ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เล่าขานตำนานรัก

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
พานักอ่านทุกท่าน ร่วมเดินทางข้ามผ่านกาลเวลานับร้อยปี กับปีศาจไป๋เจี้ยและพู่กันวิเศษ พบกับตำนานเล่าขานเกี่ยวกับความรักทั้งสิบสี่เรื่อง จากปลายปากกาของจิ่วลู่เฟยเชียง

บทนำ

เล่าขานตำนานรัก
จากเรื่อง 百界歌
九鹭非香 เขียน Honsamut Translated

Author: 九鹭非香
Chiness edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司
Cover Art: WuMo
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., ltd
ALL RIGHTS RESERVED

-----------

ไป๋เจี้ยเป็นชื่อของนางและยังเป็นชื่อพู่กันในมือนางด้ามนี้
หลังจากเก็บสะสมความคิดที่ติดค้างอยู่ในใจได้ครบหนึ่งร้อยเรื่อง
พู่กันไป๋เจี้ยจะช่วยทำให้ความปรารถนาของนางที่มีนานนับพันปีให้กลายเป็นเรื่องจริง
โลกมนุษย์มีทั้งรุ่งโรจน์และดับสูญ
นางไม่รู้เลยว่าตนเองได้ข้ามผ่านกาลเวลามานานเท่าไร
พบเจอทั้งสุข ทุกข์ พบพานและพลัดพรากมากมายสักเท่าใดแล้ว
กาลเวลาที่ค่อยๆ ผ่านเลยไป ทำให้นางเริ่มลืมเลือนเพื่อนเก่า ลืมผู้คนที่เคยรู้จักมักคุ้น
ความรู้สึกเริ่มเลือนรางจนกลายเป็นไร้ความรู้สึก
แต่... ความมุ่งมั่นในจิตใจที่มีมาเสมอนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง!
พานักอ่านทุกท่าน ร่วมเดินทางข้ามผ่านกาลเวลานับร้อยปี กับปีศาจไป๋เจี้ยและพู่กันวิเศษ
พบกับตำนานเล่าขานเกี่ยวกับความรักทั้งสิบสี่เรื่อง
จากปลายปากกาของจิ่วลู่เฟยเชียง

สารบัญ

ตำนาน ซูไถ (1)

สายลมยามราตรีกรรโชกแรงจนธงรบที่แขวนอยู่สะบัดดังสวบสาบ

“ท่านแม่ทัพ” จางซ่างหัวหน้ากองพันทหารม้า ปัดผ้าม่านด้านหน้าขึ้น เดินเข้ามาในกระโจม เสื้อเกราะเหล็กที่แข็งแกร่งกระทบกันอยู่บนพื้นเป็นเสียงดังหนักทึบ เขาดีใจเสียจนตัวสั่นสะท้าน ยกมือประสานพร้อมกับรายงานว่า “จับตัวฮ่องเต้ของแคว้นสวีได้แล้ว”

ร่างในชุดเกราะเหล็กสีดำที่นั่งอยู่หลังโต๊ะตัวยาวส่งเสียงรับรู้อย่างเรียบเฉย มิได้แสดงความประหลาดใจต่อผลลัพธ์ที่ออกมาแต่อย่างใด ในมือเขาไม่รู้ว่าถืออะไรอยู่ สายตาที่มองดูนั้นเหม่อลอย

“ท่านแม่ทัพ”

ตอนนี้เขาจึงได้ออกจากภวังค์ ดวงตาเรียวยาว ปลายหางตาเฉียงขึ้นน้อยๆ มองไปยังร่างของนายพันจางอย่างไม่รีบร้อน “พาข้าไปดู” คำพูดที่สั้นและกระชับนั้นมีความดูแคลนแฝงอยู่ “ฮ่องเต้แคว้นสวี”

เหนือหัวของนาง...

เมืองหลวงที่เคยมีความเจริญรุ่งโรจน์บัดนี้เจิ่งนองไปด้วยหยาดโลหิต ขบวนทหารม้าสองแถวเหยียบย่ำผ่านถนนเสวียนอู่ มุ่งหน้าเข้าไปยังพระราชวังหลวง ประตูวังถูกทำลายจนเสียหาย สายลมกรรโชกแรงผ่านบันไดหินเขียวที่ทอดยาวไปสู่ตำหนักไท่จี้ที่อยู่สูงขึ้นไป ระหว่างทางที่คดเคี้ยวมีแต่ซากศพของทหารองครักษ์แห่งแคว้นสวีนอนตายจมกองเลือด เสียงหยดติ๋งติ๋งไหลมาตามบันไดไม่ขาดสาย

รองเท้าสีดำสนิทกุ้นขอบทองเดินย่ำไปบนหยาดเลือดที่เหนียวเหนอะ ย่างไปทีละก้าวจนกระทั่งถึงตำหนักไท่จี๋ หน้าประตูตำหนักตอนนี้มีทหารทั้งกองทัพของเขาโอบล้อมอยู่อย่างแน่นขนัด แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงไม่มีใครเข้าไปด้านในแม้แต่คนเดียว

เหล่าทหารหาญเมื่อเห็นเขามาถึงต่างค้อมตัวแสดงความเคารพ จากนั้นก็เปิดทางให้เขาอย่างพร้อมเพรียงและนอบน้อม

เมื่อเห็นสภาพภายในตำหนัก แม้แต่คนที่มีความสุขุมเยือกเย็นมาตลอดเช่นเขายังอดมองอย่างตะลึงงันไม่ได้ มีทหารราชองครักษ์ใช้ร่างของตนเองเป็นโล่มนุษย์ยืนกำบังอยู่หน้าบัลลังค์มังกรนับสิบนาย บนร่างของแต่ละคนมีธนูปักอยู่ไม่น้อยกว่าสิบดอก พวกเขายังคงยืนตรง แม้จะสิ้นลมหายใจไปแล้วแต่ไม่มีผู้ใดล้มลงสักคนเดียว ไอสังหารยังคงรายล้อมอยู่รอบร่างของพวกเขาราวกับว่าหากมีใครบังอาจเข้ามาใกล้ พวกเขาจะยังคงเงื้อกระบี่ในมือขึ้นมาฟาดฟัน

พวกเขาเป็นเหมือนกับโล่ใบสุดท้ายที่คอยปกป้องคุ้มครองเกียรติยศสูงสุดของแคว้นเอาไว้

“คนแคว้นสวี สมกับได้ฉายาว่าเป็นผู้กล้าที่มีความจงรักภักดี” เขาเอ่ยชื่นชมเสียงเบา หยิบธนูมาจากทหารข้างกายคนหนึ่ง ดวงตาเรียวยาวหรี่ลงเล็กน้อย ปล่อยลูกธนูเข้าใส่หัวเข่าขวาของร่างที่ยืนอยู่ตรงกลางอย่างแม่นยำ เขาจำได้ว่าในอดีตตนเคยได้รับรายงานลับมา บอกว่าแม่ทัพของทหารราชองครักษ์แคว้นสวีนั้นมีอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่หัวเข่าข้างขวา

เป็นไปดังคาด ร่างสูงใหญ่ของชายผู้นั้นล้มลงอย่างน่าประหลาดใจในเวลาไม่นาน เป็นเสมือนเสาหลักที่พังทลาย ทำให้ศพของทหารนับสิบที่ยืนค้ำเป็นกำแพงมนุษย์ล้มระเนระนาดตามกันลงมาในพริบตา

ประดุจประเทศชาติของพวกเขาที่ล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิง

ฮั่วหยางปล่อยธนูลงอย่างรู้สึกเสียดาย ยามนี้เขาได้ยินเสียงทหารส่งเสียงร้องต่ำๆ ขึ้นมาเป็นระลอก เมื่อเขาเงยหน้ามองขึ้นไป กลับเห็นร่างในฉลองพระองค์เต็มยศสีดำสลับแดงของฮ่องเต้แคว้นสวีประทับตัวตรงอยู่บนบัลลังค์มังกร ดวงตาของฮ่องเต้เป็นประกายแจ่มใส ท่าทางน่าเกรงขาม และยังมีชีวิตอยู่

ตรงหน้าของฮ่อนงเต้ มีร่างผอมบางในชุดทหารราชองครักษ์ชันเข่าขึ้นมาข้างหนึ่ง ในมือถือกระบี่ด้ามยาวค้ำอยู่บนพื้น คนผู้นั้นหันหน้าไปมองที่ประตูตำหนัก เส้นผมรุ่ยร่ายตกระใบหน้า ลูกธนูที่ปักอยู่บนตัวไม่ได้น้อยไปกว่าคนอื่น ร่างนั้นสิ้นลมหายใจเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่สิ่งเดียวที่ต่างจากคนอื่นๆ ก็คือ นางเป็นสตรี

ฮั่วหยางตัวแข็งทื่อ สายตาได้แต่จ้องเขม็งไปยังร่างของสตรีผู้นั้น เขาเดินเข้าไปในตำหนักทีละก้าวอย่างเลื่อนลอย

บนบัลลังก็อันสูงสุด เสียงหัวเราะด้วยความสิ้นหวังแฝงความเย็นยะเยือกและอ้างว้างของฮ่องเต้แคว้นสวีดังขึ้นราวกับอยู่ข้างหู แต่ก็คล้ายกับลอยออกมาจากที่ห่างไกล

ในหัวของฮั่วหยางตอนนี้มีภาพวันที่เต็มไปด้วยแสงแดดอันสดใส สตรีผู้หนึ่งยกมือตีขาที่ได้บาดเจ็บของเขาอย่างพึงพอใจ “ข้า—หมอเทวดา...ช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ครั้งหนึ่ง เจ้าจะเชือดเนื้อออกมาให้ข้าชิ้นหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยใช่ไหมเล่า”

คนที่เปิดเผยและไม่เกรงกลัวใครผู้นั้น...

นายทหารที่ยืนอยู่ด้านนอกเดินมุ่งมายังส่วนกลางของตำหนัก ฮ่องเต้แคว้นสวีหยุดหัวเราะไปแล้ว “ประเทศชาติล่มสลาย บ้านแตกสาแรกขาด เราผิดต่อบรรพชน ผิดต่อแม่น้ำลำธารและภูเขา ผิดต่อประชาราษฎร์ แม่ทัพแคว้นเว่ย ไม่ว่าเจ้าจะสังหารเราอย่างไรก็ตามแต่ใจ เราขอแค่ให้ท่านปล่อยชาวบ้านแคว้นสวีที่ไร้ความผิดไป”

ฮั่วหยางมิได้รับคำ

ฮ่องเต้แคว้นสวียกมือปิดหน้า หัวเราะเสียงขม “ช่างเถอะ... ในเมื่อสามวันก่อนท่านไม่ยอมรับหนังสือยอมจำนนของเรา แสดงว่าจะต้องมีใจคิดตัดรากถอนโคน ขอร้องท่านแล้วจะมีประโยชน์อันใด จะมีประโยชน์อันใด” ฮ่องเต้แคว้นสวีเปล่งคำพูดประโยคสุดท้าย แหงนหน้าขึ้น กินยาพิษฆ่าตัวตาย

การทำสงครามระหว่างแคว้นสวีและแคว้นเว่ยดำเนินไปเพียงแค่สามเดือน แคว้นเว่ยบุกโจมตีแคว้นสวีอย่างไม่ให้ตั้งตัวติด เอาชนะการศึกครั้งนี้ได้อย่างงดงามและรวดเร็ว เหล่าทหารที่อยู่ในนั้นต่างเงียบงันไปครู่หนึ่งก่อนส่งเสียงตะโกนร้องด้วยความยินดีกันอย่างกึกก้อง

ฮั่วหยางมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาก้าวไปยังบัลลังค์มังกรอย่างนิ่งเงียบ เหยียบย่ำไปบนศพของทหารราชองครักษ์ที่นอนตายเกลื่อนเต็มพื้น ตรงไปจนถึงเบื้องหน้าของสตรีผู้นั้น เขายื่นมือออกไป พลันพบว่าปลายนิ้วของตนเองสั่นระริก

เขาสงบสติอารมณ์ ใช้นิ้วมือเชยคางของนางขึ้นมาเบาๆ

ไม่ผิด เป็นใบหน้าของนาง แม้ยามนี้จะมีเลือดไหลเปรอะเปื้อนทั่วใบหน้า เลือดสีสดย้อมร่างของนางจนเป็นสีแดงฉาน เป็นใบหน้าที่เขาไม่มีทางจำผิดอย่างแน่นอน

เพียงแต่บัดนี้นางมิอาจลืมตาขึ้นมา มิอาจพูดคุย ไม่มีลมหายใจ ไม่มีสิ่งใดทั้งสิ้น

“ซูไถ....” เขาส่งเสียงเรียกขึ้นเบาๆ หากฟังออกถึงความเคียดแค้นชิงชังที่แฝงอยู่ สตรีที่ทรยศเขาผู้นี้ หรือจะพูดได้ว่า นางไม่เคยมีความซื่อสัตย์ให้กับเขาแม้แต่น้อย นางเป็นสายลับที่มีแต่ความเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก เป็นมือสังหารของแคว้นสวี... นางแค่เคยช่วยชีวิตของเขาเอาไว้อย่างไม่ตั้งใจไปครั้งหนึ่ง แล้วทำตัวประดุจหัวขโมยที่ขโมยเอาความจริงใจที่มีอยู่อย่างน้อยนิดเสียจนน่าสงสารของเขาไป

ความโกรธแค้นลุกโชนขึ้นมาในใจอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ฮั่วหยางสะบัดมือตบหน้านางอย่างแรงครั้งหนึ่ง ร่างที่เย็นเฉียบและแข็งทื่อของซูไถล้มลงกับพื้น นางไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยว ไม่ได้ด่าทอใคร ไม่มีแม้แต่จะกระโดดขึ้นมากางกรงเล็บข่วนเขาราวกับแมวน้อย

นางได้แต่นอนเงียบๆ อยู่ตรงนั้น เช่นเดียวกันกับซากศพทั่วไป... ใช่สิ... ในความเป็นจริง นางกลายเป็นร่างที่ไร้วิญญาณไปแล้วนี่นา

สมองของฮั่วหยางยามนี้ขาวโพลนไปชั่วขณะ ไร้สรรพสิ่ง

เสียงตะโกนร้องด้วยความดีใจของเหล่าทหารที่อยู่ด้านล่างชะงักไปกับการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันของเขา ความเงียบสงัดเข้ามาครอบคลุมในชั่วขณะ

สายตาของฮั่วหยางกวาดไปรอบตัวของซูไถรอบหนึ่ง จู่ๆ สายตาของเขาหยุดนิ่งอยู่ที่บริเวณหน้าท้องของนาง เขาเห็นนางใช้มือข้างหนึ่งที่มิได้กำกระบี่แตะเบาๆ อยู่ที่หน้าท้อง ใต้เกราะอ่อนที่นางสวมใส่สามารถมองเห็นว่ามันมีนูนป่องขึ้นมาเล็กน้อย

ใบหน้าของเขาขาวซีด เกิดความตื่นตระหนกอย่างไร้สาเหตุขึ้นมาทันใด

“แพทย์สนาม” เขาตะโกนก้อง “รีบไปเรียกท่านหมอมาที่นี่เดี๋ยวนี้”

 

“ตรวจดูสิ ว่านางตายด้วยสาเหตุใด”

คำสั่งนี้สร้างความตะลึงงันให้กับแพทย์สนาม “แม่ทัพ... ข้า... ข้ามิใช่ผู้ชันสูตรศพ”

“ข้าบอกให้ตรวจดู!”

เห็นสีหน้าเย็นยะเยือกของฮั่วหยาง แพทย์สนามจำเป็นต้องกัดฟัน ก้มตัวลงไปตรวจดูอย่างรู้สึกลำบากใจเป็นที่สุด เขาตรวจดูบาดแผลจากลูกธนูบนร่างของสตรีผู้นั้นก่อน “เอ๊ะ ประหลาดจริง....” เขาส่งเสียงพึมพำอย่างประหลาดใจขึ้นมา ระหว่างที่กดอยู่บริเวณกระเพาะของนาง

สีหน้าของแพทย์สนามดูคล้ายกับสะเทือนใจขึ้นมาในชั่วขณะนั้น เขาอดเปล่งเสียงชื่นชมสั่นขึ้นมาไม่ได้ “เป็นสตรีผู้กล้าเยี่ยงวีรบุรุษเสียจริง”

ฮั่วหยางหรี่ดวงตายาวเรียวลงอย่างรู้สึกไม่ปลอดภัย “หมายความอย่างไร”

“ท่านแม่ทัพ จากที่ผู้น้อยได้ตรวจดูแล้ว กระเพาะของนางผู้นี้มีอาหารที่ยากต่อการย่อย คาดว่าในช่วงที่ผ่านมาคงจะกินแต่พวกเปลือกไม้ใบหญ้าที่ยากจะย่อยสลายได้ เพื่อประทังชีวิต.... บาดแผลจากลูกธนูบนตัวนางมิได้ถูกจุดสำคัญที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ แต่นางตายเพราะความหิว”

คำพูดดังกล่าวทำให้ฮั่วหยางตัวสั่นสะท้าน

แคว้นสวีถูกกองทัพของแคว้นเว่ยล้อมอยู่นานถึงครึ่งเดือน เสบียงอาหารในเมืองหมดเกลี้ยง นักรบที่อยู่ในนี้ แม้แต่ฮ่องเต้แคว้นสวี คาดว่าจะมีแต่พวกเปลือกไม้ใบหญ้าอยู่ในกระเพาะเช่นกัน ชาวแคว้นสวีกลับสามารถยืนหยัดต่อสู้มาได้อีกสามวันกว่าจะใช้ชีวิตแลกมาซึ่งสงครามครั้งสุดท้าย

ใช่... พวกเขาได้ส่งหนังสือยอมจำนน เพียงแต่ว่าฮั่วหยางมิได้รับเอาไว้

สีหน้าของฮั่วหยางตอนนี้เริ่มสับสนและเลื่อนลอย

“หิวตาย...” เขาพึมพำขึ้นเบาๆ

แพทย์สนามสังเกตเห็นหน้าท้องที่นูนขึ้นมาน้อยๆ ของนางในระหว่างที่เขาส่งเสียงรำพัน จึงได้ยื่นมือออกไปแตะดูด้วยความประหลาดใจ เสียงร้องอย่างแตกตื่นตามมา พร้อมกับร่างที่หงายหลังนั่งลงกับพื้น “นาง.... ในท้องของนางมีเด็กอยู่ด้วย นางกำลังตั้งครรภ์”

ราวกับมีเสียงระเบิดปังขึ้นอยู่ข้างหูของคนทั้งหลาย

ฮั่วหยางนิ่งงันราวกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก ดูคล้ายกับไม่อาจเข้าใจในคำพูดของแพทย์สนามแม้แต่น้อย สีหน้าของเขาแตกตื่น มองร่างสตรีผู้นั้นนิ่งเฉยอยู่เป็นเวลานาน

แขนขาของเขาแข็งทื่อ พยายามฝืนตัวเองให้ทรุดนั่งลง วางมือหยาบกร้านทาบอยู่บนหน้าท้องของสตรีผู้นั้น เขาคลำถูกชีวิตน้อยๆ ที่ปลิดปลิวไปอย่างเงียบเชียบ

“เด็กอายุเท่าไร... กี่เดือนแล้ว” เสียงของเขาแหบพร่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

แพทย์สนามจิตใจว้าวุ่นและสับสน เขาเลื่อมใสและศรัทธาในความกล้าหาญและภักดีต่อชาติบ้านเมืองของสตรีผู้นี้เหลือจะกล่าว “ประมาณ... สี่เดือนกว่าได้”

สี่เดือน... สี่เดือน... ตอนนั้นนางยังอยู่ข้างกายเขา

นางตั้งครรภ์... ลูกของเขา สิ่งที่รับรู้ตอนนี้ทำให้หัวใจของฮั่วหยางถูกบีบรัดเข้าหากันอย่างแรง เลือดที่ไหลวนอยู่ในอกร้อนระอุราวกับทำให้หัวใจลุกไหม้ แต่จู่ๆ ก็กลายเป็นความเย็นยะเยือกที่เสียดลึกถึงก้นบึ้งหัวใจ เบื้องหน้าของเขามีแต่ความดำมืด จู่ๆ มีเสียงของตกลงบนพื้นเป็นเสียงแหลมใสที่ไม่ดังมาก แววตาของเขาไหววูบ เห็นของสิ่งหนึ่งตกจากมือซ้ายของนาง มันเป็น หวีไม้จากไม้ต้นท้อครึ่งด้าม

มันสามารถเอามาต่อกับส่วนที่เก็บซ่อนอยู่ในอกเสื้อของเขาได้อย่างพอดี เพราะมันเป็นสิ่งที่เขาทำขึ้นกับมือเพื่อมอบให้นาง...

