เพียงไม่นานก็มีเหตุการณ์ที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง
ซูหมิงเฟิง--บุตรชายคนโตของใต้เท้าซู ทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งผิงหนานปั๋วที่โด่งดังแห่งเมืองหลวง จู่ๆ ก็ป่วยเป็นโรคประหลาด ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่แต่ในบ้าน ตัวผิงหนานปั๋วและฮูหยินต่างก็เดือดร้อนเป็นกังวล พยายามหาทางรักษาบุตรชายอันเป็นที่รัก จึงวางมือจากงานทุกเรื่องรวมทั้งเรื่องกองพลทหารม้าลงชั่วคราว
ฮ่องเต้ได้ยินข่าวร้ายนี้แล้วก็มอบสิ่งของปลอบใจเพื่อแสดงน้ำใจและสั่งให้แต่งตั้งขุนนางใหม่มาดูแลจัดการเรื่องกองพลทหารม้าแทน
ชาวบ้านในเมืองหลวงเมื่อได้ทราบข่าวก็อดถอนใจด้วยความเสียดายมิได้
บุตรชายคนโตของใต้เท้าซูผู้มีพรสวรรค์คนนั้นเพิ่งทำความดีความชอบใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ คาดว่าหากไม่ป่วยไปเสียก่อนก็คงกลายเป็นขุนนางหนุ่มผู้เปี่ยมยศถาบรรดาศักดิ์ ชะตาชีวิตกำลังรุ่งโรจน์แท้ๆ กลับมาเป็นโรคร้าย ต่อให้ฝีมือฉกาจสักเพียงใดแต่ถ้าต้องป่วยนอนติดเตียงสักสามถึงห้าปี พอถึงวันที่หายดีก็คงไม่มีที่ว่างในราชสำนักเหลือให้แล้ว
ชาวบ้านทั่วไปคิดได้เพียงเท่านี้ แต่ขุนนางด้วยกันกลับคิดลึกซึ้งกว่านั้น
บัณฑิตผู้หนึ่งกล่าวว่า “ไม่ใช่ล้มหมอนนอนเสื่อหรอก แต่จงใจหลีกเลี่ยงเคราะห์กรรมต่างหาก เดิมทียังคิดว่าคนตระกูลซูกำลังสาดน้ำมันใส่กองไฟ ไม่ช้าก็เร็วคงถูกไฟเล่นงานจนมือลวก ไหนเลยจะคาดว่าพวกเขากลับอ่านสถานการณ์ออกแล้วรีบตัดไฟแต่ต้นลม ช่วยให้ผ่านพ้นเคราะห์กรรมในครั้งนี้ไปได้”
จวนผิงหนานปั๋ว
ประตูห้องของคุณชายใหญ่ตระกูลซูถูกปิดไว้หนาแน่นไม่รับแขก นอกจากบ่าวรับใช้คนสนิทกับญาติพี่น้อง คนอื่นห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด มีเพียงกลิ่นยาลอยอวลออกมาจากด้านใน
ในห้องหนังสือ ซูหมิงเฟิงสวมชุดเขียว นอกจากร่างที่ซูบผอมลงไปเพียงเล็กน้อยก็ไม่มีตรงไหนที่เปลี่ยนแปลง สีหน้าท่าทางยังดูสดชื่น เขาเจ็บป่วยสาหัสเสียที่ไหนกัน!
