ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

นิยายชุดพรหมลิขิตรัก ภาควาสนาพานพบ (ซางจวิน)

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เพราะล่วงรู้ความลับบางอย่างของฮ่องเต้ จวนแม่ทัพอู๋ทั้งจวนจึงต้องโทษประหาร! อู๋ลั่วจวินบุตรสาวคนโตของตระกูลอู๋ที่ออกจากบ้านไปร่ำเรียนวิทยายุทธ์ตั้งแต่เล็ก เมื่อรู้ข่าวนี้ก็รีบรุดกลับมาช่วยเหลือ นางบุกเดี่ยวเข้ากลางลานประหาร ประกาศตัวเป็นศัตรูกับทางการด้วยการชิงตัวน้องสาวคนเดียวออกมา นี่คือจุดกำเนิดของกบฏที่มีค่าหัวแพงที่สุดของราชสำนักชางเย่และเป็นจุดกำเนิดของ ‘ซางจวิน... เจ้าหุบเขาพิสดาร’ หากคุณติดตาม ‘ยุทธการปิดแผ่นฟ้า’ คุณคงเคยได้ยินเสียงร่ำลือเกี่ยวกับเจ้าหุบเขาพิสดารผู้ลึกลับ---บุรุษสีเทาที่ซื้อขายของมีค่าได้ทุกชิ้นในใต้หล้าโดยไม่สนผิดถูก เป็นสหายกับคนได้ทุกระดับแม้กระทั่งโจรป่ายังต้องเกรงใจ เป็นสุภาพบุรุษที่สาวงามทุกคนได้ยินชื่อเป็นต้องสะเทิ้นอาย วรยุทธสูงส่งขนาดที่ทหารนับพันล้อมจับไม่สำเร็จ เขาเป็นใคร... และการปรากฏตัวของเขามีจุดประสงค์ใดกันแน่!

บทนำ

นิยายชุดพรหมลิขิตรัก ภาควาสนาพานพบ (ภาคต่อจากภาคยุทธการปิดแผ่นฟ้า)

 

เพราะล่วงรู้ความลับบางอย่างของฮ่องเต้ จวนแม่ทัพอู๋ทั้งจวนจึงต้องโทษประหาร!

อู๋ลั่วจวินบุตรสาวคนโตของตระกูลอู๋ที่ออกจากบ้านไปร่ำเรียนวิทยายุทธ์ตั้งแต่เล็ก เมื่อรู้ข่าวนี้ก็รีบรุดกลับมาช่วยเหลือ นางบุกเดี่ยวเข้ากลางลานประหาร ประกาศตัวเป็นศัตรูกับทางการด้วยการชิงตัวน้องสาวคนเดียวออกมา

นี่คือจุดกำเนิดของกบฏที่มีค่าหัวแพงที่สุดของราชสำนักชางเย่และเป็นจุดกำเนิดของ

‘ซางจวิน... เจ้าหุบเขาพิสดาร’

หากคุณติดตาม ‘ยุทธการปิดแผ่นฟ้า’ คุณคงเคยได้ยินเสียงร่ำลือเกี่ยวกับเจ้าหุบเขาพิสดารผู้ลึกลับ---บุรุษสีเทาที่ซื้อขายของมีค่าได้ทุกชิ้นในใต้หล้าโดยไม่สนผิดถูก เป็นสหายกับคนได้ทุกระดับแม้กระทั่งโจรป่ายังต้องเกรงใจ เป็นสุภาพบุรุษที่สาวงามทุกคนได้ยินชื่อเป็นต้องสะเทิ้นอาย วรยุทธสูงส่งขนาดที่ทหารนับพันล้อมจับไม่สำเร็จ

เขาเป็นใคร... และการปรากฏตัวของเขามีจุดประสงค์ใดกันแน่!

สารบัญ

บทนำ

 

ราตรีคืบคลานแลต้นสน

มวลเมฆวนล่องไร้ทิศทาง

โดดเดี่ยวผู้เดียวถ้ำอ้างว้าง

ทิวทัศน์กระจ่างยอดผาชัน

 

หุบผาเดียวดายแห่งนี้ เป็นหนึ่งในหุบเขาที่สูงชันที่สุดในเมือง

บนยอดเขาแห่งนี้โอบล้อมด้วยเมฆหมอกตลอดปี ไอเมฆฝนปกคลุม หนทางขึ้นเขาคดเคี้ยวเสมือนเหล่ามังกรที่แหวกว่ายอยู่ท่ามกลางทะเลหมอก ดูสง่างามไร้ขอบเขต บนยอดเขาที่สูงสุดนั้น นอกจากเหยี่ยวที่อาจแหงนหน้ามองถึงแล้ว ไม่มีนกตัวไหนจะสามารถบินผ่านได้เลย

หญิงสาวในชุดธรรมดานางหนึ่งคุกเข่าอยู่บนหน้าผา ผมยาวสลวยจรดพื้น เสื้อผ้าโบกสะบัดไปตามกระแสลมที่พัดแรง แผ่นหลังของนางตั้งตรงไว้สง่า มองแล้วเหมือนต้นสนบนหน้าผาที่ไม่หวั่นต่อแรงลม ดวงตาสุกใสจ้องไปยังแผ่นหินที่ตนคุกเข่าอยู่ แววตาโศกเศร้าหลบซ่อนอยู่ภายใต้ความแน่วแน่และเด็ดเดี่ยว

“ศิษย์อกตัญญู บิดามารดาถูกทำร้าย แค้นนี้หากไม่ชำระย่อมเสียทีที่เกิดมา” น้ำเสียงเรียบเย็นแฝงความขมขื่นแต่ไม่ท้อถอย

ไม่ไกลจากหญิงสาว ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดยาวสีน้ำเงินเข้มยืนสองมือไพล่หลัง เพียงแค่มองเงาร่างจากด้านหลัง ยังรู้สึกถึงกลิ่นอายดั่งเทพเซียนและบุคลิกสง่างามไร้มลทิน

จิงซวู่ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเสียดาย เพราะเขาหันหน้าเข้าหาทะเลหมอกและขุนเขา ผู้อื่นจึงไม่สามารถรับรู้ความในใจของเขาได้ เวลาผ่านไปไม่นาน เขาก็ค่อยๆ หลับตาลงพลางถอนหายใจ

“เอาเถอะ เจ้าไปเสีย แต่จงจำเอาไว้ หลังจากลงเขาไปแล้ว วาสนาความเป็นศิษย์อาจารย์ของเราให้ถือว่าสิ้นสุดกันแต่เพียงเท่านี้”

ร่างหญิงสาวสั่นเบาๆ นางขบฟันแน่นแต่ไม่เอ่ยอ้อนวอน เพียงเหลือบมองอาจารย์ที่พร่ำสอนตนมาหลายปีอีกครั้ง นางก้มลงโขกศีรษะกับพื้นหินเสียงดังสามครั้ง เมื่อเงยหน้าขึ้น คราบเลือดสีแดงที่ฉาบอยู่บนหน้าผากกลับให้ความรู้สึกเย้ายวนต่อสายตาผู้มอง

“ศิษย์อกตัญญู ขอบคุณอาจารย์ที่อบรมพร่ำสอนมาหลายปี” หญิงสาวกล้ำกลืนความอาวรณ์และขมขื่นทั้งหมดลงคอ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้น หันหลังเดินลงเขาอย่างมุ่งมั่น ร่างของนางดูปราดเปรียวว่องไว การเคลื่อนไหววูบวาบดั่งเงา แม้เป็นเทพเซียนหรือสัตว์ป่าในหุบเขาก็ไม่อาจไล่ตามนางได้ทัน

หยาดน้ำตาที่หลั่งรินถูกสายลมพัดจนเหือดแห้ง หญิงสาวผู้นี้จะไม่มีสิทธิ์ก้าวขึ้นยอดเขาแห่งนี้เป็นครั้งที่สอง!

บนหน้าผา เหลือเพียงเงาร่างโดดเดี่ยวของจิงซวู่ที่ยืนเผชิญหน้ากับขุนเขา

ด้านหนึ่ง หนุ่มน้อยที่เฝ้ามองศิษย์อาจารย์ที่น่าอึดอัดใจคู่นี้ใต้ต้นสนอยู่ไกลๆ ทนดูไม่ไหว เขาวิ่งมาหยุดยืนด้านหลังจิงซวู่ เอ่ยถามอย่างร้อนใจ

“ศิษย์พี่ ลั่วจวินลงเขาเพื่อหาทางช่วยเหลือบิดามารดา นางไม่ได้ทำผิดมหันต์ เหตุใดท่านจึงต้องตัดขาดความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์กับนางด้วย” เขาไม่เข้าใจ ตั้งแต่มาอยู่กับศิษย์พี่ เขาก็ใช้ชีวิตร่วมกับศิษย์พี่และลั่วจวินซึ่งเป็นศิษย์เอกมาโดยตลอด

ศิษย์พี่ของเขาเปรียบเสมือนบิดาอีกคนหนึ่งของลั่วจวิน แล้วทำไมศิษย์พี่ถึงยอมตัดขาดกับนางได้

ในที่สุดจิงซวู่ก็หันกลับมา ใบหน้างามสง่าถูกความหมองหม่นครอบคลุม เขามองทิศที่ลั่วจวินจากไป ถอนหายใจอีกครั้ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“นางจากไปครั้งนี้ ชีวิตก็จะหาไม่ จะเหลือสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์ใดให้สานต่อได้อีก”

“หา!!” ฉีเฟิงหัวตกใจจนร้องเสียงหลง “ถ้าเป็นเช่นนั้นเราควรจะห้ามนางลงเขา ข้าจะไปตามนางกลับมาเดี๋ยวนี้” พูดจบก็เตรียมมุ่งหน้าลงเขาทันที

จิงซวู่สะบัดมือครั้งหนึ่ง พลังจากฝ่ามือสกัดฝีเท้าฉีเฟิงหัวทันควัน “เฟิงหัว แค่วรยุทธของเจ้าจะห้ามนางได้รึ ถึงวันนี้ห้ามได้ ชีวิตต่อจากนี้นางก็คงทุกข์ทรมานอยู่ดี”

ฉีเฟิงหัวหัวเสียนัก ศิษย์พี่พูดถูก ถึงแม้ว่าเขาจะนับเป็น ‘อาจารย์อา’ คนหนึ่งของลั่วจวิน แต่วรยุทธของเขายังห่างชั้นกับนางหลายขุม อย่าว่าแต่วิ่งตามนางให้ทันเลย ต่อให้ตามทันแล้วจะห้ามนางได้อย่างไร เมื่อไร้ซึ่งหนทาง ฉีเฟิงหัวก็เดินวนไปมา สุดท้ายจึงถามว่า

“ท่านจะปล่อยให้นางเอาชีวิตไปทิ้งแบบนั้นได้รึ?”

จะแข็งใจได้อย่างไรกัน เขาแหงนมองเบื้องบน มวลเมฆเคลื่อนกระจาย จิงซวู่เอ่ยเสียงเรียบ

“ทุกอย่างล้วนมีชะตากำหนด เมื่อคืนข้าดูดวงดาวทำนายชะตาชีวิตนางแล้ว ผลทำนายแปลกประหลาดยิ่งนัก หากลั่วจวินโชคดีได้พบกับ ‘คนผู้นั้น’ ก่อน ชะตาของนางก็จะเปลี่ยนไป วิถีของดวงดาวก็จะพลิกผันไปเช่นเดียวกัน”

เมื่อคืนนี้ดาวฤกษ์ดวงนั้นปรากฏขึ้นแล้วโดดเด่นอยู่กลางสี่มุมเมือง แม้จะไม่ใช่ดวงดาวแห่งกษัตริย์ แต่ก็สว่างไสวเหนือดาวทุกดวง

ลั่วจวิน... หวังว่าเจ้าจะมีโอกาสได้พบเจอดาวดวงนั้น

ฉีเฟิงหัวนึกยินดี รีบถามต่อ “คนผู้นั้นเป็นใคร?” ศิษย์พี่ของเขาเชี่ยวชาญการทำนายทุกรูปแบบ เมื่อเอ่ยปากเช่นนี้ ลั่วจวินต้องมีทางรอดแน่นอน

จิงซวู่ส่ายหน้าช้าๆ ชะตาฟ้ายากกำหนด

เขาทะยานตัวจากไป พริบตาเดียวก็ไปยืนเดียวดายบนยอดเขาอื่น... ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด

 

สายลมหนาวที่พัดผ่านคมกริบเหมือนดาบที่กรีดเฉือนผิวหนัง

ต้นไม้ไร้ชีวิต ใบไม้โรยรา กิ่งก้านสาขาดูแห้งแล้ง

ในยามปกติ อากาศหนาวเช่นนี้ทุกคนจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ทว่าวันนี้ผู้คนกลับหนาตา เพราะจะมีการประหารผู้นำทัพที่ชื่อเสียงเลื่องลือ

คนทั่วไปหรือกระทั่งคนในราชสำนักต่างไม่มีใครเชื่อว่าคนที่ภักดีต่อแว่นแคว้นอย่างแม่ทัพผู้นี้จะทรยศ หลักฐานเพียงแค่กระดาษหนึ่งแผ่นถึงกับต้องประหารชีวิต ทุกคนไม่มีใครยอมรับเรื่องนี้ ทว่าฮ่องเต้เป็นผู้กำหนดโทษทัณฑ์ด้วยตนเอง จึงไม่มีใครกล้าอ้าปากเถียงว่านี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะคนที่วิ่งไปออกหน้าแทนนักโทษอาจต้องโดนประหารไปด้วย

ในเวลากลางวันก่อนฤกษ์ประหารจะมาถึง หลายคนที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ จึงทำเพียงไปเยี่ยมท่านแม่ทัพเป็นครั้งสุดท้าย

ปกติสถานที่แห่งนี้กว้างขวาง ทว่าวันนี้กลับแน่นขนัดไปด้วยประชาชนที่สวมใส่เสื้อสีขาว ทำให้ที่แห่งนี้ดูเล็กไปถนัดตา

ใต้เท้าฟังฝานสีหน้าเคร่งเครียด ขมวดคิ้วเป็นปม กำชับทหารเฝ้ายามรอบๆ ลานประหารอย่าให้ประชาชนเข้ามาใกล้มากจนเกินไป เพียงไม่นานลานประหารก็ถูกป้องกันจากกองทหารที่รวมตัวเป็นกำแพงมนุษย์ กำแพงที่ว่านั้นกั้นเป็นสามชั้น กระทั่งน้ำก็ไม่สามารถลอดผ่านเข้าไปได้

ฟังฝานค่อยวางใจได้ เขารู้ดีว่าทหารจากราชสำนักเหล่านี้รับคำสั่งโดยตรงจากฮ่องเต้ ตัวเขาเองก็หวั่นเกรงว่าแม่ทัพ ‘อู๋เจินเหยียน’ ผู้เป็นที่รักของปวงประชาและมีทหารในอาณัติอยู่มาก จะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นขณะที่เขากำลังทำหน้าที่ แค่จำนวนประชาชนที่มาดูการประหารก็ทำให้เขากังวลมากแล้ว

อู๋เจินเหยียนอยู่ในตำแหน่งแม่ทัพหลายปีเป็นที่รักใคร่ของประชาชน เหล่าทหารให้ความเคารพยำเกรง ฮ่องเต้จึงอยากจะกำจัดเสี้ยนหนามนี้ให้สิ้นก่อนที่ทหารจากชายแดนจะมาขัดขวางการประหารครั้งนี้

ทหารทางชายแดนไม่เหมือนทหารที่อยู่ในเมือง พวกนั้นมีฝีมือเก่งกาจกว่ามาก ฟังฝานกลัวว่าคนเหล่านั้นจะยกทัพมา ฮ่องเต้ไม่อยากให้เรื่องบานปลายจึงคิดจะตัดไฟเสียแต่ต้นลม

พอคิดมาถึงตรงนี้ฟังฝานก็รู้สึกหนาวจับขั้วหัวใจ

“เที่ยงแล้ว” ทหารที่เฝ้าเวลาตะโกนบอกเสียงดัง ทำให้ทุกสรรพเสียงในลานประหารเงียบลงฉับพลัน

ฟังฝานลำบากใจจริงๆ เขาอยากให้การประหารนี้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เวลานี้ที่นี่คือสถานที่อันตรายที่สุด คนที่ได้รับคำสั่งมาควบคุมดูแลการประหารอย่างเขานึกอยากออกไปจากตรงนี้แล้ว เกรงว่าถ้าช้าไปกว่านี้การประหารอาจจะไม่สำเร็จ ใจจริงเขาก็ไม่อยากเป็นคนสั่งประหารท่านแม่ทัพสักเท่าไร ฟังฝานกลืนน้ำลายแล้วฝืนยิ้ม พยักหน้าทำความเคารพท่านแม่ทัพก่อนจะเอ่ยถาม

“ท่านแม่ทัพอู๋อยากจะกล่าวเรื่องใดเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่?”

กลางลานประหาร ใบหน้าของแม่ทัพอู๋เต็มไปด้วยเลือด แววตาคมกล้าราวกับตาเสือ เขาหัวเราะแม้ว่าน้ำเสียงจะอ่อนเพลียแต่ยังคงแฝงความห้าวหาญ

“ข้าไม่มีอะไรจะพูด ข้าภักดีและสัตย์ซื่อกับฮ่องเต้มาโดยตลอดใครๆ ก็รู้”

พูดจบเด็กหญิงที่นั่งอยู่ท่าเดียวกับเขาก็พูดขึ้น “ดี!” นางยิ้มแล้วเชิดหน้าขึ้นอย่างผยอง ร่างเล็กๆ นี้อยู่เคียงข้างผู้เป็นบิดามาโดยตลอด มองผิวเผินอาจประเมินว่านางอ่อนแอ ทว่าความดื้อรั้นที่ฉายออกมาจากแววตานั้นเหมือนกับบิดาไม่มีผิด

“ดี!!!” ทุกคนในตระกูลอู๋ที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังแม่ทัพอู๋ตะโกนพร้อมกัน ความกล้าหาญของคนเหล่านี้ช่างท่วมท้น พลันในหมู่ประชาชนมีเสียงคนผู้หนึ่งปรบมือให้พวกเขา จากนั้นคนอื่นก็ปรบมือตามกันอย่างพร้อมเพรียง เสียงปรบมือของประชาชนทำให้ทหารที่เฝ้าอยู่เกิดความหวั่นเกรง

“ประหาร!” ฟังฝานรีบตะโกนออกคำสั่ง เพชฌฆาตยกดาบขึ้นในท่าเตรียมพร้อม ดาบที่อยู่ในมือดูน่าสะพรึงนัก อู๋เจินเหยียนหันไปยิ้มให้ลูกสาวคนเล็กอย่างอบอุ่น เขาบอกให้นางปิดตาลงเพราะไม่อยากให้ลูกเห็นศีรษะของพ่อตกลงพื้นด้วยตาของนางเอง ประชาชนที่อยู่ภายในบริเวณนี้ไม่มีใครอยากเห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดต่อไป ทุกคนล้วนหันไปทางอื่น

จังหวะนั้นหลายคนรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งแตะที่หัวไหล่ พวกเขารีบเงยหน้าขึ้น มองเห็นหญิงสาวคนหนึ่งถือกระบี่ในมือ คมกระบี่พลิ้วไหวยืดหยุ่นได้ดั่งใจ นางตรงไปยังลานประหาร ลอยละล่องเหมือนโคมไฟและรวดเร็วเกินกว่าจะมองเห็น

เคร้ง!

เพียงพริบตาดาบใหญ่ในมือเพชฌฆาตก็ถูกกระบี่อ่อนตัดขาดเป็นสองท่อนตกลงพื้นก่อนจะได้ตัดหัวนักโทษ เพชฌฆาตร่างใหญ่เซถอยหลังไปหลายก้าว ทหารบนลานประหารได้แต่ยืนตัวแข็งค้างไม่กล้าขยับ หญิงสาวรีบพยุงตัวบิดาให้ลุกขึ้นพร้อมกับใช้กระบี่ตัดเชือกที่มัดมือของน้องสาวจนขาด

“มีคนชิงตัวนักโทษ!” ทหารที่เฝ้ายามอยู่ตะโกนเสียงดัง ยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้พลธนู

“ยิง!”

ลูกธนูนับร้อยพุ่งผ่านอากาศราวกับห่าฝน อู๋ลั่วจวินปล่อยมือจากบิดา นางใช้กระบี่กวัดแกว่งไปมามองดูเหมือนผ้าผืนเล็กโบกสะบัดรอบตัวทั้งสองเพื่อปัดลูกธนูออกไปให้พ้น แล้วใช้กำลังภายในสร้างเกราะป้องกันขึ้นมา แต่คนอื่นๆ ในตระกูลไม่โชคดีนัก พวกเขาถูกลูกธนูยิงใส่ล้มตายราวกับใบไม้ร่วง

อู๋เจินเหยียนรู้ว่าบุตรสาวคนโตทำแบบนี้เพื่อปกป้องเขา แต่คงทำได้อีกไม่นาน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปลั่วจวินจะหนีไปไหนไม่ได้และอาจถูกจับอีกคน ผู้เป็นบิดาจึงตัดสินใจล้มตัวนอนลงบนพื้นแล้วผลักลูกสาวคนเล็กไปทางลูกสาวคนโต

“ลั่วจวินพาน้องหนีไป!”

“ท่านพ่อ!” อู๋ลั่วเซี่ยวร้องไห้ดึงมือบิดาไว้ไม่ยอมปล่อย

อู๋ลั่วจวินแกว่งกระบี่ไปมา “ท่านพ่อ ข้าจะพาทุกคนออกไปจากที่นี่ให้ได้” หญิงสาวกัดฟันต่อสู้ไม่ยอมแพ้ ถึงตายก็ไม่หวั่น

“ลั่วจวิน พ่อถูกตัดเส้นเอ็นมือเท้าหมดแล้ว เจ้าพาน้องหนีไป รีบไป!”

แม้อู๋ลั่วจวินจะแกร่งกล้าสักปานใดก็ไม่สามารถพาบิดาที่ข้อมือ

ข้อเท้าถูกตัดเส้นเอ็นกับน้องสาวตัวเล็กๆ ฝ่าห่าธนูออกไปได้ ก่อนที่ลั่วจวินจะมาช่วย แม่ทัพอู๋ไม่เคยคิดหวาดหวั่นต่อสิ่งใด อย่างน้อยก็ยังเหลือลูกสาวคนโต ทว่า... มาถึงตอนนี้เขากลัวว่าครอบครัวจะไม่เหลือใครรอดแม้แต่คนเดียว

“เจ้าอยากให้ตระกูลของเราไม่เหลือใครเลยหรือ อยากให้มารดาของเจ้าเห็นสิ่งเหล่านี้รึ!”

อู๋ลั่วจวินได้ยินดังนั้นก็มิอาจรับรู้ต่อสิ่งต่างๆ รอบกาย นางแค่ไม่อยากเห็นบิดาตายไปต่อหน้าต่อตา หากจะตายนางก็ขอตายพร้อมกัน

รอบตัวของลั่วจวินเต็มไปด้วยลูกธนู กระบี่ในมือเหมือนจะไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับผู้เป็นเจ้าของเสียแล้ว ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งปักเข้าที่แขนขวาของนาง เลือดไหลผ่านเสื้อหยดลงบนพื้นแล้วซึมหายไป

สถานที่แห่งนี้เป็นผืนดินกินกลืนเลือด!

อู๋เจินเหยียนไม่อยากให้ลูกสาวทั้งสองต้องมาตายพร้อมกันที่นี่ เขารู้นิสัยลั่วจวินดี หากวันนี้เขาไม่ตายลั่วจวินก็จะไม่พาน้องสาวหนี เขามองลูกสาวคนโตที่เป็นทั้งความรักและความหวังกำลังปัดป้องลูกธนู มองลูกสาวคนเล็กที่ดึงมือเขาไว้แน่น อู๋เจินเหยียนเก็บลูกธนูที่ตกอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมา มือที่สั่นเทาจากการโดนทำร้ายค่อยๆ ยกขึ้น

ฉึก!

อู๋เจินเหยียนแทงลูกธนูเข้าที่อกตนสุดแรง เลือดไหลทะลักออกมาทันที

แม่ทัพอู๋ยิ้มให้กับตนเอง อีกนิดเดียวเขาจะได้ไปพบกับภรรยาที่รักในยมโลกแล้ว

“หรู่ชิง ข้ากำลังไปอยู่กับเจ้า”

เลือดพุ่งออกมาเปรอะเปื้อนใบหน้าอู๋ลั่วเซี่ยว “ท่านพ่อ... ท่านพ่อ!” เด็กหญิงกรีดร้องด้วยความเสียใจอย่างที่สุด ลูกสาวคนเล็กร้องเรียกบิดาผู้เป็นที่รักจนหมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้วหมดสติไป

เสียงร้องตกใจจากด้านหลังทำให้อู๋ลั่วจวินหันกลับมามอง ทันช่วยน้องสาวที่กำลังล้มแต่ไม่ทันช่วยผู้เป็นบิดาที่เอาลูกธนูแทงตัวเอง แม่ทัพอู๋มองหน้าลูกสาวคนโตที่ใบหน้าเปื้อนเลือด

“ลั่วจวิน มารดาของเจ้าอยากให้น้องสาวรอดชีวิต เจ้าต้องทำให้ได้ เข้าใจไหม!” แม่ทัพอู๋มองบุตรสาวด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง ก่อนจะสั่งเสียคำสุดท้าย

“ลูกข้า… เจ้าทั้งสองต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้”

พูดจบร่างของอู๋เจินเหยียนก็กระตุกเฮือกอย่างแรงแล้วสิ้นลมจากไป

เลือดของเขาไหลนองเต็มลานประหาร พื้นทรายโดยรอบเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานเหมือนกับนัยน์ตาและหัวใจของลั่วจวินเวลานี้ นางกำมือแน่นจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น ทหารที่อยู่รอบด้านคาดไม่ถึงว่าแม่ทัพอู๋จะฆ่าตัวตาย ทุกคนหยุดยิง ถือคันธนูอย่างลังเลว่าควรจะยิงต่อไปอีกหรือไม่

อู๋ลั่วจวินกอดน้องสาวไว้ ดวงหน้าของนางเศร้าโศกคับแค้น มองคล้ายกับคนที่สิ้นใจไปแล้ว นางลุกขึ้นประคองร่างของน้องสาว เหยียบลูกธนูที่ตกอยู่บนพื้น เดินผ่านหน้าทหารที่ยืนอึ้งตะลึง เส้นผมสีดำเปียกชุ่มไปด้วยเลือด เสื้อผ้าชุ่มโชกไปด้วยเลือดของบิดา เส้นทางที่นางเดินผ่านทิ้งรอยเลือดเป็นทางยาว ทหารบางคนพอเห็นหญิงสาวผู้นี้เดินมาใกล้ก็นึกหวาดกลัวพลังอันแข็งแกร่งและแววตาคมกล้า พวกเขาหลีกทางแหวกเป็นสองฝั่งให้นางเดินออกไป

ฟังฝานยื่นหน้าออกมาจากใต้โต๊ะที่หลบอยู่ มองทหารที่ถืออาวุธนิ่งงันไม่กล้าลงมือ จึงรีบตะโกนสั่งเสียงดัง

“ยิงสิ…ยิง ยืนเฉยอยู่ทำไม!”

หญิงสาวผู้นี้มีพลังชีวิตที่กล้าแกร่ง บิดาของนางตายบนลานประหารที่เขาเป็นผู้ดูแล หากนางยังมีชีวิตรอด ไม่แน่ว่าอาจจะหวนกลับมาฆ่าเขาเพื่อล้างแค้นก็ได้

ทหารที่ได้ยินคำสั่งพลันรู้สึกตัวแต่ยังไม่ทันได้ง้างคันธนู อู๋ลั่วจวินก็ทะยานตัวจากไปไกลแล้ว

ฟังฝานมองหญิงสาวที่หนีไปก็รีบตะโกนสุดเสียง “ไป! ต้องจับนางให้ได้”

ทหารรีบทำตามคำสั่ง ทว่าพวกเขากลับโดนประชาชนที่มาร่ำลาท่านแม่ทัพอู๋ขวางทางไว้ กว่าที่ทหารจะฝ่าฝูงชนออกมาได้ สองพี่น้องก็หายลับไปจากสายตา

อู๋ลั่วจวินหันกลับมามองลานประหารอีกครั้ง มองร่างไร้วิญญาณของคนในตระกูลนับร้อย

เรื่องนี้จะเป็นฝันร้ายของนางไปทั้งชีวิต!

บทที่ 1 ซ่อนตัว

ห่างออกไปจากเมืองหลวง ในถ้ำแห่งหนึ่ง ด้านในมีกองไฟลุกโชนอยู่

ขนาดถ้ำไม่ใหญ่มากนัก ไฟที่จุดทำให้ภายในถ้ำสว่างไสว อู๋ลั่วจวินวางร่างน้องสาวลงบนหญ้าแห้ง นางใช้มือเสยผมน้องสาวที่ปิดใบหน้าออก

ลั่วเซี่ยวยังสลบไสล คิ้วของนางขมวดแน่น

มือบางลูบหน้าน้องรักเบาๆ ความคิดของผู้เป็นพี่ตอนนี้มีแต่ภาพที่คนในตระกูลนอนตายบนลานประหาร ภาพบิดาที่ฆ่าตัวตาย หยาดน้ำตาไหลอาบใบหน้างดงาม น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าหยดลงบนเสื้อ ความเหน็ดเหนื่อยในวันนี้ทำให้นางหมดแรงต้องนั่งพิงผนังถ้ำ

นางไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เพียงแค่วันเดียวบิดาจึงกลายเป็นคนทรยศบ้านเมืองไปได้ นางไม่เชื่อว่าบิดาจะเป็นคนแบบนั้น หญิงสาวต่อยผนังถ้ำเต็มแรงด้วยความแค้นใจ หินเล็กๆ ร่วงตกลงมากระทบร่างและกระทบโดนแผลที่โดนลูกธนูยิงซึ่งตอนนี้เลือดแห้งกรังดูน่ากลัวนัก

หญิงสาวฉีกเสื้อมาพันไว้รอบบาดแผล ใช้มือดึงปากช่วยกัด ผูกผ้ารัดแผลให้แน่นขึ้น แต่เพราะใช้แรงมากเกินไปปากแผลจึงเปิดอีกครั้ง ความรู้สึกเจ็บตอนนี้จางหายเหมือนแขนนี้ไม่ใช่แขนของนางอีกต่อไป

“ท่านพ่อ… ท่านพ่อ” น้ำเสียงที่น่าสงสารดังขึ้น ลั่วจวินได้ยินก็สะดุ้งออกจากภวังค์ทันที นางดึงลั่วเซี่ยวมากอดไว้ น้องสาวยกมือขึ้นมาจับแขนข้างที่บาดเจ็บของพี่สาวแล้วร้องไห้

“พี่ใหญ่ ท่านพ่อไปไหน ท่านพ่ออยู่ที่ไหนแล้ว” แขนข้างที่บาดเจ็บถูกลั่วเซี่ยวบีบแน่น น้ำเสียงของน้องสาวช่างน่าสงสาร บีบคั้นจนนางเจ็บถึงขั้วหัวใจ พูดไม่ออกสักคำ ไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่ปล่อยให้น้องสาวเขย่าแขนนางไปเรื่อยๆ

ลั่วเซี่ยวร้องไห้จนหมดแรงซบร่างพี่สาว สองมือน้อยๆ ที่สั่นเทายกขึ้นลูบใบหน้าตนเอง เลือดของบิดาที่เลอะมือเปรอะเปื้อนไปทั่วใบหน้า เด็กหญิงปิดหน้าซบอกพี่สาวร้องไห้

“ท่านพ่อตายจริงๆ ท่านพ่อตายแล้ว”

เห็นน้องสาวร้องไห้อยู่กับอก พี่สาวยิ่งเหมือนถูกดาบแทงเข้าที่หัวใจ ลั่วจวินรู้สึกถึงลมร้อนบางอย่างในท้องย้อนขึ้นมาจึงรีบเบือนหน้าไปด้านข้าง เลือดพุ่งออกจากปากกระเซ็นไปถูกผนังถ้ำด้านหลัง แสงไฟสาดส่องให้เห็นถึงความน่าเวทนานี้

คนร้องไห้ตกใจเงยหน้าขึ้นแต่ลั่วจวินกดหัวอีกฝ่ายลง ด้วยไม่อยากให้น้องสาวเห็นผนังที่เปื้อนเลือด ลั่วเซี่ยวเห็นเลือดที่ติดริมฝีปากพี่สาวก็ร้องตะโกนเหมือนคนเสียสติ

“พี่ใหญ่! พี่ใหญ่เป็นอะไร อย่าตายนะ พี่อย่าทิ้งข้าให้อยู่คนเดียวนะ พี่...”