“หวีผมไปจนถึงปลาย อยู่ด้วยไปจนแก่เฒ่า คำสัญญานี้.... หนักแน่นและจริงจัง ฮั่วหยาง ถ้าหากถึงตอนที่เราแก่ชรากันมากแล้ว หากข้ายังจูงมือของเจ้าเดินเล่นไปตามเส้นทางที่ร่มครึ้ม มองดูแสงรำไรที่ลอดมาจากต้นไม้ใบหญ้าทอดลงมาเป็นเงาดำๆ กันอย่างเงียบๆ สองคน... เฮ้อ มันจะดีเพียงใดนะ”

คำพูดนั้นยังดังก้องอยู่ข้างหู แต่ทว่าบัดนี้หญิงสาวที่พูดคุยอย่างร่าเริงในตอนนั้น ได้ถูกความตายแยกจากเขาไปเสียแล้ว

เขาควรจะแค้นนาง ควรจะเคียดแค้นเสียจนต้องการโบยร่างที่ไร้วิญญาณร่างนี้สักสามร้อยครั้ง เคียดแค้นเสียจนอยากจะเผาร่างนางให้กลายเป็นผงธุลี.... แต่ทว่าตอนนี้ เขากลับจำได้แต่รอยยิ้มมุมปากอบอุ่นที่แฝงด้วยความเศร้าโศกของนางเท่านั้น รอยยิ้มที่กัดกินไปถึงกระดูก รอยยิ้มที่ยึดครองความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดที่เขามี

ความโศกเศร้ากัดกินหัวใจ กลิ่นคาวเลือดที่พุ่งขึ้นมากลางลำคอถูกเขาสะกดลงอย่างสุดความสามารถ

เหตุใด... หญิงสาวผู้นี้แม้จะตายไปแล้ว ก็ยังทำให้เขาไม่อาจอยู่อย่างเป็นสุขได้

เขาดึงมือกลับมา ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีเย็นชา “ข้าเลื่อมใสในความจงรักภักดีของทหารราชองครักษ์แคว้นสวี อนุญาตให้นำร่างไปฝังอย่างสมเกียรติที่ชานเมืองนอกเมืองหลวง”

เสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าอย่างน่าพิศวง อีกทั้งยังมีความเย็นกระด้างจนสร้างความแตกตื่นให้กับคนที่ได้ยิน “นับแต่นี้ไป แคว้นสวีล่มสลาย”

การฝังศพอย่างสมเกียรติสำหรับทหารที่พ่ายทัพนั้นก็มีเพียงแค่หลุมศพที่แยกออกมาเป็นสัดส่วน มิได้ถูกโยนฝังรวมกับคนอื่น

สามวันหลังจากนั้น สายเลือดที่ย้อมไปทั่ววังหลวงแห่งแคว้นสวีถูกชะล้างจนสะอาดหมดจด ซากศพที่มีมากมายในเมืองถูกนำไปฝังรวมกันอยู่นอกกำแพง เมืองหลวงของแคว้นสวีสะอาดเอี่ยมราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น สงครามนองเลือดครั้งนี้ แม่ทัพฮั่วหยางแห่งแคว้นเว่ยเป็นผู้กำชัยอย่างงดงาม

ฮ่องเต้แคว้นเว่ยได้ยินข่าวแล้วทรงมีความปลื้มปีติยิ่งนัก มีรับสั่งส่งตัวขุนนางคนอื่นมารับหน้าที่ต่อจากฮั่วหยาง จากนั้นก็รับตัวฮั่วหยางกลับไปยังแคว้นเว่ยอย่างเอิกเกริกและสมเกียรติ

ไม่มีใครจดจำได้ถึงสีหน้าที่ซีดขาวราวกับกระดาษของแม่ทัพใหญ่ของพวกเขาขณะอยู่ในวังหลวงแห่งแคว้นสวี ไม่มีใครจดจำได้ถึงสตรีที่ตั้งครรภ์หากยังรับหน้าที่คุ้มกันฮ่องเต้แคว้นสวีจนถึงวาระสุดท้าย ไม่มีใครรู้ว่าร่างของนางถูกนำไปฝังอยู่ที่ใด

เรื่องราวทั้งหมดทั้งปวง ราวกับถูกฝังลึกอยู่ใต้พื้นดินสีเหลือง

 

ดวงจันทร์โดดเด่น เปล่งรัศมีกระจ่าง

เป็นเวลาดึกสงัด ในป่าละเมาะแห่งหนึ่งแถวชานเมืองหลวงของแค้วนสวี สตรีในชุดสีขาวยืนพิงโคนต้นไม้ ดวงตาของนางหลุบต่ำ ประกายตานิ่งงัน มองพื้นดินที่ถูกพลิกใหม่ใต้ฝ่าเท้าที่เคลื่อนไหวเป็นจังหวะ

จู่ๆ มือขาวซีดข้างหนึ่งโผล่ก็พ้นพื้นดินขึ้นมา

ซูไถคลานออกมาจากพื้นดินด้วยอาการแข็งทื่อ แขนขาทั้งสี่หนาวเหน็บและด้านชาราวกับไม่ยอมฟังคำสั่งของเจ้านาย นางเงยหน้ามองเห็นสตรีในชุดสีขาวที่อยู่เบื้องหน้า มุมปากของนางขยับขึ้นน้อยๆ ยังไม่ทันจะเปล่งเสียงออกมา สตรีนางนั้นขัดขึ้นเสียก่อน

“อย่าเพิ่งพูดอะไร... ข้าชื่อไป๋เจี้ย ต้องการเก็บความยึดติดที่อยู่ในใจของเจ้า” นางเอ่ยต่อ “แต่ทว่าตอนนี้ความยึดติดของเจ้านั้นมันติดแน่นจนเกินไป เจ้าไม่อาจทำใจปล่อยวางในเรื่องราวที่ผ่านมาได้ เจ้ายึดติดอยู่กับความคิดในใจมากจนทำให้ข้านำมันไปไม่ได้”

สิ่งที่ไป๋เจี้ยพูดนั้น ซูไถฟังไม่เข้าใจ นางรู้สึกแต่ว่าร่างกายของตนเองแปลกประหลาดไปจากเดิม ปลายนิ้วเย็นเฉียบ ไม่มีความอุ่นร้อน นางกดมืออยู่ที่ทรวงอก แต่กลับไม่รู้สึกถึงการเต้นของหัวใจตนเอง นางร่ำเรียนวิชาแพทย์ นางรู้ดีว่าร่างกายที่เป็นเช่นนี้ไร้หนทางรอด แต่ทว่าตอนนี้นางกลับรู้สึกตัวอย่างชัดเจน

ซูไถมองสตรีที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง แฝงไปด้วยความข้องใจและประหลาดใจ

ราวกับอ่านความคิดของนางได้ สตรีชุดขาวพยักหน้าตอบกลับไปว่า “เจ้าถือได้ว่าเป็นคนที่ตายแล้ว”

ซูไถจับชีพจรของตนเอง สีหน้าในระหว่างนั้นแสดงอารมณ์บางอย่างที่ทำให้คนอ่านใจไม่ออก สตรีชุดขาวเอ่ยต่อไปว่า “แต่ว่าในใจของเจ้ายังมีเรื่องที่ติดค้าง ดังนั้นในตัวของเจ้ายังมีลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ ถ้าหากลมหายใจเฮือกนี้สลายไป เจ้าก็จะกลายเป็นคนตายอย่างแท้จริง “

ซูไถก้มหน้ามองปลายนิ้วที่ขาวซีดจนเป็นสีเขียวจางๆ ของตนเองอย่างเงียบงัน ไม่รู้ว่านางคิดอะไรอยู่

“สิ่งค้างคาใจของเจ้ามันลึกล้ำนัก ตอนนี้เจ้ามีแต่อาศัยลมหายใจเฮือกสุดท้ายพูดคำพูดประโยคสุดท้ายนี้ไป ถ้าหากประโยคนี้ยังมิอาจให้คำตอบกับสิ่งที่ค้างคาใจในอดีตยามมีชีวิตอยู่ของเจ้าได้ หลังจากตายไปแล้วเจ้าจะกลายเป็นวิญญาณพยาบาท ที่ไม่อาจไปผุดไปเกิดได้ตลอดกาล” ไป๋เจี้ยเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง “เจ้าคิดให้ดี ว่าเจ้าต้องการพูดอะไร”

ซูไถนิ่งเงียบเป็นเวลานาน สุดท้ายก็พยักหน้าตอบ นางมิได้รีบร้อนที่จะเอ่ยปาก หากยกมือลูบหน้าท้องของตนเอง แววตาเศร้าสลด

ไป๋เจี้ยจ้องนางอยู่นาน “ข้าจะให้เวลากับเจ้า”

ไป๋เจี้ยสะบัดแขนเสื้อ ร่างของนางหายลับไปกับความมืด ในป่าแค่นั้นเหลือเพียงเสียงสะท้อนไปมาของนาง “ข้าจะมาใหม่อีกครั้ง ตอนที่เจ้าได้พูดประโยคนั้นไปแล้ว”

จนกระทั่งไป๋เจี้ยจากไป ซูไถพาร่างกายที่แข็งทื่อของนางให้ลุกขึ้นยืน พยายามปรับตัวให้เข้ากับร่าง ‘ใหม่’ อย่างเชื่องช้า นางเดินออกจากป่าละเมาะไปทีละก้าว

พื้นดินในป่าละเมาะแถบนี้ถูกพลิกหน้าดินขึ้นมาใหม่จนแทบทั้งสิ้น ด้านล่างมีซากศพของทหารแคว้นสวีฝังอยู่จำนวนนับไม่ถ้วน

แคว้นสวีล่มสลายแล้ว นับตั้งแต่นี้ไป มีแต่ตัวนางเพียงลำพังคนเดียว

นาง...ซูไถ ไม่มีลูก ไม่มีบ้าน ไม่มีแม้แต่ประเทศชาติ

ตำนาน ซูไถ (2)

วันที่สิบห้าเดือนอ้าย

เป็นวันเทศกาลหยวนเซียวหรือเทศกาลโคมไฟ เขตตะวันออกของเมืองอี้ฟมีการจุดดอกไม้ไฟกันอย่างคึกคัก ส่งให้ท้องฟ้ายามราตรีดูงดงาม สดใส

ซูไถแหงนหน้ามองท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย ดูความงดงามที่แตกดับไปในเวลาเพียงชั่วพริบตา สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของนางอย่างไม่รู้จักจบสิ้นตอนนี้ คือภาพใบหน้าอันยิ้มแย้มของฮั่วหยางที่ลูบศีรษะของนางอย่างอ่อนโยน “ไม่รู้ว่ามาจากบ้านนอกคอกนาที่ไหนกัน แม้แต่ดอกไม้ไฟก็ยังไม่เคยเห็น รอจนถึงเทศกาลโคมไฟปีหน้า ข้าจะพาเจ้าไปดูดอกไม้ไฟที่เขตตะวันออกของเมืองอี้ฟง”

ไม่ว่าใครก็คิดไม่ถึงว่าเทศกาลโคมไฟในปีนี้ นางจะกลายเป็นคนตาย ที่ไร้ลมหายใจไปเสียแล้ว

ซูไถเดินทางรอนแรม ผ่านแม่น้ำ ผ่านภูเขา เดินทางจากแคว้นสวีจนกระทั่งมาถึงเมืองหลวงของแคว้นเว่ย หาจวนแม่ทัพพิทักษ์แคว้นของฮั่วหยางว่าอยู่ที่ใด แต่นางกลับพบว่าตนเองไม่มีทางเข้าใกล้เขาได้เลย แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเว่ยผู้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ มีหรือจะเข้าพบได้ง่ายๆ

เดิมที การพบกันครั้งแรกระหว่างพวกนางนั้นเป็นข้อบกพร่องครั้งใหญ่ในชะตาชีวิตของแต่ละฝ่าย การพบตัวฮั่วหยางที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นโชคดีที่มิใช่จะเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง

ซูไถไม่อาจส่งเสียงพูดออกมา นางไม่มีวิธีอื่นที่จะทำได้ นอกจากนั่งรออยู่ข้างประตูจวนแม่ทัพ รอคอยการปรากฏตัวอย่าง ‘ไม่คาดฝัน’ ของฮั่วหยางอยู่ทุกๆ วัน

ที่น่าประหลาดใจก็คือ นับตั้งแต่กองทัพของฮั่วหยางกลับมายังแคว้นเว่ยแล้ว เขาก็เก็บตัว ปิดประตูจวนไม่ออกไปไหน ไม่เข้าร่วมแม้แต่การประชุมในราชสำนัก ซูไถนั่งรอมาครึ่งเดือน จนรู้สึกท้อใจมากขึ้นเรื่อยๆ

บางที วาสนาระหว่างพวกนางคงจะจบสิ้นแล้ว

ซูไถกำลังครุ่นคิด พลันได้ยินเสียงประตูใหญ่หน้าจวนแม่ทัพเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด มีขบวนทหารองครักษ์เดินออกมาเป็นแถวยาว จัดระเบียบพื้นที่หน้าจวนให้เกิดที่ว่าง ซูไถถูกไล่ไปซุกตัวอยู่มุมด้านหนึ่ง

ร่างสีแดงพุทธาของ ‘หลิวเยว่’ ถูกจูงออกจากประตู ดวงตาของซูไถเป็นประกายเจิดจ้า นั่นเป็นม้าคู่ใจของเขา

จากนั้นไม่นาน ร่างในเครื่องแต่งกายสีดำสนิททั้งตัวของฮั่วหยางก็ก้าวออกจากประตูจวน

เป็นการพบเจอกันครั้งแรกในสี่เดือนนับตั้งแต่แยกจากกันไป ดูฮั่วหยางผ่ายผอมลงไปไม่น้อย ซูไถอ้าปาก เกือบจะส่งเสียงเรียกเขาออกมา นางพยายามวิ่งเข้าไปหาเขา แต่ทว่าทหารที่อยู่ด้านข้างนายหนึ่ง กลัวว่านางจะทำให้ม้าของท่านแม่ทัพเกิดตกใจ จึงได้ตีเข้าที่ท้องของนางฝ่ามือหนึ่ง ที่จริงซูไถไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่ด้วยสัญชาตญาณทำให้นางยกมือกุมหน้าท้องเอาไว้ รอจนนางเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก็เห็นเพียงเศษฝุ่นคละคลุ้งจากการเร่งฝีเท้าของหลิวเยว่ลอยไปตามทาง

ซูไถวิ่งตามไปอย่างไม่รอช้า

เทศกาลโคมไฟเป็นเทศกาลประจำปีที่ยิ่งใหญ่ เขตตะวันออกของเมืองหลวง มีตลาดกลางคืนขายของอย่างคึกคัก

ยามที่ซูไถหาตัวฮั่วหยางเจอนั้น เขากำลังจัดการซัดเด็กหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาดคนหนึ่ง มีหญิงสาวนางหนึ่งกำลังยืนอย่างหวาดกลัวอยู่ด้านหลังของเขา ผู้คนที่เข้ามามุงดูต่างแสดงอาการรังเกียจเด็กหนุ่มคนนั้น ก่นด่าว่าเขาสมควรโดนแล้ว แม้แต่สตรีมีครรภ์ก็ไม่ยอมละเว้น แต่เมื่อดูเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ สีหน้าของทุกคนค่อยๆ แปรเปลี่ยน ฮั่วหยางลงมืออย่างโหดเหี้ยม การต่อยแต่ละครั้งหมายจะเอาชีวิต เด็กหนุ่มถูกต่อยตี จนไร้แม้แต่เรี่ยวแรงจะต่อต้าน

เห็นแววตาอำมหิตที่เกิดขึ้นของฮั่วหยาง ทำให้ซูไถรู้ว่าเขาเกิดความคิดจะเอาชีวิตของอีกฝ่าย

ซูไถเข้าใจนิสัยฮั่วหยางเป็นอย่างดี ถึงแม้ในสนามรบเขาจะกลายร่างเป็นอสูรสงคราม แต่เวลาอยู่ในราชสำนักเขาจะเป็นคนที่อดกลั้นมาตลอด ยิ่งไม่มีทางจะเกิดความคิดโหดเหี้ยมถึงขนาดจะเอาชีวิตชาวบ้านด้วยเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ก่อเรื่องอันใดจึงทำให้เขาเกรี้ยวกราดจนกลายเป็นเยี่ยงนี้ไปได้....

