ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

นิยายชุดพรหมลิขิตรัก ภาคยุทธการปิดแผ่นฟ้า (มู่หรงซูชิง)

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
กลศึกที่ดีต้องรู้เขารู้เรา รู้จักใช้ทุกๆข่าวสาร การค้าในมือ กดดันคู่ต่อสู้ รู้จักนิ่งเพื่อรอโอกาส รู้จักถอยเพื่อลดความเสียหาย รู้จักรุกเพื่อคงความได้เปรียบ สิ่งเหล่านี้ ‘มู่หรงซูชิง’ อดีตนักการเงินสาวจากยุคปัจจุบันรู้ดีกว่าใคร ในยามที่นางต้องย้อนอดีตไปอยู่ในร่างของสาวน้อยไร้ความสามารถ บุตรสาวที่ไม่เอาถ่านของ คหบดีสกุลมู่หรง ต้องถูกคู่หมายถอนหมั้น ถูกผู้คนรอบด้านเย้ยหยัน อยู่ในสภาวะ ที่ครอบครัวกำลังเผชิญวิกฤตทางการค้า นางรู้ดีว่าถึงเวลาที่ตนต้องลุกขึ้นสู้ รู้ว่าควรจะต้องวางตัวอย่างไร เพื่อกอบกู้สถานการณ์รอบด้าน ที่สำคัญที่สุด... คือกอบกู้ศักดิ์ศรีของ ‘ร่างร่างนี้’ คืนมา!

บทนำ

กลศึกที่ดีต้องรู้เขารู้เรา รู้จักใช้ทุกๆข่าวสาร การค้าในมือ กดดันคู่ต่อสู้

รู้จักนิ่งเพื่อรอโอกาส 

รู้จักถอยเพื่อลดความเสียหาย 

รู้จักรุกเพื่อคงความได้เปรียบ

 

สิ่งเหล่านี้ ‘มู่หรงซูชิง’ อดีตนักการเงินสาวจากยุคปัจจุบันรู้ดีกว่าใคร

ในยามที่นางต้องย้อนอดีตไปอยู่ในร่างของสาวน้อยไร้ความสามารถ บุตรสาวที่ไม่เอาถ่านของ

คหบดีสกุลมู่หรง ต้องถูกคู่หมายถอนหมั้น ถูกผู้คนรอบด้านเย้ยหยัน อยู่ในสภาวะ

ที่ครอบครัวกำลังเผชิญวิกฤตทางการค้า

 

นางรู้ดีว่าถึงเวลาที่ตนต้องลุกขึ้นสู้

รู้ว่าควรจะต้องวางตัวอย่างไร เพื่อกอบกู้สถานการณ์รอบด้าน

ที่สำคัญที่สุด... คือกอบกู้ศักดิ์ศรีของ ‘ร่างร่างนี้’ คืนมา!

สารบัญ

ตอนที่ 1 มู่หรงซูชิง(1)

สายลมอุ่นโชยพัดผิวน้ำในทะเลสาบเป็นระลอกคลื่น ใบบัวกระเพื่อมไหวเริงรื่นไม่หยุดนิ่ง ดอกท้อที่ยังไม่บานดีนักโผล่ประปรายอยู่ริมน้ำราวกับกำลังเล่นซ่อนแอบกับใบบัว กลิ่นหอมของบุปผชาติช่างยวนใจผู้คนให้หลงใหล

                สตรีนางหนึ่งเอนกายอยู่บนเตียงอ่อนนุ่มริมทะเลสาบ เรือนผมถักเป็นเปียยาวไม่ได้เกล้าสูงเหมือนทรงที่สตรีทั่วไปนิยม ผมเปียพลิ้วไหวไปกับสายลมคล้ายสาวน้อยเต้นรำ ดวงตาคู่นั้นจ้องนิ่งอยู่กับหนังสือในมือไม่ว่อกแว่ก หญิงสาวสวมชุดสีขาวสะอาดสว่างตามีเพียงลายปักใบไผ่ไม่กี่ใบบริเวณด้านหน้าและแขนเสื้อนอกนั้นก็มิได้มีลวดลายอื่นใดอีกข้างกายมีสาวใช้สวมชุดสีเขียวใบหน้าอ่อนหวานยืนอยู่ด้วยนางหนึ่ง ในมือสาวใช้ถือพัดปักลายดอกโบตั๋นกำลังโบกพัดไปมาให้แก่สตรีชุดขาว จิตใจของสาวใช้มิได้หลงใหลไปกับความงามของทิวทัศน์ในยามต้นคิมหันตฤดูเอาเสียเลย ดวงตาคู่นั้นเอาแต่มองจ้องคุณหนูของตนไม่วางตา

                ลู่อี่มองคุณหนูที่ตนปรนนิบัติรับใช้มาห้าปี ความสงสัยยังเกาะกินหัวใจ นับจากสามปีก่อนที่คุณหนูจมน้ำในทะเลสาบและได้รับการช่วยชีวิตขึ้นมาทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป แต่ก่อนคุณหนูมีนิสัยประหลาด เอาแต่ใจ อารมณ์รุนแรงแปรปรวน ในมือมักจะมีสายแส้เส้นยาวทำด้วยหนังไว้เสมอ หากเห็นใครไม่ได้ดั่งใจก็หวดแส้เข้าใส่ ตั้งแต่บ่าวรับใช้ในบ้านไปจนชาวบ้านในเมืองไม่มีผู้ใดไม่หวาดกลัวคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่หรงผู้นี้

                แต่ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก หลังจากคุณหนูตกทะเลสาบแล้วฟื้นขึ้นมา ความทรงจำหลายเรื่องเลือนหาย อีกทั้งนิสัยและกิริยาก็เปลี่ยนแปลง... เปลี่ยนไปมากราวกับเป็นคนละคน แต่ก่อนเมื่อลู่อี่อยู่ข้างกายคุณหนู นางมักจะหวาดกลัวขวัญหนีดีฝ่อ ทว่าเดี๋ยวนี้กลับชอบที่จะอยู่รับใช้ใกล้ชิด

                ซ้ำยังมักจะมองจ้องคุณหนูอย่างเคลิบเคลิ้ม เพียงรอยยิ้มเล็กๆ ที่ริมฝีปากของคุณหนูก็ทำให้นางคล้ายถูกมนตร์สะกดรู้สึกสดชื่นหัวใจดังได้เล่นน้ำในวสันตฤดูก็มิปาน

“คุณหนู คุณหนู คุณชาย...คุณชายมาแล้วเจ้าค่ะ!”

                เสียงของสาวใช้อีกคนหนึ่งดังมาแต่ไกลทำให้ลู่อี่ตื่นจากภวังค์

                มองเห็นคุณหนูของตนวางหนังสืออย่างเบามือ มุมปากแย้มยิ้มเหมือนปลงตก สายตามองไปยังร่างในชุดสีแดงที่กำลังรีบวิ่งมา

                มู่หรงซูชิงยื่นถ้วยชาเขียวให้สาวใช้ที่มาใหม่ซึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ นางยิ้มพลางเอ่ยอ่อนโยน“ค่อยๆ พูดไม่ต้องรีบร้อน”

               

                หงซิ่วดื่มชาอึกเดียวหมดถ้วย แววตาเป็นประกาย น้ำเสียงตื่นเต้นยินดีนัก“คุณหนู คุณชายเซวียนหยวนมาเจ้ค่ะ”

“คุณชายเซวียนหยวนคือใครกัน?” มู่หรงซูชิงไม่แน่ใจว่าคุณชายผู้นี้ดีเด่นอย่างไรถึงทำให้สาวใช้ตื่นเต้นได้เพียงนี้

                “ชายคนรักของคุณหนู ว่าที่สามีของคุณหนูอย่างไรเจ้าคะ” อย่าบอกนะว่าคุณหนูจำไม่ได้ว่าคุณชายเซวียนหยวนอี้เป็นใคร

                อ้อ… ที่แท้เขาก็คือชายที่ถูกหมั้นหมายให้แต่งงานกับนางตั้งแต่ยังไม่เกิด แล้วก็เป็นผู้ยืดเวลาการแต่งงานออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า

                “เขามาทำไม?” มู่หรงซูชิงถือถ้วยชาเขียว สายตามองใบบัวที่พลิ้วไหวอยู่เต็มพื้นน้ำ

                “เอ่อ.. มา… มาขอถอนหมั้น...” หงซิ่วก้มหน้าต่ำ ตอบคำถามอย่างลำบากใจ แล้วแอบเงยหน้าขึ้นสังเกตสีหน้าคุณหนู

                “ถอนหมั้น?” ดวงตาหญิงสาวทอประกายขึ้นวูบหนึ่ง มุมปากยกยิ้มคล้ายได้ฟังเรื่องขบขัน

                “เจ้าค่ะ คุณชายเซวียนหยวนกับนายท่านคุยกันอยู่ที่โถงรับแขก นายท่านกำลังโกรธจัดเลยเจ้าค่ะ” หงซิ่วสีหน้ามีแววกังวล คิ้วทั้งสองข้างขมวดมุ่นจนแทบจะติดกัน

                “อย่างนั้นเชียวรึ เห็นทีข้าต้องออกไปดูสักหน่อย” นางเป็นตัวเอกของเรื่อง ถ้าไม่ออกไปเข้าฉากเรื่องราวจะมีสีสันได้อย่างไร

                “ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปเตรียมชุดให้คุณหนูเอง ใส่สีอะไรดีนะ สีแดงหรือว่าสีม่วงสีโปรดของท่านหรือว่าจะเป็นสีขาวดีเจ้าคะ ทรงผมเกล้าเป็นทรงเมฆเหินน่าจะดีดูมีสง่าราศีเหมาะสมกับคุณหนูที่สุด...”

                “พอ!” มู่หรงซูชิงรีบตัดบท สาวใช้คนนี้พูดมากไปแล้ว“ข้าพูดแล้วหรือว่าจะเปลี่ยนชุด”

                “แต่ว่าเมื่อก่อนตอนคุณชายเซวียนหยวนมาเยี่ยมคุณหนูต้องแต่งกายอย่างประณีตนี่เจ้าคะ...” หงซิ่วตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แม้ตอนนี้คุณหนูจะไม่ได้ถือแส้หนังคอยเฆี่ยนตีบ่าวอย่างบ้าคลั่งดังแต่ก่อน ทว่าเมื่อใดที่คุณหนูใช้น้ำเสียงเรียบต่ำขึ้นมา เหล่าสาวใช้ก็พากันหวาดกลัวทุกครั้ง ซ้ำยังรู้สึกกริ่งเกรงยิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก

                “นั่นเป็นอดีตไปแล้ว” มู่หรงซูชิงถอนหายใจอย่างนึกปลง แค่พบบุรุษที่ต้องการมาถอนหมั้นจะต้องแต่งสวยทำไม จะต้องอาบน้ำชำระร่างกายขัดสีฉวีวรรณทำไม สตรีหนอสตรีบางครั้งก็ชอบทำให้ตัวเองลำบากหาความทุกข์ยากใส่ตัว

                “ข้าจำได้ว่ามีของหมั้นอยู่ชิ้นหนึ่ง”

                “ใช่เจ้าค่ะ เป็นไข่มุกทะเลใต้เม็ดใหญ่เท่ากำปั้นเห็นจะได้” หงซิ่วเคยเห็นของหมั้นชิ้นนี้สองครั้ง ไข่มุกเม็ดนี้ช่างงามระยิบระยับจับตายิ่งนัก

                “ลู่อี่ เจ้าไปหยิบของหมั้นมา ข้าจะไปที่โถงรับแขก” เมื่อเอ่ยปากสั่งการแล้วมู่หรงซูชิงก็เดินตรงไปที่โถงรับแขกทันที

                คุณหนูจะยอมถอนหมั้นจริงหรือ สองสาวใช้สบตากันเงียบๆไม่กล้าแสดงความเห็น ลู่อี่วิ่งกลับไปห้องเก็บของหยิบไข่มุกออกมาแล้วรีบตามคุณหนูไป

                มู่หรงซูชิงมาถึงบริเวณนอกโถงรับแขก พลันได้ยินเสียงถ้วยชาตกกระแทกพื้นแตกกระจายเสียงดัง

                “ข้าไม่ยอม!สามปีก่อนข้าก็บอกชัดเจนแล้วว่าการหมั้นเป็นเรื่องที่สองตระกูลตกลงกัน เพียงคำพูดอยากถอนหมั้นของเจ้า ข้าต้องยินยอมเช่นนั้นรึ!” เสียงตะคอกของบิดาบ่งบอกถึงความโกรธเกรี้ยวสุดขีด

                “ข้าเพียงมาแจ้งท่านว่าข้าจะถอนหมั้น”

                มู่หรงซูชิงยกมุมปากขึ้นยิ้มช้าๆ เสียงของคุณชายผู้นี้แหบห้าวเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ ทั้งยังดูโอหังมั่นใจ น้ำเสียงไม่ดังไม่เบาแต่สามารถทำให้คนฟังรู้สึกหวั่นเกรง ไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้คนเล่าลือว่าเขาคือแม่ทัพที่มีอำนาจสูงสุดแห่งราชสำนัก

                มู่หรงซูชิงพลันอยากพบหน้าคู่หมั้น วีรบุรุษหนุ่มผู้ทรงเกียรติยศและชื่อเสียงสะท้านแผ่นดินผู้นี้เสียแล้ว ดูท่าคงน่าสนุก หญิงสาวอมยิ้มแล้วสาวเท้าก้าวเข้าสู่ห้องโถงรับแขก

                “ท่านพ่อ” น้ำเสียงกังวานใสของหญิงสาวสยบชายทั้งสามในห้องโถงให้ตกอยู่ในภวังค์ บรรยากาศกดดันอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่พลันสลายหายไป

                “ลูกชิงเจ้ามาได้จังหวะพอดี เจ้าหนุ่มนี่มันจะมาขอถอนหมั้น แต่ลูกวางใจเถิด ข้าไม่มีทางยอมเด็ดขาด!” เมื่อมู่หรงเสียงผู้เป็นบิดาเห็นบุตรสาวมาถึงก็รีบหันมากล่าวน้ำเสียงหนักแน่น

                มู่หรงซูชิงกวาดสายตามองอีกสองบุรุษหนุ่มในห้องโถง ทั้งคู่มีลักษณะโดดเด่นผิดแผกจากคนทั่วไปและมีบุคลิกต่างกัน เดาได้ไม่ยากว่าใครเป็นใคร... บุรุษผู้สวมชุดสีเขียวดุจมรกตดูสุขุมนุ่มลึก ใบหน้าไร้อารมณ์ น่าจะเป็นคู่หมั้นของนาง ชายผู้นี้รูปงามสมเป็นเอกบุรุษ คิ้วตาปากจมูกงดงามรับกับใบหน้าหล่อเหลาต่างจากนายทหารคนอื่นๆ ที่ดูหยาบกระด้าง เป็นแม่ทัพที่มีความนิ่งสงบแต่ทีท่าพร้อมต่อสู้ฉายชัด บุรุษเช่นนี้ผู้ใดได้พานพบก็ยากที่จะละสายตา

                ข้างกายเขามีชายอีกคนในชุดสีเทาหม่น สายตาที่มองมาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ชายผู้นี้วางตัวได้อย่างเหมาะสม ลักษณะสุภาพเรียบร้อย

                มีเพียงสายตาอยากรู้อยากเห็นที่ทำให้มู่หรงซูชิงรู้สึกว่าชายผู้นี้ต้องมีสิ่งแอบแฝงในเบื้องลึก

                มู่หรงซูชิงพิจารณาชายทั้งสองแล้วจึงยิ้มกว้างพร้อมเอ่ยขึ้น

                “ท่านพ่อในเมื่อคุณชายเซวียนหยวนยืนกรานจะถอนหมั้นย่อมต้องมีเหตุผลส่วนตัว พวกเราอย่าไปบังคับใจเขาเลย” น้ำเสียงเนิบเบาอ่อนหวานฟังคล้ายลมเย็นพัดดับความร้อนแห่งคิมหันตฤดูจนมลายสิ้น

               

                “แต่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องก่อนที่เจ้าจะเกิด แม่ของเจ้ากับฮูหยิน

                เซวียนหยวนตกลงกันไว้ แล้ววันนี้เจ้าหนุ่มนี่กลับมาถอนหมั้น เขาไม่ไว้หน้าเรายิ่งนัก” มู่หรงเสียงพูดด้วยน้ำเสียงแฝงความสงสัย บุตรสาวของเขาชอบเจ้าหนุ่มนี่มาตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อเจ้าหนุ่มผู้นี้นางถึงกับดิ้นรนจะเป็นจะตาย ทว่าวันนี้เหตุใดจึงยอมถอนหมั้นง่ายดายนักเล่า

                “ท่านพ่อลองคิดดูเถิด สองตระกูลตกลงหมั้นหมายกันก็ด้วยหวังให้พวกเรามีความสุข ในเมื่อตอนนี้คุณชายเซวียนหยวนไม่มีความสุข

                หากฝืนบังคับใจกันต่อไปงานแต่งก็คงไม่นับเป็นงานมงคลแล้ว ข้าเชื่อว่าท่านแม่ที่อยู่บนสวรรค์ย่อมรับรู้และให้อภัย” กล่าวจบมู่หรงซูชิงก็ยิ้มกว้าง สายตาแน่วแน่จ้องมองไปยังบิดา เพื่อแสดงให้อีกฝ่ายเห็นถึงความมุ่งมั่นในการตัดสินใจของตน

                “แต่ว่าท่านตาของเจ้า...”

                “ท่านพ่อไม่ต้องกังวล ข้าจะอธิบายให้ท่านตาเข้าใจเอง”

                มู่หรงเสียงรู้ดีว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ สามปีที่ผ่านมาเรื่องใดที่บุตรสาวปรารถนาจะทำไม่มีสิ่งใดไม่สำเร็จ แต่ในฐานะบิดาก็อดห่วงไม่ได้จึงกล่าวเตือน “เจ้าอายุสิบเก้าแล้ว ถ้าถอนหมั้น...”

                “ลูกยังอยากอยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่านพ่ออีกสักสองสามปีและถ้าให้ลูกอยู่ข้างกายท่านพ่อต่อ เชื่อว่าท่านจะต้องสบายใจยิ่ง”

                ประโยคนี้ทำให้ใบหน้าของมู่หรงเสียงปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ ถูกต้องที่สุด สามปีที่ผ่านมามู่หรงเสียงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับกิจการของตระกูล ซ้ำการค้ายังขยายตัวกว้างขวางขึ้น หากว่าบุตรสาวออกเรือนไปแล้วเขาก็ต้องแบกรับภาระกิจการทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวเอาเถิดในเมื่อนางยอมให้อีกฝ่ายถอนหมั้นก็ถอนไป นี่อาจเป็นสิ่งที่นางคาดการณ์ไว้แล้วก็เป็นได้ เขาจะคิดมากไปไย

                “ตามใจพวกเจ้า ถอนก็ถอน” กล่าวจบมู่หรงเสียงก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป

                มู่หรงซูชิงรับรู้ได้ว่ามีสายตาสองคู่จ้องมองนางไม่ละสายตานับตั้งแต่นางเดินเข้ามาในห้องโถง หญิงสาวทำเป็นไม่รู้หมุนกายไปสบประสานดวงตาลุ่มลึกสองคู่นั้น กล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม

                “ในเมื่อปัญหาการหมั้นจบลงด้วยดีแล้ว ของหมั้นสิ่งนี้ก็ควรคืนสู่เจ้าของ ลู่อี่ส่งคืนคุณชาย”

                “เจ้าค่ะ คุณหนู” ลู่อี่ส่งไข่มุกทะเลใต้อันล้ำค่าคืนให้เซวียนหยวนอี้ ทว่าแม่ทัพหนุ่มไม่เหลือบมองแม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงจ้องมองมู่หรงซูชิงไม่วางตา

                ใบหน้าหญิงสาวยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่ อยากมองก็มองไป นางจะไม่หลบหน้าไม่เขินอาย ของหมั้นก็คืนเจ้าของแล้วจะรับหรือไม่รับก็เป็นเรื่องของเขา แต่นางเป็นคนทำการค้าไม่อาจเสียมารยาทต่อแขกได้

               

                “คุณชายทั้งสองในเมื่อมาถึงเมืองฮัวตูก็น่าจะพักอยู่ที่นี่สักสองสามวันเพื่อชื่นชมธรรมชาติอันงดงามเสียก่อน หากไม่ขัดข้องโปรดให้เกียรติข้าได้ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับคุณชายด้วย”

                “รบกวนแม่นางแล้ว” ผู้ตอบเป็นชายหนุ่มสวมชุดสีเทา มู่หรงซูชิงเห็นเซวียนหยวนอี้ขมวดคิ้วอย่างไม่คิดปิดบัง ทว่าชายชุดเทาผู้นี้กลับมีใบหน้าอาบอิ่มไปด้วยรอยยิ้ม เขารวบพัดในมือเก็บทำเป็นมองไม่เห็นคิ้วขมวดมุ่นของเซวียนหยวนอี้

                ชายผู้นี้ดูสนใจนางเป็นพิเศษ แต่ช่างเถิดมีแขกมาพักเพิ่มแค่สองคนจะเป็นไรไป นางเองก็อยากจะรู้นัก แม่ทัพชื่อเสียงก้องแผ่นดินผู้นี้แท้จริงเป็นคนอย่างไร

                “ลู่อี่พาคุณชายทั้งสองไปพักที่เรือนสดับวายุ ดูแลแขกของข้าให้ดีด้วย คุณชายข้าต้องขอตัวก่อน” กล่าวจบก็ก้มศีรษะเล็กน้อย จากนั้นมู่หรงซูชิงในชุดขาวกระจ่างตาก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว

                “นี่คือคุณหนูมู่หรงที่เจ้าบอกว่าเอาแต่ใจ โอหังดื้อรั้น นิสัยประหลาดคนนั้นน่ะหรือ?”

                เผยเช่อค่อยๆ จิบชาสดใหม่แห่งวสันตฤดูพลางคิดว่าตระกูลมู่หรงคงเป็นตระกูลเศรษฐีใหญ่ เพราะชาที่เขาดื่มอยู่นี้ต่อให้มีทองพันชั่งก็ยังมิอาจหาไว้ในครอบครองได้โดยง่าย

                “ไม่ใช่” เซวียนหยวนอี้ที่มองต้นสนเขียวขจีนอกหน้าต่างตอบกลับ เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าบ้านตระกูลมู่หรงจะมีทิวทัศน์ที่งดงามเช่นนี้

                เมื่อก่อนเพราะรังเกียจและเข็ดขยาดกับมู่หรงซูชิงจึงไม่เคยพักชมความงามในบ้านมู่หรงเลยสักครั้ง ความงามของเรือนรับรองสดับวายุทำให้ผู้คนหลงใหลได้โดยง่าย เรือนหลังนี้มีสองชั้น บริเวณโดยรอบห้อมล้อมไปด้วยต้นสนน้อยใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ความร่มรื่น อีกทั้งมีศิลาขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงทางเข้า บนศิลาสลักตัวอักษรโดดเด่นทรงพลังว่า‘สดับวายุ’ เพียงนั่งอยู่ภายในตัวเรือนก็สามารถได้ยินเสียงลมพัดผ่านป่าสนได้ชัดเจน ช่างเหมาะกับชื่อสดับวายุเสียเหลือเกิน

                “ไม่ใช่รึ อะไรนะ เจ้าบอกว่าคนเมื่อครู่นี้ไม่ใช่มู่หรงซูชิงหรอกหรือ?” เผยเช่อรู้สึกผิดคาด

                “เป็นมู่หรงซูชิงแต่ก็เหมือนไม่ใช่มู่หรงซูชิง บอกไม่ถูก ท่าทางของนางผิดไปจากเดิม” สายตาลุ่มลึกเช่นนี้ของเซวียนหยวนอี้ทำให้สหายรักอย่างเผยเช่อคาดไม่ถูกว่าอีกฝ่ายกำลังครุ่นคิดสิ่งใด

                “นางคงคิดตบตาเจ้าให้ตายใจก่อนมัดมือชก” เผยเช่อเดินมายืนอยู่ข้างกายเซวียนหยวนอี้แล้วยื่นถ้วยชาให้พลางชื่นชมธรรมชาติป่าสนรอบเรือน

                “เป็นไปไม่ได้” มู่หรงซูชิงที่เขารู้จักไม่ได้มีท่วงท่าเปี่ยมเสน่ห์เช่นนี้ ตอนที่นางเดินเข้ามาในห้องโถงนั้นเขายอมรับว่ามิอาจห้ามใจไม่ให้เต้นแรงได้ ใบหน้าหญิงสาวไม่อาจเรียกได้ว่าสะคราญโฉม นางเรียบง่าย ทว่าความเรียบง่ายในวันนี้กลับเต็มไปด้วยบุคลิกที่ชวนให้ติดตรึงใจ ท่าทางอันเป็นธรรมชาติเผยให้เห็นถึงความมั่นใจ ช่วงเวลานั้นสองตาของเขาไม่อาจละจากนางได้เลย ความงดงามและโดดเด่นเช่นนี้จะปลอมแปลงกันได้หรือ

               

                “ท่าทางของมู่หรงเสียงไม่ใช่เพียงแค่รักและถนอมบุตรสาวเท่านั้น แต่ยังดูเหมือนเกรงใจนางมากอีกด้วย เรื่องนี้น่าสงสัยไม่น้อย อีกทั้งสามปีที่ผ่านมาตระกูลมู่หรงมีความเจริญก้าวหน้ามากนัก หยิบจับสิ่งใดล้วนเป็นเงินเป็นทองจนตอนนี้กลายเป็นตระกูลใหญ่ลำดับต้นๆ ของแคว้นตงอี๋ไปแล้ว เจ้าไม่สงสัยหรือว่าสามปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น” เผยเช่อมองใบชาที่ลอยบ้างจมบ้างในถ้วย ความอยากรู้อยากเห็นสะท้อนออกมาบนใบหน้าชัดเจน

                “นี่เป็นเหตุผลที่เจ้าอยากจะอยู่ต่อใช่หรือไม่?” แม้เซวียนหยวนอี้จะรู้สึกสงสัยเพียงใด แต่เพื่อไม่ให้วุ่นวายเขาจึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับการอยู่พักที่นี่

                “อย่างไรเสียก็ต้องอยู่เพื่อร่วมพิธีสมรสของตระกูลอี้ พักอยู่ที่นี่ก็ไม่เสียหาย ดูสิทิวทัศน์งดงามถึงเพียงนี้” เผยเช่อหลงใหลความงามของป่าสนรอบเรือนสดับวายุแห่งนี้เข้าเสียแล้ว

                “คุณชายทั้งสองพักผ่อนแล้วหรือยังเจ้าคะ?” ลู่อี่ที่ยืนอยู่ด้านนอกส่งเสียงถามด้วยความนอบน้อม

                “ยัง เข้ามาก่อนสิ” เผยเช่อเอ่ยอนุญาต

                “คุณชายทั้งสองยังขาดเหลือสิ่งใดอีกหรือไม่ บ่าวจะได้ไปจัดหาให้เจ้าค่ะ”

                “ขอบใจเจ้ามาก แต่พวกข้าคงไม่รบกวน”

                “คุณชายเกรงใจไปแล้วนี่เป็นหน้าที่ที่บ่าวรับผิดชอบ” ลู่อี่ใบหน้ายิ้มแย้มเอ่ยต่อ“ค่ำนี้คุณหนูจะจัดงานเลี้ยงที่สวนเมฆตกเพื่อต้อนรับท่านทั้งสองนะเจ้าคะ”

                “คุณหนูมู่หรงต้อนรับกันเกินไปแล้ว ได้ยินมาว่าในบ้านนี้ยังมีคุณชายอีกคนหนึ่ง” เผยเช่อเคยได้ยินเซวียนหยวนอี้พูดถึงเด็กน้อยผู้นั้นอยู่สองสามครั้ง จำได้ว่าเป็นคุณชายน้อยที่ฉลาดเฉลียว นิสัยเถรตรง บางทีอาจจะสืบเสาะข้อมูลเกี่ยวกับมู่หรงซูชิงจากเด็กน้อยผู้นั้นได้

                “ตอนนี้คุณชายซิงหุนกำลังเรียนหนังสืออยู่ในเรือนซิงเหอ ค่ำนี้ในงานเลี้ยงก็จะได้พบเจ้าค่ะ”

                “เรียนหนังสืออยู่กับบ้านรึ เหตุใดจึงไม่ไปเรียนในสำนักเล่า”

                คุณชายน้อยผู้นี้กำเนิดจากฮูหยินรองของมู่หรงเสียง มีข่าวลือว่าฮูหยินรองผู้นี้เคยหนีไปกับคนรักเก่าที่สนิทสนมกันมาแต่วัยเยาว์ ทว่าสุดท้ายก็หนีไม่พ้นถูกจับกลับมาได้ มู่หรงเสียงยังคงเคลือบแคลงใจว่าเด็กในท้องอาจไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของเขา คุณชายน้อยผู้ไร้มารดาปกป้องและไม่ได้รับความรักทะนุถนอมจะได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ที่เก่งกาจจากภายนอกได้อย่างไร      

                “คุณหนูเป็นคนจัดการ บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ” บุรุษสองคนนี้แท้จริงแล้วอยากรู้สิ่งใดกันแน่ เอาเถิดนางเองก็มิควรพูดให้มากความ

                “ลู่อี่ไม่อยู่รบกวนคุณชายทั้งสองพักผ่อนแล้ว” พูดจบลู่อี่ก็ก้าวออกจากเรือนไปหญิงสาวผู้นี้สามารถเข้าออกเรือนได้ตามอำเภอใจ ซ้ำยังเฉลียวฉลาด รู้จักเดินหมากรู้จักถอย

                “สาวใช้ข้างกายมู่หรงซูชิงล้วนคัดมาอย่างดี ดูน่าสนใจไม่แพ้นาย” เผยเช่อกล่าวจบก็เห็นลู่อี่ตวัดสายตาค้อนใส่เข้าพอดี

                เมื่อเซวียนหยวนอี้และเผยเช่อมาถึงสวนเมฆตกคนในตระกูลมู่หรงก็นั่งอยู่เกือบเต็มโต๊ะแล้ว

                ด้านข้างของมู่หรงเสียงถูกประกบซ้ายขวาด้วยฮูหยินสองคน

                คนหนึ่งอายุราวสี่สิบทว่ายังคงสวยสง่า อีกคนอายุน่าจะเพียงยี่สิบกว่าเท่านั้น ดวงตาและรูปปากงดงามมีเสน่ห์ดึงดูดบุรุษยิ่งนัก ยังมีคุณชายใบหน้าไร้อารมณ์ผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกับพวกเขา คุณชายผู้นี้แม้อายุไม่มากแต่ลักษณะท่าทางกลับดูไม่ธรรมดา

                เผยเช่อส่งเสียงทักทายไปก่อน“พวกข้ามาช้าเสียแล้ว”

                สวนเมฆตกแห่งนี้ช่างขนานนามได้เหมาะเจาะเสียจริง ประตูทางเข้าหันไปทางทิศประจิม ขณะกินมื้อเย็นสามารถชื่นชมดวงตะวันที่คล้อยเคลื่อนลงต่ำ แสงตะวันสีส้มทองเปล่งประกายฉายแสงเข้มขึ้นทีละน้อยตัดกับฉากทัศนียภาพอันงดงามของป่าไม้นานาพรรณ บ้านตระกูลมู่หรงช่างเต็มไปด้วยทิวทัศน์ตระการตาจนผู้มาเยือนต้องริษยา

                ครั้นได้ยินเสียงร้องทักคุณชายผู้ที่นั่งตีสีหน้าเบื่อหน่ายอยู่ก็ลุกขึ้น ใบหน้าอ่อนเยาว์เผยรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยทักตอบ

                “พี่อี้เชิญท่านมานั่งทางนี้” พูดพลางจูงมือชายหนุ่มให้มานั่งข้างตน เซวียนหยวนอี้ตบบ่าคุณชายน้อยเบาๆ เจ้าเด็กนี่สูงขึ้นไม่น้อยทีเดียว

                กลิ่นอายแห่งความเยือกเย็นและทระนงยังคงไม่เปลี่ยนทว่าความเคียดแค้นในใจดูลดลงไปมาก

                “เย็นนี้มีน่องไก่ที่เย่เอ๋อชอบกินหรือไม่?”

                “มีสิ ถ้าเย่เอ๋อไม่ดื้อ เย็นนี้จะให้กินสองน่องเลย”

                “ดีจังเลย กินให้ท้องป่องๆ”

                “เยี่ยม”

                บทสนทนาแบบเด็กๆ พร้อมเสียงหัวเราะคิกคักดังแว่วมา

                มู่หรงซูชิงในชุดขาวสง่าจูงมือเด็กหญิงตัวน้อยวัยประมาณสามถึงสี่ขวบเดินเข้ามาในสวนเมฆตก หนูน้อยสวมเสื้อแขนสั้นสีชมพูสดใส ถักผมเปียสองข้าง แก้มแดงอมชมพูเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ช่างเป็นเด็กที่สดใสร่าเริงและน่ารักเหลือเกิน

                “ทุกท่านมาพร้อมแล้วยกอาหารได้” มู่หรงซูชิงอุ้มหนูน้อยให้นั่งลงตรงเก้าอี้ข้างตัวนางแล้วเอ่ยปากสั่งลู่อี่

                คำสั่งของนางเรียบง่ายก็จริงทว่าทำให้เผยเช่อถึงกับตกตะลึง ตระกูลใหญ่เช่นนี้แต่ไหนแต่ไรมามักให้ความสำคัญกับธรรมเนียมบนโต๊ะอาหาร โดยปกติแล้วจะมีเพียงผู้นำตระกูลเท่านั้นที่มีสิทธิ์สั่งยกอาหาร ทว่ามู่หรงเสียงแม้จะนั่งเก้าอี้ตำแหน่งผู้นำตระกูล แต่คำสั่งยกอาหารกลับมอบหมายให้บุตรสาวคนโตออกปากเสียนี่

               

                เผยเช่อกับเซวียนหยวนอี้มองตากันแวบหนึ่ง ในดวงตาพวกเขาเต็มไปด้วยความสงสัยแต่ก็มิได้เอ่ยถาม ไม่นานอาหารก็ถูกยกมาวางเต็มโต๊ะ

                “เซวียนหยวนอี้ข้าไม่ได้กินข้าวกับเจ้ามานานแล้ว ครั้งก่อนที่กินด้วยกันเจ้ายังเป็นเด็กน้อยอยู่เลย พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปสิบกว่าปีเสียแล้ว” สำหรับมู่หรงเสียงอย่างไรเสียก็ยังคงชื่นชมคุณชายเซวียนหยวนอี้คู่หมั้นเก่าของบุตรสาว ด้วยบุรุษหนุ่มผู้นี้ทั้งฉลาดและอาจหาญยิ่ง เรื่องที่อีกฝ่ายไม่มีใจชื่นชอบในตัวบุตรสาวของตนช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดายนัก

                เซวียนหยวนอี้ไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับตระกูลมู่หรงอยู่ก่อน เมื่อผู้อาวุโสยกจอกให้เขาก็ทำเพียงยกจอกขึ้นดื่มตามแต่มิได้เอ่ยตอบ ความเงียบของแม่ทัพหนุ่มทำให้บรรยากาศอึดอัดขึ้นมาทันใด ใบหน้าของมู่หรงเสียงค่อยๆเปลี่ยนเป็นดำคล้ำด้วยความเสียหน้า เผยเช่ออมยิ้มด้วยรู้ดีว่าเซวียนหยวนอี้เป็นคนประจบเอาใจใครไม่เป็น

                เผยเช่อยกจอกขึ้นบ้างพยายามกล่าวเพื่อทำลายความอึดอัดใจนั้น“ผู้อาวุโสเกรงใจไปแล้ว ควรจะเป็นข้าทั้งสองที่คารวะท่านจึงจะถูก”

                คำพูดของเผยเช่อทำให้บรรยากาศดีขึ้นมาบ้าง มู่หรงเสียงได้โอกาสกู้หน้าจึงรีบเอ่ยตอบกลับ“ดี ดื่มหมดจอก”

                “เย่เอ๋อ เจ้าอยากกินอะไร?”

