ลับร่างของม่อชิง บ่าวรับใช้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นจึงค่อยตะเกียกตะกายลุกขึ้น
ชายจมูกแบนมองข้าด้วยสายตางุนงง ก่อนจะหันไปมองหลิ่วชางหลิ่งด้วยสายตางุนงงไม่ต่างกัน“สรุปแล้วจะฆ่าหรือไม่ฆ่ากันแน่...”
ข้ามองเขา“เจ้าเป็นคนเฝ้าประตูใช่ไหม?”
เขาพยักหน้า
“งั้นก็เฝ้าไปทั้งชาติเถอะ อย่าคิดปีนให้สูงกว่านี้เลย” ข้าเกลี้ยกล่อมเขา“ขืนปีนขึ้นไปจะตายเร็วกว่าเดิม”
คนที่มีอำนาจตัดสินใจก็เดินจากไปแล้ว เจ้าจมูกแบนนี่ก็โง่เง่า ข้าหันไปมองจื่อเยียน เห็นนางกำลังมองข้าด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง ข้าจึงพูดว่า“เจ้าสำนักรับข้าเป็นศิษย์แล้ว วันนี้ข้าจะทำบุญสักครั้ง คนของสำนักเซียนผู้นั้นดวงแข็งไม่เลว โยนมันออกไปจากเขาเฉินจี้ซะ”
“ได้อย่างไร! จะปล่อยคนที่ล่วงล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามไปง่ายๆ ได้อย่างไร” ชายจมูกแบนยืนกรานหนักแน่น
ข้าเบ้ปาก“ถ้าอย่างนั้นก็ลากไปขังไว้ในคุกไหนสักแห่งก็แล้วกัน”
เขาหยุดคิด เห็นว่าสมเหตุสมผลดีก็รีบสั่งลูกน้องที่ด้านหลังให้มาหามหลิ่วชางหลิ่งไป จื่อเยียนคิดจะขัดขวาง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เบิกตามองหลิ่วชางหลิ่งถูกพาตัวไป
ชายจมูกแบนกับบ่าวรับใช้อีกคนหนึ่งตั้งท่าจะเข้ามาพยุงข้า ข้าขยับตัวหลบจากมือของพวกเขาแล้วพูดว่า“ข้าบาดเจ็บสาหัส พวกเจ้าไปเรียกคนเอาเกี้ยวมาหามข้าไปสิ” ข้าบอก“ตอนนี้ข้าเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักแล้วนะ ถ้าปรนนิบัติไม่ดี ระวังข้าไปฟ้องเจ้าสำนักล่ะ”
บ่าวรับใช้อีกคนแค่นเสียงดูถูก“แค่เจ้าสำนักยอมไว้ชีวิต ก็คิดว่าตัวเองเป็นศิษย์ของท่าน ช่างหน้าใหญ่เหลือเกินนะ”
ข้าแค่นเสียงดูถูกกลับไปบ้าง“ขี้ข้าเฝ้าประตูมีตาแต่ไร้แวว เมื่อก่อนเจ้าสำนักของพวกเจ้าเคยพูดว่าอย่างไร ใครบุกรุกเขตหวงห้ามให้ฆ่าทิ้งให้หมด แล้วเขาฆ่าข้าไหม เขาสั่งฆ่าคนอื่นแต่กลับไม่แตะข้าสักนิด พวกเจ้าลองใช้สมองคิดดูซะบ้างว่าหน้าข้าใหญ่จริงรึเปล่า?”
