เวลาจะทำลายทุกอย่าง
ฉันต้องการให้พวกเราอยู่เป็นอมตะจนชั่วนิรันดร
ตงปู้ลาที่รัก
อากาศยิ่งร้อนขึ้นทุกวัน ในฐานะที่เจ้าเป็นบิชอง ฟริเซ่ ฉันเตือนเจ้าไว้ว่าอย่าตัดขน
เจ้าเพิ่งย้ายไปในเดือนมีนาคมของปีนี้ พวกเราได้เจอกันแล้วทั้งหมด 25 ครั้ง ก่อนอื่นฉันขอบอกเจ้าเป็นครั้งที่ 26 ฉันเป็นผู้หญิง ฉันไม่อาจสาบานเป็นพี่น้องบุญธรรมกับเจ้าได้
เฮยเป้ยพี่ใหญ่บุญธรรมของเจ้าสบายดี การร้องไห้น้อยลงกว่าเดิมแล้ว ร้องไห้ครั้งล่าสุดเป็นเพราะฝนตกหนักเกินไป ใบไม้บนต้นไม้ใต้อาคาร 6 ร่วงลงมามากแล้ว เนื่องจากความใฝ่ฝันของเจ้าคือการเรียนรู้การปีนต้นไม้ให้ได้ หลังจากเจ้าย้ายไป เฮยเป้ยมักไปฉันงต้นไม้ที่เจ้ามักฝึกปีน เหม่อมองเป็นประจำ เขาเชื่อมั่นว่าเจ้าต้องการเป็นสุนัขตัวแรกที่ปีนต้นไม้ได้ในโลกใบนี้
หลังจากใบไม้ร่วงลงมา เฮยเป้ยก็คาบมันกลับไปซ่อน
เปียนมู่พี่รองบุญธรรมของเจ้าช่วงนี้ไม่ค่อยสบายเท่าไรนัก หลายวันก่อนตอนเขาเดินเล่นเจอสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังทะเลาะกัน ผู้หญิงโกรธมาก ปากะละมังที่เพิ่งซื้อมาใหม่ออกไป ตอนนั้นเปียนมู่ตาเปร่งประกายวับ กระโดดไปรับ ด้วยเหตุที่กะละมังค่อนฉันงใหญ่ เปียนมู่เลยต้องนอนพักเป็นหลายวัน
เจ้ายังจำบัตรเอทีเอ็มของฉันได้ไหม?
บัตรนั้นเก็บได้จากฉันงทางตอนพวกเราไปเดินเล่นด้วยกัน พวกเจ้าว่าฉันเป็นหญิง ต้องมีเงินค่าสินไหมในอนาคตบ้าง เลยให้ฉันไว้
พวกเจ้าว่าหากเก็บเงินได้ ก็จะโอนเฉันบัตรของฉัน หลังจากนั้นฉันเคยไปถามยายหนิวโถวเกิ่ง (สุนัขบูลด็อก)แล้ว ยายบอกว่าเจ้าของบัญชีไม่ใช่ฉัน ดังนั้นถึงจะมีคนโอนเฉันไป ฉันก็กดออกไม่ได้
ฉันร้องไห้ไปบอกพ่อ ให้ท่านไปบอกธนาคารเสียหน่อย ให้ฉันใช้บัตรนี้ได้ พ่อเลยไปบอกธนาคาร สุดท้ายท่านถูกด่าเป็นคนโง่ ท่านก็ร้องไห้แล้วเช่นกัน ฉะนั้นเจ้าอย่าโอนเงินเฉันไปเป็นอันขาด หากเก็บเงินได้จริงก็ไปซื้อมันฝรั่งทอดกินเสียเถอะ
ฉันไม่รู้มาโดยตลอดว่าทำไมเจ้าถึงอยากเรียนการปีนต้นไม้
เฮยเป้ยว่าตอนเจ้ายังเด็กเคยเปลี่ยนเจ้านาย เจ้านายคนเก่าบอกเจ้าว่า ไม่ต้องคิดถึงเขา เขาหลบอยู่บนต้นไม้ เจ้าไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว เฮยเป้ยว่าหากเจ้านายเก่าของเจ้าหลบอยู่บนต้นไม้ งั้นใบไม้ต้องมีกลิ่นเขาติดอยู่บ้าง หากได้เจอเจ้าคราวหน้า ก็จะส่งใบไม้นั้นให้เจ้า
หากได้เจอกันอีก พวกเราค่อยเป็นเพื่อนให้เจ้าฝึกปีนต้นไม้ดีไหม?
