ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ล่าหัวใจมังกร

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
.ร่ำลือกันว่าใต้หล้าไม่มีสิ่งใดแข็งแกร่งยิ่งกว่าเกล็ดมังกร เสื้อเกราะที่ทำจากเกล็ดมังกรอยู่เหนือกาลเวลา  ผู้ที่สวมใส่จะกลายเป็นอมตชน เทียนเย่ามีนิสัยเรียบง่าย เกลียดการแก่งแย่งชิงดี  ความผิดเดียวของเขาก็คือ เขาเป็นมังกร... ความรักลึกซึ้งที่เทียนเย่าเคยมอบให้สตรีผู้หนึ่ง ถูกตอบแทนด้วย การทรยศหักหลัง  เขาถูกนางหักกระดูก เลาะทุกเส้นเอ็น แม้แต่เกล็ดบนร่างก็ถูกถอน  เขารวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายโยน ‘เกล็ดป้องหัวใจ’  ซึ่งเป็นเกล็ดชิ้นสำคัญที่สุดในร่างทิ้งไป  ทำให้เสื้อเกราะเกล็ดมังกรของสตรีโหดเหี้ยมนางนั้น สร้างไม่สำเร็จ จากนั้น...ใต้หล้านี้ก็ไม่เคยมีใครได้เห็นมังกรตัวเป็นๆ อีก  จนกระทั่งยี่สิบปีต่อมา เมื่อหญิงสาวผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับพลังชีวิตอันเหลือเชื่อ ข่าวลือเรื่อง 'มังกร' ที่หายสาบสูญไปนาน  ก็กระพือขึ้นมาอีกครั้ง

บทนำ

ร่ำลือกันว่าใต้หล้าไม่มีสิ่งใดแข็งแกร่งยิ่งกว่าเกล็ดมังกร
เสื้อเกราะที่ทำจากเกล็ดมังกรอยู่เหนือกาลเวลา 
ผู้ที่สวมใส่จะกลายเป็นอมตชน
เทียนเย่ามีนิสัยเรียบง่าย เกลียดการแก่งแย่งชิงดี 
ความผิดเดียวของเขาก็คือ เขาเป็นมังกร...
ความรักลึกซึ้งที่เทียนเย่าเคยมอบให้สตรีผู้หนึ่ง ถูกตอบแทนด้วย
การทรยศหักหลัง 
เขาถูกนางหักกระดูก เลาะทุกเส้นเอ็น แม้แต่เกล็ดบนร่างก็ถูกถอน 
เขารวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายโยน ‘เกล็ดป้องหัวใจ’ 
ซึ่งเป็นเกล็ดชิ้นสำคัญที่สุดในร่างทิ้งไป 
ทำให้เสื้อเกราะเกล็ดมังกรของสตรีโหดเหี้ยมนางนั้น สร้างไม่สำเร็จ
จากนั้น...ใต้หล้านี้ก็ไม่เคยมีใครได้เห็นมังกรตัวเป็นๆ อีก 
จนกระทั่งยี่สิบปีต่อมา
เมื่อหญิงสาวผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับพลังชีวิตอันเหลือเชื่อ
ข่าวลือเรื่อง 'มังกร' ที่หายสาบสูญไปนาน 
ก็กระพือขึ้นมาอีกครั้ง

 

ปล.มีอัพให้ทุกวันนะคะ สนใจติดตามต่อแอดเข้าชั้นหนังสือไว้น๊า ^^

สารบัญ

ตอนที่ 1

              วันที่เยี่ยนหุยถูกเนรเทศออกจากเขาเฉินซิง นับเป็นวันโลกาวินาศ!

            เดิมทีนางคิดจะลงจากเขาไปเงียบๆ โดยไม่มีเรื่องมีราวกับใคร ทว่าสรรพสิ่งในใต้หล้านี้ล้วนเกินคาดเดา

            ทำไมน่ะหรือ?

            คงเพราะนางเห็นถ้วยชามที่ตนเคยใช้ ผ้าห่มที่ตนเคยห่มนอนถูกศิษย์พี่จื่อเยว่ใช้เสื่อห่อแล้วโยนลงบันไดมาน่ะสิ

            จะไม่ให้โกรธได้อย่างไร!

            เยี่ยนหุยถอนหายใจเฮือกใหญ่... ศิษย์พี่จื่อเยว่ผู้นี้ต่อกรกับนางมานานหลายปี แม้วรยุทธจะเทียบเคียงนางไม่ได้ แต่อีกฝ่ายขอแค่ได้ลงไม้ลงมือระบายอารมณ์ใส่ข้าวของที่เป็นของนางก็พึงพอใจแล้ว เยี่ยนหุยเบื่อเรื่องไร้สาระนี้เหลือเกิน

            จื่อเยว่ยืนเท้าสะเอวอยู่ตรงหน้าประตูสำนัก เชิดหน้ามองศิษย์น้องด้วยท่าทางของแม่เสือที่เพิ่งมีชัยเหนือลูกกวาง

            เยี่ยนหุยอ้าปากหาวพลางโบกมือ “เอาเถอะ เอาเถอะศิษย์พี่ ให้ท่านเป็นฝ่ายชนะบ้างก็แล้วกัน” ว่าแล้วนางก็หันหลังเดินจากไปด้วยท่วงท่าไม่แยแส

            จื่อเยว่แค่นเสียงดังฮึ “ช้าก่อน ยังไม่หมด!” จากนั้นนางก็โยนของสิ่งหนึ่งตามลงมาด้วย

            ของสิ่งนั้นก็คือปิ่นหยกงดงามเป็นมันเงา มันลอยละล่องผ่านข้างกายของเยี่ยนหุยไปตกกระทบกับบันไดหินจนแตกเป็นเสี่ยงๆ

            เยี่ยนหุยชะงักเท้าด้วยความตกใจ นางก้มลงเก็บเศษปิ่นหยกที่กระเด็นมาตกอยู่ใกล้ปลายเท้า

            ข้าลืมของสิ่งนี้ไปได้อย่างไร!

            จื่อเยว่จีบปากจีบคอ “ครั้งก่อนตอนที่ทำของสิ่งนี้หาย ดูเจ้าร้อนใจนัก ผู้อื่นไม่รู้แต่ข้ารู้ว่าปิ่นอันนี้สำคัญต่อเจ้ามาก” รอยยิ้มตรงมุมปากของจื่อเยว่เต็มไปด้วยความสะใจ “คิดจริงๆ หรือว่าไม่มีใครล่วงรู้ความในใจของเจ้า? ที่ผ่านมาแค่มองเจ้าก็ทำให้ข้ารู้สึกสมเพชเสียแล้ว”

            เยี่ยนหุยกำเศษหยกไว้ในมือ ขบกรามแน่น เพียงไม่นานนางก็ยิ้มกว้างออกมา “ศิษย์พี่ ท่านสู้อุตส่าห์ลอบกัดข้ามานานหลายปีโดยไม่เปิดเผย ข้ารู้สึกเลื่อมใสในความอดทนของท่านยิ่งนัก” ไม่รอให้จื่อเยว่ตอบ สีหน้าของเยี่ยนหุยแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา “โชคดีที่ตอนนี้ ท่านไม่จำเป็นต้องลอบกัดให้เหนื่อยอีกแล้ว เพราะข้าจะสู้กับท่านซึ่งหน้านี่ล่ะ” เยี่ยนหุยถลกแขนเสื้อขึ้นพลางสาวเท้าตรงเข้าไปหาจื่อเยว่ “มาสะสางเรื่องระหว่างเราให้จบสิ้นเสียทีเถอะ”

            จื่อเยว่กลืนน้ำลาย “เจ้าคิดจะทำอะไรข้า... อย่าเข้ามานะ!” มีหรือเยี่ยนหุยจะสนใจคำปรามของอีกฝ่าย สีหน้าของจื่อเยว่เปลี่ยนไปทันที “ขืนเจ้ายังเข้ามาใกล้ ข้าจะตะโกนให้ลั่น ถึงตอนนั้นคงมีคนมิใช่น้อยได้ยลโฉมปิ่นหักๆ ของเจ้าแน่”

            “ท่านคิดว่า ข้ากลัวผู้ใดจะล่วงรู้อย่างนั้นรึ?” เยี่ยนหุยเผยรอยยิ้มเหี้ยมลึกออกมา สองมือกำแน่นจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ “ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ข้าจะไปอยู่แล้วแท้ๆ เหตุใดต้องมาเรียกร้องให้ข้าวกกลับมาตบตีท่านด้วย”

            จื่อเยว่ถอยหลังโดยไม่รู้ตัว มือขวาคลำหาด้ามกระบี่ “เยี่ยนหุย เจ้าคงไม่รู้กระมัง ว่าเบื้องหลังประตูบานนี้เต็มไปด้วยพรรคพวกของข้า อย่าหวังเลยว่าจะแตะต้องข้าได้แม้เพียงปลายเล็บ”

            ยามนี้เยี่ยนหุยปราศจากอาวุธ นางถูกอาจารย์ริบคืนตอนที่โดนขับไล่ออกจากสำนัก แต่นางก็หาได้ครั่นคร้ามต่อสถานการณ์เบื้องหน้าไม่... ข้าเยี่ยนหุยมีวิทยายุทธโดดเด่นที่สุดในบรรดาศิษย์พี่และศิษย์น้องทุกรุ่น... ใครบ้างที่ไม่รู้!

            เยี่ยนหุยคลี่ยิ้มอย่างไม่แยแส “ดี... เช่นนั้นก็เข้ามาพร้อมกันเลย!”

            จื่อเยว่จ้องมองเยี่ยนหุยที่ยังคงสาวเท้าเข้ามาหาตนอย่างไม่ลดละ นางชักกระบี่ออกมาด้วยมือที่สั่นเทา สลับกับร้องตะโกนเสียงหลง “ช...ช่วย... ช่วยข้าด้วย! ศิษย์ทรยศเยี่ยนหุยกำลังจะฆ่าข้า...!”

            ตะโกนไม่ทันจบประโยค ประตูขุนเขาทางด้านหลังก็เปิดออก ศิษย์สำนักเฉินซิงหลายคนวิ่งกรูออกมาท่าทางขึงขัง เยี่ยนหุยไม่รอช้า ดีดนิ้วทีหนึ่ง พลันบังเกิดเปลวอัคคีพุ่งขึ้นมาดั่งปราการอันแข็งกล้า เปลวไฟ

โชติช่วงโหมกระพือ หยุดทุกฝีเท้าให้ชะงักค้าง

            “โอย... ศิษย์พี่เยี่ยนหุย ได้โปรดเถิด พวกข้าร้อนจะตายอยู่แล้ว”

            “ผม... ผมของข้าไหม้หมดแล้ว”

            “ดับไฟเร็ว”

            “อาคมของนางแกร่งกล้านัก เราดับไฟนี่ไม่ได้”

            ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวาย ประตูขุนเขาปิดฉับลงอีกครั้ง

            เยี่ยนหุยจ้องมองจื่อเยว่ที่กำลังยืนเบียดแผ่นหลังติดกับกำแพงหินจนแทบจะเป็นเนื้อเดียว ถึงกระนั้นสีหน้าของอีกฝ่ายกลับไม่ลดความเย่อหยิ่งลงแม้แต่น้อย นางถลึงตาตอบเยี่ยนหุย “เจ้าอย่าคิดนะ ว่าอาคมเพียงเท่านี้จะสยบข้าได้ ระวังตัวไว้ให้ดี หากอาจารย์รู้ว่าเจ้าทำร้ายพี่น้องร่วมสำนัก เจ้าไม่ตายดีแน่!”

            รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เผยเขี้ยวเล็กๆ ตรงมุมปากของเยี่ยนหุย ทำให้นางดูชั่วร้ายยิ่งกว่าเดิม “สุราคารวะไม่นึกดื่ม ชอบดื่มสุราจับกรอก คนอย่างท่านไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาสินะ!”

            เมื่อเห็นเยี่ยนหุยยื่นมือมาหา จื่อเยว่ก็เริ่มคลุ้มคลั่ง นางชักกระบี่ออกมาฟาดฟันสะเปะสะปะ อีกทั้งกระบวนท่าที่ใช้ก็ดูร้อนรนและสับสนไม่น้อย เพียงแค่สองกระบวนท่า เยี่ยนหุยก็ปัดกระบี่ของจื่อเยว่ตกพื้น นางกระชากคอเสื้อของอีกฝ่ายไว้แล้วยกตัวขึ้นจนลอยเหนือพื้น

            เยี่ยนหุยตวัดกระบี่ยาวในมือ แทงเฉียดบ่าทะลุผ่านเสื้อผ้าของจื่อเยว่ ปลายกระบี่ปักตรึงอยู่กับกำแพงทางด้านหลังแน่น “ฉลาดหรือโง่วัดกันที่วาจา เห็นว่าข้าอารมณ์ไม่ดียังแส่หาเรื่อง”

            จื่อเยว่หวาดกลัวจนหน้าซีดเผือด มือเท้าอ่อนแรง สีหน้าและวาจาของเยี่ยนหุยดูเหมือนจะเรียบเฉยเย็นชา ทว่ากลับแฝงไปด้วยไอสังหาร เสียงของอีกฝ่ายก้องกังวานในหูของจื่อเยว่ “ข้าสู้อุตส่าห์อดทนให้ท่านรังแกมานานหลายปี บัดนี้ถึงเวลาที่ท่านจะกล่าวขอโทษข้าบ้างแล้ว”

            “เฮอะ ราวกับว่าหลายปีมานี้เจ้ายอมอยู่เฉยๆ ให้ข้ารังแกอย่างนั้นแหละ!”

            เยี่ยนหุยดึงกระบี่ออกเสียงดัง ‘เช้ง’ หันปลายกระบี่มาจ่อข้างลำคอของจื่อเยว่ ไอเย็นยะเยือกแทรกซึมเข้าใกล้ลำคอของนาง จื่อเยว่กรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก แต่น้ำเสียงของเยี่ยนหุยกลับเรียบเรื่อยเช่นเคย “จะว่าไปแล้วข้าก็นึกตำหนิตัวเองอยู่ไม่น้อย เหตุใดจึงปล่อยให้หญิงช่างริษยาเช่นท่านหาเรื่องอยู่ได้ตั้งนานสองนาน... ศิษย์พี่ ท่านนี่ช่างเกเรเสียจริง”

            จื่อเยว่อับอายถึงกับร้องไห้โฮ “ฮือๆ ท่านอาจารย์ได้โปรดมาช่วยข้าด้วย ศิษย์ทรยศเยี่ยนหุยรังแกข้า!”

            เยี่ยนหุยดึงกระบี่กลับแล้วปักตรงกำแพงข้างหูของจื่อเยว่ นางได้ยินเสียงคมกระบี่แทงลึกเข้าไปในหินผาด้านข้างอย่างชัดเจน ครั้งนี้ไม่ต้องรอให้เยี่ยนหุยพูด จื่อเยว่ก็รีบร้องเสียงสะอื้น “ขอโทษด้วย ข้าขอโทษ ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว!”

            เยี่ยนหุยได้ยินดังนั้นจึงค่อยๆ คลายมือออก ปล่อยให้ร่างของจื่อเยว่ซึ่งตกใจร้องไห้สะอึกสะอื้นร่วงลงไปกองอยู่กับพื้น นางโยนกระบี่ทิ้งพลางถอนใจ “ให้ข้าจากไปเงียบๆ ไม่ได้หรือ ดูสิว่าท่านทำอะไรลงไป”

            เยี่ยนหุยนวดข้อมือเบาๆ เหลือบมองเพลิงอัคคีตรงหน้าประตูขุนเขา ชั่วขณะที่นางกำลังจะดับเปลวเพลิงนั้น จู่ๆ ค่ายกลหิมะก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับสลายเปลวเพลิงที่โหมอยู่ตรงหน้าจนมอดดับไปในพริบตา

            แสงสีขาวสว่างวาบ ปรากฏร่างของเซียนในชุดสีขาวใบหน้าเคร่งขรึม เสื้อตัวหลวมกว้างถูกสายลมแห่งขุนเขาพัดโบกจนสะบัดพลิ้ว ดูน่าเกรงขาม จื่อเยว่ร้องไห้เสียงดังพลางตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว นางวิ่งโซเซไปคุกเข่าข้างกายของเซียนผู้นั้นแล้วร่ำไห้ไม่หยุด

            สายตาของเซียนผู้นั้นหันมาจับจ้องร่างของเยี่ยนหุย

            เพียงสบกับสายตาเย็นชา เยี่ยนหุยก็รู้ดีแก่ใจว่าอาจารย์กำลังตำหนิการกระทำเมื่อครู่ของนางโดยไม่คิดให้อภัย

            หากเป็นเมื่อก่อน สายตาคู่นี้คงทำให้นางหวาดผวาไปได้หลายคืน แต่บัดนี้ ระหว่างนางกับเซียนตรงหน้าหมดสิ้นคำว่าอาจารย์และศิษย์กันแล้ว แม้ว่านางจะอ้อนวอนหรือนั่งโขกศีรษะรับผิด ก็มิอาจเปลี่ยนจากร้ายให้กลายเป็นดีได้

            เยี่ยนหุยเบ้ปาก “หลิงเซียวเจินเหริน ข้ามิใช่คนของเขาเฉินซิงอีกต่อไป จากนี้ขอท่านได้โปรดควบคุมลูกศิษย์ให้ดี อย่าปล่อยให้มาเกะกะระรานข้าอีก มิเช่นนั้นจะหาว่าข้าไม่เตือน... ลาก่อน”

            สิ้นคำกล่าวลา เยี่ยนหุยก็สะบัดแขนเสื้อ หันหลังให้กับประตูขุนเขาอันยิ่งใหญ่ นางก้าวเท้าเดินลงจากบันไดหินยาวสุดลูกหูลูกตาทีละขั้น ฝ่ากระแสลมแรงที่โบกสะบัดมาจากเส้นขอบฟ้าแสนงาม มุ่งหน้าลงสู่โลกมนุษย์

            นางจากไปโดยไม่คิดอาลัยอาวรณ์ต่อสรรพสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง

ตอนที่ 2

             ออกจากสำนักมาได้สิบกว่าวันแล้ว

            ยังคงมีสองสิ่งที่ทำให้เยี่ยนหุยรู้สึกเศร้าใจ นั่นก็คืออาหารฝีมือเจ้าอ้วนจาง และเงินในกระเป๋า

            นางถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่เล็กว่าความจนนั้นน่ากลัว แม้จะถูกทำให้ลืมเลือนไปบ้าง ด้วยเมื่อตอนหลิงเซียวรับนางเป็นศิษย์ทางสำนักได้เลี้ยงดูนางมาเป็นอย่างดี ทว่านางก็ยังคงรังเกียจความหิวโหยอยู่นั่นเอง ที่ผ่านมาจึงพยายามเก็บหอมรอมริบให้ได้อย่างน้อยเดือนละหนึ่งตำลึง

            ครั้นเมื่อโชคชะตาฟ้ากลั่นแกล้งให้เยี่ยนหุยต้องถูกเนรเทศออกจากสำนัก ซ้ำร้ายข้าวของเงินทองที่เพียรสะสมไว้หรือแม้กระทั่งกระบี่คู่ใจก็ถูกริบเอาไปหมด เวลานี้ความสิ้นหวังถาโถมใส่ไม่หยุด นางร้องตะโกนเสียงดังลั่น “หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้วโว้ย! ขอซาลาเปาสักลูกจะได้ไหม!”

            ยังมิทันสิ้นเสียงครวญ สายตาของเยี่ยนหุยก็สะดุดเข้ากับป้ายประกาศภารกิจยุทธภพ

            นางรีบพาร่างอันซูบเซียวเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าป้ายที่บ่าวไพร่ของเศรษฐีตระกูลหนึ่งนำมาติดประกาศไว้ เยี่ยนหุยกวาดสายตาอ่านข้อความอย่างตั้งใจ

            “ตามหาสมบัติประจำตระกูลที่ถูกปีศาจงูอายุกว่าร้อยปีแย่งชิงไป”

            “เงินรางวัลน่ะหรือ? อืม... แปดสิบตำลึงทอง”

            ปะ แปดสิบตำลึง...ทอง!

            “เงินจำนวนนี้ ข้าสามารถจ้างคนแบบเจ้าอ้วนจางได้เป็นโหลเลยทีเดียว จากนี้ไปข้าจะไม่ต้องทนหิวอีกแล้ว” สายตาของเยี่ยนหุยเปล่งประกายเจิดจ้า นางยื่นมือไปกระชากป้ายประกาศลงมาโดยไม่รีรอ ในใจเบิกบานเมื่อนึกถึงครั้งที่ไปช่วยอาจารย์ปราบปีศาจเถาวัลย์อายุกว่าพันปีได้แบบไม่ทุลักทุเลนัก เยี่ยนหุยหยิบป้ายภารกิจขึ้นมาอ่านซ้ำอีกรอบหนึ่ง พลางขยับปากล้อเลียน “ปีศาจงูยักษ์--อายุกว่าร้อยปี--ผู้เปี่ยมไปด้วยไอสังหาร... หึหึ”

            เมื่อหยิบยืมเงินจากสหายตรงเชิงเขาได้พอที่จะซื้อกระบี่ไม้ท้อมาหนึ่งเล่ม เยี่ยนหุยก็พุ่งตรงเข้าป่าอย่างกระตือรือร้น

 

            ล่วงเข้าวันที่แปด

            ในป่าแห่งนี้ กระทั่งลิงที่แลดูฉลาดหน่อยก็ยังไม่อาจเห็นได้เลยสักตัว!

            เยี่ยนหุยเดินซังกะตายกวัดแกว่งดาบเล่นไปมาท่ามกลางขุนเขาที่ปราศจากพลังชีวิตใดๆ นางถอนใจนึกสมเพชเจ้าปีศาจงูยักษ์ที่ดั้นด้นเข้ามาบำเพ็ญเพียรอยู่ในสถานที่ทุเรศทุรังเช่นนี้

            ใกล้เที่ยงท้องก็เริ่มหิวอีกครั้ง เยี่ยนหุยผู้สิ้นหวังกระแทกตัวนั่งลงบนรากไม้ใหญ่ ในสมองตอนนี้นึกถึงแต่เจ้าอ้วนจางคนดี! ทันใดนางก็รู้สึกว่ารากไม้ที่นั่งทับอยู่ขยับได้... ขยับราวกับมันมีชีวิต

            เยี่ยนหุยหยุดชะงัก พยายามตั้งสติขณะก้มลงมองปลายเท้าของตนช้าๆ “นี่มัน... เกล็ดงูชัดๆ!”

            ชั่วขณะที่จ้องมอง นางก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นไอปีศาจแรงกล้าที่กำลังก่อตัวขึ้นทางด้านหลัง ไม่ทันได้ตั้งตัว อสรพิษร้ายตัวหนาเท่าถังน้ำก็ถลึงดวงตาแดงก่ำสีเลือดพลางแลบลิ้นใส่อย่างดุร้าย

            เยี่ยนหุยดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว รีบชักกระบี่ไม้ท้อบนหลังออกมาตั้งรับ ถึงจะถูกหางของปีศาจงูบีบรัดร่างกายจนแทบจะแหลกเหลว แต่นางก็ไม่ได้ตื่นกลัว กลับร่ายอาคมใส่กระบี่ไม้แล้วแทงสวนเข้าไปในปากอสรพิษยักษ์ทันที

            โชคไม่ดีนักกระบี่ของเยี่ยนหุยถูกเจ้าปีศาจงูกลืนเข้าไปอย่างง่ายดาย ยังดีที่ดึงมือกลับมาได้ทัน มิเช่นนั้นนางอาจกลายเป็นอาหารเย็นของมันไปแล้ว!

            เยี่ยนหุยโกรธจัด “เจ้าไม่เห็นแก่ข้าบ้างเลย กระบี่นี่ข้ายืมเงินคนอื่นซื้อมานะ!”

            ปีศาจงูมีหรือจะสนใจคำตัดพ้อ มันใช้ลำตัวอวบๆ พันร่างหญิงสาวรอบแล้วรอบเล่า กล้ามเนื้อทั้งตัวของมันบีบรัดแน่นหวังเพียงให้เยี่ยนหุยขาดใจตาย

            ด้วยความเจ็บใจที่มีอยู่ท่วมท้น เยี่ยนหุยเปล่งเสียงทุ้มต่ำในลำคอ เร่งพลังเฮือกสุดท้ายออกมาทำให้รอบกายเกิดระเบิดอานุภาพรุนแรง กระแทกร่างของเจ้าปีศาจงูยักษ์จนกระเด็นออกไปไกล

            มันบาดเจ็บสาหัส เลื้อยวนสะเปะสะปะไปมาอยู่สองรอบหวังจะหลบหนี เยี่ยนหุยไหวตัวทันจึงรีบกระโดดขึ้นไปนั่งคร่อมหลังของมันเอาไว้ สองขาหนีบแน่นตรงตำแหน่งเจ็ดนิ้วจากหลังหัว นางใช้สองมือกอดหัวของปีศาจงูเอาไว้แน่น จากนั้นก็ใช้ฝ่ามือสะกดพลังตบลงบนหลังหัวของมันอย่างแรงสองครั้ง “คายซะ... คาย… คายกระบี่ของข้าออกมา!”