                บุรุษสามคนส่งเสียงพูดคุยกันไปมา ทว่าตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้

ตอนที่ 1 มู่หรงซูชิง(2จบตอน)

มู่หรงซูชิงก็คอยแต่ดูแลแม่หนูน้อยที่นั่งอยู่ด้านข้างไม่ได้ทอดสายตาเหลือบมองคุณชายเซวียนหยวนเลยสักนิด คนนอกอาจมองไม่เห็น แต่เผยเช่อรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าแม่ทัพที่นั่งข้างเขาค่ำนี้อารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก

                “เอาชิ้นนั้น” มู่หรงซิงเย่ส่งเสียงเล็กๆ ตอบมา เด็กน้อยเอาแต่ซบอยู่ในอ้อมกอดของมู่หรงซูชิง ศีรษะเล็กๆ ของหนูน้อยมักจะก้มต่ำอยู่ตลอดด้วยความหวาดกลัวในตัวบิดา เพราะคิดว่าบิดาไม่ชอบตนอีกทั้งวันนี้ก็ยังมีผู้คนมากมาย

                “ได้สิ” มู่หรงซูชิงหยิบน่องไก่มาใส่จานให้เด็กน้อย“น่าอร่อยจังรีบกินเถิด”

                มู่หรงซูชิงมองดูหนูน้อยที่พยายามใช้ตะเกียบคีบน่องไก่ เสียงตะเกียบกระทบจานดังไม่หยุดทำให้นางอดขำไม่ได้

                “เย่เอ๋อใช้มือหยิบกินเลยดีกว่านะ” เมื่อได้ยินคำอนุญาตเด็กน้อยก็วางตะเกียบที่ใช้ยากแสนยากลงแล้วยื่นมือจะคว้าหยิบน่องไก่

                “แค่มารยาทบนโต๊ะอาหารยังไม่รู้จักจะเป็นผู้ดีกับเขาได้อย่างไร หยุดทำเรื่องน่าอายต่อหน้าแขกได้แล้ว!” เสียงของสตรีนางหนึ่งดังขึ้นทำให้เด็กหญิงหดมือกลับอย่างตกใจกลัวมู่หรงซิงเย่กุมนิ้วมือตัวเองแน่น ก้มศีรษะลงซุกอยู่ในอกของ

                มู่หรงซูชิง เด็กน้อยคนนี้อ่อนไหวยิ่งนัก อาจเป็นเพราะไม่มีมารดาตั้งแต่ยังเล็ก บิดาก็ไม่เคยใส่ใจทำให้ไม่รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มู่หรงซูชิงรักและถนอมเด็กน้อยอย่างที่สุด

               

                หญิงสาววางน่องไก่ลงในมือของมู่หรงซิงเย่ ส่งรอยยิ้มอ่อนโยนและลูบศีรษะหนูน้อยเบาๆ อย่างปลอบประโลม“ไม่เห็นจะเป็นไร กินข้าวสำคัญที่ท้องอิ่ม เมื่อท้องอิ่มก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว”

                หลังจากได้รับคำปลอบโยนเด็กหญิงจึงค่อยกล้ากัดน่องไก่คำเล็กๆ ด้วยความที่เป็นเด็กไม่นานหนูน้อยก็สนใจเพียงน่องไก่เท่านั้น

                “ที่ฮูหยินจ้าวพูดมานั้นก็มีเหตุผล ดูท่าตอนเด็กท่านคงทำตามระเบียบอย่างเคร่งครัดน่าดู” แม้ว่ามู่หรงซูชิงจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ทุกคนก็ได้ยินกันชัดเจน

                จ้าวหลิงหลงใบหน้าซีดเผือดลงทันที ตั้งแต่เด็กนางมีฐานะแร้นแค้น มารดาลาโลกไปตั้งแต่นางยังเล็ก เหลือเพียงบิดาผู้เป็นผีสุรากับน้องสาวน้องชายอีกสามคน ตอนนางสิบขวบก็ถูกขายเข้าซ่องโสเภณี แต่เพราะหน้าตาสะสวยนางจึงอาศัยลูกไม้แพรวพราวทำให้ตัวเองสามารถแต่งเข้าตระกูลมู่หรงเป็นอนุภรรยาได้ คำพูดของมู่หรงซูชิงวันนี้ทำให้นางอับอายขายหน้าแทบแทรกแผ่นดิน ทว่าทำได้เพียงซ่อนความเจ็บแค้นไว้ในใจ นางกัดฟันกรอดมิอาจเอ่ยวาจาต่อกรกับบุตรสาวคนสำคัญของบ้าน

                เซวียนหยวนอี้นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก สตรีผู้มีใบหน้าอมยิ้มอยู่ตลอดเวลาทว่าวาจาแหลมคมบาดลึกผู้นี้เป็นใครกันแน่ นางไม่มีทางเป็นคนเดียวกับมู่หรงซูชิงที่เขารู้จัก หญิงผู้นั้นวันทั้งวันเอาแต่คอยเดินตามพันหน้าพันหลังพูดจาประจบเขาไม่หยุดหย่อน มู่หรงซูชิงผู้นี้เป็นสตรีที่ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ไม่มีกระทั่งความเกรงกลัว แล้วนางเป็นใครกัน

                “คุณชายทั้งสองในเมื่อมาถึงฮัวตูแล้วก็อย่าได้พลาดโอกาสเที่ยวชมเทศกาลฉีเหลียนที่หนึ่งปีจะมีเพียงหนึ่งครั้ง ซิงหุนช่วงนี้เจ้าคอยดูแลคุณชายทั้งสองให้ดีด้วย”

                “พี่ชิงโปรดวางใจข้าทำได้แน่นอน” มู่หรงซิงหุนเคารพนับถือพี่อี้ของเขามาโดยตลอด ครั้งนี้บุรุษผู้นี้มาพักที่บ้าน เด็กหนุ่มจึงดีใจอย่างยิ่ง

                มู่หรงซูชิงจะจับพวกเขารวบส่งให้มู่หรงซิงหุนไปดูแลกระนั้นหรือ เซวียนหยวนอี้พลันฉุกคิดขึ้นมา เขายอมอยู่ที่นี่ต่อเพื่อจะหาคำตอบเกี่ยวกับปริศนาในตัวนาง แล้วจะให้นางหลีกลี้หนีหน้าไปง่ายๆ ได้อย่างไร

                “ข้านึกว่าชิงเอ๋อจะดูแลพวกข้าด้วยตนเองเสียอีก”

                สิ้นเสียงเรียบต่ำทรงพลัง หญิงสาวก็ยิ้มน้อยๆ

                ชิงเอ๋อรึ...

                เขามาสนิทชิดเชื้อกับข้าตั้งแต่เมื่อไร ได้ยินมาว่าแต่ไหนแต่ไรชายผู้นี้ไม่เคยทำดีกับมู่หรงซูชิงมาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงน้ำเสียงอ่อนโยนที่เรียกนางว่า‘ชิงเอ๋อ’ หรือว่าเซวียนหยวนอี้คิดจะหยอกเย้าเพื่อหยั่งเชิงความรู้สึกของนาง ไร้สาระจริงๆ

               

                “การที่คุณชายทั้งสองมาท่องเที่ยวที่ฮัวตูนับเป็นโอกาสอันหาได้ยาก คุณชายคงอยากจะออกไปชื่นชมธรรมชาติโดยรอบของเมืองนี้และซิงหุนก็สามารถพาคุณชายท่องเที่ยวได้ ส่วนตัวข้าร่างกายอ่อนแอเกรงว่าจะไปทำลายความสนุกสนานของคุณชายเสียเปล่า คงต้องขอตัว”

                น้ำเสียงหญิงสาวอบอุ่น มารยาทก็งดงามซ้ำยังบอกปัดได้อย่างชาญฉลาด แต่น่าเสียดายคนอย่างเซวียนหยวนอี้ไม่เคยยอมให้ผู้ใดมาบอกปัดง่ายๆ ได้เช่นกัน

                “ชิงเอ๋อร่างกายไม่แข็งแรงก็ควรจะออกไปสูดอากาศสดชื่นดูบ้าง ไม่ควรเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านมิใช่หรือ”

                “ขอบคุณคุณชายเซวียนหยวนที่เป็นห่วง” ชายหนุ่มรบเร้าเช่นนี้หากว่าวันนี้นางไม่ยินยอมเขาคงไม่ล้มเลิกความตั้งใจเป็นแน่ เอาเถิด นางก็อยากจะรู้ว่าบุรุษผู้มาขอถอนหมั้นคนนี้คิดอะไรกันแน่

                “มีโอกาสได้ออกไปชื่นชมภูเขาลำธารก็เป็นเรื่องดี เช่นนั้นข้าก็ไม่ปฏิเสธคำชวนของท่าน”

                “มีคุณหนูมู่หรงไปด้วยช่างวิเศษจริงๆ” เผยเช่อยิ้มออกมา

                เซวียนหยวนอี้เริ่มสนใจมู่หรงซูชิงผู้แข็งกระด้างนางนี้เสียแล้ว

                ทว่าเขายังไม่รู้ตัว อาหารมื้อนี้แม้ไม่อาจกล่าวได้ว่าทำให้ทั้งเจ้าบ้านและแขกพึงพอใจแต่อย่างน้อยก็ระคนไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข หลังอาหารเย็นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับเรือนของตนเรือนสดับวายุยามราตรีงามเสียยิ่งกว่ากลางวัน

                เงาสนทับทอดเป็นชั้นๆ ดุจดังภูผาตระหง่านตั้งรายล้อม เสียงลมพัดผ่านต้นสนต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนฟังคล้ายกับเสียงดนตรีขับกล่อมชวนหลงใหล จันทร์เสี้ยวเจิดจรัสทอแสงนวลลออส่องลงมายังบุรุษทั้งสามที่นั่งอยู่บนม้าหิน

                “พี่อี้ถอนหมั้นกับพี่สาวข้าแล้วจริงหรือ?” มู่หรงซิงหุนเอ่ยถามอย่างขัดใจ พี่ชิงในวันนี้ช่างเหมาะสมกับพี่อี้ดั่งกิ่งทองใบหยก เขาหวังให้ทั้งสองได้ลงเอยร่วมเรียงเคียงหมอนกัน

                “ใช่ พี่สาวของเจ้าก็ยินยอม” เพราะเหตุนี้เขาเองก็รู้สึกแปลกใจว่ามันช่างง่ายดายเกินไป

                “เฮ้อ แท้จริงแล้วพี่ชิงก็อยากถอนหมั้นมานานแล้ว นางย่อมดีใจจนแทบกระพือปีกเชียวล่ะ” มู่หรงซิงหุนพึมพำเสียงลอดไรฟัน กระนั้นบุรุษทั้งสองก็ได้ยินชัดทุกคำพูด

                เซวียนหยวนอี้ได้ยินถึงกับตกตะลึงขมวดคิ้วเล็กน้อย เผยเช่อรู้สึกอยากรู้ขึ้นมาทันใดจึงเอ่ยถาม“เพราะเหตุใดกัน คุณหนูมู่หรงชอบเซวียนหยวนอี้มิใช่หรือ?”

                “สามปีที่แล้วพี่สาวของข้าเกิดอุบัติเหตุตกลงไปในทะเลสาบเกือบเอาชีวิตไม่รอด พอฟื้นขึ้นมานิสัยใจคอก็เปลี่ยน อีกทั้งยังลืมเรื่องราวต่างๆ ไปมากมาย สามปีมานี้พี่ชิงไม่เคยพูดเรื่องการหมั้นแม้แต่ครั้งเดียว มีครั้งหนึ่งข้าไปถาม พี่ชิงเพียงตอบว่าจะไม่มีการหมั้นหมายอะไรทั้งนั้น ข้าก็เลยคิดว่านางมีแผนการจะล้มเลิกการหมั้นอยู่ก่อนแล้ว”

               

                เดิมทีเซวียนหยวนอี้หวังว่าจะจัดการเรื่องถอนหมั้นให้ลุล่วงไปได้ แต่ไม่เคยคาดมาก่อนว่าจะทำได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรคเช่นนี้ ที่แท้มู่หรงซูชิงก็ปรารถนาจะถอนหมั้นกับเขาเหมือนกันหรือนี่ เพราะเหตุใดเล่าเพราะว่านางความจำเสื่อมรึ แต่ในเมื่ออยากจะถอนหมั้นเหตุใดต้องคอยถึงสามปีหรือจะเป็นเพราะ...

                “พี่สาวเจ้ารู้ว่าข้าก็ปรารถนาจะถอนหมั้นดังนั้นนางจึงไม่กังวล รอให้ข้ามาเป็นคนทำลายสัญญาหมั้นที่ผู้ใหญ่ทำไว้เสียเอง ตนจะได้ไม่ผิดต่อคำสัญญาของมารดา”

                “ข้าก็คิดว่าเป็นเช่นนั้น” มองเห็นคิ้วของเซวียนหยวนอี้ขมวดจนแทบจะพันกัน มู่หรงซิงหุนก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้

                “แล้วถ้าข้าไม่มาถอนหมั้นนางก็จะตกลงใจแต่งกับข้าหรือ?”

                “เป็นไปไม่ได้ ข้าเดาว่าถึงอย่างไรพี่ชิงก็ต้องมีวิธีทำให้ท่านมา

                ถอนหมั้น หากท่านไม่มาพี่ชิงก็ต้องหาหนทางจนได้ อะไรที่พี่ชิงไม่อยากได้ต่อให้ยัดใส่มือนางก็จะโยนทิ้งอยู่ดี การหมั้นหมายนี้อย่างไรก็ต้องยกเลิก”

                พูดมาถึงตรงนี้ใบหน้าของมู่หรงซิงหุนก็เต็มไปด้วยความผยอง

                ยิ่งทำให้เซวียนหยวนอี้รู้สึกคลางแคลงใจ

                พี่สาวน้องชายคู่นี้ญาติดีกันตั้งแต่เมื่อใด และเขายังมองออกอีกว่าน้องชายนับถือพี่สาวยิ่งนัก สามปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกันแน่

                “ถ้าเช่นนั้นมู่หรงซูชิงก็คงเป็นหญิงที่คาดการณ์ทุกสิ่งได้แม่นยำดังตาเห็นสินะ” เผยเช่อก็ฟังออกว่าน้ำเสียงของมู่หรงซิงหุนนับถือพี่สาวเพียงใด คุณหนูมู่หรงผู้นั้นไม่ใช่สตรีธรรมดาสำหรับเขาอีกต่อไป

                “ไม่ใช่หรอก พี่ชิงเป็นคนฉลาด ถ้าไม่มีพี่ชิงก็ไม่มีข้าในวันนี้”

                หวนคิดถึงสามปีที่ผ่านมามู่หรงซิงหุนก็รู้ดีว่าหากไม่มีพี่สาวแล้ว เด็กที่ไม่มีใครสนใจอย่างเขากับเย่เอ๋อคงต้องตกระกำลำบากเป็นแน่

                เซวียนหยวนอี้มองดูคุณชายที่มีความคิดโตกว่าวัย ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าซิงหุนในวันนี้ไม่เหมือนเมื่อสามปีก่อนเอาเสียเลย ร่างกายผอมสูง

                ของเขาแม้ไม่ได้มีกล้ามเนื้อกำยำแต่ก็ดูมีพละกำลังแข็งแกร่ง กระทั่งภายในร่างกายก็สามารถรับรู้ได้ถึงลมปราณที่แฝงเร้นอยู่ แม้จะยังไม่สงบนิ่งแต่ก็ก่อตัวขึ้นมาแล้ว น่าจะได้รับการชี้แนะจากยอดฝีมือและต้องหมั่นฝึกยุทธ์จึงจะฟูมฟักลมปราณเช่นนี้ขึ้นมาได้

                เขามองเห็นความโดดเด่นในตัวหนุ่มน้อยที่เพิ่มพูนขึ้นมาได้ชัดเจนทั้งหมดนี้เป็นเพราะมู่หรงซูชิงหรือ...

                “ได้ยินมาว่านางเชิญอาจารย์มาสอนเจ้าในบ้าน แล้วเหตุใดจึงไม่ให้เจ้าเข้าเรียนในสำนักกันเล่า?เจ้าไม่กลัวนางมีอะไรแอบแฝงหรือ?” เผยเช่อคิดว่ามู่หรงซูชิงเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป ต้องมีลับลมคมในแอบแฝงอยู่เป็นแน่

                “ตอนแรกข้าก็คิดเช่นนั้น ดังนั้นถ้าไม่โดดเรียนข้าก็ก่อกวนเวลาอาจารย์สอน แต่ว่าพี่ชิงกลับพูดกับข้าประโยคหนึ่ง บอกว่าในโลกใบนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่ผู้อื่นไม่อาจขโมยจากตัวข้าได้ สิ่งนั้นก็คือสติปัญญา ถ้าข้าอยากจะเอาชนะศัตรูหรือคนที่ข้าชิงชัง ข้าก็ต้องทำให้ตัวเองเก่งกล้า มีเพียงทำเช่นนี้ข้าจึงจะสามารถได้รับในสิ่งที่ต้องการและดูแลคนที่ข้ารักได้” ใบหน้ามู่หรงซิงหุนมีรอยยิ้มอบอุ่นเจือออกมา หยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นจิบเบาๆ

                แต่ก่อนเซวียนหยวนอี้กับเผยเช่อเพียงแค่รู้สึกสงสัยในตัวมู่หรงซูชิงทว่าตอนนี้ยิ่งเคลือบแคลงหนักมากยิ่งขึ้น แม้เซวียนหยวนอี้จะไม่ชอบนิสัยเอาแต่ใจดื้อรั้นและนิสัยประหลาดของนาง แต่เมื่อสองตระกูลกำหนดให้เกี่ยวดองกันจึงกล่าวได้ว่าเขาและนางเติบโตมาด้วยกัน ตั้งแต่เล็กนางไม่เคยชอบเรียนหนังสือจะเอ่ยวาจาที่ลึกซึ้งเฉียบคมเช่นนี้ได้อย่างไร

                เป็นเพราะนางความจำเสื่อมรึ ยิ่งคิดยิ่งชวนสงสัย

                เผยเช่อยังคงสงสัย“คุณหนูมู่หรงช่างมีความรู้เกินคนทั่วไป ถ้าเช่นนั้นที่คนข้างนอกร่ำลือกันว่ากิจการงานหลักของตระกูลมู่หรงเป็นงานที่นางรับผิดชอบก็เป็นเรื่องจริงกระมัง?”

                “ถูกต้องที่สุด ขณะนี้กิจการของตระกูลมู่หรงล้วนเป็นฝีมือของพี่ชิง ท่านพ่อไม่เคยต้องมาสนใจเรื่องพวกนี้นานแล้ว” ไม่สนก็ดีมิเช่นนั้นตระกูลมู่หรงคงย่อยยับไปแล้ว

                “ดึกมากแล้วข้าควรกลับเสียที พรุ่งนี้ข้าค่อยมาพบพวกท่านใหม่ แล้วจะพาพวกท่านเดินสำรวจให้ทั่วเมือง” พูดจบมู่หรงซิงหุนก็ก้าวเท้ายาวๆ ออกจากเรือนสดับวายุ

                “พวกเราควรทำความรู้จักกับมู่หรงซูชิงกันใหม่เสียแล้ว นางไม่ใช่มู่หรงซูชิงที่เจ้าเคยรู้จัก” เดิมทีเผยเช่อคิดว่าการมาบ้านตระกูลมู่หรงเป็นเพื่อนเซวียนหยวนอี้จะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย ทว่าตอนนี้เขากลับคิดว่าตนคิดถูกแล้วที่มาเซวียนหยวนอี้ไม่สนคำกล่าวของเผยเช่อ เขาก้าวเท้าตามหลัง

                มู่หรงซิงหุนออกจากเรือนสดับวายุ ทว่าไม่ได้เดินตามเด็กหนุ่มแต่กลับเดินออกมาอย่างไร้จุดหมาย บ้านตระกูลมู่หรงกว้างขวางใหญ่โต ห่างออกไปมีโคมไฟฉายแสงเรื่อเรืองอยู่ แม้มิได้สว่างจ้าแต่ก็พอส่องแสงให้เห็นทางได้เขาเดินไปเรื่อยในที่สุดก็มาถึงด้านหน้าทะเลสาบ สายลมพัดพากลิ่นหอมของบัวโชยมาทำให้ผู้สูดดมสดชื่น ชั่วขณะหนึ่งความคิดวุ่นวายสับสนของเซวียนหยวนอี้พลันมลายหายไป

                พระจันทร์เสี้ยวและดาราบนฟากฟ้าสุกสกาว ไร้หมอกเมฆบดบังแสงจันทร์ เขามองเห็นเงาสีขาวเงาหนึ่งที่ริมทะเลสาบนั้นเป็นนางรึ?

                ในสมองยังคงคิดวนเวียนถึงการเปลี่ยนแปลงของนาง ทว่าเขาไม่อาจควบคุมฝีเท้าให้หยุดนิ่งจึงก้าวเดินไปหาเงาร่างสีขาวนั้นสามปีแล้ว

                หญิงสาวเกือบลืมไปเสียแล้วว่าชื่อเดิมของตนคือ‘ไป๋อีฝาน’

                การใช้ชีวิตแบบเมื่อก่อนเริ่มถอยห่างไกลไปทุกขณะ หญิงสาวลูบกำไลข้อมือแผ่วเบา ความคิดพลันย้อนกลับไปสู่เรื่องราวในยามบ่ายอันร้อนระอุวันนั้น

                เมื่อครั้งเยาว์วัยกิจการของบิดายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น พี่ชายคนโตก็ต้องเข้าเรียนชั้นประถม น้องชายคนเล็กก็ต้องการคนดูแล ส่วนมารดานั้นเหน็ดเหนื่อยแทบไม่มีเวลาว่าง เธอจึงใช้ชีวิตอยู่กับปู่ตลอดมาจนกระทั่งเรียนมัธยมจึงได้กลับบ้าน บิดามารดาและพี่น้องต่างรักและทะนุถนอมเธอเป็นอย่างดี แต่เธอก็ยังชอบที่จะอยู่กับคุณปู่มากกว่า คุณปู่เป็นศาสตราจารย์ด้านโบราณคดี เธอชอบมองท่าทางเคร่งขรึมของปู่ยามที่ท่านทำการวิจัย

                เนื่องจากเธอเป็นคนที่ชื่นชอบวัตถุโบราณที่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านกาลเวลาเนิ่นนานนับพันๆ ปี ชื่นชอบของโบราณที่ทรงคุณค่ามีเอกลักษณ์ ผ่านการคัดกรองจากธรรมชาติ สิ่งของในยุคสมัยใหม่ที่ว่างามเธอไม่เคยสนใจสักนิด คุณปู่ชอบหยิบวัตถุโบราณเหล่านี้ขึ้นมาตรวจสอบวิเคราะห์ร่วมกับเธออยู่เสมอ วันนั้นคุณปู่ส่งกำไลข้อมือวงหนึ่งให้ดูด้วยท่าทางตื่นเต้นยินดี

                “นังหนู ปู่จะให้เจ้าดูของดี” คุณปู่ประคองถาดสีดำบุด้วยผ้านุ่มยื่นมาตรงหน้าด้วยท่าทางลึกลับ กำไลข้อมือสีขาวราวหิมะใสดั่งแก้วสะท้อนแสงสู่สายตาของเธอ เมื่อพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่ผิวเนื้อของกำไลสะท้อนแสงสีม่วงอ่อนดูนุ่มนวล คล้ายกำลังเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ

                “หนูขอจับดูได้ไหมคะ?” ใจของเธอคล้ายโดนทิ่มแทงด้วยอะไร

                บางอย่าง สายตาไม่อาจละจากกำไลข้อมือวงนี้ได้ คิดอยากจะสัมผัสเหลือเกิน

                “ได้อยู่แล้ว นี่เป็นกำไลที่ศาสตราจารย์เฝิงนำมาจากอาณาจักรโหลวหลานเพื่อให้ปู่ตรวจสอบว่าเป็นของล้ำค่าในยุคสมัยไหน แต่ว่าจนป่านนี้ปู่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด” นี่เป็นเหตุผลที่เขาเรียกหลานรักมาดูกำไลข้อมือนี้ด้วยกัน

                หลานสาวคนนี้อยู่ข้างกายเขามาตั้งแต่เล็กเก็บเกี่ยวความรู้ไปไม่น้อยและยังเป็นคนมีพรสวรรค์ในด้านนี้อีกด้วย เด็กคนอื่นกระจองอแงอยากออกไปวิ่งเล่นแต่เด็กคนนี้กลับนิ่งสงบอยู่ในบ้าน นั่งเขียนพู่กันจีนได้นานเป็นวันโดยไม่ขยับ อีกทั้งยังสามารถเพ่งพิศหยกชิ้นงามได้นานหลายชั่วโมงโดยไม่เบื่อหน่ายจนบางครั้งถึงกับทำให้เขารู้สึกฉงน หลานสาวคนนี้นิ่งสงบเกินธรรมดาและเขายังสามารถสัมผัสได้ถึงพลังลมปราณอันทรงพลังในตัวหลานสาวอีกด้วย

                เพียงหยิบกำไลขึ้นมาหญิงสาวก็สัมผัสได้ถึงปราณแห่งความเย็นที่ไหลเวียนอยู่ตรงปลายนิ้วจึงหยิบขึ้นส่องกับแสงสว่าง พบว่ากำไลวงนี้โปร่งแสงเมื่อส่องกับแสงแดดยิ่งทำให้เห็นสีม่วงได้ชัดเจนคล้ายกำไลถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันสีม่วงจางๆ

                “ยากมากเลยค่ะ จะให้ชี้ชัดว่าอยู่ในยุคสมัยไหนคงไม่ได้ หนูมองดูลักษณะการสะท้อนแสงของตัวกำไลแล้วไม่เหมือนกับของที่ทำขึ้นใหม่แต่ก็ไม่เหมือนวัตถุโบราณที่มีอายุยาวนาน อีกอย่างบริเวณผิวเนื้อของกำไลก็ไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อยทั้งยังสามารถสัมผัสได้ถึงปราณเย็น ดูท่าตัวกำไลไม่น่าจะทำมาจากหยก” แล้วมันคืออะไรกันแน่ ยิ่งพยายามคิดเธอก็ยิ่งตีบตัน

               

                “ปู่เคยหาคนมาพิสูจน์แล้วปรากฏว่าไม่ใช่หยกจริงๆ แต่ว่าเนื้อกำไลทำมาจากอะไรยังไม่อาจสรุปได้ ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นหินแร่ที่มีพลังงานแม่เหล็กไม่มีอันตรายต่อร่างกายมนุษย์” ปู่ของเธอคร่ำเคร่งกับเรื่องนี้มาก แต่ยิ่งคิดไม่ออกก็ยิ่งเพิ่มความสงสัย

                หญิงสาวเดินออกมายืนตรงระเบียงบริเวณที่แสงแดดแผดจ้า อยู่นอกห้องกำไลยิ่งปล่อยปราณเย็นเพิ่มขึ้นทำให้หญิงสาวรู้สึกสบายไปทั้งตัว คล้ายกับว่าความร้อนของแดดไม่สามารถทำให้ผู้สวมกำไลนี้รู้สึกร้อนได้เลย เธอมองกำไลอย่างเคลิบเคลิ้ม ไม่ทันได้รู้ว่ารอบตัวถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันสีม่วงเข้าเสียแล้ว ระเบียงที่เดิมทีแข็งแรงมั่นคงจู่ๆ ก็พังครืน!

                เท้าของเธอเหยียบย่ำอากาศอันว่างเปล่าแล้วร่วงตกลงไป มีเพียงความมืดมิดด้านล่างที่รองรับร่างกายเอาไว้หลังจากตื่นขึ้นมาเธอก็กลายเป็นคุณหนูตระกูลมู่หรงนามว่ามู่หรงซูชิงไปเสียแล้ว ที่น่าประหลาดก็คือที่ข้อมือมีกำไลสีม่วงสวมอยู่ เล่ากันว่าเป็นกำไลที่มารดาของมู่หรงซูชิงมอบให้นางจึงสวมติดตัวมาตั้งแต่ยังเล็ก

                กำไลสีม่วงวงนี้เป็นวงเดียวกับที่เธอกับปู่กำลังวิจัยกันอยู่... กำไลนำเธอมาที่แห่งนี้ใช่ไหม เหตุใดจึงเลือกเธอ นำเธอมาที่นี่เพื่ออะไร แล้วจะนำเธอกลับไปไหม ความสงสัยเหล่านี้หญิงสาวครุ่นคิดมานานสามปีแต่ก็ไม่อาจหาคำตอบได้

                เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังเบาๆ จากทางด้านหลังมู่หรงซูชิงขมวดคิ้ว นางไม่คิดว่าเขาจะออกมา เห็นทีนางคงประเมินความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ต่ำไปเสียแล้ว

                มู่หรงซูชิงไม่มีวรยุทธและไม่ได้สนใจกับการไปมาอย่างไร้ร่องรอยของจอมยุทธ์คนไหน ทว่านางประสาทไวต่อการดมกลิ่นโดยเฉพาะกลิ่นมนุษย์ หากมีผู้ใดเข้าใกล้ก็จะรับรู้ได้ทันที ไม่ต้องหันมองก็สามารถรู้ได้ว่าผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหลังก็คือท่านแม่ทัพผู้อาจหาญ แม่ทัพเซวียนหยวนอี้นั่นเอง

                ในเมื่อเขาไม่ได้เอ่ยวาจาทักทายนางก็แสร้งทำเป็นไม่รู้จะดีกว่า ไม่แน่ว่าท่านแม่ทัพอาจจะออกมาเดินเล่นเพราะรู้สึกว่าราตรีนี้ช่างยืดยาวนักและมิอาจข่มใจหลับก็เป็นได้

                นางนั่งเล่นริมทะเลสาบอย่างสบายอารมณ์ สองขาเนียนละเอียดแกว่งเล่นไปมากับผิวน้ำ ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องสว่าง นางดูประณีตดั่งหยก ลมหายใจแผ่วเบากับเรือนผมดกดำทำให้หญิงสาวดูสงบเยือกเย็น

                เซวียนหยวนอี้รู้สึกว่าใจของตนที่เคยสงบนิ่งพลันโลดทะยานดั่งคลื่นในมหาสมุทร เขาเอ่ยถามนางด้วยเสียงทุ้มต่ำอย่างไม่รู้ตัว

                “เจ้า...เป็นใครกันแน่?”

                “แสงจันทร์คืนนี้งามนัก” นางตอบกลับด้วยใบหน้าแย้มยิ้มนุ่มนวล แต่ไม่ใช่คำตอบสำหรับคำถามของเขา

                “เจ้าเป็นใครกันแน่?”

