ตกบ่าย
เซียงเซียงหาเวลาว่างแอบหนีออกมาพบหานซวี่ที่รอนางอยู่
ตรงหัวมุมถนน หานซวี่เปิดฉากอย่างตรงไปตรงมา “ท่านอ๋องมาทำภารกิจกวาดล้างโจร อยากให้เจ้าตามไปปรนนิบัติท่านสักสองสามวัน”
สีหน้าของเซียงเซียงเปลี่ยนไปทันที นางก้าวถอยหลังพลางส่ายหน้า แต่หานซวี่ก็ก้าวตามมาพลางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าไม่อยากข่มขู่เจ้า ถึงตอนนี้เจ้าจะไม่รับปาก ท่านอ๋องก็คงให้คนอื่นที่ไม่ใช่ข้ามาเกลี้ยกล่อมเจ้าอยู่ดี ถึงตอนนั้น คนที่มาอาจจะไม่พูดกับเจ้าดีๆ แบบนี้หรอก”
น้ำตาของเซียงเซียงร่วงลงมาไม่ขาดสาย หานซวี่กล่าวต่อ “ท่านอ๋องเป็นถึงพระโอรสของเอี้ยนอ๋อง เป็นแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงของต้าเอี้ยน ต่อให้ท่านจะฆ่าคนวางเพลิงหรือทำอะไรที่ร้ายแรงกว่านี้ ก็คงไม่มีผู้ใดกล้าเอาผิด เจ้าไม่เป็นห่วงชีวิตบิดามารดาและญาติพี่น้องของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
สีหน้าของเซียงเซียงซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก หานซวี่กล่าวต่อ “เจ้าคิดให้ดี ท่านอ๋องสามารถสั่งฆ่าใครก็ได้โดยไม่กะพริบตา เจ้าเคยเป็นผู้หญิงของท่านแต่กลับกล้าแต่งให้กับผู้อื่น เท่านี้ก็นับเป็นความผิดใหญ่หลวงต้องประหารทั้งตระกูลแล้ว! หากท่านอ๋องไม่เอาเรื่องก็แล้วไป แต่หากเอาเรื่องขึ้นมา ท่านไม่ลงมือก็ต้องมีคนของทางการมาจับพวกเจ้าไปลงโทษตามกฎหมายอยู่ดี!”
เซียงเซียงขาอ่อน หานซวี่เอื้อมมือไปประคองนางไว้ “คิดให้ดีแล้วมาที่เรือนรับรองของอำเภอลิ่งจือ คืนนี้พวกข้าต้องได้พบเจ้า!”
เซียงเซียงนิ่งคิดอยู่นานก่อนจะกลับไปที่ร้านด้วยอาการเซื่องซึม ที่ร้านมีลูกค้าเหลืออยู่ไม่มากนัก นางกัวเฉินซื่อเอ่ยถามว่า “เซียงเซียง ลูกไปไหนมา?”
เซียงเซียงพยายามกลั้นน้ำตาไว้พลางฝืนยิ้มให้มารดา “ท่านแม่ คนของซวิ่นอ๋องมาหาข้า บอกว่าจะให้ข้าตามพวกเขา... ไปชี้ตัวโจรที่เข้ามาปล้นเมืองเมื่อครั้งก่อน”
นางกัวเฉินซื่อตกใจมาก “เซียงเซียง ลูกกำลังจะแต่งงานนะ!
นี่...ถ้าตามทหารทั้งกลุ่มออกไปอีก จะใช้ได้อย่างไรกัน?”
กัวเถียนซึ่งได้ยินเช่นกันรีบเดินเข้ามาหา “เซียงเซียง นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ อาวุธของพวกโจรไม่มีตา ลูกเองก็ขี่ม้าไม่เป็น ทหารเหล่านี้จะปกป้องเจ้าได้หรือ? อย่าไปเลยเด็กดี พวกเราคิดเสียว่าไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้น แล้วก็แล้วกันไปเถิด”
เซียงเซียงขบริมฝีปากก่อนจะยิ้มให้บิดา “ท่านพ่อ นายท่านเหล่านี้พาข้ากลับมาจากเขาอีหลู ข้าไปช่วยชี้ตัวโจรก็นับว่าสมควรแล้ว”
กัวเถียนร้อนใจมาก “เซียงเซียง! ทางด้านจิ้งซาน....”