นางยังเยาว์วัยและหวาดกลัวนัก ลั่วเซี่ยวร้องไห้จนหายใจไม่ทัน ลั่วจวินใช้มือข้างหนึ่งโอบน้องสาวไว้ก่อนจะใช้มืออีกข้างสกัดจุดตนเอง ใช้ชายแขนเสื้อเช็ดเลือดที่เปื้อนริมฝีปากออกแล้วรวบรวมลมปราณ พลางจับแก้มสองข้างของน้องสาวอย่างอ่อนโยน

“เจ้าไม่ต้องกลัว พี่ไม่เป็นอะไร”

ลั่วเซี่ยวจับเสื้อพี่สาวไม่ยอมปล่อย จ้องหน้าพี่สาวเหมือนอยากได้คำตอบที่แท้จริง นางกลัวพี่สาวจะจากไปเหมือนบิดา

ลั่วจวินเอนหลังพิงผนังถ้ำ โอบน้องสาวไว้ในอ้อมอกลูบหัวเบาๆ น้องสาวซบที่อกได้ยินเสียงหัวใจพี่เต้นจึงแน่ใจว่าอีกฝ่ายปลอดภัยจริงก็หยุดร้องไห้ มือที่จับชายเสื้อคลายออกช้าๆ แต่ยังไม่ปล่อยเสียทีเดียว พี่สาวก้มหน้าลงมองเห็นว่าน้องหยุดร้องไห้แล้วจึงเอ่ยถามเรื่องสำคัญ

“เจ้าบอกพี่มาว่าเกิดอะไรขึ้น”

นางอยากรู้สาเหตุที่ท่านพ่อท่านแม่ต้องโทษ ต้องตายทั้งที่ไร้ความผิด ถ้าไม่อาจล้างมลทินให้พวกท่านนางจะเป็นลูกที่ดีได้อย่างไร

เด็กหญิงที่หลับตาไปก่อนหน้านี้ พอได้ยินประโยคนี้ถึงกับตัวสั่น “ข้า…ข้าไม่รู้”

“บอกข้าเท่าที่เจ้ารู้”

น้องสาวจับแขนเสื้อพี่สาวแน่นกว่าเดิม ลั่วเซี่ยวนึกถึงเรื่องราวในหลายวันที่ผ่านมา ทบทวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ เล่า

“ท่านแม่ไปมอบของขวัญให้ฮองเฮาเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของฮองเฮา แล้วท่านแม่ก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย จากนั้นในวังก็ส่งข่าวมาว่าท่านแม่ทำโคมไฟแก้วลายมังกรแตก ของสิ่งนี้เป็นของคู่ราชวงศ์ ของคู่บ้านคู่เมืองที่จะคุ้มครองไม่ให้เกิดภัยสงคราม ท่านแม่รู้ถึงความผิดว่าจะนำพาความเดือดร้อนมาให้คนในตระกูลจึงฆ่าตัวตายในวังหลวง ตอนที่รถม้ามาที่จวน ท่านแม่ถูกส่งกลับมาในสภาพเหมือนคนที่นอนหลับอยู่ ที่คอมีผ้าสีเขียวพันแน่น ตอนเช้าท่านแม่ยังสางผมให้ข้าอยู่เลย ตอนเย็นท่านแม่ก็ไม่ลืมตาขึ้นมาเรียกข้าอีกแล้ว...”

ท่านแม่ผู้อ่อนโยนแต่เข้มแข็งไม่มีทางที่จะฆ่าตัวตาย หัวใจลั่วจวินคล้ายถูกบีบแรงมากขึ้น นางหลับตานั่งรวบรวมลมปราณอีกครั้งข่มกลั้นความเจ็บปวด ลูบหลังของน้องสาวด้วยมือสั่นเทาที่ยากจะควบคุม

“เล่าต่อไป”

“หลังจากท่านพ่อรับศพท่านแม่กลับมาจิตใจของท่านก็แตกสลาย วันที่ทำพิธีฝังท่านแม่ ฮ่องเต้มีราชโองการใส่ร้ายว่าท่านพ่อทรยศบ้านเมือง จับท่านพ่อไปขังคุก หลังจากนั้น...หลังจากนั้น...” เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่เกิดเรื่องขึ้นทำให้ลั่วเซี่ยวหวาดกลัวจนตัวสั่นอีกครั้ง สั่นจนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้อีก

“พอแล้ว ไม่ต้องคิด” ลั่วจวินไม่อยากให้น้องสาวนึกถึงเรื่องร้ายๆ อีก ส่วนหนี้แค้นของบิดามารดา นางจะเป็นคนจัดการเอง!

“นอนเถอะ” นางเช็ดน้ำตาให้แล้วกล่อมน้องให้หลับเหมือนที่มารดาเคยทำ ลั่วเซี่ยวพลันนึกขึ้นมาได้อีกอย่าง จึงลุกขึ้นหาของในเสื้อ สุดท้ายเจอผ้าชิ้นเล็กๆ ส่งให้พี่สาว

“นี่คืออะไร?” ลั่วจวินรับผ้ามาแล้วเอ่ยถามน้องสาว

ลั่วเซี่ยวส่ายหน้า “วันที่ฝังท่านแม่ ท่านพ่อเจอสิ่งนี้ซ่อนอยู่ในมวยผมท่านแม่ ท่านพ่อยังไม่ทันได้ดู ทหารก็มาจับตัวไปเสียก่อน ท่านพ่อรีบเอามาใส่ในเสื้อข้า สั่งว่าให้เก็บรักษาให้ดี”

ลั่วจวินจ้องผ้าที่อยู่ในมือ ผ้าชิ้นนี้เกี่ยวข้องกับการตายของมารดาแน่ ไม่เช่นนั้นท่านพ่อคงไม่ใส่ไว้ในเสื้อของน้องสาว บิดาคงรู้ว่าครั้งนี้ต้องตายไม่อาจเลี่ยง จึงมอบของสำคัญไว้กับลั่วเซี่ยว เพราะถึงน้องสาวจะถูกฆ่า แต่ศพก็อาจมีโอกาสได้ฝัง เช่นนั้นผ้าก็ยังคงอยู่ แต่ศพของท่านพ่อคงไม่มีโอกาสได้ฝัง

ลั่วเซี่ยวเอนกายบนหญ้าแห้ง ลั่วจวินเดินไปใกล้กองไฟค่อยๆ แกะผ้าดู บนผืนผ้ามีตัวอักษรเลือดเขียนไว้

‘ฮ่องเต้หล่งฉีมู่ไม่ใช่คนที่อดีตฮ่องเต้แต่งตั้งให้สืบราชบัลลังก์ เรื่องนี้บันทึกไว้ในราชโองการสุดท้ายพร้อมพระราชลัญจกรหยก ฝังไว้ในสุสานเฟิ่งหวง มีศิลานิลเป็นกุญแจ’

ลั่วจวินเข้าใจทุกอย่างทันที เหตุผลที่บุพการีต้องตายเพราะท่านแม่ได้รู้ความจริงว่าฮ่องเต้ชิงบัลลังก์มาโดยมิชอบ เขาจึงฆ่านางตามมาด้วยทำลายชื่อเสียงของท่านพ่อว่าทรยศบ้านเมือง สั่งฆ่าคนตระกูลอู๋ทั้งตระกูล

“หล่ง-ฉี-มู่ ข้าจะฆ่าเจ้า!!”

แม้แต่แสงไฟยังหยั่งถึงความโกรธของอู๋ลั่วจวิน แรงลมพัดให้ไฟลุกโหมแรงขึ้น อู๋ลั่วเซี่ยวยกมือปิดหูสองข้างด้วยความหวาดกลัวกับเสียงอาฆาตที่สะท้อนก้องอยู่ในถ้ำ

 

ยามดึกเงียบสงัด

แสงจันทร์สาดส่องกระทบต้นไม้ แรงลมบางช่วงทำให้แสงขาดๆ หายๆ ทางเดินของจวนเสนาบดีลี่ในเวลานี้ที่ควรสงบ กลับมีผู้เฒ่าคนหนึ่งพาชายสองคนเดินไปตามทางที่วกไปวนมาจนถึงเรือนเล็กแห่งหนึ่ง ผู้ที่มาเยือนคือผู้ตรวจการแผ่นดินนามว่าหวงฉี อีกหนึ่งคือผู้คุมลานประหารนามว่าเกาไห๋หมิง ทั้งสองเพิ่งก้าวเข้ามาในเรือนก็พบชายคนหนึ่งสองมือไพล่หลังเดินไปเดินมาอยู่หน้าโต๊ะทำงาน สีหน้าเคร่งเครียด

หวงฉีกับเกาไห๋หมิงทำงานในราชสำนักมาหลายปี ทั้งสองรู้ดีว่าที่ ‘ท่านลี่’ เรียกพวกเขามาที่นี่เพราะไม่อยากให้คนนอกล่วงรู้ แสดงว่าต้องเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

“ท่านเชิญพวกเรามามีเรื่องอะไร?” หวงฉีเอ่ยถามไม่อ้อมค้อม

ลี่ต้าเหลิ่นไม่ตอบ แต่เดินไปสั่งกำชับบ่าวเฒ่าของตนว่าไม่ให้คนอื่นเข้ามาในเรือนนี้

“ขอรับ” ผู้รับคำสั่งถือโคมไฟออกไปแล้วปิดประตูให้เรียบร้อย รอกระทั่งเสียงฝีเท้าห่างไปไกล ลี่ต้าเหลิ่นจึงเดินไปหาผู้มาเยือนยามวิกาล

“เรื่องวันนี้ นับว่าข้าเสี่ยงยิ่งนักที่เชิญท่านทั้งสองมาร่วมหารือ”

ผู้มาเยือนหันมองหน้ากัน “ท่านลี่มีเรื่องอะไรรึ?”

เสนาบดีลี่ไม่ตอบแต่เดินไปข้างโต๊ะหนังสือแล้วเปิดม่านขึ้น ร่างสองร่างเดินออกมาจากตรงนั้น

“พวกนางคือใคร?”

หญิงสาวคนหนึ่งรูปร่างผอมเพรียว ใบหน้างดงามจนไม่อาจละสายตา ทว่ากลิ่นอายรอบตัวกลับเย็นชาทำให้ผู้มองรู้สึกถึงความเย็นยะเยือก นางจูงมือเด็กหญิงอายุประมาณสิบปี บนใบหน้ามีรอยน้ำตาเป็นคราบ สีหน้าฉายความรู้สึกเฉยชาเช่นเดียวกัน

พอมองเด็กหญิงชัดๆ เห็นเสื้อที่เปื้อนเลือด หวงฉีก็ตกใจสุดชีวิต

“บุตรสาวท่านแม่ทัพอู๋!”

หญิงสาวผู้นี้เขาไม่เคยพบหน้าก็จริง แต่เด็กหญิงข้างกายนั้นเขาจำได้ว่าเคยเจอกัน เป็นบุตรสาวของแม่ทัพอู๋อย่างแน่นอน เกาไห๋หมิงนึกขึ้นได้ว่าอีกคนก็คงเป็นบุตรสาวของแม่ทัพอู๋ด้วย

“ท่า... ท่าน... ท่านลี่... นี่...” ก่อนหน้านี้เคยได้ยินมาว่าบุตรสาวคนเล็กถูกคนช่วยชีวิตไปได้ ที่แท้พักอยู่ที่จวนของท่านลี่ พวกเขารู้ว่าท่านลี่กับแม่ทัพอู๋เป็นเพื่อนกัน ถ้าจะช่วยเหลือบุตรสาวของท่านแม่ทัพก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ในเมื่อช่วยลูกๆ ของแม่ทัพอู๋มาแล้วจะเรียกพวกเขามาร่วมรับรู้ทำไมเล่า

อู๋ลั่วจวินประคองน้องสาวนั่งบนเก้าอี้ แล้วก้าวมาข้างหน้า นางพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ทุกท่าน...ลั่วจวินรู้ว่าทั้งสองท่านภักดีต่อชางเย่ วันนี้ที่ต้องเชิญท่านทั้งสองมาไม่ได้หวังจะให้ล้างมลทินให้ท่านพ่อ แต่เพราะมีเรื่องสำคัญที่ต้องแจ้งให้พวกท่านได้รู้”

ลั่วจวินอยากจะเข้าวังหลวงไปฆ่าหล่งฉีมู่นัก ด้วยวรยุทธที่มีสามารถทำได้โดยง่าย แต่ถ้าผิดพลาดก็จะไม่มีใครดูแลน้องสาวรวมถึงความลับที่ท่านแม่มอบให้ก็คงไม่มีทางที่ประชาชนจะได้รู้ความจริง จึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากสหายสนิทของบิดา หากทุกคนช่วยกันโค่นหล่งฉีมู่ก็จะเป็นการล้างมลทินให้กับท่านพ่อและท่านแม่

“ก่อนที่ท่านแม่ของข้าจะตาย ผ้าผืนนี้ถูกเขียนไว้ด้วยเลือดของนาง”

ลั่วจวินยื่นผ้าผืนเล็กส่งให้ ทั้งสองคนอ่านข้อความนั้นแล้วก็ตกใจกลัวจนมือไม้สั่น ก่อนที่จะครองบัลลังก์ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันไม่มีลัญจกรหยกของฮ่องเต้องค์ก่อน เคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ว่าฝ่าบาทไม่ใช่คนที่ถูกเลือก มีเพียงราชโองการเท่านั้นที่ทำให้ฝ่าบาทได้ขึ้นครองราชย์ หลายปีที่ผ่านมาลัญจกรหยกไม่รู้หายไปไหน ไยวันนี้เงื่อนงำบางอย่างกลับเผยออกมา

หวงฉีถามอย่างร้อนรน “เจ้าเจอราชโองการสุดท้ายของอดีตฮ่องเต้กับลัญจกรหยกแล้วหรือ?” หากมีทั้งสองสิ่งนี้ก็ไม่น่าแปลกที่จะถูกสั่งฆ่าทั้งตระกูล

อู๋ลั่วจวินส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ว่าสุสานเฟิ่งหวงและศิลานิลอยู่ที่ไหน” นางอยากจะออกตามหาสองสิ่งที่ท่านแม่พูดถึง ทว่าจนปัญญาเพราะไม่รู้ว่าคือสถานที่ใด

เกาไห๋หมิงกับหวงฉีรีบหันมองลี่ต้าเหลิ่นเพราะเขารับใช้ราชสำนักมายาวนานที่สุด ครั้งที่อดีตฮ่องเต้ยังอยู่ ลี่ต้าเหลิ่นเป็นขุนนางที่มีความสำคัญคนหนึ่ง ถ้าเขาไม่รู้ก็คงไม่มีใครที่รู้ ผู้อาวุโสถอนหายใจตั้งสติ สุดท้ายก็พูดออกมา

“ตอนที่อดีตฮ่องเต้ยังอยู่ ฝ่าบาทพบปะกับนักพรตผู้หนึ่งบ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งระหว่างที่ฝ่าบาทดื่มสุราก็เผลอหลุดปากพูดออกมา บอกว่านักพรตมีหินวิเศษก้อนหนึ่ง ใช้เสาะหาทำเลดีเพื่อสร้างสุสานได้ หลังจากนั้นข้าก็ไม่เคยได้ยินฝ่าบาทพูดถึงอีกเรื่องนี้เลย ไม่กี่ปีผ่านไปฝ่าบาทก็เสด็จสวรรคต ไม่แน่ใจว่าสุสานเฟิ่งหวงอาจจะเป็นที่ที่ฝ่าบาทเคยพูดถึงก็ได้”

ยี่สิบปีที่ผ่านมาเขาสงสัยมาตลอดเรื่องที่ ‘ฮ่องเต้ย่ง’ ผู้นี้ครองราชย์ ตั้งแต่อดีตฮ่องเต้เสด็จสวรรคต หล่งฉีมู่ควบคุมทุกอย่างกระทั่งสถานที่เคารพพระศพก็ไม่มี ทว่าเมื่อเขานำราชโองการออกมาแสดงก็ไม่มีใครกล้าคัดค้าน

คืนนี้เมื่อลั่วจวินมาหาลี่ต้าเหลิ่นและส่งผ้าให้ดู เขาก็ไม่สงสัยอะไรทั้งสิ้น เพราะเหตุนี้เขาจึงรีบเชิญบุคคลทั้งสองที่ไว้ใจได้มาคุย หญิงสาวรีบถาม

“แล้วนักพรตคนนั้นเล่า?” หากพบกับคนผู้นั้นก็มีโอกาสที่จะเจอลัญจกรหยก

ลี่ต้าเหลิ่นส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ “หลังจากฝ่าบาทสวรรคต คนผู้นั้นก็หายสาบสูญ ถ้าอยู่ถึงตอนนี้นักพรตคงอายุเกือบร้อยปี น่าจะถูกฝังไปแล้วกระมัง”

เกือบจะมีความหวังอีกครา ทว่า...น่าเสียดายนัก

หวงฉีส่งผ้าคืนให้ “เจ้ามีหลักฐานอื่นอีกหรือไม่?” หญิงสาวส่ายหน้า ตอนนี้จวนตระกูลอู๋ถูกทางการปิดตายห้ามเข้า นางเคยเข้าไปสำรวจภายในพบว่าในจวนถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย แสดงว่ามีคนค้นหาบางสิ่งยิ่งกว่าที่นางอยากได้ นางยิ่งเชื่อว่า ข้อความที่เขียนด้วยเลือดท่านแม่เป็นความจริง

หวงฉีและเกาไห๋หมิงมองหน้ากัน สายตาของทั้งสองบอกให้รู้ว่าไม่สามารถทำอะไรได้ หวงฉีตัดสินใจพูดตามตรง “เรื่องนี้นับว่ายากยิ่ง แม้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันไม่มีลัญจกรหยกในมือแต่เขาก็มีราชโองการ”

อู๋ลั่วจวินไม่ยอมแพ้ “ราชโองการฉบับนั้นเป็นของปลอม เขาเขียนขึ้นมาใหม่เอง ท่านแม่ของข้าเขียนอักษรเลือดนี้มอบให้ แสดงว่าเรื่องนี้มีมูลความจริง!”

“แค่ข้อความในผืนผ้าชิ้นนี้ไม่สามารถใช้โค่นฮ่องเต้ย่งได้” สตรีก็คือสตรีเรื่องในราชสำนักไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอก

“หล่งฉีมู่ครองราชย์มายี่สิบกว่าปี ขึ้นภาษี สังหารคนบริสุทธิ์ ซ้ำยังก่อสงครามในแผ่นดิน เป็นฮ่องเต้ที่ใช้ความรุนแรง!” ต่อให้ไม่มีหลักฐานอักษรเลือดของท่านแม่ คนผู้นั้นก็ไม่สมควรเป็นฮ่องเต้ คนจิตใจเหี้ยมโหดชั่วร้ายเช่นนี้จะดูแลทุกข์สุขประชาชนได้อย่างไร

ทุกคนที่นี่ต่างรู้ว่าเรื่องราวแท้จริงเป็นอย่างไร แต่ใครเล่าจะเสี่ยงตายเป็นผู้ล้มราชบัลลังก์ เกาไห๋หมิงถอนหายใจเสียงดัง

“มีท่านอ๋องอีกคนหนึ่ง เป็นคนเดียวที่มีโอกาสจะโค่นล้มฮ่องเต้องค์ปัจจุบันได้ ถ้าท่านแม่ทัพอู๋ยังอยู่ ท่านแม่ทัพอาจร่วมมือกับขุนนางในราชสำนักช่วยเหลือท่านอ๋องผู้นี้กอบกู้บัลลังก์ แต่ตอนนี้...”

ตอนนี้ท่านแม่ทัพอู๋สิ้นแล้ว ท่านลี่ก็อายุมาก ลัญจกรหยกก็หายสาบสูญ ถึงจะหาพบ... แล้วใครกันเล่าจะสามารถช่วยกอบกู้ราชบัลลังก์ให้ฮ่องเต้องค์ใหม่ได้

คำพูดทั้งหมดนี้คือการปัดความช่วยเหลือ อู๋ลั่วจวินยิ้มเยาะ

“ถ้าพวกท่านมีความตั้งใจก็สามารถช่วยท่านอ๋องคนนั้นให้เป็นฮ่องเต้องค์ต่อไปได้ เพื่อล้มล้างการปกครองของหล่งฉีมู่ หรือจะสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก” หลายปีที่ผ่านมาพวกเขาถูกหล่งฉีมู่กดดันจนหมดความกล้าไปแล้วสินะ

“ลั่วจวินหยุดพูดได้แล้ว!” ลี่ต้าเหลิ่นตวาดเสียงดัง คำพูดที่อุกอาจขนาดนี้พูดออกมาได้อย่างไร สิ่งที่เหล่าขุนนางควรทำก็คือช่วยคน ‘ตระกูลหล่ง’ ที่มีความสามารถให้ขึ้นนั่งบัลลังก์มังกร

อู๋ลั่วจวินกัดฟันกรอด ไม่อาจโต้แย้งกับผู้ที่ท่านพ่อเคารพสูงสุด

บุตรสาวท่านแม่ทัพคนนี้น่าสงสารยิ่งนัก ลี่ต้าเหลิ่นตบไหล่ลั่วจวินเบาๆ อย่างให้กำลังใจ “บิดาของเจ้าตายไปแล้ว พวกเจ้าเป็นสายเลือดของตระกูลอู๋ ฮ่องเต้ไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่ ข้าจะหาวิธีส่งพวกเจ้าออกไปนอกเมือง”

เขาอายุมากแล้วแต่ไม่หวาดหวั่นต่อสิ่งใดและต้องการจะช่วยสายเลือดของตระกูลอู๋ให้มีชีวิตต่อด้วยใจจริง ตอบแทนที่ตระกูลอู๋เป็นมิตรที่ดีกับเขาเสมอมา

“ท่านลี่...” ลั่วจวินไม่ยอมล้มเลิกง่ายๆ

ลี่ต้าเหลิ่นโบกมือ ไม่อยากให้นางพูดต่อ ถอนหายใจพลางพึมพำเสียงเบา “ช่างมัน…ช่างมันเถิด ผิดที่เจ้าไม่ใช่ผู้ชาย...”

เพราะอู๋ลั่วจวินมีวรยุทธล้ำเลิศ แม้เสียงที่เอ่ยจะเบาแสนเบานางก็ได้ยิน หญิงสาวพลันหัวเราะเสียงดัง

หากเป็นชาย พวกท่านก็จะไม่พูดว่าอักษรเลือดเป็นหลักฐานที่ไม่สำคัญ

หากเป็นชาย สิ่งที่ข้าพูดพวกท่านก็จะสนใจ

หากเป็นชาย ข้าก็จะสามารถเป็นตัวแทนท่านพ่อ ช่วยฮ่องเต้องค์ใหม่ได้

หากเป็นชาย ข้าก็จะสามารถฆ่าฮ่องเต้เผด็จการได้!

หากจะผิด ก็ผิดที่นางไม่ได้เป็นชาย ไม่ได้เป็นชาย

เข้าใจแล้ว! เข้าใจแล้ว! ข้าเข้าใจแล้ว!!!

หญิงสาวหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง แววตาฉายประกายอยากทำลายทุกสิ่งอย่างรอบกาย ทำให้เหล่าผู้อาวุโสตกใจ

“ลั่วจวินขอบคุณทุกท่าน แต่ความแค้นนี้ หากอู๋ลั่วจวินยังมีชีวิตอยู่ อย่างไรมันผู้นั้นก็ต้องตาย!”

พูดจบอู๋ลั่วจวินก็ประคองน้องสาวให้ลุกขึ้น นางไม่อยากเห็นหน้าคนที่ไม่มีความกล้าเหล่านี้อีก ไร้ประโยชน์ที่จะอยู่ที่นี่ต่อ สองพี่น้องพากันออกจากเรือน ทว่าคำพูดของนางทำให้ผู้อาวุโสหวาดกลัวนัก

“ลั่วจวิน” ลี่ต้าเหลิ่นรีบตามออกไป เด็กคนนี้ทำไมดื้อด้านนัก

อู๋ลั่วจวินหยุดเดินแต่ไม่หันกลับมา น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยถาม

“ท่านลี่ ศพของท่านพ่ออยู่ที่ไหน?”

“ฮ่องเต้รู้เรื่องที่มีคนไปช่วยที่ลานประหาร ฝ่าบาททรงพิโรธหนัก มีคำสั่งให้นำศพของแม่ทัพอู๋ไปแขวนประจานไว้ที่หน้าประตูเมืองสิบวันเพื่อให้ประชาชนได้เห็น ลั่วจวิน...เจ้าห้ามไปที่นั่น มันเป็นกับดักที่จะจับพวกเจ้า...” ลี่ต้าเหลิ่นอยากจะพูดต่อ ทว่าอู๋ลั่วจวินอุ้มน้องสาวกระโดดข้ามกำแพงออกไปเสียก่อน พริบตาก็หายไปจากสายตา

“ลั่วจวิน” เสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงสะท้อนของต้นไม้เล็กๆ ในจวน ผู้อาวุโสทั้งสามมองไปตามทางที่อู๋ลั่วจวินจากไปด้วยความหวั่นใจ หากนางเป็นชายคงสามารถทำได้หลายสิ่งยิ่งกว่าตอนนี้ น่าเสียดายจริงๆ

ฤดูหนาวปีนี้ทั้งสามรู้สึกว่าตัวเองแก่ขึ้นมากเหลือเกิน

บทที่ 2 เก้าชีวิต

คืนนี้เป็นคืนงานเทศกาลฤดูหนาวที่มีหิมะตก

ลั่วเซี่ยวขดตัวอยู่ใกล้กับปากถ้ำ ไม่ได้สนใจว่าจะมีหิมะร่วงลงมากระทบใบหน้าหรือร่างกาย ฤดูหนาวปีที่แล้วมีท่านแม่เตรียมขนมที่นางชอบไว้ให้ ซ้ำยังมีเสื้อกันหนาวตัวสวย ส่วนท่านพ่อทำตุ๊กตาหิมะตัวสูงเท่ากับนางให้ ปีนี้นางโตขึ้นตุ๊กตาหิมะคงจะสูงกว่าเดิมแน่ ผู้เป็นพี่สาวเปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่ เกล้าผมเป็นมวย เปลี่ยนเสื้อเป็นสีดำ แล้วหันมองเงาด้านหลังน้องสาว

ลั่วจวินถอนหายใจเบาๆ เข้าไปโอบน้องจากด้านหลัง ตอนนางอายุห้าขวบตามอาจารย์ขึ้นไปอยู่บนเขา ปีหนึ่งกลับบ้านไม่กี่ครั้งจึงชินกับงานเทศกาลที่ต้องอยู่คนเดียว แต่ลั่วเซี่ยวไม่เหมือนกัน เวลานี้ความเจ็บปวดในใจคงมากกว่านาง

ร่างน้อยพิงไหล่บางของพี่สาว ลั่วเซี่ยวเช็ดน้ำตาเบาๆ นางต้องโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องเข้มแข็ง ร้องไห้ง่ายๆ ไม่ได้ พี่สาวคอยดูแลนาง นางก็ต้องดูแลพี่สาวด้วยเหมือนกัน

เด็กหญิงหันหน้ามาเห็นพี่สาวใส่ชุดสีดำ ใจของลั่วเซี่ยวทั้งตื่นตระหนกและหวาดหวั่น “พี่ใหญ่จะไปชิงศพท่านพ่อกลับมาหรือ?”

ลั่วจวินพาน้องสาวกลับเข้ามาในถ้ำแล้วช่วยปัดหิมะที่เกาะบนเส้นผมออก ส่วนคำถามที่น้องถามนางตอบแค่ “อืม”

ลั่วเซี่ยววิ่งไปยังห่อผ้าที่พี่สาวเอามาจากจวน รีบค้นหาชุดสีดำบ้าง “ข้าจะไปด้วย”

“ไม่ได้! เจ้าอยู่ที่นี่รอพี่กลับมา”

ลั่วเซี่ยวหาชุดสีดำไม่เจอก็วางมือรีบวิ่งกลับมาดึงเสื้อพี่สาวไว้ไม่ยอมปล่อย นางไม่อยากอยู่คนเดียวในถ้ำ นางเคยเรียนวิชากับบิดาอยู่หลายปี นางจะไปกับพี่ สายตาที่แน่วแน่ของน้องสาวที่จ้องมองมาทำให้ลั่วจวินอดก้มหน้าลงจูบผมน้องสาวมิได้ หญิงสาวจับมือน้องยกขึ้นช้าๆ บีบมือไว้

ลั่วเซี่ยวคิดว่าพี่สาวจะยอมให้นางไป แต่แล้วอีกฝ่ายก็สกัดจุดทำให้นางขยับตัวไม่ได้

“พี่ใหญ่!”

ผู้เป็นพี่ทำเหมือนไม่ได้ยิน จัดเสื้อผ้าให้น้องจนเรียบร้อยก็ส่งยิ้มที่ทำให้น้องสาวหวาดกลัวยิ่งขึ้น จัดแจงทุกอย่างเสร็จสิ้น นางก็อุ้มน้องไปวางบนหญ้าแห้งที่เตรียมไว้ คลุมผ้าให้แล้วพูดเสียงเบา

“ในถ้ำมีของกิน สองวันต่อจากนี้ถ้าพี่ยังไม่กลับมา เจ้าก็ออกไปจากที่นี่ พยายามใช้ชีวิตที่เหลือให้ดีที่สุด”

น้ำเสียงที่อบอุ่นไม่สามารถทำให้ลั่วเซี่ยวสบายใจได้เลย ตรงกันข้ามนางทั้งสิ้นหวังทั้งหวาดกลัว น้ำตาหลั่งรินเป็นสาย นางวิงวอนผ่านสายตาส่งให้พี่สาวครั้งแล้วครั้งเล่า

“พี่ใหญ่อย่าทิ้งข้า อย่าทิ้งข้า…”

ผู้เป็นพี่เบนสายตาไปทางอื่นเพราะไม่อาจทนเห็นสายตาวิงวอนของน้อง ไม่อยากเห็นน้ำตาที่ไหลพรากของอีกฝ่าย ลั่วจวินลุกขึ้นหันหลังกลั้นเสียงสะอื้นไว้ในคอ

“พี่จะพาท่านพ่อกลับมา” นางสูดหายใจให้เต็มปอดแล้วผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ลั่วจวินพูดแค่นั้นก็รีบออกจากถ้ำไป

“พี่...”

เซี่ยวเอ๋อ พี่ทนไม่ได้ที่ท่านพ่อต้องตาย ซ้ำยังถูกประณามหยามศักดิ์ศรี ให้อภัยพี่เถิด เจ้าเป็นลูกที่ดีของตระกูลอู๋ ต้องมีชีวิตที่ดี หากต้องมีใครตายขอให้เป็นพี่เพียงคนเดียว!

 

เทศกาลฤดูหนาวเป็นวันที่ครอบครัวอยู่ร่วมฉลองด้วยกัน

ประตูเมืองปิดเร็วกว่าทุกวัน ผลคือถนนไร้ผู้คนสัญจร ว่างเปล่า เงียบสงบ บนกำแพงเมืองมีร่างของท่านแม่ทัพถูกแขวนห้อยอยู่

หิมะที่เกาะร่างนั้นหนาขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมองแล้วดูน่าหวาดผวายิ่งนักใกล้กับประตูเมืองทหารสองนายใส่เสื้อกันหนาวตัวหนากำลังยืนถูมือสร้างความอบอุ่น ทหารนายหนึ่งเดินไปเดินมาดูกระสับกระส่าย มองไปที่ศพแล้วส่ายหน้าอย่างสลดใจ

“น่าสงสารจริงๆ มองย้อนกลับไป เขาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรี ยกทัพไปที่ใดไม่เคยพ่าย ตอนนี้เขาตายไปแล้วยังถูกหยามเกียรติอีก” ดีแล้วที่หิมะตกหนัก หากเป็นฤดูร้อนศพคงเน่าเหม็น

สำหรับใต้หล้า... ร่างนี้คืออดีตแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ แต่วันนี้ไม่มีแผ่นดินให้ฝังกลบใบหน้า

ทหารอีกนายหันมาจ้องตาเขม็ง “หุบปาก! อย่ายุ่งเรื่องนี้ถ้าเจ้าไม่อยากตาย”

เรื่องภายในของราชสำนัก คนที่มีตำแหน่งสูงยังไม่กล้าพูดโดยไม่มีหลักฐาน เจ้านี่พล่ามบ้าบออะไรกัน

อีกฝ่ายไม่ได้ใส่ใจยังแสดงความคิดเห็นต่อไป “ข้าแค่พูดเฉยๆ นี่ก็เข้าวันที่สามแล้ว ต้องลำบากอีกนานแค่ไหน ข้าว่าไม่มีใครมาขโมยศพไปหรอก” ใครก็รู้นี่คือกับดัก คนโง่เท่านั้นที่มา

“ใครจะรู้” ทหารอีกคนหันไปทางอื่นเพราะไม่อยากยุ่งกับคนปากมากแล้ว ปากแบบนี้จะตายวันไหนก็ไม่รู้ อีกฝ่ายอยากจะพูดต่อ แต่เขาเห็นบางอย่างวูบผ่านไปตรงกำแพงเมือง เขารีบจับไหล่เพื่อนทหาร ปากคอสั่นพูดแทบไม่เป็นคำ

“เจ้า...ดู...นั่น...อะ...ไร”

“ไหน?”

ทหารผู้นั้นแม้จะรำคาญแต่ก็หันไปมองตามทิศที่อีกฝ่ายบอก ขณะจะอ้าปากตอบ ทว่ายังไม่ทันได้ส่งเสียงก็ถูกตีที่ศีรษะหมดสติล้มลงบนพื้นเสียก่อน

ลั่วจวินจัดการทหารยามทั้งสองเรียบร้อยก็ใช้วิชาตัวเบาพุ่งไปบนกำแพงเมือง ตรงไปยังศพของบิดาที่ถูกแขวนไว้ หญิงสาวกอดศพบิดาแน่น หิมะเกาะจนตอนนี้ศพมีสภาพไม่ต่างจากก้อนน้ำแข็ง ลั่วจวินได้เห็นบิดาในสภาพแบบนี้ก็ยิ่งปวดใจ

ทันใดนั้น คบเพลิงนับไม่ถ้วนก็ถูกจุดขึ้นตลอดแนวกำแพงเมือง ถนนจากเดิมที่เงียบสงัดบัดนี้เต็มไปด้วยทหารที่ถือคันธนูพร้อมยิง ปลายธนูหันมาที่ลั่วจวินในชุดดำ แค่มีคำสั่งเดียว ห่าฝนธนูจะพุ่งเข้าใส่นางทันที ในกลุ่มพลธนูมีบุรุษผู้หนึ่งขี่ม้าสีดำ ชายผู้นั้นจ้องเขม็งมาที่ลั่วจวิน นัยน์ตาของเขาแสดงถึงความเกลียดชัง ไม่ว่าคนที่มานี้จะเป็นใครหากเจอกับ ‘โยวเซียว’ ก็ต้องตายสถานเดียว!

