ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เต้าหู้ไซซี

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
นางเป็นเพียงลูกสาวบ้านตระกูลกัว ร้านขายเต้าหู้เล็กๆ ในอำเภอห่างไกล ที่ใครๆ ก็ไม่คาดว่าวันหนึ่งจะมีวาสนาเป็นหนึ่งเดียวในใจซวิ่นอ๋อง! ซวิ่นอ๋องมู่หรงลี่ ผู้นำกองทัพนักรบปีศาจแห่งแคว้นต้าเอี้ยนไม่คาดคิดมาก่อนว่า สตรีที่ตนเก็บตกได้ระหว่างออกรบจะเป็นชิ้นส่วนที่มาเติมเต็มหัวใจอันว่างเปล่าของเขา  สตรีผู้นี้เป็นเพียงสาวชาวบ้าน นิสัยเรียบง่าย หัวอ่อน พูดน้อย... นางมีทุกอย่างที่ตรงข้ามกับเขาโดยสิ้นเชิง แต่กลับทำให้นักรบอย่างเขารู้สึกอยากวางอาวุธในมือ แล้วกลับบ้าน นี่เป็นเรื่องราวของซินเดอเรลล่าในยุคจีนโบราณ เป็นเรื่องของสาวน้อยยากจนกับเจ้าชายผู้สูงส่ง  ต่างกันที่เจ้าชายของเรื่องนี้ทั้งดุ เหี้ยม ปากร้าย และไม่ไว้หน้าใคร ส่วนสาวน้อยเองก็ดื้อเงียบ เรื่องราวจะจบลงอย่างไร ติดตามได้ที่...เต้าหู้ไซซี

บทนำ

Author: YiDuJunHua 一度君华
Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司
Cover design by Nithi Limpitidumrong, Cover art by Wu Mo
Thai edition copyright Hongsamut.com
ALL RIGHTS RESERVED

--------------------------------

นางเป็นเพียงลูกสาวบ้านตระกูลกัว ร้านขายเต้าหู้เล็กๆ ในอำเภอห่างไกล

ที่ใครๆ ก็ไม่คาดว่าวันหนึ่งจะมีวาสนาเป็นหนึ่งเดียวในใจซวิ่นอ๋อง!

ซวิ่นอ๋องมู่หรงลี่ ผู้นำกองทัพนักรบปีศาจแห่งแคว้นต้าเอี้ยนไม่คาดคิดมาก่อนว่า สตรีที่ตนเก็บตกได้ระหว่างออกรบจะเป็นชิ้นส่วนที่มาเติมเต็มหัวใจอันว่างเปล่าของเขา 

สตรีผู้นี้เป็นเพียงสาวชาวบ้าน นิสัยเรียบง่าย หัวอ่อน พูดน้อย... นางมีทุกอย่างที่ตรงข้ามกับเขาโดยสิ้นเชิง แต่กลับทำให้นักรบอย่างเขารู้สึกอยากวางอาวุธในมือ แล้วกลับบ้าน

นี่เป็นเรื่องราวของซินเดอเรลล่าในยุคจีนโบราณ

เป็นเรื่องของสาวน้อยยากจนกับเจ้าชายผู้สูงส่ง 

ต่างกันที่เจ้าชายของเรื่องนี้ทั้งดุ เหี้ยม ปากร้าย และไม่ไว้หน้าใคร

ส่วนสาวน้อยเองก็ดื้อเงียบ

เรื่องราวจะจบลงอย่างไร ติดตามได้ที่...เต้าหู้ไซซี

 

สารบัญ

ตอนที่ 1.1 แผลเก่า

ยามที่หมู่บ้านแห่งนี้ถูกบุกรุก เซียงเซียงซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า

            พวกผู้ชายจับอาวุธขึ้นต่อสู้ หัวหน้าหมู่บ้านรีบพาคนแก่ เด็กและหญิงสาวหลบหนีไปยังที่ปลอดภัย เซียงเซียงไม่ได้ไปกับพวกเขาด้วย เพราะแต่เดิมนางก็ไม่ใช่คนของหมู่บ้านนี้ นางถูกขายมาที่นี่ กระทั่ง

ตอนนี้นางก็ยังไม่เข้าใจภาษาท้องถิ่นของชาวบ้านแม้แต่น้อย

            สงครามนั้นโหดร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ กลุ่มชายชาวบ้านที่หาญสู้กลับถูกถลกหนังเสียบไว้บนเสาไม้ เซียงเซียงยกมือทั้งสองปิดปากตนแน่น ร่างทั้งร่างสั่นระริกจนต้นหญ้ารอบกายพลอยสั่นตาม

            ง้าวยาวเล่มหนึ่งแหวกพงหญ้าออกกะทันหัน นางกรีดร้องด้วยความตกใจลุกพรวดขึ้นตั้งท่าจะวิ่งหนี ทหารคนนั้นตะลึงงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็โผเข้าหานางอย่างรวดเร็ว “ผู้หญิง! ผู้หญิง!”

            เขาร้องตะโกนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เซียงเซียงถูกโถมทับลงกับพื้น ทหารผู้นั้นใช้จมูกซุกไซ้ไปตามร่างเล็กๆ ของนาง สองมือตะโบมโลมลูบไปทั่ว ยิ่งนางร้องไห้ดิ้นรน เขาก็ยิ่งตื่นเต้น

            พลันนั้นเอง ร่างของทหารที่โถมทับอยู่บนร่างนางก็ลอยหวือ กระเด็นไปอีกทิศราวกับเป็นกระสอบป่านเก่าๆ เซียงเซียงรีบลุกขึ้นรวบเสื้อผ้าเข้าหากันด้วยความตื่นตระหนก พอเงยหน้าก็พบกับใบหน้ามอมแมมของทหารผู้หนึ่ง เขากำลังก้มลงมองนาง ดวงตาของคนผู้นั้นฉายแววประหลาดใจ

            สองขาของนางรีบก้าวถอย พยายามพาตัวเองห่างจากอีกฝ่ายให้มากที่สุด ทหารผู้นั้นกลืนน้ำลายอึกหนึ่งก่อนจะหันไปร้องด่าพลทหาร “บัดซบ เจอของดีไม่รู้จักเอามาให้ผู้บังคับบัญชา คิดจะฮุบไว้เองอย่างนั้นรึ!”

            พลทหารตะเกียกตะกายลุกขึ้น รีบร้อนประจบประแจง “หัวหน้า ข้ากำลังคิดจะจับไปให้ท่านอยู่พอดี...”

            คนที่ถูกเรียกว่า ‘หัวหน้า’ โยนง้าวยาวในมือทิ้งแล้วเดินตรงเข้าไปหาเซียงเซียงที่กำลังมองมาด้วยสายตาตื่นกลัว ทันใดนั้น ใครบางคนกลับกดบ่าของเขาเอาไว้ เขากำลังจะร้องด่า แต่พอหันไปมองก็แทบจะพูด

ไม่ออก “ม… แม่ทัพโจว!”

            ผู้มาใหม่เป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดสีขาวตัดกับเกราะเหล็กสีดำ เขาปรายตามองหญิงสาวในพงหญ้าด้วยสายตาไม่ต่างจากคนอื่น เซียงเซียงตกใจจนลืมร้องไห้ แม่ทัพโจวก้าวตรงเข้ามากระชากตัวนางขึ้นแบกไว้บนบ่าแล้วเดินฝ่าสมรภูมิรบออกจากหมู่บ้านไปในทันที

            ชายหนุ่มขี่ม้าตรงกลับไปที่ค่าย ลากนางลงจากหลังม้าภายใต้สายตาจับจ้องของผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน

            เพราะทำสงครามติดต่อกันมานานหลายเดือน ผู้หญิงจึงกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากเสียยิ่งกว่าทอง คนที่ไม่เคยพานพบประสบการณ์เช่นนี้ย่อมไม่มีวันเข้าใจ สำหรับเหล่าทหารที่กำลังอดอยากปากแห้ง

‘แม่หมูก็กลายเป็นเตียวเสี้ยนได้’ อย่างเมื่อค่ำวานนี้ รองแม่ทัพของเขายังบากหน้ามาถามอึกๆ อักๆ ว่า ‘อ่า… ท่านแม่ทัพ ได้ยินว่าม้าศึกของท่านเป็นตัวเมียใช่หรือไม่?’

            เซียงเซียงถูกแม่ทัพแซ่โจวลากขึ้นไปบนหลังม้าแล้วพากลับไปที่ค่าย หญิงสาวขดตัวอยู่ข้างเตียงเก่าโทรม ระหว่างที่แม่ทัพโจวกำลังถอดชุดเกราะออก ชายผู้หนึ่งก็วิ่งเข้ามาในกระโจม “โจวจั๋ว ได้ยินว่าเจ้าพาผู้หญิงกลับมา?”

            โจวจั๋วโมโหมาก “ข้าแค่พาผู้หญิงกลับมา เหตุใดจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครๆ ก็รู้กันไปหมด หานซวี่เจ้ารีบไสหัวออกไปซะ!”

            หานซวี่ที่เพิ่งเข้ามามีผิวพรรณค่อนข้างขาว บุคลิกแฝงด้วยกลิ่นอายของบัณฑิต ได้ยินเช่นนั้นเขาก็หัวเราะร่วน “ใครใช้ให้เจ้าอุ้มเข้ามากลางวันแสกๆ ไม่รู้จักหลบซ่อนเล่า”

            โจวจั๋วกระชากเสียง “เจ้าออกไปก่อน ข้าเป็นคนเจอ ย่อมต้องได้ก่อน!” หานซวี่เอื้อมมือไปกดบ่าของอีกฝ่ายไว้ โจวจั๋วยิ่งอารมณ์เสีย “เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้าถอดเสื้อผ้าไปครึ่งหนึ่งแล้ว!”

            หานซวี่เหลือบมองหญิงสาวบนเตียง นางมีผิวขาวราวกับหิมะ ดวงตากลมโตคลอด้วยหยาดน้ำ ริมฝีปากเล็กบาง ถึงจะดูเสียขวัญแต่ก็ยังมองออกว่ารูปโฉมงามล้ำไม่เบา “ไปเรียนถามท่านอ๋องก่อนไม่ดีรึ?”

            โจวจั๋วตะลึงงัน ก่อนจะหัวเราะออกมา “ท่านอ๋อง? อย่าล้อเล่นน่า มอบนางให้ท่านอ๋องน่ะหรือ ให้ท่านเอานางไปต้มกินอย่างนั้นสิ? ที่เมืองจิ้นหยางมีสาวงามมากมายนับไม่ถ้วน ท่านอ๋องเคยเรียกหาผู้หญิงคนไหนบ้าง” เขาตบบ่าเพื่อนรักหนักๆ “ท่านอ๋องน่ะ ไม่สนใจผู้หญิงหรอก!”

            หานซวี่เหลือบมองเขาด้วยสายตาล้ำลึก “เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมท่านอ๋องถึงเป็นเช่นนี้?”

            โจวจั๋วประหลาดใจ “ท่านก็เป็นแบบนี้ของท่านมาตลอดมิใช่หรือ?”

            หานซวี่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “เปล่า เมื่อก่อนไม่ได้เป็น”

            “หา?” โจวจั๋วประหลาดใจ “ท่านอ๋องเคยทำตัวเหมือนคนปกติธรรมดาทั่วไปด้วยรึ?”

            หานซวี่กล่าวว่า “เมื่อแปดปีก่อน ท่านอ๋องเลี้ยงอนุคนโปรดคนหนึ่ง ชื่อหลันโย่ว ท่านอ๋องโปรดปรานนางมาก ไม่ว่าไปทำศึกสงครามที่ไหนก็จะพานางไปด้วย ครั้งหนึ่ง เราถูกซีจิ้งล้อมไว้กลางเมืองม่อหยาง รออยู่นานทัพหนุนก็มาไม่ถึงเสียที ซีจิ้งมีกำลังพลมากกว่าเราถึงห้าเท่า ในตอนที่ทุกคนกำลังจะเสียขวัญนั้นเอง ท่านอ๋องก็... ท่านก็... เอ้อ… อุทิศอนุคนโปรดของท่านปลอบขวัญเหล่าทหาร”

            โจวจั๋วชะงักไปก่อนจะเบิกตาขึ้นช้าๆ กล่าวเสียงตะกุกตะกัก “ไม่… ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย แล้วอนุนางนั้นของท่านอ๋องเล่า?”

            หานซวี่เล่าต่อ “เพราะเจ้านายเสียสละใหญ่หลวงให้เช่นนี้แล้ว เหล่าทหารล้วนซาบซึ้งในพระคุณ ต่างร่วมมือกันต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย ในที่สุดก็ยันข้าศึกไว้ได้จนกระทั่งทัพหนุนมาถึง ทัพของเราใช้กลยุทธ์นอกในประสานกันตีกระหนาบศัตรู พอทัพของซีจิ้งแตกพ่าย หลันโย่วก็กระโดดแม่น้ำไป๋หลางฆ่าตัวตาย หาศพไม่พบ ทั้งที่เป็นฤดูหนาว อากาศหนาวเหน็บ แต่ท่านอ๋องก็ลงไปงมหาในแม่น้ำด้วยตนเอง หาอยู่นานถึงสองเดือน แต่สุดท้ายก็ไม่พบทั้งคนทั้งศพ นับแต่นั้นมา ท่านอ๋องก็ไม่เคยแตะต้องผู้หญิงคนไหนอีกเลย”

            โจวจั๋วนิ่งเงียบไป หานซวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเกือบจะเป็นขอร้อง “เก็บไว้ก่อน ไม่แน่ว่า... นางผู้นี้ ท่านอ๋องอาจจะถูกใจก็เป็นได้”

            โจวจั๋วเริ่มสวมเสื้อผ้า “เจ้าพูดถึงขนาดนี้ ข้ายังจะทำอะไรได้?” เขามองหญิงสาวที่กำลังนั่งตัวสั่นอยู่ข้างเตียง พึมพำเบาๆ “ท่านไม่น่าจะชอบนะ...” แต่คิดดูอีกที “เอาเถอะ... นังหนู หวังว่าเจ้าจะมีวาสนา”

            กว่ามู่หรงลี่จะกลับมาถึงค่ายก็ย่ำค่ำ

            สีหน้าของเขาแข็งกร้าวเย็นชาไม่ต่างจากเหล็กกล้า “รายงานมา”

            โจวจั๋วรีบรายงานความเสียหายและจำนวนทหารที่บาดเจ็บล้มตายให้ทราบ มู่หรงลี่สาวเท้ายาวๆ เข้าไปในกระโจมใหญ่อย่างรวดเร็ว “ให้คนเข้ามาร่างรายงาน ส่งไปถวายฝ่าบาท”

            ชานจวินรับคำแล้วรีบเตรียมกระดาษพู่กันทันที โจวจั๋วเหลือบมองหานซวี่เป็นสัญญาณบอกให้อีกฝ่ายรีบพูด หานซวี่อดหวาดหวั่นไม่ได้ เขาส่งสายตาที่แสนจะจริงใจกลับไปให้โจวจั๋ว

            ‘ข้าไม่กล้าพูด’

            โจวจั๋วโมโห ‘เจ้านี่ช่างปอดแหกเสียจริง’

            ‘เจ้ากล้าเจ้าก็พูดสิ’

            โจวจั๋วถอยทันที ‘ข้าก็ไม่กล้าเหมือนกัน’

            เห็นสองสหายส่งสายตาตอบโต้กันไปมา มู่หรงลี่พลันยิ้มเย็น “อีกสักเดี๋ยวข้าจะควักลูกตาพวกเจ้าออกมา ดูสิว่าพอไร้ดวงตาแล้วจะยอมใช้ปากพูดกันหรือไม่”

            ทั้งสองเหงื่อซึมออกมาเต็มแผ่นหลัง หานซวี่รีบเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ท่าน… ท่านอ๋อง วันนี้พี่น้องเราจับหญิงสาวได้คนหนึ่ง เลยอยากจะเรียนถามท่านอ๋องว่า ท่าน… เออ…นึกอยากจะลองลิ้มชิมนางก่อน

หรือไม่?” เขากล่าวพลางยิ้มกว้าง ในใจอดชื่นชมตัวเองไม่ได้

            เพิ่งจะพูดจบ มู่หรงลี่ก็ยันโครมเข้าให้ “ไสหัวไป!”

            ทั้งสองก้าวออกจากกระโจมใหญ่ โจวจั๋วใช้ข้อศอกสะกิดหานซวี่ด้วยอาการกึ่งกลัดกลุ้มกึ่งยินดี “ทีนี้นางก็เป็นของข้าล่ะนะ”

            หานซวี่แค่นเสียงคำหนึ่ง นิ่งคิดอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เหลือไว้ให้ข้าด้วย”

            โจวจั๋วหัวเราะ เร่งสาวเท้าไปที่กระโจมของตัวเองอย่างอดใจไม่ไหว ‘ตงหู--ถูเหอ--กูจู๋’ ล้วนแล้วแต่เป็นชนเผ่าที่หาตัวได้ยาก พวกมันสามารถหลบซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ ได้ไม่ต่างจากสุนัขจิ้งจอก ระยะเวลาหลายเดือนที่ไล่ล่าพวกมันอยู่ในป่าลึกทำให้ทุกคนอดอยากปากแห้งไม่น้อย

            เซียงเซียงที่รออยู่ในห้องตกใจจนแทบจะเสียสติ นางจำได้ดีว่าทหารพวกนี้ถลกหนังคน ร่างของคนที่ถูกถลกหนังถูกโยนทิ้งไว้บนพื้นในสภาพเลือดอาบ ร่างยังสั่นระริกอยู่เลย

            พอโจวจั๋วก้าวเข้ามาลูบคางของนาง หญิงสาวก็ยิ่งตัวสั่นราวกับกระต่ายน้อย

            เขายิ้ม “ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ทำให้เจ้าบอบช้ำหรอก ประเดี๋ยวยังต้องส่งไปให้พี่น้องของข้าอีกหลายคน”

            ดวงตากลมโตของเซียงเซียงเต็มไปด้วยน้ำตา นางกล่าวเสียงเบา “นายท่าน ปล่อยข้าไปเถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่ใช่คนของเผ่าถูเหอ ข้าถูกพวกเขาฉุดมา ข้าก็เป็นชาวต้าเอี้ยนเช่นกัน”

            โจวจั๋วโยนเสื้อผ้าทิ้งลงบนพื้น เผยให้เห็นร่างกายแข็งแกร่งกำยำ “เอาน่า... หากเป็นยามปกติข้าก็คงไม่ทำเช่นนี้ แต่อยู่กลางป่ารกร้างแบบนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกินเนื้อบำรุงร่างกายกันบ้าง เจ้าเป็นเด็กดี

เชื่อฟังเถอะนะ กลับไปได้เมื่อไร ข้าจะส่งเจ้ากลับบ้าน”

            เซียงเซียงส่ายหน้าไม่หยุด พอร่างของชายหนุ่มที่มีกลิ่นเหงื่อบางๆ โถมเข้ามาหา นางก็ทั้งกรีดร้องทั้งดิ้นรน กระโจมของโจวจั๋วอยู่ห่างจากกระโจมของมู่หรงลี่ไม่มาก มู่หรงลี่กำลังฟังชานจวินร่างรายงาน

พอเซียงเซียงกรีดร้องเขาจึงได้ยินชัดเจน

            ในใจของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความหงุดหงิด เขาลุกพรวดขึ้นก้าวตรงไปที่กระโจมของโจวจั๋วแล้วกระชากม่านให้เปิดออก โจวจั๋วรู้สึกเหมือนมีกระแสลมพัดเข้ามาที่ด้านหลัง กำลังจะหันกลับมาร้องด่า แต่พอเห็นผู้ที่เข้ามาก็เข่าอ่อนแทบทรุด “ท่าน ท่าน...ท่านอ๋อง!” นี่ท่านมีรสนิยมแบบไหนกันแน่!

            มู่หรงลี่มองหญิงสาวที่กำลังใช้สองมือปิดหน้าอกเอาไว้ นางยืนอยู่ตรงมุมเตียง มีผิวขาวนุ่ม รูปร่างเล็กบาง ดวงตาทั้งคู่น่าดูไม่น้อย ทั้งกลมโตทั้งออดอ้อน เวลาจ้องมองผู้อื่นก็หวานหยดราวกับจะมีน้ำผึ้งรินออกมา

            มู่หรงลี่จ้องนางเขม็ง เมื่อหลายปีก่อน คนผู้นั้นก็หวาดกลัวและสั่นเทาเช่นนี้เหมือนกัน

            เรื่องในอดีตที่ไม่เคยแตะต้องมานานปี พอมองดูอีกทีก็พบว่าบาดแผลกลายเป็นหนองเสียแล้ว เขามองตอบสายตาน่าเวทนาคู่นั้นพลางเอ่ยว่า “ส่งไปที่กระโจมของข้า”

 

            ภายในวันเดียว ถูกย้ายที่ไม่รู้กี่ครั้ง

            เซียงเซียงขดตัวอยู่ใต้โต๊ะตรงมุมกระโจมราวกับเด็กที่ตกใจจนเสียขวัญ ร่างทั้งร่างสั่นไม่หยุด ทั้งที่มีอาวุธของมู่หรงลี่อยู่ข้างกาย แต่นางก็ไม่คิดจะหยิบขึ้นมา นางไม่กล้าแม้แต่จะหลบหนี

            มู่หรงลี่เดินช้าๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้า “กลัวมากอย่างนั้นหรือ?”

            หน้าผากของนางเต็มไปด้วยเหงื่อ คราบน้ำตาเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า หญิงสาวไม่กล้าพยักหน้า แต่ก็ไม่กล้าส่ายหน้า น้ำตาของนางไหลไม่หยุดราวกับเขื่อนกั้นทะเลสาบจิ้นหยางแตก มู่หรงลี่สะบัดแขนเสื้อดับเทียนแล้วก้าวไปอุ้มนางขึ้นมา

            ร่างของนางอ่อนนุ่มมากราวกับไร้เรี่ยวแรง พอสัมผัสโดนรอยแผลบนผิวนุ่มเนียนละเอียดของนาง ลมหายใจของเขาก็ค่อยๆ ร้อนขึ้น ชายหนุ่มเอ่ยถามเสียงต่ำ “กลัวมากแค่ไหน?”

            หญิงสาวไม่พูดอะไร ได้แต่สะอื้นอยู่ในลำคอ

            มู่หรงลี่ทรมานนางอย่างเอาเป็นเอาตายตลอดทั้งคืน เช้าวันต่อมาเมื่อชายหนุ่มตื่นขึ้น เขารู้สึกว่าตัวเองคงไม่ได้แตะต้องผู้หญิงมานานแล้วจริงๆ หญิงสาวข้างกายยังคงหลับใหล ถึงกระนั้นนางก็ยังร้องไห้ ผมยาวสยายปกคลุมหมอนดำขลับเงางาม เขาเอื้อมมือไปสัมผัสเส้นผมของนางเบาๆ

            หลันโย่ว...

            นึกถึงชื่อนี้ขึ้นมา หัวใจก็เหมือนถูกมีดกรีด เขากัดฟันแน่น พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดในหัวใจ ผ่านมาหลายปีแล้วสินะ ทุกวันทุกคืน ทุกเดือนทุกปี ไม่ว่าเมื่อใด ชื่อนี้ก็ยังคงเป็นบาดแผลในหัวใจของเขา

            ปีนั้นที่แม่น้ำไป๋หลาง เขาสัญญาจะมอบตำแหน่งพระชายาอ๋องให้แก่นาง นางตอบรับด้วยรอยยิ้ม แต่หลังจากเขาได้รับชัยชนะ นางกลับฝังร่างตนเองไว้ใต้แม่น้ำไป๋หลาง

            นับแต่นั้นมา บาดแผลของเขาก็ไม่เคยจางหาย ความเจ็บปวดยังคงอยู่จวบจนทุกวันนี้

            มู่หรงลี่แต่งกายเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงหันกลับไปมองหญิงสาวบนเตียง นางไม่ใช่หลันโย่วของเขา หลันโย่วยิ้มเก่ง ร่าเริง ไม่เคยหลั่งน้ำตา ถึงจะถูกทำร้ายหรือรู้สึกเจ็บปวด นางก็มักจะยิ้มสู้

            หลันโย่วเป็นสตรีที่กล้าหาญ นางจะหยิบอาวุธขึ้นมาปกป้องตัวเอง สตรีผู้นี้ย่อมไม่ใช่หลันโย่ว โลกใบนี้ไม่มีหลันโย่วอีกต่อไปแล้ว

            ชายหนุ่มเลิกม่านขึ้นแล้วก้าวออกไปอย่างเงียบเชียบ

 

            พระอาทิตย์ลอยขึ้นสูง

            โจวจั๋วนำทหารออกไปค้นหาคนของเผ่าถูเหอที่หลบหนี ส่วนหานซวี่กำลังนับจำนวนทรัพย์สินที่ได้มา มู่หรงลี่เพิ่งก้าวออกจากกระโจมก็มีทหารยกน้ำสะอาดมาให้

            ที่นี่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำมาก แต่ท่านอ๋องกลับไม่ชอบเข้าใกล้แม่น้ำไป๋หลาง นั่นเป็นเขตหวงห้ามสำหรับท่าน

            ทหารทุกนายต่างรู้ดี

            ที่นี่เป็นชายแดนต้าเอี้ยนซึ่งอยู่ติดกับอาณาเขตของตงหู ไม่รู้เหมือนกันว่าจู่ๆ มีชนต่างเผ่ามาอาศัยอยู่ตั้งแต่เมื่อใด พวกเขามักเข้ามาก่อกวนชาวต้าเอี้ยนอยู่เสมอ ปีนี้ยิ่งก่อเหตุอุกฉกรรจ์ ทั้งสังหารปล้นชิง ทั้งฆ่าล้างหมู่บ้านตรงแนวเขตชายแดน

            เอี้ยนอ๋องโกรธมาก มีบัญชาให้มู่หรงลี่ ปีศาจร้ายที่คนโฉดชั่วได้ยินชื่อก็ยังต้องหวาดผวา ยกทัพมากวาดล้างคนเหล่านี้ให้พ้นไปจากเขตแดนของต้าเอี้ยน

            มู่หรงลี่ที่มีไฟโทสะสุมอยู่เต็มอกรับคำอย่างไม่รีรอ โจรชั่ว

เหล่านี้ปรากฏอยู่ทั่วทุกหนแห่ง จับตัวได้ยากมาก พอสืบทราบว่าหมู่บ้านของพวกมันอยู่ที่ไหน เขาก็เร่งนำทัพเข้าปราบปรามเสียราบเป็นหน้ากลอง ไม่ปล่อยให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว

            หมู่บ้านสี่สิบกว่าแห่งที่กองทัพยาตราผ่าน ผู้ชายถูกสังหารจนหมดสิ้น ส่วนคนชราและเด็กหลบหนีออกจากเขาอีหลูไปจนหมด

            แต่กองทัพของมู่หรงลี่ก็ยังค้นหาต่อ ไม่ยอมเลิกรา

ตอนที่ 1.2 แผลเก่า

ตอนที่เซียงเซียงตื่นขึ้นมา ข้างกายก็ไร้เงาคน

            เสื้อผ้าที่สวมเมื่อคืนวานถูกฉีกขาดไม่เหลือชิ้นดี รองเท้าข้างหนึ่งหายไปตั้งแต่ตอนที่หลบหนี ส่วนอีกข้างหายไปตอนที่ถูกโจวจั๋วแบกกลับมา นางไม่อาจลงจากเตียง ได้แต่ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ไม่มีใครสนใจนาง

            แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในกระโจมทำให้นางรู้สึกถึงอิสระระคนกับความรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก นางเห็นเสื้อคลุมสีดำตัวหนึ่งแขวนอยู่บนราวจึงหยิบลงมาห่อหุ้มร่างกาย แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้ถูกเตรียมไว้เพื่อนาง เพราะเสื้อคลุมทั้งกว้างและยาวมาก

            ในกระโจมเงียบจนน่ากลัว พอแอบเลิกม่านหน้ากระโจมขึ้นก็เห็นพระอาทิตย์กำลังเคลื่อนไปทางตะวันตก ท้องของนางส่งเสียงร้องดัง เมื่อวานนางไม่ได้กินอะไรเลย ตอนนี้จึงหิวจนแสบท้องไปหมด

            นางอยากออกไป จึงลองก้าวเท้าออกจากกระโจม ก็พบว่าตรงหน้ามีชายหนุ่มผิวขาวสะอาดคนหนึ่งยืนอยู่ นางจำเขาได้ เขาคือหานซวี่ ชายที่พูดกับโจวจั๋วเมื่อวาน

            หานซวี่ยื่นจานเล็กๆ ใบหนึ่งมาให้ ในนั้นมีขนมเปี๊ยะสองชิ้นกับเนื้อย่างชิ้นหนึ่ง เซียงเซียงรับมา เสื้อคลุมที่นางสวมยาวมากจนชายเสื้อลากพื้น นางจึงต้องใช้มืออีกข้างหนึ่งรวบชายเสื้อเอาไว้

            หานซวี่นั่งลง มองนางกินอาหาร หญิงสาวกินอาหารพลางเหลือบตามองด้วยท่าทีหวาดระแวง ราวกับว่าเขาอาจจะโผเข้ามาตบตีนางได้ทุกเมื่อ

            “พวกเขาตีเจ้าบ่อยอย่างนั้นหรือ?” หานซวี่ถาม

            นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พยักหน้า

            หานซวี่รินน้ำให้ “หากเจ้าติดตามรับใช้ท่านอ๋อง ที่นี่ไม่มีใครตีเจ้าแน่”

            ดวงตากลมโตของนางทอประกายแวววาวเหมือนกำลังจะร้องไห้ “โจว...บอกว่า จะส่งข้ากลับบ้าน”

            หานซวี่ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้ม “เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่? บุรุษที่เจ้ามอบกายรับใช้เมื่อคืนคือซวิ่นอ๋องมู่หรงลี่แห่งต้าเอี้ยน เจ้าจะเป็นคุณหนูบ้านไหนก็ไม่สำคัญอีกต่อไป อยู่กับเขาจะเป็นการลบหลู่เจ้าอย่างนั้นหรือ?”

            นางกัดฟันน้อยๆ ก่อนจะยืนกรานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้า… ข้าอยากกลับบ้าน...”

            หานซวี่ตั้งท่าจะพูดต่อ พลันเห็นนางจ้องตรงไปด้านหลังของเขาด้วยแววตาสั่นระริก เส้นขนบนต้นคอของเขาลุกชันขึ้นทันที ชายหนุ่มหันกลับไปคุกเข่าโดยไม่ลังเล “ท่านอ๋อง!”

            มู่หรงลี่เพิ่งลงจากหลังม้า ในมือยังถือแส้ม้าอยู่ ชายหนุ่มฟาดแส้เข้าใส่แผ่นหลังของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว หานซวี่ส่งเสียงร้องในลำคอครั้งหนึ่ง ร่างกายเซวูบ จากนั้นก็รีบทรงตัวลุกขึ้นคุกเข่าใหม่ มู่หรงลี่เอ่ยถามว่า “นี่เป็นที่ที่เจ้าควรมาอย่างนั้นหรือ?”

            หานซวี่รู้ซึ้งถึงความปวดแสบปวดร้อนบนแผ่นหลัง เขาก้มหน้าลงต่ำ “ข้าน้อยมีความผิด ข้าน้อยยอมรับผิด!”

            มู่หรงลี่ตะคอกเสียงดัง “ไสหัวไป!”

            หานซวี่ลุกขึ้นก้าวออกไปข้างนอก ข้างหูได้ยินเสียงเย็นชาของมู่หรงลี่เอ่ยว่า “ที่นี่ไม่มีใครรั้งเจ้าเอาไว้ ออกจากเขาอีหลูเมื่อใด ข้าจะส่งเจ้ากลับบ้าน”

            เซียงเซียงขดตัวแน่น ร่างทั้งร่างสั่นระริก สองตาจับจ้องไปที่แส้เปื้อนเลือดโดยไม่พูดสักคำ

            มู่หรงลี่เข้ามาหานางท่ามกลางความมืด มือของเขาหยาบกระด้างเพราะฝึกยุทธ์และยิงเกาทัณฑ์มานานปี เมื่อดับตะเกียง สองมือของเขาจะเคลื่อนไหวไปทั่วทุกตารางนิ้วบนร่างกายนาง

            แรกๆ เมื่อเขากระทำการรุนแรง นางจะส่งเสียงกรีดร้อง พอเขารำคาญก็เอื้อมมือมาดึงลิ้นของนางไว้ ปลายเล็บกรีดช่องปากนางเป็นแผล หญิงสาวจึงไม่กล้าร้องอีก นับแต่นั้นมาไม่ว่าเขาจะทำอะไรนางก็ได้แต่

ทน

            มู่หรงลี่มักตะโกนเรียกชื่อหนึ่ง ‘หลันโย่ว’ พอรู้สึกว่าคนที่อยู่ใต้ร่างสั่น เขาก็กุมหัวไหล่ของนางเอาไว้แน่น แล้วปลอบเสียงเบา “หลันโย่ว...”

