ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

หงส์สังหาร

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ฝันร้ายของ ‘อินจู๋หลี’ เกิดขึ้นในคืนอันมืดมิด  นางคือพยานหนึ่งเดียวที่แอบเห็นการลอบสังหารมารดาของตน  เรื่องทั้งหมดไม่ใช่อย่างที่หลายคนพยายามสรุปให้เป็น  แต่เด็กหญิงอย่างนางจะทำอะไรได้?  อินจู๋หลีหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยความแค้น  สักวันหนึ่งเถิดนางจะเติบโตขึ้น จะแข็งแกร่ง อดทน และกล้าหาญ  เมื่อวันนั้นมาถึงนางจะฟันไม่เลี้ยงเลยสักคนเดียว! ราชสีห์แสร้งสวมหนังแกะ เสิ่นถิงเจียวเป็นท่านอ๋องเก้าที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เป็นรอยด่างหนึ่งเดียวของราชวงศ์ เขาห่างไกลจากราชบัลลังก์ ไร้อำนาจ ไม่ร่ำรวย เป็นม้านอกสายตาของทุกคน ซ้ำยังโง่! ไม่น่าแปลกใจว่าใครๆ มักมองข้ามเขาอยู่เรื่อย แม้กระทั่งศึกชิงบัลลังก์ ยังไม่มีใครส่งนักฆ่าสักคนมาลอบสังหารเขา... ดูเอาเถอะ! แต่แล้ววันหนึ่ง หญิงแกร่งกลับมาแต่งกับอ๋องห่วย  เสียงหัวเราะเยาะจึงดังท่วมเมือง หากอินจู๋หลีต้องการชายงามไร้สมอง เสิ่นถิงเจียวก็ต้องการมารดาคนที่สอง เช่นนั้น...ก็ปล่อยให้พวกเขาจูบปากกันเถอะ

บทนำ

โปรยย่อ

หงส์สังหาร

แกร่งเหมือนมด อดเหมือนกา กล้าเหมือนหญิง

ฝันร้ายของ ‘อินจู๋หลี’ เกิดขึ้นในคืนอันมืดมิด 

นางคือพยานหนึ่งเดียวที่แอบเห็นการลอบสังหารมารดาของตน 

เรื่องทั้งหมดไม่ใช่อย่างที่หลายคนพยายามสรุปให้เป็น 

แต่เด็กหญิงอย่างนางจะทำอะไรได้? 

อินจู๋หลีหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยความแค้น 

สักวันหนึ่งเถิดนางจะเติบโตขึ้น จะแข็งแกร่ง อดทน และกล้าหาญ 

เมื่อวันนั้นมาถึงนางจะฟันไม่เลี้ยงเลยสักคนเดียว!

 

ราชสีห์แสร้งสวมหนังแกะ

เสิ่นถิงเจียวเป็นท่านอ๋องเก้าที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เป็นรอยด่างหนึ่งเดียวของราชวงศ์

เขาห่างไกลจากราชบัลลังก์ ไร้อำนาจ ไม่ร่ำรวย เป็นม้านอกสายตาของทุกคน

ซ้ำยังโง่! ไม่น่าแปลกใจว่าใครๆ มักมองข้ามเขาอยู่เรื่อย

แม้กระทั่งศึกชิงบัลลังก์ ยังไม่มีใครส่งนักฆ่าสักคนมาลอบสังหารเขา... ดูเอาเถอะ!
 

แต่แล้ววันหนึ่ง หญิงแกร่งกลับมาแต่งกับอ๋องห่วย 

เสียงหัวเราะเยาะจึงดังท่วมเมือง

 

หากอินจู๋หลีต้องการชายงามไร้สมอง เสิ่นถิงเจียวก็ต้องการมารดาคนที่สอง

เช่นนั้น...ก็ปล่อยให้พวกเขาจูบปากกันเถอะ

สารบัญ

บทนำ คืนที่มืดสนิทคืนนั้น...

คืนที่มืดสนิทคืนนั้น...

                ชวีหลิงเซียวลืมตาขึ้น พบว่าตัวนางกำลังถูกใครบางคนทั้งผลักทั้งดัน พยายามซ่อนร่างของนางโดยอาศัยโต๊ะเครื่องแป้งที่ทำจากไม้หลีฮวาเป็นกำบัง นางขยี้ตาด้วยความง่วงงุน ตั้งท่าจะอ้าปากถาม แต่ท่านแม่กลับแตะปลายนิ้วชี้ที่ริมฝีปากเป็นการบอกให้นางเงียบเสียง “เป็นเด็กดี อยู่ในนี้นะลูกแม่ อย่าได้ส่งเสียงออกมาเป็นอันขาด”

                นางเป็นเด็กน้อยที่รักและเชื่อฟังท่านแม่มาก จึงรีบขดตัวเป็นก้อนกลมและนั่งรออย่างสงบนิ่ง ได้ยินเสียงประตูถูกเปิดออกแว่วเข้ามาในหู เป็นเสียงมาจากด้านนอกนี่นา... รึว่ามีคนมาหาท่านแม่?

                ชวีหลิงเซียวขดตัวอยู่ใต้โต๊ะเครื่องแป้งที่ทั้งเล็กและแคบ นางมองไม่เห็นเหตุการณ์ภายนอกว่าเป็นอย่างไร ความวังเวงเป็นเอกลักษณ์อันน่าขนลุกของยามค่ำคืน มันทั้งหลอกล่อและบีบคั้นให้นางหวาดกลัว เด็กน้อยได้ยินเสียงหัวใจของตนเองที่กำลังเต้นเป็นจังหวะดังราวกับเสียงกลองลั่น

                อยู่ๆ ก็มีเสียงต่อสู้ดังขึ้น!

                เสียงอาวุธปะทะกันที่ดังแว่วเข้ามา ยิ่งทำให้ชวีหลิงเซียวตกใจจนตัวสั่น

                ก… เกิดอะไรขึ้นรึ?

                ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว ทำไมท่านพ่อถึงยังไม่กลับมา?

                “ที่แท้ก็เป็นท่าน...” เสียงร้องนี้ดังขึ้นเพียงครู่เดียวก็ถูกตัดบท ด้วยเสียงแจกันแตก คงจะเป็นแจกันดอกไม้ความสูงขนาดครึ่งตัวคนที่อยู่ข้างหน้าต่างกระมัง ซ้ำยังมีเสียงเสียดสีกันของผ้าอีกด้วย ชวีหลิงเซียวแอบโผล่ศีรษะเล็กๆ ลอบสังเกตเหตุการณ์ด้านนอก ท่านแม่ของนางถูกคนชุดดำผู้หนึ่งกดร่างตรึงให้คว่ำอยู่บนเตียง คนที่เป็นหัวหน้าใช้ผ้าแพรสีขาวผืนยาวรัดรอบคอท่านแม่เอาไว้แน่น ภายใต้แสงเทียนที่วอบแวบ ใบหน้าของท่านแม่เป็นสีเขียวคล้ำน่ากลัว

                ชวีหลิงเซียวอยากจะตะโกนร้องออกไป ทว่าความกลัวทำให้เสียงเล็กๆ ของนางติดอยู่ในลำคอ ร่างบนเตียงเบือนหน้ากลับมา โลหิตมากมายหลั่งไหลออกมาจากจมูก การเคลื่อนไหวสุดท้ายของท่านแม่ ก็คือยื่นมือไปจับผ้าม่านเตียงที่ทั้งหนาและหนักเอาไว้... แล้วออกแรงดึง

                ผ้าม่านหนาพลิ้วไหวกลางอากาศตกลงมาบดบังภาพทั้งหมดจากสายตาของชวีหลิงเซียว เบื้องหน้าของเด็กน้อยเหลือเพียงความมืด

                มืดราวกับจมอยู่ในโคลน

                เกิดเสียงดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ชวีหลิงเซียวเลิกปลายผ้าม่านที่ตกลงมาแง้มออก เห็นว่ามีคนกำลังแขวน ‘ของสิ่งหนึ่ง’ ขึ้นไปบนขื่อห้อง นางมองไม่เห็นใบหน้าของคนเหล่านั้น เห็นเพียงรองเท้าที่กำลังเหยียบอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ย

                มันเป็นรองเท้าสีดำ ด้านซ้ายปักด้วยไหมสีทองเป็นรูปดาวเจ็ดแฉก

                นิ้วมือเล็กๆ ของนาง ถูกเจ้าตัวกัดอยู่ในปากอย่างแรง

                กัดจนรู้สึกถึงคาวโลหิตในปาก ตกใจจนอยากอาเจียน

                “ท่านแม่ทัพ ให้ข้าจัดการเถิด”

                “ไม่ต้อง”

                เสียงนี้... นางคุ้นเคยยิ่งนัก ชวีหลิงเซียวซุกตัวชิดกับมุมอับใต้โต๊ะเครื่องแป้ง พยายามควบคุมอาการสั่นสะท้านรุนแรงของร่างกาย โลหิตจากแผลที่นิ้วไหลออกมาไม่ขาดสาย แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บปวด รอจนกระทั่งผู้คนทั้งหลายจากไปแล้ว นางจึงคลานออกมายืนอยู่เบื้องหน้าศพที่ถูกแขวนอยู่กับขื่อสูง แขนของนางกอดขาสองข้างที่ยังหลงเหลือความอบอุ่นเอาไว้แน่น

                ปีนั้นนางอายุสี่ขวบ เด็กสี่ขวบคิดเพียงแค่ว่า... หากนางกอดร่างของท่านแม่เอาไว้แน่นเข้าอีกนิด ท่านแม่จะต้องลืมตาขึ้นมาแน่ ท่านแม่ต้องหวีผมเกล้ามวยให้กับนาง แล้วถามนางว่า ‘วันนี้จะใส่ชุดสวยชุดไหน’

                ช่วงเวลาที่ชวีหลิงเซียวกำลังงุนงง ที่บ้านก็จัดพิธีฝังศพอย่างรีบร้อน หญิงรับใช้วัยกลางคนตกแต่งใบหน้าให้กับผู้ตายเสียใหม่เพื่อเป็นการปกปิดสีหน้าก่อนตาย

                ขณะกำลังจะปิดฝาโลง ชวีหลิงเซียวยังคงยึดชายกระโปรงสีขาวของท่านแม่เอาไว้ไม่ปล่อย หญิงรับใช้ที่ดูแลนางส่งเสียงดุด่าพร้อมกับแกะนิ้วของนางออกทีละนิ้วแบบไม่ปรานี แผลเก่าที่นิ้วเล็กๆ ของนางยังไม่ทันหายดี จึงทิ้งคราบโลหิตไว้บนขอบโลงชัดเจน ธงกระดาษกับบทเพลงแสดงความอาลัยดังกึกก้องไปทั่ว

                ปี้อู่ ปี้อู่...

                ริมฝีปากแดงสดดุจดอกท้อ เครื่องแป้งที่ตกแต่งเริ่มเลือนไป เหลือไว้เพียงเสี้ยวธุลีดิน ฮูหยินผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่สุด สุดท้ายแล้ว ก็เหลืออยู่เพียงป้ายหินที่สลักด้วยอักษรโบราณแถวเดียวเท่านั้น

                ธงไว้ทุกข์สีขาวเปลี่ยนเป็นธงผ้าต่วนสีแดง เทียนขาวเปลี่ยนเป็นเทียนแดง ไม่นานนัก... งานศพก็เปลี่ยนเป็นงานมงคล

                หญิงแซ่เว่ยผู้หนึ่งถูกรับตัวเข้าจวนสกุลชวี ชวีหลิงเซียวยืนแอบอยู่ใต้ต้นไทร มองลอดกิ่งก้านดกหนาไปยัง ‘โฉมสะคราญตระกูลเว่ย’ อย่างประเมิน สำหรับบุตรสาวกำพร้ามารดาเช่นนาง ชวีเทียนซู่ผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้ามิได้แนะนำตัวให้มากมาย เอ่ยปากกับภรรยาใหม่เพียงแค่ว่า “เด็กนี่ชื่อ... ชวีหลิงเซียว”

                นางเว่ย... ฮูหยินคนใหม่ของบ้านตระกูลชวี ปรายตามองลูกติดของสามีอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่า “ที่แท้ก็ลูกสาวของอินปี้อู่ที่เพิ่งตายไป ท่านยังจะเก็บนางเอาไว้อีกหรือ”

                ชวีเทียนซู่พยักหน้ารับหากมิได้เอ่ยคำใด ทำเพียงประคองนางเว่ยเข้าไปในจวน

                วันนี้นับเป็นวันมหามงคล เพราะเป็นวันทำพิธีรับฮูหยินคนใหม่เข้าจวน บ่าวรับใช้ขั้นต่ำที่สุดยังได้รับการแจกสื้อผ้าชุดใหม่ที่มีสีสันสดใสไว้ให้สวม ภายในจวนถูกปัดกวาดจนสะอาดเอี่ยมไร้ฝุ่นละออง แม้แต่กระดาษที่ปิดหน้าต่างก็เปลี่ยนเป็นสีที่ฮูหยินคนใหม่โปรดปราน

                นางเว่ยพาเด็กชายมาด้วยสองคน บ่าวรับใช้ในจวนต่างก็ขานเรียกพวกเขาว่านายน้อย อีกทั้งยังกล่าวชมกันปากต่อปากว่ามารดาของ ‘นายน้อย’ ต่างหากเล่าที่นับเป็นฮูหยินตัวจริงเสียงจริง เป็นนายหญิงคู่บารมีของนายท่าน

                ชวีหลิงเซียวไม่รู้ว่าฮูหยินตัวจริงเสียงจริงนั้นหมายความว่าอย่างไร เด็กน้อยรู้แต่ว่าก่อนหน้านี้ ผู้คนรอบกายยังขานเรียกมารดาของนางว่าฮูหยินอยู่เลย ทว่าตอนนี้ ไม่มีใครเอ่ยถึงมารดาของนางออกมาสักคำ นางเว่ยยกเรือนเดิมของท่านแม่ให้เป็นห้องบ่าวรับใช้ ตัดต้นตุงที่ท่านแม่โปรดปรานที่สุดไปทำเป็นไม้ฟืน นำนกกระสาที่ท่านแม่รักที่สุดออกไป จัดหานกยูงมาเลี้ยงแทน

                ชวีหลิงเซียวอาศัยอยู่กับหญิงรับใช้วัยกลางคน ชวีเทียนซู่คงลืมว่าเขายังมีบุตรสาวเล็กๆ อยู่อีกหนึ่งคน บางครั้ง... แม้แต่บ่าวรับใช้ที่มีหน้าที่ส่งอาหารก็พลอยลืมนางไปด้วย

                ในปีที่ชวีหลิงเซียวอายุได้หกขวบ นางเว่ยก็คลอดบุตรสาวให้กับสกุลชวี ตั้งชื่อว่าหลิงอวี้ พอชวีหลิงอวี้อายุได้ร้อยวัน ชวีเทียนซู่ก็จัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่ ส่งเทียบเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมงานอย่างคับคั่ง

                ชวีหลิงเซียวได้แต่เก็บตัวเงียบอยู่ในเรือนพัก งานมงคลที่อยู่ห่างไปไกลนั้นมิได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับนางเลยแม้แต่น้อย

                ต่อมาไม่นาน ก็มีข่าวว่าสกุลอินไม่ยอมรับสาเหตุการตายของอินปี้อู่ที่ถูกระบุว่าเป็นการ ‘แขวนคอฆ่าตัวตาย’ ญาติพี่น้องฝั่งมารดาของนางได้ร้องขอให้ผู้ชันสูตรศพรื้อคดีเพื่อค้นสาเหตุการตายขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เรื่องดังกล่าวทำให้สกุลอินและสกุลชวีเกิดความบาดหมางกันรุนแรง

                ฝ่ายหนึ่งเป็นคหบดีผู้ร่ำรวยอันดับต้นๆ แห่งแคว้นต้าสิง

                อีกฝ่ายหนึ่งเป็นแม่ทัพคนโปรดของฮ่องเต้

                ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้ใคร

                เพื่อเป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ฮ่องเต้เสิ่นหวันเยี่ยนแต่งตั้งให้บ้านสกุลอินเป็นพ่อค้าหลวงแห่งต้าสิง ยกเว้นการเก็บส่วยหนึ่งส่วน อีกทั้งแต่งตั้งอินม่งยวน น้องสาวของอินปี้อู่ ดำรงตำแหน่งเป็นถึงฮูหยินอันดับหนึ่งของแคว้น ส่วนอินจื่อชวนน้องชาย แต่งตั้งเป็นหวินหยางอ๋อง หลังจากมีการแต่งตั้งและไกล่เกลี่ยกันมาหลายรอบ การตายของอินปี้อู่ สุดท้ายก็จบลงโดยไม่มีข้อสรุป

                ถึงอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างสกุลอินและสกุลชวีก็เปรียบประดุจน้ำกับน้ำมันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สุดท้ายแล้วสกุลอินได้ร้องขอตัวหลานกำพร้า ‘ชวีหลิงเซียว’ กลับมาเลี้ยงดูเอง ฮ่องเต้เสิ่นหวันเยี่ยนรับสั่งให้เป็นไปตามที่ขอ

                สามารถริดหนามที่ทิ่มตำอยู่ในเนื้อได้ นางเว่ยย่อมดีใจยิ่งกว่าใคร

                ชวีเทียนซู่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาลืมบุตรสาวผู้นี้ไปนานแล้ว

                ยามที่ชวีหลิงเซียวจากจวนสกุลชวีไปนั้น นางมิได้นำเสื้อผ้าติดตัวไปด้วยแม้แต่ชุดเดียว นางเว่ยทอดสายตามองเด็กหญิงก้าวผ่านประตูใหญ่ไปอย่างดูแคลน

                ก่อนจากไป ชวีหลิงเซียวหันกลับไปมองหลังคาของจวนแม่ทัพอีกครั้ง มองราวกับจะประทับทุกริ้วรอยของมันไว้ในความทรงจำ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของเด็กหญิงให้ความรู้สึกเย้ยหยันชวนให้ใจกระตุก

                นกยูงตัวหนึ่งบินผ่านหน้า

                ความฝันอันสดใสที่ชวีหลิงเซียวเคยฝันถึง... เริ่มขึ้น

                หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา นางคือคนแซ่อิน นามว่า...’อินจู๋หลี’

                เด็กน้อยมิเคยปริปากบอกใครเกี่ยวกับเรื่องของมารดา

                ไม่ว่ากับใครก็ไม่เคย!

บทที่ 1 โลกกว้าง แต่ทางแคบ (1)

            โต๊ะพนันถูกยกคว่ำ!

                ลูกเต๋าระเนระนาดไปทั่วพื้น กลิ้งไปมา

                เสียงยังไม่แตกพานของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง เอ่ยขึ้นมาอย่างวางโต “เจ้าพวกสารเลว อ๋องน้อยเช่นข้าจะแพ้ได้อย่างไร ต้องเป็นพวกเจ้าแน่ที่เล่นโกง”

                “ท่านอ๋องเก้า พวกข้าเป็นพ่อค้า ยามค้าขายก็ตรงไปตรงมา ต่อให้กินหัวใจหมีดีมังกรมาก็มิกล้าเล่นโกงท่านหรอก...”

                “อ้อ… ไม่โกงอย่างนั้นรึ แล้วทำไมทุกครั้งที่ข้าแทงสูงถึงออกต่ำไปเสียทุกครา! เด็กๆ พังบ่อนขี้โกงนี่อย่าให้เหลือซาก”

                เสียงอุทานอย่างตกใจของผู้คนทั้งหลายดังขึ้น คนที่เดินผ่านไปมาต่างรู้ดีว่าท่านอ๋องเก้ากำลังฟาดงวงฟาดงาหาเรื่องผู้อื่นอีกแล้ว หากพูดถึงท่านอ๋องเก้า ‘เสิ่นถิงเจียว’ ผู้นี้ ชาวบ้านร้านตลาดในฉางอันไม่มีใครที่ไม่รู้จัก อดีตฮ่องเต้เสิ่นหวันเยี่ยนมีโอรสสี่พระองค์ ท่านอ๋องเก้าเสิ่นถิงเจียวนับเป็นโอรสที่มีรูปโฉมงามสง่าเป็นหนึ่ง ทว่าน่าเสียดาย ความงามสง่าซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นกลับถูกความไม่เอาไหนของเจ้าตัวกลบเสียมิด ไม่ว่าจะเป็น สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร เขาล้วนแต่ช่ำชองไปทุกสิ่ง ท่านอ๋องเก้าชอบรังแกผู้คน ไม่ว่าจะหญิงหรือชายเขาก็ทำได้อย่างไม่รู้สึกรู้สา ทุกครั้งที่เอ่ยชื่อราชนิกุลผู้นี้ ชาวบ้านชาวเมืองทั้งโกรธแค้นทั้งหวาดกลัว

                ต้นปีที่ผ่านมา ท่านอ๋องเก้า--เสิ่นถิงเจียวเพิ่งจะอายุครบสิบสี่ปีเต็ม ฮ่องเต้เสิ่นหวันเยี่ยนมอบตำหนักในเมืองฉางอันให้แก่เขาหลังหนึ่ง พร้อมทั้งแต่งตั้งให้เขาเป็นอ๋องฝูลู่ ลือกันว่าการกระทำเช่นนี้เสมือนเป็นการไล่เขาออกจากวังทางอ้อม

                เมื่อไร้ผู้ที่คอยบังคับกวดขัน ท่านอ๋องเก้าจึงออกอาการวางโตโอหังมากกว่าเดิม ชาวบ้านชาวเมืองได้แต่ร้องระงมด้วยความทุกข์ใจ หลังจากฮ่องเต้เสิ่นหวันเยี่ยนสวรรคตในเดือนสี่ องค์ชายรองเสิ่นถิงเหยาขึ้นเสวยราชสมบัติแทนผู้เป็นบิดา ราชสำนักเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง

                คงมีแต่ ‘เขา’ เพียงผู้เดียวที่ว่างงาน ไม่มีสิ่งใดให้ทำ วันๆ จึงทำแต่เรื่องที่คนเห็นคนรังเกียจ สุนัขเห็นสุนัขเมิน กลายเป็นราชนิกุลที่มีชื่อเสียงเน่าเหม็นในที่สุด

                อาจเป็นเช่นคำกล่าวที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หรือไม่ก็เพราะคำสาปแช่งของชาวเมืองฉางอันแสดงอิทธิฤทธิ์ออกมา... องค์ชายเจ้าสำราญที่เดินกร่างอยู่บนท้องถนนยามราตรีมานานแสนนาน สุดท้ายก็พบกับภูตผีเข้าจนได้

 

                คืนหนึ่งในฤดูร้อน

                เสียงจักจั่นร้องระงมไปทั่วเมืองฉางอัน จันทราแขวนอยู่บนฟากฟ้า

                ท่านอ๋องเสิ่นถิงเจียวที่ดวงกำลังขึ้น ได้เงินจากการเล่นพนันในบ่อนมาจำนวนหนึ่ง ถือโอกาสเรียกบรรดาสหายที่ไม่เอาถ่านเอาขี้เถ้าเช่นตัวเขา ไปดื่มสุรากันที่ตึกกว่างหลิง อันเป็นบ่อดักทองที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองฉางอัน

                ตึกกว่างหลิงแห่งนี้ แขกเหรื่อที่มาหาความสำราญล้วนเป็นผู้มีอำนาจ มากด้วยเงินทองยศศักดิ์ทั้งสิ้น อ๋องเสิ่น...หลังจากได้รับพระราชทานตำหนักส่วนตัวและยศตำแหน่งแล้ว ได้กลายเป็นแขกประจำของที่แห่งนี้ไปโดยปริยาย

                ตึกกว่างหลิงคึกคักไปด้วยเสียงชนจอกสุรา ปนกับเสียงขับขานบทเพลงที่ดังอย่างต่อเนื่อง ท่านอ๋องเสิ่นถิงเจียวนำคนกลุ่มหนึ่งนั่งลงตรงตำแหน่งที่มองเห็นการแสดงได้ชัดที่สุด หงเย่...ผู้ดูแลตึกกว่างหลิงรีบนำหญิงงามจำนวนหนึ่งเข้ามาจัดสุราอาหารต้อนรับ กลิ่นแป้งและเครื่องหอมคละคลุ้ง ชวนให้แขกเหรื่อเคลิบเคลิ้มยิ่งกว่าได้ลิ้มรสสุราเสียอีก

                บนยกพื้นสูงทรงกลมรูปดอกบัว นางระบำรูปโฉมสะดุดตาสวมอาภรณ์เนื้อบางนางหนึ่ง กำลังสะบัดชายแขนเสื้อร่ายรำอย่างอ่อนช้อย บางจังหวะนางก็สะบัดแขนเสื้อใส่ถาดโลหะ ใช้เท้าเล็กๆ เหยียบไปบนกลองสร้างท่วงทำนองกังวานสดใส บางจังหวะร่างอรชรก็โยกย้ายยั่วยวน กลีบดอกไม้สีขาวและสีชมพูถูกโปรยมาจากด้านบน ลอยพลิ้วกลางอากาศส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่ว สร้างความเคลิบเคลิ้มให้แก่ผู้ชมและท่านอ๋องน้อยเป็นอย่างยิ่ง

                ตอนที่อยู่ในบ่อนท่านอ๋องดื่มสุรามาไม่น้อย เมื่อเห็นสาวงามบนยกพื้นสูงก็เกิดความคิดลามกขึ้นในใจ โผตัวขึ้นไปกอดสาวงามโดยไม่ฟังคำทัดทานใดๆ เขาจุมพิตริมฝีปากนางก่อนจะพ่นลมหายใจที่มีแต่กลิ่นสุราออกมา เอ่ยด้วยเสียงอันดังว่า “รำไปรำมาไม่เห็นจะมีอะไรน่าดู ข้าชอบดูคนมากกว่า คนสวยวันนี้เจ้าเปลื้องผ้าชิ้นหนึ่ง ข้าจะให้รางวัลเจ้าห้าสิบตำลึง”

                แขกที่มุงดูอยู่รอบๆ ส่วนใหญ่เป็นพวกเจ้าชู้ชีกออยู่แล้ว พอได้ยินประโยคดังกล่าวก็ส่งเสียงโห่ร้องอย่างคึกคะนองดังก้องห้องโถงกว้าง ผู้ที่ส่งเสียงสนับสนุนมีมากมายนับไม่ถ้วน

                แขกที่มาตึกกว่างหลิงล้วนเป็นขุนนางผู้มีอันจะกินทั้งสิ้น หงเย่ผู้ดูแลตึกกว่างหลิงเป็นหญิงที่ฉลาดเป็นกรด นางมีหรือจะกล้าทัดทานตรงๆ วิธีรับมือที่ดีที่สุดก็คือปรากฏตัวบนยกพื้นแล้วส่งยิ้มพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “ท่านอ๋องเสิ่นคงดื่มสุรามาไม่น้อย หงเย่จะพาท่านไปที่เรือนด้านหลังก็แล้วกันนะเจ้าคะ สิ่งที่ตึกกว่างหลิงมีมากที่สุดก็คือสาวงาม ท่านต้องการเท่าไรก็ย่อมได้”

                อ๋องน้อยผู้มีนิสัยดื้อรั้น ไม่ยอมลงบันไดที่หงเย่ทอดเอาไว้ให้ เขาสะบัดนางออกพลางดึงตัวนางระบำโฉมงามผู้นั้นเอาไว้ด้วยกิริยาก้าวร้าวท้าทาย “ข้าให้เจ้าถอดเสื้อถือว่าข้าให้เกียรติเจ้าแล้ว ชิ้นหนึ่งห้าสิบตำลึงเชียวนะ แม้แต่สาวงามอันดับหนึ่งของที่นี่ก็ยังไม่ได้ราคานี้ เจ้ากลับไม่คิดจะให้เกียรติข้าตอบอีกรึ? ยังไม่รีบถอดอีก...เร็วเข้า!”

