สายลมอุ่นโชยพัดผิวน้ำในทะเลสาบเป็นระลอกคลื่น ใบบัวกระเพื่อมไหวเริงรื่นไม่หยุดนิ่ง ดอกท้อที่ยังไม่บานดีนักโผล่ประปรายอยู่ริมน้ำราวกับกำลังเล่นซ่อนแอบกับใบบัว กลิ่นหอมของบุปผชาติช่างยวนใจผู้คนให้หลงใหล
สตรีนางหนึ่งเอนกายอยู่บนเตียงอ่อนนุ่มริมทะเลสาบ เรือนผมถักเป็นเปียยาวไม่ได้เกล้าสูงเหมือนทรงที่สตรีทั่วไปนิยม ผมเปียพลิ้วไหวไปกับสายลมคล้ายสาวน้อยเต้นรำ ดวงตาคู่นั้นจ้องนิ่งอยู่กับหนังสือในมือไม่ว่อกแว่ก หญิงสาวสวมชุดสีขาวสะอาดสว่างตามีเพียงลายปักใบไผ่ไม่กี่ใบบริเวณด้านหน้าและแขนเสื้อนอกนั้นก็มิได้มีลวดลายอื่นใดอีกข้างกายมีสาวใช้สวมชุดสีเขียวใบหน้าอ่อนหวานยืนอยู่ด้วยนางหนึ่ง ในมือสาวใช้ถือพัดปักลายดอกโบตั๋นกำลังโบกพัดไปมาให้แก่สตรีชุดขาว จิตใจของสาวใช้มิได้หลงใหลไปกับความงามของทิวทัศน์ในยามต้นคิมหันตฤดูเอาเสียเลย ดวงตาคู่นั้นเอาแต่มองจ้องคุณหนูของตนไม่วางตา
ลู่อี่มองคุณหนูที่ตนปรนนิบัติรับใช้มาห้าปี ความสงสัยยังเกาะกินหัวใจ นับจากสามปีก่อนที่คุณหนูจมน้ำในทะเลสาบและได้รับการช่วยชีวิตขึ้นมาทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป แต่ก่อนคุณหนูมีนิสัยประหลาด เอาแต่ใจ อารมณ์รุนแรงแปรปรวน ในมือมักจะมีสายแส้เส้นยาวทำด้วยหนังไว้เสมอ หากเห็นใครไม่ได้ดั่งใจก็หวดแส้เข้าใส่ ตั้งแต่บ่าวรับใช้ในบ้านไปจนชาวบ้านในเมืองไม่มีผู้ใดไม่หวาดกลัวคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่หรงผู้นี้
แต่ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก หลังจากคุณหนูตกทะเลสาบแล้วฟื้นขึ้นมา ความทรงจำหลายเรื่องเลือนหาย อีกทั้งนิสัยและกิริยาก็เปลี่ยนแปลง... เปลี่ยนไปมากราวกับเป็นคนละคน แต่ก่อนเมื่อลู่อี่อยู่ข้างกายคุณหนู นางมักจะหวาดกลัวขวัญหนีดีฝ่อ ทว่าเดี๋ยวนี้กลับชอบที่จะอยู่รับใช้ใกล้ชิด
ซ้ำยังมักจะมองจ้องคุณหนูอย่างเคลิบเคลิ้ม เพียงรอยยิ้มเล็กๆ ที่ริมฝีปากของคุณหนูก็ทำให้นางคล้ายถูกมนตร์สะกดรู้สึกสดชื่นหัวใจดังได้เล่นน้ำในวสันตฤดูก็มิปาน
“คุณหนู คุณหนู คุณชาย...คุณชายมาแล้วเจ้าค่ะ!”
