ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เจาเหยา...ใครว่าโลกนี้ไม่มีผี

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
.ข้าเป็นมาร จอมมารผู้ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมโหดมานานนับศตวรรษ จอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะที่เคยคิดกำจัดข้า ต่างพากันแปรสภาพเป็นเศษซากใต้ผืนดินไปแล้วไม่รู้กี่ศพต่อกี่ศพ แต่ข้ายังคงมีชีวิต ซ้ำยังใช้ชีวิตอย่างเปี่ยมสุขและสนุกสุดๆ อีกด้วย แต่เมื่อข้าคิดว่าตนเองกำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดที่สูงที่สุดของชีวิตแล้วนั้น ข้ากลับตาย! ถูกเจ้าเด็กต่ำตมผู้มีหน้าที่เฝ้าประตูสำนักของตัวเอง…ฆ่าตาย

บทนำ

Author: 九鹭非香
Chiness edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司
Cover Art: WuMo
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., ltd
ALL RIGHTS RESERVED

--------------------

ข้าเป็นมาร จอมมารผู้ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมโหดมานานนับศตวรรษ จอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะที่เคยคิดกำจัดข้า ต่างพากันแปรสภาพเป็นเศษซากใต้ผืนดินไปแล้วไม่รู้กี่ศพต่อกี่ศพ แต่ข้ายังคงมีชีวิต ซ้ำยังใช้ชีวิตอย่างเปี่ยมสุขและสนุกสุดๆ อีกด้วย แต่เมื่อข้าคิดว่าตนเองกำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดที่สูงที่สุดของชีวิตแล้วนั้น

ข้ากลับตาย!

ถูกเจ้าเด็กต่ำตมผู้มีหน้าที่เฝ้าประตูสำนักของตัวเอง…ฆ่าตาย

นี่คือเรื่องราวของผีขี้อาฆาตที่จะทำให้คุณฮาท้องคัดท้องแข็งไปกับนาง ก็ใครใช้ให้ตอนที่มีชีวิตอยู่นางไม่รู้จักทำบุญทำทานกร่างไปทั่วเล่า พอตาย...แม้แต่จะหาคนมาเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ยังไม่มี!

ผีสาวคิดมาก... อดีตนางมารผู้ยิ่งใหญ่จึงตายตาไม่หลับ เอาแต่ลอยวนเวียนไปมาหน้าป้ายหลุมศพของตัวเอง กิจวัตรประจำวันของนางก็คือ สาปแช่ง...สาปแช่ง แล้วก็สาปแช่ง เจ้าหนุ่มม่อชิงศิษย์ทรยศที่ทำให้นางตาย

เมื่อวันหนึ่งโอกาสแก้แค้นหลุดมาถึงมือ มีหรือคนที่ชั่วร้ายที่สุดในใต้หล้าอย่างนางจะไม่ตะครุบไว้

จุ๊ๆ เจ้าอัปลักษณ์... คนอย่างเจ้า ร้อยไม่ควรพันไม่ควร กระตุกหนวดมังกรหลับอย่างข้า!

สารบัญ

ตอนที่ 1 เจาเหยา...ใครว่าโลกนี้ไม่มีผี

ข้าเป็นมาร จอมมารผู้ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมโหดมานานนับศตวรรษ

จอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะที่เคยคิดกำจัดข้า ต่างพากันแปรสภาพเป็นเศษซากใต้ผืนดินไปแล้วไม่รู้กี่ศพต่อกี่ศพ

แต่ข้ายังคงมีชีวิต ใช้ชีวิตอย่างเปี่ยมสุขและสนุกสุดๆ อีกด้วย ทว่า...เมื่อข้าคิดว่าตนเองกำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดที่สูงที่สุดของชีวิตแล้วนั้น... ข้ากลับ

ตาย!

ข้าถูกเจ้าเด็กต่ำตมผู้มีหน้าที่เฝ้าประตูสำนักของตัวเอง…ฆ่าตาย 

ข้าคิดไม่ตก มีเรื่องให้กังวลใจมาก จนไม่อาจเข้าสู่วัฏสงสาร ได้แต่ล่องลอยอยู่ระหว่างฟ้ากับดิน สถิตอยู่ตามป่าเขา แฝงตัวระหว่างต้นไม้ใบหญ้าและสุสาน กลายเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่ง วันคืนผ่านไป ข้าได้แต่นั่งวาดนิ้วเป็นวงกลมลงบนสุสานของตน แล้วเฝ้านึกถึงเรื่องสามเรื่องที่คิดขึ้นมาทีไรก็เสียใจทุกที

หนึ่ง…เสียใจที่โหดเหี้ยมไม่พอ เมตตากับพวกที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายธรรมะมากจนเกินไป

สอง…เสียใจที่เชื่อมั่นในตนเองและหยิ่งยโส ความประมาททำให้ตัวข้าเองถึงแก่ความตาย

สาม…เสียใจที่เมื่อร้อยปีก่อน ร้อยไม่ควร พันไม่ควร... รับเจ้าคนชั่วนั่นเข้ามาในพรรค

ในที่สุดก็ลงเอยด้วยการ...ถูกฆ่า!

ตอนที่ 2 เจาเหยา...ใครว่าโลกนี้ไม่มีผี

วันที่ข้าตาย เป็นวันที่ ‘กระบี่ว่านจวิน’ กระบี่ปราบมารในตำนานปรากฏขึ้นอีกครั้ง
               ยุทธภพร่ำลือว่าผู้ที่ได้ครอบครองกระบี่ว่านจวิน จะได้ครอบครองตำแหน่งสูงสุดในหมู่มารและได้เป็นประมุขของพวกเขา
               ชั่วชีวิตมารร้ายของข้า อะไรที่ควรได้ข้าก็ได้มาเสียหมด ขาดอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
               ข้าหวังจะได้ครอบครองตำแหน่งประมุขของเหล่าปีศาจ
               ข้าหวังจะรวมเผ่าพันธุ์ที่ชั่วร้ายทั้งหลายในโลกที่แยกเป็นหลายพรรคหลายเผ่ามานานนับพันปีให้เป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง ข้าหวังจะมีอำนาจเหนือทุกผู้ทุกนาม ทุกคนในแผ่นดินต้องฟังคำสั่งข้า ไม่มีใครกล้าขัดขืน!
               ดังนั้นในยามที่กระบี่ว่านจวินกำลังจะปรากฏ ข้าจึงนำพาศิษย์ ‘สำนักว่านลู่’ ของข้ามุ่งหน้าไปยังสุสานกระบี่พันปี คาดไม่ถึงว่าที่นั่นมีคนของพรรคมารต่อสู้ฟาดฟันกันอยู่ก่อนหน้าแล้วตั้งหลายพรรค ข้าสั่งให้เหล่าศิษย์คอยระวังหลังให้โดยคร้านที่จะเหลือบตาดู จากนั้นข้าก็มุ่งหน้าเข้าไปในสุสานกระบี่เพียงลำพัง
               วันนี้มาย้อนคิดดู ข้าก็พบว่า ‘ตอนนั้น’ ตัวเองทำผิดไปสองเรื่อง หนึ่งคือไม่ได้สังเกตกลิ่นอายของเทพเซียนซึ่งถูกกลบบังไว้ภายใต้สถานการณ์ที่แสนจะสับสนวุ่นวายในสุสานกระบี่
               สองคือไม่ได้สนใจเจ้าอัปลักษณ์ที่ตามเข้าไปในสุสานกระบี่พร้อมกันกับข้า
               จริงๆ แล้วเจ้าอัปลักษณ์ผู้นี้มีชื่อ ซ้ำยังเป็นชื่อที่ข้าตั้งให้ด้วย
               ม่อชิง...
               เพราะตอนที่ข้าได้พบเขาครั้งแรก เขาได้รับบาดเจ็บจนมีแต่รอยช้ำสีม่วงบ้างสีเขียวบ้างเต็มตัวไปหมด ซ้ำบนใบหน้าก็มีรอยแผลเป็นสีดำราวกับหมึกหลายเส้นพาดพันกันไปมา ดูเหมือนคำสาปลึกลับ ทำให้ใบหน้าของเขายิ่งมองยิ่งอัปลักษณ์จนน่าขนลุก
               แต่ผู้ที่ฝึกวิชามาร มีหรือจะหวาดกลัวเรื่องพรรค์นี้
               ตอนนั้นเขากอดร่างเย็นเฉียบของมารดาที่เสียชีวิตไปแล้วเอาไว้ในอ้อมแขน ตรงหน้ามีผู้นำสิบสำนักเซียนใหญ่ยืนอยู่ คนพวกนั้นเรียกเขาว่าบุตรชายประมุขพรรคมาร
               แต่ข้าไม่สนใจ
               ประมุขที่เหล่ามารทั้งหมดให้การยอมรับตายไปเป็นร้อยเป็นพันปีแล้ว หลังจากประมุขเฒ่าตาย แดนดินถิ่นมารก็แตกออกเป็นกลุ่มก้อน ต่างคนต่างตั้งตนเป็นใหญ่ไร้ผู้นำที่มีความสามารถอย่างแท้จริง ระยะหลังๆ หากกลุ่มชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะจับผู้ที่ฝึกวิชามารสักคน แล้วเห็นว่าเขาผู้นั้นมีลูกน้องมากกว่าสิบเมื่อไร ก็จะเรียกอีกฝ่ายว่า ‘ประมุขพรรคมาร’ ทันที
               ถ้าเป็นอย่างที่พวกเขาว่า โลกนี้คงมีประมุขพรรคมารเป็นพันเป็นหมื่นแล้ว
               ที่แย่ที่สุดคือ...
               หากนับตามกฎเกณฑ์ที่พวกเขาว่า ถึงจะมีประมุขพรรคมารเป็นพันเป็นหมื่น แต่นับอย่างไรก็คงไม่นับมาถึงข้า เพราะตอนนั้นข้าไม่มีลูกน้องเลยสักคนเดียว
               ข้ายอมรับไม่ได้ จึงคิดจะสั่งสอนพวกมันให้รู้เสียบ้างว่า ถึงไม่มี
ลูกน้องข้าก็ร้ายกาจนัก
               ด้วยเหตุนี้ข้าในตอนนั้นจึงก้าวออกไปยืนบังม่อชิงเอาไว้แล้วพูดเยาะหยันพวกมัน ว่าใช้คนเป็นร้อยรุมรังแกหญิงม่ายลูกกำพร้า จากนั้นก็ลงมือต่อสู้กับคนของสิบสำนักเซียนใหญ่ด้วยกำลังของตัวเองเพียงคนเดียว
                คนรุ่นหลังร่ำลือกันว่าการต่อสู้ครั้งนั้นทำให้ฟ้าสะท้านดินสะเทือน ถึงคำพูดเหล่านั้นออกจะเกินจริงไปสักหน่อย แต่ก็ทำให้ข้ามีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่คนชั่วช้าทั้งหลาย
                ข้าช่วยม่อชิงออกมาได้ในสภาพที่เลือดอาบไปทั้งร่าง นับแต่นั้นมาข้าก็มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่ว ทุกคนต่างรู้ว่า ‘หุบเขาเฉินจี้’ มีจอมมารที่สามารถท้าสู้กับสิบสำนักเซียนใหญ่ได้ด้วยตัวคนเดียว หลังจากนั้นจึงมีคนมาขอสวามิภักดิ์ต่อข้ามากมาย
                ข้าสร้างสำนักว่านลู่และรับศิษย์นับพัน ส่วนม่อชิงที่ช่วยมาในครั้งนั้น เนื่องจากข้ามีงานยุ่งมาก ไม่มีเวลาสนใจเขา ข้าจึงหาอาจารย์ให้เขาคนหนึ่ง แต่อาจารย์ของเขาบอกว่าเขาไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกวิชามารจึงให้เขาไปทำหน้าที่เฝ้าประตูสำนักแทน
                จากนั้นข้าก็ไม่ได้ยินข่าวคราวของเขาอีก จนกระทั่งก่อนตายข้าถึงได้เห็นเขาอีกครั้ง ตอนนั้นเขาเติบโตเป็นเด็กหนุ่มแล้ว เด็กหนุ่มอัปลักษณ์ที่ยังคงมีรอยสีดำน่ากลัวบนใบหน้าเหมือนเดิม
                วันนั้นในสุสานกระบี่ ไม่รู้เหมือนกันว่าคนของสำนักเซียนวางกับดักลอบสังหารไว้ที่นั่นตั้งแต่เมื่อไร พวกนั้นคิดจะกำจัดผู้นำพรรคมารที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักให้หมดในคราวเดียว แต่กลับคาดไม่ถึงว่าสำนักว่านลู่ของข้าจะร้ายกาจ ลูกน้องของข้าสามารถสกัดกั้นชาวพรรคมารทั้งหมดเอาไว้ด้านนอก สุดท้ายจึงมีข้าเพียงคนเดียวที่เดินอย่างสง่างามเข้าไปในสุสานกระบี่
                ก่อนกระบี่ว่านจวินจะปรากฏ ข้ากำลังพยายามสะกดไอกระบี่ไอสังหารและไอแค้นจากการใช้คนเป็นๆ สังเวยคมกระบี่ที่สั่งสมมานับพันปีกำลังพลุ่งพล่านอยู่ในสุสานกระบี่ ทันใดนั้นคนของสำนักเซียนที่ซ่อนตัวอยู่ก็ลงมือ
                เดิมข้าไม่เห็นคนเหล่านี้อยู่ในสายตา แต่คาดไม่ถึงเลยว่าไอสังหารในสุสานกระบี่จะร้ายกาจถึงเพียงนี้
                ข้าทำลายค่ายกลของสำนักเซียนแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่กลับไม่อาจป้องกันตัวจากไอสังหารในสุสานกระบี่ได้ ข้าถูกไอสังหารซัดเข้าหาจนบาดเจ็บ แต่ก็สามารถรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายสะกดมันเอาไว้และเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำได้สำเร็จ
                รอกระบี่ว่านจวินปรากฏขึ้นเมื่อใด ข้าจะฉวยโอกาสแย่งชิงมันมา แล้วครอบครองแผ่นดินนี้เสีย
                แต่เหล่าศิษย์สำนักเซียนซึ่งถูกทำลายค่ายกลไปเมื่อครู่กลับไม่ยอมจากไป พวกมันช่วยกันค้นหาร่องรอยของข้าไปทั่ว แต่ยามนี้ข้าไม่มีเรี่ยวแรงจะต่อสู้กับพวกมันอีกแล้ว คอของข้าถูกไอสังหารของสุสานกระบี่บาดเป็นแผลลึกถึงกระดูก คอที่แทบขาดทำให้ข้าพูดได้ลำบากมาก
                ข้าซ่อนตัวอยู่ในซอกหินอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นข้าก็รู้สึกร้อนวูบขึ้นตรงคอ ร่างของข้าแข็งเกร็งไปทั้งร่าง ขณะที่กำลังจะร้องออกมานั้นเอง ใครบางคนก็ปิดปากของข้าเอาไว้ พอเงยหน้าขึ้นข้าก็เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นสีดำของม่อชิง
                เขาเห็นข้าจำเขาได้ก็ปล่อยมือจากปากข้าแล้วเลื่อนมือไปช่วยห้ามเลือดที่บาดแผลตรงคอให้ข้าแทน ข้ามองเขา เห็นความกังวลที่ปิดไม่มิดในดวงตาของเขา ข้าจึงกลอกตาแล้วเอ่ยว่า “ม่อชิง” ข้าเรียกชื่อเขาเสียงแหบ “เจ้าชอบข้าใช่ไหม?”
                อืม...ข้าคงถามกะทันหันไปสักหน่อย แต่ความห่วงใยในดวงตาของเขาไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ จะมีได้ คิดไปคิดมาก็มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวนี่นา
                ไม่ผิดจากที่คาด หลังจากข้าถามคำถามนี้ เขาปรายตามองข้าครั้งหนึ่ง ปากยังคงปิดเงียบเหมือนคนใบ้ แต่มือที่วางอยู่ข้างตัวกลับกำแน่นขึ้นวูบหนึ่ง
                ข้ายิ้มกว้าง กวาดตามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเป็นของเขา คนที่ไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกวิชามาร แต่กลับแอบตามข้าเข้ามาในสุสานกระบี่เงียบๆ คงคิดจะยื่นมือมาช่วยข้าในยามคับขันเพื่อทำให้ข้าจำเขาได้สินะ เพราะนอกจากวิธีนี้ เขาก็ไม่มีวิธีอื่นที่จะพาตัวเองเข้ามาอยู่ในสายตาของข้าได้อีกนี่
                ข้ามองเขาพลางส่งยิ้มน้อยๆ อย่างเป็นมิตรให้ “ม่อชิง ในเมื่อเจ้าชอบข้า ก็คงไม่อยากให้ข้าตายอยู่ที่นี่ใช่ไหม?”
                เขามองข้าเงียบๆ ก่อนจะหลุบตาลงจ้องกระจกเงินชิ้นเล็กที่ข้าแขวนไว้บนคอ กระจกนั้นสะท้อนภาพใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นสีดำของเขา ข้าไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร บางทีเขาอาจต้องการรางวัล ดังนั้นข้าจึงทำท่าจะปลดกระจกเงินลงมา “ข้าจะมอบกระจกชิ้นนี้ให้เจ้าแทนคำสัญญา หากวันนี้เจ้าคุ้มครองข้าไปจากที่นี่อย่างปลอดภัยได้ ข้ารับรองว่าวันหน้าเจ้าจะได้ยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดในแดนมาร”
                 ข้าลืมไปแล้วว่าได้กระจกอันนี้มาจากไหน ซ้ำยังไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์อะไร แค่เห็นมันสวยดีก็เลยสวมเอาไว้แก้เบื่อ พอต้องยกให้คนอื่นข้าก็เลยไม่เสียดายเลยสักนิด
                 แต่ม่อชิงกลับกดมือข้าเอาไว้เงียบๆ “ท่านไม่ต้องให้อะไรข้า” น้ำเสียงของเขาไพเราะ แตกต่างจากใบหน้าที่น่ากลัวอย่างสิ้นเชิง “ท่านเก็บมันเอาไว้เถอะ” เขากล่าว “เก็บไว้ให้ดี”
                 ไม่ต้องใช้อะไรแลกเปลี่ยนก็มีคนยอมขายชีวิตให้ ข้าย่อมยินดีอยู่แล้ว ข้าปล่อยมือจากกระจกเงินชิ้นนั้นแล้วหันไปมองเขา พยายามยิ้มน้อยๆ อย่างอ่อนโยนที่สุด “เจ้าช่วยล่อศิษย์สำนักเซียนพวกนั้นไปได้หรือไม่?”
                 จู่ๆ เขาก็ยกมือขึ้นลูบแก้มข้าเบาๆ ปลายนิ้วหยุดอยู่ตรงลักยิ้มข้างแก้มของข้า ตอนนี้ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเขา จึงยอมให้เขาลูบแต่โดยดี
                 “เจ้าสำนัก” เขาเรียกข้าด้วยถ้อยคำที่ไม่ต่างจากศิษย์คนอื่นๆ แต่เพราะยามนี้ปลายนิ้วของเขายังแตะอยู่บนแก้มของข้า จึงให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากศิษย์คนอื่นๆ มาก “ข้าสามารถเสียสละทุกอย่างเพื่อท่าน ขอเพียงท่านปลอดภัยเท่านั้น”
                  อืม...แสดงความภักดีตอนนี้ ช่างเป็นศิษย์ที่รู้จักพูดจริงๆ
                  แต่คำพูดของเขากลับไม่ได้ทำให้ข้าซาบซึ้งใจเลยสักนิด เรื่อง
แบบนี้ข้าเห็นมามากแล้ว มีคนมากมายที่บอกว่าสามารถเสียสละทุกอย่างเพื่อข้าได้ นั่นไม่ใช่เพราะพวกเขายิ่งใหญ่ แต่เพราะพวกเขาไม่มีอะไรจะเสียมาตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก
                  ข้ากำลังแอบคิดเช่นนี้ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าปลายนิ้วของม่อชิงแข็งเกร็งขึ้นเล็กน้อย เสี้ยวขณะนั้นข้าคิดว่าเขาอ่านความคิดของข้าออกเสียอีก ข้าตกใจขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่เพียงพริบตาเดียว ม่อชิงก็ถือกระบี่เดินจากไป
                  ถึงมองไม่เห็นใบหน้าของเขา แต่ข้าก็รู้สึกว่าเงาหลังของเด็กหนุ่มคนนี้ช่างตั้งตระหง่านจนไม่อาจละสายตาจากไปได้
                  ยามนั้นข้าคิดว่าข้าต้องรอดแน่ รอให้ม่อชิงล่อคนพวกนั้นไป และข้าได้กระบี่ว่านจวินมาเมื่อไร ข้าจะแอบหนีไปรักษาอาการบาดเจ็บในสถานที่ที่เงียบสงบไร้ผู้คน จากนั้นข้าก็จะกลับไปสำนักว่านลู่และรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น ถ้าตอนนั้นม่อชิงยังมีชีวิตอยู่ ข้าจะคุ้มครองเขา แต่ถ้าตายไปแล้ว... ข้าจะตั้งป้ายสวยๆ ให้เขาก็แล้วกัน
                  ข้าวางแผนไว้เป็นอย่างดี แต่ในตอนที่ข้าหลบอยู่ในซอกหินแล้วแอบมองออกไปสำรวจสถานการณ์ด้านนอกนั่นเอง ข้ากลับมองเห็นเจ้าหนูม่อชิงต่อสู้กับคนของสำนักเซียนไปพลาง ถอยไปทางด้านสุสานกระบี่ไปพลาง
                  ไอสังหารภายในสุสานกระบี่ถูกข้าสะกดไว้หมดแล้ว ทันใดนั้น ตรงกลางสุสานก็ปรากฏแสงสว่างจุดเล็กๆ ขึ้น
                  กระบี่ว่านจวิน!
                  ข้าร้อนใจมาก ม่อชิงซึ่งมีตบะไม่สูงนักถูกศิษย์สำนักเซียนฟันจนเลือดไหลอาบไปทั่วร่าง เขายืนอยู่บนสุสานกระบี่ เลือดสดๆ ไหลลงไปในสุสาน แทรกซึมลงไปในแสงสว่างนั้น
                  ตอนนั้นเอง ศิษย์สำนักเซียนคนหนึ่งก็ใช้กระบี่ฟันเอ็นขาของเขาขาด ม่อชิงล้มลงบนสุสานกระบี่ แต่มือของเขากลับยื่นออกไปในตำแหน่งที่สามารถกำด้ามกระบี่ว่านจวินที่ผุดขึ้นมาจากพื้นได้พอดี
                  กระบี่ว่านจวินเป็นกระบี่ที่เลือกเจ้าของนะ!
                  ถึงข้าจะร้อนใจ แต่ก็เชื่อมั่นว่าม่อชิงที่มีตบะเพียงน้อยนิดต้องไม่สามารถดึงกระบี่ขึ้นมาได้แน่ คาดไม่ถึงเลยว่าเลือดของเขากลับซึมลงไปในด้ามกระบี่ช้าๆ ทันใดนั้นอากาศในสุสานกระบี่ก็เริ่มพลุ่งพล่าน ไอต่างๆพุ่งออกมากระแทกผนึกที่ข้าลงไว้เมื่อครู่จนแตกสลาย เพียงพริบตาศิษย์สำนักเซียนที่อยู่ในสุสานกระบี่ก็ล้มตายนับไม่ถ้วน
                   ม่อชิงส่งเสียงร้องตะโกนคำหนึ่ง กระบี่เล่มนั้นก็ถูกดึงออกมาได้สำเร็จ
                   หลังจากนั้นสุสานกระบี่ก็เกิดระเบิดอย่างรุนแรง
                   แรงจนสะเทือนไปนับพันลี้
                   แรงราวกับจะกวาดล้างไปทั้งสามโลก
                   ข้าซึ่งได้รับบาดเจ็บอยู่แล้ว ทั้งยังไม่ใช่เจ้าของกระบี่ว่านจวินก็ถูกแรงระเบิดครั้งนี้
                   ระเบิดตาย!
                   ก่อนตาย ข้าเห็นรอยแผลเป็นสีดำบนใบหน้าของม่อชิงค่อยๆ
จางหายไปช้าๆ ตามการเคลื่อนไหวของประกายแสงเจิดจ้าบนคมกระบี่
                   ถึงตอนนี้ข้าจึงค่อยตระหนักว่า ที่แท้รอยสีดำบนใบหน้าเขาก็ไม่ใช่คำสาปที่วาดขึ้นมาเล่นๆ แต่เป็นผนึกที่ลงไว้กับบุตรชายของประมุขพรรคมารคนก่อนต่างหาก
ข้าเพิ่งตระหนักว่า ที่แท้คำพูดของสิบสำนักเซียนใหญ่ที่เคยบอกว่าเขาเป็นบุตรชายของประมุขพรรคมารก็ไม่ใช่เรื่องโกหก
                   ข้าเพิ่งตระหนักว่า บางทีการที่ม่อชิงคนนี้ตามข้าเข้ามาในสุสานกระบี่อาจเป็นการวางแผนไว้ตั้งแต่แรก เขาไม่ได้คิดจะปกป้องข้า ไม่ได้ต้องการดึงดูดความสนใจของข้า ยิ่งไม่ได้ชอบข้า เขาเพียงแต่ต้องการสิ่งที่เคยเป็นของบิดาของเขากลับคืนไป เพราะกระบี่ว่านจวินถูกผนึกไว้ และเขามีพลังไม่มากพอ เขาจึงต้องรอให้ข้าจัดการเรื่องทั้งหมดให้เรียบร้อยเสียก่อน จากนั้นค่อยถือกระบี่ไปฟันเซียนสองคนนั่น สุดท้ายเขาก็ได้ครอบครองกระบี่ว่านจวิน ซ้ำยังหยดเลือดตัวเองใส่กระบี่ เพื่อให้กระบี่จดจำผู้เป็นนาย
                   เจ้าหนูนี่วางแผนไว้ยอดเยี่ยมมาก!
                   เสียดายที่ข้าพยายามมาชั่วชีวิต! สุดท้ายได้แต่ตัดชุดแต่งงานให้ผู้อื่น
                   ข้าคับแค้นใจ คับแค้นใจมากจนแทบกระอักเลือดเลยทีเดียว!
                   แต่ต่อให้คับแค้นใจแค่ไหน ข้าก็ตายไปแล้วอยู่ดี
                   ตายไปในสภาพที่ไม่โอ่อ่าหรูหรา ไม่ยิ่งใหญ่ครึกโครม ซ้ำยังแปลกพิกลอีกด้วยถูกระเบิดตาย
                   กว่าข้าจะมีญาณตระหนักรู้ มีสติกลับคืนมาอีกครั้งก็เป็นคืนที่ฝนกำลังตกหนัก ข้านั่งอยู่บนสุสานแห่งหนึ่ง เม็ดฝนไหลผ่านร่างวิญญาณของข้าไปกระทบกับป้ายหินหน้าสุสานดังเปาะแปะ
                   ข้าขยับไปดูป้ายหน้าสุสานของตัวเอง บนนั้นไม่มีอักษรแม้แต่ตัวเดียว ข้าโมโหจนอยากจะถีบมันให้แตกเป็นชิ้นๆ แล้วไปหาลิ่มมาสลักเองว่า ‘ลู่เจาเหยา ประมุขพรรคมารผู้สูงส่งเก่งกล้าน่าเกรงขามไร้ผู้เทียบเทียมในแผ่นดิน’
                   แม้กระทั่งป้ายหน้าหลุมศพก็ไม่เขียนให้ดี ยังจะให้ข้าตายตาหลับอีกหรือ!