            มีเพียงช่วงเวลานี้เท่านั้นที่เขาจะจุมพิตริมฝีปากหรือไม่ก็หน้าผากของนางด้วยกิริยาที่อ่อนโยน

 

            หานซวี่คิดไม่ถึงว่าเซียงเซียงจะมาหาเขา

            นางหยุดยืนอยู่ห่างจากกระโจมของเขาค่อนข้างไกลก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงขลาดๆ “ข้าอยากสระผม”

            หานซวี่เข้าใจดีว่านางคงไม่กล้าพูดกับมู่หรงลี่ จึงเอ่ยว่า “หากเจ้ารับใช้ท่านอ๋องได้ดี ข้าจะพาเจ้าไปสระผม” นางกัดริมฝีปาก หานซวี่พยายามอธิบายต่อว่า “ท่านเป็นท่านอ๋องของแคว้นต้าเอี้ยน ฐานะสูงส่งเปี่ยมด้วยอำนาจ อยู่กับท่าน เจ้าและครอบครัวของเจ้าจะได้มีหน้ามีตาตามไปด้วย”

            เซียงเซียงกำแขนเสื้อของเสื้อคลุมสีดำแน่นด้วยท่าทางเหมือนเด็กเล็กๆ ที่กำลังถูกเด็กโตกว่ารังแก “ท่าน… ท่านบอกว่าจะส่งข้ากลับ ข้าไม่อยาก...”

            สีหน้าของหานซวี่ขรึมลง แต่พอเห็นแววตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ก็เอ่ยขึ้น “อย่าทำตัวเป็นเด็กไม่รู้ความหน่อยเลย เจ้าเคยอยู่กับท่านอ๋อง เป็นของของท่านอ๋อง ต่อให้ปล่อยเจ้ากลับบ้าน เจ้ายังกล้าแต่งให้คนอื่นอีกหรือ?”

            เซียงเซียงก้าวถอยหลังติดๆ กันหลายก้าวก่อนจะวิ่งกลับไปที่กระโจมของมู่หรงลี่โดยไม่กล้าพูดอะไรอีก

 

            ยามค่ำคืน เกิดฝนฟ้าคะนองเหนือเขาอีหลู

            เซียงเซียงนอนไม่หลับ มู่หรงลี่ที่อยู่ข้างกายไม่ได้แตะต้องนาง มือขวาของเขากำด้ามดาบเอาไว้แน่น นางไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เสียงฟ้าร้องดังไม่หยุด หญิงสาวขดตัวเป็นก้อนกลม ความสนใจทั้งหมดมุ่งไปที่ดาบใต้หมอนของเขา จนกระทั่งถึงยามเที่ยงคืน เกาทัณฑ์ดอกหนึ่งก็พุ่งทะลุกระโจมเข้ามาด้วยความเร็วปานสายฟ้า

            ดาบในมือของมู่หรงลี่ถูกขว้างออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มีเสียงร้องโหยหวนดังมาแต่ไกล

            รอบด้านบังเกิดเสียงโห่ร้องดังสนั่น ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้นกระโจนออกไปทางรอยแยกของกระโจมก่อนจะคว้าดาบขึ้นมาเข่นฆ่าศัตรู

            เซียงเซียงกระชับเสื้อคลุมสีดำเข้ากับร่าง พายุฝนสาดซัดเข้ามาในกระโจมตรงช่องโหว่ พอโผล่หน้าออกไปมองก็เห็นพวกผู้ชายกำลังเข่นฆ่ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย

            หยาดฝนที่สาดลงบนพื้นรวมตัวกันเป็นสายธารสีแดงคดเคี้ยว นางไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร อยู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมอง

            หนี…

            หนีกลับบ้าน!

 

            หยาดฝนสาดซัดเส้นผมของนางเปียกลู่แนบใบหน้า

            สองเท้าเปลือยเปล่าวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็ลื่นล้ม ชาวถูเหอคนหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาเงื้อดาบขึ้นฟาดใส่นาง หยดเลือดที่ติดอยู่บนคมดาบกระเซ็นเข้าใส่ใบหน้าหญิงสาว แต่ดาบกลับชะงักอยู่กลางอากาศ นางตะลึงมองคนผู้นั้น ดวงตาของเขาจ้องเขม็งมายังนาง

            ผ่านไปครู่ใหญ่ ร่างของคนผู้นั้นก็โน้มลงต่ำ อะไรบางอย่างร่วงลงมา นางยื่นมือออกไปรับโดยไม่รู้ตัว แล้วก็พบว่ามันคือศีรษะนั่นเอง!

            ดวงตาคู่นั้นยังคงจ้องนางเขม็ง หยาดโลหิตที่หลั่งรินออกมาจากลำคอยังคงอุ่นร้อน กล้ามเนื้อหดตัวสั่นระริก หญิงสาวซึ่งถือศีรษะมนุษย์ไว้ในมือเงยหน้าขึ้นมองมู่หรงลี่ที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า

            เสื้อคลุมสีดำเปียกแนบร่างสูงกำยำ ใบหน้าของชายหนุ่มที่ถือดาบยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าปกคลุมไปด้วยหยาดโลหิต ดูราวกับเทพเจ้าแห่งความตายก็ไม่ปาน

            เซียงเซียงรู้สึกอ่อนแรง ศีรษะมนุษย์ในมือร่วงลงกระแทกใส่ท่อนขาของนางแล้วกลิ้งห่างออกไป ริมฝีปากหญิงสาวเผยอขึ้นเหมือนอยากจะกรีดร้อง แต่ก็ไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้

            เขาจะฆ่าข้าหรือไม่?

            สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทำ ผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทัพต้าเอี้ยนก็จัดการสังหารชาวเผ่าถูเหอที่มาลอบโจมตีไปจนเกือบหมด เสียงของมู่หรงลี่ได้ยินชัดเจนท่ามกลางสายฝน “ฟ้ามืดหนทางอันตราย ยุติการไล่ล่า”

            โจวจั๋วและเฟิงผิงพาทหารล่าถอย มู่หรงลี่เปลี่ยนไปพักในกระโจมหลังอื่น เขาก้มลงกล่าวกับเซียงเซียงที่ยังคงนั่งอยู่บนพื้นว่า “จะเดินตามข้าเข้ากระโจมเอง หรืออยากจะให้ข้าตีเจ้าให้ขาหักแล้วอุ้มเข้าไป?”

            เซียงเซียงตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน เสื้อผ้าของนางเปียกชื้นแนบร่างเผยให้เห็นรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ทหารที่เดินผ่านไปเหลือบตามองครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่กล้ามองอีก

            มู่หรงลี่นั่งเช็ดดาบอยู่ในกระโจม เขารักและถนอมอาวุธของตนมาก เซียงเซียงซึ่งเปียกไปหมดยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา “ข้า...”

            ยังไม่ทันได้พูดอะไร มู่หรงลี่ก็ตัดบทเสียงเย็น “หุบปาก!”

            ข้าหนาว... นางกระชับเสื้อคลุมเข้ากับตัวแน่นแล้ว ถอยไปนั่งนิ่งที่มุมกระโจมโดยไม่กล้าพูดอะไรอีก รอจนมู่หรงลี่เช็ดดาบเสร็จ เขาถึงได้พบว่าหญิงสาวที่นั่งขดอยู่ตรงมุมกระโจมหลับไปเสียแล้ว

            เขาคว้าร่างนางโยนขึ้นไปบนเตียง เส้นผมเปียกปอนที่สัมผัสโดนทำให้เขาหงุดหงิด เมื่อก่อนตอนที่ไปรบเขาก็เคยพาหลันโย่วออกสมรภูมิรบด้วย ไม่เห็นจะยุ่งยากเช่นนี้เลย!

 

            พอสว่างก็มีทหารเข้ามาเก็บเสื้อผ้าของมู่หรงลี่ออกไปซัก

            เซียงเซียงเปลี่ยนไปสวมเสื้อคลุมอีกตัวหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นของมู่หรงลี่เช่นกัน ครั้งก่อนเขาไม่ได้พูดอะไร นางจึงทำใจกล้าหยิบมาสวมอีก

            เห็นทหารเข้ามาเก็บเสื้อผ้า นางก็เอ่ยถามเสียงเบา “ข้า… ข้าก็ซักผ้าได้...ให้ข้าไปซักแทนดีหรือไม่?”

            ทหารสุภาพกับนางไม่น้อย “ไม่ดีขอรับ นี่เป็น...” กำลังจะปฏิเสธ หานซวี่ที่อยู่ด้านหลังก็เอ่ยขึ้นว่า “ให้นางไปแทนเถอะ”

            เซียงเซียงหอบเสื้อผ้าของตัวเองกับมู่หรงลี่เดินตามหานซวี่ไปแม่น้ำไป๋หลาง

            หลังจากเลือกทำเลเหมาะๆ ได้ นางก็ลงมือซักเสื้อผ้า ปล่อยให้หานซวี่ยืนรออยู่ด้านหลัง การเคลื่อนไหวของหญิงสาวเป็นไปอย่างธรรมชาติ ดูน่ารักไม่น้อย หานซวี่เบือนหน้าหนีไปอีกทาง “บ้านของเจ้าอยู่ที่ไหน?”

            นางชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความหวัง “ลิ่งจือ อำเภอลิ่งจือ เมืองเหลียวซี”

            หานซวี่พยักหน้า ในที่สุดก็นึกขึ้นได้ “เจ้าชื่ออะไร?”

            เซียงเซียงเอ่ยตอบเหมือนไม่เต็มใจนัก “เซียงเซียง”

            หานซวี่ลุกขึ้นยืน “อย่าคิดหนีอีก ลิ่งจืออยู่ห่างจากที่นี่หลายร้อยลี้ เจ้าเดินกลับไปได้อย่างนั้นหรือ? ถ้าลงจากเขาไปไม่ได้เจ้าก็ต้องกลายเป็นอาหารของหมาป่าแน่”

            นางทุบเสื้อผ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้เอ่ยถามเสียงเบา “พวกท่าน... จะส่งข้ากลับไป ใช่หรือไม่?”

            หานซวี่ถอนใจ “หากท่านอ๋องไม่ต้องการเจ้าจริงๆ ท่านก็จะส่งเจ้ากลับ”

            เสื้อผ้าของมู่หรงลี่มีรอยขาดหลายรอย ในค่ายมีเข็มกับด้าย แต่คนเหล่านี้เป็นทหาร ถ้าเสื้อผ้ายังพอสวมได้ก็คงไม่มีใครอยากจับเข็มกับด้ายหรอก มู่หรงลี่เองก็ไม่ใส่ใจนัก เพราะยามนี้ไม่สะดวกจะลงจากเขาไปหาซื้อข้าวของ

            เซียงเซียงหาเข็มกับด้ายมาได้ก็ลงมือซ่อมแซมเสื้อผ้าให้เขา ทหารที่ยืนยามอยู่ด้านนอกคอยนับวันที่จะได้กลับบ้าน นางเองก็เช่นกัน ตอนที่ทัพใหญ่เดินทางกลับเมืองจิ้นหยาง จะเดินทางผ่านลิ่งจือด้วยหรือไม่?

            จนกระทั่งถึงวันที่เคลื่อนทัพ นางขี่ม้าไม่เป็น ซ้ำยังไม่มีใครกล้าพานางไปด้วย มู่หรงลี่จึงคว้าตัวนางขึ้นไปนั่งบนหลังม้าของเขา ม้าวิ่งเร็วมาก นางคว้าเสื้อชายหนุ่มไว้แน่น แต่พอเหลือบไปเห็นสีหน้าเจ้าของเสื้อ นางก็เปลี่ยนไปจับแผงคอม้าแทน

 

            กองทัพเคลื่อนผ่านลิ่งจือจริงๆ

            ตอนที่เข้าเมือง สีหน้าของเซียงเซียงเต็มไปด้วยความยินดีอย่างปิดไม่มิด มู่หรงลี่ถามว่า “ถนนสายไหน?”

            “ร้านเต้าหู้ตระกูลกัวตรอกใต้ทางเหนือของเมือง” เสียงของนางเบาเหมือนยุง มู่หรงลี่บังคับม้ามุ่งตรงไปยังตรอกใต้ทันที ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นมาได้ หญิงสาวคว้าแขนเสื้อของเขาเอาไว้ด้วยท่าทางวิงวอน “ช่วย… ช่วยซื้อเสื้อผ้าให้ข้าสักชุดได้หรือไม่?” เท้าของนางค่อนข้างเย็น สวรรค์! นางไม่ได้สวมรองเท้าด้วย!

            มู่หรงลี่กระตุ้นม้าให้พุ่งตรงไปหน้าร้านเต้าหู้ตระกูลกัว เดิมกองทัพเข้าเมืองก็เป็นจุดสนใจของผู้คนอยู่แล้ว อย่าว่าแต่ซวิ่นอ๋องที่ควบม้าแยกมาเพียงลำพังเช่นนี้

            ที่ตรอกใต้มีผู้คนยืนอออยู่มากมาย มู่หรงลี่โยนร่างหญิงสาวบนหลังม้าลงบนพื้น ผู้คนรอบด้านเงียบกริบกันไปหมด ชายหนุ่มหยิบเงินถุงหนึ่งในอกเสื้อออกมาโยนลงไปตรงหน้าหญิงสาวก่อนจะหันหัวม้า

พุ่งจากไปอย่างไม่ไยดี

            มือและเท้าของเซียงเซียงถลอกปอกเปิกไปหมด ใต้เสื้อคลุมก็ไม่ได้สวมอะไรเอาไว้ พอถูกโยนลงมาแบบนี้ เท้าเล็กๆ และต้นขาเรียบเนียนก็ถูกเผยออกมาท่ามกลางฝุ่นละอองคละคลุ้ง นางตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับสายตาผู้คนที่มองมาด้วยความหมายต่างกัน

            “นี่มัน ‘เต้าหู้ไซซี’ ลูกสาวร้านขายเต้าหู้ตระกูลกัวนี่นา” ใครบางคนเอ่ยขึ้น “ทำไมถึงกลับมาในสภาพนี้เล่า?”

            “ยังไม่เข้าใจอีกหรือ ก็ไปเจอกับพวกทหารเข้าน่ะสิ” ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย การที่เด็กสาวคนหนึ่งไปเจอกับทหารเข้าหมายความว่าอย่างไร ทุกคนต่างก็รู้ดี

            มีคนเข้าไปประคองนางด้วยเจตนาไม่ดีนัก “โอ้โฮ เป็นน้องเซียงเซียงนี่เอง!” มือแอบลูบแขนของนาง ซ้ำยังทำท่าจะเลิกชายเสื้อคลุมของนางขึ้น “มา… ให้พี่ดูหน่อยว่าบาดเจ็บรึเปล่า!”

            เซียงเซียงผลักอีกฝ่ายให้ถอยออกไปแล้วยกมือขึ้นปิดหน้า นางรู้สึกเหมือนตัวเองถูกโยนทิ้งไว้ต่อหน้าผู้คนในสภาพเปลือยเปล่า รู้สึกเหมือนเป็นกองขยะ น้ำตาของนางไหลไม่หยุด แต่กลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา

            คนบ้านตระกูลกัววิ่งออกมาจากร้านเต้าหู้ คนแรกที่มาถึงคือนางกัวเฉินซื่อผู้เป็นมารดา “เซียงเซียง!”

            เซียงเซียงกอดมารดาไว้แน่น ส่งเสียงร้องคร่ำครวญราวกับจะขาดใจ “ท่านแม่ ท่านแม่”

            นางกัวเฉินซื่อกอดบุตรสาวไว้ “เป็นเซียงเซียงจริงๆ ลูกของข้า!”

            กัวเถียนผู้เป็นบิดาซึ่งตามหลังมาติดๆ เอื้อมมือมากอดเซียงเซียงกับนางกัวเฉินซื่อเอาไว้ น้ำตาไหลนองหน้า “อย่าร้อง อย่าร้อง กลับมาก็ดีแล้ว เข้าบ้านกันก่อนเถิด”

            ทั้งครอบครัวเตรียมกลับเข้าไปในบ้าน แต่จู่ๆ ก็มีคนร้องตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เต้าหู้กัว บนพื้นยังมีเงินที่ไอ้หนุ่มที่ไหนก็ไม่รู้ โยนให้ลูกสาวเจ้าด้วยนะ ถุงใหญ่ไม่เบาเลยล่ะ”

            สีหน้าของเซียงเซียงซีดเผือด กัวเถียนเหลือบมองครั้งหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “เราไม่ต้องการเงินทองของผู้อื่น” เขาจูงบุตรสาวและภรรยากลับเข้าไปในบ้าน “ไม่มีอะไรแล้ว เราเข้าบ้านกันเถอะ”

            เซียงเซียงพยักหน้าแรงๆ น้ำตาร่วงลงมาเปรอะแขนเสื้อจนชุ่ม นางกัวเฉินซื่อหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดให้นาง “ลูกแม่อย่าร้องไห้ ช่วงที่เจ้าหายตัวไป พ่อกับแม่ร้อนใจแทบเสียสติ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ช่าง ขอเพียงเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย พ่อกับแม่ก็ดีใจแล้ว”

            กัวเถียนจัดการปิดประตูร้าน พอหันกลับมาก็จูงภรรยากับบุตรสาวเดินเข้าไปในบ้านที่ตั้งอยู่ด้านหลังของตัวร้าน

            “ไม่เป็นไรๆ” เขากล่าวพึมพำ

            เซียงเซียงบีบมือของบิดามารดาแน่น ใช่...ไม่เป็นไร ทุกอย่างผ่านไปแล้ว ข้ากลับมาถึงบ้านแล้ว

ตอนที่ 1.3 แผลเก่า (จบตอน)

    

เซียงเซียงนับเป็นสาวงามขึ้นชื่อของอำเภอลิ่งจือ

            ผู้คนที่นี่ล้วนเรียกขานนางว่า ‘เต้าหู้ไซซี’ นางหมั้นหมายกับชายหนุ่มที่มีชื่อว่าอวี๋ชิ่งมาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นคนหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี ตอนนั้นบ้านตระกูลอวี๋มีฐานะไม่เลว ฝ่ายนั้นเลือกไปเลือกมาอยู่หลายปี ชอบที่กัวเถียนเป็นคนสัตย์ซื่อ นางกัวเฉินซื่อผู้เป็นภรรยาก็มีหน้าตาสะสวยนิสัยเรียบร้อย บุตรสาวย่อมต้องไม่เลว

            หลังจากปรึกษาหารือกัน พวกเขาก็ตกลงหมั้นหมายกับบ้านตระกูลกัว เซียงเซียงยิ่งเติบโตก็ยิ่งหน้าตาสะสวย ตระกูลอวี๋เองก็ยินดี แต่โชคร้ายที่อยู่มาวันหนึ่งก็มีกลุ่มโจรก็บุกเข้ามาในหมู่บ้าน บ้านตระกูล

อวี๋กับบ้านเศรษฐีอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงถูกปล้นชิงจนสิ้นเนื้อประดาตัว ซ้ำก่อนจากไปพวกโจรยังวางเพลิงเผาบ้านอีกด้วย

            นายผู้เฒ่าบ้านตระกูลอวี๋โกรธจนล้มป่วย นับแต่นั้นมาฐานะของตระกูลอวี๋ก็ตกต่ำลง

            มีแม่สื่อไม่น้อยมาเกลี้ยกล่อมให้กัวเถียนหาคู่หมายให้เซียงเซียงใหม่ แต่กัวเถียนยึดมั่นในสัจจะ คิดว่าในเมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว จะเปลี่ยนใจง่ายๆ ได้อย่างไร อวี๋ชิ่งเองก็ดีกับเซียงเซียงมาก ทุกครั้งที่มีเวลาว่างก็มักมาช่วยงานการในบ้านเสมอ ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธเหล่าแม่สื่อมาโดยตลอด

            เมื่อสองเดือนก่อน กลุ่มโจรที่เคยปล้นชิงทรัพย์สินย้อนกลับมาอีกครั้ง กัวเถียนคิดว่าครอบครัวของตนไม่มีทรัพย์สินอะไรให้ปล้นชิงจึงไม่ได้หลบหนี คาดไม่ถึงว่าพวกโจรจะฉุดบุตรสาวซึ่งงดงามปานบุปผาแรกแย้มของเขาไป กัวเถียนไปร้องทุกข์ และออกตามหาทั้งในเมืองและนอกเมืองจนขาแทบหัก

            ในที่สุดก็ได้บุตรสาวกลับคืนมา

            แต่ชื่อเสียงของนาง...

            เซียงเซียงถูกผู้ชายคนหนึ่งนำตัวกลับมาส่งในสภาพ ‘โยนลงพื้น’ ต่อหน้าผู้คนมากมาย

            เรื่องเป็นเช่นนี้เขาย่อมเจ็บปวดหัวใจ แต่ไม่ว่าอย่างไร ขอเพียงเซียงเซียงกลับมา เรื่องอื่นๆ ล้วนไม่สำคัญ

            เขาปลอบใจเซียงเซียงอยู่ครู่หนึ่ง บอกให้ภรรยาดูแลบุตรสาวให้ดี จากนั้นก็ให้กัวหยางน้องชายของเซียงเซียงไปเชิญหมอมาดูอาการของพี่สาว

            พี่สาวคนโตของเซียงเซียงออกเรือนไปแล้ว หลายวันมานี้นางยังกลับบ้านมาช่วยตามหาน้องสาว พี่เขยเองก็มาช่วยดูแลทางบ้านอีกแรง เพียงแต่ยามกะทันหันเช่นนี้ สกุลกัวยังหาใครไปส่งข่าวให้พวกเขาไม่ได้

            กัวเถียนเดินทางไปบ้านตระกูลอวี๋ เพิ่งก้าวผ่านประตูเข้าไป

ฮูหยินเฒ่าบ้านตระกูลอวี๋ก็ออกมารับหน้า “อา ท่านกัวนี่เอง เชิญนั่งๆ”  กัวเถียนชะงักไปเล็กน้อย อดคิดไม่ได้ว่าปกติฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋ผู้นี้มักเรียกเขาว่าชินเจียกง จู่ๆ วันนี้กลับเปลี่ยนคำเรียกหา... หรือจะมีเจตนาอื่น?

            เขานั่งลงในห้องโถง ถึงตระกูลอวี๋จะตกต่ำลงมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เคยเป็นตระกูลเศรษฐีมั่งมีมาก่อน ห้องโถงจึงยังโอ่อ่าไม่น้อย กัวเถียนเอ่ยถามขึ้นว่า “หลานอวี๋ชิ่งไม่อยู่หรือ?”

            ฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋ยกถ้วยชามาส่งให้ “ชิ่งเอ๋อออกไปข้างนอก ท่านกัวมาวันนี้มีธุระอย่างนั้นหรือ?”

            กัวเถียนลองเอ่ยปากหยั่งเชิง “เซียงเซียงกลับมาแล้ว”

            ฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋ยิ้มฝืนอย่างเห็นได้ชัด “อา ยินดีกับท่านกัวด้วย หายไปพักใหญ่ในที่สุดก็หาพบ คราวนี้ทุกคนคงจะวางใจกันได้”

            กัวเถียนมองดูรอยยิ้มฝืนของอีกฝ่ายก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เขากล่าวเสียงหนักว่า “เดิมลูกของข้าหมั้นหมายกับบ้านตระกูลอวี๋...”

            ฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋ไม่ใช่คนโง่เขลา นางเกรงว่าอีกฝ่ายจะพูดต่อ จึงรีบตัดบทขึ้นว่า “ท่านกัว เราเป็นคนบ้านเดียวกัน รู้จักกันดี ข้ารู้ดีว่าเซียงเซียงเป็นเด็กดี แต่ตระกูลอวี๋เราไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อย...”

            สีหน้าของกัวเถียนเคร่งขรึมลง เขาลุกขึ้นยืนเชิดหน้ากล่าวเสียงดัง “พอแล้ว วันนี้ข้ามาก็เพื่อจะถอนหมั้น! วิญญูชนต่อให้เลิกคบหาก็จะไม่พ่นคำหยาบคายต่อกัน ถือเสียว่าเมื่อก่อนข้ากัวเถียนไม่รู้จักมองคน แต่เรื่องนี้จะให้เซียงเซียงของข้าเป็นผู้แบกรับไม่ได้!”

            ฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋ได้ยินเช่นนี้ค่อยถอนใจโล่งอก นางรีบกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ท่านกัวอย่าได้โกรธ มาๆ ดื่มชาสักอึก ข้าเองก็ชอบเซียงเซียงไม่น้อย ทั้งหมดนี่มิใช่เพราะสถานการณ์บีบคั้นหรอกหรือ...” นางสั่งให้คนเอากระดาษพู่กันมาแล้วลงมือเขียนหนังสือถอนหมั้นทันที กัวเถียนเองก็ลงชื่อโดยไม่ลังเล

            ก่อนจะออกจากบ้านตระกูลอวี๋ จู่ๆ กัวเถียนก็ก้าวยาวๆ ตรงไปหลังฉากกั้น พบอวี๋ชิ่งที่แอบฟังอยู่ตรงนั้นเข้าพอดี

            ใบหน้าของอวี๋ชิ่งแดงก่ำด้วยความขัดเขิน กัวเถียนถอนใจออกมาคำหนึ่ง แต่สุดท้ายก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “หลานข้า เรื่องอื้อฉาวของตระกูลกัว จะดีหรือร้ายคนตระกูลกัวจะแบกรับกันเอง ข้าจะไม่ทำให้เจ้าลำบากใจ แต่เซียงเซียงเพิ่งกลับมา เรื่องถอนหมั้นนี้... เจ้าจะรออีกสองสามวันแล้วค่อยบอกนางได้หรือไม่? ปกตินางก็ดีต่อเจ้าไม่น้อย เจ้าไปที่ร้านเต้าหู้ พูดจาปลอบโยนนางสักสองสามคำ รอให้นางดีขึ้นก่อน ข้าจะเป็นคนบอกนางเอง”

            อวี๋ชิ่งพูดไม่ออก เมื่อต้องอยู่ต่อหน้าว่าที่พ่อตาที่เขาเคยเฝ้าประจบเอาใจมาโดยตลอด เขาย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ ฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋จึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นว่า “ท่านกัว เจ็บระยะสั้นย่อมดีกว่าเจ็บนาน ในเมื่อถอนหมั้นแล้ว หากให้ลูกข้าไปที่ร้านเต้าหู้อีก เกรงว่าจะถูกผู้คนครหา...”

            กัวเถียนพยักหน้า เขาโง่ที่มองคนผิดเอง เขามองสองแม่ลูกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะสะบัดหน้าจากไป

 

            เซียงเซียงไม่ได้พักอยู่ที่บ้านนานนัก

            หลายวันมานี้นางกัวเฉินซื่อคอยนอนเป็นเพื่อนนาง ส่วนงานที่ร้านเต้าหู้ก็มีกัวหยางคอยช่วยเหลือ ทุกวันกัวหยางจะกลับมาตอนเที่ยงพร้อมกับนำเต้าฮวยที่นุ่มที่สุดมาให้พี่สาว

            เต้าฮวยทั้งหอมทั้งนุ่ม ราดด้วยซีอิ๊วที่ปรุงจากงา ถั่วลิสง เม็ดแตง หมูสับ รวมทั้งเครื่องเทศต่างๆ อีกหลายชนิด โรยด้วยต้นหอมกับผักชีซอยละเอียด จึงสดใหม่นุ่มละมุนลิ้น กัวหยางจำได้ว่าพี่สาวชอบกินเต้าฮวยแบบนี้มากที่สุด

            เซียงเซียงกินเต้าฮวยไปหนึ่งชามก็นึกอยากไปดูที่ร้าน สองวันนี้มารดาคอยอยู่เป็นเพื่อนนางตลอดเวลา เกรงว่าที่ร้านคงจะมีงานยุ่งมาก

            เซียงเซียงมีฝีมือในการทำอาหาร ซีอิ๊วปรุงรสของกัวเถียนเป็นสูตรลับที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ แต่นางกลับสามารถปรุงให้เข้ากับเต้าฮวยได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ซีอิ๊วหวานของเต้าฮวยหวาน หรือซีอิ๊วปรุงรสของเต้าฮวยเค็ม นางก็สามารถปรุงได้ดีกว่ากัวเถียน

ผู้เป็นบิดา

            กัวเถียนกำลังบดถั่วเหลืองอยู่ พอเห็นบุตรสาวมาหาก็รีบร้อนถามว่า “ทำไมไม่พักผ่อนอีกสักสองสามวันเล่า? ที่ร้านมีพ่อกับน้องชายของเจ้าอยู่ ไม่ยุ่งนักหรอก”

            เซียงเซียงรู้ว่าหลายวันมานี้บิดามารดากังวลใจมาก ดังนั้นจึงยิ้มตอบ “ท่านพ่อ ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ข้าไม่อยากอยู่ว่างๆ ก็เลยมาช่วยท่าน”

            กัวเถียนพยักหน้า คิดว่าให้บุตรสาวมีอะไรทำบ้างก็ดีเหมือนกัน “เจ้าไปดูซีอิ๊วหมักก็แล้วกัน หลายวันมานี้ลูกค้าพากันบ่นว่ารสชาติซีอิ๊วไม่เข้มข้น ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ถ้าเหนื่อยก็พักเสียหน่อย ที่ร้านมีแต่เพื่อนบ้านคนกันเองทั้งนั้น ช้านิดช้าหน่อยก็รอกันได้ ไม่เป็นไรหรอก พ่อยังไม่แก่ ยังทำไหว”

            เซียงเซียงพยักหน้ารับ นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจ

เอ่ยถาม “พี่อวี๋ชิ่ง... ทำไมถึงไม่มาล่ะจ๊ะพ่อ?” นางกลับบ้านมาสองสามวันแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ควรต้องรู้ข่าวแล้วไม่ใช่หรือ?

            รอยยิ้มของกัวเถียนแข็งค้างทันที ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ตอบ “ระยะนี้พี่เขางานยุ่ง ได้ยินฮูหยินเฒ่าบอกว่าเขาออกไปหางานทำที่อื่น ไม่ได้อยู่ในอำเภอนี้แล้ว”

            เซียงเซียงมองดูสีหน้าลำบากใจของผู้เป็นบิดาแล้วจึงเข้าใจต้นสายปลายเหตุทั้งหมด นางกุมมือที่เปรอะไปด้วยกากถั่วของกัวเถียนเอาไว้ “ท่านพ่อ เขา...เขารังเกียจข้า ไม่ยอมรับการหมั้นหมายแล้วใช่หรือไม่?”

            กัวเถียนสูดหายใจลึก รู้ว่าไม่ช้าก็เร็วคงปิดเรื่องนี้เอาไว้ไม่ได้ เขาตบมือบุตรสาวเบาๆ “ลูกรัก คนเช่นนี้ไม่มีค่าพอให้เจ้าต้องเสียใจ รอให้เจ้าแข็งแรงดีเมื่อไร พ่อจะหาคู่หมายที่ดีกว่านี้ให้”

            เซียงเซียงพยักหน้า พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ คิดว่าบิดาเองก็คงลำบากใจมากพอแล้ว นางจึงแสร้งหันไปมองซีอิ๊ว กล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส “จริงๆ แล้วไม่แต่งงานก็ไม่เลวเหมือนกัน ข้าจะได้อยู่กับท่านพ่อท่านแม่แล้วก็น้องชาย ข้าอยากอยู่กับพวกท่านไปตลอดชีวิต”

            ชายร่างสูงใหญ่อย่างกัวเถียนอดตาแดงก่ำไม่ได้ “เด็กบ้า อย่าพูดโง่ๆ จัดการซีอิ๊วซะข้างนอกยังมีลูกค้ารออยู่”

            เซียงเซียงรีบเดินไปที่ข้างเตา เปิดฝาหม้อออก ใช้ตะเกียบแตะ ซีอิ๊วขึ้นมาเป่าให้เย็นแล้วลองชิมดู

            ทันใดนั้น นางก็นึกถึงเรื่องที่บ้านตระกูลอวี๋ถูกปล้นเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมา หลังจากไฟไหม้ อวี๋ชิ่งพลัดหลงกับคนอื่นๆ ในครอบครัว เขาหนีโซซัดโซเซมาที่ร้านเต้าหู้ กัวเถียนให้เขาพักอยู่ที่ร้าน ทั้งยังออกไปขอร้องผู้คนให้ช่วยตามหานายผู้เฒ่าและฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋

            ตอนนั้นเซียงเซียงปรุงน้ำซีอิ๊ว อวี๋ชิ่งช่วยเติมฟืนให้ พอไฟได้ที่ เซียงเซียงก็ใช้ตะเกียบแตะน้ำ ยื่นซีอิ๊วส่งให้เขา แต่นางลืมเป่าให้เย็นเสียก่อน ลิ้นของเขาจึงถูกลวกจนต้องแลบลิ้นออกมาผึ่งลม

 

            ข่าวบ้านตระกูลอวี๋ถูกถอนหมั้นแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

            ฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋ไหว้วานให้แม่สื่อช่วยหาลูกสะใภ้คนใหม่ที่เหมาะสมกว่าเดิมให้ เซียงเซียงไปช่วยงานที่ร้านเต้าหู้ทุกวัน เมื่อมีนางอยู่ด้วย รสชาติของเต้าฮวยก็กลับมาเข้มข้นเหมือนเดิมอีกครั้ง

            คนบ้านใกล้เรือนเคียงชอบมากินเต้าฮวยกันในตอนเช้า บางครั้งก็ร้องขอซีอิ๊วเพิ่ม คนตระกูลกัวก็ยอมเพิ่มให้โดยไม่เคยคิดเล็กคิดน้อย

            เช้าวันนี้มีแขกมาเยือนร้านเต้าหู้มากมาย กัวเถียนตักเต้าฮวย นางกัวเฉินซื่อตักน้ำซีอิ๊ว เซียงเซียงกับกัวหยางช่วยกันพาลูกค้าไปนั่งที่โต๊ะ ระหว่างที่กำลังวุ่นวายอยู่นั้น คนผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าประตู เขายืนลังเลอยู่ตรงนั้นไม่กล้าก้าวเข้ามา

            เซียงเซียงมองไป จำได้ว่าเป็นอวี๋ชิ่ง กัวหยางตรงเข้าไปรับหน้าด้วยสีหน้าเย็นชา “มาทำอะไร?”