ลั่วจวินกวาดตาสำรวจไปรอบๆ นางรู้ทหารพวกนี้ไม่เหมือนทหารที่เฝ้าลานประหาร แค่การแฝงตัวและความสามารถในการรับคำสั่ง รวมทั้งตัวหัวหน้าที่ขี่ม้าสีดำ เมื่อประเมินจากสายตาก็สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือก เป็นศัตรูที่ยากจะต่อกร

หญิงสาวไม่ได้สนใจเหล่าพลธนู นางชักกระบี่ออกมาตัดเชือกที่แขวนร่างบิดาแล้วมัดติดไว้กับตัว จากนั้นก็หันไปมองบุรุษบนหลังม้า

โยวเซียวหรี่ตามองหยั่งเชิง เขาเห็นสายตาของคนชุดดำที่มองกลับมา คนคนนี้น่าสนุกจริงๆ ทำให้เขาอยากจะออกไปประลองด้วยสักยก โยวเซียวยกทวนเงินขึ้นสูงเป็นการท้าทาย

“ข้าชอบดูพวกที่พยายามจะสู้ทั้งที่รู้ว่าตัวเองแพ้ การต่อสู้ของเจ้าวันนี้อย่าทำให้ข้าผิดหวังเล่า”

โยวเซียวอยากรู้ว่าระหว่างคนชุดดำกับธนูใครจะเร็วกว่ากัน เขาลดมือที่ถือทวนลง พลธนูก็ยิงธนูพร้อมกันทันที

นัยน์ตาของอีกฝ่ายลุกเป็นไฟพร้อมสาดยิ้มเยาะเย้ย มือยกกระบี่ขึ้นปัดลูกธนูให้พ้นทาง กำลังภายในแข็งแกร่งนัก โยวเซียวกำทวนแน่น ได้พบกับคนที่มีความแข็งแกร่งยิ่งอยากจะประมือด้วย แต่เขาขอดูความสามารถของอีกฝ่ายก่อนว่าจะต้านฝนธนูได้นานแค่ไหน คู่ควรที่เขาต้องลงมือด้วยตนเองไหม

สามวันก่อนนางไม่มีโอกาสได้เตรียมตัวสู้จนบิดาไม่มีทางเลือกต้องตัดใจปลิดชีพตน วันนี้นางจะไม่ยอมให้ถูกล้อมเหมือนคราวที่แล้วอีก อู๋ลั่วจวินรวบรวมกำลังภายในสร้างเกราะป้องกันขึ้นมารอบตัว แล้วใช้มือจับลวดที่เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนที่มาถึง หญิงสาวเดินไปบนเส้นลวดจากนั้นกระโดดข้ามกำแพงหนีไป

ให้ตายเถอะ! เจ้านั่นขึงลวดไว้ตอนไหน เขาใช้ทหารสามร้อยนายพร้อมกลฝนธนูที่ไม่มีใครรู้ นี่ถ้าฝ่ายนั้นไม่ได้มัดศพของแม่ทัพอู๋ไว้ด้านหลังคงไม่มีใครตามได้ทัน มองแผ่นหลังที่กำลังหายไปในความมืดของราตรีกาล โยวเซียวก็รู้สึกทึ่งในความสามารถนัก

เขาควบม้ารีบไล่ตามอีกฝ่าย ทว่าร่างนั้นไปไกลมากแล้ว หญิงสาวค่อยๆ ผ่อนความเร็วลง หลายวันที่ผ่านมานางใช้พลังไปมากจึงส่งผลร้ายตามมา แม้ว่าแผลจะแห้งสนิทแต่นางรู้ว่าตนเองคงฝืนแบกร่างบิดาต่อไปได้อีกไม่นาน หญิงสาวพยายามอดกลั้นไม่ให้กระอักเลือดออกมาโดยที่เท้ายังคงวิ่งไม่หยุด

ใต้ภูเขาเหมย นางถูกทหารไล่ตามมาติดๆ

โยวเซียวกระโดดจากหลังม้า ใช้วรยุทธพุ่งทะยานมาหยุดเบื้องหน้าหญิงสาว ยืนตระหง่านขวางทางไว้!

คืนนี้แสงจันทร์สลัวราง หิมะโปรยลงมาไม่ขาดสาย ทั้งสองยืนประจันหน้ากัน โยวเซียวมองเห็นเพียงสีหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่ายกับแววตาลึกล้ำราวกับถ้ำที่มืดมิด ทำให้คาดเดาได้ยากนัก ทั้งคู่จ้องตากันไม่มีใครยอมใคร สายลมพัดหิมะพลิ้วไหวไปรอบตัวราวกับพายุหมุน

ลั่วจวินรู้ว่าคนตรงหน้าตั้งใจจะฆ่านางและนางรู้ดีว่าตนไม่ควรช้าไปกว่านี้ สภาพร่างกายที่บาดเจ็บซ้ำยังมีร่างของบิดาอยู่บนหลัง นางไม่สามารถต่อสู้ได้นาน หญิงสาวสะบัดกระบี่จนเกิดเป็นแรงลมแหวกหิมะพุ่งตรงไปยังศัตรู นางเล็งกระบี่เข้าที่คอของอีกฝ่าย โยวเซียวใช้ทวนปัดกระบี่ออกไปได้ทว่าแรงปะทะที่รุนแรงทำให้เขาเสียหลักเซถอยหลังไปหลายก้าว ลั่วจวินไม่ตามเข้าไปซ้ำแต่รีบโผนทะยานหนีขึ้นไปบนยอดเขาเหมย

คนผู้นี้พละกำลังแกร่งกล้านัก เกือบทำเขาบาดเจ็บได้ แต่... เมื่อครู่นี้ได้เปรียบอยู่ แล้วหนีไปทำไมกัน

โยวเซียวไม่เสียเวลาคิดมากรีบตามไปติดๆ ไม่นานก็ตามทัน เขาแทงทวนเฉียดใบหน้าอีกฝ่ายจนเกือบทำให้ผ้าปิดหน้าหลุด ลั่วจวินใช้กระบี่ป้องกันไว้ได้พร้อมโต้กลับในจังหวะเดียวทำให้ทวนฝ่ายตรงข้ามหลุดจากมือ นางยังไม่ทันได้พักหายใจเขาก็ใช้ฝ่ามือซัดเข้าที่กลางอก หญิงสาวกระอักเลือดทันที ร่างกายเริ่มอ่อนแรง โยวเซียวสะบัดเท้าดีดทวนเงินที่ตกขึ้นมาไว้ในมืออีกครั้ง ลั่วจวินหายใจหอบค่อยๆ เดินถอยหลังจนชิดขอบหน้าผา

โยวเซียวเดินเข้ามาใกล้ เขาชอบนักเวลาที่แมวกำลังจับหนู ชอบมองเวลาคนที่หนีกำลังจนตรอกมันทำให้เขารู้สึกดี โยวเซียวยกทวนชี้หน้าลั่วจวิน ยกยิ้มมุมปาก

“เจ้าไม่มีทางหนีแล้ว”

“ก็ไม่แน่”

น้ำเสียงเย็นชาแม้ว่าจะมีผ้าปิดหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง แต่เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังท้าทาย จะตายอยู่แล้วยังกล้าปากดี! โยวเซียวกระโดดลอยตัวขึ้นสูงตั้งใจจะฟาดทวนให้ศัตรูตายในครั้งเดียว ทว่าลั่วจวินไม่ถอย หญิงสาวแทงกระบี่สวนเข้าที่แขนข้างที่ถือทวน โยวเซียวต้องรีบใช้ทวนมาปัดคมกระบี่ ทำให้เสียสมาธิจนเปิดช่องให้อีกฝ่ายกระโดดหน้าผาหนี โยวเซียวรีบพุ่งตามไปถึงริมผาแต่ก็ช้าเกินไป

อีกฝ่ายตกลงไปแล้ว!

โยวเซียวมองรอยกระบี่ที่ริมผา

ให้ตายเถอะ! มิน่าถึงโดดลงหน้าผาไปเอง มิน่าถึงบอกว่ายังไม่แน่

แขนขวาที่พลาดโดนกระบี่มีเลือดไหลออกมาไม่หยุด เลือดไหลมาตามแขนจนถึงทวนในมือแล้วหยดลงพื้นด้านล่าง สายตาดูแคลนที่ส่งมาให้เขาในคืนนี้เขาจะจำไว้ไม่มีวันลืม

หากพบกันอีกคราจะไม่ยอมให้หนีไปได้แน่!

 

ยามเย็นบนท้องฟ้ามีปุยเมฆลอย

ภาพเช่นนี้ควรจะเป็นทิวทัศน์ที่งดงามจับตา ทว่าพอเห็นต้นไม้ที่ใบร่วงโรยยิ่งมองยิ่งดูเศร้า ที่เชิงเขาเหมยมีหินระเกะระกะอยู่มากมาย หลังหินก้อนหนึ่งกลายเป็นหลุมฝังศพแต่ไม่มีป้ายชื่อ เบื้องหน้ามีเทียน

ปักอยู่ กระแสลมที่พัดผ่านก่อให้เกิดเสียงหวีดหวิว

“ท่านพ่อ เวลานี้ข้าคงสลักชื่อของท่านไม่ได้ แต่ท่านไม่ต้องห่วง ลั่วจวินจะล้างความอยุติธรรมให้ท่านเอง ถึงเวลานั้นจะมารับท่านกลับไปอยู่เคียงข้างท่านแม่”

หญิงสาวคุกเข่าอยู่หน้าหลุมฝังศพด้วยใบหน้าเฉยชา เอ่ยคำสาบานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หญิงสาวชักกระบี่ออกมา แดดยามเย็นสะท้อนลงบนตัวกระบี่ส่องกระทบเข้าตา

อู๋ลั่วจวินใช้กระบี่ตัดปลายผมที่จับไว้จนขาด เส้นผมตกลงบนพื้นหิมะ ความหนาของมันมองดูน่าตกใจ อู๋ลั่วเซี่ยวรีบเข้าไปจับแขนข้างที่ถือกระบี่ของพี่สาวด้วยความตื่นตะลึง

“พี่ทำอะไร ร่างกายของเราคือสิ่งที่บิดามารดามอบไว้ให้ เส้นผมเป็นสิ่งสำคัญเทียบเท่าชีวิต พี่ตัดออกทำไม?”

อู๋ลั่วจวินยิ้มบางๆ เส้นผมของสตรีมีค่าเท่าชีวิต น่าเสียดายจากนี้นางจะไม่ใช่สตรีอีกต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องมีมันอีก

ลั่วเซี่ยวกำลังจะก้มลงเก็บเส้นผมขึ้นมา แต่พี่สาวคว้ามือน้อยไว้ไม่ให้เก็บ กระทั่งสายลมพัดเส้นผมปลิวลอยไป เจ้าของเส้นผมจึงยอมปล่อยมือน้องสาว หลังจากวันนี้ของที่เกี่ยวกับสตรีจะไม่เกี่ยวข้องกับนางอีกแล้ว ลั่วจวินเก็บกระบี่เข้าฝัก ใช้เศษผ้าชิ้นหนึ่งมัดผมไว้ บอกน้องสาวเสียงเรียบ

“ลั่วเซี่ยว หลังจากวันนี้เราจะใช้แซ่ของท่านแม่ ข้าชื่อซางจวิน เจ้าชื่อซางเซี่ยว นับจากนี้ข้าคือพี่ชายของเจ้า”

“พี่ชาย…”

ลั่วเซี่ยวมองพี่สาวที่กำลังมัดผม บนใบหน้าไม่ได้แสดงอารมณ์อื่นใด เด็กหญิงไม่เข้าใจ “ทำไมเราใช้แซ่อู๋ไม่ได้ ทำไมท่านต้องเปลี่ยนเป็นพี่ชาย?”

เพราะสตรีไม่สามารถปกป้องเจ้าได้

เพราะสตรีไม่สามารถแก้แค้นให้ท่านพ่อได้

เพราะสตรีไม่มีอำนาจในใต้หล้านี้

เพราะสตรีไม่สามารถโน้มน้าวใจใครได้

เหตุผลมากเกินไปที่ไม่สามารถทำให้เกิดเรื่องดีๆ คนเป็นพี่ไม่สามารถบอกน้องสาวไปตามตรง ลั่วเซี่ยว1 ควรมีชีวิตที่ดีมีความสุข มีรอยยิ้มเหมือนดั่งชื่อของนาง

ท่านพ่อและท่านแม่อย่ากังวลไป นางต้องทำให้ได้ เรื่องแก้แค้นจากนี้ซางจวินจะจัดการเอง หากแก้แค้นให้ไม่สำเร็จนางจะไม่ยอมเปลี่ยนชื่อแซ่กลับมาใช้ ‘อู๋ลั่วจวิน’ อีก นางลูบศีรษะน้องเบาๆ ตอบคำถามด้วยรอยยิ้ม

“หล่งฉีมู่กำลังตามล่าคนแซ่อู๋ เราจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อแซ่ วันหน้าต้องหนีไปเรื่อยๆ ข้าเปลี่ยนเป็นชายจะสะดวกกว่า”

ลั่วเซี่ยวเหมือนเข้าใจแต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่นางจะเชื่อฟังพี่ใหญ่ “อืม ข้าเชื่อพี่สาว”

ลั่วจวินลุกขึ้นแล้วบีบไหล่น้องไว้ “พี่ชาย นับจากนี้จงจำให้ขึ้นใจว่าเจ้ามีแต่ ‘พี่ชาย’ เท่านั้น!”

สายตานี้ทำให้ลั่วเซี่ยวงุ้มตัวลงก้มหน้าตอบ “จำได้แล้ว...พี่ชาย”

นางรู้ว่าสิ่งที่พูดออกมาทำให้ลั่วเซี่ยวกลัวแต่นางก็ไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้แล้ว คนเป็นพี่ถอนหายใจเบาๆ กอดน้องไว้ มองไปทางหลุมฝังศพเป็นครั้งสุดท้าย

หลังจากนี้นางจะออกเดินทาง...

ตอนนี้นางเป็นชายแล้ว!

บทที่ 3 ด่านหลินเฟิง (1)

เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ

ต้นไม้เริ่มผลิดอกออกผล เป็นช่วงเวลาของการเริ่มต้นใหม่ ภูเขาบริเวณด่านหลินเฟิงหิมะตกตลอดทั้งปี ที่แห่งนี้ไม่มีฤดูกาล อากาศหนาวเย็นตลอด ทำให้ไม่ค่อยมีคนมาอยู่อาศัย

คนส่วนมากไม่ชอบพื้นที่เขตนี้เพราะอากาศที่หนาวจัด ทั่วบริเวณปกคลุมด้วยหิมะ แต่ใช่ว่าจะไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ พลันมีเงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านไปรวดเร็วราวสายฟ้า เงานั้นห้อตะบึงดุดัน ฝีเท้าหนักแน่นทำให้ทุกครั้งที่ย่ำลงไปหิมะจะกระจายฟุ้ง เมื่อเพ่งมองให้ดีจะพบว่าเป็นม้าสีเข้มดั่งนิลตัวหนึ่ง ขนเรียบลื่นแวววาวคล้ายโลหิต ม้าพันธุ์นี้เวลาเหงื่อออกขนจะเป็นสีแดงฉาน

เจ้าม้าวิ่งอย่างคึกคะนองพลางส่งเสียงร้องราวกับกุมเสรีภาพทั้งหมดไว้ วิ่งไปได้อึดใจก็วกกลับมาหาหญิงสาวผู้หนึ่ง มันกระทืบกีบเท้าเบาๆ หญิงสาวยิ้มพลางเอื้อมมือออกไปลูบหัวมัน จากนั้นก็หยิบโสมมาป้อนให้เป็นรางวัล พอมันกลืนโสมลงคอได้ก็ไม่สนใจนางอีก พฤติกรรมของมันทั้งชวนระอาและน่าขบขัน แม้มันจะดูเหมือนไม่ใส่ใจนางแต่กลับวนเวียนอยู่ละแวกนั้นไม่ไปไหนไกล

นางใช้เวลาอยู่กับม้าตัวนี้มาได้หกเดือนแล้ว ค่อยๆ เปลี่ยนมันให้เชื่องอย่างเป็นธรรมชาติ

หญิงสาวเรียกมันว่า ‘ปิงพั่ว’ นางบอกมันว่า “หิมะตกแล้ว ข้าต้องรีบกลับล่ะนะ” เจ้าปิงพั่วดูจะไม่ยินดีนักแต่ก็ยอมเดินมาส่งนางกลับ เดินไปได้ไม่เท่าไร สายตาของหนึ่งคนหนึ่งม้าก็มองเห็นสิ่งหนึ่งที่ถูกหิมะปกคลุมอยู่ หญิงสาวเดินเข้าไปมองด้วยความสงสัย ปัดหิมะออก ยกสิ่งที่ดูเหมือน ‘ผ้าห่ม’ ออกเพื่อให้มองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น

สิ่งที่เห็นทำให้นางผงะ...

ใต้ผ้ามีชายผู้หนึ่งนอนขดตัวอยู่ ในอ้อมกอดเขามีเด็กหญิงอายุประมาณสิบเอ็ดถึงสิบสองปี เขากอดเด็กหญิงแน่น แม้ร่างกายของเด็กหญิงจะใส่เสื้อหนาหลายชั้นแต่สีหน้าอ่อนเพลียนัก ดูเหมือนไม่ได้สติอีกด้วย ส่วนชายหนุ่มใส่เสื้อตัวเดียว ริมฝีปากถูกแช่แข็งจนเป็นสีม่วงคล้ำ คิ้วขยับเล็กน้อยแสดงว่าเขายังมีชีวิตอยู่

เวลานี้ทั้งหิมะทั้งลมแรงขึ้นทุกขณะ หิมะปกคลุมทางเดินจนเป็นสีขาวโพลน เกือบมองไม่เห็นทางลงเขา นางเงยหน้ามองท้องฟ้า เมฆหมอกปกคลุมหนาตัวมากขึ้น หากไม่ช่วยคนเกรงว่าพายุหิมะที่กำลังจะพัดมาจะคร่าชีวิตพวกเขาไปเสียก่อน แต่... นางเพียงคนเดียวจะช่วยสองชีวิตได้อย่างไร

หญิงสาวคิดไม่ตกว่าจะช่วยอย่างไร ปิงพั่วก็เริ่มแสดงอาการร้อนรนขึ้นมา สัตว์ป่าย่อมมีสัญชาตญาณรับรู้ได้ถึงสภาพอากาศและธรรมชาติที่กำลังเปลี่ยนแปลง รู้เท่าทันอันตรายที่กำลังเผชิญ ยอดอาชาวิ่งมาด้านหน้าของหญิงสาวอย่างร้อนใจ โน้มตัวลงด้วยท่าทางกระวนกระวาย มันพยายามจะพาหญิงสาวออกไปจากที่นี่

นางส่งยิ้มให้เจ้าม้า “ปิงพั่ว คงต้องลำบากเจ้าแล้ว” พูดจบหญิงสาวก็ลากคนหมดสติขึ้นไปบนหลังม้าแสนรู้ที่ย่อตัวรอ ส่วนตัวนางก็กอดคอปิงพั่วแน่น ก่อนจะตะโกนสั่งเสียงหอบ

“ปิงพั่วเร็ว!”

นางผูกเสื้อคลุมที่ทำมาจากหนังของแมวน้ำให้แน่น เตรียมตัวลงจากยอดเขาแห่งนี้ นางแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดครึ้ม ไม่กล้าชักช้าต่อไป อาชาควบทะยานฝ่าพายุอย่างรวดเร็วมองดูคล้ายสายฟ้าสีดำพาดผ่านกองหิมะ แรงสั่นสะเทือนจากม้าที่ห้อตะบึงทำให้ซางจวินคืนสติ ทว่ามือและขายังคงชาจากพิษของอากาศหนาวจึงขยับไม่ได้ เมื่อแน่ใจว่าน้องยังอยู่ในอ้อมกอด สติของซางจวินค่อยกลับคืนมาทีละน้อย

หลายเดือนที่ผ่านมาสองพี่น้องต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพราะหล่งฉีมู่ออกคำสั่งตามล่าพวกนาง ตอนนี้ทั้งเมืองแปะรูปสองพี่น้องไว้ทุกที่ มีประกาศจับปิดไว้ทุกแห่ง แม้ว่าพวกนางจะแปลงโฉมใหม่ก็ไม่สามารถพักที่โรงเตี๊ยมใดได้ รวมถึงบ้านของชาวบ้านทั่วไป หลายครั้งที่พวกนั้นตามมาเจอจนเกือบจะถูกจับได้

ความเจ็บปวดภายในใจของซางจวินยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เซี่ยวเอ๋อกังวลและหวาดกลัวตลอด ช่างเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก จะกินจะนอนก็ลำบาก นางไม่มีทางเลือกมากนักจำต้องพากันขึ้นมาบนภูเขาหิมะ ทั้งคู่ออกจากเมืองชางเย่เดินทางมายังตงอี๋ คาดไม่ถึงว่าความหนาวเย็นบนภูเขาจะเหน็บหนาวกว่าที่นางคิดไว้

ผ่านมาห้าวันหลังจากที่ฝ่าหิมะขึ้นมาบนภูเขา ในที่สุดหญิงสาวก็ทนความหนาวต่อไปไม่ไหว นางล้มตัวลงบนหิมะทั้งที่ยังกอดน้องสาวไว้แน่น นางทำได้เพียงเท่านี้ ไม่สามารถทำอะไรอื่นได้อีกแล้ว

ก่อนจะหมดสติซางจวินเห็นเงาสีขาวเลือนรางของคนผู้หนึ่ง สายตาของคนผู้นั้นอบอุ่นราวกับจะละลายหิมะได้ ในหูได้ยินเสียงสายลมพัดผ่านอื้ออึง

นี่นางอยู่บนหลังม้าหรือ… แผ่นหลังอบอุ่นนี้คือแผ่นหลังของใคร ใช่คนที่ช่วยนางก่อนจะหมดสติหรือไม่ อีกฝ่ายต้องการอะไร คำถามในสมองของซางจวินมากมายเหลือเกิน สุดท้ายนางก็สลบไปอีกครั้ง

อากาศบนภูเขาหิมะเปลี่ยนแปลงยากจะคาดเดา เพียงพริบตาทุกชีวิตก็มาถึงเชิงเขาซึ่งอากาศหนาวเหมือนกันทว่ายังพอรับมือได้ หญิงสาวปัดหิมะที่ติดอยู่บนเสื้อออก ตั้งใจจะให้ปิงพั่วพักอยู่ที่นี่สักหนึ่งคืน แต่เพิ่งจะนำคนหมดสติลงมาจากหลังมันได้ ยอดอาชาก็วิ่งกลับเข้าไปในพายุหิมะอย่างร่าเริง ไม่นานก็ทะยานขึ้นสู่ยอดเขาไป

ช่างเถอะ หญิงสาวนึกขำตัวเอง นางคงกังวลมากไป หากมันผ่านพายุหิมะไปไม่ได้ มันจะใช้ชีวิตอยู่บนภูเขามานานได้อย่างไร เมื่อเดินเข้าไปในห้องเห็นคนไม่ได้สติทั้งสองอยู่บนเตียงนอนก็ให้รู้สึกปวดหัวนัก นางไม่ชอบคนมากๆ แค่ผู้ติดตามสองคนที่ซื้อมาในราคาถูกก็รู้สึกว่าเป็นภาระมากพออยู่แล้ว ดีที่ทั้งคู่เป็นวรยุทธ ขณะที่นางกำลังต้องการองครักษ์จึงพอจะยอมรับได้ ทว่า... ตอนนี้ยังช่วยสองชีวิตมาเพิ่มอีก นางจะดูแลอย่างไรดี ที่สำคัญเป็นชายคนหนึ่งด้วย

เรื่องเป็นอย่างนี้แล้วอย่างไรก็ต้องช่วย หญิงสาวเอาผ้าห่มออกมาจากตู้เสื้อผ้า กอดเด็กหญิงไว้แนบอก มือบางช่วยถอดเสื้อผ้าอย่างระมัดระวัง ร่างกายของเด็กหญิงผ่ายผอมและอ่อนแอนัก คนช่วยขมวดคิ้ว ร่างน้อยนี้กำลังมีไข้ นางต้องรีบสวมเสื้อแล้วห่มผ้าหนาๆ ให้

ช่วยได้คนหนึ่งก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง

หญิงสาวให้อี่ฟงผู้ติดตามคนหนึ่งมาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ชายหนุ่มที่ไม่ได้สติ ส่วนตนเองลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินออกไปรอด้านนอก สายตามองผ่านใบหน้านั้นแล้วก็เผลอตกตะลึงกับความงดงามหล่อเหลา เมื่อมองไล่ต่ำลงมาก็พบกับลำคอขาวสะอาดเนียนเรียบ... เรียบ.. ไม่มีลูกกระเดือก!

“ช้าก่อน!”

มือของอี่ฟงที่กำลังจะถอดเสื้อผ้าหยุดชะงักทันที ไม่ค่อยเข้าใจคำสั่งของนายหญิงสักเท่าไร แต่เขาก็วางมือแล้วลุกขึ้นยืน ผู้เป็นนายเดินกลับไปที่เตียงนอนพินิจพิจารณาใบหน้าของชายหนุ่มอย่างละเอียด คิ้วหนาคล้ายดาบ เพราะเขาหลับตาอยู่จึงไม่รู้ว่าแววตาเป็นอย่างไร จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบาง เค้าโครงใบหน้าสมบูรณ์แบบ ประกอบกันเป็นใบหน้าที่หล่อเหลาคมคาย หรืออาจจะ... งดงามเลอเลิศก็เป็นได้

หญิงสาวสงสัยว่าตนมองผิดไปไหม

นางขยับตัวเพื่อบังสายตาของอี่ฟงแล้วรีบเปิดเสื้อคลุมของคนเจ็บออก เห็นผ้ารัดหน้าอกหนาหลายชั้นพันอย่างมิดชิดรอบตัว

คนผู้นี้เป็นสตรีแน่แล้ว!

หญิงสาวดึงผ้าขึ้นสูงแล้วห่มผ้าให้อีกฝ่ายมิดชิดขึ้น ค่อยๆ สงบใจก่อนจะออกคำสั่ง “เจ้าไปเตรียมน้ำแกงโสมแดง”

“ขอรับ” อี่ฟงรีบออกจากห้องไปโดยไม่หันมองชายที่นอนอยู่บนเตียงอีก เรื่องของเจ้านายเขาไม่มีสิทธิ์ยุ่ง

ประตูไม้ไผ่ปิดลงเบาๆ หญิงสาวถือตะเกียงมาวางไว้ใกล้เตียง เอาผ้าห่มออกแล้วจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อีกฝ่าย เมื่อถอดเสื้อออกก็มองเห็นรอยแผลทั้งเก่าและใหม่เต็มตัว ร่างกายที่ควรจะงดงามหยาดเยิ้มแต่ตอนนี้กลับดูน่าเกลียดน่ากลัวเสียจริง

คนผู้นี้เป็นสตรีประเภทไหนกัน

อยู่บนภูเขาหิมะสวมเสื้อบางๆ เพียงตัวเดียว เป็นลมสิ้นสติก็ยังไม่ลืมปกป้องเด็กหญิงที่อยู่ในอ้อมกอด ซ้ำตามตัวยังมีแผลที่มักไม่เกิดกับคนธรรมดา แค่นี้ก็ไม่กล้าคิดต่อแล้ว อีกฝ่ายช่างอดทนเหลือเกิน ภูมิหลังต้องมีเรื่องที่ไม่สามารถมองย้อนกลับไปได้แน่

ผู้ช่วยเหลือถอนหายใจเบาๆ เอาเสื้อถักดิ้นทองที่สะอาดสวมให้คนหมดสติ เพิ่งจะใส่เสร็จเรียบร้อย จู่ๆ คนเจ็บก็ผุดลุกขึ้นนั่ง มือหนึ่งบีบคอคนตรงหน้าแน่นอย่างรวดเร็ว ออกแรงบีบจนใบหน้าอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นสีแดง

ซางจวินเริ่มรู้สึกตัวตั้งแต่มีคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ด้วยฝึกยุทธ์มาหลายปี ปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายจึงเร็วกว่าสมองสั่งการ มือหนึ่งยึดจับข้างเตียงไว้พยายามรวบรวมสติเพ่งมองผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าให้ชัด

ซางจวินรีบปล่อยมือ คนผู้นี้คือเจ้าของสายตาอบอุ่นคู่นั้น!

เจ้าของห้องรีบยกมือจับคอพลางอ้าปากค้างเพื่อสูดลมหายใจเข้าแรงๆ เมื่อครู่นางหายใจไม่ออก อีกฝ่ายช่างเรี่ยวแรงมากเหลือเกิน

แม้ว่าจะปล่อยมือแล้ว แต่เพราะเพิ่งฟื้นสติจึงยังไม่กลับคืนมาสักเท่าใด ดวงตาพยายามกวาดมองสภาพแวดล้อมที่ตนอยู่ ที่นี่เป็นกระท่อมกว้าง เซี่ยวเอ๋อนอนบนเตียงใกล้ๆ กัน ซางจวินก้มมองผ้าดิ้นทองราคาแพงที่สวมใส่ พลันก็รู้สึกเกรงใจจนต้องรีบกล่าว

“ขอโทษ”

ผู้ช่วยเหลือหายใจโล่งในที่สุด นางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ไกลจากอีกฝ่ายเล็กน้อย นางไม่อยากหายใจไม่ออกอีก

ซางจวินเลิกผ้าห่มออกแล้วลุกเดินไปหาน้อง อยากจะอุ้มน้องสาวขึ้นมาแล้วพาไปจากที่นี่ แต่เมื่อเห็นน้องน้อยนอนหลับสบาย ผู้เป็นพี่ก็ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น นางรับปากบิดามารดาไว้ว่าจะดูแลน้องให้ดี ผลคืออยู่กับนางแล้วลำบากยากแค้น ต้องกังวลซ้ำยังหวาดกลัวตลอดเวลา ความรู้สึกผิดทำให้นางคุกเข่าลงหน้าเตียงไม่ขยับเขยื้อนกายไปไหน

เจ้าของกระท่อมนั่งมองเงาด้านหลังของคนเพิ่งฟื้นแล้วก็ทำอะไรไม่ถูก นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น

“หากเจ้าจะไปข้าก็ไม่ห้าม แต่ร่างกายของเด็กคนนี้คงจะไปด้วยไม่ไหว ท่านหมอกำลังมา เจ้าลองฟังการวินิจฉัยของท่านหมอก่อนค่อยตัดสินใจ จะไปหรือจะอยู่ต่อก็ไม่สาย”

ที่จริงนางคิดไว้ว่ารอให้ทั้งสองตื่นก็จะให้ไป ทว่าหลังจากที่เห็นร่างกายบอบบางของเด็กหญิง เห็นรอยแผลภายใต้เสื้อผ้าของคนที่คุกเข่า หญิงสาวก็เปลี่ยนใจกะทันหัน

ซางจวินหันหน้ากลับมา สายตาลุ่มลึกจ้องมองหญิงสาว น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถาม “เจ้าต้องการอะไร?”

ต้องการ... คนถูกถามรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก คนตรงหน้าได้รับบาดเจ็บทั้งกายและใจมามากเพียงใดกัน นางถึงไม่รู้จักที่จะไว้ใจผู้คน

แววตาปกป้องและหวาดระแวงที่ฉายออกมาให้เห็นนั้น หญิงสาวไม่คิดจะโกรธแต่กลับหัวเราะ พลางกวาดสายตามองอีกฝ่าย

“ข้ารู้สึกว่าเจ้าหล่อมาก รูปร่างดี ลีลาคงไม่ธรรมดา ข้านึกชอบเจ้าเสียแล้ว” น้ำเสียงที่ผ่อนคลายฟังออกชัดเจนว่าประชด ซางจวินตกตะลึงตัวแข็งทื่อ นึกถึงสถานการณ์ของตัวเองตอนนี้แล้วก็อับอายอยู่ในใจ

ใช่... นางเป็นผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น อีกฝ่ายจะมาต้องการอะไร เงินสักอีแปะก็ไม่มี ซ้ำยังบาดเจ็บ มีเพียงร่างกายที่รอสะสางหนี้เลือด นอกจากนี้แล้วนางยังมีอะไรให้คนอื่นสนใจอยู่อีก

ไม่รู้จักเจียมตัวเลยจริงๆ ไม่รู้จักเจียมตัวเลย!