ทั้งสองหันไปมองหน้ากันเงียบๆ
ข้าโบกมือ“ไปสิ ไปเรียกเกี้ยวมา”
พวกเขายอมเดินไปแต่โดยดี
จื่อเยียนที่อยู่ข้างๆ ทอดถอนใจ“เรื่องวางอำนาจบาตรใหญ่... ท่านนับเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า”
พอใครๆ จากไปหมด ข้าก็พูดกับจื่อเยียนได้อย่างสบายใจ“เจ้าก็ถนัดเรื่องปากไม่ตรงกับใจเหมือนกันนี่” ร่างนี้เลอะเทอะไปหมดแล้ว ข้าก็เลยเอนกายพิงก้อนหินตามสบายโดยไม่สนใจอะไรอีก ช่วงเวลาน่าหวาดเสียวผ่านพ้นไปแล้ว บาดแผลบนร่างก็เจ็บจนชา ความเกียจคร้านเริ่มเข้ามาแทนที่ ข้าปรายตามองจื่อเยียนอย่างเกียจคร้าน“ร้องโวยวายว่าไม่อยากไปกับหลิ่วชางหลิ่ง ปากพูดว่าจะแก้แค้น แต่พอจะฆ่าเขาจริงๆ เจ้ากลับเป็นคนแรกที่ไม่เห็นด้วย นั่นไม่ใช่บุตรชายศัตรูคู่อาฆาตของเจ้าหรือ ทำไมถึงได้เป็นห่วงเป็นใยนักเล่า?”
จื่อเยียนพูดไม่ออก อ้ำอึ้งอยู่พักใหญ่ถึงได้พูดว่า“คนที่ข้าเกลียดคือพ่อของเขา ไม่ได้เกี่ยวกับเขาสักหน่อย...” นางชะงักแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องพูด“ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ที่เมื่อครู่ท่านบอกว่าจะส่งข้าขึ้นสวรรค์ในก้าวเดียว หมายถึงจะส่งข้าไปเป็นศิษย์ของลี่เฉินหลานอย่างนั้นหรือ?”
“เอ่อ...ก็ถือว่าใช่นะ” ถึงตอนแรกข้าจะคิดให้นางแย่งตำแหน่งของม่อชิงก็เถอะ แต่ตอนนี้ดูแล้วการใช้ร่างนี้สังหารม่อชิงคงไม่ต่างอะไรกับการแบกของหนักๆ เดินทางไกลเลยสักนิด
“ท่านเก่งมากเลย” นางเอ่ยชมพลางลอยมาตรงหน้าข้า“ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ท่านคืนร่างให้ข้าได้แล้วใช่ไหม”
“หืม” ข้ากลอกตา“คืนให้เจ้า? ทำไมล่ะ?”
จื่อเยียนตะลึงงัน“เมื่อครู่ท่านไล่พวกเขาไป ไม่ใช่เพราะจะคืนร่างให้ข้าหรอกหรือ?”
ข้ามองนางพลางยิ้มตอบ“แม่นางน้อย ทำไมเจ้าถึงได้เข้าใจอะไรผิดๆ อย่างนี้นะ ข้าไม่ได้ไล่พวกเขาไป ข้าแค่อยากให้พวกเขาไปหามเกี้ยวมารับข้าเท่านั้นเอง”
“ท่าน! ท่านบอกว่าจะคืนร่างให้ข้าไม่ใช่หรือ!”
ข้าอ้าปากหาว“ข้าพูดว่าจะคืนร่างให้เจ้าก็จริง แต่ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าจะคืนให้เมื่อไร”
“ลู่เจาเหยา!” นางโมโหมาก“ท่าน! เจ้าจอมมารไร้ยางอาย!”
ข้าไม่ได้ยินคำนี้มานานแล้ว จึงออกจะคิดถึงอยู่บ้าง ข้าโบกมืออย่างใจเย็น ข่มไฟโทสะของนาง“เรามาทำข้อตกลงกันเถอะ” ข้ามองร่างวิญญาณของนาง“ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องคืนร่างให้เจ้าแน่ เพราะข้าก็ไม่ได้อยาก
ฟื้นคืนชีพสักเท่าไร ข้ามีความปรารถนาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น รอให้ความปรารถนาของข้าเป็นจริง ข้าก็จะคืนร่างให้เจ้า ระหว่างนี้ เจ้าก็ให้ข้ายืมร่างของเจ้าก่อน ถึงข้าจะคืนร่างให้เจ้าไม่ได้ แต่ข้าก็สามารถใช้ร่างของเจ้าแก้แค้นให้เจ้าได้ เจ้าเห็นเป็นอย่างไร?”