คนที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นบุรุษหนุ่มในชุดผ้าฝ้าย อีกฝ่ายขมวดคิ้วเอ่ยถาม “หลีกหนีเคราะห์กรรมอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ผิด” ซูหมิงเฟิงมองสหายพลางถอนหายใจ “ตอนนี้เจ้าก็เห็นแล้วว่าตระกูลซูยังอยู่ดีมีสุข ไม่ต้องถูกเพ่งเล็ง สถานการณ์โดยทั่วไปนับวันมีแต่จะดีขึ้น ส่วนเรื่องกองพลทหารม้าก็คงไม่มีการปูนบำเหน็จรางวัลแล้ว เรื่องนี้นอกจากฮ่องเต้จะไม่ทัดทานยังเห็นด้วยกับตระกูลข้าเสียอีก”
“แต่เจ้าสมควรได้รับบำเหน็จรางวัลนี้” เซี่ยจิ่งสิงเตือน
“ความดีความชอบอาจทำให้ข้ากับท่านพ่อยินดีจนลืมไปว่า การเด่นดังเกินไปย่อมนำภัยมาสู่ตัวได้ ยิ่งความดีความชอบมีมากเท่าไร อันตรายก็มีมากขึ้นเท่านั้น เรื่องราวเหล่านี้ข้าเองก็เข้าใจดีทุกอย่างแต่พอได้ยินว่าตัวเองจะได้อวยยศ ยอมรับว่าตอนนั้นข้าหน้ามืดตามัว ใบไม้เพียงใบเดียวก็บดบังสายตาได้ ดีที่ยั้งคิดได้ทัน เฮ้อ... เหมือนคนควบม้าแล้วหยุดชะงักที่ริมหน้าผาได้ ช่างอันตรายเหลือเกิน”
“หาทางออกให้ตัวเองได้ก็ดีแล้ว” เซี่ยจิ่งสิงพยักหน้าเห็นด้วย “แต่หลังจากนี้เจ้าคงต้องลำบากเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านสักสองสามปี”
“ข้าต้องการให้ตระกูลซูอยู่รอดปลอดภัย เรื่องอื่นไม่ได้ใส่ใจ” ซูหมิงเฟิงพูด “หยุดพูดเรื่องของข้าก่อนเถิด แล้วเจ้าเล่า...เป็นอย่างไรบ้าง ตระกูลซูและตระกูลเซี่ยสนิทสนมดุจน้องพี่ ตอนนี้ตระกูลของข้าเกือบจะพลาดท่า แล้วตระกูลเซี่ยของเจ้า...” ชายหนุ่มมิได้พูดจนจบ
เซี่ยจิ่งสิงเลิกคิ้ว “ถ้าข้าไม่รับราชการเป็นขุนนางเสียอย่าง ‘เขา’ จะทำอะไรข้าได้”
“เจ้าควรจะต้องคิดให้จงหนัก”
“ไม่ใช่ว่าข้าจะไม่หาทางป้องกัน” เซี่ยจิ่งสิงเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “แต่ว่า...” เขาขมวดคิ้วพลันเปลี่ยนประเด็น “ทำไมอยู่ดีๆ เจ้าถึงได้กระจ่างในเรื่องนี้ เมื่อก่อนข้าเตือนเจ้าตั้งหลายรอบ แต่เจ้าไม่เคยเห็นคำเตือนของข้าอยู่ในสายตา”
ซูหมิงเฟิงก้มหน้าอย่างละอาย “เดิมทีคิดแต่จะสร้างชื่อเสียงให้โดดเด่น ไหนเลยจะมีเวลาไตร่ตรองให้รอบคอบ คราวนี้โชคดีเพราะน้องรองของข้า”
“น้องรองของเจ้า?” เซี่ยจิ่งสิงแววตาทอประกายประหลาด “เจ้าเด็กก้อนแป้งนั่นรึ?”
