ซางจวินเดินตามมู่หรงซูชิงกลับเข้าไปในกระท่อม
ทั้งสองเงียบกันมาตลอดทาง พอเข้ามาในกระท่อมก็เจออี่ฟงรออยู่นานแล้ว เขารีบเดินมารับมู่หรงซูชิง หญิงสาวเห็นผู้ติดตามทำหน้าบึ้งตึงก็รู้แล้วว่าต้องเกิดเรื่องบางอย่างแน่ นางถูมือที่หนาวจนจะแข็ง ก่อนเอ่ยตอบ
“เข้าไปค่อยคุย”
ทั้งสามคนเดินเข้ากระท่อมก็เจอซางเซี่ยวยิ้มอย่างเบิกบานรออยู่ “พี่ใหญ่ พี่ซูชิง”
พี่ซูชิงมีวิธีที่ดีกว่านางจริงๆ เด็กสาวยกชามาส่งให้อย่างตื่นเต้นยินดี “ชานี้รสชาติดีมาก พวกท่านลองชิมดู”
ซางจวินรับชาที่น้องสาวส่งให้พลางลูบหัวแล้วถามว่า “เจ้ากินยาแล้วหรือยัง?” สีหน้าของเซี่ยวเอ๋อดีขึ้นมาก มู่หรงซูชิงพูดถูก น้องน้อยมีแค่ตนคนเดียว ตนควรรับผิดชอบดูแลน้องให้ดี
ซางเซี่ยวยิ้มกว้าง “กินแล้วเจ้าค่ะ” วันนี้พี่ใหญ่ดูผิดปกติ แตกต่างอย่างไรนางก็ไม่อาจอธิบายได้ ช่างเถอะ อะไรก็ไม่สำคัญเท่าเราสองพี่น้องได้อยู่ด้วยกันตลอดไป
เด็กหญิงยกชาอีกถ้วยหนึ่งเดินมาหามู่หรงซูชิง กล่าวอย่างซาบซึ้งใจ “พี่ซูชิงดื่มชาด้วยกันสิ”
มู่หรงซูชิงยิ้มรับ บรรยากาศในกระท่อมเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข แต่ยังมีอีกหนึ่งคนที่สีหน้าไม่ค่อยดีนัก
อี่ฟง...
มู่หรงซูชิงดื่มชาอย่างสบายใจ แล้วเอ่ยชวนผู้ติดตามอย่างอารมณ์ดี “อี่ฟงมาดื่มชาด้วยกันสิ”
ซางเซี่ยวไม่เห็นว่ายังมีคนอยู่อีกคนหนึ่ง เด็กหญิงรีบเทชาเพิ่มอีกถ้วยแล้วยกมาให้ตรงหน้า ยิ้มเจื่อนอย่างรู้สึกผิด “ข้าขอโทษ เมื่อครู่นี้ข้าไม่เห็นพี่อี่ฟง เชิญ...ดื่ม ดื่มชา...”
อี่ฟงทำอะไรไม่ถูก เมื่อครู่เขานึกแต่เรื่องที่จะคุยกับเจ้านายไม่ได้สนใจเรื่องดื่มชาเลย เขาเป็นผู้คุ้มกันของเจ้านาย ชานี้เขาไม่ควรดื่ม พอซางเซี่ยวรินชามาให้ เขาก็ไม่รู้ว่าควรรับหรือไม่ ชาหนึ่งถ้วยจึงทำให้คนทั้งสองยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตู
มู่หรงซูชิงยิ้มน้อยๆ “อี่ฟง รับสิ เจ้าจะให้เด็กถือถ้วยชาอีกนาน
แค่ไหน เจ้ามีเรื่องที่ต้องคุยอีกไม่ใช่หรือ?”
