ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

แสนพยศ

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เพราะเคยถูกคนรักหักหลังอย่างเจ็บปวด ไป๋เฉียนเฉี่ยน นักฆ่าสาวผู้มีจิตใจเย็นชาจึงสาปส่งผู้ชายทั้งโลก ความตายที่ไม่ยุติธรรม ความอาฆาตแค้นและใจที่ไม่สงบสุขทำให้เธอย้อนเวลากลับมาในยุคจีนโบราณ ยุคที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าขาน ยุคที่ตำแหน่งฮ่องเต้คือเจ้าชีวิตเหนือผู้คนทั้งปวง เรื่องราวจะเป็นเช่นไร เมื่อไป๋เฉียนเฉี่ยนตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองอาศัยอยู่ในร่างคุณหนูฟ่งหงหลวน บุตรสาวหัวอ่อนและไม่เป็นที่รักใคร่ของจวนเสนาบดี นางผู้ถูกคู่หมั้นสะบั้นรัก ซ้ำยังมีบรรดาแม่เลี้ยงและพี่น้องต่างแม่อีกนับสิบคอยกลั่นแกล้ง ไป๋เฉียนเฉี่ยน จะทำอย่างไรกับครอบครัวใหม่ที่แสนจะวุ่นวาย ทำอย่างไรกับบุรุษมากมายที่เข้ามาพัวพัน และ... ทำอย่างไร ให้หัวใจด้านชาของตัวเองยอมเปิดรับความรักครั้งใหม่ได้อีกครั้ง

บทนำ

เพราะเคยถูกคนรักหักหลังอย่างเจ็บปวด ไป๋เฉียนเฉี่ยน นักฆ่าสาวผู้มีจิตใจเย็นชาจึงสาปส่งผู้ชายทั้งโลก

ความตายที่ไม่ยุติธรรม ความอาฆาตแค้นและใจที่ไม่สงบสุขทำให้เธอย้อนเวลากลับมาในยุคจีนโบราณ ยุคที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าขาน ยุคที่ตำแหน่งฮ่องเต้คือเจ้าชีวิตเหนือผู้คนทั้งปวง

เรื่องราวจะเป็นเช่นไร เมื่อไป๋เฉียนเฉี่ยนตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองอาศัยอยู่ในร่างคุณหนูฟ่งหงหลวน บุตรสาวหัวอ่อนและไม่เป็นที่รักใคร่ของจวนเสนาบดี นางผู้ถูกคู่หมั้นสะบั้นรัก ซ้ำยังมีบรรดาแม่เลี้ยงและพี่น้องต่างแม่อีกนับสิบคอยกลั่นแกล้ง

ไป๋เฉียนเฉี่ยน จะทำอย่างไรกับครอบครัวใหม่ที่แสนจะวุ่นวาย

ทำอย่างไรกับบุรุษมากมายที่เข้ามาพัวพัน

และ... ทำอย่างไร ให้หัวใจด้านชาของตัวเองยอมเปิดรับความรักครั้งใหม่ได้อีกครั้ง

 

 

สารบัญ

บทนำ 1 ไม่แต่งก็เลิกเสียแล้ว

ฤดูร้อนหนึ่งในปีเทียนฉีที่ 423 รัชสมัยตงหลีที่ 116

            หลังสิ้นสุดเสียงกลองบอกเวลาเพียงไม่นาน แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านชั้นเมฆลงมาเป็นสาย หมอกหนาค่อยๆ จางหายพาให้ท้องฟ้ากระจ่าง ยามเช้าแสนสดใสเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

            ณ เรือนเล็กซอมซ่อซึ่งซ่อนตัวอยู่ทางทิศพายัพของจวนเสนาบดีแห่งแคว้นตงหลี มีเสียงพูดคุยแว่วผ่านบานหน้าต่างเก่าออกมา ฟังก็รู้ว่าเป็นบทสนทนาระหว่างสองนายบ่าว

            “คุณหนู... หากฮูหยินยังอยู่และได้เห็นคุณหนูสามารถยืนหยัดอยู่ได้จนมีวันนี้จะต้องยินดีมากเป็นแน่” เฉี่ยวเอ๋อเกล้าผมให้ฟ่งหงหลวนอย่างคล่องแคล่ว พลางพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจอย่างเห็นได้ชัด

            ฟ่งหงหลวนสวมชุดแต่งงานสีแดงนั่งหน้าคันฉ่องเก่าชำรุดบานหนึ่ง นางกำลังใช้ผงแป้งแตะแต้มลงบนผิวหน้าเหลืองซีดของตน ครั้นได้ฟังคำกล่าวนั้นก็พยักหน้ารับ “อืม...ท่านแม่ที่อยู่บนสวรรค์คงยินดีเป็นแน่”

            เฉี่ยวเอ๋อนึกถึงความยากลำบากที่ฮูหยินผู้ล่วงลับและคุณหนูต้องเผชิญมาหลายปีก็อดน้ำตาคลอมิได้ “เป็นเพราะบ่าวปากมากแท้ๆ วันมงคลเช่นนี้ไม่น่าพูดเรื่องฮูหยินให้คุณหนูสะเทือนใจ”

            “ไม่ใช่อย่างนั้น...ท่านแม่จากไปนานเสียจนข้าเองก็แทบจำหน้าไม่ได้แล้ว” ฟ่งหงหลวนเอ่ยพลางส่ายหน้า

            “คุณหนูจะลืมได้อย่างไรเจ้าคะ ฮูหยินคนอื่นล้วนบอกว่า คุณหนูมีใบหน้าเหมือนมารดามากนะเจ้าคะ” เฉี่ยวเอ๋อแย้ง

            ฟ่งหงหลวนยิ้มบางๆ ขณะมองเงาสะท้อนของตนในคันฉ่อง ดวงตางดงามเป็นประกาย ฟันเรียบขาวสะอาด คิ้วโก่งเรียวราวจับวาด ใบหน้านี้มีส่วนละม้ายคล้ายท่านแม่อยู่ไม่น้อย ในใจของนางให้หดหู่นัก สีหน้าพลันหม่นเศร้า

            “เฉี่ยวเอ๋อ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าอยากทำลายใบหน้านี้เพียงใด”

            “ไม่นะเจ้าคะคุณหนู!” เฉี่ยวเอ๋อส่ายหน้า ส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ            สีหน้าหม่นหมองของฟ่งหงหลวนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม ก่อนเหลือบมองใบหน้าซีดเผือดเพราะความตกใจของเฉี่ยวเอ๋อ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ดูเจ้าสิ ตกใจเสียจนหน้าซีดเชียว ข้าพูดไปอย่างนั้นเอง แม้ใบหน้านี้จะนำเรื่องวุ่นวายมาให้ไม่เว้นวัน แต่ก็เป็นสิ่งที่ท่านแม่มอบให้ ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร”

            เฉี่ยวเอ๋อพยักหน้ารับด้วยความคับแค้นใจ หลายปีมานี้คุณหนูของนางถูกบรรดาฮูหยินและคุณหนูคนอื่นที่มีจิตใจคับแคบคอยรังแกด้วยความริษยาอยู่เสมอ แต่ไม่ว่าพวกนางจะข่มเหงอย่างไรก็ไร้ผล เพราะผู้คนต่างยอมรับทั่วกันว่าความงดงามของคุณหนูนั้นเป็นหนึ่งในตงหลี...ใครก็มิอาจช่วงชิงได้

            “บ่าวรู้ว่าปิ่นหงส์อันนี้เหมาะกับคุณหนูที่สุด” เฉี่ยวเอ๋อปักปิ่นรูปหงส์ลงบนผมของฟ่งหงหลวนอย่างเบามือ พลางเอ่ยชื่นชม “คุณหนูงดงามเหลือเกิน... คืนนี้เข้าห้องหอ ท่านอ๋องหลีจะต้องหลงเสน่ห์คุณหนูแน่เจ้าค่ะ”

            ฟ่งหงหลวนได้ฟังวาจาของสาวใช้ ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ดวงตาทอประกายวาววามขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างเขินอาย

            “เจ้าช่างปากกล้านัก หากไปถึงจวนอ๋องแล้วห้ามพูดจาเช่นนี้ต่อหน้าผู้อื่นเข้าใจหรือไม่ เพราะอาจโดนดูถูกเอาได้ ท่านอ๋องหลีก็จะพานรังเกียจไปด้วย”

            เฉี่ยวเอ๋อแลบลิ้นอย่างซุกซนก่อนรับคำ “เจ้าค่ะคุณหนู”            ฟ่งหงหลวนมองสาวใช้คนสนิทก่อนจะยิ้มอ่อนโยน พลันสีหน้าขัดเขินก็แปรเปลี่ยนเป็นเคว้งคว้าง “ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น”

            “คุณหนูต้องเชื่อมั่นนะเจ้าคะ สตรีที่รูปโฉมงดงามและดีพร้อมเช่นคุณหนู ท่านอ๋องหลีต้องทะนุถนอมอย่างดีแน่เจ้าค่ะ” เฉี่ยวเอ๋อเห็นสีหน้าของผู้เป็นนายจึงรีบกล่าวปลอบใจ

            ฟ่งหงหลวนได้ฟังก็ยิ้มบางๆ พลางพยักหน้าให้สาวใช้ ดวงตาคู่งามมีแววเลื่อนลอย ในหัวพลันปรากฏภาพคนผู้หนึ่งในชุดผ้าไหมสีขาวใต้ต้นท้อวัดชิงซันเมื่อสี่ปีก่อน...

            จวินจื่อหลีผู้นี้ถูกหมั้นหมายให้แต่งกับนางก่อนที่นางจะเกิดเสียอีก แต่ฟ่งหงหลวนเพิ่งมีโอกาสได้พบหน้าเขาครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อน... คิดแล้วมือที่อยู่ใต้ชายแขนเสื้อสั่นระริกโดยไม่รู้ตัว นางจะต้องไขว่คว้าความสุขนี้เอาไว้ให้ได้

            “คุณหนู บ่าวได้ยินมาว่าท่านอ๋องหลีเป็นบุรุษรูปงาม มากความสามารถ ไม่ว่าจะบุ๋นหรือบู๊ล้วนเก่งกาจ นับเป็นหนึ่งในสามบุรุษแห่งยุค เช่นเดียวกับคุณชายอันดับหนึ่งอย่างคุณชายอวิ๋นจิ่นและองค์ชายอวี้เหินรัชทายาทแห่งแคว้นซีเหลียง มีคุณหนูตระกูลใหญ่มากมายหมายพิชิตใจเพื่อให้ได้ท่านอ๋องไปเป็นสามี ฮูหยินคัดเลือกสามีที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ให้กับคุณหนู ทั้งยังมีอดีตฮ่องเต้เป็นผู้พระราชทานสมรส... คุณหนูต้องเป็นสตรีที่มีความสุขที่สุดในตงหลีแน่นอนเจ้าค่ะ”

            ฟังแล้วฟ่งหงหลวนก็สบายใจขึ้น “สามารถแต่งเข้าจวนอ๋องหลีได้นับเป็นวาสนาของข้าแล้ว”

            “คุณหนูรู้หรือไม่เจ้าคะว่ามีคุณหนูคนอื่นๆ ในจวนตั้งกี่คนที่ชื่นชมท่านอ๋อง” เฉี่ยวเอ๋อพูดด้วยความภูมิใจ “ทั้งคุณหนูห้าและคุณหนูหก วันๆ ก็ได้แต่หาโอกาสพบท่านอ๋องหลีด้วยกันทั้งนั้น แต่ได้ยินว่าจนถึงตอนนี้ยังมิเคยพบหน้าเลยสักหน”

            “เฉี่ยวเอ๋อต่อไปอย่าได้เอ่ยถึงคุณหนูห้าและคุณหนูหกอีก ระวังเถิดหน้าต่างมีหูประตูมีช่อง” ผู้เป็นนายเอ่ยปราม

            สีหน้าเฉี่ยวเอ๋อพลันเศร้าสลดก่อนพยักหน้ารับ “บ่าวทราบเจ้าค่ะ แต่วันนี้คุณหนูจะแต่งเข้าจวนท่านอ๋องหลีแล้ว ไม่น่าจะเป็นอะไรนะเจ้าคะ... ต่อไปคุณหนูก็จะได้เป็นพระชายา คุณหนูห้ากับคุณหนูหกคงไม่กล้ารังแกอีกแล้วเจ้าค่ะ”

            “ก็จริง” ฟ่งหงหลวนยิ้มบางๆ

            “รอพวกเราไปอยู่ที่จวนอ๋องแล้ว คุณหนูจะต้องเอาขลุ่ยและพิณที่พวกนางชิงไปกลับคืนมานะเจ้าคะ ทั้งสองสิ่งเป็นของที่ฮูหยินมอบให้คุณหนู” เฉี่ยวเอ๋อกล่าวอย่างเจ็บแค้น “วันนั้นถ้ามิใช่เพื่อช่วยเหลือบ่าว คุณหนูคงไม่ต้องยกของสำคัญให้กับพวกนาง เป็นเพราะบ่าวไม่ดีเองเจ้าค่ะ”

            “เจ้าอย่าโทษตัวเองเลย แล้วข้าจะหาโอกาสเอากลับคืนมาให้ได้” ฟ่งหงหลวนมองสาวใช้ด้วยสายตาอ่อนโยน “สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงของนอกกาย สามารถช่วยชีวิตเจ้าได้นับว่าคุ้มค่าแล้ว”

            “คุณหนู...” เฉี่ยวเอ๋อตื้นตันใจจนพูดอะไรไม่ออก

            ฟ่งหงหลวนตบหลังมือของสาวใช้เบาๆ “ยังดีที่หลายปีนี้มีเจ้าคอยเป็นเพื่อน มิเช่นนั้นข้าคงจะไปพบกับท่านแม่นานแล้ว อย่าร้องไห้เลย”

            เฉี่ยวเอ๋อพยักหน้า พยายามฝืนยิ้มออกมา “วันนี้เป็นวันมงคลของคุณหนู บ่าวจะไม่ร้องไห้”

            ฟ่งหงหลวนยิ้มบางๆ โดยมิเอ่ยวาจาใดอีก

            ขณะนั้นเองก็มีเสียงฝีเท้ามากมายแทรกด้วยเสียงกังวานใสของเครื่องประดับหยกที่กระทบกันดังมาจากด้านนอก

            “คุณหนู พวกนางมาแล้ว” สีหน้าของเฉี่ยวเอ๋อพลันซีดขาว ขณะมองออกไปด้านนอกด้วยท่าทางตื่นกลัว

            ในใจฟ่งหงหลวนนึกหวาดหวั่นขึ้นมาเช่นกัน นางมองออกไปนอกหน้าต่าง พลันได้กลิ่นเครื่องหอมฉุนแรงโชยเข้ามา หญิงสาวหยัดกายลุกขึ้นยืนบังสาวใช้ไว้ “ไม่ต้องกลัว พวกนางคงต้องการมาอวยพร”

            “วันนี้ท่านอ๋องหลีจะมารับตัวคุณหนูแล้ว บ่าวคิดว่าพวกนางคงไม่กล้ารังแกพวกเราหรอกเจ้าค่ะ” แม้เฉี่ยวเอ๋อจะหวาดกลัวเพียงใดแต่ก็ยังก้าวออกจากด้านหลังของฟ่งหงหลวน เพื่อขึ้นมายืนบังอยู่ด้านหน้า

            ฟ่งหงหลวนเห็นกิริยาเช่นนั้นของเฉี่ยวเอ๋อ ในใจให้รู้สึกอบอุ่นนัก

            ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามา กลุ่มสตรีแต่งกายสีสันบาดตาต่างกรูกันเข้ามาด้านใน ทำให้ห้องเล็กๆ ยิ่งคับแคบ

            ฟ่งหงหลวนกำมือที่อยู่ใต้ชายแขนเสื้อแน่น วันนี้เหล่าฮูหยินและคุณหนูคนอื่นๆ ในจวนเสนาบดีต่างมากันพร้อมหน้า ดูจากท่าทางแล้วคงมิได้มาดีแน่

            “อุ๊ยดูสิ คุณหนูสามของเรารอแต่งให้กับท่านอ๋องหลีจนทนไม่ไหว ต้องลุกขึ้นมาแต่งตัวเองเสียแล้ว” ผู้ที่เดินเข้ามาเป็นคนแรกคือฮูหยินรองของจวนเสนาบดี นางมองดูฟ่งหงหลวนซึ่งแต่งกายงดงามด้วยรอยยิ้มหยามเหยียด

            “มีเจ้าสาวที่ไหนต้องแต่งตัวเองกันบ้าง ถ้าเรื่องนี้ถูกลือออกไปคนจะคิดว่าจวนเสนาบดีไม่มีสาวใช้ได้”

            “นั่นสิถ้าหากนายท่านรู้เข้า คงคิดว่าพวกเรากลั่นแกล้งบุตรกำพร้ามารดาคนนี้เป็นแน่”

            “ช่างเหมือนแม่ของเจ้าเสียจริง หน้าตาราวกับนางจิ้งจอกไม่มีผิด”

            “....”

            เมื่อฮูหยินรองเริ่มต้นคนแรกก็เหมือนประตูกั้นน้ำถูกเปิด ฮูหยินทั้งสิบสองที่ติดตามมาต่างพูดจาเสียดสีเหยียดหยามฟ่งหงหลวนกันอย่างสนุกปากด้วยถ้อยคำหยาบคาย

            มือเล็กๆ ของเฉี่ยวเอ๋อกำแน่น สาวใช้ถลึงตามองบรรดาสตรีที่อยู่ตรงหน้า หญิงเหล่านี้มิเพียงด่าทอคุณหนู ยังลามปามไปถึงฮูหยินผู้ล่วงลับอีกด้วย จนนางคิดจะอ้าปากตอบโต้แต่ก็ถูกสายตาผู้เป็นนายห้ามไว้

            “คุณหนู...” ขอบตาเฉี่ยวเอ๋อแดงก่ำด้วยความคับแค้น

            ฟ่งหงหลวนสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มกลั้นโทสะที่คุกรุ่น ขณะมองบรรดาสตรีที่ตนเรียกว่าแม่ก่อนจะเอ่ยออกมาช้าๆ

            “ที่แม่รองทุกท่านกล่าวถึงมารดาของข้านั้นหงหลวนผู้นี้ไม่ขัดข้อง เพราะแม้แต่ฮ่องเต้และอดีตฮ่องเต้ก็ยังรับสั่งถึง แต่พวกท่านมิหวั่นว่าหน้าต่างจะมีหูประตูจะมีช่องหรือไร ไม่กลัวว่าถ้อยคำเหล่านี้จะลอยไปถึงเบื้องบนบ้างหรือ หากฝ่าบาททรงขุ่นเคืองขึ้นมา จวนเสนาบดีคงถูกกุดหัวกันหมดแน่”

            เสียงด่าทอเสียดสีเมื่อครู่หยุดลงในทันใด เหล่าฮูหยินต่างตื่นตระหนกจนก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว

            “ถึงแม้เบื้องบนจะไม่ได้ยิน แต่หากท่านพ่อได้ยินเข้า ทุกคนคงทราบผลที่จะตามมากันดีอยู่แล้ว”

            ฟ่งหงหลวนเจตนาพูดเน้นย้ำทุกคำอย่างชัดเจน... หลายปีนี้นางอดกลั้นมาโดยตลอด แต่นี่เป็นวันมงคลของนาง เป็นวันที่รอคอยมานานถึงสี่ปีเพื่อให้อ๋องหลีมารับตัว แล้วจะให้นางต้องอดทนแบกรับความอับอายขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวไปอีกหรือ

            ฮูหยินทั้งสิบสองที่บัดนี้ใบหน้าซีดขาวต่างหันมองฮูหยินรองซึ่งยามนี้คือนายหญิงแห่งจวนเสนาบดีกันเป็นตาเดียว

            ใจฮูหยินรองร้อนรุ่มไปด้วยเพลิงโทสะ นังเด็กอวดดี! วันนี้จะได้แต่งเข้าจวนอ๋องหลีแล้วถึงกับกล้าทำท่าทางเย่อหยิ่งเพียงนี้ แต่เมื่อครู่พวกนางก็สนุกปากเกินไปจริงๆ หากเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไปคงมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต เดิมทีพวกนางแค่ต้องการหาเรื่องนังเด็กนี่เท่านั้น วันนี้คงต้องยอมอ่อนข้อไปก่อน ถึงจะคิดเช่นนั้นแต่แววตาฮูหยินรองยังคงแข็งกร้าว ขณะหันไปกล่าวกับฮูหยินคนอื่นๆ “ช้าอยู่ไย ยังไม่รีบขอโทษหงหลวนอีกรึ!”

            “เหตุใดต้องขอโทษนางด้วย ที่แม่รองทั้งหลายพูดไปก็เพียงหยอกล้อกันเท่านั้น ท่านแม่อย่าได้ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ อดีตฮ่องเต้ล่วงลับไปถึงสามปีแล้ว ทุกคำที่เอ่ยล้วนแต่เป็นความจริงทั้งสิ้น ใครจะรู้ความจริงว่า

บางคนอาจเป็นลูกไม่มีพ่อ...” ฟ่งจินหลิงบุตรีของฮูหยินรองกล่าวแทรกขึ้น นับแต่ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง นางก็มองชุดแต่งงานของฟ่งหงหลวนด้วยความริษยา

            เมื่อได้ยินคำว่าลูกไม่มีพ่อ มือใต้ชายแขนเสื้อของฟ่งหงหลวนก็ยิ่งกำแน่น

            “หุบปาก!” ฮูหยินรองตวาดเสียงดัง เรื่องอื่นยังพอเจรจากันได้ แต่เรื่องของอดีตฮ่องเต้นั้นอย่างไรก็ห้ามบังอาจหลุดปากออกมาเป็นอันขาด

            “ยังไม่รีบขอโทษพี่สามของเจ้าอีก!”

            “ท่านแม่ให้ข้าขอโทษ ‘พี่สาม’ แล้วนางใช่พี่สาวของข้าจริงรึ ได้ยินว่าพิธีฝังศพมารดาของนาง อดีตฮ่องเต้ก็เป็นผู้....”

            “หุบปาก!” ฮูหยินรองตวัดมือตบหน้าบุตรสาวตนเองทันที “เด็กๆ เอาตัวนางไปขังไว้ แล้วให้อดข้าวสามวัน”

            “ท่านแม่ ท่านขังข้าด้วยเหตุใด ข้ามิได้กล่าวผิดไปแม้แต่น้อย...” ฟ่งจินหลิงยกมือกุมหน้าร้องไห้เหลือบมองท่านแม่ของตนเอง

            “พี่รอง จินหลิงยังเด็กนักจึงพูดจาไม่ทันคิด ท่านอย่าสั่งขังนางเลย แค่ตักเตือนให้นางระมัดระวังต่อไปอย่าได้พูดจาเช่นนี้อีกก็พอแล้ว” ฮูหยินสามรีบเข้าไกล่เกลี่ย... ฮูหยินรองตบหน้าบุตรสาวในคราวนี้ ตัวนางเองจะต้องปวดใจเป็นแน่ หากตนไม่รีบทำดีด้วยก็ยากจะมีโอกาสงามๆ เข้ามาอีก

            “นั่นสิพี่รอง ท่านแค่อบรมนางก็พอแล้ว อย่าให้ถึงขั้นสั่งขังกันเลย ในนั้นทั้งมืดและน่ากลัวนัก”

            “อย่าทำเช่นนั้นเลยพี่รอง ดูสิแค่นี้จินหลิงก็หวาดกลัวจะแย่อยู่แล้ว”

            เวลานี้เหล่าฮูหยินต่างพร้อมใจกันเอ่ยปากคัดค้าน ส่วนฮูหยินรองเองก็ทำใจขังบุตรสาวไม่ลง นางหันไปมองฟ่งหงหลวนแล้วออกปาก

            “เรื่องนี้คงต้องแล้วแต่หงหลวน”

            ฟ่งหงหลวนคับแค้นใจนัก วันนี้เป็นวันมงคลของนาง จะให้ยอมปล่อยฟ่งจินหลิงไปง่ายๆ ได้อย่างไร หากวันนี้ยอมถอยให้ต่อไปสตรีเหล่านี้คงไม่ปล่อยให้นางอยู่จวนอ๋องได้อย่างราบรื่นเป็นแน่ คิดแล้วจึงตัดสินใจเอ่ยเสียงเย็นชา

            “ทำตามที่แม่รองกล่าวมาก็แล้วกัน”

            “เด็กๆ มาเอาตัวจินหลิงไป จัดการตามคำสั่งของข้า!” ฮูหยินรองร้องสั่งเสียงดังด้วยความโกรธเกรี้ยว

            บ่าวรับใช้ด้านนอกรีบเข้ามานำตัวฟ่งจินหลิงออกไปตามคำสั่ง

            ฮูหยินรองหันกลับมามองฟ่งหงหลวนด้วยใบหน้าฉาบรอยยิ้มบางๆ “หงหลวน แม่รองจัดการเช่นนี้เจ้าว่าดีหรือไม่?”

            ฟ่งหงหลวนพยักหน้า “แม่รองรับมือได้ดียิ่ง หงหลวนเหนื่อยนัก ขอตัวพักผ่อนสักครู่”

            “ประเสริฐ เจ้าพักผ่อนเสียก่อน รอจนเกี้ยวเจ้าสาวมาถึง ข้าจะมาเรียกเอง” เดิมทีฮูหยินรองคิดจะพาคนมาสั่งสอนฟ่งหงหลวนก่อนขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว ทว่ากลับถูกนางจับจุดอ่อนได้เช่นนี้จึงไม่กล้าหาเรื่องอีก เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับ ก็รีบส่งสายตาให้เหล่าฮูหยินรีบถอยออกจากเรือนเล็กหลังนี้

            แม้เสียงฝีเท้าจะห่างออกไปแล้ว หากแต่ในห้องยังคงอวลด้วยกลิ่นเครื่องหอมฉุนแรง

            “คุณหนูช่างกล้าหาญจริงๆ ที่วันนี้ไม่เปิดโอกาสให้พวกนางรังแกได้...” เฉี่ยวเอ๋อพูดด้วยความดีใจ แต่ยังพูดไม่จบก็เห็นฟ่งหงหลวนซวนเซจะล้มลง จึงรีบเข้าไปประคอง “คุณหนู คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ!”

            ฟ่งหงหลวนหลับตาลงแล้วตอบเสียงแผ่วเบา “ข้าไม่เป็นอะไร”

            เห็นเช่นนั้นน้ำตาของเฉี่ยวเอ๋อก็ไหลริน “คุณหนูต้องอดทนไว้นะเจ้าคะ รอจนเกี้ยวของจวนท่านอ๋องหลีมาถึง ต่อไปพวกนางก็ไม่อาจรังแกคุณหนูได้อีก”

            ฟ่งหงหลวนพยักหน้ารับ พลางเอนกายพิงเฉี่ยวเอ๋ออย่างอ่อนแรง

            ภายในห้องอันเงียบเหงา สองนายบ่าวมิได้เอ่ยถ้อยคำใดๆ อีก เพียงเฝ้ารอการมาถึงของเกี้ยวเจ้าสาวเท่านั้น

            ทั้งสองเฝ้ารอ...รอจนกระทั่งพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าทว่ากลับไม่เห็นแม้เงาของเกี้ยวเจ้าสาวจากจวนอ๋องหลี สิ่งที่ส่งมามีเพียงหนังสือหนึ่งฉบับ ใจความว่า

            ‘ข้าให้คนตรวจดวงชะตาแล้วพบว่าไม่สมพงศ์กัน จึงจำต้องขอยกเลิกการหมั้น’

            ฟ่งหงหลวนยิ้มฝืดเฝื่อนด้วยความเศร้าใจขณะก้มมองหนังสือ

ในมือ... ชะตาไม่ต้องกันเช่นนั้นหรือ เหตุใดเมื่อครั้งที่อดีตฮ่องเต้พระราชทานงานแต่งงานในวันนี้ ยามนั้นจึงมิกล่าวถึงดวงชะตาที่ไม่สมพงศ์กันเล่า เหตุใดสิบหกปีที่ผ่านมาจึงมิเคยเอ่ยเรื่องดวงชะตาไม่ต้องกัน เห็นได้ชัดว่าบุรุษที่ฟ่งหงหลวนเฝ้าคะนึงหาทุกลมหายใจไม่คิดจะแต่งกับนาง

            “คุณหนู...เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ไปได้...” เฉี่ยวเอ๋อโอบกอดคุณหนูของนางพลางร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้า

            หญิงสาวเองก็อยากรู้เหตุผลที่แท้จริงเช่นกัน เพราะนางถูกขนานนามว่าเป็น ‘หญิงไร้ค่าอันดับหนึ่งแห่งตงหลี’ ใช่หรือไม่... เขาคงไม่รู้ว่าความสามารถที่นางมีก็มิด้อยไปกว่าสามบุรุษแห่งยุคเลยสักนิด แต่บัดนี้... เกรงว่าเขาคงไม่มีทางได้ล่วงรู้ไปตลอดกาล

            ฟ่งหงหลวนนั่งนิ่งอย่างเลื่อนลอย นางปรารถนาเหลือเกินให้เมื่อสี่ปีก่อนตนเองไม่เคยพบหน้าบุรุษผู้นั้นที่วัดชิงซันมาก่อน

            ล่วงเข้ายามหนึ่ง เหล่าสตรีในจวนเสนาบดีที่เหยียดหยามค่อนแคะฟ่งหงหลวนมาตลอดทั้งวันต่างพากันหลับใหล

            หากแต่ฟ่งหงหลวนกลับออกไปเดินเล่นริมสระบัว... จู่ๆ พลันเกิดเสียงดัง ปลุกทุกชีวิตที่กำลังหลับใหลให้ตื่นขึ้น!

บทนำ 2 ฆาตกรรมในวันแต่งงาน

ฤดูร้อนหนึ่งเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.. 2012 เวลา 01.00 . ณ ตลาดกลางคืนเจียหลัน

            รถเฟอร์รารี่สีดำคันหนึ่งมุ่งหน้าไปคฤหาสน์หรูเลขที่ยี่สิบสองของเขตชุ่ยหวนซัน ก่อนจะจอดบริเวณริมถนนที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ระยะสามร้อยเมตรก่อนจะถึงคฤหาสน์หลังงาม ต้นไม้ริมทางช่วยพรางตัวรถได้เป็นอย่างดี

            ภายในรถมีหญิงสาวแต่งกายด้วยชุดสีดำรัดกุม เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างชัดเจน ผมยาวสลวยถูกมัดรวบ หน้าผากเรียบเนียนไร้ไรผมปรกหน้า ดูสะอาดหมดจด

            ใบหน้ารูปไข่ขาวผุดผ่องถูกแว่นดำอันใหญ่บดบังไปกว่าครึ่ง มองผิวเผิน... แว่นดำนี้ดูคล้ายกับแว่นตาธรรมดาทั่วไป หากมิใช่คนใน ‘วงการ’ คงไม่สังเกตเห็นความแตกต่าง แว่นดำนี้เป็นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นล่าสุดของสำนักงานรักษาความปลอดภัยแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งยังไม่ถูกนำออกมาใช้อย่างเป็นทางการ เป็นแว่นที่ใช้แสงเลเซอร์ TX-798 เคลือบเพื่อช่วยการมองเห็นในที่มืด

            ภายในรถมืดสนิท แม้เปิดแอร์เบอร์ต่ำสุดก็ยังไม่อาจสู้ไอความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างในชุดดำ

            หญิงสาวจ้องมองคฤหาสน์ตรงหน้านิ่งนาน หลังจากชั่วโมงแรกผ่านไปจึงได้ถอนสายตากลับ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นกดหาหมายเลขที่คุ้นเคย

            “เฉียนเฉี่ยน?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเนิบช้าของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นจากปลายสาย

            เมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่าย สีหน้าเย็นชาของไป๋เฉียนเฉี่ยนก็อ่อนโยนลงทันที สายตากลับไปจ้องมองคฤหาสน์นั้นอีกครั้ง อาจเป็นเพราะไม่ได้พูดมานานเป็นชั่วโมง น้ำเสียงจึงค่อนข้างแหบพร่า

            “หย่าหลิน คุณนอนแล้วหรือ?”

            “อืม” อีกฝ่ายตอบรับสั้นๆ

            “อย่างนั้นก็นอนต่อเถอะ พรุ่งนี้งานแต่ง...” ไป๋เฉียนเฉี่ยนยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่ฉันนอนไม่หลับ ก็เลยโทรหาคุณ”

            “เฉียนเฉี่ยน ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับหรือไง” น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงแววหยอกเย้า

            “อืม” ไป๋เฉียนเฉี่ยนอดหลุบตาลงไม่ได้

            “เจ้าสาวส่วนใหญ่ก็ตื่นเต้นกันทั้งนั้น มันคือโรควิตกกังวลก่อนแต่งงาน ให้ผมไปหาคุณดีไหม?” ชายหนุ่มเอ่ยถามหยั่งเชิง

            “ฉันกลัวว่าถ้าคุณมาแล้วจะยิ่งนอนไม่หลับ คุณนอนเถอะ”ไป๋เฉียนเฉี่ยนกล่าวพลางมองคฤหาสน์หลังงามตรงหน้าด้วยแววตาสับสนวูบหนึ่ง

            “เฉียนเฉี่ยน ผมคิดถึงคุณ” น้ำเสียงอ่อนโยนปนเย้ายวนของชายหนุ่มเอ่ยขึ้น “ยังไงพรุ่งนี้เราก็จะแต่งงานกันแล้ว....”

            มุมปากของไป๋เฉียนเฉี่ยนยกยิ้ม ใบหน้ามีสีแดงระเรื่อซ่านขึ้นมาขณะตอบกลับอย่างนุ่มนวล “คุณพูดเองนะว่าพรุ่งนี้ก็จะแต่งกันแล้ว ยังไงคืนนี้พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ”

            “อืม คุณก็รีบพักผ่อนนะ” ชายหนุ่มพูดอย่างโอนอ่อนผ่อนตาม

            “อื้อ รู้แล้ว” สายตาที่ถูกแว่นดำอันใหญ่บดบังของไป๋เฉียนเฉี่ยนพลันอ่อนโยน “ราตรีสวัสดิ์”

            “ราตรีสวัสดิ์” กล่าวจบ ปลายสายก็เป็นฝ่ายวางหูไปก่อน

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนยังคงถือโทรศัพท์ไว้ในมือ ขณะนั่งมองคฤหาสน์หรูตรงหน้าอยู่เช่นนั้น... นานกว่ารอยยิ้มบนใบหน้าจะเลือนหายกลายเป็นความเฉยชาดังเดิม ปลายนิ้วขาวเนียนกดหมายเลขบนโทรศัพท์มือถืออย่างรวดเร็ว

            “งานนี้ฉันตกลง” ปลายทางเพิ่งจะรับสายไป๋เฉียนเฉี่ยนก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ไม่เหลือเค้าความอ่อนโยนอย่างเมื่อครู่แม้แต่น้อย

            “หากงานนี้สำเร็จ ฉันจะขอถอนตัวออกจากองค์กรตลอดไป”

            “ได้” ปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นยิ่งกว่า

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนรีบกดตัดสาย สุดท้ายก็มองไปยังคฤหาสน์นั้นอีกครั้ง ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างคนที่ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว หญิงสาวก้มมองนาฬิกาบนข้อมือ หน้าปัดนาฬิกาแสดงผลว่าขณะนี้เป็นเวลาตีหนึ่งสี่สิบนาทีแล้ว จึงขับรถพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว

            สิบนาทีต่อมา รถหรูก็แล่นมาถึงสะพานแห่งหนึ่ง

            มือข้างหนึ่งของไป๋เฉียนเฉี่ยนจับอยู่ที่พวงมาลัย ส่วนอีกมือกดเปิดสัญญาณเครื่องติดตาม ก่อนจะพบว่าเป้าหมายอยู่ห่างออกไปข้างหน้าระยะห้าร้อยเมตร เท้าเหยียบคันเร่งจนกระทั่งความเร็วของรถเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นเท่าตัว... พริบตาเดียวก็มีรถโรลส์รอยซ์รุ่น 200EX เลี้ยวผ่านโค้งด้านหน้าแล่นตรงเข้ามา

            แววตาภายใต้แว่นดำปรากฏความลังเลใจชั่วครู่ ก่อนจะถูกความมุ่งมั่นเข้าแทนที่ ไป๋เฉียนเฉี่ยนกดปุ่มระเบิดที่ติดตั้งไว้ในตัวรถ

            10 9 8 7 6 .....