            ปีศาจงูร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด มันเชิดหัวขึ้นหวังสะบัดเยี่ยนหุยให้หลุดพ้นจากร่าง แต่ก็ไม่สำเร็จ กลายเป็นเปิดโอกาสให้เยี่ยนหุยที่กำลังโกรธเกรี้ยวสุดขีด ตบหัวและบีบลำคอของมันอย่างแรงอีกครั้ง จนในที่สุดเจ้างูก็ยอม ‘ขาก’ แล้วคายกระบี่ไม้ท้อห่วยๆ ของนางออกมา

            เยี่ยนหุยพลิกตัวลงมาเก็บกระบี่ ปีศาจงูรีบฉวยโอกาสนี้หลบหนี แต่ก็ไม่สำเร็จอีกตามเคย มันโดนเยี่ยนหุยตวัดกระบี่ไม้ท้อแทงทะลุเกล็ด ตรึงหางเอาไว้กับพื้นอย่างแม่นยำ

            อสรพิษยักษ์สะบัดหน้าไปมา ร้องโหยหวนจนฝูงนกแตกรังไปคนละทิศละทาง

            เยี่ยนหุยเป่าลมออกจากปาก ยืดตัวตรง ใช้มือปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าแล้วก้าวไปยืนตรงหน้าปีศาจงูที่กำลังขดตัวแน่นด้วยท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง “เอาล่ะ จะยอมแพ้ได้หรือยัง?”

            ปีศาจงูเจ็บจนหางสั่นระริก

            เยี่ยนหุยนั่งยองๆ ลงกับพื้น “เราไม่เคยมีความแค้นต่อกัน ข้าไม่อยากจะปลิดชีวิตเจ้า ขอเพียงเจ้าบอกกับข้าว่า สมบัติประจำตระกูลโจวที่เจ้าขโมยมาคืออะไร? แล้วส่งคืนให้ข้า เจ้าจะรอดชีวิต”

            “เจ้าต้องการอะไรกันแน่?” ในที่สุดปีศาจงูก็ยอมเปิดปาก เสียงนั้นเป็นเสียงของชายหนุ่มที่ไพเราะอย่างไม่น่าเชื่อ “ตระกูลโจวจ้างวานเจ้าให้มาหาสมบัติรึ? ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้เงินเจ้ามากกว่าเขาสามเท่า...เอาหรือไม่”

            อะ... อะไรนะ

            งูรู้จักติดสินบน!

            ซ้ำยังใจป้ำเสียด้วย! สามเท่า... เอาไปซื้อเจ้าอ้วนจางได้ตั้งหลายโหล!

            เยี่ยนหุยนิ่งอึ้งไป มิใช่เพราะกำลังคิดว่าจะยอมรับเงื่อนไขของปีศาจงูดีหรือไม่ แต่เพราะนางกำลังคิดว่าเงินรางวัลของตระกูลโจวคูณสามจะเท่ากับเท่าไร... ไม่ทันที่นางจะได้อวดความสามารถอันน่าเวทนาทางด้านการคำนวณ ปีศาจงูก็แสดงธาตุแท้ออกมา

            มันสะบัดตัวอย่างแรง หางที่ถูกตรึงไว้กับพื้นฟาดเข้าใส่เยี่ยนหุยประหนึ่งจะแยกร่างนางเป็นสอง

            หญิงสาวมึนงงอยู่ชั่วขณะ ทันใดนั้น กระแสลมวูบหนึ่งก็แล่นผ่านใบหูของนางไปอย่างรวดเร็ว บังเกิดความรู้สึกเจ็บแปลบที่ศีรษะเข้าแทนที่ ร่างทั้งร่างตกกระแทกลงกับพื้น

            นางตะเกียกตะกายลุกขึ้น ใบหน้าอาบไปด้วยเลือด ไม่ทันตั้งตัวเจ้าปีศาจงูก็จู่โจมเข้ามากัดคอซ้ำอีก!

            เยี่ยนหุยรู้สึกถึงความเจ็บปวดจากการถูกฝังเขี้ยวพิษตรงซอกคอ ร่างของนางหมดความรู้สึกไปแล้วครึ่งหนึ่ง “เจ้า… คุย… กับลูกค้า... แบบนี้รึ!” เยี่ยนหุยกัดฟันแน่น รวบรวมอาคมไว้ที่ปลายนิ้วทั้งสิบ ไม่นาน... อัคคีพลังเวทก็ลุกวาบ โอบล้อมทั่วทั้งร่างของปีศาจงูยักษ์ราวกับทะเลเพลิง

            “เจ้าเด็กนี่รู้อาคมควบคุมเพลิงรึ!” ไฟแห่งเวทร้อนแรงเผาผลาญจนปีศาจงูร้องโหยหวน มันเจ็บปวดทรมานจนมิกล้าตอแยเยี่ยนหุยอีก พอได้จังหวะก็รีบหลบหนีไปทั้งๆ ที่ยังมีเปลวเพลิงลุกโชนทั่วร่าง พริบตาเดียวก็หายลับเข้าไปในป่า

            “ข้าไม่ควรที่จะละโมบเลยจริงๆ... เงินรางวัลสามเท่าหายไปแล้ว ตอนนี้แม้แต่เงินรางวัลเดิมก็เอามาไม่ได้!”

            หัวใจของเยี่ยนหุยหลั่งเลือดด้วยความแค้น นางกุมบาดแผลเอาไว้แล้วใช้อาคมหยุดเลือด อาคมมิอาจยับยั้งพิษของปีศาจงูที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ เสี้ยวอึดใจถัดมาหัวใจของนางก็เต้นเร็ว เร็วจนเหมือนฝีเท้าม้าที่กำลังห้อตะบึง ทั้งร่างของนางร้อนรุ่มดังไฟแผดเผา

            เยี่ยนหุยรู้สึกกระหายน้ำมากจนต้องรีบไปเสาะหาแหล่งน้ำโดยมิได้สนใจเลยว่า การเคลื่อนไหวอาจทำให้พิษกระจายตัวเร็วกว่าเดิม

            นางร่ำเรียนอาคมสายอัคคีมาตั้งแต่เด็ก ร่างกายจึงอดทนต่อความร้อนได้มากกว่าผู้อื่น ทว่าความร้อนครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ มันปวดแสบปวดร้อนยิ่งกว่าตอนที่ถูกคุมขังเอาไว้ในถ้ำเปลวอัคคีเสียอีก

            เยี่ยนหุยเดินโซซัดโซเซไปตามทางโดยไร้จุดหมาย ในที่สุด นางก็เห็นลำธารเล็กๆ ไหลเชี่ยวอยู่เบื้องหน้า

            เหมือนมองเห็นความหวัง ร่างกายกลับมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันใด เยี่ยนหุยผลีผลามพุ่งลงไปยังแอ่งน้ำเบื้องหน้าอย่างอดใจไม่อยู่ นางไม่ทันสังเกตตะไคร่หนาที่เกาะบนโขดหิน

            ตูม! นางลื่นไถลตกลงไปทั้งตัว ทว่าน้ำเย็นเยียบมิอาจบรรเทาความร้อนรุ่มในร่างได้แม้แต่น้อย นางโผล่ศีรษะขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อหายใจ ดวงตาถูกความร้อนในร่างแทรกซึมจนพร่ามัวจนมองอะไรแทบไม่เห็น

            สมองหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ เยี่ยนหุยเหมือนจะเห็นภาพที่อาจารย์พานางกลับไปยังเขาเฉินซิงเมื่อหลายปีก่อนอีกครั้ง

            นางยกมือขึ้นคลำบริเวณลำคอแล้วกำจี้เอาไว้แน่น จี้อันนี้คือเศษปิ่นหยกที่นางเก็บเอาไว้ในวันที่จากเขาเฉินซิงมา

            ชั่วขณะนั้น เยี่ยนหุยคล้ายจะมองเห็นเซียนผู้สูงส่งในชุดสีขาวเปล่งประกาย กำลังใช้ปิ่นของตนเกล้าผมกระเซอะกระเซิงให้นาง น้ำเสียงอ่อนโยนเปี่ยมเมตตาก้องอยู่ที่ข้างหูว่าเขาคืออาจารย์ และนางไม่ต้องกลัวว่าจะถูกผู้อื่นรังแก ไม่ต้องทนหิว ไม่ต้องร่อนเร่พเนจรอีกต่อไป

            แต่ดูนางในตอนนี้สิ...

            สภาพทุลักทุเลราวกับถูกราดรดด้วยเลือด!

            ท่ามกลางความมึนงง สมองของเยี่ยนหุยพลันผุดความทรงจำต่างๆ ขึ้นมามากมาย แต่ภาพทุกภาพมีอันต้องถูกตัดบทด้วยสำเนียงท้องถิ่นแปลกๆ ฟังไม่ถนัดหูนัก

            “นี่มันผู้หญิงนี่!”

            “มาจากไหนกัน? ทำไมถึงมาอยู่ในน้ำได้?”

            “ไม่รู้สิ คงถูกน้ำซัดมาจากภูเขา เรารีบเก็บนางขึ้นมา แล้วเอาไปขายเถอะ”

            “ใช่ๆๆ เอาไปขายเป็นเมียให้หลานปัญญาอ่อนของยายเฒ่าบ้านเซียวดีกว่า”

            “ใช่ๆๆ...”

            ดะ...เดี๋ยวก่อนนะ!

            หลานปัญญาอ่อนอะไร! เป็นเมียอะไร! ใช่ๆๆ อะไรกัน!

            อย่ามาตัดสินใจแทนคนอื่นง่ายๆ แบบนี้สิ

            เยี่ยนหุยยังไม่ทันขยับปากปฏิเสธ คนบนฝั่งก็ใช้ไม้กระแทกลงมา เฉี่ยวพลาดไปโดนศีรษะ ทำให้นางสลบไปทันที จากนั้นก็ไม่รับรู้อะไรอีก

            ตอนที่เยี่ยนหุยฟื้นคืนสติ นางเห็นหลังคาที่มีรูโหว่จนแสงสว่างลอดผ่านเข้ามาได้ พอขยับตัวก็พบว่ามือเท้าถูกมัดเอาไว้

            ตลกสิ้นดี เชือกเส้นแค่นี้หรือที่จะใช้กำราบคนอย่างเยี่ยนหุย? คิดว่าหลายปีที่อยู่ในสำนักเซียนข้ากินแต่อาจมเช่นนั้นรึ!

            เยี่ยนหุยแค่นเสียงดูแคลน พร้อมกระชากแขนอย่างแรง...

            แต่ก็ต้องนิ่งอึ้งไป

            หรือ... หรือว่าหลายปีที่ผ่านมา นางกินแต่อาจมจริงๆ?

            ถึงได้กระชากไม่หลุด!

            นางออกแรงมากขึ้น กระทั่งนิ้วเท้าก็ออกแรงจนเกร็งไปหมด แต่ก็กระชากไม่หลุด...

            เยี่ยนหุยตกใจนัก นางรีบทดสอบพลังในร่าง ไม่นานเหงื่อเย็นเยียบก็ซึมออกมาเต็มแผ่นหลัง

            ตบะของนาง ปราณในร่างของนาง... หาย... หมด... เกลี้ยง... ในชั่วข้ามคืน!

            ระหว่างที่เยี่ยนหุยกำลังตื่นตระหนก หญิงชราใบหน้าเหี่ยวย่นดวงตาขุ่นมัวผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาในห้อง ยายแก่ใช้มือลูบคลำใบหน้าของนาง “จับดูก็รู้ว่าผิวพรรณดี ช่างเปล่งปลั่งยิ่งนัก”

            เยี่ยนหุยขยับหลบ หญิงชราก็ไม่ได้ลูบคลำต่อ ดวงตาขุ่นมัวทั้งคู่หรี่ลงเล็กน้อย “ต้าฝูคงจะชอบ”

            “ต้องชอบแน่ๆ”

            เสียงแหลมเล็กของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นที่ด้านข้าง เยี่ยนหุยหันไปมองพบว่าข้างกายมีสตรีวัยกลางคนสวมเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดผู้หนึ่งยืนอยู่ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “สามีของข้างมนางขึ้นมาอย่างยากลำบาก เสื้อผ้าเปียกปอนไปหมด ถ้าพลาดอีกนิดคงพลัดตกน้ำไปแล้ว ท่านซื้อนางไปในราคานี้ ไม่ขาดทุนหรอก”

            แม่เฒ่าเซียวพยักหน้า “คงต้องรบกวนอาสะใภ้บ้านโจว ช่วยดูแลภรรยาผู้นี้ให้ต้าฝูของข้าด้วย”

            เยี่ยนหุยนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งถึงได้เข้าใจ นางถูกผู้อื่นเก็บมาขายเสียแล้ว!

            นึกถึงตอนที่นางลงจากเขามาตัวเปล่า นางยังตัดใจขายตัวเองไม่ได้เลย คนเหล่านี้เป็นใครถึงกล้ามาตัดสินใจแทน!

            เยี่ยนหุยโมโหนัก นางยกเท้าทั้งสองขึ้นถีบนางโจวซื่อเต็มแรงจนอีกฝ่ายเกือบล้ม

            “โอ๊ย!” นางโจวซื่อหันมาถลึงตาใส่เยี่ยนหุยด้วยความตื่นตระหนกแกมโกรธเคือง “เจ้ากล้าถีบข้า!”

            “เจ้ากล้าขายข้า เหตุใดข้าจะไม่กล้าถีบเจ้า บอกมา! ขายข้าไปเท่าไร!”

            สตรีนางนั้นกระตุกยิ้มด้วยความโมโห “ฮึ มาจนถึงขนาดนี้แล้วยังเป็นห่วงเรื่องพรรค์นี้ เจ้าทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ”

            แม่เฒ่าเซียวที่ยืนอยู่ข้างๆ ร้องถามด้วยความร้อนใจ “แม่นางน้อยตื่นแล้วหรือ?”

            “ตื่นแล้ว แก้มัดซะ ปล่อยข้าไป”

            “ปล่อยไปอะไรกัน” นางโจวซื่อร้องตำหนิ “ท่านยายเซียวเห็นเจ้าตัวคนเดียวน่าสงสาร ไม่รู้ว่าทำไมถูกน้ำซัดมาถึงที่นี่ก็เลยคิดจะรับเจ้าเป็นหลานสะใภ้ จะได้มีผู้ชายคอยเลี้ยงดูไม่ดีรึ!”

            “ฮึ ข้าอยู่ตัวคนเดียวก็จริง แต่ใครบอกว่าข้าต้องการให้ผู้ชายมาเลี้ยงดู” เยี่ยนหุยไม่พอใจ “แก้เชือกให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ!”

            “ปากคอเราะรายจริงๆ” นางโจวซื่อวิ่งไปที่ประตูแล้วโบกมือเรียก ไม่นานนักชายร่างกำยำสองคนก็เดินเข้ามาคว้าแขนของเยี่ยนหุยไว้คนละข้าง

            เยี่ยนหุยพยายามดิ้นรนแต่ก็ดิ้นไม่หลุด นางจึงยอมอยู่เฉยๆจ้องมองนางโจวซื่อด้วยสายตาเย็นชา

            นางโจวซื่อยิ้ม กล่าวกับแม่เฒ่าเซียว “ท่านยายเซียว วางใจเถิด แม่นางคนนี้ออกจะพยศอยู่บ้าง ข้าทำการค้ามาหลายปีย่อมมีวิธีจัดการเดี๋ยวข้าจะเอานางไปขังไว้ที่ห้องเก็บฟืนให้ก่อนแล้วกัน”

            เยี่ยนหุยยิ้มอย่างรู้ทัน... ก็แค่ลูกไม้เดิมๆ ของพวกค้ามนุษย์

            ชายฉกรรจ์ทั้งสองลากตัวเยี่ยนหุยออกไป ถึงนางจะไม่มีอาคม แต่ร่างกายยังใช้การได้ดีมาก ขยับใบหูครั้งเดียวก็ได้ยินนางโจวซื่อที่อยู่ในห้องกล่าวกับแม่เฒ่าเซียวว่า “เอ้า! นี่ยา พอนางได้กินเข้าไปแล้วก็จะไร้เรี่ยวแรง หมดหนทางหนี ท่านแค่ผสมยากับอาหารเย็น แล้วค่อยให้อาฝูนำไปให้นาง หากนางระแวงขัดขืนไม่ยอมกิน ท่านก็ปล่อยให้อดสักสองสามมื้อ ผู้หญิงส่วนใหญ่เจอไม้นี้เข้าไป ต่อให้รู้ว่าในอาหารมียาก็เถอะ ยอมสู้อดทนกินเพื่อรักษาชีวิตทั้งนั้น ทว่านังคนนี้ ข้าดูแล้วออกจะร้ายกาจอยู่สักหน่อย ท่านคงต้องรอให้นางหิวจนตาลายเสียก่อน ค่อยผสมยาในข้าวต้มให้กินนะ...”

            เยี่ยนหุยตื่นตระหนกแต่ก็จนใจ เพราะคงทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากยินยอมให้ชายฉกรรจ์สองคนลากตัวเข้าไปในห้องเก็บฟืน ทั้งสองโยนนางไปที่กองฟางพลางข่มขู่ “หากไม่อยากลำบากก็ยอมเสียดีๆ เข้ามาในหมู่บ้านนี้แล้ว นอกจากคนตายก็ยังไม่เคยมีใครหนีรอดออกไปได้ ยอมรับชะตากรรมเสียเถอะ!”

            กล่าวจบก็กระแทกประตูห้องเก็บฟืนที่มีสภาพผุพังดัง ‘ปัง’

            เยี่ยนหุยนั่งอยู่บนกองฟางขยับตัวให้อยู่ในท่าที่สบายขึ้น นางกวาดตามองรอบด้านแล้วหันกลับมามองเชือกที่มัดอยู่บนมือและเท้าของตัวเอง พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า

            ดีแค่ไหนแล้วที่จื่อเยว่ไม่ได้มาเห็นสภาพน่าอเนจอนาถของนางในตอนนี้!!!

            แม่เฒ่าเซียวเชื่อคำของนางโจวซื่อ จึงไม่ให้นางกินข้าวตลอดทั้งวันจริงๆ จนกระทั่งถึงตอนที่เยี่ยนหุยสามารถมองเห็นพระจันทร์และดวงดาวผ่านรูโหว่บนหลังคา ท้องของนางก็ร้องไม่หยุด

            เยี่ยนหุยถอนใจ นางขยับกายไปข้างประตูห้องเก็บฟืน ใช้เท้าถีบพลางร้องตะโกน “พวกเจ้าจะเอาอาหารผสมยามาให้ข้ากินมิใช่หรือ! อาหารที่ผสมยาอย่างไรเล่า! ไหนบอกว่าจะป้อนข้า! รู้จักรักษาสัจจะเสียบ้างสิ! หิวจะตายอยู่แล้ว!”

            นางร้องตะโกนเสียงดังจนฝุ่นบนหลังคาร่วงลงมาเปรอะจมูก ทำให้จามออกมาติดๆ กันหลายครั้ง

            ในขณะที่นางกำลังจามอยู่นั้น ประตูห้องเก็บฟืนก็ส่งเสียงดัง ‘เอี๊ยด’ แล้วเปิดออก

            แสงจันทร์ส่องให้เห็นร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู

            เยี่ยนหุยมองร่างผอมซูบตรงหน้าด้วยอาการตกตะลึง ผ้าป่านเนื้อหยาบที่สวมอยู่บอกให้รู้ว่าเขามีฐานะยากจนเพียงใด ทว่าใบหน้าที่ถูกอาบไล้ด้วยแสงจันทร์กลับงดงามอย่างน่าประหลาด

            ถูกแล้ว... งดงาม

            โดยเฉพาะดวงตาที่เปล่งประกายราวกับแสงของดวงดาว

            ตึกตัก...

            ชั่วขณะที่สบตากัน เยี่ยนหุยรู้สึกว่าหัวใจของนางเต้นแรงราวกับหมาป่าที่หลุดออกจากกรงขัง

            ตึกตัก! ตึกตัก!

            หัวใจเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ หรือจะเป็นเพราะว่านาง... เกิดรักแรกพบเข้าเสียแล้ว?

ตอนที่ 3

            หัวใจที่เต้นระรัว ทำให้เยี่ยนหุยไม่อาจละสายตาไปจากชายหนุ่มผู้นี้ได้

            ขณะที่นางกำลังพยายามตั้งสติอยู่นั้น เขากลับจ้องมองมาที่นางอย่างสนอกสนใจ

            ถ้าจำไม่ผิด ก่อนหน้านี้นางทั้งตกน้ำ ทั้งถูกจับโยนกลิ้งไปบนกองฟาง สภาพน่าอนาถใจนัก... เขายังจะมีใจให้นางได้อีกหรือ?

            เยี่ยนหุยที่กำลังเขินอายอย่างหนัก พลันสะดุดเข้ากับแววตาที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ท่าทางของเขาที่จ้องมองนางราวกับเหยี่ยวที่จ้องจะตะครุบกระต่ายน้อยผู้น่าสงสาร

            “นี่” เสียงกระแทกกระทั้นของเยี่ยนหุยทำให้เขาตื่นจากภวังค์ ชายหนุ่มกะพริบตาถี่ๆ แล้วเบนหน้าหลบไปอีกทาง

            “เจ้าเป็นหลานของแม่เฒ่าเซียวรึ?”

            จะว่าไปแล้ว ชายหนุ่มผู้นี้อายุน่าจะราวๆ ยี่สิบห้าปี ร่างกายผ่ายผอม ใบหน้าซีดเซียว แลเหมือนคนที่ล้มป่วยมานาน แววตาหรือก็ช่างสงบนิ่งเยือกเย็นแตกต่างจากเมื่อครู่ที่เห็นโดยสิ้นเชิง

            ชายหนุ่มไม่สนใจคำพูดของนาง เอาแต่หลุบตามองสิ่งของที่อยู่ในมือ จู่ๆ เขาก็เดินมานั่งยองๆ ตรงหน้า จากนั้นค่อยๆ บรรจงเรียงชามลงบนพื้นจนครบสามใบ

            ท่าทางไม่เหมือนคนปัญญาอ่อนสักเท่าไรนี่ ออกจะยียวนกวนประสาทเสียด้วยซ้ำ!

            “นี่…” นางร้องทักอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันจบประโยค เขาก็ลุกขึ้นหันหลังรีบเดินออกจากห้องไป

            เยี่ยนหุยนิ่งอึ้งด้วยความงุนงง สายตาพลันสะดุดเข้ากับชามใส่น้ำข้าว ผักดอง และหมั่นโถวที่ถูกวางอยู่บนพื้น นางรีบตะโกนเรียกชายหนุ่มด้วยความร้อนใจ “อาหารนี่ เจ้าวางไว้ให้หนูมากินรึ! ก็เห็นอยู่ว่าข้าถูกมัด”

            เขาชะงักเท้า ยืนนิ่งอยู่สักพัก ก็เดินกลับมานั่งยองๆ ตรงหน้าของเยี่ยนหุยอีกครั้ง จัดการยกชามน้ำข้าวขึ้นจ่อที่ปากของนาง เยี่ยนหุยที่หิวแทบบ้าก้มหน้าลงดื่มน้ำข้าวจนหมดเกลี้ยงในพริบตา จากนั้นก็ร้องสั่งแบบไม่เกรงใจ “เอาหมั่นโถวห่อผักดองให้ด้วยสิ!”

            ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยอมทำตามคำสั่งอย่างว่าง่ายเขาเอาหมั่นโถวมาห่อผักดองแล้วป้อนใส่ปากให้นาง

            เยี่ยนหุยงับหมั่นโถวและกลืนมันลงท้องอย่างมูมมาม พอมีอาหารตกถึงท้องสติก็เริ่มฟื้นคืน... นางเหลือบตาไปมองชายหนุ่มชาวบ้านผู้แสนจะธรรมดา สีหน้าสงบนิ่งเรียบเฉย ท่าทางสุขุมเยือกเย็น ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะใช่คนปัญญาอ่อน ยิ่งประกายในแววตาเมื่อแรกพบยิ่งทำให้นางอดสงสัยในตัวเขาไม่ได้

            แม้จะระแวงเพียงใด เยี่ยนหุยก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า หน้าตาที่ไร้อารมณ์ของเขา ช่างแฝงไว้ด้วยเสน่ห์ชวนให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล สำหรับนาง เขารูปงามยิ่งกว่าบรรดาศิษย์พี่และศิษย์น้องบนเขาเฉินซิงซะอีก

            หลอกไปขายซ่องดีหรือไม่!