เซียงเซียงกลั้นน้ำตาเอาไว้ “ท่านพ่อ ทางพี่หม่า... ข้าขอถอนหมั้นได้หรือไม่? ข้าไม่ชอบเขา” ขอโทษด้วย หากรู้แต่แรกว่าเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่ควรกลับมาเลย
กัวเถียนกุมมือบุตรสาวไว้ หัวใจเจ็บปวดแสนสาหัส “เซียงเซียง ลูกไม่เต็มใจแต่งงานกับเขา ก็เลยดึงดันจะออกจากเมืองไปชี้ตัวโจรใช่ไหม?”
เซียงเซียงก้มหน้าต่ำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงมา “ไม่ ท่านพ่อ ข้าแค่ไม่อยากให้โจรพวกนั้นหลุดรอดเงื้อมมือของกฎหมายไปได้เท่านั้น ข้า… ข้าจะต้องไป ทางพี่หม่า... ข้า...”
กัวเถียนถอนใจ “ลูกรัก เจ้าไปครั้งนี้กลับมาอีกครั้งไม่รู้คนอื่น จะมองเจ้าอย่างไร”
เซียงเซียงพยักหน้า “ข้ารู้ ท่านพ่อ แต่ข้าต้องไป”
กัวเถียนถอนใจอีกครั้ง สุดท้ายก็ถามออกมาว่า “จะไปเมื่อใด?”
เซียงเซียงก้มหน้า “เดี๋ยวก็จะไปแล้ว”
กัวเถียนสงสัย “ชี้ตัวโจรอะไรกัน ทำไมต้องไปมืดๆ ค่ำๆ?”
เซียงเซียงกล่าวว่า “ไป… ยังต้องปรึกษาแผนการของวันพรุ่งนี้อีก”
กัวเถียนจูงมือนาง “พ่อจะไปกับเจ้า ถึงอย่างไรแค่ถามไม่กี่คำก็กลับมาแล้วไม่ใช่หรือ!”
เซียงเซียงกัดฟันแน่นถึงสามารถห้ามตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมา “ไม่ต้องหรอกท่านพ่อ ข้าไปเองได้”
กล่าวจบก็ออกเดินทางไปยังเรือนรับรองโดยไม่พูดอะไรอีก
หานซวี่รอนางอยู่จริงๆ
พอเห็นนางมาถึง เขาก็ถอนใจโล่งอก เซียงเซียงหยุดยืนอยู่ห่างจากเขาไปหลายก้าว นางก้มหน้าลงต่ำเหมือนนกกระทาที่กำลังหวาดกลัว
หานซวี่เบี่ยงกายหลบ “ห้องนอนของท่านอ๋องอยู่ชั้นบน ห้องในสุดทางด้านซ้าย”
ขาทั้งสองของเซียงเซียงหนักอึ้งจนแทบขยับไม่ไหว หานซวี่กล่าวต่อ “ทางที่ดีเจ้าก็ทำท่าให้ดูเต็มใจหน่อย ข้ากล้ารับรองเลยว่าเจ้ายังไม่ได้เห็นด้านที่เลวร้ายที่สุดของท่านอ๋อง”
เซียงเซียงก้าวขึ้นชั้นบนช้าๆ ยิ่งเดินก็ยิ่งเข้าใกล้ห้องนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ นางหยุดยืนหน้าประตู ไม่มีความกล้ามากพอจะผลักประตูบานนั้นเข้าไปเสียที
นางทรุดลงนั่งกุมศีรษะอยู่ตรงนั้น ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดนางก็เช็ดน้ำตาแล้วผลักประตูเข้าไปช้าๆ มู่หรงลี่ไม่อยู่ นางถอนใจโล่งอก แต่ก็รู้ดีว่าตัวเองจะจากไปไม่ได้ จึงนั่งลงตรงข้างโต๊ะ
เห็นได้ชัดว่าเรือนรับรองเพิ่งผ่านการซ่อมแซมมารอบหนึ่ง เครื่องประดับตกแต่งภายในห้องทุกชิ้นล้วนประณีตงดงาม แต่หญิงสาวกลับไม่กล้าขยับเขยื้อน
นางรออยู่นานถึงครึ่งชั่วยาม ในที่สุดมู่หรงลี่ก็ผลักประตูเข้ามา
เซียงเซียงลนลานลุกขึ้น
มู่หรงลี่เหลือบเห็นนางเข้าก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาถอดเสื้อคลุมออกแล้วโยนไปพาดไว้บนราว เซียงเซียงได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ทำอะไรไม่ถูก ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้เอ่ยเสียงเบา “ท่านอ๋อง”
มู่หรงลี่นั่งลงดื่มน้ำอึกใหญ่ก่อนจะเอ่ยถามว่า “มาได้อย่างไร?”