ตอนที่ 3 เจาเหยา...ใครว่าโลกนี้ไม่มีผี

ย้อนกลับมาพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากข้าตาย

ตอนยังมีชีวิตอยู่ ข้าเป็นนางมารร้ายชื่อเสียงเหม็นโฉ่ที่ชอบทำเรื่องชั่วช้าประเภทแย่งพุทราเชื่อมของเด็ก ข่มเหงรังแกคนร่อนเร่ไร้บ้าน และยังมีอีกมากมายหากนำคนที่เกลียดชังข้าทั้งฝ่ายเซียนและฝ่ายมารมายืนจับมือกันคงจะล้อมเขาเฉินจี้ได้ถึงสามร้อยรอบเลยทีเดียว

เดิมข้าคิดว่าหลังจากตายไปคงต้องถูกขุดหลุมเอาศพออกมาแล่เป็นชิ้นๆ แน่ คาดไม่ถึงว่าหลังจากล่องลอยอยู่ที่นี่มาหลายปีจนหญ้าบนหลุมงอกสูงถึงครึ่งเอว ก็ยังไม่มีศัตรูตามมาแก้แค้นสักคน

จู่ๆ ข้าก็รู้สึกเหงา รู้สึกว่าเรื่องชั่วช้าที่ทำไปตอนยังมีชีวิตอยู่ทำไปโดยเสียแรงเปล่าแท้ๆ

เพราะป้ายไร้ตัวอักษรนี่เชียว!

ข้าแค้นคนที่ตั้งป้ายให้ข้า ฉายาไม่เขียนให้ ชื่อก็ไม่เขียนให้ ไม่เพียงแต่ทำให้คนที่ชื่นชมบูชาข้าหาข้าไม่เจอ แม้กระทั่งศัตรูก็หาข้าไม่พบ และแล้วในปีที่ข้าไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง เมื่อถึงวันเช็งเม้งที่มีฝนโปรยปราย ในที่สุดก็มีคนคนหนึ่งมาไหว้ข้า...

เขาเป็นชายหนุ่มในชุดสีดำซึ่งฝ่าฝนมาเพียงลำพัง เมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้ ข้าก็เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาชวนตื่นตะลึง

ข้าจ้องเขาอยู่นาน จู่ๆ ก็รู้สึกว่าหน้าตาของคนผู้นี้ดูคุ้นๆ อยู่บ้าง ข้ายกมือขึ้นลูบคางพลางพยายามเค้นสมองคิด จนกระทั่งเขาวางผลไม้สีเขียวหลายผลลงตรงหน้าหลุมศพ ข้าถึงได้นึกออก...

อา! คนคนนี้ก็คือเจ้าอัปลักษณ์ม่อชิงมิใช่รึ!

ที่แท้หลังจากแผลเป็นสีดำน่ากลัวนั่นหายไป ใบหน้าของเขาก็หล่อเหลาถึงเพียงนี้!

เขายืนอยู่เบื้องหน้าหลุมศพของข้าท่ามกลางหยาดฝนโปรยปราย เอ่ยเสียงแหบว่า“รู้ว่าท่านชอบกินเปรี้ยว ระหว่างทางก็เลยเก็บมาให้”

ทุกคนในสำนักว่านลู่ต่างรู้ว่าข้าชอบกินเปรี้ยว ผลไม้ที่ส่งมาให้ข้าจึงล้วนแต่เป็นผลไม้ที่ยังไม่สุกทั้งสิ้น เขารู้ว่าคนที่ถูกฝังอยู่ในหลุมนี้คือข้า นอกจากคนที่ฝังข้าแล้ว คนอื่นไม่น่าจะรู้ว่าคนที่อยู่ใต้ป้ายไร้อักษรนี้เป็นใคร

ข้าเข้าใจทันที หลังจากแย่งกระบี่ว่านจวินไปได้ เขาต้องเป็นคนนำร่างของข้ามาฝังไว้ที่นี่แน่ แต่หลังจากเข้าใจแล้ว ข้าก็เชิดหน้าใส่ ม่อชิงหลอกใช้ข้า ทำร้ายข้าจนตาย ตอนนี้ยังมีหน้ามาเดินลอยชายที่หน้าหลุมศพ

ของข้าอีก! ซ้ำยังพกกระบี่ว่านจวินมาด้วย! คิดจะมาอวดให้ข้าดูใช่ไหม!

ข้าถลึงตาใส่เขา โมโหจนอยากเตะผลไม้นั่นให้กระเด็น“ใครอยากได้ผลไม้ของเจ้ากัน ข้ากินไม่ได้เสียหน่อย มาไหว้ทั้งที แม้แต่กระดาษเงินกระดาษทองก็ไม่เอามาเผาให้ ชีวิตนี้รู้อะไรบ้างฮึ เจ้าหนู!”

“ผลไม้นี่เปรี้ยวมาก ข้าลองชิมดูแล้ว ท่านต้องชอบมากแน่ๆ ”

เจ้าชิมดูแล้ว? เจ้าเป็นโรคจิตรึ ก่อนเอามาไหว้ถึงต้องเลียดูก่อน

เขามองป้ายหน้าหลุมศพของข้าเหมือนไม่รับรู้ถึงสายตาที่กำลังถลึงจ้องด้วยความโมโห ปากกล่าวต่อว่า“ตอนนี้สำนักว่านลู่มีข้าช่วยดูแลแทนท่านเป็นอย่างดี”

อะไรนะ! เขารับช่วงดูแลสำนักว่านลู่! ข้าตกใจมาก

เจ้าหนู! ฆ่าข้าแล้วยังแย่งชิงสำนักที่ข้าสร้างขึ้นมากับมือไปอีก! ร้ายกาจมาก!

แต่... ถึงข้าจะเคยพูดทำนองที่ว่า‘ใครฆ่าข้าได้ ข้าจะยกตำแหน่งเจ้าสำนักให้’ ก็จริง แต่นั่นเป็นเพราะตอนนั้นข้าเชื่อมั่นว่าไม่มีใครฆ่าข้าได้ต่างหาก!

“มีกระบี่ว่านจวินอยู่ในมือ ข้าเองก็ค่อยๆ เรียกพลังของตัวเองกลับคืนมาได้ ตอนนี้ข้าพอจะรวบรวมพรรคอธรรมที่แตกแยกกลับมาได้บ้างแล้ว”

อะไรนะ! ข้าตกใจอีกรอบ! เขาจะก้าวขึ้นเป็นประมุขพรรคมารงั้นหรือ! ตำแหน่งนั่นเคยเป็นหมูในอวยของข้าชัดๆ !

“สิ่งที่ท่านต้องการ ข้ากำลังค่อยๆ ช่วยทำให้มันเป็นความจริง”

ใช่สิ! สิ่งที่ข้าต้องการล้วนถูกเจ้าแย่งไปหมดแล้ว!

เจ้าบัดซบนี่ มาที่นี่เพื่อโอ้อวดจริงๆ ด้วย!

ข้าโมโหจนอยากจะฟื้นคืนชีพเสียเดี๋ยวนั้น ข้านอนอยู่ในหลุมแล้วแท้ๆ เขาก็ยังจงใจมาพูดให้ข้าเจ็บใจอีก! เขาเกลียดข้ามากขนาดไหนกันนะ! ทั้งที่ตอนเขายังเป็นเด็กข้าก็เคยช่วยเขาแท้ๆ ! ทำคุณบูชาโทษชัดๆ !

ข้าทึ้งหญ้าบนหลุมศพด้วยความโมโห เกลียดตัวเองที่ไม่อาจลุกขึ้นมากัดเขาให้ตายได้

แต่หลังจากโอ้อวดความสำเร็จของตัวเองเสร็จ เขากลับไม่จากไป เขายืนนิ่งอยู่อีกพักใหญ่ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูขมขื่น“เสียดายที่ท่านมองไม่เห็นอีกแล้ว”

อะไรนะ! เขายังคิดจะให้ข้าเห็นด้วยตาของตัวเองด้วยรึ ถ้าตอนนี้ข้ายังมีชีวิตอยู่ มิต้องโมโหตายวันละร้อยรอบหรอกหรือ! เจ้าหนูนี่ชักจะโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!

ข้ายืนจ้องเขาอยู่ตรงหน้าป้ายหลุมศพด้วยความโกรธแค้น จนกระทั่งเขาหันกายจากไปท่ามกลางหยาดฝนโปรยปราย

ร่างในชุดดำหายไปกับความมืดแต่ความแค้นก็ยังอัดแน่นอยู่ในอกของข้า ตอนมีชีวิตอยู่ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะเป็นคนอัปลักษณ์ที่หน้าด้านถึงเพียงนี้

ข้าคิดไปคิดมา ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น รู้สึกว่าถ้าไม่หาทางแก้แค้นเขา

เสียบ้าง ข้าคงผิดต่อความแค้นที่เพิ่มพูนขึ้นในใจทุกวันเสียแล้ว

ล่องลอยอยู่เหนือหลุมศพมาหลายปี บางครั้งก็มีวิญญาณเร่ร่อนดวงอื่นลอยผ่านมา ข้าจึงรู้จากปากของพวกเขาว่า ห่างจากหลุมศพของข้าไปยี่สิบลี้มีตลาดผีแห่งหนึ่งซึ่งขายของให้แก่เหล่าวิญญาณเร่ร่อนที่ล่องลอยอยู่ในโลกมนุษย์โดยเฉพาะ

ตอนมีชีวิตอยู่ข้าเคยพบเห็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์กว่าตลาดผีมาแล้วมากมาย ข้าก็เลยไม่คิดจะไปดู แต่ตอนนี้ข้าคิดว่าได้เวลาต้องไปดูบ้างแล้ว ข้าต้องหาหนทางฟื้นคืนชีพให้ได้ ไม่ต้องนานมาก แค่ให้ข้าได้กลับไปแทงม่อชิงสักครั้ง ข้าก็พอใจแล้ว

ข้าถามทางจากวิญญาณเร่ร่อนที่ลอยผ่านมาแล้วก็ออกเดินทางในวันนั้น ล่องลอยอยู่สามวัน ในที่สุดก็ไปถึงสถานที่ที่อยู่ห่างออกไปยี่สิบลี้

โอย... เหนื่อยใจเหลือเกิน

เดินทางก็ช้า นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมหลายปีมานี้ข้าถึงไม่เคยห่างจากหลุมศพของตัวเองไปไหน

ระยะทางยี่สิบลี้ หากเป็นเมื่อก่อน แค่พริบตาเดียวข้าก็ไปถึงโดยไม่ต้องร่ายอาคมเสียด้วยซ้ำ แต่พอต้องมาอยู่ในสภาพดวงวิญญาณที่ไร้น้ำหนัก ข้าจึงได้แต่อาศัยการลอยตัวเท่านั้น กลางคืนยังดี ข้าพอจะหยิบยืมไอหยินของดินฟ้า ลอยให้เร็วขึ้นได้บ้าง แต่พอถึงตอนกลางวัน โดยเฉพาะตอนเที่ยง อย่าว่าแต่ลอยเลย ข้าอยากจะฝังตัวเองลงในดินเสียด้วยซ้ำ

โลกของผีก็เป็นเช่นนี้ ต่อให้ตอนมีชีวิตอยู่ท่านแข็งแกร่งแค่ไหน ตายไปแล้วก็เป็นแค่อากาศกลุ่มหนึ่ง

จริงๆ แล้วดวงวิญญาณจะแตกต่างกันออกไป วิญญาณแค้นลอยได้เร็วกว่าข้ามาก พวกนั้นสามารถลอยได้ราวกับเหยียบกงจักรเพลิง ยิ่งมีความแค้นมากก็ยิ่งมีพลังมากและจะเคลื่อนตัวได้เร็ว แต่วิญญาณแค้นมักถูกผูกมัดอยู่กับอดีต ไม่อาจออกห่างจากหลุมศพของตัวเอง ต่อให้ลอยได้เร็วแค่ไหนก็ได้แต่วนไปวนมาอยู่ตรงหลุมศพของตัวเองเท่านั้น

ส่วนสาเหตุที่ข้าไม่ได้กลายเป็นวิญญาณแค้นน่ะหรือ คิดไปคิดมาก็น่าจะเป็นเพราะการตายของข้าไม่น่าอนาถพอกระมัง

พูดไปก็อยากจะถอนหายใจดังๆ ข้าลู่เจาเหยาทำตัวโอ้อวดมาชั่วชีวิต สุดท้ายกลับต้องมาตายในสภาพที่ธรรมดาเสียยิ่งกว่าธรรมดาแบบนี้

ข้าไม่ยอม ข้าต้องฟื้นคืนชีพแล้วตายใหม่อีกรอบ คราวนี้ข้าจะต้องตายแบบสะท้านฟ้าสะเทือนดินให้ได้!