นางเงียบไป
“ข้าพูดกับเจ้าตรงๆ ก็แล้วกัน สำหรับข้า เจ้าสำนักเจี้ยนซินเป็นแค่คนกระจอก แต่ด้วยความสามารถของเจ้า คิดจะแก้แค้น ไม่รู้ต้องรอไปถึงปีไหนเดือนไหน” ข้ายิ้มตรงมุมปาก“ตอนข้ามีชีวิตอยู่ มีคนมาขอความช่วยเหลือจากข้าลู่เจาเหยามากกว่าต้นหญ้าบนเขาเฉินจี้เสียอีก แต่ข้าก็ไม่เคยสนใจ นี่ถือเป็นโอกาสทองสำหรับเจ้าเชียวนะ”
สีหน้าของจื่อเยียนเคร่งเครียด
นางยังไม่ทันพูดอะไร เสียงฝีเท้าก็ดังแว่วมาแต่ไกล ข้าหันไปมอง“อา...เกี้ยวมาแล้ว” ข้าปรายตามองจื่อเยียนพลางยิ้มให้“เจ้าจะเข้าสู่วิถีมารไม่ใช่หรือ วันนี้ข้าจะใจดีสอนบทเรียนแรกให้เจ้า บนวิถีของมาร การกระทำของข้าไม่ได้เรียกว่าวางอำนาจบาตรใหญ่ แต่เรียกว่าฝีมือ จงจำเอาไว้ให้ดี พอเริ่มลงมือก็ต้องชิงเป็นฝ่ายได้เปรียบ ต่อไปเจ้าถึงจะทำอะไรได้ง่ายขึ้น”
ผู้ฝึกวิชามารทั้งสี่เดินเร็วมาก เพียงพริบตาก็มาหยุดตรงหน้าข้า จากนั้นพวกเขาก็ช่วยกันพยุงข้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสขึ้นไปบนเกี้ยวอย่างระมัดระวัง
ถึงตอนนี้จื่อเยียนค่อยพูดขึ้นว่า“ไม่ได้ ข้าต้องแก้แค้นด้วยตัวเอง” นางว่า“นี่เป็นความแค้นของข้า”
ข้าเลิกคิ้ว อืม...แม่หนูนี่หยิ่งในศักดิ์ศรีไม่น้อยเลย น่าเสียดาย...
ข้าขึ้นไปนั่งบนเกี้ยว ผู้ฝึกวิชามารทั้งสี่หามเกี้ยวได้ไม่เลว เกี้ยวจึงเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ข้ามองจื่อเยียน เบ้ปากแล้วก็แบมือ
เสียดายที่เจ้าพูดช้าไปหน่อย ตอนนี้ข้าลงจากเกี้ยวไม่ได้แล้ว
ผู้ฝึกวิชามารทั้งสี่หามเกี้ยวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ข้าเห็นจื่อเยียนที่หายอึ้งแล้ว‘รีบวิ่ง’ ตามเกี้ยวมา แต่อัตราความเร็วในการลอยของ‘ผีใหม่’ อย่างนางนั้นกล่าวได้ว่าช้าจนน่าปวดใจ
ไม่นานนักก็ถูกทิ้งระยะห่างเป็นโยชน์
นี่ก็คือบทเรียนที่สอง ข้าเอนกายพิงเกี้ยวอย่างสบายอารมณ์ ปล่อยให้นางวิ่งตามพลางร้องด่าไปเรื่อยๆ ใจคิดว่า คิดจะฝึกวิชามารก็อย่าเชื่อใจคนอื่น แม่นางน้อยที่มาจากฝ่ายธรรมะยังอ่อนหัดอยู่มาก
คนหามเกี้ยวทั้งสี่หามเกี้ยวได้มั่นคง ข้าเริ่มรู้สึกง่วง ตอนที่ออกจากเขตหวงห้ามเป็นยามเที่ยงคืนซึ่งฝนเพิ่งจะหยุดตกและพระจันทร์เพิ่งโผล่พ้นเมฆพอดี คาดไม่ถึงเลยว่าหลังจากกลายเป็นผีแล้ว ข้าจะยังมีโอกาสสัมผัสกับกระแสลมและหยาดฝนเช่นนี้อีก
ข้าคิดว่าชีวิตใหม่ของข้ากำลังจะเริ่มต้นขึ้น...