ขอแสดงความนับถือ เหมยเชี่ยน
12 กรกฎาคม 2012
ตอนนั้น ฉันยังไม่ถึงขวบ ฉันขุดผนัง ฉีกผ้าห่ม คาบถุงเท้า วิ่งไล่หางของตน พ่อเห็นฉันถึงโกรธเป็นบ้าเป็นหลัง แถลงว่าจะคล้องคอผูกขาไคว้หลังฉัน แล้วผูกไว้กับล้อรถ ขับไปถึงเมืองอูหลู่มู่ฉี กลิ้งฉันติดต่อกันเป็นสองล้านกว่ารอบ
มีอยู่วันหนึ่งฉันคุมตนเองไม่อยู่ ดึงผ้านวมไปถึงระเบียงบนดาดฟ้า ฉีกขาดยับเยิน หลังจากพ่อกลับมา ฉันหวาดกลัวจนสั่นยิกๆ คิดในใจว่าคราวนี้จะต้องถูกกลิ้งจากเมืองหนานจิงไปถึงเมืองอูหลู่มู่ฉีอีกแล้ว แต่พ่อเพียงถอนใจเสียงหนึ่ง นอนกับเศษผ้านวมพร้อมฉัน ดื่มสุราเฉันอย่างมากท่านว่า “เหมยเชี่ยน ฉันจะไปจากเจ้าสักพักหนึ่งนะ”
ฉันว่า “พ่อ ฉันไม่กัดผ้านวมอีกแล้ว ท่านอย่าไปได้ไหม ”
ท่านว่า “ในบ้านไม่มีผ้านวมให้เจ้ากัดอีกแล้ว”
ฉันว่า “งั้นท่านจะไปไหน?”
ท่านว่า “ฉันจะไปดูเส้นขอบฟ้าเสียหน่อย”
ฉันว่า “ที่เส้นขอบฟ้านั้นมีอะไรบ้างหรือ?”
พ่อนิ่งกริบครู่หนึ่ง หลับตาลงว่า “ที่นั่นมีทุกคนที่เจ้าคิดถึง กำลังนั่งกินหม้อไฟอยู่พร้อมหน้ากัน หากไปทัน ก็จะเพิ่มตะเกียบคู่หนึ่ง กินไปรอพระอาทิตย์โผล่ออกมาไป”
ฉันว่า “คราวหน้าก็พาฉันไปด้วยนะ ฉันก็มีคนหนึ่งคิดถึงเหมือนกัน น่าจะอยู่เส้นขอบฟ้า ฉันจะกินหม้อไฟกับทุกคนด้วยกัน”
พ่อว่า “ได้ คราวหน้าพาเหมยเชี่ยนไปพร้อมกัน ไปว่ายน้ำในทะเลสาบหลูกูท่ามกลางการเวลาหมุนเปลี่ยน ไปเดินเล่นในเมืองต้าหลี่เต็มไปด้วยดอกไม้บานสะพรั่ง ไปรับลมที่ชิงไห่ท่ามกลางเนินเขาแดงสูงต่ำตลอดทาง ไปเล่นสเก็ตที่แม่น้ำซงฮั้วที่แม้กระทั่งลมหายใจก็กลายเป็นน้ำแข็ง ไปกินหม้อไฟที่เฉิงตูแห่งทุกคนต่างเล่นไพ่นกกระจอด ไปชมวัดต้าจาวที่ลาซ่าแห่งนักท่องเที่ยวขวักไขว่”
ฉันพยักหน้าด้วยความแรง “ได้ คราวนี้ไปไม่ได้ คราวหน้าต้องไปได้แน่! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เหมยเชี่ยนจะพยายามสะสมลูกชิ้นเพื่อแลกตั๋วรถ!”
วันรุ่งขึ้นฉันถูกส่งไปที่น้ารับฝากเลี้ยง ได้เจอกับพ่ออีกทีเป็นเวลาผ่านไปแล้วสองเดือนที่น้ารับฝากเลี้ยงมีสุนัขพักอยู่สิบกว่าตัว น้าพาพวกฉันกินเที่ยวเล่นเตร่ไปด้วยกัน หน้าประตูมีสุนัขจรจัดตัวหนึ่ง เป็นสุนัขบิชอง ฟริเซ่ หัวโตร่างเล็ก น้าเรียกเขาว่าตงปู้ลา
ตอนเพิ่งได้เจอกับเขา เขาพูดอย่างลึกลับว่า “เหมยเชี่ยน เจ้ามานี่ ฉันให้ดูสิ่งดีสิ่งหนึ่ง”
“สิ่งดีอะไรหรือ? ” ฉันวิ่งเฉันไปตุกตัก ตงปู้ลาค้นกระดาษสีแดงจากพุ่มหญ้ามาอย่างลึกลับแผนหนึ่ง
“นี่คืออะไร?”