                ช่างเป็นเสียงที่ทรงพลังและบีบบังคับ!บุรุษผู้นี้เป็นผู้ที่ใครก็ไม่อาจละเลยได้ง่าย

เขาถาม... ทุกคนต้องตอบเท่านั้น

                แต่ว่านางเป็นใครกันแน่รึ จะพูดอย่างไรดี

                หญิงสาวไม่ได้หันหน้ากลับมามองเขา เท้าแกว่งแช่ในน้ำทำให้นางรู้สึกเย็นสดชื่น นางปัดใบบัวด้านข้างอย่างเบามือขยับมุมปากขึ้นเล็กน้อยกล่าวช้าๆ

                “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร บางทีข้าอาจจะเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่เข้ามาสิงอยู่ในร่างนี้ก็เป็นได้” ตอบเช่นนี้ไม่นับว่าโกหก ส่วนเขาจะเข้าใจอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา

                “วิญญาณเร่ร่อนอย่างนั้นหรือ?” ได้ยินคำตอบเช่นนี้เซวียนหยวนอี้กลับคิดว่าให้นางตอบว่าตนเองคือมู่หรงซูชิงตัวจริงยังจะทำให้เขาเชื่อและวางใจได้ง่ายกว่า ชายหนุ่มใช้มือจับรวบเสื้อคลุมก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งด้านข้างนาง มุมปากยกขึ้นคล้ายยิ้ม

                มู่หรงซูชิงมองเขาแวบหนึ่งแต่กลับไม่อาจข่มความรู้สึกภายในใจได้ บุรุษผู้นี้เพียงนั่งอยู่ด้วยท่าทีสบายๆ ยังให้ความรู้สึกแตกต่างจากชายทั่วไป เขาทำให้ใจของผู้คนหลงใหลคล้อยตามได้ไม่ยาก แสงจันทร์ที่ส่องลงมากระทบใบหน้าเขาสะท้อนความคมสันหล่อเหลาออกมาชัดเจน

                “ท่านเป็นเพียงแขกผู้มาพักแรมจะข้องใจไปทำไม” มู่หรงซูชิงลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ไม่ได้สนใจว่าน้ำจากขาทั้งสองข้างของตนจะเปียกกระโปรงหรือไม่ หญิงสาวยืนเท้าเปล่าอยู่บนผืนหญ้าอันอ่อนนุ่ม ใช้มือปัดฝุ่นที่ติดตัวออกเบาๆ หยิบรองเท้าผ้าขึ้นแล้วหมุนกายย่ำเท้าลงบนพื้นหญ้า... จากไป

                แขกผู้มาพักแรมเท่านั้นหรือ... กระทั่งเงาสีขาวอันตรธานหายไป เซวียนหยวนอี้ถึงละสายตาจากนาง มุมปากที่ยกขึ้นไม่ได้ลดระดับลงซ้ำยังยกสูงมองบัวที่โยกไหวไปตามแรงลมแววตาชายหนุ่มพลันเปล่งประกายบางอย่างออกมา

ตอนที่ 2 อาคันตุกะแห่งสุยหยวน(1)

“เมื่อคืนเจ้าไปทำอะไรมา?” เผยเช่อถามเสียงกลั้วหัวเราะ เซวียนหยวนอี้นอนเอนหลังอยู่ริมหน้าต่าง สายตามองทอดไปยังป่าสนด้านนอก

                “ชมดอกบัว”

                “ชมดอกบัว!เจ้าเคยมีอารมณ์สุนทรีย์กับเขาด้วยหรือ” คำตอบที่ได้ยินทำเอาเผยเช่อแทบสำลักน้ำชา เขาวางถ้วยน้ำชาลง หรี่ตามองเซวียนหยวนอี้คล้ายจะค้นหาคำตอบที่แท้จริง ทว่าใบหน้าของสหายกลับไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ให้เห็น

                “อรุณสวัสดิ์” มู่หรงซิงหุนสาวเท้าเข้ามายังเรือนสดับวายุเห็นสองบุรุษกำลังจ้องมองกันอย่างถมึงทึง

                “อรุณสวัสดิ์ ดอกกล้วยไม้ช่างงามนัก เจ้าจะอุ้มกระถางกล้วยไม้ไปทำอะไรแต่เช้าตรู่?” เผยเช่อมองเด็กหนุ่มในชุดสีม่วงดูสง่าผ่าเผย ในมือถือกระถางกล้วยไม้ยืนอยู่ด้านข้างประตู

                “สวยใช่หรือไม่ นี่ข้าปลูกเองเชียวนะ” มู่หรงซิงหุนนำกระถางดอกไม้วางบนโต๊ะ มือประคองช่อดอกกล้วยไม้ที่เพิ่งผลิบาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

                “เจ้าปลูกดอกไม้เองเลยรึ งามจริงๆ” เผยเช่อมองท่าทางดีใจของมู่หรงซิงหุนก็ไม่ขัดใจ แม้เด็กหนุ่มจะพยายามวางท่าให้สุขุมแต่กระนั้นก็ยังไม่พ้นนิสัยความเป็นเด็ก

                “พี่ชิงบอกว่าตระกูลมู่หรงของเราทำกิจการน้ำมัน ธัญพืช ใบชาและใยไหม ข้าจึงไม่อาจเกียจคร้าน นางให้ข้าเรียนรู้วิธีการปลูกดอกไม้และเคยตกลงกับข้าว่าหากครั้งนี้ข้าสามารถปลูกกล้วยไม้ได้สำเร็จ นางจะมอบม้าพันธุ์เล็กแก่ข้าหนึ่งตัว” มู่หรงซิงหุนพูดจบก็หอบกระถางกล้วยไม้ขึ้นเตรียมออกจากประตู

                “ข้าจะไปหาพี่ชิงก็เลยแวะมาดูว่าพวกท่านตื่นกันหรือยัง ข้าต้องขอตัวก่อนแล้วจะกลับมาหาพวกท่านใหม่ในภายหลัง วันนี้ข้าจะพาพวกท่านไปเที่ยวชมเขาเมฆม่วง”

                “ช้าก่อน พวกข้าก็ไม่มีสิ่งใดต้องทำแล้วไปกับเจ้าเลยดีกว่าจะได้ถือโอกาสขอบคุณคุณหนูมู่หรงที่ดูแลเมื่อคืนวาน” เมื่อเผยเช่อกล่าวจบก็เดินออกไปพร้อมกับมู่หรงซิงหุนทันที ฝ่ายเซวียนหยวนอี้แม้ว่าในใจยังครุ่นคิดวุ่นวายแต่ก็ย่างเท้าออกจากเรือนสดับวายุตามหลังทั้งคู่ไปไม่นานนักบุรุษทั้งสามก็มาถึงบริเวณหน้าประตูไม้ไผ่ แม้ประตูจะเปิดอยู่เพียงครึ่งเดียวแต่ก็สามารถมองเห็นด้านในที่ปกคลุมไปด้วยผืนป่าไผ่เขียวขจีและทรงพลังได้ ด้านบนประตูมีป้ายเขียนตัวอักษรสีเขียวด้วยลายเส้นอิสระสองตัวว่า‘สุยหยวน’ เป็นตัวหนังสือที่ดูแตกต่างจากเรือนสดับวายุที่เก่าแก่และทรงพลังยิ่งนัก ตัวหนังสือสุยหยวนนี้บ่งบอกถึงความสบาย อิสระ นุ่มนวลและความงดงาม

                “ชิงเอ๋อไม่ได้พักอยู่ที่สวนเฟิ่งซีหรอกหรือ?” หลังจากผ่านพ้นคืนวานมา เซวียนหยวนอี้พบว่าตนเอ่ยเรียกมู่หรงซูชิงได้อย่างสนิทสนมโดยไม่รู้สึกกระดากแต่อย่างใด

                “พี่ชิงไม่ได้พักที่นั่นมานานแล้ว เมื่อสามปีก่อนนางสั่งให้ก่อสร้างสวนและเรือนขึ้นมาใหม่และเปลี่ยนชื่อสวนเฟิ่งซีในอดีตเป็นเรือนรับรองซ่อนหิมะเพื่อไว้รับรองอาคันตุกะสตรี” มู่หรงซิงหุนตอบพลางผลักบานประตูไม้ไผ่ออก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าช่างงดงามเกินบรรยายทำให้แววตาเผยเช่อและเซวียนหยวนอี้เป็นประกาย ไผ่ที่มองเห็นบางส่วนจากนอกประตูเป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น ครั้นทอดสายตามองออกไปเบื้องหน้าก็พบกับสีเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา ใบไผ่เรียงรายเป็นชั้นให้ความรู้สึกดั่งอยู่ท่ามกลางทะเลสีเขียวชอุ่ม ป่าไผ่แสนตระการตานั้นโอบล้อมทะเลสาบเล็กๆ ไว้ ผืนน้ำใสกระจ่างราวกระจกสะท้อนแสงดวงตะวัน กลางทะเลสาบมีเรือน

                สามชั้นตั้งตระหง่านอยู่ มีผ้าขาวผืนเล็กด้านหน้าตัวเรือนโบกสะบัดบดบังสายตาของผู้คนทำให้มองไม่เห็นการประดับตกแต่งภายใน สามปีก่อน

                อีกแล้วหรือ นางตกน้ำครั้งนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มู่หรงซูชิงในเวลานี้กลายเป็นปมปริศนาที่รอให้ผู้คนมาไขจนพวกเขามิอาจละเลยรายละเอียดเล็กน้อยไปได้

สองบุรุษเดินตามมู่หรงซิงหุนข้ามสะพานไม้ไผ่จนมาถึงห้องไม้ไผ่ด้านใน ลู่อี่ยืนอยู่ข้างประตูมองเห็นทั้งสามเดินเข้ามาก็ก้มตัวลงคารวะพร้อมเอ่ยทักทาย“คารวะคุณชายซิงหุน คุณชายเซวียนหยวน คุณชายเผย”

                “พี่ลู่อี่ ท่านพี่ตื่นแล้วหรือยัง?” มู่หรงซิงหุนประคองกระถางดอกกล้วยไม้ถามเสียงร่าเริงเห็นคุณชายซิงหุนยิ้มเต็มหน้าเช่นนี้ลู่อี่ก็พลอยยิ้มตามไปด้วย

                “ตื่นแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูซิงเย่ก็มาแต่เช้าตรู่ตอนนี้อยู่กันข้างใน ทุกท่านโปรดตามบ่าวมาทางนี้”

                “คุณหนูเจ้าคะ คุณชายซิงหุนและคุณชายทั้งสองมาพบเจ้าค่ะ”

                ลู่อี่ปัดผ้าสีขาวออกอย่างเบามือ รายงานด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

                “เข้ามาสิ” น้ำเสียงสดใสจากในห้องตอบกลับออกมาภายในห้องไม่มีการตกแต่งมากนัก เมื่อผ่านผ้าไหมขาว บานประตูและที่กั้นไม้ไผ่เข้ามาจึงพบว่าด้านในมีเพียงโต๊ะกลม เก้าอี้และโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า หากจะหาสิ่งพิเศษในที่แห่งนี้ก็เห็นจะเป็นชั้นหนังสือที่ยาวเต็มห้องและมีหนังสือวางอยู่แน่นขนัด ในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นจากหนังสือระคนกับหมึกพู่กัน ตรงข้ามกับโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นหน้าต่างบานใหญ่ ใหญ่เสียจนเกือบจะกินพื้นที่ผนังทั้งด้าน เมื่อทอดสายตาออกไปด้านนอกก็พบกับภาพป่าไผ่อันกว้างขวางและทะเลสาบสีครามเข้ม

                ด้านหลังของโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมเป็นภาพอักษรพู่กันจีนเขียนด้วยลายเส้นอิสระพลิ้วไหวเป็นตัวอักษร‘สุย’ แสงจากภายนอกทอดผ่านผ้าไหมขาวทะลุเข้ามาในห้องไม้ไผ่ด้านในปรากฏเป็นแสงสลัว วันนี้มู่หรงซูชิงไม่ได้ถักผมเปีย นางเพียงเกล้ามวยขึ้นแบบง่ายๆ ใช้ปิ่นหยกปักไว้ดูอ่อนโยนเรียบง่าย หญิงสาวอุ้มมู่หรงซิงเย่ไว้ในอ้อมอก ในมือถือขนมดอกกุ้ยฮัวชิ้นหนึ่งป้อนแม่หนูน้อยที่กำลังซุกซนใช้สองมือม้วนเส้นผมของนางเล่น ใบหน้าของสองพี่น้องแตะแต้มไปด้วยรอยยิ้มที่สัมผัสได้ถึงความรักที่มีให้แก่กัน เซวียนหยวนอี้ก้าวเข้ามามองเห็นภาพความอบอุ่นก็ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ

                “พี่ชิงท่านดูสิ นี่คือดอกกล้วยไม้ที่ข้าปลูก” เสียงของมู่หรงซิงหุนปลุกให้เซวียนหยวนอี้ตื่นจากมนตร์สะกด

               

                “นับว่าไม่เลว พันธุ์นี้ยากที่จะเลี้ยงให้โตได้ เจ้าคงต้องทุ่มเทแรงใจแรงกายดูแลมันไม่น้อย ข้าได้เตรียมม้าพันธุ์เล็กไว้ให้เจ้าแล้ว พรุ่งนี้ไปพบฉี่เซวียนได้เลย ให้เขาสอนการขี่ม้าแก่เจ้า” มู่หรงซูชิงเอ่ยพลางป้อนขนมมู่หรงซิงเย่ไปด้วย

                “ดีจริงๆ ขอบคุณพี่ชิง” ในที่สุดก็สามารถเรียนขี่ม้าได้แล้ว เด็กหนุ่มรู้สึกดีใจเป็นที่สุด

                “เชิญคุณชายทั้งสองนั่งลงก่อน ไม่ทราบว่าพวกท่านรับอาหารเช้ามาแล้วหรือยัง?” สายตามองคุณชายทั้งสองที่ยืนนิ่งดุจเทพเฝ้าประตู มู่หรงซูชิงก็อดยิ้มไม่ได้ แทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีเรื่องน่าสนใจเกิดขึ้นที่นี่ตั้งแต่เช้า

                “พวกข้ายังไม่ได้กินอะไรเลย ข้าเห็นซิงหุนเดินมาทางนี้ก็เลยเดินร่วมทางมา ต้องขอบคุณคุณหนูมู่หรงที่ดูแลในช่วงนี้ด้วย” เผยเช่อปรายตามองไปมาระหว่างเซวียนหยวนอี้ที่มีทีท่ากระวนกระวายใจส่วนมู่หรงซูชิงยังคงยิ้มแย้ม

                “ลู่อี่ไปบอกพ่อครัวให้ทำอาหารส่งมาเพิ่ม”

                มู่หรงซูชิงสบสายตาสองบุรุษ ใบหน้านวลเนียนรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย สายตาหนึ่งแหลมเล็กดูร่าเริงอีกสายตาก็ลุ่มลึกดังหุบเหวน่าค้นหา ตัวนางมีแรงดึงดูดถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ในใจหญิงสาวกำลังพร่ำบ่นทว่าปากกลับเอื้อนเอ่ยประโยคน่าเบื่อหน่ายเช่นเดิม

                “คุณชายทั้งสองเกรงใจไปแล้ว เป็นโอกาสที่หาได้ยากที่พวกท่านจะมาฮัวตู พวกข้าควรต้อนรับขับสู้ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ”

                “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็อย่าเรียกข้าว่าคุณชายอะไรเลย เรียกข้าว่าพี่เผยหรือว่าเผยเช่อก็พอ” จริงๆ เขาก็ไม่ใช่คนที่เคร่งครัดมารยาทอะไรอยู่แล้ว ทั้งวันถูกเรียกแต่คุณชายช่างน่ารำคาญนัก ครั้นเหลือบมองเซวียนหยวนอี้ที่กำลังขมวดคิ้วอยู่เขาก็ไม่สนใจ นั่งลงด้านข้างมู่หรงซูชิงคอยให้นางเรียกชื่อตามที่ตนเสนอ

                แม้ว่ามู่หรงซูชิงจะยิ้มแย้มอยู่ตลอด ทว่านางก็สังเกตเห็นแววตาทะเล้นในดวงตาของเผยเช่อและท่าทางถมึงทึงของเซวียนหยวนอี้ แต่ว่า‘พี่’ คำนี้อย่างไรเสียนางก็พูดไม่ออก พวกเขาอายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับนาง ถ้าให้เรียกพี่เผยคงจะทำให้นางขนลุกไปเปล่าๆ ทางออกจึงเหลือเพียงเรียกชื่อแซ่เขา

                “เช่นนั้นก็ได้เผยเช่อ”

                “งั้นข้าเรียกเจ้าชิงเอ๋อได้หรือไม่?” เผยเช่อถามกลับทันควันชิงเอ๋อ... คำเรียกนี้กลายเป็นที่นิยมตั้งแต่เมื่อไรกัน ยังไม่ทันที่มู่หรงซูชิงจะปฏิเสธ น้ำเสียงดุดันและน่ากลัวของบุรุษอีกคนก็โพล่งขึ้นเสียก่อน

                “พวกเจ้าไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น!”

                เผยเช่อยกคิ้วสูง“มันเกี่ยวอะไรกัน ตอนนี้ก็นับว่าสนิทได้แล้ว ข้ายังต้องอาศัยอยู่ที่นี่อีกระยะหนึ่งให้เรียกคุณหนูมู่หรงอยู่ร่ำไปก็จะดูเป็นคนนอก” นานมากแล้วที่ไม่เห็นเซวียนหยวนอี้แสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวออกมา เขาต้องพยายามให้ถึงที่สุด

                “เรียกชื่อข้าก็พอแล้ว” ชื่อเป็นเพียงคำที่ใช้เรียกเท่านั้นไม่สำคัญอะไร เผยเช่อแสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังหยอกเย้าเซวียนหยวนอี้ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่พึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด

               

                “คุณหนูอาหารมาแล้วเจ้าค่ะ” ลู่อี่เดินเข้ามาทันได้เห็นอารมณ์บนใบหน้าของคุณชายเซวียนหยวน ส่วนคุณชายเผยนั้นยิ้มแย้มอย่างสุขใจ ขณะที่ใบหน้าคุณหนูได้แต่สะท้อนความฉงนและคล้ายปลงตกออกมา

                อาหารคาว ของกินเล่นและขนมหลากสีสันที่ทยอยจัดวางขึ้นโต๊ะล้วนเป็นอาหารอันประณีตทั้งสิ้น เพียงมองก็ทำให้น้ำลายสอ กลุ่มสาวใช้เมื่อจัดเรียงขนมเสร็จก็เดินจากไป จากนั้นสาวใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาในห้องไม้ไผ่ สาวใช้คนนี้สวมชุดผ้าไหมบางสีม่วง ใบหน้าสะสวย รูปร่างสมส่วน แม้ว่าคิ้วตาจะดูอมยิ้มทว่าหางตาดูคล้ายจะเป็นคนดื้อรั้นรับมือยากเอาการและหากพินิจจากอากัปกิริยาก็น่าจะเป็นคนที่มีความสามารถอยู่พอสมควร

                “คุณหนู หัวหน้าเฝิงมาขอพบเจ้าค่ะ เขาอยากหารือเรื่องน้ำท่วมแถบแม่น้ำหงและเรื่องชาวเมืองจื่อเฉิงเดือดร้อนยื้อแย่งข้าวสารธัญพืช”

                จื่อยวนยืนรายงานอยู่ด้านหลังหญิงสาวสายตาของมู่หรงซูชิงทอดมองเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมอกและกำลังเคลิ้มหลับ ถ้าขยับเย่เอ๋อจะต้องตื่นเป็นแน่ ช่างเถิดไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนักพูดที่นี่ก็แล้วกัน“เรียกเขาเข้ามา”

                ชายฉกรรจ์วัยสี่สิบต้นๆ เดินตามจื่อยวนเข้ามา เขาสวมชุดสีน้ำเงินเข้มตัวใหญ่ สายตาทั้งคู่ดูทรงพลัง หน้าผากกว้าง ร่างกายกำยำคล่องตัว ชายผู้นี้เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ามู่หรงซูชิงแล้วโค้งคำนั

                “มีเรื่องอะไรหรือ?” มู่หรงซูชิงถือถ้วยชาที่เพิ่งชงไว้ในมือขณะเอ่ยถาม

                “ต้นแม่น้ำหงเกิดฝนตกต่อเนื่องนับเดือนทำให้น้ำท่วม ปีนี้ชาวบ้านไม่มีผลผลิตทางการเกษตร น้ำท่วมหนนี้ช่างร้ายแรงเหลือเกิน คลังเสบียงของราชสำนักท้องถิ่นต่างก็ถูกบุกทำลาย ส่วนเสบียงที่ราชสำนักจัดส่งมาให้ก็ยังไม่ถึงจึงเกิดความหิวโหยอดอยากในหมู่ประชาชน ผู้ประสบภัยบางส่วนเริ่มบุกแย่งชิงข้าวสารจากร้านค้าแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมกระทบมาถึงคลังเสบียงของตระกูลมู่หรงเป็นแน่ขอรับ” เฝิงอี้โค้งตัวรายงานเรื่องราวของเมืองจื่อเฉิงให้นางทราบแล้วจึงขยับไปยืนด้านข้างเพื่อรอฟังคำสั่ง

                “แล้วหลีจิ้งเจียล่ะ” เจ้าเมืองที่ดูถูกเหยียดหยามพวกพ่อค้ามาแต่ไหนแต่ไร นางอยากจะรู้ว่าเขาแก้ปัญหานี้อย่างไร

                “ใต้เท้าหลีนำเสบียงที่เหลืออยู่แจกจ่ายให้กับผู้ทุกข์ยากแล้ว อีกทั้งยังนำอาหารที่บ้านตัวเองมาแจกจ่ายด้วย และถึงแม้จะย้ายผู้ประสบภัยไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแต่จำนวนผู้ประสบภัยมีมากทำให้อาหารไม่เพียงพอ เสบียงจากราชสำนักก็ยังมาไม่ถึงสักที ผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านี้เริ่มไม่เชื่อใจราชสำนักเสียแล้ว”

                “เหตุใดเสบียงที่ราชสำนักส่งมาจึงล่าช้าไม่ถึงเสียที?” ใต้เท้าหลีนับว่าเป็นคนดีทีเดียว

                “ครั้งนี้เสบียงของราชสำนักลำเลียงมาจากเมืองอวิ้นเฉิง หากลำเลียงทางน้ำมายังเมืองจื่อเฉิงก็จะสะดวกรวดเร็ว ทว่าเกิดภัยน้ำท่วมจึงต้องเปลี่ยนมาลำเลียงทางบกแทนทำให้เสียเวลานาน”

“ยังต้องรออีกนานเพียงใดจึงจะไปถึง?” มู่หรงซูชิงขมวดคิ้ว

                “หากเร็วยี่สิบวันหากช้าก็หนึ่งเดือน”

                “ติดต่อเถ้าแก่ร้านธัญพืชอื่นๆ ให้แจกจ่ายธัญพืชที่ตนมีออกมาสองในสิบส่วน หากยังไม่เพียงพอตระกูลมู่หรงจะเสริมให้ แล้วแจ้งไปยังหลีจิ้งเจียด้วยว่าตระกูลมู่หรงของข้าจะเปิดคลังเสบียงอาหารแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน ให้เขาส่งเจ้าหน้าที่มาสนับสนุนเพื่อรักษาความเป็นระเบียบ

                ส่วนด้านผู้ประสบภัยจงส่งคนไปปลอบโยนพวกเขา บอกพวกเขาว่าเรามีอาหารเพียงพออย่าได้ออกมายื้อแย่งอาหารอีก แล้วส่งคนไปติดต่อหน่วยลำเลียงเสบียงของราชสำนักว่าภายในยี่สิบวันต้องมาถึงเมืองจื่อเฉิงให้ได้” ครุ่นคิดอยู่เพียงครู่เดียวมู่หรงซูชิงก็สั่งการเฝิงอี้

                “ขอรับข้าจะรีบไปทำตาม” กล่าวจบเงาสีน้ำเงินเข้มก็ออกจากห้องไม้ไผ่ไปภายในห้องไม้ไผ่เงียบงัน แต่ละคนต่างก็กำลังครุ่นคิด แม่ทัพหนุ่มมีสีหน้าเคร่งขรึมเสียยิ่งกว่าเดิมสะท้อนให้เห็นว่าเขากำลังครุ่นคิดอย่างหนัก แม้ปกติเขามักจะสู้ศึกอยู่นอกด่านไม่รู้เรื่องราวของราชสำนักมากนัก ทว่าก็พอรู้มาว่าเมื่อห้าปีก่อนเกิดอุทกภัยทำให้ประชาชนแคว้นตงอี๋ถึงครึ่งต้องตกระกำลำบาก ฮ่องเต้จึงแต่งตั้งขุนนางเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม นี่ก็ผ่านมาห้าปีแล้วเหตุใดเพียงแค่ห่าฝนไม่กี่ครั้งจึงทำให้เกิดกระแสน้ำเชี่ยวกรากเช่นนี้ได้อีก ส่งผลให้ชาวบ้านชาวเมืองจื่อเฉิงต้องประสบภัยพิบัติอย่างหนัก

                เผยเช่อใบหน้าเคร่งมองดูเงาชุดน้ำเงินเข้มจากไป ลมปราณสงบสยบความฟุ้งซ่าน ท่าทางรวดเร็วคล่องแคล่วดังสายฟ้าฟาด หัวหน้าเฝิงผู้นี้จัดว่าเป็นยอดฝีมือที่ไม่เปิดเผยตัวตน วรยุทธไม่ด้อยไปกว่าเขาเป็นแน่ คนเก่งเช่นนี้ยอมสยบอยู่ภายใต้คำสั่งของผู้อื่นซ้ำยังเป็นอิสตรีที่อายุไม่เต็มยี่สิบ ท่าทางนอบน้อมของเขาน่าจะเป็นการแสดงเคารพจากใจจริง จากนั้นจึงกวาดสายตามองมู่หรงซูชิงก็พบว่านางกำลังลูบมือเบาๆ กล่อมเด็กน้อยที่อยู่ในนิทรา ใบหน้ามีเพียงรอยยิ้มอ่อนโยนไม่มีอาการเคร่งขรึมเหมือนที่เพิ่งออกคำสั่งเมื่อสักครู่แม้แต่น้อย

                “พี่ชิงเพื่อบรรเทาอุทกภัยเมืองจื่อเฉิงในครั้งนี้พวกเราอาจสูญเสียธัญพืชในคลังไปถึงสามส่วน” มู่หรงซิงหุนคำนวณคร่าวๆ ถึงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับตระกูล จึงแสดงความวิตกออกมา

                “อืม” มู่หรงซูชิงพยักหน้าส่งเสียงรับรู้ออกมาเพียงคำเดียว นางมองดูหนูน้อยที่ขณะนี้หลับลึกไปแล้วจึงส่งให้ลู่อี่อุ้มเข้าไปนอนพักผ่อนในห้องไม้ไผ่ด้านใน นางลูบแขนและมือที่เกิดอาการเหน็บชาจากการอุ้มอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยขึ้น

                “อย่างไรเสียเราก็ต้องแจกจ่ายอาหารมิเช่นนั้นแล้วความทุกข์ยากจะตกอยู่ที่ประชาชน เราจะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน เว้นเสียแต่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างถาวรมิเช่นนั้นแล้วสถานการณ์เช่นนี้ย่อมเกิดในอนาคตอีกเป็นแน่ ซ้ำยังไม่อาจคาดการณ์ได้ด้วย”

                “ราชสำนักส่งคนมาแก้ปัญหาน้ำท่วมนานแล้วยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงอีกงั้นรึ” คิ้วขมวดปมของเซวียนหยวนอี้ยังไม่คลายออกมู่หรงซูชิงยิ้มแย้มพลางกล่าว“มีสิ ถุงเงินของเซวียฟู่ขยายใหญ่ขึ้นไม่น้อยทีเดียว”

เซวียนหยวนอี้ไม่พูดต่อ สีหน้าอมทุกข์หม่นหมองลงทันตา

                “พวกเราแจกจ่ายอาหารบรรเทาน้ำท่วมครั้งนี้ ดูสิว่าใต้เท้าหลีนั่นจะว่าอย่างไร” มู่หรงซิงหุนได้ยินมานานแล้วว่าใต้เท้าแซ่หลีผู้นี้มักชอบหาเรื่องตระกูลของเขา ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่ตระกูลมู่หรงยอมแจกจ่ายเมล็ดธัญพืชตำแหน่งของเขาคงจะรักษาไว้ไม่ได้เป็นแน่

                “หลีจิ้งเจียนับว่าเป็นขุนนางตงฉินรักษาหน้าที่ ทว่าหัวดื้อปักใจเชื่อว่าพวกพ่อค้ามักจะเห็นแก่ผลประโยชน์ สมบัติที่หามาได้ล้วนมาจากการเก็งกำไรก็เลยพยายามสร้างความลำบากให้พวกเรา ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เขาเปลี่ยนทัศนคติต่อตระกูลมู่หรง พวกเราคนค้าขายหากมีสัมพันธ์ที่ดีกับราชสำนักไว้บ้างก็ย่อมเป็นประโยชน์ไม่น้อย อีกหน่อยพวกพ่อค้ารายอื่นจะได้มีตระกูลมู่หรงเป็นผู้นำ หากเทียบกับกรณียื้อแย่งอาหารทำลายคลังเสบียงแล้ว ยอมเสียธัญพืชในคลังสามส่วนถือเป็นเรื่องเล็ก

                ซ้ำยังทำให้ประชาชนเห็นว่าตระกูลเราเป็นเศรษฐีใจบุญ เมื่อทุกอย่างดีขึ้น เรื่องทำการค้าต่อไปใครก็ต้องนึกถึงตระกูลมู่หรงก่อนเป็นลำดับแรก”

                มู่หรงซูชิงถือถ้วยชาเขียวไว้ในมือขณะกล่าวถึงเป้าหมายที่ต้องการอย่างชัดเจนแจ่มชัด ผู้ฟังทั้งหลายพลันตะลึงงันอ้าปากค้าง

                มิน่าตระกูลมู่หรงจึงใช้เวลาเพียงสามปีก็สามารถขึ้นมามีอำนาจได้ การแจกเสบียงอาหารเดิมทีนับว่าเป็นเรื่องความสูญเสียของตระกูล ทว่าเมื่ออยู่ภายใต้การบงการของนางกลับกลายเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ไม่น้อย เผยเช่อมองใบหน้ามู่หรงซูชิงละเอียดถี่ถ้วนอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก พบเพียงรอยยิ้มที่บ่งบอกได้มากสุดแค่ว่านี่คือใบหน้าอันผ่องใสสะดุดตา ชุดเขียวอ่อนขับให้นางดูเปล่งปลั่งงดงาม ผมยาวสลวยดำขลับเงางาม หากจะกล่าวบรรยายความสดใสสมวัยของมู่หรงซูชิงผู้นี้อย่างไรก็คงพรรณนาไม่หมด

                ใบหน้าที่ครุ่นคิดของเซวียนหยวนอี้เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มประหลาด คล้ายกับว่าจิตใจเบิกบานท่วมท้นในฉับพลัน นัยน์ตาคู่นั้นประหนึ่งกักขังเพียงภาพรอยยิ้มอ่อนๆ ของนางไว้นิ่งไม่ขยับ

                เซวียนหยวนอี้ยิ้มได้ประหลาดนัก เมื่อสักครู่ใบหน้าคล้ายเมฆทะมึนทว่ายามนี้ดั่งแสงอาทิตย์ระยับจับใจ มู่หรงซูชิงถูกสายตาอ่อนโยนของเขาจับจ้องไม่วางตา จิตใจว้าวุ่นไม่เป็นตัวของตัวเอง เขาก็ช่างเหลือเกินมองนางเหมือนจะล่าเหยื่อ

                “พวกท่านจะออกไปข้างนอกมิใช่หรือ?” มู่หรงซูชิงมองแสงแดดด้านนอกแล้วเอ่ยเตือนให้พวกเขาออกไป

                “ใช่แล้ววันนี้พวกเราจะไปเขาเมฆม่วง เจ้าจะไปด้วยหรือไม่?”

                “ข้าต้องขอตัว เมื่อคืนข้านอนไม่หลับเย่เอ๋อก็มาหาแต่เช้าตรู่ ตอนนี้ข้าเหนื่อยนักอยากจะพักผ่อนสักหน่อย ซิงหุน เจ้าดูแลคุณชายทั้งสองให้ดีด้วย” หวังว่าเซวียนหยวนอี้จะไม่รบเร้าเซ้าซี้ดั่งเช่นคืนวานอีก

                ผิดคาด!เซวียนหยวนอี้กลับไม่แสดงความไม่พอใจที่มู่หรงซูชิง

                ไม่ยอมไปด้วยเพียงส่งรอยยิ้มละมุนให้ หญิงสาวเอื้อมมือหยิบหนังสือบนชั้นมาหนึ่งเล่ม เขาจะมองก็ช่างนางไม่ใส่ใจเลยสักนิด

               

                “ได้ เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถิด” สิ้นเสียงชายทั้งสามก็ลุกขึ้นเตรียมเดินทาง ใบหน้าคมสันของเซวียนหยวนอี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มไม่คิดปิดบัง เหลือบมองหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างชั้นหนังสือเพียงแวบหนึ่งแล้ว

                ส่งเสียงหัวเราะก้องกังวาน จากนั้นเขาก็เป็นคนแรกที่สาวเท้าออกจากห้องไม้ไผ่ เสียงหัวเราะนั้นทำให้เผยเช่อและมู่หรงซิงหุนต่างก็งุนงง ช่างน่าประหลาดเสียจริง

                “อืม” หญิงสาวเอ่ยตอบรับเสียงเบาแต่ไม่ยอมปรายตามองพวกเขาสายตาแม้จะจับจ้องที่หนังสือทว่าใจของมู่หรงซูชิงเองก็ถูกเสียงหัวเราะนั้นทำเอาฉงนอยู่เช่นกัน จริงๆ แล้วก็พอจะมองออกว่าเซวียนหยวนอี้สนใจในตัวนางไม่น้อย อีกทั้งสตรีใดจะใจเต้นให้กับบุรุษผู้งามสง่าคมสันดั่งเทพบุตรเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่า...นางไม่ใช่มู่หรงซูชิงตัวจริง ไม่รู้ว่าเมื่อไรกำไลนี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของนางอีก เมื่อไม่อาจรู้ได้ว่าจะอยู่ที่นี่นานเพียงใด หากนางปล่อยใจให้รักย่อมเป็นการทำร้ายทั้งตัวเองและผู้อื่น ต่อให้นางต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จริงก็ไม่อาจยอมรับธรรมเนียมเมียสามเมียสี่ได้ หากรอจนกระทั่งยอมรับได้นั้นก็อาจผิดพลาดแต่งกับคนที่ไม่ใช่ จะให้นางทำใจรับเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร

ตอนที่ 2 อาคันตุกะแห่งสุยหยวน(2)

“เมื่อคืนเจ้าไปทำอะไรมา?” เผยเช่อถามเสียงกลั้วหัวเราะ เซวียนหยวนอี้นอนเอนหลังอยู่ริมหน้าต่าง สายตามองทอดไปยังป่าสนด้านนอก

                “ชมดอกบัว”

                “ชมดอกบัว!เจ้าเคยมีอารมณ์สุนทรีย์กับเขาด้วยหรือ” คำตอบที่ได้ยินทำเอาเผยเช่อแทบสำลักน้ำชา เขาวางถ้วยน้ำชาลง หรี่ตามองเซวียนหยวนอี้คล้ายจะค้นหาคำตอบที่แท้จริง ทว่าใบหน้าของสหายกลับไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ให้เห็น

                “อรุณสวัสดิ์” มู่หรงซิงหุนสาวเท้าเข้ามายังเรือนสดับวายุเห็นสองบุรุษกำลังจ้องมองกันอย่างถมึงทึง

                “อรุณสวัสดิ์ ดอกกล้วยไม้ช่างงามนัก เจ้าจะอุ้มกระถางกล้วยไม้ไปทำอะไรแต่เช้าตรู่?” เผยเช่อมองเด็กหนุ่มในชุดสีม่วงดูสง่าผ่าเผย ในมือถือกระถางกล้วยไม้ยืนอยู่ด้านข้างประตู

                “สวยใช่หรือไม่ นี่ข้าปลูกเองเชียวนะ” มู่หรงซิงหุนนำกระถางดอกไม้วางบนโต๊ะ มือประคองช่อดอกกล้วยไม้ที่เพิ่งผลิบาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

                “เจ้าปลูกดอกไม้เองเลยรึ งามจริงๆ” เผยเช่อมองท่าทางดีใจของมู่หรงซิงหุนก็ไม่ขัดใจ แม้เด็กหนุ่มจะพยายามวางท่าให้สุขุมแต่กระนั้นก็ยังไม่พ้นนิสัยความเป็นเด็ก

                “พี่ชิงบอกว่าตระกูลมู่หรงของเราทำกิจการน้ำมัน ธัญพืช ใบชาและใยไหม ข้าจึงไม่อาจเกียจคร้าน นางให้ข้าเรียนรู้วิธีการปลูกดอกไม้และเคยตกลงกับข้าว่าหากครั้งนี้ข้าสามารถปลูกกล้วยไม้ได้สำเร็จ นางจะมอบม้าพันธุ์เล็กแก่ข้าหนึ่งตัว” มู่หรงซิงหุนพูดจบก็หอบกระถางกล้วยไม้ขึ้นเตรียมออกจากประตู

                “ข้าจะไปหาพี่ชิงก็เลยแวะมาดูว่าพวกท่านตื่นกันหรือยัง ข้าต้องขอตัวก่อนแล้วจะกลับมาหาพวกท่านใหม่ในภายหลัง วันนี้ข้าจะพาพวกท่านไปเที่ยวชมเขาเมฆม่วง”

                “ช้าก่อน พวกข้าก็ไม่มีสิ่งใดต้องทำแล้วไปกับเจ้าเลยดีกว่าจะได้ถือโอกาสขอบคุณคุณหนูมู่หรงที่ดูแลเมื่อคืนวาน” เมื่อเผยเช่อกล่าวจบก็เดินออกไปพร้อมกับมู่หรงซิงหุนทันที ฝ่ายเซวียนหยวนอี้แม้ว่าในใจยังครุ่นคิดวุ่นวายแต่ก็ย่างเท้าออกจากเรือนสดับวายุตามหลังทั้งคู่ไปไม่นานนักบุรุษทั้งสามก็มาถึงบริเวณหน้าประตูไม้ไผ่ แม้ประตูจะเปิดอยู่เพียงครึ่งเดียวแต่ก็สามารถมองเห็นด้านในที่ปกคลุมไปด้วยผืนป่าไผ่เขียวขจีและทรงพลังได้ ด้านบนประตูมีป้ายเขียนตัวอักษรสีเขียวด้วยลายเส้นอิสระสองตัวว่า‘สุยหยวน’ เป็นตัวหนังสือที่ดูแตกต่างจากเรือนสดับวายุที่เก่าแก่และทรงพลังยิ่งนัก ตัวหนังสือสุยหยวนนี้บ่งบอกถึงความสบาย อิสระ นุ่มนวลและความงดงาม

                “ชิงเอ๋อไม่ได้พักอยู่ที่สวนเฟิ่งซีหรอกหรือ?” หลังจากผ่านพ้นคืนวานมา เซวียนหยวนอี้พบว่าตนเอ่ยเรียกมู่หรงซูชิงได้อย่างสนิทสนมโดยไม่รู้สึกกระดากแต่อย่างใด

                “พี่ชิงไม่ได้พักที่นั่นมานานแล้ว เมื่อสามปีก่อนนางสั่งให้ก่อสร้างสวนและเรือนขึ้นมาใหม่และเปลี่ยนชื่อสวนเฟิ่งซีในอดีตเป็นเรือนรับรองซ่อนหิมะเพื่อไว้รับรองอาคันตุกะสตรี” มู่หรงซิงหุนตอบพลางผลักบานประตูไม้ไผ่ออก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าช่างงดงามเกินบรรยายทำให้แววตาเผยเช่อและเซวียนหยวนอี้เป็นประกาย ไผ่ที่มองเห็นบางส่วนจากนอกประตูเป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น ครั้นทอดสายตามองออกไปเบื้องหน้าก็พบกับสีเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา ใบไผ่เรียงรายเป็นชั้นให้ความรู้สึกดั่งอยู่ท่ามกลางทะเลสีเขียวชอุ่ม ป่าไผ่แสนตระการตานั้นโอบล้อมทะเลสาบเล็กๆ ไว้ ผืนน้ำใสกระจ่างราวกระจกสะท้อนแสงดวงตะวัน กลางทะเลสาบมีเรือน

