ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

น้องหมานินทานาย

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
คนมักชอบเล่า ชอบบ่นนั่นบ่นนี่ให้สัตว์เลี้ยงของตนฟัง เพราะคิดไปเองว่า... ความลับของพวกเขาจะเป็นความลับตลอดกาล แท้ที่จริงแล้ว... ใครจะไปรู้ ขอเชิญคุณมาร่วมวงนินทาเจ้านายกับเหล่ามะหมาหน้าซื่อ--ปากจัด ที่จะชวนให้คุณฮากระจาย ทั้งซาบซึ้ง ทั้งแสบทรวง ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย แล้วสายตาที่คุณใช้มองสุนัขจะเปลี่ยนไป!

บทนำ

" คนมักชอบเล่า ชอบบ่นนั่นบ่นนี่ให้สัตว์เลี้ยงของตนฟัง เพราะคิดไปเองว่า... ความลับของพวกเขาจะเป็นความลับตลอดกาล แท้ที่จริงแล้ว... ใครจะไปรู้ ขอเชิญคุณมาร่วมวงนินทาเจ้านายกับเหล่ามะหมาหน้าซื่อ--ปากจัด  ที่จะชวนให้คุณฮากระจาย ทั้งซาบซึ้ง ทั้งแสบทรวง  ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย  แล้วสายตาที่คุณใช้มองสุนัขจะเปลี่ยนไป! "

 

**ทำยอดขายทะลุ  2  ล้านเล่มในเวลาเพียง  6  เดือน
              **เปิดวางจำหน่ายขั่วโมงเดียวได้ขึ้นสู่อันดับแรกของย่าหม่าซวิ่น (amazon)!
              **มีการเข้าอ่านถึง 1400 ล้านครั้ง มีการแชร์ 36 ล้านครั้ง
              **กำลังจะทำเป็นภาพยนตร์ โดยผู้กำกับหวังเจียเว่ย
              **เป็นหนังสือขายดีในทุกเว็บต่อเนื่อง ด้วยการแนะนำสูงถึงระดับ 5 ดาว

 

ปล.มีอัพให้ทุกวันนะคะ สนใจติดตามต่อแอดเข้าชั้นหนังสือไว้น๊า ^^

สารบัญ

ตอนที่ 1 เฮ้! เพื่อน...ฉันเหมยเชี่ยนนะ + ตอนที่ 1.1 พ่อนี่เท่สลบไปเลย

ตอนที่ 1 เฮ้! เพื่อน...ฉันเหมยเชี่ยนนะ

 

ฉันเป็นใครน่ะเหรอ ก็เป็นหมาโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ตัวหนึ่ง

            ชื่อเหมยเชี่ยน

            จะบอกให้ว่าชื่อของฉันมีที่มาที่น่ารักเลยทีเดียว พ่อของฉันเนี่ยโปรดนักฟุตบอลชื่อเมสซี่ที่สุด เลยตั้งชื่อฉันว่าเหมย* ต่อมาพอเมสซี่

ยิงประตูไม่ได้ในแมทช์หนึ่ง พ่อเลยหมดตัว เผลอดื่มเหล้าเมาจนโซเซตะโกนขึ้นฟ้าด่าออกมาว่า ‘เฉียน’**

            ฉันกำลังเดินคลอเคลียอยู่กับขาของพ่อ สุดท้ายก็เลยมีชื่อเพิ่มขึ้นมาอีกคำหนึ่ง เป็นคำว่าเชี่ยน ชื่อฉันจึงกลายมาเป็นเหมยเชี่ยนหรือ

‘เหมยโหย่วเฉียน’ ซึ่งแปลว่า ‘ข้าหมดตูดแล้ว’ นั่นเอง

            ฉันถามพ่อว่า... ชื่อฉันอ่านอย่างนี้จะดีหรือ?

            พ่อบอกว่าดีสิ ทำให้คนอื่นคิดว่าพวกเราไม่มีเงินจะได้ไม่มีใครมา

รบกวนเรา ซึ่งที่จริงแล้วพวกเราก็ไม่มีเงินจริงๆ นั่นแหละ

            เพราะว่าพ่อและฉันไม่ค่อยมีเงิน พวกเราเลยเพื่อนน้อยไปด้วย หลายคนบอกลาเรา เดินจากชีวิตเราไป ฉันอาลัยพวกเขานัก อยากจะวิ่งเข้าไปบอกกับพวกเขาว่า ไปแล้วก็อย่าลืมคิดถึงฉันกับพ่อด้วยนะ

            ต่อให้พวกคุณไปอยู่ที่ที่ไกลแสนไกล ต่อให้พวกเราจะไม่ได้อยู่ในสายตาคุณแล้ว แต่ได้โปรดระลึกถึงกันบ้างเป็นครั้งคราว

            ความรู้สึกที่รู้ว่าเรามีเพื่อนและมีคนคิดถึงนั้นช่างดีเหลือเกิน

ฉันคิดว่าเพื่อนของพวกเราไม่เคยห่างไปไหน ลมหายใจของพวกเขาแต่ละคนก็ยังคงปะปนอยู่รอบกายฉัน อาจจะล่องลอยมากับลมทะเล ผ่าน

ท้องนภา ลอยผ่านแสงดาวสุกใสจนกลายเป็นสายลมที่โชยเข้าจมูกฉันในที่สุด

            พอฉันได้กลิ่นพวกเขา ก็จะระลึกถึงพวกเขา...และกระซิบบอกพ่อ

            จมูกของฉันเยี่ยมมากจริงๆ

            หมาเหมยเชี่ยนตัวนี้... รักและคิดถึงเพื่อนๆ จังเลย

            เหมยเชี่ยนชอบการปลอบโยน แค่สัมผัส ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปาก

            เหมยเชี่ยนชอบความรู้สึกแบบเพื่อนแท้ที่รู้ใจ รู้ว่าใครชอบอะไรจากการมองตาเพียงแวบเดียว

            เหมยเชี่ยนชอบการเดินเหิน ไม่จำเป็นต้องเดินเป็นเส้นตรงก็ได้

            เหมยเชี่ยนชอบนั่งเล่นในพุ่มหญ้า รู้สึกดีถ้าได้ดมกลิ่นหอมของพื้นดินที่อุ่นจากการบ่มของแสงแดด ชอบนอนเล่นในลานหินกว้างๆ  ชอบนอนหงายท้องมองฟ้าสีครามที่กลายเป็นกรอบรูปทรงสี่เหลี่ยม

            เหมยเชี่ยนชอบเที่ยวเตร่ไปทั่ว ต๊อกแต๊กๆ ต๊อกแต๊กๆ รู้สึกมี

ความสุขทุกครั้งที่ฟังเสียงอุ้งเท้าตัวเองเคาะออกมาเป็นจังหวะเหมือนเสียงเพลง แต่ก็ไม่ทุกครั้งไป... บางครั้งฉันชอบความเจี๊ยวจ๊าว แต่บางครั้งก็

รักสงบ

            ชอบที่สุดก็คือขนสีทองของตัวเอง คุณรู้ไหมเวลาฉันวิ่งมันจะกลืนไปกับแสงอาทิตย์เลยล่ะ

            มีอะไรอีกน้า...มีอะไรที่ชอบอีก?

            อ้อ… ฉันชอบซูเปอร์มาร์เก็ตตรงหน้าหมู่บ้านด้วย ที่นั่นผู้คนเดินกันเยอะแยะละลานตา พ่อเองก็ชอบไปซื้อบุหรี่ทุกวันเลย

            เหมยเชี่ยนเกิดในวันที่ 18 พฤษภาคมปี 2010

            พ่อพาฉันมาอยู่ด้วยในวันที่ 12 มิถุนายน ปี 2010  หลังจากนั้นชีวิตของเราทั้งคู่ก็มีแต่เสียงหัวเราะปนไปกับเสียงร้องไห้ ไม่รู้ว่าจะเป็น

เช่นนี้ไปจนชั่วนิรันดร์หรือเปล่า

            แต่ฉันชอบที่ชีวิตเป็นแบบนี้ ไม่ว่าคนบนโลกนี้จะชอบหรือไม่ก็ตาม

            ฉันชอบเป็นเหมยเชี่ยน

            สุนัขโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ของพ่อ

            สุนัขที่ฝันอยากจะเป็นนักเขียน...

 

 

 

ตอนที่ 1.1 พ่อนี่เท่สลบไปเลย

            เขาว่ากันว่าความมั่นใจในตัวเองของสุนัขมักได้มาจากเจ้านาย

            ฉัน… เหมยเชี่ยน กลายเป็นขาใหญ่ประจำซอยได้ก็เพราะพ่อ

            จากครั้งแรกที่เป็นแค่ลูกกะจ๊อก ฉันยิ่งใหญ่ได้ก็เพราะพ่อ

            เพราะความหยิ่งยโสโอหัง เว่อวังอลังการของพ่อคนเดียวเลย!

            ปี 2010… ปีที่เราเจอกัน พ่อเดินเข้ามาในงานมหกรรมคนรักสัตว์

            มาถึงก็ตรงเข้ามาอุ้มฉันเป็นตัวแรก

            เด็กในบูธขายสัตว์รีบเตือนด้วยความหวังดีว่า “คุณครับ สุนัขโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ตัวนี้เป็นพันธุ์ผสมนะครับ”

            ฉันได้ยินคำนี้ก็เศร้าใจนัก มนุษย์ชื่นชอบเด็กลูกครึ่ง มักมองว่าลูกครึ่งน่ารัก ฉลาด มีคลาสไม่ใช่เหรอ?

            แต่ทำไมพวกเขาถึงไม่ชอบหมาลูกครึ่งล่ะ?

            แขกที่มาเยี่ยมชมงานมหกรรมคนรักสัตว์  ส่วนใหญ่มักเป็น

มืออาชีพ... ฮาซื่อฉี * ของแท้จะต้องมีรูปเปลวไฟบนใบหน้าทั้งสามจุด

            เปียนมู่**จะต้องมี 7 ขาว 3 ทะลุ

            เจ็ดขาวหมายถึงเส้นบนศีรษะ ขนรอบข้อเท้าทั้งสี่และปลายหาง ทั้งหมดต้องเป็นสีขาว ส่วนสามทะลุหมายถึงเส้นบนศีรษะ--ขนรอบคอ และขาทั้งสี่ต้องมีเส้นขวางพาดทะลุถึงกันได้

            ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้แม้กระทั่งขนสุนัขมีตำหนิเพียงนิดเดียวก็ไม่อาจยอมรับ

            ส่วนฉันน่ะเหรอ? ไม่ต้องพูดถึงเลย

            พวกเขาต่างวิพากษ์วิจารณ์ฉันไปต่างๆ นานา เขาหาว่าฉันไม่มีสิทธิ์เป็นโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ขนของฉันไม่ได้เป็นสีทองเข้ม แต่เป็นสีชาที่มีประกายอ่อนจนเกินไป ใบหน้าของฉันเล็กกว่ามาตรฐานของโกลเด้นสายพันธุ์แชมป์ระดับเพดดีกรี ชาตินี้คงไร้ปัญญาหาใครมาผสมพันธุ์ด้วยได้

            ไม่มีสิทธิ์เป็นโกลเด้น รีทรีฟเวอร์...

            คำนี้หมายถึงไม่มีสิทธิ์ได้ใบรับรองสีขาวที่เรียกว่าใบเพดดีกรี

ที่จะช่วยรับรองว่าคุณเป็นสุนัขพันธุ์แท้

            ลูกสุนัขที่ถูกตัดสินว่าเป็นสุนัขไม่มีใบเพดดีกรีน่าเวทนายิ่งนัก เจ้าของฟาร์มได้แต่กึ่งขายกึ่งแถมถึงหาผู้ซื้อได้

            วันนั้นพ่อใส่แว่นกันแดดสีดำ มีรอยยิ้มมั่นอกมั่นใจโปรยเต็มใบหน้าของพ่อ แว่นกันแดดอันโก้หรูทำให้พ่อดูเป็นลูกค้ากระเป๋าหนักขึ้นมาอย่างฉับพลัน

            ฉันคิดว่าพ่อคงไม่เลือกของราคาถูกอย่างฉันแน่

            แต่พ่อกลับอุ้มฉันขึ้นมา ตะโกนเสียงดังอย่างตื่นเต้นว่า “หมาอะไรหูใหญ่ขนาดนี้ ฮ่าๆ ๆ แกแน่มากไอ้ลูกหมา...ฟ้าประทานมาจริงๆ ”

            ฉันขดอยู่ในอ้อมกอดของพ่อ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกว่าหูบานๆ ใหญ่ๆ ของตัวเองก็ดูดีเหมือนกันแฮะ

            พ่อไม่สนคำทัดทานของคนขาย เขาพาฉันกลับบ้าน ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาหารสุนัขเพื่อเฟ้นหาของดีๆ มาเลี้ยงฉัน พ่อเปลี่ยนคอกสุนัขให้ฉันมาแล้วหลายคอก ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเท่ขึ้นเรื่อยๆ เท่จนรู้สึกลานตาเป็นบ้า

            พ่อพาฉันไปเดินเล่นทุกวัน ทุกครั้งที่เดินก็เชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจตลอด ฉันก็เปรียบเหมือนลูกแกะได้บารมีเสือ พลอยเชิดหน้า

เดินกระดิกหางตามพ่อไปด้วย

            เราสองพ่อลูกวางท่าหยิ่งยโสโอหัง เว่อวังอลังการ จนหลายครั้งกลับมาถึงบ้านก็อดจะหัวเราะฮ่าๆ อย่างมีความสุขไม่ได้

            ทุกคนในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้รักการเลี้ยงสุนัข โดยเฉพาะ

ไท่ตี๋* ทุกยามค่ำคืนบรรดาพ่อและแม่ของไท่ตี๋จะพากลุ่มไท่ตี๋ของพวกเขาออกมาเดินเล่น ในสนามที่เป็นลานกว้างของหมู่บ้าน เรียกว่าเป็นดงของ

ไท่ตี๋เลยทีเดียว

            เจ้าของไท่ตี๋มักชื่นชอบการจับผิดอย่างยิ่ง

            ในกลุ่มไท่ตี๋จำนวนมากมายมหาศาลนี้ พวกเขาก็ยังสามารถหาตัวที่สายเลือดดีที่สุด ดูราคาแพงที่สุด...ออกมาจนได้!

            ทุกครั้งที่เจ้าของไท่ตี๋มาเยาะเย้ยฉันที่ไม่มีใบเพดดีกรีพ่อก็มัก

ดึงหูของฉันขึ้นโชว์แล้วโอ่ว่า “เชอะ พุดเดิ้ลสายพันธุ์แชมป์เรอะ เก่งยังไงก็เป็นแค่หมาล่ะโว้ย ต้องของผมนี่ ช้างน้อยในคราบลูกหมา... ดูหูซะก่อน... มาแข่งกันกางหูไหมล่ะ?”

            เจ้าของไท่ตี๋ถึงกับตะลึงไปเลย ใครจะกล้าสู้กับพญาช้างใน

คราบสุนัขอย่างฉันล่ะ ฮ่าๆๆ

            เขาว่ากันว่าความมั่นใจในตัวเองของสุนัขมักได้มาจากเจ้านาย

            ฉัน… เหมยเชี่ยน กลายเป็นขาใหญ่ประจำซอยได้ก็เพราะพ่อ

            จากครั้งแรกที่เป็นแค่ลูกกะจ๊อก ฉันยิ่งใหญ่ได้ก็เพราะพ่อ

            เพราะความหยิ่งยโสโอหัง เว่อวังอลังการของพ่อคนเดียวเลย!!!

            ฉันเคยถามพ่อว่า “พ่อจ๋า... พ่อไม่ถือสาว่าฉันเป็นแค่หมาพันทางหรอกเหรอ? บางทีอากงของอากงของฉันอาจจะเป็นหมาขี้เรื้อนก็ได้นะ”

            พ่อตอบฉันด้วยสีหน้าที่มั่นคงหนักแน่น “ต่อให้แกเป็นหมาขี้เรื้อน พ่อก็รักเว้ย... หูของแกใหญ่ขนาดนั้น โคตรเท่เลยว่ะ แกเป็นหนึ่งใน

ยุทธจักรแบบหาใดเปรียบ ขี้เรื้อนน่ะมันเรื่องเล็กน้อยไปเลย”

            หนึ่งในยุทธจักรแบบหาใดเปรียบ...

            คำคำนี้ของพ่อเนี่ย... รวมไปถึงงานเขียนหนังสือ การวางแผงลอยขายของตามพื้นของพ่อด้วยหรือเปล่า? ตอนไม่มีเงินจากการเขียนงาน พ่อก็จะเก็บลังกระดาษมาขาย แม้กระทั่งน้ำซุปไข่ไก่ใส่มะเขือเทศในร้านอาหารเราก็ต้องกรอกใส่ขวดโค้กห่อกลับบ้าน

            นี่คือวิถีของจอมยุทธสินะ...

            สำหรับเหมยเชี่ยนแล้ว พ่อทำอะไรก็เท่เป็นบ้า

            ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เราไม่ได้ทำผิดกฎหมายสักหน่อย แต่พอทำขึ้นมา สายตาของผู้คนกลับบีบคั้นจนเรารู้สึกเขินอาย... ทำไมหนอ?

            พอเหมยเชี่ยนถามพ่อ พ่อมักใช้คำว่า ‘วิถีของจอมยุทธ’ มาอธิบาย

            พ่อบอกว่า “เฮ้ย…เหมยเชี่ยนแกจำเอาไว้นะไอ้หูใหญ่ เวลาคนอื่นเขาแข่งความสวยกัน แกก็บอกว่าแกหู--หู--หู--ใหญ่ เวลาคนอื่นเขาอวดรถยนต์กัน  ถ้าเขามาถามแกก็ให้บอกไปว่าแกหู--หู--หู--ใหญ่ เวลาคนอื่นเขาเปรียบเทียบบ้าน เทียบแหวนเพชร เทียบหน้าปัดนาฬิกาข้อมือกัน  ถ้าเขามองมาทางแก ก็ให้แกตะโกนว่า.... ข้า—หู—หู--หู--ใหญ่มีอะไรหรือเปล่า!”

            ฉันถามออกไปอย่างเศร้าใจ “พ่อ เราทำแบบนี้เหมือนกับเราหลอกตัวเอง เพราะว่าเราสู้พวกเขาไม่ได้ใช่ไหมจ๊ะ?”

            พ่อว่า “ทำไมต้องสู้กัน? พ่อกับเหมยเชี่ยนไม่ได้หลอกตัวเอง เพียงแค่ขี้เกียจเทียบความสุขของเรากับคนอื่น... ความสุขในสายตาของคนเราล้วนต่างกัน... ไม่มีใครเข้าใจความสุขของคนอื่นได้หรอก”

            ได้ยินเช่นนั้นฉันก็ปลื้มใจ

            พ่อเหมือนกับฉัน ขอเพียงเราสองเข้าใจในความสุขของพวกเราเอง เราก็พอใจแล้ว ไม่จำเป็นต้องดึงให้ใครต่อใครมาชื่นชม

            เหมยเชี่ยนเป็นหมาที่มีความสุข

            แถมยังเป็นหนึ่งในยุทธจักรแบบหาใดเปรียบอีกด้วย!!!

ตอนที่ 1.2 ตัวเล็กแต่ใจใหญ่คับฟ้า

เหมยเชี่ยนมีเพื่อนทั้งหมดนับได้สิบสาม

            แบ่งเป็นคนเจ็ด หมาเก้า*

            เพื่อนๆ ทั้งหมดไม่ได้เจอกันมาระยะหนึ่งแล้ว

            ในบรรดาเพื่อนๆ มีสองคนที่ฉันไม่ค่อยสนิทนัก เมื่อไม่สนิทก็เลย

ไม่ค่อยจะใส่ใจ แน่ล่ะ... เราไม่รักเขาแล้วทำไมต้องแสร้งทำเป็นเบิกบานใจเวลาเจอกันด้วย?

            พ่อมารู้เข้าก็แอบกระซิบว่าอย่าทำแบบนี้เลย หากเจอหน้ากันอย่างไรพ่อก็อยากให้ฉันแสร้งทำเป็นดีอกดีใจสักหน่อย กระโดดโลดเต้น

สักนิด บางทีมันก็เป็นมารยาทของการเข้าสังคม

            แต่บางคนไม่เห็นมี ‘มารยาทในการเข้าสังคม’ กับฉันเอาเสียเลย

            ทุกวันที่ผ่านไป มีแต่คนชี้มาที่ฉันแล้วทำหน้ามู่ “ว้าย ดูสิโกลเด้นแคระแกร็น!”

            โอเค...ฉันตัวเล็กไปหน่อยก็จริง แต่ไม่ได้เรียกว่าแคระแกร็น

สักหน่อยถ้าเทียบกับไท่ตี๋

            ทุกวันฉันเห็นไท่ตี๋เดินผ่านสนามหญ้า มุดไปมาผ่านรั้วที่ติดกับลานบ้านของฉัน ไท่ตี๋ใช้ประโยชน์จากความแคระแกร็นของมันจนฉันอิจฉาจึงปลุกเร้าความกล้าของตัวเอง ทดลองมุดรั้วบ้าง

            สุดท้ายก็ติดอยู่กลางรั้ว!

            ทีแรกฉันหมายจะใช้ตูดมุดเข้าไปก่อนและค่อยๆ เขยิบถอยหลัง แต่สุดท้ายพบว่าวิธีนี้ทำให้มองไม่เห็นทิศทาง เลยเปลี่ยนมาเป็นมุดหัวเข้าไปก่อน แต่โชคร้าย... เพียงแค่หูอันใหญ่โตผ่านไปได้เพียงข้างเดียว

หัวกะโหลกก็ขยับไม่ได้เสียแล้ว

            เจ็บเหลือเกิน เจ็บจนน้ำตาร่วง

            ถึงแม้ลานนี้จะเล็ก ถึงแม้โลกนี้จะกว้างใหญ่ แต่ก็ไม่มีประโยชน์อันใดถ้าฉันต้องติดอยู่ตรงนี้ เข้าออกไม่ได้ ฉันร้องไห้โฮรู้สึกโง่งม เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเป็นพญาช้างสารใบหูใหญ่ ทำไมต้องทำตัวเลียนแบบหมาพุดเดิ้ลตัวเล็กด้วยเล่า? ทำไมไม่เดินเข้าออกประตูอย่างสง่าผ่าเผย ให้สมกับความเป็นช้างของตน... สมน้ำหน้าแล้ว

            ฉันติดอยู่นาน... ในที่สุดก็เห็นพ่อเดินผลักประตูรั้วบ้านเข้ามา

            เห็นพ่อเดินมา ฉันกลัวขายหน้าเลยไม่กล้าส่งเสียง

            โชคร้ายที่พ่อสายตาดีนัก “แกต้องการใช้ช่วยถีบตูดไหม

เหมยเชี่ยน?”

