เยี่ยนหุยยังคงถูกขังอยู่ในห้องเก็บฟืนอันแสนจะทรุดโทรม
ยามพลบค่ำบ้านหลังนี้ก็คึกคักไปด้วยผู้คน แตกต่างจากบรรยากาศของฤดูจำศีลเมื่อตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง
‘คึกคัก’ อาจจะดูเกินจริงไปสักหน่อย เท่าที่นางลองเงี่ยหูฟัง
ข้างนอกน่าจะมีราวๆ ยี่สิบคนได้ ถ้าอาคมของนางยังอยู่ พวกนั้นคงได้วิ่งหนีตายแตกกระเจิงกันไปคนละทิศคนละทางเป็นแน่... แต่... ยามนี้นาง
ไม่หลงเหลือปราณในร่างกายเลยแม้แต่น้อย
เจ้างูบ้า!
คิดถึงเรื่องนี้ทีไร ภาพของชายปัญญาอ่อนที่ชื่ออาฝู ก็ลอยขึ้นมาตรงหน้าทุกที
เขาที่แสนจะดูเจ้าเล่ห์สำหรับนาง ทว่าเมื่ออยู่ท่ามกลางพวก
ชาวบ้าน กลับดูโง่ทึ่มน่าสงสารจนไม่อาจนึกกังขา
เว้นเสียแต่ว่า... จะถูกปีศาจเข้าสิง! เยี่ยนหุยคิดไปมาหลายตลบ พลันนึกขึ้นได้ว่า นอกจากเจ้าปีศาจงูยักษ์ที่นางเพิ่งจะแทงไปเมื่อวันก่อน คงไม่มีปีศาจหน้าโง่ตัวไหนที่คิดอยากจะมาบำเพ็ญเพียรอยู่ในสถานที่อัน
ไร้ซึ่งพลังชีวิตเช่นเขาถงหลัวแห่งนี้อีกแล้วเป็นแน่
ขณะที่นางกำลังคิดวางแผนกำจัดอสรพิษร้ายในยามที่ไร้ซึ่งอาคมอยู่นั้น ประตูห้องเก็บฟืนก็ถูกเปิดออก ส่งเสียงดัง ‘เอี๊ยด’ หญิงแซ่โจว
คนเมื่อวาน เดินปรี่เข้ามาพร้อมคนจำนวนหนึ่งพลางส่งยิ้มเสแสร้งให้
“ยินดีด้วยๆ”
เยี่ยนหุยเหลือบตามอง อีกฝ่ายไม่ได้สนใจกลับพยุงนางขึ้นแล้วจัดการมัดข้อมืออย่างชำนาญ จากนั้นก็ตัดเชือกที่ข้อเท้า หันมาออกแรงดึงปลายเชือกที่อยู่อีกด้านของแขนที่ถูกล่าม... ลากนางไปราวกับสุนัข
“ตามมาซะดีๆ ข้าจะพาเจ้าไปไหว้ฟ้าดิน”
นางโจวซื่อกระชับเชือกในมือให้แน่นอีกครั้ง แต่ร่างของเยี่ยนหุย
กลับไม่ขยับเขยื้อนตามนางไปด้วย
นังเด็กแปลกหน้าหัวดื้อ คิดจะลองดีสินะ! รอยยิ้มตรงมุมปากของนางโจวซื่อเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมทันที “อย่าคิดจะเล่นลูกไม้กับข้า เพราะใครก็ตามที่ข้าพาเข้ามาในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว ย่อมไม่มีวันที่จะได้ก้าวออกไปโดยง่าย หากเจ้าฉลาดพอ จงทำตามที่ข้าสั่ง มิเช่นนั้นข้าจะไม่เกรงใจเจ้าเหมือนกับท่านยายเซียวเป็นแน่”
เยี่ยนหุยเหลือบตามองอีกฝ่าย “เช่นนั้นก็ดี อย่าเสียเวลากันอีกเลย รีบไปเอาผ้าคลุมหน้ามาให้ข้าซะสิ”
นางโจวซื่อชะงักเท้าที่ก้าวไปเล็กน้อย ความโหดเหี้ยมบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยแววตาตื่นตะลึงสงสัย “ผ้าอะไร?”