ใจจริงนางก็อยากจะต่อปากต่อคำกับคนที่เพิ่งฟื้นต่อ ทว่าเมื่อมองท่าทางจงเกลียดจงชังตัวเองของคนผู้นี้แล้วก็ใจไม่แข็งพอที่จะทำสงครามประสาทกับคนที่น่าสงสารอยู่แล้ว

“ที่นี่คือเชิงเขาเหมยอยู่ในเขตด่านหลินเฟิงของแคว้นตงอี๋ แถบนี้ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจร กระท่อมนี้เป็นที่พักชั่วคราวของข้า ข้างนอกมีผู้ติดตามสองคน ถ้าเจ้าพอใจจะพักอยู่ที่นี่เพื่อรักษาตัวก่อนก็ย่อมได้ หรือถ้าเจ้าไม่ชอบจะไปจากที่นี่เลยก็ได้” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สิ่งที่ควรทำก็ทำแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับอีกฝ่ายตัดสินใจ

ที่นี่คือด่านหลินเฟิงหรือ... แสดงว่าพวกเราสองพี่น้องปลอดภัยแล้ว แม้จะแค่ชั่วคราวก็ตาม

คนผู้นี้เป็นคนตงอี๋หรือ ซางจวินมองหญิงตรงหน้าที่มีประกายตาอบอุ่นก็รู้สึกว่าตัวเองเสียมารยาทนัก สตรีผู้นี้ช่วยสองพี่น้องลงมาจากภูเขาหิมะ ทว่าตนกลับไม่ได้พูดขอบคุณ ซ้ำยังบีบคอนางจนเป็นรอย ซางจวินประสานมือคารวะ พูดอย่างจริงจัง

“ขอบคุณที่ช่วยชีวิต ข้าซางจวินจะตอบแทนท่านอย่างเต็มที่”

ซางจวินรึ ชื่อแซ่เพราะดี หญิงสาวกำลังจะพูดว่าไม่ต้องตอบแทนพลันเสียงทุ้มต่ำของอี่ฟงก็ดังมาจากด้านนอก

“นายหญิง ท่านหมอมาแล้วขอรับ”

ซางจวินรีบเอาเสื้อคลุมบนเตียงมาสวมทับ เจ้าของเรือนพูดเสียงเบา “ให้เข้ามาได้”

ประตูไม้ไผ่เปิดออก ชายชราอายุประมาณหกสิบเดินเข้ามา สายตากวาดมองหาหญิงสาวแล้วรีบแสดงความเคารพ

“คารวะคุณหนู”

หญิงสาวยิ้ม “รีบตรวจเด็กคนนี้ทีว่าเป็นอย่างไรบ้าง”

ระหว่างที่ผู้อาวุโสตรวจจับชีพจรของซางเซี่ยว สายตาซางจวินหันมองหญิงสาวเจ้าของเรือนที่สวมชุดขาวอย่างครุ่นคิด สตรีผู้นี้เป็นใคร... แม้อยู่ในกระท่อมหลังไม่ใหญ่โต ทว่าข้าวของที่ใช้ล้วนสูงค่า ท่านหมอก็ดูเคารพนบนอบ มีผู้ติดตามคล้ายองครักษ์อยู่ด้านนอก ทุกคนดูเชื่อฟังนางคำพูดคำจาหญิงสาวผู้นี้ฟังดูก็รู้ว่าต้องเคยผ่านการเล่าเรียนมาไม่น้อย ดูสูงส่งสง่างาม คนลักษณะเช่นนี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน

แล้วนางเป็นใคร ข้าไม่ควรอยู่ที่นี่ใช่ไหม

ขณะซางจวินตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตน ท่านหมอชราก็ลุกขึ้นเดินไปหยุดด้านหน้าหญิงสาว น้ำเสียงมีความกังวล

“เด็กคนนี้มีเรื่องกลุ้มใจและอัดอั้นในใจบางอย่าง ไม่ควรออกไปข้างนอกเพราะอาการจะยิ่งทรุดหนัก ซ้ำหัวใจก็ไม่ค่อยดีเพราะกระทบกับอากาศหนาวจัด ภายนอกตัวร้อนแต่ภายในกลับเย็นมาก”

หลังจากได้ยินท่านหมอบอกอาการ ซางจวินก็รีบถาม “ต้องรักษาอย่างไร?”

เสียงนี้ทำให้ท่านหมอรู้ว่ามีอีกคนอยู่ในห้องด้วย เขาปรายตามองแล้วต้องตะลึงกับใบหน้าหล่อเหลา จ้องอยู่นานแล้วลูบเคราตั้งสติ สำรวมกิริยาของตน

“ข้าจะจ่ายยาแก้หวัดและแก้อาการหนาวสั่นให้ ร่างกายนางอ่อนแอต้องดูแลอย่างดี ให้พักผ่อนมากๆ”

ซางจวินจับมือผอมเล็กของน้องรัก นางยังหาหนทางล้างหนี้แค้นที่บิดาถูกใส่ร้ายไม่ได้ แล้วยังดูแลเซี่ยวเอ๋อไม่ได้ดีอีก ความรู้สึกผิดมากมายท่วมท้น ใจกล่าวโทษตัวเองที่อ่อนแอ ความกดดันมากมายที่กดทับอยู่ทำให้ซางจวินฝืนทนต่อไปไม่ไหว สุดท้ายก็กระอักเลือดออกมา ทำให้อีกสองคนในห้องตกใจไม่น้อย

นึกถึงบาดแผลเต็มร่างกายของอีกฝ่าย หญิงสาวเจ้าของเรือนรีบบอกชายชรา “ท่านหมอช่วยตรวจเขาหน่อยเถิด” อาการของอีกฝ่ายคงหนักกว่าเด็กหญิงนัก

คาดไม่ถึงท่านหมอยังไม่ทันได้ตอบ น้ำเสียงเย็นชาก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน “ข้าไม่ต้องการ!”

เจ้าของเรือนมองอีกฝ่ายที่ทำท่าเหมือนเม่นตัวหนึ่ง แล้วหันไปกล่าวกับผู้อาวุโสอย่างมีมารยาท “ขอบคุณท่านหมอ ท่านไปเตรียมยาเถิด”

“ข้าขอตัว” นิสัยใช้ไม่ได้! เสียดายหน้าตาหล่อเหลาถึงเพียงนี้

ตอนที่หญิงสาวเดินมาส่งท่านหมอออกจากห้อง ก็เจออี่ฟงกำลังยกน้ำแกงโสมมาส่ง นางรับชามนั่นไว้แล้วยิ้มให้ “ข้าเอาเข้าไปเอง เจ้ารีบไปพักเถิด”

อี่ฟงแสดงความเคารพ ทว่ากลับไม่ฟังคำสั่งเจ้านาย ยังยืนเฝ้าหน้าประตูเหมือนเดิม หญิงสาวส่ายหน้าอย่างจนใจ ทำอะไรไม่ได้กับชายที่ยืนตรงนั้นไม่ยอมไปไหน ผู้ติดตามทั้งสองเชื่อคำสั่งทุกอย่างของนางยกเว้นคำว่า ‘ไปพัก’

พอเข้ามาในห้องก็พบหญิงสาวอีกคนที่ดื้อด้านไม่แพ้กัน “เจ้าก็ได้ยินที่ท่านหมอบอกแล้ว ถ้าเด็กคนนี้ไม่ออกไปเจออากาศหนาวอาการเจ็บป่วยก็จะดีขึ้น นี่น้ำแกงโสม เจ้าก็ควรดื่มบ้างนะ มันดีต่อร่างกาย”

หญิงสาวไม่อยากชวนอีกฝ่ายคุยต่อ เพราะทำไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงวางชามน้ำแกงไว้ที่ปลายเตียง แล้วเดินออกจากห้องไปเงียบๆ

จังหวะที่หญิงสาวกำลังจะก้าวออกไป ซางจวินก็เอ่ยถามขึ้น “เจ้าชื่อแซ่อะไร?”

หญิงสาวผู้นั้นหันกลับมา กล่าวตอบด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “มู่หรงซูชิง” พูดจบก็ปิดประตูจากไป

‘มู่หรงซูชิง’

ซางจวินพึมพำชื่อนี้ซ้ำๆ เป็นครั้งแรกที่ตนได้เห็นคนที่ยิ้มได้สวยขนาดนี้ ซ้ำยังเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นมากด้วย

มู่หรงซูชิง---หญิงผู้นี้มีรอยยิ้มแบบนั้น…

บทที่ 3 ด่านหลินเฟิง (2 จบบท)

ภูเขาถูกปกคลุมด้วยหิมะเป็นบริเวณกว้าง

ทว่า ณ ที่ตรงนี้ ต้นไม้กลับผลิดอกออกผลเติบโต ทำให้รู้ว่าฤดูใบไม้ผลิมาเยือนแล้ว

บริเวณเชิงเขาหน้ากระท่อมหลังหนึ่ง มีเด็กหญิงสวมเสื้อสีชมพูนั่งอยู่บนหญ้าแห้ง แก้มเป็นสีชมพูเปล่งปลั่งเหมือนดอกไม้แรกแย้ม... น่าเสียดายที่ใบหน้ายังเซียวนัก เด็กหญิงนั่งมือสองข้างเท้าคางจ้องมองต้นกล้าที่ขึ้นมาใหม่ แววตาว่างเปล่าไม่รู้ว่าคิดอะไร พลันมีมืออีกคู่หนึ่งเข้าประคองแขนเล็กแล้วค่อยๆ ดึงเด็กหญิงลุกขึ้น น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยเตือน

“แม้ว่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่เชิงเขาที่นี่อากาศยังเย็นนัก วันหลังอย่านั่งบนพื้นอีก”

เด็กหญิงเผยรอยยิ้มบริสุทธิ์ ตอบอย่างน่าเอ็นดู “ข้ารู้แล้วพี่ซูชิง”

มู่หรงซูชิงยิ้มกว้าง “อย่าเพิ่งรีบรับปาก เพราะเดี๋ยวไม่ทันไรเจ้าก็ลืมอีก อย่าทำเหมือนข้าเป็นคนแก่นะ”

ซางเซี่ยวอยู่กับนางที่นี่ได้สิบวันแล้ว นางชอบนิสัยของเด็กคนนี้ที่ตรงไปตรงมา กิริยาเหมาะสม บางครั้งร่างน้อยตรงหน้าจะแสดงอาการเหงาหงอยจนทำให้ผู้ที่เห็นสงสารจับใจ

ซางเซี่ยวรีบส่ายหน้า จับแขนมู่หรงซูชิงไว้ “เป็นไปไม่ได้ พี่ซูชิงงดงามดั่งนางฟ้า” ใช่ งดงามนั่นไม่ใช่เพียงหน้าตา นางคือเทพธิดาที่เสกให้ผู้อื่นรู้สึกอบอุ่นและมั่นคง

มู่หรงซูชิงยิ้มน้อยๆ หน้าตาตนเองเป็นอย่างไรตนย่อมรู้ นางไม่ได้งดงามดั่งนางฟ้าแน่ๆ

“เข้าไปข้างในเถิด ข้างนอกลมแรง เจ้ายังไม่หายดี” มู่หรงซูชิงช่วยซางเซี่ยวปัดหญ้าแห้งที่ติดเสื้อออกแล้วพากันจูงมือเข้ากระท่อม

ซางเซี่ยวเดินไปสองก้าวก็หยุดยืนไม่เดินต่อ มู่หรงซูชิงไม่เข้าใจจึงหันไปมอง ซางเซี่ยวเบะปาก สายตามองไปที่คนผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้กับเชิงเขาหิมะ นัยน์ตาโตสวยสะท้อนให้เห็นถึงความรัก

“ข้าจะไปอยู่กับพี่ใหญ่”

มู่หรงซูชิงไม่มองตามก็รู้เด็กหญิงมองใครอยู่ คนผู้นั้นทำให้คนอื่นลำบากใจ อยู่ใกล้ยังยากเลย ทุกวันเป็นเพื่อนกับลมกับหิมะ หัวใจของคนผู้นั้นคงหนาวเหน็บจับใจเหมือนดังหิมะ หญิงสาวจับมือซางเซี่ยวไว้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

“เข้าไปข้างในเถิด เจ้าช่วยเขาไม่ได้หรอก”

ซางเซี่ยวไม่ยอมเดิน จับมือมู่หรงซูชิงแน่นแล้วร้องไห้อย่างไม่รู้จะทำอะไรดีกว่านี้

“พี่ซูชิงข้ากลัว”

พี่ใหญ่ไม่สนใจสิ่งใดเลย นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ใหญ่คิดอะไรอยู่ในใจ กลัวว่าหากวันหนึ่งพี่ใหญ่หายไป นางคงไม่เหลือสิ่งใดแล้วจริงๆ

“ไม่ต้องกลัว” หญิงสาวเช็ดน้ำตาที่ไหลรินให้อย่างเบามือ รู้ดีว่าคำปลอบโยนของตนไม่ได้ช่วยอะไรนัก จึงแสร้งวุ่นวายจัดผมให้อีกฝ่ายนิดหน่อย เปลี่ยนท่าทางเป็นผ่อนคลายแล้วยิ้ม

“ข้าชงชาหลงต้านของปีนี้ไว้ เพิ่งเอามาจากสวนชาจิ่นโจว รีบเข้าไปดื่มเถิด”

“แต่พี่ชายข้า...” ซางเซี่ยวไม่อยากไปจากตรงนี้ นางกลัวไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของพี่อีก

คู่นี้ดื้อทั้งพี่ทั้งน้อง มู่หรงซูชิงไม่รู้ควรจะโกรธหรือปลงจึงถอนหายใจ “เจ้าเข้าไปก่อนเถิด ข้าจะไปเรียกเขาแทนเจ้าดีหรือไม่?”

“ขอบคุณพี่ซูชิง” ซางเซี่ยวที่ใบหน้าเปื้อนน้ำตาคลี่ยิ้มบางเบา คำพูดของพี่ซูชิง... ‘พี่ชาย’ อาจจะฟังบ้าง

มู่หรงซูชิงไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้ง่ายเหมือนที่เด็กน้อยคิด ความเจ็บปวดในใจของซางจวิน หากแค่พูดก็แก้ไขได้อีกฝ่ายคงไม่มีท่าทางแบบนี้แล้ว ส่วนเรื่องของสองพี่น้องนางไม่ได้ซักถามอะไรมากมาย คาดว่าศัตรูของทั้งสองอยู่ที่ชางเย่ ซ้ำยังเป็นศัตรูที่ยากจะต่อกร นางคาดเดาได้เพียงเท่านี้

ใต้สายลมหนาว เงาที่ยืนท้าความเย็นยะเยือกทำให้มู่หรงซูชิงกังวลที่จะเดินเข้าไปใกล้ เส้นผมกับเสื้อของอีกฝ่ายปลิวสะบัดไปตามแรงลม ร่างกายที่ซีดขาวและผอมบางแทบจะกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับหิมะ แผ่นหลังตรงหน้างดงามจนไม่กล้าจ้องนานๆ หญิงสาวยืนอยู่ด้านหลังของซางจวิน นางไม่สามารถช่วยอะไรได้นอกจากคลี่ยิ้ม แท้จริงนางเป็นเพียงคนนอกที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางใดๆ ย่อมไม่สมควรให้คำแนะนำ

ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มู่หรงซูชิงก็ยังไม่รู้จะพูดอะไร

“เจ้าคิดว่าเซี่ยวเอ๋อเป็นอย่างไร?” ซางจวินถามเหมือนรู้อยู่แล้วว่าใครยืนอยู่ด้านหลังตน

มู่หรงซูชิงพอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร จึงตอบกลับไปตามจริง “น่ารัก เชื่อฟัง ใครเห็นก็รักก็ชอบ”

ซางจวินกัดฟันจนเห็นกรามขึ้นชัดเจน เงียบอยู่นานกว่าจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เจ้าเต็มใจจะให้นางอยู่ด้วยหรือไม่?” เสียงที่เปล่งออกมาแผ่วเบาเหมือนกำลังหมดแรง เสียงลมที่พัดอื้ออึงเกือบทำให้ไม่ได้ยิน

สุดท้ายอีกฝ่ายก็พูดเรื่องนี้ออกมา การเลี้ยงดูซางเซี่ยวสำหรับมู่หรงซูชิงนั้นง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ แต่ซางเซี่ยวไม่ใช่สิ่งของ ไม่ควรถูกใครบังคับ คนถูกถามตรึกตรองอย่างละเอียดก่อนตอบเสียงจริงจัง

“เป็นความรับผิดชอบของเจ้าที่จะต้องปกป้องนาง”

ซางจวินตัวแข็งทื่อ ดวงตาจับจ้องลานหิมะที่อยู่ไกลออกไป แววตาดูเหนื่อยล้านัก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนแรงและจำยอม

“ข้าไม่สามารถทำให้นางมีชีวิตที่ดีได้ และข้ามีสัญญาที่ต้องทำให้สำเร็จ การที่นางอยู่กับข้ามันอันตรายเกินไป”

มลทินของท่านพ่อท่านแม่ นางต้องจัดการอย่างแน่นอน การฝากเซี่ยวเอ๋อไว้กับมู่หรงซูชิงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด นางกล้าที่จะบอกกับวิญญาณของท่านพ่อและท่านแม่ได้เต็มปาก

จู่ๆ มู่หรงซูชิงก็หัวเราะออกมา ซางจวินไม่เข้าใจจึงหันหน้ากลับมามอง พบว่าสีหน้าแววตาที่เคยอบอุ่นจับใจ ตอนนี้ฉายชัดถึงความประชดประชัน กระทั่งเสียงหัวเราะก็บาดหูนัก

มู่หรงซูชิงเขยิบเข้าไปหนึ่งก้าว สายตาสบประสานกับอีกฝ่ายนิ่ง

“เจ้ามีสัญญากี่อย่างที่ต้องทำ?”

ซางจวินตะลึงงัน ไม่ทันได้ตอบ มู่หรงซูชิงก็พูดเสียงเรียบขึ้นก่อน “คงไม่ใช่แค่เรื่องเดียวหรอกกระมัง แล้วเซี่ยวเอ๋อไม่ใช่สัญญาของเจ้าหรือ เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าเซี่ยวเอ๋อเป็นคำสัญญาที่เจ้าต้องทำให้ได้ดีที่สุด นางมีแต่เจ้า! เจ้าคนเดียวเท่านั้น”

คำพูดของมู่หรงซูชิงเหมือนดาบที่ชี้ตรงมา นี่นางกำลังหนีความรับผิดชอบใช่ไหม ก่อนท่านพ่อจะสิ้นใจ คำสั่งเสียสุดท้ายคือให้ดูแลน้องให้ดี เสียงบิดาสะท้อนก้องไปมาในหัว แค่น้องสาวคนเดียวยังดูแลได้ไม่ดี ก็ไม่ต้องพูดถึงการแก้แค้นแล้ว

มู่หรงซูชิงไม่ใช่ไม่เคยเห็น ไม่ใช่ไม่เคยโทษตัวเอง ความเจ็บปวดในสายตาของซางจวินนางรับรู้ได้ จึงตัดสินใจพูดตรงไปตรงมา

“ถึงความรุนแรงไม่กลัวตายจะแก้ปัญหาได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่องจะต้องแก้ปัญหาด้วยความตายเสมอไป ถ้าเปลี่ยนเป็นเจ้าปรับปรุงตัวเองให้เท่าเทียมศัตรู พร้อมแล้วค่อยออกไปสู้... ไม่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าหรือ”

เท่าเทียม… ซางจวินเหยียดยิ้มหยัน ข้าไม่มีวันเวลาที่จะ ‘เท่าเทียม’ กับศัตรู!

เป็นศัตรูกับคนผู้นั้นก็เหมือนเป็นศัตรูกับคนทั้งแผ่นดินชางเย่ ข้าจะทำอย่างไรให้เท่าเทียมกับเขา ใครจะร่วมมือกับผู้หญิง ใครจะยอมฟังเรื่องของข้า! จู่ๆ ซางจวินก็จับแขนมู่หรงซูชิงไว้แน่น น้ำเสียงเกรี้ยวกราดตามแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน

“เจ้าพูดถูกแล้ว ข้ามันไม่เจียมตัว! ไม่รู้จักประมาณตน แต่ข้ายอมไม่ได้ ยอมไม่ได้!”

มู่หรงซูชิงรับรู้ได้ถึงความเกลียดชังที่ซางจวินมี ดวงตาแดงก่ำเหมือนสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บแล้วถูกขังในกรง แม้จะพยายามแค่ไหนก็ไม่มีวันออกจากกรงได้

อีกฝ่ายตัวคนเดียวไม่มีใครคอยช่วย เพราะเป็นผู้หญิง...

ในที่สุดมู่หรงซูชิงก็เข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้คนตรงหน้าเจ็บปวด ทุกอย่างไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายไม่มีความสามารถ แต่เพราะ ‘ความเป็นหญิง’ ทำให้นางแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มสู้

มู่หรงซูชิงยอมให้อีกฝ่ายจับแขนด้วยแรงที่ปล่อยออกมาทั้งหมด บัดนี้นางเข้าใจความรู้สึกของคนตรงหน้าแล้ว

ขนาดนางอยู่ในยุคที่ไม่ใช่ของตัวเองมาเกือบครึ่งปี ยังรู้สึกว่าสตรียุคนี้ใช้ชีวิตอยู่ยากจริงๆ ทุกสิ่งที่นางทำทุกวันนี้ที่จริงแล้วไม่แตกต่างกับอีกฝ่ายเลย... เพื่อจะเลือกชีวิตของตนด้วยมือของตนเอง

“ซางจวิน...” น้ำเสียงที่เรียกช่างอบอุ่นและอ่อนโยน

มู่หรงซูชิงมองอีกฝ่ายที่ร้อนรนสับสน พยายามดิ้นรนแต่ก็ไร้หนทางต่อสู้ แล้วเอ่ยประโยคที่จะเปลี่ยนชีวิตของซางจวินในภายหน้าไปตลอดกาล

“ข้ายินดีที่จะช่วยให้เจ้ามีความเท่าเทียมกับศัตรู”

น้ำเสียงฟังดูเรียบง่ายแต่จริงใจนัก ซางจวินมือสั่นระริก สตรีผู้นี้บอกว่ายินดีช่วยข้า... ครึ่งปีที่ผ่านมานี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีคนเต็มใจยื่นมือช่วยเหลือ เวลานี้หัวใจที่ด้านชากลับอบอุ่น และเพราะประโยคนี้ทำให้ใจที่รุ่มร้อนสงบลงได้ ซางจวินปล่อยแขนมู่หรงซูชิง กล่าวตอบเสียงเบา

“ขอบคุณ แต่ความเกลียดชังของข้ามีอำนาจมากเหลือเกิน ข้าไม่อยากให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อนด้วย”

หล่งฉีมู่--ฮ่องเต้แห่งชางเย่ ความเกลียดชังของนาง ใคร... ใครจะช่วยได้ คนที่เป็นเพื่อนกับท่านพ่อมาหลายปีก็แค่ปลอบและแนะนำให้หนี นางไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายช่วยตนได้

มู่หรงซูชิงเห็นความซาบซึ้งในแววตาคู่นั้น ความอ่อนโยนที่นางแทบไม่อยากเชื่อ จึงยื่นมือไปลูบแขนอีกฝ่ายเบาๆ แล้วเดินไปนั่งบนก้อนหิน น้ำเสียงราบเรียบพูดช้าชัดราวกับต้องการให้อีกฝ่ายค่อยๆ ทำความเข้าใจ

“อำนาจเหนือแผ่นดินมีสองอย่าง หนึ่งคืออำนาจในการปกครอง เป็นอำนาจที่ไม่มีใครในแผ่นดินกล้าท้าทาย สอง... คืออำนาจมืด ถ้าเจ้าครอบครองที่ดิน อาหาร ผ้าไหม ใบชา ควบคุมการขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำก็หมายความว่าเจ้ามีอำนาจในมือเช่นกัน จงรู้ไว้ใต้หล้านี้ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานการล่อหลอกจากเงินทองของมีค่าได้หรอก”

ซางจวินเหมือนถูกฟ้าผ่า นางจ้องมองหญิงสาวที่กำลังส่งยิ้มมาให้ ทำไมนางไม่เคยคิดถึงวิธีนี้ สมองคิดตามรวดเร็ว น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้น

“เจ้าหมายถึงให้ข้าสร้างฐานอำนาจซึ่งจะทำให้ข้าเท่าเทียมศัตรูใช่ไหม”

มู่หรงซูชิงพยักหน้าเบาๆ นางหมายความตามนั้นจริง คนตรงหน้าโตพอที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ได้ สติปัญญานับว่าไม่ธรรมดา

“แต่ว่าข้าไม่มีเงินทำเรื่องพวกนี้...” ความหวังที่เพิ่งเกิดขึ้นพลันมอดดับ การที่ต้องเผชิญกับความเป็นจริงทำให้ใจนางเปราะบางนัก ครึ่งปีที่แล้วเงินของนางเหลือไม่ถึงสิบชั่งด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการติดสินบน

“เจ้าไม่มี แต่ข้ามี”

สายลมหนาวระลอกใหม่พัดเส้นผมยาวระพื้นให้พลิ้วไหว เสื้อผ้าสีขาวยิ่งทำให้มู่หรงซูชิงดูอ่อนโยน นางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

ทันใดนั้นซางจวินพลันรู้สึกหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าสามารถช่วยนางได้จริงๆ

“ทำไมถึงคิดช่วยข้า?” ซางจวินไม่เข้าใจ

เป็นคำถามที่ดี มู่หรงซูชิงนึกชื่นชมอยู่ในใจ

“ตระกูลมู่หรงค้าข้าว ใบชาและอื่นๆ อีกหลายอย่าง ท่านพ่อข้าไม่เก่งเรื่องค้าขาย บุตรชายคนเดียวก็อายุยังไม่ถึงสิบขวบ ที่บ้านจัดการเรื่องแต่งงานของพี่สาวข้าให้แต่งกับคนที่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน ส่วนเรื่องแต่งงานของข้าก็ถูกจัดการไว้ตั้งแต่ข้ายังเป็นทารก ตอนนี้ฝ่ายชายก็เร่งร้อนอยากถอนหมั้น ชีวิตข้าล้วนถูกผู้อื่นจัดการให้ทั้งสิ้น แต่ข้าไม่อาจยอมรับได้”

“เจ้าบอกว่าเจ้าชื่อมู่หรงซูชิง ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็คือคุณหนูตระกูลมู่หรง หนึ่งในตระกูลพ่อค้าที่ใหญ่ที่สุดในตงอี๋! คนที่จะต้องแต่งกับเจ้าก็คือแม่ทัพเซวียนหยวนอี้!”

ทันใดนั้นซางจวินก็นึกขึ้นได้ว่าท่านพ่อเคยพูดถึงตระกูลมู่หรง เวลานั้นท่านพ่อเคยกังวลเกี่ยวกับเงินที่จะใช้ประคับประคองกองทัพของแม่ทัพเซวียนหยวนอี้ หากหญิงตรงหน้าเป็นคนตระกูลมู่หรงจริงก็คงจะร่ำรวยไม่น้อย มิน่านางถึงมั่นใจว่าจะสามารถช่วยตนได้

มู่หรงซูชิงยักไหล่ “ชื่อเสียงของตระกูลพ่อค้าอันดับหนึ่งรวมกับชื่อเสียงแสนเกรียงไกรของคู่หมั้นข้าจะเป็นใบเบิกทางที่ดีของเจ้า ฐานะทางการเงินของตระกูลมู่หรงอยู่ในลำดับสองของเมืองตงอี๋ แต่ข้าไม่ต้องการถูกจับตามองและไม่ต้องการเป็นก้างขวางคอราชสำนัก ดังนั้นข้าจำเป็นต้องให้ผู้อื่นช่วยออกหน้าขยายอิทธิพลแทนข้า เพื่อหาเงินเพิ่มให้ตระกูล ทำแบบนี้ก็เท่ากับข้าจะมีอิสระเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นไม่ควรพูดว่าข้าช่วยเจ้า แต่เป็นเราช่วยกัน ข้าให้เงินเจ้า เจ้าก็หาทางทำให้เงินนั้นงอกเงยคืนดอกผลให้ข้า ข้าได้เงินได้กำไร เจ้าก็ได้หนทางสู่อำนาจมืด แผนนี้เป็นอย่างไร?”

“ตอนข้าพบเจ้าครั้งแรก เจ้าไม่เหมือนพวกมีหัวการค้าเลยสักนิด แต่ตอนนี้เหมือนมาก”

ซางจวินทั้งเข้าใจและสับสน ตอนพบกันครั้งแรกมู่หรงซูชิงดูสุภาพและงดงาม ต่อมาก็ดูอบอุ่น แต่เมื่อครู่นางบอกเล่าแผนการด้วยความมั่นใจ ซ้ำยังฉลาดอย่างร้ายกาจ สรุปนางเป็นคนแบบไหนกันแน่

มู่หรงซูชิงได้ยินก็อึ้งไปจากนั้นก็หัวเราะชอบใจ ยิ้มอย่างเบิกบาน “ที่จริงข้าไม่ใช่พวกหัวการค้าหรอก แต่ถ้าจำเป็นข้าก็จะเป็นพ่อค้าที่ดีที่สุด แล้วคำตอบของเจ้าเล่า?”

ซางจวินรู้ว่าในใจตนตอบตกลงไปแล้ว นี่คือหนทางเดียวที่จะทำให้นางสู้ได้ ช่วยมู่หรงซูชิงก็เหมือนช่วยตัวเอง แม้ว่าในที่สุดนางจะต้องตายเหมือนกัน แต่อย่างน้อยก็ยังมีเงินให้เซี่ยวเอ๋อ สังคมนี้ผู้หญิงไม่มีความรู้ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้หญิงที่ดีได้ นางยินดีที่จะร่วมมือ

ซางจวินสบตากับมู่หรงซูชิง น้ำเสียงจริงจัง “ข้าเป็นหญิง เจ้าก็รู้” มู่หรงซูชิงหยุดหัวเราะไม่ได้ ก้มหน้ามองตัวเองแล้วยิ้ม “ข้าก็เป็น... แล้วไง”

ใช่ ทว่าอีกฝ่ายเป็นหญิงสาวที่สง่างาม ซ้ำยังมีความมั่นใจที่มากล้น

แต่ข้า…

ซางจวินประสานมือคารวะ ก่อนตอบอย่างมั่นใจหนักแน่น “ข้าตกลง” นางไม่มีทางเลือกอื่น ทางเลือกนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายก็เป็นได้

มู่หรงซูชิงลุกขึ้นแล้วปัดหิมะออก พูดเหมือนหนักใจ “ซางจวิน เมื่อก่อนเจ้าไม่ใช่คนแบบนี้ใช่หรือไม่?”

“อะไรนะ?”

มู่หรงซูชิงถอนหายใจ “ตอนนี้เจ้าถูกครอบงำจากความชั่วร้าย ความเกลียดชังฉายชัดอยู่บนใบหน้ารวมทั้งร่างกายของเจ้าด้วย เจ้าถูกความเกลียดพันธนาการไว้ สภาพเจ้าในตอนนี้จะถูกผู้อื่นอ่านออกไม่ยากและจะถูกบีบบังคับได้โดยง่าย คนที่ข้าต้องการคือคนที่มีฝีมือยอดเยี่ยมและต้องมีลูกล่อลูกชนมากพอที่จะรับมือกับพ่อค้าได้ทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่คนที่มีแต่ความเกลียดชังหมดทั้งใจ” หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เจ้ากลับไปเป็นคนเดิมเสียเถิด”

มู่หรงซูชิงหวังว่าตนจะช่วยอีกฝ่ายได้จริงๆ หญิงสาวผู้นี้ควรมีความสุข

“ไปกันเถอะ ชาหลงต้านของข้าจะเย็นชืดหมดแล้ว”

ซางจวินยืนอยู่ท่ามกลางหิมะอีกนาน เหม่อมองหญิงสาวที่เพิ่งเดินจากไป

นางเคยสัญญาว่าจะไม่ร้องไห้ แต่ตอนนี้น้ำตากลับเอ่อล้น

ข้าเมื่อก่อนเคยเป็นอย่างไร เป็นคนแบบไหนกัน ข้าเองก็เกือบลืมไปแล้ว…

บทที่ 4 หลงเฉียกู่ (1)

ซางจวินเดินตามมู่หรงซูชิงกลับเข้าไปในกระท่อม

ทั้งสองเงียบกันมาตลอดทาง พอเข้ามาในกระท่อมก็เจออี่ฟงรออยู่นานแล้ว เขารีบเดินมารับมู่หรงซูชิง หญิงสาวเห็นผู้ติดตามทำหน้าบึ้งตึงก็รู้แล้วว่าต้องเกิดเรื่องบางอย่างแน่ นางถูมือที่หนาวจนจะแข็ง ก่อนเอ่ยตอบ

“เข้าไปค่อยคุย”

ทั้งสามคนเดินเข้ากระท่อมก็เจอซางเซี่ยวยิ้มอย่างเบิกบานรออยู่ “พี่ใหญ่ พี่ซูชิง”

พี่ซูชิงมีวิธีที่ดีกว่านางจริงๆ เด็กสาวยกชามาส่งให้อย่างตื่นเต้นยินดี “ชานี้รสชาติดีมาก พวกท่านลองชิมดู”

ซางจวินรับชาที่น้องสาวส่งให้พลางลูบหัวแล้วถามว่า “เจ้ากินยาแล้วหรือยัง?” สีหน้าของเซี่ยวเอ๋อดีขึ้นมาก มู่หรงซูชิงพูดถูก น้องน้อยมีแค่ตนคนเดียว ตนควรรับผิดชอบดูแลน้องให้ดี

ซางเซี่ยวยิ้มกว้าง “กินแล้วเจ้าค่ะ” วันนี้พี่ใหญ่ดูผิดปกติ แตกต่างอย่างไรนางก็ไม่อาจอธิบายได้ ช่างเถอะ อะไรก็ไม่สำคัญเท่าเราสองพี่น้องได้อยู่ด้วยกันตลอดไป

เด็กหญิงยกชาอีกถ้วยหนึ่งเดินมาหามู่หรงซูชิง กล่าวอย่างซาบซึ้งใจ “พี่ซูชิงดื่มชาด้วยกันสิ”

มู่หรงซูชิงยิ้มรับ บรรยากาศในกระท่อมเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข แต่ยังมีอีกหนึ่งคนที่สีหน้าไม่ค่อยดีนัก

อี่ฟง...

