นับตั้งแต่เขาทำให้เจ้าหนูนี่ฟื้นขึ้นมาก็ถูกปั่นจนหัวหมุน ทั้ง ๆ ที่คิดแผนการเอาไว้ล่วงหน้าอย่างละเอียดรอบคอบว่าจะเดินก้าวต่อไปอย่างไร กลับมาถูกมู่หลันทำให้เสียแผนไปจนได้ ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้หลินอีชวนรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง
หลังจากมู่หลันประกาศถึงตัวตนของ ‘ตาเฒ่า’ ไปอย่างคล่องปากแล้ว เขาก็มองหลินอีชวนอย่างประเมินพร้อมกับคิดว่า คราวนี้เจ้าควรจะเป็นฝ่ายประจบสอพลอข้าแล้วสิ
หลินอีชวนเป็นฝ่ายเข้าหาอย่างที่มู่หลันคิดเอาไว้ แต่ว่าไม่ได้เข้าหาในลักษณะที่มู่หลันคิดว่าน่าจะเป็น เขาก้าวเท้ายาว ๆ มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ยื่นมือจับคางของมู่หลัน น้ำเสียงที่ใช้นั้นแฝงความท้าทาย “หน้าตาก็ดูสะอาดหมดจดดี”
“น่าไม่อาย” มู่หลันออกแรงสะบัดหน้าหนี อีกทั้งยกกาน้ำชาที่ถืออยู่ขว้างออกไป
หลินอีชวนใช้มือปัดออกไปเบา ๆ เอ่ยด้วยเสียงเรียบเฉยว่า “เจ้าเป็นคนพูดว่าข้าคิดมิดีมิร้ายกับเจ้าเองไม่ใช่หรือ ถ้าหากข้าไม่ทำอย่างที่เจ้าพูด เจ้าคงจะผิดหวังเป็นแน่”
มู่หลันโมโหนัก จะถ่มน้ำลายให้เต็มหน้าอีกสักทีดีไหม ตอนนี้เขาไม่อาจใช้วรยุทธออกไป ขณะที่กำลังคิดจะจัดการสร้างความขยะแขยงให้หลินอีชวนอยู่นั้น ตัวของเขาก็ถูกจับพลิกคว่ำอยู่บนโต๊ะเสียก่อน
“ลูกผู้ชายอกสามศอก เอาแต่คิดจะใช้วิธีของพวกผู้หญิง พูดจากระแทกแดกดัน หาเรื่องชวนทะเลาะอยู่ได้” เขาปรายตามองแผ่นหลังของมู่หลันด้วยอาการดูแคลน หลินอีชวนเริ่มได้ความรู้สึกของผู้ที่อยู่เหนือกว่ากลับคืนมา “ตู้จือเซียนสั่งสอนสิ่งเหล่านี้ให้กับเจ้างั้นหรือ”
“คุณชายใหญ่แอบเข้าห้องข้ายามวิกาลเช่นนี้ คิดจะทำอะไรกันแน่” มู่หลันหันหน้ากลับมาเป็นฝ่ายถามเขาบ้าง
หลินอีชวนปล่อยมือพร้อมกับถอยหลังไปไกลสามฉื่ออย่างรวดเร็ว ตอบคำถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าย่อมจะมาคิดบัญชีกับคุณชายมู่”
คิดบัญชีที่เจ้าสังหารเผียวอิ๋นอิง ทำให้สกุลหลินต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
คิดบัญชี? ทำไมฟังแล้วประหลาดหูพิกล มู่หลันหันหน้ากลับมา ประสานสายตากับหลินอีชวนอย่างจัง
ดวงตาของหลินอีชวนดำสนิทกว่าคนทั่วไป อีกทั้งดวงตายังมีเงาแวววาวราวกับไข่มุกดำเม็ดใหญ่ มู่หลันคิดไปถึงคำว่าสุกสกาวราวกับดาวบนฟ้า การถูกสายตาเช่นนี้จดจ้องทำให้มู่หลันรู้สึกว่า ถ้ายังถูกหลินอีชวนจ้องหน้าต่อ เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะต้องมากางอยู่ตรงหน้าเขาเป็นแน่ จิตใต้สำนึกบอกให้หลบตาเสีย แต่การฝึกฝนมาแรมปี ทำให้มู่หลันยังคงจ้องตาหลินอีชวนกลับ
สายตาอันไร้เดียงสา? หลินอีชวนไม่เชื่อว่าคนที่สามารถเล่นพนัน เที่ยวหญิงนางโลมจะยังใสซื่อไร้เดียงสา
หลินอีชวนเอ่ยอย่างเป็นนัยว่า “คุณชายมู่คงไม่คิดว่า สร้างเรื่องไว้ที่ตึกหนิงฮัวแล้ว จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรอกนะ”
ในคำพูดของเขามีความหมายแฝงอยู่ แต่ทว่า เขารู้เรื่องจริง ๆ หรือว่าเพียงแต่พูดดักคอเท่านั้นเอง
มู่หลันเค้นรายละเอียดเกี่ยวกับสกุลหลินที่รู้มาอย่างรวดเร็ว