อี่ฟงกัดฟันดื่มชารวดเดียวจนหมดแล้วส่งถ้วยคืนให้ เขาเดินผ่านซางเซี่ยวเข้าไปหานายหญิง เด็กหญิงจ้องถ้วยชาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
ชานี้ไม่อร่อยขนาดนั้นเลยหรือ คิ้วของพี่อี่ฟงขมวดเป็นปมเลย
ทีเดียว เขาไม่กลัวว่ามันจะร้อนลวกปากหรืออย่างไร
อี่ฟงไม่สนใจสายตาของซางเซี่ยว เขาหยุดอยู่ตรงหน้ามู่หรงซูชิงเหลือบมองซางจวินที่กำลังดื่มชาอย่างตั้งใจ แล้วเอ่ยรายงานเรื่องสำคัญ
“ของที่ส่งไปชางเย่ถูกคนกลุ่มหนึ่งชิงไปแล้วขอรับ”
“หลงเฉียกู่อีกแล้วหรือ?” อี่ฟงก้มหน้า สีหน้าดำมืด ทว่าสีหน้าของผู้เป็นนายกลับเป็นปกติ “ครั้งนี้เสียหายเท่าไร?”
“ชาสิบห้าเกวียน ผ้าไหมยี่สิบเกวียน ค่าเสียหายทั้งหมด...หนึ่งล้านแปดแสนชั่ง”
มู่หรงซูชิงดื่มชาจนหมดถ้วย “นี่เป็นครั้งที่สามภายในครึ่งปี”
“ขอรับ”
ครั้งที่สามแล้ว หมายความว่าเส้นทางนี้คงใช้ไม่ได้อีก มู่หรงซูชิงยื่นมือหยิบกาที่อยู่บนเตาไฟเทน้ำชาเติมจนเต็มถ้วย ชาหลงต้านสดคลี่ออกเหมือนดอกเบญจมาศ
“จากด่านหลินเฟิงไปหยิวเฉินต้องผ่านหลงเฉียกู่เส้นทางเดียวสินะ”
ถ้าอยากจะส่งสินค้าไปชางเย่มีแต่ต้องใช้เส้นทางนี้ แต่ที่นั่นมีกลุ่มโจรมีชื่อ พวกเขาใช้ภูมิประเทศที่ดีเยี่ยมเป็นปราการป้องกันตนเอง คิดจะกวาดล้างช่างเป็นเรื่องยาก ซ้ำยังเป็นเขตแดนระหว่างสองแคว้น เป็นสถานที่ที่ไม่มีใครอยากยุ่ง ราชสำนักก็ไม่คิดส่งทหารมาจัดการ ดังนั้นพวกโจรที่นั่นอยากทำอะไรก็ทำได้ตามอำเภอใจ
มู่หรงซูชิงปิดฝาถ้วย หันมองซางจวิน “เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
“เวลานี้ทั้งสองแคว้นยังไม่มีสงคราม การค้าขายย่อมเป็นไปโดยสะดวก แต่โจรกลุ่มนี้ทำให้การขนส่งสินค้ามีปัญหา จึงไม่มีใครกล้าค้าขายผ่านเส้นทางนี้ แต่ถ้าเราจัดการปัญหานี้ได้ เส้นทางนี้ก็จะอยู่ในมือเรา จากนั้นก็หาซื้อสินค้าจากทั้งตงอี๋และชางเย่มากักเก็บไว้ เราก็จะกลายเป็นพ่อค้าระหว่างสองแคว้นที่ใหญ่ที่สุด”
มู่หรงซูชิงพยักหน้ารับ หากไม่ใช่เพราะเห็นโอกาสทำการค้าที่ยิ่งใหญ่และผลประโยชน์มหาศาล นางก็คงไม่ต้องเจอกับเหตุการณ์ปล้นชิงทั้งสามครั้งนี้หรอก มู่หรงซูชิงพูดอย่างเสียดาย
“ข้าก็เคยคิดแบบนี้ พื้นที่ของหลงเฉียกู่ซับซ้อนมาก พวกโจรได้เกราะกำบังจากธรรมชาติ คนที่กบดานอยู่ข้างในเป็นพวกชั่วช้า ซ้ำร้ายฝีมือไม่ธรรมดา ราชสำนักจึงไม่อยากส่งทหารมาข้องแวะด้วย หรือถึงจะส่งมาก็คงทำอะไรไม่ได้”
“เจ้าเคยส่งคนไปตรวจสอบแล้วหรือ?”