หญิงชาวบ้านนางนั้นเมื่อเห็นเด็กหนุ่มกระอักเลือดออกมาเต็มพื้น จึงเกิดความตื่นตระหนกจนแข้งขาอ่อน ล้มลงนั่งบนพื้น นางยกมือขึ้นปิดปาก ส่งเสียงอาเจียนรุนแรงออกมาอย่างไม่อาจสะกดกลั้นไว้ได้ ได้ยินความเคลื่อนไหวของหญิงชาวบ้านนั่นแล้ว มือของฮั่วหยางค้างอยู่กลางอากาศ ยามนี้เองมีชายหนุ่มที่ดูท่าทางเหมือนกับผู้คนแก่เรียนถือโคมไฟสวยงามในมือ พยายามวิ่งแทรกตัวฝ่าฝูงชนที่มุงดูอยู่เข้าไป “น้องหญิง เจ้าปลอดภัยดีหรือไม่”

“ท่านพี่” หญิงชาวบ้านเมื่อรู้ว่ามีที่ให้พึ่งพิง จึงโถมตัวเข้าหาชายหนุ่มคงแก่เรียน ซุกหน้าเข้ากับอ้อมแขนของเขาส่งเสียงร่ำไห้ขึ้นมา

ชายหนุ่มคงแก่เรียนหน้าตาตื่นตระหนก “เจ้าเจ็บตรงไหนงั้นหรือ กระทบกระเทือนถึงครรภ์หรือเปล่า”

ฮั่วหยางเตะร่างที่หมดสติไปแล้วของเด็กหนุ่มคนนั้น หันหน้ากลับมาจ้องสองสามีภรรยาเขม็ง ทั้งสองคนถูกดวงตาแข็งกร้าวจ้องมองจนขนอ่อนที่หลังคอลุกเกรียว ชายหนุ่มคงแก่เรียนเอ่ยปากขึ้นว่า “ขอบคุณท่านผู้นี้.... ขอบคุณใต้เท้าที่ยื่นมือช่วยเหลือ”

สายตาของฮั่วหยางทอดมองอยู่ที่หน้าท้องของหญิงชาวบ้านอย่างนิ่งงัน แววตาดูจะแปรเปลี่ยนไป เขาถามเบาๆ ขึ้นว่า “กี่เดือนแล้ว”

“ใกล้... จะห้าเดือนแล้ว”

สีหน้าของฮั่วหยางแปรเปลี่ยนเป็นเหม่อลอยขึ้นมาทันใด “ตั้งครรภ์มีความลำบากมากเพียงใด”

หญิงสาวนิ่งอึ้ง “ก็ไม่มีความอยากอาหาร รู้สึกเหนื่อยง่าย” นางลูบหน้าท้องของตนเองไปมา สีหน้าอ่อนละมุนลงอย่างไม่รู้ตัว “แต่ว่าเพื่อลูกในท้อง ไม่รู้สึกว่าลำบากแต่อย่างใด”

ฮั่วหยางคิดถึงวันที่แพทย์สนามบอกเขาว่าในกระเพาะของซูไถนั้นมีแต่เปลือกไม้ใบหญ้า เขายังคิดถึงสีหน้าอันสงบนิ่งหากเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวในยามที่นางหมดลมหายใจไปแล้วขึ้นมาอีกครั้ง

ซูไถเป็นประดุจกระบี่ที่แข็งแกร่ง ไม่มีความอ่อนแอเหยาะแหยะของอิสตรีให้เห็นแม้แต่น้อย นางมีความมุ่งมั่นที่แม้แต่บุรุษยังรู้สึกตกตะลึง นางไม่สนใจไยดีตัวเอง ไม่สนใจแม้แต่ลูกน้อย นางเลือกที่จะตายไปพร้อมกับแผ่นดินที่ล่มสลายจนดูเหมือนคนที่ไร้หัวใจ

นางสมกับเป็นวีรสตรีที่แท้จริง

ซูไถตื่นจากภวังค์ด้วยคำพูดสองประโยคที่เขาพูดมาเมื่อครู่ นางเงยหน้ามองไป พบว่าฮั่วหยางขี่ม้าคู่กายย่างผ่านถนนที่เต็มไปด้วยโคมไฟประดับประดาอย่างสวยงาม แผ่นหลังของเขาดูคล้ายกับความฝัน ซูไถพลันคิดได้ว่า ถ้าหากนางไม่พูดประโยคสุดท้ายที่ติดค้างอยู่ในใจออกไป นางจะมี ‘ชีวิต’ อยู่ได้ตลอดไปหรือไม่ นางจะอยู่กับเขาจน ‘แก่เฒ่าไปด้วยกัน’ ได้หรือไม่

ความคิดนี้เมื่อผุดขึ้นมา ราวกับต้นหญ้าที่เติบโตขึ้นอย่างบ้าคลั่ง

ฮั่วหยางที่อยู่บนหลังม้าคล้ายจะรู้สึกถึงบางสิ่ง สายตาของเขามองกลับมาอย่างรวดเร็ว ซูไถหันตัวกลับไป ซ่อนร่างอยู่ใต้เสื้อผ้าสีน้ำเงินเข้ม เสียงผู้คนบนถนนดังเอะอะ หากซูไถยังคงได้ยินเสียงฝีเท้าม้าที่ย่างกรายเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

เขา... มองเห็นนางแล้วหรือ

ซูไถดึงเสื้อผ้าด้วยความตื่นเต้น หัวใจที่ตายไปแล้วราวกับจะเต้นเป็นจังหวะขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ซูไถอดคิดไปไม่ได้ ถ้าหากพบกันใหม่อีกครั้ง เขาจะมีสีหน้าอย่างไร จะมีความรู้สึกสับสนปนเป เขายังจะ... สนใจความรู้สึกของนางอีกหรือไม่

มุมปากยกขึ้นด้วยความขมขื่น เขาคงไม่สนใจความรู้สึกของนางอีกต่อไป ฮั่วหยางเกลียดการถูกทรยศและหลอกลวงมากที่สุด นางได้แตะถูกเส้นตายที่เขามีเข้าแล้ว มิเช่นนั้น เขาไม่มีทางปฏิเสธที่จะรับหนังสือยอมจำนนฉบับนั้น เขาจะต้องเคียดแค้นนางอย่างที่สุด

ขณะที่คิดฟุ้งซ่านอยู่ พลันได้ยินเสียงฝีเท้าม้ามาหยุดอยู่ข้างกาย เสียงร้องเรียกลูกค้าของพ่อค้าที่แผงขายของริมถนนดังขึ้น “นายท่าน จะซื้อรองเท้าหัวเสืองั้นหรือ ไม่ทราบว่าบุตรของท่านโตแค่ไหนแล้ว”

ซูไถใจหายวูบ ตอนนี้นางจึงรู้ว่าแท้จริงนั้นเขามิได้เห็นนางแต่อย่างใด ซูไถหลุบตาลงด้วยความหดหู่ใจที่ควบคุมไม่ได้ ยกมุมปากขึ้นอย่างขมขื่น

ฮั่วหยาง เจ้าจะรู้หรือไม่ ว่าในกองทัพที่มีทหารนับแสนนายในวันนั้น ข้ายังมองเห็นร่างของเจ้าได้ในทันที ดอกไม้ที่น่าหลงใหลเพียงใดก็มิอาจสั่นคลอนรอยยิ้มจางๆ ที่เกิดขึ้นบนใบหน้าของเจ้าได้ ข้าคงจะถูกพิษของเจ้าเข้าแล้ว แต่เจ้ากลับคงสติสัมปชัญญะไว้ได้อย่างน่ากลัว

“ห้าเดือน” เสียงทุ้มต่ำของเขาดังกระทบโสตประสาทของซูไถอย่างชัดเจน ร่างในชุดสีน้ำเงินตัวใหญ่ของซูไถเขยิบหนีออกไปอย่างเงียบๆ

“เด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง”

ฮั่วหยางนิ่งเงียบไปอยู่ครู่หนึ่ง ซูไถอดเหล่ตามองไปที่เขาไม่ได้ เห็นเขามองปลายนิ้วมืออย่างเหม่อลอย ใบหน้าที่เรียบเฉย มิอาจปกปิดความเศร้าสลดที่เกิดขึ้น “ข้า... ไม่รู้”

เถ้าแก่นิ่งเงียบ ไร้คำโต้ตอบ

หลังจากฮั่วหยางจากไปแล้ว ซูไถลูบรองเท้าหัวเสือของเด็กผู้ชายเบาๆ นางรู้ดีว่าลูกของพวกนางนั้นเป็นเด็กผู้ชายที่แข็งแรงคนหนึ่ง

 

เดือนอ้ายเพิ่งผ่านพ้น

สงครามระหว่างแคว้นเว่ยและแคว้นหรงที่อยู่แดนเหนือส่งสัญญาณขึ้นมา ชาวหรงมีความห้าวหาญ เหี้ยมโหด รายงานทางทหารถูกส่งมาจากชายแดนอย่างเร่งด่วนมากขึ้นทุกขณะ หลังจากประชุมขุนนางราชสำนัก เห็นชอบให้มีพระราชโองการส่งตราแม่ทัพ ผู้บัญชาการรบครั้งนี้ตกสู่มือของฮั่วหยางอีกครั้ง

หลังจากออกว่าราชการแล้ว ฮ่องเต้แคว้นเว่ยทรงเรียกพบฮั่วหยางเป็นการส่วนพระองค์ ภายในห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้ทรงยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้กับฮั่วหยาง มีรับสั่งว่า “เราได้ข่าวมาว่า การรบระหว่างแคว้นเว่ยและแคว้นสวีในครั้งสุดท้ายนั้นเจ้ามิได้รับหนังสือยอมจำนน ถึงขนาดมิได้เปิดอ่านเสียด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะเหตุใด”

“แม้แคว้นสวีจะเล็ก แต่ได้ชื่อว่ามีผู้จงรักภักดีต่อแคว้นเป็นอย่างมาก หากไม่ทำลายความศรัทธาที่พวกเขามีอยู่ให้หมดสิ้น เกรงว่าจะมีภัยร้ายตามมาภายหลัง”

ฮ่องเต้พยักหน้า ชี้ไปยังจดหมายที่อยู่ในมือของเขา “หลายวันก่อนเราได้พลิกดูหนังสือยอมจำนนของแคว้นสวี พบจดหมายฉบับนี้แนบอยู่ในนั้น เราอ่านแล้วถึงได้รู้ว่าเป็นจดหมายส่วนตัวที่สตรีแคว้นสวีเขียนให้กับเจ้า”

ฮั่วหยางตะลึง รีบคุกเข่าลงกับพื้น “กระหม่อมผิดไปแล้ว”

ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ “ไม่เป็นไร เรารู้ว่าเจ้ามีความจงรักภักดีอย่างแน่วแน่ จดหมายฉบับนี้ เจ้าลองอ่านดู”

ฮั่วหยางดึงจดหมายออกมาอ่าน ลายมือที่อ่อนช้อยของสตรีมีความห้าวหาญแฝงอยู่อย่างที่เห็นได้น้อยครั้งนัก เขาอ่านไปแค่บรรทัดเดียว สีหน้ากลายเป็นขาวซีดในพริบตา

ในจดหมายหนาๆ ฉบับนั้นบรรยายถึงการพบเจอและจากกันของพวกเขา พูดถึงความจนใจในเรื่องราวที่เกิดขึ้น ความรักระหว่างหนุ่มสาวนั้นกลายเป็นสิ่งบางเบาเพียงใดเมื่อเผชิญหน้าอยู่ระหว่างการสงคราม นางบอกว่าแคว้นสวียอมแพ้ นางขอร้องให้เขาปล่อยตัวชาวเมืองผู้บริสุทธ์ ไว้ชีวิตเชลยศึกแคว้นสวีที่ถูกจับตัวไป นางบอกว่า ฮั่วหยาง ข้ากับลูกไม่ต้องการตายอยู่ท่ามกลางไฟสงคราม...

นางยอมละทิ้งศักดิ์ศรี ตัวอักษรที่เขียนแต่ละคำเต็มไปด้วยการร้องขอจากน้ำตาและสายเลือด แต่สุดท้ายแล้วคำตอบที่ได้รับ ยังคงเป็นการปฏิเสธที่จะยอมรับการพ่ายแพ้ของนาง

ราวกับมีเข็มแหลมแทงเข้าที่หน้าอก แทงลึกเข้าไปในผิวเนื้อของเขาลงทุกขณะตามจังหวะหายใจ ฮั่วหยางไม่อาจจินตนาการได้เลยว่านางกลืนกินเปลือกไม้ใบหญ้าเหล่านั้นลงไปด้วยความรู้สึกเช่นใด แล้วนางมีความรู้สึกเช่นไรขณะที่นางตายภายใต้ลูกธนูที่ระดมยิงจากผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา

นางละทิ้งเกียรติยศและศักดิ์ศรี แต่กลับถูกเขาโยนมันทิ้งไปอย่างเลือดเย็น ดังนั้น นางจึงได้แต่เก็บศักดิ์ศรีอันน่าสงสารนั้นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ต่ำต้อย ให้การคุ้มครองเจ้าเหนือหัวของนาง ใช้ความตายตอกย้ำฐานะของผู้จงรักภักดี

นางไม่ได้ปากแข็งเสียจนไม่ยอมร้องขอชีวิตแต่อย่างใด นางไม่ได้เข้มแข็งดังเช่นที่เห็นภายนอก นางร้องขอความช่วยเหลือ แต่กลับถูกเขาผลักตัวนางตกลงเหวลึกกับมือ

ฮ่องเต้ทรงถอนหายใจ “ฮั่วหยาง เจ้ากับข้าเราโตมาด้วยกัน การออกรบครั้งนี้ มีแต่อันตรายรอบด้าน ชาวหรงมีความแข็งแกร่ง และโหดเหี้ยม ยามนี้แดนเหนือมีแต่ความหนาวเหน็บ หิมะปกคลุมไปทุกพื้นที่ ระหว่างการสู้รบ ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น... ในเมื่อหญิงผู้นั้นมีทายาทของเจ้าแล้ว เจ้าก็รับตัวนางมายังเมืองอี้ฟงเถิด หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันใดขึ้นมา... ข้าจะต้องปกป้องเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้าเอาไว้ให้ได้ บ่มเพาะเพื่อให้กลายเป็นเสาหลักของประเทศชาติขึ้นมาใหม่ เช่นนี้แล้วจึงจะไม่ผิดต่อบุญคุณที่ท่านแม่ทัพฮั่ว บิดาของเจ้ามีต่อข้า”

ฮั่วหยางนิ่งเงียบไปนานก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ฮ่องเต้ สกุลฮั่วไร้ซึ่งทายาทแล้ว”

 

ก่อนไปชายแดน

ฮั่วหยางขึ้นไปยังหอดูดาว ณ ที่แห่งนี้ เขาเคยให้คำสัญญาว่าจะให้การปกป้องซูไถให้ปลอดภัยไปชั่วชีวิต

ตอนนั้นเป็นเวลากลางฤดูร้อน ดวงดาวที่ประดับเต็มท้องฟ้าสะท้อนดวงตาของซูไถเป็นประกายสดใส นางบังคับให้เขายื่นนิ้วก้อยออกมา “เกี่ยวก้อยกันก่อน ใครที่พูดโกหกคนนั้นต้องกินน้ำหวงเหลียนหนึ่งร้อยชาม ไม่อย่างนั้น ถึงข้าจะตายกลายเป็นผีก็ไม่ปล่อยเจ้าไปแน่”

ตอนนั้นเขาทำตามใจนางไปอย่างนั้นเอง แต่เมื่อคิดขึ้นมาในยามนี้ จึงได้รู้ว่าที่แท้เวลานั้น ในใจของซูไถมีความกระวนกระวายสุมอยู่เต็มอก

“ฮั่วอี้” เขาเรียกคนในบ้านที่คอยอยู่รับใช้ “ต้มน้ำหวงเหลียนมาหาให้ข้าหนึ่งร้อยชาม”

“ท่านแม่ทัพ!”

“ต้มให้เข้มข้น ให้ขมมากๆ” เขาผิดคำสัญญา สมควรจะได้รับการลงโทษ

ฮั่วหยางเดินมาหยุดอยู่ข้างหอดูดาว ยืนพิงรั้วมองท้องฟ้าที่เปล่งแสงระยิบระยังอย่างเงียบงัน เขาชอบดูดวงดาว ชอบยืนอยู่บนที่สูงมองความรุ่งโรจน์ของเบื้องล่าง มองแม่น้ำลำธารและแผ่นดินที่อยู่ใต้ความคุ้มครองของเขาทอดตัวยาวสุดลูกตา เขามักรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดที่ทำให้จิตใจของเขาสงบนิ่งปลอดโปร่งไปมากกว่าสิ่งนี้

หากซูไถกลับพูดว่า “ไม่ว่าจะเป็นที่ที่สูงมากเท่าไร รุ่งโรจน์มากเท่าใด ย่อมไม่มีทางเอาชนะความหนาวเหน็บได้” ก่อนหน้านั้น เขาไม่เคยรู้สึกว่าที่สูงจะมีความหนาวเหน็บแต่อย่างใด แต่วันนี้เมื่อเขาย้อนคิดกลับไป จึงพบว่า ที่แท้ตนเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง

ยิ่งอยู่สูงเพียงใด ยิ่งหนาวเหน็บเพียงนั้น เป็นเพราะว่าคนที่จะมายืนเคียงข้างกับเขานั้นไม่อาจพบเจอได้อีกแล้ว

ฮั่วหยางผายมือออก สาดน้ำหวงเหลียนในชามขึ้นกลางอากาศ เขาส่งเสียงคล้ายกับรำพันเบาๆ “ซูไถ วันนี้ข้าดื่มแค่เก้าสิบเก้าชาม ส่วนที่ติดค้างเจ้าอยู่ หากเจ้ากลายเป็นผีก็จงมาหาข้าเถอะ ข้ารอเจ้าอยู่”

ใต้หอดูดาว ภายในราตรีกาลอันมืดสนิท ซูไถยืนห่อตัวอยู่ใต้เสื้อผ้าสีน้ำเงินตัวใหญ่ ยืนตัวลีบชิดกำแพง กลิ่นความขมและขื่นของหวงเหลียนยังลอยฟ่องอยู่ในอากาศที่หนาวเย็นยามค่ำคืน ประสาทหูของนางได้ยินเสียงดังสับสนอยู่บนหอดูดาวที่มีความสูงเท่ากับตึกเก้าชั้น มีคนกำลังอาเจียนอย่างทุกข์ทรมาน มีคนพูดจาแสดงความเป็นห่วงอย่างกลัดกลุ้ม

ซูไถทรุดตัวลงกับพื้น กอบหิมะบนพื้นที่ถูกน้ำหวงเหลียนหกรดขึ้นมากำหนึ่ง ใส่เข้าไปในปาก รสชาติที่ทั้งขมทั้งขื่นของมันยังทำให้นางที่ไร้สิ้นซึ่งประสาทสัมผัสทั้งห้ามีความอยากร้องไห้ออกมาอย่างพลุ่งพล่าน

ซูไถยกมือปิดหน้า มีเสียงสะอื้นเบาๆ ดังลอดออกมา

ตำนาน ซูไถ (3 จบบท)

พายุหิมะที่ชายแดนตกหนัก

ชาวหรงมีนิสัยดุร้ายเหี้ยมโหด แต่ทว่าฮั่วหยางมีทักษะการทำศึกอย่างเชี่ยวชาญ ทำการขับไล่ชาวหรงที่บุกรุกเข้ามาจนล่าถอยออกไปนอกด่าน การศึกดำเนินไปได้ครึ่งเดือน ชาวหรงถูกตีพ่ายจนล่าถอยออกไปไกลเป็นร้อยลี้ ฮั่วหยางเมื่อกำชัยชนะได้แล้ว จึงไล่ตามไป ด้วยหวังจะให้ชาวหรงไม่กล้ากลับมารุกรานแคว้นเว่ยอีก ตราบที่เขายังมีชีวิตอยู่

แนวการทำสงครามถูกดึงให้ยาวมากขึ้น เมื่อฮั่วหยางรู้สึกตัวว่าถูกล่อให้เข้ามาอยู่ในวงล้อมศัตรู ก็เป็นเวลาสายเกินไป

ในตอนนี้ ฮั่วหยางนำทัพทหารม้าจำนวนสามพันนายบุกโจมตีค่ายทหารของชาวหรง แต่คิดไม่ถึงว่าสิ่งที่รอคอยพวกเขาอยู่นั้นจะเป็นค่ายทหารที่อยู่ในแอ่งกระทะอันว่างเปล่า

ฮั่วหยางออกคำสั่งให้ถอนกำลังกลับโดยเร็ว แต่ไม่ทันการเสียแล้ว กองทัพของแคว้นหรงจำนวนสามหมื่นนายตีล้อมทหารม้าสามพันนายของแคว้นเว่ยเอาไว้อย่างแน่นหนา