            “อะแฮ่ม” เยี่ยนหุยกระแอม “มีใครบอกเจ้าหรือไม่? ว่ายายของเจ้าซื้อข้ามาจากพวกค้ามนุษย์สารเลว เพื่อให้มาเป็นเมียของเจ้าน่ะ”

            ไม่มีเสียงตอบรับ ชายหนุ่มก้มหน้าก้มตาจัดแจงอาหารที่เหลืออยู่ในชามตรงหน้าโดยไม่แยแสผู้ถาม

            “จะว่าไปแล้ว ข้าก็ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำอะไรหรอกนะ หากว่าเจ้าช่วยแก้มัดแล้วปล่อยข้าไปเสีย ข้าก็จะไม่ถือสาหาความกับท่านยายผู้เป็นที่รักยิ่งของเจ้า ถือว่าเป็นการช่วยเหลือไม่ให้นางต้องถูกฟ้าผ่าตายอย่างน่าเวทนา เพียงเพราะการกระทำอันเลวร้ายสิ้นลูกสิ้นหลานในครั้งนี้”

            ชายหนุ่มเมินเฉยต่อคำพูดของนาง ยังคงก้มหน้าก้มตาเก็บกวาดถ้วยชามที่อยู่ตรงหน้าต่อไป

            “นึกว่าจะแค่ปัญญาอ่อน นี่ยังบ้าใบ้หูหนวกอีกรึ ถ้ายังไม่อยากให้ทุกคนในหมู่บ้านนี้มีเคราะห์ จงอ่านปากของข้าซะนะ!” เยี่ยนหุยตวาดด้วยความโมโห “ข้า... เยี่ยนหุย บำเพ็ญตนเพื่อเป็นเทพเซียนอยู่บนเขาเฉินซิงมาช้านาน ยามนี้ต้องลงจากเขามาตามไล่ล่าปีศาจงูยักษ์อายุนับร้อยปี มันถูกข้าทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ซ้ำยังหนีไปได้ไม่ไกลจากที่นี่นัก ไม่แน่ว่าอาจจะแอบอยู่ในซอกมุมใดของเขาถงหลัว หรือแม้กระทั่งแปลงกายเป็นใครสักคนในหมู่บ้านของเจ้า คอยสูดกลิ่นอายของเหล่ามนุษย์หน้าโง่เพื่อฟื้นฟูพละกำลังและเยียวยาบาดแผล ถึงตอนนั้น เมื่อมันเริ่มออกอาละวาดอีกครั้ง เจ้าอย่าหาว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกัน!”

            ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาของเขาทอประกายขึ้นวูบหนึ่ง จากนั้นก็ก้าวเดินออกไปราวกับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

            ท่าทางเฉยชาไม่แยแสต่อสิ่งใดของเขา ยิ่งโหมให้ไฟโทสะที่นางพยายามสะกดกลั้นไว้นั้นลุกโชนขึ้นมาทันที เยี่ยนหุยตบะแตก นางตะโกนใส่อีกฝ่ายด้วยความโมโห “เจ้าคนบ้าใบ้หูหนวกปัญญาอ่อน อยากจะฆ่าเสียให้ตาย!”                     

            ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้เหมือนเคย เยี่ยนหุยตะโกนใส่เขาอีกครั้ง “หมั่นโถวอีกครึ่งลูกนั่นของข้า เอาคืนมานะ”

            ชายหนุ่มชะงักเท้า นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เดินกลับมานั่งยองๆ ตรงหน้านางอีกครั้ง แล้วก็ยื่นมือออกมาป้อนหมั่นโถวใส่ปากให้

            เยี่ยนหุยเหลือบมองใบหน้าของเขา แล้วก็ก้มลงมองที่มือ อ้าปากงับลงไปสุดแรง!

            ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย เขาขยับมือเหมือนตั้งใจจะดึงกลับ แต่กลับเปลี่ยนใจ ปล่อยให้เยี่ยนหุยงับนิ้วโป้งพร้อมหมั่นโถวคาเอาไว้อย่างนั้น

            นางงับนิ้วของเขาไว้แน่น ส่งเสียงอู้อี้แต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น “ป่อย—ข้าปาย--ม่าย--ง้าน--จา--กัด--ให้ขาด--เยย!” จากนั้นก็แหงนหน้าขึ้น เพื่อมองสีหน้าหวาดกลัวของอีกฝ่ายหลังถูกข่มขู่ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น...

            เขาก้มลงมามองนางด้วยสีหน้าสุดแสนจะเรียบเฉยปนรังเกียจ...

            ใช่แล้ว รังเกียจ!

            อย่าว่าแต่เขาจะรังเกียจเลย เยี่ยนหุยยังอับอายจนแทบจะยกภูเขาทั้งลูกมาบัง นางที่ชนะจื่อเยว่ด้วยวิชามารมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ไม่เคยจะใช้วิธีกัดนิ้วข่มขวัญคู่ต่อสู้แบบเด็กๆ เช่นนี้มาก่อน

            แล้วดูตอนนี้สิ...

            เอาเถอะ ไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้อีกแล้ว! เยี่ยนหุยพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยสีหน้าขึงขัง ในใจยอมสละทิ้งซึ่งความเย่อหยิ่งใดๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ พลางตะโกนออกไปอีกครั้งอย่างเด็ดเดี่ยว

            “ข้า—จา—กัด—ห้าย—ขาด—เจงๆ นะ!”

            สิ่งเดียวที่ทำให้นางยังคงรู้สึกยินดีในตอนนี้ก็คือ ที่นี่ไม่มีคนของเขาเฉินซิงอยู่...

            นางทอดถอนใจให้กับความสง่างามของตัวเองในอดีตอย่างอาลัย หลังจากกัดไปได้นานสองนาน ปากก็เริ่มจะเมื่อย น้ำลายบูดไหลย้อยท่วมจนนิ้วโป้งของเขาเริ่มจะเปื่อย เจ้าของนิ้วกลับไม่ส่งเสียงร้องสักแอะ

            เยี่ยนหุยสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดในปาก คงไม่ใช่เพราะฟันหักจากการขย้ำนิ้วโป้งของผู้อื่นเล่นอยู่เป็นแน่ ความสงสัยผุดขึ้นมาในสมองของนางมากมาย ทำไมชายหนุ่มที่ดูบอบบางถึงอดทนต่อความเจ็บปวดได้มากขนาดนี้นะ!

            แล้วที่เล่าขานกันมาจากในตำราว่า ‘นิ้วมือเชื่อมโยงไปถึงหัวใจ’ นั่นจริงหรือ?... ถ้าจริงก็เชื่อมเข้าไปซะสิ! ทำให้เขาเจ็บได้แล้ว!

            เยี่ยนหุยอึดอัดในใจจนแทบจะเอาหัวโขกข้างฝา จู่ๆ มือของชายหนุ่มก็เริ่มขยับ เขาไม่ได้ออกแรงดึงนิ้วให้พ้นจากปากนาง กลับใช้นิ้วอื่นๆ จากมือข้างที่ถูกกัด ลูบไล้ใบหน้าของนางอย่างแผ่วเบา

            เพียงปลายนิ้วสัมผัส เยี่ยนหุยก็รู้สึกถึงความร้อนที่แล่นวาบเข้าสู่หัวใจที่ตอนนี้แข็งชาราวกับถูกฟ้าผ่า

            ตึกตัก!

            หัวใจของนางกลับมาเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง

            “เรื่องอะไรจะปล่อย” ในที่สุดเขาก็ยอมเอ่ยปากพูดกับนางเป็นประโยคแรก! น่าแปลกที่เสียงเขาไพเราะเยือกเย็นดุจธารน้ำไหลผ่านขุนเขา ฟังดูขัดกับอายุเจ้าของเสียจริง

            เยี่ยนหุยตะลึงงัน เผยอปากออกเล็กน้อย

            ชายหนุ่มดึงมือออก เขาเช็ดปลายนิ้วเข้ากับชายเสื้อของนางพลางกล่าวต่อ “ท่านยายไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆ หรอก”

            เยี่ยนหุยกำลังจดจ่อกับประโยคที่เขาพูด ทุกอย่างเกือบเหมือนการตอบโต้กันไปมาตามปกติ จนกระทั่งนางฉุกคิดได้ถึงบางสิ่ง...

            “เจ้ากล้าดีอย่างไร มาเช็ดเลือดบนเสื้อผ้าของผู้อื่น!”

            ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองนาง เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาแฝงไว้ด้วยความดูแคลน “น้ำลายของตัวเองแท้ๆ” กล่าวจบก็ยกชามเดินจากไป

            เยี่ยนหุยมองประตูที่ปิดลงอีกครั้ง ปากบ่นพึมพำ “เจ้านี่ไม่ใช่คนโง่! ไม่โง่แน่ๆ! รู้จักตีฝีปากเสียด้วย”

            ชามเปล่าถูกยกกลับไปที่ห้องครัว ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ผ่านทางหน้าต่าง ยามเมื่อต้องกับแสงจันทร์ แววตาใสซื่อเมื่อสักครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นดำมืด ราวกับหุบเหวลึกที่เต็มไปด้วยปีศาจจากขุมนรกอเวจี

            เขาก้มลงมองแผลที่ถูกกัด มุมปากเผยรอยยิ้มเยือกเย็น “เจ้าต้องเป็นของข้าแล้วล่ะ...”

            หลังจากที่เขาเดินออกไป เยี่ยนหุยก็เริ่มขบคิดถึงชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยปริศนา เนื่องจากตอนนี้นางยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับตัวเขามากนัก จึงปะติดปะต่อเรื่องราวได้ไม่มาก คิดจนปวดหัวสุดท้ายนางก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว

            ไก่จากเล้าฝั่งตรงข้ามห้องเก็บฟืนเริ่มส่งเสียงร้องตั้งแต่ยามโฉ่ว เสียงเอ้กอีเอ้กเอ้กดังรบกวนจนนางนอนไม่หลับ

            ใช่ว่าที่เขาเฉินซิงจะไม่มีไก่ แต่ไก่บนนั้นกว่าครึ่งล้วนเป็นเทพเซียน มียศถาบรรดาศักดิ์ค้ำคอ จึงไม่ปากเปราะชอบร้องขันโหวกเหวกรบกวนโสตประสาทชาวบ้านเช่นนี้

            เยี่ยนหุยพยายามมุดศีรษะเข้าไปในกองฟาง แต่ก็ไม่สามารถปิดกั้นเสียงไก่ขันได้ นางแอบคิดแค้นอยู่ในใจ หากสบโอกาสเมื่อไร จะจับตุ๋นยาจีนกินให้หมดทุกตัวเลย!

            พอฟ้าสาง ความสงบก็มาเยือนอีกครั้ง เยี่ยนหุยตั้งใจจะนอนต่อ กลับถูกมือเหี่ยวหยาบกร้านข้างหนึ่ง ลูบไล้ใบหน้าจนต้องลุกพรวดขึ้นมาด้วยความตกใจ

            นางนั่งขดตัวหลบ พลางจ้องไปยังใบหน้าที่เหี่ยวย่นกับดวงตาขุ่นมัวที่อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกมืดมนทำให้นางอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก เยี่ยนหุยสติหลุดจนเผลอร้องตะโกนออกมา “ไปให้พ้น! ข้าไม่อยากเห็นพวกเจ้า ไม่อยากเห็นพวกเจ้า!”

            เมื่อครั้งที่เยี่ยนหุยยังเด็ก นางหวาดกลัวต่อสิ่งลี้ลับทั้งหลายที่คอยปรากฏอยู่โดยรอบ หากมิใช่เพราะสำนักเฉินซิงรับนางเข้าเป็นศิษย์ และวาดยันต์แปดทิศมอบให้นางเพื่อต่อสู้กับบรรดาผีเล็กผีน้อยที่คอยตามหลอกหลอน อีกทั้งตบะที่นางเพียรพยายามฝึกฝน ทำให้ที่ผ่านมา นางไม่เคยจะต้องหวาดกลัวสัมภเวสีปลายแถวแบบนี้สักเท่าไร

            เยี่ยนหุยพยายามหลับหูหลับตาเอ่ยปากขับไล่อีกครั้ง ทันใดนั้น หูของนางก็แว่วเสียงแหบพร่าของหญิงชรา “แม่นางน้อย ตกใจกลัวข้ารึ?”

            เสียงที่คุ้นหู ทำให้เยี่ยนหุยคืนสติ ร่างตรงหน้าคือแม่เฒ่าเซียว! คนเดียวกับที่ ‘ซื้อ’ นางมาเหมือนสิ่งของนี่เอง!

            เยี่ยนหุยพยายามสะกดกลั้นความตื่นตระหนก พลางใช้น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนเข้าลูบ “ท่านยาย ท่านซื้อข้ามาเป็นหลานสะใภ้ไม่ใช่หรือ ท่านเอาแต่ลูบหน้าข้าแบบนี้... หมายความว่าอย่างไร?”

            แม่เฒ่าเซียวยิ้มดีใจ “ในที่สุด เมียของอาฝูก็มาอยู่บ้านเดียวกับเราแล้ว” แม้แต่รอยยับย่นบนใบหน้าก็ขยับตามสีหน้าของนางจนเผยเป็นรอยยิ้ม เยี่ยนหุยหันมองไปยังหน้าประตูห้องเก็บฟืน เห็นชายหนุ่มผู้มีแววตาใสซื่อ ต่างจากท่าทางยียวนกวนประสาทเมื่อคืน กำลังยืนกอดอกหันหลังให้แสงอาทิตย์ที่สวยงามในยามเช้า

            เยี่ยนหุยกระแอมทีหนึ่ง “ท่านยาย ท่านหาซื้อหลานสะใภ้ด้วยวิธีนี้มันผิดศีลธรรมมากนะ เคราะห์ดีที่เป็นข้า หากเป็นหญิงสาวคนอื่นๆ ที่มิได้หนังหนาทนทานต่อความเจ็บปวดเช่นข้า พวกนางก็อาจจะหมดลมหายใจไปแล้วเป็นแน่ อย่างไรก็ตาม ข้าเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่สามารถจะแต่งงานกับใครได้ หากท่านช่วยเมตตาแก้มัดให้กับข้า ขอเวลาสักสองสามวันให้ร่างกายได้พักฟื้นจนแข็งแรง ข้าจะรีบไปชิงเงินที่พวกค้ามนุษย์นั่นหลอกท่านไป นำกลับมาคืนท่านให้จงได้”

            พูดถึงตรงนี้ แม่เฒ่าเซียวก็ถอนใจแล้วไอสองครั้ง “แม่นางน้อย ข้าเองคงจะอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่นาน การกระทำผิดศีลธรรมครั้งนี้ ขอเจ้าได้โปรดอภัยให้ด้วยเถิด แค่กๆๆๆ”

            เยี่ยนหุยพอจะรับรู้ได้ว่าแม่เฒ่าเซียวผู้นี้เหลือเวลาอีกไม่มากนัก กลิ่นอายแห่งความตายที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอีกฝ่ายนั้นรุนแรงเหลือเกิน รุนแรงจนนางแทบจะหายใจไม่ออก

            “เป็นเพราะที่บ้านไม่มีใครที่จะคอยดูแลอาฝูแทนข้าได้ ข้าจำต้องยอมเอาบั้นปลายชีวิตที่เหลือแลกกับเรื่องผิดศีลธรรมเช่นนี้ แม่นางน้อย เจ้าสงสารข้าเถอะนะ ยอมอยู่ที่นี่เถิด อาฝูเป็นคนซื่อ หากเจ้าทั้งสองได้ทำความสนิทสนมกันแล้ว เจ้าต้องชอบเขาแน่ๆ”

            มุมปากของเยี่ยนหุยกระตุกเมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายเป็น ‘คนซื่อ’

            “ท่านยาย... พวกท่านน่าสงสารข้าเห็นใจยิ่งนัก แต่ท่านจะบังคับฝืนใจให้ใครมาอยู่ร่วมทุกขเวทนา โดยหวังเพียงเพื่อจะให้คนผู้นั้นมาดูแลหลานชายของท่านต่อไป ไม่สู้กราบไหว้วิงวอนขอสวรรค์ได้โปรดเมตตา ประทานอาหารมาให้เขาดำรงชีวิตเสียไม่ดีกว่ารึ”

            หญิงชรานิ่งเงียบไป จากนั้นก็ถอนหายใจพร้อมยื่นมือมาแตะบ่าของเยี่ยนหุย “เย็นนี้ ข้าจะเชิญแขกเหรื่อมาเป็นพยานให้พวกเจ้ากราบไหว้ฟ้าดินกัน”

            อะ...

            เยี่ยนหุยตกใจ นางเบิกตาจ้องเงาหลังของหญิงชราพลางร้องตะโกน “ท่านรู้ชื่อแซ่ วันเดือนปีเกิดของข้าแล้วหรือ? ท่านแน่ใจได้อย่างไร ว่าดวงของข้าจะไม่กินเขา”

            ชายหนุ่มปิดประตูห้องเก็บฟืนด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ชั่วขณะที่ประตูปิดลง เยี่ยนหุยสาบานได้ว่านางเห็นเจ้าคนปัญญาอ่อนอาฝู แอบมองนางผ่านรูช่องประตู มุมปากของเขาแสยะยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นช่างเจ้าเล่ห์และแฝงไปด้วยเจตนาร้าย

            เขา... หัวเราะเยาะนาง?

            เวรเอ๊ย คนทั้งหมู่บ้านในเขาถงหลัวนี่ตาบอดกันหมดรึ! แบบนี้ยังเรียกว่าปัญญาอ่อนเรอะ?

            คนในหมู่บ้านต่างหากที่ปัญญาอ่อน!

            เยี่ยนหุยโมโหนัก นางขยับตัวยกขาถีบประตูอย่างแรงถึงสองครั้ง ถีบพลางร้องตะโกนพลาง “อย่าเพิ่งไป เอาอาหารเช้ามาให้ข้าก่อน!”

ตอนที่ 4

         

            เยี่ยนหุยยังคงถูกขังอยู่ในห้องเก็บฟืนอันแสนจะทรุดโทรม

            ยามพลบค่ำบ้านหลังนี้ก็คึกคักไปด้วยผู้คน แตกต่างจากบรรยากาศของฤดูจำศีลเมื่อตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง

            ‘คึกคัก’ อาจจะดูเกินจริงไปสักหน่อย เท่าที่นางลองเงี่ยหูฟัง

ข้างนอกน่าจะมีราวๆ ยี่สิบคนได้ ถ้าอาคมของนางยังอยู่ พวกนั้นคงได้วิ่งหนีตายแตกกระเจิงกันไปคนละทิศคนละทางเป็นแน่... แต่... ยามนี้นาง

ไม่หลงเหลือปราณในร่างกายเลยแม้แต่น้อย

            เจ้างูบ้า!

            คิดถึงเรื่องนี้ทีไร ภาพของชายปัญญาอ่อนที่ชื่ออาฝู ก็ลอยขึ้นมาตรงหน้าทุกที

            เขาที่แสนจะดูเจ้าเล่ห์สำหรับนาง ทว่าเมื่ออยู่ท่ามกลางพวก

ชาวบ้าน กลับดูโง่ทึ่มน่าสงสารจนไม่อาจนึกกังขา

            เว้นเสียแต่ว่า... จะถูกปีศาจเข้าสิง! เยี่ยนหุยคิดไปมาหลายตลบ พลันนึกขึ้นได้ว่า นอกจากเจ้าปีศาจงูยักษ์ที่นางเพิ่งจะแทงไปเมื่อวันก่อน คงไม่มีปีศาจหน้าโง่ตัวไหนที่คิดอยากจะมาบำเพ็ญเพียรอยู่ในสถานที่อัน

ไร้ซึ่งพลังชีวิตเช่นเขาถงหลัวแห่งนี้อีกแล้วเป็นแน่

            ขณะที่นางกำลังคิดวางแผนกำจัดอสรพิษร้ายในยามที่ไร้ซึ่งอาคมอยู่นั้น ประตูห้องเก็บฟืนก็ถูกเปิดออก ส่งเสียงดัง ‘เอี๊ยด’ หญิงแซ่โจว

คนเมื่อวาน เดินปรี่เข้ามาพร้อมคนจำนวนหนึ่งพลางส่งยิ้มเสแสร้งให้

“ยินดีด้วยๆ”

            เยี่ยนหุยเหลือบตามอง อีกฝ่ายไม่ได้สนใจกลับพยุงนางขึ้นแล้วจัดการมัดข้อมืออย่างชำนาญ จากนั้นก็ตัดเชือกที่ข้อเท้า หันมาออกแรงดึงปลายเชือกที่อยู่อีกด้านของแขนที่ถูกล่าม... ลากนางไปราวกับสุนัข

            “ตามมาซะดีๆ ข้าจะพาเจ้าไปไหว้ฟ้าดิน”

            นางโจวซื่อกระชับเชือกในมือให้แน่นอีกครั้ง แต่ร่างของเยี่ยนหุย

กลับไม่ขยับเขยื้อนตามนางไปด้วย

            นังเด็กแปลกหน้าหัวดื้อ คิดจะลองดีสินะ! รอยยิ้มตรงมุมปากของนางโจวซื่อเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมทันที “อย่าคิดจะเล่นลูกไม้กับข้า เพราะใครก็ตามที่ข้าพาเข้ามาในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว ย่อมไม่มีวันที่จะได้ก้าวออกไปโดยง่าย หากเจ้าฉลาดพอ จงทำตามที่ข้าสั่ง มิเช่นนั้นข้าจะไม่เกรงใจเจ้าเหมือนกับท่านยายเซียวเป็นแน่”

            เยี่ยนหุยเหลือบตามองอีกฝ่าย “เช่นนั้นก็ดี อย่าเสียเวลากันอีกเลย รีบไปเอาผ้าคลุมหน้ามาให้ข้าซะสิ”

            นางโจวซื่อชะงักเท้าที่ก้าวไปเล็กน้อย ความโหดเหี้ยมบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยแววตาตื่นตะลึงสงสัย “ผ้าอะไร?”

            “ที่นี่คนแกล้งโง่ชักจะมากเกินไปแล้วนะ!” เยี่ยนหุยบ่นพึมพำพลางถอนหายใจด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย “ผ้าคลุมหน้าสีแดงอย่างไรล่ะ! จูงเจ้าสาวออกไปทั้งแบบนี้ ไม่กลัวท่านยายเซียวจะขายขี้หน้ารึ?”

            นางโจวซื่อนิ่งอึ้งไปนาน คิดไม่ถึงว่าในยามคับขันแบบนี้ หญิงสาวยังจะมีอารมณ์มาสนใจเรื่องเล็กน้อยแบบนั้น “อย่าเรื่องมากนักเลย! เป็น

ข้าเองที่จงใจจะให้ทุกคนได้เห็นหน้าของเจ้าชัดๆ จากนี้ไปคงจะเหนื่อยหน่อยนะ หากเจ้าคิดที่จะหลบหนีไปจากอาฝูแล้วละก็...”

            อ้อ! เป็นโจรกันทั้งภูเขาเลยสินะ!

            เยี่ยนหุยรู้สึกคับแค้นใจจนอกแทบระเบิด นางจึงระบายด้วยการถีบเข้าไปที่สะโพกของนางโจวซื่ออย่างแรง จนอีกฝ่ายล้มกลิ้งไม่เป็นท่า

            “โอ๊ย! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที! ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว!” นางโจวซื่อนอนร้องโวยวายอยู่บนพื้น

            เสียงร้องทำให้ทุกคนในห้องพากันจ้องมองไปที่เยี่ยนหุยเป็น

ตาเดียว นางเดินผละมาด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย สะบัดผมไปด้านหลัง ถึงแม้จะมีสภาพทุลักทุเลเพียงใด แผ่นหลังของนางก็ยังเหยียดตรงอย่างท้าทาย ทำให้ทุกคนตกตะลึงกันไปตามๆ กัน ไม่เว้นกระทั่งลูกน้องร่างยักษ์บึกบึนสองคนของนางโจวซื่อ

            แม้จะมีคนมากมายอยู่ตรงนี้ แต่สายตาของเยี่ยนหุยกลับจับจ้องไปยังบุรุษหน้าตาคุ้นเคยที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดของห้อง บนร่างเขายังคง

สวมผ้าป่านเนื้อหยาบชุดเดิม เขาจ้องกลับมาที่นาง หรี่ตาลงเล็กน้อยเหมือนกำลังครุ่นคิด

            เยี่ยนหุยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้าเดินเองได้ ใครอนุญาตให้เจ้ามาลาก?”

            ที่นางเปลี่ยนใจไม่ยอมจากไปโดยง่าย ก็เพราะเจ้าปีศาจงูที่ติดเงินนางอยู่ถึงแปดสิบตำลึงทอง กำลังสิงอยู่ในร่างของเจ้าคนปัญญาอ่อนอาฝู

นี่น่ะสิ หมูนอนรอให้เชือดขนาดนี้ ถึงไล่ให้ตายนางก็ไม่มีวันจากไปมือเปล่าแน่ๆ

            เยี่ยนหุยเดินผ่านกลุ่มชาวบ้านที่ยังคงตะลึงงัน จนกระทั่งไปหยุดอยู่ตรงหน้าของอาฝู

            ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จับจ้องมา อาฝูกะพริบตาทีหนึ่ง ทันใดนั้นแววตาเจ้าเล่ห์แสนฉลาดเมื่อครู่พลันสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย

            เล่นละครเก่งเสียจริง!

            เยี่ยนหุยยกมือทั้งสองข้างขึ้นรวดเร็ว เพื่อให้เชือกที่มัดข้อมือของนางสะบัดใส่หน้าของอาฝูแบบจงใจ พลางออกคำสั่ง

            “จับเชือกซะสิ! จะได้รีบไปไหว้ฟ้าดินกัน”

            ได้ยินเช่นนั้น ชาวบ้านทั้งหลายต่างสบตากันด้วยความงวยงง เพราะอะไรหญิงสาวแปลกหน้าที่แสนจะดื้อรั้นและกราดเกรี้ยวเมื่อคราวที่ถูกจับขึ้นมาจากน้ำ เคราะห์ซ้ำยังถูกขายมาให้แต่งงานกับชายปัญญาอ่อน ตอนนี้กลับยอมทำตามทุกอย่างแบบว่านอนสอนง่าย

            ราวกับว่า... นางเองต่างหากที่เป็นคนจ่ายเงินซื้อตัวอาฝูมา!!!