มู่หรงซูชิงดื่มชาอย่างสบายใจ แล้วเอ่ยชวนผู้ติดตามอย่างอารมณ์ดี “อี่ฟงมาดื่มชาด้วยกันสิ”

ซางเซี่ยวไม่เห็นว่ายังมีคนอยู่อีกคนหนึ่ง เด็กหญิงรีบเทชาเพิ่มอีกถ้วยแล้วยกมาให้ตรงหน้า ยิ้มเจื่อนอย่างรู้สึกผิด “ข้าขอโทษ เมื่อครู่นี้ข้าไม่เห็นพี่อี่ฟง เชิญ...ดื่ม ดื่มชา...”

อี่ฟงทำอะไรไม่ถูก เมื่อครู่เขานึกแต่เรื่องที่จะคุยกับเจ้านายไม่ได้สนใจเรื่องดื่มชาเลย เขาเป็นผู้คุ้มกันของเจ้านาย ชานี้เขาไม่ควรดื่ม พอซางเซี่ยวรินชามาให้ เขาก็ไม่รู้ว่าควรรับหรือไม่ ชาหนึ่งถ้วยจึงทำให้คนทั้งสองยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตู

มู่หรงซูชิงยิ้มน้อยๆ “อี่ฟง รับสิ เจ้าจะให้เด็กถือถ้วยชาอีกนาน

แค่ไหน เจ้ามีเรื่องที่ต้องคุยอีกไม่ใช่หรือ?”

อี่ฟงกัดฟันดื่มชารวดเดียวจนหมดแล้วส่งถ้วยคืนให้ เขาเดินผ่านซางเซี่ยวเข้าไปหานายหญิง เด็กหญิงจ้องถ้วยชาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

ชานี้ไม่อร่อยขนาดนั้นเลยหรือ คิ้วของพี่อี่ฟงขมวดเป็นปมเลย

ทีเดียว เขาไม่กลัวว่ามันจะร้อนลวกปากหรืออย่างไร

อี่ฟงไม่สนใจสายตาของซางเซี่ยว เขาหยุดอยู่ตรงหน้ามู่หรงซูชิงเหลือบมองซางจวินที่กำลังดื่มชาอย่างตั้งใจ แล้วเอ่ยรายงานเรื่องสำคัญ

“ของที่ส่งไปชางเย่ถูกคนกลุ่มหนึ่งชิงไปแล้วขอรับ”

“หลงเฉียกู่อีกแล้วหรือ?” อี่ฟงก้มหน้า สีหน้าดำมืด ทว่าสีหน้าของผู้เป็นนายกลับเป็นปกติ “ครั้งนี้เสียหายเท่าไร?”

“ชาสิบห้าเกวียน ผ้าไหมยี่สิบเกวียน ค่าเสียหายทั้งหมด...หนึ่งล้านแปดแสนชั่ง”

มู่หรงซูชิงดื่มชาจนหมดถ้วย “นี่เป็นครั้งที่สามภายในครึ่งปี”

“ขอรับ”

ครั้งที่สามแล้ว หมายความว่าเส้นทางนี้คงใช้ไม่ได้อีก มู่หรงซูชิงยื่นมือหยิบกาที่อยู่บนเตาไฟเทน้ำชาเติมจนเต็มถ้วย ชาหลงต้านสดคลี่ออกเหมือนดอกเบญจมาศ

“จากด่านหลินเฟิงไปหยิวเฉินต้องผ่านหลงเฉียกู่เส้นทางเดียวสินะ”

ถ้าอยากจะส่งสินค้าไปชางเย่มีแต่ต้องใช้เส้นทางนี้ แต่ที่นั่นมีกลุ่มโจรมีชื่อ พวกเขาใช้ภูมิประเทศที่ดีเยี่ยมเป็นปราการป้องกันตนเอง คิดจะกวาดล้างช่างเป็นเรื่องยาก ซ้ำยังเป็นเขตแดนระหว่างสองแคว้น เป็นสถานที่ที่ไม่มีใครอยากยุ่ง ราชสำนักก็ไม่คิดส่งทหารมาจัดการ ดังนั้นพวกโจรที่นั่นอยากทำอะไรก็ทำได้ตามอำเภอใจ

มู่หรงซูชิงปิดฝาถ้วย หันมองซางจวิน “เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”

“เวลานี้ทั้งสองแคว้นยังไม่มีสงคราม การค้าขายย่อมเป็นไปโดยสะดวก แต่โจรกลุ่มนี้ทำให้การขนส่งสินค้ามีปัญหา จึงไม่มีใครกล้าค้าขายผ่านเส้นทางนี้ แต่ถ้าเราจัดการปัญหานี้ได้ เส้นทางนี้ก็จะอยู่ในมือเรา จากนั้นก็หาซื้อสินค้าจากทั้งตงอี๋และชางเย่มากักเก็บไว้ เราก็จะกลายเป็นพ่อค้าระหว่างสองแคว้นที่ใหญ่ที่สุด”

มู่หรงซูชิงพยักหน้ารับ หากไม่ใช่เพราะเห็นโอกาสทำการค้าที่ยิ่งใหญ่และผลประโยชน์มหาศาล นางก็คงไม่ต้องเจอกับเหตุการณ์ปล้นชิงทั้งสามครั้งนี้หรอก มู่หรงซูชิงพูดอย่างเสียดาย

“ข้าก็เคยคิดแบบนี้ พื้นที่ของหลงเฉียกู่ซับซ้อนมาก พวกโจรได้เกราะกำบังจากธรรมชาติ คนที่กบดานอยู่ข้างในเป็นพวกชั่วช้า ซ้ำร้ายฝีมือไม่ธรรมดา ราชสำนักจึงไม่อยากส่งทหารมาข้องแวะด้วย หรือถึงจะส่งมาก็คงทำอะไรไม่ได้”

“เจ้าเคยส่งคนไปตรวจสอบแล้วหรือ?”

มู่หรงซูชิงเหลือบมองอี่ฟง ผู้ติดตามเล่ารายละเอียดทั้งหมดเท่าที่เขารู้ให้ซางจวินฟัง

“หลงเฉียกู่มีพื้นที่นับพันลี้ พวกโจรมีมากกว่าสิบกลุ่ม ในพวกนั้นมีสองกลุ่มที่มีอำนาจสูงสุด กลุ่มแรกจะปล้นสินค้าและจับตัวประกัน ชื่อกลุ่มเฟ่ยยิงจ๋าย เน้นจับเศรษฐีมีเงินมาเรียกค่าไถ่ อยากได้คนคืนต้องยอมจ่ายค่าไถ่ ส่วนใหญ่พวกนี้จะไม่ฆ่าคน เพียงอยากได้เงินเท่านั้น ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งฆ่าคนชิงทรัพย์ ชื่อกลุ่มเฉียนหลังจ๋าย พวกนี้โหดเหี้ยม ถ้ากลุ่มนี้ออกปล้น หากไม่ตายก็ปางตาย ยากจะมีชีวิตรอด”

อี่ฟงเล่าจบ ซางจวินก็มีสีหน้าครุ่นคิด “หากคิดจะเป็นพ่อค้าใหญ่ในเขตนี้ เห็นทีคงต้องถล่มโจรพวกนี้ให้สิ้นซากเสียก่อน”

“เจ้าจะทำอย่างไร?” มู่หรงซูชิงขมวดคิ้ว อีกฝ่ายพูดว่าจะถล่มกลุ่มโจร มีวิธีที่เป็นไปได้หรือ

“ตอนนี้ข้าไม่รู้ ต้องลองไปที่หลงเฉียกู่ก่อน”

“ไม่ได้!” คนเป็นน้องที่นั่งนิ่งฟังอย่างสงบอยู่เป็นนานลุกพรวดขึ้นทันที “พี่ใหญ่ ที่นั่นอันตรายมากมีทั้งนกอินทรีทั้งหมาป่า2 เมื่อครู่พี่อี่ฟงก็บอกแล้วว่าพวกนั้นเหี้ยมโหดนัก” นางไม่อยากให้พี่ใหญ่ต้องไปผจญกับสิ่งเหล่านั้นเลย

ซางเซี่ยวจับแขนเสื้อซางจวินไม่ยอมปล่อย ด้วยกลัวว่าปล่อยมือเมื่อไร พี่ของนางจะจากไปทันที

มู่หรงซูชิงไม่เห็นด้วยเช่นกัน “ซางจวิน มันอันตรายเกินไป ข้ารู้ว่าเจ้ามีวรยุทธ แต่กำลังน้อยย่อมมิอาจสู้กำลังมาก อีกอย่างเจ้าก็ไม่คุ้นกับเส้นทางนั้น พวกเราคิดหาวิธีอื่นดีกว่า”

ซางจวินยิ้ม “เจ้าคิดหาวิธีมาครึ่งปีแล้วไม่ใช่หรือ หากมีวิธีที่ดีกว่าเจ้าคงทำไปนานแล้ว”

คุณหนูซูชิงไม่รู้จะพูดอย่างไร นางพยายามคิดแก้ไขปัญหานี้ทุกทาง ทั้งทางตรงทางอ้อมล้วนลองมาหมดแล้ว เสียดายที่เส้นทางของหลงเฉียกู่เป็นหุบเขาไม่สามารถทำอะไรได้มาก ซางจวินตบไหล่ซางเซี่ยวเบาๆ ปลอบใจว่า

“เชื่อเถอะ พี่จะไม่เป็นไร”

ในใจของซางเซี่ยวไม่อยากปล่อยมือ ทว่านางรู้ดีเรื่องไหนที่พี่ใหญ่จะทำสุดท้ายก็ต้องไปทำ ในที่สุดนางก็จำต้องยอม

“วางใจเถิด ถ้าไม่มั่นใจข้าจะไม่ลงมือและจะไม่วู่วาม อันที่จริงหากไม่เสี่ยงอันตรายแล้วจะได้ของดีติดมือมาได้อย่างไร” ใบหน้าซางจวินฉายชัดถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยม

“เจ้าจะได้ทดสอบข้าเสียเลย ว่าคุ้มที่เจ้าจะช่วยเหลือหรือไม่”

“เจ้าตัดสินใจดีแล้วรึ?” มู่หรงซูชิงรับรู้ได้ถึงความมั่นใจจนเกือบผยองของซางจวิน ทำให้อีกฝ่ายน่าสนใจขึ้นมาก นางยิ่งชอบใจและประทับใจที่คนตรงหน้าเป็นแบบนี้

“ใช่” ซางจวินตอบด้วยท่าทีสงบแต่มั่นใจ

“ให้อี่ฟงไปเป็นเพื่อนด้วย เขาเคยไปที่นั่นหลายครั้งน่าจะช่วยเจ้าได้บ้าง” ตอนนี้เท่ากับว่ามู่หรงซูชิงตกลงให้ซางจวินเข้าไปที่หลงเฉียกู่แล้ว

“ไม่ต้อง ข้าจัดการพวกโจรคนเดียวก็พอ” ซางจวินเคยอาศัยอยู่หุบเขาที่ลึก มืดและสูงชันมาตั้งแต่เด็ก ภูเขาสูงและอันตรายทั้งหมดนางไม่เคยกลัว เมื่อตัดสินใจจะทำการค้าก็ย่อมต้องเต็มที่กับงาน

“เจ้าควรลองเชื่อใจหุ้นส่วนของเจ้า” ซางจวินพูดเสียงเน้นหนัก “ระหว่างเราเรียกว่าหุ้นส่วนใช่หรือไม่?” ซางจวินย้อนถามมู่หรงซูชิง

หุ้นส่วนคนใหม่ยิ้มน้อยๆ คงจะเปลี่ยนใจซางจวินไม่ได้แล้วสินะ

“ข้าจะรอที่ปากทางเข้าของหลงเฉียกู่ รอเจ้ากลับมา สามวันอี่ฟงจะไปพบเจ้าครั้งหนึ่งเพื่อถามความคืบหน้า มีข่าวใดก็ฝากอี่ฟงมา ส่วนเซี่ยวเอ๋อไม่ต้องห่วง ข้าจะเป็นคนดูแลนางเอง”

“ดี” ได้รับสัญญาจากซูชิงแบบนี้ ซางจวินก็ไม่กังวลเรื่องใดอีก นี่เป็นครั้งแรกที่นางจะแสดงฝีมือให้อีกฝ่ายได้เห็น

นางต้องทำให้ได้!

 

แสงแดดยามเช้าของต้นฤดูใบไม้ผลิ หมู่เมฆเปิดทางให้ความอบอุ่นส่องลงมา

ซางจวินยืนอยู่บนโขดหินขรุขระหน้าทางเข้าหลงเฉียกู่ พลางอุทานด้วยความตื่นตะลึง ที่นี่เป็นแหล่งซ่องสุมโจร ทางเข้าเดียวของหุบเขามีความยาวสองลี้ สองด้านเป็นผาหินสูงชัน มีโขดหินขรุขระตลอดทาง ที่นี่มีความพิเศษทำให้อากาศหนาวเย็นไม่สามารถแทรกผ่านได้ ฤดูหนาวเพิ่งผ่านพ้นแต่ต้นไม้ที่ขึ้นตามซอกหินขรุขระกลับเจริญงอกงาม ที่แห่งนี้เหมาะแก่การหลบซ่อนมากที่สุด

ซางจวินใช้กำลังภายในกระโดดขึ้นไปบนผาหินที่ห่างจากพื้นหลายลี้อย่างสบาย ยืนบนนี้สามารถมองเห็นไปได้ไกลนับสิบลี้ เห็นทั้งคนทั้งเกวียนที่ปากทางเข้า คนที่เดินด้านล่างไม่อาจมองเห็นคนที่พรางตัวใกล้โขดหินที่มีต้นไม้ขึ้นหนาได้อย่างแน่นอน นี่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากสำหรับพวกโจร ถ้าพวกเขาเตรียมธนูซุ่มยิงหลังโขดหิน คนที่อยู่บนทางเดินยาวสองลี้ตรงนี้จะไม่สามารถป้องกันตัวเองและตอบโต้กลับได้เลย

ซางจวินครุ่นคิด โจรพวกนี้ไม่ใช่ชั่วช้าเพียงอย่างเดียว เป็นเพราะธรรมชาติช่วยสร้างปราการอันแข็งแกร่งให้พวกมันด้วยถึงได้เหิมเกริมนัก ขณะที่หญิงสาวยังคิดไม่ตก ก็มองเห็นเกวียนกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาช้าๆ จำนวนเกวียนสามเล่ม คนอีกสิบกว่าคน ดูจากลักษณะแล้วคนพวกนี้น่าจะมีประสบการณ์ในการเดินทาง

สองคนขี่ม้าอยู่ด้านหน้า คอยกวาดตามองไปรอบๆ ลักษณะท่าทางที่แสดงออกรวมถึงวรยุทธน่าจะไม่ธรรมดา ด้านหลังของเขามีชายฉกรรจ์ถือดาบยาวอยู่ใกล้เกวียน ถัดไปมีหญิงสาวนางหนึ่งนั่งบนหลังม้าสีแดง สวมชุดสีม่วงเข้ม ในมือถือคันธนูสีทอง กระบอกที่สะพายอยู่ด้านหลังมีลูกธนูอยู่หลายดอกสะท้อนกับแสงแดดจนเกิดประกายแวววับ ลักษณะความเป็นผู้นำที่ฉายออกมาเผยให้รู้ว่านางคงเป็นนายหญิงของกลุ่มนี้ ด้านหลังของนางมีอีกหลายคนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ คนเดินเท้าดูระมัดระวังและรอบคอบ

หญิงสาวผู้นั้นสงบนิ่งแน่วแน่นัก

ซางจวินตัดสินใจทันใด หลังจากลองประเมินดูรอบหนึ่งแล้วก็บอกได้เลยว่า ภูมิประเทศของเขาลูกนี้หากอยากจะเจอโจรคงเป็นเรื่องยาก ‘ชายหนุ่มตัวคนเดียว’ คงไม่น่าสนใจพอที่จะทำให้พวกโจรออกมาได้ แต่ว่าคนกลุ่มนี้น่าจะ ‘ล่องูออกจากรู’ ได้ดี หากนางเข้าร่วมกลุ่มด้วยต้องมีโอกาส ‘พบกับพวกโจรโดยบังเอิญแน่’

ซางจวินกระโดดลงมาจากผาหินอย่างไร้เสียง ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ กระทั่งขบวนเกวียนผ่านหน้าไปแล้วถึงตั้งใจเหยียบกิ่งไม้แห้งที่อยู่ใกล้ตัวให้เกิดเสียงกรอบแกรบ ทำให้ผู้คนในขบวนเกวียนระวังตัวขึ้นมาทันใด

“ใครอยู่ตรงนั้น ออกมา!”

เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกับดาบรูปวงเดือนพาดอยู่ที่ลำคอซางจวิน นางแสร้งทำหน้าตาตื่นตระหนกอย่างที่สุด ตาเบิกกว้างจ้องมองหญิงสาวที่สวมชุดสีเหลืองตรงหน้า พออีกฝ่ายเห็นใบหน้าซางจวินถนัดตาก็ถึงกับตกตะลึง บุรุษผู้นี้ช่างหล่อเหลาเหลือเกิน ใบหน้าราวกับถอดมาจากรูปแกะสลัก คิ้วเข้มช่วยส่งให้เขาดูมีสง่าราศี นางยังไม่เคยพบใครที่รูปงามขนาดนี้มาก่อนเลย

คนมองตะลึงอึ้งเงียบ ซางจวินแสร้งส่งเสียงกระแอมไอออกมา หญิงสาวพลันได้สติ ในใจให้รู้สึกอับอายนัก แค่พบเจอคนหน้าตาดีก็ถึงกับเสียสมาธิได้ ยิ่งอายก็ยิ่งโมโหตัวเอง นางจึงยิ่งตวาดเสียงดังอย่างเกรี้ยวกราด

“ออกมาเดี๋ยวนี้!”

ซางจวินยิ้มในใจ สตรีผู้นี้โกรธแล้วพาลเสียจริง ซางจวินตั้งใจก้าวออกมาช้าๆ ทำท่าทำทางเงอะงะ แสร้งหวาดกลัวเสียงตะโกน ทั้งขบวนหยุดเดิน กว่านางจะยืนนิ่งได้ ปลายดาบทุกเล่มก็ชี้ตรงมาที่นางหมดแล้ว

ซางจวินแสร้งทำท่ากลัวหลังงองุ้ม ทว่าหญิงสาวชุดเหลืองกลับไม่หลงเชื่อง่ายๆ จึงวางดาบแนบติดลำคอมากกว่าเดิม ซางจวินยืนแข็งทื่อไม่กล้าขยับตัว

หญิงชุดเหลืองนามว่าฉีเชว่ยสำรวจอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า

ชายหนุ่มผู้นี้รูปร่างสูงโปร่ง เดินปวกเปียกเหมือนหมอนหนุน มีดีแค่หน้าตาเพียงอย่างเดียว นางขยับดาบเข้าไปใกล้คอเขาอีกนิด

“เจ้าเป็นใคร ทำไมต้องหลบๆ ซ่อนๆ ตามหลังพวกเรามา”

ซางจวินรีบแสดงความเคารพอย่างนอบน้อม “ข้าเป็นคนหยิวเฉิน หลายปีก่อนพี่สาวข้าแต่งงานมาอยู่ที่ด่านหลินเฟิง ปีนี้มีลูกแล้ว ข้าตั้งใจจะไปเยี่ยมนาง แต่ได้ยินมาว่าแถวนี้โจรชุกชุม เลยอยากจะเดินทางไปพร้อมกับพวกท่าน ข้าอาจจะปลอดภัยกว่า”

คนผู้นี้ไม่ได้มีเพียงใบหน้าที่หล่อเหลา น้ำเสียงยังไพเราะ ทำให้คนฟังรู้สึกสงบลงโดยไม่รู้ตัว ฟังคำอธิบายของเขาแล้ว ฉีเชว่ยก็เอาดาบที่พาดคอซางจวินลง น้ำเสียงภาคภูมิใจ

“ที่แท้เป็นอย่างนี้เอง นับว่าเจ้าฉลาดมาก” นางกับพรรคพวกไปกลับหลงเฉียกู่สองสามครั้ง เจอโจรครั้งเดียว ฝีมือไม่เท่าไร บุรุษผู้นี้นับว่าหน้าตาดีและมีปัญญาทีเดียว

ฉีเชว่ยวิ่งเหยาะๆ มาหยุดตรงหน้าหญิงที่สวมชุดสีม่วง “คุณหนู เขาดูน่าสงสารให้เขาเดินตามหลังเราไปด้วยเถอะนะเจ้าคะ” นางเพิ่งพูดจบเสียงเฉียบขาดของชายคนหนึ่งก็ขัดขึ้น

“ไม่ได้! ในเกวียนมีแต่ของมีค่าราคาแพง คนผู้นี้ไม่น่าไว้ใจ อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นดีกว่า”

หากชายคนนี้โง่เซ่อเหมือนที่เขาแสดงออกเมื่อครู่ ทำไมตั้งแต่ที่พวกเขาเดินผ่านจึงไม่มีใครรู้สึกว่ามีคนตามหลังมาด้วย ในเกวียนมีสมุนไพรมีค่าที่ซื้อมาจากเมืองชางเย่ในราคาแพง เป็นยาที่ใช้ช่วยชีวิตคนอื่น จะถูกโจรขโมยไปไม่ได้เด็ดขาด

ฉีเชว่ยจ้องหยางมู่ตาขวาง เขาชอบหาเรื่องนาง ก่อนหน้านี้ก็ไม่ยอมให้นางมาด้วย ตอนนี้ส่งสายตาตำหนิให้อีก อย่างไรวันนี้นางก็จะช่วยชายหนุ่มคนนี้ให้ได้

หญิงสาวชุดเหลืองชี้หน้าซางจวิน อีกฝ่ายทำหน้าเหลอหลา นางพูดเสียงดัง “ท่าทางเขาดูก็รู้ว่าต้องผ่านการเล่าเรียนมา คนเช่นนี้จะสร้างปัญหาให้เราได้อย่างไร เขาเดินทางคนเดียวในหุบเขา ไม่ต้องพูดถึงโจร แค่เจอสัตว์ป่าก็คงถูกจับกินแน่ เจอผู้อื่นเดือดร้อนแล้วไม่ช่วยเหลือ ไม่ใช่สิ่งที่สกุลหรวนควรทำ!”

“คุณหนู” หยางมู่ไม่ยอมแพ้ แต่หญิงสาวชุดม่วงตัดบทเสียงเรียบ “พอแล้ว ไม่ต้องเถียงกัน ให้เขาเดินตามเรามาได้”

หรวนถิงหยูลอบสังเกตชายหนุ่มคนนี้ตลอด เขามีมารยาทดีแต่ก็ไม่เหมือนคนคงแก่เรียน ลักษณะของเขาไม่ได้โดดเด่นแบบผู้ชอบศึกษาหาความรู้ เขาไม่ใช่โจรเพราะในแววตาไม่เผยถึงความละโมบและโหดร้าย แล้วเขาเป็นคนแบบไหน

แค่ผู้สัญจรจริงหรือ...

ในใจมีความสงสัยมากมาย แต่เพราะคำว่า ‘เจอผู้อื่นเดือดร้อนแล้วไม่ช่วยเหลือ’ ทำให้นางพ่ายแพ้ บรรพบุรุษตระกูลหรวนเป็นหมอมาหลายชั่วอายุคน เจอคนเดือดร้อนไม่ช่วยเหลือก็ไม่สมควรเกิดเป็นลูกหลานตระกูลหรวน

ซางจวินยิ้มกว้างมองไปที่ผู้นำกลุ่ม หญิงสาวคนนี้มีบุคลิกองอาจห้าวหาญเต็มไปด้วยความฮึกเหิม อันที่จริงนางเป็นหญิงสาวที่งดงาม แม้จะไม่ได้แต่งหน้า นางก็สวยเป็นธรรมชาติ

แท้จริงซางจวินก็ลอบสังเกตอีกฝ่ายอยู่ตลอดไม่ต่างกัน หรวนถิงหยูหันหน้าไปทางอื่น บังคับม้าเดินกลับไปกลางขบวน เมื่อเดินผ่านหยางมู่ก็สั่งกำชับเสียงเบา

“หากเจ้าดูแล้วไม่น่าไว้ใจ ก็สั่งให้คนสักสองคนจับตามองเขาไว้”

“ขอรับ”

“ไป” หรวนถิงหยูสั่ง ขบวนเริ่มเคลื่อนตัวไปต่อ ซางจวินเดินรั้งท้าย ทางเดินขรุขระต้องเดินอย่างระมัดระวัง ซ้ำเวลานี้ท้องฟ้าก็ใกล้มืดแล้ว ทั้งหมดไม่สามารถเดินผ่านออกไปจากหุบเขาได้ทันก่อนมืดแน่ เพื่อป้องกันการโจมตีจากโจรตอนกลางคืน ขบวนทั้งหมดจึงหยุดตั้งที่พักชิดด้านหนึ่งของหน้าผา

ซางจวินนั่งบนหินก้อนใหญ่ สังเกตรอบบริเวณ พบว่าที่ตรงนี้กว้างกว่าตรงอื่นพอสมควร ก้อนหินใหญ่มีน้อย ด้านหลังเป็นหน้าผาสูงชัน หากมีโจรบุกเข้ามาอย่างน้อยด้านหลังก็จะไม่ถูกโจมตี หญิงสาวชุดม่วงเฉลียวฉลาดจริงๆ

คนขอร่วมขบวนนั่งอย่างสบายอารมณ์ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามีคนกำลังเดินตรงมา นางเกือบจะเผลอตอบโต้ด้วยความเคยชิน แต่เหลือบเห็นว่าเป็นหญิงสาวชุดเหลืองยืนพิงอยู่ข้างก้อนหิน ในมือยื่นบางอย่างส่งให้

ซางจวินรีบยิ้มให้แล้วยื่นมือไปรับอย่างอ่อนน้อม

เห็นอีกฝ่ายทำท่านอบน้อมเหลือเกิน ฉีเชว่ยก็หัวเราะเสียงดัง ยิ้มกว้างเต็มหน้า “ข้าชื่อฉีเชว่ย เจ้าชื่ออะไร?”

ซางจวินตอบด้วยรอยยิ้ม “ข้า...ซางจวิน”

ซางจวินมองของที่ได้รับมา ที่แท้เป็นบ๊ะจ่าง เพื่อพกพาให้สะดวกขนมนี้จึงพันหญ้าแห้งไว้รอบๆ

‘รูปก็งามนามก็เพราะ’ ฉีเชว่ยคิดในใจอย่างเบิกบานนัก

เห็นสายตานั้นจ้องบ๊ะจ่างอยู่นานสองนาน หญิงสาวนึกว่าอีกฝ่ายแกะเชือกที่มัดไว้ไม่ได้ ฉีเชว่ยใช้ดาบที่อยู่ในมือช่วยตัดแบ่งขนมเป็นสองส่วน ซางจวินมองหญิงสาวชุดเหลือง ไม่รู้ว่าตนควรรู้สึกอย่างไรดี แต่อาวุธไม่ควรนำมาใช้แบบนี้กระมัง

ฉีเชว่ยเก็บดาบเข้าฝักเรียบร้อย เห็นว่าซางจวินยังไม่กิน กลับทำสีหน้าแปลกๆ จ้องมองดาบไม่วางตา นางยิ้มแล้วบอก “ไม่ต้องกลัว ฝีมือการใช้ดาบของข้าดีมาก ไม่ทำให้เจ้าบาดเจ็บหรอก”

ซางจวินอดยิ้มไม่ได้ หันมองไปทางหญิงสาวสวมชุดคลุมสีม่วงที่นั่งใกล้ๆ กองไฟ ทำท่าไม่เข้าใจแล้วถามว่า “หลงเฉียกู่น่ากลัวขนาดนี้ ทำไมเจ้าและคุณหนูของเจ้าต้องเดินทางผ่านเส้นทางนี้ด้วย?”

ฉีเชว่ยเบ้ปากอย่างไม่พอใจ “ความสามารถในการใช้ดาบของข้าดีที่สุดในตระกูล อีกอย่างคุณหนูของข้าเป็นวีรสตรี การยิงธนูชิงเย่ยของนางไม่เคยพลาดเป้า เท่านี้ก็มากเกินพอที่จะจัดการกับโจรกระจอกพวกนั้น”

ธนูชิงเย่ย! นั่นเป็นธนูของเทียนชวูกงไม่ใช่หรือ เทียนชวูกงออกเดินทางไปทั่วหล้า หันหลังให้ยุทธภพนานแล้ว ทำไมธนูมีชื่อนั่นถึงมาอยู่ในมือหญิงสาวเสื้อม่วงได้

ซางจวินแสร้งพูดด้วยความสบายใจ “เจ้าพูดมาแบบนี้แล้วข้าก็วางใจ คุณหนูของเจ้าชื่อแซ่ใดหรือ?”

“หรวนถิงหยู” ฉีเชว่ยพูดชื่อของคุณหนูอย่างภาคภูมิใจ ทันใดนั้นนางก็รู้สึกไม่สมควรจึงเท้าเอวเตือนอีกฝ่ายอย่างจริงจัง

“เจ้าอย่าได้สนใจเรื่องคุณหนูของข้ามากเกินไป ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้ อย่าได้คิดเพ้อเจ้อเด็ดขาด ถึงเจ้าจะหน้าตาดี แต่คุณหนูต้องคู่กับวีรบุรุษเท่านั้น บัณฑิตอย่างเจ้าอย่าฝันเลย!”

ซางจวินกลั้นหัวเราะ รีบพูดซ้ำๆ “ไม่กล้า ไม่กล้า” ฉีเชว่ยพยักหน้าอย่างพอใจ อยากจะสั่งสอนเขาต่อ แต่เสียงของหรวนถิงหยูกลับขัดขึ้นเสียก่อน

“เสี่ยวฉีมานี่”

“เจ้าค่ะ ข้ามาแล้ว”

ฉีเชว่ยมาถึงหรวนถิงหยูก็เอ่ยถาม “เจ้าไปพูดอะไรมากมายกับคนผู้นั้น”

ฉีเชว่ยทำหน้าทะเล้น “ข้าแค่สั่งสอนเขานิดหน่อย ไม่ให้เขาคิดเพ้อเจ้อกับท่าน”

“พูดมากไปแล้ว” หรวนถิงหยูตำหนิ อยากจะพูดบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา นางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจแล้วสั่งกำชับ “จัดการเรื่องเวรยาม ให้ทุกคนรีบพักผ่อน พรุ่งนี้ต้องเดินทางอีก”

“เจ้าค่ะ” ฉีเชว่ยยักไหล่ เดินแยกไปหาคนอื่นๆ

หลังจากฉีเชว่ยเดินจากไป หรวนถิงหยูก็มองคนที่นั่งอยู่บนหินก้อนใหญ่ เขาเอนหลังพิงหน้าผา เงาของหน้าผาทำให้มองไม่เห็นสีหน้า ทว่าดวงตาฉายแววเศร้าล้ำลึกคู่นั้นกำลังเหม่อมองท้องฟ้า

เขาเป็นคนแบบไหนกัน

บทที่ 4 หลงเฉียกู่ (2 จบบท)

ตกกลางคืนยิ่งเงียบสงัด

ถึงยามอิ๋น ซางจวินลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว ‘มีคนมา’ นางตั้งสติ

รับรู้ว่ารอบกายมีคนไม่น้อยกว่าร้อยคน หลายคนวรยุทธสูง ซ้ำยังมีลำดับการเดิน ถ้าเป็นโจรนั่นหมายความว่ามีการเลือกโจมตีเหยื่อ ฮึ! เก่งกาจกว่าที่นางคาดเดาเสียอีก

พวกโจรคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมนี้ ทั้งหมดลงมือรวดเร็วและไร้เสียง เวลานี้รอบด้านถูกบีบล้อมเข้ามา คนเฝ้ายามยังไม่รู้ถึงอันตรายที่คืบคลานมาหา ซางจวินไม่อยากให้คนเดินทางกลุ่มนี้ถูกพวกโจรจับได้ง่ายๆ

ซางจวินรวบรวมกำลังภายในไว้ที่ฝ่ามือ หันไปทางกองไฟที่ลุกไหม้อยู่ พลันเปลวไฟก็โหมไหม้แรงสูงนับสิบจั้ง แสงจากเปลวเพลิงที่ลุกโชนทำให้คนเฝ้ายามสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงตะโกนออกมาเสียงดัง

“ใคร?”