มู่หรงซูชิงเหลือบมองอี่ฟง ผู้ติดตามเล่ารายละเอียดทั้งหมดเท่าที่เขารู้ให้ซางจวินฟัง
“หลงเฉียกู่มีพื้นที่นับพันลี้ พวกโจรมีมากกว่าสิบกลุ่ม ในพวกนั้นมีสองกลุ่มที่มีอำนาจสูงสุด กลุ่มแรกจะปล้นสินค้าและจับตัวประกัน ชื่อกลุ่มเฟ่ยยิงจ๋าย เน้นจับเศรษฐีมีเงินมาเรียกค่าไถ่ อยากได้คนคืนต้องยอมจ่ายค่าไถ่ ส่วนใหญ่พวกนี้จะไม่ฆ่าคน เพียงอยากได้เงินเท่านั้น ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งฆ่าคนชิงทรัพย์ ชื่อกลุ่มเฉียนหลังจ๋าย พวกนี้โหดเหี้ยม ถ้ากลุ่มนี้ออกปล้น หากไม่ตายก็ปางตาย ยากจะมีชีวิตรอด”
อี่ฟงเล่าจบ ซางจวินก็มีสีหน้าครุ่นคิด “หากคิดจะเป็นพ่อค้าใหญ่ในเขตนี้ เห็นทีคงต้องถล่มโจรพวกนี้ให้สิ้นซากเสียก่อน”
“เจ้าจะทำอย่างไร?” มู่หรงซูชิงขมวดคิ้ว อีกฝ่ายพูดว่าจะถล่มกลุ่มโจร มีวิธีที่เป็นไปได้หรือ
“ตอนนี้ข้าไม่รู้ ต้องลองไปที่หลงเฉียกู่ก่อน”
“ไม่ได้!” คนเป็นน้องที่นั่งนิ่งฟังอย่างสงบอยู่เป็นนานลุกพรวดขึ้นทันที “พี่ใหญ่ ที่นั่นอันตรายมากมีทั้งนกอินทรีทั้งหมาป่า2 เมื่อครู่พี่อี่ฟงก็บอกแล้วว่าพวกนั้นเหี้ยมโหดนัก” นางไม่อยากให้พี่ใหญ่ต้องไปผจญกับสิ่งเหล่านั้นเลย
ซางเซี่ยวจับแขนเสื้อซางจวินไม่ยอมปล่อย ด้วยกลัวว่าปล่อยมือเมื่อไร พี่ของนางจะจากไปทันที
มู่หรงซูชิงไม่เห็นด้วยเช่นกัน “ซางจวิน มันอันตรายเกินไป ข้ารู้ว่าเจ้ามีวรยุทธ แต่กำลังน้อยย่อมมิอาจสู้กำลังมาก อีกอย่างเจ้าก็ไม่คุ้นกับเส้นทางนั้น พวกเราคิดหาวิธีอื่นดีกว่า”
ซางจวินยิ้ม “เจ้าคิดหาวิธีมาครึ่งปีแล้วไม่ใช่หรือ หากมีวิธีที่ดีกว่าเจ้าคงทำไปนานแล้ว”
คุณหนูซูชิงไม่รู้จะพูดอย่างไร นางพยายามคิดแก้ไขปัญหานี้ทุกทาง ทั้งทางตรงทางอ้อมล้วนลองมาหมดแล้ว เสียดายที่เส้นทางของหลงเฉียกู่เป็นหุบเขาไม่สามารถทำอะไรได้มาก ซางจวินตบไหล่ซางเซี่ยวเบาๆ ปลอบใจว่า
“เชื่อเถอะ พี่จะไม่เป็นไร”
ในใจของซางเซี่ยวไม่อยากปล่อยมือ ทว่านางรู้ดีเรื่องไหนที่พี่ใหญ่จะทำสุดท้ายก็ต้องไปทำ ในที่สุดนางก็จำต้องยอม
“วางใจเถิด ถ้าไม่มั่นใจข้าจะไม่ลงมือและจะไม่วู่วาม อันที่จริงหากไม่เสี่ยงอันตรายแล้วจะได้ของดีติดมือมาได้อย่างไร” ใบหน้าซางจวินฉายชัดถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“เจ้าจะได้ทดสอบข้าเสียเลย ว่าคุ้มที่เจ้าจะช่วยเหลือหรือไม่”