กิจการบ้านสกุลหลินทั้งหมดจะมอบให้อยู่ในการดูแลของบุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาหลวง แต่ภรรยาหลวงของนายท่านใหญ่สกุลหลินมีบุตรยาก หลังจากฮูหยินใหญ่ถึงแก่กรรม นายท่านใหญ่ก็รับอนุภรรยาเข้ามาอีกสิบกว่าคน พร้อมกับประกาศออกไปว่าใครก็ตามที่มีบุตรชายให้เขาได้จะถูกยกฐานะให้เป็นภรรยาหลวง แต่ทว่ายังคงไม่มีใครให้กำเนิดบุตรกับเขาได้สักคน ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เมื่อไม่มีทายาท คนในสกุลหลินคนอื่น ๆ ล้วนแต่แนะนำให้นายท่านใหญ่รับเด็กคนอื่นในตระกูลมาเป็นบุตรบุญธรรม
นายท่านหลินกลับไม่ใส่ใจคำแนะนำนี้ เขาได้ยินว่านอกเมืองทางตะวันตกของเมืองหลวงนั้นมีวัดหลินกวง มีคำร่ำลือว่าอรหันต์ห้าร้อยองค์ที่อยู่ในวัดนั้นศักดิ์สิทธิ์มากในการอธิษฐานขอพร จึงตัดสินใจพาอนุภรรยาที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ไปลูบคลำรูปปั้นทั้งห้าร้อยองค์อย่างตั้งใจ ปรากฏว่าได้รับรัศมีแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำให้อนุภรรยาผู้นั้นตั้งครรภ์ขึ้นมา เมื่ออายุได้สี่สิบปีนายท่านใหญ่สกุลหลินจึงได้หลินอีชวน บุตรชายเพียงคนเดียวมาเชยชมสมใจ เป็นประดุจของล้ำค่าที่ให้การทะนุถนอมเลี้ยงดูอย่างดี ใช้เงินทองจำนวนมากในการเชิญอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาให้การอบรมสั่งสอนวิชาความรู้
เมื่อหลินอีชวนอายุครบสิบหกปี ได้เป็นผู้สืบทอดดูแลกิจการแทนบิดา เขาใช้เวลาเพียงครึ่งปี สามารถทำให้ผู้ดูแลกิจการทั้งหมดสิบหกแห่งที่มีอยู่ทั่วทั้งทางเหนือและใต้ของสกุลหลินยอมศิโรราบ สร้างความสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่ววงการค้าของเมืองหยางโจว
คนลักษณะหลินอีชวน ย่อมจะรับมือไม่ได้ง่าย ๆ
มู่หลันไม่อาจถูกคำพูดของหลินอีชวนจูงจมูกให้เดินตามได้ เขาถอนหายใจ เอ่ยอย่างดูแคลนไปพร้อมกับรำพึงรำพัน “ข้าก็แค่เอาชนะเดิมพันที่บ่อนหลิวเซียงมาได้แค่แสนตำลึงเท่านั้น สกุลหลินที่ร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่งของหยางโจวยังจะขี้เหนียว ถึงขนาดจะบังคับให้ข้าต้องใช้เงินในตึกหนิงฮัวให้หมดจนอีแปะสุดท้าย จึงจะยอมเลิกรางั้นหรือ”
“เงินหนึ่งแสนตำลึงสำหรับผู้ที่ไม่เคยพบเจอโลกกว้างมานั้นเป็นจำนวนเงินที่มากอย่างน่าตกใจ แต่สำหรับข้าแล้ว ก็แค่ลดการซื้อเสื้อผ้าจากร้านเชียนเฉี่ยวในปีนี้ไปไม่กี่ชุดก็แค่นั้นเอง”
หลินอีชวนพูดไปพร้อมกับยกมือปัดเสื้อที่สวมใส่อยู่ ด้ายเงินทอเป็นรูปนกกระเรียนนั้นโดดเด่นสะดุดตา ดูงดงามมีชีวิตชีวา จากนั้นค่อยปรายตามองเสื้อผ้าธรรมดาที่มู่หลันใส่นอนจนยับไปทั้งตัว มุมปากยกขึ้นน้อย ๆ อย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นถึงความดูแคลนต่ออีกฝ่าย
สายตาที่มองนี่มันหมายความว่าอย่างไร? เย้ยหยันที่ข้ายากจนงั้นรึ? มู่หลันมองเสื้อผ้าสีเขียวยับยู่ยี่จนเป็นเหมือนผักกาดดองที่ตนเองสวมใส่ แล้วพ่นลมทางจมูกออกมาอย่างไม่พอใจ “ขี้โม้ เมื่อครึ่งปีก่อนตอนที่หลี่จินเจินแห่งร้านเชียนเฉี่ยวไปหาอาจารย์ข้า ข้าก็ถือโอกาสถามเรื่องราคาเสื้อผ้า ถึงจะเป็นเสื้อที่ใช้ดิ้นทองทอออกมาก็มีราคาอยู่แค่ไม่กี่ร้อยตำลึงเท่านั้น”
ครึ่งปีก่อนหลี่จินเจินเดินทางมาจากซูโจว เพื่อรับงานตัดเย็บเสื้อผ้าให้กับสกุลหลิน เป็นช่วงเวลาที่ถูกต้องพอดี
นี่เป็นสิ่งที่มู่หลันตั้งใจพูดให้กับหลินอีชวนฟัง
