วัดจูหลินมิได้กว้างขวางนัก โรงเจจึงมีเพียงหนึ่งห้อง ถ้าวันไหนมีตระกูลใหญ่มาขอเหมาห้องเพื่อความเป็นส่วนตัวแล้ว ทุกคนต้องกินอาหารเจร่วมกันในห้องโถงหลักที่มีฉากบางๆ กั้น อยู่กลางห้อง แบ่งส่วนหญิงชายออกจากกัน
หยางจิ้งยวนคีบกับข้าวใส่ปากไปหนึ่งคำก็รู้สึกแสบร้อนราวกับลำไส้ทะลุ เขาดื่มชาสองชามก็ยังไม่หายเผ็ด ครั้นจะโวยวายก็เกรงจะไม่สำรวม เขาอายุสิบแปดปีอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ หยางจิ้งยวนผู้หิวเสียจนหน้ามืดตาลายสวาปามข้าวเปล่าไปสองถ้วยพูนๆ ก็ยังไม่รู้สึกอิ่ม เขามองผู้คนรอบข้างกินอาหารเจกันอย่างเอร็ดอร่อย ถึงได้เข้าใจว่าตนถูกหลวงจีนผู้นั้นกลั่นแกล้งเสียแล้ว
เขาเองตั้งใจมาเสี่ยงทายที่วัดแห่งนี้เช่นกัน หลังจากรออยู่พักใหญ่ก็ได้ยินว่าหลวงจีนนั่นมัวแต่พูดคุยนอกเรื่องกับแม่นางผู้หนึ่งพอเข้าไปใกล้ถึงรู้ว่าเป็นหญิงสาวที่เพิ่งพบหน้ากันมาก่อน ดูจากท่าทางแล้วนางคงมีคนรักอยู่ อยากซักถามดวงเรื่องความรักแต่ก็มัวอ้ำอึ้ง หยางจิ้งยวนจึงเกิดความสงสัยจนต้องชะเง้อเข้าไปดูคำทำนายของนางใกล้ๆ เมื่อได้อ่านเนื้อความเท่านั้นก็แทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ความรักของแม่นางน้อยผู้นี้เห็นทีจะไม่สมหวัง ส่วนคำทำนายของเขากลับดีอย่างไม่น่าเชื่อ
ไม่อ่านคำทำนายให้ข้าก็ช่างเถิด แต่ต้องกลั่นแกล้งกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เสียงหัวเราะร่วนใสกังวานของจี้อิงอิงดังขึ้นมาจากอีกฟากของฉากกั้น ทำเอาหยางจิ้งยวนหัวเสียไม่น้อย
ดี! ทำข้ากินข้าวไม่อิ่มก็อย่าหวังจะลอยนวลไปได้
“ว่างเปล่าไร้ร่องรอย สิ้นรอคอยสุดขอบฟ้า คลื่นโถมพายุมา คล้ายเริงร่าแต่น้ำตาหลั่งริน--ไม่สมปรารถนา เฮ้อ คำทำนายจากไม้เสี่ยงทายหมายเลขสิบเอ็ดกลับเป็นเคราะห์ร้ายเสียนี่”
พูดจบก็เงี่ยหูรอฟัง
จี้อิงอิงได้ยินชัดเจนเต็มสองหู ที่แท้ คำทำนายก็เป็นเช่นนี้
จ้าวซิวหยวนไม่เคยผิดนัดแม้แต่ครั้งเดียว เหตุใดวันนี้ถึงหายหน้าไป คราวที่แล้ว เขาบอกว่าจะให้เถ้าแก่มาสู่ขอ ป่านนี้ก็ยังไม่เห็นแม้เงา... จี้อิงอิงรู้สึกอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมา
แต่แล้วนางก็คิดได้ว่าไม่ควรเสียท่าให้กับชายที่แอบดูคำทำนายของตน จึงลอบหยิกเซียงเอ๋อแล้วกระซิบข้างหูสาวใช้ว่า “แสร้งร้องไห้ออกมา ยิ่งเศร้ายิ่งดี เดี๋ยวขากลับข้าจะแวะซื้อขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลแดงให้เจ้า”
ขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลแดงแซ่หลี่เป็นของโปรดของเซียงเอ๋อ ทุกครั้งที่ยอมหนีออกมากับจี้อิงอิงก็เพราะหวังจะได้ชิมขนมสักนิดให้หายอยาก นางไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งของคุณหนู กอปรกับความหอมหวานของขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลแดงก็ยั่วยวนไม่น้อย ไม่ทันขาดคำ เซียงเอ๋อก็ฟุบหน้าลงบนแขน แล้วร้องไห้ออกมาอย่างจริงจัง