หลังจากหาเหตุผลที่ตัวเองต้องคืนชีพได้ครบหนึ่งหมื่นข้อ ในที่สุดข้าก็ไปถึงตลาดผี ในตลาดเงียบมาก เหล่าวิญญาณเร่ร่อนต่างทำการค้า

ของตัวเองกันเงียบๆ ข้าลอยตัวไปตามถนนสายหลักอยู่นาน ในที่สุดก็เจอร้านที่ดูใหญ่โตโอ่อ่าแห่งหนึ่ง เหนือประตูมีป้ายสีดำเขียนไว้ด้วยตัวอักษรสีขาวโย้เย้สามตัวว่า‘ร้านคืนวิญญาณ’

ข้าเพ่งมองเข้าไปด้านในก็เห็นตู้สูงซึ่งคลุมไว้ด้วยผ้าสีดำ บนผ้านั้นมีป้ายไม้แขวนอยู่หลายอัน เขียนว่า‘คืนวิญญาณครึ่งชั่วยาม’ ‘คืนวิญญาณหนึ่งชั่วยาม’ ‘คืนวิญญาณหนึ่งวัน’ และมีอีกหลายป้าย ข้าลองคำนวณดู ตอนนี้ม่อชิงรับช่วงดูแลสำนักว่านลู่ มีกระบี่ว่านจวิน ทั้งกำลังจะรวบรวมพรรคอธรรมให้เป็นหนึ่ง หากข้าจะแทงเขา อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสามถึงห้าเดือน แค่ครึ่งชั่วยามหรือหนึ่งชั่วยามจะไปพออะไร

ข้าตั้งท่าจะเข้าไปดูในร้าน ทันใดนั้นดาบใหญ่เล่มหนึ่งก็ยื่นออกมาขวางหน้าเอาไว้ ข้าหันไปมองถึงได้เห็นว่าสองฝั่งซ้ายขวาของประตูมีวิญญาณเขี้ยวยาวหน้าเขียวคล้ำสองตนเฝ้าอยู่

“ชื่ออะไร?”

เขาถามข้า ข้าเอามือไพล่หลังแล้วปรายตามองกลับ“ลู่เจาเหยาแห่งเขาเฉินจี้”

ได้ยินชื่อข้า เขาก็ไม่เห็นจะกลัวเลยสักนิด เขาหยิบกระจกชิ้นหนึ่งขึ้นมาติดต่อกับคนด้านใน พอวางกระจกลง เขาก็ยกดาบเล่มใหญ่ในมือขึ้นขวางอีกรอบ“เจ้าเข้าไปไม่ได้”

ข้าเลิกคิ้ว“เปิดร้านแต่ไม่ให้ลูกค้าเข้า ทำไมล่ะ?”

“เจ้าไม่มีเงินของยมโลก!”

ข้ารู้สึกเหมือนถูกเกาทัณฑ์แทงทะลุหัวใจ ชั่วจังหวะนั้นข้าแทบจะกระอักเลือดออกมาเลยทีเดียว ข้าไม่เคยมาซื้อของที่ตลาดผีมาก่อน จึงไม่รู้ว่าต้องใช้เงินเหมือนในโลกมนุษย์ด้วย ข้าพยายามสะกดอารมณ์ไว้แล้ว

เอ่ยถามว่า“ผีจะเอาเงินมาจากไหน?”

“ให้คนเผามาให้เจ้าสิ”

ข้าพูดไม่ออก

ข้าจะไปบอกให้ใครเผามาให้! หลายปีมานี้มีม่อชิงคนเดียวเท่านั้นที่มาไหว้ข้า! ซ้ำเจ้านั่นยังเอาแค่ผลไม้ไม่กี่ลูกที่เด็ดระหว่างทางมาไหว้เท่านั้นเองด้วย! ไร้สาระชัดๆ !

ข้าเหลือบมองวิญญาณเขี้ยวยาวตนนั้นอีกรอบก่อนจะย้อนกลับมาดูตัวเอง สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วยอมจากไปแต่โดยดี ปล่อยให้วิญญาณเขี้ยวยาวตนนั้นเยาะเย้ยตามหลัง“ตายตั้งสี่ห้าปีแล้วยังไม่มีเงินแม้แต่อีแปะเดียว ผียากจนแบบนี้ยังกล้ามาที่ร้านคืนวิญญาณของเราอีก”

คำพูดของเขาเป็นความจริง ถึงข้าจะโมโหแค่ไหนก็เถียงไม่ออก

ข้าถอนใจไปตลอดทาง จากนั้นก็ใช้เวลาอีกสามวันลอยกลับไปที่หลุมศพของตัวเอง

ยังดีที่ผีไม่ต้องกินอาหาร ไม่อย่างนั้นถ้าไม่มีเงินซื้อจนต้องอดตายอีกรอบ นี่คงเป็นเรื่องน่าอับอายที่สุดในชีวิตของข้า... ลู่เจาเหยาเลยทีเดียว

คิดแล้วก็อดทอดถอนใจไม่ได้ ข้าแซ่ลู่ ชื่อฉยง ฉายาเจาเหยา

ตอนมีชีวิตอยู่ก็ทำตัวสมชื่อ‘เจาเหยา1’ แต่ตอนนี้ตายแล้ว กลับมีสภาพสมคำว่า‘ฉยง2’ ยากจนจนน่าสงสาร ตอนมีชีวิตอยู่ข้าไม่เคยต้องลำบากเลย แต่ตอนนี้กลับมีสภาพน่าอนาถถึงเพียงนี้

เรื่องราวบนโลกนี่ยากจะคาดเดาเสียจริงๆ !

ข้าคิดว่าข้าหมดหวังจะแก้แค้นเสียแล้ว แต่ในค่ำคืนฝนฟ้าคะนอง ในขณะที่ชีวิตผีๆ ของข้าเหลือเพียงความมืดมนและตัวข้ากำลังมองดูฟ้าแลบฟ้าร้องอยู่บนหลุมศพเงียบๆ ทันใดนั้นข้าก็ได้ยินเสียงกีบเท้าม้าวิ่งมาทางนี้อย่างเร่งร้อน

ข้าเห็นม้าสีดำตัวหนึ่งห้อตะบึงมาอย่างรวดเร็ว บนหลังม้าคือหญิงสาวชุดสีชมพูที่กำลังพยายามดิ้นรนสุดชีวิต ถึงจะอยู่ห่างไปเป็นโยชน์ข้าก็ยังได้ยินนางร้องตะโกนว่า“ปล่อยข้านะ! ข้าไม่อยากไปกับท่าน!”

ผู้ชายซึ่งกอดนางเอาไว้จากด้านหลังเอาแต่ส่งเสียงกระตุ้นม้าให้วิ่งไปเรื่อยๆ โดยไม่ตอบ

ขณะที่ม้ากำลังวิ่งผ่านป้ายหน้าหลุมศพของข้าไปนั่นเอง จู่ๆ บนท้องฟ้าก็ปรากฏแสงสีขาวสว่างวาบ ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องดังสนั่น ไม่รู้ผู้หญิงคนนั้นดิ้นรนท่าไหน จู่ๆ นางก็ร่วงจากหลังม้าลงมากระแทกกับป้ายหน้าหลุมศพของข้าอย่างแรง

เสียง‘ตึง’ ดังขึ้นครั้งเดียวก็เห็นเลือดสาดกระจายไปทั่ว ข้าซึ่งนั่งอยู่บนหลุมได้ยินแล้วยังอดร้อง“โอ๊ย!” ไม่ได้

ร่างของหญิงผู้นั้นร่วงผล็อยลงไปตามป้ายแล้วกลิ้งไปกองอยู่บนพื้นดินแฉะๆ พริบตาเดียวชุดสีชมพูสวยก็เต็มไปด้วยดินโคลน ผู้ชายที่อยู่บนหลังม้าสีดำตัวใหญ่รีบรั้งม้าให้หยุดแล้วกระโดดลงมาโดยไม่รอให้ม้าหยุดนิ่ง เขาวิ่งมาที่หน้าหลุมศพของข้าแล้วอุ้มผู้หญิงที่เปรอะโคลนทั้งตัวคนนั้นขึ้นมา“จื่อเยียน!” เสียงทุ้มห้าวเต็มไปด้วยความเจ็บปวด“จื่อเยียน!”

ข้ายืนอยู่หลังผู้ชายคนนั้น แอบยื่นหน้าไปดูหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมกอดของเขา

ดวงตาทั้งคู่ของนางปิดสนิท ไม่นานคราบดินปนเลือดบนข้างแก้มก็ถูกฝนชะล้างไปหมด เผยให้เห็นใบหน้าซีดขาวของนาง

“โอ้โฮ กระแทกเข้าเต็มแรงเลยนี่ ตายแหงแก๋แน่ล่ะคราวนี้” ข้าเปรยพลางทอดถอนใจ แต่ถอนใจเสร็จ ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมา

นางตายแล้ว ตายอยู่ตรงหน้าหลุมศพของข้า

หรือสวรรค์อยากจะให้ข้าลองใช้วิชา‘ยืมร่างคืนวิญญาณ’ ในตำนานดูกันนะ

ตอนที่ 4 เจาเหยา...ใครว่าโลกนี้ไม่มีผี

อืม...นี่เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย

คิดได้เช่นนี้ ข้าก็ถูฝ่ามือเข้าด้วยกันแล้วรอให้ผู้หญิงคนนั้นขาดใจตาย ไม่นานนักก็เห็นนางเหยียดขาทั้งสองข้างเหมือนกำลังชักกระตุก ทรวงอกขยับขึ้นลง ริมฝีปากเผยอน้อยๆ จากนั้นก็...

ลืมตาขึ้น...

แบบนี้ยังไม่ตายอีก! ข้าอุทานด้วยความประหลาดใจ ทำไมคนสมัยนี้ถึงได้หัวแข็งกันนักนะ

ข้าเบือนหน้าหนีด้วยความผิดหวัง หมดความสนใจในเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าทันที แต่เพิ่งจะหันกลับไปนั่งบนหลุมศพตามเดิม จู่ๆ ข้าก็ได้ยินผู้หญิงที่เพิ่งฟื้นคนนั้นสูดลมหายใจลึกแล้วกรีดร้องออกมาว่า“ผี!”

เอ๋... เรียกข้างั้นหรือ?

ข้าหันกลับไปมองนาง

ไม่ผิดจากที่คาด หญิงสาวชุดสีชมพูคนนั้นเบิกตากว้าง นางจ้องมาที่ข้าเขม็ง พยายามดิ้นรนอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายคนนั้น“ไม่มีขา! ผี! ผี!”

หา! นางหัวกระแทกพื้นก็เลยมองเห็นข้า! ไม่มีคนเป็นๆ เห็นข้ามาตั้งนานแล้ว! ข้าดีใจมาก จึงรีบลอยเข้าไปหานางแล้วส่งยิ้มให้“ใช่ๆ ข้าเป็นผี”

“อ๊ายๆๆ !” นางกรีดร้องพลางผลักผู้ชายคนนั้นให้ถอยห่างออกไปแล้วพยายามขยับตัวถอยหลัง“เจ้าอย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามา!”

ชายหนุ่มทั้งงุนงงทั้งร้อนใจ เขาร้องถามนางว่า“จื่อเยียน! นี่ข้าเอง เจ้าเป็นอะไรไป?”

ข้าอธิบายให้นางฟัง“เจ้าอย่ากลัวข้าสิ ข้าไม่ได้ทำร้ายเจ้าสักหน่อย” ข้าหยุดคิดครู่หนึ่ง“ไม่สิ เมื่อครู่ข้าก็คิดจะทำร้ายเจ้าเหมือนกัน...”

“อ๊ายๆๆ !” นางกรีดร้องไม่หยุดพลางขยับถอยไปเรื่อยๆ จนแผ่นหลังชนเข้ากับป้ายหน้าหลุมศพของข้า นางเงยหน้าขึ้นดูแล้วก็กรีดร้องออกมาอีก ชายหนุ่มคว้าแขนของนางไว้“จื่อเยียน! มองข้าสิ! ข้าอยู่นี่ ข้าจะพาเจ้ากลับไป เจ้าไม่ต้องกลัว!”

เขาไม่พูดยังพอว่า แต่พอพูดขึ้นมาจื่อเยียนก็นึกขึ้นได้“ข้าไม่กลับไปกับท่าน! ท่านไปนะ!”

ข้าร้องสนับสนุนอยู่ด้านข้าง“ใช่ๆ ให้เขาไปซะ ส่วนเจ้าก็อยู่ที่นี่เป็นเพื่อนข้า”

นางกรีดร้องขึ้นมาอีก“อ

ตอนที่ 5 เจาเหยา...ใครว่าโลกนี้ไม่มีผี

เจ้าสำนักเคยสั่งว่าห้ามฆ่าคนส่งเดช...”

“ที่อื่นย่อมไม่ได้ แต่คนที่บุกเข้ามาในเขตหวงห้าม ไม่ต้องสนใจว่ามีเหตุผลอะไร ให้ฆ่าทันที”

“ขอ...ขอรับ ผู้น้อยทราบแล้ว...”

“จัดการเรื่องนี้เสร็จแล้ว ไปรับโทษที่หอลงทัณฑ์ซะ”

เดี๋ยวนี้ใหญ่โตเหลือเกินนะ ข้าแค่นเสียงเย็นอยู่ในใจ จากนั้นก็เริ่มขยับคอไปมาพลางบีบนิ้วดัง‘กร๊อบๆ ’ เตรียมยืดเส้นยืดสาย

จื่อเยียนยืนจ้องข้าอยู่ที่ด้านหลัง“ท่านจะทำอะไร? ท่านบอกว่าถ้าข้าตอบคำถามท่านก็จะคืนร่างให้ข้าไม่ใช่รึ?” นางเริ่มลนลาน บางทีอาจเป็นเพราะกำลังนึกถึงเรื่องเฮงซวยที่ข้าเคยทำตอนยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้“ท่าน...ท่านคิดจะกลับคำหรือ?”

ข้าหรี่ตามองถนนที่สุดปลายม่านฝน พยายามตั้งใจฟังเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ “เมื่อครู่เจ้าถามว่าใครเป็นคนฝังข้าใช่ไหม?” ข้าเอ่ย “เจ้าดูเองเถอะ”

สิ้นเสียงของข้า ม่อชิงในชุดสีดำสนิทก็ปรากฏตัวขึ้น

“เป็น...เป็นเจ้าสำนักว่านลู่...ลี่เฉินหลาน”

อ้อ...ที่แท้เขาก็ชื่อลี่เฉินหลาน ข้าหัวเราะเบาๆ ลูกของประมุขเฒ่าย่อมต้องแซ่ลี่อยู่แล้ว ตอนที่พบกันครั้งแรก เขาเป็นตายก็ไม่ยอมบอกชื่อตัวเอง ข้าก็เลยต้องเค้นสมองตั้งให้เขาชื่อหนึ่ง ตอนนี้มาคิดๆ ดู ข้าถูกเขาหลอกมาตั้งแต่ต้นจนจบจริงๆ

“แม่นางน้อย” ข้าเรียกจื่อเยียน“ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าอยากเข้าสำนักว่านลู่ใช่ไหม?”

จื่อเยียนมองข้าด้วยสายตาตื่นตะลึง“ชะ...ใช่”

“ข้ามีวิธีง่ายๆ อยู่วิธีหนึ่ง” ข้าหันไปมองนางพลางส่งยิ้มร้ายกาจไปให้“ตอนที่สร้างสำนักว่านลู่ ข้าตั้งกฎไว้ว่าใครสามารถสังหารข้าได้ คนนั้นจะได้เป็นเจ้าสำนักคนต่อไป ข้าคิดๆ ดูแล้ว ถ้าเจ้าอยากแก้แค้น แค่เข้าไปเป็นลูกกระจ๊อกในสำนักว่านลู่ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลย ไม่สู้...” ข้ายิ้มกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ ตรงมุมปาก“ข้าจะช่วยให้เจ้าขึ้นสวรรค์ในก้าวเดียวเอง เจ้าเห็นเป็นเช่นไร?”

“อะไรคือ...ข

ตอนที่ 6 เจาเหยา...ใครว่าโลกนี้ไม่มีผี

ลับร่างของม่อชิง บ่าวรับใช้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นจึงค่อยตะเกียกตะกายลุกขึ้น

ชายจมูกแบนมองข้าด้วยสายตางุนงง ก่อนจะหันไปมองหลิ่วชางหลิ่งด้วยสายตางุนงงไม่ต่างกัน“สรุปแล้วจะฆ่าหรือไม่ฆ่ากันแน่...”

ข้ามองเขา“เจ้าเป็นคนเฝ้าประตูใช่ไหม?”

เขาพยักหน้า

“งั้นก็เฝ้าไปทั้งชาติเถอะ อย่าคิดปีนให้สูงกว่านี้เลย” ข้าเกลี้ยกล่อมเขา“ขืนปีนขึ้นไปจะตายเร็วกว่าเดิม”

คนที่มีอำนาจตัดสินใจก็เดินจากไปแล้ว เจ้าจมูกแบนนี่ก็โง่เง่า ข้าหันไปมองจื่อเยียน เห็นนางกำลังมองข้าด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง ข้าจึงพูดว่า“เจ้าสำนักรับข้าเป็นศิษย์แล้ว วันนี้ข้าจะทำบุญสักครั้ง คนของสำนักเซียนผู้นั้นดวงแข็งไม่เลว โยนมันออกไปจากเขาเฉินจี้ซะ”

“ได้อย่างไร! จะปล่อยคนที่ล่วงล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามไปง่ายๆ ได้อย่างไร” ชายจมูกแบนยืนกรานหนักแน่น

ข้าเบ้ปาก“ถ้าอย่างนั้นก็ลากไปขังไว้ในคุกไหนสักแห่งก็แล้วกัน”

เขาหยุดคิด เห็นว่าสมเหตุสมผลดีก็รีบสั่งลูกน้องที่ด้านหลังให้มาหามหลิ่วชางหลิ่งไป จื่อเยียนคิดจะขัดขวาง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เบิกตามองหลิ่วชางหลิ่งถูกพาตัวไป

ชายจมูกแบนกับบ่าวรับใช้อีกคนหนึ่งตั้งท่าจะเข้ามาพยุงข้า ข้าขยับตัวหลบจากมือของพวกเขาแล้วพูดว่า“ข้าบาดเจ็บสาหัส พวกเจ้าไปเรียกคนเอาเกี้ยวมาหามข้าไปสิ” ข้าบอก“ตอนนี้ข้าเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักแล้วนะ ถ้าปรนนิบัติไม่ดี ระวังข้าไปฟ้องเจ้าสำนักล่ะ”

บ่าวรับใช้อีกคนแค่นเสียงดูถูก“แค่เจ้าสำนักยอมไว้ชีวิต ก็คิดว่าตัวเองเป็นศิษย์ของท่าน ช่างหน้าใหญ่เหลือเกินนะ”

ข้าแค่นเสียงดูถูกกลับไปบ้าง“ขี้ข้าเฝ้าประตูมีตาแต่ไร้แวว เมื่อก่อนเจ้าสำนักของพวกเจ้าเคยพูดว่าอย่างไร ใครบุกรุกเขตหวงห้ามให้ฆ่าทิ้งให้หมด แล้วเขาฆ่าข้าไหม เขาสั่งฆ่าคนอื่นแต่กลับไม่แตะข้าสักนิด พวกเจ้าลองใช้สมองคิดดูซะบ้างว่าหน้าข้าใหญ่จริงรึเปล่า?”

ทั้งสองหันไปมองหน้ากันเงียบๆ

ข้าโบกมือ“ไปสิ ไปเรียกเกี้ยวมา”

พวกเขายอมเดินไปแต่โดยดี

จื่อเยียนที่อยู่ข้างๆ ทอดถอนใจ“เรื่องวางอำนาจบาตรใหญ่... ท่านนับเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า”

พอใครๆ จากไปหมด ข้าก็พูดกับจื่อเยียนได้อย่างสบายใจ“เจ้าก็ถนัดเรื่องปากไม่ตรงกับใจเหมือนกันนี่” ร่างนี้เลอะเทอะไปหมดแล้ว ข้าก็เลยเอนกายพิงก้อนหินตามสบายโดยไม่สนใจอะไรอีก ช่วงเวลาน่าหวาดเสียวผ่านพ้นไปแล้ว บาดแผลบนร่างก็เจ็บจนชา ความเกียจคร้านเริ่มเข้ามาแทนที่ ข้าปรายตามองจื่อเยียนอย่างเกียจคร้าน“ร้องโวยวายว่าไม่อยากไปกับหลิ่วชางหลิ่ง ปากพูดว่าจะแก้แค้น แต่พอจะฆ่าเขาจริงๆ เจ้ากลับเป็นคนแรกที่ไม่เห็นด้วย นั่นไม่ใช่บุตรชายศัตรูคู่อาฆาตของเจ้าหรือ ทำไมถึงได้เป็นห่วงเป็นใยนักเล่า?”

