ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เจินหลง กลหมากเหนือเมฆ (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
บางคนบอกว่า ‘เจินหลง’ คือชื่อของค่ายกลกระดานหมากที่เฉลียวฉลาดไร้พ่าย เป็นการเดินแบบแผนซ้อนแผน กลซ้อนกล เมื่อเริ่มเล่นเมื่อใดจุดหมายปลายทางมีเพียงรุกฆาตเท่านั้น แต่บางคนกลับบอกว่า ‘เจินหลง’ คือชื่อของมือสังหารที่ลึกลับที่สุดในยุทธภพ ไม่มีใครล่วงรู้ที่มาที่ไปของเขา แต่เมื่อใดก็ตามที่เจินหลงลงมือ จะต้องทิ้งหมากตัวหนึ่งเอาไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนตัว ไม่ว่าจะเป็นการเดินหมากหรือมือสังหาร ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทางการ... ยากจะรับมือ!

บทนำ

Author: Zhuang Zhuang
Chinese edition copyright Zhuang Zhuang
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., ltd
ALL RIGHTS RESERVED

-----

เจินหลง กลหมากเหนือเมฆ

บางคนบอกว่า ‘เจินหลง’ คือชื่อของค่ายกลกระดานหมากที่เฉลียวฉลาดไร้พ่าย

เป็นการเดินแบบแผนซ้อนแผน กลซ้อนกล

เมื่อเริ่มเล่นเมื่อใดจุดหมายปลายทางมีเพียงรุกฆาตเท่านั้น

แต่บางคนกลับบอกว่า ‘เจินหลง’ คือชื่อของมือสังหารที่ลึกลับที่สุดในยุทธภพ

ไม่มีใครล่วงรู้ที่มาที่ไปของเขา

แต่เมื่อใดก็ตามที่เจินหลงลงมือ จะต้องทิ้งหมากตัวหนึ่งเอาไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนตัว

ไม่ว่าจะเป็นการเดินหมากหรือมือสังหาร ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทางการ... ยากจะรับมือ!

--------------------------------

จวงจวงเขียน--- ห้องสมุดแปล

 

สารบัญ

มือสังหารเจินหลง

 

 

อากาศยามวิกาลคืนนี้สดชื่นปลอดโปร่ง

ดวงดาวประดับท้องฟ้าดูราวกับเพชรเม็ดเล็กที่กระจายเกลื่อนอยู่กลางนภา แสงดาวอ่อนๆ นำพา ‘เมืองหวายอัน’ เข้าสู่ช่วงเวลาที่ห้ามออกจากเคหสถาน ตึกรามบ้านช่องค่อย ๆ ซ่อนตัวหลบอยู่ในเงามืด

            แสงจากโคมไฟที่แขวนอยู่ใต้หลังคากอปรกับไฟจากตะเกียงในบ้านที่ยังไม่ดับ ทำให้ยังสามารถเห็นจวนของ ‘เจ้ากรมท่าขนเกลือ’ อันหรูหราโอ่อ่า เรือนริมน้ำแห่งนี้ตกแต่งอย่างงดงามวิจิตรตระการตา ตั้งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดดูเลือนรางราวกับภาพฝัน

            เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของเด็กผู้หญิงดังแว่วมาจากตัวตึกที่อยู่ติดริมสระน้ำในสวนด้านหลัง เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา เสียงโหยหวนน่าขนลุกดังกล่าวก็ค่อย ๆ แผ่วเบาลง กลายเป็นเสียงหวีดน้อย ๆ ราวกับลูกแมวเพิ่งคลอด  น้ำเสียงกระท่อนกระแท่น อ่อนแรงจนแทบจะไม่ได้ยิน จากนั้นก็ถูกสายลมกลืนหายไป

            ภายใต้หลังคาสีดำล้อมด้วยกำแพงขาว เรือนริมน้ำหลังนี้ปูลาดด้วยพรมสีแดงผืนใหม่บนพื้นห้อง พรมที่ว่าถูกแสงจากโคมกระจกแปดเหลี่ยมที่มีขนาดสูงถึงสามฉื่อสาดแสงจนกลายเป็นสีจัด ดูผิวเผินคล้ายเลือดสด ๆ กองหนึ่งที่เจิ่งนองอยู่บนพื้น

            เด็กผู้หญิงอายุประมาณสิบปีนอนขดตัวแน่นิ่งอยู่บนพรมสีแดง ร่างกายที่บอบบางขาวละเอียดประดุจหิมะของนาง ยามนี้มีแต่รอยเลือดกระจายอยู่เต็มร่าง ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิท มุมปากยังมีเลือดไหลออกมาเป็นคราบ

            “สวบ”

            เสียงแส้หนังตวัดผ่านอากาศไปกระทบร่างของเด็กหญิง ก่อนตัวแส้จะกระดอนออกห่างเบา ๆ

            เด็กหญิงยังคงนอนแน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหว แม้แต่เสียงร้องสะอื้นเพียงเล็กน้อยก็ไม่มีให้ได้ยิน

            ชายที่ถือแส้สวมเสื้อสีเขียวอมเทาปักลายมังกรด้นเมฆ ผมสีขาวถูกเก็บรวบอย่างเรียบร้อยอยู่ใต้ผ้าตาข่ายที่รัดบนศีรษะ ดวงตาเล็กยาวที่แดงก่ำด้วยความตื่นเต้นค่อย ๆ กลับคืนสู่สภาพปกติ เขาโยนแส้หนังที่อาบเลือดจนชุ่มทิ้งกับพื้น ก่อนจะรับผ้าขนหนูมาเช็ดมือ เสียงที่เอ่ยออกมาทั้งแหลมและเล็กอย่างน่าประหลาด “เตรียมน้ำอาบ”

            มีคนวิ่งเข้ามาจากนอกประตูแทบจะทันที เขาม้วนพรมสีแดงที่อาบไปด้วยเลือดพร้อมกับร่างของเด็กหญิงเข้าด้วยกันอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะลับหายไปนอกห้องอย่างรวดเร็วพอ ๆ กับตอนขามา

            ขันทีน้อยที่คอยรับใช้อยู่ข้างกาย ประคองมือชายผู้นั้นด้วยกิริยาประจบประแจง พาเข้าไปยังห้องอาบน้ำที่อยู่ด้านข้าง “จะว่าไปแล้วคนอย่างใต้เท้าจี้—เจ้ากรมขนส่งผู้นั้นนับว่าใช้ได้ เขาให้ความเคารพกับกงกงเป็นอย่างยิ่ง จัดการเก็บกวาดสถานที่แห่งนี้ได้อย่างสะอาดสะอ้านหมดจด”

            มุมปากของลั่วกงกงขยับแสดงถึงความลำพองใจในอำนาจของตน ดวงตาทั้งคู่หลับพริ้ม กางแขนทั้งสองข้างออก ปล่อยให้ขันทีน้อยเข้ามาทำหน้าที่ปลดเปลื้องเสื้อผ้า

            ชั่วขณะนั้น... จู่ ๆ ห้องอาบน้ำที่หน้าต่างถูกปิดสนิทเกิดมีลมพัดเข้ามา ให้ความรู้สึกคล้ายกับมีใครพ่นลมหายใจเข้าที่ซอกคอเบา ๆ ทำให้ลั่วกงกงเอียงศีรษะเล็กน้อย เมื่อยามที่เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็เห็นเลือดพุ่งเข้าสู่สระน้ำเป็นสาย ก่อนจะกระจายตัวเป็นดอกไม้สีแดงสดที่ผลิบานอย่างงดงามไร้คำบรรยาย

ในพริบตาต่อมาหลอดลมของเขาถูกตัดขาดอย่างรวดเร็ว!

ลมหายใจติดขัด เขาพยายามเบิกตาขึ้นด้วยความยากลำบาก เสียงที่คิดจะร้องให้คนช่วยหลุดออกจากลำคอที่ทะลุเป็นรู ฟังคล้ายเสียงหีบเพลงชำรุดที่มีเสียงฟู่ ๆ พ่นออกมาแทน

            เขายกมือกุมลำคออย่างเจ็บปวดก่อนล้มลงบนพื้น ในตอนนี้จึงได้เห็นขันทีน้อยที่คอยรับใช้ตนเองนั้นยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ บริเวณคอหอยมีโลหะปลายแหลมเป็นประกายเงาวาวทะลุออกมาปล้องหนึ่ง ปลายโลหะถูกดึงออกไปอย่างช้า ๆ ขันทีน้อยล้มตึงลงกับพื้น เผยให้เห็นเงาร่างในชุดดำที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง

ร่างของคนผู้นี้ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าสีดำสนิท แม้แต่ศีรษะก็ยังคงมัดด้วยผ้าอย่างแน่นหนา เผยให้เห็นเพียงแค่ดวงตาที่กระจ่างใสแวววาวคู่หนึ่ง

            ลั่วกงกงถลึงตามองด้วยความแตกตื่น หวาดกลัว และโกรธแค้น ความตะลึงงันในดวงตาถูกแทนที่ด้วยสีเลือดที่กระจายตัวไปอย่างช้า ๆ เขาอยากจะถามเหลือเกินว่ามันผู้นี้เป็นใคร ทว่าเสียงหายใจของตนที่ดังขึ้นกลับเป็นจังหวะสั้นและกระชั้นถี่ เขาได้แต่พ่นลมหายใจเฮือกสุดท้ายออกมาอย่างไม่ยินดี

            ร่างในชุดดำเช็ดกริชในมือจนสะอาดเอี่ยม กิริยาไม่รีบร้อน เขาปรายตามองดวงตาที่ไร้แววของลั่วกงกงอย่างนึกรังเกียจ จากนั้นก็สะบัดปลายนิ้วเบา ๆ

หมากสีดำเม็ดหนึ่งถูกโยนไปตกลงกลางหน้าผากของลั่วกงกง สีดำของหมากมองเผินๆคล้ายดวงตาที่สาม

ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง!

           

                ตัวหมากจากหวินหนานถูกวางลงบนกระดานหมากทีละเม็ด ๆ

            หมากสีขาว ดูอ่อนละมุนประดุจเม็ดหยก หมากสีดำ ดำสนิทประดุจก้อนหมึก ขอบสองด้านเปล่งประกายสีน้ำเงินเป็นเงาวาว สมกับเป็นเม็ดหมากบรรณาการอันล้ำค่าจากมณฑลหวินหนาน

            มือที่คีบตัวหมากนั้นถูกดูแลเป็นอย่างดี นิ้วมือเรียวยาว ปลายเล็บเป็นสีชมพูอ่อน แสดงให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ดีของเจ้าของมือ นิ้วชี้และนิ้วกลางนั้นคีบตัวหมากดำเอาไว้ สีของหมากตัดกับเส้นเอ็นสีเขียวที่เห็นรำไรอยู่ใต้หลังมือ เป็นความงามที่มิอาจบรรยายด้วยคำพูดได้

            แสงอาทิตย์ยามอัสดงลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามา สะท้อนอยู่บนแผ่นกระดานหมากที่ทำจากไม้หวงฮัวหลีให้ดูโดดเด่นเป็นประกาย

            หมากสีขาวที่อยู่บนกระดานเป็นประดุจมังกรตัวใหญ่ที่เดินทแยงข้างอย่างวางอำนาจ แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองฝั่ง หมากดำที่อยู่รอบด้านถูกวางอย่างกระจัดกระจาย ดูเผิน ๆ เหมือนสะเปะสะปะไร้กฎเกณฑ์ แต่ถ้าหากพิจารณาดูให้ละเอียดจะพบว่าหมากดำที่กระจายตัวอยู่นั้นคล้ายไม้ใหญ่ที่แตกกิ่งก้านสาขา อีกทั้งยังคล้ายจะร้อยแหล้อมตัวหมากสีขาวเอาไว้

            หมากดำเม็ดนั้นยังไม่ถูกวางลงไปเสียที

            “อาอี้ เจ้ารู้เรื่องที่หลิวจ้งฟู่เดินหมากกับเซียนอ๋าวบนเขาลี่ซัน จนกระอักเลือดหรือไม่”

            “ลูกจำได้ ผู้คนใต้หล้าเรียกหมากที่ยังเดินไม่จบกระดานนั้นว่า เจินหลง.... บัดนี้คำว่า ‘เจินหลง’ กลับถูกใช้เป็นชื่อของมือสังหารที่มีชื่อเสียงและลึกลับที่สุดในยุทธภพ ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร แต่เมื่อใดที่เจินหลงลงมือจะต้องทิ้งหมากตัวหนึ่งเอาไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์”

            “กลหมากเจินหลงไม่แน่ว่าจะไร้ทางแก้ นักฆ่าที่ชื่อเจินหลงเองก็ไม่แน่ว่าจะเป็นคนเพียงแค่คนเดียว” มหาขันทีถานเฉิงผู้มีตำแหน่งเป็นถึงซือหลี่เจียน* อีกทั้งยังเป็นผู้ดูแลตงฉ่าง**หรือหน่วยงานฟากบูรพา จ้องกระดานหมากพลางพึมพำขึ้น “มันสร้างเรื่องตั้งแต่สวีโจวถึงหวายอัน... อืม...หวายอัน....” เขาออกคำสั่งเสียงเบากับบ่าวรับใช้ด้านหลังว่า “ออกคำสั่งให้เซวียกงกงไปหยางโจว เทศกาลบ๊ะจ่างที่หยางโจวจะต้องคึกคักเป็นพิเศษแน่”

            ชายหนุ่มอายุน้อยที่นั่งเล่นหมากอยู่ตรงข้ามถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “พ่อบุญธรรม ทำไมท่านถึงรู้ว่า ‘เจินหลง’ จะปรากฏตัวขึ้นที่หยางโจว”

            มองหมากขาวที่ทอดตัวอยู่กลางกระดานเป็นแนวยาว ถานเฉิงหัวเราะอย่างไม่แยแสนัก “ตั้งแต่ต้นปีมานี้ คนของตงฉ่างถูกลอบสังหารไปทั้งหมดหกคน ตั้งแต่เมืองหลวงถึงทงโจว จากสวีโจวถึงหวายอัน ไล่เรียงไปตามแม่น้ำหลักที่ล่องลงสู่ทางใต้ ดังนั้นสถานที่แห่งต่อไปจะไม่ใช่หยางโจวหรอกหรือ”

            ชายหนุ่มอายุน้อยผู้นั้นมีสีหน้ากระจ่างแจ้งขึ้นมา “ความหมายของพ่อบุญธรรมก็คือให้เซวียกงกงไปเป็นเหยื่อล่อ”

            หมากดำที่ถูกคีบอยู่ตรงปลายนิ้วของถานเฉิงถูกวางลงบนกระดานในที่สุด หมากดำเม็ดนั้นดูเรียบง่ายไม่สะดุดตา เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่หนึ่งในเม็ดหมากหวินหนาน อาทิตย์อัสดงที่ยังคงส่องแสงสว่างรำไรสะท้อนให้เห็นตัวอักษรเล็ก ๆ ที่สลักอยู่บนหมากตัวนั้นทั้งเล็กและบางตา

สลักว่า ‘เจินหลง’!

