ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

นางพญาท้ารบ

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (น 18+) เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
ต่อเนื่องความมันส์จากผลาญ มาจนถึงเรื่องนี้ 'นางพญาท้ารบ' แซบไม่แพ้กัน เผ็ดจนต้องร้องขอชีวิต

บทนำ

Author: Qian Shan Cha Ke
Chinese edition copyright XXSY
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., ltd
ALL RIGHTS RESERVED

-----------------

เพราะรักจึงต้องรบ!
ชาติก่อน เพราะรักชายคนหนึ่งสุดหัวใจ นางจึงยอมอุทิศชีวิตตัวเองเป็นบันไดให้เขาปีนป่ายสู่บัลลังก์
ต้องตกเป็นเชลย เป็นหญิงไร้ยางอาย เป็นตัวตลกในสายตาใครๆ
นางยอมทุกอย่าง แต่กลับได้มาเพียงหัวใจตระบัดสัตย์และคำสั่งประหัตประหารจากชายผู้เป็นที่รัก

เพราะรบจึงพบรัก!
ชาตินี้ นางมาเพื่อทวงแค้น วางแผนทุกอย่างเสียดิบดี หนทางข้างหน้ากำลังไปได้สวย
แต่จู่ๆ กลับมีเรื่องรักมาข้องแวะให้ทุกอย่างต้องหยุดชะงัก
นางควรจะทำอย่างไรต่อ?
มุ่งมั่นในเป้าหมายเดิม หรือปล่อยวางหัวใจให้ไหลไปตามลิขิตฟ้า

สารบัญ

บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน

          ยามโพล้เพล้ในช่วงต้นฤดูร้อน ฝนห่าใหญ่กระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว

          ไอหมอกคละคลุ้ง ท้องฟ้ามืดครึ้ม กลุ่มเมฆสีดำลอยกดดันอยู่เหนือกำแพงวัง ความมืดของบรรยากาศตัดกับแสงสีทองอร่ามของตำหนักหนึ่งในวังหลวง ภายใต้มวลเมฆทะมึนที่ห้อมล้อม ตำหนักนี้มองประหนึ่งห้องขังขนาดยักษ์

          ตำหนักบรรทมแห่งนี้กว้างใหญ่โอ่โถง ผ้าม่านทุกผืนที่ประดับล้วนเก่าคร่ำ มีฝุ่นผงเกาะติดอยู่เป็นชั้น วันนี้อากาศร้อนผะผ่าวแต่กลับให้ความรู้สึกเยือกเย็นอย่างประหลาด อาภรณ์และเครื่องประดับหลายชิ้นของเจ้าของตำหนักกระจายอยู่เต็มพื้น ดูเหมือนเพิ่งผ่านมรสุมฉากใหญ่ไปไม่นาน

          สตรีนางหนึ่งกึ่งนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น เงยหน้ามองคนถือถาดผ้าขาวตรงหน้า สตรีผู้นี้เป็นหญิงวัยกลางคนแต่ใบหน้ากลับร่วงโรยเหี่ยวเฉาไม่ต่างจากหญิงชรา ดวงตาคู่นั้นเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ร่องรอยแห่งความชิงชังฝังลึกจนไม่เห็นก้นบึ้งแฝงอยู่ทุกอณูของผิวหน้า

          “ฮองเฮา โปรดยอมแต่โดยดีเถิด” ขันทีข้างกายประคองนางให้ยืนขึ้น น้ำเสียงของเขาแฝงความเบื่อหน่าย “กระหม่อมยังต้องไปถวายรายงานฝ่าบาทอีก”

          แววตาของเสิ่นเมี่ยวหันมาจับจ้องร่างขันที เงียบงันอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่นางจะเอ่ยปากช้าๆ น้ำเสียงแหบแห้งอ่อนระโหย “เสี่ยวหลี่จื่อ แต่แรกที่ข้าเอาเจ้ามาชุบเลี้ยง เจ้ายังเป็นเพียงสุนัขรับใช้ข้างกายเกากงกงเท่านั้น”

          ขันทีผู้นั้นเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย เปล่งสีหน้าผยองออกมาราวกับถูกตบหัว “ฮองเฮา วันนี้ไม่เหมือนวันวาน”

          “วันนี้ไม่เหมือนวันวาน...” เสิ่นเมี่ยวรำพึง พลันเงยหน้าหัวเราะลั่น “วันนี้ไม่เหมือนวันวาน ดี! ตอบได้ดี!”

          เพราะประโยค ‘วันนี้ไม่เหมือนวันวาน’ เหล่าขุนนางและข้าทาสบริวารทั้งหลายที่เคยก้มหัวยามนางเดินผ่าน วันนี้กลับไม่แยแส

          เพราะประโยค ‘วันนี้ไม่เหมือนวันวาน’ นางต้องจบชีวิตตนเองด้วยผ้าขาวยาวสามฉื่อที่ฮ่องเต้มอบให้นางผูกคอตาย

          แล้ว ‘วันวาน’ เป็นอย่างไร? หากถามเช่นนี้นางควรจะเริ่มเล่าเรื่องจากตรงไหน…

          เริ่มต้นจากตอนที่เหมยฮูหยินเข้าวัง

          เริ่มจากตอนที่องค์รัชทายาทถูกปลด

          หรือว่าเริ่มจากตอนที่องค์หญิงใหญ่ต้องสิ้นชีพเพราะเดินทางไปสมรสยังต่างแคว้น

          หรือว่า... เริ่มนับตั้งแต่วันที่นางกลับสู่วังหลวง หลังจากต้องไปเป็นเชลยที่แคว้นฉินถึงห้าปี

          หรืออาจไม่จำเป็นต้องสาธยายแล้ว... เพราะไม่ว่า ‘วันวาน’ หรือ ‘วันนี้’ ฮองเฮาเช่นนางก็ถูกปลดด้วยคำพูดของฟู่ซิวอี๋เพียงคำเดียว! ขุนนางบุ๋นบู๊เกลื่อนราชสำนักพากันย้ายฝ่าย ราชสำนักหมิงฉีตาลปัตรเห็นผิดเป็นชอบ

          ‘วันนี้ไม่เหมือนวันวาน’ ประโยคนี้ประโยคเดียวก็อธิบายได้หมด

          ประตูตำหนักบรรทมเปิดออก รองเท้าสีเขียวปักลายมังกรงดงามคู่หนึ่งหยุดชะงักอยู่ตรงหน้าเสิ่นเมี่ยว มองสูงขึ้นไปอีกนิดจะเห็นชายฉลองพระองค์สีทองอร่าม

          “เห็นแก่ที่เจ้าติดตามข้ามานานปี ข้าจะให้เจ้าตายครบสามสิบสอง รีบขอบพระทัยแล้วรับราชโองการเสีย” โอรสสวรรค์เอ่ย

          เสิ่นเมี่ยวเงยหน้ามองบุรุษที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา เขาคือผู้ปกครองใต้หล้า เป็นโอรสสวรรค์โดยชอบธรรม เป็นบุรุษที่นางรักใคร่เทิดทูนมาหลายสิบปี เป็นสามีที่นางประคับประคองดูแลในยามลำบากยากเข็ญ ตอนนี้เขาเอ่ยกับนางว่า ‘ข้าจะให้เจ้าตายครบสามสิบสอง รีบขอบพระทัยแล้วรับราชโองการเสีย’

          “เพราะเหตุใด?” นางเอ่ยถามอย่างยากลำบาก

          “เพราะเหตุใด ทำไมต้องสั่งประหารตระกูลเสิ่นทั้งตระกูล?”

          ติ้งอ๋องฟู่ซิวอี๋เป็นโอรสองค์ที่เก้าของอดีตฮ่องเต้ แต่เดิมองค์รัชทายาทก็นับว่ามีความสามารถ เสียตรงที่สุขภาพมีปัญหา ร่างกายอ่อนแอ ถึงอย่างนั้นอดีตฮ่องเต้กลับไม่ยอมเปลี่ยนตัวรัชทายาท ยื้อไว้อยู่นาน ศึกชิงบัลลังก์ของเหล่าองค์ชายจึงเริ่มขึ้น นางรักใคร่องค์ชายเก้าที่โดดเด่นเปี่ยมความสามารถจนไม่สนใจคำห้ามปรามของคนในตระกูล ในที่สุดนางก็ต้องชดใช้ ที่น่าแค้นเสียยิ่งกว่าก็คือตัวนางยังลากเอาตระกูลเสิ่นเข้าไปพัวพันกับติ้งอ๋องอีกด้วย

          เพราะความรักนางจึงทุ่มเทกายใจสนับสนุนติ้งอ๋อง เริ่มจากเด็กสาวที่ไม่ประสากระทั่งขึ้นดำรงตำแหน่งพระชายาอ๋องที่ต้องเกี่ยวพันไปเสียทุกเรื่อง ต้องคอยเป็นหนังหน้าไฟ คอยออกกลอุบายช่วยเหลือทุกวิธี วันที่ฟู่ซิวอี๋ขึ้นครองราชย์นางเองก็ได้ตำแหน่งฮองเฮา เป็นมารดาของแผ่นดินที่แสนจะทรงอำนาจ

          ใช่แล้ว... นางเคยเป็นฮองเฮาที่ทรงอำนาจมากที่สุด ยามที่เหตุการณ์ช่วงชิงบัลลังก์เพิ่งจะสงบ รากฐานของราชสำนักหมิงฉียังไม่มั่นคง เผ่าซยงหนูป่าเถื่อนจึงลอบเข้าโจมตี แคว้นน้อยใหญ่ติดชายแดนต่างก็จ้องเล่นงานหมิงฉีกันตาเป็นมัน เพื่อหยิบยืมทหาร... เสิ่นเมี่ยวยินยอมไปเป็นตัวประกันในแคว้นฉิน ยามที่นางจากไป ฟู่ซิวอี๋ยังบอกว่า ‘ข้าจะเป็นคนไปรับเจ้ากลับมาด้วยตัวเอง’

          ห้าปีผ่านไป ในที่สุดนางก็ได้หวนคืนสู่แคว้นหมิงฉี ทว่าในวังหลวงกลับมีเหมยฮูหยินผู้งดงามหยดย้อยมากความสามารถเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง

          เหมยฮูหยินเป็นบุตรสาวขุนนางที่ฟู่ซิวอี๋ไปพบตอนบุกแดนตะวันออก เขาชื่นชอบที่นางเข้าอกเข้าใจเขาเป็นพิเศษจึงพากลับวังหลวงด้วย เหมยฮูหยินให้กำเนิดบุตรชายแก่ฟู่ซิวอี๋นามว่าฟู่เซิ่ง ฟู่เซิ่งเป็นที่รักใคร่โปรดปรานเสียยิ่งกว่าองค์รัชทายาทฟู่หมิง บุตรชายที่เกิดจากเสิ่นเมี่ยวเสียอีก

          ฟู่ซิวอี๋เคยประกาศต่อหน้าข้าราชบริพารในท้องพระโรงว่า ‘บุคลิกของฟู่หมิงอ่อนแอเกินไป ฟู่เซิ่งเหมาะจะเป็นลูกข้ามากกว่า’ คำพูดนั้นเห็นได้ชัดว่าปรารถนาจะเปลี่ยนตัวรัชทายาท

          เหมยฮูหยินทำให้เสิ่นเมี่ยวรู้สึกถึงอันตราย...

          ในวังหลวงเสิ่นเมี่ยวกับเหมยฮูหยินสู้รบปรบมือกันมานานปี ฝีไม้ลายมือของเหมยฮูหยินเหนือกว่านางทุกครั้ง ถึงขั้นยุแยงให้ฟู่ซิวอี๋ส่งองค์หญิงหว่านอี๋บุตรสาวแท้ๆ ไปสมรสยังแดนป่าเถื่อนซยงหนู ชาวซยงหนูมีนิสัยบ้าบิ่นชอบรบราฆ่าฟัน องค์หญิงหว่านอี๋เดินทางไปสมรสเชื่อมสัมพันธ์ ระหว่างทางป่วยหนักกระทั่งตายจากไป ศพถูกเผาที่นั่น เรื่องนี้ใครก็รู้ว่าต้องมีบางสิ่งซ่อนเร้นแอบแฝง ทว่ามารดาอย่างเสิ่นเมี่ยวกลับไม่สามารถทำอะไรได้

          ในที่สุดเรื่องราวทั้งหมดก็ดำเนินมาจนถึงวันนี้

          ราชโองการฉบับเดียวของฟู่ซิวอี๋ มีใจความว่าตระกูลเสิ่นก่อกบฏ รัชทายาทถูกปลดและมอบความตายให้เพื่อลบล้างความผิด ฮองเฮาอย่างนางก็ถูกปลดและต้องผูกคอตายด้วยผ้าขาวตามไปด้วย

          นางอยากจะถามเพียงประโยคเดียว...

          เพราะอะไร!

          “ฟู่ซิวอี๋ เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่! เจ้ากับข้าเป็นผัวเมียกันมายี่สิบกว่าปี ข้าไม่เคยบกพร่องหรือผิดต่อเจ้า ตอนเจ้าขึ้นครองราชย์ ตระกูลเสิ่นของข้าก็หนุนหลัง เจ้าออกศึก เผ่าซยงหนูบุก ข้าก็เขียนจดหมายเจรจาขอสงบศึกแทนเจ้า เจ้าคิดจะลากขุนนางใหญ่มาเป็นพวก ข้ายอมลงไปคุกเข่าขอร้องให้พวกเขาช่วย ยามที่ข้าเป็นเชลยต่างแคว้นต้องทนทุกข์แสนสาหัส เจ้าตอบแทนอะไรข้าบ้างไหม! เหมยฮูหยินอยากให้หว่านอี๋สมรสเชื่อมสัมพันธ์เจ้าก็ออกราชโองการตามใจนาง หว่านอี๋ยังไม่ทันสิบหกดีก็ต้องมาตาย เจ้ารักฟู่เซิ่งไม่สนใจฟู่หมิง คนในราชสำนักต่างก็รับรู้ ตอนนี้เจ้าประหารคนตระกูลข้าทั้งตระกูล ข้าขอถามเจ้าประโยคเดียว เพราะอะไร!”

          “เสิ่นเมี่ยว” ฟู่ซิวอี๋ขมวดคิ้ว สีหน้าเยือกเย็นประดุจรูปปั้น ไม่มีวี่แววว่าจะอ่อนไหวกับคำบริภาษด่าทอ “เมื่อครั้งที่อดีตฮ่องเต้ยังอยู่ทรงสอนวิธีรับมือตระกูลใหญ่ให้แก่ข้า ตระกูลเสิ่นมีอำนาจมากไม่อาจเก็บไว้ได้ เป็นข้าที่โน้มน้าวเสด็จพ่อให้รอก่อน ข้าปล่อยให้ตระกูลเสิ่นอยู่รอดมาได้อีกยี่สิบกว่าปี ถือว่าเป็นบุญคุณต่อตระกูลเสิ่นของพวกเจ้ามากแล้ว!”

          เป็นบุญคุณต่อตระกูลเสิ่นมากแล้ว...

          ร่างของเสิ่นเมี่ยวสั่นสะท้าน นางกล่าวช้าชัดทีละคำ “ที่ต้องให้ตระกูลเสิ่นอยู่รอด หาใช่เพราะเจ้าเมตตาและก็ไม่เกี่ยวกับบุญคุณอะไรทั้งนั้น แต่เพราะเจ้าต้องการยืมกำลังทหารของตระกูลเสิ่นมาช่วงชิงอำนาจต่างหากเล่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล ตอนนี้ราชสำนักมั่นคง คนอย่างเจ้าข้ามฝั่งเรียบร้อยแล้วจึงคิดจะรื้อทำลายสะพาน... ฟู่ซิวอี๋ เจ้ามันโฉดชั่ว!”

          “เสิ่นเมี่ยว!” ฟู่ซิวอี๋ถูกด่ากระทบความจริงเข้าก็รู้สึกเจ็บแค้น ประโยคต่อมาจึงเยียบเย็นกว่าเดิม “เจ้าจัดการตัวเองเสียเถอะ!” พูดจบก็สะบัดแขนเสื้อแล้วหมุนกายจากไป

          เสิ่นเมี่ยวหมดแรงทรุดลงกองกับพื้น กำหมัดแน่น นี่น่ะหรือบุรุษที่นางรักมาทั้งชีวิต! ช่วงชิงเขากับหญิงอื่นมาแสนนาน สุดท้ายก็พบว่าใจของชายผู้นี้ไม่เคยอยู่กับนางเลยสักขณะ คำพูดสมัครรักใคร่ที่ผ่านมาล้วนเป็นเพียงถ้อยคำเสแสร้งจอมปลอม

          น่าขันนัก!

          ใจของนางพลันนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ครั้งแล้วครั้งเล่าที่นางต้องทนทุกข์เพราะความมักมากของเขา คิดแล้วก็ทนไม่ไหวกระอักโลหิตออกมาเต็มปาก ชั่วขณะนั้นเสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ตรงเข้ามาในตำหนัก

          “อ้าว... พี่หญิงเป็นอะไรไปรึ ทำไมเละเทะไปหมดอย่างนี้” น้ำเสียงอ่อนหวานพลันดังขึ้น

          สตรีที่แต่งกายด้วยเสื้อคลุมตัวบางสีเหลืองอ่อน โครงหน้ารูปดอกบัว เอวโค้งดั่งกิ่งหลิว ท่าทางเหมือนเทพธิดาขยับเท้าเดินเข้ามาหา

          นางก็คือเหมยฮูหยินที่สู้รบปรบมือกับเสิ่นเมี่ยวมาตลอด

          ด้านหลังเหมยฮูหยินยังมีสตรีอีกสองนาง แต่งกายด้วยชุดชาววัง เสิ่นเมี่ยวเห็นแล้วถึงกับตะลึง “เสิ่นชิง เสิ่นเย่!” ทั้งสองเป็นบุตรสาวของท่านอารองและท่านอาสามของบ้านตระกูลเสิ่น เป็นญาติผู้พี่ที่อาศัยร่วมตระกูลกับนาง มีศักดิ์เป็นพี่สาวของนางทั้งคู่ แล้วญาติเหล่านี้มาอยู่ในวังหลวงได้อย่างไร

          “ฝ่าบาทเรียกพวกข้าสองพี่น้องเข้าวัง” เสิ่นเย่เม้มปากแล้วเอ่ย “น้องห้าไม่ต้องตกใจไป เดิมทีน้องห้าก็ชอบเป็นแม่สื่อแม่ชักให้พวกข้าอยู่แล้วนี่ ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว เพราะว่าฝ่าบาทดีกับพวกข้าไม่น้อย”

          “เจ้า...” เสิ่นเมี่ยวจิตใจเคว้งคว้างดังลอยอยู่กลางมหาสมุทร พริบตาเดียวนางก็เข้าใจเรื่องราวที่ไม่ชัดเจนหลายเรื่องก่อนหน้า น้ำเสียงสั่นสะท้านด้วยความตกใจ “เจ้า... พวกเจ้าซุ่มบงการเรื่องนี้มาช้านาน”

          การที่ฮ่องเต้เก็บซ่อนนางบำเรอหรือไข่ทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ก่อนหน้าก็ใช่ว่าจะไม่มีบันทึก แต่ว่าหญิงพวกนั้นเป็นสาวชาวบ้าน ไม่ใช่บุตรสาวจากครอบครัวขุนนาง!

          “กว่าน้องห้าจะเข้าใจได้” เสิ่นชิงเดินขึ้นหน้าก้าวหนึ่ง “เดิมทีฝ่าบาทตกลงกับบิดาของข้า--ท่านอารองของเจ้าว่ามีพระประสงค์ให้บิดาข้าช่วยโน้มน้าวให้เจ้าแต่งกับพระองค์ หากทำสำเร็จ จะต้องมีสักวันที่พวกข้าสองพี่น้องจะได้มีที่พึ่งบ้าง”

          ตอนที่เสิ่นเมี่ยวแต่งกับฟู่ซิวอี๋ ท่านอารองกับท่านอาสามนับว่าลงแรงไปไม่น้อย ตอนนี้มาย้อนคิดก็ยิ่งช้ำใจนัก... ต่อให้นางผูกสมัครรักใคร่อยู่กับฟู่ซิวอี๋จริง แต่บิดามารดาต่างไม่เห็นด้วย มีเพียงญาติเหล่านี้ที่คอยชักจูงโน้มน้าวจนสำเร็จ ที่แท้พวกมันได้ตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันไว้แต่แรกแล้ว

          เสิ่นชิงพูดต่อ “ฝ่าบาททรงฉลาดปราดเปรื่อง พวกข้าสองพี่น้องเทิดทูนพระองค์มานาน แต่ในตระกูลเรากลับมีเพียงท่านลุงใหญ่ที่กุมอำนาจอยู่ในมือ พวกเราก็เลยต้องยอมทนให้น้องห้าขึ้นเป็นฮองเฮาก่อน น้องห้า... เจ้าเองก็เสพสุขกับยศถาบรรดาศักดิ์มาตั้งหลายปี ถึงเวลาแบ่งปันความโชคดีให้พี่น้องอย่างพวกเราบ้างแล้ว”

          “เสิ่นชิง!” เสิ่นเมี่ยวพลันขยับกายลุกขึ้น น้ำเสียงแหลมสูง “ฝ่าบาทสั่งประหารตระกูลเสิ่นยกตระกูล แค่เรียกพวกเจ้าทั้งสองเข้าวังมิได้หมายความว่าทุกอย่างจะจบ ครอบครัวของพวกเจ้าจะปลอดภัยได้อย่างไร?”

          “เดิมทีคิดว่าน้องห้าอยู่ในวังหลวงเป็นฮองเฮามานานปีจะฉลาดกับเขาบ้าง คิดไม่ถึงว่ายังโง่เขลาดักดาน” เสิ่นเย่พลันขยับปากยิ้มแสยะ “มีหลักฐานว่าท่านลุงใหญ่ก่อกบฏ แต่เพราะบิดาของพวกข้านั้นเถรตรง ไม่เห็นแก่พี่น้องจึงหอบหลักฐานมาเปิดเผย น้องห้า ฝ่าบาทยังพระราชทานตำแหน่งใหญ่ให้บิดาของข้าอีกด้วยนะ”

          เสิ่นเมี่ยวจ้องสองพี่สาวร่วมตระกูลด้วยสายตาตกตะลึง “พวกเจ้าบ้าไปแล้ว เมื่อรังถูกทำลาย คิดหรือว่าไข่นกอย่างพวกเจ้าจะรอดได้? ฟู่ซิวอี๋คิดเล่นงานตระกูลเสิ่น พวกเจ้ากลับทำลายตระกูลตัวเองแล้วถือหางฝ่ายเขา...”

          “ตระกูลตัวเองรึ? น่าขำ! น้องห้า พวกข้าไม่เคยยอมรับมาก่อนว่าครอบครัวสายหลักของพวกเจ้าเป็นตระกูลของตัวเอง” เสิ่นชิงหัวเราะเยือกเย็น “อีกอย่างสิ่งที่เจ้าเสพสุขมันมากมายเกินไป ตอนนี้รัชทายาทสิ้นพระชนม์ องค์หญิงก็สิ้นชีพ ตระกูลเสิ่นมอดม้วย เจ้าก็ยอมไปปรโลกเสียโดยเร็วเถอะ ไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันในนั้นน่าจะดีกว่า”

          เหมยฮูหยินก้าวเท้าขึ้นมาด้านหน้า แย้มยิ้มให้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “พี่หญิง ยามนี้รากฐานของราชสำนักมั่นคงแข็งแกร่ง ท่านก็ควรจะถอยได้แล้ว”

          สู้รบกันมานับสิบปี เสิ่นเมี่ยวกลับพ่ายแพ้ราบคาบ

          แพ้อย่างแสนสาหัส!

          แพ้จนลูกหลานต้องตายนับไม่ถ้วน!

          แพ้จนกลายเป็นเรื่องตลกของผู้คนในใต้หล้า!!

          “เฉินกงกง ลงมือเถอะ” เหมยฮูหยินหันไปส่งสายตาให้ขันทีแล้วออกคำสั่ง

          ขันทีร่างท้วมพลันขยับเท้าเข้ามาหา มือหนึ่งจับลำคอเสิ่นเมี่ยวแน่น อีกมือนำผ้าขาวในถาดออกมาพันรอบลำคอของนาง

          ผ้าขาวรัดแน่นกับผิวเนื้อ เสิ่นเมี่ยวดิ้นทุรนทุรายมือพยายามดึงทึ้งผ้าที่รัดคอตนเองออกแต่ไร้ประโยชน์

          กร็อบ!

          เสียงกระดูกหักดังกังวานก้อง

          สตรีที่ดิ้นรนอยู่บนพื้นเบิกตาโพลง ในใจพลันสาปแช่งด้วยความเคียดแค้นชิงชัง

          บุตรชาย บุตรสาว บิดามารดาของนาง! พี่น้องบ่าวรับใช้ คนในตระกูลเสิ่นทั้งหมดล้วนพินาศย่อยยับ! หนี้เลือดนี้ ฟู่ซิวอี๋ เหมยฮูหยิน เสิ่นชิง เสิ่นเย่! คนที่เคยทำร้ายพวกเขาทั้งหมด คนที่ทำร้ายญาติของนางทั้งหมด ต้องชดใช้!

          เกลียดจนไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า ต่อให้ต้องลงนรกก็ต้องลากพวกมันลงไปด้วย!

 

บทที่ 1.2 ชีวิตดังฝัน

          โถงหน้าของเรือนหลังใหญ่สว่างโล่ง

          แผ่นหินปูพื้นแต่ละแผ่นทั้งใหญ่และแข็งแกร่ง เสาสีแดงเลือดนกเรียงรายเป็นแนวยาว มีรั้วเหล็กดัดเป็นลวดลายกอดอกไม้เกี่ยวกระหวัด ฝนเพิ่งตกหนักไปเมื่อคืน เม็ดฝนไหลพรูผ่านใบต้นกล้วยกลิ้งลงสู่แอ่งน้ำ

          ภายในห้องนอนห้องหนึ่ง บนโต๊ะมีกระถางธูปหอมสีทองอมม่วงที่รูปร่างคล้ายสัตว์ตัวเล็กวางอยู่ ปากของมันกำลังพ่นควัน ‘สุ่ยมู่’ ฟุ้งขจรไปทั่ว ต้นฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้หากได้ดมกลิ่นของมันเข้าไปจะทำให้จิตใจปลอดโปร่ง

          เตียงที่อยู่ด้านในทั้งสี่มุมแขวนถุงหอมห้อยระย้าสีสันสดใส ข้างเตียงมีสองสาวใช้กำลังปรนนิบัติพัดวีให้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงอย่างระมัดระวัง

          “อากาศหนาวเย็นซ้ำร้ายยังไปจมน้ำ หากคราวนี้ไข้ขึ้นคงแย่แน่ คุณหนูนอนหลับมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว ท่านหมอบอกว่าอีกประเดี๋ยวก็ฟื้นแต่ทำไมถึงยังไม่ฟื้นอีก?” สาวใช้ชุดเขียวมีสีหน้าที่ยากจะปกปิดความกังวล

          “กู่อี่... ผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้วทำไมท่านหมอถึงยังไม่มา?” สาวใช้ชุดม่วงอีกนางเอ่ยถามอย่างร้อนใจ

          “ฮูหยินรองให้คนมาคุมพวกเราอย่างเข้มงวด ไม่ยอมให้คลาดสายตา บอกว่านี่เป็นเรื่องน่าอับอายของจวนต้องปกปิดให้มิดชิด” กู่อี่มองไปยังร่างสาวน้อยบนเตียงแวบหนึ่ง “ฮูหยินใหญ่กับนายท่านไม่อยู่เมืองหลวง คุณชายใหญ่ก็ไม่อยู่ ฮูหยินผู้เฒ่าเองแต่เดิมก็มีใจเอนเอียงไปทางเรือนตะวันออกอยู่แล้ว ไป๋ลู่กับซวงเจี้ยงไปเชิญหมอตอนนี้ยังไม่กลับ หรือว่าจะถูกคนขวางทางไว้ พวกเขาต้องการบีบให้คุณหนูอับจนหนทางชัดๆ! ไม่ได้ ข้าต้องออกไปดูเสียหน่อย”

          เพิ่งจะเอ่ยจบ พลันได้ยินเสียงแผ่วเบาจากคนที่นอนอยู่บนเตียง

          “คุณหนูฟื้นแล้ว!” สาวใช้ชุดม่วงพลันตะโกนอย่างยินดี เห็นเด็กสาวบนเตียงกำลังนวดหน้าผากแล้วค่อยขยับกายลุกนั่ง

          “จิงเจ๋อ...” เสิ่นเมี่ยวส่งเสียงพึมพำ... นี่มันเสียงของจิงเจ๋อนี่

          “บ่าวเองเจ้าค่ะ” สาวใช้ชุดม่วงยิ้มแล้วจับมือเสิ่นเมี่ยวแน่น “คุณหนูรู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่? นอนไปหนึ่งวันกับหนึ่งคืนเต็ม บ่าวเห็นไข้ลดลงแล้วแต่คุณหนูไม่ยอมฟื้น กำลังให้คนไปตามหมอมาตรวจอาการอีกรอบ”

          “คุณหนู ดื่มน้ำชาสักหน่อยไหมเจ้าคะ?” กู่อี่ส่งชาให้ถ้วยหนึ่ง

          เสิ่นเมี่ยวรู้สึกแปลกใจ เบิกตากว้างจ้องมองคนสองคนเบื้องหน้า

          นางมีสาวใช้อันดับหนึ่งที่ติดตามทั้งหมดสี่คน จิงเจ๋อ กู่อี่ ไป๋ลู่ และซวงเจี้ยง ทุกคนเป็นสาวใช้ที่ฉลาดเฉลียว อ่อนโยนและเอาใจใส่นางเป็นอย่างดี น่าเสียดายที่สุดท้ายนางไม่สามารถรักษาชีวิตทั้งสี่เอาไว้ได้

          สำหรับกู่อี่ ตอนที่นางเป็นตัวประกันอยู่ที่แคว้นฉิน เพื่อปกป้องนางไม่ให้รัชทายาทแคว้นฉินล่วงเกิน กู่อี่จึงเข้าขวางจนต้องตายในเงื้อมมือของรัชทายาท

          ไป๋ลู่กับซวงเจี้ยง... คนหนึ่งตายตอนร่วมขบวนส่งองค์หญิงหว่านอี๋ไปสมรสยังต่างแคว้น ส่วนอีกคนตายในฝ่ายในระหว่างศึกชิงความโปรดปรานของนางกับเหมยฮูหยิน

          ส่วนจิงเจ๋อ... จิงเจ๋อเป็นสาวใช้ที่มีใบหน้างดงามที่สุด เดิมทีเพื่อช่วยให้ฟู่ซิวอี๋ครองราชย์ นางจำต้องดึงขุนนางใหญ่ให้สวามิภักดิ์ จิงเจ๋อยอมอุทิศตนเป็นหมากในกระดาน อาสาไปเป็นอนุภรรยาของขุนนางบ้านหนึ่ง ในที่สุดก็ถูกภรรยาหลวงของขุนนางผู้นั้นตีจนตาย

          ยามนี้จิงเจ๋อยืนอยู่ต่อหน้านางอย่างมีความสุข กู่อี่ยิ้มกว้างส่งให้นาง สองสาวใช้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ อยู่ในวัยสาวสะพรั่งอายุราวสิบสี่สิบห้า สิ่งที่เห็นทำให้เสิ่นเมี่ยวรู้สึกตกตะลึง

          นานครู่ใหญ่นางก็ยิ้มอย่างขมขื่น ปิดเปลือกตาลง “พอคนเราใกล้ตาย ภาพเหตุการณ์ในอดีตจะดูเหมือนจริงขนาดนี้เชียวรึ”

          “คุณหนูพูดอะไรเจ้าคะ?” กู่อี่วางถ้วยน้ำชาไว้ด้านข้าง ยื่นมือไปแตะหน้าผากเสิ่นเมี่ยว “หรือว่าอาการยังไม่ดีขึ้น?”

          มือที่ลูบหน้าผากนางเย็นดุจน้ำแข็ง นี่เป็นความจริงไม่ใช่ฝัน! เสิ่นเมี่ยวเบิกตาโพลง ก้มหน้าลงช้าๆ มองมือของตนบ้าง

          เป็นมือที่ขาวเนียนละเอียดคู่หนึ่ง เล็บถูกตัดแต่งอย่างงดงาม ปลายเล็บโค้งมนอวบอิ่มดูน่ารัก มองก็รู้ว่าเป็นมือของสตรีที่ได้รับการทะนุถนอมเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี

          นี่ไม่ใช่มือของนาง!