ตงปู้ลารีบว่า “ซวี นี่เป็นทรัพย์สินชิ้นเดียวของฉันนะ ชื่อว่าเครื่องซุปเปอร์แปรโลก”
ฉันรับเฉันมา ดูอย่างละเอียด ก็เป็นแค่กระดาษสีชมพูที่ห่อลูกอมแผ่นหนึ่งเท่านั้น
ตงปู้ลาว่า “อย่าขยับ! แล้วเขาวางกระดาษลูกอมไปบนตาฉัน พูดอย่างตื่นเต้นว่า “เหมยเชี่ยน เบิ่งตาสุนัขของเจ้าให้โตแล้วดูสิ โลกเปลี่ยนไปแล้วใช่ไหม?”
เหี้ย! จริงด้วย โลกทั้งใบกลายเป็นสีชมพูหมดแล้ว! ทั่วท้องฟ้าเป็นสีชมพู ต้นไม้ใบหญ้าเป็นสีชมพู ถนนหนทางเป็นสีชมพู แม้กระทั่งตงปู้ลาก็กลายเป็นสีชมพูไปแล้ว
ตงปู้ลาดึงกระดาษลง ว่า “ให้เจ้ายืมได้แค่ 5 นาที ตอนนี้ฉันต้องเก็บแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ฉันติดตัวมาจากบ้านนัก ซ่อนอยู่ในพุ่มหญ้าครึ่งปีแล้ว ฉันใช้วันละนาทีเดียว วันนี้เจ้าใช้ของฉันนับทั้งอาทิตย์แล้วนะ”ฉันว่า “ตงปู้ลา ทำไมเจ้าไม่อยู่ในบ้าน จะต้องออกมาอยู่ฉันงนอกละ?”
ตงปู้ลามองกระดาษลูกอมอย่างเซื่องซึม ว่า “เพราะพ่อฉันว่าพันธ์ฉันไม่แท้”
ฉันปริปากขึ้นนิดๆ แต่พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ตอนนี้ใกล้ถึงวันตรุษจีนแล้ว ทุกบ้านเรืองต่างเต็มไปด้วยบรรยากาศครื้นเครงชื่อมื่น ไม่จำเป็นต้องใช้กระดาษลูกอม เสื้อผ้าก็เป็นสีแดง แก้มก็เป็นสีแดง ผ้าพันคอก็เป็นสีแดง ถุงมือก็เป็นสีแดง
ตอนวันตรุษจีน เปียนมู่กับเฮยเป้ยก็ถูกส่งมาที่น้ารับฝากเลี้ยงเช่นกัน เฮยเป้ยตามหาตงปู้ลาพบ ว่า “ขอฉันดูเครื่องซุปเปอร์แปรโลกเจ้าหน่อยได้ไหม?”
ตงปู้ลาส่ายหน้า
เฮยเป้ยคิดครู่หนึ่ง ว่า “เจ้าให้ฉันดูครู่เดียว ฉันก็ให้เจ้าจูบครั้งหนึ่ง”
ตงปู้ลารีบถอยไปฉันงหลังหลายก้าว มองยังเฮยเป้ยอย่างตื่นตระหนก ผู้ที่ถอยไปฉันงหลังพร้อมกัน ยังมีเปียนมู่กับฉันด้วย
เฮยเป้ยโกรธอย่างบ้าครั้งขึ้นมา ตะโกนว่า “เหี้ย! เชื่อไหมว่าฉันจะใช้กระบวนท่าดีดขาขั้นสิบสองถีบพวกเจ้าให้ตายได้!”
ตงปู้ลาลังเลครึ่งวัน ว่า “เจ้าสาบานก่อนว่าจะไม่จูบฉันในวันหลัง ฉันก็จะให้เจ้าดู”
ในวันเทศกาลหยวนเซียว ฉันรู้สึกหมดเรี่ยวแรงทั้งตัว แค่อยากนอนไม่อยากขยับ แม้กระทั่งอาหารก็กินไม่ลง
เฮยเป้ยว่า “เหมยเชี่ยนเจ้าป่วยแล้วมั้ง?”