             

 

                เช้าตรู่ของวันนี้

มีเสียงเอะอะหนวกหูดังแว่วมาจากเรือสำเภาใหญ่ลำหนึ่งที่จอดอยู่ตรงท่าเรือ

            เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ที่จะทำให้การแสดงของคณะกายกรรมสกุลมู่เกิดความล่าช้า แม้ว่าเรือใหญ่ของคณะจะมาเทียบท่าแล้วก็ตาม คนในคณะก็ยังถูกหัวหน้าคณะนามว่า ‘มู่เอียนจือ’ ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ลงจากเรือ

            ไหน ๆ ก็มาถึงเมืองหยางโจวกันแล้ว คนในคณะกายกรรมสกุลมู่ต่างก็อดทนรอกันไม่ไหว อยากจะเข้าไปเที่ยวเล่นในเมืองเสียเต็มแก่ ครูฝึกหลี่รับปากว่าจะไปช่วยพูดขอร้องหัวหน้าให้กับทุกคน แต่เมื่อเห็นหน้าตาที่เคร่งเครียดของเขาที่เดินออกมาจากใต้ท้องเรือ ความกระตือรือร้นและตื่นเต้นของลูกศิษย์ทั้งหลายจึงกลายเป็นความผิดหวัง เสียงที่ดังเจี๊ยวจ๊าวค่อย ๆ ซาลง ทุกคนก้มหน้าก้มตา ทำคอตกอย่างคนหมดหวัง

            แสงแดดยามเช้าทอดตกอยู่บนร่างที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของกลุ่มเด็ก ๆ ทำให้ครูฝึกหลี่แสร้งตีสีหน้าตึงเครียดต่อไปไม่ไหว มือใหญ่ประดุจพัดใบลานของเขาโบกไปมาพร้อมกับเอ่ยเสียงดังกังวานว่า “ท่านหัวหน้าอนุญาตแล้ว”

            เสียงโห่ร้องอย่างดีใจดังขึ้นในพริบตา

            ครูฝึกหลี่เก็บรอยยิ้ม สั่งสอนด้วยเสียงดุเข้ม “จะต้องกลับมาที่เรือก่อนตะวันตกดิน ห้ามไปหาเรื่องชกต่อยกับใคร หากใครไปก่อเรื่องแล้วทำให้การแสดงวันพรุ่งนี้ติดขัดขึ้นมา จำไว้ว่ากฎบ้านไม่ได้มีเอาไว้ขู่ให้กลัวเฉย ๆ หรอกนะ”

            เด็กหนุ่มสาวในคณะสกุลมู่ แต่ละคนคิดไปถึงแส้ประจำคณะที่มีอายุเก่าแก่และใช้งานมาเนิ่นนานจนเริ่มขึ้นเงาวาววับ คิดแล้วให้รู้สึกตัวสั่น รีบตอบรับอย่างพร้อมเพรียงว่า “ทราบแล้ว”

            “เมื่อเข้าไปในเมืองแล้วจะต้องเชื่อฟังเหอเถา อย่าได้แตกแถวกันเป็นอันขาด” เมื่อเห็นลูกศิษย์ทั้งหลายจดจำคำพูดกันจนขึ้นใจแล้ว ครูฝึกหลี่จึงยิ้มให้อย่างเอ็นดู จากนั้นก็หยิบถุงใส่เงินสีเขียวเข้มส่งให้กับเด็กสาวอายุสิบหกปีที่ชื่อเหอเถา “ท่านหัวหน้าให้เงินมาหนึ่งร้อยอีแปะเป็นค่าน้ำชา พวกเจ้าจงใช้กันอย่างประหยัด”

            เหอเถายิ้มรับอย่างสดใส กำถุงเงินเอาไว้ เห็นเด็ก ๆ ในคณะลงจากเรือกันอย่างกระตือรือร้น ทำให้นางอดชะเง้อมองไปรอบ ๆ ไม่ได้

            จู่ๆ ก็มีเม็ดถั่วลิสงทั้งเปลือกตกลงมาโดนหน้าผากของนาง เหอเถายกมือกุมหน้าผาก เงยหน้าด่าไปว่า “นายน้อย แกล้งข้าอีกแล้ว” มุมปากของนางยกขึ้นสูง ดวงตาที่สดใสเป็นประกายนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ไหนเลยจะมีอาการโกรธขึ้งเพราะความเจ็บปวดให้เห็น

            ยอดเสากระโดงเรือมีเด็กวัยรุ่นรูปร่างผอมบางนั่งอยู่คนหนึ่ง เขาใช้ผ้าโพกศีรษะเอาไว้อย่างลวก ๆ ส่งให้ใบหน้าอ่อนวัยของเขาดูหล่อเหลาหมดจดประหนึ่งใบไม้ที่เพิ่งแตกยอด

            มู่หลันโยนถั่วลิสงขึ้นฟ้าอย่างไม่รีบร้อนก่อนจะอ้าปากรับ เคี้ยวหยับ ๆ อย่างเอร็ดอร่อย เมื่อได้ยินเหอเถาร้องว่าตนเอง จึงเอียงคอมองนางพร้อมกับหัวเราะ “ถ้าข้าไม่สะกิดเจ้า แล้วเจ้าจะรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่งั้นหรือ”

            ใบหน้าที่กระทบแสงแดดของเขา ทำให้เครื่องหน้าที่งดงามนั้นดูราวกับลวดลายดอกไม้ที่วาดลงบนกระจก สูงนูน ทำให้เห็นเป็นมิติเหลื่อมล้ำ เมื่อเขาหัวเราะ ใบหน้าที่แต่เดิมมีความร่าเริงสดใสก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างไร้คำบรรยาย

            เหอเถามองภาพเบื้องหน้าอย่างตกตะลึง แก้มสองข้างแดงปลั่งด้วยความเขินอาย นางกระทืบเท้าพร้อมกับพูดว่า “ใครมองหาเจ้ากัน!”

            มู่หลันส่งเสียงร้องอ้อ อ้าปากหาว พูดด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านขึ้นว่า “ไม่ได้หาข้างั้นหรือ งั้นข้าก็นอนอาบแดดต่อ”

            “พี่เหอเถา เร็ว ๆ หน่อยสิพี่”

            เสียงเร่งดังขึ้นจากท่าเรือทำให้เหอเถาเริ่มกระวนกระวาย พูดอย่างโมโหว่า “ไม่ไปก็แล้วแต่เจ้า พอพวกเรากลับมาพูดให้ฟังถึงของอร่อย ๆ แล้วเจ้าอย่าน้ำลายไหลก็แล้วกัน”

            เงาที่อยู่เบื้องหน้าไหววูบ มู่หลันพลิกตัวกระโดดลงมา ยื่นมือคิดจะคว้าถุงเงินในมือของเหอเถา เหอเถารู้แต่แรกแล้วว่าเขาจะต้องเล่นไม้นี้ จึงได้ก้าวเท้าออกไปด้านข้าง หลบพ้นระยะมือของเขาอย่างง่ายดาย แต่คิดไม่ถึงว่าท่าคว้าของมู่หลันเป็นท่าหลอก ที่จริงแล้วเขาก้มตัวพุ่งไปด้านหลัง ดึงเอาถุงเงินในมือของนางไปจนได้

            มู่หลันโยงถุงเงินไปมา ฟังเสียงที่กระทบกันอยู่ด้านใน หัวเราะฮ่าๆแล้วพูดขึ้นว่า “ถุงเงินมันหนักข้าจะช่วยเจ้าถือดีกว่า”

            เหอเถาจิกตาใส่เขาแวบหนึ่ง “งั้นเจ้าต้องเก็บให้ดี ๆ ล่ะ นอกจากเงินหนึ่งร้อยอีแปะที่ท่านหัวหน้ามอบให้แล้วยังมีเงินส่วนตัวของข้าอยู่ในนั้นด้วย”

            มู่หลันตกใจ รีบเปิดถุงเงินออกดู หยิบก้อนเงินชิ้นเล็ก ๆ ที่หนักสองตำลึงยัดใส่ถุงเงินของตัวเอง ถามอย่างข้องใจว่า “แล้วเจ้าจะพกเงินไปเยอะขนาดนี้ทำไมกัน?”

            “ครั้งที่แล้วเจ้าบอกว่าเห็นในตำราที่เขียนเกี่ยวกับการดูแลผิวพรรณไม่ใช่หรือ วันนี้มีโอกาสเข้าเมือง ข้าจะได้ซื้อวัตถุดิบที่ต้องการเข้ามาเลย ข้ารู้ว่าท่านหัวหน้าเข้มงวดกับเจ้ามาก แค่เงินยี่สิบอีแปะยังหาไม่เจอในถุงเงินของเจ้า ถ้าข้าไม่เอาเงินไปด้วย เจ้าก็นอนอาบแดดอยู่ที่บ้านต่อไปก็แล้วกัน”

            มุมปากของมู่หลันยกขึ้นสูง “นายน้อยอย่างข้าดูเหมือนคนถุงเงินแฟบงั้นหรือ”

            คำตอบของเขาทำให้เหอเถามองอย่างประเมินก่อนจะประชดกลับไปว่า “เหมือน” เสียงของนางเงียบไป จากนั้นก็เอ่ยเสียงต่ำ ๆ ต่อไปว่า “แต่ข้าไม่รังเกียจที่เจ้าจน” พูดจบแล้ววิ่งหน้าตาแดงก่ำออกไป

            มู่หลันมองตามหลังของนางไปพร้อมกับถอนหายใจ บ่นพึมพำกับตัวเองว่า “เหอเถานับวันจะสวยขึ้นเรื่อย ๆ แต่สายตานางนี่สิ ยิ่งแย่ลงทุกวัน”

            คนของคณะกายกรรมสกุลมู่เมื่อเข้ามาในเมืองหยางโจว เห็นอะไรก็ดูตื่นเต้นแปลกตาไปหมด เห็นอะไรก็อยากจะลองดู จึงล้อมรอบมู่หลันกับเหอเถาและร้องเรียกไม่หยุด

            “หยุดได้แล้ว” มู่หลันรู้สึกสองข้างหูของตนเองเหมือนกับมีนกกระจอกมาร้องจิบ ๆ อยู่เป็นฝูง เสียงดังจนเขาปวดหัวไปหมด เขาชี้ไปยังอาคารสูงสามชั้นที่อยู่หัวถนน ติดป้ายร้านว่า ‘สี่คาบสมุทร’ จากนั้นก็เอ่ยขึ้น “รู้ไหมว่าเข้าเมืองหยางโจวแล้วจะต้องไปเที่ยวที่ไหน ที่หยางโจวมีคำพูดที่พูดต่อๆกันไปว่า ตอนเช้าเนื้อห่อน้ำตอนเย็นน้ำห่อเนื้อ หมายความว่า ตอนเช้าไปนั่งกินน้ำชาที่ร้านน้ำชา สั่งอาหารเช้าที่ทำอย่างพิถีพิถัน พร้อมกับจิบน้ำชาสักกาหนึ่ง นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย ตอนเย็นก็ไปแช่เท้ากันที่โรงอาบน้ำ ใช้ชีวิตราวกับเซียนผู้วิเศษ... ตรงนั้นเป็นร้านชื่อสี่คาบสมุทร เขาว่ากันว่าเป็นร้านน้ำชาเก่าแก่มีอายุนับร้อยปีของหยางโจวเชียวนะ พ่อครัวใหญ่ของที่นี่เป็นถึงพ่อครัวในวังหลวงที่ลากลับมาบ้านเกิด รู้ไหม...อะไรที่เรียกว่าพ่อครัวหลวง เขาก็คือพ่อครัวที่ทำกับข้าวให้กับฮ่องเต้กินโดยเฉพาะ จะไม่อร่อยได้อย่างไรกัน”

            เด็กหนุ่มสาวของคณะกายกรรมสกุลมู่ได้ยินเช่นนี้ ล้วนแต่กลืนน้ำลาย มองตากันปริบ ๆ

            เหอเถาได้ยินแล้วกระตุกชายเสื้อของมู่หลันเบา ๆ กดเสียงต่ำๆ เตือนเขาขึ้นว่า “มีแค่ร้อยอีแปะ เจ้ายังคิดจะพาพวกเขาเข้าไปในร้านสี่คาบสมุทรอีกหรือ”

            “ครูฝึกหลี่บอกแล้วว่าให้เชื่อฟังเหอเถา อย่าหนีไปไหนส่งเดช แล้วกลับไปถึงเรือก่อนเวลาพลบค่ำ” มู่หลันเลียนคำพูดของครูฝึกหลี่ วางถุงเงินใส่มือเหอเถา “เงินกับคนล้วนแล้วแต่มอบให้เจ้า ข้าจะไปทำธุระสักหน่อย”

            พูดมากจนถึงขนาดยั่วให้พี่น้องในคณะกายกรรมยืนน้ำลายไหลกันแล้ว แต่ตัวเองกลับไม่มีเงินเลี้ยงพวกเขากินอาหาร เหอเถาทั้งโมโหทั้งขบขัน จากนั้นนางเพิ่งรู้ตัวขึ้นมาจึงตะโกนถามไปด้วยความโมโหระคนร้อนใจว่า “เจ้าเอาเงินไปสองตำลึง หรือว่าจะไป....”

            นิ้วมือเรียวยาวยกขึ้นมากดเข้าที่ริมฝีปากเป็นการตัดบทเสียก่อน

            ริมฝีปากสัมผัสถูกนิ้วของเขา ทำให้แก้มขาว ๆ สองข้างของเหอเถาเป็นสีแดงระเรื่อขึ้นมาทันที นางรีบเอียงศีรษะหลบ เมื่อหันหน้ากลับไปดูอีกครั้ง ก็เห็นร่างของมู่หลันเดินส่ายไปส่ายมาหายลับไปท่ามกลางฝูงชนเสียแล้ว นางยืนตะลึงอยู่กับที่ อดยกมือขึ้นมาลูบริมฝีปากของตนเองอย่างเหม่อลอยไม่ได้ พบว่าคนในคณะกำลังมองนางพร้อมกับหัวเราะคิกคัก ใบหน้าของเหอเถาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ก้มหน้าก้มตาเดินไปข้างหน้า “ยังจะยืนดูอะไรกันอยู่ จะรอให้นายน้อยมาเลี้ยงข้าวพวกเจ้าที่ร้านสี่คาบสมุทรอีกหรือไง นายน้อยยากจนเสียถุงเงินแฟบขนาดนั้นแล้ว อย่าได้หวังอะไรอีกเลย ไปเถอะ”

-----------------------

* ซือหลี่เจียน 司礼监 เป็นตำแหน่งของขันที ผู้ตรวจการและทำการอ่านฎีกาถวายฮ่องเต้โดยเฉพาะ

** ตงฉ่าง 东厂 เป็นหน่วยงานข่าวกรองที่ถูกตั้งขึ้นในสมัยโบราณ ที่ดูแลโดยขันทีในราชสำนัก สามารถรายงานข่าวที่ได้มาโดยตรงกับฮ่องเต้ จึงเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจอยู่เหนือขุนนางในราชสำนักอย่างมาก เฟื่องฟูในสมัยราชวงศ์หมิง

ผีพนัน หรือเซียนเหยียบเมฆ?

           

            มีคำกล่าวที่ว่า ‘ดินแดนร่ำรวยใต้หล้า หาใดเปรียบเทียบได้กับเจ้อเจียงและเจียงซู’

ใช่แล้ว... ความรุ่งเรืองถึงขีดสุดของเจียงซู ก็อาจเทียบได้กับซูโจวและหยางโจว

            เมืองหยางโจวที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายหลักสามารถเดินทางติดต่อไปได้ทั้งเหนือและใต้ เป็นเมืองที่เชื่อมโยงไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้รอบทิศ เป็นสถานที่สำคัญของการทหาร มีพ่อค้าที่เดินทางมาจากเหนือใต้ออกตกรวมตัวกันอยู่ในเมืองกันอย่างคับคั่ง ผู้คนที่เข้าออกมีไม่ขาดสาย ทำให้เมืองแห่งนี้เปี่ยมชีวิตชีวายิ่งนัก

            เมืองหยางโจวมีแม่น้ำลำคลองที่กระจายตัวไปทั่วทั้งเมือง มีเรือสินค้าแล่นผ่านไปผ่านมามากมาย

            มู่หลันขึ้นเรือพายที่มีหลังคาเล็ก ๆ สีดำลำหนึ่ง เอ่ยขึ้นว่า “ไปเวิ้งบัวขาว”

            เรือพายลำน้อยแล่นผ่านไปมาในคลองสายเล็กที่ไหลผ่านไปทั่วเมือง เจ้าของเรือขยับฝีพายพร้อมกับหาเรื่องสนทนากับเขา “ฟังสำเนียงของคุณชายแล้วไม่น่าจะใช่คนท้องถิ่น คุณชายคิดจะไปชมดอกบัวงั้นหรือ”

            มู่หลันมีท่าทางกระวนกระวาย อีกทั้งยังดูเขินอาย ส่งเสียงพึมพำกลับไปเบา ๆ ว่า “ดอกบัวที่เวิ้งบัวขาวก็บานแล้ว... ได้ยินว่าที่นั่นยังมีบ่อนพนันอยู่อีกแห่งหนึ่ง....”