เซียงเซียงหน้าแดงก่ำ “ข้า… ข้า… แม่ทัพหานบอกว่า...”
เสียงตะกุกตะกักของนางทำให้มู่หรงลี่หมดความอดทน เขาลุกขึ้นยืนตระหง่านราวกับขุนเขาสูงใหญ่ “ข้าจะถามเจ้าเพียงคำเดียว เจ้ายินดีปรนนิบัติข้าหรือไม่?”
เซียงเซียงตัวสั่นไม่หยุด ท่าทางของนางราวกับยั่วยุ มู่หรงลี่อุ้มนางขึ้นไปบนเตียงแล้วโถมร่างตามลงไป หญิงสาวผลักไสด้วยความตื่นตกใจ แต่ชายหนุ่มก็ดันลิ้นเข้าไปพัวพันจนนางแทบหายใจไม่ออก
จุมพิตล้ำลึกถึงเพียงนี้ ถึงจะบอกว่าไม่เต็มใจก็สายไปเสียแล้ว
อาภรณ์ของทั้งคู่ร่วงลงบนพื้น
วันรุ่งขึ้น
เซียงเซียงซึ่งยังหลับอยู่ถูกเสียงพูดคุยด้านล่างปลุกให้ตื่น เงี่ยหูฟังดูก็รู้ว่าเป็นเสียงของกัวเถียนบิดาของนาง หญิงสาวตกใจมาก รีบลุกขึ้นแต่งตัวอย่างรวดเร็ว
ในห้องไม่มีโต๊ะเครื่องแป้ง เพราะถึงซวิ่นอ๋องจะมีฐานะสูงส่งแต่เขาก็ไม่ใช้ของสิ่งนี้ นางจัดการรวบผมขึ้นลวกๆ เห็นว่าค่อนข้างเรียบร้อยดีแล้วจึงค่อยผลักประตูออกไป
มู่หรงลี่นั่งอยู่กลางห้องโถงของเรือนรับรอง ส่วนกัวเถียนกำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา
เซียงเซียงวิ่งเข้าไปประคองกัวเถียนอย่างลืมกลัว “ท่านพ่อ! ท่านมาได้อย่างไร?!”
กัวเถียนได้เห็นบุตรสาวค่อยถอนใจโล่งอก ปากยังคงกล่าวอ้อนวอน “ท่านอ๋อง ข้าน้อยเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่รู้มารยาท หากล่วงเกินไป ท่านอ๋องโปรดอภัยด้วย แต่คนทุกคนล้วนรักบุตรของตนเอง เซียงเซียงเป็นแค่เด็กสาว อีกไม่นานก็ต้องแต่งงาน ไม่ว่าอย่างไร ข้าน้อยก็ไม่อาจปล่อยให้นางตามท่านอ๋องออกจากเมืองไปเช่นนี้ได้ ขอท่านอ๋องโปรดให้อภัยด้วย”
เขาปรึกษากับนางกัวเฉินซื่อตลอดทั้งคืน รู้สึกว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะปล่อยให้เซียงเซียงติดตามกองทัพออกจากเมืองไม่ได้เด็ดขาด
มู่หรงลี่ไม่พูดอะไร เพราะการพูดเหตุผลกับผู้อื่นไม่ใช่นิสัยของเขา หานซวี่กับโจวจั๋วก้าวออกไปข้างหน้า ดาบข้างเอวถูกชักออกมาครึ่งหนึ่ง “คำสั่งของท่านอ๋อง ให้เจ้าพูดว่าไม่ไปก็ไม่ไปได้รึ?”
กัวเถียนกอดเซียงเซียงไว้ด้วยท่าทางเด็ดเดี่ยว “นายท่าน บุตรสาวข้าน้อยอายุยังน้อยไม่รู้ความ ข้าน้อยจะนั่งดูนางทำลายชื่อเสียงของตัวเองได้อย่างไร? ข้าน้อยเป็นบิดาของนาง แค่ไม่สามารถปกป้องถนอมนางได้ก็เสียใจมากพอแล้ว ตอนนี้ไม่ว่าอย่างไรข้าน้อยก็ไม่มีทางอยู่เฉยๆ เบิกตามองนางไปเสี่ยงอันตรายผิดๆ อีกเด็ดขาด ต่อให้ท่านจะสังหาร ข้าน้อยก็...”