            จากนั้นจึงเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อพุ่งเข้าชนรถหรูคันที่อยู่ด้านหน้า

            5 4 3 2.....

            ตูม!!

            เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว รถสองคันพุ่งเข้าประสานงากันจนทำให้เกิดเปลวเพลิงลุกโชนท่วมทั้งคันรถ... บนสะพานซึ่งอยู่ในจุดสูงที่สุดของตลาดกลางคืนเจียหลันมีกองไฟลุกโชติช่วง

            หนึ่งนาทีให้หลังไป๋เฉียนเฉี่ยนก็ออกมาจากใต้สะพาน เพื่อเก็บโซ่ที่สั่งทำพิเศษซึ่งแขวนอยู่บนสะพานกลับเข้าที่ หญิงสาวมองรถทั้งสองคันซึ่งถูกเปลวไฟลุกท่วมอยู่บนสะพานด้วยสายตาเย็นชา ขณะใช้มือกดบาดแผล ก่อนจะเดินหันหลังจากไปในความมืดมิด

            สิบนาทีให้หลัง รถตำรวจและรถดับเพลิงเปิดไซเรนมุ่งตรงมาตามถนนด้วยความเร็วสูง ทว่าเมื่อมาถึงกลับพบเพียงเศษซากของรถที่ถูกเพลิงเผาไหม้

            ไม่พบร่างคนขับ... แม้แต่คนเดียว

 

            เวลา 11.00 . นาฬิกาของวันที่ 12 กรกฎาคม ณ คฤหาสน์เลขที่ 11 ย่านสวนเป่ยซัน เมืองเจียหลัน

            ภายในห้องนอนหรูบนชั้นสอง ไป๋เฉียนเฉี่ยนจัดการปกปิดบาดแผลทั่วตัวจนไม่เหลือร่องรอย แล้วจึงสั่งให้คนรับใช้นำชุดเจ้าสาวเข้ามา

            ชุดเจ้าสาวนี้ ผู้นำสกุลไป๋แห่งโกลบอลไฟแนนซ์เชียลกรุ๊ปได้สั่งตัดขึ้นเพื่อเป็นของขวัญในวันแต่งงาน แด่หลานสาวผู้เป็นแก้วตาดวงใจเพียงคนเดียวของท่านประธาน ซึ่งเป็นผู้นำบริษัทในเครือและกำลังจะรับตำแหน่งผู้นำบริษัททั้งหมดในอนาคต ชุดนี้ออกแบบโดยเอลัน ดีไซเนอร์ระดับโลก แค่ชุดเจ้าสาวนี้ก็มีมูลค่าถึงสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง นิ้วมือลูบไล้ไปตามชุดเจ้าสาวแล้วยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข เงาสะท้อนในกระจกคือใบหน้าหมดจดงดงาม ราวกับดอกบัวบานสะพรั่ง

            “คุณหนูสวยจริงๆ ค่ะ” ป้าหลี่ที่เป็นแม่บ้านมองแล้วอดชื่นชมไม่ได้

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนยิ้มอ่อนโยน “ขอบคุณค่ะป้า”

            เสียงเคาะประตูดังขึ้น

            “ช่างแต่งหน้ากับช่างภาพคงมาถึงแล้ว คุณหนูจะให้พวกเขาเข้ามาเลยไหมคะ?”

            “อืม” ไป๋เฉียนเฉี่ยนพยักหน้าอนุญาต

            เมื่อป้าหลี่ลงมาเปิดประตูก็พบว่าด้านนอกไม่ใช่ช่างแต่งหน้าอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นชายหนุ่มที่แต่งกายด้วยชุดดำตลอดทั้งตัวยืนอยู่ ป้าหลี่สะดุ้งด้วยความตกใจ ยังไม่ทันจะพูดอะไรชายหนุ่มผู้นั้นก็ฟาดสันมือใส่อย่างรวดเร็ว ทำให้ป้าหลี่สลบไปทันที

            เมื่อไป๋เฉียนเฉี่ยนเห็นบุคคลที่มาปรากฏตัวอยู่หน้าประตู รอยยิ้มพลันชะงักค้างอยู่เหนือริมฝีปาก

            ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องพลางมองไป๋เฉียนเฉี่ยนซึ่งอยู่ในชุดแต่งงานสวยงามหรูหรา ก่อนจะเรียกชื่ออย่างอ่อนโยน

            “เฉียนเฉี่ยน...”

            “หลันเย่ นาย... นายมาได้ยังไง?” ไป๋เฉียนเฉี่ยนนั่งเกร็งไปทั้งตัว ขณะมองร่างของผู้ที่เดินเข้ามาผ่านทางภาพสะท้อนในกระจก

            “งานแต่งของเธอ ฉันจะไม่มาได้ยังไง” มุมปากหลันเย่ปรากฏรอยยิ้มขมขื่นขึ้นชั่วครู่ ก่อนที่จะจางหายไปอย่างรวดเร็ว เขาเดินใกล้เข้ามาพลางใช้สองแขนอ้อมร่างแข็งเกร็งของไป๋เฉียนเฉี่ยนมาทางด้านหน้า แล้วสวมสร้อยมุกของ HKS รุ่นลิมิเต็ดลงบนลำคอนวลระหง ขณะกล่าวอวยพรด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “สุขสันต์วันแต่งงาน”

            “ขอบใจนะ” ไป๋เฉียนเฉี่ยนไม่กล้าหันกลับไปมองคนที่อยู่ด้านหลัง

            “เธอมีความสุขก็ดีแล้ว เมื่อคืนเธอทำงานสำเร็จองค์กรจึงลบชื่อของเธอออก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป... เธอเป็นอิสระแล้ว” หลังจากสวมสร้อยมุกเสร็จ หลันเย่ยังคงอ้อยอิ่งไม่ยอมชักมือกลับ

            “อืม” ไป๋เฉียนเฉี่ยนพยักหน้ารับ มีแค่ตัวเธอเท่านั้นที่รู้ว่าตนเองพยายามควบคุมความตื่นเต้นไว้มากเพียงใด ผ่านมานานนับสิบปี ในที่สุดเธอก็หลุดพ้นจากตัวตนอันมืดมิดเสียที

            “ฉันไปแล้วนะ” หลันเย่หมุนตัวกลับช้าๆ แล้วเดินไปทางประตู

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนกำมือทั้งสองแน่น ก่อนจะบังคับตัวเองให้ฝืนยิ้มแล้วเอ่ยปากอย่างยากลำบาก “เชิญนายมาร่วมงานเลี้ยงไม่ได้...ขอโทษนะ คงไม่ได้ออกไปส่ง”

            ฝีเท้าของหลันเย่พลันหยุดชะงัก ใบหน้าหม่นหมองหันกลับมามองเจ้าสาวอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวจากไป

            หญิงสาวไม่ได้มอง หากเพียงฟังเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ก้าวลงบันไดด้วยริมฝีปากเม้มแน่นขึ้นทุกขณะ ไป๋เฉียนเฉี่ยนรักหย่าหลิน เพื่อเขาแล้วเธอยินดีถอนตัวออกจากองค์กร ยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งมิตรภาพของเพื่อนคู่หูที่ผูกพันกันมานับสิบปีระหว่างเธอกับหลันเย่

            หลันเย่รักเธอ ไป๋เฉียนเฉี่ยนรู้ เพียงแต่เธอเองรักหย่าหลิน จึงไม่อาจทำให้เขาสมปรารถนาได้

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนพยายามปรับสีหน้า หญิงสาวมองป้าหลี่ที่ฟุบอยู่บนพื้น ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปปลุกให้ตื่น แล้วสะกดจิตป้าหลี่ทันทีที่ลืมตา

            “เมื่อครู่ฉันมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น”

            “เมื่อครู่ฉันมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น” ป้าหลี่พูดซ้ำๆ ราวกับไร้ความรู้สึก

            หลังจากพูดซ้ำสามรอบ ไป๋เฉียนเฉี่ยนก็หมุนตัวเดินกลับไปนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้งตามเดิม

            ป้าหลี่ที่เพิ่งฟื้นคืนสติ ได้แต่มองไปรอบห้องอย่างงุนงง รู้สึกประหลาดใจว่าเหตุใดเมื่อครู่ตนถึงเป็นลมได้

            “ป้าหลี่รีบออกไปดูหน่อยสิ ทำไมป่านนี้ช่างแต่งหน้ายังไม่มาอีก” ไป๋เฉียนเฉี่ยนเอ่ยเร่งป้าหลี่ราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “ค่ะคุณหนู ป้าจะไปดูเดี๋ยวนี้” ป้าหลี่รีบเปิดประตู ทว่าเดินออกไปได้เพียงสองก้าวก็หันกลับมา “นายท่านกำชับว่า ถ้าคุณหนูแต่งหน้าเสร็จก็ให้รีบลงไปที่งาน วันนี้นายท่านจะพาคุณหนูไปทำพิธีรับมอบตำแหน่งประธานบริษัทในเครือด้วย”

            “อืม แขกเหรื่อมาครบกันหมดแล้วเหรอ?”

            “มากันครบแล้วค่ะ แต่ว่ายังไม่เห็นรถของเจ้าบ่าว”

            “อืม ป้าลงไปก่อนเถอะ ถ้าช่างแต่งหน้าถึงแล้วก็ให้ขึ้นมาได้” ไป๋เฉียนเฉี่ยนสั่งพลางโบกมือให้ ในใจได้แต่ครุ่นคิดว่าเพราะอะไรหย่าหลินจึงยังมาไม่ถึง เมื่อดูเวลาก็พบว่าตอนนี้บ่ายโมงแล้ว

            จู่ๆ ไป๋เฉียนเฉี่ยนก็รู้สึกสังหรณ์ใจ

            ฉุกคิดได้ว่าหลันเย่ซึ่งไม่ควรมาที่นี่กลับปรากฏตัวขึ้น เรื่องนี้ทำให้ไป๋เฉียนเฉี่ยนทนนั่งเฉยต่อไปไม่ไหว หญิงสาวรีบเดินไปริมหน้าต่าง แล้วก็มองเห็นหลันเย่ที่กำลังเดินจากไปนั้นมีจุดสีแดงอยู่ตรงกลางแผ่นหลังโดยที่เขาไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย

            หญิงสาวหน้าซีดเผือด ไม่เสียเวลาคิดใดๆ รีบเปิดหน้าต่างกระโดดลงจากชั้นสองทันที!

            เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงปืนดังขึ้น ทำให้แขกเหรื่อที่รออยู่เต็มห้องโถงกรีดร้องกันอย่างโกลาหล

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนโถมเข้าหาหลันเย่ในวินาทีสุดท้ายก่อนจะกลิ้งตัวไปพร้อมกับเขา ขณะเดียวกันก็หยิบปืนซึ่งซ่อนอยู่ที่น่องออกมาหันปลายกระบอกไปยังทิศทางที่เสียงปืนดังขึ้นแล้วก็เห็นใบหน้าคุ้นเคย

            มือที่กำลังเหนี่ยวไกปืนพลันหยุดชะงัก... หย่าหลิน

            คนผู้นั้นมองเห็นใบหน้าตกตะลึงของหญิงสาวชัดเจนเช่นกัน ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความสุภาพอ่อนโยน บัดนี้มีเพียงความเย็นชาแข็งกระด้าง กระทั่งไป๋เฉียนเฉี่ยนยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาคือคนที่เธอรู้จักมานานถึงห้าปีจริงหรือ ชายหนุ่มไม่เคยมองเธอด้วยสีหน้าเช่นนี้แม้แต่ครั้งเดียว

            เพราะถูกคั่นไว้ด้วยแขกเหรื่อจำนวนมาก หย่าหลินที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างห้องรับแขกชั้นสามจึงทำได้เพียงมองไป๋เฉียนเฉี่ยนกอดหลันเย่กลิ้งไปกับพื้น

            ปืนทั้งสองกระบอกเล็งเข้าหากัน... เวลาราวกับหยุดนิ่ง

            เพียงเสี้ยววินาที ชายหนุ่มด้านบนก็เบี่ยงกระบอกปืนเล็งที่หัวใจไป๋เฉียนเฉี่ยนแล้วเหนี่ยวไกทันที!

            “อย่า!!” หลันเย่โถมกายเข้าบังหญิงสาวเอาไว้

            แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่เสียงปืนดังกึกก้อง

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนได้สติ รีบโถมตัวเข้าหาหลันเย่พลางลั่นไกออกไปอย่างไม่ลังเล

            เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกันสองนัด พร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกของแขกที่มาร่วมงาน

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนไม่สนใจเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากหน้าอกของตน หญิงสาวจ้องมองหน้าหย่าหลินด้วยแววตาแข็งกร้าว จากนั้นก็เบนสายตาไปยังหัวไหล่ที่อาบไปด้วยเลือดของเขาพลางหัวเราะอย่างไร้เสียง ก่อนที่ใบหน้าจะปรากฏรอยยิ้มเย็นเยียบ

            “รู้ไหม ที่ฉันไม่ยิงหัวใจคุณ... ก็เพราะฉันไม่ต้องการพบหน้าคุณในยมโลกอีก นับจากนี้ไม่ว่าชาติไหน ขออย่าให้เราได้พบกันอีกเลย!”

            สิ่งที่ถูกฝังไปในคราวนี้ใช่เพียงความรักเท่านั้น หากแต่เป็นความหวังเรืองรองของไป๋เฉียนเฉี่ยนด้วย

            เมื่อเห็นว่าประสบความสำเร็จในการกะเทาะใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาให้แสดงอารมณ์ได้ หญิงสาวพลันคลี่ยิ้มพลางหลับตาลง ค่อยๆ จมดิ่งสู่ห้วงแห่งความมืดมิด

           

ตอนที่ 1 ลืมตาบนโลกใบใหม่ (1)

            “คุณหนู คุณหนูอย่าตายนะเจ้าคะ อย่าทิ้งเฉี่ยวเอ๋อไว้คนเดียว

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนค่อยๆ ฟื้นขึ้นจากความมืดมิดขณะที่ความทรงจำยังคงสับสน

            “เป็นเพราะเฉี่ยวเอ๋อดูแลคุณหนูไม่ดี ถ้าคุณหนูไม่อยู่แล้วเฉี่ยวเอ๋อจะทำอย่างไร คุณหนูฟื้นสิเจ้าคะ...”

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนอยากมองเห็นภาพรอบตัว แต่ทำอย่างไรก็ลืมตาไม่ขึ้น รู้เพียงว่าปวดหัวจนแทบระเบิดขณะที่ร่างกายไร้เรี่ยวแรง รู้สึกราวกับว่าตนเองถูกแขวนอยู่บนลวดเส้นหนึ่งลอยเคว้งคว้างไปมากลางอากาศ

            หญิงสาวรู้ว่ามีคนส่งเสียงร้องไห้อยู่ข้างตัว ซ้ำยังเขย่าร่างตนเองอย่างแรงอีกด้วย

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนรู้สึกอึดอัดนัก อยากบอกคนผู้นั้นว่าอย่าได้เขย่าต่อไปอีกเลย แต่ไม่ว่าจะอ้าปากสักกี่ครั้งก็ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ ผู้หญิงที่กำลังร้องไห้ยังคงคร่ำครวญไม่หยุด ทำราวกับว่าถ้าไม่ขาดใจตายไปซะก็จะไม่ยอมหยุดร้อง ในที่สุดก็เป็นไป๋เฉียนเฉี่ยนที่ทนไม่ได้

            “เงียบ!!”

            ครั้นเมื่อสามารถเค้นเสียงออกมาได้ หนังตาที่หนักอึ้งก็พลันเบิกกว้าง

            เสียงคร่ำครวญก็...เงียบสนิท

            ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก น้ำมูกน้ำตาไหลเปื้อนจนใบหน้าดูไม่ได้ ดวงตาบวมแดงเบิกกว้างและกำลังจ้องมองเธอเขม็ง

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนจ้องมองคนตรงหน้าอย่างงุนงงก็พบว่าเป็นใบหน้าเด็กผู้หญิงที่ตนไม่คุ้นเคย อายุน่าจะสิบสองถึงสิบสามปีเท่านั้น เด็กหญิงถักเปียสองข้าง สวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่ตัดจากผ้าเนื้อหยาบอย่างเรียบง่าย กำลังคุกเข่ากอดตนอยู่ตรงหัวเตียง ส่วนแรงเขย่าที่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวนั้น ก็มาจากสองมือของเด็กคนนี้นั่นเอง

            ภายในห้องอันเงียบสงบ เมื่อไป๋เฉียนเฉี่ยนไม่พูดไม่จา อีกฝ่ายก็ได้แต่นั่งมองเธอนิ่งเช่นกัน

            ผ่านไปครู่หนึ่งเด็กผู้หญิงก็เหมือนจะได้สติ ดวงตาที่บวมช้ำแดงก่ำพลันเปล่งประกายยินดี “คุณหนู คุณหนูฟื้นแล้ว”

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนยังคงนิ่งเงียบ ขณะเดียวกันก็กวาดตามองไปรอบกาย

            ภายในห้องตกแต่งด้วยเครื่องเรือนแบบโบราณ มีเตียงไม้ฉลุลาย เก้าอี้ไม้หลีฮัวแกะสลักลายด้นเมฆ โต๊ะสี่เหลี่ยมทำจากไม้แดงแกะสลักมุมสี่ด้าน หน้าต่างไม้ฉลุเป็นช่องแล้วติดกระดาษบางๆ บนโต๊ะวางกระถางกำยานสลักรูปหัวสัตว์แปลกตา ข้างกระถางกำยานยังมีเครื่องเขียนที่ทำจากหยกอยู่ชุดหนึ่ง

            เครื่องใช้ทุกชิ้นล้วนแล้วแต่เคยเป็นของดี เสียดายที่ชำรุดแตกหักจนกลายเป็นของเก่าไม่มีราคา

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนเก็บรายละเอียดภายในห้องด้วยการมองเพียงหนึ่งรอบ แล้วก็หันมามองเด็กข้างตัวอีกครั้ง

            “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ...” ขณะที่เฉี่ยวเอ๋อมองฟ่งหงหลวนนั้น จู่ๆ ก็รู้สึกว่าคุณหนูในเวลานี้ราวกับคนแปลกหน้า

            “ที่นี่ที่ไหน?”

            พอได้ยินเสียง คนถามก็รู้ได้ทันทีเสียงนี้ไม่ใช่เสียงเธอ!

            “ที่นี่ก็คือเรือนของพวกเราอย่างไรเจ้าคะ คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ?” เฉี่ยวเอ๋องุนงงจนทำตัวไม่ถูก

            เรือน? ไป๋เฉียนเฉี่ยนหลุบตาลงพลางครุ่นคิด เธอจำไม่ได้ว่าเคยมีบ้านแบบนี้

            “คุณหนู... คุณหนูไม่สบายหรือเจ้าคะ บ่าวจะไปขอร้องฮูหยินรองให้เชิญท่านหมอมาตรวจอาการ...”

            ยิ่งเฉี่ยวเอ๋อมองคุณหนู หัวใจก็ยิ่งรู้สึกหนาวสะท้าน ตนเองรับใช้คุณหนูมานาน จึงสามารถรับรู้ถึงความผิดปกติได้ทันที สาวใช้ตัวน้อยรีบปล่อยมือฟ่งหงหลวนแล้วลุกขึ้นเพื่อออกไปตามหมอให้เร็วที่สุด

            “หยุดนะ!” ไป๋เฉียนเฉี่ยนลุกขึ้นนั่ง แล้วยื่นมือออกไปกุมคอเฉี่ยวเอ๋ออย่างรวดเร็ว

            สาวใช้ชะงักเท้า ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

            “คุณหนู...”

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนจ้องเฉี่ยวเอ๋อพลางกวาดตาไล่ไปตามมือเรียวเล็กที่ใช้บีบลำคอของอีกฝ่าย แสงสว่างที่ส่องเข้ามาทำให้มองเห็นร่างผอมบางของตนซึ่งกำลังนั่งอยู่บนเตียง... เห็นสภาพภายในห้องชัดเจนกว่าเดิมหญิงสาวกวาดตามองทุกอย่างด้วยสายตาเย็นเยียบ

            ห้องนี้ ร่างนี้... ไม่ใช่ของเธอ!

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนหรี่ตา ขณะที่ค่อยๆ ออกแรงบีบที่มือมากขึ้น จนกระทั่งได้ยินเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ... กร๊อบ

            ใบหน้าเล็กๆ ขาวซีดของเฉี่ยวเอ๋อเวลานี้เปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วง ปากอ้าพะงาบๆ แต่ไร้เสียง พอไป๋เฉียนเฉี่ยนออกแรงบีบมากขึ้น ดวงตาของสาวใช้ก็เริ่มเลื่อนลอยราวกับสามารถสิ้นใจได้ทุกขณะ

            ทันใดนั้นไป๋เฉียนเฉี่ยนก็รู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรง ภาพเหตุการณ์มากมายหลั่งไหลเข้ามาในสมองราวกับทำนบกั้นน้ำพัง หญิงสาวขมวดคิ้วสะบัดศีรษะไปมาแต่ก็ไม่อาจยับยั้งภาพต่างๆ ที่พรั่งพรูเข้ามาในหัวได้ ในที่สุดเธอก็ปล่อยมือที่บีบคอเฉี่ยวเอ๋อออกแล้วยกสองมือกุมศีรษะพร้อมกับหลับตาลง

            สาวใช้ตัวอ่อนพับลงกับพื้น ก่อนจะมองเจ้านายของตนอย่างตื่นตระหนก

            ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจหอบแรงและเสียงไอเท่านั้น

            เวลาผ่านไปครู่ใหญ่เฉี่ยวเอ๋อก็คลานกลับไปหยุดอยู่หน้าเตียง มองฟ่งหงหลวนที่กุมศีรษะด้วยความหวาดกลัว “คุณหนู คุณหนู เป็นอะไรไป....”

            “ออกไป!” ไป๋เฉียนเฉี่ยนโบกมือไล่ “ถ้าเข้ามาอีก ฉันจะฆ่าเธอ”

            ร่างเล็กๆ ของเฉี่ยวเอ๋อทรุดลงไปกองกับพื้น ไม่กล้าขยับเขยื้อน

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนหลับตา ภาพในสมองราวกับฉายหนังต่อเนื่องที่มีเข้ามาไม่หยุด ไม่รู้ผ่านไปนานเพียงใดก่อนภาพสุดท้ายจะหยุดลงที่หญิงสาวสองคน... หนึ่งคือ ‘ฟ่งหงหลวน’ ที่สวมชุดแต่งงานสีแดง ในมือกอดหนังสือยกเลิกการหมั้นกระโดดลงสระบัวในสวนด้านหลังจวนเสนาบดี อีกหนึ่งคือ ‘ไป๋เฉียนเฉี่ยน’ ที่สวมชุดแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์ ถูกเจ้าบ่าวยิงเข้าที่หัวใจจนล้มลงกลางงานแต่ง

            เธอคือไป๋เฉียนเฉี่ยน ที่อยู่ในร่างของฟ่งหงหลวน

            สองมือเล็กๆ กำแน่นจนมีเลือดซึมออกมา

            เฉี่ยวเอ๋อเห็นเลือดไหลจากฝ่ามือของฟ่งหงหลวน ก็รีบขยับเข้ามาใกล้พลางสะอึกสะอื้น “คุณหนูเป็นอะไร อย่าทำให้เฉี่ยวเอ๋อตกใจสิเจ้าคะ”

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนจ้องมองเฉี่ยวเอ๋อพลางทบทวนภาพในหัว สาวใช้คนนี้เติบโตมาพร้อมกับฟ่งหงหลวน หลังจากมารดาของฟ่งหงหลวนล่วงลับไป สองนายบ่าวก็ประคับประคองกันมาท่ามกลางเหล่าผู้หญิงในจวนเสนาบดีที่รุมรังแกทั้งคู่เป็นประจำ มีแต่สาวใช้ผู้นี้ที่ออกรับโทษแทนคุณหนูของนาง

            “คุณหนู...” เฉี่ยวเอ๋อมองฟ่งหงหลวนที่ดวงตาไร้แววอ่อนโยนอย่างตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนไม่สนใจสาวใช้ตัวน้อย เพราะกำลังรวบรวมสติทำความเข้าใจกับภาพในหัวและสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า

            ยุคนี้ไม่เหมือนกับสิ่งที่เธอเรียนรู้มาจากวิชาประวัติศาสตร์เลยแม้แต่น้อย... แผ่นดินนี้แบ่งเป็นสามแคว้น ตงหลี ซีเหลียง และหลันเสวี่ย แล้วยังมีชนเผ่าลึกลับ ‘เผ่าเมฆา’ ที่อยู่ด้านทิศเหนือของทั้งสามแคว้น... และตอนนี้เธออยู่ในแคว้นตงหลี

            ฟ่งหงหลวนเป็นบุตรสาวคนที่สามของเสนาบดีแคว้นตงหลี นางถูกท่านอ๋องหลีคู่หมั้นคู่หมายตั้งแต่เด็กส่งหนังสือยกเลิกการหมั้นมาให้ ฟ่งหงหลวนไม่อาจทำใจยอมรับได้จึงกระโดดสระบัวเพื่อฆ่าตัวตาย ส่วนไป๋เฉียนเฉี่ยนถูกหย่าหลินยิงตัดขั้วหัวใจ แต่ไม่รู้ทำไมวิญญาณไม่ไปสู่ปรโลกแต่กลับมาอยู่ในร่างฟ่งหงหลวนเช่นนี้

            “คุณหนู...” เฉี่ยวเอ๋อตะโกนเรียกฟ่งหงหลวนอยู่หลายครั้ง เห็นผู้เป็นนายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ในใจก็ยิ่งหวาดหวั่นนัก

            “คุณหนูอยู่ในสระบัวตั้งครึ่งคืน หรือว่าสมองจะได้รับความกระทบกระเทือน บ่าว...”

            ขณะนั้นด้านนอกมีเสียงพูดคุยดังแว่วมาแต่ไกล

            เฉี่ยวเอ๋อหุบปากฉับพลัน สีหน้าตื่นตระหนก แล้วกล่าวอย่างหวาดกลัว “พวกนางมากันแล้ว...”

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนเงยหน้าขึ้นมองออกไปด้านนอกผ่านรอยแตกของบานประตูไม้ เห็นกลุ่มสตรีแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดกำลังเดินนำกลุ่มคนที่น่าจะเป็นพวกคนรับใช้ตรงมาหา จากความทรงจำของร่างนี้ หญิงสาวรู้ว่าสตรีเหล่านั้นอาศัยอยู่ในจวนเสนาบดีเช่นเดียวกัน พวกนางมีสถานะเป็นแม่เลี้ยงของฟ่งหงหลวน ชอบกลั่นแกล้งรังแกฟ่งหงหลวนและเฉี่ยวเอ๋อเพื่อความเพลิดเพลินมาตลอด

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนถอนสายตาเย็นชากลับ สะบัดผ้าห่มออกก้าวลงจากเตียง แล้วเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้งเก่าชำรุดที่อยู่มุมห้อง

            กระจกแบบโบราณสะท้อนให้เห็นใบหน้างดงามของหญิงสาวผู้หนึ่ง ดวงตากลมโต ฟันขาวสะอาด คิ้วโก่งราวจับวาด นับว่าไม่เสียชื่อสาวงามอันดับหนึ่งแห่งตงหลี ถึงแม้จะมีสีหน้าซีดขาวดูอ่อนแอเหมือนคนอมโรค แต่ดวงตาคู่สวยยังเปล่งประกายความมีชีวิต…

            “ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ทั้งคน” ไป๋เฉียนเฉี่ยนมองเงาสะท้อนในกระจกอย่างสงบ

            จากนี้เป็นต้นไป ฉันคือฟ่งหงหลวน!

            นับแต่อายุห้าขวบ เจ้าของร่างนี้ก็รู้ว่าตนเองเป็นเหมือนดอกหญ้าริมทาง ถูกโยนทิ้งไว้ที่ใดก็งอกงามที่นั่น จากความทรงจำในสมอง แม้หญิงเหล่านั้นจะไม่ได้มาหาเรื่อง ทว่าหญิงสาวก็ไม่มีทางปล่อยให้ลอยนวลแน่

            “บ่าวไม่กลัว” เฉี่ยวเอ๋อส่ายหัวรัวเร็ว ที่ผ่านมาเหล่าฮูหยินและคุณหนูทั้งหลายทำให้นางหวาดกลัวราวกับเจอสัตว์ร้าย... แต่มาวันนี้ คำพูดคุณหนูเพียงประโยคเดียวกลับทำให้นางคลายความหวาดผวาได้อย่างน่าอัศจรรย์

            ดวงตาเย็นชาของฟ่งหงหลวนทอประกายอ่อนโยนวูบหนึ่ง สาวใช้ผู้นี้ลำบากเพื่อผู้เป็นนายมาไม่น้อย... เสียงฝีเท้าด้านนอกดังใกล้เข้ามาทุกขณะ

            “สิ่งที่พวกนั้นติดค้างเราไว้ นับจากนี้ไปข้าจะทวงคืนให้หมด!” ฟ่งหงหลวนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

            “คุณหนู!” สาวใช้อุทานเรียกด้วยท่าทางตกใจ

            คุณหนูของนางยังคงเป็นคนเดิม แต่เหตุใดถึงรู้สึกว่าเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเช่นนี้เล่า

            ฟ่งหงหลวนไม่สนใจเฉี่ยวเอ๋ออีก สำหรับนางการสังหารสาวใช้ที่ไร้เรี่ยวแรงเป็นเรื่องง่ายดายนัก ทว่าในความทรงจำของฟ่งหงหลวนทำให้นางรู้ว่า ในโลกใบนี้มีเพียงเฉี่ยวเอ๋อคนเดียวเท่านั้นที่สามารถพึ่งพาได้

            “อุ๊ยตาย คุณหนูสามของเราฟื้นแล้ว” ประตูห้องถูกเปิดพร้อมสตรีในชุดหรูหราเดินเข้ามา

            กลิ่นเครื่องหอมฉุนแรงลอยปะทะจมูก ฟ่งหงหลวนขมวดคิ้วอย่างนึกรังเกียจทันที

            “ข้าก็หลงคิดไปว่า ถูกอ๋องหลีทิ้งเช่นนี้คงไม่มีวันฟื้นขึ้นมาอีกเลยตลอดชีวิต” คนพูดจ้องมองฟ่งหงหลวนด้วยสีหน้าเหยียดหยามเปิดเผย “ข้าคิดไว้อยู่แล้ว อย่างท่านอ๋องหลีหรือจะต้องการหญิงเช่นเจ้า นี่ยังไม่ทันได้เข้าพิธีแต่งงานก็ถูกถอนหมั้นเสียแล้ว”

            “ท่านอ๋องหลีรูปงามเพียบพร้อม เป็นที่หมายปองของหญิงสาวตระกูลใหญ่มากมาย เจ้าก็แค่นังเด็กแพศยาคนหนึ่ง คิดจะเป็นพระชายาของท่านอ๋อง คงได้แค่ฝันเท่านั้นกระมัง” สตรีในอาภรณ์หรูหราอีกคนเดินตามมาสมทบ

            “หากมิใช่เพราะมารดาไร้ยางอายของเจ้าแล้วละก็ อย่าว่าแต่การหมั้นหมายตั้งแต่เล็กเลย แม้กระทั่งนิ้วเท้าของท่านอ๋องหลี เจ้าก็ยังไม่มีค่าพอ”

            “นั่นสินะ”

            “...”

            เพียงไม่นานบรรดาสตรีที่ติดตามมาทั้งหมดก็ก้าวเข้ามาจนเต็มห้อง ต่างพูดจาเสียดสีเย้ยหยันสารพัด แต่ละคนล้วนแต่งหน้าจัดจ้าน สวมเครื่องประดับแพรวพราว ทว่าปากกลับพูดจาหยาบคายบาดหูไม่จบสิ้น

            ฟ่งหงหลวนนิ่งฟังด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก นี่เป็นสิ่งที่ฟ่งหงหลวน ‘คนก่อน’ ต้องทนแบกรับมามากกว่าสิบปี สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้นับว่าเบาที่สุดแล้ว เพราะที่ผ่านมาโดนทั้งคุกเข่าในศาลเจ้า ตีมือ หนีบนิ้ว โบยด้วยแส้ และอีกมากมายหลายวิธี

            สิ่งเหล่านี้...เจ้าของร่างนี้ถูกกระทำมานับครั้งไม่ถ้วน

            ทั่วทั้งร่าง...นอกจากใบหน้าและมือทั้งสองข้างแล้ว ก็ล้วนแต่มีร่องรอยบาดแผลเต็มไปหมด ชนิดที่เรียกว่าหาจุดดีไม่ได้

            “พวกเจ้า...” เฉี่ยวเอ๋อถลึงตาแดงก่ำจากการร่ำไห้จ้องมองบรรดาสตรีที่ยืนอออยู่เต็มห้อง

            ฟ่งหงหลวนรับรู้ได้ถึงความเกลียดชังที่แผ่ซ่านจากก้นบึ้งจิตใจของเฉี่ยวเอ๋อ นางมองสาวใช้ข้างกายอย่างสงบ ก่อนจะหมุนตัวช้าๆ หันไปทางประตูแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “พูดกันพอหรือยัง”

            น้ำเสียงเย็นเยียบ ไร้ความอ่อนโยนใดๆ ทำให้เสียงเซ็งแซ่ในห้องเล็กเงียบลงทันควัน

            “พูดกันพอแล้วก็ไสหัวออกไป” ฟ่งหงหลวนกวาดตามองทุกคนด้วยสายตาเย็นชา เมื่อไม่เห็นฮูหยินรองผู้เป็นนายหญิงของจวน แถมฮูหยินสี่ที่แสนโอหังก็ไม่อยู่ หญิงสาวจึงเลิกสนใจลูกแกะพวกนี้... ค่อยเอาไว้จัดการทีหลังแล้วกัน

            “เจ้าพูดว่าให้พวกข้าไสหัวออกไปอย่างนั้นรึ...” สตรีในอาภรณ์สีฉูดฉาดที่ปรากฏตัวเป็นคนแรกย้อนถามด้วยความประหลาดใจ

            หญิงกลุ่มนั้นมองฟ่งหงหลวนอย่างไม่เชื่อสายตา ผู้ที่อยู่ตรงหน้าคือคุณหนูสามจริงหรือ ที่ผ่านมาคุณหนูสามไม่กล้าแม้แต่จะพูดจาเสียงดัง ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการขับไล่ผู้คนด้วยสีหน้าถมึงทึงเช่นนี้

            “คุณหนูของข้าบอกให้ไสหัวไปอย่างไรเล่า” เฉี่ยวเอ๋อพอเห็นความกล้าหาญของผู้เป็นนาย ก็รู้สึกกล้าตามไปด้วย

            บรรยากาศในห้องเคร่งเครียดขึ้นทันที

            “เจ้าให้พวกข้าไสหัวไปอย่างนั้นรึ เจ้ามันสาวใช้ชั้นต่ำ กล้าพูดจากับข้าเช่นนี้รึ... ว้าย!!” คนที่พูดคือฮูหยินสาม แต่นางยังพูดไม่จบ ฟ่งหงหลวนก็ตวัดมือครั้งหนึ่ง น้ำจากอ่างล้างหน้าด้านข้างก็สาดใส่ฮูหยินสามทันที

            ฮูหยินสามเปียกปอนไม่ต่างจากไก่ตกน้ำ ส่วนฮูหยินห้าและฮูหยินหกที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พลอยถูกลูกหลงจนเปียกไปด้วย หลังจากนั้นในห้องเล็กก็เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องโวยวายของกลุ่มผู้มาเยือน

            ฟ่งหงหลวนเห็นพวกนางสะบัดเสื้อผ้าไล่น้ำราวกับไก่ตัวผู้พองขนอย่างโกรธเกรี้ยว ก็หัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            “ไป! อย่าให้ข้าต้องไล่เป็นครั้งที่สาม”

            เหล่าฮูหยินหยุดร้องโวยวายทันควัน ต่างหันมามองฟ่งหงหลวนอย่างไม่เชื่อสายตาที่อีกฝ่ายกล้าสาดน้ำใส่ฮูหยินสาม

            “บังอาจนัก! เจ้ากล้าสาดน้ำใส่ข้า นังแพศยา...” ฮูหยินสามพุ่งตัวเข้าหา ‘มือสาด’ อย่างโกรธแค้น แต่เพิ่งเดินได้เพียงสองก้าวเท่านั้นก็ถูกบางอย่างพุ่งกระแทกเข้าแสกหน้าจนต้องส่งเสียงกรีดร้องอีกรอบ

            “โอ๊ย!”