            ที่แท้จะไปบ่อนนั่นเอง คนพายเรือเห็นว่าเดิมทีมู่หลันนั่งอยู่ตรงหัวเรืออย่างสงบเสงี่ยม แต่พอพูดถึงบ่อนพนันกลับมีสีหน้าที่กระดากอายขึ้นมาในพริบตา จึงรู้ได้ว่าเป็นหนุ่มน้อยขี้อายที่เพิ่งจะออกจากบ้านมาผจญโลกกว้างเป็นครั้งแรก คนพายเรือหัวเราะพลางเอ่ยปากเล่าให้เขาฟังว่า “ตรอกบัวขาวที่มีเวิ้งบัวขาวตั้งอยู่นั่นน่ะ เป็นที่ดินส่วนตัวของบ้านสกุลหลิน แม้แต่คนที่อยู่ในตรอกนั่นก็เป็นคนสกุลหลินทั้งหมด ถ้าหากปิดประตูตรอก ก็จะเหมือนกับเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งเชียวล่ะ ที่นั่นปลอดภัยจนเจ้าของไม่จำเป็นต้องปิดประตูบ้านยามค่ำคืน บ่อนพนันที่สกุลหลินเปิดนั้นถือได้ว่าเป็นบ่อนพนันที่ยุติธรรม มีเงินอีแปะเดียวก็สามารถเข้าไปเล่นได้ แถมยังมีน้ำชาให้กินชามหนึ่ง ถ้าเกิดชนะได้เงินทองจำนวนมาก บ้านสกุลหลินก็จ่ายไหวอยู่แล้ว”

            ดวงตาของมู่หลันเปล่งประกายเจิดจ้า “สกุลหลินเป็นถึงคหบดีอันดับหนึ่งของหยางโจวนี่นะ” สีหน้าของ  มู่หลันตอนนี้ไม่แสดงอาการหวาดวิตกว่าจะถูกคนในบ่อนเอาเปรียบขึ้นมาเหมือนเมื่อครู่

            หนุ่มน้อยต่างถิ่นยังรู้จักถึงชื่อเสียงบ้านสกุลหลิน ทำให้คนพายเรือรู้สึกภูมิใจถึงกับพูดจ้อให้เขาฟังไม่หยุด

            ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เรือพายแล่นเข้าไปยังลำคลองเล็ก ๆ อีกสายหนึ่ง ภาพใบบัวสีเขียวสดปกคลุมท้องน้ำเผยสู่ครรลองสายตา

            ถึงเวิ้งบัวขาวแล้ว

            คนพายเรือค่อย ๆ ประคองเรือให้ชิดริมตลิ่ง ชี้ไปยังอาคารหลังหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกับลำคลองสายนี้ “นั่นก็คือหอนางโลมที่มีชื่อที่สุดในเมืองหยางโจว ชื่อว่าตึกหนิงฮัว เป็นของสกุลหลินเช่นกัน”

            ต้นหลิวเขียวขจีปลูกไปตามริมฝั่งคลอง กิ่งใบเอนลู่ลงมาระผิวน้ำ ทำให้ผืนน้ำที่ขาวใสถูกปกคลุมไปด้วยสีเขียวมรกต ด้านหลังต้นหลิวสีเขียวมีอาคารที่ปลูกอย่างสวยงามเรียงรายเป็นจำนวนมาก กำแพงสีขาว หลังคาสีดำ กำแพงกันไฟ โผล่พ้นยอดไม้ออกมา ให้ความรู้สึกอ่อนช้อยงดงามประดุจคนงามกำลังชม้อยสายตาด้วยความเขินอาย มีระเบียงไม้ยาว ๆ ทอดออกมากลางลำคลองตรงมาสู่ดงดอกบัว

เรือสำราญลำหนึ่งจอดเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางใบบัวที่ชูก้านไสว ในยามนี้ สาวงามกลุ่มหนึ่งกำลังยกชายกระโปรงเดินหอบดอกบัวขาวเอาไว้เต็มอ้อมแขน เดินไปตามระเบียงไม้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

            ดมกลิ่นดอกไม้หอมรวยริน ฟังเสียงหัวเราะที่รื่นหูของสาวงาม ทำให้มู่หลันเอ่ยชมอย่างอดไม่ไหวว่า “มวลบุปผาคลี่บานกลางวสันต์ เสียงเครื่องสายร่ายบทเพลงบรรเลงพลัน สาวสวรรค์ดุจบุปผชาติสะอาดตา... ตั้งชื่อได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ”

            เมื่อจ่ายค่าเรือเดินขึ้นฝั่งแล้ว มู่หลันไม่ได้รีบร้อนเดินเข้าไปยังบ่อนหลิวเซียง หากแต่ยืนนิ่งอยู่ริมตลิ่ง ชื่นชมความงามของดอกบัวที่บานอยู่เต็มเวิ้งอย่างสบายใจ

            ดวงตาของมู่หลันกลอกไปมา อดพ่นลม หัวเราะออกมาอย่างฉุกคิดได้ว่า “พอรับเงินจากทางบ่อนฟากโน้น ก็ข้ามมาใช้เงินกับหอนางโลมฟากนี้ เรียกว่าอัฐยายซื้อขนมยาย ปิดหนทางทำมาหากินของคนอื่นไปเสียทุกประตู สกุลหลินนี่รู้จักทำมาค้าขาย มิน่าถึงได้กลายเป็นคหบดีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหยางโจว”

           

                บ่อนพนันหลิวเซียงมีพื้นที่ไม่น้อย

อาคารสูงสามชั้นตรงหน้าตกแต่งคานและเสาด้วยสีสันสดใส ดูโอ่อ่าตระการตา ส่วนที่เป็นเดือยค้ำเสาหลักเอาไว้มีการแกะสลักลวดลายจากนั้นใช้ผงทองตกแต่ง เมื่อกระทบกับแสงอาทิตย์ แสงทองเป็นประกายแวววาวจึงทำให้มู่หลันรู้สึกตาลาย เขาหรี่ตาลง คิดว่าผงทองเหล่านี้ถ้าเกิดขูดออกมา อย่างไรก็คงจะได้สักครึ่งจิน ทำให้เขาเริ่มเข้าใจถึงความร่ำรวยของบ้านสกุลหลินขึ้นมา

            พอเดินผ่านประตูใหญ่เข้ามาในอาคารก็จะได้ยินเสียงลูกเต๋าดังกรุ๊งกริ๊งเสนาะหู ทำให้มู่หลันรู้สึกคันไม้คันมือ เศษเงินสองตำลึงที่กำไว้ในฝ่ามือเริ่มเปลี่ยนเป็นอุ่นร้อนขึ้นมาเรื่อย ๆ

            ด้านบนยังมีอีกสองชั้น ซอยเป็นห้องเล็กห้องน้อย คาดว่าน่าจะเป็นแหล่งรวมของลูกค้าที่วางเดินพันด้วยเงินจำนวนมาก มู่หลันเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง มีเงินพันตำลึงถึงจะสามารถขึ้นไปเล่นชั้นบนได้ ถึงจะเป็นผู้กล้าแต่ถ้ามีเงินแค่หนึ่งอีแปะก็ขึ้นไม่ได้ ถ้าหากไม่อยากจะใช้เงินส่วนตัวของเหอเถาจนหมด เขาคงจะต้องหาวิธีรวบรวมเงินทุนเสียใหม่ มู่หลันแอบบ่นเงียบ ๆ อยู่ในใจ

            มู่หลันถอนหายใจ วันนี้เป็นวันที่เขาจะต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างมากอีกวันหนึ่ง เป็นวันที่ต้องใช้ความคิดและมีสมาธิจดจ่อ

            ห้องโถงชั้นหนึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง มีโต๊ะเล่นพนันวางอยู่ยี่สิบกว่าตัวพร้อมกับนักพนันที่ยืนล้อมอย่างบางตา

            ยามนี้ยังเป็นเวลาช่วงเช้า นักพนันที่เล่นมาตลอดทั้งคืนส่วนใหญ่จะกลับไปแล้ว เหลือที่ยังไม่ยอมไปไหนก็เป็นพวกที่ดวงตาแดงก่ำจากการอดหลับอดนอนมาตลอดทั้งคืน แต่ถุงเงินยังไม่ว่างเปล่า คิดจะเรียกทุนคืนมา

            คนในบ่อนเดินเข้ามาหา ดวงตาคมกริบมองประเมินผู้คนจากทั่วทุกสารทิศนับครั้งไม่ถ้วน พอกวาดตามองการแต่งตัวและเครื่องประดับติดตัวของมู่หลันแวบหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องถามไถ่ให้มากความ เขารู้ว่าเงินในถุงเงินของมู่หลันนั้นมีอยู่ไม่มาก จึงได้เดินนำเขาไปหน้าโต๊ะพนันตัวหนึ่งที่มีคนเล่นพนันอยู่น้อย

            มู่หลันเอ่ยขอบใจ ยืนฟังเสียงกระทบกันของลูกเต๋าในถ้วยอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะวางเศษเงินสองตำลึงลงไปบนโต๊ะอย่างระมัดระวังอย่างที่สุดภายใต้การเร่งรัดของเจ้ามือ

            นักพนันที่ไม่มีเงินมักจะชอบพูดกันว่า ถ้ามีเงินน้อยให้แทงทั้งสูงทั้งต่ำ จะมีโอกาสแพ้ชนะอย่างละครึ่ง เป็นการพนันที่จะทำให้เงินที่มีอยู่เพิ่มขึ้นมาเท่าตัวได้

            ก่อนที่มู่หลันจะวางเงินเดิมพัน เจ้ามือเขย่าลูกเต๋าออกมาได้ต่ำถึงเจ็ดครั้ง ทำให้ครั้งนี้มีโอกาสที่จะเปิดมาเป็นสูงได้มากกว่า แต่ว่านักพนันที่ยืนอยู่รอบโต๊ะประมาณเจ็ดแปดคน ยังคงเบิกดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอยอย่างตื่นเต้น วางเงินเดิมพันทั้งหมดไปยังตัวอักษรสีแดงสดที่เขียนว่า ‘ต่ำ’

            มู่หลันเองก็เช่นกัน เงินสองตำลึงถูกวางอยู่บนตัวอักษรต่ำ

            เจ้ามือบ่นพึมพำกับตัวเอง “มันจะเกินไปแล้ว หรือว่าวันนี้จะเขย่าได้ต่ำเป็นครั้งที่แปด” เขาพูดแล้วยกถ้วยที่ครอบลูกเต๋าขึ้นมา

            “ต่ำ”

            เสียงลุ้นแต้มของนักพนันดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงทำให้มู่หลันเอียงหน้า ปรายตาไปยังถ้วยลูกเต๋า

            ถ้วยกระเบื้องสีขาวถูกเปิดออกอย่างเบามือ จุดสีแดงสดที่แต่งแต้มอยู่บนลูกเต๋าสีขาวประดุจงาช้างมีอยู่ไม่กี่จุด ดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนน้ำตาลทรายแดงที่แต้มอยู่บนหมั่นโถวสีขาว จนน้ำลายจะไหล

            “สองสามสาม ต่ำ เจ้ามือจ่ายรอบวง”

            เสียงอ่อย ๆ ของเจ้ามือถูกเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจของนักพนันกลบลงไปภายในพริบตา มู่หลันเก็บเงินสี่ตำลึงกลับคืนมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาเก็บเงินสองตำลึงที่เป็นเงินส่วนตัวของเหอเถาลงในถุงผ้าอย่างทนุถนอม กำเงินที่เพิ่งได้มาอีกสองตำลึงรอที่จะแทงครั้งต่อไป

            คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ คนหนึ่งเอ่ยเตือนเขาด้วยความหวังดี “น้องชายถ้ามาเล่นครั้งแรกมักจะมือขึ้น อย่างไรก็ลองแทงอีกสักครั้ง แบบนี้ถ้าชนะก็จะได้แปดตำลึงเชียวนะ ข้าว่าครั้งนี้คงจะเปิดสูงแน่ ๆ”

            มู่หลันแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกระดากอายในการเข้าบ่อนพนันเป็นครั้งแรกออกมา ในมือยังคงกำเงินสองตำลึงที่เพิ่งได้มาเมื่อครู่นี้วางเดิมพัน ตาเฒ่ามักจะบอกว่ารายละเอียดเล็กน้อยเป็นสิ่งที่ตัดสินแพ้ชนะ สีหน้าอาการของเขาในตอนนี้ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องเข้าสู่สายตาผู้อื่น

            “วางเงินแล้วเอา....”

            “ช้าก่อน” มู่หลันขัดจังหวะเจ้ามือขึ้นมากะทันหัน หยิบเงินสองตำลึงที่เพิ่งวางลงไปขึ้นมาอย่างเคร่งเครียด เปลี่ยนไปอีกด้านหนึ่งอย่างขลาด ๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างเขิน ๆ ว่า “ถึงแม้จะเปิดต่ำมาแปดครั้งแล้ว แต่เขาว่า ดวงของคนเรา ถึงที่สุดจะมีถึงเก้าครั้ง ดังนั้นครั้งนี้น่าจะเป็นต่ำอยู่ดี”

            เจ้ามือเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ตัวเขายังอดเลื่อมใสตัวเองไม่ได้ว่าแค่เขย่าส่งเดชอย่างนี้ ยังจะเขย่าออกมาได้ต่ำถึงเก้าครั้งเชียวหรือ อีกทั้งลูกค้าที่ยืนยันแทงต่ำในตานี้เหมือนกับหนุ่มน้อยที่อยู่เบื้องหน้านั้นไม่มีอีกแล้ว นักพนันคนอื่น ๆ ที่ยืนล้อมโต๊ะต่างก็รู้สึกว่าโอกาสที่จะเปิดออกมาเป็นสูงนั้นมีมากกว่าที่จะออกมาเป็นต่ำติดต่อกันเป็นครั้งที่เก้า ดังนั้นจึงได้วางเงินเดิมพันไปที่สูงกันหมด

            หนุ่มน้อยสวมเสื้อผ้าฝ้ายสะอาดสะอ้าน ดวงตาเป็นประกายสดใส สีหน้าแฝงไปด้วยความเก้อเขินและเคร่งเครียด ดูแล้วเหมือนกับเด็กน้อยที่ยังไร้เดียงสา การที่เขาเก็บเงินทุนเอาไว้ในถุงเงินแสดงให้เห็นว่า คนผู้นี้มิใช่พวกคนที่หมกมุ่นอยู่ในอบายมุข เจ้ามือเกิดความรู้สึกที่ดีกับมู่หลัน เข้ามาเล่นครั้งแรกก็ชนะไปสองตา เรียกได้ว่ามีโชคไม่เลว เจ้ามือคิดไป ปากก็ตะโกนขึ้นว่า “วางเงินเสร็จแล้วเอามือออกได้ เปิดแล้ว สองสองสี่ ต่ำ”

            “อะไรกันนี่ มันจะอาถรรพ์เกินไปแล้ว เปิดต่ำมาตั้งแปดครั้งแล้วทำไมไม่ออกสูงสักตา” นักพนันคนหนึ่งร้องไปพร้อมกับตีอกชกหัวตัวเอง คร่ำครวญด้วยความเสียดาย

            หักเงินค่าต๋งของเจ้ามือไปแล้ว มู่หลันแทงต่ำคนเดียวทำให้ชนะได้เงินเดิมพนันมากขึ้นถึงหลายเท่าตัว เขาหยิบเงินสิบหกตำลึงที่ได้รับมาอย่างตื่นเต้น พูดอะไรไม่ออก

            “คุณชาย วันนี้มือขึ้นชนะถึงสองตา แต่ว่าเรื่องดี ๆ มักมีไม่เกินสาม สู้ได้เงินแล้วเลิกจะดีกว่า” อาจเป็นเพราะท่าทางของมู่หลันดูเรียบร้อยจนเกินไป ทำให้เจ้ามือออกปากเตือนเขาอย่างใจดี เงินห้าสิบตำลึงสำหรับคนชั้นกลางแล้วสามารถดำรงชีวิตได้ถึงหนึ่งปี เงินสิบหกตำลึงสำหรับครอบครัวเล็ก ๆ ที่สวมเสื้อผ้าด้วยผ้าฝ้ายธรรมดา ๆ นั้นถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่น้อย

            สีหน้าของมู่หลันเต็มไปด้วยความดีใจ พึมพำตอบกลับไปว่า “เรื่องดีมีไม่เกินสาม ก็ไม่แน่ว่าตาที่สาม ข้าก็ยังมือขึ้นอยู่”    

            มนุษย์เรามักจะมีความละโมบเป็นทุนเดิม เมื่อก้าวเท้าเข้ามาที่นี่นิสัยมักเปลี่ยนไปเสียทุกคน ไม่แน่ว่าหนุ่มน้อยผู้นี้อาจจะเป็นเหมือนกับนักพนันคนอื่น ๆ เพียงแต่ตอนนี้เขาเพิ่งจะเข้ามาได้ไม่นาน นิสัยยังไม่กลายหางยังไม่โผล่ เจ้ามือเคยเห็นมานักต่อนักแล้ว สีหน้าของเขาจึงกลับคืนสู่ความเย็นชาดังเดิม เขย่าถ้วยลูกเต๋าอีกครั้ง

            นักพนันที่พนันจนเงินหมดตัวหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนลูกค้าหน้าใหม่ เข้ามาแทงเดิมพันตามประสบการณ์ของตนเอง วางเดิมพันทั้งสูงทั้งต่ำ เจ้ามือปล่อยมือจากถ้วยลูกเต๋าแล้ว มู่หลันบ่นกับตัวเองว่า “เก้าครั้งมากที่สุด ครั้งนี้น่าจะเปิดสูงได้แล้วกระมัง” เขาวางเงินสิบหกตำลึงลงบนคำว่า ‘สูง’ ที่เขียนด้วยสีแดงสดอย่างตัดสินใจแน่วแน่

            “สูง!”