สำหรับเซี่ยจิ่งสิง ซูหมิงหล่างคือเจ้าเด็กก้อนแป้งข้าวเหนียวเซ่อซ่า พอได้ยินว่าเขาเป็นคนตักเตือนให้ตระกูลซูรอดจากเคราะห์ภัยก็รู้สึกประหลาดใจ
เจ้าเด็กนั่นดื่มยาผิดขนานเข้าไปหรือเปล่า
ซูหมิงเฟิงเล่าเหตุการณ์ให้สหายฟังทั้งหมดก่อนสรุป
“หากคราวนี้ไม่ใช่เพราะเกิดเหตุบังเอิญขึ้นกับน้องรอง ไม่แน่ว่าครอบครัวข้าอาจจะประสบเคราะห์กรรมใหญ่หลวงก็เป็นได้”
“เหตุบังเอิญ?” เซี่ยจิ่งสิงส่งเสียงพึมพำเบาๆ
ขณะนั้นพลันได้ยินเสียงกระจ่างใสน่ารักดังขึ้น “พี่ใหญ่ ท่านแม่ให้ข้ามาส่งขนม”
ซูหมิงหล่างประคองถาดขนมเดินเข้ามา เด็กชายมองดูคล้ายก้อนแป้งข้าวเหนียวอ้วนกลม ที่มุมปากเลอะคราบขนมทำให้ดูออกทันทีว่าแอบฉกของในถาดกินมาระหว่างทาง เขาเห็นว่าเซี่ยจิ่งสิงยังอยู่ น้ำเสียงจึงถูกกดให้ต่ำลงอีกหลายส่วน ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาถึงหวาดกลัวสหายผู้หล่อเหลาของพี่ชายคนนี้ยิ่งนัก
ซูหมิงหล่างวางถาดขนมลงบนโต๊ะแล้วรีบบอก
“พี่ใหญ่ ข้าไปล่ะนะ”
ไม่คาดว่าสหายของพี่ใหญ่กลับคว้าคอเสื้อเขาไว้แน่น เขาจนใจได้แต่หันกลับมา ชายหนุ่มผู้นั้นย่อตัวลงมาแล้วลูบหัวเขา แววตาเป็นประกาย ปากฉีกรอยยิ้มกว้างแต่รอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา เอ่ยถามเสียงทุ้ม
“ใครสอนให้เจ้ารู้จักประโยคนั้น?”
ซูหมิงหล่างเบิกตาจนกลมโต
“จับกระต่ายได้ก็ถึงคราวเชือดหมาล่าเนื้อ” ยิ่งพูดรอยยิ้มของชายหนุ่มยิ่งทวีความร้ายกาจ
วันคืนผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ฤดูหนาวอากาศทวีความหนาวเย็นขึ้นทุกขณะ ช่วงนี้เหล่าลูกศิษย์ของก่วงเหวินถังต่างซุ่มฝึกปรือฝีมือเพื่อเข้าร่วมการทดสอบในปลายเดือนที่จะถึงนี้ เด็กหนุ่มต่างก็มุ่งหวังที่จะมีตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นขุนนางอนาคตไกล ส่วนบรรดาคุณหนูต่างก็หวังว่าจะได้แสดงความสามารถให้โดดเด่น เพื่อพวกนางจะได้แต่งออกอย่างมีหน้ามีตา หรือไม่ก็ให้ต้องตาต้องใจบุรุษผู้สูงศักดิ์ในงานสักคน
นี่คือวิธีที่บุตรธิดาขุนนางใหญ่ล้วนพึงปฏิบัติ แม้แต่คุณหนูเฝิงผู้หยิ่งผยองก็ยังฝึกฝนอย่างหนัก มิต้องกล่าวถึงเสิ่นเย่และเสิ่นชิง โดยเฉพาะเสิ่นเย่... นางมุ่งมั่นกับการร่ายโคลงกลอนและบรรเลงเพลงทั้งวันทั้งคืน ด้วยหวังว่าจะเป็นที่สนใจของทุกคนเมื่อช่วงเวลาแห่งการทดสอบมาถึง
ตอนนี้เสิ่นชิงและเสิ่นเย่อายุสิบห้าปี ตามประเพณีปฏิบัติพวกนางอยู่ในวัยเริ่มหาว่าที่สามีเพื่อออกเรือน สตรีในแคว้นหมิงฉีมักจะเข้าพิธีแต่งงานเมื่ออายุครบสิบหก ทว่าพวกนางมักหมั้นหมายไว้ตั้งแต่ย่างเข้าสิบห้า
