หลายวันมานี้ฮูหยินหานไม่มีเวลาว่างเลยสักวัน
นอกจากระยะนี้กิจการของสวนร้อยบุปผาจะไม่เลวแล้ว นางยังต้องวางแผนว่าจะใช้ช่วงเวลาใด โอกาสใดในงานชุมนุมโอสถสวรรค์เพื่อนำเสนอหลัวซี--สินค้าอันดับหนึ่งของสวนร้อยบุปผาอีกด้วย
นำเสนออย่างไร กล่าวโอ้อวดอย่างไร จึงจะทำให้หลัวซีเป็นที่น่าสนใจที่สุด
สำหรับฮูหยินหานผู้คลุกคลีอยู่ในวงการเนื้อหนังมังสามานาน เรื่องเช่นนี้มิใช่เรื่องยาก ทุกการนำเสนอจะต้องมีชั้นเชิงจะทำง่ายๆ ไม่ได้ แต่ทั้งหมดนี้นางมั่นใจในแผนการของตนเองยิ่งนัก แน่นอนว่าความมั่นใจนี้ย่อมเป็นเพราะนางเชื่อมั่นในรูปโฉมงดงามไร้ที่เปรียบของหลัวซี อีกทั้งนิสัยของเหล่าคหบดีนั้นเป็นอย่างไร นางย่อมเข้าใจดีที่สุด
ฮูหยินหานเตรียมการแต่ละขั้นตอนอย่างรัดกุมโดยมีคนกลุ่มนี้เป็นเป้าหมาย ต้องเริ่มต้นจาก ‘ได้ยินแต่มิอาจมองเห็น’ แล้วค่อยขยับไปเป็น ‘ได้มองเห็นแต่มิอาจสัมผัส’ แล้วก็เล่นลูกไม้ ‘ถึงสัมผัสแต่ก็ใช่ว่าจะได้ครอบครอง’ เป็นเช่นนี้ทีละก้าว...ละก้าว ทุกย่างก้าวล้วนวางแผนไว้อย่างแยบยล ท้ายที่สุดผู้ชนะย่อมเป็นนาง ใจของฮูหยินหานกระหยิ่มยิ้มย่องยิ่งนัก แผนการทั้งหมดช่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ วันนี้นางได้วางกับดักลงไปแล้ว รออีกหนึ่งเดือนข้างหน้าก็คงเห็นผล
ทันใดนั้นครูฝึกอวี้ก็วิ่งเข้ามาด้วยท่าทางตื่นตระหนก “ฮูหยิน ฮูหยิน แย่แล้วเจ้าค่ะ! จู่ๆ ข้างนอกก็มีคนแต่งกายประหลาดกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามา บอกว่าจะพบแม่นางอวี้หลันของเราให้ได้ ซ้ำยัง ซ้ำยัง---”
“ซ้ำยังทำไม?” ฮูหยินหานที่ถูกขัดจังหวะถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เที่ยงตรง...
หงจูยกอาหารกลางวันมาจากห้องครัว วันนี้แม่ครัวของสวนร้อยบุปผาทำน้ำแกงลิ้นเป็ดเพื่อบำรุงธาตุหยิน ปลาหวงฮวาสดใหม่สองตัว และข้าวหอมไข่มุกซึ่งหุงจากข้าวหอมแถบหนานอวี๋เพื่อให้หญิงงามทั้งหลายได้กินกัน เรียกได้ว่ารสชาตินั้นทั้งหอมทั้งหวานและอร่อยล้ำ
เพียงแต่ว่าวันนี้อากาศร้อนอบอ้าวจนเกินไป ไม่ว่าจะปลาหรือเนื้อชนิดใด หลัวซีเห็นแล้วรู้สึกไม่อยากแตะต้องทั้งสิ้น แต่ว่า...นางมีนิสัยชอบเสียดายอาหาร หลายปีก่อนระหว่างลี้ภัยนางอดข้าวผอมโซ ดังนั้นเมื่อเห็นอาหารต่อให้ไม่อยากกินก็ต้องบังคับตนเองให้กลืนลงไปเพราะความเสียดาย
จนเมื่ออิ่มแล้ว หลัวซีที่นั่งตากลมอยู่พักหนึ่งก็ลุกไปชงชากุหลาบมาดื่ม นางผสมน้ำค้างดอกอวี้หลันลงไปสองหยดเพื่อให้ตนเองกระชุ่มกระชวย เนื่องจากชากุหลาบถ้วยนี้แช่ไว้ในน้ำบ่อจึงทั้งเย็นทั้งสดชื่น สามารถช่วยขจัดความเลี่ยนของอาหารมื้อกลางวันลงได้บ้าง เมื่อรู้สึกสบายขึ้นแล้วนางจึงงีบหลับไปด้วยความง่วง
แต่ใครจะคาดว่า.. เพิ่งงีบหลับไม่ถึงอึดใจ นางก็ถูกซานหูเขย่าให้ตื่นเสียแล้ว
“คุณหนู! คุณหนู! ตื่นเถิดเจ้าค่ะ เมื่อครู่ครูฝึกหวังมาบอกให้ท่านรีบเก็บของไปที่หอจิ่นซิ่ว...”
