย่างรวดเร็ว

            นับได้ว่าหงจูนั้นฉลาดเฉลียวกว่าซานหูมากนัก นางเพียงเห็นสีหน้าซีดขาว ท่าทางนิ่งเงียบไม่เอ่ยปากของหลัวซี ก็รู้ได้ว่าเวลานี้คำพูดของซานหูเมื่อครู่แทงใจเจ้านายเข้าแล้ว แต่คำพูดเหล่านี้ไม่พูดก็ไม่ได้ นางจึงต้องพูดให้หมดในครั้งเดียว จากนั้นค่อยลากซานหูออกมาให้หลัวซีได้มีเวลาคิด เพราะถึงอย่างไรสำหรับพวกนางแล้ว ได้ติดตามคุณหนูนับว่าเป็นโชค แม้ต้องพลอยติดร่างแหถูกครูฝึกตำหนิอยู่บ่อยครั้ง แต่นายที่คอยห่วงใย ไม่ข่มเหง มีของดีก็แบ่งให้สาวใช้อย่างหลัวซี ในสวนร้อยบุปผานี้นับว่ามีไม่มาก

            แม้จะมีบ้างในบางครั้งที่พวกนางรู้สึกคับแค้นใจที่คุณหนูไม่มุมานะเท่าแม่นางน้อยคนอื่น แต่จะให้เปลี่ยนไปปรนนิบัติผู้อื่นพวกนางก็ไม่เคยคิด นางรู้สึกมาโดยตลอดว่าคุณหนูมิใช่ไม้ผุพังที่ไม่อาจนำมาแกะสลักอย่างที่ครูฝึกทั้งหลายกล่าว แท้จริงแล้วคุณหนูนั้นเข้าใจดีทุกอย่าง คุณหนูไม่ใช่ทำดีไม่ได้ เพียงแต่อาจด้วยเหตุผลบางอย่างถึงได้กลายเป็นคนเช่นนี้ แม้พวกนางจะไม่อาจล่วงรู้ถึงสาเหตุ แต่หากได้ออกจากสวนร้อยบุปผาไปแล้ว บางทีทุกอย่างอาจจะดีขึ้นกระมัง

            ใบหน้างดงามของหลัวซีซีดลงเล็กน้อย สีหน้าไม่สู้ดีนัก สีแดงเปล่งปลั่งบนแก้มนวลเพราะความร้อนก่อนหน้านี้จางหายไปจนสิ้น คงไว้เพียงสีหน้าขาวซีดราวกระดาษ ดวงตากลมโตละสายตาจากตำรายาเงยหน้าขึ้นมองตามแผ่นหลังของสาวใช้ทั้งสอง มือที่ถือหนังสืออยู่ก็วางลงอย่างอ่อนแรง

            แม้เรื่องนี้นางจะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่พอช่วงเวลานี้มาถึง นางกลับรู้สึกบีบคั้นจิตใจจนยากจะยอมรับ

            ตำแหน่งที่ไม่อาจเชิดหน้าชูตาได้อย่างตำแหน่งภรรยาน้อย เมื่ออยู่ในสวนร้อยบุปผากลับเป็นตำแหน่งที่สาวๆ ทุกคนต่างก็พยายามไขว่คว้ามาให้ได้

            นับตั้งแต่อดีต ตำแหน่งภรรยาน้อยส่วนมากมักมีจุดจบที่ไม่ดีสักเท่าไร หากเป็นครอบครัวผู้ดีเก่าที่มีกฎเกณฑ์เคร่งครัด คุณชายสายเลือดสีน้ำเงินเหล่านั้นย่อมไม่ชายตาแลหญิงงามผู้อาภัพเหล่านี้ ดังนั้นผู้ที่มาร่วมงานคารวะน้ำชาส่วนมากมักเป็น ‘เศรษฐีใหม่’ ผู้ร่ำรวยเงินทอง หรือไม่ก็ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

            เหล่าเศรษฐีใหม่มักมีอายุมาก อีกทั้งที่บ้านก็มีภรรยาน้อยเลี้ยงไว้มากมาย เศรษฐีบางคนมีรูปร่างอ้วนท้วน บางคนถึงกับมีจิตใจวิปริตผิดมนุษย์ เห็นการทรมานภรรยาน้อยกับหญิงรับใช้เป็นเรื่องสนุก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภรรยาหลวงของคนเหล่านั้นที่แต่ละนางดุราวกับเสือ มองภรรยาน้อยในบ้านเหมือนหนามตำตา ทำให้ตายสักคนสองคนก็ไม่ทำให้ศีลธรรมในใจพวกนางสั่นคลอนได้เลย

            หากถูกผู้มีอิทธิพลซื้อไป ชายพวกนั้นกลืนกินหญิงงามจนเบื่อหน่ายแล้วก็มักส่งต่อให้ลูกน้องของตน ส่วนพวกที่ฆ่าคนตาไม่กะพริบนั้นยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ ท้ายที่สุดหากหญิงงามไม่ถูกฆ่าตายอย่างทรมานก็อาจถูกทำให้พิการได้

            คิดถึงชะตากรรมที่ต้องเผชิญแล้วใบหน้าของหลัวซียิ่งไร้สีเลือด ไม่กล้าที่จะคิดต่อ

            หลัวซีเลี่ยงความคิดน่ากลัวด้วยการหยิบ ‘ไข่เป็ดดอกอวี้หลัน’ ออกมามอง ยามที่เห็นดอกอวี้หลันยังคงเบ่งบานอย่าง ‘สง่างามเฉิดฉาย’ อยู่บนก้านดังเดิมนั้นจิตใจที่หวาดหวั่นของนางก็ดีขึ้นบ้าง ดวงตากลมโตเพ่งพินิจ ‘ไข่เป็ด’ อย่างมิอาจละสายตา ที่ด้านล่างของไข่สีเขียวอ่อนนั้นมีแสงสีขาววงกว้างประมาณเล็บมือแผ่รังสีออกมา นั่นคือความดีที่หลัวซีสะสมเอาไว้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

            ถึงแม้นางจะทำดีไว้มาก แต่ผลที่ได้รับกลับยังน้อยนิด

            หรือเป็นเพราะว่าความดีทุกครั้งที่กระทำล้วนแต่เป็นความดีเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไร

            แล้วนางต้องทำความดีสักเท่าใดกัน?

            นางไม่มีเงินทอง ไม่อาจทำเรื่องที่สามารถสั่งสมความดีได้มากมายในคราเดียวเช่นสร้างโรงทานหรือสร้างวิหารได้นี่นา

            ตัวนางเองยังเอาชีวิตรอดออกจากสวนร้อยบุปผาไม่ได้เลย

            ทำความดีได้เท่านี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว

            หลัวซีหยิบขวดกระเบื้องเคลือบใบหนึ่งออกมา จากนั้นจึงค่อยๆ เท ‘น้ำค้าง’ ไม่กี่หยดจากเกสรของดอกอวี้หลันลงไปในขวดแล้วปิดผนึกฝาจนแน่น ขวดกระเบื้องเคลือบในมือของนางบรรจุด้วยน้ำค้างจากดอกอวี้หลันซึ่งตอนนี้นางสะสมไว้ได้ประมาณครึ่งขวดแล้ว นางเองก็ไม่รู้ว่าน้ำค้างนี้มาจากที่ใด นางรู้เพียงแต่ว่าเมื่อนางทำความดีมากพอ น้ำค้างก็จะกลั่นตัวออกมา ตอนแรกนั้นนางไม่ได้สนใจมันมากไปกว่ากลีบดอกหรือผลของดอกอวี้หลัน แต่ภายหลังนางค้นพบโดยบังเอิญว่า ถ้านางหยดน้ำค้างนี่ลงไปในน้ำชาสักหยดสองหยด ตอนกลางคืนนางก็จะนอนหลับสบายเป็นพิเศษ

            เมื่อใดที่น้ำค้างกลั่นตัวออกมานางก็จะเก็บสะสมไว้ใช้ร่วมกับสมุนไพรบางชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย บางครั้งก็ทำเป็นยาลูกกลอนคลุกน้ำผึ้งแจกจ่ายให้เด็กๆ ที่มีสุขภาพอ่อนแอ

            การทำความดีกับเด็กเล็กทำให้นางสะสมน้ำค้างได้มากกว่าทำดีกับผู้ใหญ่เสียอีก

            เรียกว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

            หลายปีมานี้ นางพอจะเข้าใจประโยชน์ของดอกอวี้หลันก้านนี้ขึ้นมาบ้าง ความดีที่สะสมอยู่ใน ‘ไข่เป็ด’ เป็นเหมือนสารอาหารของดอกอวี้หลัน ผลอวี้หลันที่ออกมามีสรรพคุณคล้ายยาเสพติด ทุกวันนางต้องกินเข้าไปหนึ่งผล ไม่เช่นนั้นอาการเจ็บหน้าอกก็จะส่งผลต่อนางทันที แต่ถ้าได้ลิ้มรสมันแล้วก็จะรู้สึกปลอดโปร่งไปทั้งร่าง เกียจคร้านจนไม่อยากขยับกาย ผลข้างเคียงที่ได้รับนั้นคือผิวพรรณที่นับวันก็ยิ่งขาวนุ่มและบอบบางยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดูสวยงามแต่กลับไม่ต่างจากแก้วที่แตกง่าย เรื่องนี้ทำให้หลัวซีใช้ชีวิตลำบาก รสชาติของการเจ็บปวดหน้าอกจนเกือบตายเป็นอย่างไรนั้นนางยังจำได้ดี มันยากจะทนทานเสียจริงๆ

            หากเปรียบเทียบกับผลอวี้หลันแล้ว นับว่าดอกอวี้หลันนั้นใช้ง่ายกว่ากันมากนัก หลังจากที่นางไม่ต้องกินมันทุกวันเพื่อประทังความหิวแล้ว ดอกของมันก็จะถูกนางเด็ดออกมาทำเป็นชาดอกไม้แล้วเก็บเอาไว้ เมื่อใดที่ร่างกายมีอาการเจ็บปวดฟกช้ำนางก็จะนำดอกอวี้หลันมาชงน้ำดื่มหนึ่งแก้ว วันรุ่งขึ้นอาการก็จะดีขึ้น ของดีเช่นนี้ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะไม่เก็บเอาไว้ ตอนนี้นางจึงเก็บสะสมชาดอกอวี้หลันปั้นเป็นทรงกลมขนาดประมาณไข่มุกไว้ครึ่งหีบ ดูสวยงามไม่น้อย

            ค่ำคืนนี้ก็เป็นเช่นทุกคืน... หลัวซีก้าวลงไปในถังน้ำแช่กลีบดอกอวี้หลัน นางวักน้ำใส่ร่างของตนช้าๆ จนกระทั่งร่างกายอบอุ่นถึงได้ก้มดูผิวขาวละเอียดปานหิมะของตัวเอง พลางทดลองใช้นิ้วเรียวยาวหยิกลงไปที่ผิวเนื้อของตน แม้เพียงแค่เล็กน้อยแต่กลับปรากฏรอยจ้ำสีแดงขึ้นอย่างชัดเจน ความเจ็บปวดมหาศาลพุ่งเข้าจู่โจมนางทันที ความเจ็บปวดระดับนี้ถึงกับทำให้ใบหน้างดงามมีเหงื่อไหลซึมออกมาเป็นสาย นางต้องรีบกัดฟันข่มอาการปากสั่นเอาไว้ ผ่านไปเพียงชั่วครู่บริเวณที่ถูกหยิกก็เริ่มกลายเป็นรอยฟกช้ำ พอถึงพรุ่งนี้ก็จะกลายเป็นด่างดวงสีม่วงคล้ำแน่ๆ

            บนผิวขาวนุ่มไร้รอยตำหนิ ยามนี้กลับปรากฏรอยช้ำจ้ำหนึ่งชวนสะดุดตา รอยแผลที่เกิดขึ้นง่ายดายเช่นนี้คงจะเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาหนุ่มโรคจิตที่ชื่นชอบการทารุณผู้หญิง สำหรับคนเหล่านั้นแล้ว ร่างกายของนางเป็นเสมือนเครื่องระบายอารมณ์ที่ดีที่สุด ตบตีทีไรก็ขึ้นรอยจ้ำดูน่าเวทนา ทำให้พวกโรคจิตวิตถารรู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก ด้วยเหตุผลนี้นางคงจะขายดีน่าดู นับเป็นสินค้าชั้นเยี่ยมสำหรับกลุ่มลูกค้าแปลกประหลาด!แต่หากต้องตกอยู่ในกำมือคนประเภทนั้นแล้วละก็ นางยอมเชือดคอตัวเองตายเสียดีกว่า

            หยดเหงื่อค่อยๆ กลิ้งลงมาจากหน้าผากของหลัวซี ผ่านทรวงอกแล้วตกลงไปในน้ำ นางขมวดคิ้วมุ่นครุ่นคิดโดยไม่รู้สึกตัว ผ่านไปครู่หนึ่ง ในมือของหลัวซีก็ปรากฏเศษชามกระเบื้องที่ตอนเช้านางทำแตก วูบหนึ่งที่นางคิดจะลงมือกับตนเอง...

            จบชีวิตตอนนี้เลยดีหรือไม่?

            เชือดตรงไหนดีจึงจะเจ็บน้อยที่สุด? นางตั้งท่าอยู่เป็นนานสองนานก็มิอาจตัดใจทำได้

            แต่… ถ้าไม่ตายนางก็ควรจะมีบาดแผลสักหน่อยก็ยังดี บาดแผลจะทำให้นางได้มีโอกาสนอนพักฟื้นต่ออีกครึ่งปี แล้วก็จะรอดพ้นจากการคารวะน้ำชาไปได้ ไม่เช่นนั้นฮูหยินหานต้องตัดใจส่งนางให้ผู้อื่นเพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองทำการค้าขาดทุนเป็นแน่

            แต่มัน... มันจะเจ็บมากน่ะสิ

            หลัวซีลังเลอยู่นาน มือที่ถือเศษชามกระเบื้องแตกยกขึ้นแล้ววางลง ยกแล้ววางอยู่อย่างนั้น นางรวบรวมความกล้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สุดท้ายนางก็โยนเศษชามกระเบื้องทิ้ง

            การนำร่างกายและชีวิตของตนเองมาเป็นเดิมพันช่างเป็นแผนชั้นต่ำที่ไม่ควรนำมาใช้ นางต้องใช้สติปัญญาแก้ปัญหาต่างหากเล่า...

            คิดสิ...คิด

            หลังจากคืนนั้น หลัวซีใช้เวลาถึงสองวันในการสงบจิตสงบใจ นางฆ่าเวลาด้วยการปั้นยาลูกกลอนเพื่อไม่ให้ตัวเองคิดมาก ยาทุกเม็ดล้วนเคลือบไว้ด้วยน้ำตาลถั่ว ด้านในผสมน้ำผึ้งคลุกเคล้ากับหยดน้ำค้างดอกอวี้หลันหนึ่งหยด หลัวซีไม่ลืมใส่สมุนไพรบำรุงร่างกายและเปลือกส้มบดแห้งลงไปด้วย เพื่อช่วยกลบกลิ่นและทำให้ยาลูกกลอนเม็ดนี้มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานถูกปากเด็กๆ เรียบร้อยดีแล้วยาสิบกว่าเม็ดก็ถูกบรรจุลงในขวดกระเบื้องเคลือบ จากนั้นหลัวซีก็เดินนำซานหูผ่านระเบียงยาวเพื่อไปยังที่พักของเหล่าครูฝึก

            ช่วงนี้เป็นฤดูร้อนพอดี จึงมีบรรดาหญิงงามและสาวใช้ประจำตัวยืนอยู่ตามแนวระเบียงยาวเพื่อโบกพัดคลายร้อน จู่ๆ ก็มีโฉมสะคราญรูปร่างอรชรเดินผ่านมาด้วยฝีเท้าแผ่วเบา ทุกสายจึงถูกดึงดูดไปที่ร่างงามนั้นทันที

            “ดูสิ นั่นหลัวซีนี่นา ข้าได้ยินว่าฮูหยินหานเตรียมจะให้นางคารวะน้ำชาเดือนหน้าแล้วนะ” หญิงสาวในชุดเหลืองคนหนึ่งเปิดประเด็นนินทา “พวกเจ้าว่านางคารวะน้ำชาครั้งนี้จะถูกเลือกหรือถูกคัดออก?”