องค์ชายแคว้นหรงเป็นคนนิสัยอวดดีและหยิ่งทะนง เมื่อกักตัวฮั่วหยางเอาไว้ได้แล้ว เขาไม่รีบร้อนเข้ามาโจมตี แต่กลับยืนอยู่บนที่สูง ชื่นชมสีหน้าท่าทางที่เคร่งเครียดหนักใจของเหล่าทหารกล้าแคว้นเว่ยอยู่อย่างสนุกสนาน “ฮั่วหยาง การได้ทำศึกกับเจ้าถือว่าเป็นการทำศึกกับผู้ที่มีฝีมือทัดเทียมกัน การสังหารเจ้าในวันนี้ ข้าเองก็รู้สึกเสียดายยิ่งนัก”

ขนสีพุทธาแดงของหลิวเยว่ดูสะดุดตาท่ามกลางพายุหิมะ ฮั่วหยางสวมเสื้อคลุมบัญชาการสีดำตัวใหญ่ ใบหน้าเคร่งขรึม หากไร้ซึ่งความตื่นตระหนกแต่อย่างใด “องค์ชายอย่าได้พูดเช่นนี้ ที่จริงแล้วการสังหารท่าน เท่ากับเป็นการลบหลู่ตัวข้า”

สีหน้าขององค์ชายแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด หัวเราะเสียงแข็ง “ในเมื่อแม่ทัพพูดเช่นนี้ งั้นข้าก็ทำสิ่งที่เป็นการลบลู่เจ้าดูบ้างจะเป็นไรไป”

เขาโบกมือครั้งหนึ่ง ทหารม้าสามหมื่นนายเคลื่อนตัวเข้ามา การสังหารฟาดฟันอย่างดุเดือดเกิดขึ้นในพริบตานั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามีพลทหารที่รูปร่างผอมบางสวมชุดทหารของแคว้นหรงลอบแฝงตัวเข้าสู่การสู้รบอย่างเงียบเชียบ

เสียงเข่นฆ่าดังก้องไปทั่วทุกสารทิศ เป็นเหมือนการรบครั้งสุดท้ายระหว่างแคว้นเว่ยและแคว้นสวีในครั้งนั้น ซูไถหาทางเข้าใกล้ฮั่วหยางอย่างช้าๆ เขาอยู่บนหลังม้า แม้จะหาตัวได้ง่ายแต่ก็ช่วยเหลือได้ยาก ซูไถตัดสินใจ ยกมือฟาดเข้าใส่พลทหารแคว้นเว่ยที่อยู่ข้างกายเพื่อชิงดาบใหญ่มา ใช้ปลายดาบฟาดเข้ากลางหลังคนผู้นั้นจนหมดสติ ซูไถหมุนตัว ดาบใหญ่ในมือลอยหวืดออกไป ฟันใส่ร่างของหลิวเยว่เข้าอย่างจัง

ม้าหยาดโลหิตยามนี้ส่งเสียงร้องอย่างบ้าคลั่ง ยกขาหน้าตะกายอากาศ เตะทหารแคว้นหรงที่รุมเข้ามาทำร้ายตายไปไม่น้อย แต่เมื่อได้รับบาดเจ็บสาหัส หลิวเยว่หมดแรงไปอย่างรวดเร็ว ขาที่ตะกายอากาศของมันยังไม่ทันทิ้งลงพื้นดิน ทหารแคว้นหรงวิ่งเข้ามาฟันเข้าที่ขาหน้าของมันอย่างแรง

หลิวเยว่ล้มลงบนพื้น ฮั่วหยางกระโดดลงจากหลังม้า ดาบที่อยู่ในมืดฟาดฟันเอาชีวิตศัตรูไปไม่น้อยภายในเวลาแค่ชั่วพริบตา เขาลูบหัวของหลิวเยว่เบาๆ สีหน้าแสดงถึงความเจ็บปวดอย่างที่สุด

ฮั่วหยางเงยหน้ามองไปยังทิศที่ซูไถยืนอยู่ ความเหี้ยมเกรียมในดวงตาแฝงด้วยไฟโทสะที่มิอาจบรรยายเป็นคำพูดได้

ซูไถหมุนตัวแอบเข้าด้านหลังทหารแคว้นหรงคนหนึ่ง นางกำลังขบคิดอยู่ว่าจะเข้าใกล้ฮั่วหยางได้อย่างไร แต่ในเวลาที่ยังสับสนนางได้ยินเสียงคำรามต่ำๆ ลอยอยู่กลางอากาศ

เขาทะยานตัวเข้ามา เตะคนที่อยู่หน้าซูไถออกไปได้เพียงแค่ครั้งเดียว ภายใต้ละอองฝุ่นที่กระจายเต็มอากาศ ซูไถยืนมองฮั่วหยางที่มีแต่ไอสังหารเต็มเปี่ยมอยู่ในดวงตาอย่างตะลึงงัน

พวกนางกลับมาเผชิญหน้าใหม่อีกครั้งในสถานการณ์ที่มิได้เตรียมตัวเยี่ยงนี้ นางเห็นความเย็นยะเยือกจนแทงลึกถึงกระดูกในดวงตาของเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความตกตะลึงอย่างคาดไม่ถึง

หยาดเลือด สงคราม การเข่นฆ่าที่ดำเนินไปอย่างไม่มีการหยุดชะงัก คล้ายกับเป็นการชดเชยกับการพบกันครั้งสุดท้ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นขณะอยู่ที่แคว้นสวี

 

ไอสังหารในดวงตาของฮั่วหยางชะงักงัน

ดาบในมือของเขาหยุดอยู่เหนือศีรษะของซูไถได้อย่างหมิ่นเหม่ เขามองนางอย่างไม่เชื่อสายตา ท่ามกลางคาวเลือดของการเข่นฆ่า อันตรายที่มีอยู่รอบด้านในสนามรบ แม่ทัพแห่งแคว้นเว่ยยืนตะลึงอยู่กับที่ เขาไม่ได้ยินเสียงบาดหูจากการปะทะและกระทบกันของอาวุธเหล็กที่ดังอยู่รอบด้าน มองไม่เห็นอวัยวะและสายเลือดที่สาดกระจายไปรอบทิศ เขาลืมถึงตำแหน่งหน้าที่ของแม่ทัพ แม้แต่ลูกธนูที่ยิ่งทะลุเสื้อเกราะแทงเข้าที่หัวไหล่ก็มิได้ทำให้เขารู้สึกถึงความเจ็บปวด

เขาทำราวกับตนเองเสียสติ ภายใต้สถานการณ์คับขัน ระหว่างความเป็นความตายที่อยู่ในสนามรบ เขาวางดาบ ลูบไล้ใบหน้าของนางอย่างแผ่วเบา

ฝ่ามือใหญ่และหยาบกร้าน ลูบไล้ผ่านผิวหน้าที่ขาวซีดเป็นสีเขียวจางๆ ทำให้คราบเลือดและเศษฝุ่นเปรอะเปื้อนใบหน้าของนางไปด้วย เขาพลันหลุดเสียงหัวเราะ “ซูไถ เจ้ามาหาข้าเพื่อจะทวงหนี้ที่ค้างเจ้าอยู่สินะ”

น้ำเสียงพูดอย่างสนิทสนมเป็นเช่นเดียวกับครั้งที่พวกเขาอยู่ใต้แสงจันทร์นวล เขาประทับจูบเบาๆ ที่หน้าผากของนาง ยิ้มน้อยๆ อย่างอ่อนใจ “ซูไถ เจ้าใช้หนอนยาสั่งกับข้าหรือเปล่าเนี่ย”

ซูไถคิดในใจ ระหว่างพวกนางใครติดค้างหนี้ใครอยู่ ใครถูกพิษยาสั่งของใคร ล้วนแต่ไม่อาจแยกแยะได้ชัดเจนมาตั้งแต่ต้น เมื่อตกอยู่ในวังวนแห่งความรัก มันไม่มีทางออก หากสิ่งที่ได้มากลับเป็นความเคียดแค้นที่สุมเต็มอก การปล่อยวางกลับนำมาซึ่งความเจ็บปวดที่ไร้ขอบเขต เรื่องราวระหว่างนางและฮั่วหยางที่เดินมาจนถึงจุดนี้ได้นั้น คงจะเป็นชะตาลิขิตกระมัง

ขณะที่อยู่ในภวังค์ ลูกธนูอีกดอกหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านหลังของฮั่วหยาง ซูไถรีบดึงสติกลับคืนมา โถมตัวเข้ากอดฮั่วหยางเอาไว้ ผลักร่างของเขาล้มกลิ้งไปบนพื้นด้วยกัน จึงได้หลบลูกธนูที่พุ่งอย่างรวดเร็วจากคันธนูได้อย่างหวุดหวิด

ซูไถถือโอกาสนี้ปลดเสื้อคลุมผู้บัญชาการกองทัพออกจากไหล่ของเขา พร้อมโยนทิ้งไปโดยเร็ว ตอนนี้เสื้อเกราะที่ใส่ติดตัวของฮั่วหยางดูเหมือนกับพลทหารทั่วไป ซูไถประคองตัวเขาขึ้นมา วิ่งแทรกไปมาระหว่างการเข่นฆ่าที่ดำเนินไปอย่างวุ่นวาย ทหารสามหมื่นนายของแคว้นหรงจำแนกไม่ออกว่าใครเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเว่ย คนที่ต้องการสังหารฮั่วหยาง สูญเสียเป้าหมายไปในทันที

ฮั่วหยางยังตกอยู่ในความแตกตื่นกับการที่ซูไถตายแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า คนที่ประคองตัวเขาอยู่ในตอนนี้มิได้เป็นสตรีที่มีร่างอันอ่อนนุ่มและนิ่มนวลเช่นสตรีทั่วไป ไม่มีเสียงลมหายใจอยู่ข้างหู ร่างของนางยังมีกลิ่นคล้ายกับกลิ่นผุเน่าโชยออกมา สิ่งที่เขารู้สึกได้ทั้งหลายกำลังคุกคามความคิดของเขา ทำให้เขาได้แต่เหม่อลอย นิ่งงัน

ฮั่วหยางถูกซูไถพาตัวออกไปได้ครู่หนึ่ง เขาค่อยคิดขึ้นมาได้ “ที่เจ้าสังหารหลิวเยว่.... เพื่อจะช่วยข้า” นางดึงตัวเขาให้ออกมาจากพื้นที่ที่สะดุดตา ให้ศัตรูหาร่องรอยเขาไม่เจอ

ซูไถหันหลังให้ เดินไปข้างหน้าอย่างไม่ใส่ใจสิ่งใด ฮั่วหยางขมวดคิ้วเข้าหากัน “ซูไถ”

เท้าของร่างที่เดินนำหน้าชะงักนิ่ง ยามที่ซูไถหันหน้ากลับมา นางสะบัดมือ ผงละเอียดสีขาวกระจายเป็นสาย ฮั่วหยางรู้สึกตาลาย ร่างกายอ่อนยวบ ไร้เรี่ยวแรง “เจ้า.... ลอบวางยาข้าอีกแล้วรึ”

ซูไถรับร่างที่แข็งทื่อของเขาเอาไว้ ได้ยินเขาพยายามฝืนสติส่งเสียงพึมพำออกมา “ช่างเถอะ ช่างเถอะ....”

เสียงรำพันของเขาแฝงความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวมากกว่าความจนใจ

คล้ายกับกำลังจะบอกว่าถึงชีวิตเขาจะตายด้วยน้ำมือของนาง ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

ซูไถมิได้แสดงความรู้สึกออกมาแม้แต่น้อย นางทำท่าคล้ายกับต่อสู้ติดพันกับฮั่วหยาง ค่อยๆ พาตัวเคลื่อนออกมาจนถึงกระโจมว่างเปล่าหลังหนึ่งภายในค่ายทหาร นางดึงชุดทหารแคว้นหรงที่เก็บเอาไว้ออกมาเปลี่ยนให้กับฮั่วหยาง

ซูไถรู้ดีแก่ใจ ในสถานการณ์เช่นนี้ หากต้องการให้ฮั่วหยางละทิ้งทหารที่ร่วมรบทั้งหมดสามพันนายเอาไว้แล้วหนีรอดออกไปเพียงลำพัง เขาไม่มีทางยอมทำแน่นอน หัวใจของคนผู้นี้มีแต่ความยึดมั่นที่หนักแน่น มีแต่ต้องฆ่าม้าของเขาให้ตาย แล้วลากตัวเขาให้ออกห่างจากการเป็นเป้าสังหารของฝ่ายศัตรู นางอยากจะเปลี่ยนให้เขาเป็นละอองธุลีเสียเหลือเกิน มีแต่การทำเช่นนั้น นางจึงจะช่วยเขาออกมาได้

เป็นเพราะรสชาติของความตายนั้นน่าหวาดกลัวยิ่งนัก มันเป็นความสิ้นหวังที่ไม่ว่าจะสะกดกลั้น เป็นความรู้สึกที่สามารถคืบคลานออกมาจากดวงตาได้ ไม่ว่าจะพยายามปลอบใจตัวเองอย่างไร ความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ยังคงไหลย้อนผ่านลำคอขึ้นมา ไม่ว่าจิตใจจะแข็งแกร่งและมุ่งมั่นเพียงใด แต่ปลายจมูกยังคงได้กลิ่นคาวเลือดแต่ไร้ซึ่งแรงกำลังจะไปช่วยเหลือ

รสชาติเช่นนั้นนางไม่ต้องการให้ฮั่วหยางได้รับรู้

ซูไถรอจนกระทั่งเสียงโห่ร้องและฆ่าฟันนอกกระโจมเงียบไปแล้ว จึงได้ประคองตัวฮั่วหยางออกมา ทหารสามพันนายของแคว้นเว่ยถูกสังหารจนหมดสิ้น

อากาศเย็นยะเยือกคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดสดๆ ซูไถก้มหน้าหลุบตา เดินตามขบวนของทหารชาวหรงที่บาดเจ็บออกไปจากนอกสนามรบ ระหว่างทางนางสังหารทหารบาดเจ็บไปนับสิบนาย พาฮั่วหยางเดินข้ามหุบเขาที่มีแต่หิมะและน้ำแข็งปกคุลมไปจนกระทั่งพบเข้ากับค่ายทหารแคว้นเว่ย

นางไม่เคยรู้สึกชื่นชอบและขอบใจร่างกายใหม่ของนางได้เท่ากับตอนนี้ ถ้าหากเป็นซูไถในอดีต เพียงแค่อาการบาดเจ็บที่ได้รับจากการสู้รบระหว่างสงครามก็เพียงพอที่จะทำให้นางถึงแก่ชีวิต แต่ร่างกายของนางตอนนี้ ไม่มีความเจ็บปวด ไม่แก่เฒ่า ไม่แตกดับ ถ้าหากนางไม่พูดคำพูดประโยคสุดท้ายออกไป ก็สามารถมีชีวิตอยู่เช่นนี้ต่อ

แต่ทว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปนั้น สำหรับนางแล้วจะมีความหมายอะไร

นางรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าความรู้สึกที่นางมีอยู่ค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับร่างกายที่ตายไปแล้วทุกขณะ นางไม่รู้สึกซาบซึ้ง ไม่รู้สึกเศร้าโศก ไม่รู้สึกเจ็บปวด เหลือเพียงความหลงผิดที่ไม่อาจถอนตัวได้

ยามที่ฮั่วหยางฟื้นขึ้นมา ร่างกายของเขาได้รับการทำแผลใส่ยาอย่างเรียบร้อย มองดูสภาพแวดล้อมที่อยู่ ณ ตอนนี้ ทำให้เขาเข้าใจถึงสิ่งที่ซูไถกระทำต่อเขาเมื่ออยู่ในสนามรบทั้งหมด เขาพลิกตัวลงจากเตียง ปัดผ้าม่านที่อยู่หน้ากระโจมเดินออกไป

ทหารที่เฝ้าอารักขาอยู่หน้ากระโจมทำความเคารพต่อฮั่วหยางในทันที ฮั่วหยางถามขึ้นว่า “หญิงที่ส่งข้ากลับมาอยู่ที่ใด”

“เรียนท่านแม่ทัพ ดูเหมือนนางจะไปแล้ว”

สีหน้าของฮั่วหยางแปรเปลี่ยนไปในทันที “ไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเจ้ากล้าปล่อยคนที่สวมชุดทหารของฝ่ายศัตรูออกไปงั้นหรือ”

ทหารทั้งสองคุกเข่าลงกับพื้นในทันที เสียงตอบกลับมานั้นสั่นระริก “ยามที่ท่านแม่ทัพกลับมากับสตรีผู้นั้น... ดูคล้ายกับจะมีความใกล้ชิดกันมาก ข้าน้อยคิดว่า คิดว่า... ดังนั้นจึงมิกล้าทัดทานการกระทำของนาง”

หัวคิ้วของฮั่วหยางขมวดเข้าหากันแน่น ยังไม่ทันเอ่ยปากพูดสิ่งใด จู่ๆ จากปลายหางตา เขาเห็นร่างของสตรีในชุดเสื้อคลุมสีเทาทั้งชุดยืนจ้องมองมาที่เขาอย่างนิ่งเฉยอยู่ไม่ไกล ทหารที่คุกเข่าอยู่กับพื้นสองคนดีใจเสียยิ่งกว่าใคร “แม่ทัพ นางกลับมาอีกแล้ว”

ซูไถมองมายังฮั่วหยาง ดวงตานิ่งงันราวกับสายน้ำ นางพยักหน้าให้กับฮั่วหยางเบาๆ จากนั้นหมุนตัวเดินเดินจากไป ฮั่วหยางกำมือเข้าหากันแน่น มีคำถามที่ผุดขึ้นนับไม่ถ้วนในใจของเขา ตอนนั้นเขาเห็นทหารนำร่างของนางฝังลงดินกับตา แล้วเหตุใดยามนี้นางจึงยังมีชีวิตอยู่ แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ แล้วเหตุใด... ยังจะมาช่วยเขา

เขาอดใจให้เดินตามซูไถไปไม่ได้ พวกเขาเดินออกไปนอกค่ายทหาร

ซูไถเดินอย่างเชื่องช้าไปตามธารน้ำแข็งที่ยาวไกล

สายลมอันหนาวเหน็บของชายแดนพัดพาเอาละอองหิมะที่มีขนาดเท่ากับขนห่านต้องใบหน้า พวกเขาเดินกันอยู่บนพื้นดินที่ถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลนที่สุดลูกหูลูกตา คนหนึ่งเดินหน้า คนหนึ่งเดินตามหลัง ตามกันอย่างเงียบงัน

ท่ามกลางความเลื่อนลอย ฮั่วหยางรู้สึกว่าร่างของสตรีที่เดินอยู่ตรงหน้านั้น ราวกับจะละลายหายไปได้ในทุกขณะ

“ซูไถ” เขาส่งเสียงเรียกชื่อของนางขึ้นมาอย่างไม่อาจอดใจได้อีก นอกจากเรียกชื่อของนางแล้ว ตอนนี้ฮั่วหยางไม่อาจหาคำพูดอื่นมาพูดกับนางได้

ซูไถยังคงเดินไปข้างหน้าต่ออีกหลายก้าว จู่ๆ นางทรุดตัวนั่งยองๆ ลงกับพื้น ขุดต้นหญ้าสีขาวต้นหนึ่งออกมาท่ามกลางพื้นที่เต็มไปด้วยหิมะหนาวเหน็บ ต้นหญ้าชนิดนี้มีสรรพคุณในการรักษาบาดแผลภายนอกได้อย่างชะงัด นางกวักมือให้ฮั่วหยาง เป็นการส่งสัญญาณให้เขาเดินมาหา

