จอมมารชางเฮ่าอาละวาดบุกรุกถึงสวรรค์ชั้นเก้าสิบเก้า
สังหารทหารกองทัพสวรรค์ตายไปถึงสามหมื่นนาย ทุบทำลายหอเทียนจี เผาตำหนักหลิงเซียว สิ่งที่เขาทำทั้งหมดนับเป็นบาปมหันต์ ต้องถูกลงทัณฑ์ให้เจ็บปวดจนถึงที่สุด เขาถูกจับขังเอาไว้ในเจดีย์อันที่ที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุเพื่อกำจัดจิตใจที่มีความชั่วร้ายให้หมดสิ้น
แค่คำสั่งจากสวรรค์เพียงใบเดียว ทำให้เขาต้องถูกจับขังอยู่ภายใต้เจดีย์อันมืดมิด
ชางเฮ่ายังจำได้ถึงตอนที่โซ่ทองแทงทะลุผ่านหัวไหล่เข้ามาในกระดูกสะบัก แล้วพันธนาการมันไว้ ในยามนั้นพุทธองค์ผู้สูงส่งยังคลี่รอยยิ้มน้อยๆ ที่น่าสะอิดสะเอียนส่งให้กับเขาอีกด้วย พุทธองค์หยิบตะเกียงดวงหนึ่งขึ้นมาพลางเอ่ยกับเขาว่า “ชางเฮ่า ตะเกียงดวงนี้คือตะเกียงฉางหมิงที่มีเปลวไฟที่ลุกโชนไม่มีวันดับสูญ แต่ถ้าหากมีวันหนึ่งวันใด เปลวไฟในตะเกียงดวงนี้ดับลง ให้ถือเสียว่าเป็นลิขิตสวรรค์ ถึงตอนนั้นเจ้าสามารถออกจากเจดีย์องค์นี้ได้”
ชางเฮ่าเอ่ยขึ้นอย่างไม่แยแส “เปลวไฟที่ไม่มีวันดับแล้วจะมีวันดับได้อย่างไร ลาโง่หัวโล้นอย่างเจ้าเวลาจะพูดจาโป้ปดใครขึ้นมาก็พูดได้แบบหน้าตาเฉยเชียวนะ”
พุทธองค์ไม่พูดพร่ำอะไรต่อ ส่งยิ้มเพียงบางเบาให้กับเขาก่อนร่างจะหายลับไป
เสียงประหลาดเสียงหนึ่งดังขึ้นอยู่ท่ามกลางเจดีย์ที่เงียบสงัดและว่างเปล่า
ชางเฮ่าลืมตาขึ้นมาเพียงเล็กน้อย เขาปรายตามองตะเกียงที่มีเปลวไฟน้อยนิดติดอยู่ตลอดเวลาดวงนั้นเป็นอันดับแรก เมื่อเห็นว่าเปลวไฟของมันยังคงสว่าง จึงได้ย้ายสายตาไปมองต้นตอของเสียงที่ดังขึ้นมาจากเท้าของตนเอง
ดูเหมือนจะมีก้อนเนื้อก้อนกลมๆ ก้อนหนึ่งผุดขึ้นมา
เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ เห็นก้อนเนื้อก้อนนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่ง ดวงตาดำสนิทที่ดูราวกับก้อนอุกกาบาตแวววาวบนใบหน้ากลมอิ่ม กำลังมองดูเขาด้วยสายตาที่เป็นประกายสุกใส
“แม่”
เสียงอ้อแอ้อ่อนเยาว์ของก้อนเนื้อก้อนน้อยส่งเสียงเรียกขึ้นมาเช่นนี้ เสียงนั้นดังสะท้อนไปมาอยู่ภายในเจดีย์ครู่ใหญ่ๆ
ชางเฮ่าฟังแล้วให้หรี่ตาลงทันที “เจ้าตัวเล็กรนหาที่ตายงั้นรึ!”