          มือของนางไม่ควรงดงามเช่นนี้ ขณะที่ช่วยฟู่ซิวอี๋จัดการเรื่องราวต่างๆ ในราชสำนัก ยามที่ต้องขบคิดปัญหา ฝ่ามือทั้งสองมักจะถูกันไปมาจนหยาบกระด้าง ยามที่นางกลายเป็นทาสรับใช้ในแคว้นฉินถูกเรียกใช้งานสารพัด ยามอยู่ฝ่ายในต้องคอยต่อสู้เพื่อฟู่หมิงกับหว่านอี๋ อยู่ในตำหนักเย็นต้องซักผ้า มือของนางเต็มไปด้วยแผลพุพอง ผิวหนังหยาบกระด้าง จะอวบอิ่มขาวสะอาดเหมือนยามนี้เสียที่ไหน

          “หยิบคันฉ่องมาให้ข้า” เสิ่นเมี่ยวสั่ง น้ำเสียงยังคงแผ่วเบาทว่าหนักแน่น

          กู่อี่กับจิงเจ๋อจ้องหน้ากันไปมา สุดท้ายก็เป็นจิงเจ๋อที่ไปหยิบคันฉ่องมาส่งให้เสิ่นเมี่ยว

          คันฉ่องส่องสะท้อนภาพใบหน้ากลมเกลี้ยงของเด็กสาวคนหนึ่ง เผยให้เห็นหน้าผากที่อิ่มสมบูรณ์ ดวงตากลมโต แก้มทั้งสองข้างออกแดงเล็กน้อย ปลายจมูกมนชุ่มชื้น ริมฝีปากเล็กบาง

          คันฉ่องในมือของเสิ่นเมี่ยวพลันร่วงลงพื้น แตกกระจายส่งเสียงดังกังวาน เสียงนั้นกระแทกเข้าไปในใจนาง สร้างริ้วคลื่นแห่งความไม่แน่ใจกระจายตัวเป็นวงกว้าง

          นางหยิกตัวเองเต็มแรง น้ำตาร้อนผ่าวไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง

          สวรรค์ยังเมตตา สวรรค์ยังเมตตา

          ข้ากลับมาแล้ว!

          กู่อี่กับจิงเจ๋อตกตะลึงไปหมด กู่อี่รีบร้อนเก็บเศษคันฉ่องบนพื้น “คุณหนู ระวังนะเจ้าคะอย่าให้เศษแก้วบาดเท้าได้”

          “คุณหนูร้องไห้ทำไม?” จิงเจ๋อหยิบผ้าเช็ดหน้าส่งให้เสิ่นเมี่ยว อารมณ์ที่สะท้อนอยู่บนใบหน้าผู้เป็นนายดูประหลาดนัก เหมือนร้องไห้ก็ไม่ใช่จะว่าแย้มยิ้มก็ไม่เชิง ปากเอาแต่พึมพำว่า ‘ข้ากลับมาแล้ว’

          เสิ่นเมี่ยวคว้าข้อมือจิงเจ๋อแน่น “ปีนี้เป็นปีที่เท่าไร?”

          จิงเจ๋อตอบรวดเร็ว “ศักราชหมิงฉีปีที่หกสิบแปดเจ้าค่ะ คุณหนูรู้สึกไม่สบายอยู่หรือไม่?”

          “หมิงฉีปีที่หกสิบแปด หมิงฉีปีที่หกสิบแปด...” เสิ่นเมี่ยวเบิกตาโพลง หมิงฉีปีที่หกสิบแปด นางอายุครบสิบสี่ปีพอดี เป็นปีที่นางได้พบกับฟู่ซิวอี๋ แอบรักและหลงใหลในตัวเขา ถึงขั้นบีบคั้นให้บิดาของตนยอมอนุญาตให้นางแต่งกับเขา

          อ้อ... เป็นปีนี้เองรึ!

          ในหูของนางได้ยินเสียงกู่อี่ดังขึ้น “คุณหนูอย่าทำให้บ่าวตกใจสิเจ้าคะ อาการไข้เพิ่งจะลดลง คงยังไม่ได้สติกลับคืนมา... เฮ้อ คุณหนูใหญ่ก็ช่างกลั่นแกล้งรุนแรงเหลือเกิน...”

          ชาติก่อนเวลาส่วนใหญ่ของเสิ่นเมี่ยวมักจะหมดไปกับฟู่ซิวอี๋ คอยทำงานให้เขา สิ่งที่เกี่ยวข้องกับฟู่ซิวอี๋ทุกเรื่องนางจดจำได้แม่นยำ และเรื่องนี้ก็เช่นกัน

          พี่หญิงใหญ่เสิ่นชิงบอกกับนางว่าฟู่ซิวอี๋จะมาเยี่ยมคารวะที่จวนตระกูลเสิ่น จึงลากเสิ่นเมี่ยวให้ไปแอบดู พอมาถึงสวนดอกไม้กลับผลักเสิ่นเมี่ยวลงมาจากภูเขาจำลอง

          นางเปียกโชกไปทั้งตัวขณะถูกช่วยขึ้นมาจากสระ คนที่อยู่ในเหตุการณ์รวมถึงเหล่าขุนนางต่างเห็นว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องน่าขันของจวนตระกูลเสิ่น เรื่องที่นางหลงใหลในตัวติ้งอ๋องแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงตั้งแต่ครึ่งปีก่อนหน้า การตกน้ำในคราวนี้เป็นเพียงเรื่องตลกเสริมความไร้ยางอายของนางอีกเรื่องเท่านั้น

          ชาติก่อนหลังจากนางฟื้นขึ้นมาก็เอะอะโวยวาย ชี้ความผิดว่าเสิ่นชิงผลักนางตกลงไปในสระ ทว่ากลับไม่มีใครเชื่อนางสักคน ซ้ำยังถูกฮูหยินผู้เฒ่าลงโทษให้คุกเข่าในห้องบรรพชน ทำให้หลังจากช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง นางไม่ได้ออกจากตระกูลเลยสักก้าว เสิ่นเย่แอบปล่อยนางออกมาลับๆ แล้วพานางไปเที่ยวงานเทศกาลจงชิวในวังหลวงเพื่อไปสร้าง ‘เรื่องฉาวโฉ่น่าขัน’ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง

          เสิ่นเมี่ยวปิดเปลือกตาแน่น

          ตระกูลเสิ่นนับเป็นตระกูลใหญ่ ภายในแบ่งเป็นสามครอบครัวย่อย ครอบครัวสายหลักที่เป็นรากฐานให้แก่วงศ์ตระกูล ทั้งยังสร้างชื่อเสียงและหาเงินหาทองเข้าบ้านก็คือครอบครัวของนาง

          ‘เสิ่นซิ่น’ บิดาของเสิ่นเมี่ยวเป็นบุตรชายอดีตแม่ทัพกับฮูหยินใหญ่ผู้น่าเกรงขาม ฮูหยินใหญ่ป่วยตายตั้งแต่อายุไม่มาก อดีตแม่ทัพจึงแต่งงานรอบสอง อนุภรรยาผู้มาใหม่ให้กำเนิดบุตรชายคนที่สองคือเสิ่นกุ้ยและบุตรชายคนที่สามคือเสิ่นว่าน หลังจากอดีตแม่ทัพสิ้นใจ อนุภรรยาจึงกลายมาเป็นฮูหยินผู้เฒ่าคนปัจจุบัน ตระกูลเสิ่นเป็นครอบครัวกงสี ไม่ได้แยกครอบครัวกันหาเลี้ยงปากท้อง พี่น้องทั้งสามคนถึงจะต่างมารดาแต่ก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ผู้คนภายนอกกล่าวขานกันว่าสามพี่น้องรักใคร่กลมเกลียว กลายเป็นคำชื่นชมของคนไปทั่วหล้า

          ตระกูลเสิ่นรับราชการทหารทุกรุ่นจนมาถึงรุ่นของเสิ่นซิ่น บิดาของเสิ่นเมี่ยวเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้บรรพบุรุษ ผิดกับครอบครัวของท่านอารองและครอบครัวของท่านอาสามที่เลือกเดินเส้นทางขุนนางฝ่ายบุ๋น

          เสิ่นซิ่นกรำศึกอยู่นอกด่านมานานปี ฮูหยินใหญ่ตระกูลเสิ่นคนปัจจุบัน--หลัวเสวี่ยเยี่ยน มารดาของเสิ่นเมี่ยวก็เป็นบุตรสาวตระกูลแม่ทัพเช่นกัน สองสามีภรรยาจับมือกันออกไปรบทัพจับศึกเพื่อปกป้องแว่นแคว้น เสิ่นเมี่ยวจึงถูกทอดทิ้งให้อยู่ในจวนตระกูลเสิ่นเพียงลำพังเรื่อยมา มีเพียงฮูหยินผู้เฒ่ากับอาสะใภ้ทั้งสองคอยอบรมสั่งสอน

          สั่งสอนไปสั่งสอนมา ในที่สุดนางก็กลายเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย ไม่มีความรู้ ไร้การศึกษา ไร้ความสามารถ พอเห็นบุรุษก็กลายเป็นตัวตลกไร้ยางอายที่มักวิ่งเข้าไปเสนอหน้าอยู่บ่อยๆ

          ชาติก่อนนางรู้สึกว่าอาสะใภ้ทั้งสองดีต่อนางเหลือเกิน ญาติผู้พี่... เสิ่นเย่กับเสิ่นชิงจำต้องเรียนรู้กฎระเบียบ ท่องจารีต นางกลับไม่ต้องเรียน ตอนนี้นางรู้ซึ้งแล้ว ที่แท้ก็เป็นเพียงกลอุบายเพาะเลี้ยง ‘นังโง่’ อย่างจงใจก็เท่านั้น ทุกคนในเรือนอาศัยจังหวะตอนที่บิดามารดาและพี่ชายของนางไม่อยู่ ต่อหน้าทำอย่างลับหลังทำอีกอย่าง ทำให้ทุกครั้งที่เสิ่นซิ่นกับเสิ่นฮูหยินกลับมาเยี่ยมบ้านจะต้องรู้สึกว่าบุตรสาวอย่างนางย่ำแย่ใช้ไม่ได้อยู่ร่ำไป

          ชาตินี้นางจะลองดูสักตั้ง อยากเห็นว่าคนพวกนี้จะหน้าด้านหน้าทนทำเรื่องราวแบบเดิมเล่นงานนางอีกหรือไม่!

          กำลังคิดอยู่พลันได้ยินเสียงสาวใช้ที่กวาดพื้นด้านนอกวิ่งเข้ามา “คุณหนู คุณหนูรองมาหาเจ้าค่ะ”

          ได้ยินดังนั้นสีหน้าจิงเจ๋อก็เปลี่ยนเป็นกังวล “ทำไมต้องมาตอนนี้นะ คุณหนูห้ายังไม่หายดี ไม่กลัวว่าจะติดหวัดบ้างหรือไร”

          กู่อี่สะกิดมือจิงเจ๋อ สีหน้าของนางดูกังวลเช่นเดียวกัน

          ส่วนเสิ่นเมี่ยวที่เห็นท่าทางของสาวใช้ในใจกลับผ่อนคลายลง

          สาวใช้ข้างกายนางทั้งสี่ล้วนเป็นคนที่ได้รับการคัดเลือกมาอย่างดีจากเสิ่นซิ่นและเสิ่นฮูหยิน พวกนางปราดเปรื่องและภักดี สถานการณ์ภายในตระกูลเสิ่นเป็นอย่างไร ครอบครัวสายรองกับครอบครัวสายสามแอบมีใจคิดอะไร เสิ่นเมี่ยวที่แต่เดิมอายุยังน้อยมองไม่ค่อยออก ทว่าเหล่าสาวใช้ที่ร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันมานานกลับมองเห็นข้อพิรุธ

          ยังไม่ทันจะพูดจา พลันเห็นสาวน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก หญิงผู้นี้อายุสิบห้าย่างสิบหก สวมกระโปรงลายดอกเบญจมาศสีชมพูเรียบๆ ดูเข้ากับผิวขาวนวล เส้นผมม้วนเป็นกะบังยกสูง คิ้วตาคมชัดงดงาม เรือนกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายของบัณฑิต พอเห็นว่าเสิ่นเมี่ยวฟื้นแล้วก็รีบสาวเท้าเดินมาที่เตียง เอ่ยถามอย่างเป็นกังวล

          “น้องห้ารู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยัง? พอรู้ว่าเจ้าตกน้ำข้าก็เป็นห่วงไม่น้อย คนในเรือนอี้เจียวบอกว่าเจ้าต้องพักผ่อน ข้าไม่กล้ามารบกวน พอได้ยินว่าเจ้าฟื้นแล้วจึงกล้ามาเยี่ยมบ้าง”

          เสิ่นเมี่ยวจ้องมองสตรีตรงหน้า นางคือเสิ่นเย่... ญาติผู้พี่จากครอบครัวสายสาม

          ตระกูลเสิ่นมีหลานสาวคนสำคัญทั้งหมดสามคน เสิ่นชิงนั้นร่าเริงสดใส เสิ่นเย่มากความสามารถ

          มีเพียงเสิ่นเมี่ยวที่ร่ำลือกันว่าเป็นเด็กเก็บกด ไร้ความสามารถซ้ำยังหัวทึบ คนภายนอกบางคนยกยอนางว่า ‘เงียบสงบเรียบร้อย’ อันที่จริงก็เป็นเพียงคำสอพลอ ทุกคนรู้กันดีว่านางไร้ความสามารถ เป็นบุตรสาวที่แย่ที่สุดของตระกูลเสิ่น ไม่อาจนำมาเชิดหน้าชูตาได้

          ชาติที่แล้วก่อนเสิ่นเมี่ยวจะออกเรือนนางสนิทสนมกับเสิ่นเย่ อีกฝ่ายมีนิสัยอ่อนโยนเข้าอกเข้าใจ หลายครั้งมักช่วยเสิ่นเมี่ยวออกความเห็น

          คราวนี้เสิ่นเย่ทำทีเข้ามาเยี่ยมนาง คงจะมาแสร้งทำเป็นแก้ต่างแทนเสิ่นชิง

          เป็นเช่นนั้นจริง เสิ่นเย่ขยับปากได้ก็เอ่ยว่า “น้องห้า วันนั้นพี่หญิงใหญ่คงแค่พลั้งเผลอไป เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว หวังว่าน้องห้าจะยอมอภัยให้นางสักครั้ง ได้ยินว่าน้องห้าเป็นไข้ พี่หญิงใหญ่ก็โทษตัวเองไม่หยุด นางคงไม่ได้ตั้งใจจะทำให้น้องห้าต้องขายหน้าต่อหน้าติ้งอ๋องหรอก”

          คำพูดนี้ไม่พูดจะดีกว่า แต่เสิ่นเย่กลับเอ่ยคำว่า ‘ติ้งอ๋อง’ ต่อหน้าเสิ่นเมี่ยว ใครๆ ก็รู้ว่าติ้งอ๋องเป็นยอดดวงใจของเสิ่นเมี่ยว หากไม่พูดถึงติ้งอ๋อง ไม่แน่ว่าเสิ่นเมี่ยวอาจจะปล่อยเรื่องที่นางถูกผลักตกน้ำให้เลยตามเลยไม่เอาความ การที่อีกฝ่ายจงใจพูดถึงเขา หากไม่ใช่หวังจะให้นางทะเลาะกับเสิ่นชิงแล้วจะหมายถึงอะไร

          ชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้ หลังจากนางฟื้นขึ้นมาได้ไม่นาน เสิ่นเย่ก็รีบร้อนเข้ามาขอร้องแทนเสิ่นชิง คำพูด ‘ขอร้อง’ อย่างเฉลียวฉลาดนี้ทำให้เสิ่นเมี่ยวโกรธจัด คนที่ยามปกตินิสัยไม่ได้เรื่อง แต่เพื่อคนที่ตนรักกลับกล้าพูดออกมาต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าว่า ‘เสิ่นชิงผลักนางตกน้ำ’

          เสิ่นชิงไม่ยอมรับท่าเดียว ผู้คนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็ร่วมเป็นพยาน พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เห็นเสิ่นชิงผลักเสิ่นเมี่ยว ฮูหยินผู้เฒ่าเดิมทีก็โน้มเอียงไปทางครอบครัวสายรองที่เป็นสายเลือดของตนอยู่แล้ว แน่นอนว่าต้องจัดการสั่งสอนเสิ่นเมี่ยวยกใหญ่ ‘อายุน้อยไม่รู้จักรักดี ยังจะโยนความผิดให้พี่หญิงใหญ่’ แล้วก็ลงโทษกักบริเวณนาง

          ต่อมาเรื่องนี้แพร่ไปยังสำนักก่วงเหวินถังที่นางเรียนหนังสืออยู่ เสิ่นเมี่ยวกลายเป็นตัวตลกของเพื่อนร่วมชั้น นางทั้งโกรธทั้งอายจนไม่ยอมไปเรียนที่ก่วงเหวินถังอีก จากนั้น...ในบรรดาแวดวงบุตรสาวคนสำคัญของขุนนางสูงศักดิ์ นางก็ค่อยดึงตัวเองออกอย่างเงียบๆ

          ตอนนี้พอย้อนคิดดู สายตาของนางเหมือนถูกจำกัด นางมองเห็นและรับรู้เพียงความหลอกลวงปลิ้นปล้อนที่คนในจวนแม่ทัพเสกสรรปั้นแต่ง นางคิดว่าตัวเองเรียบร้อยสงบเสงี่ยม แต่หารู้ไม่ว่าคนภายนอกเห็นนางเป็นคนอ่อนแอไร้ความสามารถ นางคิดว่าความรักที่นางมีต่อติ้งอ๋องเป็นความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว แต่ไม่รู้เลยว่าคนภายนอกคิดว่าตนเป็นนังแพศยาไร้ยางอาย

          ผลลัพธ์ของการสั่งสอนอบรมนางอย่างหวังดีประสงค์ร้าย ทำให้นางมีชื่อเสียงหม่นหมองป่นปี้ ถึงต่อมานางจะได้แต่งกับฟู่ซิวอี๋ แต่ก็ยังถูกมองว่าเป็นสตรีที่ไม่อาจออกหน้าออกตาได้ ถึงขั้นคนในใต้หล้านำนางกับเหมยฮูหยินมาเปรียบเทียบกัน แล้วบอกว่านางเป็นหญิงโง่ที่ไม่อาจเผยอหน้ามาเทียบชั้น

          อดีตช่างขมขื่นนัก!

          เสิ่นเย่แตะบ่าเสิ่นเมี่ยวอย่างลังเล มุมปากเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย

          นางรู้ดีว่าด้วยนิสัยของเสิ่นเมี่ยว เพียงพูดถึงฟู่ซิวอี๋ก็จะต้องโกรธจนไม่อาจระงับ ทว่ารออยู่นานกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ เสิ่นเย่มองเสิ่นเมี่ยวอีกรอบอย่างสงสัย เห็นเพียงอีกฝ่ายนั่งอมยิ้มแล้วมองตอบกลับมา

          ดวงตาของเสิ่นเมี่ยวช่างน่ามอง เป็นดวงตากลมโตไร้เดียงสา สะอาดใสเหมือนแววตาลูกสุนัขแรกคลอด น่าเสียดายที่เจ้าของเป็นคนโง่ทื่อ ความงดงามนี้จึงถูกบั่นทอนลงจนดูไร้ค่า

          ตอนนี้ดวงตาคู่นั้นยังคงกลมโตดังเดิม ทว่าแววตากลับเผยให้เห็นความเยือกเย็นบางอย่างจนหัวใจเสิ่นเย่ถึงกับหนาวสะท้าน

          ทำไมนางถึงรู้สึกเช่นนี้?

          นางย่อมไม่รู้ว่าเสิ่นเมี่ยวที่อยู่ตรงหน้ายามนี้ไม่ใช่เสิ่นเมี่ยวคนเก่าอีกแล้ว เสิ่นเมี่ยวที่อยู่ตรงหน้าเป็นเสิ่นเมี่ยวที่ผ่านเหตุการณ์ช่วงชิงอำนาจ ผ่านศึกสงครามอันวุ่นวาย ผ่านการแย่งชิงความรัก เสียลูก เสียญาติ สิ้นตระกูลมาแล้ว

          นางเคยดำรงตำแหน่งฮองเฮาแคว้นหมิงฉี มีอำนาจควบคุมฝ่ายใน บารมีสูงส่งแผ่ไพศาลเหนือตำหนักในทั้งหก

          เสิ่นเย่นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ไม่นานสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าก็ยกมือขึ้นนวดหน้าผาก เอ่ยเสียงแผ่วเบา “พี่หญิงรองคิดมากเกินไปแล้ว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพี่หญิงใหญ่เลย เป็นข้าที่ตกลงไปในน้ำเอง”

          “น้องห้า...” เสิ่นเย่คาดไม่ถึงว่าเสิ่นเมี่ยวจะพูดเช่นนี้ นางนิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้า “น้องห้า อย่าได้อมความทุกข์ไว้ในอกคนเดียวสิ...”

          “ข้าอมทุกข์เสียที่ไหน” เสิ่นเมี่ยวยิ้มละไม พูดตัดบท “ก็แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ข้ายังมึนศีรษะ อยากจะพักผ่อนอีกสักหน่อย หากมีเรื่องอะไร วันพรุ่งนี้ค่อยคุยต่อหน้าท่านย่าก็แล้วกัน”

          ได้ยินคำพูดอีกฝ่าย เสิ่นเย่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ นางกล่าวอีกสองสามประโยคแล้วก็เอ่ยลา

          รอกระทั่งเสิ่นเย่กลับไปแล้ว กู่อี่ก็กล่าวว่า “เชอะ... คุณหนูห้าของพวกเราถูกผลักตกน้ำเกือบเอาชีวิตไม่รอด กลับมาทำเป็นขอร้องแทนคุณหนูใหญ่ แต่ให้ฟังอย่างไรก็ไม่มีความจริงใจสักนิด”

          “เมื่อนกน้ำและหอยกาบคอยแต่จะระแวงกันและกัน... ประโยชน์ก็จะตกแก่ชาวประมง นางคงอยากจะเป็นอย่างชาวประมงกระมัง” เสิ่นเมี่ยวเอ่ย

          กู่อี่ไม่ค่อยเข้าใจ มองหน้าคุณหนูของพวกนางก็พบเพียงใบหน้างดงามที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง

          เสิ่นเมี่ยวมองปลายเล็บตนเอง

          เหตุใดเสิ่นชิงถึงผลักนางตกน้ำน่ะรึ เพราะว่าตอนนั้นนางพูดออกไปว่า ‘ปลายปีรอให้ท่านพ่อได้ชัยชนะกลับมา ข้าจะขอให้ท่านพ่อออกหน้า ช่วยข้าให้ได้แต่งเข้าจวนติ้งอ๋อง’

          เหตุใดเสิ่นเย่จึงต้องยุแยงนางให้ผิดใจกับเสิ่นชิง

          ก็ต้องเป็นเพราะว่า เสิ่นเย่เองก็ชื่นชอบติ้งอ๋องน่ะสิ

          ชาติก่อน... ก่อนที่นางจะตาย เสิ่นเย่กับเสิ่นชิงสารภาพกับนางว่าทั้งสองแอบหลงใหลในตัวฟู่ซิวอี๋มานาน ที่แท้มารยาร้อยเล่มเกวียนก็ถูกงัดมาใช้ตั้งแต่แรกเริ่ม เพียงแต่คนโง่อย่างเสิ่นเมี่ยวไม่เคยรู้นั่นเอง

          เอาเถอะ ในเมื่อพวกนางล้วนมีใจให้ฟู่ซิวอี๋ ข้าก็จะช่วยให้ญาติที่รักสมปรารถนาไปพร้อมกันเลย!

 

บทที่ 1.3 ชีวิตดังฝัน

          ต้นฤดูใบไม้ร่วง

          ห่านป่าจากแดนเหนือโบยบินเรียงแถวบนฟากฟ้า ผ่านดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลไปยังแดนใต้อันอบอุ่น กิ่งไม้ใบหญ้าที่เคยหนาตาเริ่มร่วงโรย ปลาทองในสระน้ำดูเซื่องซึมเชื่องช้ากว่าวันก่อนมาก

          เด็กสาวม้วนผมยาวดำขลับเกล้าขึ้นเป็นมวย ปักปิ่นโมราลวดลายประณีต อาภรณ์สีรุ้งลายเมฆพลิ้วไหวยิ่งทำให้เรือนร่างของนางดูบอบบางอรชร

          ซวงเจี้ยงอมยิ้มถามเสิ่นเมี่ยว “คุณหนูกำลังมองอะไรเจ้าคะ?”

          หลังจากกินมื้อเช้า เสิ่นเมี่ยวก็ยืนอยู่ในเรือนมองท้องฟ้าด้วยสีหน้าเหม่อลอย

          “ข้ากำลังคิด ห่านป่าพวกนี้บินจากแดนเหนือไปแดนใต้ พวกมันจะบินผ่านทะเลทรายแถบตะวันตกเฉียงเหนือหรือไม่นะ” เสิ่นเมี่ยวส่งเสียงตอบเบาๆ

          ทะเลทรายแถบตะวันตกเฉียงเหนือเป็นอาณาเขตที่เสิ่นซิ่นตั้งทัพ เสิ่นฮูหยินกับคุณชายใหญ่ก็อยู่ที่นั่น เดือนก่อนเนื้อความในจดหมายที่ส่งมาเขียนว่า ‘เมืองหลวงเพิ่งจะย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ทว่าแถบตะวันตกเฉียงเหนือนั้นผิดกัน ต้นไม้ใบหญ้าเหี่ยวเฉาแห้งตาย หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาบ้างแล้ว’

          “คุณหนูกำลังคิดถึงนายท่านกับฮูหยินใหญ่หรือเจ้าคะ?” ซวงเจี้ยงถาม “พอปลายปีนายท่านกลับมา ได้เห็นว่าคุณหนูโตขึ้นมาก ไม่รู้ว่าจะยินดีสักแค่ไหน”

          เสิ่นเมี่ยวยิ้มมุมปาก ในใจกลับเต็มไปด้วยความขมขื่น

          แม่ทัพใหญ่ที่ปีหนึ่งจะมีโอกาสได้กลับเมืองหลวงแค่หนึ่งครั้งช่างน่าสงสารนัก จำได้ว่าปลายปีนี้หลังจากกลับบ้าน เรื่องแรกที่บิดาของนางต้องทำคือเผชิญหน้ากับบุตรสาวไร้ยางอาย ที่วิ่งพล่านคิดแต่จะไปเป็นเมียชาวบ้านจนกลายเป็นเรื่องน่าขบขันของผู้คน บุตรสาวที่กล้าถึงขั้นบีบบังคับให้บิดายอมจัดงานแต่งให้

          นี่รึน่ายินดี?

          ซ้ำร้ายคนที่นางคิดถึงคะนึงหาอยากจะแต่งด้วย ยังเป็นชายชั่วที่คิดจะใช้ประโยชน์จากกำลังทหารในมือของตระกูลเสิ่นอีก

          เสิ่นเมี่ยวปิดเปลือกตาแน่น เกลียดชังความโง่ของตนเองนัก

          “คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู?” ไป๋ลู่เห็นเจ้านายมีสีหน้าประหลาดก็อดไม่ไหวส่งเสียงเรียก

          เสิ่นเมี่ยวได้สติกลับคืน เห็นกู่อี่กำลังตรงมาหา “คุณหนู คนของหรงจิ่งถังมาเร่งเราแล้วเจ้าค่ะ”

          หรงจิ่งถัง... คือเรือนพำนักของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเสิ่น

          เสิ่นเมี่ยวคลุมทับร่างน้อยของตนด้วยเสื้อคลุมตัวใหญ่ “ไปกันเถอะ”

          หลังจากเดินพ้นเส้นทางอันยาวเหยียด ผ่านสวนดอกไม้ที่ตัดแต่งอย่างงดงามแล้ว ทั้งนายและบ่าวก็มาถึงประตูเรือนหรงจิ่งถัง

          คาดว่าเพื่อให้มีกลิ่นอายของบัณฑิตผู้คงแก่เรียนให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คน ฮูหยินผู้เฒ่าจึงตกแต่งเรือนหรงจิ่งถังอย่างทรงภูมิ ตรงบานประตูแขวนป้ายอันมีความหมายลึกซึ้งชวนครุ่นคิดเอาไว้

          “คุณหนูห้ามาแล้ว” สี่เอ๋อสาวใช้ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ย

          เสิ่นเมี่ยวก้าวเท้าเข้าไปในเรือน

          ในห้องโถงใหญ่เป็นแหล่งรวม ‘ภาพแห่งความสุข’ บรรดาลูกหลานมากันพร้อมหน้าและกำลังห้อมล้อมฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ สะใภ้รองของตระกูลเสิ่น ‘เริ่นหว่านอวิ๋น’ กับสะใภ้สามของตระกูลเสิ่น ‘เฉินรั่วชิว’ ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าฮูหยินผู้เฒ่า มีเสิ่นชิงถือถาดขนมนั่งอยู่ข้างกายท่านย่า ส่วนอีกด้านก็มีเสิ่นหยวนปั๋วอายุห้าปีซึ่งเป็นลูกชายจากครอบครัวสายรองนั่งอยู่ด้วย

          เสิ่นหยวนปั๋วเพิ่งจะห้าขวบ มือหยิบขนมหวานอะไรขึ้นมาได้ก็ยัดเข้าปากท่านย่า ทำเอาฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะ บรรยากาศดูมีความสุขจนไม่มีใครเห็นการปรากฏตัวของเสิ่นเมี่ยว จนกระทั่งเสิ่นเย่ยิ้มแล้วเอ่ยทัก

          “น้องห้าทำไมเพิ่งมาล่ะ น้องเจ็ดกินขนมจนจะเกลี้ยงอยู่แล้ว”

          เสิ่นเมี่ยวพยักหน้า “ตอนนี้ข้ายังไม่ฟื้นตัวดี เดินได้สองก้าวก็ให้ปวดศีรษะ ตอนที่เดินมาก็หยุดพักเป็นระยะจึงได้มาช้า”

          คนในหรงจิ่งถังต่างพากันเงียบ

          เสิ่นเย่กำลังบอกเป็นนัยกับทุกคนว่า ‘เสิ่นเมี่ยวมาช้านับเป็นความผิด’

          ทว่าเสิ่นเมี่ยวก็ไม่เกรงใจที่จะเถียงตอบเป็นนัยว่า ‘ท่านย่าแก่แล้วยังมากพิธี ไม่สนใจว่าหลานสาวกำลังป่วยหนัก ยังจะให้คนไปตามนางมาคารวะตามประเพณีอีก ใครกันแน่ที่ผิด’

          หลังจากเงียบงันกันครู่หนึ่ง เริ่นหว่านอวิ๋นก็เอ่ย “หลานห้าร่างกายอ่อนแอ หลายวันมานี้เราเชิญท่านหมอมาตรวจสองรอบแล้ว โชคดีที่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรมาก”

          “รู้สึกว่าอาการดีขึ้นบ้างหรือไม่?” น้ำเสียงเยือกเย็นเคร่งครัดถามขึ้น

          เสิ่นเมี่ยวมองไปทางฮูหยินผู้เฒ่า

          ฮูหยินผู้เฒ่าหุบรอยยิ้มทันที เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างผยอง นางเป็นสตรีที่อยู่ในวัยบั้นปลายชีวิต ทว่ายังนิยมสวมอาภรณ์เนื้อบางขับเน้นรูปร่างและสีสันสดใสแบบที่หญิงสาวชอบใช้กันอย่างเช่นสีแดงดอกท้อ นางสวมสร้อยคอทำจากหยกเขียวเนื้อดี ห้อยประดับถุงหอมปักลวดลายงดงาม ผมสีเงินยวงยังอุตส่าห์เกล้าขึ้นเป็นทรงเมฆเหิน ปักปิ่นหยกประดับอัญมณีอีกจำนวนหนึ่ง

          ฮูหยินใหญ่ของอดีตแม่ทัพเสิ่นหรือมารดาที่เสียชีวิตไปแล้วของเสิ่นซิ่นเป็นบุตรสาวของตระกูลใหญ่ นางมีชาติกำเนิดสูงส่งอย่างแท้จริง น่าเสียดายพอถึงวัยกลางคนกลับล้มป่วย หลังจากที่นางเสียชีวิต แม่ทัพเสิ่นผู้เฒ่าก็ได้เคลื่อนทัพผ่านสถานที่แห่งหนึ่ง เขามีโอกาสยื่นมือเข้าช่วยนักร้องงิ้วนางหนึ่งเอาไว้

          นักร้องงิ้วผู้ไร้ที่พึ่งจึงมอบตัวเองเป็นอนุภรรยาติดตามรับใช้แม่ทัพผู้เฒ่าเป็นการตอบแทน หลังจากนั้นนางก็ให้กำเนิดเสิ่นกุ้ยกับเสิ่นว่าน หลังจากแม่ทัพผู้เฒ่าสิ้นชีพ เสิ่นซิ่นบิดาของเสิ่นเมี่ยวผู้เป็นทายาทสายตรงก็ขึ้นมารับตำแหน่งต่อ ส่วนนักร้องงิ้วผู้นั้น เสิ่นซิ่นที่ไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยกับใครก็ยกย่องนางเป็น ‘ท่านแม่’ นับแต่นั้นมานางจึงได้ขยับตำแหน่งมาเป็นใหญ่ในบ้านอย่างแท้จริง ลูกชายทั้งสองของนางก็พลอยได้หน้าได้ตาไปด้วย

          ยามที่ฮูหยินผู้เฒ่ายังสาวนับว่าเป็นสาวงามคนหนึ่ง นางมีใบหน้าเรียว ดวงตากลมโตดูร่าเริง ทว่าพอเข้าสู่วัยชราใบหน้ากลับดูแปลกไป คางแหลมขึ้นกว่าเดิมและดวงตาใหญ่โปนดูน่ากลัว

          เสิ่นเมี่ยวคารวะอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจียมตน “ดื่มยาแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้ดีขึ้นมาก ขอบคุณท่านย่าที่เป็นห่วง”

          ตอบไปอย่างดี ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะตวาดกลับ เสียงของฮูหยินผู้เฒ่ากระแทกใส่ใบหน้าเสิ่นเมี่ยว

          “นังหลานอกตัญญู ยังไม่รีบคุกเข่า!”

