“คุณหนู คุณหนูอย่าตายนะเจ้าคะ อย่าทิ้งเฉี่ยวเอ๋อไว้คนเดียว”
ไป๋เฉียนเฉี่ยนค่อยๆ ฟื้นขึ้นจากความมืดมิดขณะที่ความทรงจำยังคงสับสน
“เป็นเพราะเฉี่ยวเอ๋อดูแลคุณหนูไม่ดี ถ้าคุณหนูไม่อยู่แล้วเฉี่ยวเอ๋อจะทำอย่างไร คุณหนูฟื้นสิเจ้าคะ...”
ไป๋เฉียนเฉี่ยนอยากมองเห็นภาพรอบตัว แต่ทำอย่างไรก็ลืมตาไม่ขึ้น รู้เพียงว่าปวดหัวจนแทบระเบิดขณะที่ร่างกายไร้เรี่ยวแรง รู้สึกราวกับว่าตนเองถูกแขวนอยู่บนลวดเส้นหนึ่งลอยเคว้งคว้างไปมากลางอากาศ
หญิงสาวรู้ว่ามีคนส่งเสียงร้องไห้อยู่ข้างตัว ซ้ำยังเขย่าร่างตนเองอย่างแรงอีกด้วย
ไป๋เฉียนเฉี่ยนรู้สึกอึดอัดนัก อยากบอกคนผู้นั้นว่าอย่าได้เขย่าต่อไปอีกเลย แต่ไม่ว่าจะอ้าปากสักกี่ครั้งก็ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ ผู้หญิงที่กำลังร้องไห้ยังคงคร่ำครวญไม่หยุด ทำราวกับว่าถ้าไม่ขาดใจตายไปซะก็จะไม่ยอมหยุดร้อง ในที่สุดก็เป็นไป๋เฉียนเฉี่ยนที่ทนไม่ได้
“เงียบ!!”
ครั้นเมื่อสามารถเค้นเสียงออกมาได้ หนังตาที่หนักอึ้งก็พลันเบิกกว้าง
เสียงคร่ำครวญก็...เงียบสนิท
ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก น้ำมูกน้ำตาไหลเปื้อนจนใบหน้าดูไม่ได้ ดวงตาบวมแดงเบิกกว้างและกำลังจ้องมองเธอเขม็ง
ไป๋เฉียนเฉี่ยนจ้องมองคนตรงหน้าอย่างงุนงงก็พบว่าเป็นใบหน้าเด็กผู้หญิงที่ตนไม่คุ้นเคย อายุน่าจะสิบสองถึงสิบสามปีเท่านั้น เด็กหญิงถักเปียสองข้าง สวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่ตัดจากผ้าเนื้อหยาบอย่างเรียบง่าย กำลังคุกเข่ากอดตนอยู่ตรงหัวเตียง ส่วนแรงเขย่าที่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวนั้น ก็มาจากสองมือของเด็กคนนี้นั่นเอง
ภายในห้องอันเงียบสงบ เมื่อไป๋เฉียนเฉี่ยนไม่พูดไม่จา อีกฝ่ายก็ได้แต่นั่งมองเธอนิ่งเช่นกัน
ผ่านไปครู่หนึ่งเด็กผู้หญิงก็เหมือนจะได้สติ ดวงตาที่บวมช้ำแดงก่ำพลันเปล่งประกายยินดี “คุณหนู คุณหนูฟื้นแล้ว”
ไป๋เฉียนเฉี่ยนยังคงนิ่งเงียบ ขณะเดียวกันก็กวาดตามองไปรอบกาย
ภายในห้องตกแต่งด้วยเครื่องเรือนแบบโบราณ มีเตียงไม้ฉลุลาย เก้าอี้ไม้หลีฮัวแกะสลักลายด้นเมฆ โต๊ะสี่เหลี่ยมทำจากไม้แดงแกะสลักมุมสี่ด้าน หน้าต่างไม้ฉลุเป็นช่องแล้วติดกระดาษบางๆ บนโต๊ะวางกระถางกำยานสลักรูปหัวสัตว์แปลกตา ข้างกระถางกำยานยังมีเครื่องเขียนที่ทำจากหยกอยู่ชุดหนึ่ง
เครื่องใช้ทุกชิ้นล้วนแล้วแต่เคยเป็นของดี เสียดายที่ชำรุดแตกหักจนกลายเป็นของเก่าไม่มีราคา
ไป๋เฉียนเฉี่ยนเก็บรายละเอียดภายในห้องด้วยการมองเพียงหนึ่งรอบ แล้วก็หันมามองเด็กข้างตัวอีกครั้ง
“คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ...” ขณะที่เฉี่ยวเอ๋อมองฟ่งหงหลวนนั้น จู่ๆ ก็รู้สึกว่าคุณหนูในเวลานี้ราวกับคนแปลกหน้า
“ที่นี่ที่ไหน?”
