แม่ทัพใหญ่ชวีเดินขนาบข้างฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยา เมื่อได้ยินดังนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า “เมื่อสิบกว่าปีก่อน กระหม่อมและอดีตฮ่องเต้เคยเดินทางไปขอยืมเสบียงอาหารจากบ้านของ ‘เทพแห่งการค้าแดนใต้’ ที่เขาเว่ยหนาน บังเอิญได้เห็นการตกแต่งบ้านเรือนอันหรูหราโอ่อ่าจึงเอ่ยปากชมไปสองคำ เขากลับเล่าถึงกว่างหลิงจื่อซีของห้างฟู่กุ้ยให้กระหม่อมฟัง บอกว่าที่นั่นใช้มรกตมาทำเป็นขั้นบันได ใช้ผลึกหินแกะสลักเป็นโต๊ะรับแขก ตอนนั้นกระหม่อมฟังแล้วยังคิดว่าเขาพูดจาเหลวไหล ไม่คิดว่าจะเป็นความจริง”
เสิ่นถิงเหยาพยักหน้า เข้าใจแล้วว่าเหตุใดอดีตฮ่องเต้ปลายราชวงศ์เป่ยเส้าถึงคิดจะล้มล้างสกุลอิน ต้นไม้ใหญ่มักเรียกลมพายุ ร่ำรวยขนาดนี้ก็เท่ากับเป็นการหาภัยใส่ตัวทางอ้อมอยู่แล้ว
เสิ่นถิงเหยาก้มหน้าลง พบว่าพื้นบันไดแกะสลักเป็นลวดลายต่างๆ เพื่อป้องกันการลื่นล้ม สองฟากทั้งซ้ายขวาของขั้นบันไดฝังไข่มุกราตรี ช่วยให้เกิดแสงสว่างท่ามกลางความมืด ผนังสองด้านยังมีคบไฟติดเรียงราย แม้จะมองไม่เห็นช่องระบายอากาศก็จริงแต่อากาศภายในกลับถ่ายเทได้สะดวก ไม่อับทึบ
เสิ่นถิงเหยายังคงเงียบขรึม สาวเท้าลงบันไดตามคนอื่นๆ ได้ยินเสียงน้ำไหลดังแว่วมาจากด้านหน้า สาวงามที่เดินนำทางพาทุกคนมาจนถึงแหล่งน้ำดังกล่าว พวกนางย่อตัวอย่างงดงาม ก่อนจะล่าถอยกลับไปยืนประจำตำแหน่งที่ทางเดิน
ด้านในนี้ค่อนข้างมืด เห็นแสงสว่างรำไรเป็นสีนวลตา ผู้คนพากันมองอย่างตกตะลึง พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเบื้องบนเป็นท้องฟ้าสีเข้มของราตรีกาล ท้องฟ้าประดับประดาไปด้วยดวงดาวที่ส่องแสงพราวระยับ ดาวนับร้อยดูราวกับปลาน้อยกำลังแหวกว่ายไปมา ดวงจันทร์สุกกระจ่างลอยเด่นอยู่กลางนภา เปล่งแสงเย็นตาครอบคลุมทั่วท้องฟ้าสีนิล
สมุหกลาโหมจูเก๋อฉงหมิงอดส่งเสียงรำพันขึ้นไม่ได้ “เหตุใดเมื่อครู่ตอนอยู่ข้างนอกถึงไม่ได้สังเกตเห็นว่าท้องฟ้าเป็นเช่นนี้”
“นี่มิใช่ท้องฟ้า” มีเสียงตอบกลับมาจากด้านหน้า ทุกคนมองตามต้นเสียง ที่แท้เป็นอินจู๋หลี นางสวมเสื้อผ้าสีอ่อนแบบชาวฮั่น แขนเสื้อกว้าง กระโปรงยาวระพื้น ดูเรียบง่ายล่องลอย น้ำเสียงของนางกังวานสดใส “แต่เป็นไพลินสีน้ำเงิน ที่นำมาประกอบกันจนเป็นรูปร่าง เพราะว่าไพลินนี้มีระยะห่างจากสายตาของผู้มอง เมื่อมองไปจึงคล้ายกับท้องฟ้ายามราตรี ด้านล่างของไพลินยังมีผลึกแก้วซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง ภายในเลี้ยงปลาแสงเทียน ปลาหน้าแมว ปลาหัวล้าน ที่สามารถเปล่งแสงได้ ดังนั้นเมื่อมองจากที่ไกลๆ ก็จะเห็นเป็นแสงที่เต้นระยิบระยับคล้ายหมู่ดาวลอยเลื่อนบนท้องนภา ส่วนดวงจันทร์ที่เห็นนั้นแท้จริงแล้วเป็นหยกมันแพะทรงกลม พันรอบด้วยเส้นทอง อีกทั้งได้รับแสงอยู่ตลอดเวลาทำให้ดูแล้วคล้ายดวงจันทร์จริงๆ”