            เพล้ง! พร้อมกับเสียงร้องคือเสียงถ้วยกระเบื้องใบหนึ่งที่แตกกระจายอยู่บนพื้น

            “ว้าย” ฮูหยินคนอื่นๆ หันมามองฮูหยินสามที่กำลังยืนกุมหน้าผากแล้วร้องโวยวายด้วยความตกใจ

            พอฮูหยินสามลดมือที่กุมหน้าผากลง ก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไหลมาตามสันจมูก พอก้มมองมือตนเองก็พบว่าฝ่ามือเปื้อนเลือดไปหมด เพียงเท่านั้นนางก็กรีดร้องโหยหวนสุดเสียง

            “กรี๊ด!! นังฆาตกร”

            “ช่วยด้วย คุณหนูสามจะฆ่าคนแล้ว!!” ฮูหยินห้าซึ่งยืนอยู่ข้างกายฮูหยินสามกรีดร้องโวยวายตามด้วยความเสียขวัญ

            แล้วเรือนเล็กหลังนั้นก็เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทั้งเสียงกรีดร้องและเสียงตะโกน ทั้งจากฮูหยินและสาวใช้ที่ติดตามมา

            พริบตาเดียว คำว่าฆาตกรก็ดังลั่นจวนเสนาบดี

            เฉี่ยวเอ๋อเห็นเหตุการณ์ลุกลามไปจนถึงขั้นเลือดตกยางออกก็ตกใจจนทำสิ่งใดไม่ถูก รีบเดินเข้ามาแตะแขนฟ่งหงหลวน “คุณหนู...”

            เพียงเท่านี้หรือที่เรียกว่าฆาตกร? ฟ่งหงหลวนส่งเสียงขึ้นจมูกพลางปรายตามองเหล่าสตรีที่ร้องโวยวายอย่างไม่แยแสแม้แต่น้อย นางผลักเฉี่ยวเอ๋อหลบให้พ้นทาง แล้วคว้ากาน้ำชาบนโต๊ะปาใส่กลุ่มผู้หญิงที่เอาแต่จับกลุ่มกรีดร้อง

            กาน้ำชากระทบถูกศีรษะฮูหยินห้า ก่อนจะกระดอนผ่านหลังมือฮูหยินสาม แล้วตกลงพื้น

            “ว้าย” ฮูหยินสามและฮูหยินห้ากรีดร้องประสานเสียง ขณะที่กาน้ำชาแตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี

            “กรี๊ด” ฮูหยินคนอื่นๆ ก็ร้องโวยวายขึ้นมาอีกครั้ง

            “ในเมื่อชอบร้องโวยวายกันนัก ก็ร้องเสียให้พอ!” พูดจบฟ่งหงหลวนก็คว้าแท่นฝนหมึกบนโต๊ะเตรียมจะขว้างออกไปอีก

            เฉี่ยวเอ๋อยืนตะลึงมองผู้เป็นนายด้วยความตกใจ พอเห็นนางหยิบแท่นฝนหมึกขึ้นมาก็ได้สติรีบเข้ากอดแขนฟ่งหงหลวนแน่น “คุณหนูอย่าโยนเลยเจ้าค่ะ ถ้าโยนอีกพวกเราก็ไม่เหลืออะไรให้ใช้สอยแล้ว นี่เป็นแท่นฝนหมึกที่คุณหนูรักยิ่งนะเจ้าคะ”

            แม้ว่าการตีคนจะสามารถระบายความเจ็บแค้นได้ แต่ต่อไปในภายหน้าพวกนางก็ยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในจวนแห่งนี้

            “ก็แค่ของชิ้นเดียว หากเจ้ายังมีแรงก็จงนำข้าวของในห้องนี้ขว้างใส่พวกนางให้หมด ปาออกไปแล้วเราจะได้เปลี่ยนของใหม่มาใช้ ตีหนึ่งคนก็ตายหนึ่งคน ยังไงซะพวกนั้นก็กล่าวหาว่าเราเป็นฆาตกรอยู่แล้วนี่” ฟ่งหงหลวนส่งแท่นฝนหมึกให้กับเฉี่ยวเอ๋อ “เจ้าปาสิ”

            เฉี่ยวเอ๋อใบหน้าซีดเผือดก้มมองแท่นหมึกที่ถูกยัดเยียดให้

            “คุณ... คุณหนู”

            “ไม่กล้ารึ เจ้าลืมไปแล้วหรือไง หญิงเหล่านี้รังแกพวกเราอย่างไรบ้าง ตอนนี้มีโอกาสให้แก้แค้น หากเจ้าไม่คว้าเอาไว้ ต่อไปอาจไม่มีโอกาสอีกแล้วก็เป็นได้” ฟ่งหงหลวนกล่าวพลางมองหน้าสาวใช้

            เฉี่ยวเอ๋อที่เดิมทีตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวกลับสงบลงได้ในพริบตา แล้วหันไปมองเหล่าสตรีที่อยู่ในห้องอย่างเคียดแค้น

            “สาวใช้ชั้นต่ำอย่างเจ้า เจ้ากล้า...ว้าย” ฮูหยินหกที่อยู่ด้านหลังสุดเพิ่งจะอ้าปาก แท่นฝนหมึกก็ลอยตรงมาหาเสียแล้ว

            เฉี่ยวเอ๋อแค้นผู้หญิงกลุ่มนี้นักที่ชอบก่นด่าตนและคุณหนูว่าเป็นหญิงชั้นต่ำ จึงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีขว้างแท่นฝนหมึกออกไป ศีรษะฮูหยินหกบวมปูดทันตา ส่วนแท่นฝนหมึกก็ตกพื้นแตกเป็นสองเสี่ยงทันทีเช่นกัน

            “โอ๊ย...” ฮูหยินหกยกมือกุมศีรษะแล้วทรุดตัวลงกับพื้น ซ้ำยังเซไปชนฮูหยินสามและฮูหยินห้าให้ล้มตามไปด้วย

            กลุ่มคนในห้องแตกตื่น

            “คุณหนู...” เฉี่ยวเอ๋อที่เมื่อครู่ยังหาญกล้าตอนนี้เริ่มกลัวจนหัวหดอีกครั้ง เผลอกอดฟ่งหงหลวนเอาไว้แน่น

            “กลัวอะไร หากต้องสังหารคนเหล่านี้ให้หมดก็สมควรแล้ว ถือเป็นสิ่งที่พวกนางต้องชดใช้ให้เราสำหรับช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา”ฟ่งหงหลวนมองศีรษะของฮูหยินหก จะอย่างไรเฉี่ยวเอ๋อก็ยังเป็นแค่เด็กหญิง สุดกำลังก็ไม่รุนแรงนัก แท่นฝนหมึกอันเดียวไม่ทำให้ถึงตาย ฟ่งหงหลวนหันมาสั่งสาวใช้ “ขว้างต่อไป!”

            “คุณหนู...” ร่างเล็กๆ ของเฉี่ยวเอ๋อสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม

            “คนพวกนี้รังแกเรามานับสิบปี เจ้าคิดดู พวกเราเกือบตายกันมาแล้วกี่หน เอาคืนได้เพียงเท่านี้ หากตายไปจะไม่รู้สึกขาดทุนรึไง” ฟ่งหงหลวนยื่นอ่างที่สาดน้ำออกไปแล้วให้เฉี่ยวเอ๋อ “ทำต่อไป”

            เฉี่ยวเอ๋อหวนคิดถึงความทุกข์ยากที่ตนและคุณหนูได้รับมานานหลายปี แต่ละวันต้องอยู่อย่างคนที่มีบาดแผลเต็มร่าง ความเกลียดชังค่อยๆ เอ่อล้นขึ้นเต็มหัวใจ พอคิดถึงความเจ็บแค้นก็พลันมีเรี่ยวแรง สาวใช้ตัวน้อยขว้างอ่างน้ำใส่กลุ่มสตรีที่กำลังกรีดร้องสุดแรง “พวกเจ้าดีแต่รังแกข้ากับคุณหนูทุกวัน วันนี้ข้าต้องตีพวกเจ้าให้ตาย!”

            เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังขึ้นอีกครั้ง ต่างลืมคิดว่าควรจะหนีออกไป ภายในห้องเล็กๆ ที่เดิมทีคับแคบอยู่แล้ว เมื่อคนเหล่านั้นมาออกันอยู่เต็ม เฉี่ยวเอ๋อจึงลงมือตีได้อย่างทั่วถึง

            เพราะความชุลมุน ฮูหยินสามที่ยังนั่งกองอยู่ที่พื้นจึงถูกเท้าใครไม่รู้เหยียบซ้ำ บางคนก็ใส่รองเท้าผ้าปักงดงามแต่ไม่ทนทาน พอไม่ระวังเหยียบเศษถ้วยกระเบื้องเศษกาน้ำชาที่ตกแตกจึงได้เลือด

            ยิ่งวุ่นวายเสียงร้องก็ยิ่งโหยหวน

            เฉี่ยวเอ๋อได้ยินเสียงโหยหวนเช่นนี้ ความรู้สึกสาแก่ใจที่ได้แก้แค้นก็ยิ่งท่วมท้น ตะโกนไปพลางลงมือตีไปพลางราวกับคนคลุ้มคลั่ง

            “นางจะฆ่าคนแล้ว ช่วยด้วย...” ถึงเวลานี้เพิ่งจะมีคนคิดได้ว่าควรวิ่งหนีออกไปนอกห้อง

            บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านนอกต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น พอได้สติก็พากันวิ่งเข้ามา

            “ใครก็ได้เร็วเข้า คุณหนูสามจะฆ่าคนแล้ว ใครก็ได้...” คนที่หนีออกมาจากเหตุการณ์วุ่นวายวิ่งไปพลางปากก็ตะโกนป่าวร้อง

            ฟ่งหงหลวนคว้าเก้าอี้ขว้างออกไปนอกประตู ทำให้บ่าวสูงวัยสองคนที่กำลังวิ่งเข้ามากรีดร้องด้วยความตกใจจนหมอบลงกับพื้น หญิงสาวสั่งเฉี่ยวเอ๋อเสียงเข้ม  

            “ปิดประตูตีสุนัข!”

            ในเมื่อลงมือตีแล้ว ก็ขอตีให้มันสะใจเต็มที่ไปเลย

ตอนที่ 1 ลืมตาบนโลกใบใหม่ (2 จบตอน)

            เฉี่ยวเอ๋อกระหน่ำฟาดอย่างเมามันจนอ่างน้ำกระเด็นหลุดมือ พอได้ยินคำสั่งฟ่งหงหลวนนางก็ลงมือปิดประตูอย่างรวดเร็ว แล้วยกเก้าอี้ขึ้นตีกลุ่มคนซึ่งกำลังกรีดร้องต่อไป

            ดั่งคำพังเพยกล่าวไว้ไม่ผิด นักเลงหวาดกลัวอันธพาล อันธพาลหวาดกลัวหน่วยกล้าตาย วันนี้เฉี่ยวเอ๋อลงมือตีคนราวคนคลุ้มคลั่ง เพราะประโยคที่ฟ่งหงหลวนกล่าวไว้ก่อนหน้า... ถึงอย่างไรก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรไปแล้ว จะตายคนหนึ่งก็ถือว่าตาย จะตายสองก็ถือว่าตายเช่นกัน ดังนั้นยิ่งตีตายมากเท่าไรก็ถือเป็นกำไรเท่านั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งฮึกเหิม

            ฮูหยินเหล่านี้ต่างมีชีวิตสุขสบายมานาน ไหนเลยจะเคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ แม้จะรวมตัวกันมานับสิบคนแต่ก็ทำได้แค่ร้องโหยหวนขณะวิ่งหลบไปมา

            ภายในห้องเสียงกรีดร้องดังระงม

            ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ นอกจากฟ่งหงหลวนที่นั่งมองเหตุการณ์และเฉี่ยวเอ๋อที่ยืนหายใจหอบแรงด้วยความเหนื่อยจากการตีคนแล้ว คนอื่นๆ ต่างนอนกองอยู่กับพื้นพลางร้องขอความเมตตา เหล่าสตรีที่แต่งกายงดงามและวางตัวเย่อหยิ่ง ยามนี้เสื้อผ้ายับย่น ปิ่นปักผมเอียงกระเท่เร่ ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือดเปรอะเปื้อนจนดูไม่ได้

            “เอาละ เจ้าพักก่อนเถิด” ฟ่งหงหลวนได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้ง จึงสั่งให้สาวใช้หยุดมือก่อน

            เฉี่ยวเอ๋อพยักหน้ารับ แม้ส่วนลึกในใจของนางยังคงหวาดกลัว หากแต่ยามนี้กลับสาแก่ใจและยินดีที่ได้ล้างแค้นเสียมากกว่า

            ฟ่งหงหลวนมองเฉี่ยวเอ๋อพลางยกยิ้มมุมปาก

            “ฮูหยินรอง ฮูหยินสี่ รีบเข้าไปช่วยเหล่าฮูหยินที่อยู่ด้านในก่อนเถิดเจ้าค่ะ คุณหนูสามเป็นบ้าไปแล้ว นางคิดจะสังหารบรรดาฮูหยินทั้งหลายเจ้าค่ะ” เสียงพูดดังใกล้เข้ามา สอดรับกับเสียงฝีเท้าของผู้มาเยือนชุดใหม่

            ฟ่งหงหลวนมองผ่านบานหน้าต่างออกไป เห็นผู้หญิงสองคนแต่งกายหรูหราประดับประดาไปด้วยเพชรพลอยเสียเต็มตัวที่ขณะนี้ถูกบรรดาข้ารับใช้ล้อมหน้าล้อมหลังอยู่เต็มไปหมด

            หนึ่งในนั้นสวมชุดผ้าไหมสีแดงสด อายุราวสี่สิบปี หน้าตาบ่งบอกถึงความฉลาดเฉลียวและมีอำนาจ ก็คือฮูหยินรอง---มู่หวั่นชิง ส่วนอีกคนสวมอาภรณ์สีแดงอ่อนปักลายบุปผาก็คือฮูหยินสี่ น้องสาวแม่ทัพอู๋ ขุนพลใหญ่ในราชสำนัก เป็นเพราะฮูหยินสี่มีคนหนุนหลังเช่นนี้ เมื่ออยู่ในจวนเสนาบดี...ไม่ว่านางต้องการเรียกลมเรียกฝนอย่างไรก็ได้ดังใจปรารถนา

            ฟ่งหงหลวนถอนสายตากลับ มองร่างที่นอนเกลื่อนอยู่บนพื้นห้อง

            มีหลายคนที่หมดสติไปและมีอีกหลายคนที่นอนอ่อนแรงเสียจนลุกไม่ขึ้น เมื่อได้ยินว่ามีคนมาช่วย หนึ่งในนั้นก็ตะโกนเสียงดัง

            “พี่รอง พี่สี่...รีบ... มาช่วยพวกเรา...ด้วย”

            “ดูท่าจะยังมีแรงเหลือ” ฟ่งหงหลวนหน้าตึงขึ้นทันที พอถอดกำไลข้อมือออกได้ก็ขว้างออกไปทันที

            หญิงผู้นั้นสลบไสลหมดโอกาสพูดอีกต่อไป

            “มีใครอยากจะร้องอีกไหม...” ฟ่งหงหลวนปรายตามองคนที่เหลือ ซึ่งพากันขดตัวถอยหลังอย่างหวาดกลัวพลางส่ายหน้า ไม่มีใครกล้าปริปากเปล่งเสียงใดๆ ออกมา พวกนางมองฟ่งหงหลวน---หญิงสาวที่ก่อนหน้าถูกกลั่นแกล้งอยู่เป็นประจำ ทว่าวันนี้ราวกับถูกภูตผีปีศาจเข้าสิง

            “ข้างในนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พวกเจ้าหุบปากให้หมด ใครที่พูดรู้เรื่อง พูดมาแค่คนเดียว” ฮูหยินรองกวาดตามองสีหน้าท่าทางบ่าวแต่ละคนที่ตื่นกลัวจนแย่งกันพูดก็ตวาดเสียงดุ “ป้าหลี เล่ามา”

            “เรียนฮูหยินรอง คุณหนูสามเป็นบ้าไปแล้ว นางขังเหล่าฮูหยินไว้ในห้องแล้วก็ลงมือทุบตี...” ป้าหลีรายงานเสียงสั่น

            “อะไรนะ?” ฮูหยินรองยังมิทันกล่าวอันใด ฮูหยินสี่ก็หัวเราะเสียงแหลม พลางมองไปยังเรือนเล็กซอมซ่อ “เจ้าว่านังเด็กชั้นต่ำนั่นใช้กำลังทุบตีเหล่าฮูหยินอย่างนั้นรึ”

            “เจ้าค่ะ ฮูหยินสี่” ป้าหลี่รีบพยักหน้า

            “ฮูหยินของพวกเราต่างก็อยู่ข้างใน...” บ่าวรับใช้แย่งกันรายงานเสียงขรม

            “เป็นความจริงรึ?” ฮูหยินรองขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ยถามอย่างไม่เชื่อหู “พวกเจ้าจะบอกว่า นังเด็กนั่นฟื้นขึ้นมาก็เป็นบ้าไปอย่างนั้นหรือ?”

            บ่าวทุกคนต่างพยักหน้ารับด้วยความตื่นกลัว คุณหนูสามกล้าทุบตีฮูหยินทั้งหลาย ถ้าไม่บ้าแล้วจะเป็นอะไรได้อีก

            “เด็กๆ เปิดประตูสิ” ฮูหยินรองจ้องมองประตูไม้ที่ปิดอยู่อย่างเคร่งเครียด

            “เจ้าค่ะ ฮูหยิน” สาวใช้สองคนรีบเดินเข้าไป

            “คุณ...คุณหนู...” เฉี่ยวเอ๋อที่ได้ยินเสียงพูดจากด้านนอกรู้สึกหวาดกลัวจนต้องจับแขนผู้เป็นนายเอาไว้แน่น

            “ไม่เป็นไร” ฟ่งหงหลวนตบมือเฉี่ยวเอ๋อเบาๆ เป็นการปลอบขวัญ ตนเองนั่งอยู่บนโต๊ะที่ขาหักไปข้างหนึ่ง แล้วยื่นมือฉุดเฉี่ยวเอ๋อขึ้นมา “ไปนั่งพักเสียก่อนเถิด อีกประเดี๋ยวเจ้าจะต้องออกแรงหนักกว่าเมื่อครู่”

            เฉี่ยวเอ๋อเมื่อรู้ว่ายังต้องตีคนอีกก็ตัวสั่นขึ้นมาทันทีจึงเอ่ยหวาดหวั่นว่า “ข้างนอกคือฮูหยินรองและฮูหยินสี่...”

            “คนที่รังแกพวกเรามากกว่าใครสินะ” ฟ่งหงหลวนเอ่ยแทรก

            “คุณหนูสี่ คุณหนูห้า คุณหนูหก ยังมีฮูหยินสามและฮูหยินสี่ ส่วนฮูหยินคนอื่นๆ ก็รังแกเราลดหลั่นกันไป ฮูหยินรองคอยให้ท้ายพวกนั้น มันน่าแค้นใจนัก” เฉี่ยวเอ๋อระบายออกมาด้วยความอัดอั้น

            ฟ่งหงหลวนพยักหน้ารับ “เจ้าพักเอาแรงไปก่อน พอพวกนั้นเข้ามาเจ้าก็ฟาดให้เต็มแรงไปเลย ใช้ขาเก้าอี้หักนี่ตีขาฮูหยินรองแรงๆ หนักๆ เอาให้หักไปเลย ส่วนฮูหยินสี่ให้ใช้ปิ่นปักผมกรีดหน้าให้หน้าเยินไปซะ”

            ฟ่งหงหลวนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชาดุดัน บรรดาฮูหยินที่นั่งอยู่ด้านในได้ฟัง บางคนถึงกับเป็นลมคอพับไปทันที

            “คุณ...คุณหนู...” เฉี่ยวเอ๋อมองฟ่งหงหลวนอย่างตื่นตระหนก

            “เจ้าคิดดูสิ ยังไงพวกเราก็ต้องตายอยู่แล้ว ยังจะกลัวอะไรอีก” ฟ่งหงหลวนกล่าวพลางจ้องตาเฉี่ยวเอ๋อ... ขั้นแรกปลุกปั่นให้นางเกลียดชัง จากนั้นค่อยฝึกให้เข้มแข็ง สุดท้ายก็สอนให้ฆ่าคนได้อย่างแนบเนียน นอกจากไม่ต้องรับผิดชอบแล้ว คนผู้นั้นยังจะสำนึกในบุญคุณอีกด้วย

            “เจ้าค่ะ บ่าวไม่กลัว!” เฉี่ยวเอ๋อพยักหน้ารับแข็งขัน ไหนๆ วันนี้ทั้งตนและคุณหนูก็จะต้องตายอยู่แล้ว

            ฟ่งหงหลวนยกยิ้มมุมปาก แล้วเบนสายตากลับไปจ้องมองบานประตูที่คนด้านนอกพยายามจะเปิดเข้ามา

            “กระแทกเข้าไป เปิดประตูให้ได้” ฮูหยินรองสั่งเสียงดัง “ข้าจะดูว่า คุณหนูสามบ้าจริงหรือแกล้งบ้ากันแน่”

            “นั่นสิ ข้าเองก็อยากเห็นเช่นกัน” ฮูหยินสี่ไม่ยอมแพ้ฮูหยินรอง นางเดินตรงมาหยุดอยู่หน้าประตู

            “เจ้าค่ะ ฮูหยิน” บ่าวท่าทางแข็งแรงสองนางถอยหลังไปก่อนจะใช้ร่างของตนวิ่งตรงเข้ากระแทกบานประตู

            ตึง! ตึง!

            กระแทกไปสองครั้ง แต่ประตูก็ยังเปิดไม่ออก

            ตึง! ตึง!

            กระแทกอีกสองครั้ง ประตูก็ยังคงปิดสนิท

            ฟ่งหงหลวนขมวดคิ้วมุ่น คิดไม่ถึงว่าประตูเก่าๆ จะแน่นหนาขนาดนี้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็คงต้องช่วยพวกนางอีกแรงเสียแล้ว เพราะถ้าบานประตูถูกกระแทกจนพัง สุนัขทั้งหลายที่อยู่ในห้องก็คงจะวิ่งหนีไป เท่ากับว่าแผนปิดประตูตีสุนัขก็ต้องล้มเหลวสิ

            ฟ่งหงหลวนกระโดดลงจากโต๊ะแล้วส่งขาเก้าอี้ที่หักเป็นสองท่อนให้เฉี่ยวเอ๋อ “พอพวกเขาเข้ามา เจ้าก็ตีได้เลย!”

            “เจ้าค่ะ” เฉี่ยวเอ๋อรับขาเก้าอี้พลางพยักหน้าอย่างคนที่พร้อมยอมตายแล้ว

            ฟ่งหงหลวนมองความมุ่งมั่นของเฉี่ยวเอ๋อแล้วก็เผลอหัวเราะออกมา ก่อนจะจูงสาวใช้เดินไปที่หน้าประตู

            “ไม่ได้เรื่อง! เจ้าสองคนมาช่วยกันเร็ว” ฮูหยินรองหันไปสั่งให้บ่าวอีกสองคนเข้ามาช่วย

            บ่าวอีกสองคนเดินเข้ามาสมทบ แล้วทั้งสี่คนก็วิ่งเข้าใส่ประตูพร้อมกัน

            ฟ่งหงหลวนเหยียดยิ้มสมใจ นางปลดดาลที่ขัดไว้ออกแล้วกระชากประตูเปิดอย่างรวดเร็ว บ่าวสี่คนที่วิ่งมาเต็มแรงเสียหลักเซล้มทับกัน ต่างกรีดร้องด้วยความตกใจ บ่าวสองคนด้านหน้าถูกสองคนด้านหลังกระแทกลงมาทับอย่างแรงจนสลบ

            บานประตูที่เปิดออกช่วยบังร่างฟ่งหงหลวนและเฉี่ยวเอ๋อไว้พอดี

            “พวกสวะจริงๆ” ฮูหยินรองเห็นบ่าวทั้งสี่กองทับกันอยู่บนพื้นก็ตำหนิด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะก้าวเท้าเข้ามาด้านใน

            ฮูหยินสี่ไม่ยอมถูกทิ้งไว้ด้านหลัง นางต้องการเข้ามาเห็นสภาพในเรือนด้วยตาตนเอง เพราะไม่เชื่อเด็ดขาดว่านังเด็กอ่อนแอนั่นจะลงมือกับใครได้ ต้องเป็นนางจิ้งจอกพวกนี้ที่กุเรื่องขึ้นเป็นแน่

            ฮูหยินทั้งสองเดินเบียดข้ามธรณีประตูเข้ามา ฮูหยินรองหันไปถลึงตาใส่ฮูหยินสี่อย่างมีโทสะ “น้องสี่ เจ้าจะเบียดข้าทำไม!”

            “พี่รอง ข้ามิได้เบียดเป็นท่านที่อ้วนเกินไป” ฮูหยินสี่โต้กลับทันควัน

            ฮูหยินรองได้ฟังก็โมโหยิ่งนัก ทว่ายังไม่อยากมีเรื่องกับอีกฝ่ายในเวลานี้ จึงรีบเดินนำเข้าไปด้านใน แต่พอได้เห็นสภาพภายในเรือนก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก ต่างจากฮูหยินสี่ที่กรีดร้องเสียงแหลมทันทีเมื่อได้เห็น

            ฟ่งหงหลวนเห็นสตรีทั้งสองเดินเข้ามาเรียบร้อยก็ปิดประตู พร้อมกับสั่งสั้นๆ “ตี!”

            พอเฉี่ยวเอ๋อได้ยินก็ใช้ขาเก้าอี้ฟาดเข้าที่ขาซ้ายของฮูหยินรองสุดแรง

            “โอ๊ย!” ฮูหยินรองร้องด้วยความเจ็บปวดแล้วเอามือกุมขาก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น

            ขาเก้าอี้ในมือของเฉี่ยวเอ๋อถึงกับหักเป็นสองท่อน!

            นางตีขาฮูหยินรองหักจริงหรือนี่

            เฉี่ยวเอ๋อกำขาเก้าอี้ที่เหลือเพียงครึ่งท่อนในมือแน่น ขณะมองฮูหยินรองกุมขาร้องโหยหวนอยู่บนพื้น

            “นังคนชั้นต่ำ กล้าตีข้าอย่างนั้นรึ!” ฮูหยินรองไม่สนใจความเจ็บปวดอีกต่อไป นางหยิบขาเก้าอี้ครึ่งท่อนที่ตกอยู่ทำท่าจะตีคืน

            ฟ่งหงหลวนเห็นเฉี่ยวเอ๋อยังไม่ได้สติก็รีบดึงตัวนางออกมา พร้อมกับลากฮูหยินสี่เข้าแทนที่ได้พอดี

            “โอ๊ย!” ฮูหยินสี่ร้องเสียงแหลมก่อนจะล้มลงกุมขาแน่น

            ฮูหยินรองฟาดไปสุดแรงจนทำให้ขาของฮูหยินสี่หักไปด้วย

            ฟ่งหงหลวนกระตุกยิ้มมุมปาก เดิมทีนางเพียงวางแผนทำลายใบหน้าฮูหยินสี่ ไม่ได้คิดจะเล่นงานให้ขาหัก แต่ฮูหยินรองกลับยื่นมือช่วยโดยไม่ตั้งใจเสียแล้ว

            “เจ้ากล้าตีข้าอย่างนั้นรึ!” ฮูหยินสี่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนถึงมาอยู่ตรงหน้าเฉี่ยวเอ๋อได้ นางรู้แค่ฮูหยินรองลงมือทุบตีตนเอง จึงดึงปิ่นปักผมออกมาแทงฮูหยินรองเป็นการตอบโต้

            “มู่หวั่นชิง เจ้ากล้าตีข้า ข้าขอสู้ตาย!”

            ฮูหยินสี่ปักใจเชื่อว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นแผนการของฮูหยินรอง หญิงผู้นี้โหดเหี้ยมนัก มีอะไรบ้างที่มู่หวั่นชิงทำไม่ได้ ฟ่งหงหลวนเปิดประตูกว้างเพื่อให้บ่าวไพร่ด้านนอกเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...ไม่ให้พลาดฉากสำคัญ

            ฮูหยินรองฟาดฮูหยินสี่ไปแล้วจึงรู้ว่าตีผิดคน ทว่ายังไม่ทันตั้งตัวก็เห็นปิ่นปักผมผ่านตาไปแวบหนึ่ง ก่อนจะรู้สึกเจ็บปวดที่ใบหน้าอย่างรุนแรง พร้อมกับเลือดที่ไหลริน

            “กรี๊ด” ฮูหยินรองกรีดร้องอีกครั้งจากนั้นก็ดึงปิ่นปักผมตัวเองออกมาแล้วพุ่งเข้ากรีดหน้าฮูหยินสี่ทันที

            “กรี๊ด” ใบหน้าของฮูหยินสี่ถูกกรีดเป็นแผลยาวเช่นกัน

            ฮูหยินรองมีอำนาจควบคุมจวนเสนาบดีมานาน ส่วนฮูหยินสี่ก็ถือว่าตนมีพี่ชายเป็นแม่ทัพใหญ่คอยหนุนหลัง ทั้งสองกระทบกระทั่งกันในทางลับและอย่างเปิดเผยมาไม่น้อย เรียกว่าไม่มีใครยอมใคร... วันนี้นับว่า

ทั้งแค้นเก่าและแค้นใหม่ได้หลอมรวมให้สะสางในคราวเดียว

            หลังจากได้เลือดทั้งคู่ ฮูหยินทั้งสองก็โกรธจนขาดสติ ต่างยื่นมือออกไปบีบคออีกฝ่าย โดยไม่สนใจความเจ็บปวดที่ขาหัก ลืมเลือนว่าพวกตนมาที่เรือนนี้ด้วยเหตุใด

            ก็แค่หญิงไร้สมองสองคน ฟ่งหงหลวนมองละครที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่แยแส

            “ฮูหยินรอง...”

            “ฮูหยินสี่...”

            บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านนอกได้แต่ยืนตะลึงไม่กล้าเข้ามาห้าม ต่างงุนงงว่าฮูหยินทั้งสองที่เมื่อครู่เดินเข้าไปในห้องพร้อมกันแต่ตอนนี้เหตุใดถึงตบตีกันได้

            “เด็กๆ มาช่วยกันตีนังแพศยานี่ให้ตาย” ฮูหยินรองเรียกคนของตนให้เข้ามาช่วย

            “เด็กๆ เข้ามาช่วยข้าจัดการนังแพศยานี่เร็วเข้า” ฮูหยินสี่ที่กำลังใช้มือตะกุยหน้าอีกฝ่ายก็ไม่น้อยหน้าตะโกนเรียกคนของตนเช่นกัน

            ฮูหยินรองได้ยินก็กระชากผมฮูหยินสี่เต็มแรง

            บ่าวด้านนอกได้ยินเจ้านายตนตะโกนเรียกก็คืนสติรีบวิ่งกรูเข้ามา สองฝ่ายปะทะกันอยู่หน้าประตู ต่างลงมือตบตีกันพัลวัน คนนั้นดึงคนนี้ คนนี้จิกคนนั้น คนนั้นตีคนนี้ คนนี้เตะคนนั้น ราวกับความแค้นเก่าใหม่ทั้งหลายต้องชำระสะสางเสียในคราวนี้

            ส่วนบ่าวของฮูหยินคนอื่นๆ ที่ยืนรอในสวนมาตั้งแต่ต้นจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง

            “เฉี่ยวเอ๋อรีบไปแจ้งความเร็วเข้า” ฟ่งหงหลวนที่ยืนมองละครฉากใหญ่อยู่หน้าประตู สั่งสาวใช้ที่ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกอย่างอารมณ์ดี

            “บอกทางการให้รีบส่งเจ้าหน้าที่มา หากชักช้าอาจมีคนตายได้”

            เฉี่ยวเอ๋อเป็นคนฉลาด เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจทันที รีบโยนขาเก้าอี้หักๆ ในมือทิ้งแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

            “เมื่อครู่ฮูหยินห้าตีฮูหยินสาม ฮูหยินหกตีฮูหยินเจ็ด ฮูหยินเก้าตีฮูหยินสิบ ฮูหยินสิบเอ็ดและฮูหยินสิบสองถูกลูกหลง หากพวกเจ้าต้องการชำระแค้นให้กับนายของตน ก็รีบลงมือเสีย” เฉี่ยวเอ๋อเพิ่งจากไป ฟ่งหงหลวนก็ตะโกนปลุกปั่นบ่าวไพร่ที่ยืนตะลึงกันอยู่ในสวน

            แต่ละคนได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งงงงันจนทำอะไรไม่ถูก

            “ยังยืนนิ่งกันอยู่อีก! ไม่รีบเข้าไปช่วย ไม่กลัวเจ้านายฟื้นแล้วพวกเจ้าจะโดนถลกหนังหัวทีหลังหรือไง” ฟ่งหงหลวนเอ่ยซ้ำเสียงเย็นชา

            บ่าวไพร่หลงเชื่อคำยุยงก็ตะลุมบอนใส่กันจนวุ่นวาย เพียงพริบตาก็เหมือนมีสงครามย่อยๆ ที่เรือนหลังเล็กนี้

            ฟ่งหงหลวนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบ นี่คือชีวิตของนายบ่าวที่อาศัยอยู่ในตระกูลใหญ่ ช่างน่าสมเพชนัก แก่งแย่งชิงดีเพื่อชายเพียงคนหนึ่ง มิหนำซ้ำยังเป็นแค่ตาแก่ที่บางทีอาจไม่มีความสนใจต่อสิ่งใดแล้ว... แต่ก็ยังมีอิทธิพลต่อหญิงเหล่านี้อยู่ดี

            จู่ๆ ฟ่งหงหลวนพลันรู้สึกว่าถูกสายตาหนึ่งจับจ้อง จึงหันไปมองอย่างรวดเร็ว

            หญิงสาวเห็นคนผู้หนึ่งบนกำแพง ไม่รู้ว่านั่งอยู่ตรงนั้นมานานเพียงใดแล้ว...เป็นชายหนุ่มอายุน่าจะประมาณยี่สิบปี สวมใส่ชุดสีขาว ห้อยพู่หยกขาวไว้ที่ผ้าคาดเอว ตรงกลางชิ้นหยกฝังอัญมณีสีดำ ใบหน้าหล่อเหลา บุคลิกงามสง่า ชุดขาวปลิวไสวราวกับเมฆบนท้องฟ้าทำให้สะดุดตาแก่ผู้พบเห็นทันที

            ดวงตาหญิงสาวค่อยๆ หรี่ลง ฟ่งหงหลวนมองชายหนุ่มอย่างเย็นชา ยังมีผู้ร่วมดูละครฉากนี้อยู่อีกคนรึ

            คุณชายอวิ๋นจิ่นที่กำลังนั่งดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอดอุทานในใจมิได้ เขาไม่เคยพบสตรีที่ใจร้ายใจดำถึงเพียงนี้มาก่อน ขณะนั่งดูอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น คาดไม่ถึงว่าคนต้นเรื่องจะหันกลับมามองเขาอย่างฉับพลันโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้อวิ๋นจิ่นชะงักงันทันที ช่างเป็นหญิงสาวที่มีสายตายอดเยี่ยมนัก

            ดวงตาคู่นั้นสุกสกาวราวอัญมณีน้ำงาม กระจ่างใสดุจอำพันชั้นเลิศ เปรียบได้ดั่งสายน้ำเย็นที่ไหลลงมาจากยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ

            อวิ๋นจิ่นนั่งนิ่งขณะมองเข้าไปในดวงตาของสตรีตรงหน้า พลางครุ่นคิดว่า...เหตุใดถึงได้มีดวงตาที่งดงามเช่นนี้อยู่ในโลก

            ฟ่งหงหลวนมองอวิ๋นจิ่นอย่างเย็นชา “ดูพอหรือยัง?”