          สิ้นเสียงฮูหยินผู้เฒ่า เสิ่นเมี่ยวกลับไม่ขยับ

          ผู้คนในที่นั้นจ้องนางอย่างตื่นตะลึง เสิ่นเมี่ยวไม่เคยขัดคำสั่งฮูหยินผู้เฒ่ามาก่อน เหตุใดวันนี้จึงไม่คุกเข่าเล่า?

          “ท่านย่า หลานห้าไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดประการใด” เสิ่นเมี่ยวเอ่ยสวนออกไปอย่างสงบ

          “น้องห้า เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ?” เสิ่นเย่รีบร้อนเอ่ย “ท่านย่าแค่โกรธเจ้าเท่านั้น หาได้คิดจะลงโทษเจ้าไม่ รับผิดไปเสียจะได้จบเรื่อง ยังจะดื้อรั้นยืนนิ่งอยู่อีกทำไม?”

          ประโยคนี้เท่ากับโยนความผิดให้เสิ่นเมี่ยวว่า ‘ล่วงเกินผู้อาวุโส ผิดแล้วยังไม่สำนึก’

          “บังอาจ! คิดจะเหยียบหัวข้ารึ!” ฮูหยินผู้เฒ่าแผดเสียงแหลม เสิ่นหยวนปั๋วหลานชายตัวน้อยที่กำลังกินขนมหวานอยู่ในปากถูกฮูหยินผู้เฒ่าทำให้ตกใจจนสะดุ้งตกลงมาจากโต๊ะ ตอนนี้กำลังร้องไห้จ้า

          เริ่นหว่านอวิ๋นเห็นบุตรชายคนเล็กร้องไห้ก็ขยับตัวเข้ามาอุ้มเขาไว้แนบอก แววตามองเสิ่นเมี่ยวอย่างไม่พอใจ “หลานห้า ทำไมดื้อดึงเช่นนี้ ใครสอนให้เจ้าล่วงเกินผู้อาวุโส?”

          เสิ่นเมี่ยวมองเริ่นหว่านอวิ๋น

          ผู้ที่กุมอำนาจในบ้านหลังจากที่มารดาของนางไปออกรบก็คือ ‘อาสะใภ้รองเริ่นหว่านอวิ๋น’ ที่บรรดาบ่าวรับใช้เรียกขานอย่างยำเกรงว่า ‘ฮูหยินรอง’ นางมีรูปร่างสูงใหญ่เนื้อแน่น ชอบสวมชุดผ้าฝ้ายลายเมฆสีฟ้าคราม ใบหน้ามักอมเลือดฝาดดูชุ่มชื้นอวบอิ่ม มองเผินๆ เหมือนหญิงใจดี อำนาจการดูแลตระกูลอยู่ในมือนาง คนในจวนตระกูลเสิ่นต่างพากันเคารพนบนอบ นางเองก็พยายามออกหน้าว่าตนจัดการเรื่องราวต่างๆ ในบ้านอย่างเป็นธรรม

          เสิ่นเมี่ยวก็เคยคิดเช่นนี้ ทว่าชาติก่อนยามที่นางต้องออกเรือน เสิ่นซิ่นมอบสินสมรสให้นางติดตัวไปไม่น้อย แต่พอมาถึงตำหนักติ้งอ๋อง สินสมรสของนางกลับเหลือไม่เท่าไร เพราะอะไรรึ...

          ก็เพราะถูกเริ่นหว่านอวิ๋นยักยอกไว้เองน่ะสิ

          “อาสะใภ้รองกล่าวเช่นนี้ หรือคิดว่าเป็นความผิดของหลานห้า?” เสิ่นเมี่ยวโต้เสียงต่ำ

          “ต่ำช้า!” ฮูหยินผู้เฒ่าทนไม่ไหวส่งเสียงก่นด่าดังลั่น “เจ้าอายุยังน้อยไม่รู้จักมียางอาย ไปแอบดูติ้งอ๋องจนพลาดท่าตกน้ำ ทำให้คนตระกูลเสิ่นขายหน้า ยังจะกล้ามาเถียงข้าอีก ทำตัวน่าขยะแขยง!”

          เสิ่นเมี่ยวถอนหายใจ ปกติฮูหยินผู้เฒ่าจะเป็นคนที่รักษาหน้าตัวเอง เหตุใดวันนี้ถึงหลงลืมไปได้เล่า ไม่รู้ตัวรึว่าพอโวยวายทีไรก็จะมีท่าทางเหมือนนักร้องงิ้วไม่ผิด มีท่านย่าท่านยายของตระกูลใหญ่ไหนบ้างที่กล้าก่นด่าลูกหลานรุนแรงถึงปานนี้

          “แอบดูติ้งอ๋อง?” นางแสร้งเอ่ยถามอย่างงุนงง

          เสิ่นเย่ทนไม่ไหว รีบร้อนเข้ามาร่วมวง “น้องห้า แม้จะรู้กันดีว่าเจ้าแอบหลงใหลในตัวติ้งอ๋องมานาน แต่การแอบดูผู้ชายจนทำให้ตัวเองตกน้ำเป็นการกระทำที่ทำให้ตระกูลของเราต้องเสื่อมเสีย อย่างไรก็หาโอกาสไปขอโทษติ้งอ๋องก็แล้วกัน”

          เสิ่นเย่เพิ่งพูดจบ ก็เห็นเสิ่นเมี่ยวหันมาทางนาง แววตาคู่นั้นคมกริบแฝงประกายหนาวเหน็บไม่เห็นก้นบึ้ง ทำให้นางถึงกับตกตะลึงตาค้าง นางได้ยินน้ำเสียงราบเรียบของเสิ่นเมี่ยวดังขึ้น

          “พี่หญิงรอง รักใคร่หลงใหลในตัวติ้งอ๋องอะไรกัน เหตุใดท่านถึงพูดจาเหลวไหลแบบนี้ น้องห้าอย่างข้ากำลังเข้าสู่วัยสาว พี่หญิงรองพ่นคำพูดเลอะเทอะเช่นนี้อาจทำลายชื่อเสียงเกียรติยศของน้องห้าอย่างข้าได้นะ”

          เสิ่นเย่อ้าปากค้าง

          เรื่องที่เสิ่นเมี่ยวหลงใหลในตัวติ้งอ๋องล้วนเป็นที่รับรู้ของผู้คนในเมืองหลวง เหตุใดยามนี้นางถึงได้ปฏิเสธเล่า?

          เสิ่นเย่พยายามคาดคั้นให้อีกฝ่ายยอมรับให้ได้ “น้องห้า ทุกคนในที่นี้ล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้...”

          “พี่หญิงรอง!” เสิ่นเมี่ยวเรียกเสียงดังตัดบทอย่างไม่ไว้หน้า “ขอให้พี่พูดจาระวังปากสักนิด ว่ากันว่าภัยมาจากปาก ติ้งอ๋องเป็นหน่อเนื้อเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ พวกเราเป็นบุตรสาวขุนนางใหญ่ ยิ่งต้องทำอะไรอย่างรอบคอบระมัดระวัง”

          พอคำพูดนี้หลุดออกมา ผู้คนในห้องก็พากันประหลาดใจ

          เสิ่นเมี่ยวเคยทำท่าทางเคร่งขรึมน่ากลัวเช่นนี้มาก่อนเสียที่ไหน

          สะใภ้สามเฉินรั่วชิวแววตาทอประกายวาบ เห็นว่าเสิ่นเย่บุตรสาวกำลังตกเป็นฝ่ายพ่าย จึงกล่าวโน้มน้าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “จะรักหรือไม่รักก็ช่างเถอะ หลานห้าฟังคำของอาสะใภ้สามสักคำ พี่หญิงรองของเจ้าพูดมาไม่ผิด ฐานะของติ้งอ๋องสูงส่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปขอโทษเขาสักครั้งถึงจะถูก”

          “ใช่แล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าได้สติกลับมาก็รีบเอ่ย “วันพรุ่งนี้ต้องส่งเทียบไปตำหนักติ้งอ๋อง แล้วก็ไปเยี่ยมเยียนเพื่อขอโทษ”

          เสิ่นเมี่ยวรู้สึกโกรธจนขำ นางเป็นบุตรสาวคนสำคัญของตระกูลแม่ทัพใหญ่ ทำไมนางต้องแบกหน้าไปถึงตำหนักอ๋องเพื่อขอโทษผู้ชาย หากทำเช่นนั้นแล้วบิดาของนางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

          เสิ่นเมี่ยวหันไปมองเสิ่นชิงที่นั่งนิ่งไม่พูดจามาโดยตลอด แล้วเอ่ยถาม “พี่หญิงใหญ่ ตอนที่ข้าตกน้ำมีเพียงท่านที่อยู่ข้างกายข้าใช่หรือไม่?”

          เสิ่นชิงพยักหน้า นางคิดอยู่แล้วว่าเสิ่นเมี่ยวจะต้องโยนความผิดมายังนาง บอกว่านางเป็นคนผลักอีกฝ่ายตกน้ำ เสิ่นชิงไม่ได้กลัวแม้แต่น้อย คนที่เป็นใหญ่ในตระกูลเสิ่นยามนี้คือท่านย่ากับท่านแม่ของนาง เสิ่นเมี่ยวเป็นเพียงคุณหนูคนหนึ่งในบ้านที่ไร้พ่อแม่ปกป้อง เป็นบุตรสาวที่ครอบครัวท่านลุงใหญ่ไม่เคยแยแส หากนางยืนกรานหนักแน่นว่าไม่ได้ทำ ท่านย่ากับท่านแม่ย่อมต้องช่วยเหลือ อาศัยว่าเสิ่นเมี่ยวพูดคำเท็จ ท่านย่าจะต้องโกรธจัดถึงขั้นลงโทษอีกฝ่ายอย่างหนัก

          สมน้ำหน้า!

          ใครให้นางโง่เง่าไร้ยางอายซ้ำยังไร้ความสามารถ คิดจะมาแย่งติ้งอ๋องของข้ารึฝันไปเถอะ วันนั้นทำไมไม่จมน้ำให้ตายๆ ไปซะ!

          “พี่หญิงใหญ่ วันนั้นพี่ได้เห็นติ้งอ๋องด้วยหรือไม่?” ทว่าคำพูดของเสิ่นเมี่ยวกลับไม่เป็นดังที่คิด

          “เห็นสิ” เสิ่นชิงยิ้มตอบ

          “วันนั้นข้ากับพี่หญิงใหญ่ไปเดินเล่นแถวสระน้ำ ข้าไม่ทันระวังจึงตกลงไปในน้ำ พอดีกับที่ติ้งอ๋องมาหาท่านอารองเพื่อ ‘มารับภาพวาดของตระกูลเสิ่น’ จึงเห็นเข้า” เสิ่นเมี่ยวส่ายหน้า “หากบอกว่าข้าคิดจะไปแอบมองติ้งอ๋อง เอ... แล้วข้าจะรู้ข่าวการมาของเขาได้อย่างไร บ่าวรับใช้ของท่านอารองกับท่านอาสามก็ไม่มีเหตุผลที่จะมาบอกข่าวนี้กับข้าถึงเรือน ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าติ้งอ๋องจะ ‘มาหาท่านอารองเพื่อมาเอาของ’ หรือว่าข้ามีวิชาล่วงรู้อนาคต? อืม... หรือว่า...” นางเริ่มเอ่ยปากอย่างลังเล

          “หรือว่าติ้งอ๋องจะลงทุนส่งเทียบเชิญมาให้ตระกูลเสิ่นล่วงหน้า เพื่อประกาศว่าเขาจะมาเอาของที่บ้านเรา?”

          เสิ่นชิงไม่เข้าใจว่าเสิ่นเมี่ยวพูดจามากมายขนาดนี้เพื่ออะไร กำลังคิดจะตอบโต้ พลันได้ยินมารดาเอ่ยปรามด้วยน้ำเสียงน่ากลัว

          “ชิงเอ๋อ!”

          เสิ่นเมี่ยวเห็นเริ่นหว่านอวิ๋นสีหน้าซีดเผือดลงไปถนัดตา เฉินรั่วชิวเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียด นางก็ยิ้มน้อยๆ... คนในจวนแห่งนี้ล้วนเป็นคนฉลาด จะฟังไม่ออกได้อย่างไร

          ฟู่ซิวอี๋มาตระกูลเสิ่นวันก่อนเพราะจำได้ว่าตนเคยชนะพนันเสิ่นกุ้ย จึงได้มาหาเสิ่นกุ้ยเพื่อเอาภาพวาด

          ตอนที่เสิ่นเมี่ยวกล่าวคำว่า ‘ส่งเทียบเชิญมาล่วงหน้า’ ออกไป ทุกคนย่อมต้องตกใจเป็นธรรมดา ในยามนี้ฮ่องเต้กำลังจับตามองเหล่าองค์ชายกับขุนนางใหญ่ ด้วยกลัวว่าพวกเขาจะใกล้ชิดกันมากจนเกินไปและรวมหัวกันก่อกบฏ หากมีการ ‘ส่งเทียบเชิญ’ ว่าจะมาเยี่ยมโดยจงใจละก็ ในเทียบเชิญนั้นเขียนว่าอะไร? เขียนแผนการชิงบัลลังก์เพื่อเป็นฮ่องเต้ในอนาคตหรือเปล่า?

          บนโลกใบนี้มีหูตานับพันนับหมื่น ใครจะไปรู้ว่าในตระกูลเสิ่นจะไม่มีหูตาของราชสำนักแฝงอยู่ คำพูดพวกนี้ไม่อาจให้หลุดรอดออกไปได้ หลักการนี้เสิ่นเย่กับเสิ่นชิงไม่เข้าใจ แต่เริ่นหว่านอวิ๋นกับเฉินรั่วชิวจะต้องเข้าใจดี

          เสิ่นเมี่ยวยิ้มเยือกเย็นในใจ... หึ... คิดจะเล่นงานนาง นางก็จะลากเอาหัวของเสิ่นกุ้ยกับเสิ่นว่านลงมาเล่นด้วย ไม่รู้ว่าอาสะใภ้ทั้งสองจะเข้าใจไหม หากเข้าใจ จะกล้าพนันหมากกระดานนี้ต่อไหมเล่า

          เอาตรงๆ กล้าพอไหม!

          เสิ่นชิงจ้องมารดาของตนอย่างไม่เข้าใจ แม้ว่าใจจะไม่ยินยอมแต่ก็หุบปากโดยดี

          เสิ่นเย่แม้จะไม่เข้าใจว่าคำพูดของเสิ่นเมี่ยวมีอะไรผิดปกติ แต่เมื่อเห็นท่าทางเคร่งเครียดของมารดา นางก็ยืนนิ่งเงียบ ไม่กล้าเอ่ยปาก

          ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้วแน่น นางไม่เข้าใจเส้นทางการช่วงชิงอำนาจที่แสนจะเลวร้ายในราชสำนัก ฟังไม่ออกว่าคำพูดเสิ่นเมี่ยวมีนัยอะไรแฝงเร้น รู้สึกเพียงว่าเสิ่นเมี่ยวกำลังจะเหยียบหัวตน ในใจพลันโกรธเกรี้ยวดังมีไฟโหม

          “หลานห้าพูดมาไม่ผิด” เริ่นหว่านอวิ๋นเอ่ยยิ้มๆ ตัดบทฮูหยินผู้เฒ่าที่กำลังจะปริปากตำหนิ “เรื่องนี้เป็นแค่ความเข้าใจผิด ทั้งหมดเกิดขึ้นโดยบังเอิญเท่านั้น ติ้งอ๋องเป็นคนใจกว้างย่อมไม่สนใจเอาความกับการเล่นสนุกของพวกนางหรอก น่าสงสารหลานห้าของข้านัก ตกน้ำจนเสียขวัญ ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ”

          ฮูหยินผู้เฒ่าอ้าปากค้าง หันไปมองสะใภ้รองที่ตัดบทพูดของตนอย่างไม่พอใจ ทว่าครอบครัวเดิมของเริ่นหว่านอวิ๋นเป็นครอบครัวพ่อค้า ปกติข้าวของเงินทองของฮูหยินผู้เฒ่าล้วนแต่เป็นของที่สะใภ้รองมอบให้ แม้ว่านางจะไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าล่วงเกิน เพียงส่งเสียงเยือกเย็นในลำคอ ไม่ได้เอ่ยปากอะไรออกมาอีก

          เฉินรั่วชิวรีบร้อนเออออตาม “จริงสิ... เย่เอ๋อ ชิงเอ๋อ วันหน้าอย่าได้พูดถึงเรื่องนี้อีกนะ”

          เสิ่นเมี่ยวปรายตามองคนพูด เฉินรั่วชิวถือกำเนิดในตระกูลบัณฑิต คิ้วตางดงามโค้งงอน โดยปกติไม่ว่าจะเดินจะพูดล้วนอ่อนโยนอบอุ่น ใครจะคาดว่าต่อไปภายหน้านางจะ...

          เสิ่นหยวนปั๋วจามออกมาทีหนึ่ง ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหว พอสบโอกาสก็รีบเอ่ยว่า “เอาเถอะ แค่เรื่องวุ่นวายเล็กน้อย สะใภ้รองอุ้มหลานเจ็ดมาให้ข้าแล้วก็แยกย้ายกันไปเถอะ คนตั้งมากมายส่งเสียงดังกันจนข้าปวดหัวจะระเบิด”

          เริ่นหว่านอวิ๋นรีบอุ้มเสิ่นหยวนปั๋วมาวางไว้ข้างที่นั่งฮูหยินผู้เฒ่า “ท่านแม่ เช่นนั้นสะใภ้ขอตัวก่อน ลูกเจ็ดอยู่กับท่านย่าอย่าดื้อนะลูก”

          เฉินรั่วชิวเหลือบมองเสิ่นหยวนปั๋วแวบหนึ่ง ก่อนขยับเท้าเดินออกไปจากเรือนหรงจิ่งถังอย่างเชื่องช้า ครอบครัวสายรองมีบุตรชายคนเดียว ซ้ำยังเป็นที่ชื่นชมของฮูหยินผู้เฒ่า ต่อให้ตัวนางเองมีความสามารถมากแล้วอย่างไร เสิ่นเย่เป็นเพียงบุตรสาว หากมีบุตรชายสักคนก็ดี เพราะถ้ามีบุตรชาย ย่อมต้องได้รับส่วนแบ่งมรดกในตระกูลไม่น้อย ไม่เหมือนตอนนี้ ครอบครัวสายรองเกินหน้าเกินตาครอบครัวนางไปมาก อีกทั้งครอบครัวสายหลักเองก็มีบุตรชาย แม้จะบอกว่าพี่ชายเสิ่นเมี่ยวรับราชการอยู่กับบิดาที่ชายแดน แต่ใครจะไปรู้ว่าเขาจะกลับมาแบ่งสมบัติด้วยหรือไม่

          คิดไปคิดมาเฉินรั่วชิวก็เงยหน้าขึ้น จ้องไปยังกลุ่มคนที่กำลังเดินไปเรือนตะวันตก

          เสิ่นเมี่ยวสวมชุดผ้าฝ้ายตัวยาวสีแดงเข้ม นางชื่นชอบสีเข้มเป็นทุนเดิม แต่เพราะบิดามารดาไม่ได้อยู่ข้างกายจึงแต่งตัวไม่เป็น การเลือกใช้สีที่ผิดทำให้นางดูน่าอาย สร้างความบกพร่องให้จนกลายเป็นที่น่าขบขัน วันนี้... สีแดงเข้มทำให้ผิวพรรณของนางยิ่งขาวสะอาด เห็นได้ชัดว่าถึงจะเป็นคนเดิมใบหน้าเดิม แต่หลังจากตกน้ำความเคร่งขรึมในนิสัยกลับมีมากกว่าเดิม

          กู่อี่เอ่ยเสียงเบา “คุณหนูร่างกายยังไม่แข็งแรง จะรีบร้อนไปก่วงเหวินถังทำไมกัน? ตอนนี้ก็ลาป่วยไปเรียบร้อยแล้ว การบ้านก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนทำนี่เจ้าคะ...”

          “ไม่ได้” เสิ่นเมี่ยวตัดบท “ต้องรีบ”

          เจ้านายไม่ได้พูดจาตำหนิ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดกู่อี่กลับรู้สึกหนาวสะท้านในอก ไม่กล้าปากมากอีก

บทที่ 1.4 ชีวิตดังฝัน

          ก่วงเหวินถังเป็นสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงประจำเมืองหลวง

          บรรดาขุนนางใหญ่และผู้สูงศักดิ์ต่างส่งบุตรชายบุตรสาวเข้ามาศึกษา เหล่าครูบาอาจารย์ของก่วงเหวินถังล้วนเป็นยอดปราชญ์ผู้เลื่องชื่อ หรือไม่ก็เป็นผู้ที่มากความสามารถ คุณหนูและคุณชายทั้งหลายจึงรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เข้าเรียนที่นี่

          เสิ่นเมี่ยวเองก็ร่ำเรียนที่ก่วงเหวินถังเช่นเดียวกัน

          น่าเสียดายที่เสิ่นซิ่นกับหลัวเสวี่ยเยี่ยนเป็นลูกหลานตระกูลบู๊ พี่ชายใหญ่ของนางนามว่า ‘เสิ่นชิว’ เองก็โดดเด่นทางสายบู๊ไม่ต่างจากบิดามารดา พอถึงเวลาอ่านหนังสือเขาก็รู้สึกปวดหัวไปหมด เสิ่นเมี่ยวแต่เล็กถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่า เพราะฮูหยินผู้เฒ่าเป็นนักร้องงิ้วจึงไม่รู้จักตัวหนังสือ คัมภีร์จารีตเบื้องต้นที่เสิ่นเมี่ยวท่องก็ได้สะใภ้สามที่มาจากตระกูลบัณฑิตเป็นผู้สอน ทว่าพออีกฝ่ายเริ่มสอนเสิ่นเมี่ยวได้ไม่เท่าไรก็เอ่ยปากว่าสอนยาก เดิมทีสาวน้อยอย่างเสิ่นเมี่ยวก็มีใจคิดแต่จะเล่นสนุกเป็นทุนเดิม พอผู้สอนเริ่มปล่อยปละละเลย ปล่อยให้เสิ่นเมี่ยวเล่นไปตามเรื่อง นางจึงเกลียดการขีดเขียนเรียนหนังสือนับตั้งแต่นั้น

          เฉินรั่วชิวเห็นว่าเสิ่นเมี่ยวไม่ชอบอ่านหนังสือก็ไม่เคี่ยวเข็ญ เปลี่ยนมาสอนเรื่องการกินการดื่มแต่งหน้าแต่งตาแทน ชีวิตของคุณหนูห้าจึงนับว่ามีความสุข แต่พออายุครบวัยเข้าศึกษาต่อที่สถานศึกษา นางได้เข้าไปศึกษาที่ก่วงเหวินถัง ความรู้เล็กน้อยในหัวทำให้ตามการสอนของอาจารย์ไม่ทัน นางโง่เง่าเสียยิ่งกว่าศิษย์ใหม่ระดับชั้นที่หนึ่งเสียอีก จึงรั้งอันดับสุดท้ายในชั้นเรียน จนสุดท้ายเสิ่นเมี่ยวก็ไม่ชอบเรียนหนังสือ กลายเป็นหญิงโง่เขลาเบาปัญญาที่สุดในเมืองหลวง

          ในบรรดาบุตรสาวคนสำคัญสามคนของตระกูลเสิ่น เสิ่นเย่เป็นคนที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงโด่งดังทั้งสี่ศาสตร์ ไม่ว่าอักษรกลอนหรือภาพวาดนางล้วนโดดเด่น เสิ่นชิงแม้จะไม่โดดเด่นเท่าเสิ่นเย่แต่ก็ทำได้ไม่เลว โดยเฉพาะเรื่องการเย็บปักถักร้อย บรรดางานของสตรีแม้แต่ด้านการคำนวณก็นับว่ามีฝีมือไม่เป็นสองรองใคร หากต้องแต่งออกไปเป็นฮูหยินใหญ่ให้ตระกูลอื่น เมื่อมีความสามารถด้านการคำนวณย่อม

ได้รับความชื่นชมจากแม่สามี ดังนั้นเสิ่นชิงจึงได้รับคำชื่นชมว่าเป็นคนมีความสามารถด้วยเช่นกัน

          การที่เสิ่นเย่กับเสิ่นชิงโดดเด่น ยิ่งทำให้เสิ่นเมี่ยวกลายเป็นคนไม่เอาไหน ถึงขั้นเทียบไม่ได้กับเสิ่นตงหลิงบุตรสาวอันเกิดจากอนุภรรยาของครอบครัวสายรองเสียด้วยซ้ำ

          บนรถม้า จิงเจ๋อเอ่ยถามด้วยความสงสัย “คุณหนู ทำไมไม่เดินทางพร้อมคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองเล่าเจ้าคะ?” ปกติเสิ่นเมี่ยวมักจะเดินทางร่วมรถม้าคันเดียวกับเสิ่นชิงและเสิ่นเย่

          “เดิมก็ไม่ได้อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน เส้นทางที่เดินก็เหนือใต้แตกต่าง มีเหตุผลที่จะร่วมทางกันตรงไหน?”

          จิงเจ๋อรู้สึกงุนงง คุณหนูยิ่งพูดยิ่งทำให้นางไม่เข้าใจมากขึ้นทุกที แต่เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เรื่องต่างๆ ของเสิ่นเมี่ยว แต่ก่อนมักต้องรอให้ครอบครัวสายรองหรือครอบครัวสายสามมาตัดสินใจให้ พอตกน้ำไปหนหนึ่ง ตื่นขึ้นมากลับมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง นับว่าดีนัก

          ในรถม้าอีกคัน เสิ่นเย่เลิกผ้าม่านมองไปยังด้านหลัง “พี่หญิงใหญ่ น้องห้าตามมาข้างหลังแน่ะ”

          “นางจงใจทำเป็นแข็งข้อกับข้า” เสิ่นชิงส่งเสียงฮึในลำคอ “ช่างเถอะ อย่างไรคนที่เสียหน้าก็ไม่ใช่ข้า”

          เสิ่นเย่เอ่ยอย่างกังวล “แต่เรื่องนั้นทำให้นางเจ็บไข้ได้ป่วย อีกอย่างเรื่องของติ้งอ๋องก็ยัง...”

          “เสิ่นเย่” เสิ่นชิงตวาด “ใจเจ้าคิดอะไรนึกหรือว่าข้าไม่รู้ อย่าเสแสร้งทำตัวเป็นคนดีหน่อยเลย หากเจ้ามีใจเป็นห่วงนางจริง เจ้าก็ไปนั่งรถม้าคันนั้นสิ มาพูดพล่ามอะไรกับข้าที่นี่”

          เสิ่นเย่กัดริมฝีปาก ก้มหน้าลงไม่กล้าเอ่ยต่อ

          รถม้าวิ่งไปนานครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็มาถึงก่วงเหวินถัง

          เวลานี้ยังเช้าตรู่ อาจารย์ยังไม่เริ่มบทเรียน ศิษย์ในชั้นเรียนปีที่สองต่างนั่งพูดคุยกันเสียงดังอยู่ในห้องเรียน เสิ่นเย่กับเสิ่นชิงเพิ่งจะมาถึง นางเดินเข้าไปร่วมพูดคุยกับคุณหนูคนอื่นอย่างสนุกสนานตามประสาเด็กสาว

          ในห้องเรียนของก่วงเหวินถัง เสิ่นเย่นับว่ามีผลการเรียนเยี่ยมยอดเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาสตรี นางมีใบหน้างดงามประกอบกับนิสัยนอบน้อมทำให้เป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไป เสิ่นชิงแม้จะไม่โดดเด่นเปี่ยมความสามารถเท่าเสิ่นเย่ แต่ก็เป็นคนที่จัดการเรื่องราวต่างๆ รอบตัวได้อย่างเฉลียวฉลาด บรรดาคุณหนูผู้สูงศักดิ์จึงชอบพอนาง

          หญิงสาวชุดชมพูนางหนึ่งเอ่ยว่า “เย่เอ๋อ ทำไมวันนี้ไม่เห็นเสิ่นเมี่ยวเล่า?” โดยปกติเสิ่นเมี่ยวจะต้องติดตามเสิ่นเย่กับเสิ่นชิงอยู่ข้างกายเหมือนบ่าวรับใช้ วันนี้กลับไม่เห็นก็ให้นึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย

          “คงจะไม่มีหน้ามาเรียนแล้วกระมัง” หญิงสาวที่ลอยหน้าลอยตากล่าวเสริม นางมีใบหน้างดงามน่ารัก น่าเสียดายที่เส้นเสียงแหบใหญ่ติดจะเย้ยหยัน “ได้ยินมาว่านางตกน้ำตอนไปแอบดูผู้ชาย ไม่รู้ว่าเจ็บป่วยจริงหรือไม่มีหน้าจะมาเจอผู้คนกันแน่”

          “เพ่ยหลาน ไม่ใช่แบบนั้นหรอกน่า” เสิ่นเย่ทำเป็นส่ายหน้า

          “เจ้าชอบปกป้องน้องสาวมากจนเกินพอดี” อี้เพ่ยหลานเอ่ย “คนโง่เขลาเช่นนางทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตานัก ยามปกติก็เงอะงะงุ่นง่าน แต่พอเห็นผู้ชายขึ้นมาเท่านั้นล่ะ เปลี่ยนเป็นใจกล้าหน้าด้านทันที ไม่รู้ว่าตระกูลต่ำต้อยที่ไหนอบรมสั่งสอนคุณหนูที่ไร้มารยาทเช่นนี้ออกมาได้”

          คำพูดนี้ค่อนข้างแรง เสิ่นชิงได้ฟังก็เอ่ยว่า “น้องห้าแค่ใจร้อนชั่ววูบเท่านั้น”

          “ข้าว่าเป็นเพราะแม่ทัพเสิ่นกับเสิ่นฮูหยินไม่ได้อยู่ข้างกายคอยอบรมนางมากกว่า” อีกเสียงหนึ่งมาจากของสตรีที่หวีผมทรงเกือกม้า “พูดถึงเรื่องการอบรมเลี้ยงดู แม้แต่เรื่องระเบียบหรือยางอายที่สตรีทั่วไปพึงรู้นางก็ยังไม่รู้”

          “ไฉ่เซวียนกล่าวผิดไปแล้ว” เสิ่นเย่เอ่ยปากแย้งอย่างอ่อนโยน “แม้ท่านลุงใหญ่กับท่านป้าใหญ่จะไม่อยู่ในเมืองหลวง ทว่าน้องห้าก็เติบโตมาข้างกายท่านย่า อีกทั้งมารดาของข้ากับป้าสะใภ้รองก็สั่งสอนนางอย่างดี ไม่เคยปล่อยปละละเลยให้นางขาดการอบรม”

          ความหมายของคำพูดนี้ก็คือ ‘ที่บ้านสอนมาดี แต่เป็นสันดานของเสิ่นเมี่ยวเองต่างหากที่ไร้ยางอาย’

          หลังจากคำพูดของเสิ่นเย่หลุดออกมา อี้เพ่ยหลานก็เอ่ยสำทับ “แปลกจริง ทั้งที่การอบรมสั่งสอนก็มาจากตระกูลเดียวกัน เย่เอ๋อกับชิงเอ๋อช่างดูแตกต่างกับเสิ่นเมี่ยวราวฟ้ากับดิน คงเป็นดังคำที่อาจารย์เคยกล่าวไว้ โคลนเน่าเอามาฉาบกำแพงไม่ได้” นางพูดก่อนจะหัวเราะ

          ขณะนั้นเองก็มีเสียงคนตะโกนขึ้นมา “โน่น เสิ่นเมี่ยวมาแล้ว!”

          ผู้ที่มีใจอยากจะชมฉากสนุกเบนสายตาไปมองทางประตูทันที

          พลันเห็นสาวน้อยนางหนึ่งเดินอย่างเนิบช้า ก้าวข้ามกรอบประตูเข้ามา นางสวมชุดสีแดงเข้มตัดเย็บจากเนื้อผ้าลวดลายโบราณ คลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มอีกตัว สีสันเช่นนี้สำหรับเด็กสาวแล้วออกจะเคร่งขรึมเกินไปสักนิด โดยเฉพาะเสิ่นเมี่ยวที่หน้าตาจิ้มลิ้มเกลี้ยงเกลา พอไม่ระวังก็อาจจะกลายเป็นเด็กน้อยที่แอบขโมยชุดของผู้อาวุโสมาสวมฝีเท้านางเชื่องช้า ชายกระโปรงขยับตามจังหวะก้าวเดิน คิ้วคางอีกทั้งแววตาล้วนสงบนิ่งไม่หวั่นไหว ดวงตาสดใสกลมโตประหนึ่งลูกสุนัขน้อยยามนี้ลึกล้ำดั่งห้วงมหรรณพ คล้ายว่ามีอสูรร้ายแอบซ่อนเขี้ยวเล็บอยู่ภายใน องคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าสอดรับกันอย่างพอเหมาะพอเจาะ ไม่มีร่องรอยของความโง่เขลาเบาปัญญาแม้แต่น้อย

          มองอย่างไรก็ไม่เหมือนเด็กสาววัยแรกรุ่น แต่เหมือนราชนิกุลผู้สูงศักดิ์ในวังหลวงเสียมากกว่า ท่าทางก้าวเดินถอดแบบจากบิดาผู้เป็นใหญ่ของนาง

          ห้องเรียนค่อยเงียบเสียงลง

          อี้เพ่ยหลานสะกิดเสิ่นเย่ “เย่เอ๋อ น้องสาวของเจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรือไร ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน?”