เสิ่นชิงและเสิ่นเย่ยังไม่ได้ตกลงหมั้นหมายกับผู้ใดเพราะพวกนางต่างก็หยิ่งผยอง คิดว่าตนเหมาะสมกับผู้ที่มีชาติตระกูลเหนือกว่าเท่านั้น หากเป็นบุรุษที่มีฐานะใกล้เคียงกันมักจะมองว่าต่ำต้อย กล่าวได้ว่าทั้งครอบครัวสายรองและครอบครัวสายสามต่างก็ฝากความหวังไว้ที่ติ้งอ๋องแต่เพียงผู้เดียว
ในบรรดาองค์ชายทั้งเก้าของฮ่องเต้ เหลือเพียงองค์ชายเก้าหรือติ้งอ๋องเท่านั้นที่ยังไม่แต่งพระชายา
ติ้งอ๋องอายุยี่สิบต้นๆ นับว่าเหมาะสมที่จะหาสตรีมาเคียงคู่ ในการทดสอบของก่วงเหวินถังคราวนี้ติ้งอ๋องจะมาร่วมงานด้วย เพราะเหตุนี้การแข่งขันระหว่างพวกคุณหนูจึงดุเดือดร้อนแรงขึ้นอีกหลายเท่า ต่างฝ่ายต่างฝึกปรือเตรียมงัดไม้เด็ดออกมาเพื่อสร้างความประทับใจให้ติ้งอ๋อง เผื่อว่าเขาจะเกิดรักแรกพบกับพวกนาง แต่เสิ่นเมี่ยวไม่คิดจะทำเช่นนั้น
วิญญาณเดิมในร่างใหม่ของนางไม่ใช่เด็กสาวที่บูชาความรักอีกต่อไปแล้ว นางไม่ถนัดโคลงกลอน เกลียดการร่ายรำ ครั้นจะให้นางขึ้นไปถกเรื่องภายในราชสำนักหรือความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นบนลานพิธีก็ไม่ใช่เรื่อง ประการสำคัญคือ... นางไม่อยากให้ชื่อของตนในชาตินี้ถูกผูกโยงไปข้องเกี่ยวกับติ้งอ๋อง
ชาติที่แล้ว ติ้งอ๋องผู้นั้นหลอกใช้ตระกูลเสิ่นของนาง ทำร้ายบุตรทั้งสองของนาง สุดท้ายก็ฆ่าล้างตระกูลเสิ่น หนี้เลือดในครั้งนั้นไม่ช้าก็เร็วนางต้องเอาคืน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึงความรักการแต่งงานกันอีกต่อไป
เฝิงอานหนิงถามอย่างสงสัย “ทำไมเจ้าไม่อ่านตำรา? รู้ทั้งรู้ว่าสิ้นเดือนนี้จะมีการทดสอบ หากปีนี้เจ้าทำได้ไม่ดีอีก ผู้คนคงหัวเราะเยาะกันหมดแน่?”
ตั้งแต่เสิ่นเมี่ยวตกน้ำก็กลายเป็นคนเงียบขรึม เฝิงอานหนิงเคยคิดว่าอีกฝ่ายได้รับบทเรียนทำให้ฉลาดขึ้น จึงตระหนักถึงสถานการณ์รอบตัวได้สักที แต่วันนี้เสิ่นเมี่ยวกลับทำท่าโง่เขลา ไม่แตกต่างจากเมื่อก่อนที่ผู้คนมักล้อเลียน
เสิ่นเมี่ยวส่ายหน้า “พูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ ไยต้องเสียเวลาอธิบาย”
อี้เพ่ยหลานที่นั่งฟังอยู่หลุดหัวเราะแล้วพูดเสียดสี “ยากจะปั้นโคลนตมให้ผงาดขึ้นมาเป็นกำแพงสูง”