            หลังจากจบพิธีการที่แสนจะวุ่นวาย เลี้ยงอาหารแขกเหรื่อเสร็จ

เรียบร้อย แม่เฒ่าเซียวไม่รีรอรีบจัดการส่งแขกทันที

            เยี่ยนหุยถูกส่งตัวกลับไปรอเจ้าบ่าวที่ห้องหอ... จะว่าไปสภาพก็

ไม่ต่างจากห้องเก็บฟืนสักเท่าไร แค่สะอาดกว่านิดหน่อย มีเตียงเก่าๆ ตั้งอยู่หนึ่งหลังเท่านั้น นางนั่งรออยู่บนเตียงอย่างใจเย็น เงี่ยหูฟังแม่เฒ่าเซียวกำชับหลานชายสุดที่รักอยู่นอกห้อง

            “แม่นางน้อยคนนี้แข็งกร้าวดั่งม้าพยศ เจ้าต้องปลอบประโลมนางให้ใจอ่อนเสียก่อน เริ่มจากค่อยๆ จูบนางแผ่วเบา ต่อมาก็ลูบคลำแล้ว

ถอดเสื้อผ้าออกช้าๆ หากนางดื้อดึงขัดขืน ก็อย่าเผลอใช้กำลังต่อสู้กับนางให้ได้รับบาดเจ็บ ถ้าไม่ไหวจริงๆ เจ้ารีบตะโกนเรียกยายนะ ยายจะคอยเฝ้าอยู่ข้างนอก อาจจะช่วยพูดปลอบประโลมนางให้ยอมผ่านคืนนี้ไปกับเจ้าได้ด้วยดี”

            เยี่ยนหุยได้ฟังบทสนทนาของยายหลานคู่นี้แล้ว ก็อดขำปนโมโหในความห่วงใยแบบประหลาดนี้ไม่ได้ จะเผลอใจอ่อนสงสารทั้งคู่ก็ยังรู้สึกรังเกียจนิสัยเลือดเย็นเห็นแก่ตัวของหญิงชรา ผู้ที่ทำทุกวิถีทางที่จะให้

หลานชายได้มีทายาทสืบสกุล

            น่าเสียดาย... ที่นางยังคงไม่รู้ว่าหลานชายปัญญาอ่อนสุดที่รัก มิใช่คนเดิมที่คุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว

            ‘เอี๊ยด’ ประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักให้เปิดออก อาฝูเดินเข้ามาคนเดียว

            หญิงชรายังคงยืนอยู่ด้านนอก พยายามแนบศีรษะกับบานประตู

            เยี่ยนหุยปรายตามองเขาครั้งหนึ่ง จากนั้นก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น นางรอจนเขาเดินเข้ามาใกล้โดยไม่ทันระวัง แล้วจึงค่อยยื่นมือออกไปกระชากตัวเขาเข้ามาแล้วผลักให้ล้มลงบนเตียง จากนั้นม่านก็ถูกปลดลงมา ปิดกั้นทุกสิ่งในห้องหอออกจากโลกภายนอกทันที

            แม้ว่ามือทั้งสองข้างของนางจะเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวกนัก เนื่องจากถูกเชือกมัด แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการบีบคอคู่ต่อสู้เลยสักนิด

            เยี่ยนหุยกระโดดขึ้นคร่อมอยู่บนหน้าท้องของอาฝู นางไม่ลืมที่จะกดจุดชีพจรบริเวณเอวของเขาเอาไว้เพื่อไม่ให้ขยับตัวหนี “ไหนดูสิว่า ฝีมือของข้ายังดีเหมือนเดิมหรือไม่?”

            “หึๆๆ” ชายหนุ่มเปล่งเสียงหัวเราะในลำคอ สีหน้าแฝงไปด้วยความดูแคลน “ยอมลงทุนปีนขึ้นมาคร่อมอยู่บนตัวของผู้ชายเพื่อจับปีศาจ

เดี๋ยวนี้เทพเซียนทั้งหลายในชั้นฟ้า เขาฝึกวิทยายุทธกันแบบนี้นี่เอง”

            ‘เจ้าปีศาจชั้นต่ำ’ เยี่ยนหุยโน้มตัวลงเล็กน้อย กระซิบข้างหูของอาฝูอย่างแผ่วเบาราวกับคู่ข้าวใหม่ปลามันที่กำลังพลอดรัก “ไม่ต้องสะเออะมาสั่งสอนข้าเรื่องวิชาเซียนอะไรนั่น กฎระเบียบขวางหูขวางตาพรรค์นั้น มันไร้สาระสิ้นดี” จากนั้นนางก็แสร้งลูบไล้นิ้วมือไปบนใบหน้าของเขาอย่าง

ล้อเลียน เผลอๆ ก็หยิกแก้มของเขาอย่างแรงจนใบหน้าโย้ไม่เป็นรูปเดิม

            เยี่ยนหุยโพล่งเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “เจ้าชอบเล่นละครมากไม่ใช่รึ ไหนลองเล่นให้ข้าดูอีกทีซิ... อาฝูจ๋า”

            นางมัวแต่แกล้งอีกฝ่ายอย่างสนุกสนาน จนลืมคิดไปว่า ท่าทางของทั้งคู่บนเตียงในขณะนี้ช่างดูล่อแหลมชวนให้คิดเตลิดไปไกลยิ่งนัก

            ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เบนศีรษะหลบ หวังสะบัดมือของอีกฝ่ายให้หลุดแต่ก็ไม่สำเร็จ

            “ปล่อยข้า แล้วลงไปซะ!” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาปนรำคาญ

            เยี่ยนหุยย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางตั้งแต่เหยียบเข้ามาในหมู่บ้านแห่งนี้ ความซวยทั้งหมดล้วนมีเขาเป็นต้นเหตุ “ทำไม! เจ้าทน

ไม่ได้รึที่ถูกข้ารังแก เมื่อวานตอนที่เจ้าลูบหน้าข้า ก็ไม่เห็นจะถามก่อนเลยว่าเต็มใจหรือไม่ เมื่อวานซืนตอนที่เจ้าฟาดหน้าข้าจนเลือดอาบ ก็ไม่เห็นจะถามความยินยอมจากข้าเลยด้วยซ้ำ”

            “จะปล่อยหรือไม่?” แววตาของอาฝูเย็นชาลงเรื่อยๆ ราวกับน้ำแข็ง

            เยี่ยนหุยยิ้มอย่างได้ใจพลางกล่าว “เจ้าบอกให้ข้าปล่อย แต่ข้า...”

            พูดยังไม่ทันจบ ร่างของนางก็ลอยขึ้น สมองหมุนคว้าง ศีรษะ

เจ็บแปลบ จากนั้นเยี่ยนหุยก็รู้สึกตัวว่าตำแหน่งร่างกายของนางกับอาฝูสลับกัน นางเป็นฝ่ายที่ถูกกดเอาไว้กับเตียงเสียแล้ว!!!

            ช่างน่าประหลาดนัก ก็นางกดจุดชีพจรใหญ่บนร่างของเขาเอาไว้แล้วแท้ๆ เหตุใดเจ้าหมอนี่ถึงรู้วิธีคลายจุดที่นางสกัดไว้ได้

            ระหว่างที่เยี่ยนหุยกำลังตะลึงงัน อีกฝ่ายก็กดบ่าของนางไว้อย่างแรง สีหน้าเต็มไปด้วยความดูแคลน

            สีหน้าของเขายิ่งกระตุ้นให้หญิงสาวโกรธแทบบ้า นางนึกถึงตอนที่อยู่บนเขาเฉินซิง หากลงมือจริงๆ อย่าว่าแต่ศิษย์ชั้นเอกรุ่นเดียวกัน แม้แต่อาจารย์หลายๆ ท่านที่นั่นก็มิอาจจะต่อกรกับนางได้... หากในวันนี้

วิทยายุทธนี่นางสุดแสนจะภาคภูมิใจกลับอ่อนด้อยลงจนนางรู้สึกเวทนา

ตัวเอง

            เยี่ยนหุยกลั้นใจพลางกัดฟันแน่น นางงอเข่าทั้งสองข้างขึ้นกระทุ้งจุดตายบริเวณใกล้เอวของอาฝูสุดแรง เขาแค่นเสียงออกมาเล็กน้อยด้วยความเจ็บ เยี่ยนหุยรีบฉวยโอกาสพลิกตัวไปขึ้นคร่อมเขาได้สำเร็จอีกครั้ง

            “ยอมแพ้หรือยัง!”

            อาฝูขมวดคิ้วแน่น “ข้าไม่อยากประลองกับเจ้า”

            “ต่อต้านข้าก็ไม่ต่างจากท้าทายข้า”

            “...”

            สู้กันไปได้รอบหนึ่ง เยี่ยนหุยที่ดูเหมือนจะมีชัยเหนืออีกฝ่ายก็กล่าวออกมาอย่างอารมณ์ดี “จะยอมแพ้ตอนนี้ก็ยังไม่สายนะเจ้างูน้อย”

            เมื่อสังเกตเห็นว่าเยี่ยนหุยมีนิสัยชอบเอาชนะ อาฝูก็เลือกที่จะนิ่งเงียบ เขาเอาแต่จ้องมองนางโดยไม่พูดจา

            “ยอมแพ้เสียตั้งแต่ทีแรก ก็ไม่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้หรอก”

            “จงเอาสมบัติที่เจ้าขโมยมารวมไปถึงเงินรางวัลสามเท่าที่ติดข้าไว้ มามอบให้เสียโดยดี”

            “อ้อ นึกว่าเรื่องอะไร?” สีดวงตาของอาฝูเปลี่ยนไปในทันใด

“พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปหาสมบัตินั่น”

            เยี่ยนหุยนิ่งอึ้งไป คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะยอมรับปากง่ายๆ

            ครั้งนั้น เพื่อรักษาสมบัติเอาไว้ เขาถึงกับยอมจ่ายเงินมากถึง

สามเท่าเพื่อติดสินบนนาง ยอมเสี่ยงที่จะต่อสู้กับนางอย่างไม่ลดละเพื่อ

ไม่ให้ถูกนางเด็ดหางออกเป็นสองท่อน แต่วันนี้... เหตุไฉนคำขู่เพียง

เล็กน้อยถึงทำให้เขาคล้อยตามได้

            มีพิรุธ!!!

            สีหน้าของเยี่ยนหุยแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา สองมือเลื่อนไปกุม

ลำคอของชายหนุ่มไว้แน่น จนกระทั่งสีหน้าของเขาค่อยๆ แย่ลงนางจึงกล่าวเย้ยหยันขึ้นมาอีกครั้ง “อัคคีเวทของข้าร้ายกาจใช่หรือไม่เล่า อยากจะลองดูอีกสักตั้งก็ได้นะ?”

            ปีศาจงูน่าจะยังไม่ทันสังเกตเห็น ว่าอาคมของนางได้สูญสลายไปหมดแล้ว

            เพี้ยง… ขอให้ไม่ทันสังเกตเถอะ!

            อาฝูจ้องหน้าเยี่ยนหุย สีหน้าเปลี่ยนไปดังคาด เขานิ่งเงียบไป

ครู่หนึ่งจึงค่อยเอ่ยขึ้น “ข้ามีข้อเสนอ สมบัตินั่นช่วยให้ข้าบำเพ็ญเพียรได้สำเร็จ หากเจ้าได้มันไปแล้ว จะต้องไม่ย้อนกลับมาขัดขวางการดูดพลังชีวิตจากคนในหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อการบำเพ็ญเพียรของข้าต่อไป”

            ได้ฟังเงื่อนไขแล้ว เยี่ยนหุยก็ใจชื้นขึ้น... เขาคือปีศาจงูจริงๆ ด้วย!

            ไม่ทันไรนางกลับขมวดคิ้วอีกครั้ง ด้วยความที่บำเพ็ญพรตมานาน นางย่อมไม่อาจยอมรับได้กับการที่ปีศาจสักตัวจะดูดพลังชีวิตของมนุษย์

ผู้บริสุทธิ์เพื่อการฝึกฝนวิชา

             หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็เอ่ยปากตอบโต้ “คนในหมู่บ้านแห่งนี้ขายมนุษย์กินเป็นอาชีพหลัก พฤติกรรมเลวร้ายสิ้นลูกสิ้นหลาน

เช่นนี้กลับไม่ถูกลงโทษ ขอเพียงไม่มีใครต้องถึงแก่ชีวิต ข้าจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็แล้วกัน”

            “แค่ดูดพลังเท่านั้น ไม่ทำให้ตายหรอกน่า”

            เยี่ยนหุยคลายมือออกช้าๆ “ปีศาจงูน้อย ตอนนี้ข้าอารมณ์ไม่สู้ดีนัก หากเจ้าคิดจะเล่นลูกไม้กับข้า อย่าคิดว่าจะรอดพ้นเงื้อมมือไปได้โดยง่าย”

            อาฝูลูบคลำลำคอที่ถูกบีบจนแดงของตัวเองพลางเหลือบตามองเยี่ยนหุย “ในเมื่อเจ้าไม่เป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญเพียรของข้าแล้ว

จะหลอกเจ้าไปเพื่ออะไร?”

            เยี่ยนหุยจ้องมองอีกฝ่ายอย่างครุ่นคิด จากนั้นจึงยื่นแขนทั้งสองข้างไปให้อีกฝ่าย “แก้มัดให้ข้า”

            ชายหนุ่มได้ยินพลันเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย “อัคคีเวทของเจ้า เผาเชือกนี่ไม่ออกรึ?”

            แย่แล้ว!

            ใบหน้าของเยี่ยนหุยแข็งเกร็ง แต่ก็พยายามที่จะฝืนทำให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ข้าถูกมัดเหมือนหมูหมาก็เพราะเจ้า ไม่สั่งให้คุกเข่าลงแก้เชือกก็นับว่าให้เกียรติกันมากแล้ว”

            อาฝูเหลือบมองนางด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายแกมรู้ทัน เขายกมือขึ้นครั้งเดียว เชือกบนข้อมือของนางก็หลุดออก ชายหนุ่มกล่าวต่อพลาง

ขมวดคิ้ว “ลงไป”

            เยี่ยนหุยก้มลงมองสำรวจตัวเองแล้วถามกลับ “อายรึ? ขนาดข้ายังไม่ถือสา ปีศาจอย่างเจ้าจะมาถือสาอะไร” กล่าวจบนางก็พลิกตัวลงจากร่างของเขาทันที

            ชายหนุ่มไม่ต่อปากต่อคำด้วย “นอนได้แล้ว” พูดจบก็ก้าวลงจากเตียงไปนอนพิงกำแพงอยู่อีกฟากหนึ่งของห้อง

            เยี่ยนหุยขมวดคิ้ว นี่นางคิดไปเองหรือเปล่าว่าเจ้าปีศาจงูนี่ไม่ค่อยจะชอบให้นางเข้าใกล้สักเท่าไร แต่ทำไมเมื่อวานเขาถึงได้ลูบไล้ใบหน้าของนางอย่างรักใคร่อ่อนโยน หรือเป็นเพราะเมื่อวานนางดูสวยกว่าวันนี้

            หรืออย่างไร?

ตอนที่ 5

            เยี่ยนหุยสลบไสลด้วยความเหนื่อยล้าอยู่บนเตียงทั้งคืน

            กระทั่งก่อนรุ่งสาง เสียงที่สุดแสนจะคุ้นเคยของไก่คู่อริในห้อง

ฝั่งตรงข้ามก็ขันรบกวนนางอีกครั้ง กระนั้นนางยังฝืนทนสู้ ข่มตาหลับแน่น หวังให้พวกมันจะเหนื่อยล้าและยอมพ่ายแพ้ไปเอง

            คาดไม่ถึงว่า... พวกมันหาได้ลดละความพยายามที่จะกลั่นแกล้งนาง!

            “ยอม!” เยี่ยนหุยลุกขึ้นนั่งพร้อมด้วยขอบตาดำคล้ำ นางสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ยอมจากไปโดยที่ยังไม่ได้เชือดคอไก่พวกนั้นสังเวยความง่วงในวันนี้

            นั่งบ่นอยู่กับตัวเองสักพัก สายตาก็เหลือบไปเห็นอาฝูที่นั่งอยู่อีกฟากห้อง เขาลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าของตัวเองจนเรียบร้อยแล้วจึงเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าเตียง จากนั้นก็กัดปลายนิ้วของตัวเองให้เลือดไหล แล้วป้ายมันลงบนที่นอน

            เยี่ยนหุยมองการกระทำของเขาพลางเลิกคิ้ว “โว๊ะ เล่นละครเอาใจคนแก่ก็เป็นด้วย พ่องูกำพร้ารัก นึกว่าตัวเองเป็นลูกนกกาเหว่าหรือไร... หลงรักแม่กาแสนดีเข้าเสียแล้ว”

            ชายหนุ่มไม่สนใจคำหยอกล้อของเซียนปากจัด “ออกไปกินข้าวได้แล้ว มัวแต่พูดจาเหลวไหลเพ้อเจ้อน่ารำคาญ”

            เยี่ยนหุยเบ้ปาก “จะพาข้าไปเอาสมบัติเมื่อไร?”

            “ทำงานเสร็จแล้วจะพาเจ้าไป”

            เยี่ยนหุยพยักหน้าตอบอย่างว่าง่าย ทว่าในใจกลับรู้สึกแปลกๆ ชอบกล ยังไม่ทันจะคิดทบทวนอะไร แม่เฒ่าเซียวก็ก้าวเข้ามาในห้อง นางตรงเข้ามาลูบคลำใบหน้าของเยี่ยนหุยด้วยความเอ็นดู “แม่นางน้อย เจ้าไม่ดื้อแล้วใช่หรือไม่?”

            เพียงได้สัมผัสถึงความรักใคร่ที่หญิงชรามีให้ เยี่ยนหุยก็คร้านที่จะดื้อดึงขัดขืน นางพยักหน้าพลางส่งเสียงอืมในลำคอแล้วเดินออกจากห้องจังหวะที่หันหลังกลับมาปิดประตู ก็เหลือบไปเห็นแม่เฒ่าเซียวกำลังก้มตัวลงหยิบผ้าห่มบนเตียงขึ้นมาลูบคลำ จากนั้นก็ยกขึ้น... ดม!

            เยี่ยนหุยทั้งคลื่นไส้ทั้งขัดเขิน นางรีบปิดประตูแล้วเดินจากไปทันที

            ชั่วขณะนั้น ความรู้สึกยินดีก็เกิดขึ้นในใจของเยี่ยนหุย นางนึกโล่งใจที่ตนเองถูกจับมาไม่ใช่หญิงสาวคนอื่นๆ เพราะหนทางรอดสำหรับนางนั้นยังพอมี หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นแล้ว เกรงว่าอาจต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ก็เป็นได้

 

            หลังอาหารเช้า

            อาฝูแบกจอบออกไปทำงานในนา แต่ไม่ลืมพาเยี่ยนหุยไปด้วยตามสัญญา

            หลังจากแน่ใจแล้วว่า เยี่ยนหุยได้ตกล่องปล่องชิ้นไปกับหลานชายสุดที่รักเรียบร้อย แม่เฒ่าเซียวก็คลายความระแวงในตัวหญิงสาวลง ถึงขั้นไว้วางใจให้ออกไปข้างนอกกับอาฝูแต่โดยดี อาจเป็นเพราะในสายตาของหญิงชรา เยื่อพรหมจรรย์ของหญิงสาวก็เปรียบเสมือนชะตาชีวิตของคนคนหนึ่ง ที่หากมอบให้แก่ใครไป ก็เท่ากับว่าได้มอบทั้งชีวิตให้ไปเป็นของผู้นั้น

            ระหว่างทาง เยี่ยนหุยพยายามจดจำเส้นทางให้ได้มากที่สุด แต่น่าประหลาดที่เขากลับพานางเดินไปยังเส้นทางที่มุ่งสู่ทะเลสาบใหญ่หลังหมู่บ้าน แทนที่จะเป็นทางลงจากภูเขา

            ต้นน้ำของทะเลสาบแห่งนี้ ก็คือแม่น้ำที่พัดพานางออกมาจากป่าในวันนั้น

            เยี่ยนหุยมองดูอาฝูที่กำลังเตรียมแพที่ริมทะเลสาบอย่างเชี่ยวชาญ พอเสร็จเรียบร้อยเขาก็หันมาตะโกนเรียกนาง “ลงมา”

            ล่องแพไปได้สักพัก ไกลพอที่จะมองไม่เห็นริมฝั่งด้านที่จากมา ความชื้นแฉะที่เพิ่มขึ้นตรงเท้าทำให้เยี่ยนหุยก้มลงสำรวจบนแพ ระดับน้ำปริ่มๆ แพ เนื่องจากนางฝึกอาคมสายอัคคีมาตลอดชีวิต ดังนั้นตัวนางกับน้ำเรียกว่าเป็นหยินหยางเลยทีเดียว สัญชาตญาณทำให้นางพอจะคาดเดาหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเองได้พอควร...

            อาคมก็ไม่มี ว่ายน้ำก็ไม่เป็น... เวรกรรม!

            เยี่ยนหุยปลอบใจตัวเองด้วยการสูดหายใจลึก ฝึกกล้ามเนื้อปอดให้เตรียมพร้อมใช้งาน ยังไม่ทันไร มือข้างหนึ่งก็ยื่นพรวดมาหยุดตรงหน้า

            นางเงยหน้าขึ้นมอง เห็นอาฝูกำลังจ้องมาด้วยสายตาเย็นชาดุจเดิม เพิ่มเติมคือมือที่ยื่นมาเหมือนจะหยิบยื่นความช่วยเหลือเป็นนัยๆ

            เยี่ยนหุยชะงักไปครู่หนึ่ง สักพักก็ยื่นมือออกไปจับมือข้างนั้นไว้ ชายหนุ่มออกแรงดึงตัวนางขึ้นจากแพ เรียบร้อยก็รีบสะบัดมือออกแบบที่ไม่ยอมเสียเวลาเลยแม้แต่นิดเดียว

            “เฮอะ! ขอร้องรึก็เปล่า รังเกียจนักก็ไม่ต้องมาช่วย”

            เดินเท้าต่อไปอีกประมาณหนึ่งเค่อ เยี่ยนหุยก็สังเกตเห็นหน้าผาสูงชันแห่งหนึ่ง ตรงเชิงผามีปากถ้ำดำมืดซึ่งถูกบดบังไว้แน่นหนาด้วยดงไม้นานาพรรณ หากไม่ใช่อาฝูนำทางมา นางคงไม่มีวันได้พบสถานที่แห่งนี้เป็นแน่

            “เล่นซ่อนแอบเก่งเสียจริง” เยี่ยนหุยพึมพำ ขาข้างหนึ่งตั้งท่าจะก้าวเข้าไปในปากถ้ำ

            แต่แล้วขาของนางก็กระทบเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็น

            เยี่ยนหุยเตะ ‘กำแพง’ กลางอากาศตรงหน้าแล้วหันไปพูดกับอาฝู “เจ้ากางเขตอาคมป้องกันไว้ด้วยรึ?”

            เมื่อหันไปมองเขา นางกลับเห็นใบหน้าซีดขาว ริมฝีปากสีเขียวคล้ำ ดวงตาแดงก่ำ ราวกับคนที่กำลังป่วยหนัก ทว่าเขาก็ยังเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยดังเดิม

            “เจ้าเข้าไปไม่ได้รึ?” ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่น “ลองอีกครั้งสิ”

            เยี่ยนหุยทำตามคำบอก นางถีบกำแพงที่มองไม่เห็นนั้นอย่างแรงจนตัวเองเซและล้มลงกับพื้น ถึงกระนั้นก็ยังคงทำอะไรกำแพงใสกลางอากาศไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

            อาฝูเม้มปากแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด “เจ้าวาดค่ายกลเป็นหรือไม่ ใช้เลือดเป็นกระสาย...”

            เยี่ยนหุยหันไปตอบด้วยอารมณ์โมโห “เรียนผูก เหตุใดจึงไม่เรียนแก้! เขตอาคมนี่เจ้าเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง ใช้อาคมปลดออกซะก็สิ้นเรื่อง”

            อาฝูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง หลุบตาลงต่ำแล้วกล่าวขึ้นว่า “อัคคีเวทของเจ้าเผาผลาญอาคมของข้าไปจนสิ้นแล้ว ข้าปลดมันไม่ได้”

            อ้อมค้อมกันอยู่ได้ตั้งนานสองนาน... ที่แท้ก็ไร้น้ำยาพอกัน! จะว่าไปเยี่ยนหุยนึกสงสัยเขามาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว โดนนางรังแกขนาดนั้น ยังสู้อดทนไม่ยอมงัดวิทยายุทธออกมาสู้... เมื่อรู้เช่นนี้นางจึงยักไหล่อย่างสบายใจแล้วพูดว่า “ช่างบังเอิญเสียจริง พิษของเจ้าก็ทำให้ปราณในร่างกายของข้าสูญสลายไปจนสิ้นแล้วเหมือนกัน”

            ความเงียบสงัดเข้าปกคลุม ทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่พักหนึ่ง       

            เป็นเยี่ยนหุยที่สติแตกก่อน... จู่ๆ นางก็ยกมือขึ้นกุมศีรษะกรีดร้องพลางย่อตัวลงนั่งยองๆ แบบหมดอาลัยตายอยาก “อยากรวยทำไมมันยากขนาดนี้... ข้าแค่หิว ข้าแค่อยากได้เจ้าอ้วนจางมาครอบครองสักคนเอง...”