                เดือนหกอากาศร้อนอบอ้าว ปกตินางระบำก็สวมเสื้อผ้าเนื้อบางอยู่แล้ว หากจะให้ถอดอีกคงมิอาจปกปิดส่วนใดได้ นางระบำยามนี้ตื่นตระหนกอยู่ในใจ พยายามจับชายเสื้อของอ๋องน้อยเอาไว้พลางส่งเสียงอ้อนวอนขอความเมตตา

                ขณะที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ ก็มีเสียงดังมาจากชั้นสอง “คุณชายช่างมีรสนิยมเหลือจะกล่าว”

                เสียงที่ดังแทรกขึ้นมากะทันหัน ส่งผลให้เสียงโห่ร้องอื้ออึงในห้องโถงเงียบกริบทันใด ท่านอ๋องเสิ่นหรี่ดวงตาที่ฉ่ำเยิ้มด้วยฤทธิ์สุราจ้องมองไปยังต้นเสียง เห็นสตรีผู้หนึ่งยืนพิงระเบียงไม้สีชาดอยู่บนชั้นสอง รูปร่างของนางสูงโปร่ง เรือนผมสีดำขลับถูกรวบด้วยเส้นไหมสีม่วง คิ้วเข้มรูปดาบของท่านอ๋องเสิ่นเลิกขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากเคลือบด้วยรอยยิ้มบางเบา ในความยโสแฝงความชั่วร้ายอยู่หลายส่วน

                ท่านอ๋องเสิ่นเชิดปลายคางขึ้น หญิงผู้นั้นสวมอาภรณ์ตัวยาวสีแดงชาด ผ้าที่สวมเป็นแพรเนื้อดีที่สุดของร้านแพรไหมแห่งห้างฟู่กุ้ย ตรงปกเสื้อปักลวดลายดอกสายน้ำผึ้งที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นฝีมือการปักของหวินเทียนอี ผู้ดูแลโรงปักผ้าเทียนอีของห้างฟู่กุ้ย พู่หยกร้อยเมฆาที่ห้อยประดับอยู่ตรงเอว ก็เป็นสินค้าชิ้นใหม่ล่าสุดของร้านหยกเหยียนหรูอวี้ห้างฟู่กุ้ยเช่นเดียวกัน

                ท่านอ๋องเสิ่นเป็นผู้ที่คร่ำหวอดในแวดวงสาวงาม ย่อมรู้ถึงราคาเครื่องประดับและข้าวของเหล่านี้เป็นอย่างดี เขาตะโกนถามกลับไปว่า “คุณหนูบ้านไหนกันหนอ เป็นสาวเป็นนางอุตส่าห์มาดื่มสุราไกลถึงตึกกว่างหลิง หากเทียบแล้ว นับว่าคุณหนูมีรสนิยมสูงส่งกว่าอ๋องเช่นข้ามากนัก”

                ภายในห้องโถงเกิดเสียงโห่ร้องดังขึ้นอีกครา สตรีที่ยืนอยู่ชั้นสองยกมือเท้าระเบียงไม้สีแดงสด พูดตอบเรื่อยเฉื่อย “นางระบำแม้จะขายรอยยิ้มแลกเงินตรา แต่ก็เพราะถูกความจำเป็นบังคับ เหตุใดคุณชายจะต้องหยามเกียรติกันด้วย”

                มีหรือที่อ๋องเสิ่นจะฟังเหตุผลไม่เข้าหูเช่นนี้ เขายังคงยื่นมือดึงผ้าปิดหน้าอกของนางระบำ หางตาปรายมองไปยังสาวงามที่ยืนอยู่ชั้นบนอย่างท้าทาย “ห้าสิบตำลึงต่อการเปลื้องผ้าหนึ่งชิ้น นับเป็นการค้าขายที่ยุติธรรม อ๋องน้อยเช่นข้าไม่ได้เอาเปรียบนางเสียหน่อย หากคุณหนูต้องการออกหน้าแทน ให้ลงมาทำแทนนางก็สิ้นเรื่อง”

                สายตาทุกคู่ในห้องโถงอันโอ่อ่าจับจ้องไปที่ร่างบนชั้นสองเป็นตาเดียว มีคนที่ไม่ชอบใจ แต่ก็มีพวกเจ้าชู้ไม่เอาไหนช่วยกันส่งเสียงโห่ร้องให้การสนับสนุน

                สตรีในอาภรณ์สีสดมิได้แสดงความโมโห เพียงพยักหน้าน้อยๆ “ห้าสิบตำลึงต่อการเปลื้องผ้าหนึ่งชิ้น นับว่าเป็นราคาที่ยุติธรรมดี ไม่ทราบว่าวันนี้คุณชายสวมเสื้อผ้ามากี่ชิ้น ทัศนียภาพภายใต้ผืนผ้าจะเฉิดฉายน่าชมสมราคาหรือไม่หนอ?” ยามที่พูดประโยคนี้ออกมา นางเจตนาทอดสายตามองท่านอ๋องเสิ่นอย่างมีเลศนัยก่อนจะส่งเสียงเรียกเบาๆ

“ฮ่วงเยว่”

                บุรุษร่างสูงใหญ่สวมเสื้อสีเทาเฉกเช่นชาวบ้านสามัญชนส่งเสียงขานรับ เขายืนอยู่ด้านขวาของสตรีผู้นั้น กระโดดทิ้งตัวจากระเบียงชั้นสองลงสู่พื้นด้านล่างได้มั่นคงรวดเร็วกระทั่งชายเสื้อยังไม่พลิ้วไหว บอกได้ว่ามีวรยุทธล้ำเลิศนัก

                ท่านอ๋องเสิ่นเห็นเพียงเงาเลือนรางแวบเดียว พริบตาต่อมาชายเสื้อเทาก็ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาเป็นที่เรียบร้อย เจ้านั่นไม่พูดพร่ำทำเพลง มาถึงก็จับข้อมือซ้ายของเขาเอาไว้ ตวัดแขนลากเขาลงมาจากยกพื้นสูงจากนั้นก็กดร่างเขาแนบกับโต๊ะกลมกลางห้องโถง

                เป็นเพราะเมืองหลวงอยู่ภายใต้ปลายจมูกของราชสำนัก ท่านอ๋องน้อยจึงคิดมาตลอดว่าไม่มีผู้ใดกล้าลงมือกับเขา ออกมาเที่ยวข้างนอกครั้งนี้ เขาจึงพาบ่าวรับใช้คนสนิทมาเพียงคนเดียวซึ่งไม่มีทางช่วยเหลือใดๆ ได้อยู่แล้ว สตรีในอาภรณ์สีสดบนชั้นสองยืนสองมือไพล่หลัง มุมปากปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้น “ห้าสิบตำหนึ่งต่อหนึ่งชิ้น ข้าย่อมไม่เอาเปรียบคุณชายเช่นกัน”

                เมื่อประโยคนี้จบลง ก็มีคนส่งเสียงอุทาน “เจ้าบ้านอิน นางคือ ‘เจ้าบ้านอิน’ ผู้คุมกิจการของห้างฟู่กุ้ยนี่นา!”

                เสิ่นถิงเจียวที่นอนพาดอยู่บนโต๊ะกลมเริ่มหน้าถอดสี “เจ้าเป็นใคร คิดจะทำอะไร?”

                สตรีผู้นั้นไม่ตอบคำถาม เพียงส่งเสียงเรียกหนักๆ “ฮ่วงเยว่”

                บุรุษเสื้อเทาที่จับข้อมือของท่านอ๋องเสิ่นอยู่ได้ยินเข้าก็ขมวดคิ้ว “ท่านเจ้าบ้าน ข้าไม่สนใจเสื้อผ้าของบุรุษ”

                สตรีชุดแดงปรายตามองด้านขวามือ บุรุษที่อยู่ด้านขวาของนางสวมชุดตัวยาวดูราวกับบัณฑิต ถือลูกคิดสีทองอยู่ในมือ เขาตอบเสียงเอื่อย “ข้าก็ไม่สนใจเช่นกัน”

                สตรีชุดแดงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ตัดสินใจเด็ดขาด “ก็ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องลงมือเอง”

                ท่านอ๋องเสิ่นส่งเสียงก่นด่าพร้อมกับดิ้นรนขัดขืน ทั่วห้องโถงเงียบกริบ ไร้เสียงโห่ร้อง เหล่าบุรุษสูงวัยที่มาหาความสำราญได้แต่นิ่งขึงราวกับเป็นท่อนไม้

                สตรีนางนั้นก้าวเท้าเนิบช้าลงมาจากบันไดวน ในที่สุดก็มาอยู่ตรงหน้าอ๋องเสิ่น อ๋องน้อยดิ้นรนอยู่นานก็ไม่อาจหลุดพ้นการจับกุม ทำได้เพียงตะเบ็งเสียงดังโหวกเหวก “บังอาจ ข้าเป็นถึงอ๋องฝูลู่ อีกทั้งยังเป็นพระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน หากใครบังอาจเสียมารยาทกับข้า ข้าจะตัดหัวเสีย!”

                สตรีชุดแดงส่งสัญญาณให้นางระบำถอยออกไป จากนั้นนางก็ยื่นมือออกมา

                ในขณะที่ผู้คนทั้งหลายได้แต่จ้องมองเขม็ง มือของนางก็เลื้อยมาจับหยกคาดเอวของท่านอ๋องเสิ่น ท่านอ๋องดิ้นรนสุดชีวิต ยามปกติเขาไม่สนใจร่ำเรียนวรยุทธใดๆ จึงไม่สามารถต่อกรกับฮ่วงเยว่ที่เปี่ยมไปด้วยกำลังวังชาได้เลย

                สตรีชุดแดงแกะหยกคาดเอวของเขาออกอย่างราบรื่น เท้าข้างหนึ่งของนางเหยียบอยู่บนเก้าอี้ตัวเตี้ย ชูหยกคาดเอวขึ้นสูง โบกสะบัดไปมาก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรื่อยเฉื่อย “ชิ้นที่หนึ่ง...”

                หยกคาดเอวถูกนางใช้นิ้วหมุนเหวี่ยงไปมาอยู่หลายรอบ ก่อนจะโยนตกลงไปกลางฝูงชน ผู้คนโดยรอบพากันลุกขึ้นยืน ยามนี้... ห้องโถงโอ่อ่าที่สว่างไสวไปด้วยแสงจากโคมพลันเงียบกริบ หากมีเข็มเย็บผ้าตกลงพื้นสักเล่มก็คงจะได้ยินกันชัดเจน

                ใบหน้าหล่อเหลาเกินชายของท่านอ๋องเสิ่นบัดนี้กลายเป็นสีแดงเข้ม เขายังคิดยื่นขาไปเตะนาง แต่บุรุษผู้มีนามว่าฮ่วงเยว่กำข้อมือเขาแน่นเข้าไปอีก ทำให้เขาเจ็บจนมิอาจขยับตัว สตรีในชุดแดงคว้าเสื้อคลุมตัวนอกสีเขียวต้นหอมของเขาเอาไว้ก่อนจะแหวกชายเสื้อทั้งสองด้านออกจากกัน ฮ่วงเยว่ให้ความร่วมมืออย่างดีด้วยการดันตัวเด็กหนุ่มไปด้านหน้าเล็กน้อย ไม่นานเสื้อคลุมตัวนอกก็เลื่อนหลุดจากร่างไปอยู่ในมือของสตรีชุดแดงอย่างง่ายดาย

                นางชูอาภรณ์ตัวยาวขึ้นสูง หมุนข้อมือไปมาราวกับกำลังควงผ้าเช็ดหน้าอยู่กลางอากาศหลายรอบ ก่อนจะโยนไปกลางฝูงชน ใบหน้าของท่านอ๋องเสิ่นบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียว ตัวเขามีหรือจะเคยได้รับความอับอายขายหน้าเช่นนี้ จึงหลุดปากก่นด่าเสียงดัง “หญิงสารเลวรีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ ไม่เช่นนั้นข้าจะจับเจ้าเปลือยล่อนจ้อนแล้วจับแขวนไว้หน้าประตูเมือง”

                “ความคิดนี้ไม่เลว” สตรีนางนั้นยื่นมือไปปลดเสื้อตัวในของเขาต่อ เสื้อตัวนี้เป็นแบบใหม่ล่าสุดที่ร้านแพรไหมผลิตออกมา นางแก้ปมเชือกที่อยู่ด้านขวาอย่างชำนาญ มือสองข้างแหวกสาบเสื้อออก เผยแผ่นอกขาวกระจ่างไร้ที่ติของท่านอ๋องเสิ่นให้ปรากฏแก่สายตาผู้ชม

                เริ่มมีเสียงสูดหายใจดังอย่างคาดไม่ถึงจากฝูงชนแว่วขึ้น ผู้คนทั้งหลายพากันถอยร่นไปด้านหลัง ถึงกระนั้นก็ยังคงยื่นหน้าเพื่อชมเหตุการณ์อย่างสนใจ

                ทางด้านท่านอ๋องเสิ่นที่ไม่อาจหลุดพ้นจากจับกุมนี้ได้ ก็เริ่มก่นด่ายกใหญ่ “หญิงสารเลว ข้าจะตัดหัวเจ้าเก้าชั่วโคตร ริบทรัพย์สมบัติของเจ้า ริบทรัพย์ข้างบ้านของเจ้า ริบทรัพย์ข้างบ้านของข้างบ้าน...”

                “ด่าได้ดี” รอยยิ้มของสตรีชุดแดงเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ นางยื่นมือแก้เชือกกางเกงชั้นในบ้าง กางเกงชั้นในตัวนี้ก็ยังคงเป็นสินค้าแบบใหม่จากร้านแพรไหมของห้างฟู่กุ้ย นางใช้มือข้างหนึ่งจับเท้าขวาที่กำลังถีบเตะสะเปะสะปะของเขาเอาไว้ กระตุกขากางเกงลงมาอย่างแรง

                กางเกงชั้นในเลื่อนหลุดจากเอวมากองอยู่ตรงหัวเข่าทันที!

                ใบหน้าของท่านอ๋องเสิ่นบัดนี้กลายเป็นสีเขียวคล้ำ ทว่าอารมณ์คึกคะนองของหญิงสาวยังไม่ลดน้อยถอยลง นางดึงกางเกงเขาออกมา โยนไปท่ามกลางฝูงชน

                บุรุษที่มีท่าทางคล้ายกับบัณฑิตที่ยืนอยู่ด้านหลังก้าวรุดขึ้นหน้า กระซิบเบาๆ ข้างหูของนาง “ท่านเจ้าบ้าน อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงราชนิกุล อย่าได้ทำเกินเลยไป”

                สตรีชุดแดงยกมือขึ้นขวางบุรุษผู้นั้นเอาไว้ มองประเมินผ้าชิ้นสุดท้ายที่ปกปิดร่างของท่านอ๋องเสิ่นด้วยดวงหน้าเปื้อนยิ้ม เหลือเพียงกางเกงขาสั้นสีขาวเพียงตัวเดียว

                ท่านอ๋องเสิ่นอยู่มาจนสิบสี่ปี แสดงกิริยาลวนลามกุลสตรีและที่ไม่ใช่กุลสตรีมามากมาย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกลวนลาม เมื่อคิดว่าตนต้องเปลือยเปล่าต่อหน้าผู้คนในอีกไม่ช้า ดวงหน้าหล่อเหลาปรากฏความหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างมิอาจปกปิดได้

                สตรีผู้นั้นยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งราวกับสายน้ำ นางเอียงตัวใช้หลังมือลูบไล้ผ่านผิวหน้านุ่มเนียนราวกับหยกเนื้อดีของท่านอ๋องไปมา แสดงกิริยาเหมือนบุรุษหนุ่มแทะโลมอิสตรีที่ไม่รู้ประสา “เรียกข้าว่าพี่สาวก่อนแล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป ว่าอย่างไร?”

                นางเอียงหน้า เงี่ยหูรอฟังคำตอบอยู่ข้างกายของเขา พูดด้วยวาจากรุ้มกริ่มคล้ายนักเลงอันธพาล

                ใบหน้าของท่านอ๋องเสิ่นเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมม่วง กัดฟันแน่นไม่ยอมเอ่ยปาก มือขวาของสตรีผู้นั้นไล้เรื่อยจากเอวลงมาด้านล่าง ผิวเนื้อที่ถูกปลายนิ้วลากผ่านขนลุกขึ้นเป็นตุ่มไต อ๋องเสิ่นรู้สึกราวกับถูกสุนัขป่าตวัดลิ้นแลบเลียก็ไม่ปาน กล้ามเนื้อหน้าท้องของเขาหดเกร็งอย่างมิอาจควบคุมได้ จนกระทั่งมือของนางจับขอบกางเกงในตัวสุดท้ายแล้วทำท่าจะดึงลงด้านล่าง เขาหลับตาลงพลางคิดว่า ‘ลูกผู้ชายย่อมยืดได้หดได้’ ริมฝีปากบางขยับแผ่วเบา ส่งเสียงราวกับเสียงยุงบินหึ่งๆ “พี่สาว”

บทที่ 1 โลกกว้าง แต่ทางแคบ (2 จบบท)

                นางเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียดาย “เสียงเบาเกินไป ข้าไม่ได้ยิน”

                นางจับชายกางเกงด้านหนึ่งเอาไว้แน่น ท่านอ๋องเสิ่นตื่นตระหนก ส่งเสียงดังขึ้นมาอีกเล็กน้อย “พี่...สาว”

                สตรีผู้นั้นปรายตามองหน้าประตูใหญ่ของตึกกว่างหลิง ซ้ำยังเอนร่างอยู่ข้างหูของเขา “ดังกว่านี้อีก”

                ท่านอ๋องเสิ่นหลับตาตะโกนเสียงดังออกไปอย่างจำใจ “พี่สาว!”

                หญิงสาวยิ้มกว้างออกมา ตบหน้าเขาเบาๆ พลางเอ่ยชม “จ้ะ… เด็กดี”

                ตอนนั้นเอง อยู่ๆ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายมาจากด้านนอก ทหารกลุ่มหนึ่งกรูเข้ามาล้อมตึกกว่างหลิงเอาไว้จนแน่นขนัด ดูจากเครื่องแบบแล้วไม่เหมือนทหารเมืองฉางอัน สตรีผู้นั้นให้สัญญาณหงเย่ออกไปต้อนรับ ไม่นานทหารผู้เป็นหัวหน้าก็เดินเข้ามาในห้องโถง เลิกมู่ลี่ไข่มุกขึ้น มือหนึ่งของเขาแตะด้ามกระบี่ยืนตรงด้วยท่าทางน่าเกรงขาม มองจากเครื่องแต่งกายก็พอรู้ว่าเป็นแม่ทัพระดับจงอู่ขั้นที่สี่

                สตรีในชุดแดงจ้องนิ่ง บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งถลันออกมาจากด้านหลัง ลนลานเก็บเสื้อผ้าของท่านอ๋องที่ถูกโยนไปคนละทิศละทาง ก่อนจะวิ่งเข้าไปประคองท่านอ๋องเสิ่นบนโต๊ะกลมตัวใหญ่ให้ลุกขึ้น

                นับว่าฉลาดฉับไว ออกไปเรียกทหารมาช่วย

                สตรีชุดแดงเดินออกมายืนท่ามกลางฝูงชน ประสานมือแสดงความเคารพ ไม่รอให้ผู้มาใหม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรก็ชิงพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านแม่ทัพมาได้จังหวะพอดี ตึกกว่างหลิงมีผู้ไม่เกรงกลัวกฎหมายแอบอ้างตัวเป็นอ๋องฝูลู่ พระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ถึงขนาดกล้าอ้างชื่อท่านอ๋องเก้ารังแกสตรีที่อ่อนแอกว่าได้ นับว่ากำเริบเสิบสาน กล้าหลู่เกียรติเบื้องสูง ไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน ขอท่านแม่ทัพโปรดคุมตัวเขากลับไปยังที่ว่าการสอบสวนหาความจริงโดยเร็ว”

                “...” ผู้มาใหม่คาดไม่ถึงว่าจำเลยจะเป็นผู้ชิงฟ้องร้องเสียก่อน เขามองนางขึ้นๆ ลงๆ อยู่รอบหนึ่งจึงได้เอ่ยตอบ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าคนผู้นี้มิใช่ท่านอ๋องเก้าตัวจริง”

                สตรีชุดแดงก้มหน้าลงจัดแขนเสื้อตนจนเรียบร้อย แล้วเอ่ยอย่างมีเหตุผลว่า “แน่นอนอยู่แล้ว ท่านคิดดูสิ ท่านอ๋องเก้าเป็นถึงราชนิกุลผู้สูงศักดิ์ ฐานันดรก็สูงส่ง มีหรือจะกระทำพฤติกรรมต่ำช้าด้วยการรังแกสตรีที่อ่อนแอกว่า”

                “ชวีหลิวชาง เจ้ามาก็ดีแล้ว รีบจับตัวหญิงสารเลวนางนี้เสีย!” เสิ่นถิงเจียวตะโกนเรียกเสียงดัง บ่าวรับใช้กำลังช่วยเขาแต่งตัว เขาซอยเท้าไปมาด้วยความโกรธเกรี้ยว

                แม่ทัพหนุ่มที่ถูกเรียกว่า ‘ชวีหลิวชาง’ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือส่งเสียงดังกังวาน “พาตัวเขากลับไป” สั่งจบก็ปรายตามองสตรีที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้าก่อนจะมองไปที่เสิ่นถิงเจียว ดวงตาฉายแววครุ่นคิด “เรื่องคนผู้นี้ปลอมเป็นท่านอ๋องเก้าจะจริงเท็จอย่างไร ข้าย่อมมีวิธีพิสูจน์”

                สตรีผู้นั้นมิได้ใส่ใจว่าจะมีวิธี ‘พิสูจน์’ จริงหรือไม่อย่างไร นางหมุนตัวกำลังจะเดินขึ้นชั้นสอง ฉับพลันคล้ายคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงก้าวเท้าอย่างเชื่องช้ามาหยุดตรงหน้าเสิ่นถิงเจียว หยิบตั๋วเงินสองร้อยตำลึงยัดเข้าไปในสาบเสื้อตรงหน้าอกของเขา กิริยาท่าทางเช่นนี้ท่านอ๋องเสิ่นคุ้นเคยยิ่งนัก ทุกครั้งหลังจากเขาดื่มสุราเมามายก็มักจะให้รางวัลกับสาวงามด้วยการยัดเงินเข้าไปตรงผ้าคาดอกของพวกนาง เสิ่นถิงเจียวโกรธจัดกระทืบเท้าเสียงดังปึง

                สตรีไม่กลัวตายยังกล้าส่งเสียงรำพันเบาๆ เป็นบทกลอนล้อเลียนที่เขามักใช้จนติดปาก “แม้มีใจเชยชิดพิสมัย เสียดายนักน้องยาไม่เอาไหน”

                ทำเอาดวงตาของท่านอ๋องเสิ่นแทบจะลุกเป็นไฟ

                โบราณกล่าวว่าไว้ เรื่องดีงามต่อให้ป่าวประกาศมักไม่มีใครอยากจะรู้เห็น แต่เรื่องอับอายขายหน้า ยิ่งปกปิดยิ่งกระจายไปไกลนับพันลี้ เรื่องที่ท่านอ๋องเสิ่นถูกหยามเกียรติในตึกกว่างหลิงกระจายไปทั่วเมืองฉางอันอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านที่ได้ยินต่างพากันตบมือชอบใจ คงมีเจ้าตัวเท่านั้นที่วันๆ เอาแต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ก่นด่าบรรพบุรุษต้นตระกูลสิบแปดรุ่นของสตรีนางนั้นด้วยความเจ็บใจ เขาส่งบ่าวในบ้านออกไปสืบความเป็นมาของนาง ไม่นานก็ได้ความกลับมา

                “เรียนท่านอ๋องเก้า สตรีผู้นั้นไม่ใช่หญิงธรรมดาสามัญ นางแซ่อินชื่อจู๋หลี ปีนี้อายุสิบแปด ชอบกินอาหารมันและเผ็ดร้อน ชำนาญการดนตรี เครื่องดนตรีที่ชอบที่สุดคือระฆังชุด โปรดปรานการขี่ม้าและยิงธนู ที่ชอบสะสมที่สุดก็คืออาชาฝีเท้าดี เกาทัณฑ์ สาวงาม และสุรารสแรง...”

                ท่านอ๋องเสิ่นได้ยินก็บังเกิดโทสะ ยกเท้าถีบบ่าวรับใช้อย่างแรง “พูดแต่ใจความสำคัญ”

                บ่าวผู้นั้นสูดปากด้วยความเจ็บปวดอยู่นานกว่าจะลุกขึ้นมาได้ แล้วรายงานต่อ

                การจะสอบถามความเป็นมาของอินจู๋หลีในเมืองฉางอันนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อพูดถึงนาง ก็ต้องพูดถึงบ้านสกุลอินเจ้าของอาณาจักรการค้าที่ร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่ง สกุลอินทำการค้ามาเจ็ดชั่วคน การค้าครอบคลุมไปถึงเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่พัก และการเดินทาง มีกิจการกระจายไปทั่วทั้งนอกและในแคว้นต้าสิง ได้รับตำแหน่งพ่อค้าหลวงแห่งแคว้นต้าสิงที่ผู้คนต่างก็รู้จักดี เมื่อใดที่พูดถึงบ้านสกุลอินแห่งฉางอัน ชาวบ้านชาวเมืองก็จะใช้คำเรียกขานว่า ‘สกุลอินห้างฟู่กุ้ย’ อินจู๋หลีติดตาม ‘อินม่งยวน’ ผู้เป็นมารดาดูแลกิจการของสกุลอินมาตั้งแต่เล็ก อายุสิบห้าปีนางก็รับตำแหน่งเจ้าบ้านสกุลอิน ดูแลกิจการทั้งหมดเพียงผู้เดียว

                อาจารย์ของนางคือ ‘ถังอิ่น’ เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงแห่งฉางอัน ไม่ว่าจะเป็นพิณหมากภาพเขียน กระบี่กระบอง แม้จะมิได้ชำนาญการไปเสียทุกอย่าง แต่ก็มิได้อ่อนด้อยไปกว่าผู้ใด อินจู๋หลีมีนิสัยใจกว้างรักคุณธรรม ชอบคบค้าสมาคมกับผู้คนมากหน้าหลายตา ถึงอายุยังน้อยแต่ก็กลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียงระดับแนวหน้าของวงการค้าไปแล้ว

                เสิ่นถิงเจียวฟังข่าวที่บ่าวรับใช้ดั้นด้นไปหามาได้ ก็ขบกรามเค้นเสียงลอดไรฟันอย่างแค้นใจ “มิน่าถึงได้เหม็นกลิ่นทองแดงไปหมด!”

                รอจนเสี่ยวเหอล่าถอยออกไปแล้ว เหอเจี่ยน อาจารย์ที่สั่งสอนให้ความรู้ท่านอ๋องเสิ่นก็เอ่ยปากขึ้นมาอย่างกลัดกลุ้ม “ท่านอ๋องเก้า เหตุใดถึงไม่ทรงพยายามเข้าใจถึงสถานการณ์ในยามนี้ สกุลอินร่ำรวยล้นฟ้า อินจู๋หลีนับว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญผู้หนึ่ง ท่านอ๋องห้า ท่านอ๋องหก ทรงพยายามเข้าหานางอยู่หลายปีแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ หากท่านอ๋องได้รับการช่วยเหลือจากนาง... ท่านอ๋องจะต้อง... เอ้อ… เอาเถอะ เอาเถอะ ท่านอ๋องจะทรงหาเรื่องนางทำไมกันเล่า?”

                เหอเจี่ยนเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลผู้หนึ่ง กลับต้องอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ที่ ‘น่าภาคภูมิใจ’ เช่นนี้ก็อดจะหนักใจมิได้ ท่านอ๋องเสิ่นไม่มีอำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือ เมื่อไร้อำนาจจึงมิได้รับการเรียกใช้ เมื่อไม่ได้รับการเรียกใช้ย่อมไร้ซึ่งผลงานและโอกาสในการสร้างบารมี เมื่อนายตนไร้ซึ่งบารมี เหอเจี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์จึงได้แต่อยู่ว่างๆ พร้อมกับรับหน้าที่เป็นพ่อบ้านดูแลตำหนักให้กับอ๋องเสิ่นไปพลางๆ

                ท่านอ๋องได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา

 

                วันรุ่งขึ้น ยามห้าหนึ่งเค่อ

                เป็นเพราะโรงทอเทียนอีนำเข้าเครื่องทอลายใหม่เครื่องหนึ่งเจ้าบ้านอินกินอาหารเสร็จแล้วก็รีบออกเดินทางไปโรงเก็บสินค้าที่อยู่ชานเมืองพร้อมกับเฮ่าเจี้ยน--พ่อบ้านใหญ่สกุลอินและหวินเทียนอีเพื่อตรวจดูความเรียบร้อย

                ระหว่างทาง ทั้งสามสนทนาเกี่ยวกับข่าวคราวในวงการค้าที่น่าสนใจ จนกระทั่งมาถึงหน้าประตูเมือง อยู่ๆ ก็มีเสียงคนตะโกนเรียก “หยุดก่อน เมื่อครู่มีคนทำวัวหาย ดูคนพวกนี้แล้วเหมือนไม่ใช่คนดียังไม่รีบไปขวางทางเพื่อค้นตัวอีกหรือ!”

                วัวหาย?

                เจ้าบ้านอินหันหน้าไปมอง พลันปะทะสายตากับเสิ่นถิงเจียวเข้าพอดี

                ท่านอ๋องเก้านี่เอง!