                สามชั้นตั้งตระหง่านอยู่ มีผ้าขาวผืนเล็กด้านหน้าตัวเรือนโบกสะบัดบดบังสายตาของผู้คนทำให้มองไม่เห็นการประดับตกแต่งภายใน สามปีก่อน

                อีกแล้วหรือ นางตกน้ำครั้งนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มู่หรงซูชิงในเวลานี้กลายเป็นปมปริศนาที่รอให้ผู้คนมาไขจนพวกเขามิอาจละเลยรายละเอียดเล็กน้อยไปได้

สองบุรุษเดินตามมู่หรงซิงหุนข้ามสะพานไม้ไผ่จนมาถึงห้องไม้ไผ่ด้านใน ลู่อี่ยืนอยู่ข้างประตูมองเห็นทั้งสามเดินเข้ามาก็ก้มตัวลงคารวะพร้อมเอ่ยทักทาย“คารวะคุณชายซิงหุน คุณชายเซวียนหยวน คุณชายเผย”

                “พี่ลู่อี่ ท่านพี่ตื่นแล้วหรือยัง?” มู่หรงซิงหุนประคองกระถางดอกกล้วยไม้ถามเสียงร่าเริงเห็นคุณชายซิงหุนยิ้มเต็มหน้าเช่นนี้ลู่อี่ก็พลอยยิ้มตามไปด้วย

                “ตื่นแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูซิงเย่ก็มาแต่เช้าตรู่ตอนนี้อยู่กันข้างใน ทุกท่านโปรดตามบ่าวมาทางนี้”

                “คุณหนูเจ้าคะ คุณชายซิงหุนและคุณชายทั้งสองมาพบเจ้าค่ะ”

                ลู่อี่ปัดผ้าสีขาวออกอย่างเบามือ รายงานด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

                “เข้ามาสิ” น้ำเสียงสดใสจากในห้องตอบกลับออกมาภายในห้องไม่มีการตกแต่งมากนัก เมื่อผ่านผ้าไหมขาว บานประตูและที่กั้นไม้ไผ่เข้ามาจึงพบว่าด้านในมีเพียงโต๊ะกลม เก้าอี้และโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า หากจะหาสิ่งพิเศษในที่แห่งนี้ก็เห็นจะเป็นชั้นหนังสือที่ยาวเต็มห้องและมีหนังสือวางอยู่แน่นขนัด ในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นจากหนังสือระคนกับหมึกพู่กัน ตรงข้ามกับโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นหน้าต่างบานใหญ่ ใหญ่เสียจนเกือบจะกินพื้นที่ผนังทั้งด้าน เมื่อทอดสายตาออกไปด้านนอกก็พบกับภาพป่าไผ่อันกว้างขวางและทะเลสาบสีครามเข้ม

                ด้านหลังของโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมเป็นภาพอักษรพู่กันจีนเขียนด้วยลายเส้นอิสระพลิ้วไหวเป็นตัวอักษร‘สุย’ แสงจากภายนอกทอดผ่านผ้าไหมขาวทะลุเข้ามาในห้องไม้ไผ่ด้านในปรากฏเป็นแสงสลัว วันนี้มู่หรงซูชิงไม่ได้ถักผมเปีย นางเพียงเกล้ามวยขึ้นแบบง่ายๆ ใช้ปิ่นหยกปักไว้ดูอ่อนโยนเรียบง่าย หญิงสาวอุ้มมู่หรงซิงเย่ไว้ในอ้อมอก ในมือถือขนมดอกกุ้ยฮัวชิ้นหนึ่งป้อนแม่หนูน้อยที่กำลังซุกซนใช้สองมือม้วนเส้นผมของนางเล่น ใบหน้าของสองพี่น้องแตะแต้มไปด้วยรอยยิ้มที่สัมผัสได้ถึงความรักที่มีให้แก่กัน เซวียนหยวนอี้ก้าวเข้ามามองเห็นภาพความอบอุ่นก็ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ

                “พี่ชิงท่านดูสิ นี่คือดอกกล้วยไม้ที่ข้าปลูก” เสียงของมู่หรงซิงหุนปลุกให้เซวียนหยวนอี้ตื่นจากมนตร์สะกด

               

                “นับว่าไม่เลว พันธุ์นี้ยากที่จะเลี้ยงให้โตได้ เจ้าคงต้องทุ่มเทแรงใจแรงกายดูแลมันไม่น้อย ข้าได้เตรียมม้าพันธุ์เล็กไว้ให้เจ้าแล้ว พรุ่งนี้ไปพบฉี่เซวียนได้เลย ให้เขาสอนการขี่ม้าแก่เจ้า” มู่หรงซูชิงเอ่ยพลางป้อนขนมมู่หรงซิงเย่ไปด้วย

                “ดีจริงๆ ขอบคุณพี่ชิง” ในที่สุดก็สามารถเรียนขี่ม้าได้แล้ว เด็กหนุ่มรู้สึกดีใจเป็นที่สุด

                “เชิญคุณชายทั้งสองนั่งลงก่อน ไม่ทราบว่าพวกท่านรับอาหารเช้ามาแล้วหรือยัง?” สายตามองคุณชายทั้งสองที่ยืนนิ่งดุจเทพเฝ้าประตู มู่หรงซูชิงก็อดยิ้มไม่ได้ แทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีเรื่องน่าสนใจเกิดขึ้นที่นี่ตั้งแต่เช้า

                “พวกข้ายังไม่ได้กินอะไรเลย ข้าเห็นซิงหุนเดินมาทางนี้ก็เลยเดินร่วมทางมา ต้องขอบคุณคุณหนูมู่หรงที่ดูแลในช่วงนี้ด้วย” เผยเช่อปรายตามองไปมาระหว่างเซวียนหยวนอี้ที่มีทีท่ากระวนกระวายใจส่วนมู่หรงซูชิงยังคงยิ้มแย้ม

                “ลู่อี่ไปบอกพ่อครัวให้ทำอาหารส่งมาเพิ่ม”

                มู่หรงซูชิงสบสายตาสองบุรุษ ใบหน้านวลเนียนรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย สายตาหนึ่งแหลมเล็กดูร่าเริงอีกสายตาก็ลุ่มลึกดังหุบเหวน่าค้นหา ตัวนางมีแรงดึงดูดถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ในใจหญิงสาวกำลังพร่ำบ่นทว่าปากกลับเอื้อนเอ่ยประโยคน่าเบื่อหน่ายเช่นเดิม

                “คุณชายทั้งสองเกรงใจไปแล้ว เป็นโอกาสที่หาได้ยากที่พวกท่านจะมาฮัวตู พวกข้าควรต้อนรับขับสู้ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ”

                “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็อย่าเรียกข้าว่าคุณชายอะไรเลย เรียกข้าว่าพี่เผยหรือว่าเผยเช่อก็พอ” จริงๆ เขาก็ไม่ใช่คนที่เคร่งครัดมารยาทอะไรอยู่แล้ว ทั้งวันถูกเรียกแต่คุณชายช่างน่ารำคาญนัก ครั้นเหลือบมองเซวียนหยวนอี้ที่กำลังขมวดคิ้วอยู่เขาก็ไม่สนใจ นั่งลงด้านข้างมู่หรงซูชิงคอยให้นางเรียกชื่อตามที่ตนเสนอ

                แม้ว่ามู่หรงซูชิงจะยิ้มแย้มอยู่ตลอด ทว่านางก็สังเกตเห็นแววตาทะเล้นในดวงตาของเผยเช่อและท่าทางถมึงทึงของเซวียนหยวนอี้ แต่ว่า‘พี่’ คำนี้อย่างไรเสียนางก็พูดไม่ออก พวกเขาอายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับนาง ถ้าให้เรียกพี่เผยคงจะทำให้นางขนลุกไปเปล่าๆ ทางออกจึงเหลือเพียงเรียกชื่อแซ่เขา

                “เช่นนั้นก็ได้เผยเช่อ”

                “งั้นข้าเรียกเจ้าชิงเอ๋อได้หรือไม่?” เผยเช่อถามกลับทันควันชิงเอ๋อ... คำเรียกนี้กลายเป็นที่นิยมตั้งแต่เมื่อไรกัน ยังไม่ทันที่มู่หรงซูชิงจะปฏิเสธ น้ำเสียงดุดันและน่ากลัวของบุรุษอีกคนก็โพล่งขึ้นเสียก่อน

                “พวกเจ้าไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น!”

                เผยเช่อยกคิ้วสูง“มันเกี่ยวอะไรกัน ตอนนี้ก็นับว่าสนิทได้แล้ว ข้ายังต้องอาศัยอยู่ที่นี่อีกระยะหนึ่งให้เรียกคุณหนูมู่หรงอยู่ร่ำไปก็จะดูเป็นคนนอก” นานมากแล้วที่ไม่เห็นเซวียนหยวนอี้แสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวออกมา เขาต้องพยายามให้ถึงที่สุด

                “เรียกชื่อข้าก็พอแล้ว” ชื่อเป็นเพียงคำที่ใช้เรียกเท่านั้นไม่สำคัญอะไร เผยเช่อแสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังหยอกเย้าเซวียนหยวนอี้ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่พึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด

               

                “คุณหนูอาหารมาแล้วเจ้าค่ะ” ลู่อี่เดินเข้ามาทันได้เห็นอารมณ์บนใบหน้าของคุณชายเซวียนหยวน ส่วนคุณชายเผยนั้นยิ้มแย้มอย่างสุขใจ ขณะที่ใบหน้าคุณหนูได้แต่สะท้อนความฉงนและคล้ายปลงตกออกมา

                อาหารคาว ของกินเล่นและขนมหลากสีสันที่ทยอยจัดวางขึ้นโต๊ะล้วนเป็นอาหารอันประณีตทั้งสิ้น เพียงมองก็ทำให้น้ำลายสอ กลุ่มสาวใช้เมื่อจัดเรียงขนมเสร็จก็เดินจากไป จากนั้นสาวใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาในห้องไม้ไผ่ สาวใช้คนนี้สวมชุดผ้าไหมบางสีม่วง ใบหน้าสะสวย รูปร่างสมส่วน แม้ว่าคิ้วตาจะดูอมยิ้มทว่าหางตาดูคล้ายจะเป็นคนดื้อรั้นรับมือยากเอาการและหากพินิจจากอากัปกิริยาก็น่าจะเป็นคนที่มีความสามารถอยู่พอสมควร

                “คุณหนู หัวหน้าเฝิงมาขอพบเจ้าค่ะ เขาอยากหารือเรื่องน้ำท่วมแถบแม่น้ำหงและเรื่องชาวเมืองจื่อเฉิงเดือดร้อนยื้อแย่งข้าวสารธัญพืช”

                จื่อยวนยืนรายงานอยู่ด้านหลังหญิงสาวสายตาของมู่หรงซูชิงทอดมองเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมอกและกำลังเคลิ้มหลับ ถ้าขยับเย่เอ๋อจะต้องตื่นเป็นแน่ ช่างเถิดไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนักพูดที่นี่ก็แล้วกัน“เรียกเขาเข้ามา”

                ชายฉกรรจ์วัยสี่สิบต้นๆ เดินตามจื่อยวนเข้ามา เขาสวมชุดสีน้ำเงินเข้มตัวใหญ่ สายตาทั้งคู่ดูทรงพลัง หน้าผากกว้าง ร่างกายกำยำคล่องตัว ชายผู้นี้เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ามู่หรงซูชิงแล้วโค้งคำนั

                “มีเรื่องอะไรหรือ?” มู่หรงซูชิงถือถ้วยชาที่เพิ่งชงไว้ในมือขณะเอ่ยถาม

                “ต้นแม่น้ำหงเกิดฝนตกต่อเนื่องนับเดือนทำให้น้ำท่วม ปีนี้ชาวบ้านไม่มีผลผลิตทางการเกษตร น้ำท่วมหนนี้ช่างร้ายแรงเหลือเกิน คลังเสบียงของราชสำนักท้องถิ่นต่างก็ถูกบุกทำลาย ส่วนเสบียงที่ราชสำนักจัดส่งมาให้ก็ยังไม่ถึงจึงเกิดความหิวโหยอดอยากในหมู่ประชาชน ผู้ประสบภัยบางส่วนเริ่มบุกแย่งชิงข้าวสารจากร้านค้าแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมกระทบมาถึงคลังเสบียงของตระกูลมู่หรงเป็นแน่ขอรับ” เฝิงอี้โค้งตัวรายงานเรื่องราวของเมืองจื่อเฉิงให้นางทราบแล้วจึงขยับไปยืนด้านข้างเพื่อรอฟังคำสั่ง

                “แล้วหลีจิ้งเจียล่ะ” เจ้าเมืองที่ดูถูกเหยียดหยามพวกพ่อค้ามาแต่ไหนแต่ไร นางอยากจะรู้ว่าเขาแก้ปัญหานี้อย่างไร

                “ใต้เท้าหลีนำเสบียงที่เหลืออยู่แจกจ่ายให้กับผู้ทุกข์ยากแล้ว อีกทั้งยังนำอาหารที่บ้านตัวเองมาแจกจ่ายด้วย และถึงแม้จะย้ายผู้ประสบภัยไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแต่จำนวนผู้ประสบภัยมีมากทำให้อาหารไม่เพียงพอ เสบียงจากราชสำนักก็ยังมาไม่ถึงสักที ผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านี้เริ่มไม่เชื่อใจราชสำนักเสียแล้ว”

                “เหตุใดเสบียงที่ราชสำนักส่งมาจึงล่าช้าไม่ถึงเสียที?” ใต้เท้าหลีนับว่าเป็นคนดีทีเดียว

                “ครั้งนี้เสบียงของราชสำนักลำเลียงมาจากเมืองอวิ้นเฉิง หากลำเลียงทางน้ำมายังเมืองจื่อเฉิงก็จะสะดวกรวดเร็ว ทว่าเกิดภัยน้ำท่วมจึงต้องเปลี่ยนมาลำเลียงทางบกแทนทำให้เสียเวลานาน”

“ยังต้องรออีกนานเพียงใดจึงจะไปถึง?” มู่หรงซูชิงขมวดคิ้ว

                “หากเร็วยี่สิบวันหากช้าก็หนึ่งเดือน”

                “ติดต่อเถ้าแก่ร้านธัญพืชอื่นๆ ให้แจกจ่ายธัญพืชที่ตนมีออกมาสองในสิบส่วน หากยังไม่เพียงพอตระกูลมู่หรงจะเสริมให้ แล้วแจ้งไปยังหลีจิ้งเจียด้วยว่าตระกูลมู่หรงของข้าจะเปิดคลังเสบียงอาหารแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน ให้เขาส่งเจ้าหน้าที่มาสนับสนุนเพื่อรักษาความเป็นระเบียบ

                ส่วนด้านผู้ประสบภัยจงส่งคนไปปลอบโยนพวกเขา บอกพวกเขาว่าเรามีอาหารเพียงพออย่าได้ออกมายื้อแย่งอาหารอีก แล้วส่งคนไปติดต่อหน่วยลำเลียงเสบียงของราชสำนักว่าภายในยี่สิบวันต้องมาถึงเมืองจื่อเฉิงให้ได้” ครุ่นคิดอยู่เพียงครู่เดียวมู่หรงซูชิงก็สั่งการเฝิงอี้

                “ขอรับข้าจะรีบไปทำตาม” กล่าวจบเงาสีน้ำเงินเข้มก็ออกจากห้องไม้ไผ่ไปภายในห้องไม้ไผ่เงียบงัน แต่ละคนต่างก็กำลังครุ่นคิด แม่ทัพหนุ่มมีสีหน้าเคร่งขรึมเสียยิ่งกว่าเดิมสะท้อนให้เห็นว่าเขากำลังครุ่นคิดอย่างหนัก แม้ปกติเขามักจะสู้ศึกอยู่นอกด่านไม่รู้เรื่องราวของราชสำนักมากนัก ทว่าก็พอรู้มาว่าเมื่อห้าปีก่อนเกิดอุทกภัยทำให้ประชาชนแคว้นตงอี๋ถึงครึ่งต้องตกระกำลำบาก ฮ่องเต้จึงแต่งตั้งขุนนางเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม นี่ก็ผ่านมาห้าปีแล้วเหตุใดเพียงแค่ห่าฝนไม่กี่ครั้งจึงทำให้เกิดกระแสน้ำเชี่ยวกรากเช่นนี้ได้อีก ส่งผลให้ชาวบ้านชาวเมืองจื่อเฉิงต้องประสบภัยพิบัติอย่างหนัก

                เผยเช่อใบหน้าเคร่งมองดูเงาชุดน้ำเงินเข้มจากไป ลมปราณสงบสยบความฟุ้งซ่าน ท่าทางรวดเร็วคล่องแคล่วดังสายฟ้าฟาด หัวหน้าเฝิงผู้นี้จัดว่าเป็นยอดฝีมือที่ไม่เปิดเผยตัวตน วรยุทธไม่ด้อยไปกว่าเขาเป็นแน่ คนเก่งเช่นนี้ยอมสยบอยู่ภายใต้คำสั่งของผู้อื่นซ้ำยังเป็นอิสตรีที่อายุไม่เต็มยี่สิบ ท่าทางนอบน้อมของเขาน่าจะเป็นการแสดงเคารพจากใจจริง จากนั้นจึงกวาดสายตามองมู่หรงซูชิงก็พบว่านางกำลังลูบมือเบาๆ กล่อมเด็กน้อยที่อยู่ในนิทรา ใบหน้ามีเพียงรอยยิ้มอ่อนโยนไม่มีอาการเคร่งขรึมเหมือนที่เพิ่งออกคำสั่งเมื่อสักครู่แม้แต่น้อย

                “พี่ชิงเพื่อบรรเทาอุทกภัยเมืองจื่อเฉิงในครั้งนี้พวกเราอาจสูญเสียธัญพืชในคลังไปถึงสามส่วน” มู่หรงซิงหุนคำนวณคร่าวๆ ถึงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับตระกูล จึงแสดงความวิตกออกมา

                “อืม” มู่หรงซูชิงพยักหน้าส่งเสียงรับรู้ออกมาเพียงคำเดียว นางมองดูหนูน้อยที่ขณะนี้หลับลึกไปแล้วจึงส่งให้ลู่อี่อุ้มเข้าไปนอนพักผ่อนในห้องไม้ไผ่ด้านใน นางลูบแขนและมือที่เกิดอาการเหน็บชาจากการอุ้มอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยขึ้น

                “อย่างไรเสียเราก็ต้องแจกจ่ายอาหารมิเช่นนั้นแล้วความทุกข์ยากจะตกอยู่ที่ประชาชน เราจะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน เว้นเสียแต่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างถาวรมิเช่นนั้นแล้วสถานการณ์เช่นนี้ย่อมเกิดในอนาคตอีกเป็นแน่ ซ้ำยังไม่อาจคาดการณ์ได้ด้วย”

                “ราชสำนักส่งคนมาแก้ปัญหาน้ำท่วมนานแล้วยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงอีกงั้นรึ” คิ้วขมวดปมของเซวียนหยวนอี้ยังไม่คลายออกมู่หรงซูชิงยิ้มแย้มพลางกล่าว“มีสิ ถุงเงินของเซวียฟู่ขยายใหญ่ขึ้นไม่น้อยทีเดียว”

เซวียนหยวนอี้ไม่พูดต่อ สีหน้าอมทุกข์หม่นหมองลงทันตา

                “พวกเราแจกจ่ายอาหารบรรเทาน้ำท่วมครั้งนี้ ดูสิว่าใต้เท้าหลีนั่นจะว่าอย่างไร” มู่หรงซิงหุนได้ยินมานานแล้วว่าใต้เท้าแซ่หลีผู้นี้มักชอบหาเรื่องตระกูลของเขา ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่ตระกูลมู่หรงยอมแจกจ่ายเมล็ดธัญพืชตำแหน่งของเขาคงจะรักษาไว้ไม่ได้เป็นแน่

                “หลีจิ้งเจียนับว่าเป็นขุนนางตงฉินรักษาหน้าที่ ทว่าหัวดื้อปักใจเชื่อว่าพวกพ่อค้ามักจะเห็นแก่ผลประโยชน์ สมบัติที่หามาได้ล้วนมาจากการเก็งกำไรก็เลยพยายามสร้างความลำบากให้พวกเรา ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เขาเปลี่ยนทัศนคติต่อตระกูลมู่หรง พวกเราคนค้าขายหากมีสัมพันธ์ที่ดีกับราชสำนักไว้บ้างก็ย่อมเป็นประโยชน์ไม่น้อย อีกหน่อยพวกพ่อค้ารายอื่นจะได้มีตระกูลมู่หรงเป็นผู้นำ หากเทียบกับกรณียื้อแย่งอาหารทำลายคลังเสบียงแล้ว ยอมเสียธัญพืชในคลังสามส่วนถือเป็นเรื่องเล็ก

                ซ้ำยังทำให้ประชาชนเห็นว่าตระกูลเราเป็นเศรษฐีใจบุญ เมื่อทุกอย่างดีขึ้น เรื่องทำการค้าต่อไปใครก็ต้องนึกถึงตระกูลมู่หรงก่อนเป็นลำดับแรก”

                มู่หรงซูชิงถือถ้วยชาเขียวไว้ในมือขณะกล่าวถึงเป้าหมายที่ต้องการอย่างชัดเจนแจ่มชัด ผู้ฟังทั้งหลายพลันตะลึงงันอ้าปากค้าง

                มิน่าตระกูลมู่หรงจึงใช้เวลาเพียงสามปีก็สามารถขึ้นมามีอำนาจได้ การแจกเสบียงอาหารเดิมทีนับว่าเป็นเรื่องความสูญเสียของตระกูล ทว่าเมื่ออยู่ภายใต้การบงการของนางกลับกลายเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ไม่น้อย เผยเช่อมองใบหน้ามู่หรงซูชิงละเอียดถี่ถ้วนอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก พบเพียงรอยยิ้มที่บ่งบอกได้มากสุดแค่ว่านี่คือใบหน้าอันผ่องใสสะดุดตา ชุดเขียวอ่อนขับให้นางดูเปล่งปลั่งงดงาม ผมยาวสลวยดำขลับเงางาม หากจะกล่าวบรรยายความสดใสสมวัยของมู่หรงซูชิงผู้นี้อย่างไรก็คงพรรณนาไม่หมด

                ใบหน้าที่ครุ่นคิดของเซวียนหยวนอี้เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มประหลาด คล้ายกับว่าจิตใจเบิกบานท่วมท้นในฉับพลัน นัยน์ตาคู่นั้นประหนึ่งกักขังเพียงภาพรอยยิ้มอ่อนๆ ของนางไว้นิ่งไม่ขยับ

                เซวียนหยวนอี้ยิ้มได้ประหลาดนัก เมื่อสักครู่ใบหน้าคล้ายเมฆทะมึนทว่ายามนี้ดั่งแสงอาทิตย์ระยับจับใจ มู่หรงซูชิงถูกสายตาอ่อนโยนของเขาจับจ้องไม่วางตา จิตใจว้าวุ่นไม่เป็นตัวของตัวเอง เขาก็ช่างเหลือเกินมองนางเหมือนจะล่าเหยื่อ

                “พวกท่านจะออกไปข้างนอกมิใช่หรือ?” มู่หรงซูชิงมองแสงแดดด้านนอกแล้วเอ่ยเตือนให้พวกเขาออกไป

                “ใช่แล้ววันนี้พวกเราจะไปเขาเมฆม่วง เจ้าจะไปด้วยหรือไม่?”

                “ข้าต้องขอตัว เมื่อคืนข้านอนไม่หลับเย่เอ๋อก็มาหาแต่เช้าตรู่ ตอนนี้ข้าเหนื่อยนักอยากจะพักผ่อนสักหน่อย ซิงหุน เจ้าดูแลคุณชายทั้งสองให้ดีด้วย” หวังว่าเซวียนหยวนอี้จะไม่รบเร้าเซ้าซี้ดั่งเช่นคืนวานอีก

                ผิดคาด!เซวียนหยวนอี้กลับไม่แสดงความไม่พอใจที่มู่หรงซูชิง

                ไม่ยอมไปด้วยเพียงส่งรอยยิ้มละมุนให้ หญิงสาวเอื้อมมือหยิบหนังสือบนชั้นมาหนึ่งเล่ม เขาจะมองก็ช่างนางไม่ใส่ใจเลยสักนิด

               

                “ได้ เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถิด” สิ้นเสียงชายทั้งสามก็ลุกขึ้นเตรียมเดินทาง ใบหน้าคมสันของเซวียนหยวนอี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มไม่คิดปิดบัง เหลือบมองหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างชั้นหนังสือเพียงแวบหนึ่งแล้ว

                ส่งเสียงหัวเราะก้องกังวาน จากนั้นเขาก็เป็นคนแรกที่สาวเท้าออกจากห้องไม้ไผ่ เสียงหัวเราะนั้นทำให้เผยเช่อและมู่หรงซิงหุนต่างก็งุนงง ช่างน่าประหลาดเสียจริง

                “อืม” หญิงสาวเอ่ยตอบรับเสียงเบาแต่ไม่ยอมปรายตามองพวกเขาสายตาแม้จะจับจ้องที่หนังสือทว่าใจของมู่หรงซูชิงเองก็ถูกเสียงหัวเราะนั้นทำเอาฉงนอยู่เช่นกัน จริงๆ แล้วก็พอจะมองออกว่าเซวียนหยวนอี้สนใจในตัวนางไม่น้อย อีกทั้งสตรีใดจะใจเต้นให้กับบุรุษผู้งามสง่าคมสันดั่งเทพบุตรเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่า...นางไม่ใช่มู่หรงซูชิงตัวจริง ไม่รู้ว่าเมื่อไรกำไลนี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของนางอีก เมื่อไม่อาจรู้ได้ว่าจะอยู่ที่นี่นานเพียงใด หากนางปล่อยใจให้รักย่อมเป็นการทำร้ายทั้งตัวเองและผู้อื่น ต่อให้นางต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จริงก็ไม่อาจยอมรับธรรมเนียมเมียสามเมียสี่ได้ หากรอจนกระทั่งยอมรับได้นั้นก็อาจผิดพลาดแต่งกับคนที่ไม่ใช่ จะให้นางทำใจรับเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร

ตอนที่ 2 อาคันตุกะแห่งสุยหยวน(3จบตอน)

แสงตะวันด้านนอกสะท้อนกับผิวน้ำในทะเลสาบใสบริสุทธิ์ ลมเย็นพัดหน้ากระดาษหนังสือในมือ มู่หรงซูชิงนั่งอยู่ริมหน้าต่างปล่อยให้สายลมพัดผ่านใบหน้า เหม่อมองป่าไผ่เขียวกว้างดั่งทะเล จู่ๆ ใบหน้าก็เกิดรอยยิ้มแต้มประดับ

                ช่างเถิดเรื่องของความรักให้เป็นไปตามโชคชะตาก็แล้วกัน หากจะรักใครสักคนเข้าจริงๆ ก็คงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายดั่งไฟกินฟืนหรือสั่นสะเทือนฟ้าดินกระมัง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ควรใส่ใจนัก ความรักเป็นเพียงส่วนหนึ่งในชีวิตของนางเท่านั้น

                ใบหน้าของหญิงสาวยังคงยิ้มอยู่เช่นนั้นก่อนจะวางหนังสือลงบนโต๊ะ แล้วเอื้อมมือไปหยิบสมุดบัญชีที่จื่อยวนส่งให้กางออกและตั้งใจจดจ่ออยู่ที่ตัวเลขบัญชีเพียงอย่างเดียว

                จื่อยวนเทชาที่เริ่มเย็นทิ้งเติมชาใหม่ลงในถ้วยแล้ววางไว้บนโต๊ะเช่นเดิม พลางบอกคุณหนูที่นั่งตรวจบัญชีอยู่ที่โต๊ะทรงเหลี่ยมเสียงเบา

                “คุณหนู ท่านฟู่มาขอพบเจ้าค่ะ ตอนนี้คอยอยู่ที่เรือนชมพิรุณ”

                ผ่านไปนานพักใหญ่มู่หรงซูชิงจึงค่อยเงยหน้าขึ้นจากสมุดบัญชี“เขามาด้วยเหตุใด?”

                “บอกว่าจะมาส่งเทียบเชิญเจ้าค่ะ” จื่อยวนรับหนังสือที่มู่หรงซูชิงส่งให้ไปเก็บไว้บนชั้นวางแล้วยื่นชาที่เพิ่งชงใหม่ให้

                “แค่ส่งเทียบเชิญเขาถึงกับต้องมาด้วยตัวเองเชียวหรือ?” ขณะรับถ้วยชามู่หรงซูชิงพลันคิดในใจ นางอยู่นี่มาสามปีสาวใช้เหล่านี้ดูแลนางดีไม่มีติดขัด เดิมทียังไม่ค่อยคุ้นชินแต่ตอนนี้กลับชอบ มนุษย์เราทุกคนล้วนชื่นชอบความสบายเกลียดความลำบากเสียจริงๆ

                “แต่ก่อนใช้คนมาส่งข่าวแทน ครั้งนี้คงเกรงว่าคุณหนูจะไม่เห็นแก่หน้า เขาเลยเดินทางมาด้วยตนเองกระมัง”

                เศรษฐกิจของแคว้นตงอี๋ตกอยู่ในมือคนไม่กี่ตระกูล ทิศเหนือผู้นำการค้าเป็นตระกูลฮั่วที่ร่ำรวยมาจากการค้าม้า ทิศตะวันตกที่ติดกับอาณาเขตแคว้นชางเย่เศรษฐกิจยังไม่พัฒนานัก ทว่าสองปีที่ผ่านมาบริเวณชายแดนมีชาวบ้านบนภูเขาลงมาทำการค้ามากมาย ไม่มีผู้ใดรู้ว่าชาวบ้านเหล่านี้เป็นชาวตงอี๋หรือชาวชางเย่ การมาของพวกเขาสร้างผลกระทบต่อทั้งสองแคว้นไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนทางแถบตอนใต้เป็นกิจการของตระกูล

                มู่หรง ตระกูลอานและตระกูลฟู่ ทั้งสามตระกูลครอบครองกิจการหลักๆ ของเมืองเดิมทีเพราะมู่หรงเสียงไร้ความสามารถด้านการค้าขาย กิจการของตระกูลมู่หรงจึงค่อยๆ เสื่อมสลายส่งผลให้ตระกูลอานเพิ่มอิทธิพลมากขึ้น ส่วนฟู่ปั๋วเหวินแม้ว่าจะเก่งกาจด้านการค้าทว่าไร้บุตรชายสืบสกุลมีเพียงธิดาคนเดียวทำให้ตระกูลฟู่ต้องเจอวิกฤติตามไปด้วย สามปีมานี้ตระกูล

                มู่หรงมั่งคั่งและมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นเทียบได้กับตระกูลอานหรืออาจกำลังแซงหน้าขึ้นมาก็ว่าได้ ส่วนตระกูลฟู่นั้นเรียกว่าถูกตัดออกไปจากการแข่งขันได้เลย

                วันนี้ฟู่ปั๋วเหวินมาส่งเทียบเชิญด้วยตนเอง เหตุผลหลักน่าจะมาจากตระกูลมู่หรงที่สามารถผลิตฝ้ายและไหมได้เอง ในช่วงสองปีที่ผ่านมาจึงเปิดกิจการด้านค้าผ้าขึ้นบ้าง ตระกูลฟู่ผู้ทำการค้าผ้ามาแต่เดิมถึงกระวนกระวาย

                “ก็ได้ข้าจะลองไปพบดูเสียหน่อย” มู่หรงซูชิงยืดเอวบิดไล่ความเกียจคร้านปิดสมุดบัญชีลงอย่างเมื่อยล้า สมัยที่ยังอยู่อีกภพเธอได้รับแรงกดดันจากพ่อให้เรียนปริญญาโทด้านการเงินทั้งที่ตัวเธอชอบเรียนโบราณคดีเหมือนปู่มากกว่า หลังจากสำเร็จการศึกษาเธอเข้าทำงานในบริษัทของพ่อได้เพียงหนึ่งปีก่อนจะทนไม่ไหวลาออกมา เธอเกลียดที่ทั้งวันต้องขลุกอยู่กับตัวเลขอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ตัวเลขความเสี่ยงทางการเงิน ธุรกิจเพื่อสังคม หลังจากได้แม่กับพี่น้องช่วยกันพูดกล่อมในที่สุดพ่อก็ยอมให้เธอลาออกมาศึกษาโบราณคดีกับปู่

เดิมทีเธอคิดว่าตนสามารถหลุดพ้นความยากลำบากนี้ไปได้แล้ว แต่ใครจะไปรู้ อุตส่าห์หนีไปสุดหล้าฟ้าเขียวยังต้องวนมาเจอกันอีก ชีวิตของเธอคงไม่อาจหลีกหนีการค้าขายไปได้ ครั้งนี้ก็ใช่ว่าจะเต็มใจแต่จำต้องทำ ชีวิตคนเราบางครั้งก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเสียจริงๆ

                ระหว่างทางจื่อยวนซึ่งเดินอยู่เบื้องหลังของมู่หรงซูชิงนึกคาดเดาสาเหตุที่ฟู่ปั๋วเหวินมาในวันนี้และก็เป็นไปดังที่คาด

                “ท่านฟู่ไม่ได้มาเยือนพวกเรานานแล้วจริงๆ” เสียงกระจ่างใสของมู่หรงซูชิงดังขึ้นขณะที่ก้าวเดินมาเนิบช้า

                ฟู่ปั๋วเหวินได้ยินเสียงจึงเงยหน้าขึ้นมอง มู่หรงซูชิงกำลังเดินเข้ามาในชุดสีเขียวอ่อนบาง ยากนักที่จะปกปิดความสง่างามของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่หรงได้ ทุกท่วงท่าของหญิงสาวดูเบาสบาย ไร้ซึ่งความยโสโอหัง หากเป็นแต่ก่อนเขาคงไม่ยอมเสียเวลาเปลืองน้ำลายกับหญิงสาวนิสัยเอาแต่ใจจอมอาละวาดคนนี้เป็นแน่... ทว่าสามปีที่ผ่านมาหลังจากที่

                คุณหนูใหญ่ผู้นี้เข้ารับช่วงต่อกิจการในตระกูลมู่หรง กลับกลายเป็นตัวเขาเองที่ประมาทนางจนเกินไป ทำให้สามปีมานี้มาเขาต้องสูญเสียโอกาสและทรัพย์สินไปไม่น้อย

                เขาเคยยิ้มเยาะตระกูลมู่หรงที่ไร้ทายาทชายสืบทอดกิจการ แต่บัดนี้เขาไม่อาจดูแคลนสาวน้อยใบหน้าอมยิ้มที่ดูสดใสไร้พิษสงคนนี้ได้อีก

                “ฮ่าๆๆ วันนี้ข้าตั้งใจมาส่งเทียบเชิญให้กับคุณหนูมู่หรงด้วยตนเอง” หลังจากละสายตาจากนาง ฟู่ปั๋วเหวินก็หยิบเทียบเชิญเคลือบลายทองส่งให้กับจื่อยวนที่ยืนอยู่ด้านข้าง

                “ท่านฟู่เกรงใจเกินไปแล้ว ลำบากท่านต้องมาด้วยตนเอง เพียงสั่งให้คนมาแจ้งข่าวก็ย่อมได้” นางมองจื่อยวนที่ยื่นเทียบเชิญมาให้ มู่หรงซูชิงก้มศีรษะลงเล็กน้อยแต่ไม่ได้ยื่นมือออกไปรับ

                เมื่อเห็นว่ามู่หรงซูชิงยังไม่ยอมรับเทียบเชิญไว้ฟู่ปั๋วเหวินเลยบอกเล่าถึงจุดหมายของการมาในครั้งนี้“ไม่ลำบากเลยสักนิด วันที่สิบแปดเดือนนี้ข้าจะอายุครบหกสิบปีหวังว่าคุณหนูมู่หรงจะไม่พลาดไปร่วมงาน”

                “ที่แท้ก็เป็นงานครบรอบวันเกิดท่านฟู่ ข้าต้องไปร่วมแน่” ครบรอบหกสิบปีงานเลี้ยงยิ่งใหญ่เช่นนี้เห็นทีนางจะหนีไม่พ้นต้องไปร่วมด้วยเสียแล้ว

                “ดี ดีเหลือเกิน” ฟู่ปั๋วเหวินหยิบถ้วยชาเขียวบนโต๊ะขึ้นแล้วเอ่ยเหมือนไม่ตั้งใจถาม“กิจการทอผ้าของตระกูลมู่หรงสองปีมานี้นับว่าทำได้ดีมาก ปีที่แล้วตระกูลมู่หรงไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน‘ตัดฉลองพระองค์ของฮ่องเต้’ ช่างน่าเสียดายนัก ไม่ทราบว่าปีนี้จะเข้าร่วมแข่งขันหรือไม่?”