พอได้ยินเสียง คนถามก็รู้ได้ทันทีเสียงนี้ไม่ใช่เสียงเธอ!
“ที่นี่ก็คือเรือนของพวกเราอย่างไรเจ้าคะ คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ?” เฉี่ยวเอ๋องุนงงจนทำตัวไม่ถูก
เรือน? ไป๋เฉียนเฉี่ยนหลุบตาลงพลางครุ่นคิด เธอจำไม่ได้ว่าเคยมีบ้านแบบนี้
“คุณหนู... คุณหนูไม่สบายหรือเจ้าคะ บ่าวจะไปขอร้องฮูหยินรองให้เชิญท่านหมอมาตรวจอาการ...”
ยิ่งเฉี่ยวเอ๋อมองคุณหนู หัวใจก็ยิ่งรู้สึกหนาวสะท้าน ตนเองรับใช้คุณหนูมานาน จึงสามารถรับรู้ถึงความผิดปกติได้ทันที สาวใช้ตัวน้อยรีบปล่อยมือฟ่งหงหลวนแล้วลุกขึ้นเพื่อออกไปตามหมอให้เร็วที่สุด
“หยุดนะ!” ไป๋เฉียนเฉี่ยนลุกขึ้นนั่ง แล้วยื่นมือออกไปกุมคอเฉี่ยวเอ๋ออย่างรวดเร็ว
สาวใช้ชะงักเท้า ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“คุณหนู...”
ไป๋เฉียนเฉี่ยนจ้องเฉี่ยวเอ๋อพลางกวาดตาไล่ไปตามมือเรียวเล็กที่ใช้บีบลำคอของอีกฝ่าย แสงสว่างที่ส่องเข้ามาทำให้มองเห็นร่างผอมบางของตนซึ่งกำลังนั่งอยู่บนเตียง... เห็นสภาพภายในห้องชัดเจนกว่าเดิมหญิงสาวกวาดตามองทุกอย่างด้วยสายตาเย็นเยียบ
ห้องนี้ ร่างนี้... ไม่ใช่ของเธอ!
ไป๋เฉียนเฉี่ยนหรี่ตา ขณะที่ค่อยๆ ออกแรงบีบที่มือมากขึ้น จนกระทั่งได้ยินเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ... กร๊อบ
ใบหน้าเล็กๆ ขาวซีดของเฉี่ยวเอ๋อเวลานี้เปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วง ปากอ้าพะงาบๆ แต่ไร้เสียง พอไป๋เฉียนเฉี่ยนออกแรงบีบมากขึ้น ดวงตาของสาวใช้ก็เริ่มเลื่อนลอยราวกับสามารถสิ้นใจได้ทุกขณะ
ทันใดนั้นไป๋เฉียนเฉี่ยนก็รู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรง ภาพเหตุการณ์มากมายหลั่งไหลเข้ามาในสมองราวกับทำนบกั้นน้ำพัง หญิงสาวขมวดคิ้วสะบัดศีรษะไปมาแต่ก็ไม่อาจยับยั้งภาพต่างๆ ที่พรั่งพรูเข้ามาในหัวได้ ในที่สุดเธอก็ปล่อยมือที่บีบคอเฉี่ยวเอ๋อออกแล้วยกสองมือกุมศีรษะพร้อมกับหลับตาลง
สาวใช้ตัวอ่อนพับลงกับพื้น ก่อนจะมองเจ้านายของตนอย่างตื่นตระหนก
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจหอบแรงและเสียงไอเท่านั้น
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่เฉี่ยวเอ๋อก็คลานกลับไปหยุดอยู่หน้าเตียง มองฟ่งหงหลวนที่กุมศีรษะด้วยความหวาดกลัว “คุณหนู คุณหนู เป็นอะไรไป....”