            แทงถูกอีกแล้ว เจ้ามือเริ่มฉงนกับความโชคดีของมู่หลันจนอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ “ถ้าเกิดว่าครั้งนี้ยังออกต่ำเหมือนเดิม คุณชายไม่เท่ากับแพ้จนหมดตัวหรอกหรือ”

            มู่หลันนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปอย่างขลาด ๆ ว่า “ข้าจะแพ้หมดตัวได้อย่างไร ที่แพ้นั่นเป็นเงินที่ข้าชนะมาทั้งนั้น”

            เจ้ามือได้ยินแล้วไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ถ้าหากคนอื่น ๆ เป็นเหมือนหนุ่มน้อยผู้นี้ ใช้แต่เงินชนะเดิมพันมาเป็นทุนพนัน ในโลกนี้คงไม่มีคนแพ้พนันแล้ว เขาเริ่มคิดอย่างไม่พอใจว่า ถึงแม้จะชนะติดกันถึงสามตา แต่ก็ต้องมีเวลาที่เจ้าต้องแพ้จนต้องเอาเงินทุนออกมาเล่นแน่ เขาไม่เชื่อหรอกว่าเด็กหนุ่มจะมีโชคอย่างนี้ตลอดไป

            แต่ทว่า มู่หลันกลับหยิบเงินสี่สิบตำลึงที่ได้มาจากการแทงตาที่สามเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ไม่มีแม้แต่จะหันหลังกลับมามอง ไม่มีแม้แต่จะให้รางวัลกับเขาแม้แต่อีแปะเดียว เจ้ามือปรายตามองมู่หลันเดินไปยังโต๊ะพนันโต๊ะอื่นอย่างไม่ค่อยพอใจนัก เจ้าหนุ่มขี้เหนียว เจ้าจะต้องออกไปอย่างหมดตูดแน่ ๆ

            เวลาหมดไปกับการพนันขันต่ออย่างเชื่องช้า เวลาประมาณเที่ยง มู่หลันก็เล่นพนันตามโต๊ะที่อยู่ชั้นหนึ่งจนหมด ได้เงินมาอย่างไม่กระโตกกระตากถึงสามพันตำลึง เขากดขมับสองข้าง เขาเล่นชนะโดยไม่แพ้สักตาอีกทั้งยังไม่ทำให้คนอื่น ๆ สะดุดตา แบบนี้มันค่อนข้างเหนื่อย

            “คุณชาย อยากจะทานอะไรหรือไม่ขอรับ” คนในบ่อนเมื่อเผชิญหน้ากับลูกค้านักพนันที่ได้เงิน ย่อมจะแสดงความเคารพนบนอบมากกว่าความกระตือรือร้น อีกทั้งยังต้องการรั้งตัวให้เขาอยู่เล่นพนันต่อไปอีก

            คำพูดประโยคนี้กระตุ้นหนอนตะกละในกระเพาะของมู่หลัน จึงถามอย่างประหลาดใจว่า “ของกินอะไรก็มีหมดหรือ”

            คนในบ่อนหัวเราะอย่างไม่ให้เห็นฟัน “ขอแค่ท่านจ่ายไหว คิดจะกินอะไรก็มีทั้งนั้น”

            มู่หลันปรายตามองชั้นสองแวบหนึ่ง ตอนนี้เขาต้องการพักผ่อน จึงได้เดินตามคนผู้นั้นไปอย่างว่าง่าย

คำเชิญจากหัวหน้าบ่อน

            เรือนด้านหลัง มีห้องที่มุงด้วยหลังคาม้วนปลาย กั้นด้วยแผ่นไม้บาง ๆ แบ่งเป็นห้องเล็ก ๆ อยู่ข้างสระบัวเขียวขจี ด้านในจัดวางเก้าอี้เอนพร้อมกับโต๊ะวางน้ำชา มีสาวใช้หน้าตางดงามแช่มช้อยช่วยบีบนวดคลายเมื่อยให้กับลูกค้า มีคนเล่านิทาน มีเสียงเครื่องสายบรรเลง ให้ความไพเราะเสนาะหู

            มู่หลันเลือกห้องที่สะอาดสะอ้านอยู่มุมสุดด้านหนึ่งเป็นห้องพักผ่อนหย่อนใจ กำชับให้เสี่ยวเอ้อนำอาหารที่ขึ้นชื่อของหยางโจวมาบริการ

            หมูสับผสมเนื้อปูนึ่งกับน้ำแกง ให้ความนุ่มเนียนไม่เลี่ยนปาก หัวปลาเหลียนตุ๋นรสชาติเข้มข้นกลมกล่อม ผัดผักโป๊ยเซียนทั้งสดทั้งกรอบ มู่หลันกินอิ่มแล้วนอนจิบน้ำชาขุยหลงจู ใบชาพันธุ์ดีของเมืองหยางโจวบนเก้าอี้นอนอย่างสบายใจ พร้อมกับชื่นชมดอกบัวขาวที่บานสะพรั่ง โบกสะบัดไปพร้อมกับใบบัว เปลือกตาของเขาตอนนี้เริ่มจะหนักอึ้ง ผ่อนคลายสบายตัวจนแทบจะนอนหลับใหล

            มู่ลี่ไม้ไผ่ถูกปล่อยลงมา จนดูเหมือนห้องน้อยแห่งนี้ถูกแยกตัวออกมาเป็นอีกโลกหนึ่ง ความคึกคักและแน่นขนัดของบ่อนพนันถูกภาพดอกบัวในสระน้ำเบื้องหน้าปัดเป่าจนสลายไปอย่างหมดจด

            แสงอาทิตย์เดือนห้าที่ไม่ร้อนแรงสาดส่องผ่านหลังคาลงมา สายลมริมสระน้ำที่เย็นสบายพัดผ่านผ้าม่านอย่างอ่อนโยน

            เมื่อทางนี้เงียบ เสียงที่อยู่ด้านนอกก็ดังมากขึ้นกว่าปกติ เสียงดังจากที่ใกล้ ๆ มาจากเสียงพูดคุยของห้องที่อยู่ข้าง ๆ เสียงจากที่ไกล ๆ เป็นเสียงหัวเราะอย่างอ่อนหวานของบรรดาหญิงงามจากตึกหนิงฮัวที่ลอยมาตามสายลม

            มู่หลันรู้สึกเหมือนกับนอนหลับอยู่บนเรือสำเภาสกุลมู่ เสียงต่าง ๆ รอบด้านเป็นประดุจเสียงคลื่นที่กระทบฝั่งเป็นจังหวะ

            ประสาทที่ตึงเครียดยังไม่อาจผ่อนคลายลงไปได้ ในหัวของมู่หลันตอนนี้มีเสียงหนึ่งดังวนเวียนอยู่ไม่ขาดสาย ‘เล่นพนันต้องหาหลินสือปา เที่ยวนางคณิกาต้องหาแม่นางหลันอี’

            ‘หลินสือปา’ หรือ ‘ท่านสิบแปด’ เป็นผู้ดูแลบ่อนพนันหลิวเซียง ไม่มีทางลงมาเป็นเจ้ามือง่าย ๆ เขาต้องมีเงินพนันให้มากกว่านี้ มีโชคดีให้มากกว่านี้... เพื่อจะได้ทำให้หลินสือปาเกิดความสนใจในตัวเขาขึ้นมา

            “สั่งให้ทำงานให้ยังไม่ยอมให้เงิน ขี้งกเกินไปแล้ว ไม่รู้หรือไรว่าเงินในถุงของข้ายามนี้ยังสะอาดบริสุทธิ์เสียยิ่งกว่าใบหน้าแกล้งเซ่อของข้าเสียอีก...”

            หลังจากบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจเบาๆ ไปประโยคหนึ่ง มู่หลันจึงได้ผล็อยหลับไป

            เขานอนหลับไปถึงสองชั่วยามเต็ม จึงได้ตื่นขึ้นมาบิดขี้เกียจ หยิบกระดิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะเขย่าไปมา มู่ลี่ถูกยกขึ้น มีสาวน้อยยกน้ำร้อนเข้ามาให้เขาล้างหน้า

            “คุณชายพักผ่อนดีไหมเจ้าคะ”

            น้ำเสียงอ่อนหวาน ท่าทางอ่อนโยน ทำให้มู่หลันอดหยิกแก้มที่เนียนนุ่มของนางเบา ๆ ไม่ได้ เขายัดตั๋วแลกเงินใส่มือของอีกฝ่าย แลกกับข้อมูลที่ต้องการรู้

            แม่นางน้อยเอียงหน้ามากระซิบให้เขาฟังเบา ๆ “คนที่เก่งที่สุดก็ต้องเป็นท่านสิบแปด* คุณชายอย่าได้เล่นพนันกับเขาเด็ดขาด ท่านสิบแปดยังไม่เคยแพ้ใครมาก่อน หลายวันก่อน มีพ่อค้าชาวซูชิวมาเล่นพนันด้วยคนหนึ่ง เขาเล่นชนะท่านสิบแปดไปตาหนึ่ง... แต่สุดท้ายก็แพ้เสียจนไม่มีเงินติดตัวสักอีแปะ ถึงกับถูกคนในบ่อนหามออกไปทีเดียว”

            ชนะได้แพ้ไม่ได้ มู่หลันยิ้มน้อย ๆ ยัดตั๋วเงินใส่มือสาวน้อยอีกใบหนึ่ง เขาเดินเข้าไปในบ่อนพนันอีกครั้งท่ามกลางสายตาที่อาลัยอาวรณ์ของนาง

            “คุณชายชนะอีกแล้ว”

            แม่นางน้อยที่คอยรับใช้อยู่ข้างกายยังตื่นเต้นออกนอกหน้าเสียยิ่งกว่ามู่หลัน เอาแต่จ้องเงินที่ถูกคนแจกไพ่ประจำโต๊ะเลื่อนมาให้ด้วยดวงตาที่ลุกวาวเป็นประกาย

            มู่หลันหยิบตั๋วแลกเงินที่ได้มามอบให้กับนางใบหนึ่ง ด้วยความกลัวว่าจะมีคนเห็นจึงได้บีบมือขาว ๆ นุ่ม ๆของนางอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ ทำให้แม่นางน้อยยกมือปิดปากกลั้นหัวเราะ

            ในห้องจุดตะเกียงให้ความสว่าง หลินสือปายังไม่ปรากฏตัวให้เห็น ในใจของมู่หลันเริ่มร้อนรน หากใบหน้ายังคงรักษาความเรียบเฉยเอาไว้ พร้อมกับรอยยิ้มแบบ ‘ต้องขอโทษด้วย’ เอาชนะพนันต่อไปเรื่อย ๆ

            คนในบ่อนที่ทำหน้าที่เป็นเจ้ามืออยู่ชั้นสองล้วนแต่เหงื่อแตกเต็มหน้าผาก ยืนทำหน้าเหยเกอยู่ต่อหน้าหลินสือปา เอ่ยปากร้องขอให้เขาลงไปดูหน่อย “...ถ้าคุณชายคนนั้นเอาชนะแบบนี้ต่อไปก็จะไม่ไหวนะขอรับ”

            “เงินแค่แปดหมื่นตำลึงก็ไม่ใช่จำนวนมากมายอะไร เจ้าจะตื่นเต้นไปทำไม” หลินสือปาขมวดคิ้ว ตำหนิกลับไป

            คนที่มาร้องขอความช่วยเหลือนั้นพูดประโยคที่กระตุ้นความสนใจของเขาได้ในที่สุด “ท่านสิบแปด เจ้าหนูนั่นตอนที่เข้ามามีเงินมาแค่สองตำลึงเท่านั้น”

            ในบ่อนพนันหลิวเซียงมีพ่อค้าคหบดีมาวางเงินเดิมพันกันจำนวนมากเป็นล้านตำลึง แต่ด้วยเงินทุนแค่สองตำลึงสามารถเล่นชนะได้ถึงแปดหมื่นตำลึงนั้นมีอยู่จำนวนน้อยจนแทบจะหาไม่ได้ คนในบ่อนทำงานกันอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม คนที่เคยเจอมู่หลันที่โต๊ะพนันล้วนแต่ถูกเรียกเวียนมายืนรายงานต่อหน้าหลินสือปา

            หลินสือปาเกิดความสนใจในตัวมู่หลัน พบว่าตอนเช้าเขาเล่นพนันอยู่ที่ชั้นหนึ่ง เล่นวนจนครบทุกโต๊ะ แต่ละโต๊ะจะพนันอยู่แค่สามครั้ง ชนะหมดทั้งสามครั้ง และถูกกลืนหายไปกับลูกค้านักพนันคนอื่น ๆ โดยไม่สะดุดตาใครแม้แต่น้อย จากนั้น ตอนบ่ายก็ขึ้นไปเล่นที่ชั้นสอง ชนะได้เงินเดิมพันมากขึ้นเป็นเท่าตัว เอาชนะเจ้ามือที่อยู่ชั้นสองจนหน้าตาไร้สีเลือด ต้องออกมารายงานให้กับหลินสือปาทราบ

            “สงสัยจะเจอพวกเซียนพนันเข้าแล้ว ไม่เคยแพ้เลยสักตาเดียว ท่านสิบแปด แต่พวกเราดูอย่างไรก็ดูไม่ออก”

            คนที่เปิดบ่อนกลัวที่สุดก็คือพวกเซียนพนัน ถ้าหากอีกฝ่ายเล่นตุกติก ทางบ่อนก็มองไม่เห็นพิรุธ จับไต๋ไม่ได้ แต่เพื่อชื่อเสียงอันดีของบ่อน ไม่ว่าอย่างไร จะต้องกัดฟันจ่ายเงินเดิมพันให้เพียงอย่างเดียว จนกว่าอีกฝ่ายจะเป็นฝ่ายรามือไปเอง        

สกุลหลินเปิดบ่อนหลิวเซียง นอกจากจะมีชื่อเสียงด้านความน่าเชื่อถือแล้ว ยังมีชื่อเสียงที่ว่าไม่ใช่บ่อนกระจอกที่จะให้คนอื่นมาลูบคมกันได้ง่าย ๆ นักพนันที่มาเล่นตุกติกที่บ่อนหลิวเซียง ถ้าหากไม่ได้รับคำสั่งมาจากคนอื่น ก็คงจะเป็นพวกไร้เดียงสาที่เพิ่งออกท่องยุทธภพ แต่ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนก็ไม่มีจุดจบที่ดีสักราย

            หลินสือปาลุกขึ้น ยกกาน้ำชาที่ทำจากดินเผาขนาดเล็กกะทัดรัดขึ้นจิบชาคำหนึ่ง ก่อนเอ่ยเนิบนาบขึ้นว่า “ไปดูกันหน่อย”

           

                เมื่อพบมู่หลันในครั้งแรก หลินสือปาก็มองอย่างตกตะลึง

            หนุ่มน้อยผู้นี้รูปร่างผอมบาง ดวงตาเป็นประกายสดใส ใบหน้ามีรอยยิ้มเอียงอายประดับอยู่ สวมเสื้อผ้าราคาถูกแค่ไม่กี่อีแปะ ดูอย่างไรก็เหมือนพวกบัณฑิตยากจน

            “ท่านสิบแปด พอเขาชนะตาแรกได้สองตำลึง ก็รีบเก็บเงินทุนคืนทันที” มีคนมากระซิบบอกกับหลินสือปาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมู่หลัน

            “โต๊ะพนันชั้นล่างทั้งหมดยี่สิบหกโต๊ะ เขาเล่นมาถึงโต๊ะที่สิบหกจึงจะตบรางวัลให้เจ้ามือ จากที่คนของเราจำได้ ตอนนั้นเขาน่าจะได้เงินมาประมาณหนึ่งพันตำลึงแล้ว”

            “ยังมีอีก เหล่าโจวที่พายเรือมาส่งเขาที่นี่ บอกว่าคน ๆ นี้อยากรู้ถึงชื่อเสียงของบ่อนเรามากที่สุด คาดว่าคงจะกลัวว่าพอชนะได้เงินแล้วจะถูกคนในบ่อนขัดขวางไม่ยอมให้ออกไป”

            “ลูกเต๋ากับไพ่เก้าเขายังไม่เคยแพ้มาก่อน แต่ว่า ดูเหมือนเขาจะมีความมั่นใจในการทายลูกเต๋ามากกว่า คนที่อยู่ประจำโต๊ะหกจำเขาได้แม่น เหมือนกับจะ ‘ฟังเสียงเต๋า’ ได้”

            “ผู้ดูแลที่ชั้นสองบอกว่า มือที่เขาหยิบไพ่ดูแล้วไม่เหมือนมือคนที่ไม่เคยทำอะไรมาก่อน”

            อาจจะเป็นหนุ่มน้อยยากจนพบเข้ากับเรื่องลำบาก ต้องการใช้เงินเร่งด่วน จึงได้มาหาเงินที่บ่อนดูสักครั้ง อาจเป็นเพราะคิดถึงประสบการณ์ในสมัยตนเองยังอายุน้อยขึ้นมาทำให้หลินสือปาเกิดความเห็นใจในตัวหนุ่มน้อยผู้นี้

            เขายืนอยู่หลังมู่หลันอย่างเงียบ ๆ ดูอีกฝ่ายเล่นไปสองตา หลินสือปาประหลาดใจยิ่งนัก หนุ่มน้อยคนนี้ไม่ได้เล่นตุกติกแต่อย่างใด ไพ่ในมือมีดีบ้างแย่บ้าง แต่เหมือนกับเขาจะรู้ว่าไพ่ของเจ้ามือเป็นอะไร ทำหน้านิ่งจริงจัง เสียจนเจ้ามือรู้สึกกระวนกระวาย ทำให้แม้ตัวเองจะถือไพ่ดีอยู่ในมือก็ยังไม่กล้าจะเดิมพันต่อ เมื่อดูไปสองตา ก็พบว่ามู่หลันชนะได้เงินมาสี่พันตำลึง