เสียงของสาวใช้อีกคนหนึ่งดังมาแต่ไกลทำให้ลู่อี่ตื่นจากภวังค์
มองเห็นคุณหนูของตนวางหนังสืออย่างเบามือ มุมปากแย้มยิ้มเหมือนปลงตก สายตามองไปยังร่างในชุดสีแดงที่กำลังรีบวิ่งมา
มู่หรงซูชิงยื่นถ้วยชาเขียวให้สาวใช้ที่มาใหม่ซึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ นางยิ้มพลางเอ่ยอ่อนโยน“ค่อยๆ พูดไม่ต้องรีบร้อน”
หงซิ่วดื่มชาอึกเดียวหมดถ้วย แววตาเป็นประกาย น้ำเสียงตื่นเต้นยินดีนัก“คุณหนู คุณชายเซวียนหยวนมาเจ้ค่ะ”
“คุณชายเซวียนหยวนคือใครกัน?” มู่หรงซูชิงไม่แน่ใจว่าคุณชายผู้นี้ดีเด่นอย่างไรถึงทำให้สาวใช้ตื่นเต้นได้เพียงนี้
“ชายคนรักของคุณหนู ว่าที่สามีของคุณหนูอย่างไรเจ้าคะ” อย่าบอกนะว่าคุณหนูจำไม่ได้ว่าคุณชายเซวียนหยวนอี้เป็นใคร
อ้อ… ที่แท้เขาก็คือชายที่ถูกหมั้นหมายให้แต่งงานกับนางตั้งแต่ยังไม่เกิด แล้วก็เป็นผู้ยืดเวลาการแต่งงานออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า
“เขามาทำไม?” มู่หรงซูชิงถือถ้วยชาเขียว สายตามองใบบัวที่พลิ้วไหวอยู่เต็มพื้นน้ำ
“เอ่อ.. มา… มาขอถอนหมั้น...” หงซิ่วก้มหน้าต่ำ ตอบคำถามอย่างลำบากใจ แล้วแอบเงยหน้าขึ้นสังเกตสีหน้าคุณหนู
“ถอนหมั้น?” ดวงตาหญิงสาวทอประกายขึ้นวูบหนึ่ง มุมปากยกยิ้มคล้ายได้ฟังเรื่องขบขัน
“เจ้าค่ะ คุณชายเซวียนหยวนกับนายท่านคุยกันอยู่ที่โถงรับแขก นายท่านกำลังโกรธจัดเลยเจ้าค่ะ” หงซิ่วสีหน้ามีแววกังวล คิ้วทั้งสองข้างขมวดมุ่นจนแทบจะติดกัน
“อย่างนั้นเชียวรึ เห็นทีข้าต้องออกไปดูสักหน่อย” นางเป็นตัวเอกของเรื่อง ถ้าไม่ออกไปเข้าฉากเรื่องราวจะมีสีสันได้อย่างไร
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปเตรียมชุดให้คุณหนูเอง ใส่สีอะไรดีนะ สีแดงหรือว่าสีม่วงสีโปรดของท่านหรือว่าจะเป็นสีขาวดีเจ้าคะ ทรงผมเกล้าเป็นทรงเมฆเหินน่าจะดีดูมีสง่าราศีเหมาะสมกับคุณหนูที่สุด...”
“พอ!” มู่หรงซูชิงรีบตัดบท สาวใช้คนนี้พูดมากไปแล้ว“ข้าพูดแล้วหรือว่าจะเปลี่ยนชุด”
“แต่ว่าเมื่อก่อนตอนคุณชายเซวียนหยวนมาเยี่ยมคุณหนูต้องแต่งกายอย่างประณีตนี่เจ้าคะ...” หงซิ่วตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แม้ตอนนี้คุณหนูจะไม่ได้ถือแส้หนังคอยเฆี่ยนตีบ่าวอย่างบ้าคลั่งดังแต่ก่อน ทว่าเมื่อใดที่คุณหนูใช้น้ำเสียงเรียบต่ำขึ้นมา เหล่าสาวใช้ก็พากันหวาดกลัวทุกครั้ง ซ้ำยังรู้สึกกริ่งเกรงยิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก
“นั่นเป็นอดีตไปแล้ว” มู่หรงซูชิงถอนหายใจอย่างนึกปลง แค่พบบุรุษที่ต้องการมาถอนหมั้นจะต้องแต่งสวยทำไม จะต้องอาบน้ำชำระร่างกายขัดสีฉวีวรรณทำไม สตรีหนอสตรีบางครั้งก็ชอบทำให้ตัวเองลำบากหาความทุกข์ยากใส่ตัว