สำเนียงของจี้อิงอิง หยางจิ้งยวนยังพอจดจำได้ แต่ที่ร้องไห้อยู่นี้จะเป็นเสียงนางหรือเปล่าเขาเองก็ยังลังเล เสียงสะอื้นนี้โศกเศร้าบีบคั้นหัวใจยิ่งนัก เขาทำเกินไปจริงๆ สาวน้อยคนหนึ่งแค่ต้องการมาขอคำทำนายเรื่องความรัก แม้แต่หลวงจีนในวัดยังมิอาจบอกตรงๆ ว่านางดวงไม่ดี เหตุใดเขาถึงได้ใจร้ายนัก อีกทั้งนางมิได้เป็นคนแกล้งใส่พริกลงในกับข้าวของเขาเสียหน่อย จะเอาความผิดไปลงที่นางได้อย่างไร
ด้วยความร้อนใจ หยางจิ้งยวนพลันนึกขึ้นได้ว่าตนเสี่ยงทายได้ไม้หมายเลขสิบห้า คำทำนายทั้งสองอยู่ในหน้าเดียวกัน เขาจดจำได้แม่นยำจึงเอ่ยต่อไปว่า “เอ๊ะ ข้าจำสลับนี่นา คำทำนายของไม้เสี่ยงทายหมายเลขสิบเอ็ดดูเหมือนจะเขียนว่า ‘นั่งนอนโชคหล่นทับ รอสดับวาสนา ข่าวดีลอยลมมา เหมยฮวาอิงแอบกาย ทุกอย่างมีลู่ทางเป็นไป เพียงแต่ต้องใช้เวลา--สุดท้ายสมปรารถนาดั่งรอคอย’ เป็นคำทำนายที่ดีมาก ข้าช่างซุ่มซ่ามเสียจริง”
จบคำ เสียงร้องไห้ก็ยังไม่ยอมหยุด แต่กลับเห็นใบหน้ายิ้มแป้นของจี้อิงอิงโผล่ออกมาจากหลังฉากกั้น นางหัวเราะเสียงใสเอ่ยว่า “อาจี้ คำทำนายบอกว่าเราจะมีโชคแน่ะ ดีจริงๆ อาจี้กินอิ่มแล้วเรารีบกลับบ้านกันเถิด”
พูดจบก็หันมายิ้มให้หยางจิ้งยวน ยักคิ้วโก่งอย่างย่ามใจพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กับเขา
หยางจิ้งยวนเองก็อดขำไม่ได้
จี้อิงอิงหันหลังกลับไป เสียงร้องไห้พลันเงียบลง หยางจิ้งยวนเห็นชายวัยกลางคน รูปร่างใหญ่ ใบหน้าเอื้ออารีผู้หนึ่งทำท่าจะลุกขึ้น จึงรีบรุดเข้าไปข้างกายพลางเกี่ยวกระเป๋ายาสูบของชายผู้นั้นให้ร่วงลงสู่พื้น แล้วเอ่ยเรียกจี้ฟุ “ท่านอา ท่านทำของหล่น”
จี้ฟุไม่รู้ว่าเป็นแผนการของอีกฝ่าย จึงรับกระเป๋ายาสูบมา ก่อนจะโค้งคำนับ “ขอบคุณขอรับคุณชาย”
“ท่านอาไม่ต้องเกรงใจ ไม่ทราบว่าท่านอาเป็นคนท้องถิ่นหรือไม่ ผู้น้อยมีนามว่าจิ้งยวน มาจากเมืองยี่โจว ได้ยินว่าวัดจูหลินแห่งนี้ทำนายแม่นยำนัก จึงตั้งใจมาไหว้พระและเสี่ยงทาย มิทราบว่าแถบนี้มีสถานที่ใดน่าเดินเที่ยวบ้างหรือไม่”
จี้ฟุกวาดตามองชายหนุ่มตรงหน้า เขาทำงานอยู่ในโรงย้อมไหมมาทั้งชีวิต ย่อมดูออกในชั่วพริบตาว่าเสื้อสีแดงปักลายดอกบัวที่อีกฝ่ายสวมอยู่นั้นทอมาจากไหมสู่หงซือ ตำรับลับเฉพาะของตระกูลจี้
ไหมสู่หงซืออันขึ้นชื่อของโรงย้อมไหมฮวานฮวานั้นแบ่งย่อยตามชนิดของดอกไม้ในแต่ละฤดูกาล ยามวสันต์จะมีสีแดงโบตั๋น แดงไห่ถัง แดงดอกท้อ ฤดูคิมหันต์ก็จะมีสีแดงกุหลาบ แดงดอกงิ้ว และแดงอิงเถา แต่ละฤดูก็จะให้ไหมสีแดงที่แตกต่างกัน