หลินอีชวนไม่ติดใจถกเรื่องราคาเสื้อผ้าว่ามากน้อยเท่าไร หากเอ่ยขึ้นอย่างใจกว้างว่า “สกุลหลินเปิดบ่อนพนันหลิวเซียง ทำการค้าอย่างยุติธรรม ในเมื่อคุณชายมู่เอาชนะมาอย่างถูกต้อง ก็สามารถนำเงินไปได้ ไม่มีปัญหา”
ความหมายของเขาก็คือ... เงินที่ได้มาอย่างถูกต้องสามารถนำเงินไปได้อย่างไม่มีปัญหา ถ้าหากเล่นตุกติกก็อย่าได้หวังจะเอาไปใช้ได้แม้แต่อีแปะเดียว
น่าเสียดายที่คนดูแลบ่อนสกุลหลินมีสายตาย่ำแย่ จับพิรุธไม่ได้ จับโจรต้องจับพร้อมของกลาง ในเมื่อดูไม่ออกว่าข้าเล่นตุกติกแล้วจะทำอะไรข้าได้ มู่หลันมีสีหน้าผ่อนคลาย “งั้นก็ดี พรุ่งนี้พอฟ้าสางข้าจะรีบกลับบ้าน คุณชายใหญ่ช่วยเรียกคนมาคิดบัญชีก็แล้วกัน”
“ข้าเกรงว่าคนของข้าจะแจกแจกรายการไม่ละเอียด ข้าจะเป็นผู้คิดบัญชีให้เอง”
คำว่าคิดบัญชีถูกเน้นอย่างหนัก
หรือว่าตัวเขาจะเผยพิรุธอะไรออกไป มู่หลันมักรู้สึกว่าคำพูดของหลินอีชวนนั้นจะแฝงไปด้วยความหมายอีกชั้นหนึ่ง เขาแสร้งตอบกลับไปอย่างไม่รู้เรื่อง “ลำบากคุณชายใหญ่แล้ว”
“มีเงินมาให้ ข้าย่อมจะยินดีอยู่แล้ว”
มู่หลันเริ่มสนุกขึ้นมา เขาอยากฟังเหมือนกันว่าหลินอีชวนจะคิดบัญชีอย่างไรจึงจะเอาเงินในถุงเงินหนึ่งแสนกับหกพันตำลึงของเขาไปได้ “งั้นก็คิดมาเลย”
“คุณชายเป็นคนของหลินสือปา ผู้ดูแลบ่อนส่งมาที่นี่ถือว่าเป็นแขกชั้นดีที่กินอยู่ในตึกหนิงฮัวโดยไม่ต้องจ่ายเงิน”
“งั้นก็ดียิ่งนัก”
“แต่ตอนที่เรียกแม่นางมารับใช้จะต้องจ่ายเงิน คุณชายมู่คงไม่เอาเปรียบค่าเครื่องหอมของพวกนางหรอกนะ”
เขาอยากจะรู้เหมือนกัน ว่าแม่นางในตึกหนิงฮัวนั้นมีราคาค่าตัวสูงเท่าไร มู่หลันเอ่ยอย่างใจกว้างว่า “แม้แต่ลูกเต่าก็ยังรู้ว่ามิอาจค้างค่าตัวของแม่นางทั้งหลายได้ ข้าก็รู้น่า คืนนี้มีแม่นางอยู่เป็นเพื่อนข้าหกคน เป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม แม่นางคนหนึ่ง มีค่าตัวหนึ่งพันตำลึงก็น่าจะพอแล้วกระมัง”
หลินอีชวนพยักหน้าให้น้อย ๆ “ข้าต้องขอบคุณความใจกว้างของคุณชายแทนพวกนางด้วย”
มู่หลันเป็นฝ่ายเอ่ยถึงหมิงเอียนขึ้นมาก่อน “แม่นางหมิงเอียนอยู่เป็นเพื่อนข้าหนึ่งคืน แต่ว่าอยู่ ๆ ก็หายตัวไป ข้าก็ไม่ถือสาหาความอะไร แบบนี้สักหนึ่งหมื่นตำลึงคงจะพอแล้ว”
หลินอีชวนส่ายหน้าน้อย ๆ “ไม่พอ”
มู่หลันหัวเราะ “คุณชายใหญ่คิดว่าเท่าไรจึงจะพอ”
หลินอีชวนจ้องหน้าเขา เอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “คุณชายหน้าตาหมดจดคมคาย เห็นได้ว่าแม่นางหมิงเอียนนั้นมีใจให้กับคุณชาย คุณชายเป็นชายคนแรกของนาง คืนแรกของแม่นางในตึกหนิงฮัวของเรานั้นไม่ถูกแน่นอน ค่าตัวของแม่นางหมิงเอียน... หนึ่งแสนตำลึง”
จ่ายให้แม่นางคนอื่น ๆ ไปทั้งหมดหกพันตำลึง แต่ราคาค่าตัวของหมิงเอียนกลับกลายเป็นหนึ่งแสนตำลึง เป็นตัวเลขที่คิดออกมาได้พอดิบพอดีกับเงินที่มู่หลันชนะเดิมพันมาจากบ่อนหลิวเซียงอย่างไม่มากไป ไม่น้อยไปแม้แต่ตำลึงเดียว
มู่หลันยื่นหน้าเข้าไปใกล้หลินอีชวน มองแล้วมองอีก ส่งเสียงจิ๊ ๆ อยู่สองคำ “คุณชายใหญ่นี่มีปากของนักบัญชีเสียจริง ๆ ลูกคิดที่อยู่ในใจนี่ก็ดีดดังต๊อกแต๊ก ทำให้ขาวกลายเป็นดำได้เพียงพริบตา เงินในถุงผ้าของข้าน้อยถูกคิดเสียจนหมดเกลี้ยง”