            อวิ๋นจิ่นพลันได้สติหลุดออกจากภวังค์ เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบในแววตาของหญิงสาว เลยแสร้งยกมือขึ้นถูจมูกโดยไม่มีอาการเก้อกระดากเพราะถูกจับได้ว่าแอบดูผู้อื่นแต่อย่างใด ชายหนุ่มส่งยิ้มกว้างให้

            “ข้าเพียงผ่านมา หาได้ตั้งใจสอดรู้ไม่”

            ไม่ตั้งใจ? ทำเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเจตนาอีกหรือ ฟ่งหงหลวนเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะมาอยู่ในโลกใบใหม่ก็ได้พบหนุ่มรูปงามเช่นนี้ แต่ถึงจะหล่อเหลากว่านี้สักปานใด ในสายตาของนางก็เห็นเป็นเพียงรูปกายภายนอกของมนุษย์เท่านั้น

            “ในเมื่อไม่ตั้งใจ ก็จงไสหัวไปซะ!” ฟ่งหงหลวนปรายตามองอย่างเย็นชาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับไปดูเหตุการณ์ในเรือนอีกครั้งพลางเอ่ยเตือน “ต่อไปจะให้ดีก็อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก”

            หญิงสาวสัมผัสได้ถึงสิ่งที่บุรุษผู้นี้มีเช่นเดียวกับนาง นั่นคือความใจดำอำมหิต คือความเลือดเย็นไร้หัวใจที่ฟ่งหงหลวนรังเกียจนัก

            รอยยิ้มบนใบหน้าของอวิ๋นจิ่นนิ่งค้างอยู่เช่นนั้น ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตา นางให้เขาไสหัวไปอย่างนั้นรึ

            ไม่เคยมีสตรีใดเอ่ยปากไล่อวิ๋นจิ่นมาก่อนจนเขาเกือบจะคิดว่าตนเองได้ยินผิดไป แต่เมื่อเห็นสายตาที่ไม่ปิดบังความรังเกียจก็รู้แล้วว่าตนฟังไม่ผิด ชายหนุ่มทำได้เพียงยกมือขึ้นลูบจมูก แล้วแสร้งไอกลบเกลื่อน

            “แค่กๆ ข้า...”

            “มือปราบหลี่ มือปราบจาง พวกท่านเร็วเข้าเถิด หากช้าไปกว่านี้แล้วมีคนตายขึ้นมา พวกท่านต้องรับผิดชอบนะ” เสียงร้องเร่งของเฉี่ยวเอ๋อดังแทรกขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าวุ่นวายสับสน

            ฟ่งหงหลวนหันหน้ากลับมามองคนบนกำแพง เมื่อเห็นเขาไม่มีทีท่าจะจากไปจึงเอ่ยสำทับอย่างเย็นชา “ยังไม่ไปอีก”

            นางไล่เขาอีกแล้ว ดวงตาอวิ๋นจิ่นทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง ชายหนุ่มส่ายศีรษะพลางตอบกลับเนิบช้า “ข้าจะอยู่คอยเป็นพยาน”

            พยานอย่างนั้นรึ? ฟ่งหงหลวนชักสีหน้าทันที พูดเช่นนี้ก็แสดงว่าเขาอยู่ที่นี่และเห็นเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้น ดวงตาเรียวยาวหรี่ลง น้ำเสียงยิ่งเย็นเยียบกว่าเดิม “เจ้าแน่ใจหรือว่าจะอยู่เป็นพยาน”

            อวิ๋นจิ่นรู้สึกยะเยือกไปทั้งตัว เขาไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน การที่จู่ๆ ก็รู้สึกตัวแข็งจากรังสีอำมหิตของหญิงสาวผู้หนึ่ง หากพูดไปใครจะเชื่อ ชายหนุ่มพยายามสะกดความรู้สึกเสียวสันหลังอันน่าหวาดหวั่น แล้วพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “ถูกต้อง”

            ฟ่งหงหลวนจ้องตาชายตรงหน้าแน่วแน่ สองมือกำเข้าหากันแน่น

            ชายหนุ่มมองมือที่กำแน่นของนาง ให้รู้สึกราวกับว่า...ตนกำลังเผชิญหน้ากับยอดฝีมือคนหนึ่ง

            “ดี เช่นนั้นก็จงอยู่ต่อคอยทำหน้าที่ ‘พยาน’ ของเจ้าให้ดี” ฟ่งหงหลวนตั้งใจเน้นย้ำคำว่าพยานชัดเจน เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาถึงหน้าประตูเรือนหลังเล็ก นางก็ไม่คิดใส่ใจชายผู้นี้อีก หากเขาต้องการเป็นพยานจริง นางก็มีวิธีจัดการอย่างแน่นอน

            พออวิ๋นจิ่นได้ยินคำว่าพยานซึ่งอีกฝ่ายเอ่ยเน้นย้ำอย่างจงใจ ก็รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่พุ่งออกมาจากกลางกระหม่อม จนต้องใช้มือเกาะกำแพงเอาไว้เพื่อทรงตัวไม่ให้ตกลงไป เวลานี้อวิ๋นจิ่นเชื่อแน่แล้วว่า หากเขา ‘เสนอหน้า’ อยู่เป็นพยานจริงๆ จะต้องถูกหญิงผู้นี้ถลกหนังทั้งที่ยังหายใจเป็นแน่... ทว่าเขาก็ยังคงตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ

            ทำเช่นใดดีหนอ...

            ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะอยู่เสนอหน้าเป็นพยานแน่

 

ตอนที่ 2 สัญญาแรกพบ (1)

            อวิ๋นจิ่นมองหญิงงามตรงหน้าด้วยแววตาคู่สวยที่แฝงรอยยิ้มเป็นนัย

            ชายหนุ่มเปลี่ยนท่าทางจากนั่งเป็นเอนกายนอนบนกำแพง เขาเองก็อยากเห็นว่าสุดท้ายแล้วนางจะทำให้เรื่องนี้จบลงอย่างไร ถ้าจะให้ดีควรมีเขารับบทวีรบุรุษช่วยหญิงงามในตอนท้าย แม้สาวน้อยนางนี้จะมีรูปร่างผอมบางไปสักหน่อย แต่ก็นับว่าสะคราญโฉมนัก

            ผู้คนในเรือนเล็กยังคงตบตีกันอย่างเอาเป็นเอาตาย กล่าวได้ว่า หากอีกฝ่ายไม่ตายคงยากจะเลิกรา

            ฟ่งหงหลวนหันกลับไปมองในเรือนเล็กแล้วยกยิ้มมุมปาก หญิงสาวปลดปิ่นบนศีรษะ ปล่อยเส้นผมให้สยายลงมาแล้วใช้มือขยี้เสียจนยุ่งเหยิง หลังจากนั้นก็ป้ายเลือดจากใบหน้าฮูหยินรองนำมาแต้มบนใบหน้าตนเอง แล้วฉีกทึ้งแขนเสื้อที่สวมอยู่จนขาดวิ่น ทั้งยังใช้ปิ่นปักผมช่วยกรีดเสื้อเก่าคร่ำคร่าจนขาดเป็นรอย

            พริบตาเดียวฟ่งหงหลวนก็กลายสภาพเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกทารุณแสนสาหัส ทุกการกระทำดำเนินไปโดยไม่สะดุดแม้แต่น้อย

            อวิ๋นจิ่นรู้สึกลิ้นคับปากขึ้นมาทันที เมื่อพบว่าสตรีนางนี้ใจดำอำมหิตนัก หญิงเหล่านั้นตบตีกันเจียนตาย นางกลับนำเลือดผู้อื่นมาเป็นของตนหน้าตาเฉย

            ฟ่งหงหลวนจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงหันกลับมามองชายหนุ่มด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะทิ้งตัวลงตรงหน้าประตู ในตำแหน่งที่เหมาะเจาะดู ‘น่าสงสาร’ ท่าทางราวกับเพิ่งพาตัวเองออกมาจากสมรภูมิด้านในได้สำเร็จ

            อวิ๋นจิ่นรู้สึกจุกแน่นถึงคอหอย ใต้หล้านี้เหตุใดยังมีสตรีเช่นนางหลงเหลืออยู่

            “มือปราบหลี่ มือปราบจาง พวกท่านรีบเข้าไปห้ามเถิด มิเช่นนั้นอาจมีคนตายได้ ว้าย! คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ” เฉี่ยวเอ๋อหวีดร้องด้วยความตกใจ แล้วรีบวิ่งตรงไปหาฟ่งหงหลวนทันที

            มือปราบจางและมือปราบหลี่พาลูกน้องกลุ่มเล็กๆ เดินตามหลังเฉี่ยวเอ๋อมา เมื่อเห็นสภาพในเรือนเต็มตาก็ให้ตะลึงงัน กระทั่งได้ยินเสียงร้องของเฉี่ยวเอ๋อจึงรู้สึกตัว รีบตะโกนห้ามสุดเสียง

            “หยุดเดี๋ยวนี้!”

            น่าเสียดาย... ด้วยคนเหล่านั้นกำลังตบตีกันพัลวันไม่มีใครสนใจฟังเสียงห้ามปรามของพวกเขาเลย สองมือปราบจึงรีบหันไปโบกมือให้ลูกน้องที่อยู่ทางด้านหลัง

            “พวกเจ้าเร็วเข้า! รีบไปจับพวกเขาแยกกันก่อน”

            เหล่ามือปราบกรูกันเข้าไปห้ามกลุ่มสตรีที่กำลังตบตีกันอย่างโกลาหล

            “คุณหนู อย่าทำให้เฉี่ยวเอ๋อตกใจสิเจ้าคะ คุณหนู...” เฉี่ยวเอ๋อวิ่งมากอดฟ่งหงหลวนพลางร้องไห้เสียงดังลั่น เมื่อครู่ตอนที่นางจากไปคุณหนูยังปกติดีอยู่แท้ๆ แล้วเหตุใดยามนี้ถึงได้มีสภาพยับเยินนักเล่า

            ฟ่งหงหลวนทนฟังเสียงร้องไห้คร่ำครวญไม่ไหว คนดีๆ อาจตายเพราะการฟูมฟายเช่นนี้ หญิงสาวจึงลืมตาขึ้นแล้วเอ่ยอย่างอ่อนแรง

            “เฉี่ยวเอ๋อ...เจ้ากลับมาแล้ว...”

            อวิ๋นจิ่นทอดกายมองเหตุการณ์ตรงหน้า เมื่อเห็นภาพเช่นนั้นหนังตาให้กระตุกแรง จิตใจของเขาในยามนี้คล้ายดั่งถูกแส้เฆี่ยนตีหนักหน่วง

            “คุณหนูไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ เคราะห์ดีนัก...” คราวนี้เฉี่ยวเอ๋อเปลี่ยนมาร่ำไห้ด้วยความยินดี แต่ยังคงกอดคุณหนูของตนแน่นไม่ยอมปล่อย

            ฟ่งหงหลวนได้แต่นึกรำคาญอยู่ในใจว่าคนเช่นนางจะตายง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือ ขณะอยู่ในอ้อมกอดสาวใช้ก็ใช้แววตาแข็งกร้าวจ้องมองพยานบนกำแพง แล้วมองสองบุรุษในชุดมือปราบที่กำลังเดินเข้ามา... หนึ่งร่างเล็ก หนึ่งสูงใหญ่ หนึ่งอ้วนท้วน หนึ่งผ่ายผอม ก่อนจะใช้มือผลักเฉี่ยวเอ๋อออกไปพลางเอ่ยอย่างอ่อนแรง “ท่านทั้งสอง เร็วเข้า รีบแยกบรรดาแม่รองทั้งหลายที่อยู่ในเรือนเถิด หากช้ากว่านี้ สถานการณ์คงย่ำแย่...”

            “แม่นางผู้นี้คือ...” มือปราบทั้งสองมองฟ่งหงหลวนด้วยความสงสารจับใจ

            “พี่ชายทั้งสอง ท่านนี้ก็คือคุณหนูสามของเรา คุณหนู...” เฉี่ยวเอ๋อมองสภาพของฟ่งหงหลวน เมื่อครู่คุณหนูยังมีแรงผลักนางออกมา ไร้วี่แววของหญิงอ่อนแอสิ้นกำลังอย่างที่เห็น เฉี่ยวเอ๋อสับสนจนพูดไม่ออก

            “แม่รองทั้งหลายพร้อมใจกันมาเยี่ยมข้า แต่เมื่อถึงเรือนไม่รู้เพราะสาเหตุใดถึงได้ตบตีกันอย่างที่เห็น ข้าอยู่ตรงกลาง คิดจะแยกพวกนางออกจากกัน แค่กๆ เกือบจะ...” ฟ่งหงหลวนแสร้งไอถี่ รุนแรง

            อวิ๋นจิ่นกลอกตามองฟ้า หญิงสาวผู้นี้แสดงละครได้ยอดเยี่ยมจริงๆ

            “เป็นเช่นนี้เองหรือ คุณหนูสามปลอดภัยนะขอรับ” มือปราบจางและมือปราบหลี่มองฟ่งหงหลวนอย่างห่วงใย

            “ข้า แค่กๆ ไม่เป็นไร พวกท่านรีบ... รีบเข้าไปห้ามเหล่าแม่รองทั้งหลาย...” ฟ่งหงหลวนส่ายหน้า พลางโบกมืออย่างไร้เรี่ยวแรง ยามฝืนเอ่ยน้ำตาก็หลั่งริน “อย่าให้เกิดเรื่องไม่ดีกับพวกนางโดยเด็ดขาด บิดาของข้าไม่อยู่บ้าน หากเกิดเรื่องขึ้น...”

            อวิ๋นจิ่นกลอกตามองฟ้าอีกหน รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวแทบทนไม่ได้ ชายหนุ่มมองฟ่งหงหลวนด้วยสายตาประหลาดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยโดยใช้กำลังภายในให้นางได้ยินเพียงผู้เดียว “อย่าร้องไห้อีกเลย หากร้องต่อไปน้ำตาอาจชะคราบโลหิตบนใบหน้า ละครฉากนี้ของเจ้าก็จะไม่สมจริงแล้ว”

            สิ้นเสียงน้ำตาพลันหยุดไหล!

            ฟ่งหงหลวนรีบใช้มือลูบใบหน้าอีกสองครั้ง ทำให้หน้ายังเต็มไปด้วยคราบเลือด แล้วเอ่ยปากเร่งมือปราบ “ทั้งสองท่าน รีบ... รีบเข้าไปก่อนเถิด”

            อวิ๋นจิ่นมองฟ่งหงหลวนอย่างอับจนถ้อยคำ

            “ขอรับ คุณหนูสาม” มือปราบทั้งสองไม่ทันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น ต่างรีบรุดเข้าไปในเรือนหลังเล็กทันที

            ฟ่งหงหลวนชักขาเก็บอย่างแนบเนียน ขยับกายเล็กน้อยเพื่อเปิดทางให้มือปราบทั้งสอง

            เมื่อมือปราบทั้งสองเข้ามาในห้อง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้อดที่จะตกตะลึงจนตัวเย็นไม่ได้ พวกเขาเห็นสตรีกลุ่มใหญ่นอนกองอย่างไร้ระเบียบอยู่บนพื้น ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ข้าวของเสียหายแตกกระจาย แต่ทั้งหมดยังไม่น่าตกใจเท่าผู้หญิงสองคนที่บีบคอกันแล้วกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้นห้อง ดูจากสภาพไม่สามารถบอกได้ว่าใครเป็นใคร เสื้อผ้าของทั้งคู่ถูกฉีกจนขาดวิ่น เห็นกระทั่งบริเวณหน้าอกที่เต็มไปด้วยบาดแผลและมีเลือดไหลเต็มตัว

            คราแรกที่เห็นสองมือปราบตื่นตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นอยากวิ่งหนีออกไปพร้อมกันเสียให้พ้น

            พวกเขาคิดไม่ออกเลยว่า สาเหตุของการลงมือหมายจะให้ตายกันไปข้างนั้นคืออะไร แต่หากพวกเขารู้ว่าจะต้องมาทำคดีสตรีของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ระดับเสนาบดีตบตีกันเช่นนี้ ต่อให้ตนเองต้องถูกโบยจนตาย... พวกเขาก็ไม่มีทางยอมมาที่นี่แน่!

            “แม่รอง แม่สี่ พวกท่านอย่าตีกันอีกเลย พี่ชายทั้งสอง ท่านรีบแยกพวกนางออกจากกันเร็วเข้าเถิด” ฟ่งหงหลวนออกปากในเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง มาถึงที่แล้วคิดจะหนีอย่างนั้นรึ ไม่มีทาง

            มือปราบทั้งสองได้ฟังดังนั้นก็ก้มหน้ารับชะตากรรมแต่โดยดี

            “ฮูหยินทั้งสองโปรดอภัย” มือปราบจางและมือปราบหลี่รีบเข้าแทรกเพื่อแยกหญิงคู่นั้นออกจากกัน

            เพียะ! เพียะ!

            สองมือปราบเพิ่งจะยื่นมือออกไปเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าสตรีทั้งสองที่กำลังบีบคอกันอยู่กลับเบี่ยงตัวหลบแล้วยังสามารถหันมาตบหน้ามือปราบจางและมือปราบหลี่ได้คนละฉาดใหญ่ จนเกิดเสียงดังทีเดียว

            ฮูหยินรองร้องด่าอย่างเผ็ดร้อน “เจ้าเป็นใครมาจากไหนถึงกล้าแตะต้องตัวข้า ไสหัวไป!”

            “พวกเจ้าเป็นใคร ไสหัวไปให้พ้น!” ความดุดันของฮูหยินสี่ก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าฮูหยินรอง

            หลังจากตบหน้าคนที่เข้ามาขัดขวาง พวกนางก็หันมาบีบคอกันอีกครั้ง

            มือปราบทั้งสองได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่

            ดูท่าจะยังมีแรงเหลือ... ฟ่งหงหลวนหันมามองอยู่ชั่วครู่ เมื่อเห็นใบหน้าของสองมือปราบถูกประทับด้วยฝ่ามือโลหิตเสียจนแดงเถือกก็อดยกยิ้มมุมปากมิได้ ตบได้สวย มีฝ่ามือนี้...โทษของพวกนางก็ยิ่งแน่นหนา

            โง่เขลาเสียจริง... อวิ๋นจิ่นที่เอนกายมองอยู่บนกำแพงได้แต่คิดในใจ เสนาบดีฟ่งเลือกสตรีแต่งเข้าจวนได้ย่ำแย่นัก แต่ละนางช่างไร้ราคาสิ้นดี เหตุใดคนเช่นนี้ถึงขึ้นเป็นเสนาบดีแห่งแคว้นตงหลีได้

            “พี่ชายทั้งสอง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ท่านให้คนไปเชิญนายอำเภอมาดีหรือไม่ เหตุการณ์ไม่ใช่เล็กน้อยเสียแล้ว...” ฟ่งหงหลวนเอ่ยปากอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหย “หรือหากเชิญระดับท่านอ๋องมาได้ก็ยิ่งดี มิเช่นนั้นคงไม่มีผู้ใดจัดการได้แน่... หากมีใครตายขึ้นมา เมื่อบิดาข้ากลับถึงจวนอาจบันดาลโทสะลงที่ท่านทั้งสองก็เป็นได้ ถึงตอนนั้นผลคงจะ...”

            “คุณหนูสามกล่าวได้ถูกต้องนัก” ใบหน้าของมือปราบจางและมือปราบหลี่ซีดเผือดลงทันใด

            “เจ้ารีบไปตามคนเร็วเข้า ข้าจะอยู่ที่นี่เอง” มือปราบจางที่รับราชการมานานกว่าสั่งมือปราบหลี่

            มือปราบหลี่ตอบรับแล้วรีบวิ่งจากไปทันที

            มุมปากของฟ่งหงหลวนยกยิ้มเย็นชา วันนี้นางจะทำให้ชาวประชาทั่วทั้งตงหลีรับรู้เรื่องฉาวโฉ่หลังจวนเสนาบดีให้จงได้ ในเมื่อเสนาบดีใหญ่ผู้นี้ไม่มีเรื่องให้เชิดหน้าชูตามานาน ก็อย่าหวังจะมีโอกาสอีกเลย

            ส่วนพวกมือปราบที่อยู่ในสวนเวลานี้ ทำอย่างไรก็ไม่อาจแยกกลุ่มคนที่กำลังตบตีออกจากกันได้ และสภาพของมือปราบทั้งหลายก็ดูย่ำแย่ไม่แพ้สตรีเหล่านั้น

            “คุณหนู ถ้าเรียกผู้คนมากันหมด พวกเรา...” เฉี่ยวเอ๋อมองฟ่งหงหลวนอย่างตื่นกลัว เพราะเมื่อครู่เป็นนางเองที่ลงมือตีผู้หญิงพวกนั้นไปไม่น้อย

            “ไม่เป็นไร” ฟ่งหงหลวนส่ายหน้า มองเฉี่ยวเอ๋อก่อนจะกล่าวอย่างหนักแน่น “แม่รองทั้งหลายพร้อมใจกันมาเยี่ยมข้า จากนั้นจู่ๆ ไม่รู้เพราะสาเหตุใดถึงได้ลงมือตบตีกัน พวกเราถูกลูกหลงจนแทบเอาชีวิตไม่รอด”

            “อ้อ เช่นนี้นี่เอง” เฉี่ยวเอ๋อพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง

            ฟ่งหงหลวนประเมินมองสาวใช้ข้างกาย เมื่อครู่ตอนที่ลงมือทุบตีหญิงเหล่านั้น สภาพของเฉี่ยวเอ๋อก็ยับเยินเสียจนคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิงแล้ว เช่นนี้ย่อมไม่มีใครสงสัยว่าพวกนางจะมิใช่ผู้เคราะห์ร้ายอย่างแน่นอน

            นอกเสียจากคนที่เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบเพียงผู้เดียว ฟ่งหงหลวนหรี่ตามองผู้ที่ไม่ได้รับเชิญทันที

            อวิ๋นจิ่นยามนี้ใช้ปากคาบต้นหญ้านอนเอกเขนกอยู่บนกำแพง ราวกับกำลังหย่อนใจอยู่ในเรือนของตนอย่างสบายอารมณ์ เขาทอดสายตามองท้องฟ้าพลางครุ่นคิดในใจว่าเหตุใดใต้หล้านี้ยังมีสตรีใจดำเช่นนาง จู่ๆ ก็รู้สึกได้ถึงสายตาของฟ่งหงหลวนที่กำลังจับจ้องมา จึงค่อยๆ ผินหน้ากลับมาช้าๆ อวิ๋นจิ่นมองหญิงสาวด้วยแววตาเคลือบแคลงสงสัย

            ฟ่งหงหลวนขมวดคิ้วมองอีกฝ่าย พยายามค้นหาความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับชายผู้นี้...แต่ไม่พบอะไรเลย แสดงว่าฟ่งหงหลวนไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนี้มาก่อน แล้วเหตุใดเขาถึงได้ปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ไม่ว่าชายผู้นี้จะมีจุดประสงค์ใดนางก็ไม่สนใจ แต่อย่ามาหาเรื่องนางก็แล้วกัน

            อวิ๋นจิ่นเห็นสายตาเย็นยะเยือกราวกับสามารถทิ่มแทงลึกถึงกระดูกที่หญิงสาวใช้มองมาให้รู้สึกสะท้อนใจนัก นี่หน้าตาเขาเหมือนคนเลวนักหรือไร

            “เมื่อครู่ข้าช่วยเจ้า ไม่คิดจะขอบคุณบ้างเลยรึ” อวิ๋นจิ่นรู้สึกยากที่จะยอมรับ เขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม ความสามารถเป็นหนึ่ง หญิงสาวมากมายต่างหมายให้เขาชายตามองสักครั้ง หากแต่สตรีนางนี้ นอกจากจะไม่สนใจในความเพียบพร้อมของเขาแล้ว ยังทำท่าทางรังเกียจ ขับไล่ไสส่งซ้ำๆ เขาราวกับเป็นแมลงสาบก็ไม่ปาน

            “ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าช่วย” ฟ่งหงหลวนสวนกลับอย่างเย็นชา

            “หรือเจ้าถูกอ๋องหลีปฏิเสธจนสมองกระทบกระเทือนไปแล้ว ก่อนหน้านี้เจ้าก็เพิ่งพยายามฆ่าตัวตายเพราะชายผู้นั้นมาแล้วนี่” อวิ๋นจิ่นถามกลับด้วยความสงสัย

            ประกายตาฟ่งหงหลวนเข้มขึ้นทันที อ๋องหลี รอก่อนเถอะ นางจะให้เขาตายอย่างไม่ทันรู้ตัวเลยเชียว อวิ๋นจิ่นมองสีหน้าของนางก็กระจ่างใจทันทีว่าตนคาดเดาได้ถูกต้อง จู่ๆ ชายหนุ่มก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา

            “เป็นความจริงเสียด้วย”

            “จะจริงหรือไม่จริงก็ไม่เกี่ยวกับเจ้า ข้ากำลังยุ่งอยู่ เจ้ารีบไปซะ ไม่อย่างนั้นข้าไม่รับรองว่าเจ้าจะได้กลับออกไปทั้งที่ยังมีลมหายใจ!” ฟ่งหงหลวนเอ่ยเสียงเย็น

            หา! อวิ๋นจิ่นมองฟ่งหงหลวนอย่างประหลาดใจ ไม่ว่าแห่งใดในใต้หล้าอีกทั้งวังหลวงของทุกแว่นแคว้น หากเขาคิดจะไปก็ไป...คิดจะมาก็มา ไม่เคยมีใครกล้าพูดจาสามหาวเช่นนี้ต่อหน้าเขา ซ้ำผู้พูดยังเป็นเพียงสตรีด้วย อวิ๋นจิ่นยังไม่ทันได้ตอบโต้ก็ได้ยินเสียงมือปราบหลี่ดังขึ้นเสียก่อน

            “ท่านอ๋องหลี เร็วเถิดขอรับ หากล่าช้าเกรงว่าจะมีการเสียชีวิตได้” น้ำเสียงร้อนรนของมือปราบหลี่ดังแว่วมาแต่ไกล

            “อืม” เสียงทุ้มต่ำเสียงหนึ่งตอบรับ

            อ๋องหลี... ดวงตาอวิ๋นจิ่นฉายแววลึกล้ำขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมองฟ่งหงหลวน

            ฝ่ายฟ่งหงหลวนนิ่งเงียบไปชั่วครู่... พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา หญิงสาวยกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา มาได้เวลาพอดี พาตัวเองมาขึ้นเขียงเองเช่นนี้ จะได้ไม่เสียเวลาไปตามหาให้เปลืองแรง

            “คุณหนู ท่านอ๋องหลีมาเจ้าค่ะ” เฉี่ยวเอ๋อพูดด้วยความดีใจ “ขอแค่ท่านอ๋องหลีได้พบหน้าคุณหนู จะต้อง...”

            เอ่ยได้เพียงเท่านั้น เฉี่ยวเอ๋อก็ถูกสายตาดุดันของฟ่งหงหลวนตวัดมองมา

            สาวใช้ตัวสั่นรีบหุบปากกลืนคำพูดที่เหลือกลับไป

            ดวงตาเรียวรีของอวิ๋นจิ่นทอประกายคมกล้าก่อนจะหลุบตาลงเพื่อปกปิดความรู้สึก ได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทุกขณะ ละครฉากนี้น่าสนใจมากขึ้นทุกทีแล้ว วันนี้เขาคงไม่ได้โชคดีระดับธรรมดาเป็นแน่

            “ท่านอ๋อง ในนี้พ่ะย่ะค่ะ...” มือปราบหลี่เดินเข้ามาในสวนเป็นคนแรก

            “อืม” เสียงผู้ที่ถูกเรียกท่านอ๋องตอบรับอย่างเรียบเฉย

            ภาพต่อมาคือชายเสื้อด้านล่างที่แหวกออก เผยให้เห็นรองเท้าปักลายเดินเส้นไหมทองคำผสานด้ายสีม่วงก้าวข้ามประตูสวน ตามมาด้วยเจ้าของที่เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่า ท่วงท่าการเดินเนิบช้า เพียงบุรุษผู้นี้ปรากฏตัว เรือนเล็กซอมซ่อหลังนี้ราวกับมีดอกลำโพงสีม่วงเบ่งบานเต็มสวนในชั่วพริบตา

            ฟ่งหงหลวนหรี่ตาประเมินชายซึ่งได้ชื่อว่าเป็นที่รักของชาวตงหลี

            อายุอานามของเขาคงอยู่ราวๆ ยี่สิบปี น่าจะใกล้เคียงกับเจ้าคนเสเพลบนกำแพง บนศีรษะมีที่ครอบผมสีม่วงทอง สวมชุดสีทองแกมม่วงที่ตัดเย็บอย่างประณีต รอบแขนและสาบเสื้อปักลวดลายรูปดอกลำโพงขนาดใหญ่ด้วยด้ายทองงดงาม

            ใบหน้าหล่อเหลาราวรูปสลัก โครงหน้าคมสัน คิ้วเข้มตรง นัยน์ตาเรียวรีสีดำเป็นประกาย แก้วตาใสราวสระน้ำที่มีแสงตกกระทบพราวระยับ หากแต่ลึกล้ำยากจะหยั่งถึง ในท่วงท่างามสง่ามีร่องรอยความเย็นชาเคลือบแฝง ในความเย็นชามีกลิ่นอายสูงศักดิ์ ในความสูงศักดิ์มีสิ่งที่น่าเกรงขาม ในความน่าเกรงขามยังคงโดดเด่นสง่างาม

            ความรู้สึกแรกของผู้ที่ได้พบเห็น...เขาสมกับตำแหน่งท่านอ๋องโดยแท้ บุรุษผู้ถูกขนานนามว่า ‘อำพันสีม่วง’ ช่างเป็นการเรียกขานได้เหมาะกับบุคลิกยิ่ง กระจ่างขาวราวแสงจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง ให้ความรู้สึกสดชื่นราวบุปผาบาน ผู้ใดได้พบเห็นล้วนไม่อาจละสายตา... โดยเฉพาะบรรดาอิสตรี

            แต่ไม่ใช่กับไป๋เฉียนเฉี่ยน หญิงสาวคิดเพียงว่า ตนกำลังมองดอกลำโพงช่อใหญ่สีสันสดใสก็เท่านั้น

ตอนที่ 2 สัญญาแรกพบ (2)

            เล่าขานกันว่าวันที่อ๋องหลีถือกำเนิดนั้น มีเมฆสีทองลอยวนเหนือฟากฟ้าวังหลวงแคว้นตงหลีนานสามวันสามคืน อดีตฮ่องเต้ยินดียิ่งนัก ถึงขั้นจัดงานเฉลิมฉลองถึงหนึ่งร้อยวัน อีกทั้งยังพระราชทานนาม ‘หลี’ ที่มาจากอักษรหนึ่งของชื่อแคว้นตงหลี พร้อมยศ ‘อ๋อง’

            เขาเป็นองค์ชายเพียงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ตงหลี ที่เพิ่งถือกำเนิดก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นท่านอ๋องทันที

            เมื่ออ๋องหลีอายุสามขวบปีก็สามารถแต่งโคลงฉันท์ เจ็ดปีสามารถแต่งกาพย์กลอน นับว่ามีสติปัญญาฉลาดเฉลียวเกินวัย พออายุครบสิบปีก็อาจหาญสั่งการรบ ควบคุมทหารสามเหล่าทัพ และยังได้ร่วมออกศึกแดนเหนือ ยกทัพปราบปรามอ๋องเป่ยเฉิงที่ก่อการกบฏได้สำเร็จ ทำให้เป็นที่โจษจันไปทั่วทั้งสามแคว้น เขาได้รับความเอ็นดูจากอดีตฮ่องเต้เป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเหนือกว่าองค์รัชทายาทที่มีความสามารถไม่โดดเด่น เป็นผู้ที่ได้รับการปฏิบัติเสมอองค์รัชทายาททุกประการ

            ขุนนางน้อยใหญ่ในราชสำนักไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบุ๋นหรือฝ่ายบู๊ ต่างคาดเดากันว่าอดีตฮ่องเต้จะทรงปลดองค์รัชทายาทเพื่อแต่งตั้งอ๋องหลีขึ้นแทนที่ แต่เมื่อสามปีก่อน...ราชโองการของอดีตฮ่องเต้ก็ยังคงระบุให้องค์รัชทายาทสืบทอดบัลลังก์มังกรต่อไป เวลานั้นมีขุนนางที่ภักดีต่ออ๋องหลีจำนวนมากไม่ยอมรับราชโองการนี้ แต่อ๋องหลีกลับเป็นคนแรกที่คุกเข่าถวายบังคมต่อองค์รัชทายาทในฐานะฮ่องเต้ จึงสามารถสยบเหล่าขุนนางที่ไม่ยอมรับการสืบราชบัลลังก์ได้

            นับแต่นั้น จวินจื่อหลีก็มีบรรดาศักดิ์เป็นท่านอ๋องหลีมาโดยตลอด

            ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันไม่เพียงรับสืบทอดราชบัลลังก์เท่านั้น ยังสืบทอดความรักความเอ็นดูที่มีต่ออ๋องหลีมาด้วย ทั้งยังให้ความสำคัญกับเขายิ่งนัก ส่วนอ๋องหลีเองก็ปฏิบัติตนตามธรรมเนียมประเพณี ให้ความเคารพต่อฮ่องเต้เฉกเช่นขุนนางผู้ภักดีพึงมีทุกประการ ทำให้ราชสำนักเกิดความสมัครสมานสามัคคี พี่น้องรักใคร่ปรองดอง แคว้นตงหลีจึงไม่มีเหตุการณ์นองเลือดชิงบัลลังก์ สามารถบริหารบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบมาจนถึงปัจจุบัน

            ในแคว้นตงหลี ผู้ใดก็ตามที่อยู่ข้างกายท่านอ๋องจะไม่มีวันตกอับ ดังนั้นหญิงสาวมากมายจึงคาดหวังจะได้เป็นพระชายาของท่านอ๋องหลี

            อีกทั้งเขายังมีชื่อเสียงเทียบเคียงคุณชายอันดับหนึ่งอวิ๋นจิ่น และรัชทายาทแห่งแคว้นซีเหลียงองค์ชายอวี้เหิน กระทั่งบุคคลทั่วไปให้การขนานนามว่า ‘สามบุรุษแห่งยุค’

            ในขณะที่อ๋องหลีได้รับการยกย่องท่วมท้น มากล้นเกียรติยศและบารมี แต่ฟ่งหงหลวนกลับถูกขนานนามว่า ‘หญิงไร้ค่าอันดับหนึ่งแห่งตงหลี’ จึงยากที่จะให้ราษฎรตงหลียอมรับการหมั้นหมายระหว่างทั้งสอง ต่างพากันคิดว่าฟ่งหงหลวนจะทำให้ท่านอ๋องหลีแปดเปื้อน

            ทว่านี่เป็นการหมั้นหมายพระราชทานจากอดีตฮ่องเต้ ทำให้อ๋องหลียากที่จะยกเลิกพันธสัญญา... หญิงสาวมากมายจึงหัวใจสลาย คิดว่าชาตินี้พวกนางคงสิ้นหวังเสียแล้ว คาดไม่ถึงว่าท่านอ๋องหลีจะส่งหนังสือยกเลิกการหมั้นให้ฟ่งหงหลวนในวันแต่งงาน ทำให้บรรดาหญิงสาวกลับมามีความหวังกันอีกครั้ง

            เรียกได้ว่าตอนนี้แต่ละนางต่างรอคอยว่าจะได้รับความเมตตาจากท่านอ๋องหลีบ้าง แม้ต้องเข้าจวนอ๋องในฐานะสาวใช้ พวกนางต่างยินยอมพร้อมใจทั้งสิ้น

            ไป๋เฉียนเฉี่ยนทอดสายตาเฉยชามองชายที่ก้าวตามมือปราบหลี่เข้ามา ไม่ว่าจะมองมุมไหน หญิงสาวก็ไม่สามารถเชื่อมโยงบุรุษชุดขาวผู้งดงามที่ยืนอยู่ใต้ต้นท้อในวัดชิงซันเมื่อสี่ปีก่อนกับชายหนุ่มในอาภรณ์หรูหราสีม่วงสูงศักดิ์ที่กำลังเยื้องย่างผู้นี้เข้าด้วยกันได้เลย

            พวกเขาเป็นคนละคนอย่างเห็นได้ชัด ความรู้สึกของไป๋เฉียนเฉี่ยนไม่เคยผิดพลาดมาก่อน

            หญิงสาวหลุบสายตาลงซ่อนความรู้สึก คิดเพียงว่า...บางทีคนที่ฟ่งหงหลวนตกหลุมรักเมื่อสี่ปีก่อน อาจจะไม่ใช่อ๋องหลีเสียแล้ว

            อวิ๋นจิ่นเอนกายนอนบนกำแพงอย่างเกียจคร้าน หากแต่สายตาไม่ละไปจากใบหน้าของฟ่งหงหลวน นับแต่จวินจื่อหลีก้าวเข้ามา เขายังไม่เห็นแววลุ่มหลงรักใคร่ในดวงตาคู่นั้นเลย มีเพียงความสงบนิ่งและการค้นหา จนอวิ๋นจิ่นอดรู้สึกชื่นชมหญิงสาวขึ้นมาอีกหลายส่วนมิได้

            เมื่อจวินจื่อหลีได้เห็นสภาพเรือนหลังเล็กก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง คล้ายกับไม่คิดมาก่อนว่าเหตุการณ์จะรุนแรงถึงเพียงนี้ พลันเขาก็รับรู้ถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างรุนแรงนัก พอหันไปก็พบว่ามีหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังมองเขาอยู่

            ฟ่งหงหลวนลอบยิ้มเย็น สมกับเป็นอ๋องหลีโดยแท้ ช่างมีประสาทสัมผัสเฉียบคมยิ่ง

            จวินจื่อหลีมองหญิงตรงหน้า อีกฝ่ายมีรูปร่างผอมบางกำลังเอนกายพิงกรอบประตูอย่างไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบโลหิตจนมองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริง ความรู้สึกถูกจ้องมองรุนแรงเมื่อครู่...หรือว่า...จะไม่ใช่มาจากหญิงสาวผู้นี้

            “ท่านอ๋อง แม่นางผู้นี้คือคุณหนูสามแห่งจวนเสนาบดีพ่ะย่ะค่ะ” มือปราบหลี่รายงาน

            คุณหนูสาม ฟ่งหงหลวน? ดวงตาของจวินจื่อหลีฉายแววประหลาดใจจนต้องหันกลับไปมองหญิงสาวอีกครั้ง ภายในอกยิ่งทวีความสงสัย เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายดำมืดที่พบเฉพาะในเหล่าขุนพลผู้กรำศึกจากตัวนาง สตรีนางนี้คือฟ่งหงหลวน---คู่หมั้นหมายตั้งแต่เด็กอย่างนั้นหรือ พระชายาที่เขาเพิ่งส่งหนังสือยกเลิกการหมั้นให้…

            “ท่านอ๋อง...” มือปราบหลี่เห็นจวินจื่อหลียืนนิ่งอยู่เป็นนาน ก็เอ่ยเรียกเสียงเบาอย่างเกรงกลัว

            จวินจื่อหลีหันกลับมาพลางปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วโบกมือเรียกผู้ติดตาม “จู้ฟง จุยเยว่”

            “พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง”

            “เพคะ ท่านอ๋อง”

            หนึ่งหญิงหนึ่งชายรุดขึ้นหน้าพลางตะโกนเสียงเข้ม “ท่านอ๋องหลีอยู่ที่นี่แล้ว ยังไม่รีบทำความเคารพอีก!”