เสิ่นเย่ที่กำลังสนทนากับเสิ่นชิงอยู่ทำเป็นไม่ได้ยินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเลี่ยงที่จะเข้ามาช่วยเหลือเสิ่นเมี่ยวอย่างที่เคย เพราะทุกวันนี้เสิ่นเมี่ยวไม่ได้ตามเอาอกเอาใจพวกนางเหมือนแต่ก่อน พวกนางจึงโกรธและไม่พอใจเป็นทุนเดิม ดังนั้นทั้งสองจึงสมน้ำหน้าเสิ่นเมี่ยวอยู่ในใจและเตรียมที่จะดูเสิ่นเมี่ยวถูกกระทบกระเทียบด่าว่า
เสิ่นเมี่ยวทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของอี้เพ่ยหลาน นางลุกขึ้นยืนแล้วพูดแค่ว่า “ข้าจะออกไปเดินเล่นที่สวน”
พอนางคล้อยหลังจากไป อี้เพ่ยหลานก็เบ้ปาก “เอาแต่หนีหัวซุกหัวซุน ทำเป็นไม่โต้ตอบ ก็แค่หนูสกปรกตัวหนึ่ง”
“เจ้าพูดพอหรือยัง?” หัวคิ้วของเฝิงอานหนิงขมวดมุ่น “มีความรู้เสียเปล่า ทำตัวไร้ประโยชน์สิ้นดี”
อี้เพ่ยหลานมักจะวางตัวใหญ่โตเฉพาะกับผู้ที่นางข่มได้เท่านั้น เมื่อต้องงัดข้อกับคนจริงอย่างเฝิงอานหนิง นางมักเลือกสงบปากคำเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ซึ่งก็นับว่าเป็นวิธีที่ฉลาดที่สุด
เสิ่นเมี่ยวเดินทอดน่องไปรอบๆ สวน
สวนของก่วงเหวินถังมีทิวทัศน์งดงามชวนให้จิตใจรื่นรมย์ มีทั้งพุ่มไม้ใบหญ้าเขียวขจี สระน้ำและน้ำตกหินเทียมที่ประดับด้วยก้อนหินน้อยใหญ่จัดวางไว้ตามหลักฮวงจุ้ย ตรงกลางสวนบุปผาคือศาลาพักผ่อน รอบศาลามีทั้งรูปปั้นสรรพสัตว์และแผ่นหินแกะสลัก ยิ่งเดินลึกเข้าไปด้านในก็ยิ่งได้กลิ่นหอมของมวลดอกไม้ที่ลอยอวลในอากาศ ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง
ยามนี้เสิ่นเมี่ยวอยากใช้เวลากับตัวเองโดยลำพัง ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าลูกศิษย์ในระดับชั้นที่สองของก่วงเหวินถังโดยมากยังเป็นเด็ก ตรงกันข้ามกับเสิ่นเมี่ยวที่มีจิตใจผู้ใหญ่ในร่างเด็กทั้งยังเคยเป็นมารดามาแล้ว ชาติก่อนสมัยที่ดำรงตำแหน่งฮองเฮา หลังจากเสร็จกิจช่วงเช้า นางก็จะปลีกวิเวกอยู่ที่ตำหนักเฟิ่งอี้ของตน พอต้องมาเผชิญหน้ากับกลุ่มเด็กที่ยังไม่โตเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายเหลือทน
ที่สำคัญที่สุด... เจ้าเด็กพวกนั้นหาได้มีความสำคัญในใจของนางไม่
นางเดินไปเรื่อยๆ พลันเห็นเด็กชายตัวอวบเดินลับๆ ล่อๆ อยู่ด้านหน้า วันนี้ซูหมิงหล่างสวมเสื้อสีขาวนวลเนื้อมันวาว
“ซูหมิงหล่าง” นางส่งเสียงเรียกเบาๆ
เด็กชายได้ยินเสียงเรียกก็รีบหันมามอง พอเห็นเสิ่นเมี่ยว แววตาของเขาก็ทอประกายยินดีตั้งท่าจะโผเข้ามาหา ทว่ากลับลังเลยืนอยู่ที่เดิม เขาจ้องเสิ่นเมี่ยวโดยไม่พูดไม่จา เม้มปากแน่น ดวงตาทั้งสองข้างเริ่มแดงก่ำ แล้วส่งเสียงออกมาเบาๆ
“ข้า...ขอโทษ...”