“อะไรนะ?” ความง่วงงุนที่เพิ่งเข้าครอบงำพลันหายไปทันที นางยันตัวลุกขึ้นนั่ง “หอจิ่นซิ่ว?”
“เจ้าค่ะ!” ซานหูออกอาการดีใจอย่างเก็บไม่อยู่ “ครูฝึกหวังบอกว่าเป็นคำสั่งฮูหยินหาน... ฮูหยินบอกให้คุณหนูไปคารวะน้ำชาที่หอจิ่นซิ่วเดี๋ยวนี้”
เพียงได้ยินคำว่า ‘คารวะน้ำชา’ หลัวซีก็จ้องซานหูด้วยดวงตาเบิกค้าง ใบหน้าสดใสของนางเปลี่ยนเป็นซีดขาวโดยพลัน
บางทีอาจเป็นเพราะคนในห้องเคลื่อนไหวช้าจนเกินไป ครูฝึกหวังจึงวิ่งเข้ามาสำทับอีกคน เมื่อเห็นหลัวซียังคงนั่งอยู่บนเตียงก็ร้องขึ้นด้วยความตื่นตระหนก “โอย... ตายแล้ว! แม่นางอวี้หลัน ไม่มีเวลาให้ท่านชักช้าแล้วรีบหน่อยเถิด ฮูหยินกับแขกเหรื่อรอท่านอยู่ที่หอจิ่นซิ่ว หากไม่รีบไปยายแก่คนนี้คงต้องถูกลงโทษเป็นแน่ ท่านสงสารข้าแล้วใช่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้นก็รีบไปเถิด” กล่าวจบก็ทำท่าจะดึงหลัวซีให้ลุกขึ้นโดยเร็ว
“ครั้งก่อนฮูหยินมิใช่บอกว่าเดือนหน้าถึงจะให้ข้าคารวะน้ำชาหรอกหรือ นี่ยังไม่ถึงกำหนดเสียหน่อย เหตุใดจู่ๆ ก็...” หลัวซีรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาโดยพลัน นางรีบคว้ามือครูฝึกหวังเอาไว้แน่นพลางกล่าวขอร้องเสียงอ่อน “ครูฝึก ช่วยบอกข้าหน่อยเถิดว่าเกิดเหตุใดขึ้นกันแน่ ข้าจะได้เตรียมใจไว้”
ครูฝึกหวังปรากฏสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด นางทำท่าจะเอ่ยปากแต่ก็ชะงักไปอยู่นาน สุดท้ายจึงเอ่ยขึ้นว่า “แม่นางอวี้หลัน เฮ้อ... ข้ามิอาจพลั้งปากได้เพราะฮูหยินสั่งห้ามไม่ให้เอ่ยสิ่งใด ข้าบอกท่านได้เพียงแต่ว่ากลุ่มคนที่มาวันนี้มิใช่คนที่ฮูหยินเตรียมเอาไว้ให้ท่าน พวกเขามากันเอง มาถึงก็บอกว่าจะพบแม่นางให้ได้ ข้าคิดว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ชาวเมืองเทียนเป่าของเราหรอก ไม่แน่ว่าอาจเป็น...เฮ้อ คนแก่อย่างข้าพูดมากอีกแล้ว... ท่านเองก็รู้ดีว่าฮูหยินดีต่อท่านมาตลอด ครั้งนี้ให้ท่านไปรับแขก ฮูหยินเองก็มิได้เต็มใจแม้แต่น้อย นางไม่มีทางเลือกจริงๆ...”