            ท่านอ๋องหลี?

            ท่านอ๋องหลี?

            ...

            เพียงแค่ประโยคเดียวเท่านั้น การทะเลาะตบตีดุเดือดภายในเรือนก็หยุดชะงักทันที ทุกคนหันมองมาที่ประตู เมื่อเห็นจวินจื่อหลียืนอยู่ก็ตัวอ่อนระทวยทรุดลงแทบพื้น

            เห็นได้ชัดว่าอิทธิพลของท่านอ๋องหลีมีมากเพียงใด

            ฟ่งหงหลวนมองชายหญิงที่ยืนอยู่เบื้องหน้าจวินจื่อหลีครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุบตาลง

            “จางเซิ่งคารวะท่านอ๋อง” มือปราบจางที่อยู่ในห้อง รีบวิ่งออกมาทำความเคารพ

            “เกิดเรื่องใดขึ้น?” จวินจื่อหลีเอ่ยถาม

            “เรียนท่านอ๋อง เหล่าฮูหยินในจวนท่านเสนาบดี จู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาตบตีกัน ตอนนี้ในเรือนมีฮูหยินอีกสองคนที่ยังคงตบตีกันอยู่ กระหม่อมไร้ความสามารถ ไม่สามารถแยกพวกนางได้พ่ะย่ะค่ะ”

            “จุยเยว่ เข้าไปจัดการ” จวินจื่อหลีกวาดตามองอย่างสงบ แล้วออกคำสั่งต่อหญิงสาวที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง

            จุยเยว่รับคำ รีบก้าวเข้าไปในห้องทันที

            จวินจื่อหลีหันกลับมามองฟ่งหงหลวนอีกครั้ง ชายหนุ่มเก็บความสงสัยไว้ในใจ ขณะก้าวช้าๆ มาหยุดอยู่ไม่ห่างจากหญิงสาวมากนัก แล้วทอดสายตามองท่าทางไร้เรี่ยวแรงและสภาพย่ำแย่นั้นพลางขมวดคิ้วน้อยๆ

            “เจ้า...เป็นอย่างไรบ้าง?”

            ฟ่งหงหลวนเงยหน้ามองจวินจื่อหลี ด้วยดวงตาเรียบเฉยดั่งสายน้ำสงบนิ่ง

            ฉับพลันจวินจื่อหลีรู้สึกราวกับมีไอเย็นหนาวเหน็บแผ่ซ่านขึ้นกลางใจ

            ฟ่งหงหลวนกล่าวตอบเสียงเรียบ “นับแต่หม่อมฉันเกิดมา อดีตฮ่องเต้ก็ทรงหมั้นหมายไว้กับท่านอ๋อง ได้ชื่อว่าเป็นคนตระกูลจวิน จนถึงตอนนี้หม่อมฉันอายุสิบหกปีแล้ว ตลอดสิบหกปีนั้นเป็นเพราะท่านอ๋อง! ตั้งแต่เล็กจนโตหม่อมฉันต้องอยู่ในจวนเสนาบดีอย่างต่ำต้อย ถูกบรรดาแม่เลี้ยงและพี่น้องรุมรังแกเป็นประจำ เพราะพี่น้องเหล่านั้นต่างก็หลงรักท่าน พวกนางคิดว่าหม่อมฉันเป็นนกพิราบที่หมายจะแย่งรังนกกางเขน1”

            จวินจื่อหลีรับฟังอย่างสงบ

            พูดแล้วฟ่งหงหลวนก็ออกแรงกระชากเสื้อที่สวมอยู่ เดิมทีเสื้อนั้นเก่ามากอยู่แล้วจึงขาดโดยง่ายเผยให้เห็นเอี๊ยมชั้นในสีแดงอ่อน ในขณะที่จวินจื่อหลียืนตะลึงอยู่นั้น ฟ่งหงหลวนก็หันหลังเผยแผ่นหลังให้ประจักษ์แก่สายตา

            “ท่านอ๋องดูเองเถิด”

            แผ่นหลังของนางเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผล ทั้งรอยถูกโบยตี รอยคล้ายถูกน้ำร้อนลวก และที่น่าตกใจคือบางรอยคล้ายถูกเหล็กร้อนนาบผิว! ร่องรอยเหล่านี้มีทั้งตื้นและลึก ทั้งใหม่และเก่า เต็มแผ่นหลังบอบบาง เห็นได้ชัดเจนภายใต้แสงตะวันเจิดจ้า

            อวิ๋นจิ่นที่เอนกายอยู่บนกำแพงรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่ง ดวงตาคู่นั้นจ้องมองแผ่นหลังฟ่งหงหลวนเขม็ง

            ขณะเดียวกันใบหน้าเรียบเฉยของจวินจื่อหลีพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย สายตาจับจ้องอยู่แต่ร่องรอยบาดแผลบนแผ่นหลังตรงหน้า

            “ยังมีนางอีกคน” ฟ่งหงหลวนจัดเสื้อของตนอย่างลวกๆ ก่อนจะหันไปรั้งเสื้อด้านหลังของเฉี่ยวเอ๋อลง

            สาวใช้ส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ แผ่นหลังของนางเปิดโล่งสู่สายตาผู้คนเช่นกัน บาดแผลนั้นเป็นรอยลึกกว่าฟ่งหงหลวนเสียอีก เป็นรอยแผลน่าเกลียดน่ากลัวทั่วทั้งแผ่นหลัง จนแทบมองไม่เห็นผิวเนื้อเดิม

            “คุณหนู...” น้ำตาของเฉี่ยวเอ๋อไหลเป็นทาง

            อวิ๋นจิ่นเบนสายตาไปมองจวินจื่อหลี ดวงตาดำสนิทราวกับนิลชั้นดีในเวลานี้ยิ่งลึกล้ำ

            ฝ่ามือใต้แขนเสื้อของท่านอ๋องกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากบางเม้มแน่น

            ฟ่งหงหลวนลอบยิ้มในใจ ขนตางอนยาวหลุบต่ำเพื่อปกปิดความเย็นยะเยือกราวน้ำแข็งในแววตา แม้เขามิใช่บุรุษใต้ต้นท้อวัดชิงซันที่ฟ่งหงหลวนหลงรักเมื่อสี่ปีก่อน แต่ก็เป็นเพราะเขาที่ทำให้ฟ่งหงหลวนได้รับทุกข์ทรมานถึงขั้นยอมสละชีวิต ดังนั้นบัญชีแค้นนี้นางต้องสะสางให้จงได้!

            “ท่านอ๋องหลีเห็นชัดเจนแล้วหรือยังเพคะ” ฟ่งหงหลวนหมุนตัวกลับช้าๆ พลางมองจวินจื่อหลีเรียบเฉย

            อีกฝ่ายพยักหน้ารับ นัยน์ตาปรากฏความรู้สึกหลากหลาย “ข้าเห็นชัดเจนแล้ว”

            “ในเมื่อเห็นชัดเจน ไม่ทราบว่าท่านอ๋องหลีจะชดเชยให้กับความทุกข์ทรมานที่หม่อมฉันต้องผจญเพราะท่านอย่างไรดีเพคะ?” ฟ่งหงหลวนจ้องตาจวินจื่อหลีนิ่ง “อีกอย่างในเมื่อท่านอ๋องไม่ยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้ หลังจากที่อดีตฮ่องเต้เสด็จสวรรคตจนกระทั่งฮ่องเต้พระองค์ใหม่เสด็จขึ้นครองราชย์มาได้สามปี ช่วงเวลาเหล่านั้นท่านอ๋องสามารถยกเลิกการแต่งงานได้ทุกเมื่อ แต่กลับส่งหนังสือยกเลิกการหมั้นมาในวันแต่งงานเช่นนี้ ไม่คิดว่าเป็นการกระทำที่ใจดำไปหน่อยหรือ สำหรับผู้หญิงที่รอคอยท่านมานานถึงสิบหกปี!”

            ได้ฟังดังนั้น หัวใจของอวิ๋นจิ่นพลันตึงเครียด นี่ฟ่งหงหลวนต้องการให้อ๋องหลีรับนางเข้าสู่อ้อมอกอีกครั้งหรืออย่างไร

            “แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด?” ทั้งน้ำเสียงและแววตาของจวินจื่อหลีล้วนเฉยชาไร้ความรู้สึก

            เป็นครั้งแรกที่มีหญิงสาวกล้าสบตากับเขาตรงๆ เช่นนี้ ซ้ำยังเป็นแค่คู่หมั้นที่ถูกเขาส่งหนังสือยกเลิกการหมั้นมาให้ในวันแต่งงาน เขาไม่สามารถนำตัวตนที่ได้ยินคนภายนอกร่ำลือมาเชื่อมโยงกับสตรีที่อยู่ตรงหน้านี้ได้เลย จวินจื่อหลีพบว่านอกจากหนังสือฉบับนั้นที่เขาเขียนขึ้นเองแล้ว... เรื่องราวอื่นใดที่เกี่ยวกับตัวฟ่งหงหลวน เขาแทบไม่เคยรับรู้

            “ท่านอ๋อง...” จู้ฟงที่ยืนอยู่ทางด้านหลังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยท้วง

            จวินจื่อหลีปรายตามองอย่างเย็นชา ทำให้จู้ฟงหยุดปากทันที

            “หม่อมฉันต้องการทองคำหนึ่งแสนตำลึง และเงื่อนไขที่ท่านอ๋องต้องรับปากอีกสามข้อ” ฟ่งหงหลวนใช้มาตรฐานการจับจ่ายในโลกนี้ที่มีเงินสองอีแปะก็สามารถซื้อซาลาเปาเนื้อได้หนึ่งลูก มาเรียกราคาเสียสูงลิบ

            ใบหน้าเฉยชาของจู้ฟงถูกกะเทาะแตกอีกครั้ง เขาคิดว่านางจะขอให้ท่านอ๋องเก็บหนังสือยกเลิกการหมั้นคืน แต่คิดไม่ถึงว่าฟ่งหงหลวนจะตั้งเงื่อนไขเช่นนี้ เงินหนึ่งแสนตำลึงทองนั้นช่างมากมายนัก สามารถซื้อหัวเมืองได้ถึงห้าเมือง ตอนนี้ท่านอ๋องหลีมีหัวเมืองอยู่ใต้อาณัติปกครองสิบแห่งด้วยกัน...ทั้งนางยังต้องการให้ท่านอ๋องรับปากเงื่อนไขอื่นๆ อีกสามข้อ คุณหนูสามผู้นี้คิดจะกินคำเดียวให้อิ่มเชียวหรือ

            มุมปากของอวิ๋นจิ่นยกยิ้ม จู่ๆ เขาก็อดหัวเราะอย่างไร้เสียงออกมาไม่ได้ ช่างเป็นสตรีที่ร้ายกาจนัก

            “ว่าอย่างไรเพคะ?” ฟ่งหงหลวนถามย้ำ

            “บอกเงื่อนไขสามข้อของเจ้ามา” จวินจื่อหลียังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง

            “หม่อมฉันยังไม่ได้คิด หากคิดออกแล้วจะแจ้งให้ทราบทีหลังเพคะ ตอนนี้เพียงรับปากหม่อมฉันก็พอ” ฟ่งหงหลวนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “บาดแผลของสตรีที่ถูกถอนหมั้นในวันแต่งงานนั้น คาดว่าท่านอ๋องหลีคงจะเข้าใจ”

            “ถ้าเงื่อนไขของเจ้าไม่ข้องเกี่ยวกับงานของทางการ ข้าย่อมรับปากเจ้าได้ทั้งนั้น” จวินจื่อหลีเม้มริมฝีปากอย่างลังเลครู่หนึ่ง เขากวาดสายตาไปบนร่างของฟ่งหงหลวนซึ่งยังจัดเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยจนเห็นรอยเฆี่ยนตีรางๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ

            “ท่านอ๋อง” จุยเยว่ที่เพิ่งเดินออกมาหลังจากจัดการเรื่องในเรือนเสร็จร้องขัดขึ้นด้วยความตกใจ

            จวินจื่อหลีปรายตามองจุยเยว่อย่างเย็นชาจนใบหน้าของนางซีดเผือด รีบหุบปากทันที

            “สิ่งที่จะขอไม่เกี่ยวข้องกับงานของทางการอย่างแน่นอน” ฟ่งหงหลวนยืนยัน

            “ดี” จวินจื่อหลีพยักหน้ารับอีกครั้ง

            “คำพูดปากเปล่าเชื่อถืออ้างอิงไม่ได้ ต้องเขียนหนังสือไว้เป็นหลักฐาน” ฟ่งหงหลวนบอกต่อ

            จวินจื่อหลีมองหญิงสาวอย่างเรียบเฉยอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้ารับ

            “คุณหนูสามทำเกินไปแล้ว ท่านอ๋องรับปากแล้วก็ต้องทำตามอย่างแน่นอน” จุยเยว่เสียงแข็ง “ท่านอ๋องของเรามิใช่คนไร้สัจจะ”

            “สุนัขในจวนอ๋องออกความเห็นแทนนายได้ด้วยรึ” ฟ่งหงหลวนเอ่ยขึ้นช้าๆ

            ฉับพลันเสียงชักกระบี่ก็ดังขึ้นพร้อมกับประกายสีขาววาบขึ้นตรงหน้า กระบี่ในมือจุยเยว่พุ่งตรงเข้าสู่ตำแหน่งหัวใจของฟ่งหงหลวนอย่างแม่นยำ

            ฟ่งหงหลวนยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว

            “ถอย” จวินจื่อหลีออกคำสั่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “กลับจวนไปรับโทษ”

            “เพคะ” จุยเยว่เก็บกระบี่อย่างไม่เต็มใจ

            จวินจื่อหลีหันกลับมามองฟ่งหงหลวนอีกครั้ง ไม่นานก็เอ่ยปากรับคำช้าๆ “ย่อมได้”

            “ยังต้องมีพยานอีกด้วย” ฟ่งหงหลวนไม่แยแสต่อสายตาอาฆาตของจุยเยว่ วันนี้นางได้คืบแล้วจะเอาศอกให้ถึงที่สุด “ท่านอ๋องหลีมีบรรดาศักดิ์สูงส่ง ฟ่งหงหลวนเป็นเพียงหญิงตัวเล็กๆ เท่านั้น หากภายหน้าท่านอ๋องหลีกลับคำหม่อมฉันก็คงไม่สามารถโต้แย้งหรือเรียกร้องใดๆ ได้ ดังนั้นจำต้องมีการลงนามไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและต้องมีพยานบุคคลด้วย”

            อวิ๋นจิ่นที่นั่งดูละครอยู่บนกำแพงอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้

            จวินจื่อหลีเองก็ถึงกับเลิกคิ้วสูงขณะมองฟ่งหงหลวน แม้ภายนอกหญิงสาวจะดูบอบบาง แต่เขากลับไม่รู้สึกว่านางอ่อนแอดั่งที่เห็นแม้แต่น้อย แล้วเพราะเหตุใดหลายปีที่ผ่านมานางถึงตกอยู่ในสภาพนี้

            จวินจื่อหลีเก็บงำความสงสัยแล้วเอ่ยถาม “เจ้าต้องการให้ผู้ใดเป็นพยาน?”

            “เขา” ฟ่งหงหลวนชี้นิ้วไปที่อวิ๋นจิ่นที่นั่งอยู่บนกำแพง “ไม่ทราบว่าเขามีคุณสมบัติเพียงพอจะเป็นพยานให้กับท่านอ๋องหลีหรือไม่?”

            อวิ๋นจิ่นเงยหน้ามองฟ้าก่อนจะเอามือตบหน้าผากพลางทอดถอนใจยืดยาว เป็นหญิงใจร้ายอย่างที่คิดไว้ไม่ผิด

            จวินจื่อหลีหันไปมองตามการชี้ของฟ่งหงหลวน ก็เห็นอวิ๋นจิ่นในอาภรณ์สีขาวตัวยาวกำลังนั่งอยู่บนกำแพงอย่างเกียจคร้าน ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยซ่อนแววลึกล้ำ ตั้งแต่เขาก้าวเข้ามาก็ถูกฟ่งหงหลวนและภาพตรงหน้าดึงความสนใจจนสิ้น จึงไม่รับรู้ถึงตัวตนของชายอีกคนที่นั่งอยู่บนกำแพง

            ซ้ำชายผู้นั้นยังเป็น...

            เมื่อจู้ฟงและจุยเยว่เห็นผู้ที่นั่งอยู่บนกำแพง ใบหน้าของคนทั้งสองพลันเปลี่ยนไปทันที

            ดูท่าเขาจะต้องเป็นอีกหนึ่งผู้มีชื่อเสียงอย่างไม่ต้องสงสัย ฟ่งหงหลวนจับสังเกตสีหน้าของคนทั้งสามได้อย่างชัดเจน ก่อนจะมองท่าทางอยากเอาหัวชนกำแพงของคนที่เอาแต่มองท้องฟ้าโดยไม่พูดอะไรสักคำ... ชัดเจนว่านางเดาได้ถูกต้อง และคาดว่าอีกสักครู่นางน่าจะได้รู้ตัวตนของเขา

            มิใช่ว่าเขาอยู่รอเป็นพยานหรอกหรือ ของที่ส่งมาถึงหน้าประตูเช่นนี้จะปล่อยทิ้งให้เสียเปล่าได้อย่างไร

            อวิ๋นจิ่นมองก้อนเมฆบนท้องฟ้าแล้วถอนหายใจยาว สตรีผู้นี้รูปลักษณ์ดั่งเมฆขาวแต่ภายในกลับมีหัวใจมืดดำ เขาก็แค่แวะมาดูละครเท่านั้น เหตุใดจึงถูกดึงให้ร่วมแสดงเล่า

            ไม่น่าเลย!

            อวิ๋นจิ่นชักสายตากลับ ยกมือกุมหน้าผากพลางทอดถอนใจให้กับชะตากรรมของตน หากรู้แต่แรกเขาคงไม่อยู่ดูละครฉากนี้

            “แน่นอน การให้คุณชายอันดับหนึ่งมาเป็นพยานแก่จวินจื่อหลีนับว่ารบกวนคุณชายแล้ว” จวินจื่อหลีกลบเกลื่อนความรู้สึกในแววตา ก่อนจะเงยหน้ามองอีกฝ่ายแล้วกล่าวเสียงเย็น

            “คุณชายอวิ๋นสบายดีหรือไม่?”

            “สามารถพบท่านอ๋องหลีที่นี่ นับว่าเป็นเกียรติแก่อวิ๋นจิ่นนัก”

            ดวงตาอวิ๋นจิ่นกลอกไปมา เขาเหลือบมองฟ่งหงหลวนแล้วยกยิ้มบางๆ อาภรณ์ตัวยาวขาวสะอาดปลิวไสวตามแรงลมที่พัดผ่าน ใบหน้าหล่อเหลาราวกับภาพวาดดูเจิดจ้าสดใสนัก เขานั่งบนกำแพงอย่างสบายอารมณ์ ไม่ถูกบารมีสูงศักดิ์ของจวินจื่อหลีในอาภรณ์สีม่วงทองข่มรัศมีลงได้แม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับขับเน้นให้บุรุษผู้นี้ยิ่งดูเปล่งประกาย

            เพียงพริบตาอวิ๋นจิ่นก็ใช้วิชาตัวเบากระโดดจากกำแพงสูงลงมายืนอยู่ข้างกายฟ่งหงหลวน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดังกังวาน

            “หลวนเอ๋อเจ้าแน่ใจหรือว่าจะให้ข้าร่วมเป็นพยาน”

            หลวนเอ๋อ!

            ฟ่งหงหลวนสะกดความรู้สึกที่อยากจะตบหน้าชายผู้นี้สักฉาดสุดกำลัง นางกับเขาไม่ได้คุ้นเคยกันพอจะใช้คำเรียกขานเช่นนี้

            จวินจื่อหลีได้ยินอวิ๋นจิ่นเรียกชื่อหญิงสาวอย่างสนิทสนม ดวงตาพลันฉายแววประหลาดใจ ในเมื่ออวิ๋นจิ่นปรากฏตัวที่นี่ ก็แสดงว่าเขากับนางคงรู้จักกันมาก่อน

            ฟ่งหงหลวนปรายตามองอวิ๋นจิ่นอย่างแปลกใจ การที่บุรุษผู้นี้ไม่มีท่าทีเกรงกลัวจวินจื่อหลีก็หมายความว่าตัวเขาต้องมีดีเช่นกัน แต่ก็คิดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นคุณชายอันดับหนึ่ง

            ‘อวิ๋นจิ่น’ อย่างนั้นรึ นางมาถึงยุคนี้เพียงไม่นานก็สามารถได้พบกับสองในสามบุรุษแห่งยุคในคราวเดียวกัน นับว่าโชคดีไม่น้อย

            ฟ่งหงหลวนมองจวินจื่อหลีก่อนจะหันมามองอวิ๋นจิ่น

            บุรุษหนึ่งโอบล้อมด้วยรัศมีสีทองให้ความรู้สึกสง่างาม อีกหนึ่งบุรุษอาบไล้ด้วยรัศมีสีขาวบริสุทธิ์ดูโดดเด่น หนึ่งเยือกเย็นสุขุมดุจแสงจันทรา สดใสดั่งบุปผาบานสะพรั่ง หนึ่งรูปงามคมคายดึงดูดสายตา โดดเด่นดุจบัวขาวชูดอกอยู่กลางสระ หนึ่งลึกล้ำยากจะหยั่ง เก็บเล็บซ่อนลายปิดบังตัวตน อีกคนพลิ้วไหวซับซ้อน รอบกายปกคลุมด้วยม่านหมอกพร่ามัว

            ต้องยอมรับว่า สองบุรุษนี้เหมาะแล้วที่จะเป็น ‘สามบุรุษแห่งยุค’

            เพียงแต่เรือนหลังเล็กซอมซ่อแห่งนี้ ช่างไม่คู่ควรกับฐานะของคนทั้งสองจริงๆ

            ทว่าฟ่งหงหลวนไม่ได้หลงใหลไปกับบุรุษแห่งยุคแม้แต่น้อย หญิงสาวเพียงเอ่ยเสียงเรียบ “ก่อนหน้าเจ้าบอกว่าจะอยู่รอเป็นพยาน หรือถึงเวลาแล้วคิดจะกลับคำ?”

            “ข้าเคยกล่าวเช่นนั้น...” อวิ๋นจิ่นพูดพลางมองหน้าฟ่งหงหลวน ก่อนจะกวาดสายตาไปยังบรรดาหญิงสาวที่นอนเกลื่อนพื้นเป็นนัย “แต่ข้าไม่ได้หมายความว่าจะเป็นพยานในเรื่องนี้”

            “เจ้าเพียงกล่าวว่าจะอยู่เป็นพยาน แต่ไม่ได้บอกเช่นกันว่าจะเป็นพยานในเรื่องใดไม่ใช่หรือ?” ฟ่งหงหลวนเลิกคิ้วย้อนถาม

            อวิ๋นจิ่นถูกนางย้อนจนไร้วาจาตอบโต้ ได้แต่คิดขุ่นเคืองในใจ ทว่าสีหน้ายังคงอ่อนโยนราวกับน้ำใสไหลเย็นที่จมคนให้ตายได้ “ข้ายังสามารถปฏิเสธ หลวนเอ๋อ เจ้าคงไม่คิดฝืนใจข้าหรอกนะ”

            ฟ่งหงหลวนมองอวิ๋นจิ่นด้วยแววตาเย็นเยียบ กระทั่งอีกฝ่ายรู้สึกถึงหัวใจตนเองที่กำลังสั่นระรัว ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ “ไม่อย่างแน่นอน”

            “แต่ในเมื่อหลวนเอ๋อต้องการ ก็เป็นเกียรติของข้าที่จะได้เป็นพยานให้กับทั้งท่านอ๋องหลีและหลวนเอ๋อ... อวิ๋นจิ่นผู้นี้ยินยอมทำเพื่อเจ้า” ดวงตาชายหนุ่มทอประกายคมกล้า เขาเหลือบมองจวินจื่อหลีที่ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ พลางยกยิ้มมุมปาก

            “ในเมื่อท่านอ๋องหลีและคุณชายอวิ๋นต่างเห็นชอบ เช่นนั้นก็เริ่มกันเถิด” ฟ่งหงหลวนไม่เว้นโอกาสให้ใครคิดเปลี่ยนใจ

            จวินจื่อหลีโบกมือเรียกจู้ฟงที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ไปนำพู่กันและกระดาษมา”

            “ท่านอ๋อง” จุยเยว่พยายามทัดทาน ทว่าถูกจวินจื่อหลีปรายตามองอย่างดุดัน จึงจำต้องสงบปากลงอีกหน

            จู้ฟงขยับกายออกไปจากเรือนหลังเล็กทันที

            อวิ๋นจิ่นเห็นจู้ฟงจากไปก็หัวเราะทันที ชายหนุ่มเยื้องย่างอย่างสบายอารมณ์ไปหยุดลงตรงหน้าฟ่งหงหลวน พลางย่อกายเล็กน้อยจ้องมองนาง ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อนโยน “หลวนเอ๋อ”

ตอนที่ 2 สัญญาแรกพบ (3 จบตอน)

            แสงอาทิตย์เจิดจ้าถูกบดบังจนเกิดเงาดำขึ้นตรงหน้าฟ่งหงหลวน หญิงสาวหรี่ตามองอวิ๋นจิ่นที่อยู่เบื้องหน้าแล้วตอบกลับด้วยความเย็นชา

            “คุณชายอวิ๋น ท่านบังแสงข้า”

            “อันแสงสุริยันบนฟากฟ้า ผู้ใดจะสามารถบดบังได้” อวิ๋นจิ่นตอบเสียงนุ่ม พลางจ้องฟ่งหงหลวนด้วยดวงตางดงาม

            ฟ่งหงหลวนอึ้งงัน ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า

            ที่แท้ดวงตะวันบนฟากฟ้าก็ยังอยู่เช่นนั้น เพียงแค่นางเงยหน้าก็สามารถมองเห็นได้...

            สีหน้าฟ่งหงหลวนว่างเปล่าไปชั่วขณะ หญิงสาวเหม่อมองดวงตะวันแล้วคิดถึงดวงตะวันที่โลกอีกใบ จะใช่ดวงเดียวกันไหม หย่าหลินยังมีชีวิตอยู่ไหม แล้วหลันเย่...

            จู่ๆ ความเศร้าโศกก็แผ่ซ่านออกมาจากก้นบึ้งจิตใจ ก่อนจะแผ่ซ่านไปทั่วกาย

            อวิ๋นจิ่นรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของหญิงสาว ชายหนุ่มพลันขมวดคิ้ว แล้วยื่นมือไปขยับเสื้อผ้าของนางให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยอย่างอ่อนโยน

            ฟ่งหงหลวนเบนสายตากลับมามองอวิ๋นจิ่นอย่างเย็นชา ทว่าไม่ได้ขยับตัวหนีแต่อย่างใด

            “เคยได้ยินว่าคุณชายอวิ๋นเป็นบุรุษผู้รักความสะอาดยิ่ง แท้จริงคำร่ำลือก็เชื่อถือมิได้” จวินจื่อหลีเอ่ยขึ้นขณะจ้องมือของอวิ๋นจิ่น...แล้วให้รู้สึกขัดหูขัดตาขึ้นมาในทันใด

            อวิ๋นจิ่นหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็ติดกระดุมเม็ดสุดท้ายให้กับฟ่งหงหลวนต่อราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวกระทั่งเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มมองนางอย่างอ่อนโยน แล้วหยัดกายขึ้นช้าๆ ก่อนจะหันไปยิ้มกว้างกับจวินจื่อหลี

พลางกล่าวเป็นนัย “ถูกต้อง คำร่ำลือพวกนั้นเชื่อถือไม่ได้อย่างที่สุด”

            จวินจื่อหลีหน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน

            อวิ๋นจิ่นยื่นมือส่งให้กับฟ่งหงหลวนอีกครั้ง ขณะทอดสายตามองด้วยความห่วงใย “บนพื้นมากด้วยไอย็น เจ้าต้องระวังสุขภาพ รีบลุกขึ้นเถิด” เมื่อเห็นนางไม่มีท่าทีตอบสนอง เขาจึงยิ้มบางๆ พลางกล่าวต่อ “พู่กันกับกระดาษของท่านอ๋องหลีมาถึงแล้ว รีบเขียนหนังสือสัญญาเถิด”

            สิ้นเสียงฟ่งหงหลวนก็วางมือเปื้อนคราบโลหิตลงบนฝ่ามือของอีกฝ่ายทันที

            อวิ๋นจิ่นเห็นมือที่วางมานั้นเต็มไปด้วยคราบเลือดเกรอะกรังก็เผลอชักมือกลับอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่เพียงพริบตาชายหนุ่มก็ยื่นมาจับมือของฟ่งหงหลวนเอาไว้แน่นจนรับรู้ถึงสัมผัสอ่อนนุ่มของฝ่ามือเล็กๆ ซึ่งแฝงไอเย็นเยียบจนทำให้จิตใจไหวหวั่น มือของอิสตรีนุ่มนิ่มบอบบางเช่นนี้เชียวหรือ

            ถึงแม้มือน้อยๆ จะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตแต่เขากลับไม่มีอาการรังเกียจ ซ้ำยังเกิดความรู้สึกประหลาดยากอธิบาย อวิ๋นจิ่นมองมือเล็กๆ ที่อยู่ในอุ้งมือตนอย่างแปลกใจ

            ฟ่งหงหลวนรู้สึกถึงความอ่อนนุ่มเรียบลื่นและอบอุ่นจากฝ่ามือชายหนุ่ม ราวกับมีความร้อนแผ่กระจายรอบปลายนิ้วเย็นเฉียบของนาง หญิงสาวชักมือกลับโดยไม่รู้ตัว ทว่าถูกอวิ๋นจิ่นออกแรงรั้งไว้

            จวินจื่อหลียืนอยู่ไม่ห่างจากคนทั้งคู่ ยามที่เขาเห็นสองมือนั้นสัมผัสกันก็อดคิดจะเข้าแทรกตรงกลางไม่ได้ แต่ในหัวพลันปรากฏภาพของคนผู้หนึ่งขึ้นมาเสียก่อน จนรู้สึกว่าปฏิกิริยาเมื่อครู่ของตนนั้นช่างน่าขันนัก อวิ๋นจิ่นมีนิสัยรักความสะอาด...ข้อนี้หาใช่เรื่องโป้ปด แต่จากเหตุการณ์เมื่อครู่แสดงว่าเขาและฟ่งหงหลวนจะต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีมานานแล้ว

            จู้ฟงและจุยเยว่มองอวิ๋นจิ่นอย่างไม่เชื่อสายตา

            ใครๆ ก็รู้ว่าคุณชายอันดับหนึ่งอย่างอวิ๋นจิ่นเป็นบุรุษผู้รักความสะอาดเพียงใด แม้แต่คนใกล้ชิดข้างกายก็ไม่เคยได้เข้าใกล้เขาเกินสามฉื่อ ไม่ต้องกล่าวถึงการจับมือเช่นนี้

            ห้าปีก่อนองค์หญิงฉงหัวผู้เป็นที่รักใคร่ของแคว้นซีเหลียงได้ทำการร่ายรำต่อหน้าฮ่องเต้ซีเหลียงในวันคล้ายวันพระราชสมภพ หากแต่นางไม่ทันระวังตัวจึงเผลอไปแตะชายเสื้อของอวิ๋นจิ่นเข้า อวิ๋นจิ่นในยามนั้นชักกระบี่ออกมาทันทีหมายจะตัดมือองค์หญิงฉงหัว เคราะห์ดีที่องค์รัชทายาทอวี้เหินเข้ามาขัดขวางไว้ได้ทัน ทั้งยังมีฮ่องเต้ซีเหลียงเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้ เหตุการณ์จึงยุติ

            เรื่องในวันนั้นตัวเขาเองก็อยู่ในเหตุการณ์ เห็นท่าทางของอวิ๋นจิ่นชัดเจน ทั้งยังได้ยินว่าหลังจากกลับที่พัก อวิ๋นจิ่นถึงกับต้องแช่ตัวในบ่อน้ำร้อนนานสามวันโดยไม่ออกไปไหนเลยสักก้าว

            เนื่องจากมีความทรงจำของฟ่งหงหลวนคนเก่า ทำให้หญิงสาวล่วงรู้ถึงนิสัยรักสะอาดอันพิลึกพิลั่นของอวิ๋นจิ่นเช่นกัน เดิมทีคิดจะใช้มือเปื้อนเลือดกลั่นแกล้งเขาบ้าง นางอยากเห็นท่าทางรังเกียจของอีกฝ่าย คิดไม่ถึงว่าเจ้าตัวกลับไม่แสดงปฏิกิริยาดังคาด

            เห็นทีคำร่ำลือจะเชื่อถือไม่ได้จริงๆ

            “ขอบคุณคุณชายอวิ๋น” ฟ่งหงหลวนลุกขึ้นตามแรงฉุดของอวิ๋นจิ่น นางมองเขาอย่างเรียบเฉย น้ำเสียงยังคงเย็นเยียบเฉกเช่นสัมผัสจากมือ ทำลายภาพและบรรยากาศงดงามลงทันที

            อวิ๋นจิ่นมองหน้าฟ่งหงหลวน ดวงตางดงามของชายหนุ่มหรี่ลงจนมองไม่เห็นความรู้สึก ทำเพียงพยักหน้ารับแล้วปล่อยมือนาง

            “ไม่ต้องเกรงใจ”

            “ท่านอ๋องหลี เช่นนั้นเรามาเริ่มกันเถิดเพคะ” ฟ่งหงหลวนเอ่ยเสียงเรียบ

            สีหน้าประหลาดใจของจวินจื่อหลีแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งขรึม “ได้”

            จู้ฟงยื่นพู่กันและกระดาษให้จุยเยว่ ก่อนจะยืนค้อมตัวลงตรงหน้าจวินจื่อหลี

            จุยเยว่กัดริมฝีปากอย่างขัดใจ นางกางกระดาษลงบนแผ่นหลังจู้ฟงเรียบร้อยแล้วจึงยื่นพู่กันให้จวินจื่อหลี ทว่าสุดท้ายก็อดที่จะพูดอีกครั้งไม่ได้ “ท่านอ๋อง โปรดไตร่ตรองให้รอบคอบเถิดเพคะ คุณหนูสามตระกูลฟ่งหาได้มีเจตนาดี ยามนี้ท่านอ๋องยกเลิกการแต่งงานกับนางแล้ว ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น ใครจะรู้ว่าบาดแผลบนร่างกายเหล่านั้น เป็นการจงใจทำขึ้นเพื่อเรียกร้องความเห็นใจหรือไม่ ท่าน...”