ยาสมุนไพรถูกส่งถึงมือของฮั่วหยาง ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบสัมผัสถูกความอุ่นร้อนจากฝ่ามือของเขา ทั้งสองคนต่างนิ่งงัน

ซูไถคิดขึ้นว่า ถ้าหากนางสามารถลืมเลือนสิ่งที่ผ่านมาได้จะดีเพียงใด นางจะปล่อยวางเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมดแล้วยืนอยู่ข้างกายเขาเช่นนี้ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ระหว่างพวกนางถูกขั้นกลางด้วยความทรยศ มีความเคียดแค้นของการทำลายบ้านเมืองเป็นชนักปักหลังอยู่ นางไม่มีทางสูญเสียความทรงจำ ดังนั้นนางไม่อาจอยู่ร่วมกับเขา

ในยามนี้ คำถามที่ถามไปถามมาอยู่นับร้อยครั้งพันครั้งในหัวใจของซูไถก็คือ ‘เหตุใดจึงไม่ยอมรับหนังสือยอมจำนน’ เหตุใดจึงทำให้แคว้นสวีต้องล่มสลายอย่างน่าอนาถ เหตุใดจะต้องเข่นฆ่าสังหารจนหมดสิ้น เจ้าไม่ต้องการข้า ไม่ต้องการลูก มีแต่ความภักดีต่อเหนือหัวของเจ้าเท่านั้นหรือ แม้แต่การถอยหลังเพียงครึ่งก้าวก็ทำไม่ได้งั้นหรือ หรือเพียงแต่เจ้าต้องการล้างแค้นกับการทรยศที่ข้ามีต่อเจ้า คิดจะให้ข้าไม่อาจแบกหน้าไปพบราษฏรแคว้นสวีในปรโลกได้เท่านั้น

คำถามมากมายที่เคยมีมาทั้งหมดตอนนี้กลับไม่สำคัญอีกต่อไป ถึงแม้ฮั่วหยางจะยอมรับหนังสือยอมจำนนในตอนนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่เขาต้องการกวาดล้างแคว้นสวีให้สิ้นซาก

เขาจงรักภักดีต่อประเทศชาติของเขา ส่วนนางต้องปกปักษ์รักษากษัตริย์ของตน

ซูไถเกิดความแจ่มแจ้งขึ้นมาทันที นับตั้งแต่เริ่มต้น ชะตาชีวิตได้กำหนดให้พวกนางกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน

ซูไถปัดละอองหิมะที่ตกทับอยู่บนไหล่ของฮั่วหยาง เช่นเดียวกับในฤดูร้อนที่นางช่วยซับเหงื่อบนหน้าผากของเขาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ นางทดลองยกมุมปากให้เป็นรอยยิ้ม แต่กลับพบความจริงว่า สำหรับนางในขณะนี้ การแสดงออกถึงความรู้สึกทำได้อย่างยากลำบากยิ่งนัก นางจำเป็นต้องละความพยายาม มองฮั่วหยางอย่างนิ่งเฉย

“เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่” ฮั่วหยางถามขึ้นเบาๆ ราวกับว่าถ้าหากเขาส่งเสียงดังไปกว่านี้แม้เพียงเล็กน้อยจะทำให้นางวิ่งหนีไปด้วยความตกใจ

ซูไถกุมมือของฮั่วหยางเอาไว้เบาๆ จับฝ่ามือของเขาให้แนบอยู่ที่หน้าท้องของตนเอง ความอุ่นร้อนอันนุ่มนวลจากใจกลางฝ่ามือของเขา ทำให้ซูไถที่รู้สึกว่าจิตใจของตนเองเริ่มเย็นยะเยือกเป็นน้ำแข็งไปทุกขณะถึงกับขอบตาชื้นแฉะ นางคิดว่านี่คงจะครั้งแรกที่พวกนางสามชีวิตจะได้พบหน้ากัน และจะครั้งสุดท้ายที่พ่อแม่ลูกสามคนจะได้อยู่พร้อมหน้ากันอย่างสุขสงบ

ผิวหนังใต้เนื้อผ้านั้นตะปุ่มตะป่ำอย่างคาดไม่ถึง ร่างกายที่เย็นเฉียบของสตรีที่อยู่เบื้องหน้าสร้างความเจ็บร้าวเป็นริ้วขึ้นที่ปลายนิ้วของฮั่วหยาง เขาเม้มริมฝีปาก ความเศร้าเสียใจประดังขึ้นมาจนยากจะบรรยายเป็นคำพูด

ซูไถก้มหน้าลงต่ำ มือทาบอยู่บนหลังมือฮั่วหยาง เปิดปากด้วยเสียงอันแผ่วเบา “ข้ามาบอกเจ้าว่าเขาเป็นเด็กผู้ชาย”

ฮั่วหยางสะดุ้งเฮือก เขาหดมือกลับราวกับแตะถูกไฟที่ร้อนลวกมือ ซูไถถือโอกาสปล่อยมือของเขา นางก้มศีรษะมองหน้าท้องของตนเอง ลูบไล้ไปมาเบาๆ แม้ใบหน้าของนางจะไม่แสดงความรู้สึกแต่อย่างใด หากความอ่อนหวานในดวงตานั้นมากพอที่จะทำให้ฮั่วหยางรู้สึกลมหายใจแสบร้อนของตนเอง

ซูไถยังคิดจะบอกเขาว่า เด็กคนนี้เหมือนกับเจ้า ทั้งแข็งแรงและงดงาม

แต่ทว่าไม่มีโอกาสให้นางได้เอ่ยปากอีกต่อไป

หากซูไถคิดว่ามันเพียงพอแล้ว ชีวิตของซูไถในชาตินี้เพียงพอแล้ว....

นางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ฮั่วหยางยื่นมือคิดจะคว้านางเอาไว้อย่างไม่รู้ตัว แต่ทว่าเพิ่งจะแตะถูกหลังมือของนาง ร่างของสตรีตรงหน้าราวกับแตกสลาย

พาความรัก ความเคียดแค้นที่ไม่อาจคงอยู่ ให้ลอยไปตามสายลมหนาวเหน็บที่กรรโชกแรงมาพร้อมกับละอองหิมะ ลอยละล่องหายไปในอากาศอันว่างเปล่า

ไม่มีเวลาให้เขาได้มีการตอบสนองแต่อย่างใด ฮั่วหยางได้แต่ยืนมองร่างที่หายลับไปต่อหน้าต่อตาอย่างไม่อาจทำสิ่งใดได้

ภาพที่เกิดขึ้นนี้ ได้กลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอกเขาอยู่ทุกคืนวันหลังจากนี้ เขาไม่อาจหาความสุขสงบต่อไปได้อีกตลอดชีวิตนี้

“ตุ๊บ” เสียงหวีไม้ที่ทำจากไม้ต้นท้อร่วงหล่นอยู่บนพื้นหิมะ

ฮั่วหยางตะลึงงัน เขาเห็นมือที่ซีดขาวไร้สีเลือดข้างหนึ่งเก็บหวีไม้ขึ้นมาจากพื้นในชั่วเวลาเพียงแค่กะพริบตา สตรีในชุดขาวปรากฏตัวออกมาเมื่อไรไม่รู้ได้ ร่างในชุดสีขาวทั้งชุดดูราวกับเป็นหนึ่งเดียวกับพื้นหิมะสีขาวโพลนที่ไกลสุดลูกหูลูกตา

นางหยิบพู่กันด้ามหนึ่งออกมาแตะบนหวีไม้เบาๆ คำพูดที่เอ่ยคล้ายกับปลอบประโลมว่า “ความยึดติดในใจของเจ้า ข้ารับไปแล้ว”

ฮั่วหยางยังคงยืนนิ่งอย่างเลื่อนลอย

ไป๋เจี้ยเงยหน้ามองฮั่วหยางที่ดูทรุดโทรมลงกะทันหันแวบหนึ่ง น้ำเสียงเย็นชาไร้น้ำใจดังขึ้น “ความยึดติดของเจ้านั้นข้านำไปไม่ได้”

นับตั้งแต่นี้ต่อไป บุรุษผู้นี้ไม่อาจปล่อยวางความทรงจำที่มีอยู่ ไม่อาจเรียกร้องหาอดีตที่ผ่านไปให้กลับคือมาได้...

มีแต่ความคิดคำนึงที่สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวเสียดแทงลึกลงถึงก้นบึ้งหัวใจ

จอมมาร ชางเฮ่า (1)

จอมมารชางเฮ่าอาละวาดบุกรุกถึงสวรรค์ชั้นเก้าสิบเก้า

สังหารทหารกองทัพสวรรค์ตายไปถึงสามหมื่นนาย ทุบทำลายหอเทียนจี เผาตำหนักหลิงเซียว สิ่งที่เขาทำทั้งหมดนับเป็นบาปมหันต์ ต้องถูกลงทัณฑ์ให้เจ็บปวดจนถึงที่สุด เขาถูกจับขังเอาไว้ในเจดีย์อันที่ที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุเพื่อกำจัดจิตใจที่มีความชั่วร้ายให้หมดสิ้น

แค่คำสั่งจากสวรรค์เพียงใบเดียว ทำให้เขาต้องถูกจับขังอยู่ภายใต้เจดีย์อันมืดมิด

ชางเฮ่ายังจำได้ถึงตอนที่โซ่ทองแทงทะลุผ่านหัวไหล่เข้ามาในกระดูกสะบัก แล้วพันธนาการมันไว้ ในยามนั้นพุทธองค์ผู้สูงส่งยังคลี่รอยยิ้มน้อยๆ ที่น่าสะอิดสะเอียนส่งให้กับเขาอีกด้วย พุทธองค์หยิบตะเกียงดวงหนึ่งขึ้นมาพลางเอ่ยกับเขาว่า “ชางเฮ่า ตะเกียงดวงนี้คือตะเกียงฉางหมิงที่มีเปลวไฟที่ลุกโชนไม่มีวันดับสูญ แต่ถ้าหากมีวันหนึ่งวันใด เปลวไฟในตะเกียงดวงนี้ดับลง ให้ถือเสียว่าเป็นลิขิตสวรรค์ ถึงตอนนั้นเจ้าสามารถออกจากเจดีย์องค์นี้ได้”

ชางเฮ่าเอ่ยขึ้นอย่างไม่แยแส “เปลวไฟที่ไม่มีวันดับแล้วจะมีวันดับได้อย่างไร ลาโง่หัวโล้นอย่างเจ้าเวลาจะพูดจาโป้ปดใครขึ้นมาก็พูดได้แบบหน้าตาเฉยเชียวนะ”

พุทธองค์ไม่พูดพร่ำอะไรต่อ ส่งยิ้มเพียงบางเบาให้กับเขาก่อนร่างจะหายลับไป

 

เสียงประหลาดเสียงหนึ่งดังขึ้นอยู่ท่ามกลางเจดีย์ที่เงียบสงัดและว่างเปล่า

ชางเฮ่าลืมตาขึ้นมาเพียงเล็กน้อย เขาปรายตามองตะเกียงที่มีเปลวไฟน้อยนิดติดอยู่ตลอดเวลาดวงนั้นเป็นอันดับแรก เมื่อเห็นว่าเปลวไฟของมันยังคงสว่าง จึงได้ย้ายสายตาไปมองต้นตอของเสียงที่ดังขึ้นมาจากเท้าของตนเอง

ดูเหมือนจะมีก้อนเนื้อก้อนกลมๆ ก้อนหนึ่งผุดขึ้นมา

เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ เห็นก้อนเนื้อก้อนนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่ง ดวงตาดำสนิทที่ดูราวกับก้อนอุกกาบาตแวววาวบนใบหน้ากลมอิ่ม กำลังมองดูเขาด้วยสายตาที่เป็นประกายสุกใส

“แม่”

เสียงอ้อแอ้อ่อนเยาว์ของก้อนเนื้อก้อนน้อยส่งเสียงเรียกขึ้นมาเช่นนี้ เสียงนั้นดังสะท้อนไปมาอยู่ภายในเจดีย์ครู่ใหญ่ๆ

ชางเฮ่าฟังแล้วให้หรี่ตาลงทันที “เจ้าตัวเล็กรนหาที่ตายงั้นรึ!”

“แม่” หนูน้อยตัวกลมๆ หัวเราะตาหยีส่งเสียงเรียกขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นก็กลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้นอย่างสนุกสนานโดยไม่สนใจใคร

ถ้าหากเป็นเช่นในอดีต หนูน้อยตัวกลมๆ คงจะกลายสภาพเป็นก้อนเนื้อที่แหลกเหลวไปเสียแล้ว ทว่าบัดนี้เป็นเพราะมือเท้าของชางเฮ่าถูกพันธนาการเอาไว้จนไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหน ไม่อาจออกแรงได้แม้แต่ส่วนเดียว สิ่งที่เขาทำได้นั้นก็คือสะกดอารมณ์ที่จะลุกโชนเอาไว้ มองก้อนเนื้อก้อนน้อยๆ ที่กำลังกลิ้งตัวเล่นอย่างสนุกสนานไปๆ มาๆ ด้วยสีหน้าอาการเพิกเฉย

เมื่อนางกลิ้งตัวเล่นจนสนุกสนานเสร็จแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองชางเฮ่าตาแป๋ว คล้ายกำลังรู้สึกประหลาดใจว่าเหตุใดเขาจึงไม่มาอุ้มตัวนาง นางชะเง้อมองไปรอบด้านครู่หนึ่ง จากนั้นคลานไปยังมุมกำแพงด้านหนึ่งของเจดีย์ แล้วค่อยๆ คลานไปตามโซ่เหล็กเส้นหนาที่รัดเท้าขวาของเขา ค่อยๆ ไต่ขึ้นไปด้านบน

เด็กน้อยมีพละกำลังเหนือความคาดหมายของเขามาก ไม่นานนักนางก็เข้ามากอดเข่าของชางเฮ่า จากนั้นส่งเสียงเรียกดังใสออกมาอีกครั้งว่า “แม่”

มุมปากของชางเฮ่ากระตุกเกร็ง เป็นครั้งแรกที่มีเด็กน้อยไม่กลัวตายกล้ามาแสดงกิริยาไร้ความเกรงกลัวด้วยการคลานไปคลานมาบนตัวเขาเช่นนี้ เขากัดฟันสะกดไฟโทสะเต็มที่ แต่ดูท่าก้อนเนื้อตัวน้อย

ได้คืบกลับจะเอาศอก ตอนนี้นางดึงผ้าคาดเอวของเขา คลานกระดึบขึ้นมาอยู่บนหัวไหล่ของเขาเสียแล้ว

“ก้อนเนื้อ เจ้านี่ใจกล้าไม่เลว”

เหมือนกับยืนยันในคำพูดของเขาอย่างไรอย่างนั้น เด็กน้อยเริ่มเล่นเส้นผมของเขา ทั้งดึงทั้งถอน ทั้งพันทั้งลาก เล่นเสียจนสนุกสนานโดยไม่สนใจผู้เป็นเจ้าของ

จอมมารผู้อาละวาดไปทั่วแดนสวรรค์ถูกเด็กน้อยรังแกจนหมดท่า

เด็กน้อยเล่นสนุกไปอยู่พักหนึ่งพลันรู้สึกเหนื่อยล้า เอียงหัวกลมๆ พิงอยู่ข้างแก้มที่แข็งกระด้าง หัวของนางแนบกับเส้นชีพจรที่กำลังเต้นตุบๆ อยู่ข้างขมับของเขาจากนั้นก็นอนหลับไปเงียบๆ ใบหน้าที่มีเนื้อนุ่มนิ่มขยุกขยิกอยู่บนใบหน้าที่เย็นกระด้างของเขา ปากย้อยๆ ชิดอยู่กับข้างแก้มคล้ายกับจะจูบแก้มเขา ความอบอุ่นที่เกิดขึ้นทำให้ไฟโทสะของชางเฮ่าลดลงไประดับหนึ่ง

“แม่ แม่... จุ๊บจั๊บ”

ช่างเถอะ ก็แค่เด็กที่ไม่ประสาคนหนึ่ง... คำพูดปลอบใจที่เขามีให้กับตนเองยังไม่ทันจะพูดออกมาหมด ของเหลวที่มีความร้อนชื้นสายหนึ่งไหลลงมาตามหัวไหล่ มันไหลลงมาอย่างอ่อนโยน หยดแหมะๆ จนตัวของเขาเปียกไปครึ่งร่าง

นาง... นางกล้าฉี่อยู่บนไหล่...ของเขา

สองมือของชางเฮ่ากำเข้าหากันจนเป็นกำปั้น เขากัดฟันด้วยความโกรธจัด “อย่าให้ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นลูกของเซียนองค์ใดเชียวนะ ถ้าเกิดมีวันหนึ่งวันใดข้าออกจากเจดีย์แห่งนี้ได้ ข้าจะต้องเอาฉี่ม้าไปสาดที่หน้าบ้านของมันแน่”

หนูน้อยนอนหลับสนิท น้ำลายไหลย้อยลงมาดังติ๋งๆ มันไหลลงมาตามใบหน้าของชางเฮ่าจนเปรอะเปื้อน “จุ๊บจั๊บ”

ชางเฮ่าหันหน้ากลับไปมองด้วยความโกรธจัด รอจนกระทั่งอารมณ์โกรธจางหายไปแล้วเขาจึงค่อยคิดขึ้นได้ว่า ภายในเจดีย์แห่งนี้เป็นสถานที่ต้องห้ามที่พุทธองค์กำหนดขึ้น แม้แต่เง็กเซียนฮ่องเต้ก็ไม่อาจเข้ามาในนี้ได้ แล้วหนูน้อยตัวกลมๆ คนนี้...