            เซียงเซียงดึงตัวน้องชายไปแอบด้านหลัง “ไปทำงานซะ” กัวหยางถลึงตาใส่อวี๋ชิ่ง อวี๋ชิ่งหมั้นหมายกับเซียงเซียงมาตั้งแต่เด็ก จึงเคยมาที่ร้านเต้าหู้อยู่บ่อยครั้ง กัวหยางเห็นอีกฝ่ายเป็นพี่ชายมาโดยตลอด แต่บัดนี้เขากลับเกลียดคนผู้นี้เข้ากระดูกดำ

            อวี๋ชิ่งยิ้มเก้อ ก้มหน้าลงไม่ยอมมองเซียงเซียง “น้องเซียงเซียง ข้า...”

            แขกหลายคนเริ่มมองมาทางด้านนี้ เซียงเซียงถามว่า “มีอะไรหรือ?”

            อวี๋ชิ่งยื่นเทียบเชิญสีแดงส่งให้ “วันที่ห้าเดือนหน้าข้าจะแต่งงาน ท่านแม่บอกว่า... ถึงตอนนั้นให้เชิญท่านอากัวกับอาสะใภ้ไปดื่มสุราด้วย”

            เซียงเซียงรับเทียบเชิญมาพลางพยักหน้า “ยินดีด้วย พวกท่านต้องไปแน่”

            อวี๋ชิ่งมองนางตาละห้อยอยู่นาน “น้องเซียงเซียง ข้า...”

            เซียงเซียงวางเทียบเชิญลงบนโต๊ะ “อย่าพูดอีกเลย ข้าเข้าใจดี”

            อวี๋ชิ่งมองนางอีกครั้ง ทำท่าอยากพูดบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูด หญิงสาวจึงถามว่า “ยังมีอะไรอีกหรือไม่? จะเข้ามากินเต้าฮวยสักชามไหม?”

            มีแขกตะโกนเร่ง เซียงเซียงจึงรีบเช็ดมือแล้วออกไปช่วยงาน

อวี๋ชิ่งหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะหาที่ว่างนั่งลง เซียงเซียงยกเต้าฮวยชามเล็กมาให้

            ชายหนุ่มชะงักไป เมื่อก่อนตอนเขามาที่ร้านเต้าหู้ กัวเถียนกับนางกัวเฉินซื่อมักตักเต้าฮวยชามใหญ่ใส่เครื่องปรุงมากมายมาให้เสมอ เขากินอย่างไรก็กินไม่หมด

            นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้ว่า ที่แท้เต้าฮวยก็ใช้ชามเล็กเพียงเท่านี้

            หลังจากลูกค้าบางตาลง เซียงเซียงไม่ค่อยยุ่งแล้ว นางก็แวะเข้ามาถามว่า “พี่อวี๋ชิ่งยังมีธุระอื่นอีกหรือไม่?”

            อวี๋ชิ่งตอบอึกอัก “น้องเซียงเซียง ข้า… ข้าอยากถามว่า... เจ้ายินดีแต่งเข้าบ้านข้าหรือไม่...”

            เซียงเซียงมองเทียบเชิญบนโต๊ะ “เดือนหน้าท่านจะแต่งงานแล้วไม่ใช่หรือ?”

            อวี๋ชิ่งหน้าแดง “ข้า… ข้าบอกท่านแม่ว่า รอให้แม่นางบ้านสวีแต่งเข้ามาแล้ว ข้าจะแต่งเจ้าเข้าเป็นอนุภรรยา ท่านแม่ไม่ขัดข้อง”

            เซียงเซียงยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงเย็นเยียบของกัวเถียนก็ดังขึ้น “ขอบคุณในความหวังดีของเจ้า แต่ตระกูลอวี๋สูงส่งจนเกินไป ตระกูลกัวเราไม่อาจเอื้อม”

            ใบหน้าของอวี๋ชิ่งแดงก่ำ ลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าควรพยายามอีกสักหน่อย “ท่านอา เซียงเซียงเป็น เป็น...แบบนี้แล้ว ยัง…จะมีประโยชน์อะไรอีก?”

            แขกหลายคนหันมามอง ใบหน้าของกัวเถียนแดงก่ำด้วยความโมโห “ไสหัวไป! ต่อไปถ้ากล้าเหยียบมาที่นี่อีก ข้าจะตีขาเจ้าให้หัก!”

            อวี๋ชิ่งโมโหขึ้นมาบ้าง “ท่านอากัว! เรื่องของเซียงเซียงไม่ใช่ข้าไม่พูดก็จะไม่มีคนรู้! นางถูกโยนทิ้งต่อหน้าต่อตาผู้คนตั้งมากมาย ท่านคิดว่าจะปิดบังได้หรือ? ข้าชอบนาง เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ข้าก็ยังยินดีรับนางเป็นอนุภรรยา นี่ก็เพราะหลายปีมานี้ พวกท่านดีต่อข้า เซียงเซียงก็ดีต่อข้า ข้าอยากตอบแทนบุญคุณพวกท่าน...”

            กัวเถียนดึงตัวเซียงเซียงไปที่ด้านหลัง แล้วฟาดฝ่ามือใส่อวี๋ชิ่งจนอีกฝ่ายเลือดไหลออกมาตรงมุมปาก “บัดซบ! หลายปีมานี้เราดีต่อเจ้าก็เพราะเราตาบอด! เจ้าไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”

            เขามีรูปร่างสูงใหญ่ พอโมโหขึ้นมาอวี๋ชิ่งก็อดหวาดกลัวไม่ได้ เขารีบก้าวออกไปข้างนอก ทันใดนั้นเซียงเซียงก็ร้องขึ้นว่า “ช้าก่อน พี่อวี๋ชิ่ง!”

            อวี๋ชิ่งรีบยกมือขึ้นปิดหน้า “น้องเซียงเซียง หากเจ้าเห็นด้วย เจ้าก็รับปากข้า ข้าจะไปบอกท่านแม่”

            กัวเถียนตะคอกเสียงดัง “เซียงเซียง!”

            เซียงเซียงเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขาพลางยื่นมือออกไป “เต้าฮวยเมื่อครู่ราคาสองอีแปะ เหมือนว่าท่านยังไม่ได้จ่าย”

            อวี๋ชิ่งชะงักไปนาน ในที่สุดก็ควักเงินสองอีแปะออกมาจากข้างเอว

            เซียงเซียงยื่นมือไปรับ “ไม่ส่งนะ”

            จากนั้นก็หันกลับไปหยอดเงินใส่กล่องเงินบนโต๊ะแล้วไปช่วยนางกัวเฉินซื่อตักเต้าฮวยต่อ

            นางกัวเฉินซื่อได้ยินเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นด้านนอก แต่เห็นว่ามีสามีอยู่จึงไม่ได้ออกไปดู พอเห็นบุตรสาวเข้ามา นางก็รีบเช็ดน้ำตาแล้วหันกลับมากอดเซียงเซียงเอาไว้ ไอร้อนของเต้าฮวยกระจายไปทั่วห้อง ทว่านางกลับกอดบุตรสาวเอาไว้แน่น

            เซียงเซียงกอดตอบมารดาพลางสูดหายใจลึก “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไร”

            นางกัวเฉินซื่อพยักหน้าแล้วยิ้มออกมาทั้งที่ดวงตาแดงก่ำ “เอาพวกนี้ออกไปขายก่อน ตลาดเช้าเลิกเมื่อไร เราก็ต้องเตรียมทำเต้าหู้อีกรอบแล้ว”

            เซียงเซียงรับคำแล้วรีบยกเต้าฮวยที่เหลือออกไปทันที

 

            เย็นวันนั้น หลังจากร้านเต้าหู้ปิด

            กัวหยางผู้เป็นน้องก็ช่วยเซียงเซียงถูพื้น เก็บกวาดห้องครัว นางกัวเฉินซื่อกับกัวเถียนช่วยกันแช่ถั่วเหลือง กัวหยางกล่าวขึ้นว่า “พี่ ข้าโตขึ้นเมื่อใด ร้านเต้าหู้ของพ่อยกให้พี่ ข้าจะไปหาซื้อที่ปลูกถั่วเหลือง พี่เอาถั่วเหลืองของข้าไปทำเต้าหู้ แล้วเอากากเต้าหู้ให้ข้าไปเลี้ยงหมู จากนั้นข้าก็จะเอาขี้หมูไปปลูกถั่วเหลือง อย่างนี้ดีหรือไม่... บ้านตระกูลกัวมีผู้ชาย เราไม่ต้องพึ่งพาใคร”

            เซียงเซียงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม นางคีบเนื้อหมูที่หมักไว้ตอนทำซีอิ๊วป้อนใส่ปากเขา เห็นน้องชายกินอย่างเอร็ดอร่อย นางค่อยเบือนหน้าหนี น้ำตาร่วงลงมาราวกับสายฝน

            บาดแผลบนร่างค่อยๆ จางหายไป แต่บางครั้งนางยังคงฝันเห็นมู่หรงลี่

            ฝันเห็นคืนวันที่เกิดฝนฟ้าคะนองบนเขาอีหลู มู่หรงลี่ตวัดดาบเพียงครั้งเดียว ศีรษะของชาวถูเหอที่กำลังจ้องนางเขม็งก็ร่วงลงมาใส่มือของนาง มู่หรงลี่สวมชุดสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งเปรอะไปด้วยเลือด ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้านาง

            บางครั้งนางก็ฝันเห็นอวี๋ชิ่งซื้อเครื่องประดับผมให้นาง มันเป็นปิ่นทองที่สวยมาก นางยื่นมือไปรับด้วยความดีใจ แต่แล้วเขากลับเดินผ่านนางไปปักมันลงบนผมของผู้หญิงอีกคนหนึ่งอย่างอ่อนโยน

            บางครั้งนางฝันเห็นตัวเองเดินอยู่บนถนนใหญ่ แล้วพบว่าตัวเองลืมสวมเสื้อผ้า ใครๆ ต่างพากันล้อมวงเข้ามาชี้หน้าด่าประจาน จนนางไม่รู้จะหลบไปที่ไหน

            แต่หลังจากตื่นขึ้นมา นางก็สามารถสงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว มันเป็นเพียงความฝัน ความฝันเท่านั้น คนพวกนั้นบางคนตายไปแล้ว บางคนก็จากไปไกล

            มันผ่านไปแล้ว ก็เหมือนกับบาดแผลบนร่างกาย ไม่ว่าจะดูน่ากลัวสักแค่ไหน วันหนึ่งมันก็จะหายเป็นปกติ

 

            มู่หรงลี่กลับไปถึงเมืองจิ้นหยาง

            มารดาของเขาเริ่มเอ่ยถึงเรื่องเฟ้นหาพระชายาให้เขาอีกครั้ง นางเอาแต่พร่ำบ่นอยู่ครึ่งค่อนวัน เขาไม่อยากฟังจึงหนีกลับจวนของตน แต่ไม่นานนักเอี้ยนอ๋องก็เรียกให้เข้าเฝ้า และถามถึงเรื่องนี้อีกเสียงหนึ่ง

            มู่หรงลี่ไม่กล้าสะบัดหน้าจากไป ได้แต่ยืนฟังอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าง่วงงุน ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะได้ออกจากวัง พอกลับไปถึงจวนเขาก็หลับเป็นตาย

            หลังจากตื่นขึ้นมา จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าที่สวมอยู่มีรอยปักเพิ่มขึ้นไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ฝีเข็มนั้นละเอียดเรียบร้อย ไม่เหมือนกับฝีมือของช่างปักในวังหลวงที่เน้นความโอ่อ่าหรูหรา รอยปักนั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นละเมียดละไมเหมือนสาวน้อยที่มาจากครอบครัวเล็กๆ

            ไม่นานนักเขาก็นึกออกว่ารอยปักนี้มาจากไหน นอกจากผู้หญิงที่เขาเก็บได้คนนั้นแล้ว ยังจะมีใครกล้าปักเสื้อของเขาโดยไม่บอกกล่าวอีก

            เมื่อนึกถึงหญิงผู้นั้น เขาก็นึกถึงวันคืนที่อยู่บนเขาอีหลู ผิวของนางนวลเนียนจริงๆ ทั้งขาวทั้งนุ่มเหมือนผลท้อเปลือกบางแลฉ่ำน้ำ ราวกับว่าเพียงแค่บีบเบาๆ ก็จะมีน้ำหวานทะลักออกมา

            คิดถึงเรื่องนี้ มู่หรงลี่ก็นอนไม่หลับ เขาลุกพรวดขึ้นด้วยความหงุดหงิด เลือกออกไปดื่มสุรากับโจวจั๋วและหานซวี่แทน

ตอนที่ 2.1

          

เรื่องของเซียงเซียงถูกร่ำลือไปทั่ว

            กิจการร้านเต้าหู้ตระกูลกัวดีวันดีคืน แต่บรรดาแม่สื่อกลับไม่เคยย่างกรายมา ที่มากลับเป็นอันธพาลที่ชอบพูดจาลวนลามเซียงเซียง

            กัวเถียนร้อนใจมาก คว้ามีดวิ่งไล่ฟันไปหลายหน แต่ลับหลังเขา ก็ยังคงมีคนพูดนินทาไปต่างๆ นานา สองสามีภรรยาแอบกังวลอยู่เงียบๆ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่ดีแน่ นางกัวเฉินซื่อสู้อุตส่าห์นำทองคำไปหาแม่สื่อ แต่เหล่าแม่สื่อที่เคยล้อมหน้าล้อมหลังกลับพากันหลบหน้าไปหมด เกิดเรื่องแบบนี้ ซ้ำยังไม่อยากแต่งเป็นอนุภรรยา พวกนางจะไปหาผู้ชายดีๆ จากสวรรค์วิมานไหนมาให้ได้!

            แต่วันนี้กลับมีแม่สื่อมาเยือน แม่สื่อคว้ามือนางกัวเฉินซื่อไว้พลางเอ่ยเสียงเบา “บ้านตระกูลหม่าทางตะวันตก เจ้าบ้านอายุสามสิบสองปี คิดจะแต่งภรรยาใหม่”

            นางกัวเฉินซื่อฟังแล้วลังเลอยู่บ้าง แม่สื่อจึงรีบกล่าวต่อ “บ้านตระกูลหม่าไม่เลวเลย เป็นครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่ง เจ้าบ้านหม่าจิ้งซานก็มีหน้าตาไม่เลว นิสัยก็ใช้ได้ หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่กล้ามาสู่ขอผู้หญิงอย่างเซียงเซียง แต่ตอนนี้... เอาเถอะ เขาได้ยินเรื่องของนางแล้ว แต่ไม่คิดถือสา”

            นางกัวเฉินซื่อดึงตัวกัวเถียนไปปรึกษากันที่ด้านข้าง กัวเถียนคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “หม่าจิ้งซานมีลูกสองคนแล้ว ถ้าเซียงเซียงแต่งไป...”

            ทั้งสองสบตากัน แต่สุดท้ายก็ไปปรึกษากับเซียงเซียง หญิงสาวก้มหน้าต่ำพลางเอ่ยเสียงเบา “แล้วแต่ท่านพ่อท่านแม่จะเห็นสมควร”

            กัวเถียนไม่อยากฝืนใจบุตรสาว “ถ้าเช่นนั้น อีกสองวันพ่อจะเชิญหม่าจิ้งซานมาดื่มสุราที่ร้าน เจ้าแอบดูอยู่หลังม่าน หากรู้สึกว่าใช้ได้ พ่อกับแม่ก็จะจัดการให้ แต่หากเห็นว่าใช้ไม่ได้ก็ถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”

            เซียงเซียงไม่มีอะไรจะพูดอีก ได้แต่พยักหน้ารับคำ

 

            หม่าจิ้งซานเป็นคนใจร้อนไม่น้อย

            วันรุ่งขึ้นก็มาเยือนร้านเต้าหู้ตระกูลกัว เขาอายุสามสิบสองปี อยู่ในวัยฉกรรจ์ รูปร่างกำยำล่ำสัน คิ้วเข้มตาโต

            หลังจากดื่มสุรากับกัวเถียนไปรอบหนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา “เถ้าแก่กัว ข้าขอพูดกับท่านตรงๆ ที่บ้านข้ามีลูกสองคน ถึงจะมีที่นาไม่มาก แต่ก็ไม่มีทางปล่อยให้ภรรยาอดตายแน่ ข้าชอบเซียงเซียงมาก หากเป็นเมื่อก่อน คางคกอย่างข้าคงไม่กล้าหมายปองของสูง แต่ตอนนี้... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็ไม่ใช่ความผิดของเซียงเซียง หากท่านตอบรับ ข้ารับรองว่า ต่อไปจะดีต่อนาง ไม่มีวันทำให้นางต้องเสียใจเด็ดขาด”

            เขาวางกำไลทองวงหนึ่งลงบนโต๊ะ “หากท่านเห็นชอบ ก็รับกำไลวงนี้เอาไว้ ถือว่าเป็นของหมั้นหมาย”

            กัวเถียนลุกขึ้นหาข้ออ้างไปที่ห้องครัว “เจ้าคิดว่าเขาเป็นอย่างไร?”

            เซียงเซียงหน้าแดง นางกล่าวทั้งน้ำตาด้วยความเขินอาย “แล้วแต่ท่านพ่อเถิด ข้า...ข้าไม่มีความเห็น”

            กัวเถียนถอนใจก่อนจะกลับออกไปกล่าวกับหม่าจิ้งซาน “กำไลนี้ข้ารับไว้ไม่ได้ หลานแซ่หม่า เจ้ากลับไปเชิญแม่สื่อให้มาสู่ขออย่างเป็นทางการเถิด”

            หม่าจิ้งซานได้ยินว่าอีกฝ่ายรับปากก็ดีใจมาก “ได้ๆ ข้าวู่วามเกินไป พรุ่งนี้ข้าจะให้แม่สื่อมาสู่ขออีกครั้ง”

            กัวเถียนกับนางกัวเฉินซื่อมองดูชายหนุ่มที่จากไปอย่างเร่งร้อนก่อนจะหันมาสบตากัน สองสามีภรรยาต่างก็เห็นแววอับจนในดวงตาของอีกฝ่าย

 

            วันรุ่งขึ้น

            หม่าจิ้งซานเดินทางมาสู่ขออย่างเป็นทางการ นอกจากจะมีเครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำหลายชิ้นแล้ว ยังมีหนังสัตว์อีกหลายผืนมาเป็นของหมั้นด้วย นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะคำนินทาของผู้คนน่าหวั่นเกรง กัวเถียนเองก็กลัวว่า ‘กลางคืนยาวนานความฝันอาจยุ่งเหยิง’ จึงรีบปรึกษากับหม่าจิ้งซานแล้วกำหนดวันวิวาห์อย่างรวดเร็ว

            หม่าจิ้งซานยิ่งมองเซียงเซียงก็ยิ่งพึงพอใจ เขามักจะส่งเสื้อผ้าและอาหารมาให้นางอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็มาช่วยงานที่ร้านเต้าหู้ เซียงเซียงรู้สึกหวาดกลัวชายหนุ่มร่างสูงกำยำผู้นี้มาก นางมักจะหลบหน้าเขา ทั้งสองจึงไม่ค่อยได้พูดคุยกันสักเท่าไร

            แต่หม่าจิ้งซานก็ไม่ถือสา พอมีเวลาว่างเขาก็มักจะมาที่ร้านเต้าหู้ตระกูลกัวเสมอ

            มู่หรงลี่ทนอยู่ที่เมืองจิ้นหยางต่อไปไม่ไหว

            เขาเกลียดที่ต้องไปประชุมเช้าทุกวัน เกลียดที่ต้องมาคอยฟังเหล่าขุนนางถกเถียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เขาจึงมักจะหาข้ออ้างลาป่วยไม่ไปประชุมเช้าอยู่บ่อยๆ เอี้ยนอ๋องรู้จักนิสัยของเขาดี จึงคร้านจะสนใจ มีเพียงยามสงครามเท่านั้นที่คนอย่างมู่หรงลี่จะกระตือรือร้นขึ้นมาบ้าง

            เผลอละสายตาไปเพียงครู่เดียว ชายหนุ่มก็จัดการต่อยมู่หรงป๋อผู้เป็นพี่ใหญ่ลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว น้องหกมู่หรงซู่เข้ามาห้ามก็พลอยโดนลูกหลงไปด้วย

            หากไม่ใช่พี่สามมู่หรงเชียนเข้ามาขวางเอาไว้ เกรงว่าชะตากรรมของมู่หรงป๋อคงจะร้ายมากกว่าดี

            เอี้ยนอ๋องโกรธหนัก มีบัญชาให้ตัดเบี้ยหวัดของเขา และสั่งโบยหนึ่งร้อยครั้งเป็นการลงโทษ แต่หลังจากถูกโบยไปหนึ่งร้อยครั้ง มู่หรงลี่กลับฮึกเหิมมากกว่าเดิมอีกนับร้อยเท่า เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ออกไปเดินเล่นที่หน้าจวนของมู่หรงป๋อผู้เป็นพี่ใหญ่ ทำเอามู่หรงป๋อตกใจจนไม่กล้ากลับบ้านเลยทีเดียว

            เห็นลูกชายคนโตทำตัวเหมือนนกหวาดเกาทัณฑ์ เอี้ยนอ๋องก็ได้แต่จนปัญญา บังเอิญเกิดเรื่องที่ชาวเผ่าซานหยงก่อเหตุวุ่นวายขึ้นที่เหลียวซีพอดี จึงมีบัญชาให้มู่หรงลี่นำทหารห้าพันนายไปปราบโจรที่เหลียวซี มู่หรงลี่รับบัญชาแล้วเข้าวังไปทูลลาเอี้ยนอ๋อง คนเป็นพ่อก็โบกมือไล่ราวกับไล่แมลงวัน ถึงกระนั้นก็ยังกลัวว่ามู่หรงลี่จะไปก่อกวนผู้คนที่เหลียวซี จึงมีบัญชาให้หานซวี่ โจวจั๋ว และเหยียนชิงติดตามไปด้วย

            ทั้งสามล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ อยู่ที่จิ้นหยางนานเข้าก็เบื่อหน่ายจนแทบจะทนไม่ไหว พอได้รับบัญชาก็รีบเข้าวังไปขอบพระทัย เอี้ยนอ๋องเอ่ยอย่างเป็นกันเอง “ต่อให้ไม่เอาไหนแต่เขาก็เป็นโอรสของข้า ขอให้

พวกเจ้าทั้งสามติดตามอย่างใกล้ชิด หากเขาทำอะไรผิดหรือตีใครตายโดยไม่ได้ตั้งใจ... ข้าก็ยิ่งจนใจ ไม่อาจสั่งประหารเขา แต่อย่างน้อยก็ยังดี มีพวกเจ้าออกหน้ารับผิดแทนได้...”

            ทั้งสามหันไปมองหน้ากัน... เอ่ยมาเช่นนี้ พวกเขาควรก่อกบฏกันเสียเลยดีหรือไม่?

 

            วันรุ่งขึ้น มู่หรงลี่จัดทัพเสร็จก็นำทหารห้าพันนายมุ่งไปปราบโจรที่เหลียวซี

            ขุนนางประจำท้องถิ่นขี่ม้าออกมาต้อนรับ แต่มู่หรงลี่กลับไม่ปรายตามองเสียด้วยซ้ำ แม้แต่กองบัญชาการก็ไม่ยอมอยู่ โจวจั๋วสะกิดหานซวี่ “ท่านอ๋องไม่ชอบกองบัญชาการหรือ?”

            หานซวี่รีบเร่งฝีเท้าเดินตามไปแล้วกล่าวกับมู่หรงลี่ว่า “ท่านอ๋อง ได้ยินว่านกเหยี่ยวของอำเภอลิ่งจือมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ไม่สู้เราไปพักที่อำเภอลิ่งจือกันเถิด จะได้ไปดูตลาดนกด้วย”

            มู่หรงลี่ไม่พูดอะไร เพียงรับคำในคอเสียงเบา

            โจวจั๋วสะกิดหานซวี่พลางหันไปส่งสายตาพยักพเยิดให้กัน เหยียนชิงรู้สึกประหลาดใจมาก “พวกเจ้าทำอะไรกัน? ยังไม่รีบตามท่านอ๋องไปอีก ศีรษะของเราสามพี่น้องห้อยอยู่บนเข็มขัดของท่านอ๋องนะ”

            โจวจั๋วบังคับม้าให้ออกวิ่ง “หัวของข้าจะห้อยอยู่ในที่ที่ดีกว่านั้นไม่ได้หรือ?!”

            หานซวี่ยิ้ม “เหยียนชิง เต้าฮวยของอำเภอลิ่งจือรสชาติไม่เลว เราไปชิมกันไหม?”

            “หา?” สีหน้าของเหยียนชิงเต็มไปด้วยความงุนงง

            ระหว่างที่พูดคุยกัน ทั้งสามก็ไปถึงตรอกใต้ทางเหนือของอำเภอลิ่งจือ

            ลงจากม้าก็เห็นนางกัวเฉินซื่อกำลังเก็บแผงอยู่ นางเห็นทั้งสามสวมชุดเกราะแต่งกายอย่างทหารก็อดหวาดกลัวไม่ได้ จึงฝืนยิ้มพลางเอ่ยถามว่า “นายท่านทั้งสามมีอะไรหรือ?”

            หานซวี่ถาม “บ้านท่านมีบุตรสาวคนหนึ่งนามว่าเซียงเซียง?”

            หัวใจของนางกัวเฉินซื่อเต้นโครมคราม สีหน้าเปลี่ยนไปทันที “ไม่ทราบว่าบุตรสาวข้าทำผิดอะไรอย่างนั้นหรือ นายท่านทั้งสาม...”

            หานซวี่มองดูสีหน้าก็เข้าใจดีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร “ไม่มีอะไร แค่ถามดูเท่านั้น”

            ชายร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งเดินออกมาจากห้องครัว เขาใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดมือพลางร้องถามว่า “ท่านแม่ยาย ยังมีอะไรต้องเก็บกวาดอีกหรือไม่?”

            นางกัวเฉินซื่อกล่าวเสียงตะกุกตะกัก “ไม่ ไม่มีอะไรแล้ว จิ้งซานเจ้ากลับไปก่อนเถิด”

            ชายฉกรรจ์ผู้นี้ย่อมเป็นหม่าจิ้งซาน เห็นว่าได้เวลาปิดร้านแล้ว เขาจึงช่วยเก็บถ้วยชามรวมทั้งโต๊ะเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ด้านนอกเข้าไปในร้าน หานซวี่เหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วเอ่ยถาม “เขาเป็นใคร?”

            นางกัวเฉินซื่อคิดในใจว่า ไม่ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่หากรู้ว่าเซียงเซียงแต่งงานแล้วก็คงไม่สร้างปัญหากระมัง ดังนั้นจึงตอบว่า “เรียนนายท่าน เขาก็คือสามีของเซียงเซียง”

            หานซวี่พยักหน้า แต่พอนึกขึ้นได้ก็เผลอร้องเสียงดัง “อะไรนะ?!”

            นางกัวเฉินซื่อสะดุ้งด้วยความตกใจ หานซวี่อดคิดไม่ได้ว่าสองแม่ลูกช่างเหมือนกันเสียเหลือเกิน แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยไฟโทสะ

            เจ้ากล้าแต่งงานจริงๆ รึ!

            ช่างเถิด อย่าบอกท่านอ๋องก็แล้วกัน หากท่านอ๋องไม่มีความคิดแบบนั้นก็แล้วไป แต่เกรงว่าจะเป็นอย่างที่ข้าคิดน่ะสิ

            ทั้งสามก้าวขึ้นบนหลังม้า โจวจั๋วโมโหไม่น้อยเช่นกัน “ดูสิ เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่วันนางก็แต่งให้หนุ่มอื่นไปเสียแล้ว?! ช่างกล้าหาญชาญชัยเหลือเกิน!”

            หานซวี่กล่าวเสียงหนักอย่างอารมณ์ไม่สู้ดี “แล้วจะทำอะไรได้ คนก็แต่งไปแล้ว”

            เหยียนชิงฟังอย่างไรก็ไม่เข้าใจ โจวจั๋วไม่อาจทำใจยอมรับ “ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ ยกให้ข้าเสียตั้งแต่แรกก็หมดเรื่อง” แม่สาวน้อยนั่น ต่อให้สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบก็ยังงดงามปานนั้น ผิวของนาง...ไม่เสียทีที่ขาย

เต้าหู้จริงๆ

            หานซวี่ไม่พูดอะไรอีก ทั้งสามมุ่งหน้ากลับที่พัก

 

            มู่หรงลี่รำคาญพิธีการต้อนรับของขุนนางท้องถิ่นมากจึงไล่ให้กลับไป

            ตอนนี้เขาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เรียบร้อย กำลังเดินเล่นอยู่ในตลาดนกโดยมีหานซวี่มาเป็นเพื่อน นกเหยี่ยวมีไม่น้อย แต่นกพันธุ์ดีกลับมีไม่มาก เอาเถอะ... ถึงอย่างไรในวังต้าเอี้ยนก็ไม่เคยขาดของหายากอยู่แล้ว

            มู่หรงลี่เดินดูรอบหนึ่งโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก หานซวี่ที่เดินตามหลังมารู้ดีว่าที่นี่ไม่มีอะไรทำให้ท่านอ๋องสนใจขึ้นมาได้ จึงหันไปสั่งผู้ติดตามให้ไปขอเหยี่ยวจากขุนนางท้องถิ่นมาสักตัว

            เช้าวันรุ่งขึ้น มู่หรงลี่ดูแผนที่เสร็จก็เริ่มกำหนดแผนการกวาดล้างโจร บ่าวรับใช้นำอาหารเช้ามาให้ แต่มู่หรงลี่กินไปเพียงสองคำเท่านั้น เหยียนชิงเหลือบตามองหานซวี่ แต่หานซวี่เอาแต่ส่งสายตากลับมาว่า ‘กินข้าวไป อย่าพูดอะไรมาก’

            เหยียนชิงมีฉายาว่าคนไร้สมอง เพราะเขามักจะพูดโพล่งเรื่องที่ไม่ควรพูดออกมาบ่อยๆ พอเห็นสายตาของหานซวี่เขาก็พูดออกมาทันที “หานซวี่ เมื่อวานเจ้าบอกว่าเต้าฮวยของอำเภอลิ่งจือรสชาติไม่เลวมิใช่หรือ? ท่านอ๋องกินอาหารเช้าไปแค่ไม่กี่คำ ไม่สู้เราไป...”

            หานซวี่ร้องตะโกนอยู่ในใจ เหยียนชิง เจ้าเบื่อที่จะมีศีรษะตั้งอยู่บนลำคอแล้วใช่ไหม?

            มู่หรงลี่ปรายตามอง “เจ้าอยากกินเต้าฮวยรึ?”

            เหยียนชิงนิ่งอึ้งไป ข้า...ข้า...ข้าได้ยินหานซวี่พูดแบบนี้มิใช่หรือ? ทำไมตอนนี้ถึงพูดเรื่องนี้ไม่ได้เล่า? สีหน้าไร้รอยยิ้มของมู่หรงลี่ดูอย่างไรก็น่าตกใจ ชายหนุ่มเริ่มลนลาน “ข้า...ข้า...ข้าน้อย....จริงๆ ก็ไม่ได้อยากกินสักเท่าไร”

            มู่หรงลี่ลุกขึ้นยืน “นำทาง”

 

            เหยียนชิงมองหานซวี่ด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ

            หานซวี่ชี้ไปที่แผงขายอาหารเช้าแห่งหนึ่งด้วยท่าทางอึกๆ อักๆ “ที่นี่...ดีหรือไม่?”

            มู่หรงลี่ถลึงตาใส่เขา ชายหนุ่มคร่ำครวญอยู่ในใจ... ไม่นะ ท่านต้องไปให้ได้อย่างนั้นหรือ?