            “ใครจะรู้ได้ วันๆ นางเอาแต่ยุ่งกับพวกยาสมุนไพร หากเหล่าบุรุษได้กลิ่นยานั่นก็คงต้องคลื่นไส้กันบ้างล่ะ” สตรีในชุดสีชมพูแสร้งทำเป็นกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่กลับฉวยโอกาสโบกพัดเร็วๆ แอบมองแวบหนึ่ง

            “ได้ยินว่านางไม่มีความสามารถใดเลยสักอย่างเดียว แต่กลับถูกขนานนามว่า ‘หญิงงามอันดับหนึ่งของสวนร้อยบุปผา’ พวกครูฝึกแอบพูดกันว่านางทำให้ป้ายของสวนร้อยบุปผาเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วยซ้ำ ไม่แน่คนที่ซื้อนางไปอาจส่งคืนมาในวันรุ่งขึ้นก็เป็นได้ ถึงตอนนั้น... อืม… คงจะสนุกน่าดูชม” หญิงสาวอีกคนกล่าวด้วยความสะใจ

            “ถ้าถามข้านะ ‘หญิงงามอันดับหนึ่งของสวนร้อยบุปผา’ ใดกัน... แค่สตรีที่มีผิวขาวสักหน่อย มองไกลๆ ก็พอหลอกตาผู้คนว่างามได้อยู่ หากแต่ดูใกล้ๆ ก็ไม่เท่าไหร่... ไม่แน่ว่าแขกอาจไม่ชอบนางก็ได้” หญิงสาวชุดชมพูแค่นเสียง

            สงครามที่ไร้ควันปืนระหว่างสาวงามนั้น ไม่ต้องสนใจว่าต่างฝ่ายต่างมีความแค้นร่วมกันหรือไม่ มีแค่เหตุผลว่า ‘ขัดตา’ เหตุผลเดียวก็เพียงพอแล้ว

            แม้หญิงสาวทั้งหลายจะพูดคุยกัน แต่ดวงตากลับจับจ้องไปยังหญิงงามที่กำลังเดินอยู่ตรงระเบียงยาวโดยไม่คลาดสายตา แววตาเชือดเฉือนจ้องมองอย่างจับผิด การแต่งกายของหลัวซีช่างเรียบง่ายยิ่งนัก แต่ใบหน้ากับผิวพรรณนั้นขาวราวกับหิมะ แม้แต่ผู้หญิงด้วยกันเองได้เห็นยังต้องริษยา

            ในสวนแห่งนี้มีหญิงสาวอยู่ไม่น้อย เสียงที่พูดก็ไม่เบา ทว่าหลัวซีกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน นางก้าวเท้าผ่านไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย

            เป็นซานหูเองที่ทนฟังไม่ได้ โทสะพุ่งขึ้นจนใบหน้าแดงก่ำ พอเดินลับมุมตึกนางก็โพล่งออกมาอย่างอดไม่อยู่ “คุณหนูเจ้าคะ พวกนางทำเกินไปแล้ว เมื่อก่อนยังให้สาวใช้มาขอยาขอแบ่งอาหารจากท่าน แต่ตอนนี้กลับยินดีในความโชคร้ายของผู้อื่น ซ้ำยังแอบนินทาท่านลับหลัง ช่างน่ารังเกียจเสียจริง! หากรู้เช่นนี้ต่อไปพวกเราก็ไม่ทำขนมให้พวกนางแล้ว แต่ละคนจิตใจชั่วช้าทั้งนั้น” ซานหูยิ่งกล่าวก็ยิ่งรู้สึกคับแค้นใจเป็นที่สุด

            หลัวซีเก็บสีหน้า ‘เย่อหยิ่งเย็นชา’ เมื่อครู่คืน แล้วหันกลับมามองซานหูด้วยสายตาขบขัน “ถือสาพวกนางไปไย เราช่วยคนไม่ควรหวังผลตอบแทน” ประโยคนี้นางท่องจนชินปาก กระทั่งหลับยังละเมอออกมา คล้ายว่าท่องไว้เพื่อกล่อมเกลาจิตใจตัวเอง

            “โถ คุณหนู... คุณหนูยอมลำบากเช่นนี้เพื่อสิ่งใดกันเจ้าคะ?” ซานหูถามอย่างอดไม่ได้

            หลัวซีแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำถามของสาวใช้ข้างกาย นางหยุดเดินแล้วหันมาเร่ง “เอาละถึงแล้ว ข้าไม่สะดวกเดินเข้าไป เจ้ารีบนำยาลูกกลอนเข้าไปแจกจ่ายให้ครูฝึกเถิด”

            ถามก็ไม่ตอบ! ซานหูหน้ามุ่ย ค้อนเจ้านายของตนเองวงใหญ่ แต่อย่างไรนางก็ต้องทำตามคำสั่งของหลัวซีอย่างไม่มีทางเลือก ซานหูหยิบถุงยาเดินเข้าไปในเรือนของครูฝึกด้วยอารมณ์หงุดหงิดใจเป็นที่สุด

            เพียงครู่เดียว ครูฝึกนางหนึ่งก็เดินออกมา พอเห็นหลัวซีนางก็รีบร้อนสาวเท้าตรงมาหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “โอย แม่นางอวี้หลัน เจ้าให้คนมาบอกข้าแล้วให้ข้าเดินไปเอาเองก็ได้ ไยเจ้าต้องลำบากลำบนนำมาให้ด้วย เกรงใจจริงๆ”

            หลัวซียิ้มให้ “ไม่ต้องเกรงใจ ข้าเองก็ไม่มีธุระอันใด อยากออกมาเดินเล่นในสวนบ้างก็เท่านั้น”

            “เฮ้อ ทั้งหมดเป็นเพราะหลานของข้าตะกละแท้ๆ กินไปครั้งหนึ่งก็เกิดติดใจวิ่งมาขอข้ากินทุกวัน ข้าเลยต้องหน้าด้านมาขอร้องแม่นางอวี้หลัน คาดไม่ถึงว่าแม่นางจะใจกว้างถึงเพียงนี้ เรื่องนี้ยายแก่อย่างข้าจะจดจำเอาไว้... เรื่องอื่นข้าอาจช่วยไม่ได้ แต่เรื่องที่แม่นางอวี้หลันจะ ‘คารวะน้ำชา’ เดือนหน้านั้น... ข้าจะช่วยสืบรายชื่อของคุณชายที่จะมาร่วมงานให้ แม่นางโปรดวางใจเถิด”

            หลัวซีฟังแล้วยิ้มน้อยๆ พลางกล่าวขอบคุณ

            ครูฝึกหวังผู้นี้เป็นผู้ดูแลงานจิปาถะทั้งหมดของการคารวะน้ำชา นางล่วงรู้ข่าวสารภายในมากที่สุด ซานหูได้ฟังคำมั่นสัญญาของครูฝึกหวังแล้วสองตาก็เป็นประกายทันที คุณหนูมีครูฝึกหวังช่วยอีกแรง ย่อมต้องได้แต่งเข้าบ้านผู้ชายดีๆ เป็นแน่

            ความคิดของสาวใช้แตกต่างจากความคิดของหลัวซีในยามนี้โดยสิ้นเชิง ระหว่างทางเดินกลับห้องของตน หลัวซีเอาแต่เหม่อลอย

            นางต้องขายตัวจริงๆ หรือนี่...

            ใครก็ได้ช่วยที โลกใบนี้มีความดีความชั่ว มีบุญมีกรรม แล้ว…มีเซียนวิเศษจริงหรือไม่นะ

            มีหรือไม่...

            หากมีก็ช่วยข้าด้วยเถิด

 

            คำตอบคือไม่มีโลกนี้มีแต่มาร!

            งานชุมนุมโอสถสวรรค์นี้ มิได้มีเพียงพ่อค้ายาสมุนไพรเท่านั้นที่ให้ความสนใจ แม้แต่คนต่างแคว้นก็ยังเดินทางนับพันลี้เพื่อมาร่วมงานนี้ด้วย ภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วัน ผู้คนในเมืองเทียนเป่าก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว บนท้องถนนเต็มไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อผ้าแปลกประหลาด โชคดีที่พวกเขาต่างก็มีกฎระเบียบของตนเอง ไม่ก่อเรื่องให้ทางการต้องลำบากใจ

            เมืองเทียนเป่าวันนี้มีผู้คนกลุ่มหนึ่งนับได้ประมาณสิบกว่าคนปรากฏตัวขึ้น แต่ละคนสวมอาภรณ์สีดำ เนื้อผ้าทั้งหนาและทบกันหลายชั้น พวกเขาหาได้สนใจอากาศที่ร้อนอบอ้าวไม่ ยิ่งไปกว่านั้นที่ตัวยังสะพายลูกประคำแปลกตาอีกด้วย ทุกย่างก้าวที่เดินนั้นบังเกิดเสียงดังคล้ายเสียงกระพรวนลั่นอยู่เป็นพักๆ ไม่รู้คนเหล่านี้เป็น ‘พระ’ สำนักใด แต่ที่แน่ๆ คงมิใช่ฝ่ายธรรมะ เพราะแต่ละคน...ต่อให้คล้องสายประคำแต่ก็มิได้โกนหัว ซ้ำยังมีไอสังหารเย็นยะเยือกลอยวนอยู่โดยรอบ เพียงแค่เฉียดกรายเข้าใกล้ก็ทำให้ผู้คนถึงกับหนาวสั่น ต้องเดินอ้อมห่างจากพวกเขา

            ระหว่างที่เดินริมฝีปากของเหล่าบุรุษในชุดดำก็ไม่ได้ขยับ พวกเขาไม่พูดคุยกันแม้แต่น้อย แม้จะเดินอยู่ในเมืองอันคึกคัก แต่กลับทำตัวเงียบราวกับวิญญาณบาปที่ลอยอยู่ในสุสาน

            ผู้ที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดมีรูปร่างสูงผอม... ใช่แล้ว... เขาสูงราวกับต้นไม้และผอมมากๆ เขาสวมสายรัดเอวสีเงินแตกต่างจากคนอื่นๆ ในกลุ่ม ดูจากการแต่งกายคาดว่าคงจะเป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนี้ ย่างก้าวของเขาไม่เร็วไม่ช้า สีหน้าฉายแววหงุดหงิด ดวงตาคู่นั้นทอประกายแดงก่ำแฝงไว้ด้วยความเย็นชาปนกระหายเลือด แววตาดูราวกับเจ้าตัวใกล้จะหมดความอดทนและสามารถชักดาบออกมาฆ่าคนได้ทุกเมื่อ

            เพราะว่าเขาเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าก้าวไปทางใดจึงมีแต่ผู้คน ‘หลีกทางให้’ อย่างมีมารยาท กลิ่นอายที่ทำให้ผู้อื่นหวาดผวาแผ่ออกมาจากร่างเขาชัดเจนจนเกินไป ทุกที่ที่เขาไปถึง...จากที่ครึกครื้นสนุกสนานอยู่ก็จะเงียบกริบทันที ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีเพราะบุรุษร่างผอมแห้งขี้โมโหผู้นี้ไม่ชอบเสียงอึกทึกและความวุ่นวาย

            เขาก้าวเท้าเดินไปบนถนนที่จู่ๆ ก็ว่างโล่งในฉับพลัน ไม่สนใจสองข้างทางที่เต็มไปด้วยผู้คนใบหน้าขาวซีด สตรีและคนแก่มองเขาด้วยสายตาหวาดกลัว แย่ที่สุดคือเด็กหลายคนที่ร้องไห้โฮออกมาจนบรรดาแม่ๆ ต้องตะครุบปากเอาไว้

            แต่บนท้องถนน ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นได้

            เด็กชายอายุประมาณแปดปีคนหนึ่งซึ่งถือบางอย่างในมือกำลังวิ่งเล่นอยู่กับเพื่อน ด้วยความที่สนุกจนเกินไป เขาไม่ได้สังเกตถึงความเงียบรอบด้านที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่ทันสังเกตว่าคนอื่นๆ วิ่งหลบออกจากท้องถนน ไม่ทันได้ระวังจึงวิ่งเข้ามาชนเข้ากับร่างสูงผอมเก้งก้างของบุรุษชุดดำทันที

            โครม!

            ใครจะกระเด็น ใครจะกระเด็น... ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์อยู่สองฟากถนนต่างลุ้นกันหน้าเครียด

            ผลที่ได้คือ...เด็กน้อยกระเด็น

            อย่างไรเสียบุรุษชุดดำก็เปี่ยมไปด้วยวรยุทธ แม้จะผอมแต่ก็ไม่บาง โครงร่างสูงตระหง่านเต็มไปด้วยกระดูกปูดโปนราวกับประกอบขึ้นมาจากเหล็กกล้า

            เด็กน้อยหงายหลังล้มลงกับพื้น ขวดกระเบื้องเคลือบในมือตกแตก เขาร้องไห้จ้า ยาลูกกลอนเคลือบน้ำตาลหลายเม็ดที่อัดแน่นอยู่ในขวดไหลกลิ้งออกมา

            และกลิ่นของมันทำให้ชายชุดดำที่กำลังก้าวข้ามร่างของเด็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจ

            พลันชะงักเท้า...

ตอนที่ 7 อสุราผู้หิวโหย

            โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเขตที่ห่างไกลเมืองเทียนเป่า

            เสี่ยวเอ้อหลายคนต่างถอยหลังด้วยความตื่นตระหนก แม้กระทั่งเถ้าแก่ร้านก็ยังยืนนิ่งอยู่หน้าโรงเตี๊ยมไม่กล้าขยับกาย เวลานี้ชั้นบนของโรงเตี๊ยมคล้ายจะเป็นสถานที่ต้องห้ามไปเสียแล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าก้าวขาขึ้นไปแม้เพียงครึ่งก้าว ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย บ่ายวันนี้จู่ๆ ก็มีกลุ่มชายชุดดำนับสิบเหมาโรงเตี๊ยมเอาไว้ทั้งหมด ถึงแม้จะให้เงินจำนวนมากแต่คนเหล่านี้มองอย่างไรก็เป็นกลุ่มคนประหลาด ไม่พูดไม่จา ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายเย็นยะเยือกแผ่กระจายออกมาชวนขนหัวลุก อีกทั้งเมื่อครู่เจ้าของร้านยังแอบเห็นชายเสื้อของ ‘บุรุษผู้เป็นหัวหน้า’ มีคราบโลหิตติดอยู่ด้วย

            เพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้คนหวาดผวาได้แล้ว!