หลินอีชวนทำท่าถอนหายใจ แสดงความจนใจออกมาให้เห็น “ก็ใครใช้ให้คุณชายมู่มีสายตาเฉียบคม แม่นางนับร้อยในตึกหนิงฮัว ท่านก็ไม่ถูกใจ แต่กลับมาถูกใจหมิงเอียนที่มีค่าตัวถึงหนึ่งแสนตำลึง”
“ถ้าหากข้าบอกว่าข้ากับแม่นางหมิงเอียนยังบริสุทธิ์ผุดผ่องล่ะ”
“คุณชายมู่จะบอกว่า เจ้ากับแม่นางหมิงเอียนได้แต่นั่งกินลมชมดอกไม้ ท่องกลอนร้องเพลงกันอยู่ทั้งคืนเท่านั้นหรือ”
มู่หลันเห็นแววตาแดกดันของหลินอีชวนแล้วให้หุบปากลงทันที ไม่ว่าอย่างไร เรื่องที่ตนเองอยู่ในเรือนพักกับหมิงเอียนตามลำพังทั้งคืนเป็นเรื่องจริง ถึงจะแย้งเรื่องความบริสุทธิ์ของนางไปก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้หมิงเอียนตายแล้ว นางเป็นคนของตึกหนิงฮัว ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องว่ากันตามที่หลินอีชวนพูด
เงินที่เอาชนะมาได้อย่างยากลำบาก จะให้คืนกลับไปทั้งอย่างนี้ได้อย่างไร ตอนนี้มู่หลันเกิดความโมโห จึงถามหลินอีชวนกลับไปอย่างจริงจังว่า “แล้วที่พวกเราสองคนนั่งคิดบัญชีกันมาตลอดทั้งคืนเช่นกัน ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไปก็คงจะไม่ใช่เรื่องน่าฟังเท่าไร เกิดมีคนเอาไปพูดว่าข้าทำลายความบริสุทธิ์ของคุณชายใหญ่เข้า... แบบนี้ต้องจ่ายเป็นเงินท่าไรกันนะ”
ท้าทายเขางั้นหรือ อาจหาญเกินไปแล้ว! หลินอีชวนชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ เขาเห็นดวงตาเป็นประกายแวววาวคู่นั้นมีความท้าทายปะทุอยู่ เขาประคองใบหน้าของมู่หลันด้วยมือทั้งสองข้างพลางใช้สายตาเคลิบเคลิ้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตา “เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคมคาย รูปร่างบอบบางอย่างเจ้า ถ้าจะให้ข้าต้องเป็นฝ่ายจ่ายเงิน ข้าก็ยังยินดี”
อี๋... มู่หลันขนลุกเกรียวไปทั้งตัว เขาถลึงตาใส่หลินอีชวนอย่างไม่ยอมแพ้ เถียงปากยื่นปากยาว “ในเมื่อข้าดีอย่างนี้ ก็จูบข้าสักทีแล้วจ่ายเงินตอบแทนให้ข้าหมื่นตำลึงก็พอ แค่นี้ไหวหรือเปล่า”
เมื่อคำพูดประโยคนี้ดังขึ้น หลินอีชวนรู้สึกกระเพาะปั่นป่วนขึ้นมาทันที เขาไม่เคยเจอคนที่หน้าไม่อายอย่างมู่หลันมาก่อน ให้จูบแล้วยังต้องจ่ายเงินตอบแทนอีกหนึ่งหมื่นตำลึงรึ? สิ่งที่ประคองอยู่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ใบหน้าของมู่หลัน แต่เป็นเหมือนถ่านไม้ที่เผาจนแดง ถ้าเขาโยนมันทิ้งเขาก็เป็นฝ่ายแพ้ แต่ถ้าหากเขาจะต้องจูบกับผู้ชายจริง ๆ... หลินอีชวนคิดว่าตนเองจะต้องเอาหัวชนกำแพงตายแน่
เขาถลึงตาดุดันใส่มู่หลัน ปากที่ยื่นออกมานั้น เป็นสีชมพูบาง ๆ... เขาไม่เชื่อว่ามู่หลันจะยอมให้จูบ พนันดูสักตา “ได้”
หน้าที่ยื่นเข้ามาใกล้ของหลินอีชวนสร้างความตื่นตกใจให้แก่มู่หลัน
เขาไม่เชื่อว่าคนที่มีนิสัยประหลาดรักสะอาดอย่างหลินอีชวนจะกล้าจูบกับผู้ชาย ดังนั้นเขาจึงพนันว่าไม่กล้า
เมื่อนักพนันเจอกับนักพนัน ทั้งคู่ก็ได้แต่ถลึงตาจ้องกันไปมา ริมฝีปากอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“นายน้อย” เสียงตื่นเต้นของเยี่ยนเซิงดังขึ้นมาพร้อมร่างที่เดินเข้ามาทางบานประตูที่ถูกเปิดกว้าง เมื่อเห็นคุณชายของตนยกมือประคองใบหน้าของมู่หลัน ทำท่าที่คล้ายจะจูบอีกฝ่าย เยี่ยนเซิงยอมกัดลิ้นของตัวเองเพื่อไม่ให้ขัดจังหวะของสองคนตรงหน้า เสียงที่เปล่งออกมาจึงเจ็บปวดฟังไม่ชัดเจน “หมิงเอียน....”