“แม่” หนูน้อยตัวกลมๆ หัวเราะตาหยีส่งเสียงเรียกขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นก็กลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้นอย่างสนุกสนานโดยไม่สนใจใคร
ถ้าหากเป็นเช่นในอดีต หนูน้อยตัวกลมๆ คงจะกลายสภาพเป็นก้อนเนื้อที่แหลกเหลวไปเสียแล้ว ทว่าบัดนี้เป็นเพราะมือเท้าของชางเฮ่าถูกพันธนาการเอาไว้จนไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหน ไม่อาจออกแรงได้แม้แต่ส่วนเดียว สิ่งที่เขาทำได้นั้นก็คือสะกดอารมณ์ที่จะลุกโชนเอาไว้ มองก้อนเนื้อก้อนน้อยๆ ที่กำลังกลิ้งตัวเล่นอย่างสนุกสนานไปๆ มาๆ ด้วยสีหน้าอาการเพิกเฉย
เมื่อนางกลิ้งตัวเล่นจนสนุกสนานเสร็จแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองชางเฮ่าตาแป๋ว คล้ายกำลังรู้สึกประหลาดใจว่าเหตุใดเขาจึงไม่มาอุ้มตัวนาง นางชะเง้อมองไปรอบด้านครู่หนึ่ง จากนั้นคลานไปยังมุมกำแพงด้านหนึ่งของเจดีย์ แล้วค่อยๆ คลานไปตามโซ่เหล็กเส้นหนาที่รัดเท้าขวาของเขา ค่อยๆ ไต่ขึ้นไปด้านบน
เด็กน้อยมีพละกำลังเหนือความคาดหมายของเขามาก ไม่นานนักนางก็เข้ามากอดเข่าของชางเฮ่า จากนั้นส่งเสียงเรียกดังใสออกมาอีกครั้งว่า “แม่”
มุมปากของชางเฮ่ากระตุกเกร็ง เป็นครั้งแรกที่มีเด็กน้อยไม่กลัวตายกล้ามาแสดงกิริยาไร้ความเกรงกลัวด้วยการคลานไปคลานมาบนตัวเขาเช่นนี้ เขากัดฟันสะกดไฟโทสะเต็มที่ แต่ดูท่าก้อนเนื้อตัวน้อย
ได้คืบกลับจะเอาศอก ตอนนี้นางดึงผ้าคาดเอวของเขา คลานกระดึบขึ้นมาอยู่บนหัวไหล่ของเขาเสียแล้ว
“ก้อนเนื้อ เจ้านี่ใจกล้าไม่เลว”
เหมือนกับยืนยันในคำพูดของเขาอย่างไรอย่างนั้น เด็กน้อยเริ่มเล่นเส้นผมของเขา ทั้งดึงทั้งถอน ทั้งพันทั้งลาก เล่นเสียจนสนุกสนานโดยไม่สนใจผู้เป็นเจ้าของ
จอมมารผู้อาละวาดไปทั่วแดนสวรรค์ถูกเด็กน้อยรังแกจนหมดท่า
เด็กน้อยเล่นสนุกไปอยู่พักหนึ่งพลันรู้สึกเหนื่อยล้า เอียงหัวกลมๆ พิงอยู่ข้างแก้มที่แข็งกระด้าง หัวของนางแนบกับเส้นชีพจรที่กำลังเต้นตุบๆ อยู่ข้างขมับของเขาจากนั้นก็นอนหลับไปเงียบๆ ใบหน้าที่มีเนื้อนุ่มนิ่มขยุกขยิกอยู่บนใบหน้าที่เย็นกระด้างของเขา ปากย้อยๆ ชิดอยู่กับข้างแก้มคล้ายกับจะจูบแก้มเขา ความอบอุ่นที่เกิดขึ้นทำให้ไฟโทสะของชางเฮ่าลดลงไประดับหนึ่ง
“แม่ แม่... จุ๊บจั๊บ”
ช่างเถอะ ก็แค่เด็กที่ไม่ประสาคนหนึ่ง... คำพูดปลอบใจที่เขามีให้กับตนเองยังไม่ทันจะพูดออกมาหมด ของเหลวที่มีความร้อนชื้นสายหนึ่งไหลลงมาตามหัวไหล่ มันไหลลงมาอย่างอ่อนโยน หยดแหมะๆ จนตัวของเขาเปียกไปครึ่งร่าง
นาง... นางกล้าฉี่อยู่บนไหล่...ของเขา
สองมือของชางเฮ่ากำเข้าหากันจนเป็นกำปั้น เขากัดฟันด้วยความโกรธจัด “อย่าให้ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นลูกของเซียนองค์ใดเชียวนะ ถ้าเกิดมีวันหนึ่งวันใดข้าออกจากเจดีย์แห่งนี้ได้ ข้าจะต้องเอาฉี่ม้าไปสาดที่หน้าบ้านของมันแน่”
หนูน้อยนอนหลับสนิท น้ำลายไหลย้อยลงมาดังติ๋งๆ มันไหลลงมาตามใบหน้าของชางเฮ่าจนเปรอะเปื้อน “จุ๊บจั๊บ”
ชางเฮ่าหันหน้ากลับไปมองด้วยความโกรธจัด รอจนกระทั่งอารมณ์โกรธจางหายไปแล้วเขาจึงค่อยคิดขึ้นได้ว่า ภายในเจดีย์แห่งนี้เป็นสถานที่ต้องห้ามที่พุทธองค์กำหนดขึ้น แม้แต่เง็กเซียนฮ่องเต้ก็ไม่อาจเข้ามาในนี้ได้ แล้วหนูน้อยตัวกลมๆ คนนี้...