                ทั้งที่ไม่อยากให้เข้าร่วมยังทำเป็นมาชวน มู่หรงซูชิงแอบหัวเราะในใจ นางยกชาขึ้นดื่มก่อนกล่าวตอบ“ตระกูลมู่หรงเพิ่งเริ่มกิจการผ้าได้

                ไม่นานยังไม่ชำนาญการตัดเย็บ อาภรณ์ที่ฮ่องเต้ใช้ต้องงดงามไร้ที่ติ ต้องเป็นของดีที่ผ่านการคัดสรรครั้งแล้วครั้งเล่า ตระกูลมู่หรงของข้ามิใช่ไม่อยากเข้าร่วมการแข่งขันแต่ติดที่ยังด้อยประสบการณ์ ตอนนี้จึงยังไม่ได้ตัดสินใจ”

                ฟู่ปั๋วเหวินได้ฟังก็แอบถอนหายใจโล่งอก ทว่าคำพูดทิ้งท้ายทำให้สายตาของเขาเปลี่ยนไปอีก

                “คุณหนูมู่หรงคิดมากเกินไปแล้ว ผ้าที่โรงทอซู่หนีฉางถักทอออกมาก็มิใช่ผ้าเนื้อธรรมดาแม้แต่น้อย ถ้าตระกูลมู่หรงเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้จะต้องสนุกอย่างแน่นอน”

                ฟู่ปั๋วเหวินรู้ดีว่าคำพูดที่ตนกล่าวออกไปหาใช่คำยกยอปอปั้นธรรมดา ซู่หนีฉางแม้จะเป็นโรงทอที่เพิ่งเปิดมาได้เพียงสองปีแต่กลับมีวัตถุดิบชั้นเลิศ สามารถผลิตผ้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนได้ ทำให้ต้นทุนต่ำ ยิ่งไม่รู้ว่าไปควานหาตัว‘ช่างผ้าอันดับหนึ่ง’ ซึ่งเป็นศิษย์เอกและศิษย์รองของหลัวอวิ๋นเหนียงมาจากที่ใด คนหนึ่งชำนาญการย้อมผ้าสีสันสดใสสีไม่ตก อีกคนชำนาญการตัดเย็บ ผ้าที่ผ่านการตัดเย็บของเขาล้วนโดดเด่นคล้ายกับมีชีวิตก็มิปาน

                ขณะนี้โรงทอไฉ่อวิ๋นฝางของตระกูลฟู่รายได้ลดลงไปสี่ถึงห้าส่วน เนื่องจากทุกคนยังคงมองว่าผ้าที่ชนะการแข่งขันของหลายปีที่ผ่านมาเป็นผ้าจากโรงทอไฉ่อวิ๋นฝาง กิจการของเขาก็เลยยังดำรงอยู่ได้ ถ้าหากปีนี้พ่ายแพ้การแข่งขัน ไฉ่อวิ๋นฝางคงต้องปิดกิจการเป็นแน่

                “ท่านฟู่กล่าวชมเกินไป เราเพียงทำงานสุดความสามารถ”

                มู่หรงซูชิงกล่าวจบก็ประคองถ้วยชาที่เพิ่งชงใหม่พลางมองทัศนียภาพนอกหน้าต่างอย่างสบายใจ

                “สายมากแล้วข้าต้องขอตัว คุณหนูมู่หรงอย่าลืมไปร่วมงานของข้าล่ะ” ฟู่ปั๋วเหวินช่ำชองในวงการการค้ามานานปีจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่ามู่หรงซูชิงไม่มีกะจิตกะใจจะคุยกับตนแล้วจึงลุกขึ้นกล่าวอำลา

                “ข้าไปแน่นอน จื่อยวนส่งท่านฟู่ด้วย”

                “เจ้าค่ะ ท่านฟู่เชิญทางนี้”

 ต้นฤดูร้อนมาเยือนแล้ว นี่คือฤดูที่มู่หรงซูชิงชื่นชอบ หญิงสาวย่างเท้าอยู่บนทางเส้นเล็กๆ รู้สึกสดชื่นสำราญใจ นางยืนอยู่ภายใต้ดวงตะวันรับแสงอันอบอุ่น กลิ่นหอมของดอกบัวที่สายลมพามาบางเบายิ่งทำให้จิตใจเบิกบานรื่นเริง ปีนี้มู่หรงซิงหุนอายุครบสิบสองอีกสักสามปีนางก็จะมอบหมายให้เขาค่อยๆ เข้ามาเรียนรู้ดูแลกิจการของตระกูลมู่หรง ครั้นอายุครบสิบแปดก็จะมอบตระกูล

                มู่หรงให้เขาดูแลจัดการเพราะนางไม่ใช่มู่หรงซูชิงตัวจริง เมื่อถึงเวลานั้นนางจะหาที่พำนักอย่างสันโดษ จัดสรรชาดีสุราดีเอาไว้ดื่มด่ำกับธรรมชาติงดงามที่รายรอบ ทำตัวให้มีอิสระดั่งใจนึกเป็นพอ

                ระหว่างที่มู่หรงซูชิงกำลังอิ่มเอมกับบรรยากาศภูเขาลำธารรายรอบอยู่นั้น เงาคนสองคนที่ท่าทางลุกลี้ลุกลนก็ผ่านเข้ามาในสายตา นางเพ่งตามอง หนึ่งในนั้นน่าจะเป็นฮูหยินรองของมู่หรงเสียงนามว่าอวิ๋นเพ่ยหัว แล้วเด็กสาวอีกคนเป็นใครกันเล่า ร่างกายเหมือนกับได้รับบาดเจ็บซ้ำยังมีทีท่าหวาดกลัว มู่หรงซูชิงเดินเข้าไปหาหญิงทั้งสองทันที

                “ฮูหยิน บ่าวขอร้องได้โปรดช่วยคุณหนูด้วยเถิดเจ้าค่ะ คุณหนูทรมานมากจริงๆ” เสี่ยวฉานอ้อนวอนพลางดึงชายกระโปรงอวิ๋นเพ่ยหัว ใบหน้าอาบไปด้วยน้ำตา ครั้งนี้นางแอบหนีออกมาเพื่อขอร้องฮูหยินรอง หากว่าฮูหยินรองไม่ช่วยคุณหนูต้องไม่รอดแน่

                “ข้าก็ไม่ได้คิดจะเพิกเฉยต่อหว่านเอ๋อ แต่ว่า... แต่ว่าข้าก็เป็นเพียงหญิงตัวคนเดียวจะช่วยได้อย่างไร” อวิ๋นเพ่ยหัวได้ฟังคำบอกเล่าจากเสี่ยวฉานจิตใจก็ห่อเหี่ยว โถเด็กน้อยที่น่าสงสาร

                “ท่านช่วยไปขอร้องนายท่านทีเถิด จะดีชั่วอย่างไรคุณหนูก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของนายท่าน” เสี่ยวฉานร้องไห้จนตาบวมจะเท่าลูกท้ออยู่แล้ว นี่เป็นโอกาสที่จะช่วยคุณหนู นางยอมได้แม้จะต้องตาย มือยังคงจับกระโปรงอวิ๋นเพ่ยหัวไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

                “มีสักกี่ครั้งที่นายท่านยอมฟังข้า นอกจากซูชิงนายท่านเคยคิดถึงลูกคนอื่นด้วยรึ!” พูดจบหญิงสองคนก็นั่งลงกอดกันกลมส่งเสียงร้องไห้ระงม มู่หรงซูชิงยืนอยู่ด้านข้างเรือนเมฆลอยมองทั้งสองร้องไห้ดั่งฟ้าถล่ม หากตนไม่แสดงตัวพวกนางคงร้องจนตาบอดเป็นแน่

                “วันนี้ช่างครึกครื้นเสียจริง” เสียงพูดช้าๆ แกมเกียจคร้านดังขึ้น หญิงสองคนที่อยู่ด้านในตกใจดั่งเจอผีทรุดลงกองกับพื้น เสี่ยวฉานกลัวจนสั่นเทิ้มไปทั้งตัว

มู่หรงซูชิงเดินมาหยุดตรงหน้าทั้งสอง อวิ๋นเพ่ยหัวรีบลุกขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าละล่ำละลักพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

                “ซูชิงเจ้า... เจ้ามาได้อย่างไร?” อวิ๋นเพ่ยหัวถือผ้าเช็ดหน้าไว้ในมือ ใจหวาดกลัวจนพูดตะกุกตะกัก แม้ว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมามู่หรงซูชิงจะมีนิสัยอ่อนโยนมากกว่าแต่ก่อน ทว่าความหวาดกลัวที่มีต่อนางก็ยังคงไม่จางหาย

                “นี่สาวใช้ของใครกันข้าไม่คุ้นหน้าเอาเสียเลย” มู่หรงซูชิงมองดูสาวใช้ที่นั่งห่อร่างตัวกลมอยู่กับพื้น ความรู้สึกขบขันพลันบังเกิดขึ้นในใจ แล้วนึกย้อนไปถึงเมื่อสามปีก่อน ทุกคนที่เจอหน้านางล้วนทำตัวประหนึ่งว่าเจอผี ไม่มีเรื่องอะไรก็ลงไปคุกเข่า นิดหน่อยก็ลงไปกองกับพื้น ตอนนี้ค่อยนับว่าดีขึ้นมากแล้ว แต่สาวใช้นางนี้เป็นอะไรไปเสียเล่า

                “บ่าว บ่าว เสี่ยว...ฉะ ฉาน.. เป็นสาวใช้ของคุณหนูหว่านหรูเจ้าค่ะ” เสี่ยวฉานร้องไห้จนเสียงแหบแห้งเนื้อตัวสั่นเทา มู่หรงซูชิงฟังแล้วขมวดคิ้ว

                “หว่านหรู แล้วเจ้ามาอยู่นี่ได้อย่างไร?” นางเพิ่งคิดออกว่ามู่หรงหว่านหรูคือลูกสาวคนแรกของมู่หรงเสียง สี่ปีก่อนนางออกเรือนไปแล้ว เดิมเป็นเพราะมู่หรงซูชิงดึงดันเอาแต่ใจบ้าคลั่งอยากเป็นคุณหนูใหญ่ของบ้าน ดังนั้นฐานะของมู่หรงหว่านหรูจึงเป็นได้เพียง‘คุณหนูหว่านหรู’

                ก่อนที่เสี่ยวฉานจะได้พูดต่อ อวิ๋นเพ่ยหัวก็พูดขัดขึ้น“นาง... นางแค่กลับมาหยิบของให้หว่านหรู เดี๋ยวนางก็ไปแล้ว”

                “หยิบของอะไรกันหรือ?” น้ำเสียงที่เอ่ยถามอย่างช้าๆ น่าจะทำให้คนฟังรู้สึกสดชื่นดั่งสัมผัสสายน้ำเย็นฉ่ำ ทว่าหญิงที่นั่งกองอยู่บนพื้นและผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านางกลับนิ่งอึ้งพูดต่อไม่ได้ ลูกสาวที่แต่งออกไปแล้วยังแวะเวียนกลับมาเอาของที่บ้าน หากให้นายท่านรู้ว่าหว่านหรูกลับมาหยิบของที่บ้านบ่อยๆ คงต้องมีเรื่องราวใหญ่โตเป็นแน่

                “ลุกขึ้นเถิด เจ้ากลับมาทำอะไรตัวเจ้าเองน่าจะรู้ดีที่สุด พูดความจริงมาเสียจะดีกว่า” มู่หรงซูชิงนั่งลงบนม้าหิน

                เสี่ยวฉานไม่เพียงไม่ลุกขึ้นกลับทรุดลงไปคุกเข่าต่อหน้ามู่หรงซูชิง นางโขกศีรษะลงกับพื้นตรงปลายเท้าหญิงสาวปากก็พร่ำพูดไม่หยุด

                “คุณหนูใหญ่ได้โปรดช่วยคุณหนูหว่านหรูด้วยเถิดเจ้าค่ะ บ่าวขอร้อง” สาวใช้ทำเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนศีรษะมีรอยแตก โลหิตแดงฉานไหลซึมออกมา

                “พอได้แล้ว พูดมาให้ชัดเจนว่ามีเรื่องอะไร หยุดโขกหัวแล้วลุกขึ้นมาเล่าเสียที” มู่หรงซูชิงประคองร่างสาวใช้ขึ้นยืน หน้าผากของอีกฝ่ายแดงเป็นรอยช้ำและมีเลือดซึม นี่มันเรื่องอะไรกัน นางชักอยากจะรู้เสียแล้ว

                เสี่ยวฉานแทบไม่อยากเชื่อว่าคุณหนูใหญ่จะยอมฟังคำของนาง โอกาสนี้จะต้องจับไว้ให้มั่น

                “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ หลังจากคุณหนูหว่านหรูของข้าแต่งเข้าตระกูลหลี่คนในตระกูลหลี่ต่างก็ดีกับนาง ทว่าหลังจากหนึ่งปีที่แต่งเข้าไปแล้วนางยังไม่ตั้งครรภ์ นายท่านหลี่จึงให้คุณชายใหญ่แต่งอนุเข้าบ้านอีกคนซึ่งก็คือน้องบุญธรรมของคุณชายใหญ่เอง นับจากนั้นเป็นต้นมาคุณชายใหญ่ก็เย็นชากับคุณหนู จนกระทั่งเมื่อสองปีก่อนไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนายท่านหลี่จึงบอกว่า คุณหนูหว่านหรูเป็นคนของบ้านมู่หรงก็จริงแต่ก็เป็นบุตรสาวที่ไร้ความสำคัญไม่สามารถช่วยเหลือตระกูลหลี่ของพวกเขาได้จึงยิ่งปฏิบัติต่อนางแย่ลงไปอีก

                ต่อมาคุณชายใหญ่พานางโลมวัยเยาว์เข้าบ้านมาอีกคน ไม่นานนักนางก็ตั้งครรภ์จึงกลายเป็นที่รักของคุณชายใหญ่ นางโลมผู้นั้นใส่ไคล้หาว่าคุณหนูหว่านหรูจะทำร้ายเด็กในท้องของนาง คุณชายใหญ่โกรธจนลงมือทุบตีคุณหนูเรื่อยมา ชีวิตต่อจากนั้นของคุณหนูก็ยิ่งน่าเวทนานัก เมื่อเดือนก่อนก็ถูกเข้าใจผิดอีกว่าจะไปทำร้ายคุณชายน้อย คุณชายใหญ่จึงทุบตี

                คุณหนูอย่างรุนแรงจนตอนนี้ยังมิสามารถลุกขึ้นจากเตียงซ้ำยังถูกสั่งห้ามไม่ให้เรียกหมอมาตรวจอาการอีกด้วย บอกว่าจะทำให้ตระกูลหลี่เสียหน้า ถ้าคุณหนูไม่ได้พบหมอเกรงว่า... เกรงว่า...” สาวใช้พูดต่อไปไม่ได้อีกแล้วเอาแต่ฟุบตัวกับพื้นสะอึกสะอื้นพูดไม่ออก อวิ๋นเพ่ยหัวปาดน้ำตาด้วยสงสารลูกสาวตน

                มู่หรงซูชิงนั่งฟังอย่างสงบ เสี่ยวฉานและอวิ๋นเพ่ยหัวไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ทั่วทั้งเรือนเมฆลอยเงียบงันจนน่ากลัว

                “จื่อยวน” ไม่รู้ว่าสาวใช้มาตั้งแต่เมื่อไร นางยืนอยู่ตรงปากประตูเรือนเมฆลอยหลังจากได้ยินเสียงเรียกของมู่หรงซูชิงนางก็รีบเดินเข้าไปหา

                “เจ้าไปเชิญหมอแล้วพรุ่งนี้จงไปบ้านตระกูลหลี่รับตัวหว่านหรู

                กลับมา แจ้งไปว่าฮูหยินรองของนายท่านคิดถึงลูกสาวอยากจะรับนางมาอยู่ด้วยสักสองสามวัน หากพวกเขาไม่ยินยอมให้เจ้าบอกกับหลี่ตงหมิงว่าเดือนหน้าขุนนางหวังจะลงมาตรวจการที่ตำบลหรง ถามเขาไปว่าเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง หากเอ่ยเช่นนั้นเขาย่อมหวาดกลัวต้องปล่อยตัวหว่านหรูให้กลับมาแน่” มู่หรงซูชิงกล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนเดินออกจากเรือนเมฆลอยเป็นอีกครั้งที่นางนึกสลดใจชีวิตของสตรีในยุคนี้เลวร้ายมากนัก ความรุนแรงในครอบครัวยุคใหม่นับว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายถ้าเกิดขึ้นยังแจ้งความได้ แต่สำหรับหญิงสาวยุคนี้ถ้าบ้านเดิมของพวกนางไม่มีอิทธิพลเพียงพอหลังจากออกเรือนไปแล้วต่อให้ถูกทุบตีจนตายก็ยังไม่มีใครแยแส

                “คุณหนูเจ้าคะ คุณชายซิงหุนและคุณชายทั้งสองกลับมาแล้ว อาหารก็เตรียมพร้อมแล้วเจ้าค่ะ”

                “วันนี้ข้าเหนื่อย นำอาหารไปให้ข้าที่สุยหยวน บอกกับซิงหุนว่าให้เริ่มเรียนขี่ม้ากับฉี่เซวียนในวันพรุ่งนี้ ให้เขาตั้งใจเรียนด้วย”

                เสียงพูดคุยของมู่หรงซูชิงและสาวใช้ค่อยๆ จางหายไป... หญิงทั้งสองที่เหลืออยู่ในเรือนเมฆลอยยังคงตกตะลึงไม่หาย ผ่านไปครู่ใหญ่อวิ๋นเพ่ยหัวจึงพึมพำออกมา“หว่านหรูรอดแล้ว หว่านหรูรอดแล้ว”

                นางร้องไห้พลางดึงเสี่ยวฉานที่กำลังงงงวยและตกตะลึงให้ยืนขึ้น น้ำตาที่หลั่งไหลออกมาเกิดจากความไม่คาดคิด

                เสี่ยวฉานยังไม่กล้าเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น คุณหนูใหญ่ยอมช่วยเหลือ

คุณหนูหว่านหรูอีกทั้งยังรับปากจะนำคุณหนูกลับมาอยู่บ้านมู่หรง แม้ว่าคุณหนูใหญ่จะถูกตามใจในทุกเรื่องแต่เรื่องสำคัญขนาดนี้นางจะไม่แจ้งแก่นายท่านให้เป็นผู้ตัดสินใจเชียวหรือ นางทำโดยพลการได้ด้วยหรือ ช่างเถิดเสี่ยวฉานไม่อยากคิดอะไรอีกแล้ว ขอแค่มู่หรงซูชิงยอมช่วยคุณหนูก็พอ

ตอนที่ 3 พิชิตอาชา(1)

มู่หรงซิงหุนท่าทางลิงโลดวิ่งล้อมหน้าล้อมหลังม้าพันธุ์ดีสีน้ำตาลแดง ประเดี๋ยวก็ลูบที่หัวม้า อีกประเดี๋ยวก็ตีที่ก้น สีหน้ายินดีเป็นที่สุด

                “ม้าที่นี่ล้วนแต่พันธุ์ดี” เผยเช่อมองม้าในคอกที่กว้างขวางสว่างโล่งแห่งนี้ด้วยสายตาครุ่นคิด ม้าทุกตัวแข็งแรงสูงใหญ่และสง่างาม ล้วนเป็นยอดอาชา หากไม่สามารถวิ่งได้ไกลถึงพันลี้อย่างน้อยๆ ก็ต้องสักแปดร้อยลี้เป็นอย่างต่ำ โรงม้าขนาดใหญ่แห่งนี้มีม้ามากกว่าห้าสิบตัว

                เซวียนหยวนอี้กวาดตามองไปโดยรอบ คิดไม่ถึงว่าด้านหลังบ้านตระกูลมู่หรงจะมีโรงม้ากว้างใหญ่ซ่อนอยู่ ม้าตัวที่มู่หรงซิงหุนได้มาเป็นอาชาสีน้ำตาลแกมแดง สายพันธุ์หายาก ดูแกร่งทน ลักษณะโดยรวมสามารถเทียบได้กับเจ้าม้าปีศาจของเขาเลยทีเดียว

                “ว่าอย่างไรซิงหุน เจ้าพอใจหรือไม่?” ชายผู้หนึ่งจูงม้าสีดำนิลเดินเข้ามาหาอย่างเชื่องช้า เขาสวมชุดยาวกรอมเท้า มีบุคลิกลักษณะธรรมดา ดวงตาเรียวยาวคู่นั้นโค้งดุจจันทร์เสี้ยว รอยยิ้มสดใส มือข้างหนึ่งไพล่หลังให้ความรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติและมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก

                “อาจารย์เฟิงข้าพอใจยิ่งนักจะเริ่มเรียนเมื่อไรดี” มู่หรงซิงหุนอยากเรียนขี่ม้ามาตั้งนานแล้ว อยากเริ่มบทเรียนตั้งแต่ตอนนี้เสียด้วยซ้ำ

                แท้จริงแล้วชายผู้นี้มีนามว่า‘อาจารย์เฟิง’ เซวียนหยวนอี้พิจารณาชายที่อยู่เบื้องหน้า ลักษณะท่าทางดูไม่เหมือนเป็นอาจารย์ผู้ฝึกสอนคลับคล้ายผู้คงแก่เรียนเสียมากกว่า แต่มองคนก็ไม่ควรมองเพียงผิวเผิน บุคคลผู้นี้อาจมีความสามารถซ่อนเร้นก็เป็นได้

                “ตอนนี้ก็เริ่มเรียนได้แล้ว” เฟิงฉี่เซวียนเดินไปหามู่หรงซิงหุน

                กวาดสายตาผ่านเซวียนหยวนอี้กับเผยเช่อเพียงแวบหนึ่งก็ส่งเสียงหัวเราะแล้วเอ่ยขึ้น“คุณชายทั้งสองคงเป็นแขกของบ้านมู่หรงกระมัง อยากลองไปขี่ม้าหลังเขาดูสักรอบบ้างหรือไม่?”

                “ก็ดี ข้าไม่ได้ขี่ม้ามาสักระยะหนึ่งแล้ว ตอนนี้นึกอยากจะขี่ขึ้นมาบ้างเหมือนกัน ม้าที่นี่ล้วนเป็นอาชาพันธุ์ดี วันนี้จะได้ลองควบทะยานดู

                สักตั้ง” เผยเช่อกล่าวแล้วจึงก้าวเท้ามาหยุดอยู่ตรงด้านข้างม้าสีขาวตัวหนึ่ง เขาเล็งม้าตัวนี้ไว้ตั้งแต่เดินเข้ามา เจ้าม้าตัวนี้มีขนสีขาวผ่องทั่วทั้งตัวดั่งปกคลุมไปด้วยหิมะ กีบเท้าทั้งสี่ดูมั่นคงแข็งแรงนับว่าเป็นม้าดี

                เซวียนหยวนอี้เดินลึกเข้าไปจนสุดคอกม้า ครั้นเฟิงฉี่เซวียนมองเห็นเขาเดินไปทิศทางนั้นก็ยกมุมปากขึ้นเผยรอยยิ้มรู้ทันออกมามุมลึกสุดภายในโรงม้าแห่งนี้ยังมีคอกม้าขนาดใหญ่อีกหนึ่งคอก เซวียนหยวนอี้เดินตามทางเดินไปเรื่อยๆเมื่อเขาได้เห็นม้าในคอกก็ถึงกับตกตะลึง!

                ดวงตาของเซวียนหยวนอี้เปล่งประกายเจิดจ้า จังหวะลมหายใจก็เร็วขึ้น เผยเช่อไม่ได้เห็นท่าทางเช่นนี้ของสหายมานานแล้ว เขาจึงเดินตามเข้ามาด้วยความสงสัย

                เมื่อมองตามสายตาของเซวียนหยวนอี้ก็พบกับม้าสีดำขลับตัวหนึ่งที่กำลังยืนโดดเด่นอยู่ ม้าตัวนี้สูงนัก แม้เซวียนหยวนอี้จะมีรูปร่างสูงสง่าแต่เมื่อมายืนตรงหน้าอาชาตัวนี้แล้วยังสูงเพียงแค่หลังของมันเท่านั้น

                ทั้งตัวปกคลุมไปด้วยขนอ่อนสีดำขลับแต่ก็ยังซุกซ่อนสีแดงเลือดนกเหลือบไว้ด้านในอีกด้วย ที่พิเศษสุดก็คือดวงตาทั้งสองข้างของมัน บางทีมันอาจรับรู้ถึงแววตาเป็นประกายของเซวียนหยวนอี้จึงสบสายตากับเขานิ่งไม่ไหวติง

                ตาสบตาเผชิญหน้าคล้ายกับจะยิ้มเยาะฝ่ายตรงข้ามม้าตัวนี้ทั้งลักษณะดีและฉลาดเฉลียว ดึงดูดให้ชายชาตินักรบถึงกับตื่นเต้นอยากมีไว้ครอบครอง

                “ข้าเลือกตัวนี้” เซวียนหยวนอี้จ้องม้าในระยะประชิด นัยน์ตาส่องสะท้อนความหมายมาดที่จะพิชิตมัน

                “พี่อี้เลือกม้าตัวอื่นดีกว่า เจ้าปิงพั่วตัวนี้พยศนัก มันไม่ยอมให้ใครขี่ง่ายๆ” มู่หรงซิงหุนกังวลใจ มองเจ้าปิงพั่ว เจ้าม้าดูไม่แยแสพวกเขาเอาแต่ก้มหน้ากินน้ำอย่างสบายใจ

                “ปิงพั่ว ชื่อไพเราะเสียจริง วันนี้ข้าจะขี่เจ้าตัวนี้” ในความคิดของเซวียนหยวนอี้ไม่มีสิ่งไหนที่เขาต้องการแล้วจะไม่ได้ มีเพียงสิ่งที่เขาไม่ต้องการเท่านั้นจึงจะรอดพ้น

                เซวียนหยวนอี้ก้าวเท้าอย่างมั่นคงมาหยุดอยู่ด้านข้างของเจ้าปิงพั่ว เจ้าม้าที่เดิมทีก้มละเลียดกินน้ำอย่างสบายใจพอรู้สึกว่ามีคนเข้ามาใกล้มันจึงขยับกายหมุนหนีตามสัญชาตญาณ เท้าหน้าหันไปทางเซวียนหยวนอี้พลางทำจมูกฟึดฟัดส่งเสียงฮึดฮัดออกมา จ้องมองไปที่ดวงตาของแม่ทัพหนุ่มอย่างดื้อรั้น

                ความฉลาดและความพยศของอาชาตัวนี้ยิ่งทำให้เซวียนหยวนอี้สนใจ นานมากแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกว่าเลือดร้อนรุ่มปะทุไม่หยุด ทั้งคนทั้งม้ายืนคุมเชิงกันอยู่อย่างนั้น คอกม้าแม้จะมีขนาดใหญ่แต่หากจะใช้สำหรับฝึกม้าก็จะดูเล็กลงไปถนัดตา อีกทั้งเจ้าปิงพั่วยังเป็นม้าป่าแสนพยศ

                เซวียนหยวนอี้ตอนนี้ไม่สามารถเข้าใกล้มันได้ อาจเป็นเพราะว่าเจ้าม้าตัวนี้รับรู้ถึงพลังอันน่าเกรงขามของเขามันจึงไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย ช่างเป็นบรรยากาศการเผชิญหน้าที่น่าสนใจยิ่งนัก

                “ทุกท่านกินมื้อเช้ากันแล้วใช่หรือไม่?” เสียงเนิบช้าของสตรีดังขึ้นในคอกม้า ทุกคนหันกลับไปมองต้นเสียง เฟิงฉี่เซวียนและมู่หรงซิงหุนคุ้นเคยกับเสียงนี้ดีแต่อีกสองบุรุษที่เหลือกลับสะดุ้งเฮือกมู่หรงซูชิงอยู่ในชุดสีดำโดดเด่น ใบหน้าผ่องแผ้วสดใส สาวเท้าเข้ามาใกล้

                “ชุดของซูชิงดูพิเศษจริงๆ” แน่นอนว่ามันพิเศษและดูแตกต่าง หากจะบอกว่าเป็นการแต่งกายแบบชายก็ดูเรียบง่ายกว่านั้น ท่อนบนนางแต่งเป็นชายท่อนล่างกลับเป็นกระโปรง สวมรองเท้ายาว ผมไม่ได้เกล้าขึ้นเหมือนทรงผมบุรุษก่อนจะสวมหมวกแต่ก็ไม่เหมือนสตรีในยุคนี้ที่นิยม

                ปักผมด้วยปิ่น หญิงสาวเพียงรวบมัดด้วยเชือกผูกผมธรรมดา ส่วนที่โดดเด่นที่สุดก็คือการใส่ชุดสีดำทั้งตัว เผยเช่อคิดว่าการแต่งกายแบบนี้หากไม่เรียกว่าพิเศษก็ไม่รู้จะเรียกอะไรแล้ว

                “มันสะดวกและไม่เปื้อนง่าย” มู่หรงซูชิงยักคิ้วก่อนก้าวเดินไปหาเจ้าปิงพั่วการขัดจังหวะของมู่หรงซูชิงทำให้บรรยากาศการเผชิญหน้าในคอกม้าลดความตึงเครียดลง เซวียนหยวนอี้ยิ้มมุมปากจ้องมองนางไม่วางตา ชุดนางดูทะมัดทะแมงและจริงดังกล่าว หากจะบอกว่านางแต่งกายเป็นชายก็ดูจะเป็นการปรักปรำจนเกินไป อาภรณ์ตัวบนนั้นมีปกเสื้อที่ไม่สูงนักลำคอขาวดูโดดเด่นตัดกับสีเสื้อชวนให้สายตาคนวนเวียนจ้องมอง เรือนผมยาวสลวยรวบไว้ด้านหลังมองแล้วให้ความรู้สึกสดใสกระปรี้กระเปร่า

                ชายหนุ่มไม่อาจปฏิเสธได้ว่าชุดขี่ม้าสีดำแสนพิเศษนี้ช่างเหมาะกับผิวขาวเนียนดุจไข่ปอกของนางเหลือเกิน เขาไม่อาจละสายตาไปจากนางได้

                ปิงพั่วเห็นมู่หรงซูชิงเดินเข้ามาก็แสดงท่าทางสนิทสนมด้วยการขยับเข้าหา ก้มหัวต่ำแล้วถูไถไปมาเบาๆ กับร่างของหญิงสาว หาได้แสดงอาการพยศดั่งเช่นเมื่อครู่

                “อ้อนข้าไปก็ไร้ประโยชน์ ข้าให้กินได้แค่สองหัวไม่เช่นนั้นเจ้าก็จะเลือดกำเดาไหลอีก” มู่หรงซูชิงยิ้มและตบเบาๆ ที่หัวของปิงพั่วพลางยื่นโสมสองหัวในมือส่งให้เจ้าปิงพั่วไม่เกรงใจส่งเสียงร้องฮี้ๆ ยื่นปากไปใกล้มือของมู่หรงซูชิงแล้วเคี้ยวโสมสองหัวนั่นอย่างรวดเร็ว

                เผยเช่อเบิกตากว้าง เขาคาดไม่ถึงว่าระหว่างเจ้าปิงพั่วกับหญิงสาวจะสนิทสนมกันเช่นนี้ หรือว่าเจ้าม้าพยศตัวนี้ที่เมื่อครู่ส่งสายตาหยั่งเชิงไปมากับเซวียนหยวนอี้จะเป็นม้าของมู่หรงซูชิงแล้วนางป้อนอะไรให้มัน โสมรึ... มีคนเคยเอาโสมให้ม้ากินด้วยหรือ

                “มันชอบกินโสมรึ?” เซวียนหยวนอี้เก็บอาการได้ดีกว่าเผยเช่อมากนัก เมื่อเห็นมู่หรงซูชิงป้อนโสมให้กับม้าเขาก็ยกหัวคิ้วขึ้นเล็กน้อย หรือว่าม้าสายเลือดดีจะต้องกินโสม

                “มันกินสองหัวทุกๆ สิบวันแปดวัน กินมากกว่านั้นอาจร้อนในได้” มู่หรงซูชิงลูบหัวเจ้าปิงพั่ว

                “เป็นเช่นนั้นจริง ตอนมันมาแรกๆ ยังไม่มีใครให้ความสนใจ             

วันหนึ่งมันกินโสมหมดไปตั้งเจ็ดหัวแปดหัว ต่อมาก็เลือดกำเดาไหลไม่หยุดทำเอาพวกข้าตกใจกันยกใหญ่” มู่หรงซิงหุนเองก็รักม้าตัวนี้มากเช่นกัน แต่ถ้าพี่สาวไม่อยู่เขาก็ไม่กล้าเข้าใกล้ เจ้าปิงพั่วค่อนข้างพยศไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับใครสักเท่าไร

                วันหนึ่งกินโสมถึงเจ็ดหัวแปดหัว!