ฉันส่ายหน้า ว่า “ไม่น่าจะใช่นะ”
นอนแบบนี้ไปจนถึงหัวค่ำ น้าผลักประตูออกไปทิ้งขยะ เพิ่งผลักไป ร้องขึ้นมาว่า “ตงปู้ลา เจ้าเป็นอะไรไป!”
ตงปู้ลานอนอยู่หน้าประตู ไม่ขยับแม้แต่น้อย น้าอุ้มตงปู้ลาเฉันมา โทรศัพท์ตามผู้ช่วยมา ผู้ช่วยเป็นผู้ชายสองคน ผู้ชายคนหนึ่งใส่ถุงมือ อุ้มตงปู้ลาขึ้น ว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ต้องให้น้ำเกลือ
น้าว่า “ให้น้ำเกลือเท่าไร?”
ผู้ชายบอกตัวเลขมา น้าถอนใจเสียงหนึ่ง ผู้ชายว่า “บิชอง ฟริเซ่ตัวนี้ไม่แท้ เป็นพันธ์ผสม ให้น้ำเกลือก็ไร้ความหมาย”
น้าว่า “งั้นทำยังไงดี?”
ผู้ชายว่า “ช่างเถอะ ผมจัดการเองแล้วกัน”
น้าถอนใจเสียงหนึ่ง กลับห้องอาบน้ำให้สุนัขที่แขกฝากไว้
ผู้ชายอีกคนหนึ่งว่า “ไปเถอะ สุนัขพันธ์ผสม หาที่ทิ้งแล้วกัน”
ฉันลุกขึ้นมาทีละนิดๆ น้ำตาหลั่งไหล ตะโกนลั่นไปยังประตูว่า “งั้นพวกเจ้าก็ทิ้งฉันไปด้วยเถอะ ฉันก็เป็นสุนัขพันธ์ผสม พวกเจ้าทิ้งไปเถอะ! ทิ้งฉันไปเถอะ!”
ตงปู้ลาถูกผู้ชายคนหนึ่งจับไว้ ทิ้งตัวห้อยลง พยายามหันศีรษะมา มองฉันอย่างซึมๆ
ในปากเขาคาบกระดาษลูกอมแผ่นหนึ่งอย่างเนืองแน่น
แล้วสายตาเขา ราวฟองอันจำนวนมากมายที่ผลุขึ้นมาในน้ำสไปร์ท ทั้งโปร่งแสงทั้งอ่อนแอสะท้อนโลกแห่งเต็มไปด้วยความชื่นมื่นหลังตรุษจีน
เพราะรู้ว่าไม่ได้เจอกันอีก ไม่ได้พบกันอีก กลับไปไม่ได้อีก ดังนั้น นี่ก็คือความอาลัยแล้วมั้ง
ฉันดันกับรั้วด้วยสุดชีวิต น้ำตากระจาย ตะโกนอย่างสุดชีวิต ร้องอย่างสุดชีวิต “พันธ์ฉันก็ไม่แท้ ฉันก็เป็นสุนัขพันธ์ผสม พวกเจ้าทิ้งฉันไปด้วยเถอะ!”
ผู้ชายทั้งสองคนอุ้มตาปู้ลาไปแล้ว
ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว ฉันจะไปหาพ่อ ยืมเงินจากพ่อ รักษาตาปู้ลาให้ พ่ออยู่ตรงเส้นขอบฟ้า
เฮยเป้ยโผล่เฉันมาฉันงหูฉัน กระซิบว่า “เหมยเชี่ยนเจ้าจำเอาไว้นะ เจ้ามีเพียงครึ่งนาที ฉันหารือกับหัวหน้าไท่ตี๋แล้ว พวกเขาไท่ตี๋ทั้งหมด 19 ตัวจะทำหน้าที่ดึงดูดความสนใจของน้า แล้วเจ้าฉวยโอกาสหนีออกไป”ฉันว่า “หนีอย่างไร?”
ในฉับพลันนี้จู่ๆ เหล่าไท่ตี๋ในห้องต่างเห่าหอนขึ้นมาพร้อมกัน น้าโยนไม้ถูในมือ ไปดูว่าเกิดเรื่องใดขึ้น เฮยเป้ยเห่าขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งเสียงหนึ่งฉับพลัน ตีรังกาครั้งหนึ่ง ตะโกนว่า “กระบวนท่าดีดขาขั้นสิบสอง!”