จื่อเยียนพูดไม่ออก อ้ำอึ้งอยู่พักใหญ่ถึงได้พูดว่า“คนที่ข้าเกลียดคือพ่อของเขา ไม่ได้เกี่ยวกับเขาสักหน่อย...” นางชะงักแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องพูด“ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ที่เมื่อครู่ท่านบอกว่าจะส่งข้าขึ้นสวรรค์ในก้าวเดียว หมายถึงจะส่งข้าไปเป็นศิษย์ของลี่เฉินหลานอย่างนั้นหรือ?”

“เอ่อ...ก็ถือว่าใช่นะ” ถึงตอนแรกข้าจะคิดให้นางแย่งตำแหน่งของม่อชิงก็เถอะ แต่ตอนนี้ดูแล้วการใช้ร่างนี้สังหารม่อชิงคงไม่ต่างอะไรกับการแบกของหนักๆ เดินทางไกลเลยสักนิด

“ท่านเก่งมากเลย” นางเอ่ยชมพลางลอยมาตรงหน้าข้า“ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ท่านคืนร่างให้ข้าได้แล้วใช่ไหม”

“หืม” ข้ากลอกตา“คืนให้เจ้า? ทำไมล่ะ?”

จื่อเยียนตะลึงงัน“เมื่อครู่ท่านไล่พวกเขาไป ไม่ใช่เพราะจะคืนร่างให้ข้าหรอกหรือ?”

ข้ามองนางพลางยิ้มตอบ“แม่นางน้อย ทำไมเจ้าถึงได้เข้าใจอะไรผิดๆ อย่างนี้นะ ข้าไม่ได้ไล่พวกเขาไป ข้าแค่อยากให้พวกเขาไปหามเกี้ยวมารับข้าเท่านั้นเอง”

“ท่าน! ท่านบอกว่าจะคืนร่างให้ข้าไม่ใช่หรือ!”

ข้าอ้าปากหาว“ข้าพูดว่าจะคืนร่างให้เจ้าก็จริง แต่ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าจะคืนให้เมื่อไร”

“ลู่เจาเหยา!” นางโมโหมาก“ท่าน! เจ้าจอมมารไร้ยางอาย!”

ข้าไม่ได้ยินคำนี้มานานแล้ว จึงออกจะคิดถึงอยู่บ้าง ข้าโบกมืออย่างใจเย็น ข่มไฟโทสะของนาง“เรามาทำข้อตกลงกันเถอะ” ข้ามองร่างวิญญาณของนาง“ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องคืนร่างให้เจ้าแน่ เพราะข้าก็ไม่ได้อยาก

ฟื้นคืนชีพสักเท่าไร ข้ามีความปรารถนาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น รอให้ความปรารถนาของข้าเป็นจริง ข้าก็จะคืนร่างให้เจ้า ระหว่างนี้ เจ้าก็ให้ข้ายืมร่างของเจ้าก่อน ถึงข้าจะคืนร่างให้เจ้าไม่ได้ แต่ข้าก็สามารถใช้ร่างของเจ้าแก้แค้นให้เจ้าได้ เจ้าเห็นเป็นอย่างไร?”

นางเงียบไป

“ข้าพูดกับเจ้าตรงๆ ก็แล้วกัน สำหรับข้า เจ้าสำนักเจี้ยนซินเป็นแค่คนกระจอก แต่ด้วยความสามารถของเจ้า คิดจะแก้แค้น ไม่รู้ต้องรอไปถึงปีไหนเดือนไหน” ข้ายิ้มตรงมุมปาก“ตอนข้ามีชีวิตอยู่ มีคนมาขอความช่วยเหลือจากข้าลู่เจาเหยามากกว่าต้นหญ้าบนเขาเฉินจี้เสียอีก แต่ข้าก็ไม่เคยสนใจ นี่ถือเป็นโอกาสทองสำหรับเจ้าเชียวนะ”

สีหน้าของจื่อเยียนเคร่งเครียด

นางยังไม่ทันพูดอะไร เสียงฝีเท้าก็ดังแว่วมาแต่ไกล ข้าหันไปมอง“อา...เกี้ยวมาแล้ว” ข้าปรายตามองจื่อเยียนพลางยิ้มให้“เจ้าจะเข้าสู่วิถีมารไม่ใช่หรือ วันนี้ข้าจะใจดีสอนบทเรียนแรกให้เจ้า บนวิถีของมาร การกระทำของข้าไม่ได้เรียกว่าวางอำนาจบาตรใหญ่ แต่เรียกว่าฝีมือ จงจำเอาไว้ให้ดี พอเริ่มลงมือก็ต้องชิงเป็นฝ่ายได้เปรียบ ต่อไปเจ้าถึงจะทำอะไรได้ง่ายขึ้น”

ผู้ฝึกวิชามารทั้งสี่เดินเร็วมาก เพียงพริบตาก็มาหยุดตรงหน้าข้า จากนั้นพวกเขาก็ช่วยกันพยุงข้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสขึ้นไปบนเกี้ยวอย่างระมัดระวัง

ถึงตอนนี้จื่อเยียนค่อยพูดขึ้นว่า“ไม่ได้ ข้าต้องแก้แค้นด้วยตัวเอง” นางว่า“นี่เป็นความแค้นของข้า”

ข้าเลิกคิ้ว อืม...แม่หนูนี่หยิ่งในศักดิ์ศรีไม่น้อยเลย น่าเสียดาย...

ข้าขึ้นไปนั่งบนเกี้ยว ผู้ฝึกวิชามารทั้งสี่หามเกี้ยวได้ไม่เลว เกี้ยวจึงเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ข้ามองจื่อเยียน เบ้ปากแล้วก็แบมือ

เสียดายที่เจ้าพูดช้าไปหน่อย ตอนนี้ข้าลงจากเกี้ยวไม่ได้แล้ว

ผู้ฝึกวิชามารทั้งสี่หามเกี้ยวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ข้าเห็นจื่อเยียนที่หายอึ้งแล้ว‘รีบวิ่ง’ ตามเกี้ยวมา แต่อัตราความเร็วในการลอยของ‘ผีใหม่’ อย่างนางนั้นกล่าวได้ว่าช้าจนน่าปวดใจ

ไม่นานนักก็ถูกทิ้งระยะห่างเป็นโยชน์

นี่ก็คือบทเรียนที่สอง ข้าเอนกายพิงเกี้ยวอย่างสบายอารมณ์ ปล่อยให้นางวิ่งตามพลางร้องด่าไปเรื่อยๆ ใจคิดว่า คิดจะฝึกวิชามารก็อย่าเชื่อใจคนอื่น แม่นางน้อยที่มาจากฝ่ายธรรมะยังอ่อนหัดอยู่มาก

คนหามเกี้ยวทั้งสี่หามเกี้ยวได้มั่นคง ข้าเริ่มรู้สึกง่วง ตอนที่ออกจากเขตหวงห้ามเป็นยามเที่ยงคืนซึ่งฝนเพิ่งจะหยุดตกและพระจันทร์เพิ่งโผล่พ้นเมฆพอดี คาดไม่ถึงเลยว่าหลังจากกลายเป็นผีแล้ว ข้าจะยังมีโอกาสสัมผัสกับกระแสลมและหยาดฝนเช่นนี้อีก

ข้าคิดว่าชีวิตใหม่ของข้ากำลังจะเริ่มต้นขึ้น...

แต่ความเป็นจริง...กลับไม่เป็นเช่นนั้น

เพราะเมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันที่สอง ข้าก็พบว่า...

ข้า--กลาย--เป็น--ผี--อีก--แล้ว!

ไม่มีสัญญาณเตือนอะไรเลย!

ไม่มีสัญญาณเตือนอะไรเลย!

เรื่องสำคัญแบบนี้ต้องย้ำสองรอบ!

ข้ายืนอึ้งอยู่ข้างๆ ร่างที่กำลังหลับสนิทของจื่อเยียน

พอเริ่มตั้งสติได้ ข้าก็ลองเข้าไปในร่างของจื่อเยียนอีก แต่วิญญาณของข้ากลับเพียงทะลุร่างของนางไปเท่านั้น ท่อนล่างโปร่งแสงของข้าทะลุเข้าในไปเตียง ไม่ได้เข้าไปในร่างของนาง

เพราะอะไรกัน?

ข้างุนงงนัก ได้แต่จ้องร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงแล้วพยายามครุ่นคิดหาเหตุผล

เมื่อคืนตอนที่ถูกหามกลับมา ข้ายังพอมีสติอยู่บ้าง แต่ก็เลือนรางเต็มที ร่างนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้าไม่มีแรงพอจะควบคุม จึงได้แต่ปล่อยให้คนหามเกี้ยวหามมาที่ยอดเขาซี่เยว่ รอจนกระทั่งคนของยอดเขาซี่เยว่ทำความสะอาดและรักษาบาดแผลเสร็จ ข้าก็หลับสนิทไป

ก่อนข้าจะหลับตาลง ทุกอย่างยังคงเป็นปกติ วิญญาณของสาวน้อยสำนักเซียนคนนั้นถูกทิ้งไว้ตรงข้างหลุมศพของข้าในหุบเขา ระยะเวลาเพียงแค่คืนเดียว ด้วยความเร็วของนางคงไม่มีทางลอยมาแย่งร่างคืนไปได้แน่...

“อืม...”

ร่างของจื่อเยียนส่งเสียงครางเบาๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นช้าๆ

นางตื่นแล้ว!

ข้าตกใจมาก วิญญาณของนางลอยกลับมาเอง! นางเป็นคนไล่ข้าออกมาอย่างนั้นหรือ!

“ข้า...” เพิ่งจะขยับแขน นางก็ร้องออกมา“ซี้ด...เจ็บ”

เหลวไหล ได้รับบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ มีแต่จอมมารที่แข็งแกร่งและผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนเช่นข้าเท่านั้นแหละถึงจะทนได้

“ลู่จื่อเยียน” ข้าเรียกชื่อนาง

“ข้าไม่ได้แซ่ลู่!” นางเถียง แต่พอหันกลับมา นางก็เบิกตาจ้องข้าเหมือนกำลังเห็นผี อืม...ก็คือนางจ้องข้าด้วยสายตาตื่นตะลึงนั่นแหละ“ท่าน!” นางสูดลมหายใจลึกติดๆ กันสองครั้ง แต่การกระทำเช่นนั้นกลับทำให้นางเจ็บหน้าอกจนพูดไม่ออก ได้แต่ชี้นิ้วสั่นระริกมาที่ข้า ใบหน้าซีดขาว

รอจนอาการเจ็บคลายลง นางก็ตั้งสติได้“ข้าได้ร่าง...คืนมาแล้ว”

ฮึ! ข้าแค่นเสียงเย็น“เจ้าได้ร่างคืนไปแล้วจริงๆ ”

“ทำไมถึง...เมื่อวานข้าตามไปได้ไม่ไกลชัดๆ เพราะอะไรกัน?” นางมองข้าด้วยสีหน้าอยากรู้เต็มที่

ข้าจะรู้ได้อย่างไร!

ข้าโมโหมาก ทำไมเดี๋ยวนี้ใครๆ ถึงรู้จักทำตัวแบบนี้เหมือนกันหมดได้กำไรแท้ๆ แต่กลับแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ม่อชิงก็คนหนึ่ง ยึดรังของข้าไปแล้วยังมาทำเป็นพูดนั่นพูดนี่ที่หน้าหลุมศพของข้าอีก นี่ก็อีกคน แย่งชนะข้าแล้วยังมาถามอีกว่าทำไมนางถึงชนะ

ข้าลอยไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไปข้างนอกโดยไม่ใส่ใจนางอีก

รู้สึกเศร้าจริงๆ

ไม่มีร่างกาย ข้าก็ไปแก้แค้นม่อชิงไม่ได้ แต่เรื่องแผนการแสนยอดเยี่ยมล้มเหลวไปยังเป็นเรื่องรอง เรื่องที่ข้ากลัดกลุ้มใจที่สุดตอนนี้คือ ระยะทางยี่สิบลี้ ข้าต้องใช้เวลาลอยไปถึงสามวัน ขอถามหน่อยว่าจากยอดเขาซี่เยว่ไปที่หลุมศพของข้า ต้องใช้เวลาลอยทั้งหมดกี่วัน?

ข้าเงยหน้ามองท้องฟ้า ตอนนี้น่าจะเป็นยามเฉินสามเค่อ ถ้าจะกลับหลุมศพ ข้าก็ต้องรีบออกเดินทาง ไม่อย่างนั้นพอถึงยามเที่ยงไอหยางรุนแรง ข้าจะเดินทางไม่ได้

แต่พอข้าจะทะลุกำแพงห้องจากไป จื่อเยียนที่นอนอยู่บนเตียงก็รีบลุกขึ้นร้องเรียก“ท่านจะไปแล้วหรือ?”

“ก็ใช่น่ะสิ ไม่อย่างนั้นจะอยู่ชื่นชมชีวิตอันแสนสุขของมนุษย์รึไร?” ข้าหันกลับไปมองนาง เห็นนางนอนอยู่บนเตียงอย่างอ่อนแรง กลางหว่างคิ้วเหมือนจะมีอักษรเขียนเอาไว้ว่า‘ต่อไปต้องถูกพวกผู้ฝึกวิชามารชั้นต่ำข่มเหงจนแม้แต่สุนัขก็ยังเมินแน่’ ข้าเงียบไปอึดใจหนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเอ่ยเตือนนาง

“ขอเตือนเจ้าสักคำ รีบฉวยโอกาสกอดขาม่อ...ไม่สิ กอดขาลี่เฉินหลานเอาไว้ให้แน่นๆ หาวิธีพาตัวเองไปอยู่ข้างกายเขา แล้วให้เขาแก้แค้นให้เจ้าซะ แบบนี้จะเร็วกว่าและปลอดภัยกว่าซี้ซั้วคลำทางอยู่ในสำนักว่านลู่คนเดียว อย่ารั้นแต่จะคิดแก้แค้นด้วยตัวเอง ใครลงมือฆ่า ศัตรูเจ้าก็ตายเหมือนกันนั่นแหละ มีอะไรอยู่ในมือก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ ข้ามอบฐานะศิษย์ของลี่เฉินหลานให้เจ้า ถือเป็นของขวัญที่เจ้ามีวาสนาได้มาชนกับป้ายหน้าหลุมศพของข้าก็แล้วกัน ข้าไปก่อนล่ะ”

กล่าวจบข้าก็ลอยจากไปโดยไม่สนใจนางอีก

ข้าใช้เวลาลอยข้ามน้ำข้ามเขาอยู่เกือบสิบวันกว่าจะกลับไปถึงหลุมศพของตัวเอง จากนั้นข้าก็ใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการนั่งอยู่ตรงหน้าป้ายไร้ตัวอักษร และทอดถอนใจให้กับชีวิตหลังความตายที่แสนอเนจอนาถของตัวเอง เหมือนเช่นที่เคยเป็นมา

แต่!

สวรรค์ไม่ตัดหนทางของผี!

ครึ่งเดือนต่อมา ในเย็นวันหนึ่งซึ่งพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ข้าสัมผัสได้ถึงไอเซียนที่ลอยมาตรงหน้าหลุมศพของข้า ตอนนั้นข้ากำลังหลบแสงอาทิตย์อยู่หลังป้าย พอเห็นผู้มา ข้าก็เลิกคิ้ว“ลู่จื่อเยียน เจ้ามาร้องไห้ให้ข้ารึ?”

“ข้า...ไม่ได้แซ่ลู่” นางตอบคำถามของข้าอย่างตะกุกตะกักก่อนจะนั่งลงตรงหน้าหลุมศพของข้า“ข้า...ข้าจะยกร่างให้ท่าน แล้วท่านก็ไปแก้แค้นให้ข้า วิชามารของพวกท่านฝึกยากเหลือเกิน...”

ข้าได้ยินเช่นนี้ก็เอนกายลงนอนบนหลุมอย่างเกียจคร้านพลางยกเท้าขึ้นไขว่ห้าง ตากวาดมองนางขึ้นๆ ลงๆ “อ้อ...มาขอให้ข้าช่วย”

นี่สิถึงจะเป็นท่าทีและฐานะที่ข้าคุ้นเคย

“ท่าน...ท่านจะช่วยข้าไหม?”

ข้าหรี่ตาพลางยิ้มกว้างจนเผยให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ “ก็ต้องดูว่า เจ้ามีผลประโยชน์อะไรมาแลก”

“ผลประโยชน์?” จื่อเยียนจ้องข้าด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตา“ข้ายกร่างให้ท่านแล้ว ยังจะมีผลประโยชน์อะไรให้ท่านอีก?”

“ก็ใช่” ข้าพยักหน้า“ถ้าอย่างนั้นก็ติดไว้ก่อน รอให้ข้าคืนร่างให้เจ้าแล้ว เจ้าค่อยหาผลประโยชน์ให้ข้า”

เห็นได้ชัดว่าจื่อเยียนถูกชาวพรรคมารบนยอดเขาซี่เยว่กลั่นแกล้งจนทนไม่ไหวแล้ว นางจึงพยักหน้ายอมรับข้อเสนอที่แสนจะเอารัดเอาเปรียบของข้าโดยไม่มีความเห็นเป็นอื่น

ข้าพอใจมาก“ตอนนี้ยังมีแสงอาทิตย์ ไอหยางแรงมาก ครั้งก่อนข้าเข้าไปในร่างเจ้าตอนกลางวันไม่ได้ ยามจื่อคืนนี้เราค่อยลองกันใหม่ ส่วนช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้...” ข้าหรี่ตาพลางส่งยิ้มให้“เจ้าบอกข้ามาสิว่าพวกลูกกะจ๊อกบนเขาซี่เยว่นั่นรังแกเจ้าอย่างไร”

การแลกเปลี่ยน สำคัญที่สุดคือความยุติธรรม ข้าบอกจะช่วยนางก็ต้องช่วยนางเต็มที่ไม่ออมแรง แต่ถ้าบอกว่าจะเล่นงาน ก็ต้องเล่นงานจนเจ้าร้องหาบิดาเชียวล่ะ

ตอนที่ 7 เจาเหยา...ใครว่าโลกนี้ไม่มีผี

ฟังจื่อเยียนร้องไห้คร่ำครวญจบ ข้าก็พอเข้าใจแล้วว่านางถูกรังแกอย่างไร

ตอนที่ข้าจากมา ข้าบอกให้นางไปกอดขาม่อชิงให้แน่น แต่สาวน้อยผู้นี้เป็นคนที่สำรวมและเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีมาก นางจึงไม่คิดจะทำเช่นนั้น นางคิดจะอาศัยความสามารถของตัวเองตั้งใจฝึกวิชามารในสำนักว่านลู่ รอฝึกสำเร็จเมื่อไรค่อยไปแก้แค้นตาเฒ่าหลิ่วเวยที่สำนักเจี้ยนซิน

ข้าฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะพรืดด้วยความขบขัน แม่สาวน้อยช่างไร้เดียงสาเสียจริง

ไม่ผิดจากที่คาด ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เหล่าศิษย์สำนักมารบนยอดเขาซี่เยว่ก็ค้นพบว่า‘ศิษย์เจ้าสำนัก’ ที่ถูกหามกลับมาผู้นี้ไม่ได้ร้ายกาจอย่างที่คาด ทั้งยังไม่ได้สนิทสนมกับเจ้าสำนักอย่างที่พวกเขาคิด

นับแต่นั้นมา คนที่เคยยิ้มแย้มกับนางก็เริ่มพูดจาเยาะเย้ยถากถาง คนที่เคยช่วยดูแลก็เริ่มล้อเลียน บางครั้งก็ถึงขั้นลบหลู่ดูหมิ่น ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะอาศัยความสามารถของตัวเองฝึกวิชาอยู่เงียบๆ จนสำเร็จ

ไม่ถึงหนึ่งเดือน สาวน้อยสำนักเซียนซึ่งยึดหลัก‘ความสงบสุขเป็นเรื่องสำคัญที่สุด’ และไม่เคยคิดต่อต้านใครก็กลายเป็นเป้าหมายในการระบายอารมณ์ของทุกๆ คน เหล่าบุรุษบนยอดเขาซี่เยว่เริ่มลวนลามนาง แต่วันนี้การกระทำของพวกเขาล้ำเส้นเกินไป ในที่สุดนางก็ทนไม่ได้ นางพยายามต่อต้าน แต่แล้วกลับพบว่าไม่มีใครยอมช่วยนางเลยสักคน

เหล่าสตรีต่างพากันยืนดูอย่างสนุกสนาน พวกผู้ชายเรียกนางว่าแพศยาตัวน้อย แล้วก็ลวนลามนางกันอย่างคึกคะนอง

จื่อเยียนใช้วิชากระบี่บินหนีออกมา เหล่าศิษย์สำนักมารก็ไล่ตามมาไม่ลดละ จนกระทั่งนางหนีเข้ามาในเขตหวงห้าม ถึงไม่มีใครกล้าตามมาอีก

กว่านางจะสะอึกสะอื้นเล่าประสบการณ์อันเลวร้ายในช่วงเวลาที่ผ่านมาจบก็เกือบถึงยามจื่อ

ข้านั่งยองๆ ลงตรงหน้านาง“แม่สาวน้อย พึ่งตัวเองน่ะได้ เพราะมีหลายครั้งที่เราจำเป็นต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น แต่จะพึ่งตัวเองได้เจ้าต้องแข็งแกร่งพอ ถ้าไม่แข็งแกร่งพอ...” ข้ามองนางอย่างไม่เข้าใจนัก“เจ้าไม่รู้จักใช้สมองคิดถึงคำพูดของข้าที่บอกให้เจ้าไปประจบลี่เฉินหลานบ้างเลยรึ?”