            ใบหน้าของจวินจื่อหลีพลันเคร่งขรึมดุดันทำให้จุยเยว่หน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นสะท้านรุนแรง มิกล้าพูดต่อ

            จวินจื่อหลีรับพู่กันเอาไว้ ก่อนตวัดอักษรลงบนกระดาษอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบในรวดเดียวด้วยลายมือสวยงาม เป็นระเบียบ

            ตัวอักษรที่ปรากฏแก่สายตาทำให้ฟ่งหงหลวนอดชื่นชมในใจมิได้ ช่างเขียนได้งดงามนัก เมื่อเห็นอักษรนั้น... ความทรงจำก็หวนไปถึงหนังสือยกเลิกการหมั้นที่ยังเก็บไว้ในอกเสื้อ เป็นลายมือของเขาจริงๆ

            “ทองคำหนึ่งแสนตำลึง หม่อมฉันต้องการหลังจากนี้อีกสามวัน ส่วนเงื่อนไขสามข้อนั้นมีผลตลอดชีวิต วันนี้เป็นวันที่เจ็ด เดือนเจ็ด รัชสมัยตงหลีที่หนึ่งร้อยสิบหก พยานคือคุณชายอันดับหนึ่งอวิ๋นจิ่น สถานที่คือเรือนเล็กทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจวนเสนาบดี ท่านอ๋องหลีโปรดระบุให้ชัดเจนอย่าได้ตกหล่นเป็นอันขาด” ฟ่งหงหลวนจ้องมองพู่กันในมือจวินจื่อหลี

            อ๋องหนุ่มชะงักมือครู่หนึ่ง เขามองฟ่งหงหลวนอย่างนิ่งงันก่อนจะพยักหน้ารับ

            ดูคนให้ดูอักษร ฟ่งหงหลวนจึงตั้งใจมองตัวหนังสือที่จวินจื่อหลีเขียน บุรุษในชุดสีม่วงทองหรูหราตรงหน้าไม่ใช่คนที่สามารถมองออกได้โดยง่าย หากกล่าวตามหลักแล้ว... เขาคือบุรุษสูงศักดิ์ที่ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจ ตัวอักษรน่าจะอ่อนช้อย ปลายเส้นตวัดคม แสดงถึงความสูงส่งไม่ติดดินจึงจะถูกต้อง ทว่าตัวอักษรที่เขาเขียนออกมานั้นกลับหนักแน่น ไม่มีการตวัดปลาย เรียกได้ว่าพอดิบพอดีไม่มีขาดไม่มีเกิน น้ำหนักเส้นเสมอกันราวผืนน้ำสงบไร้คลื่น อักษรที่เห็นมิได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา นับว่าผิดปกตินัก

            คงอธิบายได้เพียงว่า อ๋องหลีผู้นี้หาได้เป็นเช่นคำร่ำลือเหมือนกัน

            ฟ่งหงหลวนหลุบตาลงเพื่อปิดบังความรู้สึก คำร่ำลือใดๆ ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับนาง ภารกิจสำคัญของหญิงสาวในยามนี้คือเงินก้อนแรกที่นางต้องมีในชีวิตใหม่ นับแต่นี้ไปฟ่งหงหลวนจะมีทุนรอนเป็นของตัวเองแล้ว

            คิดไม่ถึงเลยว่าเพิ่งจะฟื้นคืนสติในโลกใบใหม่ไม่ทันข้ามวันก็ได้พบกับบุรุษเลื่องชื่อถึงสองคน นับว่าสวรรค์มีเมตตาไม่น้อย บุรุษแห่งยุคผู้มีชื่อเสียงและยังไม่มีใครสามารถเทียบเทียมได้ นางได้พบแล้วถึงสองคน ไม่รู้ว่ารัชทายาทอวี้เหินแห่งซีเหลียงจะมีบุคลิกเช่นไร

            จวินจื่อหลีวางพู่กันแล้วหยิบกระดาษยื่นให้ฟ่งหงหลวน “เจ้าคิดว่าเขียนเช่นนี้ดีหรือไม่?”

            หญิงสาวรับมาอ่านข้อความอย่างสงบ ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วจับพู่กันลงนาม

            ลายเส้นตวัดอ่อนช้อย พลิ้วไหวแต่ทรงพลัง ทั้งยังแฝงความนุ่มนวล... ตัวอักษรของฟ่งหงหลวนนั้นเมื่อเทียบกับของจวินจื่อหลีแล้วดูอ่อนช้อยกว่ามาก นางไม่สนใจความประหลาดใจที่ฉายชัดในแววตาอ๋องหลี ทำเพียงหมุนพู่กันส่งให้อวิ๋นจิ่นที่อยู่ด้านข้าง “เชิญลงนาม” อวิ๋นจิ่นเองก็รู้สึกเช่นเดียวกับจวินจื่อหลีจนยากที่จะปิดบังอาการ เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวหนังสือที่เขียนโดยสตรีจะงดงามถึงเพียงนี้ อวิ๋นจิ่นได้แต่จับจ้องหญิงสาวอย่างนิ่งงันครู่หนึ่ง แล้วอมยิ้มมองจวินจื่อหลีที่ยืนอึ้งอย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน เขารับพู่กันจากมือฟ่งหงหลวนมาตวัดลงนามด้านข้างที่ว่างอยู่

            ตัวอักษรของอวิ๋นจิ่นสวยงามเช่นกัน ลายเส้นชัดเจน มีห่างมีชิด มีแข็งมีอ่อน คล้ายเมฆเคลื่อนคล้อย ลงน้ำหนักอย่างทรงพลัง ลายเส้นตวัดไปมาซับซ้อนหากแต่ซ่อนความแข็งแกร่งไว้ภายใน

            บรรยายได้เพียงว่าเขียนได้ดียิ่ง เป็นอักษรที่งดงามไม่แพ้ของจวินจื่อหลีและฟ่งหงหลวน หากจะอ่านคนจากลายมือคงเหมือนดั่งเมฆขาวที่ล่องลอยไร้ทิศทาง ฟ่งหงหลวนอ่านตัวตนของอวิ๋นจิ่นไม่ออก

            ชื่อของทั้งสามเรียงตามลำดับ เป็นลายมือที่สวยงาม... เหมือนกลุ่มควันสามสาย

            ทันใดนั้นฟ่งหงหลวนพลันหัวเราะ ก่อนจะรีบพับกระดาษเก็บเข้าสาบเสื้อแล้วกล่าวกับสองบุรุษที่คงยังยืนนิ่ง           

            “ขอบคุณพวกท่านมาก”

            จวินจื่อหลีมองรอยยิ้มของฟ่งหงหลวน ดวงตาของเขาคล้ายมีม่านหมอกบดบัง

            “แค่กๆ” อวิ๋นจิ่นส่งเสียงไอเบาๆ จากนั้นก็ยิ้มบางๆ ด้วยสีหน้าแช่มชื่น “หลวนเอ๋อควรขอบคุณข้าที่มาเป็นพยานให้กับเจ้าและท่านอ๋องหลีในวันนี้ เจ้าจะแสดงน้ำใจอย่างไร เจ้าน่าจะรู้ว่า ข้า---อวิ๋นจิ่น หากไม่มีผลงานก็จะไม่รับของกำนัล”

            ไม่มีผลงานไม่รับของกำนัล? จะบอกว่าวันนี้เขามีบุญคุณกับนางอย่างนั้นรึ

            ฟ่งหงหลวนขมวดคิ้วพลางปรายตามองเรือนหลังเล็ก ก่อนจะหันกลับมามองอวิ๋นจิ่น แล้วจึงเอ่ยถาม “คุณชายอวิ๋นคิดว่าควรทำอย่างไร?”

            “สามวันหลังจากนี้ที่หอฟ่งหวง เจ้าเลี้ยงอาหารข้าสักมื้อดีหรือไม่?” ดวงตาอวิ๋นจิ่นทอประกาย พลางปรายตามองเข้าไปในเรือนหลังเล็ก

            “ตอนนี้เจ้าก็เป็นเศรษฐีแล้ว เงินตั้งหนึ่งแสนตำลึงทอง เลี้ยงอาหารข้าหนึ่งมื้อมิใช่เพียงถอนขนเส้นเดียวจากวัวเก้าตัว2 แต่นับว่าเป็นการถอนขนเส้นเดียวจากวัวเก้าสิบตัวเชียวนะ ใต้หล้าในเวลานี้ผู้ที่มีเงินทองมากมายเช่นนี้ มีน้อยเสียจนนับคนได้”

            “เกรงว่ามิอาจทำได้ อีกสามวันข้าต้องรอรับเงินจากท่านอ๋องหลี” ฟ่งหงหลวนปฏิเสธทันที

            “ก็พอดีที่ข้าจะได้เป็นพยานให้เจ้าอีกครั้ง พวกเราก็นั่งรอต้อนรับอ๋องหลีด้วยกันเสียที่หอฟ่งหวงดีหรือไม่?” อวิ๋นจิ่นปรายตามองจวินจื่อหลีที่ไม่ละสายตาไปจากฟ่งหงหลวนแม้แต่น้อย ขณะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

            ฟ่งหงหลวนกำลังจะปฏิเสธอีกหน แต่อวิ๋นจิ่นไม่เปิดโอกาสให้นางได้อ้าปาก เขาหันมองจวินจื่อหลีแล้วเอ่ยถาม “ไม่ทราบว่าท่านอ๋องหลีมีความเห็นเช่นไร?”

            “ย่อมได้ อีกสามวันพบกันที่หอฟ่งหวง ข้าพร้อมรอต้อนรับทั้งสองท่าน” จวินจื่อหลีตอบเสียงทุ้มอย่างหนักแน่น

            “ประเสริฐ ทำอะไรย่อมมีหัวมีท้าย ในเมื่ออวิ๋นจิ่นรับหน้าที่เป็นพยานก็จะไม่มีทางให้หลวนเอ๋อต้องผิดหวัง ข้าย่อมทำอย่างเต็มที่แน่นอน” อวิ๋นจิ่นหัวเราะเบาๆ ใบหน้าแช่มชื่น ยิ่งเห็นหญิงสาวขมวดคิ้วนิ่วหน้า ก็ยิ่งแสดงความเบิกบานสำราญใจมากขึ้นเป็นลำดับ

            ฟ่งหงหลวนได้ยินเขาเรียกนางว่าหลวนเอ๋อไม่ขาดปาก หัวคิ้วก็ยิ่งขมวดแน่น

            อวิ๋นจิ่นทำราวกับไม่เห็นสีหน้าไม่ไว้ไมตรีของฟ่งหงหลวน ยังคงส่งยิ้มสดใสให้กับนางไม่หยุด

            จวินจื่อหลีมองทั้งสองด้วยสายตาครุ่นคิด

            บรรยากาศพลันเงียบลง

            ทันใดนั้นเองมีเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ

            “กระหม่อมถวายคำนับท่านอ๋องหลี คารวะคุณชายอวิ๋น”

            ผู้มาใหม่คือพ่อบ้านใหญ่แห่งจวนเสนาบดี---ตู้ไห่ หลายปีมานี้ตู้ไห่คอยดูแลฟ่งหงหลวนกับเฉี่ยวเอ๋ออย่างลับๆ ไม่เช่นนั้นต่อให้มีฟ่งหงหลวนสักร้อยคน ก็คงมิอาจมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้แน่

            “กระหม่อม...มีธุระต้องออกไปนอกจวน คาดไม่ถึง...” ตู้ไห่พูดไปหอบไปเพราะรีบวิ่งมา

            “วันนี้พอดีข้าเองก็ไม่มีธุระอื่น รู้ว่าที่จวนท่านเสนาบดีเกิดเรื่องจึงได้แวะมาดู” จวินจื่อหลีพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย “พ่อบ้านตู้ลุกขึ้นเถิด”

            “ขอบคุณท่านอ๋อง” ตู้ไห่รีบลุกขึ้นยืน แล้วกวาดตามองรอบเรือนหลังเล็กที่มีบ่าวไพร่สภาพดูไม่ออกว่าใครเป็นใครคุกเข่าอยู่กับพื้น จากนั้นสายตาจึงมาหยุดอยู่ที่ฟ่งหงหลวน พอเห็นใบหน้าเปื้อนเลือดของคุณหนู ตู้ไห่ก็รีบเดินเข้าไปหาด้วยใบหน้าซีดเผือดทันที “คุณหนู....”

            “ข้าไม่เป็นไร” ฟ่งหงหลวนส่ายศีรษะน้อยๆ

            ได้ฟังดังนั้น ตู้ไห่ก็ระบายลมหายใจยาวด้วยความโล่งอก ทว่า...เมื่อเขามองฟ่งหงหลวนอย่างพินิจก็รู้สึกได้ว่าวันนี้นางดูผิดแผกไปจากเดิม แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาหาคำตอบหรือสงสัยเรื่องอื่น “คุณหนูไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” กล่าวจบก็กวาดตามองไปรอบๆ พอเห็นสภาพเรือนหลังเล็ก ใบหน้าเหี่ยวย่นพลันเปลี่ยนไป “นี่...”

            ฟ่งหงหลวนมองสองมือปราบที่ยืนอยู่อีกด้าน ดูท่าทางของทั้งคู่ยังคงตกตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า หญิงสาวยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างนุ่มนวล

            “ต้องขอรบกวนพี่ชายทั้งสองและมือปราบทุกท่านแล้ว วันนี้บิดาของข้าไม่อยู่บ้าน...ลุงตู้เป็นตัวแทนของจวนเสนาบดี รบกวนพี่ชายทั้งสองเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ลุงตู้ฟังอีกสักหน”

            อวิ๋นจิ่นมองฟ่งหงหลวนด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวขัดใจ หญิงผู้นี้กับคนอื่นมีรอยยิ้มให้ แต่พอหญิงสาวปรายตามองมา คุณชายอวิ๋นพลันรู้สึกตัวว่าตนเองสนใจฟ่งหงหลวนมากไปแล้ว จึงรีบหันหน้าหนี

            ฟ่งหงหลวนมองอวิ๋นจิ่นด้วยความงุนงงแต่ก็ไม่ได้สนใจ เพียงหันกลับไปมองสองมือปราบ

            “เช่นนั้นคงต้องรบกวนมือปราบทั้งสองแล้ว” ตู้ไห่พยักหน้าเบาๆ

            จากสำนวน ‘คนเฝ้าประตูจวนเสนาบดีเปรียบดั่งขุนนางขั้นเจ็ด3’ แล้วตู้ไห่ซึ่งเป็นพ่อบ้านใหญ่ที่ดูแลความเป็นไปภายในจวน ทั้งมือปราบจางและมือปราบหลี่จึงรีบน้อมกายคารวะอย่างกระตือรือร้น “พ่อบ้านตู้และ

คุณหนูสามให้ความเกรงใจพวกเราเกินไป เป็นหน้าที่ของข้าทั้งสองคนอยู่แล้ว”

            แล้วมือปราบจางก็เป็นผู้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับตู้ไห่ฟังอีกหน

            เรื่องมีอยู่ว่าตอนที่พวกเขามาถึง คุณหนูสามก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด ทั้งฮูหยินรองและฮูหยินสี่ต่างคลุ้มคลั่งตบตีกันเอง พอพวกเขาเข้าไปห้ามกลับถูกตบหน้าฉาดใหญ่จนต้องไปตามคนมาช่วย พวกเขาจึงได้เชิญท่านอ๋องมาที่นี่

            หลังจากเล่าจบมือปราบจางก็โค้งคำนับแล้วกล่าวปิดท้าย “ข้อเท็จจริงก็เป็นเช่นนี้”

            “เหตุใดเหล่าฮูหยินถึงได้ลงมือตบตีกัน” ตู้ไห่พยักหน้ารับ ก่อนหันกลับไปถามฟ่งหงหลวน

            “ข้าเพิ่งฟื้น บรรดาแม่รองทั้งหลายจึงมาเยี่ยมเยียน แต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุใดถึงได้ตบตีกันเช่นนี้ เท่าที่รู้ก็คือแม่รองและแม่สี่ตบตีด้วยเรื่องเดินเข้าประตู แม่รองบอกว่าแม่สี่เบียดนาง ส่วนแม่สี่ก็บอกว่าแม่รองอ้วนเกินไป พอเข้ามาในเรือนได้ทั้งคู่ก็ลงไม้ลงมือกันแล้ว” ฟ่งหงหลวนตอบคำถามด้วยท่าทางที่น่าสงสาร

            อวิ๋นจิ่นเงยหน้ามองฟ้าอย่างไร้วาจาจะกล่าว หากที่ฟ่งหงหลวนเล่ามาทั้งหมดเป็นความจริง แล้วที่เขาเห็นนางขว้างปาถ้วยชา กาน้ำชา และแท่นฝนหมึกใส่ผู้คนนั่นคืออะไร ไม่รวมถึงสาวใช้ประจำตัวที่ถือขาเก้าอี้วิ่งไล่ตีผู้คนในห้อง ก็เป็นเพราะเขาตาลายไปเองอย่างนั้นหรือ

            ปากร่ำร่ำอยากจะพูดความจริงออกไปนัก ในใจของอวิ๋นจิ่นขัดแย้งกันรุนแรง

            “เฮ้อ เป็นเช่นนี้เองรึ” ตู้ไห่ทอดถอนใจก่อนจะกล่าวกับมือปราบจางและมือปราบหลี่ “ลำบากท่านทั้งสองแล้ว รอให้นายท่านกลับมา ข้าจะรายงานตามความจริง”

            มือปราบจางรีบค้อมกายอย่างนอบน้อม ไม่กล้ารับความชอบในครั้งนี้ “อันที่จริง เป็นหน้าที่ของพวกข้าอยู่แล้ว โชคดีที่วันนี้มีท่านอ๋องหลี มิเช่นนั้นคงจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเป็นแน่”

            “กระหม่อมขอเป็นตัวแทนนายท่านแสดงความขอบคุณต่อท่านอ๋องหลี” ตู้ไห่หันมาถวายคำนับ

            จวินจื่อหลีพยักหน้ารับ แล้วหันกลับมามองฟ่งหงหลวนพลางกล่าวเสียงเรียบ “เหตุการณ์ก็คงจบลงเพียงเท่านี้ อย่างไรเสียก็เป็นเรื่องภายในของจวนเสนาบดี รอท่านเสนาบดีกลับมาแล้วค่อยจัดการต่อไป คุณหนูสามมีความคิดเห็นเช่นไร?”

            “หงหลวนไม่มีสิ่งใดขัดข้อง ขอเพียงแต่แม่รองทุกท่านปลอดภัยก็พอแล้ว” ฟ่งหงหลวนเอ่ยตอบ

            ปลอดภัย? อวิ๋นจิ่นแหงนหน้ามองฟ้าอย่างอับจนถ้อยคำอีกครั้ง นางพูดจาโกหกได้หน้าตาเฉย ช่างไม่กลัวคนจับได้เอาเสียเลย

            “ในเมื่อพ่อบ้านใหญ่กลับมาแล้ว เรื่องราวที่เหลือก็ให้เขาจัดการแล้วกัน” จวินจื่อหลีมองอวิ๋นจิ่นด้วยสายตาที่ยากจะหยั่ง “หากฮ่องเต้ทรงทราบว่าคุณชายอวิ๋นมาถึงตงหลีคงดีพระทัยนัก... ข้ากำลังจะเข้าวัง คุณชายอวิ๋นไปด้วยกันเลยดีหรือไม่”

            คุณชายอันดับหนึ่งกะพริบตาปริบๆ ละสายตาจากท้องฟ้าหันมายิ้มบางๆ ที่มุมปาก “ไม่ได้มาเยือนตงหลีกว่าสี่ปี อวิ๋นจิ่นก็ระลึกถึงฝ่าบาทเช่นกัน เดิมทีคิดว่าพรุ่งนี้จะเข้าเฝ้า แต่ในเมื่อได้พบกับท่านอ๋องที่นี่ เข้าวังวันนี้เลยก็ดีเหมือนกัน”

            “ถ้าเช่นนั้น เชิญ” จวินจื่อหลีสะบัดแขนเสื้อผายมือเชื้อเชิญ

            “เชิญ” อวิ๋นจิ่นอมยิ้ม ก่อนจะเหลือบมองฟ่งหงหลวนแวบหนึ่ง ดวงตาคู่สวยกลอกไปมาแล้วก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้าฟ่งหงหลวนพลางเอียงคอมอง

            ฟ่งหงหลวนจ้องกลับด้วยสายตานิ่งเฉย คิดในใจว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้เปิดโปงตน นับว่ารู้กาลเทศะไม่น้อย

            จู่ๆ อวิ๋นจิ่นก็หัวเราะเสียงต่ำน่าฟังออกมา ใบหน้าหล่อเหลายิ่งเปล่งประกายสดใสราวบัวขาวแย้มกลีบบาน มองแล้วเพลินตานัก

            หัวใจฟ่งหงหลวนวูบไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

            อวิ๋นจิ่นจับมือนางขึ้นมาแล้วสวมกำไลหยกสีเขียวมรกตให้ พร้อมกับกระซิบข้างหู “หลวนเอ๋อ เจ้าปรารถนากำไลหมอกมรกตวงนี้ของข้ามานาน วันนี้ข้าอารมณ์ดีนัก ขอมอบให้เจ้าก็แล้วกัน”

            ฟ่งหงหลวนตะลึงงัน นางไปอยากได้กำไลของเขาตั้งแต่เมื่อไร ปฏิกิริยาตอบกลับคือรีบถอดกำไลคืนไป แต่เมื่อได้สัมผัสเนื้อหยกก็พลันชะงัก ฟ่งหงหลวนก้มลงมองกำไลที่ข้อมือด้วยความประหลาดใจ

            อวิ๋นจิ่นทำราวกับรู้สึกพึงพอใจต่อการแสดงออกของฟ่งหงหลวนยิ่งนัก ชายหนุ่มหัวเราะอีกครั้ง “หลวนเอ๋อ ในเมื่อเจ้าชอบก็ต้องรักษาไว้ให้ดี ของสิ่งนี้เป็นตัวแทนจากใจข้าเชียวนะ ในเมื่อเจ้ารับไว้ก็จะไม่มีหนทางให้เปลี่ยนใจในภายหลัง”

            แม้น้ำเสียงจะทุ้มต่ำ แต่ทั่วทั้งจวนเสนาบดียังคงได้ยินเสียงหัวเราะเบิกบานนั้น

            ฟ่งหงหลวนรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว นางพยายามถอดกำไลออก แต่กลับพบว่ากำไลวงใหญ่ที่ใส่อยู่นั้น บัดนี้หดลงจนมีขนาดพอดีกับข้อมือของนาง ทำอย่างไรก็ไม่สามารถถอดได้

            ฟ่งหงหลวนขมวดคิ้วมุ่นขณะมองอวิ๋นจิ่น ซึ่งในยามนี้กำลังหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

            อวิ๋นจิ่นหมุนตัวกลับไปหาจวินจื่อหลี “ท่านอ๋องหลี เชิญ”

            จวินจื่อหลีเองก็กำลังจับจ้องกำไลบนข้อมือของฟ่งหงหลวนด้วยแววตาลุ่มลึก ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “เชิญ”

            “หลวนเอ๋อ อีกสามวันให้หลังพบกันที่หอฟ่งหวง อย่าลืมเสียเล่า” อวิ๋นจิ่นพูดทิ้งท้ายก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป

            จวินจื่อหลีมองฟ่งหงหลวนอีกครั้งด้วยแววตาอ่านไม่ออก แล้วหมุนตัวเดินตามออกไปโดยไม่เอ่ยวาจาใด

            เงาร่างของบุรุษทั้งสองจากไปพร้อมกัน หนึ่งอาภรณ์สีขาวงามสง่านุ่มนวลอ่อนโยนไร้ที่ติ อีกหนึ่งอาภรณ์สีม่วงทองหรูหรา สูงศักดิ์เหนือสามัญชน

            “น้อมส่งท่านอ๋องหลี น้อมส่งคุณชายอวิ๋นจิ่น” คนที่อยู่ในเรือนเล็กทั้งหมดต่างคุกเข่าลงพร้อมกัน

            เมื่อไม่มีสองบุรุษแห่งยุค เรือนหลังเล็กซอมซ่อก็อับแสงลงกว่าครึ่ง

 

ตอนที่ 3 วางแผนเอาคืน (1)

            เมื่ออวิ๋นจิ่นและจวินจื่อหลีจากไป มือปราบจางและมือปราบหลี่ก็ขอตัวกลับเช่นกัน เรือนหลังเล็กที่วุ่นวายอยู่นานจึงเงียบสงบลง

            ฟ่งหงหลวนก้มหน้ามองข้อมือ กำไลหยกสีเขียวมรกตผิวสัมผัสเนียนลื่น เนื้อละเอียดเกลี้ยงเกลา มีความอุ่นร้อนแผ่กระจายออกมาบางๆ นับเป็นหยกเนื้อดีหายาก และที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ แม้จะไม่มีร่องรอยการแกะสลักลวดลายใดๆ บนตัวกำไล แต่ภายในเนื้อหยกกลับมีลายเส้นจางๆ คล้ายม่านหมอกที่ด้านหนึ่งมีรูปร่างคล้ายขนนก ส่วนอีกด้านนั้นคล้ายกับมีเส้นไหมสีขาวนุ่มนวลแทรกอยู่ในเนื้อหยกสีเขียวสด

            มิน่าถึงได้ชื่อว่า ‘กำไลหมอกมรกต’ ช่างตั้งชื่อได้ไพเราะนัก สมกับเป็นสิ่งเลอค่าหายาก เพียงแต่...

            ฟ่งหงหลวนขมวดคิ้วมุ่นขณะเพ่งมองกำไลบนข้อมือ ในหัวของนางมีอักษรผุดขึ้นมา ‘กำไลหมอกมรกต ชนเผ่าเมฆา’

            ฟ่งหงหลวนพยายามค้นหาความทรงจำในสมองเกี่ยวกับชนเผ่าเมฆา รู้เพียงว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในหุบเขาเมฆา เป็นชนเผ่าลึกลับที่มีวิชาอาคมและพลังวิเศษทำให้สถานะสูงส่งมากในยุคนี้ เพียงแต่บันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวของชนเผ่าเมฆานั้นแทบไม่มีเลย

            ไม่มีใครรู้ว่าหุบเขาเมฆาตั้งอยู่ที่ใด อีกทั้งยังไม่มีใครกล้าพูดถึงเผ่าเมฆาอีกด้วย

            คิ้วของฟ่งหงหลวนยิ่งขมวดแน่น นางมองสิ่งที่อยู่บนข้อมืออย่างพินิจพิเคราะห์

            “คุณหนู...” เฉี่ยวเอ๋อที่ยังตกใจอยู่ ส่งเสียงเรียกฟ่งหงหลวนเบาๆ

            ฟ่งหงหลวนหันมายิ้มให้บางๆ “อืม”

            “คุณหนูเจ้าคะ...” ปากเฉี่ยวเอ๋อสั่นระริก เป็นคุณหนูจริงๆ คุณหนูมักจะยิ้มให้นางเช่นนี้เป็นประจำ แล้วเหตุใดนางยังรู้สึกว่ามีสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมเล่า

            “ลุงตู้ กำไลนี้มีปัญหาหรือไม่?” ฟ่งหงหลวนไม่สนใจท่าทางของเฉี่ยวเอ๋อ นางหันไปถามตู้ไห่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

            “คุณหนูรู้จักคุณชายอวิ๋นตั้งแต่เมื่อใด?” พ่อบ้านไม่ตอบ กลับย้อนถามด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

            “เมื่อครู่”

            “เมื่อครู่หรือขอรับ!” ตู้ไห่แทบไม่อยากเชื่อเพราะจากท่าทีสนิทสนมที่อวิ๋นจิ่นแสดงออกต่อคุณหนูนั้น ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งรู้จักกันเพียงครู่แม้แต่น้อย

            “เป็นเมื่อครู่จริงๆ” ฟ่งหงหลวนยืนยันเสียงเรียบ

            “ท่านลุงตู้ คุณหนูเพิ่งรู้จักคุณชายอวิ๋นเมื่อสักครู่นี้เอง ก่อนหน้านี้คุณหนูไม่เคยพบเขามาก่อนเลย” เฉี่ยวเอ๋อพยักหน้ารับรองแข็งขัน

            ตู้ไห่รีบค้อมกายลง “ข้าขอบังอาจเตือนคุณหนู ของชิ้นนี้คุณหนูรีบส่งคืนให้คุณชายอวิ๋นจะดีที่สุด”

            ฟ่งหงหลวนเลิกคิ้วรอให้พ่อบ้านอธิบายต่อ เพราะตามความทรงจำของ ‘ร่างนี้’ กำไลหมอกมรกตเป็นสิ่งล้ำค่าของเผ่าเมฆาอย่างแน่นอน

            “ของชิ้นนี้เป็นสมบัติชิ้นสำคัญของเผ่าเมฆา ได้ยินว่าจะไม่มอบให้คนนอก ข้าเกรงว่ามันจะเป็นภัยต่อคุณหนู” ตู้ไห่กล่าวตามตรง

            ฟ่งหงหลวนพยักหน้ารับ “อวิ๋นจิ่นเป็นคนของเผ่าเมฆารึ?”

            “คุณชายอวิ๋นนั้นความเป็นมาลึกลับ ใต้หล้านี้มีเพียงไม่กี่คนที่ล่วงรู้ชาติกำเนิดของเขา แต่วันนี้เมื่อได้เห็นกำไลหมอกมรกตอยู่กับคุณชายอวิ๋น คาดว่าเขาคงเป็นคนของเผ่าเมฆาแน่แล้ว”

            ฟ่งหงหลวนคิดว่าไม่เพียงแต่อวิ๋นจิ่นจะเป็นคนของเผ่าเมฆาเท่านั้น แต่ต้องมีความสำคัญกับเผ่าอีกด้วย นางมองกำไลที่สวมอยู่บนข้อมือ... เนื้อหยกไม่เย็นเช่นหยกทั่วไป หากแต่มีไออุ่นร้อนบางๆ แผ่ซ่านจากข้อมือเข้าสู่ร่าง “อีกสามวันให้หลัง ข้าจะคืนเขาเอง”

            ตู้ไห่พยักหน้า สายตาที่มองฟ่งหงหลวนฉายแววรักใคร่เอ็นดู ราวกับกำลังมองลูกหลานของตนก็ไม่ปาน

            ฟ่งหงหลวนมองตู้ไห่พลางกล่าว “หลายปีมานี้ ข้าโชคดีที่ได้ลุงตู้คอยดูแล”

            “ข้ารับปากฮูหยินไว้แต่กลับไม่ได้ดูแลคุณหนูให้ดี ช่างน่าละอายยิ่งนัก” ตู้ไห่กวาดตาไปรอบๆ เรือนเล็กซอมซ่อหลังนี้อย่างละอายใจ “เรื่องของท่านอ๋องหลี... คิดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ หากเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนู วิญญาณของฮูหยินคงสาปแช่งตู้ไห่ที่ไร้ความสามารถ ไม่ดูแลคุณหนูให้ดี”

            ตู้ไห่เรียกนางว่าคุณหนูไม่ใช่คุณหนูสาม ฟ่งหงหลวนรับรู้ถึงความเคารพรักที่ตู้ไห่มีให้ว่าไม่ใช่เช่นพ่อบ้านธรรมดาทั่วไป จากความทรงจำ... หลายปีมานี้ขณะที่ฟ่งหงหลวนและเฉี่ยวเอ๋อตกอยู่ในเหตุการณ์คับขันที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ทุกครั้งจะเป็นเขาที่ปรากฏตัวเข้าช่วยเหลือพวกนางไว้ได้ทันเวลา

            ตู้ไห่ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแต่กลับซ่อนตัวเก็บงำความสามารถ คอยดูแลรับใช้อยู่ในจวนเสนาบดีเพราะเหตุใดกัน ฟ่งหงหลวนคิดพลางส่ายหน้าก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรื่องนั้นไม่ใช่ความผิดของลุงตู้ เมื่อจวินจื่อหลีทิ้งข้า ก็ถือว่าเขามีตาแต่ไร้แวว”

            ตู้ไห่มองฟ่งหงหลวนอย่างตกตะลึง

            หญิงสาวยิ้มบางๆ พลางล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบกระดาษสัญญาที่เขียนเมื่อครู่ออกมากางต่อหน้าตู้ไห่ “แต่เขาก็ได้ชดใช้ให้ ข้าใคร่ครวญดีแล้วว่าหากเทียบกับตำแหน่งพระชายาของท่านอ๋องหลี กระดาษแผ่นนี้ดูจะเป็นความจริงเสียยิ่งกว่า ลุงตู้มีความคิดเห็นว่าอย่างไร?”

            ตู้ไห่อ่านข้อความที่เขียนบนกระดาษอย่างประหลาดใจ และพิศวงยิ่งขึ้นเมื่อได้เห็นลายมือของฟ่งหงหลวน ความรู้สึกตื้นตันพลุ่งพล่านขึ้นในอก เขารู้ดีว่าฮูหยินเป็นสตรีที่ปรีชาสามารถเพียงใด แล้วคุณหนูจะกลายเป็นหญิงไร้ค่าอย่างที่ใครต่อใครร่ำลือได้เช่นไร ตู้ไห่พินิจมองฟ่งหงหลวน แม้วันนี้นางจะอยู่ในสภาพย่ำแย่จนแทบดูไม่ได้ แต่ก็ไม่อาจบดบังรัศมีเจิดจรัสที่เปล่งประกายออกมา ไม่รู้ว่ายามนี้จะถึงเวลาที่ฮูหยินเคยสั่งเสียให้เขามอบสิ่งของบางอย่างแก่คุณหนูแล้วหรือยัง

            “ดวงวิญญาณของฮูหยินจะต้องยินดีเป็นแน่ อ๋องหลีไม่เห็นคุณค่าของคุณหนู นับว่าเขาไร้วาสนานัก” ตู้ไห่พูดด้วยความภาคภูมิใจ

            ฟ่งหงหลวนหัวเราะแล้วเก็บกระดาษสัญญาไว้ที่เดิม

            ขณะนั้นพลันมีเสียงฝีเท้ามากมายกำลังมุ่งตรงมายังเรือนหลังเล็ก แทรกด้วยเสียงคล้ายเครื่องประดับกระทบกัน อีกทั้งยังมีกลิ่นเครื่องหอมรุนแรงโชยมาด้วย...