            หลินสือปาแสดงท่าทางให้ลูกน้องถอยออกไป นั่งลงตรงหน้ามู่หลัน

            เมื่อเห็นว่าจู่ ๆ ทางฝ่ายเจ้ามือเปลี่ยนคน มู่หลันตะลึงไปเล็กน้อย ใบหน้ามิได้แสดงอาการแต่อย่างใด หากในใจเรียกได้ว่าเหมือนยกภูเขาออกจากอก ในที่สุดหลินสือปาก็ปรากฏตัวเสียที

            “คุณชาย ยังจะเล่นไพ่เก้า*ต่อหรือไม่” หลินสือปาส่งกาดินเผาให้กับลูกน้องที่อยู่ข้างกาย ถามอย่างอ่อนโยน

            “ได้สิ” มู่หลันตกปากรับคำไปทันใด จากนั้นลอบบีบมือของแม่นางน้อยไปครั้งหนึ่ง

            เป็นแค่หนุ่มน้อยยากจนที่ไม่เคยพบเห็นโลกกว้าง เพียงแค่สาวใช้ที่คอยรินน้ำชาให้ยังทำให้เขาหลงใหลได้ถึงเพียงนี้ หลินสือปาเข้าใจดี เด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีกำลังอยู่ในวัยที่หลงใหลกับของสวย ๆ งาม ๆ

            ตั้งแต่หลินสือปานั่งลงตรงหน้า ดูเหมือนโชคดีของมู่หลันจะมาถึงทางตันเข้าแล้ว เขาแพ้ติด ๆ กัน เงินที่เอาชนะมาได้แปดหมื่นกว่าตำลึงพริบตาเดียวหายไปถึงสามหมื่นตำลึง เหลืออยู่แค่ห้าหมื่นหกพันตำลึง คนงานในบ่อนที่ลอบมองอยู่หน้าประตู ล้วนแต่ระบายลมหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

            หนุ่มน้อยไม่หลงใหลในความงามของแม่นางน้อยอีกต่อไป แววตาเริ่มเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดกระวนกระวาย หลินสือปาจิบน้ำชาช้า ๆ จากหางตาเห็นสีหน้าที่แสดงความเลื่อมใสของคนงานในบ่อน ทำให้อดยกมุมปากขึ้นมาน้อย ๆ ไม่ได้

            แสงจากโคมไฟส่องมายังผ้ากำมะหยี่สีดำที่ปูบนโต๊ะพนัน มือคู่ที่หยิบไพ่ของหนุ่มน้อยสั่นระริกเล็กน้อย ทำให้นิ้วมือเคาะถูกพื้นโต๊ะเข้าอย่างไม่ตั้งใจ

            เขากำลังตื่นตระหนก หลินสือปาเกิดความรู้สึกไม่อยากเล่นต่อขึ้นมากะทันหัน คนที่สามารถใช้เงินสองตำลึงเป็นทุน อาศัยความสามารถในการพนันบวกกับโชค ได้เงินมาห้าหมื่นกว่าตำลึง เหตุใดจะต้องทำให้เขากลับสู่สภาพเดิมด้วยการเดินออกไปด้วยเงินทุนที่มีติดตัวแค่สองตำลึงด้วยเล่า ถ้าจะสั่งสอน เขาคิดว่าพอแค่นี้ดีกว่า ห้าหมื่นตำลึงที่ให้กับคนที่มีความสามารถในการพนัน ถือว่าเป็นการสร้างกุศลก็แล้วกัน หลินสือปาเริ่มหมดความสนใจในตัวของมู่หลันลงไปทุกขณะ “โชคของคุณชายวันนี้คงจะหมดลงแล้วล่ะ”

            มู่หลันเหมือนกับฟังไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด บ่นพึมพำอย่างไม่พอใจว่า “มันไม่น่าเลยจริง ๆ พอเจอเจ้า ข้าก็แพ้เอาแพ้เอา นี่เสียเงินไปตั้งสามหมื่นตำลึงแล้ว”

            นักพนันล้วนแต่เป็นเช่นนี้ พอแพ้แล้วก็คิดจะเอาคืน พอชนะแล้วก็ยังอยากจะชนะให้มากกว่าเดิม

            “มีเงินทุนมาแค่สองตำลึงสามารถเล่นจนได้เงินห้าหกหมื่นตำลึง เงินจำนวนนี้มีคนไม่น้อยที่ให้หาทั้งชาติก็ยังหาไม่ได้” หลินสือปาถอนหายใจเบาๆ หวังว่าหนุ่มน้อยตรงหน้าจะรู้จักหยุดเมื่อควรจะหยุด

            “เอาเหล้ามา” มู่หลันส่งเสียงร้อง หยิบกาเหล้าที่แม่นางน้อยยกมาให้ ดื่มโดยไม่รอให้รินลงจอก

            คนเราพอเหล้าเข้าปากความกล้าก็เพิ่มขึ้น มู่หลันเองก็ไม่ยกเว้น เขาอาศัยฤทธิ์เหล้า จ้องกองเงินที่กองอยู่หน้าหลินสือปาด้วยสีหน้าที่อยากจะเอาเงินสามหมื่นตำลึงที่แพ้ไปกลับคืนมา “เรามาพนันกันตาสุดท้ายดีกว่า”

---------------------------------

* สิบแปด ตรงกับภาษาจีนว่า สือปา

* ไพ่เก้า เป็นไพ่ที่มีลักษณะเหมือนโดมิโนที่เราเล่นกันอยู่ในปัจจุบัน เล่นโดยหยิบไพ่มาทีละคู่ รวมตัวเลขทั้งหมด ถ้าได้สองหลักให้ตัดออกสิบ ถ้าหากไพ่สองตัวรวมจุดกันได้ 22 จะเหลือแค่ 2 ถ้าใครได้แต้มสูงกว่าจะชนะ ไพ่ที่สูงสุดคือไพ่ที่รวมสองใบแล้วได้ 9 แต้มพอดี จะเรียกว่า ไพ่เก้าสูงสุด (ไพ่แต่ละตัวที่มีจุดแตกต่างกัน จะมีค่าของไพ่แตกต่างกัน มีไพ่สวรรค์ คือไพ่ที่มีสิบสองแต้ม แต่มีแต้มสีแดงแนวตรงสามแต้มสลับกับสีขาวสามแต้ม บนมีแดงสามจุดขาวสามจุด ล่างมีขาวสามจุดแดงสามจุด ไพ่ดิน มีแต้มสีแดงในไพ่สองจุดบนล่าง บนหนึ่งจุด ล่างหนึ่งจุด ไพ่คน มีแต้มสีแดงทั้งหมดรวมกันทั้งหมดแปดจุด บนสี่จุดล่างสี่จุด เป็นต้น)

โถ... เด็กน้อยเอ๋ย

            ตาสุดท้าย? หลินสือปารู้สึกเสียดาย เขาพบเจอคนมาไม่รู้มากมายเท่าไร ที่แพ้จนต้องสิ้นเนื้อประดาตัวก็เพราะตาสุดท้ายที่คาดหวังนี่แหละ ตาสุดท้ายที่กลายมาเป็นความเคียดแค้นอย่างแสนสาหัส ความรู้สึกเห็นใจที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในใจของหลินสือปายามนี้สลายไปอย่างสิ้นเชิง ในเมื่อหนุ่มน้อยไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ สร้างความขุ่นเคืองให้เขาขึ้นมา ทำให้เขาตัดสินใจให้บทเรียนกับอีกฝ่าย

            ลูกเต๋าที่ทำจากหินหยกถูกหลินสือปาโยนใส่ในถ้วยกระเบื้อง ส่งเสียงดังกังวาน มันหมุนอยู่ไม่นาน ค่อย ๆ หยุด นอนนิ่งอยู่ก้นถ้วย หลินสือปาส่งสัญญาณให้คนแจกไพ่แจกใบต่อไป

            “ช้าก่อน” มู่หลันร้องขึ้น สูดหายใจลึก ๆ พร้อมกับพูดว่า “เหมือนข้าจะสับไพ่ได้นี่”

            ถ้าหากเจ้ามือทอยลูกเต๋า อีกฝ่ายหนึ่งสามารถสับไพ่ได้ หลินสือปาพยักหน้า “เอาสิ”

            มู่หลันถูมือไปมา จากนั้นตัดไพ่ออกมาสามครั้ง

            ไพ่ถูกแจกให้กับผู้เล่น ไพ่เก้าทำจากแผ่นไม้ดำที่ไสจนเรียบให้ความรู้สึกดีเมื่อถูกสัมผัส มีความหน่วงมือ แสงสีดำด้านส่องเป็นประกาย หลินสือปาไม่ได้ดูไพ่ เขาวางเงินเดิมพันหนึ่งหมื่นตำลึง

            เงินห้าหมื่นหกพันตำลึงของอีกฝ่ายนั้นสำหรับหลินสือปาแล้วไม่ใช่จำนวนที่มากมายแต่อย่างใด เขามีอำนาจที่จะลงเงินได้มากถึงห้าแสนตำลึง

            “เจ้า...เจ้าไม่ดูไพ่ก็ลงเงินหนึ่งหมื่นตำลึง” ท่าทางแตกตื่นของมู่หลันสร้างความพอใจให้กับหลินสือปา

            “เจ้ากล้าลงตามหรือไม่”

            มู่หลันเปิดไพ่ในมือสองใบขึ้นมาให้เห็นเป็นช่องเล็ก ๆ อย่างระมัดระวัง เขาปรายตาดูแวบหนึ่ง ความตื่นเต้นทำให้ดวงตาของเขาเป็นประกาย

            ดูท่าจะได้ไพ่ดี หลินสือปาหัวเราะเบา ๆ เขาไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ไพ่ดี กลัวแต่ไพ่ของอีกฝ่ายจะไม่ดีแล้วจะหยุดเอาดื้อ ๆ

            ปรากฏว่ามู่หลันลงเงินหมื่นตำลึงตามมาดังคาด “ข้าตาม”

            ไพ่ถูกแจกออกมาอีกครั้ง หลินสือปามองไพ่ หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันอย่างบางเบา จากนั้นค่อยคลายออกมา ครั้งนี้เขาวางเงินเดิมพันมากถึงสองหมื่นตำลึง

            วางเงินไปแล้วหมื่นตำลึง ถ้าหากเขาหยุดตอนนี้ก็จะได้เงินน้อยลงไปหมื่นตำลึง เช่นนี้มู่หลันย่อมจะต้องลงเงินตามไป

            ครั้งนี้หลินสือปาใช้เงินเดิมพันทั้งหมดสามหมื่นตำลึง

            “เงินของข้าไม่พอ....” มู่หลันร้องเสียงหลง เขามีเงินอยู่แค่สองหมื่นหกพันตำลึง คิดจะตามก็ตามไม่ได้ จากนั้นเขารีบถามขึ้นว่า “ข้าจะขอยืมเงินจากบ่อนก่อนได้ไหม”

            ได้ไพ่ดีถึงขนาดที่ไม่อยากจะทิ้งไปงั้นหรือ หลินสือปาคิดในใจ พลางหยิบเงินออกมาจากกองสี่พันตำลึง “คุณชายก็บอกแล้วว่าเป็นตาสุดท้าย งั้นก็เดิมพันเงินเท่าที่เจ้ามีก็พอแล้ว”

            เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนี้ กลายเป็นมู่หลันที่เกิดอาการลังเล ถ้าหากเขาไม่ตาม ก็จะได้เงินกลับไปแค่สองหมื่นหกพันตำลึง ถ้าหากตาม แล้วเกิดแพ้ขึ้นมา เขาก็จะเหลือแค่เงินสองตำลึงในถุงแล้วสิ

            หลินสือปาไม่ได้เร่งรัด เขามองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งของมู่หลันอย่างเพลิดเพลิน เขารู้ดีว่าพวกบ้าพนันก็ยังเป็นพวกบ้าพนันวันยังค่ำ เสียดายที่จะต้องทิ้งโอกาสชนะที่อาจมีเพียงน้อยนิดไป

            “งั้นก็เดิมพันด้วยเงินที่ข้ามีอยู่ตรงหน้าทั้งหมดก็แล้วกัน.... แบบนี้จะดูไพ่ได้หรือไม่” มู่หลันถามอย่างตัดสินใจแล้ว

            “งั้นเอาแบบนี้ก็แล้วกัน สกุลหลินมีเมตตา ไม่ชอบทำเรื่องที่กดดันตัดหนทางผู้อื่น ถ้าจะยืมเงินจากทางบ่อน ข้าก็เกรงว่าคุณชายจะคืนไม่ไหว” หลินสือปาคิดจะเอาชนะเงินเดิมพันทั้งหมดที่มู่หลันได้มาก็พอแล้ว

            “ได้ เปิดไพ่เถอะ” มู่หลันเลื่อนเงินทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้าออกไป

            ในพริบตาเดียว หลินสือปาเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นมาทันใด สีหน้าของอีกฝ่ายตอนนี้ไร้ซึ่งความเขินอายไปโดยสิ้นเชิง ดวงตาทั้งคู่เปล่งประกายเจิดจ้า แต่คิดว่าคงเป็นอาการโห่ร้องก่อนจะตายเท่านั้น ถึงจะได้ไพ่สวรรค์มาอยู่ในมือ ก็รับรองได้ว่าไม่มีทางได้ทุนคืนแน่นอน

            เขาหัวเราะ หยิบไพ่พลิกขึ้นมาวางต่อหน้า “สองสี่จับคู่กับสองสอง คุณชาย ข้าน้อยคืนนี้มีโชคดีอย่างมาก ที่ได้ไพ่เก้าสูงสุด ท่านแพ้แล้ว”

            หลินสือปาลุกขึ้นยืน ยกกาน้ำชาใบโปรดขึ้นพร้อมกับเอ่ยเสียงเรียบเฉย “คุณชายน้อย คนที่มาอยู่ในบ่อนไม่มีทางจะมีโชคดีได้ตลอดไปหรอก บางครั้งแม้จะได้ไพ่สวรรค์ก็ยังไม่แน่ว่าจะชนะ”

            “ใครบอกว่าข้าแพ้ล่ะ” มู่หลันถามกลับด้วยความประหลาดใจ

            หลินสือปาตะลึงงัน

            “ท่านดูไพ่ของข้าสิ” มู่หลันหัวเราะพลิกไพ่ขึ้นมาดู ตอนนี้เขาหัวเราะอย่างสดใส พอเขาหัวเราะขึ้นมา ทั่วทั้งห้องก็มีแต่ความสว่างไสว

            หลินสือปารู้สึกคล้ายหัวใจถูกกระแทกจัง ๆ เลือดในกายสูบฉีดขึ้นศีรษะอย่างแรง ลำคอแห้งผากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ไพ่บอดสิบ” เขาทำงานอยู่ในบ่อนมานานสิบห้าปี ยังไม่เคยแพ้ใครมาก่อน จึงได้รับอนุญาตให้ใช้แซ่ที่คุณชายน้อยมอบให้ เขายังไม่เคยเจอไพ่บอดสิบเอาชนะไพ่เก้าสูงสุด จนตัวเองแพ้เช่นนี้มาก่อน

            “ไพ่เก้าสูงสุดเมื่อเจอไพ่บอดสิบจะกินแต่ตัวบอดได้แค่นั้น ใช่หรือไม่” มู่หลันทำราวกับเพิ่งจะหัดเล่นไพ่เก้า ถามหลินสือปาอย่างไม่แน่ใจ หากในใจแอบหัวเราะราวกับหมาจิ้งจอก

ใช่ เขาตั้งใจจะยั่วโมโหหลินสือปา

            “เจ้าแน่ใจว่าไพ่ในมือของข้าเป็นไพ่สูงสุดงั้นหรือ” หลินสือปาถามกลับทันที

            มู่หลันกะพริบตาปริบ ๆ “ข้าเดาเอา คืนนี้โชคข้าดีถึงขนาดหยิบได้ไพ่บอดสิบ ข้ารู้สึกว่ามันจะต้องไม่ใช่ไพ่ที่แย่ที่สุดแน่ ๆ แล้วก็จริง ๆ มันไม่เพียงเอาเงินสามหมื่นคืนมาได้ ยังจะได้เงินอีกสองหมื่นหกพันตำลึงด้วย”

            หลินสือปารู้สึกเหมือนจะกระอักเลือดอยู่รอมร่อ ถ้าหากอีกฝ่ายเดาจริง ๆ เขาคงจะไปกระโดดน้ำตายดีกว่า เสียงที่พูดจึงเข้มขึ้นอีกหลายส่วน “ถ้าหากข้าน้อยวางเดิมพันอีก คุณชายยังจะลงตามอีกหรือไม่”