สายตาของชางเฮ่าตกอยู่ที่ตะเกียงฉางหมิงที่พุทธองค์ได้ทิ้งเอาไว้ดวงนั้น เขาสงบสติอารมณ์ พิจารณาดูเด็กน้อยกับกลิ่นอายของตะเกียงอย่างถี่ถ้วน
ไม่นานนัก เขาแหงนหน้าหัวเราะเสียงดังขึ้นมาอย่างอดใจไว้ไม่ได้ “สวรรค์ช่วยข้าแล้ว ทำให้ตะเกียงดวงนี้ให้กำเนิดภูตตะเกียงขึ้นมา”
ตะเกียงฉางหมิงไม่มีวันดับ แต่ภูตตะเกียงมีวันตาย ถ้าหากเจ้าหนูน้อยนี่ตาย เขาก็จะมีอิสรภาพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หากเป็นเช่นนั้นเขาก็จะทำลายเจดีย์องค์นี้เสีย ต่อไปก็จะไม่มีสิ่งใดกักขังเขาได้อีก
เพียงแต่ว่าเขาจะจัดการสังหารเด็กน้อยนี่ได้อย่างไร คาถาอาคมของเขาถูกผนึกเอาไว้ ภายในเจดีย์ก็ไม่มีใครคอยให้ความช่วยเหลือ หรือว่าเขาจะต้องพูดกับเจ้าเด็กตัวกลมๆ นี้ว่า ‘เจ้าช่วยไปตายเสียทีเถอะ’
ชางเฮ่าคิดไปคิดมา ยังคิดไม่ออกว่าควรทำอย่างไรดี
วันเวลาผ่านเรื่อยๆ พร้อมๆ กับก้อนเนื้อตัวน้อยที่เติบโตขึ้นทุกๆ วัน
จากเด็กน้อยตัวกลมๆ นางสูดกลิ่นไอศักดิ์สิทธิ์ในเจดีย์จนร่างกายค่อยๆ เปลี่ยนแปลง กลายเป็นสาวน้อยอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี ทั้งสองคนอยู่ในเจดีย์เป็นเพื่อนกันไป ไม่ทันรู้ตัววันเวลาผ่านมาถึงสามร้อยปีเต็ม
ชางเฮ่าได้แต่คาดหวังให้นางตายอยู่ทุกๆ วัน ทว่ากลับต้องมองนางเติบโตขึ้นมาอย่างทำอะไรไม่ได้ ในตอนแรกนางเรียกเขาว่า ‘แม่’ มาตลอด ต่อมาเปลี่ยนคำเรียกเขาว่าเป็น ‘พ่อ’ ต่อมาภายหลังชางเฮ่าพูดเสียงเข้มด้วยความโมโหใส่นางว่า “ข้าไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าทั้งสิ้น”
เจ้าก้อนเนื้อเกิดความเสียใจอยู่พักใหญ่ ก่อนเอ่ยถามขึ้นว่า “แล้วท่านชื่อว่าอะไร”
“ชางเฮ่า”
“แล้วข้าชื่อว่าอะไร”
ชางเฮ่าปรายตามองใบหน้าอวบอิ่มของนางครู่หนึ่ง “เจ้าคือเสียวเฉี่ยน”
“เสียวเฉี่ยน?” ใบหน้าแดงเรื่อของนางมีรอยยิ้มแจ่มใส “ข้าชอบชื่อนี้จังเลย แต่ชื่อชางเฮ่าก็น่าฟังยิ่งนัก”
นางเป็นผู้ที่สามารถสนุกสนานครึกครื้นได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด ในเวลาสามร้อยปี นางเรียนการพูดจากคนที่พูดน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยอย่างชางเฮ่า นางมักจะมีปัญหามากมายนับไม่ถ้วนมาถามเขา เวลาเขาอารมณ์ดีก็ตอบนางไปสองประโยค เวลาอารมณ์ไม่ดีก็หลับตา แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
หลายวันมานี้พอดีกับชางเฮ่าอารมณ์ไม่ดีอย่างที่สุด เสียวเฉี่ยนถามอะไรเขาก็ไม่ยอมตอบท่าเดียว
เสียวเฉี่ยนบ่นกระปอดกระแปด “ท่านชอบทำเป็นไม่สนใจข้าอยู่เรื่อย เสียวเฉี่ยนก็หงุดหงิดเป็นเหมือนกันนะ ข้าไม่สนใจท่านแล้ว ข้าไปแล้ว”
ชางเฮ่าหัวเราะเสียงเย็นขึ้นมา “เจ้าอยากไปก็ไปสิ” เจดีย์องค์นี้ถูกพุทธองค์ปิดผนึกอยู่ มีหรือจะออกไปได้ง่ายๆ เขา...