มองดูรูปโฉมงดงามอ่อนเยาว์ของหลัวซีในยามนี้แล้วเทียบกับท่าทางดุร้ายน่ากลัวของคนกลุ่มนั้น ครูฝึกหวังก็จำต้องหุบปาก ในใจคิดเพียงว่า... ตนพูดอีกไม่ได้แล้ว ขืนพูดมากไปสาวน้อยคงตกใจจนเป็นลม ตนเองก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย สุดท้ายครูฝึกหวังจึงได้แต่ถอนหายใจ “เอาเถิด แม่นางอวี้หลัน...ท่านวางตัวให้ดีก็พอ อย่ายั่วโมโหคนกลุ่มนี้ พยายามทำตัวให้เป็นปกติ... อย่าตื่นเต้นเข้าใจหรือไม่ ท่านต้องจำคำพูดของข้าไว้ อย่าหาเรื่องเดือดร้อนให้ฮูหยินหานเด็ดขาด”
หลัวซียิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่าคำพูดของครูฝึกหวังมีความนัยบางอย่างซ่อนอยู่ พูดครึ่งหนึ่งเก็บไว้ครึ่งหนึ่ง ฮูหยินหานแห่งสวนร้อยบุปผาติดต่อกับเหล่าผู้มั่งคั่งมีอิทธิพลมานานปี มีคนแบบใดบ้างที่ไม่เคยพบ อะไรกันที่ทำให้ครูฝึกหวังวิ่งมาตามนางด้วยท่าทางลนลานเช่นนี้ ซ้ำยังกำชับแล้วกำชับอีกว่าอย่าก่อความยุ่งยาก ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ผิดปกติมากจริงๆ
แต่เพราะเสียงขอร้องและเร่งรัดไม่หยุด ทำให้นางจำต้องเก็บความไม่สบายใจเอาไว้ หลัวซีบอกให้ซานหูไปหยิบเสื้อผ้าสำหรับ ‘คารวะน้ำชา’ มาให้ จนเมื่อแต่งกายเรียบร้อยแล้วจึงค่อยปล่อยชายกระโปรงยาวลากพื้นลงปิดเรียวขาขาวนวลกระจ่างราวกับลิ้นจี่ปอกของตน จากนั้นก็เดินตามครูฝึกหวังไปยังหอจิ่นซิ่วอย่างสงบเสงี่ยม
ถึงแม้หลัวซีจะพยายามวางสีหน้าให้สงบนิ่ง แต่ใบหน้าก็ยังคงขาวซีด
หญิงสาวของสวนร้อยบุปผานางหนึ่งกำลังออกมาคารวะน้ำชา พูดให้ถูกก็คือออกมาพบแขก การกระทำทั้งหมดนี้ไม่ต่างจากการที่ลูกค้ามาเลือกซื้อม้าที่คอก ลูกค้าย่อมต้องมอง ต้องสัมผัส วิพากษ์วิจารณ์ พอใจจึงค่อยจ่ายเงินซื้อไป ถึงแม้บริเวณที่ ‘อนุญาตให้สัมผัสได้’ จะมีจำกัด เพราะไม่ต้องการให้สาวๆ ขาดทุนมากนัก แต่การสัมผัสที่แฝงไปด้วยความหมายของการซื้อขายเช่นนี้ แม้แต่ม้าก็คงยากที่จะยอมรับ... อย่าว่าแต่คนเลย
จงอย่าคิดว่าหญิงสาวที่ไปคารวะน้ำชาทุกคนจะตามครูฝึกไปด้วยความยินดี ยามกลับมาถึงห้องส่วนใหญ่ล้วนมีใบหน้าซีดขาว ถึงแม้จะผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาสิบกว่าครั้ง แต่บางคนก็ยังคงมีอาการอยู่ดี
หญิงสาวที่ถูกเลี้ยงดูอยู่ในห้อง ไม่เคยพบปะคนนอกมานานปี จู่ๆ วันหนึ่งก็ลากพวกนางออกมาให้ผู้คนพิจารณาตามใจชอบ ความรู้สึกถูกทำร้ายและถูกดูหมิ่นที่เกิดขึ้นภายในใจของหญิงสาวเหล่านี้ย่อม
ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ในยามดึกสงัดหญิงสาวเหล่านี้ได้แต่นอนหลั่งน้ำตาออกมามากมาย คนนอกล้วนไม่เคยรับรู้
ตอนที่หลัวซีฝึกคารวะน้ำชานางรู้สึกอับอายมาก ถึงแม้จะปลอบใจตนเองว่าก็แค่ถูกผู้อื่นมองมือมองเท้า สัมผัสผิวกายเท่านั้น แต่ความรู้สึกถูกดูแคลนนั่นก็ยังทำให้นางกินไม่ได้นอนไม่หลับ
ในที่สุดหลัวซีก็มาถึง หลังจากที่เดินเข้าไปในหอจิ่นซิ่ว นางก็พบว่าภายในเงียบเชียบราวกับไร้ผู้คน เห็นฮูหยินหานกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านหนึ่ง สีหน้าของอีกฝ่ายซีดขาวดูแย่ยิ่งนัก พอเห็นหลัวซีผิวหน้าของฮูหยินหานก็ขยับเล็กน้อย ใบหน้าที่ดูแลรักษาเป็นอย่างดีแข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัด
หลัวซีก้มหน้า สาวเท้าก้าวสั้นๆ เดินตามครูฝึกหวังเข้ามา
ตามกฎของสวนร้อยบุปผา เวลาคารวะน้ำชาห้ามหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองแขก มีเพียงแขกที่มองหญิงสาวได้เท่านั้น ดังนั้นนางจึงต้องก้มหน้าเอาไว้ตลอด แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ดวงตากลมโตก็ยังแอบเหลือบมองไปโดยรอบจนปะทะเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งเข้าพอดี
เป็นดวงตาคู่ที่... ชวนหวาดผวามากๆ!