“ที่นี่คนแกล้งโง่ชักจะมากเกินไปแล้วนะ!” เยี่ยนหุยบ่นพึมพำพลางถอนหายใจด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย “ผ้าคลุมหน้าสีแดงอย่างไรล่ะ! จูงเจ้าสาวออกไปทั้งแบบนี้ ไม่กลัวท่านยายเซียวจะขายขี้หน้ารึ?”
นางโจวซื่อนิ่งอึ้งไปนาน คิดไม่ถึงว่าในยามคับขันแบบนี้ หญิงสาวยังจะมีอารมณ์มาสนใจเรื่องเล็กน้อยแบบนั้น “อย่าเรื่องมากนักเลย! เป็น
ข้าเองที่จงใจจะให้ทุกคนได้เห็นหน้าของเจ้าชัดๆ จากนี้ไปคงจะเหนื่อยหน่อยนะ หากเจ้าคิดที่จะหลบหนีไปจากอาฝูแล้วละก็...”
อ้อ! เป็นโจรกันทั้งภูเขาเลยสินะ!
เยี่ยนหุยรู้สึกคับแค้นใจจนอกแทบระเบิด นางจึงระบายด้วยการถีบเข้าไปที่สะโพกของนางโจวซื่ออย่างแรง จนอีกฝ่ายล้มกลิ้งไม่เป็นท่า
“โอ๊ย! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที! ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว!” นางโจวซื่อนอนร้องโวยวายอยู่บนพื้น
เสียงร้องทำให้ทุกคนในห้องพากันจ้องมองไปที่เยี่ยนหุยเป็น
ตาเดียว นางเดินผละมาด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย สะบัดผมไปด้านหลัง ถึงแม้จะมีสภาพทุลักทุเลเพียงใด แผ่นหลังของนางก็ยังเหยียดตรงอย่างท้าทาย ทำให้ทุกคนตกตะลึงกันไปตามๆ กัน ไม่เว้นกระทั่งลูกน้องร่างยักษ์บึกบึนสองคนของนางโจวซื่อ
แม้จะมีคนมากมายอยู่ตรงนี้ แต่สายตาของเยี่ยนหุยกลับจับจ้องไปยังบุรุษหน้าตาคุ้นเคยที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดของห้อง บนร่างเขายังคง
สวมผ้าป่านเนื้อหยาบชุดเดิม เขาจ้องกลับมาที่นาง หรี่ตาลงเล็กน้อยเหมือนกำลังครุ่นคิด
เยี่ยนหุยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้าเดินเองได้ ใครอนุญาตให้เจ้ามาลาก?”
ที่นางเปลี่ยนใจไม่ยอมจากไปโดยง่าย ก็เพราะเจ้าปีศาจงูที่ติดเงินนางอยู่ถึงแปดสิบตำลึงทอง กำลังสิงอยู่ในร่างของเจ้าคนปัญญาอ่อนอาฝู
นี่น่ะสิ หมูนอนรอให้เชือดขนาดนี้ ถึงไล่ให้ตายนางก็ไม่มีวันจากไปมือเปล่าแน่ๆ
เยี่ยนหุยเดินผ่านกลุ่มชาวบ้านที่ยังคงตะลึงงัน จนกระทั่งไปหยุดอยู่ตรงหน้าของอาฝู
ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จับจ้องมา อาฝูกะพริบตาทีหนึ่ง ทันใดนั้นแววตาเจ้าเล่ห์แสนฉลาดเมื่อครู่พลันสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เล่นละครเก่งเสียจริง!