ผู้คนทั้งหลายเงยหน้าขึ้นมองภาพเบื้องบนอีกครั้ง อดรำพึงรำพันกับความงามที่ถูกสรรค์สร้างอย่างวิจิตรบรรจงตรงหน้าไม่ได้ คงมีเพียงชวีเทียนซู่ที่เอาแต่จ้องร่างตรงหน้า เขาออกรบแถวเขตชายแดนเป็นเวลานานหลายปี สิบกว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยได้พบหน้านางเลยสักครั้ง เด็กน้อยอ่อนเยาว์ในอดีตบัดนี้เติบใหญ่แล้ว
อินจู๋หลีคล้ายกับไม่สังเกตเห็นชวีเทียนซู่ นางหยุดยืนอยู่หน้าน้ำพุ ย่อตัวทำความเคารพบรรดาแขกเหรื่อแล้วเอ่ยต่อด้วยใบหน้าอมยิ้ม “กว่างหลิงจื่อซีมีโอกาสได้ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติในวันนี้ นับเป็นวาสนา... ใต้เท้าทุกท่านเชิญ”
ฮ่องเต้ชะลอฝีเท้าอยู่เบื้องหน้าธารน้ำ เห็นได้ว่าธารน้ำแห่งนี้ใช้วิธีรับน้ำจากที่สูงพ่นขึ้นด้านบนจนเป็นน้ำพุ อีกทั้งในบ่อน้ำยังมีแผ่นหยกแผ่นทองทิ้งตัวอยู่ข้างใน เมื่อสายน้ำไหลขึ้นเป็นน้ำพุก็เกิดลูกคลื่นซัดแผ่นทองจนลอยสูงขึ้นมา เสียงน้ำพุไหลซ่าดังพร้อมกับเสียงแผ่นทองแผ่นหยกกระทบกัน ฟังคล้ายบทเพลงบรรเลงจากแดนสวรรค์ ไพเราะจนยากจะบรรยาย
แขกมาเยือนต่างเป็นผู้มียศถาบรรดาศักดิ์กันทั้งสิ้น โดยเฉพาะฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยาผู้เป็นถึงประมุขของแผ่นดิน แต่เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ทุกคนกลับไม่เหลือความหยิ่งทะนง ได้แต่เดินตามกันไปราวกับท่อนไม้แข็งทื่อ
ทางเดินถูกประดับประดาไปด้วยต้นไม้ที่ทำจากหยก ด้านหน้ามีเรือนหลังเล็กเคลือบด้วยทองคำอยู่หลังหนึ่ง ใต้หลังคาแขวนกระดิ่งทองอยู่เรียงราย ต้นปะการังสีแดงสองต้นประดับด้านหน้าของตึกทั้งซ้ายและขวา ความสูงของปะการังมีขนาดเท่าความสูงของคน กิ่งก้านสีแดงโลหิตของมันแผ่กระจายเป็นวงกว้าง ระเบียงทางเดินที่อยู่ด้านหลังของต้นปะการังนี้มีสาวงามยืนเรียงรายรอต้อนรับอยู่สองฟากฝั่ง แต่ละนางล้วนมีกิริยาอ่อนหวานแช่มช้อย
ฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยาได้ยินเสียงกรอบแกรบแผ่วเบาขณะที่สาวเท้าไปตามระเบียง เป็นเสียงที่เขาแยกไม่ออก ได้แต่หันซ้ายหันขวาเพื่อหาต้นเสียง มันฟังคล้ายกับเสียงลมที่พัดผ่านช่องประตูปะทะเข้ากับมู่ลี่ไข่มุก
เมื่อเสิ่นถิงเหยาก้มหน้าลงมอง ก็พบว่าพื้นระเบียงที่เดินย่ำนั้นถูกปูลาดด้วยเปลือกหอย อีกทั้งยังมีไข่มุกปะปนอยู่หลายพวง แต่ละพวงเปล่งประกายเรืองรองละลานตาไปหมด ความใสของมุกสะท้อนเงาของผู้ที่เดินผ่านไปมาให้เห็นเป็นภาพเลือนราง ระหว่างที่เหยียบย่ำก็ให้ความรู้สึกล่องลอยราวกับอยู่บนแดนสวรรค์ชั้นฟ้า
ฮ่องเต้นำขบวนขุนนางทั้งหลายเดินตามสาวงามไปด้านหน้า เขาลอบปรายตามองไปยังอินจู๋หลีอยู่หลายหน นางสวมเสื้อผ้าเรียบง่าย ไร้เครื่องประดับศีรษะใดๆ มิได้ประทินโฉมด้วยเครื่องแป้งแต่ทุกกิริยาท่าทางกลับแฝงไว้ด้วยความสง่างามไม่ถือตัว นางก็เหมือนน้ำพุเย็นใสที่ไหลอยู่กลางแผ่นเงินแผ่นทอง แม้ฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยามีสนมนางในมากมาย พบเห็นเหล่าสาวงามสะคราญโฉมอยู่เนืองนิตย์ ถึงกระนั้นในใจยังบังเกิดความเสียดาย
ความหรูหราตระการตาอย่างหาที่เปรียบมิได้เช่นนี้ คงจะมีเพียงแต่ความสง่างามเรียบง่ายเท่านั้นที่กล้ายืนหยัดประชันแข่ง!
