ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ต้นตำนานอาภรณ์จักรพรรดิ 蜀锦人家 (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
สมัยราชวงศ์ถังเป็นยุคที่ผ้าไหมมีค่ามากกว่าทอง ใครมีความสามารถในการผสมสีย้อม และออกแบบลายผ้า คือบุคคลที่ใต้หล้าช่วงชิงกันมากที่สุด! ทว่าน่าเสียดาย เด็กสาวที่เติบโตมาพร้อมกับอัจฉริยะภาพด้านการผสมสีอย่าง ‘จี้อิงอิง' กลับไม่ได้รับโอกาสได้ต่อยอดสิ่งที่นับเป็นพรสวรรค์อันล้ำเลิศของตน นางเป็นบุตรสาวของโรงย้อมผ้าเล็กๆที่แสนจะเคร่งครัดในระเบียบประเพณี โรงย้อมผ้าที่สืบทอดสูตรลับของผ้าไหมหายากสีหนึ่งมานานนับร้อยปี จากรุ่นสู่รุ่น จากบุตรชายสู่บุตรชาย กฏของบ้านมีอยู่ว่า สูตรลับร้อยปีนี้จะสืบทอดเฉพาะทายาทชายเท่านั้น มิยอมให้ตกแก่บุตรสาว เพราะบุตรสาวเป็นเพียงคนนอกที่วันหนึ่งต้องแต่งออก สูตรลับร้อยปีนี้สามารถส่งต่อไปยังสะใภ้ได้แต่ไม่อาจถ่ายทอดให้แก่ลูกเขย เพราะลูกเขยเป็นเพียงคนนอกที่ถูกแต่งเข้า ดังนั้น นางจึงถูกห้ามเรียนรู้ รับรู้ หรือแม้กระทั่งก้าวเท้าเข้าไปในโรงทอผ้าของตระกูลตัวเอง! แต่ชะตาของคนเรา ฟ้าลิขิตเอาไว้แล้ว เพชรก็คือเพชร ต่อให้เอาโคลนทั้งหีบมาสาดใส่ ก็ยังเปล่งประกายเจิดจ้าอยู่วันยังค่ำ ใต้หล้านี้จะหาใครมากลบรัศมีของเพชรแท้ได้หรอกหรือ?

บทนำ

Author: Zhuang Zhuang
Chinese edition copyright Zhuang Zhuang
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., ltd
ALL RIGHTS RESERVED

----------------------------------------------------

สมัยราชวงศ์ถัง เป็นยุคที่ผ้าไหมมีค่ามากกว่าทอง

ใครมีความสามารถในการผสมสีย้อม และออกแบบลายผ้า คือบุคคลที่ใต้หล้าช่วงชิงกันมากที่สุด!

ทว่าน่าเสียดาย เด็กสาวที่เติบโตมาพร้อมกับอัจฉริยะภาพด้านการผสมสีอย่าง ‘จี้อิงอิง' กลับไม่ได้รับโอกาสได้ต่อยอดสิ่งที่นับเป็นพรสวรรค์อันล้ำเลิศของตน นางเป็นบุตรสาวของโรงย้อมผ้าเล็กๆที่แสนจะเคร่งครัดในระเบียบประเพณี โรงย้อมผ้าที่สืบทอดสูตรลับของผ้าไหมหายากสีหนึ่งมานานนับร้อยปี

จากรุ่นสู่รุ่น จากบุตรชายสู่บุตรชาย...

กฏของบ้านมีอยู่ว่า สูตรลับร้อยปีนี้จะสืบทอดเฉพาะทายาทชายเท่านั้น มิยอมให้ตกแก่บุตรสาว เพราะบุตรสาวเป็นเพียงคนนอกที่วันหนึ่งต้องแต่งออก  

สูตรลับร้อยปีนี้สามารถส่งต่อไปยังสะใภ้ได้แต่ไม่อาจถ่ายทอดให้แก่ลูกเขย เพราะลูกเขยเป็นเพียงคนนอกที่ถูกแต่งเข้า

ดังนั้น นางจึงถูกห้ามเรียนรู้ รับรู้ หรือแม้กระทั่งก้าวเท้าเข้าไปในโรงทอผ้าของตระกูลตัวเอง!

แต่ชะตาของคนเรา ฟ้าลิขิตเอาไว้แล้ว

เพชรก็คือเพชร ต่อให้เอาโคลนทั้งหีบมาสาดใส่ ก็ยังเปล่งประกายเจิดจ้าอยู่วันยังค่ำ ใต้หล้านี้จะหาใครมากลบรัศมีของเพชรแท้ได้หรอกหรือ?

สารบัญ

1.1 สองไม้เสี่ยงทาย

 ช่วงฤดูคิมหันต์ฟ้าสางเร็วเป็นพิเศษ

ตะวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า เมฆสีอุ่นนวลลอยล่อง

ประตูด้านหลังของโรงย้อมไหมฮวานฮวาแง้มเปิด เด็กสาวผมแกละกว่าสิบคนเดินหัวเราะเบิกบานไปยังริมคลอง

เมื่อถึงริมคลองฮวานฮวา เหล่าสาวน้อยก็นำเส้นไหมย้อมสีออกจากตะกร้า จับคู่สองคนช่วยกันสะบัดไหมให้คลายออก แล้วนำไปล้างในลำคลอง

เหล่าสาวใช้จากโรงย้อมไหมฮวานฮวาล้วนอยู่ในวัยแรกแย้ม ทุกนางร่าเริงสดใสน่าเอ็นดู เสียงหัวเราะครื้นเครงราวกับนกน้อยขับขานในยามเช้า ให้ความรู้สึกสดชื่นแจ่มใส

พื้นหญ้าริมคลองเขียวขจี ดอกพุดตานแย้มกลีบบานสะพรั่ง เส้นไหมหลากสีไหลล่องไปตามสายน้ำ ย้อมกระแสธารใสให้สะท้อนสีสันงดงามดุจแพรไหมชั้นดี

แต่แล้วก็มีคนหนึ่งตาไว เหลือบไปเห็นเพื่อนที่ยืนอยู่ท้ายแถวกำลังสางเส้นไหมอยู่เพียงลำพังอย่างบากบั่น จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ลุ่ยเอ๋อ เหตุใดเจ้าถึงยืนอยู่เพียงลำพังเล่า”

ลุ่ยเอ๋อตอบเสียงขุ่น “วันนี้คุณหนูให้เซียงเอ๋อไปไหว้พระกับนางน่ะสิ”

บรรดาสาวน้อยส่งเสียงเซ็งแซ่ รู้สึกริษยาในความโชคดีของเซียงเอ๋อ ต่างพูดคุยถึงอาหารเจรสชาติเยี่ยมของวัดจูหลิน

จื่อเอ๋อสะบัดเส้นไหมลงน้ำเต็มแรง บ่นด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว “ทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก คุณหนูก็เรียกหาแต่เซียงเอ๋อ นางซื่อบื้อออกปานนั้น พูดจาอะไรไม่เข้าหูสักคำ ทำไมถึงได้ต้องตาคุณหนูนักนะ”

เส้นไหมเหวี่ยงตัวลงคลองตามแรงสะบัดของจื่อเอ๋อ จนน้ำกระเซ็นไปโดนตัวลุ่ยเอ๋อเข้าอย่างจัง ลุ่ยเอ๋อต้องล้างไหมตะกร้าใหญ่เพียงลำพังก็หงุดหงิดใจมากแล้ว พอถูกน้ำกระเซ็นโดนจนเนื้อตัวเปียกปอนก็ถึงกับระเบิดโทสะออกมา ลุ่ยเอ๋อตรงเข้าผลักจื่อเอ๋อจนล้มลงก้นจ้ำเบ้า นางยืนกอดอกยิ้มเยาะ “แน่จริงก็ให้คุณหนูพาเจ้าไปด้วยสิ อย่าเก่งแต่ปากดีใส่ข้า”

จื่อเอ๋อตกน้ำจนเนื้อตัวเปียกปอน ทั้งอับอายและโมโหจึงร้องไห้สะอึกสะอื้นพร้อมกับโถมตัวเข้าใส่ลุ่ยเอ๋อ

ทั้งสองฉุดกระชากลากตีกันอยู่กลางคลองจนเด็กสาวที่เหลือตื่นตกใจ รีบวางงานในมือเข้ามาห้ามปราม ยื้อกันไปดึงกันมา เส้นไหมมัดที่ลุ่ยเอ๋อกำลังล้างอยู่นั้นกลับถูกน้ำซัดลอยไปไกล ยังดีที่ลุ่ยเอ๋อหูตาว่องไว นางเพ่งมองเส้นไหมที่ค่อยๆ คลายตัวไหลไปตามสายน้ำ ร้องอุทานในใจว่าคราวนี้ตนต้องชดใช้เงินจำนวนมากเป็นแน่ ลุ่ยเอ๋อรีบแหวกกลุ่มเด็กสาวที่เข้ามาห้าม แล้วลากตัวจื่อเอ๋อออกมา นางตะโกนสั่งทั้งน้ำตาว่า “เจ้าไปเก็บไหมมาคืนข้าเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นข้าจะตีเจ้าให้ตาย”

“พวกเจ้าอยากตายใช่หรือไม่”

แม่จี้ผู้ดูแลเด็กสาวกลุ่มนี้คาดไม่ถึงเลยว่า เพียงแค่ตนมาถึงคลองฮวานฮวาช้าไปไม่กี่อึดใจ เด็กสาวเหล่านี้กลับก่อเรื่องขึ้นมาได้ นางคว้าไม้ปั่นผ้าแล้วพุ่งร่างอวบท้วมเข้าไปหา

แม่จี้จัดการหิ้วตัวเด็กสาวทั้งสองขึ้นมาบนฝั่ง แต่ละนางต่างอยู่ในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเปียกชุ่มแนบกาย คนที่เหลือพากันกลับไปทำงานของตนเงียบๆ พร้อมกับเงี่ยหูรอฟังแม่จี้อาละวาด

ลำแขนอ้วนล่ำของแม่จี้ไม่เคยปรานีใคร ไม้ปั่นผ้าขนาดเท่าท่อนแขนหวดลงบนสะโพกของเด็กสาวทั้งสองสุดกำลัง

ด้วยแรงหวดเพียงครั้ง ก็ทำให้เด็กสาวทั้งสองที่คุกเข่าอยู่ต้องทรุดลงไปร้องไห้คร่ำครวญกับพื้น

“แม่จี้ ข้าผิดไปแล้ว”

“แม่จี้ ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว”

จื่อเอ๋อ ลุ่ยเอ๋อร้องไห้วิงวอน แม่จี้โบยสะโพกเด็กสาวทั้งสองไปคนละสามครั้งจึงยอมหยุด แล้วชี้หน้าสั่งสอน “แบบนี้หรือจะให้คุณหนูพาออกไปข้างนอก เก่งแต่จะชิงดีชิงเด่น ฉลาดได้ครึ่งหนึ่งของเซียงเอ๋อหรือไม่”

จื่อเอ๋อเม้มปากแน่น นึกโกรธเคืองเซียงเอ๋อยิ่งขึ้น จึงพรั่งพรูออกมาว่า “คุณหนูชอบที่เซียงเอ๋อฉลาดเสียเมื่อไร ความจริงคุณหนูหลบคุณนายไปหาวัสดุมาย้อมไหม นางเห็นว่าเซียงเอ๋อใจเสาะไม่กล้าแพร่งพรายความลับของนางต่างหากเล่า”

แม่จี้หัวใจหล่นวูบ “อะไรนะ คุณหนูแอบเข้าห้องย้อมไหมอีกแล้วรึ หน็อยแน่ พวกเจ้าช่วยกันปกปิดเรื่องนี้เพื่อเอาใจคุณหนูใช่หรือไม่”

เมื่อเทียบกับการทะเลาะกันจนทำเส้นไหมมัดหนึ่งสูญหายแล้ว การปล่อยให้คุณหนูเข้าไปในห้องย้อมย่อมทำให้คุณนายโมโหได้มากกว่า จื่อเอ๋อกับลุ่ยเอ๋อกลัวจนตัวสั่น ลุ่ยเอ๋อหัวไวจึงรีบเอ่ยแทรก “เซียงเอ๋อเป็นคนพาคุณหนูออกไปเจ้าค่ะ”

จื่อเอ๋อได้ยินก็กล่าวเสริมทันที “เพราะอย่างนี้คุณหนูก็เลยพาเซียงเอ๋อออกไปด้วยทุกครั้งเจ้าค่ะ”

แม่จี้สนใจแผนการของเด็กสาวเหล่านี้เสียที่ไหน นางเป็นสาวใช้คนสนิทของคุณนายจี้ มีความจงรักภักดีต่อตระกูลจี้มาโดยตลอด เมื่อทราบข่าวว่าคุณหนูแอบเข้าไปในห้องย้อมไหมอีกแล้ว ก็ไม่รอช้า รีบหิ้วปีกเด็กสาวราวกับหอบลูกไก่สองตัววิ่งรุดกลับบ้านทันที

แม่จี้จากไปยังไม่พ้นสายตา บรรดาสาวใช้ริมน้ำก็กลับมาเริงร่าอีกครั้ง ต่างคนต่างลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนู “ข้าขอพนันด้วยเงินสิบอีแปะ ครั้งนี้คุณหนูต้องถูกขังอยู่ในห้องโถงอย่างน้อยสามวัน”

“แต่ข้าพนันว่าคุณนายจะทำโทษโดยการให้คุณหนูปักผ้าเช็ดหน้าสิบผืน พร้อมกักบริเวณอีกหนึ่งเดือน”

หงเอ๋อซึ่งเป็นพี่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มเอ่ยปราม “ยังจะมัวซุบซิบกันอยู่อีก ตอนนี้ขาดคนไปตั้งสามชีวิต งานเพิ่มขึ้นอีกสองตะกร้า ขืนล้างเสร็จไม่ทันยามเจ็ด* ได้อดข้าวกันหมดทุกคนแน่”

เด็กสาวคนอื่นๆ ได้ฟังดังนั้นก็แยกย้ายกันกลับไปทำงานแต่โดยดี แต่ปากก็ยังอดบ่นถึงจื่อเอ๋อและลุ่ยเอ๋อที่หาเรื่องมาให้พวกตนมิได้

 

เจ้าของโรงย้อมไหมฮวานฮวาแห่งนี้แซ่จี้

ภายในเมืองยี่โจวแห่งนี้ ไหมสู่หงซือ** และไหมฮวานฮวาซือ*** ของตระกูลจี้นั้นยากจะหาผู้ใดเทียบ ไหมสู่หงซือใช้สำหรับทอผ้าไหมบรรณาการ จึงเป็นที่ต้องการอย่างมาก เสียดายที่ตระกูลจี้มีลูกหลานน้อย เมื่อสืบทอดมาถึงรุ่นปัจจุบัน ลูกหลานในตระกูลก็เหลือเพียงชายหนึ่งหญิงหนึ่งเท่านั้น เถ้าแก่จี้และคุณนายรักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งนัก เถ้าแก่จี้หวงแหนภรรยาเป็นอย่างมาก แม้จะรู้ว่าการมีบุตรชายเพียงคนเดียวจะมิอาจขยายวงศ์ตระกูลให้ยิ่งใหญ่ได้ แต่ก็ยืนกรานว่าจะไม่รับอนุภรรยา

เดิมทีครอบครัวเล็กๆ นี้ก็อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข แต่แล้วโชคชะตากลับเล่นตลก ให้เถ้าแก่จี้ผู้มีอายุยังไม่ทันจะล่วงเข้าสู่เลขสาม ต้องมาจากครอบครัวที่รักยิ่งไปด้วยโรคไข้หวัด ทิ้งคุณนายจี้ผู้หัวใจสลายให้อยู่กับลูกทั้งสองที่ยังเยาว์วัย

สมัยราชวงศ์ถัง บ้านเมืองค่อนข้างเปิดกว้าง อนุญาตให้หญิงหม้ายสามารถแต่งงานใหม่ได้ ตอนที่เถ้าแก่จี้จากไปนั้นคุณนายจี้มีอายุเพียงยี่สิบสี่ปี รูปโฉมงดงามตรึงใจ อีกทั้งมีกิจการโรงย้อมไหมใหญ่โตขึ้นชื่อในเมืองยี่โจว ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด นางเป็นผู้ครอบครองสูตรลับการย้อมสีไหมที่สืบทอดมานับร้อยปีของตระกูลจี้ ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่คุณนายจี้ครบกำหนดไว้ทุกข์ให้สามี ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างก็วนเวียนเข้ามาเยี่ยมเยือนทุกวันจนทางเท้าหน้าบ้านตระกูลจี้ยุบลงไปเกือบสองชุ่น*

สูตรลับในการย้อมไหมของตระกูลจี้สืบทอดเฉพาะลูกชายมิให้ตกแก่ลูกสาว สามารถส่งต่อไปยังสะใภ้ได้แต่ไม่ถ่ายทอดให้แก่ลูกเขย

หากว่าคุณนายจี้แต่งงานใหม่ โรงย้อมไหมฮวานฮวาและสูตรลับประจำตระกูลก็จะตกเป็นของตระกูลอื่น คุณนายจี้จึงทำใจแข็งไม่ยอมแต่งงานใหม่แต่ทุ่มเทกายใจให้แก่ตระกูลจี้และลูกชายเพียงคนเดียวของนาง

เนื่องด้วยคุณนายจี้ต้องดูแลบ้านเพียงลำพัง โรงย้อมไหมแห่งนี้จึงมีขนาดไม่ใหญ่นัก บรรดาบ่าวรับใช้ก็มีเท่าที่จำเป็น คุณนายจี้ดูแลจัดการทุกอย่างทั้งในและนอกบ้านอย่างราบรื่น

จี้ฟุ คือบ่าวผู้ทำหน้าที่ขับรถม้าส่งของ มีแม่จี้เป็นภรรยา

แม่จี้คอยดูแลคนงานในห้องย้อมไหมจำนวนสิบห้าชีวิต และสาวใช้อีกกว่าสิบนาง

นอกจากแม่จี้แล้ว ยังมีสาวใช้ประจำตัวที่ติดตามคุณนายจี้มาตั้งแต่เมื่อครั้งออกเรือนอีกสามคน แม่หลี่ปฏิญาณตนแล้วว่าชาตินี้จะครองตัวเป็นโสดเพื่ออยู่รับใช้คุณนายจี้ มีหน้าที่ดูแลบัญชีรายรับรายจ่าย แม่เถียนดูแลห้องครัวและอาหารการกินของผู้คนในบ้าน แต่งงานกับเถียนกุ้ย--ยามประจำบ้าน แม่อู๋มีหน้าที่ดูแลสาวใช้ภายในบ้าน และยังเป็นแม่นมของคุณหนูจี้อิงอิงและคุณชายจี้เหย้าถิง แต่งงานกับจี้กุ้ย--ผู้ดูแลห้องย้อมซึ่งเป็นน้องชายของจี้ฟุนั่นเอง

เพราะได้บ่าวรับใช้ที่รู้งานเหล่านี้ คุณนายจี้จึงสามารถดูแลกิจการโรงย้อมไหมฮวานฮวาได้อย่างเป็นระบบระเบียบ ในแต่ละวันคุณนายจี้ต้องเจรจาการค้ากับผู้คนมากมาย และยังต้องบริหารจัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมดตั้งแต่กิจการโรงย้อมไหมไปจนถึงรายรับรายจ่ายภายในบ้าน คุณหนูจี้อิงอิงเห็นผู้เป็นแม่ตรากตรำมาตั้งแต่เยาว์วัย จึงเริ่มช่วยงานที่บ้านนับแต่อายุได้สิบขวบ สาวใช้ประจำตัวของจี้อิงอิงมีนามว่าหลิงเอ๋อ คุณนายจี้เป็นผู้ถือสัญญาว่าจ้างของหลิงเอ๋อ คุณนายว่าอย่างไรย่อมต้องว่าตามกัน ดังนั้น จี้อิงอิงขยับตัวทำอะไรย่อมหนีไม่พ้นสายตาของมารดา

หากแต่จี้อิงอิงมิได้ไว้ใจสาวใช้ประจำตัวคนนี้ พอสบโอกาสก็จะให้หลิงเอ๋อออกไปทำธุระโน่นนี่นอกบ้านแทนตน เมื่อสลัดหลิงเอ๋อพ้นแล้วจึงพาเซียงเอ๋อผู้ว่าง่ายและเชื่อฟังติดสอยห้อยตามไปยังที่ต่างๆ แทน

ต่อให้คุณนายจี้มักจะคอยสืบสวนทวนความจากจื่อเอ๋อและลุ่ยเอ๋ออยู่บ่อยครั้ง ว่าบุตรสาวหายไปไหน แต่ทางด้านจี้อิงอิงนี้ก็เปรียบเสมือนนกน้อยที่ปีกกล้าขาแข็ง พาเซียงเอ๋อคู่ใจออกจากตัวเมือง เล็ดลอดสายตามารดาไปได้ทุกครั้ง

เสียงกีบเท้าม้าและเสียงล้อรถบดพื้นถนนดังเป็นระยะ รถม้าค่อยๆ เคลื่อนที่ไปตามเส้นทาง ต้นข้าวในไร่นาสองฟากฝั่งทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้าครามสดใส สีเหลืองอร่ามของดอกผักกาดก้านขาวที่ปลูกไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์แซมอยู่ท่ามกลางทุ่งเขียวขจี ดูโดดเด่น สะดุดตา

จี้อิงอิงมองทิวทัศน์ด้วยจิตใจเลื่อนลอย พลันบังเกิดแนวคิดใหม่ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง “อาจี้ ท่านว่าน้ำยางจากต้นข้าวจะเขียวสดอย่างที่ตาเราเห็นหรือไม่ แล้วกลีบดอกผักกาดก้านขาวเหล่านี้เล่า หากคั้นออกมาจะได้สีเหลืองนวลไหม”

คนขับรถม้าก็คือจี้ฟุ บ่าวประจำบ้านผู้ซื่อสัตย์ที่ดูแลตระกูลจี้มานานหลายชั่วอายุคน จี้ฟุใจดี อีกทั้งยังเอ็นดูคุณหนูเล็กผู้นี้เป็นพิเศษมาแต่ไหนแต่ไร เขามองดูทัศนียภาพอันงดงามด้วยใบหน้าอิ่มเอม หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าน้อยก็ไม่ทราบ คุณหนูของอาจี้ฉลาดหลักแหลม ถ้าอยากรู้ก็ต้อง... ฮ่าๆ”

ถ้าอยากรู้ก็ต้องลองดู จี้ฟุหยุดคำพูดของตนไว้ได้ทัน สูตรลับในการย้อมไหมของตระกูลจี้ห้ามมิให้สืบทอดแก่บุตรสาว ตัวเขาเป็นเพียงบ่าวรับใช้ภายในบ้าน กล้าดีอย่างไรถึงจะยุยงให้คุณหนูทำผิดกฎ เขาได้แต่หัวเราะเบาๆ กลบเกลื่อนเท่านั้น

จี้อิงอิงคิดในใจว่า หากแม้พี่ชายคิดได้เช่นข้า ท่านแม่ก็คงจะปลื้มใจไม่น้อย แต่ฝันไปเถิดว่าจะห้ามข้ามิให้เรียนวิชาย้อมไหม จี้อิงอิงชอบทำอะไรขัดใจผู้เป็นมารดามาโดยตลอด และแล้ว ความคิดอันบรรเจิดก็แล่นเข้ามาในหัว “ท่านแม่บังคับให้พี่เหย้าถิงเรียนย้อมไหม ท่องตำราย้อมสีอยู่ทุกวัน เอาไว้ข้าแอบบอกให้ท่านพี่ทดลองแล้วรอฟังผลก็สิ้นเรื่อง”

จี้ฟุหัวเราะชอบใจ “ก็ไม่เลว”

เซียงเอ๋อยิ้มบางๆ ตามไปด้วย

เซียงเอ๋อและจี้ฟุต่างก็รู้ดีแก่ใจ ตระกูลจี้มีเพียงคุณชายเหย้าถิงคอยสืบสกุล ทว่าคุณชายใหญ่กลับหัวดีได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคุณหนูเล็ก

ปีนี้คุณหนูก็จะมีอายุครบสิบหกแล้ว ถึงเวลาต้องออกเรือนไปอยู่บ้านอื่น หากคุณหนูรู้สูตรลับประจำตระกูล วิชาย้อมไหมย่อมตกทอดไปยังบ้านตระกูลอื่น ด้วยเหตุนี้ คุณนายจึงไม่อนุญาตให้คุณหนูเข้าใกล้ห้องย้อมเป็นอันขาด

จี้อิงอิงกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น นางรู้เพียงว่าตนชื่นชอบการย้อมไหมมาแต่ไหนแต่ไร ชอบนำแร่หินและพืชพันธุ์ต่างๆ มาผสมกันจนเกิดเป็นสีสันสวยงามตามใจปรารถนา ทุกครั้งที่นางมองดูเส้นไหมสีสดเหล่านั้นพลิ้วไหวในสายลม จี้อิงอิงจะรู้สึกอิ่มเอมตามไปด้วย มารดาห้ามนางเรียนแต่จี้อิงอิงกลับมีพรสวรรค์ เข้าใจได้เองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องมีใครสอน

หากท่านแม่รู้ว่าเส้นไหมที่พี่เหย้าถิงย้อมในช่วงนี้เป็นฝีมือของข้าแล้วละก็ จะต้องไปร้องไห้เสียใจต่อหน้าป้ายวิญญาณของท่านพ่ออีกเป็นแน่

แต่จะโทษข้าได้อย่างไร สีเหลืองที่พี่เหย้าถิงย้อมออกมาหม่นหมองราวกับมูลสุนัขแห้ง แต่ข้ากลับย้อมได้สีเหลืองอำพัน เฮ้อ ถ้าสามารถสลับร่างกับท่านพี่ได้ก็คงดี ขนาดข้ายอมสัญญาว่าจะไม่ย้อมไหมให้บ้านอื่นเป็นอันขาด ถึงขั้นสาบานว่าจะไม่แตะต้องสูตรลับในการย้อมไหมสู่หงซือของตระกูล ท่านแม่ก็ไม่อนุญาตอยู่ดี

ห้ามนักรึ ข้าจะต้องเรียนให้ได้! เมื่อคิดดังนั้น จี้อิงอิงพลันรู้สึกฮึกเหิม

ทั้งสามเดินทางเป็นเวลาหนึ่งชั่วยามก็มาถึงวัดจูหลิน

จี้อิงอิงกระโดดลงจากรถม้า ส่งเงินให้จี้ฟุสามอีแปะแล้วกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “อาจี้ดื่มชาแก้กระหายรอข้าอยู่ตรงนี้นะ ข้าพาเซียงเอ๋อไปไหว้พระในวัด ประเดี๋ยวพวกเรากินอาหารเจที่วัดเสร็จแล้วค่อยกลับบ้าน”

เช่นเคย จี้ฟุมิได้สงสัยใดๆ รับเงินแล้วก็ไปนั่งจิบชารออยู่ในโรงน้ำชาหน้าวัด

จี้อิงอิงยิ้มเจ้าเล่ห์ พาเซียงเอ๋อเดินขึ้นเนินเขาไป

1.2 สองไม้เสี่ยงทาย

วัดจูหลินตั้งอยู่บนเนินเล็กๆ หน้าภูเขา

มีป่าไผ่งอกงามขึ้นอยู่ด้านหน้าเป็นเอกลักษณ์ พื้นที่วัดมีขนาดไม่ใหญ่นักเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าไม่ต่างจากวัดทั่วไป พอก้าวผ่านประตูก็จะเจอทางเข้าห้องไหว้พระสามแห่ง สองฝั่งซ้ายขวาเป็นโรงเจ ห้องเก็บฟืน และห้องอื่นๆ

เมื่อออกจากประตูด้านหลังของวัดจะมีทางคดเคี้ยวเล็กๆ สายหนึ่งทอดยาวสู่กลางป่าบนภูเขาหลังวัด ระหว่างทางเต็มไปด้วยหญ้าเชี่ยน ต้นมะพลับ ต้นตงชิง และพืชพันธุ์อื่นๆ ที่สามารถนำมาย้อมไหมได้ สำหรับจี้อิงอิงที่แม้แต่ดอกผักกาดก้านขาวยังคิดจะนำมาเป็นสีย้อมแล้ว นับประสาอะไรกับสวรรค์ของแมกไม้บนขุนเขาแห่งนี้ ทุกครั้งที่มาไหว้พระ ณ วัดจูหลิน นางจะต้องแอบหนีออกไปทางประตูด้านหลัง ตระเวนหาพืชพันธุ์และแร่ธาตุชนิดใหม่ๆ บนภูเขา

การเสี่ยงทายที่วัดจูหลินแม่นยำมาก ผู้คนจึงเดินทางมาแก้บนยังวัดอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ห้องโถงเล็กๆ แห่งนี้จึงเต็มไปด้วยผ้าสีแดงที่ผู้คนนำมาผูกไว้

ปีนี้จี้เหย้าถิงจะมีอายุครบสิบเจ็ด เมื่อเดือนที่แล้วก็เพิ่งหมั้นหมายกับซื่อเหนียง--บุตรสาวของเศรษฐีจาง ซื่อเหนียงจะแต่งเข้าตระกูลจี้ช่วงสิ้นปี ก่อนหน้านี้คุณนายจี้ได้ขอพรไว้ที่วัดจูหลิน เมื่อได้ลูกสะใภ้น่าเอ็นดูสมใจย่อมปลาบปลื้มไม่น้อย เสียดายก็แต่ช่วงนี้กิจการที่ร้านขายดีเป็นเทน้ำเทท่า คุณนายจี้ยุ่งจนไม่มีเวลาไปวัดด้วยตนเอง จึงสั่งให้บุตรสาวมาเป็นตัวแทนผูกผ้าแดงแก้บน

ทันทีที่เดินมาถึงหน้าประตู จี้อิงอิงก็เหลียวหลังมองรถม้าของที่บ้านอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าว่างเปล่าจึงมั่นใจว่าจี้ฟุต้องเข้าไปในโรงน้ำชาแล้วเป็นแน่ นางก้าวพ้นประตูวัดได้ก็รีบสั่งเซียงเอ๋อทันที “ฝากเจ้าไปผูกผ้าแดงแก้บนและจุดธูปไหว้พระแทนข้าที เอาเงินนี่ไปบริจาคข้างในอีกห้าสิบอีแปะนะ”