นางรีบเบนสายตาหลบพร้อมกับร่างที่สั่นสะท้าน
ไม่รู้เพราะเหตุใดจู่ๆ แสงแดดยามเที่ยงก็คล้ายกับถูกเมฆดำบดบังไปกว่าครึ่ง แสงสว่างในห้องนั้นสลัวลงเรื่อยๆ หลัวซีมองเห็นเพียงกลุ่มชายชุดดำแต่งกายประหลาด ตรงใจกลางกลุ่มของพวกเขามีบุรุษผู้หนึ่งนั่งกอดอกกระดิกเท้าอยู่บนเก้าอี้ นอกจากบุรุษผู้นี้แล้ว ทุกชีวิตล้วนยืนนิ่งราวกับเสาไม้ที่ถูกปักเอาไว้บนพื้นดิน ฮูหยินหานเองก็ไม่ได้เอ่ยปากค้าขายด้วยวาทศิลป์อันล้ำเลิศเช่นเคย
บรรยากาศ... ช่างแปลกประหลาดอย่างที่สุด
ความใคร่รู้ยังมิทันได้ไขกระจ่าง หลัวซีก็รู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมาเขม็ง หากสายตามีน้ำหนักแล้วละก็ นางคิดว่าตัวเองคงต้องถูกกดทับจนร่างกายจมธรณีเป็นแน่
ตอนที่แอบเหลือบตามองนั้น นางสบตากับชายที่นั่งอยู่ตรงกลางเข้าพอดี เดิมสายตาของชายผู้นั้นว่างเปล่า แต่ชั่วจังหวะที่สายตาของนางสบเข้ากับเขา มันกลับเปลี่ยนเป็นเร่าร้อนและเต็มไปด้วยการคุกคามอย่างหาที่สุดไม่ได้ ยังความตกใจแก่นางจนขนอ่อนตรงหลังคอลุกชันเลยทีเดียว
พ่อบ้านชราของชวนจิ่งอวี้ อดีตเป็นถึงหมอเทวดาผู้เชี่ยวชาญทั้งการรักษาและการใช้พิษ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่อาจแก้พิษที่ติดตัวชวนจิ่งอวี้มาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาได้ หลายปีมานี้เขาทำทุกวิถีทางแต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงยืดเวลา ไม่อาจรักษาให้หายขาด เขาอยู่ข้างกายชวนจิ่งอวี้มานานปี วันๆ ได้แต่ทุกข์ใจและรู้สึกผิดกับเรื่องนี้เหลือจะกล่าว
เขาละอายใจต่ออดีตประมุข บิดาของท่านจอมมารเสียจริงๆ
แม้นับวันร่างกายของท่านจอมมารจะแข็งแรงขึ้น แต่พิษในร่างกลับเหมือนหนอนแมลงวันที่ฝังตัวอยู่ในกระดูก ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจกำจัดออกไปได้
ยิ่งท่านจอมมารเติบใหญ่พิษที่ติดตัวมาแต่กำเนิดก็ยิ่งกำเริบรุนแรงตามไปด้วย ทุกๆ วันเขาได้แต่จ้องมองผู้เป็นนายทนทุกข์ทรมาน นอนไม่หลับทั้งกลางวันกลางคืน ร่างกายผ่ายผอมลงจนถึงขั้นมองเห็นกระดูกสะบักเว้าลึกชัดเจน ผู้เป็นหมอเทวดาเช่นเขาย่อมต้องร้อนใจเป็นที่สุด จะให้เจ้านายนั่งรอความตายอยู่เฉยๆ แบบนี้ไม่ได้แล้ว
จอมมารสองรุ่นของพรรคจู่เหว่ยอวี้เพิ่งสิ้นชีพไปไม่นาน ผู้สืบทอดที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวเพลานี้ก็คือคุณชายชวนจิ่งอวี้หรือก็คือท่านจอมมารคนปัจจุบันนั่นเอง
หากมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับคุณชายชวนจิ่งอวี้ผลลัพธ์ย่อมไม่อาจคาดเดา ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจยอมเสี่ยงอันตรายลงจากเขาเพื่อเสาะหายาวิเศษในงานชุมนุมโอสถสวรรค์ที่แคว้นฮุ่ยโจวแห่งนี้เพื่อท่าน