ขอโทษรึ? เสิ่นเมี่ยวอึ้งเล็กน้อยก่อนจะเห็นปากเด็กชายเริ่มเบะออกจากกันเหมือนกำลังจะร้องไห้โฮ
ชั่วขณะต่อมา น้ำเสียงที่เกียจคร้านเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ที่แท้ก็เป็นเจ้า”
บุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่งเดินออกมาจากด้านหลังป่าไผ่ เขาสวมเสื้อคลุมสีขาวนวลปักด้ายเงิน เสื้อผ้ามีสีสันใกล้เคียงกับซูหมิงหล่าง แต่กลับสวมใส่ออกมาได้สง่างามภูมิฐานกว่ามาก เขาเดินตรงมาหาเสิ่นเมี่ยวแล้วหยุดอยู่ตรงหน้านางในขณะที่ใช้สายตาค้นคว้ามองลงมา
ชายหนุ่มผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ เสิ่นเมี่ยวในยามนี้สูงเพียงแค่อกของเขาเท่านั้น สภาพที่เขาก้มมองนางเหมือนกำลังมองเด็กน้อยคนหนึ่ง จู่ๆ ชายหนุ่มก็หัวเราะเสียงดัง เพราะรูปร่างหน้าตาที่มีเสน่ห์ทำให้เสียงหัวเราะนั้นมิได้ฟังแล้วเลวร้ายแต่อย่างใด หากเป็นหญิงสาวธรรมดาทั่วไป ความใกล้ชิดที่ชายหนุ่มมอบให้คงทำให้หัวใจของพวกนางเต้นไม่เป็นจังหวะไปแล้ว
แต่นี่คือเสิ่นเมี่ยว ผู้ที่มีจิตวิญญาณของอดีตฮองเฮามิใช่สาววัยแรกแย้มที่ไร้เดียงสา นางทำเพียงแค่เหลือบมองชายหนุ่มโดยไม่พูดไม่จา
ริมฝีปากของชายหนุ่มยกยิ้มมากขึ้น ฉับพลันก็ปรากฏมีดสั้นขึ้นในมือ เขาใช้ปลายมีดเชยคางของเสิ่นเมี่ยวบังคับให้นางเงยหน้า
เสิ่นเมี่ยวไม่มีทางเลือก จึงจำใจเงยหน้าขึ้น
ชายผู้นี้อยู่ในวัยฉกรรจ์ คิ้วทั้งสองคมเข้ม แววตานิ่งเรียบเหมือนธารน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ มีรอยยิ้มล้อเลียนเต้นระริกอยู่ภายในนั้น แต่ลึกลงไปในแววตากลับคมกริบราวกับสามารถมองทะลุไปถึงก้นบึ้งหัวใจของผู้คน ทำให้คนที่ได้สบตาต้องเสียวสันหลังวาบ คนผู้นี้ภายนอกอาจทำตัวเหลาะแหละไม่จริงจังแต่ภายในกลับเป็นสุดยอดบุรุษน้ำแข็งตัวจริง
เสิ่นเมี่ยวสูดลมหายใจเข้าก่อนที่จะขยับตัวถอย เอาคางตนเองออกจากปลายแหลมของมีดสั้น นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
“เซี่ยเสี่ยวโหว”
เซี่ยจิ่งสิงยิ้มในหน้าแต่น้ำเสียงยังคงเคลือบแคลง
“เจ้ารู้จักข้าด้วยรึ?”
“ในเมืองหลวงแห่งนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเซี่ยเสี่ยวโหว” ฟังเหมือนนางกำลังพูดประชด แต่น้ำเสียงที่ใช้กลับสุภาพนุ่มนวล
“แต่ข้ากลับไม่รู้จักเจ้า”
เซี่ยจิ่งสิงพิจารณานางแล้วหันไปมองเจ้าก้อนแป้งที่นั่งกองอยู่บนพื้น
“เป็นเจ้าที่ส่งสารเตือนตระกูลซูผ่านทางซูหมิงหล่างใช่หรือไม่?”