“เจ้าตัดสินใจดีแล้วรึ?” มู่หรงซูชิงรับรู้ได้ถึงความมั่นใจจนเกือบผยองของซางจวิน ทำให้อีกฝ่ายน่าสนใจขึ้นมาก นางยิ่งชอบใจและประทับใจที่คนตรงหน้าเป็นแบบนี้
“ใช่” ซางจวินตอบด้วยท่าทีสงบแต่มั่นใจ
“ให้อี่ฟงไปเป็นเพื่อนด้วย เขาเคยไปที่นั่นหลายครั้งน่าจะช่วยเจ้าได้บ้าง” ตอนนี้เท่ากับว่ามู่หรงซูชิงตกลงให้ซางจวินเข้าไปที่หลงเฉียกู่แล้ว
“ไม่ต้อง ข้าจัดการพวกโจรคนเดียวก็พอ” ซางจวินเคยอาศัยอยู่หุบเขาที่ลึก มืดและสูงชันมาตั้งแต่เด็ก ภูเขาสูงและอันตรายทั้งหมดนางไม่เคยกลัว เมื่อตัดสินใจจะทำการค้าก็ย่อมต้องเต็มที่กับงาน
“เจ้าควรลองเชื่อใจหุ้นส่วนของเจ้า” ซางจวินพูดเสียงเน้นหนัก “ระหว่างเราเรียกว่าหุ้นส่วนใช่หรือไม่?” ซางจวินย้อนถามมู่หรงซูชิง
หุ้นส่วนคนใหม่ยิ้มน้อยๆ คงจะเปลี่ยนใจซางจวินไม่ได้แล้วสินะ
“ข้าจะรอที่ปากทางเข้าของหลงเฉียกู่ รอเจ้ากลับมา สามวันอี่ฟงจะไปพบเจ้าครั้งหนึ่งเพื่อถามความคืบหน้า มีข่าวใดก็ฝากอี่ฟงมา ส่วนเซี่ยวเอ๋อไม่ต้องห่วง ข้าจะเป็นคนดูแลนางเอง”
“ดี” ได้รับสัญญาจากซูชิงแบบนี้ ซางจวินก็ไม่กังวลเรื่องใดอีก นี่เป็นครั้งแรกที่นางจะแสดงฝีมือให้อีกฝ่ายได้เห็น
นางต้องทำให้ได้!
แสงแดดยามเช้าของต้นฤดูใบไม้ผลิ หมู่เมฆเปิดทางให้ความอบอุ่นส่องลงมา
ซางจวินยืนอยู่บนโขดหินขรุขระหน้าทางเข้าหลงเฉียกู่ พลางอุทานด้วยความตื่นตะลึง ที่นี่เป็นแหล่งซ่องสุมโจร ทางเข้าเดียวของหุบเขามีความยาวสองลี้ สองด้านเป็นผาหินสูงชัน มีโขดหินขรุขระตลอดทาง ที่นี่มีความพิเศษทำให้อากาศหนาวเย็นไม่สามารถแทรกผ่านได้ ฤดูหนาวเพิ่งผ่านพ้นแต่ต้นไม้ที่ขึ้นตามซอกหินขรุขระกลับเจริญงอกงาม ที่แห่งนี้เหมาะแก่การหลบซ่อนมากที่สุด
ซางจวินใช้กำลังภายในกระโดดขึ้นไปบนผาหินที่ห่างจากพื้นหลายลี้อย่างสบาย ยืนบนนี้สามารถมองเห็นไปได้ไกลนับสิบลี้ เห็นทั้งคนทั้งเกวียนที่ปากทางเข้า คนที่เดินด้านล่างไม่อาจมองเห็นคนที่พรางตัวใกล้โขดหินที่มีต้นไม้ขึ้นหนาได้อย่างแน่นอน นี่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากสำหรับพวกโจร ถ้าพวกเขาเตรียมธนูซุ่มยิงหลังโขดหิน คนที่อยู่บนทางเดินยาวสองลี้ตรงนี้จะไม่สามารถป้องกันตัวเองและตอบโต้กลับได้เลย