ยังกล่าวไม่ทันจบ เซียงเซียงก็รีบอุดปากเขาไว้ “ท่านพ่อ! อย่าพูดจาเหลวไหล ข้าไม่เป็นไร ข้าสบายดี”
สีหน้าของกัวเถียนเด็ดเดี่ยว หานซวี่กับโจวจั๋วลำบากใจขึ้นมา ชายแซ่กัวผู้นี้กล้าพูดจาเช่นนี้ต่อหน้าท่านอ๋อง นับได้ว่าเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง ท่านอ๋องคงไม่ให้พวกเขาฟันลงไปจริงๆ หรอกนะ?
มู่หรงลี่ลุกขึ้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากัวเถียน สีหน้าของเซียงเซียงซีดขาวเหมือนกระดาษ นางกางสองแขนออกบังกัวเถียนเอาไว้ นับแต่เล็กจนโต บิดาเห็นพวกนางสามพี่น้องเป็นแก้วตาดวงใจของเขา ไม่ว่าทำอะไรผิด ขอเพียงมีบิดาอยู่ก็มักแก้ปัญหาได้เสมอ แต่บัดนี้ นางรู้ว่า บิดาปกป้องนางไม่ได้อีกแล้ว
มู่หรงลี่คว้าข้อมือของนางเอาไว้แล้วกระชากเข้ามาหา เซียงเซียงยังไม่ทันได้พูดอะไร เขาก็ก้มลงทาบริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากของนางอย่างแรง
เซียงเซียงรู้สึกเหมือนมีเสียงระเบิดตูมดังขึ้นในหัว ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปหมด กัวเถียนเบิกตาขึ้นช้าๆ พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ผ่านไปครู่ใหญ่ มู่หรงลี่ผลักเซียงเซียงให้ถอยห่างออกไปก่อนจะหันมาจ้องตากัวเถียน “ตอนนี้เข้าใจหรือยัง?”
กัวเถียนอ้าปากค้างอยู่นานกว่าจะหุบลงได้ ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ถึงได้หันกลับมาเรียกเบาๆ “เซียงเซียง?”
เซียงเซียงนั่งอยู่บนพื้น ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา นางนิ่งเงียบไปนานกว่าจะเงยหน้าขึ้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านพ่อ... ข้า ข้ายินดี... อยู่กับท่านอ๋องเอง”
สีหน้าของกัวเถียนเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและตกใจ “เซียงเซียง! ท่านคือซวิ่นอ๋อง เจ้าอยู่กับท่าน...” ท่านจะแต่งงานกับเจ้าได้หรือ? ต่อให้ประโยคนี้ไม่ได้กล่าวออกมา แต่ก็บีบคั้นหัวใจของผู้เป็นพ่อจนร้าวรานไปหมด
เซียงเซียงเงยหน้าขึ้น น้ำตาเอ่อคลอเต็มดวงตา “ท่านพ่อ ข้าเต็มใจ”
กัวเถียนหลับตาลง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยเสียงเบา “ท่านอ๋อง ท่านแม่ทัพทุกท่าน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าน้อยก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก แต่หวังว่าทุกท่านจะบอกข้าน้อยสักคำว่า กองทัพจะกลับเข้าเมืองเมื่อไร? ถึง
ตอนนั้นพวกท่านจะให้คนส่งนางกลับมา หรือจะให้ข้าน้อยมารับที่นี่?”