ยามที่เขาลืมตา ให้พอดีกับเห็นร่างของเสียวเฉี่ยนเดินผ่านประตูที่ปิดสนิทของเจดีย์ออกไปด้านนอกอย่างง่ายดาย เขาหรี่ตาลงด้วยความประหลาดใจก่อนก่นด่าอย่างแค้นเคือง “ไหนว่าทุกชีวิตมีความเท่าเทียม แบบนี้มันโกหกกันชัดๆ”
เสียวเฉี่ยนเมื่อเดินออกไปครั้งนี้ นางเดินหายไปเป็นเวลานาน ความเงียบงันภายในเจดีย์ทำให้ชางเฮ่ารู้สึกไม่เคยชินอยู่บ้าง เขาพลันคิดว่า ถ้าหากเด็กน้อยที่พูดมากน่ารำคาญคนนั้นไม่กลับมาอีก ตัวเขามิใช่ว่าถูกขังอยู่ในนี้เพียงผู้เดียวตลอดกาลหรือ ทว่าถึงนางจะกลับมาเขาก็ยังคงถูกคุมขังอยู่ในนี้... ถ้าเกิดนางออกไปข้างนอกไม่แน่ว่าอาจจะไปเจอสิ่งไม่คาดฝันแล้วตายไป หรือไม่ก็ถูกใครสังหารตาย ดังนั้นการให้เสียวเฉี่ยนออกไป ดูแล้วจะมีประโยชน์ต่อเขามากกว่า
แต่ความรู้สึกหดหู่ที่จู่ๆ เกิดขึ้นภายในใจของเขามันคืออะไรกันแน่ คล้ายกับเห็นหมูที่ตนเองเลี้ยงมาจนอ้วนพีถูกคนอื่นจูงเอาไปกินอย่างนั้น
ชางเฮ่าหลับตาลงด้วยความหงุดหงิด ช่างมันเถอะช่างมัน เขาถูกจับขังเอาไว้ในนี้ ต่อไปจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ชะตาฟ้าลิขิต
ชางเฮ่าถูกเสียงร้องไห้ฮือๆ รบกวนจนตื่น เมื่อเขาลืมตาขึ้นมามองเห็นเสียวเฉี่ยนนั่งอยู่บนพื้น ยกมือกอดหัวเข่าร้องไห้อย่างเสียใจ เขาเพ่งพินิจอีกครั้งจึงพบว่าแขนของนางมีร่องรอยถูกคนตีมา ชางเฮ่าหรี่ตาลงเล็กน้อย ถามเสียงเข้มกับนางว่า “ไปโดนใครตีมา”
เสียวเฉี่ยนร้องไห้เสียจนน้ำตาเปรอะเปื้อนใบหน้า พูดเสียงอู้อี้ว่า “ถูก... ถูกหมากัดเอา หมาที่จวนของเทพสามตาตัวนั้นดุมาก...”