ผู้ที่สวมใส่อาภรณ์ที่ทอจากไหมสีแดงดอกบัวเช่นนั้นต้องไม่ธรรมดาแน่ ปีนี้ตระกูลจี้เพิ่งจะมอบผ้าทอชั้นดีจากไหมสีแดงดอกบัวให้แก่บ้านตระกูลหยางและบ้านตระกูลจ้าว--สองตระกูลใหญ่แห่งวงการทอผ้าในเมืองยี่โจวเป็นของขวัญ เมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มมาจากยี่โจว จึงซักไซ้ต่อด้วยความสงสัยว่า “คุณชายมาจากบ้านประมุขหยางผู้เป็น ‘ราชาแห่งไหม’ หรือขอรับ”
เดิมทีหยางจิ้งยวนไม่ต้องการประกาศตนว่ามาจากตระกูลใด แต่เพราะอยากรู้จักแม่นางน้อยขี้เล่นผู้นั้นว่าเป็นใครมาจากไหน จึงพยักหน้าตอบด้วยรอยยิ้ม “ข้าคือ คุณชายสามแห่งตระกูลหยาง”
จี้ฟุรีบแจ้งชื่อกลับไปอย่างไม่รอช้า “ข้าน้อยเป็นบ่าวรับใช้ของโรงย้อมไหมฮวานฮวาแห่งตระกูลจี้ วันนี้พาคุณหนูจี้มาไหว้พระ หากคุณชายไม่รังเกียจ ข้าน้อยจะรีบกลับไปเรียนคุณนาย เพื่อเตรียมรับรองคุณชายยังบ้านตระกูลจี้นะขอรับ”
ที่แท้เป็นคุณหนูจากโรงย้อมไหมฮวานฮวาแถบซานต้าวเยี่ยนนี่เอง เมื่อได้ข้อมูลแล้ว หยางจิ้งยวนก็บอกปฏิเสธกลับไปว่า “ข้ามีเรื่องด่วนต้องกลับเมืองยี่โจว หากวันหน้ามีโอกาสจะต้องไปเยี่ยมเยือนคุณนายจี้อย่างแน่นอน ขอตัวก่อน”
จี้ฟุเป็นเพียงบ่าวรับใช้ ไหนเลยจะสามารถรั้งตัวคุณชายสาม ได้แต่นึกเสียดายอยู่ในใจ เมืองยี่โจวช่างกว้างใหญ่ สองฝั่งคลองฮวานฮวาที่ไหลลงสู่แม่น้ำจิ่นเรื่อยไปจนถึงแม่น้ำหมินนั้น มีโรงย้อมไหมมากมายนับไม่ถ้วน แม้ว่าเส้นไหมจากตระกูลจี้จะมีชื่อเสียงเพียงใด ก็ต้องช่วงชิงแข่งขันกับโรงย้อมเจ้าอื่นอยู่ดี จี้ฟุได้แต่ทอดถอนใจเบาๆ แล้วเดินออกจากวัดจูหลินด้วยความเสียดาย ก่อนจะนำเรื่องทั้งหมดไปถ่ายทอดให้แก่จี้อิงอิง
หญิงสาวได้ฟังก็เบะปากน้อยๆ ในใจว่า ก็แค่คนแซ่หยาง ไม่เห็นจะใหญ่โตมาจากไหน คอยดูงานประกวดในฤดูสารทที่กำลังจะมาถึงให้ดีเถิด ตระกูลจ้าวต้องเอาชนะตระกูลหยางได้อย่างแน่นอน พวกเขาจะต้องมอบส่งป้ายราชาแห่งไหมกลับคืนมา ต่อไปใครๆ ก็จะเปลี่ยนมาเรียกขานคนตระกูลจ้าวว่าประมุขแทน
ระหว่างทางกลับบ้าน จี้อิงอิงจ้องมองผู้คนบนท้องถนนตาไม่กะพริบ ด้วยกลัวว่าตนจะคลาดกับจ้าวซิวหยวน กระทั่งรถม้าค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ตัวเมือง นางจึงยอมถอดใจในที่สุด
จู่ๆ คำทำนายก็แล่นเข้ามาในหัว ไม่สิ... ต้องเป็นคำทำนายอย่างหลังถึงจะถูก พี่ซิวหยวนต้องติดธุระกะทันหันทำให้ไม่อาจมาตามนัด รออีกสักหน่อยก็จะได้เจอกันแล้ว
สองเดือนถึงจะมีโอกาสได้นัดพบกันสักครั้ง จี้อิงอิงอดคิดถึงจ้าวซิวหยวนไม่ได้ นี่ก็เพิ่งมีโอกาสออกมาที่วัดจูหลิน แล้วต่อไปจะหาข้ออ้างอะไรให้ออกมาพบกันได้อีก
ขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลแดงแซ่หลี่ใหม่ๆ จากเตา ควันกรุ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอ แป้งเหลืองอร่ามชั้นนอกถูกทอดไว้บางกรอบกำลังดี ใช้ฟันกัดเบาๆ ไส้น้ำตาลแดงเข้มข้นก็ทะลักออกมา ทั้งร้อนและมีกลิ่นหอม ยวนใจ จี้อิงอิงกับเซียงเอ๋อนั่งกินขนมอยู่ภายในรถม้าอย่างมีความสุข เด็กสาวทั้งสองจัดการไส้น้ำตาลที่ไหลเยิ้มเปรอะไปทั่วทุกนิ้วจนสิ้น ต่างสบตาแล้วหัวเราะแก้เขิน เมื่อกุมความลับร่วมกัน ความสัมพันธ์ของนายบ่าวคู่นี้จึงแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เมื่อท้องอิ่มจิตใจเบิกบาน จี้อิงอิงก็คิดแผนการออกจากบ้านได้อีกครั้ง
กลับถึงบ้าน นางก็ตรงดิ่งไปยังห้องของจี้เหย้าถิง ในมือถือห่อขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลแดงที่ยังมีควันกรุ่น แล้วตะโกนว่า “พี่เหย้าถิง ข้ากลับมาแล้ว ข้าซื้อขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลแดงมาฝากท่านด้วย”
จี้อิงอิงเปิดประตูห้องของพี่ชาย หายไปไหนนะ หรือว่าอยู่ที่ห้องย้อมไหมอีกแล้ว นางแบ่งขนมเปี๊ยะสองชิ้นมาวางไว้บนโต๊ะ
ยังไม่ทันจะพ้นระแนงดอกสายน้ำผึ้ง จี้อิงอิงก็ต้องสะดุ้งเฮือก
สาวใช้ผู้มีหน้าที่ล้างไหมจำนวนสิบเอ็ดนางคุกเข่าเรียงกันอยู่ในสวน แม่จี้มือถือไม้ปั่นผ้ายืนตระหง่านอยู่หน้าระเบียง โดยมีคนงานทั้งหมดยืนกันอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง
ประตูห้องโถงเปิดกว้าง มองเห็นเสื้อปกดอกบัวสีเขียวอ่อนคุ้นตาอยู่ข้างโต๊ะแปดเซียน เป็นอาภรณ์ที่ท่านแม่สวมเมื่อเช้านี้ ส่วนชุดสีแดงเข้มที่อยู่ข้างกายท่านแม่นั้น ต้องเป็นพี่ใหญ่อย่างแน่นอน
จี้อิงอิงกับเซียงเอ๋อสบตากันอย่างรวดเร็วด้วยความฉงน เกิดอะไรขึ้นหรือ สีไหมที่ใช้ย้อมผิดเพี้ยนไป หรือเส้นไหมพันกันตอนล้าง
นางยกนิ้วขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปาก เป็นสัญญาณให้เซียงเอ๋ออย่าได้ส่งเสียง ทั้งสองค่อยๆ ย่องไปทางสวนหลังบ้าน
“คุณนาย คุณหนูกลับมาแล้ว”
คุณนายจี้ไม่ทันสังเกต แต่แม่จี้ก็ช่วยเป็นหูเป็นตาอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อได้ยินเสียงตะโกน จี้อิงอิงก็สะดุ้งด้วยความหวาดวิตก พลิกตัวกลับโดยอัตโนมัติ จะหนีอย่างไรก็คงหนีไม่ทันเสียแล้ว
พลันคิดได้ว่า ข้าจะระแวงไปไย ข้าออกไปไหว้พระแก้บนแทนท่านแม่ตั้งแต่เช้าตรู่ ต้องขอบคุณข้าถึงจะถูก
จี้อิงอิงเดินยิ้มแฉ่งเข้าบ้าน “ท่านแม่ ขากลับข้าแวะซื้อขนมเปี๊ยะไส้น้ำตาลแดงมาฝาก ยังอุ่นๆ อยู่เลย ท่านแม่จะกินเลยหรือไม่เจ้าคะ เดี๋ยวข้าไปยกน้ำชามาให้”
“ปัง” คุณนายจี้ตบโต๊ะเสียงดัง “ไปคุกเข่าที่ระเบียงเดี๋ยวนี้”