                เครื่องหน้าของเขางดงามหมดจดราวกับถูกเจ้าแม่หนีวาบรรจงปั้น เรือนกายสูงสง่า ผิวพรรณขาวสะอาดประดุจเนื้อหยกชั้นเลิศ วันนี้เขาสวมชุดผ้าแพรสีขาว ชายเสื้อด้านล่างปักลายไผ่พิรุณพร่ำ คาดเอวด้วยแผ่นหยก ไหล่กว้างผึ่งผาย เส้นผมสีดำขลับราวกับลงหมึกทิ้งตัวยาว อายุสิบสี่ปีนับว่าเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ยังไม่โตเต็มวัย กลับมีรูปโฉมคมคาย หล่อเหลาสะท้านเมือง นับว่าหาได้ยากยิ่ง

                น่าเสียดาย... สีหน้าหยิ่งยโสของเขาลดทอนความงามบนใบหน้าลงไปถนัดตา

                ครั้งที่แล้วเขาถูกนางเล่นงาน วันนี้จึงพาคนมาสิบกว่าคน เห็นได้ชัดว่าเตรียมการไว้เป็นอย่างดี เพียงแต่คนที่นำมาด้วยต่างสวมเสื้อสีเขียว สวมหมวกกลมตามแบบบ่าวรับใช้ในบ้าน ดูๆ ไปแล้วไม่มีความสามารถในการต่อสู้แต่อย่างใด

                ทหารรักษาการณ์หน้าประตูเมืองน่าขันยิ่งกว่า พวกเขาล้วนมีสีหน้าลำบากใจ แน่นอนพวกเขาย่อมไม่คุ้นหน้าอินจู๋หลี แต่กับเฮ่าเจี้ยน พ่อบ้านใหญ่ที่อยู่ข้างกายนาง พวกเขาต่างรู้จักเป็นอย่างดี แต่ไหนแต่ไรมักกล่าวกันว่าพ่อค้านั้นมีฐานะต่ำต้อย ทว่าคนของห้างฟู่กุ้ย พวกเขาไม่กล้ามีเรื่องด้วย

                “คือ...ท่านอ๋อง” ในที่สุดนายกองที่เข้าเวรอยู่เอ่ยปากขึ้นอย่างหวาดๆ “บนตัวของคนเหล่านี้คงจะ... ซ่อนวัวทั้งตัวไม่ได้กระมัง”

                ท่านอ๋องเสิ่นผู้นี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนที่จะฟังเหตุผลใดๆ เขาชักสีหน้าวางท่าพร้อมกับตวาดออกไป “บัดซบที่สุด เจ้ายังไม่ได้ค้นแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าที่ตัวของคนพวกนั้นไม่มีวัว ยังไม่รีบค้นตัวอีกรึ!”

                นายกองเฝ้าประตูเมืองทำหน้าเหยเก มองคนทั้งสามอย่างลำบากใจ สุดท้ายเลือกเอ่ยปากกับพ่อบ้านใหญ่เฮ่าเจี้ยนที่ดูจะพูดง่ายที่สุด “คือ... พ่อบ้านเฮ่า...”

                พ่อบ้านเฮ่าไม่กล้าตัดสินใจโดยพลการ ในเมื่อด้านหลังของเขายังมีเจ้าบ้านใหญ่อยู่อีกคน จึงหันหน้ากลับไปมองอินจู๋หลี แล้วถือโอกาสเอ่ยเตือนเบาๆ “ท่านเจ้าบ้าน ศาลบรรพชน”

                อินจู๋หลีสีหน้าเคร่งขรึม ก้าวเดินช้าๆ เข้าไปใกล้นายกอง กล่าวอย่างไม่ถือสา “ในเมื่อท่านอ๋องมีรับสั่งมาก็เชิญค้น”

                นายกองผ่อนลมหายใจโล่งอก เขารู้ว่าฐานะของนางคงไม่ธรรมดา จึงค้นตัวทั้งสามคนอย่างระมัดระวังและให้เกียรติ ค้นเรียบร้อยก็หันไปรายงานกับเสิ่นถิงเจียวที่ยืนดูอยู่อีกด้านหนึ่งด้วยอาการยกภูเขาออกจากอก “ท่านอ๋อง จากการตรวจค้นตัวของคนทั้งสามแล้ว ไม่มีวัวซ่อนอยู่พ่ะย่ะค่ะ”

                เห็นได้ว่าอ๋องเสิ่นนั้นตั้งใจจะมาหาเรื่องโดยเฉพาะ ไหนเลยจะสนใจว่าในตัวนางมีวัวหรือไม่ เขาส่งเสียงขัดขึ้นทันที “ก็ไม่แน่ว่าพวกนี้จะเอาวัวไปแลกเป็นเงินมาแล้วก็ได้ เด็กๆ พาตัวพวกนี้ไปที่ว่าการทำการสืบสวนอย่างละเอียด”

                บ่าวรับใช้สิบกว่าคนรีบรุดขึ้นหน้าเตรียมตัวจับคนทั้งสามเอาไว้ ผู้คนที่อยู่ไม่ไกลเริ่มตีวงเข้ามามุงดู พวกเขารู้ว่าอ๋องเก้าผู้นี้กำลังจะเบ่งกล้ามวางโตอีกแล้ว จึงชี้ไม้ชี้มือกระซิบกระซาบกันห่างๆ ไม่กล้าเข้าใกล้เนื่องจากกลัวจะถูกท่านอ๋องหาเรื่องพาดพิง

                วันนี้อินจู๋หลีสวมกระโปรงยาวสีน้ำตาล นางถูจมูกไปมา ก้มหน้าพับแขนเสื้อจนถึงข้อศอก ถามเสียงทุ้มต่ำหนักแน่น “หม่อมฉันเรียนถามท่านอ๋องเสิ่น ด้วยกฎหมายของต้าสิง ในเมืองฉางอันเมื่อเกิดเหตุขัดแย้งระหว่างชาวบ้านขึ้นเป็นหน้าที่หน่วยงานใดดูแล?”

                เรื่องนี้เสิ่นถิงเจียวพอรู้ “ย่อมต้องเป็นที่ว่าการเมืองฉางอัน”

                เจ้าบ้านอินพยักหน้า ถามต่อไปอีกว่า “หน่วยงานใดเป็นผู้จับตัวผู้ต้องหา?”

                เสิ่นถิงเจียวครุ่นคิดอยู่อีกครู่หนึ่ง “กรมอาญา”

                อินจู๋หลีพยักหน้ารับอีกครั้ง “ถ้าเช่นนั้น เรียนถามท่านอ๋องเสิ่น ยามนี้ท่านอ๋องดำรงตำแหน่งใด สังกัดหน่วยงานใด มีอำนาจหรือหลักฐานใดในการเหนี่ยวรั้ง จับกุมตัวพวกหม่อมฉันทั้งสาม?”

                เรื่องนี้เสิ่นถิงเจียวไม่ได้คิดเอาไว้ล่วงหน้า ด้วยตัวเขาเองก็ไม่สนใจจะคิด “ฮึ่ม ข้าเป็นถึงอ๋องฝูลู่ จับตัวเจ้ายังจะต้องมีหลักฐานอะไรอีก ลงมือได้”

                บ่าวรับใช้กระโจนเข้าใส่ตามคำสั่ง อินจู๋หลียกหมัดรับการจู่โจมบ่าวรับใช้เหล่านั้นต่างก็ไม่เป็นวรยุทธ ถูกนางใช้ทั้งหมัดทั้งเท้าซัดจนหมอบลงกับพื้น นางแทบไม่ต้องออกแรงมากมายก็จับตัวเสิ่นถิงเจียวเอาไว้ได้ อินจู๋หลีไม่เกรงใจ ใช้แขนซ้ายรัดคอเจ้าเด็กบ้าจอมเกเรแน่น ก่อนจะจับร่างสูงๆ ของเขาทุ่มลงไปนอนกับพื้น

                ท่านอ๋องเสิ่นมองเห็นดาวเดือนลอยเต็มฟ้าไปหมด ยังไม่ทันจะรู้สึกตัว มือซ้ายของอินจู๋หลีก็ดึงคอเสื้อของเขาขึ้นมา มือขวากำหมัดจ่ออยู่ปลายจมูก จ้องมองเขาอย่างดูแคลน

                เจ้านายถูกจับไว้แล้ว บ่าวรับใช้ทั้งหลายจึงลังเลไม่กล้าเดินหน้า

                เฮ่าเจี้ยนที่ยืนอยู่ข้างกายของอินจู๋หลีรีบร้อนดึงแขนซ้ายของนางไว้ “ท่านเจ้าบ้าน เรามีเรื่องของศาลบรรพชนและป้ายวิญญาณที่ต้องจัดการ หากไปไม่ทัน จะต้องโทษคุกเข่าตลอดทั้งคืนนะขอรับ” หวินเทียนอีอยู่ทางขวามือ ดึงแขนขวาของนางเอาไว้ด้วยอีกคน “กฎบ้านหนักหน่วงยิ่งนัก โบยก้นหนึ่งร้อยทีเชียวนะท่านเจ้าบ้าน”

                อินจู๋หลีไตร่ตรองก่อนจะเม้มปาก... ศาลบรรพชน ป้ายวิญญาณ โบยก้นร้อยที...

                นางยอม!

                อินจู๋หลีต่อยเข้าที่ดั้งจมูกของอ๋องน้อยเต็มแรง หมัดที่ซัดออกไปราวกับสายฝนพรั่งพรู นางเอ่ยเสียงกดต่ำ “ไอ้เด็กบ้า ใครใช้ให้เจ้ากร่าง ใช้ให้เจ้าแทะโลมสตรี ใครใช้ให้เจ้าค้นตัวข้าหาวัว หากไม่ต่อยเจ้าให้ตาย... ก็ไม่ใช่ข้าแล้ว!”

                ว่ากันว่าเหตุการณ์รุนแรงในครั้งนี้ภายหลังถูกคนแซ่ซือคนหนึ่งผ่านมาเห็นเข้า จึงได้นำฉากนี้ไปเขียนในนิยายของตัวเองด้วย...

 

                ยามบ่ายในวันที่เกิดคดีสะเทือนขวัญ

                ท่านอ๋องเสิ่นพาร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล ใบหน้าบวมเบ่งมายืนอยู่หน้าห้องทรงพระอักษร ยามที่ฮ่องเต้เสิ่นหวันเยี่ยนผู้เป็นบิดาสิ้นใจจากการเจ็บป่วย พี่รองหรือ ‘องค์ชายรองเสิ่นถิงเหยา’ ก็ขึ้นครองราชย์ต่อ พระนามของฮ่องเต้องค์ใหม่คือ ‘คังเฉียน’ จากนั้นก็เปลี่ยนชื่อรัชสมัยเป็น ‘ชิงผิง’1

                ไม่รู้ว่าเจ้าตะพาบน้ำตัวไหนที่ตั้งชื่อรัชสมัยเช่นนี้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปตามความหมายของคำสองคำนี้พอดี ราชสำนักและประชาราษฎร์ทั่วแคว้นต้าสิงต่างก็ยากจนข้นแค้นจนล้วงหาเศษเงินในกระเป๋ากางเกงไม่ได้เลยสักอีแปะ นับว่าเข้าขั้นอดอยากแสนสาหัส

                ฮ่องเต้คังเฉียนเห็นสภาพย่ำแย่ดูไม่ได้ของน้องชายแล้วก็ขบขันนัก “เจ้าน้องไม่เอาไหน ดูสภาพของเจ้าตอนนี้สิ ไหนเลยยังจะมีความน่าเกรงขามของเชื้อพระวงศ์หลงเหลืออยู่อีก เสด็จพ่อปรีชาสามารถ เหตุใดจึงให้กำเนิดโอรสอย่างเจ้ามาได้”

                ท่านอ๋องเสิ่นส่งเสียงออดอ้อนขอร้องโดยไม่สนใจคำว่ากล่าวของอีกฝ่าย “เสด็จพี่ ถึงกระหม่อมจะเป็นอย่างไร ก็ยังเป็นอนุชาของเสด็จพี่ อินจู๋หลีเป็นแค่คนค้าขายต่ำต้อย นางถือดีอะไรกล้ามาทำร้ายเชื้อพระวงศ์เช่นนี้ เสด็จพี่จะต้องทรงจัดการให้กระหม่อมด้วย โฮ”

                เขาฟุบหน้าลงกับโต๊ะทรงพระอักษร ส่งเสียงร้องไห้ดังก้องโหยหวนโดยไม่คำนึงถึงหน้าตาตนเอง

                ฮ่องเต้คังเฉียนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มชั่วร้าย “ก็ได้ เจ้ากลับไปก่อน พรุ่งนี้พี่จะมีคำสั่งไปถึงนาง”

                เสิ่นถิงเจียวยินดีจนหัวใจแทบทะลุออกจากอก “เสด็จพี่จะทรงจัดการกับนางอย่างไร?”

                ฮ่องเต้ประทับลงบนเก้าอี้มังกร โบกมือให้อย่างรำคาญใจ “เอาเถอะ ข้ามีวิธีของข้าแล้วกัน”

 

บทที่ 2 คู่เวรคู่กรรม (1)

            ยามดึกคืนนั้น ณ ศาลบรรพชนตระกูลอิน

                ‘อินม่งยวน’ ฮูหยินเฒ่าแห่งสกุลอินกำลังนั่งปั้นหน้าดุอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ นางกระแทกถ้วยน้ำชาในมือลงกับโต๊ะอย่างเดือดดาลก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นกระด้าง “ตั้งแต่เล็กจนโต หากไม่ได้ก่อเรื่องเจ้าคงจะไม่สบายใจสินะ อ๋องฝูลู่เป็นคนที่เจ้านึกจะลงมือเล่นงานก็ทำได้เช่นนั้นรึ? กิริยามารยาทที่ข้าพร่ำอบรมสั่งสอนมาหลายปีนี้ จำเข้าหัวบ้างหรือไม่?” นางแค่นเสียงเย็นชา “เจ้านี่มันถอดแบบนิสัยต่ำตมของบิดามาไม่ผิดเพี้ยน อินฉี่ โบยนางร้อยที!”

                อินจู๋หลีกัดฟันสะกดกลั้นความเจ็บปวดอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวยาวแส้หนังวัวที่กระหน่ำลงเนื้อสร้างความเจ็บปวดยิ่งยวด อีกทั้งผู้รับคำสั่งให้ลงโทษก็คือ ‘อินฉี่’ ผู้ไม่เคยไว้หน้าใคร เขาโบยไปเพียงสิบทีทั่วทั้งร่างของอินจู๋หลีก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเสียแล้ว

                อินม่งยวนยกถ้วยชาโสมบนโต๊ะขึ้นจิบคำหนึ่ง มองอินจู๋หลีด้วยสายตาเย็นชา พอโบยได้ยี่สิบทีโลหิตก็กระเด็นติดแส้หนังวัวขึ้นมา หลายปีมานี้อินม่งยวนแทบไม่ใส่ใจกับเรื่องภายในของตระกูลอิน เวลาส่วนใหญ่ของนางจะอยู่ในห้องพระเสียมากกว่า แม้นางจะได้ชื่อว่าเป็นมารดาบุญธรรมของอินจู๋หลี แต่เพราะนางมีปมความแค้นฝังใจกับชวีเทียนซู่ ทำให้มิได้มีความผูกพันลึกซึ้งกับอินจู๋หลีเหมือนดั่งแม่ลูกทั่วไป อีกทั้งอินจู๋หลีเองก็มีนิสัยบ้าระห่ำ มักเลือกทำสิ่งที่ขัดหูขัดตาอินม่งยวนอยู่เสมอ อินม่งยวนรู้สึกไร้หนทางรับมือกับเด็กดื้อเช่นนี้ จำต้องใช้วิธีอบรมเข้มงวดจนถึงขั้นรุนแรงจึงจะกำราบอินจู๋หลีได้

                การโบยร้อยทีของอินฉี่เพียงพอที่จะทำให้เนื้อบริเวณแผ่นหลังปริแตกเป็นแผลเหวอะหวะ ทว่านั่นไม่ใช่ปัญหาของหญิงสาวแต่อย่างใด ตั้งแต่เล็กจนโตอินจู๋หลีเคยชินกับการที่แผลเก่ายังไม่ทันหายแผลใหม่ก็เกิด ชีวิตของนางวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เช่นนี้ ราวกับว่าตัวนางกับความเจ็บปวดเป็นของคู่กัน การโบยของอินฉี่แม้จะสร้างความเจ็บปวดไม่น้อยแต่ก็ไม่ถึงแก่ชีวิต อินจู๋หลีไม่ใส่ใจจะนับเสียด้วยซ้ำว่าถูกโบยไปแล้วกี่ครั้ง

                พลันมีเสียงดังขึ้นมาจากด้านนอก “หยุดก่อน”

                อินจู๋หลีเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าเต็มไปด้วยความยินดี “อาจารย์!”

                ผู้มาใหม่ก็คือ ‘ถังอิ่น’ อาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้แก่นาง ถังอิ่นเป็นบุคคลมีชื่อเสียงในเมืองหลวงฉางอัน มีความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ เป็นผู้ดูแลให้ความรู้อินจู๋หลีมาตั้งแต่เล็ก เขามักสอนวิชาตัวเบา อาวุธ หมัดมวย เพื่อให้นางใช้คุ้มครองตัวเอง

                อินม่งยวนเห็นถังอิ่นเดินตรงเข้ามา สีหน้าก็คลายความบึ้งตึงลงบ้าง แต่ท่าทางของนางยังคงหนักแน่น “อาจารย์ถัง ครั้งนี้เจ้าลูกไม่เอาไหนของข้าก่อเรื่องเกินเลยไปใหญ่โต โทษโบยร้อยทีในวันนี้มิอาจละเว้นได้ หากท่านหมายจะมาขอร้องแทนนาง ก็อย่าได้พูดเลย”

                ถังอิ่นยืนนิ่งอยู่หน้าประตู เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ “ฮูหยินอิน ศิษย์ไม่ดีเป็นความผิดของอาจารย์ ถังอิ่นมาเพื่อขอรับการลงโทษร่วมกับหลีเอ๋อด้วย”

                น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนก้องกังวาน เปรียบเสมือนแสงจันทร์นวลที่พรางตัวอยู่ในพุ่มพฤกษ์ น้ำเสียงของเขาฉายแสงอันอบอุ่นลดทอนความเย็นกระด้างในบรรยากาศรอบข้างลงได้

                “อาจารย์ถังกล่าวหนักเกินไปแล้ว ลูกข้าไม่รักดีมีนิสัยดื้อรั้น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับอาจารย์ถังแต่ประการใด ท่านกลับไปเถอะ” อินม่งยวนพยักหน้าส่งสัญญาณกับอินฉี่ ถังอิ่นรุดหน้าแตะมือของอินฉี่เอาไว้ “ฮูหยินอิน เช่นนั้นก็ได้โปรดให้ข้าเป็นคนโบยส่วนที่เหลือก็แล้วกัน”

                แม้เขาจะพูดจาเป็นเชิงขอร้อง แต่มือของเขาได้ยื่นออกไป กึ่งแย่งกึ่งรับแส้หนังจากมือของอินฉี่

                อินม่งยวนได้แต่อ้าปากคิดจะทัดทานสุดท้ายก็มิได้พูดคำใด เมื่อเปลี่ยนเป็นถังอิ่นลงมือ อินจู๋หลีก็รู้สึกผ่อนคลายลงไปมาก หลังจากมองการโบยต่ออีกพักหนึ่ง อินม่งยวนก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป

                ถังอิ่นประคองตัวอินจู๋หลีขึ้น คนทำมาค้าขายโดยส่วนมากมิได้เคร่งครัดพิธีรีตองมากนัก เขาจึงไม่รู้สึกเก้อเขินเมื่อต้องย่อตัวแบกอินจู๋หลีกลับไปยังเรือนใบไม้แดง

                ยามค่ำคืนที่ดวงจันทร์แขวนเด่นอยู่กลางนภา เส้นทางจากศาลบรรพชนไปจนถึงเรือนใบไม้แดงไม่นับว่าใกล้ สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ไม่รู้ว่าถังอิ่นแบกร่างบอบช้ำของนางกลับเรือนไปกี่ครั้งแล้ว ต่อให้ถังอิ่นหลับตาก็ยังเดินกลับได้ถูก อินจู๋หลีฟุบหน้าอยู่กับบ่าของอาจารย์ สองมือโอบรอบคอด้วยท่าทางสนิทสนมยิ่งนัก “อาจารย์ ฝีมือโบยแส้ของท่านก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นแล้ว”

                “ยังมาทำปากดี!” ถังอิ่นตวาดเบาๆ ก้าวเดินอย่างหนักแน่นต่อไป สายลมเย็นพัดผ่าน โลหิตของอินจู๋หลีไหลเปรอะมือของเขา

 

                เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อากาศปลอดโปร่ง

                แสงแรกของแดดยามรุ่งอรุณลอดผ่านกิ่งก้านของต้นไม้ในสวนลงมาเปล่งประกายสีรุ้งสดใส ขณะที่เคอถิงฟงผู้ได้สมญาว่าหมอเทวดากำลังเปลี่ยนยาให้กับอินจู๋หลี ด้านนอกมีเสียงเอะอะโหวกเหวกดังขึ้น “ท่านเจ้าบ้านมีราชโองการมาถึง หวงกงกงให้เชิญท่านออกไปรับราชโองการขอรับ”

                ขณะที่คนในจวนสกุลอินกำลังแตกตื่นวุ่นวาย ท่านอ๋องเสิ่นก็เพิ่งจะตื่นนอน

                เมื่อคืนเขาดื่มสุรามากเกินไปทำให้รู้สึกปวดศีรษะ เอ… วันนี้จะไปชนไก่ กัดจิ้งหรีด หรือว่าจะไปดื่มสุราที่หอคณิกาดี? เอ…หรือว่าจะไปพูดจาแทะโลมหญิงสาวชาวบ้านก็ไม่เลว... ระหว่างที่เขากำลังครุ่นคิดวุ่นวายอยู่นั้น เสี่ยวเหอบ่าวรับใช้คนสนิทก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง “ท่านอ๋องเก้ามีราชโองการมาพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องรีบออกไปรับราชโองการเถิด”

                ท่านอ๋องเสิ่นรีบสวมเสื้อผ้าอย่างรีบร้อน ที่ครอบผมยังไม่ทันจัดให้ตรงก็เดินลุกลี้ลุกลนออกจากห้องนอน เขาเห็นขันทีสามคนสวมชุดคอกลมตัวยาวสีแดงสด ปกยกสูง สวมหมวกสีดำประดับด้วยแผ่นหยก กำลังยืนตัวตรงรออยู่หน้าประตูเรือนที่เป็นรูปจันทร์ครึ่งเสี้ยว

                ต่อหน้าราชโองการท่านอ๋องเสิ่นมิกล้าแสดงอำนาจบาตรใหญ่ รีบคุกเข่าแสดงความเคารพทันใด

                เสียงแหลมเล็กของเฝิงกงกงดังขึ้น “ฮ่องเต้มีราชโองการ อินจู๋หลีแห่งสกุลอิน อุปนิสัยอ่อนโยนเรียบร้อย เป็นกุลสตรีผู้เพียบพร้อม อ๋องฝูลู่พระอนุชาองค์เล็กก็อยู่ในวัยที่สมควรออกเรือน อีกทั้งยังมิได้แต่งตั้งพระชายา นับได้ว่าทั้งสองเป็นคู่ที่มีความเหมาะสมกัน ฮ่องเต้จึงจะพระราชทานสมรสให้แก่ทั้งคู่ สินสอดทองหมั้นทั้งหมดให้กรมราชพิธีและโหรหลวงรับหน้าที่เป็นผู้จัดการ รับราชโองการ”

                เมื่อรับราชโองการมาแล้ว ท่านอ๋องเสิ่นยังคงมีสีหน้างุนงงสงสัย เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ “อ่อนโยนเรียบร้อย เป็นกุลสตรีมีความเพียบพร้อม ใครกันรึ?”

                เหอเจี่ยน อาจารย์ของเขาที่คุกเข่าอยู่ด้านหลัง รีบก้มหน้าต่ำเพื่อบดบังความประหลาดใจแกมดีใจเอาไว้

                นี่มันเป็นขนมเปี๊ยะที่ตกลงมาจากฟ้าโดยแท้!

                ขณะเดียวกันกับที่ขนมเปี๊ยะตกลงมาจากฟ้า ฝันร้ายก็ตกตามลงมาด้วย อินจู๋หลีนำร่างที่เต็มไปด้วยรอยแส้ออกมารับราชโองการ

                หวงกงกง ขันทีผู้นำราชโองการมาหาถึงบ้านถูกเชิญให้เข้าไปนั่งดื่มน้ำชา เขาล้วงราชโองการลับออกมาอีกฉบับหนึ่ง กล่าวว่าการที่อินจู๋หลีลงมือทำร้ายพระอนุชาของฮ่องเต้นั้น นับเป็นการหยามเกียรติราชนิกุล มีโทษทัณฑ์สถานหนัก แต่เห็นแก่ที่บ้านสกุลอินทำการค้าสืบทอดกันมาหลายชั่วคน อีกทั้งมีส่วนช่วยเหลือราษฎรแคว้นต้าสิงมาไม่น้อย จึงละเว้นโทษตาย โดยลงโทษให้นางชดใช้ความผิดเป็นเสบียงอาหารห้าแสนหาบ เพื่อแก้ปัญหาการศึกชายแดนตะวันตก นับเป็นการทำคุณไถ่โทษ

                เพราะมีบาดแผลอยู่บนร่างทำให้อินจู๋หลีได้แต่ยืนตรงไม่กล้าค้อมตัว ทว่ามุมปากของนางกลับกระตุกเกร็ง “หวงกงกง ฮ่องเต้มีพระราชดำริจะขายท่านอ๋องเก้าให้กับข้าอย่างนั้นสิ”

                เดิมทีหวงกงกงได้ผลประโยชน์ที่บ้านสกุลอินเอื้ออำนวยให้เขามาโดยตลอด เขาย่อมไม่ถือสาหาความกับการที่อินจู๋หลีขึ้นเสียงประชดประชัน มิหนำซ้ำเขายังส่งเสียงเล็กอ่อนโยนเกลี้ยกล่อมนาง “เจ้าบ้านอินอย่าได้พูดจาเหลวไหล เมื่อได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเชื้อพระวงศ์ ต่อไปเจ้าบ้านอินก็จะมีตำแหน่งเป็นพระชายาของอ๋องฝูลู่เชียวนะ นับเป็นเกียรติยศที่หญิงสาวมากมายต่างก็ไขว่คว้าอยากได้มาครอบครอง ไม่มีวาสนาไม่มีทางได้เป็นง่ายๆ หรอก”

                อินจู๋หลียังคงไม่ยอมแพ้ “แต่ปีนี้ท่านอ๋องเก้าเพิ่งจะอายุสิบสี่ ไม่เห็นจะต้องรีบร้อนมีครอบครัว อีกอย่าง แม้ท่านอ๋องจะมีรูปโฉมงดงาม แต่สันดาน... เอ้อ… อุปนิสัยของท่านอ๋อง กงกงก็รู้ดีอยู่ ข้าต้องเสียเสบียงห้าแสนหาบอีกทั้งยังต้องได้มาตรฐานของกรมเสบียงหลวงอีกด้วย การค้าครั้งนี้ไม่กินกำไรเกินไปหน่อยหรือ?”

                ก่อนที่หวงกงกงจะเดินทางมา เขาได้รับบัญชาจากฮ่องเต้มาว่า ‘การค้าครั้งนี้แม้จะต้องบังคับซื้อบังคับขาย ก็จำเป็นต้องทำให้สำเร็จ’ คิดได้ดังนั้นจึงรีบชักสีหน้าแสดงอาการไม่พอใจ กล่าวเสียงแข็งข่มขู่ตอบ “เจ้าบ้านอิน นี่เป็นรับสั่งขององค์เหนือหัว ท่านกล้าขัดขืนหรือ?” เมื่อใช้ไม้แข็งเรียบร้อยก็ตบท้ายด้วยไม้อ่อน หวงกงกงเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม ตบหัวแล้วก็ลูบหลังต่อ “ท่านเจ้าบ้าน ข้าบอกกับท่านตามจริงก็แล้วกัน ตอนนี้ท้องพระคลังขัดสน อีกทั้งเสบียงหลวงที่ส่งไปยังชายแดนตะวันตกครั้งที่แล้วก็ถูกปล้นจนหมด แม่ทัพใหญ่ชวีเทียนซู่ถวายฎีกาขอให้ทางราชสำนักส่งเสบียงกรังไปให้ ราชสำนักส่งม้าเร็วไปป้อนเสบียงถึงวันละหกรอบ แต่ก็ยังไม่พออยู่ดี แล้วท่านก็เข้ามาได้จังหวะ ฮ่าฮ่าฮ่า... เจ้าบ้านอิน... ท่านเองก็เป็นคนฉลาด สำหรับเสบียงอาหารห้าแสนหาบนี้ แม้จะมอบให้โดยเต็มใจก็ต้องให้ ไม่เต็มใจก็ต้องให้ ท่านอ๋องเก้ายังเยาว์วัยก็จริง ทว่าเลี้ยงให้โตไว้ใช้งานในอนาคตก็ได้นี่นา”

                แม้จะมอบให้โดยเต็มใจก็ต้องให้ ไม่เต็มใจก็ต้องให้

                อืม…

                เลี้ยงให้โตไว้ใช้งานในอนาคต

                อินจู๋หลีรู้สึกอึดอัดใจ “เหตุผลทั้งหลายนี้ข้าเองก็เข้าใจ แต่ข้าเคยมีเรื่องหมางใจกับอ๋องเก้ามาก่อน ไม่แน่ว่าเขาจะยอมขาย...”

                น้ำชาที่ยังอยู่ในปากของหวงกงกงสำลักเข้าปอดจนไอโขลกๆ อยู่นาน ก่อนจะส่งเสียงแหลมเล็กอย่างโมโห “บังอาจ!”

                เจ้าบ้านอินรีบเปลี่ยนคำพูด “เข้าพิธี...”