“ออกไป!” ไป๋เฉียนเฉี่ยนโบกมือไล่ “ถ้าเข้ามาอีก ฉันจะฆ่าเธอ”
ร่างเล็กๆ ของเฉี่ยวเอ๋อทรุดลงไปกองกับพื้น ไม่กล้าขยับเขยื้อน
ไป๋เฉียนเฉี่ยนหลับตา ภาพในสมองราวกับฉายหนังต่อเนื่องที่มีเข้ามาไม่หยุด ไม่รู้ผ่านไปนานเพียงใดก่อนภาพสุดท้ายจะหยุดลงที่หญิงสาวสองคน... หนึ่งคือ ‘ฟ่งหงหลวน’ ที่สวมชุดแต่งงานสีแดง ในมือกอดหนังสือยกเลิกการหมั้นกระโดดลงสระบัวในสวนด้านหลังจวนเสนาบดี อีกหนึ่งคือ ‘ไป๋เฉียนเฉี่ยน’ ที่สวมชุดแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์ ถูกเจ้าบ่าวยิงเข้าที่หัวใจจนล้มลงกลางงานแต่ง
เธอคือไป๋เฉียนเฉี่ยน ที่อยู่ในร่างของฟ่งหงหลวน
สองมือเล็กๆ กำแน่นจนมีเลือดซึมออกมา
เฉี่ยวเอ๋อเห็นเลือดไหลจากฝ่ามือของฟ่งหงหลวน ก็รีบขยับเข้ามาใกล้พลางสะอึกสะอื้น “คุณหนูเป็นอะไร อย่าทำให้เฉี่ยวเอ๋อตกใจสิเจ้าคะ”
ไป๋เฉียนเฉี่ยนจ้องมองเฉี่ยวเอ๋อพลางทบทวนภาพในหัว สาวใช้คนนี้เติบโตมาพร้อมกับฟ่งหงหลวน หลังจากมารดาของฟ่งหงหลวนล่วงลับไป สองนายบ่าวก็ประคับประคองกันมาท่ามกลางเหล่าผู้หญิงในจวนเสนาบดีที่รุมรังแกทั้งคู่เป็นประจำ มีแต่สาวใช้ผู้นี้ที่ออกรับโทษแทนคุณหนูของนาง
“คุณหนู...” เฉี่ยวเอ๋อมองฟ่งหงหลวนที่ดวงตาไร้แววอ่อนโยนอย่างตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก
ไป๋เฉียนเฉี่ยนไม่สนใจสาวใช้ตัวน้อย เพราะกำลังรวบรวมสติทำความเข้าใจกับภาพในหัวและสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ยุคนี้ไม่เหมือนกับสิ่งที่เธอเรียนรู้มาจากวิชาประวัติศาสตร์เลยแม้แต่น้อย... แผ่นดินนี้แบ่งเป็นสามแคว้น ตงหลี ซีเหลียง และหลันเสวี่ย แล้วยังมีชนเผ่าลึกลับ ‘เผ่าเมฆา’ ที่อยู่ด้านทิศเหนือของทั้งสามแคว้น... และตอนนี้เธออยู่ในแคว้นตงหลี
ฟ่งหงหลวนเป็นบุตรสาวคนที่สามของเสนาบดีแคว้นตงหลี นางถูกท่านอ๋องหลีคู่หมั้นคู่หมายตั้งแต่เด็กส่งหนังสือยกเลิกการหมั้นมาให้ ฟ่งหงหลวนไม่อาจทำใจยอมรับได้จึงกระโดดสระบัวเพื่อฆ่าตัวตาย ส่วนไป๋เฉียนเฉี่ยนถูกหย่าหลินยิงตัดขั้วหัวใจ แต่ไม่รู้ทำไมวิญญาณไม่ไปสู่ปรโลกแต่กลับมาอยู่ในร่างฟ่งหงหลวนเช่นนี้
“คุณหนู...” เฉี่ยวเอ๋อตะโกนเรียกฟ่งหงหลวนอยู่หลายครั้ง เห็นผู้เป็นนายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ในใจก็ยิ่งหวาดหวั่นนัก
“คุณหนูอยู่ในสระบัวตั้งครึ่งคืน หรือว่าสมองจะได้รับความกระทบกระเทือน บ่าว...”