เซียงเอ๋อมีนิสัยอ่อนน้อม ไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่ง ได้แต่ก้มหน้าดึงชายเสื้อของจี้อิงอิงเบาๆ ไม่ยอมปล่อย

“เอาเถิด ข้ารู้แล้ว ประเดี๋ยวก็ต้องรออาจี้มากินอาหารเจที่วัดอยู่ดี ข้าจะรีบไปรีบกลับ” จี้อิงอิงแกะมือเซียงเอ๋อแล้ววิ่งฉิวออกไปโดยไม่ลืมหันมาตะโกนทิ้งท้าย “ถ้าอาจี้ถามหา ก็บอกว่าข้าไปเข้าส้วมนะ”

เป็นสาวเป็นนาง ตะโกนคำว่าส้วมเสียงดังเช่นนี้มีอย่างที่ไหน ผู้คนในวัดได้ยินดังนั้นก็หัวเราะพรืดออกมา ยังดีที่บ้านเมืองแคว้นสู่เปิดกว้าง หญิงสาวในยุคสมัยนี้มักมีนิสัยห้าวหาญตรงไปตรงมา ผู้คนจึงเห็นเป็นเพียงเรื่องขบขัน ไม่อย่างนั้น ชื่อเสียงของสาวน้อยคงกระฉ่อนไป

ทั่วเมือง กลับเป็นเซียงเอ๋อที่รู้สึกอายแทบแทรกแผ่นดิน รีบหิ้วตะกร้าหลบหน้าผู้คนเข้าไปใต้ชายคาของอาราม

จี้อิงอิงมุ่งหน้าสู่ป่าหลังวัดด้วยความเร่งรีบ เมื่อถึงที่หมายก็ชะลอฝีเท้าลง เหลียวซ้ายแลขวา ชะเง้อหาใครบางคน

ภายในเมืองยี่โจวนี้ แทบทุกครัวเรือนดำเนินกิจการอันเกี่ยวข้องกับการทอผ้าไหม ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ยี่โจวก็ได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองแห่งไหมทองคำ ตระกูลจ้าวซึ่งตั้งอยู่ในละแวกซานต้าวเยี่ยนเช่นเดียวกับตระกูลจี้เป็นตระกูลที่ขึ้นชื่อเรื่องทอผ้า ตระกูลจ้าวเข้าร่วมประกวดผ้าไหมทุกปี เพื่อชิงตำแหน่ง ‘ราชาแห่งไหม’ ตระกูลจ้าวเป็นลูกค้าประจำของโรงย้อมไหมฮวานฮวา จี้อิงอิงและจ้าวซิวหยวน--คุณชายรองตระกูลจ้าวเติบโตด้วยกันมาตั้งแต่เยาว์วัย ทั้งสองต่างมีใจให้กัน

เมื่อทั้งคู่เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสาว การไปมาหาสู่บ่อยครั้งย่อมกลายเป็นเรื่องไม่สะดวก แต่สิ่งใดจะต้านทานแรงผลักดันของหนุ่มสาวแรกรุ่นได้ บ้านของทั้งสองตั้งอยู่ไม่ไกลจากกันนัก แค่ปีนขึ้นชั้นดาดฟ้าของบ้านตระกูลจ้าวก็จะมองเห็นระเบียงหน้าห้องนอนของจี้อิงอิงแล้ว หากจี้อิงอิงวางกระถางต้นโพผัน*ไว้ที่ระเบียงหน้าห้องของตน วันรุ่งขึ้นจ้าวซิวหยวนก็จะมาพบนางในป่าด้านหลังวัดจูหลิน ทั้งสองคนลอบนัดหมายกันเช่นนี้มิใช่หนแรก

จี้อิงอิงเหลือบเห็นชายหนุ่มในอาภรณ์ตัวยาวเนื้อดีสีน้ำตาลอ่อนโผล่ออกมาจากหลังต้นไม้ หญิงสาวยิ้มกริ่ม เหลียวซ้ายแลขวา เด็ดดอกหญ้าข้างกายมาถือไว้ในมือ มีหนอนสีน้ำตาลตัวอ้วนความยาวเกือบคืบกำลังคลานอยู่บนดอกหญ้า จี้อิงอิงค่อยๆ ย่องเข้าไปด้านหลังต้นไม้ แล้วยื่นดอกหญ้าออกมาตรงหน้าอย่างรวดเร็ว รอฟังเสียงร้องโวยวายด้วยความตกใจของจ้าวซิวหยวนอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

ทันใดนั้น แขนเรียวเล็กกลับถูกอีกคนคว้าเอาไว้ ท่อนแขนแกร่งกำยำนั้นดึงนางเข้าหาแผ่นอกกว้างอย่างไม่ให้ตั้งตัว หญิงสาวซวนเซไปตามแรงฉุด พลันซุกใบหน้าลงไปโดยไม่แม้แต่จะลืมตามอง สองมือโอบรอบลำตัวอีกฝ่ายไว้แล้วกระซิบเสียงขุ่น “บ้าจริงเชียว ทำเอาข้าตกอกตกใจหมด เหตุใดเจ้าไม่กลัวหนอนเล่า”

หยางจิ้งยวนยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเพื่อมิให้ถูกตัวนาง เขาก้มมองสาวน้อยที่กำลังซุกซบอกตนอย่างขบขัน “แม่นาง โถมตัวเข้าหาบุรุษเช่นนี้จะดีหรือ”

ไม่ใช่พี่ซิวหยวนหรอกรึ! จี้อิงอิงตระหนกจนหัวใจเกือบหยุดเต้น หญิงสาวผลักชายตรงหน้าออกห่างสุดแรงขณะแสร้งเป็นคนตาบอด นางยื่นมือโบกไปมากลางอากาศแล้วร้องว่า “เจ้ามิใช่พี่ชายของข้านี่นา ท่านพี่ ท่านอยู่ที่ใด”

หากข้าโถมตัวเข้าหาพี่ชายแท้ๆ ของตน คนผู้นี้ก็คงไม่คิดว่าข้าเป็นผู้หญิงไม่ดี

ยามนี้จี้อิงอิงอายจนแทบแทรกแผ่นดิน แต่ก็ต้องฝืนเล่นละครต่อ

แสดงได้ดียิ่ง หึๆ หยางจิ้งยวนจ้องมองใบหน้าแดงก่ำของหญิงสาว นางคงคิดว่าข้าจะตาบอดเหมือนกันสินะ

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาถึงรู้สึกอยากหยอกเย้าแม่สาวตรงหน้านี้อีกสักหน่อย ชายหนุ่มก้มลงเก็บดอกหญ้าที่ยังมีหนอนเกาะอยู่ แล้วยกมือขึ้นขวางจี้อิงอิง พลางกล่าวว่า “พุทโธ่ ข้าเข้าใจผิดไปหรือนี่ ที่แท้แม่นางตาบอดก็กำลังตามหาคนของตนอยู่นี่เอง”

เจ้าสิตาบอด จู่ๆ ก็ฉุดกระชากคนแปลกหน้าเข้ามากอดเช่นนี้ ไร้ยางอายที่สุด จี้อิงอิงลอบก่นด่าในใจ หนอนตัวอวบค่อยๆ ขยับเข้าใกล้จมูกนางมากขึ้นทุกขณะ ใกล้เสียจนหญิงสาวสามารถมองเห็นเส้นขนสีน้ำตาลที่กำลังขยับขึ้นลงตามการเคลื่อนไหวของเจ้าหนอนอย่างชัดเจน

จี้อิงอิงไม่กลัวหนอน แต่ก็ไม่ชอบให้มันสัมผัสใบหน้า ดวงตาคู่งามเบิกกว้าง สองมือกำแน่น หากเขาบังอาจนำหนอนมาแตะต้องใบหน้าของนางแล้วละก็ นางจะต่อยหน้าเขาให้จำตัวเองไม่ได้เสียเลย

ยังไม่ยอมจำนนรึ?

หยางจิ้งยวนนึกสนุก เขาก้มตัวลงจ้องเข้าไปในดวงตาของจี้อิงอิง ใกล้เสียจนมองเห็นเงาของตนที่สะท้อนกลับมาจากดวงตาสุกใสกลมโตคู่นั้น จมูกได้รูปขยับเบาๆ ด้วยความตระหนก กลิ่นดอกท้อหอมจรุงจากกายนางลอยมาเตะจมูก ทำให้เขาเผลอใจลอยไปชั่วขณะ

หยางจิ้งยวนยืดตัวขึ้นสลัดความเก้อกระดาก เห็นจี้อิงอิงยังคงเบิกตากว้างไม่ยอมกะพริบ แสร้งเป็นคนตาบอดอยู่เช่นนั้น ราวกับว่าให้ตายก็ไม่ยอมรับผิด ยิ่งกระตุ้นความอยากเอาชนะของเขาขึ้นมาอีก หยางจิ้งยวนยกดอกหญ้าขึ้นเหนือศีรษะ แล้วพึมพำกับตัวเองว่า “ถ้ามีหนอนตกใส่ผมจะรู้สึกอย่างไรนะ”

นี่เอาจริงหรือ?

จี้อิงอิงมิอาจอดกลั้นได้อีกต่อไป รีบขยับศีรษะหนีพลางถอยออกมาด้านข้างอย่างรวดเร็ว ชี้นิ้วใส่หยางจิ้งยวน แล้วก่นด่า “เหตุใดเจ้าต้องทำลับๆ ล่อๆ อยู่หลังต้นไม้นั่นจนทำให้ข้าทักคนผิด ทั้งยังขู่ว่าจะเอาหนอนมาใส่ไว้ในผมข้า ช่างไม่เป็นลูกผู้ชายเสียเลย ข้าก็แค่ทักผิดคนเท่านั้น กลับมาตำหนิว่าข้าโถมตัวเข้าหาผู้ชาย ข้ารึอุตส่าห์แก้ไขสถานการณ์มิให้เจ้าต้องลำบากใจ แต่เจ้ายังจะเปิดโปงข้าให้ได้ อย่าคิดว่าตัวเองมีเงินสวมเสื้อผ้าหรูหราหน้าตาดีแล้วจะกลั่นแกล้งเด็กสาวกลางวันแสกๆ ได้นะ เจ้าคนดีแต่เปลือก”

หยางจิ้งยวนรับรู้แค่เพียงว่า ริมฝีบางคู่นั้นขยับรวดเร็วไม่หยุด ชายหนุ่มโยนดอกหญ้าทิ้งไปด้านข้าง รอนางพูดจบก็เอามือไพล่หลังแล้วถามว่า “พูดจบแล้วใช่หรือไม่”

“อยากฟังต่อไหมเล่า” จี้อิงอิงก็ไม่ยอมแพ้ เท้าสะเอวจ้องอีกฝ่ายตาเขม็ง

อารมณ์เบื่อหน่ายของหยางจิ้งยวนหายเป็นปลิดทิ้ง “ว่ามาสิ คอแห้งเมื่อไหร่ข้าจะซื้อน้ำชาให้สักถ้วยโตๆ”

“เชอะ” จี้อิงอิงหันหลังกลับทันที “แค่ชาถ้วยเดียวข้าต้องเล่านิทานให้ฟังเชียวหรือ ฝันไปเถอะ”

“ตุ้บ” ถุงผ้าใบหนึ่งตกลงที่ข้างเท้า

“เงินห้าสิบตำลึง พอหรือไม่”

ค่าเงินในตอนนี้ หนึ่งตำลึงเท่ากับหนึ่งพันอีแปะ ครอบครัวที่ฐานะมีอันจะกินปกติยังใช้เพียงยี่สิบถึงสามสิบตำลึงต่อปีเท่านั้น ถึงแม้โรงย้อมไหมฮวานฮวาตรากตรำทำงานตลอดปีไม่มีหยุด รวมๆ แล้วก็มีรายได้แค่สามถึงสี่ร้อยตำลึงต่อปี แต่เขากลับโยนเงินห้าสิบตำลึงออกมาทิ้งขว้างอย่างง่ายดาย ห้าสิบตำลึงเชียวนะ

จี้อิงอิงเกิดและเติบโตมาจนป่านนี้ก็ยังไม่เคยได้ถือเงินมากมายเช่นนั้นมาก่อน คุณนายจี้กลัวว่านางจะแอบนำเงินไปใช้ศึกษาเรื่องการย้อมไหม หากนางใช้เงินแม้แต่อีแปะเดียวก็ต้องรายงานที่ไปที่มาอย่างละเอียด พอได้เห็นเงินถุงใหญ่เช่นนี้แต่เอากลับไปมิได้ จี้อิงอิงจึงรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย นางเตะถุงเงินกลับไปหาผู้เป็นเจ้าของเต็มแรง “ขึ้นราคาแล้ว ตอนนี้ต้องใช้เงินห้าร้อยตำลึงแลกกับเรื่องตลกครึ่งชั่วยาม”

กล่าวจบก็เผ่นแนบออกมาอย่างรวดเร็ว วิ่งไปก็พร่ำบ่นกับตนเองเบาๆ “ใจเย็นๆ นะจี้อิงอิง เจ้าต้องไม่เอาตัวเองไปเทียบกับเขา โตขึ้นเจ้าจะหาเงินได้มากมาย อยากซื้อหาสิ่งใดมาย้อมไหมก็ไม่มีใครห้าม”

หยางจิ้งยวนฝึกฝนวรยุทธมาตั้งแต่เด็ก หูตาจึงฉับไวกว่าคนปกติ ถ้อยคำพึมพำของจี้อิงอิงลอยเข้ามากระทบหูเขาอย่างไม่มีตกหล่น ช่างเป็นแม่นางที่น่ารักเสียจริง

พลันคิดได้ว่า แค่เพียงหาหญิงสาวจากตระกูลยากไร้มาเป็นภรรยา ถ้าเป็นสตรีที่เขาถูกใจก็คงไม่ขัดต่อความต้องการของแม่ใหญ่ แล้วเขายังจะหงุดหงิดไปไย เมืองยี่โจวแห่งนี้ต้องมีสตรีสักคนที่เขาสนใจ ตระกูลฝ่ายภรรยาจะเป็นอย่างไรนั้นไม่สำคัญ ดีกว่ารอแม่ใหญ่สรรหาสตรีงี่เง่ามาให้

เซียงเอ๋อเห็นจี้อิงอิงเดินกลับมาก็โล่งใจได้เปลาะหนึ่ง รีบรุดเข้าไปหาด้วยสีหน้ายินดี “คุณหนูกลับมารวดเร็วนัก”

แน่ละสิ จี้อิงอิงระบายโทสะด้วยการเตะต้นหญ้าบนพื้น คนที่อยากพบกลับไม่เจอ ยังต้องมาหงุดหงิดใจเพราะใครก็ไม่รู้ หญิงสาวกล่าวด้วยสีหน้าละห้อย “ยังมีเวลาเหลืออีกมาก ข้าไปเสี่ยงทายสักหน่อยดีกว่า”

จี้อิงอิงเดินเข้าไปในโถงหลักกลางอาราม ถือกระบอกเสี่ยงทายด้วยจิตใจจดจ่อ ครั้นเมื่อได้ยินเสียงไม้ตกกระทบพื้น จึงหยิบขึ้นมาดู--หมายเลขสิบเอ็ด นางถือไม้เสี่ยงทายตรงเข้าไปหาหลวงจีนซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมห้องโถง “ไต้ซือหวูโย รบกวนท่านช่วยทำนายไม้เสี่ยงทายนี้ให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่”

จี้อิงอิงมาที่วัดจูหลินได้สักระยะ ไต้ซือหวูโยจึงคุ้นหน้านางมาพักใหญ่ เขารับไม้เสี่ยงทายด้วยรอยยิ้ม ใช้สายตากวาดดูครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม “สีกาน้อยตระกูลจี้อยากถามเรื่องใดหรือ”

หญิงสาวเขินอายเกินกว่าจะเอ่ยปากถามเรื่องความรักของตนเองกับพี่ซิวหยวน ได้แต่ฉีกยิ้มกว้างแล้วเฉไฉ “คำทำนายเขียนว่าอย่างไรหรือท่านไต้ซือ”

กระบอกนี้มีไม้เสี่ยงทายทั้งหมดสามร้อยแปดสิบสี่อัน คำทำนายของไม้เสี่ยงทายแต่ละอัน ไต้ซือหวูโยล้วนจดจำได้อย่างแม่นยำ

ไม้เสี่ยงทายหมายเลขสิบเอ็ดนี้แย่ที่สุด มีใจความว่า “ว่างเปล่าไร้ร่องรอย สิ้นรอคอยสุดขอบฟ้า คลื่นโถมพายุมา คล้ายเริงร่าแต่น้ำตาหลั่งริน--ไม่สมปรารถนา”

หลวงจีนปรายตามองแก้มแดงระเรื่อและรอยยิ้มกระจ่างของจี้อิงอิง มิต้องเดาก็รู้แล้วว่าแม่หนูนี่อยากถามเรื่องความรักเป็นแน่ เกิดรู้สึกสงสารไม่อยากให้นางเสียใจ ค่อยๆ เอื้อมมือหยิบหนังสือคำทำนายเล่มหนามาพลิกดู พลางเปรยว่า “หากสีกาน้อยไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากขอคำทำนายเรื่องใด ย่อมแสดงถึงจิตใจขาดความแน่วแน่ เช่นนั้น คำทำนายนี้ก็อาจไม่แม่นยำนัก”

จี้อิงอิงก้มหน้าจ้องพื้นตาไม่กะพริบ นางใช้เท้าเขี่ยใบหญ้าที่แทรกตัวขึ้นตามพื้นดิน ใจลอยไปหาใบหน้าและแววตาหยาดเยิ้มเปี่ยมด้วยความรักของจ้าวซิวหยวน ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที ใครบอกว่านางไม่แน่ใจกันเล่า นางแค่อายเกินกว่าจะเอ่ยปากเท่านั้น

“ไต้ซือ นี่คือคำทำนายของไม้เสี่ยงทายหมายเลขสิบเอ็ด หยุดพลิกไปพลิกมาได้แล้ว ท่านเพิ่งจะเปิดผ่านไปเมื่อสักครู่นี่เอง รีบอ่านคำทำนายให้แม่นางผู้นี้ฟังเถิด ข้าต่อแถวรออยู่นะ”

เสียงขัดจังหวะทำเอาไต้ซือหวูโยและจี้อิงอิงต้องเงยหน้าพร้อมกันด้วยความขุ่นเคือง

“เจ้าอีกแล้ว ยุ่งไม่เข้าท่าจริงเชียว ไต้ซือหวูโย ข้าขอฝากไม้เสี่ยงทายนี้ไว้ แล้วค่อยมาพบท่านใหม่ในวันหลัง” จี้อิงอิงเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นชายแปลกหน้าที่เจอหลังวัด จึงเดินหนีไปด้วยความหงุดหงิด

ไต้ซือหวูโยเองก็รู้สึกเคืองใจไม่น้อย ด้วยหวังจะให้จี้อิงอิงช่วยปักเสื้อคลุมที่ขาดรุ่ยเสียหน่อย ว่าแล้วก็ปิดหนังสือดังฉับ ลุกขึ้นยืนประนมมือตอบกลับไปว่า “อาตมารับอ่านคำทำนายเพียงวันละสิบท่าน ประสกค่อยมาใหม่ในวันพรุ่งนี้เถิด”

ใครว่าหลวงจีนจะอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลาเล่า ไต้ซือหวูโยหรี่ตามองไปทางโรงเจ ประเดี๋ยวต้องฝากให้พ่อครัวช่วยดูแลเจ้าหนุ่มปากเปราะคนนี้เป็นพิเศษเสียแล้ว

1.3 สองไม้เสี่ยงทาย (จบบท)

วัดจูหลินมิได้กว้างขวางนัก โรงเจจึงมีเพียงหนึ่งห้อง ถ้าวันไหนมีตระกูลใหญ่มาขอเหมาห้องเพื่อความเป็นส่วนตัวแล้ว ทุกคนต้องกินอาหารเจร่วมกันในห้องโถงหลักที่มีฉากบางๆ กั้น อยู่กลางห้อง แบ่งส่วนหญิงชายออกจากกัน

หยางจิ้งยวนคีบกับข้าวใส่ปากไปหนึ่งคำก็รู้สึกแสบร้อนราวกับลำไส้ทะลุ เขาดื่มชาสองชามก็ยังไม่หายเผ็ด ครั้นจะโวยวายก็เกรงจะไม่สำรวม เขาอายุสิบแปดปีอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ หยางจิ้งยวนผู้หิวเสียจนหน้ามืดตาลายสวาปามข้าวเปล่าไปสองถ้วยพูนๆ ก็ยังไม่รู้สึกอิ่ม เขามองผู้คนรอบข้างกินอาหารเจกันอย่างเอร็ดอร่อย ถึงได้เข้าใจว่าตนถูกหลวงจีนผู้นั้นกลั่นแกล้งเสียแล้ว

เขาเองตั้งใจมาเสี่ยงทายที่วัดแห่งนี้เช่นกัน หลังจากรออยู่พักใหญ่ก็ได้ยินว่าหลวงจีนนั่นมัวแต่พูดคุยนอกเรื่องกับแม่นางผู้หนึ่งพอเข้าไปใกล้ถึงรู้ว่าเป็นหญิงสาวที่เพิ่งพบหน้ากันมาก่อน ดูจากท่าทางแล้วนางคงมีคนรักอยู่ อยากซักถามดวงเรื่องความรักแต่ก็มัวอ้ำอึ้ง หยางจิ้งยวนจึงเกิดความสงสัยจนต้องชะเง้อเข้าไปดูคำทำนายของนางใกล้ๆ เมื่อได้อ่านเนื้อความเท่านั้นก็แทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ความรักของแม่นางน้อยผู้นี้เห็นทีจะไม่สมหวัง ส่วนคำทำนายของเขากลับดีอย่างไม่น่าเชื่อ

ไม่อ่านคำทำนายให้ข้าก็ช่างเถิด แต่ต้องกลั่นแกล้งกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ

เสียงหัวเราะร่วนใสกังวานของจี้อิงอิงดังขึ้นมาจากอีกฟากของฉากกั้น ทำเอาหยางจิ้งยวนหัวเสียไม่น้อย

ดี! ทำข้ากินข้าวไม่อิ่มก็อย่าหวังจะลอยนวลไปได้

“ว่างเปล่าไร้ร่องรอย สิ้นรอคอยสุดขอบฟ้า คลื่นโถมพายุมา คล้ายเริงร่าแต่น้ำตาหลั่งริน--ไม่สมปรารถนา เฮ้อ คำทำนายจากไม้เสี่ยงทายหมายเลขสิบเอ็ดกลับเป็นเคราะห์ร้ายเสียนี่”

พูดจบก็เงี่ยหูรอฟัง

จี้อิงอิงได้ยินชัดเจนเต็มสองหู ที่แท้ คำทำนายก็เป็นเช่นนี้

จ้าวซิวหยวนไม่เคยผิดนัดแม้แต่ครั้งเดียว เหตุใดวันนี้ถึงหายหน้าไป คราวที่แล้ว เขาบอกว่าจะให้เถ้าแก่มาสู่ขอ ป่านนี้ก็ยังไม่เห็นแม้เงา... จี้อิงอิงรู้สึกอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมา

แต่แล้วนางก็คิดได้ว่าไม่ควรเสียท่าให้กับชายที่แอบดูคำทำนายของตน จึงลอบหยิกเซียงเอ๋อแล้วกระซิบข้างหูสาวใช้ว่า “แสร้งร้องไห้ออกมา ยิ่งเศร้ายิ่งดี เดี๋ยวขากลับข้าจะแวะซื้อขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลแดงให้เจ้า”

ขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลแดงแซ่หลี่เป็นของโปรดของเซียงเอ๋อ ทุกครั้งที่ยอมหนีออกมากับจี้อิงอิงก็เพราะหวังจะได้ชิมขนมสักนิดให้หายอยาก นางไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งของคุณหนู กอปรกับความหอมหวานของขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลแดงก็ยั่วยวนไม่น้อย ไม่ทันขาดคำ เซียงเอ๋อก็ฟุบหน้าลงบนแขน แล้วร้องไห้ออกมาอย่างจริงจัง

สำเนียงของจี้อิงอิง หยางจิ้งยวนยังพอจดจำได้ แต่ที่ร้องไห้อยู่นี้จะเป็นเสียงนางหรือเปล่าเขาเองก็ยังลังเล เสียงสะอื้นนี้โศกเศร้าบีบคั้นหัวใจยิ่งนัก เขาทำเกินไปจริงๆ สาวน้อยคนหนึ่งแค่ต้องการมาขอคำทำนายเรื่องความรัก แม้แต่หลวงจีนในวัดยังมิอาจบอกตรงๆ ว่านางดวงไม่ดี เหตุใดเขาถึงได้ใจร้ายนัก อีกทั้งนางมิได้เป็นคนแกล้งใส่พริกลงในกับข้าวของเขาเสียหน่อย จะเอาความผิดไปลงที่นางได้อย่างไร

ด้วยความร้อนใจ หยางจิ้งยวนพลันนึกขึ้นได้ว่าตนเสี่ยงทายได้ไม้หมายเลขสิบห้า คำทำนายทั้งสองอยู่ในหน้าเดียวกัน เขาจดจำได้แม่นยำจึงเอ่ยต่อไปว่า “เอ๊ะ ข้าจำสลับนี่นา คำทำนายของไม้เสี่ยงทายหมายเลขสิบเอ็ดดูเหมือนจะเขียนว่า ‘นั่งนอนโชคหล่นทับ รอสดับวาสนา ข่าวดีลอยลมมา เหมยฮวาอิงแอบกาย ทุกอย่างมีลู่ทางเป็นไป เพียงแต่ต้องใช้เวลา--สุดท้ายสมปรารถนาดั่งรอคอย’ เป็นคำทำนายที่ดีมาก ข้าช่างซุ่มซ่ามเสียจริง”

จบคำ เสียงร้องไห้ก็ยังไม่ยอมหยุด แต่กลับเห็นใบหน้ายิ้มแป้นของจี้อิงอิงโผล่ออกมาจากหลังฉากกั้น นางหัวเราะเสียงใสเอ่ยว่า “อาจี้ คำทำนายบอกว่าเราจะมีโชคแน่ะ ดีจริงๆ อาจี้กินอิ่มแล้วเรารีบกลับบ้านกันเถิด”

พูดจบก็หันมายิ้มให้หยางจิ้งยวน ยักคิ้วโก่งอย่างย่ามใจพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กับเขา

หยางจิ้งยวนเองก็อดขำไม่ได้

จี้อิงอิงหันหลังกลับไป เสียงร้องไห้พลันเงียบลง หยางจิ้งยวนเห็นชายวัยกลางคน รูปร่างใหญ่ ใบหน้าเอื้ออารีผู้หนึ่งทำท่าจะลุกขึ้น จึงรีบรุดเข้าไปข้างกายพลางเกี่ยวกระเป๋ายาสูบของชายผู้นั้นให้ร่วงลงสู่พื้น แล้วเอ่ยเรียกจี้ฟุ “ท่านอา ท่านทำของหล่น”

จี้ฟุไม่รู้ว่าเป็นแผนการของอีกฝ่าย จึงรับกระเป๋ายาสูบมา ก่อนจะโค้งคำนับ “ขอบคุณขอรับคุณชาย”

“ท่านอาไม่ต้องเกรงใจ ไม่ทราบว่าท่านอาเป็นคนท้องถิ่นหรือไม่ ผู้น้อยมีนามว่าจิ้งยวน มาจากเมืองยี่โจว ได้ยินว่าวัดจูหลินแห่งนี้ทำนายแม่นยำนัก จึงตั้งใจมาไหว้พระและเสี่ยงทาย มิทราบว่าแถบนี้มีสถานที่ใดน่าเดินเที่ยวบ้างหรือไม่”

จี้ฟุกวาดตามองชายหนุ่มตรงหน้า เขาทำงานอยู่ในโรงย้อมไหมมาทั้งชีวิต ย่อมดูออกในชั่วพริบตาว่าเสื้อสีแดงปักลายดอกบัวที่อีกฝ่ายสวมอยู่นั้นทอมาจากไหมสู่หงซือ ตำรับลับเฉพาะของตระกูลจี้

ไหมสู่หงซืออันขึ้นชื่อของโรงย้อมไหมฮวานฮวานั้นแบ่งย่อยตามชนิดของดอกไม้ในแต่ละฤดูกาล ยามวสันต์จะมีสีแดงโบตั๋น แดงไห่ถัง แดงดอกท้อ ฤดูคิมหันต์ก็จะมีสีแดงกุหลาบ แดงดอกงิ้ว และแดงอิงเถา แต่ละฤดูก็จะให้ไหมสีแดงที่แตกต่างกัน

ผู้ที่สวมใส่อาภรณ์ที่ทอจากไหมสีแดงดอกบัวเช่นนั้นต้องไม่ธรรมดาแน่ ปีนี้ตระกูลจี้เพิ่งจะมอบผ้าทอชั้นดีจากไหมสีแดงดอกบัวให้แก่บ้านตระกูลหยางและบ้านตระกูลจ้าว--สองตระกูลใหญ่แห่งวงการทอผ้าในเมืองยี่โจวเป็นของขวัญ เมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มมาจากยี่โจว จึงซักไซ้ต่อด้วยความสงสัยว่า “คุณชายมาจากบ้านประมุขหยางผู้เป็น ‘ราชาแห่งไหม’ หรือขอรับ”

เดิมทีหยางจิ้งยวนไม่ต้องการประกาศตนว่ามาจากตระกูลใด แต่เพราะอยากรู้จักแม่นางน้อยขี้เล่นผู้นั้นว่าเป็นใครมาจากไหน จึงพยักหน้าตอบด้วยรอยยิ้ม “ข้าคือ คุณชายสามแห่งตระกูลหยาง”