            สุดท้ายก็ก้มหน้าก้มตาเดินตามไปเงียบๆ

            ตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่ร้านเต้าหู้ตระกูลกัววุ่นวายมากที่สุด เต้าฮวยหนึ่งชามทั้งนุ่มทั้งหอม ราคาก็ถูก คนที่อาศัยอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงจึงนิยมมาทานอาหารเช้ากันที่นี่

            เซียงเซียงสวมกระโปรงผ้าสีเขียว คาดผ้ากันเปื้อนสีขาวไว้รอบเอว ขับเน้นช่วงเอวให้ดูอรชรอ้อนแอ้น ผมหวีเป็นมวยแบบหญิงชาวบ้านทั่วไป แต่ดอกไม้แพรสีเหลืองอ่อนที่ประดับไว้บนผมกลับทำให้ใบหน้าของนางดูสดใสเป็นพิเศษ

            พอแขกจากไป นางก็ใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดโต๊ะ แล้วเชื้อเชิญลูกค้ารายใหม่ให้นั่งลง

            เหยียนชิงสั่งเต้าฮวยสี่ชาม เซียงเซียงยกใส่ถาดมาส่งให้ นางวางเต้าฮวยสี่ชามลงบนโต๊ะ ในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นเอ่ยเชื้อเชิญให้ลูกค้ารับประทาน นางก็เห็นใบหน้าของมู่หรงลี่เข้าพอดี

            เต้าฮวยทั้งหมดที่เหลืออยู่บนถาด รวมทั้งเครื่องปรุง น้ำกระเทียม ตกกระแทกพื้นดังเพล้ง

            นี่เป็นความฝัน ต้องเป็นความฝันแน่ๆ!

            เซียงเซียงก้าวถอยหลังไปสองก้าว ตาจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าซึ่งเคยปรากฏอยู่แต่ในฝันร้าย จากนั้นจึงหันหลังวิ่งหนีไปทันที ในร้านย่อมมีประตูหลัง นางกล่าวกับนางกัวเฉินซื่อด้วยใบหน้าซีดเผือดว่า “ท่านแม่ ข้าเหนื่อยแล้ว ขอกลับไปพักที่บ้านก่อนนะเจ้าคะ”

            นางกัวเฉินซื่อไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงกล่าวเพียงแค่ว่า “ไปเถิด ที่นี่มีคนดูแลอยู่แล้ว”

            แต่เพิ่งก้าวออกจากร้าน เซียงเซียงก็ชะงักอยู่กับที่

            ไม่สิ... เขาเป็นปีศาจร้ายที่ฆ่าคนตาไม่กะพริบนะ ท่านพ่อ ท่านแม่ และน้องชายตอนนี้ทำงานอยู่ที่ร้าน นางจะจากไปไม่ได้ หญิงสาวกัดฟันเดินกลับเข้าไปในร้าน นางกัวเฉินซื่อกำลังจะถามว่ากลับมาทำไม นางก็เดินออกจากห้องครัวไปเสียก่อน

            กัวหยางกำลังเก็บกวาดเต้าฮวยที่หกเลอะพื้นตรงข้างโต๊ะของมู่หรงลี่พลางเอ่ยขอโทษพวกเขาไม่หยุดปาก เซียงเซียงตัวสั่นระริก สองขาอ่อนแรงราวกับกำลังย่ำอยู่บนปุยฝ้าย แต่นางก็ยังบังคับตัวเองให้เดินตรงเข้าไป หญิงสาวไล่กัวหยางให้ไปทำงานก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ท่าน… ท่านอ๋อง”

            มู่หรงลี่จ้องนางด้วยสายตาเยียบเย็นราวน้ำแข็ง “จะหนีไปไหน?”

            ดวงตาของเซียงเซียงมีน้ำเอ่อคลอ นางกัดริมฝีปากพลางเอ่ยเสียงเบา “ข้า… ข้า...”

            อึกอักอยู่เป็นนานก็ไม่มีคำอื่นเล็ดลอดออกมา มู่หรงลี่กินเต้าฮวยในชามช้าๆ เซียงเซียงตั้งท่าจะร้องไห้ออกมาอีกรอบ

            ผู้คนรอบด้านเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติทางด้านนี้ กัวเถียนเองก็สังเกตเห็นจึงเดินเข้ามากล่าวว่า “นายท่าน บุตรสาวของข้าผิดเองที่ไม่ระวัง เต้าฮวยเหล่านี้เราไม่คิดเงิน ขออภัยด้วยนะขอรับ”

            เขาดึงเซียงเซียงไปที่ด้านหลังแล้วลงมือทำความสะอาดพื้นด้วยตัวเอง มู่หรงลี่ไม่พูดอะไร สองตาของชายหนุ่มเอาแต่จ้องเซียงเซียงเขม็ง ผู้หญิงคนนี้ขาวจริงๆ ผิวก็นุ่มนวลราวกับน้ำ

            หานซวี่ก้มหน้าก้มตากินเต้าฮวยในชาม จากนั้นจึงเช็ดปากแล้วลุกขึ้นยืน “นายท่าน เราไปกันเถิด?”

            โจวจั๋วเหลือบตามองเขา ‘เจ้าไม่รักชีวิตแล้วหรือ?’

            หานซวี่ส่ายหน้าอย่างหม่นหมอง กล่าวกับมู่หรงลี่เสียงเบา “นายท่าน นางแต่งงานแล้ว”

            มู่หรงลี่ชะงักไปอึดใจ ก่อนจะตบโต๊ะเสียงดังแล้วลุกพรวดขึ้น หานซวี่นึกอยากจะตัวสั่นตามเซียงเซียงไปเสียเลย มู่หรงลี่ยกเท้าขึ้นถีบเขากระเด็นไปทางด้านหนึ่ง จากนั้นจึงสะบัดหน้าเดินออกจากร้าน

            หานซวี่ เหยียนชิง และโจวจั๋วรีบตามไปติดๆ เหยียนชิงรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลยสักนิด ที่แท้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?

            แต่จู่ๆ มู่หรงลี่ก็หันกลับมาถามเสียงหนัก “นางแต่งกับใคร?”

            เหงื่อไหลซึมเต็มใบหน้าของหานซวี่ เขาเงยขึ้นสบตากับมู่หรงลี่แล้วเอ่ยคำตอบที่กล้าหาญที่สุดในชีวิตออกมาเป็นครั้งแรก “ไม่...ไม่ทราบขอรับ”

            มู่หรงลี่ถลึงตาใส่ เขารีบเอ่ยทันที “ข้าน้อยจะไปถามเดี๋ยวนี้!”

            มู่หรงลี่กล่าวว่า “ถามให้ชัดแจ้ง จะได้ไม่ฆ่าคนผิด”

            หานซวี่แทบจะร้องไห้ออกมา เขาเดินเข้าไปในร้านครู่หนึ่งแล้วกลับออกมาอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มถอนใจยาว “ท่านอ๋อง ที่แท้ข้าน้อยได้ยินมาผิดไป นางยังไม่ได้แต่งงาน ยังไม่ได้แต่ง”

            มู่หรงลี่สะบัดหน้าจากไป โจวจั๋วรีบคว้าแขนเสื้อของหานซวี่ไว้ “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? กล้าหลอกท่านอ๋อง”

            หานซวี่กล่าวเสียงต่ำ “เจ้าฟังนะ ดูท่าท่านอ๋องคงยังอยากได้ผู้หญิงคนนี้อยู่ ถ้าข้าพูดความจริง ท่านคงต้องฆ่าใครสักคนแน่ ถึงตอนนั้นเอี้ยนอ๋องก็ต้องตัดหัวของพวกเราด้วย”

            โจวจั๋วถลึงตาใส่ด้วยความโมโห “เหลวไหล เรื่องนี้ข้ารู้ แต่หากท่านอ๋องต้องการคนขึ้นมา เจ้าจะนำสตรีที่มีสามีแล้วไปมอบให้ท่านอย่างนั้นหรือ?”

            หานซวี่หยุดคิดครู่หนึ่ง “ถึงอย่างไรเราไม่พูด ท่านอ๋องก็ไม่มีทางรู้”

            โจวจั๋วตะลึงงันไป “อะไรนะ?”

            หานซวี่กล่าวต่อ “ท่านอ๋องอยากได้ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่หรือ หาให้ท่านก็หมดเรื่อง เจ้ายังไม่รู้นิสัยของท่านอ๋องอีกหรือไร... ก่อนหน้านี้ ท่านเพียงรู้สึกว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมอยู่กับท่าน ก็เลยคับแค้นใจ เสียหน้า ครั้งนี้ท่านตั้งใจมาที่นี่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเอานางกลับมาเป็นของเล่นให้ได้ ท่านไม่มีทางแต่งกับนาง แต่ก็อยากได้นางมาเล่นแก้ขัด คงไม่กี่วันเท่านั้นแหละ”

            โจวจั๋วนิ่งคิดแล้วส่ายหน้าติดๆ กัน “ไม่รู้สึกผิดต่อคุณธรรมบ้างหรือ นางแต่งงานไปแล้วนะ”

            หานซวี่โมโห “จะยอมผิดต่อคุณธรรมหรือจะยอมเสียหัว เจ้าเลือกเองก็แล้วกัน!”

            โจวจั๋วรับไม่ได้ “เรื่องนี้ข้าไม่ยอมทำแน่ เจ้าไปทำเองนะ” สรุปแล้วข้าไม่ยอมลงนรกใครอยากลงก็ลงไปเถอะ

            เหยียนชิงที่ยืนอยู่ด้านข้างได้แต่เบิกตากว้าง ทำไมไม่มีใครบอกเขาเลยสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น?

            ไม่มีใครบอกเขาเลย

ตอนที่ 2.2 (จบตอน)

           

ตกบ่าย

            เซียงเซียงหาเวลาว่างแอบหนีออกมาพบหานซวี่ที่รอนางอยู่

ตรงหัวมุมถนน หานซวี่เปิดฉากอย่างตรงไปตรงมา “ท่านอ๋องมาทำภารกิจกวาดล้างโจร อยากให้เจ้าตามไปปรนนิบัติท่านสักสองสามวัน”

            สีหน้าของเซียงเซียงเปลี่ยนไปทันที นางก้าวถอยหลังพลางส่ายหน้า แต่หานซวี่ก็ก้าวตามมาพลางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าไม่อยากข่มขู่เจ้า ถึงตอนนี้เจ้าจะไม่รับปาก ท่านอ๋องก็คงให้คนอื่นที่ไม่ใช่ข้ามาเกลี้ยกล่อมเจ้าอยู่ดี ถึงตอนนั้น คนที่มาอาจจะไม่พูดกับเจ้าดีๆ แบบนี้หรอก”

            น้ำตาของเซียงเซียงร่วงลงมาไม่ขาดสาย หานซวี่กล่าวต่อ “ท่านอ๋องเป็นถึงพระโอรสของเอี้ยนอ๋อง เป็นแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงของต้าเอี้ยน ต่อให้ท่านจะฆ่าคนวางเพลิงหรือทำอะไรที่ร้ายแรงกว่านี้ ก็คงไม่มีผู้ใดกล้าเอาผิด เจ้าไม่เป็นห่วงชีวิตบิดามารดาและญาติพี่น้องของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

            สีหน้าของเซียงเซียงซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก หานซวี่กล่าวต่อ “เจ้าคิดให้ดี ท่านอ๋องสามารถสั่งฆ่าใครก็ได้โดยไม่กะพริบตา เจ้าเคยเป็นผู้หญิงของท่านแต่กลับกล้าแต่งให้กับผู้อื่น เท่านี้ก็นับเป็นความผิดใหญ่หลวงต้องประหารทั้งตระกูลแล้ว! หากท่านอ๋องไม่เอาเรื่องก็แล้วไป แต่หากเอาเรื่องขึ้นมา ท่านไม่ลงมือก็ต้องมีคนของทางการมาจับพวกเจ้าไปลงโทษตามกฎหมายอยู่ดี!”

            เซียงเซียงขาอ่อน หานซวี่เอื้อมมือไปประคองนางไว้ “คิดให้ดีแล้วมาที่เรือนรับรองของอำเภอลิ่งจือ คืนนี้พวกข้าต้องได้พบเจ้า!”

            เซียงเซียงนิ่งคิดอยู่นานก่อนจะกลับไปที่ร้านด้วยอาการเซื่องซึม ที่ร้านมีลูกค้าเหลืออยู่ไม่มากนัก นางกัวเฉินซื่อเอ่ยถามว่า “เซียงเซียง ลูกไปไหนมา?”

            เซียงเซียงพยายามกลั้นน้ำตาไว้พลางฝืนยิ้มให้มารดา “ท่านแม่ คนของซวิ่นอ๋องมาหาข้า บอกว่าจะให้ข้าตามพวกเขา... ไปชี้ตัวโจรที่เข้ามาปล้นเมืองเมื่อครั้งก่อน”

            นางกัวเฉินซื่อตกใจมาก “เซียงเซียง ลูกกำลังจะแต่งงานนะ!

นี่...ถ้าตามทหารทั้งกลุ่มออกไปอีก จะใช้ได้อย่างไรกัน?”

            กัวเถียนซึ่งได้ยินเช่นกันรีบเดินเข้ามาหา “เซียงเซียง นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ อาวุธของพวกโจรไม่มีตา ลูกเองก็ขี่ม้าไม่เป็น ทหารเหล่านี้จะปกป้องเจ้าได้หรือ? อย่าไปเลยเด็กดี พวกเราคิดเสียว่าไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้น แล้วก็แล้วกันไปเถิด”

            เซียงเซียงขบริมฝีปากก่อนจะยิ้มให้บิดา “ท่านพ่อ นายท่านเหล่านี้พาข้ากลับมาจากเขาอีหลู ข้าไปช่วยชี้ตัวโจรก็นับว่าสมควรแล้ว”

            กัวเถียนร้อนใจมาก “เซียงเซียง! ทางด้านจิ้งซาน....”

            เซียงเซียงกลั้นน้ำตาเอาไว้ “ท่านพ่อ ทางพี่หม่า... ข้าขอถอนหมั้นได้หรือไม่? ข้าไม่ชอบเขา” ขอโทษด้วย หากรู้แต่แรกว่าเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่ควรกลับมาเลย

            กัวเถียนกุมมือบุตรสาวไว้ หัวใจเจ็บปวดแสนสาหัส “เซียงเซียง ลูกไม่เต็มใจแต่งงานกับเขา ก็เลยดึงดันจะออกจากเมืองไปชี้ตัวโจรใช่ไหม?”

            เซียงเซียงก้มหน้าต่ำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงมา “ไม่ ท่านพ่อ ข้าแค่ไม่อยากให้โจรพวกนั้นหลุดรอดเงื้อมมือของกฎหมายไปได้เท่านั้น ข้า… ข้าจะต้องไป ทางพี่หม่า... ข้า...”

            กัวเถียนถอนใจ “ลูกรัก เจ้าไปครั้งนี้กลับมาอีกครั้งไม่รู้คนอื่น จะมองเจ้าอย่างไร”

            เซียงเซียงพยักหน้า “ข้ารู้ ท่านพ่อ แต่ข้าต้องไป”

            กัวเถียนถอนใจอีกครั้ง สุดท้ายก็ถามออกมาว่า “จะไปเมื่อใด?”

            เซียงเซียงก้มหน้า “เดี๋ยวก็จะไปแล้ว”

            กัวเถียนสงสัย “ชี้ตัวโจรอะไรกัน ทำไมต้องไปมืดๆ ค่ำๆ?”

            เซียงเซียงกล่าวว่า “ไป… ยังต้องปรึกษาแผนการของวันพรุ่งนี้อีก”

            กัวเถียนจูงมือนาง “พ่อจะไปกับเจ้า ถึงอย่างไรแค่ถามไม่กี่คำก็กลับมาแล้วไม่ใช่หรือ!”

            เซียงเซียงกัดฟันแน่นถึงสามารถห้ามตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมา “ไม่ต้องหรอกท่านพ่อ ข้าไปเองได้”

            กล่าวจบก็ออกเดินทางไปยังเรือนรับรองโดยไม่พูดอะไรอีก

 

            หานซวี่รอนางอยู่จริงๆ

            พอเห็นนางมาถึง เขาก็ถอนใจโล่งอก เซียงเซียงหยุดยืนอยู่ห่างจากเขาไปหลายก้าว นางก้มหน้าลงต่ำเหมือนนกกระทาที่กำลังหวาดกลัว

            หานซวี่เบี่ยงกายหลบ “ห้องนอนของท่านอ๋องอยู่ชั้นบน ห้องในสุดทางด้านซ้าย”

            ขาทั้งสองของเซียงเซียงหนักอึ้งจนแทบขยับไม่ไหว หานซวี่กล่าวต่อ “ทางที่ดีเจ้าก็ทำท่าให้ดูเต็มใจหน่อย ข้ากล้ารับรองเลยว่าเจ้ายังไม่ได้เห็นด้านที่เลวร้ายที่สุดของท่านอ๋อง”

            เซียงเซียงก้าวขึ้นชั้นบนช้าๆ ยิ่งเดินก็ยิ่งเข้าใกล้ห้องนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ นางหยุดยืนหน้าประตู ไม่มีความกล้ามากพอจะผลักประตูบานนั้นเข้าไปเสียที

            นางทรุดลงนั่งกุมศีรษะอยู่ตรงนั้น ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดนางก็เช็ดน้ำตาแล้วผลักประตูเข้าไปช้าๆ มู่หรงลี่ไม่อยู่ นางถอนใจโล่งอก แต่ก็รู้ดีว่าตัวเองจะจากไปไม่ได้ จึงนั่งลงตรงข้างโต๊ะ

            เห็นได้ชัดว่าเรือนรับรองเพิ่งผ่านการซ่อมแซมมารอบหนึ่ง เครื่องประดับตกแต่งภายในห้องทุกชิ้นล้วนประณีตงดงาม แต่หญิงสาวกลับไม่กล้าขยับเขยื้อน

            นางรออยู่นานถึงครึ่งชั่วยาม ในที่สุดมู่หรงลี่ก็ผลักประตูเข้ามา

            เซียงเซียงลนลานลุกขึ้น

            มู่หรงลี่เหลือบเห็นนางเข้าก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาถอดเสื้อคลุมออกแล้วโยนไปพาดไว้บนราว เซียงเซียงได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ทำอะไรไม่ถูก ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้เอ่ยเสียงเบา “ท่านอ๋อง”

            มู่หรงลี่นั่งลงดื่มน้ำอึกใหญ่ก่อนจะเอ่ยถามว่า “มาได้อย่างไร?”

            เซียงเซียงหน้าแดงก่ำ “ข้า… ข้า… แม่ทัพหานบอกว่า...”

            เสียงตะกุกตะกักของนางทำให้มู่หรงลี่หมดความอดทน เขาลุกขึ้นยืนตระหง่านราวกับขุนเขาสูงใหญ่ “ข้าจะถามเจ้าเพียงคำเดียว เจ้ายินดีปรนนิบัติข้าหรือไม่?”

            เซียงเซียงตัวสั่นไม่หยุด ท่าทางของนางราวกับยั่วยุ มู่หรงลี่อุ้มนางขึ้นไปบนเตียงแล้วโถมร่างตามลงไป หญิงสาวผลักไสด้วยความตื่นตกใจ แต่ชายหนุ่มก็ดันลิ้นเข้าไปพัวพันจนนางแทบหายใจไม่ออก

            จุมพิตล้ำลึกถึงเพียงนี้ ถึงจะบอกว่าไม่เต็มใจก็สายไปเสียแล้ว

            อาภรณ์ของทั้งคู่ร่วงลงบนพื้น

            วันรุ่งขึ้น

            เซียงเซียงซึ่งยังหลับอยู่ถูกเสียงพูดคุยด้านล่างปลุกให้ตื่น เงี่ยหูฟังดูก็รู้ว่าเป็นเสียงของกัวเถียนบิดาของนาง หญิงสาวตกใจมาก รีบลุกขึ้นแต่งตัวอย่างรวดเร็ว

            ในห้องไม่มีโต๊ะเครื่องแป้ง เพราะถึงซวิ่นอ๋องจะมีฐานะสูงส่งแต่เขาก็ไม่ใช้ของสิ่งนี้ นางจัดการรวบผมขึ้นลวกๆ เห็นว่าค่อนข้างเรียบร้อยดีแล้วจึงค่อยผลักประตูออกไป

            มู่หรงลี่นั่งอยู่กลางห้องโถงของเรือนรับรอง ส่วนกัวเถียนกำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา

            เซียงเซียงวิ่งเข้าไปประคองกัวเถียนอย่างลืมกลัว “ท่านพ่อ! ท่านมาได้อย่างไร?!”

            กัวเถียนได้เห็นบุตรสาวค่อยถอนใจโล่งอก ปากยังคงกล่าวอ้อนวอน “ท่านอ๋อง ข้าน้อยเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่รู้มารยาท หากล่วงเกินไป ท่านอ๋องโปรดอภัยด้วย แต่คนทุกคนล้วนรักบุตรของตนเอง เซียงเซียงเป็นแค่เด็กสาว อีกไม่นานก็ต้องแต่งงาน ไม่ว่าอย่างไร ข้าน้อยก็ไม่อาจปล่อยให้นางตามท่านอ๋องออกจากเมืองไปเช่นนี้ได้ ขอท่านอ๋องโปรดให้อภัยด้วย”

            เขาปรึกษากับนางกัวเฉินซื่อตลอดทั้งคืน รู้สึกว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะปล่อยให้เซียงเซียงติดตามกองทัพออกจากเมืองไม่ได้เด็ดขาด

            มู่หรงลี่ไม่พูดอะไร เพราะการพูดเหตุผลกับผู้อื่นไม่ใช่นิสัยของเขา หานซวี่กับโจวจั๋วก้าวออกไปข้างหน้า ดาบข้างเอวถูกชักออกมาครึ่งหนึ่ง “คำสั่งของท่านอ๋อง ให้เจ้าพูดว่าไม่ไปก็ไม่ไปได้รึ?”

            กัวเถียนกอดเซียงเซียงไว้ด้วยท่าทางเด็ดเดี่ยว “นายท่าน บุตรสาวข้าน้อยอายุยังน้อยไม่รู้ความ ข้าน้อยจะนั่งดูนางทำลายชื่อเสียงของตัวเองได้อย่างไร? ข้าน้อยเป็นบิดาของนาง แค่ไม่สามารถปกป้องถนอมนางได้ก็เสียใจมากพอแล้ว ตอนนี้ไม่ว่าอย่างไรข้าน้อยก็ไม่มีทางอยู่เฉยๆ เบิกตามองนางไปเสี่ยงอันตรายผิดๆ อีกเด็ดขาด ต่อให้ท่านจะสังหาร ข้าน้อยก็...”

            ยังกล่าวไม่ทันจบ เซียงเซียงก็รีบอุดปากเขาไว้ “ท่านพ่อ! อย่าพูดจาเหลวไหล ข้าไม่เป็นไร ข้าสบายดี”

            สีหน้าของกัวเถียนเด็ดเดี่ยว หานซวี่กับโจวจั๋วลำบากใจขึ้นมา ชายแซ่กัวผู้นี้กล้าพูดจาเช่นนี้ต่อหน้าท่านอ๋อง นับได้ว่าเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง ท่านอ๋องคงไม่ให้พวกเขาฟันลงไปจริงๆ หรอกนะ?

            มู่หรงลี่ลุกขึ้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากัวเถียน สีหน้าของเซียงเซียงซีดขาวเหมือนกระดาษ นางกางสองแขนออกบังกัวเถียนเอาไว้ นับแต่เล็กจนโต บิดาเห็นพวกนางสามพี่น้องเป็นแก้วตาดวงใจของเขา ไม่ว่าทำอะไรผิด ขอเพียงมีบิดาอยู่ก็มักแก้ปัญหาได้เสมอ แต่บัดนี้ นางรู้ว่า บิดาปกป้องนางไม่ได้อีกแล้ว

            มู่หรงลี่คว้าข้อมือของนางเอาไว้แล้วกระชากเข้ามาหา เซียงเซียงยังไม่ทันได้พูดอะไร เขาก็ก้มลงทาบริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากของนางอย่างแรง

            เซียงเซียงรู้สึกเหมือนมีเสียงระเบิดตูมดังขึ้นในหัว ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปหมด กัวเถียนเบิกตาขึ้นช้าๆ พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

            ผ่านไปครู่ใหญ่ มู่หรงลี่ผลักเซียงเซียงให้ถอยห่างออกไปก่อนจะหันมาจ้องตากัวเถียน “ตอนนี้เข้าใจหรือยัง?”

            กัวเถียนอ้าปากค้างอยู่นานกว่าจะหุบลงได้ ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ถึงได้หันกลับมาเรียกเบาๆ “เซียงเซียง?”

            เซียงเซียงนั่งอยู่บนพื้น ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา นางนิ่งเงียบไปนานกว่าจะเงยหน้าขึ้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านพ่อ... ข้า ข้ายินดี... อยู่กับท่านอ๋องเอง”

            สีหน้าของกัวเถียนเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและตกใจ “เซียงเซียง! ท่านคือซวิ่นอ๋อง เจ้าอยู่กับท่าน...” ท่านจะแต่งงานกับเจ้าได้หรือ? ต่อให้ประโยคนี้ไม่ได้กล่าวออกมา แต่ก็บีบคั้นหัวใจของผู้เป็นพ่อจนร้าวรานไปหมด

            เซียงเซียงเงยหน้าขึ้น น้ำตาเอ่อคลอเต็มดวงตา “ท่านพ่อ ข้าเต็มใจ”

            กัวเถียนหลับตาลง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยเสียงเบา “ท่านอ๋อง ท่านแม่ทัพทุกท่าน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าน้อยก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก แต่หวังว่าทุกท่านจะบอกข้าน้อยสักคำว่า กองทัพจะกลับเข้าเมืองเมื่อไร? ถึง

ตอนนั้นพวกท่านจะให้คนส่งนางกลับมา หรือจะให้ข้าน้อยมารับที่นี่?”

            พวกหานซวี่พากันหันไปมองมู่หรงลี่เป็นตาเดียว มู่หรงลี่เอ่ยเสียงเรียบว่า “ในเมื่อเป็นคนของข้า ข้าย่อมจัดการเอง ไม่ต้องให้เจ้าลำบาก”

            กัวเถียนยังคิดจะถามต่อ แต่สีหน้าของมู่หรงลี่ใกล้จะหมดความอดทนเต็มที เซียงเซียงรีบเอื้อมมือไปผลักกัวเถียนเบาๆ “ท่านพ่อ ข้าจะกลับไปบ้านเอง ท่านกลับไปก่อนเถิด บอกท่านแม่ด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วงข้า”

            กัวเถียนไม่รู้จะพูดอะไร เรื่องสะเทือนใจเช่นนี้ทำให้เขาเสียใจเหลือเกิน แต่ถึงจะปวดใจแค่ไหน คนเช่นนี้ก็ไม่ใช่คนที่เขาจะตอแยได้

            ต่อให้เขายอมสละชีวิต ก็คงไม่อาจทำให้คนผู้นี้หวั่นไหว

            แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลงบนร่าง ทำให้เขาดูโศกเศร้าเหลือเกิน

            มองดูเงาหลังที่คอยปกป้องนางมาตลอด น้ำตาของเซียงเซียงร่วงลงมาไม่ขาดสาย มู่หรงลี่หันไปกล่าวว่า “ออกจากเมืองได้”

 

            กองทัพปักหลักอยู่นอกอำเภอลิ่งจือ

            เซียงเซียงขี่ม้าไม่เป็น มู่หรงลี่จึงพานางขี่ไปด้วยเหมือนครั้งก่อน ระหว่างทางแสงแดดสดใส เสียงกีบเท้าม้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะ

            มู่หรงลี่ใช้มือทั้งสองบังคับม้า โอบนางไว้ตรงกลาง หญิงสาวรู้สึกได้ว่าแผ่นหลังของตัวเองเสียดสีกับแผงอกเขา นางไม่กล้าหันไปมอง รอบด้านไม่มีใครอยู่ เพราะเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาล้วนกระจายตัวอยู่ห่างๆ เป็นรูปพัด

            แต่ถึงจะมีหญิงงามอยู่ในอ้อมอก มู่หรงลี่ก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่น เพราะในยามที่ต้องมีสติ เขาก็มักจะมีสติแจ่มใสอยู่เสมอ

            ค่ายของกลุ่มโจรสร้างอยู่ตามแนวภูเขา เหยียนชิงกับโจวจั๋วสำรวจสภาพภูมิประเทศเรียบร้อยก็กลับมารายงาน “ท่านอ๋อง บนภูเขามีกับดักมากมาย หากเราบุกเข้าไปตรงๆ คงต้องสูญเสียมากเป็นแน่ แต่หากใช้วิธีล้อมเอาไว้ บนเขามีธารน้ำ คงไม่เห็นผลในเร็ววันเช่นกัน”

            มู่หรงลี่ลงจากหลังม้า พร้อมกับลากเซียงเซียงลงมาด้วย “ตะโกนขึ้นไป ภายในสามชั่วยาม ทุกคนต้องวางอาวุธลงจากเขาแต่โดยดี”

            “ไม่เช่นนั้น?” หานซวี่ถาม

            มู่หรงลี่โบกมือให้กองทัพตั้งค่ายอยู่ตรงนั้น “ไม่เช่นนั้นข้าจะจุดไฟเผาเขาลูกนี้ซะ”

            กลุ่มของหานซวี่ตกใจมาก “ท่านอ๋อง จุดไฟบนเขาเป็นเรื่องง่าย แต่จะดับเป็นเรื่องยาก...”

            “แล้วเกี่ยวกับข้าตรงไหน?” มู่หรงลี่ถาม

            ก็… ไม่เกี่ยวตรงไหนจริงๆ หานซวี่อึ้งไป ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้ตอบว่า “ข้าน้อยรับบัญชา”

            กองทัพตั้งค่ายขึ้นที่เชิงเขา ทหารส่วนหนึ่งเริ่มร้องตะโกนขึ้นไปบนเขา แต่ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ตอบลงมาทั้งสิ้น กลุ่มโจรคงต้องการเวลาสำหรับสังเกตการณ์และปรึกษาหารือเช่นกัน มู่หรงลี่เองก็ไม่รีบร้อน ทหารบางคนเริ่มก่อเตาเพื่อเตรียมปรุงอาหาร

            มู่หรงลี่พาหน่วยสอดแนมหน่วยหนึ่งออกไปสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบ เซียงเซียงมองดูหน่วยประกอบอาหารลงมือทำอาหาร ส่วนอาหารของมู่หรงลี่กับแม่ทัพทั้งสามย่อมมีเตาปรุงแยกออกมา

ต่างหาก

            เซียงเซียงมองดูอยู่ข้างๆ ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา “ให้… ให้ข้าช่วยทำไหม?”

            ทหารหน่วยประกอบอาหารบางคนจำนางได้ รู้ว่าเป็นคนข้างกายท่านอ๋องจึงยอมส่งอุปกรณ์ทำครัวให้แต่โดยดี ไม่กล้าพูดอะไรมาก

            ระหว่างเดินทัพ อาหารของเหล่าทหารต้องเป็นอาหารที่สามารถพกพาง่ายและไม่เน่าเสีย อร่อยหรือไม่อร่อยไม่ใช่ประเด็นที่ต้องคำนึงถึง แต่สำหรับมู่หรงลี่แล้ว นับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

            เซียงเซียงก้มลงดู พบว่ามีผักสดที่เลือกสรรแล้ว กับเป็ดและไก่สด นางเงยหน้าขึ้นมองต้นเกาลัดที่ด้านข้างซึ่งกำลังสุกได้ที่ จากนั้นจึงเอื้อมมือไปสะกิดทหารหน่วยประกอบอาหารแล้วชี้ต้นไม้ให้ดู ยังไม่ทันพูดอะไร เขาก็พยักหน้าแล้วช่วยเก็บลงมาให้เพราะเข้าใจว่านางชอบกิน นางจัดการแกะเปลือกเกาลัดออกแล้วล้างเนื้อไก่จนสะอาด ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ เตรียมทำไก่เกาลัด จากนั้นจึงไปหาหัวไช้เท้ามาตุ๋นกับเนื้อเป็ด

            เกาลัดส่วนที่เหลือถูกต้มจนสุก เสร็จแล้วก็นำเอาดอกกุ้ยฮวามาคั้นน้ำ ทำเป็นขนมเกาลัดดอกกุ้ยฮวา จากนั้นจึงผัดผักกับกระเทียมสับและเอาหัวมันมาซอยเป็นเส้นละเอียด ทำเป็นเครื่องเคียง

            มู่หรงลี่ก้าวเข้ามาในกระโจมก็เห็นเซียงเซียงกำลังปูเตียงอยู่ งานทั้งหมดในกระโจมของมู่หรงลี่ หากนางสามารถทำเองได้ก็จะลงมือทำเองทั้งหมด มู่หรงลี่ขมวดคิ้ว “เรื่องพวกนี้ข้ามีบ่าวรับใช้ทำให้อยู่แล้ว”

            เซียงเซียงแทบจะกระโดดสุดตัวเหมือนกระต่ายน้อยที่สะดุ้งตกใจ “ข้า… ข้า… ข้าทำเองไม่ได้หรือ?”