จอมมาร พวกเขาย่อมต้องพยายามอย่างสุดความสามารถ คาดไม่ถึงว่าเลือดงูเป่าหมิงที่เตรียมไว้ระหว่างเดินทางจะไร้ผลเร็วถึงเพียงนี้ ตรงกันข้าม...ยาลูกกลอนเคลือบน้ำตาลที่มิสามารถเอ่ยวิธีการที่ได้มากลับช่วยชีวิตเอาไว้ มันทำให้ท่านจอมมารนอนหลับได้ถึงสองคืนติดต่อกัน แม้จะเป็นการงีบหลับช่วงสั้นๆ แต่ก็เพียงพอที่จะบรรเทาความกดดันในใจที่เกิดจากพิษในร่างกายกำเริบได้
พ่อบ้านชราเฝ้าสังเกตหญิงสาวตรงหน้าอย่างละเอียด ในใจรู้สึกคาดหวังต่อหญิงสาวเจ้าของสูตรยาลูกกลอนเคลือบน้ำตาลผู้นี้อยู่ไม่น้อย ไม่รู้ว่านางเป็นผู้วิเศษจากทิศใดจึงมีวิชาแพทย์ที่สามารถรักษาโรคประหลาดได้ชะงัดนัก ด้วยเหตุนี้เมื่อหญิงสาวเดินก้มหน้าเข้ามา เขาจึงรีบหันไปมองทันที
ในห้องที่เงียบสงัด จู่ๆ บังเกิดกลิ่นดอกอวี้หลันจางๆ ในอากาศ
สีหน้าของพ่อบ้านชราพลันเปลี่ยนไป ด้วยเพราะเขาฝึกวิชาแพทย์ชั้นสูงมาจึงทำให้ประสาทรับกลิ่นฉับไวเป็นพิเศษ ท่านจอมมารชวนจิ่งอวี้เองก็เช่นกัน ผู้ที่ฝึกยุทธ์มายาวนานย่อมต้องไวกับสัมผัสกว่าคนทั่วไปมาก เมื่อใดที่ได้รับกลิ่นอันไม่พึงปรารถนา โดยเฉพาะกลิ่นเครื่องประทินโฉมจากร่างของสตรี อารมณ์ของท่านจอมมารก็จะยิ่งฉุนเฉียวเป็นพิเศษ สิ่งที่พ่อบ้านชราทำเป็นอันดับแรกคือ... ปรายตามองสีหน้าของท่านจอมมาร เขากลับพบว่าชวนจิ่งอวี้มีสีหน้าราวกับตกตะลึง กลิ่นหอมจางๆ นั้นไม่เพียงแต่ทำให้อาการขมวดคิ้วของท่านจอมมารคลายลง ยังเรียกรอยยิ้มน้อยๆ จากมุมปากได้อีกด้วย!
คุณชายที่ยิ้มยาก กินยาก นอนยาก... ผู้ได้รับฉายาจอมมารผีดิบแห่งพรรคจู่เหว่ยอวี้
วันนี้ถึงกับยิ้ม!
พ่อบ้านชราเห็นเป็นเช่นนั้นจึงลอบถอนใจด้วยความโล่งอก
เขาลองดมกลิ่นในอากาศบ้างก็พบว่าเป็นกลิ่นที่จางมาก จางเสียจนคนธรรมดาที่ไร้วรยุทธคงไม่มีทางได้กลิ่นเป็นแน่ กลิ่นนั้นหอมสดชื่นหวานละมุนจนชวนให้น้ำลายสอ ทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย ช่างให้ความรู้สึกแตกต่างจากกลิ่นดอกไม้ทั่วไปยิ่งนัก ส่วนหญิงสาวที่เดินก้มหน้าเข้ามาก็แปลกเช่นกัน
นางทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นต้องเบิกตาโพลง แม้กระทั่งผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานเช่นเขา เพียงได้เห็นยังถึงกับลืมหายใจ
ชั่วชีวิตที่ผ่านมาเขายังไม่เคยพบสตรีนางใดงามพิลาสขนาดนี้มาก่อน
หญิงสาวตรงหน้ามีรูปร่างสูงโปร่งอรชร เกล้าผมมวยอวดผิวกระจ่างใสราวกับหยก นางก้มหน้าก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ หากให้เปรียบแล้วอาจกล่าวได้ว่า เทพธิดาตรงหน้าดุจดั่งน้ำค้างต้นวสันตฤดูที่ค้างอยู่บนกลีบดอกไม้ในยามเช้า คล้ายจะหยดแต่ไม่หยด ให้ความรู้สึกเหมือนมองได้แต่ไม่อาจสัมผัส ลำบากจะไขว่คว้า ยากจะกำไว้ในอุ้งมือ ความงามระดับนี้เลอค่าเข้าขั้น ‘ของสะสม’ นับว่าหาผู้ใดเปรียบได้ยากจริงๆ
ชายหน้าบากที่ปกติมักจะตีสีหน้าเย็นชาอยู่เป็นนิจ ส่วนพ่อบ้านชราก็มักจะหมกมุ่นอยู่กับวิชาแพทย์และการใช้พิษมาชั่วชีวิต ทว่าเวลานี้ทั้งสองต่างก็ตื่นตะลึงไม่ต่างกัน
ยาใจเจ้าของยา เหตุใดจึงสะคราญโฉมถึงเพียงนี้!