                เห็นได้ชัดว่าเสิ่นถิงเหยาฮ่องเต้องค์ใหม่ได้ไตร่ตรองข้อนี้อย่างรอบคอบมาก่อนหน้า หวงกงกงจึงตอบกลับอย่างไม่เป็นกังวล “ฝ่าบาทตรัสไว้แล้วว่านี่เป็นราชโองการ ท่านอ๋องจะไม่ทำตามได้อย่างไร” เขาชะโงกหน้ามากระซิบข้างหูอินจู๋หลีต่อไปว่า “ฝ่าบาทมีรับสั่ง หากเขาไม่ยอม ‘ขาย’ ก็จะส่งเขาไปขุดถ่านหินที่ซานตง”

                “...” อินจู๋หลีนิ่งเงียบไปชั่วขณะ สุดท้ายก็ตัดสินใจยัดทองก้อนเข้าไปในมือกงกง กระซิบถามกลับเบาๆ ว่า “ฮ่องเต้ตรัสหรือไม่ว่าหากข้าไม่ยอม ‘ซื้อ’ ก็จะจับข้าเนรเทศไปชายแดน”

                หวงกงกงคีบทองก้อนเข้ามาซุกในสาบเสื้อ มองซ้ายแลขวาแล้วดื่มชาอีกคำหนึ่งก่อนจะตอบกลับไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ไม่ได้ตรัสเช่นนั้น ฮ่องเต้ทรงพึมพำเพียงแค่ว่า หากเจ้าบ้านอินไม่ยอมซื้อ ก็จะไม่อนุญาตให้ท่านขุดถ่านหินที่ซานตง!”

 

                หลังรับราชโองการ

                ท่านอ๋องเสิ่นเดินทางเข้าวังหลวงราวกับถูกไฟลนก้น เขาพาใบหน้าฟกช้ำดำเขียวไปร้องไห้คร่ำครวญจะเป็นจะตายอยู่ในห้องทรงพระอักษร ขุนนางผู้ใหญ่ที่อยู่ในห้องพากันก้มหน้าต่ำ เห็นเพียงหัวไหล่สองข้างกระเพื่อมไหวดูน่าสงสัยยิ่งนัก

                ฮ่องเต้คังเฉียนมีทีท่าเคร่งขรึม เอ่ยประโยคเดียวก็ปิดทางออกของน้องชายเอาไว้หมดสิ้น “ข้าได้ตัดสินใจเรื่องสมรสพระราชทานนี้ไปแล้ว หากเจ้ายังมีข้อโต้แย้ง ข้าจะปลดตำแหน่งอ๋องของเจ้าออก ลดฐานันดรของเจ้าให้มีฐานะเยี่ยงสามัญชน...”

                ครั้งนี้ท่านอ๋องเสิ่นเองก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวเช่นกัน เขาแสดงอาการต่อต้านถึงที่สุด “ให้กระหม่อมเป็นสามัญชน กระหม่อมก็ไม่มีทางแต่งให้กับนาง ถึงต้องถูกตัดหัวก็ยอม”

                เสิ่นถิงเหยาหมุนแหวนที่สวมอยู่ตรงนิ้วหัวแม่มือ เอ่ยประโยคที่เหลือต่อ “ส่งเจ้าไปซานตง แม้แต่พระสนมเหอ ก็ให้ส่งไปพร้อมกัน”

                สีหน้าของท่านอ๋องเสิ่นปรากฏความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ก็มิกล้าเอ่ยปากปฏิเสธอีก พระสนมเหอเป็นมารดาของเขา นางร่างกายผอมบางเกรงว่าจะไม่มีแรงขุดถ่านหินหรอกกระมัง เขายกมือลูบรอยฟกช้ำบนใบหน้าที่ยังเห็นชัดเจน ความหดหู่ท้อแท้ประเดประดังขึ้นมาจากเบื้องลึกของจิตใจ “แต่ว่าเสด็จพี่ อินจู๋หลีผู้นั้นนิสัยโหดร้าย อีกทั้งชอบใช้กำลัง เสด็จพี่ทอดพระเนตรดูเอาเองเถิด เพียงแค่เรื่องเล็กน้อยก็ทำร้ายกระหม่อมหนักหนาเช่นนี้...ฮือๆๆ ยังจะมีตรงนี้... แล้วก็ตรงนี้ด้วย...”

                ใบหน้าของขุนนางทั้งหลายตีขรึมก็จริง แต่ในใจแอบหัวเราะกันจนท้องคัดท้องแข็ง แม้แต่ฮ่องเต้ที่นั่งอยู่เบื้องบนก็มิอาจวางท่าน่าเกรงขามเอาไว้ได้อีก ถึงกับก่นด่าพร้อมกับหัวเราะเสียงก้อง “ใครใช้ให้เจ้ามันไม่ได้เรื่องกันเล่า ยังไม่รีบออกไปอีก!”

 

                ข่าวพระราชทานสมรสให้กับเจ้าบ้านอินและท่านอ๋องเสิ่น เมื่อแพร่สะพัดออกไป ทั่วทั้งเมืองฉางอันก็เต็มไปด้วยเสียงซุบซิบนินทา

                ชาวบ้านส่วนใหญ่ออกความเห็นว่าราชโองการนี้ไม่เป็นธรรมกับเจ้าบ้านอิน บางคนพูดถึงขนาดว่า นี่เป็นการนำอานทองคำมาประดับอยู่บนหลังของม้าขาเป๋

                ตั้งแต่อดีตบ้านสกุลอินทำการค้าที่เปี่ยมไปด้วยความซื่อสัตย์จริงใจ ประกอบกับอินจู๋หลีก็เป็นคนที่มีนิสัยใจกว้างเปิดเผย ชาวบ้านจึงมีความรู้สึกที่ดีต่อนาง ส่วนท่านอ๋องเสิ่นนั้น... เหอ เหอ เหอ… ไม่พูดเสียยังจะดีกว่า

                ในขณะที่ผู้คนต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก เจ้าบ้านอินกลับสงบนิ่งยิ่งกว่าผิวน้ำใส นางออกคำสั่งให้พ่อบ้านเฮ่าจัดเตรียมข้าวสารอาหารแห้ง ธัญพืชคุณภาพดีจนได้จำนวนครบสองแสนหาบ ส่งไปยังค่ายทหารชายแดนตะวันตกเป็นอันดับแรก

                แม่ทัพใหญ่ผู้คุมกองทัพอยู่ค่ายทหารชายแดนตะวันตกในยามนี้คือแม่ทัพชวีเทียนซู่ แม่ทัพชวีกุมกำลังทหารกองสำคัญอยู่ในมือ แม้จะเป็นฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยาก็ยังต้องยอมลงให้เขาถึงสามส่วน ตอนนี้เขาสู้รบขาดเสบียงกรัง แคว้นทูเจี๋ยและถู่ฟันที่รบติดพันอยู่ตามเขตชายแดนต้าสิงต่างก็คอยหาโอกาสรุกรานอยู่เนืองๆ ส่วนแคว้นเยว่ซื่อก็เข้ามาก่อกวนสร้างสถานการณ์เป็นประจำ ภายใต้เหตุการณ์บ้านเมืองที่ไม่สงบเช่นนี้ แม้อินม่งยวนจะรู้สึกไม่พอใจสักเพียงใด ก็มิกล้าเอ่ยปากทัดทานเรื่องเสบียง

                ส่วนท่านอ๋องเสิ่นนอกจากจะปล่อยเลยตามเลยแล้ว เขายังสร้างความเคยชินอันเลวร้ายขึ้นมาอีก “ค่าอาหารให้ลงบัญชีเจ้าบ้านอินของพวกเจ้า”

                ตอนแรกผู้ดูแลร้านไม่กล้าตอบรับ “ท่านอ๋องเสิ่น คือ... เจ้าบ้านอินจะยอมหรือ?”

                ท่านอ๋องเสิ่นเปล่งเสียงหัวเราะพร้อมกับลมหายใจที่คละคลุ้งด้วยกลิ่นสุรา อ้างอย่างมีเหตุผล “ข้าจะรับนางเป็นภรรยาอยู่แล้ว ของที่เป็นของนาง ถ้าไม่ใช่ของของข้าแล้วจะเป็นของใคร?”

                ผู้ดูแลร้านหยุดคิด ก็จริงนะ อีกอย่างเจ้าบ้านอินเองก็มิได้แสดงท่าทางไม่ยอมรับท่านอ๋องออกมาสักหน่อย คิดได้ดังนี้ผู้ดูแลร้านจึงยอมให้ว่าที่เขยผู้นี้ลงบัญชีค่าใช้จ่ายในชื่ออินจู๋หลี ต่อมาภายหลัง การกระทำของท่านอ๋องเลยเถิดไปถึงร้านรวงต่างๆ ทุกหัวถนน แม้จะไม่ใช่กิจการของห้างฟู่กุ้ย แต่ผู้ดูแลร้านค้าทั้งหลายต่างก็ยินดีที่จะให้ท่านอ๋องเสิ่นแปะโป้งเอาไว้ก่อน

                ถึงก่อนหน้านี้ฐานะของท่านอ๋องเสิ่นถิงเจียวอาจกล่าวได้ว่าไม่ยากจน แต่เขาก็เป็นคนประเภทที่ไม่มีเสบียงกรังสำรองไว้ในวันถัดไป เสิ่นถิงเจียวเป็นถึงอ๋องก็จริงแต่ไม่มีดินแดนเป็นของตนเอง ได้แต่อาศัยเบี้ยหวัดจากราชสำนักในการดำรงชีพ

                ตอนนี้เมื่อได้เกาะอินจู๋หลีหากิน ตำหนักอ๋องฝูลู่ของเขาประเดี๋ยววันนี้ก็สร้างบ่อน้ำร้อน พรุ่งนี้ก็ก่อภูเขาจำลอง ตกแต่งตำหนักโอ่อ่าหรูหราเสียยิ่งกว่าตำหนักของพี่ห้าพี่หกของเขาเสียอีก พี่ชายทั้งสองที่มีดินแดนในปกครองอยู่ถึงสิบแปดหัวเมืองยังไม่กล้าจะสู้

                แต่ละวันท่านอ๋องเสิ่นจะแต่งกายด้วยอาภรณ์ชุดใหม่ เดินทางไปมาสะดวกสบาย สิ่งของที่ซื้อหามานั้นมิใช่ของดีที่สุด แต่ต้องเป็นของที่แพงที่สุด เจ้าของร้านทั้งหลายเมื่อเห็นเขาแล้ว ต่างก็ยิ้มกว้างจนเห็นริ้วรอยบนใบหน้าซ้อนกันเป็นชั้นๆ

บทที่ 2 คู่เวรคู่กรรม (2)

                ครึ่งปีผ่านไป

                ทั่วทั้งเมืองฉางอันหรือแม้กระทั่งผู้คนกว่าค่อนแคว้น ต่างรู้กันว่าท่านอ๋องเสิ่นเป็น ‘เด็กเลี้ยง’ ของเจ้าบ้านอินแห่งห้างฟู่กุ้ย

                เรื่องนี้... อินจู๋หลีได้แต่นิ่งเงียบ นางได้เบี้ยหวัดเดือนละสี่ร้อยตำลึงเงิน ในอดีตนั้นนับว่าเป็นจำนวนมหาศาล นายหญิงตระกูลใหญ่ทั่วไปได้เดือนละยี่สิบตำลึงเท่านั้น ทว่าตอนนี้เมื่อคิดบัญชีขึ้นมา แต่ละเดือนนางเหลือเงินใช้จ่ายส่วนตัวเพียงสี่สิบตำลึง อีกสามร้อยหกสิบที่เหลือถูกใช้ไปด้วยน้ำมือของเจ้าเด็กบ้าแซ่เสิ่น อ้อ…ยังมีหนี้ที่นางต้องแบกรับอีกหลายพะเรอเกวียน!

                เมื่อเผชิญหน้ากับอาการนิ่งเงียบของนาง ท่านอ๋องเสิ่นยิ่งกระทำการหนักข้อมากขึ้น เขาเป็นฝ่ายมาเยี่ยมเยียนนางถึงบ้าน พูดจาน่าฟังว่าเป็นการสร้างความคุ้นเคยต่อกัน ฉวยโอกาสที่อินจู๋หลีไม่ทันได้เตรียมตัวหยิบเอาข้าวของมีค่า เครื่องหยก ภาพเขียนเก่าแก่ลักลอบออกไปเป็นจำนวนมาก

                แต่ละครั้งที่เขามาเยี่ยมเยียน คนในบ้านสกุลอินทั้งนายบ่าวจะรีบจดรายการสิ่งของที่ถูกหยิบไปราวกับถูกโจรบุกปล้นบ้าน

                พ่อบ้านเฮ่าแจกแจงความเลวร้ายของอ๋องน้อยผู้นี้อย่างละเอียดลออเป็นข้อๆ แต่อินจู๋หลีกลับบิดตัวอย่างเกียจคร้าน แสดงความไม่ใส่ใจออกมา “ช่างเถอะ ถ้ามีเวลาว่างจนต้องมาวิเคราะห์การกระทำชั่วร้ายของคนผู้นี้ ไม่สู้เราเปิดร้านเพิ่มอีกสองสาขาดีกว่าไหม?”  

                การปล่อยปละตามใจเช่นนี้ของนาง ทำให้ท่านอ๋องเสิ่นยิ่งได้ใจมากขึ้นไปอีก ต้นเดือนที่ผ่านมา อินจู๋หลีกำลังต้อนรับสหายทางการค้าอยู่ที่ตึกกว่างหลิง อยู่ๆ พ่อบ้านใหญ่เข้ามารายงานอย่างรีบร้อน “เจ้าบ้าน! เมื่อคืนอ๋องเก้าเล่นพนันอยู่ในบ่อนเชียนชิงฟู่กุ้ยจนสว่าง แพ้พนันเป็นเงินหนึ่งพันสองร้อยตำลึง คนดูแลบ่อนส่งคนมารายงานให้ท่านทราบเสียก่อน”

                “...” อินจู๋หลีเดือดดาลในที่สุด ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างแค้นใจก่อนจะตอบกลับไป “เลิกคิดจะลงบัญชีของข้า ข้าไม่ให้แล้ว หากไม่มีเงินจ่ายก็จับตัวเขาขายไปที่ตึกกว่างหลิงเลย”

                พ่อบ้านเฮ่ามีสีหน้าเห็นใจยิ่งนัก “เจ้าบ้าน สายเกินไปแล้ว ท่านอ๋องเสิ่นจัดการจดใส่บัญชีท่านไว้ ตอนนี้เขาคงจะกลับถึงตำหนัก นอนพักผ่อนสบายไปแล้ว”

                “...” อินจู๋หลีนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะเขียนจดหมายออกคำสั่งกับกิจการร้านค้านับสิบแห่งที่ท่านอ๋องมักจะแวะเวียนไปใช้บริการอยู่ประจำ อย่างเช่น บ่อนเชียนชิงฟู่กุ้ย ตึกกว่างหลิง ร้านเครื่องหยกเหยียนหรูอวี้ ร้านเสื้อผ้าแพรพรรณ ให้จัดทำบัญชีของอ๋องน้อยขึ้นมาโดยเฉพาะเล่มหนึ่ง อินจู๋หลีเป็นผู้ตั้งชื่อสมุดบัญชีนั้นด้วยตัวเอง ฟังแล้วเป็นคำปลุกปลอบใจยิ่งนัก ชื่อว่าสมุด ‘เงินทองไปเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็กลับ’

                ท่านอ๋องเสิ่นกินของอินจู๋หลี ใช้เงินก็ของอินจู๋หลี แม้แต่จะซื้อกางเกงชั้นในสักตัวก็ยังให้ลงบัญชีของว่าที่ภรรยาสุดที่รัก เขาเริ่มรู้สึกว่าชื่อของเจ้าบ้านอินนี่ใช้งานได้ดีนัก มีครั้งหนึ่งที่เขาปวดท้องนึกอยากจะถ่ายหนักกะทันหัน จะเข้าห้องส้วมแต่ไม่มีเศษเงิน พอคนเฝ้าส้วมได้ยินว่าเขาเป็นคนของอินจู๋หลีที่ยังไม่ได้เข้าพิธี... อ๊ะไม่ใช่ๆ ได้ยินว่าอินจู๋หลีเป็นว่าที่พระชายาของเขาที่ยังมิได้เข้าพิธี ก็จดค่าใช้จ่ายลงไปในบัญชีของอินจู๋หลีทันที

                เมื่อใดที่อินจู๋หลีรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา ก็จะสั่งให้เฮ่าเจี้ยนนำสมุดบัญชีของอ๋องน้อยผู้นี้มาดูรอบหนึ่งเป็นการสร้างความกระชุ่มกระชวย จากนั้นนางจะมีกำลังใจตรวจดูสมุดบัญชีที่กองสูงพะเนินเทินทึกขนาดล้มทับคนตายได้ต่อไป

 

                ท่านอ๋องเสิ่นเห็นว่านางไม่ยอมเอ่ยปากยกเลิกการแต่งงานเสียที จึงกระทำการย่ามใจมากยิ่งขึ้น

                วันนี้เขานั่งเกี้ยวตัวใหญ่ที่ใช้สิบหกคนหามไปเที่ยวงานวัด ระหว่างทางมีผู้คนสัญจรมากมาย เกี้ยวที่นั่งมาก็ใหญ่เกินไป เขาใจร้อนจึงสั่งไล่ผู้คนที่ขวางทางบนถนนออกไปให้พ้น หลังจากผลักกันไปมาหลายรอบ ชาวบ้านสามัญชนทั่วไปที่ไม่กล้ามีปากมีเสียงก็ยอมหลีกทางให้โดยดี แต่เกี้ยวอีกขบวนหนึ่งกลับโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ

                ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมถอย เมื่อเถียงกันไม่รู้เรื่องก็ย่อมจะต้องลงไม้ลงมือเป็นธรรมดา บ่าวรับใช้ของท่านอ๋องเสิ่นล้วนเป็นสุนัขที่แอบอ้างบารมีเจ้าของทั้งสิ้น ไหนเลยจะต่อกรกับอีกฝ่ายหนึ่งได้ ระหว่างที่กำลังโกลาหลวุ่นวาย ‘ใบหน้าที่งดงามจนมัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทราหลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง’ ของชายงามอย่างท่านอ๋องเสิ่นก็ถูกซัดจนบวมเป่งเป็นเหมือนกับหัวหมู

                เขาสู้อุตส่าห์แบกหัวหมูหัวนี้เข้าวังหลวงนำเรื่องไปฟ้องเสด็จพี่ฮ่องเต้ของตน ใครเลยจะรู้ว่าคนกลุ่มนั้นเป็นขบวนทูตพิเศษจากแคว้นทูเจี๋ย ด้วยทูเจี๋ยและต้าสิงเพิ่งจะพักรบกันได้ไม่นาน ชายแดนยังคงเกิดเหตุปะทะกันอยู่เนืองๆ แคว้นต้าสิงอ่อนแอ จำต้องใช้นโยบายนุ่มนวลหวังเปลี่ยนเกาทัณฑ์ให้กลายเป็นแพรไหม พวกเขาย่อมต้องให้เกียรติแก่คณะทูตแคว้นทูเจี๋ยที่เดินทางมาอย่างเต็มที่

                เมื่อท่านอ๋องเสิ่นเอาเรื่องมาฟ้องกลับถูกเสด็จพี่ฮ่องเต้ดุด่าอบรมไปยกใหญ่ เขามีแต่ความอึดอัดคับข้องอยู่เต็มพุง หาที่ระบายไม่ได้

                อินจู๋หลีทราบข่าวนี้ในเวลาต่อมา คืนนั้นนางจัดงานเลี้ยงรับรองคณะทูตทูเจี๋ยที่ตึกกู่เซียงเพื่อเป็นการขอขมาแทนท่านอ๋องเสิ่นโดยเฉพาะ ท่านอ๋องเสิ่นพอทราบเรื่องเข้าก็ขัดใจเป็นที่สุด เขานั่งอยู่ข้างกายอินจู๋หลีด้วยสีหน้าคับแค้นใจ ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว อาหารมาก็ไม่คีบกิน อินจู๋หลีเองก็ไม่ได้กินอาหาร เอาแต่วุ่นวายอยู่กับการสนทนาปราศรัยกับคณะทูตจากทูเจี๋ย

                อาหารรับรองเป็นปูขนตัวใหญ่ที่หอมกรุ่นชวนน้ำลายสอ ท่านอ๋องเสิ่นได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลายจิตใจก็เริ่มหวั่นไหว สุดท้ายอารมณ์โมโหที่ยังคุกรุ่นทำให้ตัดใจไม่คีบมันขึ้นมากิน งานเลี้ยงปูขนผ่านไปอย่างเอร็ดอร่อย ทุกคนกินอาหารกันจนไม่เหลือหลอ จากนั้นของหวานซึ่งก็คือลูกพลับสดก็ตามมาติดๆ ผู้คนทั้งหลายกินพลางสนทนากันไป

                หลังจบงานเลี้ยง อินจู๋หลีโอบร่างท่านอ๋องเสิ่นเดินออกมา ท้องท่านอ๋องส่งร้องเสียงโครกครากอย่างน่าเวทนา ยังดีที่เขาไม่หิวตายระหว่างงานเลี้ยง เขาทำหน้าตาบึ้งตึงไม่พอใจใส่นาง ทว่าหญิงสาวกลับไม่ใส่ใจ “ไปเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปกินเนื้อสุนัข”

                คืนนั้นทั้งสองคนนั่งกินเนื้อสุนัขอยู่ในร้านข้างถนนซอมซ่อแห่งหนึ่ง ตอนแรกท่านอ๋องเสิ่นยังมีความหยิ่งทะนงอยู่บ้าง สักพักเดียวก็สวาปามอาหารตรงหน้าอย่างตะกละตะกลาม “ข้าไม่เคยกินเนื้อสุนัขที่ไหนที่อร่อยอย่างนี้มาก่อน”

                เหล่าจางได้ยินก็กล่าวขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “ท่านอ๋องไม่ทรงทราบกระมังว่า สูตรตุ๋นเนื้อสุนัขของกระหม่อมนั้นเป็นสูตรลับ ในเมืองฉางอันนี้ จะทรงหาจากร้านอื่นไม่ได้แน่”

                อินจู๋หลีคีบเนื้อจากหม้อดินสองชิ้นส่งให้กับอ๋องน้อย “กินช้าๆ ก็ได้ ระวังร้อน”

                ขณะที่ทั้งสองคนกำลังกินอาหารอย่างเบิกบานใจ ในโรงเตี๊ยมหลวงแห่งเมืองฉางอัน คณะทูตจากทูเจี๋ยกำลังแย่งกันเข้าห้องน้ำจ้าละหวั่น ห้องน้ำหกห้องไม่พอใช้ เพียงแค่คืนเดียวคณะทูตพิเศษทูเจี๋ยก็ผลัดกันเข้าห้องน้ำถึงหกสิบเอ็ดครั้ง แต่ละคนได้แต่นั่งจองห้องน้ำอยู่ตลอดทั้งคืน ไม่ได้ออกมา

                ภายหลังคณะทูตได้เรียกหมอมาตรวจอาการ ต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่าเป็นเพราะอาหารที่กินนั้นก่อให้เกิดพิษ เพราะกินปูแล้วก็ยังกินลูกพลับตามเข้าไปอีก หมอที่มาตรวจอาการเขียนใบสั่งยาให้แล้วแต่พวกทูเจี๋ยก็ยังคงถ่ายท้องติดต่อถึงสามวัน บางคนที่แต่เดิมเป็นบุรุษร่างกายกำยำล่ำสัน มาบัดนี้พวกเขาขาดน้ำจนใกล้จะถึงแก่กรรมกันอยู่แล้ว!

                บรรดาท่านหมอที่มาตรวจต่างก็ไม่เข้าใจ รีบร้อนปรึกษากันเป็นการส่วนตัว “ประหลาดยิ่งนัก ว่ากันตามหลักแล้ว แม้จะกินปูร่วมกับกินลูกพลับ ก็ไม่น่าจะถ่ายท้องจนถึงขั้นนี้นี่นา...”

                หมอผู้นี้ยังไม่ทันพูดจบ พลันมีคนที่เข้าใจเหตุการณ์เบื้องลึก ทำท่าทำทางให้อีกฝ่ายเงียบเสียง “ชู่... อาหารมื้อนั้นเจ้าบ้านอินเป็นคนเลี้ยงรับรอง”

                “แล้วเป็นอย่างไร?”

                “โง่จริงๆ สองวันก่อนคณะทูตทูเจี๋ยพวกนี้ทำร้ายท่านอ๋องเสิ่น เด็กชายที่นางเลี้ยงดูอย่างไรเล่า”

                ทุกคนต่างก็กระจ่างแจ้งกันในบัดดล

                อินจู๋หลีได้ยินข่าวอาหารเป็นพิษของคณะทูตทูเจี๋ย จึงรีบมาขอโทษขอโพย อีกทั้งยังกล่าวว่ารอให้อาการของทุกคนหายดีแล้วจะเลี้ยงอาหารรับรองเป็นการขอขมาอีกครั้ง ทว่าคำกล่าวเชิญของนางกลับถูกท่านทูตทูเจี๋ยที่สองขายังสั่นระริกไม่หาย ใช้ท่าทีอันมีมารยาทปฏิเสธกลับอย่างนุ่มนวล

 

                ท่านอ๋องเสิ่นได้ระบายความแค้นจนสาแก่ใจแล้ว ไม่นานก็กลับมาเบิกบานใจเช่นเดิม

                ตอนนี้เขาสะดุดตาเข้ากับ ‘อิ๋นสืออวี่แห่งหอหันถิงฟาง’ หอหันถิงฟางเป็นหอคณิกาชาย ในอดีตท่านอ๋องเสิ่นไม่ชมชอบการเที่ยวบุรุษ ทว่าอิ๋นสืออวี่มีรูปโฉมที่กล่าวได้ว่าเป็นเสมือนแท่งหยกเนื้อดีที่ถูกแกะสลักอย่างงดงาม ชายผู้นี้งามจนมิอาจหาใครเทียบได้ ทำให้ท่านอ๋องน้อยเกิดความหวั่นไหวขึ้นมา

                แต่สิ่งที่ท่านอ๋องต้องตานั้นมีราคาแพงระยับ ไม่ว่าเขาจะหว่านล้อมเถ้าแก่หอหันถิงฟางอย่างไร เถ้าแก่ก็ไม่ยอมขาย ท่านอ๋องเสิ่นอับจนหนทาง จำต้องมาขอความช่วยเหลือจากอินจู๋หลี ปรากฏว่าเกิดเหตุไม่น่าเชื่อ อินจู๋หลีรับปากจะไปดูตัวอิ๋นสืออวี่พร้อมกับเขา เมื่อเห็นบุรุษรูปงามหาที่เปรียบไม่ได้อยู่เบื้องหน้า นางเองก็พึงพอใจยิ่งนัก “เป็นบุรุษโฉมงามจริงๆ”

                ท่านอ๋องเสิ่นส่งเสียงรบเร้าอยู่ข้างๆ “ซื้อเลย...ซื้อเลย”

                อินจู๋หลีพยักหน้า “ได้สิ แต่ว่าจะให้ข้าเป็นคนซื้อก็ต้องให้ข้าได้ประโยชน์บ้าง อืม... พอซื้อกลับไปแล้ว ครึ่งหนึ่งเป็นของเจ้า อีกครึ่งหนึ่งเป็นของข้าก็แล้วกัน”

                ท่านอ๋องเสิ่นกำลังจะพยักหน้า พลันเกิดความสงสัยขึ้น “เขาเป็นบุรุษเพศ เจ้าจะเอาเขาไปทำอะไร?”

                อินจู๋หลีตอบเสียงราบเรียบโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมามองท่านอ๋องเสิ่น “เจ้าใช้ข้างหลังข้าใช้ข้างหน้าอย่างไร คนงามเช่นนี้ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ อย่าปล่อยให้เสียเปล่า”

                สุรารสเลิศในปากของท่านอ๋องเสิ่นพ่นใส่หน้าคนพูดทันควัน “เจ้า เจ้า เจ้า...อินจู๋หลี เจ้ามันสกปรก ไร้ยางอาย”

                เขาสะบัดหน้าเดินจากไป เสี้ยวอึดใจก็หมุนตัวเดินกลับมา ลากตัวอินจู๋หลีที่ยังคงนั่งรินสุราดื่มอย่างสบายอารมณ์ออกไปด้วย สุดท้ายก็ซื้อคนงามไม่สำเร็จ น่าแปลกที่หลังจากนั้นท่านอ๋องเสิ่นก็ไม่กล้าย่างเท้าเข้าใกล้หอหันถิงฟางอีกเลยแม้แต่ครึ่งก้าว

                อินจู๋หลีรู้จักเมืองฉางอันเป็นอย่างดี เพียงไม่นานท่านอ๋องเสิ่นก็ทำราวกับนางเป็นแผนที่มีชีวิต ไม่ว่าจะหาของกิน หาสุราดื่ม หรือจะไปบ่อนเล่นพนัน เขาจะต้องมาถามนางก่อนทุกครั้ง นางเป็นคนที่มีงานล้นมือคนหนึ่ง ไม่อาจเทียบได้กับ ‘อ๋องว่างงาน’ เช่นเขา แต่อย่างไรก็ตามนางยังคงเฟ้นหาสถานที่ที่เขาต้องการให้

 

                ในวันที่ท่านอ๋องเสิ่นอายุครบสิบห้าปีนั้น เขาเดินไปเดินมาอยู่ที่ห้องหนังสือของอินจู๋หลีตั้งแต่เช้า

                หญิงสาวกำลังฝึกคัดอักษรอยู่ รอจนกระทั่งเขาเดินไปเดินมาได้ครึ่งชั่วยามก็เอ่ยขึ้นว่า “วันเกิดของเจ้าข้าส่งของกำนัลให้แล้วไม่ใช่หรือ เจ้ายังจะมาเดินไปเดินมาอยู่ในนี้อีกทำไม”

                ท่านอ๋องเสิ่นแสดงท่าทีให้สาวใช้ที่ฝนหมึกอยู่ในห้องล่าถอยออกไป ก่อนจะส่งเสียงกระซิบกระซาบกับนาง “อาหลี ข้า... เอ่อ ถึงตอนนี้ข้ายังไม่เคยใกล้ชิดกับสตรีอย่างแท้จริงเลยสักครั้ง เจ้าว่าสตรีที่ไหนที่ทั้งสวยทั้งอ่อนโยนทั้งสะอาดน่ะ?”