            จุดศูนย์รวมความน่าสะพรึงกลัวอยู่ที่ร่างผอม... ผอมมาก... ผอมที่สุด... ร่างหนึ่ง

            เขาคือบุรุษหนุ่มหน้าตอบสองตาแดงก่ำและสวมสายรัดเอวสีเงิน เพียงนึกถึงเถ้าแก่ก็อดหวาดกลัวมิได้ เมื่อเช้า...ตอนที่บุรุษผู้นี้ก้าวเข้ามายืนนิ่งอยู่กลางห้องโถง ดวงตาแข็งกร้าวจ้องตรงมายังเถ้าแก่ร้าน ส่งกระแสอำมหิตโหดเหี้ยมออกมาทำให้ขนอ่อนทั่วร่างของเถ้าแก่ลุกชันจนแทบจะทรุดลงคุกเข่าเลยทีเดียว เถ้าแก่พยายามรวบรวมความกล้าสบตาตอบ พลันนั้นเองบุรุษชุดดำจึงหลุดคำหนึ่งออกมา

            “ง่วง”

            “ด… ได้ขอรับนายท่าน...ที่นี่เรามีห้องพักเตรียมไว้รับแขกมากมาย แม้โรงเตี๊ยมเราจะอยู่ในเขตห่างไกลแต่ห้องพักก็สะอาดสะอ้านนะขอรับ” กล่าวจบเถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็ได้รับเงินจำนวนมาก พร้อมกับคำตอบที่ว่า... เหมาทุกห้อง

            เมื่อเข้ามาถึงห้องพัก บุรุษผู้สวมสายรัดเอวสีเงินก็ถอดเสื้อตัวนอกออก ท่วงท่าที่ขยับกายในแต่ละครั้งล้วนแข็งทื่อไม่ต่างจากท่อนไม้ เขาจัดการถอดเสื้อผ้าออกจากร่างจนเปลือยเปล่าและก็ถือเอาขอบเตียงเป็นที่นั่ง

            และเพราะว่าเขาถอดเสื้อ ความลับทุกอย่างจึงถูกเปิดเผยในทันที

            บุรุษผู้นี้ ยามเมื่อสวมเสื้อผ้าหลายสิบชั้นบนเรือนกายก็ยังพอหลอกตาผู้พบเห็นได้ว่าตนมีเนื้อหนังอยู่บ้าง ด้วยเพราะเจ้าตัวมีโครงร่างสูงใหญ่มาแต่เดิม กระดูกแต่ละท่อนของเขาทั้งหนาและหนักราวกับเสาเรือน ยามที่มีเสื้อผ้าปิดบังกายจึงดูไม่ผิดปกติมากนัก แต่เมื่ออาภรณ์สีดำทั้งหมดถูกถอดออกความจริงที่น่าตกใจถึงเผยออกมาให้เห็น แท้จริงแล้วเรือนร่างของเขานั้นผอมเข้าขั้นวิกฤต เรียกได้ว่าผอมเสียจนแทบจะเหลือแต่โครงกระดูก ตรงแผงอกเห็นซี่โครงเรียงแถวปูดออกมา เส้นเอ็นและเส้นเลือดทุกเส้นแผ่ระโยงระยางไปทั่วร่าง แม้แต่ตำแหน่งหัวใจก็เต้นตุบๆ ให้เห็นอย่างชัดเจน

            ริมฝีปากเขาแห้งผาก เส้นเลือดฝอยในดวงตาแตกละเอียดจนตาขาวแดงก่ำราวสีเลือด

            หากบอกว่าเป็นซากศพ... ไม่ว่าใครก็คงเชื่อ

            นอกจากร่างกายแปลกประหลาดที่ชวนให้ผู้คนหวาดผวาแล้ว แส้อ่อนที่เต็มไปด้วยหนามในมือของเขาก็ยังดูน่ากลัวอีกด้วย นิ้วทั้งห้าที่เต็มไปด้วยกระดูกขยับไปมา เส้นเลือดตรงหลังมือปูดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

            มืออีกข้างหนึ่งของเขากำขวดกระเบื้องใบหนึ่งเอาไว้ ยกขึ้นดมอยู่บ่อยครั้งด้วยท่าทางฝืนๆ สีหน้าฉายแววอดทนอดกลั้นอย่างที่สุด

            จังหวะนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดออก ชายสองคนปรากฏกายขึ้น คนแรกเป็นชายชราผมสีขาวโพลน อีกคนคือชายฉกรรจ์ที่มาพร้อมกับชามใบใหญ่ในมือ ทั้งสองก้าวเข้ามาหยุดอยู่ข้างๆ บุรุษร่างผอมที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียง ทุกย่างก้าวของพวกเขาได้นำพากลิ่นคาวเลือดเข้ามาด้วย ยังผลให้ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยกลิ่นแห่งความตายตลบอบอวล

            “ท่านจอมมาร ได้เวลาดื่มยาแล้วขอรับ” ชายฉกรรจ์อายุประมาณสามสิบกว่าปีกล่าวขึ้น ใบหน้าของชายผู้นี้มีรอยแผลเป็นน่ากลัวอยู่รอยหนึ่ง

            ในชามใบนั้นคือเลือดงูเป่าหมิงทั้งชาม เป็นเลือดที่แฝงพิษร้ายกาจส่งกลิ่นคาวคลุ้งน่าขยะแขยง หากเป็นคนธรรมดาถ้าได้กลิ่นนี้เกรงว่าคงเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน อาเจียนอาหารที่กินเข้าไปออกมาจนหมด แต่ท่านจอมมารกลับไม่มองเลยสักนิด เพียงแค่ยื่นมือไปรับและจัดการกระดกรวดเดียวหมดชาม

            ดวงตาอ่อนแสงอันบ่งบอกถึงวัยที่เกินครึ่งชีวิตมานานแล้วของชายชราเฝ้ามองท่านจอมมารไม่ยอมห่าง เวลาผ่านไปอย่างน้อยหนึ่งถ้วยชานิ้วกระดูกทั้งห้าที่กำ ‘แส้ราชาอสรพิษ’ เอาไว้ถึงได้ค่อยๆ คลายออก เขาวางมันลงข้างลำตัว แม้สีหน้าจะแสดงออกว่าอ่อนล้าและเพลียจัด ทว่า…ชายหนุ่มร่างผอมก็ยังคงไม่หลับตาลงเสียที เขาได้แต่นั่งนิ่ง...แม้จะรู้สึกง่วงงุนสักเพียงใดแต่กลับไม่อาจนอนหลับ

            ชายชราเห็นดังนั้นจึงทอดถอนใจอย่างเป็นกังวล “ดูท่าพิษของงูเป่าหมิงจะเริ่มอ่อนเกินไปสำหรับท่านจอมมารแล้ว เกรงว่าอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าร่างกายของท่านคงจะชินกับมัน และพิษนี้ก็จะใช้กับร่างกายของท่านไม่ได้ผลอีก เห็นที่เราต้องเร่งหายาตัวใหม่โดยเร็วที่สุด มิฉะนั้น...”

            กล่าวได้เพียงแค่นั้น ชายฉกรรจ์ที่ถือชามใบโตก็ร้องออกมาด้วยความขัดเคือง “บัดซบ! พวกเราก็แทบจะพลิกแผ่นดินฮุ่ยโจวแล้ว ยังหายายับยั้งพิษในร่างของท่านจอมมารไม่ได้อีก พวกเราสมควรตายนัก!” พวกเขาสู้อุตส่าห์นำงูเป่าหมิงจำนวนมากมารีดเอาเลือดเพื่อทำยาต้านพิษแต่กลับใช้ประโยชน์ได้เพียงชั่วคราว ช่างน่าหนักใจยิ่งนัก “งูเป่าหมิงเป็นงูพิษที่หาได้ยาก กว่าจะหาได้มากพอสำหรับใช้ตลอดการเดินทางครั้งนี้ พวกเราต้องลงทุนลงแรงไปมากทีเดียว เดิมคิดว่าอาจจะช่วยยื้อเวลาไปได้อีกสักครึ่งปี...”

            “ร่างของท่านจอมมารสามารถต้านทานพิษนับร้อย แต่จะหาพิษใดที่ต้านพิษในกายของท่านจอมมารเห็นจะไม่มี... ครั้งนี้พวกเราพาท่านจอมมารมาที่นี่เพราะหมดหนทางแล้ว ฮุ่ยโจวเป็นสถานที่ที่มียาสมุนไพรหลากหลายสายพันธุ์มากที่สุด หากยังหายาแก้ไม่พบอีก เราคงต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้” ชายชราเองก็กังวลใจไม่น้อย หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ท่านจอมมารคง... คง.

            “อีกหนึ่งเดือนกว่าจะถึงงานชุมนุมโอสถสวรรค์ แต่เราไม่อาจรอนานขนาดนั้นได้ ซ้ำหากให้ผู้อื่นรู้ว่าจอมมารชวนจิ่งอวี้มายังฮุ่ยโจว เกรงว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวาย...” ชายหนุ่มหน้าบากกล่าว

            เพื่อไม่ให้ดึงดูดความสนใจของผู้คน ครั้งนี้พวกเขาจึงนำคนมาเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น เขากำลังจะเอ่ยปากต่อ แต่ท่านจอมมารกลับยกมือขึ้นตัดบทเสียก่อน ทั้งยังออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงแหบสั่น “ไม่ต้องพูดแล้ว ภายในครึ่งเดือนถ้ายังหาไม่พบ... กลับ”

            “ท่านจอมมาร!” ทั้งสองร้องขึ้นพร้อมกัน

            “ข้าจะพักผ่อน พวกเจ้าออกไปได้แล้ว” เพราะเพิ่งดื่มพิษงูลงท้อง ดวงตาทั้งสองของชวนจิ่งอวี้จึงดูเหมือนถูกย้อมด้วยโลหิต แววตาที่จ้องมองลูกน้องของตนเต็มไปด้วยความโกรธเคืองระคนอ่อนล้า “ออกไป!”

            “ขอรับ” ทั้งสองรีบประสานมือแล้วถอยจากไปเงียบๆ

            ระหว่างที่กำลังจะปิดประตูนั้นเอง ชายหน้าบากเหลือบเห็นท่านจอมมารยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงขอบเตียงเช่นเดิม ไม่ขยับร่าง ไม่แม้แต่จะคิดล้มตัวลงนอนบนเตียงที่นิ่มราวกับปุยเมฆ เขาหันไปสบสายตากับชายชรา สีหน้าหนักใจของชายชราปรากฏเด่นชัดขึ้น ทั้งสองพยักหน้าให้กันอย่างเข้าใจแล้วค่อยๆ งับประตูปิดลง

            อาการนอนไม่หลับของเจ้านายไม่มีใครหนักใจไปยิ่งกว่าชายชราผู้นี้อีกแล้ว ระหว่างเดินทางรอนแรมมาหลายเดือน จำนวนครั้งที่ท่านจอมมารนอนหลับนั้นแทบจะนับนิ้วได้ สภาพการณ์เลวร้ายเช่นนี้เพียงพอที่จะทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งบ้าคลั่งได้เลย แล้วเจ้านายของเขาจะทนได้อย่างไรเล่า ความทรมานทางใจเช่นนี้ไม่ต่างจากธนูที่ถูกง้างไว้สุดแรงแต่กลับไม่สามารถยิงออกไปได้

            คนเช่นไร... เกือบหนึ่งปีแล้วที่ไม่หลับไม่นอน

            ง่วงงุนเพียงใดก็ไม่นอน!

            แม้แต่เซียนก็ไม่อาจทำได้ อย่าว่าแต่มนุษย์ธรรมดาเลย

            สภาพจิตใจของเจ้านายตอนนี้เลวร้ายมาก หากเป็นเช่นนี้ต่อไปท่านจอมมารอาจคลุ้มคลั่งได้ทุกเมื่อ

            ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่...

            ได้ยินเสียงประตูปิด ดวงตาทั้งสองของชวนจิ่งอวี้ก็ค่อยๆ หลุบลงทว่าความคิดยังคงแจ่มชัด นิ้วทั้งสิบที่วางอยู่บนหัวเข่าหยุดกระดิก จากนั้นสายตาจึงค่อยเบนไปยังขวดกระเบื้องที่ตั้งอยู่ด้านซ้ายมือ ของบางอย่างในขวดเล็กๆ ใบนี้คล้ายจะมีแรงดึงดูดเขาอย่างที่ไม่อาจบรรยายได้ เขายกขวดขึ้นจรดปลายจมูกก่อนจะสูดหายใจเข้าแรงๆ ด้วยความที่ฝึกยุทธ์มานาน จมูกของชวนจิ่งอวี้จึงไวต่อกลิ่นมาก สามารถแยกแยะออกว่าในขวดนั้นมีทั้งกลิ่นที่เหมือนกับกลิ่นดอกไม้และกลิ่นยา ถึงแม้ว่ากลิ่นหอมของดอกไม้จะจางและบางเบาแต่กลับหวานลึก ยังความสดชื่นมาสู่ร่างของเขาจนผิวกายร้อนวาบ

            ชวนจิ่งอวี้สูดดมครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความติดใจ

            เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?

            เขาเองยังยากที่จะเข้าใจ ของสิ่งนี้เป็นเพียงยาลูกกลอนเคลือบน้ำตาลที่เด็กชอบกิน ธรรมดาเสียยิ่งกว่าธรรมดา แต่เหตุใดจึงมีกลิ่นหอมจางชวนให้น้ำลายสอเล่า กลิ่นหอมของมันช่วยผ่อนคลายเส้นประสาทที่ใกล้จะปริแตกของเขา ช่วยให้เส้นประสาททั่วร่างเกิดอาการตอบรับ ในปากมีน้ำลายหลั่งชุ่ม จมูกโปร่งโล่ง ดวงตาลดอาการพร่ามัว สองหูไม่อื้อดังเดิม ทุกอย่างผันเปลี่ยนในชั่วพริบตาเพียงแค่กลิ่นนี้ลอยเข้าจมูกเท่านั้น เพราะความแปลกประหลาดนี้ทำให้อดใจไม่ไหวต้องแย่งมันมาจากมือเด็ก

            เรื่องที่เขา...จอมมารชวนจิ่งอวี้ ตบเด็กคว่ำกลางถนนเพื่อแย่งขนม หากผู้คนในพรรคมารได้รู้คงหัวเราะกันมิใช่น้อย

            หากเรื่องน่าอายเช่นนี้แพร่สะพัดออกไป เขาจะฆ่าล้างทั้งเมืองเลยคอยดู!

            ดวงตาสีเลือดของชวนจิ่งอวี้มองขวดกระเบื้องในมืออยู่ครู่หนึ่ง ท่านจอมมารเทยาลูกกลอนเคลือบน้ำตาลในขวดออกมาด้วยท่าทีแข็งขืน ยกมันขึ้นส่องกับแสงเทียนโดยใช้นิ้วกระดูกของตนคีบเอาไว้... หมุนซ้าย...หมุนขวา... เอามาดมแล้วยกส่อง...ส่องแล้วดมอยู่อย่างนั้นเป็นนานสองนาน ขนาดของยาลูกกลอนเล็กเท่าเมล็ดถั่วลิสง เขาจ้องมองมันอย่างเคลิบเคลิ้มราวกับจ้องของล้ำค่าที่ตนเพิ่งขุดเจอ

            ในที่สุดชวนจิ่งอวี้ก็ตัดสินใจโยนมันเข้าปากแล้วเคี้ยว

            หัวคิ้วเรียวกระตุกกึก... หางคิ้วยก

            อืม…

            อมต่ออีกสักพักก็เทออกมาอีกหนึ่งเม็ดแล้วโยนใส่ปาก

            สอง…สาม…สี่… อีกเม็ดและอีกเม็ด

 

            เมื่อถึงเวลา... ชายหน้าบากก็นำอาหารมาส่งตามปกติ

            ตอนนั้นเองที่สองตาของเขาต้องเบิกกว้างราวกับไข่เป็ด

            เขาพบท่านจอมมารนอนหงายร่างหลับอยู่บนเตียง

            หลับสนิท ร่างทั้งร่างเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างสงบสุขพร้อมเสียงกรน

            ครอก… ครอก…

            ไม่… เป็นไปไม่ได้! ท่านจอมมารผู้นอนไม่หลับมาเกือบปีจะหลับสนิทอยู่บนเตียงได้อย่างไร

            มิใช่ภาพลวงตา มิใช่การลอบสังหารแน่รึ?

            ชายหน้าบากอังปลายนิ้วที่จมูกของเจ้านาย พบว่าอีกฝ่ายยังคงหายใจอยู่ เพียงแค่หลับไป

            ท่านจอมมารหลับ... ชวนจิ่งอวี้ที่กินไม่ได้นอนไม่หลับกำลัง...

            หลับสนิท!