ระเบียงทางเดินที่เดินผ่านไป มีพรรณไม้นานาชนิดออกดอกระย้า มีม่านมู่ลี่ที่ประดิษฐ์จากชิ้นหยกและไข่มุกกางกั้นเป็นชั้นๆ จนกระทั่งเดินเข้ามาถึงห้องด้านใน เสิ่นถิงเหยายังคงประหลาดใจอยู่ไม่หาย
ห้องนี้กว้างขวางเหมือนตำหนักในวังหลวง หากในนี้มีเพียงโต๊ะตัวเตี้ยที่ทำจากทองคำ มิได้มีเครื่องประดับตกแต่งอื่นใดอีก เมื่อเทียบกับความหรูหราตระการตาที่ผ่านตามาจากภายนอกแล้ว นี่คงเป็นการตกแต่งที่จงใจให้เรียบง่าย ภายในห้องมีคนผู้หนึ่งนั่งรออยู่บนพื้น เขาผู้นั้นเมื่อเห็นขบวนผู้มาเยือนก็รีบลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพ
อินจู๋หลีเดินนำขบวนเข้ามา นางเอ่ยแนะนำชายผู้นั้นแก่คนทั้งหลาย “คุณชายน่าหลู่ ท่านนี้คือ... คุณชายใหญ่เสิ่น นายท่านชวี และคุณชายน้อยเสิ่น...”
นางเอ่ยแนะนำผู้คนทั้งหมดหนึ่งรอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ภาษิตกล่าวไว้ว่า พบอย่างตั้งใจไม่สู้พบโดยบังเอิญ วันนี้ทุกท่านมารวมกันอยู่ที่นี่ได้นับเป็นวาสนา ฉะนั้นขอให้ทุกท่านทำตัวตามสบาย ดื่มสุราร่วมกันให้สะใจดีกว่า”
แต่ละคนล้วนเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ รู้ลำดับที่นั่งของตนเอง จึงเลือกหาที่นั่งตามตำแหน่งสูงต่ำ เมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้ว สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปยังร่างเจ้าของบ้านเป็นจุดเดียว โดยเฉพาะแม่ทัพใหญ่ชวีเทียนซู่ เขาเงยหน้ามองดูนาง นึกอยากรู้ว่าวันนี้นางจะมีลูกเล่นใด
อินจู๋หลีที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานยามนี้ก็กำลังมองประเมินอีกฝ่าย ร่างของเขาสูงโปร่ง คิ้วดกเข้มดวงตาเป็นประกาย สวมเครื่องแบบทหารสีดำ ชายปกและขอบแขนเสื้อปักดิ้นทองเป็นรูปดาวเก้าแฉก เป็นเพราะมิได้อยู่ในสนามรบ จึงมิได้สวมเสื้อเกราะอีกชั้นหนึ่ง ตรงเอวมีเข็มขัดรัดเอวที่ทำจากหนังสัตว์ มีตะขอหัวอินทรีสีทองเป็นกระดุม การแต่งกายเช่นนี้ยิ่งส่งให้แผ่นหลังของเขาดูเป็นเส้นตรง ชวีเทียนซู่ใช้ชีวิตอยู่บนหลังม้ามามากกว่าค่อนชีวิต น่าแปลกที่กาลเวลา สายลม และพายุทรายที่ชายแดนกลับมิอาจทำลายรูปโฉมสง่างามของเขาลงได้เลย
อินจู๋หลีมองอีกฝ่ายด้วยสายตาชื่นชม สาวงามในชุดสีแดงเริ่มยกน้ำชาออกมา แต่ยังไม่มีของว่างและผลไม้ยกตามมา แขกผู้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ไม่ต้องเป็นผู้สั่งอาหาร ทางเจ้าบ้านจะจัดเตรียมให้เองตามฐานะของแขก ทั้งหมดล้วนเป็นอาหารที่จัดขึ้นเฉพาะกิจ ดังนั้นต้องใช้เวลาสักครู่
น้ำชาที่ยกมานั้นเป็นน้ำชาชั้นเลิศที่มิอาจหาข้อตำหนิได้ แต่การนั่งดื่มชาอย่างเดียวดูจะไร้รสชาติจนเกินไป ดื่มชาไปได้ครู่หนึ่ง พระมาตุลา--ฟู่เฉาหมิงที่นั่งอยู่แถวหน้าเอ่ยปากขึ้น “เจ้าบ้านอิน ดื่มน้ำชาอย่างเดียวเช่นนี้ดูจะน่าเบื่อไปหน่อย ท่านคิดจะให้พวกเรานั่งเฉยๆ แบบนี้นะหรือ นี่มิใช่การรับรองแขกเหรื่อที่เหมาะสมกระมัง?”