ซางจวินครุ่นคิด โจรพวกนี้ไม่ใช่ชั่วช้าเพียงอย่างเดียว เป็นเพราะธรรมชาติช่วยสร้างปราการอันแข็งแกร่งให้พวกมันด้วยถึงได้เหิมเกริมนัก ขณะที่หญิงสาวยังคิดไม่ตก ก็มองเห็นเกวียนกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาช้าๆ จำนวนเกวียนสามเล่ม คนอีกสิบกว่าคน ดูจากลักษณะแล้วคนพวกนี้น่าจะมีประสบการณ์ในการเดินทาง
สองคนขี่ม้าอยู่ด้านหน้า คอยกวาดตามองไปรอบๆ ลักษณะท่าทางที่แสดงออกรวมถึงวรยุทธน่าจะไม่ธรรมดา ด้านหลังของเขามีชายฉกรรจ์ถือดาบยาวอยู่ใกล้เกวียน ถัดไปมีหญิงสาวนางหนึ่งนั่งบนหลังม้าสีแดง สวมชุดสีม่วงเข้ม ในมือถือคันธนูสีทอง กระบอกที่สะพายอยู่ด้านหลังมีลูกธนูอยู่หลายดอกสะท้อนกับแสงแดดจนเกิดประกายแวววับ ลักษณะความเป็นผู้นำที่ฉายออกมาเผยให้รู้ว่านางคงเป็นนายหญิงของกลุ่มนี้ ด้านหลังของนางมีอีกหลายคนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ คนเดินเท้าดูระมัดระวังและรอบคอบ
หญิงสาวผู้นั้นสงบนิ่งแน่วแน่นัก
ซางจวินตัดสินใจทันใด หลังจากลองประเมินดูรอบหนึ่งแล้วก็บอกได้เลยว่า ภูมิประเทศของเขาลูกนี้หากอยากจะเจอโจรคงเป็นเรื่องยาก ‘ชายหนุ่มตัวคนเดียว’ คงไม่น่าสนใจพอที่จะทำให้พวกโจรออกมาได้ แต่ว่าคนกลุ่มนี้น่าจะ ‘ล่องูออกจากรู’ ได้ดี หากนางเข้าร่วมกลุ่มด้วยต้องมีโอกาส ‘พบกับพวกโจรโดยบังเอิญแน่’
ซางจวินกระโดดลงมาจากผาหินอย่างไร้เสียง ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ กระทั่งขบวนเกวียนผ่านหน้าไปแล้วถึงตั้งใจเหยียบกิ่งไม้แห้งที่อยู่ใกล้ตัวให้เกิดเสียงกรอบแกรบ ทำให้ผู้คนในขบวนเกวียนระวังตัวขึ้นมาทันใด
“ใครอยู่ตรงนั้น ออกมา!”
เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกับดาบรูปวงเดือนพาดอยู่ที่ลำคอซางจวิน นางแสร้งทำหน้าตาตื่นตระหนกอย่างที่สุด ตาเบิกกว้างจ้องมองหญิงสาวที่สวมชุดสีเหลืองตรงหน้า พออีกฝ่ายเห็นใบหน้าซางจวินถนัดตาก็ถึงกับตกตะลึง บุรุษผู้นี้ช่างหล่อเหลาเหลือเกิน ใบหน้าราวกับถอดมาจากรูปแกะสลัก คิ้วเข้มช่วยส่งให้เขาดูมีสง่าราศี นางยังไม่เคยพบใครที่รูปงามขนาดนี้มาก่อนเลย
คนมองตะลึงอึ้งเงียบ ซางจวินแสร้งส่งเสียงกระแอมไอออกมา หญิงสาวพลันได้สติ ในใจให้รู้สึกอับอายนัก แค่พบเจอคนหน้าตาดีก็ถึงกับเสียสมาธิได้ ยิ่งอายก็ยิ่งโมโหตัวเอง นางจึงยิ่งตวาดเสียงดังอย่างเกรี้ยวกราด
“ออกมาเดี๋ยวนี้!”