          เสิ่นเย่มองเสิ่นเมี่ยว ใจนางเองก็ไร้คำตอบ ราวกับว่าหลังจากตกน้ำนิสัยใจคอของเสิ่นเมี่ยวก็เปลี่ยนไป อาจเป็นไปได้ว่าเรื่องของติ้งอ๋องสะเทือนใจอีกฝ่ายอย่างแรง นางกำลังจะเอ่ยปากพูด เจียงเสี่ยวเซวียนเพื่อนที่แสนดีข้างกายก็ชิงเอ่ยเสียก่อน

          “เสิ่นเมี่ยว ได้ยินว่าเจ้าตกน้ำ... อะไรกัน อาการป่วยของเจ้าตอนนี้ดีขึ้นแล้วรึ?”

          คำพูดนี้ถูกกล่าวออกมาต่อหน้าผู้คนมากมาย เจตนาจะสะกิดถึงเรื่องราวที่ทำให้เสิ่นเมี่ยวตกน้ำเพื่อสร้างความอับอายให้แก่นาง หากเป็นเสิ่นเมี่ยวคนเดิมจะต้องมองไปยังเสิ่นเย่อย่างไร้ทางสู้ ขอร้องให้อีกฝ่ายช่วยพูดแทนให้ ทว่าวันนี้นางกลับมองเจียงเสี่ยวเซวียนด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน แล้วเอ่ยเสียงเรียบ

          “ดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณที่เป็นห่วง”

          เจียงเสี่ยวเซวียนและผู้คนทั้งหมดในห้องเรียนต่างพากันตกตะลึง เจียงเสี่ยวเซวียนเห็นท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเสิ่นเมี่ยวขวางตาจึงถากถางต่อ

          “ในเมื่ออาการป่วยหายดีแล้ว มิสู้ไปขอโทษติ้งอ๋องก่อนดีหรือไม่ มาเรียนหนังสือทั้งที่ยังมีเรื่องส่วนตัวต้องจัดการ ไม่คิดว่าเรียงลำดับชีวิตผิดไปหน่อยหรือ?”

          เสิ่นเมี่ยวหายใจเข้าลึกๆ ศิษย์ที่อยู่รายรอบไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มหรือหญิงสาวต่างก็ไม่มีใครคิดจะออกหน้าพูดจาแทนนาง การได้เห็นเสิ่นเมี่ยวเสียหน้ากลายเป็นเรื่องสนุกของลูกหลานตระกูลผู้ดีพวกนี้ไปเสียแล้ว

          นางกวาดตามองผู้คนในห้องที่มีสีหน้าประหลาดใจ แล้วเหลือบเห็นแววตาสนุกสนานเย้ยหยันของเสิ่นชิง เสิ่นเมี่ยวแค่นยิ้มกำลังจะเอ่ยปาก พลันได้ยินเสิ่นเย่ตัดบท

          “ติ้งอ๋องเป็นคนใจกว้าง เรื่องราวเล็กน้อยเช่นนี้ท่านคงไม่ตำหนิน้องห้าหรอก ที่น้องห้ามาเรียนหนังสือวันนี้เพราะเป็นคนมีจิตใจใฝ่รู้ ถือเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง”

          “เรื่องดีอะไร” น้ำเสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยแทรก เขาทำเป็นอดไม่ไหวหัวเราะออกมา ชายผู้นี้แอบหลงรักเสิ่นเย่มานาน โดยปกติจะไม่สนใจเสิ่นเมี่ยวสักนิด รู้สึกเพียงว่าน้องสาวอย่างเสิ่นเมี่ยวทำให้เสิ่นเย่ของเขาต้องมัวหมอง “มีนิสัยใฝ่รู้รึเสิ่นเย่ หากเจ้าคิดจะช่วยน้องสาวก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดนี้มาอธิบายหรอก สนใจใฝ่รู้... ฮึ แม้แต่ตำราเรียนช่วงชั้นแรกนางก็ยังอ่านไม่ออก จะบอกว่ามาเรียนเพราะสนใจใฝ่รู้ ช่างน่าขำสิ้นดี! อีกอย่าง...” เขามองประเมินเสิ่นเมี่ยวด้วยสายตาประสงค์ร้ายแวบหนึ่งแล้วก็ว่าต่อ

          “ใครจะไปรู้ว่านางจงใจตกน้ำเองหรือเปล่า ในละครก็แสดงแบบนี้ทั้งนั้น สาวน้อยตกน้ำ วีรบุรุษลงไปช่วย ร่างกายแนบชิด... น่าเสียดาย ชีวิตจริงตอนจบมันผิดพลาดไปสักหน่อย!”

          เขาเป็นหัวโจกของเหล่าลูกศิษย์ชายที่นี่ เมื่อคำพูดเช่นนี้หลุดออกมา บรรดาศิษย์หนุ่มต่างก็หัวเราะลั่น บรรดาคุณหนูผู้ดีที่ห้อมล้อมเสิ่นเย่อยู่ต่างก็คิดว่าน่าขัน รอบด้านเสิ่นเมี่ยวจึงมีแต่เสียงหัวเราะเย้ยหยัน แววตาที่จับจ้องมายังนางไร้ซึ่งความปรารถนาดี

          คำพูดเป็นดังอาวุธที่ทำร้ายคนได้... คำกล่าวนี้เป็นจริง

          ชาติที่ผ่านมาไม่รู้ว่าภาพเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับเสิ่นเมี่ยวซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปกี่รอบ นางเคยคิดว่านี่คือความทุกข์ที่ใหญ่หลวงมากที่สุดในชีวิต ทว่าพอเติบใหญ่ เสียงหัวเราะเหล่านี้กลับเทียบความโศกสลดใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นกับนางไม่ได้เลย

          คุณหนูคุณชายเหล่านี้ไม่ได้มีอายุมากไปกว่าหว่านอี๋กับฟู่หมิงของนาง แต่ด้วยแรงยั่วยุทำให้นางต้องผิดใจกับพวกเขา เห็นหน้ากันทีไรก็เป็นดังน้ำกับไฟ คนเหล่านี้ควรจะเป็นคู่แค้นของนางจริงหรือ…

          แน่นอนว่าไม่ใช่

          คุณหนูคุณชายผู้สูงศักดิ์เหล่านี้ หากไม่ร่ำรวยก็ต้องมีอำนาจ เป็นลูกหลานจากตระกูลใหญ่ แล้วตระกูลใหญ่ในชาติก่อนสุดท้ายต้องตกอยู่ในสภาพใดเล่า ทั้งหมดที่หัวเราะอยู่รอบกายนางในเวลานี้ ถูกอดีตฮ่องเต้กับฟู่ซิวอี๋กำจัดจนไม่เหลือรากเหง้า

          ยกตัวอย่างเช่นชายหนุ่มที่แอบรักเสิ่นเย่ผู้นี้ เขานามว่าไช่หลิน คุณชายใหญ่ตระกูลไช่เป็นถึงเฉาเฟิ่งหลางขุนนางอันดับหกแห่งราชสำนัก ต่อมาตระกูลไช่ติดร่างแหคดีฉ้อราษฎร์บังหลวงถูกสั่งประหารยกตระกูล ไช่หลินถูกสั่งให้ไปเป็นทหารในกองทัพ น่าสงสารที่เขารักใคร่เสิ่นเย่มานานปีแต่นางกลับขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์ กันเขาออกจากชีวิตอย่างไม่แยแส

          นางกับคุณชายคุณหนูเหล่านี้ไม่ควรเป็นศัตรูกัน ในภายภาคหน้าคนจำนวนหนึ่งในนี้อยู่ฝ่ายเดียวกับนางเสียด้วยซ้ำ น่าเสียดายที่ตระกูลเหล่านี้พอถูกฮ่องเต้ชักใยหนักเข้าก็เกิดบาดหมางกันเอง ถึงขั้นผูกใจเจ็บกลายเป็นความแค้นก็มี

          ทำให้ผู้ที่กำลังจะเป็นสหายกลายเป็นศัตรูคู่แค้น ช่างไม่ฉลาดเอาเสียเลยและก็ไม่มีความจำเป็นด้วย

          “ไช่หลิน ทำไมเจ้าถึงว่าน้องห้าของข้าแบบนั้น?” รอกระทั่งผู้คนหัวเราะจนอิ่ม เสิ่นเย่ก็เพิ่งจะเอ่ยปาก “น้องห้าไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้นเสียหน่อย...”

          “ไช่หลิน” เสิ่นเมี่ยวตัดบทคำพูดของเสิ่นเย่ น้ำเสียงสงบนิ่งไม่มีท่าทางโกรธเคืองแม้แต่น้อย “ใครบอกกับเจ้าว่าข้าตกน้ำเพราะแอบรักติ้งอ๋อง?”

          คำพูดตอกกลับเช่นนี้เดิมทีควรจะทำให้ผู้คนที่ได้ยินรู้สึกรังเกียจ ทว่ายามที่เสิ่นเมี่ยวกล่าวคำพูดนี้ออกไปด้วยสีหน้าท่าทางจริงจัง น้ำเสียงเรียบสงบ ยิ่งทำให้ผู้คนประหลาดใจ

          ไช่หลินเป็นหัวโจกของที่นี่ โดยปกติเสิ่นเมี่ยวพบเขายังไม่กล้าเอ่ยทักเสียด้วยซ้ำ มีที่ไหนที่จะกล้าใช้น้ำเสียงเช่นนี้ถามเขา ไม่รู้เพราะเหตุใดไช่หลินถึงไม่ได้ส่งเสียงด่าทอออกไป แต่ย้อนถามอย่างยียวนแทน

          “หรือว่าไม่ใช่?”

          “ที่จริงเป็นแบบนี้นี่เอง...” เสิ่นเมี่ยวรำพันกับตัวเองประโยคหนึ่ง นางอมยิ้มเล็กน้อยมองไปทางเสิ่นเย่กับเสิ่นชิง “พี่หญิงใหญ่พี่หญิงรอง คนอื่นไม่เข้าใจก็ช่างเถอะ แต่พวกท่านเองก็ไม่รู้เหมือนกันหรือ? ทำไมไม่ช่วยน้องสาวอย่างข้าแก้ต่างบ้างเล่า?”

          เสิ่นเย่กับเสิ่นชิงพลันคิดได้ทันที ก่อนออกจากบ้านมารดาของพวกนางได้กำชับไว้ว่าเรื่องที่เสิ่นเมี่ยวตกน้ำอย่าได้พูดผิดพลาดเป็นอันขาด เสิ่นชิงเป็นคนเห็นแก่การใหญ่มากกว่าเสิ่นเย่จึงรีบเอ่ย

          “ใช่แล้ว พวกเจ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหล ตอนนั้นข้ากับน้องห้าไปด้วยกัน ข้าเห็นกับตาว่าน้องห้าไม่ทันระวังลื่นล้มลงไปในน้ำ ติ้งอ๋องผ่านมาพอดีจึงได้พบเข้า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการแอบรักอะไรทั้งนั้น”

          เสิ่นชิงเอ่ยออกไปอย่างมั่นอกมั่นใจ ผู้คนแม้จะไม่เชื่อแต่ก็ไม่ได้ทำท่าทางเหมือนเมื่อครู่อีก

          เสิ่นเมี่ยวเอ่ยสำทับ “ไม่ได้เห็นเรื่องใดกับตาอย่าโพนทะนาเพ้อเจ้อ... ก่วงเหวินถังไม่เพียงสอนแต่เรื่องในตำราเรียน เรื่องคุณธรรมก็อบรมไปพร้อมกันด้วย อีกอย่างคำว่ารัก เดิมทีเป็นคำที่มีความหมายงดงาม ทำไมถึงได้พูดออกไปในเชิงเสียหายได้เล่า คนอย่างข้า--เสิ่นเมี่ยวหากรักใครสักคนแล้วจะต้องรักอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ติ้งอ๋องเป็นราชนิกุลผู้สูงศักดิ์ เหมาะที่ไหนที่ข้าจะใฝ่ฝันอาจเอื้อม ทุกคนเข้าใจผิดแล้ว”

          โลกใบนี้ คิดจะเปลี่ยนความทรงจำที่มีต่อใครสักคนคงเป็นเรื่องยาก ก่อนหน้านี้เรื่องที่นางแอบรักฟู่ซิวอี๋ ใต้หล้าต่างรับรู้ ตอนนี้บอกไม่รักเกรงว่าจะไม่มีใครเชื่อ ทว่าอย่างไรเสียก็จะต้องเอ่ยให้ชัดเจนกันต่อหน้า

          น้ำเสียงที่กล่าวยังไม่ทันจบ พลันมีคนออกปากชื่นชม “รักอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ดีมาก!”

          บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งอายุน่าจะราวยี่สิบต้นๆ สวมเสื้อคลุมตัวหลวมสีเขียว คิ้วตาใบหน้าสอดรับกันเหมาะเจาะ เรือนร่างสูงโปร่ง เขาเดินเข้ามาในห้องพลางส่งเสียงชื่นชม

          “พูดได้ดี ความรักต้องมีเกียรติมีศักดิ์ศรี หาใช่เรื่องที่จะนำมาขำขันหรือล้อเล่น ก่วงเหวินถังแม้จะสอนตำราแต่เรื่องคุณธรรมก็ต้องอบรมเคี่ยวเข็ญควบคู่กันไปด้วย”

          ศิษย์ทั้งหลายต่างพากันเงียบกริบทันที

          เสิ่นเมี่ยวจ้องชายหนุ่มผู้นั้นตาไม่กะพริบ

บทที่ 1.5 ชีวิตดังฝัน (จบบท)

          ‘เพ่ยหลาง’ หรือ ‘เพ่ยซิ่วไฉ’ เป็นอาจารย์วิชาคำนวณของก่วงเหวินถัง มีความสามารถและคุณธรรมสูงส่ง ด้วยสอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉจึงเข้ามาเป็นอาจารย์ที่นี่ ท่านเพ่ยซิ่วไฉผู้นี้เป็นคนอบอุ่นและมีความอดทน หากเทียบกับอาจารย์ท่านอื่นที่เคร่งครัดแล้ว ศิษย์ทั้งหลายจะชื่นชอบและเคารพยำเกรงเขามากกว่า แม้แต่คนอย่างเสิ่นเมี่ยว เพ่ยซิ่วไฉก็ไม่เคยตำหนิ มีแต่ใช้ความอดทนอธิบายจนนางเข้าใจ

          หากมีเพียงเท่านี้ คนผู้นี้ก็คงเป็นอาจารย์ที่ไม่เลวทีเดียว คุณธรรมความสามารถหลอมรวมกันได้อย่างไม่มีที่ติ แต่น่าเสียดาย เสิ่นเมี่ยวยังรู้ดีว่าเขามีอีกฐานะหนึ่ง

          ต่อไปเขาจะเป็นกุนซือที่ฟู่ซิวอี๋พึ่งพามากที่สุด!

          หลังจากที่ฟู่ซิวอี๋ขึ้นครองราชย์ เพ่ยหลางได้รับการแต่งตั้งให้เป็นถึงราชครู ราชครูเพ่ยหลางมีอำนาจสูงส่ง อยู่ใต้คนเพียงหนึ่งอยู่เหนือคนนับหมื่น

          สำหรับตำแหน่งราชครู เขาก็ทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม เสิ่นเมี่ยวคิดว่าเพ่ยหลางเป็นคนตรงไปตรงมาและชาญฉลาด ทว่าสุดท้ายตอนที่ปลดรัชทายาท เขากลับไม่เอ่ยคำใด

          ความสัมพันธ์ระหว่างเสิ่นเมี่ยวกับเพ่ยหลางถือว่าไม่เลว เดิมทีความคิดที่จะให้เสิ่นเมี่ยวเดินทางไปเป็นตัวประกันที่แคว้นฉินก็เป็นเพ่ยหลางที่เสนอขึ้น เพ่ยหลางบอกว่าทำเช่นนี้ก็เพื่อความมั่นคงของแคว้นหมิงฉี หากฮองเฮาสามารถช่วยแก้ไขสถานการณ์ตึงเครียดให้ฝ่าบาทได้ วันหน้าบารมีของฮองเฮาจะแผ่ไพศาลไปทั่วแคว้น ผู้คนใต้หล้าจะต้องแซ่ซ้องสรรเสริญ

          ทว่าในความเป็นจริง หลังจากผ่านไปห้าปีและนางคืนสู่วังหลวง กลับพบว่าในวังมีเหมยฮูหยินเพิ่มเข้ามาอีกคน บรรดาคนใต้บังคับบัญชาของเพ่ยหลางที่เคยเคารพนบนอบก็หันมาทำตัวระแวดระวังนาง

          ยามที่ปลดรัชทายาท เสิ่นเมี่ยวเคยคุกเข่าขอร้องเพ่ยหลาง เพราะเพ่ยหลางเป็นคนที่ฟู่ซิวอี๋เชื่อใจ เพียงชายผู้นี้เอ่ยปาก ฟู่ซิวอี๋ย่อมต้องฟังความเห็นของเขา ทว่าเพ่ยหลางกลับเข้ามาประคองนางแล้วพูดเหมือนปลอบใจ “ฮองเฮา เรื่องที่ฝ่าบาทตัดสินพระทัยไปแล้ว กระหม่อมเองก็ไร้ความสามารถจะทัดทาน”

          “เพ่ยหลาง! หรือว่าเจ้าทนเห็นรัชทายาทถูกปลดเช่นนี้ได้? เจ้ารู้ดีว่าการปลดรัชทายาทนั้นไม่ชอบธรรม!” นางโกรธจัดส่งเสียงตวาดถาม

          “ตอนนี้สถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ฮองเฮาทรงยอมรับชะตากรรมเสียเถอะ” เพ่ยหลางถอนหายใจตอบ

          ยอมรับชะตากรรมเสียเถอะ…

          ควรจะต้องยอมรับชะตากรรมหรือ หากว่าย้อนมาชาติใหม่ยังต้องยอมรับชะตากรรมอีก มันจะไม่ยิ่งน่าเศร้าน่าคับแค้นใจยิ่งกว่าเดิมหรือ

          สายตาของเสิ่นเมี่ยวจ้องบุรุษหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านิ่ง ชายผู้นี้เห็นคนตายตรงหน้ากลับไม่ช่วยเหลือ แท้จริงแล้วเขามีนิสัยอบอุ่นหรือเยือกเย็นไร้เมตตากันแน่ สำหรับขุนนางแล้ว ทุกอย่างล้วนคิดทำเพื่อความมั่นคงของราชสำนัก เพ่ยหลางเป็นขุนนางที่มีใจภักดี แต่หากเขาเลือกยืนอยู่ข้างกายฟู่ซิวอี๋ ชาตินี้ก็ได้กำหนดแล้วว่าเขากับนางคงจะได้ตายกันไปข้างหนึ่ง!

          ในเวลานี้ฟู่ซิวอี๋น่าจะยังไม่ได้ทำให้เพ่ยซิ่วไฉกลายเป็นพวก ก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น นางจะต้องรีบแย่งเพ่ยซิ่วไฉให้มายืนข้างกายตนก่อน นางจะทำได้หรือไม่ หรือจะตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลมดี

          เพ่ยหลางวางหนังสือในมือลงบนโต๊ะ รับรู้ได้ว่ามีดวงตาคู่หนึ่งจับจ้องมาที่ตนเขม็ง เขาเงยหน้าขึ้นพลันสบกับสายตาที่ไม่ชัดเจนของเสิ่นเมี่ยว

          ตำแหน่งที่เสิ่นเมี่ยวนั่งอยู่ค่อนไปทางด้านหลัง แม้กระนั้นนางก็ยังจ้องเขานิ่ง เพ่ยหลางรู้สึกว่าตนกำลังถูกพินิจพิเคราะห์อยู่

          เขาพยายามมองให้ชัดว่าเสิ่นเมี่ยวกำลังมองเขาด้วยสีหน้าแบบไหน แต่สาวน้อยกลับหยิบพู่กันบนโต๊ะแล้วก็ก้มหน้าลง

          เขาจึงคิดว่าตัวเองตาฝาด จัดวางข้าวของเรียบร้อยก็เริ่มบทเรียนในวันนี้

          ศิษย์ในชั้นเรียนต่างพากันง่วงเหงาหาวนอน บทเรียนที่เกี่ยวกับการคำนวณมักจะทำให้บรรดาศิษย์เบื่อหน่ายได้ง่าย ถึงการสอนของเพ่ยซิ่วไฉจะยอดเยี่ยม ทว่าผู้เรียนก็เป็นเพียงคุณชายคุณหนูวัยสิบสี่สิบห้า จะฟังเข้าหูเสียที่ไหน อีกอย่างยามนี้อากาศก็เย็นสบาย แต่ละคนต่างพากันหาว

          ทว่าวันนี้เสิ่นเมี่ยวกลับไม่เหมือนเดิม

          นางจ้องเพ่ยซิ่วไฉอย่างไม่ละสายตา นั่งหลังตรงประหนึ่งตั้งใจฟังเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงมาก่อน คนอย่างเสิ่นเมี่ยวจะสามารถตั้งใจเรียนหนังสือได้จริงหรือ

          เด็กสาวหน้าตางดงามที่นั่งร่วมโต๊ะกับเสิ่นเมี่ยวมีสีหน้าท่าทางหยิ่งทะนง พอเห็นเสิ่นเมี่ยวเป็นเช่นนี้ก็รู้สึกประหลาดใจ นางหันไปมองเสิ่นเมี่ยวที่ตั้งใจเรียนอยู่หลายต่อหลายครั้ง

          เสิ่นเมี่ยวจะมีเวลาไปสนใจอะไรเสียที่ไหน นางได้แต่มองเพ่ยหลางด้วยความสงสัยว่าเขาเป็นคนอย่างไรกันแน่

          สีหน้าจริงจังของเสิ่นเมี่ยว คนข้างกายเห็นได้ชัดเจน นางคิดว่าเสิ่นเมี่ยวผู้นี้ไม่เหมือนเสิ่นเมี่ยวในยามปกติเอาเสียเลย หลังจบบทเรียนเพ่ยหลางจากไปแล้ว เสิ่นเมี่ยวก็ชักสายตากลับ

          เด็กสาวข้างกายออกแรงสะกิด เอ่ยถามอย่างสงสัย

          “เสิ่นเมี่ยว เจ้าถูกคนทำของใส่มาหรือเปล่า?”

          “ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ?” เสิ่นเมี่ยวถาม เด็กสาวข้างกายเป็นบุตรสาวคนโตของขุนนางกวงลู่ซวินนามว่าเฝิงอานหนิง

          ตระกูลเฝิงเป็นกลุ่มผู้ทรงอิทธิพลในเมืองหลวง นับแต่เล็กเฝิงอานหนิงจึงได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี กระทั่งกลายเป็นคนหยิ่งยโส ทว่าชาติก่อนขุนนางเฝิงเลือกข้างผิด หลังฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์เขาจึงต้องลาออกจากตำแหน่ง และเพื่อปกป้องบุตรสาวคนนี้เขาจึงมอบนางให้แต่งไปกับพี่ชายที่เป็นญาติห่างๆ ในดินแดนห่างไกล ไม่นานตระกูลเฝิงก็ถึงคราวตกต่ำ เฝิงอานหนิงเองก็ไม่ได้มีจุดจบที่ดีสักเท่าไร พี่ชายคนนั้นภายนอกดูดีมีคุณธรรมทว่าภายในกลับเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก เฝิงอานหนิงแต่งเข้าตระกูลนั้นได้ไม่ถึงปีสามีก็เลี้ยงอนุภรรยาแล้วมีลูกด้วยกัน เฝิงอานหนิงที่มีนิสัยหยิ่งทะนงเป็นทุนเดิมจึงหยิบกรรไกรไปจ้วงแทงอนุภรรยาผู้นั้นแล้วก็ฆ่าตัวตายตาม

          ชีวิตที่น่าเศร้าในชาตินั้น ยามนี้กลับเป็นเช่นหมอกควันที่ลอยผ่าน เสิ่นเมี่ยวมองเด็กสาวผู้หยิ่งทะนงข้างกายตน ใครจะไปรู้ว่าจุดจบของอีกฝ่ายจะโศกสลดเช่นนั้น

          เห็นเสิ่นเมี่ยวไม่คุยด้วย เฝิงอานหนิงก็เริ่มไม่พอใจ “เจ้าจงใจทำเป็นไม่เห็นหัวข้ารึ ความขยันของเจ้าในวันนี้เพื่อการสอบในเดือนหน้าใช่หรือไม่ ได้ยินพี่สาวของเจ้าเล่าว่าเจ้าคิดจะใช้โอกาสนี้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง เพื่อให้อ๋อง... เอ้อ... ให้ใครสักคนสนใจ”

          เป็นเด็กน้อยจริงๆ เมื่อครู่ฟังคำปรามของเพ่ยหลางแล้วก็ยังไม่เก็บมาใส่ใจ อาจารย์เพิ่งจากไปไม่นานกลับเอาคำพูด ‘แอบรักติ้งอ๋อง’ มาพูดอีกจนได้

          การสอบของก่วงเหวินถังกำหนดขึ้นในเดือนสิบของทุกปี การสอบนี้เป็นการทดสอบศิษย์ในสำนัก ศิษย์ที่มีความสามารถโดดเด่นเป็นที่จับตาจะมีโอกาสแสดงความสามารถกันในช่วงเวลานี้ ยิ่งไปกว่านั้น ในวันนั้นจะมีขุนนางใหญ่ที่ทรงอิทธิพลเข้ามาร่วมชม แม้กระทั่งบรรดาองค์ชายก็อาจจะให้เกียรติมาเพื่อเลือกเฟ้นหาคนสนิทไว้คอยรับใช้ข้างกาย

          เรียกได้ว่าหากศิษย์ในสำนักผู้ใดมีทักษะความสามารถเข้าตาขุนนางใหญ่ ก็อาจจะมีอนาคตที่ดีรออยู่ในภายภาคหน้า เป็นดั่งหนทางลัดที่จะประสบความสำเร็จ ขอเพียงแสดงความสามารถออกมาให้ผู้คนได้ประจักษ์ เพราะสาเหตุนี้ถึงได้มีบรรดาศิษย์เริ่มซุ่มเตรียมความพร้อม ทุ่มเทกายและใจให้กับการทดสอบที่จะจัดขึ้น

          ในบรรดาศิษย์ระดับชั้นที่สอง เสิ่นเย่มีความสามารถโดดเด่นที่สุด การทดสอบแต่ละปีนางมักได้ครองอันดับยอดเยี่ยม เสิ่นชิงแม้จะเทียบกับเสิ่นเย่ด้านโคลงกลอนบทกวีไม่ได้ ทว่าวิชาคำนวณก็นับว่าติดอันดับต้นๆ ของสำนักเลยทีเดียว

          หากจะหาคนที่เอาดีไม่ได้สักอย่างก็คงมีเพียงเสิ่นเมี่ยว ศาสตร์ทั้งสี่ที่สตรีพึงเป็น นางกลับไม่เป็นสักอย่าง วิชาคำนวณยิ่งไม่เข้าใจ ทุกครั้งที่สอบอย่าเรียกว่าแสดงความสามารถเลย ขอแค่ให้ผ่านเกณฑ์ก็ยังยาก สิ่งที่เสิ่นเมี่ยวในชาติก่อนกลัวที่สุดก็คือการสอบประจำปี นางทำได้แค่มองเสิ่นเย่เสิ่นชิงยืนอยู่บนลานพิธีด้วยสีหน้าชื่นชม

          เสิ่นเมี่ยวเลิกคิ้วสูง “สอบประจำปีหรือ? ข้าไม่เคยคิดแย่งอันดับกับใครหรอก ข้ามักครองอันดับสุดท้ายอยู่แล้วนี่ มีอะไรน่าแข่งอีกเล่า?”

          เฝิงอานหนิงคาดไม่ถึงว่าเสิ่นเมี่ยวจะกล้าพูดว่าตัวเองมักเป็นที่โหล่ได้อย่างไม่สะทกสะท้าน “เจ้าคงไม่ได้บาดเจ็บสาหัสจนนิสัยใจคอเปลี่ยนไปหมดแล้วหรอกนะ?”

          “น่าจะใช่” เสิ่นเมี่ยวหัวเราะ ไม่พูดอะไรอีก

          วิชาคำนวณถือว่าจบลง ศิษย์ทั้งหลายออกจากห้องเรียนมายังอุทยานดอกไม้ของก่วงเหวินถังเพื่อพักผ่อนคลายเครียด เหล่าสตรีบ้างก็เดินหมากในห้องเรียน บ้างก็เอาบทกวีใหม่มาวิจารณ์กัน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนม้าพยศกำลังควบตะบึงมาจากด้านนอก

          “เสียงอะไร?” อี้เพ่ยหลานหันหน้าไปมอง

          “ลองออกไปดูกันดีกว่า” เจียงเสี่ยวเซวียนเสนอแล้วหันไปลากเสิ่นเย่ “ไปเถอะ ไปดูว่าเกิดเรื่องอะไร”

          เสิ่นเมี่ยวกลับไม่มีกะจิตกะใจจะไปชมฉากสนุกที่ไหน มีเพียงเฝิงอานหนิงที่เดินไปได้สองก้าวแล้วก็หันกลับ คิดไปคิดมาก็จับแขนของเสิ่นเมี่ยว “ไปดูด้วยกัน!”

          เสิ่นเมี่ยวรู้สึกประหลาดใจ แต่ไรมาเฝิงอานหนิงดูถูกนางมาตลอด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงท่าทางที่แสนจะสนิทสนมเช่นนี้ นางยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเฝิงอานหนิงดึงให้เดินออกมานอกห้องเรียนแล้ว

          ด้านนอกมีศิษย์จำนวนมากที่ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าจึงออกมารวมตัวกันตรงหน้าประตู ไช่หลินแทรกตัวออกมาจากฝูงชน พอเห็นกลุ่มคนด้านนอกก็ส่งเสียงร้องอย่างยินดี

          “เซี่ยเสี่ยวโหว1 มา!”