            ภาพตรงหน้ายังความตื่นตระหนกมาให้เขาเป็นที่สุด ชายหน้าบากเกือบทำน้ำแกงในมือหก ทั้งความประหลาดใจ ไม่อาจเชื่อสายตา เคร่งเครียด ดีใจ ทุกอย่างล้วนปรากฏขึ้นในแววตาในคราวเดียว แต่สุดท้ายสิ่งที่เขาเลือกที่จะทำก็คือค่อยๆ ย่องถอยหลังออกจากห้องก่อนจะงับประตูปิดลงอย่างเงียบเชียบที่สุด เขาเดินอย่างระมัดระวังต่ออีกหลายก้าว เมื่อมั่นใจดีแล้วว่าอยู่ห่างจากห้องพักของท่านจอมมารชายหน้าบากก็เริ่มวิ่ง จากนั้นก็ส่งเสียงร้องโหวกเหวกบอกผู้คนดังลั่นโรงเตี๊ยม

            “ท่านจอมมารหลับแล้ว ท่านหลับแล้ว!!”

            ข่าวท่านจอมมารนอนหลับสร้างความยินดีไปทั่ว ชายหน้าบากออกคำสั่งให้กลุ่มองครักษ์ทั้งหมดยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องชั้นสอง หากมีใครกล้าส่งเสียงดังหรือเดินตึงตัง ให้ฆ่าได้ทันทีไม่มีข้อยกเว้น

            สิ่งใดกันที่ทำให้ชวนจิ่งอวี้นอนหลับได้?

            ชายชราผู้เป็นพ่อบ้านที่ติดตามชวนจิ่งอวี้มานานรีบรุดไปยืนหน้าประตูห้องด้วยความตื่นเต้น นับวันอาการของเจ้านายหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกินไม่ได้นอนไม่หลับ สภาพจิตใจของชวนจิ่งอวี้ก็ยิ่งตึงเครียด ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ไม่ได้ผล กระทั่งพิษงูเป่าหมิงซึ่งมีพิษร้ายแรงก็ยับยั้งความบ้าคลั่งในใจของท่านจอมมารได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปสักวันร่างกายที่อ่อนล้ามานานคงจะล้มลงเป็นแน่ ทว่าวันนี้อยู่ดีๆ กลับกลายเป็นว่าท่านจอมมารพูดคุยธุระกับพวกเขาจบก็นอนหลับไปเลย

            หลับไปง่ายๆ เสียอย่างนั้น ไม่ต้องเอาหมอนกดหน้า ไม่ต้องเฆี่ยนตี ไม่ต้องวิ่งรอบภูเขา

            หลับ… อย่างมีความสุข

            นับเป็นปาฏิหาริย์ที่ยากจะเชื่อจริงๆ

            เอ… แต่ว่า...นอกจากเลือดงูชามนั้น วันนี้ท่านจอมมารก็ไม่ได้ดื่มกินอย่างอื่นเข้าไปนี่ แล้วมันเพราะ ‘สิ่งใด’ เล่าที่ทำให้ชวนจิ่งอวี้นอนหลับเป็นตายได้? ขณะที่ชายชราครุ่นคิดอยู่นั่นเอง จู่ๆ ความคิดของเขาก็ไพล่ไปถึงขวดกระเบื้องที่ท่านจอมมารวางไว้ข้างเตียง เขาจำได้ว่าในขวดนั้นมียาลูกกลอนเคลือบน้ำตาล... ก็แค่ขนมกินเล่นของเด็กๆ เท่านั้น

            เป็นไปได้หรือไม่ว่าเพราะ...ยานั่น?

            คิดถึงปฏิกิริยาของท่านจอมมารตอนที่แย่งขวดกระเบื้องมาจากมือเด็ก ผู้อาวุโสก็ชะงักไปทันที จากนั้นจึงเรียกชายหน้าบากมาออกคำสั่งด้วยท่าทางเคร่งเครียด

 

ตอนที่ 8 อสุรากับยาใจ

            หลายวันมานี้ฮูหยินหานไม่มีเวลาว่างเลยสักวัน

            นอกจากระยะนี้กิจการของสวนร้อยบุปผาจะไม่เลวแล้ว นางยังต้องวางแผนว่าจะใช้ช่วงเวลาใด โอกาสใดในงานชุมนุมโอสถสวรรค์เพื่อนำเสนอหลัวซี--สินค้าอันดับหนึ่งของสวนร้อยบุปผาอีกด้วย

            นำเสนออย่างไร กล่าวโอ้อวดอย่างไร จึงจะทำให้หลัวซีเป็นที่น่าสนใจที่สุด

            สำหรับฮูหยินหานผู้คลุกคลีอยู่ในวงการเนื้อหนังมังสามานาน เรื่องเช่นนี้มิใช่เรื่องยาก ทุกการนำเสนอจะต้องมีชั้นเชิงจะทำง่ายๆ ไม่ได้ แต่ทั้งหมดนี้นางมั่นใจในแผนการของตนเองยิ่งนัก แน่นอนว่าความมั่นใจนี้ย่อมเป็นเพราะนางเชื่อมั่นในรูปโฉมงดงามไร้ที่เปรียบของหลัวซี อีกทั้งนิสัยของเหล่าคหบดีนั้นเป็นอย่างไร นางย่อมเข้าใจดีที่สุด

            ฮูหยินหานเตรียมการแต่ละขั้นตอนอย่างรัดกุมโดยมีคนกลุ่มนี้เป็นเป้าหมาย ต้องเริ่มต้นจาก ‘ได้ยินแต่มิอาจมองเห็น’ แล้วค่อยขยับไปเป็น ‘ได้มองเห็นแต่มิอาจสัมผัส’ แล้วก็เล่นลูกไม้ ‘ถึงสัมผัสแต่ก็ใช่ว่าจะได้ครอบครอง’ เป็นเช่นนี้ทีละก้าว...ละก้าว ทุกย่างก้าวล้วนวางแผนไว้อย่างแยบยล ท้ายที่สุดผู้ชนะย่อมเป็นนาง ใจของฮูหยินหานกระหยิ่มยิ้มย่องยิ่งนัก แผนการทั้งหมดช่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ วันนี้นางได้วางกับดักลงไปแล้ว รออีกหนึ่งเดือนข้างหน้าก็คงเห็นผล

            ทันใดนั้นครูฝึกอวี้ก็วิ่งเข้ามาด้วยท่าทางตื่นตระหนก “ฮูหยิน ฮูหยิน แย่แล้วเจ้าค่ะ! จู่ๆ ข้างนอกก็มีคนแต่งกายประหลาดกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามา บอกว่าจะพบแม่นางอวี้หลันของเราให้ได้ ซ้ำยัง ซ้ำยัง---”

            “ซ้ำยังทำไม?” ฮูหยินหานที่ถูกขัดจังหวะถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

 

            เที่ยงตรง...

            หงจูยกอาหารกลางวันมาจากห้องครัว วันนี้แม่ครัวของสวนร้อยบุปผาทำน้ำแกงลิ้นเป็ดเพื่อบำรุงธาตุหยิน ปลาหวงฮวาสดใหม่สองตัว และข้าวหอมไข่มุกซึ่งหุงจากข้าวหอมแถบหนานอวี๋เพื่อให้หญิงงามทั้งหลายได้กินกัน เรียกได้ว่ารสชาตินั้นทั้งหอมทั้งหวานและอร่อยล้ำ

            เพียงแต่ว่าวันนี้อากาศร้อนอบอ้าวจนเกินไป ไม่ว่าจะปลาหรือเนื้อชนิดใด หลัวซีเห็นแล้วรู้สึกไม่อยากแตะต้องทั้งสิ้น แต่ว่า...นางมีนิสัยชอบเสียดายอาหาร หลายปีก่อนระหว่างลี้ภัยนางอดข้าวผอมโซ ดังนั้นเมื่อเห็นอาหารต่อให้ไม่อยากกินก็ต้องบังคับตนเองให้กลืนลงไปเพราะความเสียดาย

            จนเมื่ออิ่มแล้ว หลัวซีที่นั่งตากลมอยู่พักหนึ่งก็ลุกไปชงชากุหลาบมาดื่ม นางผสมน้ำค้างดอกอวี้หลันลงไปสองหยดเพื่อให้ตนเองกระชุ่มกระชวย เนื่องจากชากุหลาบถ้วยนี้แช่ไว้ในน้ำบ่อจึงทั้งเย็นทั้งสดชื่น สามารถช่วยขจัดความเลี่ยนของอาหารมื้อกลางวันลงได้บ้าง เมื่อรู้สึกสบายขึ้นแล้วนางจึงงีบหลับไปด้วยความง่วง

            แต่ใครจะคาดว่า.. เพิ่งงีบหลับไม่ถึงอึดใจ นางก็ถูกซานหูเขย่าให้ตื่นเสียแล้ว

            “คุณหนู! คุณหนู! ตื่นเถิดเจ้าค่ะ เมื่อครู่ครูฝึกหวังมาบอกให้ท่านรีบเก็บของไปที่หอจิ่นซิ่ว...”

            “อะไรนะ?” ความง่วงงุนที่เพิ่งเข้าครอบงำพลันหายไปทันที นางยันตัวลุกขึ้นนั่ง “หอจิ่นซิ่ว?”

            “เจ้าค่ะ!” ซานหูออกอาการดีใจอย่างเก็บไม่อยู่ “ครูฝึกหวังบอกว่าเป็นคำสั่งฮูหยินหาน... ฮูหยินบอกให้คุณหนูไปคารวะน้ำชาที่หอจิ่นซิ่วเดี๋ยวนี้”

            เพียงได้ยินคำว่า ‘คารวะน้ำชา’ หลัวซีก็จ้องซานหูด้วยดวงตาเบิกค้าง ใบหน้าสดใสของนางเปลี่ยนเป็นซีดขาวโดยพลัน

            บางทีอาจเป็นเพราะคนในห้องเคลื่อนไหวช้าจนเกินไป ครูฝึกหวังจึงวิ่งเข้ามาสำทับอีกคน เมื่อเห็นหลัวซียังคงนั่งอยู่บนเตียงก็ร้องขึ้นด้วยความตื่นตระหนก “โอย... ตายแล้ว! แม่นางอวี้หลัน ไม่มีเวลาให้ท่านชักช้าแล้วรีบหน่อยเถิด ฮูหยินกับแขกเหรื่อรอท่านอยู่ที่หอจิ่นซิ่ว หากไม่รีบไปยายแก่คนนี้คงต้องถูกลงโทษเป็นแน่ ท่านสงสารข้าแล้วใช่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้นก็รีบไปเถิด” กล่าวจบก็ทำท่าจะดึงหลัวซีให้ลุกขึ้นโดยเร็ว

            “ครั้งก่อนฮูหยินมิใช่บอกว่าเดือนหน้าถึงจะให้ข้าคารวะน้ำชาหรอกหรือ นี่ยังไม่ถึงกำหนดเสียหน่อย เหตุใดจู่ๆ ก็...” หลัวซีรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาโดยพลัน นางรีบคว้ามือครูฝึกหวังเอาไว้แน่นพลางกล่าวขอร้องเสียงอ่อน “ครูฝึก ช่วยบอกข้าหน่อยเถิดว่าเกิดเหตุใดขึ้นกันแน่ ข้าจะได้เตรียมใจไว้”

            ครูฝึกหวังปรากฏสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด นางทำท่าจะเอ่ยปากแต่ก็ชะงักไปอยู่นาน สุดท้ายจึงเอ่ยขึ้นว่า “แม่นางอวี้หลัน เฮ้อ... ข้ามิอาจพลั้งปากได้เพราะฮูหยินสั่งห้ามไม่ให้เอ่ยสิ่งใด ข้าบอกท่านได้เพียงแต่ว่ากลุ่มคนที่มาวันนี้มิใช่คนที่ฮูหยินเตรียมเอาไว้ให้ท่าน พวกเขามากันเอง มาถึงก็บอกว่าจะพบแม่นางให้ได้ ข้าคิดว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ชาวเมืองเทียนเป่าของเราหรอก ไม่แน่ว่าอาจเป็น...เฮ้อ คนแก่อย่างข้าพูดมากอีกแล้ว... ท่านเองก็รู้ดีว่าฮูหยินดีต่อท่านมาตลอด ครั้งนี้ให้ท่านไปรับแขก ฮูหยินเองก็มิได้เต็มใจแม้แต่น้อย นางไม่มีทางเลือกจริงๆ...”

            มองดูรูปโฉมงดงามอ่อนเยาว์ของหลัวซีในยามนี้แล้วเทียบกับท่าทางดุร้ายน่ากลัวของคนกลุ่มนั้น ครูฝึกหวังก็จำต้องหุบปาก ในใจคิดเพียงว่า... ตนพูดอีกไม่ได้แล้ว ขืนพูดมากไปสาวน้อยคงตกใจจนเป็นลม ตนเองก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย สุดท้ายครูฝึกหวังจึงได้แต่ถอนหายใจ “เอาเถิด แม่นางอวี้หลัน...ท่านวางตัวให้ดีก็พอ อย่ายั่วโมโหคนกลุ่มนี้ พยายามทำตัวให้เป็นปกติ... อย่าตื่นเต้นเข้าใจหรือไม่ ท่านต้องจำคำพูดของข้าไว้ อย่าหาเรื่องเดือดร้อนให้ฮูหยินหานเด็ดขาด”

            หลัวซียิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่าคำพูดของครูฝึกหวังมีความนัยบางอย่างซ่อนอยู่ พูดครึ่งหนึ่งเก็บไว้ครึ่งหนึ่ง ฮูหยินหานแห่งสวนร้อยบุปผาติดต่อกับเหล่าผู้มั่งคั่งมีอิทธิพลมานานปี มีคนแบบใดบ้างที่ไม่เคยพบ อะไรกันที่ทำให้ครูฝึกหวังวิ่งมาตามนางด้วยท่าทางลนลานเช่นนี้ ซ้ำยังกำชับแล้วกำชับอีกว่าอย่าก่อความยุ่งยาก ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ผิดปกติมากจริงๆ

            แต่เพราะเสียงขอร้องและเร่งรัดไม่หยุด ทำให้นางจำต้องเก็บความไม่สบายใจเอาไว้ หลัวซีบอกให้ซานหูไปหยิบเสื้อผ้าสำหรับ ‘คารวะน้ำชา’ มาให้ จนเมื่อแต่งกายเรียบร้อยแล้วจึงค่อยปล่อยชายกระโปรงยาวลากพื้นลงปิดเรียวขาขาวนวลกระจ่างราวกับลิ้นจี่ปอกของตน จากนั้นก็เดินตามครูฝึกหวังไปยังหอจิ่นซิ่วอย่างสงบเสงี่ยม

            ถึงแม้หลัวซีจะพยายามวางสีหน้าให้สงบนิ่ง แต่ใบหน้าก็ยังคงขาวซีด

            หญิงสาวของสวนร้อยบุปผานางหนึ่งกำลังออกมาคารวะน้ำชา พูดให้ถูกก็คือออกมาพบแขก การกระทำทั้งหมดนี้ไม่ต่างจากการที่ลูกค้ามาเลือกซื้อม้าที่คอก ลูกค้าย่อมต้องมอง ต้องสัมผัส วิพากษ์วิจารณ์ พอใจจึงค่อยจ่ายเงินซื้อไป ถึงแม้บริเวณที่ ‘อนุญาตให้สัมผัสได้’ จะมีจำกัด เพราะไม่ต้องการให้สาวๆ ขาดทุนมากนัก แต่การสัมผัสที่แฝงไปด้วยความหมายของการซื้อขายเช่นนี้ แม้แต่ม้าก็คงยากที่จะยอมรับ... อย่าว่าแต่คนเลย

            จงอย่าคิดว่าหญิงสาวที่ไปคารวะน้ำชาทุกคนจะตามครูฝึกไปด้วยความยินดี ยามกลับมาถึงห้องส่วนใหญ่ล้วนมีใบหน้าซีดขาว ถึงแม้จะผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาสิบกว่าครั้ง แต่บางคนก็ยังคงมีอาการอยู่ดี

            หญิงสาวที่ถูกเลี้ยงดูอยู่ในห้อง ไม่เคยพบปะคนนอกมานานปี จู่ๆ วันหนึ่งก็ลากพวกนางออกมาให้ผู้คนพิจารณาตามใจชอบ ความรู้สึกถูกทำร้ายและถูกดูหมิ่นที่เกิดขึ้นภายในใจของหญิงสาวเหล่านี้ย่อม

ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ในยามดึกสงัดหญิงสาวเหล่านี้ได้แต่นอนหลั่งน้ำตาออกมามากมาย คนนอกล้วนไม่เคยรับรู้

            ตอนที่หลัวซีฝึกคารวะน้ำชานางรู้สึกอับอายมาก ถึงแม้จะปลอบใจตนเองว่าก็แค่ถูกผู้อื่นมองมือมองเท้า สัมผัสผิวกายเท่านั้น แต่ความรู้สึกถูกดูแคลนนั่นก็ยังทำให้นางกินไม่ได้นอนไม่หลับ

            ในที่สุดหลัวซีก็มาถึง หลังจากที่เดินเข้าไปในหอจิ่นซิ่ว นางก็พบว่าภายในเงียบเชียบราวกับไร้ผู้คน เห็นฮูหยินหานกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านหนึ่ง สีหน้าของอีกฝ่ายซีดขาวดูแย่ยิ่งนัก พอเห็นหลัวซีผิวหน้าของฮูหยินหานก็ขยับเล็กน้อย ใบหน้าที่ดูแลรักษาเป็นอย่างดีแข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัด

            หลัวซีก้มหน้า สาวเท้าก้าวสั้นๆ เดินตามครูฝึกหวังเข้ามา

            ตามกฎของสวนร้อยบุปผา เวลาคารวะน้ำชาห้ามหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองแขก มีเพียงแขกที่มองหญิงสาวได้เท่านั้น ดังนั้นนางจึงต้องก้มหน้าเอาไว้ตลอด แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ดวงตากลมโตก็ยังแอบเหลือบมองไปโดยรอบจนปะทะเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งเข้าพอดี

            เป็นดวงตาคู่ที่... ชวนหวาดผวามากๆ!