“พอข้ารู้ว่าพึ่งตัวเองไม่ได้ ก็มาหาท่านแล้วไง...”

อืม...นี่ก็เป็นวิธีที่ดีเหมือนกัน

นางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วเงยหน้าขึ้นมองข้า“จะว่าไป การที่คิดไปหาลี่เฉินหลานมันง่ายนักรึ ลี่เฉินหลานเป็นเจ้าสำนัก มีฐานะสูงส่งขนาดนั้น บางคนอยู่บนยอดเขาซี่เยว่มาหลายสิบปีแล้วก็ยังไม่เคยพบลี่เฉินหลานเลยสักครั้ง ข้ามีดีอะไร...ถึงจะไปขอให้เขาช่วยข้า”

ข้าฟังแล้วโมโห“ข้าก็เป็นเจ้าสำนักเหมือนกัน! ข้าเองก็เคยมีฐานะสูงส่งเหมือนกัน! เพราะข้าตายแล้ว เจ้าก็เลยคิดว่าข้าออดอ้อนได้ง่ายกว่าเรอะ”

นางมองข้าอีกรอบ“ก็ใช่น่ะสิ”

“...”

ข้ากัดฟัน รู้สึกว่าแม่สาวน้อยตรงหน้ากับคนเฝ้าประตูจมูกแบนนั่นก็ไร้ไหวพริบพอๆ กันนั่นล่ะ แต่เห็นแก่ที่นางจะยกร่างให้ข้า ข้าจะยอมยกโทษให้นางก็ได้

“เรื่องลี่เฉินหลาน เจ้ากังวลไปเองทั้งนั้น ก่อนหน้านี้ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่ามีบางอย่างผิดปกติกับเขาน่ะ ลี่เฉินหลานเคยประกาศว่าใครบุกรุกเข้ามาในเขตหวงห้ามให้ฆ่าทิ้งทั้งหมด แต่ทำไมเขาถึงไม่ฆ่าเจ้าเล่า?”

ดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตาของนางจ้องข้าด้วยสายตาตื่นตะลึง“ทำไมล่ะ?”

ข้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“เพราะเขาชอบร่างนี้ของเจ้าน่ะสิ!”

จื่อเยียนตัวสั่น“อะไรนะ!”

“นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีเหตุผลอะไรที่ทำให้บุรุษไม่ฆ่าสตรีอีกล่ะ?”

จื่อเยียนหยุดคิด“ตอนนั้นท่านอยู่ในร่างของข้านี่นา อืม ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมองข้าในตอนนั้นแล้วคิดถึงท่านในอดีตขึ้นมาก็ได้?”

ข้าหัวเราะพรืดออกมาอีกรอบ“ตอนนี้ลี่เฉินหลานเป็นเจ้าสำนักว่านลู่ เขาแย่งตำแหน่งนี้ไปจากข้า กว่าจะสร้างฐานอำนาจจนมั่นคงได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากเขารู้ว่าข้ายืมร่างเจ้าฟื้นคืนชีพอีกครั้ง เจ้าว่าเขาจะทำอย่างไรกับข้า?”

“ถอน...ถอนรากถอนโคน”

“ยังไม่โง่นี่” ข้าเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เห็นว่าเป็นยามจื่อแล้วก็ร้องเรียกจื่อเยียน“ได้เวลาแล้ว เรามาลองดูกันเถอะ”

จื่อเยียนนั่งตัวตรง ข้าเองก็เริ่มตั้งสมาธิให้แน่วแน่ ไม่คิดเรื่องอื่นอีก ทันใดนั้นข้าก็พุ่งเข้าไปในร่างของจื่อเยียน

เพียงพริบตาเดียว ข้าก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นตรงปลายนิ้วและน้ำหนักบนขา น้ำหนักที่คุ้นเคยแผ่ซ่านไปยังประสาทสัมผัสต่างๆ ข้ากะพริบตาครั้งหนึ่งแล้วหันไปมองป้ายหน้าหลุมศพ พบว่าวิญญาณของจื่อเยียนกำลังยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น เมื่อครู่วิญญาณของนางถูกข้ากระแทกออกไปนั่นเอง

จริงด้วย! จะเข้าสิงร่างคนอื่นก็ต้องทำตอนกลางคืน!

ข้าลุกขึ้นลองกำหมัดดู เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่กลางฝ่ามือ ข้าก็ดีใจนัก

ในที่สุด! ร่างนี้ก็เป็นของข้าแล้ว!

เพิ่งจะดีใจได้ไม่เท่าไร จู่ๆ ข้าก็สัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างพุ่งตรงมาที่ด้านหลัง ดวงตาของข้าทอประกายวาบ กำลังจะขยับหลบ มือข้างหนึ่งก็ยื่นมากำรอบลำคอแล้วยกร่างของข้าขึ้น

ลมหายใจถูกแย่งชิงไปทันที ข้าซึ่งกำลังหายใจไม่ออกพยายามจ้องคนตรงหน้า เขายังคงสวมชุดสีดำเหมือนเคย แต่ใบหน้ากลับเย็นชาราวกับน้ำแข็ง แววตาคมกริบเหมือนมีดกรีดกระดูก“เจ้าอีกแล้ว” เสียงของเขาเย็นเยียบ“บุกรุกเข้ามาในเขตหวงห้าม อย่าหวังว่าข้าจะปล่อยเจ้าไปเป็นครั้งที่สอง”

วิญญาณของจื่อเยียนที่ด้านข้างร้องโวยวายด้วยความตกใจ“ท่านเห็นไหม ท่านเห็นไหม! ท่านบอกให้ข้าไปประจบจอมมารลี่ ทั้งบอกว่าเขาสนใจข้าด้วย สนใจจะฆ่าข้าน่ะสิ! ดีนะที่ข้าไม่ได้ไป!”

ข้าโมโหมาก หากไม่ใช่ร่างกายของจื่อเยียนอ่อนแอเกินไป ข้าจะถูกม่อชิงเล่นงานจนมีสภาพแบบนี้หรือ!

เจ้าม่อชิงนี่ก็น่าขำเป็นบ้า ทำไมทุกครั้งต้องรอให้จื่อเยียนเปลี่ยนร่างกับข้าก่อนค่อยโผล่มาหาเรื่องข้ากันนะ เขาเกิดมาเป็นดาวข่มของข้าจริงๆ !

ข้าคว้าแขนของเขาเอาไว้ พยายามแกะออกสุดชีวิตพลางกล่าวเสียงแหบ“ครั้งก่อนถูกบังคับ ครั้งนี้ข้า...ก็ถูกบังคับเหมือนกัน...”

ม่อชิงยิ้มเย็นก่อนจะโยนข้าลงกับพื้นอย่างแรง

ข้ายกมือขึ้นกุมลำคอเอาไว้ ทั้งไอทั้งหอบไม่หยุด ในหูมีแต่เสียงดังอื้ออึง แต่ก็พอได้ยินคำพูดเสียดสีเย็นชาแฝงกลิ่นอายสังหารของเขา“ถูกบังคับ? พวกผู้ฝึกวิชามารด้านนอกน่ะหรือ?”

ตอนพบกันเมื่อครั้งก่อน ม่อชิงรับเพลงกระบี่ของข้าสองกระบวนท่า หากคำนวณจากอานุภาพของสองกระบวนท่านั้น ผู้ฝึกวิชามารชั้นต่ำทั้งยอดเขาซี่เยว่คงไม่มีใครเป็นคู่มือของข้าได้เลย

แต่ตอนที่ร่างนี้ถูกรังแก คนที่อยู่ในร่างคือจื่อเยียนที่อ่อนแอเสียยิ่งกว่าไก่! ข้าไม่อาจอธิบายได้ แต่เพื่อไม่ให้ม่อชิงสงสัย ข้าจึงชี้ไปที่หลุมศพของตัวเองแล้วพูดว่า“เป็นนาง นางเป็นคนบังคับข้า”

ม่อชิงเงียบไปทันที

ข้าเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง เขากำลังจ้องตรงมายังข้าซึ่งนอนฟุบอยู่บนพื้น“เจ้ารู้ว่าเป็นหลุมศพของใครงั้นหรือ?”

“รู้สิ ลู่เจาเหยา...”

แววตาของเขาเย็นเยียบ สีหน้าเต็มไปด้วยแววสังหาร“รู้ได้อย่างไร?”

“ในฝัน” ข้าคิดพลางแต่งเรื่องไปพลาง“นางมาเข้าฝันข้าทุกคืน บังคับข้าให้เผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้”

“นางมาเข้าฝันเจ้า?” ม่อชิงตัดบท เขาหรี่ตาลงอย่างพินิจพิจารณา แววตาเต็มไปด้วยความระแวงสงสัย

ข้าหยุดคิด หากม่อชิงรู้ว่าวิญญาณของข้ายังอยู่คงจะไม่ดีนัก แต่ จะสนทำไม เรื่องผีๆ สางๆ หากข้าไม่ตาย ข้าก็คงไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าหลังจากตายไปแล้วคนเราจะกลายเป็นผีหรือไม่ เรื่องที่จับต้องไม่ได้สำหรับคนเป็นแบบนี้ ต่อให้เขาสืบอย่างไรก็คงไม่ได้ความ

ข้าตัดสินใจวางแผนทันที

ให้ม่อชิงรู้ว่าวิญญาณของข้ายังอยู่ แต่เขาไม่มีทางตามหาข้าพบ

ม่อชิงต้องการรักษาตำแหน่งของตัวเองก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาข้า ระหว่างนั้นข้าจะอาศัยร่างของจื่อเยียนแฝงตัวอยู่ข้างกายเขา จากนั้นก็จะใช้ข้ออ้างว่าลู่เจาเหยามาเข้าฝันข้าทุกคืน แสร้งช่วยเขาตามหา‘ลู่เจาเหยา’ ด้านหนึ่งเพื่อให้เขาเกิดความสับสน อีกด้านหนึ่งเพื่อพาตัวเข้าไปใกล้ ทำให้เขาไว้เนื้อเชื่อใจ ทีนี้ศัตรูก็จะอยู่ในที่แจ้งส่วนข้าอยู่ในที่ลับ พอเขาคลายความระวังข้าก็จะลงมือปลิดชีพเขาซะ!

สมบูรณ์แบบสุดๆ

ข้าอดชื่นชมตัวเองไม่ได้ที่สามารถวางแผนได้ชาญฉลาดเช่นนี้ ดังนั้นข้าจึงหันไปจ้องม่อชิงพลางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“ใช่ นางบอกให้ข้าเผากระดาษไปให้นาง ไม่อย่างนั้นนางจะมาหลอก มาฆ่าข้า”

ม่อชิงนิ่งเงียบไป ดวงตาดำสนิทคู่นั้นเหมือนน้ำวนที่ซ่อนความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ ทำให้ข้าคาดเดาความคิดของเขาไม่ออก

ข้ารอให้เขาพูด รออยู่นานเขากลับพูดออกมาเพียงแค่สี่คำ“เป็นไปไม่ได้” เขาก้มลงเหมือนกำลังพึมพำกับตัวเอง“หากนางยังอยู่ ต้องมาหาข้าก่อนแน่”

ฮึ! เจ้าอัปลักษณ์ทายใจข้าได้แม่นมาก เรื่องเดียวในโลกนี้ที่ข้าเสียดายคือไม่ได้พาเจ้าไปด้วยในช่วงลมหายใจสุดท้าย หากข้าฟื้นคืนชีพได้ เรื่องแรกที่จะทำก็คือตามหาเจ้า จากนั้นก็พาเจ้าไปด้วย

เหมือนอย่างตอนนี้

แต่ตอนนี้ข้าไม่สามารถพูดเช่นนี้ได้ ข้าจึงต้องพูดว่า“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมนางถึงมาหาข้าเพียงคนเดียว บางที...อาจเป็นเพราะข้าเคยหัวกระแทกกับป้ายหน้าหลุมศพของนาง ก็เลยถูกนางตามตื๊อ...ในฝันนางน่ากลัวมากๆ ข้าถูกบังคับจนไม่มีทางเลือก...เจ้าสำนัก ข้าบุกรุกเข้ามาในเขตหวงห้ามสองครั้งก็จริง แต่ไม่ใช่ความผิดของข้าเลยนะ”

ข้ามองเขาด้วยสายตาน่าสงสาร เมื่อครู่จื่อเยียนเพิ่งร้องไห้มาหมาดๆ ขอบตาจึงยังแดงช้ำ ข้าพยายามเบิกตากว้างอยู่เพียงครู่เดียว ดวงตาอันอ่อนแอก็คลอด้วยน้ำตา

เขามองข้าเงียบๆ นิ่งนาน

จริงๆ ข้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าการทำตัวน่าสงสารต่อหน้าคนของสำนักว่านลู่ไม่มีประโยชน์อะไร ม่อชิงนับได้ว่าเป็นคนที่ข้าอบรมมากับมือ ถ้าการเสแสร้งของข้าได้ผล ก็ต้องเป็นเพราะว่า...

“ลุกขึ้น”

เขายอมปล่อยข้าแล้ว ข้าแอบแน่ใจอยู่เงียบๆ ไม่ผิดไปจากที่คิด ม่อชิงสนใจจื่อเยียนจริงๆ ด้วย! เขาก็เลยตัดใจฆ่านางไม่ได้!

ม่อชิงปรายตามองข้า“ในฝันของเจ้า นางเป็นอย่างไร?”

“ใคร? อดีตเจ้าสำนักลู่เจาเหยาน่ะหรือ?” ข้าแอบมองสีหน้าของม่อชิงก่อนจะพูดว่า“นางน่ะ สีหน้าซีดขาว ไม่มีเท้า หน้าตาโหดเหี้ยม...” ข้ากล่าว แต่พอเห็นม่อชิงหรี่ตาด้วยความสงสัย ข้าก็รู้ว่าเขากำลังจับผิด ดังนั้นข้าจึงรีบกล่าวตามความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองว่า“จริงๆ แล้วนางก็ไม่ต่างจากคนเป็นๆ หรอก แต่นางแค้นท่าน นางบอกว่าท่านแย่งตำแหน่งของนาง ซ้ำยังสังหารนาง นางจะกลับมาแก้แค้นท่าน”

คนที่อยู่ในสุสานกระบี่ในตอนนั้น น่าจะตายไปเพราะแรงสั่นสะเทือนจากไอกระบี่ของกระบี่ว่านจวินกันหมดแล้ว ต่อให้ผู้คนคาดเดากันอย่างไร ก็คงไม่กล้าพูดออกมาอย่างเชื่อมั่นว่าข้าถูกม่อชิงฆ่าตายแน่

ดังนั้นการพูดเรื่องที่มีแต่ข้ากับเขาเท่านั้นที่รู้ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เขาหายสงสัย

ไม่ผิดจากที่คาด พอม่อชิงได้ยินเช่นนี้ก็เงียบลงทันที ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงได้หันไปมองป้ายไร้อักษรที่หน้าหลุมศพของข้า

วิญญาณของจื่อเยียนที่ยืนอยู่ตรงนั้นเบิกตามองม่อชิงด้วยสายตาตื่นตะลึง จนกระทั่งเขาก้มหน้าลงพึมพำกับป้ายวิญญาณว่า“แล้วทำไมถึงยังไม่มาอีกเล่า”

โอ๊ะโอ เขาท้าทายข้า

ข้าแทบจะถกแขนเสื้อขึ้นเดี๋ยวนั้น

แต่ข้าก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะประจันหน้าแตกหักกับม่อชิง ข้าพยายามอดกลั้นเอาไว้ เตือนตัวเองว่าต้องอดทน จะวู่วามไม่ได้เด็ดขาด

ม่อชิงพึมพำคำพูดประโยคนี้จบก็หมุนกายจากไปเงียบๆ

เขาไม่ได้พูดว่าจะจัดการกับข้าอย่างไร ข้าจึงยืนมองเงาหลังของเขาอยู่ตรงจุดเดิม จื่อเยียนขยับมาที่ข้างกายข้าพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงงุนงง“จอมมารลี่ผู้นี้... เมื่อครู่สีหน้าของเขาดูโศกเศร้ามากเลยนะ” นางว่า“ดูไม่เหมือนจอมมารเลยสักนิด แต่เหมือนเด็กที่ถูกทอดทิ้งมากกว่า”

เพราะม่อชิงยังอยู่ใกล้ๆ ข้าไม่สะดวกจะพูดกับจื่อเยียน จึงได้แต่กลอกตาใส่นาง

พวกฝ่ายธรรมะชอบคิดไปเองแบบนี้อยู่เรื่อย

ม่อชิงโศกเศร้างั้นหรือ? ตอนนี้เขามีอำนาจอยู่ในมือ ต่อให้โศกเศร้า ก็คงเพราะทอดถอนใจว่าแผ่นดินกว้างใหญ่ ยอดเขาหนาวเหน็บ ไม่มีใครเข้าใจความเหงาของคนที่เคยเป็นที่หนึ่งเช่นข้าเลย!

ตอนที่ 8 เจาเหยา...ใครว่าโลกนี้ไม่มีผี

ม่อชิงกำลังจะเดินลับไป

ในที่สุดเขาก็หันกลับมามองข้าด้วยสายตาเรียบเฉย พอสัมผัสได้ถึงสายตาของเขา ข้าก็รีบวิ่งไปหา“เจ้าสำนัก จะให้ข้าออกไปพร้อมกับท่านหรือ?”

“คนที่อยู่ที่นี่มีแต่คนตายเท่านั้น”

ดังนั้นข้าจึงรีบวิ่งตามไป เขายืนรอข้าอยู่ที่เดิม มองดูท่าทีของเขา ข้าก็รู้ว่าวันนี้หมดเรื่องแล้ว

แต่ว่า...

เขาหมดเรื่อง แต่ข้าไม่หมด ข้ารีบฟ้อง

“เจ้าสำนัก ข้ายังมีเรื่องหนึ่งอยากพูดกับท่าน” ข้ากล่าว“ถึงตอนนี้ข้าจะเป็นศิษย์ของท่าน...”

“ใครบอก?” เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นชา ซ้ำยังหันกลับมาจ้องข้าตาเขม็ง

ข้าจ้องเขากลับไปบ้าง“ตอนที่เราพบกันครั้งก่อน ข้าเคยบอกท่านแล้วนี่ว่าจะให้ท่านรับข้าเป็นศิษย์”

“ข้ารับปากแล้วหรือ?”

“ท่านไม่ได้ปฏิเสธ”

“...”

เขาเงียบไปอีก ดังนั้นข้าจึงถือว่าเขายอมรับ ข้าย้อนกลับไปยังหัวข้อที่พูดค้างไว้“ถึงตอนนี้ข้าจะเป็นศิษย์ของท่าน...” ข้าจงใจหยุดตรงนี้พลางปรายตามองเขา เห็นเขาไม่พูดอะไรอีก ข้าก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจแล้วพูดต่อไปว่า“แต่ข้าก็มาทีหลัง ดังนั้นข้าจึงเคารพนับถือพี่ชายพี่สาวทุกคนบนยอดเขาซี่เยว่มาก...”