แต่ความเป็นจริง...กลับไม่เป็นเช่นนั้น
เพราะเมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันที่สอง ข้าก็พบว่า...
ข้า--กลาย--เป็น--ผี--อีก--แล้ว!
ไม่มีสัญญาณเตือนอะไรเลย!
ไม่มีสัญญาณเตือนอะไรเลย!
เรื่องสำคัญแบบนี้ต้องย้ำสองรอบ!
ข้ายืนอึ้งอยู่ข้างๆ ร่างที่กำลังหลับสนิทของจื่อเยียน
พอเริ่มตั้งสติได้ ข้าก็ลองเข้าไปในร่างของจื่อเยียนอีก แต่วิญญาณของข้ากลับเพียงทะลุร่างของนางไปเท่านั้น ท่อนล่างโปร่งแสงของข้าทะลุเข้าในไปเตียง ไม่ได้เข้าไปในร่างของนาง
เพราะอะไรกัน?
ข้างุนงงนัก ได้แต่จ้องร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงแล้วพยายามครุ่นคิดหาเหตุผล
เมื่อคืนตอนที่ถูกหามกลับมา ข้ายังพอมีสติอยู่บ้าง แต่ก็เลือนรางเต็มที ร่างนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้าไม่มีแรงพอจะควบคุม จึงได้แต่ปล่อยให้คนหามเกี้ยวหามมาที่ยอดเขาซี่เยว่ รอจนกระทั่งคนของยอดเขาซี่เยว่ทำความสะอาดและรักษาบาดแผลเสร็จ ข้าก็หลับสนิทไป
ก่อนข้าจะหลับตาลง ทุกอย่างยังคงเป็นปกติ วิญญาณของสาวน้อยสำนักเซียนคนนั้นถูกทิ้งไว้ตรงข้างหลุมศพของข้าในหุบเขา ระยะเวลาเพียงแค่คืนเดียว ด้วยความเร็วของนางคงไม่มีทางลอยมาแย่งร่างคืนไปได้แน่...
“อืม...”
ร่างของจื่อเยียนส่งเสียงครางเบาๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นช้าๆ
นางตื่นแล้ว!
ข้าตกใจมาก วิญญาณของนางลอยกลับมาเอง! นางเป็นคนไล่ข้าออกมาอย่างนั้นหรือ!
“ข้า...” เพิ่งจะขยับแขน นางก็ร้องออกมา“ซี้ด...เจ็บ”
เหลวไหล ได้รับบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ มีแต่จอมมารที่แข็งแกร่งและผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนเช่นข้าเท่านั้นแหละถึงจะทนได้
“ลู่จื่อเยียน” ข้าเรียกชื่อนาง
“ข้าไม่ได้แซ่ลู่!” นางเถียง แต่พอหันกลับมา นางก็เบิกตาจ้องข้าเหมือนกำลังเห็นผี อืม...ก็คือนางจ้องข้าด้วยสายตาตื่นตะลึงนั่นแหละ“ท่าน!” นางสูดลมหายใจลึกติดๆ กันสองครั้ง แต่การกระทำเช่นนั้นกลับทำให้นางเจ็บหน้าอกจนพูดไม่ออก ได้แต่ชี้นิ้วสั่นระริกมาที่ข้า ใบหน้าซีดขาว
รอจนอาการเจ็บคลายลง นางก็ตั้งสติได้“ข้าได้ร่าง...คืนมาแล้ว”
ฮึ! ข้าแค่นเสียงเย็น“เจ้าได้ร่างคืนไปแล้วจริงๆ ”
“ทำไมถึง...เมื่อวานข้าตามไปได้ไม่ไกลชัดๆ เพราะอะไรกัน?” นางมองข้าด้วยสีหน้าอยากรู้เต็มที่
ข้าจะรู้ได้อย่างไร!