            ศีรษะฉันขยับไม่ได้ ปากก็อ้าไม่ได้ เสียงที่ร้องออกมาเลยได้ยินเพียงแค่...กุ๊กๆ

            พ่อกลอกตามองฟ้า ยกเท้ายันฉันแล้วถีบสุดแรง ฉันเจ็บจนน้ำตาไหล ร้องไห้โฮไม่หยุด “กุ๊กๆ ๆ ”

            พ่อจุดบุหรี่ขึ้นสูบ เอ่ยถามอย่างไม่แยแส “ไม่ให้ถีบ งั้นแกจะเอายังไง? ให้ดึงออกมาเรอะ?”

            พอพ่อดึง ฉันถึงออกมาพร้อมกับหน้าตามอมแมมที่เต็มไปด้วยฝุ่น ฉันไม่กล้าลืมตามองพ่อ เอาแต่ร้องกุ๊กๆ ...วิ่งเข้าไปในบ้านและหลบใต้เก้าอี้โยก

            ผ่านไปครู่ใหญ่พ่อจึงเดินตามเข้ามาพร้อมกับข้าวสารหนึ่งกำ 

            พ่อดันเก้าอี้หลบและสาดข้าวสารใส่หน้าฉัน ฉันมองพ่ออย่างประหลาดใจ

            พ่อว่า “แกร้องกุ๊กๆ อยู่ตลอด กลายเป็นนกพิราบไปแล้วไม่ใช่

เรอะ? ถ้าเป็นนกก็จิกข้าวสารไปก็แล้วกัน”

            ฉันน้อยใจจนน้ำตาไหลพรากๆ     

            ฉันก็ไม่รู้เพราะอะไร รูปร่างฉันถึงเล็กว่าโกลเด้นปกติตั้งเท่าหนึ่ง ข้อผิดพลาดนี้ทำให้ฉันปวดใจนัก แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็เรียนรู้แล้วว่าโกลเด้น

ก็คือโกลเด้น ไม่ใช่ไท่ตี๋ถึงจะปวดใจอย่างไรฉันก็ไม่อาจเลียนแบบในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเองได้เลย

            ครั้งหนึ่งพ่อพาฉันไปซูเปอร์มาร์เก็ต

            เราสองคนกำลังเข้าแถวจ่ายเงินอยู่ พ่อยืน...ส่วนฉันนั่งอยู่ข้างๆ ขาของพ่อ ไม่นานก็ใกล้ถึงคิวพวกเรา ข้างหน้าเรามีคู่รักคู่หนึ่งกำลังยืนรอจ่ายเงินอยู่

            สายตาคมกริบของผู้หญิงเบิกกว้างเมื่อเห็นฉันเข้า หล่อนรีบกระซิบคนรักข้างกายพลางหัวเราะคิกคัก “ต๊าย… ดูสิลูกหมาโกลเด้นตัวน้อยๆ ”

            พ่อได้ยินเข้าเลยแย้งไปว่า “เหมยเชี่ยนสองขวบ… ไม่ใช่ลูกหมาแล้วครับ”

            ชายหนุ่ม แฟนของเจ๊คนนั้นได้ยินเข้าถึงกับอุทานเสียงดัง “ไอ้หยาสองขวบแล้วยังตัวเล็กขนาดนี้ หรือว่าหมาพันทาง?”

            ผู้หญิงเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงรู้ลึกรู้ดี “เลี้ยงหมาน่ะ ต้องเลี้ยงพันธ์ุแท้ พันทางเลี้ยงไปก็เปลืองตังค์เปล่าๆ ”

            ฉันนั่งก้มหน้า จิกอุ้งเท้าลงกับพื้นแล้วร้องไห้โฮออกมาเพราะหัวใจกำลังสลาย

            ผู้ชายคนนั้นพึมพำไป พลางซื้อบุหรี่จินหนานจิงราคายี่สิบหยวนไปด้วยกล่องหนึ่ง ส่วนผู้หญิงทำเพียงยักไหล่ เมื่อด่าว่าพวกเราจบสิ้นหล่อนก็สาแก่ใจแล้ว ไม่หันมามองใบหน้าเราอีก... ทั้งสองยืนแกะบุหรี่อยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ ทำเป็นคุยโวเสียงดังว่าบุหรี่ราคายี่สิบหยวนช่างแพงเหลือเกิน พวกเขาช่างใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเหลือเกิน

            พ่อไม่แลพวกเขาแม้แต่แวบเดียว โยนเงินไปบนเคาน์เตอร์ เอ่ยเสียงดังว่า “เอาจงฮวา*กล่องหนึ่ง”

            พนักงานขายของรีบเงยหน้าทันที “เฮียเอาแบบแข็งหรือแบบนิ่มดีครับ? แบบแข็งจะถูกกว่าหน่อย”

            พ่อเหยียดยิ้มอย่างที่ไม่ยี่หระต่อเศษเงิน “เอาแบบนิ่ม สุนัขบ้านผมดมกลิ่นบุหรี่ที่ราคาน้อยกว่าห้าสิบหยวนไม่ได้”

            พนักงานกะพริบตาปริบๆ มองพ่อแล้วลากสายตาต่อมายังฉัน

ก่อนจะเปลี่ยนกิริยาเป็นเคารพนบนอบโดยพลัน “ครับเฮีย”

            พ่อว่า “ขอบคุณ ขอเร็วๆ หน่อยนะ ต้องรีบไปประชุมผู้ถือหุ้น”

            เมื่อได้บุหรี่แล้วพวกเราก็เดินเชิดหน้าจากมาอย่างสง่าผ่าเผย ทางเดินเบื้องหน้าของเราราวกับปูพรมสีแดง คนรอบข้างมองฉันกับพ่อด้วย

สายตาอ่อนโยนลง

            พวกเราเท่จนวัวตายควายล้ม!

            ฉันไม่ร้องไห้อีกแล้ว หยุดร้องไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

            ก็หมาไฮโซที่ดมกลิ่นบุหรี่ราคาถูกไม่ได้อย่างฉัน จะมานั่งร้องไห้ให้กับคำพูดของคนอื่นไปทำไมกัน?

            ก่อนออกจากซูเปอร์มาร์เก็ต ฉันแอบเหล่มองชายหญิงคู่นั้นแวบหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นกำลังจ้องผู้ชายอย่างดุร้าย บุหรี่ในมือถูกบีบจนขาด

ส่วนผู้ชายก็ไม่กล้าสูบบุหรี่จินหนานจิงราคายี่สิบหยวน อาจเพราะรู้สึก

เสียหน้าก็เป็นได้

            หลังจากกลับเข้าบ้านเราสองคนก็หัวเราะลั่น จู่ๆ พ่อก็เอ่ยว่า

“เหมยเชี่ยน เราจะไปซื้อมีดโกนหนวดกันนี่หว่า ทำไมกลายเป็นบุหรี่ไปได้ล่ะ?”

            ฉันแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน มุดเข้าไปนอนใต้เก้าอี้โยก ในใจมีแต่ความอบอุ่นที่พ่อกระโดดเข้ามาปกป้องฉัน ฉันรู้ดีว่าบุหรี่มวนนี้อาจทำให้เราสองคนต้องทนกินบะหมี่ซองราคาถูกไปทั้งสัปดาห์ แต่ถึงอย่างไรฉันก็ภูมิใจในตัวพ่อมากอยู่ดี

            พ่อฉัน...เวลาอวดรวยก็เท่ระเบิด โอเว่อได้น่าหมั่นไส้ไม่แพ้ใคร

ทั้งนั้น!

            พ่อจุดบุหรี่ขึ้นสูบ ลงมือเขียนงานหน้าโต๊ะไม้เก่าๆ โดยมีฉันนอนหมอบอยู่ไม่ห่าง พ่อจบเรื่องเพียงแค่ว่า “เรื่องราวบนโลกใบนี้ แพ้ชนะพลิกผันเพียงแค่พริบตา... แพ้เหมือนชนะ ชนะเหมือนแพ้... นานทีซื้อความสุขใจเสียครั้งหนึ่งก็คงไม่เป็นไรมั้ง... ส่วนหนวด...พรุ่งนี้ค่อยโกนก็แล้วกัน...”

            ฉันมองข้ามระเบียงไปยังนอกลาน เห็นรั้วสีขาว ท้องฟ้าสีคราม ต้นไม้เขียวขจี

            ถึงแคระแกร็นแล้วอย่างไรเล่า?

            มีความสุขก็เพียงพอ

ตอนที่ 1.3 จานร่อนของเปียนมู่

ตอนที่ 1.3 จานร่อนของเปียนมู่

 

            หลังจากโตขึ้น ฉันไม่คาบรองเท้าแตะ ไม่กัดโต๊ะชา แต่ก็ยังเคยถูกพ่อตีมาครั้งหนึ่ง

            วันนั้นฉันเห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่ริมทางเดิน จู่ๆ ฉันก็รู้สึกหัวใจพองโตจนคับอก อาจเพราะเจอเรื่องที่ไม่คาดฝันเข้าโดยบังเอิญ ฉันวิ่งเต็มฝีเท้าเข้าไปนั่งอยู่ข้างประตูรถ เงยหน้ากระดิกหางอย่างแรง                                        ดีใจ...ดีใจ...

            ฉันหมายจะขึ้นไปนั่งบนรถเหมือนในอดีตที่เคยทำ

            ในรถมีคนแปลกหน้าลงมา พอเห็นฉันแล้วตกใจจนร้องเสียงลั่น พ่อวิ่งเข้ามาคว้าหูฉันแล้วขอโทษผู้หญิงคนนั้นพลางด่าว่าฉันเสียงดัง

“เหมยเชี่ยน เราขายรถคันนี้ไปแล้วนะ”

            ฉันได้ยินดังนั้นจึงร้องไห้ ใช่… นี่ไม่ใช่รถของเราอีกแล้ว

            พ่อมองฉันอย่างผิดหวังครั้งหนึ่ง สายตาของพ่อทำให้ฉันโตขึ้นมาในเวลาเพียงข้ามวัน

            วันเวลาผ่านไป .... ฉันใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ส่วนมากก็ขลุกอยู่กับ

เปียนมู่*

            เปียนมู่น้อยกับแม่ของเขาพักอยู่ข้างๆ บ้านฉันนี่เอง เปียนมู่เป็นเพื่อนคนแรกที่ฉันรู้จักในหมู่บ้านนี้

            วันหนึ่งฉันกับพ่อเดินผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตหน้าหมู่บ้าน เห็น

เปียนมู่น้อยเนื้อตัวเปียกโชก นั่งอยู่บนบันไดอิฐสีหน้าเซื่องซึม ดวงตาของเปียนมู่น้อยเบิ่งกว้างจนกลมดิก เขาไม่ขยับตัว ทำท่าเหมือนกับว่าชาตินี้จะไม่ขยับไปไหนอีกแล้ว

            ฉันไม่เคยลืมสายตาของเขาในตอนนั้น มันดูเหมือนฟองอากาศที่ผลุบขึ้นมาในขวดสไปรท์

            โปร่งแสงแต่อ่อนแอ

            สะท้อนเงาร่างผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามลากกระเป๋าจากไป

            กระเป๋าใบนั้นกระชากโลกทั้งใบของเปียนมู่ตามไปด้วย

            ฉันถามพ่ออย่างนึกสงสัย “พ่อๆ ทำไมเปียนมู่ถึงทำตาแบบนั้นล่ะ?”

            พ่อลูบหัวฉัน กล่าวว่า “สายตาแบบนั้นคือความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ เพราะเปียนมู่รู้ว่าจะไม่ได้เจอกับแม่ของเขาอีกแล้วน่ะสิ”

            ทำไมล่ะ?

            แม่ของเปียนมู่อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต คงกำลังซื้อของอยู่ แล้วหล่อนเกี่ยวอะไรกับผู้ชายคนนี้กัน?

            ฉันมองเปียนมู่ไม่คลาดสายตา ข้างเท้าของเปียนมู่มีจานร่อนวางอยู่ใบหนึ่ง... เขาคาบจานขึ้นมา สายตาเซื่องซึมลงเรื่อยๆ

            ฉันมองเขาและมองไปยังรถคันใหญ่ที่กำลังเก็บกระเป๋าลาก ก่อนจะเงยหน้าถามพ่ออีกครั้ง “หากว่าเปียนมู่วิ่งไปอย่างรวดเร็ว แบบว่า...

เร็วสุดฝีเท้าของเขาเลย เขาจะวิ่งตามรถคันนั้นทันไหมจ๊ะพ่อ?”

            พ่อโคลงศีรษะ “บางคนคิดว่าถ้าสองขาของพวกเขาวิ่งได้

อย่างรวดเร็วก็จะคว้าอนาคตได้... ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย คนเราต้องการวิ่งให้เร็วไม่ใช่เพื่อคว้าอนาคตที่เราไม่เคยรู้จัก แต่เพื่อวิ่งย้อนกลับไปโอบกอดอดีตที่เคยมีความสุขต่างหากเล่า... อดีตของทุกคนล้วนมีความทรงจำอันลึกซึ้ง ทำให้พวกเราอาลัยรัก แต่สุดท้ายเมื่อถึงเวลาทุกคนก็ย่อมมีทางไปของ

ตัวเอง”

            พ่อพูดอะไร... ฉันไม่เข้าใจเลย

            ฉันมองเปียนมู่น้อยก้มหน้าคาบจานร่อนเอาไว้ ในที่สุดมันก็เดิน

โซซัดโซเซ วนไปวนมาหน้าซูเปอร์มาร์เก็ต

            แม่ของเปียนมู่ที่หลบอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตตลอดเวลา ในที่สุดก็

ยอมเดินออกมา หล่อนเอื้อมมือหมายจะดึงจานร่อนออกจากปากเขา

เปียนมู่น้อยคาบจานไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

            ร้องไห้แต่ไม่ยอมปล่อย

            แม่ของเขาก็ร้องไห้แล้วเช่นกัน “ปล่อย…” หล่อนนั่งยองๆ อยู่

ข้างถนน   ในที่สุดก็แย่งจานมาถือเอาไว้ได้ “ฉันเอาแกไปด้วยไม่ได้หรอก นู่นๆ … ไปเก็บจานตรงนู้นเร็ว” พูดจบหล่อนก็ร่อนจานไปทางอื่น

            เปียนมู่น้อยวิ่งไปคาบจานอย่างทุลักทุเล จากนั้นก็วิ่งกลับมา

            แม่ของเขาเดินไปถึงรถเสียแล้ว

            เปียนมู่ยืดคอขึ้นสูงอย่างสุดชีวิต ชูจานร่อนให้สูงที่สุด

            แต่แม่ของเขาก็ปิดประตูใส่ และจากไปพร้อมผู้ชายที่ขับรถคนนั้น

            หลังจากวันนั้นอีกหลายเดือนฉันเคยแอบถามเปียนมู่  “ตอนนั้นแกกำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”

            เปียนมู่ตอบว่า “ฉันเห็นแม่ร้องไห้ น้ำตาหยดลงมามากมายเหมือนฝนตก แต่ฉันไม่มีร่มจะกางให้แม่ มีแค่จานร่อน”

            วันนั้น...

            ท้องฟ้าแจ่มใสถึงปานนั้น

            มีเพียงเปียนมู่น้อย ที่ปรารถนาจะใช้จานร่อนกันฝนให้แม่ของเขา

            เมื่อฉันกลับถึงบ้านก็นึกถึงเปียนมู่น้อยผู้โดดเดี่ยวขึ้นมา เลย

ขออนุญาตพ่อไปเยี่ยมเขาสักหน่อย เมื่อพ่อตอบตกลงฉันเลยเดินไปเคาะประตูบ้านพักของเขาที่อยู่ข้างบ้านเรา ประตูไม่ได้ล็อกอยู่ ข้างในมีแต่เศษของกระจัดกระจาย มีเปียนมู่น้อยนั่งคาบจานร่อนอยู่กลางห้องกว้าง

            ฉันเอ่ยกับเปียนมู่น้อยอย่างจริงจังว่า “เฮ้ ไปเล่นกันไหม?”

            เปียนมู่ที่คาบจานร่อนอยู่ เอียงศีรษะเล็กน้อยก่อนจะส่ายหัวอย่างทึ่มๆ ตอบว่า “ฉันจะรอแม่”

            เพราะว่าเขาพูด จานร่อนจึงตกลงกับพื้นดังปุ

            พอฉันคะยั้นคะยออีกครั้ง เขาก็งับจานร่อนขึ้นมาใหม่แล้วเดินตามฉันออกมาอย่างเสียไม่ได้

            จากนั้นพวกเราก็เติบโตมาด้วยกัน... ฉันและเปียนมู่

            พวกเราดูเผินๆ ก็มีประสบการณ์ชีวิตที่คล้ายคลึงกันอยู่มาก เคยถูกคนที่รักที่สุดลูบศีรษะด้วยความเอ็นดู ถึงแม้ว่าที่สุดของเส้นทางเดินจะกลายเป็นทางแยก เราอาจจะต้องจากคนที่เรารักมากที่สุดด้วยข้อจำกัดใดๆ ของชีวิตก็ตาม เราก็จะยิ้มส่งพวกเขาเหล่านั้นอย่างมีความสุข

            สุนัขเป็นแบบนี้...

            เป็นสัตว์ที่ไม่เคยวางท่า ไม่เย่อหยิ่ง เราเรียนรู้ที่จะรักและภักดีกับพ่อแม่ของเราอย่างสุดหัวใจ ในทุกๆ วินาที ไม่ใช่สูญเสียไปแล้วถึงจะรู้จักรักรู้จักถนอม

            ทุกๆ วันที่ฉันอยู่กับพ่อและเพื่อนๆ ก็เหมือนกัน ฉันจะรักกับ

พวกเขาให้มากที่สุด จริงใจให้มากที่สุด ยอมกระดิกหางและเลียแข้งเลียขาอย่างไม่รู้สึกเสียหน้า เพราะสุดท้ายเมื่อถึงทางแยกของชีวิตและเราอาจต้องจากกัน

            อดีตที่งดงามที่สุดก็จะถูกฉันโอบกอดเอาไว้อย่างดี

            พ่อรักการดื่มสุรามาก... มักกลับบ้านมาด้วยความมึนเมาเป็นประจำ พอมาถึงบ้านพ่อก็จะเปิดเครื่องเสียงดังกระหึ่ม เพลงโปรดของพ่อชื่อเพลง ‘ฝูเฉิน’* ในเนื้อเพลงบรรยายถึงสายลม ละอองฝุ่นและมีเสียงร่ำไห้ ตอนจบก็มีเสียงเบิกบานขับขานขึ้นมาปิดท้าย

            โต๊ะชาในบ้านเรามีรูที่เคยถูกฉันกัด ผนังยังคงหลงเหลือรอยกาวที่เคยติดรูปภาพ ผ้าม่านเก่าๆ ห้อยลงมาครึ่งผืนเหมือนอย่างเคย

            บ้านเช่าของเรานั้นอบอุ่นนัก

            บรรยากาศของบ้านเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน รอยเท้าที่เคยย่ำไปย่ำมาบนพรมไม่เคยซ้ำรอยเดิม

            ถ้าพ่อไม่เมา เขามักชอบอยู่กับฉันและเพื่อนๆ

            ต่อหน้าพ่อ... ปัญหาที่เฮยเป้ย* ถามถึงมีมากกว่าของฉันอีก

เฮยเป้ยชอบคุยกับพ่อของฉันนัก ผิดกับเปียนมู่ เวลาอยู่รวมกลุ่มกัน เขาจะทำเพียงกะพริบตาไปมา กระดิกหางนิดๆ และนอนหมอบฟังคนอื่นคุย...เขาไม่ชอบส่งเสียง

            เปียนมู่ก็เป็นเช่นนี้ เป็นหมาเงียบๆ ตัวหนึ่ง

            คุณไม่มีวันรู้ว่าเขาอยากได้อะไร เพราะเขาไม่พูด หรือเป็นเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าต่อให้พูดก็ไม่มีวันได้สิ่งที่ต้องการ

            วันนั้นเราคุยกันเรื่องสิ่งที่เราอยากได้

            พ่อสอนพวกเราว่า... ต่อหน้าสิ่งที่เราอยากได้ ถ้าเราวิ่งไปคว้ามันเอาไว้โดยทันที การกระทำนั้นเรียกว่าความกล้าหาญ

            ต่อหน้าสิ่งที่เราอยากได้ ถ้าเราส่ายหน้าแล้วบอกว่า ‘ไม่เอา’ การ

กระทำนั้นเรียกว่าความเข้มแข็ง

            ทำอย่างไรถึงจะมีทั้งความกล้าหาญและความเข้มแข็งได้ล่ะ?

            หรือว่า... ถ้าวันหลังเราเจอสิ่งที่อยากได้ ให้ปฏิเสธก่อนในทีแรก

แล้ววันต่อมาค่อยกลับมาคว้าไว้ อย่างนี้ดีไหม?

            ฟังพ่อพูดจบ เปียนมู่ยังคงกะพริบตาไปมาอย่างเงียบกริบ ไม่ร้องเฮ..ออกมาเหมือนคนอื่นๆ

            หลังจากนั้นพวกเราก็ลืมเรื่องนี้ไปแล้ว หลายวันต่อมาแม่ของ

เปียนมู่กลับมาหาเขาอีกครั้งในสภาพทรุดโทรมพร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้าใบเดิม หล่อนเมาเหล้า อาละวาดจนเปียนมู่ตกใจ ในที่สุดก็ล้มคว่ำลงกับพื้นตะโกนออกมาว่า “ทุเรศ เป็นเมียน้อยเขามีความสุขที่ไหน? ฉันไม่อยากได้ความสุขเล็กๆ น้อยๆ เว้ย ฉันอยากได้ความสุขมากๆ ”

            เปียนมู่หลบออกจากบ้านไปกับพวกเราอย่างเงียบๆ พอออกมาได้เขาก็วิ่งไปหยุดตรงข้างถนนอย่างรวดเร็ว

            ฉันกับเฮยเป้ยต่างงงงัน วิ่งตามไปเป็นเพื่อนเขา

            ผ่านไปพักใหญ่ ฉันจึงอดพูดขึ้นไม่ได้ “เปียนมู่น้อยดีใจด้วยนะที่แม่กลับมาแล้ว”

            เขานิ่ง...