“ข้าจำได้ว่ามีของหมั้นอยู่ชิ้นหนึ่ง”
“ใช่เจ้าค่ะ เป็นไข่มุกทะเลใต้เม็ดใหญ่เท่ากำปั้นเห็นจะได้” หงซิ่วเคยเห็นของหมั้นชิ้นนี้สองครั้ง ไข่มุกเม็ดนี้ช่างงามระยิบระยับจับตายิ่งนัก
“ลู่อี่ เจ้าไปหยิบของหมั้นมา ข้าจะไปที่โถงรับแขก” เมื่อเอ่ยปากสั่งการแล้วมู่หรงซูชิงก็เดินตรงไปที่โถงรับแขกทันที
คุณหนูจะยอมถอนหมั้นจริงหรือ สองสาวใช้สบตากันเงียบๆไม่กล้าแสดงความเห็น ลู่อี่วิ่งกลับไปห้องเก็บของหยิบไข่มุกออกมาแล้วรีบตามคุณหนูไป
มู่หรงซูชิงมาถึงบริเวณนอกโถงรับแขก พลันได้ยินเสียงถ้วยชาตกกระแทกพื้นแตกกระจายเสียงดัง
“ข้าไม่ยอม!สามปีก่อนข้าก็บอกชัดเจนแล้วว่าการหมั้นเป็นเรื่องที่สองตระกูลตกลงกัน เพียงคำพูดอยากถอนหมั้นของเจ้า ข้าต้องยินยอมเช่นนั้นรึ!” เสียงตะคอกของบิดาบ่งบอกถึงความโกรธเกรี้ยวสุดขีด
“ข้าเพียงมาแจ้งท่านว่าข้าจะถอนหมั้น”
มู่หรงซูชิงยกมุมปากขึ้นยิ้มช้าๆ เสียงของคุณชายผู้นี้แหบห้าวเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ ทั้งยังดูโอหังมั่นใจ น้ำเสียงไม่ดังไม่เบาแต่สามารถทำให้คนฟังรู้สึกหวั่นเกรง ไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้คนเล่าลือว่าเขาคือแม่ทัพที่มีอำนาจสูงสุดแห่งราชสำนัก
มู่หรงซูชิงพลันอยากพบหน้าคู่หมั้น วีรบุรุษหนุ่มผู้ทรงเกียรติยศและชื่อเสียงสะท้านแผ่นดินผู้นี้เสียแล้ว ดูท่าคงน่าสนุก หญิงสาวอมยิ้มแล้วสาวเท้าก้าวเข้าสู่ห้องโถงรับแขก
“ท่านพ่อ” น้ำเสียงกังวานใสของหญิงสาวสยบชายทั้งสามในห้องโถงให้ตกอยู่ในภวังค์ บรรยากาศกดดันอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่พลันสลายหายไป
“ลูกชิงเจ้ามาได้จังหวะพอดี เจ้าหนุ่มนี่มันจะมาขอถอนหมั้น แต่ลูกวางใจเถิด ข้าไม่มีทางยอมเด็ดขาด!” เมื่อมู่หรงเสียงผู้เป็นบิดาเห็นบุตรสาวมาถึงก็รีบหันมากล่าวน้ำเสียงหนักแน่น
มู่หรงซูชิงกวาดสายตามองอีกสองบุรุษหนุ่มในห้องโถง ทั้งคู่มีลักษณะโดดเด่นผิดแผกจากคนทั่วไปและมีบุคลิกต่างกัน เดาได้ไม่ยากว่าใครเป็นใคร... บุรุษผู้สวมชุดสีเขียวดุจมรกตดูสุขุมนุ่มลึก ใบหน้าไร้อารมณ์ น่าจะเป็นคู่หมั้นของนาง ชายผู้นี้รูปงามสมเป็นเอกบุรุษ คิ้วตาปากจมูกงดงามรับกับใบหน้าหล่อเหลาต่างจากนายทหารคนอื่นๆ ที่ดูหยาบกระด้าง เป็นแม่ทัพที่มีความนิ่งสงบแต่ทีท่าพร้อมต่อสู้ฉายชัด บุรุษเช่นนี้ผู้ใดได้พานพบก็ยากที่จะละสายตา
ข้างกายเขามีชายอีกคนในชุดสีเทาหม่น สายตาที่มองมาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ชายผู้นี้วางตัวได้อย่างเหมาะสม ลักษณะสุภาพเรียบร้อย
มีเพียงสายตาอยากรู้อยากเห็นที่ทำให้มู่หรงซูชิงรู้สึกว่าชายผู้นี้ต้องมีสิ่งแอบแฝงในเบื้องลึก