เขาชนไปยังรั้วอย่างแรง “ตูม” ถูกเด้งกลับมา เขาคงอยากจะฉวยโอกาสชนให้รั้วล้มมั้ง
เฮยเป้ยเบ้าตาแดงก่ำ เช็ดน้ำตานิดๆ คำรามเสียงหนึ่ง ว่า “เปียนมู่ อย่าคาบจานร่อนอีกแล้ว วางครู่หนึ่งก่อน ชนรั้วให้ล้มพร้อมกูเถอะ”เปียนมู่วางจานร่อนลง ว่า “ได้”
สุนัขทั้งสองตะโกนร้องเสียงหนึ่ง กระโดดเฉันไป รั้วล้มลงแล้ว พร้อมด้วยตู้ทั้งแถวต่างล้มลงหมดแล้ว เฮยเป้ยมองมายังฉัน จู่ๆ ตะหวาดลั่นว่า “เหมยเชี่ยนวิ่ง ไปหาพ่อเจ้า ไปช่วยตงปู้ลากลับมา!”
ฉันเลยวิ่งพุ่งออกไปดั่งลูกธนู ฉันวิ่งไปตามท้องถนน เฮยเป้ยกับเปียนมู่ยืนอยู่หน้าประตู อยู่หลังตัวฉัน ตะโกนร้องอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรงด้วยเสียงแหบ “เหมยเชี่ยน วิ่งสิ!” นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเสียงตะโกนของเปียนมู่ เขาก็กำลังตะโกนว่า “เหมยเชี่ยน วิ่งสิ!”
สู่ดวงอาทิตย์ สู่เส้นขอบฟ้า ฉันวิ่งอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง น้ำตาปลิวออกมา สะบัดไปหลังศีรษะ
เหมยเชี่ยน วิ่งสิ!
วิ่งผ่านผู้คนที่เดินเล่นตามฉันงทาง วิ่งผ่านจักรยานที่ดังกิ๊งๆ วิ่งผ่านรถเมล์ที่เบียดเสียด วิ่งผ่านชานชาลาที่ผู้คนเฉันแถว วิ่งผ่านต้นไม้ที่ไร้ใบ วิ่งผ่านเงาร่างที่เต็มไปด้วยความเฉยชา
เหมยเชี่ยน วิ่งสิ!
นี่ไม่ใช่โลกแห่งสีชมพู ฉันต้องช่วยตงปู้ลาตามกระดาษลูกอมกลับมาให้ได้ ฉันได้ยินเสียงหัวใจของตน ได้ยินลมหอบหืดของตน อายขาวที่พ่นออกมาทำให้ตามัวแล้วทั้งคู่ แต่ว่า เหมยเชี่ยนเอ๋ยเจ้าจะต้องวิ่งไปถึงเส้นขอบฟ้า มิเช่นนั้นตงปู้ลาก็ต้องตาย ดังนั้น เหมยเชี่ยน วิ่งสิ!
เหมยเชี่ยน วิ่งสิ!
สวรรค์ให้พวกเรามีมือมีขา ก็เพื่อที่จะให้ไขว่คว้าหาความสุขเอาไว้ วิ่งอย่างสุดแรง! สวรรค์ให้พวกเรามีตามีหูมีปากมีจมูก ก็เพื่อที่จะให้รับฟังเสียงจากธรรมชาติ ให้จุมพิตกับดอกไม้ต้นไม้ใบหญ้า! สวรรค์ให้พวกเรามีเสียงหัวใจเต้น “ตุบ ๆ ” ก็เพื่อที่จะให้สัมผัสความทุกข์สุข ตลอดจนแก่เฒ่า!แต่พวกเราจะต้องไปว่ายน้ำในทะเลสาบหลูกูท่ามกลางเวลาการหมุนเวียน ไปเดินเล่นในเมืองต้าหลี่ท่ามกลางดอกไม้บานสะพรั่ง ไปรับลมที่ชิงไห่เนินเขาแดงสูงต่ำตลอดทาง ไปเล่นสเก็ตที่แม่น้ำซงฮัวที่แม้กระทั่งลมหายใจก็กลายเป็นน้ำแข็ง ไปกินหม้อไฟที่เฉิงตูแห่งทุกคนต่างเล่นไพ่นกกระจอกไปชมวัดต้าจาวที่ลาซ่าแห่งนักท่องเที่ยวขวักไขว่
เหมยเชี่ยน วิ่งสิ!