            ฉันกระแอมอีกครั้ง “เปียนมู่น้อย แกเคยบอกพวกฉันว่า แกฝึกเทคนิคการกระโดดรับจานร่อนมาตั้งแต่เด็ก เพื่อที่จะได้รับความสุขแทนแม่ของแก ตอนนี้เทพเจ้าแห่งความสุขมาเยี่ยมหน้าบ้านแล้ว แต่อยู่ๆ แกก็ดันมานั่งข้างถนนแบบนี้ มันหมายความว่ายังไง?”

            เปียนมู่ไม่ตอบ

            พวกเราเลยมองตามสายตาของเขาข้ามไปยังอีกฟากของถนน

            ที่นั่นคือโรงแรมซีเอ่อตุ้น บนหลังคาโรงแรมมีจานร่อนใบใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มเลย คาดว่าภายในโรงแรมคงมีร้านอาหารนั่นเอง ฉันกับ

เฮยเป้ยมองสบตากันแล้วก็เอ่ยกับเปียนมู่ “ถ้าแกอยากได้จานร่อนอันนั้นเพื่อเอาไว้รับความสุขล่ะก็ ฉันรู้สึกว่ามันยากอยู่สักหน่อยนะ มันดูติดแน่นกับหลังคาตึกมากๆ เลย คงยากที่จะตกลงมา”

            ฉันช่วยจูงใจเขาต่อว่า “กลับบ้านเถอะเปียนมู่”

            พวกเราลากเปียนมู่ เขาก็ไม่ยอมไป ซ้ำยังร้องไห้ ฉันกับเฮยเป้ยเลยได้แต่นอนหมอบเป็นเพื่อนเขานิ่งๆ เงยหน้าจ้องจานร่อนอันใหญ่บนหลังคาโรงแรมซีเอ่อตุ้นไปด้วยกัน

            หากยืนตรงนี้ นับไปทางเหนืออีกเจ็ดตึก ก็จะเป็นบ้าน

เหมยเชี่ยนแล้ว

            1 2 3 ......7...เอ ตกลงว่า อีกสี่ตึกหรือว่าเจ็ดตึกหว่า??

            หากวันหนึ่งคุณหลงทางเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นโกลเด้นที่ชอบวิ่งเร็วถึงห้าสิบแรงม้า นั่นก็คือฉัน

            แน่นอน ยิ่งวิ่งเร็วมากความเสี่ยงก็ยิ่งมาก มีอยู่หนหนึ่ง ฉันวิ่งเร็วดั่งพายุ รวดเร็วเหนือเสียง มุดผ่านสนามหญ้าที่เต็มไปด้วยใบไม้ร่วง จู่ๆ

มีรถสามล้อของเด็กโผล่ออกมาจากหัวมุมถนน ฉันเบรกไม่ทันกลิ้งไปกลิ้งมาบนสนามหญ้าสิบกว่ารอบ! หูตีผับๆ กับใบหน้าของตัวเอง... ข้างๆ

มีเปียนมู่ตัวหนึ่งกำลังคาบจานร่อนอยู่ในปาก มองฉันด้วยความตะลึง

ไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย

            เจ้าโง่ จานร่อนของแกตกแล้ว!

            พูดตามตรง ฉันก็ไม่รู้ว่าสายตาของเปียนมู่เป็นความตะลึงหรืออิจฉาริษยากันแน่ ฉันเคยคิดจะสอนเขาด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ฉันออกวิ่งอย่างรวดเร็ว ตอนวิ่งสปีดถึงจุดที่เร็วที่สุดฉันก็กระโดดขึ้นสู่ท้องฟ้า!

            กระโดดอย่างสุดแรง ขาทั้งสี่กางออก หางชี้ตั้งฉันมีเวลา 0.8 วินาทีที่จะยื่นใบหน้าออกไปให้แนบเป็นแนวราบ ก่อนที่จะร่วงไถลลงกับพื้น

            เปียนมู่ถึงตายก็ไม่ยอมลอง เขาไม่เหมือนเฮยเป้ย เขาไร้

จิตวิญญาณอันอาจหาญ

            บทบาทของเปียนมู่ค่อนข้างพิเศษ ครั้งหนึ่งพ่อให้เงินฉันมา

ห้าหยวน ใช้ฉันไปซื้อจงฮวากล่องหนึ่ง ฉันแย้งว่าเงินเท่านี้ไม่น่าจะพอมั้ง

พ่อ พ่อลุกจากโซฟาชี้มาทางฉันแล้วตวาด “ถ้าซื้อผิด หิ้วหัวกลับมาบ้านก็แล้วกัน!”

            ฉันออกจากบ้านไปด้วยความโกรธแค้น เดินเตร่ไปหลายรอบ

ซื้อแฮมมากินแล้วก็คิดขึ้นมาได้ อืม... แบ่งแฮมให้เปียนมู่เพื่อนบ้านที่น่ารักกินสักหน่อยดีกว่า เขาจะได้กลับบ้านไปเป็นเพื่อนฉัน

            พอเดินเข้าบ้าน พ่อลุกจากโซฟา ชี้มาทางฉันแล้วคำรามเสียงดัง“จงฮวาล่ะ?” ฉันส่ายหน้า พ่อกำลังจะฉวยโอกาสพาลโกรธ ฉันรีบจับหู

เปียนมู่ไว้ หิ้วศีรษะเปียนมู่ขึ้นมา

            พ่อดั่งถูกฟ้าผ่า ผงะถอยหลังไปทันที เอ่ยเสียงสั่นๆ “หิ้ว... หิ้วหัวกลับบ้านมาจริงๆ ด้วย”

ตอนที่ 1.4 พี่บึ้กผู้มีหัวใจเปราะบาง

ความเร็วของฉันตอนนี้คือ 50 แรงม้า หูยาว 7 คืบ

            ฉันชอบท่าทางเท่ๆ ของฉันตอนนี้ สองปีก่อนหน้านี้ฉันเป็นแค่สุนัขน้อยที่เดินก้าวหนึ่งต้องกลิ้งรอบหนึ่ง

            แต่หากสามารถหยุดเวลาในปี 2010 ได้

            ฉันยอมเป็นสุนัขน้อยที่เดินก้าวหนึ่งกลิ้งรอบหนึ่งไปตลอด

            เพื่อนที่สองของฉันในหมู่บ้านนี้คือเฮยเป้ย (สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ด) เล่ากันว่าเป็นวิทยายุทธผู้โด่งดังในหมู่บ้านนี้

            เฮยเป้ยหน้าตาโหดร้าย แรกๆ ฉันไม่กล้าเล่นกับเขานัก

            ตอนค่ำออกไปเดินเล่นในสนาม เฮยเป้ยกำลังนั่งสมาธิอยู่ เขาแลเห็น แกล้งทำเป็นเสียงดังอย่างไม่ได้ตั้งใจ “กระบวนท่าดีดขาขั้น 12 ของวิชาอู่หลังปากว้า ต้องดีดติดต่อกัน 12 ครั้ง จึงถือว่าเป็นกระบวนท่าที่แท้จริง!”

            พอตะหวัดเสร็จก็เริ่มดีดขา ขาหลังยืนตรง ขาหน้าเตะไปฉันงหน้า พุ่งไปครึ่งเมตร จึงถือว่าดีดไปแล้วครั้งหนึ่ง ดีดต่อกันไปแล้ว 11 ครั้งดีดไปถึงฉันงคลอง เขาลังเลครู่หนึ่ง ตะหวัดลั่นว่า “ตายก็ต้องดีดให้ครบ 12 ครั้ง!”

            แล้วตกลงไปในคลอง

            ตอนฉันดึงเขาขึ้นมา เบ้าตาเขาแดงก่ำ

            เขาว่า “โกรเด้นน้อย เจ้าชื่ออะไร?”

            ฉันตอบ  “ฉันชื่อเหมยเชี่ยน”

            เขาว่า “เจ้าอย่าบอกคนอื่นได้ไหม”

            ฉันว่า “ฉันบอกแค่เปียนมู่คนเดียว”

            เขาตะหวาดใหญ่ “ไม่ได้นะ! เจ้าจะบอกคนอื่น ฉันก็เริ่มตายตอนนี้แล้ว”

            ฉันว่า “ทำไมอะ? สุนัขว่ายน้ำเป็น เจ้าไม่ตายหรอก”

            เขาหลับตาลง นอนลงอย่างช้าๆ ตัวสั่นยิกๆ ว่า “แต่หนาวจังเลย เหมยเชี่ยน ฉันใกล้จะตายแล้ว ตายทั้งเป็น มีเพียงผ้าพันคอถึงรู้อุณหภูมิลำคอฉัน หากจะให้ฉันมีชีวิตอยู่ต่อ เจ้าก็อย่าบอกเปียนมู่”

            ฉันตกตะลึงพรึงเพริด หนำซ้ำสัมผัสเสียอีก

            ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฉันไม่หวาดกลัวเฮยเป้ยอีกแล้ว

            ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเรามักไปเดินเล่นด้วยกันประจำ ขอบเขตในการเดินเล่นมีข้อแม้อย่างสูง แมวกลุ่มหนึ่งแย่งชิงพื้นที่กับพวกเราอย่างรุนแรง การแบ่งพื้นที่ในการเดินเล่นสุดท้ายก็หาวิธีลงเอยไม่ได้

            ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะแก้ไขด้วยวิธีการแข่งขัน เหล่าแมวทั้งหลายเลือกตัวแทนมาเสนอกับฉันอย่างโอ่อ่า รายการแข่งขันที่พวกเขาคัดมาคือการปีนต้นไม้ ฉันตกลงกันโดยทันที เหล่าสุนัขฉันงๆ ต่างตกตะลึงจนหน้าซีด

            บ่ายวันนั้น ต่างฝ่ายต่างตั้งทัพ นั่งเต็มร่มเงาต้นไม้ในสนามรบอย่างเบียดเสียด กลิ่นอายสังหารฟุ้งกระจาย ฉันถาม “เตรียมพร้อมหรือยัง?” ทำให้เหล่าแมวและสุนัขทั้งหลายร้องลั่นไปทั่ว

            ฉันยกขาหน้าขึ้น “เริ่ม!”

            แมวหลายสิบกว่าตัว ฟุบๆ ๆ กระโดยขึ้นต้นอู่ถงไปพร้อมกัน ทิ้งให้เหล่าสุนัขนั่งอยู่ใต้ต้นไม้อย่างสิ้นหวัง ต่างทุบอกย่ำเท้า ฉันเรียกเฮยเป้ยมา ว่า “เฮยเป้ยเจ้าเฝ้าอยู่ใต้ต้นไม้ อย่าให้แมวลงมาแม้แต่ตัวเดียว ทุกคนต่างไปเที่ยวกันเถอะ การใช้ทัพในขั้นสูงสุดก็คือชนะฉันศึกด้วยแผนการ กวาดให้เรียบ ในที่สุดวันนี้ก็อยู่อย่างสบายได้ทั้งวันแล้ว”

            เฮยเป้ยนั่งอยู่ในพุ่มหญ้า เฝ้าไปพลางแลซ้ายแลขวาเห็นไม่มีใครสนใจเขา แอบคว้ากระจกออกมาบานหนึ่ง เริ่มจับจ้องตนอย่างตาไม่กระพริบ

            ฉันเต็มไปด้วยความสงสัย วิ่งเฉันไปตะโกนถาม “เฮยเป้ย เจ้ากำลังทำอะไรอยู่เนี่ย?”

            เฮยเป้ยเห็นถูกแฉออกแล้ว เก็บกระจกขึ้นอย่างเหยเก ว่า “เหมยเชี่ยน เจ้ารู้สึกว่า ฉันดูจากมุมไหนดูดีที่สุดละ?”

            ฉันว่า “เจ้าเงยหน้าขึ้น  เงยขึ้นอีกหน่อย จริงอย่างที่คาดด้วย! หันไปทางซ้าย เอียงอีกหน่อย ไม่เลว! หันไปทางขวา หมุน หมุน หมุนต่อ เอาละ! ได้แล้ว”

            คอของเฮยเป้ยเป็นเส้นหมี่นวด 3 รอบแล้ว พูดอย่างยากเย็นแต่เบิกบานว่า “เหมยเชี่ยน ใช่มุมนี้ไหม? ฉันต้องการทำท่านี้ต่อไหม?”

            ฉันนิ่งงันครู่หนึ่งว่า  “เฮยเป้ย เจ้าก็คือผู้ที่ขี้เหร่ทั้ง 360 องศา ที่เขาเล่าลือกัน!”

            นี่ก็คือเฮยเป้ย ชายล่ำสันที่มีหัวใจเป็นแก้ว

            เขามีฐานะรวมในตัวอยู่สองอย่าง นักวิทยายุทธกับตุ๊ด

            เขาตั้งชื่ออังกฤษให้ตนว่า hebe เจ้าตุ๊ดคนนี้

            มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันทะเลาะกับเขา เฮยเป้ยว่า “หากไม่ใช่เห็นว่าเจ้าเป็นผู้หญิง ฉันตบไปตั้งนานแล้ว”

            ฉันว่า “เจ้าเป็นตุ๊ด”

            เฮยเป้ยโกรธจนสั่นทั้งร่าง “เจ้าพูดอีกครั้ง!”

            ฉันว่า “ตุ๊ด แก้วดำก่ำ”

            เฮยเป้ยปากสั่น เบ้าตาแดงซ่าน ว่า “เจ้าอย่าท้าฉัน!”

            ฉันว่า “หลงหยางในสุนัข”

            เฮยเป้ยทึ่งงง ว่า “หลงหยางคืออะไร?”

            ฉันว่า “แปลว่าแก้วเหมือนกัน”

            เฮยเป้ยร้องอย่างน่าเวทนาเสียงหนึ่ง น้ำตาสาดกระจาย ปิดหน้าวิ่งอย่างบ้าระห่ำ

            ฉันหันไปมองเปียนมู่ เปียนมู่กำลังคาบจานร่อน นั่งนิ่งๆ อยู่ ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย กระพริบตาแวววาว

            ฉันถาม “ฉันเก่งกาจไหม?”

            เปียนมู่พยักหน้าด้วยสุดชีวิต

            ฉันว่า “งั้นเจ้าไปช่วยตามหาเฮยเป้ยให้ฉันหน่อย เตือนเขาว่าอย่าแย่งขนมของไทตี๋อีก ” เปียนมู่พยักหน้าอย่างสุดชีวิต

            ฉันว่า “อีกอย่าง.....” เปียนมู่ขยับเท้าท่าหนึ่ง หมายความว่าจำมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

            ฉันลังเลครู่หนึ่งว่า “อีกอย่าง ขอโทษเขาแทนฉันด้วย”

            สำหรับฐานะนักวิทยายุทธอันโด่งดังของเขา ได้มาโดยเรื่องบังเอิญ

            ในหมู่บ้านมักจัดงานสรรค์สรรค์กิจกรรมต่างๆ อยู่อย่างไม่ขาดสาย เช้าวันหนึ่งตื่นมากำลังจัดงานโชว์ขายเครื่องเรือน ฉันไม่สนใจแม้แต่น้อย แต่เฮยเป้ยตื่นเต้นอย่างมาก พาฉันไปเดินเที่ยว

            ในท่ามกลางฝูงชนคุณลุง ตา ยาย  เฮยเป้ยเดินราวกระสวยอย่างโอหัง เตือนฉันตามให้ทัน หนำซ้ำอธิบายให้อย่างไม่หยุดปาก “ดูขาโต๊ะไม้แดงนี่สิ เงาวาวเปล่งประกาย มีกลิ่นหอมด้วย เก้าอี้พับไม้ยางพารา แข็งแกร่ง แต่กรอบ ไม้ต้นสนใช้ไม่ได้เรื่อง อย่าเห็นว่าลวดลายเด่นชัด ขมเกินไป”

            ฉันถามอย่างประหลาดใจ “เฮยเป้ย ทำไมเจ้าถึงรู้หมด?”

            เฮยเป้ยพูดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องว่า “เก่งใช่ไหม? พ่อฉันชอบใช้สิ่งเหล่านี้สู้กับฉัน”

            พ่อของเฮยเป้ยหนวดเคราเต็มหน้า น้อยครั้งที่ออกจากบ้าน เผอิญเจอเขามักหิ้วไก่ย่างหรือไม่ก็ซื้อ ซีดีมาเป็นกอง

            ฉันว่า “พ่อของเจ้าดูเหมือนความต้องการในชีวิตไม่สูงมากนัก”

            เฮยเป้ยพูดอย่างหม่นหมองว่า “เหนื่อยจัง รู้สึกไม่อยากเดินเล่นต่อแล้ว”

            ฉันถามทำไม เฮยเป้ยว่า “ทุกครั้งฉันขอร้องให้พ่อพาฉันไปเที่ยว พ่อมักบอกว่าท่านกำลังยุ่งอยู่”

            ฉันว่า “แสดงว่าเจ้าไม่รู้ภาษาละสิ พ่อต้องตั้งใจทำงานทุกวัน ถึงมีเงินซื้อไก่ย่างให้เจ้า เจ้าต้องเฉันใจท่าน!”

            เฮยเป้ยตาเปร่งประกาย ว่า “เหมยเชี่ยนเจ้าพูดถูกมาก..........เดี๋ยวก่อน การเล่นไพ่ก็ถือเป็นงานชนิดหนึ่งหรือ?”

ตอนที่ 1.5 กระดาษเปลี่ยนโลกของตงปู้ลา

เวลาจะทำลายทุกอย่าง

            ฉันต้องการให้พวกเราอยู่เป็นอมตะจนชั่วนิรันดร

            ตงปู้ลาที่รัก

            อากาศยิ่งร้อนขึ้นทุกวัน ในฐานะที่เจ้าเป็นบิชอง ฟริเซ่ ฉันเตือนเจ้าไว้ว่าอย่าตัดขน

            เจ้าเพิ่งย้ายไปในเดือนมีนาคมของปีนี้ พวกเราได้เจอกันแล้วทั้งหมด 25 ครั้ง ก่อนอื่นฉันขอบอกเจ้าเป็นครั้งที่ 26 ฉันเป็นผู้หญิง ฉันไม่อาจสาบานเป็นพี่น้องบุญธรรมกับเจ้าได้

            เฮยเป้ยพี่ใหญ่บุญธรรมของเจ้าสบายดี การร้องไห้น้อยลงกว่าเดิมแล้ว ร้องไห้ครั้งล่าสุดเป็นเพราะฝนตกหนักเกินไป ใบไม้บนต้นไม้ใต้อาคาร 6 ร่วงลงมามากแล้ว เนื่องจากความใฝ่ฝันของเจ้าคือการเรียนรู้การปีนต้นไม้ให้ได้ หลังจากเจ้าย้ายไป เฮยเป้ยมักไปฉันงต้นไม้ที่เจ้ามักฝึกปีน เหม่อมองเป็นประจำ เขาเชื่อมั่นว่าเจ้าต้องการเป็นสุนัขตัวแรกที่ปีนต้นไม้ได้ในโลกใบนี้

            หลังจากใบไม้ร่วงลงมา เฮยเป้ยก็คาบมันกลับไปซ่อน

            เปียนมู่พี่รองบุญธรรมของเจ้าช่วงนี้ไม่ค่อยสบายเท่าไรนัก หลายวันก่อนตอนเขาเดินเล่นเจอสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังทะเลาะกัน ผู้หญิงโกรธมาก ปากะละมังที่เพิ่งซื้อมาใหม่ออกไป ตอนนั้นเปียนมู่ตาเปร่งประกายวับ กระโดดไปรับ ด้วยเหตุที่กะละมังค่อนฉันงใหญ่ เปียนมู่เลยต้องนอนพักเป็นหลายวัน

            เจ้ายังจำบัตรเอทีเอ็มของฉันได้ไหม?

            บัตรนั้นเก็บได้จากฉันงทางตอนพวกเราไปเดินเล่นด้วยกัน พวกเจ้าว่าฉันเป็นหญิง ต้องมีเงินค่าสินไหมในอนาคตบ้าง เลยให้ฉันไว้

            พวกเจ้าว่าหากเก็บเงินได้ ก็จะโอนเฉันบัตรของฉัน หลังจากนั้นฉันเคยไปถามยายหนิวโถวเกิ่ง (สุนัขบูลด็อก)แล้ว ยายบอกว่าเจ้าของบัญชีไม่ใช่ฉัน ดังนั้นถึงจะมีคนโอนเฉันไป ฉันก็กดออกไม่ได้

            ฉันร้องไห้ไปบอกพ่อ ให้ท่านไปบอกธนาคารเสียหน่อย ให้ฉันใช้บัตรนี้ได้ พ่อเลยไปบอกธนาคาร สุดท้ายท่านถูกด่าเป็นคนโง่ ท่านก็ร้องไห้แล้วเช่นกัน ฉะนั้นเจ้าอย่าโอนเงินเฉันไปเป็นอันขาด หากเก็บเงินได้จริงก็ไปซื้อมันฝรั่งทอดกินเสียเถอะ

            ฉันไม่รู้มาโดยตลอดว่าทำไมเจ้าถึงอยากเรียนการปีนต้นไม้

            เฮยเป้ยว่าตอนเจ้ายังเด็กเคยเปลี่ยนเจ้านาย เจ้านายคนเก่าบอกเจ้าว่า ไม่ต้องคิดถึงเขา เขาหลบอยู่บนต้นไม้ เจ้าไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว เฮยเป้ยว่าหากเจ้านายเก่าของเจ้าหลบอยู่บนต้นไม้ งั้นใบไม้ต้องมีกลิ่นเขาติดอยู่บ้าง หากได้เจอเจ้าคราวหน้า ก็จะส่งใบไม้นั้นให้เจ้า

            หากได้เจอกันอีก พวกเราค่อยเป็นเพื่อนให้เจ้าฝึกปีนต้นไม้ดีไหม?