            มู่หลันใช้คำพูดที่หลินสือปาพูดมาเมื่อครู่นี้โยนกลับไปให้เขา หากเต็มไปด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “บ้านสกุลหลินมีจิตเมตตา ไม่กดดันตัดทางเดินของผู้อื่น ให้ใช้เงินเดิมพันให้พอดีกับจำนวนเงินที่มีอยู่เท่านั้น ไม่ต้องการให้ใครตกอับถึงกับต้องขายตัวเป็นข้าทาส แพ้ชนะก็แค่เดิมพันตาเดียวเท่านั้น”

            ไพ่บอดสิบเอาชนะไพ่เก้าสูงสุดได้ มันจะมีเหตุพอเหมาะพอเจาะเช่นนี้ได้อย่างไร หลินสือปาพลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าตอนที่หนุ่มน้อยผู้นี้ตัดไพ่จะต้องเล่นตุกติกในตอนนั้น แม้สองตาของเขาจะจ้องอยู่ตลอด คนแจกไพ่ก็จับตาดู แต่ก็ไม่มีใครพบพิรุธแต่อย่างใด การเล่นกลของเด็กหนุ่มคนนี้ เขายังมองไม่ออก

            ถูกขุดหลุมใหญ่อยู่ตรงหน้าให้ตัวเองกระโดดลงไปเอง เงินที่แพ้พนันสามหมื่นตำลึงก่อนหน้านี้ก็เพียงเพื่อให้เขาคลายความระแวงที่มีต่อเด็กหนุ่มลงไปโดยที่ตัวเขาเองไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ

            แม้ตอนนี้เขาจะแพ้เงินเดิมพันให้กับมู่หลันไปสองหมื่นหกพันตำลึง แต่หลินสือปากลับรู้สึกเหมือนถูกคนตบหน้าฉาดใหญ่ หน้าตาร้อนผ่าวไปหมด มือที่อยู่ใต้แขนเสื้อยามนี้กำเข้าหากันแน่น เขาส่งสายตาให้กับคนงานในบ่อน พยายามสะกดแรงโทสะของตนเองลงอย่างเต็มความสามารถ “คุณชายจะแลกเป็นตั๋วแลกเงินของร้านแลกเงินเหอซุ่นเลยหรือไม่”

            “ร้านแลกเงินที่สามารถใช้ตั๋วเงินรับเงินได้ทุกแห่งทั่วประเทศ ย่อมจะดีอย่างยิ่ง” มู่หลันพยักหน้าให้พร้อมกับยิ้มให้อย่างพอใจ

            รอจนกระทั่งตั๋วเงินถูกส่งมา หลินสือปาได้ยินเสียงฆ้องส่งสัญญาณปิดประตูตรอกครั้งสุดท้าย จึงยิ้มให้กับคนงานที่คำนวนเวลาได้พอดี เขาบอกกับมู่หลันอย่างมีมารยาทอย่างยิ่งว่า “ตอนนี้ประตูใหญ่หน้าตรอกปิดลงแล้ว”

            หลินสือปาคิดอย่างแค้นใจว่า ไม่มีทางจะนำเงินของเขาออกไปได้ง่าย ๆ

            “โอ๊ะ... ถ้ารู้อย่างนี้ข้าไม่เล่นตาสุดท้ายก็ดีหรอก ได้เงินน้อยหน่อยยังจะดีกว่า”

            สองหมื่นหกพันตำลึงยังเรียกว่าได้เงินน้อยหน่อย เล่นโกงแล้วยังจะมีหน้าพูดจาเอาแต่ได้อย่างนี้ คิดว่าสกุลหลินรังแกกันได้ง่าย ๆ งั้นหรือ หลินสือปาโมโหเสียจนได้แต่กัดฟันแน่น

            มู่หลันดึงตั๋วเงินสองใบยัดใส่มือแม่นางน้อย พร้อมกับลูบไล้มือของนางอย่างอาลัยอาวรณ์ “ประตูตรอกปิดแล้ว ข้าจะหาโรงเตี๊ยมในนี้พักสักคืน”

            “คุณชาย ท่านไปพักที่ตึกหนิงฮัวที่อยู่ตรงข้ามร้านเราได้ แม่นางที่นั่น...”

            ยังไม่ทันพูดจบ มู่หลันรีบทำท่าเป็นเหมือนปู่โสมเฝ้าทรัพย์ รีบจับถุงเงินของตัวเองเอาไว้แน่น พร้อมกับส่ายหน้าไม่หยุดเหมือนกับกลองป๋องแป๋ง “เงินที่ข้าได้มายังไม่จับให้หนำใจ ได้ยินว่าค้างคืนที่ตึกหนิงฮัวคืนหนึ่งต้องจ่ายเงินถึงพันตำลึงเชียวนะ”

            หลินสือปาหัวเราะเหอะ ๆ อย่างชอบใจ ขุดหลุมล่อมู่หลันอย่างแนบเนียน “ลูกค้าที่ผู้ดูแลบ่อนส่งตัวไปที่ตึกหนิงฮัว ไม่ต้องจ่ายเงินค่ากินค่าอยู่หรอก” ข้าไม่เชื่อว่าหนุ่มน้อยจอมเจ้าชู้อย่างเจ้าจะไม่หวั่นไหว

            “จริงหรอ?” มู่หลันไม่เพียงแต่จะหวั่นไหว แต่ใจยังเต้นเร็วกว่าเดิม เขาเค้นสมองใช้ความคิดมาตลอดทั้งวัน สุดท้ายสามารถทำให้หลินสือปาเป็นฝ่ายส่งตัวเขาไปที่ตึกหนิงฮัวได้แล้ว คนที่เขาจะตามหาต่อไปก็คือหญิงเสื้อฟ้า นางผู้นี้จะเป็นสตรีเช่นไรหนอ

            ค่ากินค่าอยู่ไม่ต้องจ่าย แต่ฟังดนตรีอย่างไรก็ต้องจ่ายเงิน หลินสือปาหยิบป้ายประจำตัวออกมา สั่งให้คนพามู่หลันไปยังตึกหนิงฮัว

            เขามองมู่หลันเดินจากไปอย่างกระตือรือร้น แล้วจึงได้ออกคำสั่งกับคนของตนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “ให้หาสาวงามที่ค่าตัวแพง ๆ มาให้เขาสองคน ให้เขาใช้เงินที่ได้ไปให้หมดก่อนถึงจะออกไปได้ อย่าให้เหลือติดตัวกลับไปแม้แต่อีแปะเดียว”

ใครคือแม่นางหลันอี?

            โธ่แม่จ๋า! มู่หลันได้แต่โอดครวญอยู่ในใจ

            “คุณชาย ข้าน้อยจะป้อนท่านกินลูกบัวที่เพิ่งปอกเปลือกเสร็จใหม่ ๆ” เสียงออดอ้อน ฉอเลาะทำให้มู่หลันรู้สึกขนหัวลุกไปหมด

            เขาคิดว่าตนเองเป็นผู้ทะนุถนอมสาวงามมาแต่ไหนแต่ไร แต่ในยามนี้ เขาจำเป็นต้องทำร้ายจิตใจของแม่นางทั้งหลายอย่างจนใจ “ถ้าไม่ต้องจ่ายเงินข้าก็จะกิน”

            สาวงามข้างกายใช้มือน้อย ๆ บรรจงปอกเปลือกเม็ดบัวอย่างยากลำบาก ให้การปรนนิบัติอย่างกระตือรือร้น แต่กลับถูกมู่หลันโพล่งถึงเงินขึ้นมาในตอนนี้ ถือว่าเป็นการทำลายบรรยากาศอย่างเลวร้าย คาดไม่ถึงว่าจะมาพบเจอคนตระหนี่ถี่เหนียวเช่นนี้ แม้แต่กินเม็ดบัวก็ยังต้องถามราคา!

            หญิงสาวในตึกหนิงฮัวเจอผู้คนมามากหน้าหลายตา มีคนประเภทไหนที่ไม่เคยพบเจอบ้าง พวกนางชม้อยชม้ายชายตา มือหยิบเม็ดบัวเม็ดอวบในจานแก้วสีใสป้อนมาถึงริมฝีปากของมู่หลัน “หน้าตาของคุณชายน้อย ถ้าจะให้พี่สาวจ่ายเงินให้ท่านก็ยังได้”

            มู่หลันเกือบสำลักน้ำลายตัวเอง

            เขายกมือลูบใบหน้าของตัวเอง ถามอย่างประหลาดใจยิ่งนัก “หน้าตาของข้า... หล่อเหลาขนาดนี้เชียว”

            มีมือคู่หนึ่งยื่นมาหาเขา “ใบหน้าของคุณชายน้อยงดงามราวกับภาพวาด”

            เขาคว้ามือที่อยู่ไม่สุขคู่นั้นเอาไว้พร้อมกับหัวเราะกลบเกลื่อน “พี่สาว เจ้าใช้อะไรมาทามือถึงได้ทั้งนุ่มทั้งลื่นเพียงนี้”

            “พี่สาวคนนี้ก็ชอบน้องชายหน้าตาหล่อเหลาเช่นกัน” ร่างกายอ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูกเอนเข้ามาหา

            มู่หลันรีบปล่อยมือคู่นั้น รับตัวหญิงงามที่โถมเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว เพื่อใช้ตัวของนางมาขวางสาวงามคนอื่นที่ทำท่าจะโถมเข้ามากอดเขาอีกคน “พี่สาวชอบข้าจริง ๆ หรือ”

            “ข้าน้อยพูดจากใจจริง” แม่นางที่อยู่ในอ้อมแขนหัวเราะอย่างเอียงอาย ยื่นมือคิดจะดึงชายเสื้อของมู่หลัน มือที่อยู่ไม่สุขเพิ่งจะแตะถูกหน้าอกแข็งแรง ร่างของนางก็ถูกเขาจับตัวโยนขึ้นไปไว้บนตั่งนอนเสียก่อน

            แม่นางที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้มีหกคน เท่ากับมีมือสิบสองมือ มู่หลันอยากจะกลายร่างเป็นกวนอิมพันมือเสียเดี๋ยวนี้ จะให้เขาเอาแต่หลบหลีกอยู่อย่างนี้ก็ไม่ใช่ทางออกที่ดี

            “ราตรีนี้ยังยาวนานนัก พวกเรา... มาเล่นอะไรสนุก ๆ กันดีกว่า” มู่หลันดึงผ้าซับเหงื่อที่เหน็บเอวของหญิงงามคนหนึ่งออกมา เขามีความคิดดี ๆ ขึ้นมาอย่างหนึ่ง

            “คุณชายน้อยอยากจะเล่นอะไร พวกเราก็ยอมทั้งสิ้น” แม่นางทั้งหลายหัวเราะกันคิกคัก

            มู่หลันบอกว่าถ้าใครจับตัวเขาได้ จะได้ตั๋วเงินเป็นรางวัลใบหนึ่ง แม่นางทั้งหลายถูกผูกตาเอาไว้ เดินหัวเราะ คลำหาตัวมู่หลันสะเปะสะปะอย่างสนุกสนานไปทั่วห้อง

            มู่หลันวิ่งหลบหลีกการไล่จับของสาวงามราวกับผีเสื้อที่บินโฉบไปมา เขารู้ว่าคงจะเล่นไล่จับเช่นนี้ตลอดทั้งคืนไม่ได้ แม้ตัวเองจะไม่เหนื่อย แต่หญิงสาวเหล่านี้ย่อมทนไม่ไหว เพื่อเป็นการให้กำลังใจพวกนาง เขาหยิบตั๋วแลกเงินที่รวมเป็นปึกออกมา โยนขึ้นไปทีละใบ แต่ว่า ถึงจะมีแสนตำลึงก็คงไม่พอให้เขาโยนเล่นได้ทั้งคืน

            เขาได้แต่ก่นด่าอยู่ในใจอย่างโมโห แม่นางหลันอีอยู่ไหนกันนะ ทำไมในตึกหนิงฮัวไม่มีแม่นางที่แซ่หลันเลยสักคน

            “คุณชาย ท่านอยู่ที่ไหน”

            “คุณชาย”

            มู่หลันหนีออกมาอยู่นอกเรือนริมน้ำ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโมโห ขยับผ้าคาดเอวที่เริ่มคลายตัวให้แน่นขึ้นอีกครั้ง เขารู้ดีกว่าการเข้ามาที่ตึกหนิงฮัวเป็นกับดัก เดิมทีคิดจะทำตัวเป็นไก่โต้งตึ๋งหนืด ไม่ให้เงินกระเด็นออกไปสักอีแปะ คิดไม่ถึงว่าพอเจอกับสถานการณ์คับขัน ทำให้จำเป็นต้องโยนตั๋วแลกเงินออกไปเป็นใบเบิกทางไม่น้อย

            เรือนริมน้ำที่เขามาพักนั้นเป็นเรือนส่วนตัวที่มีความงดงามที่สุดหลังหนึ่งของตึกหนิงฮัว ชานด้านนอกยื่นตรงไปถึงสระน้ำ เพียงแค่ยื่นมือออกไป สามารถสัมผัสได้กับดอกบัวที่ขาวสะอาดประดุจหยกเนื้อดี

            แม่นางทั้งหกคนในห้องไม่ได้ยินเสียงของมู่หลัน ให้รู้สึกร้อนรนขึ้นมา ส่วนมู่หลันกำลังคิดหาวิธีรับมือกับพวกนางต่อไปอย่างกลัดกลุ้ม

            การที่ตึกหนิงฮัวได้ชื่อว่าเป็นสถานเริงรมย์อันดับหนึ่งในหยางโจว แสดงว่าจะต้องมีกลยุทธ์ในการสร้างความสำราญให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการได้อย่างน่าประทับใจ ยามที่โคมไฟเพิ่งถูกจุดสว่าง เรือลำน้อยก็จะล่องลอยอยู่ในสระบัวเป็นจำนวนมาก เรือน้อยหยุดอยู่กลางสระ ใช้แผ่นไม้ที่มีขนาดใหญ่วางต่อกันอยู่บนใบบัว สร้างเวทีเล็ก ๆ ที่อยู่กลางสระบัวได้อย่างน่าพิศวง

            โคมไฟรอบด้านถูกยกขึ้นสูง ให้ความสว่างไสวไปทั่วทุกสารทิศ เสียงบรรเลงเครื่องสายดังขึ้น มีสาวงามร่ายรำอยู่บนเวทีกลางน้ำ เมื่อมองจากที่ไกล ๆ ก็จะเห็นชายเสื้อสะบัดเบา ๆ ราวกับละอองหิมะที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ การร่ายรำอันอ่อนช้อยเช่นนี้ มองแล้วให้ความรู้สึกประหนึ่งสาวงามกำลังเริงร่าอยู่บนดอกบัว เป็นความงดงามไร้ที่ติ

            ในยามนี้ แสงไฟจากโคมบนเวทีกลางสระบัวถูกดับลงจนหมด มีแสงจากตะเกียงให้ความสว่างแทนที่ กลางสระน้ำยามนี้มีนางรำเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่ง นางสวมเสื้อผ้าสีฟ้าเนื้อบางเบา แขนเสื้อยาวสะบัดไปตามท่ารำ ชายกระโปรงม้วนเป็นชั้น ๆ อยู่ใต้แสงจันทร์ ท่วงท่างดงามประดุจเทพธิดา ที่ดูแล้วคล้ายกับกำลังอยู่ในความฝัน

            “คุณชายท่านนี่แย่จริง ๆ ทิ้งพวกเราเอาไว้ในห้อง แล้วแอบหนีมาอยู่ที่นี่”

            การเล่นไล่จับ ถ้าขาดคนที่เป็นเป้าหมายไป ย่อมจะเล่นต่อไม่ได้ แม่นางทั้งหลายดึงผ้าเช็ดหน้าที่ปิดตาออก แล้วตามหาตัวมู่หลันจนเจอ

            มู่หลันสะดุดใจ ชี้ไปที่เวทีกลางสระน้ำพร้อมกับถามขึ้นว่า “นางรำที่สวมเสื้อสีฟ้าผู้นั้นเป็นใคร”

            แม่นางคนหนึ่งประชดขึ้นว่า “คุณชายไม่ถูกใจพวกเราทั้งหลาย ที่แท้ก็เพราะต้องตาพี่หมิงเอียนเข้าเสียแล้ว วันนี้มีแขกสำคัญมาเยือนที่นี่ ถึงกับเลือกพี่หมิงเอียนมาร่ายรำด้วยตนเอง เกรงว่านางคงจะไม่มีเวลาว่างมาอยู่เป็นเพื่อนคุณชาย”

            มีตั๋วแลกเงินเป็นใบเบิกทางยังจะกลัวนางไม่มาอีกรึ?