                ตระกูลมู่หรงมีเงินมากเพียงนั้นเชียวรึ เผยเช่อหันมองมู่หรงซูชิงอีกครั้งเมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาของเผยเช่อที่จับจ้องมาหญิงสาวก็เงยหน้าขึ้นยิ้มรับแล้วหันกลับไปสนใจเจ้าปิงพั่วต่อ สายตาของนางเต็มไปด้วยความรักและทะนุถนอมเจ้าม้าคู่ใจตัวนี้

                “เจ้าได้ม้าตัวนี้มาจากที่ใด?” ใจของเซวียนหยวนอี้ยังคงวนเวียนครุ่นคิดแต่เรื่องเจ้าปิงพั่ว อาชาอันดับหนึ่งเช่นนี้ไม่อาจหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป บุรุษทุกผู้ย่อมปรารถนาที่จะมีไว้ในครอบครอง

                “ได้มาจากด่านหลินเฟิงแถบรอยต่อชายแดนระหว่างแคว้นชางเย่กับตงอี๋ บริเวณนั้นมีภูเขาหิมะที่ไม่ละลายตลอดทั้งปี ข้าไปพบเจ้าปิงพั่วที่บริเวณเชิงเขาแถบนั้นเข้าพอดี”

                เจ้าปิงพั่วอาศัยอยู่บริเวณภูเขาหิมะมีลักษณะที่โดดเด่นยิ่งนัก สร้างความประทับใจแต่แรกเห็น เพื่อเจ้าม้าตัวนี้นางทุ่มทุนลงแรงพาตัวเองเข้าไปอาศัยอยู่ในภูเขาหิมะที่เย็นยะเยือกแห่งนั้นเกือบครึ่งปี

                “แล้วเจ้าใช้วิธีใดฝึกม้าตัวนี้ ทำอย่างไรจึงจูงใจให้มันละจากสถานที่อันหนาวเหน็บมายังดินแดนอุ่นร้อนทางตอนใต้กับเจ้าได้ มันปรับตัวได้อย่างไรกัน?” เผยเช่อเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ ขนาดมันอยู่ในคอกเลี้ยงม้ายังไม่มีทีท่าว่าจะเชื่อง อดนึกไปถึงเมื่อครั้งแรกที่มู่หรงซูชิงเจอมันไม่ได้ ม้าป่าแห่งหุบเขาหิมะจะพยศสักเพียงใด

                “ตอนแรกข้าก็กลัวว่ามันจะไม่คุ้นเคยกับสภาพอากาศและอาหารการกิน ตอนอาศัยอยู่ที่ภูเขาหิมะมันกินโสมวันละสิบหัวก็ไม่เป็นไรเพราะอากาศที่นั่นหนาวจัด แต่ตอนนี้กลับกินอย่างนั้นไม่ได้จึงต้องค่อยๆ ฝึกกันไป ตอนนี้มันก็ผ่านการฝึกมาเกือบจะสองปีแล้วดูเหมือนมันจะปรับตัวกับสภาพอากาศทางใต้ได้เป็นอย่างดี ส่วนเรื่องการฝึกเจ้าม้านี่ข้าเพียงแค่ใช้‘ปาก’ สอน” ใช้ปาก!นางกำลังพูดเย้าเขาเล่นอยู่หรือไร

                “พวกท่านบอกว่าอยากขี่ม้ามิใช่หรือ ไปกันเถิด” เจ้าปิงพั่วกินอิ่มแล้วมู่หรงซูชิงจึงตบที่ก้นของมัน ม้าพยศที่ไร้เชือกพันธนาการอยู่ก็โผนทะยานปานลูกธนูที่ถูกยิงออกจากคันศรวิ่งฝ่ากลุ่มคนตรงหน้าไปยังด้านนอก

                แสงแดดอ่อนๆ สาดมาบนร่างทำให้มู่หรงซูชิงรู้สึกเกียจคร้านอยากหลับใหลหญิงสาวเอนกายพิงต้นไม้ใหญ่ มองท้องฟ้าที่สดใสไร้มลพิษดื่มด่ำกับอากาศสดชื่น เจ้าปิงพั่ววิ่งเล่นไปได้รอบหนึ่งก็วกกลับมาเล็มหญ้าอยู่

                ข้างกายมู่หรงซูชิงอย่างสงบเสงี่ยม หนึ่งคนหนึ่งม้าปรากฏเป็นภาพมิตรภาพที่ตรึงตาตรึงใจ หากว่าไม่มีสายตาของใครบางคนจ้องมาที่นางกับม้าแล้วละก็...ทุกอย่างคงสมบูรณ์แบบ

                “คุณชายเซวียนหยวนอยากจะลองขี่เจ้าปิงพั่วดูสักครั้งหรือไม่?” มู่หรงซูชิงหลับตาเอ่ยถามเนิบช้า

                “ย่อมต้องอยากลอง” เมื่อได้เห็นเจ้าปิงพั่ววิ่งรวดเร็วดุจสายลมก็ยิ่งทำให้เขาอยากจะพิชิตเจ้าม้าตัวนี้ให้ได้

               

                “เจ้าล่ะปิงพั่ว ยอมให้เขาขี่หรือไม่?” นางยืนขึ้นตบเบาๆ ที่หัวเจ้าปิงพั่วเมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของคนทั้งสองไม่รู้ว่าเจ้าปิงพั่วฟังเข้าใจหรือไม่ แต่มันก็เดินส่ายหัวไปหยุดอยู่ตรงหน้าเซวียนหยวนอี้พ่นลมฮึดฮัดออกทางจมูก ย่ำขาหน้าทั้งคู่ไปมาทำท่าหยิ่งผยองใส่ชายหนุ่มอย่างท้าทาย

                “เห็นได้ชัดว่ามันยอม เชิญพวกท่านตามสบาย” พูดจบมู่หรงซูชิงก็เอนกายลงพิงที่โคนต้นรอดูฉากสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้นเบื้องหน้าเซวียนหยวนอี้มีท่าทีกระตือรือร้น ร่างสูงยืนอยู่เบื้องหน้าเจ้าปิงพั่วแล้วส่งยิ้มให้มันอย่างถือดี จากนั้นก็ค่อยๆ เดินเข้าใกล้มันทีละน้อย

                เจ้าปิงพั่วหมุนตัวปรับทิศทางไปเรื่อยเพื่อให้สองตาของมันยังคงเผชิญหน้าอยู่กับเซวียนหยวนอี้ ป้องกันไม่ให้เขาสามารถเข้าถึงด้านข้างลำตัวได้

                แม่ทัพหนุ่มขยับตัวเชื่องช้า แต่ละก้าวหนักแน่น ร่างกายสูงแกร่งกำยำของท่านแม่ทัพคล้ายกับมีกระแสพลังแผ่ออกมามากมายมหาศาล

                การพิชิตม้าตัวนี้ทำให้ท่าทีองอาจห้าวหาญของเขาปรากฏขึ้นต่อสายตาผู้คน แม้จะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันใบหน้าของชายหนุ่มผู้นี้ก็ไม่เคยเปลี่ยน ท่าทางของนักรบเจนศึกทำให้ม้าพยศอย่างปิงพั่วถึงคราวต้องหวั่นไหวบ้าง แต่มันก็ยังส่งเสียงร้องข่มขวัญและยังมีท่าทางพยศไม่อ่อนข้อแม้แต่น้อย

                มู่หรงซิงหุนที่เรียนขี่ม้าอยู่กับอาจารย์เฟิงฉี่เซวียนไม่ไกลนักยังสามารถรับรู้ได้ถึงบรรยากาศตึงเครียดระหว่างคนกับสัตว์คู่นี้ เขาและอาจารย์หยุดเรียนหยุดสอนเดินเข้ามาเพื่อชมศึกใหญ่ตรงหน้า เผยเช่อเองก็เดินเข้ามาดูเช่นกัน คงมีเพียงมู่หรงซูชิงที่ยังนั่งพิงใต้ร่มไม้

                ตอนนั้นเองเซวียนหยวนอี้อาศัยจังหวะเหมาะโถมกายพุ่งเข้าใส่เจ้าปิงพั่วอย่างไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัว เขาใกล้จะถึงแผ่นหลังเจ้าปิงพั่วอยู่แล้วเชียว จู่ๆ มันก็ถอยเท้าพลิกหลบอย่างรวดเร็ว แม่ทัพหนุ่มหมุนร่างลงสู่พื้นอย่างสง่างามพลิกตัวไล่ตามเจ้าม้าพยศไปติดๆ รอบแรกมันหลบเขาได้ก็จริงแต่อย่างน้อยเขาก็สามารถประชิดข้างลำตัวของมันได้แล้ว เขาอาศัยจังหวะนี้เอื้อมมือคว้าแผงคอม้าเอาไว้แน่นเจ้าปิงพั่วพยายามสะบัดและวิ่งดิ่งตรงไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว แต่เซวียนหยวนอี้ไม่อ่อนข้อให้ เขารวบคอมันไว้ด้วยท่อนแขนแข็งแกร่งพอหาจังหวะดีๆ ได้ก็กระโจนขึ้นนั่งบนหลังม้าพยศสำเร็จ

                ด้วยความโกรธเจ้าปิงพั่วทั้งวิ่งทั้งดีดตัวหน้าหลังอย่างบ้าคลั่ง ความเร็วของฝีเท้าม้าเพิ่มขึ้น มันพุ่งไปข้างหน้าไม่ต่างจากม้าบิน ภายใต้ความรวดเร็วอันแสนเกรี้ยวกราดของมันแม้เซวียนหยวนอี้จะจับยึดแผงคอม้าไว้อย่างเหนียวแน่นก็จริงแต่เขาก็ต้องทุ่มพลังสุดตัวเพื่อรักษาสมดุลร่างกายมิให้พลัดตกลงมา

ตอนที่ 3 พิชิตอาชา(2)

หนึ่งคนหนึ่งม้ารบกันอย่างไม่ลดละ เจ้าปิงพั่วพยศยิ่งนัก หากว่าไม่สามารถทำให้เซวียนหยวนอี้ตกจากหลังได้มันคงไม่ยอมเป็นแน่ มันทั้งกระโดดทั้งสะบัดตัวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

                ฝ่ายเซวียนหยวนอี้ที่อยู่บนหลังของมันมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว ก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้เช่นกัน เขาทรงตัวนิ่งดั่งมีตะปูตอกติดอยู่บนหลังม้า

               

                ความเร็วของเจ้าปิงพั่วค่อยๆ ลดลงทีละน้อย มันถอนหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อย เซวียนหยวนอี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่ามันสักเท่าไร ทั้งตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ สีหน้าสะท้อนว่าเหนื่อยจนแทบสิ้นแรง ทว่าแววตายังคงแกร่งกล้าและเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง ไม่ยอมลดราวาศอก

                จังหวะที่เซวียนหยวนอี้คิดจะยื่นมือออกไปลูบที่แผงคอม้า เจ้าปิงพั่วก็ดีดตัวยกขาหน้าขึ้นร่างกายทำมุมตั้งชันกับพื้นดิน ชายหนุ่มที่ไม่ทันระวังตัวกอปรกับความเหน็ดเหนื่อยอ่อนแรงจึงพลัดตกจากหลังม้าทันที

                ชั่วขณะที่เขาตกลงมาโชคดีที่ไหวตัวได้ทันจึงพลิกร่างเอาสองเท้าลงพื้นได้อย่างมั่นคง เขาถอยหลังไปหลายก้าวเพื่อหนีการกระทืบของกีบเท้า จากนั้นก็หันกลับไปยืนประจันหน้ากับเจ้าปิงพั่วอีกครั้ง

                แม้ว่าจะไม่ได้รับบาดเจ็บแต่ก็ถือว่าเขาตกจากหลังม้าแล้วนับเป็นความจริงที่มิอาจปฏิเสธ

                หนึ่งคนหนึ่งม้า ตาต่อตาฟันต่อฟัน ยืนจ้องกันนิ่งอย่างไม่ยอมถอย ทั้งสองฝ่ายต่างก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อไม่นานเซวียนหยวนอี้กลับส่งเสียงหัวเราะลั่น แล้วเดินวนไป

                ด้านข้างของตัวม้า เจ้าปิงพั่วไม่ได้หลบหลีกเขาอีกต่อไป แววตาของมันลดความพยศลงไปมากทีเดียว แม่ทัพหนุ่มใช้แรงฟาดลงบนก้นม้าแกล้งแหย่ให้ปิงพั่วยกขาหลังดีดใส่ตน เมื่อเห็นทั้งคนและม้าเริ่มเข้ากันได้ดี มู่หรง

                ซูชิงก็ฉีกยิ้มกว้าง หรือนี่จะเป็นดั่งสำนวนที่ว่า‘รู้ชัดว่าเป็นวีรบุรุษจึงยอมรับอย่างหมดใจ’

                หลังจากสู้กับเจ้าปิงพั่วได้สักพัก เซวียนหยวนอี้ก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ามู่หรงซูชิง พอเห็นนางนั่งพิงต้นไม้อย่างสบายใจส่งรอยยิ้มอ่อนๆ มาให้ ความรู้สึกบางอย่างก็พลันเกิดขึ้นในใจเขา

                อาภรณ์สีดำทำให้นางแลดูบอบบาง ใบหน้าแม้จะไม่โดดเด่นแต่รอยยิ้มที่แต่งแต้มไม่จางหายนั้นทำให้นางดูอ่อนโยน แม้จะไม่ให้ความรู้สึกงดงามแบบสะคราญโฉมแต่ก็เรียกได้ว่าเรียบง่ายมีเอกลักษณ์

                หญิงสาวบอกว่าออกมาขี่ม้าแต่กลับพิงร่างอยู่กับต้นไม้อาบแดดอย่างสบายใจ อีกทั้งยังแสดงท่าทางเอ้อระเหยเชื่องช้าดั่งคนเกียจคร้าน

                เขาไม่เข้าใจตนเองเอาเสียเลยว่าเกิดความรู้สึกหวั่นไหวต่อสตรีที่มีบุคลิกลักษณะเช่นนี้ได้อย่างไรกัน

                มู่หรงซูชิงเงยหน้ามองเซวียนหยวนอี้ที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า สายตาลึกซึ้งที่เขาใช้มองนางอาจทำให้บรรดาสตรีทั่วไปรู้สึกอิ่มเอมขวยเขินก็จริง แต่นางกลับรู้สึกเพียงว่าเขามาบังแสงแดดอบอุ่นที่ตนกำลังนอนอาบอยู่ หญิงสาวค่อยๆ ขยับตัวนั่งตรงแล้วส่งยิ้มให้

                “ต้องโทษบ่าวที่ลืมใส่อานม้าที่หลังเจ้าปิงพั่ว ทำให้ท่านตกลงมาเสียได้”

                นี่เป็นคำปลอบใจเขาอย่างนั้นรึ

                “ม้าดีย่อมไม่ต้องการอานและบังเหียน มันรอให้ผู้กล้ามาพิชิต ยิ่งเป็นม้าพยศยิ่งทำให้นักรบยากที่จะอดใจ สัตว์ที่รู้กลยุทธ์ทำศึก รู้หลีกรู้ถอยช่างน่าสนใจนัก สักวันหนึ่งข้าจะต้องพิชิตมันให้ได้” เซวียนหยวนอี้ขยับลงนั่งเคียงข้างมู่หรงซูชิง นานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกปลอดโปร่งโชกเหงื่อเช่นนี้ การแข่งขันเมื่อครู่ทำให้เลือดเนื้อของเขาตื่นตัว

                “ข้าจะต้องพิชิตมัน!”

                “ตอนนี้มันเป็นของข้า” ในที่สุดนางก็รู้ว่าชายผู้ที่มองเผินๆ อาจดูไม่สนใจสิ่งใด แท้ที่จริงแล้วหาใช่ว่าเขาจะไร้ความต้องการ ในใจเขามีความอยากได้และเมื่อใดที่เขาพบสิ่งที่ตนอยากได้เขาก็จะทุ่มเทใจเพื่อให้ได้มาครอบครองคำประกาศของมู่หรงซูชิงทำให้เซวียนหยวนอี้เผยรอยยิ้มออกมา

                “หรือว่าเจ้าเคยพิชิตมัน?” เขาไม่เชื่อว่านางจะทำเช่นนั้นได้

                “ท่านก็เห็นแล้วนี่”

                “ใช้โสมน่ะหรือ?”

                “ใช่ เมื่อสองปีก่อนข้าอยู่ที่ด่านหลินเฟิง ข้าได้พบเจ้าม้าตัวนี้บนภูเขาหิมะ ขณะนั้นมันพยศยิ่งกว่าตอนนี้มาก นิสัยป่าเถื่อนมุทะลุ วิ่งโลดแล่นอยู่ในอาณาเขตอันหนาวเหน็บ รวดเร็วคล่องแคล่วดุจสายฟ้า เพื่อมันแล้วข้ายอมอาศัยอยู่บนภูเขาหิมะนานนับครึ่งปี” เมื่อคิดถึงช่วงเวลานั้นในอดีตมู่หรงซูชิงก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง นางไม่กล้าเชื่อว่าตนจะอาศัยอยู่บนภูเขาหิมะอันหนาวเหน็บนั่นได้นานถึงครึ่งปีเพียงเพื่อเจ้าม้ามุทะลุจอมพยศท่าทางรักอิสระไม่ฟังคำสั่งตัวนี้

                “ครึ่งปี?” นางคงไม่ได้พูดล้อเล่นกระมัง ภูเขาหิมะแห่งนั้นเขาเคยไปมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้กระทั่งเชิงเขายังหนาวเกินพรรณนา หิมะบนภูเขาไม่เคยละลายตลอดทั้งปี นางยอมทนใช้ชีวิตอยู่ถึงครึ่งปีเพื่อเจ้าม้าตัวนี้น่ะหรือ

                “ใช่แล้วครึ่งปี ทุกวันในยามราตรีข้าจะลงมานอนที่เชิงเขา กลางวันจึงค่อยกลับขึ้นไปคอยมันอีกครั้ง ข้าใช้โสมล่อให้มันมาหา จากนั้นก็พูดคุยกับมันเรื่อยๆ พยายามสร้างความคุ้นเคยกับมันทุกวัน มันถึงยอมมากับข้า”

                ตอนแรกเจ้าปิงพั่วกินโสมหมดก็รีบจากไป ต่อมาค่อยยอมใช้เวลาอยู่กับนาง ฟังนางพูดนานสามถึงสี่ชั่วยามติดกัน จากที่เคยนั่งคอยมันนานครึ่งวันมันจึงจะยอมปรากฏตัวก็กลับกลายเป็นเจ้าม้าเองที่มาคอยนางที่เก่าเวลาเดิม ครึ่งปีนั้นเป็นช่วงที่นางใช้ชีวิตอย่างสงบที่สุด หากไม่เป็นเพราะร่างกายทนรับไม่ไหวและสลบอยู่บนภูเขาหิมะจนเจ้าปิงพั่วต้องแบกลงมาจากเขาแล้วละก็ นางยังเคยคิดจะใช้ชีวิตอยู่บนภูเขาหิมะนั่นไปตลอด

                “แม้ว่ามันจะมีนิสัยป่าเถื่อนแต่ก็สามารถเลี้ยงได้” ด้วยฐานะของมู่หรงซูชิง หากนางคิดจะหาคนมายืนล้อมสักห้าสิบหกสิบคน เจ้าปิงพั่วก็หนีไม่พ้นแล้ว เหตุใดจึงต้องยอมลงทุนอาศัยอยู่ที่ภูเขาหิมะตั้งครึ่งปีด้วย

                “ม้าที่สูญเสียความผยองคล่องแคล่วก็เท่ากับไร้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งอาชาอันอาจหาญไปสิ้นแล้ว ข้าไม่อยากได้เจ้าปิงพั่วที่เป็นเช่นนั้น” สิ่งที่ดึงดูดความสนใจนางไว้ก็คือจิตวิญญาณอันฮึกเหิมของม้า นางจะทำลายมันให้ย่อยยับได้อย่างไร

                “ในเมื่อตอนนี้เจ้าปิงพั่วยังเป็นอิสระข้ามองมันเป็นเสมือนเพื่อน หากว่ามันยินยอมติดตามท่าน ท่านก็สามารถพามันไปได้ทุกเมื่อ”

                “หากว่าม้าตัวนี้มีจิตวิญญาณฮึกเหิมเช่นนั้นจริง ดูท่าข้าคงจะพามันไปได้ยาก แต่ท้ายที่สุดมันจะต้องเป็นของข้าอย่างแน่นอน” นางเลี้ยงม้าแบบนี้นี่เอง มิน่า เจ้าปิงพั่วออกจากภูเขาหิมะมานานถึงสองปีแต่ยังคงรักษาความเป็นสัตว์ป่าในตัวได้อยู่ มีความรวดเร็วและดื้อรั้นดังเดิม

                เขาตัดสินใจจะพาเจ้าปิงพั่วไปจากนางจริงๆ รึ รอยยิ้มของมู่หรงซูชิงจางหายไป แต่หากเขายอมแพ้ง่ายๆ ก็คงไม่ใช่เซวียนหยวนอี้แล้ว กับบุรุษเช่นนี้พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์

                “สนใจจะขี่ม้าแข่งกับข้าสักรอบหรือไม่?”

                เซวียนหยวนอี้ยักคิ้ว“ทำไมจะไม่ได้” มู่หรงซูชิงเพียงผิวปากเจ้าปิงพั่วก็โจนทะยานมาหานางทันที

                หญิงสาวกระโจนขึ้นหลังแล้วควบม้าออกไป เซวียนหยวนอี้กระโดดขึ้นหลังม้าขาวพันธุ์ดีที่อยู่ด้านข้างตัวหนึ่งก่อนควบตามไปติดๆ

                “เซวียนหยวนอี้นั่นมันม้าของข้า!” เผยเช่อร้องเรียกเสียงหลงแต่ไม่มีผู้ใดสนใจเขา

หลังโรงม้าตระกูลมู่หรงเป็นถนนทอดยาว

                มู่หรงซูชิงกับเซวียนหยวนอี้แข่งกันอย่างสนุกสนาน วิ่งทะยานออกไป ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมหยุด ควบม้าขึ้นไปตามเส้นทางสายนั้นวิ่งไปได้ไม่นานนักก็เจอกับต้นไม้ใหญ่ที่ล้มขวางทางอยู่บนถนนทำให้พวกเขาไม่สามารถไปต่อได้ บ่าวรับใช้กลุ่มหนึ่งกำลังพยายามเคลื่อนย้ายต้นไม้ที่ขวางทางนี้ออก ทุกคนสวมชุดสีน้ำเงินเข้ม เมื่อมู่หรงซูชิงกับ

                เซวียนหยวนอี้มาถึง พวกเขาทำเพียงเงยหน้าขึ้นมามองแวบหนึ่งแล้วก็กลับไปกุลีกุจอย้ายต้นไม้ต่อ เห็นได้ชัดว่าทุกคนเป็นผู้ที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี ภาษิตกล่าวไว้ว่า‘เห็นคนใช้ก็ให้รู้ไปถึงเจ้านาย’ มู่หรงซูชิงหันไปมองทางด้านข้างที่มีรถม้าขนาดใหญ่คันหนึ่งจอดนิ่งอยู่ บนรถม้ามีบุรุษสวมชุดเขียวอายุราวสามสิบปีนั่งอยู่ ใบหน้าคมสันไม่เหมือนคนแดนใต้ ลักษณะทะมัดทะแมง ใบหน้าดูคล้ายกับว่าใช้มีดเหลาใช้ขวานผ่าก็มิปาน สะท้อนถึงท่าทางใจใหญ่ของเขา เมื่อเขามองเห็นเจ้าปิงพั่วแม้ว่าเขาจะซ่อน

                ความรู้สึกได้เก่งแต่มู่หรงซูชิงก็สามารถมองเห็นประกายในแววตานั้นได้ชัดเจน ด้านข้างของเขามีสตรีนางหนึ่งสวมชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อนนั่งเคียงคู่ ช่างเป็นสตรีที่มีเสน่ห์เย้ายวนยิ่งนัก นัยน์ตาคมดั่งตาแมวจ้องมองมู่หรงซูชิง

                ด้านข้างรถม้ายังมีม้าพันธุ์ดีสีดำยืนเด่นตระหง่าน ลำตัวและขนมันขลับสะท้อนแสงเปล่งประกาย กีบเท้าดูทะมัดทะแมง ม้าตัวนั้นมี

                ชายหนุ่มผู้หนึ่งขี่อยู่ เขามีหน้าตาละม้ายคล้ายกับชายในชุดเขียว ส่วนม้าอีกตัวมีบุรุษหน้าตาอ่อนโยนขี่อยู่ แม้หน้าตาไม่ได้โดดเด่นแต่กลับทำให้ผู้ที่จ้องมองรู้สึกสบายตา มู่หรงซูชิงรู้สึกได้ว่าชายผู้นี้จ้องมองมาที่นางตลอดเวลามู่หรงซูชิงแย้มยิ้มส่งเสียงใสเอ่ยถาม“จะให้เราช่วยเหลือหรือไม่?”

                “ไม่รบกวนท่าน ตอนนี้ใกล้จะเสร็จแล้ว ขอบคุณท่านมาก” ชายผู้นั้นตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้ม กิริยาท่าทางเปี่ยมไปด้วยมารยาท

                มู่หรงซูชิงพยักหน้าเล็กน้อย นางหันไปมองเซวียนหยวนอี้ที่อยู่ด้านข้างแล้วจึงหวดแส้ เจ้าปิงพั่ววิ่งทะยานออกไปในทันใด แม่ทัพหนุ่มเหลือบมองคนเหล่านี้อีกครั้งก่อนจะควบม้าตามนางไปอย่างรวดเร็ว

                มู่หรงซูชิงจากไปนานแล้วฮั่วจื่อฉิงเพิ่งจะตื่นขึ้นจากภวังค์ สีหน้ายังคงเคลิบเคลิ้มส่งเสียงชมเปาะ“สวรรค์ เขาช่างองอาจหล่อเหลาเหลือเกิน”

                ฮั่วจื่อซีเคาะศีรษะนางทีหนึ่งกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ“เจ้าโง่ไปแล้วหรือไร มองก็รู้ว่านางเป็นหญิงซ้ำยังหน้าตาธรรมดามาก หล่อเหลาเสียเมื่อไรกัน”

                “เจ้าสิโง่!ข้ารู้ว่านางเป็นหญิงแต่ท่วงท่าที่นางขยับมือและเท้าขณะอยู่บนหลังม้าช่างโดดเด่น ใบหน้าแม้จะให้ความรู้สึกเรียบง่ายแต่ก็เปี่ยมเสน่ห์ เจ้านี่ช่างไม่เข้าใจอะไรเสียเลย” นางค้อนใส่ฮั่วจื่อซีหนึ่งทีก่อนจะหันไปออดอ้อนจับมือฮั่วจื่อชีไว้พลางเอ่ยประจบ

                “พี่ใหญ่ท่านว่าจริงหรือไม่?”

                “เจ้า...” ฮั่วจื่อซีเหมือนจะโกรธแต่ก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา น้องสาวผู้นี้ถูกพี่ใหญ่ตามใจเสียจนเคยตัวไม่เห็นพี่ชายอีกคนอย่างเขาอยู่ในสายตา

                “ใช่นางเป็นสตรีจริงๆ” ฮั่วจื่อชีเอ่ยตอบน้องสาวแต่สายตากลับมองจ้องอยู่ที่เหยียนฮ่าวอี่ ทั้งสองลอบส่งสายตากันแวบหนึ่งพวกเขาเพิ่งจะขี่ม้ากลับมาถึงบ้านตระกูลมู่หรง

                ขณะก้าวเข้าสู่โถงรับแขก เงาชุดสีชมพูอ่อนหวานก็โผทะยานเข้าหามู่หรงซูชิงอย่างรวดเร็ว

                เซวียนหยวนอี้ขยับขึ้นไปข้างหน้าก้าวหนึ่งตั้งใจจะยืนด้านหน้า

                มู่หรงซูชิงเพื่อป้องกันภัยให้นาง ทว่ากลับถูกมือเล็กๆ ของนางดึงออกอย่างแผ่วเบา เพียงพริบตาศีรษะของสาวในชุดสีชมพูก็ซุกเข้ามาในอ้อมอกของมู่หรงซูชิงเสียแล้ว เนื่องจากแรงพุ่งค่อนข้างมากหญิงสาวจึงเซไป

                ด้านหลังก้าวหนึ่ง ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายเห็นเช่นนั้นจึงรีบยื่นมือเข้ามาช่วยประคองให้กลับมายืนมั่นคงดังเดิม

                มู่หรงซูชิงเห็นเซวียนหยวนอี้มีสีหน้าจริงจังก็อดยิ้มขันไม่ได้ ยังดีที่เมื่อครู่เขาประคองนางไว้ มิเช่นนั้นพวกนางทั้งคู่คงจะต้องล้มลงไปกองกับพื้นเป็นแน่และอาจเป็นภาพที่ไม่น่าดูนัก

                สตรีในชุดสีชมพูสดใสเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตทอประกายชัดเจน บ่งบอกให้รู้ถึงความคับข้องใจ กลีบปากแดงดั่งผลอิงเถาเม้มติดกัน นางส่งเสียงร้องด้วยความดีใจระคนทุกข์ระทมออกมาดังลั่น

                “ชิงชิงเจ้ากลับมาเสียที!ข้าจะอยู่ที่นี่กับเจ้าตลอดไป ข้าจะไม่กลับไปอีกแล้ว”

                “หากเจ้าอยากจะอยู่ต่อข้าก็ไม่ว่าอะไร แต่ได้โปรดหยุดเรียกข้าว่าชิงชิงเสียที” มู่หรงซูชิงรู้สึกหน่ายคำว่าชิงชิงนี้นัก ฟังทีไรก็อดขนลุกไม่ได้

                “เรียกชิงชิงออกจะไพเราะเจ้าไม่ชอบหรือ เช่นนั้นข้าจะเรียกซูซู” หญิงสาวชุดชมพูงุนงง ชื่อชิงชิงไพเราะกว่าชื่อเสียวเสี่ยวของนางมาก เหตุใดชิงชิงจึงไม่ชอบนะ

                ซูซูที่แปลว่าท่านลุงน่ะหรือ... ในห้องรับแขกพลันมีเสียงหัวเราะดังขึ้น มู่หรงซูชิงรู้สึกหมดคำพูด

                “เอาเถิดๆ เจ้าเรียกข้าชิงชิงก็ได้” หญิงสาวประคองถังเสียวเสี่ยวมานั่งบนเก้าอี้เรียบร้อยแล้วจึงรับชามะลิที่ลู่อี่ชงมาให้ดื่มอึกใหญ่ก่อนจะหันไปสั่งงาน

                “ลู่อี่บอกสาวใช้ให้ตระเตรียมเรือนซ่อนหิมะ เก็บกวาดจัดของให้เรียบร้อย”

                “ไม่ต้องข้าอยู่กับเจ้าที่สุยหยวนก็ได้” ป่าไผ่ของสุยหยวนเขียวขจีงดงามดังท้องทะเล นางปรารถนาจะพักอยู่ที่นั่น

                “เชื่อข้าเถิด เก็บกวาดครู่เดียวก็อยู่ได้แล้ว ไหนเจ้าเล่ามาว่าเกิดอะไรขึ้น?” เดี๋ยวสักครู่ก็คงมีคนมารับนางกลับ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เกิดเป็นครั้งแรก พวกเขา‘ทั้งคู่’ นับว่าเป็นคู่กัดกันเสียจริงเฟิงฉี่เซวียนกำลังจะเดินเข้ามาแต่เห็นถังเสียวเสี่ยวเสียก่อน

                เขารู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องแบบนี้อาจจะมองดูแปลกแต่ก็ชินตาเสียแล้ว เขาจึงพามู่หรงซิงหุนเลี่ยงไปอาบน้ำให้ม้าในโรงม้าแทน ส่วนเซวียนหยวนอี้กับเผยเช่อที่อยู่ในห้องได้แต่สบตากันด้วยความงงงวย สตรีทั้งสองเปลี่ยนมาพูดคุยอย่างเป็นกันเองจนไม่สนใจพวกเขาอีกเลย พวกเขาจะอยู่ก็ไม่ได้จะจากไปก็ไม่ดีไม่รู้ควรทำอย่างไร ในที่สุดจึงตัดสินใจนั่งลงดื่มชาอยู่ในห้องนั้นต่อไป

                “ฮึ!ครั้งนี้ข้าไม่กลับไปเด็ดขาด เจ้าสามีสารเลวสมควรตาย!

                กล้าดีอย่างไรพาหญิงอื่นมาดึงๆ จับๆ กันในบ้าน ข้าไม่อภัยให้เขาแน่”

                ถังเสียวเสี่ยวเอ่ยด้วยท่าทางคับแค้นใจ หยิบขนมถั่วเขียวผสมกลีบดอกไม้กัดกินอย่างไม่บันยะบันยัง

                ครั้นเห็นถังเสียวเสี่ยวปล่อยโทสะออกมาเหมือนเด็ก มู่หรงซูชิงก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ รู้สึกสงสารขนมในมืออีกฝ่ายแทน มู่หรงซูชิงหยิบขนมถั่วเขียวผสมกลีบดอกไม้ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ละเลียดกินอย่างดื่มด่ำในรสชาติ“นับตั้งแต่เจ้าแสดงว่าหึงหวงเขาจนออกนอกหน้า ข้างกายเขาก็มีเพียงบ่าวรับใช้ชายมิใช่หรือ จะมีหญิงที่ใดมาอีกเล่า?”

                พูดไปก็น่าขัน ชายผู้ยโสโอหังและเย็นชาผู้นั้นรักภรรยายิ่งกว่าชีวิต เพียงเพราะกลัวเสียวเสี่ยวจะหึงหวงเขาถึงกับเปลี่ยนบ่าวรับใช้ข้างกายให้เป็นชายทั้งหมด รักษาระยะห่างกับสตรีทุกนาง ชายใดนับว่าร้ายแล้วยังต้องยอมสงบอยู่ใต้คำว่า‘ภรรยา’ เสียนี่

                “จะไม่มีได้อย่างไรกัน!ข้าไปเขาหรงซานเยี่ยมอาจารย์แค่ครึ่งเดือนเขาก็พาสตรีเข้าบ้าน”

                นึกถึงตอนที่นางกลับมาถึงบ้านอย่างยินดี แต่กลับเห็นสามีกับสาวใหญ่ใบหน้าสะสวยนางหนึ่งกำลังพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่ อีกทั้งสตรีผู้นั้นยังลูบใบหน้าของเขาไม่หยุด ซ้ำยังตบเบาๆ ที่บ่าของเขาอีกด้วย

               

                ถังเสียวเสี่ยวคิดแล้วก็รู้สึกแค้นใจจนปากสั่น ดวงตาที่เคยกระจ่างใสบัดนี้เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ขนมตรงหน้าไม่อาจดึงดูดความสนใจได้อีกต่อไป

                “แล้วนางเป็นใคร?” เมื่อเห็นอาการของเสียวเสี่ยว มู่หรงซูชิงจึง

                คิดว่าน่าจะมีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริง แต่จากการวิเคราะห์ของนางแล้วเสิ่นเซี่ยวอวิ๋นไม่ใช่ผู้ชายแบบนั้น

                “เอ่อ...” ถังเสียวเสี่ยวนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง ตอนนั้นนางใส่ใจเพียงความเจ็บแค้นของตนไม่คิดจะสนใจว่าใครเป็นใคร คำถามนี้ของมู่หรงซูชิงทำให้นางตอบไม่ถูก รู้สึกเสียหน้าจนต้องหลบตาอีกฝ่าย

                “ข้าจะพูดแทนเจ้าเอง เจ้ากลับบ้านมาเห็นเขาคุยกับสตรีนางหนึ่งและยังมีการแตะเนื้อต้องตัวใกล้ชิด เจ้ารู้สึกเจ็บแค้นก็เลยไม่ฟังคำอธิบายของเขา ไม่ถามหาต้นสายปลายเหตุก็วิ่งออกมาแล้วใช่หรือไม่?” มู่หรงซูชิงแค่เดาก็รู้ถึงที่มาที่ไปของเรื่อง นิสัยใจคอรีบร้อนไม่สุขุมของอีกฝ่ายนี่แก้ไม่หายเสียจริง

                “ข้าเห็นมากับตานี่ยังต้องถามอะไรกันอีก ข้าไม่สน!ครั้งนี้ข้าจะไม่สนใจเขาอีกแล้ว”

                มู่หรงซูชิงมองอีกฝ่ายที่ยังโกรธจัดพร้อมประกาศออกมาด้วยท่าทีแน่วแน่ นางได้แต่ส่ายหน้าไปมา บางทีการได้เห็นอะไรมากับตาก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องจริงดังที่เห็นเสมอไป หลายครั้งคนเรามักจะถูกสายตาตัวเองหลอก ขณะนี้ถังเสียวเสี่ยวจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจะปลอบอะไรไปก็คงไร้ประโยชน์และ‘ใครบางคน’ ก็มาถึงได้สักพักแล้วนางคงไม่ต้องเปลืองน้ำลายมาก

                “ก็ดีไม่สนก็ดี ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็อยู่กับข้าที่นี่ไปตลอดชีวิตเลยแล้วกัน”

                “ได้!”