จี้ฟุรีบแจ้งชื่อกลับไปอย่างไม่รอช้า “ข้าน้อยเป็นบ่าวรับใช้ของโรงย้อมไหมฮวานฮวาแห่งตระกูลจี้ วันนี้พาคุณหนูจี้มาไหว้พระ หากคุณชายไม่รังเกียจ ข้าน้อยจะรีบกลับไปเรียนคุณนาย เพื่อเตรียมรับรองคุณชายยังบ้านตระกูลจี้นะขอรับ”

ที่แท้เป็นคุณหนูจากโรงย้อมไหมฮวานฮวาแถบซานต้าวเยี่ยนนี่เอง เมื่อได้ข้อมูลแล้ว หยางจิ้งยวนก็บอกปฏิเสธกลับไปว่า “ข้ามีเรื่องด่วนต้องกลับเมืองยี่โจว หากวันหน้ามีโอกาสจะต้องไปเยี่ยมเยือนคุณนายจี้อย่างแน่นอน ขอตัวก่อน”

จี้ฟุเป็นเพียงบ่าวรับใช้ ไหนเลยจะสามารถรั้งตัวคุณชายสาม ได้แต่นึกเสียดายอยู่ในใจ เมืองยี่โจวช่างกว้างใหญ่ สองฝั่งคลองฮวานฮวาที่ไหลลงสู่แม่น้ำจิ่นเรื่อยไปจนถึงแม่น้ำหมินนั้น มีโรงย้อมไหมมากมายนับไม่ถ้วน แม้ว่าเส้นไหมจากตระกูลจี้จะมีชื่อเสียงเพียงใด ก็ต้องช่วงชิงแข่งขันกับโรงย้อมเจ้าอื่นอยู่ดี จี้ฟุได้แต่ทอดถอนใจเบาๆ แล้วเดินออกจากวัดจูหลินด้วยความเสียดาย ก่อนจะนำเรื่องทั้งหมดไปถ่ายทอดให้แก่จี้อิงอิง

หญิงสาวได้ฟังก็เบะปากน้อยๆ ในใจว่า ก็แค่คนแซ่หยาง ไม่เห็นจะใหญ่โตมาจากไหน คอยดูงานประกวดในฤดูสารทที่กำลังจะมาถึงให้ดีเถิด ตระกูลจ้าวต้องเอาชนะตระกูลหยางได้อย่างแน่นอน พวกเขาจะต้องมอบส่งป้ายราชาแห่งไหมกลับคืนมา ต่อไปใครๆ ก็จะเปลี่ยนมาเรียกขานคนตระกูลจ้าวว่าประมุขแทน

ระหว่างทางกลับบ้าน จี้อิงอิงจ้องมองผู้คนบนท้องถนนตาไม่กะพริบ ด้วยกลัวว่าตนจะคลาดกับจ้าวซิวหยวน กระทั่งรถม้าค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ตัวเมือง นางจึงยอมถอดใจในที่สุด

จู่ๆ คำทำนายก็แล่นเข้ามาในหัว ไม่สิ... ต้องเป็นคำทำนายอย่างหลังถึงจะถูก พี่ซิวหยวนต้องติดธุระกะทันหันทำให้ไม่อาจมาตามนัด รออีกสักหน่อยก็จะได้เจอกันแล้ว

สองเดือนถึงจะมีโอกาสได้นัดพบกันสักครั้ง จี้อิงอิงอดคิดถึงจ้าวซิวหยวนไม่ได้ นี่ก็เพิ่งมีโอกาสออกมาที่วัดจูหลิน แล้วต่อไปจะหาข้ออ้างอะไรให้ออกมาพบกันได้อีก

ขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลแดงแซ่หลี่ใหม่ๆ จากเตา ควันกรุ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอ แป้งเหลืองอร่ามชั้นนอกถูกทอดไว้บางกรอบกำลังดี ใช้ฟันกัดเบาๆ ไส้น้ำตาลแดงเข้มข้นก็ทะลักออกมา ทั้งร้อนและมีกลิ่นหอม ยวนใจ จี้อิงอิงกับเซียงเอ๋อนั่งกินขนมอยู่ภายในรถม้าอย่างมีความสุข เด็กสาวทั้งสองจัดการไส้น้ำตาลที่ไหลเยิ้มเปรอะไปทั่วทุกนิ้วจนสิ้น ต่างสบตาแล้วหัวเราะแก้เขิน เมื่อกุมความลับร่วมกัน ความสัมพันธ์ของนายบ่าวคู่นี้จึงแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เมื่อท้องอิ่มจิตใจเบิกบาน จี้อิงอิงก็คิดแผนการออกจากบ้านได้อีกครั้ง

กลับถึงบ้าน นางก็ตรงดิ่งไปยังห้องของจี้เหย้าถิง ในมือถือห่อขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลแดงที่ยังมีควันกรุ่น แล้วตะโกนว่า “พี่เหย้าถิง ข้ากลับมาแล้ว ข้าซื้อขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลแดงมาฝากท่านด้วย”

จี้อิงอิงเปิดประตูห้องของพี่ชาย หายไปไหนนะ หรือว่าอยู่ที่ห้องย้อมไหมอีกแล้ว นางแบ่งขนมเปี๊ยะสองชิ้นมาวางไว้บนโต๊ะ

ยังไม่ทันจะพ้นระแนงดอกสายน้ำผึ้ง จี้อิงอิงก็ต้องสะดุ้งเฮือก

สาวใช้ผู้มีหน้าที่ล้างไหมจำนวนสิบเอ็ดนางคุกเข่าเรียงกันอยู่ในสวน แม่จี้มือถือไม้ปั่นผ้ายืนตระหง่านอยู่หน้าระเบียง โดยมีคนงานทั้งหมดยืนกันอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง

ประตูห้องโถงเปิดกว้าง มองเห็นเสื้อปกดอกบัวสีเขียวอ่อนคุ้นตาอยู่ข้างโต๊ะแปดเซียน เป็นอาภรณ์ที่ท่านแม่สวมเมื่อเช้านี้ ส่วนชุดสีแดงเข้มที่อยู่ข้างกายท่านแม่นั้น ต้องเป็นพี่ใหญ่อย่างแน่นอน

จี้อิงอิงกับเซียงเอ๋อสบตากันอย่างรวดเร็วด้วยความฉงน เกิดอะไรขึ้นหรือ สีไหมที่ใช้ย้อมผิดเพี้ยนไป หรือเส้นไหมพันกันตอนล้าง

นางยกนิ้วขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปาก เป็นสัญญาณให้เซียงเอ๋ออย่าได้ส่งเสียง ทั้งสองค่อยๆ ย่องไปทางสวนหลังบ้าน

“คุณนาย คุณหนูกลับมาแล้ว”

คุณนายจี้ไม่ทันสังเกต แต่แม่จี้ก็ช่วยเป็นหูเป็นตาอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อได้ยินเสียงตะโกน จี้อิงอิงก็สะดุ้งด้วยความหวาดวิตก พลิกตัวกลับโดยอัตโนมัติ จะหนีอย่างไรก็คงหนีไม่ทันเสียแล้ว

พลันคิดได้ว่า ข้าจะระแวงไปไย ข้าออกไปไหว้พระแก้บนแทนท่านแม่ตั้งแต่เช้าตรู่ ต้องขอบคุณข้าถึงจะถูก

จี้อิงอิงเดินยิ้มแฉ่งเข้าบ้าน “ท่านแม่ ขากลับข้าแวะซื้อขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลแดงมาฝาก ยังอุ่นๆ อยู่เลย ท่านแม่จะกินเลยหรือไม่เจ้าคะ เดี๋ยวข้าไปยกน้ำชามาให้”

“ปัง” คุณนายจี้ตบโต๊ะเสียงดัง “ไปคุกเข่าที่ระเบียงเดี๋ยวนี้”

“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้น ข้าเพิ่งจะกลับถึงบ้าน ไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย เหตุใดต้องโดนทำโทษด้วย” จี้อิงอิงบ่นอย่างขุ่นเคือง

คุณนายจี้ยกนิ้วมืออันสั่นระริกชี้ไปที่บุตรสาว ก่อนจะเลื่อนไปด้านข้าง--ชี้นิ้วใส่เซียงเอ๋อที่ยังคงก้มหน้าไม่กล้าเข้ามาในห้อง แล้วกล่าวว่า “ขายนางออกไปเสีย”

เซียงเอ๋อได้ยินดังนั้นก็ตกใจนัก นางคุกเข่าลงทันควัน ร้องไห้อ้อนวอนทั้งน้ำตา “คุณนายโปรดเมตตาบ่าวด้วย อย่าเอาบ่าวไปขายเลย บ่าวขอร้องเจ้าค่ะ”

แม่จี้โบกมือส่งสัญญาณ บ่าวสองคนถือเชือกรีบรุดเข้ามามัดตัวเซียงเอ๋อทันที

“ช้าก่อน” เห็นมารดาโกรธเคืองเซียงเอ๋อเช่นนี้ ย่อมเป็นเพราะเรื่องที่ตนแอบเข้าไปหาสีย้อมในห้องย้อมไหมเป็นแน่ นางรีบคุกเข่าอย่างไม่รอช้า แล้วยอมรับผิดโดยเร็ว “ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าสาบานว่าจะไม่แอบเข้าห้องย้อมไหมอีก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเซียงเอ๋อ นางอยู่กับเรามาตั้งแต่อายุหกขวบ สงสารนางเถิดท่านแม่ ข้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่าง ไม่เข้าใกล้ห้องย้อมไหมอีกแม้แต่ก้าวเดียว ขอร้องเถิดนะเจ้าคะ”

ลูกชายคนโตนอบน้อมเชื่อฟัง แม้จะมีสติปัญญาไม่ถึงครึ่งของลูกสาว แต่อย่างไรก็ยังเป็นผู้สืบทอดตระกูลจี้อยู่วันยังค่ำ คุณนายจี้ไม่หวังให้ลูกชายต่อยอดกิจการจนใหญ่โตมีชื่อเสียง หรือแม้แต่พัฒนาสีไหมใหม่ๆ ให้ดีกว่าเดิม ขอเพียงจี้เหย้าถิงสามารถจดจำสูตรดั้งเดิมได้ขึ้นใจ รักษากิจการของวงศ์ตระกูลให้สืบต่อไปก็พอ ส่วนทางด้านลูกสาวนั้น เว้นเสียแต่ว่านางจะปฏิญาณตนครองตัวเป็นโสด ยอมเป็นยายเฒ่าที่ไม่มีลูกหลานดูแลยามแก่ชรา มิเช่นนั้น อย่าหวังว่าชาตินี้จะได้จับต้องวิชาย้อมไหมของครอบครัวเลย

ปีนี้จี้อิงอิงก็มีอายุครบสิบหกแล้ว รูปร่างหน้าตางดงามดั่งบุปผาแรกแย้ม อีกไม่นานจะต้องหาชายหนุ่มดีๆ มาสู่ขอได้แน่ คุณนายจี้อยากให้ชีวิตของนางราบรื่นมีแต่ความสุข เหตุใดนางถึงไม่เข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่บ้าง ยิ่งมองใบหน้าไม่รู้สึกรู้สาของลูกสาวหัวรั้นก็ยิ่งโมโหนัก

“สาบานอีกแล้ว เอะอะก็สาบานนั่นสาบานนี่ คิดว่าเป็นเรื่องสนุกหรือไร จี้อิงอิง วันนี้เจ้าจะต้องได้รับบทเรียน มิเช่นนั้นก็ไม่รู้จักหลาบจำเสียที” คุณนายจี้กล่าวหน้านิ่ง น้ำเสียงไร้ซึ่งความปรานี

จี้อิงอิงถูกทำโทษจนเคยชินมาตั้งแต่เด็ก หากท่านแม่ตอบโต้กับนางก็แสดงว่ายังพอมีโอกาส หญิงสาวเหลียวมองเซียงเอ๋อ พบว่าสาวใช้ถูกผ้าอุดปากมัดเป็นข้าวต้มอยู่ริมห้องเสียแล้ว เซียงเอ๋อมองดูผู้เป็นนายด้วยน้ำตาคลอเบ้า เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนยังนั่งกินขนมเปี๊ยะอย่างมีความสุขด้วยกันในรถม้าอยู่เลย จี้อิงอิงทนให้เซียงเอ๋อถูกนำตัวไปขายแบบนี้ไม่ได้ หญิงสาวโขกศีรษะกับพื้นหินสุดกำลัง แรงเสียจนหน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลม เจ็บจนน้ำตาเล็ดออกมาจริงๆ มิได้บีบเค้นแม้แต่หยดเดียว “ท่านแม่ ท่านมอบเซียงเอ๋อให้ข้าดูแลเถิด เราสองนายบ่าวขอสัญญาว่าจะเชื่อฟังท่าน นั่งปักผ้าอยู่แต่ในสวน ต่อจากนี้ข้าจะไม่เข้าห้องย้อมไหมอีกแล้ว ข้ารู้ว่าสูตรย้อมของตระกูลจะถูกลูกสาวนำออกไปนอกเรือนไม่ได้ ไหมสู่หงซือประจำตระกูล ข้าไม่เคยแอบย้อมเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เชื่อท่านลองถามพี่ใหญ่ดูได้”

จี้เหย้าถิงได้ยินเสียงน้องสาวโขกพื้นชัดเจนเต็มสองหู รู้สึกสงสารจับใจ หน้าผากเกลี้ยงเกลาของนางเป็นรอยช้ำขึ้นมาทันตาจนรู้สึกเจ็บแทน เขาสะบัดชายเสื้อคุกเข่าลงเช่นกัน “ท่านแม่ สูตรลับประจำตระกูลจี้ถ่ายทอดกันมาปากต่อปาก ข้าไม่เคยแพร่งพรายแก่นางแม้แต่คำเดียว อิงอิงเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย นางเองก็ไม่เคยแอบถาม ข้าเป็นคนพานางเข้าห้องย้อมไหม เรื่องนี้ผิดที่ข้าเอง ท่านแม่ลงโทษข้าแทนเถิด ขอแค่ท่านหายโกรธ จะโบยตีอย่างไรข้าก็ยอม”

หากเป็นความผิดของจี้อิงอิงคนเดียว คุณนายจี้คงจะคว้าไม้ปัดขนไก่ที่วางเตรียมไว้ในแจกันลายครามอย่างไม่เกรงใจ แต่พอมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวน--ทายาทหนึ่งเดียวของตระกูลจี้เข้ามาเกี่ยวข้อง นางก็ทำใจโบยไม่ลง แต่ในเมื่อวันนี้ประกาศกร้าวออกไปแล้ว จะจบเรื่องง่ายๆ ได้อย่างไร นางไม่อยู่บ้าน แม่จี้คลาดสายตาเพียงครู่เดียวเท่านั้น เจ้าเด็กพวกนี้ก็กล้าปล่อยให้จี้อิงอิงเข้าไปในห้องย้อมไหม แล้วยังปล่อยให้นางแตะต้องสีย้อมอีก ขืนไม่ลงโทษ ต่อไปอาจจะเกิดเรื่องที่ร้ายแรงยิ่งกว่า

โรงย้อมไหมในละแวกนี้ก็มีสีคล้ายกันหมดทุกบ้าน ถ้าเกิดวันใดมีใครสักคนหักหลังตระกูลจี้ ขโมยสูตรลับไปให้ผู้อื่น สูตรลับอันดับหนึ่งแห่งเมืองยี่โจวย่อมจะสูญหายไปตลอดกาล

เมื่อคิดได้ดังนั้น คุณนายจี้ก็สั่งบ่าวไพร่ว่า “สาวใช้ล้างไหมให้โบยสิบครั้ง ส่วนเซียงเอ๋อเพิ่มอีกสิบ ถ้าครั้งหน้ารู้ว่าใครกล้าแหกกฎของที่นี่ละก็ ไม่จบแค่นำตัวไปขายแน่ แต่ข้าจะโบยจนตายไปเสียตรงนี้ เซียงเอ๋อรับโทษแล้วตามคุณหนูไปอยู่หลังบ้าน เมื่อแผลหายดีก็ให้อยู่รับใช้คุณหนูคู่กับหลิงเอ๋อ ส่วนเจ้าสองคนคุกเข่าอยู่ตรงนี้ แม่จี้ ฝากด้วย”

“เจ้าค่ะ คุณนาย” แม่จี้รับคำสั่ง รีบแจกแจงให้บ่าวรับใช้ปฏิบัติตามทันที

เหล่าสาวใช้รู้ดีว่าหากส่งเสียงร้องต้องถูกทำโทษหนักกว่าเดิม จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาอุดปากตัวเอง

แม่จี้ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ลงทัณฑ์ได้ ไม้ไผ่หน้ากว้างเท่าฝ่ามือส่งเสียงหวีดตามแรงลม หวดกระทบเป้าหมายเต็มแรงดังขวับๆ

เสียงไม้กระทบเนื้อแต่ละครั้ง ทำเอาจี้อิงอิงและจี้เหย้าถิงขนลุกซู่ไปทั้งตัว

เมื่อการลงทัณฑ์เหล่าสาวใช้เสร็จสิ้น จี้อิงอิงก็ยังคงอยู่กับที่มิได้หนีไปไหน

“ปิดประตูสวนหลังบ้านเสีย ปักพระคัมภีร์สิบจบลงบนผ้าครบเมื่อไร ถึงจะออกไปข้างนอกได้” คุณนายจี้เหนื่อยมาทั้งวัน หลังจากประกาศบทลงโทษของจี้อิงอิงแล้วก็สั่งให้จี้ฟุไปตามหมอมาสั่งยารักษาบาดแผลของบรรดาสาวใช้ จากนั้นจึงเรียกแม่หลี่ให้พาตนกลับไปพักผ่อน

จี้อิงอิงรีบลุกขึ้นยืนทันที พลางร้องตะโกน “ท่านแม่ ไต้ซือหวูโยที่วัดจูหลินบอกว่า หากนำผ้าที่ปักพระคัมภีร์ไปสวดมนต์ที่หน้าพุทธรูป แล้วนำกลับมาบูชาที่บ้าน จะช่วยคุ้มครองให้ตระกูลจี้มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองเชียวนะ พอข้าปักพระคัมภีร์เสร็จหนึ่งจบก็จะนำไปถวายให้ท่านไต้ซือนะเจ้าคะ”

“จริงรึ เช่นนั้นก็ดียิ่ง” คุณนายจี้รู้สึกใจชื้นขึ้นมาทันที

จี้อิงอิงยิ้มกริ่มให้กับความฉลาดของตน คุณนายจี้พลันหยุดชะงักแล้วกล่าวเสริม “พอเจ้าปักเสร็จหนึ่งจบ ข้าจะสั่งให้บ่าวนำไปถวายท่านเอง ข้ายังยืนยันคำเดิม ปักพระคัมภีร์สิบจบครบเมื่อไร ค่อยปล่อยเจ้าออกไปเมื่อนั้น”

ว่าแล้วก็เดินกลับห้องพัก... จี้อิงอิงได้แต่ยืนกระทืบเท้าด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ก่อนจะเดินหนีไป

“น้องอิงอิง เรื่องที่เจ้าช่วยย้อมเส้นไหมนั้นข้าไม่ได้บอกใคร ดีนะที่เรารู้กันอยู่แค่สองคน” จี้เหย้าถิงกระซิบเบาๆ ขณะเดินตามหลังน้องสาวออกจากห้องโถง

“รู้แล้วน่า ข้าไม่บอกใครหรอก พี่เหย้าถิง” จี้อิงอิงจับแขนเสื้อของพี่ชายแล้วสะบัดไปมา สายตาเสมองอีกทาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอว่า “พี่ไปบ้านตระกูลจ้าวให้หน่อยสิ”

จี้เหย้าถิงยิ้มเจื่อน กระซิบแนะนำน้องสาวว่า “อิงอิง สำหรับผู้ชายนั้นก็เหมือนการจับปลา ถ้าเจ้าใส่เหยื่อล่อมากเกินไป ปลากินเหยื่อแล้วก็จะไม่ติดเบ็ดนะ เราต้องรู้จักสงวนท่าที เข้าใจหรือไม่”

จี้อิงอิงเพิ่งจะโดนหยางจิ้งยวนกล่าวหาว่าโถมตัวใส่บุรุษแปลกหน้า ตอนนี้มาถูกพี่ชายตักเตือนให้รู้จักสงวนท่าที หญิงสาวปล่อยหมัดชกอกจี้เหย้าถิงอย่างไม่สบอารมณ์ เลิกคิ้วแล้วตอบกลับเสียงแข็ง “ใครบอกว่าข้าจะให้ท่านไปหาพี่ซิวหยวนกันเล่า ข้าจะขอให้ท่านช่วยสืบว่าที่บ้านตระกูลจ้าวเกิดอะไรขึ้นต่างหาก ถ้าเขาเข้ามาพูดด้วยท่านก็ห้ามตอบนะ เข้าใจหรือไม่ ข้าสงวนตัวยิ่งนัก ชิ”

แม่เสือร้าย หากใครได้เป็นเมียคงอับโชคน่าดู จี้เหย้าถิงใช้มือลูบหน้าอกตัวเองแล้วรับปากอย่างไม่เต็มใจ

จี้อิงอิงเดินกลับเข้าบ้านไปด้วยโทสะ แต่ก็ยังอุตส่าห์แวะเยี่ยมเซียงเอ๋อที่ห้องสาวใช้

“คุณหนู เซียงเอ๋อทายาเรียบร้อยแล้ว” หลิงเอ๋อลุกขึ้นยืนอยู่ปลายเตียง

“คุณหนู เซียงเอ๋อขอบพระคุณยิ่ง” ไม่ถูกนำตัวไปขาย มิหนำซ้ำต่อไปยังได้อยู่รับใช้คุณหนู ไม่ต้องตากแดดตากลมล้างเส้นไหมที่ริมคลองอีกต่อไป เซียงเอ๋อซาบซึ้งเสียจนมัวแต่เอาหัวโขกหมอนอยู่บนเตียง

“เจ้าไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ขอเพียงแค่ต่อจากนี้ไปให้เห็นข้าเป็นนาย ติดตามข้าอย่างจริงใจก็พอ” จี้อิงอิงชายตามองไปทางหลิงเอ๋อซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาแสร้งไม่รู้ไม่ชี้ ยิ่งทำให้จี้อิงอิงโมโหเข้าไปใหญ่

สัญญาจ้างของหลิงเอ๋ออยู่ในกำมือของมารดา จี้อิงอิงรู้ตัวว่าความจริงไม่ควรพาลโกรธแล้วไปลงที่นาง แต่มีหลิงเอ๋อเป็นหนอนบ่อนไส้อยู่เช่นนี้ จะพูดอะไรก็ไม่สะดวก จี้อิงอิงจึงใช้ให้นางไปยกข้าวเย็นในห้องครัว

หญิงสาวค่อยๆ เปิดดูแผลบนตัวเซียงเอ๋อแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง ท่านแม่ไม่อยากสิ้นเปลืองเงินทอง จึงลงไม้ลงมือไม่หนักมาก พักผ่อนสักสองสามวันก็ไม่เป็นอะไรแล้ว”

จู่ๆ ก็นึกบางอย่างขึ้นได้ พลันพุ่งตัวออกจากห้องสาวใช้ วิ่งฉิวไปยังห้องนอนของตน

“ช่างร้ายกาจนัก เก็บเรียบไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว” จี้อิงอิงได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันมองห้องนอนเตียนโล่ง

หินแร่ที่นางสู้อุตส่าห์แอบสะสมไว้ บรรดาไม้ดอกที่ปลูกตบตาถูกท่านแม่ถูกริบไปไม่มีเหลือ แม้แต่กระถางดอกโพผันที่ใช้นัดหมายกับจ้าวซิวหยวนก็ถูกเก็บเช่นกัน

จี้อิงอิงเดินตรงไปยังชั้นหนังสือ เปิดดูเล่มแล้วเล่มเล่า ปรากฏว่าตัวอย่างพันธุ์พืชที่นางเฝ้าเก็บรักษามานานก็ไม่มีเหลือเช่นกัน

หญิงสาวดึงลิ้นชักออกมาพลิกดู แล้วก็ต้องร้องอุทานด้วยความโมโห “ท่านแม่ต้องทำถึงเพียงนี้เชียวหรือ ขอข้าเก็บไว้เล่นคนเดียวมิได้หรือไร อย่างน้อยแลกเป็นเงินมาให้ข้าก็ยังดี ของพวกนี้ข้าเก็บเงินซื้อเองทั้งหมดเชียวนะ”

ตาชั่งจิ๋วสำหรับชั่งน้ำหนัก มีดเล่มเล็กสำหรับตัดสิ่งของ ครกหินสำหรับบดยา พู่กันสำหรับผสมสี ทั้งหมดหายไปอย่างไร้ร่องรอยภายใน ชั่วพริบตา ของเหล่านี้นางอ้อนวอนพี่ใหญ่ให้ช่วยสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ ทุกชิ้นล้วนแต่ประณีตสวยงาม ตาชั่งอันนั้นแกะสลักมาจากงาช้างสูงค่า น่าเสียดายนัก

จี้อิงอิงฟุบตัวลงบนโต๊ะด้วยความขุ่นเคือง หยิบพู่กันขึ้นมาขีดเขียนลงบนกระดาษ ลากไปลากมาได้แค่หนอนน้อยสองสามตัว “เพราะปากพล่อยๆ ของเจ้าคนเดียว”

มีแต่เรื่องที่ไม่สมปรารถนาทั้งสิ้น

1.4-1.5 (รวบสองตอน)

 

 

          บันทึกพงศาวดารราชวงศ์ฮั่นกล่าวชื่นชมเมืองเฉิงตูด้วยสำนวนโรงเรือนถิ่นสายไหม ผ้าไหมเกริกไกลไปทั่วหล้า

          แสดงให้เห็นว่าสมัยราชวงศ์ฮั่น ทุกคนสวมใส่ชุดจากผ้าไหมกันเป็นปกติ ดั่งยุครุ่งเรืองของกิจการผ้าไหม

          ในยุคสามก๊ก แคว้นสู่อยากมีอำนาจเสมอแคว้นเว่ยและแคว้นอู๋ จูกัดเหลียงผู้เป็นสมุหนายกกล่าวว่า ปัจจุบันบ้านเมืองยากไร้ อับจนหนทางต่อกรกับศัตรูในสงคราม มีเพียงผ้าไหมที่จะช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ดังนั้น จูกัดเหลียงจึงเป็นผู้นำในการปลูกต้นหม่อนกว่าแปดร้อยต้น เพื่อสนับสนุนให้ชาวบ้านร่วมกันปลูกหม่อนเลี้ยงหนอนไหม ดั่งคำที่ว่า“ประเทศขัดสนเช่นนี้ ชาวประชามาช่วยกันทอผ้าไหมเพื่อหาเงินสู้ศึกกันดีกว่า”

          ดังนั้น แคว้นสู่จึงอุดมด้วยไร่หม่อน การปลูกต้นหม่อนเลี้ยงหนอนไหมจึงกลายเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมขึ้นมาทันที

          ช่วงต้นราชวงศ์ถัง เบี้ยเลี้ยงของขุนนางมิใช่เงินตรา แต่จ่ายเป็นผ้าไหมพร้อมด้วยข้าวสารอาหารแห้งอีกเล็กน้อย แน่นอนว่าคงยากจะทำความเข้าใจ ซื้อไข่ไก่ในตลาดไม่ต้องจ่ายเงินแต่ใช้ผ้าหนึ่งฉื่อ*แลกเปลี่ยน หากเทียบกับบริบทในปัจจุบันแล้ว ผ้าไหมก็เปรียบเสมือนเงินตรานั่นเอง

          โรงย้อมไหมและโรงทอผ้าในเมืองยี่โจวมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ต่างรับผิดชอบในหน้าที่แตกต่างกันไปภายในสายธารการผลิตอันทอดยาว

          ตระกูลจ้าวเป็นตระกูลทอผ้าไหมขนาดใหญ่ มีเครื่องทอไหมกว่าสองพันหลังและคนงานทอผ้าอีกนับพันชีวิต เฉกเช่นตระกูลทอผ้าขนาดใหญ่ทั่วไปที่มีหน้าร้านอยู่ในเมืองยี่โจว เมืองเจียงหนาน หรือแม้กระทั่งเมืองฉางอาน หลังจากทอเสร็จเรียบร้อยผ้าไหมผืนต่างๆ ก็จะผ่านมือของเหล่าพ่อค้าคนกลางส่งออกไปยังฝั่งประจิม--มุ่งสู่เส้นทางสายไหม หรือออกไปยังทะเลใต้ทางฝั่งทักษิณ ล่องเรือสินค้าไปไกลทั่วทุกมุมโลก

          ตระกูลใหญ่แบบตระกูลจ้าว มีไร่หม่อนเป็นของตัวเอง รวมถึงโรงทอผ้าและโรงย้อมไหม ไหมที่ใช้สำหรับทอผ้าผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากจะต้องกว้านซื้อจากโรงเลี้ยงไหมและโรงย้อมขนาดเล็กแล้ว ยังต้องเดินทางไปซื้อเส้นไหมจากเมืองต่างๆ ภายในเขตเจี้ยนหนานต้าวอีกด้วย

          ช่วงฤดูวสันต์และคิมหันต์ของทุกปี ผู้คนที่แบกมาส่งให้บ้านตระกูลจ้าวนั้นต่อแถวยาวเหยียดตั้งแต่หน้าร้านรับซื้อไหมของตระกูลจ้าว ทอดยาวไปจนถึงริมคลองฮวานฮวา

          ตระกูลจ้าวมั่งคั่งถึงเพียงนี้ หากเทียบกับตระกูลจี้แล้ว ช่างแตกต่างราวฟ้ากับดิน

          โรงย้อมไหมฮวานฮวาแม้จะพอมีไหมขึ้นชื่ออยู่บ้าง แต่ก็เป็นแค่โรงย้อมขนาดกลางค่อนไปทางเล็ก รายได้มาจากลูกค้าที่เข้ามาว่าจ้างให้ย้อมสีเส้นไหมเท่านั้น ไหมดิบและผ้าดิบล้วนแต่เป็นของลูกค้า ถ้าหากย้อมพลาดย้อมเสียก็ต้องชดใช้ทั้งผ้าและค่าเสียหายเป็นเท่าตัว