“ช่วยบอกชุยมามา ว่าคืนนี้ข้าต้องการให้นางมาปรนนิบัติ” มู่หลันยัดตั๋วแลกเงินให้กับพวกนางไปอีกหลายใบเป็นการตัดบทสนทนา เพื่อแลกกับความเงียบสงบเพียงครู่หนึ่ง

            มู่หลันมองไปยังงานเลี้ยงที่จัดอยู่ริมสระบัวห่างจากที่เขายืนไม่ไกลนัก คิดว่าถ้าหากนางรำที่ชื่อหมิงเอียน ไม่ใช่แม่นางหลันอี* เขาคงจะต้องคิดหาวิธีจัดการธุระด้วยตัวเองเสียแล้ว

            ระเบียงไม้ที่ทอดตัวอยู่ริมสระน้ำของเรือนอีสุ่ย มีโต๊ะตัวใหญ่ที่จัดวางสุราอาหารไว้เต็มโต๊ะหนึ่ง เซวียกงกง ขันทีที่ทำงานในกรมวังที่ได้รับมอบหมายให้เดินทางมาตรวจราชการที่เมืองหยางโจว กำลังนั่งดื่มด่ำอยู่กับเสียงดนตรีและการร่ายรำอยู่ที่ตำแหน่งประธาน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์เคลิบเคลิ้ม เปี่ยมสุข

            การตรวจราชการครั้งนี้เป็นการทำงานที่ยอดเยี่ยม เป็นการทำงานที่ ‘เต็มปากเต็มคำ’

            เซวียกงกงพำนักอยู่เมืองหยางโจวเพียงคืนเดียว พรุ่งนี้เมื่อชมการแข่งพายเรือมังกรประจำเทศกาลบ๊ะจ่างเสร็จแล้วก็จะเดินทางต่อไปเมืองซูโจวทันที

            ตึกหนิงฮัวนอกจากจะมีชื่อเสียงไปทั่วดินแดนทางใต้ ยังมีชื่อเสียงขจรขจายไปจนถึงเมืองหลวง ทำให้เขาตัดสินใจมาหาความสำราญในสถานที่เริงรมย์แห่งนี้ให้เต็มอิ่มสักคืน

            ความร่ำรวยของสกุลหลิน ครึ่งหนึ่งมาจากการพึ่งพาอาศัยบารมีของขันทีในกรมวัง ด้วยการนำส่งผ้าไหม แพรพรรณ ใบชา และเครื่องกระเบื้องชั้นดีให้กับผู้ดูแลกิจการฝ่ายในหรือว่ากรมวัง ซึ่งจะจัดส่งต่อเข้าไปในวังหลวงอีกที เมื่อเซวียกงกงเอ่ยปากมาเช่นนี้สกุลหลินมีหรือจะกล้าขัดใจ ย่อมจะตอบสนองความต้องการของเขาอย่างเต็มที่ จัดการตบแต่งเรือนอีสุ่ย เรือนพักรับรองที่ดีที่สุดของตึกหนิงฮัวให้สวยงามและพร้อมพรัก

หลินอีชวน--คุณชายใหญ่สกุลหลิน หลังจากจัดงานเลี้ยงรับรองที่เรือนอีสุ่ยเรียบร้อยแล้ว จึงได้ปลีกตัวออกไปอย่างคนรู้กาลเทศะ

            “ใต้เท้าเผียว ตลอดทางลำบากท่านแล้ว ข้าขอดื่มคารวะให้ท่านหนึ่งจอก” เซวียกงกงมิกล้าแสดงอาการละเลยหัวหน้าองครักษ์แห่งตงฉ่าง น้ำเสียงที่ใช้จึงเต็มไปด้วยการประจบประแจง ที่ตัวเขาเองได้รับหน้าที่นี้มาได้ เป็นเพราะปกติเขาจะแสดงความเคารพยกย่องให้เกียรติกับมหาขันทีถานเฉิง ผู้ดำรงตำแหน่งซือหลี่เจียน และผู้ดูแลต่งฉางอย่างที่สุด เผียวอิ๋นอิง เป็นหนึ่งในสิบสองหัวหน้าองครักษ์หน่วยอินทรีเหินที่ร้ายกาจของถานกงกง

            ระหว่างการเดินทาง เซวียกงกงหวาดวิตกอยู่ตลอดว่าตนเองเป็นแค่ขันทีที่ทำหน้าที่จัดซื้อสิ่งของในกรมวังเท่านั้น จุดหมายปลายทางที่มามีแต่ขุนนางและคหบดีท้องถิ่นให้การต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี จะมีอันตรายได้อย่างไร แล้วเหตุใด ถานกงกงจึงต้องส่งเผียวอิ๋นอิง ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าองครักษ์พิเศษเดินทางมาพร้อมกับตนด้วย

            เผียวอิ๋นอิงยกถ้วยน้ำชาขึ้น พร้อมกล่าวว่า “ข้าน้อยยังอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ มิกล้าดื่มสุรา”

            หน้าที่ของเขาก็คือให้การคุ้มครอง เมื่อเซวียกงกงคิดได้เช่นนี้ จึงเกิดอาการร้อนก้นนั่งไม่ติดขึ้นมาทันที “ที่ถานกงกงมีคำสั่งให้ใต้เท้าอารักขาตัวข้ามาที่นี่ เพราะเกรงว่าจะมีใครทำอันตรายต่อข้างั้นหรือ”

            เจ้ามันก็แค่เหยื่อที่จะล่อให้มือสังหารเจินหลงปรากฏตัวออกมาเท่านั้น น่าขำที่ขันทีอย่างเจ้ากลับมีความสนใจต่ออิสตรี เผียวอิ๋นอิงก้มหน้า เก็บแววตาดูแคลนเอาไว้ เอ่ยเสียงราบเรียบตอบไปว่า “กงกงคิดมากเกินไปแล้ว ข้ายังอยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่จึงมิอาจร่วมดื่ม ส่วนเรื่องภายในของตงฉ่างนั้น ข้าน้อยคงมิอาจเปิดเผยได้”

            ที่แท้เพราะเขามีหน้าที่ค้ำคออยู่ ทำให้เซวียกงกงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            เผียวอิ๋นอิงพูดแล้วก็ลุกออกจากที่นั่ง “เชิญกงกงตามสบาย ข้าน้อยขอตัวก่อน”

            มีสาวงามอยู่เบื้องหน้า ใครเล่าจะต้องการให้ข้างกายมีคนนั่งหน้าดำคร่ำเครียด แม้แต่สุราก็ไม่ยอมแตะสักหยด เผียวอิ๋นอิงเพิ่งจะจากไป หญิงงามในตึกหนิงฮัวสี่คนก็เดินเข้ามาล้อมตัวเซวียกงกงด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย ทำให้เขาลืมเผียวอิ๋นอิงไปโดยสิ้งเชิง

            เผียวอิ๋นอิงยืนหลบอยู่ใต้เงามืดของต้นไม้ จากมุมนี้เขาสามารถมองเห็นสระบัวที่กว้างใหญ่ได้ครึ่งสระ เรื่อยไปจนถึงระเบียงไม้ที่จัดโต๊ะกินเลี้ยง แสงจากตะเกียงสะท้อนภาพสาวงามที่ร่ายรำอยู่กลางสระบัวอย่างงดงามราวกับแดนสวรรค์ เผียวอิ๋นอิงยืนคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่เจินหลงจะปลอมตัวมาปะปนเป็นหนึ่งในนางรำเหล่านี้หรือไม่?

            องครักษ์ที่อยู่ข้างกายเขาคนหนึ่งถามอย่างข้องใจว่า “ใต้เท้าปลีกตัวออกมาเช่นนี้ ถ้าเกิดว่ามือสังหารบุกเข้ามา...”

            “ถ้าหากข้าไม่ปลีกตัวออกมา แล้วเจินหลงจะมีโอกาสลงมือได้อย่างไร” เผียวอิ๋นอิงตอบกลับไปอย่างเฉยเมย

            เขาทบทวนถึงแผนการที่ตระเตรียมสำหรับค่ำคืนนี้อีกครั้งหนึ่ง

            ตึกหนิงฮัวภายนอกแลดูไม่ใส่ใจ แต่ภายในเข้มงวดกวดขันนัก แผนการของเขา ไม่ถึงกับต้องให้ตึกหนิงฮัวปิดประตูไม่ยอมรับแขกจากภายนอก สกุลหลินเป็นกังวลถึงความปลอดภัยของเซวียกงกง จึงเพิ่มคนมาอารักขา  เซวียกงกงอีกสามสิบคน อีกทั้งยังเพิ่มการเดินตรวจตราในตรอกบัวขาวมากขึ้นกว่าปกติ ถึงขนาดคุณชายใหญ่แห่งสกุลหลินมาค้างคืนอยู่ในตึกหนิงฮัวด้วยตัวเองเลยทีเดียว

คนในตึกมีจำนวนมาก เท่ากับตัดทางหนีของอีกฝ่าย เป็นเหมือนการล่าสัตว์ที่จงใจเปิดทางเข้าให้กว้างเข้าไว้ แบบนี้เจินหลงจะหาช่องว่างที่เปิดอยู่เพื่อหลบหนีไป

            เซวียกงกงตายไม่ใช่เรื่องน่าเสียดาย ขอเพียงล่อเจินหลงออกมาได้เป็นพอ

            พื้นที่แถบนี้มีแม่น้ำลำคลองที่เชื่อมต่อกันหมด สระบัวที่เต็มไปด้วยดอกบัวขาวบานสะพรั่งจะต้องเป็นช่องทางที่ดีที่สุดสำหรับการหลบหนีของเจินหลง เขาได้สั่งคนคอยดักซุ่มอยู่โดยรอบ ทางน้ำที่เชื่อมต่อกับสระบัวก็มีคนซุ่มไว้หมดแล้ว ขอเพียงแค่เป้าหมายหนีไปยังสระบัว จะมีสภาพเป็นเหมือนปลาที่ติดอยู่ในร่างแห ไม่อาจหลบหนีไปไหนได้

            กำหนดการเดินทางของเซวียกงกงนั้นมีอยู่เพียงสองวัน คืนนี้พำนักอยู่ที่ตึกหนิงฮัว พรุ่งนี้ไปดูการแข่งเรือมังกรที่ท่าเรือหยางโจว เจินหลงจะเลือกลงมือคืนนี้ หรือว่าจะเป็นพรุ่งนี้กันแน่

            บรรยากาศรอบตึกหนิงฮัวมีแต่ความสงบเงียบ ดวงจันทร์คล้อยเคลื่อนเลื่อนสูงอยู่กลางนภา เซวียกงกงที่เมาพับอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของสาวงาม ตอนนี้ถูกประคองเข้าไปพักผ่อนด้านใน

            ดนตรีและการร่ายรำกลางสระน้ำยุติลงแล้ว ลานไม้ที่ถูกจัดวางบัดนี้ถูกเก็บออกไป เรือสำราญสองลำบรรทุกนักดนตรีและนางรำกลับเข้าฝั่งอย่างไม่รีบร้อน เผียวอิ๋นอิงนำผู้ติดตามไปตรวจดูความเรียบร้อยด้วยตนเอง สิ่งที่สร้างความผิดหวังให้เขาก็คือ ไม่พบผู้ที่ต้องสงสัยปะปนมาอยู่ท่ามกลางคนของตึกหนิงฮัวแต่อย่างใด

            เบื้องหลังมีเสียงฝีเท้าก้าวอย่างกระชั้น ผสานเข้ากับเสียงหัวเราะหวานเลี่ยนของชุยมามา “ทำให้คุณชายต้องรอนาน! ”

            มาแล้วหรือ มู่หลันหันตัวกลับมา เบื้องหน้ามีหญิงสาวรูปร่างเล็กกะทัดรัดยืนอยู่ นางยังคงสวมชุดนางรำสีฟ้า ชายกระโปรงยาวระพื้นอยู่ด้านหลัง เพราะมีผ้าโปร่งปิดอยู่จึงทำให้มองเห็นใบหน้าของนางไม่ชัดเจน เรือนผมเกล้าเป็นมวยสูงประมาณหนึ่งฉื่อ เผยให้เห็นลำคอบางระหง

            นางคำนับด้วยการย่อเข่าเพียงเล็กน้อย ก่อนจะยืดตัวตรงอย่างรวดเร็ว

            นางรำผู้นี้น่าสนใจ!

มู่หลันรู้สึกว่านางเหมือนห่านฟ้าที่หยิ่งทะนง ไม่เหมือนกับสตรีในหอนางโลมแต่อย่างใด

            “ปรนนิบัติคุณชายให้ดี ๆ” ชุยมามาเกรงว่ามู่หลันจะไม่พอใจ จึงยกมือผลักตัวหมิงเอียนเข้าไป           

            เพราะความคาดไม่ถึง ทำให้นางรำสะดุดไปด้านหน้า มู่หลันยื่นมือจับแขนบอบบางเอาไว้ได้พอดี

            เมื่อตาต่อตาประสานกัน เขาเห็นประกายตาที่ไม่ยินยอมพร้อมใจสว่างวาบอยู่ในดวงตา มู่หลันเกิดใจอ่อนขึ้นมาทันที ถึงเขาจะไม่เรียกตัวนางมา ให้อย่างไรเสียจะต้องมีหญิงคนอื่นถูกส่งตัวมาทำหน้าที่สูบเงินออกจากถุงเงินของเขาให้หมดเกลี้ยงอยู่ดี เพราะชุยมามาไม่มีทางให้เขาได้กินอยู่อย่างสุขสำราญที่ตึกหนิงฮัวโดยไม่ควักเงินแม้แต่อีแปะเดียวเป็นแน่ เขาส่งสายตาให้ชุยมามา

            เมื่อเห็นมู่หลันรับตัวคนไว้แล้ว ชุยมามาก็ขอตัวจากไปด้วยความดีใจ

            เรือนริมน้ำเหลือเพียงพวกเขาสองคนที่ยืนมองตากันอยู่ รอบกายหมิงเอียนมีแต่ความเย็นชา ท่าทางเมินเฉยประดุจต้องการผลักไสผู้อื่นมิให้เข้าใกล้ มู่หลันเป็นฝ่ายหัวเราะขึ้นมาก่อน “ทำไมเล่า เจ้าไม่เต็มใจที่จะมาปรนนิบัติข้างั้นหรือ”

            หมิงเอียนปลดผ้าปิดหน้าออก นางถามเสียงประชดขึ้นว่า “แล้วท่านจะยินดีหรือไม่”

            รอยแผลเป็นยาว ๆ พาดผ่านใบหน้าซีกขวาที่เนียนนุ่ม รอยแผลมีความลึก จนเนื้อที่แม้จะสมานกันแล้วยังนูนออกมา เป็นเหมือนกับตัวหนอนสีชมพูที่เกาะแน่นอยู่บนใบหน้าของนาง

            คนทั่วไปเมื่อมาเที่ยวหอนางโลมย่อมไม่มีทางหาสตรีที่หน้าตาเสียโฉมมาปรนนิบัติเป็นแน่ เรื่องนี้ทำให้   มู่หลันสะอึกจนไม่รู้ว่าควรจะพูดตอบกลับไปอย่างไรดี เป็นแม่นางที่น่าสงสารยิ่งนัก ดวงตาของเขาไหววูบ ยิ้มจนตาเป็นเส้นเดียว ยกมือประคองดวงหน้าของอีกฝ่ายเอาไว้ “ข้ารู้แต่ว่าแม่นางเสื้อฟ้าเริงระบำได้งดงามประดุจเทพธิดา”

            จะใช่นางหรือไม่นะ?