“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้น ข้าเพิ่งจะกลับถึงบ้าน ไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย เหตุใดต้องโดนทำโทษด้วย” จี้อิงอิงบ่นอย่างขุ่นเคือง
คุณนายจี้ยกนิ้วมืออันสั่นระริกชี้ไปที่บุตรสาว ก่อนจะเลื่อนไปด้านข้าง--ชี้นิ้วใส่เซียงเอ๋อที่ยังคงก้มหน้าไม่กล้าเข้ามาในห้อง แล้วกล่าวว่า “ขายนางออกไปเสีย”
เซียงเอ๋อได้ยินดังนั้นก็ตกใจนัก นางคุกเข่าลงทันควัน ร้องไห้อ้อนวอนทั้งน้ำตา “คุณนายโปรดเมตตาบ่าวด้วย อย่าเอาบ่าวไปขายเลย บ่าวขอร้องเจ้าค่ะ”
แม่จี้โบกมือส่งสัญญาณ บ่าวสองคนถือเชือกรีบรุดเข้ามามัดตัวเซียงเอ๋อทันที
“ช้าก่อน” เห็นมารดาโกรธเคืองเซียงเอ๋อเช่นนี้ ย่อมเป็นเพราะเรื่องที่ตนแอบเข้าไปหาสีย้อมในห้องย้อมไหมเป็นแน่ นางรีบคุกเข่าอย่างไม่รอช้า แล้วยอมรับผิดโดยเร็ว “ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าสาบานว่าจะไม่แอบเข้าห้องย้อมไหมอีก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเซียงเอ๋อ นางอยู่กับเรามาตั้งแต่อายุหกขวบ สงสารนางเถิดท่านแม่ ข้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่าง ไม่เข้าใกล้ห้องย้อมไหมอีกแม้แต่ก้าวเดียว ขอร้องเถิดนะเจ้าคะ”
ลูกชายคนโตนอบน้อมเชื่อฟัง แม้จะมีสติปัญญาไม่ถึงครึ่งของลูกสาว แต่อย่างไรก็ยังเป็นผู้สืบทอดตระกูลจี้อยู่วันยังค่ำ คุณนายจี้ไม่หวังให้ลูกชายต่อยอดกิจการจนใหญ่โตมีชื่อเสียง หรือแม้แต่พัฒนาสีไหมใหม่ๆ ให้ดีกว่าเดิม ขอเพียงจี้เหย้าถิงสามารถจดจำสูตรดั้งเดิมได้ขึ้นใจ รักษากิจการของวงศ์ตระกูลให้สืบต่อไปก็พอ ส่วนทางด้านลูกสาวนั้น เว้นเสียแต่ว่านางจะปฏิญาณตนครองตัวเป็นโสด ยอมเป็นยายเฒ่าที่ไม่มีลูกหลานดูแลยามแก่ชรา มิเช่นนั้น อย่าหวังว่าชาตินี้จะได้จับต้องวิชาย้อมไหมของครอบครัวเลย
ปีนี้จี้อิงอิงก็มีอายุครบสิบหกแล้ว รูปร่างหน้าตางดงามดั่งบุปผาแรกแย้ม อีกไม่นานจะต้องหาชายหนุ่มดีๆ มาสู่ขอได้แน่ คุณนายจี้อยากให้ชีวิตของนางราบรื่นมีแต่ความสุข เหตุใดนางถึงไม่เข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่บ้าง ยิ่งมองใบหน้าไม่รู้สึกรู้สาของลูกสาวหัวรั้นก็ยิ่งโมโหนัก
“สาบานอีกแล้ว เอะอะก็สาบานนั่นสาบานนี่ คิดว่าเป็นเรื่องสนุกหรือไร จี้อิงอิง วันนี้เจ้าจะต้องได้รับบทเรียน มิเช่นนั้นก็ไม่รู้จักหลาบจำเสียที” คุณนายจี้กล่าวหน้านิ่ง น้ำเสียงไร้ซึ่งความปรานี