          เงินทุนของตระกูลจี้นั้นนำไปลงกับสีย้อมทั้งหมด หลังจากหักค่าจ้างและค่าสีย้อมออกแล้ว เงินที่เหลือถึงจะเป็นกำไรที่แท้จริง

          ความต่างระหว่างตระกูลจ้าวกับตระกูลจี้ เปรียบเหมือนบ้านที่มีรายได้นับร้อยล้านนำมาเทียบกับบ้านมีรายได้เพียงหนึ่งล้านต่อปี

          จี้เหย้าถิงกับจี้อิงอิงรักใคร่กลมเกลียวกันตั้งแต่เยาว์วัย เรื่องที่น้องสาวและคุณชายรองตระกูลจ้าวชอบพอกันนั้น จี้เหย้าถิงก็ระแคะระคายอยู่บ้าง หากน้องสาวสามารถไต่เต้าจนเป็นสะใภ้ตระกูลจ้าวได้จริง ก็นับเป็นวาสนาของนาง

          จ้าวซิวหยวนเป็นบุตรชายคนรองผู้สืบเชื้อสายหลักของตระกูล ตามประเพณีในสมัยนั้น ลูกชายผู้สืบเชื้อสายหลักของตระกูลต้องเรียนวาดรูปตั้งแต่สามขวบ เมื่ออายุครบห้าขวบก็จะมีเครื่องทอที่สั่งทำพิเศษขนาดพอดีตัวเป็นของตนเอง เพื่อเรียนรู้วิชาทอผ้าอันเป็นทักษะเฉพาะของตระกูล ตามหลักแล้ว เขามีสิทธิ์ในการช่วงชิงตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลจากเหล่าพี่น้องรุ่นเดียวกัน

          หากโรงย้อมไหมฮวานฮวาเป็นโรงย้อมผ้าขนาดใหญ่ที่มีคนงานหลายร้อยชีวิต ก็อาจจะเป็นกำลังสำคัญให้จ้าวซิวหยวนได้บ้าง แต่ด้วยสภาพปัจจุบันของตระกูลจี้ เหตุใดตระกูลจ้าวต้องมาไยดีคุณหนูจากโรงย้อมผ้าเล็กๆ แห่งนี้ด้วยเล่า เว้นเสียแต่ว่า ตระกูลจี้จะยอมมอบสูตรย้อมผ้าประจำตระกูลให้แก่จี้อิงอิง เพื่อเป็นสินสมรสให้ตระกูลจ้าวได้ผูกขาดตลาดย้อมผ้าไหมสู่หงซือ

          ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน

          และนี่คือเหตุผลที่จี้เหย้าถิงเดินส่ายหัวมาตลอดทาง เขาคิดว่างานแต่งงานระหว่างน้องสาวกับจ้าวซิวหยวนนั้นเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง

          จี้เหย้าถิงตรงไปยังร้านขายผ้าไหมตระกูลจ้าวที่อยู่ในตัวเมือง

          “อะ... อ้าว จี้ต้าหลาง* นี่เอง” ผู้ดูแลร้านเดินออกมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ทราบข่าวว่างานมงคลของท่านใกล้จะมาถึงแล้ว คุณชายต้องการซื้อผ้าพับใหม่หรือขอรับ”

          ข้ออ้างของจี้เหย้าถิงก็คือเรื่องนี้ เขายกมือคำนับพลางกล่าวว่า “รบกวนเถ้าแก่แล้ว วันงานขอเชิญเถ้าแก่มาร่วมดื่มฉลองด้วยกันเสียเลย”

          “ข้าน้อยไม่พลาดแน่นอน เชิญทางนี้ขอรับ” เถ้าแก่เชิญจี้เหย้าถิงเข้ามายังหลังร้าน ชงชาต้อนรับเองกับมือ พร้อมทั้งสั่งให้ลูกน้องนำตัวอย่างผ้าพับใหม่ๆ เข้ามา

          “ผ้าไหมปักลายอักษรมงคลคำว่า ‘ลูกหลานเต็มบ้าน’ ที่ฮูหยินจี้มาสั่งไว้เมื่อปีกลายให้ทำเป็นพิเศษเพื่อคุณชายใหญ่ อีกแค่สองเดือนก็จะเสร็จแล้ว ส่วนเหล่านี้คือผ้าไหมที่มีความหมายอันเป็นมงคล เหมาะสำหรับใช้ในวันฤกษ์งามยามดี”

          จี้เหย้าถิงค่อยๆ พลิกดูอย่างไม่รีบร้อน เมื่อเถ้าแก่พูดจบเขาก็ทำท่าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วจึงเอ่ยถามเสียงเบา “วันนี้จ้าวเอ้อหลางไม่มาที่ร้านหรือ ข้าอยากขอให้เขาช่วยวาดแบบลายผ้า เผื่อจะเร่งทอผ้าไหมผืนใหม่อีกสักพับ”

          เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังงุนงงจึงกระซิบด้วยท่าทางเคอะเขิน “ผ้าสำหรับสตรี”

          เถ้าแก่เพิ่งจะกระจ่างว่าจี้เหย้าถิงหมายความอย่างไร จึงเอ่ยปากชื่นชม “ช่างเป็นวาสนาของคุณหนูตระกูลจางที่ได้สามีเอาใจใส่เช่นนี้ แต่เกรงว่าจะไม่ทันงานมงคลของคุณชายใหญ่สิขอรับ บอกตามตรง ตอนนี้คุณชายแต่ละท่านต่างก็ถูกนายท่านผู้เฒ่ากักตัวมิให้ออกจากบ้าน เพื่อเตรียมตัวสำหรับงานประกวดผ้าไหมในวันที่เก้าเดือนสิบ จนแทบไม่มีเวลาทำสิ่งอื่นใดอีก หากจะรอหลังวันที่เก้าเดือนสิบ ต่อให้ได้คุณชายรองช่วยวาด แต่ก็คงทอผ้าไม่ทันเสียแล้ว”

          ช่างทอผู้เชี่ยวชาญหนึ่งคน ทอผ้าไหมได้ไม่เกินสองชุ่นต่อวัน การทอผ้าไหมสักพับอย่างเร็วก็ต้องใช้เวลาสี่ถึงห้าเดือน อย่างช้าคือหนึ่งปีหรือมากกว่านั้นจึงจะสำเร็จ

          จี้เหย้าถิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นข้าไปหาจ้าวเอ้อหลางที่บ้านดีกว่า หากมีแบบซึ่งวาดไว้ก่อนแล้วค่อยนำไปให้โรงทอผ้าช่วยทอสักผืนสองผืนก็น่าจะทัน”

          เถ้าแก่เห็นว่าจี้เหย้าถิงคงอยากพบจ้าวซิวหยวนจริงๆ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า “ข้าน้อยก็ไม่ทราบ คุณชายใหญ่ลองไปสอบถามที่บ้านก็ดีนะขอรับ”

          จี้เหย้าถิงเลือกผ้าฝากมารดาและน้องสาวอีกคนละพับ ก่อนขอตัวกลับ

          หากตอนนี้กลับไปบอกจี้อิงอิงว่า จ้าวเอ้อหลางไม่สะดวกออกจากบ้านเพราะกำลังเตรียมตัวสำหรับงานประกวดผ้าไหม ก็จะถือว่าภารกิจเสร็จสิ้น แต่เมื่อนึกถึงท่าทางของน้องสาว จี้เหย้าถิงก็ไม่อยากกลับบ้านไปเช่นนี้

          เขาอยากประเมินท่าทีของจ้าวซิวหยวนเสียหน่อย น้องสาวของเขาปีนี้ก็มีอายุครบสิบหกแล้ว ตั้งแต่โตเป็นสาว มีตระกูลที่เหมาะสมทั้งใกล้และไกลจำนวนไม่น้อยเข้ามาสู่ขอ วันก่อนก็เพิ่งจะมีแม่สื่อมาทาบทาม ท่านแม่รู้ใจจี้อิงอิงดีว่านางกำลังเฝ้ารอเจ้าหนุ่มตระกูลจ้าว ถ้าจ้าวซิวหยวนมิอาจแต่งกับนาง ท่านแม่จะได้รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป

          เมื่อคิดได้ดังนั้น จี้เหย้าถิงจึงแวะซื้อขนมสี่สี ก่อนจะตรงไปยังตระกูลจ้าวที่อยู่ตรอกถัดไป ไม่ไกลจากบ้านของเขานัก

          ตระกูลจ้าวมีกิจการใหญ่โต เริ่มทอผ้าไหมมายาวนานกว่าร้อยปี เมื่อจำนวนลูกหลานเริ่มมากขึ้นจึงขยายเรือนใหญ่โตเป็นลำดับ ครั้นวันเวลาผ่านไป ตระกูลจ้าวทั้งบ้านหลักและบ้านรอง*จึงครอบครอง ‘ตรอกฮวายซู่’ ไว้เป็นเส้นทางส่วนบุคคล

          หลังจากยุคหนึ่ง พวกเขาได้รับรางวัลราชาแห่งไหม ตระกูลจ้าวจึงสร้างซุ้มประตูที่หน้าตรอก หากมองจากซุ้มประตูเข้าไปจะเห็นเป็นทางเดินลึกไม่สิ้นสุด มีกำแพงหินสีเขียวสดขนาบสองฝั่งถนน ภายในกำแพงหินมีหลังคาบ้านเรือนอีกนับไม่ถ้วน ปกคลุมไปด้วยต้นไม้เก่าแก่เขียวครึ้ม คนท้องถิ่นเรียกตรอกต้นหวายนี้ว่า ตรอกซุ้มตระกูลจ้าว

          ทุกครั้งที่จี้เหย้าถิง เดินผ่านซุ้มประตูดังกล่าว ก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างตระกูลจี้กับตระกูลจ้าว เมื่อเทียบกับตระกูลจ้าวซึ่งครอบครองที่ดินหลายร้อยหมู่**แล้ว ตระกูลจี้ก็เป็นแค่บ้านเล็กๆ ที่มีเพียงไม่กี่ห้อง ล้อมรอบลานสี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่นัก และดำเนินกิจการทั้งหมดภายในหลังบ้านของตน

          จี้เหย้าถิง หิ้วขนมสี่สีเข้าไปในตรอก เดินอยู่สองร้อยก้าวเศษ กว่าจะมาถึงหน้าประตูเรือนใหญ่ของตระกูลจ้าว

          มีสิงโตนำทรัพย์ขนาดใหญ่ความสูงเท่าตัวคน สีดำทะมึน สองตัวประกบอยู่สองข้างประตู แลดูน่าเกรงขาม บ้านตระกูลจ้าวตั้งอยู่ที่นี่เป็นเวลานานจนสิงโตหินทั้งสองตัวก็ให้ความรู้สึกที่เก่าแก่ไม่แพ้กัน

          ประตูหลักของเรือนหลังรองซึ่งตั้งอยู่ข้างๆ เปิดอ้าอยู่ บ่าวรับใช้สองคนนั่งเฝ้าประตูอยู่บนม้านั่งตัวยาว

          ที่ผ่านมา จี้เหย้าถิงนำคนมาส่งผ้าและเก็บเงินด้วยตัวเองทุกครั้ง บ่าวเฝ้าประตูจึงคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี พวกเขาเชิญจี้เหย้าถิงมานั่งพัก โดยมีคนหนึ่งเข้าไปรายงานผู้เป็นนาย

          ใช้เวลาเพียงไม่นาน นายหญิงประจำตระกูลจึงเชิญจี้เหย้าถิงเข้าไปด้านใน

          เมื่อมาถึงลานหน้าบ้าน บ่าวรับใช้ก็นำเขาไปนั่งรอที่โถงรับแขก ไม่นาน จี้เหย้าถิงก็ได้ยินเสียงหัวเราะร่าแว่วมาแต่ไกล ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นยืน เห็นนายหญิงประจำตระกูล-ฮูหยินจ้าวเซิน พาเหล่าสาวใช้คนสนิทค่อยๆ เยื้องย่างเข้ามาในห้องโถง

          “จี้ต้าหลางอย่าได้มากพิธี เชิญนั่ง” ฮูหยินจ้าวเซินอายุสี่สิบต้นๆ สวมชุดผ้าไหมสีแดงเข้มปักลายดอกโบตั๋น ดอกโบตั๋นบนเสื้อบานสะพรั่งงดงาม กลีบดอกปักด้วยเส้นไหมสีทองสะท้อนแสงระยิบระยับ ผ้าไหมเช่นนี้เรียกว่าไหมปักบุปผา เป็นการเพิ่มความงดงามแก่ผ้าไหมอันหรูหราให้ดูล้ำค่ายิ่งขึ้น

          ใช่ว่าทุกคนที่ประกอบกิจการทอผ้าจะมีปัญญาสวมชุดผ้าไหมได้ทั้งหมด จี้เหย้าถิงเองก็มีเพียงไม่กี่ตัว ส่วนชุดของฮูหยินจี้และจี้อิงอิง

ส่วนใหญ่ก็ตัดเย็บจากผ้าไหมสีพื้นเรียบๆ เท่านั้น เสื้อผ้าที่สวมใส่ทั่วไปล้วนเป็นผ้าฝ้ายธรรมดา จี้เหย้าถิงเหลือบไปเห็นชุดของสาวใช้คนสนิทที่อยู่ข้างกายฮูหยินจ้าวเซิน เป็นชุดผ้าไหมสีเขียวมรกตลายบุปผาซึ่งมีลักษณะคล้ายกับชุดผ้าไหมตัวใหม่ที่ท่านแม่เพิ่งสั่งตัดไม่มีผิด อดมิได้ที่จะรู้สึกเต็มตื้นไปกับความร่ำรวยของตระกูลจ้าวอีกครั้ง

          เขาส่งมอบของกำนัล นั่งลงแล้วกล่าวว่า “วันก่อนคนงานที่ร้านฮูหยินได้มาสั่งไหมสู่หงซือสิบชั่ง ไหมฮวานฮวาซือยี่สิบชั่งที่โรงย้อมไหมของเรา กำชับว่ารีบใช้และจะมารับของในอีกสิบวันให้หลัง ตอนนี้ที่โรงย้อมรับงานไปแล้ว แต่มีสีย้อมบางส่วนไม่ได้มาตรฐาน ท่านแม่จึงวานข้ามาสอบถามฮูหยินเสียหน่อยว่า จะกรุณายืดเวลาส่งของออกไปอีกสักหนึ่งวันได้หรือไม่”

          “ตระกูลของเราเป็นเพื่อนบ้าน ติดต่อค้าขายกันมาเนิ่นนาน ยืดเวลาออกไปสักหนึ่งวันจะเป็นไร” ฮูหยินจ้าวเซินยังคงยิ้มหน้าระรื่น ไม่มีท่าทีที่ทำให้รู้สึกลำบากใจแต่อย่างใด

          จี้เหย้าถิงกล่าวขอบคุณด้วยความยินดี พร้อมกับเอ๋ยปากขอพบจ้าวซิวหยวน

          “ไม่ใช่ว่าข้าจงใจจะห้ามเขาพบเจอผู้คนหรอกนะ แต่นายท่านผู้เฒ่า--ปู่ของพวกเขากักตัวพี่น้องตระกูลจ้าวไว้แต่ในบ้าน เพื่อเตรียมตัวสำหรับงานประกวดผ้าไหมในเดือนสิบที่จะถึง อ้อ ได้ข่าวว่าจี้ต้าหลางจะแต่งงานสิ้นปีนี้ ส่วนคุณหนูรองจี้ก็อายุครบสิบหกแล้ว ชอบพอผู้ใดบ้างหรือยัง”

          แววตาฮูหยินจ้าวเซินเปี่ยมด้วยความใคร่รู้ คำพูดเมื่อครู่ดูเหมือนถามขึ้นมาลอยๆ โดยไม่ต้องการคำตอบ

          จี้เหย้าถิงเข้าใจท่าทีของตระกูลจ้าวในทันที

          ฮูหยินจ้าวเซินยังคงยิ้มกว้างไม่ต่างกับดอกโบตั๋นสีทองที่ผลิสะพรั่งอยู่บนชุดของนาง ขณะเอ่ยปากชื่นชมจี้อิงอิงไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีความนัยแอบแฝง “...หน้าตางดงาม เก่งงานเย็บปักถักร้อย ดูก็รู้ว่าเป็นเด็กฉลาด พี่น้องในตระกูลของจ้าวเอ้อหลางกำลังขอให้ข้าเป็นแม่สื่ออยู่พอดี วันหน้าข้าจะไปคุยกับฮูหยินจี้ ให้น้องสาวเจ้ามาพบเสียหน่อย

ถ้าโชคดีได้ครองคู่กันขึ้นมา ข้าที่เป็นแม่สื่อก็จะได้บุญไปด้วย”

          น้องอิงอิงผู้น่าสงสาร เหตุใดนางถึงโง่งมเช่นนี้!

          ทำไมต้องมาชอบพอกับจ้าวซิวหยวนอะไรนี่ด้วย แม้จี้เหย้าถิงจะคาดการณ์ไว้แล้วว่าคงจะลงเอยเยี่ยงนี้ แต่ก็อดเสียใจแทนน้องสาวมิได้

          นอกจากชาติตระกูลที่แตกต่างกัน จี้เหย้าถิงไม่รู้สึกเลยแม้แต่น้อยว่าน้องสาวของตนมิคู่ควรกับจ้าวซิวหยวนที่จุดใด ครอบครัวตระกูลจ้าวใหญ่โตฝังรากลึก เขาเป็นกังวลยิ่งไปกว่าว่าน้องสาวจะถูกรังแก

ในเมื่อตระกูลจ้าวมีท่าทีเช่นนี้ ตระกูลจี้ก็ไม่หน้าด้านเซ้าซี้ต่อ จี้เหย้าถิงตั้งปณิธานว่าจะต้องทำให้น้องสาวตัดใจให้จงได้

          “ขอบคุณฮูหยินที่เป็นห่วงน้องสาวของข้า ในฐานะพี่ชาย ข้าย่อมหวังให้น้องสาวมีคู่ครองที่ดีและเหมาะสม ท่านแม่ยังรอคำตอบเรื่องย้อมไหมอยู่ที่บ้าน ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน” จี้เหย้าถิงแสดงท่าทีเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น กล่าวลาอย่างสุภาพ “หากฮูหยินมีเวลา ขอเชิญมาร่วมงานแต่งของข้าที่โรงย้อมไหมฮวานฮวาปลายปีนี้ขอรับ”

          รอจนจี้เหย้าถิงจากไปไกลแล้ว ฮูหยินจ้าวเซินจึงพ่นลมหายใจออกมาอย่างดูแคลน พูดจาเย้ยหยันว่า “สูตรลับตระกูลจี้ส่งต่อให้ลูกสะใภ้มิใช่บุตรสาว หากลูกข้าแต่งกับแม่อิงอิงนั่นแล้วจะได้อะไร ตระกูลจ้าวต้องการสาวปักผ้าอย่างนั้นรึ”

          

1.6

          บ่าวคนสนิทที่สวมชุดผ้าไหมสีมรกตลายบุปผามีชื่อว่าแม่กู้ นางเป็นแม่นมของฮูหยินจ้าวเซิน แม่กู้ยื่นมือพยุงผู้เป็นนายให้ลุกขึ้น พลางเอ่ยปลอบเบาๆ “ฮูหยินอย่าหงุดหงิดให้เสียสุขภาพไปเลย ตระกูลจ้าวเราใช่ว่าจะถูกตระกูลเล็กๆ อย่างตระกูลจี้นั่นเกาะแกะได้ง่ายๆ เพียงแต่.... ฮูหยินควรไปคุยกับคุณชายรองเสียหน่อย อย่าให้แม่ลูกต้องหมางใจต่อกันเลยนะเจ้าคะ”

          ฮูหยินจ้าวเซินตบหลังมือแม่กู้เบาๆ เดินออกจากโถงรับแขกตรงไปยังเรือนด้านหลัง คิ้วบางที่ถูกกันได้รูปนั้นขมวดชิดกันน้อยๆ ช่างน่าโมโหเสียจริง “หากมิใช่เพราะเจ้าละเอียดถี่ถ้วน ป่านนี้ข้าคงยังไม่รู้ว่าลูกรองแอบนัดเจอกับหญิงผู้นั้น บอกจ้าวผิงว่าปิดปากให้สนิท ถ้าไม่อยากถูกกฎตระกูลจ้าวโบยจนตายละก็ อย่าได้ปริปากพูดอะไรกับลูกรองของข้าเป็นอันขาด”

          เมื่อเดือนที่ผ่านมา ทันทีที่จ้าวซิวหยวนกลับจากธุระนอกบ้านก็ตรงไปหาฮูหยินจ้าวเซินเพื่ออ้อนวอนให้ไปสู่ขอคุณหนูตระกูลจี้ ทำเอาฮูหยินจ้าวเซินตกใจไม่น้อย จึงใช้งานประกวดผ้าไหมเป็นข้ออ้าง ปลอบใจบุตรชายให้รอจนเสร็จสิ้นงานประกวดเสียก่อน นางคือนายหญิงประจำตระกูลผู้เป็นใหญ่ในบ้าน จึงรีบนำตัวบ่าวรับใช้คนสนิทของจ้าวซิวหยวนมาสืบสวนทันที พอรู้ที่มาที่ไปแล้ว ฮูหยินจ้าวเซินโกรธจนหน้ามืดแทบจะเป็นลม คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ที่แท้ลูกชายของนางกับแม่หนูจี้อิงอิงที่บ้านห่างออกไปตั้งหนึ่งช่วงถนน จะลอบเมียงมองกัน ทั้งยังมีการวางกระถางดอกไม้เพื่อส่งสัญญาณ แอบนัดหมายกันในป่าหลังวัดจูหลิน

          บ้านหลักของตระกูลจ้าวมีอยู่ด้วยกันสามพี่น้อง ล้วนแต่สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากนายท่านผู้เฒ่า ซึ่งเป็นประมุขของตระกูลในรุ่นที่ผ่านมา ทายาทรุ่นหลานที่มีสิทธิ์แย่งชิงตำแหน่งประมุขของตระกูลกับจ้าวซิวหยวนนั้นมีทั้งหมดเก้าคน คุณชายเจ็ดเป็นบุตรคนสุดท้องของฮูหยินจ้าวเซิน อายุเพิ่งจะหกขวบเท่านั้น ส่วนน้องชายคนอื่นๆ ก็ยังเล็ก แม้แต่คุณชายสามซึ่งโตที่สุดก็มีอายุเพียงสิบสี่ปี ดังนั้น คนที่เป็นไปได้ว่าจะแย่งชิงตำแหน่งกับจ้าวซิวหยวนมากที่สุดก็คือคุณชายใหญ่จากบ้านน้องชายฝั่งสามี เมื่อปีที่แล้ว คุณชายใหญ่ตระกูลจ้าวเพิ่งแต่งงานกับลูกสาวตระกูลหลิว ซึ่งเป็นตระกูลผ้าไหมรายใหญ่ในเมืองยี่โจว เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลของภรรยา คุณชายใหญ่ย่อมมีโอกาสช่วงชิงตำแหน่งประมุขตระกูลจ้าวเพิ่มขึ้น

          นายท่านผู้เฒ่าแห่งตระกูลจ้าวเห็นว่าทายาทรุ่นหลานเริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว จึงมีคำสั่งออกมาว่า หากปีนี้ใครสามารถนำป้ายราชาแห่งไหมกลับมายังตระกูลจ้าว ผู้นั้นจะได้เป็นประมุขตระกูลจ้าวคนต่อไป ได้ฝึกฝนเรียนรู้วิชาประจำตระกูล และค่อยๆ รับช่วงกิจการต่อจากประมุขคนปัจจุบัน สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น กิจการจึงจะสืบสานต่อไปอย่างไม่มี

สิ้นสุด ทุกคนล้วนรู้อยู่เต็มอกว่านายท่านผู้เฒ่ากำลังชั่งใจระหว่างคุณชายใหญ่และคุณชายรอง

          ตระกูลที่สืบสานกิจการเป็นร้อยปีเช่นนี้ มักให้ความสำคัญในการคัดเลือกผู้สืบทอดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตระกูลจ้าว ลูกหลานผู้สืบเชื้อสายหลักแต่ละคนต้องฝึกฝนวิชาทอผ้าไหมอย่างเข้มงวดตั้งแต่เยาว์วัย สามารถแต่งงานได้ก็ต่อเมื่อมีอายุครบสิบแปด ปีนี้จ้าวซิวหยวนอายุสิบแปดปีบริบูรณ์แล้ว จึงกล้าเอ่ยปากให้มารดาไปสู่ขอตระกูลจี้

          ฮูหยินจ้าวเซินอบรมเลี้ยงดูบุตรชายในฐานะประมุขตระกูลจ้าวคนต่อไปมาตั้งแต่เด็ก หวังให้อำนาจประจำตระกูลยังคงอยู่ในบ้านของตน ภรรยาในดวงใจที่มองไว้ให้แก่บุตรชาย ไม่มีวันเป็นสาวน้อยริมทางแน่

          “บ่าวเข้าใจเจ้าค่ะ” แม่กู้เดินเคียงนายหญิงอยู่พักหนึ่ง จึงเอ่ยว่า “ฮูหยิน ท่านสั่งให้คุณชายรองย้ายออกมาจากห้องนอนเดิมดีไหมเจ้าคะ จะได้มองไม่เห็นว่าคุณหนูบ้านนั้นส่งสัญญาณนัดหมายอันใดอีก”

          “เจ้าไม่รู้จักนิสัยของลูกชายข้าคนแบบเขายิ่งห้ามก็เหมือน

ยิ่งยุ อธิบายเหตุผลให้เขาเข้าใจด้วยตัวเองจะดีกว่า มิฉะนั้นคงได้ทะเลาะกันบ้านแตกเป็นแน่ เจ้าลูกทรพี เหตุใดไม่รู้จักคิดอยากแต่งงานกับผู้หญิงดีๆ ที่ช่วยให้ช่วงชิงตำแหน่งประมุขของตระกูลได้ หากข้ากับบิดาเขาแก่ตัวจนตายจากไป มิต้องยกโรงทอเยี่ยจิ่นให้ตระกูลน้องรองหรือ” ฮูหยินจ้าวเซินยิ่งพูดก็ยิ่งมีโทสะ หยุดชะงักอยู่หน้าประตูเข้าสวนเถิงหยวน

“ไม่ได้การ ข้าต้องไปคุยกับลูกรองให้รู้เรื่อง มิเช่นนั้นคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่อย่างนี้ไปตลอด”

          “ฮูหยิน เหตุผลที่เมื่อวันก่อนท่านยกเอาวาจาของนายท่านผู้เฒ่ามากล่าวอ้างให้คุณชายรองอยู่แต่ในบ้าน ก็เพราะท่านไม่อยากเผยตัวว่าไม่ยินยอมให้คุณชายรองกับคุณหนูตระกูลจี้คบหากัน ด้วยกลัวจะเสียความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกมิใช่หรือ บ่าวคิดว่า ถ้าอยากดึงตัวคุณชายรองกลับมา เราไปสำทับที่ฝั่งตระกูลจี้จะดีกว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้คุณหนูตระกูลจี้ออกเรือนไปเสีย หากรูปการณ์เป็นเช่นนั้น คุณชายรองคงได้แต่เศร้าโศกสักพักใหญ่ สุดท้ายก็ต้องตัดใจอยู่ดี”

          ฮูหยินจ้าวเซินไตร่ตรองครู่หนึ่ง จึงยอมรับฟังคำแนะนำของแม่นมแต่โดยดี “ขอเพียงแค่เขายอมแต่งกับหญิงอื่น แล้วอยากขอจี้อิงอิงมาเป็นอนุภรรยา ข้าก็จะไปสู่ขอให้ด้วยตัวเอง แต่ดูนี่เถิด คิดจะให้ข้าพาแม่สื่อไปสู่ขอนางมาเป็นภรรยาเอก ถ้าไม่ติดว่าตระกูลของเราต้องใช้ไหมชั้นดีจากโรงย้อมไหมฮวานฮวาในงานประกวดทุกปีละก็..... แค่โรงย้อมธรรมดาๆ ข้าจะต้องเกรงใจไปไย”

          ผ้าไหมที่ทอส่งราชสำนักนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ไหมสูตรเฉพาะจากโรงย้อมไหมฮวานฮวาเสมอไป โรงย้อมไหมฮวานฮวาเองก็ย้อมไหมได้จำนวนไม่มากนัก ทว่างานประกวดผ้าไหมนั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เมืองยี่โจวจัดงานประกวดผ้าไหมอย่างยิ่งใหญ่ขึ้นปีละครั้ง ตระกูลต่างๆ สามารถส่งผ้าไหมเข้าประกวดได้เพียงหนึ่งผืนเท่านั้น... เพื่อเกียรติของราชาแห่งไหมและได้เชิดหน้าชูตาในสนามประกวด ตระกูลที่เข้าร่วมการแข่งขันจะต้องประณีตทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ กำหนดลายทอ คัดเฉพาะช่างฝีมือดี เลือกสรรเนื้อไม้ในการทำอุปกรณ์ประกอบเครื่องจักร ไปจนถึงการทอผ้าไหม ล้วนแต่ผ่านการคัดกรองอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดในทุกๆ ขั้นตอน และคุณภาพของเส้นไหมเองก็เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของผ้าไหมที่จะทอออกมาด้วยเช่นกัน

          เพราะเหตุนี้ ไหมสู่หงซือสีสดชั้นเลิศ และไหมฮวานฮวาซือของโรงย้อมไหมฮวานฮวาจึงกลายเป็นของล้ำค่าที่ผู้คนแย่งชิงไปโดยปริยาย

          ฮูหยินจ้าวเซินโมโหที่บุตรชายตกหลุมรักจี้อิงอิง และโกรธเคืองยิ่งกว่าที่จี้อิงอิงมาให้ท่าจ้าวซิวหยวน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ด้วยห่วงใยความรู้สึกของผู้เป็นลูก จึงได้แต่เก็บความอัดอั้นไว้ในใจ กลั้นความหงุดหงิดเสียจนครั่นเนื้อครั่นตัวไปหมด

          “ไปดูสิว่านายท่านกลับมาหรือยัง”