เสียงตะโกนดังก้อง ทำให้หรวนถิงหยูและผู้ติดตามคนอื่นตกใจตื่น ซ้ำยังสร้างความประหลาดใจให้กับพวกโจรอีกด้วย ตอนนี้พวกมันไม่คิดหลบซ่อนตัวอีกแล้ว คบเพลิงในมือโจรถูกจุดขึ้นรวดเร็ว

คนในขบวนเดินทางทั้งหมดได้เห็นพร้อมกันว่ามีคบไฟนับไม่ถ้วนล้อมอยู่ ยามค่ำคืนที่ควรมืดมิดพลันสว่างจ้าเพราะเปลวไฟสีแดงนี้

ใต้แสงไฟธนูส่วนใหญ่เล็งไปที่เกวียน!

การต่อสู้ครั้งใหญ่ ซางจวินถอนหายใจ พวกโจรอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าพร้อมธนูจำนวนมากในมือ การต่อสู้ครั้งนี้โจรคงเป็นฝ่ายชนะแน่แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นโจรกลุ่มไหน เฉียนหลังจ๋ายหรือเฟ่ยยิงจ๋าย หากคิดขโมยสินค้าทั้งหมดหรือเพื่อเรียกค่าไถ่นางจะยังไม่ยุ่ง แต่ถ้าคิดฆ่าคนนางคงอยู่เฉยไม่ได้

ซางจวินกระโดดไปซ่อนตัวอยู่หลังหินก้อนใหญ่พลางสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ ฉีเชว่ยกำดาบในมือแน่น ดวงตาจ้องมองไปเบื้องหน้า สีหน้าเคร่งเครียด

“คุณหนู พวกนี้ต้องเป็นโจรแน่ๆ เราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”

หยางมู่ดึงดาบยาวออกมา นำผู้คุ้มกันมายืนล้อมหญิงสาวทั้งสองไว้ตรงกลาง รอคุณหนูสั่งการ

มิน่าเล่าผู้คนถึงกล่าวขานว่าด่านหลินเฟิงเป็นแผ่นดินโจร หรวนถิงหยูไม่เคยคิดว่าจะมีโจรจำนวนมากขนาดนี้ กองโจรเรียบร้อยและมีระเบียบ ลงมือรวดเร็ว เท่าที่ดูวันนี้นางและพรรคพวกคงจะจบชีวิตที่นี่แน่

“ตรงนี้เป็นซอกหิน”

ขณะที่หรวนถิงหยูใช้ความคิดหนักหน่วงเพื่อหาทางรอด เสียงสดใสของชายหนุ่มก็ดังแทรกขึ้นมา หญิงสาวรีบหันไปมองก็เห็นคนผู้นั้นซ่อนตัวอยู่ในเงาใกล้ผาหินห่างจากพวกนางหลายจั้ง เขาไปอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไร พบเจอกองโจรรุมล้อมเขากลับตั้งสติได้ดีกว่านางเสียอีก หรวนถิงหยูยิ่งมั่นใจว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดาเหมือนท่าทางที่แสดงออกถึงเขาจะน่าสงสัยแต่ก็ไม่ใช่เวลาสืบหาความจริง หญิงสาวกวาดตามองบริเวณนั้นอีกครั้งแล้วออกคำสั่ง

“ถอยไปที่ซอกหิน” ตรงนั้นน่าจะพอช่วยป้องกันฝนธนูได้

คุณหนูหรวนและคนอื่นถอยหลังมาเรื่อยๆ ทำให้ในซอกหินแคบลงถนัดตา พื้นที่ตรงนี้พอจะช่วยบังร่างให้ได้ประมาณสี่ถึงห้าคนเท่านั้น พวกโจรเห็นอีกฝ่ายเตรียมพร้อมรับมือจึงรีบชิงลงมือก่อน สั่งยิงธนูใส่ทันที! ผู้ติดตามหลายคนที่อยู่นอกที่กำบังใช้ดาบยาวในมือปัดป้องลูกธนูดอกแล้วดอกเล่าอย่างสุดกำลัง คุณหนูหรวนประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด

วันนี้ถ้าไม่รอดก็ตาย! มีแค่สองทางเท่านั้น

หรวนถิงหยูสะพายกระบอกลูกธนูไว้บนไหล่ น้ำเสียงสงบนิ่ง

“เอาเกวียนมาปิดซอกหิน หยางมู่พาคนที่เหลือไปหลบด้านหลังเกวียน อย่าบุ่มบ่าม ปล่อยให้พวกมันยิงไป ทักษะการยิงธนูของพวกมันไม่ได้เก่งกาจไปเสียทุกคน ถ้าพวกมันบุกเข้ามาชิงของ พวกที่เหลือจะไม่ยิงธนูมาที่เกวียนเพราะกลัวจะพลาดโดนพวกเดียวกัน พวกเจ้าหาโอกาสที่พวกมันมาใกล้เกวียนใช้ดาบฆ่ามันซะ”

“ขอรับ” หยางมู่พาผู้คุ้มกันส่วนหนึ่งหนีฝนธนูไปหลบหลังเกวียนตามคำสั่ง หรวนถิงหยูมองเห็นม้าหลายตัวตกใจวิ่งเตลิดไป เหลือเพียงม้าของนางที่ยังรออยู่ที่เดิม พวกโจรคงรู้ว่าม้าตัวนี้ล้ำค่าลูกธนูจึงไม่ได้ยิงไปทางมัน หรวนถิงหยูหันกลับมาจับมือฉีเชว่ย

“เสี่ยวฉี เดี๋ยวข้าจะเรียกม้ามา เจ้าขี่มันหนีไปก่อน”

“ข้าไม่ไป!” ฉีเชว่ยปฏิเสธทันควัน “ข้าจะทิ้งทุกคนแล้วหนีไปคนเดียวได้อย่างไร ถ้าต้องตายข้าจะตายพร้อมคุณหนู” บ้านสกุลหรวนเลี้ยงนางจนถึงทุกวันนี้ นางไม่มีทางหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวแน่

“เจ้าต้องไป! เจ้าต้องไปตามให้พี่ชายมาช่วยข้าที่นี่ ได้ยินไหม!” หรวนถิงหยูตะคอกดุ

“ถ้าเช่นนั้นคุณหนูไปเถิด ข้ากับหยางมู่จะช่วยต้านไว้เอง” ฉีเชว่ยกัดฟันกรอด กระชับดาบในมือแน่น ตั้งท่าจะพุ่งออกไปสู้กับพวกโจร

ฉีเชว่ยยังไม่ทันได้พุ่งตัวออกไป หรวนถิงหยูก็กระชากไหล่อีกฝ่ายให้ถอยหลังลึกเข้ามาในซอกหิน จังหวะเดียวกับที่ธนูสองดอกพุ่งมาอย่างแรงปักเข้าที่ตำแหน่งที่ฉีเชว่ยเคยยืน!

หรวนถิงหยูบีบมือฉีเชว่ยแน่น น้ำเสียงจริงจัง “ข้ายิงธนูแม่นกว่าเจ้า ข้าจะช่วยยิงคุ้มกันให้เจ้าเอง ถ้าเป็นข้าออกไปใครจะยิงคุ้มกันให้ข้าได้ ไม่นานข้าคงกลายเป็นเม่น”

ฉีเชว่ยยอมจำนนต่อเหตุผล พยักหน้ายอมรับ “เจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปตามคุณชายมาช่วยคุณหนู”

ซางจวินดูออกว่าหรวนถิงหยูต้องการให้ฉีเชว่ยหนีรอดไปได้ ถูกโจรล้อมไว้มากขนาดนี้ นางคงต้านได้ไม่นานพอที่จะรอคนมาช่วย ดูท่าแล้วคงตัดสินใจสู้ตายอยู่ที่นี่เสียมากกว่า

ความพยายามของหญิงสาวคนนี้ช่างน่าชื่นชมนัก รู้ว่าจะตายยังสงบนิ่งมีสติ ซางจวินก้าวมาข้างหน้า ด้วยอยากจะเห็นสถานการณ์ข้างนอกสักหน่อย พลันคันธนูของหรวนถิงหยูก็ยื่นมาขวางไว้

“เจ้าหลบเข้าไป อย่ามาขวาง” หรวนถิงหยูรู้ว่าชายผู้นี้ไม่ใช่คนที่เอาแต่ศึกษาตำราเรียน แต่ถึงอย่างไรร่างกายของเขาก็โปร่งบางไม่บึกบึนเท่าผู้คุ้มกัน ถึงสู้ได้ก็ไม่นาน สุดท้ายก็ต้องตาย

ซางจวินประหลาดใจ คำพูดของอีกฝ่ายแม้ไม่น่าฟังแต่รู้สึกได้ถึงความเป็นห่วง คนผู้หนึ่งที่ไม่รู้จักกันมาก่อนกลับกังวลแทนนางขนาดนี้ จะคุ้มกันให้นางหรือไร แม้จะคิดสงสัยแต่ซางจวินก็ยอมถอยไปยืนที่เดิม

เอาเถอะ พวกโจรระดมยิงไม่หยุดขนาดนี้ นางคงไม่สามารถช่วยได้ทุกคน บนหน้าผาเป็นป่าทึบ รอจนฉีเชว่ยหนีไปได้ค่อยพาคุณหนูคนนี้หนีแล้วกัน รอสักพักให้พวกโจรเพลามือลงสักหน่อย ขณะที่ซางจวินคิดวางแผน เสียงหยางมู่ก็ดังขึ้น

“คุณหนู พวกมันลงมาแล้ว”

ดี! หรวนถิงหยูรีบใช้จังหวะนี้ผิวปากเรียกม้าของตน เจ้าม้าวิ่งตรงมาที่ซอกหินอย่างรวดเร็ว หรวนถิงหยูหันมาจับด้านหลังเสื้อของฉีเชว่ย รอจนกระทั่งม้าวิ่งเข้ามาใกล้ก็ออกแรงส่งตัวสาวใช้ขึ้นหลังม้าทันที

“ไป!!” ยอดอาชาวิ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว โดยมีลูกธนูพุ่งตามไล่หลัง

พวกโจรเห็นเหยื่อหนีก็เปลี่ยนทิศในการยิง ส่วนหนึ่งจึงหันมายิงธนูเข้าใส่ไล่ตามไม่ลดละ

แย่แล้ว! ซางจวินร้องในใจ

หรวนถิงหยูกระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนหินก้อนหนึ่ง เอื้อมมือหยิบลูกธนูสีทองในกระบอกด้านหลัง ดึงสายคันธนูจนตึงแล้วยิงออกไปอย่างรวดเร็ว ซางจวินทันได้เห็นเพียงลำแสงหนึ่งวาบผ่านหน้าไป ฉับพลันลูกธนูที่เกือบจะยิงโดนฉีเชว่ยก็ถูกผ่าเป็นสองซีกอย่างแม่นยำ

ม้าวิ่งเร็วมากจึงไม่ถูกยิง มันพาฉีเชว่ยห้อตะบึงออกไปไกลหลายลี้แล้ว ธนูนี้มีประสิทธิภาพดีนัก ฝีมือการยิงธนูก็สุดยอดมากจริงๆ ซางจวินเงยหน้าขึ้นมอง เห็นหญิงสาวที่อยู่บนก้อนหินท่าทางองอาจห้าวหาญ ยิงธนูอย่างคล่องแคล่ว

หลังจากฉีเชว่ยหนีไปได้ ลูกธนูของหรวนถิงหยูก็เปลี่ยนทิศยิงไปทางกลุ่มโจรที่อยู่บนหน้าผาแทน ลูกธนูแหวกอากาศหลายครั้งอย่างรุนแรง ดอกเดียวสามารถแทงตัดขั้วหัวใจโจรหลายคนที่อยู่บนหน้าผาล้มตายกันราวกับใบไม้ร่วง สถานการณ์พลิกผันพวกโจรกลายเป็นฝ่ายที่ต้องล่าถอย

“คุณหนู พวกโจรถอยกลับไปแล้ว” หยางมู่รายงานด้วยท่าทางผ่อนคลายขึ้น

แต่ซางจวินเครียดหนัก พวกมันไม่มีทางถอยไปง่ายๆ แน่ ชั่วขณะที่หรวนถิงหยูกำลังกระโดดลงมาจากก้อนหิน ซางจวินก็รู้สึกได้ว่ามีไอสังหารรุนแรงกำลังพุ่งเข้าใส่แผ่นหลังของหญิงสาว

เป็นลูกธนูดอกหนึ่ง!

คนที่ยิงมามีความแม่นยำสูง ไอสังหารเข้มข้น หรวนถิงหยูที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศไม่มีทางหลบพ้น ซ้ำยังยิงโต้กลับไม่ได้ ถ้าโดนธนูดอกนี้เข้านางต้องตายแน่!

ซางจวินจ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าเขม็ง รวบรวมกำลังภายในไว้ที่ฝ่ามือแล้วปล่อยเข้าใส่ธนูที่ยิงตรงมาจนธนูเบี่ยงทิศ แต่เพราะธนูพุ่งมาแรงและเข้ามาใกล้มากแล้ว ถึงจะเบนทิศเปลี่ยนทางแต่ก็ยังถากโดนไหล่ขวาของหรวนถิงหยูไปได้อยู่ดี

หรวนถิงหยูถูกยิงระหว่างที่อยู่กลางอากาศจึงร่วงลงพื้นอย่างเสียการทรงตัว ซางจวินรีบเข้าไปรับอีกฝ่ายโดยใช้กำลังภายในประคองหนุนก่อนที่หญิงสาวจะตกกระแทกพื้น แต่ในสายตาผู้อื่นล้วนมองเห็นว่านางตกกระแทกพื้นไปแล้ว ซางจวินเข้ามาช่วยไม่ทัน ทั้งที่จริงกำลังภายในของซางจวินช่วยอีกฝ่ายไว้ได้อย่างเฉียดฉิว

ซางจวินพยุงหรวนถิงหยูนั่งอย่างระวัง ไหล่ของนางได้รับบาดเจ็บสาหัส ชุดคลุมสีม่วงเปื้อนเลือด คุณหนูหรวนรีบสกัดจุดห้ามเลือดตัวเอง ทว่าไหล่ขวาที่ถูกยิงบาดเจ็บเป็นแผลฉกรรจ์จนแทบขยับไม่ได้

ดูจากบาดแผลอีกฝ่ายแล้ว ซางจวินตัดสินใจจะพาคนเจ็บหนีออกไปจากตรงนี้ก่อนสักสิบลี้ อาการบาดเจ็บภายในของตนเองก็เกือบหายดีและยังมีกระบี่หลิงเชียวไว้ป้องกันตัว น่าจะพาคุณหนูแซ่หรวนหนีได้ไม่ยาก ตรงนั้นมีหินและต้นไม้ช่วยกำบังได้ด้วย

หยางมู่เห็นหรวนถิงหยูบาดเจ็บก็รีบวิ่งมาหา “คุณหนูเป็นอย่างไรบ้าง?”

หรวนถิงหยูส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไร”

จังหวะที่ซางจวินจะเข้าประคองพาหญิงสาวหนี พวกโจรก็ยิงธนูไฟใส่เกวียนที่อยู่ด้านหน้าซอกหิน ในเกวียนนั้นล้วนเป็นสมุนไพรแห้งจึงติดไฟลามไหม้อย่างรวดเร็ว กลิ่นสมุนไพรและควันไม้ทำให้ผู้คุ้มกันต้องล่าถอยกลับเข้ามาในซอกหิน

“คุณหนู สมุนไพรถูกเผาหมดแล้ว จะทำอย่างไรดีขอรับ?” ผู้คุ้มกันถามเสียงเครียด

“โจรพวกนี้ไม่หวังเงินทองของมีค่าแล้ว พวกมันต้องการฆ่าพวกเราเท่านั้น” หรวนถิงหยูตอบด้วยท่าทางหนักใจ

หยางมู่จับดาบในมือแน่นจนเส้นเลือดขึ้นเห็นชัด เขาพูดเสียงกร้าว

“คุณหนูไม่ต้องห่วง พวกเราจะปกป้องท่าน!”

หรวนถิงหยูที่จิตใจสิ้นหวังไปแล้ว หลังจากได้ยินหยางมู่พูดทำให้มีกำลังใจขึ้นมาบ้าง “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะพูดเรื่องแบบนี้ พวกเจ้าผลักเกวียนที่ถูกเผาออกไปแล้วแยกกันหนี หาทางเอาตัวรอดกลับไปให้ได้”

นางไม่ยอมจำนนง่ายๆ แน่ แม้ว่านางจะหนีไม่ไหว แต่ก็ยังพยายามที่จะต่อสู้เพื่อหาโอกาสให้พวกเขารอด ควันไฟหนาทึบขนาดนี้ใช้พรางตัวได้ไม่เลวเลย พวกเขาน่าจะหนีรอดไปได้

หรวนถิงหยูพูดจบ ผู้คุ้มกันทั้งหมดก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง เอ่ยเสียงหนักแน่น “คุณหนู พวกข้าจะไม่ไปไหน ให้พวกข้าได้ปกป้องท่านเถิด”

คุณหนูหรวนมองเกวียนที่ถูกไฟเผาเกือบหมด ถอนหายใจ “เมื่อครู่ธนูของข้าฆ่าพวกมันไปหลายคน พวกมันแค้นใจเลยเผาเกวียนและคงอยากจะฆ่าข้า ตอนนี้ข้าบาดเจ็บหนีไปไหนไม่ได้แล้ว พวกเจ้ารีบไปเถิด”

ผู้คุ้มกันทุกคนก้มหน้าคุกเข่าจับดาบในมือแน่น ไม่มีใครตอบรับ

หรวนถิงหยูพูดอย่างร้อนรน “รีบไปซะ” ไฟเริ่มมอดลง ควันเริ่มบางตา ถ้าพวกโจรลงจากเขามา คงหมดโอกาสหนีแล้ว

หยางมู่ลุกขึ้นเป็นคนแรก ยกดาบในมือชี้ไปยังทิศที่พวกโจรกำลังบุกมาเหมือนน้ำไหลบ่า ตะโกนอย่างฮึกเหิม

“พวกมันกำลังมาแล้ว พวกเจ้าพร้อมหรือยัง!”

“ขอรับ!” ผู้คุ้มกันทุกคนลุกขึ้นพร้อมเพรียง น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน คนคุ้มกันกระจายตัวยืนรายรอบหรวนถิงหยูเพื่อปกป้อง ดาบทุกเล่มชี้ไปยังกลุ่มโจรที่กำลังลงมาจากภูเขา สิ่งที่นางเห็นตอนนี้คือเงาด้านหลังของคนคุ้มกัน

“หยางมู่...” คุณหนูหรวนพยายามทัดทานอีกครั้ง

หยางมู่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดไม่ยอมหันกลับมา ยืนกรานคำเดิม “ปกป้องคุณหนูเป็นหน้าที่ของพวกข้า ตายก็ขอตายก่อนคุณหนู”

หรวนถิงหยูหลับตาลงอย่างเจ็บปวด นางพูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์ ด้วยนิสัยของหยางมู่เขาไม่ไปไหนแน่ ช่างมัน... ช่างมันเถิด มีพวกเจ้าอยู่ด้วยถึงตายก็ไม่เสียดาย

แต่…

หรวนถิงหยูหันมองชายหนุ่มข้างกายอย่างรู้สึกผิด “เจ้าเลือกคนผิดจริงๆ ที่แท้การตามพวกข้ามาทำให้เจ้าต้องเจออันตรายมากกว่า”

ซางจวินยิ้มบางๆ ท่าทางผ่อนคลาย “ข้าได้เห็นหญิงสาวที่แสนมหัศจรรย์ จิตใจเต็มไปด้วยความกล้าหาญ แค่นี้ก็คุ้มแล้ว” ผู้ติดตามเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องนาง นางก็ยอมเอาชีวิตตนช่วยพวกเขา ความรักของเจ้านายและลูกน้องแบบนี้ทำให้ซางจวินซึ้งใจนัก พวกโจรมีจำนวนมาก คงช่วยทุกคนไม่ได้ ทว่านางจะพยายามช่วยเหลืออย่างสุดกำลังก็แล้วกัน

หรวนถิงหยูให้สงสัยนัก คนตรงหน้าสามารถยิ้มและมีสติได้ตลอด ตอนนี้เขาก็ยังยิ้มได้ คุณหนูหรวนไม่รู้จะพูดคำใดอีก เมื่อพวกโจรเคลื่อนเข้ามาใกล้ก็ได้ยินเสียงหยางมู่ตะโกนอย่างฮึกเหิม ผู้คุ้มกันวิ่งตามออกไปอย่างพร้อมยอมตาย แต่ใช่ว่าผู้คุ้มกันทุกคนจะมีวรยุทธล้ำเลิศ เผชิญกับพวกโจรชั่วช้าบางคนสู้ไม่ได้ก็ตาย ไม่นานก็เหลือหยางมู่คนเดียวที่ยืนหยัดสู้ ทว่าร่างกายของเขาก็มีขีดจำกัด

หรวนถิงหยูอยากจะยิงธนูช่วยแต่ไหล่ขวาไม่สามารถขยับได้ พยายามอยู่หลายครั้งจนคันธนูเปื้อนเลือดไปหมด แค่จะยกคันธนูยังทำไม่ได้ หญิงสาวใช้มือซ้ายทุบไหล่ขวาตนเองด้วยความโมโห นางเกลียดที่ตัวเองไร้ความสามารถ อาวุธดีๆ อยู่ในมือก็ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ พลันมือเรียวคู่หนึ่งก็ยื่นมาแย่งคันธนูในมือนางไป

ชายหนุ่มผู้นี้สูงโปร่ง เขาหยิบลูกธนูที่อยู่ด้านหลังของนาง ยกธนูขึ้น ดึงสายจนตึงด้วยท่าทางเหมือนคุ้นเคยแล้วยิงธนูออกไป ลูกธนูกระทบแสงจันทร์ หางธนูพุ่งคล้ายกับดาวตก

หรวนถิงหยูตกตะลึง คนผู้นี้ใช้ธนูชิงเย่ยได้!

ซางจวินไม่รู้จะใช้ธนูอย่างไรให้เกิดประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม แค่ยิงลูกธนูออกไปสกัดคนที่อยู่ใกล้ๆ ได้เท่านั้น แต่ก็ช่วยให้คุณหนูหรวนมีโอกาสได้พักหายใจ น่าเสียดายลูกธนูในกระบอกถูกใช้หมดแล้ว

ซางจวินวางคันธนูแล้วเดินไปลากร่างหยางมู่ที่เลือดโซมกายมาหลบด้านหลังซอกหิน

หรวนถิงหยูสกัดจุดให้หยางมู่เพื่อห้ามเลือด แผลของเขาลึกจนเกือบเห็นกระดูก แม้เลือดจะหยุดไหลแล้วแต่ดูจากบาดแผลคงยากจะรอดชีวิต หญิงสาวหยิบขวดยาสีเขียวออกมาจากในเสื้อ พอเปิดฝาออกกลิ่นยาก็อบอวล คุณหนูหรวนรีบเทยาออกมาหลายเม็ดแล้วเอาใส่ปากคนเจ็บทันที

“หยางมู่! หยางมู่!”

ยานี้ดีจริงๆ หยางมู่ที่สลบไสลตอนนี้ลืมตาขึ้นได้แล้ว เขาพูดอย่างอ่อนแรง “คุณหนูไม่ควรใช้ยานี้กับข้า น่าเสียดายนัก”

“อย่าพูดเหลวไหล!” หรวนถิงหยูตวาดเสียงดุ

ซางจวินฉีกเสื้อของตนช่วยมัดแผลให้อีกฝ่าย ขณะกำลังคิดว่าจะพาหยางมู่หนีไปด้วยอย่างไร อยู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนมาจากด้านนอกซอกหิน

“ฉือฟาง คนที่ยิงธนูเป็นหญิงหน้าตาสะสวยเสียด้วย” จิ่งเชียงเทียนพูดอยู่ด้านหน้าหรวนถิงหยู เขาเดินไปเดินมา คิดไม่ถึงว่าคนยิงธนูเก่งขนาดนี้จะเป็นสตรี

ไม่นานก็ถูกล้อมอยู่ตรงซอกหิน หรวนถิงหยูจ้องชายอายุยี่สิบกว่าปีตรงหน้า ผิวดำหน้าตาธรรมดา ทว่าท่าทางดูเจ้าเล่ห์ไม่เหมือนคนดุร้าย หรวนถิงหยูหยิบคันธนูขึ้นบดบังใบหน้า

ด้านหลังมีชายตัวใหญ่หนวดเคราเฟิ้มเต็มใบหน้า มองเห็นหน้าตาไม่ชัดเจน เสียงของเขาดังกังวานดุดัน เขามองหรวนถิงหยูแล้วตะโกนก้อง

“นางฆ่าพี่น้องเราไปหลายคน จะเป็นหญิงหรือชายก็ต้องตาย!”

“ใช่! ฆ่ามัน ฆ่ามัน”

เสียงสนับสนุนตะโกนกึกก้องกังวานทั่วหุบเขา จิ่งเชียงเทียนถอนหายใจไม่อยากให้คนอื่นรู้ หญิงสาวคนนี้น่าสนใจไม่น้อย นางไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย ทั้งฝีมือในการยิงธนูยังดีเลิศ เขาไม่อยากให้ฆ่านาง จิ่งเชียงเทียนหันหน้ามองชายที่หน้าตาเย็นชา

“พี่ใหญ่จะฆ่านางหรือไม่?” อีกฝ่ายไม่พูด หลังจากสิ้นเสียงตะโกน เขาก็พยักหน้าส่งสัญญาณให้ลงมือได้

“น่าเสียดายจริงคนสวย ข้าจะสงเคราะห์ให้ศพเจ้าไม่เละแล้วกัน” จิ่งเชียงเทียนยกดาบยาวในมือขึ้นชี้ไปทางหญิงสาว

“ช้าก่อน!”

ดาบที่กำลังฟันลงมาถูกน้ำเสียงเย็นชาจากหลังซอกหินหยุดไว้ รอจนกระทั่งเห็นคนเดินออกมา จิ่งเชียงเทียนถึงกับตกตะลึง ดาบในมือยกค้างไม่ขยับ!

บทที่ 5 ถูกจับ (1)

คนตรงหน้า...เป็นชายหนุ่มหรอกหรือ!

ไม่ใช่จิ่งเชียงเทียนคนเดียวที่สงสัย ทุกคนที่เห็นชายหนุ่มที่เดินออกมาต่างก็อ้าปากค้างไปตามๆ กัน เสื้อผ้าฉีกขาด แขนเสื้อเปื้อนเลือด สภาพดูย่ำแย่แต่กลับไม่หม่นหมองลงเลยสักนิด

ร่างสง่างามยืนนิ่งประหนึ่งพระจันทร์ส่องแสง คิ้วดาบ บุคลิกองอาจห้าวหาญแผ่กลิ่นอายความฮึกเหิม จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบาง รูปงามอย่างหาที่ติไม่ได้

ใต้หล้านี้มีคนแบบนี้อยู่จริงหรือ

จิ่งเชียงเทียนสังเกตสภาพอากาศโดยรอบที่จู่ๆ ก็เย็นลง เขาอาศัยอยู่ที่นี่มานาน พบเจอคนมาก็ไม่น้อย ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาก็เจออยู่บ่อย ทว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคล้ายต้นไผ่ที่ยืนต้นอย่างมั่นคง เหมือนต้นบ๊วยที่สง่างามสูงส่ง ทำให้คนมองต่างก็อดใจไม่ให้ริษยาไม่ได้

ซางจวินเช็ดเลือดของหยางมู่ที่เปื้อนมือตนจนสะอาด เดินผ่านจิ่งเชียงเทียนที่ยืนตัวแข็งด้วยความตะลึง ตรงเข้าหาชายฉกรรจ์ท่าทางหยาบช้า ใบหน้าด้านขวาของเขาถูกไฟไหม้จนเกือบจะเสียรูป ใบหน้าส่วนที่เหลือยังพอดูออกว่าก่อนที่จะเสียโฉมเขาเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดีคนหนึ่ง น่าเสียดายจิตใจที่โหดร้ายตอกย้ำให้แผลบนหน้าน่ากลัวกว่าเดิม

สายตาชายหัวหน้ากลุ่มโจรตรงหน้าเย็นชานัก ซางจวินประเมินมองอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ระดมคนออกมามากขนาดนี้ก็เพราะมุ่งหวังความมั่งคั่งมิใช่หรือ ตอนนี้สินค้าของมีค่าถูกเผา คนก็จะฆ่า พวกเจ้าทำการครั้งนี้ไม่ต้องการอะไรเลยหรือ?” รอบด้านเงียบกริบทันใด พวกโจรมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ผู้พูดยืนอยู่ตรงหน้าลูกพี่สงบนิ่งยิ่งนัก

จิ่งเชียงเทียนสนใจในตัวอีกฝ่ายมากขึ้น ชายคนนี้ไม่เพียงหน้าตาดี ยังห้าวหาญ กล้ามองหน้าพี่ใหญ่อย่างไม่หวั่น ซ้ำยังกล้าเจรจาต่อรองอีกด้วย

หัวหน้ากลุ่มโจรจ้องชายหนุ่มรูปงามอยู่นานแต่ไม่พูดอะไร ใบหน้าที่ถูกไหม้เป็นแผลทำให้ผู้อื่นอ่านพื้นอารมณ์เขาไม่ถูก

“พวกเจ้ารู้จักสกุลหรวนแห่งด่านหลินเฟิงหรือไม่?”

บ้านสกุลหรวนคงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ พวกเขาขนสินค้าไปมาระหว่างแคว้นจากชางเย่ไปตงอี๋ อาจจะอยู่ใกล้ด่านหลินเฟิง ซ้ำสามารถซื้อสมุนไพรมีค่ามากขนาดนี้ คงจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง หวังว่าพวกโจรจะรู้จัก

จิ่งเชียงเทียนถามอย่างแปลกใจ “ครอบครัวหมอมีชื่อนั่นรึ! พวกเจ้าเป็นคนสกุลหรวนรึ!”

บ้านสกุลหรวนมีชื่อเสียงที่ด่านหลินเฟิงและหยิวเฉินนัก คนพวกนั้นใจบุญชอบช่วยเหลือผู้อื่น มีความสามารถในการรักษาที่เก่งกาจอย่างที่สุด ขนาดเป็นโจรยังรู้จักสกุลหรวน นับว่าเดิมพันครั้งนี้ไม่เสียเปล่า ซางจวินข่มความดีใจไว้ ต่อรองด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ปล่อยน้องสาวข้า แล้วข้าจะยอมตามพวกเจ้าไปแต่โดยดี ให้น้องข้ากับคนที่เหลือกลับไปเอาเงินมาไถ่ตัวข้า พวกเจ้าจะเรียกเท่าไรก็ว่ามา”

“ไม่!!” หรวนถิงหยูตะโกนห้ามสุดเสียง แล้วล้มลงบนพื้นเพราะความเจ็บปวดที่ไหล่ขวาแผ่ซ่าน นางรู้แล้วว่าซางจวินกำลังช่วย แต่นางยอมไม่ได้!

ซางจวินหันกลับไปมอง พูดเหมือนพี่ชายปลอบใจน้องสาว “เชื่อฟังพี่นะ...”