                อินจู๋หลีคัดตัวอักษรตัวสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงได้วางพู่กันลง ดึงผ้าเช็ดมือทำจากไหมสีขาวที่วางบนโต๊ะขึ้นมาเช็ด “ตึกกว่างหลิง”

                ท่านอ๋องเสิ่นมีท่าทีกระอักกระอ่วนใจ “ครั้งนี้ข้าคิดจะเอาจริง คืนนี้เจ้าไปเป็นเพื่อนข้าหน่อยสิ”

                อินจู๋หลีวางผ้าเช็ดมือลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเป็นปกติ “เจ้าไม่ใช่จะไม่เคยไปเสียหน่อย”

                ท่านอ๋องเสิ่นจับแขนของนาง ดึงตัวออกไปด้านนอก “ไปเถอะนะ ไหนๆ ก็เป็นสหายกันแล้ว ไปให้กำลังใจข้าหน่อยสิ”

                อินจู๋หลีจนปัญญา “ใครเป็นสหายกับเจ้ากัน” นางคล้ายกับคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นได้ รีบเอ่ยว่า “ตกลงกันก่อนนะ ค่าใช้จ่ายเหลวไหลไร้สาระพวกนี้ลงบัญชีข้าไม่ได้ ตอนนี้ฮูหยินเฒ่าตรวจสอบบัญชีของข้าอยู่”

                ท่านอ๋องเสิ่นกระโดดขึ้นรถม้าอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยหาทางออกให้นางอีกด้วย “ถ้าเช่นนั้นเจ้าอย่าลืมเอาเงินสดติดตัวไปมากหน่อยก็แล้วกัน”

                อินจู๋หลีอดกลั้นอย่างหนักกว่าจะบังคับตัวเองไม่ให้ถีบเขาลงจากรถม้า

 

                โคมไฟสีแดงของตึกกว่างหลิงถูกจุดให้แสงสว่างในยามค่ำคืน

                เรือนสามชั้นถูกแสงสีทองอมแดงของโคมไฟสาดส่อง ลมกลางคืนพัดส่งกลิ่นหอมจากเครื่องแป้งลอยกรุ่น อินจู๋หลีหิ้วตัวท่านอ๋องเสิ่นเข้าไปด้านใน หงเย่รีบรุดมาให้การต้อนรับ อินจู๋หลีเอ่ยเพียงแค่ว่า “หาหญิงที่หน้าตาสะสวย อ่อนโยน สะอาดมาคนหนึ่ง”

                หงเย่รีบรุดไปเตรียมการ นางอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย เมื่อเจ้าบ้านอินบอกว่าหน้าตาสะสวยก็จะต้องสะสวยที่สุด อ่อนโยนก็ต้องอ่อนโยนที่สุด สะอาดก็ยิ่งต้องสะอาดที่สุด ยามนี้สะอาดที่สุดก็มีแต่หญิงบริสุทธิ์ที่ยังไม่ผ่านการอบรมสั่งสอน...

                หงเย่เป็นคนทำงานว่องไว ไม่นานก็เรียกตัวหญิงสาวที่ชื่อว่าเสวี่ยเยี่ยนออกมา หลังจากกำชับจนเป็นที่พอใจแล้วจึงพาเสวี่ยเยี่ยนไปยังห้องรับรอง ท่านอ๋องเสิ่นดื่มสุราไปสองอึก นี่เป็นครั้งแรกของเขาไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตื่นเต้นอยู่บ้าง

                อินจู๋หลีให้เสวี่ยเยี่ยนหมุนตัวให้ดูรอบหนึ่ง “ว่าอย่างไร?”

                ประโยคนี้ย่อมถามท่านอ๋องเสิ่น เด็กหนุ่มหาข้อตำหนิจากตัวเสวี่ยเยี่ยนไม่ได้ พออินจู๋หลีทำทีจะออกไปจากห้อง ท่านอ๋องก็รู้สึกร้อนใจ “เดี๋ยวๆ เจ้าจะไปอย่างนี้หรือ แล้วมันจะต่างอะไรกับที่ข้ามาเองเล่า”

                อินจู๋หลีหัวเราะอย่างเบื่อหน่าย “หรือว่าเจ้าจะต้องให้ข้าแสดงให้ดูเป็นตัวอย่างเสียก่อนหรือ ขออภัย ไม่มีทาง”

                ท่านอ๋องเสิ่นคิดไปคิดมาก็จริงตามที่นางพูด สุดท้ายจำใจปล่อยมือออก

                อินจู๋หลีนั่งเล่นอยู่ในศาลาสามเหลี่ยมที่สวนด้านหลังของตึกกว่างหลิง หงเย่ลงมืออุ่นสุราให้นางด้วยตนเอง กำลังจะเอ่ยปากพูด พลันเห็นท่านอ๋องเสิ่นถือกางเกงวิ่งหน้าตื่นเข้ามาพร้อมกับส่งเสียงร้องเรียกมาแต่ไกล “อาหลีๆ” เขาวิ่งมาหน้าตาแดงก่ำ “ข้ารู้สึกว่าทำอย่างนี้มันออกจะพิกลอยู่ อย่างไรก็ให้นางกลับไปเพาะบ่มความรู้สึกกับข้าที่ตำหนักอ๋องสักหลายๆ วันท่าจะดี...”

                หงเย่อดเปล่งเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้ อินจู๋หลีจิบสุราที่ถืออยู่ในมือ เป็นเวลาครู่ใหญ่นางจึงได้เอ่ยขึ้น “อยากให้ไปอยู่กับเจ้าสักครึ่งปีหรือไม่เล่า?”

                หงเย่หัวเราะจนท้องแข็งไปหมด หากท่านอ๋องเสิ่นยังคงมีความคิดจริงจัง “ครึ่งปีมันก็แค่หกเดือนเท่านั้น เอาอย่างนี้...สักสองปีเป็นไร?”

                อินจู๋หลีเดือดดาลขึ้นมาในที่สุด ขว้างจอกสุราใส่หน้าผากของเจ้าเด็กบ้า “แม่เจ้าโว้ย เจ้าคิดจะเที่ยวหอนางโลมไม่ออกเงินสักอีแปะก็ช่างเถอะ แต่แค่จะทำให้ ‘เจ้านั่นมันลุกขึ้นมา’ ยังจะต้องใช้เวลาถึงสองปีเชียวหรือ? เด็กๆ ลากตัวเขากลับไป!”

                หงเย่หัวเราะจนท้องแข็งไปหมด

บทที่ 2 คู่เวรคู่กรรม (3 จบบท)

 

            วันที่หนึ่งเดือนอ้าย

                อาคารบ้านเรือนแต่ละแห่งต่างก็ติดแผ่นป้ายอวยพรต้อนรับปีใหม่

                ท่านอ๋องเสิ่นเบื่อหน่ายยิ่งนัก ไม่มีใครฉลองเทศกาลกับเขา คิดไปคิดมาเขาก็เดินทางมาบ้านสกุลอิน ตอนนั้นอินจู๋หลีกำลังกินอาหารอยู่กับถังอิ่น เห็นเขาเดินส่ายก้นอาดๆ เข้ามาอย่างเงียบเชียบ ก็หันไปสั่งให้บ่าวรับใช้เตรียมชามและตะเกียบมาอีกชุด

                ท่านอ๋องเสิ่นเป็นคนไม่รู้จักกาลเทศะ เอาแต่บ่นว่าอาหารบนโต๊ะไม่มีของที่เขาชอบกินเลยสักอย่าง อินจู๋หลีหน้าง้ำกระแทกตะเกียบลงกับโต๊ะอย่างแรง “จะกินก็กิน ไม่กินก็ไสหัวไป”

                ถังอิ่นขมวดคิ้วเล็กน้อย “หลีเอ๋อ ทำไมพูดจากับท่านอ๋องเช่นนี้เล่า” เขาอบรมอินจู๋หลีอีกยกหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน “พวกเจ้ากินกันต่อเถอะ ตอนบ่ายอาจารย์จะกลับบ้านสกุลถังเสียหน่อย”

                อินจู๋หลีได้แต่รับคำเบาๆ รอจนกระทั่งอาจารย์ออกจากเรือนไปก็หันมามองท่านอ๋องเสิ่น อ๋องเก้าไม่พอใจ ทำปากยื่นจนแทบจะแขวนขวดน้ำมันได้ อินจู๋หลีดึงตัวเขาเข้ามาปลอบ อีกทั้งออกคำสั่งให้ห้องครัวทำอาหารที่เขาชอบมาหลายอย่าง

                ท่านอ๋องเสิ่นไม่เคยเกรงใจอยู่แล้ว รีบบอกว่าตัวเองอยากกินกุ้ง รอจนกระทั่งอาหารชุดใหม่ขึ้นโต๊ะ อินจู๋หลีก็แกะเปลือกกุ้งให้อีกฝ่าย เขากินจนปากมันแผล็บไปหมด “อาหลี ข้าชอบกุ้งที่พ่อครัวบ้านเจ้าทำให้กินที่สุดเลย”

                อินจู๋หลีพูดเสียงเย็น “เจ้าไม่มีทางเอาตัวเขาไปได้ คนในครอบครัวของเขาทั้งหกชีวิตไม่ว่าเด็กหรือคนแก่ล้วนทำงานให้กับบ้านสกุลอิน”

                ท่านอ๋องเสิ่นงับกุ้งที่ปอกเปลือกเสร็จแล้วจากมืออินจู๋หลี เสียงที่พูดออกมาดังอู้อี้ “ข้าไม่เอาตัวเขาไปเลี้ยงให้เปลืองเงินหรอก มาที่นี่ตอนไหนก็ได้กินอยู่แล้ว ถ้าพากลับตำหนักอ๋อง ข้าก็ต้องควักเงินซื้อกุ้งเอง...”

                “เป็นคนดีจริงจริ๊งงง” อินจู๋หลีคว่ำโต๊ะ “นี่เจ้าเป็นพ่อค้าหรือข้าเป็นพ่อค้ากันแน่”

 

                วันสิบห้าค่ำเดือนอ้าย เทศกาลโคมไฟ

                ฮูหยินอินไปไหว้พระที่วัดฟังหยวน อินจู๋หลีจัดงานเลี้ยงในครอบครัว กินอาหารพร้อมหน้ากับลุงป้าน้าอาและผู้อาวุโสทั้งหลายแห่งบ้านสกุลอินจำนวนนับร้อย

                อยู่ๆ หวังสิงผู้ดูแลร้านวั่นฮั่วสิงก็วิ่งเข้ามาหน้าตาตื่นในขณะที่นางกำลังกินอาหาร “แย่แล้วเจ้าบ้านอิน ท่านอ๋องเสิ่นถูกคนทำร้าย”

                อินจู๋หลีไม่อยากได้ยินเรื่องของคนผู้นี้ในวันเทศกาลสำคัญให้เกิดความอัปมงคล นางขมวดคิ้วเล็กน้อย “ถ้าไม่ตายก็ไม่ต้องเล่าให้ข้าฟัง ถ้าตายแล้วก็พูดออกมาได้ ข้าจะได้เบิกบานใจสักหน่อย”

                หวังสิงนิ่งเงียบไปทันที นานครู่หนึ่งกว่าจะละล่ำละลักเอ่ยขึ้นมาใหม่ “เรียนเจ้าบ้าน ยังไม่ถึงกับตาย ทว่าท่านอ๋องไปทำแผลที่โรงหมอหุยชุนกับท่านหมอหลิวซึ่งเป็นหมอที่มีชื่อเสียงที่สุดของที่นั่น ทั้งยังเลือกใช้ตัวยาที่ดีที่สุดอีกด้วย แล้วเขายังซื้อโสมพันปีจากเขาฉางไป๋ซันจากท่านหมอหลิวกลับไปอีกหลายต้น อ้างว่าจะเอากลับไปกินบำรุงร่างกาย”

                อินจู๋หลีกำลังกินบัวลอยอยู่ เริ่มมีอาการมุมปากกระตุก “แค่ไม่ตายก็พอแล้วยังจะพูดมากอะไรอีก”

                หวังสิงรวบรวมความกล้า พูดสิ่งที่เหลือออกมาอย่างรวดเร็ว “ตอนนี้ท่านหมอหลิวแห่งโรงหมอหุยชุนกำลังรอท่านอยู่ด้านนอกเพื่อมารับเงินค่ารักษาพยาบาล”

                บัวลอยที่อยู่ในปากของอินจู๋หลี ไหลลื่นตกไปในคอทั้งลูก

 

                จนกระทั่งปลายเดือนสอง

                ท่านอ๋องห้าและท่านอ๋องหกทยอยเดินทางกลับมาฉางอันเพื่อถวายพระพรฮ่องเต้ พวกเขาส่งคนนำของมีค่ามามอบให้กับสกุลอิน

                ก่อนหน้านี้ทั้งสองเคยแสดงความต้องการอยากจะตบแต่งอินจู๋หลี ในตอนนั้นอดีตฮ่องเต้ไม่อนุญาต ทั้งสองจึงนิ่งเงียบไม่กล้าขยับตัว จนกระทั่งเสิ่นถิงเหยาขึ้นครองราชย์กลับรับสั่งให้อินจู๋หลีออกเรือนไปกับอ๋องเก้าผู้ไม่เป็นโล้เป็นพาย อีกทั้งยังไม่ถึงอายุจะตบแต่งภรรยาเสียด้วยซ้ำ

                อ๋องทั้งสองมีดินแดนในปกครอง ฐานะมั่งคั่ง พรั่งพร้อมด้วยกำลังทหารและเสบียงอาหาร เป็นที่เกรงกลัวของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ อินจู๋หลีไม่ให้ความสนิทสนมกับพวกเขาแต่ก็มิได้ทำตัวห่างเหินจนเกินไป ของกำนัลที่ส่งมาให้นางก็รับเอาไว้ ทว่าไม่ได้ออกไปพบหน้า กลายเป็นว่าตอนบ่ายคนในบ้านเดินเข้ามารายงานอย่างรีบร้อน “เจ้าบ้าน มีราชโองการมาถึง หวงกงกงให้ท่านออกไปรับราชโองการทันที”

                อินจู๋หลีเดินไปยังห้องโถงใหญ่อย่างข้องใจ เห็นหวงกงกงนั่งถือถ้วยน้ำชาในมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “เจ้าบ้านอินยินดีด้วย เดือนสิบปลายปีนี้ ท่านอ๋องเสิ่นก็จะมีอายุครบสิบหกปีแล้ว ฮ่องเต้มีรับสั่งจัดงานมงคลสมรสระหว่างท่านกับท่านอ๋องในวันที่แปดเดือนสิบ”

                อินจู๋หลีมองหวงกงกงขึ้นๆ ลงๆ รอบหนึ่ง มองเสียจนเขารู้สึกหนาวไปทั้งตัว นางเอ่ยเสียงยานคางว่า “หวงกงกง ท่านคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องมงคลจริงๆ หรือ?”

                หวงกงกงพูดกลั้วหัวเราะ “ท่านเจ้าบ้าน ความลำบากใจของท่านนั้นฝ่าบาททรงทราบดี ทว่าเมื่อมองไปทั่วแคว้นต้าสิง หากแม้แต่ตัวท่านเองยังเลี้ยงอ๋องน้อยผู้นี้ไม่ไหว แล้วยังจะมีใครไหวอีกเล่า อีกประการหนึ่ง ตอนนี้ท่านก็เลี้ยงดูเขาอย่างดีไม่ใช่หรือ”

                อินจู๋หลีได้แต่ถอนหายใจไม่พูดอะไร รอยยิ้มของหวงกงกงยิ่งกระจายกว้างมากขึ้น “ข้าประกาศราชโองการให้ท่านทราบแล้ว มิอาจเสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อ ข้ายังต้องนำราชโองการไปที่ตำหนักอ๋องฝูลู่อีกน่ะ”

                หญิงสาวกลับเอ่ยขัดขึ้นมา “กงกง...ตรงกลับวังหลวงเสียเถิด ตอนนี้อ๋องเสิ่นคงจะไปเล่นว่าวแล้ว ไม่อยู่ในตำหนักเป็นแน่...”

                หวงกงกงรำพึงอย่างประหลาดใจ “เจ้าบ้านอินมิได้ออกจากบ้าน ก็ยังรู้ร่องรอยของท่านอ๋อง นับได้ว่าเป็นคู่กันแล้วไม่แคล้วกัน มีจิตใจตรงกัน...”

                อินจู๋หลียืนฟังคำชื่นชมของเขาจนจบประโยคแล้วจึงเอ่ยขึ้นเสียงเนิบนาบ “เมื่อครู่ข้าเห็นบัญชีค่าว่าวที่ส่งมาจากร้านหัตถกรรมหลู่ปัน”

                “...” หวงกงกงตบไหล่นางเบาๆ เอ่ยด้วยสีหน้าเห็นใจ “ตอนนี้ไม่ว่าใครต่างก็ลำบากทั้งนั้น...”

 

                เมื่อเห็นว่าวันเข้าพิธีสมรสใกล้เข้ามาทุกขณะ ท่านอ๋องเสิ่นที่มี ‘ความแค้นลึกล้ำ’ กับอินจู๋หลีเริ่มอยู่ไม่สุข

                เขาเข้าวังหลวงกอดขาเสิ่นถิงเหยาพี่รองของเขาเอาไว้แน่น “เสด็จพี่ อินจู๋หลีมีนิสัยขี้โมโหดุร้าย หากเข้าพิธีกันไปแล้วนางยังลงไม้ลงมือกับกระหม่อม แล้วกระหม่อมจะทำอย่างไร”

                เสิ่นถิงเหยาโมโหเสียจนอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ยกเท้าเตะน้องชายออกห่าง “เรื่องเหลวไหลไร้แก่นสารของเจ้าตลอดปีมานี้อย่าคิดว่าข้าอยู่ในวังหลวงแล้วจะไม่รู้เรื่องนะ เจ้าใช้เงินของสกุลอินไปตั้งมากมาย เอาตัวไปชดใช้เช่นนี้ก็สมควรแล้ว”

                นี่เป็นเรื่องที่ท่านอ๋องเสิ่นเป็นกังวลอยู่พอดี เมื่อใกล้วันวิวาห์เข้ามาเรื่อยๆ สายตาที่อินจู๋หลีมองเขานั้นยิ่งแฝงความชั่วร้ายมากขึ้น นางจ้องประดุจกำลังจ้องมองหมูที่ถูกมัดขาทั้งสี่รอส่งเข้าโรงเชือด ครั้งที่แล้วเขาพบนางโดยบังเอิญที่ตึกกว่างหลิง นางส่งยิ้มเย็นยะเยือกให้กับเขา ขนาดคิดขึ้นมาตอนนี้เขาก็ยังอดสะท้านไปทั้งตัวด้วยความหวาดหวั่นไม่ได้ “เสด็จพี่ไม่สนพระทัยกระหม่อมอย่างนี้ไม่ได้นะ...” เขากอดต้นขาของเสิ่นถิงเหยาอีกครั้งพลางส่งเสียงคร่ำครวญ “นางจะต้องลงมือทุบตีกระหม่อมแน่นอน ฮือๆ...”

                ฮ่องเต้พยายามสะบัดขาหลายทีก็ไม่อาจหลุดพ้นจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย ได้แต่ก่นด่าอย่างอ่อนใจ “ข้าจะเขียนราชโองการออกคำสั่งกับนาง ว่าเมื่อนางแต่งเข้าตำหนักอ๋องแล้วมิอาจทุบตีสามีได้ เจ้าเป็นถึงอ๋องแห่งแคว้นต้าสิง จะถูกกระทำอย่างไม่เหมาะสมได้อย่างไร...”

               

                หลังจากท่านอ๋องเสิ่นได้ราชโองการ ‘ห้ามทุบตีสามี’ มากอดไว้ในอกแล้ว ใจเขาเริ่มสงบนิ่ง

                เขานั่งดื่มสุราจนเมามายอยู่ในตำหนักอ๋อง คาดไม่ถึงว่าจะถูกคนดึงใบหูปลุกขึ้นมากลางดึก เขาลืมตากุมใบหูเอาไว้ เบื้องหน้าเป็นสตรีนางหนึ่ง นางสวมชุดสีม่วงพอดีตัว เส้นผมยาวถูกรวบขึ้นสูง มีกระบี่ห้อยอยู่ที่เอว แต่งตัวดูคล้ายจอมยุทธ์หญิง

                การแต่งตัวประดุจวีรสตรีผู้กล้าเช่นนี้ย่อมเป็นชวีหลิงอวี้บุตรสาวของแม่ทัพชวีผู้เกรียงไกร มือนางแตะกระบี่ยืนตัวตรงองอาจ ตวาดเสียงต่ำถามขึ้นว่า “เสิ่นถิงเจียว เจ้าชอบอินจู๋หลีหรือ”

                ได้ยินชื่อนี้ อาการมึนเมาของท่านอ๋องเสิ่นพลันสลายไปสามส่วน เขาตอบกลับเสียงหนักแน่นราวกับคนลิ้นคับปาก “เกลียดจนไม่รู้จะเกลียดอย่างไรแล้ว!”

                สีหน้าของชวีหลิงอวี้ดีขึ้นเล็กน้อย “เสิ่นถิงเจียวพรุ่งนี้กรมพิธีการจะส่งคนมาที่จวนสกุลชวี บอกว่าพี่รองของเจ้าจะรับข้าเป็นฮองเฮา” ท่านอ๋องเสิ่นที่อยู่บนเตียงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ทำให้ชวีหลิงอวี้มีสีหน้าเกรี้ยวกราดขึ้นมา นางออกแรงหยิกเขาทีหนึ่ง “เจ้าได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่!”

                ท่านอ๋องเสิ่นนิ่งขึงไปเล็กน้อย ก่อนปรับสีหน้ายิ้มแย้ม “ยินดีด้วยพี่สะใภ้”

                ชวีหลิงอวี้ทุบหัวไหล่ของเขาอย่างแรง พูดด้วยเสียงสะอื้น “เจ้ายังเป็นลูกผู้ชายอยู่อีกหรือ เป็นลูกผู้ชายอย่างนั้นหรือ”

                เสิ่นถิงเจียวเองก็จนปัญญา รอกระทั่งนางร้องไห้จนเหนื่อยแล้วจึงได้เอ่ยเสียงเบาขึ้นว่า “หลิงอวี้ ยามนี้แม่ทัพชวีมีกำลังพลในมืออยู่มาก เสด็จพี่ไม่มีทางให้เจ้าแต่งงานกับข้าอยู่แล้ว”

                ชวีหลิงอวี้จับชายแขนเสื้อของเขาเอาไว้ ดวงตาเปล่งประกายแน่วแน่ “พวกเราหนีไปก็ได้ ท่านพ่อข้าทำศึกอยู่ชายแดนตะวันตก พวกเราไปหาท่านพ่อกัน”

                ท่านอ๋องเสิ่นถูกฤทธิ์สุราครอบงำ บังเกิดความกล้าขึ้นมาฉับพลัน

                “ดี”

                เขารีบร้อนเก็บเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น ผูกห่อผ้าลวกๆ เป็นห่อผ้าที่ไม่น่าดูสักนิด “พวกเราไป”

                ชวีหลิงอวี้ยิ้มให้ทั้งน้ำตา เดินควงแขนเขาออกจากห้อง

                หลังจากนั้นสามเค่อ ท่านอ๋องเสิ่นรู้สึกห่อเหี่ยวใจเป็นที่สุด “ข้าว่านะหลิงอวี้ พวกเราจะต้องปีนกำแพงออกไปจริงหรือ” เขากุมใบหน้าที่เป็นรอยเขียวช้ำจากการตกกำแพง ทอดสายตามองดูชวีหลิงอวี้ที่นั่งรอเขาอยู่บนขอบกำแพงเป็นเวลาสามเค่อด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำคลอหน่วย “ข้าว่าพวกเราออกไปทางประตูกันเถอะ”

                สมัยโบราณมีเรื่องหญิงเจ้าของแส้สีแดงที่หนีตามคนรัก จนเป็นเรื่องเล่าอันน่าประทับใจ ทว่าในความเป็นจริงแล้วชีวิตมิได้สวยงามเหมือนในตำนาน

                เมืองฉางอันเมื่อเข้าสู่ยามวิกาลมีกฎห้ามผู้คนออกจากเคหสถาน เมื่อทั้งสองออกมา จึงถูกทหารลาดตระเวนจับตัวเอาไว้ได้ หากมิใช่เห็นพวกเขาแต่งกายหรูหรา คาดว่าคงจะถูกลงไม้ลงมืออยู่ตรงนั้นแล้ว

                ชวีหลิงอวี้ย่อมไม่กล้าเอ่ยถึงฐานะของตนเอง บ้านสกุลชวีอบรมสั่งสอนเข้มงวด หากชวีเทียนซู่รู้ว่านางคิดจะหนีตามผู้ชาย เกรงว่าจะต้องตีนางจนขาหักเป็นแน่

                ดีที่มีคนกลุ่มหนึ่งเคยเห็นหน้าท่านอ๋องเสิ่นในบ่อนพนันมาก่อน จึงรีบร้อนสั่งให้คนไปส่งข่าวที่บ้านสกุลอิน สุดท้ายแล้วเป็นพ่อบ้านเฮ่าแห่งห้างฟู่กุ้ยที่เป็นผู้เดินทางมาจ่ายเงินสองตำลึงเป็นค่าปรับ รับตัวทั้งสองออกมา เขาส่งคนหนึ่งกลับจวนแม่ทัพชวี ส่วนอีกคนคุมตัวกลับตำหนักอ๋องฝูลู่

                เหอเจี่ยนนำบ่าวรับใช้มาช่วยประคองตัวท่านอ๋องเสิ่นกลับตำหนัก หลังจากได้ยินเหตุการณ์แอบหนีตามกัน สีหน้าของเขาก็ปรากฏความอับอายอย่างเห็นได้ชัด เอาแต่ยิ้มแห้งๆ “เหตุใดเจ้าบ้านอินถึงไม่มาด้วย?”

                พ่อบ้านเฮ่าตอบกลับไปตามความสัตย์จริง “วันนี้เป็นวันแซยิดของฮูหยินเฒ่า ท่านเจ้าบ้านกล่าวว่าวันมงคลเช่นนี้ไม่สมควรเห็นเลือด” เหอเจี่ยนและท่านอ๋องเสิ่นต่างย่นคออย่างหวาดๆ พร้อมกัน จากนั้นเฮ่าเจี้ยนหยิบกล่องอาหารสวยงามกล่องหนึ่งออกมา “ทว่าเจ้าบ้านมีคำสั่งให้กระหม่อมนำกล่องอาหารนี้มอบให้กับท่านอ๋อง เอาล่ะ กระหม่อมต้องขอตัวแล้ว”

                เหอเจี่ยนพร่ำขอบคุณไม่ขาดปาก ส่งกล่องอาหารให้กับท่านอ๋องเสิ่น พูดด้วยน้ำเสียงปลอบใจระคนหว่านล้อม “ท่านอ๋องทอดพระเนตรสิ เจ้าบ้านอินเป็นคนละเอียดรอบคอบเพียงใด อุตส่าห์ฝากอาหารมาให้ท่านอ๋องด้วย” ท่านอ๋องเสิ่นเปิดกล่องอาหาร ในนั้นมีนกกระทาย่างอยู่เพียงตัวเดียว เขาหยิบมันคาบไว้ในปาก ส่งเสียงงึมงำไม่พอใจ “แค่นกกระทาตัวเดียว คิดว่าจะซื้อตัวข้าได้รึ”

                ยังดีที่เสี่ยวเหอบ่าวคนสนิทเป็นคนตาไว เห็นว่าในกล่องอาหารยังมีกระดาษเล็กๆ แผ่นหนึ่ง ท่านอ๋องเสิ่นก้มหน้าลงดู เห็นบนกระดาษเขียนข้อความด้วยลายมือหวัดๆ อยู่สองประโยค

                ‘ถ้ายังกล้าเจ้าชู้หลายใจ จะมีจุดจบเช่นนกตัวนี้’

                คืนนั้นท่านอ๋องเสิ่นดื่มสุราจนเมามายไม่ได้สติ จากนั้นพร่ำเพ้อไร้สาระ “หลิงอวี้ เจ้าเกิดมาเพื่อเป็นฮองเฮา สิ่งของที่ดีงามใต้หล้านี้ทั้งหมดล้วนแต่เป็นของเสด็จพี่ ส่วนของที่เลวร้าย โหดเหี้ยมที่สุดเท่านั้นจึงจะเป็นของข้า...”