ท่านอ๋องเสิ่นเองก็ส่งเสียงเห็นด้วย เขาอยากจะให้อินจู๋หลีได้รับความอับอายเป็นการแก้เผ็ดนางที่ทำให้เขาตกน้ำ
อินจู๋หลีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยกวาดตามองไปรอบด้าน ทุกคนต่างรู้สึกว่าสายตาของนางนั้นพุ่งมายังตนเอง ความไม่พอใจที่ต้องนั่งรอลดระดับลงมาเล็กน้อย กระทั่งเสียงผู้คนซาลง นางจึงเอ่ยขึ้นอย่างเนิบช้า น้ำเสียงของนางดังกังวานแฝงด้วยแววรื่นรมย์อยู่สามส่วน “ท่านทั้งหลายล้วนเป็นแขกผู้สูงศักดิ์ที่ปกติแม้อยากเชิญก็เชิญไม่ได้ แล้วข้าจะกล้าต้อนรับแบบไร้มารยาทได้หรือ?”
นางปรบมือเบาๆ สาวใช้รีบเดินไปดึงผ้าคลุมสีอ่อนที่อยู่ด้านหน้าออก เผยให้เห็นสิ่งของชุดหนึ่ง ทุกคนต่างชะเง้อคอมองตาม
เบื้องหน้าพวกเขาคือระฆังสำริดที่หลอมขึ้นรูปมาอย่างวิจิตรบรรจง
ชวีเทียนซู่เพ่งตามองไป เห็นระฆังชุดนั้นแบ่งออกเป็นสามชั้น ด้านซ้ายมือเป็นระฆังหมุด ทางขวามือและด้านล่างเป็นระฆังก้าน หากมองคร่าวๆ ระฆังชุดนี้คงมีไม่ต่ำกว่าหกสิบลูก ทุกลูกดูเก่าแก่ อีกทั้งเนื้อระฆังยังใช้ทองคำถมเป็นสัญลักษณ์แสดงระดับเสียงได้งดงามอีกด้วย
ภายในห้องโถงเงียบกริบลงทันใด เครื่องดนตรีเก่าแก่ได้บอกเล่าถึงเรื่องราวผ่านกาลเวลาที่ถูกทับถมมาเนิ่นนานของมันโดยไม่จำเป็นต้องให้เจ้าบ้านเอ่ยปาก
อินจู๋หลีถือไม้ตีระฆังเอาไว้คู่หนึ่ง ยกสองมือประสานให้กับผู้ที่นั่งชมอยู่โดยรอบ เอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเบาๆ “เดิมทีวันนี้จู๋หลีจะแสดงให้คุณชายน่าหลู่ชมเป็นการส่วนตัว คิดไม่ถึงบังเอิญพบกับทุกท่านเข้า เกรงว่าจะแสดงได้ไม่ดี ขอทุกท่านอย่าได้ถือสา”
ถึงขนาดนี้แล้ว ท่านอ๋องเสิ่นก็ยังไม่ยอมให้ความร่วมมือกับนาง เอ่ยขัดขึ้นทันควัน “ในเมื่อรู้ว่าตัวเองทำได้ไม่ดี ก็ไม่ต้องทำเสียจะดีกว่า”
เสิ่นถิงเหยาตวาดเสียงเย็นกลับไป “น้องเก้า... อย่าเสียมารยาท!”