            “คุณหนูเจ้าคะ พวกคุณหนูสี่กลับมากันแล้ว” เฉี่ยวเอ๋อร้องอย่างตื่นตระหนก

            ฟ่งหงหลวนเงยหน้ามองท้องฟ้า คำนวณว่ายามนี้น่าจะเป็นยามเก้า เหล่าพี่น้องของนางคงกลับมาจากการเรียนหนังสือแล้ว มุมปากฟ่งหงหลวนยกยิ้มเย็นชาขณะที่ดวงตาทอประกายแข็งกร้าว

            “จะต้องกลัวไปไย พวกนางไม่ใช่ตัวประหลาด แล้วข้างในก็ยังมีเหล่าฮูหยินนอนเรียงรายบนพื้นกันอยู่เลย”

            นางกล้าลงมือกับผู้เป็นมารดา แล้วนับประสาอะไรกับผู้เป็นลูก

            เฉี่ยวเอ๋อรีบสลัดความหวาดกลัวออกไปแล้วพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน แต่เมื่อหวนคิดถึงนิสัยเอาแต่ใจไร้เหตุผลของคุณหนูคนอื่นๆ แล้ว ร่างเล็กของนางก็สั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้

            ตู้ไห่มองคุณหนูของตนอย่างครุ่นคิด การที่ท่านอ๋องหลีส่งหนังสือยกเลิกการหมั้นให้ในวันแต่งงาน คือการสร้างบาดแผลใหญ่ให้ฟ่งหงหลวน เมื่อรอดชีวิตมาได้นิสัยจึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ความเข้มแข็งและกล้าหาญที่เก็บงำไว้ถูกผลักดันออกมา กลายเป็นคุณหนูที่มีนิสัยคล้ายฮูหยินในอดีต

            ตู้ไห่มองตรงไปหน้าประตูด้วยดวงตาแข็งกร้าว ดุดัน

            “ท่านแม่” ฟ่งจินหลิง---คุณหนูสี่แห่งจวนเสนาบดีสวมอาภรณ์สีแดงสดวิ่งตรงเข้ามา พอเห็นฟ่งหงหลวนก็ตวาดเสียงดัง

            “นังคนชั้นต่ำ! เจ้าทำอะไรท่านแม่ข้า”

            เฉี่ยวเอ๋อมองฟ่งจินหลิงแล้วขยับเข้าไปใกล้ผู้เป็นนายโดยไม่รู้ตัว

            ฟ่งหงหลวนกระดกปลายเท้าเพียงเล็กน้อย หินก้อนหนึ่งก็กระเด็นไปทางฟ่งจินหลิงทันที

            “ว้าย!” ฟ่งจินหลิงร้องเสียงแหลม แล้วทรุดลงกับพื้น

            ดวงตาของตู้ไห่ฉายแววประหลาดใจ คุณหนูรู้วรยุทธตั้งแต่เมื่อใด หรือว่าผนึกจะถูกคลายแล้ว! คิดถึงตรงนี้เขาจ้องมองใบหน้าฟ่งหงหลวน ทว่ายังคงเห็นลำแสงสีเขียวปรากฏอยู่ที่ระหว่างคิ้วทั้งสองเหมือนเดิม จึงได้แต่เก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจ

            “บังอาจนัก! นังหงหลวน เจ้ากล้าลอบกัดข้ารึ” ฟ่งจินหลิงเอามือกุมเท้าพลางร้องด่าฟ่งหงหลวน

            ลอบกัด? ฟ่งหงหลวนฉีกยิ้มมุมปากเหยียดหยาม ในเมื่อกล้าด่าผู้คนเช่นนี้ แสดงว่าที่ลงมือไปเมื่อครู่คงเบาเกินไปกระมัง ขณะที่กำลังคิดว่าจะเตะก้อนหินเพื่อปิดปากนางอีกทีดีหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงแหลมเล็กดังขึ้นอีกสองเสียง ตามมาด้วยร่างในอาภรณ์สีเขียวสดและสีแดงเพลิงเจิดจ้า ทั้งคู่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน เป็นคุณหนูห้า---ฟ่งชิงหลิง และคุณหนูหก---ฟ่งอิ๋นหลิง

            ฟ่งหงหลวนมองทั้งสองแล้วตวัดปลายเท้าอีกหน หินสองก้อนถูกเตะตรงเข้าใส่พวกนางทันที

            ‘ปั้ก ปั้ก’ เป็นไปตามคาด ทั้งสองกรีดร้องเสียงหลง แล้วก็ทรุดลงไปกองกับพื้น

            คุณหนูห้าและคุณหนูหกนั่งร้องไห้น้ำตาอาบแก้ม มือจับที่ข้อเท้าแน่น ทั้งสองไม่ได้เจ็บที่ล้มลง แต่เจ็บข้อเท้า ตู้ไห่มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตกตะลึง การลงมือเมื่อครู่เขามั่นใจว่าหากคุณหนูของเขาคิดจะ ‘ฆ่า’ จริงๆ พวกนางไม่มีทางรอด ที่ผ่านมาเขาปฏิบัติตามคำสั่งของฮูหยินอย่างเคร่งครัด... ต้องให้คุณหนูมีอันตรายถึงชีวิตเท่านั้นจึงจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้ หากเป็นในยามปกตินั้นต้องไม่แม้แต่จะไถ่ถาม...อย่าให้ความสนใจ

ฟ่งหงหลวน เขาไม่รู้เลยว่าคุณหนูไปเรียนวรยุทธจากใคร หรือว่า...คุณชายอันดับหนึ่ง---อวิ๋นจิ่น!

            ฟ่งหงหลวนเห็นสีหน้าตกตะลึงของตู้ไห่มาตั้งแต่ต้นแต่ไม่ได้สนใจ สายตายังคงจับจ้องหญิงสาวสามคนที่นั่งอยู่บนพื้นอย่างเย็นชา

            “ใครบังอาจลอบกัดข้า!” ฟ่งชิงหลิงที่ทำตัวเลียนแบบฟ่งจินหลิงเพราะติดตามอีกฝ่ายตลอดเวลา ตวาดเสียงดังด้วยความโกรธ

            ส่วนฟ่งอิ๋นหลิงที่มีลุงเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งราชสำนัก จึงพอได้เรียนวิชาหมัดมวยมาบ้าง เมื่อตั้งสติได้ก็กวาดตามองรอบกายอย่างรวดเร็ว สุดท้ายมาหยุดอยู่ที่ฟ่งหงหลวนที่อยู่หน้าประตู เมื่อเห็นใบหน้าเปื้อนเลือดของอีกฝ่ายก็ตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตวาดเสียงดัง “หงหลวน นังคนชั้นต่ำ เจ้ากล้าเตะหินใส่พวกเรารึ!”

            “หงหลวน ช่างรนหาที่ตายนัก! กล้าลอบกัดเตะก้อนหินใส่พวกเรา เจ้ามันคนชั้นต่ำ...” ฟ่งชิงหลิงไม่ยอมน้อยหน้าร่วมด่าด้วย

            คำว่า ‘คนชั้นต่ำ’ ที่หลุดจากปากของทั้งสองดังไปทั่วเรือนหลังเล็ก

            ตู้ไห่สีหน้าเคร่งเครียด กำลังจะเอ่ยปากก็เห็นว่ามีคนวิ่งกรูกันเข้ามาสมทบ...เป็นคุณหนูเจ็ดและคุณหนูคนอื่นๆ

            ฟ่งหงหลวนกวาดตามองกลุ่มคนที่มาใหม่ เป็นกลุ่มเด็กสาวหลายวัยที่รีบวิ่งเข้ามา พอก้มมองที่พื้นก็พบว่าไม่มีก้อนหินเหลือแล้ว จึงอดขมวดคิ้วมิได้ นางเงยหน้ามองคุณหนูทั้งสองที่เพิ่งด่าตน จ้องมองพวกนางด้วยสายตาเยือกเย็นดุดัน...จนกระทั่งใบหน้าเล็กๆ ที่อิ่มเอิบราวดอกหลีฮัวหลังฝนเริ่มซีดเผือด ทั้งคู่รับรู้ได้ถึงรังสีอำมหิตจากคนที่จ้องมอง จึงไม่กล้าด่าต่อ ฟ่งหงหลวนเดินเข้าไปหาทั้งคู่ช้าๆ

            “พวกเจ้าด่าข้าว่าเป็นคนชั้นต่ำ” ฟ่งหงหลวนเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าคุณหนูทั้งสอง

            ทั้งคู่สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน เมื่อก่อนฟ่งหงหลวนเป็นคนอ่อนแอ เอาแต่เก็บตัวหลบหน้าไม่กล้าเจอคนอื่น แต่ละครั้งที่ถูกด่าก็นิ่งฟังอย่างอดกลั้น ไม่เหมือนวันนี้... แววตาเรียบเฉยที่ฟ่งหงหลวนมองมานั้น ทำให้พวกนางรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่ผุดขึ้นในก้นบึ้งหัวใจ จนอยากจะหลบหนีจากไปโดยเร็ว

            เพราะเป็นฝ่ายรังแกมาแต่เด็กเสียจนเคยตัว ฟ่งอิ๋นหลิงจึงข่มความหวาดกลัวแล้วจ้องหน้าฟ่งหงหลวนกลับ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงชิงชัง

            “พวกเราด่าเจ้าแล้วจะทำไม หงหลวน เจ้ากล้าพูดหรือว่าตัวเองมิใช่คนชั้นต่ำ”

            “เจ้าลองบอกมาสิ ว่าข้าเป็นคนชั้นต่ำอย่างไร” ฟ่งหงหลวนเลิกคิ้วสูงแล้วย้อนถาม

             “เจ้า... เจ้า...” ฟ่งอิ๋นหลิงถูกฟ่งหงหลวนจับจ้องเช่นนั้นก็กระถดถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว แต่เมื่อคิดถึงข่าวใหญ่น่าตื่นตะลึงที่นางได้ยินมาก่อนหน้า คิดถึงร่างงามสง่าในอาภรณ์สีม่วงทองหรูหราผู้นั้นแล้ว ความกล้าของฟ่งอิ๋นหลิงก็คืนมา

            “เจ้ามันหน้าด้านไร้ยางอาย ต่ำช้า บังอาจถอดเสื้อผ้ายั่วยวนท่านอ๋องหลี!”

            “เจ้าเองก็ถอดเสื้อผ้ายั่วยวนเขาได้เช่นกัน ลองดูสิว่าเขาจะให้เงินเจ้าถึงหนึ่งแสนตำลึงทองพร้อมกับสัญญาอีกสามข้อหรือไม่” ฟ่งหงหลวนย่อตัวลงโน้มกายเข้าใกล้ฟ่งอิ๋นหลิงแล้วจ้องอีกฝ่ายตาเขม็ง

            ฟ่งอิ๋นหลิงหน้าแดงก่ำขณะเผลอถอยหลัง แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ “เจ้ามันหน้าไม่อาย ท่านอ๋องหลีไม่เอาแล้วยังกล้าทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ ไร้ยางอายนัก!”

            “เจ้าคงคิดอยากจะทำเช่นเดียวกันแต่ไม่มีโอกาส” ฟ่งหงหลวนสวนกลับเสียงเย็น

            “ข้าไม่เหมือนเจ้า ที่หน้าด้านไร้ยางอายเช่นนั้น” ฟ่งอิ๋นหลิงรีบแก้ตัวราวกับถูกคำพูดทิ่มแทงใจ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดอีกครั้ง

            ฟ่งหงหลวนหันมองฟ่งชิงหลิงบ้าง “เจ้าก็มีความคิดเช่นเดียวกับนางใช่หรือไม่?”

            ใบหน้าของฟ่งชิงหลิงเปลี่ยนไปมาระหว่างสีแดงก่ำกับขาวซีด นางมองฟ่งหงหลวนที่ทั้งเนื้อทั้งตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตแล้วปิดปากอย่างรังเกียจ

            “เจ้ามันคนชั้นต่ำ ออกไปให้ห่างจากข้านะ ช่างสกปรกนัก...”

            “สกปรก?” ฟ่งหงหลวนเลิกคิ้วแล้วขยับเข้าใกล้ฟ่งชิงหลิง “เจ้าก็มีความคิดเช่นเดียวกับนางใช่หรือไม่?”

            ฟ่งชิงหลิงกระถดถอยหลังหนี แล้วก็คิดถึงเรื่องที่ได้ยินผู้คนโจษจันกันทั่วทุกตรอกซอกซอยว่า ท่านอ๋องหลีรับปากมอบเงินหนึ่งแสนตำลึงทองให้แก่ฟ่งหงหลวนพร้อมรับเงื่อนไขอีกสามข้อเพื่อเป็นการชดใช้ให้แก่นาง คนชั้นต่ำที่เคยใช้ชีวิตอย่างไร้ความหวัง เหตุใดจึงได้รับความเมตตาจากอ๋องหลีอีกครั้ง ช่างไร้ยางอายเสียจริง

            เมื่อคิดมาถึงตรงนี้จึงบันดาลโทสะด่าทออีกครั้ง “เจ้ามันไร้ยางอาย กล้ายั่วยวนท่านอ๋องหลีกลางวันแสกๆ ไหนจะยังมีคุณชายอวิ๋นจิ่นอีกคน ช่างไร้ค่าต่ำช้าเหมือนมารดาเจ้าไม่มีผิด ว้าย!!”

            เพียะ!

            “กรี๊ด เจ้ากล้าตบข้า” ฟ่งชิงหลิงยกมือกุมแก้ม ปกติต้องเป็นนางไม่ใช่หรือที่ตบฟ่งหงหลวน แล้วทำไม...

            ฟ่งหงหลวนเลิกคิ้วพลางเงื้อมือขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะตวัดลงบนใบหน้าเนียนของฟ่งชิงหลิงอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงดังติดๆ กันถึงสามครั้ง ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของฟ่งชิงหลิง ใบหน้าเล็กบัดนี้เป็นรอยแดงรูปนิ้วมือทั้งห้าชัดเจน!

            ฟ่งหงหลวนตบอย่างมีชั้นเชิง นางตวัดมือลงบนแก้มเพียงด้านเดียวเท่านั้น ฝ่ามือสะบัดไปสี่ครั้งทำให้ใบหน้าเล็กๆ ด้านนั้นของฟ่งชิงหลิงบวมตุ่ยราวกับซาลาเปาลูกใหญ่ ฟ่งหงหลวนชักมือกลับ พลางเลิกคิ้วถาม “คิดว่าข้าไม่กล้าตีเจ้ารึ มีระบุไว้ที่ใดกันเล่า”

            “ฟันของข้า...” ฟ่งชิงหลิงรู้สึกมึนงงราวกับโลกหมุนกลับด้าน ค่อยๆ คายสิ่งที่ค้างอยู่ในปาก---ฟันสองซี่หลุดออกมาพร้อมเลือดไหลหยดลงพื้น

            “ฟันของเจ้าท่าจะชอบดินในสวนของข้านะ” ฟ่งหงหลวนเอ่ยเสียงเรียบ

            ฟ่งชิงหลิงหน้ามืดหมดสติไปทันที

            ช่างไม่ทนมือทนเท้าเอาเสียเลย... ฟ่งหงหลวนจึงหันมามองฟ่งอิ๋นหลิงที่นั่งอยู่ข้างๆ แทน

            “หงหลวน เจ้าบังอาจนัก กล้าลงมือตีนาง เจ้า...” ฟ่งอิ๋นหลิงมองฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่เชื่อสายตา เพียงเห็นฟ่งหงหลวนเงื้อมือขึ้น ใบหน้าสวยๆ ของนางก็ซีดเผือด รีบใช้มือจับข้อเท้าแล้วกระถดตัวถอยหลัง “เจ้ากล้ารึ นังผู้หญิงแพศยา เจ้ากล้าตีข้า ท่านลุงของข้าต้องไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ โอ๊ย...”

            ไม่ทันขาดคำ เสียงเดิมก็ดังขึ้นสามครั้งติด ใบหน้างดงามของฟ่งอิ๋นหลิงปรากฏรอยปื้นแดงรูปฝ่ามือทันทีพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวน

            แม้ฟ่งหงหลวนจะไม่ได้ตบจนฟันร่วง แต่บนใบหน้าก็มีรอยเล็บเป็นทางยาวห้ารอย มีเลือดซึมออกมา ฟ่งหงหลวนสะบัดข้อมือแล้วก้มมองเล็บที่ตอนแรกคิดจะตัดให้สั้น คิดไม่ถึงว่าเล็บยาวก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน เช่นนั้นอย่าเพิ่งตัดดีกว่า

            “หน้าข้ามีคำว่าไม่กล้าเขียนไว้อย่างนั้นหรือ” ฟ่งหงหลวนมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา

            “หน้าข้า...” ฟ่งอิ๋นหลิงร้องโหยหวน แล้วก็รู้สึกเหมือนภาพตรงหน้าพลันมืดมิด สุดท้ายก็เป็นลมหมดสติไป

            ฟ่งหงหลวนเลิกสนใจทั้งสองคน หันไปจ้องมองกลุ่มเด็กสาวซึ่งยืนนิ่งด้วยความตื่นตะลึง ทั้งหมดได้ชื่อว่าเป็นน้องสาวของนางก็จริง แต่ทุกคนล้วนมีส่วนรังแกนางและเฉี่ยวเอ๋อไม่น้อยไปกว่ากัน ฟ่งหงหลวนเลิกคิ้วพลางเอ่ยถาม

            “ตื่นเต้นหรือไม่... สนุกหรือไม่”

            คุณหนูเหล่านั้นต่างมองฟ่งหงหลวนอย่างหวาดกลัว ทั้งหมดยืนเบียดตัวเข้าหากันจนแน่นเป็นก้อนแล้วขยับถอยหลังไปคนละก้าว

            ฟ่งหงหลวนมองเหล่าเด็กสาวอย่างครุ่นคิด คนที่โตกว่าใครนั้นมีอายุเพียงสิบปี ส่วนคนเล็กสุดมีอายุแค่ห้าปีเท่านั้น... ในความทรงจำของฟ่งหงหลวนตัวจริง แม้แต่คุณหนูสิบสองซึ่งมีอายุแค่ห้าขวบก็ยังโยนก้อนหินใส่พี่สาวคนที่สาม ทั้งด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายเหมือนคนอื่นๆ เด็กน้อยในวัยเพียงห้าปีทำร้ายพี่สาวตนเองอย่างใจร้ายใจดำ... ช่างน่าสมเพชนัก

            นางไม่เข้าใจว่าในจวนหลังใหญ่ใต้กำแพงสูงแห่งนี้ มีสิ่งใดให้สัมผัสถึงความอบอุ่นได้บ้าง บิดาละเลย มารดาก็ตายจากตั้งแต่ยังเล็ก แม่เลี้ยงและพี่น้องรวมหัวรุมรังแกไม่ว่างเว้น การใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่ไม่เหมือนบ้าน ซ้ำร้ายยังถูกคู่หมั้นที่เฝ้ารอคอยมานานนับสิบปีส่งหนังสือยกเลิกการหมั้นให้ในวันแต่งงานอีกด้วย

ตอนที่ 3 วางแผนเอาคืน (2 จบตอน)

            หญิงสาวผู้นั้นคงรู้สึกว่าทุกสิ่งในชีวิตสิ้นไร้ความหวัง

            ฟ่งหงหลวนหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต ฉับพลันแววตาก็เปล่งประกายเย็นเยียบ “น้องๆ ทั้งหลาย พวกเจ้ากลัวข้าหรือไม่?”

            “พี่สาม...” คุณหนูเจ็ดเรียกชื่อพี่สาวเสียงสั่น

            “น้องเจ็ดยังรู้จักเรียกข้าว่าพี่สามอยู่อีกหรือ” ฟ่งหงหลวนเลิกคิ้วมองคุณหนูเจ็ด

            ร่างเล็กของอีกฝ่ายถอยห่างอย่างหวาดกลัว ทำให้พวกน้องๆ ที่ยืนแอบอยู่ด้านหลังต่างขยับตัวตามไปด้วย

            “ใครที่เคยขว้างหินใส่ข้า ใครที่เคยฟาดแส้เฆี่ยนตีข้า ใครที่เล่นลอบกัดแอบใส่ยาถ่ายลงในอาหารของข้า แล้วยังใช้เหล็กร้อนนาบร่างของข้ากับเฉี่ยวเอ๋อ เรื่องราวเหล่านั้นยังจดจำกันได้หรือไม่” ฟ่งหงหลวนกวาดสายตามองหน้าเด็กสาวทีละคนช้าๆ

            คุณหนูเจ็ดและน้องคนอื่นๆ ได้ฟังก็หน้าซีดเผือด

            “ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าได้ทำคุณไถ่โทษ หากพวกเจ้าทำได้ดีข้าจะไม่เอาเรื่องอีกต่อไป แต่ถ้าทำไม่ดีก็คงต้องคิดบัญชีกับพวกเจ้าทีละคน!”ฟ่งหงหลวนนั่งชันเข่าจนรู้สึกเมื่อยขาจึงถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วหย่อนตัวนั่งลงบนร่างของฟ่งจินหลิงพอดี

            “พี่สาม ท่าน... ท่านจะให้พวกเราทำอะไร?” คุณหนูเจ็ดถามเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัว

            “ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก” ฟ่งหงหลวนเช็ดมือเปื้อนเลือดกับเสื้อผ้าของฟ่งจินหลิง “ร่องรอยบาดแผลบนตัวข้า คิดว่าพวกเจ้าคงจะรู้กันดีอยู่แล้ว”

            คุณหนูทั้งหมดพยักหน้ารับอย่างหวาดกลัวขณะค่อยๆ ถอยออกไป อีกเพียงนิดเดียวก็จะถึงหน้าประตูสวนแล้ว

            ดวงตาฟ่งหงหลวนพลันเข้มขึ้น หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “หากข้าไม่อนุญาต ใครกล้าเดินออกจากบริเวณเรือนหลังนี้ อย่าหาว่าข้าใจร้ายไม่เห็นแก่ความเป็นพี่น้องก็แล้วกัน!”

            กลุ่มคุณหนูหยุดชะงักอยู่กับที่ทันที ไม่มีใครกล้าก้าวเท้าต่อแม้แต่คนเดียว

            ฟ่งหงหลวนมองพวกนางอย่างพอใจ “พวกเจ้าต่างก็ได้ยินแล้วว่าน้องห้าและน้องหกล้วนชื่นชมที่ท่านอ๋องหลีได้เห็นเรือนร่างของข้า จึงปรารถนาจะใช้วิธีนี้ยั่วยวนท่านอ๋องเช่นกัน ดังนั้น...ในฐานะพี่สาว ข้าก็อยากให้โอกาสพวกนางสักหน”

            คุณหนูทั้งหลายต่างยืนฟังอย่างเงียบงัน ไม่กล้าแม้กระทั่งจะหายใจเสียงดัง

            ฟ่งหงหลวนไม่ได้หันหน้ากลับไปมอง หากแต่กวักมือเรียกสาวใช้คนสนิทที่ยืนนิ่งอย่างทำอะไรไม่ถูก “เฉี่ยวเอ๋อ เจ้ามานี่สิ”

            “คุณหนู...” เฉี่ยวเอ๋อรีบเดินเข้ามาหา

            “เจ้าเปิดหลังให้พวกนางดูหน่อย” ฟ่งหงหลวนสั่งสาวใช้ข้างกาย

            เฉี่ยวเอ๋อจัดแจงปลดเสื้อให้เหล่าคุณหนูได้เห็นแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยแผล ช่างเป็นภาพที่น่ากลัวนัก

            คุณหนูทั้งหลายเมื่อได้เห็นรอยแผลน่าเกลียดเหล่านั้นก็รีบยกมือปิดตาทันที

            “เอามือลงให้หมด ข้าอยากให้พวกเจ้าดูให้เต็มตา ดูซะ!” ฟ่งหงหลวนตวาดเสียงเข้ม

            กลุ่มคุณหนูเอามือลงทันที ต่างจ้องมองแผ่นหลังของเฉี่ยวเอ๋อด้วยสีหน้าซีดเผือด

            “บาดแผลเหล่านี้พวกเจ้าน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี” ฟ่งหงหลวนให้พวกนางได้มองอยู่นานราวหนึ่งถ้วยชา ก่อนจะส่งสัญญาณให้เฉี่ยวเอ๋อสวมเสื้อ

            “ท่านอ๋องหลีเห็นบาดแผลเหล่านี้บนร่างของข้าและเฉี่ยวเอ๋อจึงยอมรับเงื่อนไข ในเมื่อน้องห้ากับน้องหกต่างอิจฉาข้าและเฉี่ยวเอ๋อ พวกนางอยากใช้วิธีนี้เรียกร้องความสนใจจากท่านอ๋องหลีเช่นกัน ดังนั้นข้าให้เวลาพวกเจ้าสามวัน จะต้องทำให้พวกนางมีรอยแผลเท่ากับที่เฉี่ยวเอ๋อมีให้ได้”

            ฟ่งหงหลวนจงใจเว้นระยะชั่วครู่แล้วกล่าวต่อ “พวกเราพี่น้องต้องช่วยเหลือกัน เข้าใจหรือไม่”

            “นี่...” คุณหนูแต่ละคนยืนหน้าซีดเผือดด้วยความตกตะลึง ก่อนจะชี้นิ้วสั่นระริกไปยังร่างสลบไสลของคุณหนูห้าและคุณหนูหก “พี่สาม ท่านจะให้พวกเราทุบตีพี่ห้าและพี่หกเหมือนกับสวะชั้นต่ำ...”

            สวะชั้นต่ำ? ทันทีที่ได้ฟังคำนั้น ฟ่งหงหลวนก็ตวัดมองคุณหนูเจ็ดอย่างดุดัน

            “ไม่ใช่ๆ หมายถึงเหมือนเฉี่ยวเอ๋อแบบนี้...” คุณหนูเจ็ดละล่ำละลักแก้คำพูดตนเองใหม่

            “น้องเจ็ดฉลาดนัก ได้ยินชัดเจนแล้วนะ” ฟ่งหงหลวนกวาดตามองดวงหน้าซีดขาวที่เรียงสลอนพลางเลิกคิ้วขึ้น “น้องๆ ทั้งหลาย พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่?”

            ฟังแล้วคุณหนูบางคนถึงกับสิ้นไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาเฉยๆ มองฟ่งหงหลวนแล้วส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว

            “หากพวกเจ้ายังไม่เข้าใจ ข้าจะว่าอะไรได้ คงต้องใช้หนึ่งในพวกเจ้ามาเป็นตัวอย่างกระมัง” ฟ่งหงหลวนจ้องมองคุณหนูเจ็ดอย่างหมายมาด “ดูๆ ไปแล้ว น้องเจ็ดช่างเหมาะสมยิ่งนัก ถ้าเช่นนั้นข้าจะใช้ร่างน้องเจ็ดทำให้พวกเจ้าเข้าใจแล้วกัน”

            “ไม่ ไม่! พี่สาม” คุณหนูเจ็ดส่ายศีรษะแรงๆ พลางเอ่ยเสียงแผ่ว “ข้า ข้าเข้าใจแล้ว...”

            “น้องเจ็ดเข้าใจก็ดี” ฟ่งหงหลวนหัวเราะเสียงเหี้ยมแล้วจ้องมองทีละคนช้าๆ “พวกเจ้าต้องการให้ใครมาเป็นตัวอย่างดี น้องแปดดีหรือไม่ หรือจะเป็นน้องเก้า น้องสิบ น้องสิบเอ็ด หรือน้องสิบสองดีเล่า ข้าไม่ขัดข้อง...หรือพวกเจ้าอยากจะลองด้วยกันทั้งหมด ข้าจะได้ส่งไปให้ท่านอ๋องหลีพร้อมกันเลย”

            “ไม่! ไม่!” เหล่าคุณหนูต่างส่ายหน้าแรงๆ ก่อนจะรับคำด้วยความหวาดกลัว “พวกเราเข้าใจ”

            “น้องสาวทุกคนล้วนเฉลียวฉลาด เข้าใจเรื่องราวรวดเร็ว ช่างน่าเอ็นดูจริงๆ”

            ฟ่งหงหลวนมองฟ่งชิงหลิงและฟ่งอิ๋นหลิงที่นอนหมดสติกับพื้นแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าขอมอบน้องห้าและน้องหกให้เป็นหน้าที่ของพวกเจ้า จำไว้! จะต้องทำให้ท่านอ๋องเห็นแล้วพึงพอใจ ไม่เช่นนั้นข้าจะใช้พวกเจ้าแทน!”

            ทุกคนพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน

            ฟ่งหงหลวนโบกมือ “ในเมื่อเข้าใจก็ไปได้แล้ว”

            บรรดาคุณหนูต่างมองหน้ากัน แต่ไม่มีใครขยับตัว

            “ทำไม คิดจะให้ข้าสอนพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?” ฟ่งหงหลวนถาม

            “ไม่ต้องๆ พี่สาม พวกเราทำได้...” คุณหนูเจ็ดรีบตรงเข้าไปลากตัวฟ่งชิงหลิง ส่วนคุณหนูแปดและคนอื่นๆ ก็รีบตามเข้าไปช่วยด้วยร่างกายสั่นเทาแล้วแยกย้ายเป็นสองกลุ่ม แต่ละนางต่างใช้แขนขาเล็กๆ ของตนช่วยกันลากตัวฟ่งชิงหลิงและฟ่งอิ๋นหลิง แม้จะยากลำบากอยู่บ้างแต่พวกนางต่างพยายามเคลื่อนไหวกันอย่างรวดเร็ว สุดท้ายจึงนำตัวหญิงทั้งสองออกไปได้สำเร็จ

            “คุณหนู...” เมื่อเหล่าคุณหนูพากันจากไปแล้ว เฉี่ยวเอ๋อจึงเรียกฟ่งหงหลวนน้ำเสียงเจือสะอื้น

            “หืม?” ฟ่งหงหลวนหันกลับมามองสาวใช้คนสนิท

            “เฉี่ยวเอ๋อรู้ว่าคุณหนูต้องการแก้แค้น แต่ถ้านายท่านกลับมา...” น้ำตาของเฉี่ยวเอ๋อไหลรินอาบสองแก้ม

            “ไม่เป็นไร” ฟ่งหงหลวนส่ายหน้าแล้วมองเฉี่ยวเอ๋อขณะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “สาแก่ใจหรือไม่”

            “เจ้าค่ะ” เฉี่ยวเอ๋อพยักหน้ารับอย่างไม่ปิดบังความยินดี

            “เช่นนั้นก็ดีแล้ว” ฟ่งหงหลวนยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้เฉี่ยวเอ๋อ “นับจากนี้ไป ใครที่กล้าทำร้ายพวกเรา มันจะต้องชดใช้คืนเป็นสิบเท่า!”

            เฉี่ยวเอ๋อรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของผู้เป็นนาย แต่การเปลี่ยนแปลงนี้...ถูกใจนางนัก

            ฟ่งหงหลวนมองตู้ไห่ที่ยืนสงบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกก่อนจะปรายตามองคุณหนูสี่ที่ยังไม่ฟื้นคืนสติ เพราะถูกคุณหนูห้ากับคุณหนูหกล้มทับ “น้องสี่ชอบสั่งขังคนในศาลบรรพชน ก็เอานางไปขังไว้ที่นั่นบ้างแล้วกัน”

            ตู้ไห่พยักหน้ารับ ก่อนจะมองเรือนเล็กที่เสียหายจนไม่สามารถใช้พักได้ “คุณหนูย้ายไปพักที่เรือนของฮูหยินเถิดขอรับ”

            ฟ่งหงหลวนขมวดคิ้วมองเรือนเล็กเก่าซอมซ่อของตนเองแล้วย้อนคิดถึงเรือนของมารดา ในความทรงจำ...หลังจากมารดาเสียชีวิต ก็ไม่มีใครมาอาศัยอยู่ที่เรือนนั้นอีก “ท่านเสนาบดีจะกลับมาเมื่อใด?”

            “นายท่านส่งข่าวว่าจะมาถึงในภายในสามวันขอรับ”

            “สามวัน ทันกลับมาดูละครฉากใหญ่พอดี” ฟ่งหงหลวนพูดยิ้มๆ

            พ่อบ้านใหญ่นิ่งเงียบ ก่อนจะเข้าใจความหมาย สามวันให้หลัง... เป็นวันที่คุณหนูและคุณชายอวิ๋นจิ่นนัดพบกัน ณ หอฟ่งหวง เพื่อให้ท่านอ๋องหลีส่งมอบเงินจำนวนหนึ่งแสนตำลึงทอง รวมถึงครบกำหนดวันที่จะให้คุณหนูห้าและคุณหนูหกไปยั่วยวนท่านอ๋องหลี

            ฟ่งหงหลวนมุ่งหน้าสู่เรือนของมารดา จากความทรงจำ... นับแต่ท่านแม่ของนางเสียชีวิต ฟ่งหงหลวนก็เกรงว่าหากยังอยู่ในเรือนหลังนั้นจะทำให้คิดถึงมารดาจนยากจะหักห้ามใจ จึงได้ย้ายออกจาก ‘เรือนเย็นใจ’ และไม่เคยเยื้องกรายกลับไปอีกเลย

            เฉี่ยวเอ๋อรีบเดินตามฟ่งหงหลวนไปติดๆ

            เรือนเย็นใจ

            เมื่อมาถึงหน้าประตูเรือนก็ได้กลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ลอยอวลออกมา เรือนหลังนี้ได้รับการดูแลให้สวยงามสะอาดตา ไร้ร่องรอยความทรุดโทรม ภายในสวนมีดอกกล้วยไม้บานสะพรั่ง ปราศจากวัชพืชรกเรื้อปรากฏให้เห็น

            กล้วยไม้ในสวนล้วนเป็นสายพันธุ์หายาก ไม่ว่าจะเป็น ม่อหลัน หลิงหลัน เซียงหลัน หันหลัน เจี้ยนหลัน... ล้วนผลิดอกแย้มบานลานตาไปหมด

            ฟ่งหงหลวนเดินตรงไปยังห้องพัก รู้สึกคุ้นเคยกับเรือนแห่งนี้ยิ่งนัก หลังอาบน้ำและกินอาหารค่ำเรียบร้อย ท้องฟ้าก็เข้าสู่ความมืดมิด แต่หญิงสาวยังรู้สึกเหมือนได้กลิ่นคาวเลือดบนตัว นางนึกถึงสระบัวใสสะอาดด้านหลังจวนเสนาบดีขึ้นมา จึงหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วก้าวออกจากห้องไป

            เฉี่ยวเอ๋อเห็นเช่นนั้น ก็รีบเดินตามพลางร้องเรียก “คุณหนู”

            “เจ้าไม่ต้องตามมา ข้าไปไม่นานก็จะกลับ” ฟ่งหงหลวนสั่งห้ามสาวใช้

            เฉี่ยวเอ๋อพลันชะงักฝีเท้า ในใจคิดว่า... เพราะท่านอ๋องหลีส่งหนังสือยกเลิกการหมั้นให้ในวันแต่งงาน เป็นการทำร้ายจิตใจคุณหนูใหญ่หลวง ส่งผลให้นิสัยของนางเปลี่ยนแปลงไปถึงเพียงนี้

 

            สระบัวหลังจวน

            เมื่อมาถึงสระบัว ฟ่งหงหลวนก็ทอดสายตามองดอกบัวมากมายที่ชูช่ออยู่ในสระ แล้วหวนคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวาน... ฟ่งหงหลวนกระโดดลงไปจากจุดนี้ วิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว ไปปรโลกหรือยังอยู่ที่นี่... คิดแล้วก็ถอนหายใจ หญิงสาวโยนเสื้อผ้าที่ถือมาไว้บนระเบียงหินข้างสระ เพราะขี้เกียจจะถอดเสื้อผ้าให้ยุ่งยากจึงคิดจะกระโดดลงน้ำทั้งชุดที่สวมอยู่

            “เจ้าจะทำอะไร!” ร่างของหญิงสาวยังไม่ทันสัมผัสผิวน้ำ ก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยตะคอกถามขัดจังหวะเสียก่อน

            ฉับพลันเอวบางก็ถูกรัดแน่นแต่กลับไม่รู้สึกถึงอันตราย หญิงสาวจึงชะงักมือที่คิดจะตอบโต้รุนแรง ร่างบอบบางถูกจับให้หันกลับมา พอเงยหน้ามองเห็นว่าใครเป็นคนกอดตนไว้ก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าอีกฝ่ายมาได้อย่างไร นางเอ่ยถามเสียงเย็น

            “เจ้าคิดจะทำอะไร?”