            ขอแสดงความนับถือ                                                                                เหมยเชี่ยน

            12 กรกฎาคม 2012

            ตอนนั้น ฉันยังไม่ถึงขวบ ฉันขุดผนัง ฉีกผ้าห่ม คาบถุงเท้า วิ่งไล่หางของตน พ่อเห็นฉันถึงโกรธเป็นบ้าเป็นหลัง แถลงว่าจะคล้องคอผูกขาไคว้หลังฉัน แล้วผูกไว้กับล้อรถ ขับไปถึงเมืองอูหลู่มู่ฉี กลิ้งฉันติดต่อกันเป็นสองล้านกว่ารอบ

            มีอยู่วันหนึ่งฉันคุมตนเองไม่อยู่ ดึงผ้านวมไปถึงระเบียงบนดาดฟ้า ฉีกขาดยับเยิน หลังจากพ่อกลับมา ฉันหวาดกลัวจนสั่นยิกๆ คิดในใจว่าคราวนี้จะต้องถูกกลิ้งจากเมืองหนานจิงไปถึงเมืองอูหลู่มู่ฉีอีกแล้ว แต่พ่อเพียงถอนใจเสียงหนึ่ง นอนกับเศษผ้านวมพร้อมฉัน ดื่มสุราเฉันอย่างมากท่านว่า “เหมยเชี่ยน ฉันจะไปจากเจ้าสักพักหนึ่งนะ”

            ฉันว่า “พ่อ ฉันไม่กัดผ้านวมอีกแล้ว ท่านอย่าไปได้ไหม ”

            ท่านว่า “ในบ้านไม่มีผ้านวมให้เจ้ากัดอีกแล้ว”

            ฉันว่า “งั้นท่านจะไปไหน?”

            ท่านว่า “ฉันจะไปดูเส้นขอบฟ้าเสียหน่อย”

            ฉันว่า “ที่เส้นขอบฟ้านั้นมีอะไรบ้างหรือ?”

            พ่อนิ่งกริบครู่หนึ่ง หลับตาลงว่า “ที่นั่นมีทุกคนที่เจ้าคิดถึง กำลังนั่งกินหม้อไฟอยู่พร้อมหน้ากัน หากไปทัน ก็จะเพิ่มตะเกียบคู่หนึ่ง กินไปรอพระอาทิตย์โผล่ออกมาไป”

            ฉันว่า “คราวหน้าก็พาฉันไปด้วยนะ ฉันก็มีคนหนึ่งคิดถึงเหมือนกัน น่าจะอยู่เส้นขอบฟ้า ฉันจะกินหม้อไฟกับทุกคนด้วยกัน”

            พ่อว่า “ได้ คราวหน้าพาเหมยเชี่ยนไปพร้อมกัน ไปว่ายน้ำในทะเลสาบหลูกูท่ามกลางการเวลาหมุนเปลี่ยน ไปเดินเล่นในเมืองต้าหลี่เต็มไปด้วยดอกไม้บานสะพรั่ง ไปรับลมที่ชิงไห่ท่ามกลางเนินเขาแดงสูงต่ำตลอดทาง ไปเล่นสเก็ตที่แม่น้ำซงฮั้วที่แม้กระทั่งลมหายใจก็กลายเป็นน้ำแข็ง ไปกินหม้อไฟที่เฉิงตูแห่งทุกคนต่างเล่นไพ่นกกระจอด ไปชมวัดต้าจาวที่ลาซ่าแห่งนักท่องเที่ยวขวักไขว่”

            ฉันพยักหน้าด้วยความแรง “ได้ คราวนี้ไปไม่ได้ คราวหน้าต้องไปได้แน่! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เหมยเชี่ยนจะพยายามสะสมลูกชิ้นเพื่อแลกตั๋วรถ!”

            วันรุ่งขึ้นฉันถูกส่งไปที่น้ารับฝากเลี้ยง ได้เจอกับพ่ออีกทีเป็นเวลาผ่านไปแล้วสองเดือนที่น้ารับฝากเลี้ยงมีสุนัขพักอยู่สิบกว่าตัว น้าพาพวกฉันกินเที่ยวเล่นเตร่ไปด้วยกัน หน้าประตูมีสุนัขจรจัดตัวหนึ่ง เป็นสุนัขบิชอง ฟริเซ่ หัวโตร่างเล็ก น้าเรียกเขาว่าตงปู้ลา

            ตอนเพิ่งได้เจอกับเขา เขาพูดอย่างลึกลับว่า “เหมยเชี่ยน เจ้ามานี่ ฉันให้ดูสิ่งดีสิ่งหนึ่ง”

            “สิ่งดีอะไรหรือ? ” ฉันวิ่งเฉันไปตุกตัก ตงปู้ลาค้นกระดาษสีแดงจากพุ่มหญ้ามาอย่างลึกลับแผนหนึ่ง

            “นี่คืออะไร?”

            ตงปู้ลารีบว่า “ซวี นี่เป็นทรัพย์สินชิ้นเดียวของฉันนะ ชื่อว่าเครื่องซุปเปอร์แปรโลก”

            ฉันรับเฉันมา ดูอย่างละเอียด ก็เป็นแค่กระดาษสีชมพูที่ห่อลูกอมแผ่นหนึ่งเท่านั้น

            ตงปู้ลาว่า “อย่าขยับ! แล้วเขาวางกระดาษลูกอมไปบนตาฉัน พูดอย่างตื่นเต้นว่า “เหมยเชี่ยน เบิ่งตาสุนัขของเจ้าให้โตแล้วดูสิ โลกเปลี่ยนไปแล้วใช่ไหม?”

            เหี้ย! จริงด้วย โลกทั้งใบกลายเป็นสีชมพูหมดแล้ว! ทั่วท้องฟ้าเป็นสีชมพู ต้นไม้ใบหญ้าเป็นสีชมพู ถนนหนทางเป็นสีชมพู แม้กระทั่งตงปู้ลาก็กลายเป็นสีชมพูไปแล้ว

            ตงปู้ลาดึงกระดาษลง ว่า “ให้เจ้ายืมได้แค่ 5 นาที ตอนนี้ฉันต้องเก็บแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ฉันติดตัวมาจากบ้านนัก ซ่อนอยู่ในพุ่มหญ้าครึ่งปีแล้ว ฉันใช้วันละนาทีเดียว วันนี้เจ้าใช้ของฉันนับทั้งอาทิตย์แล้วนะ”ฉันว่า “ตงปู้ลา ทำไมเจ้าไม่อยู่ในบ้าน จะต้องออกมาอยู่ฉันงนอกละ?”

            ตงปู้ลามองกระดาษลูกอมอย่างเซื่องซึม ว่า “เพราะพ่อฉันว่าพันธ์ฉันไม่แท้”

            ฉันปริปากขึ้นนิดๆ แต่พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

            ตอนนี้ใกล้ถึงวันตรุษจีนแล้ว ทุกบ้านเรืองต่างเต็มไปด้วยบรรยากาศครื้นเครงชื่อมื่น ไม่จำเป็นต้องใช้กระดาษลูกอม เสื้อผ้าก็เป็นสีแดง แก้มก็เป็นสีแดง ผ้าพันคอก็เป็นสีแดง ถุงมือก็เป็นสีแดง

            ตอนวันตรุษจีน เปียนมู่กับเฮยเป้ยก็ถูกส่งมาที่น้ารับฝากเลี้ยงเช่นกัน เฮยเป้ยตามหาตงปู้ลาพบ ว่า “ขอฉันดูเครื่องซุปเปอร์แปรโลกเจ้าหน่อยได้ไหม?”

            ตงปู้ลาส่ายหน้า

            เฮยเป้ยคิดครู่หนึ่ง ว่า “เจ้าให้ฉันดูครู่เดียว ฉันก็ให้เจ้าจูบครั้งหนึ่ง”

            ตงปู้ลารีบถอยไปฉันงหลังหลายก้าว มองยังเฮยเป้ยอย่างตื่นตระหนก ผู้ที่ถอยไปฉันงหลังพร้อมกัน ยังมีเปียนมู่กับฉันด้วย

            เฮยเป้ยโกรธอย่างบ้าครั้งขึ้นมา ตะโกนว่า “เหี้ย! เชื่อไหมว่าฉันจะใช้กระบวนท่าดีดขาขั้นสิบสองถีบพวกเจ้าให้ตายได้!”

            ตงปู้ลาลังเลครึ่งวัน ว่า “เจ้าสาบานก่อนว่าจะไม่จูบฉันในวันหลัง ฉันก็จะให้เจ้าดู”

            ในวันเทศกาลหยวนเซียว ฉันรู้สึกหมดเรี่ยวแรงทั้งตัว แค่อยากนอนไม่อยากขยับ แม้กระทั่งอาหารก็กินไม่ลง

            เฮยเป้ยว่า “เหมยเชี่ยนเจ้าป่วยแล้วมั้ง?”

            ฉันส่ายหน้า ว่า “ไม่น่าจะใช่นะ”

            นอนแบบนี้ไปจนถึงหัวค่ำ น้าผลักประตูออกไปทิ้งขยะ เพิ่งผลักไป ร้องขึ้นมาว่า “ตงปู้ลา เจ้าเป็นอะไรไป!”

            ตงปู้ลานอนอยู่หน้าประตู ไม่ขยับแม้แต่น้อย น้าอุ้มตงปู้ลาเฉันมา โทรศัพท์ตามผู้ช่วยมา ผู้ช่วยเป็นผู้ชายสองคน ผู้ชายคนหนึ่งใส่ถุงมือ อุ้มตงปู้ลาขึ้น ว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ต้องให้น้ำเกลือ

            น้าว่า “ให้น้ำเกลือเท่าไร?”

            ผู้ชายบอกตัวเลขมา น้าถอนใจเสียงหนึ่ง ผู้ชายว่า “บิชอง ฟริเซ่ตัวนี้ไม่แท้ เป็นพันธ์ผสม ให้น้ำเกลือก็ไร้ความหมาย”

            น้าว่า “งั้นทำยังไงดี?”

            ผู้ชายว่า “ช่างเถอะ ผมจัดการเองแล้วกัน”

            น้าถอนใจเสียงหนึ่ง กลับห้องอาบน้ำให้สุนัขที่แขกฝากไว้

            ผู้ชายอีกคนหนึ่งว่า “ไปเถอะ สุนัขพันธ์ผสม หาที่ทิ้งแล้วกัน”

            ฉันลุกขึ้นมาทีละนิดๆ น้ำตาหลั่งไหล ตะโกนลั่นไปยังประตูว่า “งั้นพวกเจ้าก็ทิ้งฉันไปด้วยเถอะ ฉันก็เป็นสุนัขพันธ์ผสม พวกเจ้าทิ้งไปเถอะ! ทิ้งฉันไปเถอะ!”

            ตงปู้ลาถูกผู้ชายคนหนึ่งจับไว้ ทิ้งตัวห้อยลง พยายามหันศีรษะมา มองฉันอย่างซึมๆ

            ในปากเขาคาบกระดาษลูกอมแผ่นหนึ่งอย่างเนืองแน่น

            แล้วสายตาเขา ราวฟองอันจำนวนมากมายที่ผลุขึ้นมาในน้ำสไปร์ท ทั้งโปร่งแสงทั้งอ่อนแอสะท้อนโลกแห่งเต็มไปด้วยความชื่นมื่นหลังตรุษจีน

            เพราะรู้ว่าไม่ได้เจอกันอีก ไม่ได้พบกันอีก กลับไปไม่ได้อีก ดังนั้น นี่ก็คือความอาลัยแล้วมั้ง

            ฉันดันกับรั้วด้วยสุดชีวิต น้ำตากระจาย ตะโกนอย่างสุดชีวิต ร้องอย่างสุดชีวิต “พันธ์ฉันก็ไม่แท้  ฉันก็เป็นสุนัขพันธ์ผสม พวกเจ้าทิ้งฉันไปด้วยเถอะ!”

            ผู้ชายทั้งสองคนอุ้มตาปู้ลาไปแล้ว

            ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว ฉันจะไปหาพ่อ ยืมเงินจากพ่อ รักษาตาปู้ลาให้ พ่ออยู่ตรงเส้นขอบฟ้า

            เฮยเป้ยโผล่เฉันมาฉันงหูฉัน กระซิบว่า “เหมยเชี่ยนเจ้าจำเอาไว้นะ เจ้ามีเพียงครึ่งนาที ฉันหารือกับหัวหน้าไท่ตี๋แล้ว พวกเขาไท่ตี๋ทั้งหมด 19 ตัวจะทำหน้าที่ดึงดูดความสนใจของน้า แล้วเจ้าฉวยโอกาสหนีออกไป”ฉันว่า “หนีอย่างไร?”

            ในฉับพลันนี้จู่ๆ เหล่าไท่ตี๋ในห้องต่างเห่าหอนขึ้นมาพร้อมกัน น้าโยนไม้ถูในมือ ไปดูว่าเกิดเรื่องใดขึ้น เฮยเป้ยเห่าขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งเสียงหนึ่งฉับพลัน ตีรังกาครั้งหนึ่ง ตะโกนว่า “กระบวนท่าดีดขาขั้นสิบสอง!”

            เขาชนไปยังรั้วอย่างแรง “ตูม” ถูกเด้งกลับมา เขาคงอยากจะฉวยโอกาสชนให้รั้วล้มมั้ง

            เฮยเป้ยเบ้าตาแดงก่ำ เช็ดน้ำตานิดๆ คำรามเสียงหนึ่ง ว่า “เปียนมู่ อย่าคาบจานร่อนอีกแล้ว วางครู่หนึ่งก่อน ชนรั้วให้ล้มพร้อมกูเถอะ”เปียนมู่วางจานร่อนลง ว่า “ได้”

            สุนัขทั้งสองตะโกนร้องเสียงหนึ่ง กระโดดเฉันไป รั้วล้มลงแล้ว พร้อมด้วยตู้ทั้งแถวต่างล้มลงหมดแล้ว เฮยเป้ยมองมายังฉัน จู่ๆ ตะหวาดลั่นว่า “เหมยเชี่ยนวิ่ง ไปหาพ่อเจ้า ไปช่วยตงปู้ลากลับมา!”

            ฉันเลยวิ่งพุ่งออกไปดั่งลูกธนู ฉันวิ่งไปตามท้องถนน เฮยเป้ยกับเปียนมู่ยืนอยู่หน้าประตู อยู่หลังตัวฉัน ตะโกนร้องอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรงด้วยเสียงแหบ “เหมยเชี่ยน วิ่งสิ!” นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเสียงตะโกนของเปียนมู่ เขาก็กำลังตะโกนว่า “เหมยเชี่ยน วิ่งสิ!”

            สู่ดวงอาทิตย์ สู่เส้นขอบฟ้า ฉันวิ่งอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง น้ำตาปลิวออกมา สะบัดไปหลังศีรษะ

            เหมยเชี่ยน วิ่งสิ!

            วิ่งผ่านผู้คนที่เดินเล่นตามฉันงทาง วิ่งผ่านจักรยานที่ดังกิ๊งๆ วิ่งผ่านรถเมล์ที่เบียดเสียด วิ่งผ่านชานชาลาที่ผู้คนเฉันแถว วิ่งผ่านต้นไม้ที่ไร้ใบ วิ่งผ่านเงาร่างที่เต็มไปด้วยความเฉยชา

            เหมยเชี่ยน  วิ่งสิ!

            นี่ไม่ใช่โลกแห่งสีชมพู ฉันต้องช่วยตงปู้ลาตามกระดาษลูกอมกลับมาให้ได้ ฉันได้ยินเสียงหัวใจของตน ได้ยินลมหอบหืดของตน อายขาวที่พ่นออกมาทำให้ตามัวแล้วทั้งคู่ แต่ว่า เหมยเชี่ยนเอ๋ยเจ้าจะต้องวิ่งไปถึงเส้นขอบฟ้า มิเช่นนั้นตงปู้ลาก็ต้องตาย ดังนั้น เหมยเชี่ยน วิ่งสิ!

            เหมยเชี่ยน วิ่งสิ!

            สวรรค์ให้พวกเรามีมือมีขา ก็เพื่อที่จะให้ไขว่คว้าหาความสุขเอาไว้ วิ่งอย่างสุดแรง! สวรรค์ให้พวกเรามีตามีหูมีปากมีจมูก ก็เพื่อที่จะให้รับฟังเสียงจากธรรมชาติ ให้จุมพิตกับดอกไม้ต้นไม้ใบหญ้า! สวรรค์ให้พวกเรามีเสียงหัวใจเต้น “ตุบ ๆ ” ก็เพื่อที่จะให้สัมผัสความทุกข์สุข ตลอดจนแก่เฒ่า!แต่พวกเราจะต้องไปว่ายน้ำในทะเลสาบหลูกูท่ามกลางเวลาการหมุนเวียน ไปเดินเล่นในเมืองต้าหลี่ท่ามกลางดอกไม้บานสะพรั่ง ไปรับลมที่ชิงไห่เนินเขาแดงสูงต่ำตลอดทาง ไปเล่นสเก็ตที่แม่น้ำซงฮัวที่แม้กระทั่งลมหายใจก็กลายเป็นน้ำแข็ง ไปกินหม้อไฟที่เฉิงตูแห่งทุกคนต่างเล่นไพ่นกกระจอกไปชมวัดต้าจาวที่ลาซ่าแห่งนักท่องเที่ยวขวักไขว่

            เหมยเชี่ยน วิ่งสิ!

            ฉันวิ่งจนตามัว ตัวสั่นยิกทั้งร่าง แต่เสียงของพ่อยังคงดังกังวานอยู่ฉันงหู “เหมยเชี่ยน เจ้าจำไว้นะ แรงผลักดันไม่ใช่ไร้จิตไร้ใจ ไม่ใช่ฝีเท้าสีหน้ายิ้ม ไม่ใช่ทำให้คนอื่นสกปรกเพื่อความสะอาดของตน แต่เป็นความเมตตาที่อดอมด้วยกลิ่นน้ำตา เป็นความศรัทธาที่ก้าวหน้าด้วยลำพังเพียงคนเดียว เป็นความกล้าหาญที่ลุกสู้ใหม่หลังพังทลาย”

            ดังนั้น เหมยเชี่ยน วิ่งสิ!

            บท ต่อมา..........

            ฉันตามตงปู้ลาเจออยู่ริมแม่น้ำ

            เขาเปื้อนโคลนไปทั้งตัว ตาหลับสนิท ไม่ขยับแม้แต่น้อย ปากคาบกระดาษห่อลูกอมสีชมพูอยู่

            ฉันหมายจะผลักเขาหน่อย แต่ตัวตนก็หมดแรงแล้วเช่นกัน ตัวอ่อนลงนอนลงไปทีละนิดๆ นอนอยู่ฉันงกายตงปู้ลา

            บางที ฉันอาจจะตายพร้อมตงปู้ลามั้ง

            ฉันเกลียดโรคพิษสุนัขบ้า ฉันเกลียดการฉีดยาการให้น้ำเกลือ ฉันเกลียดน้ำตาไหลอย่างไร้สาเหตุ ฉันเกลียดตนไร้ซึ่งเรี่ยวแรงอ่อนเพลียเช่นนี้ ฉันเกลียดการเดินเหินไม่ได้ ฉันเกลียดพื้นดินอันเยือกเย็นเช่นนี้

            ฉันคิดถึงพ่อ

            สมมุติว่า สมมุติว่าเวลาหยุดลงในตอนที่พวกเราเพิ่งรู้จักกัน อาบแดดเป็นวันๆ ซ้ำกันไป เช่นนี้ เบียดกันที่หน้าตามุงดูผู้คนเดินขวักไขว่ใต้อาคาร

            ฉันไม่ถือสาที่ท่านถามเป็นทุกวันว่า โกลเด้นน้อยเอ๋ย ตั้งชื่ออะไรดีนะ?

            งั้น ชื่อเหมยเชี่ยนแล้วกัน

            คืนวันก่อนที่พ่อฉันจากฉันไป นอนอยู่ฉันงโซฟาอย่างเมาสะลืมสะลือ

            ฉันถามพ่อ “โกลเด้น รีทรีฟเวอร์เก่งกาจไหม?”

            พ่อว่า “เก่งกาจอย่างมาก”

            ฉันว่า “เก่งกาจตรงไหน?”

            พ่อคิดครู่หนึ่งแล้วว่า “เก่งกาจตรงที่ว่าพลังโจมตีเป็นศูนย์”

            การโจมตีนี้หนักเป็นอย่างยิ่งฉันถอยหลังไปหลายก้าว รู้สึกดังฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ พลังโจมตีเป็นศูนย์ๆ ๆ ๆ ๆ .........มิเน่าเล่ายามทุกคนเวลาเจอฉันต่างก็ตื่นเต้นดีใจว่า “เหมยเชี่ยน มา อุ้มหน่อย”

            ฉันจะกัดพวกเจ้าให้ตายนะ กัดพวกเจ้าให้ตาย!

            ฉันพุ่งเฉันไปอย่างบ้าคลั่ง เดินไปพักใหญ่ ถึงเจอยามคนหนึ่ง รีบกระโดดเฉันไปด้วยทั้งศีรษะและฉันอย่างแรง!

            ยามแลเห็นฉัน พูดอย่างตื่นเต้นดีใจว่า “เหมยเชี่ยน มา อุ้มหน่อย”

            ฉันเบรกอย่างกะทันหัน พูดอย่างตื่นเต้นดีใจว่า “ได้สิ!”

            ...............

            แผนการกัดยามให้ตายล้มเหลว ฉันกลับบ้านด้วยการร้องไห้

            “พ่อ ฉันกัดคนไม่ตายทำอย่างไรดี?”

            “เหมยเชี่ยน เจ้าสามารถเปลี่ยนเป็นกอดเขาแทน”

            “พ่อ นี่เป็นชะตากรรมของผู้มีพลังโจมตีเป็นศูนย์หรือ?”

            “อึม”

            “งั้นท่านจะไปที่แสนไกล ก็เพราะพลังโจมตีของท่านเป็นศูนย์ใช่ไหม?”