มู่หรงซูชิงพิจารณาชายทั้งสองแล้วจึงยิ้มกว้างพร้อมเอ่ยขึ้น
“ท่านพ่อในเมื่อคุณชายเซวียนหยวนยืนกรานจะถอนหมั้นย่อมต้องมีเหตุผลส่วนตัว พวกเราอย่าไปบังคับใจเขาเลย” น้ำเสียงเนิบเบาอ่อนหวานฟังคล้ายลมเย็นพัดดับความร้อนแห่งคิมหันตฤดูจนมลายสิ้น
“แต่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องก่อนที่เจ้าจะเกิด แม่ของเจ้ากับฮูหยิน
เซวียนหยวนตกลงกันไว้ แล้ววันนี้เจ้าหนุ่มนี่กลับมาถอนหมั้น เขาไม่ไว้หน้าเรายิ่งนัก” มู่หรงเสียงพูดด้วยน้ำเสียงแฝงความสงสัย บุตรสาวของเขาชอบเจ้าหนุ่มนี่มาตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อเจ้าหนุ่มผู้นี้นางถึงกับดิ้นรนจะเป็นจะตาย ทว่าวันนี้เหตุใดจึงยอมถอนหมั้นง่ายดายนักเล่า
“ท่านพ่อลองคิดดูเถิด สองตระกูลตกลงหมั้นหมายกันก็ด้วยหวังให้พวกเรามีความสุข ในเมื่อตอนนี้คุณชายเซวียนหยวนไม่มีความสุข
หากฝืนบังคับใจกันต่อไปงานแต่งก็คงไม่นับเป็นงานมงคลแล้ว ข้าเชื่อว่าท่านแม่ที่อยู่บนสวรรค์ย่อมรับรู้และให้อภัย” กล่าวจบมู่หรงซูชิงก็ยิ้มกว้าง สายตาแน่วแน่จ้องมองไปยังบิดา เพื่อแสดงให้อีกฝ่ายเห็นถึงความมุ่งมั่นในการตัดสินใจของตน
“แต่ว่าท่านตาของเจ้า...”
“ท่านพ่อไม่ต้องกังวล ข้าจะอธิบายให้ท่านตาเข้าใจเอง”
มู่หรงเสียงรู้ดีว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ สามปีที่ผ่านมาเรื่องใดที่บุตรสาวปรารถนาจะทำไม่มีสิ่งใดไม่สำเร็จ แต่ในฐานะบิดาก็อดห่วงไม่ได้จึงกล่าวเตือน “เจ้าอายุสิบเก้าแล้ว ถ้าถอนหมั้น...”
“ลูกยังอยากอยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่านพ่ออีกสักสองสามปีและถ้าให้ลูกอยู่ข้างกายท่านพ่อต่อ เชื่อว่าท่านจะต้องสบายใจยิ่ง”
ประโยคนี้ทำให้ใบหน้าของมู่หรงเสียงปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ ถูกต้องที่สุด สามปีที่ผ่านมามู่หรงเสียงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับกิจการของตระกูล ซ้ำการค้ายังขยายตัวกว้างขวางขึ้น หากว่าบุตรสาวออกเรือนไปแล้วเขาก็ต้องแบกรับภาระกิจการทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวเอาเถิดในเมื่อนางยอมให้อีกฝ่ายถอนหมั้นก็ถอนไป นี่อาจเป็นสิ่งที่นางคาดการณ์ไว้แล้วก็เป็นได้ เขาจะคิดมากไปไย
“ตามใจพวกเจ้า ถอนก็ถอน” กล่าวจบมู่หรงเสียงก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
มู่หรงซูชิงรับรู้ได้ว่ามีสายตาสองคู่จ้องมองนางไม่ละสายตานับตั้งแต่นางเดินเข้ามาในห้องโถง หญิงสาวทำเป็นไม่รู้หมุนกายไปสบประสานดวงตาลุ่มลึกสองคู่นั้น กล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม
“ในเมื่อปัญหาการหมั้นจบลงด้วยดีแล้ว ของหมั้นสิ่งนี้ก็ควรคืนสู่เจ้าของ ลู่อี่ส่งคืนคุณชาย”
“เจ้าค่ะ คุณหนู” ลู่อี่ส่งไข่มุกทะเลใต้อันล้ำค่าคืนให้เซวียนหยวนอี้ ทว่าแม่ทัพหนุ่มไม่เหลือบมองแม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงจ้องมองมู่หรงซูชิงไม่วางตา
ใบหน้าหญิงสาวยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่ อยากมองก็มองไป นางจะไม่หลบหน้าไม่เขินอาย ของหมั้นก็คืนเจ้าของแล้วจะรับหรือไม่รับก็เป็นเรื่องของเขา แต่นางเป็นคนทำการค้าไม่อาจเสียมารยาทต่อแขกได้
“คุณชายทั้งสองในเมื่อมาถึงเมืองฮัวตูก็น่าจะพักอยู่ที่นี่สักสองสามวันเพื่อชื่นชมธรรมชาติอันงดงามเสียก่อน หากไม่ขัดข้องโปรดให้เกียรติข้าได้ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับคุณชายด้วย”
“รบกวนแม่นางแล้ว” ผู้ตอบเป็นชายหนุ่มสวมชุดสีเทา มู่หรงซูชิงเห็นเซวียนหยวนอี้ขมวดคิ้วอย่างไม่คิดปิดบัง ทว่าชายชุดเทาผู้นี้กลับมีใบหน้าอาบอิ่มไปด้วยรอยยิ้ม เขารวบพัดในมือเก็บทำเป็นมองไม่เห็นคิ้วขมวดมุ่นของเซวียนหยวนอี้
ชายผู้นี้ดูสนใจนางเป็นพิเศษ แต่ช่างเถิดมีแขกมาพักเพิ่มแค่สองคนจะเป็นไรไป นางเองก็อยากจะรู้นัก แม่ทัพชื่อเสียงก้องแผ่นดินผู้นี้แท้จริงเป็นคนอย่างไร
“ลู่อี่พาคุณชายทั้งสองไปพักที่เรือนสดับวายุ ดูแลแขกของข้าให้ดีด้วย คุณชายข้าต้องขอตัวก่อน” กล่าวจบก็ก้มศีรษะเล็กน้อย จากนั้นมู่หรงซูชิงในชุดขาวกระจ่างตาก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว
“นี่คือคุณหนูมู่หรงที่เจ้าบอกว่าเอาแต่ใจ โอหังดื้อรั้น นิสัยประหลาดคนนั้นน่ะหรือ?”
เผยเช่อค่อยๆ จิบชาสดใหม่แห่งวสันตฤดูพลางคิดว่าตระกูลมู่หรงคงเป็นตระกูลเศรษฐีใหญ่ เพราะชาที่เขาดื่มอยู่นี้ต่อให้มีทองพันชั่งก็ยังมิอาจหาไว้ในครอบครองได้โดยง่าย
“ไม่ใช่” เซวียนหยวนอี้ที่มองต้นสนเขียวขจีนอกหน้าต่างตอบกลับ เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าบ้านตระกูลมู่หรงจะมีทิวทัศน์ที่งดงามเช่นนี้
เมื่อก่อนเพราะรังเกียจและเข็ดขยาดกับมู่หรงซูชิงจึงไม่เคยพักชมความงามในบ้านมู่หรงเลยสักครั้ง ความงามของเรือนรับรองสดับวายุทำให้ผู้คนหลงใหลได้โดยง่าย เรือนหลังนี้มีสองชั้น บริเวณโดยรอบห้อมล้อมไปด้วยต้นสนน้อยใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ความร่มรื่น อีกทั้งมีศิลาขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงทางเข้า บนศิลาสลักตัวอักษรโดดเด่นทรงพลังว่า‘สดับวายุ’ เพียงนั่งอยู่ภายในตัวเรือนก็สามารถได้ยินเสียงลมพัดผ่านป่าสนได้ชัดเจน ช่างเหมาะกับชื่อสดับวายุเสียเหลือเกิน