ขณะนั้นด้านนอกมีเสียงพูดคุยดังแว่วมาแต่ไกล
เฉี่ยวเอ๋อหุบปากฉับพลัน สีหน้าตื่นตระหนก แล้วกล่าวอย่างหวาดกลัว “พวกนางมากันแล้ว...”
ไป๋เฉียนเฉี่ยนเงยหน้าขึ้นมองออกไปด้านนอกผ่านรอยแตกของบานประตูไม้ เห็นกลุ่มสตรีแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดกำลังเดินนำกลุ่มคนที่น่าจะเป็นพวกคนรับใช้ตรงมาหา จากความทรงจำของร่างนี้ หญิงสาวรู้ว่าสตรีเหล่านั้นอาศัยอยู่ในจวนเสนาบดีเช่นเดียวกัน พวกนางมีสถานะเป็นแม่เลี้ยงของฟ่งหงหลวน ชอบกลั่นแกล้งรังแกฟ่งหงหลวนและเฉี่ยวเอ๋อเพื่อความเพลิดเพลินมาตลอด
ไป๋เฉียนเฉี่ยนถอนสายตาเย็นชากลับ สะบัดผ้าห่มออกก้าวลงจากเตียง แล้วเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้งเก่าชำรุดที่อยู่มุมห้อง
กระจกแบบโบราณสะท้อนให้เห็นใบหน้างดงามของหญิงสาวผู้หนึ่ง ดวงตากลมโต ฟันขาวสะอาด คิ้วโก่งราวจับวาด นับว่าไม่เสียชื่อสาวงามอันดับหนึ่งแห่งตงหลี ถึงแม้จะมีสีหน้าซีดขาวดูอ่อนแอเหมือนคนอมโรค แต่ดวงตาคู่สวยยังเปล่งประกายความมีชีวิต…
“ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ทั้งคน” ไป๋เฉียนเฉี่ยนมองเงาสะท้อนในกระจกอย่างสงบ
จากนี้เป็นต้นไป ฉันคือฟ่งหงหลวน!
นับแต่อายุห้าขวบ เจ้าของร่างนี้ก็รู้ว่าตนเองเป็นเหมือนดอกหญ้าริมทาง ถูกโยนทิ้งไว้ที่ใดก็งอกงามที่นั่น จากความทรงจำในสมอง แม้หญิงเหล่านั้นจะไม่ได้มาหาเรื่อง ทว่าหญิงสาวก็ไม่มีทางปล่อยให้ลอยนวลแน่
“บ่าวไม่กลัว” เฉี่ยวเอ๋อส่ายหัวรัวเร็ว ที่ผ่านมาเหล่าฮูหยินและคุณหนูทั้งหลายทำให้นางหวาดกลัวราวกับเจอสัตว์ร้าย... แต่มาวันนี้ คำพูดคุณหนูเพียงประโยคเดียวกลับทำให้นางคลายความหวาดผวาได้อย่างน่าอัศจรรย์
ดวงตาเย็นชาของฟ่งหงหลวนทอประกายอ่อนโยนวูบหนึ่ง สาวใช้ผู้นี้ลำบากเพื่อผู้เป็นนายมาไม่น้อย... เสียงฝีเท้าด้านนอกดังใกล้เข้ามาทุกขณะ
“สิ่งที่พวกนั้นติดค้างเราไว้ นับจากนี้ไปข้าจะทวงคืนให้หมด!” ฟ่งหงหลวนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“คุณหนู!” สาวใช้อุทานเรียกด้วยท่าทางตกใจ
คุณหนูของนางยังคงเป็นคนเดิม แต่เหตุใดถึงรู้สึกว่าเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเช่นนี้เล่า
ฟ่งหงหลวนไม่สนใจเฉี่ยวเอ๋ออีก สำหรับนางการสังหารสาวใช้ที่ไร้เรี่ยวแรงเป็นเรื่องง่ายดายนัก ทว่าในความทรงจำของฟ่งหงหลวนทำให้นางรู้ว่า ในโลกใบนี้มีเพียงเฉี่ยวเอ๋อคนเดียวเท่านั้นที่สามารถพึ่งพาได้