            ยังไม่ทันสิ้นเสียงคร่ำครวญ เยี่ยนหุยก็รู้สึกถึงกระแสลมที่เคลื่อนผ่าน อาฝูที่ขณะนี้สีหน้าดูย่ำแย่หนักลงไปกว่าเดิมกำลังเดินผ่านหน้าของนางเพื่อกลับไปที่แพ ชายหนุ่มไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายคำพูดแผ่วเบาให้กำลังใจนาง “แผนการเดียวในตอนนี้ คือต้องรอไปสักระยะหนึ่ง ให้ปราณในร่างกายของเจ้ากลับคืนมา แล้วค่อยลองดูใหม่อีกครั้ง”

            เยี่ยนหุยที่กำลังนั่งยองๆ อยู่เงยหน้าขึ้นมองคนพูด “ข้าว่าจะถามตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว เจ้าป่วยเป็นอะไรรึเปล่า?”

            อาฝูปรายตามองนาง “ไม่มีอะไร”

            แม้น้ำเสียงจะฟังดูหนักแน่น แต่นางคงเชื่อเขาไปแล้วหากไม่ได้เห็นสภาพที่ย่ำแย่ของเขากับตา     

            ในเมื่อเขาดึงดันไม่บอก นางก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่สนใจก็แล้วกัน กะอีแค่ปีศาจเพื่อนกิน รู้จักผิวเผินเพียงไม่กี่วัน ทำไมจะต้องเสียเวลาไปใส่ใจ

            กลับมาที่ทุ่งนา อาฝูเริ่มลงมือทำงานอีกครั้ง ส่วนเยี่ยนหุยก็เดินไปนั่งเล่นอยู่บนคันนา

            จะให้เยี่ยนหุยรออีกนานแค่ไหนนางก็ยินดี ตอนนี้สำนักก็กลับไปไม่ได้แล้ว บ้านก็ไม่มี เป็นแค่เพียงคนตกงานจนๆ คนหนึ่งเท่านั้น อยู่เฝ้าปีศาจงูไถนาเพลินๆ ไม่เห็นจะเหนื่อยอะไร ว่างก็ไปเตะกำแพงเล่น รอเอาสมบัติไปขายแลกเงินรางวัล...        

            ผัวะ!

            หินก้อนหนึ่งขว้างมาโดนอาฝูอย่างจัง

            เยี่ยนหุยตะลึงงัน นางหันไปเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งกรูเข้ามาหาพลางแลบลิ้นปลิ้นตากระโดดโลดเต้น

            “คนโง่อาฝู คนโง่อาฝู คนโง่อาฝูที่แต่งงานกับแม่เสือ!”

            อาฝูจ้องมองพวกเขาโดยไม่ขยับเขยื้อน ในขณะที่เยี่ยนหุยกำลังกังวลว่าปีศาจงูจะเขมือบเด็กกลุ่มนี้ลงไปหรือไม่ ทันใดก้อนดินเหนียวอีกหลายก้อนก็ถูกกระหน่ำขว้างเข้ามาใส่ร่างของเขาอีก แต่เขาก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ทำเพียงใช้มือตบเบาๆ ลงไปบนเสื้อผ้า

            เยี่ยนหุยเบิกตากว้าง ปีศาจงูยักษ์อายุนับร้อยปี... ถูกเด็กอมมือรังแกได้ง่ายๆ แบบนี้เลยรึ?

            กำลังครุ่นคิดอยู่ดีๆ จู่ๆ เด็กคนหนึ่งก็หยิบก้อนดินเหนียวขึ้นมาขว้างใส่หน้านางดัง ‘ผัวะ’

            “แม่เสือ แม่เสือ แม่เสือที่แต่งงานกับคนปัญญาอ่อน”

            เยี่ยนหุยกัดฟันดังกรอด เส้นเลือดบางๆ ผุดขึ้นบนหน้าผาก นางยกมือขึ้นเช็ดหน้า จากนั้นยืดตัวตรง... ถลกแขนเสื้อขึ้นช้าๆ

            นางพูดพลางแสยะยิ้ม “ชักสนุกแล้วสิ เรามาเล่นด้วยกันเถอะ!”

            เด็กๆ ยังคงหัวเราะชอบใจกันไม่หยุด เยี่ยนหุยคว้าก้อนดินเหนียวบนพื้นขึ้นมาขว้าง ‘ฟิ้ว’ ออกไปอย่างรวดเร็วราวกับกระสุนปืนใหญ่ ดินก้อนนั้นพุ่งตรงไปกระทบโดนหน้าอกของเด็กหัวโจกคนหนึ่ง เขาล้มลงก้นกระแทกพื้น นิ่งอึ้งไปในทันใด

            เด็กคนอื่นๆ ต่างก็พากันตกตะลึงนิ่งอึ้งไปเช่นกัน

            พอเริ่มรู้สึกเจ็บ เด็กชายก็เบ้ปากแล้วตะเบ็งเสียงร้องไห้

            เยี่ยนหุยกำมือเข้าด้วยกันจนกระดูกลั่นดัง ‘กร๊อบ’ นางแสยะยิ้มจนเห็นฟันสีขาวเรียงซี่สวยเด่น “มาสิ เข้ามานี่เลย พี่สาวจะเล่นเป็นเพื่อนพวกเจ้าเอง” เด็กๆ จ้องหน้าเยี่ยนหุยราวกับกำลังเห็นผี แต่ละคนตกใจรีบตะเกียกตะกายวิ่งหนีกลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว

            “ลำพังถูกจับมาขายยังซวยไม่พอหรือ เหตุใดต้องมาเจอกับเรื่องงี่เง่าพรรค์นี้อีก!” เห็นเด็กกลุ่มนั้นวิ่งหนีไปไกลแล้ว เยี่ยนหุยจึงหันกลับมาเช็ดคราบดินบนใบหน้า บ่นพึมพำด้วยความโมโห

            เช็ดไปก็เหลือบไปเห็นอาฝูกำลังมองมาที่นาง

            เยี่ยนหุยกวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า กล่าวดูแคลนว่า  “เจ้านี่ก็ใจเย็นแบบแปลกๆ เสียชาติเกิดจริงๆ”

            อาฝูหันกลับไปพลางแค่นเสียงเย็น “ผู้บำเพ็ญพรตที่ทะเลาะกับเด็กด้วยก้อนดินเหนียว ยังจะมีหน้ามาว่าคนอื่นอีกรึ?” กล่าวจบหันกลับไปเกลี่ยพื้นบริเวณที่ถูกเด็กๆ ย่ำจนเละ “กลับกันได้แล้ว”

            ชายหนุ่มก้าวขึ้นมาบนคันนาแล้วเดินกลับบ้านทันที

            เยี่ยนหุยมองดูเงาหลังของเขา ความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างพลันผุดขึ้นมาในใจอีกครั้ง

 

            ตกกลางคืน

            เยี่ยนหุยพยายามนั่งสมาธิเพื่อเรียกปราณในร่างให้กลับคืน แต่พยายามอยู่นาน ยังคงไร้วี่แววที่จะฟื้นคืน นางรู้สึกผิดหวัง ท้อแท้ และไม่ปลอดภัย ยามที่ไม่มีอาคมเช่นนี้... โดยเฉพาะในยามที่ห้องปราศจากกลิ่นอายของอาฝู นางรู้สึกประหลาดๆ อยู่บ้าง

            ดึกดื่นป่านนี้ เขาหายออกไปสูดพลังชีวิตมนุษย์รึ?

            เสียง ‘ซ่า ซ่า’ ดังขึ้นที่ด้านนอก เยี่ยนหุยเดินไปผลักหน้าต่างออกดูด้วยความประหลาดใจ ภายใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง อาฝูยืนอยู่กลางลานบ้านกำลังเปลือยกายอาบน้ำ อากาศหนาวจัดปกคลุมไปทั่ว อุณหภูมิของน้ำในบ่อเย็นราวกับน้ำแข็ง แต่เขากลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย กลับยกถังน้ำราดรดตั้งแต่ศีรษะลงมาโดยร่างกายไม่สั่นเทิ้มไปตามแรงกระทบของน้ำเย็นยะเยือก

            รู้จักกันมาสองวัน เยี่ยนหุยพอจะดูออกว่าท่าทางแข็งกร้าวและสีหน้าที่แสนจะเย็นชาราวกับก้อนหินของเขา มีไว้บดบังความไม่สบายใจและความเจ็บปวดทั้งหลายจากโลกภายนอก... แท้จริงแล้วเขาเป็นคนอดทนจนน่ากลัว!

            น้ำในถังค่อยๆ ไหลผ่านใบหน้า ลำคอ แผงอก เรื่อยลงมาจนถึงหน้าท้อง และจากนั้น...

            เขาบังเอิญหมุนตัวหันข้างให้กับนาง

            ใบหน้าครึ่งเสี้ยวที่มองเห็นจากด้านข้าง ยามกระทบแสงจันทร์ยิ่งทำให้รูปคางที่สมบูรณ์แบบพลันโดดเด่นขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าที่มีหยดน้ำเกาะพราว ดวงตาดำขลับเยือกเย็นคู่นั้น... กำลังจับจ้องมายังนาง พร้อมด้วยสีหน้าที่แฝงไปด้วยความโมโห

            อายจนกลายเป็นโมโห!

            ที่แท้ เขาก็ยังมีเรื่องที่อดทนไม่ได้

            เยี่ยนหุยกลืนน้ำลายพลางกล่าวตำหนิ “เอ่อ เจ้านี่... เพี้ยนรึ ถึงได้มายืนแก้ผ้าอาบน้ำกลางลานบ้านแบบนี้”

            “เจ้าจะไม่ปิดหน้าต่างก่อนหรือ?” เขาถามกลับ

            “อ้อ…ใช่”

            เยี่ยนหุยรีบปิดหน้าต่าง แต่ก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ท่าเดิมไม่ขยับเขยื้อน

            นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นร่างกายของผู้ชายเต็มสองตา อะไรที่ควรจะมี ก็ดูเหมือนจะมี... ครบสมบูรณ์ดีนะ

            ‘แหมะ’ เลือดหยดหนึ่งหยดลงบนทรวงอกของนาง

            เยี่ยนหุยรีบอุดจมูกไว้แล้วเอนกายลงบนเตียง ยามนี้นางไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ผู้ที่กำลังฝึกฝนตนเองให้ละกิเลสเช่นนางยังคงมีความปรารถนาดั่งเช่นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาทั่วไป หรือที่จื่อเยว่เคยก่นด่าเอาไว้จะเป็นจริง?

            การบำเพ็ญเพียรอาจไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงสันดานเดิมของคน

            เรื่องนี้จะโทษนางได้หรือ?

            ต้องโทษ ‘งู’ เองต่างหาก ที่มายืนแก้ผ้าอาบน้ำให้ ‘เซียน’ ดู!

ตอนที่ 6

            ยามค่ำคืน

            ค่ายกลที่ดูราวกับคุกมืดกักขังนางเอาไว้ภายใน มีเพียงแสงสะท้อนสีขาวระยิบระยับดุจเพชรของดวงจันทร์ขนาดใหญ่ที่ชวนให้ขนลุกส่องกระทบ เยี่ยนหุยเอนกายลงบนพื้น ผิวกายสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่เสียดแทงกระดูก เย็นเยียบราวกับจะแทรกซึมเข้าสู่หัวใจ

            นางมองดูเกล็ดหิมะที่โปรยปรายผ่านหน้าต่างลงมาต้องผิวหน้า และหลอมละลายกลายเป็นหยดน้ำ ไหลลงไปตามใบหน้านางทีละหยดอย่างรวดเร็ว

            “ทำไม...”

            นางได้ยินเสียงตัวเองเอ่ยปากถาม น่าประหลาดที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถามถึงอะไร นางพลิกศีรษะไปทางด้านหนึ่ง เห็นเงารางๆ ร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงมุมห้อง เบื้องหลังเงานั้นคือดวงจันทร์ขนาดใหญ่สีเลือด นางมองไม่เห็นใบหน้าของคนผู้นั้น แต่กลับมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขากำลังถือกระบี่ยาวเอาไว้ในมือ

            ม่านตาดำของเยี่ยนหุยหดตัวลง    

            กระบี่นั้นแทงลงมาอย่างแรง!

            เยี่ยนหุยรู้สึกว่าหัวใจบีบรัดหนักหน่วง ความเจ็บปวดรุนแรงทำให้ร่างของนางสั่น จากนั้น...

            “เอกอีเอ้กเอ้ก”

            นางสะดุ้งตื่น เบื้องหน้ายังคงมืดมิด กลิ่นเก่าๆ ของไม้และฟืนตามหมู่บ้านในชนบทยังคงตลบอบอวลอยู่โดยรอบ หัวใจของนางเต้นระรัว ไรผมเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ

            เยี่ยนหุยยกมือขึ้นกุมหน้าอกแน่น หัวใจยังคงรู้สึกเจ็บแปลบราวกับถูกเข็มแหลมทิ่มแทง

            ฝันร้ายนี้ช่างเหมือนจริงเสียเหลือเกิน ราวกับว่านางเพิ่งเผชิญกับเหตุการณ์สยองขวัญมาเมื่อวาน ภูเขาหิมะสูงตระหง่าน ดวงจันทร์กลมโตน่าขนลุก ไหนจะเงาร่างนั่นอีก...

            นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ทำให้เยี่ยนหุยต้องขมวดคิ้ว ‘เงานั่น’ ทำไมนางถึงรู้สึกคุ้นเคย? จะเป็นใครที่นางเคยรู้จักหรือไม่? ในตอนนี้นางไม่อาจปะติดปะต่อจนหาทางเชื่อมโยงได้เลย

            คิดอยู่นานสติก็กลับคืน เยี่ยนหุยเบ้ปาก “นอนต่อดีกว่า ไร้สาระ”

            นางลืมไปเรื่องหนึ่งว่าไก่บ้านนี้พอเริ่มได้ออกแรงขันแล้ว... มันจะไม่ยอมรามือ!

            เยี่ยนหุยกำหมัดแน่นอยู่ใต้ผ้าห่ม นี่ก็วันที่สามแล้ว นางไม่เคยนอนหลับสบายเลยสักวัน ก่อนหน้านี้ที่สู้ยอมอดทน เพราะนางคิดว่าจะอาศัยอยู่ในกระท่อมซอมซ่อหลังนี้ไม่นาน แต่ดูจากสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว กว่าร่างกายจะแข็งแรงจนสามารถฟื้นฟูปราณในกายได้คงต้องใช้เวลาอีกมาก

            ต้องบำรุงเสียหน่อยแล้ว!

            ไม่ทันจะสว่างดี ไก่หลายตัวที่เคยส่งเสียงร้องอยู่ในบ้านของหญิงชราต่างพากันเงียบเสียงจนหมด

            แม่เฒ่าเซียวที่เพิ่งก้าวออกจากห้องได้กลิ่นแปลกๆ เหมือนกับกลิ่นลวกขน “อาฝู อาฝู!” นางร้องเรียกหลานชาย อาฝูรีบเดินออกมาจากห้อง พอเห็นเยี่ยนหุยยืนอยู่กลางลานบ้าน ชายหนุ่มชะงักเท้า สีหน้าบึ้งตึงขึ้นหลายส่วน

            “นี่กลิ่นอะไรกัน?” แม่เฒ่าถาม

            “ข้าเชือดไก่พวกนั้นแล้ว” เยี่ยนหุยเอ่ยตอบโดยไม่รอให้อาฝูได้อธิบาย นางนำไก่ในหม้อขึ้นมาถอนขนอย่างชำนาญ “กำลังลวกน้ำร้อนถอนขนอยู่พอดี วันนี้ข้าจะต้มน้ำแกงหม้อใหญ่ ข้าเรียนวิธีตุ๋นไก่มาจากเจ้าอ้วนจางเชียวนะ สบายมาก”

            “เจ้า... เจ้าเชือดไก่แล้ว?” แม่เฒ่าเซียวถามเสียงสั่น “เชือดหมดแล้ว”

            เยี่ยนหุยหันไปมองเล้าไก่ที่ว่างเปล่า “ใช่ เชือดหมดแล้ว ทีแรกคิดจะเชือดแค่ไก่ตัวผู้ตัวเดียว คิดไม่ถึงว่าตอนที่ไก่ตัวผู้ร้อง ไก่ตัวเมียสองตัวดันโก่งคอร้องตามไปด้วย ข้าเองก็กลัวเหลือเกินว่าจะรบกวนจนพวกท่านตื่น เลยจัดการเสียให้หมดทีเดียว ไก่ตุ๋นยาจีนหม้อนี้คงกินไปได้อีกนาน” เยี่ยนหุยกล่าวพลางเลียริมฝีปาก

            เพิ่งจะสิ้นคำพูดแม่เฒ่าเซียวก็ร้องขึ้น “โอย...โอย!”

            เยี่ยนหุยหันไปมองด้วยความตกใจ เดิมคิดว่าหญิงชราสะดุดล้ม กลับกลายเป็นว่านางกระแทกตัวนั่งลงบนพื้นเสียเอง อาฝูที่อยู่ด้านข้างรีบประคองนางให้ลุกขึ้น

            “สวรรค์เมตตาด้วย ฮือๆ ไก่ถูกเชือดไปหมดแล้ว...”

            เยี่ยนหุยตะลึงงัน “นี่มันอะไรกัน” นางงุนงงไปหมด แค่ไก่เพียงสามตัว เหตุใดต้องโศกเศร้าถึงเพียงนี้

            “แม่ไก่มีไว้ออกไข่ จะทำอย่างไรดี จะอยู่กันอย่างไร” ดวงตาขุ่นมัวทั้งสองข้างคลอไปด้วยน้ำตา นางร้องไห้ด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก

            เยี่ยนหุยก้มมองไก่ในมือ “เอ่อ... จะว่าไปแล้ว ไก่สองตัวนี้ทั้งผอมทั้งแก่ คงออกไข่ไม่ได้สักเท่าไรหรอกท่านยาย”

            แม่เฒ่าเซียวร้องไห้เหมือนจะขาดใจ เยี่ยนหุยยกมือขึ้นเกาศีรษะ “แบบนี้ดีหรือไม่ เนื้อไก่ทั้งหมดข้ายกให้พวกท่าน ส่วนข้าจะดื่มน้ำแกงให้เอง”

            “หุบปาก!”

            อาฝูตัดบทเสียงเฉียบ เยี่ยนหุยถูกตะคอกใส่จนงง นางขมวดคิ้ว “เจ้าตะโกนทำไม?”

            อาฝูเข้ามาดึงไก่ในมือของนาง เขาถลึงตาใส่อย่างเย็นชาพลางกล่าว “ไม่รู้ก็อย่าพูดเหลวไหล”

            ท่าทีของเขาทำให้เยี่ยนหุยเปล่งเสียงหัวเราะด้วยความโมโห “วานบอกข้าทีพ่อคนฉลาด บ้านเมืองต้องล่มจมเพราะไก่สามตัวนี้ตายใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

            อาฝูไม่สนใจคำประชดของนาง เขาหันไปส่งซากไก่ให้หญิงชรา “ท่านยาย อย่าเสียใจไปเลย”

            เยี่ยนหุยที่ยืนอยู่ด้านข้าง รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอันธพาลรังแกคนอ่อนแอกว่า ทั้งที่จริงแล้วนางแค่เชือดไก่ปากเปราะสามตัวเท่านั้น “เพียงแค่ไก่ไม่กี่ตัว พวกเจ้ารอดูก็แล้วกัน!”

            นางถลกแขนเสื้อขึ้นแล้ววิ่งออกจากบ้านไป

            แม่เฒ่าเซียวรีบผลักอาฝู “ตามไปสิ ไปห้ามนาง พานางกลับมา”

            อาฝูมองหญิงชราด้วยสายตาเคร่งขรึม “ท่านยาย ข้าจะประคองท่านเข้าไปในห้องก่อน”

            เยี่ยนหุยวิ่งออกจากบ้านมุ่งหน้าขึ้นไปบนเขาถงหลัว แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะขาดแคลนพลังชีวิตอย่างมาก แต่ก็คงพอจะมีไก่ป่าอาศัยอยู่พอให้นางได้จับกลับไปโยนให้เต็มเล้าอีกครั้ง

            ระหว่างทาง สายตาของชาวบ้านนับสิบจับจ้องมาที่นาง แต่พอเห็นว่าเยี่ยนหุยกำลังมุ่งหน้าขึ้นไปบนเขา ก็ไม่มีใครใส่ใจนางอีก คงเพราะไม่เคยมีผู้ใดหนีรอดออกไปจากผืนป่ากว้างใหญ่รกร้างด้านหลังภูเขาลูกนี้มาก่อนนั่นเอง

            เยี่ยนหุยขึ้นไปบนเขา วิ่งตามหาไปมาสักพักก็จับไก่ป่าได้สองตัว กำลังคิดจะหาตัวที่สาม จู่ๆ ก็รู้สึกว่าพุ่มไม้ทางด้านข้างขยับ นางที่ฝึกวิชาปราบปีศาจมานานจึงเกิดอาการระแวงขึ้น

            เยี่ยนหุยถอยหลังไปก้าวหนึ่งเพื่อตั้งรับ สายตาจับจ้องไปยังจุดนั้น พุ่มไม้ขยับอย่างแรง จากนั้นชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าป่านหยาบๆ คนหนึ่งก็ก้าวออกมา

            เขาไม่มองมายังนางเสียด้วยซ้ำ ออกจากพุ่มไม้มาได้ก็เดินกะโผลกกะเผลกมุ่งหน้าไปทางหมู่บ้าน

            เยี่ยนหุยจ้องแผ่นหลังของเขาอยู่นานพลางขมวดคิ้ว “เขาเป็นคนที่หมู่บ้านส่งมาให้จับตาดูข้ารึ?”

            กำลังใช้ความคิดอยู่ดีๆ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่ง นางเงยหน้าขึ้นก็เห็นอาฝูกำลังก้าวตรงมาช้าๆ

            ชายหนุ่มมองไก่ป่าในมือของนางแล้วเลิกคิ้วขึ้น “เร็วดีนี่”

            “เจ้าก็หาข้าเจอเร็วเหมือนกัน” เยี่ยนหุยยื่นไก่ป่าในมือส่งให้ “ถือไว้ ข้าจะจับอีกสักสามสี่ตัว ให้ไอ้เล้าไก่เฮงซวยนั่นแน่นไปเลย”

            อาฝูไม่ปฏิเสธ เขารับไก่ป่าในมือของนางมาแล้วเดินตามหลังไปอย่างว่าง่าย เยี่ยนหุยเดินไปเรื่อยๆ พลางชมวิวทิวทัศน์รอบข้าง จนกระทั่งทั้งสองมาหยุดอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่หักโค่น “วันนั้นเจ้าไม่ออมมือให้ข้าเลย ฟาดเสียเกือบตาย”

            เยี่ยนหุยกวาดตามองโดยรอบ สักพักก็วิ่งเข้าไปหยิบบางสิ่งด้วยความดีใจ “กระบี่ไม้ท้อของข้า!”

            นางเก็บกระบี่ไม้ท้อขึ้นมาควงสองรอบ จากนั้นจึงหันปลายกระบี่ชี้ไปทางอาฝู “ข้าเป็นคนหัวแข็ง อารมณ์ร้าย ไม่ชอบให้ใครมาสั่งสอน เมื่อก่อนนอกจากอาจารย์ของข้าแล้ว ไม่ว่าใครที่คิดจะก้าวก่ายก็ล้วนมีจุดจบที่ไม่ดีทั้งสิ้น จำใส่กะโหลกของเจ้าเอาไว้ มิเช่นนั้น ระวังจะโดนข้าใช้กระบี่แทงจุดเจ็ดนิ้วเหมือนในวันนั้น”

            อาฝูแค่นเสียงเย็น “กระบี่ไม้ท้อสะกิดผิวให้เป็นแผลได้เท่านั้น น่ากลัวตรงไหน”

            ดวงตาของเยี่ยนหุยเปล่งประกายวูบหนึ่ง นางลดกระบี่ลงแล้วใช้นิ้วลูบคมของมัน “โถ… วันนั้นใครก็ไม่รู้ ร้องโหยหวนเสียจนน่าสงสาร”

            อาฝูไม่สนใจคำพูดของนาง เขาหันไปมองทางด้านข้างพลางทำท่าพยักพเยิดให้ดู “ไก่ป่า”

            เยี่ยนหุยไม่พูดมาก นางโผเข้าไปจับทันที

            ทั้งสองมุ่งหน้ากลับบ้านพร้อมไก่ป่าหกตัว แม่เฒ่าเซียวเห็นเยี่ยนหุยจับไก่กลับมาจริงๆ ก็ไม่ติดใจอะไรอีก พวกเขากินไก่เป็นอาหารเย็น จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับห้องไปนอน

            เยี่ยนหุยนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง สลับกับฟังเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของอาฝูที่อยู่ตรงมุมห้องอีกฟากหนึ่ง นางค่อยๆ เรียบเรียงความคิด

            สามวันนี้นางมักจะรู้สึกอยู่บ่อยๆ ว่าร่างของอาฝูมีกลิ่นอายแปลกประหลาดบางอย่างซ่อนอยู่

            หากจะมองว่าเขาถูกปีศาจงูสิงร่าง แล้วเหตุใดเขาจึงแลดูคุ้นเคยกับชีวิตประจำวันของ ‘อาฝู’ คนเดิมนัก ทั้งถ่อแพไปยังปากถ้ำตรงหน้าผา แบกจอบไปทำงานในนา รับมือกับเด็กๆ ที่มาหาเรื่อง โกรธนางที่เชือดไก่จนทำให้แม่เฒ่าเซียวเสียใจ ปลอบใจหญิงชราที่กำลังร้องไห้ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ปีศาจจะทำได้เลย... แต่เขากลับคุ้นเคยราวกับว่าอยู่กับเรื่องพวกนี้มาแล้วนานนับสิบปี

            และไม่ว่าเยี่ยนหุยจะแกล้งพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างนางกับปีศาจงูสักเพียงใด เห็นได้ชัดว่าเขามักทำทีคล้อยตามนางไปเสียทุกเรื่อง หรือนี่จะเป็นแผนซ้อนแผนหลอกนางกันแน่!       