“ไม่ใช่รึ อะไรนะ เจ้าบอกว่าคนเมื่อครู่นี้ไม่ใช่มู่หรงซูชิงหรอกหรือ?” เผยเช่อรู้สึกผิดคาด
“เป็นมู่หรงซูชิงแต่ก็เหมือนไม่ใช่มู่หรงซูชิง บอกไม่ถูก ท่าทางของนางผิดไปจากเดิม” สายตาลุ่มลึกเช่นนี้ของเซวียนหยวนอี้ทำให้สหายรักอย่างเผยเช่อคาดไม่ถูกว่าอีกฝ่ายกำลังครุ่นคิดสิ่งใด
“นางคงคิดตบตาเจ้าให้ตายใจก่อนมัดมือชก” เผยเช่อเดินมายืนอยู่ข้างกายเซวียนหยวนอี้แล้วยื่นถ้วยชาให้พลางชื่นชมธรรมชาติป่าสนรอบเรือน
“เป็นไปไม่ได้” มู่หรงซูชิงที่เขารู้จักไม่ได้มีท่วงท่าเปี่ยมเสน่ห์เช่นนี้ ตอนที่นางเดินเข้ามาในห้องโถงนั้นเขายอมรับว่ามิอาจห้ามใจไม่ให้เต้นแรงได้ ใบหน้าหญิงสาวไม่อาจเรียกได้ว่าสะคราญโฉม นางเรียบง่าย ทว่าความเรียบง่ายในวันนี้กลับเต็มไปด้วยบุคลิกที่ชวนให้ติดตรึงใจ ท่าทางอันเป็นธรรมชาติเผยให้เห็นถึงความมั่นใจ ช่วงเวลานั้นสองตาของเขาไม่อาจละจากนางได้เลย ความงดงามและโดดเด่นเช่นนี้จะปลอมแปลงกันได้หรือ
“ท่าทางของมู่หรงเสียงไม่ใช่เพียงแค่รักและถนอมบุตรสาวเท่านั้น แต่ยังดูเหมือนเกรงใจนางมากอีกด้วย เรื่องนี้น่าสงสัยไม่น้อย อีกทั้งสามปีที่ผ่านมาตระกูลมู่หรงมีความเจริญก้าวหน้ามากนัก หยิบจับสิ่งใดล้วนเป็นเงินเป็นทองจนตอนนี้กลายเป็นตระกูลใหญ่ลำดับต้นๆ ของแคว้นตงอี๋ไปแล้ว เจ้าไม่สงสัยหรือว่าสามปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น” เผยเช่อมองใบชาที่ลอยบ้างจมบ้างในถ้วย ความอยากรู้อยากเห็นสะท้อนออกมาบนใบหน้าชัดเจน
“นี่เป็นเหตุผลที่เจ้าอยากจะอยู่ต่อใช่หรือไม่?” แม้เซวียนหยวนอี้จะรู้สึกสงสัยเพียงใด แต่เพื่อไม่ให้วุ่นวายเขาจึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับการอยู่พักที่นี่
“อย่างไรเสียก็ต้องอยู่เพื่อร่วมพิธีสมรสของตระกูลอี้ พักอยู่ที่นี่ก็ไม่เสียหาย ดูสิทิวทัศน์งดงามถึงเพียงนี้” เผยเช่อหลงใหลความงามของป่าสนรอบเรือนสดับวายุแห่งนี้เข้าเสียแล้ว
“คุณชายทั้งสองพักผ่อนแล้วหรือยังเจ้าคะ?” ลู่อี่ที่ยืนอยู่ด้านนอกส่งเสียงถามด้วยความนอบน้อม
“ยัง เข้ามาก่อนสิ” เผยเช่อเอ่ยอนุญาต
“คุณชายทั้งสองยังขาดเหลือสิ่งใดอีกหรือไม่ บ่าวจะได้ไปจัดหาให้เจ้าค่ะ”
“ขอบใจเจ้ามาก แต่พวกข้าคงไม่รบกวน”
“คุณชายเกรงใจไปแล้วนี่เป็นหน้าที่ที่บ่าวรับผิดชอบ” ลู่อี่ใบหน้ายิ้มแย้มเอ่ยต่อ“ค่ำนี้คุณหนูจะจัดงานเลี้ยงที่สวนเมฆตกเพื่อต้อนรับท่านทั้งสองนะเจ้าคะ”
“คุณหนูมู่หรงต้อนรับกันเกินไปแล้ว ได้ยินมาว่าในบ้านนี้ยังมีคุณชายอีกคนหนึ่ง” เผยเช่อเคยได้ยินเซวียนหยวนอี้พูดถึงเด็กน้อยผู้นั้นอยู่สองสามครั้ง จำได้ว่าเป็นคุณชายน้อยที่ฉลาดเฉลียว นิสัยเถรตรง บางทีอาจจะสืบเสาะข้อมูลเกี่ยวกับมู่หรงซูชิงจากเด็กน้อยผู้นั้นได้