พวกหานซวี่พากันหันไปมองมู่หรงลี่เป็นตาเดียว มู่หรงลี่เอ่ยเสียงเรียบว่า “ในเมื่อเป็นคนของข้า ข้าย่อมจัดการเอง ไม่ต้องให้เจ้าลำบาก”
กัวเถียนยังคิดจะถามต่อ แต่สีหน้าของมู่หรงลี่ใกล้จะหมดความอดทนเต็มที เซียงเซียงรีบเอื้อมมือไปผลักกัวเถียนเบาๆ “ท่านพ่อ ข้าจะกลับไปบ้านเอง ท่านกลับไปก่อนเถิด บอกท่านแม่ด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วงข้า”
กัวเถียนไม่รู้จะพูดอะไร เรื่องสะเทือนใจเช่นนี้ทำให้เขาเสียใจเหลือเกิน แต่ถึงจะปวดใจแค่ไหน คนเช่นนี้ก็ไม่ใช่คนที่เขาจะตอแยได้
ต่อให้เขายอมสละชีวิต ก็คงไม่อาจทำให้คนผู้นี้หวั่นไหว
แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลงบนร่าง ทำให้เขาดูโศกเศร้าเหลือเกิน
มองดูเงาหลังที่คอยปกป้องนางมาตลอด น้ำตาของเซียงเซียงร่วงลงมาไม่ขาดสาย มู่หรงลี่หันไปกล่าวว่า “ออกจากเมืองได้”
กองทัพปักหลักอยู่นอกอำเภอลิ่งจือ
เซียงเซียงขี่ม้าไม่เป็น มู่หรงลี่จึงพานางขี่ไปด้วยเหมือนครั้งก่อน ระหว่างทางแสงแดดสดใส เสียงกีบเท้าม้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะ
มู่หรงลี่ใช้มือทั้งสองบังคับม้า โอบนางไว้ตรงกลาง หญิงสาวรู้สึกได้ว่าแผ่นหลังของตัวเองเสียดสีกับแผงอกเขา นางไม่กล้าหันไปมอง รอบด้านไม่มีใครอยู่ เพราะเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาล้วนกระจายตัวอยู่ห่างๆ เป็นรูปพัด
แต่ถึงจะมีหญิงงามอยู่ในอ้อมอก มู่หรงลี่ก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่น เพราะในยามที่ต้องมีสติ เขาก็มักจะมีสติแจ่มใสอยู่เสมอ
ค่ายของกลุ่มโจรสร้างอยู่ตามแนวภูเขา เหยียนชิงกับโจวจั๋วสำรวจสภาพภูมิประเทศเรียบร้อยก็กลับมารายงาน “ท่านอ๋อง บนภูเขามีกับดักมากมาย หากเราบุกเข้าไปตรงๆ คงต้องสูญเสียมากเป็นแน่ แต่หากใช้วิธีล้อมเอาไว้ บนเขามีธารน้ำ คงไม่เห็นผลในเร็ววันเช่นกัน”
มู่หรงลี่ลงจากหลังม้า พร้อมกับลากเซียงเซียงลงมาด้วย “ตะโกนขึ้นไป ภายในสามชั่วยาม ทุกคนต้องวางอาวุธลงจากเขาแต่โดยดี”
“ไม่เช่นนั้น?” หานซวี่ถาม
มู่หรงลี่โบกมือให้กองทัพตั้งค่ายอยู่ตรงนั้น “ไม่เช่นนั้นข้าจะจุดไฟเผาเขาลูกนี้ซะ”
กลุ่มของหานซวี่ตกใจมาก “ท่านอ๋อง จุดไฟบนเขาเป็นเรื่องง่าย แต่จะดับเป็นเรื่องยาก...”
“แล้วเกี่ยวกับข้าตรงไหน?” มู่หรงลี่ถาม
ก็… ไม่เกี่ยวตรงไหนจริงๆ หานซวี่อึ้งไป ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้ตอบว่า “ข้าน้อยรับบัญชา”
กองทัพตั้งค่ายขึ้นที่เชิงเขา ทหารส่วนหนึ่งเริ่มร้องตะโกนขึ้นไปบนเขา แต่ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ตอบลงมาทั้งสิ้น กลุ่มโจรคงต้องการเวลาสำหรับสังเกตการณ์และปรึกษาหารือเช่นกัน มู่หรงลี่เองก็ไม่รีบร้อน ทหารบางคนเริ่มก่อเตาเพื่อเตรียมปรุงอาหาร
มู่หรงลี่พาหน่วยสอดแนมหน่วยหนึ่งออกไปสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบ เซียงเซียงมองดูหน่วยประกอบอาหารลงมือทำอาหาร ส่วนอาหารของมู่หรงลี่กับแม่ทัพทั้งสามย่อมมีเตาปรุงแยกออกมา
ต่างหาก
เซียงเซียงมองดูอยู่ข้างๆ ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา “ให้… ให้ข้าช่วยทำไหม?”