สายตาของชางเฮ่าตกอยู่ที่ตะเกียงฉางหมิงที่พุทธองค์ได้ทิ้งเอาไว้ดวงนั้น เขาสงบสติอารมณ์ พิจารณาดูเด็กน้อยกับกลิ่นอายของตะเกียงอย่างถี่ถ้วน

ไม่นานนัก เขาแหงนหน้าหัวเราะเสียงดังขึ้นมาอย่างอดใจไว้ไม่ได้ “สวรรค์ช่วยข้าแล้ว ทำให้ตะเกียงดวงนี้ให้กำเนิดภูตตะเกียงขึ้นมา”

ตะเกียงฉางหมิงไม่มีวันดับ แต่ภูตตะเกียงมีวันตาย ถ้าหากเจ้าหนูน้อยนี่ตาย เขาก็จะมีอิสรภาพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หากเป็นเช่นนั้นเขาก็จะทำลายเจดีย์องค์นี้เสีย ต่อไปก็จะไม่มีสิ่งใดกักขังเขาได้อีก

เพียงแต่ว่าเขาจะจัดการสังหารเด็กน้อยนี่ได้อย่างไร คาถาอาคมของเขาถูกผนึกเอาไว้ ภายในเจดีย์ก็ไม่มีใครคอยให้ความช่วยเหลือ หรือว่าเขาจะต้องพูดกับเจ้าเด็กตัวกลมๆ นี้ว่า ‘เจ้าช่วยไปตายเสียทีเถอะ’

 

ชางเฮ่าคิดไปคิดมา ยังคิดไม่ออกว่าควรทำอย่างไรดี

วันเวลาผ่านเรื่อยๆ พร้อมๆ กับก้อนเนื้อตัวน้อยที่เติบโตขึ้นทุกๆ วัน

จากเด็กน้อยตัวกลมๆ นางสูดกลิ่นไอศักดิ์สิทธิ์ในเจดีย์จนร่างกายค่อยๆ เปลี่ยนแปลง กลายเป็นสาวน้อยอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี ทั้งสองคนอยู่ในเจดีย์เป็นเพื่อนกันไป ไม่ทันรู้ตัววันเวลาผ่านมาถึงสามร้อยปีเต็ม

ชางเฮ่าได้แต่คาดหวังให้นางตายอยู่ทุกๆ วัน ทว่ากลับต้องมองนางเติบโตขึ้นมาอย่างทำอะไรไม่ได้ ในตอนแรกนางเรียกเขาว่า ‘แม่’ มาตลอด ต่อมาเปลี่ยนคำเรียกเขาว่าเป็น ‘พ่อ’ ต่อมาภายหลังชางเฮ่าพูดเสียงเข้มด้วยความโมโหใส่นางว่า “ข้าไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าทั้งสิ้น”

เจ้าก้อนเนื้อเกิดความเสียใจอยู่พักใหญ่ ก่อนเอ่ยถามขึ้นว่า “แล้วท่านชื่อว่าอะไร”

“ชางเฮ่า”

“แล้วข้าชื่อว่าอะไร”

ชางเฮ่าปรายตามองใบหน้าอวบอิ่มของนางครู่หนึ่ง “เจ้าคือเสียวเฉี่ยน”

“เสียวเฉี่ยน?” ใบหน้าแดงเรื่อของนางมีรอยยิ้มแจ่มใส “ข้าชอบชื่อนี้จังเลย แต่ชื่อชางเฮ่าก็น่าฟังยิ่งนัก”

นางเป็นผู้ที่สามารถสนุกสนานครึกครื้นได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด ในเวลาสามร้อยปี นางเรียนการพูดจากคนที่พูดน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยอย่างชางเฮ่า นางมักจะมีปัญหามากมายนับไม่ถ้วนมาถามเขา เวลาเขาอารมณ์ดีก็ตอบนางไปสองประโยค เวลาอารมณ์ไม่ดีก็หลับตา แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน

หลายวันมานี้พอดีกับชางเฮ่าอารมณ์ไม่ดีอย่างที่สุด เสียวเฉี่ยนถามอะไรเขาก็ไม่ยอมตอบท่าเดียว

เสียวเฉี่ยนบ่นกระปอดกระแปด “ท่านชอบทำเป็นไม่สนใจข้าอยู่เรื่อย เสียวเฉี่ยนก็หงุดหงิดเป็นเหมือนกันนะ ข้าไม่สนใจท่านแล้ว ข้าไปแล้ว”

ชางเฮ่าหัวเราะเสียงเย็นขึ้นมา “เจ้าอยากไปก็ไปสิ” เจดีย์องค์นี้ถูกพุทธองค์ปิดผนึกอยู่ มีหรือจะออกไปได้ง่ายๆ เขา...

ยามที่เขาลืมตา ให้พอดีกับเห็นร่างของเสียวเฉี่ยนเดินผ่านประตูที่ปิดสนิทของเจดีย์ออกไปด้านนอกอย่างง่ายดาย เขาหรี่ตาลงด้วยความประหลาดใจก่อนก่นด่าอย่างแค้นเคือง “ไหนว่าทุกชีวิตมีความเท่าเทียม แบบนี้มันโกหกกันชัดๆ”

เสียวเฉี่ยนเมื่อเดินออกไปครั้งนี้ นางเดินหายไปเป็นเวลานาน ความเงียบงันภายในเจดีย์ทำให้ชางเฮ่ารู้สึกไม่เคยชินอยู่บ้าง เขาพลันคิดว่า ถ้าหากเด็กน้อยที่พูดมากน่ารำคาญคนนั้นไม่กลับมาอีก ตัวเขามิใช่ว่าถูกขังอยู่ในนี้เพียงผู้เดียวตลอดกาลหรือ ทว่าถึงนางจะกลับมาเขาก็ยังคงถูกคุมขังอยู่ในนี้... ถ้าเกิดนางออกไปข้างนอกไม่แน่ว่าอาจจะไปเจอสิ่งไม่คาดฝันแล้วตายไป หรือไม่ก็ถูกใครสังหารตาย ดังนั้นการให้เสียวเฉี่ยนออกไป ดูแล้วจะมีประโยชน์ต่อเขามากกว่า

แต่ความรู้สึกหดหู่ที่จู่ๆ เกิดขึ้นภายในใจของเขามันคืออะไรกันแน่ คล้ายกับเห็นหมูที่ตนเองเลี้ยงมาจนอ้วนพีถูกคนอื่นจูงเอาไปกินอย่างนั้น

ชางเฮ่าหลับตาลงด้วยความหงุดหงิด ช่างมันเถอะช่างมัน เขาถูกจับขังเอาไว้ในนี้ ต่อไปจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ชะตาฟ้าลิขิต

ชางเฮ่าถูกเสียงร้องไห้ฮือๆ รบกวนจนตื่น เมื่อเขาลืมตาขึ้นมามองเห็นเสียวเฉี่ยนนั่งอยู่บนพื้น ยกมือกอดหัวเข่าร้องไห้อย่างเสียใจ เขาเพ่งพินิจอีกครั้งจึงพบว่าแขนของนางมีร่องรอยถูกคนตีมา ชางเฮ่าหรี่ตาลงเล็กน้อย ถามเสียงเข้มกับนางว่า “ไปโดนใครตีมา”

เสียวเฉี่ยนร้องไห้เสียจนน้ำตาเปรอะเปื้อนใบหน้า พูดเสียงอู้อี้ว่า “ถูก... ถูกหมากัดเอา หมาที่จวนของเทพสามตาตัวนั้นดุมาก...”

จิตใจของชางเฮ่าหงุดหงิดเป็นอย่างยิ่ง คิดในใจว่านังหนูนี่รังแกข้ามาตั้งหลายปี ข้ายังไม่เคยตีนางเลยสักแปะ พวกเจ้ากลับกล้าลงมือกับนาง ไหนๆ ก็ลงมือแล้วทั้งทีก็ยังไม่ตีให้ตายอีกต่างหาก ทำให้นางวิ่งกลับมาร้องไห้ส่งเสียงน่ารำคาญแบบครึ่งๆ กลางๆ กับข้าอีกทำไม

“คนข้างนอกอัปลักษณ์จะตาย มีขนยาวๆ มีรอยย่นอยู่บนหน้าเต็มไปหมด ไม่มีใครรูปงามเหมือนท่านเลยสักคน” เสียวเฉี่ยนร้องไห้ไปพร้อมกับบ่นกระปอดกระแปดไปด้วย ชางเฮ่าได้ยินคำพูดประโยคนี้แล้ว อดยกมุมปากขึ้นน้อยๆ ไม่ได้

เสียวเฉี่ยนยังบ่นต่อไปว่า “มีแผลบนตัวนี่เจ็บจะตาย ชางเฮ่า...โซ่ทองที่ฝังอยู่บนหลังของท่านสองเส้นนั้นทำให้เจ็บหรือเปล่า ท่านเจ็บหรือเปล่า” นางโอดครวญโหยหวน ราวกับคนที่ถูกโซ่ทองแทงทะลุไหล่เป็นตัวนางเสียเอง

ชางเฮ่าได้ยินคำที่นางพูดแล้วให้เหม่อลอยไปนานครู่หนึ่ง เขาเกิดมามีร่างกายของอสูร ที่ไม่มีวันสูญสลาย ใครๆ พากันหวาดกลัวเขากันทั้งสิ้น ไหนเลยจะมีคนมาสนใจว่าเขาจะเจ็บปวดหรือไม่เกรงว่าจะมีแต่คนอยากให้เขาเจ็บจนตายไปเลยมากกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ความสุขสงบจะได้มาเยือนโลกนี้อีกครั้ง

“ข้าไม่เคยได้รับบาดเจ็บ ไม่รู้ว่าการที่เลือดไหลออกมาจะทำให้รู้สึกเจ็บขนาดนี้ ได้ยินว่าถ้าทายาจะทำให้บาดแผลหายเร็วขึ้นอีกหน่อย เสียวเฉี่ยนไปหายามาให้ท่านดีหรือไม่”

ตัวเองถูกคนอื่นทำร้ายมา แต่กลับมาคิดถึงอาการบาดเจ็บของเขา ชางเฮ่าคิดจะหัวเราะเยาะแล้วตะโกนว่าโซ่ทองที่พันธนาการร่างเขาอยู่นั้น ถ้าหากไม่เอามันออกไปบาดแผลย่อมไม่มีทางดีขึ้น จะให้ทายาก็ทาเสียของเปล่า ทว่าเมื่อเขาคิดไปคิดมา มีแผนหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเขากะทันหัน เป็นแผนที่ทำให้เขาสามารถออกจากเจดีย์องค์นี้ได้

“มีคนช่วยเอายามาให้ข้าย่อมเป็นเรื่องที่ดียิ่ง” ชางเฮ่าเอ่ยขึ้น “แต่ว่ายานั่นไม่ใช่จะเอามาได้ง่ายๆ”

เสียวเฉี่ยนเช็ดน้ำตาจนแห้งอย่างรวดเร็ว ลุกขึ้นยืนพลางถามว่า “ท่านบอกมา ข้าจะไปเอามาให้เอง”

เมื่อเห็นท่าทางของนางมุ่งมั่น ทำให้ชางเฮ่าเลิกคิ้วขึ้น “เหตุใดเจ้าจึงได้พยายามทำเพื่อข้าถึงขนาดนี้” ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ดีต่อนางเลยสักนิดเดียว

เสียวเฉี่ยนนิ่งงันไป “ก็ท่านเป็นคนที่ข้าสนิทที่สุด ไม่อย่างนั้นข้าจะยอมลงมือลงแรงเต็มที่ให้กับใครได้อีกเล่า พอข้าถูกหมากัดแล้วพวกเด็กๆ ที่มารุมดูอย่างสนุกสนานก็โบกไม้โบกมือบอกว่าจะกลับบ้าน ตอนนั้นข้าก็คิดถึงท่านขึ้นมา ท่านอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนข้ามาตลอด ท่านนับเป็นบ้านของข้า ข้าย่อมต้องดีกับท่านอยู่แล้ว”

ชางเฮ่าจ้องนางอยู่นานครึ่งอึดใจ มิได้พูดอะไร

“ชางเฮ่า ยาอยู่ที่ไหน ข้าจะไปเอามาให้”

“ที่ตำหนักสวรรค์...” เขาเริ่มต้นประโยคเอาไว้แล้วก็ชะงักนิ่งไป เป็นครั้งแรกที่คิดว่าตนเองออกจะเลวทรามไปหน่อยหรือไม่ ในตอนนั้นเองที่โซ่ทองด้านหลังเริ่มเคลื่อนไหว เมื่อถึงวันพระจันทร์เต็มดวงในแต่ละเดือน โซ่ที่ร้อยกับไหล่ของเขาจะหมุนเกลียวไปมา

สวรรค์ต้องการใช้ความเจ็บปวดที่เจ็บราวกับถูกเจาะทะลุกระดูก มาย้ำเตือนให้เขารู้ว่าตอนนี้เขามีฐานะเป็นนักโทษแห่งสวรรค์ ชางเฮ่าสะกดความเจ็บปวดระลอกแรกเอาไว้ โดยไม่สนใจว่าโซ่ทองจะหมุนวนอย่างไร เขายังพูดด้วยสีหน้าเป็นปกติว่า “ทางตะวันออกของตำหนักสวรรค์จะมีแท่นสูงๆ อยู่แท่นหนึ่ง ใต้แท่นนั้นจะมีเปลวไฟที่ลุกโชนอยู่ ยาวิเศษที่จะรักษาอาการบาดเจ็บของข้าได้อยู่ในเปลวไฟนั่นแหละ”

เสียวเฉี่ยนพยักหน้าจำคำพูดของเขาเอาไว้ นางขบคิดอยู่ครู่หนึ่งเอ่ยขึ้นอีกว่า “แต่ว่าถ้าเกิดข้าถูกไฟคลอกตายไปจะทำอย่างไร”

“เจ้าเอาเลือดข้าไปดื่มหยดหนึ่ง นับจากนี้ไปทั้งเจ้าและข้าจะสื่อใจถึงกันได้ เจ้าไปถึงไหนก็จะได้ยินเสียงข้าตลอด อีกอย่างหนึ่งเลือดของข้าสามารถยับยั้งไม่ให้ไฟนั่นมาเผาตัวเจ้าได้อีกด้วย”

เสียวเฉี่ยนพยักหน้าให้อย่างเชื่อฟัง ดื่มเลือดเขาไปหยดหนึ่ง “งั้นข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

ชางเฮ่านิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ตอนนี้ข้างนอกคงจะมืดแล้ว เจ้าอย่าเพิ่งไปเลย เอาไว้ค่อยออกไปใหม่ตอนเช้าก็แล้วกัน”

เสียวเฉี่ยนไม่สงสัยในคำพูดของเขา นั่งลงมองเขาอย่างว่าง่าย จากนั้นถามว่า “ชางเฮ่า ทำไมท่านถึงถูกจับขังอยู่ในนี้ล่ะ”

“ข้าฆ่าคน ทำบ้านเรือนพังเสียหาย เลยถูกตาแก่ขี้โกหกที่หัวตะปุ่มตะป่ำจับมาขังเอาไว้ในนี้”

“ตาแก่ขี้โกหกนั่นจะต้องเก่งมากแน่ๆ” เสียวเฉี่ยนพยักหน้าหลังจากขบคิดตาม “แล้วทำไมตอนนั้นท่านถึงต้องฆ่าคน แล้วทำลายบ้านเรือนของคนอื่นเขาด้วยล่ะ”

ชางเฮ่านิ่งขึงไปเป็นเวลานาน ที่เขานิ่งอึ้งไปเพราะว่าเขาไม่เคยคิดหาเหตุผลที่ถูกต้องสำหรับการกระทำของตนเองในอดีตได้เลย เขานิ่งเงียบไปเกือบอึดใจก่อนตอบนางไปว่า “เพราะว่า... ไม่มีอะไรทำ”

เสียวเฉี่ยนไม่รู้สึกว่าเหตุผลที่ว่านี้ มีความไม่ถูกต้องที่ตรงไหนสักแห่ง นางถามต่อไปว่า “แล้วท่านจะต้องถูกขังอยู่ในนี้อีกนานเท่าไร ถูกขังอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ไหม”

“เจ้าดูตะเกียงดวงนั้นสิ ถ้าหากไฟบนตะเกียงดับข้าก็จะออกไปได้”

เสียวเฉี่ยนจ้องตะเกียงอยู่ชั่วขณะ แต่ก็รู้สึกว่านางหาคำตอบอะไรไม่ได้อยู่ดี จึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเป็นเรื่องอื่น “แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงได้มาอยู่ที่นี่”

ชางเฮ่าหลุบตานิ่ง

เสียวเฉี่ยนโมโหจนส่งเสียงขึ้นมาอย่างน้อยใจ “ไม่สนใจข้าอีกแล้ว งั้นข้าก็ไม่สนใจท่านเหมือนกัน”

จะให้เขาตอบอย่างไร ชางเฮ่าคิด จะให้เขาบอกว่า เจ้าตายแล้วข้าจึงจะออกไปได้งั้นหรือ

ในระหว่างนั้น ชางเฮ่าเกิดนึกตำหนิตนเองที่อดีตตนเอาแต่ทำเรื่องไร้สาระ ถ้าหากไม่ถูกจับขังเอาไว้ ตอนนี้เขาคงไม่ต้องมานั่งจิตใจว้าวุ่นอยู่ตรงนี้เป็นแน่

 

เสียวเฉี่ยนออกไปจากเจดีย์อีกครั้ง ชางเฮ่าคิดว่าครั้งนี้นางคงไม่กลับมาอีกแล้ว

ความเงียบเหงาวังเวงในเจดีย์ทำให้เขาย้อนคิดไปถึงอดีตที่ผ่านมา ตัวเขาตั้งแต่ถือกำเนิดก็มีไอพิฆาตที่ดุร้ายติดตัวมาด้วย ไม่เคยมีใครกล้าบังอาจกระทำการบุ่มบ่ามต่อหน้าเขาเลย นอกจากนาง...เด็กน้อยที่คลานไปมาบนตัวเขาอย่างกำเริบเสิบสาน

หลังจากนี้ต่อไป... ก็คงจะไม่มีอีกแล้ว

ในตอนนั้นเองที่เขาเกิดวู่วามคิดจะสื่อจิตเรียกนางให้กลับมา

“ชางเฮ่า” ขณะที่เขากำลังคิด พลันได้ยินเสียงเสียวเฉี่ยนดังขึ้นในหัวเสียก่อน เสียงเรียกของนางตามมาด้วยเสียงสะอื้น “หมาของเทพสามตาตัวนั้นมาอีกแล้ว... มันคิดจะกัดข้า”

ชางเฮ่าหน้าตาเคร่งเครียด คิดถึงบาดแผลที่แขนของเสียวเฉี่ยนขึ้นมาจึงเอ่ยเสียงกระด้างตอบไปว่า “หักขามันเสีย”

“หัก... จะหักยังไง...” เสียงของเสียวเฉี่ยนสั่นระริกอย่างแรง ชางเฮ่าลืมไป นังหนูนี่โง่เขลายิ่งนัก ไม่มีพลังวิเศษในตัว อีกทั้งยังไม่เป็นอาคมเลยสักอย่าง นอกจากจะเกิดมาเพื่อถูกรังแกแล้ว นางไม่มีความสามารถอื่นอีกจริงๆ

เขาถอนหายใจ รู้สึกหนักอก ก่อนจะพูดว่า “เจ้าทำตามที่ข้าบอกแล้วกัน”

“ได้”

รอจนกระทั่งเสียวเฉี่ยนทำตามที่เขาบอกจนเสร็จสิ้นแล้ว ไม่นานนักชางเฮ่าเห็นเสียวเฉี่ยนวิ่งลนลาน หน้าตาแตกตื่นกลับมาที่เจดีย์ตามที่คาดเอาไว้

นางพูดไปหอบไป “ข้าตีไปตามที่ท่านบอก ตีไม่กี่ที หมานั่นก็ขาหักไปเสียแล้ว เทพสามตาคิดจะจับข้า เขาดุร้ายมาก... ข้าไม่กล้าออกไปไหนแล้ว”

“เคยได้ยินมาก่อน ว่าเจ้าสามตานั่นรักหมายิ่งกว่าอะไร เจ้าไปทำขาของมันหัก เขาย่อมไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่ ภายในเวลาสองสามร้อยปีหลังจากนี้เจ้าอย่าออกไปจากเจดีย์จะดีกว่า” ชางเฮ่าออกความเห็นอย่างสนุกสนาน หากทำให้เสียวเฉี่ยนร้อนใจยิ่งนัก

“แล้วแผลของท่านจะทำอย่างไร”

“ก็รอไปแล้วกัน” เขาพูดราวกับไม่ใช่เรื่องของตนเอง หากในใจรู้สึกโล่งอกอย่างน่าประหลาด

เสียวเฉี่ยนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ๆ ชางเฮ่ามองดูนางอย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนถอนหายใจ “เจ้าจะร้องไห้ทำไม”

“ข้า... เป็นคนที่ใช้ไม่ได้ อุตส่าห์บอกแล้วว่าจะไปเอายามาให้ แต่ดูสิ กลายมาเป็นแบบนี้ไปเสียได้ ความเจ็บปวดของท่านเมื่อก่อนข้าไม่รู้ก็ช่างมันเถอะ แต่ตอนนี้ข้ารู้ว่าท่านเจ็บ แล้วก็เจ็บอยู่ตลอด ข้ากลับทำอะไรไม่ได้เลย ข้ารู้สึกเสียใจมาก”

ชางเฮ่าเกิดความอุ่นร้อนขึ้นมาในใจอย่างไม่มีสาเหตุ แต่ที่มีมากกว่านั้นคือความข้องใจ “คนเจ็บไม่ได้เป็นเจ้าเสียหน่อย”

“ก็ข้าเสียใจนี่นา ข้าอยากเห็นท่านมีความสุข สามารถเคลื่อนไหวไปกับข้าได้อย่างอิสระ”

ชางเฮ่านิ่งงันไปเป็นเวลานานก่อนตอบว่า “สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ข้าสมควรคืนให้กับสวรรค์” เขาชะงักไปเล็กน้อย น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นมีความหมายที่ไม่ชัดเจน “เด็กโง่เอ๊ย อะไรเจ้าก็ไม่รู้ทั้งนั้น ถ้าหากเจ้าฉลาดกว่านี้สักหน่อย...” ถ้าหากเจ้าฉลาดกว่านี้สักหน่อยจะดีเพียงใด อย่าถูกข้าหลอกใช้แบบเต็มอกเต็มใจอย่างนี้จะได้ไหม

เพราะข้ารู้สึก... ผิด

ชางเฮ่าขู่เสียวเฉี่ยนว่าเทพสามตารอจับตัวนางอยู่นอกประตูเจดีย์ ไม่ให้นางออกไป เสียวเฉี่ยนเชื่อคำพูดของเขาโดยไม่มีข้อสงสัย ไม่กล้าเดินออกไปนอกเจดีย์แม้แต่ครึ่งก้าว

ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันในเจดีย์เหมือนที่เคยเป็นมา แต่ที่ต่างออกไปก็คือ ชางเฮ่าเป็นฝ่ายชวนเสียวเฉี่ยนคุยก่อน เล่าความเป็นมาในอดีตของเขา พูดถึงฤดูกาลทั้งสี่ที่โลกมนุษย์เบื้องล่างมี อีกทั้งทิวทัศน์ที่น่าอัศจรรย์ใจในโลกอสูรให้กับนางฟัง บางครั้งเขายังยิ้มน้อยๆ เพราะเห็นใบหน้ากลมอิ่มของเสียวเฉี่ยนดูสนอกสนใจมาก

เขาเริ่มมีความคิดว่า วันเวลาที่สุขสงบเช่นนี้ก็ไม่มีอะไรไม่ดี นอกจาก...