นี่คือแผนการที่เพิ่งนึกได้ นอกจากสามารถช่วยหรวนถิงหยูแล้วยังตามไปที่รังโจรได้ด้วย หากอยากจะทำลายรังโจรให้สิ้นซากก็ต้องรู้เรื่องของพวกมันก่อน นางเพิ่งได้ประจักษ์วันนี้ว่าพวกโจรเก่งกาจมากกว่าที่ตนคิดไว้ หรวนถิงหยูมองสายตาของซางจวินที่อบอุ่นและแน่วแน่ นางไม่รู้จะพูดอะไรได้ หากพวกโจรปล่อยนางไปจริงต่อให้ต้องใช้เงินของสกุลหรวนจนหมด นางก็จะกลับมาช่วยชายผู้นี้

จิ่งเชียงเทียนเดินเข้าไปใกล้หัวหน้า “พี่ใหญ่ เราเสียพี่น้องไปมากมายไม่คุ้มกันเลยจริงๆ จับพวกเขากลับไปเรียกค่าไถ่ดีกว่า ฟังที่เขาพูดมาเราต้องได้เงินมากแน่ๆ”

เขายังมีความคิดอีกอย่างว่า คนผู้นี้เป็นลูกหลานสกุลหรวนย่อมเชี่ยวชาญเรื่องการรักษา หากสามารถรักษาแผลบนหน้าของพี่ใหญ่ได้คงจะดีมาก แต่เขาไม่กล้าพูดต่อหน้าพี่ใหญ่ เพราะหัวอาจจะขาดได้

ผู้ฟังหรี่ตา คนอยากพูดต่อจึงรู้สึกตัวว่าควรอยู่เฉยๆ ก่อน พลันหัวหน้าโจรก็พูดอย่างขอไปที “พากลับไป”

พวกโจรกำลังเข้าคุมตัวซางจวินไป หยางมู่โล่งใจจึงขยับมาใกล้หรวนถิงหยู ฉือฟางที่เดินอยู่หลังสุดเห็นยังมีคนรอดชีวิตจึงตะโกนเสียงดัง

“พี่ใหญ่มีคนยังไม่ตาย ให้มันไปส่งข่าวแทน ส่วนผู้หญิงคนนี้เราฆ่านางซะเถอะ นางฆ่าพี่น้องเราตายไปหลายคน อีกอย่างฝีมือการยิงธนูของนางเก่งกาจนัก ปล่อยกลับไปเราอาจเดือดร้อนได้ในภายหน้า”

ซางจวินได้ยินก็รีบก้มหยิบลูกธนูที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาจี้คอตัวเอง

“หากพวกเจ้าฆ่านาง ข้าจะฆ่าตัวตายแต่ไม่ยอมตามพวกเจ้ากลับไป ถ้าข้าตาย พวกเจ้าจะไม่ได้อะไรเลย” ซางจวินจับตามองสีหน้าชายที่เป็นหัวหน้าไม่วางตา หากอีกฝ่ายออกคำสั่งให้ฆ่า นางจะพาหรวนถิงหยูหนีทันที

ชายหัวหน้าโจรจ้องมองชายหนุ่มที่เอาลูกธนูจี้คอตัวเองอย่างไม่ลังเล สายตาเย็นชาหลุบลง น้ำเสียงไร้อารมณ์ “จับนางมาด้วย” ฉือฟางไม่พอใจแต่ก็เก็บดาบเล่มใหญ่เข้าฝัก เขาจับไหล่ข้างที่บาดเจ็บของหรวนถิงหยูอย่างหยาบคาย ดึงนางขึ้นเหมือนจับลูกเจี๊ยบ ซางจวินทิ้งลูกธนูแล้วเข้าไปช่วยประคองเอวของหรวนถิงหยูให้พ้นมือของฉือฟาง ถูกโจรทรมานแบบนี้อาการบาดเจ็บของหญิงสาวยิ่งหนักขึ้น นางเจ็บจนเหงื่อผุดเต็มหน้าแต่ก็ยังกัดฟันสู้ไม่ยอมส่งเสียงสักนิด

กำลังภายในสายหนึ่งถูกส่งผ่านจากทางด้านหลังของนาง ไม่เพียงช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ยังช่วยยับยั้งการแตกซ่านของปราณได้ หรวนถิงหยูหันหน้ามามองคนช่วย มือของซางจวินทาบอยู่ด้านหลังของนางนิ่ง เขายิ้มอย่างอบอุ่นเหมือนเดิม

เขามีวรยุทธทำไมเขาไม่หนีไป

เขายิงธนูชิงเย่ยได้ ซ้ำยังมีกำลังภายในขั้นสูง หากเขาอยากจะหนีย่อมไม่ใช่เรื่องยาก ทำไมเขาถึงไม่ไป

ซางจวินบอกผ่านทางสีหน้าให้หรวนถิงหยูอดทนอย่าวู่วาม แล้วประคองนางเดินตามกลุ่มโจรไป

จิ่งเชียงเทียนก้มหน้ามองหยางมู่ ประสานสายตากับความเกลียดชังของอีกฝ่าย เขาอารมณ์ดีขึ้นทันใด หัวเราะเสียงดัง

“ฟังให้ดี เจ้านายทั้งสองคนของเจ้าจะมีชีวิตรอดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว ภายในสิบวันให้หาเงินห้าหมื่นชั่งมาไถ่ตัวพวกเขาไป ถ้าไม่ได้เงินพวกเจ้าก็มาเก็บศพได้เลย”

“ไป” ตะโกนบอกคำสุดท้าย โจรที่อยู่รอบภูเขาเริ่มถอยกลับอย่างมีระเบียบ ไม่นานก็หายไปเหลือแต่ลูกธนูและซากศพ เส้นทางในหุบเขาเงียบสงัดเหมือนไม่เคยเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญ

หยางมู่ตีหัวตัวเองสุดแรง เขาจะแสดงตัวให้พวกมันเห็นตอนนั้นทำไม โง่นัก! หากคุณหนูเป็นอะไรไป เขาตายร้อยครั้งก็ชดใช้ไม่ได้

เพราะได้รับบาดเจ็บจนเท้าเกือบขาด หยางมู่จึงต้องคลานไปช้าๆ หน้าเปื้อนดินถูกย้อมด้วยเลือด มีแต่สายตาที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นทั้งหมดที่มี

 

เส้นทางบนภูเขายามรุ่งอรุณ

ตลอดเส้นทางที่ทอดยาว มองเห็นรอยเลือดชัดเจนดูน่ากลัวนัก

ซางจวินประคองหรวนถิงหยูตามกลุ่มโจรเดินเข้าไปในป่าที่อยู่ใกล้กับช่องเขา เมื่อเข้ามาก็พบว่าเส้นทางแคบลงเรื่อยๆ มองเห็นแค่ท้องฟ้ากับพื้นดิน ไร้สรรพสิ่งรอบกาย ซางจวินสังเกตเห็นว่าในทางเดินแคบนี้มีเวรยามอยู่ถึงห้าคน มองเห็นได้จากไกลๆ ทางเดินนี้เพียงพอแค่คนสองคนเดินแถวหน้ากระดานไปด้วยกัน นับว่าเป็นสถานที่ที่คนเรือนหมื่นเรือนแสนไม่สามารถผ่านได้โดยง่าย

เดินผ่านทางแคบออกมาเป็นป่าที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่มาก พวกโจรยังเดินมุ่งหน้าตรงไป คนที่เดินนำหน้าคือชายสายตาเย็นชาหัวหน้ากลุ่มโจร คนที่เหลือล้วนเดินตามหลังอย่างมีวินัย

ทันใดนั้น ชายที่มีแผลบนใบหน้าเดินย้อนกลับมาขวางหน้าเชลยทั้งสอง หัวเราะอย่างชั่วร้าย “เดินตามมาดีๆ ระวังจะตายไม่รู้ตัว”

ซางจวินประคองหรวนถิงหยูตามไปเงียบๆ เส้นทางเริ่มวกวน มีหินขนาดต่างๆ วางอยู่เป็นระยะ ดูแล้วเป็นการจัดวางตามลักษณะของกลุ่มดาว นางรู้ทันทีว่านี่คือค่ายกล คนไม่รู้ไม่สามารถหาทางออกจากที่นี่ได้ ซางจวินเรียนวิชาการจัดวางค่ายกลตั้งแต่เด็ก สำหรับนางค่ายกลนี้เป็นค่ายกลขั้นต้น คนไม่รู้อาจหลงทางและหาทางออกไม่ได้ตลอดชีวิตแล้วยังทำให้เกิดภาพหลอน และในกลุ่มโจรนี้ไม่ใช่ทุกคนจะรู้วิธีการเดินผ่านค่ายกล พวกเขาจึงเดินต่อแถวกันอย่างเป็นระเบียบ

ผ่านป่าใหญ่ใช้เวลาเดินทางสองข้อยามถึงออกมาได้ ซางจวินเพ่งมองไปข้างหน้า พบว่าไม่ไกลคือหมู่บ้านที่มีกำแพงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ประตูใหญ่ของหมู่บ้านเปิดอยู่ เหนือประตูมีธงรูปอินทรีกางปีกตัวหนึ่ง สายตาของอินทรีดุร้ายอยู่ในท่าเตรียมพร้อมจะตะครุบเหยื่อที่ไร้ทางหนี

ที่นี่คงเป็นเฟ่ยยิงจ๋ายที่อี่ฟงพูดถึง ซางจวินถอนหายใจ หนทางที่จะเข้ามาถึงรังโจรพูดได้คำเดียวว่ายากมาก... ยากจริงๆ

สองข้างทางของถนนในหมู่บ้านมีคนยืนออเต็มไปหมด พวกเขาส่งเสียงแสดงความยินดีอื้ออึง ประมาณจากสายตาน่าจะมีสองร้อยถึงสามร้อยคน รวมกับกองโจรเมื่อคืนน่าจะมีสี่ร้อยถึงห้าร้อยคน ยังไม่รวมคนที่ยังไม่ได้ออกมาต้อนรับ หมายความว่ากลุ่มเฟ่ยยิงจ๋ายมีคนมากกว่าที่นางคาดเดาไว้มากนัก

เดินเข้ามาก็เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งสวมชุดสีชมพูอายุราวๆ สิบสองสิบสามปีวิ่งมาหา ผมเปียสองข้างแกว่งไปมา ทั้งตัวไม่มีเครื่องประดับ หน้าตาน่ารัก ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มมีชีวิตชีวา เด็กหญิงวิ่งมาถึงก็ยืนขวางทางเดินหน้าหัวหน้ากลุ่มโจร ดึงแขนเสื้อเขาพูดด้วยเสียงอ่อนน้อมว่า

“พี่ชาย กว่าพวกท่านจะกลับมาได้”

“อืม” อีกฝ่ายตอบกลับอย่างเย็นชา ท่าทางไร้อารมณ์คงเดิม ทว่าความเหี้ยมโหดลดลงหลายส่วน จากนั้นก็เดินผ่านเด็กหญิงตรงเข้าไปหาผู้อาวุโส เอ่ยเรียกอย่างเคารพ

“ท่านลุงหมิง”

ผู้เฒ่าลูบเคราที่ยาวถึงอก มองไปรอบๆ ดูความสำเร็จของอีกฝ่ายที่ใช้เวลาทั้งคืนเพื่อไปปล้นชิงสินค้า สายตาหยุดที่ใบหน้าของซางจวิน แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงตบไหล่คนที่เอ่ยทักทายแล้วยิ้ม

“เหลิ่งลี่กลับมาก็ดีแล้ว ตามมา ข้ามีเรื่องจะหารือกับเจ้า”

หัวหน้าโจรเตรียมเดินตามผู้เฒ่าไป ทว่าเดินได้สองก้าวก็หยุดตรงหน้าชายที่มีหนวดเต็มใบหน้า “ขังพวกนั้นไว้ที่อีกฟากหนึ่งของหน้าผา”

คนรับคำสั่งตะลึงงันแล้วรีบพยักหน้า “ขอรับ”

ซางจวินและหรวนถิงหยูถูกโจรไม่กี่คนพาไปอีกด้านหนึ่งของภูเขา นางเริ่มกังวล ด้านหลังหน้าผาต้องเป็นสถานที่พิเศษไม่อย่างนั้นคนรับคำสั่งคงไม่แสดงอาการตกตะลึง หมู่บ้านแห่งนี้ปล้นชิงทรัพย์ มีเส้นทางลับและถ้ำอีกมากมายแค่ไหน นางต้องหาวิธีรู้ให้ได้ทั้งหมด

เหลิ่งฝู--เด็กหญิงชุดชมพูจ้องเงาด้านหลังของซางจวินที่เดินห่างออกไป “ฉือฟาง สองคนนั้นเป็นใคร ถูกจับมาใหม่รึ?”

ชายหนุ่มผู้นั้นหน้าตาหล่อเหลาเกินไป พอคิดถึงเรื่องนี้ฉือฟางก็ไม่สบายใจ ทำเสียงฮึดฮัด “อืม หญิงคนนั้นแข็งแกร่งมาก ถ้าไม่เห็นว่าสามารถเรียกค่าไถ่ได้ ข้าคงฆ่าพวกเขาไปแล้ว”

“พวกเขาเป็นคนสกุลใด?” ทุกครั้งที่มีคนถูกจับมา ส่วนมากจะสวมเสื้อผ้าหรูหรา หน้าตาตื่นตกใจจนซีดเผือด ขี้ขลาดจะตาย แต่สองคนนั้นสวมเสื้อผ้าธรรมดา สีหน้าไม่เกรงกลัว ช่างน่าสนใจจริงๆ

ฉือฟางคิ้วขมวดคิดอยู่นาน พลางเล่าให้ฟังผสมอ้างเหตุผลต่างๆ นานา

“เป็นครอบครัวหมอหรือนี่” ทุกวันอยู่แต่ในหมู่บ้านเฟ่ยยิงจ๋ายน่าเบื่อจะตาย เหลิ่งฝูระบายยิ้มขยับเข้าไปยืนใกล้ๆ ฉือฟาง

“ข้าจะไปดู” พูดจบก็ตั้งท่าจะวิ่งรี่ไปเหมือนหนูตัวหนึ่ง น่าเสียดายที่ยังก้าวไปไม่ถึงไหนก็ถูกจับชายเสื้อไว้ได้

ฉือฟางพูดอย่างระอา “เดี๋ยวพี่ใหญ่รู้เข้า เจ้าได้สนุกสมใจแน่” เด็กหญิงคนนี้ไม่กลัวคำขู่ ไม่กลัวการถูกลงโทษ วันๆ ทำแต่เรื่องวุ่นวาย น่าเหนื่อยหน่ายเสียจริง ทุกครั้งที่สร้างเรื่องพวกเขาจะถูกลงโทษไปด้วย

เหลิ่งฝูหันหลังทำหน้าบึ้งตึงแต่พอหันกลับมาสีหน้าเปลี่ยนราวพลิกกระดาษกลายเป็นขอร้อง

“วางใจเถอะ ท่านลุงหมิงบอกมีเรื่องจะคุยกับพี่ชาย เขาไม่ได้จะว่างเดี๋ยวนี้เมื่อไรกัน อีกนานถึงจะมีเวลามาสนใจข้า ไปเถิด พาข้าไปเถอะนะ ขอร้อง พี่ใหญ่ฉือใจดีที่สุดเลย” เด็กหญิงขอร้องออดอ้อนทำหน้าตาน่าสงสาร

ฉือฟางยืดตัวให้สูงขึ้นอย่างข่มขวัญ เอ่ยเสียงดุ “แค่เชลยน่าสนใจตรงไหน ไป ไปเล่นที่อื่น”

พูดดีๆ ไม่ชอบสินะ เหลิ่งฝูคิดในใจพลางหรี่ตามอง นางเปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชา “จะไปหรือไม่ไป ถ้าพี่ไม่พาข้าไป ข้าจะไปเอง หากพี่ชายตำหนิ ข้าก็จะบอกว่าเพราะพี่สอน”

“เจ้า!” ฉือฟางโกรธจนเครากระดิก เด็กคนนี้ขี้โกงจริงๆ เขาเกาหนวดเคราที่รุงรังอย่างจนปัญญา สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้

“ให้ดูครู่เดียวนะ”

“เจ้าค่ะ” เหลิ่งฝูพยักหน้าตกลง เดินตามฉือฟางไปที่หน้าผา สีหน้าแววตาเจ้าเล่ห์สมใจ... ไปถึงแล้วอยากจะดูนานแค่ไหนใครจะห้ามนางได้ ก้อนหินก็ยังเป็นก้อนหิน ฉือฟางไม่เคยทันเล่ห์เหลี่ยมนางวันยังค่ำ

ซางจวินประคองหรวนถิงหยูเดินอ้อมหมู่บ้านขึ้นไปบนเนิน คนคุ้มกันท่าทางเข้มงวดยืนอยู่บนทางลาด ห่างออกไปมีคนคุ้มกันเป็นระยะ ชั้นบนสุดเป็นคุกที่สร้างจากหิน

“เข้าไป!” ทั้งสองถูกโจรผลักอย่างหยาบคายเข้าไปในคุกหินที่ใช้ไม้กั้นเป็นประตูหน้า ด้านหลังเป็นผนังหินที่มีหน้าต่างขนาดใหญ่ใช้ไม้รูปวงกลมปิดไว้ ซางจวินรู้สึกประหลาดใจ ด้านหน้ามีคนคุมเข้มงวด ทำไมด้านหลังถึงปิดไม่สนิท นางจะเดินไปดูแต่หรวนถิงหยูดึงมือไว้

“ทำไมเจ้า...” หรวนถิงหยูยังไม่ทันได้พูดอะไร ซางจวินก็บีบมือนางแน่น ห้ามด้วยสายตาว่าอย่าเพิ่งพูด ซางจวินเพ่งสายตามองไปที่มุมหนึ่งในคุกหิน อาศัยแสงที่ส่องผ่านเข้ามาจึงเห็นว่ามีคนนั่งอยู่

คนผู้นั้นสังเกตทั้งสองจนพอใจ จึงขยับออกมาจากมุมช้าๆ แสงส่องกระทบใบหน้าทำให้เห็นอีกฝ่ายชัดเจน... ที่แท้เป็นหนุ่มน้อยอายุประมาณสิบห้าถึงสิบหก ใบหน้าขาวเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา แม้ว่าอายุยังน้อยทว่าหล่อเหลาไม่ธรรมดา เสื้อผ้าสกปรกมอมแมม ผมกระเซอะกระเซิงมีเศษหญ้าติดอยู่ บ่งชัดว่าถูกขังที่นี่มาหลายวันแล้ว หนุ่มน้อยเอ่ยถาม

“พวกเจ้าก็ถูกจับมาหรือ?”

“อืม” ซางจวินพยักหน้า

หนุ่มน้อยเห็นหญิงสาวที่อยู่ข้างกายซางจวินเลือดเปื้อนเต็มตัว ก็ตกใจหน้าตาตื่น “นางได้รับบาดเจ็บ!”

เด็กหนุ่มหันไปค้นหาของที่มุมห้อง ครู่หนึ่งก็ปรี่มาหาพร้อมถุงใบเล็กและรอยยิ้ม “นี่เป็นน้ำฝนที่ข้าเก็บไว้ ข้าให้เจ้า”

“ขอบใจเจ้ามาก” ซางจวินรับถุงน้ำฝนมาอย่างซึ้งใจ ค่อยๆ ป้อนน้ำให้หรวนถิงหยูอย่างระวัง บาดแผลของนางยังน่าเป็นห่วง ซ้ำตอนนี้ก็มีเลือดไหลออกมาอีก หญิงสาวเริ่มเหม่อลอย ซางจวินเช็ดน้ำบนริมฝีปากหรวนถิงหยู ส่งถุงน้ำคืนให้เด็กหนุ่มแต่อีกฝ่ายผลักถุงกลับคืน

“เจ้าเองก็ดื่มสักหน่อยเถอะ พวกมันไม่ให้อาหารและน้ำบ่อยๆ หรอกนะ”

ซางจวินยิ้มรับพลางส่ายหน้า เอาถุงน้ำวางคืนในมือเด็กหนุ่ม นางไม่ดื่มน้ำสองสามวันก็ไม่เป็นไร หากน้ำสำคัญมาก อีกฝ่ายควรเก็บไว้ดีกว่า

เด็กหนุ่มไม่คะยั้นคะยออีก วางถุงน้ำลง ขยับเข้ามานั่งข้างๆ ซางจวิน พูดแนะนำตัวเองโดยที่ไม่มีใครถาม

บทที่ 5 ถูกจับ (2)

“ข้าเป็นคนชางเย่ เป็นลูกคนที่สามของบ้าน ทุกคนเรียกข้าว่าคุณชายสาม ข้ามาที่นี่เพื่อหาเส้นทางการค้า พอดีเดินทางผ่านแถวนี้ก็ถูกจับมาขังไว้ พวกเจ้าเล่า?”

“พวกเราเป็นคนด่านหลินเฟิง นางเป็นน้องสาวข้าชื่อถิงหยู เจ้าอายุยังน้อย เรียกข้าว่าพี่ตามถิงหยูก็แล้วกัน พวกเราถูกจับมาเหมือนกัน”

เด็กหนุ่มคนนี้ฉลาดนัก ใช้น้ำเสียงเป็นมิตรเพื่อพยายามหลอกถาม ถูกโจรจับขังมาหลายวันสีหน้ากลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย หากเขาถูกจับตัวมาจริงเบื้องหลังเด็กหนุ่มต้องไม่ธรรมดาแน่นอน ท่าทางเขาเองก็ไม่ไร้เดียงสาอย่างที่แสดงออก ถึงจะดูแล้วว่าไม่น่ามีเจตนาร้ายแต่ซางจวินก็ยังไม่คิดจะเป็นมิตรด้วยมากนัก

“อ้อ” เด็กหนุ่มพยักหน้าไม่ถามต่ออีก

ซางจวินคิดจะให้หรวนถิงหยูนอนบนหญ้าแห้ง เพียงขยับร่าง หญิงสาวก็เจ็บจนหายใจหอบถี่ คนช่วยขมวดคิ้วแน่น จัดให้นางพิงกายกับผนังคุกหินแล้วเปิดเสื้อที่ไหล่ เด็กหนุ่มหันหน้าหนีอย่างรู้มารยาท

ลูกธนูที่คิดว่าแค่ถากผ่านหัวไหล่กลับกินเนื้อไปไม่น้อย แผลลึกจนเห็นกระดูก ปากแผลมีคราบเลือดแห้งเกรอะกรัง ตอนนี้แผลอักเสบเริ่มมีน้ำหนองไหลแล้ว

ซางจวินถอดเสื้อคลุมยาวที่ถูกฉีกออกจนไม่เหลือสภาพห่มให้หรวนถิงหยู ตบหน้านางเบาๆ พยายามปลุกให้ตื่นขึ้น กระซิบถาม “ยาที่ให้หยางมู่กินไปยังเหลืออยู่หรือไม่?” ยานั้นช่วยหยางมู่ได้ก็ต้องช่วยนางได้

หรวนถิงหยูไหล่ขวาเจ็บจนแทบไร้ความรู้สึก หลับตาตอบว่า “ไม่มีแล้ว ตอนนั้นข้าอยากช่วยหยางมู่จึงให้เขากินไปหมด”

ร่างกายหญิงสาวร้อนนัก เดิมซางจวินคิดว่าเพราะเดินทางมาทั้งคืน แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ใช่ มือเรียวอังหน้าผากหญิงสาวแล้วต้องสะดุ้งกับตัวที่ร้อนจัดของอีกฝ่าย

ซางจวินลุกขึ้นไปเขย่าประตูห้องขัง ตะโกนเรียกเสียงดัง “ใครก็ได้มาที่นี่ที ใครก็ได้!”

หรวนถิงหยูพยายามลืมตา ถามเสียงระโหย “เจ้าทำอะไร?”

ซางจวินไม่ได้หันหน้ากลับมา “ถ้าไม่รักษาแผลตอนนี้เจ้าอาจจะเสียแขนได้” ธนูที่ดี ฝีมือการยิงที่เยี่ยมยอด หญิงสาวที่แสนดีขนาดนี้ ถ้าต้องเสียแขนไปจะเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก

ตาโตสวยของหรวนถิงหยูพยายามลืมมองเงาร่างสูงโปร่งที่เขย่าประตูไม้ เงาของเขารางเลือนขึ้นเรื่อยๆ เพราะน้ำตาที่เอ่อล้น

นานกว่าจะมีเสียงกระแทกดัง ประตูห้องขังเปิดออกในที่สุด “อยากตายหรือไง! อยู่ในนี้ยังกล้าตะโกนเรียก”

สิ้นเสียงตะคอก ชายฉกรรจ์ตัวใหญ่เหมือนภูเขากับเด็กหญิงที่สวมชุดสีชมพูก็ปรากฏตัวขึ้น พอเห็นคนเข้ามาเด็กหนุ่มรีบเอาถุงน้ำซ่อนไว้ในเสื้อ ถอยกลับเข้ามุมเงียบๆ รอดูสถานการณ์

หากคนที่มาเป็นชายผู้นี้ก็คงยากที่จะได้ยา ทว่าซางจวินก็ยังเอ่ยปากขอร้อง “อาการบาดเจ็บของน้องสาวข้าหนักมาก พวกเจ้าช่วยหาสมุนไพรห้ามเลือดให้เราได้หรือไม่?”

ฉือฟางได้ฟังแล้วโกรธจัด ตะโกนใส่หน้า “เจ้าคิดว่าที่นี่เป็นโรงทานเป็นร้านขายยางั้นรึ! ไม่ฆ่าพวกเจ้าก็ดีแค่ไหนแล้ว ยังคิดจะมาขอยา”

เหลิ่งฝูที่อยู่ด้านหลังก้าวออกมาข้างหน้า กะพริบตากลมโตที่ฉายแววบริสุทธิ์ ยิ้มน้อยๆ “ใช่แล้ว ที่นี่หาสมุนไพรยาก แต่ที่รังหมาป่าหลังภูเขาคงพอมีบ้าง”

‘รังหมาป่า’ คำนี้นางย้ำอย่างตั้งใจ ซ้ำยังชี้ไปที่หน้าต่างด้านหลังคุกหิน น้ำเสียงชั่วร้าย “อ่า...นั่นไง อยู่ใต้เนินเขาด้านหลัง ถ้าเจ้าอยากได้ก็ต้องไปเอาเอง”

ซางจวินเดินเข้าไปใกล้หน้าต่างมองออกไป ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าทำไมด้านหลังไร้คนเฝ้ายาม เพราะไม่จำเป็นเลย นอกหน้าต่างมีเนินสูงหลายลี้ คนมีวรยุทธสามารถกระโดดลงไปได้อย่างสบาย ด้านล่างคือพุ่มไม้เตี้ยหนาแน่น พอมองให้ดีจะสังเกตเห็นว่าพุ่มไม้สั่นไหวอยู่ตลอดแสดงว่าต้องมีสิ่งมีชีวิตที่ดุร้ายนอกจากหมาป่า ความที่ไม่รู้ว่าต้องพบเจออะไรบ้างทำให้น่าหวาดกลัวนัก

ซางจวินหลุบตาลง เหลิ่งฝูจับตารอดูสีหน้าอับจนหนทางของอีกฝ่าย ทว่ากลับได้ยินเสียงราบเรียบเบาสบายดังขึ้นแทน

“ดี งั้นข้าไปเอาเอง”

“เจ้าจะไป ไปเป็นอาหารหมาป่าน่ะรึ!” เด็กหญิงดูถูกไม่ไว้หน้า “ที่นั่นมีหมาป่าที่ไม่ได้กินอาหารมานาน กลัวว่าเจ้ายังไม่ทันได้เก็บสมุนไพรก็จะตายเสียก่อน ร่างกายบอบบางอ่อนแออย่างเจ้า แค่หมาป่าส่งเสียงก็ปลิวแล้ว ไม่พอติดฟันพวกมันด้วยซ้ำ”

ซางจวินเหลือบมองฉือฟางและเหลิ่งฝูแวบหนึ่ง น้ำเสียงเปี่ยมความมั่นใจ “สิ่งที่พวกเจ้าทำไม่ได้ ใช่ว่าข้าจะทำไม่ได้”

ผู้มาใหม่ทั้งสองพื้นนิสัยใจร้อนวู่วาม ง่ายต่อการยั่วยุและไร้ความยั้งคิดเมื่อถูกท้าทาย

ต้นไม้ด้านล่างไม่ได้สูงมากนัก หากเจอเข้ากับฝูงหมาป่าที่หิวกระหายก็ไม่สามารถปีนต้นไม้หนีได้ มีทางเดียวคือสู้กับมัน โหดร้ายยิ่งกว่าสู้กับคนที่มีวรยุทธ ซางจวินก็กลัวแต่จำเป็นต้องไป อาการบาดเจ็บของหรวนถิงหยูรอไม่ได้แล้ว นางต้องรีบหาสมุนไพรมารักษาให้ได้ และอีกหนึ่งเหตุผลที่จำเป็น คือนางต้องการลงไปสำรวจว่าป่านี้สามารถเข้าออกทางไหนได้อีกบ้าง เพราะทางที่พวกโจรพาเข้ามานั้นแคบมาก เกวียนไม่สามารถผ่านได้ แล้วพวกโจรขนของกันอย่างไร แสดงว่าต้องมีทางอื่นอีกแน่ นางต้องหาให้เจอ

เหลิ่งฝูเบิกตากว้าง คนผู้นี้บังอาจนัก เด็กสาวเท้าเอวอย่างไม่พอใจ “เจ้าไปเลย! พี่ใหญ่สือปล่อยเขาออกมา” พูดพลางแย่งกุญแจจากมือคนเฝ้ายามจะเปิดประตูคุกเอง

ฉือฟางถูกคำพูดของซางจวินทำให้โกรธแต่ยังไม่ขาดสติ เขารีบดึงตัวเหลิ่งฝูเอาไว้

“ฝูเอ๋อ อย่าทำเป็นเล่น ให้เขาเข้าไปที่รังหมาป่าเท่ากับให้เขาไปตาย พวกเรายังต้องการเงินค่าไถ่ของเขาอยู่นะ”

เหลิ่งฝูโกรธจนไม่สนใจเรื่องอื่นใด ไม่เคยมีใครทำท่าหยิ่งยโสต่อหน้านางมาก่อน ยิ่งเห็นรอยยิ้มมั่นใจของเชลย เด็กหญิงยิ่งโมโห ชี้หน้าซางจวินด้วยความโกรธ

“ใครใช้ให้เขาไปตาย เขาอยากไปเองนี่ อยากตายนักรึ! ไปเลย เรามีนังน้องสาวอยู่อีกคนใช้เรียกค่าไถ่ได้เหมือนกัน พี่ใหญ่สือ พี่ไม่ได้ยินรึ เขาบอกว่าเราทำไม่ได้แต่เขาทำได้ หยามกันขนาดนี้พี่นิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร!”

เดิมฉือฟางโกรธเพราะคำพูดของซางจวินอยู่แล้ว ยิ่งได้ฟังเหลิ่งฝูก็ยิ่งโกรธจนขาดสติไม่แพ้กัน “ได้ ปล่อยมันไปหาสมุนไพรที่รังหมาป่าเอง ข้าจะรอดูว่ามันยังจะปากดีได้อีกไหม!”

โจรร่างยักษ์เดินไปไขกุญแจคุกหินด้วยตัวเอง กระชากประตูเปิดแล้วตะคอกเสียงดัง

“ออกมา!”

ซางจวินไม่ได้มองฉือฟางแต่เดินไปหาหรวนถิงหยู ห่มผ้าให้แล้วกระซิบถาม

“ข้ารู้จักสมุนไพรไม่กี่อย่าง หลงหยาเชา หวงฮวาเชียง ม่านโถโหล ใช้ได้หรือไม่?” สมุนไพรที่ใช้บ่อยๆ นางพอรู้ เพียงกลัวว่าสมุนไพรที่กล่าวชื่อมาจะไม่พอรักษาอาการบาดเจ็บได้

หรวนถิงหยูไม่ได้สนใจคำถาม นางใช้มือซ้ายที่ไม่ได้บาดเจ็บดึงแขนเสื้อซางจวินไว้แน่น รวบรวมเรี่ยวแรงเปล่งเสียงพูดออกมา

“ไม่เอา ไม่ให้ไป ไม่ให้ไป” นางรู้ว่าเขามีวรยุทธ ทว่ารังหมาป่าไม่ใช่ที่ที่คิดจะเดินเข้าไปได้ง่ายๆ ซางจวินแตะมือคนเจ็บส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายปล่อยมือ แต่หญิงสาวกลับยิ่งออกแรงจับแน่นกว่าเดิม มือซ้ายที่ฝืนออกแรงสั่นระริก ถึงจะเสียแขนนางก็ไม่ให้เขาไป แค่คิดว่าเขาจะถูกหมาป่าล้อม นางยอมสละแขนตัวเองเสียดีกว่า

ซางจวินถอนหายใจจี้จุดแขนซ้ายคนเจ็บเบาๆ หรวนถิงหยูมืออ่อนปล่อยมือทันที ซางจวินจัดเสื้อคลุมห่มร่างคนเจ็บให้เรียบร้อยอีกครั้ง ส่งยิ้มให้อีกฝ่ายวางใจ แล้วลุกขึ้นด้วยท่าทีผ่อนคลาย หันบอกเด็กหนุ่มที่นั่งหลบมุมเงียบๆ

“ซานเอ๋อ รบกวนเจ้าช่วยดูแลน้องถิงหยูได้หรือไม่?”

เด็กหนุ่มตกใจพูดไม่ออกที่ได้เห็นรอยยิ้มเหมือนไม่กลัวสิ่งใดของคนตรงหน้า เขาตั้งสติครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบ “ได้”

เหลิ่งฝูตะโกนเร่งอย่างใจร้อน “ไปสิ! ชักช้าอยู่ได้”

ซางจวินยังคงท่วงท่าหยิ่งทระนง มุมปากยกยิ้มนิดๆ ส่งผลให้ทั้งสองคนแทบจะเต้นเร่า เหลิ่งฝูโกรธถึงขีดสุด ผลักซางจวินเดินไปข้างนอก ทั้งสามออกจากคุกหิน เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นดู จากจุดที่เขามองสามารถเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในป่าด้านหลัง หากชายหนุ่มคนนั้นกระโดดลงไปจริงๆ เขาก็จะมองเห็น เวลานี้แววตาเด็กหนุ่มเป็นประกายวาววับ สีหน้าไม่ดูใสซื่อแล้ว

 

‘เชียวจ่งชิง’ คือนามของเด็กหนุ่มที่ถูกจับมา เขาหวังว่าชายคนนั้นจะกระโดดลงไป อยากรู้เหลือเกินว่าอีกฝ่ายมีความสามารถมากแค่ไหน เขาคาดว่าถึงชายหนุ่มกระโดดลงไปก็อยู่ได้ไม่นาน ที่ผ่านมาผู้มีวรยุทธหลายคนเคยกระโดดลงไป ด้วยคิดว่าสามารถเดินผ่านป่านี้ไปได้ ผลคือยังไม่ทันถึงสองก้านธูปดีเสียงหมาป่าก็เห่าหอนกันขรม ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนของจอมยุทธ์ทั้งหลาย จากนั้นก็เงียบสนิท...

ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาต้องมาตายแบบนี้ น่าเสียดายมาก แต่อีกฝ่ายมีท่าทีมั่นใจขนาดนั้น บางทีอาจจะผ่านไปได้ก็ได้

ฉือฟางคุมตัวซางจวินมาที่ข้างๆ คุกหิน เบื้องล่างเป็นเนินดินลาดชัน มองเห็นต้นไม้ขึ้นแน่นขนัด บางจังหวะได้ยินเสียงน่าสะพรึงของหมาป่า

เหลิ่งฝูยืนเท้าเอวยิ้มเย้ยหยัน “กระโดดลงไปสิ”

ซางจวินหรี่ตามองไปไกล ห่างจากนี้ประมาณยี่สิบลี้มีช่องหิน ที่นั่นต้องมีทางออกจากป่านี้แน่ หญิงสาวเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่ใกล้ตกดิน เพื่อป้องกันการหลงทางนางควรกลับมาก่อนอาทิตย์ตก

เหลิ่งฝูเห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้วแน่น หรี่ตาลง คิดว่าเขาเกิดความกลัว ก็ให้นึกสะใจนัก “ไม่กล้าแล้วรึ ขอความเมตตาข้าสิ”

คิดไม่ถึงว่าเมื่อเด็กสาวพูดจบ ซางจวินก็กระโดดข้ามไปที่เนินดินที่อยู่ใกล้ๆ แล้วไถลร่างลงไปตามทางลาดอย่างรวดเร็ว เหลิ่งฝูและฉือฟางยังไม่ทันตั้งตัวร่างของซางจวินก็หายลับไปจากสายตา

ชายคนนั้นบ้าไปแล้ว!