ขุนนางทั้งหลายย่อมจะเอ่ยตอบกลับไปพอเป็นพิธี อินจู๋หลีไม่กล่าวให้มากความ ยกไม้ในมือขึ้นตีเบาๆ เสียงระฆังสั่นไหวดังขึ้นแผ่วๆ เสียงพูดคุยเริ่มซาลง ทุกคนเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ในจังหวะแรกยังไม่รู้สึกอะไร ได้ยินเสียงระฆังแหลมเล็กอ่อนละมุน จากนั้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นทุ้มหนัก เสียงของมันลากยาวอ้อยส้อย ประดุจความคิดคำนึงถึงบ้านเกิดในวัยเยาว์
จากนั้นเสียงดนตรีเริ่มดังกระหึ่มคล้ายเสียงฝีเท้าม้าที่วิ่งตะบึงผ่านดินโคลน เสียงศัสตราวุธปะทะกัน ผู้คนทั้งหลายแทบจะลืมหายใจ ผู้ที่วนเวียนอยู่รอบระฆังชุด เคาะไม้เสียงเบาบ้างหนักบ้างลงบนระฆังเล็กใหญ่ที่รายล้อม ทำราวกับลืมไปว่ายังคงมีแขกเหรื่ออยู่เต็มห้องโถง
เสียงดนตรีเริ่มทุ้มต่ำ ประดุจเม็ดทรายที่ถมทับอยู่แถบชายแดน ประดุจเสียงคำรามของนักรบกล้า ผู้คนทั้งหลายไม่รู้ตัวว่าหญิงรับใช้นำสุรามาวางไว้ตั้งแต่เมื่อไร บนโต๊ะตัวเตี้ยมีจอกสุราสามขาที่ทำจากสำริดวางอยู่ ทุกคนรินสุราลงไป ยกจอกสำริดจรดริมฝีปาก แต่มิอาจบรรยายถึงรสชาติของสุราในคอ
บุรุษร่างกายกำยำ ท่อนบนเปลือยเปล่ากลุ่มหนึ่งเดินออกมา พวกเขาถือทวนวงพระจันทร์ร่ายรำกระบวนท่าต่างๆ ทั้งแทง-ปัด-จับ-สวน อีกทั้งยังร่ายรำโต้กันด้วยการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วลื่นไหล เสียงห้าวต่ำกังวานดังขึ้น “ใครว่าพวกเราไร้ชุดศึก พวกเราสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกัน เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สงคราม พวกเราลับทวนยาวฝนหอกสั้น เพื่อฟาดฟันอริราชไปด้วยกัน”
ทำนองดนตรีเป็นที่คุ้นเคยยิ่งนัก ในห้องโถงมีคนเผลอใช้ตะเกียบเคาะเป็นจังหวะตาม
ไม้เคาะเคลื่อนไหวเร็วขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่เคาะระฆังอยู่ในชุดสีพื้นปลายแขนเสื้อปล่อยกว้าง ชายกระโปรงยาว ทำให้การเคลื่อนไหวของนางนั้นดูอ่อนช้อยลื่นไหลประดุจเมฆเคลื่อน ชายกระโปรงลอยพลิ้วไปตามจังหวะ เส้นผมสะบัดไหว มองคล้ายภาพเทพธิดาที่แกะสลักอยู่ในผนังถ้ำหิน ให้ความรู้สึกถึงความงดงามอันไร้ขีดจำกัด
“ใครว่าพวกเราไร้ชุดศึก พวกเราสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกัน เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สงคราม ลับหอกฝนดาบกันแข็งขัน บุกตะลุยศัตรูไปพร้อมกัน” ทวนวงพระจันทร์ร่ายรำท่วงท่าดุเดือด สร้างความฮึกเหิมร้อนรุ่ม สาวงามในชุดชาวฮั่นคอยวนเวียนมาเติมสุราที่พร่อง ทุกคนยกจอกสำริดเปล่งเสียงรับดังกังวาน
เสียงดนตรีกระหึ่มฟังคล้ายเสียงคลื่นจากแม่น้ำหวงที่ซัดกระหน่ำ เงี่ยหูอีกทีก็ฟังคล้ายเสียงราชสีห์คำราม