ทุกสีหน้าและอารมณ์ของท่านจอมมาร มิอาจหลุดพ้นสายตาของพ่อบ้านชราที่เฝ้าสังเกตไปได้ เพียงแค่หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยมืดมนของชวนจิ่งอวี้ก็กลับโชติช่วงในพริบตา พ่อบ้านอดคิดไม่ได้ว่าตนตาฝาดไปหรือไม่ แต่ก่อนแต่ไรท่านจอมมารไม่เคยเข้าใกล้สตรีสักครั้ง
ไม่ว่าหญิงหรือชาย สำหรับชวนจิ่งอวี้แล้วมีเพียงสองคำคือ ‘ฆ่าหรือไม่ฆ่า’ เท่านั้น เขาไม่เคยเสียเวลามองใครมาก่อน
นี่เป็นครั้งแรก...
ใจของพ่อบ้านชราสั่นไหวอย่างมิอาจห้ามได้ เขาเบนสายตาไปมองหญิงสาวผู้นั้นอีกครั้ง
ภายในห้องเงียบจนน่ากลัว หลัวซีรู้สึกหวาดหวั่นยิ่งกว่าใคร... ก็นางเป็นผู้เดียวที่ถูกจ้องเอาเป็นเอาตายนี่! มือทั้งสองข้างที่กุมกันอยู่หลวมๆ เริ่มมีเหงื่อซึม แต่ก็จำต้องแข็งใจเดินตามครูฝึกเข้าไปใกล้อีกนิด
หัวใจของฮูหยินหานที่นั่งนิ่งตัวตรงอยู่ด้านบนกำลังหลั่งโลหิต...
นางมองดูหญิงสาวผู้บอบบางราวกับดอกไม้ นุ่มนวลราวกับหยกที่ตนทุ่มเทกายใจเลี้ยงดูมาห้าปีกว่า บัดนี้กลับถูกกลุ่มคนที่ดูเหมือน ‘พรรคฝ่ายอธรรม’ คนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิงบังคับซื้อตัวไป ใช่แล้ว...หัวใจของนางกำลังหลั่งเลือดไหลโซม ใบหน้าซีดเผือด รอยยิ้มที่ยกค้างทำให้สองข้างแก้มเริ่มเป็นตะคริวแต่ก็ไม่กล้าหุบยิ้ม ยิ่งไม่อาจเอ่ยปากโวยวายออกมาแม้แต่น้อย
ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วมี ‘ไหมน้ำแข็งเส้นบางเฉียบ’ ที่แทบจะมองไม่เห็นอยู่เส้นหนึ่ง มันกำลังพันรัดรอบคอฮูหยินหานเอาไว้แน่น ทำให้นางจำต้องยอมตกลงตามที่ฝ่ายตรงข้ามสั่ง มิฉะนั้นแค่ผู้ควบคุมออกแรงเพียงเล็กน้อย เกรงว่าศีรษะของนางคงไม่ได้ตั้งอยู่บนลำคอของตนแล้ว
โดนข่มขู่ถึงเพียงนี้แต่กลับไม่มีผู้ใดใส่ใจจะสังเกต... ใบหน้าของฮูหยินหานยิ่งซีดเผือดลงไปอีก
โลกนี้มีสิ่งใดที่น่ากลัวยิ่งกว่าผู้ที่มีอิทธิพลอีกเล่า ยิ่งอิทธิพลมืดของเหล่าพรรคมารที่เคลื่อนไหวอย่างไร้กฎเกณฑ์ราวกับคนบ้ายิ่งน่าหวาดกลัวทบทวี
ฮูหยินหานเป็นคนธรรมดา ดังนั้นระหว่างชีวิตกับเงินทอง นางจึงเลือกประการแรกและจำต้องกัดฟันยอมให้นำตัวหลัวซีออกมาในที่สุด
จู่ๆ นิ้วมือของชายหน้าบากก็ขยับ ส่งผลให้ความเจ็บบังเกิดแก่ฮูหยินหานจนนางต้องสูดลมหายใจลึก ร่างทั้งร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พลันแข็งทื่อ ทว่าใบหน้ากลับพยายามเค้นรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรออกมาสุดความสามารถ ถึงแม้จะดูบิดเบี้ยวไปบ้าง แต่นางก็ยังกล่าวด้วยใบหน้าซีดขาว “นี่เป็นครั้งแรกที่แม่นางอวี้หลันออกมาพบแขก ย่อมรู้สึกเขินอายเป็นธรรมดาแต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวที่ออกมาคารวะน้ำชา ก็มิควรถูกบุรุษมากมายรุมจ้องเอาเช่นนี้ ไม่สู้ทุกท่านออกไปด้านนอก---”