            นางรีบเบนสายตาหลบพร้อมกับร่างที่สั่นสะท้าน

            ไม่รู้เพราะเหตุใดจู่ๆ แสงแดดยามเที่ยงก็คล้ายกับถูกเมฆดำบดบังไปกว่าครึ่ง แสงสว่างในห้องนั้นสลัวลงเรื่อยๆ หลัวซีมองเห็นเพียงกลุ่มชายชุดดำแต่งกายประหลาด ตรงใจกลางกลุ่มของพวกเขามีบุรุษผู้หนึ่งนั่งกอดอกกระดิกเท้าอยู่บนเก้าอี้ นอกจากบุรุษผู้นี้แล้ว ทุกชีวิตล้วนยืนนิ่งราวกับเสาไม้ที่ถูกปักเอาไว้บนพื้นดิน ฮูหยินหานเองก็ไม่ได้เอ่ยปากค้าขายด้วยวาทศิลป์อันล้ำเลิศเช่นเคย

            บรรยากาศ... ช่างแปลกประหลาดอย่างที่สุด

            ความใคร่รู้ยังมิทันได้ไขกระจ่าง หลัวซีก็รู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมาเขม็ง หากสายตามีน้ำหนักแล้วละก็ นางคิดว่าตัวเองคงต้องถูกกดทับจนร่างกายจมธรณีเป็นแน่

            ตอนที่แอบเหลือบตามองนั้น นางสบตากับชายที่นั่งอยู่ตรงกลางเข้าพอดี เดิมสายตาของชายผู้นั้นว่างเปล่า แต่ชั่วจังหวะที่สายตาของนางสบเข้ากับเขา มันกลับเปลี่ยนเป็นเร่าร้อนและเต็มไปด้วยการคุกคามอย่างหาที่สุดไม่ได้ ยังความตกใจแก่นางจนขนอ่อนตรงหลังคอลุกชันเลยทีเดียว

            พ่อบ้านชราของชวนจิ่งอวี้ อดีตเป็นถึงหมอเทวดาผู้เชี่ยวชาญทั้งการรักษาและการใช้พิษ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่อาจแก้พิษที่ติดตัวชวนจิ่งอวี้มาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาได้ หลายปีมานี้เขาทำทุกวิถีทางแต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงยืดเวลา ไม่อาจรักษาให้หายขาด เขาอยู่ข้างกายชวนจิ่งอวี้มานานปี วันๆ ได้แต่ทุกข์ใจและรู้สึกผิดกับเรื่องนี้เหลือจะกล่าว

            เขาละอายใจต่ออดีตประมุข บิดาของท่านจอมมารเสียจริงๆ

            แม้นับวันร่างกายของท่านจอมมารจะแข็งแรงขึ้น แต่พิษในร่างกลับเหมือนหนอนแมลงวันที่ฝังตัวอยู่ในกระดูก ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจกำจัดออกไปได้

            ยิ่งท่านจอมมารเติบใหญ่พิษที่ติดตัวมาแต่กำเนิดก็ยิ่งกำเริบรุนแรงตามไปด้วย ทุกๆ วันเขาได้แต่จ้องมองผู้เป็นนายทนทุกข์ทรมาน นอนไม่หลับทั้งกลางวันกลางคืน ร่างกายผ่ายผอมลงจนถึงขั้นมองเห็นกระดูกสะบักเว้าลึกชัดเจน ผู้เป็นหมอเทวดาเช่นเขาย่อมต้องร้อนใจเป็นที่สุด จะให้เจ้านายนั่งรอความตายอยู่เฉยๆ แบบนี้ไม่ได้แล้ว

            จอมมารสองรุ่นของพรรคจู่เหว่ยอวี้เพิ่งสิ้นชีพไปไม่นาน ผู้สืบทอดที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวเพลานี้ก็คือคุณชายชวนจิ่งอวี้หรือก็คือท่านจอมมารคนปัจจุบันนั่นเอง

            หากมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับคุณชายชวนจิ่งอวี้ผลลัพธ์ย่อมไม่อาจคาดเดา ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจยอมเสี่ยงอันตรายลงจากเขาเพื่อเสาะหายาวิเศษในงานชุมนุมโอสถสวรรค์ที่แคว้นฮุ่ยโจวแห่งนี้เพื่อท่าน

จอมมาร พวกเขาย่อมต้องพยายามอย่างสุดความสามารถ คาดไม่ถึงว่าเลือดงูเป่าหมิงที่เตรียมไว้ระหว่างเดินทางจะไร้ผลเร็วถึงเพียงนี้ ตรงกันข้าม...ยาลูกกลอนเคลือบน้ำตาลที่มิสามารถเอ่ยวิธีการที่ได้มากลับช่วยชีวิตเอาไว้ มันทำให้ท่านจอมมารนอนหลับได้ถึงสองคืนติดต่อกัน แม้จะเป็นการงีบหลับช่วงสั้นๆ แต่ก็เพียงพอที่จะบรรเทาความกดดันในใจที่เกิดจากพิษในร่างกายกำเริบได้

            พ่อบ้านชราเฝ้าสังเกตหญิงสาวตรงหน้าอย่างละเอียด ในใจรู้สึกคาดหวังต่อหญิงสาวเจ้าของสูตรยาลูกกลอนเคลือบน้ำตาลผู้นี้อยู่ไม่น้อย ไม่รู้ว่านางเป็นผู้วิเศษจากทิศใดจึงมีวิชาแพทย์ที่สามารถรักษาโรคประหลาดได้ชะงัดนัก ด้วยเหตุนี้เมื่อหญิงสาวเดินก้มหน้าเข้ามา เขาจึงรีบหันไปมองทันที

            ในห้องที่เงียบสงัด จู่ๆ บังเกิดกลิ่นดอกอวี้หลันจางๆ ในอากาศ

            สีหน้าของพ่อบ้านชราพลันเปลี่ยนไป ด้วยเพราะเขาฝึกวิชาแพทย์ชั้นสูงมาจึงทำให้ประสาทรับกลิ่นฉับไวเป็นพิเศษ ท่านจอมมารชวนจิ่งอวี้เองก็เช่นกัน ผู้ที่ฝึกยุทธ์มายาวนานย่อมต้องไวกับสัมผัสกว่าคนทั่วไปมาก เมื่อใดที่ได้รับกลิ่นอันไม่พึงปรารถนา โดยเฉพาะกลิ่นเครื่องประทินโฉมจากร่างของสตรี อารมณ์ของท่านจอมมารก็จะยิ่งฉุนเฉียวเป็นพิเศษ สิ่งที่พ่อบ้านชราทำเป็นอันดับแรกคือ... ปรายตามองสีหน้าของท่านจอมมาร เขากลับพบว่าชวนจิ่งอวี้มีสีหน้าราวกับตกตะลึง กลิ่นหอมจางๆ นั้นไม่เพียงแต่ทำให้อาการขมวดคิ้วของท่านจอมมารคลายลง ยังเรียกรอยยิ้มน้อยๆ จากมุมปากได้อีกด้วย!

            คุณชายที่ยิ้มยาก กินยาก นอนยาก... ผู้ได้รับฉายาจอมมารผีดิบแห่งพรรคจู่เหว่ยอวี้

            วันนี้ถึงกับยิ้ม!

            พ่อบ้านชราเห็นเป็นเช่นนั้นจึงลอบถอนใจด้วยความโล่งอก

            เขาลองดมกลิ่นในอากาศบ้างก็พบว่าเป็นกลิ่นที่จางมาก จางเสียจนคนธรรมดาที่ไร้วรยุทธคงไม่มีทางได้กลิ่นเป็นแน่ กลิ่นนั้นหอมสดชื่นหวานละมุนจนชวนให้น้ำลายสอ ทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย ช่างให้ความรู้สึกแตกต่างจากกลิ่นดอกไม้ทั่วไปยิ่งนัก ส่วนหญิงสาวที่เดินก้มหน้าเข้ามาก็แปลกเช่นกัน

            นางทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นต้องเบิกตาโพลง แม้กระทั่งผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานเช่นเขา เพียงได้เห็นยังถึงกับลืมหายใจ

            ชั่วชีวิตที่ผ่านมาเขายังไม่เคยพบสตรีนางใดงามพิลาสขนาดนี้มาก่อน

            หญิงสาวตรงหน้ามีรูปร่างสูงโปร่งอรชร เกล้าผมมวยอวดผิวกระจ่างใสราวกับหยก นางก้มหน้าก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ หากให้เปรียบแล้วอาจกล่าวได้ว่า เทพธิดาตรงหน้าดุจดั่งน้ำค้างต้นวสันตฤดูที่ค้างอยู่บนกลีบดอกไม้ในยามเช้า คล้ายจะหยดแต่ไม่หยด ให้ความรู้สึกเหมือนมองได้แต่ไม่อาจสัมผัส ลำบากจะไขว่คว้า ยากจะกำไว้ในอุ้งมือ ความงามระดับนี้เลอค่าเข้าขั้น ‘ของสะสม’ นับว่าหาผู้ใดเปรียบได้ยากจริงๆ

            ชายหน้าบากที่ปกติมักจะตีสีหน้าเย็นชาอยู่เป็นนิจ ส่วนพ่อบ้านชราก็มักจะหมกมุ่นอยู่กับวิชาแพทย์และการใช้พิษมาชั่วชีวิต ทว่าเวลานี้ทั้งสองต่างก็ตื่นตะลึงไม่ต่างกัน

            ยาใจเจ้าของยา เหตุใดจึงสะคราญโฉมถึงเพียงนี้!

            ทุกสีหน้าและอารมณ์ของท่านจอมมาร มิอาจหลุดพ้นสายตาของพ่อบ้านชราที่เฝ้าสังเกตไปได้ เพียงแค่หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยมืดมนของชวนจิ่งอวี้ก็กลับโชติช่วงในพริบตา พ่อบ้านอดคิดไม่ได้ว่าตนตาฝาดไปหรือไม่ แต่ก่อนแต่ไรท่านจอมมารไม่เคยเข้าใกล้สตรีสักครั้ง

            ไม่ว่าหญิงหรือชาย สำหรับชวนจิ่งอวี้แล้วมีเพียงสองคำคือ ‘ฆ่าหรือไม่ฆ่า’ เท่านั้น เขาไม่เคยเสียเวลามองใครมาก่อน

            นี่เป็นครั้งแรก...

            ใจของพ่อบ้านชราสั่นไหวอย่างมิอาจห้ามได้ เขาเบนสายตาไปมองหญิงสาวผู้นั้นอีกครั้ง

            ภายในห้องเงียบจนน่ากลัว หลัวซีรู้สึกหวาดหวั่นยิ่งกว่าใคร... ก็นางเป็นผู้เดียวที่ถูกจ้องเอาเป็นเอาตายนี่! มือทั้งสองข้างที่กุมกันอยู่หลวมๆ เริ่มมีเหงื่อซึม แต่ก็จำต้องแข็งใจเดินตามครูฝึกเข้าไปใกล้อีกนิด

            หัวใจของฮูหยินหานที่นั่งนิ่งตัวตรงอยู่ด้านบนกำลังหลั่งโลหิต...

            นางมองดูหญิงสาวผู้บอบบางราวกับดอกไม้ นุ่มนวลราวกับหยกที่ตนทุ่มเทกายใจเลี้ยงดูมาห้าปีกว่า บัดนี้กลับถูกกลุ่มคนที่ดูเหมือน ‘พรรคฝ่ายอธรรม’ คนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิงบังคับซื้อตัวไป ใช่แล้ว...หัวใจของนางกำลังหลั่งเลือดไหลโซม ใบหน้าซีดเผือด รอยยิ้มที่ยกค้างทำให้สองข้างแก้มเริ่มเป็นตะคริวแต่ก็ไม่กล้าหุบยิ้ม ยิ่งไม่อาจเอ่ยปากโวยวายออกมาแม้แต่น้อย

            ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วมี ‘ไหมน้ำแข็งเส้นบางเฉียบ’ ที่แทบจะมองไม่เห็นอยู่เส้นหนึ่ง มันกำลังพันรัดรอบคอฮูหยินหานเอาไว้แน่น ทำให้นางจำต้องยอมตกลงตามที่ฝ่ายตรงข้ามสั่ง มิฉะนั้นแค่ผู้ควบคุมออกแรงเพียงเล็กน้อย เกรงว่าศีรษะของนางคงไม่ได้ตั้งอยู่บนลำคอของตนแล้ว

            โดนข่มขู่ถึงเพียงนี้แต่กลับไม่มีผู้ใดใส่ใจจะสังเกต... ใบหน้าของฮูหยินหานยิ่งซีดเผือดลงไปอีก

            โลกนี้มีสิ่งใดที่น่ากลัวยิ่งกว่าผู้ที่มีอิทธิพลอีกเล่า ยิ่งอิทธิพลมืดของเหล่าพรรคมารที่เคลื่อนไหวอย่างไร้กฎเกณฑ์ราวกับคนบ้ายิ่งน่าหวาดกลัวทบทวี

            ฮูหยินหานเป็นคนธรรมดา ดังนั้นระหว่างชีวิตกับเงินทอง นางจึงเลือกประการแรกและจำต้องกัดฟันยอมให้นำตัวหลัวซีออกมาในที่สุด

            จู่ๆ นิ้วมือของชายหน้าบากก็ขยับ ส่งผลให้ความเจ็บบังเกิดแก่ฮูหยินหานจนนางต้องสูดลมหายใจลึก ร่างทั้งร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พลันแข็งทื่อ ทว่าใบหน้ากลับพยายามเค้นรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรออกมาสุดความสามารถ ถึงแม้จะดูบิดเบี้ยวไปบ้าง แต่นางก็ยังกล่าวด้วยใบหน้าซีดขาว “นี่เป็นครั้งแรกที่แม่นางอวี้หลันออกมาพบแขก ย่อมรู้สึกเขินอายเป็นธรรมดาแต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวที่ออกมาคารวะน้ำชา ก็มิควรถูกบุรุษมากมายรุมจ้องเอาเช่นนี้ ไม่สู้ทุกท่านออกไปด้านนอก---”