“ส่งสารอะไรกัน?” เสิ่นเมี่ยวมองหน้าเขาก่อนจะส่งยิ้มให้ “ข้าแค่สอนเขาว่าควรทำอย่างไรถึงจะไม่โดนบิดาดุ เซี่ยเสี่ยวโหวคิดมากเกินไปแล้ว”
“คิดมาก...ข้าน่ะหรือคิดมาก” กล่าวจบชายหนุ่มก้าวเข้าประชิดร่างเด็กสาวจนแผ่นหลังของเสิ่นเมี่ยวแนบติดกับต้นไม้ ท่าทีที่แสดงออกทั้งคุกคามและวางอำนาจ แต่น้ำเสียงกลับสงบนิ่งแจ่มกระจ่าง “หากข้าไม่ไตร่ตรองให้ดี คงจะถูกเจ้าหลอกอีกคนกระมัง”
เป็นเสิ่นเมี่ยวที่ขมวดคิ้วบ้าง ถึงแคว้นหมิงฉีจะเปิดกว้างเรื่องชายหญิง แต่การแสดงกิริยาล่อแหลมเช่นนี้ภายใต้แสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควร หากมีใครมาพบเห็นคงจะเป็นเรื่องใหญ่แน่ นางมิได้กังวลว่าชื่อเสียงของตนจะมัวหมอง แต่นางห่วงว่าบิดาจะอับอายขายหน้าต่อการกระทำของนางต่างหาก
ชาติที่แล้ว ต้องรอจนครอบครัวไม่เหลือใครสักคนนางจึงเพิ่งสำนึกได้ถึงความรักความห่วงใยของบิดามารดาที่มีต่อตน ชาตินี้เมื่อมีโอกาสอีกครั้ง นางจะปกป้องครอบครัวของตนจนสุดกำลัง ไม่ยอมให้เกิดสิ่งมัวหมองใดๆ โดยเฉพาะเรื่องที่นางจะเป็นต้นเหตุ
เมื่อใคร่ครวญแล้วเสิ่นเมี่ยวก็เริ่มจะหมดความอดทน “เซี่ยเสี่ยวโหวปรักปรำข้าเช่นนี้ มีจุดประสงค์ใดกันแน่?”
เซี่ยจิ่งสิงพินิจพิเคราะห์เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้า เขามีลางสังหรณ์ที่แม่นยำและฉับไวจนสามารถมองทะลุฉากหน้าของเรื่องราวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี นี่เป็นสิ่งที่เขาฝึกฝนและปฏิบัติมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี เขาเคยฆ่าศัตรูอย่างบ้าระห่ำในสนามรบ เคยประลองไหวพริบกับขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งเคยเผชิญหน้ากับเล่ห์ร้ายกลลวงของเหล่าสตรีในบ้านของตัวเอง เบื้องหลังการเติบโตและเอาตัวรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ มิได้อาศัยแค่โชคช่วยอย่างแน่นอน รอบด้านมีภัยอันตรายแฝงเร้นจ้องจะเล่นงานบุตรขุนนางของแคว้นหมิงฉีให้สิ้นชื่ออยู่มิใช่น้อย
เขาไม่เคยวางใจในสิ่งใดมาก่อน
คำบอกเล่าของซูหมิงหล่าง ทั้งใต้เท้าซูและซูหมิงเฟิงคิดเพียงว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่มาเตือนสติพวกเขาพอดี ไม่ได้คิดมากไปกว่านั้น แต่ในมุมมองของเซี่ยจิ่งสิง โลกใบนี้ไม่มีความบังเอิญ ทันทีที่ได้ยินคำบอกเล่าของซูหมิงหล่าง เขาก็สรุปได้ทันทีว่าต้องมีคนเสี้ยมสอนเด็กชาย