            “ข้าควรเป็นฝ่ายถามเจ้ามากกว่า” โทสะของอวิ๋นจิ่นฉายชัด

            “ข้าจะทำอะไรแล้วเกี่ยวอะไรกับเจ้า ยังไม่รีบปล่อยมืออีก!” ฟ่งหงหลวนไม่อยากเห็นหน้าเขาต่อไป ถ้าให้ดี...ขออย่าได้พบเจอกันตลอดชีวิต

            “จะให้ปล่อยเจ้ากระโดดน้ำตายอีกครั้งอย่างนั้นรึ!” อวิ๋นจิ่นย้อนถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือยังรัดเอวหญิงสาวแน่นไม่ยอมปล่อย

            “ข้าจะกระโดดลงไปแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า!” ฟ่งหงหลวนเกลียดการอยู่ในระยะประชิดกับคนประเภทนี้ที่สุด มือใต้แขนเสื้อจึงพุ่งออกไปโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ลำคอของอวิ๋นจิ่นด้วยความรวดเร็วจนอีกฝ่ายคาดไม่ถึง

            อวิ๋นจิ่นประหลาดใจนัก ก่อนจะหลบหลีกอย่างว่องไวแล้วรีบจับมือของนางไว้ เมื่อเห็นว่ากระบวนท่าแรกไม่ได้ผล แววตาฟ่งหงหลวนก็เปลี่ยนไปทันที พร้อมกับยื่นมืออีกข้างพุ่งโจมตีข้อศอกของอวิ๋นจิ่นในองศาที่ไม่น่าเป็นไปได้

            ดวงตาเรียวของคุณชายอันดับหนึ่งฉายแววประหลาดใจอีกครั้ง แล้วใช้แขนอีกข้างสกัดมือที่มุ่งโจมตีไว้ได้อีกหน

            เมื่อเห็นว่ากระบวนท่าที่สองก็ยังไม่สัมฤทธิผล ฟ่งหงหลวนจึงตวัดปลายเท้าซ้ายเตะเข้าที่ข้อเท้าของอวิ๋นจิ่น ส่วนเท้าขวาก็ถีบเข้าที่หัวเข่าของเขาแทบจะในจังหวะเดียวกัน อวิ๋นจิ่นรีบเบี่ยงกายหลบ พร้อมกับดึงร่างฟ่งหงหลวนถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วมองนางด้วยสายตาประหลาดใจยิ่งขึ้น

            ยังไม่ได้ผลอีก ตอนนี้ฟ่งหงหลวนรู้แล้วว่าคู่ต่อสู้ของตนไม่ธรรมดา หญิงสาวจึงเตะเท้าต่อเนื่องโดยไม่เหลือโอกาสให้อวิ๋นจิ่นได้พักหายใจ

            ชายหนุ่มพยายามหลบหลีกเต็มที่ เพราะเขาไม่ชำนาญการต่อสู้ประชิดตัวแบบนี้ อีกทั้งฟ่งหงหลวนก็จู่โจมด้วยกระบวนท่าพิสดารซึ่งไม่เคยพบมาก่อน ดังนั้นแม้อวิ๋นจิ่นจะมีวรยุทธสูงส่งเพียงใด เพียงไม่นานก็ถูกหญิงสาวไล่ต้อนจนถึงริมสระบัว

            จังหวะหนึ่งเขาจับข้อมือหญิงสาวได้ เขามั่นใจว่าฟ่งหงหลวนไร้กำลังภายใน จึงไม่กล้าใช้วรยุทธตอบโต้ ได้แต่หลบหลีกเป็นพัลวัน จนจวนจะเสียท่าเข้าไปทุกที

            ฟ่งหงหลวนลงมืออย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย หญิงสาวโจมตีอย่างต่อเนื่อง แม้ร่างกายนี้จะเป็นเพียงร่างของหญิงสาวบอบบางอ่อนแอ แต่กลับมีความยืดหยุ่นมากจึงไม่ส่งผลต่อความว่องไว หากฟ่งหงหลวนโจมตีอีกเพียงครั้งเดียว อวิ๋นจิ่นต้องไม่มีทางตั้งรับได้อย่างแน่นอน

            “หลวนเอ๋อ หากข้าตายไปแล้วอ๋องหลีเกิดคิดกลับคำขึ้นมาเจ้าจะไม่มีพยานบุคคลนะ” อวิ๋นจิ่นรู้ดีว่าตนใกล้จะเพลี่ยงพล้ำแล้ว จึงเปลี่ยนเป็นกอดรัดร่างบอบบางไว้แน่น พลางเตือนสติหญิงสาวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

            ฟ่งหงหลวนหยุดชะงักการโจมตีทันที

            อวิ๋นจิ่นถอนหายใจยาวพลางวางศีรษะแนบบ่านาง ก่อนจะหัวเราะเสียงทุ้มกังวาน “หากรู้ว่าประโยคนี้ใช้ได้ผล ข้าคงจะเอ่ยไปนานแล้ว”

            ได้ฟังดังนั้น โทสะหญิงสาวพลันพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที แล้วมองคนที่ซบไหล่นางด้วยรอยยิ้มเยียบเย็น

            ฟ่งหงหลวนนับว่าเป็นสตรีที่ค่อนข้างสูงโปร่ง แต่เมื่อยืนเทียบกับอวิ๋นจิ่นเช่นนี้ก็เห็นได้ชัดว่าเขายังสูงกว่านางถึงหนึ่งช่วงศีรษะ ตอนนี้ชายหนุ่มเกยคางแนบไหล่ฟ่งหงหลวนด้วยท่าทางสนิทใกล้ชิดยิ่งนัก กลิ่นอายอวิ๋นจิ่นนั้นคล้ายดอกกล้วยไม้ หอมจรุงบางเบา ไม่ใช่กลิ่นหอมที่ปรากฏอยู่ทั่วไป... ทว่าแม้กลิ่นอายนี้จะชวนเคลิบเคลิ้ม แต่นางไม่อยากใกล้ชิดกับเขา หญิงสาวรู้สึกเหมือนจิตใจเริ่มสั่นไหว จึงเอ่ยถามเสียงเย็น

            “เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”

            “บอกข้ามาก่อนว่าเจ้ากำลังจะทำอะไร?” อวิ๋นจิ่นต่อรอง เมื่อครู่ตอนที่เขามาถึงก็พบว่านางทำท่าจะกระโดดสระบัวแล้ว หรือว่า... นางยังคิดไม่ตก

            “อาบน้ำ” ฟ่งหงหลวนตอบน้ำเสียงกระแทกกระทั้นเพราะเริ่มโมโห

            “อ้อ...” อวิ๋นจิ่นพยักหน้าพลางก้มมองคนในอ้อมแขน เพราะเป็นฤดูร้อน เสื้อผ้าที่สวมใส่จึงน้อยชิ้นและเนื้อผ้าบางเบาเข้ารูปเสียจนมองเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งได้ถนัดตา เมื่ออยู่ใกล้ชิดกันเช่นนี้ ทำให้อวิ๋นจิ่นมองเห็นบริเวณเนินหน้าอกของหญิงสาว บนร่างกายฟ่งหงหลวนมีร่องรอยบาดแผลทั้งตื้นและลึกพาดผ่านราวกับลวดลายที่วาดขึ้นบนผิวหนัง แต่นอกจากจะไม่น่ารังเกียจแล้ว กลับทำให้ใจร้อนรุ่มจนยากข่มกลั้น ราวกับมีคลื่นลูกใหญ่โหมกระหน่ำถาโถม

            ฟ่งหงหลวนรู้สึกถึงจังหวะหายใจที่เปลี่ยนไปของอวิ๋นจิ่น แววตาหญิงสาวเปล่งประกายเข้มขึ้นในฉับพลัน “ปล่อยมือ!”

            อวิ๋นจิ่นค่อยๆ คลายอ้อมแขนอย่างอิดออด

            “มือ! ขา!” ฟ่งหงหลวนเอ่ยเตือน

            อวิ๋นจิ่นค่อยๆ คลายมือที่กุมมือ และปล่อยขาที่เกี่ยวกระหวัดขานางอย่างเชื่องช้า ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียดายยิ่ง ทั้งยังมีความรู้สึกที่ยากจะบรรยายด้วย ชายหนุ่มมั่นใจแล้วว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นก่อนหน้า เขาไม่ได้คิดไปเอง... เขาไม่รังเกียจสัมผัสจากฟ่งหงหลวนจริงๆ ขนตายาวหลุบลงปิดบังความรู้สึกที่เกิดขึ้น ก่อนจะก้มหน้าก้มตาใช้มือจัดรอยยับบนเสื้อผ้าสีขาวของตนเองให้เรียบร้อย

            ทันทีที่ฟ่งหงหลวนเป็นอิสระ นางก็ฉวยเอาชุดที่อยู่บนระเบียงหินตวัดรัดเข้าที่เอวของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว

            อวิ๋นจิ่นคาดไม่ถึงว่าฟ่งหงหลวนจะลงมือว่องไวถึงเพียงนี้ หญิงสาวไม่เปิดโอกาสให้เขาตั้งตัวแม้แต่น้อย นางตวัดข้อมืออย่างแรงกระทั่งเห็นเงาสีขาววาดเป็นทางยาวไปตกลงในสระบัวพอดิบพอดี

            “ผู้หญิงอย่างเจ้านี่ช่าง...” อวิ๋นจิ่นยังพูดไม่จบก็รู้สึกราวกับโลกหมุนแกว่งไปรอบทิศ เพียงพริบตาร่างของเขาก็ตกลงไปในสระบัวเสียแล้ว

            ตูม!! เสียงน้ำแตกกระจาย เกิดเป็นคลื่นระลอกใหญ่ในสระ ทำเอาเหล่าปลาเล็กปลาน้อยที่กำลังพักผ่อนต้องแตกตื่น

            ฟ่งหงหลวนมองอวิ๋นจิ่นที่ตะเกียกตะกายอยู่ในสระ จากท่าทางเขาน่าจะว่ายน้ำไม่เป็น หลังจากยืนมองครู่หนึ่ง หญิงสาวก็เดินกลับเรือนเย็นใจอย่างไม่ไยดีคนตกน้ำ กับคนที่นางไม่ชอบหน้า...ฟ่งหงหลวนไม่เคยใจอ่อน จมน้ำตายเสียได้ก็ดี อย่างมากก็แค่ไม่ได้รับเงินจากจวินจื่อหลี ทรัพย์สินจำนวนนั้นใช่ว่านางจะไม่เคยเห็น

            “นี่...” อวิ๋นจิ่นเห็นฟ่งหงหลวนหมุนกายจากไป เขาพยายามตะโกนเรียกน้ำในสระก็ไหลเข้าปากอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มรู้ว่าตนจมน้ำแน่แล้ว ในใจให้อาฆาตนัก...หากเขาจมน้ำตายขึ้นมาจริงๆ ต่อให้กลายเป็นผีก็จะไม่มีวันปล่อยนางไปแน่!

            “นายน้อย!” อู้อิ่งปรากฏตัวขึ้นทันที รีบทะยานผ่านผิวน้ำไปดึงตัวอวิ๋นจิ่นที่กำลังจมกลับขึ้นมาได้ทัน ก่อนจะวางร่างของผู้เป็นนายลงบนพื้น            “อ๊อก...” อวิ๋นจิ่นสำลักน้ำคำโต

            “นายน้อย!” อู้อิ่งออกแรงตบหลังอวิ๋นจิ่นอยู่สองสามครั้ง เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายน้อยจะถูกหญิงผู้นั้นจัดการเช่นนี้

            “แค่กๆ” อวิ๋นจิ่นยังคงสำลักน้ำแรงๆ อีกหลายครั้ง ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างอ่อนระโหย

            “นายน้อย ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” อู้อิ่งเห็นอวิ๋นจิ่นลืมตาได้ก็หายใจอย่างโล่งอก

            ใบหน้าซีดเซียวของอวิ๋นจิ่นส่ายไปมา ขณะยกมือโบกอย่างไร้เรี่ยวแรง “ยังไม่ตาย” พูดจบก็ก้มมองตัวเอง พอเห็นสภาพเปียกปอนไปทั้งตัวก็ทั้งโมโหและแค้นใจนัก

            “ใต้หล้ายังมีสตรีเช่นนี้อยู่ได้อย่างไร!”

            “ให้ข้าน้อยไปจับตัวนางมาดีหรือไม่ขอรับ” อู้อิ่งรีบเอ่ยถามเพราะเจ็บใจแทนผู้เป็นนาย

            “ถ้าจะจับก็ต้องให้ข้าเป็นคนลงมือ เจ้าอย่ายุ่ง!” อวิ๋นจิ่นถลึงตาจ้องอู้อิ่ง ก่อนจะหันไปมองทิศที่ฟ่งหงหลวนเพิ่งจากไปอีกครั้ง มุมปากยกยิ้มอย่างเบิกบาน สะบัดแขนเสื้อเปียกชุ่มพลางสั่งอู้อิ่งอย่างอารมณ์ดี

            “กลับไปต้มยา”

            “ต้มยา?” อู้อิ่งแปลกใจนัก “แล้วไม่แก้แค้นหรือขอรับ”

            “ข้าตกน้ำอาจป่วยไข้ได้ จำต้องกินยาเสียก่อน... เรื่องแก้แค้นยังไม่รีบร้อนในตอนนี้” อวิ๋นจิ่นตอบพลางสาวเท้าจากไป

            อู้อิ่งเองก็รู้สึกว่าวันนี้นายน้อยดูท่าจะไม่ปกติเช่นกัน สมควรกินยาอย่างยิ่ง

 

ตอนที่ 4 ปมขัดแย้ง (1)

            เมื่อกลับถึงเรือนเย็นใจ ฟ่งหงหลวนก็ลงไปแช่ตัวในถังน้ำ ผ่านไปนานประมาณหนึ่งชั่วยาม จึงรู้สึกว่ากลิ่นคาวโลหิตตามตัวหมดไปแล้ว

            ฟ่งหงหลวนเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีนัก อาหารการกินก็ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร จึงทำให้สุขภาพร่างกายไม่ค่อยดี ซ้ำร้ายเพิ่งผ่านการกระโดดน้ำหวังฆ่าตัวตาย พอฟื้นมาก็ออกแรงไปอีกไม่น้อย ตอนนี้จึงรู้สึกอ่อนล้ามาก เดิมทีคิดว่าการมาอยู่แปลกที่แปลกทางจะทำให้นอนไม่หลับ แต่ผิดคาดเพราะเพียงแค่ล้มตัวลงบนเตียงเท่านั้น หญิงสาวก็ผล็อยหลับไปโดยไม่ฝันถึงสิ่งใดตลอดคืน

            รุ่งสาง ท้องฟ้าด้านนอกยังเต็มไปด้วยหมอกยามเช้า

            ฟ่งหงหลวนลืมตาขึ้นมองไปรอบห้องคล้ายไม่เชื่อสายตาตนเองอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะก้าวลงจากเตียงแล้วเปิดประตูออกไป

            ยามอรุณรุ่งดอกกล้วยไม้ในสวนถูกรายล้อมไปด้วยสายหมอก... ส่งกลิ่นหอมเย็นรวยริน

            ฟ่งหงหลวนทอดสายตามองต้นอบเชยใหญ่กลางสวนอย่างสงบ นอนหลับไปแล้วหนึ่งคืน ตื่นขึ้นมาก็ยังคงอยู่ที่เดิม...ต่อจากนี้ไปนางคงต้องใช้ชีวิตเป็นฟ่งหงหลวนแล้วจริงๆ

            คุณปู่ หย่าหลิน หลันเย่...

            ทั้งหมดค่อยๆ ห่างไกล และจะถูกลืมเลือนไปช้าๆ

            เฉี่ยวเอ๋อตื่นนอนแล้วเช่นกัน ตอนนี้นางยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านหลังฟ่งหงหลวน เพราะรู้สึกว่าคุณหนูของตนเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมแน่นอนแล้ว นางจึงไม่กล้าทำตัวสนิทสนมใกล้ชิดเหมือนเช่นเคย

            ตู้ไห่รีบเร่งมาหาหญิงสาว ก่อนจะผ่อนฝีเท้าลงเมื่อมาถึงเรือนเย็นใจ

            “คุณหนู” ตู้ไห่ก้าวเข้าเรือนพลางเอ่ยเรียก

            ฟ่งหงหลวนยืนมองท้องฟ้ายามเช้า ได้ยินเสียงตู้ไห่ก็หันมาพยักหน้าทักทาย

            “คุณหนู ท่านอ๋องหลีมาขอพบคุณหนูขอรับ” พ่อบ้านใหญ่รายงาน เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านอ๋องหลีจึงมาหาคุณหนูตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้ หรือว่าคิดจะกลับคำสัญญาที่ให้ไว้เมื่อวาน

            “ข้าไม่พบ” ฟ่งหงหลวนตอบกลับอย่างรวดเร็ว

            “คุณหนูไปพบเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ท่านอ๋องหลีอาจจะ...” เฉี่ยวเอ๋อกัดริมฝีปากก่อนจะเอ่ย “คุณหนูหลงรักท่านอ๋องหลีมานาน วันนี้ท่านอ๋องอาจจะมารับตัวคุณหนูเข้าจวน...”

            “ไม่มีทาง!” ฟ่งหงหลวนตวัดสายตาดุจ้องสาวใช้คนสนิท

            เฉี่ยวเอ๋อมองฟ่งหงหลวนน้ำตาคลอเบ้า เรื่องที่คุณหนูหลงรักอ๋องหลีมานานถึงสี่ปีนางย่อมรู้ดีกว่าใคร

            “คุณหนู ข้าเองก็คิดว่าคุณหนูควรจะไปพบท่านอ๋องหลีนะขอรับ อย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่ฮูหยินเลือกให้กับคุณหนู บางทีท่านอ๋องอาจมีเรื่องสำคัญก็เป็นได้” เว้นระยะเล็กน้อยตู้ไห่จึงเอ่ยต่อ “ท่านอ๋องบอกว่า ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องพบคุณหนูให้ได้ ไม่เช่นนั้นเรื่องเมื่อวานนี้...”

            เรื่องเมื่อวานอย่างนั้นหรือ ฟ่งหงหลวนหรี่ตาครุ่นคิด จวินจื่อหลีกล้าใช้สิ่งนี้มาข่มขู่นาง

            “เขาอยู่ที่ไหน?”

            “ห้องโถงด้านหน้าขอรับ” ตู้ไห่เห็นฟ่งหงหลวนชักสีหน้าเย็นชาจึงรีบตอบ

            ฟ่งหงหลวนฟังแล้วก็สาวเท้าก้าวออกไป “ก็ได้ข้าจะยอมพบเขาสักหน่อย”

            เฉี่ยวเอ๋อรีบติดตามผู้เป็นนาย พลันฉุกคิดขึ้นได้ว่าฟ่งหงหลวนยังคงปล่อยผมดำขลับยาวสยาย แม้ยามนี้คุณหนูจะดูงดงามยิ่งนัก แต่ก็นับว่าเป็นการแต่งกายที่ไม่เหมาะสม นางจึงรีบเอ่ยเตือนเสียงเบา “คุณหนูควรจะแต่งหน้าทำผมเสียหน่อย...”

            ฟ่งหงหลวนได้ยินที่สาวใช้เตือนแต่ก็ไม่สนใจ ยังคงก้าวเดินต่อไป

            เฉี่ยวเอ๋อเห็นท่าทางผู้เป็นนายจึงไม่กล้าออกความคิดเห็นอีก

            ฟ่งหงหลวนลัดเลาะไปตามทางเดิน กระทั่งออกจากเรือนด้านในมาถึงเรือนชั้นกลางก็มองเห็นจวินจื่อหลียืนอยู่หน้าประตูห้องโถง

            เขายังคงอยู่ในอาภรณ์ไหมเนื้อดีสีม่วง ชายแขนเสื้อและรอบลำตัวปักดอกลำโพงขนาดใหญ่ อ๋องหนุ่มยืนอยู่ในมุมที่แสงแดดส่องไม่ถึง จึงมองไม่เห็นสีหน้าของเขา เห็นเพียงที่ครอบผมสีม่วงทองเปล่งประกายระยับ

            ฟ่งหงหลวนจับจ้องเขาด้วยสายตาแน่วแน่ ก้าวเดินต่อไปด้วยท่าทีไม่รีบร้อน

            หญิงสาวอยากรู้ว่าวันนี้เขามาด้วยจุดประสงค์ใดกัน

            จวินจื่อหลีมองฟ่งหงหลวนที่เดินใกล้เข้ามาทุกขณะ ดวงตาเรียวรีในเงามืดฉายแววประหลาดใจยิ่ง

            เมื่อวานนางอยู่ในสภาพดูไม่ได้ หน้าตาเปื้อนเลือดเต็มไปหมด เขาจึงเห็นแค่ดวงตาเย็นชาที่ทอประกาย โดยไม่เห็นใบหน้าแท้จริงของหญิงสาว แต่วันนี้ไม่มีคราบเลือด... ความงดงามที่แท้จริงจึงเผยออกมาให้เขาได้ตกตะลึง

            คิ้วเรียวดกดำ ดวงตาเป็นประกายคมกล้า ฟันขาวสะอาด สองแก้มระเรื่อด้วยเลือดฝาดวัยสาว ใบหน้าผ่องใสไร้แป้ง ริมฝีปากแดงสดแบบไม่ต้องแต่งเติม...

            หญิงสาวอยู่ในชุดตัวยาวสีฟ้าสดใสตัดเย็บเรียบง่ายปราศจากลวดลาย ไร้เครื่องประดับ มีเพียงเชือกผูกกระโปรงสองเส้นที่พลิ้วไหวไปตามจังหวะก้าวเดิน เส้นผมดกดำเงางามปล่อยสยายราวแพรไหมชั้นดี

            ท่ามกลางแสงตะวันยามรุ่งอรุณที่โผล่พ้นหมู่เมฆ หนึ่งโฉมสะคราญก้าวย่างอย่างมั่นใจ แสงสีทองยามเช้าโอบล้อมเรือนร่างเพรียวระหงให้ยิ่งโดดเด่น... จับตา...ตรึงใจ

            ถึงแม้สภาพของหญิงสาววันนี้กับเมื่อวานจะต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่จวินจื่อหลีก็ยังจดจำนางได้ทันที

            “ท่านอ๋อง นางคือ...” จุยเยว่ตะลึงมองฟ่งหงหลวนอย่างไม่เชื่อสายตา หญิงไร้ค่าจอมละโมบเห็นแก่เงินคนเมื่อวาน สตรีที่ถูกท่านอ๋องส่งหนังสือยกเลิกการหมั้นให้ในวันแต่งงานคนนั้น เหตุใดถึงได้กลายมาเป็นยอดพธูผู้สง่างามเช่นนี้

            “นางคือคุณหนูสามแห่งจวนเสนาบดี” จวินจื่อหลีตอบเนิบช้า

            “ไม่จริง! จะเป็นนางไปได้อย่างไร นาง...” จุยเยว่ยังยากจะเชื่อ

            “จุยเยว่ เจ้าสงสัยในคำพูดของข้ารึ” จวินจื่อหลีหันขวับ มองผู้ติดตามด้วยสายตาเย็นชา

            จุยเยว่สีหน้าซีดเผือด รีบค้อมกายลง “หม่อมฉันมิกล้า”

            จวินจื่อหลีหันกลับไปมองฟ่งหงหลวน ดวงตาเรียวยาวราวกับมีเมฆหมอกเข้าบดบัง ก่อนจะมืดดำลึกล้ำดั่งบ่อน้ำที่มองไม่เห็นก้น แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ดวงเนตรงามล้ำยามจับจ้อง วงพักตร์ผุดผ่องไร้เดียงสา ฟ่งหงหลวน เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจนัก...”

            จุยเยว่ฟังแล้วถึงกับตัวสั่น ท่านอ๋องไม่เคยเอ่ยชมความงามของผู้ใดมาก่อน หญิงสาวมองฟ่งหงหลวนด้วยแววตาแฝงความริษยาเต็มเปี่ยม

            จู้ฟงมองจุยเยว่ก่อนจะเหลือบดูจวินจื่อหลีแล้วเม้มริมฝีปากแน่น

            “ท่านอ๋องหลี” เมื่อฟ่งหงหลวนเดินเข้ามาในห้องโถงก็เอ่ยทักเสียงเย็นชา หญิงสาวไม่ค้อมกาย ไม่แสดงความเคารพ ไม่แม้กระทั่งจะประทินโฉมหรือจัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อย แต่ทั้งหมดนั้นกลับไม่ได้ทำให้ดูขัดตา ทุกท่วงท่าสง่างามเปี่ยมล้นความมั่นใจ ยิ่งเข้ามาใกล้...รัศมีรอบกายก็ยิ่งฉายชัด

            “พบท่านอ๋องแล้ว เหตุใดคุณหนูสามไม่แสดงความเคารพ” จวินจื่อหลียังไม่ทันเอ่ยปาก จุยเยว่ก็พูดแทรกขึ้นมา “คุณหนูแห่งจวนเสนาบดี ที่แท้ก็ไร้การอบรมเช่นนี้เอง”

            จวินจื่อหลีขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ห้ามปราม ชายหนุ่มมองฟ่งหงหลวนนิ่งเฉย คล้ายจะรอดูการตอบโต้ของนาง

            “โบราณว่า ‘ขื่อบนคด ขื่อล่างงอ’ ในเมื่อสุนัขของจวนอ๋องหลียังไร้การอบรมเช่นนี้ คนในแคว้นตงหลีจึงปฏิบัติตัวเฉกเช่นกัน ถ้าคุณหนูแห่งจวนเสนาบดีจะไร้การอบรมไปบ้าง จะนับเป็นเรื่องแปลกได้อย่างไร” ฟ่งหงหลวนย้อนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบพลางปรายตามองจุยเยว่

            เฉี่ยวเอ๋อและตู้ไห่ที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างตกตะลึง คุณหนูกล้าด่าท่านอ๋องหลี!

            จุยเยว่ชี้หน้าฟ่งหงหลวนด้วยความกราดเกรี้ยว “บังอาจยิ่งนัก! เจ้ากล้าด่า...” จุยเยว่ไม่กล้าพูดจนจบ ได้แต่หันมองจวินจื่อหลี

            สีหน้าของท่านอ๋องยามนี้เคร่งเครียดนัก แววตาที่จ้องมองฟ่งหงหลวนทอประกายลึกล้ำ

            ฟ่งหงหลวนหันมองจวินจื่อหลีด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ยถามช้าๆ “ท่านอ๋องหลีคิดว่าถูกต้องหรือไม่เพคะ?”

            ดวงตาเรียวรีของจวินจื่อหลีหรี่ลง

            ทั้งตู้ไห่และเฉี่ยวเอ๋อรู้สึกหวาดกลัวนัก ต่างรับรู้ได้ถึงแรงกดดันที่ปะทุออกมา

            “ธรรมเนียมปฏิบัติของแคว้นตงหลีเป็นอย่างที่เจ้ากล่าว ขื่อบนคด ขื่อล่างงอหรือไม่ ข้าไม่เคยล่วงรู้ โชคดีวันนี้ได้คุณหนูสามเตือนสติ ข้าจะกลับไปถวายรายงานฮ่องเต้ให้จัดระเบียบราชสำนักรวมทั้งขุนนางน้อยใหญ่เสียใหม่” ความเคร่งขรึมในดวงตาของจวินจื่อหลีสลายไป จู่ๆ เขาก็หัวเราะออกมา

            “นั่นเป็นเรื่องของท่านอ๋อง หาได้เกี่ยวข้องกับหม่อมฉัน” ฟ่งหงหลวนตอบกลับอย่างไร้ไมตรี

            “ไม่เกี่ยวข้อง?” จวินจื่อหลีเลิกคิ้วพลางยิ้มน้อยๆ “ถ้ามิใช่เพราะคุณหนูสามเตือนสติ ข้าจะรู้หรือว่าแคว้นตงหลีของเราปฏิบัติตัวกันเช่นนี้... จึงต้องกราบทูลฮ่องเต้ให้ทรงทราบถึงความชอบของคุณหนูสาม”

            “หากได้รับความดีความชอบคงไม่ใช่เพราะข้า ควรจะต้องเป็นคนของจวนท่านอ๋องเสียมากกว่า”

            “เป็นคน? คุณหนูสามไม่ได้กล่าวว่าเป็นสุนัขหรอกหรือ” ดวงตาจวินจื่อหลีทอประกายเข้มข้น ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว

            จุยเยว่ตัวแข็งทื่อไปทันที!

            ฟ่งหงหลวนหัวเราะเบาๆ โฉมสะคราญดั่งบุปผาแรกแย้ม แม้จะเย็นชาหากแต่เต็มไปด้วยความงามอันเย้ายวน หญิงสาวพยักหน้าก่อนตอบ “ไม่ผิด ในเมื่อไม่ใช่คนแต่เป็นสุนัข สิ่งที่นางพูดมาก็ถือสาไม่ได้ เช่นนั้นต้องรบกวนท่านอ๋องช่วยกราบทูลฝ่าบาทขอความชอบให้หงหลวนด้วย”

            จุยเยว่จ้องมองคุณหนูตระกูลฟ่งด้วยความเจ็บแค้น “ฟ่งหงหลวน วันนี้เจ้ากล้าด่าท่านอ๋องหลี กล้าลบหลู่ฝ่าบาท ยังคิดจะหาความชอบใส่ตัวอีกรึ มีแต่โทษตัดหัวทั้งตระกูลเท่านั้นที่เจ้าจะได้!”

            ฟ่งหงหลวนจ้องจุยเยว่ด้วยแววตาเย็นเยียบ “เมื่อครู่ท่านอ๋องหลีบอกว่าข้ากล่าวได้ถูกต้อง จะยกความดีความชอบให้กับข้า แต่เจ้ากลับสงสัยคำพูดท่านอ๋องรึ...”

            แววตากราดเกรี้ยวของจุยเยว่หันมองท่านอ๋องด้วยความตื่นตกใจ

            สีหน้าของจวินจื่อหลียังคงเรียบเฉย มีเพียงแววตาเข้มขึ้นเท่านั้น

            “เฮ้อ...ขออภัยที่ข้าความรู้น้อยจึงรู้ไม่เท่าทัน... เกรงว่ามิได้มีเพียงข้าที่โง่เขลา แต่ผู้คนใต้หล้าก็คงไม่รู้เช่นกัน ว่าแท้จริงแล้วสุนัขในจวนท่านอ๋องหลียิ่งใหญ่กว่าผู้เป็นเจ้าของจวนเสียอีก น่าขันนัก” ฟ่งหงหลวนหัวเราะเสียงเย็นเยียบ

            “ฟ่งหงหลวน เจ้า... เจ้าพูดจาเหลวไหล!” จุยเยว่จ้องมองฟ่งหงหลวนอย่างโกรธเกรี้ยว

            “ข้าเหลวไหล?” ฟ่งหงหลวนหรี่ตาลง “เป็นเจ้ามิใช่หรือที่สงสัยคำพูดท่านอ๋อง เช่นนั้นก็ย่อมหมายความว่าท่านอ๋องหลีพูดจาด่าตนเอง อีกทั้งยังลบหลู่ฝ่าบาทด้วย”

            เป็นจวินจื่อหลีที่คุกคามนางก่อน เป็นคนของเขาที่ก้าวร้าวนางก่อน ก็ไม่มีเหตุผลที่ฟ่งหงหลวนต้องเกรงใจหรือไว้ไมตรี!

            “เจ้า...” จุยเยว่ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว

            “ในเมื่อท่านอ๋องหลีลบหลู่ฝ่าบาท โทษตัดหัวทั้งตระกูลก็คงเป็นจวนท่านอ๋องที่จะต้องได้!” ฟ่งหงหลวนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            “ในจวนท่านอ๋องมีหลายร้อยชีวิต ข้าคิดว่าเจ้า... คงจะไม่เหงา” หญิงสาวปิดท้ายด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันชัดเจน

            “ปากดีนักนะ!” จุยเยว่จนปัญญาจะหาคำมาตอบโต้ ใบหน้าบิดเบี้ยว แววตาทอประกายเคียดแค้น ไอสังหารแผ่ซ่านจนรู้สึกได้ จุยเยว่พลันชักกระบี่ออกมาแล้วพุ่งจู่โจมตำแหน่งหัวใจของฟ่งหงหลวนอย่างรวดเร็ว

            หญิงสาวมองกระบี่ในมือของจุยเยว่อย่างไม่สะทกสะท้าน ความว่องไวเพียงเท่านี้ เทียบได้กับเมื่อครั้งที่นางมีอายุได้สิบปีเท่านั้น

            “คุณหนู!” ตู้ไห่ร้องเรียกเสียงดังด้วยความตกใจแล้วรีบพุ่งตัวออกมาทันที

            “คุณหนู!” เฉี่ยวเอ๋อเองก็ตกใจไม่แพ้กัน สาวใช้อยู่ใกล้ฟ่งหงหลวนมากที่สุด จึงพุ่งตัวออกไปหาคุณหนูของตนอย่างรวดเร็ว ทั้งยังใช้สองมือโอบร่างผู้เป็นนายไว้อย่างปกป้อง

            ฟ่งหงหลวนคิดไม่ถึงว่าเฉี่ยวเอ๋อจะเข้ามาคุ้มกันตนเช่นนี้ หญิงสาวรีบผลักสาวใช้ออกไปในจังหวะเดียวกับที่ตู้ไห่รุดเข้ามาหมายจะฉุดฟ่งหงหลวนให้หลบ จึงกลายเป็นความชุลมุนของสามนายบ่าว

            “จุยเยว่ หยุดนะ!” จวินจื่อหลีรีบตะโกนห้าม

            หากแต่จุยเยว่ทำราวกับไม่ได้ยิน กระบี่ในมือนางยังคงไม่เปลี่ยนเป้าหมาย พุ่งตรงไปที่หลังของเฉี่ยวเอ๋อ

            จวินจื่อหลีพลันมีสีหน้าเคร่งเครียด

            เคร้ง! เกิดเสียงดังกังวานเมื่อแหวนหยกขาววงหนึ่งพุ่งเข้ากระแทกกระบี่ในมือจุยเยว่จนหักเป็นสองท่อน แต่สายเกินไป กระบี่ครึ่งเล่มปักลึกเข้าสู่กลางหลังของเฉี่ยวเอ๋อเสียแล้ว

            จวินจื่อหลีสะบัดแขนเสื้อส่งพลังรุนแรงพุ่งเข้าใส่จุยเยว่

            จุยเยว่ถูกซัดกระเด็นออกไปไกลหลายจั้ง ก่อนจะตกกระแทกพื้นอย่างแรง และกระอักเลือดออกมาคำโต

            จวินจื่อหลีมองกระบี่ที่ปักอยู่กลางหลังเฉี่ยวเอ๋อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คมกระบี่ใกล้ตำแหน่งหัวใจเหลือเกิน

            “เฉี่ยวเอ๋อ!” ฟ่งหงหลวนร้องเรียกพลางกอดร่างสาวใช้แน่น

            “คุณ... หนู...” เฉี่ยวเอ๋อตอบรับเสียงแผ่วได้เพียงเท่านั้นก็หมดสติไปทันที