            พ่อไม่ได้ตอบ หลับไปแล้ว วันรุ่งขึ้นเขาไปที่แสนไกลแล้ว

            ฉันคิดว่า หากคนตายไปแล้ว จุดหมายที่ตอนนี้ยังไปไม่ถึง ก็จะสามารถย่ำรอยเท้าของพ่อบินไปถึงจุดที่ใฝ่ฝันของพวกเรามั้ง

            ที่นั่น พลังโจมตีของทุกคนต่างเป็นศูนย์ ต่างกอดซึ่งกันและกัน

            ในท่ามกลางอากาศที่แสนอันอุ่น ในท่ามกลางการทักทายที่แสนอบอุ่น ฉันสามารถกินหม้อไฟกับพ่อ สามารถอ่านนิยาย สามารถดื่มเบียร์นิดๆ

            ฉันมองเท้าที่เต็มไปด้วยโคลนของตน ศีรษะขยับไปบนนั้น นั่นเป็นท่าทางที่ให้พ่อลูบศีรษะ

            เปียนมู่กับเฮยเป้ยวิ่งเฉันมาอย่างกระหืดกระหอบ เฮยเป้ยตื่นตระหนกตกใจเป็นการใหญ่ “เหมยเชี่ยน! ทำไมเจ้าตายเร็วกว่าตงปู้ลาเสียอีก?”

            เปียนมู่วางจานร่อนลง ลืมตามองไปทางไกลอย่างนิ่งๆ พูดเสียงเบาๆ ว่า “เหมยเชี่ยน เจ้าดูตรงโน้นสิ ใช้พ่อเจ้าไหม?”

            ฉันสะบัดหู เงยคอขึ้นอย่างสุดชีวิต มองไปยังทางทิศที่เปียนมู่บอก

            อึม นี่เป็นวันที่ 55 หลังจากพ่อจากไป

            ดูท่าทางการเดินอย่างหน้ามุ่ยคอตกนั้น เป็นท่านไม่มีผิดแล้ว

            ยังไม่ทันรอให้ฉันแน่ใจ เฮยเป้ยตะโกนขึ้น “ดูท่าทางการเดินหน้ามุ่ยคอตกนั่นสิ เป็นพ่อเจ้าไม่มีผิดแล้ว!”

            เฮยเป้ยกระโดดขึ้นลง “ฉันว่ายน้ำไม่เป็น เปียนมู่เจ้าว่ายน้ำเป็นไหม? ฉันมไปเรียกพ่อเหมยเชี่ยนมาสิ!”

            ฉันพยายามว่า “อย่า! ในแม่น้ำเป็นโคลนทั้งนั้น คลานออกมาไม่ได้นะ”

            เปียนมู่นิ่งกริบครู่หนึ่ง พูดซื่อๆ ว่า “งั้นฉันกระโดดฉันมไป”

            เฮยเป้ยตกตะลึงจนสีหน้าเปลี่ยน คางแทบจะตกลงมา พูดอย่างตื่นตระหนกว่า “เปียนมู่เจ้าบินได้หรือ? ไกลขนาดนี้ก็กระโดดฉันมไปได้หรือ?”

            เปียนมู่ส่ายหน้านิดๆ “ฉันไม่เคยกระโดดไกลขนาดนี้มาก่อน”

            เฮยเป้ยร้อนรนใจจนหมุนติ้ว “เสร็จเลย!”

            เปียนมู่เขี่ยจานร่อนด้วยเท้า พูดกับเฮยเป้ยว่า “เจ้าโยนจานร่อนไป ฉันทำเป็นไปรับจานร่อน อาจกระโดดได้ไกลหน่อย”

            เฮยเป้ยอ้าปากกว้าง “แบบนี้ก็ได้หรือ?”

            เปียนมู่ไม่ได้ตอบเขา ถอยหลังไปหลายก้าว ตะโกนว่า “เฮยเป้ย โยนสิ!”

            เฮยเป้ยแยกเขี้ยวยิงฟัน กัดจานร่อนไว้ สะบัดไปตรงฉันมแม่น้ำอย่างสุดแรง

            ตะวันบ่ายคล้อย จานร่อนยิงตรงไปในรัศมีแสงสีทอง

            เปียนมู่ไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย พุ่งสุดตัวอย่างบ้าระห่ำ ในพริบตานั้น ฉันแน่ใจว่าเขาเร็วเกิน 50 แรงม้าของฉันแล้ว

            เพราะเขาดั่งแสงฟ้าแลบ

            เขาจะไปรับจานร่อน

            เหมือนคนโง่ที่พลังโจมตีเป็นศูนย์อย่างพวกเรา เขารู้แต่โอบอุ้ม ดังนั้นชะตาชีวิตของเขาก็คือไปโอบอุ้มจานร่อนซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ผู้ชายคนนั้นเอาไว้ไห้เขา

            ในท่ามกลางการพุ่งสุดตัวของเปียนมู่ เฮยเป้ยน้ำตากระจาย ตะโกนว่า “ถ้าเป็นไปได้ กรุณาบินขึ้นมาเถอะเปียนมู่!”

            เคยมีคนอุ้มฉันไว้ พูดกับฉันว่า  “เหมยเชี่ยน เวลาจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง”

            แต่ฉันต้องการให้พวกเราอยู่อย่างอัมตะจนนิรันดร

            มืดฟ้ามัวดิน ต้องมีคนจากไปก่อน

            สูญเสียไปแล้วถึงจะรู้จักถนอม สามารถสูญเสียไปได้แสดงว่าไม่คู่ควรที่จะรักถนอม ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ มิเช่นนั้นแม้กระทั่งสิ่งฉันงกายก็ต้องสูญเสียไปแล้ว

            ดังนั้น กรุณาบินขึ้นมาเถอะเปียนมู่!

            สุดท้าย เปียนมู่บินขึ้นมาแล้ว

            เปียนมู่บินขึ้นมาแล้ว

            ไปตามหาจานร่อนจานนั้น

            ตะวันบ่ายคล้อย เปียนมู่พุ่งเฉันไปในรัศมีแสงสีทองอย่างตรงๆ

            เหมยเชี่ยน “ท่านว่าถ้าฉันโยนที่เขี่ยบุหรี่ ชาม หวังเหล่าจี๋ (ชาชนิดหนึ่ง) ฝาหม้อ เก้าอี้ กล้วย หมอน ตู้ เครื่องดูดควัน เม็ดถั่ว ปลาจาระเม็ด ไพ่ กระทะก้นตื้น กรวย ไอแพด ไม้แขวนเสื้อ กุญแจตู้เซฟ คีย์การ์ดประตู เครื่องขยายเสียง ซึ้ง โต๊ะชา..........ต่างโยนออกไปพร้อมกัน เปียนมู่ฉันบ้านเราจะรับได้กี่อย่าง?”

            พ่อ “เฮ่ๆ ”

            ตอนยังเด็ก คิดว่าหูใหญ่ก็จะสามารถบินขึ้นมาได้

            ต่อมาถึงรู้ว่า ได้แต่ฝันว่าบิน หวนนึกถึงตอนยังเด็ก

            โลกของฉันเล็กมาก ต่อให้พยายามด้วยสุดแรง ก็ยังมีสถานที่ซึ่งนับไม่ถ้วนเป็นแหล่งแสนไกล

            เกาะโป้เหอที่มีปลาโลมาวิ่งเล่น กัมพูชาที่นั่งกระดานเป็นรถไฟ

            หมู่บ้านอู่อวี๋ที่มีหุบเขาสีสันงดงาม สถานที่งดงามที่สุดฉันก็ไม่อาจไปได้

            สิ่งที่ฉันสามารถทำให้ได้มีน้อยมาก นั่งอยู่ฉันงประตูรอฟังเสียงฝีเท้าท่านกลับบ้าน

            วิ่งไล่ตามแสงสุริยาที่อาบย้อมท่านอยู่ด้วยกันที่สนามหญ้า ฟังเสียงหยดน้ำฝนเคาะบนกระจก

            ฉันเป็นโกลเด้นเหมยเชี่ยน ฉันเล่านิทานให้ท่านฟัง ท่านอย่าลืมมาเยี่ยมฉันด้วยนัก

            มีต้นหญ้าต้นหนึ่งเก่งกาจมาก สูงเท่ากับเฉัน เวลาพูดกับนางฉันไม่จำเป็นต้องก้มหน้า

            ทุกวันยามเช้า นางมักเรียก “สุนัขรีบมาดูสิ ฉันใกล้จะออกดอกแล้ว!”

            ใกล้จะสิ้นสุดฤดูใบไม้ผลิแล้ว นางยังคงเป็นต้นหญ้าโดดเดี่ยวเดียวดาย มีเพียงใบไม่กี่ใบ นางยิ่งมายิ่งเงียบลง ฉันก็มองท้องนภาเป็นเพื่อนนางเป็นเช่นนี้จริงๆ วันหนึ่งเจ้าอาจทำตัวตนหายไป ฉันจะพยายามจดจำแทนเจ้าไว้ รอกระทั่งเจ้าออกดอกอันสุดงดงามมา

 

ตอนที่ 2 มนุษย์ต่างดาว + ตอนที่ 2.1 เรื่องของพี่น้องสามซ่าตอนเลือดนองในลาสเวกัส

ฉันใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านท่ามกลางแสงสุริยาที่สวยวิจิตรตระการตราต้นไม้ร่มรื่น ใบหญ้าเขียวชอุ่ม ทุกคนต่างเบิกบานวันยังค่ำ

            ร้านค้าที่นี่ขายไส้กรอกให้โกลเด้น แต่ไม่ทอนเงินให้

            ชีวิตของโกลเด้นสลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง

            อธิบายอย่างละเอียดต้องใช้ตัวหนังสือทั้งหมด 16ตัว

            วิ่งไปวิ่งมา วิ่งไปวิ่งมา วิ่งไปวิ่งมา วิ่งไปวิ่งมา

            หากวันหนึ่งท่านได้เจอหนุ่มหล่อซึ่งผมยาวพลิ้วกระจายในเมืองคนหนึ่ง

            กับโกลเด้นขนยาวตัวน้อย เดินอยู่บนถนนด้วยกัน

            บนศีรษะมีตัวหนังสือ “โคตรเท่ห์” เปล่งประกายสีทองจัดจ้า

            นั่นต้องเป็นพวกเราแน่

            วันหนึ่งพ่อพูดกับฉันว่า “เหมยเชี่ยน ฉันเล่านิทานให้เจ้าฟังเถอะ”

            ฉันว่า “ดี”

            พ่อว่า “แต่ก่อนมีโกลเด้นตัวหนึ่ง ยากจนเกินไปไม่มีบัตรเอทีเอ็ม ต่อมาถูกเปียนมู่หลอกไปขายในชนบท”

            ฉันว่า “เปียนมู่มีปัญญาอะไรมาหลอกฉัน เขาเป็นแต่คาบจานร่อน แต่ฉันคาบสาวๆ เป็นด้วย”

            พ่อว่า “สาวๆ ได้แต่เดินกันขวักไขว่อยู่กับพื้น แต่จานร่อนบินขึ้นฟ้าได้”

            ฉันหัวเราะอย่างเยือกเย็น “แล้วยังไงละ หากสาวๆ บินได้ ฉันก็จะไล่ตามกับพื้น พอได้โอกาสก็งับกระโปรงนาง เสียงดังฉาด กระโปรงหลุดลง ตูดก็โผล่ออก ให้เจ้าบินสิ บินสิ”

            พ่อว่า “หากสาวๆ จะบิน ต่อให้เจ้าตามอย่างไรก็ตามไม่ทันหรอก”

            จู่ๆ ฉันรู้สึกเสียใจอย่างมาก ตัดสินใจจะความสัมพันธ์กับเปียนมู่ให้ดี วันหลังหากสาวๆ บินแล้ว อย่างน้อยเขาก็กระโดดได้สูงมากกว่า บางทีอาจรับสาวๆ ได้

            พ่อลูบศีรษะฉัน ว่า “เหมยเชี่ยน เจ้าเติบโตแล้วต้องเป็นสาวที่ดีที่สุดในโลกแน่”

            ฉันว่า “แล้วตอนนี้ละ?”

            พ่อว่า “ตอนนี้เป็นเด็กโง่”

            ฉันกระพริบตาปริบๆ ร้องห่มร้องไห้วิ่งออกนอกประตูไป ทั้งสมองคิดอยู่อย่างเดียว  : น่าเวทนาจริงๆ ฉันเป็นเด็กโง่

 

ตอนที่ 2.1 เรื่องของพี่น้องสามซ่าตอนเลือดนองในลาสเวกัส

 

พี่น้องซ่าหมอเยเล่นไพ่นกกระจอกกัน พอได้ไพ่ที่ไม่ต้องการก็กลืนเฉันไปเสียเลย ฉันว่า “พวกเราในฐานะสุนัขกินไพ่นกกระจอกไม่กี่ก้อนไม่เป็นไรหรอก  ” ซ่าหมอ b เช็ดน้ำตานิดๆ ว่า “ซ่าหมอ c จะทำไพ่ชุดใหญ่ อยากจะทำการชนะครั้งใหญ่ สุดท้ายกลืนไพ่เฉันไปแล้ว 97 ก้อน”

            อาคารตรงฉันมอาศัยด้วยซ่าหมอเยสามตัว ฉายาพี่น้องซ่าหมอ abc พวกเราศึกษาการเล่นไพ่นกกระจอก ไพ่โต้วตี้จู่ ไพ่แทรกเตอร์ ไพ่ก้วนต้าน (ไพ่ชนิดหนึ่งของจีน) อยู่ทุกวัน มักเล่นการพนันใหญ่อย่างยิ่งอยู่เสมอซ่าหมอเย abc เคยชนะกระดูกจากเฮยเป้ยไปทั้งหมด 28 ชิ้น

            เฮยเป้ยแอบซ่อนอยู่นอกบ้านพวกเขา พอตกค่ำ กระโดดฉันมรั้วเฉันไปขโมยกระดูกแต่ที่ไหนไดพวกเขายังไม่นอน กำลังเล่นไพ่จ้าจินฮวาอยู่

            เฮยเป้ยเกิดอาการคันมือขึ้นมา นั่งลงไปเล่นอีกหลายรอบ แพ้กระดูกไปอีก 27000 ชิ้น กลับไปด้วยการร้องห่มร้องไห้

            มีอยู่วันหนึ่ง ซ่าหมอ abc รู้สึกว่าพวกเขาสามารถตั้งตนเป็นเทพได้แล้ว

            ฉันงหน้าซ่าหมอ a มีไพ่นกกระจอกอยู่หลายชิ้น เห็นแต่เขาเงยหน้าสู้ไฟ ใช้เท้าเขี่ยไปมา ลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน สายตาเปล่งแสงจัดจ้า ตะโกนอย่างบ้าคลั่งว่า “สามบ่วง! หกเสาะ! สี่ท้ง! ฮวดใช้! (ชุดการเล่นไพ่นกกระจอกจีน)”

            ถูกหมด!

            ซ่าหมอ b ไม่ยอมอ่อนข้อ ดึงผ้าปูโต๊ะขึ้นฉับพลัน ไพ่นกกระจอกกระจัดกระจายขึ้นทั้งชุด เห็นแต่เขากระโดดขึ้น ศีรษะร่ายรำอย่างบ้าระห่ำ ไพ่ถูกกลืนหมดทั้งชุดในทันใดนั้น! ร่างซ่าหมอ b กลายเป็นรูปก้อนสี่เหลี่ยมดั่งก้อนอิฐซ้อนกัน เขาพูดอย่างหยิ่งยโสว่า “เอาลูกเต๋ามา!”

            ซ่าหมอ b โซเซนิดๆ กลืนลูกเต๋าเฉันไปด้วยแล้วเช่นกัน สะอึกขึ้นมาเป็นกลิ่นพลาสติกครั้งหนึ่ง

            ซ่าหมอ c ในฐานะซึ่งอายุน้อยที่สุด จับไพ่ไม่ได้ กลืนไพ่ก็ไม่เก่ง

            งานสุดฝีมือของเขาคือ ทุกครั้งที่มีคนชนะ เขาก็รีบขึ้นกลิ้งโต๊ะโดยรวดเร็ว กลิ้งจนไพ่บนโต๊ะกระจุยกระจาย แล้วร้องห่มร้องไห้ “แม่อยู่ที่ไหน หนูรักแม่นัก!”

            ทุกคนต่างรู้สึกเขินอายเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็เกรงใจไม่อยากด่าเขา ฉะนั้นซ่าหมอ c ก็ถือเป็นเทพองค์ใหญ่ในโต๊ะไพ่เช่นกัน

            เทพทั้งสามท่านได้ปรึกษาหารือกันแล้ว ต่างรู้สึกในหมู่บ้านนี้รัศมีแคบเกินไป ไม่สามารถรองรับความยิ่งใหญ่ของพวกเขาได้ ต้องเดินออกไป! เดินออกจากถนนหลวงผ่านไป! เดินไปยังเมืองหนานจิง! ก้าวสู่ยุทธจักร!

            ครั้นที่วางแผนเรียบร้อย ซ่าหมอ abc ก็สะพายย่ามลากับพวกเรา

            ซ่าหมอ a พูดกับฉันว่า “เหมยเชี่ยน ไพ่ตงแต่ละก้อนมีกลิ่นทั้งหมด สี่อย่าง เจ้ารู้ไหม? ” ฉันส่ายหน้า เขาใช้เท้าตบไหล่ฉันนิดๆ “นี่ ฉันปลุกให้เจ้าแล้ว ที่เหลือเจ้าบำเพ็ญเองเถอะ!”

            ซ่าหมอ b พูดกับเฮยเป้ยว่า “เฮยเป้ย ฉันส่งหนังสือ (วิชาสถาปัตย์ของกระเพาะ) ให้เจ้าเล่มหนึ่ง หนังสือเล่มนี้ดังมากนัก ขอให้เจ้าสำเร็จลุล่วง” เฮยเป้ยรับหนังสือเฉันมา หน้าปกเขียนไว้ว่า “ผู้คิดค้นซ่าหมอ b นักเขียนซ่าหมอ b ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลในอนาคต ซ่าหมอ b”.

            ซ่าหมอ c กลิ้งขึ้นมา กลิ้งไปถึงฉันงหน้าคุณหนูเขอข่า(สุนัขค็อกเกอร์ สเปเนียล) เบิ่งตาโตว่า “ได้ข่าวว่าเจ้าทำแอ็บแบ๊วเก่ง?”

            เขอข่าพยักหน้าด้วยความเขินอาย ซ่าหมอ c ถุยน้ำลายหนหนึ่ง ส่ายร่างกระจิ๋ว หัวเราะอย่างกำเริบเสิบสาน “ฮ่าๆ ๆ ผู้พ่ายแพ้”

            ทุกคนมองส่งพวกเขาไปไกล ตะโกนด้วยสุดแรง “หาเงินกลับมาให้มากๆ นัก!”

            พวกเขาไปร่วมการแข่งขันเล่นไพ่นกกระจอกปี 2013 การแข่งขันแบ่งเป็นประเภทเด็กๆ กับประเภทผู้อาวุโสสองประเภท ผู้เฉันร่วมการแข่งขันมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน มีเพียงพวกเขาเป็นสุนักสามตัว

            ซ่าหมอ abc ยโสโอหังเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาคิดว่าต้องไปท้าทายประเภทผู้อาวุโสซึ่งยากกว่าเสียก่อน ผู้แข่งกับพวกเขาเป็นยายเฒ่าผมหงอกท่านหนึ่ง มือจับเก้าอี้พับ กำลังคลำหาแว่นคนแก่อยู่ ซ่าหมอ b ปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง ตัดสินใจว่าแสดงอำนาจเสียก่อน เขาตะหวาดขึ้นเสียงหนึ่งกลืนไพ่นกกระจอกทั้งโต๊ะลงไป คลายออกมาเป็นกำแพงทั้งสี่แถว

            ยายเฒ่าว่า “อั๊ยโย่ว มีเครื่องล้างไพ่โดยอัตโนมัติด้วย ” เริ่มการแข่งขัน

            ซ่าหมอ a ชูเท้าสุนัขขึ้น ตะหวาดขึ้นอย่างโทสะว่า “หน่ำ!” (ชุดไพ่นกกระจอกจีน) ถัดจากนั้นกำลังจะตะหวาดว่า123456789999เหลียนเป่าเติง! (เป็นการชนะไพ่ประเภทหนึ่ง)

            ยายเฒ่ากล่าวขึ้นมาเสียก่อน “กั่ง! ตังหน่ำไซปัก (ชุดไพ่นกกระจอกจีน) ครบทั้งสี่ ลูกสุนัขที่น่ารัก”

            ซ่าหมอ a โกรธเป็นอย่างยิ่ง “ท่านกำลังคลำหาแว่นอยู่ไม่ใช่หรือ?”

            ยายเฒ่าว่า “ต้องดูอะไรกัน เล่นไพ่นกกระจอกตั้งอาศัยการฟังเป็นหลัก”

            เล่นไพ่นกกระจอกต้องอาศัยการฟังเป็นหลัก! พี่น้องซ่าหมอต่างอกสั่นขวัญหาย ซ่าหมอ c กระโดดขึ้นโต๊ะกวน “บนโลกนี้มีเพียงแม่เป็นผู้ดี เด็กที่ไร้แม่ดั่งเศษหญ้า! ” ไม้เท้าของยายเฒ่าตีเฉันมา “เจ้าเด็กกวนไปซะ!”

พี่น้องซ่าหมอทั้งสามพ่ายแพ้ประเภทผู้อาวุโส

            ซ่าหมอ abc หมายจะแข่งจากพื้นฐาน พวกเขารีบไปยังประเภทเด็กๆ

            คู่แข่งกับพวกเขาเป็นเด็กน้อยที่สะพายกระเป๋าหนังสือที่มีการตูนรูปแกะคนหนึ่ง  พี่น้องซ่าหมอต่างตั้งใจฟังไพ่ ต่างฟังเป็นไพ่ 9 บ่ม คอยแค่เด็กน้อยเพียงผู้เดียวหมายจะยิงปืนนัดเดียวได้นก สามตัว! เด็กน้อยหยิบไพ่ขึ้นมาก้อนหนึ่ง กลับหัวไปมา เช็ดน้ำลายนิดๆ ว่า “นี่คือเท่าไหร่?”  ซ่าหมอ abc แลเห็นไพ่ 9 บ่วงในมือเขา จนตาต้องค้าง

            ซ่าหมอ a ว่า “เด็กน้อย นี่เรียกว่าฮวดใช้ เป็นไพ่เสีย โยนไปเถอะ!”