เยี่ยนหุยยกมือทั้งสองข้างขึ้นรวดเร็ว เพื่อให้เชือกที่มัดข้อมือของนางสะบัดใส่หน้าของอาฝูแบบจงใจ พลางออกคำสั่ง
“จับเชือกซะสิ! จะได้รีบไปไหว้ฟ้าดินกัน”
ได้ยินเช่นนั้น ชาวบ้านทั้งหลายต่างสบตากันด้วยความงวยงง เพราะอะไรหญิงสาวแปลกหน้าที่แสนจะดื้อรั้นและกราดเกรี้ยวเมื่อคราวที่ถูกจับขึ้นมาจากน้ำ เคราะห์ซ้ำยังถูกขายมาให้แต่งงานกับชายปัญญาอ่อน ตอนนี้กลับยอมทำตามทุกอย่างแบบว่านอนสอนง่าย
ราวกับว่า... นางเองต่างหากที่เป็นคนจ่ายเงินซื้อตัวอาฝูมา!!!
หลังจากจบพิธีการที่แสนจะวุ่นวาย เลี้ยงอาหารแขกเหรื่อเสร็จ
เรียบร้อย แม่เฒ่าเซียวไม่รีรอรีบจัดการส่งแขกทันที
เยี่ยนหุยถูกส่งตัวกลับไปรอเจ้าบ่าวที่ห้องหอ... จะว่าไปสภาพก็
ไม่ต่างจากห้องเก็บฟืนสักเท่าไร แค่สะอาดกว่านิดหน่อย มีเตียงเก่าๆ ตั้งอยู่หนึ่งหลังเท่านั้น นางนั่งรออยู่บนเตียงอย่างใจเย็น เงี่ยหูฟังแม่เฒ่าเซียวกำชับหลานชายสุดที่รักอยู่นอกห้อง
“แม่นางน้อยคนนี้แข็งกร้าวดั่งม้าพยศ เจ้าต้องปลอบประโลมนางให้ใจอ่อนเสียก่อน เริ่มจากค่อยๆ จูบนางแผ่วเบา ต่อมาก็ลูบคลำแล้ว
ถอดเสื้อผ้าออกช้าๆ หากนางดื้อดึงขัดขืน ก็อย่าเผลอใช้กำลังต่อสู้กับนางให้ได้รับบาดเจ็บ ถ้าไม่ไหวจริงๆ เจ้ารีบตะโกนเรียกยายนะ ยายจะคอยเฝ้าอยู่ข้างนอก อาจจะช่วยพูดปลอบประโลมนางให้ยอมผ่านคืนนี้ไปกับเจ้าได้ด้วยดี”
เยี่ยนหุยได้ฟังบทสนทนาของยายหลานคู่นี้แล้ว ก็อดขำปนโมโหในความห่วงใยแบบประหลาดนี้ไม่ได้ จะเผลอใจอ่อนสงสารทั้งคู่ก็ยังรู้สึกรังเกียจนิสัยเลือดเย็นเห็นแก่ตัวของหญิงชรา ผู้ที่ทำทุกวิถีทางที่จะให้
หลานชายได้มีทายาทสืบสกุล
น่าเสียดาย... ที่นางยังคงไม่รู้ว่าหลานชายปัญญาอ่อนสุดที่รัก มิใช่คนเดิมที่คุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว
‘เอี๊ยด’ ประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักให้เปิดออก อาฝูเดินเข้ามาคนเดียว
หญิงชรายังคงยืนอยู่ด้านนอก พยายามแนบศีรษะกับบานประตู
เยี่ยนหุยปรายตามองเขาครั้งหนึ่ง จากนั้นก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น นางรอจนเขาเดินเข้ามาใกล้โดยไม่ทันระวัง แล้วจึงค่อยยื่นมือออกไปกระชากตัวเขาเข้ามาแล้วผลักให้ล้มลงบนเตียง จากนั้นม่านก็ถูกปลดลงมา ปิดกั้นทุกสิ่งในห้องหอออกจากโลกภายนอกทันที
แม้ว่ามือทั้งสองข้างของนางจะเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวกนัก เนื่องจากถูกเชือกมัด แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการบีบคอคู่ต่อสู้เลยสักนิด
เยี่ยนหุยกระโดดขึ้นคร่อมอยู่บนหน้าท้องของอาฝู นางไม่ลืมที่จะกดจุดชีพจรบริเวณเอวของเขาเอาไว้เพื่อไม่ให้ขยับตัวหนี “ไหนดูสิว่า ฝีมือของข้ายังดีเหมือนเดิมหรือไม่?”