                “ไม่ได้!” จู่ๆ เสียงโกรธเกรี้ยวเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา เงาสีน้ำเงินเข้มดุดันเดินเข้ามาในโถงรับแขกอย่างรวดเร็ว ทุกคนยังไม่ทันจะรู้ว่าเขาเป็นใคร ถังเสียวเสี่ยวก็ถูกเขากอดแน่นไว้ในอ้อมอกเสียแล้ว

ตอนที่ 3 พิชิตอาชา(3)

เมื่อเห็นชัดว่าผู้มาเยือนเป็นใคร ถังเสียวเสี่ยวก็คล้ายจะบ้าคลั่งมากขึ้นทั้งทุบตีทั้งเตะต่อย“ท่านมาทำไม ข้าไม่อยากพบท่าน!ชิงชิงนี่เป็นบ้านของเจ้าไล่เขาออกไปสิ”

                ชายผู้นั้นไม่หลบไม่หลีกปล่อยให้นางระเบิดอารมณ์โกรธใส่แบบไม่ยั้งซ้ำยังกอดรัดนางแน่นขึ้นยิ่งกว่าเดิม เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น

                “เจ้าไม่ทันฟังข้าอธิบายก็วิ่งหนีออกมาแบบนี้แล้วหรือ”

                เมื่อนึกถึงภาพที่ทำให้นางต้องทุกข์ใจ ถังเสียวเสี่ยวจึงยังรั้นไม่ยอมจบง่ายๆ“ข้าไม่ฟัง ทำไมข้าต้องฟังท่านด้วย ไปซะ!”

สองสามีภรรยาคล้ายดั่งกำลังประลองยุทธ์กันก็ไม่ปาน ไม่มีใครกล้าส่งเสียงขัดจังหวะพวกเขา บรรดาบ่าวรับใช้ในตระกูลมู่หรงถือว่านี่เป็นเรื่องปกติ ต่างพากันเม้มริมฝีปากเอาไว้แน่น ด้วยกลัวว่าเสียงหัวเราะจะเล็ดลอดออกมา

                เซวียนหยวนอี้กับเผยเช่อต่างก็มองจ้องชายผู้มากด้วยกำลังไปมารวดเร็วผู้นี้

                มู่หรงซูชิงยิ่งแล้วใหญ่ มือซ้ายถือถ้วยชาเขียว มือขวาถือขนม ชมเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเพลิดเพลิน

                “ขอยืมใช้เรือนซ่อนหิมะได้หรือไม่?” เสิ่นเซี่ยวอวิ๋นโกรธจัด ยิ่งเห็นใบหน้าแย้มยิ้มของมู่หรงซูชิงยิ่งโกรธดุจไฟลาม จัดการแบกภรรยาตัวเล็กที่กำลังดิ้นพราดไม่หยุดขึ้นบนบ่าแล้วเดินออกไปทางด้านหลังทันที

                “ตามสบายพี่ชาย...” มู่หรงซูชิงยังพูดไม่ทันจบเงาของทั้งสองก็หายไปจากโถงรับแขกเสียแล้ว

                “ชิงชิงช่วยด้วย!”

                “หุบปาก!”

                “เสิ่นเซี่ยวอวิ๋น ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้...” เสียงเล็กๆ ของสตรีกับเสียงห้วนห้าวของบุรุษพอผสมปนเปกันแล้วทำให้ผู้ฟังรู้สึกสนุกสนานเสียจริง

                เสิ่นเซี่ยวอวิ๋น!เมื่อได้ยินชื่อนี้ก็ทำให้เซวียนหยวนอี้และเผยเช่อถึงกับตะลึง

                เซวียนหยวนอี้มองตามทางที่ทั้งสองเดินจากไป ดวงตานิ่งลึกคู่นั้นหรี่เล็กลงมองไม่ออกว่ากำลังคิดสิ่งใด เผยเช่อยกถ้วยชาในมือขึ้นดื่มอย่าง

                เนิบช้ามีท่าทีครุ่นคิดเช่นเดียวกัน สำนักวายุพิรุณเป็นสำนักข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในใต้หล้า ตั้งขึ้นเพื่อหาข่าวและขายข่าว ไม่มีความลับใดที่พวกเขาไม่รู้ ทั่วทั้งยุทธภพและราชสำนักล้วนอยากสนิทสนมกับสำนักวายุพิรุณนี้ ทว่าสำนักวายุพิรุณชอบทำการค้าอย่างอิสระ รู้จักแต่เงินไม่เคยไว้หน้าผู้ใด เจ้าสำนักเสิ่นเซี่ยวอวิ๋นผู้นี้ทั่วทั้งยุทธภพร่ำลือว่ามีนิสัยประหลาดเยือกเย็น วรยุทธก็ลึกล้ำเกินคาดเดา เขาจะมาปรากฏตัวอยู่ที่บ้านตระกูลมู่หรงง่ายๆ เช่นนี้หรือ...

                ย่ำค่ำเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุดในรอบวัน

                ดวงตะวันไม่สาดแสงร้อนแรง แสงสีทองที่ส่องมาทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความอบอุ่นอ่อนโยน ขอบฟ้าสีแดงระเรื่อคล้ายกับพยายามจะปล่อยแสงแห่งความงดงามเฮือกสุดท้ายออกมาก่อนจะลาลับ แสงนี้ไม่ได้สาดลงบนผิวน้ำและใบบัวเท่านั้นแต่ยังสาดกระทบเงาร่างสีขาวริมทะเลสาบอีกด้วย

                มู่หรงซูชิงนอนราบไปบนพื้นหญ้าริมทะเลสาบ หญิงสาวถอดรองเท้าออก นางชอบความรู้สึกยามที่น้ำใสเย็นสัมผัสกับเท้าเปลือยเปล่าทั้งสองข้าง มันคล้ายกับมีความสดชื่นแทรกเข้ามาในผิวหนังส่งตรงจากปลายเท้ากระจายไปทั่วทั้งเรือนร่าง หญิงสาวปิดตาสนิทนิ่ง ดื่มด่ำกับสายลมอ่อนๆ ที่พัดพาความหอมของดอกบัวให้กรุ่นกำจาย

                เสิ่นเซี่ยวอวิ๋นเดินมาหยุดอยู่เบื้องหลังมู่หรงซูชิง ยืนมองนางนิ่งอยู่เช่นนั้น เขารู้จักหญิงสาวมาเกือบสองปีแล้วแต่ยังไม่สามารถวิเคราะห์นิสัยใจคอของนางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง หากนางกระหายในอำนาจ ไขว่คว้าหาเกียรติยศแล้วเหตุใดจะต้องคร่ำเคร่งกับการเลี้ยงดูมู่หรงซิงหุนให้รับช่วงต่อตระกูลมู่หรงของตนด้วย มู่หรงซูชิงไม่ชอบแสดงออกถึงความสามารถที่แท้จริงของตนท่ามกลางสายตาผู้คน หลายคนจึงไม่รู้ว่าสตรีผู้นี้คือนายใหญ่ตัวจริงของตระกูลมู่หรง แต่หากจะบอกว่านางไม่สนใจเกียรติยศชื่อเสียง แล้วเหตุใดนางจึงต้องรวบรวมข้อมูลทุกการเคลื่อนไหวในใต้หล้าและจัดระเบียบตระกูลมู่หรงเสียใหม่

                “ปลอบนางเสร็จเร็วจริง” น้ำเสียงเย็นๆ ของคนที่ดูคล้ายนอนหลับเจื้อยแจ้วขึ้น

                เสิ่นเซี่ยวอวิ๋นหยุดความคิดทันใด“นางหลับไปแล้ว”

                มู่หรงซูชิงแย้มยิ้ม เปิดเปลือกตาแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า เท้าทั้งสองยังคงแช่อยู่ในน้ำ บุรุษผู้แข็งแกร่งดื้อรั้นคนนี้เวลาเอ่ยถึงภรรยา

                น้ำเสียงพลันอ่อนโยนลง ความรักสามารถทำให้คนเปลี่ยนไปได้มากถึงเพียงนี้เชียวรึ

                “อ้อ...” นางกวาดสายตาขึ้นลงมองเสิ่นเซี่ยวอวิ๋นเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม“นางนอนหลับเร็วจริง”

                ใบหน้าคมเข้มของเสิ่นเซี่ยวอวิ๋นพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย นี่สมองนางคิดอะไรอยู่กันแน่

                “แล้วสตรีนางนั้นเป็นใคร?” มู่หรงซูชิงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้

                “นางเป็นน้องแม่ข้า”

                “มิน่าล่ะภรรยาเจ้าถึงหายโกรธได้เร็วขนาดนี้”

                เสิ่นเซี่ยวอวิ๋นยิ้มน้อยๆ พลางส่ายหน้า“ภรรยาข้าเป็นคนวู่วาม ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับนางอย่างไรดี”

                “เจ้าเลือกที่จะยอมรับเองไม่ใช่หรือ ถ้าวันหนึ่งนางเปลี่ยนเป็นคนเรียบร้อยอ่อนโยน คนแรกที่จะรับไม่ได้ก็คือเจ้า แม้ว่านิสัยนางจะวู่วามแต่ก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผล พอโกรธก็จะรีบรุดมาหาข้ารอให้เจ้ามาง้อ ถ้านางไม่อยากฟังเจ้าอธิบายจริงๆ แค่อาศัยความสามารถและฐานะที่เป็นศิษย์ของกวนอิมพันหน้าก็เพียงพอที่จะหลบหนีจากเจ้าไปได้แล้ว แม้วรยุทธของนางจะสู้เจ้าไม่ได้แต่วิชาแปลงโฉมของนางล้ำลึกยิ่งนัก การหลบหนีจากเจ้าไม่ใช่เรื่องยากเย็น”

                “ก็ไม่รู้ว่าเหตุใดทุกครั้งนางจะต้องมาหาเจ้าที่นี่” เสียวเสี่ยวติดมู่หรงซูชิงหนึบทำให้เขาปวดหัวนัก

                “ใช่ๆ ข้าช่างน่าสงสารเหลือเกิน ต้องมาแบกรับภาระกินอยู่ของภรรยาผู้อื่น”

                “ฮึ อย่ามาพูดจาน่าสงสารถึงปานนั้น สำนักวายุพิรุณช่วยเจ้าหาข้อมูลไปไม่น้อย เจ้าเคยจ่ายเงินให้ข้าบ้างไหมเล่า” พูดถึงเรื่องนี้เสิ่นเซี่ยวอวิ๋นก็เสมือนคนไร้ทางออก เขาขาดรายได้ไปไม่รู้เท่าไร

                มู่หรงซูชิงนั้นฉลาดหลักแหลมควบคุมจุดอ่อนของเขาไว้ได้ ให้เขาเป็นวัวเป็นม้าก็คงต้องยอม

                “ข้าช่วยเจ้าดึงรั้งสตรีที่งามดั่งบุปผา หากเจ้าคิดว่าไม่คุ้มค่าก็ยกเสียวเสี่ยวให้อยู่กับข้าที่นี่ไปตลอดก็ได้นะ”

                “เจ้ากล้ารึ!” มู่หรงซูชิงนี่เก่งเรื่องสร้างความหวาดกลัวให้ผู้อื่นจริงๆมู่หรงซูชิงเลิกคิ้วขึ้น เท้าทั้งสองข้างยังคงแกว่งเล่นไปมาในน้ำ

                คงใบหน้าแย้มยิ้มไว้เช่นเดิม ใบบัวด้านข้างแกว่งไหวตามสายน้ำ ลมเย็นพัดผ่าน แม้ว่าทิวทัศน์รอบด้านไม่ได้สวยงามสมบูรณ์แบบแต่ก็ชวนให้เพลิดเพลินนัก

                เสิ่นเซี่ยวอวิ๋นมองนางแล้วรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว“ช่างเถิด ครั้งนี้ข้ามาเพื่อจะบอกเจ้าว่า เมื่อไม่นานมานี้มีคนมาซื้อข้อมูลจากสำนักข่าวของข้าจำนวนมาก โดยมากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพวกพ่อค้า รู้หรือไม่ว่ามีคนคิดตรวจสอบข้อมูลของตระกูลมู่หรงและตระกูลอานอีกด้วย พวกมันกระทำการกันลับๆ ตอนนี้ข้ารู้เพียงว่าพวกมันคือคนของแคว้นเยียนรุ่ย ดูแล้วเป็น

                กลุ่มคนที่มีความสามารถเจ้าต้องระวังตัวให้ดี” พูดจบเขาก็ไม่รอให้มู่หรงซูชิงเอ่ยสิ่งใด รีบจากไปด้วยวิชาตัวเบา สิ่งที่เขาควรบอกก็ได้บอกไปหมดแล้ว ความเป็นความตายของตระกูลมู่หรงไม่ใช่เรื่องของเขา

                มู่หรงซูชิงยิ้มน้อยๆ เอนหลังลงบนพื้นหญ้าอีกครั้ง ตะวันลับเส้นขอบฟ้าหายไปแล้ว แสงอาทิตย์ค่อยๆ ลาลับจากสายตา แสงสีแดงเรืองรองที่ริมขอบฟ้ากำลังจางไป สรรพสิ่งอันงดงามมักจะเลือนหายไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ และเป็นเพราะไร้หนทางฉุดรั้งความงามเหล่านี้ไว้ให้ยืนยาว มนุษย์จึงทำได้เพียงเก็บเป็นความทรงจำ

                จื่อยวนถือผ้าสีขาวมาผืนหนึ่ง เดินช้าๆ มาหามู่หรงซูชิง นางไปหาคุณหนูที่สุยหยวนแล้วไม่พบจึงมั่นใจว่าคุณหนูจะต้องมาอยู่ที่ริมน้ำแห่งนี้ ธรรมดาแล้วสตรีที่ถอดรองเท้าเมื่ออยู่นอกบริเวณบ้านถือว่าไม่เหมาะสม แต่คุณหนูของนางมักจะชอบถอดรองเท้าแล้วเอาเท้าทั้งสองข้างลงแช่น้ำในทะเลสาบแห่งนี้เป็นประจำ ใครทักท้วงคุณหนูก็ค่อยใส่ใจ ถ้าไม่มีสาวใช้อยู่ข้างกายหลังจากแช่เท้าเสร็จคุณหนูก็จะเดินเท้าเปล่ากลับห้อง

                เมื่อเข้ามาใกล้ผู้เป็นนาย จื่อยวนก็โค้งคำนับเอ่ยขึ้นเบาๆ“คุณหนูเจ้าคะ รับตัวคุณหนูหว่านหรูมาแล้วเจ้าค่ะ”

                “สถานการณ์เป็นเช่นไร?” มู่หรงซูชิงยังคงหลับตาขณะเอ่ยถาม

                “ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ข้าเชิญท่านหมอเถามาตรวจอาการแล้วเจ้าค่ะ”

                คำพูดของจื่อยวนนั้นฟังคล้ายลังเล มู่หรงซูชิงจึงลืมตาขึ้นพลางถอนหายใจยาว“ข้าจะลองไปดูสักหน่อย” ก่อนที่นางจะยืนขึ้น จื่อยวนก็รีบเอาผ้าขาวที่เตรียมมานั้นเช็ดเท้าให้นางอย่างรวดเร็ว

                จื่อยวนหยิบรองเท้าผ้าด้านข้างมาให้ มู่หรงซูชิงสวมรองเท้าเสร็จ จื่อยวนจึงยืนขึ้นก่อนเพื่อเตรียมประคองคุณหนูของตน เมื่อเห็นเท้าทั้งคู่ถูกจัดการเรียบร้อยมู่หรงซูชิงก็ยิ้มพลางส่ายหัว นางจับมือจื่อยวนไว้พยุงกายลุกขึ้นยืนแล้วทั้งคู่ก็เดินตรงไปทางเรือนเมฆลอยทันที

                หลังจากหญิงสาวทั้งสองจากไป สองบุรุษที่ยืนแอบอยู่ด้านหลังภูเขาจำลองก็ปรากฏกายออกมา

                “เจ้าคิดว่าอย่างไร?” เผยเช่อถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแฝงด้วยความเคร่งเครียด“ตระกูลมู่หรงไม่ได้เป็นไปดังที่พวกเราคาดการณ์กัน

                เสียแล้ว เรามาพักอาศัยเพียงไม่กี่วันแต่ก็ได้เห็นทุกอย่างชัดเจน ตระกูลมู่หรงตรวจตราเข้มงวด เฉพาะยามอารักขาที่ยืนประจำการอย่างน้อยก็มีสักสี่สิบถึงห้าสิบคนแล้ว ทุกคนวรยุทธล้วนไม่ด้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่แอบอารักขามู่หรงซูชิงในที่มืดอีกสองคน พวกเขามีกำลังภายในล้ำลึกไปมาไร้ร่องรอย”

                “ใช่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด ยิ่งน่าสนใจสำหรับข้า!” สายตาของผู้ตอบทอดมองไปยังสระบัวที่มู่หรงซูชิงรักนักหนา เซวียนหยวนอี้พลันคิดถึง

                คืนวันนั้นที่เขาสนทนากับนาง แววตาของเขาค่อยๆ เปล่งประกายออกมาก็แค่มู่หรงซูชิง ไม่ว่านางจะพยายามปิดบังตัวตนให้ลึกลับสักเพียงใด นางก็คงหนีไม่พ้นต้องถูกเขาสืบ เขาต้องรู้ความจริงเกี่ยวกับนางให้ได้

                เผยเช่อมองเซวียนหยวนอี้ที่เผยรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อยร้องขึ้นทันที“เจ้าชอบนางเข้าแล้วรึ!”

                “ถ้าใช่แล้วอย่างไร?” เขาไม่ปฏิเสธว่ามู่หรงซูชิงที่มีนิสัยประหลาดไปจากเดิมผู้นี้ดึงดูดเขายิ่งนัก ชวนให้เข้าไปค้นหา เขารู้สึกราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งค้นพบสิ่งแปลกใหม่ ในใจเต็มไปด้วยความอยากรู้ กระตือรือร้น ความรู้สึกร้ายกาจเล็กๆ อันตรายหน่อยๆ ของนางทำให้เขาหลงใหล

                “ถ้าใช่ก็นับเป็นเรื่องดี” เผยเช่อส่งยิ้มออกมาทั้งเซวียนหยวนอี้และมู่หรงซูชิงต่างมีความสามารถถือว่าเป็น

                คู่หงส์มังกรที่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง คนหนึ่งประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังหนุ่ม เป็นแม่ทัพมีชื่อเสียงขจรไกลไปทั่วหล้า อีกคนฉลาดล้ำลึกเป็นม้ามืดในวงการค้า ช่วงเวลาที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันนั้นคงจะสนุกพิลึกมู่หรงซูชิงเดินเข้าไปยังเรือนเมฆลอย

                ภายในห้องมีอวิ๋นเพ่ยหัว ท่านหมอเถาและสาวใช้อีกสองคนยืนอยู่ นางมองเห็นผู้ที่นอนอยู่บนเตียงได้ไม่ถนัดนัก เมื่ออวิ๋นเพ่ยหัวเห็นมู่หรงซูชิงมาถึงก็กุลีกุจอเดินมารับ

                “ซูชิงเจ้ามาแล้ว”

                มู่หรงซูชิงยิ้มพร้อมพยักหน้าตอบ เมื่ออวิ๋นเพ่ยหัวเอ่ยชื่อ

                มู่หรงซูชิง ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงก็แสดงอาการตกตะลึงออกมาชัดเจนถึงกับกระถดร่างถอยกรูดเข้าไปชิดด้านในเตียง ห่อกายอันสั่นเทาของตนเอง

                มู่หรงซูชิงเห็นดังนั้นจึงไม่เดินเข้าไปใกล้ รอจนกระทั่งท่านหมอเถาตรวจอาการเรียบร้อยจึงค่อยส่งเสียงถามเบาๆ

                “ท่านหมอเถา อาการเป็นอย่างไรบ้าง?”

                ท่านหมอชรากุมมือคำนับแล้วเอ่ยตอบเสียงทุ้ม“คุณหนูใหญ่ไม่ต้องกังวล แผลบนตัวคุณหนูหว่านหรูแม้ว่าจะมีหลายแห่งแต่ก็เป็นเพียงแผลภายนอก พักรักษาสักหลายวันร่างกายก็จะค่อยๆ ปรับสภาพจนหายดี น่ากลัวแต่ทุกข์ในใจที่หากไม่ปล่อยวางลงเสียบ้างเกรงว่าจะไร้หนทางเยียวยา”

               

                “ข้าทราบแล้ว ขอบคุณท่านหมอเถามาก” กล่าวจบบ่าวด้านข้างก็เข้าประคองท่านหมอไปอีกด้านเพื่อเขียนใบสั่งยา บรรดาสาวใช้เมื่อชงชาเสร็จก็ออกไปจากเรือน มู่หรงซูชิงอาศัยแสงเทียนเพ่งพิศสตรีที่นอนอยู่บนเตียง

                สตรีผู้นี้อายุยี่สิบกว่าปี ผมเผ้ายุ่งเหยิงยิ่งทำให้ใบหน้านางดูเล็กไปถนัดตา หน้าผากมีผ้าพันแผลพันไว้ แม้ว่าดวงตาของนางจะมีรอยฟกช้ำแต่ก็สามารถมองเห็นถึงความงดงามของดวงตากลมโตดั่งก้อนหยกคู่นั้น เพียงแต่ว่าดวงตาที่งดงามนี้กลับส่องสะท้อนความรู้สึกหวาดกลัวและรวดร้าว

                ออกมาอย่างน่าเสียดาย ริมฝีปากเรียบเนียนทว่าแห้งผากถูกนางขบกัดไว้แน่น เรียวแขนปรากฏรอยแผลทั้งเก่าและใหม่มากมาย แต่ถึงจะมีบาดแผลเต็มกายก็มิอาจทำลายความงามของนางลงไปได้

                นางมีส่วนคล้ายอวิ๋นเพ่ยหัวถึงแปดส่วน ร่างกายผ่ายผอมอ่อนแรงขดตัวอยู่ด้านในเตียง ไม่กล้าเงยหน้ามองมู่หรงซูชิง สตรีบอบบางร่างเล็ก

                ผู้นี้ต้องเผชิญกับความรุนแรงโหดร้าย เพียงแค่คิดใจของมู่หรงซูชิงก็บันดาลโทสะ ทั้งสงสารทั้งปลง สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆนางมาปรากฏตัวที่นี่อาจจะทำให้มู่หรงหว่านหรูเกิดอาการเครียดและหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้มู่หรงซูชิงกล่าวกับร่างที่สั่นเทิ้มด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายอ่อนโยน

                “ในเมื่อกลับมาอยู่บ้านแล้วก็ไม่ต้องคิดมาก อยู่ให้สบายใจ ท่านป้าเพ่ยคิดถึงเจ้ามานานแล้ว พวกเจ้าพักผ่อนพูดคุยกันไปเถิด”

                หลังจากกำชับจื่อยวนให้หาสาวใช้สองคนมาคอยปรนนิบัติมู่หรงหว่านหรู หญิงสาวก็หมุนกายเดินออกจากเรือนเมฆลอยไปมู่หรงซูชิงเพิ่งจะก้าวเท้าเข้ามาในสุยหยวน

                ลู่อี่กับหงซิ่วก็รีบเดินมาต้อนรับ ลู่อี่หยิบน้ำชาที่เพิ่งแช่น้ำร้อนไว้ส่งให้คุณหนูของตนก่อนจะยิ้มแย้มเอื้อนเอ่ย“คุณหนู ของขวัญงานวันเกิดครบรอบหกสิบปีของท่านฟู่และของขวัญงานมงคลสมรสวันพรุ่งนี้ของตระกูลอี้เตรียมเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”

                “อืม” มู่หรงซูชิงมองผ่านๆ ไปยังกองของขวัญที่มีทั้งกล่องเล็กกล่องใหญ่แล้วค่อยๆ จิบชาในมือที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง น้ำชาอุ่นๆ ทำให้คนดื่มเคลิบเคลิ้ม สาวใช้สามคนข้างกายมู่หรงซูชิงนับวันยิ่งมากความสามารถมากขึ้นทุกที จื่อยวนสงบเสงี่ยมหนักแน่น ลู่อี่เรียบร้อยละเอียดลออ หงซิ่วสดใสเริงร่าน่ารัก สามแบบสามบุคลิกและต่างก็จงรักภักดีต่อเจ้านายยิ่งนัก มู่หรงซูชิงคิดย้อนไปถึงช่วงสามปีที่ผ่านมา นางโชคดีที่มีสาวใช้ทั้งสามคอยดูแลใกล้ชิดและทำงานตามที่สั่งได้อย่างยอดเยี่ยม

ตอนที่ 3 พิชิตอาชา(4จบตอน)

จื่อยวนถือถ้วยชาไว้ท่าทางอึกอักไม่กล้าพูด มู่หรงซูชิงเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยถาม“จื่อยวนมีอะไรรึ?”

                “คุณหนูเจ้าคะ ช่วงนี้ตระกูลฟู่มีความเคลื่อนไหวแปลกๆ ซ้ำยังคิดทำการใหญ่แอบซื้อต้นจื่อหวยจากชาวบ้านด้วย”

                ช่างเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจยิ่งนัก เมล็ดของต้นจื่อหวยเป็นสิ่งเดียวที่นำมาใช้ในการย้อมผ้าสีทองได้งดงามประณีตที่สุด ทุกคนในวงการผ้ารู้ดีว่ามันเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับย้อมสีผ้าฉลองพระองค์ของฮ่องเต้

               

                ต้นจื่อหวยปลูกยากตายง่ายต้องการพื้นดินพิเศษจึงจะปลูกรอด การดูแลรักษาต้นไม้ชนิดนี้ทั้งลำบากและสิ้นเปลือง จึงมีเพียงฮ่องเต้พระองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถสวมใส่เสื้อผ้าสีเหลืองทองได้ นอกนั้นไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์นำมาใส่

                ดังนั้นชาวสวนธรรมดาทั่วไปจึงมักไม่ปลูกต้นจื่อหวยกันเพราะไม่เป็นที่นิยมในตลาด ทุกปีหลังการแข่งขันการตัดเย็บผ้าฉลองพระองค์ของฮ่องเต้สิ้นสุดลง แม้จะไม่ได้มีกฎที่เป็นลายลักษณ์อักษรแต่บรรดาชาวสวนที่ปลูกไม้ชนิดนี้ก็มักจะขายต้นจื่อหวยให้กับโรงทอผ้าที่ชนะการแข่งขัน แล้วเหตุใดการแข่งขันยังไม่ทันเริ่มตระกูลฟู่กลับมากว้านซื้อต้นจื่อหวยจากพวกชาวสวนไปเสียแล้ว กล่าวให้ชัดก็คือตระกูลฟู่จะไม่ยอมให้โรงทอผ้าอื่นๆ สามารถย้อมชุดสีเหลืองทองได้เลยสินะ

                “งั้นรึ” ในที่สุดก็มีการเคลื่อนไหวแล้ว

                “เริ่มดำเนินการตั้งแต่เมื่อวานแล้วเจ้าค่ะ ตระกูลฟู่ให้ราคาชาวสวนสูงกว่าปกติถึงเท่าตัว” มีกลุ่มชาวสวนที่กลัวว่าคุณหนูจะไม่ให้สิทธิ์ใช้ที่ดินทำมาหากินในปีถัดไปลอบนำข่าวมาแจ้งพวกนาง

                “ไปบอกกลุ่มชาวสวนว่าให้เก็บส่วนบนเขาเมฆาไว้ไม่ให้ขาย นอกเหนือจากนั้นสามารถขายให้ตระกูลฟู่ในราคาสองเท่าตัวได้เลย”

                “แต่ถ้าไม่มีเมล็ดจากต้นจื่อหวยก็จะไม่สามารถย้อมสีฉลองพระองค์ของฮ่องเต้ให้เป็นสีเหลืองทองได้ พวกเราจะยอมแพ้ในการแข่งขันตัดเย็บฉลองพระองค์ครั้งนี้หรือเจ้าคะ?” คุณหนูตัดสินใจจะเข้าร่วมการแข่งขัน

                ตัดเย็บฉลองพระองค์ของฮ่องเต้ในปีนี้แล้วมิใช่หรือ ต้นจื่อหวยปลูกยาก

                ตายง่ายและต้องนำมาใช้ให้ได้ภายในหนึ่งปี ไม้พวกนี้ตระกูลมู่หรงก็ไม่มีสำรองไว้มากมาย เหตุใดจึงยอมปล่อยขายไปง่ายๆ เช่นนี้เล่า

                “วางใจเถิดข้าไม่ยอมแพ้หรอก เจ้าแค่ทำตามที่สั่งก็พอ” มู่หรงซูชิงตบไหล่จื่อยวนเบาๆ

                “เจ้าค่ะ คุณหนู” จื่อยวนพยักหน้าช้าๆ ใช่แล้ว นางควรจะเชื่อใจคุณหนู

                หงซิ่วที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งมองเห็นหน้าตาอมทุกข์ของจื่อยวนก็อมยิ้ม“พี่จื่อยวน พี่อย่ากังวลไปเลย แผนการของคุณหนูไม่มีทางพลาดแน่”

                “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้ากลัวแผนชั่วของตระกูลฟู่จะส่งผลเสียต่อเรา”

                “ฮึ กลัวอะไรกัน ในเมื่อพวกเขาใช้แผนชั่วเราจะใช้บ้างไม่ได้รึ!พวกเราร้ายกาจยิ่งกว่าพวกเขาแน่นอน” หงซิ่วกล่าวออกมาอย่างมาดมั่น

                เมื่อนางกล่าวจบสตรีทั้งสามก็ส่งเสียงหัวเราะขึ้นพร้อมกัน หงซิ่วเบ้ปากด้วยความแปลกใจที่ทุกคนหัวเราะ ในใจก็นึกสงสัยว่านางกล่าวคำใดที่น่าขำออกมารึ

                “เจ้าก็...” จื่อยวนหัวเราะพลางผลักศีรษะหงซิ่วเบาๆ พวกนางปรนนิบัติคุณหนูร่วมกันมานานย่อมรู้จักนิสัยใจคอของกันและกันดี หงซิ่วผู้นี้ถูกตามใจจนไม่สนใจเรื่องกฎระเบียบ ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียแล้ว

                มู่หรงซูชิงถอนหายใจยาวครั้งหนึ่งก่อนจะหันไปทางลู่อี่ที่กำลังขำจนแทบหายใจไม่ทัน“ลู่อี่ เจ้าไปชงชามาให้ข้ากาหนึ่ง” ลู่อี่ผงกศีรษะแล้วจากไป

                เห็นจื่อยวนกลับมาทำหน้านิ่ว มู่หรงซูชิงยิ้มน้อยๆ“จื่อยวน เจ้าอย่ากังวลไปเลย ตระกูลฟู่เพียงตระกูลเดียวข้ารับมือได้ไม่ยาก แต่หากตระกูลอานหันไปร่วมมือกับตระกูลฟู่ พวกเราจะต้องระวังให้มาก”

                “ตระกูลอานกับตระกูลฟู่แต่ไรมาไม่เคยญาติดีกัน ไม่เคยไปมาหาสู่ เป็นไปได้หรือเจ้าคะที่พวกเขาจะร่วมมือกัน?”

                “เด็กโง่ การค้าก็ไม่ต่างอะไรกับขุนนางในราชสำนัก ไม่มีศัตรูถาวรและไม่มีพันธมิตรที่ยืนยง ที่คงอยู่เป็นนิรันดรก็มีเพียงผลประโยชน์เท่านั้น”

                พ่อค้าหาผลประโยชน์เป็นเรื่องปกติ พ่อค้าจำต้องกำจัดศัตรูทั้งหมดออกไปเพื่อกุมผลประโยชน์ไว้ในมือ กำจัดก่อนแล้วค่อยมาตรึกตรองวิเคราะห์ดูปัญหาของศัตรูก็ยังไม่สาย เมื่อเห็นคิ้วของจื่อยวนยิ่งขมวดปมมากขึ้นมู่หรงซูชิงจึงตัดสินใจไม่พูดต่อ ยื่นมือไปรับกาน้ำชาที่ลู่อี่ยกมาให้ก่อนจะโบกมือสั่งให้ทั้งสามไปพักผ่อนได้

                หลังจากสาวใช้ทั้งสามจากไปแล้ว สุยหยวนจึงเหลือเพียงความสงบเงียบ ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมพัดผ่านป่าไผ่ดังซ่าๆ มู่หรงซูชิงหยิบถ้วยชาออกมาสองถ้วย เขย่ากาน้ำชาเบาๆ ให้ใบชากระจายตัวทั่วน้ำร้อน สูดดมกลิ่นหอมละมุนที่ลอยออกมาจากกาก่อนจะเอ่ยขึ้น

                “ในเมื่อมาตั้งนานแล้ว สนใจดื่มน้ำชาด้วยกันหรือไม่?”