หลินอีชวนถอนมือออกจากใบหน้าของมู่หลัน มู่หลันถอนหายใจอย่างโล่งอก
สายตาสองคู่ประสานกันอย่างดุดัน ราวกับเป็นอาวุธที่ใช้ห้ำหั่นอีกฝ่าย
“ว่ามา”
เรื่องที่เป็นความลับเช่นนี้ คุณชายใหญ่ไม่คิดจะปิดบังคุณชายมู่งั้นหรือ เยี่ยนเซิงมองซ้ายทีขวางที โอดครวญอยู่ในใจไม่หยุด ตัวเขาจากไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามเอง... นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ด้วยความสามารถด้านการได้ยินของมู่หลัน เขาได้ยินคำว่าหมิงเอียนอย่างชัดเจน ภาพการตายของหมิงเอียนปรากฏขึ้นในความทรงจำของมู่หลันอีกครั้งหนึ่ง เขาได้แต่นึกเสียใจ
แต่ว่า เรื่องที่เป็นความลับเช่นนี้ เหตุใดอีกฝ่ายจะต้องเปิดเผยให้ตนเข้ารับฟังด้วย หลินอีชวนกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ มู่หลันสวนกลับเสียงดังว่า “เรื่องของผู้อื่นข้าไม่อยากข้องเกี่ยว”
เขาหยิบตั๋วแลกเงินหนึ่งแสนหกพันตำลึงออกมาวางบนโต๊ะอย่างไม่ติดใจ “คิดบัญชีได้ไม่เลว ลำบากคุณชายใหญ่แล้ว ตอนนี้ข้าชำระบัญชีของตึกหนิงฮัวครบถ้วน ข้าไปได้แล้วสินะ”
ไม่เชื่อว่าเจ้าจะไม่รั้งตัวข้าไว้ มู่หลันแกล้งหลอกให้เขาเข้าใจว่าตนเองจะจากไปด้วยการดึงเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ สะบัดแขนเสื้อออกจากห้อง
เขาเพิ่งก้าวไปได้ก้าวเดียว หลินอีชวนก็เอ่ยขึ้นว่า “คุณชายมู่ช้าก่อน ข้ารู้สึกประหลาดใจนัก ด้วยเงินต้นเพียงสองตำลึงเหตุใดเจ้าจึงเล่นพนันชนะได้โดยไม่แพ้แม้แต่ตาเดียว จนได้เงินถึงหนึ่งแสนหกพันตำลึง”
ไม่แพ้แม้แต่ตาเดียว? สงสัยว่าข้าเล่นโกงรึ?
มู่หลันมีความหน้าทนอย่างมาก เขายิ้มอย่างลำพองใจว่า “เพราะข้าโชคดี มีฝีมือเล่นพนันที่สูงส่ง ทำไม...ไม่ยอมรับหรือ”
คนบางคนแม้จะมีหน้าตางดงามหมดจด แต่เมื่อดูไปนาน ๆ ก็ไม่รู้สึกว่างามเป็นพิเศษแต่อย่างใด หนุ่มน้อยคนนี้ไม่เหมือนกัน แต่ละครั้งที่เขายิ้มขึ้นมา จะให้ความรู้สึกประดุจดอกไม้แย้มบานให้ความเจิดจ้าสดใสจนแสบตาผู้ที่ได้พบเห็น ทว่าตอนนี้ หางตาของเขาถูกเลิกขึ้น ริมฝีปากบางที่ยกขึ้นอย่างเป็นต่อนั้น ทำให้หลินอีชวนคิดอยากจะเตะเขาให้ล้มกับพื้น แล้วกระทืบซ้ำลงไปอีกหลาย ๆ ครั้งเพื่อระบายความโมโห
ถึงจะไม่อยากฟัง ข้าก็จะให้เจ้าฟัง คิดจะจากไปง่าย ๆ อย่างนี้อย่าได้ฝันหวานไปเลย หลินอีชวนจ้องมู่หลันด้วยสายตาดุดัน “เยี่ยนเซิง เจ้าหาตัวหมิงเอียนเจอแล้วหรือ”
หาตัวนางพบได้รวดเร็วถึงเพียงนี้? ก็ดี ถ้าหากเจอตอนฟ้าสว่างแล้วคงจะเก็บข่าวเอาไว้ไม่ได้ ไม่แน่อาจทำให้ศพของหมิงเอียนตกอยู่ในมือของตงฉ่าง ถ้าเช่นนั้นความคิดที่จะส่งร่างไร้วิญญาณของนางไปฝังรวมกับคนในครอบครัวก็คงจะยาก มีสายตาที่มองอย่างจับผิดของหลินอีชวน ทำให้มู่หลันต้องแสร้งทำท่าประหลาดใจ
“ขอรับ หาตัวพบในเรือสำราญ นางสวมเสื้อผ้าชุดดำ ถูกลูกศรยิงจากด้านหลังทะลุหน้าอก”
หลินอีชวนรับคำต่อทันที “คุณชายมู่ เกรงว่าเจ้าจะไปไม่ได้เสียแล้ว คืนนี้มีแขกสำคัญในตึกหนิงฮัวถูกลอบสังหาร คนร้ายก็คือหมิงเอียน”
“แย่แล้ว ตึกหนิงฮัวที่โขกสับราคาจากแขกสูงขนาดนี้ ยังจะเลี้ยงคนร้ายเอาไว้ด้วย” มู่หลันร้องด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น “ยังดีที่ข้านอนหลับไป ไม่อย่างนั้นถ้าหากไปขวางนางเข้า ชีวิตน้อย ๆ ของข้ามิต้องปลิดปลิวไปแล้วหรือ ข้านี่โชคดีเสียจริง...”