          เซี่ยเสี่ยวโหว... หมายถึงเซี่ยจิ่งสิงรึ? เสิ่นเมี่ยวมองออกไปด้านนอก

          นอกประตูใหญ่สีแดงเลือดนกของก่วงเหวินถัง มีอาชาสีแดงพุทราตัวหนึ่งยืนตระหง่าน สีขนสะท้อนแสงจนเป็นมันวาว มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นยอดอาชาที่เงินพันชั่งยังไม่อาจหาซื้อ อาชาตัวนั้นขยับเท้าหน้าไปมาอย่างผยอง ลำตัวที่กำยำพ่วงพีดึงดูดสายตาของทุกคน

          แต่อย่างไรก็หาได้เป็นที่น่าจับจ้องเท่ากับคนบนหลังของมัน

          บุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่บนหลังอาชาสวมชุดผ้าฝ้ายกระชับลำตัวลวดลายริ้วเมฆ คลุมทับด้วยหนังสัตว์สีม่วงเข้ม มือขวากำลังตวัดแส้ม้าเล่นด้วยท่าทีเกียจคร้าน ใบหน้าคิ้วตาช่างคมสัน องคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าเมื่อรวมกันแล้วก่อให้เกิดความงดงามที่แข็งกร้าวดุดัน ดูเจิดจรัสเป็นที่สุด มุมปากของเขาขยับโค้งเล็กน้อย เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่เชิง ดวงตาเยือกเย็นชวนให้ผู้มองหนาวสะท้าน

          ในบรรดาผู้คนโดยรอบ สาวน้อยนางหนึ่งยืนปะปนอยู่ในฝูงชน ด้วยใบหน้าซับสีเลือดทำท่าวางตัวไม่ถูก แต่สุดท้ายนางก็รวบรวมความกล้าโยนผ้าเช็ดหน้าไหมเนื้อลื่นให้บุรุษบนหลังม้าผู้นั้น แคว้นหมิงฉีมีธรรมเนียมที่ค่อนข้างอิสรเสรี มิได้ยึดถือกฎเกณฑ์เคร่งครัดระหว่างหญิงชายสักเท่าไร เมื่อผ้าเช็ดหน้าไหมตกต้องแขนของชายหนุ่ม เขาเพียงตวัดมือออกแล้วรวบมันไว้ มุมปากยกขึ้นจนเป็นรอยยิ้ม

          สาวน้อยเจ้าของผ้าเช็ดหน้าใบหน้ายิ่งแดงก่ำ จ้องชายหนุ่มด้วยสายตาโง่งมของสาวน้อยที่ตกหลุมรัก

          แต่ในชั่วขณะถัดมา รอยยิ้มถือดีของบุรุษผู้นั้นก็จางลง ผ้าเช็ดหน้าไหมถูกปล่อยลงสู่พื้น จากนั้นอาชาพ่วงพีที่ชายหนุ่มนั่งก็เหยียบมันจนไม่เหลือเค้าเดิม

          ส่วนชายหนุ่มเจ้าของม้ายังคงนั่งตัวตรงด้วยท่าทีไม่ยี่หระต่อสายตาผู้ใด ราวกับฉากโศกนาฏกรรมของผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมิได้มีผลอะไรกับใจเขา

          บุรุษผู้นี้นับว่ามีเสน่ห์ในตัวอย่างเหลือร้าย ยากที่ผู้คนจะหักใจไม่หลงใหลได้

          ช่างเป็นบุรุษที่เยือกเย็นและก้าวร้าวร้ายกาจนัก

          อี้เพ่ยหลานพึมพำ “นี่แหละ... เซี่ยเสี่ยวโหว--เซี่ยจิ่งสิงล่ะ”

          เสิ่นเมี่ยวเลิกคิ้วสูง--เซี่ยจิ่งสิง

          ตระกูลขุนนางใหญ่ของแคว้นหมิงฉีในยามนี้ล้วนเป็นผู้ร่วมออกศึกสร้างแว่นแคว้นมากับอดีตฮ่องเต้ด้วยกันทั้งนั้น ผ่านพ้นกาลเวลารุ่นแล้วรุ่นเล่า บางตระกูลก็เหลือเพียงชื่อทว่าไร้ซึ่งอำนาจ บางตระกูลกลับยิ่งสูงส่งรุ่งเรือง ร่ำรวยเปี่ยมอำนาจ

          ยกตัวอย่างเช่นตระกูลเฝิงที่รับราชการเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น แล้วก็ตระกูลเสิ่นที่ทำหน้าที่ทหารพิทักษ์ชายแดน ผู้คนพากันกล่าวว่าถ้าพูดถึงเรื่องการทหารต้องนึกถึงตระกูลเสิ่น เพราะบรรพชนสกุลเสิ่นจนถึงลูกหลานที่สืบทอดล้วนรับราชการทหาร มีหน้าที่นำทัพออกรบและมีชื่อเสียงว่าเป็นแม่ทัพที่ซื่อสัตย์รักแว่นแคว้น ผิดกับตระกูลเซี่ยที่มีกำลังทหารครอบครองอยู่ในมือเช่นกันแต่กลับทำตัวลอยชายจนฮ่องเต้เบื่อหน่าย แต่ก็จนใจไม่กล้าแตะต้อง

          เล่ากันว่าจิตใจของคนตระกูลเซี่ยมีความเป็นขบถฝังรากลึกอยู่หลายส่วน สิ่งที่พวกเขาทำล้วนเป็นเรื่องที่คนทั่วไปมิบังอาจ ยกตัวอย่างเช่น ไม่สนใจคำสั่งทหารที่ให้ดักซุ่มอยู่นอกเมือง แต่กลับบุกเข้าไปทำศึกที่อันตรายยิ่งกว่าอย่างบ้าบิ่นเพื่อให้ได้ชัยชนะ สุดท้ายก็ยังเอ่ยแย้งราชโองการเสียอีกว่า ‘ทหารที่กรำศึกอยู่นอกด่าน จะรับหรือไม่รับคำสั่งจากเบื้องบนก็ย่อมได้’ ถึงกระนั้นเหล่าราชนิกุลก็ต้องปิดหูปิดตาต่อการกระทำของตระกูลเซี่ยเนื่องจากเหตุผลที่ว่าพวกเขาปกป้องประเทศ

          ตระกูลเสิ่นกับตระกูลเซี่ยเป็นปฏิปักษ์กัน สาเหตุหลักก็เพราะได้รับการยุแยงให้แตกกันอย่างจงใจจากอดีตฮ่องเต้เพื่อให้สองฝ่ายถ่วงดุลอำนาจกันเอง ราชสำนักจึงจะมั่นคง

          แม่ทัพเสิ่นซิ่นบิดาของเสิ่นเมี่ยวกับเซี่ยติ่ง--หลินอานโหวผู้เป็นบิดาของเซี่ยจิ่งสิงไม่เคยมีความคิดเห็นสอดคล้องกันเลย เสิ่นซิ่นทนเห็นอุบายรบแปลกประหลาดที่เซี่ยติ่งงัดออกมาใช้ยามทำศึกไม่ได้ เซี่ยติ่งเองก็ทนไม่ไหวที่เสิ่นซิ่นยามออกศึกยังต้องเปิดตำราพิชัยสงครามออกอ่าน ใช้ลูกไม้เดิมๆ ไม่รู้จักพลิกแพลง สองตระกูลนอกจากจะงัดข้อกันในราชสำนักแล้วยังไม่มีการไปมาหาสู่กัน อดีตฮ่องเต้นั่งดูความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างพอใจ

          หลังภรรยาสุดที่รักของเซี่ยติ่งตายจาก เขาก็ไม่ได้แต่งภรรยาอีก มีอนุแค่คนเดียว

          อนุภรรยาผู้นั้นให้กำเนิดบุตรชายสองคน นั่นหมายความว่าเซี่ยจิ่งสิงมีน้องชายต่างมารดาสองคน บางทีอาจเป็นเพราะเซี่ยติ่งสงสารที่บุตรชายคนโตต้องสูญเสียมารดา จึงหาทางชดเชยให้สุดความสามารถ นับแต่เล็กก็รักใคร่เอ็นดูเซี่ยจิ่งสิง เพราะความรักที่เหลือเฟือ เซี่ยจิ่งสิงจึงกลายเป็นคนที่ไม่เห็นฟ้าดินอยู่ในสายตา

          ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ เซี่ยจิ่งสิงก็ยังคงโดดเด่นมากความสามารถ หากไม่มองเจาะจงไปที่นิสัยยโสโอหังที่ติดตัวเขามาแล้วละก็ ความรู้ความสามารถตลอดจนความหล่อเหลาคมคายก็นับว่าเป็นอันดับหนึ่งของแคว้นหมิงฉีเลยทีเดียว ทำให้มีสตรีแอบชื่นชมเขาเป็นจำนวนมาก

          น่าเสียดาย... เสิ่นเมี่ยวแอบถอนหายใจ คาดไม่ถึงว่าบุรุษที่องอาจโดดเด่นเหนือใครในวันนี้จะมีบั้นปลายชีวิตที่สุดแสนจะรันทด ถูกธนูพันดอกยิงตัดขั้วหัวใจแล้วถลกหนังแขวนศพประจาน

          บางทีแววตาแห่งความสงสารของนางคงชัดเจนเกินไป บุรุษหนุ่มพลันเงยหน้าขึ้นสบตาตอบ แววตาที่สุกสกาวลึกล้ำดั่งดวงดาราสะท้อนวาบ

          เขาจ้องนางแวบหนึ่งอย่างไม่เข้าใจ

บทที่ 2.1 เซี่ยเสี่ยวโหว

          เสิ่นเมี่ยวก้มหน้าลง แสร้งทำเป็นเขินอาย

          เซี่ยจิ่งสิงผู้นี้ ชาติที่แล้วจบชีวิตลงตอนอายุยี่สิบหกปี

          ในท้ายที่สุดเชื้อพระวงศ์แคว้นหมิงฉีก็ยิ่งเหลวแหลกฟอนเฟะ แต่ละคนหาได้คิดจะเสริมสร้างอำนาจการปกครองแว่นแคว้นให้มั่นคงไม่ คิดเพียงแต่รักษาอำนาจในมือของตนไว้เท่านั้น ขุนนางแบ่งแยกฝักฝ่ายชัดเจน ด้วยตระกูลเสิ่นมีนิสัยสัตย์ซื่อ ส่วนตระกูลเซี่ยมีนิสัยดื้อรั้นยากจะรับมือ ดังนั้นตัวเลือกแรกที่จะต้องกำจัดให้สิ้นซากจึงเป็นตระกูลเซี่ยก่อน

          อาศัยจังหวะที่เผ่าซยงหนูบุกรุก ราชสำนักออกคำสั่งให้ตระกูลเซี่ยออกศึกกำราบ เซี่ยติ่งรับหน้าที่แม่ทัพใหญ่นำทหารออกศึกแนวหน้า หลินอานโหวผู้ยิ่งใหญ่ที่ผาดโผนโลดแล่นในสนามรบมาทั้งชีวิตกลับพ่ายแพ้ราบคาบ เซี่ยจิ่งสิงที่รอการกลับมาของบิดาอยู่ในเมืองหลวง สุดท้ายก็ได้กลับมาเพียงโลงศพ

          การตายของเซี่ยติ่งหาใช่จุดสิ้นสุดไม่ หลังทำพิธีฝังศพเรียบร้อย ชาวบ้านที่นับถือเลื่อมใสในตัวเขาต่างร้องไห้เสียใจในการจากไปแล้วพากันเดินขบวนไปส่งศพ เรื่องนี้สำหรับฮ่องเต้และเชื้อพระวงศ์แล้วถือเป็นเรื่องที่น่าริษยา ดังนั้นไม่นานนัก จึงได้มีคำสั่งให้เซี่ยเสี่ยวโหวผู้เป็นลูกออกศึกรับช่วงต่อจากบิดา

          ทั้งที่รู้ว่าการตายของเซี่ยติ่งมีพิรุธหลายประการ ทว่าราชโองการของฮ่องเต้ก็ยังดึงดันประหนึ่งจะผลักให้เซี่ยจิ่งสิงก้าวเดินสู่หนทางแห่งความตาย

          เซี่ยจิ่งสิงก้มหน้ารับราชโองการ เคลื่อนทัพออกรบและได้รับความปราชัย ทางราชสำนักได้รับรายงานว่าเขาลอบเปิดเผยความลับทหารให้แก่ศัตรู หลังจากกลับสู่เมืองหลวงจึงต้องโทษประหารด้วยธนูพันดอกทะลุหัวใจ ไม่เพียงเท่านั้น ศพของเขายังถูกแล่เนื้อเถือหนังตากแห้งแล้วแขวนประจานอยู่เหนือกำแพงเมืองหลวง ช่างน่าสลดใจนัก

          โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับตระกูลเซี่ย ประชาชนแคว้นหมิงฉีต่างร่วมกันไว้อาลัยให้สองพ่อลูกที่ต้องจบชีวิตกลางสมรภูมิ หลายคนมองเห็นเพียงความไร้ปรานีของเผ่าซยงหนูกับความหาญกล้าของแม่ทัพ แต่ไม่มีใครล่วงรู้แผนชั่วที่อยู่เบื้องหลัง

          ระหว่างนั้นอดีตฮ่องเต้สวรรคต ฟู่ซิวอี๋ขึ้นครองราชย์แทน เขาอาจจะรับรู้และชื่นชมกับวีรกรรมของตระกูลเซี่ยจึงได้อวยยศสองพ่อลูกให้มีตำแหน่งที่สูงกว่าเดิม แต่จะไม่เป็นการชื่นชมที่ช้าไปสักหน่อยหรือ คนก็ตายไปแล้วไหนเลยจะออกมารับความดีความชอบได้ รางวัลจากความดีความชอบจึงได้ตกแก่อนุและบุตรชายทั้งสองของนางแทน

          เสิ่นเมี่ยวยังจำได้ดีถึงท่าทีสลดใจของเสิ่นซิ่นยามที่ได้รับทราบข่าวการตายของเซี่ยติ่ง เดิมทีนางเคยคิดว่าตระกูลเซี่ยและตระกูลเสิ่นไม่ถูกกันดังเช่นน้ำกับน้ำมัน และเคยคิดอีกว่าหากข่าวการล่มสลายของตระกูลเซี่ยรู้ถึงหูบิดา บิดาของนางก็คงจะไม่รู้สึกอะไร แต่พอเอาเข้าจริงเสิ่นซิ่นกลับแสดงออกเหมือน ‘สุนัขจิ้งจอกที่โศกเศร้าหลังการจากไปของกระต่ายป่า’

          เมื่อคานถ่วงดุลอำนาจได้เสียเสถียรภาพแล้ว แน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปก็คือตระกูลเสิ่น ช่างน่าขันที่นางในยามนั้นยังมีแก่ใจช่วยลากตระกูลเสิ่นให้มาตายอยู่ในแอ่งน้ำครำสกปรกอีกแรงหนึ่ง

          จำได้ว่าเสิ่นเมี่ยวในยามนั้นถึงกับร้องไห้เสียน้ำตาให้แก่จุดจบของเซี่ยจิ่งสิง บุรุษผู้มีความสามารถโดดเด่นซ้ำยังหล่อเหลาคมคายเช่นเขา ควรจะต้องสร้างชื่อเสียงยิ่งใหญ่ให้ประวัติศาสตร์แคว้นหมิงฉีได้จารึก ใครจะไปคาดว่าเขาจะหลุดจากวงเวียนแห่งอำนาจด้วยบทลงเอยเช่นนี้

          ไช่หลินเบียดตัวออกมาจากกลุ่มคน ในมือถือห่อผ้ายื่นไปทางเซี่ยจิ่งสิง เอ่ยอย่างนอบน้อม

          “เซี่ยเสี่ยวโหว นี่คือตำราโอสถที่ท่านมอบหมายให้ข้าไปหา”

          ท่าทีนอบน้อมของหัวโจกผู้นี้ทำให้ผู้คนรอบข้างตกใจจนอ้าปากค้าง แต่เมื่อมาคิดดูก็สมเหตุสมผลอยู่ เพราะชื่อเสียงของเซี่ยจิ่งสิงคือจอมขบถแห่งเมืองหลวง เป็นสุดยอดของความหัวแข็งหยิ่งผยองอย่างยากจะหาผู้ใดเทียบ ท่าทีของไช่หลินที่อ่อนน้อมพินอบพิเทาต่อหัวโจกใหญ่เช่นเขา จึงนับว่าเหมาะสมแล้ว

          คุณหนูเฝิงกระซิบข้างหูเสิ่นเมี่ยว “เจ้าว่าระหว่างเซี่ยเสี่ยวโหวกับติ้งอ๋อง ใครเหนือกว่ากัน?”

          เสิ่นเมี่ยวตอบเสียงจริงจังหนักแน่น “เซี่ยเสี่ยวโหวย่อมต้องยอดเยี่ยมกว่า”

          ยังมิต้องพูดถึงสันดานที่แท้จริงของฟู่ซิวอี๋ที่เสิ่นเมี่ยวรู้จักอย่างลึกซึ้งถึงแก่น พูดถึงความเก่งกล้าสามารถเพียงอย่างเดียว ฟู่ซิวอี๋ก็เทียบอีกฝ่ายไม่ติดแล้ว เสิ่นเมี่ยวจำได้ดี ยามที่หว่านอี๋กับฟู่หมิงเรียนตำราประวัติศาสตร์เกี่ยวกับแคว้นหมิงฉี พออ่านมาถึงตอนที่เป็นประวัติของตระกูลเซี่ย พวกเขาแอบมาบอกกับนางว่าเซี่ยจิ่งสิงเป็นยอดบุรุษที่สง่าผ่าเผยที่สุดเท่าที่เคยเรียนมา น่าเสียดายที่ต้องมาตายตั้งแต่ยังหนุ่มกระทั่งบุตรธิดาของนางยังชมว่าเขาเป็นยอดบุรุษ เขาย่อมต้องเป็นคนดี

          เฝิงอานหนิงตกตะลึง นานพักใหญ่กว่าจะเอ่ย “ดูท่าเจ้าคงจะเจ็บปวดรวดร้าวมากเกินไปแล้วจริงๆ”

          เสิ่นเมี่ยวไม่คิดจะอธิบายอะไรต่อ พวกนางทั้งสองเห็นเซี่ยจิ่งสิงรับห่อผ้าจากไช่หลินไปไว้ในมือ เขามองหน้าไช่หลินแวบหนึ่งก่อนจะดึงบังเหียนม้าควบออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ ฝีเท้าม้าตะกุยเอาฝุ่นบนพื้นขึ้นมาบดบังทัศนวิสัย แต่ก็มิอาจทำให้แผ่นหลังองอาจเปี่ยมเสน่ห์ของบุรุษที่ควบอยู่พร่าเลือนไปจากใจได้

          ช่างเป็นบุรุษที่ร้อนแรงดั่งแสงตะวันบนฟากฟ้า บดบังทุกสรรพสิ่งในครรลองสายตาให้เหลือแต่เขาเพียงผู้เดียว

          ไช่หลินใช้สายตาเหม่อลอยมองตามแผ่นหลังนั้นไม่ต่างไปจากบรรดาสตรีที่อยู่รายรอบ ทุกคนมีท่าทีเสียดายที่เซี่ยเสี่ยวโหวไม่รั้งอยู่ให้นานกว่านี้ เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่หนุ่มน้อยลูกผู้ดีทั้งหลายไม่รู้สึกริษยาที่เซี่ยจิ่งสิงเป็นที่หมายปองในหมู่สตรี อาจเป็นเพราะวิธีการวางตัวและท่าทีที่แสดงออกของเขาแตกต่างจากบุรุษดอกท้อรายอื่น เขาจึงเป็นที่เคารพนับถือ

          เสิ่นเมี่ยวใคร่ครวญอย่างหนัก หากตระกูลเซี่ยพินาศ ตระกูลเสิ่นก็จะต้องได้รับภัยใหญ่หลวงตามมา ในเมื่ออำนาจของสองตระกูลมีส่วนเกี่ยวพันกันทำไมถึงไม่ร่วมมือกัน และใช้ข้อได้เปรียบนี้ให้เป็นประโยชน์

          หากนางลงมือช่วยตระกูลเซี่ย ช่วยเซี่ยจิ่งสิงให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น เท่านี้ก็เท่ากับเพิ่มหมากในมือให้กับตระกูลเสิ่นของนางได้

          ตระกูลเสิ่นที่มีความจงรักภักดีกับตระกูลเซี่ยที่หัวแข็งยากแก่การบังคับ

          แค่คิดก็สนุกแล้ว...

          บางทีนางควรจะทำการค้าแลกเปลี่ยนบางอย่างกับตระกูลเซี่ย

 

 

เซี่ยจิ่งสิงควบม้าไปหยุดที่โรงพักม้าหน้าโรงเตี๊ยมนอกเมืองแห่งหนึ่ง

          เขาตวัดเท้าลงจากหลังม้า ก้าวเดินเข้าไปยังห้องด้านในสุดของโรงเตี๊ยม ในห้องนั้นมีคุณชายหน้าหยกผู้หนึ่งสวมชุดขาวสะอาดสะอ้านยืนรออยู่ พอเห็นการมาของเขาก็ส่งยิ้มให้ “เจ้ามาแล้ว”

          “รับไป!” เซี่ยจิ่งสิงโยนห่อผ้าในมือให้ “ต่อไปวันหน้าอย่าขอให้ข้าทำธุระแบบนี้ให้เจ้าอีก”

          หากไม่ใช่เกาหยางขอร้องให้เขาหาตำราแพทย์เล่มนี้ เขาคงไม่ต้องไปอาศัยเจ้าไช่หลินนั่นและก็ไม่ต้องไปเหยียบก่วงเหวินถังให้ถูกมุงดูเหมือนตัวประหลาด ยิ่งคิดไปถึงเหตุการณ์ผ้าเช็ดหน้าหล่นเมื่อครู่ ก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจจนต้องลูบเสื้อผ้าไล่ฝุ่น

          เกาหยางรู้ดีถึงนิสัยแปลกประหลาดของสหายผู้นี้จึงสัพยอกเล่น

          “เจ้ายังหนุ่มยังแน่นสมควรต้องออกไปเที่ยวเล่นด้านนอกบ้าง บรรดาศิษย์ที่ศึกษาอยู่ที่นั่นก็อายุไม่ห่างจากเจ้าเท่าไร เจ้าควรหัดใช้ชีวิตอย่างมีสีสันตามแบบพวกเขา...” เขาหยุดชะงักไปเล็กน้อยแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม “บางทีที่นั่นอาจจะมีคุณหนูผู้น่ารักสักนางที่ทำให้เจ้าพึงใจ ตัวเจ้าเองก็รูปงาม ทำไมถึงปล่อยวันเวลาอันมีค่าให้สูญเปล่า ยอมเหี่ยวเฉาอยู่ตามลำพังเล่า”

          เซี่ยจิ่งสิงคุ้นเคยกับวาจาตรงไปตรงมาของอีกฝ่าย เขาทำหน้าเบื่อหน่ายแต่ในใจกลับนึกถึงเจ้าของดวงตากลมโตใสกระจ่างคู่นั้น แววตาของนางดูออดอ้อนราวกับสัตว์เลี้ยงตัวน้อย ทั้งยังเต็มไปด้วยประกายตาแห่งความสงสารและจนปัญญาที่มิอาจลงมือช่วยเหลือได้

          พอถูกสายตาที่สื่ออารมณ์เช่นนั้นจ้องมองมา เขาเองก็ตกตะลึง ทว่าเสี้ยวขณะต่อมาเจ้าของดวงตากลับก้มหน้าเขินอายให้เห็น

          แต่คนอย่างเขาคร่ำหวอดมากประสบการณ์ เคยติดตามบิดารบทัพจับศึกมาหลายปี สังหารศัตรูมานับไม่ถ้วน ถูกฝึกฝนสายตาให้แยกแยะประเมินสิ่งต่างๆ และสถานการณ์ตรงหน้าได้ว่องไว คนเช่นเขามีรึจะไม่รู้ทันนาง?

          เด็กสาวผู้นั้นแสร้งแสดงท่าทีหลงใหลในตัวเขา แต่โชคไม่ดี... นางไม่ได้รู้ตัวว่าแววตาของตนได้เปิดเผยความจริงออกมาแล้ว แววตาที่นิ่งสงบราวกับน้ำในบ่อลึก ปราศจากแรงอารมณ์ ไร้การกระเพื่อมไหวแม้แต่นิดเดียว

          สำหรับเขา... ช่างเป็นแววตาที่น่าค้นหาเสียเหลือเกิน

 

 

ยามที่เสิ่นเมี่ยวเลิกเรียนเดินทางกลับตระกูลเสิ่น ท้องฟ้าก็เริ่มมืด

          เสิ่นเย่กับเสิ่นชิงยังคงยืนกรานว่าไม่ขอร่วมเดินทางกลับพร้อมนาง เสิ่นเมี่ยวเองก็ระอาที่จะยุ่งด้วย

          ในยามนี้ฮูหยินผู้เฒ่าพักผ่อนแล้ว นางจึงกลับเรือนตะวันตกของตัวเอง

          เพิ่งเดินมาถึงเรือนตะวันตกพลันได้ยินน้ำเสียงอบอุ่นดังขึ้น

          “คุณหนูกลับมาแล้ว บ่าวได้ยินมาว่าคุณหนูตกน้ำก็เป็นห่วงมาก ดูท่าทางตอนนี้คุณหนูคงดีขึ้นแล้ว โอย...หัวใจบ่าวเฒ่าอย่างข้าค่อยโล่งขึ้นมาหน่อย”

          พอหันหน้ามามองก็เห็นหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินตรงมาหา หญิงท้วมคนนี้อายุราวสี่สิบกว่า ผิวพรรณออกคล้ำ อยู่ในชุดกระโปรงสีเขียวซึ่งแม้จะตัดเย็บอย่างเรียบง่ายแต่เนื้อผ้าที่ใช้ก็เป็นของดี นางสวมสร้อยข้อมือเงินเส้นใหญ่ ใบหน้ายิ้มแย้ม

          “ป้ากุ้ย” เสิ่นเมี่ยวทักเสียงเรียบ

          บ่าวเฒ่าไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติของอีกฝ่าย ได้แต่จีบปากจีบคอกล่าวต่อไป “บ่าวคิดจะมาหาคุณหนูให้เร็วกว่านี้สักหน่อย แต่ก็จนปัญญา หรานเอ๋อป่วยหนักไม่หายสักที สุดท้ายจำต้องเอาหรานเอ๋อไปฝากแม่ของเขาไว้ก่อน ส่วนตัวบ่าวก็รีบกลับจวน พอเห็นคุณหนูไม่เป็นไรแล้วค่อยโล่งใจ”

          คำประจบสอพลอถูกพูดออกมาอย่างหวานหยด ตั้งใจจะสื่อว่าในใจของนาง เสิ่นเมี่ยวเป็นคนสำคัญมากกว่าหลานแท้ๆ หากเป็นเมื่อก่อนเสิ่นเมี่ยวได้ฟังคำพูดเหล่านี้ย่อมต้องยินดีปรีดา จากนั้นก็จะมอบเงินจำนวนหนึ่งให้ป้ากุ้ย เพื่อให้นางนำกลับไปรักษาหลาน

          ทว่าการที่เสิ่นเมี่ยวได้กลับมาเห็นหน้าหญิงวัยกลางคนผู้นี้อีกครั้งในชาตินี้ กลับเป็นการตอกย้ำให้ต้องเย้ยหยันตัวเองอยู่ในใจ แต่ก่อนทำไมตนถึงได้ตาบอด คิดว่าบ่าวเลวๆ อย่างนี้จะมาซื่อสัตย์ภักดีกับตนได้

          หลังจากที่เสิ่นฮูหยินคลอดเสิ่นเมี่ยวได้ไม่นาน เสิ่นซิ่นก็ได้รับราชโองการ เขากับภรรยารีบร้อนไปออกรบ เสิ่นเมี่ยวที่อายุยังน้อยไม่อาจนั่งรถม้าออกไปผจญอันตรายด้วยได้ เสิ่นฮูหยินยอมปวดใจทิ้งนางไว้ในจวนตระกูลเสิ่น ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าก็อาสาเป็นธุระไปหาแม่นมมาให้ ซึ่งก็คือป้ากุ้ยผู้นี้

          ป้ากุ้ยเป็นชาวนาที่มาจากหมู่บ้านห่างไกล เสิ่นฮูหยินเห็นนางเป็นคนซื่อสัตย์ขยันขันแข็ง ให้มาเป็นแม่นมของเสิ่นเมี่ยวน่าจะดี จึงได้วางใจให้ป้ากุ้ยอยู่ในตระกูลเสิ่นคอยเลี้ยงดูเสิ่นเมี่ยวเรื่อยมา

          ทว่าบนโลกใบนี้ ใครก็เปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น

          เรือนตะวันตกของตระกูลเสิ่นมีผู้คนไม่มากนัก เดิมทีป้ากุ้ยดูแลเสิ่นเมี่ยวอย่างซื่อสัตย์ภักดี ทว่าต่อมาเมื่ออำนาจในตระกูลเปลี่ยนมือ นางก็หันไปฝากฝังตัวเองกับฮูหยินผู้เฒ่าและคนของเรือนตะวันออกอย่างไม่ลังเล ตอนที่เสิ่นเมี่ยวมีใจแน่วแน่ว่าจะแต่งกับฟู่ซิวอี๋ให้ได้ก็มีป้ากุ้ยคอยหนุนคอยกระพือไฟให้ลุกโชนอยู่เนืองๆ

          ทว่าที่น่าแค้นใจที่สุดก็คือเรื่องของพี่ชายนาง มีครั้งหนึ่งฮูหยินผู้เฒ่าอนุญาตให้หลานสาวตัวเองที่เดินทางมาจากแดนไกลเข้าพักอาศัยในตระกูลเสิ่น ว่ากันว่าหลานสาวผู้นั้นถูกเสิ่นชิวพี่ชายของเสิ่นเมี่ยวล่วงเกิน จึงบังคับให้เขารับผิดชอบ สุดท้ายหลานสาวผู้นั้นก็กลายเป็นพี่สะใภ้ของเสิ่นเมี่ยว ความผิดพลาดนี้ทำให้ชีวิตของเสิ่นชิววุ่นวายนับแต่นั้นมา และเหตุการณ์ที่หลานสาวของฮูหยินผู้เฒ่าถูกล่วงเกิน คนที่ออกหน้าเป็นพยานให้ก็คือ... ป้ากุ้ย

          ความแค้นเก่าใหม่เหล่านี้ นางจะต้องค่อยๆ คิดบัญชีไปทีละเปลาะ สุนัขที่เลี้ยงไม่เชื่องจะต้องให้อาหารอีกทำไม!

          ป้ากุ้ยรออยู่นานแสนนานก็ไม่ได้ยินว่าเสิ่นเมี่ยวจะตกรางวัลให้ นางทนไม่ไหวเงยหน้ามอง ก็เห็นอีกฝ่ายกำลังมองมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

          ใจของนางสั่นสะท้านแวบหนึ่ง ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงมีความรู้สึกละอายแก่ใจอย่างประหลาด

          ชั่วขณะต่อมา พลันได้ยินเสิ่นเมี่ยวเอ่ยตอบอย่างไร้อารมณ์“อ้อ ถ้าเช่นนั้นก็ลำบากท่านป้าแล้ว”

          กู่อี่หลุดเสียงเฮอะออกมาเบาๆ แล้วตวัดสายตาลอบค้อนป้ากุ้ย นางไม่ชอบที่ป้ากุ้ยทำตัวเป็นไม้เลื้อยพาดไปเกี่ยวเอาใจเรือนโน้นเรือนนี้ อาศัยตำแหน่งแม่นมของคุณหนูเบ่งอำนาจไปรอบเรือนตะวันตก น่าเสียดายที่แต่ก่อนคุณหนูหลงเชื่อคำพูดของป้ากุ้ยแทบทุกคำ แต่ตอนนี้ทุกสิ่งดูเหมือนจะดีขึ้น หลังจากที่คุณหนูฟื้นจากตกน้ำก็ราวกับว่าสมองและสายตาจะกระจ่างชัดเจนขึ้น สามารถมองออกถึงนิสัยนกสองหัวของป้ากุ้ย กู่อี่คิดแล้วก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาก

          ป้ากุ้ยพยายามคงรอยยิ้มไว้บนหน้า นางคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกถึงสาเหตุที่เสิ่นเมี่ยวปฏิบัติตัวเย็นชาต่อนางในวันนี้ จึงคิดว่าเสิ่นเมี่ยวอาจจะหงุดหงิดเกี่ยวกับข่าวเสียหายที่เกิดขึ้น จึงปั้นรอยยิ้มแล้วพูดปลอบโยน

          “บ่าวขอแนะนำคุณหนูสักประโยค คุณหนูจำต้องหักห้ามความเสียใจแล้วคำนึงถึงสุขภาพของตัวเองบ้าง คุณหนูของบ่าวงดงามราวดอกไม้แรกแย้ม หากติ้งอ๋องได้มีโอกาสใกล้ชิดคุณหนูมากกว่านี้จะต้องพึงใจแน่ ต้องมีสักวันที่...”

          นางมักจะเอ่ยคำพูดเหล่านี้ให้เสิ่นเมี่ยวพอใจ แต่พอวันนี้นางเอ่ยคำพูดประโยคเดิม กลับเห็นสีหน้าของเสิ่นเมี่ยวเปลี่ยนไปในพริบตา

          “คำพูดของป้ากุ้ยเหมือนกับจะสาดโคลนให้ข้าต้องแปดเปื้อน ป้าคิดจะทำลายความบริสุทธิ์ของข้าอย่างนั้นรึ?” เสิ่นเมี่ยวกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถึงบิดาและมารดาของข้าจะไม่ได้พำนักอยู่ด้วยกันที่เรือนตะวันตก แต่ข้าก็ยังเป็นคุณหนูของท่านแม่ทัพใหญ่ ซ้ำยังเป็นนายหญิงเพียงหนึ่งเดียวของเรือนนี้ ความบริสุทธิ์ของข้าไม่เคยด่างพร้อย คำพูดของป้ากุ้ยราวกับจะจงใจทำให้ข้าตกที่นั่งลำบาก”

          ป้ากุ้ยประหลาดใจนัก รีบร้อนแก้ตัว “คุณหนู เหตุใดท่านจึงตีความหมายไปเช่นนั้นได้ บ่าวมีแต่คิดจะทำทุกอย่างเพื่อคุณหนู”

          “พูดอย่างนี้เท่ากับว่าข้าผิดสินะ” เสิ่นเมี่ยวยิ้มเยือกเย็น “ป้ากุ้ยพูดพล่อยเช่นนี้ หรือว่าที่แท้แล้วชื่อเสียงและความบริสุทธิ์ของบุตรสาวตระกูลแม่ทัพอย่างข้าย่ำยีกันง่ายถึงปานนั้น”

          ป้ากุ้ยผู้ซึ่งเคยเสียงดังคับเรือนตะวันตก มองเห็นเสิ่นเมี่ยวเหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือมาตลอด จู่ๆ วันนี้กลับต้องเสียหน้าต่อหน้ากู่อี่และจิงเจ๋อ จึงเกิดความโมโหจนยากจะระงับ

          “คำพูดของคุณหนูใส่ความบ่าวให้แลดูชั่วร้าย บ่าวเฒ่าติดตามรับใช้คุณหนูมามากกว่าสิบปี เหตุใดคุณหนูถึงคิดอคติกับบ่าว เอ่ยปากว่าบ่าวประสงค์ร้ายกับคุณหนูได้?”