จิตใจของชางเฮ่าหงุดหงิดเป็นอย่างยิ่ง คิดในใจว่านังหนูนี่รังแกข้ามาตั้งหลายปี ข้ายังไม่เคยตีนางเลยสักแปะ พวกเจ้ากลับกล้าลงมือกับนาง ไหนๆ ก็ลงมือแล้วทั้งทีก็ยังไม่ตีให้ตายอีกต่างหาก ทำให้นางวิ่งกลับมาร้องไห้ส่งเสียงน่ารำคาญแบบครึ่งๆ กลางๆ กับข้าอีกทำไม
“คนข้างนอกอัปลักษณ์จะตาย มีขนยาวๆ มีรอยย่นอยู่บนหน้าเต็มไปหมด ไม่มีใครรูปงามเหมือนท่านเลยสักคน” เสียวเฉี่ยนร้องไห้ไปพร้อมกับบ่นกระปอดกระแปดไปด้วย ชางเฮ่าได้ยินคำพูดประโยคนี้แล้ว อดยกมุมปากขึ้นน้อยๆ ไม่ได้
เสียวเฉี่ยนยังบ่นต่อไปว่า “มีแผลบนตัวนี่เจ็บจะตาย ชางเฮ่า...โซ่ทองที่ฝังอยู่บนหลังของท่านสองเส้นนั้นทำให้เจ็บหรือเปล่า ท่านเจ็บหรือเปล่า” นางโอดครวญโหยหวน ราวกับคนที่ถูกโซ่ทองแทงทะลุไหล่เป็นตัวนางเสียเอง
ชางเฮ่าได้ยินคำที่นางพูดแล้วให้เหม่อลอยไปนานครู่หนึ่ง เขาเกิดมามีร่างกายของอสูร ที่ไม่มีวันสูญสลาย ใครๆ พากันหวาดกลัวเขากันทั้งสิ้น ไหนเลยจะมีคนมาสนใจว่าเขาจะเจ็บปวดหรือไม่เกรงว่าจะมีแต่คนอยากให้เขาเจ็บจนตายไปเลยมากกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ความสุขสงบจะได้มาเยือนโลกนี้อีกครั้ง
“ข้าไม่เคยได้รับบาดเจ็บ ไม่รู้ว่าการที่เลือดไหลออกมาจะทำให้รู้สึกเจ็บขนาดนี้ ได้ยินว่าถ้าทายาจะทำให้บาดแผลหายเร็วขึ้นอีกหน่อย เสียวเฉี่ยนไปหายามาให้ท่านดีหรือไม่”
ตัวเองถูกคนอื่นทำร้ายมา แต่กลับมาคิดถึงอาการบาดเจ็บของเขา ชางเฮ่าคิดจะหัวเราะเยาะแล้วตะโกนว่าโซ่ทองที่พันธนาการร่างเขาอยู่นั้น ถ้าหากไม่เอามันออกไปบาดแผลย่อมไม่มีทางดีขึ้น จะให้ทายาก็ทาเสียของเปล่า ทว่าเมื่อเขาคิดไปคิดมา มีแผนหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเขากะทันหัน เป็นแผนที่ทำให้เขาสามารถออกจากเจดีย์องค์นี้ได้
“มีคนช่วยเอายามาให้ข้าย่อมเป็นเรื่องที่ดียิ่ง” ชางเฮ่าเอ่ยขึ้น “แต่ว่ายานั่นไม่ใช่จะเอามาได้ง่ายๆ”
เสียวเฉี่ยนเช็ดน้ำตาจนแห้งอย่างรวดเร็ว ลุกขึ้นยืนพลางถามว่า “ท่านบอกมา ข้าจะไปเอามาให้เอง”
เมื่อเห็นท่าทางของนางมุ่งมั่น ทำให้ชางเฮ่าเลิกคิ้วขึ้น “เหตุใดเจ้าจึงได้พยายามทำเพื่อข้าถึงขนาดนี้” ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ดีต่อนางเลยสักนิดเดียว
เสียวเฉี่ยนนิ่งงันไป “ก็ท่านเป็นคนที่ข้าสนิทที่สุด ไม่อย่างนั้นข้าจะยอมลงมือลงแรงเต็มที่ให้กับใครได้อีกเล่า พอข้าถูกหมากัดแล้วพวกเด็กๆ ที่มารุมดูอย่างสนุกสนานก็โบกไม้โบกมือบอกว่าจะกลับบ้าน ตอนนั้นข้าก็คิดถึงท่านขึ้นมา ท่านอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนข้ามาตลอด ท่านนับเป็นบ้านของข้า ข้าย่อมต้องดีกับท่านอยู่แล้ว”