ข้าโมโหมาก ทำไมเดี๋ยวนี้ใครๆ ถึงรู้จักทำตัวแบบนี้เหมือนกันหมดได้กำไรแท้ๆ แต่กลับแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ม่อชิงก็คนหนึ่ง ยึดรังของข้าไปแล้วยังมาทำเป็นพูดนั่นพูดนี่ที่หน้าหลุมศพของข้าอีก นี่ก็อีกคน แย่งชนะข้าแล้วยังมาถามอีกว่าทำไมนางถึงชนะ
ข้าลอยไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไปข้างนอกโดยไม่ใส่ใจนางอีก
รู้สึกเศร้าจริงๆ
ไม่มีร่างกาย ข้าก็ไปแก้แค้นม่อชิงไม่ได้ แต่เรื่องแผนการแสนยอดเยี่ยมล้มเหลวไปยังเป็นเรื่องรอง เรื่องที่ข้ากลัดกลุ้มใจที่สุดตอนนี้คือ ระยะทางยี่สิบลี้ ข้าต้องใช้เวลาลอยไปถึงสามวัน ขอถามหน่อยว่าจากยอดเขาซี่เยว่ไปที่หลุมศพของข้า ต้องใช้เวลาลอยทั้งหมดกี่วัน?
ข้าเงยหน้ามองท้องฟ้า ตอนนี้น่าจะเป็นยามเฉินสามเค่อ ถ้าจะกลับหลุมศพ ข้าก็ต้องรีบออกเดินทาง ไม่อย่างนั้นพอถึงยามเที่ยงไอหยางรุนแรง ข้าจะเดินทางไม่ได้
แต่พอข้าจะทะลุกำแพงห้องจากไป จื่อเยียนที่นอนอยู่บนเตียงก็รีบลุกขึ้นร้องเรียก“ท่านจะไปแล้วหรือ?”
“ก็ใช่น่ะสิ ไม่อย่างนั้นจะอยู่ชื่นชมชีวิตอันแสนสุขของมนุษย์รึไร?” ข้าหันกลับไปมองนาง เห็นนางนอนอยู่บนเตียงอย่างอ่อนแรง กลางหว่างคิ้วเหมือนจะมีอักษรเขียนเอาไว้ว่า‘ต่อไปต้องถูกพวกผู้ฝึกวิชามารชั้นต่ำข่มเหงจนแม้แต่สุนัขก็ยังเมินแน่’ ข้าเงียบไปอึดใจหนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเอ่ยเตือนนาง
“ขอเตือนเจ้าสักคำ รีบฉวยโอกาสกอดขาม่อ...ไม่สิ กอดขาลี่เฉินหลานเอาไว้ให้แน่นๆ หาวิธีพาตัวเองไปอยู่ข้างกายเขา แล้วให้เขาแก้แค้นให้เจ้าซะ แบบนี้จะเร็วกว่าและปลอดภัยกว่าซี้ซั้วคลำทางอยู่ในสำนักว่านลู่คนเดียว อย่ารั้นแต่จะคิดแก้แค้นด้วยตัวเอง ใครลงมือฆ่า ศัตรูเจ้าก็ตายเหมือนกันนั่นแหละ มีอะไรอยู่ในมือก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ ข้ามอบฐานะศิษย์ของลี่เฉินหลานให้เจ้า ถือเป็นของขวัญที่เจ้ามีวาสนาได้มาชนกับป้ายหน้าหลุมศพของข้าก็แล้วกัน ข้าไปก่อนล่ะ”
กล่าวจบข้าก็ลอยจากไปโดยไม่สนใจนางอีก
ข้าใช้เวลาลอยข้ามน้ำข้ามเขาอยู่เกือบสิบวันกว่าจะกลับไปถึงหลุมศพของตัวเอง จากนั้นข้าก็ใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการนั่งอยู่ตรงหน้าป้ายไร้ตัวอักษร และทอดถอนใจให้กับชีวิตหลังความตายที่แสนอเนจอนาถของตัวเอง เหมือนเช่นที่เคยเป็นมา
แต่!