            เยี่ยนหุยชักจะแน่ใจแล้วว่าอาฝูไม่ใช่ปีศาจงู แต่ยังไม่วายสงสัยว่าในร่างของเขาเป็นปีศาจตนใดกัน? ทำไมเขาต้องหลอกนาง และในถ้ำที่เขาพานางไปนั้นมันมีอะไรซ่อนอยู่ด้านใน จุดประสงค์ของเขาคืออะไร?

            ยิ่งคิดนางก็ยิ่งปวดหัวไปกับปริศนาทั้งหลายที่มี แล้วปีศาจงูตอนนี้อยู่ที่ใด? แล้วสมบัติของนางเล่า?

            เยี่ยนหุยถอนใจยาวเฮือกใหญ่... แค่อยากกินของอร่อยในอีกครึ่งชีวิตที่เหลือ ทำไมถึงยากแบบนี้นะ!

ตอนที่ 7

            ในยามบ่ายของทุกวัน เยี่ยนหุยจะนั่งสมาธิฟื้นฟูปราณในร่างกายด้วยความเบื่อหน่าย

            นางเบื่อ... เพราะทุกคืนจะต้องสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นพระจันทร์ดวงใหญ่กับหิมะที่ปกคลุมไปทั่วยอดเขา ค่ายกลที่ประสานฟ้ากับดินเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา ไหนจะเงาร่างเลือนรางที่ทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

            เหตุใดคนที่นอนอยู่บนพื้นและถูกสังหารจะต้องเป็นนาง? หรือในหมู่บ้านแห่งนี้จะมีเรื่องลี้ลับแฝงอยู่จริงๆ ซ้ำมันยังจ้องที่จะเล่นงานนางเสียด้วย

            ไม่เข้าใจเลย

            เยี่ยนหุยพยายามสืบข่าวเกี่ยวกับชายขาเป๋คนนั้นทุกวัน แต่ทุกครั้งก็จะถูกอาฝูแอบเข้ามาขัดขวางอย่างเงียบๆ เสมอ

            เมื่อรู้ว่าเขาไม่ใช่ปีศาจงูตามที่คิด นางกลับนึกระแวงปีศาจตนอื่นที่สิงอยู่ในร่างของเขามากกว่า ทั้งยังเลือกที่จะใช้แผนซ้อนแผนเพื่อล่อให้เขาติดกับอีกด้วย

            “ไปกันเถอะ”

            เยี่ยนหุยเหลือบมองอาฝูที่แบกจอบยืนอยู่ในลานบ้าน นางอ้าปากหาว หิ้วหมั่นโถวกับน้ำเดินตรงไปหาเขา

            หลายวันมานี้ อาฝูไปทำงานในนาเหมือนกับหนุ่มชาวนาที่แต่งงานแล้วคนอื่นๆ เรื่องเดียวที่แตกต่างกันคือ เขาพกนางไปด้วยตลอด

            “ท่านยาย ข้าไปแล้วนะ” อาฝูหันไปบอกกับแม่เฒ่าเซียวที่นั่งอยู่ในลานบ้าน หญิงชราพยักหน้าตอบอย่างอ่อนแรง

            ก่อนจะลับสายตา เยี่ยนหุยหันไปมองแม่เฒ่าเซียวอีกครั้งหนึ่ง สายตาของนางมองเห็นลมหายใจตรงปากของหญิงชราเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทา เยี่ยนหุยคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ดี จะว่าไปแล้วสีนั้นยังคงจางอยู่มาก แต่อีกไม่นานมันจะค่อยๆ เข้มขึ้น สุดท้ายก็จะกลายเป็นสีดำราวกับเงาปีศาจที่ล่องลอยครอบงำร่างกายของหญิงชราจนกระทั่งนางสิ้นอายุขัย

            เยี่ยนหุยหันกลับมามองเงาหลังของอาฝูต่อ หลังจากอยู่ด้วยกันมาหลายวัน นางพอจะสัมผัสได้ถึงความเอื้ออาทรที่เขามีต่อแม่เฒ่าเซียวอย่างจริงใจ อาจจะดูขัดไปบ้างกับนิสัยเงียบขรึมเย็นชา ซึ่งอาจเป็นเพราะเขาต้องสูญเสียหรือเคยต้องผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายและยากลำบากในชีวิตมามากมาย ถึงอย่างไร นางก็ภาวนาขอให้เขามีจิตใจที่เข้มแข็ง มากพอที่จะรับมือกับความสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง

            อาฝูหันกลับมามอง เยี่ยนหุยเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “วันนี้มีหมั่นโถวห้าลูก ข้ายกให้เจ้าสามลูกเลย”

            เขาเบนสายตาหลบ พูดตัดบท “อยากกินเท่าไรก็กินไปเถอะ”

            เยี่ยนหุยยังไม่ทันได้อ้าปากบอกเขาว่าสิ่งที่นางทำนั้นเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจเพียงใด ทั้งสองก็เดินมาถึงทางเลี้ยวพอดี พลันสายตาของนางก็เหลือบไปเห็นร่างของสตรีนางหนึ่งยืนอยู่ริมท้องนาห่างไปไม่ไกลนัก

            นางชะงักเท้าด้วยความตื่นตะลึง ปากร้อง ‘เฮ้ย’ ออกมาอย่างลืมตัว

            แววตาของอาฝูทอประกายวูบหนึ่ง เขามองตามสายตาของเยี่ยนหุยไปอย่างรวดเร็ว

            ทางด้านนั้นมีสตรีนางหนึ่งยืนอยู่กลางถนน นางสวมชุดแพรสีขาวสวยงามไม่เข้ากับบรรยากาศของหมู่บ้านในชนบท ชายคนหนึ่งกำลังจะต้อนวัวผ่าน เขาร้องเรียกให้นางหลบ ทว่านางเอาแต่ยืนนิ่ง ดวงตาเหม่อลอยทอดไปไกล

            เยี่ยนหุยตั้งท่าจะเดินเข้าไปหา อาฝูยื่นมือมาขวางไว้ แต่ไร้ผล

            ชายหนุ่มขมวดคิ้วแล้วสาวเท้าตามไป

            เยี่ยนหุยวิ่งเหยาะๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าสตรีนางนั้น สองตาจับจ้องอยู่ครู่หนึ่ง “ชีหวินเจินเหริน?”

            สตรีนางนั้นไม่ตอบ ชายชราที่ด้านข้างร้องโวยวายขึ้นมา “โอ๊ย ให้วัวของข้าผ่านไปก่อนได้หรือไม่ เจินหรงเจินเหรินอะไรกันอยู่ได้ หลบไป!”

            เยี่ยนหุยได้สติรีบดึงตัวสตรีนางนั้นให้หลบไปทางด้านข้างสองก้าว รอจนชายชราต้อนวัวผ่านไปค่อยหันกลับมาพินิจพิจารณาอีกฝ่ายต่อ

            เสื้อผ้าสีขาวของเซียนที่ไม่ควรแปดเปื้อนมลทินใดๆ เมื่อมาอยู่กลางทุ่งนาในชนบทก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เปรอะเปื้อน รอยเปื้อนเหล่านั้นทำให้ ‘ชีหวินเจินเหริน1’ ดูโทรมลงหลายส่วน สีหน้าเหม่อลอยราวกับไม่ได้ยินเสียงและมองไม่เห็นสภาพรอบด้าน นางเอาแต่เหม่อมองเมฆขาวที่อยู่ห่างไกล ไม่รู้ว่าในใจกำลังคิดอะไรอยู่

            เยี่ยนหุยขมวดคิ้ว

            ชีหวินเจินเหรินผู้นี้มิใช่ผู้บำเพ็ญพรตธรรมดาๆ แต่เป็นเจ้าสำนักฉีหวินแห่งเขาหวินไถ ในสายตาของผู้ฝึกวิชาพรต นางถือได้ว่าเป็นปรมาจารย์ผู้มีศักดิ์เทียบเท่ากับหลิงเซียวเจินเหรินผู้เป็นอาจารย์ของเยี่ยนหุยเลยทีเดียว

            ชีหวินเจินเหรินหายตัวไปเมื่อสามเดือนก่อนหลังจากไปร่วมงานชุมนุมสำนักเซียนที่เขาเฉินซิง ผู้คนในสำนักฉีหวินรวมทั้งเขาเฉินซิงต่างช่วยกันออกตามหาแต่ก็ไม่พบ ตอนนั้นยังคิดกันไปว่า นางอาจจะถูกปีศาจทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตไปแล้ว

            ผู้คนในสำนักเซียนเคร่งเครียดกับเรื่องนี้กันมาก จู่ๆ ใครจะคาดคิดว่า ชีหวินเจินเหรินจะมาปรากฏตัวในหมู่บ้านเล็กๆ บนเขาแห่งนี้

            “เจินเหริน” เยี่ยนหุยร้องเรียกอีกครั้ง กระนั้นก็ยังไม่อาจทำให้อีกฝ่ายหันมาสนใจนาง “เจินเหรินจำข้าได้หรือไม่ ข้าคือเยี่ยนหุยศิษย์ของอาจารย์หลิงเซียวแห่งเขาเฉินซิง”

            “เจ้าโง่” เจินเหรินพึมพำ

            เยี่ยนหุยอึ้งไป “เอ่อ...”

            ลูกตาดำของชีหวินเจินเหรินขยับเล็กน้อย สายตาของนางหันมาจับจ้องใบหน้าของเยี่ยนหุย

            เยี่ยนหุยกระแอมสองครั้ง “ตอนนี้ข้าไม่โง่แล้ว เพียงแต่...”

            “ไร้ยางอาย”

            มุมปากของเยี่ยนหุยกระตุก “เจินเหริน ฟังนะ... ตอนนี้ทุกคน...”

            “ไปตายซะ”

            เส้นเลือดตรงหน้าผากของเยี่ยนหุยเกร็งขึ้นมาจนปูดโปน อาฝูเห็นท่าไม่ดีจึงรีบกระโดดเข้าไปขวางนางไว้ เยี่ยนหุยตะเกียกตะกายพยายามจะปีนผ่านร่างของอาฝู “อย่าคิดจะห้ามข้า! ข้าจะสั่งสอนให้นางรู้จักมารยาทเสียบ้าง!”

            ทันใดนั้นเสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่งร้องดังขึ้นที่อีกฟากของถนน “อาหวิน!”

            เยี่ยนหุยมองตามต้นเสียงพลางเลิกคิ้ว “ชายขาเป๋ที่พบบนเขาวันนั้นนี่นา”

            เสียงร้องของชายขาเป๋ทำให้ชีหวินเจินเหรินขยับตัวเล็กน้อย นางหันไปมองชายหนุ่มที่วิ่งกะโผลกกะเผลกเข้ามาหาอย่างร้อนใจ สายตาของเขาผู้นั้นกวาดผ่านใบหน้าของอาฝูมาสบเข้ากับดวงตาของเยี่ยนหุย เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตรงเข้าไปประคองชีหวินเจินเหรินโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง “อาหวิน ทำไมถึงมาที่นี่เล่า?”

            “ท่านลืมผ้าซับเหงื่อ” น้ำเสียงของชีหวินเจินเหรินเรียบเรื่อย เชื่องช้า “ข้าคิดจะเอาไปให้ท่าน แต่กลับหลงทางเสียก่อน ผ้าซับเหงื่อก็หล่นหายไปแล้ว” นางก้มหน้าลง แววตาเศร้าสร้อย “ข้าขอโทษ”

            ชายหนุ่มมีท่าทางเหมือนจะดีใจ เขายิ้มพลางกล่าวปลอบเสียงเบา “ไม่เป็นไร กลับบ้านกันเถอะนะ”

            กล่าวจบ เขาพาชีหวินเจินเหรินเดินไปอีกฟากของถนนโดยไม่หันกลับมามองเยี่ยนหุยอีกเลย

            เยี่ยนหุยไม่ได้ขัดขวาง นางเพียงยกมือขึ้นกอดอก นิ้วมือซ้ายเคาะแขนขวาเบาๆ ดวงตาแฝงแววครุ่นคิด

            ชีหวินเจินเหรินที่สติเลอะเลือนกับ... ปีศาจงูอย่างนั้นรึ?

            หากความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นอย่างที่นางเห็นจริงๆ เยี่ยนหุยก็พอจะเดาออกแล้วว่า เหตุใดปีศาจงูต้องไปขโมยสมบัติประจำตระกูลของผู้อื่น และเหตุใดถึงยอมเสี่ยงชีวิตจนกระทั่งหางถูกผ่าออกเป็นสองซีก

            ทั้งหมดทั้งปวง... เพราะความรักนี่เอง

            ปัญหาก็คือ ทำไมชีหวินเจินเหรินถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้? ถึงจะเคยพบหน้ากันแค่ไม่กี่ครั้ง แต่เยี่ยนหุยก็รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนเย่อหยิ่งถือตัวอย่างมาก แม้สติจะเลอะเลือนไปบ้าง ทว่านิสัยก็ไม่น่าจะเปลี่ยนเป็นก้าวร้าวได้ถึงเพียงนี้

            ให้ตายนางก็ไม่ยอมเชื่อ ว่าปีศาจงูที่เพิ่งจะพ่ายแพ้ให้กับนาง จะสามารถทำให้ชีหวินเจินเหรินกลายเป็นคนป้ำๆ เป๋อๆ!

            นับวันหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ยิ่งทวีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังนึกสงสัยเยี่ยนหุยก็พลันเอะใจกับอะไรบางอย่าง

             เรื่องสำคัญที่นางข้องใจเสียยิ่งกว่าและจะต้องถามอาฝูให้ได้! “ทำไมเมื่อครู่เจ้าต้องห้ามไม่ให้ข้าจัดการกับนางด้วย?”

            อาฝูปรายตามองคนถาม “ข้าคิดว่านางพูดถูก”

            “...”

            ปกติก็ไม่ค่อยจะพูด แต่บทจะอ้าปากที ราวกับปล่อยสุนัขออกมาทั้งฝูง! เยี่ยนหุยหรี่ตามองคนตรงหน้านิ่ง “เจ้ารู้หรือไม่ว่านางเป็นใคร?”

            “ชีหวินเจินเหรินแห่งสำนักฉีหวิน”

            “อื้อฮือ ความรู้รอบตัวใช้ได้”

            “ผู้ที่บำเพ็ญพรตจนได้ฌานขั้นสูง ข้าย่อมต้องเคยได้ยินมาบ้าง” อาฝูกล่าวพลางแบกจอบเดินเข้าไปในท้องนา “เจ้าอย่ามัวแต่เสียเวลาอยู่เลย ข้าสายมากแล้ว”

            “อ้อ” เยี่ยนหุยเดินตามไป พลางเพ่งพิจารณาชายหนุ่ม “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าชีหวินเจินเหรินจะมาที่หมู่บ้านนี้ แล้วเหตุใดนางถึงกลายเป็นเช่นนี้?”

            อาฝูหยุดชะงัก เยี่ยนหุยก็หยุดตามไปด้วย ทั้งสองสบตากันนิ่ง

            ดวงตาคู่สวยของอาฝูหรี่ลง “เจ้าสงสัยข้ารึ?”

            เยี่ยนหุยยิ้มอย่างมีเลศนัย “ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ”

            “ไม่ใช่ข้า” อาฝูกล่าวเสียงแข็งพลันสะบัดหน้าแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก

            เยี่ยนหุยเบ้ปาก มือควานหาหมั่นโถวลูกหนึ่งขึ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ “ก็แค่ถามเฉยๆ ขี้งอนเสียจริง”

 

            หลังอาหารเย็น

            เยี่ยนหุยร้อนจนอึดอัดนางจึงปีนขึ้นไปนอนดูดาวบนหลังคา วันนี้พระจันทร์เต็มดวง แสงจันทร์ส่องสว่างจนดวงดาวบนฟ้าอับแสงลงไม่น้อย ภาพจันทร์บนท้องฟ้าก็ทำให้นางนึกถึงพระจันทร์กลมโตชวนขนลุกในความฝันขึ้นมา ทันใดนั้นก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างกดทับทรวงอกเอาไว้ ทำให้นางแทบหายใจไม่ออก

            นางรีบลุกขึ้นนั่ง ใช้มือลูบบริเวณทรวงอก กำลังคิดจะกลับห้องไปนอนก็เห็นอาฝูที่นอนอยู่ในห้องด้านล่างเดินโซเซออกมา

            ถูกต้อง เขาเดินเซไปเซมา ราวกับต้องอาคม!

            เยี่ยนหุยจ้องตาไม่กะพริบ นางเห็นเขาเดินโซเซเข้าไปในห้องเก็บฟืน จากนั้นก็หอบฟืนออกมาหอบหนึ่ง แล้วก็เดินโซเซออกจากบ้านไป ถึงจะดูเคลื่อนไหวลำบากแต่เขาก็ทำได้เงียบมากราวกับคุ้นเคยเป็นอย่างดี

            เยี่ยนหุยรู้สึกสังหรณ์ใจ นางจึงกระโดดลงจากหลังคาแล้วสะกดรอยตามเขา

            โชคดีของนางที่คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง แสงจันทร์ที่สว่างจ้าทำให้นางมองเห็นร่างของอาฝูที่กำลังเดินตรงไปยังทะเลสาบได้ชัดเจน พอไปถึงลานโล่งกว้าง เขาปล่อยฟืนลง มือสั่นเทาควานหาที่จุดไฟออกมาแล้วก้มหน้าก้มตาก่อไฟ

            ชั่วขณะที่เปลวไฟลุกโชน เยี่ยนหุยสังเกตเห็นอาฝูมีเหงื่อซึมเต็มใบหน้าที่ซีดขาวราวกับกระดาษ

            เขาตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?

            ทำไมนางรู้สึกราวกับว่ากำลังอยู่ในพิธีกรรมร่ายมนตร์ดำของเหล่าพรรคมาร

            ขณะที่เยี่ยนหุยกำลังครุ่นคิด อาฝูที่พยายามจุดไฟเข้ากับท่อนฟืนเล็กๆ พลันล้มลงไปนอนขดกับพื้น เขาดูเหมือนกำลังเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส กรามขบแน่น แขนขาไร้เรี่ยวแรงจะลุกขึ้นยืน

            เยี่ยนหุยทนดูต่อไปไม่ไหว นางรีบเข้าไปนั่งยองๆ ตรงหน้าของอาฝูพลางเอื้อมมือไปเพื่อจะหยิบที่จุดไฟในมือของเขามาจัดการให้ ทว่าเขากลับคว้าข้อมือของนางไว้แน่น

            “อะ...”

            ชั่วขณะนั้น ความเจ็บปวดแผ่ซ่านเข้าเต็มแผ่นหลัง เยี่ยนหุยถูกผลักอย่างแรงจนล้มลงไปนอนกับพื้น ริมฝีปากร้อนวูบ... ปีศาจรูปงามในคราบคนปัญญาอ่อน... กำลังกัดริมฝีปากของนางเสียแล้ว

ตอนที่ 8

            เยี่ยนหุยมองชายที่อยู่บนร่างตนด้วยท่าทางกระอักกระอ่วนทั้งคู่จ้องกันเขม็งจนตาแทบถลน

            พอได้สตินางจึงกัดฟันแน่นพร้อมออกแรงดิ้น คาดไม่ถึงว่าชายร่างผอมซูบอย่างอาฝูจะมีเรี่ยวแรงมากมายมหาศาลเช่นนี้ เขากอดนางไว้กับอกราวกับว่ากำเชือกช่วยชีวิตเส้นสุดท้ายเอาไว้ และนางก็ไม่อาจต้านทานได้เลย

            ในขณะที่เยี่ยนหุยกำลังดิ้นรนอยู่นั้น นางสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดบางอย่าง ตามมาด้วยรสคาวเลือดในปาก

            เขากัดข้า!

            “เจ็บนะ!” เยี่ยนหุยร้องเสียงอู้อี้

            เพียงได้ลิ้มรสคาวของเลือด อาฝูก็มีท่าทีที่แปลกยิ่งกว่าเดิม เขาเหมือนจะได้รับแรงกระตุ้นบางอย่าง จากแค่กัดกลายมาเป็นดูด แล้วก็ทวีความหนักหน่วงรุนแรงจนกลายเป็นการจุมพิตไปโดยปริยาย

            ตอนถูกกัด นางคิดว่าจะไม่ถือสาหาความอะไรกับคนบ้าในคืนพระจันทร์เต็มดวง แต่พอถูกดูดเลือดซ้ำยังขโมยจูบแรกของนางไปด้วย เยี่ยนหุยที่อับอายจนแทบบ้าก็ออกแรงยกหัวเข่าขึ้นกระแทกเข้าไปที่ท้องน้อยของอาฝูเข้าอย่างจัง

            เขาขยับตัวขึ้นนั่งคุกเข่าตัวงอ ไม่รอช้านางรีบเตะเสยยอดคางจนอีกฝ่ายหงายหลังลงไปนอนมึนงงอยู่กับพื้น

            เยี่ยนหุยฉวยโอกาสนี้รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น ตั้งท่าจะวิ่งหนี

            แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวขา อาฝูก็คว้าผ้ารัดเอวของนางเอาไว้ได้

            เยี่ยนหุยหันกลับไปมองชายหนุ่มซึ่งตอนนี้ยังคงไร้เรี่ยวแรง นั่งตัวสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น มือข้างหนึ่งกุมตรงหัวใจ อีกข้างก็ดึงผ้ารัดเอวของนางเอาไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว

            “อย่าไป...”

            เยี่ยนหุยจ้องหน้าเขาด้วยแววตาขุ่นเคือง “ดึงเสียแน่นขนาดนี้ หากข้าปฏิเสธ มีหวังคงได้เดินเปลือยก้นกลับบ้านน่ะสิ!”

            ยังไม่ทันจะได้อ้าปากด่าต่อ อาฝูก็คลานเข่ามาหยุดตรงหน้าของนาง จากนั้นก็กอดเอวหญิงสาวเอาไว้แน่น ท่าทางของเขาราวกับขอทานผู้สิ้นหวังที่กำลังวิงวอนร้องขอปาฏิหาริย์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์์

            เขาแนบใบหน้าเข้ากับท้องของนาง ฟังเสียงหัวใจของนาง สัมผัสความอบอุ่นจากกายของนาง

            บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด จนเยี่ยนหุยรับรู้ได้ถึงความ

เจ็บปวดมหาศาลจากร่างที่สั่นเทาของเขา ยังมีเสียงพึมพำเบาๆ ที่เล็ดลอดผ่านลำคอจากความทุกข์ทรมานที่ยากจะระงับ

            “ได้โปรด... อยู่ข้างกายข้า”

            ถึงจะไม่ได้ชอบขี้หน้ากันสักเท่าไร แต่นางก็ไม่อาจทำใจทอดทิ้งเขาไว้โดยไม่แยแส ที่ทำได้ดีที่สุดตอนนี้คงได้แค่...

            “เพียะ!”

            เยี่ยนหุยสะบัดมือตบศีรษะของอาฝูอย่างแรง “ไหนว่าไม่ใช่ปีศาจงูไง เจ้ารัดข้าซะจนกระดูกจะแหลกอยู่แล้ว”

            ไม่มีเสียงตอบ ทุกอย่างยังคงเงียบสงบ ทั้งคู่อยู่นิ่งในท่าเดิมจนผ่านไปค่อนคืนอาการสั่นเทาของอาฝูจึงค่อยบรรเทาลง           

            “ดีขึ้นแล้วรึ?” เยี่ยนหุยถาม

            ชายหนุ่มไม่ตอบ แต่นางรู้สึกได้ถึงอ้อมแขนที่เริ่มคลายความแน่นลง สักพักร่างของเขาก็ล้มลงนอนหมดสติไร้เรี่ยวแรงอยู่บนพื้น

            เยี่ยนหุยไม่ได้คิดจะรบกวนหรือปลุกเขาแต่อย่างใด นางนั่งพินิจพิเคราะห์ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อเงียบๆ จากนั้นก็ถอนหายใจทีหนึ่ง “เห็นแก่ที่เจ้าใจดียอมให้ข้าซัดหมั่นโถวคนเดียวสามลูกทุกวัน ข้าจะยอมอยู่เป็นเพื่อนให้ก็แล้วกัน”

            กล่าวจบ นางก็จัดการใช้ฟืนที่อาฝูหอบมาก่อกองไฟขึ้นตรงริมทะเลสาบ

            รอจนกระทั่งเปลวไฟลุกโชนเต็มที่ ในที่สุดอาฝูก็ได้สติ เขาหันหน้ามามองสตรีที่อยู่ข้างๆ ยามนี้ใบหน้าของนางดูมีชีวิตชีวากว่าปกติเมื่อต้องกับแสงไฟ ริมฝีปากที่บวมเป่งบ่งบอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับนางเมื่อครู่เช่นกัน

            เขาดูดแรงเกินไปสินะ ในปากยังมีรสคาวเลือดของนางหลงเหลืออยู่เลย

            เลือดของนาง...