การลงทัณฑ์ที่ถูกเจาะกระดูกทุกคืนวันพระจันทร์เต็มดวง

คืนนี้โซ่ทองคล้ายจะขยับรุนแรงมากกว่าที่ผ่านมา ชางเฮ่าหลับตาอดกลั้นกับความเจ็บปวดอยู่เงียบๆ แต่ว่าความเจ็บครั้งนี้รุนแรงราวกับมีตัวหนอนชอนไชเข้าไปในไขกระดูก เขาพลันระลึกขึ้นได้ว่า ปีนี้เป็นปีที่ห้าร้อยที่เขาถูกจับขังอยู่ใต้เจดีย์พระธาตุองค์นี้ และเหมือนจะเป็นเวลาที่พลังแห่งฟ้าดินมีความรุ่งโรจน์มากที่สุด เป็นคืนที่จะสร้างความทรมานให้กับผู้ที่มีร่างอสูรมาแต่กำเนิดเช่นเขา

เขาเจ็บเสียจนใบหน้าซีดขาว เหงื่อไหลพรูราวกับสายฝน แม้แต่เสียงของเสียวเฉี่ยนที่อยู่ข้างๆ เขาก็เริ่มได้ยินไม่ชัดเจน

อึดใจนั้นเขามองเห็นแค่ใบหน้าที่แตกตื่นตกใจ ดวงตาแดงก่ำราวกับตากระต่าย ท่าทางที่ทำอะไรไม่ถูกของนางเป็นท่าทางที่ตื่นตระหนกราวกับฟ้าใกล้จะถล่มลงมา

“ชางเฮ่า อดทนไว้ก่อนนะ อดทนไว้ก่อน เสียวเฉี่ยนจะไปเอายามาให้ เสียวเฉี่ยนจะต้องไปเอายามาให้ได้”

ไปไม่ได้...

เขากัดกรามแน่น มิอาจเค้นเสียงให้ลอดออกมาได้

จอมมาร ชางเฮ่า (2 จบบท)

เสียวเฉี่ยนวิ่งตะลีตะลานออกไปจากเจดีย์

มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกของตำหนักสวรรค์อย่างไม่สนใจ ในยามนี้พระจันทร์บนฟ้าทั้งกลมทั้งกระจ่าง ส่องจนแดนสวรรค์สว่างเจิดจ้า เสียวเฉี่ยนวิ่งมาจนถึงทางสามแพร่งทางหนึ่งก็ไปไหนไม่ถูก พอดีเห็นนางฟ้าในอาภรณ์สีชมพูนางหนึ่งเดินมาแต่ไกลๆ นางรีบวิ่งเข้าไปหาพร้อมกับดึงชายเสื้อของอีกฝ่ายเอาไว้ “พี่นางฟ้า พี่นางฟ้า ข้าขอถามทางหน่อย คือว่า คือว่า...”

นางฟ้าหัวเราะอย่างอารมณ์ดีให้กับนาง “ข้าชื่อเย่จื่อ ไม่ต้องรีบร้อน มีอะไรค่อยๆ พูดมา”

“ข้าอยากถามว่า แท่นสูงๆ ที่อยู่สุดตะวันออกของตำหนักสวรรค์นั้นไปอย่างไร แท่นที่มีไฟลุกอยู่ตลอดเวลานั่นน่ะ”

“ที่เจ้าพูดถึงคือแท่นประหารเซียนงั้นหรือ เดินไปทางโน้น” เย่จื่อชี้ทางพลางบอกกับนาง จากนั้นมองนางด้วยสายตาประหลาดใจ “ดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้ เจ้าจะไปสถานที่ที่น่ากลัวอย่างนั้นทำไม”

“แท่นประหารเซียน?” เสียวเฉี่ยนตะลึงไปเล็กน้อย “แต่ว่าข้าจะลงไปหายาวิเศษ คนที่ข้าชอบที่สุดไม่สบาย เขาเจ็บปวดมาก ใต้ล่างนั่นมียาวิเศษที่จะช่วยเขาได้”

“เจ้าพูดล้อเล่นอะไรของเจ้า ใต้แท่นประหารเซียนเป็นสถานที่แตกดับของสรรพสิ่ง จะมียาวิเศษได้อย่างไรกัน”

มือของเสียวเฉี่ยนคลายออก นางรู้สึกงงงัน ทำอะไรไม่ถูก

เย่จื่อตบไหล่ของนางพลางพูดว่า “นี่ก็ดึกมากแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักของเจ้าเถอะ เจ้าเป็นภูตตะเกียงของท่านเซียนองค์ใด จะให้ข้าไปส่งเจ้าดีหรือไม่”

“พี่นางฟ้าว่าอะไรนะ... ภูตตะเกียง” เสียวเฉี่ยนตะลึงงัน “ข้าเป็นภูตตะเกียงอย่างนั้นหรือ ข้าเป็น... ภูตตะเกียง”

เรื่องราวมากมายร้อยเรียงเข้าหากันในเวลาอันรวดเร็ว ชางเฮ่าไม่เคยบอกประวัติความเป็นมาของนางมาก่อน เรื่องของตะเกียงฉางหมิง ยังมีเรื่องของ ‘ยาวิเศษ’ ที่อยู่ใต้แท่นประหารเซียนนั่นอีก เสียวเฉี่ยนไม่ใช่คนโง่ หากมาถึงตอนนี้แล้วนางยังไม่เข้าใจอีกล่ะก็ นางก็ไม่สมควรเป็นดวงจิตพิสุทธ์ที่ถือกำเนิดจากชั้นฟ้าแล้ว

เพียงแต่ว่านางไม่อยากจะเชื่อว่านี่เป็นความจริง ชางเฮ่าที่นางชอบที่สุดกลับกลายเป็นคนที่ต้องการให้นางตายมากที่สุด

“ภูตน้อย เจ้าพักอยู่ที่ไหน” เสียงของเย่จื่อที่ดังอยู่ข้างหูนั้นห่างไกลออกไปเรื่อยๆ เสียวเฉี่ยนตัวเซไปมาอย่างคนเหม่อลอย ในขณะที่เย่จื่อยังไม่ทันจะมีปฏิกิริยาใดๆ นางก็วิ่งหายไป เส้นทางที่วิ่งไปยังคงเป็นทิศตะวันออกเช่นเดิม

ตอนนี้เป็นเวลารุ่งสาง การหมุนของโซ่ทองเริ่มช้าลงไปเรื่อยๆ สติสัมปชัญญะของชางเฮ่าเริ่มแจ่มชัดขึ้น เขามองไปรอบห้อง ไม่เห็นแม้แต่เงาของเสียวเฉี่ยน ความกระวนกระวายใจพาดผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว มันมาพร้อมกับความตื่นตระหนก เขาส่งจิตร้องเรียกเสียวเฉี่ยนอยู่หลายครั้ง

มีแต่ความเงียบงันเป็นเวลานาน ก่อนจะมีเสียงตอบเบาๆ ของเสียวเฉี่ยนกลับมา ชางเฮ่าบันดาลโทสะขึ้นมาทันที “เจ้าอยู่ที่ไหน”

“ชางเฮ่า...” เสียงของนางฟังแล้วคล้ายคนเหม่อลอย แฝงด้วยเสียงสะอื้นอยู่ลึกๆ “ท่านถูกขังอยู่ที่นั่นนานแค่ไหนแล้ว โซ่ทองสองเส้นจะต้องทำให้ท่านเจ็บมากแน่ๆ ข้า...”

ได้ยินเสียงนางร้องไห้ หัวคิ้วชางเฮ่าพันเข้าหากันแน่น น้ำเสียงที่เอ่ยฟังแล้วไม่อ่อนโยน “ข้าเจ็บไม่เจ็บไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า กลับมาเดี๋ยวนี้”

“ชางเฮ่า เสียวเฉี่ยนสงสารท่าน ข้ารู้วิธีที่จะปล่อยท่านออกจากเจดีย์ได้แล้ว”

“เจ้าอยู่ที่ไหน” เสียงของชางเฮ่าเริ่มแหบพร่า ความรู้สึกกระวนกระวายใจเพิ่มระดับมากขึ้นจนทำให้เขาต้องกำมือเข้าหากันแน่น

“แท่นประหารเซียน”

ชางเฮ่านิ่งงันไปเป็นเวลานาน ในเมื่อเสียวเฉี่ยนสามารถพูดชื่อ ‘แท่นประหารเซียน’ ออกมาได้ แสดงว่านางจะต้องรู้เรื่องราวทั้งหมดดีแล้ว เขาถอนหายใจพลางหลับตาลง “เจ้า...”

เจ้ากลับมาเถอะ ทว่า... คำพูดนี้มิได้ถูกเปล่งออกไป

เสียวเฉี่ยนเอ่ยขึ้นว่า “ชางเฮ่า มันไม่เคยมียาวิเศษอยู่เลย ไม่มีอาคมที่ช่วยไม่ให้ถูกไฟไหม้ตัวด้วย ท่านแค่คิด ท่านแค่คิดจะหลอกให้ข้ากระโดดลงไปที่แท่นประหารเซียน ให้ข้ามอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน”

เสียวเฉี่ยนมิใช่ภูตน้อยที่มีนิสัยเข้มแข็งแต่อย่างใด เมื่อพูดประโยคนี้จบแล้วนางร้องไห้โฮ “ชางเฮ่า ท่านไม่ชอบข้า คิดจะฆ่าข้า” เสียงของนางสะอึกสะอื้นมากขึ้น ตอนนี้คิดว่านางคงจะร้องไห้จนน้ำตานองหน้าไปหมดแล้ว

ชางเฮ่าขมวดคิ้วตอบไปว่า “เจ้าอยู่ที่นั่น พูดจาเหลวไหลอะไรกัน”

เสียวเฉี่ยนตัดบทคำพูดของเขาเสียก่อนด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่า “แต่ว่าข้าชอบท่านนะ คนที่ข้าชอบที่สุดก็คือท่าน ท่านพูดกับข้าดีๆ ก็ได้นี่ ข้าไม่มีทางไม่ทำให้หรอก...”

ได้ยินน้ำเสียงที่คล้ายตัดสินใจเด็ดขาดของนาง ทำให้ชางเฮ่าตาแดงก่ำด้วยความร้อนใจ “เสียวเฉี่ยน ถ้าเจ้ากล้าทำอะไรโดยพลการ...”

“ชางเฮ่า ข้าไม่ทำให้ท่านเสียแผนหรอกน่า”

พูดจบ คาถาสื่อจิตพลันถูกตัดขาด ชางเฮ่ารู้สึกใจหายจนเหลือเพียงความว่างเปล่า หันหน้าไปดูตะเกียงฉางหมิงที่วางอยู่บนพื้น เปลวไฟที่ไม่เคยดับสลายพุ่งขึ้นสูงวูบหนึ่ง จากนั้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นควันสีเทาสายหนึ่ง

ตะเกียง....ดับลงแล้ว

เจดีย์ที่กักขังเขามานานนับร้อยปีเริ่มสั่นไหวขึ้นมาอย่างช้าๆ โซ่ทองที่เจาะทะลุหัวไหล่กับโซ่เหล็กที่ล่ามแขนขาทั้งสี่เริ่มหลุดออกจากกัน เดิมทีควรจะมีเสียงดังอื้ออึงจากรอบด้าน หากข้างหูของเขากลับมีแค่ความเงียบงัน เขาจ้องตะเกียงที่ดับสนิทลงดวงนั้นเขม็ง คล้ายกับได้ยินเสียงอ่อนๆ ของเสียวเฉี่ยนพูดกับเขาข้างๆ หูว่า “ท่านอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนข้ามาตลอด ท่านก็เป็นบ้านของข้า”

เด็กโง่...

เจ้าต่างหากที่อยู่เป็นเพื่อนข้า

เพราะเป็นร่างกายอสูรทำให้บาดแผลบนตัวของเขาสมานติดกันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ไม่มีสิ่งพันธนาการ ไม่มีผนึกของเจดีย์ ทำให้พลังวิเศษในตัวของเขากลับคืนสู่สภาพเดิม เขาเดินช้าๆ ไปยังตะเกียงฉางหมิง หยิบมันขึ้นมากอดเอาไว้อย่างทะนุถนอม

สายตาของชางเฮ่าเปล่งประกายวาบ เจดีย์ทั้งองค์พังทลายลงในพริบตา

 

เรื่องที่จอมมารชางเฮ่าทำลายเจดีย์ออกมาได้ สร้างความแตกตื่นหวาดกลัวไปทั่วแดนสวรรค์

ในขณะที่เหล่าทวยเทพยังมิได้เตรียมตัวรับการโจมตีที่จะเกิดขึ้น เงาดำทะมึนร่างนั้นกลับกระโดดลงไปใต้แท่นประหารเซียนเสียก่อน สร้างความตะลึงงันให้กับเหล่าทวยเทพ

เขาถูกคุมขังมานานหลายร้อยปี บัดนี้สามารถหนีรอดออกมาจากเจดีย์ได้ แต่ชางเฮ่ากลับคิดฆ่าตัวตาย

ใต้แท่นประหารเซียนเป็นสถานที่แตกดับของสรรพสิ่ง ถึงแม้จะมีร่างกายที่เป็นอมตะ ไม่ตายไม่สูญสลาย เป็นจอมอสูรเช่นเขาก็มิอาจเอาตัวรอดออกมาได้โดยไม่เป็นอะไร คิดไม่ถึงว่าเมื่อทวยเทพทั้งหลายรุดมายังแท่นประหารเซียน กลับเห็นร่างที่เต็มไปด้วยเลือดของชางเฮ่าปีนขึ้นมาจากเบื้องล่างอีกครั้ง

พุทธองค์จากชมพูทวีปลอยตัว นั่งอยู่กลางอากาศ มองไปยังจอมอสูรด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยเมตตา

เลือดบนตัวชางเฮ่าไหลนองบนพื้น เลือดออกมากเสียจนรวมกันเป็นแอ่งเลือดแอ่งหนึ่ง เขาวางตะเกียงที่เป็นสีขมุกขมัวลงบนพื้น เอ่ยเสียงอ่อนระโหยไร้เรี่ยวแรงว่า “ท่านเป็นพุทธองค์มิใช่หรือ ข้าชิงเอาดวงจิตของนางกลับมาได้ ช่วยชีวิตนางด้วย”

พุทธองค์มองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนา แต่สิ่งที่เปล่งออกมากลับเป็น “ถ้าหากข้าไม่ช่วย แล้วเจ้าจะทำอย่างไรได้”

ทำอย่างไร เขาจะทำอย่างไรได้ ชางเฮ่ารู้ดีแก่ใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ว่าตอนนี้ไม่ว่าเขาจะฆ่าใครก็ไร้ประโยชน์ เสียวเฉี่ยนกลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้ว นางกลายเป็นเถ้าธุลีก็เพราะเขา ทั้งหมดเป็นความผิดของเขา

เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังเงียบงันของจอมอสูรผู้เคยอาละวาดสร้างความเดือดร้อนให้กับสวรรค์ในอดีต พุทธองค์ตรัสขึ้นในที่สุดว่า “อมิตาพุทธ ชางเฮ่า เจ้าเกิดมาเป็นอสูร มีจิตใจที่เหี้ยมโหดอำมหิต นิสัยมุทะลุดุดัน อีกทั้งยังเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด ถ้าหากเจ้ามิได้พบพานเหตุการณ์ในครั้งนี้ มีหรือที่เจ้าจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดจนบาดลึกถึงกระดูก มีหรือที่เจ้าจะสำนึกผิดในสิ่งที่เคยทำมา ตอนนั้นเพียงแค่ความสนุกชั่วครู่ของเจ้าได้ทำลายสรรพชีวิตจนสูญสลายไปนับหมื่น เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเขาที่เสียชีวิตล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์เช่นเดียวกับภูตตะเกียง บัดนี้เจ้าสำนึกผิดหรือยัง”

ใบหน้าของชางเฮ่าแนบอยู่กับพื้นเย็นเฉียบของแท่นประหารเซียน เขาลูบตะเกียงฉางหมิงไปมา พยักหน้าให้อย่างยากลำบาก

สำนึกผิด เขาทั้งเจ็บปวดทั้งรู้สึกผิดยิ่งนัก

พุทธองค์ยิ้มให้เขาน้อยๆ “พุทธะย่อมมีเมตตา เห็นแก่ภูตตะเกียงฉางหมิงที่ไม่เคยทำบาปกรรมใดๆ อีกทั้งยังมีจิตใจงดงามบริสุทธิ์ ข้าจะบันดาลให้ตะเกียงฉางหมิงกลายเป็นร่างที่มีเลือดเนื้อให้กับนาง ชางเฮ่าเจ้าจงนำดวงจิตของนางเข้าสู่กายเนื้อ แต่ว่าการที่นางจะฟื้นขึ้นมาได้หรือไม่นั้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเจ้า”