            มู่หรงลี่เห็นนางตัวสั่นเหมือนก้อนเต้าหู้นุ่ม ก็เอ่ยเสียงเย็น “ตามใจ”

            เซียงเซียงรีบยกอาหารที่อุ่นอยู่บนเตามาให้ ปกติมู่หรงลี่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากนัก เขาเข้าสู่ค่ายทหารมาตั้งแต่อายุสิบห้า บางครั้งได้กินอาหารเลิศรสชั้นดี แต่บางครั้งก็ต้องหิ้วท้องทนหิว ประสาทรับรสจึงด้านชาไปนานแล้ว

            แต่ครั้งนี้เพียงลิ้มรสคำเดียว เขาก็รู้สึกว่าอาหารนั้นมีรสชาติสดใหม่กลมกล่อมเหลือเกิน เทียบกันแล้ว ทหารหน่วยประกอบอาหารที่เคยปรุงให้เขาก่อนหน้านี้สมควรถูกลากออกไปตัดหัว!

            กินไปได้ครู่หนึ่ง เห็นเซียงเซียงยืนอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า “นั่งลงกินข้าว!”

            เซียงเซียงรีบนั่งลง นางคีบหัวมันเส้นขึ้นมากินด้วยความหวาดหวั่น มู่หรงลี่กินอาหารอย่างรวดเร็วแล้วออกไปตรวจค่าย เพราะกลัวว่ากลุ่มโจรซึ่งกลายเป็นหมาจนตรอกจะบ้าเลือด ลงจากเขามาลอบโจมตี

            เซียงเซียงจัดการเก็บชามและตะเกียบใส่กล่องอาหาร รอให้ทหารหน่วยประกอบอาหารมาเก็บไป

 

            คืนนั้น

            กว่ามู่หรงลี่จะกลับมา เซียงเซียงก็หลับไปแล้ว ในกระโจมมีกลิ่นหอมจางบางอย่าง พอหันไปมอง ก็เห็นดอกกุ้ยฮวาช่อหนึ่งถูกแช่น้ำไว้ตรงมุมกระโจมและกำลังเริ่มแย้มกลีบ

            เขาถอดเสื้อผ้าก้าวขึ้นไปบนเตียง เซียงเซียงกำลังหลับสนิท วันนี้ทั้งวันนางขี่ม้าจากอำเภอลิ่งจือมาที่นี่ เมื่อถึงแล้วก็ยังวุ่นวายทำนั่นทำนี่จนหมดแรง มู่หรงลี่กระชากร่างนางเข้ามาไว้ใต้ร่างแล้วเริ่มปลดเสื้อผ้าของนางออก

            นางรู้ว่าเป็นเขาจึงไม่กล้าส่งเสียง ด้านข้างมีกระโจมของโจวจั๋ว เหยียนชิง และหานซวี่อยู่ด้วย หากมีการเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย พวกเขาก็จะได้ยิน

            การกระทำของมู่หรงลี่ไม่ใกล้เคียงกับคำว่าอ่อนโยนแม้แต่น้อย หรืออาจกล่าวได้ว่ารุนแรงเสียด้วยซ้ำ ปากของเขาส่งเสียงคำรามต่ำเป็นชื่อของ ‘หลันโย่ว’ และ ‘หลันโย่ว’ ชื่อเดิมซ้ำๆ ซากๆ

            เซียงเซียงชินเสียแล้ว นางหลับตาลง คิดถึงบิดา มารดา พี่สาว น้องชายแล้วน้ำตาก็ร่วงลงมาเป็นสาย

            รอจนเขาพอใจแล้วนางถึงได้ลุกขึ้น ร่างของนางเหนียวเหนอะ ซ้ำยังมีเหงื่อซึมไปทั่ว มู่หรงลี่หมดความสนใจในตัวนางแล้ว พอสวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยเซียงเซียงก็ก้าวออกจากกระโจม

            ด้านนอกมีแสงจันทร์กระจ่าง ทหารที่อยู่เฝ้าเวรยามกำลังพูดคุยกันเสียงเบา แต่เมื่ออยู่ในยามค่ำคืนเช่นนี้ นางก็ได้ยินเสียงของพวกเขาอย่างชัดเจน ทหารหยาบกร้านหลายคนมาอยู่ด้วยกัน ยังจะมีคำพูดหยาบคายอะไรที่พูดไม่ได้อีก?

            คนแรกเอ่ยขึ้นว่า “แม่สาวที่อยู่ข้างกายท่านอ๋องนั่น ได้ยินว่าฉุดมาจากตงหูเมื่อครั้งก่อน ผิวช่างดูนุ่มนวลจนเหมือนจะคั้นน้ำออกมาได้เลยเชียว”

            คนที่สองกล่าวเสียงลามก “เป็นแม่สาวเต้าหู้ของอำเภอลิ่งจืออย่างไรเล่า ไม่รู้ว่าพอท่านอ๋องเล่นจนเบื่อแล้วจะยกให้พวกเราลองชิมบ้างหรือไม่...”

            คนที่สามหัวเราะ “ไสหัวไป พวกแม่ทัพโจวอาจจะพอมีวาสนา แต่พวกเราอย่าฝันเลย...”

            คนที่สี่กล่าวเสียงเบา “ก็ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ ได้ยินว่าเมื่อก่อนท่านอ๋องมีอนุคนโปรดอยู่นางหนึ่ง ซ้ำยังเป็นอนุที่สู่ขอมาอย่างถูกต้องเสียด้วย ท่านก็ยังใจดียกให้พวกแม่ทัพใต้บังคับบัญชาได้ชิมเลย...ฮ่าฮ่า”

            พอเซียงเซียงเดินเข้าไปใกล้ เสียงพูดคุยของพวกเขาก็ชะงักไปทันที แต่สายตาทุกคู่ยังแอบเหลือบมองมาที่นาง ตรงด้านข้างคือทะเลสาบ น้ำกินน้ำใช้ทั้งหมดที่ใช้ในกองทัพล้วนมาจากที่นี่ทั้งสิ้น

            เซียงเซียงตรงไปยังตำแหน่งที่ลับตาผู้คน ใช้อ่างทองแดงตักน้ำขึ้นมาเล็กน้อยแล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดร่างกายเบาๆ ร่างทั้งร่างของนางเจ็บปวดราวกับกระดูกถูกบดจนละเอียดไม่มีผิด

            ไม่รู้ว่านางยังจะกลับบ้านได้อีกหรือไม่ ต่อให้เขายอมปล่อยนางกลับไป คนอื่นจะพูดอย่างไร จะมองนางอย่างไร?

            เพราะเรื่องของนาง ไม่รู้บิดามารดาต้องแอบหลั่งน้ำตาไปมากเท่าไร ครั้งนี้นางยังจะมองหน้าผู้อื่นได้อีกหรือ?

            บิดาสง่าผ่าเผยมาชั่วชีวิต ในยามชรากลับต้องมาอับอายเพราะบุตรสาวไม่รักดีเช่นนาง

            ไม่...ข้ากลับไปไม่ได้แล้ว ข้ากลับไปบ้านไม่ได้อีกแล้ว เขาจะยกข้าให้ผู้ชายเหล่านี้จริงหรือ… เขารำคาญข้ามาตลอด...

            ถ้าถึงตอนนั้นจริงๆ ข้าควรทำเช่นไร?

            นางนั่งอยู่ริมทะเลสาบ สองตาทอดมองน้ำที่มีสีดำราวกับหมึกทันใดนั้น ความคิดอย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมอง ไม่สู้กระโดดลงไปเล่า ตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด หากเขามาพบก็คงคิดว่าข้าพลัดตกน้ำ คนในครอบครัวจะได้ไม่ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย

            นางถอดรองเท้าออกแล้วก้าวลงไปในน้ำช้าๆ น้ำทะเลสาบในเดือนเก้าค่อนข้างเย็น นางฝังร่างลงกับผืนน้ำ จนกระทั่งน้ำเย็นเยียบกลบร่างของนางมิด เส้นผมยาวสยายลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ

            น้ำที่ท่วมมิดศีรษะทำให้อดรู้สึกตื่นตระหนกไม่ได้ ในสมองของนางเหลือเพียงความว่างเปล่า

            อยู่ๆ ใครบางคนก็คว้าเส้นผมของนางไว้!

            เซียงเซียงรีบคว้ามือของใครคนนั้นเอาไว้โดยสัญชาตญาณ มือข้างนั้นลากนางขึ้นจากทะเลสาบ อากาศหลั่งไหลเข้าสู่ปอดอีกครั้ง หญิงสาวอ้าปากสูดหายใจเข้าไปแรงๆ ติดกันหลายครั้ง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้รู้ตัวว่าหานซวี่กำลังยืนอยู่ตรงหน้า

            แววตาของหานซวี่มืดครึ้ม เซียงเซียงก้าวถอยหลังติดๆ กันหลายก้าว “ข้า...”

            หานซวี่เอ่ยขึ้น “เจ้าแค่พลัดตกลงไปเท่านั้น”

            เซียงเซียงกัดฟัน สายลมที่โชยมาพัดเสื้อผ้าเปียกชื้นให้แนบกับร่างจนนางตัวสั่นไปหมด หานซวี่ถามต่อ “เจ็บปวดมากจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเลยหรือ?”

            เซียงเซียงยังไม่ทันได้ตอบ เสียงเคร่งขรึมของใครบางคนก็ดังขึ้นจากพงอ้ออันมืดมิด “ดังนั้นเจ้าจึงไม่ควรช่วยนาง”

            สีหน้าของเซียงเซียงซีดขาวราวหิมะ หานซวี่เองก็ตกใจเช่นกัน เขารีบคุกเข่าลง “ท่านอ๋อง”

            มู่หรงลี่จ้องเซียงเซียงเขม็งโดยไม่สนใจจะมองหานซวี่เสียด้วยซ้ำ “ลงไป” แม้แต่ลมหายใจของเซียงเซียงก็เริ่มสั่นระริก สีหน้าของมู่หรงลี่แข็งกร้าวราวหินผา “ลงไป!”

            นางเดินไปที่ริมทะเลสาบอย่างลังเล จากนั้นจึงหันกลับมามองเขาด้วยอาการหวาดกลัวจนตัวสั่นก่อนจะก้าวลงไปในทะเลสาบ แต่น้ำยังไม่ทันท่วมมิดศีรษะ หานซวี่ก็ร้องขึ้นว่า “ท่านอ๋อง! นางอายุยังน้อย

ท่านอย่าได้ถือสานางเลย!”

            มู่หรงลี่ตะคอกเสียงดัง “หุบปาก!”

            หานซวี่ไม่กล้าพูดอะไรอีก ผ่านไปครู่หนึ่ง มู่หรงลี่ก็ก้าวลงไปกระชากตัวนางขึ้นมา เซียงเซียงเพิ่งสูดอากาศเข้าไปได้ครั้งเดียว เขาก็กดนางลงไปในน้ำอีกครั้ง นางพยายามดิ้นรนสุดชีวิตจนน้ำรอบด้านแตกกระจาย แต่มู่หรงลี่ก็ไม่สนใจ ผ่านไปอีกครู่หนึ่งเขาถึงได้กระชากร่างนางขึ้นมาอีก

            เซียงเซียงร้องไห้โฮด้วยความหวาดกลัว แต่เพิ่งร้องได้สองคำ เขาก็กดนางลงไปใหม่

            ชายหนุ่มทำเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดเซียงเซียงก็ไร้เรี่ยวแรง นางไม่ดิ้นรนอีกต่อไป มู่หรงลี่ลากนางขึ้นไปบนฝั่ง จัดการบิดชายเสื้อให้แห้งแล้วหันไปกล่าวกับหานซวี่ที่คุกเข่าอยู่ตรงนั้นว่า “เจ้าเป็นห่วงนางถึงเพียงนี้ ข้ายกนางให้เจ้าก็แล้วกัน”

ตอนที่ 3.1

           

มู่หรงลี่หมุนกายเดินกลับไปที่ค่าย ทิ้งเซียงเซียงให้นอนนิ่งอยู่บนพื้น

            หานซวี่ก้าวเข้าไปประคองนาง แต่พอนิ้วทั้งห้าสัมผัสกับร่างของนาง เซียงเซียงก็กรีดร้องเสียงดัง นางผลักเขาสุดแรงแล้ววิ่งหนีไปทันที หานซวี่วิ่งฝ่าพงอ้อไล่ตามไป แต่ไม่รู้นางไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน

สุดท้ายหานซวี่ก็ต้องใช้วิธีโผไปตะครุบร่างนางให้ล้มลงกับพื้น

            นางพยายามดิ้นรนสุดแรง ร่างเปียกชื้นสองร่างพัวพันอยู่ด้วยกัน ร่างของหญิงสาวมีกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกกุ้ยฮวา พอเสียดสีกันเช่นนี้ หานซวี่ก็เกิดปฏิกิริยาบางอย่างขึ้นมา

            เซียงเซียงรู้สึกได้เช่นกัน นางร้องไห้โฮแล้วกัดมือของเขาสุดแรง หานซวี่เจ็บแปลบ ใช้มือซ้ายบีบคางนางไว้ “อย่าทำแบบนี้ ข้าไม่แตะต้องเจ้า ไม่แตะต้องเจ้า!”

            น้ำตาของเซียงเซียงไหลพรากราวกับทำนบแตก เขาดึงมือข้างที่ถูกนางกัดกลับคืนไป “กลับค่ายกันก่อน”

            เซียงเซียงส่ายหน้าพลางร้องตะโกนเสียงสะอื้น “ท่านฆ่าข้าเถิด ถึงอย่างไรข้าก็กลับบ้านไม่ได้แล้ว ท่านฆ่าข้าเสียเถิด!”

            หานซวี่ใช้มือกุมบาดแผลบนมือของตัวเองไว้ “ฆ่าเจ้าแล้วส่งศพกลับคืนไปให้บิดาของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

            เซียงเซียงชะงักไป เขาย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้านาง “เซียงเซียง ท่านอ๋องมิใช่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเจ้า เพียงแต่ท่านไม่พูดและไม่แสดงออกเท่านั้น เจ้าอยู่กับท่านอ๋องเถิด แต่งให้คนอื่นก็ต้องปรนนิบัติคนอื่นเหมือนกันไม่ใช่หรือ? นี่จะเลวร้ายกว่าการปรนนิบัติอวี๋ชิ่งอะไรนั่นหรืออย่างไร?”

            เซียงเซียงไม่พูดไม่จา เขาพยายามเกลี้ยกล่อมต่อเสียงเบา “ผ่านไปสองวันท่านก็หายโกรธแล้ว เจ้าตามใจหน่อยก็หมดเรื่อง คนอย่างท่านอ๋อง ขอเพียงแค่ยอมตามใจ อยู่ด้วยไม่ยากหรอก แค่ยอมพูดดีๆ

สักสองประโยค ต่อไปเจ้าก็จะสบายขึ้นไม่น้อย หากเจ้าอยู่กับท่านอ๋อง พ่อแม่ของเจ้าก็จะพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย ยังมีน้องชายของเจ้าอีก เซียงเซียง ผู้หญิงไม่ว่าอยู่กับใครก็ต้องอยู่แบบนี้ไปชั่วชีวิต นี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย”

            เซียงเซียงปิดหน้าร้องไห้ ไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้ “แต่ข้ากลัว ข้ากลัว!”

            หานซวี่เอื้อมมือไปพยุงนาง “ลุกขึ้น” เซียงเซียงปัดมือเขาออกด้วยความหวาดกลัว ชายหนุ่มถอนใจ “กลับค่ายกันก่อน”

            หานซวี่ให้คนกางกระโจมให้นางอยู่ต่างหาก เซียงเซียงนอนไม่หลับทั้งคืน นางไม่ได้เอาเสื้อผ้าติดตัวมาด้วย บนร่างจึงสวมผ้าเปียกชื้นชุดเดิม หานซวี่จึงไปหาเสื้อผ้าของมู่หรงลี่มาให้นางสวมเหมือนเดิม

            กว่าจะหลับได้ก็ผ่านไปครู่ใหญ่ จู่ๆ ด้านนอกก็เกิดเสียงฆ่าฟันดังขึ้น นางนอนตะลึงอยู่ในกระโจม เสียงนั้นดังอยู่ประมาณครึ่งชั่วยามก็เงียบลง

            เซียงเซียงโผล่หน้าออกไปดู เห็นมู่หรงลี่สาวเท้ายาวๆ เข้ามาในค่ายนางก็รีบหดตัวกลับเข้าไปในกระโจม

 

            วันรุ่งขึ้น

            ในค่ายวุ่นวายกับการนับจำนวนทหารที่บาดเจ็บล้มตาย นางไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการสู้รบ แต่เมื่อเห็นแพทย์ทหารรักษาอาการให้ทหารที่บาดเจ็บ นางก็ตามไปช่วยเหลือ

            นางไม่กล้ามองบาดแผลเหวอะหวะ แต่แผลเล็กๆ ยังพอรับมือได้ ยังดีที่ครั้งนี้เป็นเพียงการมากวาดล้างโจรเท่านั้น จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายจึงมีไม่มาก โดยรวมแล้วมีทหารบาดเจ็บเพียงเก้าคนเท่านั้น

            พลังของผู้คนแตกต่างกันอย่างน่าประหลาด เมื่อก่อนตอนที่ชาวบ้านพบโจรก็รู้สึกว่าพวกเขาล้วนมีพละกำลังมหาศาล ไม่มีวันที่จะเอาชนะได้ แต่ในสายตาของเหล่าทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี พวกโจรกลับเป็นเพียงแค่เศษสวะที่ไม่อาจต้านทานการโจมตีของพวกเขาได้เลย

            มือของหานซวี่ถูกนางกัดเป็นแผลลึก จึงมาให้แพทย์ทหารทำแผลให้ ฟันของมนุษย์มีพิษร้ายที่สุด ยามนี้บาดแผลของเขากลายเป็นสีม่วงคล้ำ แพทย์ทหารให้เซียงเซียงช่วยล้างแผลให้เขา เซียงเซียงทั้งกลัวทั้งเสียใจ แต่หานซวี่กลับบอกว่า “ไม่เป็นไร รีบทำแผลเถอะ” อย่าให้ท่านอ๋องมาเห็นเข้าแล้วคิดว่าข้าทำอะไรเจ้าลงไปจริงๆ ล่ะ! พูดไปแล้วข้าก็ซวยจริงๆ คนอื่นนอนกับเจ้า เจ้าไม่กล้ากัด ทีกับข้าล่ะกัดไม่ปล่อยเชียว

            เขาเม้มปากแน่น เห็นเซียงเซียงนั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าเหมือนกระต่ายน้อย สองมือล้างแผลให้เขาด้วยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ ก็รู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมา แต่พอหันไปสบตากับมู่หรงลี่เข้า เขาก็ไม่รู้สึกขำเลยสักนิด

            แววตาเยือกเย็นนั้นสื่อความหมายชัดเจน----รักกันมากใช่ไหม?

            หานซวี่รีบกระชากมือกลับ “ข้าทำเอง”

            เฮอะ! ถ้าต้องถูกโบยหนึ่งร้อยครั้งเพราะเจ้าคงไม่สนุกแน่

 

            โจรที่บุกมาลอบโจมตีตายไปไม่น้อย

            ที่ถูกจับเป็นก็มีสิบกว่าคน เหยียนชิงพยายามเค้นถามที่อยู่ของโจรที่เหลือ แต่พวกเชลยก็ปิดปากเงียบ ทำอย่างไรก็ไม่ยอมพูด ซ้ำยังถ่มน้ำลายใส่หน้าเหยียนชิงเสียอีกมู่หรงลี่เดินเข้ามาถามเสียงเรียบ “รังของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน?”

            โจรผู้นั้นร้อง ‘โว้ย’ คำหนึ่ง มู่หรงลี่ก็คว้าแท่งเหล็กที่เผาจนร้อนแดงทิ่มเข้าไปในปากของมัน! เสียงชี่ๆ ดังขึ้นตามด้วยไอร้อนที่พวยพุ่งโจรผู้นั้นเบิกตากว้างแล้วล้มลงหมดสติไปทันที ตอนนั้นเซียงเซียงกำลังทำแผลให้ทหารที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ด้านข้างพอดี พอเห็นเข้าก็ร้องออกมาคำหนึ่งก่อนจะขาอ่อนล้มแผละลงกับพื้น

            มู่หรงลี่ปรายตามองนางครั้งหนึ่ง นางตัวสั่นมากจนดูเหมือนกำลังจะหมดสติ ยังดีที่มู่หรงลี่ไม่ได้สนใจนาง หันกลับไปถามโจรคนที่สองด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนเดิม “รังของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน?”

            โจรคนที่สองตัวสั่นระริก ไม่นานนัก ปัสสาวะก็ไหลลงมาตามหว่างขา มู่หรงลี่ขมวดคิ้ว มือยกแท่งเหล็กขึ้น ไม่คิดจะถามอีก โจรรีบร้องตะโกนว่า “มี...มีทางขึ้นเขา... ข้าจะพาพวกท่านไป....”

 

            พวกเขาไปกันนานมากแล้ว

            ในค่ายเหลือเพียงทหารและองครักษ์แค่ไม่กี่คนเท่านั้น บางครั้งเซียงเซียงก็ไปช่วยแพทย์ทหารดูแลทหารบาดเจ็บ มู่หรงลี่ไม่อยู่ เซียงเซียงก็สบายใจขึ้นมาก

            คนที่กลับมาก่อนคือหานซวี่ เขาจับโจรกลับมาไม่น้อย ซ้ำยังขนเอาทรัพย์สินเงินทองจำนวนมากกลับมาด้วย ผู้หญิงหลายคนบอกว่าตัวเองถูกจับมา หานซวี่ก็มอบเงินให้เล็กน้อยแล้วปล่อยพวกนางไป

แต่โดยดี

            เซียงเซียงอยากพูดเหลือเกินว่านางเองก็ถูกจับมาเหมือนกัน แต่นางไม่กล้า

            หานซวี่จดบันทึกจำนวนทรัพย์สินที่ได้มาเสร็จเรียบร้อยมู่หรงลี่ก็กลับมา ทุกคนช่วยกันนับจำนวนทหารที่บาดเจ็บล้มตาย พอตกค่ำก็นำสุราอาหารออกมาดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน เป็นการปลอบขวัญเหล่าทหาร

            มู่หรงลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย วันนี้อาหารของเขากลับไปเป็นผลงานของทหารหน่วยประกอบอาหารอีกแล้ว อ้อ...ใช่ เขายกผู้หญิงคนนั้นให้หานซวี่ไปแล้วนี่

            วันนี้เจ้าหานซวี่ได้กินอะไรกันนะ!

            มู่หรงลี่ก้าวไปยังกระโจมของหานซวี่ หานซวี่ตกใจจนเส้นผมบนศีรษะลุกชัน “ท่านอ๋อง นาง… นาง...นางอยู่ในกระโจมทางด้านขวาของกระโจมท่าน” ว่าแล้วก็รีบขยับให้อีกฝ่ายเห็นว่าในกระโจมของเขาไม่มีใครแม้แต่คนเดียว ท่านดู...ไม่ได้อยู่กับข้าจริงๆ นะ ข้าไม่ได้แตะต้องนางเลยด้วย!

            สีหน้าของมู่หรงลี่เขียวคล้ำ ท่าทางเหมือนอยากจะกัดใครสักคน หานซวี่เดาเอาว่า ท่านอ๋องคงเสียหน้าที่จะเดินไปที่กระโจมของนางตรงๆ จึงรีบกล่าวว่า “เมื่อครู่เห็นนางกำลังเคี่ยวโจ๊กอยู่ ท่านอ๋องไม่ได้กินอาหารเย็นสักเท่าไร ลองไปชิมดูหน่อยดีไหมขอรับ? เรื่องทำอาหารนี่ไม่ว่าอย่างไรผู้หญิงก็ชำนาญมากกว่า ทหารหน่วยประกอบอาหารพวกนั้นสมควรลากไปโบยก้นเสียจริง!”

            กล่าวจบก็เดินนำไปทันทีโดยไม่สนใจว่ามู่หรงลี่จะมีปฏิกิริยาอย่างไร

            เซียงเซียงกำลังเคี่ยวโจ๊กอยู่จริงๆ นางเอาข้าวมาเคี่ยวช้าๆ ทั้งยังเติมถั่วเขียวลงไปเล็กน้อย โจ๊กเคี่ยวอยู่นานจนข้น เมื่อกินกับหัวไช้เท้าดองก็ไม่มีกลิ่นน้ำมันเลยสักนิด

            ตอนที่มู่หรงลี่กับหานซวี่เดินเข้ามาในกระโจม นางกำลังเตรียมจะกินข้าวอยู่พอดี พอเห็นใบหน้าไร้ความรู้สึกของมู่หรงลี่ นางก็มืออ่อนจนแทบจะทำตะเกียบหลุดมือ หานซวี่เอ่ยขึ้นว่า “ตักโจ๊กของเจ้าให้ท่านอ๋องสักชามสิ”

            เซียงเซียงรีบหยิบชามมาตักโจ๊กให้ ชายหนุ่มนั่งลงข้างโต๊ะ หานซวี่เห็นเช่นนี้ก็ไม่เดินตามเข้าไป พอได้โอกาสก็หลบหน้าออกไปจากกระโจมทันที

            มู่หรงลี่รับโจ๊กมาพลางถามว่า “มีแค่นี้หรือ?” บนโต๊ะมีแค่หัวไช้เท้าดองจานหนึ่งเท่านั้น

            เซียงเซียงลนลาน “ข้า… ยังมีมะเขือหมักกระเทียมอยู่อีก เดี๋ยวข้าจะไปทำเพิ่ม” นางตั้งท่าจะลุกออกจากกระโจมไป มู่หรงลี่ตัดบท “ช่างเถอะ”

            หญิงสาวได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ มู่หรงลี่ถลึงตาใส่ นางนึกขึ้นได้ก็รีบนั่งลงกินข้าว ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันอีก นางตัวสั่นไม่หยุดจนมู่หรงลี่กลัวว่าหากพูดอะไรออกไปนางอาจเป็นลมไปเลยก็เป็นได้

            หัวไช้เท้าดองมีรสชาติหวานกรอบ เมื่อราดด้วยน้ำส้มสายชูก็ยิ่งมีรสชาติกลมกล่อม เซียงเซียงตักมะเขือหมักกระเทียมออกมาเล็กน้อย อาหารจานนี้มีรสค่อนข้างเค็ม เอามากินกับโจ๊กได้พอดี

            มู่หรงลี่กินไปก็อดคิดไม่ได้ว่า กลับไปเมื่อไรต้องเชือดทหารหน่วยประกอบอาหารพวกนั้นทิ้งซะ!

            รอจนเขากินอาหารเสร็จ เซียงเซียงก็ก้มหน้าก้มตาเก็บจานชาม มู่หรงลี่นั่งนิ่งอยู่กับที่ ไม่ได้มีทีท่าจะจากไป เซียงเซียงรีบเก็บชามใส่กล่องอาหาร ท่าทางของนางดูเหมือนกับสะใภ้ที่ถูกข่มเหงไม่มีผิด มู่หรงลี่อดประหลาดใจไม่ได้

            ผู้หญิงแบบนาง โตมาจนป่านนี้ได้อย่างไรกัน?

            ท้ายที่สุดเขาก็ใช้มือดึงเซียงเซียงลากเข้ามากอดไว้ ให้นางนั่งอยู่บนตักของเขา เซียงเซียงตัวสั่นจนลมหายใจก็ยังพลอยสั่นไปด้วย มู่หรงลี่รู้สึกว่าสัมผัสในอ้อมกอดไม่เลวเลย ผิวของนางทั้งนุ่มทั้งขาว นางไม่ใช่คนตัวเล็กบาง แต่เมื่อเทียบกับขนาดรูปร่างของเขาแล้ว นางก็นับว่ามีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นมาก

            นางไม่ผอม สัมผัสดูก็รู้ว่ามีน้ำมีนวล ไม่เลวเลยจริงๆ

            เขารู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนดีอะไร และไม่เคยแสร้งวางท่าเป็นคนดี เอี้ยนอ๋องมีบุตรชายทั้งหมดหกคน เขาเป็นคนที่เอาแต่ใจมากที่สุด เมื่อก่อนตอนอยู่กับหลันโย่ว ข้างกายเขาก็ใช่ว่าจะไม่มีหญิงอื่น

            หลันโย่วเป็นคนที่รู้กาลเทศะ รู้ว่าซวิ่นอ๋องไม่มีวันครองคู่อยู่กับใครไปชั่วชีวิตก็ไม่ดึงดัน บางครั้งเมื่อตีเมืองแตก หากพบสตรีที่มีรูปร่างหน้าตาสะสวย เขาก็มักนำตัวกลับมาเสพสุขอยู่บ่อยๆ

            ทหารใต้บังคับบัญชาของเขามีพวกที่มีนิสัยเกะกะระรานอยู่ไม่น้อย เขารู้ แต่ก็ไม่สนใจสักเท่าไร คงเพราะคานบนไม่ตรงคานล่างก็เลยเอียงตาม ทหารของเขาล้วนเป็นทหารชั้นเยี่ยมที่ผ่านศึกมานับร้อย ไม่ว่าทำศึกครั้งไหนก็ล้วนแต่บุกไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ กว่าจะเอาชีวิตรอดมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

            ไม่มีใครรู้เลยว่าวันไหนต้องพลีชีพอยู่ในสนามรบ คนอื่นๆ ยังอาจพอนับได้ว่าจะมีชีวิตเหลืออยู่อีกกี่วัน แต่พวกเขาไม่อาจนับได้เลย

            ดังนั้น ปกติมู่หรงลี่จึงมักจะปิดตาข้างหนึ่ง นานวันเข้า ผู้ใต้บังคับบัญชาก็กลายเป็นคนที่ไม่กลัวตายยามอยู่ในสนามรบ แต่ยามว่างเว้นจากการรบก็กลายเป็นอันธพาลเที่ยวระรานผู้อื่น

            ความรู้สึกของชาวต้าเอี้ยนที่มีต่อพวกเขาออกจะสับสนอยู่มาก พวกทหารเพิ่งสละชีพช่วยชีวิตคนในครอบครัวของเขาเอาไว้ทั้งครอบครัว แต่พริบตาเดียวก็หันมาลวนลามลูกสาวของพวกเขา ไม่รู้เหมือนกันว่าควรสำนึกบุญคุณหรือควรเคียดแค้นดี

            เหล่าขุนนางราชสำนักตรวจการถวายฎีการ้องเรียนไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ปีนี้มู่หรงลี่อายุยี่สิบห้าปีโจมตีทัพใหญ่ของซีจิ้งให้ล่าถอยไปสามครั้ง ขับไล่ตงหูออกจากดินแดนของต้าเอี้ยน ปราบปรามชาวซานหยง ทำศึกใหญ่น้อยมาสิบหกครั้ง ไม่มีครั้งไหนที่ไม่ได้รับชัยชนะ บนร่างมีบาดแผลจากคมหอกคมดาบถึงยี่สิบกว่าแห่ง คิดจะลากเขาออกไปประหารอย่างนั้นหรือ!

            ยามซีจิ้งมารุกราน เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาคนไหนบ้างที่ไม่ได้ใช้ร่างกายแทนกำแพงป้องกัน คิดจะลากคนที่รอดชีวิตมาได้จากกองซากศพออกไปประหารรึ

            ดังนั้น ถึงผู้คนจะพูดกันว่าความชอบไม่อาจลบล้างความผิด วีรบุรุษต้องเป็นเหมือนหยกงามไร้รอยตำหนิ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั่นไม่ใช่วีรบุรุษ แต่เป็นเทพเจ้าต่างหาก!