          “อวดดี!” จิงเจ๋อตวาดเสียงดัง “คุณหนูเป็นนาย ป้ากุ้ยถือดีอย่างไรใช้คำพูดแบบนี้กับคุณหนู?”

          ป้ากุ้ยรู้ดีว่าเมื่อครู่ตนขาดสติ คิดเพียงว่าเสิ่นเมี่ยวเป็นคุณหนูตัวน้อยที่จัดการได้ง่าย จึงรีบร้อนส่งเสียงอ่อนโยนสำทับ

          “คุณหนู บ่าวเพียงแต่นึกช้ำใจ บ่าวติดตามคุณหนูมาหลายปี เห็นคุณหนูเหมือนลูกในไส้ ถึงคำพูดของบ่าวจะไม่ถูกไม่ควรก็ขอให้คุณหนูอย่าได้โกรธเกรี้ยวจนเป็นผลเสียต่อสุขภาพนะเจ้าคะ”

          เห็นนางเป็นดั่งลูกในไส้…

          เสิ่นเมี่ยวแอบหัวเราะในใจ นางลงความเห็นว่าป้ากุ้ยนับเป็นอัจฉริยบุคคลผู้หนึ่ง สามารถกอบโกยเงินทองจากที่นี่ แต่กลับไปยกย่องให้คนที่อื่นเป็นเจ้านายได้อย่างไม่นึกละอายแก่ใจ ซ้ำภายหลังยังทำให้เสิ่นชิวต้องกล้ำกลืนรับขยะชิ้นโตเข้ามาไว้ในบ้านอีก หากชาติก่อนต้องมีบ่าวไพร่นิสัยเช่นนี้อยู่ฝ่ายใน ถ้าไม่โบยจนตายก็คงไม่ใช่นางแล้ว

          เสิ่นเมี่ยวเลิกคิ้ว เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ป้ากุ้ยสำนึกผิดก็ดีแล้ว งั้นลงโทษตัดเงินเดือนสามเดือน”

          สีหน้าของป้ากุ้ยชะงักค้าง รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากของเสิ่นเมี่ยว

          เอาล่ะ ป้ากุ้ยจะทำอย่างไรหากเงินทองขาดมือ?

          แน่นอน ก็ต้องไปร้องขอให้เรือนตะวันออกช่วยเหลือน่ะสิ!

บทที่ 2.2 เซี่ยเสี่ยวโหว

          ลมเย็นยามค่ำพัดโชยมา

          ยิ่งเข้าใกล้ฤดูหนาวเท่าไร อากาศในแต่ละวันก็ยิ่งทวีความหนาวเย็นมากขึ้นเรื่อยๆ เมืองหลวงของแคว้นอยู่ทางด้านเหนือ จึงเย็นยะเยือกกว่าภูมิภาคแถบอื่น

          ใต้แสงเทียน เด็กสาวผู้หนึ่งนั่งเอนหลัง มือเปิดตำราอ่านทีละหน้า เด็กสาวคงไม่ทันสังเกตว่าน้ำชาที่รินไว้ข้างกายเย็นชืดแล้ว เพราะว่านางกำลังจดจ่ออยู่กับเนื้อหาในตำรา

          ไป๋ลู่จ้องมองด้วยความประหลาดใจ ดูเหมือนคุณหนูจะมีนิสัยเปลี่ยนไปไม่เหมือนเมื่อก่อน แม้แต่สีหน้าตอนที่นั่งเงียบอ่านหนังสืออย่างตั้งใจก็ผิดไปจากเดิมที่ไม่ได้รักการอ่าน

          หากนางไม่รู้ว่าคนตรงหน้าเป็นคุณหนูเสิ่นเมี่ยวของพวกตน จะต้องเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคุณหนูที่สง่างามของบ้านอื่นเป็นแน่

          ขณะที่ไป๋ลู่ยืนเหม่อมองบุคลิกและนิสัยที่เปลี่ยนไปของคุณหนู ซวงเจี้ยงก็เดินเข้ามาหยอกนางเสียงเบา

          “ทำไมถึงยืนเป็นเบื้อใบ้อย่างนี้เล่า?”

          ไป๋ลู่ได้ยินจึงค่อยรู้สึกตัว

          ซวงเจี้ยงเดินเข้าไปใกล้คุณหนูแล้วจัดแจงนำผ้าคลุมรอบตัวให้ พลางเอ่ยเตือนเสียงนุ่มนวล

          “คุณหนู ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้เช้าก็ต้องไปเรียน รีบเข้านอนแต่หัวค่ำจะดีกว่านะเจ้าคะ”

          เสิ่นเมี่ยวส่ายหน้า “พวกเจ้าไปพักผ่อนกันก่อนเถอะ ข้าจะอ่านต่ออีกสักหน่อย”

          มีอย่างที่ไหนกันที่สาวใช้จะเข้าไปหลับพักผ่อนก่อนเจ้านาย

          เสิ่นเมี่ยวเริ่มพาตัวออกห่างจากครอบครัวสายรองและครอบครัวสายสามอย่างจงใจ ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ชอบทำตัวติดกับเสิ่นเย่เสิ่นชิง

          หลายวันมานี้นางขยันศึกษาเล่าเรียนในสำนักก่วงเหวินถัง แม้ผู้คนยังคงเห็นนางเป็นที่โหล่ ทว่านางก็ไม่แสดงอาการโกรธเกรี้ยว แต่ละวันแค่ทำสิ่งที่สมควรทำให้ดีที่สุดเท่านั้น

          วันนี้หลังเลิกเรียนคาบวิชาโคลงกลอน

          เสิ่นเมี่ยวต้องการปลดปล่อยความเคร่งเครียดออกไปบ้าง จึงเดินทอดน่องมุ่งตรงไปยังสวนหย่อมของก่วงเหวินถัง

          ถึงก่วงเหวินถังจะได้ชื่อว่าเป็นสำนักศึกษา ทว่ามีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่แบ่งแยกชั้นเรียนแต่ละชั้นอย่างเป็นสัดส่วน ตั้งแต่ระดับหนึ่ง สอง และสาม อายุของเสิ่นเมี่ยวจัดอยู่ในชั้นเรียนระดับสอง นางเดินไปเรื่อยเปื่อยจนเข้าเขตของระดับหนึ่ง

          นางพบเด็กน้อยผู้หนึ่งกำลังนั่งร้องไห้ปาดน้ำตาอยู่ที่บันได เด็กคนนี้อายุราวสิบสองปี ผิวขาวรูปร่างท้วม เป็นเพราะเขาอ้วนกลมไปทั้งร่าง คนที่มองผิวเผินในทีแรกอาจเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นลูกหนังกลมๆ เขาสวมเสื้อคลุมสีฟ้ากุ๊นขอบด้วยด้ายเงิน สวมรองเท้าคู่เล็ก ปกเสื้อคอตั้ง ดูแล้วคล้ายภาพตุ๊กตาเด็กชายในบัตรอวยพรที่ส่งให้กันในวันปีใหม่

          เสิ่นเมี่ยวนิ่งขึงก่อนที่จะเดินส่งยิ้มเข้าไปหา ถามเสียงอ่อนโยน

          “เจ้ามานั่งร้องไห้ที่นี่ทำไม?”

          เด็กชายไม่คาดว่าจะถูกคนมาเห็นจึงผงะเสียหลักกลิ้งตกบันได เขาไม่ได้ร้องแต่ขยับขึ้นนั่งแล้วเงยหน้ามองเสิ่นเมี่ยวด้วยสายตาว่างเปล่า

          ดวงตาโตเป็นประกายใสแจ๋ว หน้าผากมีรอยยับย่น บนแก้มยังเปื้อนคราบน้ำตา ทำให้ดูน่ารักและไร้เดียงสาจนเสิ่นเมี่ยวอดใจไม่ไหวปล่อยเสียงหัวเราะออกมา

          เด็กชายเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทีไม่ประสีประสา “พี่สาว”

          หัวใจพลันอ่อนยวบเมื่อเด็กน้อยคนนี้เรียกนางว่าพี่ ชาติก่อน

ตอนนางให้กำเนิดฟู่หมิงกับหว่านอี๋ นางโชคร้ายต้องเดินทางไปแคว้นฉินเพื่อเป็นตัวประกัน กลับมาอีกทีบุตรก็อายุห้าปีแล้ว เด็กทั้งสองได้รับการอบรมมารยาทชาววังเป็นอย่างดี พวกเขาเรียกนางว่า ‘เสด็จแม่ฮองเฮา’ เสิ่นเมี่ยวไม่เคยมีโอกาสทำความรู้จักกับบุตรทั้งสองก่อนที่พวกเขาจะอายุครบห้าขวบ ไม่รู้เลยว่าพวกเขาจะไร้เดียงสาหรือน่ารักสักแค่ไหน

          เมื่อได้มาเห็นเด็กชายผู้นี้ที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน ซ้ำยังดูใสซื่อปราศจากมลทินของโลกภายนอก ยิ่งทำให้นางคิดถึงหว่านอี๋และฟู่หมิง

          เสิ่นเมี่ยวย่อตัวลงแล้วลูบศีรษะเด็กชาย “เจ้าร้องไห้ทำไมกัน?”

          “ท่านอาจารย์ตั้งคำถามแต่ข้าตอบไม่ได้ เลยถูกตีที่มือ” เด็กชายยื่นมือออกมาให้ดู มีรอยแดงที่ฝ่ามือทั้งสองข้างชัดเจน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “เจ็บมากเลย”

          เสิ่นเมี่ยวชวนคุยต่อ “อาจารย์เจ้าถามคำถามอะไรหรือ?”

          “อาจารย์ให้อธิบายประโยคที่ว่า ‘สุนัขจิ้งจอกร่ำไห้เมื่อกระต่ายสิ้นชีพ’ แต่ข้าทำไม่ได้” เด็กชายสะอึกสะอื้น ยังรู้สึกว่าระบายอารมณ์ไม่พอจึงเล่าต่อไป “หากข้ากลับบ้านแล้วท่านพ่อรู้เข้าละก็ จะต้องถูกสั่งสอนอีกนานแน่ ข้า... ข้าจะมีชีวิตต่อไปทำไม ไม่สู้วิ่งเอาหัวชนกำแพงตายไปเลยยังจะดีกว่า”

          จะว่าไปแล้ว หากร่ำเรียนอยู่ในระดับชั้นที่หนึ่งในสำนักก่วงเหวินถังแล้วอธิบายประโยคนี้ไม่ถูกก็คงตกที่นั่งลำบาก เด็กที่อายุเท่านี้ต้องเริ่มเรียนรู้ความสัมพันธ์เชิงการเมืองเพื่อใช้ในการคบหาผู้คน เพราะเด็กที่ศึกษาหาความรู้ในสำนักก่วงเหวินถังต่างก็เป็นลูกหลานขุนนางใหญ่ ต้องรู้จักคิดรู้จักวางตัว และก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ให้เร็วที่สุด

          เสิ่นเมี่ยวอดตกใจกับคำพูดอีกฝ่ายไม่ได้ นางอยากรู้ว่าเด็กน้อยผู้นี้มาจากตระกูลใด แล้วไปเลียนแบบคำพูดนี้มาจากไหน จึงเอ่ยถามออกไป “เจ้าเป็นคนบ้านไหนรึ?”

          เด็กชายมองกลับมายังเสิ่นเมี่ยวที่ตอนนี้อายุเพิ่งย่างสิบสี่ปี ทั้งยังมีใบหน้ากลมเกลี้ยงไม่ต่างจากเขา แต่ด้วยเหตุผลใดไม่รู้ได้ อาจจะเป็นบุคลิกหรือการแสดงออกของนางที่เหมือนกับคนเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนทำให้เขารู้สึกอุ่นใจ จึงเล่าภูมิหลังของตนให้ฟัง

          “ข้าชื่อซูหมิงหล่างเป็นคุณชายรองจวนผิงหนานปั๋ว พ่อข้าเป็นขุนนางผิงหนานปั๋วนามว่าซูอี้ พี่ใหญ่ของข้าเป็นคุณชายใหญ่นามว่าซูหมิงเฟิง”

          ช่างบอกกล่าวฐานะชาติตระกูลของตัวเองได้ชัดเจนนัก

          ตระกูลซู? ผิงหนานปั๋ว?

          ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้หรือชาติที่แล้ว ตระกูลเสิ่นกับตระกูลซูก็ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกัน เพราะพวกเขามีมุมมองทางการเมืองคนละขั้ว ตระกูลซูคบหาเป็นมิตรสหายใกล้ชิดกับตระกูลเซี่ย ซูอี้และเซี่ยติ่งสนิทสนมกันประดุจพี่น้อง ส่วนเซี่ยจิ่งสิงและซูหมิงเฟิงรุ่นลูกก็เป็นเพื่อนสนิทคบหากันมาตั้งแต่เยาว์วัย สนิทกันถึงขนาดไหนน่ะรึ? ตอนที่ซูหมิงเฟิงตายก็มีแต่เซี่ยจิ่งสิงเท่านั้นที่กล้าเข้าไปเก็บศพ

          จริงสิ... ซูหมิงเฟิงตาย หรือจะพูดให้ถูกก็คือตระกูลซูทั้งตระกูลถูกสั่งประหาร

          ฮ่องเต้ได้รับหลักฐานว่าตระกูลซูฉ้อราษฎร์บังหลวง แอบซื้อทหารเป็นการลับ เมื่อมีชื่อเกี่ยวข้องก็ไม่มีใครสักคนจะหลุดพ้นข้อกล่าวหาไปได้

          มีราชโองการออกมาอย่างเร่งด่วน ไม่มีการร้องอุทธรณ์ ทหารบุกเข้าไปสังหารคนตระกูลซูจนหมดทั้งที่เป็นเวลากลางวัน ตระกูลซูทั้งตระกูลต้องหลั่งเลือดไหลนองจากกำแพงเมืองฝั่งตะวันออกจรดกำแพงเมืองฝั่งตะวันตก

          ตอนที่เซี่ยจิ่งสิงรู้ข่าวก็ไม่มีคนตระกูลซูเหลือรอดสักคนแล้ว ผู้อื่นที่เคยคบหาเป็นสหายไม่มีใครกล้าออกหน้า มีเพียงเซี่ยจิ่งสิงที่เข้าไปเก็บศพสมาชิกครอบครัวตระกูลซูด้วยตนเอง พอเสร็จกิจก็เข้าไปขอรับการลงโทษจากฮ่องเต้

          ตระกูลซูดับสิ้น...เด็กน้อยที่น่ารักไร้เดียงสาผู้นี้ต้องสิ้นชีพภายใต้ราชโองการที่เยือกเย็นไร้ความปรานี

          ดวงตาของเสิ่นเมี่ยวทอประกายแวววาวในขณะที่สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นเย็นชา เด็กน้อยถึงกับถอยหลังออกห่าง แต่เมื่อเสิ่นเมี่ยวหันกลับมามองเขาอีกครั้ง น้ำเสียงก็อบอุ่นอ่อนโยนดังเดิม

          “ซูหมิงเฟิง? ไม่นานมานี้เขาเพิ่งทำความชอบใหญ่หลวงนี่นา พี่ชายเจ้าใช่คุณชายใหญ่ตระกูลซูที่จัดการกองพลทหารม้าได้เป็นระเบียบเรียบร้อยผู้นั้นหรือไม่?”

          “ใช่แล้ว!” เด็กน้อยตอบ “ท่านพ่อบอกว่าฝ่าบาทจะต้องพระราชทานความชอบให้พี่ใหญ่แน่ๆ”

          เสิ่นเมี่ยวยิ้ม ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้เด็กน้อย พูดด้วยเสียงแผ่วเบา “เจ้าบอกว่า หากพ่อของเจ้ารู้ว่าเจ้าตอบคำถามอาจารย์ไม่ได้จะต้องถูกลงโทษ รู้หรือไม่ ข้ามีวิธีทำให้เขาไม่ลงโทษเจ้า”

          “วิธีใด?” เด็กน้อยกะพริบตาเอ่ยถาม

          “เจ้าจะต้องสัญญากับข้าก่อน ต้องไม่ให้เขารู้ว่าข้าเป็นคนสอนเจ้า ข้าถึงจะยอมบอก”

          “ได้” เด็กน้อยคิดอยู่นานครู่ใหญ่แล้วพยักหน้า

 

          ตระกูลซูเป็นตระกูลใหญ่ มีหน้าที่ควบคุมดูแลกองพลทหารม้า

          กองพลทหารม้าของตระกูลซูนับว่าโดดเด่นที่สุด นับแต่สถาปนาราชสำนักหมิงฉีก็ไม่เคยสร้างความผิดหวังให้แว่นแคว้นมาก่อน ในสายตาของซูอี้แล้ว ตระกูลซูของเขาที่รุ่งเรืองถึงเพียงนี้จะต้องสืบทอดบารมีต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน

          แต่โบราณเคยว่าไว้ อยู่ใกล้ฮ่องเต้ก็เหมือนอยู่ใกล้เสือ หากไม่เคยมีตัวอย่างให้เห็นจะมีคำกล่าวนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

          ซูอี้อายุสี่สิบกว่า มีบุตรชายเพียงสองคน บุตรชายคนโตซูหมิงเฟิง... อายุยังน้อยก็มีหน้ามีตาในราชสำนัก ชายหนุ่มที่ควบคุมกองพลทหารม้าในมือเช่นเขา ครึ่งปีมานี้สามารถทำหน้าที่ได้โดดเด่นดีเยี่ยมยิ่งกว่าผู้เป็นบิดาเสียอีก

          ซูหมิงหล่างบุตรชายคนเล็กเป็นบุตรที่ถือกำเนิดในยามที่ฮูหยินใหญ่อายุมากแล้ว ฮูหยินใหญ่จึงรักใคร่เขายิ่งนัก นางเลี้ยงดูอย่างเอาใจจนนิสัยค่อนข้างเอาแต่ใจ

          วันนี้ซูอี้ที่มีสีหน้าคร่ำเคร่งกำลังปรึกษาหารือกับซูหมิงเฟิงในห้องหนังสือ หลังจากพูดคุยไปหลายเรื่องทั้งสองก็พูดถึงเรื่องการได้รับพระราชทานความดีความชอบที่กำลังจะมาถึงในเดือนหน้า

          “พ่อคิดว่าคราวนี้ฝ่าบาทจะต้องอวยยศให้แก่เจ้า หมิงเฟิงเอ๋ย หากเจ้าสามารถทำให้ฝ่าบาทพอพระทัยได้ วันหน้าตระกูลซูของพวกเราจะต้องไปได้อีกไกล”

          ซูหมิงเฟิงพยักหน้ารับคำ

          สองพ่อลูกจิตใจเบิกบาน ได้ยินเสียงบ่าวข้างนอกรายงาน “นายท่าน คุณชายรองกลับมาแล้ว”

          ทุกวันหลังจากที่ซูหมิงหล่างเลิกเรียน เขาจะถูกเรียกมาที่ห้องหนังสือเพื่อทดสอบความรู้ วันนี้ก็ไม่แตกต่าง

          ซูหมิงหล่างค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องหนังสือ เอ่ยทักเสียงแผ่วเบา “ท่านพ่อ พี่ใหญ่”

          ซูหมิงเฟิงทักตอบ “หมิงหล่าง วันนี้เรียนหนังสือเป็นอย่างไรบ้าง?”

          ซูหมิงหล่างก้มหน้างุด ไม่พูดจา

          นายท่านซูสีหน้าแข็งทื่อ สั่งลูกชายคนเล็กเสียงเรียบ “แบมือ”

          ซูหมิงหล่างยืนห่อตัว ยื่นมือออกไปพร้อมสีหน้าอมทุกข์ บนฝ่ามือขาวอวบมีรอยแดงอยู่หลายรอย

          นายท่านซูทำสีหน้าเหมือนเดาออก ซูหมิงเฟิงกล่าวกับน้องชายด้วยความสงสาร “ทำไมอาจารย์ตีเจ้าแรงขนาดนี้ เจ้าเป็นเพียงเด็กน้อยเท่านั้น”

          “เพราะพวกเจ้าให้ท้ายจนนิสัยเสีย!” นายท่านซูได้ยินก็ตวาดเสียงลั่น อารมณ์เกรี้ยวกราดดังพายุโหม “วันนี้ทำผิดอะไรมาอีก!”

          ซูหมิงหล่างชะงักก่อนตอบอย่างอิดออด “อาจารย์ให้ข้าอธิบายประโยคที่ว่าสุนัขป่าร่ำไห้เพราะกระต่ายสิ้นชีพ... แต่ข้าทำไม่ได้...”

          “เจ้าว่าข้าควรจะลงโทษเจ้าอย่างไรดี!” นายท่านซูที่มีสีหน้าเจ็บปวดใจเอ่ยออกมา “ตอนพี่ชายเจ้าอายุเท่ากับเจ้า เขาก็เริ่มเรียนวิธีจัดการกองพลทหารม้าแล้ว เห็นทีชื่อเสียงที่สั่งสมมานานของตระกูลซูคงต้องถูกเจ้าทำเสียหายจนหมดแน่!”

          ซูหมิงเฟิงคิดจะเอ่ยปากพูดแทน พลันได้ยินน้องชายพึมพำแทรกขึ้นว่า “ข้าจำไม่ได้ว่า ‘สุนัขป่าร่ำไห้เพราะกระต่ายสิ้นชีพ’ หมายถึงอะไร แต่ข้ารู้จักคำว่า ‘จับกระต่ายได้ก็ถึงคราวเชือดหมาล่าเนื้อ’ ประโยคนี้ยาวกว่าอันเดิมเสียอีก แต่ความหมายเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน น่าจะแทนกันได้ไม่ใช่หรือท่านพ่อ?”

          “พูดจาเหลวไหล!” นายท่านซูโกรธจัดจนไม่รู้จะด่าอย่างไร

          ซูหมิงเฟิงหัวเราะ “น้องรอง สองภาษิตนี้ไม่เหมือนกันสักหน่อย”

          “แล้วหมายความว่าอย่างไร?” ซูหมิงหล่างเงยหน้าถาม

          “...‘สุนัขป่าร่ำไห้เพราะกระต่ายสิ้นชีพ’... หมายความว่า หลังจากที่กระต่ายสิ้นชีพไปแล้ว สุนัขป่าพลันรู้สึกเหมือนคู่อริที่ร่วมชะตากรรมกับตนไม่มีอีกแล้วจึงได้โศกเศร้า ส่วนประโยคที่ว่า ‘จับกระต่ายได้ก็ถึงคราวเชือดหมาล่าเนื้อ’ หมายความว่า หากไร้ซึ่งกระต่ายเสียแล้ว สุนัขที่ถูกนำมาใช้ล่ากระต่ายก็หมดประโยชน์ตามไปด้วย มันจึงถูกนำไปฆ่ากินเนื้อแทนอย่างไรเล่า อาจกล่าวได้ว่า... สิ่งของใดหากไร้ประโยชน์หรือหมดคุณค่า ใช้งานไม่ได้อีก สิ่งของเหล่านั้นก็จะถูกละเลยหรือทำลายทิ้ง ‘จับกระต่ายได้ก็ถึงคราวเชือดหมาล่าเนื้อ’ น่าจะเหมือนกับภาษิต ‘ข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพาน’ เสียมากกว่า” ซูหมิงเฟิงเป็นพี่ชายที่แสนดี เขาพยายามอธิบายให้น้องชายฟังอย่างอดทน

          ซูหมิงหล่างแปะฝ่ามือบนแก้มกลมของตนด้วยท่าทีไร้เดียงสา ยังคงยืนกรานความเข้าใจของตนต่อ “อย่างไรเสียกระต่ายก็ต้องตายอยู่ดี แปลว่าถ้ากระต่ายตายเมื่อไร ทั้งสุนัขจิ้งจอกและหมาล่าเนื้อย่อมตกที่นั่งลำบาก แล้วถ้าทุกตัวต้องลำบากเหมือนกันหมด ทั้งสองประโยคนี้ก็ต้องความหมายเหมือนกันสิ...”

          สุภาษิตมักจะอ้างอิงมาจากวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คน

          สมควรจะต้องเชือดหมาล่าเนื้อทิ้งหากจับกระต่ายได้แล้ว

          หากกระต่ายตายจากไป เจ้าหมาป่าที่เจ้าเล่ห์มีไหวพริบมากกว่าหมาล่าเนื้อก็คงจะมองจุดจบของตัวมันออก

          แล้วผู้ใดเล่าที่เป็นหมาล่าเนื้อ?

          แล้วจุดจบของเจ้าหมาล่าเนื้อที่ช่วยเจ้านายล่ากระต่ายจะเป็นเช่นไร?

          สีหน้าของใต้เท้าซูอี้ที่กำลังใช้ความคิดค่อยห่อเหี่ยวลงทุกที

บทที่ 2.3 เซี่ยเสี่ยวโหว

            เพียงไม่นานก็มีเหตุการณ์ที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง        

          ซูหมิงเฟิง--บุตรชายคนโตของใต้เท้าซู ทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งผิงหนานปั๋วที่โด่งดังแห่งเมืองหลวง จู่ๆ ก็ป่วยเป็นโรคประหลาด ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่แต่ในบ้าน ตัวผิงหนานปั๋วและฮูหยินต่างก็เดือดร้อนเป็นกังวล พยายามหาทางรักษาบุตรชายอันเป็นที่รัก จึงวางมือจากงานทุกเรื่องรวมทั้งเรื่องกองพลทหารม้าลงชั่วคราว

          ฮ่องเต้ได้ยินข่าวร้ายนี้แล้วก็มอบสิ่งของปลอบใจเพื่อแสดงน้ำใจและสั่งให้แต่งตั้งขุนนางใหม่มาดูแลจัดการเรื่องกองพลทหารม้าแทน

          ชาวบ้านในเมืองหลวงเมื่อได้ทราบข่าวก็อดถอนใจด้วยความเสียดายมิได้

          บุตรชายคนโตของใต้เท้าซูผู้มีพรสวรรค์คนนั้นเพิ่งทำความดีความชอบใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ คาดว่าหากไม่ป่วยไปเสียก่อนก็คงกลายเป็นขุนนางหนุ่มผู้เปี่ยมยศถาบรรดาศักดิ์ ชะตาชีวิตกำลังรุ่งโรจน์แท้ๆ กลับมาเป็นโรคร้าย ต่อให้ฝีมือฉกาจสักเพียงใดแต่ถ้าต้องป่วยนอนติดเตียงสักสามถึงห้าปี พอถึงวันที่หายดีก็คงไม่มีที่ว่างในราชสำนักเหลือให้แล้ว

          ชาวบ้านทั่วไปคิดได้เพียงเท่านี้ แต่ขุนนางด้วยกันกลับคิดลึกซึ้งกว่านั้น

          บัณฑิตผู้หนึ่งกล่าวว่า “ไม่ใช่ล้มหมอนนอนเสื่อหรอก แต่จงใจหลีกเลี่ยงเคราะห์กรรมต่างหาก เดิมทียังคิดว่าคนตระกูลซูกำลังสาดน้ำมันใส่กองไฟ ไม่ช้าก็เร็วคงถูกไฟเล่นงานจนมือลวก ไหนเลยจะคาดว่าพวกเขากลับอ่านสถานการณ์ออกแล้วรีบตัดไฟแต่ต้นลม ช่วยให้ผ่านพ้นเคราะห์กรรมในครั้งนี้ไปได้”

 

          จวนผิงหนานปั๋ว

          ประตูห้องของคุณชายใหญ่ตระกูลซูถูกปิดไว้หนาแน่นไม่รับแขก นอกจากบ่าวรับใช้คนสนิทกับญาติพี่น้อง คนอื่นห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด มีเพียงกลิ่นยาลอยอวลออกมาจากด้านใน

          ในห้องหนังสือ ซูหมิงเฟิงสวมชุดเขียว นอกจากร่างที่ซูบผอมลงไปเพียงเล็กน้อยก็ไม่มีตรงไหนที่เปลี่ยนแปลง สีหน้าท่าทางยังดูสดชื่น เขาเจ็บป่วยสาหัสเสียที่ไหนกัน!

          คนที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นบุรุษหนุ่มในชุดผ้าฝ้าย อีกฝ่ายขมวดคิ้วเอ่ยถาม “หลีกหนีเคราะห์กรรมอย่างนั้นหรือ?”

          “ไม่ผิด” ซูหมิงเฟิงมองสหายพลางถอนหายใจ “ตอนนี้เจ้าก็เห็นแล้วว่าตระกูลซูยังอยู่ดีมีสุข ไม่ต้องถูกเพ่งเล็ง สถานการณ์โดยทั่วไปนับวันมีแต่จะดีขึ้น ส่วนเรื่องกองพลทหารม้าก็คงไม่มีการปูนบำเหน็จรางวัลแล้ว เรื่องนี้นอกจากฮ่องเต้จะไม่ทัดทานยังเห็นด้วยกับตระกูลข้าเสียอีก”

          “แต่เจ้าสมควรได้รับบำเหน็จรางวัลนี้” เซี่ยจิ่งสิงเตือน

          “ความดีความชอบอาจทำให้ข้ากับท่านพ่อยินดีจนลืมไปว่า การเด่นดังเกินไปย่อมนำภัยมาสู่ตัวได้ ยิ่งความดีความชอบมีมากเท่าไร อันตรายก็มีมากขึ้นเท่านั้น เรื่องราวเหล่านี้ข้าเองก็เข้าใจดีทุกอย่างแต่พอได้ยินว่าตัวเองจะได้อวยยศ ยอมรับว่าตอนนั้นข้าหน้ามืดตามัว ใบไม้เพียงใบเดียวก็บดบังสายตาได้ ดีที่ยั้งคิดได้ทัน เฮ้อ... เหมือนคนควบม้าแล้วหยุดชะงักที่ริมหน้าผาได้ ช่างอันตรายเหลือเกิน”

          “หาทางออกให้ตัวเองได้ก็ดีแล้ว” เซี่ยจิ่งสิงพยักหน้าเห็นด้วย “แต่หลังจากนี้เจ้าคงต้องลำบากเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านสักสองสามปี”

          “ข้าต้องการให้ตระกูลซูอยู่รอดปลอดภัย เรื่องอื่นไม่ได้ใส่ใจ” ซูหมิงเฟิงพูด “หยุดพูดเรื่องของข้าก่อนเถิด แล้วเจ้าเล่า...เป็นอย่างไรบ้าง ตระกูลซูและตระกูลเซี่ยสนิทสนมดุจน้องพี่ ตอนนี้ตระกูลของข้าเกือบจะพลาดท่า แล้วตระกูลเซี่ยของเจ้า...” ชายหนุ่มมิได้พูดจนจบ

          เซี่ยจิ่งสิงเลิกคิ้ว “ถ้าข้าไม่รับราชการเป็นขุนนางเสียอย่าง ‘เขา’ จะทำอะไรข้าได้”

          “เจ้าควรจะต้องคิดให้จงหนัก”

          “ไม่ใช่ว่าข้าจะไม่หาทางป้องกัน” เซี่ยจิ่งสิงเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “แต่ว่า...” เขาขมวดคิ้วพลันเปลี่ยนประเด็น “ทำไมอยู่ดีๆ เจ้าถึงได้กระจ่างในเรื่องนี้ เมื่อก่อนข้าเตือนเจ้าตั้งหลายรอบ แต่เจ้าไม่เคยเห็นคำเตือนของข้าอยู่ในสายตา”

          ซูหมิงเฟิงก้มหน้าอย่างละอาย “เดิมทีคิดแต่จะสร้างชื่อเสียงให้โดดเด่น ไหนเลยจะมีเวลาไตร่ตรองให้รอบคอบ คราวนี้โชคดีเพราะน้องรองของข้า”

          “น้องรองของเจ้า?” เซี่ยจิ่งสิงแววตาทอประกายประหลาด “เจ้าเด็กก้อนแป้งนั่นรึ?”

          สำหรับเซี่ยจิ่งสิง ซูหมิงหล่างคือเจ้าเด็กก้อนแป้งข้าวเหนียวเซ่อซ่า พอได้ยินว่าเขาเป็นคนตักเตือนให้ตระกูลซูรอดจากเคราะห์ภัยก็รู้สึกประหลาดใจ

          เจ้าเด็กนั่นดื่มยาผิดขนานเข้าไปหรือเปล่า

          ซูหมิงเฟิงเล่าเหตุการณ์ให้สหายฟังทั้งหมดก่อนสรุป

          “หากคราวนี้ไม่ใช่เพราะเกิดเหตุบังเอิญขึ้นกับน้องรอง ไม่แน่ว่าครอบครัวข้าอาจจะประสบเคราะห์กรรมใหญ่หลวงก็เป็นได้”

          “เหตุบังเอิญ?” เซี่ยจิ่งสิงส่งเสียงพึมพำเบาๆ

          ขณะนั้นพลันได้ยินเสียงกระจ่างใสน่ารักดังขึ้น “พี่ใหญ่ ท่านแม่ให้ข้ามาส่งขนม”

          ซูหมิงหล่างประคองถาดขนมเดินเข้ามา เด็กชายมองดูคล้ายก้อนแป้งข้าวเหนียวอ้วนกลม ที่มุมปากเลอะคราบขนมทำให้ดูออกทันทีว่าแอบฉกของในถาดกินมาระหว่างทาง เขาเห็นว่าเซี่ยจิ่งสิงยังอยู่ น้ำเสียงจึงถูกกดให้ต่ำลงอีกหลายส่วน ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาถึงหวาดกลัวสหายผู้หล่อเหลาของพี่ชายคนนี้ยิ่งนัก

          ซูหมิงหล่างวางถาดขนมลงบนโต๊ะแล้วรีบบอก

          “พี่ใหญ่ ข้าไปล่ะนะ”

          ไม่คาดว่าสหายของพี่ใหญ่กลับคว้าคอเสื้อเขาไว้แน่น เขาจนใจได้แต่หันกลับมา ชายหนุ่มผู้นั้นย่อตัวลงมาแล้วลูบหัวเขา แววตาเป็นประกาย ปากฉีกรอยยิ้มกว้างแต่รอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา เอ่ยถามเสียงทุ้ม

          “ใครสอนให้เจ้ารู้จักประโยคนั้น?”