 

บทที่ 3 ผีซ้ำด้ำพลอย (1)

                ต้นเดือนสาม รัชสมัยชิงผิงที่สอง   

                ฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยาส่งขบวนขันหมากรับตัวชวีหลิงอวี้ คุณหนูสกุลชวีเข้ารับตำแหน่งฮองเฮาในพระองค์

                แม่ทัพชวีที่อยู่ไกลถึงชายแดนซีเป่ย หลังจากทราบข่าวมงคลก็รีบส่งม้าเร็วนำสารตอบกลับอันมีใจความว่า ‘กระหม่อมมีความเห็นให้กำหนดวันประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสเป็นวันที่แปดเดือนยี่ รัชสมัยชิงผิงที่สาม ในการนี้... กระหม่อมน้อมส่งหนังสือสวามิภักดิ์แห่งแคว้นเยว่ซื่อเป็นของกำนัลให้ฝ่าบาท ด้วยพระบารมีปกเกล้า ขอให้สวรรค์คุ้มครองแคว้นต้าสิงของเราด้วย’

                หลังจากทราบข่าว เสิ่นถิงเจียวก็เร่งรุดเดินทางมายังจวนแม่ทัพชวี เขาถูกนางเว่ยขัดขวางอย่างไม่ไว้หน้า

                นางเว่ยยังคงงดงาม ปีนี้อายุเพียงสามสิบแปดปี วันนี้นางสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวที่มีค่าควรเมือง ทั่วตัวประดับไปด้วยเพชรพลอยล้ำค่าให้ความรู้สึกถึงสตรีผู้ร่ำรวยสูงศักดิ์ “ท่านอ๋องเสิ่น ได้โปรดหยุดก่อน”

                เสิ่นถิงเจียวรู้จักกับนางเว่ยตั้งแต่เด็ก เมื่อก่อนนางปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะคำพูดคำจาหรือกิริยาท่าทางล้วนอ่อนโยนสนิทสนม ทว่าวันนี้ท่าทางของนางกลับดูเย็นชาห่างเหิน เสิ่นถิงเจียวพยายามใช้เหตุผลพูดจากับนาง “ฮูหยินชวี เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ท่านเคยบอกว่าจะให้หลิงอวี้เป็นภรรยาของข้า ยังจำได้หรือไม่?”

                ฮูหยินชวีขมวดคิ้ว รู้สึกไม่พอใจ ก่อนจะตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา “ท่านอ๋องเสิ่น หม่อมฉันเคยกล่าวไว้เช่นนั้นก็จริง แต่ตอนนั้นอดีตฮ่องเต้ยังคงเสวยราชย์ อีกทั้งเคยรับสั่งว่าหลิงอวี้ของหม่อมฉันนั้นเหมาะที่จะเป็นหงส์ทองผู้สูงส่ง อ๋องเสิ่นทรงจำได้อยู่สินะ คราวนั้นอดีตฮ่องเต้ยังมิได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาท ท่านอ๋องก็โปรดหลิงอวี้ หม่อมฉันนึกไปว่าท่านอ๋องจะเป็นผู้ได้รับคัดเลือกจากอดีตฮ่องเต้ มิคาดว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นองค์ชายรองเสียนี่ อ๋องเสิ่น... สิ่งใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ท่านควรจะปลงให้ตก”

                “แต่ว่าฮูหยินชวี ข้ากับหลิงอวี้ต่างก็รักใคร่ชอบพอกัน...”

                เขายังไม่ทันพูดจบก็พลันถูกนางเว่ยตัดบทเข้าเสียก่อน “อ๋องเสิ่นโปรดระมัดระวังคำพูด อย่าได้สร้างมลทินให้กับอวี้เอ๋อของหม่อมฉัน อีกไม่นานนางจะต้องเข้าพิธีอภิเษกสมรส ดำรงตำแหน่งมารดาของแผ่นดิน อ๋องเสิ่นก็นับว่าเป็นบุรุษที่มีความเฉลียวฉลาดเข้าใจสถานการณ์ได้ดี ดูชื่อเสียงของท่านอ๋องในเมืองฉางอันยามนี้สิ ท่านอ๋องเองก็อายุไม่ใช่น้อย เรื่องหน้าที่การงานนั้นไม่ต้องพูดถึง เอาแค่บุคลิกลักษณะไม่เป็นโล้เป็นพาย ทรงคิดจริงๆ หรือว่าสามีของหม่อมฉันจะวางใจยกบุตรสาวให้กับท่าน”

                เสิ่นถิงเจียวยังคิดจะตอบโต้ หากนางเว่ยเอ่ยวาจาตัดจบรวดเร็ว “หากอ๋องเสิ่นไม่มีธุระอันใดแล้ว เชิญเสด็จกลับไปเสียเถิด”

                เสิ่นถิงเจียวเดินคอตกออกจากจวนสกุลชวี ที่จริงการถูกคนอื่นพูดจาไม่ดีใส่นั้นไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าก็คือสิ่งที่นางพูดมาทุกประโยคล้วนเป็นความจริง

                เวลานั้นอินจู๋หลีกำลังตรวจดูด้ายปักผ้ากับหวินเทียนอี ผู้ดูแลโรงปักเทียนอี เนื่องจากสินค้าชุดนี้เป็นสินค้าชุดแรกๆ ที่เพิ่งติดต่อค้าขายกัน จะประมาทเลินเล่อมิได้

                โรงปักเทียนอีมีหญิงปักผ้าฝีมือเลิศอยู่ราวสามสิบคน พวกนางกำลังตรวจดูเส้นด้ายที่ส่งมา หญิงปักผ้ามากประสบการณ์หกคนกำลังดึงตัวอย่างด้ายมาตรวจสอบคุณภาพ หวินเทียนอีเองก็กำลังหยิบเส้นไหมจากก้นกล่องออกมาตรวจดูสภาพโดยละเอียดเช่นกัน

                เส้นด้ายหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นเส้นไหม ดิ้นเงิน ดิ้นทอง ถูกม้วนเป็นพับวางเรียงอยู่ในกล่องอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สีเส้นด้ายที่เห็นบ่งบอกว่าพวกมันเป็นสินค้าชั้นเลิศ อินจู๋หลีกำลังมองด้วยความพึงพอใจ อยู่ๆ ด้านนอกมีคนวิ่งเข้ามารายงาน “ท่านเจ้าบ้าน เหอเจี่ยนคนของตำหนักอ๋องฝูลู่มาขอพบท่านขอรับ”

                อินจู๋หลีนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยเบาๆ ขึ้นว่า “ไปบอกให้เขารอสักครู่ เดี๋ยวข้าจะออกไป”

                คนที่มารายงานรับคำแล้วหมุนตัวเดินออกไปอย่างรวดเร็ว อินจู๋หลีมองไปยังหวินเทียนอีที่กำลังตรวจดูดิ้นทองก่อนจะเดินเข้าไปกระซิบใกล้ๆ “สายหน่อยเจ้าให้คนไปที่บ้านสกุลอิน บอกว่าคืนนี้ข้าอยู่ที่นี่หารือเรื่องเส้นด้ายที่ส่งมาใหม่ จะกลับบ้านดึกสักหน่อย”

                หวินเทียนอีมักจะช่วยนางปิดบังเรื่องต่างๆ อยู่แล้ว ในยามนี้จึงมิกล้าเอ่ยปากออกความเห็น

                อินจู๋หลีเห็นเหอเจี่ยนยืนรออยู่นอกโรงปักเทียนอี เขาแต่งกายด้วยเสื้อตัวยาวสีเทา ดูเหมือนบัณฑิตผู้ทรงความรู้ หนวดที่ไว้ใต้คางตัดเล็มอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ยิ่งส่งให้เขาดูเป็นผู้คงแก่เรียนมากขึ้น อินจู๋หลีไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยปาก ชิงพูดขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ให้ข้าเดานะ เมื่อวานมีข่าวว่าฮ่องเต้ให้คนไปจัดการสู่ขอคุณหนูชวีที่จวนสกุลชวี อ๋องเสิ่นคงจะเดินทางไปจวนสกุลชวีและถูกฮูหยินชวีขับไล่ออกมา”

                เหอเจี่ยนนิ่งเงียบเป็นการยอมรับไปในตัว

                อินจู๋หลีก้าวเท้าไปข้างหน้า “รถม้าของท่านจอดอยู่ที่ใด?”

                เหอเจี่ยนรีบนำทางนางไป ทั้งสองเดินทางไปตำหนักอ๋องฝูลู่ ในที่สุดอินจู๋หลีก็พบกับเสิ่นถิงเจียวที่กำลังนั่งเหม่อลอย หันหน้าไปยังสระน้ำในสวน อากาศวันนี้หนาวเย็น แต่เขากลับสวมผ้าเนื้อบาง ดูไม่อินังขังขอบกับสิ่งใด ไม่ว่าบ่าวรับใช้จะเข้าไปพูดอะไร เขาก็ยังคงนิ่งเฉยไม่พูดไม่จา

                อินจู๋หลียืนนิ่งตรงระเบียงอยู่เป็นนาน รู้สึกว่าอ๋องน้อยเสิ่นและทัศนียภาพตรงหน้านั้นช่างเข้ากันได้อย่างกลมกลืน ความหนาวเหน็บใกล้จะผ่านพ้น วสันตฤดูเคลื่อนคล้อยเข้ามา ดอกบัวในสระเริ่มแตกยอด ต้นหลิวข้างสระน้ำผลิใบสีเขียว ส่วนเขาในเครื่องแต่งกายสีขาวปักเลื่อมระยับกำลังนั่งนิ่งอยู่บนก้อนหินเขียวริมสระน้ำ ผ้ามัดผมหลุดลุ่ย เส้นผมยุ่งเหยิง

                อินจู๋หลีเดินทอดน่องเข้าไปหาอีกฝ่าย เอ่ยปากถามเสียงเนือย “เจ้าคิดจะกระโดดลงสระน้ำรึ?”

                อ๋องน้อยเสิ่นที่นั่งเหม่อลอยมานานสะดุ้งตกใจ หันหน้ากลับมามองต้นเสียง เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็เบือนหน้าหนีอย่างเฉยชา

                อินจู๋หลีปลดเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวบนร่างของตนออก คลุมลงที่ไหล่ของเขาอย่างเบามือ นางโน้มตัวลงผูกผมให้เขาใหม่ ก่อนจะเอ่ยถามเสียบราบเรียบ “ก่อนคิดจะฆ่าตัวตายลองค่อยๆ ไตร่ตรองดู ถ้ามั่นใจแล้วว่าอย่างไรเสียก็จะโดดน้ำแน่ๆ ถึงเวลานั้นอย่าลืมถอดเสื้อคลุมตัวนี้วางคืนข้าก่อนล่ะ”

                นางกวักมือเรียก บ่าวรับใช้ที่ยืนรออยู่บนระเบียงทางเดินรีบหาบเตาดินที่กำลังก่อไฟลุกโชนเข้ามา จากนั้นก็ตามด้วยสุราอีกหลายไหอินจู๋หลีดันก้อนดินที่ผนึกปากไหออกเทสุราลงกาเพื่ออุ่นร้อน เสียงพูดของนางไม่ช้าไม่เร็ว “พวกเราสองคนถูกกำหนดให้ต้องเข้าพิธีวิวาห์กัน หากเจ้ากระโดดน้ำตายไป ข้ายังไม่ทันจะออกเรือนก็ต้องเป็นม่าย ไม่สู้ก่อนตายเจ้าดื่มสุราไถ่โทษให้ข้าสักหลายจอกก่อนเล่า”

                เสิ่นถิงเจียวไม่พูดอะไร ยกกาสุราที่อยู่บนเตาขึ้นมากรอกใส่ปาก ไม่นานก็สำลักออกมาทั้งหมด เขาพ่นลมหายใจพลางร้องลั่น “ร้อน!”

                อินจู๋หลีไม่ตื่นตระหนกไปด้วย “อย่างไรเสีย เจ้าก็จะกระโดดน้ำตายอยู่แล้ว ถึงมีลิ้นแต่ตายไปก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ร้อนนิดร้อนหน่อยช่างมันเถอะ”

                เสิ่นถิงเจียวถลึงตาใส่นางอย่างเดือดดาล เขาไม่พูดไม่จา กรอกสุราในไหใส่เพิ่มเข้าไปในกา อินจู๋หลีมองอีกฝ่ายอุ่นสุรา นิ้วทั้งห้าของเขาเรียวยาว ผิวกายขาวใสจนเกือบจะมองทะลุได้ เห็นเส้นเลือดดำเป็นเงารางๆ อยู่ข้างใต้ เวลาจับกาเขามักจะกระดกนิ้วหัวแม่มือและนิ้วก้อยขึ้นด้วยความเคยชิน เป็นท่าทางที่ดูแล้วชดช้อยยิ่งนัก “แบบนี้ถึงจะเรียกว่าอุ่นสุรา อย่างเจ้านั่นเรียกว่าต้มสุรา เป็นการทำลายรสหอมหวานของมันโดยสิ้นเชิง” ท่านอ๋องเสิ่นผู้นึกอยากตายเอ่ยปากบอกกับอินจู๋หลี อีกทั้งยังลุกขึ้นรินสุราให้กับนางอย่างน้อยครั้งจะนึกทำ

                ไม่มีโต๊ะเก้าอี้ ทั้งสองเพียงนั่งอยู่บนก้อนหินสีเขียวริมสระน้ำ ดื่มสุราริมน้ำเช่นนี้ก็ได้สัมผัสบรรยากาศกลางแจ้งที่ไม่เลว

                อินจู๋หลีก้มหน้าดื่มสุราในมือ “อุ่นให้มากหน่อย ถึงเวลาเจ้ากระโดดลงน้ำแล้วก็คงไม่มีโอกาสได้อุ่นสุราแบบนี้อีก”

                เสิ่นถิงเจียวโมโหขึ้นมาทันที “พอได้หรือยัง เจ้าจะพูดอะไรที่ไม่เกี่ยวกับกระโดดน้ำสักประโยคได้ไหม ข้าบอกตั้งแต่เมื่อไรว่าจะกระโดดน้ำตาย ใต้หล้านี้ยังมีคนพูดจาเกลี้ยกล่อมได้แย่เช่นเจ้าอีกหรือไม่”

                อินจู๋หลีแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ “ใครบอกว่าข้ามาเกลี้ยกล่อม ข้าตั้งใจมาดูราชนิกุลกระโดดน้ำตายต่างหาก คนระดับอ๋องกระโดดน้ำเพราะช้ำรัก คงจะเป็นภาพที่หาชมได้ยากยิ่ง ข้าสู้อุตส่าห์ทิ้งงานทิ้งการวิ่งมาชมเป็นขวัญตาเชียวนะ” นางยังคงทำหน้าตาตื่นตระหนก “ท่านอ๋องเสิ่น ท่านจะเปลี่ยนใจไม่กระโดดไม่ได้นะ ข้ากำลังคิดอยู่ว่าดูจบแล้วจะเอาไปแต่งเรื่องขายให้กับนักเล่าเรื่องอย่างไรดี”

                สีหน้าของเสิ่นถิงเจียวยิ่งดำทะมึนลงเรื่อยๆ ใบหน้าหล่อเหลางดงามบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูป เขาทะลึ่งตัวพรวดพราดลุก วาดเท้าเข้าใส่อินจู๋หลีอย่างแรงทีหนึ่ง “อาหลี... เจ้าไปตายเสียเถอะ!”

                อินจู๋หลีย่อมไม่ตื่นตกใจ นางหัวเราะร่าพลางเบี่ยงตัวหลบ แต่เป็นเพราะนางนั่งอยู่ข้างสระน้ำ เมื่อนางเบี่ยงหนีไป อ๋องเสิ่นจึงเตะเข้ากับอากาศ จากนั้นเสียงตู้มดังขึ้น เจ้าตัวหล่นลงไปในสระพอดี

                อินจู๋หลีมองอย่างตกตะลึง บ่าวรับใช้ในตำหนักพากันกรูเข้ามาพลางส่งเสียงร้องแหลมราวกับเสียสติ

                เสิ่นถิงเจียวว่ายน้ำไม่เป็นอีกทั้งอากาศในวันนี้ก็หนาวจับจิต น้ำในสระเย็นยะเยือกบาดวิญญาณ เมื่อตกลงไปในน้ำเขาก็ทำอะไรไม่ถูก

                พอเห็นว่าเขาไม่ไหวแล้วจริงๆ อินจู๋หลีก็ได้แต่ถอนหายใจดังเฮือก นางถอดถุงเท้าออกอย่างไม่รีบร้อน “เดิมทีคิดว่าวันนี้จะได้มาดูท่านอ๋องกระโดดน้ำ ไม่คิดเลยว่าตัวข้าจะต้องกระโดดลงไปเล่นกับเขาด้วย”

                นางขมวดคิ้วกัดฟัน... ตัดสินใจแน่วแน่ ก่อนกระโดดลงสระตามไป

                เหอเจี่ยนเห็นอินจู๋หลีลงน้ำไปแล้วก็รีบสั่งการให้บ่าวรับใช้เตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เสิ่นถิงเจียว สั่งห้องครัวรีบไปคั่วเกลืออย่างเร่งด่วน อีกทั้งยังเอาขี้เถ้าอุ่นออกมาจากเตาไฟเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการช่วยชีวิต

                บรรดาบ่าวรับใช้ตระหนักถึงความเลวร้ายของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่รอให้เหอเจี่ยนออกคำสั่ง พวกเขาก็รีบไปเตรียมน้ำขิงเอาไว้ให้อินจู๋หลีดื่มขับความเย็นเรียบร้อยแล้ว บางคนรู้ดีกระทั่งไปเชิญท่านหมอประจำตำหนักมาเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า

                อินจู๋หลีดึงตัวเสิ่นถิงเจียวว่ายเข้าฝั่งสำเร็จ เห็นหน้าตาของเขาซีดขาวราวกับกระดาษก็ไม่กล้าประมาท รีบประคองเขาเข้าไปในห้องนอน เหอเจี่ยนรีบร้อนถอดเสื้อผ้าเปียกของท่านอ๋องออก เช็ดตัวให้แห้งแล้วก็นำผ้าห่อเกลือที่คั่วแล้วมาวางไว้ตรงสะดือเพื่อดูดความชื้นของร่างกาย เขายังออกคำสั่งให้คนนำขี้เถ้าอุ่นมาโรยไว้บนเตียงอีกด้วย

                อินจู๋หลีเห็นว่าเหอเจี่ยนทำงานได้อย่างรอบคอบก็ค่อยวางใจ บ่าวรับใช้ในบ้านต่างรู้ดีว่านางกำลังจะมาเป็นนายหญิงของที่นี่ จึงไม่กล้าแสดงท่าทีไร้มารยาทต่อนาง พวกเขารีบเชิญนางไปเปลี่ยนเสื้อผ้า อินจู๋หลีเลือกเสื้อตัวยาวของอ๋องน้อยเสิ่นมาสวม นางดื่มน้ำขิงไปสองชามเสิ่นถิงเจียวก็ฟื้นขึ้นมาพอดี ที่จริงแล้วเขาไม่ได้กินน้ำไปสักเท่าไร แต่หมดแรงเพราะแช่ในน้ำเย็นต่างหาก

                อินจู๋หลีถือเตาอุ่นมือยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างเตียง พอเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มเริ่มมีสีเลือด ก็เอ่ยปากอย่างเสียดายขึ้น “จากนี้ต่อไปอ๋องเสิ่นคงไม่คิดจะกระโดดน้ำตายอีกแล้วกระมัง เสียดาย น่าเสียดาย”

                เสิ่นถิงเจียวถลึงตามองนางอย่างโมโห แต่เพราะยังเหนื่อยล้าจึงมิได้พูดจาโต้ตอบ

                กว่าจะจัดการทุกอย่างจนผ่านไปได้ด้วยดี ท้องฟ้าก็มืดแล้ว เหอเจี่ยนเห็นว่าท่านอ๋องน้อยของตนไม่มีอันตรายใดๆ จึงได้คลายความกังวลลง หันไปให้ความสนใจกับอินจู๋หลีมากยิ่งขึ้น “เจ้าบ้านอิน ข้าจะเชิญท่านหมอมาดูอาการท่านสักหน่อยดีหรือไม่”

                ต่อให้อินจู๋หลีอุ้มเตาอุ่นมืออยู่ก็ยังรู้สึกหนาว ทว่านางเป็นคนร่างกายแข็งแรงมาแต่ไหนแต่ไร จึงไม่ใคร่ใส่ใจนัก “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ข้าให้เคอถิงฟงจ่ายยาให้สักชุดก็น่าจะอยู่แล้ว”

                เหอเจี่ยนรู้สึกเลื่อมใสในความสามารถของหมอเทวดาเคอถิงฟง จึงมิได้ดึงดันต่อ “ข้าเตรียมห้องรับรองให้กับเจ้าบ้านอินแล้ว เสื้อผ้าของท่านยังไม่แห้ง ท่านควรจะพักผ่อนที่นี่สักคืน”

                อินจู๋หลีพยักหน้า เดินตามไปยังห้องรับรอง

 

                วันรุ่งขึ้น

                หลังจากที่อินจู๋หลีลุกจากเตียงนางก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว นางคิดไปว่าคงเพราะเมื่อวานได้รับความเย็นจากน้ำในสระเป็นแน่ นางทักทายเหอเจี่ยน ไม่ได้ไปดูอาการของเสิ่นถิงเจียว ตรงดิ่งกลับบ้านสกุลอินทันที

                เพิ่งจะเดินเข้าประตู พ่อบ้านเฮ่าก็รีบร้อนมาต้อนรับด้วยสีหน้าเครียดคล้ำ “เจ้าบ้านเมื่อคืนนี้ท่านไปไหนมา?”

                อินจู๋หลีเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี “ท่านแม่ส่งคนไปหาหวินเทียนอีรึ?”

                พ่อบ้านเฮ่าพยักหน้าให้นางด้วยท่าทางท้อแท้ “น่าหลู่ขุนนางฝ่ายจัดซื้อแห่งราชสำนักเปอร์เซียเดินทางมาที่นี่ ทุกคนคิดว่าท่านค้างแรมอยู่กับหวินเทียนอีนั่นจริงๆ ตอนนี้ฮูหยินเฒ่าโมโหจัด เจ้าบ้าน... ท่านต้องอดทนไว้นะขอรับ อีกยี่สิบปีให้หลังท่านจะเป็นวีรบุรุษผู้กล้า”

                อินจู๋หลีเตะเข้าให้ทีหนึ่ง ถามเสียงต่ำว่า “อาจารย์ข้าล่ะ”

                พ่อบ้านเฮ่ายิ่งทำหน้าสลดหดหู่ปานจะขาดใจ “วันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดของถังจิ่นน้องชายของอาจารย์ถัง ท่านถังจึงกลับไปอวยพร”

                อินจู๋หลีได้แต่ปลงตก นางเดินไปศาลบรรพชนด้วยความสิ้นหวัง สีหน้าของฮูหยินเฒ่าเดิมทีเป็นสีเทาอยู่แล้ว เมื่อเห็นนางเดินเข้ามาพลันกระแทกไม้เท้าที่ถืออยู่ในมือกับพื้นอย่างแรง ทำราวกับเห็นพื้นในศาลบรรพชนเป็นศีรษะของอินจู๋หลี “เจ้าลูกทรพี ตั้งแต่เล็กจนโตรู้จักแต่ทำลายชื่อเสียงของบ้านสกุลอิน ข้าเลี้ยงเจ้าเปลืองข้าวสุกโดยแท้ อินฉี่...โบยให้หนัก”

                เจ้าบ้านอินเดินไปหมอบอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวยาวอย่างชำนาญ นึกโมโหอยู่ในใจ ถ้ารู้แต่แรกจะได้ใส่เสื้อหนาๆ เอาไว้ข้างในอีกสักชั้น

                การโบยแส้ร้อยทีในครั้งนี้นับว่ากระทำอย่างเต็มที่ อินจู๋หลีเดิมทีรู้สึกหนักศีรษะอยู่แล้ว เมื่อถูกโบยด้วยแส้เข้าไปอีกก็แทบจะหมดลมหายใจไปเลยทีเดียว ไม่ใช่ว่านางไม่คิดถึงวิธีป้องกันตัวเอง นางนึกอยากจะกัดลิ้นให้กระอักเลือดออกมาแสร้งทำเป็นสลบ อย่างน้อยก็จะได้ไม่โดนโบยเสียจนย่ำแย่เช่นนี้ ทว่า...เมื่อคิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าไม่คุ้ม บาดแผลบนหลังก็เจ็บมากพออยู่แล้ว ไฉนต้องหาเรื่องให้ลิ้นรับเคราะห์เข้าไปอีกเล่า

                อดทนจนกระทั่งถูกโบยครบร้อยที อินจู๋หลีก็ไม่รู้สึกหนักศีรษะอีก กลับรู้สึกชาหนึบไปตลอดทั้งร่างจนแยกไม่ออกแล้วว่าเจ็บที่ตรงไหน

                เฮ่าเจี้ยนรีบเข้าไปประคองตัวนางอย่างตกใจ อินจู๋หลีทิ้งน้ำหนักตัวมากกว่าครึ่งลงบนร่างของเขา เสียงที่เอ่ยแหบพร่า “เฮ่าเจี้ยน น่าหลู่ที่มาวันนี้จะมาหาซื้อพวกผ้าไหมและเครื่องกระเบื้องให้กับเชื้อพระวงศ์เปอร์เซียสินะ”

                เฮ่าเจี้ยนเห็นเลือดบนแผ่นหลังของนางแห้งกรังติดกับเสื้อผ้า จึงไม่กล้าแตะไปโดนตัว “ให้ท่านหมอเคอมาดูบาดแผลก่อนเถอะเจ้าบ้าน ส่วนน่าหลู่ผู้นั้น... ข้าจะไปดูแลเอง”

                เขาประคองตัวอินจู๋หลีไปยังเรือนใบไม้แดง อินจู๋หลีส่ายหน้า “ข้าได้ยินมาว่าสกุลเฝ่ยอยากจะทำการค้ารอบนี้ด้วยเหมือนกัน”

                พ่อบ้านเฮ่าพยักหน้า “นี่เป็นการซื้อขายสินค้าจำนวนมากเป็นพิเศษ ทั้งผ้าไหมแพรพรรณ เครื่องกระเบื้อง ใบชา ยังรวมถึงเครื่องปักทั้งหลาย หากตกลงทำการค้ากันสำเร็จ พวกหวินเทียนอีก็จะมีงานยุ่งไปกว่าครึ่งปี ตาแก่เฝ่ยกวนซันนั่นย่อมต้องน้ำลายหกเพราะอยากได้การค้ารอบนี้อยู่แล้ว”

                มุมปากของอินจู๋หลีคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ “การโบยครั้งนี้ทำได้ถูกจังหวะพอดี หากว่าเจ้าเป็นคนไป น่าหลู่จะต้องคิดว่าห้างฟู่กุ้ยของเราไร้ความจริงใจ แต่หากเป็นข้าไปพร้อมกับบาดแผลและอาการป่วย เขาจะต้องซาบซึ้งตื้นตันจนน้ำหูน้ำตาไหล เห็นทีการค้าครั้งนี้เฝ่ยกวนซันจะต้องชวดแน่นอน”

บทที่ 3 ผีซ้ำด้ำพลอย (2)

                เป็นครั้งแรกที่แววตาของเฮ่าเจี้ยนปรากฏความกังวล “แต่ว่าท่านเจ้าบ้าน บาดแผลของท่าน...”