“เจ้าโชคไม่ดีเลยแม้แต่น้อย” หลินอีชวนสวนขึ้นมาทันที เขาไม่เชื่อว่าจะข่มขู่มู่หลันไม่ได้ “คุณชายมู่เรียกใครก็ไม่เรียก ดันไปเรียกหมิงเอียนมารับใช้ แบบนี้ทำให้ข้าอดสงสัยคุณชายไม่ได้ว่าจะเป็นพวกเดียวกับหมิงเอียนหรือเปล่า”
“เจ้าพูดจาให้ร้ายข้า” มู่หลันถลึงตาจนปูดโปน พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่น ในใจของเขาร้องอย่างตื่นเต้นว่า หลินอีชวนเจ้าใกล้จะติดกับข้าแล้ว
หลินอีชวนส่งสัญญาณให้เยี่ยนเซิงถอยออกไป ตัวเขาเดินมาหยุดตรงหน้ามู่หลัน เอ่ยขึ้นอย่างมีเจตนาแอบแฝง “คนที่ถูกลอบสังหารคืนนี้ก็คือเผียวอิ๋นอิง เป็นหนึ่งในหัวหน้าองครักษ์หน่วยอินทรีเหินของตงฉ่าง ถ้าหากคนของตงฉ่างรู้ว่าหมิงเอียนเป็นคนร้าย คุณชายมู่ยังอยู่กับนางตามลำพังมาทั้งคืน เจ้าคิดว่าคนของตงฉ่างจะสงสัยเจ้าหรือไม่”
ก่อนเจอตัวหมิงเอียน คิดจะใช้การโกงไพ่ที่บ่อนมาข่มขู่เขา แต่พอเจอตัวหมิงเอียน ยังจะขู่ว่าสงสัยเขาเป็นพวกเดียวกับนาง ไม่ว่าจะพูดอย่างไร สรุปแล้ว หลินอีชวนต้องการบีบเขาให้อยู่ในกำมือให้ได้
มู่หลันเข้าใจถึงสิ่งที่หลินอีชวนต้องการอย่างชัดเจนราวกับพลิกฝ่ามือ หากใบหน้ายังคงแสร้งทำเป็นหวาดกลัว “เจ้า จะเอาเรื่องไปบอกตงฉ่าง เพื่อใส่ร้ายข้างั้นหรือ”
นิ้วของหลินอีชวนเคาะลงบนตั๋วแลกเงินที่วางบนโต๊ะ เอ่ยเสียงยานคางว่า “ข้าเป็นคนทำมาค้าขาย ไม่ได้เป็นมือปราบสักหน่อย หมิงเอียนเป็นคนของตึกหนิงฮัว ข้าเองย่อมไม่อยากให้ตงฉ่างฉวยโอกาสนี้มาเล่นงานได้ ดังนั้นย่อมจะปิดบังเรื่องนี้ต่อไป”
เมื่อเห็นดวงตาของมู่หลันเปล่งประกายเจิดจ้า ทำให้หลินอีชวนลอบถอนหายใจเบา ๆ ไม่ได้ “แต่ว่า ก็ต้องดูว่าคุณชายมู่ยอมที่จะให้ความร่วมมือด้วยหรือไม่”
ไม่นะ ข้าอุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยเพื่อมาหาเจ้า ไม่ได้มาเพื่อจะให้เจ้าจับอยู่ในกำมือ อย่าทำให้ข้าต้องลำบากโดยไร้ประโยชน์อย่างนี้ มู่หลันไม่ต้องการให้หลินอีชวนบรรลุเป้าหมายที่เขาต้องการได้ง่ายดายเกินไป เขาทำท่าครุ่นคิด ทำท่าลังเล แต่สายตากลับมองไปที่ตั๋วแลกเงินอยู่เป็นระยะ
เจ้าหนูนี่ดูเห็นแก่เงิน คนโลภมากไม่น่ากลัว สิ่งที่กลัวคือกลัวจะไม่โลภ
ความโหดเหี้ยมของตงฉ่างยังสามารถทำให้เด็กทารกหยุดร้องไห้กลางดึกได้
ลูกศิษย์ลูกหาและคนใต้บังคับบัญชาในอดีตของตู้จือเซียนที่เป็นขุนนางในราชสำนักมีอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นพวกกระดูกอ่อนเข้าสวามิภักดิ์กับตงฉ่างทั้งหมด ถ้าหากตู้จือเซียนกับคนร้ายที่ก่อคดีครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกัน ถ้าอย่างนั้น ขุนนางที่รู้จักกับเขาย่อมไม่อาจหลุดพ้นจากข้อกังขาในเหตุการณ์ครั้งนี้ เรื่องแบบนี้ ตงฉ่างลงมือจัดการได้อย่างง่ายดาย
ถ้าหากมู่หลันเป็นลูกศิษย์ของตู้จือเซียน เขาย่อมจะต้องระวังตัวเป็นพิเศษ
ทั้งโลภทั้งกลัวตงฉ่าง ทำให้อีกฝ่ายต้องรับปากสิ่งที่เขาเอ่ยปาก หลินอีชวนรอคอยอย่างคนที่คาดการณ์ไว้แล้ว
เมื่อมู่หลันกระตุ้นความต้องการของหลินอีชวนได้ถึงจุดที่เขาปรารถนาแล้ว จึงทำท่าตัดสินใจแน่วแน่ตอบไปว่า “ได้ ข้ารับปากเจ้า”
อาการป่วยของท่านพ่อมีทางรักษาแล้ว! หลินอีชวนดีใจเสียจนมิอาจปิดบังความยินดี “คุณชายมู่เป็นคนฉลาด...”