ทหารหน่วยประกอบอาหารบางคนจำนางได้ รู้ว่าเป็นคนข้างกายท่านอ๋องจึงยอมส่งอุปกรณ์ทำครัวให้แต่โดยดี ไม่กล้าพูดอะไรมาก
ระหว่างเดินทัพ อาหารของเหล่าทหารต้องเป็นอาหารที่สามารถพกพาง่ายและไม่เน่าเสีย อร่อยหรือไม่อร่อยไม่ใช่ประเด็นที่ต้องคำนึงถึง แต่สำหรับมู่หรงลี่แล้ว นับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เซียงเซียงก้มลงดู พบว่ามีผักสดที่เลือกสรรแล้ว กับเป็ดและไก่สด นางเงยหน้าขึ้นมองต้นเกาลัดที่ด้านข้างซึ่งกำลังสุกได้ที่ จากนั้นจึงเอื้อมมือไปสะกิดทหารหน่วยประกอบอาหารแล้วชี้ต้นไม้ให้ดู ยังไม่ทันพูดอะไร เขาก็พยักหน้าแล้วช่วยเก็บลงมาให้เพราะเข้าใจว่านางชอบกิน นางจัดการแกะเปลือกเกาลัดออกแล้วล้างเนื้อไก่จนสะอาด ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ เตรียมทำไก่เกาลัด จากนั้นจึงไปหาหัวไช้เท้ามาตุ๋นกับเนื้อเป็ด
เกาลัดส่วนที่เหลือถูกต้มจนสุก เสร็จแล้วก็นำเอาดอกกุ้ยฮวามาคั้นน้ำ ทำเป็นขนมเกาลัดดอกกุ้ยฮวา จากนั้นจึงผัดผักกับกระเทียมสับและเอาหัวมันมาซอยเป็นเส้นละเอียด ทำเป็นเครื่องเคียง
มู่หรงลี่ก้าวเข้ามาในกระโจมก็เห็นเซียงเซียงกำลังปูเตียงอยู่ งานทั้งหมดในกระโจมของมู่หรงลี่ หากนางสามารถทำเองได้ก็จะลงมือทำเองทั้งหมด มู่หรงลี่ขมวดคิ้ว “เรื่องพวกนี้ข้ามีบ่าวรับใช้ทำให้อยู่แล้ว”
เซียงเซียงแทบจะกระโดดสุดตัวเหมือนกระต่ายน้อยที่สะดุ้งตกใจ “ข้า… ข้า… ข้าทำเองไม่ได้หรือ?”
มู่หรงลี่เห็นนางตัวสั่นเหมือนก้อนเต้าหู้นุ่ม ก็เอ่ยเสียงเย็น “ตามใจ”
เซียงเซียงรีบยกอาหารที่อุ่นอยู่บนเตามาให้ ปกติมู่หรงลี่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากนัก เขาเข้าสู่ค่ายทหารมาตั้งแต่อายุสิบห้า บางครั้งได้กินอาหารเลิศรสชั้นดี แต่บางครั้งก็ต้องหิ้วท้องทนหิว ประสาทรับรสจึงด้านชาไปนานแล้ว
แต่ครั้งนี้เพียงลิ้มรสคำเดียว เขาก็รู้สึกว่าอาหารนั้นมีรสชาติสดใหม่กลมกล่อมเหลือเกิน เทียบกันแล้ว ทหารหน่วยประกอบอาหารที่เคยปรุงให้เขาก่อนหน้านี้สมควรถูกลากออกไปตัดหัว!
กินไปได้ครู่หนึ่ง เห็นเซียงเซียงยืนอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า “นั่งลงกินข้าว!”
เซียงเซียงรีบนั่งลง นางคีบหัวมันเส้นขึ้นมากินด้วยความหวาดหวั่น มู่หรงลี่กินอาหารอย่างรวดเร็วแล้วออกไปตรวจค่าย เพราะกลัวว่ากลุ่มโจรซึ่งกลายเป็นหมาจนตรอกจะบ้าเลือด ลงจากเขามาลอบโจมตี
เซียงเซียงจัดการเก็บชามและตะเกียบใส่กล่องอาหาร รอให้ทหารหน่วยประกอบอาหารมาเก็บไป
คืนนั้น
กว่ามู่หรงลี่จะกลับมา เซียงเซียงก็หลับไปแล้ว ในกระโจมมีกลิ่นหอมจางบางอย่าง พอหันไปมอง ก็เห็นดอกกุ้ยฮวาช่อหนึ่งถูกแช่น้ำไว้ตรงมุมกระโจมและกำลังเริ่มแย้มกลีบ
เขาถอดเสื้อผ้าก้าวขึ้นไปบนเตียง เซียงเซียงกำลังหลับสนิท วันนี้ทั้งวันนางขี่ม้าจากอำเภอลิ่งจือมาที่นี่ เมื่อถึงแล้วก็ยังวุ่นวายทำนั่นทำนี่จนหมดแรง มู่หรงลี่กระชากร่างนางเข้ามาไว้ใต้ร่างแล้วเริ่มปลดเสื้อผ้าของนางออก