          ซูหมิงหล่างเบิกตาจนกลมโต

          “จับกระต่ายได้ก็ถึงคราวเชือดหมาล่าเนื้อ” ยิ่งพูดรอยยิ้มของชายหนุ่มยิ่งทวีความร้ายกาจ

 

          วันคืนผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว

          ฤดูหนาวอากาศทวีความหนาวเย็นขึ้นทุกขณะ ช่วงนี้เหล่าลูกศิษย์ของก่วงเหวินถังต่างซุ่มฝึกปรือฝีมือเพื่อเข้าร่วมการทดสอบในปลายเดือนที่จะถึงนี้ เด็กหนุ่มต่างก็มุ่งหวังที่จะมีตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นขุนนางอนาคตไกล ส่วนบรรดาคุณหนูต่างก็หวังว่าจะได้แสดงความสามารถให้โดดเด่น เพื่อพวกนางจะได้แต่งออกอย่างมีหน้ามีตา หรือไม่ก็ให้ต้องตาต้องใจบุรุษผู้สูงศักดิ์ในงานสักคน

          นี่คือวิธีที่บุตรธิดาขุนนางใหญ่ล้วนพึงปฏิบัติ แม้แต่คุณหนูเฝิงผู้หยิ่งผยองก็ยังฝึกฝนอย่างหนัก มิต้องกล่าวถึงเสิ่นเย่และเสิ่นชิง โดยเฉพาะเสิ่นเย่... นางมุ่งมั่นกับการร่ายโคลงกลอนและบรรเลงเพลงทั้งวันทั้งคืน ด้วยหวังว่าจะเป็นที่สนใจของทุกคนเมื่อช่วงเวลาแห่งการทดสอบมาถึง

          ตอนนี้เสิ่นชิงและเสิ่นเย่อายุสิบห้าปี ตามประเพณีปฏิบัติพวกนางอยู่ในวัยเริ่มหาว่าที่สามีเพื่อออกเรือน สตรีในแคว้นหมิงฉีมักจะเข้าพิธีแต่งงานเมื่ออายุครบสิบหก ทว่าพวกนางมักหมั้นหมายไว้ตั้งแต่ย่างเข้าสิบห้า

          เสิ่นชิงและเสิ่นเย่ยังไม่ได้ตกลงหมั้นหมายกับผู้ใดเพราะพวกนางต่างก็หยิ่งผยอง คิดว่าตนเหมาะสมกับผู้ที่มีชาติตระกูลเหนือกว่าเท่านั้น หากเป็นบุรุษที่มีฐานะใกล้เคียงกันมักจะมองว่าต่ำต้อย กล่าวได้ว่าทั้งครอบครัวสายรองและครอบครัวสายสามต่างก็ฝากความหวังไว้ที่ติ้งอ๋องแต่เพียงผู้เดียว

          ในบรรดาองค์ชายทั้งเก้าของฮ่องเต้ เหลือเพียงองค์ชายเก้าหรือติ้งอ๋องเท่านั้นที่ยังไม่แต่งพระชายา

          ติ้งอ๋องอายุยี่สิบต้นๆ นับว่าเหมาะสมที่จะหาสตรีมาเคียงคู่ ในการทดสอบของก่วงเหวินถังคราวนี้ติ้งอ๋องจะมาร่วมงานด้วย เพราะเหตุนี้การแข่งขันระหว่างพวกคุณหนูจึงดุเดือดร้อนแรงขึ้นอีกหลายเท่า ต่างฝ่ายต่างฝึกปรือเตรียมงัดไม้เด็ดออกมาเพื่อสร้างความประทับใจให้ติ้งอ๋อง เผื่อว่าเขาจะเกิดรักแรกพบกับพวกนาง แต่เสิ่นเมี่ยวไม่คิดจะทำเช่นนั้น

          วิญญาณเดิมในร่างใหม่ของนางไม่ใช่เด็กสาวที่บูชาความรักอีกต่อไปแล้ว นางไม่ถนัดโคลงกลอน เกลียดการร่ายรำ ครั้นจะให้นางขึ้นไปถกเรื่องภายในราชสำนักหรือความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นบนลานพิธีก็ไม่ใช่เรื่อง ประการสำคัญคือ... นางไม่อยากให้ชื่อของตนในชาตินี้ถูกผูกโยงไปข้องเกี่ยวกับติ้งอ๋อง

          ชาติที่แล้ว ติ้งอ๋องผู้นั้นหลอกใช้ตระกูลเสิ่นของนาง ทำร้ายบุตรทั้งสองของนาง สุดท้ายก็ฆ่าล้างตระกูลเสิ่น หนี้เลือดในครั้งนั้นไม่ช้าก็เร็วนางต้องเอาคืน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึงความรักการแต่งงานกันอีกต่อไป

          เฝิงอานหนิงถามอย่างสงสัย “ทำไมเจ้าไม่อ่านตำรา? รู้ทั้งรู้ว่าสิ้นเดือนนี้จะมีการทดสอบ หากปีนี้เจ้าทำได้ไม่ดีอีก ผู้คนคงหัวเราะเยาะกันหมดแน่?”

          ตั้งแต่เสิ่นเมี่ยวตกน้ำก็กลายเป็นคนเงียบขรึม เฝิงอานหนิงเคยคิดว่าอีกฝ่ายได้รับบทเรียนทำให้ฉลาดขึ้น จึงตระหนักถึงสถานการณ์รอบตัวได้สักที แต่วันนี้เสิ่นเมี่ยวกลับทำท่าโง่เขลา ไม่แตกต่างจากเมื่อก่อนที่ผู้คนมักล้อเลียน

          เสิ่นเมี่ยวส่ายหน้า “พูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ ไยต้องเสียเวลาอธิบาย”

          อี้เพ่ยหลานที่นั่งฟังอยู่หลุดหัวเราะแล้วพูดเสียดสี “ยากจะปั้นโคลนตมให้ผงาดขึ้นมาเป็นกำแพงสูง”

          เสิ่นเย่ที่กำลังสนทนากับเสิ่นชิงอยู่ทำเป็นไม่ได้ยินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเลี่ยงที่จะเข้ามาช่วยเหลือเสิ่นเมี่ยวอย่างที่เคย เพราะทุกวันนี้เสิ่นเมี่ยวไม่ได้ตามเอาอกเอาใจพวกนางเหมือนแต่ก่อน พวกนางจึงโกรธและไม่พอใจเป็นทุนเดิม ดังนั้นทั้งสองจึงสมน้ำหน้าเสิ่นเมี่ยวอยู่ในใจและเตรียมที่จะดูเสิ่นเมี่ยวถูกกระทบกระเทียบด่าว่า

          เสิ่นเมี่ยวทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของอี้เพ่ยหลาน นางลุกขึ้นยืนแล้วพูดแค่ว่า “ข้าจะออกไปเดินเล่นที่สวน”

          พอนางคล้อยหลังจากไป อี้เพ่ยหลานก็เบ้ปาก “เอาแต่หนีหัวซุกหัวซุน ทำเป็นไม่โต้ตอบ ก็แค่หนูสกปรกตัวหนึ่ง”

          “เจ้าพูดพอหรือยัง?” หัวคิ้วของเฝิงอานหนิงขมวดมุ่น “มีความรู้เสียเปล่า ทำตัวไร้ประโยชน์สิ้นดี”

          อี้เพ่ยหลานมักจะวางตัวใหญ่โตเฉพาะกับผู้ที่นางข่มได้เท่านั้น เมื่อต้องงัดข้อกับคนจริงอย่างเฝิงอานหนิง นางมักเลือกสงบปากคำเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ซึ่งก็นับว่าเป็นวิธีที่ฉลาดที่สุด

 

          เสิ่นเมี่ยวเดินทอดน่องไปรอบๆ สวน

          สวนของก่วงเหวินถังมีทิวทัศน์งดงามชวนให้จิตใจรื่นรมย์ มีทั้งพุ่มไม้ใบหญ้าเขียวขจี สระน้ำและน้ำตกหินเทียมที่ประดับด้วยก้อนหินน้อยใหญ่จัดวางไว้ตามหลักฮวงจุ้ย ตรงกลางสวนบุปผาคือศาลาพักผ่อน รอบศาลามีทั้งรูปปั้นสรรพสัตว์และแผ่นหินแกะสลัก ยิ่งเดินลึกเข้าไปด้านในก็ยิ่งได้กลิ่นหอมของมวลดอกไม้ที่ลอยอวลในอากาศ ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง

          ยามนี้เสิ่นเมี่ยวอยากใช้เวลากับตัวเองโดยลำพัง ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าลูกศิษย์ในระดับชั้นที่สองของก่วงเหวินถังโดยมากยังเป็นเด็ก ตรงกันข้ามกับเสิ่นเมี่ยวที่มีจิตใจผู้ใหญ่ในร่างเด็กทั้งยังเคยเป็นมารดามาแล้ว ชาติก่อนสมัยที่ดำรงตำแหน่งฮองเฮา หลังจากเสร็จกิจช่วงเช้า นางก็จะปลีกวิเวกอยู่ที่ตำหนักเฟิ่งอี้ของตน พอต้องมาเผชิญหน้ากับกลุ่มเด็กที่ยังไม่โตเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายเหลือทน

          ที่สำคัญที่สุด... เจ้าเด็กพวกนั้นหาได้มีความสำคัญในใจของนางไม่

          นางเดินไปเรื่อยๆ พลันเห็นเด็กชายตัวอวบเดินลับๆ ล่อๆ อยู่ด้านหน้า วันนี้ซูหมิงหล่างสวมเสื้อสีขาวนวลเนื้อมันวาว

          “ซูหมิงหล่าง” นางส่งเสียงเรียกเบาๆ

          เด็กชายได้ยินเสียงเรียกก็รีบหันมามอง พอเห็นเสิ่นเมี่ยว แววตาของเขาก็ทอประกายยินดีตั้งท่าจะโผเข้ามาหา ทว่ากลับลังเลยืนอยู่ที่เดิม เขาจ้องเสิ่นเมี่ยวโดยไม่พูดไม่จา เม้มปากแน่น ดวงตาทั้งสองข้างเริ่มแดงก่ำ แล้วส่งเสียงออกมาเบาๆ

          “ข้า...ขอโทษ...”

          ขอโทษรึ? เสิ่นเมี่ยวอึ้งเล็กน้อยก่อนจะเห็นปากเด็กชายเริ่มเบะออกจากกันเหมือนกำลังจะร้องไห้โฮ

          ชั่วขณะต่อมา น้ำเสียงที่เกียจคร้านเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

          “ที่แท้ก็เป็นเจ้า”

          บุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่งเดินออกมาจากด้านหลังป่าไผ่ เขาสวมเสื้อคลุมสีขาวนวลปักด้ายเงิน เสื้อผ้ามีสีสันใกล้เคียงกับซูหมิงหล่าง แต่กลับสวมใส่ออกมาได้สง่างามภูมิฐานกว่ามาก เขาเดินตรงมาหาเสิ่นเมี่ยวแล้วหยุดอยู่ตรงหน้านางในขณะที่ใช้สายตาค้นคว้ามองลงมา

          ชายหนุ่มผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ เสิ่นเมี่ยวในยามนี้สูงเพียงแค่อกของเขาเท่านั้น สภาพที่เขาก้มมองนางเหมือนกำลังมองเด็กน้อยคนหนึ่ง จู่ๆ ชายหนุ่มก็หัวเราะเสียงดัง เพราะรูปร่างหน้าตาที่มีเสน่ห์ทำให้เสียงหัวเราะนั้นมิได้ฟังแล้วเลวร้ายแต่อย่างใด หากเป็นหญิงสาวธรรมดาทั่วไป ความใกล้ชิดที่ชายหนุ่มมอบให้คงทำให้หัวใจของพวกนางเต้นไม่เป็นจังหวะไปแล้ว

          แต่นี่คือเสิ่นเมี่ยว ผู้ที่มีจิตวิญญาณของอดีตฮองเฮามิใช่สาววัยแรกแย้มที่ไร้เดียงสา นางทำเพียงแค่เหลือบมองชายหนุ่มโดยไม่พูดไม่จา

          ริมฝีปากของชายหนุ่มยกยิ้มมากขึ้น ฉับพลันก็ปรากฏมีดสั้นขึ้นในมือ เขาใช้ปลายมีดเชยคางของเสิ่นเมี่ยวบังคับให้นางเงยหน้า

          เสิ่นเมี่ยวไม่มีทางเลือก จึงจำใจเงยหน้าขึ้น

          ชายผู้นี้อยู่ในวัยฉกรรจ์ คิ้วทั้งสองคมเข้ม แววตานิ่งเรียบเหมือนธารน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ มีรอยยิ้มล้อเลียนเต้นระริกอยู่ภายในนั้น แต่ลึกลงไปในแววตากลับคมกริบราวกับสามารถมองทะลุไปถึงก้นบึ้งหัวใจของผู้คน ทำให้คนที่ได้สบตาต้องเสียวสันหลังวาบ คนผู้นี้ภายนอกอาจทำตัวเหลาะแหละไม่จริงจังแต่ภายในกลับเป็นสุดยอดบุรุษน้ำแข็งตัวจริง

          เสิ่นเมี่ยวสูดลมหายใจเข้าก่อนที่จะขยับตัวถอย เอาคางตนเองออกจากปลายแหลมของมีดสั้น นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร

          “เซี่ยเสี่ยวโหว”

          เซี่ยจิ่งสิงยิ้มในหน้าแต่น้ำเสียงยังคงเคลือบแคลง

          “เจ้ารู้จักข้าด้วยรึ?”

          “ในเมืองหลวงแห่งนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเซี่ยเสี่ยวโหว” ฟังเหมือนนางกำลังพูดประชด แต่น้ำเสียงที่ใช้กลับสุภาพนุ่มนวล

          “แต่ข้ากลับไม่รู้จักเจ้า”

          เซี่ยจิ่งสิงพิจารณานางแล้วหันไปมองเจ้าก้อนแป้งที่นั่งกองอยู่บนพื้น

          “เป็นเจ้าที่ส่งสารเตือนตระกูลซูผ่านทางซูหมิงหล่างใช่หรือไม่?”

          “ส่งสารอะไรกัน?” เสิ่นเมี่ยวมองหน้าเขาก่อนจะส่งยิ้มให้ “ข้าแค่สอนเขาว่าควรทำอย่างไรถึงจะไม่โดนบิดาดุ เซี่ยเสี่ยวโหวคิดมากเกินไปแล้ว”

          “คิดมาก...ข้าน่ะหรือคิดมาก” กล่าวจบชายหนุ่มก้าวเข้าประชิดร่างเด็กสาวจนแผ่นหลังของเสิ่นเมี่ยวแนบติดกับต้นไม้ ท่าทีที่แสดงออกทั้งคุกคามและวางอำนาจ แต่น้ำเสียงกลับสงบนิ่งแจ่มกระจ่าง “หากข้าไม่ไตร่ตรองให้ดี คงจะถูกเจ้าหลอกอีกคนกระมัง”

          เป็นเสิ่นเมี่ยวที่ขมวดคิ้วบ้าง ถึงแคว้นหมิงฉีจะเปิดกว้างเรื่องชายหญิง แต่การแสดงกิริยาล่อแหลมเช่นนี้ภายใต้แสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควร หากมีใครมาพบเห็นคงจะเป็นเรื่องใหญ่แน่ นางมิได้กังวลว่าชื่อเสียงของตนจะมัวหมอง แต่นางห่วงว่าบิดาจะอับอายขายหน้าต่อการกระทำของนางต่างหาก

          ชาติที่แล้ว ต้องรอจนครอบครัวไม่เหลือใครสักคนนางจึงเพิ่งสำนึกได้ถึงความรักความห่วงใยของบิดามารดาที่มีต่อตน ชาตินี้เมื่อมีโอกาสอีกครั้ง นางจะปกป้องครอบครัวของตนจนสุดกำลัง ไม่ยอมให้เกิดสิ่งมัวหมองใดๆ โดยเฉพาะเรื่องที่นางจะเป็นต้นเหตุ

          เมื่อใคร่ครวญแล้วเสิ่นเมี่ยวก็เริ่มจะหมดความอดทน “เซี่ยเสี่ยวโหวปรักปรำข้าเช่นนี้ มีจุดประสงค์ใดกันแน่?”

          เซี่ยจิ่งสิงพินิจพิเคราะห์เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้า เขามีลางสังหรณ์ที่แม่นยำและฉับไวจนสามารถมองทะลุฉากหน้าของเรื่องราวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี นี่เป็นสิ่งที่เขาฝึกฝนและปฏิบัติมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี เขาเคยฆ่าศัตรูอย่างบ้าระห่ำในสนามรบ เคยประลองไหวพริบกับขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งเคยเผชิญหน้ากับเล่ห์ร้ายกลลวงของเหล่าสตรีในบ้านของตัวเอง เบื้องหลังการเติบโตและเอาตัวรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ มิได้อาศัยแค่โชคช่วยอย่างแน่นอน รอบด้านมีภัยอันตรายแฝงเร้นจ้องจะเล่นงานบุตรขุนนางของแคว้นหมิงฉีให้สิ้นชื่ออยู่มิใช่น้อย

          เขาไม่เคยวางใจในสิ่งใดมาก่อน

          คำบอกเล่าของซูหมิงหล่าง ทั้งใต้เท้าซูและซูหมิงเฟิงคิดเพียงว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่มาเตือนสติพวกเขาพอดี ไม่ได้คิดมากไปกว่านั้น แต่ในมุมมองของเซี่ยจิ่งสิง โลกใบนี้ไม่มีความบังเอิญ ทันทีที่ได้ยินคำบอกเล่าของซูหมิงหล่าง เขาก็สรุปได้ทันทีว่าต้องมีคนเสี้ยมสอนเด็กชาย

          แต่เพื่อจุดประสงค์ใดนั้น... เขายังไม่กระจ่าง

          เขาจึงวางแผนเพื่อจะหาตัวคนผู้นั้นออกมาให้ได้ แต่พอได้พบคนที่อยู่เบื้องหลังก็ยิ่งแปลกใจมากกว่าเดิมเสียอีก เดิมทีเขาคิดว่าคนที่เฉลียวฉลาดรอบรู้จนสามารถอธิบายให้เด็กเข้าใจได้น่าจะเป็นบุตรชายขุนนางใหญ่สักคน

          พอเห็นว่าเป็นนาง ความคิดแรกของเขาคือซูหมิงหล่างอำตนเล่น แต่เมื่อเด็กสาวเปิดปากเจรจา เขาจึงแน่ใจว่าไม่ผิดตัว

          เด็กสาวคนนี้สูงแค่อกเขา รูปร่างหน้าตาไม่ได้เรียกว่าสะคราญโฉม เพียงแต่จิ้มลิ้มน่ารัก อายุสิบกว่าปี ใบหน้าค่อนข้างกลม เรือนผมรวบเกล้าขึ้นเป็นมวยสองลูกอยู่บนศีรษะ ดวงตากลมโต ริมฝีปากแดงสด ทว่าท่ายืนกลับสง่างาม แผ่นหลังหยัดตรง คำพูดที่กล่าวมาแต่ละคำมีจังหวะจะโคนราวกับว่าถูกฝึกสอนมารยาทมาจากในวัง

          หากเขาไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองคงจะไม่เชื่อ

          เขาเท้าแขนข้างหนึ่งลงบนต้นไม้ที่เสิ่นเมี่ยวยืนพิงอยู่ หากมีคนมาเห็นฉากนี้เข้าคงคิดว่าเซี่ยเสี่ยวโหวกำลังตระกองกอดเสิ่นเมี่ยวอยู่เป็นแน่

          เซี่ยจิ่งสิงก้มหน้าลง ยื่นใบหน้าเข้าไปประชิดติดกับใบหน้าของเสิ่นเมี่ยว “เจ้าไม่กลัวข้ารึ?”

          “เซี่ยเสี่ยวโหวมิใช่สัตว์ร้ายกินคนเสียหน่อย ทำไมข้าจะต้องกลัว” เสิ่นเมี่ยวกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ “หากท่านไม่มีธุระอะไรแล้ว ข้าขอตัว” กล่าวจบนางก็ตั้งท่าจะจากไป

          “ช้าก่อน” เซี่ยจิ่งสิงกางแขนออก ปอยผมกลุ่มหนึ่งของเสิ่นเมี่ยวสะบัดมาโดนแขนทำให้ชายหนุ่มรู้สึกจักจี้ เขาถอนมือออกแล้วถอยหลังไปพิงต้นไม้ฝั่งตรงข้าม ยกมือกอดอก สีหน้าเปลี่ยนมาเป็นชายหนุ่มขี้เล่นไม่ยี่หระต่อสิ่งใด

          “จุดประสงค์ของเจ้าที่ส่งสารลับให้ตระกูลซูคืออะไร?”

          เป็นคำถามที่ตรงไปตรงมา เสิ่นเมี่ยวได้ยินก็ลอบถอนหายใจเบาๆ เซี่ยจิ่งสิงผู้นี้ต่อกรยากกว่าที่นางคิด เบาะแสเพียงประโยคเดียวของซูหมิงหล่างก็ทำให้เขาไล่ตามนางมาถึงที่นี่ได้ ทั้งยังไม่ใช่แค่มาปรากฏกายแต่กลับตั้งคำถามอย่างไม่เกรงใจคนอีกด้วย

          คนผู้นี้ร้ายกาจกว่าที่ร่ำลือมากนัก

          “ไม่มีเหตุผลอื่น ข้าเพียงคิดจะปกป้องตนเอง” กล่าวจบ เด็กสาวก็ย่อตัวคำนับเซี่ยจิ่งสิงแล้วหมุนตัวจากไปอย่างไม่สนใจสิ่งใดอีก

          สักวันเซี่ยจิ่งสิงจะเข้าใจประโยคนี้เอง

          หลังจากที่นางจากไป ชายหนุ่มก็ยกยิ้มมุมปาก มีสีหน้าพึงพอใจในขณะที่ควงมีดสั้นในมือเล่น

          “ซูหมิงหล่าง นางชื่ออะไร?”

บทที่ 2.4 เซี่ยเสี่ยวโหว (จบบท)

          จวนหลินอานโหวแห่งเมืองหลวงติ้งจิงเป็นจวนที่งดงามโอ่อ่า

          อาจเป็นเพราะชายาของท่านอ๋องคือองค์หญิงอวี้ชิงผู้ซึ่งฮ่องเต้ให้ความโปรดปรานที่สุด เดิมทีหลังจากหลินอานโหวได้ขึ้นตำแหน่งราชบุตรเขยแล้ว อำนาจทหารในมือของเขาจะต้องถูกริบคืน ทว่าฮ่องเต้กลับทนเสียงร่ำไห้ขององค์หญิงอวี้ชิงมิได้จึงได้ปล่อยเลยตามเลย แสดงให้เห็นน้ำหนักขององค์หญิงในใจฮ่องเต้ได้เป็นอย่างดี

          องค์หญิงอวี้ชิงมีรูปโฉมงดงามเป็นเอกแห่งแคว้น นิสัยอบอุ่นอ่อนโยน เอาใจใส่ผู้คน หลังแต่งเข้าจวนหลินอานโหวก็เป็นที่รักของสามีอย่างยิ่ง น่าเสียดายท้ายที่สุดหลินอานโหวกลับแต่งอนุภรรยาอีกหนึ่ง ซึ่งก็คือนางฟางซื่อ--นายหญิงคนปัจจุบันนั่นเอง

          หากจะกล่าวว่าองค์หญิงอวี้ชิงเป็นโฉมสะคราญที่ทรงเกียรติ มีรากฐานเป็นปึกแผ่น สามารถค้ำจุนหน้าที่การงานของสามีได้แล้วละก็ ตัวนางฟางซื่อก็เปรียบได้เพียงหญิงสาวหน้าตาสะสวยจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดานั่นเอง แต่เพราะบิดาของนางฟางซื่อมีบุญคุณต่อหลินอานโหว เมื่อภายหลังครอบครัวของนางประสบเคราะห์กรรมเดือดร้อน บิดาของนางฟางซื่อจึงขอร้องให้หลินอานโหวรับนางไปดูแลในฐานะอนุ

          อนุก็คือสตรีที่มีหน้าที่คอยอุ่นเตียง มิได้สลักสำคัญอะไร อีกทั้งเมื่อนางฟางซื่อต้องการฐานะเพียงแค่อนุ มิได้มีจิตใจเหิมเกริมตั้งท่าริษยาบ้านใหญ่ หลินอานโหวจึงมิได้เก็บเรื่องนี้มาเป็นกังวล

          ตามธรรมเนียมปฏิบัติของขุนนางผู้มีอันจะกิน พวกเขาสามารถมีได้ถึงสามภรรยาสี่อนุทำให้หลินอานโหวไม่ได้รู้สึกผิดเพราะคิดว่าตนก็แค่รับอนุผู้ต่ำต้อยมาไว้ปรนนิบัติเท่านั้น

          น่าเสียดายที่สตรีและบุรุษให้ความสำคัญในเรื่องการมีอนุภรรยาแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว หลินอานโหวคิดว่าการรับอนุเป็นเพียงเรื่องเล็กเท่าผงฝุ่น รับมาไว้เพื่อความเพลิดเพลิน สตรีหนึ่งเดียวในดวงใจมีเพียงองค์หญิงอวี้ชิงผู้เดียวเท่านั้น แต่องค์หญิงอวี้ชิงหาได้คิดเช่นนั้นไม่

          องค์หญิงอวี้ชิงเป็นบุตรสาวที่ฮ่องเต้โปรดปรานที่สุด ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาโดยตลอดจนกระทั่งแต่งให้หลินอานโหว เดิมทีสามีก็มีนางเป็นชายาเพียงคนเดียว นางจึงเคยชินกับสถานะเช่นนั้น ต่อมากลับมีสตรีอีกคนแทรกเข้ามาในชีวิตครอบครัว และเข้ามาในช่วงเวลาประจวบเหมาะกับที่องค์หญิงอวี้ชิงกำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกายเนื่องจากเพิ่งคลอดบุตรชายเซี่ยจิ่งสิง

          หลังจากที่องค์หญิงทราบข่าว นางฟางซื่อก็มาคารวะองค์หญิงอวี้ชิงทุกวันตามประเพณี มันจะดีกว่านี้หากมิได้ทำให้องค์หญิงยิ่งรู้สึกชอกช้ำใจ

          หากองค์หญิงอวี้ชิงเป็นหญิงธรรมดาสามัญที่มิได้เป็นคนโปรดของฮ่องเต้มาก่อน นางคงจะมีวิธีมากมายที่จะกลั่นแกล้งนางฟางซื่อให้อยู่ในจวนอย่างยากลำบาก

          ทว่าองค์หญิงถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมราวกับไข่ในหินมาแต่เล็กจนโต ทำให้อ่อนต่อเล่ห์กลของโลกภายนอก จึงไม่รู้จักวิธีสกปรกมากเล่ห์ที่สตรีอื่นมักใช้ช่วงชิงสามีกัน นางกำนัลที่ติดตามองค์หญิงออกเรือนเลยคิดแผนการแทนนายที่จะกำจัดนางฟางซื่อออกไป โดยที่องค์หญิงมิได้รับรู้แผนการนั้นด้วย แต่แผนนั้นกลับล้มเหลว ถูกหลินอานโหวจับได้แม้ยามปกติหลินอานโหวจะเป็นคนรักอิสระไร้ระบบระเบียบ ทว่าเบื้องลึกเป็นคนเปิดเผยเด็ดขาด เกลียดที่สุดก็คือวิธีสกปรกของเหล่าสตรี ตอนนั้นเขาจึงตำหนิติเตียนองค์หญิงอวี้ชิงอย่างรุนแรง

          นับแต่แต่งเข้าบ้านของหลินอานโหว นี่เป็นครั้งแรกที่องค์หญิงอวี้ชิงมีปากเสียงถึงขั้นทะเลาะวิวาทกับสามี นางทนแบกรับความทุกข์ในใจไม่ไหวอีกทั้งไม่ได้แก้ต่างให้ตนเองด้วยกลัวว่านางกำนัลของตนจะถูกลงโทษ จึงได้แต่เผชิญหน้ากับหลินอานโหวด้วยตัวเอง สุดท้ายอีกฝ่ายก็โกรธจัดจนสะบัดแขนเสื้อจากไป

          เดิมทีคิดว่าผ่านไปไม่นานหลินอานโหวจะกลับมาหา ใครจะคิดว่าผ่านไปเดือนหนึ่งเต็มๆ หลินอานโหวได้แต่พักอยู่ในเรือนของนางฟางซื่อ รู้กันอยู่ว่าผู้หญิงที่อยู่ไฟหลังคลอดในเดือนแรกสำคัญที่สุดก็คือกระทบกระเทือนจิตใจไม่ได้ องค์หญิงอวี้ชิงปวดร้าวใจจนถึงกับล้มป่วย

          อย่างไรเสียหลินอานโหวก็ยังรักพระชายามากที่สุด กำลังคิดจะมาเยี่ยมองค์หญิงอวี้ชิง ทว่าคืนนั้นกลับได้รับราชโองการให้ออกรบ ถึงขั้นไม่ทันจะมาอำลาพระชายาก็ต้องรีบจากไปเสียแล้ว

          หลังจากหลินอานโหวจากไปไม่นาน นางฟางซื่อก็ตั้งครรภ์

          ในฐานะพระชายา ยามที่หลินอานโหวไม่อยู่จวน องค์หญิงอวี้ชิงกลับไม่เล่นลูกไม้สกปรกกลั่นแกล้งนางฟางซื่อ ถึงกับปกป้องทารกในครรภ์ของอนุอีกด้วย เพราะกลัวว่าหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นคนในเมืองหลวงจะพูดกันได้ว่านางอาศัยจังหวะที่สามีไม่อยู่แอบเล่นงานอนุภรรยา

          เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตใจที่แตกร้าวขององค์หญิงอวี้ชิงจึงยิ่งบอบช้ำ ร่างกายยิ่งทรุดหนัก จนกระทั่งใกล้จะทนไม่ไหว นางกำนัลคนสนิทเห็นเข้าจิตใจก็เจ็บปวดรวดร้าวตาม ทว่าองค์หญิงกลับไม่ยอมให้คนสนิทกลับวังไปรายงานฮ่องเต้ องค์หญิงฝืนกายลุกขึ้นเขียนจดหมายให้หลินอานโหว ให้เขากลับมาพบนางสักครั้ง

          นางรอแล้วรอเล่า สุดท้ายก็ไม่ทันได้พบสามี

          ในที่สุดองค์หญิงอวี้ชิงก็สิ้นพระชนม์

          สามวันหลังจากพิธีฝังศพเมื่อหลินอานโหวกลับมาพร้อมชัยชนะ เขาก็แทบทรุดทั้งยืนเมื่อเห็นศพของหญิงอันเป็นที่รักถูกบรรจุลงในหลุมเสียแล้ว

          หญิงงามลาลับเหลือเพียงแท่นหินหน้าหลุมศพ

          ยามนั้นฮ่องเต้โกรธจัด มีราชโองการลดตำแหน่งหลินอานโหว จนกระทั่งฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ก็รู้สึกเสียดายความสามารถของหลินอานโหวจึงคืนยศให้ดังเดิม

          ถึงจะได้ยศถาบรรดาศักดิ์กลับมา ทว่าน่าเสียดายที่คราวนี้ไม่มีคู่กิ่งทองใบหยกให้ชาวประชาได้เห็นอีก

          หลินอานโหวมิได้แต่งตั้งชายาใหม่ มีเพียงนางฟางซื่อคอยปรนนิบัติเพียงผู้เดียวนับจากนั้น นางฟางซื่อเองก็ก้มหน้าก้มตาอยู่ในตำแหน่งต่ำต้อยนั้นมาตลอด ถึงหลินอานโหวจะมิได้เย็นชากับบุตรชายทั้งสองที่เกิดกับนาง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขาทุ่มเทความรักความเอาใจใส่ทั้งหมดมอบให้แก่บุตรชายที่เกิดจากองค์หญิงอวี้ชิงเพียงผู้เดียว

          เขาผู้นั้นคือ ‘เซี่ยจิ่งสิง’

          แต่เซี่ยจิ่งสิงหาได้ซาบซึ้งสำนึกในบุญคุณ พอเริ่มเติบโตรู้ความ เขาก็เริ่มทำตัวเหินห่างจากบิดา เรื่องขัดแย้งระหว่างหลินอานโหวกับองค์หญิงอวี้ชิงจนนำมาซึ่งการตายขององค์หญิงเป็นเรื่องราวที่ร่ำลือกันไปทั่ว ไม่ยากที่จะระแคะระคายถึงหูใครสักคน

          หลินอานโหวเข้มงวดกับบุตรชายก็จริง ทว่าในขณะเดียวกันก็พยายามจัดหาสิ่งที่ดีที่สุดมามอบให้เขา แต่เซี่ยจิ่งสิงที่ได้รับการโปรดปรานเป็นพิเศษกลับนำพาความหัวเสียมาให้บิดาของตนอยู่เนืองๆ โชคดีที่เขาได้รับการถ่ายทอดรูปโฉมรวมทั้งพรสวรรค์และความสามารถที่โดดเด่นมาจากองค์หญิงอวี้ชิงผู้เป็นมารดา ทำให้เขาเติบโตเป็นชายหนุ่มรูปงามและทรงเสน่ห์เหลือร้าย ทั้งยังพร้อมด้วยความชาญฉลาด ข้อเสียอย่างเดียวก็คือนิสัยเกกมะเหรกเกเรที่เหมือนจะได้รับการถ่ายทอดมาจากบิดา

          ความที่รูปงามอย่างร้ายกาจและติดจะหัวขบถเล็กน้อย ทำให้เขากลายเป็นชายในฝันของบรรดาคุณหนูผู้สูงศักดิ์

          วันนี้ก็เป็นเหมือนทุกวัน เซี่ยจิ่งสิงสาวเท้ามุ่งหน้าไปห้องหนังสือของตน เรือนพำนักของเขาเป็นเรือนที่องค์หญิงอวี้ชิงใช้พักรักษาตัว ตัวเรือนแยกออกมาจากเรือนใหญ่ บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความสงบ เซี่ยติ่งผู้เป็นบิดาอยากให้เขาย้ายมาอยู่ใกล้เรือนใหญ่ แต่เซี่ยจิ่งสิงปฏิเสธเพราะไม่อยากเห็นหน้าใครบางคน ท่าทีของเขาที่มีต่อบิดามักจะเป็นไปอย่างเหินห่าง

          บ่าวรับใช้ผลักบานประตูเข้ามาในห้องพร้อมกับยกถาดที่มีชามกระเบื้องลายดอกไม้ใบหนึ่งเข้ามา “นายหญิงฟางต้มข้าวต้มเม็ดบัวมาให้ บอกว่าต้มมานานหลายชั่วยาม อยากให้นายท่านได้ลองชิม”

          เขาไม่ชอบให้บ่าวรับใช้เรียกว่าคุณชายหรือคุณชายใหญ่ ให้เรียกได้เพียง ‘นายท่าน’ ประหนึ่งว่าทำเช่นนี้แล้วเขาจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับจวนหลินอานโหวอีก

          เซี่ยจิ่งสิงเหลือบมองชามนั้นแวบหนึ่ง ข้าวต้มขาวเม็ดอวบสะท้อนแสง สีสันงดงามชวนกิน ท่าทางคงจะต้มมานานมาก มันส่งกลิ่นหอมรัญจวนทำให้คนน้ำลายสอได้เลย

          เขายิ้มแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้ายกาจ “เททิ้ง”

          บ่าวรับใช้เห็นเป็นเรื่องปกติ ตอบรับคำหนึ่งแล้วก็ถอยออกไป

          เพิ่งจะคล้อยหลังบ่าวรับใช้ หลังประตูพลันมีเงาคนผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้น ผู้มาใหม่ก้มหน้าเล็กน้อยรายงานเสียงต่ำ

          “นายท่าน สืบมาชัดเจนแล้ว นางเป็นบุตรสาวของแม่ทัพเสิ่นซิ่นกับฮูหยินใหญ่ นามว่าเสิ่นเมี่ยว”

          “เสิ่นซิ่น?” เซี่ยจิ่งสิงขมวดคิ้วแน่น

          เสิ่นซิ่นกับเซี่ยติ่งมีความคิดเห็นขัดแย้งกันมานาน จวนตระกูลเสิ่นกับจวนหลินอานโหวต่างก็เห็นฝ่ายตรงข้ามขัดหูขัดตา อำนาจทางทหารถ่วงดุลกันเรื่อยมา นับว่ามีผลประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวพันกันไม่น้อย

          ทว่าจวนหลินอานโหวกับจวนตระกูลซูนับเป็นสหายกัน ตระกูลเสิ่นเตือนตระกูลซูในคราวนี้ จะว่าไปแล้วก็คือการเตือนตระกูลเซี่ยทางอ้อม ทว่าคนที่เป็นศัตรูกันมาก่อน จู่ๆ มาตักเตือนกันหมายความว่าอย่างไร?