ชางเฮ่าจ้องนางอยู่นานครึ่งอึดใจ มิได้พูดอะไร
“ชางเฮ่า ยาอยู่ที่ไหน ข้าจะไปเอามาให้”
“ที่ตำหนักสวรรค์...” เขาเริ่มต้นประโยคเอาไว้แล้วก็ชะงักนิ่งไป เป็นครั้งแรกที่คิดว่าตนเองออกจะเลวทรามไปหน่อยหรือไม่ ในตอนนั้นเองที่โซ่ทองด้านหลังเริ่มเคลื่อนไหว เมื่อถึงวันพระจันทร์เต็มดวงในแต่ละเดือน โซ่ที่ร้อยกับไหล่ของเขาจะหมุนเกลียวไปมา
สวรรค์ต้องการใช้ความเจ็บปวดที่เจ็บราวกับถูกเจาะทะลุกระดูก มาย้ำเตือนให้เขารู้ว่าตอนนี้เขามีฐานะเป็นนักโทษแห่งสวรรค์ ชางเฮ่าสะกดความเจ็บปวดระลอกแรกเอาไว้ โดยไม่สนใจว่าโซ่ทองจะหมุนวนอย่างไร เขายังพูดด้วยสีหน้าเป็นปกติว่า “ทางตะวันออกของตำหนักสวรรค์จะมีแท่นสูงๆ อยู่แท่นหนึ่ง ใต้แท่นนั้นจะมีเปลวไฟที่ลุกโชนอยู่ ยาวิเศษที่จะรักษาอาการบาดเจ็บของข้าได้อยู่ในเปลวไฟนั่นแหละ”
เสียวเฉี่ยนพยักหน้าจำคำพูดของเขาเอาไว้ นางขบคิดอยู่ครู่หนึ่งเอ่ยขึ้นอีกว่า “แต่ว่าถ้าเกิดข้าถูกไฟคลอกตายไปจะทำอย่างไร”
“เจ้าเอาเลือดข้าไปดื่มหยดหนึ่ง นับจากนี้ไปทั้งเจ้าและข้าจะสื่อใจถึงกันได้ เจ้าไปถึงไหนก็จะได้ยินเสียงข้าตลอด อีกอย่างหนึ่งเลือดของข้าสามารถยับยั้งไม่ให้ไฟนั่นมาเผาตัวเจ้าได้อีกด้วย”
เสียวเฉี่ยนพยักหน้าให้อย่างเชื่อฟัง ดื่มเลือดเขาไปหยดหนึ่ง “งั้นข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ชางเฮ่านิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ตอนนี้ข้างนอกคงจะมืดแล้ว เจ้าอย่าเพิ่งไปเลย เอาไว้ค่อยออกไปใหม่ตอนเช้าก็แล้วกัน”
เสียวเฉี่ยนไม่สงสัยในคำพูดของเขา นั่งลงมองเขาอย่างว่าง่าย จากนั้นถามว่า “ชางเฮ่า ทำไมท่านถึงถูกจับขังอยู่ในนี้ล่ะ”
“ข้าฆ่าคน ทำบ้านเรือนพังเสียหาย เลยถูกตาแก่ขี้โกหกที่หัวตะปุ่มตะป่ำจับมาขังเอาไว้ในนี้”
“ตาแก่ขี้โกหกนั่นจะต้องเก่งมากแน่ๆ” เสียวเฉี่ยนพยักหน้าหลังจากขบคิดตาม “แล้วทำไมตอนนั้นท่านถึงต้องฆ่าคน แล้วทำลายบ้านเรือนของคนอื่นเขาด้วยล่ะ”
ชางเฮ่านิ่งขึงไปเป็นเวลานาน ที่เขานิ่งอึ้งไปเพราะว่าเขาไม่เคยคิดหาเหตุผลที่ถูกต้องสำหรับการกระทำของตนเองในอดีตได้เลย เขานิ่งเงียบไปเกือบอึดใจก่อนตอบนางไปว่า “เพราะว่า... ไม่มีอะไรทำ”
เสียวเฉี่ยนไม่รู้สึกว่าเหตุผลที่ว่านี้ มีความไม่ถูกต้องที่ตรงไหนสักแห่ง นางถามต่อไปว่า “แล้วท่านจะต้องถูกขังอยู่ในนี้อีกนานเท่าไร ถูกขังอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ไหม”
“เจ้าดูตะเกียงดวงนั้นสิ ถ้าหากไฟบนตะเกียงดับข้าก็จะออกไปได้”
เสียวเฉี่ยนจ้องตะเกียงอยู่ชั่วขณะ แต่ก็รู้สึกว่านางหาคำตอบอะไรไม่ได้อยู่ดี จึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเป็นเรื่องอื่น “แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงได้มาอยู่ที่นี่”