พูดจบ พุทธองค์โบกมือเบาๆ ตะเกียงฉางหมิงดวงนั้นกลายเป็นร่างเด็กทารกที่มีหน้าตาดุจเดียวกับเสียวเฉี่ยนที่ชางเฮ่าพบในครั้งแรก เพียงแต่ว่าตอนนั้นเสียวเฉี่ยนกลิ้งไปมาบนพื้นอย่างสนุกสนาน อีกทั้งยังคลานไปบนตัวเขาโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด มิหนำซ้ำนางยังส่งเสียงอ้อแอ้เรียกเขาว่าแม่

ชางเฮ่าสะกดความเจ็บปวดแสนสาหัสราวกับเนื้อที่หน้าอกจะแยกออกจากกัน ค่อยๆ จับดวงจิตของเสียวเฉี่ยนที่อยู่ในฝ่ามือใส่เข้าร่างของทารกช้าๆ รอจนนานกว่าอึดใจ เด็กน้อยยังไม่มีทีท่าจะเคลื่อนไหวแต่อย่างใด

“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้”

“อมิตาพุทธ ดูท่าภูตตะเกียงตนนี้จะเกิดความคับแค้นใจ ไม่ต้องการฟื้นขึ้นมาแล้วกระมัง”

ไม่ต้องการฟื้นขึ้นมา ชางเฮ่ามองเสียวเฉี่ยนอยู่เป็นเวลานาน คิดไปพร้อมกับหัวเราะเสียงขื่น นังหนูผู้นี้นอกจากโง่เขลาแล้วยังรู้จักเคียดแค้นข้าอีก คาดว่าในพริบตาที่กระโดดลงใต้แท่นประหารเซียนคงจะเกิดความเจ็บแค้นอย่างที่สุดกระมัง เขาถามเสียงต่ำๆ ว่า “แล้วจะทำอย่างไรให้นางไม่มีความคับแค้นใจ”

พุทธองค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “โลกมนุษย์มีคนอยู่ผู้หนึ่ง นามว่าไป๋เจี้ย บางทีนางอาจจะช่วยเจ้าได้”

ชางเฮ่าอุ้มเสียวเฉี่ยนขึ้นมา รอยเลือดที่ฝ่าเท้าประทับเป็นทาง มุ่งหน้าไปยังประตูสวรรค์ เขาทิ้งคำสัญญาที่แหบพร่ากับกับแผ่นหลังอันเดียวดายให้กับเหล่าทวยเทพทั้งหลาย “บุญคุณในครั้งนี้ข้าขอให้สัญญาว่า นับจากนี้เป็นต้นไป ข้า...ชางเฮ่าจะไม่ทำร้ายชีวิตผู้ใดอีกแม้แต่ชีวิตเดียว”

จอมอสูรผู้มีร่างที่เป็นอมตะ ทวยเทพทั้งหลายสามารถได้ยินคำมั่นเช่นนี้จากเขา ทำให้ผู้ฟังรู้สึกคลายความวิตกไปมาก

ชางเฮ่ามิใช่ผู้ที่เป็นภัยคุกคามสามโลกอีกต่อไป

เสียวเฉี่ยนยังคงไม่ฟื้นขึ้นมา แต่ร่างกายของนางเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ชางเฮ่าค้นพบว่า ที่แท้แล้วรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างที่นางเติบโตถูกจดจำอยู่ในใจเขาทุกๆ ภาพ

ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาตามหาไป๋เจี้ยอยู่บนโลกมนุษย์มานานเท่าไร ตอนนี้ร่างกายของเสียวเฉี่ยนเติบโตขึ้นมาเป็นเช่นเดียวกับร่างที่นางกระโดดลงไปใต้แท่นประหารเซียน ชางเฮ่าเกิดกระวนกระวายและหวาดวิตกขึ้นมาทีละน้อย ถ้าหากเขาหาคนที่มีนามว่าไป๋เจี้ยคนนั้นไม่เจอไปตลอดกาล ถ้าหากเสียวเฉี่ยนจะไม่ฟื้นขึ้นมาเลยตลอดไป...

ต้นท้อในฤดูใบไม้ผลิออกดอกสะพรั่ง ชางเฮ่าแบกร่างเสียวเฉี่ยนเดินไปตามตรอกเล็กๆ ที่มีดอกไม้ร่วงหล่นไปเป็นทาง พอดีผ่านหน้าประตูบ้านเก่าหลังหนึ่ง ได้ยินเสียงคนด้านในแว่วออกมา “ข้ามีนามว่าไป๋เจี้ย มารับสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของเจ้า”

ชางเฮ่าตะลึงงัน จากนั้นผลักประตูก้าวเข้าไปในบ้านเก่าหลังนั้น ยินเสียงหญิงชราที่แผ่วเบา ไร้เรี่ยวแรงดังขึ้นภายในห้อง ไม่นานจากนั้น ไป๋เจี้ยก้าวข้ามประตูออกมา

สายตาของชางเฮ่าจ้องไปที่ตัวนาง ยามที่เขาเห็นพู่กันที่นางถือในมือ ชางเฮ่าตัวแข็งทื่อขึ้นมาเล็กน้อย ถ้าหากเขาดูไม่ผิด นั่นจะต้องเป็นสิ่งของของโลกอสูร ถ้าคนที่ไม่ใช่คนในโลกอสูรมีสิ่งของของโลกอสูรในมือ ความเป็นไปได้เพียงประการเดียวก็คือ... นางจะต้องทำการแลกเปลี่ยนบางสิ่งกับเจ้าของพู่กันนี้

ทว่าเจ้าหัวโล้นที่ไม่เคยพูดปดคนนั้นให้เขามาหานาง คิดว่าคงไม่มีทางเป็นเรื่องเท็จไปได้

ไป๋เจี้ยพินิจร่างคนสองคนในสวนหน้าบ้านครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด “เป็นครั้งแรกที่มีคนมาตามหาข้า”

ชางเฮ่าจ้องไป๋เจี้ยนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง อุ้มตัวเสียวเฉี่ยนที่แบกอยู่ด้านหลังมาไว้ด้านหน้า “ข้าต้องการให้เจ้าดึงสิ่งที่ติดค้างในใจของนางออกไป”

ไป๋เจี้ยมองเขาเงียบๆ อีกครู่หนึ่ง “ผู้ใดบอกกับเจ้าว่าข้าสามารถนำสิ่งติดค้างในใจออกไปได้”

“พุทธองค์”

ไป๋เจี้ยนิ่งงัน

“ทำไม เจ้าไม่ยินดีช่วยข้างั้นหรือ” ชางเฮ่าหรี่ดวงตาลงเล็กน้อย ไอสังหารกระจายออกมาจากร่าง จนครอบคลุมบ้านหลังเล็กนี้ไว้จนหมดสิ้น

“ข้าไม่ต้องการถามความสมัครใจของเจ้า ธุระในวันนี้เจ้าอยากช่วยก็ต้องช่วย ไม่อยากช่วยก็ต้องช่วย”

“เจ้าคิดมากไปแล้ว” ไป๋เจี้ยไม่สนใจไอสังหารที่คละคลุ้งของเขา กลับเลือกมาหยุดเบื้องหน้าท่าทางสงบนิ่ง “การช่วยเจ้าก็เท่ากับเป็นการช่วยตัวข้าเอง ขอเพียงเจ้ามีสิ่งที่ข้าต้องการ ไม่มีทางที่ข้าจะไม่รับมันไว้”

พู่กันของนางแตะเข้าที่ระหว่างคิ้วของเสียวเฉี่ยน พร้อมกับเจ้าของเริ่มท่องอาคม ปลายพู่กันค่อยๆ ค้นหา จนพบสิ่งที่ยึดติดอยู่ในใจของเสียวเฉี่ยน

เมื่อชางเฮ่าเห็นตามนั้น ไอสังหารรุนแรงที่กระจายอยู่รอบตัวจางหายไป “เจ้าไม่ใช่คนไร้เหตุผล”

ปลายพู่กันยังแตะอยู่ที่หน้าผากของเสียวเฉี่ยน ไป๋เจี้ยเอ่ยขึ้น “มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เจ้าจะต้องรับรู้เอาไว้”

“มีเรื่องอันใด”

“ความยึดติดที่อยู่ในใจของนางนั้นเกี่ยวข้องกับเจ้า เมื่อข้ารับสิ่งนี้ไปแล้ว นางจะไม่เคียดแค้นเสียใจ แต่ก็จะไม่รักเจ้าอีกต่อไป นางจะลืมเรื่องราวที่เคยผ่านมา สำหรับนางแล้ว นี่เป็นชีวิตใหม่ของนาง และในชีวิตนี้ของนางไม่มีเจ้าอยู่อีกต่อไป เจ้าเป็นคนมาหาข้าเอง หากตอนนี้เจ้าไม่คิดให้ข้ารับความยึดติดของนางไป ข้าก็จะไม่ทำในเรื่องที่ฝืนใจผู้อื่น”

จู่ๆ ชางเฮ่าเปล่งเสียงหัวเราะ “ข้ามีเวลาชั่วนิรันดร์ที่จะเข้าสู่ชีวิตของนาง นางลืมข้าไปครั้งหนึ่งข้าก็จะทำให้นางจำขึ้นมาได้ครั้งหนึ่ง ลืมสองครั้งข้าก็จะทำให้นางจำให้ได้อีกสองครั้ง จนกระทั่งถึงเวลาที่นางไม่อาจลืม”

ปลายพู่กันเปล่งประกายสว่างวาบ ไป๋เจี้ยดึงมันกลับมา “เจ้าเองก็ไม่ใช่จะไร้เหตุผล”

 

เสียวเฉี่ยนฟื้นแล้ว

และนางกลายเป็นเช่นเดียวกับที่ไป๋เจี้ยได้บอกเอาไว้ ลืมเรื่องราวที่ผ่านมาจนหมดสิ้น นางเบิกดวงตากลมโตถามเขาว่า “ชางเฮ่า เจ้าเป็นพ่อของข้างั้นหรือ ทำไมถึงได้ดีกับข้าเช่นนี้”

เขาเช็ดเศษผลไม้เชื่อมที่ติดปากนางด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย พลางตอบไปว่า “ข้าเป็นสามีต่างหาก”

“แล้วทำไมข้าจึงจำสามีไม่ได้”

“แล้วตอนนี้เจ้าจำข้าได้หรือยัง”

“จำได้”

“ถ้าอย่างนั้นก็พอแล้ว” ชางเฮ่าก้มศีรษะลงจูบริมฝีปากของนาง รสหวานของผลไม้เชื่อมแตะถูกปลายประสาทสัมผัสรสของเขา “เรื่องในอดีตนั้นไม่สำคัญ ขอแค่ให้เจ้าจำเอาไว้ว่า ข้าชอบเจ้า เจ้าชอบข้าก็เพียงพอแล้ว”

เสียวเฉี่ยนกะพริบตาปริบๆ ย้อนถามด้วยความประหลาดใจว่า “แต่ทำไมข้าถึงมักจะรู้สึกว่าท่านไม่ได้ชอบข้าล่ะ”

“ข้าชอบเจ้า” เขาพร่ำบอกอยู่ข้างหูนางซ้ำไปซ้ำมา รอบแล้วรอบเล่า คล้ายกับชดเชยให้กับวันเวลาที่เขาไม่เคยได้พูดออกไปในตอนนั้น ซ้ำยังคล้ายกับต้องการให้เสียวเฉี่ยนจดจำคำพูดประโยคนี้เอาไว้ในใจอย่างลึกซึ้ง ไม่มีทางลืมเลือนตลอดไป

เสียวเฉี่ยนมีความสนใจใคร่รู้ในโลกมนุษย์ที่รุ่งโรจน์งดงามใบนี้ยิ่งนัก ชางเฮ่าพานางเดินทางท่องเที่ยวไปทั่ว เดินๆ หยุดๆ อดีตที่ผ่านมาระหว่างอยู่ในเจดีย์พระธาตุ เสียวเฉี่ยนเป็นฝ่ายที่ช่างพูดมากกว่าชางเฮ่า แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นชางเฮ่าที่คอยจูงมือเสียวเฉี่ยนให้เดินทางผ่านฤดูกาลทั้งสี่ที่นางไม่เคยได้พบพานมาก่อน เล่าเรื่องราวประหลาดมหัศจรรย์ที่นางไม่เคยได้ยินให้ฟัง และไม่ว่าจะอยู่ใต้เจดีย์อันเงียบเหงา หรือจะเป็นโลกมนุษย์ที่วุ่นวายสับสน ชางเฮ่าสามารถทำให้ตนเองเป็นคนสำคัญเพียงคนเดียวของเสียวเฉี่ยนได้สำเร็จ

คนที่มีอยู่เพียงคนเดียว

ฝนตกหนักในฤดูร้อนวันหนึ่ง เสียวเฉี่ยนนั่งรออยู่บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมอย่างกระวนกระวาย นางเดินไปเดินมาแถวหน้าต่าง แต่ว่ารอมานานแล้ว ก็ยังไม่เห็นเงาของชางเฮ่าเลยสักนิด

นางร้อนใจเสียจนดวงตาแดงก่ำ สุดท้ายจึงหยิบร่มคันหนึ่ง วิ่งออกไปกลางสายฝนโดยไม่อาจทนรอต่อไปได้อีก นางเดินไปบนถนนที่ปูด้วยหินเขียวพร้อมกับตะโกนร้องเรียกชื่อของชางเฮ่า สายฝนที่ตกหนัก กระเซ็นจนรองเท้าเปียกชุ่ม ลมแรงพัดเส้นผมของนางรุ่ยร่าย

หากเสียวเฉี่ยนยกชายกระโปรงขึ้นก็รวบเส้นผมไม่ได้ ถ้าหากนางเลือกจะรวบเส้นผมก็ยกกกระโปรงขึ้นไม่ได้ สุดท้ายนางก็เกิดความโมโห โยนร่มกระดาษคันนั้นทิ้งไปอย่างไม่ไยดี นางหาตัวชางเฮ่าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็หยุดร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง เดินตามหาเสียจนครึ่งตำบล ร่างกายเปียกปอนไปหมด

ขณะที่เดินขึ้นบันได เท้านางเกิดลื่นเสียหลักจนหัวเข่าครูดกับพื้นเป็นแผล นางมองซ้ายมองขวา กลับไม่เห็นเงาของชางเฮ่า นางทั้งร้องทั้งตะโกนอยู่กลางสายฝนราวกับเป็นเด็กเล็กๆ

เสียงถอนหายใจดังขึ้นที่ด้านหลัง มือที่แข็งแกร่งข้างหนึ่งดึงตัวนางเข้าสู่อ้อมกอดอบอุ่นที่นางคุ้นเคย

ยามที่เสียวเฉี่ยนรู้สึกตัวอีกครั้ง นางเห็นใบหน้าของชางเฮ่า จึงรีบซุกหน้าเข้ากับอ้อมอกของเขา ซุกไปซุกมาจนหน้าอกของเชาเปียกชุ่มไปด้วยน้ำมูกน้ำตาที่ไหลพรากของนาง ชางเฮ่าลูบศีรษะของเสียวเฉี่ยนเบาๆ น้ำเสียงของเขาสั่นระริกขึ้นอย่างไร้สาเหตุ “ถ้ากลัวขนาดนี้ ก็อย่าได้ลืมอีก ต่อไปอย่าได้ลืมข้าอีก”

คิดไปแล้ว การที่ถูกผู้อื่นลืมนั้น ไม่ว่าจะปกปิดหรือซุกซ่อนไว้อย่างไร สุดท้ายแล้วยังคงมีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่ในซอกใจอยู่ดี

หลังจากฝนตกหนักผ่านไปแล้ว เสียวเฉี่ยนไม่สบาย นางเป็นไข้จนหน้าตาแดงก่ำ มองชางเฮ่าแล้วพูดพร่ำอย่างสับสน ประเดี๋ยวเรียกเขาว่าแม่ ประเดี๋ยวพูดกับเขาว่าจุ๊บจุ๊บ ชางเฮ่ากำลังขบคิดว่าควรจะพาตัวเสียวเฉี่ยนกลับไปแดนสวรรค์ สั่งให้เทพโอสถทำการรักษาอาการป่วยให้กับนางสักครั้งจะดีหรือไม่ คิดไม่ถึงว่าหลังจากนั้นสามวัน อาการป่วยของเสียวเฉี่ยนก็หายดี

ชางเฮ่าลูบศีรษะของนางพลางพูดว่า “ครั้งหน้าถ้าหากข้าหายไป เจ้าจะออกไปตามหาอย่างนั้นอีกหรือไม่”

เสียวเฉี่ยนจ้องเขาเงียบๆ ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ชางเฮ่าขมวดคิ้วน้อยๆ ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน เสียวเฉี่ยนพยักหน้าให้อย่างว่าง่าย “ยังต้องตามหา” นางพูดออกมาด้วยท่าทางจริงจัง ดวงตาไม่ว่างเปล่าอย่างที่เคยเป็นมา มันมีสิ่งที่ลึกล้ำกว่าซ่อนอยู่ภายใน

ชางเฮ่ามองจนเกือบเข้าสู่ภวังค์

ในชั่วขณะนั้นเองที่ชางเฮ่าเกือบจะคิดไปว่า เสียวเฉี่ยนนึกถึงเรื่องในอดีตขึ้นมาได้บ้าง แต่หลังจากนั้นนางหัวเราะด้วยน้ำเสียงสดใส ราวกับท้องฟ้าที่ไร้พยับหมอกเช่นเดียวกับอดีตที่เคยเป็นมา “ชางเฮ่า แล้วต่อไปเราจะไปเที่ยวที่ไหนกันอีก”

“เจ้าอยากจะไปที่ไหน”

“ทะเลทราย หลายวันก่อนได้ยินคนท่องอะไรนะว่า อาทิตย์ตกน้ำดวงกลมๆ ทะเลทรายมีควันลอยเป็นสาย ข้าอยากจะไปดูสักหน่อย”

ชางเฮ่าหัวเราะ “จูบข้าก่อน แล้วข้าจะพาเจ้าไป”

เสียวเฉี่ยนกะพริบตาปริบๆ จากนั้นสะบัดผ้าห่มออก “ชางเฮ่า เขาว่ากันว่าระหว่างสามีภรรยามีเรื่องที่ใกล้ชิดกันมากกว่านี้ ข้าก็...นอนรออยู่แล้ว” นางจ้องชางเฮ่าตาไม่กะพริบ ทำให้จอมอสูรอย่างเขาถึงกับต้องหรี่ตาลงน้อยๆ

ชางเฮ่าถอนหายใจ ดึงผ้าห่มมาคลุมตัวเสียวเฉี่ยนจนมิดชิด เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าเพิ่งจะหายจากอาการป่วย พวกเราชะลอเรื่องนี้ไว้ก่อนข้าจะไปเก็บข้าวของ”

ประตูห้องของโรงเตี๊ยมถูกปิดเข้าหากันเบาๆ รอยยิ้มลำพองใจพาดผ่านดวงตาของเสียวเฉี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

อันที่จริงอดีตของนางหวนคืนมาได้สักพักแล้ว แต่ก็เป็นเหมือนที่ชางเฮ่าเคยพูดเอาไว้ เรื่องราวที่ผ่านมานั้นไม่สำคัญ ตอนนี้สิ่งที่นางจำเป็นต้องรู้ก็คือ เขาชอบนาง และนางก็ชอบเขา

นั่นก็เพียงพอแล้ว!