          บุตรชายมีความคิดอ่านเป็นของตนเองมาตั้งแต่เยาว์วัย ฮูหยินจ้าวเซินได้แต่หวังว่าสามีจะมีหนทางทำให้จ้าวซิวหยวนยอมตัดใจแต่โดยดี

 

          ภายในสวนของหอเถิงหยวนมีเถาวัลย์ขนาดใหญ่อยู่สองต้น แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปครึ่งสวน

          หอหลักมีจำนวนสองชั้น ชั้นล่างเป็นห้องหนังสือและห้องทอผ้าไหมของจ้าวซิวหยวน ชั้นสองเป็นห้องโถงและห้องนอน

          ไม้ดอกสีม่วงพวงงามทิ้งตัวจากเถาวัลย์เส้นใหญ่ สีสันของดอกไม้เหลื่อมซ้อนกันจนเกิดเป็นทิวทัศน์งดงาม คล้ายหมอกควันสีม่วงบางเบา เถาวัลย์บางเส้นเลื้อยเลาะเกาะอยู่ใต้หลังคา ดอกไม้สีม่วงสดใสดุจพลอยประดับอยู่ริมหน้าต่างสีแดงบานใหญ่แกะสลักลวดลายประณีตที่กำลังเปิดอ้า โต๊ะหนังสือไม้พะยูงหอมตัวยาววางอยู่ใต้หน้าต่าง อ่างกระเบื้องสีเขียวนวลลอยดอกบัวสายตั้งอยู่ด้านหนึ่ง ไม้ทับกระดาษเก่าแก่สองอันวางอยู่บนกระดาษเยื่อไผ่สีขาวนวล

          ท่ามกลางแมกไม้เงาบุปผา ห้องหนังสืออันสงบเงียบแห่งนี้ดูสง่างามยิ่ง

          จ้าวซิวหยวนในวัยสิบแปดปี สวมอาภรณ์ตัวยาวเนื้อบางสีคราม ใช้สายรัดสีเดียวกันมัดแขนเสื้อขึ้น เขากำลังวาดภาพด้วยจิตใจจดจ่อ

          แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านระแนงเถาวัลย์ ส่องสะท้อนใบหน้าอันคมคาย คิ้วเข้มดั่งภูเขาตระหง่าน สง่างามดุจภาพวาด กระทั่งผู้พบเห็นไม่กล้าหายใจเสียงดังด้วยเกรงว่าจะเป็นการรบกวน

          ผ้าไหมทอสำหรับการประกวดนั้นมิได้ใช้ผ้าทั้งพับแต่ใช้เพียงผ้าไหมทอขนาดสามฉื่อ โดยตัดสินกันที่ลวดลาย สีสัน และฝีทอ เพราะหากทอผ้าทั้งพับจะต้องใช้เวลานานจึงตั้งกติกาขึ้นมาเช่นนี้ เพื่อให้ตระกูลผู้เข้าประกวดสามารถสร้างสรรค์ลายผ้าทอผืนใหม่ภายในเวลาอันสั้น สองพี่น้องผู้สืบสายตระกูลหลักและเหล่ายอดฝีมือในตระกูลล้วนแต่นำภาพลายผ้าที่ตนภูมิใจที่สุดออกมานำเสนอท่านผู้เฒ่า หวังว่าตนจะมีโอกาสได้เห็นตระกูลจ้าวครอบครองตำแหน่งราชาแห่งไหมอีกครั้งก่อนล่วงลับ เขายังมิได้ประกาศว่าจะส่งลายผ้าทอชิ้นไหนเข้าร่วมการประกวด แต่กลับให้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกใช้เวลาสองเดือนที่เหลือนี้ ออกแบบลวดลายที่จะใช้ทออีกครั้ง

          ผ้าไหมขนาดเล็กเช่นนี้ ใช้เวลาแค่สองเดือนย่อมสามารถทอขึ้นมาได้อย่างสบายๆ ตอนที่จี้อิงอิงนำกระถางวางเพื่อส่งสัญญาณที่หน้าห้องนั้น จ้าวซิวหยวนถูกมารดาเกลี่ยกล่อมให้เก็บตัวอยู่ในบ้าน จึงส่งจ้าวผิงไปบอกกล่าวจี้อิงอิงที่วัดจูหลิน คิดไม่ถึงว่าจ้าวผิงจะถูกฮูหยินจ้าวเซินข่มขู่เสียจนไม่กล้าไปไหน มิหนำซ้ำยังกลับมาโกหกจ้าวซิวหยวนอีกด้วย

          จังหวะนั้น ปลายพู่กันพลันสะดุด จ้าวซิวหยวนวางพู่กันลงแล้วขยำกระดาษทิ้ง หยิบเอากระดาษเยื่อไผ่แผ่นใหม่ขึ้นมาปูไว้บนโต๊ะ เขาหยุดนิ่งอยู่พักใหญ่ไม่จรดปลายพู่กันเสียที จิตใจเหม่อลอยไปไกล

          ดวงตาคมเข้มจ้องมองกระดาษขาวนวล มุมปากยกขึ้นน้อยๆ“อิงอิง หากข้าได้เห็นหน้าเจ้าสักครั้ง จะต้องวาดได้ดีกว่านี้เป็นแน่”

          เขาแก้สายรัดแขนเสื้อ เดินออกจากห้องหนังสือขึ้นไปบนชั้นสอง ผลักหน้าต่างที่สลักลวดลายแปดเซียนข้ามทะเลออก แล้วมองไปยังสวนหน้าห้องของจี้อิงอิงที่ห่างออกไปหนึ่งช่วงถนน

          สวนหน้าหอของจี้อิงอิงมีผักเลือดต้นใหญ่ปลูกอยู่ตรงกลาง กิ่งก้านสาขาที่แผ่ขยายไปทั่วนั้นกลับมีช่องว่างเล็กๆ ที่เผยให้เห็นหน้าต่างห้องปักผ้าราวกับจงใจ จ้าวซิวหยวนอดไม่ได้ที่จะพึมพำเบาๆ ว่า “อิงอิง หากเจ้ามีใจตรงกัน โปรดเยี่ยมหน้าออกมาให้ข้าได้ชื่นชม

สักนิดเถิด”

          ทันใดนั้น เขาก็เห็นจี้อิงอิงผลักบานหน้าต่างที่กั้นด้วยม่านสีชมพูออกมา

          ห่างกันหนึ่งช่วงถนนเช่นนี้ จ้าวซิวหยวนมองไม่เห็นสีหน้าท่าทางของหญิงสาว รู้เพียงว่ามีร่างอรชรยืนอยู่ริมหน้าต่าง กระนั้นจ้าวซิวหยวนมั่นใจยิ่งว่านั่นมิใช่หญิงอื่น แต่เป็นจี้อิงอิงอย่างแน่นอน

          กิ่งไม้ทอดตัวสูงขึ้นไปบนหลังคา ภายใต้กรอบหลังคาสีดำกับพนังขาวสะอาด ม่านสีชมพูอ่อนหวานตัดกับสีเขียวขจี เสมือนยอดหญ้าที่แตกกอในฤดูวสันต์ สดชื่นไร้มลทิน จิตใจชายหนุ่มเต้นโลดไม่หยุดเผลอเอ่ยปากออกไปอีกครั้ง “อิงอิง ข้าอยู่นี่”

          จี้อิงอิงปักพระคัมภีร์จนเมื่อยล้า จึงยืดตัวบิดขี้เกียจเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้นด้วยความเบื่อหน่าย หางตาเหลือบเห็นผ้าสีครามบนหอสูงพลิ้วไหวไปตามลม นางเบิกตากลมโตขึ้นทันที ยกมือโบกไปมาส่งให้

          จิตใจคล้ายดั่งล่องลอยอยู่ในสายลม จ้าวซิวหยวนรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าทันใด ความคิดถึงเอ่อล้นออกมาจนห้ามไม่อยู่ เขายิ้มกว้างพร้อมกับกางแขนออกทั้งสองข้าง

          ชายเสื้อสีครามเปิดกว้าง เสมือนอ้อมกอดที่อ้ารับหญิงสาว จี้อิงอิงเข้าใจความหมายของจ้าวซิวหยวน ใบหน้าของนางร้อนผ่าว จับจ้องเขาตาไม่กะพริบ ผ่านไปพักใหญ่ เมื่อจ้าวซิวหยวนโบกมืออำลา หญิงสาวจึงผละออกจากบานหน้าต่างด้วยความเขินอาย แต่ยังไม่คลายความรู้สึกอยากพบหน้า จึงแอบชะเง้อมองออกไปทางหน้าต่าง จนไม่เห็นชุดสีครามของจ้าวซิวหยวนแล้วจึงยอมถอยออกมาพลางลูบใบหน้าร้อนผ่าวของตนเบาๆ

          หลิงเอ๋อเดินเข้ามาในห้อง เห็นว่าหน้าต่างเปิดกว้างรับลมอยู่จึงรีบเข้าไปปิดแล้วบ่นพึมพำกับตัวเอง “ประเดี๋ยวยุงร้ายก็เต็มห้องพอดี คืนนี้ต้องจุดเฮียเฮียะมากหน่อยเสียแล้ว”

          จี้อิงอิงรู้สึกเหมือนถูกจับได้จึงไม่ต่อปากต่อคำ นั่งมองพระคัมภีร์ที่ปักคาไว้ครึ่งหนึ่งแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียวหน้าโต๊ะปัก ไม่ยอมลงมือสานต่อ

          เมืองเสฉวนขึ้นชื่อเรื่องปักผ้าไม่แพ้กัน

          บันทึกในตำราหัตถกรรมแคว้นสู่กล่าวไว้ว่า แคว้นสู่มั่งมีเส้นไหม เส้นไหมผลิตผ้าได้หลายหลาก ผ้าปักแบบต่างๆ จากชาวบ้านเป็นที่เลื่องลือไปไกล ในยุคราชวงศ์ฮั่น ผ้าปักแคว้นสู่ก็โด่งดังไม่แพ้ผ้าไหมทอแคว้นสู่ สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน แบ่งออกเป็นสิบสองรูปแบบ กระบวนการปักกว่าร้อยยี่สิบสองวิธี ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสี่ยอดผ้าปัก

          อาภรณ์จะสง่างามได้ด้วยลายปัก ผ้าปักเส้นไหมนี้ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนห้าประการ เพื่อตกแต่งให้เสื้อผ้าหรูหรายิ่งขึ้น เมื่อปักลงบนผ้าไหมทอก็จะยิ่งทวีความล้ำค่าขึ้นอีกมหาศาล

          สตรีที่ยังไม่ออกเรือนล้วนแต่ต้องทำงานเย็บปักอยู่กับบ้าน หญิงสาวในสมัยราชวงศ์ถังมักปักถุงเครื่องหอมให้ชายหนุ่มที่หมายปองเป็นเรื่องปกติ ตามบทกวีจีนที่ว่า “ถึงคราวพักปักผ้าจึงถามไถ่ นกรักครองใจเขียนอย่างไรหนอ”

          ฮูหยินจี้ไม่อนุญาตให้จี้อิงอิงเรียนวิธีย้อมผ้า แต่เรื่องเย็บปักนางกลับสนับสนุนอย่างยิ่ง

          จะทำโทษทั้งที การโบยตีหรือจะสู้ให้นางปักผ้าจำนวนมาก แล้วนำไปเปลี่ยนเป็นเงินยังดีเสียกว่า ฮูหยินจี้เลี้ยงลูกโดยลำพังมาเป็นเวลานาน แม้แต่บทลงโทษก็ยังตอบโจทย์ชีวิตจริงได้ถี่ถ้วน

          ห้องปักผ้าของจี้อิงอิงกินพื้นที่กว่าครึ่งของหอกลาง ตั้งแต่ได้ลอบสบตากับจ้าวซิวหยวนในคราวนั้น จี้อิงอิงยิ่งอยากออกจากบ้านในเร็ววันเข้าไปใหญ่ นอกจากกินข้าวและพักผ่อน จี้อิงอิงก็ตั้งโต๊ะปักขึ้นมาสามตัวแล้วนั่งปักผ้าอย่างเอาเป็นเอาตายไปพร้อมกับหลิงเอ๋อและเซียงเอ๋อ

          “คุณหนู ทำแบบนี้จะดีหรือเจ้าคะ” หลิงเอ๋อเอ่ยปากถาม ความจริงนางก็มิได้พูดเก่งไปกว่าเซียงเอ๋อ และไม่เคยจะคิดไม่ซื่อกับคุณหนู เพียงแต่ว่าสัญญาว่าจ้างอยู่ในกำมือของฮูหยินจี้ เมื่อฮูหยินจี้สั่งให้มาอยู่เป็นหูเป็นตา นางก็ได้แต่รายงานตามความจริง

          จี้อิงอิงเข้าใจดี นางมิได้โกรธแค้นหลิงเอ๋อแต่อย่างใด ทว่าก็รู้สึกขุ่นเคืองอยู่เนืองๆ เมื่อได้ยินหลิงเอ๋อถามเช่นนี้ จึงเงยหน้าขึ้นมองแล้วเอ่ยว่า “ฮูหยินสั่งให้ปักพระคัมภีร์สิบจบ แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามมิให้พวกเจ้าช่วยข้านี่นา อีกอย่าง ก็ไม่ได้สั่งห้ามปักคัมภีร์ซินจิงเสียหน่อย ถ้าเจ้าไม่เต็มใจช่วยข้าก็ไปฟ้องฮูหยินสิ ท่านแม่ตั้งกฎมาเช่นนี้ย่อมต้องรักษาคำพูด”

          คุณหนูเอ่ยวาจามีเหตุผล หลิงเอ๋อค่อยเบาใจลงได้ พลันก้มหน้าก้มตาปักผ้าต่อไป

          คัมภีร์ซินจิงมีตัวอักษรจำนวนน้อยที่สุด แค่สองร้อยคำเศษๆ เห็นจะได้มีสาวใช้สองนางคอยช่วย ไม่เกินสิบวันก็คงปักเสร็จเรียบร้อย จี้อิงอิงยิ่งคิดก็ยิ่งได้ใจ เหตุใดข้าถึงฉลาดเพียงนี้หนอ

          เสียงเคาะประตูสวนหน้าหอดังขึ้นเป็นระยะ จี้อิงอิงฟังก็รู้ว่าเป็นพี่ชายของตน หญิงสาวปักเข็มลงบนโต๊ะแล้ววิ่งฉิวไปต้อนรับอย่างมีความสุข

          ยังไม่ทันถึงประตูสวนก็เห็นบ่าวรับใช้เปิดประตูออกจนกว้าง จี้เหย้าถิงหอบกระดาษกองโตเดินเข้ามายังลานด้านใน

          “พี่ใหญ่ ข้าคิดถึงแทบแย่ ท่านไม่มาหาข้าตั้งหลายวัน ข้าจะเฉาตายอยู่แล้ว” จี้อิงอิงบ่นกระปอดกระแปด พร้อมกับฉุดจี้เหย้าถิงให้มานั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ใต้ต้นไม้ พลางตะโกนสั่ง “เซียงเอ๋อ ยกน้ำชามาให้ข้าที”

          จี้เหย้าถิงมีเรื่องคับอก สายตาที่มองน้องสาวคล้ายจะเจาะลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งในจิตใจของนาง

          น้องสาวคนนี้กำลังอยู่ในวัยสาวสะพรั่ง ใบหน้าเกลี้ยงเกลาขาวผ่อง ไร้รอยกระไฝฝ้า ไม่ต้องใช้เครื่องประทินโฉมแก้มก็อมชมพูโดยธรรมชาติ ขนจิ๋วอ่อนนุ่มปกคลุมใบหู เสมือนลูกท้อสุกปลั่งกำลังดีที่อยู่ปลายต้น ช่างน่ารักน่าชัง ดูหวานฉ่ำเสียจนอยากกัดชิมสักคำ

          “อิงอิง......”

          “เกิดอะไรขึ้นรึ”

          จี้อิงอิงถอยหลังโดยไม่ต้องหยุดคิด นางรู้จักพี่ชายตนเองดี ถ้ามิใช่เพราะมีเรื่องลำบากใจ เขาจะไม่เอ่ยชื่อนางเช่นนี้ ปกติจี้เหย้าถิงจะเรียกนางว่า น้องอิงอิง น้องรัก หรือน้องสาว... จี้อิงอิงเชิดคางขึ้นด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง “ข้าสาบานกับท่านแม่แล้วว่าจะไม่เข้าห้องย้อม ไม่ย้อมไหมอีกต่อไป ท่านอย่าคิดจะซื้อตัวข้า ข้าไม่อยากถูกขังเช่นนี้ไปตลอดชีวิต”

          เซียงเอ๋อยกน้ำชามาวางบนโต๊ะ

          จี้เหย้าถิงกวาดตามองรอบๆ ลานหน้าหอ แล้วกวักมือเรียกเซียงเอ๋อ “ไปหยิบไม้หนีบมาให้ข้าที”

1.7

          กลางลานกว้างมีเชือกสำหรับตากผ้าขึงอยู่สองสามเส้น พี่ใหญ่จะทำอะไรกันนะ จี้อิงอิงก้มมองม้วนกระดาษที่พี่ชายของนางวางไว้บนโต๊ะไม้ “พี่ใหญ่ มิใช่ว่าท่านแม่เปลี่ยนใจ ให้ข้าหันมาปักผ้าม่านหรือฉากกั้นหรอกนะ ข้าไม่มีเวลาว่างมากมายถึงเพียงนั้น ท่านแม่บอกให้ปักพระคัมภีร์ มิได้ระบุนี่นาว่าให้ปักชิ้นใหญ่ขนาดนี้ อืม... แต่ก็ใช่ว่าจะปักไม่ได้หรอกนะ ขอแค่ปล่อยข้าออกจากบ้านก็พอ”

          สมัยราชวงศ์ถังนิยมดื่มเซนชา แคว้นสู่มีภูมิประเทศเหมาะสม รอบข้างแวดล้อมไปด้วยภูเขาและลำธาร จึงเริ่มมีใบชาที่ไม่ผ่านการบีบอัดเกิดขึ้น จี้เหย้าถิงรินชาเหมืองติ่งกานลู่ลงในถ้วยสองใบ ยิ้มให้นางแล้วกล่าวว่า “ดูเจ้าสิ คิดไปไหนต่อไหนเสียแล้ว พี่แค่อยากให้เจ้าช่วยวิจารณ์ฝีมือวาดภาพเหล่านี้สักหน่อย”

          จริงรึ จี้อิงอิงรู้สึกว่าวันนี้พี่ชายผิดแปลกกว่าทุกที นางเอื้อมมือไปหยิบภาพวาดบนโต๊ะ แต่ถูกจี้เหย้าถิงยกมือห้าม “ดูแบบนี้เมื่อยตา แขวนไว้สะดวกกว่า”

          จี้อิงอิงขานรับเบาๆ เพิ่งจะเข้าใจว่าเหตุใดพี่ชายถึงให้เซียงเอ๋อไปหาไม้หนีบ หญิงสาวค่อยๆ จิบชาในถ้วย ส่วนสายตาก็เหลือบมองหลังคาบ้านตระกูลจ้าวที่อยู่ไกลออกไป แล้วถามไถ่อย่างคลุมเครือว่า “พี่ใหญ่ เรื่องที่ข้าฝากท่านเป็นธุระให้ ได้ความอย่างไรบ้าง”

          เป็นอย่างไรรึ นายหญิงประจำตระกูลจ้าว มารดาแท้ๆ ของจ้าวซิวหยวนไม่เห็นชอบน่ะสิ!

          จี้เหย้าถิงมองใบหน้าที่แสร้งทำเป็นถามลอยๆ แต่ซ่อนความเขินอายไว้ไม่อยู่ของน้องสาว แล้วฝืนตอบเพื่อมิให้ทำร้ายจิตใจของนาง “วันที่เก้าเดือนสิบเป็นงานประกวดผ้าไหม นายท่านผู้เฒ่าตระกูลจี้อยากให้จ้าวซิวหยวนออกแบบผ้าอีกสักผืนเพื่อส่งเข้าประกวด เขาก็เลยไม่มีเวลา”

          คิดไว้แล้วเชียวว่าต้องเป็นเช่นนี้ คนบ้าจ้าวซิวหยวน เหตุใดไม่รู้จักบอกจ้าวผิงให้มาส่งข่าว ทำเอานางต้องรอเก้อ มิหนำซ้ำยังไปเจอหนอนน่าเกลียดตัวเบ้อเริ่ม รอให้จบงานประกวดก่อนเถิด จะเอาคืนให้สาสมเชียว จี้อิงอิงวางแผนการร้ายกาจอยู่ในใจ ท่าทางเบิกบานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ไหน ให้ข้าดูสิว่าท่านนำภาพอะไรมา”

          “หลับตาเสียก่อน อย่าเพิ่งดู รอให้พี่จัดเสร็จค่อยหันกลับมาเข้าใจหรือไม่” จี้เหย้าถิงถือภาพวาดแล้วหันหลังกลับ พลางเรียกเซียงเอ๋อและหลิงเอ๋อให้ออกมาช่วยหนีบภาพวาดไว้บนเชือก

          สาวใช้ทั้งสองตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น จี้เหย้าถิงถลึงตาเป็นสัญญาณ ก่อนจะโบกมือให้พวกนางออกไปได้

          “พี่ใหญ่ เสร็จหรือยัง” จี้อิงอิงอดกลั้นไม่หันหน้ากลับมาดูอยู่เป็นนาน แต่แล้วก็พลันประหลาดใจในสีหน้าพิลึกพิลั่นของเซียงเอ๋อและหลิงเอ๋อ สาวใช้ทั้งสองยอบกายคำนับขอตัว ก่อนจะวิ่งกลับห้องไปด้วยใบหน้าแดงก่ำ

          “น้องอิงอิง มานี่เถิด”

          จี้เหย้าถิงภูมิใจผลงานในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาของตน ช่างคุ้มค่าเหนื่อยเสียจริง

          จี้อิงอิงหันหน้ามาด้วยความยินดี แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักอยู่กับที่ ภาพซึ่งแขวนอยู่บนเชือกล้วนเป็นรูปของบุรุษ บ้างก็นั่ง บ้างก็ยืน... มีทั้งรูปเต็มตัวและเฉพาะส่วนของใบหน้า

          พี่เหย้าถิงคิดจะทำอะไร

          จี้เหย้าถิงก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ลากแขนน้องสาวไปยังภาพใบแรก “นี่คือนายน้อยตระกูลเซิ่งที่เมืองยี่โจว เจ้ารู้จักตระกูลเซิ่งใช่หรือไม่ เครื่องเรือนของตระกูลเซิ่งขึ้นชื่อว่าทนทานกว่าร้อยปี จำได้ว่าตอนงานประกวดผ้าไหมเมื่อปีกลายเจ้าถูกใจลิ้นชักเครื่องแป้งไม้แดงอยู่ชุดหนึ่ง ที่มีลิ้นชักทั้งหมดเก้าช่อง เคลือบขอบด้วยด้ายเงิน รูปร่างกะทัดรัด

เจ้าบอกว่าจะเก็บเงินซื้อมิใช่หรือ คุณชายเซิ่งปีนี้อายุครบสิบเจ็ด ฝีมือเป็นเลิศ ดูสิ หน้าตาเรียบร้อยดีใช่หรือไม่ ที่สำคัญไปกว่านั้นเขามีน้องสาวแค่สองนาง ล้วนแต่หมั้นหมายไปหมดแล้ว ไม่มีใครมาแย่งชิงสมบัติกับเขา นิสัยใจคอยอดเยี่ยมเป็นที่กล่าวขวัญของเพื่อนบ้าน”

          จี้อิงอิงสะดุ้งเบาๆ ราวกับถูกใครเอาเข็มปักหัวใจ

          “ส่วนนี่เป็นรูปของคุณชายรองตระกูลจู ที่เปิดโรงย้อมผ้าอยู่บนถนนเส้นเดียวกับเรา เจ้าชอบย้อมไหมมิใช่หรือ ในเมื่อเรียนที่บ้านไม่ได้ ไปเป็นสะใภ้บ้านเขาก็สิ้นเรื่อง เจ้าเคยพบหน้าจูเอ้อหลาง* แล้วนี่ คนที่ตอนเด็กๆ เจ้าถีบตกน้ำแต่เขายังหันมาส่งยิ้มให้อย่างไรเล่า ตอนนี้โตแล้ว ตัวสูงโปร่งกว่าปีกลายอีกเป็นฉื่อ** มิตรสหายต่างชื่นชมว่าเขาจริงใจเป็นสุภาพบุรุษ พี่รู้มาตั้งแต่เด็กแล้วว่าจูเอ้อหลางจะดูโง่เขลาก็เฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าเจ้าเท่านั้น รับรองว่าต้องเป็นคนกลัวเมียแน่”

          จี้เหย้าถิงยิ่งพูดยิ่งสนุกปาก บุรุษที่เขาเลือกมาเหล่านี้ บางคนก็เคยขอหมั้นหมายจี้อิงอิงมาก่อน อย่างเช่นคุณชายรองตระกูลจูเป็นต้น แต่ก็มีอีกหลายคนที่เขาออกไปเสาะหาด้วยตนเอง จี้เหย้าถิงลงทุนไปไม่น้อยเพื่อน้องสาวคนนี้ เขาใช้เงินเก็บก้อนโตจ้างคนสืบข้อมูล ไม่เพียงแต่ได้ประวัติในเชิงลึก ยังจ้างช่างภาพมาช่วยวาดรูปร่างหน้าตาไว้อีกด้วย แต่ละบุรุษที่เลือกสรรล้วนมีชาติตระกูลเหมาะสมกับตระกูลจี้ นิสัยใจคอก็ไม่มีปัญหา จี้เหย้าถิงยังคำนึงถึงบิดามารดาของฝ่ายชาย เขาคัดกรองมาแต่ครอบครัวที่ใจกว้างและมีเมตตา

          น้ำตาเม็ดใหญ่ร่วงหล่นโดยไม่ทันตั้งตัว จี้อิงอิงเงยหน้ามองลอดกิ่งไม้ไปยังสวนหน้าหอเถิงหยวนของตระกูลจ้าว นางไม่เชื่อ...

          ไม่เชื่อว่าจ้าวซิวหยวนที่อ้าแขนรับตนในวันนั้นจะไม่ยอมแต่งกับนาง!