ไม่รอให้นางพูดจบ ชายหนุ่มผู้สวมสายรัดเอวสีเงินก็ดีดนิ้วหนึ่งที กลุ่มคนรอบตัวเขา...ยกเว้นพ่อบ้านชรา ล้วนหลับตาลงโดยไม่ต้องออกคำสั่ง และหากไม่มีเสียงดีดนิ้วอีกครั้ง... พวกเขาจะไม่ลืมตาขึ้นโดยเด็ดขาด
แววตาของฮูหยินหานปรากฏร่องรอยผิดหวัง แต่ก็จำต้องกล่าวกับครูฝึกหวังอย่างหมดทางเลือก “ในเมื่อเป็นเช่นนี้... เอาเถิด เริ่มคารวะน้ำชาได้แล้ว”
การคารวะน้ำชาก็คือการให้บุรุษเลือกสตรีที่ตนพึงใจ สำหรับแขกแล้วอาจกล่าวได้ว่าเป็นการเสพสุขอย่างมากมาย ทั้งยังสามารถฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบได้ไม่น้อย ผู้ที่สามารถหาซื้อภรรยาน้อยในสถานที่เช่นนี้ได้ย่อมต้องเป็นผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์และมีฐานะมั่งคั่ง ทางสวนร้อยบุปผารู้ดีจึงใช้ ‘เนื้อหนังเต่งตึง’ ดึงดูดเหล่าคหบดีให้มาหา เหล่าคหบดีเองเมื่อเห็นว่ามีผลประโยชน์ให้เอารัดเอาเปรียบก็มาตามเทียบเชิญ นับเป็นการแลกเปลี่ยนที่น่าพึงพอใจกันทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่าชาวบ้านธรรมดาย่อมไม่มีสิทธิพิเศษเช่นนี้
ครูฝึกหวังนำหลัวซีเดินมาตรงหน้าแขก “แม่นางอวี้หลัน คารวะแขกสิเจ้าคะ”
หลัวซีจำต้องหยุดเท้าลง โน้มกายคารวะตามคำของครูฝึก
“ช่วยเดินไปที่ข้างกายแขกด้วยเจ้าค่ะ”
หลัวซีประสานมือไว้ด้านหน้าแล้วเดินตรงไปข้างหน้า
“แม่นาง... หมุนตัวให้แขกดูรูปร่าง...” ครูฝึกหวังกล่าวแนะนำทีละขั้นตอน
หลัวซีก้มหน้าพลางหมุนตัวช้าๆ
“แม่นางเดินเข้าไปใกล้อีกหน่อย ให้แขกมองชัดๆ”
ครูฝึกหวังทำเรื่อง ‘อย่างว่า’ นี้มาหลายปี แต่ยังไม่เคยพบแขกที่เย็นชาถึงเพียงนี้มาก่อน แม้กระทั่งพูดก็ยังไม่เอ่ยปากสักคำ หากมิใช่เห็นเขาจ้องแม่นางอวี้หลันไม่วางตา นางคงคิดว่าตนเองกล่าวกับอากาศเสียด้วยซ้ำ... น่าอึดอัดเสียจริง ไม่รู้ว่าคนเหล่านี้มาจากที่ใด แต่ในเมื่อฮูหยินหานไม่พูดถึง นางก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
“แม่นางเอ่ยปากสักเล็กน้อยเถิด บอกแขกสิว่าปีนี้ท่านอายุเท่าใดแล้ว”
หลัวซีเม้มปากเล็กน้อย นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจึงกล่าวขึ้นเบาๆ “สิบหกปี”
“เอาล่ะ แม่นางกับแขกรู้จักกันแล้ว เช่นนั้นเชิญแม่นางไปนั่งตรงเก้าอี้ด้านข้างนั่นด้วยเจ้าค่ะ ให้แขกได้มองชัดๆ” กล่าวจบก็พาหลัวซีไปนั่งตรงเก้าอี้ที่ใกล้ที่สุด
ทันทีที่หลัวซีนั่งลงกระโปรงยาวที่นางสวมก็ร่นขึ้น เผยให้เห็นรองเท้าต่วนนุ่มสีขาวไข่มุก รองเท้าคู่นี้สวนร้อยบุปผาสั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษโดยตัดตามรูปเท้าของหญิงสาวแต่ละคน พวกนางมักเก็บไว้สวมเฉพาะตอนที่คารวะน้ำชาเท่านั้น
ทำเช่นนี้ก็เพื่อที่จะช่วยให้แขกมองเห็นได้สะดวกว่าเท้าของหญิงสาวสวยงามหรือไม่ ถูกใจเพียงใด ถึงตอนนี้ครูฝึกหวังก็รั้งชายกระโปรงของหลัวซีขึ้นด้านหนึ่ง เผยให้เห็นเรียวขาขาวนวลซึ่งไม่ได้สวมกางเกงด้านในเอาไว้ ขาทั้งสองทั้งนุ่มทั้งบอบบาง ผุดผาดสะอาดตา ไร้ตำหนิราวกับกระเบื้องเนื้อดี ความงามระดับนี้อย่าว่าแต่บุรุษเลย แม้กระทั่งสตรีด้วยกันก็ไม่อาจละสายตาไปได้