จื่อเยียนไล่ตามข้าไม่ทัน แต่ข้าก็ได้ยินเสียงนางร้อง‘อ๊อก’ เหมือนกำลังกระอักเลือด

ข้าพูดต่อโดยไม่สนใจนาง“ถึงพวกเขาจะเข้มงวดกับข้ามาก ข้าก็ถือว่าพวกเขากำลังฝึกฝนข้า แต่คาดไม่ถึงเลยว่าหลายวันมานี้พี่ชายหลายคนจะเริ่มมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม บางคนถึงกับคิดล่วงเกินข้า เดิมวันนี้ข้าคิดจะมาเผากระดาษเงินกระดาษทอง แต่กลับถูกพวกเขาไล่ตามมาตลอดทางจนกระดาษหล่นหายไปหมด ท่านว่า...”

ม่อชิงเดินต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง“ไม่มีใครบอกให้เจ้าเคารพพวกเขา ในสำนักว่านลู่ พูดกันด้วยความสามารถเท่านั้น”

ความหมายของคำพูดนั้นคือเขาจะไม่ยุ่งด้วย

ข้าพยักหน้า ก็ได้...ถึงอย่างไรตอนนี้ร่างนี้ก็เป็นของข้าแล้ว หากอยู่ต่อหน้าข้าแล้วเหล่ามารน้อยแห่งยอดเขาซี่เยว่ยังหัวเราะออก ข้าจะยอมรับว่าพวกเขาเก่งจริง

ข้าเดินตามม่อชิงไป ยังไม่ทันได้ออกจากหุบเขา ข้าก็ได้ยินเสียงคนกำลังโต้เถียงกันอยู่ตรงหัวมุมถนนด้านหน้า ฝ่ายหนึ่งคือเจ้าจมูกแบนซึ่งกำลังพูดว่า“ข้าต้องรายงานเรื่องนี้ให้เจ้าสำนักทราบก่อน ถึงจะเข้าไปจับคนได้”

อีกฝ่ายหนึ่งคือเหล่าผู้ฝึกวิชามารซึ่งช่วยกันพูดเกลี้ยกล่อมว่า“ทำไมต้องรบกวนเจ้าสำนักด้วย เราเข้าไปในหุบเขานี้ไม่ได้ก็จริง แต่พวกเจ้าเข้าไปได้นี่ พวกเจ้าเข้าไปจับนางแพศยาน้อยสำนักเซียนนั่นออกมาแล้วฆ่านางทิ้งซะ ทีนี้พวกเจ้าก็ไม่ต้องลำบากใจ เราก็ไม่ต้องลำบากใจ หากวันหน้าเจ้าสำนักถามขึ้นมาก็บอกว่านางบุกเข้ามาในเขตหวงห้ามพวกเจ้าขวางไว้ไม่ได้ก็เลยสังหารเสีย เท่านี้ก็หมดเรื่องแล้ว”

ฟังจากบทสนทนาของพวกเขาก็หมายความว่า จื่อเยียนเข้าไปในเขตหวงห้ามนานขนาดนี้แล้ว แต่กลับไม่มีใครไปรายงานให้เจ้าสำนักทราบ

ข้าเลิกคิ้วขึ้น สรุปได้ทันทีว่าเรื่องนี้เป็นการปกปิดเบื้องสูงคบคิดเบื้องล่าง จงใจทำร้ายผู้อื่นเพื่อแย่งชิงทรัพย์สินชัดๆ

ในความคิดของข้า การทำความชั่วไม่ใช่ความผิด สำหรับผู้ฝึกวิชามารอย่างเรา การฆ่าคนเพื่อฝึกวิชา แย่งชิงของวิเศษของผู้อื่น ต่อสู้เข่นฆ่ากันเองในสำนัก ต่อหน้าทำอย่างลับหลังทำอย่าง เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องปกติไม่อย่างนั้นจะฝึกวิชามารไปทำไม ถ้าคิดจะรักษากฎระเบียบแบบพวกฝ่ายธรรมะไปบำเพ็ญเซียนเสียก็สิ้นเรื่อง ทุกคนมาฝึกวิชามารก็เพราะสะดวกและทำอะไรตามใจชอบได้ไม่ใช่หรือ

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าเมื่อก่อนจะทำอะไร ข้าก็ยึดหลักการเพียงสองข้อเท่านั้น

หนึ่งคือ ขึ้นอยู่กับอารมณ์

หากมีคนทำผิดแล้วข้าอารมณ์ดี ข้าก็ไม่สนใจ แต่ถ้าข้ากำลังอารมณ์ไม่ดี ก็ตีขาให้หักแล้วโยนออกจากสำนักไปซะ

หลักการอีกข้อหนึ่งคือ ถ้าเรื่องชั่วที่พวกเขาทำเป็นการทำร้ายข้า ไม่ว่าจะอารมณ์ดีหรือไม่ก็ต้องฆ่าให้ตาย ลากศพออกไปเฆี่ยน แล้วเอาไปแขวนประจานซะ

ปกปิดเบื้องสูงก็หมายความว่าปกปิดผู้บังคับบัญชา ถ้าอย่างนั้นก็ต้องจัดการตามหลักการข้อที่หนึ่ง แต่หากปกปิดข้า แล้วไม่เช็ดก้นให้สะอาดถ้าข้ารู้เข้าก็ต้องจัดการตามหลักการข้อที่สอง ลานเฆี่ยนศพหน้าประตูสำนักรอเจ้าอยู่

ดังนั้นผู้ฝึกวิชามารที่เสนอให้‘ปิดบังเจ้าสำนัก’ คนนี้ หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงถูกลากออกไปแขวนบนเสาหน้าประตูสำนักเพื่อเป็นอาหารแร้งก่อนฟ้าสางไปแล้ว

แต่เสียดายที่เจ้าสำนักในตอนนี้ไม่ใช่ข้า ข้าหันไปปรายตามองม่อชิงที่ยังคงนิ่งเงียบ รอดูว่าเขาจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร

พอเดินเลี้ยวมุมไปก็เห็นก้อนหินใหญ่ที่มีอักษรคำว่า‘เขตหวงห้าม’ ตั้งตระหง่านอยู่ ตรงหน้าก้อนหินคือพื้นที่ราบซึ่งไม่ค่อยได้เห็นนักในเขตภูเขา พวกผู้ฝึกวิชามารกับเจ้าจมูกแบนกำลังโต้เถียงกันอยู่ตรงพื้นที่ราบนั้นเอง

ผู้ฝึกวิชามารชั้นต่ำแห่งเขาซี่เยว่เจ็ดแปดคนนั้นมีทั้งชายและหญิง คนที่โต้เถียงกับเจ้าจมูกแบนอย่างเอาจริงเอาจังที่สุดคือชายผมสั้นที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม พวกเขาไม่รับรู้ถึงการมาของข้ากับม่อชิงเลยสักนิด

ทันใดนั้นเจ้าจมูกแบนที่หันหน้ามาทางข้ากับม่อชิงก็หุบปากเงียบ คนอื่นๆ จึงพากันหันมาดูบ้าง ทีแรกพวกเขายังไม่รู้ตัว แต่พอเจ้าจมูกแบนร้องขึ้นว่า“เจ้าสำนัก” สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นซีดขาวอย่างรวดเร็วราวกับงิ้วเปลี่ยนหน้า ยิ่งเห็นข้ายืนอยู่ข้างกายม่อชิงในสภาพที่ยังอยู่ดีมีสุข พวกเขาก็ยิ่งตกใจจนแม้แต่ลำคอก็ยังขาวซีดไปหมด

อืม...ดูท่าม่อชิงก็มีอำนาจน่าเกรงขามไม่น้อยเลยทีเดียว

“มีคนบุกรุกเข้าไปในเขตหวงห้าม ทำไมถึงไม่ขวาง ทำไมถึงไม่รายงาน?” ม่อชิงจงใจถามทั้งที่รู้แก่ใจดี

เหล่าผู้ฝึกวิชามารคุกเข่าลงทันที ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า

เจ้าจมูกแบนมองข้าด้วยความลำบากใจก่อนจะหันไปมองม่อชิง“เจ้าสำนัก...ข้า...ไม่รู้จริงๆ ว่าควรฆ่าหรือไม่...” ท่าทางของเขาดูลำบากใจมากๆ

ข้าเข้าใจเขานะ แต่เขาก็โง่เกินไปจริงๆ ข้าจึงอดพูดไม่ได้ว่า“ถามเจ้าว่าทำไมไม่ขวาง ไม่รายงาน ใครถามกันว่าควรฆ่าหรือไม่ควรฆ่า” ข้าหันไปมองม่อชิงพลางส่งยิ้มน่ารักไปให้“ท่านหมายความว่าอย่างนี้ใช่ไหมเจ้าคะอาจารย์”

พอคำว่าอาจารย์หลุดจากปากของข้า สีหน้าของเหล่าผู้ฝึกวิชามารที่คุกเข่าอยู่บนพื้นก็ยิ่งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่หยุดราวกับโคมม้าวิ่ง ในขณะที่เจ้าจมูกแบนที่ด้านหลังต่อยหมัดลงกับพื้นอย่างแรง สีหน้าบ่งบอกว่า‘ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว’

ม่อชิงปรายตามองข้า ไม่ได้ตอบรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

เขาก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าเหล่าผู้ฝึกวิชามารก่อนจะเอ่ยเสียงราบเรียบว่า“ข้าไม่ได้สนใจเรื่องรับศิษย์มานานแล้ว ไม่คิดเลยว่าบัดนี้ศิษย์ที่สำนักว่านลู่ที่ข้ารับเข้ามาจะขวัญกล้าบังอาจถึงเพียงนี้ ปัดแข้งปัดขากันยังไม่พอ ยังบงการให้ผู้อื่นปิดบังเบื้องสูง แม้กระทั่งเขตหวงห้ามก็ยังกล้าเข้ามาวางอำนาจ” สิ้นเสียงของเขา แรงกดดันรอบด้านก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้แต่ข้าที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ยังรู้สึกแน่นหน้าอกตามไปด้วย

ผู้ฝึกวิชามารบางคนที่มีกำลังภายในอ่อนด้อยถึงกับกระอักเลือด

“ใครใช้ให้พวกเจ้าบังอาจถึงเพียงนี้?”

เหล่าผู้ฝึกวิชามารทั้งหมดที่คุกเข่าอยู่บนพื้นพากันร้องตะโกนเสียงสั่น“เจ้าสำนักไว้ชีวิต เจ้าสำนักไว้ชีวิตด้วย”

แต่ไม่ว่าพวกเขาจะวิงวอนขอร้องอย่างไร แรงกดดันรอบด้านก็ไม่ได้ลดลงเลย

ข้าแอบคิดในใจว่าคืนนี้ม่อชิงคงฆ่าคนตายเป็นเบือแน่ คิดดูแล้ว วิธีจัดการปัญหาของเขาก็ไม่ต่างจากข้าเลยสักนิด อีกเดี๋ยวคงต้องมีการลากศพไปแขวนประจานแน่

ฮึ! ข้าแอบแค่นเสียงดูถูกอยู่ในใจ ช่างไม่มีความคิดสร้างสรรค์เอาเสียเลย

เดิมข้าคิดว่าจะได้แสดงฝีมือเสียอีก ไม่ได้เล่นงานใครมานานแล้ว ข้าออกจะคันไม้คันมืออยู่บ้าง แต่สุดท้ายม่อชิงกลับใช้วิธีแก้ปัญหาแบบนี้ กลับไปยอดเขาซี่เยว่คราวนี้ ไม่ต้องให้ข้าแสดงฝีมือ แค่เล่าลือกันปากต่อปาก ผู้ฝึกวิชามารคนอื่นๆ ก็คงตกใจแทบตาย

เพราะม่อชิงปล่อยให้ข้ามีชีวิตรอดออกมาจากเขตหวงห้าม ข้าเรียกเขาว่าอาจารย์เขาก็ไม่ปฏิเสธ ทั้งตอนหลังยังลงมือสังหารผู้ฝึกวิชามารที่ล่วงเกิน‘ข้า’ อีกด้วย ไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม ในสายตาของคนอื่นๆก็น่าหวั่นเกรงมากพอแล้ว

ทันใดนั้นผู้ฝึกวิชามารผมสั้นที่เป็นหัวหน้ากลุ่มก็กระอักเลือดออกมา ร่างของเขาทรุดลงไปกองอยู่กับพื้นอย่างอ่อนแรง จากนั้นพลังของม่อชิงก็ค่อยๆ สลายไป

หา?

ข้าตะลึงงันอยู่กับที่ เจ้านั่นยังไม่ตายไม่ใช่หรือ ทำไมถึงไม่จัดการต่อไปเล่า?

ข้าหันไปมองม่อชิง เขาเพียงแต่ปรายตามองเหล่าผู้ฝึกวิชามารที่เกือบจะได้ไปเยือนประตูนรกทั้งกลุ่มด้วยสายตาเย็นชา สภาพของพวกเขาในยามนี้ดูอนาถยิ่งกว่าสุนัขเสียอีก

ม่อชิงออกคำสั่ง“ไล่ไปทำนาที่ตำบลซุ่นอานที่เชิงเขา สิบปีนี้ห้ามกลับขึ้นมาบนเขาอีก”

อะไรนะ?

ช้าก่อน...

ข้าฟังผิดไปรึเปล่า?

ลานเฆี่ยนศพล่ะ เสาแขวนศพล่ะ ไม่ให้พวกแร้งมาจิกๆๆๆ แต่ไล่ลงเขาไปแบบนี้เนี่ยนะ สิบปี แล้วก็ให้พวกเขากลับมา ไปทำนา ทำนานี่มันการลงโทษแบบไหนกัน? ทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินมาก่อน!

ข้าจ้องผู้ฝึกวิชามารเหล่านั้นด้วยสายตาตกตะลึง พวกเขารับคำสั่งแล้วก็ประคองกันเดินกะโผลกกะเผลกจากไป

อีกทั้งจากไปในสภาพที่ครบสมบูรณ์ดีเสียด้วย!

ม่อชิงเอ๋ยม่อชิง เจ้านี่มันเป็นเจ้าอัปลักษณ์ที่ทำให้ข้างุนงงเสียจริง!

ข้าขมวดคิ้วพลางกวาดตามองเขาอย่างครุ่นคิด จัดการเรื่องของผู้ฝึกวิชามารเสร็จ เขาก็ไม่ยอมเสียเวลาอีก เขาหันกลับมาสั่งข้าเพียงประโยคเดียวว่า“หากนางมาเข้าฝันเจ้าอีก มาบอกให้ข้ารู้ด้วย” จากนั้นเงาร่างของเขาก็หายลับไปท่ามกลางความมืด

ข้ายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เจ้าจมูกแบนก็เดินมาหา“แม่นาง” ครั้งนี้เขาสุภาพมาก“ให้ข้าไปเรียกเกี้ยวมาส่งท่านกลับไปดีไหม?” เขาแทบจะค้อมกายพูดกับข้าเลยทีเดียว

ข้าหันไปมองเขา“จมูกแบน ข้าถามอะไรหน่อยนะ” ข้าขมวดคิ้วพลางถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ทำนาหมายความว่าอย่างไร อธิบายให้ข้าฟังหน่อยสิ”

เจ้าจมูกแบนได้ยินข้าเรียกเช่นนี้ก็ยกมือขึ้นจับดั้งจมูกเงียบๆ “ก็คือไปทำงานในนาที่เชิงเขาหน้าสำนักไงเล่าขอรับ”

ข้ายิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ ไม่พูดถึงเรื่องที่ใช้‘การทำนา’ มาเป็นวิธีลงโทษ ประเด็นสำคัญคือ...

“ที่เชิงเขาหน้าสำนักของเรามีนาให้ทำเสียที่ไหน?”

ตอนข้าเป็นเจ้าสำนักว่านลู่ ได้สร้างกับดักที่แสนอันตรายไว้ที่หน้าประตูสำนักตรงเชิงเขาเฉินจี้มากมาย เพราะอยากให้สำนักของเราดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม

ทั้งค่ายกลทวน ค่ายกลเกาทัณฑ์ อัคคีร้อนแผดเผา แดนน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ คนที่บุกเข้ามาไม่ตายก็ต้องมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย รัศมีสามสิบลี้รอบประตู หากไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักว่านลู่ แม้แต่แมลงวันก็อย่าหวังจะบินเข้ามาได้ ในสายตาของพวกฝ่ายธรรมะ ประตูสำนักว่านลู่ของข้าก็คือนรกบนดินดีๆ นี่เอง!

แต่ตอนนี้กลับมีคนบอกข้าว่า จะส่งคนไปทำนาที่...หน้าประตูตรงเชิงเขา?

อา...ข้าเข้าใจแล้ว ที่แท้ม่อชิงก็ชอบอะไรแบบนี้ มอบหมายภารกิจที่ไม่มีวันทำสำเร็จให้พวกเขา ให้พวกเขาไปทำนาในค่ายกลสังหารเพื่อทรมานพวกเขาสินะ...

“อืม เมื่อก่อนก็ไม่มีหรอก” เจ้าจมูกแบนตั้งอกตั้งใจอธิบายให้ข้าฟัง“หลังจากเจ้าสำนักขึ้นสืบทอดสำนักว่านลู่ ท่านก็รื้อค่ายกลทิ้งแล้วคืนพื้นที่ให้ชาวบ้านไปเพาะปลูกกัน”

ข้าเกือบกระอักเลือดใส่หน้าเจ้าจมูกแบน“เจ้าว่าอะไร เขารื้ออะไรทิ้งนะ?”

เจ้าจมูกแบนขยับมากระซิบที่ข้างหูข้า“ค่ายกลที่หน้าประตูตรงเชิงเขาน่ะสิ เจ้าสำนักรื้อทิ้งไปหมดแล้ว ปีแรกที่ดินยังรกร้าง ไม่มีผลอะไรให้เก็บเกี่ยว แต่สองปีมานี้ผลเก็บเกี่ยวดีมาก ปลูกอะไรก็งอกงาม ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ พืชผลที่หน้าประตูเชิงเขาเฉินจี้งอกงามดีเชียวล่ะ เอ๋...ตอนมาที่นี่ แม่นางไม่เห็นหรอกหรือ...”

ข้า...

ถ้าข้าเห็นคงจะโมโหจนทิ่มตาตัวเองบอดอยู่ตรงนั้นแน่...

ตอนที่ 9 เจาเหยา...ใครว่าโลกนี้ไม่มีผี

พรรคมาร! อะไรคือพรรคมาร!

พรรคมารควรมีลักษณะอย่างที่พรรคมารควรเป็น ต้องมีไฟ! มีเลือด! มีลาวา! มีดาบกระบี่! มีไอสังหารรุนแรง! ใครเข้าใกล้ก็ต้องตาย!

อะไรคือต้นข้าวเขียวขจี อะไรคือปลูกพืชผักได้ผลงอกงาม เจ้าเป็นเจ้าที่รึไร เป็นเทพโชคลาภเรอะ

เราเป็นพรรคมาร! ก็ต้องโหดเหี้ยมชั่วร้ายน่าหวาดกลัวสิ!

“ลานเฆี่ยนศพล่ะ ยังเก็บเอาไว้หรือเปล่า?” ข้าถามเขา“ตอนนั้นขุดหาอยู่ตั้งนานถึงจะเจอหินสีขาวขนาดใหญ่แบบนั้น มันเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความน่าเกรงขามของสำนักว่านลู่ คงเก็บเอาไว้ใช่ไหม?”

“อา...ลานเฆี่ยนศพงั้นหรือ ปีก่อนตำบลซุ่นอานเริ่มส่งเสริมการท่องเที่ยว ผู้ฝึกวิชามารมากมายต่างก็อยากมาเยี่ยมชมสำนักว่านลู่ของเราให้ใกล้ที่สุด ทางตำบลก็เลยตัดสินใจสร้างโรงเตี๊ยมขึ้นแห่งหนึ่ง นายอำเภอมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าสำนักของเรา เจ้าสำนักก็เลยยกลานเฆี่ยนศพให้พวกเขาเอาไปใช้เป็นฐานโรงเตี๊ยมแล้ว”

ฐ...ฐานโรงเตี๊ยม...