          “อิงอิง” จี้เหย้าถิงกำลังบรรยายอย่างออกรส กลับหันมาพบว่าใบหน้าน้องสาวมีน้ำตาไหลริน รู้สึกจิตใจปวดร้าวขึ้นมาทันที ชายหนุ่มโอบน้องสาวเข้ามากอดไว้ ลูบหลังลูบไหล่นางเบาๆ ไม่รู้ว่าควรปลอบใจอย่างไร

          “ให้เขามาบอกต่อหน้าข้า” จี้อิงอิงผละจากพี่ชาย เม้มปากแน่น ดวงตาเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำ ท่าทางดื้อดึงไม่ยอมแพ้

          จี้เหย้าถิงยกมือเกาศีรษะ เขาเองก็ยังไม่มีโอกาสได้พบหน้าจ้าวซิวหยวน

          “ตระกูลจ้าวมัวแต่ยุ่งอยู่กับเรื่องประกวดผ้าไหมกันน่ะสิ”

          “อีกไม่กี่วันจะถึงวันไหว้พระจันทร์แล้ว เมื่อท่านแม่ปล่อยข้าออกไปลอยกระทงดอกไม้ ข้าจะไปรอเขาที่สะพานซ่งเซียน” พูดจบจี้อิงอิงก็จ้องจี้เหย้าถิงตาเขม็ง “ถ้าไม่อยากแต่งกับข้าก็ต้องมาบอกกันต่อหน้า ข้าจะไม่ไปเกาะแกะเขาอีก”

          สิ้นเสียง จี้อิงอิงก็หันหลังตรงกลับห้อง จี้เหย้าถิงอยากจะกล่าวอะไรบางอย่างกับน้องสาว แต่ก็ได้แค่ขยับปากอึกอัก แล้วก็ก้มหน้าก้มตาเก็บภาพวาดที่แขวนอยู่บนเชือก

          จี้อิงอิงเดินไปได้สองสามก้าวก็หันกลับมาตะโกนบอกจี้เหย้าถิงว่า “เก็บไว้ให้ข้าด้วย ห้ามทิ้งเสียเล่า”

          “ย่อมได้” จี้เหย้าถิงตอบรับ พลันหลุดหัวเราะออกมา นี่สิ น้องสาวของข้า ไม่มีทางเสียใจจะเป็นจะตายเพื่อผู้ชายเพียงคนเดียวที่ไม่ยอมแต่งงานกับนางหรอก

 

          จ้าวปิ่งซง ประมุขบ้านตระกูลจ้าวคนปัจจุบัน หรือก็คือบิดาของจ้าวซิวหยวนกำลังชมภาพผ้าไหมทออยู่ในหอเก็บสมบัติกับนายท่านผู้เฒ่าตระกูลจ้าว

          สถานที่แห่งนี้ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดที่สุดภายในบ้าน ห้องทั้งห้าทะลุถึงกันโดยไม่มีกำแพงกั้น จึงกว้างขวางกว่าห้องอื่นๆ หลังคามุงด้วยกระเบื้องแก้วหมิงหว่า แสงอาทิตย์สามารถลอดผ่านส่องตรงไปยังภาพผ้าไหมที่แขวนอยู่บนฉากกั้นจนดูเปล่งประกายราวกับมีชีวิต

          นายท่านผู้เฒ่าค่อยๆ ขยับฉากกั้น แสงตกกระทบที่เปลี่ยนไปทำให้ผ้าไหมสะท้อนแสงให้สีสันที่แตกต่างกัน เขายืดตัวขึ้นแล้วถอนหายใจ “ริมธารใต้รัศมีจันทร์--ภาพนี้ของเจ้าใหญ่สวยงามอยู่ไม่น้อย แต่ต้นอ้อด้านนี้โหรงเหรง ขาสุนทรียภาพที่ให้ความรู้สึกสงบนิ่ง ได้อารมณ์เงียบเหงาวังเวงเข้ามาแทน ยากที่จะถูกใจผู้คน หากหวังชัยชนะจากการประกวดคงเป็นเรื่องยากโดยแท้”

          ภาพผ้าไหมปักกว่าสิบผืนเรียงต่อกันตรงหน้า ทั้งภาพนก ดอกไม้ สัตว์มงคล ลวดลายต่างๆ มากมายลานตา ภาพเหล่านี้ล้วนแต่ถูกคัดกรองมาแล้วอย่างละเอียด ไหมทุกเส้นมีหยาดเหงื่อของเหล่าช่างทอฝีมือเยี่ยมในตระกูลแทรกซึมอยู่ แต่ก็ยากจะเป็นที่พอใจของนายท่านผู้เฒ่า

          สำหรับจ้าวปิ่งซงแล้ว ไม่ว่าภาพไหนหากวางขายในตลาดก็ล้วนแต่เป็นภาพชั้นยอดที่หาชมได้ยากทั้งสิ้น เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ท่านตั้งความหวังกับตระกูลจ้าวไว้สูงเกินไปหรือไม่”

          นายท่านผู้เฒ่ากระแทกลมหายใจออกมาดังๆ แล้วกล่าวอย่างไม่ไว้หน้า “เพราะแบบนี้ ตลอดเวลายี่สิบกว่าปีที่เจ้าดำรงตำแหน่งประมุข ตระกูลจ้าวจึงไม่เคยได้รับแต่งตั้งเป็นราชาแห่งไหมเลยแม้แต่ครั้งเดียว”

          จ้าวปิ่งซงหน้าแดงด้วยความละอาย พลันชี้นิ้วไปยังภาพของจ้าวซิวหยวน แล้วตอบกลับด้วยท่าทีกระด้างกระเดื่องว่า “ผ้าไหมปักของลูกรองผืนนี้ ข้าคิดว่าไร้ที่ติจริงๆ”

          “ภาพนกยูงปักเลื่อมชิ้นนี้งามอย่างที่เจ้ากล่าว สมกับเป็นวิชาของตระกูลจ้าว เรียบหรูสง่างาม หางของนกยูงแต่ละเส้นสะท้อนสีที่แตกต่างกันตามทิศทางแสง ตัวนกปักได้สมจริง ราวกับมายืนอยู่ตรงหน้า”

          ฟังผู้เป็นบิดาเอ่ยชื่นชมบุตรชายถึงเพียงนี้ ชัดเจนว่าปลาบปลื้มในตัวจ้าวซิวหยวนมากกว่าหลานคนโตจากฝั่งบ้านของน้องชาย จ้าวปิ่งซงยิ้มกริ่ม ดวงตาเป็นประกายด้วยความยินดี

          “ต่อให้ปักจนมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ก็ใช่ว่าจะชนะ”

          นายท่านผู้เฒ่าทอดถอนใจ มองหน้าบุตรชายแล้วกล่าวว่า “เจ้ากำลังสงสัยใช่หรือไม่ ว่าเหตุใดข้าถึงพูดเช่นนี้ เจ้าลืมไปแล้วหรือ เมื่อปีที่แล้ว ภาพที่ทำให้ตระกูลหยางชนะเป็นภาพพยัคฆ์เปรียวโผนลงเขา ต่อให้เจ้ารองปักลวดลายปักษาสยายปีกได้สมจริง ก็ต้องพ่ายแพ้ตรงที่ไม่มีความแปลกใหม่ และต่อให้ชนะการประกวดในปีนี้ ผู้คนก็คงหัวเราะเยาะว่าตระกูลจ้าวเก็บความคิดเก่าของคนอื่นมาใช้ สร้างสรรค์เองไม่เป็น หากว่าภายในสองเดือนข้างหน้ายังไม่ได้ภาพที่ดีกว่า ต่อให้ต้องเลือกภาพริมธารใต้รัศมีจันทร์ของเจ้าใหญ่ลงแข่ง ข้าก็ไม่ยอมส่งภาพของเจ้ารองไปให้คนเขาดูถูกแน่”

          ราวกับถูกชกเข้าที่กลางอก จ้าวปิ่งซงขนลุกชัน ความรู้สึกภาคภูมิใจที่มีต่อบุตรชายหายวับไปกับตา ตามมาด้วยความขุ่นเคือง ก่อนจะนำภาพร่างไปทอเป็นผืนและปักจนเป็นภาพผ้าไหมปัก ก็ได้เอาแบบมาให้นายท่านผู้เฒ่าพิจารณา แล้วเหตุใดถึงไม่บอกเสียตั้งแต่ต้น ปล่อยให้ลูกรองต้องเสียเวลาอยู่หลายเดือน ทำเช่นนี้ท่านพ่อเข้าข้างหลานชายคนโตชัดๆ

          นายท่านผู้เฒ่ารู้ทันความคิดของบุตรชาย จึงตัดพ้อด้วยความโมโหว่า “ตำแหน่งประมุขของตระกูลจะตกอยู่ที่ใครนั้นไม่สำคัญ เหนืออื่นใดคือผ้าไหมตระกูลจ้าว หากประมุขของตระกูลจิตใจคับแคบคิดไม่เป็นเช่นนี้ ตระกูลจ้าวย่อมมีแต่รอวันเสื่อมสลาย”

          “ขอรับ” จ้าวปิ่งซงยังคงคลางแคลงไม่น้อย

          หากท่านพ่อปักใจจะส่งภาพริมธารใต้รัศมีจันทร์เข้าร่วมการแข่งขัน จนทำให้จ้าวซิวหยวนต้องพลาดตำแหน่งประมุขตระกูลรุ่นต่อไป ให้ตายจ้าวปิ่งซงก็คงวางเฉยไม่ได้อยู่ดี

          หลังช่วงเวลาแห่งการระบายโทสะผ่านพ้น นายท่านผู้เฒ่าก็เดินออกมาจากหอเก็บสมบัติ เขายืนมองหลังคาเรือนนับร้อยของบ้านตระกูลจ้าวแล้วกล่าวด้วยท่าทีอ่อนลง “เจ้าสามารถดูแลตระกูลจ้าวไม่ให้ตกต่ำลงไป ก็นับว่ามีคุณต่อตระกูลจ้าว เพียงแต่น้องชายทั้งสองของเจ้าอาจไม่พอใจนัก หากว่าปีนี้สามารถคว้าตำแหน่งราชาแห่งไหมมาครอง เจ้าก็จะเบาใจลงได้ เจ้ารองมีพรสวรรค์เหนือกว่าเจ้าใหญ่อยู่ไม่น้อย แต่ที่ข้าไม่ได้พูดออกมาก็เพราะยังอยากให้โอกาสหลานชายคนนี้อีกสักครั้ง

ข้าเองก็หวังให้หลานชายคนรองช่วยนำพาตระกูลจ้าวให้รุ่งเรืองอีกครั้ง”

          “ท่านพ่อ” คำพูดของนายท่านผู้เฒ่าทุ้มต่ำทรงพลัง ความอบอุ่นแผ่ซ่านคลี่คลุมจ้าวปิ่งซงจนน้ำตาเอ่อคลอ

          นายท่านผู้เฒ่าตบหัวก็แล้ว ลูบหลังก็แล้ว สุดท้ายจึงกล่าวให้ได้คิดว่า “ฮูหยินหยางสือ--นายหญิงประจำตระกูลหยางมีพี่ชายเป็นขุนนางระดับหกอยู่ที่เมืองจี้โจว ลูกสาวคนรองของบ้านหลักแต่งงานกับลูกชายเสนาบดีผู้ดูแลผ้าไหม หากตระกูลจ้าวอยากช่วงชิงตำแหน่งราชาแห่งไหม จะต้องชนะตระกูลหยางทั้งด้านความหมายและความงดงามของผืนผ้า ท่ามกลางฝูงชนมากมายที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน ต่อให้ตระกูลหยางมีขุนนางคอยช่วยเหลือก็ทำอะไรไม่ได้ ตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบปี ตระกูลหยางครอบครองตำแหน่งราชาแต่เพียงผู้เดียว ขืนปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป แม้ผ้าไหมของตระกูลจ้าวจะงดงามแค่ไหนหากไร้ซึ่งชื่อเสียง สักวันคงถึงคราวอับจน ครอบครัวตกยาก ใครขึ้นนั่งเป็นประมุขของตระกูลยังจะมีความหมายอันใดอีก หากเจ้ารองไม่เข้าใจในข้อนี้ มิสู้ให้หลานชายคนโตเป็นประมุขของตระกูลเสียดีกว่า เจ้าใหญ่เป็นคนซื่อตรงพึ่งพาได้ สามารถดูแลตระกูลมิให้ตกต่ำข้าก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าลูกหลานตระกูลจ้าวจะยากไร้ขัดสน”

          จ้าวปิ่งซงตื่นตระหนกขึ้นมาอีกครั้ง ภายนอกรับคำด้วยความนอบน้อม แต่เบื้องลึกกำลังวางแผนต่อไปว่า ในเมื่อท่านพ่อตั้งใจแน่วแน่ที่จะไม่ส่งภาพนกยูงปักเลื่อมลงแข่ง แต่จะส่งภาพของหลานชายคนโตเข้าประกวดจริง หากภายหลังตนแต่งตั้งลูกรองขึ้นเป็นประมุขของตระกูล น้องชายทั้งสองย่อมนำเรื่องนี้มาสร้างความวุ่นวายได้ ที่ท่านพ่อเล่าให้เขาฟังเช่นนี้ ก็เพื่อให้เขาไปเตือนจ้าวซิวหยวนให้ตื่นตัวกว่าที่เป็นอยู่

อย่ามัวแต่มั่นใจในภาพนกยูงของตัวจนเกินไป

1.8

 

            ท่ามกลางหมอกสีเขียวอ่อนจาง

          ผนังสีขาวตัดกับหลังคาสีเข้ม ผีเสื้อโบยบินอยู่ริมหน้าต่าง หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวยื่นมือออกไปรองรับ ข้อมือขาวนวลดั่งหิมะ แม้จะเป็นภาพเสี่ยอี้ที่ร่างคร่าวๆ พอสื่ออารมณ์ แต่ก็สามารถแสดงให้เห็นถึงความร่าเริงสดใสของจี้อิงอิง

          จ้าวซิวหยวนสมองโลดแล่น ปลายพู่กันตวัดลื่นไหลดั่งสายลม ไม่นานก็ได้ภาพนี้ออกมา ตัวเขาเองก็ชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพียงแต่โดยทั่วไปแล้วภาพที่ใช้ทอผ้าไหมปักลายจะต้องเป็นภาพกงปี่ที่เน้นความประณีต มีรายละเอียดครบถ้วน ส่วนภาพเสี่ยอี้ที่ลายเส้นหนาเช่นนี้ยังไม่รู้ว่าจะต้องปักทออย่างไร จ้าวซิวหยวนเปรยเสียงเบาว่า “อิงอิง วันหน้าข้าจะต้องทอภาพนี้ออกมาให้ได้”

          “ลูกรอง”

          เมื่อได้ยินเสียงเรียกของบิดา จ้าวซิวหยวนก็รีบม้วนภาพที่อยู่ตรงหน้าเก็บแล้วโยนไว้ในแจกันข้างตัว พอหันหลังกลับก็เห็นจ้าวปิ่งซงเดินเข้ามาพอดี

          จ้าวซิวหยวนยิ้มพลางโค้งคำนับกล่าวว่า “ท่านพ่อมาได้อย่างไร”

          จ้าวปิ่งซงเหลือบเห็นกระดาษว่างเปล่าที่กางอยู่บนโต๊ะไม้และภาพร่างที่ถูกขยำเป็นกองอยู่ข้างๆ จึงเอ่ยด้วยความร้อนใจ “ได้ยินว่าสองสามวันที่ผ่านมา เจ้ากำลังวาดภาพแผ่นใหม่อยู่หรือ เป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรคืบหน้าหรือไม่”

          จ้าวซิวหยวนเลิกคิ้วด้วยความสงสัย “ท่านพ่ออยากให้ลูกออกแบบผ้าไหมลายใหม่หรือขอรับ”

          “ปู่ของเจ้าไม่ยอมส่งภาพนกยูงปักเลื่อมลงแข่งอย่างแน่นอน” จ้าวปิ่งซงสรุปความต้องการของนายท่านผู้เฒ่าให้บุตรชายฟังอย่างร้อนใจ

          เป็นความผิดของเขาเอง เป็นเพราะเขาไม่ยอมพ่ายให้แก่ภาพพยัคฆ์เปรียวโผนลงเขาของตระกูลหยาง จึงมัวแต่คิดจะเอาชนะด้วยการปักทอภาพสัตว์ซึ่งสมจริงยิ่งกว่า โดยลืมไปอย่างสิ้นเชิงว่าที่กระทำเช่นนี้เป็นการลอกเลียนแบบ มัวแต่วิ่งตามตระกูลหยางจนมิได้คิดสร้างสรรค์ด้วยตนเอง จ้าวซิวหยวนเลิกคิ้ว ความรู้สึกฮึกเหิมท่วมท้นจิตใจขึ้นมา

อีกครั้ง “ท่านพ่อโปรดวางใจ ก่อนวันที่เก้าเดือนสิบ ลูกจะต้องทอผ้าไหมผืนใหม่ออกมาได้อย่างแน่นอน”

          “เช่นนั้นก็ดี ได้ข่าวว่าปีนี้ตระกูลหยางส่งภาพที่มีชื่อว่าผ้าไหมสือจิ่งเข้าประกวด ลึกลับไม่ยอมเปิดเผย มิรู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ฟังจากชื่อแล้ว ต้องเป็นภาพอันตระการตาตามแบบฉบับของตระกูลหยางเป็นแน่ เจ้าลองวิเคราะห์ให้ดี เหลือเวลาอีกไม่มาก ถือเสียว่าทำเพื่อบิดาของเจ้า แม้ว่าชาตินี้พ่อจะมิได้ผิดต่อตระกูลจ้าว แต่ก็ไม่เคยได้ดำรงตำแหน่งราชาแห่งไหมเลยสักครั้ง รู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย ปีนี้ขอฝากความหวังไว้ที่เจ้า”

          “ท่านพ่อวางใจเถิด”

          จ้าวปิ่งซงตบบ่าบุตรชาย รู้สึกเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างเปี่ยมล้น

          เมื่อผู้เป็นบิดากลับไปแล้ว จ้าวซิวหยวนก็หันมาวิเคราะห์ภาพผ้าไหมสือจิ่งของตระกูลหยาง

          “ผ้าไหมสือจิ่ง ผ้าไหมสือจิ่ง ผ้าไหมแบบไหนกันที่เรียกได้ว่าเป็นผ้าไหมสือจิ่ง” จ้าวซิวหยวนครุ่นคิดอยู่นานก็นึกไม่ออกว่าภาพผ้าไหมสือจิ่งนี้จะเกี่ยวข้องกับสิ่งใด ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วคิดถึงจี้อิงอิงขึ้นมา “สาวน้อยปราดเปรื่อง ถ้าเป็นเจ้าต้องเดาออกแน่”

          ในเมื่อท่านปู่เห็นว่าฝีมือของเขาไม่แพ้ตระกูลหยาง ขาดก็แต่ลวดลายที่สื่อความหมายลึกซึ้งเท่านั้น... ด้วยความหัวเดียวกระเทียมลีบ จ้าวซิวหยวนจึงตัดสินใจไปขอคำปรึกษาจากจี้อิงอิงเสียหน่อย

 

 

          เช้านี้ จ้าวซิวหยวนยังไม่ทันได้ออกจากสวนเถิงหยวน ข่าวที่เขาจะไปหาจี้อิงอิงก็ถูกบอกต่อราวกับส่งไม้วิ่งผลัด สุดท้ายก็ถึงหูคนในบ้านอย่างไม่ต้องสงสัย

          ปกติแล้ว ทุกเช้าฮูหยินจ้าวเซินจะต้องละเลียดโจ๊กใบบัวหนึ่งถ้วย บรรจงกินหมั่นโถเล็กๆ สองลูกอย่างเชื่องช้า แล้วตบท้ายด้วยการคีบถั่วงอกชีวจิตเข้าปากอีกสองสามคำ เมื่อเสร็จสิ้นมื้อเช้าก็จะเข้าไปจัดความเรียบร้อยให้กับชุดทำงานของสามีซึ่งก็ถูกรีดจนเรียบไร้รอยยับยู่อยู่ก่อนแล้ว นางไม่ลืมส่งสายตาออดอ้อนเพื่อเติมความหวานชื่นให้ชีวิตสมรส จากนั้นจึงโบกมือสะบัดผ้าส่งสามีไปทำงานแล้วค่อยนำบ่าวรับใช้ทั้งหลายออกเดินเล่นในสวน

          ชมบุปผาบ้าง สูดดมกลิ่นมะลิบ้าง... นับเป็นการออกกำลังกายที่ดี

          ทว่าวันนี้ อย่าว่าแต่สบตาส่งคำหวานเลย แม้กระทั่งอาหารเช้านางก็ยังกลืนไม่ลง ได้แต่บิดผ้าเช็ดหน้าไปมาพลางชี้นิ้วไปทางนอกประตูอยู่พักใหญ่ “ท่านพี่ ท่านช่วยไปคุยกับลูกรองให้หน่อยเถิด ลูกของเรา

หลงเสน่ห์เด็กสาวตระกูลจี้นั่นจนหัวปักหัวปำแล้ว”

          ฮูหยินจ้าวเซินโกรธขึ้งดั่งไฟสุมขอน สุดท้ายก็ตัดสินใจมาฟ้องสามี

          จ้าวปิ่งซงหาได้เก็บมาใส่ใจไม่ เขาค่อยๆ กินโจ๊กอย่างละเมียดละไม รับผ้าที่สาวใช้บิดน้ำไว้หมาดๆ มาซับปากเบาๆ แล้วหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบช้าๆ ในที่สุดก็คลายสิ่งหมักหมมที่สะสมไว้ตลอดทั้งคืนด้วยการหายใจออกยาวๆ

          อา... สดชื่นกระปรี้กระเปร่านัก

          ครั้นเงยศีรษะไปสบใบหน้าบูดบึ้งเป็นขนมจีบของภรรยาก็หลุดหัวเราะออกมา กล่าวว่า “เจ้าจะเดือดร้อนไปไย”

          ไม่เดือดร้อนได้อย่างไร คุณชายใหญ่แต่งกับลูกสาวตระกูลหลิว--ตระกูลผ้าไหมเจ้าใหญ่แห่งเมืองยี่โจว อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ตอนนี้ลูกรองยังต้องกินต้องใช้จากเงินกงสีของบ้านอยู่ แต่ภรรยาของคุณชายใหญ่กลับมีร้านค้าติดตัวมาเป็นสินสมรสด้วยถึงสามแห่ง แห่งหนึ่งตั้งอยู่ในเมืองฉางอานเสียด้วย บ้านโน้นเขาตาดีได้สะใภ้มีอิทธิพล เป็นที่รู้จักของผู้คนมากหน้าหลายตา แต่เจ้าของโรงย้อมทางฝั่งนี้มีอะไรดีบ้าง!

          จ้าวปิ่งซงภายนอกหัวเราะชอบใจ ภายในสงบไร้กังวล “หากไม่ได้ตราประทับจากเจ้ากับข้า ลูกรองจะเอาอะไรไปแลกหนังสือสัญญาแต่งงานที่สำนักทะเบียนเล่า”

          จะพูดอย่างนั้นก็ถูก แต่นางไม่อยากฉีกหน้าบุตรชาย ไม่อยากทำลายภาพลักษณ์ท่านแม่ผู้โอบอ้อมอารีของตน ฮูหยินจ้าวเซินกล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “หากไม่ยอมตัดไฟเสียแต่ต้นลม เกิดภายภาคหน้าลูกของเราเอาจริงขึ้นมา แม้แต่คนเป็นพ่อ เขาก็ต้องคิดแข็งข้อเป็นแน่”

          “งานประกวดใกล้เข้ามาทุกที ตอนนี้เรื่องอื่นพักเอาไว้ก่อน ให้ถืองานประกวดเป็นสำคัญ สองเดือนนี้ต้องตามใจลูกรองให้มาก อยากให้ลูกเสียสมาธิหรือไร” จ้าวปิ่งซงกดเสียงลงต่ำแล้วกล่าวว่า “ที่ผ่านมา แม่หม้ายตระกูลจี้ยอมปฏิเสธแม้กระทั่งตำแหน่งภรรยาเอกของน้องสามเพื่อรักษาสูตรลับประจำตระกูลเอาไว้ เจ้าเองก็กล่าวเป็นนัยกับจี้ต้าหลางไปแล้วไม่ใช่หรือ คอยดูก็แล้วกัน ตระกูลจี้ต้องไม่ยอมรับการสู่ขอของลูกรองอย่างแน่นอน”

          ฮูหยินจ้าวเซินยังไม่คลายความกังวล “แต่ลูกของเราอยู่ในวัยฉกรรจ์ เกิดหุนหันไปทำเอาแม่หนูตระกูลจี้นั่น......”

          จ้าวปิ่งซงตอบอย่างไร้ยางอายว่า “ลูกเราเสียหายที่ไหนกันเล่า หากเกิดเรื่องเสื่อมเสียขึ้นมาก็ใช่ว่าตระกูลจ้าวจะไม่มีปัญญารับนางเป็นอนุภรรยานี่”

          อืม... ถ้ารับเป็นอนุก็ไม่ขัดข้อง เมื่อคิดได้ดังนั้น ฮูหยินจ้าวเซินก็รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจยิ่ง

          จ้าวซิวหยวนไม่มีทางรู้เลยว่า ระหว่างที่กำลังกินอาหารเช้าอยู่นั้น ผู้เป็นบิดาและมารดาได้วางแผนอนาคตให้ตนไปถึงไหนต่อไหนเสียแล้ว เขามุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลจี้ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

          ท่ามกลางแสงแดดรำไรในยามรุ่ง ประตูใหญ่บ้านตระกูลจี้เปิดเข้าหาปากซอยทางด้านข้าง หน้าบ้านเป็นร้านค้าขนาดสองห้องที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ด้านบนแขวนป้ายชื่อโรงย้อมไหมฮวานฮวา ส่วนใหญ่หากจี้เหย้าถิงไม่ได้ทำงานในโรงย้อมก็จะมานั่งเฝ้าร้าน ตอนที่จ้าวซิวหยวนมาเยือนนั้น ประตูร้านเพิ่งจะเปิดได้ไม่นาน จี้เหย้าถิงเพิ่งกินอาหารเช้าเสร็จและกำลังนั่งดื่มชาอยู่ในห้องรับรองหลังร้าน

          ท่าทีของจี้อิงอิงเป็นตัวกำหนดท่าทางของจี้เหย้าถิงไปโดยปริยาย เมื่อเห็นจ้าวซิวหยวนสาวเท้าเข้ามา จี้เหย้าถิงจึงต้อนรับขับสู้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

          จ้าวซิวหยวนเปิดเรื่องด้วยข้ออ้างเดียวกันกับที่จี้เหย้าถิงใช้เมื่อคราวก่อน “ได้ยินมาว่าจี้ต้าหลางต้องการให้ข้าช่วยวาดแบบร่างอย่างนั้นหรือ”

          “เกรงจะเป็นการรบกวนจ้าวเอ้อหลางเสียเปล่าๆ ข้าเองก็ได้แบบร่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ จ้าวเอ้อหลางยังอุตส่าห์มาด้วยตัวเอง ข้ารู้สึกเกรงใจนัก”

          หืม...

          “งานประกวดผ้าไหมก็ใกล้เข้ามาแล้ว จ้าวเอ้อหลางอย่ามัวเสียสมาธิกับเรื่องอื่นเลย เอาไว้ข้าจะรอไปแสดงความยินดีกับเจ้าถึงบ้าน”

          จี้เหย้าถิงกล่าวขอบคุณพลางบอกปัดอยู่ในที จ้าวซิวหยวนไม่เหลือเหตุผลที่จะใช้อ้างเพื่ออยู่ต่อเสียแล้ว แต่คนอย่างจ้าวซิวหยวนหาใช่บุรุษหน้าบางไม่ เขาถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ขอสารภาพตามตรง ข้ามาครานี้ก็เพราะเรื่องงานประกวดผ้าไหมนี่แหละ ข้าอยากขอคำปรึกษาจากคุณหนูรองสักเล็กน้อย”

          ตระกูลจ้าวแข่งขันทอผ้าไหม เกี่ยวข้องอันใดกับน้องรองของข้า? จี้เหย้าถิงไม่ยอมรับคำยกยอของอีกฝ่าย พลันเอ่ยย้อนกลับไปว่า “จ้าวเอ้อหลางกล่าวเกินไปแล้ว อย่าว่าแต่น้องรองจะทอผ้าไม่เป็นเลย ต่อให้นางสามารถก็คงไม่กล้าออกความเห็นส่งเดช เจ้ากลับไปเสียเถิด”

          อย่างที่คาดการณ์ไว้ไม่มีผิด จ้าวซิวหยวนมิเพียงไม่ยอมกลับ แต่ยังลุกขึ้นพลางกล่าวหน้าระรื่น “ข้าไม่ได้พบหน้าอิงอิงมาหลายวันแล้ว รู้สึกคิดถึงเป็นอย่างยิ่ง ขอพี่ใหญ่โปรดเปิดทางด้วยเถิด”

          นั่นอย่างไร เปลี่ยนมาเรียกอิงอิงเสียสนิทสนมเชียว แล้วยังมีหน้าเรียกเขาว่าพี่ใหญ่ อายุก็มากกว่าตั้งหนึ่งปี จี้เหย้าถิงรู้แก่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่รับมือได้ยาก สำหรับเขาแล้ว จ้าวซิวหยวนนั้นเปรียบเสมือนเม่นที่หงายท้องอาบแดด มองไปแล้วเห็นแต่พุงนุ่มนิ่มน่าเอ็นดู ทว่าพอเอื้อมมือสัมผัสเท่านั้นกลับโดนหนามทิ่มแทง มิน่าเล่า... น้องรองถึงได้ถูกเจ้านี่หลอกล่อเสียจนหัวปักหัวปำ

          จี้เหย้าถิงพยักพเยิดไปทางหลังบ้าน กล่าวว่า “ครั้งนี้ท่านแม่ของข้าเอาจริง นางถูกทำโทษให้ปักคัมภีร์อยู่หลังบ้าน”

          “ถูกกักบริเวณอีกแล้วรึ” จ้าวซิวหยวนได้ยินเช่นนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้

          จี้อิงอิงซุกซนอยู่ไม่สุขมาตั้งแต่เด็ก... ไม่โดนกักบริเวณก็มักถูกบังคับให้สำนึกผิดหน้าป้ายวิญญาณบรรพชนอยู่ร่ำไป ทุกครั้งนางจะต้องมาบ่นให้จ้าวซิวหยวนฟัง เขาเคยชินเสียแล้ว

          “ฮูหยินจี้จะออกไปทำธุระนอกบ้านเมื่อใดหรือ ข้าขอพูดคุยกับนางผ่านกำแพงสักครู่ก็พอ”

          จี้เหย้าถิงมองจ้าวซิวหยวนที่ทำตัวสนิทสนมอย่างไม่ใคร่จะพอใจ หากเป็นเมื่อก่อนที่ทุกคนยังเด็ก จะไปวิ่งเล่น จับปลา ตกกุ้งที่ริมคลองก็เป็นเรื่องปกติ ทว่าตอนนี้ก็โตๆ กันหมดแล้ว... เจ้ามาชอบพอน้องรองข้าก็ไม่ได้ขัดขวาง แต่ในเมื่อมารดาของเจ้าแสดงท่าทีออกมาชัดเจนถึงเพียงนั้น ว่าจะไม่มาสู่ขอน้องสาวของข้า หากข้ายังปล่อยให้เจ้ามาตอแยอิงอิงอยู่อีก สุดท้าย น้องสาวของข้านี่แหละที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

          “หนุ่มสาวพบกันตามลำพัง เกรงว่าจะไม่งามนัก”

          “อะไรนะ” จ้าวซิวหยวนนึกว่าตนฟังผิด

          กล่าวกันตามจริง คุณสมบัติของจ้าวซิวหยวนนั้นยอดเยี่ยม หน้าตาดีมีเสน่ห์ ฐานะครอบครัวเลอเลิศ นิสัยใจคอก็ไม่เลว... เสียดายว่าต่อให้ดีแค่ไหนก็ไม่มีทางได้เป็นน้องเขยของเขาแน่ จี้เหย้าถิงเอ่ยช้าๆ “ท่านแม่กำลังจะหมั้นหมายให้กับอิงอิง พวกเจ้าคงพบกันตามลำพังไม่ได้อีก”

          จ้าวซิวหยวนลุกพรวดขึ้นมา ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เจ้าว่าอย่างไรนะ อิงอิงจะแต่งงาน แต่งกับใคร?”