จี้อิงอิงถูกทำโทษจนเคยชินมาตั้งแต่เด็ก หากท่านแม่ตอบโต้กับนางก็แสดงว่ายังพอมีโอกาส หญิงสาวเหลียวมองเซียงเอ๋อ พบว่าสาวใช้ถูกผ้าอุดปากมัดเป็นข้าวต้มอยู่ริมห้องเสียแล้ว เซียงเอ๋อมองดูผู้เป็นนายด้วยน้ำตาคลอเบ้า เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนยังนั่งกินขนมเปี๊ยะอย่างมีความสุขด้วยกันในรถม้าอยู่เลย จี้อิงอิงทนให้เซียงเอ๋อถูกนำตัวไปขายแบบนี้ไม่ได้ หญิงสาวโขกศีรษะกับพื้นหินสุดกำลัง แรงเสียจนหน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลม เจ็บจนน้ำตาเล็ดออกมาจริงๆ มิได้บีบเค้นแม้แต่หยดเดียว “ท่านแม่ ท่านมอบเซียงเอ๋อให้ข้าดูแลเถิด เราสองนายบ่าวขอสัญญาว่าจะเชื่อฟังท่าน นั่งปักผ้าอยู่แต่ในสวน ต่อจากนี้ข้าจะไม่เข้าห้องย้อมไหมอีกแล้ว ข้ารู้ว่าสูตรย้อมของตระกูลจะถูกลูกสาวนำออกไปนอกเรือนไม่ได้ ไหมสู่หงซือประจำตระกูล ข้าไม่เคยแอบย้อมเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เชื่อท่านลองถามพี่ใหญ่ดูได้”
จี้เหย้าถิงได้ยินเสียงน้องสาวโขกพื้นชัดเจนเต็มสองหู รู้สึกสงสารจับใจ หน้าผากเกลี้ยงเกลาของนางเป็นรอยช้ำขึ้นมาทันตาจนรู้สึกเจ็บแทน เขาสะบัดชายเสื้อคุกเข่าลงเช่นกัน “ท่านแม่ สูตรลับประจำตระกูลจี้ถ่ายทอดกันมาปากต่อปาก ข้าไม่เคยแพร่งพรายแก่นางแม้แต่คำเดียว อิงอิงเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย นางเองก็ไม่เคยแอบถาม ข้าเป็นคนพานางเข้าห้องย้อมไหม เรื่องนี้ผิดที่ข้าเอง ท่านแม่ลงโทษข้าแทนเถิด ขอแค่ท่านหายโกรธ จะโบยตีอย่างไรข้าก็ยอม”
หากเป็นความผิดของจี้อิงอิงคนเดียว คุณนายจี้คงจะคว้าไม้ปัดขนไก่ที่วางเตรียมไว้ในแจกันลายครามอย่างไม่เกรงใจ แต่พอมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวน--ทายาทหนึ่งเดียวของตระกูลจี้เข้ามาเกี่ยวข้อง นางก็ทำใจโบยไม่ลง แต่ในเมื่อวันนี้ประกาศกร้าวออกไปแล้ว จะจบเรื่องง่ายๆ ได้อย่างไร นางไม่อยู่บ้าน แม่จี้คลาดสายตาเพียงครู่เดียวเท่านั้น เจ้าเด็กพวกนี้ก็กล้าปล่อยให้จี้อิงอิงเข้าไปในห้องย้อมไหม แล้วยังปล่อยให้นางแตะต้องสีย้อมอีก ขืนไม่ลงโทษ ต่อไปอาจจะเกิดเรื่องที่ร้ายแรงยิ่งกว่า
โรงย้อมไหมในละแวกนี้ก็มีสีคล้ายกันหมดทุกบ้าน ถ้าเกิดวันใดมีใครสักคนหักหลังตระกูลจี้ ขโมยสูตรลับไปให้ผู้อื่น สูตรลับอันดับหนึ่งแห่งเมืองยี่โจวย่อมจะสูญหายไปตลอดกาล
เมื่อคิดได้ดังนั้น คุณนายจี้ก็สั่งบ่าวไพร่ว่า “สาวใช้ล้างไหมให้โบยสิบครั้ง ส่วนเซียงเอ๋อเพิ่มอีกสิบ ถ้าครั้งหน้ารู้ว่าใครกล้าแหกกฎของที่นี่ละก็ ไม่จบแค่นำตัวไปขายแน่ แต่ข้าจะโบยจนตายไปเสียตรงนี้ เซียงเอ๋อรับโทษแล้วตามคุณหนูไปอยู่หลังบ้าน เมื่อแผลหายดีก็ให้อยู่รับใช้คุณหนูคู่กับหลิงเอ๋อ ส่วนเจ้าสองคนคุกเข่าอยู่ตรงนี้ แม่จี้ ฝากด้วย”
“เจ้าค่ะ คุณนาย” แม่จี้รับคำสั่ง รีบแจกแจงให้บ่าวรับใช้ปฏิบัติตามทันที
เหล่าสาวใช้รู้ดีว่าหากส่งเสียงร้องต้องถูกทำโทษหนักกว่าเดิม จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาอุดปากตัวเอง
แม่จี้ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ลงทัณฑ์ได้ ไม้ไผ่หน้ากว้างเท่าฝ่ามือส่งเสียงหวีดตามแรงลม หวดกระทบเป้าหมายเต็มแรงดังขวับๆ
เสียงไม้กระทบเนื้อแต่ละครั้ง ทำเอาจี้อิงอิงและจี้เหย้าถิงขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เมื่อการลงทัณฑ์เหล่าสาวใช้เสร็จสิ้น จี้อิงอิงก็ยังคงอยู่กับที่มิได้หนีไปไหน
“ปิดประตูสวนหลังบ้านเสีย ปักพระคัมภีร์สิบจบลงบนผ้าครบเมื่อไร ถึงจะออกไปข้างนอกได้” คุณนายจี้เหนื่อยมาทั้งวัน หลังจากประกาศบทลงโทษของจี้อิงอิงแล้วก็สั่งให้จี้ฟุไปตามหมอมาสั่งยารักษาบาดแผลของบรรดาสาวใช้ จากนั้นจึงเรียกแม่หลี่ให้พาตนกลับไปพักผ่อน
จี้อิงอิงรีบลุกขึ้นยืนทันที พลางร้องตะโกน “ท่านแม่ ไต้ซือหวูโยที่วัดจูหลินบอกว่า หากนำผ้าที่ปักพระคัมภีร์ไปสวดมนต์ที่หน้าพุทธรูป แล้วนำกลับมาบูชาที่บ้าน จะช่วยคุ้มครองให้ตระกูลจี้มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองเชียวนะ พอข้าปักพระคัมภีร์เสร็จหนึ่งจบก็จะนำไปถวายให้ท่านไต้ซือนะเจ้าคะ”
“จริงรึ เช่นนั้นก็ดียิ่ง” คุณนายจี้รู้สึกใจชื้นขึ้นมาทันที
จี้อิงอิงยิ้มกริ่มให้กับความฉลาดของตน คุณนายจี้พลันหยุดชะงักแล้วกล่าวเสริม “พอเจ้าปักเสร็จหนึ่งจบ ข้าจะสั่งให้บ่าวนำไปถวายท่านเอง ข้ายังยืนยันคำเดิม ปักพระคัมภีร์สิบจบครบเมื่อไร ค่อยปล่อยเจ้าออกไปเมื่อนั้น”
ว่าแล้วก็เดินกลับห้องพัก... จี้อิงอิงได้แต่ยืนกระทืบเท้าด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ก่อนจะเดินหนีไป
“น้องอิงอิง เรื่องที่เจ้าช่วยย้อมเส้นไหมนั้นข้าไม่ได้บอกใคร ดีนะที่เรารู้กันอยู่แค่สองคน” จี้เหย้าถิงกระซิบเบาๆ ขณะเดินตามหลังน้องสาวออกจากห้องโถง
“รู้แล้วน่า ข้าไม่บอกใครหรอก พี่เหย้าถิง” จี้อิงอิงจับแขนเสื้อของพี่ชายแล้วสะบัดไปมา สายตาเสมองอีกทาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอว่า “พี่ไปบ้านตระกูลจ้าวให้หน่อยสิ”
จี้เหย้าถิงยิ้มเจื่อน กระซิบแนะนำน้องสาวว่า “อิงอิง สำหรับผู้ชายนั้นก็เหมือนการจับปลา ถ้าเจ้าใส่เหยื่อล่อมากเกินไป ปลากินเหยื่อแล้วก็จะไม่ติดเบ็ดนะ เราต้องรู้จักสงวนท่าที เข้าใจหรือไม่”
จี้อิงอิงเพิ่งจะโดนหยางจิ้งยวนกล่าวหาว่าโถมตัวใส่บุรุษแปลกหน้า ตอนนี้มาถูกพี่ชายตักเตือนให้รู้จักสงวนท่าที หญิงสาวปล่อยหมัดชกอกจี้เหย้าถิงอย่างไม่สบอารมณ์ เลิกคิ้วแล้วตอบกลับเสียงแข็ง “ใครบอกว่าข้าจะให้ท่านไปหาพี่ซิวหยวนกันเล่า ข้าจะขอให้ท่านช่วยสืบว่าที่บ้านตระกูลจ้าวเกิดอะไรขึ้นต่างหาก ถ้าเขาเข้ามาพูดด้วยท่านก็ห้ามตอบนะ เข้าใจหรือไม่ ข้าสงวนตัวยิ่งนัก ชิ”
แม่เสือร้าย หากใครได้เป็นเมียคงอับโชคน่าดู จี้เหย้าถิงใช้มือลูบหน้าอกตัวเองแล้วรับปากอย่างไม่เต็มใจ