            หัวใจของอาฝูเต้นไม่เป็นจังหวะ เขารีบหลับตาลงเพื่อสงบจิตสงบใจ

            ผ่านไปได้ครู่หนึ่ง อาฝูก็ลุกขึ้นนั่ง

            “ตื่นแล้วรึ?” เยี่ยนหุยปรายตามองชายหนุ่มพร้อมกับโยนฟืนท่อนสุดท้ายเข้าไปในกองไฟ จากนั้นนางก็กอดอกพร้อมแสยะยิ้มน้อยๆ ส่งให้ “เมื่อครู่คืออะไร? ไหนเจ้าลองคิดคำอธิบายที่รื่นหูให้ข้าฟังสักหน่อยเถอะถ้ายังไม่อยากจะโดนผ่ากลางศีรษะเหมือนวันนั้นอีก”

            อาฝูก้มลงปัดแขนเสื้อของตัวเอง กล่าวตอบอย่างหนักแน่น “ข้าไม่ใช่ปีศาจงู”

            ได้ยินประโยคนี้เข้าไป นางก็ค่อยวางใจในตัวเขาขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ยอมที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง

            “ข้าชื่อเทียนเย่า”

            “เทียนเย่า” เยี่ยนหุยลองเรียก ชั่วขณะที่เขาหันมาสบตากับนาง แววตาของเขาเปล่งประกายกว่าปกติเล็กน้อย เมื่อก่อนหลิงเซียวเจินเหรินเคยสอนนางเอาไว้ว่า ชื่อของปีศาจเปรียบเสมือนคำสาปที่ติดตัวพวกเขามาแต่กำเนิด หากล่วงรู้ได้เมื่อไร ก็จะยิ่งง่ายต่อการกำจัด

            เยี่ยนหุยพยักหน้า กอดอกนิ่งแม้ในใจจะยินดีที่ได้ถือไพ่เหนือกว่า

            “ข้าเป็นมังกรอายุหลายพันปี”

            เยี่ยนหุยยังกอดอกนิ่งเหมือนเดิม แต่แววตาที่จ้องมองเขาเปลี่ยนเป็นตะลึงงัน สมองทุกส่วนของนางกำลังพยายามวิเคราะห์ความหมายของสิ่งที่เพิ่งจะได้ยิน และไม่นานมันก็ประมวลผลสั่งการให้นางรีบเผ่นหนีไปให้เร็วที่สุด

            มังกร... มังกร… สิ่งมีชีวิตในตำนาน!

            ซ้ำยังอายุมากอีกด้วย!

            มังกรที่บำเพ็ญเพียรมานานน่าจะหลุดพ้นและขึ้นสวรรค์ไปนานแล้ว น่าจะดุร้ายจนถึงขั้นที่ยมบาลจะมาเอาชีวิตยังต้องร้องขอก่อนว่ายินยอมหรือไม่!

            แปดสิบตำลึงทอง เลี้ยงพ่อครัวอย่างเจ้าอ้วนจางได้หนึ่งโหล สามารถใช้ชีวิตอย่างร่ำรวยไปตลอดกาล...

            หากนางสามารถรอดชีวิตไปจากตรงนี้ได้ จะหาอะไรมาเปรียบอีก!

            เยี่ยนหุยกลืนน้ำลาย มุมปากแข็งเกร็ง “อ้อ... อย่างนั้นรึ” นางพยายามตั้งสติแล้วแสร้งทำเป็นเลิกคิ้วอย่างไม่ใส่ใจ แต่หางตากลับกระตุกไม่หยุด “ฟังดู... ร้ายกาจ... ไม่เบาเนอะ”

            เทียนเย่าจ้องมองนางด้วยสายตาเรียบเฉย จนกระทั่งเยี่ยนหุยแสร้งทำเป็นนิ่งต่อไปไม่ได้อีก นางจึงถามเขาด้วยท่าทางเหมือนคนเสียสติ “เจ้าเป็นมังกรจริงๆ แบบ… แบบที่เล่ากันในตำนานนั่นรึ... แบบ… แบบที่ปักอยู่บนฉลองพระองค์ของฮ่องเต้ใช่หรือไม่?”

            “อืม”

            จู่ๆ เยี่ยนหุยก็รู้สึกปวดหัวจี๊ด หรือบางทีอาจเป็นเพราะคืนนี้ริมทะเลสาบลมพัดแรงมาก นางยกมือขึ้นนวดขมับพลางกล่าวต่อ “ถ้าเกิดข้าจะบอกว่า... ข้าไม่เชื่อ... นอกจากฆ่าข้าให้ตายพ้นรำคาญแล้ว เจ้าพอจะมีวิธีอื่นที่นุ่มนวลกว่านี้หรือไม่”

            พอได้ฟังคำพูดของนาง เทียนเย่าก็หลุบตาลงต่ำ แสงไฟอาบไล้ดวงตาสีนิลของเขาจนกลายเป็นสีแดงเพลิง “ไม่มี” เขาตอบ “ข้าไม่มีวิธีไหนพิสูจน์ให้เจ้าเห็นได้”

            เยี่ยนหุยหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา “ให้ข้าดูเกล็ด ดูเขา ได้หรือไม่?”

            เทียนเย่าจ้องหน้านางโดยไม่พูดอะไร

            ริมฝีปากที่ซีดขาวราวกับกระดาษของเขาทำให้ความหวาดกลัว

ในใจของหญิงสาวลดลง ตราบใดที่ความเจ็บปวดแบบมนุษย์ปุถุชนธรรมดายังคงไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเขาเช่นนี้ นางก็คงไม่ต้องหวาดกลัวกระมัง

            พอได้เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายแล้ว นางค่อยนึกถึงเรื่องที่เขาไม่มีอาคมขึ้นมาได้ หากความสามารถดั่งพญามังกรยังคงอยู่ นางคงถูกเชือดตั้งแต่วันที่วางก้ามนั่งคร่อมเขาในคืนส่งตัวไปแล้วเป็นแน่

            ทำไมต้องรอมาจนถึงวันนี้...

            เมื่อความหวาดกลัวลดลง ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาแทนที่ “มังกรน่าจะท่องไปทั่วแผ่นดิน เห็นหัวไม่เห็นหางมิใช่หรือ เหตุใดเจ้าถึงต้องมาซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านทุรกันดารแห่งนี้... ใน... สภาพแบบนี้ด้วย”

            เทียนเย่าเหม่อมองไปที่กองไฟตรงหน้า “ในอดีต... ข้าประสบวิบากกรรมครั้งใหญ่ ทำให้สูญเสียอาคมทั้งหมด ซ้ำยังเกือบต้องสิ้นชีพ เคราะห์ดีที่บังเอิญได้เข้ามาอาศัยอยู่ในร่างของชายหนุ่มผู้นี้ และได้รับการเลี้ยงดูจากแม่เฒ่าเซียว ข้าจึงอาศัยอยู่ที่นี่นับตั้งแต่นั้นมา”

            เขาไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องอะไร แต่คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคนั้นก็มากพอจะตอบคำถามเมื่อครู่ของเยี่ยนหุยได้แล้ว

            นางร้องอ้อ ทั้งที่ในสมองยังมีความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างวูบขึ้นมา แต่นางก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

            “แล้วคืนนี้เจ้าเป็นอะไร?” เยี่ยนหุยถามต่อ

            เทียนเย่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “วิบากกรรมของข้ายังไม่หมด สิบปีมานี้ข้าต้องทนทุกข์ทรมานเจ็บปวดแสนสาหัสเพราะมันมาตลอด โดยเฉพาะคืนพระจันทร์เต็มดวง” เขาเบนสายตามาหยุดที่ริมฝีปากของนาง “เลือดของผู้บำเพ็ญพรตจะช่วยให้ข้ารู้สึกดีขึ้นได้”

            หลังจากได้ล่วงรู้ฐานะของปีศาจตนนี้ นางก็ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องที่ตนเองถูกเอาเปรียบหรือถูกย่ำยีอีกเลย ตอนนี้สมองของนางสนใจแต่คำพูดประโยคสุดท้ายของเขาที่ว่า... เลือดของนางทำให้เขารู้สึกดีขึ้น!

            ที่แท้เขาเก็บนางไว้ข้างกายเพราะเหตุนี้เอง!

            ตอนนี้นางเป็นผู้บำเพ็ญพรตที่ไม่มีอาคม สำหรับเขาแล้วก็เหมือนกับอาหารมื้อใหญ่ที่ส่งมาให้ถึงปาก ครั้งนี้เขาแค่กัดริมฝีปาก ถ้าครั้งหน้ากัดคอ นางมิต้องกลายเป็นศพอยู่ที่นี่หรือ!

            เยี่ยนหุยพยายามตั้งสติ บอกตัวเองว่า ถึงตอนนี้นางจะไม่มีอาคม แต่เจ้าหมอนี่ก็ไม่มีเหมือนกัน! ถึงวิทยายุทธของเขาจะเหนือกว่านางนิดหน่อย แต่ก็ใช่ว่าจะวิ่งเร็วกว่านางนี่!

            หญิงสาวพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้น ถือว่าเราเข้าใจกันเป็นอย่างดีแล้ว นี่ก็ใกล้จะสว่าง เรากลับบ้านกันเถอะ”

            เยี่ยนหุยลุกขึ้นยืน แต่เทียนเย่ากลับไม่ขยับ

            เขาเงยหน้าขึ้นมองนาง “มีอีกเรื่องอยากจะขอให้เจ้าช่วย”

            เยี่ยนหุยหันไปมองเขา “อะไร?”

            “ในถ้ำที่ข้าพาเจ้าไปเมื่อครั้งก่อนไม่มีสมบัติที่ปีศาจงูขโมยไป แต่มีสิ่งที่จะช่วยระงับความเจ็บปวดในคืนพระจันทร์เต็มดวงให้ข้าได้” ชายหนุ่มหยุดพูดไปอึดใจ กล่าวต่อ “ข้าอยากให้เจ้าช่วยไปเอาของสิ่งนั้นออกมา”

            “ที่นั่นมีปราการคุ้มกันแน่นหนา ข้าไม่มีอาคม เข้าไปไม่ได้ ข้าทำไม่ได้” เยี่ยนหุยปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด

            ให้นางช่วยมังกร คิดว่านางโดนวางยาจนเพี้ยนไปแล้วรึ?

            “ข้าช่วยฟื้นอาคมให้เจ้าได้ เมื่อวานตอนที่เจอปีศาจงูขาเป๋นั่น เจ้าก็คงพอจะเข้าใจอะไรได้บ้าง” เทียนเย่าเขี่ยฟืนในกองไฟไปเรื่อยๆ “ยังมี...” เขาจ้องหน้านาง สีหน้าและน้ำเสียงยังคงเย็นเยียบราวหิมะบนยอดเขา

            “ถึงข้าจะไม่มีอาคม แต่ในหมั่นโถวที่เจ้ากินทุกวันก็มีคำสาปของข้าอยู่”

            เยี่ยนหุยตะลึงงัน!

            “คำสาปไม่รุนแรงนักหรอก แต่ว่าเจ้าก็กินเข้าไปมิใช่น้อย หากว่าวันไหนเจ้าไม่ได้กิน เกรงว่าอาจจะ...” แววตาของเทียนเย่าทอประกายวูบ “ถึงแก่ชีวิตได้”

            เยี่ยนหุยค่อยๆ เบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง

            เทียนเย่าเงยหน้าขึ้นมองนาง เปลวไฟร้อนแรงไม่ได้ช่วยให้ดวงตาของเขาดูอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย น้ำเสียงของเขายังคงเยือกเย็น หนำซ้ำตรงมุมปากยังโค้งเป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยเจตนาร้าย “เจ้าลองตรองดูให้ดี”

            ที่... แท้!!!

            เสียแรงที่เมื่อครู่นางไม่ยอมทอดทิ้งเขาไปเพราะเห็นแก่หมั่นโถวที่ได้กินมากกว่าทุกวัน! เขากล้าใช้แผนสกปรกกับนางเชียวรึ! ย้อนนึกดูอีกทีตอนที่พบกันครั้งแรก เขาก็ตั้งอกตั้งใจป้อนหมั่นโถวให้นาง คงเพราะเริ่มวางแผนเล่นงานนางมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วสินะ!

            เจ้าปีศาจเฮงซวยจอมเจ้าเล่ห์! เจ้าหนอนยักษ์แก่ที่สมควรพบกับความเจ็บปวดแสนสาหัส! เจ้า... เจ้า..

            เยี่ยนหุยกำหมัดแน่นจนกระดูกลั่นดังกร๊อบ หลังจากนั้นไม่นานนางก็สูดหายใจลึก เก็บความโมโหเอาไว้แล้วคลายมือออก

            นางกวาดตามองเทียนเย่าตั้งแต่หัวจรดเท้า “ได้ ตอนนี้เราต่างก็ไม่มีอาคม ถึงข้าจะถูกเจ้าควบคุม แต่เจ้าไม่กล้าฆ่าข้าหรอก”

            นางจ้องเทียนเย่าเขม็งพลางกัดฟันแน่น “เรามาเปิดไพ่กันเถอะ ค่อยๆ เล่นกัน”

            ในที่สุดเทียนเย่าก็ลุกขึ้น ความเจ็บปวดในร่างเขาเหมือนจะถูกกลบเอาไว้จนหมด ดวงตาที่สวยงามจนไม่น่าเชื่อคู่นั้นจ้องมองมาจนเห็นได้ชัดถึงเงาสะท้อนของร่างเยี่ยนหุย “ฟ้าสว่างแล้ว กลับบ้านกันเถอะ”

            กลับ? กลับแล้วจบรึ

            ความแค้นนี้ ไม่แล้วกันไปง่ายๆ แน่!

ตอนที่ 9

            หลังกลับมาจากทะเลสาบ เยี่ยนหุยก็รีบปีนขึ้นเตียงคว้าผ้าห่มมาคลุมโปงเหมือนไม่อยากจะรับรู้อะไรอีก

            ทว่าเมื่อนอนนึกถึงแผนการชั่วร้ายของอีกฝ่าย ก็ทำให้นางรู้สึกเจ็บใจจนแทบบ้า ความรู้สึกของวัวโง่ที่ถูกจูงจมูกหลอกใช้ แม้หมั่นโถวสามลูกใหญ่ทุกมื้อก็มิอาจลบล้าง!

            นางนอนคลุมโปงพลิกตัวไปมาอยู่นาน สมองเฝ้าครุ่นคิดถึงที่เทียนเย่าพูดสลับกับเรื่องราวในอดีตของตัวเอง เมื่อครั้งที่ออกติดตามอาจารย์หลิงเซียวไปปราบปีศาจในยุทธภพ ระหว่างนั้นแม้จะสังหารปีศาจไปได้ไม่มากนัก แต่ก็เคยได้เห็นได้ยินเผ่าพันธุ์แปลกประหลาดมามากอยู่พอสมควร

            หากจะพูดถึงมังกร.. ที่มีชีวิตอยู่ในอดีต

            จู่ๆ เยี่ยนหุยก็ฉุกคิดได้ถึงบางอย่าง ตอนอยู่ที่ทะเลสาบนางสับสนอย่างมาก จนทำให้ลืมนึกถึงเรื่องที่เคยได้ยินมาเมื่อสิบปีที่แล้วไปเสียสนิท ว่ากันว่าเซียนชั้นสูงสองท่านคือเจ้าสำนักกว่างหานกับชิงกว่างเจินเหรินเคยร่วมมือกันสังหารปีศาจขนาดใหญ่ตนหนึ่ง บ้างก็ว่าร่างจริงของมันเป็นงู บ้างก็ว่าเป็นจิ้งจอก เล่าลือกันไปต่างๆ นานาจนสุดท้ายก็ยังมิอาจพิสูจน์ได้ว่าเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่ด้วยซ้ำ ทำได้เพียงเล่าลือกันไปตามประสาลูกศิษย์ช่างสงสัย

            บางคนถึงขนาดบอกว่า เพราะเจ้าสำนักกว่างหานนามซู่อิ่งถูกปีศาจหลอกให้หลงรัก ภายหลังเมื่อรู้ความจริงจึงตัดใจกำจัดปีศาจตนนั้นเพื่อผดุงคุณธรรม บางคนเล่าถึงขนาดที่ว่า ชิงกว่างเจินเหรินตรวจดูดาวพยากรณ์ในตอนกลางคืนแล้วพบว่ามีปีศาจร้ายปรากฏตัวขึ้น จึงร่วมมือกับเจ้าสำนักกว่างหานกำจัดปีศาจ ในระหว่างนั้นก็เกิดเรื่องราวความรักความแค้นที่สุดแสนจะน้ำเน่าและยากที่จะบรรยายขึ้น

            ใช่แล้ว จู่ๆ ความทรงจำในสมองของเยี่ยนหุยก็ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก มีอยู่วันหนึ่งที่ศิษย์พี่ศิษย์น้องของนางกำลังสุมหัวนินทาเรื่องนี้กันอยู่ บังเอิญผู้อาวุโสชิงกว่างเจินเหรินมาที่ห้องของบรรดาศิษย์พอดี ตอนนั้นทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติไม่ทันได้สังเกตเลยว่ามีใครยืนอยู่ด้านหลัง

            เยี่ยนหุยเป็นคนแรกที่รู้สึกตัว นางจ้องมองชิงกว่างเจินเหรินผู้มีใบหน้างดงามอ่อนเยาว์แม้จะฝึกวิชาเซียนมานับร้อยปีแบบไม่กะพริบตา

            ตอนที่ได้ยินศิษย์พี่พูดว่า “เจ้าสำนักซู่อิ่งเห็นผู้อาวุโสได้รับบาดเจ็บ ก็บังเกิดโทสะ นางสะบัดฝ่ามือใส่ปีศาจผู้ชั่วช้าเต็มแรง ซ้ำยังเสี่ยงชีวิตช่วยผู้อาวุโสเอาไว้ได้”

            ผู้อาวุโสที่ถูกพาดพิงยกมือขึ้นลูบคาง “อย่างนี้นี่เอง... แต่ทำไมผู้อาวุโสถึงเป็นคนที่ถูกช่วยเล่า?”

            ศิษย์พี่รีบตอบโดยไม่หันหน้ามามองต้นเสียงด้วยซ้ำ “เพราะก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสเคยบาดเจ็บเพราะช่วยเจ้าสำนักซู่อิ่งไว้น่ะสิ”

            ผู้อาวุโสพยักหน้าหงึกๆ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”

            เยี่ยนหุยที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพลันแข็งทื่อเป็นหิน เหงื่อแตกซึมตามไรผมไหลผ่านมุมปากที่กระตุกไปจนถึงปลายคาง กลุ่มคนที่กำลังนั่งฟังอย่างสนุกสนานค่อยๆ เอียงหน้าหันมามอง จากนั้นทุกคนก็ได้แต่เบิกตาค้างมองชิงกว่างเจินเหรินที่ยืนยิ้มอยู่ทางด้านหลัง

            ความเงียบสงบที่เกิดขึ้นในห้องตอนนั้นยากจะบรรยาย ไม่ทันไรเสียงตำหนิที่แผดลั่นของอาจารย์หลิงเซียวก็ดังออกมาจากหน้าประตู “เสียมารยาท!”

            ทุกคนจึงค่อยได้สติรีบลุกขึ้นทำความเคารพผู้อาวุโสในทันที

            ชิงกว่างเจินเหรินกล่าวปรามอาจารย์หลิงเซียวอย่างอารมณ์ดี

“ไม่ต้องๆ ศิษย์ของพวกเราน่ารักถึงเพียงนี้ เจ้าอย่าได้ดุด่าว่ากล่าวพวกเขาเลย เกรงว่าถ้าเกิดหวาดกลัวจนเสียขวัญไปแล้ว ใครเล่าจะกล้าแต่งนิทานเรื่องนี้ให้ข้าฟังจนจบ ฮ่าๆๆ”

            มีเพียงยามนั้นที่หลิงเซียวผู้เย็นชาตลอดกาลต้องยกมือขึ้นกุมขมับพลางทอดถอนใจ “อาจารย์...”

            นั่นเป็นครั้งแรกที่เยี่ยนหุยได้เห็นปรมาจารย์แห่งเขาเฉินซิงแบบใกล้ชิด ชิงกว่างเจินเหรินเป็นอาจารย์ของหลิงเซียว เป็นคนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกผู้บำเพ็ญพรต

            เยี่ยนหุยในตอนนั้นคิดเพียงว่า อนาคตต้องเป็นคนอย่างชิงกว่างเจินเหรินให้ได้ คนที่เปิดเผย ไม่ยึดติด ไม่อ่อนน้อมจนดูต่ำต้อย ไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่ง ไม่ตื่นตระหนก ไม่หวั่นไหว

            น่าเสียดายที่ยังไม่ทันได้เป็นตามที่หวัง นางก็ถูกขับออกจากสำนักเสียก่อน

            เยี่ยนหุยรีบดึงความคิดของนางกลับมาก่อนที่จะเตลิดไปไกลกว่านี้

            นางไม่รู้ว่าชิงกว่างเจินเหรินผู้อาวุโสจะชอบเจ้าสำนักกว่างหานตามที่ร่ำลือกันหรือไม่ นางรู้แค่ว่าเจ้าสำนักกว่างหานมีคนที่ชอบพออยู่แล้ว แม้จะไม่ได้รับการยืนยันจากเจ้าตัว แต่ข่าวลือนี้มีพยานรู้เห็นกว่าครึ่งยุทธภพเลยทีเดียว

            ว่ากันว่า เจ้าสำนักกว่างหานเคยหลงรักชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ต่อมาไม่นานเกิดเสียชีวิตลง เจ้าสำนักกว่างหานเสียใจมากจึงเก็บตัวเงียบฝึกฝนวิชาตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งปรากฏตัวอีกครั้งที่งานชุมนุมสำนักเซียนบนเขาเฉินซิงพร้อมบุรุษนิรนามข้างกายที่คอยดูแลติดตามอย่างใกล้ชิด

            เล่าลือกันว่า เขาเป็นคนรักที่กลับชาติมาเกิดใหม่

            ทว่าเรื่องเหนือธรรมชาติเช่นนี้ ใช่จะเกิดขึ้นกันได้ง่ายๆ

            ‘อาจจะเป็นแค่คนที่ดูคล้ายคลึงกันเท่านั้นหรือเปล่านะ’ เยี่ยนหุยคิดสรุปในใจ

            ชักจะไปกันใหญ่ละ!

            เยี่ยนหุยส่ายหัวพลางยกมือขึ้นตบศีรษะ จากนั้นก็นอนครุ่นคิดถึงเรื่องที่จะต่อกรกับปีศาจหนอนยักษ์อายุหลายพันปีต่อไป

            “โครก... คราก…” เยี่ยนหุยที่นอนคลุมโปงอยู่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงท้องร้องของตัวเอง นางปาดน้ำลายบนแก้มแล้วมุดออกจากผ้าห่มเดินตรงไปหาหมั่นโถวที่ห้องครัวกิน

            ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากห้อง นางก็ต้องชะงักกับเสียงบทสวดที่ดังออกมาจากห้องของแม่เฒ่าเซียว “มานีมานีฮง” เยี่ยนหุยโผล่หัวเข้าไปมองผ่านทางหน้าต่าง พอดีได้เห็นนักพรตรูปหนึ่งยืนอยู่ตรงปลายเตียงของ

หญิงชรา บนเสื้อผ้าของเขาเต็มไปด้วยกระดิ่งที่ถูกแขวนเอาไว้ ปากก็บ่นพึมพำ “ปีศาจโรคภัยจงออกไป จงออกไป!”

            เยี่ยนหุยเห็นแล้วอดเบ้ปากไม่ได้ เพราะสิบแปดมงกุฎพวกนี้ชื่อเสียงของผู้บำเพ็ญพรตถึงได้เลวร้ายลงทุกวัน

            ข้างกายนักพรตยังมีนางโจวซื่อที่จับนางมาขายยืนอยู่ด้วย นางโจวซื่อตบบ่าของเทียนเย่าพลางกล่าว “เดี๋ยวพอสวดเสร็จ ท่านยายของเจ้าก็จะหายเป็นปลิดทิ้งเลยเชียวล่ะ”

            ผู้เป็นหลานชายยืนนิ่งไม่พูดไม่จา เยี่ยนหุยจ้องมองดวงตาที่หลุบต่ำของเขา นางสัมผัสได้ถึงความคิดในใจชายหนุ่มผ่านแววตาที่เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย เบื่อที่จะต้องทนฟังพวกสิบแปดมงกุฎหลอกลวงต้มตุ๋นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทว่าในความรู้ทันของเขากลับแฝงไปด้วยความหวังว่าบทสวดนี้จะสามารถช่วยให้หญิงชราอาการดีขึ้นได้จริงๆ

            อยู่ด้วยกันตั้งมาสิบปี เจ้ามังกรนี่คงจะซาบซึ้งใจในตัวแม่เฒ่าไม่น้อย

            ‘ติ๊งๆ’ เสียงกระดิ่งที่ถูกเขย่าปลุกให้เยี่ยนหุยตื่นจากภวังค์ นางรีบยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองเบาๆ สับสนกับความรู้สึกประหลาดในใจที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลับมาจากทะเลสาบ ว่าแต่ทำไมนางจะต้องเสียเวลาไปสนใจความรู้สึกของปีศาจที่ทำร้ายนางด้วยนะ!