“หึๆๆ” ชายหนุ่มเปล่งเสียงหัวเราะในลำคอ สีหน้าแฝงไปด้วยความดูแคลน “ยอมลงทุนปีนขึ้นมาคร่อมอยู่บนตัวของผู้ชายเพื่อจับปีศาจ
เดี๋ยวนี้เทพเซียนทั้งหลายในชั้นฟ้า เขาฝึกวิทยายุทธกันแบบนี้นี่เอง”
‘เจ้าปีศาจชั้นต่ำ’ เยี่ยนหุยโน้มตัวลงเล็กน้อย กระซิบข้างหูของอาฝูอย่างแผ่วเบาราวกับคู่ข้าวใหม่ปลามันที่กำลังพลอดรัก “ไม่ต้องสะเออะมาสั่งสอนข้าเรื่องวิชาเซียนอะไรนั่น กฎระเบียบขวางหูขวางตาพรรค์นั้น มันไร้สาระสิ้นดี” จากนั้นนางก็แสร้งลูบไล้นิ้วมือไปบนใบหน้าของเขาอย่าง
ล้อเลียน เผลอๆ ก็หยิกแก้มของเขาอย่างแรงจนใบหน้าโย้ไม่เป็นรูปเดิม
เยี่ยนหุยโพล่งเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “เจ้าชอบเล่นละครมากไม่ใช่รึ ไหนลองเล่นให้ข้าดูอีกทีซิ... อาฝูจ๋า”
นางมัวแต่แกล้งอีกฝ่ายอย่างสนุกสนาน จนลืมคิดไปว่า ท่าทางของทั้งคู่บนเตียงในขณะนี้ช่างดูล่อแหลมชวนให้คิดเตลิดไปไกลยิ่งนัก
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เบนศีรษะหลบ หวังสะบัดมือของอีกฝ่ายให้หลุดแต่ก็ไม่สำเร็จ
“ปล่อยข้า แล้วลงไปซะ!” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาปนรำคาญ
เยี่ยนหุยย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางตั้งแต่เหยียบเข้ามาในหมู่บ้านแห่งนี้ ความซวยทั้งหมดล้วนมีเขาเป็นต้นเหตุ “ทำไม! เจ้าทน
ไม่ได้รึที่ถูกข้ารังแก เมื่อวานตอนที่เจ้าลูบหน้าข้า ก็ไม่เห็นจะถามก่อนเลยว่าเต็มใจหรือไม่ เมื่อวานซืนตอนที่เจ้าฟาดหน้าข้าจนเลือดอาบ ก็ไม่เห็นจะถามความยินยอมจากข้าเลยด้วยซ้ำ”
“จะปล่อยหรือไม่?” แววตาของอาฝูเย็นชาลงเรื่อยๆ ราวกับน้ำแข็ง
เยี่ยนหุยยิ้มอย่างได้ใจพลางกล่าว “เจ้าบอกให้ข้าปล่อย แต่ข้า...”
พูดยังไม่ทันจบ ร่างของนางก็ลอยขึ้น สมองหมุนคว้าง ศีรษะ
เจ็บแปลบ จากนั้นเยี่ยนหุยก็รู้สึกตัวว่าตำแหน่งร่างกายของนางกับอาฝูสลับกัน นางเป็นฝ่ายที่ถูกกดเอาไว้กับเตียงเสียแล้ว!!!