“ตอนนี้คุณชายซิงหุนกำลังเรียนหนังสืออยู่ในเรือนซิงเหอ ค่ำนี้ในงานเลี้ยงก็จะได้พบเจ้าค่ะ”
“เรียนหนังสืออยู่กับบ้านรึ เหตุใดจึงไม่ไปเรียนในสำนักเล่า”
คุณชายน้อยผู้นี้กำเนิดจากฮูหยินรองของมู่หรงเสียง มีข่าวลือว่าฮูหยินรองผู้นี้เคยหนีไปกับคนรักเก่าที่สนิทสนมกันมาแต่วัยเยาว์ ทว่าสุดท้ายก็หนีไม่พ้นถูกจับกลับมาได้ มู่หรงเสียงยังคงเคลือบแคลงใจว่าเด็กในท้องอาจไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของเขา คุณชายน้อยผู้ไร้มารดาปกป้องและไม่ได้รับความรักทะนุถนอมจะได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ที่เก่งกาจจากภายนอกได้อย่างไร
“คุณหนูเป็นคนจัดการ บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ” บุรุษสองคนนี้แท้จริงแล้วอยากรู้สิ่งใดกันแน่ เอาเถิดนางเองก็มิควรพูดให้มากความ
“ลู่อี่ไม่อยู่รบกวนคุณชายทั้งสองพักผ่อนแล้ว” พูดจบลู่อี่ก็ก้าวออกจากเรือนไปหญิงสาวผู้นี้สามารถเข้าออกเรือนได้ตามอำเภอใจ ซ้ำยังเฉลียวฉลาด รู้จักเดินหมากรู้จักถอย
“สาวใช้ข้างกายมู่หรงซูชิงล้วนคัดมาอย่างดี ดูน่าสนใจไม่แพ้นาย” เผยเช่อกล่าวจบก็เห็นลู่อี่ตวัดสายตาค้อนใส่เข้าพอดี
เมื่อเซวียนหยวนอี้และเผยเช่อมาถึงสวนเมฆตกคนในตระกูลมู่หรงก็นั่งอยู่เกือบเต็มโต๊ะแล้ว
ด้านข้างของมู่หรงเสียงถูกประกบซ้ายขวาด้วยฮูหยินสองคน
คนหนึ่งอายุราวสี่สิบทว่ายังคงสวยสง่า อีกคนอายุน่าจะเพียงยี่สิบกว่าเท่านั้น ดวงตาและรูปปากงดงามมีเสน่ห์ดึงดูดบุรุษยิ่งนัก ยังมีคุณชายใบหน้าไร้อารมณ์ผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกับพวกเขา คุณชายผู้นี้แม้อายุไม่มากแต่ลักษณะท่าทางกลับดูไม่ธรรมดา
เผยเช่อส่งเสียงทักทายไปก่อน“พวกข้ามาช้าเสียแล้ว”
สวนเมฆตกแห่งนี้ช่างขนานนามได้เหมาะเจาะเสียจริง ประตูทางเข้าหันไปทางทิศประจิม ขณะกินมื้อเย็นสามารถชื่นชมดวงตะวันที่คล้อยเคลื่อนลงต่ำ แสงตะวันสีส้มทองเปล่งประกายฉายแสงเข้มขึ้นทีละน้อยตัดกับฉากทัศนียภาพอันงดงามของป่าไม้นานาพรรณ บ้านตระกูลมู่หรงช่างเต็มไปด้วยทิวทัศน์ตระการตาจนผู้มาเยือนต้องริษยา
ครั้นได้ยินเสียงร้องทักคุณชายผู้ที่นั่งตีสีหน้าเบื่อหน่ายอยู่ก็ลุกขึ้น ใบหน้าอ่อนเยาว์เผยรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยทักตอบ
“พี่อี้เชิญท่านมานั่งทางนี้” พูดพลางจูงมือชายหนุ่มให้มานั่งข้างตน เซวียนหยวนอี้ตบบ่าคุณชายน้อยเบาๆ เจ้าเด็กนี่สูงขึ้นไม่น้อยทีเดียว
กลิ่นอายแห่งความเยือกเย็นและทระนงยังคงไม่เปลี่ยนทว่าความเคียดแค้นในใจดูลดลงไปมาก
“เย็นนี้มีน่องไก่ที่เย่เอ๋อชอบกินหรือไม่?”