                อินจู๋หลีส่ายหน้าไปมาเป็นการปฏิเสธ “ไม่เป็นไร เพียงว่าก่อนหน้านี้ข้าได้รับความเย็น รู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย เมื่อไปถึงที่นั่นแล้วเรื่องต่างๆ ให้เจ้าเป็นคนเอ่ยปากออกหน้าก็แล้วกัน ข้าจะทำท่าประกอบเท่านั้น”

                เฮ่าเจี้ยนเห็นสีหน้าของอินจู๋หลีผิดปกติ จึงยื่นมืออังที่หน้าผากของนาง อดเอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจไม่ได้ “ท่านเจ้าบ้าน ท่านมีไข้นี่นา”

                อินจู๋หลีปัดมือเขาออก “ยิ่งป่วยหนักก็ยิ่งดี การค้าครั้งนี้ต้องตกเป็นของพวกเราแน่นอน ไปถึงที่นั่นแล้วจำไว้ว่าจะต้องพูดเรื่องที่ข้าได้รับบาดเจ็บอีกทั้งไม่สบายขยายความให้ใหญ่โตมากๆ ให้ดูน่าสงสารที่สุดเป็นดี”

                เฮ่าเจี้ยนไม่อาจหาเรื่องมาคัดง้างกับนางได้ สุดท้ายจึงไปเตรียมรถม้า อินจู๋หลีไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ใช้เพียงเสื้อขนจิ้งจอกน้ำเงินคลุมตัวเอาไว้ ขนสีขาวเหลือบน้ำเงินอ่อนๆ เย็นตายิ่งทำให้นางดูป่วยหนักขึ้นไปอีก เฮ่าเจี้ยนนั่งไปในรถม้าด้วยกันกับนาง เห็นนางขมวดคิ้วแน่นก็ได้แต่เป็นห่วงว่านางจะฝืนร่างกายไม่ไหว อินจู๋หลีมีหรือจะไม่รู้ถึงความคิดของเขา ทว่าตอนนี้สมองของนางไม่แจ่มใส จึงหลับตาพักผ่อน นิ่งเงียบไปตลอดทาง

                ในที่สุดรถม้ามาถึงหน้าตึกกว่างหลิง เฮ่าเจี้ยนประคองตัวอินจู๋หลีลงจากรถม้า สายลมเย็นพัดผ่าน ทำให้นางรู้สึกหายใจยากลำบาก น่าหลู่นั่งรออยู่ข้างในเป็นเวลานานแล้ว เฝ่ยกวนซันเองก็มาถึงนานแล้วเช่นกัน ทั้งสองนั่งคุยกันอย่างออกรสชาติอยู่ที่โต๊ะตัวเดียวกัน

                เห็นคู่แข่งการค้ามาถึง เฝ่ยกวนซันที่มิได้มีเจตนาดีนักก็รู้สึกตื่นตัวทันที สกุลเฝ่ยเองเคยเป็นถึงคหบดีใหญ่ในราชวงศ์ก่อน เรียกได้ว่าเท่าเทียมเสมอภาคกับสกุลอิน เพียงแต่หลายปีที่ผ่านมาการค้าที่ทำไม่รุ่งโรจน์เหมือนในอดีต สกุลเฝ่ยตกเป็นรองห้างฟู่กุ้ยอยู่ตลอดในทุกๆ ด้าน ผู้ที่ได้สมญาว่า ‘คหบดีเฝ่ย’ นายใหญ่แห่งสกุลเฝ่ยเคยมีความคิดจะให้สกุลเฝ่ยและสกุลอินเกี่ยวดองกันด้วยการแต่งงาน เขาดีดลูกคิดรางแก้ว คิดว่าอย่างไรอินจู๋หลีก็เป็นเพียงสตรี เมื่อรับนางเข้าสกุลเฝ่ยแล้ว กิจการค้าใหญ่โตทั้งหลายของสกุลอินย่อมต้องเปลี่ยนเป็นของสกุลเฝ่ยอย่างไม่ต้องสงสัย

                คิดไม่ถึงว่าเจ้าบ้านอินจะดีดลูกคิดรางแก้วเก่งเสียยิ่งกว่าเขา ในตอนนั้นนางรีบเสนอเงื่อนไขมาก่อนว่าถ้านายน้อยสกุลเฝ่ยยินดีแต่งเข้าบ้านสกุลอิน อีกทั้งเปลี่ยนมาใช้แซ่อินตามฝ่ายหญิง นางจะยินยอมเข้าพิธีวิวาห์ด้วย

                แม้สกุลเฝ่ยและสกุลอินจะมิได้โกรธแค้นกันเพราะเรื่องนี้ แต่หลังจากนั้นความไม่พอใจก็ถูกสั่งสม...

                การค้าครั้งนี้สุดท้ายแล้วจะมีเพียงเจ้าเดียวที่ได้ไป เขายิ่งมองยิ่งเห็นอินจู๋หลีเป็นเสมือนหนามยอกอก ต้องการกำจัดนางออกไปเสียโดยเร็วจึงรีบเอ่ยเปิดทางให้ตัวเอง “เจ้าบ้านอินปล่อยให้ลูกค้านั่งรออยู่นานเป็นครึ่งชั่วยาม นี่เป็นวิธีการต้อนรับแขกเหรื่อของสกุลอินรึ?”

                หญิงรับใช้นางหนึ่งเดินเข้ามารับเสื้อคลุมของอินจู๋หลี ใบหน้าของอินจู๋หลียามนี้แดงก่ำเหมือนคนป่วย เห็นได้ว่ามีไข้ขึ้นสูง หากใบหน้าแดงก่ำนั้นยังคงไว้ซึ่งรอยยิ้ม “คุณชายน่าหลู่ จู๋หลีปล่อยให้คุณชายต้องรอเป็นเวลานานนับว่าเสียมารยาทยิ่ง”

                น่าหลู่ลุกขึ้นยืนต้อนรับ เส้นผมของชายผู้นี้หยิกเป็นลอน

หนวดเครารุงรัง เขาสวมเสื้อตัวยาวสีน้ำเงิน ปกเสื้อถูกป้ายทบไปทางขวา ต่างหูเป็นห่วงใหญ่ฝังด้วยอัญมณีทำให้ใบหน้าเขาดูมีเอกลักษณ์ สีหน้าของน่าหลู่ในยามนี้เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจ เขาตอบกลับด้วยภาษาฮั่นที่แข็งกระด้าง “เจ้าบ้านอิน น่าหลู่ได้ยินมาว่าห้างฟู่กุ้ยนับเป็นกิจการการค้าที่ใหญ่โตที่สุดในแคว้นต้าสิง หลักการค้าขายที่สำคัญที่สุดของพ่อค้าก็คือความเชื่อมั่น พวกท่านไม่อาจรักษาได้แม้แต่เวลา แล้วตัวข้าจะเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์ของพวกท่านได้อย่างไร”

                อินจู๋หลีเมินเฉยต่อสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องของเฝ่ยกวนซัน ก้าวเดินเนิบช้าไปหาน่าหลู่ “ที่คุณชายน่าหลู่ตำหนิมานั้นถูกต้อง” นางเดินมาหยุดตรงหน้า เมื่อเห็นน่าหลู่ปรายตามองรอยโลหิตที่ซึมออกมาจากเสื้อสีอ่อนของนาง จึงถือโอกาสนี้กล่าวต่อจนจบ “ข้าได้ยินมาว่าคุณชายเดินทางมาไกลนับพันลี้ จึงได้เร่งรีบมาหา คิดไม่ถึงว่ายังคงผิดเวลานัด ข้าไม่มีหน้าจะพบคุณชายจริงๆ”

                น่าหลู่ได้ยินดังนั้นก็นิ่งอึ้งไป แต่เฝ่ยกวนซันกลับหัวเราะเสียงเย็น “เจ้าบ้านอินนับว่าไม่ธรรมดา แม้แต่แผนเจ็บตัวก็งัดมาใช้”

                พ่อบ้านเฮ่ารีบโต้เถียงกลับไปด้วยเสียงเย็นกระด้าง “เถ้าแก่เฝ่ย ปกติแล้วเจ้าบ้านของข้าไม่อนุญาตให้พวกข้านำข้อด้อยของสหายร่วมวงการมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่วันนี้ไม่ว่าท่านจะพูดว่าอย่างไร ข้าเฮ่าเจี้ยนก็คงมิอาจจะยอมรับได้”

                อินจู๋หลีตวาดเบาๆ ขึ้นมา “พ่อบ้านเฮ่าระวังคำพูดด้วย”

                พ่อบ้านเฮ่าหยุดการโต้เถียง รีบประคองตัวอินจู๋หลีไปนั่ง เก้าอี้นี้มีพนักพิง แม้จะรองด้วยเบาะผ้าอย่างดี แต่อินจู๋หลีก็ไม่อาจพิงตัวลงไปได้ บาดแผลที่หลังของนางยังไม่ได้ใส่ยา ยังคงมีโลหิตไหลซึมออกมาตามเนื้อผ้า

                น่าหลู่เมื่อเห็นเช่นนั้นสีหน้าพลันเปลี่ยน ยิ่งเห็นแก้มทั้งสองข้างของนางแดงก่ำ บ่งบอกว่ามีไข้สูงก็ใจอ่อนทันใด “เจ้าบ้านอินแม้น่าหลู่จะมิใช่ชาวจงหยวน แต่ก็รู้ดีว่าสกุลอินนั้นมีฐานะร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่ง แล้วบาดแผลของท่าน...”

                อินจู๋หลีรู้สึกเหมือนในหัวมีเสียงดังวิ้งๆ ไม่ขาดสาย หากยังฝืนยิ้มน้อยๆ “คุณชายน่าหลู่เดินทางมาจากแดนไกล จู๋หลีไม่อาจมาต้อนรับนับว่าเสียมารยาทแล้ว ซ้ำยังให้ท่านนั่งคอยเป็นเวลานาน ให้รู้สึกกระวนกระวายใจนัก...ส่วนบาดแผลนี่แค่เล็กน้อย ท่านไม่ต้องเป็นห่วง”

                นางเพิ่งจะพูดจบ เฮ่าเจี้ยนรีบเอ่ยต่อไป “ท่านคงยังไม่ทราบ ว่าแม้สกุลอินจะร่ำรวยล้ำฟ้า แต่ฮูหยินเฒ่าของเรามีกฎบ้านเข้มงวด เป็นเพราะเมื่อคืนเจ้าบ้านกลับบ้านดึกจึงถูกลงโทษด้วยการโบยร้อยที เมื่อได้ยินข่าวว่าท่านเดินทางมา ยังไม่ทันได้ใส่ยาก็รีบเดินทางมา...”

                อินจู๋หลียกมือให้เฮ่าเจี้ยนหยุดพูด น่าหลู่เข้ามาประคองนาง เมื่อเห็นรอยเลือดที่เด่นชัดอยู่บนแผ่นหลังของหญิงสาวก็อดตื่นตกใจไม่ได้ ในใจยิ่งรู้สึกตื้นตันยิ่งนัก “เจ้าบ้านเชิญกลับไปก่อน เรื่องการค้าตกลงกันได้เลย วันหลังรอให้เจ้าบ้านอินสบายดีแล้ว น่าหลู่ค่อยดื่มสังสรรค์กับเจ้าบ้านให้สะใจ”

                อินจู๋หลีย่อมต้องปล่อยเรือไปตามน้ำ นางกำชับพ่อบ้านเฮ่าอยู่ครู่หนึ่งก็ขึ้นรถม้ากลับ ทิ้งเฝ่ยกวนซันนั่งหน้าเขียวเต็มไปด้วยความเคียดแค้นอยู่ในตึกกว่างหลิง

                พออินจู๋หลีกลับมาถึงเรือนใบไม้แดง ท่านหมอเทวดาเคอถิงฟงก็ยืนรออยู่หน้าตึกแล้ว เมื่อเห็นนางกลับเข้ามาก็ไม่พูดจาให้มากความ เดินเข้าไปดูบาดแผลที่แผ่นหลังของนาง บาดแผลเช่นนี้เมื่อปล่อยนานเข้าโลหิตก็จะแห้งกรังติดเสื้อผ้าเป็นเนื้อเดียว จำต้องหากรรไกรมาตัดผ้าออก ท่านหมอจัดการใช้เปลวไฟลนกรรไกรเพื่อฆ่าเชื้อ จากนั้นค่อยๆ ตัดเสื้อและดึงออกจากแผ่นหลังของนาง

                อินจู๋หลีนอนคว่ำอยู่บนเตียง ปล่อยให้อีกฝ่ายใช้กรรไกรจัดการตามอำเภอใจ เคอถิงฟงไม่สนว่านางจะเจ็บหรือไม่ ทำราวกับนางเป็นม้าเป็นลา แค่รักษาให้ไม่ตายก็พอแล้ว

                ยามเย็นถังอิ่นกลับมาได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเช้าจึงรีบร้อนไปยังเรือนใบไม้แดง อินจู๋หลีหลับใหลไม่ได้สติ ส่วนเคอถิงฟงคอยดูแลนางอยู่ข้างเตียง ไม่ได้จากไปไหน

                บาดแผลบนหลังของนางสาหัสนัก แม้มีผ้าพันแผลทบกันเป็นชั้นหนาก็ยังคงเห็นรอยเลือดซึมออกมา ถังอิ่นทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเตี้ยข้างเตียง กุมมือของนางเอาไว้

                อินจู๋หลีไม่ได้ลืมตา แต่ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มบางๆ “อาจารย์” นางส่งเสียงเรียกแผ่วเบา

                “อืม” ถังอิ่นนั่งเขยิบเข้าใกล้อีกนิด มือหนึ่งอังหน้าผากอินจู๋หลี “ทำไมถึงได้ยั่วโมโหท่านแม่ของเจ้าอีกแล้วเล่า”

                นางไม่ได้ตอบคำถามทำเพียงเกยคางเข้ากับต้นแขนของเขา ใบหน้ายังคงแดงก่ำเพราะพิษไข้ ถังอิ่นถอนหายใจ ด้วยเกรงว่าจะทำให้นางตื่นจึงเอนตัวพิงหัวเตียง ใช้แขนแทนหมอนหนุนให้กับนาง

                เคอถิงฟงจัดยาลดไข้ให้อินจู๋หลีกินถึงสามชุด ทว่าความร้อนในร่างของนางยังคงขึ้นสูง ชั่วขณะหนึ่งนางหัวเราะเบาๆ พึมพำพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง “แท้จริงแล้ว... ท่านแม่คงเกลียดข้ามาตลอด เพราะท่านพ่อของข้าสังหารพี่สาวแท้ๆ ของท่าน”

                ถังอิ่นตะลึงงัน ก้มหน้ามอง พบว่านางไข้ขึ้นจนละเมอพูดจาไม่รู้เรื่อง เพื่อมิให้เป็นการรบกวนการนอนหลับของนาง ถังอิ่นจึงนั่งพิงหัวเตียงเช่นนั้นตลอดทั้งคืน

                ยามสี่เคอถิงฟงเข้ามา เห็นสภาพของถังอิ่นแล้วอดไม่ได้ ไล่สาวใช้ที่ยืนรับใช้ในห้องออกไปพลางเอ่ย “ตอนนี้ไม่มีใครอยู่แล้ว ท่านอย่าฝืนเลย เอนตัวนอนสักหน่อยเถิด”

                ถังอิ่นส่ายศีรษะพลางยิ้มอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไร”

                อินจู๋หลีนอนหลับสนิทไปจนถึงเที่ยงวัน ยามที่ถังอิ่นลุกขึ้น แขนซ้ายของเขาถึงกับสั่นระริก

 

 

                ผ่านไปอีกสองวัน

                ข่าวแม่ทัพชวีเอาชนะแคว้นถู่ฟันได้ถูกรายงานเข้ามาอย่างเร่งด่วน ฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยาได้ยินแล้วเบิกบานใจยิ่งนัก แต่งตั้งชวีเทียนซู่ให้เป็นราชครู มอบดินแดนสองหมื่นครัวเรือน ทองคำหนักแปดร้อยชั่งให้ ซ้ำยังเลื่อนยศบุตรชายคนโต ‘ชวีหลิวชาง’ เป็นแม่ทัพหวินฮุย บุตรชายคนรอง ‘ชวีหวายชาง’ เป็นแม่ทัพจงอู่ ทำให้สกุลชวีกลายเป็นผู้กุมอำนาจทางทหารที่สำคัญของราชสำนักไปในพริบตา

                กลางเดือนหก แม่ทัพใหญ่ชวีเทียนซู่นำกองทัพกลับเมืองหลวง เสิ่นถิงเหยาถึงกับออกมาให้การต้อนรับหน้าประตูเมืองฉางอันด้วยตนเอง

                แม่ทัพใหญ่ผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่ นั่งอยู่บนหลังม้าศึกตัวใหญ่ที่กำลังเหยียบย่ำไปตามพรมแดง ชวีเทียนซู่สวมชุดออกรบเต็มยศ ที่เอวห้อยอาวุธที่มีลักษณะเป็นแท่งเหล็กยาวสีทองไร้คม ที่บ่าสะพายเกาทัณฑ์เอาไว้เฉียงๆ ภาพของเขาราวกับจะรวบรวมความห้าวหาญน่ายำเกรงทั้งหมดของนักรบกล้าเอาไว้บนร่าง แม้แต่แววตาก็ยังคมกริบ ชาวบ้านที่ยืนรออยู่สองข้างทางต่างก็ชี้มือชี้ไม้ แม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรแห่งต้าสิงได้รับการยกย่องจากผู้คนอย่างล้นหลาม

 

            วันต่อมา

                สมุหนายกซุนเฉียน เสนาบดีใหญ่จูเก๋อฉงหมิง สมุหกลาโหมฉินซือ พระมาตุลาฟู่เฉาหมิงร่วมกันก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับการกลับสู่เมืองหลวงของท่านแม่ทัพใหญ่ที่ตึกกว่างหลิง ขุนนางเมืองฉางอันที่มีตำแหน่งตั้งแต่ขั้นสามขึ้นไปต่างก็มาร่วมงานเลี้ยง การจัดงานใหญ่โตเช่นนี้ย่อมจะต้องเชิญฮ่องเต้มาร่วมด้วย เสิ่นถิงเหยาสวมชุดไม่เป็นทางการมาร่วมงาน แน่นอน… ท่านอ๋องเสิ่นนับเป็นหนึ่งในผู้ถูกเชื้อเชิญ การมาในครั้งนี้ของเขาเท่ากับไม่ต้องควักเงินสักแดง

                ห้องโถงตึกกว่างหลิง ประดับประดาด้วยผ้าต่วนสีแดงสดที่ทิ้งตัวพลิ้วลงมาทั้งสองด้าน ทำให้ยกพื้นสูงที่เตรียมไว้สำหรับการแสดงเต็มไปด้วยสีสันสดใส นักสู้สองคนกำลังประลองยุทธ์กันอยู่บนยกพื้นสูง เจ้าทีข้าที เป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดน่าสนใจ

                เมื่อหงเย่เห็นแขกผู้สูงศักดิ์เดินทางมาถึง ก็รีบรุดออกไปต้อนรับ “นายท่าน พวกท่านช่างโชคดียิ่งนักที่มาทันการประมูลคืนแรกของแม่นางฝอซิง และแม่นางฝอเย่ของเราพอดี” หงเย่เห็นคนมานับไม่ถ้วน แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าใครเป็นบุคคลสำคัญในกลุ่มนี้ นางรีบเดินเข้าไปคล้องแขนเสิ่นถิงเหยา “คืนนี้สาวงามจะเป็นของใคร ก็ต้องแล้วแต่นายท่านผู้นี้กระมัง...”

                ยังไม่ทันพูดจบ พลันถูกเสียงหนึ่งเอ่ยขัดขึ้นกลางคัน “เคยได้ยินมาว่าทัศนียภาพในตึกกว่างหลิงที่งดงามที่สุดมิใช่ แม่นางฝอซิง แม่นางฝอเย่นี่นา” หงเย่เงยหน้าขึ้นมองไปตามเสียง ประสานสายตาเข้ากับชวีเทียนซู่ที่กำลังอมยิ้มพอดี “แม่นางหงเย่ ข้าได้ยินเรื่องโจษจันมาว่า ในตึกกว่างหลิงซ่อน ‘กว่างหลิงจื่อซี’ ที่งดงามหาใดเปรียบ แล้วเหตุใดแม่นางถึงไม่พาพวกข้าไปชมเพื่อเปิดหูเปิดตาเสียหน่อยเล่า”

                หงเย่นิ่งขึงไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มหวานให้ดังเดิม “นายท่านทั้งหลาย การได้ต้อนรับพวกท่านนับเป็นเกียรติของตึกกว่างหลิงยิ่งนัก ทว่ากว่างหลิงจื่อซีนั้นมิอาจนำไปเปรียบกับสถานที่อื่นใดได้ ตามความเห็นของข้าแล้ว ไม่สู้อยู่หาความสำราญกันที่ห้องโถงจะดีกว่า”

                เมื่อผู้คนทั้งหลายได้ยินเช่นนั้นแล้ว ไหนเลยจะยอมคล้อยตามวาจาที่นางเอ่ย แม้กระทั่งฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยาก็ยังเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาหลายส่วน “เหตุใดแม่นางต้องปฏิเสธด้วย ในเมื่อเปิดร้านก็ควรจะต้อนรับแขกเหรื่อ”

                หงเย่ยังคงยิ้มหวานหยด “เอาเถิด ในเมื่อนายท่านเป็นผู้เอ่ยปาก เช่นนั้นตามหงเย่มาก็แล้วกัน”

                ที่ตึกกว่างหลิงนั้นมีกว่างหลิงจื่อซีซ่อนอยู่ เป็นคำพูดร่ำลือที่รู้กันทั่วแคว้นต้าสิง ว่ากันว่ากว่างหลิงจื่อซีนั้นเป็นสถานที่โอ่อ่าหรูหราที่แม้แต่ตำหนักในวังหลวงก็ยังมิอาจเทียบความวิจิตรของมันได้ ทว่าผู้ที่สามารถเข้าไปยังกว่างหลิงจื่อซีได้นั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ดังนั้นคำร่ำลือก็ยังคงเป็นคำร่ำลืออยู่วันยังค่ำ

                หงเย่นำผู้คนทั้งหลายมาถึงสวนด้านหลัง จากนั้นก็เดินเข้าไปยังตึกไม้สีแดงที่ไม่สะดุดตา ในตึกดังกล่าวมีแต่ผนังสีขาว แขวนผ้าม่านสีชมพู ไม่มีเครื่องประดับตกแต่งใดๆ ขุนนางทั้งหลายเริ่มเกิดความกังขา ในเมื่อฮ่องเต้ยังไม่เอ่ยปาก จึงไม่มีผู้ใดกล้าไต่ถาม รอคอยอยู่เพียงไม่นาน อิฐเขียวปูพื้นพลันเกิดเสียงประหลาดดังขึ้น พื้นด้านล่างแยกออกจากกันไปทางซ้ายและขวา เผยให้เห็นขั้นบันไดเรียงรายเป็นแถวลงไปจนมองไม่เห็นพื้นด้านล่าง

                หงเย่ยิ้มแย้มอย่างอ่อนหวาน “ทุกท่านเชิญ”

                ทันทีที่นางพูดจบ ท่านอ๋องเสิ่นก็บ่นขึ้นอย่างไม่พอใจ “ในนี้มืดจะตาย แล้วจะให้ลงไปอย่างไร พวกเจ้าต้อนรับแขกเหรื่อกันเช่นนี้หรือ...” เขายังไม่ทันพูดจบก็หยุดชะงักไปในบัดดล เห็นบันไดสีขาวเลื่อมเขียวใต้ฝ่าเท้าเริ่มปรากฏแสงสว่างเรืองรองขึ้นมา สองฟากบันไดมีสาวงามนับสิบคนยืนเรียงรายอยู่ในชุดแต่งกายหรูหราเต็มยศ ในมือของพวกนางถือโคมไฟที่แกะสลักจากหยกสีขาวเป็นรูปร่างต่างๆ เมื่อเห็นกลุ่มผู้มาเยือน เหล่าสาวงามก็ย่อตัวลงคำนับอย่างพร้อมเพรียง “เชิญนายท่านทั้งหลาย”

                เสิ่นถิงเหยาเอียงหน้ามองชวีเทียนซู่ แม่ทัพใหญ่เดินเคียงข้างฮ่องเต้ ทั้งสองเดินอยู่ตรงกลาง กลุ่มขุนนางที่เหลืออุทิศตนเดินรายล้อมประหนึ่งดาวล้อมเดือน โดยมีสาวงามถือโคมไฟเดินนำทางอยู่ด้านหน้า อยู่ๆ กำแพงด้านหลังก็ปิดเข้าหากันโดยไร้สุ้มเสียง เบื้องหน้ายังคงมีแสงสว่างประดุจแสงจากดวงจันทร์

                ท่านอ๋องเสิ่นก้มหน้าลงมองก่อนจะอุทานอย่างประหลาดใจ “บันไดนี่... ทำจากมรกต”

บทที่ 3 ผีซ้ำด้ำพลอย (3 จบบท)

                แม่ทัพใหญ่ชวีเดินขนาบข้างฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยา เมื่อได้ยินดังนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า “เมื่อสิบกว่าปีก่อน กระหม่อมและอดีตฮ่องเต้เคยเดินทางไปขอยืมเสบียงอาหารจากบ้านของ ‘เทพแห่งการค้าแดนใต้’ ที่เขาเว่ยหนาน บังเอิญได้เห็นการตกแต่งบ้านเรือนอันหรูหราโอ่อ่าจึงเอ่ยปากชมไปสองคำ เขากลับเล่าถึงกว่างหลิงจื่อซีของห้างฟู่กุ้ยให้กระหม่อมฟัง บอกว่าที่นั่นใช้มรกตมาทำเป็นขั้นบันได ใช้ผลึกหินแกะสลักเป็นโต๊ะรับแขก ตอนนั้นกระหม่อมฟังแล้วยังคิดว่าเขาพูดจาเหลวไหล ไม่คิดว่าจะเป็นความจริง”

                เสิ่นถิงเหยาพยักหน้า เข้าใจแล้วว่าเหตุใดอดีตฮ่องเต้ปลายราชวงศ์เป่ยเส้าถึงคิดจะล้มล้างสกุลอิน ต้นไม้ใหญ่มักเรียกลมพายุ ร่ำรวยขนาดนี้ก็เท่ากับเป็นการหาภัยใส่ตัวทางอ้อมอยู่แล้ว

                เสิ่นถิงเหยาก้มหน้าลง พบว่าพื้นบันไดแกะสลักเป็นลวดลายต่างๆ เพื่อป้องกันการลื่นล้ม สองฟากทั้งซ้ายขวาของขั้นบันไดฝังไข่มุกราตรี ช่วยให้เกิดแสงสว่างท่ามกลางความมืด ผนังสองด้านยังมีคบไฟติดเรียงราย แม้จะมองไม่เห็นช่องระบายอากาศก็จริงแต่อากาศภายในกลับถ่ายเทได้สะดวก ไม่อับทึบ

                เสิ่นถิงเหยายังคงเงียบขรึม สาวเท้าลงบันไดตามคนอื่นๆ ได้ยินเสียงน้ำไหลดังแว่วมาจากด้านหน้า สาวงามที่เดินนำทางพาทุกคนมาจนถึงแหล่งน้ำดังกล่าว พวกนางย่อตัวอย่างงดงาม ก่อนจะล่าถอยกลับไปยืนประจำตำแหน่งที่ทางเดิน

                ด้านในนี้ค่อนข้างมืด เห็นแสงสว่างรำไรเป็นสีนวลตา ผู้คนพากันมองอย่างตกตะลึง พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเบื้องบนเป็นท้องฟ้าสีเข้มของราตรีกาล ท้องฟ้าประดับประดาไปด้วยดวงดาวที่ส่องแสงพราวระยับ ดาวนับร้อยดูราวกับปลาน้อยกำลังแหวกว่ายไปมา ดวงจันทร์สุกกระจ่างลอยเด่นอยู่กลางนภา เปล่งแสงเย็นตาครอบคลุมทั่วท้องฟ้าสีนิล

                สมุหกลาโหมจูเก๋อฉงหมิงอดส่งเสียงรำพันขึ้นไม่ได้ “เหตุใดเมื่อครู่ตอนอยู่ข้างนอกถึงไม่ได้สังเกตเห็นว่าท้องฟ้าเป็นเช่นนี้”

                “นี่มิใช่ท้องฟ้า” มีเสียงตอบกลับมาจากด้านหน้า ทุกคนมองตามต้นเสียง ที่แท้เป็นอินจู๋หลี นางสวมเสื้อผ้าสีอ่อนแบบชาวฮั่น แขนเสื้อกว้าง กระโปรงยาวระพื้น ดูเรียบง่ายล่องลอย น้ำเสียงของนางกังวานสดใส “แต่เป็นไพลินสีน้ำเงิน ที่นำมาประกอบกันจนเป็นรูปร่าง เพราะว่าไพลินนี้มีระยะห่างจากสายตาของผู้มอง เมื่อมองไปจึงคล้ายกับท้องฟ้ายามราตรี ด้านล่างของไพลินยังมีผลึกแก้วซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง ภายในเลี้ยงปลาแสงเทียน ปลาหน้าแมว ปลาหัวล้าน ที่สามารถเปล่งแสงได้ ดังนั้นเมื่อมองจากที่ไกลๆ ก็จะเห็นเป็นแสงที่เต้นระยิบระยับคล้ายหมู่ดาวลอยเลื่อนบนท้องนภา ส่วนดวงจันทร์ที่เห็นนั้นแท้จริงแล้วเป็นหยกมันแพะทรงกลม พันรอบด้วยเส้นทอง อีกทั้งได้รับแสงอยู่ตลอดเวลาทำให้ดูแล้วคล้ายดวงจันทร์จริงๆ”

                ผู้คนทั้งหลายเงยหน้าขึ้นมองภาพเบื้องบนอีกครั้ง อดรำพึงรำพันกับความงามที่ถูกสรรค์สร้างอย่างวิจิตรบรรจงตรงหน้าไม่ได้ คงมีเพียงชวีเทียนซู่ที่เอาแต่จ้องร่างตรงหน้า เขาออกรบแถวเขตชายแดนเป็นเวลานานหลายปี สิบกว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยได้พบหน้านางเลยสักครั้ง เด็กน้อยอ่อนเยาว์ในอดีตบัดนี้เติบใหญ่แล้ว

                อินจู๋หลีคล้ายกับไม่สังเกตเห็นชวีเทียนซู่ นางหยุดยืนอยู่หน้าน้ำพุ ย่อตัวทำความเคารพบรรดาแขกเหรื่อแล้วเอ่ยต่อด้วยใบหน้าอมยิ้ม “กว่างหลิงจื่อซีมีโอกาสได้ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติในวันนี้ นับเป็นวาสนา... ใต้เท้าทุกท่านเชิญ”

                ฮ่องเต้ชะลอฝีเท้าอยู่เบื้องหน้าธารน้ำ เห็นได้ว่าธารน้ำแห่งนี้ใช้วิธีรับน้ำจากที่สูงพ่นขึ้นด้านบนจนเป็นน้ำพุ อีกทั้งในบ่อน้ำยังมีแผ่นหยกแผ่นทองทิ้งตัวอยู่ข้างใน เมื่อสายน้ำไหลขึ้นเป็นน้ำพุก็เกิดลูกคลื่นซัดแผ่นทองจนลอยสูงขึ้นมา เสียงน้ำพุไหลซ่าดังพร้อมกับเสียงแผ่นทองแผ่นหยกกระทบกัน ฟังคล้ายบทเพลงบรรเลงจากแดนสวรรค์ ไพเราะจนยากจะบรรยาย

                แขกมาเยือนต่างเป็นผู้มียศถาบรรดาศักดิ์กันทั้งสิ้น โดยเฉพาะฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยาผู้เป็นถึงประมุขของแผ่นดิน แต่เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ทุกคนกลับไม่เหลือความหยิ่งทะนง ได้แต่เดินตามกันไปราวกับท่อนไม้แข็งทื่อ

                ทางเดินถูกประดับประดาไปด้วยต้นไม้ที่ทำจากหยก ด้านหน้ามีเรือนหลังเล็กเคลือบด้วยทองคำอยู่หลังหนึ่ง ใต้หลังคาแขวนกระดิ่งทองอยู่เรียงราย ต้นปะการังสีแดงสองต้นประดับด้านหน้าของตึกทั้งซ้ายและขวา ความสูงของปะการังมีขนาดเท่าความสูงของคน กิ่งก้านสีแดงโลหิตของมันแผ่กระจายเป็นวงกว้าง ระเบียงทางเดินที่อยู่ด้านหลังของต้นปะการังนี้มีสาวงามยืนเรียงรายรอต้อนรับอยู่สองฟากฝั่ง แต่ละนางล้วนมีกิริยาอ่อนหวานแช่มช้อย

                ฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยาได้ยินเสียงกรอบแกรบแผ่วเบาขณะที่สาวเท้าไปตามระเบียง เป็นเสียงที่เขาแยกไม่ออก ได้แต่หันซ้ายหันขวาเพื่อหาต้นเสียง มันฟังคล้ายกับเสียงลมที่พัดผ่านช่องประตูปะทะเข้ากับมู่ลี่ไข่มุก

                เมื่อเสิ่นถิงเหยาก้มหน้าลงมอง ก็พบว่าพื้นระเบียงที่เดินย่ำนั้นถูกปูลาดด้วยเปลือกหอย อีกทั้งยังมีไข่มุกปะปนอยู่หลายพวง แต่ละพวงเปล่งประกายเรืองรองละลานตาไปหมด ความใสของมุกสะท้อนเงาของผู้ที่เดินผ่านไปมาให้เห็นเป็นภาพเลือนราง ระหว่างที่เหยียบย่ำก็ให้ความรู้สึกล่องลอยราวกับอยู่บนแดนสวรรค์ชั้นฟ้า

                ฮ่องเต้นำขบวนขุนนางทั้งหลายเดินตามสาวงามไปด้านหน้า เขาลอบปรายตามองไปยังอินจู๋หลีอยู่หลายหน นางสวมเสื้อผ้าเรียบง่าย ไร้เครื่องประดับศีรษะใดๆ มิได้ประทินโฉมด้วยเครื่องแป้งแต่ทุกกิริยาท่าทางกลับแฝงไว้ด้วยความสง่างามไม่ถือตัว นางก็เหมือนน้ำพุเย็นใสที่ไหลอยู่กลางแผ่นเงินแผ่นทอง แม้ฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยามีสนมนางในมากมาย พบเห็นเหล่าสาวงามสะคราญโฉมอยู่เนืองนิตย์ ถึงกระนั้นในใจยังบังเกิดความเสียดาย

                ความหรูหราตระการตาอย่างหาที่เปรียบมิได้เช่นนี้ คงจะมีเพียงแต่ความสง่างามเรียบง่ายเท่านั้นที่กล้ายืนหยัดประชันแข่ง!