นางรู้ว่าเป็นเขาจึงไม่กล้าส่งเสียง ด้านข้างมีกระโจมของโจวจั๋ว เหยียนชิง และหานซวี่อยู่ด้วย หากมีการเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย พวกเขาก็จะได้ยิน
การกระทำของมู่หรงลี่ไม่ใกล้เคียงกับคำว่าอ่อนโยนแม้แต่น้อย หรืออาจกล่าวได้ว่ารุนแรงเสียด้วยซ้ำ ปากของเขาส่งเสียงคำรามต่ำเป็นชื่อของ ‘หลันโย่ว’ และ ‘หลันโย่ว’ ชื่อเดิมซ้ำๆ ซากๆ
เซียงเซียงชินเสียแล้ว นางหลับตาลง คิดถึงบิดา มารดา พี่สาว น้องชายแล้วน้ำตาก็ร่วงลงมาเป็นสาย
รอจนเขาพอใจแล้วนางถึงได้ลุกขึ้น ร่างของนางเหนียวเหนอะ ซ้ำยังมีเหงื่อซึมไปทั่ว มู่หรงลี่หมดความสนใจในตัวนางแล้ว พอสวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยเซียงเซียงก็ก้าวออกจากกระโจม
ด้านนอกมีแสงจันทร์กระจ่าง ทหารที่อยู่เฝ้าเวรยามกำลังพูดคุยกันเสียงเบา แต่เมื่ออยู่ในยามค่ำคืนเช่นนี้ นางก็ได้ยินเสียงของพวกเขาอย่างชัดเจน ทหารหยาบกร้านหลายคนมาอยู่ด้วยกัน ยังจะมีคำพูดหยาบคายอะไรที่พูดไม่ได้อีก?
คนแรกเอ่ยขึ้นว่า “แม่สาวที่อยู่ข้างกายท่านอ๋องนั่น ได้ยินว่าฉุดมาจากตงหูเมื่อครั้งก่อน ผิวช่างดูนุ่มนวลจนเหมือนจะคั้นน้ำออกมาได้เลยเชียว”
คนที่สองกล่าวเสียงลามก “เป็นแม่สาวเต้าหู้ของอำเภอลิ่งจืออย่างไรเล่า ไม่รู้ว่าพอท่านอ๋องเล่นจนเบื่อแล้วจะยกให้พวกเราลองชิมบ้างหรือไม่...”
คนที่สามหัวเราะ “ไสหัวไป พวกแม่ทัพโจวอาจจะพอมีวาสนา แต่พวกเราอย่าฝันเลย...”
คนที่สี่กล่าวเสียงเบา “ก็ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ ได้ยินว่าเมื่อก่อนท่านอ๋องมีอนุคนโปรดอยู่นางหนึ่ง ซ้ำยังเป็นอนุที่สู่ขอมาอย่างถูกต้องเสียด้วย ท่านก็ยังใจดียกให้พวกแม่ทัพใต้บังคับบัญชาได้ชิมเลย...ฮ่าฮ่า”
พอเซียงเซียงเดินเข้าไปใกล้ เสียงพูดคุยของพวกเขาก็ชะงักไปทันที แต่สายตาทุกคู่ยังแอบเหลือบมองมาที่นาง ตรงด้านข้างคือทะเลสาบ น้ำกินน้ำใช้ทั้งหมดที่ใช้ในกองทัพล้วนมาจากที่นี่ทั้งสิ้น
เซียงเซียงตรงไปยังตำแหน่งที่ลับตาผู้คน ใช้อ่างทองแดงตักน้ำขึ้นมาเล็กน้อยแล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดร่างกายเบาๆ ร่างทั้งร่างของนางเจ็บปวดราวกับกระดูกถูกบดจนละเอียดไม่มีผิด
ไม่รู้ว่านางยังจะกลับบ้านได้อีกหรือไม่ ต่อให้เขายอมปล่อยนางกลับไป คนอื่นจะพูดอย่างไร จะมองนางอย่างไร?
เพราะเรื่องของนาง ไม่รู้บิดามารดาต้องแอบหลั่งน้ำตาไปมากเท่าไร ครั้งนี้นางยังจะมองหน้าผู้อื่นได้อีกหรือ?
บิดาสง่าผ่าเผยมาชั่วชีวิต ในยามชรากลับต้องมาอับอายเพราะบุตรสาวไม่รักดีเช่นนาง
ไม่...ข้ากลับไปไม่ได้แล้ว ข้ากลับไปบ้านไม่ได้อีกแล้ว เขาจะยกข้าให้ผู้ชายเหล่านี้จริงหรือ… เขารำคาญข้ามาตลอด...
ถ้าถึงตอนนั้นจริงๆ ข้าควรทำเช่นไร?