                เสียงลมซู่ซ่าพัดผ่านป่าไผ่ดังก้องกังวาน พระจันทร์ใกล้ขึ้นสิบห้าค่ำงดงามส่องสะท้อนกับผิวน้ำในทะเลสาบดูสว่างไสว ใบไผ่ปลิวร่วงลงสู่ผิวน้ำ ราตรีนี้มองไปแล้วช่างเดียวดาย

                เวลาผ่านไปอีกนานก็ยังไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมา

                หญิงสาวมิได้กระวนกระวายใจ นั่งรินน้ำชาอย่างเนิบช้า มุมปากไม่คลายรอยยิ้ม คล้ายกับว่าเมื่อครู่นางไม่ได้กล่าววาจาใดออกไป ดั่งกำลังลิ้มรสชาชมจันทร์และมีเพียงความสำราญที่สะท้อนออกมาทางใบหน้า

                ขณะนางกำลังรินน้ำชาถ้วยที่สอง บริเวณรอยต่อระหว่างตัวเรือนและป่าไผ่พลันมีเงาแสงสีขาววูบวาบ เงานั้นพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง เห็นเพียงผิวน้ำในทะเลสาบที่ม้วนตัวเป็นระลอกกระเพื่อมเบาๆ ขยายออกเป็นวงกว้าง

                พริบตาเดียวก็มีจอมยุทธ์ผู้หนึ่งปรากฏกายอยู่เบื้องหน้ามู่หรงซูชิง

                วรยุทธเลิศล้ำ!มู่หรงซูชิงชื่นชมอยู่ในใจ รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงไม่เปลี่ยน ยื่นถ้วยชาในมือส่งให้อีกฝ่าย

                บุรุษผู้นั้นก็มิได้เกรงใจยื่นมือมารับถ้วยชาทันที เขานั่งลงก่อนจะดื่มด่ำกลิ่นหอมและลิ้มรสชาในคราวเดียว ดูคล้ายกับว่าพวกเขาทั้งสองทำเช่นนี้บ่อยครั้ง

                อาศัยแสงจันทร์สาดส่อง มู่หรงซูชิงจึงมองเห็นรูปลักษณ์ชายผู้นั้นชัดเจนขึ้น นัยน์ตาเล็กเรียวฉายแววถือดี จมูกตรงเข้ารูป ริมฝีปากบาง

                สีแดงระเรื่อนั้นแฝงด้วยรอยยิ้ม ที่แท้ก็เป็นยอดฝีมือผู้กล้า บางทีเขาอาจจะคุ้นเคยกับการใส่ชุดขาวปฏิบัติการในยามราตรีที่อากาศเย็น ภายใต้แสงจันทร์ประกอบกับสีขาวของอาภรณ์ไม่เพียงทำให้เขาดูงามสง่า

                เยือกเย็น แต่ยังแผ่กลิ่นอายทรงเสน่ห์เข้มข้นทำให้ผู้คนดั่งต้องมนตร์สะกด

                มู่หรงซูชิงรู้สึกว่าชุดสีแดงน่าจะเหมาะกับชายผู้งดงามน่าคลั่งไคล้คนนี้มากกว่า

                “ชาดี สามารถรักษาความหวานอันเป็นจุดเด่นของชาหลงต้านชั้นสูงเอาไว้ได้ ทั้งยังระคนไปด้วยกลิ่นหอมของมะลิอันเย้ายวน” ชายผู้นั้นถือถ้วยชาไว้ในมือเอ่ยปากวิจารณ์คุณภาพของชาคล้ายกับว่าเขาเป็นเจ้านายใหญ่แห่งป่าไผ่สุยหยวนเสียเอง

                “คุณชายอานมาเยือนเสียดึกดื่น ข้าก็ย่อมต้องนำชาดีมาต้อนรับ” มู่หรงซูชิงยิ้มน้อยๆ แล้วยกถ้วยชาขึ้นดื่มด่ำกลิ่นหอมเย้ายวนนั้นบ้าง

                “อืม หอมมากจริงๆ ฝีมือการชงชาของลู่อี่นับวันยิ่งดีขึ้น”

                “เจ้ารู้จักข้าหรือ ฮ่าๆ น่าสนุก” อานชิ่นเซวียนหัวเราะถูกใจ

                “ตระกูลมู่หรงพลิกฐานะของตนเองขึ้นมาได้ใหม่ที่แท้ก็เป็นเพราะคุณหนูมู่หรงผู้ไม่เผยตัวตนคนนี้นี่เอง”

                “ข้ามิได้ปกปิดตัวเองจนถึงขั้นไม่เปิดเผยตัวตน”

                “ไม่ยอมรับอย่างนั้นหรือ น่าเสียดายหลายปีมานี้ข้ามองข้ามฝีมือเจ้าไปได้” คนที่น่าสนใจในตระกูลมู่หรงทั้งหมดมีเพียงมู่หรงรุ่ย บุตรคนโตที่เขามองว่าพอจะมีความสามารถบ้าง แต่น่าเสียดายที่มู่หรงรุ่ยเลือกทำตามความปรารถนาของมารดากลับไปอาศัยอยู่ที่ตระกูลฉี หลังจากมีอายุครบสิบหกปีก็กลายเป็นคนของตระกูลฉีและเปลี่ยนชื่อเป็นฉีรุ่ย อาศัยอยู่ในเมืองหลวงตั้งแต่นั้นมาเดิมทีคิดว่าตระกูลมู่หรงคงจะถึงจุดจบเสียแล้ว คาดไม่ถึงว่า

                หญิงสาวที่นิสัยพิลึกและเอาแต่ใจตัวเองอย่างมู่หรงซูชิงจะกลายมาเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป นางซ่อนตัวไม่เปิดเผยเพื่อรอคอยโอกาสขึ้นมาผงาดเช่นนี้ คำว่าไม่เผยตัวตนน่าจะเหมาะกับนางที่สุด

                เรือนร่างสูงโปร่งทรงพลังของอานชิ่นเซวียนสาวเท้าเข้าประชิดหญิงสาวเจ้าของบ้าน ใบหน้าของทั้งสองแทบจะชิดกัน อานชิ่นเซวียน

                ยกมุมปากขึ้นยิ้มเพียงเล็กน้อย นัยน์ตาเล็กยาวทรงเสน่ห์คล้ายแฝงมนตร์สะกดใจ

                เป็นครั้งแรกที่มู่หรงซูชิงได้ชื่นชมใบหน้าน่าหลงใหลของบุรุษในระยะประชิดเช่นนี้ อานชิ่นเซวียนเองก็คล้ายกับจะตั้งใจใช้เสน่ห์ของตนยั่วยวนหญิงสาว มู่หรงซูชิงถึงกับคร่ำครวญในใจรู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุน ความหล่อเหลายวนใจตรงหน้าช่างทำให้สตรีหลงใหลราวกับถูกสะกดได้โดยง่าย

                แสงแห่งรัตติกาลแผ่ขยายไปทั่ว สายลมเอื่อยๆ พัดลอยมากระทบเป็นระยะ ร่างชายหญิงทั้งสองในชุดผ้าไหมสีขาวคล้ายถูกมัดติดไว้ด้วยกัน ชายหนุ่มผู้เย้ายวนนั่งอยู่ตรงหน้าหญิงสาวผู้สง่างามโดดเด่น เวลาผ่านไปเนิ่นนานกว่ามู่หรงซูชิงจะส่งรอยยิ้มโปรยออกมา หญิงสาวถอยไปด้านหลังเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่างกับเขา เสียงอ่อนโยนคล้ายสายลมเย็นเอ่ยขึ้น

                “เรื่องราวบนโลกใบนี้แปรเปลี่ยนไม่หยุดนิ่งนับประสาอะไรกับคน”

                หากว่าทุกสิ่งบนโลกสามารถทำนายล่วงหน้าได้ แล้วนางจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน ทุกครั้งที่คิดถึงคุณปู่ คุณพ่อ คุณแม่และพี่น้องก็คล้ายกับมีแมลงมากัดแทะให้นางรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจหาความสงบไม่ได้

                นางเป็นสตรีเดียวที่ถูกเขาจ้องมองแต่ใบหน้ากลับไม่แดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ไม่มีอาการสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ทำให้เขารู้สึกพิศวงในตัวนางยิ่งนักอานชิ่นเซวียนเลิกจ้อง ยกถ้วยชาที่เริ่มเย็นขึ้นคารวะมู่หรงซูชิง

                “วันนี้ที่ข้ามาเยือนถิ่นมู่หรงถือว่าได้กลับไปไม่น้อย” เสียงทุ้มห้าวของชายผู้นี้เมื่อเอ่ยออกมาภายใต้แสงจันทร์ฟังแล้วชวนเคลิบเคลิ้มยิ่งนัก

                “คุณชายอานมาที่นี่เป้าหมายคงไม่ใช่เพื่อพบข้ากระมัง” แสงจันทร์ในราตรีนี้ช่างยวนใจ มู่หรงซูชิงยื่นมือไปหยิบใบไผ่ที่ปลิวลอยมาตามลม ม้วนเล่นไปมาฉลาด!นี่ต้องไม่ใช่มู่หรงซูชิงตัวจริงเป็นแน่

                ได้ข่าวมาว่า ตระกูลมู่หรงมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นมากภายในไม่กี่ปี แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรต่อตระกูลอานของเขามากนัก เขามาเยือนวันนี้เพราะได้ข่าวว่า ขณะนี้มีจอมยุทธ์แคว้นเยียนรุ่ยจำนวนมากเดินทางเข้าออกแคว้นตงอี๋ ทุกคนพุ่งคมหอกคมดาบมาที่กลุ่มพ่อค้าเป็นหลัก ตระกูลอานกับตระกูลมู่หรงเป็นสองเป้าหมายใหญ่ วันนี้มาก็เพื่อจะสืบความเคลื่อนไหวของตระกูลมู่หรงและอยากจะเจอมู่หรงซูชิงผู้ไม่ธรรมดาคนนี้ด้วย คาดไม่ถึงว่านางจะน่าสนใจมากกว่าที่คิดเสียอีก

                “ไม่มีพันธมิตรที่ยืนยงและไม่มีศัตรูที่ถาวรมีเพียงผลประโยชน์อันเป็นนิรันดร พูดได้ดียิ่งนัก คุณหนูมู่หรงสนใจจะร่วมมือกับข้าหรือไม่?”

                ในมือนางยังคงม้วนใบไผ่เล่น หญิงสาวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม“แท้จริงแล้วคุณชายอานมิได้ต้องการที่จะร่วมมือ เหตุใดต้องมาหยอกข้าด้วย”

                “ทำไมถึงคิดเช่นนั้นเล่า หรือว่าข้ายังดูจริงใจไม่พอ?”      

                มู่หรงซูชิงหยิบถ้วยชาเย็นชืดขึ้นมาจิบ ความขมของชาหลงต้านขณะเย็นชืดและความหวานของชามะลิระคนปนเปกันในปาก มิอาจบอกได้ว่าหวานหรือขม คลุมเครือหรือชัดเจน มีความแตกต่างของรสชาติหลากหลายปะปนอยู่ มู่หรงซูชิงรินชาให้อานชิ่นเซวียนอีกหนึ่งถ้วย น้ำเสียงเย็นชา

                “ในเมื่อไม่มีผลประโยชน์จากการร่วมมือแล้วข้าจะร่วมมือไปทำไม?”

                ดื่มชาเย็นชืดประกอบคำพูดเย็นชาของมู่หรงซูชิง อานชิ่นเซวียนถึงกับตะลึงไปชั่วขณะก่อนจะหัวเราะเสียงดัง

                “เช่นนั้นก็ดี หากไม่ร่วมมือก็เป็นศัตรูกัน อย่าให้ข้าต้องผิดหวังในตัวเจ้าล่ะ!” เขาดื่มชาเย็นชืดนั้นหมดถ้วยในอึกเดียว เพียงวูบเดียวก็อันตรธานหายไปในป่าไผ่

                หญิงสาวหมุนถ้วยชาอยู่เช่นนั้นนานพักหนึ่ง ก่อนจะพึมพำเสียงเบา“ข้าก็หวังเช่นนั้น”

                “เหยียนอี่ ชางซู่”

                มู่หรงซูชิงส่งเสียงเรียกได้เพียงครู่ เงาดำสองเงาก็ปรากฏตรงหน้า ทั้งสองยืนอยู่ในเงามืดจึงเห็นหน้าตาได้ไม่ชัดเจน แต่พลังที่แฝงไปด้วยความดุดันนั้นทำให้รู้ว่าไม่ผิดคนเป็นแน่

                “เรียกยอดฝีมือทั้งสิบคนที่ส่งออกไปสืบข้อมูลกลับมาให้หมด เพิ่มความเข้มงวดรักษาการณ์ เหตุการณ์เช่นวันนี้ห้ามเกิดขึ้นอีก!”

                ระหว่างที่ยังสืบได้ไม่ชัดเจนว่าคนของแคว้นเยียนรุ่ยเหล่านี้มีเป้าหมายอะไร นางก็ทำได้เพียงป้องกันตนเองไว้ก่อนเท่านั้น

                “รับทราบ ขอรับ”

ตอนที่ 4 งานสมรสตระกูลอี(1)

“ซูชิง เจ้าจะไปข้างนอกรึ?”

                มู่หรงซูชิงเบือนหน้ากลับไปมองดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของเผยเช่อ ด้านหลังเขามีเซวียนหยวนอี้ยืนอยู่ไม่ห่าง บุรุษทั้งสองแต่งกายเหมาะสม เผยเช่อสวมชุดแขนกระบอกสีน้ำเงินอ่อน มีอาชาตัวสีขาวปลอดยืนอยู่ด้านข้าง เพียงได้มองบุรุษผู้นี้ก็ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวาชวนให้ผู้มองรู้สึกกระปรี้กระเปร่าไปด้วย

                ส่วนเซวียนหยวนอี้อยู่ในชุดสีเทาตัวยาว แขนเสื้อแต่งแต้มด้วยลายปักเมฆสีเงินดูกลมกลืน ให้ความรู้สึกเรียบง่ายแต่กลับสะท้อนถึงความสูงส่งสง่างามและน่าเกรงขามอยู่ในตัวมู่หรงซูชิงพยักหน้ารับ“ข้าตั้งใจจะไปร่วมดื่มสุรามงคล”

                “บังเอิญจริง เจ้าคงมิได้หมายถึงงานเลี้ยงตระกูลอี้กระมัง” เผยเช่อจูงม้าเดินมาพร้อมกับเซวียนหยวนอี้ ทั้งคู่หยุดอยู่เบื้องหน้ามู่หรงซูชิง

                “ถูกต้อง ข้าหมายถึงงานตระกูลอี้ที่อยู่ทางทิศใต้ของเมือง”

                มู่หรงซูชิงแต่งกายด้วยชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนทำให้ผู้มองรู้สึกอบอุ่นตรึงตาตรึงใจ เพราะยืนอยู่ภายใต้แสงตะวันทำให้รอบกายหญิงสาวคล้ายอาบไปด้วยพลังแห่งแสง เซวียนหยวนอี้ที่นิ่งเงียบอยู่นานเอ่ยถามขึ้นบ้าง

                “ชิงเอ๋อก็รู้จักอี้อวิ๋นซูด้วยหรือ?”

                “สำนักคุ้มภัยของตระกูลอี้มีชื่อเสียงโด่งดัง ข้าเคยติดต่อด้านการค้ากับพวกเขา” จวนถึงเวลาออกเดินทางแล้ว มู่หรงซูชิงเอ่ยตอบเซวียนหยวนอี้ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้า

                เมื่อนางจัดกระโปรงลงนั่งเรียบร้อยแล้วเงยหน้าขึ้นก็เห็นเผยเช่อ

                กำลังมองมาที่ตนอย่างไม่เชื่อสายตา อีกทั้งเซวียนหยวนอี้เองก็กำลังอมยิ้มและจ้องมองไม่วางตาเช่นกัน หญิงสาวทำได้เพียงยิ้มแบบอัดอั้นตันใจ โดยทั่วไปแล้วเหล่าคุณหนูตระกูลสูงหากต้องขึ้นรถม้ากิริยามารยาทของพวกนางมักจะเป็นที่จับตามองของผู้คนอยู่เสมอ แน่นอนเหยียบหลังผู้อื่นเพื่อขึ้นรถม้านั้นนับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทว่าสตรีที่มีความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนอยู่เต็มอกเช่นมู่หรงซูชิงย่อมมิอาจทำได้

                มู่หรงซูชิงทำเป็นมองไม่เห็นสายตาสองคู่ตรงหน้า“ในเมื่อทุกท่านจะไปบ้านตระกูลอี้อยู่แล้วเชิญไปด้วยกันเถิด”

                “ดี” เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้วทุกคนจึงออกเดินทาง

                ไม่นานนักทั้งหมดก็มาถึงที่หมาย

                รถม้าหยุดอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลอี้ ประตูทางเข้าสูงใหญ่โอ่อ่าทาทับด้วยสีเลือดหมู บานประตูเปิดกว้างต้อนรับแขกเหรื่อ บริเวณหน้าประตูทั้งสองฝั่งมีสิงโตหินอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูลใหญ่ตั้งตระหง่านพร้อมผูกโบแดงดอกใหญ่ไว้ตรงอกดูน่าขัน แต่ก็ส่องสะท้อนความน่ายินดีออกมาให้เห็นได้ชัดเจน บานประตูติดตัวอักษรมงคลขนาดใหญ่ไว้เด่นชัด มีเศษประทัดตามทางเดินคล้ายปูพรมด้วยดอกไม้สีแดงก็มิปาน บ่าวไพร่ในบ้านตระกูลอี้พากันออกมาเชื้อเชิญแขกเหรื่อให้เดินเข้าไปด้านใน แขกในงานมงคลวันนี้ทยอยมามากมายดุจสายน้ำหลาก ครื้นเครงยิ่ง

                ครั้นรถม้าจอดสนิท มู่หรงซูชิงก็เลิกผ้าม่านขึ้นเตรียมตัวจะก้าวลง ขณะนั้นฝ่ามือแข็งแกร่งข้างหนึ่งก็ยื่นมาจับมือของนางเอาไว้แน่นก่อนจะค่อยๆ ประคองหญิงสาวก้าวลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นมือของเซวียนหยวนอี้ หญิงสาวส่งยิ้มให้เขาตามมารยาท

                “บางครั้งข้าก็คิดว่าตนเองควรจะเรียนวรยุทธไว้บ้าง”

                “หืม?”

                “เผื่อจะได้ขึ้นลงรถม้าได้สะดวก” พอกล่าวจบมู่หรงซูชิงก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ หญิงสาวเดินจากไปทิ้งให้เซวียนหยวนอี้ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังเพียงลำพัง ไม่นานนางก็ได้ยินเสียงหัวเราะตามมา

                บ่าวในบ้านวิ่งมารายงานอี้อวิ๋นซู เจ้าของบ้านจึงเดินออกมาต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทั้งหลายด้วยตนเอง ครั้นเห็นมู่หรงซูชิงและเซวียนหยวนอี้สนทนากันอย่างออกรสก็อดที่จะประหลาดใจไม่ได้ เขาเก็บความรู้สึกสงสัยนั้นไว้ก่อนจะก้าวเข้ามาทักทาย

                “พี่เซวียนหยวน พี่เผย คุณหนูมู่หรง คิดไม่ถึงว่าพวกท่านจะมาด้วยกัน”

                วันนี้อี้อวิ๋นซูสวมชุดเจ้าบ่าวสีแดงเจิดจ้าเป็นมงคล สีแดงทำให้เขาโดดเด่นสง่างาม ส่งให้ใบหน้าที่คมสันอยู่แล้วหล่อเหลามากขึ้น พวกเขาทักทายกันเพียงสองสามประโยคจากนั้นจึงเดินเข้าสู่โถงพิธีด้านใน

                เมื่อก้าวเข้ามายังมิทันได้ผ่อนฝีเท้าลงก็พบกับสาวน้อยในชุดสีเหลืองสดใสเดินตรงมาหา สาวน้อยผู้นั้นหยุดอยู่ด้านข้างเผยเช่อจับแขนเสื้อชายหนุ่มแกว่งไปมา

                “พี่เผย พี่เซวียนหยวน เหตุใดพวกท่านจึงมาช้านักเล่า ไหนบอกจะมาอยู่บ้านข้า ปล่อยให้ข้าตั้งตาคอยเสียนาน” มือสาวน้อยจับแขนเสื้อเผยเช่อแกว่งไปมาแต่ดวงตาสดใสเริงร่าคอยเมียงมองเซวียนหยวนอี้อยู่ตลอดสาวน้อยคงกำลังรู้สึกไม่ดีเผยเช่อรับรู้ได้จึงหันไปมองทาง

เซวียนหยวนอี้ที่กำลังพูดคุยอยู่กับมู่หรงซูชิง เขาไม่อยากเห็นสาวน้อยเสียใจจึงตบเบาๆ ที่บ่านางแล้วเอ่ยปลอบ“อวิ๋นซินอย่าโกรธเลย พวกข้าก็มากันแล้วนี่ไง”

                อี้อวิ๋นซินขมวดคิ้ว นับจากเดินเข้ามาในเรือนจนถึงตอนนี้

                พี่เซวียนหยวนเอาแต่พูดคุยหัวเราะกับสตรีที่อยู่ข้างกายตลอด ปกติพี่เซวียนหยวนเป็นคนไม่ค่อยยิ้ม สตรีนางนี้หน้าตาก็ธรรมดามีดีที่ใดกัน สาวน้อยคิดแล้วก็ทนไม่ไหวจึงถามอย่างไร้มารยาท

                “นางเป็นใคร?”

                “แม่นางท่านนี้คือคุณหนูตระกูลมู่หรง” อี้อวิ๋นซูตอบพร้อมกับส่งสายตาเตือนอี้อวิ๋นซินในคราเดียว ความคิดของน้องสาวนั้นเขาย่อมรู้ดี แต่เซวียนหยวนอี้จะมาตกหลุมรักเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างน้องเขาได้อย่างไร

               

                คาดไม่ถึงว่าอี้อวิ๋นซินจะกล่าววาจาไร้มารยาทเป็นคำรบสอง“อ้อ… ที่แท้นางก็คือมู่หรงซูชิงที่พี่เซวียนหยวนตั้งใจจะมาขอถอนหมั้น”

                “อวิ๋นซินหยุดพูดเดี๋ยวนี้!”

                อี้อวิ๋นซูตำหนิน้องสาวทันที จากเดิมที่ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ

                มู่หรงซูชิง บัดนี้กลับกลายมาเป็นจุดรวมสายตาของแขกเหรื่อทุกคนเพราะคำพูดไร้มารยาทของอี้อวิ๋นซิน ทุกคนในห้องพิธีต่างได้ยินอย่างชัดเจน บรรยากาศกลายเป็นเงียบสงัด ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเซวียนหยวนอี้ที่ขณะนี้หน้าเปลี่ยนสีไปแล้ว สีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาย่อมรู้ดีว่ามู่หรงซูชิงมิใช่คนที่จะยอมให้ผู้ใดมาพูดจาลบหลู่ได้ง่ายๆ

                นับแต่สาวเท้าก้าวเข้ามา มู่หรงซูชิงก็รับรู้ได้ถึงสายตาทิ่มแทงของน้องสาวเจ้าภาพ แต่เพราะอี้อวิ๋นซินเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบห้าปี หญิงสาวจึงมิได้เก็บอากัปกิริยาของอีกฝ่ายมาใส่ใจ ใครจะไปรู้ว่าจู่ๆ วาจาไร้มารยาทของเด็กสาวผู้นั้นจะทำให้ตนกลายเป็นจุดรวมความสนใจของทุกคนในห้อง              

                สายตาเหล่านั้นสะท้อนทั้งความรู้สึกตกใจ เห็นใจ เยาะเย้ยและสงสาร หากจะไม่ให้ผู้คนเหล่านี้มองคงเป็นเรื่องยากกระมัง ช่างน่าขันสิ้นดี นับเป็นเรื่องงามหน้าที่มีต้นเหตุมาจากเซวียนหยวนอี้เพียงผู้เดียว

                มู่หรงซูชิงกวาดตามองใบหน้าคนที่อยู่ภายในห้องทีละคน สายตาของนางทำให้ห้องประกอบพิธีที่โอ่อ่าใหญ่โตแห่งนี้เงียบสงบดั่งไร้ผู้คน เพียงครู่หญิงสาวก็ยิ้มกว้างส่งให้อี้อวิ๋นซู

                “ไม่เป็นไร ในเมื่อสิ่งที่คุณหนูอี้กล่าวมาเป็นเรื่องจริง”

                ถึงแม้มู่หรงซูชิงจะยิ้มออกมาขณะกล่าวคำว่าไม่เป็นไร แต่อี้อวิ๋นซูก็ตกตะลึงเสียจนเหงื่อท่วมตัว น้องสาวที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำบังอาจกล่าววาจาลบหลู่คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่หรงท่ามกลางผู้คนจำนวนมากเช่นนี้ นับเป็นเรื่องน่าอับอายที่ไม่สมควรให้อภัย ยังดีที่มู่หรงซูชิงมิได้ถือสา นางยังสามารถรักษาความสุขุมสงบนิ่งเอาไว้ได้ ทั้งยังกล้ากล่าวรับว่าเรื่องนี้เป็นความจริง

                ถึงอย่างนั้นก็เถิด ทุกคนต่างรู้สึกได้ถึงความกดดันอันหนักหน่วงจากสายตาทรงอำนาจของมู่หรงซูชิง

                สิ่งที่อี้อวิ๋นซินกล่าวออกไปนั้นเกิดจากความโกรธชั่วขณะ ตอนนี้เมื่อเห็นว่าทุกคนหันมองมู่หรงซูชิง นางก็รู้ตัวว่าตนได้ก่อเรื่องเข้าให้แล้ว

                อี้อวิ๋นซินย่อมรู้ดีว่านี่เป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าเพียงใด ชั่วขณะนั้น

                สาวน้อยไม่รู้ว่าตนควรจะต้องทำอย่างไรต่อ ใจรู้สึกร้อนรนจนดวงตาทั้งสองข้างเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา จ้องมองมู่หรงซูชิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร

                มู่หรงซูชิงมองเซวียนหยวนอี้จากนั้นจึงเบนสายตาไปหาอี้อวิ๋นซิน ช่างน่าขันนัก สีหน้าสาวน้อยผู้นั้นดูหม่นหมองคล้ายกับว่าติดหนี้ผู้ใดอยู่เป็นแสนเป็นล้านก็มิปาน เมื่อครู่ยังแยกเขี้ยวยิงฟันเป็นนางแมวป่าอยู่เลยหากจำไม่ผิด... คนที่ถูกถอนหมั้นก็คือนางมิใช่หรือ

                เมื่อมิอาจทนรับกับบรรยากาศกดดันเช่นนี้ได้อีก มู่หรงซูชิงจึงแสร้งมองไปทั่วแล้วเอ่ยถาม“เจ้าสาวเล่ายังมาไม่ถึงรึ?”

                “นางมาถึงแล้วกำลังพักผ่อนอยู่ในห้อง ตอนนี้ก็สายมากแล้วขอเชิญทุกท่านด้านใน” อี้อวิ๋นซูรีบอาศัยจังหวะเปลี่ยนเรื่องของมู่หรงซูชิงเชื้อเชิญแขกเหรื่อเข้าไปด้านใน บรรยากาศโดยรอบจึงค่อยดีขึ้น ไม่นานเสียงดนตรีก็บรรเลงขับกล่อม อี้อวิ๋นซูจูงมือสตรีสง่างามผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้องโถงพิธี การคารวะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ บรรดาแขกผู้มีเกียรติต่างร่วมปรบมืออวยพรเสียงดัง

                แขกร่วมงานแย่งกันอวยพรไม่ขาดสาย มู่หรงซูชิงจึงเลือกที่จะถอยห่างออกไปยังด้านหลังข้างเก้าอี้ไม้ชิมสุรามงคลและชาไผ่เขียวที่สาวใช้ส่งมาให้ สุราโบราณนี้เป็นหนึ่งในสุราที่นางชื่นชอบ ครั้นเมื่อเงยหน้าขึ้นดวงตาก็พลันปะทะเข้ากับนัยน์ตาอีกคู่ที่ดูใสกระจ่าง เป็นนัยน์ตาทีสุกสกาวเสียยิ่งกว่าดวงดาวใดๆ ในยามราตรีของคิมหันตฤดู อีกทั้งยังระยับยิ่งกว่าอัญมณีล้ำค่าเสียอีก

                ชุดยาวสีดำอมเขียวเสริมบุคลิกให้เขาดูพลิ้วไหวดั่งวายุ นอกจากดวงตาที่ชวนให้ผู้คนหลงใหลเคลิบเคลิ้มแล้วนั้น คิ้วตาจมูกปากและใบหูล้วนดูธรรมดา มู่หรงซูชิงสังเกตเห็นว่าความวุ่นวายภายในห้องมิได้ส่งผลต่อความสงบภายในจิตใจของเขา บุรุษผู้นี้ยังคงโดดเด่นแม้จะอยู่ท่ามกลางเสียงอื้ออึงภายในห้องพิธี ชายหนุ่มเพียงยืนอยู่ที่มุมหนึ่งอย่างสงบ ดั่งยึดถือเอาไว้เป็นที่มั่น คล้ายเสียงรอบตัวมิอาจเข้าสู่โสตประสาทของเขาแม้แต่น้อย

                สายตาจับจ้องประสานกันเนิ่นนาน ชายผู้นั้นก้มศีรษะลงช้าๆ อย่างทักทาย หญิงสาวตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า หลังจากส่งรอยยิ้มแล้วทั้งสองก็ละสายตาออกจากกันไม่ได้สนใจจะสนทนาปราศรัยกันต่อ เจ้าชิมชาข้าก็ดื่มสุราดั่งว่าไม่เคยพบเจอกันมาก่อน

                เสร็จสิ้นพิธีไหว้ฟ้าดินแล้วเดิมทีควรจะเป็นพิธีส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ แต่เจ้าบ้านถือเป็นผู้มีชื่อเสียงในยุทธภพ แขกเหรื่อทุกคนจึงมิได้ยึดติดในกฎเกณฑ์มากนัก พลันมีคนพูดเสียงดังขึ้นว่าอยากจะขอชมโฉมหน้าเจ้าสาว เมื่อได้ยินดังนั้นก็มีเสียงสนับสนุนจากแขกคนอื่นๆ บรรยากาศยิ่งครึกครื้นสนุกสนานยิ่ง

                ชายวัยกลางคนหนวดเครายาวเฟื้อยผู้หนึ่งท่าทางสนิทสนมกับอี้อวิ๋นซูตบบ่าเขาแล้วกล่าวขึ้น“ได้ยินมาว่าตระกูลเจียนอกจากฝีมือกระบี่จะโด่งดังไปทั่วแล้ว คุณหนูทั้งสามของตระกูลก็ยังเป็นสาวงามเลื่องชื่อ ไม่ทราบว่าวันนี้ท่านอี้จะยอมให้พวกข้ามีวาสนาได้ยลโฉมนหรือไม่?”

                อี้อวิ๋นซูจ้องตาชายผู้นั้นแวบหนึ่งก่อนจะกวาดสายตามองดูแขกเหรื่อภายในห้องที่กำลังแสดงอาการตื่นเต้นรอคอย เขากระอักกระอ่วนยิ้มไม่ออกจะโวยวายก็ไม่สามารถครั้นจะปฏิเสธก็คงไม่ดี

                “ทุกท่านชมเกินไปแล้ว ความงามของอี๋เชี่ยนไหนเลยจะเทียบได้กับความงามใดในใต้หล้านี้” เสียงอ่อนหวานดั่งระฆังเงินดังจากใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวแล้วมือเรียวสวยข้างหนึ่งก็ดึงผ้าคลุมหน้าออก ความงามดั่งหยกเจียระไนเจิดจรัสประจักษ์แก่สายตาแขกเหรื่อผู้มาร่วมงาน สตรีผู้นี้

                ผิวพรรณขาวหมดจดดูมีเสน่ห์และท่าทางใจกว้างโดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นของนางดูมั่นอกมั่นใจจนน่าเกรงขาม มู่หรงซูชิงคิดในใจว่านางช่างเป็นสตรีที่ไม่ธรรมดาจริงๆ

                เมื่อทุกคนได้ยลโฉมหน้าของเจ้าสาวดังปรารถนา ต่างก็เอ่ยชื่นชมเป็นเสียงเดียวกัน ในเมื่อผ้าคลุมหน้าถูกเปิดออกแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีพิธีส่งตัวเข้าเรือนหออีก ดังนั้นทุกคนจึงพากันสนทนาอย่างครื้นเครง

                ต่อไป ระหว่างนั้นแขกผู้หนึ่งก็ถือโอกาสมอบของขวัญอวยพรให้แก่เจ้าภาพ แขกคนอื่นเห็นดังนั้นจึงเริ่มพากันทยอยส่งมอบของขวัญอย่างต่อเนื่อง เพียงครู่เดียวในห้องก็เต็มไปด้วยประกายเจิดจ้าของอัญมณีงามระยิบระยับจับตา

                หลังจากเซวียนหยวนอี้มอบดาบโบราณและเผยเช่อมอบพิณโบราณให้เป็นของขวัญเรียบร้อยแล้ว จึงมาถึงคราวของมู่หรงซูชิงที่ต้องส่งมอบของขวัญ หญิงสาวสั่งให้ลู่อี่ส่งมอบกล่องที่ถืออยู่ในมือพลางเอ่ย

                “นี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ขอมอบแก่ฮูหยินอี้”

                แขกร่วมงานต่างสงสัยว่าในกล่องใบเล็กๆ นี้มีสิ่งเลอค่าอันใดอยู่ข้างใน

                ลู่อี่เปิดกล่องออกช้าๆ สิ่งที่อยู่ภายในคือไข่มุกราตรีขนาดเล็กกว่ากำมือ ผิวไข่มุกกลมเกลี้ยงไร้ตำหนิ แม้ภายในห้องโถงนี้จะมีเพียงแสงเทียนส่องสว่าง แต่ก็สามารถมองเห็นไข่มุกสะท้อนกับแสงเทียนวาววับจับตา เมื่อพินิจพิเคราะห์กันแล้วหลายคนจึงเริ่มกังขาว่า ไข่มุกราตรีที่มีขนาดเม็ดใหญ่กว่านี้ก็มิใช่สิ่งของหายาก ไข่มุกเม็ดนี้นอกจากจะสว่างใสเป็นพิเศษแล้วก็ไม่เห็นมีความพิเศษอื่นใดอีก ตามหลักแล้วตระกูลมู่หรงไม่ควรมอบของขวัญที่แสนจะธรรมดาเช่นนี้

                แขกเหรื่อในงานก็มิได้มีแต่ผู้ไร้ความสามารถเท่านั้น ผู้เฒ่าจูที่

                วันนี้แต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายซึ่งนั่งอยู่มุมหนึ่งพลันลุกขึ้นแล้วก้าวเดินไปหามุกเม็ดนั้นก่อนจะใช้สายตาจับจ้องอยู่นานครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น

                “กลิ่นหอมนี่หรือว่ามันจะเป็น...” ผู้เฒ่าจูไม่ได้กล่าวต่อทว่าหันมามองมู่หรงซูชิงจนกระทั่งหญิงสาวพยักหน้า ผู้เฒ่าจูจึงเบนสายตากลับไปที่ไข่มุกราตรีอีกครั้งแล้วพยักหน้าด้วยความยินดี

                “ของล้ำค่า ช่างล้ำค่าจริงๆ”

                เมื่อได้ยินผู้เฒ่าจูชื่นชมเช่นนั้นผู้คนจึงเริ่มสังเกตว่าภายในห้องมีกลิ่นหอมอบอวล กลิ่นนี้ไม่เหมือนดั่งเช่นกลิ่นของดอกไม้หรือต้นไม้ชนิดใดเลย ประเดี๋ยวก็มีกลิ่นอีกประเดี๋ยวก็หายไป เวลาที่ตั้งใจสูดดมกลิ่นจะหายไป แต่เมื่อไม่ตั้งใจจะสูดดมกลิ่นก็กลับมาเกาะติดอยู่ที่ปลายจมูก

                อี๋เชี่ยนมองดูไข่มุกที่ถูกส่งมาไว้ในมือเอ่ยถามด้วยความลังเล

                “นี่คือสิ่งใดกัน?”

               

                “ไข่มุกราตรีหุยฟางจากแคว้นไห่อี้” มู่หรงซูชิงเอ่ยตอบด้วยความนุ่มนวล แต่กลับทำให้บรรดาแขกผู้มางานต่างตะลึงงัน นี่หรือคือไข่มุกราตรีหุยฟางที่ขนาดทองพันชั่งก็ยังมิอาจซื้อได้!

                เล่ากันว่าไข่มุกนี้สามารถส่งกลิ่นหอมอบอวลออกมาได้ กลิ่นหอมจะช่วยให้ผู้ที่สูดดมสามารถสงบลมปราณในร่างกายรวมถึงทำให้นอนหลับสนิทอย่างไร้กังวล หากได้สูดดมก่อนนอนจะไม่มีฝันร้ายใดๆ มารบกวน นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าขานกันอีกว่าไข่มุกนี้สามารถขับพิษและมนตร์ดำได้ด้วย แต่เนื่องจากผู้ที่รู้จักเส้นทางไปแคว้นไห่อี้มีน้อยนัก ไปกันสิบก็ตายเสียเก้ารอดมาเพียงหนึ่ง ดังนั้นไข่มุกราตรีหุยฟางจึงล้ำค่า โดยทั่วไปหากมีครอบครองเพียงเม็ดเล็กเท่าหัวแม่มือก็นับว่าไม่ธรรมดายิ่งไม่ต้องพูดถึงขนาดเทียบเคียงกับกำปั้นเช่นเม็ดนี้ มีทรัพย์สมบัติมหาศาลก็ใช่ว่าจะสามารถมีไว้ครอบครองได้

                ระหว่างที่ทุกคนกำลังตะลึงก็มีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น“สมกับเป็นตระกูลมู่หรง ช่างทำแต่สิ่งที่ไม่ธรรมดา”

                ครั้นเห็นผู้คนชื่นชมไข่มุกราตรีกันทั้งงาน อี้อวิ๋นซินจึงหยิบไข่มุกเม็ดนั้นมาถือไว้ในมือตนด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที ขณะกุมไว้ในฝ่ามือนั้นสาวน้อยรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและอ่อนโยนอย่างที่มิอาจสามารถพรรณนาออกมาได้ เมื่อเพ่งมองก็เห็นไข่มุกเม็ดนี้ส่งประกายวูบวาบระยิบระยับ อี้อวิ๋นซินรู้สึกชอบใจมุกเม็ดนี้จนไม่ยอมวาง