“อุ๊ยตาย คุณหนูสามของเราฟื้นแล้ว” ประตูห้องถูกเปิดพร้อมสตรีในชุดหรูหราเดินเข้ามา
กลิ่นเครื่องหอมฉุนแรงลอยปะทะจมูก ฟ่งหงหลวนขมวดคิ้วอย่างนึกรังเกียจทันที
“ข้าก็หลงคิดไปว่า ถูกอ๋องหลีทิ้งเช่นนี้คงไม่มีวันฟื้นขึ้นมาอีกเลยตลอดชีวิต” คนพูดจ้องมองฟ่งหงหลวนด้วยสีหน้าเหยียดหยามเปิดเผย “ข้าคิดไว้อยู่แล้ว อย่างท่านอ๋องหลีหรือจะต้องการหญิงเช่นเจ้า นี่ยังไม่ทันได้เข้าพิธีแต่งงานก็ถูกถอนหมั้นเสียแล้ว”
“ท่านอ๋องหลีรูปงามเพียบพร้อม เป็นที่หมายปองของหญิงสาวตระกูลใหญ่มากมาย เจ้าก็แค่นังเด็กแพศยาคนหนึ่ง คิดจะเป็นพระชายาของท่านอ๋อง คงได้แค่ฝันเท่านั้นกระมัง” สตรีในอาภรณ์หรูหราอีกคนเดินตามมาสมทบ
“หากมิใช่เพราะมารดาไร้ยางอายของเจ้าแล้วละก็ อย่าว่าแต่การหมั้นหมายตั้งแต่เล็กเลย แม้กระทั่งนิ้วเท้าของท่านอ๋องหลี เจ้าก็ยังไม่มีค่าพอ”
“นั่นสินะ”
“...”
เพียงไม่นานบรรดาสตรีที่ติดตามมาทั้งหมดก็ก้าวเข้ามาจนเต็มห้อง ต่างพูดจาเสียดสีเย้ยหยันสารพัด แต่ละคนล้วนแต่งหน้าจัดจ้าน สวมเครื่องประดับแพรวพราว ทว่าปากกลับพูดจาหยาบคายบาดหูไม่จบสิ้น
ฟ่งหงหลวนนิ่งฟังด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก นี่เป็นสิ่งที่ฟ่งหงหลวน ‘คนก่อน’ ต้องทนแบกรับมามากกว่าสิบปี สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้นับว่าเบาที่สุดแล้ว เพราะที่ผ่านมาโดนทั้งคุกเข่าในศาลเจ้า ตีมือ หนีบนิ้ว โบยด้วยแส้ และอีกมากมายหลายวิธี
สิ่งเหล่านี้...เจ้าของร่างนี้ถูกกระทำมานับครั้งไม่ถ้วน
ทั่วทั้งร่าง...นอกจากใบหน้าและมือทั้งสองข้างแล้ว ก็ล้วนแต่มีร่องรอยบาดแผลเต็มไปหมด ชนิดที่เรียกว่าหาจุดดีไม่ได้
“พวกเจ้า...” เฉี่ยวเอ๋อถลึงตาแดงก่ำจากการร่ำไห้จ้องมองบรรดาสตรีที่ยืนอออยู่เต็มห้อง
ฟ่งหงหลวนรับรู้ได้ถึงความเกลียดชังที่แผ่ซ่านจากก้นบึ้งจิตใจของเฉี่ยวเอ๋อ นางมองสาวใช้ข้างกายอย่างสงบ ก่อนจะหมุนตัวช้าๆ หันไปทางประตูแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “พูดกันพอหรือยัง”
น้ำเสียงเย็นเยียบ ไร้ความอ่อนโยนใดๆ ทำให้เสียงเซ็งแซ่ในห้องเล็กเงียบลงทันควัน
“พูดกันพอแล้วก็ไสหัวออกไป” ฟ่งหงหลวนกวาดตามองทุกคนด้วยสายตาเย็นชา เมื่อไม่เห็นฮูหยินรองผู้เป็นนายหญิงของจวน แถมฮูหยินสี่ที่แสนโอหังก็ไม่อยู่ หญิงสาวจึงเลิกสนใจลูกแกะพวกนี้... ค่อยเอาไว้จัดการทีหลังแล้วกัน
“เจ้าพูดว่าให้พวกข้าไสหัวออกไปอย่างนั้นรึ...” สตรีในอาภรณ์สีฉูดฉาดที่ปรากฏตัวเป็นคนแรกย้อนถามด้วยความประหลาดใจ