บัดซบ! ข้ารู้สึกว่าข้าปวดใจจนชักจะหายใจไม่ออก

“เสาแขวนศพล่ะ?” ข้าถามอย่างอ่อนแรง“ไม้โบราณอายุหมื่นปี ที่ใช้เวลาหลายปีแกะสลักหัวกะโหลกลงไปหลายพันหัว เป็นสัญลักษณ์ของการเข่นฆ่าและความเด็ดขาดของสำนักว่านลู่ เสาที่น่าเกรงขามสุดๆ ต้นนั้นล่ะ?”

“โค่นไปแล้ว” เจ้าจมูกแบนตอบเสียงซื่อ“หั่นเป็นท่อนๆ แล้วทำเป็นเสาต้นเล็ก เอาไปสร้างเป็นคอกหมูแล้ว”

คอกหมู! คอกหมูบ้านไหนกล้าเอาเสาแขวนศพของข้าไปเลี้ยงหมูกัน! ให้ข้าเจอหน้าหน่อยเถอะ ข้ารับรองว่าจะซ้อมให้ตายเลย! เขาไม่กลัวหัวกะโหลกบนนั้นจะทำให้หมูทั้งคอกตกใจตายบ้างเลยรึ

“แต่จะว่าไป ดูเหมือนแม่นางจะรู้จักสำนักว่านลู่ของเราดีมากเลยนะขอรับ”

“ข้าได้ยินคนในยุทธภพร่ำลือกันน่ะ แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งพูดกับข้าเลย ขอข้าอยู่เงียบๆ คนเดียวสักครู่นะ”

ข้าพูดกลบเกลื่อนก่อนจะเดินหลบไปทางด้านหนึ่ง จากนั้นจึงลดตัวลงนั่งยองๆ พลางยกมือขึ้นกุมท้อง รู้สึกว่าอวัยวะภายในร่างกำลังบีบตัวแน่น

เขาเฉินจี้ของข้า อุตส่าห์ตบแต่งอยู่ตั้งหลายปีกว่าจะกลายเป็นเขาเฉินจี้ที่แสนน่าสะพรึงกลัว ใครได้เห็นก็หวาดหวั่นจนแทบปัสสาวะราด ความโหดเหี้ยมดุดัน ชื่อเสียงที่แสนโฉดชั่ว พลังอันน่าเกรงขามที่สามารถข่มขวัญฝ่ายธรรมะได้เพียงแค่ประกาศชื่อออกไป ถูกทำลายไปหมดแล้ว!

ม่อชิง! ลี่เฉินหลาน! เจ้าบ้า! เจ้ากับข้าไม่อาจอยู่ร่วมแผ่นฟ้า!

ข้าจะให้เจ้าไปขอขมาข้าในนรก!

จากนั้นข้าก็ถูกหามกลับยอดเขาซี่เยว่ ข้านั่งสมาธิอยู่ในเรือนเล็กๆ ของตัวเองทั้งคืนโดยไม่รู้สึกง่วงสักนิด ในใจคิดแต่เพียงว่าจะใช้วิธีไหนเล่นงานม่อชิงให้ตายดี

จนกระทั่งฟ้าสาง แสงตะวันเริ่มสาดส่องลงบนยอดเขาที่สูงที่สุดตรงหน้ายอดเขาซี่เยว่และสาดส่องเข้ามาในห้องของข้า จู่ๆ ข้าก็รู้สึกอ่อนแรง ทันใดนั้น...

ข้าก็ถูกกระแทกออกจากร่าง

อีกแล้ว!

อีกแล้ว!

ข้าลอยไปลอยมาอยู่ข้างๆ เตียงพลางจ้องร่างของจื่อเยียนที่นอนอยู่บนเตียงตาเขม็ง ในใจรู้สึกเหมือนกำลังจะเสียสติ! ครั้งนี้ข้าไม่ได้นอนชัดๆ ! ทำไมถึงได้กะทันหันแบบนี้!

ร่างที่นอนตัวอ่อนอยู่บนเตียงพึมพำออกมาคำหนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้นเหมือนคราวก่อน จื่อเยียนนิ่งอึ้งไป นางเบิกตากว้างมองข้าพลางสูดหายใจลึกด้วยความตกใจ“ท่าน...ร่างของข้า ข้าได้ร่างคืนมาแล้ว?”

“ข้ารู้ว่าเจ้าได้ร่างคืนไปแล้ว ไม่ต้องทำท่าประหลาดใจแบบนี้ ทุกครั้งหรอกน่า เรามาพูดเรื่องที่มีประโยชน์กันดีกว่า” ข้าลอยไปนั่งลงตรงหน้านางพลางยกมือขึ้นเคาะพื้นเตียง ถึงจะเคาะไม่โดนอะไร ข้าก็ต้องวางท่าให้นางเกรงขามไว้ก่อน“เจ้าที่อยู่ในสภาพดวงวิญญาณ ลอยมาไกลหลายสิบลี้ภายในคืนเดียวได้อย่างไร เมื่อวานเราตกลงกันเรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าจะเปลี่ยนใจรึ?”

สีหน้าของจื่อเยียนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ“ข้า...ข้าเปล่านะ!” นางหันไปมองร่างของตัวเอง“ทำไมถึงเป็นแบบนี้...เมื่อวานข้าเห็นท่านจากไปแล้วชัดๆ ข้าลอยช้ามาก ตามไม่ทันก็เลยกลับไปนั่งอยู่คนเดียว ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย...ทำไม...”

ได้ยินเช่นนี้ ข้าก็ยกมือขึ้นแตะคางเบาๆ พลางครุ่นคิด

นึกย้อนกลับไปตอนที่เข้าสิงร่างของจื่อเยียนครั้งก่อนๆ ครั้งแรกเป็นตอนกลางคืน...สำเร็จ ครั้งที่สองเป็นตอนกลางวัน...ถูกผลักกระเด็นออกมา ครั้งที่สามเป็นตอนกลางคืน...สำเร็จเช่นกัน แต่พอเช้ามาก็ถูกผลักกระเด็นออกมาอีก

หรือว่าข้าจะเข้าสิงร่างของนางได้เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น ส่วนตอนกลางวันที่มีไอหยางรุนแรง นางจะ...คืนร่างเอง?

สีหน้าของข้าเคร่งเครียด“เรื่องนี้ เราต้องหาทางแก้ปัญหากันหน่อย”

“แก้อย่างไร แก้ปัญหาอะไร...”

“นั่น...เห็นรึยัง” ข้าลอยไปที่หน้าต่างแล้วชี้ออกไปข้างนอก แสงอาทิตย์ยามเช้ากำลังสาดส่องลงบนยอดเขาแห่งหนึ่งซึ่งมีลักษณะเหมือนใบมีด“นั่นคือผาใบมีด บนนั้นมีหอคัมภีร์อยู่ ในหอมีคัมภีร์นับหมื่นเล่ม เฉพาะที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณก็มีไม่น้อย ไปหาข้อมูลดู ไม่แน่ว่าอาจหาวิธีทำให้ร่างของเจ้าไม่ผลักข้าออกมาในตอนกลางวันพบก็เป็นได้”

“ข้าไปได้หรือ?”

“ย่อมไม่ได้ ตำราที่เก็บไว้ที่นั่นส่วนใหญ่เป็นตำราหวงห้าม ต้องให้เจ้าสำนักอนุญาตก่อนถึงจะอ่านได้ ไม่อย่างนั้นจะไปสร้างไว้บนหน้าผาสูงชันทำไมล่ะ แจกให้อ่านกันคนละเล่มก็หมดเรื่อง”

จะประชดทำไมนะ“ดังนั้น?”

“ดังนั้นเจ้าก็ไปประจบเอาใจ ยั่วยวนลี่เฉินหลานซะ ให้เขายอมอนุญาตให้เจ้าเข้าไปในหอคัมภีร์”

“...” จื่อเยียนก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งพลางยกมือขึ้นกอดอก“ไม่”

ข้าหรี่ตา“เจ้าไม่อยากแก้แค้นแล้วหรือ?”

จื่อเยียนทำหน้าแหย“ข้า...แค่เห็นเขา ข้าก็ขาสั่นไปหมด ไอเย็นเยียบบนตัวเขามันน่ากลัวจะตาย ข้าไม่กล้าไป”

ช่างประหลาดเสียจริงๆ วิธีลงโทษของม่อชิงไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหน เขารื้อค่ายกลตรงหน้าประตูใหญ่ไปหมดแล้ว ลานเฆี่ยนศพถูกย้ายไปแล้ว เสาแขวนศพก็ถูกโค่นไปแล้ว ถ้าพูดตามมาตรฐานของคนทั่วไปก็ต้องบอกว่าสำนักว่านลู่ในยุคของเขาเป็นมิตรและมีอัธยาศัยไมตรีมากเชียวล่ะ แต่ดูจากท่าทีของคนกลุ่มเมื่อวานกับจื่อเยียนในตอนนี้แล้ว ทำไมทุกคนถึงได้กลัวเขากันนักนะ ทั้งที่คนกลุ่มเมื่อวานก็ไม่เคยได้พบปะพูดคุยกับเขาเสียด้วยซ้ำ

ในสายตาของข้า เขายังคงเป็นเจ้าหนูอัปลักษณ์ที่ไม่พูดไม่จาคนเดิม เขายังคงเป็นคนที่บางครั้งก็มองข้าด้วยดวงตาเป็นประกายแฝงแววหวาดหวั่น... ถึงตอนนี้เขาจะไม่ได้มองข้าด้วยสายตาแบบนั้นแล้ว แต่อย่างมากเขาก็เป็นแค่ชายหนุ่มที่ไม่ค่อยอัปลักษณ์แล้วเท่านั้น น่ากลัวตรงไหน?

“ข้าว่าให้ท่านไปดีกว่า” จื่อเยียนเหลือบมองข้าพลางพูดแผนการของตัวเองออกมาบ้าง“ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครเห็นท่านอยู่แล้ว ท่านลอยไปดูเองเถอะ ไม่ต้องให้เจ้าสำนักอนุญาตหรอก”

“วิญญาณของข้าลอยได้ช้า ทั้งยังต้องสัมผัสกับไอจากพื้นดินด้วย เจ้าเข้าใจไหมว่าคำว่า‘สัมผัสไอจากพื้นดิน’ หมายความว่าอย่างไร?” จื่อเยียนส่ายหน้า ข้าจึงกล่าวต่อ“ตอนที่เจ้ากลายเป็นผีครั้งหน้า ลองลอยให้สูงจากพื้นสักสามจั้งดู ดูซิว่าเจ้าจะลอยให้สูงกว่านั้นได้ไหม”

“ลอยได้สูงแค่สามจั้งเองหรือ...” จื่อเยียนขมวดคิ้ว“ทำไมผีอย่างพวกท่านถึงไม่เหมือนที่ใครๆ พูดกันนะ”

ข้ากลอกตาใส่นางพลางกล่าวเยาะหยันเสียงเย็น “ข้าลอยเลียดพื้นวกไปวนมา อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลายี่สิบวัน ขากลับก็ลอยวกไปวนมาอีกยี่สิบวัน ขอถามหน่อยเถอะว่าอีกสี่สิบวันให้หลัง ศพของเจ้าซึ่งอยู่บนยอดเขาซี่เยว่จะยังมีสภาพสมบูรณ์อยู่หรือไม่?”

นางหุบปากเงียบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม

ข้าหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สถานการณ์ในตอนนี้มีการเปลี่ยนแปลง ต้องวางแผนสำรองไว้ด้วย ถ้าไปที่หอคัมภีร์แล้วยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้ล่ะ ตอนนี้ข้ากับม่อชิงมีความแค้นใหญ่หลวง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่จะให้ข้าล้มเลิกแผนการทั้งที่ยังไม่ได้แทงเขาสักครั้ง ดังนั้น ข้าจะต้องหาทางเพิ่มพลังให้ตัวเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้น พึ่งตัวเองถึงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

อืม...ต้องไปซื้อของที่ตลาดผีซะแล้ว

ข้านิ่งคิด ตอนไปตลาดผีเมื่อครั้งก่อน นอกจากร้านคืนวิญญาณ ดูเหมือนจะเห็นร้านขายยาลมกรดอยู่ด้วย ว่ากันว่าถ้ากินเข้าไปก็จะลอยได้เร็วเหมือนวิ่ง ถ้าได้ยานั่นมา ต่อให้วันหน้าไม่มีร่างกายก็ยังเดินทางได้สะดวก ข้ายังต้องหายาบังตะวันด้วย ว่ากันว่าถ้ากินเข้าไปก็จะเดินเล่นอยู่ใต้แสงอาทิตย์ได้เหมือนกำลังอาบแสงจันทร์ ส่วนของอย่างอื่นค่อยไปเลือกดูอีกที...

แต่ว่า...

ข้าไม่มีเงินของยมโลก

ข้ากลอกตาครั้งหนึ่งก่อนจะหันไปมองจื่อเยียน“น้องสาวคนดี”

“หา?”

“เจ้าไม่อยากไปขออนุญาตลี่เฉินหลานก็ไม่เป็นไร เรามาพูดกันดีๆ ข้าไม่ทำให้เจ้าลำบากใจหรอก รอถึงคืนนี้ พอข้าเข้าสิงร่างเจ้าได้ ข้าจะไปพูดกับเขาเอง”

ดวงตาของจื่อเยียนทอประกายเจิดจ้าด้วยความดีใจ“ดีๆๆ ท่านเป็นคนดีจริงๆ ”

ข้ายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย“ใช่ไหมล่ะ ข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ตอนนี้ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากให้เจ้าช่วย”

“อะไรหรือ?”

“เผากระดาษเงินกระดาษทองให้ข้าหน่อย”

“...”

จื่อเยียนลงเขาไปซื้อกระดาษเงินกระดาษทองที่ตำบลซุ่นอาน ข้าสั่งนางว่าให้ซื้อกระดาษเงินกระดาษทองที่มีในตำบลมาให้หมด ดังนั้นตอนที่กลับมา นางจึงกลับมาพร้อมกระดาษเงินกระดาษทองถึงสองคันรถ นางให้เสี่ยวเอ้อช่วยเข็นรถเข็นเข้าไปในป่าไร้ผู้คนต่อหน้าต่อตาผู้ฝึกวิชามารทุกคนบนยอดเขาซี่เยว่

ในป่ามีต้นไม้หนาทึบจนแสงแดดส่องผ่านเข้ามาไม่ได้ ข้าเอนกายพิงต้นไม้พลางร้องสั่ง“จุดเทียนก่อนค่อยจุดธูป พูดชื่อของข้า ลู่เจาเหยาแห่งเขาเฉินจี้ อย่าเผาผิดไปให้คนอื่นล่ะ เฮ้อ...เจ้าขุดหลุมก่อนสิ เก็บเศษไม้ใบหญ้าทิ้งไปให้หมด รู้จักระวังฟืนไฟซะบ้าง ทำไม คิดจะเผาเขาเฉินจี้ของข้าหรือไร”

จื่อเยียนถูกข้าใช้จนหัวหมุนไปหมด ในที่สุดก็หมดความอดทน นางโยนธูปเทียนกับกระดาษในมือมาตรงหน้าข้า“ท่านเผาเองสิ!”

ข้าขยับเปลี่ยนขาอีกข้างขึ้นมาไขว่ห้างแทน โดยไม่ได้รู้สึกโกรธแม้แต่น้อย“คนหนุ่มสาวต้องรู้จักทนลำบากซะบ้าง” กล่าวพลางปรายตามองธูปเทียนกระดาษที่กองอยู่บนพื้น จื่อเยียนถลึงตาใส่ข้าด้วยความโมโห แต่เพราะเนื้อแท้ของนางคือสาวน้อยแสนซื่อจากฝ่ายธรรมะ สุดท้ายนางจึงยอมเก็บข้าวของขึ้นมาแล้วลงมือขุดหลุม จุดธูปเทียน เผากระดาษแต่

โดยดี

ข้านอนมองอยู่ข้างๆ บังเอิญสังเกตเห็นว่าอะไรบางอย่างตรงข้างเอวของนางหายไป ข้าจึงเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก“หยกของเจ้าล่ะ?”

“จำนำไปแล้ว” นางตอบเสียงเรียบ

ข้าเลิกคิ้วเล็กน้อย“เสื้อผ้าที่เจ้าสวมวันที่มาที่นี่ดูดีมีราคาไม่น้อยนี่ เมื่อก่อนเจ้าคงเป็นคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดีสินะ ทำไมพอออกจากบ้าน ก็ไม่มีแม้แต่เงินซื้อกระดาษเงินกระดาษทองแล้วล่ะ?”

นางเม้มปากเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่ข้า“ตอนท่านมีชีวิตอยู่ก็เป็นจอมมารผู้น่าเกรงขาม ทำไมตายแล้วถึงไม่มีคนเผากระดาษให้สักคนล่ะ”

“ฮึ! ไร้เดียงสา” ข้ายิ้มเย็นก่อนจะกล่าวเสียงแข็งกร้าว“สิ่งที่ข้ามุ่งมาดปรารถนามาตลอดชีวิตคือทำให้คนพวกนั้นกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะมาไหว้สุสานของข้า!”

“...”

เพิ่งกล่าวคำพูดประโยคนี้จบ ข้าก็สัมผัสได้ถึงกระแสลมประหลาดที่โชยมาจากหลังต้นไม้ ดวงตาของข้าทอประกายวาบ พอหันกลับไปก็เห็นคนผู้หนึ่งกำลังเดินตรงมา

“กำลังพูดกับใครอยู่?”

จื่อเยียนหันขวับไปมอง พอเห็นม่อชิงซึ่งอยู่ในชุดสีดำทั้งชุดก็ตกใจจนเกือบล้มก้นกระแทกลงไปในกองไฟที่กำลังลุกโชน“ลี่...ลี่...” ลิ้นของนางแข็งไปหมด

ม่อชิงเห็นเช่นนี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

ข้ารีบลุกขึ้นนั่งตัวตรง แย่แล้ว ข้ายังไม่ได้บอกให้จื่อเยียนรู้เรื่องที่ข้าโกหกม่อชิงเอาไว้เมื่อวานเลย จะปล่อยให้ความแตกตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด“ตั้งสติไว้ อย่าลนลาน บอกว่าเจ้ากำลังพูดกับตัวเอง”

พอข้าเอ่ยปากพูด จื่อเยียนก็เริ่มตั้งสติได้ นางรีบหุบขาเข้าหากันแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าม่อชิง“ข้า...ข้ากำลังพูดกับตัวเองเจ้าค่ะ”

คุกเข่าเรียบร้อยดีจริงนะ...ไม่เสียทีที่เป็นศิษย์ฝ่ายธรรมะเลย!