            เด็กน้อยพูดอย่างสงสัย “หนูอ่านหนังสือมาน้อย เจ้าอย่าหลอกหนูนะ ทำไมหนูรู้สึกว่ามันเป็น 9 บ่วงละ?”

            ซ่าหมอ b ว่า “เป็น9 บ่วงได้อย่างไร เจ้าดูสิ เส้นขวางตวัดซ้ายตวัดขวาซ้ำยังงออีกเป็นฮวดใช้ชัดๆ ”

            เด็กน้อย “ไม่ใช่ 9 บ่วงแต่เป็นฮวดใช้จริงหรือ?”

            ซ่าหมอ c กระโดดร่างอันเล็กจิ๋ว ตะหวาดลั่นว่า “นี่แหละฮวดใช้!”

            เด็กน้อยหดมือกลับไป พูดอย่างเบิกบานใจ ว่า “ฮวดใช้ก็ดีแล้ว ตงฮวดใช้แปะปั้ง (ชุดไพ่นกกระจอกจีน) ชนะแล้ว!”

            พี่น้องซ่าหมอแข็งทื่อทั้งสามตัว

            คนต่ำทรามเจ้าเล่ห์ผู้นี้!

            ซ่าหมอ b รีบพูดว่า “ไม่ใช่ฮวดใช้ เป็น 9 บ่วง เป็น 9 บ่วงต่างหาก!”เด็กน้อยพูดอย่างเยียบเย็นว่า “แก้ตอนนี้ไม่ทันแล้ว”

            ซ่าหมอ c เห็นท่าไม่ดี รีบกระโดดขึ้นโต๊ะไปกวน “ดวงดาวบนท้องนภาไม่วาจา หนูน้อยที่พื้นคิดถึงแม่!”

            เด็กน้อยกระโดดขึ้นหลังซ่าหมอ c ไปกวน “เจี้ย! เจี้ย! เจี้ย!  ” (เป็นเสียงไล่ม้า)

            พ่ายแพ้ในประเภทเด็กๆ

            แข่งขันมาทั้งวัน ซ่าหมอ abc ไม่เพียงแพ้ด้วยสัมภาระที่ติดมาด้วยจนหมดเกลี้ยง ซ้ำขนหางก็เหลือไม่น้อย

            หลังจากพี่น้องทั้งสามกลับมา ไม่ได้ออกจากบ้านนานนับครึ่งเดือน

            บนประตูติดคำโคลงคู่ไว้ว่า “ในบรรดาผู้เกรียงไกรย่อมมีผู้เกรียงไกรยิ่งกว่า ยายเฒ่าเด็กน้อยต่างหาเป็นคนไม่”

           

 

 

            เฉันใจยากสาเหตุที่ 2

            แดดร้อนผ่าวเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนต่างหลบอยู่ใต้ร่มไม้

            พี่น้องซ่าหมอเยทั้งสามพนันกัน ว่าใครสามารถทนอยู่ใต้แสงแดดได้นานที่สุด

            สุนัขขาวทั้งสามตัวต่างยืนอยู่บนถนนอันร้อนผ่าผ่าว สุนัขกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งอยู่ใต้ร่มไม้มองหน้ากันเลิกลัก ยอดบนศีรษะของพี่น้องซ่าหมอเยทั้งสามเริ่มมีเขม่าดำลอยว่อนขึ้น ขนเริ่มขยายพองออก หางเริ่มสั่น จมูกเริ่มกลายเป็นสีแดง.............จู่ๆ ฉันงหน้าทุกคนต่างสว่างขึ้นวับ รู้สึกแต่รอบกายซ่าหมอเยเปล่งแสงสว่างไสว!

            เฮยเป้ยวิ่งพุ่งออกไปตะหวาด “เหี้ย! พี่น้องซ่าหมอเยเกิดไฟรุกแล้ว!”

            เฉันใจยากสาเหตุที่ 2

            ฉันงถนนมีคนขายไก่ทอด พี่น้องซ่าหมอเยวิ่งเฉันไปเก็บกระดูกไก่กิน พ่อของพวกเขาโกรธคลั่งยิ่ง ชี้พวกเขาด่ายกใหญ่ “พวกเจ้า! ขายหน้า! (อีกความหมายหนึ่งคือการเอาคนไปทิ้ง) ตกลงพวกเจ้าขายหน้าหรือไม่! (อีกความหมายหนึ่งคือตกลงพวกเจ้าเอาคนไปทิ้งหรือไม่)” พี่น้องซ่าหมอเยมองหน้าซึ่งกันและกัน ซ่าหมอ a พูดอย่างสงสัย “เอาคนไปทิ้ง?” ซ่าหมอ b พูดอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ว่า “เอาคนไปทิ้ง!” ซ่าหมอ c ตะหวาดอย่างใจสะลาย “3 2 1!” แล้วพวกเขาแบกพ่อของพวกเขาขึ้นอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โยนออกไปในสุดท้าย

            เฉันใจยากสาเหตุที่ 3

            ยามกับพี่น้องซ่าหมอเยทั้งสามเล่นหมากรุกจีนกัน ศีรษะสุนัขขนปุยทั้งสามหัวเบียดกันอยู่ด้านซ้ายของกระดานหมากรุก ยามกำลังนั่งอยู่ด้านขวากระดานหมากรุกอย่างเกรงขาม เรือม้าปืนใหญ่ของซ่าหมอเยต่างถูกกินหมดแล้ว   เหลือเพียงฮ่องเต้ตัวเดียว พวกเขาหมายจะหวนกลับเดินหมากรุกใหม่ทั้งหมด 47 ครั้ง  ยามไม่ยอมทะเลาะกันไปจนถึงค่ำ  พี่น้องซ่าหมอเยโกรธเป็นอย่างยิ่ง สุนัขกลืนหมากรุกอย่างละคำของยามไปจนหมด เพิ่งจะส่งไปโรงพยาบาล ตอนพวกเขาขึ้นรถยังพูดกับยามว่า “ถือเป็นการเสมอกันได้ไหม?”

ตอนที่ 2.2 แม่ของเขอข่า คุณนายไป๋ฟู่เหมย*

วันหนึ่งฝนตก สุนัขในบ้านต่างนัดกัน ว่าจะพาดกางเกงขาสั้นของเจ้านายตนออกมาเที่ยวเตร่พร้อมๆ กัน

            เฮยเป้ยพาดด้วยกางเกงชายหาด เปียนมู่พาดด้วยกางเกงเจ็ดส่วน สีสันงดงามดีใจกันเป็นอย่างยิ่ง

            จู่ๆ พ่อฝ่าฝนซึ่งกำลังตกหนักอยู่ลากฉันไปฉันงๆ กระซิบกับฉันว่าวันหลังต้องคบหาเขอข่าให้มากขึ้น “เจ้าสังเกตกางเกงที่นางพาดอยู่สิ  เหมือนเชือกผูกไว้บนศีรษะเส้นหนึ่งไหม? ผมชื่นชอบเจ้านายของนางมาก”ในหมู่บ้านเรามีน้ำหญิงคนหนึ่ง เลี้ยงเขอข่า (ค็อกเกอร์ สเปเนียล) ซึ่งงดงามอยู่ตัวหนึ่ง พวกเรามักชอบเรียกนางเป็นแม่ของข่า

            ตอนแม่ของข่าเพิ่งย้ายมาทำให้คนในหมู่บ้านเกียจมากนัก อย่างเช่นมีอยู่ครั้งหนึ่งพ่อของเฮยเป้ยทักทายกับนาง “สวัสดีคนสวย ผมปีนี้อายุ 31 ยังโสดอยู่ ”

            แม่ของข่าร้องขึ้นด้วยความตกตะลึง “31 แล้วหรือ?”

            พ่อของเฮยเป้กกำลังคิดจะกระหยิ่มยิ้มย่อง แม่ของข่าพูดเพิ่มอีกประโยคหนึ่งว่า “พวกโลโซก็คล้ายๆ กันทั้งนั้น ยากที่จะดูอายุออก”

            อย่างเช่นพ่อของพี่น้องซ่าหมอเยแซ่อิน  กำลังเตรียมตั้งชื่ออันโรแมนติกให้บุตรสาวแรกเกิดของตน

            แม่ของข่าว่า “สิ่งที่โรแมนติกที่สุดคงเป็นการมีหิ่งห้อยบินร่ายรำไปทั่วหุบเขาแล้ว”

            พ่อซ่าหมอเยเห็นด้วย  แม่ของข่าว่า “ไม่งั้นตั้งชื่อให้เป็นอินหั่วฉง (ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงกับหิ้งห้อย )  แล้วกัน”

            แม่ของข่าแต่งตัวอย่างงามหยาดเยิ้มเป็นประจำ เขอข่ามักถูกแม่นางแต่งตัวอย่างสวยเพริศพริ้งประจำ เหล่าคนฉันงบ้านเริ่มนินทากัน ว่านางขับรถเก๋งสะพายกระเป๋าน้อยใส่กระโปรงสั้นซึ่งไม่เคยซ้ำแบบเช่นนี้ เป็นกิ๊กหรือว่าเป็นภรรยาน้อยกันแน่?

            ทุกคนกำลังถกเถียงกันอย่างหมกมุ่น แม่เขอข่าโผล่ศีรษะเฉันมาว่า “ฉันรู้สึกว่าเป็นภรรยาน้อยดีกว่าหน่อย ภรรยาน้อยมีจิตแสวงหา”

            แม่เขอข่าไม่ได้เป็นกิ๊กหรือเป็นภรรยาน้อยใคร ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเหล่าเพื่อนบ้านดีขึ้นก็ด้วยเหตุที่นางก็เลี้ยงสุนัขเช่นกัน

            คนน่ารังเกียจเช่นนี้ก็เลี้ยงสุนัขเช่นกัน ทุกคนต่างรู้สึกเกินคาดเป็นอย่างยิ่ง ต่างคิดว่านางมีข้อดีเหมือนกัน แล้วทุกคนพบว่า คนที่น่ารังเกียจคนนี้พาสุนัขเดินเล่นทุกวัน เลี้ยงสุนัขด้วยอาหารสุนัขธรรมชาติ ซ้ำตอนออกจากบ้านยังผูกสุนัขไว้ให้ดีด้วย ตอนสู้หน้ากับสุนัขน้อยตัวอื่น มักสนิทยิ่งกว่าตอนสู้หน้ากับคนอย่างเห็นได้ชัด ทุกคนต่างคิดว่าข้อดีของนางมีมากมาย

            แต่ทุกคนยังคงพัวพันกันอุตลุดว่าจะทักทายกับนางหรือไม่ดี เนื่องจากมีอยู่ครั้งหนึ่งแม่ของเปียนมู่ปลุกเร้าความกล้าพูดกับแม่เขอข่าว่า “เสื้อของคุณสวยจัง”

            แม่เขอข่าว่า “สั่งซื้อในเน็ตไม่มีหรอก ” แม่เปียนมู่ซึ่งใส่เสื้อที่สั่งซื้อจากเน็ตได้แต่น้ำตากระจาย

            พ่อของพี่น้องซ่าหมอเยปลุกเร้าความกล้าพูดกับแม่เขอข่าว่า “จริงๆ แล้วถ้าคุณฉีดน้ำหอมน้อยลงก็ยังคงมีเสน่ห์เหมือนเดิมนะ”

            แม่เขอข่าว่า “น้ำหอมเหมือนกับเส้นผม ข้นหน่อยถึงจะดี ” พ่อซ่าหมอผู้หัวรั้นได้แต่น้ำตากระจาย

            สุดท้ายมาถึงคิวพ่อฉันแล้ว พ่อฉันสังหารมาถึงฉันงหน้าแม่เขอข่าด้วยความดุดัน หมายจะท่องกลอนของรพินทรนาถฐากุร เสียหน่อย แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยแม้แต่คำเดียว แม่เขอข่อแหกปากตะหวาด “ผู้ไม่ได้เรื่องโดนคำหยาบ!”

            พ่อฉันร้องไห้จนกางเกงหลุดคาที่เสียเลย

            ทุกคนเริ่มถกเถียงกันอีกครั้ง ผู้หญิงที่นิสัยใจคอโหดร้ายแบบนี้ หรือว่าเป็นเหลนรุ่นที่ 784 ของฉินซีฮ่องเต้?

            พ่อฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความรัก ท่านว่า “นางต้องเคยถูกทำร้ายทางจิตใจอย่างหนักสาหัสเกินคาดมาแล้วแน่ ถึงฝึกจนมีความสามารถสู้กับเหล่าเพื่อนบ้านได้”

            สุดท้ายเหล่าพ่อแม่ทั้งหลายยุพวกเราทั้งหลายไปถามเขอข่า แต่โชคร้ายเป็นอย่างยิ่งที่นิสัยเขอข่าเหมือนกับแม่นางโดยสิ้นเชิง สุนัขในหมู่บ้านกินฉันวไม่ลงมานานเป็นระยะหนึ่ง วันๆ ได้แต่หลั่งน้ำตา

            แต่สุนัขหน้าด้านกว่ามนุษย์อยู่แล้ว วันนี้เจ้าไม่แยแสฉัน ฉันก็จะเอาใจเจ้า พรุ่งนี้เจ้าด่าฉันฉันก็ชมเจ้าแทน มะรืนนี้เจ้ากัดฉัน ฉันก็จะเลียเจ้าไห้ สักวันหนึ่ง เจ้าต้องพูดกับฉันแน่ว่า “เก่งกาจขนาดนี้ เจ้าเป็นพระเจ้าหรือ?”

            เขอข่าเป็นเพื่อนสนิทกับทุกคนก่อนแม่นาง หลบๆ ซ่อนๆ ไม่ให้แม่นางรู้ วันหนึ่งนางมาขอกินลูกชิ้นที่บ้านฉัน พ่อฉันว่า “บอกความลับของแม่เจ้ามาอย่างหนึ่งแลกกับลูกชิ้นลูกหนึ่ง”

            เขอข่าว่า “เสื้อผ้าของแม่ฉันซื้อมาจากตลาดขายส่งทางตอนเหนือของเมือง”

            เขอข่าว่า “แม่ฉันฉีดน้ำหอมเฉพาะตอนอาบน้ำไม่ทัน”

            เขอข่าว่า “ในโทรศัพท์แม่ฉันมีแต่โปรแกรมแต่งรูปภาพ รูปภาพรูปหนึ่งต้องตกแต่งเป็น 50 ครั้ง”

            เขอข่าพูดมาแล้วมากมาย กินอิ่มจนท้องแทบจะระเบิด

            วันรุ่งขึ้นแม่เปียนมู่ถามแม่เขอข่า “ตลาดขายส่งทางตอนเหนือของเมืองต้องซื้อเสื้อกี่ตัวถึงได้ราคาส่ง?”

            พ่อซ่าหมอว่า “วันนี้ไปทำงานสายอีกแล้ว ไม่ได้อาบน้ำมั้ง?”

            พ่อฉันตามอยู่ฉันงหลังนางว่า “เฮ่ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ...........”

            แม่เขอข่ากลายเป็นเพื่อนสนิทของทุกคนไปตามเช่นนี้แล้ว

 

 

ตอนที่ 2.3 หนิวโถวเกิ่ง : ตึณยายนักเสี่ยงทาย

ประเพณีของเทศกาลฉงหยาง(เทศกาลของจีน)ต้องเคารพผู้อาวุโส ต้องปีนขึ้นที่สูง! ในที่นี้ผู้อาวุโสมากสุดก็คือ ยายหนิวโถวเกิ่ง (สุนัขบูลล์เทอร์เรีย) แล้ว!

            ดังนั้นในวันเทศกาลฉงหยาง สุนัขทุกตัวในหมู่บ้านต่างตื่นเต้นดีใจ “เฮยโยวเฮยโยวเฮยโยว” ยกยายหนิวโถวเกิ่ง จนกระทั่งไปถึงยอดบนด่านฟ้าที่สูงที่สุดในหมู่บ้าน

            ยายหนิวโถวเกิ่งดีใจจนหน้าขาวซีด

            ในหมู่บ้านเรามีสุนัขที่เก่งกาจอยู่มากมาย ยายหนิวโถวเกิ่งก็คือหนึ่งในผู้อัจฉริยะเหล่านั้น ท่านเสี่ยงทายเป็น

            สุนัขทั้งหลายหากหิวฉันว ก็มักจะวิ่งไปร้องที่ยายหนิวโถวเกิ่ง “ยายเสี่ยงทายทีสิ! ยายเสี่ยงทายทีสิ!”

            เวลายายหนิวโถวเกิ่งเสี่ยงทายจะต้องโยนอาหารสุนัข บางทีเป็นยี่ห้อหวงเจีย บางทีเป็นยี่ห้องก้วนหนิง หากโชคดีได้กินปลากระป๋องยี่ห้อหลานซื่อเสียด้วย

            14 นาฬิกาเป็นเวลาดื่มชายามบ่ายของยาย มีโอการสูงมากที่จะได้กินเมล็ดทานตะวัน ถั่วลิสงหรือทอฟฟี่

            มีอยู่ครั้งหนึ่งพี่น้องซ่าหมอเยทั้งสามร้องพร้อมๆ กัน ว่า “ยายเสี่ยงทายให้หน่อยสิ! ยายเสี่ยงทายให้หน่อยสิ! ” สุดท้ายถูกส่งไปโรงพยาบาลแล้ว เพราะตอนนั้นยายกำลังเล่นลูกแก้วอยู่

            พ่อปลงอนิจจังอยู่เสมอ ว่าแม้กระทั่งสุนัขก็เริ่มเชื่อไสยศาสตร์แล้ว

            วันหนึ่ง เขอข่าลากฉันไปตามยายหนิวโถวเกิ่งให้ท่านเสี่ยงทายให้ พวกฉันพิงอยู่กับรั้ว เขอข่าถาม “ยาย อากาศร้อนเหลือเกิน เมื่อไรจะเย็นเสียทีละ?” ยายหนิวโถวเกิ่งคว้าอาหารสุนัขแล้วโยน สาดกระจายกับพื้น ดูครู่หนึ่งแล้วว่า “นี่เป็นสัญลักษณ์ของน้ำ ดาวเมอร์คิวรี่ย้อนศร พรุ่งนี้ก็จะเย็นลงแล้ว” เขอข่าเบิกบานใจ ยายหนิวโถวเกิ่งพูดอย่างเยียบเย็น “ดูตามการเสี่ยงทายแล้ว อากาศเย็นอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปนัก” พูดจบก็นอนลง ไม่แยแสอีกต่อไป

            วันรุ่งขึ้น เขอข่าก็ถูกเจ้านายตัดขนเสียแล้ว.........

            วันที่สาม สุนัขทั้งหมู่บ้านต่างคาบลูกชิ้นไปในสนาม ในสนามสุนัขมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน ร้อนเหลือเกิน ยายหนิวโถวเกิ่งตัดสินใจว่าจะทำพิธีขอฝน พวกเราต่างส่งลูกชิ้นไปให้ยาย ยายคำละชิ้นกินจนหมดเกลี้ยง ทุกคนต่างกลั้นใจรอคอย ยายท่องงึมงำ ตัวสั่นทั้งร่าง จู่ๆ เหลือบตาขาวล้มลงสลบไป

            ไทตี๋ถามอย่างตื่นใจ “ถูกสุนัขเฉันสิงหรือ? เป็นสุนัขเสี้ยวเทียน (เป็นสัตว์เทพในตำนานจีน) หรือเป็นสนูปี้?”

            เขอข่ามองยายซึ่งกำลังชักอยู่ ตะหวาดเสียงวิ่งพุ่งเฉันไป “รีบช่วยสุนัขสิ! ยายกินจนอิ่มเกินไปแล้ว!”

            วิชาของยายหนิวโถวเกิ่งล้ำลึกตั้งแต่อดีตแล้ว เพื่อการเสี่ยงทาย นางเคยกินกระป๋องเนื้อซึ่งเป็นอาหารเที่ยงไป 5 กระป๋องต่อๆ กัน เสี่ยงทายออกมาว่าตัวตนจะมีภัยร้าย สุดท้ายจริงดั่งที่คาดถูกส่งเฉันโรงพยาบาลไปด้วยเหตุกินมากไป

            แต่นางยังคงวางแผนว่าจะนั่งกรรมฐานในฤดูหนาว เปลี่ยนแนวทางการบำเพ็ญเพียร นางเริ่มขอคำชี้แนะจากแมวป่า สำหรับสุนัขแล้ว อิทธิฤทธ์ของแมวป่าสับสนซับซ้อนยิ่งกว่า แม้กระทั่งสามารถอันเป็นพื้นฐานสุดๆ ของแมวก็มีชีวิตทั้งหมด 9 ชีวิตแล้ว ทำให้ยายหนิวโถวเกิ่งรู้สึกเทียบกันไม่ติดจริงๆ

            แมวป่านักวรยุทธ์รายใหญ่กระโดดขึ้นต้นไม้ “ฟิ่ว” ราวมีวิชาตัวเบาไม่มีผิด ยายหนิวโถวเกิ่งเซ่อซ่าพักใหญ่ ว่า “แม่งเอ้ย”

            ก่อนความหนาวสุดจะมาเยือน ยายหนิวโถวเกิ่งได้ไปเยี่ยมเยียนแมวลายตัวใหญ่ในสนามจอดรถ ไม่มีใครรู้อายุจริงของแมวลายใหญ่ตัวนี้ ตอนที่ทุกคนมา แมวลายใหญ่ก็เป็นใหญ่ในลานจอดรถนี้มานานแล้ว

            ยายหนิวโถวเกิ่งถามแมวลายใหญ่ “สุนัขกับเจ้านายรักกันดี แต่ก็ยังคงเฉันใจผิดกันอยู่เสมอ มีอิทธิฤทธ์อะไรสามารถทำให้เจ้านายรู้ว่า ฉันไม่ชอบใส่แจ็คเก็ตขนสัตว์ไหม?”