ช่างน่าประหลาดนัก ก็นางกดจุดชีพจรใหญ่บนร่างของเขาเอาไว้แล้วแท้ๆ เหตุใดเจ้าหมอนี่ถึงรู้วิธีคลายจุดที่นางสกัดไว้ได้
ระหว่างที่เยี่ยนหุยกำลังตะลึงงัน อีกฝ่ายก็กดบ่าของนางไว้อย่างแรง สีหน้าเต็มไปด้วยความดูแคลน
สีหน้าของเขายิ่งกระตุ้นให้หญิงสาวโกรธแทบบ้า นางนึกถึงตอนที่อยู่บนเขาเฉินซิง หากลงมือจริงๆ อย่าว่าแต่ศิษย์ชั้นเอกรุ่นเดียวกัน แม้แต่อาจารย์หลายๆ ท่านที่นั่นก็มิอาจจะต่อกรกับนางได้... หากในวันนี้
วิทยายุทธนี่นางสุดแสนจะภาคภูมิใจกลับอ่อนด้อยลงจนนางรู้สึกเวทนา
ตัวเอง
เยี่ยนหุยกลั้นใจพลางกัดฟันแน่น นางงอเข่าทั้งสองข้างขึ้นกระทุ้งจุดตายบริเวณใกล้เอวของอาฝูสุดแรง เขาแค่นเสียงออกมาเล็กน้อยด้วยความเจ็บ เยี่ยนหุยรีบฉวยโอกาสพลิกตัวไปขึ้นคร่อมเขาได้สำเร็จอีกครั้ง
“ยอมแพ้หรือยัง!”
อาฝูขมวดคิ้วแน่น “ข้าไม่อยากประลองกับเจ้า”
“ต่อต้านข้าก็ไม่ต่างจากท้าทายข้า”
“...”
สู้กันไปได้รอบหนึ่ง เยี่ยนหุยที่ดูเหมือนจะมีชัยเหนืออีกฝ่ายก็กล่าวออกมาอย่างอารมณ์ดี “จะยอมแพ้ตอนนี้ก็ยังไม่สายนะเจ้างูน้อย”
เมื่อสังเกตเห็นว่าเยี่ยนหุยมีนิสัยชอบเอาชนะ อาฝูก็เลือกที่จะนิ่งเงียบ เขาเอาแต่จ้องมองนางโดยไม่พูดจา
“ยอมแพ้เสียตั้งแต่ทีแรก ก็ไม่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้หรอก”
“จงเอาสมบัติที่เจ้าขโมยมารวมไปถึงเงินรางวัลสามเท่าที่ติดข้าไว้ มามอบให้เสียโดยดี”
“อ้อ นึกว่าเรื่องอะไร?” สีดวงตาของอาฝูเปลี่ยนไปในทันใด
“พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปหาสมบัตินั่น”
เยี่ยนหุยนิ่งอึ้งไป คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะยอมรับปากง่ายๆ
ครั้งนั้น เพื่อรักษาสมบัติเอาไว้ เขาถึงกับยอมจ่ายเงินมากถึง
สามเท่าเพื่อติดสินบนนาง ยอมเสี่ยงที่จะต่อสู้กับนางอย่างไม่ลดละเพื่อ
ไม่ให้ถูกนางเด็ดหางออกเป็นสองท่อน แต่วันนี้... เหตุไฉนคำขู่เพียง
เล็กน้อยถึงทำให้เขาคล้อยตามได้
มีพิรุธ!!!
สีหน้าของเยี่ยนหุยแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา สองมือเลื่อนไปกุม
ลำคอของชายหนุ่มไว้แน่น จนกระทั่งสีหน้าของเขาค่อยๆ แย่ลงนางจึงกล่าวเย้ยหยันขึ้นมาอีกครั้ง “อัคคีเวทของข้าร้ายกาจใช่หรือไม่เล่า อยากจะลองดูอีกสักตั้งก็ได้นะ?”
ปีศาจงูน่าจะยังไม่ทันสังเกตเห็น ว่าอาคมของนางได้สูญสลายไปหมดแล้ว
เพี้ยง… ขอให้ไม่ทันสังเกตเถอะ!