                ระเบียงทางเดินที่เดินผ่านไป มีพรรณไม้นานาชนิดออกดอกระย้า มีม่านมู่ลี่ที่ประดิษฐ์จากชิ้นหยกและไข่มุกกางกั้นเป็นชั้นๆ จนกระทั่งเดินเข้ามาถึงห้องด้านใน เสิ่นถิงเหยายังคงประหลาดใจอยู่ไม่หาย

                ห้องนี้กว้างขวางเหมือนตำหนักในวังหลวง หากในนี้มีเพียงโต๊ะตัวเตี้ยที่ทำจากทองคำ มิได้มีเครื่องประดับตกแต่งอื่นใดอีก เมื่อเทียบกับความหรูหราตระการตาที่ผ่านตามาจากภายนอกแล้ว นี่คงเป็นการตกแต่งที่จงใจให้เรียบง่าย ภายในห้องมีคนผู้หนึ่งนั่งรออยู่บนพื้น เขาผู้นั้นเมื่อเห็นขบวนผู้มาเยือนก็รีบลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพ

                อินจู๋หลีเดินนำขบวนเข้ามา นางเอ่ยแนะนำชายผู้นั้นแก่คนทั้งหลาย “คุณชายน่าหลู่ ท่านนี้คือ... คุณชายใหญ่เสิ่น นายท่านชวี และคุณชายน้อยเสิ่น...”

                นางเอ่ยแนะนำผู้คนทั้งหมดหนึ่งรอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ภาษิตกล่าวไว้ว่า พบอย่างตั้งใจไม่สู้พบโดยบังเอิญ วันนี้ทุกท่านมารวมกันอยู่ที่นี่ได้นับเป็นวาสนา ฉะนั้นขอให้ทุกท่านทำตัวตามสบาย ดื่มสุราร่วมกันให้สะใจดีกว่า”

                แต่ละคนล้วนเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ รู้ลำดับที่นั่งของตนเอง จึงเลือกหาที่นั่งตามตำแหน่งสูงต่ำ เมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้ว สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปยังร่างเจ้าของบ้านเป็นจุดเดียว โดยเฉพาะแม่ทัพใหญ่ชวีเทียนซู่ เขาเงยหน้ามองดูนาง นึกอยากรู้ว่าวันนี้นางจะมีลูกเล่นใด

                อินจู๋หลีที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานยามนี้ก็กำลังมองประเมินอีกฝ่าย ร่างของเขาสูงโปร่ง คิ้วดกเข้มดวงตาเป็นประกาย สวมเครื่องแบบทหารสีดำ ชายปกและขอบแขนเสื้อปักดิ้นทองเป็นรูปดาวเก้าแฉก เป็นเพราะมิได้อยู่ในสนามรบ จึงมิได้สวมเสื้อเกราะอีกชั้นหนึ่ง ตรงเอวมีเข็มขัดรัดเอวที่ทำจากหนังสัตว์ มีตะขอหัวอินทรีสีทองเป็นกระดุม การแต่งกายเช่นนี้ยิ่งส่งให้แผ่นหลังของเขาดูเป็นเส้นตรง ชวีเทียนซู่ใช้ชีวิตอยู่บนหลังม้ามามากกว่าค่อนชีวิต น่าแปลกที่กาลเวลา สายลม และพายุทรายที่ชายแดนกลับมิอาจทำลายรูปโฉมสง่างามของเขาลงได้เลย

                อินจู๋หลีมองอีกฝ่ายด้วยสายตาชื่นชม สาวงามในชุดสีแดงเริ่มยกน้ำชาออกมา แต่ยังไม่มีของว่างและผลไม้ยกตามมา แขกผู้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ไม่ต้องเป็นผู้สั่งอาหาร ทางเจ้าบ้านจะจัดเตรียมให้เองตามฐานะของแขก ทั้งหมดล้วนเป็นอาหารที่จัดขึ้นเฉพาะกิจ ดังนั้นต้องใช้เวลาสักครู่

                น้ำชาที่ยกมานั้นเป็นน้ำชาชั้นเลิศที่มิอาจหาข้อตำหนิได้ แต่การนั่งดื่มชาอย่างเดียวดูจะไร้รสชาติจนเกินไป ดื่มชาไปได้ครู่หนึ่ง พระมาตุลา--ฟู่เฉาหมิงที่นั่งอยู่แถวหน้าเอ่ยปากขึ้น “เจ้าบ้านอิน ดื่มน้ำชาอย่างเดียวเช่นนี้ดูจะน่าเบื่อไปหน่อย ท่านคิดจะให้พวกเรานั่งเฉยๆ แบบนี้นะหรือ นี่มิใช่การรับรองแขกเหรื่อที่เหมาะสมกระมัง?”

                ท่านอ๋องเสิ่นเองก็ส่งเสียงเห็นด้วย เขาอยากจะให้อินจู๋หลีได้รับความอับอายเป็นการแก้เผ็ดนางที่ทำให้เขาตกน้ำ

                อินจู๋หลีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยกวาดตามองไปรอบด้าน ทุกคนต่างรู้สึกว่าสายตาของนางนั้นพุ่งมายังตนเอง ความไม่พอใจที่ต้องนั่งรอลดระดับลงมาเล็กน้อย กระทั่งเสียงผู้คนซาลง นางจึงเอ่ยขึ้นอย่างเนิบช้า น้ำเสียงของนางดังกังวานแฝงด้วยแววรื่นรมย์อยู่สามส่วน “ท่านทั้งหลายล้วนเป็นแขกผู้สูงศักดิ์ที่ปกติแม้อยากเชิญก็เชิญไม่ได้ แล้วข้าจะกล้าต้อนรับแบบไร้มารยาทได้หรือ?”

                นางปรบมือเบาๆ สาวใช้รีบเดินไปดึงผ้าคลุมสีอ่อนที่อยู่ด้านหน้าออก เผยให้เห็นสิ่งของชุดหนึ่ง ทุกคนต่างชะเง้อคอมองตาม

                เบื้องหน้าพวกเขาคือระฆังสำริดที่หลอมขึ้นรูปมาอย่างวิจิตรบรรจง

                ชวีเทียนซู่เพ่งตามองไป เห็นระฆังชุดนั้นแบ่งออกเป็นสามชั้น ด้านซ้ายมือเป็นระฆังหมุด ทางขวามือและด้านล่างเป็นระฆังก้าน หากมองคร่าวๆ ระฆังชุดนี้คงมีไม่ต่ำกว่าหกสิบลูก ทุกลูกดูเก่าแก่ อีกทั้งเนื้อระฆังยังใช้ทองคำถมเป็นสัญลักษณ์แสดงระดับเสียงได้งดงามอีกด้วย

                ภายในห้องโถงเงียบกริบลงทันใด เครื่องดนตรีเก่าแก่ได้บอกเล่าถึงเรื่องราวผ่านกาลเวลาที่ถูกทับถมมาเนิ่นนานของมันโดยไม่จำเป็นต้องให้เจ้าบ้านเอ่ยปาก

                อินจู๋หลีถือไม้ตีระฆังเอาไว้คู่หนึ่ง ยกสองมือประสานให้กับผู้ที่นั่งชมอยู่โดยรอบ เอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเบาๆ “เดิมทีวันนี้จู๋หลีจะแสดงให้คุณชายน่าหลู่ชมเป็นการส่วนตัว คิดไม่ถึงบังเอิญพบกับทุกท่านเข้า เกรงว่าจะแสดงได้ไม่ดี ขอทุกท่านอย่าได้ถือสา”

                ถึงขนาดนี้แล้ว ท่านอ๋องเสิ่นก็ยังไม่ยอมให้ความร่วมมือกับนาง เอ่ยขัดขึ้นทันควัน “ในเมื่อรู้ว่าตัวเองทำได้ไม่ดี ก็ไม่ต้องทำเสียจะดีกว่า”

                เสิ่นถิงเหยาตวาดเสียงเย็นกลับไป “น้องเก้า... อย่าเสียมารยาท!”

                ขุนนางทั้งหลายย่อมจะเอ่ยตอบกลับไปพอเป็นพิธี อินจู๋หลีไม่กล่าวให้มากความ ยกไม้ในมือขึ้นตีเบาๆ เสียงระฆังสั่นไหวดังขึ้นแผ่วๆ เสียงพูดคุยเริ่มซาลง ทุกคนเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ในจังหวะแรกยังไม่รู้สึกอะไร ได้ยินเสียงระฆังแหลมเล็กอ่อนละมุน จากนั้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นทุ้มหนัก เสียงของมันลากยาวอ้อยส้อย ประดุจความคิดคำนึงถึงบ้านเกิดในวัยเยาว์

                จากนั้นเสียงดนตรีเริ่มดังกระหึ่มคล้ายเสียงฝีเท้าม้าที่วิ่งตะบึงผ่านดินโคลน เสียงศัสตราวุธปะทะกัน ผู้คนทั้งหลายแทบจะลืมหายใจ ผู้ที่วนเวียนอยู่รอบระฆังชุด เคาะไม้เสียงเบาบ้างหนักบ้างลงบนระฆังเล็กใหญ่ที่รายล้อม ทำราวกับลืมไปว่ายังคงมีแขกเหรื่ออยู่เต็มห้องโถง

                เสียงดนตรีเริ่มทุ้มต่ำ ประดุจเม็ดทรายที่ถมทับอยู่แถบชายแดน ประดุจเสียงคำรามของนักรบกล้า ผู้คนทั้งหลายไม่รู้ตัวว่าหญิงรับใช้นำสุรามาวางไว้ตั้งแต่เมื่อไร บนโต๊ะตัวเตี้ยมีจอกสุราสามขาที่ทำจากสำริดวางอยู่ ทุกคนรินสุราลงไป ยกจอกสำริดจรดริมฝีปาก แต่มิอาจบรรยายถึงรสชาติของสุราในคอ

                บุรุษร่างกายกำยำ ท่อนบนเปลือยเปล่ากลุ่มหนึ่งเดินออกมา พวกเขาถือทวนวงพระจันทร์ร่ายรำกระบวนท่าต่างๆ ทั้งแทง-ปัด-จับ-สวน อีกทั้งยังร่ายรำโต้กันด้วยการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วลื่นไหล เสียงห้าวต่ำกังวานดังขึ้น “ใครว่าพวกเราไร้ชุดศึก พวกเราสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกัน เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สงคราม พวกเราลับทวนยาวฝนหอกสั้น เพื่อฟาดฟันอริราชไปด้วยกัน”

                ทำนองดนตรีเป็นที่คุ้นเคยยิ่งนัก ในห้องโถงมีคนเผลอใช้ตะเกียบเคาะเป็นจังหวะตาม

                ไม้เคาะเคลื่อนไหวเร็วขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่เคาะระฆังอยู่ในชุดสีพื้นปลายแขนเสื้อปล่อยกว้าง ชายกระโปรงยาว ทำให้การเคลื่อนไหวของนางนั้นดูอ่อนช้อยลื่นไหลประดุจเมฆเคลื่อน ชายกระโปรงลอยพลิ้วไปตามจังหวะ เส้นผมสะบัดไหว มองคล้ายภาพเทพธิดาที่แกะสลักอยู่ในผนังถ้ำหิน ให้ความรู้สึกถึงความงดงามอันไร้ขีดจำกัด

                “ใครว่าพวกเราไร้ชุดศึก พวกเราสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกัน เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สงคราม ลับหอกฝนดาบกันแข็งขัน บุกตะลุยศัตรูไปพร้อมกัน” ทวนวงพระจันทร์ร่ายรำท่วงท่าดุเดือด สร้างความฮึกเหิมร้อนรุ่ม สาวงามในชุดชาวฮั่นคอยวนเวียนมาเติมสุราที่พร่อง ทุกคนยกจอกสำริดเปล่งเสียงรับดังกังวาน

                เสียงดนตรีกระหึ่มฟังคล้ายเสียงคลื่นจากแม่น้ำหวงที่ซัดกระหน่ำ เงี่ยหูอีกทีก็ฟังคล้ายเสียงราชสีห์คำราม

                ในห้องโถงมีบุรุษนับไม่ถ้วนที่เคยผ่านสมรภูมิรบอันโหดร้าย เมื่อสุรารสแรงผ่านลำคอ ดวงตาทั้งคู่เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ภาพในอดีตย้อนกลับมาให้หวนรำลึกท่ามกลางแผ่นดินทุรกันดาร อากาศหนาวเหน็บ พื้นที่ที่เต็มด้วยกระโจมทหารและคบไฟที่ลุกโชน ใครจะเป็นผู้ลอบโจมตีใคร... ใครจะเป็นผู้ถูกล้อม... ใครจะกลายเป็นศพในวันพรุ่งนี้... ไม่มีผู้ใดล่วงรู้

                “ใครว่าพวกเราไร้ชุดศึก พวกเราสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกัน เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สงคราม ซ่อมแซมเสื้อเกราะเอาไว้ ออกเดินทางไกลไปด้วยกัน” แขกเหรื่อในห้องโถงต่างก็ใช้ตะเกียบร่วมเคาะตามจังหวะดนตรี บทเพลงที่ถูกขับขานกับดนตรีที่บรรเลงออกมา แม้จะให้ความรู้สึกฮึกเหิมห้าวหาญหากแฝงด้วยความอาดูรโศกเศร้า

                บทเพลงบรรเลงมาจนถึงช่วงสุดท้าย เสียงดนตรีเริ่มทุ้มต่ำ แปรเปลี่ยนเป็นท่วงทำนองที่อ่อนหวานเชื่องช้า ฟังคล้ายเสียงสายฝนของแผ่นดินเจียงหนานที่โปรยเม็ดเล็กๆ ลงมาแตะแต้มผืนดิน ทั้งละเอียดและอ่อนโยน “ใครว่าพวกเราไร้ชุดศึก ทุกคนออกมาร่วมเย็บปัก เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สงคราม ขอสวรรค์คุ้มครองแผ่นดิน รอดื่มฉลองพร้อมกัน”

                เมื่อคนหนึ่งร้องจบ ก็มีเสียงร้องประสานดังขึ้น แม้จะเป็นท่วงทำนองเดียวกัน แต่ความรู้สึกที่ได้ยินนั้นเปลี่ยนเป็นความคิดคำนึงที่แสนจะเศร้าสร้อย บางคนเห็นเป็นภาพยามตะวันชิงพลบ มีหญิงสาวยืนทอดสายตาจากเนินเขาสูงด้วยความคิดคำนึง

                นับว่าผู้ตีระฆังเป็นนักดนตรีฝีมือเยี่ยม นางใส่อารมณ์ไปตามท่วงทำนอง ไม่ว่าจะเป็นความโศกเศร้า อาดูร เคียดแค้นหรือคิดถึง แขนเสื้อโบกสะบัดไปตามข้อมือขาวสะอาด ระฆังสำริดโบราณเหล่านั้นคล้ายกับมีชีวิตขึ้นมาภายใต้มือของนาง มันเดินทางผ่านกาลเวลายาวนานนับพันปี กระซิบกระซาบถึงความเบิกบานโศกเศร้าทุกข์ระทมที่ถูกทับถม

                “ใครว่าพวกเราไร้ชุดศึก พวกเราร้อยด้ายเป็นเส้นเดียว เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สงคราม ขอฟ้าคุ้มครองผู้ชายของเรา ให้ได้กลับมาพบหน้า”

                ท่านอ๋องเสิ่นเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้า เขาคิดจะจับผิด สุดท้ายได้แต่ดื่มสุราอย่างจนใจ ดนตรีท่อนสุดท้ายเบาลงเรื่อยๆ สุราอาหารถูกลำเลียงออกมา เป็นเพราะแขกเหรื่อทั้งหลายเป็นผู้มียศถาบรรดาศักดิ์อาหารที่จัดมาต่อให้ไม่ใช่อาหารระดับชาววัง แต่ก็เน้นความแปลกพิสดารเป็นหลัก

                พระมาตุลาฟู่เฉาหมิงเงยหน้ามอง เห็นอาหารที่เขาไม่รู้จักอยู่หลายชนิด เขาหยิบตะเกียบคีบขึ้นมาชิ้นหนึ่ง พบว่าเป็นเนื้อที่มีสีเหลืองทองกลิ่นหอมยวนใจ เมื่อใส่เข้าปากก็ให้รสชาติที่แปลกใหม่ กลิ่นหอมกรุ่นติดอยู่ปลายลิ้น จึงอดถามหญิงรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่ได้ “อาหารชนิดนี้มีชื่อว่าอะไร?”

                หญิงรับใช้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน “เรียนนายท่าน นี่คือ ‘ร้อยสำนักประชันเสียง’ เป็นจักจั่นที่คัดเลือกมาเป็นอย่างดี ตัวอวบใหญ่นำมาทอดกรอบ วิธีการปรุงค่อนข้างซับซ้อน”

                ฟู่เฉาหมิงหัวเราะต่ำๆ ในลำคอ “ร้อยสำนักประชันเสียงรึ? เพียงชื่อแค่ฟังก็ไม่เลวแล้ว”

                หลังจากบทเพลง ‘ไร้ชุดศึก’ จบลง บรรดานางระบำต่างเข้ามาร่ายรำบทเพลงเชิญสุรา พวกนางทั้งหลายรูปโฉมสะคราญตา ฝีมือร่ายรำยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เจ้าบ้านอินเดินลงจากเวที ถือกาสุราทองคำเดินมาหยุดตรงหน้าโต๊ะของชวีเทียนซู่ นางรินสุราในจอกทั้งสองจนเต็ม ริมฝีปากแดงสดคลี่แย้มงดงาม “สุราจอกนี้ ขอดื่มฉลองให้กับท่านพ่อที่ได้ชัยชนะกลับมา”

                สายตาของชวีเทียนซู่เป็นประกายดุดันทันที ฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยาเมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยน สกุลอินและสกุลชวี ฝ่ายหนึ่งเป็นคหบดีอันดับหนึ่ง อีกฝ่ายเป็นถึงขุนพลผู้กุมกำลังสำคัญของราชสำนัก อยู่ๆ ทั้งสองฝ่ายหันมาญาติดีกัน ตัวเขาที่เป็นถึงฮ่องเต้จะไม่เกิดความหวาดระแวงได้อย่างไร

                ชวีเทียนซู่นั้นเป็นคนฉลาดมากประสบการณ์ มีหรือจะยอมดื่มสุราจอกนี้ของอินจู๋หลี เขารีบแก้กลของนางทันที “สกุลอินและสกุลชวีต่างก็มีความแค้นลึกล้ำต่อกัน สุราของเจ้าบ้านอินจอกนี้ จะเป็นการให้เกียรติกันเกินไป”

                อินจู๋หลีคล้ายกับคาดเดาได้ว่าเขาจะไม่ยอมดื่ม จึงใช้สองมือถือจอกสุรายกขึ้นดื่มเสียเอง “ในอดีตมารดาของข้าเสียชีวิตแบบไม่คาดฝัน แม้ท่านแม่ทัพจะพยายามช่วยเหลือ แต่ก็ไม่อาจรักษาชีวิตนางไว้ได้ข้าต้องสูญเสียมารดาไป เอาเถอะ...อย่างไรเสียส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะชะตาฟ้าลิขิต แม้จู๋หลีจะเติบโตที่บ้านสกุลอิน แต่เลือดในกายของข้าครึ่งหนึ่งก็ยังมาจากท่านแม่ทัพ แล้วข้าจะเคียดแค้นท่านได้อย่างไร” เห็นสีหน้าของชวีเทียนซู่เคร่งเครียด นางก็มิได้พูดจาติดพันต่อ “การที่ใต้เท้าทุกท่านจะมารวมตัวกันในที่นี้ นับเป็นโอกาสที่หาได้ยาก เรื่องส่วนตัว

ของข้านั้นเอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังถึงจะถูก สมควรถูกลงโทษ... สมควรถูกลงโทษ”

                นางยกจอกสุราขึ้นดื่มเป็นการลงโทษตัวเองจอกหนึ่ง บ่าวรับใช้เคลื่อนย้ายระฆังชุดออกไป พื้นที่ปูด้วยหยกเคลือบทองพลันแยกออกจากกัน เห็นบันไดที่ทำจากผลึกแก้วทอดตัวอยู่ทางซ้ายขวาสองฝั่ง ด้านล่างเป็นสระน้ำรูปใบบัว พื้นสระน้ำทำมาจากหยกฮั่นไป๋ ฝังไข่มุกราตรีเอาไว้โดยรอบ เมื่อเทียบกับห้องโถงด้านบนแล้วนับว่าสว่างไสวกว่ามาก

                ขุนนางทั้งหลายมองอย่างตะลึงพรึงเพริด ดอกบัวหยกที่ลอยเด่นอยู่กลางสระน้ำ ปรากฏร่างนางรำสองคนในชุดสีแดงและสีขาว ถือดอกบัวก้านสีเขียวสดเริงระบำอยู่กลางลำน้ำ ชายกระโปรงเนื้อบางพลิ้วผ่านสายน้ำระบายสีสันสดใส พวกเขาทั้งหลายมีหรือจะเคยเห็นทัศนียภาพเช่นนี้มาก่อน ทุกคนต่างก็ลุกขึ้นยืนชะโงกมอง

                น้ำในสระราวกับถูกย้อมด้วยสีสัน ในน้ำเห็นเพียงเงาสีขาวและสีแดงเคลื่อนไหวไปมา ประเดี๋ยวเข้ามาหยอกล้อ ประเดี๋ยวแตะริมฝีปากสีแดงสดเข้าหากัน แม้จะรู้ดีว่าการเคลื่อนไหวเช่นนั้นเป็นการถ่ายลมหายใจ ถึงกระนั้นก็ยังทำให้เลือดในกายของผู้ชมทั้งหลายสูบฉีดแรง

                ชวีเทียนซู่ยังคงหวาดระแวง การที่อินจู๋หลีเลือกแสดงความเป็นมิตรกับเขาต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ จะต้องมีจุดประสงค์แอบแฝง เขาต้องระวังตัว

                อินจู๋หลีมิได้กล่าวคำใดต่อ นางหันไปส่งสัญญาณกับหงเย่ที่ยืนแอบอยู่ด้านหนึ่ง ก่อนหมุนตัวเดินจากไป

                อินจู๋หลีเดินออกจากเรือนทองหลังเล็ก กำลังจะออกจากกว่างหลิงจื่อซี พลันมีเสียงคนเรียกดังจากด้านหลัง “เจ้าบ้านอิน การทิ้งแขกเหรื่อเอาไว้แล้วออกมาตามลำพังเช่นนี้ ไม่ดูเป็นการเสียมารยาทหรอกหรือ”

                อินจู๋หลีหมุนตัวกลับมาเห็นเป็นเสิ่นถิงเหยาฮ่องเต้พระองค์ใหม่ นางดูประหลาดใจเล็กน้อย “ถวายบังคมฝ่าบาท”

                เสิ่นถิงเหยาก้าวสองก้าวเข้ามาประคองตัวนางให้ลุกขึ้น มือทั้งสองจับข้อมือนางเอาไว้อย่างสนิทสนม เขาทอดสายตามองนาง สีหน้ามิได้ปรากฏความไม่พอใจแต่อย่างใด “ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินว่าเจ้าบ้านอินนั้นมีทั้งรูปโฉมและความสามารถเป็นเลิศ วันนี้ได้พบตัวจริง นับว่าสมดังคำร่ำลือ”

                อินจู๋หลีเดิมทีมิใช่หญิงสาวไร้เดียงสา รู้ดีว่าการที่เสิ่นถิงเหยาเรียกนางเอาไว้นั้นมิใช่เพื่อจะเอ่ยคำชื่นชม จึงยิ้มแย้มบางเบา “ได้รับคำชื่นชมจากฝ่าบาทเช่นนี้ หม่อมฉันมิอาจรับไหว”

                เสิ่นถิงเหยามองนางด้วยแววตาอ่อนละมุน “เจ้ากำลังจะแต่งเข้าตำหนักอ๋องฝูลู่ในไม่ช้า ต่อไปพวกเราก็มิใช่อื่นไกล ไม่ต้องเคร่งครัดประเพณีมากจนเกินไป”

                อินจู๋หลีย่อตัวแสดงความขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง แล้วถือโอกาสดึงมือที่ถูกเขากุมเอาไว้กลับมา เสิ่นถิงเหยาเอ่ยเบาๆ ขึ้นว่า “เอาละ เจ้าไปเถอะ”

                อินจู๋หลีประสานมือแสดงความเคารพ กลัวว่าเขาคงจะเกิดความคิดออกนอกลู่ขึ้นมาจึงไม่อยากจะอยู่ต่อ รีบเดินออกจากกว่างหลิงจื่อซีไป

                ฮ่องเต้เสิ่นถิงเหยายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าน้ำพุนานครู่หนึ่ง ทอดสายตามองดอกบัวหยกกลางสระน้ำที่เผยให้เห็นเกสรด้านใน ไม่รู้ว่าในน้ำใส่เครื่องหอมชนิดใดลงไป ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นหอมละมุนบางเบา ความสดชื่นไม่รุนแรง สร้างความชุ่มชื่นแก่ผู้สูดดม

                ชายหนุ่มก้าวสั้นๆ สองสามก้าว ก้มกายเคาะมือลงบนพื้น เมื่อรู้สึกว่าพื้นด้านล่างล้วนปูลาดด้วยแผ่นทองคำก็ให้รู้สึกตื่นตระหนกระคนประหลาดใจจนอดขมวดคิ้วแน่นขึ้นไม่ได้

                บ้านสกุลอินมั่งคั่งทัดเทียมกับแคว้นหนึ่งเลยทีเดียว มิน่าเล่าถึงสามารถให้ความช่วยเหลืออดีตฮ่องเต้ล้มล้างราชวงศ์เดิมได้ แม้สกุลอินและสกุลชวีจะไม่ลงรอยกัน แต่อย่างไรอินจู๋หลีก็ยังคงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชวีเทียนซู่ การมอบอินจู๋หลีให้แต่งกับเสิ่นถิงเจียวนั้น ตนตัดสินใจถูกหรือผิดกันแน่?