ซางจวินยิ้มในใจ สตรีผู้นี้โกรธแล้วพาลเสียจริง ซางจวินตั้งใจก้าวออกมาช้าๆ ทำท่าทำทางเงอะงะ แสร้งหวาดกลัวเสียงตะโกน ทั้งขบวนหยุดเดิน กว่านางจะยืนนิ่งได้ ปลายดาบทุกเล่มก็ชี้ตรงมาที่นางหมดแล้ว
ซางจวินแสร้งทำท่ากลัวหลังงองุ้ม ทว่าหญิงสาวชุดเหลืองกลับไม่หลงเชื่อง่ายๆ จึงวางดาบแนบติดลำคอมากกว่าเดิม ซางจวินยืนแข็งทื่อไม่กล้าขยับตัว
หญิงชุดเหลืองนามว่าฉีเชว่ยสำรวจอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า
ชายหนุ่มผู้นี้รูปร่างสูงโปร่ง เดินปวกเปียกเหมือนหมอนหนุน มีดีแค่หน้าตาเพียงอย่างเดียว นางขยับดาบเข้าไปใกล้คอเขาอีกนิด
“เจ้าเป็นใคร ทำไมต้องหลบๆ ซ่อนๆ ตามหลังพวกเรามา”
ซางจวินรีบแสดงความเคารพอย่างนอบน้อม “ข้าเป็นคนหยิวเฉิน หลายปีก่อนพี่สาวข้าแต่งงานมาอยู่ที่ด่านหลินเฟิง ปีนี้มีลูกแล้ว ข้าตั้งใจจะไปเยี่ยมนาง แต่ได้ยินมาว่าแถวนี้โจรชุกชุม เลยอยากจะเดินทางไปพร้อมกับพวกท่าน ข้าอาจจะปลอดภัยกว่า”
คนผู้นี้ไม่ได้มีเพียงใบหน้าที่หล่อเหลา น้ำเสียงยังไพเราะ ทำให้คนฟังรู้สึกสงบลงโดยไม่รู้ตัว ฟังคำอธิบายของเขาแล้ว ฉีเชว่ยก็เอาดาบที่พาดคอซางจวินลง น้ำเสียงภาคภูมิใจ
“ที่แท้เป็นอย่างนี้เอง นับว่าเจ้าฉลาดมาก” นางกับพรรคพวกไปกลับหลงเฉียกู่สองสามครั้ง เจอโจรครั้งเดียว ฝีมือไม่เท่าไร บุรุษผู้นี้นับว่าหน้าตาดีและมีปัญญาทีเดียว
ฉีเชว่ยวิ่งเหยาะๆ มาหยุดตรงหน้าหญิงที่สวมชุดสีม่วง “คุณหนู เขาดูน่าสงสารให้เขาเดินตามหลังเราไปด้วยเถอะนะเจ้าคะ” นางเพิ่งพูดจบเสียงเฉียบขาดของชายคนหนึ่งก็ขัดขึ้น
“ไม่ได้! ในเกวียนมีแต่ของมีค่าราคาแพง คนผู้นี้ไม่น่าไว้ใจ อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นดีกว่า”
หากชายคนนี้โง่เซ่อเหมือนที่เขาแสดงออกเมื่อครู่ ทำไมตั้งแต่ที่พวกเขาเดินผ่านจึงไม่มีใครรู้สึกว่ามีคนตามหลังมาด้วย ในเกวียนมีสมุนไพรมีค่าที่ซื้อมาจากเมืองชางเย่ในราคาแพง เป็นยาที่ใช้ช่วยชีวิตคนอื่น จะถูกโจรขโมยไปไม่ได้เด็ดขาด
ฉีเชว่ยจ้องหยางมู่ตาขวาง เขาชอบหาเรื่องนาง ก่อนหน้านี้ก็ไม่ยอมให้นางมาด้วย ตอนนี้ส่งสายตาตำหนิให้อีก อย่างไรวันนี้นางก็จะช่วยชายหนุ่มคนนี้ให้ได้
หญิงสาวชุดเหลืองชี้หน้าซางจวิน อีกฝ่ายทำหน้าเหลอหลา นางพูดเสียงดัง “ท่าทางเขาดูก็รู้ว่าต้องผ่านการเล่าเรียนมา คนเช่นนี้จะสร้างปัญหาให้เราได้อย่างไร เขาเดินทางคนเดียวในหุบเขา ไม่ต้องพูดถึงโจร แค่เจอสัตว์ป่าก็คงถูกจับกินแน่ เจอผู้อื่นเดือดร้อนแล้วไม่ช่วยเหลือ ไม่ใช่สิ่งที่สกุลหรวนควรทำ!”
“คุณหนู” หยางมู่ไม่ยอมแพ้ แต่หญิงสาวชุดม่วงตัดบทเสียงเรียบ “พอแล้ว ไม่ต้องเถียงกัน ให้เขาเดินตามเรามาได้”
หรวนถิงหยูลอบสังเกตชายหนุ่มคนนี้ตลอด เขามีมารยาทดีแต่ก็ไม่เหมือนคนคงแก่เรียน ลักษณะของเขาไม่ได้โดดเด่นแบบผู้ชอบศึกษาหาความรู้ เขาไม่ใช่โจรเพราะในแววตาไม่เผยถึงความละโมบและโหดร้าย แล้วเขาเป็นคนแบบไหน
แค่ผู้สัญจรจริงหรือ...