            ไม่รอให้นางพูดจบ ชายหนุ่มผู้สวมสายรัดเอวสีเงินก็ดีดนิ้วหนึ่งที กลุ่มคนรอบตัวเขา...ยกเว้นพ่อบ้านชรา ล้วนหลับตาลงโดยไม่ต้องออกคำสั่ง และหากไม่มีเสียงดีดนิ้วอีกครั้ง... พวกเขาจะไม่ลืมตาขึ้นโดยเด็ดขาด

            แววตาของฮูหยินหานปรากฏร่องรอยผิดหวัง แต่ก็จำต้องกล่าวกับครูฝึกหวังอย่างหมดทางเลือก “ในเมื่อเป็นเช่นนี้... เอาเถิด เริ่มคารวะน้ำชาได้แล้ว”

            การคารวะน้ำชาก็คือการให้บุรุษเลือกสตรีที่ตนพึงใจ สำหรับแขกแล้วอาจกล่าวได้ว่าเป็นการเสพสุขอย่างมากมาย ทั้งยังสามารถฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบได้ไม่น้อย ผู้ที่สามารถหาซื้อภรรยาน้อยในสถานที่เช่นนี้ได้ย่อมต้องเป็นผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์และมีฐานะมั่งคั่ง ทางสวนร้อยบุปผารู้ดีจึงใช้ ‘เนื้อหนังเต่งตึง’ ดึงดูดเหล่าคหบดีให้มาหา เหล่าคหบดีเองเมื่อเห็นว่ามีผลประโยชน์ให้เอารัดเอาเปรียบก็มาตามเทียบเชิญ นับเป็นการแลกเปลี่ยนที่น่าพึงพอใจกันทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่าชาวบ้านธรรมดาย่อมไม่มีสิทธิพิเศษเช่นนี้

            ครูฝึกหวังนำหลัวซีเดินมาตรงหน้าแขก “แม่นางอวี้หลัน คารวะแขกสิเจ้าคะ”

            หลัวซีจำต้องหยุดเท้าลง โน้มกายคารวะตามคำของครูฝึก

            “ช่วยเดินไปที่ข้างกายแขกด้วยเจ้าค่ะ”

            หลัวซีประสานมือไว้ด้านหน้าแล้วเดินตรงไปข้างหน้า

            “แม่นาง... หมุนตัวให้แขกดูรูปร่าง...” ครูฝึกหวังกล่าวแนะนำทีละขั้นตอน

            หลัวซีก้มหน้าพลางหมุนตัวช้าๆ

            “แม่นางเดินเข้าไปใกล้อีกหน่อย ให้แขกมองชัดๆ”

            ครูฝึกหวังทำเรื่อง ‘อย่างว่า’ นี้มาหลายปี แต่ยังไม่เคยพบแขกที่เย็นชาถึงเพียงนี้มาก่อน แม้กระทั่งพูดก็ยังไม่เอ่ยปากสักคำ หากมิใช่เห็นเขาจ้องแม่นางอวี้หลันไม่วางตา นางคงคิดว่าตนเองกล่าวกับอากาศเสียด้วยซ้ำ... น่าอึดอัดเสียจริง ไม่รู้ว่าคนเหล่านี้มาจากที่ใด แต่ในเมื่อฮูหยินหานไม่พูดถึง นางก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

            “แม่นางเอ่ยปากสักเล็กน้อยเถิด บอกแขกสิว่าปีนี้ท่านอายุเท่าใดแล้ว”

            หลัวซีเม้มปากเล็กน้อย นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจึงกล่าวขึ้นเบาๆ “สิบหกปี”

            “เอาล่ะ แม่นางกับแขกรู้จักกันแล้ว เช่นนั้นเชิญแม่นางไปนั่งตรงเก้าอี้ด้านข้างนั่นด้วยเจ้าค่ะ ให้แขกได้มองชัดๆ” กล่าวจบก็พาหลัวซีไปนั่งตรงเก้าอี้ที่ใกล้ที่สุด

            ทันทีที่หลัวซีนั่งลงกระโปรงยาวที่นางสวมก็ร่นขึ้น เผยให้เห็นรองเท้าต่วนนุ่มสีขาวไข่มุก รองเท้าคู่นี้สวนร้อยบุปผาสั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษโดยตัดตามรูปเท้าของหญิงสาวแต่ละคน พวกนางมักเก็บไว้สวมเฉพาะตอนที่คารวะน้ำชาเท่านั้น

            ทำเช่นนี้ก็เพื่อที่จะช่วยให้แขกมองเห็นได้สะดวกว่าเท้าของหญิงสาวสวยงามหรือไม่ ถูกใจเพียงใด ถึงตอนนี้ครูฝึกหวังก็รั้งชายกระโปรงของหลัวซีขึ้นด้านหนึ่ง เผยให้เห็นเรียวขาขาวนวลซึ่งไม่ได้สวมกางเกงด้านในเอาไว้ ขาทั้งสองทั้งนุ่มทั้งบอบบาง ผุดผาดสะอาดตา ไร้ตำหนิราวกับกระเบื้องเนื้อดี ความงามระดับนี้อย่าว่าแต่บุรุษเลย แม้กระทั่งสตรีด้วยกันก็ไม่อาจละสายตาไปได้

            ชายหนุ่มผู้สวมสายรัดเอวสีเงินซึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง เบนสายตาไปจับจ้องอยู่ที่เรียวขาขาวนวลคู่นั้น ดวงตาเย็นเยียบยิ่งสะท้อนแสงเป็นประกาย ดูน่าหวาดกลัวชวนขนลุก เขาไม่กะพริบตาและไม่ปกปิดสีหน้าพึงใจแม้แต่น้อย

            การที่หญิงสาวเปิดเผยท่อนขาโดยไม่สวมกางเกงด้านในนับเป็นเรื่องผิดจารีต หากเป็นหญิงสาวดีๆ ต้องถูกขังในกรงหมูแล้วนำไปถ่วงน้ำ แต่สวนร้อยบุปผาต้องการเรียกแขกจึงให้หญิงสาวทำตัวไร้ยางอายเช่นนี้ หลัวซีทนอับอายไม่ไหวลอบดึงกระโปรงลงเงียบๆ นางรู้สึกร้อนผะผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้า... มิใช่เพราะนางหน้าบางทว่าสายตาคู่นั้นช่างจาบจ้วงจนยากที่จะรับมือจริงๆ

            ครูฝึกหวังเห็นชายหนุ่มจับจ้องสินค้าของนางไม่วางตาก็ลอบยิ้มอยู่ในใจ... มีหญิงงามมาเผยท่อนขาให้เห็น ไม่มีบุรุษใดจะไม่ชื่นชอบ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านจะไม่ถูกใจ

            ครูฝึกหวังรู้สึกภูมิใจไม่น้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางดึงมือหลัวซียื่นไปตรงหน้าแขก

            “แม่นางยื่นมือให้แขกลองจับดูสิ...” ครูฝึกหวังดึงแขนเสื้อของหลัวซีขึ้นเผยให้เห็นข้อมือและท่อนแขนขาวนุ่มกลมกลึง ดูนุ่มนวลน่ากิน... ทั้งยังมีกลิ่นหอมจางของดอกอวี้หลันอีกด้วย “ท่านลองสัมผัสดูสิเจ้าคะ แม่นางของเราผิวเนียนละเอียดถูกใจท่านหรือไม่?”

            ได้ฟังคำของหญิงผู้นั้นพ่อบ้านชราที่อยู่ด้านข้างก็ตกใจจนแทบนิ่งเฉยไม่ไหว อย่าว่าแต่การสัมผัสผู้อื่นเลย เพียงแค่เข้าใกล้ผู้อื่นสักหน่อยท่านจอมมารก็รังเกียจเสียมากมาย เกรงว่าการยื่นมือไปตรงหน้าของแม่นางผู้นี้จะเป็นการยั่วโทสะของชวนจิ่งอวี้เสียไม่ว่า... ทว่ายังไม่ทันเอ่ยปากห้ามก็ต้องปากอ้าตาค้างกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า

            ชวนจิ่งอวี้ยื่นมือออกมาจริงๆ!

            เขาเริ่มจากใช้นิ้วชี้จิ้มไปยังท่อนแขนของสาวงามก่อน จากนั้นก็จิ้มข้อมือ กดตรงหลังมือ แล้วก็ลากปลายนิ้วเบาๆ จากหลังมือขึ้นไปข้อศอก จ้องดูขนอ่อนของหญิงงามค่อยๆ ดาหน้าลุกขึ้นมาทีละเส้นสองเส้น

            หลัวซีได้แต่ก้มหน้าหลับตาปี๋ร้อง ‘อี๋ๆๆๆ’ อยู่ในใจ... ที่แท้ลูกค้ารายนี้ก็โรคจิตไม่ผิดกับหน้าตา ความที่เขาผอมหนังหุ้มกระดูกผิวขาวซีดแก้มตอบจึงทำให้เขาดูเหมือนผีดิบเดินได้อยู่แล้ว ยิ่งเขายื่นมือมาเล่นกับท่อนแขนของนาง จ้องมองท่าทางขยะแขยงของนางด้วยรอยยิ้ม เขายิ่งน่ากลัวทบเท่าทวีคูณ!

            หลัวซีได้แต่นั่งนิ่ง ตัวสั่นขวัญหาย นางรู้สึกร้อนวาบตามผิวเนื้อทุกตารางนิ้วที่กระดูกชิ้นนั้นเคลื่อนผ่าน นางได้ยินเสียงผ่อนลมหายใจอย่างพึงใจจากอีกฝ่าย ในที่สุดเขาก็กุมมืออ่อนนุ่มของนางเอาไว้ เท่านั้นยังมิพอเขายังสอดนิ้วกระดูกทั้งห้าประสานเข้ามาในร่องนิ้วของนาง...ครอบครองนางอย่างแนบแน่น!

บทที่ 9 หญิงสาวผู้ถูกเลือก

            จอมมารชวนจิ่งอวี้เป็นคนโมโหร้าย อารมณ์แปรปรวนง่าย

            เรื่องนี้ทุกคนรู้ดีโดยทั่วกัน ดังนั้นเมื่อจู่ๆ ชวนจิ่งอวี้จะมีสีหน้า

บึ้งตึง สะบัดแขนเสื้อเดินจากมาโดยไม่เอ่ยวาจาใด ใบหน้านั้นราวกับถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนทำใจไว้อยู่แล้ว

            จนกระทั่งเดินกลับถึงโรงเตี๊ยมความโกรธที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็ถึงกับทำให้เสี่ยวเอ้อในร้านตกใจจนทำถาดไม้หลุดมือ มิหนำซ้ำท่านจอมมารยังเดินย่ำถาดไม้นั้นผ่านไปเสียเฉยๆ เห็นได้ชัดว่าอารมณ์เสียถึงขีดสุด

            ท่าทีเหล่านั้นกลุ่มผู้ติดตามยังพอทนได้ จึงทำเพียงคร่ำครวญในใจ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดกันแน่ที่ทำให้ท่านจอมมารอารมณ์ไม่ดีขนาดนี้ อาศัยความคิดหยาบๆ ของผู้ชายอย่างพวกเขาย่อมคิดไม่ออกเป็นแน่ มีแต่ผู้เฒ่าเก่อหรือพ่อบ้านชราคนเดียวเท่านั้นที่ดีใจจนหนวดกระดิก เขาลูบเคราสั้นๆ ของตนเองพลางหันไปมองชวนจิ่งอวี้เป็นระยะ ยิ่งมองสีหน้าก็ยิ่งปลอดโปร่ง

            วันนี้ท่านจอมมารทำให้เขาตกใจไม่น้อย แต่ในความตกใจนี้กลับมีความปลาบปลื้มใจและดีใจอย่างบอกไม่ถูก

            คุณชายชวนจิ่งอวี้ผู้นี้มีนิสัยแปลกประหลาดมาตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเป็นประมุขของพรรค เขาเป็นคนพูดน้อย อารมณ์ร้าย ไม่ชอบหนาวไม่ชอบร้อน ไม่ชอบเสียงดัง ขี้รำคาญ ทั้งยังเกลียดสตรีมากที่สุด ยิ่งพวกอ่อนแอชอบออดอ้อนเขายิ่งเกลียด ในที่พำนักจึงไม่มีสาวใช้แม้แต่คนเดียว ผู้เฒ่าเก่อเคยคิดว่าท่านจอมมารเป็นคนเย็นชามาแต่กำเนิด หรือไม่ก็เป็นเพราะพิษที่อยู่ในร่างเป็นเหตุ เขาจึงเป็นเช่นนี้

            แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้ผู้เฒ่าเก่อแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง ทั้งยังดีใจตื่นเต้นจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ เขาหันไปมองชายหน้าบากหรือ ‘องครักษ์ลี่’ ผู้ทำหน้าที่อารักขาท่านจอมมาร เห็นสีหน้าองครักษ์ลี่เต็มไปด้วยความงุนงงแล้วก็อดจะหัวเราะออกมามิได้ คนหนุ่มจะมองออกได้อย่างไรกันเล่า เรื่องเช่นนี้ย่อมต้องให้คนที่ผ่านครึ่งชีวิตมาแล้วอย่างเขาอธิบายให้ฟัง

            เมื่อก่อนอย่าว่าแต่จะให้ชวนจิ่งอวี้มองผู้หญิงสักคนเลย แค่ได้กลิ่นแป้งประทินโฉมเพียงเล็กน้อยสีหน้าก็ดูไม่ได้ไปครึ่งค่อนวัน หากได้กลิ่นนั้นติดต่อกันสองชั่วยาม ดวงตาจะเต็มไปด้วยเพลิงพิโรธ ไม่ว่าเป็นหญิงหรือชายล้วนฆ่าได้โดยไม่กะพริบตา

            แต่วันนี้...เมื่อหญิงงามนามอวี้หลันผู้นั้นเข้าใกล้ชวนจิ่งอวี้ เขากลับไม่มีท่าทางขยะแขยงแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำเขาซึ่งเกลียดสตรีมาโดยตลอดยังเป็นฝ่ายเอื้อมมือไปสัมผัสแขนของหญิงผู้นั้น ทั้งยังลูบคลำจนลืมตัว สำหรับผู้เฒ่าเก่อแล้วเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ ตอนนั้นสมองอันตื่นตระหนกของผู้อาวุโสคิดออกเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น...

            ในที่สุดท่านจอมมารก็คิดได้ถึงข้อดีของการมี ‘ผู้หญิงไว้ใช้งาน’ แล้ว...

            สำหรับเรื่องที่จู่ๆ เหตุใดชวนจิ่งอวี้ถึงได้มีสีหน้าบึ้งตึงนั้น คิดแล้วมุมปากของผู้เฒ่าเก่อก็อดขยับยกมิได้ ในตอนที่สตรีนางนั้นถูกกุมมือไว้ ริมฝีปากบอบบางราวกลีบดอกไม้ของนางสั่นระริกด้วยความตกใจ พอนางดึงมือออกจากฝ่ามือของชวนจิ่งอวี้ช้าๆ อย่างเปี่ยมมารยาท สีหน้าของชวนจิ่งอวี้ก็เปลี่ยนไปเป็นท้องฟ้าเดือนเก้าทันที

            พอจะเปลี่ยนก็เปลี่ยน มืดครึ้มราวกับจะมีฝนตกลงมา นึกถึงตรงนี้คิ้วของผู้เฒ่าเก่อก็กระตุกกึกๆ

            พลบค่ำ ผู้เฒ่าเก่อและองครักษ์หน้าบากก็นำเลือดงูเป่าหมิงเข้ามาในห้อง หลังจากมองดูท่านจอมมารดื่มลงไปโดยไม่กล่าวคำใดแล้ว ก็เตรียมล่าถอยออกไปให้เขาได้พักผ่อนเช่นเคย ทว่าวันนี้ชวนจิ่งอวี้กลับไม่ส่งชามคืนให้ ทำเพียงใช้สายตาคมกล้าจ้องมองมาเงียบๆ

            แม้ว่าองครักษ์หน้าบากจะงุนงงมากเพียงใดแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถาม สองวันนี้ท่านจอมมารได้มีโอกาสงีบหลับในตอนกลางคืนบ้าง ความคลุ้มคลั่งหงุดหงิดที่สั่งสมอยู่ในร่างกายจึงลดลงไปมาก ซ้ำดูท่าทางก็ไม่เหมือนกับตอนที่พิษกำเริบ หากคำพูดของเขาไปกระตุ้นอารมณ์โกรธของท่านจอมมารขึ้นมาละก็...