ฉันวิ่งจนตามัว ตัวสั่นยิกทั้งร่าง แต่เสียงของพ่อยังคงดังกังวานอยู่ฉันงหู “เหมยเชี่ยน เจ้าจำไว้นะ แรงผลักดันไม่ใช่ไร้จิตไร้ใจ ไม่ใช่ฝีเท้าสีหน้ายิ้ม ไม่ใช่ทำให้คนอื่นสกปรกเพื่อความสะอาดของตน แต่เป็นความเมตตาที่อดอมด้วยกลิ่นน้ำตา เป็นความศรัทธาที่ก้าวหน้าด้วยลำพังเพียงคนเดียว เป็นความกล้าหาญที่ลุกสู้ใหม่หลังพังทลาย”
ดังนั้น เหมยเชี่ยน วิ่งสิ!
บท ต่อมา..........
ฉันตามตงปู้ลาเจออยู่ริมแม่น้ำ
เขาเปื้อนโคลนไปทั้งตัว ตาหลับสนิท ไม่ขยับแม้แต่น้อย ปากคาบกระดาษห่อลูกอมสีชมพูอยู่
ฉันหมายจะผลักเขาหน่อย แต่ตัวตนก็หมดแรงแล้วเช่นกัน ตัวอ่อนลงนอนลงไปทีละนิดๆ นอนอยู่ฉันงกายตงปู้ลา
บางที ฉันอาจจะตายพร้อมตงปู้ลามั้ง
ฉันเกลียดโรคพิษสุนัขบ้า ฉันเกลียดการฉีดยาการให้น้ำเกลือ ฉันเกลียดน้ำตาไหลอย่างไร้สาเหตุ ฉันเกลียดตนไร้ซึ่งเรี่ยวแรงอ่อนเพลียเช่นนี้ ฉันเกลียดการเดินเหินไม่ได้ ฉันเกลียดพื้นดินอันเยือกเย็นเช่นนี้
ฉันคิดถึงพ่อ
สมมุติว่า สมมุติว่าเวลาหยุดลงในตอนที่พวกเราเพิ่งรู้จักกัน อาบแดดเป็นวันๆ ซ้ำกันไป เช่นนี้ เบียดกันที่หน้าตามุงดูผู้คนเดินขวักไขว่ใต้อาคาร
ฉันไม่ถือสาที่ท่านถามเป็นทุกวันว่า โกลเด้นน้อยเอ๋ย ตั้งชื่ออะไรดีนะ?
งั้น ชื่อเหมยเชี่ยนแล้วกัน
คืนวันก่อนที่พ่อฉันจากฉันไป นอนอยู่ฉันงโซฟาอย่างเมาสะลืมสะลือ
ฉันถามพ่อ “โกลเด้น รีทรีฟเวอร์เก่งกาจไหม?”
พ่อว่า “เก่งกาจอย่างมาก”
ฉันว่า “เก่งกาจตรงไหน?”
พ่อคิดครู่หนึ่งแล้วว่า “เก่งกาจตรงที่ว่าพลังโจมตีเป็นศูนย์”
การโจมตีนี้หนักเป็นอย่างยิ่งฉันถอยหลังไปหลายก้าว รู้สึกดังฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ พลังโจมตีเป็นศูนย์ๆ ๆ ๆ ๆ .........มิเน่าเล่ายามทุกคนเวลาเจอฉันต่างก็ตื่นเต้นดีใจว่า “เหมยเชี่ยน มา อุ้มหน่อย”
ฉันจะกัดพวกเจ้าให้ตายนะ กัดพวกเจ้าให้ตาย!
ฉันพุ่งเฉันไปอย่างบ้าคลั่ง เดินไปพักใหญ่ ถึงเจอยามคนหนึ่ง รีบกระโดดเฉันไปด้วยทั้งศีรษะและฉันอย่างแรง!
ยามแลเห็นฉัน พูดอย่างตื่นเต้นดีใจว่า “เหมยเชี่ยน มา อุ้มหน่อย”
ฉันเบรกอย่างกะทันหัน พูดอย่างตื่นเต้นดีใจว่า “ได้สิ!”
...............
แผนการกัดยามให้ตายล้มเหลว ฉันกลับบ้านด้วยการร้องไห้
“พ่อ ฉันกัดคนไม่ตายทำอย่างไรดี?”
“เหมยเชี่ยน เจ้าสามารถเปลี่ยนเป็นกอดเขาแทน”
“พ่อ นี่เป็นชะตากรรมของผู้มีพลังโจมตีเป็นศูนย์หรือ?”
“อึม”
“งั้นท่านจะไปที่แสนไกล ก็เพราะพลังโจมตีของท่านเป็นศูนย์ใช่ไหม?”