ชางเฮ่าหลุบตานิ่ง
เสียวเฉี่ยนโมโหจนส่งเสียงขึ้นมาอย่างน้อยใจ “ไม่สนใจข้าอีกแล้ว งั้นข้าก็ไม่สนใจท่านเหมือนกัน”
จะให้เขาตอบอย่างไร ชางเฮ่าคิด จะให้เขาบอกว่า เจ้าตายแล้วข้าจึงจะออกไปได้งั้นหรือ
ในระหว่างนั้น ชางเฮ่าเกิดนึกตำหนิตนเองที่อดีตตนเอาแต่ทำเรื่องไร้สาระ ถ้าหากไม่ถูกจับขังเอาไว้ ตอนนี้เขาคงไม่ต้องมานั่งจิตใจว้าวุ่นอยู่ตรงนี้เป็นแน่
เสียวเฉี่ยนออกไปจากเจดีย์อีกครั้ง ชางเฮ่าคิดว่าครั้งนี้นางคงไม่กลับมาอีกแล้ว
ความเงียบเหงาวังเวงในเจดีย์ทำให้เขาย้อนคิดไปถึงอดีตที่ผ่านมา ตัวเขาตั้งแต่ถือกำเนิดก็มีไอพิฆาตที่ดุร้ายติดตัวมาด้วย ไม่เคยมีใครกล้าบังอาจกระทำการบุ่มบ่ามต่อหน้าเขาเลย นอกจากนาง...เด็กน้อยที่คลานไปมาบนตัวเขาอย่างกำเริบเสิบสาน
หลังจากนี้ต่อไป... ก็คงจะไม่มีอีกแล้ว
ในตอนนั้นเองที่เขาเกิดวู่วามคิดจะสื่อจิตเรียกนางให้กลับมา
“ชางเฮ่า” ขณะที่เขากำลังคิด พลันได้ยินเสียงเสียวเฉี่ยนดังขึ้นในหัวเสียก่อน เสียงเรียกของนางตามมาด้วยเสียงสะอื้น “หมาของเทพสามตาตัวนั้นมาอีกแล้ว... มันคิดจะกัดข้า”
ชางเฮ่าหน้าตาเคร่งเครียด คิดถึงบาดแผลที่แขนของเสียวเฉี่ยนขึ้นมาจึงเอ่ยเสียงกระด้างตอบไปว่า “หักขามันเสีย”
“หัก... จะหักยังไง...” เสียงของเสียวเฉี่ยนสั่นระริกอย่างแรง ชางเฮ่าลืมไป นังหนูนี่โง่เขลายิ่งนัก ไม่มีพลังวิเศษในตัว อีกทั้งยังไม่เป็นอาคมเลยสักอย่าง นอกจากจะเกิดมาเพื่อถูกรังแกแล้ว นางไม่มีความสามารถอื่นอีกจริงๆ
เขาถอนหายใจ รู้สึกหนักอก ก่อนจะพูดว่า “เจ้าทำตามที่ข้าบอกแล้วกัน”
“ได้”
รอจนกระทั่งเสียวเฉี่ยนทำตามที่เขาบอกจนเสร็จสิ้นแล้ว ไม่นานนักชางเฮ่าเห็นเสียวเฉี่ยนวิ่งลนลาน หน้าตาแตกตื่นกลับมาที่เจดีย์ตามที่คาดเอาไว้
นางพูดไปหอบไป “ข้าตีไปตามที่ท่านบอก ตีไม่กี่ที หมานั่นก็ขาหักไปเสียแล้ว เทพสามตาคิดจะจับข้า เขาดุร้ายมาก... ข้าไม่กล้าออกไปไหนแล้ว”
“เคยได้ยินมาก่อน ว่าเจ้าสามตานั่นรักหมายิ่งกว่าอะไร เจ้าไปทำขาของมันหัก เขาย่อมไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่ ภายในเวลาสองสามร้อยปีหลังจากนี้เจ้าอย่าออกไปจากเจดีย์จะดีกว่า” ชางเฮ่าออกความเห็นอย่างสนุกสนาน หากทำให้เสียวเฉี่ยนร้อนใจยิ่งนัก
“แล้วแผลของท่านจะทำอย่างไร”
“ก็รอไปแล้วกัน” เขาพูดราวกับไม่ใช่เรื่องของตนเอง หากในใจรู้สึกโล่งอกอย่างน่าประหลาด
เสียวเฉี่ยนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ๆ ชางเฮ่ามองดูนางอย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนถอนหายใจ “เจ้าจะร้องไห้ทำไม”