อาฝูจ้องหน้าเยี่ยนหุย สีหน้าเปลี่ยนไปดังคาด เขานิ่งเงียบไป
ครู่หนึ่งจึงค่อยเอ่ยขึ้น “ข้ามีข้อเสนอ สมบัตินั่นช่วยให้ข้าบำเพ็ญเพียรได้สำเร็จ หากเจ้าได้มันไปแล้ว จะต้องไม่ย้อนกลับมาขัดขวางการดูดพลังชีวิตจากคนในหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อการบำเพ็ญเพียรของข้าต่อไป”
ได้ฟังเงื่อนไขแล้ว เยี่ยนหุยก็ใจชื้นขึ้น... เขาคือปีศาจงูจริงๆ ด้วย!
ไม่ทันไรนางกลับขมวดคิ้วอีกครั้ง ด้วยความที่บำเพ็ญพรตมานาน นางย่อมไม่อาจยอมรับได้กับการที่ปีศาจสักตัวจะดูดพลังชีวิตของมนุษย์
ผู้บริสุทธิ์เพื่อการฝึกฝนวิชา
หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็เอ่ยปากตอบโต้ “คนในหมู่บ้านแห่งนี้ขายมนุษย์กินเป็นอาชีพหลัก พฤติกรรมเลวร้ายสิ้นลูกสิ้นหลาน
เช่นนี้กลับไม่ถูกลงโทษ ขอเพียงไม่มีใครต้องถึงแก่ชีวิต ข้าจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็แล้วกัน”
“แค่ดูดพลังเท่านั้น ไม่ทำให้ตายหรอกน่า”
เยี่ยนหุยคลายมือออกช้าๆ “ปีศาจงูน้อย ตอนนี้ข้าอารมณ์ไม่สู้ดีนัก หากเจ้าคิดจะเล่นลูกไม้กับข้า อย่าคิดว่าจะรอดพ้นเงื้อมมือไปได้โดยง่าย”
อาฝูลูบคลำลำคอที่ถูกบีบจนแดงของตัวเองพลางเหลือบตามองเยี่ยนหุย “ในเมื่อเจ้าไม่เป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญเพียรของข้าแล้ว
จะหลอกเจ้าไปเพื่ออะไร?”
เยี่ยนหุยจ้องมองอีกฝ่ายอย่างครุ่นคิด จากนั้นจึงยื่นแขนทั้งสองข้างไปให้อีกฝ่าย “แก้มัดให้ข้า”
ชายหนุ่มได้ยินพลันเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย “อัคคีเวทของเจ้า เผาเชือกนี่ไม่ออกรึ?”
แย่แล้ว!
ใบหน้าของเยี่ยนหุยแข็งเกร็ง แต่ก็พยายามที่จะฝืนทำให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ข้าถูกมัดเหมือนหมูหมาก็เพราะเจ้า ไม่สั่งให้คุกเข่าลงแก้เชือกก็นับว่าให้เกียรติกันมากแล้ว”
อาฝูเหลือบมองนางด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายแกมรู้ทัน เขายกมือขึ้นครั้งเดียว เชือกบนข้อมือของนางก็หลุดออก ชายหนุ่มกล่าวต่อพลาง
ขมวดคิ้ว “ลงไป”
เยี่ยนหุยก้มลงมองสำรวจตัวเองแล้วถามกลับ “อายรึ? ขนาดข้ายังไม่ถือสา ปีศาจอย่างเจ้าจะมาถือสาอะไร” กล่าวจบนางก็พลิกตัวลงจากร่างของเขาทันที
ชายหนุ่มไม่ต่อปากต่อคำด้วย “นอนได้แล้ว” พูดจบก็ก้าวลงจากเตียงไปนอนพิงกำแพงอยู่อีกฟากหนึ่งของห้อง
เยี่ยนหุยขมวดคิ้ว นี่นางคิดไปเองหรือเปล่าว่าเจ้าปีศาจงูนี่ไม่ค่อยจะชอบให้นางเข้าใกล้สักเท่าไร แต่ทำไมเมื่อวานเขาถึงได้ลูบไล้ใบหน้าของนางอย่างรักใคร่อ่อนโยน หรือเป็นเพราะเมื่อวานนางดูสวยกว่าวันนี้
หรืออย่างไร?