            ศึกที่ม่อหยางในครั้งนั้น เอี้ยนอ๋องรับปากว่าจะส่งทัพหนุนมาช่วยภายในสามวัน ขอให้มู่หรงลี่ใช้กำลังทหารสองหมื่นนายรักษาเมืองม่อหยางเอาไว้ให้ได้สามวัน แต่สุดท้ายมู่หรงป๋อกลับนำทัพหนุนมาล่าช้าไปถึงห้าวัน มู่หรงลี่ได้แต่ใช้กำลังสองหมื่นต้านรับการโจมตีของทหารซีจิ้งมากถึงหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นคน

            แม่ทัพรักษาเมืองทางตะวันตกแอบสมคบกับข้าศึก นัดหมายว่าจะชูคบไฟเป็นสัญญาณในยามสาม เปิดประตูเมืองปล่อยให้ชาวซีจิ้งบุกเข้ามา มู่หรงลี่ไม่อาจปลีกตัวไปจัดการกับไส้ศึกได้ เพราะหากเมืองแตก ชาวซีจิ้งจะรุกเข้าสู่ด่านผิงตู้กวน ถึงตอนนั้นต้าเอี้ยนก็คงต้องสูญเสียดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือไปทั้งหมด

            มู่หรงลี่จึงส่งหลันโย่วอนุคนโปรดไปยังประตูเมืองตะวันตกโดยอ้างว่าต้องการปลอบขวัญเหล่าทหาร และให้นางดื่มสุราร่วมกับแม่ทัพรักษาเมืองทั้งสี่ หลันโย่วเสียสละใช้ร่างกายของตนถ่วงเวลาเอาไว้ตลอดทั้งคืน เขาจึงมีโอกาสรอให้การโจมตีของฝ่ายตรงข้ามอ่อนแรงลง จนหันกลับมาจัดการกับแม่ทัพผู้ทรยศได้

            พวกเขารอจนกระทั่งถึงวันที่แปด ทหารที่เฝ้ารักษาเมืองพลีชีพไปกว่าครึ่งจนเหลือเพียงหกพันคนเท่านั้น มู่หรงป๋อถึงได้นำทัพหนุนมาถึง

            เขาสัญญาว่าจะตบแต่งหลันโย่วเป็นพระชายา แต่หลังจากมีชัยเหนือซีจิ้ง นางกลับกระโดดลงแม่น้ำไป๋หลาง เขางมหาอยู่ในแม่น้ำนานถึงสองเดือน กลับไม่พบแม้แต่ซาก

            ส่วนสาเหตุที่ทำให้มู่หรงป๋อมาช้านั้น เป็นเพราะหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่พบระหว่างทางเกิดโรคระบาด ทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ประสบภัยจำนวนมาก เขาสงสารราษฎรเหล่านั้น จึงสั่งให้แพทย์ทหารให้การช่วยเหลือ และให้เหล่าทหารไปเก็บสมุนไพร แต่ถึงจะเร่งมือเต็มที่ก็ยังเสียเวลาไปมาก

            มู่หรงลี่คว้าตัวมู่หรงป๋อไว้แล้วต่อยเสียจนหน้าแตกปากเยิน

            มู่หรงลี่ย่อมไม่ร้องไห้คร่ำครวญ เขาเพียรค้นหาอยู่ในแม่น้ำไป๋หลางเงียบๆ ตลอดสองเดือน ท้ายที่สุดก็ต้องยอมจากไป นับแต่นั้นมา เขาก็ไม่เข้าใกล้ผู้หญิง และไม่เข้าใกล้แม่น้ำไป๋หลางอีก

            เจ็บปวดย่อมต้องเจ็บปวด แต่เขาก็ไม่อาจตีโพยตีพาย สิ่งที่เขาทำได้คือค่อยๆ กัดฟันทน เหมือนดังเช่นทุกครั้งที่ได้รับบาดเจ็บ

ตอนที่ 3.2

      

เซียงเซียงซึ่งอยู่ในอ้อมกอดตัวสั่นระริก มู่หรงลี่เชยคางนางขึ้นให้นางสบตากับเขา ผ่านมานานถึงเพียงนี้ ทำไมถึงยังหวาดกลัวอยู่อีก? เขาเองก็สงสัยเช่นกัน เขาไม่เคยตบตีนางเสียหน่อย

            อ้อ...ใช่แล้ว ครั้งก่อนเขาเคยจับนางกดน้ำ แต่นั่นก็เพราะนางหาเรื่องเองไม่ใช่หรือ?

            สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นในชั่วพริบตา เซียงเซียงขยับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว แต่เขาก็ใช้มือซ้ายโอบเอวของนางไว้แล้วกดร่างนางให้แนบเข้ากับร่างของเขา เดิมคิดจะก้มลงลิ้มรสริมฝีปากของนาง แต่กลับได้กลิ่นกระเทียมจางๆ เข้าเสียก่อน

            คิดว่าปากของเขาก็คงจะมีกลิ่นเดียวกัน ชายหนุ่มปล่อยมือจากนางแล้วเดินออกไปบ้วนปาก

            เซียงเซียงถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะไปตักน้ำมาล้างหน้าล้างตา นางไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาด้วย หานซวี่จึงไปหาเสื้อผ้าของมู่หรงลี่มาให้ เสื้อตัวนั้นยาวมาก แต่หากแก้ก็พอจะใส่ได้

            กำลังเย็บเสื้อผ้าอยู่ เสียงของทหารด้านนอกกระโจมก็ดังขึ้น “แม่นางกัว ท่านอ๋องให้เก็บข้าวของกลับไปที่กระโจมของท่าน”

            เซียงเซียงร้องอ้อคำหนึ่ง สองมือเคลื่อนไหวช้าลง เขายกนางให้คนอื่นไปแล้ว ครั้งนี้แค่พูดเฉยๆ แต่ครั้งหน้าเล่า? หานซวี่เคยบอกว่า เขาเคยยกผู้หญิงของตัวเองเพื่อไปปลอบขวัญทหารมาแล้ว

            ในใจของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว นางยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ผ่านไปครู่ใหญ่ก็มีคนเปิดม่านหน้ากระโจมออก

            คนที่ยืนอยู่ด้านนอกคือหานซวี่ เซียงเซียงก้าวถอยหลังก้าวหนึ่ง เห็นบริเวณที่ถูกนางกัดยังคงพันผ้าเอาไว้ก็ทำอะไรไม่ถูก หานซวี่เอ่ยขึ้น “ไปเถอะ มัวทำอะไรอยู่? ตามใจท่านอ๋องสักหน่อย ครั้งนี้ท่านยกเจ้าให้ข้าเพราะรู้ว่าข้าไม่มีวันแตะต้องของของท่าน หากยังมีครั้งหน้า จะเป็นอย่างไรก็ไม่แน่เหมือนกัน”

            เซียงเซียงกัดริมฝีปาก พอเห็นหานซวี่เลิกคิ้ว นางถึงได้รับคำเสียงเบา “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

            หานซวี่ถอนหายใจคำหนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เซียงเซียง เจ้าไม่เข้าใจจริงๆ หรือ? ในเมื่อเป็นแบบนี้ไปแล้ว เจ้าไม่มีที่ไปที่ดีกว่านี้อีก ขอเพียงท่านอ๋องยอมแต่งเจ้าเป็นอนุภรรยา บิดามารดาของเจ้าก็คงวางใจและพลอยมีหน้ามีตาตามไปด้วย น้องชายกับพี่สาวของเจ้าก็จะได้รับอานิสงส์ ในมือของท่านอ๋องมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เมื่อก่อนเจ้าอาจคาดไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ ชีวิตของเจ้าไม่มีค่าในสายตาของท่านอ๋องเลย เจ้ามีแต่ต้องตามใจท่านไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ไม่ว่าจะมีหน้ามีตาหรือถูกเหยียดหยาม”

            เซียงเซียงก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไร

 

            มู่หรงลี่นั่งอยู่ตรงโต๊ะตัวเตี้ย ด้านข้างมีตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่ง

            เขากำลังก้มหน้าก้มตาเขียนบางอย่าง เห็นเซียงเซียงเข้ามาก็วางพู่กันลงแล้วม้วนกระดาษจนเรียบร้อย มือขวาของเซียงเซียงกำชายเสื้อเอาไว้แน่น มู่หรงลี่เอ่ยขึ้นว่า “มาปรนนิบัติข้าเปลี่ยนเสื้อผ้า”

            เซียงเซียงก้มหน้าเดินเข้าไปถอดเสื้อผ้าให้เขาด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ เขาก้มลงมองนาง นางยังคงสวมเสื้อคลุมของเขาซึ่งเอาไปแก้ใหม่จนพอดีกับรูปร่าง บนเส้นผมมีกลิ่นหอมจางๆ ของดอกกุ้ยฮวา หอมสดชื่นยิ่งกว่ากลิ่นหอมของแป้งหอมใดๆ

            ผิวหน้าของนางนุ่มราวกับเต้าหู้จนอยากจะกัดดูสักคำ “เงยหน้า” ชายหนุ่มสั่ง

            เซียงเซียงเงยหน้าขึ้น มู่หรงลี่ก้มลงมาแนบริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากของนาง มันทั้งอวบอิ่มและอ่อนนุ่ม เขาค่อยๆ ละเลียดช้าๆ เซียงเซียงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เผยอริมฝีปากแดงเรื่อออกน้อยๆ ปล่อยให้ชายหนุ่มแทรกลิ้นเข้าไปสัมผัสกับลิ้นเล็กๆ ที่ทั้งอบอุ่นและหอมหวานของตน

            มู่หรงลี่ชะงักไป... นางตอบรับเขา

            ชายหนุ่มสังเกตดูสีหน้าของเซียงเซียง ใบหน้าเล็กนั้นกำลังขมวดคิ้วน้อยๆ ดวงตายังคงหลุบต่ำ สีหน้าแฝงด้วยความหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ก็ยอมคล้อยตามแต่โดยดี เขาคลายมือจากร่างของนาง ปล่อยให้นางค่อยๆ เปลี่ยนเสื้อคลุมตัวหลวมกว้างให้เขา เซียงเซียงเพิ่งได้เห็นร่างกายของเขาชัดๆ เป็นครั้งแรก นี่เป็นร่างของชายฉกรรจ์ มันช่างดูแข็งแกร่ง กล้ามเนื้อนูนแข็งเห็นเส้นเอ็นชัด แต่กลับเต็มไปด้วยบาดแผล

            มือเล็กๆ ขาวนุ่มสวมเสื้อคลุมนอนให้เขาเบาๆ ในที่สุดมู่หรงลี่ก็เอ่ยถามว่า “ทำไมถึงได้ลงไปในทะเลสาบ?”

            สีหน้าของเซียงเซียงซีดขาว “ข้า...” มู่หรงลี่อดทนรอฟัง หญิงสาวเอ่ยเสียงสั่น “ข้า… พวกเขาบอกว่า... ท่านจะยกข้า...”

            มู่หรงลี่เข้าใจทันที เวลาผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาอยู่ด้วยกันจะพูดเรื่องดีอะไรได้? คงจะพูดเรื่องเฮงซวยให้นางได้ยินเข้าล่ะสิ

            “ไม่หรอก” เขาว่า

            เซียงเซียงชะงัก มู่หรงลี่เลิกคิ้วมองนาง... ก็ข้าบอกแล้วว่าไม่ เจ้ายังมีปัญหาอะไรอีก?

            เซียงเซียงค่อยสบายใจขึ้นมา มู่หรงลี่ก้มลงจุมพิตนางอีกครั้ง หญิงสาวอ้าแขนออกเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ สัมผัสกับเอวแกร่งอย่างระมัดระวัง มือของนางกำเนื้อผ้าบริเวณนั้นเอาไว้ด้วยความลังเล ร่างของเขาร้อนผ่าวราวกับไฟ

            การเคลื่อนไหวในกระโจมค่ำคืนนั้นทำเอาโจวจั๋ว หานซวี่ เหยียนชิงนอนไม่หลับ สุดท้ายก็เรียงแถวพากันไปอาบน้ำที่ริมทะเลสาบ

 

            วันรุ่งขึ้น

            มู่หรงลี่ตื่นสายกว่าปกติครึ่งชั่วยาม แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาปลุก

            ด้านนอกสว่างมากแล้ว แต่ยังดีที่พวกโจรถูกจัดการไปเรียบร้อย กองทัพไม่มีเรื่องสำคัญอะไร มู่หรงลี่อารมณ์ดีไม่น้อย จึงให้เหล่าทหารประลองฝีมือขี่ม้ายิงธนูกัน ทั้งยังสั่งให้นำทรัพย์สินเงินทองที่ได้จากพวกโจรออกมาหีบหนึ่งเพื่อใช้เป็นรางวัลสำหรับผู้ชนะ

            ภูเขาลูกใหญ่นอกอำเภอลิ่งจือกลายเป็นสนามประลองไปทันที ทหารทั้งหลายต่างคว้าเกาทัณฑ์กระโดดขึ้นบนหลังม้า ต่อสู้กันด้วยง้าวยาวอย่างสนุกสนาน ภูมิประเทศบนเขาค่อนข้างซับซ้อน ทำให้การประลองมีรสชาติมากยิ่งขึ้น

            มู่หรงลี่นั่งอยู่ตรงกลางมองดูเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งสวมเกราะเหล็ก แขวนดาบไว้ข้างเอวต่อสู้กันอย่างดุเดือดพลางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

            ตอนที่เซียงเซียงก้าวออกมาก็เห็นนักรบกลุ่มนี้กำลังต่อสู้กับพวกเดียวกันอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับว่าเสียสติไปแล้ว นางหวาดหวั่นจนไม่กล้ามอง นางเด็ดดอกกุ้ยฮวาจำนวนหนึ่งมาผสมกับน้ำผึ้งชงเป็นชาให้มู่หรงลี่ นางไม่ได้คิดจะเอาใจเขา แต่เป็นเพราะนิสัยที่อยู่ว่างไม่ได้ คิดว่าหากมีอะไรให้ทำบ้างก็คงพอจะฆ่าเวลาไปได้

            มู่หรงลี่ดื่มชากุ้ยฮวาน้ำผึ้งและรับประทานขนมเกาลัด ในใจอดคิดไม่ได้ว่าผู้หญิงเกิดมาเพื่อประดับโลกใบนี้จริงๆ หากผู้ชายเป็นดิน ผู้หญิงก็คงเป็นดอกไม้ที่งอกออกมาจากดิน พวกนางเกิดมาพร้อมพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเน่าเปื่อยผุพังให้กลับกลายเป็นความอัศจรรย์

            แน่นอน หลันโย่วไม่มีวันทำเรื่องพวกนี้ หากหลันโย่วอยู่ ป่านนี้นางคงวิ่งเข้าไปร่วมวงต่อสู้กับพวกหานซวี่แล้ว

            ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสเช่นนี้ น่าเสียดายเหลือเกินที่ไม่มีนาง

            โจวจั๋วซึ่งอยู่ด้านข้างคว้าอาวุธขึ้นมาพลางถกแขนเสื้อขึ้น “ท่านอ๋อง จะยืดเส้นยืดสายหน่อยหรือไม่ขอรับ? พวกโจรภูเขานั่น ยังไม่ทันได้อบอุ่นร่างกายก็สิ้นท่าเสียแล้ว ไม่สะใจเลย”

            เพียงมู่หรงลี่ยื่นมือออกมาก็มีคนนำอาวุธมาส่งให้ ชายหนุ่มเอ่ยเสียงดังกังวาน “มา!”

            เหล่าทหารพากันส่งเสียงโห่ร้องสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับว่าเห็นผืนหญ้าเขียวขจีบนเขาลูกนี้เป็นสมรภูมิสำหรับลูกผู้ชายไปแล้วจริงๆ

            เซียงเซียงกำลังช่วยเปลี่ยนยาให้ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ หันมาอีกทีก็เห็นท่านอ๋องของนางกำลังตะลุมบอนอยู่กับพวกทหาร ทั้งยิงเกาทัณฑ์ ต่อสู้มือเปล่า ต้นไม้ใบหญ้ารอบด้านถูกทำลายจนเสียหาย

ฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่วฟ้า ไม่มีใครสนใจเรื่องฐานะอันสูงส่งของเขาเสียด้วยซ้ำมุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างห้ามไม่ได้

            ทุกคนเล่นสนุกกันอยู่ที่เชิงเขากว่าครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งทรัพย์สินเงินทองในหีบถูกแบ่งไปจนหมด มู่หรงลี่ถึงได้ออกคำสั่ง “กลับเข้าเมือง”

            ชายหนุ่มยังคงขี่ม้าเหมือนเช่นเคย เซียงเซียงย่อมต้องขี่ม้าตัวเดียวกับเขา มู่หรงลี่ใช้มือทั้งสองโอบเอวบางเอาไว้ เพียงออกแรงเล็กน้อยก็ยกร่างนางขึ้นไปบนหลังม้าได้อย่างง่ายดาย เหล่าโจรที่ถูกจับมาถูกขังกรงวางไว้บนรถเข็นแล้วใช้ม้าลากตามหลังมา

            เหล่าโจรภูเขาแห่งอำเภอลิ่งจือออกอาละวาดมานานแล้ว พอชาวบ้านได้ยินว่ารังโจรถูกกวาดล้างก็พากันมารอมุงดู ม้าของมู่หรงลี่เดินนำอยู่ด้านหน้าสุด สองฟากฝั่งถนนในอำเภอลิ่งจือมีผู้คนยืนออกันเต็มไปหมด

            เซียงเซียงเห็นเช่นนี้ก็รีบซุกหน้ากับอ้อมอกของมู่หรงลี่ ชาวบ้านย่อมเห็นหญิงสาวที่อยู่บนหลังม้า แต่ในเมื่อมองไม่เห็นหน้าก็พากันคาดเดาไปต่างๆ นานา เซียงเซียงเป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมเงยหน้า

มู่หรงลี่พอใจกับสัมผัสอบอุ่นและอ่อนนุ่มในอ้อมกอดมาก จึงปล่อยให้นางซุกไซ้ได้ตามอำเภอใจ

            เดินไปเรื่อยๆ จนถึงกลางถนน ขุนนางท้องถิ่นก็ออกมาต้อนรับ มู่หรงลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาคร้านที่จะพูด จึงส่งสัญญาณให้หานซวี่ออกไปรับหน้าแทน

            หานซวี่รู้นิสัยเจ้านายของตัวเองดี จึงรีบมอบตัวโจรที่จับมาได้ให้ขุนนางท้องถิ่น แต่ขุนนางท้องถิ่นก็ยังอยากให้มู่หรงลี่กล่าวอะไรสักสองสามประโยค หานซวี่ยิ้มน้อยๆ บัดซบเอ๊ย... เอี้ยนอ๋องปรารถนาอยากจะให้บุตรชายเอ่ยปากสักคำ ยังต้องแทบจะใช้มีดง้างปาก เจ้าบอกให้พูดท่านอ๋องก็พูดอย่างนั้นหรือ?

            เจ้าเป็นบิดาท่านอ๋องหรือไร

            มู่หรงลี่พาเซียงเซียงกลับไปส่งที่เรือนรับรองก่อนจะออกไปตรวจตราการตั้งค่ายของกองทัพที่นอกเมือง ถึงทหารห้าพันนายจะไม่มาก แต่หากอันธพาลห้าพันคนก่อเรื่องขึ้นก็คงวุ่นวายไม่ใช่น้อย

            เซียงเซียงอยากกลับไปดูที่บ้านเหลือเกิน แต่นางไม่กล้าบอกเขา อีกอย่างถ้ากลับไปบ้านเวลานี้... คนอื่นจะมองอย่างไร?

            กำลังคิดอยู่ ที่ด้านนอกก็มีเสียงดังขึ้น “ข้าน้อยกัวเถียน ขอเข้าพบท่านอ๋องหรือแม่ทัพท่านอื่นๆ รบกวนนายท่านช่วยเรียนให้ด้วย”

            ทหารที่เฝ้าอยู่ด้านนอกเป็นคนใต้บังคับบัญชาของเหยียนชิง ได้ยินเช่นนี้ก็กล่าวเพียงแค่ว่า “ท่านอ๋องออกไปข้างนอก ท่านแม่ทัพทั้งหลายก็ยังไม่กลับมา เจ้าเป็นใครกัน? ท่านอ๋องกับแม่ทัพของเรา เจ้าบอกว่าขอพบก็พบได้ง่ายๆ อย่างนั้นรึ!”

            เซียงเซียงถลาออกไปพลางร้องตะโกนเรียก “ท่านพ่อ!”

            กัวเถียนเห็นนางก็แทบจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ “เซียงเซียง!” เขาผลักทหารเฝ้าประตูให้พ้นทางพลางตั้งท่าจะก้าวเข้าไป ทหารคนนั้นเหลือบมองเซียงเซียงแล้วกล่าวเสียงลังเล “ยืนคุยกันตรงนี้เถิด เจ้าเข้าไปไม่ได้ แล้วก็พานางไปไม่ได้ด้วย”

            เซียงเซียงคว้ามือของกัวเถียนขึ้นมากุมไว้ น้ำตาเอ่อเต็มดวงตา “ท่านพ่อ!” นางสูดจมูก แต่พอเห็นสีหน้าห่วงใยของกัวเถียน ก็ยิ้มออกมา “ข้าไม่เป็นไร ข้าสบายดี”

            กัวเถียนเห็นว่าถึงเสื้อผ้าของนางจะเป็นเสื้อผ้าของทหาร แต่ก็ดูสะอาดสะอ้านจึงพยักหน้า ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ถามว่า “ท่านอ๋อง... บอกหรือไม่ว่าจะทำอย่างไรกับเจ้าต่อ?”

            เซียงเซียงก้มหน้าลง ผ่านไปนานค่อยกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้า ท่านอ๋อง... จะดูแลข้าเอง” บางทีหานซวี่อาจจะพูดถูก นางมองดูเส้นผมสีขาวประปรายตรงจอนผมของกัวเถียนแล้วเอื้อมมือไปสัมผัสเบาๆ ด้วยความเจ็บปวดใจ “ท่านพ่อ ได้โปรดอย่าเป็นห่วงลูก”

            กัวเถียนกุมมือนางเอาไว้พลางถอนใจยาว “เจ้าเป็นลูกสาวของพ่อ พ่อจะไม่เป็นห่วงได้อย่างไร? เซียงเซียง เรื่องอื่นๆ พ่อจะไม่ถามอะไรอีก พ่อแค่อยากบอกเจ้าว่า ท่านอ๋องไม่ใช่คนที่ชาวบ้านตัวเล็กๆ อย่างเราจะอาจเอื้อมได้ ต่อให้จวนซวิ่นอ๋องใหญ่โตแค่ไหนก็ไม่มีที่ยืนสำหรับเจ้าอยู่ดี หากท่านอ๋องเพียงแค่... ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เจ้ารับปากพ่อนะ ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็จะกลับบ้าน”

            น้ำตาของเซียงเซียงไหลทะลักออกมา สองมือกอดกัวเถียนแน่นพลางร้องไห้โฮ “ท่านพ่อ!”

            ดวงตาของกัวเถียนเอ่อคลอด้วยน้ำตา กล่าวต่อว่า “แม่เจ้าก็อยากมา แต่พ่อกลัวว่าหากมาแล้วไม่พบ นางจะยิ่งเป็นห่วง เลยให้รอข่าวอยู่ที่บ้าน ลูกรัก เชื่อฟังพ่อ ไม่ว่าภายหน้าจะเป็นอย่างไร เราก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น ไม่ว่าจะพบกับเรื่องอะไร เจ้าก็ต้องกลับมาบ้าน เจ้าเป็นเลือดในอกของพ่อ พ่อและแม่ทะนุถนอมเลี้ยงดูเจ้ามาสิบกว่าปี ยังกลัวจะต้องเลี้ยงเจ้าไปตลอดชีวิตอีกหรือ?”

            เซียงเซียงซุกหน้าเข้ากับบ่าของบิดาพลางพยักหน้ารับติดๆ กันหลายครั้ง กัวเถียนกล่าวต่อ “ท่านอ๋องกลับมาเมื่อไร เจ้าต้องถามให้รู้เรื่อง หากให้ใครไปแจ้งข่าวไม่ได้ พรุ่งนี้พ่อจะมาอีกครั้ง”

            น้ำตาของเซียงเซียงไหลไม่หยุด “อืม พรุ่งนี้ท่านพ่อไม่ต้องมาแล้ว ข้าจะให้คนไปส่งข่าวเอง”

            กัวเถียนพยักหน้าก่อนจะหยิบเงินสองก้อนกับตั๋วแลกเงินสองใบออกมาจากอกเสื้อ “พ่อมีเงินอยู่นิดหน่อย เจ้าเก็บเอาไว้ ที่จริงพ่อจะเอามาให้ตั้งแต่ก่อนเจ้าจะออกจากเมืองแล้ว... แต่ตอนนั้น...” มัวแต่ตกใจก็เลยลืมไป

            เซียงเซียงส่ายหน้า รู้ว่าบิดามารดาเก็บเงินได้ไม่ง่ายเลย ซ้ำที่บ้านยังมีน้องชายอยู่อีก กัวเถียนพยายามเกลี้ยกล่อม “เจ้าเก็บเอาไว้ ถ้ามีอะไรให้ใช้ก็ใช้ แต่ถ้าไม่ได้ใช้ กลับบ้านเมื่อใดค่อยมอบให้แม่ของ

เจ้า พ่อกับแม่ไม่อดตายหรอก”

            เซียงเซียงจำต้องรับเงินเอาไว้ กัวเถียนถอนใจ “พ่อจะกลับไปก่อน ไม่ว่าอย่างไรวันพรุ่งนี้ก็ต้องให้คนไปส่งข่าว ไม่เช่นนั้นตอนบ่ายพ่อจะมาอีก”

            เซียงเซียงพยักหน้า น้ำตาไหลลงมาเป็นสาย กัวเถียนถอนใจอีกครั้งก่อนจะจากไปด้วยความอาลัยอาวรณ์

ตอนที่ 3.3 (จบตอน)

มู่หรงลี่กลับเข้าเมืองมาในตอนเย็น

            มีหานซวี่ตามหลังมาติดๆ ทหารเฝ้าประตูรีบเข้าไปรายงานเรื่องที่กัวเถียนมาเมื่อตอนบ่ายให้เขาทราบ หานซวี่พยักหน้า เขารู้ว่ากัวเถียนเป็นห่วงบุตรสาว จึงขยับเข้าไปใกล้มู่หรงลี่แล้วเอ่ยถามอ้อมๆ “ท่านอ๋อง อีกสองวันเราก็จะกลับจิ้นหยางกันแล้ว”

            มู่หรงลี่หันมามอง ความหมายในสายตานั้นชัดเจนมาก ‘แล้วเจ้าจะทำไม?’

            หานซวี่ฝืนยิ้ม “ท่านคิดจะพากัวเซียงเซียงไปด้วยหรือว่า...ทิ้งไว้ที่นี่?”

            มู่หรงลี่อึ้งไปชั่วขณะ... ใครคือกัวเซียงเซียง? แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ “นี่เป็นเรื่องที่เจ้าต้องกังวลอย่างนั้นหรือ?”

            หานซวี่พูดไม่ออก มู่หรงลี่กล่าวต่อ “ถ้าเจ้าว่างขนาดนี้ก็ให้พาพวกที่อยู่ในค่ายออกไปวิ่งสักแปดสิบลี้”

            หานซวี่น้ำตาไหลพราก

 

            ตอนที่มู่หรงลี่กลับไปที่ห้อง

            เซียงเซียงกำลังนั่งเหม่อ พอได้ยินเสียงฝีเท้าของเขา นางก็ลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มเปิดประตูเข้ามา เซียงเซียงคิดดูแล้วก็เม้มปากเล็กน้อยก่อนจะเข้าไปช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา บ่าวรับใช้ยกน้ำเข้ามาให้ พอเห็นท่าทางของทั้งสองก็ไม่กล้ามอง เทน้ำใส่อ่างเสร็จก็รีบออกไปพร้อมปิดประตูตามหลัง

            มู่หรงลี่เหมือนจะรอให้นางเป็นฝ่ายพูดก่อน เห็นนางไม่พูดอะไรเสียที เขาก็หันไปอาบน้ำ

            เซียงเซียงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ได้ยินเสียงน้ำดังมาจากหลังฉากกั้น นางก็ก้าวเข้าไปช้าๆ ในใจรู้สึกว่าสองขาช่างหนักอึ้งเหลือเกิน

            มู่หรงลี่กำลังถูหลังอยู่ เห็นนางก้าวเข้ามาก็อึ้งไป นี่มีเรื่องอะไรกันแน่?

            เซียงเซียงขยับเข้าไปใกล้ มือเล็กๆ ขาวนุ่มจัดการผสมเมล็ดถั่วบดเป็นผงสำหรับอาบน้ำถูให้เขาเบาๆ มู่หรงลี่รู้สึกสบายไปทั้งร่าง เขาปล่อยให้มือคู่นั้นถูไปตามร่าง ผ่านไปครู่ใหญ่ เซียงเซียงถึงได้เอ่ยขึ้นเสียงเบา “วันนี้... พ่อของข้ามา”

            มู่หรงลี่รอให้นางพูดต่อ นางเห็นเขาไม่มีทีท่าไม่พอใจก็กล่าวต่อว่า “เขา… เขาอยากรู้ว่า ข้ายังจะกลับไปบ้านอีกหรือไม่?”

            มู่หรงลี่ถาม “เขาอยากรู้? แล้วเจ้าไม่อยากรู้อย่างนั้นหรือ?”

            เซียงเซียงก้มหน้าเงียบ มู่หรงลี่ถามต่อ “เจ้ายังอยากกลับบ้านอีกหรือ?”

            เซียงเซียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่ามกลางไอร้อนกรุ่น แผ่นหลังของเขากว้างและแข็งแกร่งเหลือเกิน หญิงสาวหน้าแดงก่ำไม่กล้ามอง ผ่านไปนานถึงได้กล่าวเสียงเบา “ข้า… ข้าแล้วแต่ท่านอ๋อง”

            กลับไปแล้วจะทำอย่างไร ท่านพ่อท่านแม่คงต้องทนต่อสายตาของผู้อื่นต่อไปเรื่อยๆ นางเองก็คงต้องทนฟังคำพูดสกปรกพวกนั้น และต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การดูถูกดูแคลนของผู้อื่นไปชั่วชีวิต

            คำตอบของนางทำให้มู่หรงลี่พอใจไม่น้อย “ในเมื่อพ่อของเจ้ามาหา พรุ่งนี้ก็กลับไปเยี่ยมเขาที่บ้านเสียหน่อยเถอะ”

            มือที่กำลังถูหลังให้ชายหนุ่มชะงักไป... หมายความว่าอย่างไร?

            มู่หรงลี่ไม่พูดอะไรอีก ปล่อยให้นางถูหลังไปเรื่อยๆ แรงนวดจากมือเล็กคู่นั้นทำให้เขารู้สึกสบาย ไม่นานก็ก้มลงซบกับขอบอ่างแล้วหลับตาลง ดูเหมือนว่าเขาจะหลับไปแล้ว

 

            วันรุ่งขึ้น

            หานซวี่ โจวจั๋ว เหยียนชิงพาผู้ใต้บังคับบัญชามาที่เรือนรับรองแต่เช้า มู่หรงลี่ล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยแล้ว บ่าวรับใช้ของเรือนรับรองกำลังเตรียมอาหารเช้า แต่เขากลับเอ่ยขึ้นว่า “ไป”

            ทหารทั้งกลุ่มเคยชินกับการออกเดินทันทีที่ได้รับคำสั่ง พวกเขาลุกพรวดขึ้นเตรียมเดินตามชายหนุ่มออกไปทันที มู่หรงลี่หันกลับมามองเซียงเซียงที่ยังยืนตะลึงอยู่ หญิงสาวเห็นเข้าก็รีบเดินตาม

            จุดหมายปลายทางอยู่ไม่ไกลนัก พวกเขาจึงไม่ได้ขี่ม้าไป แต่เมื่อมีทหารหกสิบคนที่พกอาวุธเต็มพิกัดเดินตามหลังมา ก็ออกจะเตะตาผู้คนไม่น้อย

            เซียงเซียงก้มหน้าเดินตามหลังมู่หรงลี่ไปเรื่อยๆ ชายหนุ่มเดินเร็วมาก นางต้องวิ่งเหยาะๆ ถึงจะตามทัน

            ไม่นานนัก ร้านเต้าหู้ตระกูลกัวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เซียงเซียงอดหวาดหวั่นไม่ได้ แต่มู่หรงลี่กลับเดินตรงเข้าไปทันที ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ร้านกำลังยุ่งมากที่สุด ในร้านมีผู้คนอยู่มากมาย กัวเถียนหันมาเห็นคนที่กำลังเดินเข้ามาก็ชะงัก จากนั้นเขาก็เห็นเซียงเซียงเดินตามมาด้านหลัง

            เขารีบก้าวเข้าไปทำความเคารพ “ซวิ่นอ๋อง”

            มู่หรงลี่ไม่รอให้อีกฝ่ายคุกเข่า เอ่ยตัดบททันที “ไม่ต้องมากพิธี” จากนั้นก็พยักพเยิดเป็นสัญญาณบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่า... หาที่ให้ข้านั่งซะ!

            ยามนี้ในร้านเต็มไปด้วยผู้คน ไม่มีที่นั่งเหลืออยู่เลย กัวเถียนคิดดูแล้วก็เชิญพวกเขาเข้าไปในครัว ในห้องครัวมีโต๊ะเก้าอี้ ถึงจะมีข้าวของอยู่มากมาย แต่ก็สะอาดสะอ้านดี

            มู่หรงลี่นั่งลงตรงหน้าโต๊ะ นางกัวเฉินซื่อกับกัวหยางตะลึงงันอยู่กับที่

            นี่มัน?

            กัวเถียนให้พวกเขาออกไปต้อนรับแขก รอจนทั้งคู่ออกไปแล้วถึงได้เอ่ยเสียงเบาว่า “วันนี้ท่านอ๋องมาเยือน...”

            มู่หรงลี่ตัดบท “ไม่ต้องมัวพูดจาเยิ่นเย้อ ถ้าข้าจะตบแต่งบุตรสาวเจ้าเป็นอนุภรรยา เจ้ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง?”