พ่อไม่ได้ตอบ หลับไปแล้ว วันรุ่งขึ้นเขาไปที่แสนไกลแล้ว
ฉันคิดว่า หากคนตายไปแล้ว จุดหมายที่ตอนนี้ยังไปไม่ถึง ก็จะสามารถย่ำรอยเท้าของพ่อบินไปถึงจุดที่ใฝ่ฝันของพวกเรามั้ง
ที่นั่น พลังโจมตีของทุกคนต่างเป็นศูนย์ ต่างกอดซึ่งกันและกัน
ในท่ามกลางอากาศที่แสนอันอุ่น ในท่ามกลางการทักทายที่แสนอบอุ่น ฉันสามารถกินหม้อไฟกับพ่อ สามารถอ่านนิยาย สามารถดื่มเบียร์นิดๆ
ฉันมองเท้าที่เต็มไปด้วยโคลนของตน ศีรษะขยับไปบนนั้น นั่นเป็นท่าทางที่ให้พ่อลูบศีรษะ
เปียนมู่กับเฮยเป้ยวิ่งเฉันมาอย่างกระหืดกระหอบ เฮยเป้ยตื่นตระหนกตกใจเป็นการใหญ่ “เหมยเชี่ยน! ทำไมเจ้าตายเร็วกว่าตงปู้ลาเสียอีก?”
เปียนมู่วางจานร่อนลง ลืมตามองไปทางไกลอย่างนิ่งๆ พูดเสียงเบาๆ ว่า “เหมยเชี่ยน เจ้าดูตรงโน้นสิ ใช้พ่อเจ้าไหม?”
ฉันสะบัดหู เงยคอขึ้นอย่างสุดชีวิต มองไปยังทางทิศที่เปียนมู่บอก
อึม นี่เป็นวันที่ 55 หลังจากพ่อจากไป
ดูท่าทางการเดินอย่างหน้ามุ่ยคอตกนั้น เป็นท่านไม่มีผิดแล้ว
ยังไม่ทันรอให้ฉันแน่ใจ เฮยเป้ยตะโกนขึ้น “ดูท่าทางการเดินหน้ามุ่ยคอตกนั่นสิ เป็นพ่อเจ้าไม่มีผิดแล้ว!”
เฮยเป้ยกระโดดขึ้นลง “ฉันว่ายน้ำไม่เป็น เปียนมู่เจ้าว่ายน้ำเป็นไหม? ฉันมไปเรียกพ่อเหมยเชี่ยนมาสิ!”
ฉันพยายามว่า “อย่า! ในแม่น้ำเป็นโคลนทั้งนั้น คลานออกมาไม่ได้นะ”
เปียนมู่นิ่งกริบครู่หนึ่ง พูดซื่อๆ ว่า “งั้นฉันกระโดดฉันมไป”
เฮยเป้ยตกตะลึงจนสีหน้าเปลี่ยน คางแทบจะตกลงมา พูดอย่างตื่นตระหนกว่า “เปียนมู่เจ้าบินได้หรือ? ไกลขนาดนี้ก็กระโดดฉันมไปได้หรือ?”
เปียนมู่ส่ายหน้านิดๆ “ฉันไม่เคยกระโดดไกลขนาดนี้มาก่อน”
เฮยเป้ยร้อนรนใจจนหมุนติ้ว “เสร็จเลย!”
เปียนมู่เขี่ยจานร่อนด้วยเท้า พูดกับเฮยเป้ยว่า “เจ้าโยนจานร่อนไป ฉันทำเป็นไปรับจานร่อน อาจกระโดดได้ไกลหน่อย”
เฮยเป้ยอ้าปากกว้าง “แบบนี้ก็ได้หรือ?”
เปียนมู่ไม่ได้ตอบเขา ถอยหลังไปหลายก้าว ตะโกนว่า “เฮยเป้ย โยนสิ!”
เฮยเป้ยแยกเขี้ยวยิงฟัน กัดจานร่อนไว้ สะบัดไปตรงฉันมแม่น้ำอย่างสุดแรง
ตะวันบ่ายคล้อย จานร่อนยิงตรงไปในรัศมีแสงสีทอง
เปียนมู่ไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย พุ่งสุดตัวอย่างบ้าระห่ำ ในพริบตานั้น ฉันแน่ใจว่าเขาเร็วเกิน 50 แรงม้าของฉันแล้ว
เพราะเขาดั่งแสงฟ้าแลบ
เขาจะไปรับจานร่อน
เหมือนคนโง่ที่พลังโจมตีเป็นศูนย์อย่างพวกเรา เขารู้แต่โอบอุ้ม ดังนั้นชะตาชีวิตของเขาก็คือไปโอบอุ้มจานร่อนซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ผู้ชายคนนั้นเอาไว้ไห้เขา
ในท่ามกลางการพุ่งสุดตัวของเปียนมู่ เฮยเป้ยน้ำตากระจาย ตะโกนว่า “ถ้าเป็นไปได้ กรุณาบินขึ้นมาเถอะเปียนมู่!”