นางนั่งอยู่ริมทะเลสาบ สองตาทอดมองน้ำที่มีสีดำราวกับหมึกทันใดนั้น ความคิดอย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมอง ไม่สู้กระโดดลงไปเล่า ตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด หากเขามาพบก็คงคิดว่าข้าพลัดตกน้ำ คนในครอบครัวจะได้ไม่ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
นางถอดรองเท้าออกแล้วก้าวลงไปในน้ำช้าๆ น้ำทะเลสาบในเดือนเก้าค่อนข้างเย็น นางฝังร่างลงกับผืนน้ำ จนกระทั่งน้ำเย็นเยียบกลบร่างของนางมิด เส้นผมยาวสยายลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ
น้ำที่ท่วมมิดศีรษะทำให้อดรู้สึกตื่นตระหนกไม่ได้ ในสมองของนางเหลือเพียงความว่างเปล่า
อยู่ๆ ใครบางคนก็คว้าเส้นผมของนางไว้!
เซียงเซียงรีบคว้ามือของใครคนนั้นเอาไว้โดยสัญชาตญาณ มือข้างนั้นลากนางขึ้นจากทะเลสาบ อากาศหลั่งไหลเข้าสู่ปอดอีกครั้ง หญิงสาวอ้าปากสูดหายใจเข้าไปแรงๆ ติดกันหลายครั้ง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้รู้ตัวว่าหานซวี่กำลังยืนอยู่ตรงหน้า
แววตาของหานซวี่มืดครึ้ม เซียงเซียงก้าวถอยหลังติดๆ กันหลายก้าว “ข้า...”
หานซวี่เอ่ยขึ้น “เจ้าแค่พลัดตกลงไปเท่านั้น”
เซียงเซียงกัดฟัน สายลมที่โชยมาพัดเสื้อผ้าเปียกชื้นให้แนบกับร่างจนนางตัวสั่นไปหมด หานซวี่ถามต่อ “เจ็บปวดมากจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเลยหรือ?”
เซียงเซียงยังไม่ทันได้ตอบ เสียงเคร่งขรึมของใครบางคนก็ดังขึ้นจากพงอ้ออันมืดมิด “ดังนั้นเจ้าจึงไม่ควรช่วยนาง”
สีหน้าของเซียงเซียงซีดขาวราวหิมะ หานซวี่เองก็ตกใจเช่นกัน เขารีบคุกเข่าลง “ท่านอ๋อง”
มู่หรงลี่จ้องเซียงเซียงเขม็งโดยไม่สนใจจะมองหานซวี่เสียด้วยซ้ำ “ลงไป” แม้แต่ลมหายใจของเซียงเซียงก็เริ่มสั่นระริก สีหน้าของมู่หรงลี่แข็งกร้าวราวหินผา “ลงไป!”
นางเดินไปที่ริมทะเลสาบอย่างลังเล จากนั้นจึงหันกลับมามองเขาด้วยอาการหวาดกลัวจนตัวสั่นก่อนจะก้าวลงไปในทะเลสาบ แต่น้ำยังไม่ทันท่วมมิดศีรษะ หานซวี่ก็ร้องขึ้นว่า “ท่านอ๋อง! นางอายุยังน้อย
ท่านอย่าได้ถือสานางเลย!”
มู่หรงลี่ตะคอกเสียงดัง “หุบปาก!”
หานซวี่ไม่กล้าพูดอะไรอีก ผ่านไปครู่หนึ่ง มู่หรงลี่ก็ก้าวลงไปกระชากตัวนางขึ้นมา เซียงเซียงเพิ่งสูดอากาศเข้าไปได้ครั้งเดียว เขาก็กดนางลงไปในน้ำอีกครั้ง นางพยายามดิ้นรนสุดชีวิตจนน้ำรอบด้านแตกกระจาย แต่มู่หรงลี่ก็ไม่สนใจ ผ่านไปอีกครู่หนึ่งเขาถึงได้กระชากร่างนางขึ้นมาอีก
เซียงเซียงร้องไห้โฮด้วยความหวาดกลัว แต่เพิ่งร้องได้สองคำ เขาก็กดนางลงไปใหม่
ชายหนุ่มทำเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดเซียงเซียงก็ไร้เรี่ยวแรง นางไม่ดิ้นรนอีกต่อไป มู่หรงลี่ลากนางขึ้นไปบนฝั่ง จัดการบิดชายเสื้อให้แห้งแล้วหันไปกล่าวกับหานซวี่ที่คุกเข่าอยู่ตรงนั้นว่า “เจ้าเป็นห่วงนางถึงเพียงนี้ ข้ายกนางให้เจ้าก็แล้วกัน”