            “หา?” กัวเถียนตะลึงงันไป

            เซียงเซียงที่อยู่ด้านข้างก็ตะลึงไปเช่นกัน โจวจั๋วปรายตามองหานซวี่ หานซวี่มองกลับมาด้วยสายตาที่แฝงด้วยความหมายลึกล้ำ เหยียนชิงมองซ้ายทีขวาทีด้วยความงุนงง

            ผ่านไปครู่ใหญ่กัวเถียนถึงได้รู้สึกตัว รีบคุกเข่าลง “ท่านอ๋อง

เซียงเซียงเป็นเพียงบุตรสาวชาวบ้านธรรมดา ไม่คู่ควรกับจวนซวิ่นอ๋องอันสูงส่ง! ท่านอ๋องโปรดยกเลิกคำสั่งด้วย”

            แววตาเยือกเย็นของมู่หรงลี่จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของกัวเถียน โจวจั๋วกับหานซวี่ก้าวออกไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง โจวจั๋วตะคอกเสียงหนัก “บังอาจ! คนแซ่กัว! ท่านอ๋องอุตส่าห์พูดดีๆ กับเจ้า แต่เจ้ากลับไม่ให้เกียรติท่านเช่นนี้! ไม่รักชีวิตแล้วหรือ!”

            กัวเถียนค้อมกายลงโขกศีรษะ สีหน้าของมู่หรงลี่ไร้ความรู้สึก ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ถามว่า “มีเหตุผลอะไร?”

            กัวเถียนกล่าวว่า “ท่านอ๋อง บ้านเรือนสูงส่งไม่เหมาะปลูกวัชพืชริมทาง ข้าน้อยวิงวอนให้ท่านอ๋องทิ้งเซียงเซียงไว้ที่อำเภอลิ่งจือ บัดนี้เซียงเซียง... คงแต่งกับใครไม่ได้อีกแล้ว ข้าน้อยกับภรรยายินดีดูแลบุตรสาวไปชั่วชีวิต หากท่านอ๋อง... คิดถึงนางขึ้นมาและอยากรับไปอยู่ด้วยสักสองสามวัน ต่อให้อยู่ห่างไกลเป็นพันลี้หมื่นลี้ ข้าน้อยก็จะส่งนางไป จากนั้นค่อยรับนางกลับมา ท่านอ๋องโปรดเมตตาด้วย!”

            มู่หรงลี่หัวเราะ “จวนซวิ่นอ๋องของข้ามีเสือ มีหมาป่าหรืออย่างไร? ถึงทำให้เจ้าหวาดกลัวเพียงนี้?”

            กัวเถียนโขกศีรษะติดๆ กันหลายครั้ง “ท่านอ๋อง...”

            มู่หรงลี่ไม่รอให้เขาพูดอะไรอีก ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้น “เจ้าไม่เห็นด้วยก็เป็นเรื่องของเจ้า ข้าจะพานางไปเดี๋ยวนี้ ให้เป็นนางบำเรอก็แล้วกัน จะได้ไม่ต้องยุ่งยาก”

            สีหน้าของกัวเถียนเปลี่ยนไปทันที มู่หรงลี่หันกายเดินออกจากห้อง กัวเถียนตั้งท่าจะวิ่งตาม แต่เซียงเซียงห้ามเอาไว้ “ท่านพ่อ ข้า… ข้ายินดีติดตามท่านอ๋องไปเอง จริงๆ แล้ว...” นางกัดฟันก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “จริงๆ แล้วท่านอ๋องดีต่อข้ามาก เพียงแต่ท่านอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่านั้น ข้า… ข้าเองก็เต็มใจอยู่กับท่านอ๋อง เรา....” ดวงตาของนางคลอด้วยน้ำตา แต่น้ำเสียงที่พูดหนักแน่นมาก “เรามีใจให้กัน ท่านพ่อ ท่านอย่าได้เป็นห่วงอีกเลย”

            กัวเถียนกุมมือนางไว้ ใบหน้าแข็งแกร่งของลูกผู้ชายมีน้ำตาไหลลงมาเป็นสาย “เซียงเซียง ช้าเร็วท่านอ๋องก็ต้องตบแต่งพระชายา ถึงตอนนั้นเจ้าจะทำอย่างไร?”

            เซียงเซียงยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเขา หัวใจเจ็บปวดเหมือนถูกมีดกรีด “ท่านพ่อ ข้าต้องไปแล้ว ถ้าช้ากว่านี้ท่านอ๋องจะไม่พอใจ ข้าต้องมีชีวิตที่มีความสุขแน่”

            กัวเถียนพูดไม่ออก เห็นบุตรสาวหันกายวิ่งออกไป หานซวี่กับโจวจั๋วรออยู่ที่หน้าประตู คนในร้านเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงพากันหันมามองเป็นตาเดียว

            หานซวี่ส่งสายตาบุ้ยใบ้ให้เซียงเซียง หญิงสาวกัดริมฝีปากล่างแล้วก็วิ่งตามมู่หรงลี่ออกไป นางสูดหายใจลึกก่อนจะคว้ามือของเขาเอาไว้ มู่หรงลี่ชะงักไปเล็กน้อย นางรีบเอ่ยขอร้องเสียงเบา “ท่านพ่อของข้า... ไม่ได้ตั้งใจ เขา… เขาไม่รู้ว่าท่านอ๋องเป็นคนเช่นไร” โชคดีที่ท่านพ่อไม่รู้ หากรู้คงยิ่งไม่มีทางยอมหรอก!

            มู่หรงลี่ถูกมือเล็กๆ อ่อนนุ่มเหมือนไร้กระดูกคู่นั้นพัวพันเอาไว้จึงเดินช้าลง พอได้ยินเช่นนี้ก็หยุดอยู่กับที่ เซียงเซียงรวบรวมความกล้าเอ่ยขอร้องเสียงเบา “ท่านอ๋อง ไหนๆ ก็มาแล้ว รับประทานอาหารเช้าก่อนค่อยกลับเถิด ได้หรือไม่เจ้าคะ?”

            มู่หรงลี่แค่นเสียงเย็น เซียงเซียงร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา จากไปครั้งนี้คงต้องเข้าเมืองหลวง ไม่รู้เมื่อใดถึงจะได้กลับมาลิ่งจืออีก นางยังไม่ได้พูดอะไรกับมารดา น้องชาย และพี่สาวเลยสักคำ

            เซียงเซียงน้ำตาคลอ “ท่านอ๋อง ท่านมีน้ำใจกว้างขวาง อย่าได้ถือสาท่านพ่อของข้าเลย”

            โจวจั๋วกับหานซวี่หันไปเลิกคิ้วส่งสายตาให้กัน เหยียนชิงได้แต่เบิกตากว้าง... โอ๊ยโหยว ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!

 

            มู่หรงลี่ยอมเดินกลับมา แต่สีหน้าไม่สู้ดีนัก

            ท่าทางเหมือนอาจจะกัดใครสักคนได้ทุกเมื่อ

            โจวจั๋ว หานซวี่ เหยียนชิงพากันเหลือบมองกัวเถียน ความหมายในสายตานั้นชัดเจนมาก... เหล่ากัว หัวของเจ้ายังแข็งดีอยู่หรือไม่?

            มู่หรงลี่นั่งลงที่โต๊ะอีกครั้ง พวกโจวจั๋วรีบตามไปยืนอยู่ข้างหลัง เซียงเซียงส่งสายตาให้บิดาก่อนจะไปตักเต้าฮวย เติมเครื่องปรุงให้เขาด้วยตัวเอง ชามที่ใช้ย่อมเป็นชามใหญ่ที่คนตระกูลกัวใช้กัน

            มู่หรงลี่มองเต้าฮวยตรงหน้าด้วยสายตาพึงพอใจ... ชามใบนี้ใหญ่กว่าชามที่เขาเคยกินตอนมาครั้งแรกมาก เซียงเซียงส่งตะเกียบกับช้อนให้ ชายหนุ่มชิมดูคำหนึ่ง รู้สึกว่ารสชาติไม่เลวจึงไม่สนใจกัวเถียนที่ยืนอยู่ด้านข้างอีก

            เซียงเซียงย่อมไม่ปล่อยให้พวกโจวจั๋วยืนรอกันอยู่เฉยๆ นางจึงยกเต้าฮวยมาให้พวกเขาคนละชาม ชายหนุ่มทั้งหลายพากันก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้า ในที่สุดนางก็มีเวลาไปพูดคุยกับนางกัวเฉินซื่อกับ

กัวหยาง

            คนทั้งครอบครัวไม่สนใจจะต้อนรับแขกอีก เซียงเซียงรู้ว่าเวลามีจำกัด มู่หรงลี่คุ้นชินกับการเดินทัพ กินอะไรก็รวดเร็วไปหมด นางจึงรีบกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าต้องตามท่านอ๋องไปจิ้นหยาง ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วข้าจะส่งจดหมายมาให้ อย่าได้ยั่วโทสะหรือต่อต้านท่านอ๋องอีกนะเจ้าคะ”

            กัวเถียนทำท่าจะพูดอะไร แต่เซียงเซียงตัดบทว่า “ท่านพ่อ ข้าเข้าใจทุกอย่างดี”

            กัวเถียนถอนใจคำหนึ่ง ในที่สุดก็ไม่พูดอะไรอีก นางกัวเฉินซื่อคว้ามือของเซียงเซียงมากุมไว้พลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา “แม่จะไปเก็บข้าวของให้ จะปล่อยให้เจ้าไปมือเปล่าได้อย่างไร”

            เซียงเซียงพยักหน้า ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทันหรือไม่ แต่คิดดูแล้วน่าจะไม่ทันมากกว่า

            นางกัวเฉินซื่อเดินกลับไปที่บ้าน กัวหยางคว้ามือเซียงเซียงไว้ “พี่ ผู้ชายคนนั้นเขาเป็นใคร?”

            “ท่านคือซวิ่นอ๋องมู่หรงลี่” เซียงเซียงตอบ

            ดวงตาของกัวหยางเปล่งประกายเจิดจ้า “อูย! เขาคือมู่หรงลี่เชียวรึ! ได้ยินว่าเขาร้ายกาจมากเลย!”

            เซียงเซียงค่อยหายเศร้าโศกไปบ้าง “อย่าพูดเหลวไหล”

            แต่กัวหยางอดใจได้เสียที่ไหน “พี่ ต่อไปเขาก็เป็นพี่เขยของข้าแล้วใช่หรือไม่?”

            ใบหน้าของเซียงเซียงแดงก่ำขึ้นทันที นางร้องดุเสียงเบา “อย่าพูดจาเหลวไหล!”

            กัวหยางกระโดดโลดเต้นเข้าไปในห้องครัว มู่หรงลี่กำลังกินอาหารเช้าอยู่ กัวหยางไปยืนแอบมองอยู่ด้านข้างก่อนจะถามว่า “ท่านคือท่านซวิ่นอ๋องมู่หรงลี่ตัวจริงเลยหรือ?”

            มู่หรงลี่เงยหน้าขึ้น เห็นว่าเป็นเด็กชายคนหนึ่ง หานซวี่ที่ด้านข้างเกรงว่าท่านอ๋องจะกัดใครเข้าจึงรีบเอ่ยว่า “เป็นน้องชายของแม่นางกัว ชื่อกัวหยาง”

            มู่หรงลี่พยักหน้า “ใช่… เป็นข้าเอง”

            ดวงตาของกัวหยางส่องประกายระยิบระยับ “เป็นท่านจริงๆ! ข้ามีโอกาสได้พบตัวจริงของท่านด้วย!”

            มู่หรงลี่แค่นเสียงเย็น เมื่อก่อนตอนที่พบข้าเจ้ามัวแต่ทำอะไรอยู่?

            แต่กัวหยางกลับเอาแต่มองมู่หรงลี่ด้วยความปลาบปลื้ม “ได้ยินว่าชาวซีจิ้งแค่ได้ยินชื่อของท่านก็ต้องล่าถอยไปสามสิบลี้ เป็นความจริงหรือไม่?”

            มู่หรงลี่ไม่ชอบให้ใครมาพูดด้วยตอนที่กำลังกินอาหาร พอชายหนุ่มขมวดคิ้ว หานซวี่ก็ชิงเอ่ยขึ้นก่อน “เจ้าหนู หุบปากซะ!”

            แต่กัวหยางก็ยังเอาแต่เดินวนไปมารอบตัวอีกฝ่ายเหมือนลูกสุนัข “ท่านจะมาเป็นพี่เขยของข้าอย่างนั้นหรือ?”

            “พี่เขย?” ท่าทางของมู่หรงลี่เหมือนกำลังได้ยินเรื่องที่น่าสนใจมาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะไม่อาละวาด “อืม คิดว่าใช่กระมัง”

            ดวงตาของกัวหยางทอประกายเจิดจ้า “พี่เขย ข้าตามท่านไปทำศึกด้วยได้หรือไม่?”

            มู่หรงลี่วางตะเกียบลง “เจ้าอยากเป็นทหาร?”

            แววตาของกัวหยางเต็มไปด้วยความหวัง “ใช่! ข้าอยากไปสังหารชาวซีจิ้งกับพวกท่าน!”

            มู่หรงลี่ปรายตามองเขาหลายครั้งก่อนจะพูดว่า “เด็กเกินไป รอให้เจ้าโตกว่านี้ก่อนเถอะ”

            กัวหยางดีใจมาก “โตแค่ไหน? พี่เขย ข้าต้องโตแค่ไหน?”

            มู่หรงลี่ยกมือขวาขึ้นทำท่าให้ดู “สูงประมาณนี้”

            กัวหยางอยากจะโตเสียเดี๋ยวนั้น “พี่เขย ถ้าข้าสูงขนาดนั้นแล้ว จะไปหาท่านได้ที่ไหน?”

            “จิ้นหยาง” มู่หรงลี่ตอบ

            กัวหยางรีบคุกเข่าลงคำนับด้วยความดีใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มอย่างปิดไม่มิด “ถ้าอย่างนั้นท่านก็รับปากแล้ว ข้าคุกเข่าให้ท่านแล้ว ท่านเป็นพี่เขยของข้า ห้ามหลอกข้าเด็ดขาด!”

            มู่หรงลี่รู้สึกว่าน่าสนใจไม่น้อย “พูดแล้วไม่คืนคำ”

            เจ้าหนู เจ้าคิดว่าสนุกอย่างนั้นหรือ? ชาวซีจิ้งได้ยินชื่อข้าก็ล่าถอยไปสามสิบลี้เพราะข้าใช้ไฟเผาเมืองเจี้ยนหมิง ชาวเจี้ยนหมิงกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นคนต้องสิ้นชีพอยู่ในกองเพลิง

            ถ้าเจ้าคิดว่าสนุก? หวังว่าอีกหลายปีต่อจากนี้ เมื่อเจ้าได้ยืนมองเปลวเพลิงแผดเผาเมืองทั้งเมือง ทั้งเด็กและคนชราต่างกระเซอะกระเซิงวิ่งเตลิดหนีเอาชีวิตรอด หวังว่าเจ้าจะยังมีความสุขอยู่นะ ฮ่าฮ่าฮ่า

ตอนที่ 4.1

กัวหยางกำลังคุกเข่าอยู่ กัวเถียนก็มาไล่เขาออกไป

            จากนั้นตัวเขาเองก็คุกเข่าลงตรงหน้ามู่หรงลี่แทน ในเมื่อไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีก ซ้ำอีกฝ่ายก็ตัดสินใจแล้วว่าต้องพาเซียงเซียงไปให้ได้ ถ้าอย่างนั้นเป็นอนุภรรยาย่อมต้องดีกว่าเป็นนางบำเรอแน่

            กัวเถียนเป็นคนที่เข้าใจสถานการณ์ดี หากการก้มหัวต่อหน้า

มู่หรงลี่จะช่วยให้บุตรสาวมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ เพียงกล่าววิงวอนสักสองสามประโยคจะเป็นอะไรไป

            มู่หรงลี่กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน กัวเถียนโขกศีรษะ “ท่านอ๋อง...” อยากถามว่าที่เมื่อครู่ท่านบอกว่าจะแต่งเซียงเซียงเป็นอนุภรรยายังมีผลอีกหรือไม่ แต่คิดอยู่นาน เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปาก

            เซียงเซียงเข้ามาเห็นบิดากำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น น้ำตาก็เอ่อขึ้นมาทันที แต่มู่หรงลี่กลับไม่รู้สึกว่าการปล่อยให้พ่อตาคุกเข่าอยู่ตรงหน้ามีอะไรไม่เหมาะสม เขาเอ่ยขึ้นว่า “ตอนนี้จะพูดเรื่องสินสอดได้หรือยัง?”

            กัวเถียนถอนใจโล่งอก รู้ว่าอีกฝ่ายยินดีมอบฐานะที่ถูกต้องให้บุตรสาว ก็รีบกล่าวอย่างนอบน้อม “เรียนท่านอ๋อง... การแต่งอนุภรรยามีประเพณีไม่มาก ถึงครอบครัวของข้าน้อยจะไม่ร่ำรวย แต่ก็นับว่าพอมีกินมีใช้ หวังเพียงแค่ว่า...”

            ยังพูดไม่ทันจบ มู่หรงลี่ก็หมดความอดทน “ข้าแต่งอนุเข้าบ้าน เกี่ยวอะไรกับฐานะของครอบครัวเจ้าด้วย?”

            กัวเถียนยังอยากจะพูดต่อ แต่เซียงเซียงกลับเป็นฝ่ายเอ่ยเสียงเบาขึ้นก่อน “การแต่งอนุภรรยาไม่มีประเพณีกำหนดแน่นอนตายตัว ท่านอ๋องเพียงนำสินสอดมามอบให้แล้วนำเกี้ยวหลังเล็กมารับไปเท่านั้นก็พอ”

            กล่าวจบ ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ มู่หรงลี่พยักหน้า “ข้ารับบัญชามาปราบโจรที่ลิ่งจือ ไม่อาจรั้งอยู่นาน พรุ่งนี้ข้าจะให้คนนำสินสอดมามอบให้ วันมะรืนค่อยรับเข้าบ้าน”

            กัวเถียนฟังแล้วอดซาบซึ้งใจไม่ได้ เขาโขกศีรษะคำนับอีก “ขอบพระทัยท่านอ๋อง”

            มู่หรงลี่ลุกขึ้นเตรียมจากไป เซียงเซียงไม่รู้ว่าควรตามไปดีหรือไม่ เขาปรายตามองนางครั้งหนึ่งก่อนจะพูดว่า “วันมะรืนจะมารับ”

            เซียงเซียงรู้ว่าเขาอนุญาตให้นางอยู่ที่บ้านได้สองวัน สีหน้าจึงเบิกบานขึ้นมาทันที “ขอบพระทัยท่านอ๋อง”

 

            เรื่องที่ซวิ่นอ๋องมาเยือนร้านเต้าหู้ตระกูลกัว ทำให้กัวเถียนมีชื่อเสียงโด่งดังในชั่วพริบตา

            แขกที่มาร้านต่างแอบพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ สายตาก็เอาแต่จับจ้องอยู่ที่ร่างของเซียงเซียงราวกับแมลงวันเห็นน้ำตาล

            กัวหยางตามตื๊อถามนั่นถามนี่จากเซียงเซียงไม่เลิก “พี่ ท่านอ๋องแต่งกับพี่แล้ว พี่ก็ต้องไปอยู่ที่จวนซวิ่นอ๋องใช่หรือไม่?”

            เขายังเด็ก ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ ดีใจก็พูดออกมาเสียงดัง ได้ยินเช่นนี้ รอบด้านก็บังเกิดความวุ่นวายขึ้นทันที เพื่อนบ้านที่คุ้นเคยกันดีตะโกนถามว่า “เหล่ากัว ซวิ่นอ๋องจะแต่งกับเซียงเซียงอย่างนั้นหรือ?”

            ทุกคนแย่งกันพูดจนเกิดเสียงดังเซ็งแซ่ มีคนหยอกล้อว่า “มิน่าถึงได้ตามกองทัพออกจากเมือง ซ้ำยังถอนหมั้นจากตระกูลหม่า คงเพราะพบกิ่งไม้สูงสินะ เยี่ยมจริงๆ เหล่ากัว! อำเภอลิ่งจือเล็กๆ ของเราก็มีหงส์ทองคำด้วย!”

            สีหน้าของกัวเถียนแดงก่ำ “พูดเหลวไหลอะไรกัน เราถอนหมั้นจากบ้านหม่าเพราะจำเป็นต่างหาก”

            แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไร กล่าวด้วยรอยยิ้มต่อว่า “ใช่แล้ว ตอนนั้นซวิ่นอ๋องผู้นี้ก็เป็นคนส่งเซียงเซียงกลับมา จุ๊ๆ เป็นบุพเพสันนิวาสที่ฟ้าประทานให้จริงๆ”

            ทันใดนั้น เสียงอวยพรก็ดังเซ็งแซ่ไปทั่วร้าน

 

            ข่าวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็มีขุนนางท้องถิ่นนำของขวัญมามอบให้เซียงเซียงถึงบ้าน

            กัวเถียนใช้ชีวิตอย่างสง่าผ่าเผยมาชั่วชีวิตก็จริง แต่เขาก็เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น เคยได้รับความสนใจจากขุนนางเสียที่ไหน

            ชั่วขณะนั้น ลูกผู้ชายผู้สง่าผ่าเผยเลยทำอะไรไม่ถูก

            กำลังวุ่นวายกับการเชื้อเชิญขุนนางทั้งหลายให้เข้าไปดื่มน้ำชาในร้าน หานซวี่กับโจวจั๋วก็เดินนำทหารสองคนแบกหีบไม้ใบหนึ่งเข้ามา

            ทุกคนพากันเงียบเสียงลงทันที หานซวี่กับโจวจั๋วไม่เคยนำสินสอดไปมอบให้ใครมาก่อน ทหารสองคนจะรู้อะไรเสียที่ไหน พวกเขาจึงพูดเพียงแค่ว่า “ท่านกัว นี่เป็นสินสอดที่ท่านอ๋องมอบให้คุณหนูเซียงเซียง”

            กัวเถียนรีบเดินเข้ามารับ คนอื่นๆ ก็พากันล้อมวงเข้ามาดู พอเห็นว่าสินสอดนั้นมีจำนวนเท่าไร พวกเขาก็อดผิดหวังไม่ได้ สินสอดของท่านอ๋อง ตามหลักแล้วไม่ควรน้อย แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะส่งหีบมาเพียงใบเดียว

            หรือว่าตอนนี้ท่านอ๋องไม่ได้อยู่ที่จวน ทำอะไรก็คงต้องให้เรียบง่ายไว้ก่อน?

            กัวเถียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่กัวหยางอายุยังน้อย อยากรู้อยากเห็น จึงเอื้อมมือไปเปิดฝาหีบใบนั้นออก หีบไม่ได้ใส่กุญแจเอาไว้ เพียงออกแรงเล็กน้อย ก็เปิดได้อย่างง่ายดาย

            ทันใดนั้น ทุกคนก็เห็นเพชรนิลจินดาเต็มหีบ ทั้งเงินทอง เพชรพลอย มุกแท้ มรกต หยกงาม หินโมราสีแดง ส่องประกายระยิบระยับจนตาพร่า

            นี่ถ้าเอาไปแลกเป็นเงินต้องไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นตำลึงทองเป็นแน่!

            กัวเถียนใจสั่น ท่านอ๋องผู้นี้ ช่าง...

            แต่เซียงเซียงกลับรู้ดีกว่าบิดา... เขาคงจะให้คนยกสมบัติที่ได้มาจากรังโจรมาทั้งหีบล่ะสิท่า

            เหล่าขุนนางพากันล้อมวงเข้ามาดูสมบัติในหีบใบนั้นพลางส่งเสียงชื่นชม ใครคนหนึ่งกล่าวขึ้นเสียงเบาว่า “ท่านอ๋องผู้นี้...” ทำไมถึงไม่ชอบบุตรสาวของบ้านข้านะ!

            กัวเถียนพูดคุยกับทุกคนรอบหนึ่ง หลังจากเหล่าขุนนางท้องถิ่นจากไป นายอำเภอลิ่งจือก็มาเยือน นางกัวเฉินซื่อเก็บเสื้อผ้าของเซียงเซียงกลับมาก็พบว่าในร้านมีผู้คนอยู่เต็มไปหมด

            นางตกใจมาก คิดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จึงรีบเร่งฝีเท้าเดินเข้าไป แต่แล้วก็ต้องพบว่ามีคนแปลกหน้ามากมายกำลังล้อมกัวเถียนเอาไว้ สีหน้าของแต่ละคนดูนอบน้อมมาก บรรยากาศก็ดูสนิทสนมกันดี

            นางกัวเฉินซื่อถอนใจโล่งอก จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาเซียงเซียงที่ยืนอยู่กับกัวเถียน พอเซียงเซียงเล่าเรื่องที่ตัวเองกำลังจะแต่งงานให้ฟัง สีหน้าของนางกัวเฉินซื่อก็เต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม นางกอดบุตรสาวเอาไว้พลางพูดติดๆ กันว่า “เช่นนี้ก็ดีแล้ว ดีแล้ว อย่างน้อยก็มีฐานะที่ถูกต้อง ถึงจะเป็นอนุภรรยา แต่… แต่ตระกูลที่มีฐานะสูงส่งเช่นนั้น เรายังหวังจะเรียกร้องอะไรอีก”

            อ้อมกอดของมารดาทำให้เซียงเซียงสบายใจขึ้นมาก กัวเถียนถูกผู้คนมากมายห้อมล้อม คิ้วที่ขมวดแน่นมาหลายวันเพราะเรื่องของบุตรสาวเพิ่งจะคลายออก ใบหน้าของมารดาก็ประดับด้วยรอยยิ้ม เมฆหมอกดำครึ้มที่ปกคลุมอยู่เหนือบ้านตระกูลกัวมานานก็พลันสูญสลาย แสงแดดสดใสเริ่มสาดส่องลงมา

            เซียงเซียงก้มหน้าลง ที่แท้คำพูดของหานซวี่ก็ถูกต้อง ในมือของท่านอ๋องมีทุกสิ่งทุกอย่างที่นางคาดไม่ถึง แค่เพียงมอบให้สักเล็กน้อย ก็สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดของนางและบิดามารดาได้

            เพชรนิลจินดาหีบนี้ ต่อให้คนตระกูลกัวไม่กินไม่ดื่มไปตลอดชาติก็คงหามาไม่ได้ แต่เขาเพียงแค่ชี้นิ้วก็สามารถยกมาตบแต่งอนุภรรยาได้ตามอำเภอใจ

            ใครๆ ต่างคิดว่าเขาโปรดปรานนาง เขาโปรดปรานนางจริงๆ หรือ?

            รอจนผู้คนที่มาแสดงความยินดีจากไป ร้านเต้าหู้ตระกูลกัวค่อยกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง วันนี้ที่ร้านย่อมไม่ได้ทำเต้าหู้ กัวเถียนกับนางกัวเฉินซื่อฉุดมือเซียงเซียงให้นั่งลง ผ่านไปครู่ใหญ่ นางกัวเฉินซื่อค่อยเอ่ยขึ้นว่า “วันมะรืนก็จะแต่งงานแล้ว ต่อไปเจ้าก็เป็นคนของซวิ่นอ๋องไม่ว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างไร เจ้าก็ต้องทำหน้าที่ของภรรยาให้ดีที่สุด”

            เซียงเซียงพยักหน้า นางกัวเฉินซื่ออบรมให้รู้จักปรนนิบัติสามีดูแลลูกๆ เซียงเซียงก็ก้มหน้าฟัง ที่ด้านนอกมีเสียงประทัดดังครึกครื้น ตามมาด้วยเสียงทหารตะโกนว่า------วันมะรืนซวิ่นอ๋องจะแต่งอนุเข้าบ้าน งานเลี้ยงจะถูกจัดขึ้นบนท้องถนน ใครๆ ก็สามารถมาร่วมฉลองได้

            ทุกคนที่ได้ยินต่างพากันโห่ร้องด้วยความยินดี

            ถึงตอนบ่ายก็มีแขกมาเยือนอีก กัวเถียนเปิดประตูออกไปก็พบว่าเป็นอวี๋ชิ่ง ที่ด้านหลังยังมีฮูหยินเฒ่าตระกูลอวี๋ตามมาด้วย ทั้งสองเห็นกัวเถียนก็พากันส่งยิ้มให้ “พี่กัว ได้ยินว่าเซียงเซียงจะแต่งงานแล้ว เราก็เลยนำของขวัญมามอบให้” ฮูหยินเฒ่าตระกูลอวี๋มีวาทศิลป์เป็นเลิศ สีหน้าท่าทางเต็มไปด้วยความเมตตาอ่อนโยน “ข้าเห็นเซียงเซียงมาตั้งแต่เด็ก ไม่ต่างอะไรจากลูกของตัวเอง นางจะแต่งงานแล้ว นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อยของตระกูลอวี๋”

            ตั้งแต่เห็นพวกเขา สีหน้าของกัวเถียนก็เคร่งขรึมลง ได้ยินคำพูดนี้สีหน้าก็ไม่ดีขึ้นสักเท่าใด “ขอบคุณ แต่ไม่จำเป็น เซียงเซียงของเราจะแต่งงาน ท่านอ๋องเตรียมทุกอย่างเอาไว้เรียบร้อยแล้ว พวกท่านเอา

กลับไปเถิด”

            มือของฮูหยินเฒ่าตระกูลอวี๋ที่ถือห่อข้าวของเอาไว้ชะงักค้างกลางอากาศ สีหน้าเต็มไปด้วยความอิหลักอิเหลื่อ

            กัวเถียนไม่อยากถือสาเรื่องในอดีต แต่กับคนที่ทำร้ายบุตรสาวของตัวเอง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจอภัยให้ได้

            หากไม่ใช่เซียงเซียงได้แต่งเข้าไปในตระกูลสูง วันนี้พวกเขาจะมาหรือ

            ฮูหยินเฒ่าตระกูลอวี๋รู้ว่ากัวเถียนโกรธจึงได้แต่กล่าวกับเซียงเซียงด้วยรอยยิ้ม “เซียงเซียง เรื่องในอดีต ป้าเป็นคนผิดต่อเจ้า เจ้าเป็นเด็กดี อย่าได้เคียดแค้นป้าเลย ที่จริงแล้วชิ่งเอ๋อก็ไม่ได้อยากทำเช่นนี้ แต่เรา... จะว่าไป หากไม่ใช่ชิ่งเอ๋อหลีกทางให้ เจ้าก็คงไม่ได้พบเนื้อคู่ที่ดีเช่นนี้หรอก”       

            คำพูดนี้ทำให้ไฟโทสะของกัวเถียนลุกโชนขึ้นทันที “พูดแบบนี้หมายความว่าเซียงเซียงต้องขอบคุณพวกท่านสินะ?”

            ฮูหยินเฒ่าตระกูลอวี๋รู้ตัวว่าพูดผิดไป แต่ยังพยายามรักษารอยยิ้มเอาไว้ “ข้าบอกว่าบุพเพสันนิวาสเป็นสิ่งที่ถูกลิขิตเอาไว้แล้วต่างหาก คนมีวาสนาเช่นเซียงเซียงย่อมไม่มีทางแต่งเข้ามาในตระกูลเล็กๆ แน่ ตระกูลอวี๋ของเราไร้วาสนาเอง”

            กัวเถียนแค่นเสียงคำหนึ่ง เซียงเซียงจำต้องกล่าวว่า “ท่านป้าอวี๋ น้ำใจของท่านข้าขอรับไว้ด้วยใจ เอาข้าวของกลับไปเถิด”

            ฮูหยินเฒ่าตระกูลอวี๋เห็นว่าสิ้นหนทางแล้วจริงๆ อีกฝ่ายไม่ให้พวกนางเหยียบเข้าไปในบ้านเสียด้วยซ้ำ จึงได้แต่หันหลังจากไปด้วยท่าทางเก้อๆ อวี๋ชิ่งเหลือบมองเซียงเซียงครั้งหนึ่ง เขาทำท่าเหมือนอยากพูดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ได้แต่เก็บงำเอาไว้แล้วเดินตามมารดาไปเงียบๆ

            ทั้งสองออกจากบ้านตระกูลกัวมาได้ไม่นาน ฮูหยินเฒ่าตระกูลอวี๋ก็ร้องขึ้นด้วยความเคียดแค้น “ถือดีอะไรกัน คิดว่าแค่บินขึ้นไปบนต้นไม้ได้ก็กลายเป็นหงส์อย่างนั้นหรือ? คนอย่างท่านอ๋อง คุณหนูตระกูลใหญ่ที่ไหนบ้างที่ไม่เคยเห็น? แต่งนางไปก็แค่เห็นเป็นของเล่นสนุกคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน!”

            อวี๋ชิ่งรีบร้องห้าม “ท่านแม่...”