            เฮ้อ... เขาไม่เข้าใจความหมายของสายตาเจ้านายจริงๆ

            ระหว่างที่ทั้งสองกำลังงุนงงนั่นเอง ความอดทนแต่เดิมที่มีไม่มากนักของชวนจิ่งอวี้ก็หมดลง เขาจ้องมองผู้ติดตามแต่ละคนด้วยสายตาราวกับจะฆ่าคนได้

            เป็นผู้เฒ่าเก่อที่ ‘รู้ความนัยทุกอย่างลึกซึ้ง’ ที่สุดจึงกล่าวขึ้นว่า “ท่านจอมมารวางใจเถิด ผ่านวันนี้ไปก็จะมียาลูกกลอนให้ท่านทานแล้ว” ชายชราลูบเคราสั้นๆ พลางกล่าวต่อว่า “แม่นางอวี้หลันผู้นั้น ข้าจะซื้อมาให้ได้”

            ชวนจิ่งอวี้ฟังแล้วกวาดตามองผู้เฒ่าเก่อแวบหนึ่ง แม้ไม่มีคำพูดใดเอ่ยให้ได้ยิน แต่ปฏิกิริยาตอบรับกลับเป็นไปด้วยดี จอมมารชวนจิ่งอวี้ค่อยๆ วางชามคืนลงบนถาด... แล้วก็นั่งหลับตาทำสมาธิ

            องครักษ์ลี่และผู้เฒ่าเก่อรีบร้อนถือถาดออกจากห้อง มือข้างที่ว่างก็แอบปาดเหงื่อเย็นเยียบบนหน้าผากไปด้วย แม้ท่านจอมมารจะนั่งจ้องหน้าพวกเขาโดยไม่เอ่ยวาจาแม้แต่ประโยคเดียว ก็ยังทำให้ผิวเนื้อของพวกเขาแสบร้อนราวกับต้องเปลวเพลิง หูซ้ายขององครักษ์ลี่ถึงกับมีโลหิตซึมออกมา... นับวันกำลังภายในของชวนจิ่งอวี้ก็ยิ่งแกร่งกล้าขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาไม่พอใจ ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจต้านทานได้

 

            สวนร้อยบุปผา... ช่วงเวลาเดียวกัน

            ฮูหยินหานซึ่งบัดนี้มีผ้าพันแผลสีขาวพันอยู่รอบลำคอกำลังขว้างแจกันราคานับร้อยตำลึงคู่หนึ่งลงกับพื้นด้วยความโกรธ แต่นั่นก็ยังไม่อาจบรรเทาความคับแค้นใจของนางได้

            หลายปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่นางถูกดูหมิ่นถึงเพียงนี้

            ถูกผู้อื่นควบคุมบังคับราวกับหุ่นกระบอกทั้งที่อยู่ในถิ่นของตนเองแท้ๆ แม้กระทั่งคำพูดต่อต้านเพียงประโยคเดียวนางก็ไม่อาจกล่าวออกมา ได้แต่มองหญิงสาวที่เลี้ยงดูมาห้าปีหลุดมือจากไป เดิมทีคิดว่าจะขายได้นับพันนับหมื่นตำลึงทอง ได้ทั้งเงินทองและชื่อเสียง แต่สุดท้ายกลับถูกขายไปในราคาสองพันตำลึงเท่านั้น นางต้องทนกลืนเลือดลงคอ

            ฮูหยินหานคับแค้นใจจนแทบจะกระอักเลือดอยู่แล้ว ตั๋วแลกเงินในมือที่คนประหลาดชุดดำเหล่านั้นมอบให้มา นางยิ่งมองยิ่งแค้นใจ คิดจะฉีกทิ้งแต่ก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง แม้กระทั่งศีรษะก็ปวดจนแทบแตกเป็นเสี่ยง ในที่สุดก็เอนกายซบอยู่บนเก้าอี้อย่างอ่อนแรง

            ไม่ปวดหัวไหวหรือ?

            สองพันตำลึง แค่สองพันตำลึงก็ซื้อสาวงามชั้นเลิศของสวนร้อยบุปผาไปได้

            สาวงามที่มีกลิ่นดอกอวี้หลันติดตัวเช่นนี้ พันปีจะหลงมาสักคนเชียวนะ!

            ทำเช่นนี้ไม่ต่างกับใช้มีดควักหัวใจ คว้านเนื้อนางทั้งเป็น เจ็บจนแทบจะกรีดร้องให้สุดเสียง แต่ไม่สามารถต่อต้านหรือป้องกันตัวเองได้เลย สถานการณ์ในตอนนั้น แม้แต่ชีวิตก็อยู่ในกำมือของผู้อื่น นางสามารถเรียกร้องขอต้นทุนมาได้ก็นับว่ารักเงินมากกว่าชีวิตแล้ว

            ครูฝึกหลิวมองแล้วได้แต่ปลอบใจ “ฮูหยินอย่าได้โกรธอีกเลยเจ้าค่ะ สองพันตำลึงก็ดีกว่าไม่ให้เลย ถือว่าไม่ผิดต่อเงินที่ลงทุนไป ดีกว่าต้องเสียชีวิตนะเจ้าคะ”

            ฮูหยินหานได้แต่มองครูฝึกหลิวด้วยความโกรธ แต่ไร้เรี่ยวแรงตวาดตอบ “ข้าหวังว่าจะขายอวี้หลันได้กำไรมากกว่านี้ แต่ตอนนี้... ความหวังของข้าถูกทำลายไปหมดแล้ว!”

            สตรีอีกคนที่ยืนฟังอยู่อดกล่าวขึ้นไม่ได้ “ในเมื่อฮูหยินทำใจไม่ได้... ถึงอย่างไรตอนนี้แม่นางอวี้หลันก็ยังอยู่ในมือเรา ไม่สู้เราคืนเงินไป ถือว่าไม่ได้ทำการค้า ดีหรือไม่เจ้าคะ---”

            ยังไม่ทันเอ่ยจบประโยค ฮูหยินหานก็ตวัดฝ่ามือฟาดไปบนใบหน้าคนพูดทันที “เจ้าคิดจะฆ่าข้ารึ! หากให้ผู้อื่นรู้ว่าโฉมงามของเราเป็นที่หมายปองของอสูรแห่งพรรคมาร อวี้หลันยังจะขายออกอีกหรือ? ดีไม่ดีจะขายไม่ออกกันทั้งสวนร้อยบุปผาสิไม่ว่า... ถึงตอนนั้นยังจะรักษาชื่อเสียงของสวนร้อยบุปผาได้อีกรึ!” เอ่ยไปเพียงเท่านั้น แต่อีกประโยคหนึ่งก็ยังคงค้างคาอยู่ในใจ...

            ชายหน้าบากผู้นั้นใช้ไหมน้ำแข็งเพียงเส้นเดียวก็สามารถปลิดชีวิตนางได้ ความสามารถเช่นนี้ต่อให้องครักษ์ทั้งหมดของสวนร้อยบุปผาก็ไม่อาจเทียบ หากให้พวกเขารู้ว่านางผิดสัญญา ไม่รู้ว่าจะมีความตายกี่วิธีรอนางอยู่ คนเดนตายฝ่ายอธรรมที่มาจากต่างแดนพวกนี้นิยมฆ่าคนแล้วซ่อนศพเสียด้วย หาอย่างไรก็หาไม่เจอ นางต้องโง่อย่างที่สุดเท่านั้นถึงคิดจะมีเรื่องกับพวกเขา เพราะเหตุนี้นางถึงได้อาละวาดอยู่แต่ในห้อง ไม่กล้าไปร้องทุกข์ภายนอกแม้เพียงครึ่งคำ

            ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทำให้นางสงสัยอยู่ในใจ... หรือในสวนร้อยบุปผาจะมีไส้ศึกแอบปล่อยข่าวเรื่องหลัวซีออกไป?

            ไม่เช่นนั้นพวกมารจากต่างแดนจะรู้ได้อย่างไรว่าในสวนร้อยบุปผามีโฉมสะคราญผู้นี้อยู่?

            ซ้ำยังตั้งใจมาหาถึงที่อีกด้วย

            ครูฝึกหลิวเห็นฮูหยินอารมณ์เย็นลงก็กล่าวขึ้นเบาๆ “ฮูหยินเจ้าคะ เรื่องแม่นางอวี้หลันจะทำอย่างไร? พรุ่งนี้จะต้องส่งสาวใช้สองคนให้เดินทางไปกับนางด้วยหรือไม่?”

            “ยังต้องให้สาวใช้ไปเพิ่มอีกอย่างนั้นรึ!” ฮูหยินหานตวาดกลับเสียงสูง “จะให้ไปทำไม เจ้ารู้หรือไม่ว่าสาวใช้สองคนราคาเท่าใด คนละห้าสิบตำลึงเชียวนะ... ห้าสิบตำลึง! เจ้ายังจะให้ข้าขาดทุนอีกหนึ่งร้อยตำลึงรึ!”

            “ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้...”

            “ให้อวี้หลันเก็บข้าวของ ถึงเวลาก็ให้ครูฝึกสองคนตามไปส่ง ใช้เกี้ยวเล็กก็พอ ส่งแล้วก็กลับมา คนหามเกี้ยวก็ต้องใช้เงินนะ!” ฮูหยินหานกล่าวด้วยความไม่พอใจ ที่ผ่านมาการค้าของสวนร้อยบุปผาล้วนแต่จ่ายเงินไปก่อนล่วงหน้า วันรุ่งขึ้นค่อยส่งสินค้าไป เดิมทีหากเป็น ‘สินค้าชั้นหนึ่ง’ สวนร้อยบุปผาจะส่งสาวใช้สองคนเดินทางไปร่วมปรนนิบัติด้วย ถือว่าสวนร้อยบุปผาเลี้ยงนางมาอย่างดี จึงมอบสาวใช้ประจำตัวให้ไปเป็นที่ระลึก

            แต่ครั้งนี้ฮูหยินหานโกรธมากจนพลอยแค้นหลัวซีไปด้วย แม่คนไร้วาสนา! เลี้ยงมาเปล่าประโยชน์จริงๆ นางไม่ให้สาวใช้ไปด้วยหรอก มาอย่างไรก็ไปอย่างนั้น ขอเพียงไปจากสวนร้อยบุปผา ภายภาคหน้า

ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้นก็ไม่เกี่ยวข้องกับนางอีกต่อไปแล้ว!

            หลัวซีกลับถึงห้องด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก ซานหูกับหงจูต่างก็ไม่กล้าถาม ได้แต่แอบออกไปสอบถามจากเหล่าครูฝึกทางด้านนอกแทน

            หญิงสาวนั่งลงบนเตียงอย่างหมดแรง นางก้มหน้าลงดึงแขนเสื้อของตนขึ้นเบาๆ จ้องมองท่อนแขนขาวราวกระเบื้องที่ยามนี้ปรากฏรอยแดงบนผิวเนียนละเอียด บุรุษผู้มีแววตาน่าหวาดหวั่นผู้นั้น... ทิ้งรอยนี้เอาไว้... อันที่จริงเขาไม่ได้จับแรงนัก แต่เมื่อฝ่ามือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยกระดูกสัมผัสโดนผิวกระจ่างใสของนาง ความเย็นอย่างบอกไม่ถูกจู่โจมเข้ามาอย่างรุนแรง... แรงเสียจนนางรู้สึกคล้ายกับโดนนาบด้วยก้อนน้ำแข็งแห้งๆ ที่เย็นจัด ผิวบอบบางถูกความเย็นนั้นกัดเสียจนแดงช้ำเป็นจ้ำ นางอดขนลุกไม่ได้ ตอนนั้นนางรู้สึกอยากดึงมือกลับ แต่จะดึงกลับมาตรงๆ ก็ดูเสียมารยาทจนเกินไป จำต้องค่อยๆ ดึงออกมาอย่างช้าๆ...

            พลันมือของเขาก็สอดกระชับฝ่ามือของนางไว้จนกระดิกไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว อีกทั้งนางยังพบว่าเขากำลังจ้องตนด้วยสีหน้าตื่นตะลึงอีกด้วย

            ความรู้สึกเช่นนั้น ต่อให้ไม่มองหน้าหลัวซีก็สามารถสัมผัสได้ มันเป็นความรู้สึกหนักอึ้งราวกับเมฆดำเหนือศีรษะกำลังรวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่

            ผ่านไปครู่หนึ่ง ซานหูกับหงจูก็เดินเข้ามาหานางในห้องด้วยสองตาแดงก่ำ พอเห็นหลัวซีทั้งสองก็เริ่มน้ำตาร่วง ทั้งคู่ปรนนิบัติหลัวซีมาห้าปีแล้ว จะอย่างไรก็ย่อมต้องมีความผูกพันต่อกัน เคยคิดว่าภายหน้าเมื่อคุณหนูแต่งออกไปพวกนางจะได้ตามไปด้วย คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าฮูหยินหานจะสั่งให้คุณหนูออกจากสวนไปเพียงลำพังโดยไม่ให้สาวใช้ติดตามไป

            ระหว่างทางที่ทั้งสองเดินกลับมายังได้ยินเหล่าหญิงงามคนอื่นพากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความสะใจ

            เมื่อได้ยินข่าวสาวงามอันดับหนึ่งโดน ‘ขายไปถูกๆ’ มีหรือจะไม่มีใครหัวเราะเยาะเย้ย

            สาวใช้ทั้งสองฟังแล้วอดเสียใจแทนคุณหนูของตนไม่ได้ สาวงามเหล่านี้มีผู้ใดบ้างที่ไม่เคยดื่มยาบำรุงที่คุณหนูมอบให้ ต่อให้คุณหนูมีรูปโฉมโดดเด่นกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง เป็นที่โปรดปรานของฮูหยินมากกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง ก็มิใช่ความผิดของคุณหนูเลยสักนิด บัดนี้เมื่ออนาคตของคุณหนูไม่สดใสอีกต่อไปแล้ว เหล่าสาวงามก็แสดงท่าทีเยาะเย้ยถากถางลับหลัง... ช่างน่ารังเกียจเสียจริง

            หลัวซีทราบข่าวตนเองถูกขายก็ไม่ได้ประหลาดใจนัก มีเพียงแค่ดวงตาแดงก่ำ นางเป็นฝ่ายหันไปปลอบใจซานหูกับหงจูแทน รอจนทั้งสองออกไปแล้วความตื่นตระหนกที่มีอยู่ภายในใจจึงค่อยผุดขึ้นมา นางมองดูโต๊ะที่ตั้งอยู่ตรงหน้าแล้วนึกอยากจะทำลายมันเพื่อระบายความคับแค้นใจ แต่กลับทำเพียงจ้องมองอยู่เช่นนั้น ไม่ได้ลงมือแต่อย่างใด

            หากอยากระบายความคับแค้นใจจริงๆ ละก็ คงต้องเอา ‘ไข่เป็ด’ นั่นออกมาทำลายถึงจะสบายใจขึ้น ก็เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะมันนี่นา แต่หากไม่มี ‘ไข่เป็ดดอกอวี้หลัน’ อยู่ในมือ เกรงว่านางคงตายไปตั้งแต่ช่วงลี้ภัยแล้ว คงไม่มีชีวิตนั่งอยู่ตรงนี้ คิดได้เช่นนี้ความคับแค้นใจก็บรรเทาลง