“เจ้าบ้านั่นกระโดดลงไปจริงๆ!” เหลิ่งฝูตกใจจนหน้าตาตื่น ตะโกนเรียกเสียงดัง นางไม่ชอบท่าทางหยิ่งทระนงกับสายตาที่คาดเดาไม่ได้ นางแค่อยากขู่ นานๆ จะได้เจอคนที่น่าสนใจเช่นนี้ นางไม่ได้คิดให้เขาไปเป็นอาหารของหมาป่าจริงๆ เสียหน่อย

เหลิ่งฝูจ้องมองลงไปด้านล่างที่วังเวง ตะโกนบอก “ข้าปล่อยเชือกลงไปให้แล้ว เจ้ารีบกลับขึ้นมา ในป่ามีหมาป่าจริงๆ เจ้าจะตายจริงๆ นะ” บอกเสร็จก็หันมาตะคอกใส่คนเฝ้ายามที่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“ดูอะไรกัน! รีบปล่อยเชือกลงไปสิ”

ฉือฟางจ้องผืนป่าแน่นขนัดเขม็ง ก่อนหน้าเขารังเกียจที่ชายผู้นี้ดูอ่อนแอ แต่ตอนนี้เขานับถืออีกฝ่ายมากขึ้นหลายส่วน เพื่อน้องสาวเขายอมกระโดดเสี่ยงตายลงไปในดงหมาป่าอย่างไม่ลังเล ถือว่าเป็นชายแท้ ซ้ำยังกระโดดลงไปง่ายๆ ท่าทางไม่ทุกข์ร้อน แสดงว่าน่าจะมีวรยุทธสูง ให้ไต่เชือกขึ้นมาคงไร้ปัญหา

เสียงคนด้านล่างเงียบสนิท กระทั่งโยนเชือกตามลงไปนานแล้วด้านล่างก็ยังไร้การตอบสนองใดๆ

“นี่เจ้า ยังมีชีวิตอยู่ไหม?”

“เจ้า...”

เหลิ่งฝูตะโกนเรียกอยู่นาน ที่ตอบกลับมามีเพียงป่ากว้างใหญ่และดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ฉือฟางให้สงสัยนัก หลังจากที่คนผู้นี้กระโดดลงไปก็ไม่มีเสียงปีนป่ายต้นไม้ หากเขาเดินต้นไม้ต้องสั่นไหว แต่ตอนนี้ไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ หรือว่าการกระโดดลงไปจะทำให้เขาเป็นลมไปแล้ว

เหลิ่งฝูเดินไปเดินมาอย่างร้อนใจ ปากก็บ่นพึมพำแช่งคนกระโดดลงไปว่าโง่ไม่หยุด

“พวกเจ้ายืนดูอะไรกัน?” จิ่งเชียงเทียนขำท่าทางที่ฉือฟางจ้องป่าทึบ มีอะไรน่าสนใจมากหรือ ก็ป่าไม้และรังหมาป่าที่เห็นอยู่ทุกวัน

เหลิ่งฝูรีบวิ่งไปดึงจิ่งเชียงเทียนมาที่ทางเดินลาด ชี้ลงไปข้างล่าง

“พี่จิ่งรีบหาทางช่วยชายคนนั้นที เขากระโดดเข้ารังหมาป่าไปแล้ว บ้าจริงเชียว!” จิ่งเชียงเทียนฉลาดหลักแหลมกว่าฉือฟางอาจจะมีวิธีช่วยชายไม่กลัวตายคนนั้นได้

“ใคร? ฉือฟาง... นี่มันเรื่องอะไรกัน?” จิ่งเชียงเทียนเริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดี

ฉือฟางทึ้งหัวตัวเองก่อนตอบอย่างร้อนรน “ไอ้หนุ่มที่เพิ่งจับมาขังไง เขาบังอาจคิดจะเข้าไปหาสมุนไพรให้น้องสาว เขาอยากตายข้าก็เลยปล่อย...”

“อะไรนะ เขาลงไปนานแค่ไหนแล้ว?”

เหลิ่งฝูเบ้ปากพึมพำ “เกือบสองข้อยามแล้ว ตอนที่เขากระโดดลงไป ข้าปล่อยเชือกตามลงไปทันทีแล้วนะ แต่ข้างล่างไม่มีการเคลื่อนไหวเลยไม่รู้เขาตายไปหรือยัง”

“พวกเจ้าช่างหาเรื่องนัก!” จิ่งเชียงเทียนมองฉือฟางอย่างตำหนิ “เจ้าปล่อยเขาลงไปได้อย่างไร ฝูเอ๋อเป็นเด็กยังไม่รู้ถูกผิด แต่เจ้าเป็นผู้ใหญ่ กลับทำตัวไร้หัวคิดยิ่งกว่าเด็ก ตอนนี้ท่านลุงหมิงบอกว่าอยากพบชายคนนี้ แต่เจ้ากลับปล่อยเขาลงไปที่รังหมาป่า!”

ฉือฟางรู้ว่าตนเองก่อเรื่องเข้าให้แล้ว ยิ่งถูกจิ่งเชียงเทียนตำหนิเสียงดังก็ยิ่งไม่สบายใจ แต่พอคิดว่าก็แค่เชลยคนเดียวทำไมต้องตำหนิกันขนาดนี้ จึงตะคอกกลับเสียงดังอย่างดื้อดึง

“เงินที่จะเรียกค่าไถ่ไม่หายไปไหนหรอกน่า! น้องสาวของเขาก็ยังไม่ตายไม่ใช่รึ”

จิ่งเชียงเทียนไม่พอใจนักจึงไม่อยากจะสนใจอีกฝ่าย กวาดตามองป่าเบื้องล่างที่ไร้การเคลื่อนไหวใดๆ เชือกไม่ไหวเลยสักนิด ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักอย่าง

ฉือฟางอยู่ข้างๆ อารมณ์โกรธยังไม่จาง จิ่งเชียงเทียนถอนหายใจ

“เงินค่าไถ่เป็นเรื่องเล็ก เจ้าก็รู้ว่าคนสกุลหรวนมีชื่อเสียงเรื่องความสามารถด้านการรักษา เขาอาจจะรักษาแผลของพี่ใหญ่ได้ แต่พวกเจ้ากลับปล่อยเขาไปเสี่ยงตายในรังหมาป่า!” คำพูดของจิ่งเชียงเทียนทำให้สองคนต้นเหตุอ้าปากค้าง

เด็กสาวค้อมตัวลงก้มหน้าไม่กล้าพูดอีก ในความทรงจำพี่ชายเป็นคนนิสัยเปิดเผย หลังจากที่ใบหน้าถูกคนเลว ‘ฉีเฉวย’ ลอบทำร้าย รอบกายพี่ใหญ่ก็มีแต่ความหม่นหมอง ก่อนหน้านี้ถ้านางรู้ว่าชายคนนั้นสามารถรักษาหน้าของพี่ชายได้ นางจะทำดีกับเขา

ใบหน้าที่มีหนวดเคราปกคลุมกว่าครึ่งของฉือฟางเปลี่ยนเป็นจริงจัง เขายกดาบเล่มใหญ่ขึ้นพาดบ่า “ข้าจะลงไปในป่า พาชายคนนั้นกลับมาให้ได้” เขาเป็นคนก่อเรื่อง ย่อมต้องเป็นคนรับผิดชอบ

“ป่ากว้างขนาดนี้ เจ้ารู้หรือว่าเขาอยู่ที่ไหน หาคนยังไม่ทันเจอ เจ้าคงถูกหมาป่ากินไปก่อน” จิ่งเชียงเทียนรีบจับแขนอีกฝ่ายไว้ น่าปวดหัวจริง ฉือฟางตัวใหญ่กว่าอายุก็มากกว่าเขา แต่ชอบทำอะไรตามอารมณ์ นิสัยเหมือนเด็กไม่มีผิด

ฉือฟางปัดมือจิ่งเชียงเทียนอย่างไม่แยแส “ถึงถูกกินข้าก็จะหาให้เจอ”

“พอเสียที เมื่อไรเจ้าจะใช้สมองคิด!” จิ่งเชียงเทียนทนไม่ไหว เหตุใดเจ้าคนตัวใหญ่นี่ถึงได้งี่เง่าขนาดนี้นะ

ฉือฟางจับดาบเล่มใหญ่ในมือแน่น อยากจะลบล้างความผิดของตน แต่เขาไม่รู้จะทำอย่างไรดี สุดท้ายได้แต่ใช้อาวุธฟันต้นไม้ที่อยู่ใกล้อย่างแรง หันหลังให้จิ่งเชียงเทียนที่ท่าทางบึ้งตึง

ทั้งสองไม่มีใครสนใจใคร เหลิ่งฝูกลืนน้ำลาย ถามอย่างระวัง “แล้วตอนนี้ควรทำอย่างไร?” ชายคนนั้นยังอยู่ข้างล่าง ส่วนสองคนตรงหน้าก็ทะเลาะกันเสียแล้ว เด็กหญิงรู้อยู่แก่ใจว่าต้นเหตุไม่ได้เกิดจากฉือฟาง แต่นางเองก็ไม่อยากยอมรับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะตน

จิ่งเชียงเทียนกุมขมับ เขายังไม่หายโกรธ น้ำเสียงจึงไม่สู้ดี “ข้าไม่รู้ ตอนนี้ก็ได้แต่หวังให้เขาเอาชีวิตรอดกลับมาให้ได้เท่านั้น”

พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าฉายแสงรำไร แสงเรื่อเรืองที่เส้นขอบฟ้าดูน่าหลงใหลยิ่งนัก แสงสีทองสาดส่องทั่วผืนป่าดูงดงาม น่าเสียดายอีกไม่นานแสงนี้จะจางหายแล้วถูกแทนที่ด้วยแสงจันทร์ ช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุดของป่านี้กำลังจะมาถึง กลางคืนเป็นเวลาที่สัตว์ป่าออกหากิน

เด็กหนุ่มยื่นหน้าแนบหน้าต่างคุก กวาดมองที่ป่าด้านล่าง ชายคนนั้นหายไปไหน

บทที่ 5 ถูกจับ (3 จบ)

ซางจวินเดินสำรวจจนสุดผืนป่า

ตั้งแต่กระโดดลงมาจากเนินเขา นางไม่ได้กระโดดเข้าไปในป่าตรงๆ แต่ใช้กระบี่หลิงเชียวครูดกับหน้าผาหินด้านหนึ่งเพื่อลดแรงเสียดทาน ห้อยตัวอยู่กลางอากาศพักหนึ่งก็เจอชะง่อนหิน ที่ฉือฟางมองไม่เห็นต้นไม้ไหวเพราะซางจวินไม่ได้กระโดดเข้าป่า นางอยู่ใต้เท้าของพวกเขานั่นเอง

ซางจวินยืนบนชะง่อนหินสังเกตทุกอย่างรอบตัวครู่หนึ่ง สุดท้ายก็กระโดดลงพื้นอย่างไร้เสียง นางไม่ได้เดินเข้าป่าแต่เลือกเดินลัดเลาะไปตามริมป่า ถึงจะช้าแต่ปลอดภัยกว่า ยามกลางวันหมาป่าจะไม่ออกหากิน หากเจอหนึ่งตัวก็แสดงว่าต้องเจอทั้งฝูง ดังนั้นนางจึงพยายามเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุด

หญิงสาวเดินไม่นานก็มาถึงสุดผืนป่า ทิศที่มุ่งมามีภูเขาสามลูกล้อมกั้นเส้นทางรอบด้าน ทำให้ป่าวกวนแห่งนี้ไร้ทางออก

ซางจวินกวาดตามองหาจุดที่สูงสุดแล้วกระโดดขึ้นไปยืนบนนั้น ดวงอาทิตย์ลับฟ้าไปแล้ว ในที่สุดนางก็เห็นทางเดินเล็กแคบสายหนึ่งห่างออกไปไม่ไกล ตรงนั้นเป็นทางเดินที่พวกโจรพานางเข้ามา แล้วของที่ปล้นมาได้ล่ะ เข้ามาทางไหน...

หญิงสาวขึ้นไปบนเขาเพื่อหาว่ามีทางออกอีกหรือไม่ แต่ก็ไม่พบ พอกระโดดลงจากเขาก็พบกระดานหินแปลกๆ วางอยู่บนพื้นดินแผ่นหนึ่ง กระดานนี้ชั้นแรกทำจากหินสีดำ บนหินมีรู พอเคาะเบาๆ ก็เกิดเสียงดังกังวาน ข้างในน่าจะกลวง แววตาซางจวินเป็นประกายดีใจ กระดานชิ้นนี้ต้องเกี่ยวกับเส้นทางที่นางตามหาอยู่อย่างแน่นอน

หญิงสาวนั่งลงแล้วใช้มือคลำไปรอบๆ กระดานหินแผ่นนี้มีลักษณะเรียบลื่น คลำอยู่ครู่หนึ่งมือก็สัมผัสถูกหินก้อนหนึ่งที่สามารถกดลงไปได้ ซางจวินพิจารณาแผ่นกระดานหินอย่างละเอียดอีกครั้ง รูบนแผ่นกระดานนี้สามารถขยับปรับเปลี่ยนได้ถึงแปดสิบเอ็ดแบบ หญิงสาวลองปรับกลไกจนถึงแบบที่สามสิบแปดก็ได้ยินเสียงเอี๊ยดยาวเสียงหนึ่ง จากนั้นแผ่นกระดานหินก็ยุบตัวลงไปในพื้นดินช้าๆ

ที่แท้ก็ประตูกล!

ซางจวินสัมผัสได้ถึงสายลมบางเบา แสดงว่าต้องมีทางเข้าออกให้ลมผ่าน ทางเดินเข้าถ้ำแคบมากและมืดสนิท มือเรียวหยิบไต้ออกมาจุดไฟ แสงไฟนี้ทำให้เห็นสภาพด้านในถ้ำได้ชัดเจนขึ้น สุดทางเดินเป็นโถงโล่งกว้างและเต็มไปด้วยสินค้าที่ปล้นมา ดูท่าว่าถ้ำนี้คงจะเป็นโกดังเก็บสินค้าของโจรกลุ่มนี้

กองสินค้าที่อยู่ด้านบนมีฝุ่นจับหนา พอเดินไปอีกทางก็พบของที่เพิ่งนำมาเก็บใหม่ เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นสินค้าที่มีราคาสูง ของเหล่านี้ต้องเป็นสินค้าของมู่หรงซูชิงแน่ๆ

ถ้ำนี้มีขนาดใหญ่มาก คาดว่าจะอยู่ใต้ภูเขา ซางจวินหาทางออกอยู่นานก็หาไม่เจอ จึงดับไฟตั้งสมาธิเปิดสัมผัสทั้งหกรับรู้การไหลเวียนของอากาศ ในที่สุดก็เจอผนังด้านหนึ่งที่เย็นกว่าด้านอื่น ใกล้กับผนังมีกระจกนูนบานหนึ่ง หญิงสาวใช้มือกระแทกลงไปอย่างแรง ผนังเคลื่อนออกจากกันช้าๆ พอเดินออกไปดูพบว่าด้านนอกเป็นบริเวณปากทางเข้าหุบเขาที่พวกโจรพานางเข้ามาตอนแรก ที่แท้พวกโจรขนของที่ปล้นมาได้เข้ามาทางนี้นี่เอง

ซางจวินดีใจนักที่เป้าหมายสำเร็จแล้วหนึ่งเรื่อง รีบจัดการลบ

ร่องรอยการเข้ามาของตนเองแล้วถอยออกจากถ้ำ หมุนรูบนกระดานหินให้เป็นดังเดิม แล้วเกลี่ยดินรอบด้านให้เหมือนเดิม เมื่อหาที่เก็บสินค้าเจอแล้วก็ต้องหาวิธีทำลายรังโจรนี้ต่อไป แต่ตอนนี้นางต้องหาสมุนไพรกลับไปรักษาหรวนถิงหยูก่อน มือเรียวจับกระบี่แน่นแล้วเดินเลาะริมป่ากลับไป

เดินไปครึ่งทาง จมูกก็พลันได้กลิ่นหอม ซางจวินหยุดเดิน หรี่ตามองโดยอาศัยแสงจันทร์ส่อง ห่างจากตรงนี้ประมาณหนึ่งลี้มีดอกไม้สีเพลิงอยู่หลายดอก นั่นคือม่านโถโหล เวลานี้ในเสื้อนางได้สมุนไพรหลงหยาเชาและหวงฮวาเชียงมาแล้ว ตอนแรกคิดว่าป่าแห่งนี้คงไม่มีม่านโถโหล คาดไม่ถึงว่าจะได้พบ สมุนไพรนี้ไม่เพียงใช้รักษาอาการบาดเจ็บของหรวนถิงหยูได้ ยังช่วยให้บาดแผลแห้งอีกด้วย

ดวงจันทร์เริ่มเคลื่อนขึ้นสูง เสียงหมาป่าเห่าหอนและเสียงแมลงในป่าดังระงม แต่เพื่อดอกม่านโถโหล ซางจวินยังคงเดินลึกเข้าไปอย่างไม่กลัวเกรง

ซางจวินย่อตัวต่ำ ค่อยๆ เดินเลาะตามแนวต้นไม้สองฝั่งไม่ให้เกิดเสียง ระยะทางไม่ไกลแต่หญิงสาวรู้สึกว่าใช้เวลาเดินนานมาก ยิ่งเข้าใกล้ดงดอกไม้ กลิ่นหอมก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น แค่ได้กลิ่นก็ทำให้จิตใจเคลิบเคลิ้มล่องลอย สีแดงที่งดงามดึงดูด ยามต้องแสงจันทร์อาจดูไม่อ่อนหวานแต่ช่างเย้ายวนใจ

มือเรียวแกะผ้าผูกผมออก เอามาใช้ห่อเก็บดอกไม้ด้วยความระมัดระวัง ม่านโถโหลมีพิษตั้งแต่ดอกจนถึงลำต้น หากไม่ระวังโดนเข้าคงไม่สนุกแน่ ซางจวินห่อดอกไม้อย่างดีไว้ในอกเสื้อ ขณะลุกขึ้นจะเดินออกจากดงดอกไม้ก็พลันเหลือบเห็นดวงตาสีเขียวคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาจากปลายหางตา

ซางจวินเปลี่ยนเป็นลุกขึ้นช้าๆ มือจับกระบี่ที่เอว ถอยหลังหนึ่งก้าว ตั้งหลักเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับสัตว์ป่าดุร้าย ทันใดนั้นเจ้าหมาป่าก็เงยหน้าขึ้นฟ้าส่งเสียงหอนดังยาว หญิงสาวชักกระบี่ออกมาทันที แสงจันทร์ส่องกระทบคมกระบี่เป็นประกายวาววับทำให้เจ้าหมาป่าชะงักไปครู่หนึ่ง มันเดินไปเดินมาวนเวียนอยู่หน้าหญิงสาวเพื่อรอพวกพ้อง อึดใจเดียวนางก็เห็นดวงตาสีเขียวหลายคู่จ้องมา

แย่แล้ว!

นางต้องรีบหนี ถ้าชักช้าวงล้อมหมาป่ากระหายเลือดพวกนี้จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ถึงตอนนั้นหนทางรอดจะไม่เหลือ

ทันทีที่ซางจวินกระโดดขึ้นกลางอากาศ หมาป่าสองตัวที่อยู่ทางซ้ายและขวาก็พุ่งเข้ามาพร้อมกัน กระบี่ในมือหญิงสาวตวัดออกไปครั้งหนึ่ง หมาป่าที่อยู่ด้านขวาก็ถูกฟันขาดเป็นสองท่อนพร้อมกับแขนซ้ายของนางถูกกัดกระชากอย่างแรง! ซางจวินเจ็บปวดจนแทบล้มลง หญิงสาวข่มความเจ็บปวดแล้วฟันกระบี่ไปที่หมาป่าทางซ้าย เพียงครั้งเดียวหัวเจ้าหมาป่าก็แบ่งเป็นสองซีก

ซางจวินรีบงัดหัวหมาป่าที่กัดค้างอยู่ที่แขนทิ้ง ตอนนี้แขนนางอาบไปด้วยเลือด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง หญิงสาวเร่งฝีเท้าเต็มที่ เพราะรู้ดีว่าหมาป่าได้กลิ่นคาวเลือดจะยิ่งบ้าคลั่ง พวกมันส่งเสียงคำรามตามหลังมาไม่ห่าง ฝีเท้าพวกมันเร็วกว่าที่นางคิดไว้มาก ซ้ำจำนวนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย ตอนนี้ซางจวินไม่เสียเวลาคิดอะไรทั้งสิ้น รู้แค่ว่านางต้องวิ่งให้เร็วที่สุดเท่านั้น!

 

ด้านหลังคุกหิน

จิ่งเชียงเทียนเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่เคลื่อนสูงขึ้น โบกมืออย่างตัดใจ “หายไปนานขนาดนี้คงตายแน่แล้ว ช่างเถิด ลุงหมิงคงกำลังรอจนร้อนใจ ข้าจะกลับไปรายงานให้รู้เรื่องก่อน”

เหลิ่งฝูกับฉือฟางมองหน้ากันแล้วก้มหน้าเดินตามจิ่งเชียงเทียนกลับไปรับโทษ ทว่าเพิ่งเดินไปได้สองก้าว เสียงหมาป่าที่น่าสะพรึงขวัญก็ดังออกมาจากป่าลึก เสียงแบบนี้มีเกือบทุกวัน แต่ทำไมวันนี้เสียงพวกมันดังขึ้นเรื่อยๆ ฟังดูเหมือนจะรวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่ เสียงหอนก็เหมือนจะบ้าคลั่งกว่าปกติ

เชียวจ่งชิงที่นั่งหลับตารอฟังเสียงความเคลื่อนไหวอยู่ในคุกหิน พอได้ยินเสียงหมาป่าหอนดังยาวก็เบิกตากว้างแล้วผุดลุกขึ้นมองผ่านหน้าต่างจ้องไปในป่ามืดมิด หลายวันก่อนหน้าพวกหมาป่าออกล่าเหยื่อก็ส่งเสียงคล้ายแบบนี้ ที่ไกลสายตานั่นเห็นเงาไม้ไหวโยกรุนแรง รวดเร็วขนาดนี้ฝีเท้าคนหรือหมาป่า...

จิ่งเชียงเทียนกับฉือฟางหันมาสบตากัน ทั้งสองเตรียมพร้อมจับอาวุธไว้แน่น จ้องมองเงาคู่หนึ่งที่พุ่งมาด้วยความเร็ว เงาคู่นั้นใกล้เข้ามาจนถึงใต้เนินเขา แล้วพุ่งออกมาจากป่าเกือบจะพร้อมกัน

เหลิ่งฝูเห็นใบหน้าคนที่พุ่งออกมาชัดเจน เด็กหญิงดีใจร้องตะโกนเสียงดัง “พวกเจ้าดู นั่นเขา! เป็นเขา”

ซางจวินใช้กำลังภายในเต็มที่ ตอนที่วิ่งหนีมาจากในป่านางไม่ได้หยุดพักเลยสักนิด พอกระโดดขึ้นเนินลาดเขาจึงล้มคว่ำหมดแรงที่จะไปต่อ เท้าลอยค้างกลางอากาศใต้เนินเขา

ฝูงหมาป่ากำลังคลั่ง เท้าตะกุยดินไม่หยุด ตาสีเขียวจับจ้องมองอาหารที่รอดคมเขี้ยวไปได้ เสียงหอนสะท้อนทั่วทั้งป่าอย่างต่อเนื่อง

คนผู้นี้รอดมาได้ ช่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ จิ่งเชียงเทียนได้สติรีบออกคำสั่ง “เร็ว! ช่วยกันดึงเขาขึ้นมา” จิ่งเชียงเทียนกับฉือฟางวิ่งเข้าไปช่วยดึงซางจวินจากเนินทางลาดขึ้นมาด้านบน

เหลิ่งฝูตะโกนอย่างมีความสุข “ไม่น่าเชื่อเจ้ายังไม่ตาย ดีมากเลย” ท่าทางของเขาที่กระโดดขึ้นมา ประทับใจเด็กหญิงมากเหลือเกิน

ฉือฟางมองมือตัวเองที่เต็มไปด้วยเลือด สลับกับมองแขนซางจวินที่เห็นไม่ชัด โจรร่างยักษ์ตกใจไม่น้อย “มือของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” เมื่อครู่ตอนช่วยดึงแขนอีกฝ่ายขึ้นมา รู้สึกได้เลยว่าชายคนนี้อ่อนแรงนัก บาดแผลนี้เกิดจากหมาป่ากัดใช่ไหม แขนเล็กแค่นี้คงจะพิการเสียแล้วเป็นแน่

แขนซ้ายของนางชาไปบางส่วน ยังดีที่ยังเหลือความรู้สึกอยู่บ้าง ซางจวินอ้าปากกว้าง นั่งหายใจหอบเสียงดัง ถ้าวิ่งช้ากว่านี้อีกนิดนางคงไม่รอด ป่าที่นี่อันตรายจริงๆ หญิงสาวยิ้มก่อนตอบ

“ไม่เป็นไร บาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น”

เหลิ่งฝูนั่งยองๆ ใกล้ซางจวิน มือสองข้างเท้าคางไว้ น้ำเสียงอยากรู้อยากเห็น “เจ้าโชคดีจริงๆ ที่ไม่ถูกหมาป่าจับกิน เจ้าหนีมาได้อย่างไร?”

ผ้ามัดผมของอีกฝ่ายหายไป เส้นผมยุ่งเหยิง เลือดอาบเต็มแขน เสียงหายใจหอบดัง สภาพตอนนี้หาส่วนที่ดูดีได้ยากนัก

ทว่าในสายตาของเหลิ่งฝูตอนนี้ ซางจวินช่างหล่อเหลาเหลือเกิน นางมองคนตรงหน้าด้วยแววตาเป็นประกาย

ซางจวินมองสีหน้าอยากรู้อยากเห็นของเด็กสาวแล้วก็ขำนัก จึงยิ้มพร้อมยกความดีความชอบให้ “ต้องขอบคุณที่เจ้าปล่อยเชือกทิ้งไว้ให้ข้า”

เหลิ่งฝูหัวเราะเสียงดังพูดอย่างภูมิใจ “ข้าคิดไว้แล้ว นี่ถ้าไม่มีข้าเจ้าคงตายไปแล้วแน่ๆ”

ฉือฟางกับจิ่งเชียงเทียนไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนเหลิ่งฝู ป่าทึบขนาดนี้ยังสามารถวิ่งหนีฝูงหมาป่ากลับมาได้ แสดงว่าฝีเท้าย่อมไม่ธรรมดา ชายหนุ่มผู้นี้ต้องเคยผ่านการต่อสู้และเสี่ยงตายเป็นแน่ ขนาดแขนซ้ายบาดเจ็บเลือดไหลอาบยังสามารถหยอกล้อกับผู้อื่นได้อีก

เขาเป็นคุณชายจากตระกูลหมอจริงหรือ

ซางจวินผ่อนคลายจากอาการกระหืดกระหอบ ลุกขึ้นช้าๆ เอ่ยถามเหลิ่งฝู “น้องสาวข้าเล่า?”

“ยังอยู่ข้างใน” เหลิ่งฝูชี้ไปทางห้องขังเดิม พวกโจรไม่สนใจอาการบาดเจ็บของเชลย ไม่รู้คุณหนูผู้นั้นจะเป็นอย่างไรบ้างแล้ว คนอ้างตัวเป็นพี่ชายรีบเดินไปที่คุกหินทันที

เด็กหนุ่มเห็นคนเดินเข้ามาก็ลุกขึ้นยืน ส่วนหรวนถิงหยูนอนลืมตาอยู่บนหญ้าแห้งแววตาเลื่อนลอย พึมพำเสียงเบา

“อย่าไป อย่าไป...”

“ถิงหยู ถิงหยู” ซางจวินก้มลงตบแก้มอีกฝ่าย หรวนถิงหยูไร้การตอบสนอง เอาแต่พูดซ้ำคำเดิมไม่หยุด ซางจวินหันไปถามเด็กหนุ่ม

“ซานเอ๋อทำไมนางมีอาการแบบนี้ได้?”

เชียวจ่งชิงส่ายหน้า “หลังจากเจ้าไป นางก็เอาแต่พูดแบบนี้ ข้าป้อนน้ำให้นางก็ยังไม่รู้สึกตัว”

ซางจวินคิ้วขมวดแน่นแล้วประคองหรวนถิงหยูขึ้นมา ตบหน้าอีกฝ่ายแรงขึ้นแล้วเรียกเสียงดัง “ถิงหยูตื่น! ข้ากลับมาแล้ว ตื่น!”

ซางจวินพยายามอยู่นานจนแก้มหรวนถิงหยูเริ่มเป็นสีแดง คนไม่ได้สติจึงเริ่มมีสติ สายตาเพ่งมองคนตรงหน้า แววตาตื่นเต้นฉายชัด เสียงแหบพร่าพยายามเอื้อนเอ่ย

“เจ้า...”

ซางจวินพยักหน้าปลอบใจว่า “ข้ากลับมาแล้ว”

ใบหน้าหรวนถิงหยูแสดงออกถึงความโล่งใจ คราวนี้นางหลับตาแล้วหมดสติไปเลย ซางจวินตกใจรีบจับข้อมืออีกฝ่ายตรวจชีพจร แล้วค่อยถอนหายใจโล่งอก คนเจ็บแค่อ่อนแรงเท่านั้น ซางจวินประคองหรวนถิงหยูให้นอนลง แล้วหันไปบอกเด็กสาว

“ข้าขอน้ำสักหนึ่งอ่างได้ไหม?”

เหลิ่งฝูพยักหน้าแข็งขัน “ข้าไปเอาให้” พูดจบก็รีบวิ่งไปทันที

จิ่งเชียงเทียนคิดในใจว่าเด็กคนนี้ปกติคนอื่นใช้ไม่เคยเห็นยอมเชื่อฟังขนาดนี้ เจ้าหนุ่มคนนี้เสน่ห์เหลือล้นเสียจริง

ซางจวินเอาสมุนไพรออกมาอย่างระวัง โชคดีที่ไม่เสียหาย นางอยากรีบตรวจอาการของหรวนถิงหยู แต่รอบด้านมีผู้ชายยืนล้อมย่อมไม่สะดวก คนอ้างเป็นพี่จึงต้องขอร้อง

“รบกวนทุกคนออกไปก่อนได้หรือไม่?”

เชียวจ่งชิงปฏิกิริยาไวที่สุด รีบหันหลังก้มหน้าลงกับผนัง

จิ่งเชียงเทียนถอยออกไป แม้เขาจะเป็นโจรแต่ก็รู้มารยาท

ฉือฟางมองซ้ายแลขวาเหลือตนคนเดียวที่ยืนอยู่อย่างอึดอัด จึงเดินออกไปด้วย “เจ้ารีบหน่อยนะ ท่านผู้อาวุโสรออยู่”

“น้ำมาแล้ว” เหลิ่งฝูยกน้ำอ่างเล็กกลับเข้ามา ซางจวินรับมาพบว่าเป็นน้ำอุ่น เด็กสาวคนนี้อาจนิสัยบ้าบิ่นไปบ้าง ทว่ากลับมีด้านที่ละเอียดอ่อนอยู่ด้วย

ซางจวินฉีกเสื้อของคนเจ็บออก ใช้น้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาด เอาสมุนไพรยีกับผ้าเบาๆ พลางมองเสื้อที่ถูกฉีกออกแล้วคิดหนัก

ทำอย่างไรดี...

เด็กสาวที่อยู่ด้านหลังจ้องเขม็ง ซางจวินเห็นดังนั้นจึงพูดอย่างอ่อนโยน “แม่นางน้อย ข้าขอเสื้อผ้าสักหนึ่งชุดสำหรับน้องสาวข้าได้หรือไม่?”

“ได้” เหลิ่งฝูพยักหน้าเร็ว ยิ้มกว้าง “เดี๋ยวข้าไปเอามาให้”

“ขอบคุณ” เข้าใจง่ายดายดีไม่ต้องอธิบายมาก ซางจวินงุนงงไปครู่หนึ่ง แล้วก็นึกได้ว่าฉือฟางบอกว่าจะรออยู่ด้านนอก จึงใช้น้ำอุ่นที่เหลือล้างคราบเลือดที่แขนตัวเองแล้วเดินออกจากคุก

จิ่งเชียงเทียนเดินเข้ามารับ ซางจวินยิ้มให้ “ไปเถอะ”

หรวนถิงหยูนอนไม่ได้สติมีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง

สาวน้อยเหลิ่งฝูพิงประตูคุกมองแผ่นหลังที่ไกลออกไปเรื่อยๆ เขาคนนี้ไม่เหมือนบุรุษคนใดที่นางเคยเจอ