“มีสิ ถ้าเย่เอ๋อไม่ดื้อ เย็นนี้จะให้กินสองน่องเลย”
“ดีจังเลย กินให้ท้องป่องๆ”
“เยี่ยม”
บทสนทนาแบบเด็กๆ พร้อมเสียงหัวเราะคิกคักดังแว่วมา
มู่หรงซูชิงในชุดขาวสง่าจูงมือเด็กหญิงตัวน้อยวัยประมาณสามถึงสี่ขวบเดินเข้ามาในสวนเมฆตก หนูน้อยสวมเสื้อแขนสั้นสีชมพูสดใส ถักผมเปียสองข้าง แก้มแดงอมชมพูเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ช่างเป็นเด็กที่สดใสร่าเริงและน่ารักเหลือเกิน
“ทุกท่านมาพร้อมแล้วยกอาหารได้” มู่หรงซูชิงอุ้มหนูน้อยให้นั่งลงตรงเก้าอี้ข้างตัวนางแล้วเอ่ยปากสั่งลู่อี่
คำสั่งของนางเรียบง่ายก็จริงทว่าทำให้เผยเช่อถึงกับตกตะลึง ตระกูลใหญ่เช่นนี้แต่ไหนแต่ไรมามักให้ความสำคัญกับธรรมเนียมบนโต๊ะอาหาร โดยปกติแล้วจะมีเพียงผู้นำตระกูลเท่านั้นที่มีสิทธิ์สั่งยกอาหาร ทว่ามู่หรงเสียงแม้จะนั่งเก้าอี้ตำแหน่งผู้นำตระกูล แต่คำสั่งยกอาหารกลับมอบหมายให้บุตรสาวคนโตออกปากเสียนี่
เผยเช่อกับเซวียนหยวนอี้มองตากันแวบหนึ่ง ในดวงตาพวกเขาเต็มไปด้วยความสงสัยแต่ก็มิได้เอ่ยถาม ไม่นานอาหารก็ถูกยกมาวางเต็มโต๊ะ
“เซวียนหยวนอี้ข้าไม่ได้กินข้าวกับเจ้ามานานแล้ว ครั้งก่อนที่กินด้วยกันเจ้ายังเป็นเด็กน้อยอยู่เลย พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปสิบกว่าปีเสียแล้ว” สำหรับมู่หรงเสียงอย่างไรเสียก็ยังคงชื่นชมคุณชายเซวียนหยวนอี้คู่หมั้นเก่าของบุตรสาว ด้วยบุรุษหนุ่มผู้นี้ทั้งฉลาดและอาจหาญยิ่ง เรื่องที่อีกฝ่ายไม่มีใจชื่นชอบในตัวบุตรสาวของตนช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดายนัก
เซวียนหยวนอี้ไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับตระกูลมู่หรงอยู่ก่อน เมื่อผู้อาวุโสยกจอกให้เขาก็ทำเพียงยกจอกขึ้นดื่มตามแต่มิได้เอ่ยตอบ ความเงียบของแม่ทัพหนุ่มทำให้บรรยากาศอึดอัดขึ้นมาทันใด ใบหน้าของมู่หรงเสียงค่อยๆเปลี่ยนเป็นดำคล้ำด้วยความเสียหน้า เผยเช่ออมยิ้มด้วยรู้ดีว่าเซวียนหยวนอี้เป็นคนประจบเอาใจใครไม่เป็น
เผยเช่อยกจอกขึ้นบ้างพยายามกล่าวเพื่อทำลายความอึดอัดใจนั้น“ผู้อาวุโสเกรงใจไปแล้ว ควรจะเป็นข้าทั้งสองที่คารวะท่านจึงจะถูก”
คำพูดของเผยเช่อทำให้บรรยากาศดีขึ้นมาบ้าง มู่หรงเสียงได้โอกาสกู้หน้าจึงรีบเอ่ยตอบกลับ“ดี ดื่มหมดจอก”
“เย่เอ๋อ เจ้าอยากกินอะไร?”
บุรุษสามคนส่งเสียงพูดคุยกันไปมา ทว่าตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้