ในใจมีความสงสัยมากมาย แต่เพราะคำว่า ‘เจอผู้อื่นเดือดร้อนแล้วไม่ช่วยเหลือ’ ทำให้นางพ่ายแพ้ บรรพบุรุษตระกูลหรวนเป็นหมอมาหลายชั่วอายุคน เจอคนเดือดร้อนไม่ช่วยเหลือก็ไม่สมควรเกิดเป็นลูกหลานตระกูลหรวน
ซางจวินยิ้มกว้างมองไปที่ผู้นำกลุ่ม หญิงสาวคนนี้มีบุคลิกองอาจห้าวหาญเต็มไปด้วยความฮึกเหิม อันที่จริงนางเป็นหญิงสาวที่งดงาม แม้จะไม่ได้แต่งหน้า นางก็สวยเป็นธรรมชาติ
แท้จริงซางจวินก็ลอบสังเกตอีกฝ่ายอยู่ตลอดไม่ต่างกัน หรวนถิงหยูหันหน้าไปทางอื่น บังคับม้าเดินกลับไปกลางขบวน เมื่อเดินผ่านหยางมู่ก็สั่งกำชับเสียงเบา
“หากเจ้าดูแล้วไม่น่าไว้ใจ ก็สั่งให้คนสักสองคนจับตามองเขาไว้”
“ขอรับ”
“ไป” หรวนถิงหยูสั่ง ขบวนเริ่มเคลื่อนตัวไปต่อ ซางจวินเดินรั้งท้าย ทางเดินขรุขระต้องเดินอย่างระมัดระวัง ซ้ำเวลานี้ท้องฟ้าก็ใกล้มืดแล้ว ทั้งหมดไม่สามารถเดินผ่านออกไปจากหุบเขาได้ทันก่อนมืดแน่ เพื่อป้องกันการโจมตีจากโจรตอนกลางคืน ขบวนทั้งหมดจึงหยุดตั้งที่พักชิดด้านหนึ่งของหน้าผา
ซางจวินนั่งบนหินก้อนใหญ่ สังเกตรอบบริเวณ พบว่าที่ตรงนี้กว้างกว่าตรงอื่นพอสมควร ก้อนหินใหญ่มีน้อย ด้านหลังเป็นหน้าผาสูงชัน หากมีโจรบุกเข้ามาอย่างน้อยด้านหลังก็จะไม่ถูกโจมตี หญิงสาวชุดม่วงเฉลียวฉลาดจริงๆ
คนขอร่วมขบวนนั่งอย่างสบายอารมณ์ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามีคนกำลังเดินตรงมา นางเกือบจะเผลอตอบโต้ด้วยความเคยชิน แต่เหลือบเห็นว่าเป็นหญิงสาวชุดเหลืองยืนพิงอยู่ข้างก้อนหิน ในมือยื่นบางอย่างส่งให้
ซางจวินรีบยิ้มให้แล้วยื่นมือไปรับอย่างอ่อนน้อม
เห็นอีกฝ่ายทำท่านอบน้อมเหลือเกิน ฉีเชว่ยก็หัวเราะเสียงดัง ยิ้มกว้างเต็มหน้า “ข้าชื่อฉีเชว่ย เจ้าชื่ออะไร?”