จี้อิงอิงเดินกลับเข้าบ้านไปด้วยโทสะ แต่ก็ยังอุตส่าห์แวะเยี่ยมเซียงเอ๋อที่ห้องสาวใช้
“คุณหนู เซียงเอ๋อทายาเรียบร้อยแล้ว” หลิงเอ๋อลุกขึ้นยืนอยู่ปลายเตียง
“คุณหนู เซียงเอ๋อขอบพระคุณยิ่ง” ไม่ถูกนำตัวไปขาย มิหนำซ้ำต่อไปยังได้อยู่รับใช้คุณหนู ไม่ต้องตากแดดตากลมล้างเส้นไหมที่ริมคลองอีกต่อไป เซียงเอ๋อซาบซึ้งเสียจนมัวแต่เอาหัวโขกหมอนอยู่บนเตียง
“เจ้าไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ขอเพียงแค่ต่อจากนี้ไปให้เห็นข้าเป็นนาย ติดตามข้าอย่างจริงใจก็พอ” จี้อิงอิงชายตามองไปทางหลิงเอ๋อซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาแสร้งไม่รู้ไม่ชี้ ยิ่งทำให้จี้อิงอิงโมโหเข้าไปใหญ่
สัญญาจ้างของหลิงเอ๋ออยู่ในกำมือของมารดา จี้อิงอิงรู้ตัวว่าความจริงไม่ควรพาลโกรธแล้วไปลงที่นาง แต่มีหลิงเอ๋อเป็นหนอนบ่อนไส้อยู่เช่นนี้ จะพูดอะไรก็ไม่สะดวก จี้อิงอิงจึงใช้ให้นางไปยกข้าวเย็นในห้องครัว
หญิงสาวค่อยๆ เปิดดูแผลบนตัวเซียงเอ๋อแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง ท่านแม่ไม่อยากสิ้นเปลืองเงินทอง จึงลงไม้ลงมือไม่หนักมาก พักผ่อนสักสองสามวันก็ไม่เป็นอะไรแล้ว”
จู่ๆ ก็นึกบางอย่างขึ้นได้ พลันพุ่งตัวออกจากห้องสาวใช้ วิ่งฉิวไปยังห้องนอนของตน
“ช่างร้ายกาจนัก เก็บเรียบไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว” จี้อิงอิงได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันมองห้องนอนเตียนโล่ง
หินแร่ที่นางสู้อุตส่าห์แอบสะสมไว้ บรรดาไม้ดอกที่ปลูกตบตาถูกท่านแม่ถูกริบไปไม่มีเหลือ แม้แต่กระถางดอกโพผันที่ใช้นัดหมายกับจ้าวซิวหยวนก็ถูกเก็บเช่นกัน
จี้อิงอิงเดินตรงไปยังชั้นหนังสือ เปิดดูเล่มแล้วเล่มเล่า ปรากฏว่าตัวอย่างพันธุ์พืชที่นางเฝ้าเก็บรักษามานานก็ไม่มีเหลือเช่นกัน
หญิงสาวดึงลิ้นชักออกมาพลิกดู แล้วก็ต้องร้องอุทานด้วยความโมโห “ท่านแม่ต้องทำถึงเพียงนี้เชียวหรือ ขอข้าเก็บไว้เล่นคนเดียวมิได้หรือไร อย่างน้อยแลกเป็นเงินมาให้ข้าก็ยังดี ของพวกนี้ข้าเก็บเงินซื้อเองทั้งหมดเชียวนะ”
ตาชั่งจิ๋วสำหรับชั่งน้ำหนัก มีดเล่มเล็กสำหรับตัดสิ่งของ ครกหินสำหรับบดยา พู่กันสำหรับผสมสี ทั้งหมดหายไปอย่างไร้ร่องรอยภายใน ชั่วพริบตา ของเหล่านี้นางอ้อนวอนพี่ใหญ่ให้ช่วยสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ ทุกชิ้นล้วนแต่ประณีตสวยงาม ตาชั่งอันนั้นแกะสลักมาจากงาช้างสูงค่า น่าเสียดายนัก
จี้อิงอิงฟุบตัวลงบนโต๊ะด้วยความขุ่นเคือง หยิบพู่กันขึ้นมาขีดเขียนลงบนกระดาษ ลากไปลากมาได้แค่หนอนน้อยสองสามตัว “เพราะปากพล่อยๆ ของเจ้าคนเดียว”
มีแต่เรื่องที่ไม่สมปรารถนาทั้งสิ้น