เคยมีคนอุ้มฉันไว้ พูดกับฉันว่า “เหมยเชี่ยน เวลาจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง”
แต่ฉันต้องการให้พวกเราอยู่อย่างอัมตะจนนิรันดร
มืดฟ้ามัวดิน ต้องมีคนจากไปก่อน
สูญเสียไปแล้วถึงจะรู้จักถนอม สามารถสูญเสียไปได้แสดงว่าไม่คู่ควรที่จะรักถนอม ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ มิเช่นนั้นแม้กระทั่งสิ่งฉันงกายก็ต้องสูญเสียไปแล้ว
ดังนั้น กรุณาบินขึ้นมาเถอะเปียนมู่!
สุดท้าย เปียนมู่บินขึ้นมาแล้ว
เปียนมู่บินขึ้นมาแล้ว
ไปตามหาจานร่อนจานนั้น
ตะวันบ่ายคล้อย เปียนมู่พุ่งเฉันไปในรัศมีแสงสีทองอย่างตรงๆ
เหมยเชี่ยน “ท่านว่าถ้าฉันโยนที่เขี่ยบุหรี่ ชาม หวังเหล่าจี๋ (ชาชนิดหนึ่ง) ฝาหม้อ เก้าอี้ กล้วย หมอน ตู้ เครื่องดูดควัน เม็ดถั่ว ปลาจาระเม็ด ไพ่ กระทะก้นตื้น กรวย ไอแพด ไม้แขวนเสื้อ กุญแจตู้เซฟ คีย์การ์ดประตู เครื่องขยายเสียง ซึ้ง โต๊ะชา..........ต่างโยนออกไปพร้อมกัน เปียนมู่ฉันบ้านเราจะรับได้กี่อย่าง?”
พ่อ “เฮ่ๆ ”
ตอนยังเด็ก คิดว่าหูใหญ่ก็จะสามารถบินขึ้นมาได้
ต่อมาถึงรู้ว่า ได้แต่ฝันว่าบิน หวนนึกถึงตอนยังเด็ก
โลกของฉันเล็กมาก ต่อให้พยายามด้วยสุดแรง ก็ยังมีสถานที่ซึ่งนับไม่ถ้วนเป็นแหล่งแสนไกล
เกาะโป้เหอที่มีปลาโลมาวิ่งเล่น กัมพูชาที่นั่งกระดานเป็นรถไฟ
หมู่บ้านอู่อวี๋ที่มีหุบเขาสีสันงดงาม สถานที่งดงามที่สุดฉันก็ไม่อาจไปได้
สิ่งที่ฉันสามารถทำให้ได้มีน้อยมาก นั่งอยู่ฉันงประตูรอฟังเสียงฝีเท้าท่านกลับบ้าน
วิ่งไล่ตามแสงสุริยาที่อาบย้อมท่านอยู่ด้วยกันที่สนามหญ้า ฟังเสียงหยดน้ำฝนเคาะบนกระจก
ฉันเป็นโกลเด้นเหมยเชี่ยน ฉันเล่านิทานให้ท่านฟัง ท่านอย่าลืมมาเยี่ยมฉันด้วยนัก
มีต้นหญ้าต้นหนึ่งเก่งกาจมาก สูงเท่ากับเฉัน เวลาพูดกับนางฉันไม่จำเป็นต้องก้มหน้า
ทุกวันยามเช้า นางมักเรียก “สุนัขรีบมาดูสิ ฉันใกล้จะออกดอกแล้ว!”
ใกล้จะสิ้นสุดฤดูใบไม้ผลิแล้ว นางยังคงเป็นต้นหญ้าโดดเดี่ยวเดียวดาย มีเพียงใบไม่กี่ใบ นางยิ่งมายิ่งเงียบลง ฉันก็มองท้องนภาเป็นเพื่อนนางเป็นเช่นนี้จริงๆ วันหนึ่งเจ้าอาจทำตัวตนหายไป ฉันจะพยายามจดจำแทนเจ้าไว้ รอกระทั่งเจ้าออกดอกอันสุดงดงามมา