หญิงกลุ่มนั้นมองฟ่งหงหลวนอย่างไม่เชื่อสายตา ผู้ที่อยู่ตรงหน้าคือคุณหนูสามจริงหรือ ที่ผ่านมาคุณหนูสามไม่กล้าแม้แต่จะพูดจาเสียงดัง ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการขับไล่ผู้คนด้วยสีหน้าถมึงทึงเช่นนี้
“คุณหนูของข้าบอกให้ไสหัวไปอย่างไรเล่า” เฉี่ยวเอ๋อพอเห็นความกล้าหาญของผู้เป็นนาย ก็รู้สึกกล้าตามไปด้วย
บรรยากาศในห้องเคร่งเครียดขึ้นทันที
“เจ้าให้พวกข้าไสหัวไปอย่างนั้นรึ เจ้ามันสาวใช้ชั้นต่ำ กล้าพูดจากับข้าเช่นนี้รึ... ว้าย!!” คนที่พูดคือฮูหยินสาม แต่นางยังพูดไม่จบ ฟ่งหงหลวนก็ตวัดมือครั้งหนึ่ง น้ำจากอ่างล้างหน้าด้านข้างก็สาดใส่ฮูหยินสามทันที
ฮูหยินสามเปียกปอนไม่ต่างจากไก่ตกน้ำ ส่วนฮูหยินห้าและฮูหยินหกที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พลอยถูกลูกหลงจนเปียกไปด้วย หลังจากนั้นในห้องเล็กก็เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องโวยวายของกลุ่มผู้มาเยือน
ฟ่งหงหลวนเห็นพวกนางสะบัดเสื้อผ้าไล่น้ำราวกับไก่ตัวผู้พองขนอย่างโกรธเกรี้ยว ก็หัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ไป! อย่าให้ข้าต้องไล่เป็นครั้งที่สาม”
เหล่าฮูหยินหยุดร้องโวยวายทันควัน ต่างหันมามองฟ่งหงหลวนอย่างไม่เชื่อสายตาที่อีกฝ่ายกล้าสาดน้ำใส่ฮูหยินสาม
“บังอาจนัก! เจ้ากล้าสาดน้ำใส่ข้า นังแพศยา...” ฮูหยินสามพุ่งตัวเข้าหา ‘มือสาด’ อย่างโกรธแค้น แต่เพิ่งเดินได้เพียงสองก้าวเท่านั้นก็ถูกบางอย่างพุ่งกระแทกเข้าแสกหน้าจนต้องส่งเสียงกรีดร้องอีกรอบ
“โอ๊ย!”
เพล้ง! พร้อมกับเสียงร้องคือเสียงถ้วยกระเบื้องใบหนึ่งที่แตกกระจายอยู่บนพื้น
“ว้าย” ฮูหยินคนอื่นๆ หันมามองฮูหยินสามที่กำลังยืนกุมหน้าผากแล้วร้องโวยวายด้วยความตกใจ
พอฮูหยินสามลดมือที่กุมหน้าผากลง ก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไหลมาตามสันจมูก พอก้มมองมือตนเองก็พบว่าฝ่ามือเปื้อนเลือดไปหมด เพียงเท่านั้นนางก็กรีดร้องโหยหวนสุดเสียง
“กรี๊ด!! นังฆาตกร”
“ช่วยด้วย คุณหนูสามจะฆ่าคนแล้ว!!” ฮูหยินห้าซึ่งยืนอยู่ข้างกายฮูหยินสามกรีดร้องโวยวายตามด้วยความเสียขวัญ
แล้วเรือนเล็กหลังนั้นก็เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทั้งเสียงกรีดร้องและเสียงตะโกน ทั้งจากฮูหยินและสาวใช้ที่ติดตามมา
พริบตาเดียว คำว่าฆาตกรก็ดังลั่นจวนเสนาบดี
เฉี่ยวเอ๋อเห็นเหตุการณ์ลุกลามไปจนถึงขั้นเลือดตกยางออกก็ตกใจจนทำสิ่งใดไม่ถูก รีบเดินเข้ามาแตะแขนฟ่งหงหลวน “คุณหนู...”