ในห้องโถงมีบุรุษนับไม่ถ้วนที่เคยผ่านสมรภูมิรบอันโหดร้าย เมื่อสุรารสแรงผ่านลำคอ ดวงตาทั้งคู่เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ภาพในอดีตย้อนกลับมาให้หวนรำลึกท่ามกลางแผ่นดินทุรกันดาร อากาศหนาวเหน็บ พื้นที่ที่เต็มด้วยกระโจมทหารและคบไฟที่ลุกโชน ใครจะเป็นผู้ลอบโจมตีใคร... ใครจะเป็นผู้ถูกล้อม... ใครจะกลายเป็นศพในวันพรุ่งนี้... ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
“ใครว่าพวกเราไร้ชุดศึก พวกเราสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกัน เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สงคราม ซ่อมแซมเสื้อเกราะเอาไว้ ออกเดินทางไกลไปด้วยกัน” แขกเหรื่อในห้องโถงต่างก็ใช้ตะเกียบร่วมเคาะตามจังหวะดนตรี บทเพลงที่ถูกขับขานกับดนตรีที่บรรเลงออกมา แม้จะให้ความรู้สึกฮึกเหิมห้าวหาญหากแฝงด้วยความอาดูรโศกเศร้า
บทเพลงบรรเลงมาจนถึงช่วงสุดท้าย เสียงดนตรีเริ่มทุ้มต่ำ แปรเปลี่ยนเป็นท่วงทำนองที่อ่อนหวานเชื่องช้า ฟังคล้ายเสียงสายฝนของแผ่นดินเจียงหนานที่โปรยเม็ดเล็กๆ ลงมาแตะแต้มผืนดิน ทั้งละเอียดและอ่อนโยน “ใครว่าพวกเราไร้ชุดศึก ทุกคนออกมาร่วมเย็บปัก เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สงคราม ขอสวรรค์คุ้มครองแผ่นดิน รอดื่มฉลองพร้อมกัน”
เมื่อคนหนึ่งร้องจบ ก็มีเสียงร้องประสานดังขึ้น แม้จะเป็นท่วงทำนองเดียวกัน แต่ความรู้สึกที่ได้ยินนั้นเปลี่ยนเป็นความคิดคำนึงที่แสนจะเศร้าสร้อย บางคนเห็นเป็นภาพยามตะวันชิงพลบ มีหญิงสาวยืนทอดสายตาจากเนินเขาสูงด้วยความคิดคำนึง
นับว่าผู้ตีระฆังเป็นนักดนตรีฝีมือเยี่ยม นางใส่อารมณ์ไปตามท่วงทำนอง ไม่ว่าจะเป็นความโศกเศร้า อาดูร เคียดแค้นหรือคิดถึง แขนเสื้อโบกสะบัดไปตามข้อมือขาวสะอาด ระฆังสำริดโบราณเหล่านั้นคล้ายกับมีชีวิตขึ้นมาภายใต้มือของนาง มันเดินทางผ่านกาลเวลายาวนานนับพันปี กระซิบกระซาบถึงความเบิกบานโศกเศร้าทุกข์ระทมที่ถูกทับถม
“ใครว่าพวกเราไร้ชุดศึก พวกเราร้อยด้ายเป็นเส้นเดียว เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สงคราม ขอฟ้าคุ้มครองผู้ชายของเรา ให้ได้กลับมาพบหน้า”
ท่านอ๋องเสิ่นเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้า เขาคิดจะจับผิด สุดท้ายได้แต่ดื่มสุราอย่างจนใจ ดนตรีท่อนสุดท้ายเบาลงเรื่อยๆ สุราอาหารถูกลำเลียงออกมา เป็นเพราะแขกเหรื่อทั้งหลายเป็นผู้มียศถาบรรดาศักดิ์อาหารที่จัดมาต่อให้ไม่ใช่อาหารระดับชาววัง แต่ก็เน้นความแปลกพิสดารเป็นหลัก
พระมาตุลาฟู่เฉาหมิงเงยหน้ามอง เห็นอาหารที่เขาไม่รู้จักอยู่หลายชนิด เขาหยิบตะเกียบคีบขึ้นมาชิ้นหนึ่ง พบว่าเป็นเนื้อที่มีสีเหลืองทองกลิ่นหอมยวนใจ เมื่อใส่เข้าปากก็ให้รสชาติที่แปลกใหม่ กลิ่นหอมกรุ่นติดอยู่ปลายลิ้น จึงอดถามหญิงรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่ได้ “อาหารชนิดนี้มีชื่อว่าอะไร?”