ซางจวินตอบด้วยรอยยิ้ม “ข้า...ซางจวิน”
ซางจวินมองของที่ได้รับมา ที่แท้เป็นบ๊ะจ่าง เพื่อพกพาให้สะดวกขนมนี้จึงพันหญ้าแห้งไว้รอบๆ
‘รูปก็งามนามก็เพราะ’ ฉีเชว่ยคิดในใจอย่างเบิกบานนัก
เห็นสายตานั้นจ้องบ๊ะจ่างอยู่นานสองนาน หญิงสาวนึกว่าอีกฝ่ายแกะเชือกที่มัดไว้ไม่ได้ ฉีเชว่ยใช้ดาบที่อยู่ในมือช่วยตัดแบ่งขนมเป็นสองส่วน ซางจวินมองหญิงสาวชุดเหลือง ไม่รู้ว่าตนควรรู้สึกอย่างไรดี แต่อาวุธไม่ควรนำมาใช้แบบนี้กระมัง
ฉีเชว่ยเก็บดาบเข้าฝักเรียบร้อย เห็นว่าซางจวินยังไม่กิน กลับทำสีหน้าแปลกๆ จ้องมองดาบไม่วางตา นางยิ้มแล้วบอก “ไม่ต้องกลัว ฝีมือการใช้ดาบของข้าดีมาก ไม่ทำให้เจ้าบาดเจ็บหรอก”
ซางจวินอดยิ้มไม่ได้ หันมองไปทางหญิงสาวสวมชุดคลุมสีม่วงที่นั่งใกล้ๆ กองไฟ ทำท่าไม่เข้าใจแล้วถามว่า “หลงเฉียกู่น่ากลัวขนาดนี้ ทำไมเจ้าและคุณหนูของเจ้าต้องเดินทางผ่านเส้นทางนี้ด้วย?”
ฉีเชว่ยเบ้ปากอย่างไม่พอใจ “ความสามารถในการใช้ดาบของข้าดีที่สุดในตระกูล อีกอย่างคุณหนูของข้าเป็นวีรสตรี การยิงธนูชิงเย่ยของนางไม่เคยพลาดเป้า เท่านี้ก็มากเกินพอที่จะจัดการกับโจรกระจอกพวกนั้น”
ธนูชิงเย่ย! นั่นเป็นธนูของเทียนชวูกงไม่ใช่หรือ เทียนชวูกงออกเดินทางไปทั่วหล้า หันหลังให้ยุทธภพนานแล้ว ทำไมธนูมีชื่อนั่นถึงมาอยู่ในมือหญิงสาวเสื้อม่วงได้
ซางจวินแสร้งพูดด้วยความสบายใจ “เจ้าพูดมาแบบนี้แล้วข้าก็วางใจ คุณหนูของเจ้าชื่อแซ่ใดหรือ?”
“หรวนถิงหยู” ฉีเชว่ยพูดชื่อของคุณหนูอย่างภาคภูมิใจ ทันใดนั้นนางก็รู้สึกไม่สมควรจึงเท้าเอวเตือนอีกฝ่ายอย่างจริงจัง
“เจ้าอย่าได้สนใจเรื่องคุณหนูของข้ามากเกินไป ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้ อย่าได้คิดเพ้อเจ้อเด็ดขาด ถึงเจ้าจะหน้าตาดี แต่คุณหนูต้องคู่กับวีรบุรุษเท่านั้น บัณฑิตอย่างเจ้าอย่าฝันเลย!”
ซางจวินกลั้นหัวเราะ รีบพูดซ้ำๆ “ไม่กล้า ไม่กล้า” ฉีเชว่ยพยักหน้าอย่างพอใจ อยากจะสั่งสอนเขาต่อ แต่เสียงของหรวนถิงหยูกลับขัดขึ้นเสียก่อน
“เสี่ยวฉีมานี่”
“เจ้าค่ะ ข้ามาแล้ว”
ฉีเชว่ยมาถึงหรวนถิงหยูก็เอ่ยถาม “เจ้าไปพูดอะไรมากมายกับคนผู้นั้น”
ฉีเชว่ยทำหน้าทะเล้น “ข้าแค่สั่งสอนเขานิดหน่อย ไม่ให้เขาคิดเพ้อเจ้อกับท่าน”
“พูดมากไปแล้ว” หรวนถิงหยูตำหนิ อยากจะพูดบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา นางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจแล้วสั่งกำชับ “จัดการเรื่องเวรยาม ให้ทุกคนรีบพักผ่อน พรุ่งนี้ต้องเดินทางอีก”
“เจ้าค่ะ” ฉีเชว่ยยักไหล่ เดินแยกไปหาคนอื่นๆ
หลังจากฉีเชว่ยเดินจากไป หรวนถิงหยูก็มองคนที่นั่งอยู่บนหินก้อนใหญ่ เขาเอนหลังพิงหน้าผา เงาของหน้าผาทำให้มองไม่เห็นสีหน้า ทว่าดวงตาฉายแววเศร้าล้ำลึกคู่นั้นกำลังเหม่อมองท้องฟ้า
เขาเป็นคนแบบไหนกัน