เพียงเท่านี้หรือที่เรียกว่าฆาตกร? ฟ่งหงหลวนส่งเสียงขึ้นจมูกพลางปรายตามองเหล่าสตรีที่ร้องโวยวายอย่างไม่แยแสแม้แต่น้อย นางผลักเฉี่ยวเอ๋อหลบให้พ้นทาง แล้วคว้ากาน้ำชาบนโต๊ะปาใส่กลุ่มผู้หญิงที่เอาแต่จับกลุ่มกรีดร้อง
กาน้ำชากระทบถูกศีรษะฮูหยินห้า ก่อนจะกระดอนผ่านหลังมือฮูหยินสาม แล้วตกลงพื้น
“ว้าย” ฮูหยินสามและฮูหยินห้ากรีดร้องประสานเสียง ขณะที่กาน้ำชาแตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี
“กรี๊ด” ฮูหยินคนอื่นๆ ก็ร้องโวยวายขึ้นมาอีกครั้ง
“ในเมื่อชอบร้องโวยวายกันนัก ก็ร้องเสียให้พอ!” พูดจบฟ่งหงหลวนก็คว้าแท่นฝนหมึกบนโต๊ะเตรียมจะขว้างออกไปอีก
เฉี่ยวเอ๋อยืนตะลึงมองผู้เป็นนายด้วยความตกใจ พอเห็นนางหยิบแท่นฝนหมึกขึ้นมาก็ได้สติรีบเข้ากอดแขนฟ่งหงหลวนแน่น “คุณหนูอย่าโยนเลยเจ้าค่ะ ถ้าโยนอีกพวกเราก็ไม่เหลืออะไรให้ใช้สอยแล้ว นี่เป็นแท่นฝนหมึกที่คุณหนูรักยิ่งนะเจ้าคะ”
แม้ว่าการตีคนจะสามารถระบายความเจ็บแค้นได้ แต่ต่อไปในภายหน้าพวกนางก็ยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในจวนแห่งนี้
“ก็แค่ของชิ้นเดียว หากเจ้ายังมีแรงก็จงนำข้าวของในห้องนี้ขว้างใส่พวกนางให้หมด ปาออกไปแล้วเราจะได้เปลี่ยนของใหม่มาใช้ ตีหนึ่งคนก็ตายหนึ่งคน ยังไงซะพวกนั้นก็กล่าวหาว่าเราเป็นฆาตกรอยู่แล้วนี่” ฟ่งหงหลวนส่งแท่นฝนหมึกให้กับเฉี่ยวเอ๋อ “เจ้าปาสิ”
เฉี่ยวเอ๋อใบหน้าซีดเผือดก้มมองแท่นหมึกที่ถูกยัดเยียดให้
“คุณ... คุณหนู”
“ไม่กล้ารึ เจ้าลืมไปแล้วหรือไง หญิงเหล่านี้รังแกพวกเราอย่างไรบ้าง ตอนนี้มีโอกาสให้แก้แค้น หากเจ้าไม่คว้าเอาไว้ ต่อไปอาจไม่มีโอกาสอีกแล้วก็เป็นได้” ฟ่งหงหลวนกล่าวพลางมองหน้าสาวใช้
เฉี่ยวเอ๋อที่เดิมทีตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวกลับสงบลงได้ในพริบตา แล้วหันไปมองเหล่าสตรีที่อยู่ในห้องอย่างเคียดแค้น
“สาวใช้ชั้นต่ำอย่างเจ้า เจ้ากล้า...ว้าย” ฮูหยินหกที่อยู่ด้านหลังสุดเพิ่งจะอ้าปาก แท่นฝนหมึกก็ลอยตรงมาหาเสียแล้ว
เฉี่ยวเอ๋อแค้นผู้หญิงกลุ่มนี้นักที่ชอบก่นด่าตนและคุณหนูว่าเป็นหญิงชั้นต่ำ จึงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีขว้างแท่นฝนหมึกออกไป ศีรษะฮูหยินหกบวมปูดทันตา ส่วนแท่นฝนหมึกก็ตกพื้นแตกเป็นสองเสี่ยงทันทีเช่นกัน
“โอ๊ย...” ฮูหยินหกยกมือกุมศีรษะแล้วทรุดตัวลงกับพื้น ซ้ำยังเซไปชนฮูหยินสามและฮูหยินห้าให้ล้มตามไปด้วย
กลุ่มคนในห้องแตกตื่น
“คุณหนู...” เฉี่ยวเอ๋อที่เมื่อครู่ยังหาญกล้าตอนนี้เริ่มกลัวจนหัวหดอีกครั้ง เผลอกอดฟ่งหงหลวนเอาไว้แน่น
“กลัวอะไร หากต้องสังหารคนเหล่านี้ให้หมดก็สมควรแล้ว ถือเป็นสิ่งที่พวกนางต้องชดใช้ให้เราสำหรับช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา”ฟ่งหงหลวนมองศีรษะของฮูหยินหก จะอย่างไรเฉี่ยวเอ๋อก็ยังเป็นแค่เด็กหญิง สุดกำลังก็ไม่รุนแรงนัก แท่นฝนหมึกอันเดียวไม่ทำให้ถึงตาย ฟ่งหงหลวนหันมาสั่งสาวใช้ “ขว้างต่อไป!”