            ฮูหยินเฒ่าตระกูลอวี๋ยังเคียดแค้นไม่เลิก “เรียกทำไม? ทำตัวอย่างกับท่อนไม้ วันๆ ไม่พูดไม่จา เจ้าไม่เห็นหรือว่าเหล่าขุนนางเอาใจคนพวกนั้นมากแค่ไหน? หากนางกล่าวยุแยงท่านอ๋องสักคำสองคำ เจ้ายังจะรักษาหัวไว้ได้อีกหรือ?”

            อวี๋ชิ่งก้มหน้าต่ำพลางแอบเหลือบมองไปทางด้านหลัง เดิมทีนางควรเป็นผู้หญิงของเขา เป็นภรรยาของเขา ทั้งที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก บัดนี้กลับจะแต่งเข้าไปในจวนอ๋อง... ถึงเป็นอนุภรรยาก็เป็นอนุภรรยาของซวิ่นอ๋องมู่หรงลี่เชียวนะ เขาไม่ใช่อ๋องทั่วไปที่ไร้อำนาจในมือ แต่เป็นซวิ่นอ๋องผู้กุมอำนาจทางทหารของต้าเอี้ยนเอาไว้ทั้งหมด

            ต่อให้คนอย่างอวี๋ชิ่งเขย่งสุดปลายเท้า ก็อย่าหวังจะได้เห็นฝุ่นที่เกาะฝ่าเท้าของนางอีก

            คิดอย่างไรก็ไม่อาจทำใจยอมรับได้จริงๆ

            หลังจากสองแม่ลูกจากไป กัวเถียนกับนางกัวเฉินซื่อก็หันมาสบตากัน แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งกังวลใจ จนใจ ปลาบปลื้มใจ มีใครบ้างไม่หวังอยากให้บุตรสาวได้มีที่พึ่งที่ดี

            ชื่อเสียงและเกียรติยศของลูกผู้หญิงมีความสำคัญมากเพียงใด ยิ่งผ่านประสบการณ์เช่นนี้มา นอกจากชายหนุ่มผู้ทรงอำนาจผู้นี้ ยังจะมีใครสามารถช่วยเหลือนาง มอบชีวิตที่สุขสบายให้ และทำให้นางรอดพ้นจากคำติฉินนินทาของผู้อื่นไปได้

            ว่ากันว่าโชคดีและโชคร้ายมักมาคู่กัน เรื่องราวบนโลกไม่อาจคาดเดาได้จริงๆ

 

            คืนวันนั้น

            นางกัวเฉินซื่อนอนกับเซียงเซียง ทั้งคู่เพิ่งหลับไปได้ไม่นานก็มีคนมาเคาะประตูบ้าน ที่แท้เป็นพี่สาวกับพี่เขยของเซียงเซียงกลับมา พวกเขายังพาบุตรชายอายุสองขวบมาด้วย

            ทุกคนรีบลุกขึ้นมาต้อนรับ หลายวันมานี้ หลังจากเซียงเซียงกลับมา กัวหยงหยงผู้เป็นพี่สาวก็ไม่ได้กลับมาที่บ้านอีก ไม่ใช่ไม่เป็นห่วง แต่ในเมื่อชื่อเสียงของน้องสาวเสียหายเช่นนี้... พี่สาวที่แต่งออกไปแล้ว ย่อมต้องระวังตัวให้มากนางอยากกลับมา แต่มารดาและบิดาของสามีไม่อนุญาต จึงได้แต่ให้สามีนำข้าวของกลับมาเยี่ยมเท่านั้น

            บัดนี้ได้ยินว่าน้องสาวกำลังจะแต่งเข้าไปในจวนซวิ่นอ๋อง ตอนแรกบิดาและมารดาของสามียังไม่เชื่อ ต่อมาได้ยินว่าเหล่าขุนนางท้องถิ่นมาแสดงความยินดีถึงบ้าน ทั้งคู่ก็พลอยดีอกดีใจและรีบให้

บุตรชายพาสะใภ้กลับมาเยี่ยมบ้านทันที

            เซียงเซียงได้พบพี่สาวย่อมต้องดีใจมาก ทั้งคู่เข้าไปพูดคุยกันในห้อง กัวหยงหยงน้ำตาร่วง สองมือจับมือน้องสาวเอาไว้แน่น “เซียงเซียง เจ้าตำหนิพี่หรือไม่? เจ้ากลับมาหลายวันแล้ว แต่พี่ไม่ได้มาหาเจ้าเลย

ข้าเป็นพี่แท้ๆ กลับไม่ยื่นมือช่วยเหลือในยามที่เจ้าลำบาก ได้แต่มาร่วมแสดงความยินดีในยามที่เจ้าได้ดีเท่านั้น หาก...หากไม่ใช่เจ้าจะแต่งเข้าไปในจวนอ๋อง พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้พบหน้าเจ้าเมื่อใด...”

            หัวใจของเซียงเซียงเจ็บปวดเหลือเกิน ตอนเด็กๆ บิดามารดาต้องดูแลร้านเต้าหู้ คนที่ดูแลนางกับน้องชายเป็นส่วนใหญ่คือพี่สาว พี่สาวเปรียบเหมือนมารดา ในใจของพี่คิดอย่างไรนางย่อมรู้ดี

            นางรีบเช็ดน้ำตาให้อีกฝ่าย “พี่ ข้าไม่เป็นไรแล้ว ท่านดูสิ ตอนนี้ข้าสบายดี”

            กัวหยงหยงพยักหน้า “น้องสาวของข้ามีวาสนา จริงๆ แล้วตอนที่ได้ยินว่าเจ้าได้คู่ครองเช่นนี้ ข้าก็คิดว่าจะได้กลับมาหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรข้าก็วางใจได้แล้ว”

            เซียงเซียงกอดอีกฝ่ายไว้ กัวหยงหยงยิ้มออกมา “ดูข้าสิ ยากนักกว่าจะได้กลับมาสักครั้ง ยังจะทำให้เจ้าร้องไห้อีก” นางหยิบเสื้อผ้าสองสามชุดออกมาจากห่อสัมภาระ “ใช่แล้ว พี่เย็บเสื้อผ้าให้เจ้าด้วย

หลายวันก่อนตอนได้ยินว่าเจ้ากลับมาพี่ก็เริ่มตัดเย็บให้ ลองสวมดูหน่อยดีไหม?”

            เซียงเซียงรับเสื้อผ้ามา เห็นเนื้อผ้าดีกว่าชุดที่พี่สาวสวมอยู่มากก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงตั้งใจเก็บผ้าเนื้อดีเอาไว้ให้ น้ำตาของนางเอ่อขึ้นมาอีก

            กัวหยงหยงช่วยสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ “เจ้าใส่แล้วสวยมากจริงๆ เกรงแต่ว่าอีกหน่อยเจ้าไปอยู่ในจวนอ๋อง คงไม่ได้สวมเสื้อผ้าพวกนี้แล้ว”

            เซียงเซียงรู้สึกโศกเศร้าขึ้นมา “ข้าจะใส่! ข้าต้องใส่แน่!”

            สองพี่น้องกอดกันพลางยิ้มออกมาทั้งน้ำตา

ตอนที่ 4.2

สามแม่ลูกนอนคุยกันตลอดทั้งคืน

            ฟ้าค่อยๆ สว่าง แสงแดดยามเช้าเริ่มสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา เซียงเซียงกับพี่สาวกำลังผลัดกันหวีผมให้อีกฝ่าย ที่ด้านนอกก็เกิดเสียงดังเอะอะขึ้น ที่แท้โจวจั๋วกับหานซวี่ให้ทหารเอาหมวกหงส์กับชุดแต่งงานมาให้

            นี่เป็นความคิดของหานซวี่ ด้วยนิสัยของมู่หรงลี่แล้ว ย่อมไม่มีทางคิดถึงเรื่องพวกนี้แน่ เขาเพียงแค่โบกมือแล้วพูดว่า ‘ต้องเตรียมอะไร พวกเจ้าก็ไปจัดการซะ!’

            ทั้งสามก็ช่วยเตรียมการให้ ถึงอย่างไรก็เป็นเงินของผู้อื่น ใช้แค่ไหนก็ไม่เสียดาย เห็นอะไรทำแล้วดูดีมีหน้ามีตาก็ทำไป

            ชุดแต่งงานสีแดงสดและหมวกหงส์ประดับไข่มุกถูกส่งมาที่บ้านตระกูลกัว แม้แต่กัวเถียนได้เห็นยังรู้สึกว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เท่านี้ก็นับว่าท่านอ๋องดีต่อบุตรสาวของเขามากแล้ว

            เขาถอนใจแล้วหันไปกล่าวกับนางกัวเฉินซื่อว่า “อบรมลูกให้ดี วันหน้าเข้าไปอยู่ในจวนอ๋อง จะได้ไม่ผิดต่อน้ำใจที่ท่านอ๋องมีให้เรา”

            นางกัวเฉินซื่อพยักหน้า ปล่อยให้กัวหยงหยงช่วยเซียงเซียงลองเสื้อผ้า มองดูบุตรชายกับบุตรสาวทั้งสองแล้ว นางกับกัวเถียนก็หันไปสบตากัน ทั้งคู่ต่างเห็นแววปลาบปลื้มใจอยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย

            ในที่สุดก็ถึงวันแต่งงาน เซียงเซียงสวมชุดแต่งงานสวยงามหรูหรา ศีรษะสวมมงกุฎหงส์ประดับไข่มุกเป็นสาย บนท้องถนนมีงานเฉลิมฉลองคึกคัก ทหารห้าพันนายต่างเข้าเมืองมาช่วยงาน ไม่ว่าใครก็สามารถมาร่วมงานได้ทั้งสิ้น

            อาหารในงานจัดตามมาตรฐานโต๊ะละสองตำลึง พ่อครัวที่เชิญมาล้วนเป็นพ่อครัวที่มีชื่อเสียง งานเลี้ยงมีตลอดทั้งวัน เกี้ยวเล็กๆ หลังหนึ่งรับเซียงเซียงออกจากบ้านตระกูลกัว มุ่งหน้าไปยังเรือนรับรองของอำเภอลิ่งจือท่ามกลางเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหว

            ชาวบ้านทั้งอำเภอต่างก็รู้ว่า บุตรสาวของกัวเถียนแห่งร้านเต้าหู้ตระกูลกัวแต่งให้กับซวิ่นอ๋อง ในใจต่างก็อดรู้สึกริษยาไม่ได้

            เซียงเซียงนั่งอยู่ในเกี้ยว สองมือประสานกันอยู่บนตัก ม่านไข่มุกตรงหน้าสั่นไหวไปมาตามจังหวะการเคลื่อนไหวของเกี้ยว นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว นางรู้สึกว่าไม่ต่างอะไรกับความฝันเลย

            ถึงจะไม่ใช่สาวน้อยบริสุทธิ์ แต่นางก็อดตื่นเต้นเขินอายไม่ได้

            นับแต่นี้ไป เขาก็คือสามีของนาง หญิงสาวก้มหน้าลง นึกถึงใบหน้าของคนผู้นั้น นางก็ทั้งหวาดกลัว ทั้งซาบซึ้ง นอกจากนี้ก็ยังมีความคาดหวังแฝงอยู่ด้วย

 

            เรือนรับรองในค่ำวันนั้นไม่ได้มีการประดับประดาอะไรมากนัก นอกจากติดอักษรมงคลตัวใหญ่ไว้บนประตูและหน้าต่าง

            เมื่อเซียงเซียงก้าวผ่านประตูเข้าไป มู่หรงลี่เพียงเลิกผ้าคลุมหน้าขึ้นดู เห็นว่าไม่ผิดตัวก็โบกมือให้คนส่งนางเข้าไปในห้องหอ... หานซวี่ โจวจั๋ว เหยียนชิงเห็นเช่นนี้ก็ไม่กล้ารบกวนอีก พวกเขาชักชวนกันออกไปดื่มสุราแทน

            มู่หรงลี่ก้าวเข้าไปในห้องก่อนจะเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก ใบหน้าของเซียงเซียงแดงก่ำ เขายื่นมือไปปลดเครื่องประดับบนศีรษะของนางออกทีละชิ้น พอสังเกตเห็นเครื่องสำอางบนใบหน้า ชายหนุ่มก็เอ่ยขึ้นว่า “ล้างให้สะอาดซะ” ทำไมเวลาแต่งงานผู้หญิงต้องแต่งหน้าแต่งตัวแบบนี้ด้วย กว่าจะแกะออกได้ก็ยุ่งยากชะมัด!

            เซียงเซียงรีบตักน้ำมาล้างน้ำมันบนเส้นผมและเครื่องสำอางบนใบหน้า พอถอดชุดเจ้าสาวออก มู่หรงลี่ค่อยอารมณ์ดีขึ้น เขากอดเซียงเซียงไว้กับอกก่อนจะสะบัดแขนเสื้อดับตะเกียง จากนั้นเสียงครางแผ่วเบากับเสียงหายใจหอบหนักก็ดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด

            คืนเข้าหอ ย่อมต้องทำเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว!

 

            เช้าวันรุ่งขึ้น

            กองทัพถอนค่ายเตรียมเดินทางกลับจิ้นหยาง เซียงเซียงตื่นแต่เช้า ออกไปยกน้ำอุ่นมาให้มู่หรงลี่ล้างหน้าล้างตา ชายหนุ่มปล่อยให้นางปรนนิบัติ นางเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาเสร็จเรียบร้อยก็จัดการเก็บข้าวของ

รอให้ทหารมายกออกไป

            กัวเถียนมาแต่เช้า เขาเดินตามไปส่งกองทัพถึงประตูอำเภอลิ่งจือ ตะวันเริ่มลอยขึ้นสูง แสงแดดในฤดูใบไม้ร่วงสาดส่องไปทั่ว เขาทำท่าจะพูดอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็กล่าวว่า “ท่านอ๋อง เซียงเซียง... เอ้อ… รบกวนท่านแล้ว”

            มู่หรงลี่ซึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าพยักหน้าเล็กน้อย กัวเถียนหันไปเหลือบมองเซียงเซียงด้วยความกังวล แต่นางไม่กล้าพูดอะไร เพราะกลัวจะร้องไห้ออกมา

            กัวเถียนยืนอยู่ตรงประตูเมือง มองกองทัพถอนค่ายออกเดินทางไปยังจิ้นหยาง เซียงเซียงกุมมือสองข้างของตนเข้าหากันแน่น ความทุกข์จากการพลัดพรากท่วมท้นอยู่ในหัวใจ

            ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน ในที่สุดเมื่อหันกลับไป เซียงเซียงก็ไม่เห็นประตูเมืองอีก ริมฝีปากของนางปัดเข้ากับปลายคางของมู่หรงลี่โดยไม่ได้ตั้งใจ ชายหนุ่มก้มลงมองนาง หญิงสาวหน้าแดงเรื่อ ก่อนจะรีบหันหน้ากลับไปทันที

            จิ้นหยาง เมืองหลวงของต้าเอี้ยน ที่แท้เป็นสถานที่เช่นใดกัน? จวนซวิ่นอ๋องที่ไม่ต่างอะไรกับถ้ำเสือรังหมาป่าในสายตาของบิดานาง เป็นสถานที่อย่างไรกันแน่?

            ชายที่อยู่ข้างกายผู้นี้ จะเป็นที่พึ่งของนางไปตลอดชีวิตจริงหรือ?

            นางไม่อาจรู้ หนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยทางแยก คดเคี้ยวทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุด

            แต่ไม่ว่าอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ตอนนี้นางก็มีเพียงเขา มีแต่ต้องพึ่งพิงเขา เดินตามเขาไปเพียงอย่างเดียว

            นางหันกลับไปสบตากับมู่หรงลี่เข้าพอดี มุมปากของหญิงสาวยกขึ้นเล็กน้อย อยากจะยิ้ม แต่ก็ดูฝืนเสียเหลือเกิน แววกลัดกลุ้มในดวงตาไม่อาจปกปิดได้มิด มู่หรงลี่เอ่ยถามขึ้นว่า “คิดถึงพ่อกับแม่อย่างนั้นหรือ?”

            เซียงเซียงกัดริมฝีปาก ยังมีน้องชายและพี่สาวด้วย

            มู่หรงลี่ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกเช่นนี้สักเท่าไร จึงได้แต่พูดว่า “ต่อไปอยู่กับข้าก็ทำตัวให้ดี”

            เซียงเซียงพยักหน้า ข้าจะ...เป็นภรรยาที่ดีของท่าน

            ไม่สิ ไม่ใช่ภรรยา!

 

            กองทัพเดินทางทั้งวันทั้งคืน

            ในที่สุดก็เห็นประตูเมืองจิ้นหยางปรากฏตรงหน้า เซียงเซียงอดชะเง้อมองไม่ได้ มู่หรงลี่สั่งให้โจวจั๋วกับนายทหารที่ออกมาต้อนรับนำกองทัพกลับค่ายทหาร ส่วนตัวเองเดินทางกลับไปยังจวนอ๋อง

            เมืองจิ้นหยางคึกคักกว่าอำเภอลิ่งจือมาก บนท้องถนนมีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา เหงื่อของพวกเขาไหลกระเซ็นราวกับห่าฝน เซียงเซียงทั้งเครียดทั้งตื่นเต้น ไม่กล้ามองรอบด้านมากนัก มู่หรงลี่ควบม้าไปตามถนนสายยาวโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

            เจ้าหน้าที่ของทางการคนหนึ่งวิ่งออกมา ตั้งท่าจะร้องว่า ‘ใครกัน กล้ามาควบม้าที่นี่’ แต่พอเห็นเข้าว่าเป็นใคร ก็รีบหลบไปด้านหนึ่งแล้วร้องว่า “ซวิ่นอ๋องกลับมาแล้ว ใครไม่เกี่ยวข้องก็รีบถอยไปซะ!” ที่จริงเขาอยากตะโกนว่า ‘ทุกคนรีบหนีเร็ว’ เสียมากกว่า... การเดินขวางหน้าม้าศึกของซวิ่นอ๋อง หากโดนเหยียบตายก็นับว่าตายเปล่า ซ้ำฝ่าบาทยังอาจลงโทษทางการฐานบกพร่องต่อหน้าที่อีกด้วย อย่างมากก็เพียงฆ่าม้าชดใช้ชีวิตให้ผู้เคราะห์ร้ายเท่านั้น ใครไม่อยากโดนม้าเหยียบตายก็ต้องรีบถอยไปเอง!

            แต่เพราะหวั่นเกรงอำนาจของอีกฝ่าย เขาเลยไม่กล้าพูดออกมา

 

            เพราะหน้าบางไม่กล้าตะโกน

            สุดท้ายม้าของมู่หรงลี่ก็วิ่งไปประจันหน้ากับเกี้ยวของใต้เท้ากานเข้าพอดี ใต้เท้ากานเป็นขุนนางฝ่ายตรวจสอบ บ่าวรับใช้ในบ้านย่อมเย่อหยิ่งถือดีไม่น้อย

            พอเห็นคนควบม้าตรงมา ก็ร้องขึ้นทันทีว่า “บังอาจ! ไม่เห็นใต้เท้ากานอยู่ที่นี่รึ? ยังไม่ลงจากหลังม้าอีก!”

            มู่หรงลี่แค่นเสียงเย็น “ถอยไป”

            เหล่าบ่าวรับใช้ได้ยินเช่นนี้ก็โมโหมาก นี่มันใครกัน? ถึงกับกล้าสั่งให้เกี้ยวของใต้เท้ากานของพวกเราหลีกทางให้ หัวหน้าบ่าวรับใช้ชี้นิ้วใส่หน้าอีกฝ่าย “ตาสุนัขของเจ้าบอดหรือไร?”

            ยังพูดไม่ทันจบ ม้าของมู่หรงลี่ก็ยกเท้าหน้าขึ้นแล้วพุ่งตรงเข้าใส่เกี้ยวทันที เซียงเซียงเห็นม้ากำลังจะพุ่งชนเกี้ยวก็ส่งเสียงร้องด้วยความตกใจพลางซุกหน้าเข้ากับแผงอกของมู่หรงลี่

            สีหน้าของเหล่าบ่าวรับใช้เปลี่ยนไปทันที ทุกคนพากันส่งเสียงร้องเอะอะโวยวาย ใต้เท้ากานที่นั่งอยู่ในเกี้ยวเลิกม่านขึ้นดูก็เห็นม้าสีดำตัวหนึ่งกำลังพุ่งตรงมา

            ใต้เท้ากานตกใจจนหัวใจแทบจะหลุดจากอก ปากได้แต่ร้องว่า “ไอ้หยา นี่มันอะไรกัน”

            ม้าตัวนั้นโผนตัวขึ้นแตะเท้าหน้าเข้ากับหลังคาเกี้ยวแล้วกระโดดข้ามไปอย่างง่ายดาย ในยามปกติ... ใต้เท้ากานมักมีท่าทีเรียบเรื่อยเฉื่อยชา แต่ยามนี้เขากลับยกมือขึ้นกุมศีรษะแล้วกลิ้งตัวออกจากเกี้ยวด้วยความเร็วปานสายฟ้า กระทั่งไปหยุดที่ริมถนน ถึงได้มีบ่าวรับใช้มาช่วยพยุงให้ลุกขึ้น

            สีหน้าของคนหามเกี้ยวเต็มไปด้วยความชื่นชม “ใต้เท้ายอดเยี่ยมจริงๆ ขอรับ ท่านดูไม่แก่แม้แต่น้อย!”

            ใต้เท้ากานยังตกใจไม่หาย ไม่ได้สนใจจะปัดฝุ่นบนร่าง รีบหันไปมองตัวต้นเหตุก็เห็นแต่ก้นม้าของมู่หรงลี่ เขาโมโหจนมือเท้าสั่นระริกไปหมด “มู่… มู่หรงลี่!! ท่านควบม้ากลางถนน ทำร้ายผู้คน ข้าต้อง

ร้องเรียนแน่!”

            มู่หรงลี่ไม่หันกลับมาเสียด้วยซ้ำ... ใครสน? ปกติก็เห็นเจ้าชอบร้องเรียนอยู่แล้วนี่

 

            เพิ่งพาเซียงเซียงมาถึงที่จวน เอี้ยนอ๋องก็ให้คนมาเรียกตัวมู่หรงลี่เข้าวัง

            ชายหนุ่มฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจ ฮึ…รวดเร็วจริงนะ! ถ้าครั้งหน้าข้าเหยียบขาเจ้าจนหัก เจ้าคงจะเข้าวังช้ากว่านี้หน่อยใช่หรือไม่?

            เขายกร่างเซียงเซียงลงจากหลังม้า ครั้งนี้เขารู้แล้วว่าควรวางนางลงเบาๆ เซียงเซียงถึงได้ไม่ล้มแผละลงกับพื้น ประตูจวนซวิ่นอ๋องใหญ่โตมาก หน้าประตูมีสิงโตหินคาบลูกแก้วท่าทางสง่างามคู่หนึ่ง ประตูทองแดงทาสีทอง ด้านบนแขวนป้ายที่เขียนไว้ด้วยอักษรสีทองว่า ‘จวนซวิ่นอ๋อง’ สามคำช่างดูเหิมเกริมวางอำนาจเสียเหลือเกิน

            ทหารสวมเกราะถือง้าวยาวสองนาย พอเห็นมู่หรงลี่ก็รีบทำความเคารพ แล้วยืนตัวตรง สีหน้าไร้ความรู้สึก ดวงตาไม่วอกแวก พ่อบ้านนำบ่าวรับใช้กลุ่มใหญ่มายืนรอต้อนรับอยู่ตรงหน้าประตู

            เซียงเซียงที่เพิ่งลงจากหลังม้าได้แต่นิ่งอึ้งอยู่กับที่ ในจวนมีบ่าวรับใช้มากถึงสองร้อยกว่าชีวิต ทุกคนล้วนแต่งกายเรียบร้อยมายืนประสานมือก้มหน้ารอต้อนรับอย่างเป็นระเบียบ ซวิ่นอ๋องผู้นี้แม้แต่ผีเห็นก็ยังต้องร้องไห้ เป็นบ่าวรับใช้ของเขา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ

มู่หรงลี่ไม่ยอมเสียเวลา ส่งเซียงเซียงลงจากหลังม้าแล้วก็มุ่งหน้าเข้าวังไปทันที

            เอี้ยนอ๋องมู่หรงเซวียนกำลังพิโรธ “เจ้าลูกบัดซบ! ควบม้ากลางถนน ทำให้ขุนนางได้รับบาดเจ็บ เจ้ามีความผิดสถานใด?!”

            มู่หรงลี่คุกเข่าตัวตรง ที่ด้านหลังมีเหยียนชิง โจวจั๋ว หานซวี่คุกเข่าเรียงกันเป็นแถว ใต้เท้ากานที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งยังฟ้องไม่เลิก “ฝ่าบาท ไม่เพียงเท่านี้ บนท้องถนนมีผู้คนมากมาย ท่านอ๋องไม่เพียง

ควบม้าวิ่งอยู่กลางถนน แต่ยังสั่งให้เจ้าหน้าที่ของทางการขับไล่พ่อค้าและชาวบ้านไปให้พ้นอีกด้วย ไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตา ทำราวกับว่ากฎหมายของต้าเอี้ยนเป็นเพียงกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งเท่านั้น”

            เอี้ยนอ๋องตบโต๊ะพลางตะคอกเสียงดัง “องครักษ์ ลากออกไปโบยหนึ่งร้อยที”

            มู่หรงลี่หันไปถลึงตาใส่ใต้เท้ากาน แค่นเสียงฮึออกมา โบยหนึ่งร้อยทีแล้วอย่างไร?

            เอี้ยนอ๋องเบนสายตาไปที่หานซวี่ โจวจั๋ว และเหยียนชิง จากนั้นก็ตะคอกเสียงดังขึ้นมาอีกว่า “พวกเจ้าทั้งสาม ข้าสั่งให้ติดตามซวิ่นอ๋อง แต่พวกเจ้ากลับกล้าละเลยต่อหน้าที่! พวกเจ้าก็ต้องถูกลงโทษด้วย”

            ทั้งสามหันไปสบตากันก่อนจะกัดฟัน “กระหม่อมมีความผิดพ่ะย่ะค่ะ”

            เอี้ยนอ๋องพยักหน้า “ในเมื่อต่างก็มีความผิด สมควรต้องรับโทษร่วมกัน อืม โทษโบยร้อยที พวกเจ้าสามคนแบ่งกันไปคนละสามสิบทีก็แล้วกัน อีกสิบทีที่เหลือยกให้เป็นของซวิ่นอ๋อง เอาล่ะ... ออกไปได้แล้ว”

            สีหน้าของหานซวี่เขียนเอาไว้ว่า ‘นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน’ อย่างชัดเจน ฝ่าบาทเรียนวิชาคำนวณมาจากสุนัขหรือ? เขาหันไปถลึงตาใส่ใต้เท้ากาน

            สีหน้าของใต้เท้ากานกลายเป็นสีเขียวคล้ำ “ฝ่าบาท!”

            เอี้ยนอ๋องเลิกคิ้วขึ้น... เจ้ายังมีอะไรจะพูดอีก? ไม่เห็นหรือว่าลูกชายข้าก็โดนโบยด้วย! โอย...ลูกพ่อ อาการบาดเจ็บเมื่อครั้งก่อนหายดีหรือยังก็ไม่รู้ ให้มันรู้ไปว่าใครกล้าโบยลูกข้าสุดแรง

            มารดาของมู่หรงลี่จากไปนานแล้ว ตอนยังเด็กเขาเคยถูกผลักตกน้ำจนเกือบจะจมน้ำตาย โชคดีที่พี่ใหญ่มู่หรงป๋อช่วยลากเขาขึ้นมา นับแต่นั้นมา เอี้ยนอ๋องก็มีบัญชาให้ซูเฟย--มารดาของมู่หรงป๋อเป็น

ผู้เลี้ยงดูมู่หรงลี่

            ซูเฟยดีต่อเขาจากใจจริง ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินหรือเสื้อผ้าเครื่องใช้ก็ไม่เคยให้ด้อยกว่ามู่หรงป๋อ แต่มู่หรงลี่เป็นคนหัวแข็งราวกับวัว จะใช้ไม้แข็งหรือไม้อ่อนก็ไม่ค่อยได้ผล ลากก็ไม่ยอมเดินไปข้างหน้า ตีก็ไม่ยอมเดินถอยหลัง

            พี่ใหญ่ของเขามู่หรงป๋อเป็นคนสุภาพอ่อนโยน กิริยามารยาทเรียบร้อย ปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความใจกว้าง ทั่วทั้งเมืองจิ้นหยาง มีเพียงมู่หรงลี่คนเดียวเท่านั้นที่กล้าต่อยหน้ามู่หรงป๋อตรงๆ

            ซูเฟยสงสารลูกชาย แต่ก็ไม่กล้าตำหนิลูกเลี้ยง วันๆ จึงได้แต่คอยเฝ้าเป็นห่วงและหวาดผวา

            เดิมคิดว่าเขาเป็นแค่เด็กเกเรคนหนึ่ง โตขึ้นก็คงเป็นได้เพียงท่านอ๋องที่นั่งกินนอนกินอยู่ในเมืองหลวง เขาแยกออกไปอยู่ในจวนของตัวเองเมื่ออายุสิบสองปี คาดไม่ถึงว่าพออายุครบสิบห้า เขาจะขอออกจากเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรือง ติดตามกองทัพไปยังดินแดนรกร้างอย่างด่านผิงตู้กวนและด่านอวี้โหวกวน

            เอี้ยนอ๋องคิดเพียงว่า ในเมื่อไปอยู่ที่ไหนก็เป็นตัวก่อกวน ถ้าอย่างนั้นให้ไปก่อกวนอยู่ในที่ห่างไกลย่อมสบายใจมากกว่า หากอยู่ใกล้ตัว ตนเองก็ต้องแสร้งทำเป็นตำหนิลงโทษมู่หรงลี่ แต่หากไปอยู่ไกลๆ ใครจะกล้าแตะต้องลูกชายคนนี้อีก?

            ขอเพียงยังดำรงยศเป็นถึงเอี้ยนอ๋อง ดูซิว่าจะมีใครกล้าแตะต้องลูกชายของข้า! เมื่อตัดสินใจได้ เอี้ยนอ๋องก็เตะมู่หรงลี่เข้าไปในกองทัพทันที ซ้ำเมื่อส่งตัวเขาให้เหล่าแม่ทัพก็ยังกำชับด้วยว่า ‘ถึงแม้ข้าจะรักราษฎรเหมือนลูกหลาน แต่เขาต่างหากที่เป็นลูกชายแท้ๆ ของข้า! ดังนั้นพวกเจ้าจงหลุบหางให้ดี หากมีเรื่องกับเขาเมื่อใด คิดว่าข้าจะเข้าข้างพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?’

            ถึงซวิ่นอ๋องผู้นี้จะมีนิสัยเกเร แต่ก็มีฝีมือด้านการทำศึก ฝีมือการรบของเขานับได้ว่าไร้พ่าย ไม่มีเมืองใดที่ตีไม่ได้ ความชอบและความผิดของเขาจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเท่าเทียมกัน

            เอี้ยนอ๋องปลาบปลื้มใจมาก นับวันก็ยิ่งลำเอียง ‘พวกเจ้าไม่พอใจก็กบฏสิ หากพวกเจ้ากบฏขึ้นมาเมื่อใด ข้าก็แค่ส่งลูกรักไปปราบปรามเท่านั้น มีอะไรน่ากังวลกัน’

            จนถึงบัดนี้ เขาก็วางก้ามอยู่ในกองทัพมาเป็นสิบปีแล้ว คนที่ไม่เคยถูกมู่หรงลี่ชกหน้า ล้วนไม่มีใครกล้าพูดว่าตัวเองเคยเป็นแม่ทัพของแคว้นต้าเอี้ยน

            เอี้ยนอ๋องทอดสายตามองบุตรชายที่ยังมีสีหน้าไม่ยินยอมพร้อมใจ พลางตะคอกด้วยความพิโรธ “ครั้งหน้าเจ้ายังจะกล้าทำเช่นนี้อีกหรือไม่!”

            มู่หรงลี่แค่นเสียงคำหนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนี คนเป็นพ่อประคองเขาให้ลุกขึ้น จากนั้นจึงหันไปสั่งให้ใต้เท้ากานออกไป ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า “ช่างเถิด ถึงอย่างไรเจ้าก็ได้รับบทเรียนไปแล้วถึงสิบไม้... ลี่เอ๋อ เดือนหนึ่งเจ้าจะควบม้าอยู่กลางถนนสักกี่ครั้งกัน? เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ฉวยโอกาสที่พวกขุนนางอยู่กันพร้อมหน้า ไม่สู้ให้พ่อโบยเจ้าล่วงหน้าให้มันครบเดือนไปเสียเลย ครั้งหน้าเวลามีใครมาฟ้องจะได้อ้างได้ว่าโดนทำโทษไปแล้ว”

            หานซวี่ เหยียนชิง และโจวจั๋วที่ด้านหลังคิดจะยกทัพก่อกบฏเสียเดี๋ยวนั้น

            นี่มันอะไรกัน!

            ท่านเป็นฮ่องเต้นะ อย่าลำเอียงแบบนี้ได้หรือไม่?

            จะลำเอียงก็อย่าให้มันออกหน้าออกตานักสิ!