หญิงรับใช้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน “เรียนนายท่าน นี่คือ ‘ร้อยสำนักประชันเสียง’ เป็นจักจั่นที่คัดเลือกมาเป็นอย่างดี ตัวอวบใหญ่นำมาทอดกรอบ วิธีการปรุงค่อนข้างซับซ้อน”
ฟู่เฉาหมิงหัวเราะต่ำๆ ในลำคอ “ร้อยสำนักประชันเสียงรึ? เพียงชื่อแค่ฟังก็ไม่เลวแล้ว”
หลังจากบทเพลง ‘ไร้ชุดศึก’ จบลง บรรดานางระบำต่างเข้ามาร่ายรำบทเพลงเชิญสุรา พวกนางทั้งหลายรูปโฉมสะคราญตา ฝีมือร่ายรำยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เจ้าบ้านอินเดินลงจากเวที ถือกาสุราทองคำเดินมาหยุดตรงหน้าโต๊ะของชวีเทียนซู่ นางรินสุราในจอกทั้งสองจนเต็ม ริมฝีปากแดงสดคลี่แย้มงดงาม “สุราจอกนี้ ขอดื่มฉลองให้กับท่านพ่อที่ได้ชัยชนะกลับมา”
สายตาของชวีเทียนซู่เป็นประกายดุดันทันที ฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยาเมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยน สกุลอินและสกุลชวี ฝ่ายหนึ่งเป็นคหบดีอันดับหนึ่ง อีกฝ่ายเป็นถึงขุนพลผู้กุมกำลังสำคัญของราชสำนัก อยู่ๆ ทั้งสองฝ่ายหันมาญาติดีกัน ตัวเขาที่เป็นถึงฮ่องเต้จะไม่เกิดความหวาดระแวงได้อย่างไร
ชวีเทียนซู่นั้นเป็นคนฉลาดมากประสบการณ์ มีหรือจะยอมดื่มสุราจอกนี้ของอินจู๋หลี เขารีบแก้กลของนางทันที “สกุลอินและสกุลชวีต่างก็มีความแค้นลึกล้ำต่อกัน สุราของเจ้าบ้านอินจอกนี้ จะเป็นการให้เกียรติกันเกินไป”
อินจู๋หลีคล้ายกับคาดเดาได้ว่าเขาจะไม่ยอมดื่ม จึงใช้สองมือถือจอกสุรายกขึ้นดื่มเสียเอง “ในอดีตมารดาของข้าเสียชีวิตแบบไม่คาดฝัน แม้ท่านแม่ทัพจะพยายามช่วยเหลือ แต่ก็ไม่อาจรักษาชีวิตนางไว้ได้ข้าต้องสูญเสียมารดาไป เอาเถอะ...อย่างไรเสียส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะชะตาฟ้าลิขิต แม้จู๋หลีจะเติบโตที่บ้านสกุลอิน แต่เลือดในกายของข้าครึ่งหนึ่งก็ยังมาจากท่านแม่ทัพ แล้วข้าจะเคียดแค้นท่านได้อย่างไร” เห็นสีหน้าของชวีเทียนซู่เคร่งเครียด นางก็มิได้พูดจาติดพันต่อ “การที่ใต้เท้าทุกท่านจะมารวมตัวกันในที่นี้ นับเป็นโอกาสที่หาได้ยาก เรื่องส่วนตัว
ของข้านั้นเอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังถึงจะถูก สมควรถูกลงโทษ... สมควรถูกลงโทษ”
นางยกจอกสุราขึ้นดื่มเป็นการลงโทษตัวเองจอกหนึ่ง บ่าวรับใช้เคลื่อนย้ายระฆังชุดออกไป พื้นที่ปูด้วยหยกเคลือบทองพลันแยกออกจากกัน เห็นบันไดที่ทำจากผลึกแก้วทอดตัวอยู่ทางซ้ายขวาสองฝั่ง ด้านล่างเป็นสระน้ำรูปใบบัว พื้นสระน้ำทำมาจากหยกฮั่นไป๋ ฝังไข่มุกราตรีเอาไว้โดยรอบ เมื่อเทียบกับห้องโถงด้านบนแล้วนับว่าสว่างไสวกว่ามาก
ขุนนางทั้งหลายมองอย่างตะลึงพรึงเพริด ดอกบัวหยกที่ลอยเด่นอยู่กลางสระน้ำ ปรากฏร่างนางรำสองคนในชุดสีแดงและสีขาว ถือดอกบัวก้านสีเขียวสดเริงระบำอยู่กลางลำน้ำ ชายกระโปรงเนื้อบางพลิ้วผ่านสายน้ำระบายสีสันสดใส พวกเขาทั้งหลายมีหรือจะเคยเห็นทัศนียภาพเช่นนี้มาก่อน ทุกคนต่างก็ลุกขึ้นยืนชะโงกมอง