“คุณหนู...” ร่างเล็กๆ ของเฉี่ยวเอ๋อสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม
“คนพวกนี้รังแกเรามานับสิบปี เจ้าคิดดู พวกเราเกือบตายกันมาแล้วกี่หน เอาคืนได้เพียงเท่านี้ หากตายไปจะไม่รู้สึกขาดทุนรึไง” ฟ่งหงหลวนยื่นอ่างที่สาดน้ำออกไปแล้วให้เฉี่ยวเอ๋อ “ทำต่อไป”
เฉี่ยวเอ๋อหวนคิดถึงความทุกข์ยากที่ตนและคุณหนูได้รับมานานหลายปี แต่ละวันต้องอยู่อย่างคนที่มีบาดแผลเต็มร่าง ความเกลียดชังค่อยๆ เอ่อล้นขึ้นเต็มหัวใจ พอคิดถึงความเจ็บแค้นก็พลันมีเรี่ยวแรง สาวใช้ตัวน้อยขว้างอ่างน้ำใส่กลุ่มสตรีที่กำลังกรีดร้องสุดแรง “พวกเจ้าดีแต่รังแกข้ากับคุณหนูทุกวัน วันนี้ข้าต้องตีพวกเจ้าให้ตาย!”
เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังขึ้นอีกครั้ง ต่างลืมคิดว่าควรจะหนีออกไป ภายในห้องเล็กๆ ที่เดิมทีคับแคบอยู่แล้ว เมื่อคนเหล่านั้นมาออกันอยู่เต็ม เฉี่ยวเอ๋อจึงลงมือตีได้อย่างทั่วถึง
เพราะความชุลมุน ฮูหยินสามที่ยังนั่งกองอยู่ที่พื้นจึงถูกเท้าใครไม่รู้เหยียบซ้ำ บางคนก็ใส่รองเท้าผ้าปักงดงามแต่ไม่ทนทาน พอไม่ระวังเหยียบเศษถ้วยกระเบื้องเศษกาน้ำชาที่ตกแตกจึงได้เลือด
ยิ่งวุ่นวายเสียงร้องก็ยิ่งโหยหวน
เฉี่ยวเอ๋อได้ยินเสียงโหยหวนเช่นนี้ ความรู้สึกสาแก่ใจที่ได้แก้แค้นก็ยิ่งท่วมท้น ตะโกนไปพลางลงมือตีไปพลางราวกับคนคลุ้มคลั่ง
“นางจะฆ่าคนแล้ว ช่วยด้วย...” ถึงเวลานี้เพิ่งจะมีคนคิดได้ว่าควรวิ่งหนีออกไปนอกห้อง
บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านนอกต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น พอได้สติก็พากันวิ่งเข้ามา
“ใครก็ได้เร็วเข้า คุณหนูสามจะฆ่าคนแล้ว ใครก็ได้...” คนที่หนีออกมาจากเหตุการณ์วุ่นวายวิ่งไปพลางปากก็ตะโกนป่าวร้อง
ฟ่งหงหลวนคว้าเก้าอี้ขว้างออกไปนอกประตู ทำให้บ่าวสูงวัยสองคนที่กำลังวิ่งเข้ามากรีดร้องด้วยความตกใจจนหมอบลงกับพื้น หญิงสาวสั่งเฉี่ยวเอ๋อเสียงเข้ม
“ปิดประตูตีสุนัข!”
ในเมื่อลงมือตีแล้ว ก็ขอตีให้มันสะใจเต็มที่ไปเลย