            แมวลายใหญ่หอน “กรุก ๆ ” ครู่หนึ่ง ถามยายหนิวโถวเกิ่ง “เจ้ารู้ไหมว่าทำไมแมวถึงชอบเงยหน้าขึ้น ให้คนแหย่คางมันไหม? ในนี้มีความลับอันนานมาแล้ว หลังจากคางแมวถูกแหย่เล่นเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง แมวก็จะกลายเป็นเปรต อยู่เคียงฉันงเจ้านายตลอดไป แต่แหย่ก็เป็นพันเป็นหมื่นครั้งเช่นนี้ ช่างเสียเวลานานเหลือเกิน เจ้านายบางคนก็ถือว่าขยันมากพอ แต่ยังห่างจากตัวเลขนี้ไกลแสนไกล สุนัขอย่างพวกเจ้าถือว่าโชคดีมากแล้ว”

            แมวลายใหญ่ถอนใจเสียงหนึ่ง มุดเฉันเครื่องยนต์ของรถยนต์ไป ไม่ปรากฏตัวมาอีก ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บนี้ แม้กระทั่งแมวลายใหญ่ซึ่งวรยุทธ์สูงส่ง ก็ยังคงเป็นการท้าทายเช่นกัน ยายหนิวโถวเกิ่งยืนงงงันคาที่ ข่าวสารของแมวซับซ้อนอย่างที่คาดจริงๆ ฟังไม่เฉันใจโดยสิ้นเชิง

            ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมายายหนิวโถวเกิ่งก็เอาแต่ปิดประตู นอนครุ่นคิดอยู่ฉันงรองเท้าแตะของเจ้านาย

            พวกเราต่างรู้สึกว่ายายหนิวโถวเกิ่งอายุมากไป หลงเชื่อไสยศาสตร์และเลอะเทอะไปหน่อยอิทธิฤทธิ์ไม่ได้เป็นสิ่งที่แสนไกลเพียงนั้น อย่างเช่นสุนัขเราขอเพียงเจ้านายเรียกแค่เสียงเดียว พวกเราก็มักโผล่ออกมาไม่ว่าอยู่มุมไหนซอกใด ปรากฏตัวอยู่ฉันงกายเจ้านาย อีกอย่าง ไม่ว่าเจ้านายเดินไปไกลเพียงใด พวกเราก็ได้กลิ่น แล้ววิ่งตามไปได้

            นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจอกันบ่อยแล้วไร้ความมหัศจรรย์มากนัก

            มนุษย์ก็มีอิทธิฤทธิ์เช่นกัน เคยประกาศในข่าวเสียด้วย ข่าวคราวที่แล้วว่า แม่ผู้ซึ่งอ่อนแอยันกระดานอิฐหนักนับหลายร้อยกิโลเพื่อลูก นานเป็น 4 ชั่วโมง หากมองตามวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้โดยสิ้นเชิง นี่ก็คืออิทธิฤทธิ์

            อีกอย่างผู้ชายที่ไม่ได้เรื่องอย่างพ่อเฮยเป้ย เนื่องจากมีนัดกับสาวๆ ตอนสามทุ่ม แต่กลับสามารถตื่นใน  7 โมงครึ่งโดยไม่ต้องการนาฬิกาปลุก

            คนอ้วนที่ไม่ว่าอาหารเพียงใดก็ไม่สามารถผอมลงได้ หลังจากอกหักเพียงไม่กี่วันก็สามารที่ไม่ว่าอาหารเพียงใดก็ไม่สามารถผอมลงได้ หลังจากอกหักเพียงไม่กี่วันก็สามารลอกคราบใหม่ได้ ยังมีแม่บ้านทำความสะอาดซึ่งเป็นคนธรรมดา อาศัยเพียงสองมือเปล่าก็สามารถซื้อบ้านสองห้องนอนในเมืองจนได้

            หากไม่ใช่เป็นเพราะมีอิทธิฤทธิ์ เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

            ฉันถามพ่อ “ท่านมีอิทธิฤทธิ์อะไรบ้าง?”

            พ่อตอบว่า “ถึงแม้นอนอยู่ในบ้านที่ผุพัง แต่พอหลับตา ก็รู้สึกได้ว่าตนกำลังนอนอยู่ในทุ่งดอกไม้ ลำธารไหลริน ภูเขาเขียวขจี ท้องนภาสีครามห้อมล้อม พาดลงมาบนร่างตน เหล่าเยาวชนเดินกันขวักไขว่ สนุกสนานเบิกบาน นั่งฟังเพลงที่ไพเราะด้วยกัน แล้วปัดเศษหญ้าบนร่าง ออกเดินทางใหม่”

            ฉันว่า “นี่ไม่ใช่เรียกว่าอิทธิฤทธิ์ แต่เรียกว่าคุยโวโอ้อวดต่างหาก”

            พ่อว่า “งั้นเจ้ารู้สึกว่าอะไรคืออิทธิฤทธิ์ละ?”

            การคมนาคมในเมืองรถติดวุ่นวายอยู่ตลอด ร้านอาหารที่อร่อยมักเฉันแถวยาวเป็นมังกรประจำ ท้องนภามีรอยยิ้มอยู่ในความทรงจำอยู่เสมอ ดอกไม้มักเบิกบานในที่ที่เธอไม่เคยใส่ใจ กาลเวลาล่วงเลยไปเป็นวันๆ

            แต่เหล่าคนรักมักสามารถตามหาคู่รักเขาได้ หากไม่มีอิทธิฤทธิ์ พวกเขาจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคและเลี่ยงความกดดันในชีวิต  แล้วจูงมือด้วยกันไปตลอดจนชั่วนิรันดรได้อย่างไรละ?

            หากเจ้านายไม่รู้ว่าแจ็คเก็ตขนสัตว์น่าเกลียด คู่รักเลิกกัน ญาติพี่น้องกลายเป็นศัตรูกัน ทุกอย่างนี้ไม่ได้เป็นเพราะไร้อิทธิฤทธิ์ แต่เป็นเพราะพลังอิทธิฤทธิ์ไม่เพียงพอต่างหาก

            ถึงแม้ที่แมวลายใหญ่พูดนั้นฟังดูลึกลับซับซ้อน แต่ที่จริงแล้วง่ายเพียงนิดเดียว แค่พลังในความรักเพียงพออย่างยิ่ง แม้กระทั่งแมวก็สามารถกลายเป็นเปรตได้ เช่นนั้นการเชื่อมความสัมพันธ์กันและอยู่ด้วยอย่าง

สงบสุข ก็ถือเป็นเรื่องง่ายยิ่งแล้ว

            ฉันตัดสินใจไปพูดเรื่องนี้กับยายหนิวโถวเกิ่งตอนนี้ ยาย อากาศหนาวแล้ว ออกมาออกกำลังกายบ้างเถอะ

            เอ๊ะ ทำไมมีกระป๋องว่างอยู่ 8 กระป๋อง

            ช่วยด้วย! ยายหนิวโถวเกิ่งสลบแล้ว!

ตอนที่ 2.4 อาตู๋ : จอมยุทธพเนจร

ในโลกใบนี้มักมีสุนัขบางตัว ในขณะที่เขาอยู่ฉันงกายแต่คุณอาจไม่ได้ใส่ใจ

            หลังจากเขาจากไป ถึงรู้สึกว่าเขาเคยใช้ชีวิตอยู่

            ในหมู่บ้านจู่ๆ มีสุนัขเร่ร่อนตาเดียวมาตัวหนึ่ง เฉันยึดครองร่มไม้มานานเป็นอาทิตย์แล้ว ทุกคนคัดเลือกเฮยเป้ยเป็นคู่ต่อสู้ที่ชี้ขาดกับเขา ฉันถามหาพ่อเอาสุรามาขวดหนึ่ง ให้เฮยเป้ยดื่มเฉันไปสองอึก เขาไปด้วยความตาแดงก่ำทั้งคู่

            แลเห็นสุนัขเร่ร่อนควักไพ่โป๊กเกอร์มาชุดหนึ่งแต่ไกล แจกให้เฮยเป้ยกับตนคนละใบ เฮยเป้ยงงงันครู่หนึ่ง ร้องห่มร้องไห้ขึ้นมา กลับมาด้วยน้ำตาอาบหน้า พวกเรารีบถามว่าเกิดอะไรขึ้น?  ทำไมแพ้แล้ว! เฮยเป้ยส่งเสียงร่ำไห้  “เขาแข่งไพ่ใหญ่เล็กกับฉัน แต่ฉันอ่านตัวเลขไม่ออกนี่นา! ระยำ!”

            เฮยเป้ยจะต่อสู้เพื่อชี้ขาดกับอาตู๋ เพื่อความยุติธรรม ตกลงกันว่ารักษาตาของเขาให้หายเสียก่อน อยู่ภายใต้การชี้แนะของยายหนิวโถวเกิ่ง สุนัขแต่ละตัวต่างกลับบ้านไปหาตะกร้ามาไว้แขวนไว้บนตัว เพื่อไปเก็บยาสมุนไพรตามสถานที่ต่างๆ ในหมู่บ้าน

            วันรุ่งขึ้นอาตู๋ตื่นขึ้นมา ฉันงหน้าก็มีกองหญ้าสูงเป็นเมตรเสียแล้ว กลัวอาตู๋กินแล้วจะเกิดเรื่องใหญ่ ยายหนิวโถวเกิ่งลองกินยาสมุนไพรต่างๆ ด้วยตัวเอง ยายลองไปแล้วทั้งวัน สุดท้ายถูกนักข่าวกลุ่มหนึ่งพาตัวไปแล้ว พวกเขาต่างตะหวาดด้วยความตื่นใจ “วันสิ้นโลกใกล้จะมาถึงแล้ว มีสุนัขตัวหนึ่งกินหญ้าเฉันไปต่อๆ กันนับสิบกว่าชั่ง (หนึ่งชั่ง =  ครึ่งกิโล)”

            ยายหนิวโถวเกิ่งก็อยากจะต่อสู้เพื่อชี้ขาดกับอาตู๋เช่นกัน

            ยายหนิวโถวเกิ่งสู้ด้วยสุดชีวิต ออกผ้าไปเป็น 4 พันครั้ง พยายามด้วยสุดแรงหมายจะแหวกนิ้วออกมาให้เป็นกรรไกรให้ได้! นางยื่นฉันหน้าออกมาแรงจนสั่นยิก หลอดเลือดดำที่เขียวโปนขึ้นมาตามศีรษะสุนัขถลึงตาจ้องมอง! นิ้วเท้าราวมีรอยแตกร้าวออก!

            สุนัขนับร้อยกว่าตัวต่างเงียบกริบ! เบ้าตาพี่น้องซ่าหมอเยทั้งหลายต่างซึมโซก! เฮยเป้ยเป็นอุปปากน้ำตาหลั่ง! เหล่าไท่ตี๋ต่างร้องไห้จนหมด!

            ฉันได้ยินทุกคนกู่เสียงร้องสนับสนุนจากใจ “กรรไกร! กรรไกร! กรรไกร!”

            ผ่านไปเช่นนี้นานชั่วโมงหนึ่ง ยายซึ่งไม่ขยับแม้แต่น้อยเมาแดดแล้ว

            ฉันไม่มีวันลืมวันนี้ไปได้ ฉันไม่มีวันลืมสุนัขทั้งสองตัวเล่นเป่ายิงฉุบกันจนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปได้ แต่สุดท้ายก็ออกได้แต่ผ้าอย่างเดียวจากเช้ายันค่ำ

            หลังจากนั้น ด้วยเหตุที่เขอข่ามักล้อเฮยเป้ยเป็นตุ๊ดต่อหน้าผู้คนประจำ จนเฮยเป้ยโกรธในสุดท้าย คุมเชิงกันอยู่กับเขอข่า ขาหน้าแทบจะทิ่มไปถึงหน้าเขอข่าแล้ว “ฉันสง่าล่ำสันเพียงนี้ เป็นตุ๊ดที่ไหนกัน? เป็น! ตุ๊ด! ที่! ไหน! กัน! “:  เขอข่าผลักขาหน้าของเขาไปว่า “รบกวนเจ้าเก็บนิ้วดอกกล้วยไม้ของเจ้ากลับไป ” เฮยเป้ยมองนิ้วดอกไม้ของตนด้วยความทึ่งงัน คำรามเสียงหนึ่งจากไปด้วยน้ำตาหลั่งไหล ยายหนิวโถวเกิ่งซึ่งอยู่ฉันงๆ ตกตะลึงพรึงเพริด “ในหมู่บ้านแห่งนี้ สุดท้ายสุนัขก็มีสุนัขที่สามารถออกกรรไกรได้แล้ว..........”

            วันหนึ่งอาตู่เลิกงานแต่วัน คาบก้นบุหรี่พิงกับต้นไม้เล่าเรื่องในอดีต เหล่าสุนัขมุงฟังเป็นรอบ  อาตู๋เล่าว่าเขาเร่ร่อนไปทั่วตั้งแต่เด็ก ได้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน เรียนรู้วิธีการที่ได้รับความอิสระ ท้ายสุดกลายเป็นสุนัขอิสระ!

            เฮยเป้ยพูดอย่างอิจฉา “รับฉันเป็นลูกศิษย์เถอะ ฉันก็อยากเรียนรู้ความอิสระ!”

            อาตู๋พ่นควันบุหรี่มาหนหนึ่งว่า “ได้ แต่ต้องจ่ายค่าเรียนมาเป็นลูกชิ้น 30 ลูกก่อน”

            เฮยเป้ยโกรธคลั่ง กระโดดขึ้นพลิกโต๊ะ ตะหวาดว่า “ถ้าฉันมีลูกชิ้น 30 ลูกต้องการความอิสระอะไรกันอีก!”

            พูดถึงคนชั่ว อาตู๋เล่าว้าป้าผู้ขายหมูในตลาด ทุกครั้งที่เจอเขาก็ถือมีดไล่ฆ่าเขา ว่าตาซึ่งเป็นยามแอบใส่ยาเบื่ออาหารในลูกชิ้น แล้วหลอกให้เขากิน ครั้งที่สยองขวัญที่สุดคือมีอยู่ครั้งหนึ่งเขาดื่มน้ำอยู่ริมน้ำพุ  คนเดินผ่านซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านจู่ๆ เอาสายไฟใส่ในน้ำไป

            “ตอนนั้นฉันปากชาไปหมดแล้ว  ตอนฟื้นขึ้นมาหางยังตั้งอยู่เลย” ฟังเขาเล่าจบ เหล่าสุนัขที่ผู้คนเลี้ยงในหมู่บ้านต่างรู้สึกตื่นตะลึงอย่างมาก  ถึงแม้รู้กันว่ายายอาวุโสกับเด็กๆ ไม่อาจกระเซ้าเย้าแหย่กันได้ แต่คาดไม่ถึงว่าตาหวังผู้ใบหน้าเต็มไปด้วยความเมตตาและสงสารกับป้าขายหมูต่างมีหน้าอย่างโหดร้ายแบบนี้จนได้ อาตู๋จัดให้ดี เหร่ตามองพวกเราว่า “ต้องระวังหน่อย อย่าไปจากพ่อแม่พวกเจ้า คนร้ายแฝงอยู่รอบกายนะ”

            ไท่ตี๋ เขอข่า ซ่าหมอกับฉัน แม้กระทั่งเฮยเป้ย ต่างรู้สึกว่าอาตู๋พูดเวอร์เกินไป ในชีวิตประจำวันของพวกเรา ยามเช้ามีลูกชิ้น ตอนเที่ยงมีแตงโม ตกค่ำยังได้เดินเล่นในสนามหญ้าที่เขียวขจีอีกด้วย เหล่าเจ้านายต่อให้ตนยากจนต้องกินมาม่ากัน  แต่ก็ส่งพวกเราไปอาบน้ำ ส่วนคนฉันงบ้านพอเจอกัน มักลูบศีรษะพวกเรา คนดีในสายตาพวกเรา กลับกลายเป็นคนร้ายในสายตาอาตู๋ ส่วนคนที่พวกเราคิดว่าเป็นคนร้าย อาตู๋กลับไม่ได้คิดอย่างนั้น

            หนังสือพิมพ์กับข่าวในโทรทัศน์มีอยู่เป็นประจำ คนบางคนด้วยเหตุในครอบครัว หรือความกดดันสูง ทำร้ายมนุษย์ด้วยกันมีอยู่ไม่น้อย แต่เพียงไม้ไล่ตีสุนัขที่เร่ร่อน สำหรับคนเหล่านี้อาตู๋ก็เฉันใจและเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง

            เขาพูดกับพวกเราว่า “เมื่อเจ้าหิวจนยืนไม่ไหว ลักไก่สักชิ้นไม่ถือเป็นเรื่องหนักหนาอะไร หากถูกคนตีด้วยไม้กวาดและท่อนไม้ สำหรับสุนัขที่จิตใจที่แข็งแกร่งไม่ควรกัดพวกเขากลับไปหรือ? ลักขโมย  หลอกลวงและใช้ความรุนแรง สิ่งเหล่านี้ต่างเป็นเพราะให้ตัวเองอยู่รอด คนร้ายในข่าวเหล่านั้น ที่จริงแล้วก็เป็นความจำใจเท่านั้น”

            ฉันบอกพ่อตามที่อาตู๋เล่า ขณะที่พ่อกำลังดูข่าวในวีดีโอซึ่งเป็นข่าวน่าเวทนาอย่างยิ่ง มีคนจำนวนมากไปสู่สวรรค์แล้วในท่ามกลางทะเลเพลิง พ่อสีหน้าเคร่งเครียด ท่านพูดกับฉันว่า “ที่อาตู๋พูดเช่นนี้ เป็นเพราะเขาไร้พ่อแม่สั่งสอน”

            พ่อว่า “อาตู๋ไม่เคยได้อยู่กับคนอย่างแท้จริง เขาเลยไม่รู้ว่ามนุษย์เป็นคนประเภทไหน พ่อเฮยเป้ยหลังจากอกหัก เจ็บปวดจนมือทุบเป็นแผล ก็ไม่ได้ไปต่อว่าผู้หญิงที่นอกใจเขาแม้แต่คำเดียว แม่เปียนมู่หลังจากตกงานไปแจกใบปลิวนานเป็นสองเดือน ก็ไม่เคยโทรศัพท์ไปด่าเพื่อนร่วมงานที่นินทานาง  พ่อซ่าหมอจัดแผงขายของตามพื้นพอเห็นเจ้าหน้าที่ที่แต่งเครื่องแบบก็วิ่งหนี แต่เขาเคยเป็นผู้ชนะเลิศในการตีรันฟันแทงตามพื้นเมืองนัก มนุษย์ยอมทำร้ายตน ก็ไม่อาจทำร้ายผู้อื่น พ่อเฮยเป้ย แม่เปียนมู่ พ่อซ่าหมอ……..มนุษย์อีกมากมาย เป็นสาเหตุที่ทำให้โลกใบนี้มีแสงสุริยาและใบหญ้าเขียวขจี คนที่รังแกสุนัขเร่ร่อน รังแกคนด้วยกัน ทำร้ายผู้อื่นเพื่อตัวเองให้อยู่รอด กระทั่งเพื่อผลประโยชน์เพียงนิดเดียวเหล่านั้น พวกเขาไม่อาจเทียบกับอาตู๋สุนัขที่ไร้พ่อแม่สั่งสอนได้ด้วยซ้ำ”

            ฉันถามพ่อ “แต่หากไม่ต่อต้าน ไม่ได้แปลว่าขี้ขลาดหรือ?”     

            พ่อถอนใจเสียงหนึ่ง “เจ้ากลับไปบอกอาตู๋ นี่ไม่ได้แปลว่าขี้ขลาด แต่แปลว่าเมตตาต่างหาก ขี้ขลาดเป็นเพราะไร้ความสามารถที่จะไปทำร้าย แต่เมตตาคือมีความสามารถแต่เลือกที่จะไม่ทำร้าย ความเมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลกที่สูงส่งนัก

            ฉันบอกอาตู๋ตามคำเดิมของพ่อทุกถ้อยคำ ไม่รู้อาตู๋ฟังเฉันใจแล้วหรือไม่ สุดท้ายเขาแค่ “ถุบ” เสียงหนึ่ง แล้วกระดิกหางมุดเฉันพุ่มไม้ไปต่อ ที่จริงแล้วฉันรู้ดี อาตู๋ไม่เคยกัดใครมาก่อน ตอนที่เขาเลียแผล ก็รู้ว่านอกจากผู้ที่ด่าเขาตีเขาแล้ว ยังมีผู้ที่เลี้ยงเขาอุ้มเขาด้วย ที่จริงแล้วเขาก็รู้ดีเช่นกัน ผู้เมตตาถึงถือเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

            หลังจากวันนั้น อาตู๋จากไปโดยไม่ได้ล่ำลา ฤดูร้อน ใต้แสงแดดอันร้อนผ่าว ใบไม้สว่างไสว ถนนร้อนผ่าผ่าว ทุกคนต่างตาเบลอแทบหลับ แต่พวกเราต่างเดินผ่านร่มไม้นั้นโดยไม่หยุดหย่อน ทำเป็นเหร่มองไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เหลือแต่เสื้อยืดสีน้ำเงินที่เขาทำเป็นผ้าปูที่นอนตัวหนึ่ง เต็มไปด้วยรูที่ขาดวิ่น กองอยู่ใต้ต้นไม้อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย  พวกเราเดินผ่านไปเป็นหลายครั้งหลายครา แต่ก็ไม่ได้เจอเขาอีก ในโลกใบนี้มักมีสุนัขบางตัว ในขณะที่เขาอยู่ฉันงกายแต่คุณอาจจะไม่ได้ใส่ใจ หลังจากเขาจากไป ถึงรู้สึกว่าเขาเคยธำรงอยู่

ตอนที่ 2.5 กวุ่นฉิวฉิว

ฉันเดินไป พลางเงยหน้ามองท้องนภาแห่งสีคราม คิดในใจว่า

            อยู่ด้วยกันแต่แรก สุดท้ายก็ได้อยู่ด้วยกัน     

            คิดว่าเป็นเรื่องง่าย ที่จริงแล้วเป็นเรื่องยากยิ่ง

            บนโลกใบนี้ คงมีผู้คนมากมาย

            ซ่อนอยู่ในกลีบเมฆ แอบมองคนที่ตนชอบมั้ง?