น้ำในสระราวกับถูกย้อมด้วยสีสัน ในน้ำเห็นเพียงเงาสีขาวและสีแดงเคลื่อนไหวไปมา ประเดี๋ยวเข้ามาหยอกล้อ ประเดี๋ยวแตะริมฝีปากสีแดงสดเข้าหากัน แม้จะรู้ดีว่าการเคลื่อนไหวเช่นนั้นเป็นการถ่ายลมหายใจ ถึงกระนั้นก็ยังทำให้เลือดในกายของผู้ชมทั้งหลายสูบฉีดแรง
ชวีเทียนซู่ยังคงหวาดระแวง การที่อินจู๋หลีเลือกแสดงความเป็นมิตรกับเขาต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ จะต้องมีจุดประสงค์แอบแฝง เขาต้องระวังตัว
อินจู๋หลีมิได้กล่าวคำใดต่อ นางหันไปส่งสัญญาณกับหงเย่ที่ยืนแอบอยู่ด้านหนึ่ง ก่อนหมุนตัวเดินจากไป
อินจู๋หลีเดินออกจากเรือนทองหลังเล็ก กำลังจะออกจากกว่างหลิงจื่อซี พลันมีเสียงคนเรียกดังจากด้านหลัง “เจ้าบ้านอิน การทิ้งแขกเหรื่อเอาไว้แล้วออกมาตามลำพังเช่นนี้ ไม่ดูเป็นการเสียมารยาทหรอกหรือ”
อินจู๋หลีหมุนตัวกลับมาเห็นเป็นเสิ่นถิงเหยาฮ่องเต้พระองค์ใหม่ นางดูประหลาดใจเล็กน้อย “ถวายบังคมฝ่าบาท”
เสิ่นถิงเหยาก้าวสองก้าวเข้ามาประคองตัวนางให้ลุกขึ้น มือทั้งสองจับข้อมือนางเอาไว้อย่างสนิทสนม เขาทอดสายตามองนาง สีหน้ามิได้ปรากฏความไม่พอใจแต่อย่างใด “ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินว่าเจ้าบ้านอินนั้นมีทั้งรูปโฉมและความสามารถเป็นเลิศ วันนี้ได้พบตัวจริง นับว่าสมดังคำร่ำลือ”
อินจู๋หลีเดิมทีมิใช่หญิงสาวไร้เดียงสา รู้ดีว่าการที่เสิ่นถิงเหยาเรียกนางเอาไว้นั้นมิใช่เพื่อจะเอ่ยคำชื่นชม จึงยิ้มแย้มบางเบา “ได้รับคำชื่นชมจากฝ่าบาทเช่นนี้ หม่อมฉันมิอาจรับไหว”
เสิ่นถิงเหยามองนางด้วยแววตาอ่อนละมุน “เจ้ากำลังจะแต่งเข้าตำหนักอ๋องฝูลู่ในไม่ช้า ต่อไปพวกเราก็มิใช่อื่นไกล ไม่ต้องเคร่งครัดประเพณีมากจนเกินไป”
อินจู๋หลีย่อตัวแสดงความขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง แล้วถือโอกาสดึงมือที่ถูกเขากุมเอาไว้กลับมา เสิ่นถิงเหยาเอ่ยเบาๆ ขึ้นว่า “เอาละ เจ้าไปเถอะ”
อินจู๋หลีประสานมือแสดงความเคารพ กลัวว่าเขาคงจะเกิดความคิดออกนอกลู่ขึ้นมาจึงไม่อยากจะอยู่ต่อ รีบเดินออกจากกว่างหลิงจื่อซีไป
ฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าน้ำพุนานครู่หนึ่ง ทอดสายตามองดอกบัวหยกกลางสระน้ำที่เผยให้เห็นเกสรด้านใน ไม่รู้ว่าในน้ำใส่เครื่องหอมชนิดใดลงไป ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นหอมละมุนบางเบา ความสดชื่นไม่รุนแรง สร้างความชุ่มชื่นแก่ผู้สูดดม
ชายหนุ่มก้าวสั้นๆ สองสามก้าว ก้มกายเคาะมือลงบนพื้น เมื่อรู้สึกว่าพื้นด้านล่างล้วนปูลาดด้วยแผ่นทองคำก็ให้รู้สึกตื่นตระหนกระคนประหลาดใจจนอดขมวดคิ้วแน่นขึ้นไม่ได้
บ้านสกุลอินมั่งคั่งทัดเทียมกับแคว้นหนึ่งเลยทีเดียว มิน่าเล่าถึงสามารถให้ความช่วยเหลืออดีตฮ่องเต้ล้มล้างราชวงศ์เดิมได้ แม้สกุลอินและสกุลชวีจะไม่ลงรอยกัน แต่อย่างไรอินจู๋หลีก็ยังคงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชวีเทียนซู่ การมอบอินจู๋หลีให้แต่งกับเสิ่นถิงเจียวนั้น ตนตัดสินใจถูกหรือผิดกันแน่?