ชายหนุ่มผู้สวมสายรัดเอวสีเงินซึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง เบนสายตาไปจับจ้องอยู่ที่เรียวขาขาวนวลคู่นั้น ดวงตาเย็นเยียบยิ่งสะท้อนแสงเป็นประกาย ดูน่าหวาดกลัวชวนขนลุก เขาไม่กะพริบตาและไม่ปกปิดสีหน้าพึงใจแม้แต่น้อย
การที่หญิงสาวเปิดเผยท่อนขาโดยไม่สวมกางเกงด้านในนับเป็นเรื่องผิดจารีต หากเป็นหญิงสาวดีๆ ต้องถูกขังในกรงหมูแล้วนำไปถ่วงน้ำ แต่สวนร้อยบุปผาต้องการเรียกแขกจึงให้หญิงสาวทำตัวไร้ยางอายเช่นนี้ หลัวซีทนอับอายไม่ไหวลอบดึงกระโปรงลงเงียบๆ นางรู้สึกร้อนผะผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้า... มิใช่เพราะนางหน้าบางทว่าสายตาคู่นั้นช่างจาบจ้วงจนยากที่จะรับมือจริงๆ
ครูฝึกหวังเห็นชายหนุ่มจับจ้องสินค้าของนางไม่วางตาก็ลอบยิ้มอยู่ในใจ... มีหญิงงามมาเผยท่อนขาให้เห็น ไม่มีบุรุษใดจะไม่ชื่นชอบ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านจะไม่ถูกใจ
ครูฝึกหวังรู้สึกภูมิใจไม่น้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางดึงมือหลัวซียื่นไปตรงหน้าแขก
“แม่นางยื่นมือให้แขกลองจับดูสิ...” ครูฝึกหวังดึงแขนเสื้อของหลัวซีขึ้นเผยให้เห็นข้อมือและท่อนแขนขาวนุ่มกลมกลึง ดูนุ่มนวลน่ากิน... ทั้งยังมีกลิ่นหอมจางของดอกอวี้หลันอีกด้วย “ท่านลองสัมผัสดูสิเจ้าคะ แม่นางของเราผิวเนียนละเอียดถูกใจท่านหรือไม่?”
ได้ฟังคำของหญิงผู้นั้นพ่อบ้านชราที่อยู่ด้านข้างก็ตกใจจนแทบนิ่งเฉยไม่ไหว อย่าว่าแต่การสัมผัสผู้อื่นเลย เพียงแค่เข้าใกล้ผู้อื่นสักหน่อยท่านจอมมารก็รังเกียจเสียมากมาย เกรงว่าการยื่นมือไปตรงหน้าของแม่นางผู้นี้จะเป็นการยั่วโทสะของชวนจิ่งอวี้เสียไม่ว่า... ทว่ายังไม่ทันเอ่ยปากห้ามก็ต้องปากอ้าตาค้างกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า
ชวนจิ่งอวี้ยื่นมือออกมาจริงๆ!
เขาเริ่มจากใช้นิ้วชี้จิ้มไปยังท่อนแขนของสาวงามก่อน จากนั้นก็จิ้มข้อมือ กดตรงหลังมือ แล้วก็ลากปลายนิ้วเบาๆ จากหลังมือขึ้นไปข้อศอก จ้องดูขนอ่อนของหญิงงามค่อยๆ ดาหน้าลุกขึ้นมาทีละเส้นสองเส้น
หลัวซีได้แต่ก้มหน้าหลับตาปี๋ร้อง ‘อี๋ๆๆๆ’ อยู่ในใจ... ที่แท้ลูกค้ารายนี้ก็โรคจิตไม่ผิดกับหน้าตา ความที่เขาผอมหนังหุ้มกระดูกผิวขาวซีดแก้มตอบจึงทำให้เขาดูเหมือนผีดิบเดินได้อยู่แล้ว ยิ่งเขายื่นมือมาเล่นกับท่อนแขนของนาง จ้องมองท่าทางขยะแขยงของนางด้วยรอยยิ้ม เขายิ่งน่ากลัวทบเท่าทวีคูณ!
หลัวซีได้แต่นั่งนิ่ง ตัวสั่นขวัญหาย นางรู้สึกร้อนวาบตามผิวเนื้อทุกตารางนิ้วที่กระดูกชิ้นนั้นเคลื่อนผ่าน นางได้ยินเสียงผ่อนลมหายใจอย่างพึงใจจากอีกฝ่าย ในที่สุดเขาก็กุมมืออ่อนนุ่มของนางเอาไว้ เท่านั้นยังมิพอเขายังสอดนิ้วกระดูกทั้งห้าประสานเข้ามาในร่องนิ้วของนาง...ครอบครองนางอย่างแนบแน่น!