            ตอนเดินเล่นเห็นทุกคนต่างรุมกันร้องเฮอยู่  วิ่งเฉันไปด้วยความตื่นเต้นพบว่า : อาตู่กลับมาแล้ว!

            เฮยเป้ยพูดด้วยเบ้าตาแดงก่ำว่า “อาตู๋เจ้าไปไหนมา?”

            อาตู๋ขยับไปนิดๆ มีสิ่งขนปุยโผล่ออกมาอย่างหนึ่ง

            เฮยเป้ยร้องอย่างน่าเวทนา “สุนัขน้อย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ  ”

            อาตู๋ไม่ได้บอกว่ามาจากไหน เพียงแค่บอกว่าตั้งชื่อเรียบร้อย ชื่อ “กวุ่นฉิวๆ ”     

            หลังจากทุกคนแยกย้ายไป พ่อนั่งยองลงถามอาตู๋ว่า  “เจ้าทำแบบนี้ลำบากมากนัก ให้ฉันช่วยเลี้ยงให้ไหม?”

            อาตู๋ก้มหน้าว่า “ลำบากก็ไม่เป็นไร ได้อยู่ด้วยกันก็เพียงพอแล้ว”

            กวุ่นฉิวๆ ขนปุกปุย ตาโตมาก ครั้งแรกที่เจอเขาฉันตกใจไม่เบา ตัวเล็กและกลมขนาดนี้ คงกลิ้งเฉันท่อระบายน้ำได้ง่ายมากมัง?

            มิน่าละอาตู๋ถีงตั้งชื่อ “กวุ่นฉิวๆ ” ให้สุนัขน้อย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ   ตัวนี้

            ทุกคนต่างมุงดูกวุ่นฉิวๆ ไม่กล้าแตะต้องเขา ฉันปลุกใจกล้าแหย่เขาหน่อยหนึ่ง เขาก็ล้มลงจนได้

            ยายหนิวโกวเกิ้งว่า “ให้เขาเดินเอง เด็กน้อยต้องพยายามยืนด้วยลำแข้งตนเอง”

            กวุ่นฉิวๆ เดินเมตรหนึ่งต้องการเวลา ห้านาที แถมล้มเป็น สิบครั้ง

            กวุ่นฉิวๆ ชอบร้องไห้ พอร้องไห้ทีร้องนานมาก ตาโตๆ มีน้ำตาหยดโตๆ ไหลลงมา ไหลหยดหนึ่งร่างก็เล็กลงหน่อยหนึ่ง ฉันหวาดกลัวอย่างยิ่งว่าเขาร้องไห้ไปร้องไห้ไป สุดท้ายร้องจนร่างตนหาย

            อาตู๋คุ้ยของจากกองขยะมากองหนึ่ง สอนกวุ่นฉิวๆ แยกแยะสิ่งไหนกินได้ สิ่งไหนกินไม่ได้ กวุ่นฉิวๆ พูด “กรุๆ ๆ ” จบ เลือกถุงเท้าคู่หนึ่งกัดไป อาตู๋เต้นแร้งเต้นกา จะตบหน้าเขา

            เฮยเป้ยตาแดงก่ำ ขวางอาตู๋ไว้ ตะหวาดลั่นว่า “ห้ามเจ้าแตะต้องตัวเขา เจ้าขืนตีเขาอีก ฉัน ๆ ๆ ๆ ก็จะสู้กับเจ้า!”

            ทุกคนต่างล้อมรอบเฉันมา กีดขวางอาตู๋อยู่ด้านนอก อาตู๋โกรธจนคำรามเสียงหนึ่ง วิ่งจากไปแล้ว กวุ่นฉิวๆ ร้อง “กรุ ๆ ๆ ๆ ” ทุกคนต่างมองหน้ากันเลิกลั่ก ไม่รู้ควรทำเช่นไร

            ฉันว่า “เล่านิทานให้เขาฟังเถอะ ฟังไปฟังไป เขาก็หลับแล้ว”

            ทุกคนตกลงกันว่าดี แล้วใครเป็นผู้เล่าละ?

            สายตาทุกคนต่างมองไปยังเฮยเป้ย

            เฮยเป้ยถอยหลังไปก้าวหนึ่ง พูดอย่างตื่นตระหนกว่า “งั้นฉันลองดูแล้วกัน”

            ทุกคนต่างนอนอยู่บนสนามหญ้า ห้อมล้อมเป็นวงกลมรอบหนึ่ง ตรงกลางเป็นกวุ่นฉิวๆ กับเฮ้ยเป้ย  เฮยเป้ยเริ่มเล่านิทานอย่างติดอ่าง

            นิทานก่อนนอนของเฮยเป้ย

            แต่ก่อน มีเฮยเป้ยอยู่ สี่ตัว มีชื่อว่า เฮยวั่ง เฮยถู เฮยส้วยและเฮยฟู่ พวกเขาอยู่กับเด็กชายคนหนึ่งตั้งตีเด็กอย่างมีความสุข

            เฮยฟู่ตัวเล็กสุด ดังนั้นทุกคนมักสละของกินให้เขาอยู่เสมอ

            ยามกลางวันเด็กชายพาพวกเขาทั้งสี่ไปเดินเล่นในสนาม บอกพวกเขาว่า ในอนาคตพวกเขาต้องกลายเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ปกครองอนาจักรของตนเป็นแน่

            ยามค่ำคืนทุกคนนอนอยู่ด้วยกัน ฝันถึงตนกลายเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ปกครองอาณาจักรของตนเอง

            เฮยวั่งว่า “ อาณาจักรของฉันใหญ่ที่สุด อย่างน้อยต้องมีสามห้องนอนหนึ่งห้องโถง ห้องครัวอย่างน้อยต้องมีสองห้อง”

            เฮยถูว่า “อาณาจักรของฉันใหญ่ที่สุดต่างหาก ใหญ่เท่าสนามเลย มีเฮยเป้ยยืนกันเบียดเสียดฉันสั่งซ้ายหัน  ศีรษะสุนัขนับพันศีรษะต่างหันไปทางซ้ายพร้อมเพียงกัน”

            เฮยส้วยว่า “อาณาจักรของฉันอยู่บนยอดเมฆ หากพวกเราแยกย้ายกันแล้ว ฉันก็ยังสามารถมองเห็นพวกเจ้าจากยอดเมฆได้”

            เฮยฟู่ว่า “ฉันแรงน้อยสุด ในอนาคตอาจไม่มีอาณาจักรของตน ถึงตอนนั้นพวกเจ้าอย่าลืมแบ่งให้ฉันบ้างนะ ”

            ทุกคนตบศีรษะเฮยฟู่เบาๆ ว่า “ได้ อาณาจักรคนพวกเราต่างแบ่งดินแดนของพวกเราให้เจ้าถึงตอนนั้นอาณาจักรของเจ้าก็จะกลายเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดแล้ว”

            มีอยู่วันหนึ่ง เฮยวั่งหายแล้ว

            ทุกคนต่างร้อนรนใจยิ่ง เด็กผู้ชายนั่งลงมา พูดกับพวกเขาด้วยตาแวววาวว่า “อย่าร้อนรนใจ เฮยวั่งไปอาณาจักรของตนแล้ว”

            เฮยถูว่า “ที่นั่นมีสามห้องนอนหนึ่งห้องโถงไหม?”

            เด็กผู้ชายว่า “อึม สามห้องนอนหนึ่งห้องโถง กษัตริย์กับราชินีต่างเป็นผู้ใจดีมาก พวกเขาจะช่วยให้เฮยว่างเติบโตช้าๆ พอโตขึ้นก็มอบสามห้องนอนหนึ่งห้องโถงนี้ให้เฮยวั่ง”

            ทุกคนฟังจนร้องไชโย รู้สึกเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เฮยฟู่น้ำตาหลั่งไหลในตอนนั้น คิดในใจว่าจะเอาแบบเฮยวั่งให้ได้ ไม่ทำให้พี่ชายทั้งหลายต้องขายหน้าแน่

            หลายวันผ่านไป เฮยถูหายไปแล้วเช่นกัน

            ทุกคนต่างร้อนรนใจเป็นอย่างยิ่ง เด็กผู้ชายนั่งลงมา พูดกับพวกเขาด้วยตาแวววาวว่า “อย่าร้อนรนใจ เฮยถูไปอาณาจักรของตนแล้ว”

            เฮยส้วยว่า “ที่นั่นมีเฮยเป้ยนับพันตัวไหม?”

            เด็กผู้ชายว่า “อึม เฮยเป้ยหงเป้ยหลานเป้ยเฉิงเป้ยหวงเป้ย (เป็นสีต่างๆ ) มีทุกอย่างเลย”

            เฮยส้วยตกตะลึงจนตาค้าง ว่า “เก่งกาจขนาดนั้นเชียว?”

            เด็กผู้ชายว่า “อึม พวกเขาวิ่งพร้อมๆ กัน ก็กลายเป็นรุ้งกินน้ำเสียเลย”

            ทุกคนต่างร้องไห้ไชโยอีกครั้ง ที่จริงแล้วก็ยังเหลือแค่เฮยส้วยกับเฮยฟู่

            ผ่านไปอีกหลายวัน เฮยส้วยกับเฮยฟู่ต่างรู้สึกอ่อนเพลีย หมดแรงนอนอยู่ในคอกสุนัขไม่อยากแม้แต่ขยับ

            คราวนี้เด็กผู้ชายพาผู้หญิงวัยกลางคนเฉันมาคนหนึ่ง ผู้หญิงวัยกลางคนขมวดคิ้วว่า “คราวนี้คงยุ่งกว่าเดิมแล้ว ก่อนหน้านี้พาทั้งสองตัวนั้นไปสายเกินไป ระบาดมาถึงพวกเขาแล้ว”

            เด็กผู้ชายพูดด้วยตาแวววาวว่า “ทำอย่างไรดี?”

            ผู้หญิงวัยกลางคนพลิกดูเฮยส้วยกับเฮยฟู่ หิ้วเฮยส่วยขึ้นมาว่า “ตัวนี้ต้องพาไป ฉันให้ยาเธอหน่อยหนึ่ง เธอลองให้ตัวที่เหลือนั้นกันดู”

            ตาวาวของเด็กผู้ชายจู่ๆ มีสิ่งแวววาวๆ กลิ้งลงมา ร่วงไปบนร่างเฮยฟู่ เฮยฟู่พยายามเงยหน้า เลียมือของเด็กผู้ชายนิดๆ

            ผ่านไปนานแสนนาน เฮยฟู่ถึงรู้ว่าสิ่งแวววาวนั้น เรียกว่าน้ำตา

            เฮยฟู่พยายามอยากยิ้ม ถามเด็กผู้ชาย “เฮยส้วยก็ไปอาณาจักรของเขาแล้วหรือ? ”

            เด็กผู้ชายว่า “อึม”

            เฮยฟู่ว่า “ที่นั่นเป็นยอดเมฆไหม?”

            เด็กผู้ชายนิ่งงันครู่หนึ่ง ว่า “อึม”

            เฮยฟู่ว่า “อยู่บนยอดเมฆสามารถมองเห็นพวกเราใช่ไหม?”

            เด็กผู้ชายว่า “อึม”

            เฮยฟู่โล่งใจ ว่า “งั้นฉันก็วางใจได้แล้ว”

            เด็กผู้ชายนั่งยองอยู่ มือกอดศีรษะ ก้มไปจนถึงหัวเข่า หัวไหล่สั่นอย่างไม่หยุด เฮยฟู่หมายจะคลานไปฉันงขาเขา แต่น่าเสียดายที่หมดแรง เขาคิดว่า ไม่เป็นไร วันหลังเฮยวั่งเฮยถูกับเฮยส้วยแบ่งดินแดนของพวกเขาให้ฉัน พวกเราก็สามารถไปเที่ยวด้วยกันได้แล้ว

            เขอข่าจ๊วบปากนิดๆ ถามเฮยเป้ย “ต่อมาละ?”          

            เฮยเป้ยว่า “ต่อมา ฉันก็พยายามกินพยายามดื่ม ทั้งให้น้ำเกลือให้กินยา  หลายวันผ่านไปก็คลานขึ้นมาได้ แล้วเติบโตมาอย่างแปลกประหลาดแล้ว”

            ฉันตะลึงงัน ว่า “ที่จริงเจ้าก็คือเฮยฟู่นี่เอง”

            เฮยเป้ยว่า “ฉันชื่อเฮยฟู่มาแต่แรกอยู่แล้ว”

            ฉันว่า “แล้วทำไมฉันไม่รู้”

            เฮยเป้ยว่า “เพราะพวกเจ้าไม่เคยถามฉันนี่นา”

            ฉันเกาศีรษะนิดๆ ว่า “เฮยวั่งเฮยถูเฮยส้วยละ?”

            เฮยเป้ยว่า “เด็กผู้ชายว่า พวกเขาต่างไปอาณาจักรของเฮยส้วยแล้ว อยู่บนยอดเมฆโน่น”

            ทุกคนต่างเงยหน้าไปพร้อมๆ กัน มองยังก้อนเมฆบนท้องนภา

            ในฉับพลันนี้หน้าต่างของยอดตึกถูกผลักออก โผล่มาด้วยใบหน้าใหญ่อันเต็มไปด้วยหนวดเครา ตะหวาดว่า “เฮยฟู่ กลับบ้านกินฉันวแล้ว!”

            ฉันตื่นตระหนกจนสีหน้าเปลี่ยน “นี่หรือเด็กผู้ชาย?”

            เฮยเฟ้ยว่า “ก็นี่ไง เติบโตแล้วเหมือนกัน”

            เขอข่าว่า “ซวี กวุ่นฉิวๆ หลับแล้ว”

            ทุกคนแยกย้ายกันไปอย่างเบาไม้เบามือ

            พ่อมาตามหาฉัน ฉันก็กลับบ้านแล้วเช่นกัน ตอนเดินกลับ ฉันทำหน้าทะเล้นไปยังหลังต้นไม้

            ฉันรู้ อาตู๋หลบอยู่ฉันงหลังนั้นมาโดยตลอด เขาแลเห็น หลบหน้าไป เพียงแต่ในตาดวงเดียวนั้น มีสิ่งแวววาวระยิบอยู่

            “พ่อ ฉันขอไปดูบนยอดเมฆหน่อยได้ไหม?”

            “ดูอะไรกัน ปีนขึ้นไปได้อย่างไร?”

            “พ่อ บนนั้นมีเฮยเป้ยกำลังดูพวกเราอยู่นะ”

            พ่อสีหน้าเปลี่ยนทันที รีบสาวเท้าเร็วขึ้น

            ฉันว่า “เป็นอะไรไปหรือ?”

            พ่อว่า “ต้องรีบเดิน ถูกเฮยเป้ยมอง จะซวยนะ”

            ฉันเดินไป พลางมองท้องนภาแห่งสีครามไป คิดในใจว่า “อยู่ด้วยกันแต่แรก สุดท้ายก็ได้อยู่ด้วยกัน  คิดว่าเป็นเรื่องง่าย ที่จริงแล้วเป็นเรื่องยากยิ่ง บนโลกใบนี้ คงมีผู้คนมากมาย ซ่อนอยู่หลังกลีบเมฆ แอบมองคนที่ตนชอบมั้ง?”

            ตอนต่อมา……………

            วันรุ่งขึ้น ถึงคิวเปียนมู่ที่ต้องเล่านิทานให้กวุ่นฉิวๆ ฟังแล้ว

            เปียนมู่นิ่งงันครู่หนึ่ง ปริปากเพิ่งจะพูด ตุกตัก จานร่อนตกลงกับพื้น เขารีบก้มหน้าลง หง่ำ คาบขึ้นมาใหม่ แล้วปริปากเพิ่งจะพูด ตุกตัก จานร่อนตกลงกับพื้น เขารีบก้มหน้าลง หง่ำ คาบขึ้นมาใหม่

            ตุกตัก หง่ำ ตุกตัก หง่ำ  ตุกตัก หง่ำ………

            ห้านาทีผ่านไป ในจังหวะอันคงที่นี้ ทุกคนต่างหลับกันหมดแล้ว

            ถัดจากนั้นมาถึงพี่น้องซ่าหมอ abc ต้องเล่านิทานให้กวุ่นฉิวๆ ฟังแล้ว

            ซ่อหมอ a นิ่งงันครู่หนึ่ง ว่า “แต่ก่อน มีไพ่ เจ็ดบ่วง (ชุดไพ่นกกระจอกจีน) ชิ้นหนึ่ง ถูกตีออกไปอย่างแรง”

            ซ่าหมอ b ต่อทันควันว่า “ผู้ถัดไปนั้นเป็นบ่วง”

            ซ่าหมอ c ต่อทันควันว่า “ดังนั้น ชนะแล้ว”

            ทุกคนต่างมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ

            ซ่าหมอ a นิ่งงันครู่หนึ่ง ว่า “แต่ก่อน มีไพ่ เก้าท้ง ชิ้นหนึ่ง ถูกตีออกไปอย่างแรง”

            ซ่าหมอ b ต่อทันควันว่า “ผู้ถัดไปเป็นท้ง”

            ซ่าหมอ c ต่อทันควันว่า “ดังนั้นชนะแล้ว”

            ทุกคนสุดที่จะทน ขาหน้าของเฮยเป้ยบิดเฉันหากัน ส่งเสียงดัง “กอกแกก”

            ซ่าหมอ a  ลังเลว่า “แต่ก่อน มีไพ่ ห้าท้งชิ้นหนึ่ง ถูกตีออกไปอย่างแรง”

            ซ่าหมอ b ต่อด้วยความลังเลว่า “คราวนี้ ผู้ถัดไปเป็นสี่ต้าสี่ (เป็นการชนะประเภทหนึ่ง)”

            ซ่าหมอ c พูดอย่างเฉียบขาดว่า “ดังนั้น ชนะแล้ว!”

            ซ่าหมอ a ตะโกนบ้าคลั่งเสียงหนึ่ง กระโดดเฉันซ่าหมอ c ตีกันเป็นก้อนกลม “แม่งหลอกชนะอีกแล้ว!”

            ถัดจากนี้ต้องเป็นยายหนิวโถวเกิ่งเล่านิทานให้กวุ่นฉิวๆ แล้ว

            ยายว่า “ฉันมาเล่าเรื่องหลักการในการเสี่ยงทายให้เจ้าเถอะ”

            ยายคว้าอาหารสุนัขมากำมือหนึ่ง โยนขึ้นสู่ฟ้า สาดกระจายกับพื้น นางยังไม่ทันได้เห็นรูปตามอาหารสุนัขที่โยนไป กวุ่นฉิวๆ ก็กลิ้งกับพื้นรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ “ฟิ้วๆ ๆ ”ลูกปุยๆ เล็กๆ กลิ้งไปมาตามพื้นอย่างเฉียบไว ทำให้เหล่าสุนัขทั้งหลายต้องตาลาย

            เพียงเสี้ยววินาที อาหารสุนัขหายหมดเกลี้ยงแล้ว

            ทุกคนต่างตะลึงงันครู่หนึ่ง หลอดเลือดดำที่เขียวบนลำคอ ยายหนิวโถวเกิ่งปูนขึ้นใหญ่

            นางพูดอย่างตื่นเต้นว่า “กวุ่นฉิวๆ เดินช้ามากไม่ใช่หรือ?”

            ฉันสีหน้าอึมครึมว่า “เขากลิ้งต่างหาก”

            ถัดจากนั้นเขอข่าต้องเป็นผู้เล่านิทานให้กวุ่นฉิวๆ ฟังแล้ว

            ตั้งแต่เขอข่าขายไต้อานเฟิน (ยี่ห้อชุดชั้นใน) ของเจ้านายนางให้พ่อหมด นางร่ำรวยขึ้นมาแล้ว ได้ข่าวว่าช่วงนี้นางไปซื้อหนังสือในร้านมาไม่น้อย

            เขอข่ากระแอมนิดๆ พูดกับกวุ่นฉิวๆ ว่า “น้าเล่านิทานให้เจ้าฟังเรื่องหนึ่ง นิทานเรื่องนี้มีชื่อว่า << ซื่อจวิน พวกเราไม่อาจหวนกลับไปได้อีกแล้ว>>”

            ทุกคนต่างใจเต้นเติบ รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา

            เขอข่าเริ่มเล่านิทานอย่างเศร้าสลด “มั่นเจินว่า “ซื่อจวิน” เสียงของนางก็สั่นอยู่เช่นกัน ซื่อจวินไม่ได้ส่งเสียง รอให้นางพูดต่อ ตนเองสะอึกสะอื้นจนไม่อาจปริปากได้ มั่นเจินนิ่ง”

            ครู่หนึ่งถึงว่า “ซื่อจวิน พวกเรากลับคืนไปไม่ได้อีกแล้ว” เขารู้ว่านางพูดจริง แต่ฟังแล้วก็อดสะเทือนใจไม่ได้ ศีรษะของนางพิงบนไหล่เขา เขากอดนางไว้ นางขยับไปฉันงหลังนิดๆ ในสุดท้ายเพื่อที่จะมองเห็นเขา มองครู่หนึ่งแล้วจูบหน้าเขา จูบความอบอุ่นที่หลงเหลืออยู่ตรงรากหูเขา แล้วขยับออกไปมองเขาต่อ ผ่านไปครู่หนึ่งถึงว่า “ซื่อจวิน คุณรู้สึกมีความสุขไหม?........”

            เล่ามาถึงตรงนี้ น้ำเสียงเขอข่าสะอื้น แล้วทุกคนรู้สึกใจคอไม่ดีนั้นสุดท้ายก็กลายเป็นจริง

            เฮยเป้ยส่งเสียงร่ำไห้ ตะหวาดอย่างสุดแรงด้วยเสียงอันดังลั่นว่า “ทำไม ทำไมพวกเราไม่อาจหวนกลับไปได้แล้ว? ความสุข ตกลงความสุขคืออะไร? มั่นเจิน มั่นเจิน! พวกเราสามารถทำได้!”

            ทุกคนใช้เวลานานเป็นสี่ชั่วโมงเพื่อปลอบใจเฮยเป้ย ถึงให้เขาระงับอารมณ์ได้ในสุดท้าย

            ทั้งเช้าก็สูญเสียไปตามเช่นนี้แล้ว แม้กระทั่งอาหารเที่ยงก็ไม่ทันได้กิน