            ไม่ใช่นางไม่อยากต่อต้าน และไม่ใช่นางยอมรับในโชคชะตา แต่ร่างกายที่ถูกเลี้ยงดูโดยดอกอวี้หลันจน ‘เปราะบาง’ เช่นนี้ ต่อให้วิ่งจนสุดฝีเท้าก็ใช่ว่าจะวิ่งได้เร็ว คิดจะหนีก็หนีไม่ได้... คิดวนเวียนไปมาท้ายที่สุดหลัวซีก็จำต้องเปิดหีบและลงมือเก็บข้าวของของตน

            แต่สุดท้ายความดีของนางก็ไม่สูญเปล่า... ถึงยามที่ต้องจากที่นี่ไปก็ยังมีครูฝึกและหญิงสาวไม่น้อยมาเยี่ยมเยียน ทั้งยังนำปิ่นเงิน เครื่องประดับมีราคามามอบให้ด้วย ที่สวนร้อยบุปผาถึงแม้จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี แต่ของมีราคาอย่างแท้จริงนั้นบรรดาสาวงามแต่ละคนกลับมีกันไม่มากนัก ไม่เหมือนคุณหนูตระกูลผู้ดีที่มีเครื่องประดับเงินเครื่องประดับทองเป็นหีบ ใครมีเครื่องประดับสองสามชิ้นที่พอดูได้อยู่ในครอบครองก็นับว่าไม่เลวแล้ว หลายคนยังมอบมันให้หลัวซีอีก ก็ถือได้ว่ามีน้ำใจล้นเหลือ

            หลัวซีให้ซานหูส่งของที่ได้มากลับคืนไป จากนั้นค่อยเก็บขวดน้ำค้างดอกอวี้หลันและชาดอกอวี้หลันครึ่งหีบที่ตนสะสมไว้ลงไปในห่อสัมภาระ เครื่องประดับที่พอแลกเป็นเงินได้ในยามฉุกเฉินเก็บไว้ในถุงผ้าแยกต่างหาก เก็บเสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นประจำลงไปสองชุด เท่านี้ก็ไม่มีของอื่นใดอีกแล้ว

            ไม่ว่าจะโอ้เอ้ถ่วงเวลาอย่างไร วันรุ่งขึ้นดวงอาทิตย์ก็ยังต้องขึ้นเช่นเดิม

            หลัวซีได้แต่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงด้วยดวงตาแดงก่ำ ในมือมีเพียงห่อสัมภาระเล็กๆ เท่านั้น

            ชีวิตของ ‘แม่พระ’ ก็ต้องสมถะอย่างนี้แหละ!

 

            วันรุ่งขึ้น...

            เกี้ยวหลังหนึ่งถูกหามออกจากประตูหลังของสวนร้อยบุปผาอย่างเงียบเชียบ ตรงไปยังท้ายถนนเป่าฉง ผู้ติดตามมีเพียงองครักษ์สองคนกับครูฝึกสองคนที่เดินประกบซ้ายและขวา เนื่องจากสถานที่แห่งนี้อยู่ห่างไกลทั้งเส้นทางก็วกวนพวกเขาจึงหลงทางกันอยู่นาน แต่ในที่สุดก็มาถึงหน้าโรงเตี๊ยมที่ดู ‘ไม่สะดุดตา’ เข้าจนได้

            ทว่า...ถึงแม้โรงเตี๊ยมจะเก็บกวาดสะอาดสะอ้านแต่กลับไร้เสียง อย่าว่าแต่ลูกค้าเลยแม้กระทั่งเสี่ยวเอ้อก็มีเพียงไม่กี่คน ครูฝึกที่ติดตามมาด้วยเห็นดังนั้นก็เบ้ปากเล็กน้อยแล้วสั่งให้หยุดเกี้ยวรออยู่ตรงหน้าประตูชั่วครู่ ไม่นานนักชายชราแต่งกายประหลาดคนหนึ่งก็เดินหน้าบึ้งออกมา

            ก่อนออกเดินทาง สิ่งที่ควรกำชับฮูหยินหานก็ได้กำชับไว้หมดแล้ว ครูฝึกทั้งสองจึงไม่ได้เอ่ยปากเยินยอขอรับเงินรางวัล เพียงแต่หุบปากสนิท ส่งคนให้ฝ่ายตรงข้ามแล้วแบกเกี้ยวเปล่ากลับไปเท่านั้น

            แม้หลัวซีจะเคยใช้ชีวิตระหกระเหินมาไม่น้อย แต่อย่างไรนางก็เป็นนกน้อยในกรงทองคำมายาวนานถึงห้าปี ความเคยชินเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุด ดังนั้นเมื่อต้องยืนอยู่กลางถนนอันหนาวเหน็บ ได้แต่จ้องมองผู้คนเดินผ่านไปมาก็อดหวาดกลัวไม่ได้ สองแขนเนียนนุ่มกอดห่อสัมภาระในอกแน่น ไม่รู้ว่าตนเองควรทำเช่นไร แน่นอนว่านางย่อมมีความคิดที่จะหันหลังเดินจากไป แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิดเท่านั้นเพราะด้านหลังของชายชราผมขาวยังมีชายชุดดำอีกหลายคนก้าวตามออกมา แต่ละคนล้วนดูโหดร้ายราวกับฆาตกร เห็นเช่นนี้แล้วแค่จะให้นางยกเท้ายังยากเลย

            หญิงงามนางหนึ่ง โดยเฉพาะหญิงงามที่มีรูปโฉมโดดเด่นเหนือผู้ใด เมื่อยืนอยู่ข้างถนนที่มีผู้คนเดินผ่านไปมา ต่อให้ถนนสายนี้มีผู้คนน้อยกว่าถนนสายข้างๆ ก็ยังคงดึงดูดสายตาผู้คนได้เป็นจำนวนมาก พ่อค้าที่หาบของเดินผ่านไปคนหนึ่งถึงกับเดินชนเข้ากับสิงโตหินข้างประตูจวนฝั่งตรงข้าม เพราะแอบหันมามองหญิงงามจนข้าวของหล่นกระจาย ผู้อื่นเห็นเข้าก็หัวเราะออกมาด้วยเสียงอันดัง

            หลัวซีได้แต่ยืนหน้าแดง พูดไม่ออก

            หลัวซีไม่ใช่นางระบำที่ชินกับการมายืนอยู่กลางถนน ทั้งยังไม่ได้สวมหมวกหรือคลุมผ้าปิดบังใบหน้า เมื่อถูกผู้อื่นรุมจ้องมองเช่นนี้จึงมิใช่เรื่องน่าสบายใจเท่าใดนัก ห่อสัมภาระที่กอดแน่นอยู่แนบอก จู่ๆ นางก็นึกอยากจะยกมันขึ้นมาบังหน้าเสียให้รู้แล้วรู้รอด

            ยืนอยู่นาน ในที่สุดชายชุดดำหลายคนก็สังเกตเห็นท่าทางอึดอัดของนาง

            เมื่อชายหน้าบากที่ยืนอยู่หน้าสุดเห็นหญิงงามผู้นี้เข้า ใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นก็พลันกระตุกขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ ถึงแม้เมื่อวานเขาจะได้พบกับหญิงสาวนางนี้พร้อมกับท่านจอมมารมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นนางเอาแต่ก้มหน้าจึงมองเห็นได้ไม่ชัด ต่อมาเขายังต้องหลับตาอีก เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดจึงได้แต่ใช้หูฟังเท่านั้น พอวันนี้ได้เห็นใบหน้าสะคราญโฉมอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเขาถึงได้เข้าใจว่าเหตุใดเมื่อวานท่านจอมมารจึงมีท่าทีเช่นนั้น แล้วเหตุใดวันนี้ถึงได้ตื่นแต่เช้า ถึงแม้ตอนเช้าจะไม่แตะต้องผักแม้แต่ก้านเดียว ทว่าชวนจิ่งอวี้กลับกลืนโจ๊กเปล่าลงไปชามหนึ่งด้วยอารมณ์ที่ไม่เลวนัก เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้องครักษ์เช่นเขาหลั่งน้ำตาแล้ว

            สวรรค์รู้ดีว่าระหว่างเดินทางมาที่นี่ เพื่อให้ท่านจอมมารกลืนอาหารลงท้องไปบ้าง ทุกมื้อในแต่ละวันเขาต้องลำบากอย่างไร ทึ้งผมตนเองจนร่วงไปมากน้อยเพียงใด จากชายรูปร่างบึกบึนแข็งแรงกลับกลายเป็นผอมแห้งแรงน้อย ก็เพื่ออดตาหลับขับตานอน ‘ปรุงอาหาร’ ให้ท่านจอมมารกินมากกว่านี้สักครึ่งคำ

            ช่างเป็นหน้าที่ที่แสนเจ็บปวดเหลือเกิน

            บัดนี้ได้พบหญิงสาวตรงหน้า ชายหน้าบากก็รู้สึกว่าจู่ๆ แสงแดดในวันนี้พลันสว่างไสวผิดปกติ เขาเริ่มเข้าใจบางอย่างแล้ว ทันใดนั้นเขาก็ยกมือขึ้น ชายชุดดำหลายคนทางด้านหลังก็ตรงเข้าล้อมรอบร่างน้อยๆ ของหลัวซีให้พ้นจากสายตาของผู้คนรอบข้าง ผู้เฒ่าเก่อลูบเคราพลางมองนางด้วยรอยยิ้ม แววตาเปล่งประกายพึงพอใจ จากนั้นจึงกล่าวขึ้นว่า “แม่นางหลัว เราเข้าไปคุย ‘ธุระปะปัง’ กันข้างในเถิด...”

            หลัวซีรีบพยักหน้าทันที

            นางคิดว่าพ่อบ้านชราผู้มีรอยยิ้มน่าเกลียดกว่าร้องไห้ผู้นี้จะพานางไปพบท่านจอมมารผู้น่ากลัวคนนั้นเสียอีก คาดไม่ถึงว่าเขากลับนำนางมาที่ห้องหนึ่งด้านหลังโรงเตี๊ยม ในนั้นมีเครื่องมือบดยาจำพวกสากตำยากับครกหินอยู่ด้วย

            หลัวซีประหลาดใจอยู่บ้าง โดยไม่รอให้นางได้ถามพ่อบ้านชราก็เอ่ยปากขึ้นก่อน “แม่นางหลัว ขอถามสักประโยคหนึ่งเถิด เจ้าเป็นผู้ทำสิ่งนี้ใช่หรือไม่?” ถามพลางหยิบขวดกระเบื้องใบหนึ่งออกมา

            หลัวซียื่นมือไปรับ มองดูขวดใบน้อยที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี เปิดฝาขวดออกดูก็พบว่าในนั้นมียาลูกกลอนอยู่เม็ดหนึ่งจึงเทออกมาดู นางถามขึ้นอย่างงุนงง “นี่เป็นขนมที่เมื่อก่อนข้ามอบให้ผู้อื่น เหตุใดถึงอยู่ในมือท่านผู้เฒ่าได้?”

            ผู้เฒ่าเก่อกล่าวเหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก “ระยะนี้ท่านจอมมารของเราชื่นชอบยาลูกกลอนรสชาติเช่นนี้มาก ข้าจึงหวังว่าแม่นางจะทำมันออกมาอีก... มาก--มาก”

            อยากกินมากๆ?

            ดวงตากลมโตของหลัวซีมองผู้เฒ่าเก่อด้วยความสงสัย แม้ว่ายาลูกกลอนจะกินต่างขนมกินเล่นได้ รสชาติก็ไม่เลวนัก แต่อย่างไรสิ่งที่อยู่ด้านในก็เป็นยาสมุนไพร ไม่ใช่ขนมน้ำตาลถั่ว จะอยากกินเล่น ‘มากๆ’ ไปทำไม?

            เอ๊ะ เมื่อครู่ผู้อาวุโสบอกว่า ‘ชื่นชอบ’ อย่างนั้นรึ? ใครที่ไหนจะชอบรสชาติของยาลูกกลอน แต่ถึงอย่างไรนางก็ไม่คิดจะแสดงความสงสัยต่อคำพูดของชายชราผู้นี้ เพียงแค่เข็นเรือตามน้ำกันไป “ได้ เพียงแต่ยาลูกกลอนนี้มีสรรพคุณช่วยให้ใจสงบ หากให้ข้าทำจะต้องใช้ยาสมุนไพรมาประกอบด้วยหลายชนิดนัก”

            “ข้าให้คนเตรียมไว้แล้ว วันนี้แม่นางจะสามารถทำออกมาได้บ้างหรือไม่?” ผู้เฒ่าเก่อถามอย่างเป็นห่วง

            หลัวซีกวาดตามองยาสมุนไพรหลายชนิดที่เตรียมไว้จึงค่อยพยักหน้า ยาลูกกลอนไม่กี่เม็ดไม่ต้องใช้เวลามากนัก

            พ่อบ้านชราเห็นนางพยักหน้ารับก็ดีใจนักหนา

            คล้อยหลังท่านผู้เฒ่าเก่อที่เดินจากไป หลัวซีถึงได้วางสัมภาระลงแล้วถือโอกาสมองดูรอบด้าน มือเรียวบางถูกล้างจนสะอาดจากนั้นก็หยิบยาสมุนไพรขึ้นมาชั่งน้ำหนัก เมื่อชั่งได้ตามความต้องการแล้ว นางก็ใช้ที่บดยาตำจนละเอียด ผสมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อยด้วยความชำนาญ และส่วนประกอบสำคัญที่สุดก็คือน้ำค้างดอกอวี้หลัน เพียงแค่หยิบขวดขึ้นมานางก็เดาได้ในทันทีว่า สิ่งที่ท่านจอมมารผู้นั้นต้องการคงมิใช่ยาลูกกลอน หากแต่เป็นน้ำค้างของดอกอวี้หลันเสียมากกว่า

            เพราะถึงแม้สมุนไพรหลายชนิดที่นำมาปรุงเป็นยาลูกกลอนจะมีสรรพคุณช่วยให้ใจสงบอยู่บ้างแต่ก็ให้ผลน้อยมาก หลังจากผสมน้ำค้างดอกอวี้หลันลงไปจะช่วยเพิ่มสรรพคุณให้ใจสงบได้อย่างยอดเยี่ยม ที่นางรู้เช่นนี้ก็เพราะได้ทดลองกับตัวเองมาแล้ว... โดยทั่วไปผู้ที่ชื่นชอบยาลูกกลอนของนางส่วนมากล้วนแต่เป็นเด็กที่ชอบผวา หรือไม่ก็ชอบร้องไห้ในตอนกลางคืน จัดอยู่ในกลุ่มเด็กเล็กที่นอนยากต้องกล่อมกันนาน

            หรือท่านจอมมารอะไรนั่นก็นอนยากด้วยเช่นกัน... หรือว่า...เขามีเรื่องใดที่ไม่สบายใจ?

            พอคิดได้เช่นนี้ หลัวซีก็กระตือรือร้นขึ้นอีกหลายส่วน หากเขานอนยากและนางช่วยเหลือได้ก็ถือว่า ‘สร้างบุญ--สะสมคะแนน’ สินะ

            ดังนั้นนางจึงปั้นยาลูกกลอนด้วยความตั้งอกตั้งใจ ทำให้เด็กใส่น้ำค้างลงไปเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ย่อมต้องเติมลงไปให้มากหน่อยถึงจะได้ผลดียิ่งขึ้น

            ในที่สุดทุกอย่างก็เสร็จสิ้น ยาลูกกลอนที่เพิ่งปั้นเสร็จมีกลิ่นหอมจางๆ ด้วยกลิ่นหอมของน้ำผึ้ง ดอกไม้ เปลือกส้มแห้ง และยาสมุนไพร นางคลุกน้ำตาลถั่วป่นเคลือบด้านนอกหนาๆ อีกชั้นหนึ่ง เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

            เพิ่งบรรจุยาลงในขวดกระเบื้องได้ไม่ทันไร ประตูห้องก็เปิดออกอย่างแรง มือหลัวซีที่ถือยาอยู่ถึงกับสั่นด้วยความตกใจ