ตอนที่ 10 เจาเหยา...ใครว่าโลกนี้ไม่มีผี

มา พูดตามข้าข้าพูดกับจื่อเยียนด้วยน้ำเสียงมั่นคง

“เมื่อวานข้าฝันเห็นลู่เจาเหยาอีกแล้ว นางบอกให้ข้าเผากระดาษเงินกระดาษทองให้นาง ข้าเข้าไปในเขตหวงห้ามไม่ได้ ก็เลยมาเผาที่นี่แทน”

“ข้า...เมื่อวานข้าฝันเห็นลู่เจาเหยาอีกแล้ว นางบอกให้ข้าเผากระดาษเงินกระดาษทอง...ข้าก็เลยต้องมาเผา...ที่นี่” นางพูดตะกุกตะกัก แต่ก็พอฟังเข้าใจ

ม่อชิงจ้องนางนิ่ง แววตาของเขาเหมือนกำลังใช้ความคิด แต่ข้ายังไม่ทันเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไร เขาก็หันไปมองกระดาษเงินกระดาษทองที่เผาไปแล้วหนึ่งคันรถ ยังเหลืออีกหนึ่งคันรถ

จื่อเยียนยิ้มอย่างขัดเขิน“ฮะๆ มากไปหน่อย แต่ข้าไม่มีทางเลือก ก็นางอยากได้มากๆ นี่”

“หุบปาก ใครใช้ให้เจ้าพูดมากกัน!” ข้าร้องตำหนิ

เรื่องผีๆ สางๆ แบบนี้ ทางที่ดีควรให้ลึกลับเข้าไว้ ทำให้ใครๆ คาดเดาไม่ได้ ถ้าพูดให้ชัดเจนไปเสียทุกเรื่องจะหมดความน่าสนใจเสียก่อนน่ะสิ

จื่อเยียนถูกข้าดุไปคำหนึ่งก็รีบหุบปากเงียบ สีหน้าเต็มไปด้วยความน้อยใจและกลัดกลุ้ม

ในขณะที่ข้าคิดว่านางทำพลาดและนางก็คิดว่าตัวเองทำพลาดนั้นเอง จู่ๆ ม่อชิงซึ่งมีสีหน้าเย็นชามาตลอดก็...เหมือนกับว่า...เขาหัวเราะเบาๆ แต่ริมฝีปากของเขาไม่ได้ขยับ ดูเหมือนจะเป็นการหัวเราะเบาๆ ในลำคอเสียมากกว่า“สมเป็นนางดี”

ข้าชะงักไปก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง เขากำลังจ้องเปลวไฟนิ่ง แสงไฟสะท้อนกับดวงตาของเขา ชายหนุ่มยืนนิ่งเหมือนกำลังใจลอย ไม่นานนักแววตาคู่นั้นก็หม่นลงอีก

เขาก้มหน้าลงซ่อนความรู้สึก

ท่าทางแบบนี้...เหมือนอย่างที่จื่อเยียนบอกข้าวันนั้น...เขากำลังเสียใจและเจ็บปวด

“เอ่อ...ยังมีธูปเทียนกับกระดาษเหลืออยู่ ท่าน...ท่านจะเผาให้นางหน่อยไหม?” เห็นท่าทางแบบนี้ของม่อชิงแล้ว จื่อเยียนก็อดเอ่ยเสียงสั่นไม่ได้

“ข้าไม่ต้องการให้เขามาเผาให้หรอก”

“นางคงไม่อยากให้ข้าเผาให้หรอก”

ข้ากับม่อชิงพูดแทบจะพร้อมกัน

ข้าเห็นจื่อเยียนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นขยับคอไปมา เหมือนกำลังพยายามสุดความสามารถที่จะไม่หันมาทางด้านที่ข้าอยู่

ข้าไม่ได้พูดอะไรกับจื่อเยียนอีก ม่อชิงเองก็ไม่พูดอะไร จื่อเยียนที่คุกเข่าอยู่ตรงกลางได้แต่ขยับไปมาด้วยความอึดอัดเหมือนกำลังนั่งอยู่บนเบาะเข็มไม่มีผิด

“ถ้าอย่างนั้นให้ข้า...เผาต่อ?” จื่อเยียนรวบรวมความกล้าเอ่ยถาม แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าถามข้า หรือถามม่อชิงกันแน่

ม่อชิงก้าวถอยหลังไปสองก้าว“เผาเถอะ” เขาเอนกายพิงต้นไม้ที่อยู่ตรงข้ามข้าเบาๆ ทั้งที่หันหน้ามาทางข้า แต่กลับมองข้าไม่เห็น เขาเอาแต่เบือนหน้าไปมองเปลวไฟที่ลุกโชนขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองขี้เถ้าที่กระจายไปทั่วท้องฟ้า ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังคิดอะไร

กระดาษถูกเผาหมดแล้ว ม่อชิงเองก็จากไปเงียบๆ เหมือนตอนมา เขาไม่ได้บอกให้จื่อเยียนรู้เสียด้วยซ้ำ

จนกระทั่งจื่อเยียนเห็นว่าไฟดับหมดแล้ว นางถึงหมุนตัวกลับมาทั้งที่ยังคุกเข่าอยู่ พอเห็นที่ด้านหลังไม่มีคนก็ถอนใจเฮือกด้วยความโล่งอก นางนั่งแปะลงกับพื้นพลางยกมือขึ้นทุบขา“ต้องรับมือกับจอมมารถึงสองคน...ข้าทำบาปทำกรรมอะไรไว้กันเนี่ย...”

“วันหลังจะพูดอะไรก็ระวังหน่อย” ข้าว่า“เจ้าแค่เผากระดาษเขาก็โผล่มาแล้ว ไม่แน่นะว่าเขาอาจจะใช้วิชาตาพันลี้จับตามองเจ้าอยู่ก็ได้”

จื่อเยียนฟังแล้วเกิดอาการตัวเกร็งขึ้นทันที นางเม้มปากแน่น ไม่กล้าขยับเขยื้อนอีก

“แต่เจ้าไม่ต้องกลัว เจ้าสำนักมีงานยุ่งมาก ป่านนี้คงไม่มีเวลามานั่งจับตามองเจ้าแล้ว” ข้าทาย“ผู้ฝึกวิชามารระดับลี่เฉินหลานสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างไร้ร่องรอย อยากไปไหนก็เพียงแค่คิดเท่านั้น เมื่อวานเราคุยกันอยู่ในเขตหวงห้ามตั้งนาน กว่าเขาจะโผล่มาก็ยามจื่อเข้าไปแล้ว คิดว่าตอนนั้นคงบังเอิญมีเวลาว่างมองมาที่หุบเขาพอดี เขาก็เลยมาได้ทั้งที่ยังไม่มีใครไปรายงาน วันนี้ก็เหมือนกัน ก็คงแค่บังเอิญเท่านั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องรอนานขนาดนี้หรอก”

จื่อเยียนถอนใจโล่งอกก่อนจะกล่าวเสียงเบา“ถ้าอย่างนั้น ต่อไป

ไม่ว่าจะพูดอะไรหรือทำอะไร ข้ามิต้องหาเหตุผลเอาไว้ล่วงหน้าหรอกหรือ ถ้าเขามาเจอ ข้าจะได้อธิบายได้อย่างไรล่ะ”

“ถ้าเจ้ายกร่างให้ข้าสิงได้ตลอดเวลาก็คงไม่มีปัญหามากมายแบบนี้แล้ว” ข้าเงยหน้ามองฟ้า“เที่ยงแล้ว กระดาษก็เผาหมดแล้ว ข้ากลับไปพักก่อนล่ะ คืนนี้ค่อยสิงร่างเจ้าใหม่”

ข้าคิดดูแล้ว คืนนี้น่าจะต้องไปตลาดผีสักครั้ง ถ้ากระดาษเงินกระดาษทองที่จื่อเยียนเผาให้ข้าเข้าบัญชีในยมโลกแล้ว ข้าจะได้ไปซื้อยาลมกรดมากิน ทีนี้ข้าก็จะลอยไปที่หอคัมภีร์ได้ ไม่ต้องไปขออนุญาตจากม่อชิงให้เขาสงสัยอีก

จะล่อลวงหรือประจบเอาใจใคร ก่อนอื่นห้ามพูดถึงเงื่อนไขหรือข้อเรียกร้อง ต้องตั้งอกตั้งใจโปรยเสน่ห์ ทำให้เขาคิดว่าเจ้าชอบเขาที่ตัวเขาจริงๆ ถึงจะเป็นวิธีล่อลวงที่ได้ผลดีที่สุด

 

กลางดึก

บนยอดเขาซี่เยว่มีแต่ความเงียบสงัด แต่ด้านนอกยังมีคนให้เห็นเป็นพักๆ ผู้ฝึกวิชามารไม่เหมือนกับผู้บำเพ็ญเซียน บางคนต้องฝึกตอนดึกถึงจะได้ผล ข้าเข้าสิงร่างของจื่อเยียนเสร็จก็ออกไปข้างนอก ทิ้งจื่อเยียนเอาไว้ในห้องคนเดียว

เมื่อพบคนระหว่างทาง ข้าไม่หลบ ทั้งยังปล่อยให้พวกเขาค้อมกายคำนับและพูดจาประจบประแจงกันตามใจชอบ ข้าเพียงแต่พยักหน้ารับรู้แล้วบอกว่าจะออกไปเดินเล่น พวกเขาก็ยิ้มให้แล้วยืนส่งข้า ถึงจะจากมาไกลแล้วก็ยังได้ยินเสียงพวกเขาร้องบอกให้ข้าเดินช้าๆ เปรียบกับสถานการณ์ที่จื่อเยียนเล่าให้ฟังแล้ว กล่าวได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว

ข้าอารมณ์ดีมาก ข้าลู่เจาเหยาต้องเป็นคนสิ ชีวิตถึงจะมีรสชาติ

พอเข้าไปในป่า ข้าก็ยกมือขึ้นร่ายคาถา พริบตาเดียวก็ไปถึงตลาดผีซึ่งข้าเคยต้องใช้เวลาลอยมาถึงสามวัน

แต่น่าประหลาดเหลือเกิน สิ่งที่ข้าเห็นในตอนนี้มีเพียงป่าซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้แห้งๆ ดูน่ากลัวเท่านั้น ไม่ใช่แผงขายของที่เรียงรายอยู่สองข้างทางซึ่งมีวิญญาณลอยผ่านไปมา ข้าวนดูรอบหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้มาผิดที่

ข้ายกมือขึ้นลูบคางพลางหยุดคิด จากนั้นจึงเดินไปนั่งข้างต้นไม้ แล้วลองถอดวิญญาณครึ่งบนออกจากร่างของจื่อเยียน ทันทีที่วิญญาณหลุดออกจากร่าง ภาพตรงหน้าก็สว่างวูบ ทันใดนั้นข้าก็เห็นถนนสายยาวกับร้านค้าที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง ตรงหน้าร้านค้าเหล่านั้นยังเต็มไปด้วยแผงขายของอีกมากมาย ถึงจะเงียบแต่ก็ดูคึกคักอย่างน่าประหลาด

เป็นตลาดผีจริงๆ

ข้าก้าวถอยกลับเข้าไปในร่างของจื่อเยียนอีกรอบ ไม่ผิดจากที่คาด พอเข้าสิงร่างของจื่อเยียนและมองถนนตรงหน้าด้วยดวงตาของนาง ทุกสิ่งทุกอย่างก็หายไปหมด

หรือว่าร่างของจื่อเยียนจะมองเห็นผีอย่างข้าได้แค่ตนเดียว?

ข้าออกจากร่างของนางแล้วลุกขึ้นยืน พอหันกลับไปก็เห็นร่างของนางกำลังเอนพิงต้นไม้อย่างไร้เรี่ยวแรง วิญญาณของจื่อเยียนเองก็ไม่ได้ลอยมาเข้าร่าง

ดูท่าคงมีแต่ตอนพระอาทิตย์ขึ้นเท่านั้นที่จื่อเยียนจะกลับเข้าร่างเองได้ ข้ากำลังใช้ความคิดอยู่ จู่ๆ ก็มีวิญญาณของผีสาวตนหนึ่งลอยตรงมาที่ร่างของจื่อเยียน

แย่แล้ว! ถ้านางเข้าสิงร่างของจื่อเยียน...ข้ายังคิดไม่ทันจบ วิญญาณผีสาวตนนั้นก็ลอยทะลุร่างของจื่อเยียนกับต้นไม้ที่ด้านหลังไป แล้วลอยต่อไปเรื่อยๆ

ข้าหยุดคิดอีก หรือว่าข้าจะเข้าสิงร่างของจื่อเยียนได้คนเดียวเท่านั้น? เพราะหัวของนางฟาดกับป้ายหน้าหลุมศพของข้าในคืนวันฝนฟ้าคะนองเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ข้ากับนางก็เลยมีสายสัมพันธ์พิเศษต่อกันอย่างนั้นหรือ?

“เฮ้!” ข้าร้องเรียกวิญญาณบัณฑิตที่ด้านข้าง เขาหันมามองข้าช้าๆ “ผู้...น้อย...ขอ...คารวะ...”

“อืม สวัสดี นี่มีร่างว่างอยู่ เจ้าลองเข้าสิงดูสิ”

“ชาย...หญิง...แตก...ต่าง...ทำ...ไม่...ได้”

ตายแล้วยังคร่ำครึอีก ข้ากลอกตาใส่แล้วหันไปคว้าหญิงชราที่ถือไม้เท้าผ่านมา“นี่มีร่างว่างอยู่ เจ้าลองสิงดู”

หญิงชราหันมามองข้าก่อนจะเอ่ยถาม“แม่นาง วันเดือนปีเกิดของเจ้าล่ะ ลูกชายข้าก็ตายแล้ว มาทำพิธีแต่งงานคนตายกันไหม?”

“...”

ช่างเถอะ ข้าไม่ควรพูดกับวิญญาณเหล่านี้เลยจริงๆ ...

ข้าหันกลับไปมองร่างของจื่อเยียนพลางคิดในใจว่า ทิ้งไว้ตรงนี้ล่ะ ถ้ากลับมาแล้วไม่พบก็หมายความว่าคนอื่นเข้าสิงได้ แต่ถ้าร่างยังอยู่ก็หมายความว่ามีแต่ข้าเท่านั้นที่เข้าสิงได้ สรุปแล้วไม่ว่าใครเข้าสิง เช้าวันรุ่งขึ้นจื่อเยียนก็ต้องกลับเข้าร่างอยู่ดี อย่างไรก็ไม่หายไปหรอก

ตอนนี้ข้ามีเงินแล้ว ต้องรีบไปซื้อยาลมกรดก่อน

ข้าถลาเข้าไปในตลาดผีอย่างอารมณ์ดี หลังจากกวาดตามองไปรอบๆ ในที่สุดก็หาร้านขายยาลมกรดพบ ตรงหน้าประตูร้านมีเสี่ยวเอ้อหน้าซีดคิ้วตกคนหนึ่งยืนอยู่ เขาขวางข้าเอาไว้พลางถามเสียงอ่อนระโหยเหมือนกำลังป่วยหนัก“ชื่ออะไร?”

“ลู่เจาเหยาแห่งเขาเฉินจี้”

เขาหยิบกระจกขึ้นมาติดต่อกับคนด้านในเหมือนวิญญาณเขี้ยวยาวหน้าเขียวคล้ำเมื่อครั้งก่อน จากนั้นก็ก้าวออกมาขวางข้าเอาไว้“เข้าไม่ได้”

ข้านิ่งอึ้งไป“ทำไมล่ะ?”

“เงินยมโลกของเจ้าไม่พอ”

ข้าตะลึงงัน“ไม่พอ? เพราะอะไร? วันนี้ข้าเพิ่งให้คนเผาเงินมาให้ข้าตั้งมากมาย”

“คนเป็นคนหนึ่งจะเผาเงินให้ผีตนหนึ่งได้วันละหนึ่งพันเหรียญเท่านั้น ส่วนที่เกินมาจะไม่จดในบัญชี ยกให้เป็นของหลวงทั้งหมด” เขาตอบข้าอย่างเกียจคร้าน“วันนี้เจ้าให้คนเผาเงินให้เจ้าแค่คนเดียวเท่านั้น มีเงินในบัญชีหนึ่งร้อยเหรียญ ร้านของเราต้องมีเงินอย่างน้อยหนึ่งหมื่นเหรียญถึงจะเข้าได้”

ข้ารู้สึกว่าระยะนี้มีเรื่องให้ข้าอยากกระอักเลือดมากเหลือเกิน แต่เสี้ยวขณะนั้นข้ากลับรู้สึกคอแห้งผาก ไม่มีเลือดไหลออกมาสักหยด

ข้ายกมือขึ้นนวดตรงหว่างคิ้วเพื่อคลายเครียด

ข้าชักจะรู้สึกว่าวิชาคำนวณของตัวเองไม่ค่อยดีนัก ไม่ต้องพูดถึงกฎเกณฑ์ของยมโลกที่ให้คนเป็นคนหนึ่งเผากระดาษให้ผีตนหนึ่งได้วันละหนึ่งพันเหรียญว่าเป็นกฎเกณฑ์ที่เฮงซวยสักแค่ไหน แค่พูดถึงเงินหนึ่งพันเหรียญนี่ คนอื่นเข้าบัญชีกันหนึ่งพัน แต่ทำไมถึงมีเงินเข้าบัญชีของข้าแค่หนึ่งร้อยล่ะ? ข้าตั้งท่าจะถามอีก เสี่ยวเอ้อก็ชี้ไปที่ร้านค้าซึ่งอยู่เยื้องไปในฝั่งตรงข้าม“มีปัญหาอะไรก็ไปถามที่ร้านแลกเงินยมโลกเถอะ”

ข้ามองไปตามที่เขาชี้ เห็นร้านค้าเล็กแคบซึ่งแขวนป้ายที่เขียนด้วยตัวอักษรโย้เย้เอาไว้ว่า‘ร้านแลกเงินยมโลก’

พวกเจ้าคิดจะหลอกผีรึ

ข้าลอยไปที่ประตูร้านนั้น เห็นผีน้อยผอมแห้งตนหนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะแคบเล็กในร้าน นิ้วมือซึ่งดูเหมือนไม้ไผ่แห้งๆ ของเขากำลังดีดลูกคิดอย่างรวดเร็ว พอมีเวลาว่างเขาก็เงยหน้าขึ้นมองข้า“ชื่ออะไร ทำอาชีพอะไร?”

“ลู่เจาเหยาแห่งเขาเฉินจี้...” ข้าถูกผีเหล่านี้เล่นงานจนไม่มีอารมณ์จะโกรธอีก“วันนี้มีคนเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ข้าตั้งสองคันรถ แต่กลับมีเงินเข้าบัญชีข้าแค่หนึ่งร้อยเหรียญ”

ผีน้อยหันไปเหลือบมองกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างๆ “ลู่เจาเหยาใช่ไหม อืม...ตอนมีชีวิตอยู่เจ้ามีความผิดฐานฆ่าสัตว์ตัดชีวิต พูดจาเหลวไหล หลอกลวง อืม... ความผิดมากมาย ไม่อ่านแล้ว ความผิดหนึ่งกระทงหักเงินยมโลกหนึ่งส่วน เดิมหักไปหมดแล้ว แต่เจ้าพอจะมีความดีอยู่บ้าง ก็เลยเพิ่มให้เจ้าบางส่วน คิดไปคิดมา คนอื่นเผาเงินให้เจ้าหนึ่งพันเหรียญ เจ้าก็เลยได้แค่หนึ่งส่วนอย่างไรล่ะ”

เขาพูดเร็วมากจนข้างงไปหมด แต่สุดท้ายก็พอเข้าใจอยู่บ้าง หมายความว่า ร้านแลกเงินยมโลกนี่จะพิจารณาบุญและบาปของผีแต่ละตนจากการกระทำเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่

หากทำความชั่ว เมื่อมีคนเผาเงินมาให้ก็ต้องถูกหัก แต่หากทำความดี เมื่อมีคนเผาเงินมาให้ก็จะได้เพิ่ม พูดไปพูดมาก็สรุปได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ...

จะมีเงินในยมโลกได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความดีของคนผู้นั้น

ดูว่ามีคนเผาเงินให้ท่านสักกี่คน ดูว่าตอนยังมีชีวิตอยู่ทำความดีไว้สักเท่าไร

ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมหลังจากเป็นผีข้าถึงได้ยากจนถึงเพียงนี้ นั่นก็เพราะตอนมีชีวิตอยู่ ข้าลู่เจาเหยาไม่ขาดอะไรสักอย่าง ขาดเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือความดี

ข้ารู้สึกว่าสำหรับมารร้ายที่ยโสโอหังชอบวางอำนาจบาตรใหญ่และก่อความเดือดร้อนวุ่นวายเช่นข้า โลกของผีช่างเต็มไปด้วยการเหยียดหยามและโหดร้ายเสียเหลือเกิน

หลังจากเข้าใจต้นสายปลายเหตุทั้งหมด ข้าก็พยายามคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้ร่างวิญญาณของข้าสังหารยมบาลแล้วเปลี่ยนแปลงการปกครองในยมโลกซะ แต่สุดท้ายก็รู้สึกว่า...อยู่เฉยๆ แล้วกลับไปหาคนเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ซะเถอะ

ข้าลอยกลับไปด้วยความกลัดกลุ้ม ทำไมวันนี้ถึงไม่ยอมให้ม่อชิงเผากระดาษเงินกระดาษทองให้นะ ถ้าเขาเผาให้ข้า อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็จะมีเงินสองร้อยเหรียญ! ถึงยุงจะตัวเล็กแต่ก็มีเนื้อเหมือนกัน ไม่สะสมทีละน้อยจะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้อย่างไร!

จนกระทั่งกลับไปถึงร่างของจื่อเยียนที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ ข้าก็เข้าสิงร่างนางแล้วลุกขึ้นปัดฝุ่นบนก้น ใจคิดว่าไม่มียาลมกรดให้กินแล้ว ดูท่า อีกเดี๋ยวคงต้องไปหาม่อชิง เพื่อหาทางให้เขาอนุญาตให้เข้าไปในหอคัมภีร์

ปัญหาที่ตามมาก็คือ คืนนี้ข้าจะเอาใจเขาอย่างไรดีนะ...