          “เจ้าจะโวยวายไปไย” จี้เหย้าถิงตกใจ รีบฉุดอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ กล่าวด้วยน้ำเสียงเจือโทสะ “ตระกูลจ้าวไม่มาสู่ขอ แล้วจะไม่ยอมให้ผู้อื่นมาสู่ขอไปด้วยหรือ”

          “ใครบอกว่าข้าจะไม่มาสู่ขอนาง” ภาพที่เขาและจี้อิงอิงสบตากันจากคนละฝั่งถนนหวนกลับมาอีกครั้ง หัวใจของจ้าวซิวหยวนเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ แค่คิดว่านางจะแต่งงานกับคนอื่น เขาจะต้องแอบมองนางเช่นนี้ไปตลอดชีวิต หรืออาจจะไม่ได้พบหน้านางอีกต่อไป.... เพียงเท่านี้ชายหนุ่มก็รู้สึกเศร้าใจเสียจนยืนแทบไม่อยู่ ความปวดร้าวใจทำให้เขาต้องกำมือแน่น จ้าวซิวหยวนกล่าวเสียงดังฟังชัดว่า “ข้าจะแต่งกับนาง จี้ต้าหลาง... ท่านแม่ให้สัญญากับข้าแล้วว่า หลังจากจบงานประกวดในวันที่เก้าเดือนสิบนี้ก็จะมาสู่ขออิงอิงกับตระกูลจี้”

          จี้เหย้าถิงเปลี่ยนสีหน้า ปรับกิริยาจากลอมชอมเป็นนิ่งเฉยเย็นชา กล่าวว่า “อย่างนั้นหรือ”

          ความรู้สึกห่างเหินที่เจือออกมาจากน้ำเสียงของอีกฝ่าย ทำเอาจ้าวซิวหยวนสะดุ้งเบาๆ

          “อิงอิงบอกว่า หากเจ้ามิอาจมาสู่ขอนางก็ไม่ถือโทษโกรธเคือง ช่วยไม่ได้ที่ตระกูลของเราไม่เหมาะสมกัน นางฝากบอกว่า วันไหว้พระจันทร์ที่จะถึงนี้ นางจะไปรอเจ้าอยู่ที่สะพานซ่งเซียน... ให้เจ้าบอกกับนางด้วยตนเอง นางสัญญาว่าจะไม่ไปตอแยเจ้าอีก”

          ไม่ใช่ความผิดของบ้านตระกูลจี้ แต่เป็นบ้านของเขาเอง

          จ้าวซิวหยวนนิ่งงัน ก่อนจะลุกขึ้นกล่าวอำลา เขาก้มหน้าอยู่นานจึงหันหลังกลับ

          จี้เหย้าถิงกรอกตามองฟ้า เขาเองก็ไม่ง้อเช่นกัน ถึงอย่างไรตอนนี้ก็มีคนต่อแถวรอสู่ขอน้องรองอยู่อีกตั้งมากมาย

          บ่าวรับใช้ทั้งหลายยืนชะเง้อคอเงี่ยหูฟังอยู่ไม่ไกลจากหอยั่วจิ่นถาง แต่ละคนทำราวกับจะแทรกหูตัวเองเข้าไปในช่องหน้าต่างเสียให้ได้

 

          ณ โถงกลางบ้าน จ้าวซิวหยวนเผยรอยยิ้มสุภาพ เขายืนนิ่งอย่างสง่าผ่าเผย

          “ข้าตั้งคำปฏิญาณว่าจะแต่งงานกับคุณหนูรองตระกูลจี้ ตั้งแต่ข้ามีอายุได้หกขวบแล้ว”

          นี่ไม่ใช่คำวิงวอนใดๆ แต่เป็นเหมือนการประกาศกร้าว

          หลังจากไล่ให้บรรดาบ่าวรับใช้ออกไปจนหมด ภายในห้องจึงเหลือเพียงสามพ่อแม่ลูกของบ้านหลัก ฮูหยินจ้าวเซินกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงราวกับอดข้าวมาหลายวัน “ลูกรัก พ่อและแม่นั้นหวังดีกับเจ้า ต่อไปเจ้าจะเป็นผู้ดูแลกิจการภายในตระกูลทั้งหมด ส่วนฮูหยินของเจ้าจะต้องคอยดูแลเรื่องต่างๆ ภายในบ้าน ตระกูลเล็กๆ อย่างตระกูลจี้มีแต่จะเป็นตัวถ่วงเท่านั้น”

          จ้าวปิ่งซงยังไม่ทันได้เอ่ยวาจาก็เห็นมุมปากของบุตรชายยกขึ้น กล่าวว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ข้าหรอกรึที่คอยพยุงหลังให้ท่านพ่อท่านแม่”

          สองสามีภรรยาหุบปากเงียบทันที

          เรื่องนี้เป็นความลับของบ้านหลัก สมัยที่นายท่านผู้เฒ่าอายุได้หกสิบปีและถอนตัวออกจากการดูแลกิจการ จ้าวปิ่งซงได้รับแต่งตั้งให้เป็นประมุขของตระกูลคนถัดไป ทว่าน้องชายทั้งสองของเขาไม่ยอมรับ คอยแต่จะหาเรื่องมาให้อยู่เสมอ ช่วงปีแรกๆ นายท่านผู้เฒ่ายังคอยช่วยสะสางงานให้ แต่เมื่อจ้าวปิ่งซงรับสืบทอดตำแหน่งมาอย่างสมบูรณ์ ตระกูลจ้าวก็ยังคงไร้ซึ่งความสงบสุข มีเรื่องให้ปวดหัวได้ไม่เว้นแต่ละวัน เพิ่งจะจัดการปัญหาโน้นเสร็จก็มีเรื่องนี้เข้ามาแทรก ต่อให้จ้าวปิ่งซงพยายามเพียงใดก็สู้น้องชายทั้งสองที่มือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำไม่ได้

          เมื่อจ้าวซิวหยวนอายุสิบสองปี เขาก็เข้ามาช่วยบิดาคิดวิธีแก้ปัญหา ครั้นทายาทรุ่นหลานเริ่มเติบใหญ่ นายท่านรองและนายท่านสามจึงค่อยเพลาการก่อกวนลง แล้วตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนบุตรชายเพื่อให้มาชิงตำแหน่งประมุขของตระกูลรุ่นต่อไป ด้วยเหตุนี้ จ้าวปิ่งซงจึงได้รับความชื่นชมอย่างเป็นกลางจากนายท่านผู้เฒ่าว่า “เจ้าสามารถดูแลตระกูลจ้าวไม่ให้ตกต่ำ ก็นับว่าเป็นผู้มีคุณแก่ตระกูลจ้าวแล้ว”

          “รู้หรือไม่ เหตุใดท่านปู่ถึงได้ชื่นชมข้ามากกว่าคุณชายใหญ่” จ้าวซิวหยวนมองหน้าผู้เป็นบิดามารดาแล้วถอนหายใจ “คุณหนูรองตระกูลจี้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ด้านประสาทสัมผัสที่มีต่อสี แบบร่างที่ข้าวาดก็ได้นางมาช่วยจัดเรียงและคัดเลือกสีอีกครั้ง ผ้าที่ทอออกมาถึงได้มีชีวิตชีวาเหนือกว่าภาพของคุณชายใหญ่ แม้ว่านางจะไม่รู้สูตรลับประจำตระกูลจี้ แต่นางก็มีความสามารถมากมายยิ่งกว่า หากได้แต่งงานกับอิงอิง... ข้าจะสร้างโรงย้อมผ้าให้กับนางโดยเฉพาะ ใช่ว่านางจะย้อมไหมชั้นดีที่ล้ำเลิศเหนือตระกูลจี้ไม่ได้ ข้าและนางเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เยาว์วัย ต่างก็มีใจให้แก่กัน อีกทั้งนางยังมีความสามารถเช่นนี้ การที่ข้าแต่งงานกับนางย่อมเป็นเรื่องดี ตระกูลจ้าวต้องการสินสมรสจากลูกสะใภ้เสียเมื่อไร”

          เมื่อฮูหยินจ้าวเซินนึกถึงร้านค้าสามแห่งที่เป็นสินสมรสของสะใภ้ตระกูลหลิว ก็อดทนต่อไปไม่ไหว บ่นพึมพำเบาๆ ว่า “เจ้าอยากได้ภรรยาหรือช่างย้อมไหมกันแน่”

          จ้าวซิวหยวนเลิกคิ้วแล้วตอบว่า “ข้าอยากได้ภรรยาที่สามารถช่วยข้านำป้ายราชาแห่งไหมกลับมาให้ตระกูลจ้าวสำเร็จ”

          จ้าวปิ่งซงครุ่นคิดอยู่พักใหญ่จึงเอ่ยขึ้นบ้าง “ลูกรอง หากเจ้าจะสู่ขอนางมาเป็นอนุ......”

          “จี้อิงอิงหรือจะยอมเป็นอนุภรรยา หากว่าตระกูลจี้หวังชื่อเสียงเงินทองของตระกูลจ้าวจริง ฮูหยินจี้ก็คงจะแต่งกับอาสามไปตั้งแต่แรกแล้ว จี้ต้าหลางเอ่ยปากออกมาแล้วว่าหากข้าไม่แต่งกับนาง จี้อิงอิงก็จะไม่ตอแยข้าเป็นอันขาด” จ้าวซิวหยวนสะบัดชายเสื้อแล้วคุกเข่าลงต่อหน้าบิดามารดา “เพื่อลูกชายของท่าน เพื่อตระกูลจ้าว ขอท่านพ่อท่านแม่ได้โปรดเห็นชอบ”

          การคุกเข่าของบุตรชายทำให้สองสามีภรรยารีบลุกขึ้นด้วยความตกใจ ยังไม่ทันได้อ้าปาก จ้าวซิวหยวนก็รีบประกาศพร้อมรอยยิ้ม “ท่านปู่เองก็เห็นดีด้วยในเรื่องนี้ มิหนำซ้ำยังชมลูกว่าตาถึง หลังงานประกวดผ้าไหมเสร็จสิ้น ท่านปู่ก็จะเข้าไปคุยเรื่องสู่ขอกับตระกูลจี้”

          สองสามีภรรยาสบตากันแล้วคิดในใจว่า ในเมื่อนายท่านผู้เฒ่าอนุญาตแล้วพวกเขาจะห้ามปรามไปไย จ้าวปิ่งซงพยุงบุตรชายให้ลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนี้ ข้ากับแม่ของเจ้าก็ไม่มีปัญหา สองเดือนนี้ขอให้ลูกตั้งใจเตรียมตัวสำหรับงานประกวดเถิด”

          เมื่อเกลี้ยกล่อมผู้เป็นบิดามารดาได้สำเร็จ จ้าวซิวหยวนก็โค้งกายกล่าวลาอย่างสมใจ

          พอบุตรชายจากไปแล้ว ฮูหยินจ้าวเซินก็กลับมามีโทสะอีกครั้ง “ข้าไม่ชอบเด็กสาวผู้นั้น”

          “ในเมื่อนายท่านผู้เฒ่าออกปากยินยอม เจ้าก็อย่าหาเรื่องใส่ตัวอีกเลย เดี๋ยวจะพาลให้ลูกรองต้องพลาดตำแหน่งประมุขของตระกูลไปด้วย” จ้าวปิ่งซงกล่าวเตือนภรรยา แล้วส่ายหน้าอย่างคนปลงตก “ทำไมพวกเราถึงได้มีลูกชายแบบเจ้ารองกันนะ พวกเราอยู่ในกำมือลูกจนไม่กล้าขยับตัวเสียแล้ว”

          ฮูหยินจ้าวเซินพ่นลมออกมาทางจมูก สะบัดตัวเดินกลับห้องไป

1.9

          กลางดึก

          ฮูหยินจี้และจี้เหย้าถิงมุ่งตรงไปยังโรงย้อมผ้า พอทั้งสองคนก้าวห้องโถงได้ แม่จี้ก็ปิดประตูลงและยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก

          ภายในห้องโถงมีโอ่งขนาดสูงเท่าตัวคนหลายสิบใบวางเรียงรายอยู่

          ฮูหยินจี้ค่อยๆ เดินผ่านโอ่งย้อมแต่ละใบ ภายในใจหวนนึกถึงอดีตที่เคยเข้ามาพร้อมกับเถ้าแก่จี้ นางมองบุตรชายด้วยสายตาปลาบปลื้ม ถึงอย่างไรนางก็เลี้ยงดูบุตรชายจนเขามีอายุได้สิบเจ็ดปี ปลายปีนี้เขาก็จะมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว ขอสวรรค์โปรดคุ้มครองให้ลูกสะใภ้เกื้อกูลตระกูลจี้ให้แตกกิ่งก้านสาขา ผลิดอกออกผลงอกงามด้วยเถิด

          แล้วก็อิงอิงของแม่ ตอนนี้นางมีอายุได้สิบหกปีแล้ว ถึงเวลาอันสมควรแก่การหมั้นหมาย วันนี้ตระกูลจ้าวส่งคนมาบอกกล่าวอย่างคลุมเครือว่า หลังงานประกวดผ้าไหม ตระกูลจ้าวปรารถนาจะเกี่ยวดองกับตระกูลจี้... ตระกูลจ้าวมีกิจการใหญ่โต อิงอิงและคุณชายรองตระกูลจ้าวเองก็ชอบพอกัน นับเป็นเรื่องดีงามที่ควรสนับสนุน

          ด้านหนึ่งของห้องโถงมีประตูสู่ห้องเล็กอีกห้องหนึ่ง

          “ท่านแม่ กุญแจเล่า” จี้เหย้าถิงหันมาเอ่ยถาม พลันสังเกตเห็นว่าผู้เป็นมารดากำลังใจลอยอยู่

          ฮูหยินจี้สะบัดศีรษะเบาๆ เพื่อเรียกสติกลับคืน ปกติเวลาที่ทำงานผสมสีนางจะมีสมาธิมากเป็นพิเศษ เหตุใดวันนี้ถึงใจลอยได้ ฮูหยินจี้ตั้งสติแล้วหยิบกุญแจขึ้นมาเปิดประตู

          พื้นที่ภายในห้องนั้นมีขนาดไม่น้อยไปกว่าทางด้านนอก แต่มีโอ่งย้อมวางอยู่เพียงสี่ใบ... ห้องนี้ก็คือสถานที่ผสมสีย้อมผ้านั่นเอง

          รอบๆ ห้องคือชั้นวางของซึ่งเรียงเป็นแนวยาว เส้นไหมที่ยังไม่ผ่านการย้อมวางอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่ ส่วนบรรดาสีย้อมต่างๆ นั้นอยู่ในโอ่งดินเผา

          ฮูหยินจี้หยิบผ้าดำขึ้นมาคาดตาจี้เหย้าถิง แล้วนำเส้นไหมมัดหนึ่งส่งให้เขา

          จี้เหย้าถิงรับเส้นไหมแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านแม่ เส้นไหมเหล่านี้ข้าจับมาตั้งแต่เล็กจนโต เส้นไหมนี้สัมผัสหยาบกร้าน แค่จับดูก็รู้แล้วว่าเป็นเส้นไหมจ้าฉาน* ที่พบมากทางภาคเหนือ ตัวหนอนกินใบไม้ทั่วไปเป็นอาหาร เส้นไหมสีขุ่น เนื้อเหนียว เหมาะสำหรับทำผ้านวม”

          “คิดว่าจับเส้นไหมมาตั้งแต่เด็กแล้วจะไม่ต้องแตะอีกอย่างนั้นหรือ ของแบบนี้ถ้าไม่ทบทวนแม้แต่วันเดียวก็จะไม่คุ้นมือ” ฮูหยินจี้ตำหนิเบาๆ แล้วยื่นเส้นไหมมัดใหม่ส่งให้

          “นี่สิถึงจะเป็นเส้นไหมจากใบหม่อนจริงๆ แต่ว่าไม่ใช่เส้นไหมที่ผลิตจากเมืองนี้ น่าจะเป็นเส้นไหมจากเมืองเจียงหนาน”

          “เส้นไหมมัดนี้รู้สึกว่าจะฟอกกาวได้ไม่ดีนัก ไม่ใช่เส้นไหมชั้นดี”

          “ทั้งสองมัดนี้ล้วนเป็นเส้นไหมชั้นดี แต่มัดนี้เนื้อหยาบกว่าเล็กน้อย ส่วนมัดนี้ให้สัมผัสที่นุ่มลื่นกว่า”

          หลังจากจี้เหย้าถิงคัดแยกเส้นไหมเรียบร้อยแล้ว ฮูหยินจี้ก็แกะผ้าคาดตาแล้วกระซิบเบาๆ ว่า “เส้นไหมซึ่งผลิตจากเมืองต่างๆ ในแถบเจี้ยนหนานต้าวมีขนาดของเส้นใยสม่ำเสมอที่สุด เส้นไหมเงางาม นุ่มลื่น เหมาะสำหรับทอไหมสู่หงซือ เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ตระกูลของเราสามารถย้อมไหมสู่หงซือออกมาได้สีสดกว่าใครนั้น นอกจากเป็นเพราะการคัดเลือกเส้นไหมชั้นเลิศแล้ว ยังต้องอาศัยสูตรลับประจำตระกูล

อีกด้วย”

          “ท่านแม่ ท่านเล่าให้ข้าฟังเป็นพันรอบแล้ว” จี้เหย้าถิงยิ้มรับ เขาเปิดฝาโอ่งย้อมสีทั้งสี่ใบ ตักสีย้อมจากโอ่งดินเผาออกมาตวง แล้วจึงเติมน้ำเปล่าลงไปตามอัตราส่วน

          จี้เหย้าถิงนำผ้าขึ้นมาซับเหงื่อ ถอดชุดคลุมตัวนอกออกให้เหลือเพียงเสื้อชั้นกลางแล้วปีนขึ้นบันไดไม้เล็กๆ ที่อยู่ด้านข้าง หยิบไม้ขึ้นมาคนอย่างตั้งใจ

          “เหย้าถิง เจ้าจำสูตรที่แม่ถ่ายทอดได้จนขึ้นใจแล้วหรือยัง ต้องผสมสีตามลำดับที่แม่บอก ห้ามผิดพลาดแม้แต่น้อย อย่าลืมว่าสูตรประจำตระกูลของเรา หลังใส่สีแดงจากดอกคำฝอยแล้ว ต้องตามด้วยบ๊วยดำ ห้ามใส่น้ำข้าวฟ่างเป็นอันขาด ส่วนแร่หินจูซาต้องใช้แร่ชั้นยอดจากภูเขาเผงสุ่ยยี่เท่านั้น ต้องร่อนผงหินทั้งหมดสิบสองครั้ง ร่อนจนละเอียดเสียยิ่งกว่าแป้งผัดหน้า ส่วนเนื้อกาวต้องผสมน้ำกาวที่ได้จากการเคี่ยวกระดูกปลา แล้วอย่าลืมว่า... เฮ้อ ตระกูลจี้ก็เพียงแค่ใส่ส่วนผสมมากกว่าตระกูลอื่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็กลายมาเป็นสูตรลับเฉพาะของตระกูลจนได้ อย่าลืมว่ากระบวนการเหล่านี้ห้ามเปิดเผยให้อิงอิงล่วงรู้เป็นอันขาด สูตรลับประจำตระกูลของเรานั้นห้ามส่งต่อแก่บุตรสาว เข้าใจหรือไม่”

          “ต่อให้ไม่รู้สูตรลับประจำตระกูล ข้าคิดว่านางก็สามารถย้อมได้อยู่ดี” จี้เหย้าถิงบ่นพึมพำ

          ฮูหยินจี้ได้ยินไม่ถนัดจึงเงยหน้าขึ้นเอ่ยถาม “เจ้าว่าอย่างไรนะ”

          “ไม่มีอะไรขอรับ”

          จี้เหย้าถิงเกรงว่าเหงื่อของตนจะหยดลงในโอ่งย้อม จึงไม่กล้าถอดเสื้อชั้นกลางออก กว่าจะคนจนสีทั้งสี่โอ่งเข้าเนื้อกันดี เสื้อผ้าบนตัวจี้เหย้าถิงก็เปียกชุ่มเสียจนสามารถบิดน้ำออกมาเป็นสาย

          ชายหนุ่มนั่งพักเหนื่อยอยู่ริมโอ่ง ดื่มน้ำที่ฮูหยินจี้ส่งให้พลางเอ่ยถาม “นี่ก็ใกล้วันประกวดผ้าไหมเข้าไปทุกที ตระกูลจ้าวยังจะให้เราย้อมสีเส้นไหมเพื่อทอภาพผืนใหม่ ท่านแม่คิดว่าปีนี้ตระกูลจ้าวจะเอาชนะตระกูลหยาง--ราชาแห่งไหมของเมืองยี่โจวได้จริงหรือ”

          ฮูหยินจี้หยิบผ้าขึ้นมาซับเหงื่อให้บุตรชาย หัวเราะพลางกล่าวว่า “ตระกูลจ้าวอยากได้เส้นไหมมาใช้อย่างเร่งด่วน แม่รับเงินค่าแรงมาตั้งสองร้อยตำลึง แม่ไม่สนใจว่าใครจะได้เป็นราชาแห่งไหม ขอเพียงมีคนมาซื้อไหมของเราก็พอ”

          จี้เหย้าถิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแทรก “ท่านแม่ ความจริงแล้วเราสามารถย้อมไหมเพิ่มขึ้นอีกปีละหลายร้อยชั่ง เหตุใดท่านถึงไม่ยอมทำเล่า”

          “ทุกปี ผ้าไหมชั้นเลิศที่ต้องส่งถวายราชสำนักมีเป็นพันๆ พับ ก็ไม่เห็นว่าจะมีตระกูลใดที่สามารถรับทำทั้งหมดได้ ผลิตไม่ต้องมากก็ดี บ้านอื่นจะได้มีงานทำด้วย หากว่าเราสามารถผลิตเส้นไหมชั้นดีออกมาเป็นจำนวนมากจนแย่งงานผู้อื่นมาเสียหมด ชาวบ้านเขาจะโกรธเคืองเอาได้อีกอย่าง ถ้าเราสามารถย้อมผ้าชั้นดีออกมาได้ง่ายๆ จะสามารถเรียกราคาสูงอย่างทุกวันนี้ได้อีกหรือ กิจการของบ้านเราไม่ใหญ่โต หากขยายโรงย้อมโดยที่คนงานในบ้านมีน้อยย่อมดูแลได้ไม่ทั่วถึง สูตรลับประจำตระกูลก็จะรักษาได้ยากขึ้น แม่ได้แต่หวังว่าจะมีหลานสักหลายๆ คน ลูกจะได้มีทายาทมาช่วยแบ่งเบาภาระ”

          ฮูหยินจี้ยังจดจำคำพูดของเถ้าแก่จี้ได้ขึ้นใจ ของยิ่งมีน้อยยิ่งได้ราคา ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นไหมสู่หงซือหรือไหมฮวานฮวาซือ ตระกูลจี้จะย้อมแค่ไม่เกินสี่ร้อยชั่งต่อปีเท่านั้น

          จี้เหย้าถิงกุมมือมารดา แย้มยิ้มด้วยใบหน้าเก้อเขิน “ท่านแม่เหน็ดเหนื่อยมานาน พอลูกสะใภ้เข้าบ้านแล้ว ท่านแม่ก็จะได้มีเวลาว่างมากขึ้น”

          ลูกชายกตัญญูโดยแท้ ฮูหยินจี้อิ่มเอมใจ “ยามนี้ก็เหลือแค่การแต่งงานของน้องสาวเจ้าเพียงเรื่องเดียวแล้ว”

          จี้เหย้าถิงสะดุ้งเบาๆ รีบหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาสวมแล้วเดินตามฮูหยินจี้ อมยิ้มบางๆ พลางกระซิบถาม “ท่านแม่ ได้ข่าวว่าเมื่อวานซืนตระกูลจ้าวให้คนมาส่งข่าวอย่างนั้นหรือ”

          ฮูหยินจี้เหลือบมองบุตรชายแล้วเอ่ยเตือนว่า “อย่าเพิ่งบอกอิงอิงตอนนี้ รอจนพ้นงานประกวดผ้าไหม ให้ตระกูลจ้าวส่งคนมาสู่ขอจริงๆ เสียก่อนค่อยว่ากัน”

          จี้เหย้าถิงดีใจแทนน้องสาวอยู่ไม่น้อย เขารีบพยักหน้ารับคำด้วยความปีติ

          เกลี้ยกล่อมบิดามารดาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ จี้เหย้าถิงให้รู้สึกนับถือจ้าวซิวหยวนขึ้นมาบ้าง

 

          บทกวีของไป๋จวีอี้กล่าวไว้ว่าราตรีค่ำคืนขึ้นสิบห้า จันทร์สง่าบนนภางามเฉิดฉาย

          สมัยนั้น วันไหว้พระจันทร์ยังไม่ได้เป็นวันครอบครัวเช่นในปัจจุบัน แต่ถึงกระนั้น ผู้คนก็ยังนิยมออกมาชมจันทร์ ลอยกระทงดอกบัวในวันเพ็ญ เดือนที่สองของฤดูสารท

          คลองฮวานฮวาเป็นส่วนของแม่น้ำทางฝั่งทักษิณของเมืองยี่โจว ที่แห่งนี้มีเรื่องเล่าขานว่า นานมาแล้ว... หญิงชาวนาคนหนึ่งนั่งซักผ้าอยู่ริมคลอง มีหลวงจีนรูปหนึ่งที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยตุ่มหนองเดินผ่านมา จีวรที่สวมติดกายนั้นเปรอะเปื้อนเนื่องจากเพิ่งพลัดตกบ่อโคลน ดูสภาพภายนอกแล้วไม่สู้จะดีนัก... หลวงจีนรูปนั้นขอให้หญิงชาวนาช่วยซัก

จีวรที่สกปรก สังคมสมัยราชวงศ์ถังเคารพนับถือในพระพุทธศาสนา หญิงชาวนาจึงตอบรับด้วยความยินดี เมื่อนางนำจีวรไปซักในลำคลอง ดอกบัวสายมากมายก็ได้งอกงามออกมาอย่างน่าอัศจรรย์ ขจรกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทุกสารทิศ นับแต่นั้นมาคลองสายนี้จึงถูกเรียกว่า คลองฮวานฮวา

          วันที่สิบห้าเดือนแปด ผู้คนมากมายหลั่งไหลกันมาลอยกระทงดอกบัว ณ ลำคลองแห่งนี้ กล่าวกันว่ามีคนเคยเห็นเหล่าเทพแปดเซียนมายืนชมความงามของกระทงดอกบัวบนสะพาน เมื่อมีโอกาสได้เห็นเหล่าเทพกลับสวรรค์จากสะพานแห่งนี้ ดังนั้น สะพานหินที่อยู่เหนือคลองฮวานฮวานี้จึงถูกขนานนามว่าสะพานซ่งเซียน

          วันนี้ ไม่รอให้จี้อิงอิงเอ่ยปากอ้อนวอน ฮูหยินจี้ก็เปิดประตูหลังบ้านให้นางพาสาวใช้ออกมาเที่ยวเล่นชมงานได้

          ตะวันเพิ่งจะตกดินไปไม่นาน จี้อิงอิงก็พาเซียงเอ๋อและหลิงเอ๋อมารออยู่ที่หัวสะพานซ่งเซียนแล้ว เซียงเอ๋อเก็บความลับได้ดี จี้อิงอิงจึงไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนหลิงเอ๋อนั้นได้รับคำสั่งจากฮูหยินจี้ให้คอยตามประกบนางอย่าได้คลาดสายตา จี้อิงอิงรู้ว่าต่อให้ขับไล่อย่างไรหลิงเอ๋อก็คงไม่ยอมกลับ จึงเอ่ยปากว่า “ข้านัดหมายกับคุณชายรองตระกูลจ้าวที่ริมสะพานเพื่อพูดคุยธุระ เจ้าจะรายงานฮูหยินก็ไม่เป็นไร เพียงแต่ถึงเวลาก็อย่าเข้ามาใกล้ตัวข้ามากนัก ห้ามแอบฟัง เข้าใจหรือไม่”

          หลิงเอ๋อใช่ว่าจะถูกคุณหนูเขม่นเป็นครั้งแรก ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตารับคำ

          รอบๆ สะพานซ่งเซียนยามนี้เริ่มคึกคัก ร้านขายกระทงดอกบัวออกมาตั้งแผงอยู่สองฝั่งคลองตั้งแต่บ่ายแก่ๆ ท้องฟ้าเพิ่งจะมืดสนิท แสงไฟจากกระทงดอกบัวก็ส่องแสงระยิบระยับไปตามสายน้ำ งดงามประดุจทางช้างเผือก ภายใต้แสงโคมไฟ เหล่านักแสดงกายกรรมล้อมวงตีฆ้องเรียกแขกกันอย่างเอิกเกริก ร้านอาหารจัดเรียงโต๊ะไม้เตรียมรับลูกค้า กลิ่นหอมของน้ำซุปเคี่ยวกระดูกลอยไปตามลม พ่อค้าหาบเร่จำพวกก๋วยจั๊บเอย เต้าฮวยเอย ต่างก็แข่งกันร้องเรียกลูกค้าเสียงเซ็งแซ่

          กระทงดอกบัวขนาดต่างๆ ลอยไปตามสายน้ำอย่างเอื่อยเฉื่อย แสงไฟสะท้อนผิวน้ำงามตายิ่ง เสียงหัวเราะสดใสของบรรดาสาวน้อยลอยตามลมมาเป็นระยะ ดึงดูดให้กลุ่มชายหนุ่มส่งสายตาแอบมองด้วยความพึงพอใจ

          เหล่านักเลงว่างงานทั้งหลายย่อมไม่พลาดโอกาสนี้เช่นกัน ต่างเกาะกลุ่มดื่มสุรา เที่ยวงานอย่างสนุกสนานยิ่ง

          มีเรือสำราญล่องผ่านมาเป็นระยะ บรรดาเศรษฐีมีเงินจ้างนักดนตรีให้มาบรรเลงเพลงบนเรือส่วนตัว เสียงดนตรีแว่วกังวานไม่ขาดสาย

          สามนายบ่าวยืนรออยู่ใต้ต้นหลิวริมคลองเป็นเวลาชั่วหนึ่งก้านธูป จี้อิงอิงมองดูหนุ่มสาวที่เดินเคียงกันผ่านไปผ่านมามากมายนับไม่ถ้วน นางหักกิ่งหลิวมากวัดแกว่งอย่างหงุดหงิดใจ ปากบ่นพึมพำว่า “รออีกแค่หนึ่งก้านธูป ถ้ายังไม่ปรากฏตัวก็อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก”

          ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกชั่วหนึ่งก้านธูปแล้วจ้าวซิวหยวนยังไม่มาปรากฏตัว จี้อิงอิงก็ยังไม่ยอมจากไปไหน

          เซียงเอ๋อและหลิงเอ๋อนั้นอายุยังน้อย ทั้งสองมองดูสาวใช้บ้านอื่นที่ได้รับอนุญาตจากผู้เป็นนายให้ลอยกระทงดอกบัวอย่างมีความสุขกันตาละห้อย แต่ในเมื่อจี้อิงอิงยังไม่เอ่ยปาก ทั้งสองคนก็ได้แต่ยืนเป็นตอไม้อยู่ข้างๆ

          จู่ๆ จี้อิงอิงก็กระทืบเท้าแล้วสั่งว่า “พวกเจ้าไปซื้อกระทงดอกบัวมาสามใบ อย่าลืมว่าต้องซื้อจากร้านของตาเฒ่าหลิวเท่านั้น”

          สองสาวใช้ร่าเริงขึ้นทันตา เซียงเอ๋อเห็นว่าปกติคุณหนูให้ความเอ็นดูนางเป็นพิเศษ จึงเลียบๆ เคียงๆ เอ่ยถาม “คุณหนูอยากดื่มน้ำบ๊วยเปรี้ยวไหมเจ้าคะ เดี๋ยวบ่าวจะไปซื้อมาให้”

          เมื่อนึกถึงน้ำบ๊วยเปรี้ยวรสชาติดี จี้อิงอิงก็กลืนน้ำลายลงอึกใหญ่ ตั้งแต่เดินออกจากบ้านมารอที่ใต้สะพานก็ยังไม่ได้ดื่มอะไรเลย จึงตอบกลับไปอย่างใจดีว่า “ซื้อมาสามถ้วยเลยก็แล้วกัน ซื้อเผื่อพวกเจ้าสองคนด้วย”

          เซียงเอ๋อและหลิงเอ๋อกล่าวขอบคุณด้วยความปีติ รีบยอบกายบอกลาคุณหนูแล้วจูงมือกันไปอย่างมีความสุข

          เมื่อเห็นสาวใช้ทั้งสองสนุกสนานร่าเริงเช่นนี้ จี้อิงอิงก็อดที่จะบ่นพึมพำอีกครั้งไม่ได้ “ถ้ายังไม่มาอีก ข้าก็จะไปเที่ยวสนุกบ้างแล้ว” หญิงสาวหันหลังกลับ มองเห็นกระทงดอกบัวใบหนึ่งถูกกระแสน้ำพัดเข้าหาฝั่ง แล้วมาติดอยู่หลังหินก้อนหนึ่ง ลอยไปไหนต่อไม่ได้

          กล่าวกันว่า กระทงยิ่งลอยไปได้ไกลคำอธิษฐานก็จะยิ่งศักดิ์สิทธิ์ จี้อิงอิงพลันใจอ่อน นางรวบกระโปรงขึ้นเล็กน้อยแล้วเดินไปยังริมน้ำ ใช้กิ่งไม้ช่วยเขี่ยกระทงให้พ้นจากก้อนหินที่ขวางทาง แล้วยืนมองกระทงน้อยลอยไปรวมกับใบอื่นๆ จิตใจของนางให้ล่องลอยตามไปด้วย... เมื่อปีที่แล้ว นางและจ้าวซิวหยวนมาลอยกระทงดอกบัวด้วยกันที่นี่ จ้าว

ซิวหยวนเลือกกระทงดอกบัวแฝดที่มีดอกติดกัน เขาก้มหน้าขอพรโดยตั้งใจให้นางได้ยินว่า ‘ดอกบัวแฝดเคียงคู่ ปีหน้ารู้สู่ขอ’

          แต่การที่พี่ใหญ่นำภาพชายหนุ่มเหล่านั้นแขวนเรียงให้นางเลือก ต้องเป็นเพราะว่าตระกูลจ้าวไม่ยอมมาสู่ขอเป็นแน่ หาไม่แล้วพี่ใหญ่ไม่มีทางทำเช่นนั้นเป็นอันขาด วันนี้ก่อนออกจากบ้าน สีหน้าของพี่ใหญ่ก็ดูแปลกอย่างไรชอบกล ราวกับกำลังรอดูละครเรื่องสำคัญ

          หรือว่า วันนี้จ้าวซิวหยวนจะไม่มาหาข้าอย่างนั้นหรือ?