เสียงร่วงกราวของสิ่งของดังขึ้น มู่หลันสั่นแขนแรง ๆ มีไพ่เก้าที่ทำจากไม้ดำหลายแผ่นร่วงลงบนโต๊ะ เขาก้มลงคลำที่หน้าขา ดึงไพ่เก้าอีกหลายแผ่นออกมาจากขากางเกงที่สอดอยู่ด้านใน
หลินอีชวนได้แต่มองด้วยความงงงัน ทำอะไรไม่ถูก
ถอดรองเท้าออกมา มู่หลันแสร้งทำเป็นไม่เห็นท่าทางถอยหลังขมวดคิ้วอย่างรังเกียจของหลินอีชวน เขาจับรองเท้าเขย่าแรง ๆ มีไพ่เก้าหล่นออกมาอีกหลายแผ่น
มู่หลันพูดอย่างเปิดเผยราวกับทำใจได้แล้วว่า “ไพ่เก้าสามสิบสองแผ่น ไม่ขาดไม่เกิน อาจารย์เป็นคนทำเองกับมือเชียวนะ มีไม้ดำเป็นพื้น ใช้งาช้างมาฝังลงไปอีกที เรียกได้ว่าเป็นไพ่เก้าแบบเดียวกับที่บ่อนหลิวเซียงใช้ไม่ผิดเพี้ยน ถ้าหากเล่นน้อยหน่อย ข้าก็ใช้ฝีมือของข้า แต่ถ้าหากเล่นเยอะก็ต้องอาศัยพวกมัน พวกคนดูแลที่อยู่ชั้นสอง เอาแต่จ้องดูข้าตัดไพ่ กับทอยลูกเต๋า ที่จริงข้าก็แค่เปลี่ยนไพ่ที่ข้าได้มาอยู่ในมือแล้วเท่านั้น ตาสุดท้าย ไม่ว่าหลินสือปาจะได้ไพ่เก้าสูงสุดหรือไพ่ตัวอื่น ข้าก็แค่เปลี่ยนให้มันใหญ่กว่าเขาก็เท่านั้นเอง”
พูดไปก็ใช้สองมือวาดผ่านหน้าโต๊ะ ไพ่เก้าที่อยู่บนโต๊ะหายไปในมือของเขาอย่างง่ายดาย สายตาของหลินอีชวนนั้นถือว่าไม่แย่ แต่เขายังไม่อาจมองเห็นทุกครั้งที่มู่หลันวาดมือ ตอนนี้เขาเข้าใจเป็นอย่างดีว่าฝีมือซ่อนไพ่ของอีกฝ่ายนั้นไร้เทียมทาน คนดูแลบ่อนไม่มีทางจับได้แน่
“คุณชายหลินพอใจหรือยัง”
ใครบอกให้เขารับปากเรื่องเปิดโปงกลโกงในการเล่นพนันเล่า หลินอีชวนทำหน้าบอกไม่ถูก
เขาจับได้ถึงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่แวบผ่านดวงตาของมู่หลันอย่างฉับไว ก่อนจะจับได้ว่าเขาเกือบถูกจิ้งจอกน้อยโลภมากตัวนี้หลอกเข้าเสียแล้ว
ดูท่าอีกฝ่ายจะรู้ถึงสิ่งที่เขาต้องการตั้งแต่แรก ในเมื่อเป็นเช่นนี้คงไม่ต้องพูดอ้อมไปอ้อมมา หลินอีชวนสูดหายใจลึก ๆ ยกมือสองข้างขึ้นแสดงความเคารพต่อมู่หลัน “คุณชายมู่ ข้าต้องการให้เจ้านำข้าไปพบกับผู้อาวุโสตู้ เพื่อเชิญผู้อาวุโสมารักษาอาการป่วยให้กับบิดาของข้า ขอคุณชายมู่เมตตาให้กับความกตัญญูของข้า หากมีสิ่งใดที่ได้ล่วงเกินไปก่อนหน้านี้ ข้ายินดีที่จะชดใช้ให้กับเจ้า”
รอจนกระทั่งหลินอีชวนเอ่ยจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมาแล้ว ในใจของมู่หลันก็พองโตด้วยความภาคภูมิ เขายังคงทำหน้าตาเหลอหลาไม่รู้เรื่อง ลอบมองไปยังตั๋วเงินบนโต๊ะไม่พูดไม่จา
“ถ้าหากเล่นโกงแต่ไม่ถูกจับได้คาบ่อน ถือว่าผู้ดูแลบ่อนไร้ความสามารถ ที่คุณชายชนะเดิมพันได้นั้นเป็นเรื่องสมควรแล้ว” หลินอีชวนเลื่อนตั๋วเงินไปตรงหน้ามู่หลัน
“แต่ว่าบัญชีของตึกหนิงฮัว...”