แต่เพื่อจุดประสงค์ใดนั้น... เขายังไม่กระจ่าง
เขาจึงวางแผนเพื่อจะหาตัวคนผู้นั้นออกมาให้ได้ แต่พอได้พบคนที่อยู่เบื้องหลังก็ยิ่งแปลกใจมากกว่าเดิมเสียอีก เดิมทีเขาคิดว่าคนที่เฉลียวฉลาดรอบรู้จนสามารถอธิบายให้เด็กเข้าใจได้น่าจะเป็นบุตรชายขุนนางใหญ่สักคน
พอเห็นว่าเป็นนาง ความคิดแรกของเขาคือซูหมิงหล่างอำตนเล่น แต่เมื่อเด็กสาวเปิดปากเจรจา เขาจึงแน่ใจว่าไม่ผิดตัว
เด็กสาวคนนี้สูงแค่อกเขา รูปร่างหน้าตาไม่ได้เรียกว่าสะคราญโฉม เพียงแต่จิ้มลิ้มน่ารัก อายุสิบกว่าปี ใบหน้าค่อนข้างกลม เรือนผมรวบเกล้าขึ้นเป็นมวยสองลูกอยู่บนศีรษะ ดวงตากลมโต ริมฝีปากแดงสด ทว่าท่ายืนกลับสง่างาม แผ่นหลังหยัดตรง คำพูดที่กล่าวมาแต่ละคำมีจังหวะจะโคนราวกับว่าถูกฝึกสอนมารยาทมาจากในวัง
หากเขาไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองคงจะไม่เชื่อ
เขาเท้าแขนข้างหนึ่งลงบนต้นไม้ที่เสิ่นเมี่ยวยืนพิงอยู่ หากมีคนมาเห็นฉากนี้เข้าคงคิดว่าเซี่ยเสี่ยวโหวกำลังตระกองกอดเสิ่นเมี่ยวอยู่เป็นแน่
เซี่ยจิ่งสิงก้มหน้าลง ยื่นใบหน้าเข้าไปประชิดติดกับใบหน้าของเสิ่นเมี่ยว “เจ้าไม่กลัวข้ารึ?”
“เซี่ยเสี่ยวโหวมิใช่สัตว์ร้ายกินคนเสียหน่อย ทำไมข้าจะต้องกลัว” เสิ่นเมี่ยวกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ “หากท่านไม่มีธุระอะไรแล้ว ข้าขอตัว” กล่าวจบนางก็ตั้งท่าจะจากไป
“ช้าก่อน” เซี่ยจิ่งสิงกางแขนออก ปอยผมกลุ่มหนึ่งของเสิ่นเมี่ยวสะบัดมาโดนแขนทำให้ชายหนุ่มรู้สึกจักจี้ เขาถอนมือออกแล้วถอยหลังไปพิงต้นไม้ฝั่งตรงข้าม ยกมือกอดอก สีหน้าเปลี่ยนมาเป็นชายหนุ่มขี้เล่นไม่ยี่หระต่อสิ่งใด
“จุดประสงค์ของเจ้าที่ส่งสารลับให้ตระกูลซูคืออะไร?”
เป็นคำถามที่ตรงไปตรงมา เสิ่นเมี่ยวได้ยินก็ลอบถอนหายใจเบาๆ เซี่ยจิ่งสิงผู้นี้ต่อกรยากกว่าที่นางคิด เบาะแสเพียงประโยคเดียวของซูหมิงหล่างก็ทำให้เขาไล่ตามนางมาถึงที่นี่ได้ ทั้งยังไม่ใช่แค่มาปรากฏกายแต่กลับตั้งคำถามอย่างไม่เกรงใจคนอีกด้วย
คนผู้นี้ร้ายกาจกว่าที่ร่ำลือมากนัก
“ไม่มีเหตุผลอื่น ข้าเพียงคิดจะปกป้องตนเอง” กล่าวจบ เด็กสาวก็ย่อตัวคำนับเซี่ยจิ่งสิงแล้วหมุนตัวจากไปอย่างไม่สนใจสิ่งใดอีก
สักวันเซี่ยจิ่งสิงจะเข้าใจประโยคนี้เอง
หลังจากที่นางจากไป ชายหนุ่มก็ยกยิ้มมุมปาก มีสีหน้าพึงพอใจในขณะที่ควงมีดสั้นในมือเล่น
“ซูหมิงหล่าง นางชื่ออะไร?”