          จี้อิงอิงทั้งน้อยใจระคนโศกเศร้า พักหนึ่งก็บอกตัวเองว่าห้ามร้องไห้ อีกพักหนึ่งก็ปลอบตัวเองว่าเดี๋ยวจ้าวซิวหยวนคงมาแล้ว และเขาจะต้องยืนยันอย่างมุ่งมั่นต่อหน้านางว่าจะมาสู่ขอ

         

1.10

ในขณะนั้น หินก้อนหนึ่งลอยมาตกลงกลางคลองเบื้องหน้าจี้อิงอิง ส่งผลให้น้ำกระเซ็นใส่นางไปทั่วทั้งตัว หญิงสาวร้องอุทานด้วยความตกใจ พลันได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากด้านหลัง จึงรีบหันกลับไปด้วยโทสะ

          ชายหนุ่มแต่งกายหรูหรากลุ่มหนึ่งพร้อมทั้งบ่าวรับใช้ยืนออกันอยู่ที่ริมฝั่ง แต่ละคนสวมชุดผ้าไหมชั้นดีสีฉูดฉาด สวมหมวกที่ประดับด้วยดอกไม้บานแฉ่ง มีเครื่องประดับหยกห้อยรุงรังอยู่ใต้เข็มขัด ดูก็รู้ว่าเป็นลูกหลานเศรษฐีมีเงินจากเมืองยี่โจว

          “นั่นปะไร ข้าคิดแล้วว่าต้องเป็นสาวน้อยหน้าหวาน”

          “แม่นางคนสวย วันมงคลเช่นนี้เหตุใดมัวมานั่งเศร้าโศกอยู่เพียงลำพังเล่า ไปเดินเล่นกับพวกพี่ชายจะดีกว่า”

          บังอาจมาแทะโลมข้ารึ จี้อิงอิงข่มโทสะ แสร้งหันไปใช้กิ่งไม้เขี่ยกระทงดอกบัวที่ติดอยู่ในซอกหิน แล้วพูดกับตัวเองว่า “ถ้ามีพี่ชายใจดีมาช่วยข้าเสียหน่อยก็ไม่เลว”

          “เช่นนั้นข้าก็ขอแสดงฝีมือ” หนุ่มน้อยผู้หนึ่งขันอาสาแล้วก็เดินตรงเข้ามาหาจี้อิงอิง

          เสียงชายอีกคนในกลุ่มหัวเราะออกมาพลางเอ่ยว่า “โจวชีหลาง* เดี๋ยวจะหาว่าข้าไม่เตือน อย่าเข้าไปเชียวนะ จะถูกหนามกุหลาบตำมือเอาได้”

          “หยางซานหลาง** เจ้าคอยดูให้ดี” คุณชายเจ็ดตระกูลโจว ส่งสายตามุ่งมั่นให้กับสหาย

          น้ำเสียงนี้เหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน ว่าแต่...คุณชายสามตระกูลหยางอย่างนั้นรึ? จี้อิงอิงหรี่ตามองไปทางต้นเสียง หยางจิ้งยวนสวมชุดผ้าไหมลายขนนกยูงสีเขียวโดดเด่น แล้วยังทะเล่อทะล่าติดดอกไม้สีม่วงขนาดใหญ่เท่าชามไว้บนหมวกอีกด้วย ไม่มีความกลมกลืนแม้แต่น้อย เขากำลังเล่นหูเล่นตามาทางจี้อิงอิงเสียด้วย

          “ม่วงคู่เขียว สะเหล่อ อย่างกับหนอนทั้งฝูงแน่ะ” จี้อิงอิงเบะปากแล้วหันหลังเตรียมจากไป

          “แม่นางน้อยช้าก่อน” คุณชายเจ็ดตระกูลโจวตัวไม่สูงนัก ดอกดาวเรืองสีเหลืองบนศีรษะแลดูใหญ่กว่าใบหน้าเขาเสียอีก ชายหนุ่มกางแขนสองข้างออกมาขวางทางจี้อิงอิงไว้ ใบหน้ายิ้มแป้นจนแทบมองไม่เห็นลูกตา

          เจ้าหาเรื่องข้าเองนะ จี้อิงอิงคิดในใจแล้วแสร้งทำเป็นออดอ้อนด้วยกิริยาขวยเขิน “พี่ชาย ไยมาขวางทางข้า ไม่กลัวว่าหากข้าตกใจจะผลักท่านตกน้ำหรอกหรือ”

          โจวชีหลางขยับเข้ามาใกล้ มองเห็นใบหน้างดงามของจี้อิงอิงที่กำลังแดงระเรื่อด้วยความสะเทิ้นอาย ให้รู้สึกราวกับต้องมนต์สะกด รีบตอบกลับไปทันควัน “หากถูกแม่นางน้อยผลักตกน้ำจริง ข้าก็ไม่โกรธ รอก่อนนะ เดี๋ยวพี่ชายจะไปช่วยผลักกระทงดอกไม้ให้เอง”

          กล่าวจบก็ย่างเท้าไปตามโขดหินที่เรียงกันเป็นทางอยู่เหนือผิวน้ำ แล้วก้มลงไปผลักกระทงดอกไม้เจ้าปัญหา

          จี้อิงอิงยกเท้าถีบเข้าที่กลางหลังโจวชีหลางอย่างไม่ลังเล ชายหนุ่มร้องเสียงหลงขณะที่หน้าคะมำตกน้ำ แม้ว่าคลองบริเวณนี้จะไม่ลึกมาก ยามที่ลุกขึ้นมาก็มีน้ำถึงแค่บริเวณหัวเข่า แต่เสื้อผ้าหน้าผมของเขานั้นเปียกโชก ดอกไม้บนหมวกหลุดลุ่ยลงมาห้อยอยู่ข้างหู สภาพชวนขบขันยิ่ง ชายหนุ่มยืนตัวสั่นปากสั่นด้วยความโกรธอยู่กลางคลอง “เจ้า เจ้าบังอาจถีบข้ารึ”

          จี้อิงอิงไม่รอช้า นางวิ่งหนีไปไกลลิบเสียแล้ว วิ่งไปพลางหันมากล่าวกลั้วหัวเราะ “พี่ชายบอกเองนี่นาว่าจะไม่ขุ่นข้อง ข้าก็แค่ลองหยั่งเชิงเสียหน่อยว่าท่านพูดจริงหรือเท็จ”

          “ฮ่าๆๆ” บรรดาเพื่อนฝูงริมฝั่งหัวเราะขบขันแทบขาดใจ

          หยางจิ้งยวนกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “โจวชีหลาง ข้าก็เตือนแล้วว่าให้ระวังถูกหนามตำ”

          คุณชายเจ็ดตระกูลโจวเพิ่งจะได้สติ พลันตะโกนสั่งบ่าวรับใช้ของตน “ใครจับนางได้ให้มารับรางวัลจากข้าสิบก้วน*”

          จี้อิงอิงวิ่งซอกซอนไปท่ามกลางฝูงชน ฝีเท้าคล่องแคล่วราวกับเลียงผา สายตาเหลือบเห็นสาวใช้ทั้งสองที่หอบกระทงดอกบัวและถ้วยน้ำบ๊วยเปรี้ยวกำลังมองหานางอย่างร้อนรน แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าถ้าอยู่คนเดียวย่อมมีโอกาสหนีพ้นมากกว่า หากเซียงเอ๋อ หลิงเอ๋อตามมาด้วยจะตกเป็นเป้าสายตาได้ง่าย จี้อิงอิงจึงไม่ตะโกนเรียกสาวใช้ทั้งสอง

          “นางอยู่ทางนั้น หนีไปบนสะพานแล้ว”

          “ไปจับตัวนางไว้”

          เหล่าเด็กหนุ่มลูกหลานตระกูลร่ำรวยรู้สึกสนุกสนานอยู่ไม่น้อย ต่างพาบ่าวรับใช้ทั้งหลายวิ่งติดตามไปบนสะพาน

          จี้อิงอิงแค่แสร้งทำทีว่าจะวิ่งขึ้นสะพานเท่านั้น แท้จริงแล้วนางหันหลังมุดฝ่าฝูงชนอีกครั้ง ก้มตัวย่องไปยังจุดที่ผู้คนพลุกพล่าน “คิดจะจับข้ารึ ฝันไปเถอะ”

          ในที่สุดนางก็สลัดกลุ่มคนที่ไล่ตามได้สำเร็จ แล้วมายืนหอบอยู่หน้าร้านขายกระทงดอกบัว ยังไม่ทันหายเหนื่อย ก็ได้ยินเสียงหัวเราะข้างใบหู “ข้าคิดอยู่แล้วเชียวว่า เจ้าคงไม่โง่เขลาขนาดให้คนจับได้บนสะพานหรอก”

          เมื่อจี้อิงอิงเงยหน้าขึ้นก็พบกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของหยางจิ้งยวน สมองยังไม่ทันได้ไตร่ตรอง มือที่ถือกิ่งหลิวก็สะบัดกวัดแกว่งไปโดยสัญชาตญาณ

          “นี่ๆ คุณหนูรองตระกูลจี้ นี่ข้าเอง” หยางจิ้งยวนเบี่ยงหน้าหลบ แล้วคว้าข้อมือของหญิงสาวไว้ ยิ้มเย้าพลางกล่าว “ดีนะที่ข้าตอบสนองได้ว่องไว เจ้าจึงตีไม่โดน”

          จี้อิงอิงพยายามดึงมือออกมาทว่าไม่เป็นผล จึงยกขาขึ้นถีบสุดแรง

          “ถีบก็ไม่โดน” หยางจิ้งยวนหัวเราะชอบใจพร้อมกับเบี่ยงกายไปด้านข้าง ก่อนที่จี้อิงอิงจะอาละวาดไปกว่านี้ เขารีบขยับเข้ามาชิดใบหูแล้วกระซิบว่า “แย่จริง พวกเขาอยู่ไม่ไกลเสียด้วย ให้ข้าช่วยเรียกมา

รวมพลกันทางนี้ดีหรือไม่”

          จี้อิงอิงมองไปทางสะพาน เห็นคนกลุ่มใหญ่กำลังกระจายตัวกันตามหาตนไปทั่ว นางจะยอมให้จับได้อย่างไร เมื่อได้ยินเขาพูดราวกับตั้งใจจะช่วยนางเช่นนี้จึงหันมาถามว่า “เจ้าเป็นพวกเดียวกับพวกเขา

ไม่ใช่รึ”

          ใบหน้าของนางเฉียดผ่านริมฝีปากหยางจิ้งยวน ชายหนุ่มพลันยื่นหน้าเข้าไปโดยสัญชาตญาณ

          เผลอหอมแก้มของหญิงสาวเข้าอย่างจัง!

          จี้อิงอิงเบิกตากลมโตขึ้นทันใด

          หยางจิ้งยวนรีบถอยหลังมาหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำเช่นนั้น ยามนี้ยังรู้สึกมึนงงอยู่เล็กน้อย ทว่าผิวสัมผัสที่นุ่มนวลนั้น ทำให้เขาเผลอเลียริมฝีปากของตัวเองอีกครั้งโดยไม่ตั้งใจ

          จี้อิงอิงเองก็สับสนเช่นกัน

          นางรู้จักกับจ้าวซิวหยวนมาตั้งแต่เล็กจนโต เคยจับมือถือแขนกันอยู่บ้าง โอบนิด กอดหน่อย มากกว่านี้ก็แค่ใช้หน้าผากมาชนกันเล่นแบบเด็กๆ เท่านั้น แม้แต่จ้าวซิวหยวนยังไม่เคยหอมแก้มนางเลยสักครั้ง

          พอเห็นท่าทางของหยางจิ้งยวนที่กำลังเลียริมฝีปาก ราวกับภูมิใจที่ได้ล่วงเกินสาวน้อยไร้เดียงสา ความอาฆาตแค้นของจี้อิงอิงพลันท่วมท้นขึ้นมาทันที นางไม่ใช่คนที่คิดไม่ตกประเภทที่หากถูกสุนัขกัดก็จะต้องไปกัดสุนัขคืน แต่จี้อิงอิงจะจับสุนัขตัวนั้นมาต้มกินเสียเลย

          สวรรค์ได้โปรดเป็นพยาน... หยางจิ้งยวนมองสายตาของจี้อิงอิงแล้ววิงวอนขอความเป็นธรรมอยู่ในใจ ตอนที่เห็นนางถีบโจวชีหลางตกคลองนั้น เขารู้สึกสาแก่ใจจนอยากเป็นคนถีบเองเสียด้วยซ้ำ เห็นแก่ที่นางช่วยสั่งสอนโจวชีหลาง หยางจิ้งยวนจึงคิดจะช่วยพานางหลบหนีด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่เหตุใดเมื่อครู่ถึงได้ยื่นหน้าเข้าไปเช่นนั้น เขาเองก็ไม่รู้ตัว

          ก็ใครใช้ให้เจ้าแก้มใสราวกับลูกท้อแบบนี้เล่า ไม่สิ ใครใช้ให้เจ้าหันหน้ามาพอดี

          “หยางซานหลาง” จี้อิงอิงเลือดขึ้นหน้า พลันคว้าโคมประดับที่แขวนอยู่หน้าร้านค้ามาขว้างใส่หยางจิ้งยวน

          “ไอ้หยา แม่นางน้อย ขว้างออกไปไม่ได้นะ” เถ้าแก่ร้านตกใจ รีบร้องห้ามเสียงดัง

          ทางด้านจี้อิงอิงนั้นได้ยินเสียที่ไหน นางยังคงขว้างปาโคมใส่หยางจิ้งยวนไม่ยั้งมือ

          สีหน้าของเถ้าแก่พลันเศร้าสลด แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปเอ่ยห้าม ผู้คนต่างถอยหนีเพราะไม่อยากโดนลูกหลง

          “ข้าไม่พูดเจ้าไม่พูด ถือเสียว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน ถ้าเจ้ายังถือสาอยู่ละก็ ข้าจะให้คนมาสู่ขอเจ้าก็ได้ บ้านตระกูลหยาง--ราชาแห่งไหมนั้นมั่งคั่งด้วยทรัพย์สินเงินทอง” หยางจิ้งยวนพลิกตัวมาหลบอยู่ด้านหลังจี้อิงอิง แล้วกระซิบเบาๆ เขายังจำตอนที่ทั้งคู่อยู่ในวัดจูหลินได้ จี้อิงอิงเคยพูดว่านางอยากจะหาเงินให้มากๆ

          “เพียะ” ใบหน้าของหยางจิ้งยวนร้อนผ่าว เขาเห็นจี้อิงอิงสะบัดมือด้วยท่าทางรังเกียจ มิหนำซ้ำยังเช็ดมือกับเสื้อของตัวเองอีกด้วย นี่นางเกลียดชังข้าเพียงนี้เชียวรึ?

          จี้อิงอิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาดูแคลน ริมฝีปากบางเฉียบผรุสวาทออกมาเพียงสองพยางค์ “ทุเรศ”

          แค่ปากบังเอิญมาโดนหน้าก็คิดจะข่มขู่ให้ข้าแต่งงานด้วยอย่างนั้นหรือ ขืนเป็นเช่นนี้ สตรีทั้งโลกคงไม่ต้องมีชีวิตอยู่กันพอดี ส่วนพวกชายโสดที่หาเมียไม่ได้ก็ไม่ต้องกลัดกลุ้มอีกต่อไปแล้วน่ะสิ

          เสียงเพียะยังคงสะท้อนอยู่ในหู แต่กลับรู้สึกเสมือนถูกมือเล็กๆ สัมผัสผ่านหัวใจเสียนี่ หยางจิ้งยวนลูบใบหน้าตนเองด้วยหัวใจอันพองโต ที่แท้ ถูกตบหน้าก็รู้สึกแบบนี้นี่เอง ช่างต่างจากน้ำหนักกำปั้นในยามต่อสู้อย่างสิ้นเชิง

          “อยู่ทางโน้น หยางซานหลางจับนางไว้ได้แล้ว”

          เมื่อหน้าร้านขายโคมเปิดโล่งไร้ผู้คนเช่นนี้ เหล่าชายฉกรรจ์ที่อยู่บนสะพานย่อมสังเกตเห็นได้โดยง่าย ต่างพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความตื่นเต้น

          จี้อิงอิงเห็นว่าหนีไม่พ้น จึงเลิกคิดหลบหนีอีกต่อไป นางคว้าไม้ไผ่ที่ใช้แขวนโคมหน้าร้านออกมาถือไว้ แล้วโบยตีหยางจิ้งยวนที่ยืนเหม่ออยู่เต็มแรง ขณะขู่อย่างดุดันว่า “ใครอยากโดนดีแบบนี้ ก็เข้ามาเลย”

          ชายหนุ่มที่รายล้อมอยู่หัวเราะเยาะพลางกล่าว “หยางซานหลาง เจ้าก็ถูกผู้หญิงกลั่นแกล้งได้เหมือนกันรึ”

          “คุณหนูรองตระกูลจี้อย่าได้คิดลองดีกับข้า ข้าแค่ไม่อยากรังแกผู้หญิงเท่านั้น” หยางจิ้งยวนถูกโบยจนคืนสติ เมื่อได้ยินเสียงสหายหัวเราะเยาะหยัน พลันรู้สึกอับอายยิ่ง

          “หยางซานหลาง เจ้าช่างเป็นสุภาพบุรุษนัก” โจวชีหลางยังไม่ทันได้เปลี่ยนเสื้อผ้าก็เดินแหวกฝูงชนเข้ามาด้วยเนื้อตัวเปียกปอน เขามองหน้าจี้อิงอิงแล้วหัวเราะอย่างสาแก่ใจ ม้วนแขนเสื้อชุ่มโชกขึ้นพลางกล่าวว่า “คอยดูนะ ข้าจะจัดการแม่นางจอมแก่นผู้นี้เอง”

          หยางจิ้งยวนพ่นลมออกจากจมูกอย่างพึงพอใจ ยืนเอามือไพล่หลังมองอย่างเย็นชา เก่งนักใช่ไหม คนเยอะขนาดนี้ ถึงคราวเจ้าต้องร้องไห้บ้างแล้ว

          ทันใดนั้น พลันมีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของโจวชีหลาง แล้วยกเท้าถีบเข้าที่กลางหลังเต็มแรง โจวชีหลางซวนเซไปข้างหน้า ดีที่หยางจิ้งยวนช่วยกันไว้พอดี จึงไม่ได้หกล้มหน้าคะมำเป็นครั้งที่สอง

โจวชีหลางหันกลับมาด้วยโทสะ แล้วตะโกนว่า “ใครบังอาจถีบข้า”

          คนกลุ่มหนึ่งแทรกตัวเข้ามายืนปักหลักอยู่กลางวง จ้าวซิวหยวนตวัดสายตามองคุณชายเจ็ดตระกูลโจว แล้วรีบรุดไปอยู่ข้างกายจี้อิงอิง มองดูนางตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อแน่ใจว่าหญิงสาวไม่เป็นอะไรมากนอกจากเหงื่ออาบจนผมหน้าม้าเปียกชุ่ม จึงกล่าวว่า “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”

          “พี่ซิวหยวน” จี้อิงอิงที่กำลังคิดหาทางหนีทีไล่ตาลุกวาวขึ้นทันที แต่แล้วก็เชิดหน้าทำแง่งอนว่า “ทำไมถึงเพิ่งมา?”

          “ข้าผิดเอง” จ้าวซิวหยวนรีบกล่าวขอลุแก่โทษ

          นี่ไม่เห็นหัวข้าเลยหรืออย่างไร คุณชายเจ็ดตระกูลโจวกระทืบเท้าด้วยความโกรธขึ้งกล่าวว่า “เจ้าเป็นใคร”

          จ้าวซิวหยวนยังคงไม่สนใจเขา ได้แต่ถามจี้อิงอิงด้วยความห่วงใย “เกิดอะไรขึ้น”

          คนหนึ่งเสื้อผ้าเปียกปอนกำลังตะโกนโวยวายด้วยโทสะ ส่วนอีกคนนั้นยืนตรงอย่างสงบนิ่งราวกับไม่สนใจสิ่งรบกวนรอบกาย ที่สำคัญ ส่วนสูงของทั้งสองคนยังต่างกันเป็นคืบ หยางจิ้งยวนส่ายหน้าเบาๆ ช่างน่าอนาถนัก

          บรรดามิตรสหายที่มาด้วยกันต่างก็รู้สึกว่า การที่คุณชายเจ็ดตระกูลโจวขายหน้าก็เท่ากับตัวเองต้องพลอยอับอาย จึงเข้ามาเสริมทัพกล่าวว่า “เจ้าหนุ่มที่ไหนมาก่อกวน กล้ายุ่งเรื่องของพวกข้ารึ”

          เมื่อมีคนมาช่วยเช่นนี้ จี้อิงอิงยิ่งฮึกเหิม นางชี้หน้าฝ่ายตรงข้ามแล้วกล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “พวกนักเลงจากเมืองยี่โจวเข้ามาเกาะแกะหวังจะแทะโลมข้า จึงถูกข้าถีบตกน้ำไปคนหนึ่ง ส่วนพวกที่เหลือก็เลย

ไล่ตามจับข้า”

          เมื่อได้ยินคำว่าแทะโลม จ้าวซิวหยวนให้โกรธจนเลือดขึ้นหน้า ชายหนุ่มตะโกนเสียงดัง “กล้าดีอย่างไรมาก่อเรื่องที่ซานต้าวเยี่ยน เด็กๆ จัดการ”

          บรรดาลูกหลานเศรษฐียังไม่ทันได้ตั้งตัวก็พบว่า พวกของตนถูกไม้กระบองทั้งหลายโอบล้อมจึงร้องท้า “เข้ามาเลย”

          ชั่วพริบตา ฝูงชนที่มาเที่ยวงานล้วนวิ่งหนีกันอุตลุด พ่อค้าแม่ขายหลบหัวซุกหัวซุน ต่างฝ่ายต่างหวดหมัดใส่กันไม่ยั้งมือ เสียงกรีดร้องและเสียงร่ำไห้ดังก้อง

          จ้าวซิวหยวนมาตามนัดหมาย พบกับเซียงเอ๋อ หลิงเอ๋อ ที่กำลังตามหาคุณหนูของตนอย่างร้อนรนใจ เขากลัวว่าจี้อิงอิงจะถูกคนชั่วลักพา จึงรีบกลับไปตามคนที่บ้านมากลุ่มใหญ่ สั่งปิดทุกช่องทางเข้าออก แล้วตามหานางด้วยความกังวล

          ต่อให้เก่งกาจมาจากไหนก็ต้องยอมให้แก่เจ้าถิ่น บรรดาลูกหลานเศรษฐีจากเมืองยี่โจวหวังแค่มาเดินเที่ยวงานตามประสาคนหนุ่ม ต่างพาบ่าวรับใช้ติดตัวมาแค่คนสองคนเท่านั้น จำนวนกองหนุนจึงมีน้อยกว่าจ้าวซิวหยวนเป็นเท่าตัว ยังไม่พอ ผู้คนที่มาลอยกระทงดอกบัวส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองในพื้นที่ เมื่อได้ยินจ้าวซิวหยวนตะโกนว่า พวกนักเลงจากเมืองยี่โจวมาแทะโลมหญิงสาวถึงถิ่นเช่นนี้ ย่อมมีอารมณ์โกรธแค้นไปตามๆ กัน พอบ่าวรับใช้ตระกูลจ้าวเริ่มลงมือ ชาวเมืองจึงเข้ามาร่วมตะลุมบอนด้วยอย่างไม่ลังเล ทำให้ฝ่ายลูกหลานเศรษฐียิ่งไม่มีทางสู้

          หยางจิ้งยวนวรยุทธล้ำเลิศ เมื่อเห็นท่าไม่ดีจึงพาบ่าวรับใช้ของตนฝ่าดงไม้กระบองออกไป พอหันกลับไปมองก็พบว่าเหล่าสหายถูกซ้อมเสียจนร้องเสียงหลง หนีหัวซุกหัวซุนภายใต้การคุ้มกันของบ่าวรับใช้ที่ป้องภัยให้เหล่านายน้อยสุดชีวิต ตอนนี้หยางจิ้งยวนคิดได้เพียงอย่างเดียวว่า... ขายหน้ายิ่งนัก

          ราตรีมืดมิด แสงสลัวจากโคมไฟส่องให้เห็นจ้าวซิวหยวนที่ยังคงยืนสง่าอยู่ด้านข้างอย่างไม่สะทกสะท้าน ชายหนุ่มก้มหน้าพูดอะไรบางอย่างกับจี้อิงอิง ส่วนหญิงสาวก็แหงนมองเขา ชายกระโปรงสีเหลืองนวลพลิ้วไหวตามแรงลม เรือนร่างอรชรงดงาม แม้จะมีสงครามดุเดือดอยู่

ไม่ไกล แต่ภาพที่หญิงชายทั้งสองชิดใกล้นั้น เสมือนทัศนียภาพอันสงบสุข งดงามไร้ที่ติ

          วันนั้นที่วัดจูหลิน คนที่นางนัดพบก็คงเป็นเขาผู้นี้สินะ หยางจิ้งยวนหันหลังกลับ บิดขี้เกียจแล้วสั่งบ่าวรับใช้คนสนิทที่ชื่อเซียงโหยว “กลับ”

          เซียงโหยวหอบหายใจ ชะโงกคอมองเข้าไปในฝูงชน “คุณชาย ข้าน้อยยังไม่เห็นโจวชีหลางเลยขอรับ”

          หยาวจิ้งยวนตบหน้าผากเซียงโหยวดังแปะ “จะรอเขาไปไย กลับ”

          เซียงโหยวรับคำ เดินตามหลังหยางจิ้งยวนพลางเหลียวมองเป็นระยะ “คุณชาย ไม่ต้องรอโจวชีหลางจริงหรือขอรับ พวกท่านมาด้วยกันแต่มีเขาถูกทำร้ายอยู่คนเดียว กลับไปฮูหยินใหญ่ต้องร้องไห้โวยวายนำเรื่องนี้มาฟ้องแน่”

          “เดี๋ยวนางก็ได้ร้องไห้กลับไปเช่นกัน เจ้าเป็นห่วงโจวชีหลางถึงเพียงนี้ ให้ข้าส่งเจ้าไปรับใช้เขาแทนก็แล้วกัน” เมื่อเดินมาถึงที่พักม้า หยางจิ้งยวนก็กระโดดขึ้นหลังอาชาอย่างไม่รั้งรอ ไม่ไยดีเซียงโหยวแม้แต่น้อย ชายหนุ่มควบม้าออกไปทันที

          “ช้าก่อน คุณชายรอข้าน้อยด้วย” ใครจะอยากไปรับใช้คนไม่เอาไหนอย่างโจวชีหลางกันเล่า เซียงโหยวรีบแก้เชือกผูกม้าอย่างลนลาน แล้วควบม้าตามผู้เป็นนายไปติดๆ