“ถือว่าข้าเลี้ยง”
มู่หลันหัวเราะเหอะ ๆ หยิบตั๋วเงินกลับมาเก็บอย่างหวงแหน หากเขายังไม่ตอบรับ เอาแต่จ้องมองถุงเงินของหลินอีชวน
เงินแค่นี้ยังไม่พอ ยังคิดจะเอาเงินสองตำลึงนั่นคืนอีกหรือ หลินอีชวนสะดุดใจหยิบตั๋วแลกเงินหนึ่งหมื่นตำลึงมาวางไว้หน้ามู่หลันอีกใบหนึ่ง “เงินหนึ่งหมื่นตำลึงถือเป็นค่าน้ำใจของคุณชายมู่”
หลินอีชวนมือใหญ่ใจกว้างเสียจริง ในถุงเงินมีตั๋วแลกเงินมากถึงสองหมื่นตำลึงให้หยิบใช้ง่าย ๆ มิน่าตาเฒ่าถึงบอกว่าถ้าได้เขาเป็นเพื่อนก็เสมือนกับขุดเจอเหมืองเงิน
มู่หลันยิ้มตาหยีรับตั๋วเงินมาตรวจดูตราประทับที่อยู่บนนั้นอย่างละเอียด แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดใดๆแล้วจึงได้หยิบใส่ถุงผ้า “ข้าพูดไว้ก่อนนะ แค่พาไปพบก็ได้ แต่ว่าอาจารย์ข้าจะยอมรักษาให้กับพ่อของเจ้าหรือไม่ข้าก็ไม่รู้ด้วยแล้วนะ”
“คุณชายมู่ฉลาดเฉลียว เมื่อจงใจมาหาข้าถึงที่นี่ แสดงว่าจะต้องมีวิธีที่จะพูดเกลี้ยกล่อมอาจารย์ของเจ้า ถ้าหากเรื่องนี้สำเร็จข้าจะมีสินน้ำใจให้กับคุณชายอีกหนึ่งหมื่นตำลึง ข้าพูดแล้วไม่มีคืนคำ” สิ่งที่หลินอีชวนไม่กลัวที่สุดก็คือการเป็นเจ้าบุญทุ่ม ใช้เงินซื้อคน ขอแค่เชิญตัวตู้จือเซียนมาได้ อย่าว่าแต่เงินแค่ไม่กี่หมื่นตำลึง เงินล้านตำลึงเขาก็ยินดีจ่าย
“ตกลงตามนี้” ในใจของมู่หลันเบิกบานยิ่งนัก ถุยน้ำลายลงฝ่ามือ ยื่นมาตรงหน้าหลินอีชวน “สุภาพบุรุษพูดแล้วคำไหนคำนั้น เรามาตบมือสัญญากัน”
ถ้ายังหน้าด้านไม่ยอมคืนเงินสองตำลึงให้ข้า ข้าก็จะทำให้เจ้าขยะแขยงไปเรื่อย ๆ
น้ำลายน่าแขยงนี่มาอีกแล้ว!
ดวงตาสุกสว่างของมู่หลันจ้องมองเขาอยู่ พร้อมกับพูดเร่งรัด หลินอีชวนกัดกรามกรอด ยื่นมือออกไปอย่างยากลำบาก
เสียงฝ่ามือปะทะกันดังขึ้น
หลินอีชวนสูดหายใจลึก ๆ ไพล่มือไปข้างหลังอย่างขนลุกขนพอง “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา คุณชายมู่พักผ่อนอีกสักครู่หนึ่ง รอให้ประตูเมืองเปิดแล้ว ข้าจึงจะมารับคุณชายไปพบกับอาจารย์ของเจ้า”
เขายกขาก้าวไปนอกห้องอย่างรีบร้อน
นี่จะรีบไปล้างมือหรือไร? มู่หลันพยายามกลั้นหัวเราะ เอ่ยปากถ่วงเวลาว่า “คุณชายใหญ่ไม่กลัวว่าข้าจะหลอกเจ้าหรือ ถ้าหากข้าเป็นพวกต้มตุ๋น เงินแสนตำลึงนี่จะไม่ลอยหายไปกับสายน้ำหรือไร”
หลินอีชวนหันหน้ากลับมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาตอนนี้ราวกับมีน้ำค้างแข็งบางเบาฉาบอยู่ ไอความเย็นแผ่กระจายออกมารอบตัว
มู่หลันหัวเราะชอบใจ “เอาน่า... พรุ่งนี้พอเปิดประตูเมืองแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปพบกับอาจารย์”
รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นทำให้ใบหน้าหล่อเหลาสว่างราวพระอาทิตย์ที่ส่องแสงสดใส หลินอีชวนมองอย่างตะลึงงันไปครู่หนึ่ง
มู่หลันยกมือขึ้นตรงหน้าเขา โบกไปมา “ข้าไม่ผิดคำพูดหรอก พวกเราตบมือสัญญากันแล้วไม่ใช่เหรอ”
ยังมีน้ำลายอยู่บนมือ! หลินอีชวนถูกการกระทำของมู่หลันเตือนสติขึ้นมา ทำให้รีบสะบัดมือหนีด้วยความรังเกียจ เดินดุ่ม ๆ ออกไปจากเรือนริมน้ำโดยไม่หันหลังกลับมาอีก
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าลับหายไปแล้ว มู่หลันจึงรีบหยิบตั๋วแลกเงินออกมานับทีละใบทีละใบ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเบิกบานใจ “คุณชายใหญ่สกุลหลินนี่ร้ายกาจจริง ๆ อ้อมไปอ้อมมาก็เพราะกลัวว่าข้าจะไม่ยอมช่วยเขาเชิญตาเฒ่ามารักษาอาการป่วยให้พ่อ... แต่อย่างไรก็ไม่ร้ายกาจเท่าข้าอยู่ดี ตอนนี้มีเงินตั้งหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นหกพันตำลึงเชียวนะ”
แผนการของตาเฒ่าสำเร็จไปอย่างราบรื่น ถ้าหากเป็นเช่นต่อไปย่อมจะขุดเงินจากสกุลหลินไปช่วยชาวบ้านที่ประสบภัยพิบัติได้อีกหลายแสนตำลึงแน่นอน
เรื่องของหมิงเอียนเป็นเหตุการณ์ที่นอกเหนือความคาดหมาย แม้จะสังหารศัตรูได้แต่ต้องเอาชีวิตของตัวเองสังเวยไปด้วย
แต่ว่าหลินอีชวนไม่มีทางให้ตงฉ่างรู้ว่านางรำของตึกหนิงฮัวที่ชื่อหมิงเอียนเป็นคนร้าย เขาจะต้องแอบฝังศพนางแน่
“เด็กโง่เอ๋ย เจ้าวางใจเถอะ เรื่องที่ข้ารับปากเจ้าไว้ จะต้องทำให้สำเร็จ” มู่หลันรำพันอย่างเศร้าใจ