“ข้า... เป็นคนที่ใช้ไม่ได้ อุตส่าห์บอกแล้วว่าจะไปเอายามาให้ แต่ดูสิ กลายมาเป็นแบบนี้ไปเสียได้ ความเจ็บปวดของท่านเมื่อก่อนข้าไม่รู้ก็ช่างมันเถอะ แต่ตอนนี้ข้ารู้ว่าท่านเจ็บ แล้วก็เจ็บอยู่ตลอด ข้ากลับทำอะไรไม่ได้เลย ข้ารู้สึกเสียใจมาก”
ชางเฮ่าเกิดความอุ่นร้อนขึ้นมาในใจอย่างไม่มีสาเหตุ แต่ที่มีมากกว่านั้นคือความข้องใจ “คนเจ็บไม่ได้เป็นเจ้าเสียหน่อย”
“ก็ข้าเสียใจนี่นา ข้าอยากเห็นท่านมีความสุข สามารถเคลื่อนไหวไปกับข้าได้อย่างอิสระ”
ชางเฮ่านิ่งงันไปเป็นเวลานานก่อนตอบว่า “สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ข้าสมควรคืนให้กับสวรรค์” เขาชะงักไปเล็กน้อย น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นมีความหมายที่ไม่ชัดเจน “เด็กโง่เอ๊ย อะไรเจ้าก็ไม่รู้ทั้งนั้น ถ้าหากเจ้าฉลาดกว่านี้สักหน่อย...” ถ้าหากเจ้าฉลาดกว่านี้สักหน่อยจะดีเพียงใด อย่าถูกข้าหลอกใช้แบบเต็มอกเต็มใจอย่างนี้จะได้ไหม
เพราะข้ารู้สึก... ผิด
ชางเฮ่าขู่เสียวเฉี่ยนว่าเทพสามตารอจับตัวนางอยู่นอกประตูเจดีย์ ไม่ให้นางออกไป เสียวเฉี่ยนเชื่อคำพูดของเขาโดยไม่มีข้อสงสัย ไม่กล้าเดินออกไปนอกเจดีย์แม้แต่ครึ่งก้าว
ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันในเจดีย์เหมือนที่เคยเป็นมา แต่ที่ต่างออกไปก็คือ ชางเฮ่าเป็นฝ่ายชวนเสียวเฉี่ยนคุยก่อน เล่าความเป็นมาในอดีตของเขา พูดถึงฤดูกาลทั้งสี่ที่โลกมนุษย์เบื้องล่างมี อีกทั้งทิวทัศน์ที่น่าอัศจรรย์ใจในโลกอสูรให้กับนางฟัง บางครั้งเขายังยิ้มน้อยๆ เพราะเห็นใบหน้ากลมอิ่มของเสียวเฉี่ยนดูสนอกสนใจมาก
เขาเริ่มมีความคิดว่า วันเวลาที่สุขสงบเช่นนี้ก็ไม่มีอะไรไม่ดี นอกจาก...
การลงทัณฑ์ที่ถูกเจาะกระดูกทุกคืนวันพระจันทร์เต็มดวง
คืนนี้โซ่ทองคล้ายจะขยับรุนแรงมากกว่าที่ผ่านมา ชางเฮ่าหลับตาอดกลั้นกับความเจ็บปวดอยู่เงียบๆ แต่ว่าความเจ็บครั้งนี้รุนแรงราวกับมีตัวหนอนชอนไชเข้าไปในไขกระดูก เขาพลันระลึกขึ้นได้ว่า ปีนี้เป็นปีที่ห้าร้อยที่เขาถูกจับขังอยู่ใต้เจดีย์พระธาตุองค์นี้ และเหมือนจะเป็นเวลาที่พลังแห่งฟ้าดินมีความรุ่งโรจน์มากที่สุด เป็นคืนที่จะสร้างความทรมานให้กับผู้ที่มีร่างอสูรมาแต่กำเนิดเช่นเขา
เขาเจ็บเสียจนใบหน้าซีดขาว เหงื่อไหลพรูราวกับสายฝน แม้แต่เสียงของเสียวเฉี่ยนที่อยู่ข้างๆ เขาก็เริ่มได้ยินไม่ชัดเจน
อึดใจนั้นเขามองเห็นแค่ใบหน้าที่แตกตื่นตกใจ ดวงตาแดงก่ำราวกับตากระต่าย ท่าทางที่ทำอะไรไม่ถูกของนางเป็นท่าทางที่ตื่นตระหนกราวกับฟ้าใกล้จะถล่มลงมา
“ชางเฮ่า อดทนไว้ก่อนนะ อดทนไว้ก่อน เสียวเฉี่ยนจะไปเอายามาให้ เสียวเฉี่ยนจะต้องไปเอายามาให้ได้”
ไปไม่ได้...
เขากัดกรามแน่น มิอาจเค้นเสียงให้ลอดออกมาได้