สวรรค์ไม่ตัดหนทางของผี!
ครึ่งเดือนต่อมา ในเย็นวันหนึ่งซึ่งพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ข้าสัมผัสได้ถึงไอเซียนที่ลอยมาตรงหน้าหลุมศพของข้า ตอนนั้นข้ากำลังหลบแสงอาทิตย์อยู่หลังป้าย พอเห็นผู้มา ข้าก็เลิกคิ้ว“ลู่จื่อเยียน เจ้ามาร้องไห้ให้ข้ารึ?”
“ข้า...ไม่ได้แซ่ลู่” นางตอบคำถามของข้าอย่างตะกุกตะกักก่อนจะนั่งลงตรงหน้าหลุมศพของข้า“ข้า...ข้าจะยกร่างให้ท่าน แล้วท่านก็ไปแก้แค้นให้ข้า วิชามารของพวกท่านฝึกยากเหลือเกิน...”
ข้าได้ยินเช่นนี้ก็เอนกายลงนอนบนหลุมอย่างเกียจคร้านพลางยกเท้าขึ้นไขว่ห้าง ตากวาดมองนางขึ้นๆ ลงๆ “อ้อ...มาขอให้ข้าช่วย”
นี่สิถึงจะเป็นท่าทีและฐานะที่ข้าคุ้นเคย
“ท่าน...ท่านจะช่วยข้าไหม?”
ข้าหรี่ตาพลางยิ้มกว้างจนเผยให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ “ก็ต้องดูว่า เจ้ามีผลประโยชน์อะไรมาแลก”
“ผลประโยชน์?” จื่อเยียนจ้องข้าด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตา“ข้ายกร่างให้ท่านแล้ว ยังจะมีผลประโยชน์อะไรให้ท่านอีก?”
“ก็ใช่” ข้าพยักหน้า“ถ้าอย่างนั้นก็ติดไว้ก่อน รอให้ข้าคืนร่างให้เจ้าแล้ว เจ้าค่อยหาผลประโยชน์ให้ข้า”
เห็นได้ชัดว่าจื่อเยียนถูกชาวพรรคมารบนยอดเขาซี่เยว่กลั่นแกล้งจนทนไม่ไหวแล้ว นางจึงพยักหน้ายอมรับข้อเสนอที่แสนจะเอารัดเอาเปรียบของข้าโดยไม่มีความเห็นเป็นอื่น
ข้าพอใจมาก“ตอนนี้ยังมีแสงอาทิตย์ ไอหยางแรงมาก ครั้งก่อนข้าเข้าไปในร่างเจ้าตอนกลางวันไม่ได้ ยามจื่อคืนนี้เราค่อยลองกันใหม่ ส่วนช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้...” ข้าหรี่ตาพลางส่งยิ้มให้“เจ้าบอกข้ามาสิว่าพวกลูกกะจ๊อกบนเขาซี่เยว่นั่นรังแกเจ้าอย่างไร”
การแลกเปลี่ยน สำคัญที่สุดคือความยุติธรรม ข้าบอกจะช่วยนางก็ต้องช่วยนางเต็มที่ไม่ออมแรง แต่ถ้าบอกว่าจะเล่นงาน ก็ต้องเล่นงานจนเจ้าร้องหาบิดาเชียวล่ะ