          อีกอย่างเสิ่นเมี่ยวเป็นเพียงเด็กสาว จะเข้าใจเรื่องราวในราชสำนักได้อย่างไร หรืออาจเป็นคนตระกูลเสิ่นจงใจให้นางมาเตือน แต่ยามนี้เสิ่นซิ่นก็อยู่ไกลถึงแดนตะวันตกเฉียงเหนือนี่นา

          หรือจะเป็นแผนของครอบครัวสายรองกับครอบครัวสายสามของตระกูลเสิ่น?

          จะว่าไปแล้วเสิ่นกุ้ยกับเสิ่นว่านเองก็เป็นคนที่มีจิตใจทะเยอทะยาน ตอนนี้คลื่นลมในราชสำนักกำลังโหมแรง คาดว่าคงอยากจะโยนหินถามทางกระมัง

          “ตระกูลเสิ่นกับตระกูลเซี่ยอยู่กันคนละขั้วราวกับแม่น้ำจิงและแม่น้ำเหว่ย อย่างไรก็ยากจะประสาน จู่ๆ คุณหนูเสิ่นเกิดนึกปรารถนาดีอะไรขึ้นมา รึว่านางจะกินของผิดสำแดงเข้าไป?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงพร้อมกับออกคำสั่งเสียงเข้ม

          “สอดแนมต่อ!”

บทที่ 3.1 พบคู่แค้น

          อีกไม่กี่วันก็จะถึงงานเทศกาลดอกเบญจมาศที่หนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว

          เนื่องจากการสอบประจำปีของก่วงเหวินถังกับช่วงเวลาจัดเทศกาลดอกเบญจมาศไม่ห่างกันมากนัก ทั้งสองงานจึงถูกจัดวันเดียวกัน ทำให้การสอบประจำปีของก่วงเหวินถังในปีนี้ยิ่งใหญ่กว่าทุกปี เพราะขุนนางแทบทุกคนจะเข้าร่วมงานที่จัดขึ้น

          เช้าวันหนึ่งก่อนจะถึงวันงาน ฮูหยินผู้เฒ่าได้ส่งสาวใช้ข้างกายนามว่า ‘สี่เอ๋อ’ มายังเรือนตะวันตกเพื่อแจ้งข่าวว่า ฮูหยินผู้เฒ่าได้เชิญช่างตัดเย็บมาตัดเสื้อผ้าใหม่ให้เหล่าคุณหนูสำหรับงานเทศกาลดอกเบญจมาศ ให้เสิ่นเมี่ยวไปเลือกผ้าร่วมกับคนอื่นๆ ด้วย

          สำหรับงานเทศกาลดอกเบญจมาศนั้น ฮูหยินคนสำคัญของแต่ละตระกูลล้วนเข้าร่วม ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อเสาะหาสะใภ้ที่ดีเข้ามาเสริมบารมีให้ตระกูลของตน ดังนั้นตระกูลที่มีบุตรสาวก็มักจับพวกนาง

แต่งกายเสียงดงามเลอเลิศ ประดับประดากันยกใหญ่ แม้ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเสิ่นจะรู้สึกขัดหูขัดตาฮูหยินตระกูลอื่น ทว่าเรื่องเช่นนี้จะยอมให้ข่มกันได้หรือ อย่างไรเสียก็ต้องรักษาหน้าตาของตระกูลตัวเอง

          ระหว่างที่ติดตามเสิ่นเมี่ยวไปยังเรือนหรงจิ่งถัง ไป๋ลู่เอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น “คาดไม่ถึงว่าเทศกาลดอกเบญจมาศจะมาถึงเร็วปานนี้ คุณหนูชอบงานเทศกาลนี้ที่สุด เพราะจะมีโอกาสได้ชมดอกไม้งามบานสะพรั่ง”

          เสิ่นเมี่ยวรู้ดีว่าเมื่อก่อนที่ตนชื่นชอบงานเทศกาลดอกเบญจมาศ ไม่ใช่เพื่อชมดอกไม้ แต่เพื่อตนจะได้ลอบมองฟู่ซิวอี๋ต่างหาก

          ในงานเทศกาลดอกเบญจมาศปีที่แล้ว ฟู่ซิวอี๋ก็มาร่วมงานด้วย วันนั้นสวนดอกเบญจมาศของงานละลานตาไปด้วยสีม่วงอันงดงามและสีแดงที่แสนสดใส ผู้คนล้วนอยากชื่นชมสีสันตระการตาที่หนึ่งปีจะมีให้เห็นสักครั้ง ทว่าเสิ่นเมี่ยวที่กำลังหลบซ่อนตัวจากเสียงล้อเลียนของผู้คนในงาน กลับมีเพียงกระถางดอกเบญจมาศสีขาวตั้งอยู่เป็นเพื่อน

          เบญจมาศขาวเป็นดอกไม้ที่ใช้ในพิธีศพ เป็นตัวแทนของความเศร้าโศก ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือดอกเบญจมาศกระถางนี้ค่อนข้างมีสภาพอนาถา กลีบดอกร่วงโรยโดยไม่รู้ว่าเกิดจากลมหรือฝน มันจึงถูกทิ้งไว้

ตรงมุมมืดที่เปล่าเปลี่ยวไร้ผู้คนเพียงกระถางเดียว

          ผู้ที่ถูกทอดทิ้งเช่นเดียวกันย่อมเข้าใจกันและกัน เสิ่นเมี่ยวรู้สึกว่านางกับดอกเบญจมาศขาวกระถางนั้นกำลังนั่งเรือลำเดียวกัน ต้องอยู่ลำพังอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ไร้คนสนใจ ตอนที่หัวใจของนางกำลังระทมทุกข์อยู่นั้น พลันเหลือบเห็นบุรุษในเครื่องแต่งกายเต็มพิธีการกำลังเดินตรงมายังดอกเบญจมาศกระถางนี้

          เขายื่นมือมาสัมผัสกลีบดอกไม้อย่างเบามือ

          บุรุษที่เดินมาด้วยกันเอ่ยถามอย่างสงสัย “น้องเก้า ดอกไม้กระถางนี้ใกล้ตายแล้ว มีอะไรน่าสนใจกัน?”

          บุรุษผู้นั้นตอบเสียงเรียบ “ไม่น่าสนใจแต่น่าสงสาร... ข้าสงสารที่มันอ่อนแอบอบบางแต่กลับไร้ที่พึ่งพิง”

          ‘ข้าสงสารที่มันอ่อนแอบอบบางแต่กลับไร้ที่พึ่งพิง’

          เพราะประโยคเดียวนี้ ทำให้เสิ่นเมี่ยวมีความรู้สึกประทับใจชายหนุ่มตรงหน้า ยิ่งเมื่อเขาหันหน้ามาทางนาง หญิงสาวยิ่งหลงใหลใบหน้าที่งดงามของเขา หลังจากวันนั้นเสิ่นเมี่ยวถึงได้รู้จากปากเด็กสาวคนอื่นว่า เขาคือองค์ชายลำดับที่เก้า... ฟู่ซิวอี๋นั่นเอง

          บางทีความรักที่เกิดขึ้นในวัยเยาว์นั้นช่างไร้เหตุผล ไม่มีที่มาที่ไป ทั้งที่ฟู่ซิวอี๋กล่าวถึงดอกเบญจมาศแต่นางกลับคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขากล่าวเป็นนัยถึงนาง คิดเอาเองว่าหากตนได้แต่งกับเขา อีกฝ่ายก็จะปฏิบัติกับตนอย่างอ่อนโยนเช่นเดียวกับที่เขาปฏิบัติกับดอกไม้ที่เดียวดายนั่น

          โชคร้ายที่ทั้งหมดเป็นความคิดของนางฝ่ายเดียว ความอ่อนโยนที่ฟู่ซิวอี๋มีให้ดอกไม้ที่อ่อนแอ ไม่ได้มีไว้ให้กับคนทั้งโลก เขาให้ความรักที่อ่อนโยนกับเหมยฮูหยินแต่ทำตัวไร้หัวใจกับเสิ่นเมี่ยว

          ตรงข้ามกับนาง...

          ทุกอย่างที่นางทำรวมถึงชีวิตล้วนมอบให้บุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี สำหรับนาง เขาเปรียบดั่งผืนฟ้า แต่ตัวเขาเองกลับไม่เคยเห็นค่าของนาง ความนับถือที่มีต่อนางในฐานะสามีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากล้วนเป็นการ

เสแสร้งแกล้งทำทั้งสิ้น

          หรือแท้จริงแล้วเขาไม่ได้รู้สึกสงสารดอกไม้นั่น เขาก็แค่พูดออกมาเล่นๆ ให้นางคิดว่าเป็นเรื่องจริง

          “คุณหนู?”

          นางตกอยู่ในภวังค์จนไม่ทันสังเกตว่าเดินมาถึงหน้าเรือนหรงจิ่งถังแล้ว ไป๋ลู่รีบส่งเสียงเตือนเจ้านายให้เดินตามสี่เอ๋อเข้าไปข้างใน

          วันนี้เสิ่นหยวนปั๋วไม่อยู่ในห้องโถง ฮูหยินผู้เฒ่าแต่งกายด้วยอาภรณ์สีเขียวสดใสคาดทับด้วยเข็มขัดปักลวดลายละเอียดงดงาม ปีนี้นางก็ย่างเข้าเจ็ดสิบแล้ว ไม่สมควรจะใส่สีเขียวสดเช่นนี้อีก สีของชุดเมื่อรวมกับรูปหน้ายาวแหลมซ้ำยังชอบตีสีหน้าเย็นชา ทำให้นางดูไม่ต่างจากปีศาจ แต่ตัวฮูหยินผู้เฒ่าเองกลับไม่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้

          เสิ่นเย่และเสิ่นชิงยืนอยู่ข้างมารดาของตน แล้วยังมีเสิ่นตงหลิงบุตรสาวอันเกิดจากอนุภรรยาของครอบครัวสายรองอีกคน น่าเสียดายที่นางร่างกายอ่อนแอ ไม่อาจออกไปนอกจวนได้

          เสิ่นเมี่ยวหันไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่า เริ่นหว่านอวิ๋นเห็นเสิ่นเมี่ยวมาก็เอ่ยปาก “หลานห้ามาแล้ว รีบมาเลือกผ้าเร็ว อีกเดี๋ยวจะให้ลี่เหนียงวัดตัวให้พวกเจ้า”

          เสิ่นชิงพูดยิ้มๆ “ข้ากับน้องรองเลือกแล้ว รอแต่เจ้าเท่านั้น”

          เห็นอยู่ว่าเป็นความบกพร่องของสี่เอ๋อที่ไปเชิญนางที่เรือนช้า กลับกลายเป็นความผิดนางที่ทำให้คนทั้งเรือนหรงจิ่งถังต้องรอ เสิ่นเมี่ยวไม่อยากต่อปากต่อคำกับเสิ่นชิงจึงเดินไปที่ม้านั่งที่มีกองผ้าจัดวางไว้

          ลี่เหนียงเป็นสตรีอายุประมาณสามสิบ จวนตระกูลเสิ่นเป็นลูกค้ารายใหญ่ของร้านผ้าของนาง ตอนที่ลี่เหนียงยังเยาว์วัยได้รับการสอนสั่งมาจากสตรีที่ทำหน้าที่ตัดเย็บในวัง ทำให้ชุดที่ตัดจากร้านของนางวิจิตรบรรจงกว่าร้านอื่น

          มีพับผ้ารอให้เสิ่นเมี่ยวเลือกห้าถึงหกพับ พับที่เป็นสีแดงเปลือกไม้และอีกพับที่เป็นสีชมพูอ่อนถูกขยับไปวางไว้ห่างๆ ทั้งสองพับคงถูกเลือกแล้ว ไม่ต้องบอกนางก็รู้ว่ามันเป็นของเสิ่นเย่และเสิ่นชิง

          ภาพเมื่อชาติก่อนย้อนมาให้เห็นอย่างสมจริงทีละฉาก วันนั้นในงานเทศกาลดอกเบญจมาศ เสิ่นชิงสวมชุดสีแดงเปลือกไม้กับกระโปรงทรงบุปผาลายเมฆ เป็นสีที่ทำให้อากาศเย็นรอบกายดูอบอุ่นเป็นกันเองขึ้นทันที ทำให้เสิ่นชิงดูงดงามสะดุดตาเสียยิ่งกว่าดอกไม้ที่อยู่รายรอบ ส่วนเสิ่นเย่ในชุดสีชมพูปักลายดอกสาลี่ขาว กระโปรงตัวบางลายบุปผาร้อยพัน ดูงดงามอรชร

          ส่วนนางน่ะหรือ...

          นางสวมชุดสีเหลืองหัวเป็ดกับใส่เครื่องประดับทองที่ทำเป็นชุด ทั้งสร้อย ตุ้มหู กำไล เข็มขัดและปิ่นปักผม ทำให้นางกลายเป็นตัวตลกโดยไม่รู้ตัว และเจ้าผ้าพับสีเหลืองหัวเป็ดนี่แหละที่อาสะใภ้ทั้งสองและญาติผู้พี่ทั้งหลายสนับสนุนให้นางเลือก!

          เสิ่นเย่รีบให้คำแนะนำ “น้องห้าผิวขาว ไม่สู้เลือกสีเหลืองพับนั้นมาตัดเสื้อเป็นไง น่าจะทำให้ดูน่ารักสดใส เข้ากับน้องห้ายิ่งนัก”

          เสิ่นชิงเองก็พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้ว จากผ้าที่เหลือพวกนี้ดูเหมือนสีเหลืองนี่แหละที่เข้ากับน้องห้ามากที่สุด”

          เฉินรั่วชิวอมยิ้มที่มุมปาก ไม่พูดอะไร ส่วนเริ่นหว่านอวิ๋นแววตาเผยประกายดูแคลนออกมา

          ใช่แล้ว... เสิ่นเมี่ยวเลือกเสื้อผ้าเองไม่เป็น

          เสิ่นฮูหยินมารดาของเสิ่นเมี่ยวไม่อยู่บ้านเป็นเวลาหลายปี คนอื่นๆ ในตระกูลล้วนพึ่งพาไม่ได้ ไม่มีใครที่มีเมตตาพอจะสอนนางเรื่องการแต่งกายอย่างจริงใจ นานวันเข้าเสิ่นเมี่ยวก็ทำได้เพียงตามติดอยู่ข้างกายเสิ่นชิงและเสิ่นเย่ พวกนางบอกอย่างไร เสิ่นเมี่ยวก็จะเลือกทำอย่างนั้น

          ยกตัวอย่างเช่นผ้าพับสีเหลืองนั่นตัดกับสีผิวของนางก็จริง ทว่าทำให้ดูโง่เง่าไร้เดียงสาไร้ราคา ซ้ำร้ายเมื่อใส่ร่วมกับเครื่องประดับทองคำ พวงดอกไม้ของฮูหยินผู้เฒ่าด้วยแล้ว ยิ่งทำให้นางดูเหมือนกับเด็กสาวบ้านนอก

          “ผืนนี้ก็แล้วกัน” เสิ่นเมี่ยวชี้ไปยังพับผ้าที่อยู่ใต้ผ้าฝ้าย

          เป็นผ้าพับสีเขียวบงกชที่งดงามผืนหนึ่ง โดยทั่วไปหญิงสาวส่วนมากจะไม่เลือกสีนี้ เพราะสีเขียวบงกชเป็นสีที่เข้ากับคนได้ยาก หากตัดเย็บไม่ดีหรือไม่เข้ากันกับตัวผู้สวม อาจทำให้ผู้สวมดูสูงวัยกว่าที่ควรจะเป็น

          แววตาเฉินรั่วชิวทอประกายวาบ “หลานห้าเลือกผ้าสีเข้มอะไรปานนั้น เป็นสาวเป็นนางต้องสวมใส่สีสันสดใสสว่างตาสักหน่อย เหมือนผ้าพับของพี่สาวสองคนของเจ้า สีเข้มอย่างนี้ดูแก่ไปนะ”

          เสิ่นเย่กับเสิ่นชิงแอบหัวเราะเยาะ เสิ่นชิงเอ่ย “ข้าว่าสีเขียวบงกชก็ดีนะเจ้าคะ น้องห้าอาจอยากลองใส่สีสันใหม่ๆ ได้ยินมาว่าสีแบบนี้ใส่แล้วจะดูสูงส่งสง่างามมาก”

          “หากว่าข้ายังไม่ได้เลือกผ้าไว้ก่อน ก็คงเลือกสีเขียวบงกชนั่นมาลองใส่เหมือนกัน” เสิ่นเย่พูดเสริม

          ลี่เหนียงเห็นบุตรสาวสองคนของตระกูลเสิ่นทำตัวปากไม่ตรงกับใจก็แอบถอนใจ นางมองไปยังเสิ่นเมี่ยวที่ยืนนิ่งเงียบ ผู้คนในเมืองหลวงต่างรู้ว่าเสิ่นเมี่ยวทั้งที่เป็นบุตรสาวของครอบครัวสายหลัก ทว่ากลับโง่เขลาไร้ความสามารถ แต่คาดไม่ถึงว่าพี่สาวสองคนที่ภายนอกดูอบอุ่นมีเมตตา จิตใจกลับเหี้ยมเกรียม คิดแต่จะหาทางทำให้เสิ่นเมี่ยวขายหน้า

          นางรู้สึกเห็นใจเสิ่นเมี่ยว แม่ทัพเสิ่นตรากตรำอยู่นอกด่านเพื่อปกป้องแว่นแคว้น บุตรสาวของเขาถูกคนเล่นงานอยู่ในจวนเขากลับไม่รู้ ช่างน่าสงสารนัก คิดมาถึงตรงนี้นางก็เอ่ยอ้อมๆ

          “สีเขียวบงกชดูเคร่งขรึมไปสักหน่อยสำหรับงานเทศกาลดอกเบญจมาศ คุณหนูไม่ลองเลือกผ้าขาวหยกผืนนี้แทนล่ะเจ้าคะ?”

          เสิ่นเมี่ยวปรายตามองลี่เหนียงแวบหนึ่ง พลางเอ่ยขอบคุณ “ไม่ต้องหรอก ข้าชอบสีเขียวบงกชผืนนี้”

          ได้ยินคำตอบนาง เสิ่นชิงกับเสิ่นเย่ที่ขมวดคิ้วแน่นก็ถอนหายใจโล่งอก

          เสิ่นเย่เอ่ยน้ำเสียงอ่อนหวาน “น้องห้าสายตาแหลมคม เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องลำบากลี่เหนียงช่วยพวกข้าวัดตัวตัดชุดแล้ว”

          ลี่เหนียงพูดอะไรไม่ได้มากกว่านี้ ได้แต่เรียกบรรดาคุณหนูมาวัดตัว

          นับแต่ต้นจนจบ ฮูหยินผู้เฒ่านั่งปิดตาพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ ทำเป็นนอนหลับไม่รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้จ่ายเงินนางยิ่งไม่ต้องการจะรับรู้ เพราะทั้งค่าผ้าค่าตัดเสื้อล้วนเบิกจาก

กองกลางที่ดูแลโดยเริ่นหว่านอวิ๋น

          หลังจากวัดตัวกันเรียบร้อย ลี่เหนียงก็ขออำลา

          เริ่นหว่านอวิ๋นส่งยิ้มให้กลุ่มเด็กสาวแล้วพูดว่า “พวกเจ้ายิ่งนานวันยิ่งเติบโตเป็นสาวสะพรั่ง เพื่อไม่ให้ใครดูถูกตระกูลเสิ่นของเราได้ ข้าจะมอบเครื่องประดับให้พวกเจ้าได้ใช้ออกงานกัน” นางพูดพลางส่งสัญญาณให้เซียงหลานที่ยืนเยื้องไปด้านหลังนำหีบเก็บเครื่องประดับวางให้เสิ่นชิงหีบหนึ่ง อีกหนึ่งวางตรงหน้าเสิ่นเมี่ยว หีบที่อยู่ตรงหน้าเสิ่นเมี่ยวดูมีน้ำหนักมากกว่าใคร

          เริ่นหว่านอวิ๋นหันมาทางเสิ่นเมี่ยวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดู

          “อาสะใภ้รองเห็นว่าสองสามวันนี้เจ้ากำลังเตรียมตัวเพื่อการทดสอบของก่วงเหวินถัง จึงถือโอกาสตอนออกไปจับจ่ายข้าวของสั่งทำเครื่องประดับให้ เป็นแบบที่หรูหราที่สุดในร้าน อาสะใภ้รองหวังว่าหลานห้าจะชอบ”

          ฮูหยินผู้เฒ่าที่นั่งเงียบมาตลอด คิ้วและเปลือกตาขยับไปมาราวกับอยากจะลืมตาขึ้นมาดู แต่สักครู่ก็สงบ ตัดสินใจแสร้งนอนหลับต่อ

          “ขอบคุณอาสะใภ้รอง” เสิ่นเมี่ยวตอบกลับ

          เสิ่นชิงและเสิ่นเย่ได้เลือกเครื่องประดับที่ชอบด้วยตัวเองตอนที่ออกไปจับจ่ายข้าวของด้วยกัน จากนั้นก็สั่งให้ทางร้านนำมาส่งที่จวน พวกนางอ้างว่าที่ไม่เรียกเสิ่นเมี่ยวไปด้วยเพราะไม่อยากรบกวนเวลาของน้องสาว หลังจากขบวนการ ‘มัดมือชก’ เบ็ดเสร็จเรียบร้อย พวกนางก็มอบเครื่องประดับที่เตรียมไว้ให้เสิ่นเมี่ยวในเสี้ยวเวลาสุดท้ายที่ไม่มีทางแก้ไขสิ่งใดได้ทัน

          “ถ้าอย่างนั้นก็รีบกลับเรือนไปเปิดดูกันเถอะ” เสิ่นเย่รีบดึงแขนมารดาตน จากนั้นหันมาขยิบตาให้เสิ่นเมี่ยว “เครื่องประดับของน้องห้าต้องมีค่ามากที่สุดแน่”

          เสิ่นเมี่ยวยิ้ม ยังคงไม่โต้ตอบ พอกลับมาถึงเรือนตะวันตก เสิ่นเมี่ยวก็ผลักหีบใบนั้นไปไว้ข้างๆ โดยไม่ใส่ใจจะเปิดออกดู จิงเจ๋อเห็นก็อดเอ่ยด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้

          “ทำไมคุณหนูถึงไม่เปิดหีบออกดูล่ะเจ้าคะ?”

          “จะดูไปทำไม ดูแล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้”

          จิงเจ๋อคาดไม่ถึงว่าเจ้านายจะตอบเช่นนี้ ทุกครั้งที่มีเครื่องประดับส่งมาจากครอบครัวสายรองหรือครอบครัวสายสาม นางก็เห็นคุณหนูดูพอใจนี่นา แม้ในสายตาของสาวใช้อย่างพวกนางจะคิดว่าเครื่องประดับที่ทำจากเงินและทองคำจะดูไร้รสนิยม แต่คุณหนูที่เชื่อสองครอบครัวนั่นสนิทใจก็ยังสวมใส่เครื่องประดับเหล่านั้นด้วยความยินดี

          เสิ่นเมี่ยวมีสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปเปิดฝาหีบ

          พอฝาหีบเปิดขึ้น ประกายเงินประกายทองคำแสบตาก็พุ่งสวนออกมา สิ่งที่บรรจุในหีบเป็นเครื่องประดับที่ทำจากทองและเงิน ทั้งสร้อยแหวนและกำไล แม้แต่ปิ่นปักผมก็ยังมีทับทิมเม็ดใหญ่จนน่าเกลียดติดอยู่ ถึงทับทิมเม็ดนี้จะใหญ่แต่กลับขุ่นมัวไม่สดใส ชี้ให้เห็นถึงคุณภาพได้ชัดเจน

          จิงเจ๋อเห็นเครื่องประดับก็แสดงสีหน้าไม่พอใจทันที

          เสิ่นเมี่ยวจ้องมองสิ่งของตรงหน้าอย่างนิ่งเงียบ เครื่องประดับของนางตอนที่แต่งเข้าตำหนักติ้งอ๋องมีลักษณะนี้ทั้งหมด แม้กระทั่งฮูหยินหรือบุตรีของพ่อค้าในเขตชานเมืองก็ยังไม่สวมใส่เครื่องประดับลักษณะนี้เสียด้วยซ้ำ

          เพราะเหตุนี้ทุกครั้งที่เสิ่นเมี่ยวปรากฏกายจึงมักกลายเป็นตัวตลกให้ผู้คนขบขัน นางมักแต่งกายในชุดกระโปรงสีสด ตอกย้ำความบ้านนอกด้วยเครื่องประดับทองคำซึ่งประโคมมาเต็มที่ราวกับหีบสมบัติเดินได้ และเมื่อนางต้องมายืนเปรียบเทียบกับบุคลิกสง่างาม เสื้อผ้าทรงผมที่เรียบง่ายของเสิ่นเย่ หรือความสดใสร่าเริงอย่างพอเหมาะพอควรของเสิ่นชิง เสิ่นเมี่ยวจึงยิ่งดูต่ำตมไม่ต่างกับทาสล้างเท้าของพวกนาง

          ขณะที่เสิ่นเมี่ยวคิดถึงสิ่งที่แล้วมาด้วยอารมณ์หลากหลายอยู่นั้น จิงเจ๋อก็กำลังสังเกตสีหน้าของคุณหนูของตนด้วยความประหลาดใจ นางเห็นคุณหนูมิได้แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจเหมือนแต่ก่อน และยิ่งแปลกใจมากขึ้นเมื่อคุณหนูปิดฝาหีบแล้วดันหีบมาตรงหน้านางจากนั้นก็ออกคำสั่ง

          “หาร้านรับซื้อเครื่องประดับแล้วขายทิ้งไปซะ ขากลับหาซื้อปิ่นเงินมาด้วย ไม่ต้องดีมาก แกะลายดอกไม้เป็นใช้ได้”

          “คุณหนู... ขายทิ้งไปแบบนี้ หากว่าพวกเรือนตะวันออกรู้เกรงว่าจะมาหาเรื่องเราอีกแน่”

          “ในเมื่อใช้ไม่ได้ วางทิ้งไว้จะมีประโยชน์อะไร ไม่สู้ขายเอาเงินทองมาเก็บไว้ใช้คราวจำเป็นจะดีกว่า”

          เงินเดือนในตระกูลเสิ่นจะถูกจัดสรรให้ตามฐานะ คุณหนูแต่ละคนจะได้เงินเดือนสองตำลึงเงิน แต่เอาเข้าจริงเสิ่นเย่และเสิ่นชิงไม่รู้ได้รับเพิ่มจากที่ตั้งไว้เท่าไร แต่แน่ใจอย่างหนึ่งว่าเงินส่วนของเสิ่นเมี่ยวไม่มีเพิ่มอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าบุตรีของท่านแม่ทัพบ้านหลักบ้านเดียวเท่านั้นที่มีความเป็นอยู่แร้นแค้นกว่าญาติทุกคนในตระกูลเสิ่น

          เดิมทีนางเคยคิดว่า อาสะใภ้รองกับอาสะใภ้สามคงแอบชักเงินส่วนตัวของนางเพิ่มเป็นเบี้ยหวัดให้แก่บุตรีของตน แต่ตอนนี้นางกลับไม่คิดเช่นนั้น

          เงินกองกลางถูกจัดการโดยเริ่นหว่านอวิ๋น ด้วยหน้าที่การงานของเสิ่นกุ้ยและเสิ่นว่านจำเป็นต้องจับจ่ายใช้สอยมาก ลำพังรายได้ของพวกเขาแทบจะไม่พอกินอยู่ในแต่ละเดือน แล้วเงินที่งอกเงยอยู่ในกอง

มาจากไหน? ก็ย่อมต้องมาจากเสิ่นซิ่นที่ทุ่มเททั้งชีวิต หลั่งเลือดและหยาดเหงื่อ ยอมตรากตรำอยู่ในสมรภูมิห่างไกลบ้าน

          ฮ่องเต้มักประทานรางวัลให้ท่านพ่ออยู่เสมอ และเสิ่นซิ่นเองก็ไม่เคยเอาไปใช้สุรุ่ยสุร่ายแต่กลับส่งสมทบเข้ากองกลางของตระกูล... เรียกได้ว่าส่งหมดทุกเม็ดทุกหน่วย!

          ฮึ! เงินที่ใช้จ่ายก็เป็นเงินของบิดานางแล้วยังกลั่นแกล้งนางเช่นนี้ คนหน้าไม่อายสามารถหาพบได้ที่ครอบครัวของฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้น

          นางจะต้องหาทางแยกตัวเองออกมาเป็นอิสระให้จงได้!