            เยี่ยนหุยส่ายหัวแล้วเดินตรงดิ่งไปยังห้องครัว นางหยิบหมั่นโถวสองลูกยัดเข้าปากโดยไม่รอช้า พอกินหมดก็กลั้นใจหยิบมาอีกสองลูก

            “กินมากกินน้อยก็ตายอยู่ดี จะทิ้งให้เสียของทำไม หากแก้แค้นไม่ได้ ก็ต้องกินให้หมดจนไม่ต้องเหลือไว้แบ่งใครเลยน่าจะสาสมที่สุด ฮ่าๆๆ” นางหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เดินยิ้มแก้มป่องออกมาจากห้องครัว

            พอดีกับที่นักพรตทำพิธีเสร็จ หญิงชราที่ล้มป่วยจนแทบจะยืนทรงตัวไม่อยู่ถูกเทียนเย่าประคองออกมาส่ง

            “ขอบ... ขอบคุณท่านนักพรต”

            เยี่ยนหุยแอบเบ้ปากเบาๆ

            นักพรตแสร้งทำเป็นพยักหน้า ประสานมือบอกลา ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับ สายตาประสานเข้ากับเยี่ยนหุยที่กำลังยืนเคี้ยวหมั่นโถวลูกโต เขาเบนสายตาไปจับจ้องอยู่ที่ลำคอของนางอย่างสนอกสนใจเศษปิ่นหยกหักชิ้นนั้น

            แววตาของนักพรตเปล่งประกายเจิดจ้า “แม่นางผู้นี้คือ?” เขาจ้องเยี่ยนหุยพลางเอ่ยปากถามนางโจวซื่อ

            นางโจวซื่อปรายตามองด้วยความเคียดแค้น “อ้อ นี่เป็นสะใภ้ที่ท่านยายเซียวซื้อมาให้หลานชายเจ้าค่ะ”

            นักพรตพยักหน้า “แม่นางผู้นี้โหงวเฮ้งดี ต้องส่งเสริมสามีได้แน่ๆ ท่านยายซื้อหลานสะใภ้มาได้เหมาะจริงๆ” แม่เฒ่าได้ยินคำชมเช่นนั้นก็ฉีกยิ้มจนตาหยี

            นางโจวซื่อแค่นเสียงเย็น “หน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้ แต่นิสัยนี่สิ!”เยี่ยนหุยหลุดหัวเราะออกมาพลางกำหมัดแน่น คิดอยากจะให้อีกฝ่ายได้ลิ้มรสนิสัยที่ไม่ดีของนางอีกสักครั้ง

            “มีไฟโทสะรุนแรง แต่หยกน้ำแข็งที่แม่นางคนนี้ใส่อยู่จะช่วยปรับสมดุลให้ได้” นักพรตจ้องหยกบนลำคอของเยี่ยนหุยตาไม่กะพริบ “หากมอบหยกชิ้นนี้ให้ข้าเอาไปทำพิธี ก็อาจจะช่วยต่อชีวิตให้แก่ท่านยายได้ถึงยี่สิบปีเชียวนะ”

            สิ้นเสียงกล่าวของนักพรต สรรพสิ่งในบ้านพลันเงียบสนิท

            สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องอยู่ที่เศษหยกบนลำคอของเยี่ยนหุย

            เยี่ยนหุยจ้องนักพรตกลับด้วยสายตาเย็นชา “หากเจ้ากล้าใช้ตาสุนัขของเจ้าจับจ้องหยกชิ้นนี้อีก” เสียงเยียบเย็นของนางแฝงไว้ด้วยไอสังหาร “เจ้าจะไม่ได้เดินออกไปเหมือนตอนที่เข้ามาแน่”

            นักพรตสบตากับเยี่ยนหุยพลางกลืนน้ำลาย

            นางโจวซื่อที่อยู่ด้านข้างร้องโวยวายขึ้นมา “โอ้โฮ! ฟังนางพูดเข้าสิ! หวงของถึงขนาดจะไม่ยอมให้เอามาทำพิธีต่อชีวิตให้ยายของสามีตัวเอง! อกตัญญูจนน่าให้ฟ้าผ่าตายเสียจริง!”

            แม่เฒ่าเซียวส่งเสียงไอขึ้นมาท่ามกลางเสียงร้องโวยวายของนางโจวซื่อ นางหันมามองเยี่ยนหุยพลางยื่นมือสั่นเทามาจับ “แม่หนู ช่วยยายเอาบุญเถอะ ข้ายังอยากเห็นเหลน...”

            เทียนเย่าที่หลุบตาแกล้งโง่อยู่ ก็หันมามองนางทันใด

            เยี่ยนหุยยังคงยืนกอดอกหลังตรง เผยท่าทางแข็งกร้าวและไม่อ่อนข้อ “พวกเจ้าจับตัวข้ามา ซ้ำยังคิดจะบีบบังคับเอาของรักไปจากข้าอีกรึ?”

            “พวกเจ้าคนหนึ่งขายข้า คนหนึ่งซื้อข้า คนหนึ่งเห็นข้าเป็นของสำหรับซื้อขาย คนหนึ่งเห็นข้าเป็นเครื่องมือกำเนิดบุตร พวกเจ้าไม่เห็นข้าเป็นคน เหตุใดข้าต้องเห็นพวกเจ้าเป็นคนด้วย วันนี้ไม่ว่านักพรตคนนี้จะมีความสามารถช่วยต่ออายุได้จริงหรือไม่ ต่อให้เขามี หากข้าช่วยก็คือข้าเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่ง หากข้าไม่ช่วยก็สมเหตุสมผลดีอยู่แล้วมิใช่รึ” เยี่ยนหุยเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ สีหน้าแฝงไปด้วยความดูแคลนต่อบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้า “มนุษย์จิตใจหยาบช้า เดิมทีข้าก็ไม่อยากจะพูดจาซ้ำเติมให้พวกเจ้าต้องอับอาย แต่กับคนอัปรีย์เช่นนี้แล้ว เหตุใดข้าจำเป็นจะต้องไว้หน้าอีก...”

            “อยากได้เหลน ก็ไปคลอดเอาเอง อยากได้หยกน้ำแข็ง...” เยี่ยนหุยแค่นเสียงเย็นชา “ก็มาแย่งเอาสิ”

ตอนที่ 10

            สิ้นเสียงของเยี่ยนหุย ทุกคนในห้องพากันตะลึงงันและนิ่งเงียบ

            ไม่นานนักเสียงไอโขลกของแม่เฒ่าเซียวก็ช่วยปลุกทุกคนให้คืนสติ นางโจวซื่อรีบแหกปากร้องโวยวายต่อ “หน็อยนังแพศยาคนนี้ ปากคอเราะรายเสียจริง ขอให้ฟ้าดินลงทัณฑ์มันเสียทีเถอะ!” นางกล่าวพลางบิดสะโพกก้าวไปข้างหน้าสองก้าว “อย่างไรเสียวันนี้... ข้านี่แหละจะสั่งสอนมันให้ได้รู้จักทั้งเรื่องมารยาทและความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณแทนท่านยายเซียวเอง!”

            ยังไม่ทันที่เยี่ยนหุยจะได้ลงมือ จู่ๆ นางโจวซื่อก็สะดุดล้มลงไปนอนกองกับพื้นโดยไม่ทราบสาเหตุ นางนั่งร้องโอดโอยหน้าตาบิดเบี้ยวเนื่องจากข้อเท้าพลิก

            เยี่ยนหุยเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ หางตาเหลือบไปเห็นหินก้อนหนึ่งกลิ้งขลุกๆ ไปทางด้านข้าง

            เดิมทีนางคิดว่า หากนักค้ามนุษย์ผู้นี้อาจหาญเข้ามาแย่งหยกน้ำแข็งไปจริงๆ นางจะสั่งสอนเสียให้นับวันนับเดือนไม่เป็นกันเลยทีเดียว คิดไม่ถึงว่าจะถูกหินก้อนนี้ตัดหน้าไปเสียก่อน

            เยี่ยนหุยเหลือบตามองเทียนเย่า เห็นเขายืนหลุบตาต่ำประคองแม่เฒ่าเซียวที่กำลังตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

            นักพรตปลอมรีบทำท่าจะเข้าไปประคองนางโจวซื่อที่ร้องโวยวายอยู่กับพื้น เยี่ยนหุยเห็นดังนั้นจึงตวัดเท้าเตะก้อนหินให้พุ่งไปโดนศีรษะของนักพรตอย่างแรง จนเขาล้มลงไปนอนร้องครวญครางอยู่บนพื้นข้างๆ นางโจวซื่อ

            เยี่ยนหุยมองพวกหลอกลวงด้วยสายตาดูแคลน “จะว่าไปแล้ว หากวิชาอาคมของท่านนักพรตแกร่งกล้าถึงขั้นสามารถต่อชีวิตให้แก่ผู้คนได้ เหตุไฉนตอนนี้ท่านจึงไม่รีบร่ายเวทรักษากระดูกของนังผู้หญิงปากร้ายที่นั่งอยู่ข้างๆ เล่า!”

            นางโจวซื่อยังคงก่นด่าไม่ยอมหยุด

            แต่นักพรตกลับนิ่งเงียบ เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้น ทั้งลากทั้งดึงนางโจวซื่อออกไปนอกบ้าน ปากก็บ่นพึมพำเบาๆ “ไปๆๆ อยู่ต่อมีหวังได้ถูกมันไล่บี้จนเสียคนแน่”

            เยี่ยนหุยมองดูทั้งคู่เดินกะโผลกกะเผลกออกไปด้วยสายตารังเกียจ พอหันกลับมาก็เห็นเทียนเย่าประคองแม่เฒ่าเซียวที่ไออย่างหนัก กลับเข้าไปในห้องโดยไม่หันมาแยแสนางอีกเลย

            เขานิ่งเงียบมาตั้งแต่ต้นจนจบ แต่เยี่ยนหุยกลับสังเกตเห็นว่าบริเวณที่เขายืนอยู่นั้นปรากฏหลุมเล็กๆ ขึ้นหนึ่งหลุม

            นางอดประหลาดใจไม่ได้ คิดไม่ถึงเลยว่าปีศาจตนนี้จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือนางจริงๆ

 

            คืนนั้น ทั้งสองยังคงนอนอยู่ในห้องเดียวกันตามเดิม

            เทียนเย่ายังคงหลับอยู่ตรงมุมห้องเช่นเคยและไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องเมื่อตอนกลางวันอีก ส่วนเยี่ยนหุยที่แสร้งทำเป็นนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงกลับอดรนทนไม่ไหวต้องหาทางระบาย “ถึงข้าจะเกลียดเจ้าที่วางยาด้วยคำสาปในหมั่นโถว แต่อย่างไรวันนี้ข้าก็... เอ่อ ขอบคุณมากนะ”

            ไม่มีเสียงตอบรับจากเทียนเย่าจากมุมห้อง ทุกอย่างอยู่ในความมืดและเงียบสงัด

            หญิงสาวยังคงไม่ละความพยายาม “ตอนนั้นเจ้าพบวิบากกรรมอะไรกัน ทำไมถึงกลายมาเป็นแบบนี้ได้?”

            นางยังคงไม่ได้ยินเสียงตอบรับใดๆ ขณะที่กำลังคิดว่าคืนนี้อาจต้องนอนหลับไปทั้งๆ ที่ยังสงสัยแน่ เสียงทุ้มต่ำจากมุมห้องแทรกความเงียบขึ้นมากะทันหัน “ข้าผ่านวิบากกรรมมาได้ แต่ไม่อาจผ่านจิตใจอันมืดดำของมนุษย์ไปได้”

            ยามนี้ เยี่ยนหุยถูกความง่วงเข้าครอบงำจนไม่อาจสนใจฟังเรื่องที่เขากำลังจะเล่าต่อได้อีก นางม้วนตัวเข้ากับผ้าห่มพลางบ่นพึมพำ “ดึกขนาดนี้แล้ว เลิกสำบัดสำนวนเสียทีเถอะ อย่าให้ข้าต้องใช้กำลังกับเจ้า”

            “...”

            ไม่นานนัก เสียงกรนก็ดังลั่นห้อง

            “ช่างไม่รู้จักระวังตัวเลยจริงๆ” เสียงของเทียนเย่าแว่วไปตามสายลมที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างแล้วกระจายหายไปในความมืด

            แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา เขาเหม่อมองแสงจันทร์สว่างแล้วหลับตาลง ในสมองแว่วเสียงเข่นฆ่าที่เขาได้ยินอยู่ทุกค่ำคืน ทำอย่างไรก็ไม่อาจขจัดมันออกไปได้

 

            วันรุ่งขึ้น

            เยี่ยนหุยกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อตามเทียนเย่าไปทำงานในนาและหาโอกาสต่อรองบางอย่าง “วันนี้เรามาแบ่งหน้าที่กันดีหรือไม่ เจ้าไปทำงาน ส่วนข้าจะไปสืบเรื่องของปีศาจงู ถึงอย่างไรข้าก็ไม่คิดจะหนีอยู่แล้ว เจ้าไม่จำเป็นจะต้องคอยเฝ้าข้า แบบนี้ดีกว่าหรือไม่?”

            กล่าวจบ ยังไม่ทันเดินไปถึงนาของอาฝู สายตาของเยี่ยนหุยก็บังเอิญเหลือบเห็นคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนคันนา

            ชุดผ้าแพรสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้างดงามหมดจด ทว่าแววตายังคงเหม่อลอยเช่นเดิม

            นั่น...ชีหวินเจินเหริน

            นางมาที่นี่ได้อย่างไร!

            เยี่ยนหุยวิ่งซอยเท้าเข้าไปหาแล้วรีบคุกเข่าลง “ทำไมท่านมาที่นี่คนเดียวอีกแล้วล่ะ?” หลังจากรู้ว่าชีหวินเจินเหรินไม่ใช่คนเดิมเหมือนเมื่อก่อน นางก็รู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยด้วย

            “งูตัวนั้น... ไม่ใช่สิ ผู้ชายขาเป๋คนนั้นเล่า? เขาดูเป็นห่วงเป็นใยท่านมากนะ ว่าแต่ทำไมถึงปล่อยให้ท่านออกมานั่งคนเดียวตรงนี้ได้”

            ชีหวินเจินเหรินไม่ตอบ เยี่ยนหุยนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “บังเอิญจริงๆ ข้ากำลังคิดว่าจะไปหาเขาพอดี เช่นนั้น...ข้าไปส่งท่านด้วยเลยก็แล้วกัน ว่าอย่างไร จำทางกลับบ้านได้หรือไม่?” เยี่ยนหุยกล่าวพลางยื่นมือหมายจะประคองนาง คาดไม่ถึงว่าเมื่อสัมผัสโดนแขนของอีกฝ่าย ชีหวินเจินเหรินกลับสะดุ้งสุดตัวแล้วคว้ามือของเยี่ยนหุยไว้แน่นราวกับถูกสายฟ้าพาดผ่าน

            เยี่ยนหุยตกใจ “ท่าน...”

            นางเงยหน้าขึ้นมองดวงตาของอีกฝ่าย ชีหวินเจินเหรินเบิกตาจ้องนางอยู่ก่อนแล้ว แววตาของเจินเหรินฉายความตื่นตระหนกและหวาดกลัว ราวกับกำลังได้เห็นบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวมากๆ

            เยี่ยนหุยมองเห็นผีมาตั้งแต่เด็ก นางจึงไม่ค่อยขวัญอ่อนกับเรื่องอะไรง่ายๆ แต่ยามนี้เมื่อได้เห็นสายตาหวาดหวั่นของชีหวินเจินเหริน นางก็รู้สึกเย็นเยียบที่แผ่นหลังขึ้นมาทันที

            เยี่ยนหุยสังเกตเห็นริมฝีปากขาวซีดของอีกฝ่ายเริ่มสั่นระริกราวกับอยากจะพูดบางคำ แต่ฟันกลับขบกันแน่น... แน่นเสียจนตัวของนางสั่นเทา

            “ท่านเป็นอะไรไป...”

            เยี่ยนหุยเห็นแบบนี้ก็ยิ่งไม่สบายใจ เพราะท่าทางของชีหวินเจินเหรินคล้ายกับคนถูกของไม่มีผิด

            “กลับ...” ในที่สุดอีกฝ่ายก็เค้นคำพูดออกมาได้ “รีบกลับไป” ระหว่างที่พูดคำนี้ นางก็คว้ามือของเยี่ยนหุยไว้แน่นจนเยี่ยนหุยคิดว่ากระดูกนิ้วมือของตนคงจะหักรวมกันทั้งหมดแล้ว

            นอกเหนือจากความเจ็บปวดที่รับรู้ เยี่ยนหุยยังสัมผัสได้ถึงความเยียบเย็นจากฝ่ามือของชีหวินเจินเหรินที่กำลังแทรกซึมเข้าสู่หลังมือของนางทีละน้อย... ละน้อย

            จู่ๆ มืออีกข้างของเยี่ยนหุยก็ถูกบางอย่างกระชากจนเกือบล้มทั้งยืน แต่แรงนี้สามารถช่วยให้นางหลุดพ้นจากเงื้อมมือของชีหวินเจินเหรินมาได้ แรงกระชากนี้ทำให้ชีหวินเจินเหรินพลัดตกลงไประหว่างคันนา แล้วนางก็ไม่ขยับเขยื้อนร่างกายส่วนไหนอีก ราวกับว่านางเป็นเพียงตุ๊กตาผ้าไร้ชีวิตเท่านั้น

            เยี่ยนหุยไม่ได้หันไปมองด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนกระชากตนออกมา นางได้แต่เบิกตามองชีหวินเจินเหรินด้วยอาการตกตะลึงอยู่พักใหญ่ มือข้างขวากุมหลังมือข้างซ้ายไว้แน่น จนน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนหลังมือค่อยๆ ละลายไปช้าๆ

            “อาคมนี่มัน!” เยี่ยนหุยร้องอย่างรู้ทัน

            เทียนเย่าปล่อยแขนของเยี่ยนหุยขยับไปยืนขวางนางไว้ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงค่อยๆ ก้มลงไปประคองชีหวินเจินเหรินให้ลุกขึ้น

            ชีหวินเจินเหรินกำลังนอนหมดสติ หลับตาแน่นตัวเย็นเฉียบ ลมหายใจของนางแฝงไปด้วยไอเย็นยะเยือก เมื่อกระทบกับอากาศก็จะกลายเป็นควันสีขาวแล้วค่อยๆ กระจายตัวออกไปช้าๆ

            เยี่ยนหุยกำลังไตร่ตรองอย่างหนัก ว่าอาคมใดกันแน่ที่สามารถทำให้ผู้บำเพ็ญพรตชั้นสูงกลายเป็นแบบนี้ไปได้

            ต้องเป็นอาคมน้ำค้างแข็งแน่ๆ ที่สามารถทำร้ายชีหวินเจินเหรินได้ถึงเพียงนี้ นอกจากหลิงเซียวผู้เป็นอดีตอาจารย์ของนางแล้ว ก็ไม่มีผู้อื่นที่ล่วงรู้ความลับของวิชานี้อีก

            พอนึกขึ้นได้ สีหน้าของเยี่ยนหุยก็พลันเปลี่ยน

            ช่างประจวบเหมาะอะไรเช่นนี้ สามเดือนก่อนเมื่อตอนที่งานชุมนุมสำนักเซียนบนเขาเฉินซิงดำเนินมาจนถึงช่วงท้าย แต่ยังไม่สิ้นสุดลง ตามธรรมเนียมแล้วเจ้าสำนักทั้งหลายจะต้องอยู่รอจนถึงวันสุดท้าย ทว่าชีหวินเจินเหรินกลับไม่อยู่ต่อ จากวันนั้นไม่มีผู้ใดได้พบเห็นนางอีก พลิกทั้งแผ่นดินออกตามหาก็ไม่มีใครพบร่องรอยของนาง

            วันก่อนตอนที่เยี่ยนหุยได้พบนางโดยบังเอิญ ก็คิดว่าคงถูกปีศาจบางตนทำร้ายถึงได้เป็นเช่นนี้

            ดูจากสภาพของนางในตอนนี้แล้ว...

            เยี่ยนหุยเผลอกำเศษหยกที่ห้อยอยู่บนลำคอโดยไม่รู้ตัว

            ถึงจะคอยเตือนตัวเองมาเป็นหมื่นครั้งแล้วว่า ตอนนี้นางไม่ใช่ศิษย์ของหลิงเซียว ไม่ใช่คนของเขาเฉินซิงอีกแล้ว แต่นางก็ยังไม่อาจเพิกเฉยต่อเรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลิงเซียวหรือเกี่ยวกับเขาเฉินซิง เพราะมันเคยเป็นทั้งชีวิตของนางมาก่อน

            สิ่งที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกทำให้เยี่ยนหุยไม่อาจห้ามความคิดและการกระทำของตัวเอง

            “นี่คืออาคมน้ำค้างแข็ง” เทียนเย่ากล่าว “ได้ยินมาว่าหลิงเซียวเจินเหรินแห่งเขาเฉินซิงเชี่ยวชาญอาคมนี้” เขาหันมามองดูเยี่ยนหุยด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            “ไม่ใช่อาจารย์ของข้าแน่...” เยี่ยนหุยกัดลิ้นของตัวเองแล้วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “ไม่ใช่ฝีมือของหลิงเซียวหรอก” นางกล่าว “นับตั้งแต่ชิงกว่างเจินเหรินเร้นกายไปเมื่อหลายปีก่อน หลิงเซียวก็ขึ้นเป็นผู้นำของเขาเฉินซิง เรื่องราวทั้งหมดในสำนักล้วนต้องให้เขาเป็นผู้ตัดสินใจ ทุกคนในเขาเฉินซิงต่างก็ยอมรับและแต่งตั้งให้เขาเป็นปรมาจารย์คนต่อไป งานชุมนุมสำนักเซียนที่จัดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อนชีหวินเป็นผู้ทำรายชื่อนักพรตที่มาร่วมงานส่วนหลิงเซียวเป็นผู้เชิญ เขากำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่มีเหตุผลที่เขาจะลงมือกับชีหวินที่เป็นผู้บำเพ็ญพรตด้วยกัน ถึงหลิงเซียวจะเป็นคนเย็นชา แต่เขาจะไม่ทำร้ายผู้อื่นเช่นนี้ ต้องมีเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ๆ” เยี่ยนหุยยังคงยืนกรานเสียงแข็ง “ไม่ใช่เขา”

            เทียนเย่าฟังจบก็ไม่พูดอะไรให้มากความอีก

            ระหว่างที่ทั้งสองนิ่งเงียบไป จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังขึ้นมาจากใต้พื้นดิน เสียงนั้นเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว

            เยี่ยนหุยเงยหน้าขึ้นสบตากับเทียนเย่า ทั้งสองไม่ต้องพูดคำใดก็เข้าใจกันดี เทียนเย่ารีบผลักชีหวินเจินเหรินที่กำลังหมดสติไปให้เยี่ยนหุย นางใช้มือทั้งสองรับไว้แล้วรีบถอยหลัง เทียนเย่ารีบก้าวถอยหลังไปเช่นกัน ทั้งสองเพิ่งผละห่างออกมาได้ประมาณหนึ่งฉื่อ ก็ได้ยินเสียง ‘โครม’ หางงูอวบหนาพุ่งขึ้นมาจากใต้พื้นดินแล้วฟาดลงมาอย่างแรง

            หากเมื่อครู่ทั้งสองหลบไม่ทัน ยามนี้คงถูกฟาดตัวขาดกระเด็นไปแล้ว

            หางงูโบกสะบัดอยู่กลางอากาศ ฝุ่นดินฟุ้งกระจาย

            เยี่ยนหุยที่กอดชีหวินเจินเหรินไว้เซล้มลงไป ยังไม่ทันลุกขึ้นยืน พลันได้ยินเสียงร้องตะโกนด่าของสตรีสูงวัยนางหนึ่ง “กลางวันแสกๆ ขุดหลุมทำอะไรกัน! บ้านไหนมีใครตายรึ!”

            นางโจวซื่อที่นั่งอยู่ในนาอีกผืนหนึ่งตั้งท่าจะลุกขึ้นยืน

            เยี่ยนหุยร้องตะโกนเสียงดัง “หมอบลง!”

            แต่นางร้องเตือนช้าไป นางโจวซื่อลุกขึ้นยืนเสียแล้ว

            ทันใดนั้น เยี่ยนหุยก็เห็นลำตัวของอสรพิษที่หนาเท่ากับถังน้ำผุดขึ้นมาจากพื้นดิน มันชูหัวขึ้นสูงแล้วค่อยๆ ก้มลงมาตรงหน้าของนางโจวซื่อ ลิ้นที่แลบออกมาเฉียดผ่านข้างหูของนางไป ลมหายใจที่ปะปนไปด้วยกลิ่นสาบเป่าเส้นผมหยิกหย็องของนางโจวซื่อปลิวไสว

            “ปะ ปะ ปี...” นางโจวซื่ออ้าปากค้าง พยายามสูดหายใจลึก “ปีศา...” ยังไม่ทันพูดจบ ตาก็กลอกไปด้านหลัง เป็นลมล้มพับไปทันที

            เยี่ยนหุยยังไม่ทันได้มีโอกาสไปดูว่านางโจวซื่อตกใจตายตามที่เคยแช่งไว้รึยัง หัวของงูตัวนั้นก็หันขวับมาจับจ้องที่นาง

            เยี่ยนหุยรีบกอดชีหวินเจินเหรินไว้กับอกเหมือนจะใช้เป็นเกราะกำบัง “นางยังไม่ตาย! ใจเย็นๆ! อย่าเพิ่งโมโห! มีอะไรก็ค่อยๆ พูด ค่อยๆ จากันนะ!”