-------------------------------------------

* หลันอี แปลว่า เสื้อสีฟ้า

สละหมากตัวแรก

ที่ตึกหนิงฮัวไม่มีแม่นางแซ่หลันสักคน อีกทั้งคืนนี้นางสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้า ออกมาร่ายรำพอดี

            หมิงเอียนเบิกตามองมู่หลัน ความเย็นชาในสายตาเริ่มละลายหายไปอย่างช้า ๆ “คุณชายเป็นคนจิตใจดี”

            ปฏิกิริยาตอบสนองของนางเช่นนี้ แสดงว่าเป็นนางใช่หรือไม่? มู่หลันฟังแล้วให้เหมือนมีคำตอบสองอย่าง อยู่ในใจ ทำให้นึกต่อว่าตาเฒ่าในใจอีกครั้งไม่ได้

            หมิงเอียนผูกผ้าปิดหน้าตามเดิม นางเดินนวยนาดมาหยุดอยู่ข้างกระถางกำยาน เลือกกำยานขึ้นมาจุด หันหน้าไปอีกทาง พูดเบา ๆ ขึ้นว่า “ข้าน้อยขอตัวไปชำระร่างกายก่อนแล้วค่อยมารับใช้คุณชาย”

            แค่นี้นะหรือ? พูดให้มันชัด ๆ ไปเลยไม่ได้หรือไร มู่หลันถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างหมดหวัง ตอนนี้เขาไม่คิดว่าจะหาตัวหญิงสาวที่ชื่อหลันอีได้พบ

            จะมีวันที่ตาเฒ่าวางแผนผิดพลาดได้งั้นหรือ มู่หลันขบคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หลินสือปามีนิสัยอย่างที่ตาเฒ่าได้บอกไว้ไม่มีผิดว่าเป็นคนจิตใจคับแคบ ชนะได้แต่แพ้ไม่ได้ เมื่อถูกยั่วยุเข้าหน่อยก็จะติดกับอย่างง่ายดาย แต่ไหนแต่ไรตาเฒ่าจะสืบเรื่องราวอย่างละเอียดและรอบคอบ แต่กลายเป็นว่าในตึกหนิงฮัวกลับไม่มีแม่นางที่ชื่อหลันอีอย่างที่บอกมา ถ้าเช่นนั้น ตัวเขาเองคงจะต้องปรับเปลี่ยนแผนไปตามสถานการณ์เสียแล้ว

            สองมือของมู่หลันสอดอยู่ที่ท้ายทอย เมื่อกำหนดแผนการได้ เขาก็ไม่รู้สึกร้อนใจอีกต่อไป

            ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม หมิงเอียนที่ชำระร่างกายเสร็จแล้วย่างกรายออกมาจากหลังฉากอย่างเนิบช้า ดูเหมือนกับนางจะชอบสีฟ้าเป็นพิเศษ เสื้อผ้าที่เปลี่ยนใหม่ยังคงเป็นเสื้อกระโปรงยาว เอวสูงสีฟ้า คลุมด้วยเสื้อคลุมที่ทำจากผ้าโปร่งสีฟ้าด้านนอกอีกตัวหนึ่ง ส่งให้เนินอกขาวกระจ่างขึ้นมาทันที เรือนร่างที่ได้สัดส่วนเผยให้เห็นเลือนรางอยู่ภายใต้เสื้อผ้าที่สวมใส่ ทำให้ผู้ที่พบเห็นเมินเฉยต่อใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมของนางไปได้

            มู่หลันเอ่ยชมอย่างจริงใจว่า “แม่นางเข้าใจแต่งกาย”

            หมิงเอียนทิ้งตัวนั่งอยู่ข้างโต๊ะน้ำชาอย่างอ่อนช้อย เอ่ยด้วยเสียงอ่อน ๆ ขึ้นว่า “ใบหน้าของข้าน้อยเสียโฉมไปแล้ว ยังดีที่มีฝีมือการร่ายรำติดตัว ทำให้ยังพอจะหากินอยู่ในตึกหนิงฮัวนี่ได้ นอกจากการร่ายรำแล้ว ข้าน้อยยังชำนาญการชงชา คุณชายไม่รังเกียจใบหน้าอัปลักษณ์ของหมิงเอียน ให้ถือว่าน้ำชาถ้วยนี้เป็นการขอบคุณจากข้าน้อยก็แล้วกัน”

            กิริยาท่าทางของนางมีความหยิ่งทะนงที่ดูเป็นธรรมชาติยิ่งนัก เห็นได้ว่าก่อนที่นางจะตกระกำลำบากจนต้องมาอยู่ในหอนางโลม จะต้องเคยเป็นคุณหนูในตระกูลผู้ดีมาก่อน บุคลิกที่ไม่เข้ากับหอนางโลมของหมิงเอียนนั้นทำให้มู่หลันเกิดความเสียดายในตัวของนางเป็นอย่างยิ่ง

            “ได้จิบน้ำชาที่แม่นางชงให้กับมือนับเป็นเกียรติของข้า” มู่หลันนั่งลงด้วยใบหน้าอมยิ้ม

            กลิ่นกำยานโชยออกจากเตาเผาบางเบา กลิ่นคล้ายกับดอกบัว แต่ก็เหมือนจะไม่ใช่ สาวงามตรงหน้ายื่นมือเรียวบางออกมา ท่าทางหยิบจับงดงามแช่มช้อย มู่หลันจ้องมองนางต้มน้ำ ตักใบชาอย่างเพลิดเพลิน ไม่รู้สึกว่าสถานที่ที่อยู่นี้จะเป็นหอนางโลมมีชื่อแต่อย่างใด

            น้ำเดือดรินลงมากระทบใบชาสีขาวจนชุ่ม จับตัวกันกลายเป็นดอกโบตั๋น

            ใบชาที่จับตัวกัน ผลิบานออกทีละชั้นทีละชั้น จนกลายเป็นดอกไม้ที่งดงามสมจริงดอกหนึ่ง

            “ฝีมือการชงชาของแม่นางยอดเยี่ยมนัก จะต้องได้รับการถ่ายทอดมาจากปรมาจารย์ผู้ชำนาญเป็นแน่”   มู่หลันเอ่ยชมจากใจจริง

            หมิงเอียนก้มหน้าหลุบตา ตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบ-าว่า “วัยเยาว์ของข้าน้อยเคยร่ำเรียนวิชากับญาติ  ห่าง ๆ ที่มีศักดิ์เป็นท่านป้า หมิงเอียนร่ำเรียนวิชาจากนางได้แค่สามส่วนเท่านั้น”

            มู่หลันจ้องดอกโบตั๋นที่ผลิบานเสียจนไม่วางตา กำลังคิดจะเอ่ยถามอะไร ปากที่อ้าอยู่กลับมีอาการหาวขึ้นมา เขาระล่ำระลักขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ “ฝีมือของแม่นางยอดเยี่ยม ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท”

            เมื่อเห็นชาดอกไม้คลี่บานเต็มที่ มู่หลันยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่ม “หอมจริง ๆ ขอบคุณแม่นาง”

            หมิงเอียนยิ้มน้อย ๆ “ดูท่าทางคุณชายคงจะเหน็ดเหนื่อยกับการใช้เวลาในบ่อนมาทั้งวัน ตอนนี้ก็ดึกแล้ว ข้าน้อยจะคอยรับใช้คุณชายให้เข้านอน”

            “เอ่อ ไม่เป็นไร ข้าไม่ฝืนใจเจ้าหรอก” มู่หลันเดินไปยังตั่งนอนที่ตั้งอยู่ด้านข้างอย่างไม่ติดใจ เขาอ้าปากหาวอีกครั้ง “เจ้าไปนอนบนเตียงเถอะนะ ขอบใจที่อยู่กับข้าคืนนี้”

            หมิงเอียนคิดไม่ถึงว่าเขาเอ่ยเช่นนี้ จึงยืนนิ่งขึงไปอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อนางตั้งสติได้ก็มีเสียงกรนเบา ๆ ดังขึ้นจากมู่หลันเสียแล้ว

            “คุณชาย ท่านหลับไปแล้วหรือ” หมิงเอียนหอบผ้าห่มมาคลุมลงบนตัวของมู่หลันเบา ๆ นางจ้องหน้าเขา  นิ่ง ๆ ผ่านไปชั่วอึดใจ จึงได้ส่งเสียงพึมพำพร้อมกับถอนหายใจว่า “นอนหลับไปแล้วจริง ๆ”

            นางเป่าเทียนในห้อง หยิบถ้วยชาที่มู่หลันดื่มไม่หมด ราดลงไปในเตาเผากำยาน จากนั้นล้มตัวลงนอนบนเตียงที่อยู่ตรงหน้า

            ผ่านไปสองชั่วยาม หมิงเอียนลืมตาโพลง นางนอนนิ่ง ๆ อยู่บนเตียง ฟังเสียงหายใจของมู่หลันที่ดังสม่ำเสมอเป็นจังหวะ ก่อนจะลุกขึ้น

            นางหยิบห่อผ้าที่นำติดตัว ล้วงเสื้อสีดำที่ใช้สำหรับยามวิกาลออกมาเปลี่ยน มองมู่หลันแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินไปที่ลานริมน้ำ เดินตามลานไปเรื่อย ๆ จนหายลงไปในน้ำ

            มู่หลันที่เมื่อครู่หลับสนิท กลับลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ

 

            ล่วงเข้าสู่ยามวิกาล

เสียงครื้นเครงที่ดังแว่วมาจากเรือนพักต่าง ๆ ในตึกหนิงฮัวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นปกติ

            หรือว่าคืนนี้เจินหลงจะไม่ปรากฏตัว เผียวอิ๋นอิงขมวดหัวคิ้วเข้าหากันแน่น

            ถ้าหากเป็นตัวเขา โอกาสที่เหมาะสมกับการลงมือที่สุดควรจะเป็นวันพรุ่งนี้ วันเทศกาลบ๊ะจ่าง มีการแข่งขันพายเรือมังกร ยังมีการแสดงไม่ว่าจะเป็นการเล่นงิ้ว การเชิดสิงโตไต่เชือกที่ริมแม่น้ำสร้างความคึกคักอย่างยิ่ง ฝูงชนมารวมตัวกันมากมาย สามารถปะปนเข้ามาดำเนินการได้โดยไม่มีใครรู้ตัว ไม่เหมือนกับการลงมือในตึก หนิงฮัวที่มีการเตรียมการป้องกันอย่างเข้มงวด การตื่นตัวระวังภัยโดยไม่ได้พักผ่อนตลอดทั้งคืนจะทำให้คนของเขาเกิดอาการเหนื่อยล้าในวันพรุ่งนี้ หรือว่านี่จะเป็นสิ่งที่เจินหลงต้องการอย่างแท้จริง

            “ใต้เท้า ตอนนี้เราส่งเซวียกงกงไปพักผ่อนยังเรือนหลันชุ่ยตามที่ท่านสั่งแล้ว คุณชายใหญ่สกุลหลินนำคนมาเฝ้าอยู่ที่เรือนหลันชุ่ยด้วยตนเอง ในเรือนพักทั้งเจ็ดหลังของตึกหนิงฮัวมีคนพื้นที่พักอยู่สี่คน คนต่างถิ่นพักอีกสองคน ส่วนหลังที่ว่างอยู่เราได้จัดให้คนไปซุ่มดูเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย”

            เผียวอิ๋นอิงส่งเสียงรับรู้ จากนั้นออกคำสั่งไปว่า “ในเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนนี้ พวกเจ้าอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด”

            เรือนอีสุ่ย เป็นเรือนพักเดี่ยวที่ติดริมสระน้ำอยู่เพียงหลังเดียว มีองครักษ์ปลอมตัวเป็นเซวียกงกงเข้าไปอยู่ในห้องใหญ่ สาว ๆ ในตึกหนิงฮัว ไม่มีใครออกไปไหน มีสาวใช้ยกอาหารมื้อดึกเข้าไปส่งยังห้องใหญ่ มีแต่คนเข้าไปไม่มีออกมา เป็นการป้องกันอย่างไร้ช่องโหว่

            เผียวอิ๋นอิงปรายตามองห้องใหญ่แวบหนึ่งก่อนเดินไปยังเรือนด้านข้างที่อยู่ทางซ้ายมือ

            เทียนไขในห้องถูกจุดให้แสงสว่าง เผียวอิ๋นอิงได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกลิ่นดอกบัวเลือนราง ถ้าหากมิใช่หน้าที่ที่ต้องจับตัวเจินหลงให้ได้ เขาเองก็อยากจะชื่นชมบรรยากาศอันงดงามของดอกบัวที่ผลิบานอยู่ใต้แสงจันทร์นวลเช่นกัน เขาหัวเราะก่อนจะปิดหน้าต่างเข้ามา

            เผียวอิ๋นอิงดับเทียน ทอดตัวบนเตียงนอนโดยไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า สองตาปิดสนิท

            เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เสียงเครื่องสายที่บรรเลงในตึกหนิงฮัวเริ่มแผ่วเบาลงไปตามกาลเวลา ตอนนี้ลูกค้าที่มาหาความสำราญอยู่ในนี้ต่างก็โอบตัวสาวงามพักผ่อนกันแล้ว นอกจากเวรยามที่คอยเดินตรวจตราอยู่รอบตึก ไม่มีผู้ใดเคลื่อนไหว

            เผียวอิ๋นอิงไม่ได้ยินเสียงผิดปกติแต่อย่างใด

            เขาไม่เคยสงสัยการคาดการณ์ของถานกงกงมาก่อน เจินหลงจะต้องปรากฏตัวที่หยางโจว จะต้องลอบสังหารเซวียกงกง ตอนนี้มีเวลาอีกเพียงสองชั่วยามก็จะเข้าสู่วันรุ่งขึ้น ท่าทีของเขาเริ่มผ่อนคลาย ในเวลานี้ เป็นเวลาที่ผู้คนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน ต้องเร่งรีบเดินทางมาหยางโจวในเวลากลางวัน ตระเตรียมผู้คนคอยดักซุ่ม ตอนนี้เขารู้สึกถึงความอ่อนล้าที่จู่โจมเข้ามา นอนหลับสักตื่น พรุ่งนี้จึงจะมีแรง...

            ในความสะลึมสะลือ เขารู้สึกถึงสายลมที่พัดพรูถูกใบหน้า เขาจำได้ว่าก่อนเข้านอน ได้ปิดหน้าต่างดีแล้ว... สายลมเย็นที่ปะทะเข้ามาในพริบตานั้น ทำให้เผียวอิ๋นอิงชักดาบที่กอดอยู่ในมือออกมาตามสัญชาตญาณ

            “เพล้ง” เสียงของดาบที่ถูกชักออกมาปะทะกับกริชที่แทงเข้าใส่ ส่งเสียงกังวานขึ้นมาทันใด

            เผียวอิ๋นอิงสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

            ประกายสีเงินสว่างผ่านไปในความมืดมิด เป็นเพราะนอนอยู่บนเตียงทำให้ไม่อาจหลีกหนีได้ทัน ในยามคับขันทำให้เขารวบรวมกำลังฟาดฝ่ามือลงที่เตียงไปคราหนึ่ง

            เสียงเตียงถูกฟาดจนพังดังกึกก้อง ตัวของเขาหล่นลงกับพื้น แม้จะสะบักสะบอมไปหน่อย แต่ทำให้รอดจากการโจมตีไปได้อย่างหวุดหวิด

            เขาเกร็งกล้ามเนื้อหลังเพื่อกระโดดลอยตัวขึ้น แต่การตอบสนองของร่างกายที่ตามมากลับเชื่องช้ากว่าปกติ ทำให้เขาได้แต่มองกริชที่ทั้งยาวทั้งเรียวแทงเข้าสู่หน้าอกของตนเองอย่างมิอาจปัดป้อง มันแทงเข้าเนื้ออย่างง่ายดายราวกับแทงใส่เต้าหู้ก้อนหนึ่ง

            ดาบในมือตกลงพื้น ตอนนี้เขาทั้งเสียใจทั้งแค้นใจที่ตัวเองประมาทจนเกินไป เรือนตะวันออกที่เขาพักอยู่ตอนนี้ไม่มีองครักษ์คอยอยู่รับใช้เลยสักคนเดียว

            “มือสังหารเจินหลง” คำพูดที่เปล่งออกมาสร้างความเจ็บปวดให้เขาจนรู้สึกว่าเบื้องหน้าดำมืด เสียงไอดังขึ้นพร้อมกับเลือดที่กระอักตามออกมา

            คนชุดดำดึงกริชออกอย่างรวดเร็ว

            เลือดพุ่งกระจายเป็นสาย ชโลมจนเสื้อผ้าชุ่มแฉะ ความเจ็บปวดที่ร้าวลึกทำให้เผียวอิ๋นอิงกระตุกไปทั้งตัว เขายกมือกดหน้าอก พยายามลืมตาให้กว้างเพื่อจดจำท่าทางของมือสังหารให้ชัดเจน คนชุดดำที่ยืนเบื้องหน้าเขาในยามนี้รูปร่างเล็กกะทัดรัด สวมเสื้อผ้าสีดำสนิท ปิดบังไปทั่วเรือนร่าง เหลือเพียงดวงตาที่ลุกโชนราวกับมีไฟแผดเผาให้เห็นเท่านั้น

            เรือนอีสุ่ยกว้างขวาง ห้องใหญ่กับห้องข้างมีระยะห่างกันถึงยี่สิบจั้ง ตอนนี้เป็นเวลายามวิกาล เสียงเตียงถูกทำลายดังไม่น้อย เผียวอิ๋นอิงเชื่อว่าคนใต้บังคับบัญชาของเขาจะต้องได้ยินแล้วกรูมาที่นี่ได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่อึดใจ

            “ข้าระวังเป็นอย่างดี เจ้าวางยาพิษได้อย่างไร” ถ้าหากไม่ใช้ยาพิษ ไม่มีทางที่เขาจะมีปฏิกิริยาตอบสนองได้ช้าถึงเพียงนี้ เขาพยายามเปล่งคำถามออกมา

            เพราะเขาไม่อยากตายไปโดยที่ไม่รู้อะไร อีกทั้งคิดจะถ่วงเวลาให้นานขึ้นอีก

            “เผียวอิ๋นอิง วิญญาณของคนสกุลเจี่ยงที่ถูกเจ้าเข้าร่วมการสังหารหมู่เมื่อสิบปีก่อนนั้นต่างก็รอเจ้าอยู่ ข้าจำเจ้าได้ ไม่เคยลืมเลือนแม้แต่วันเดียว” คนชุดดำกล่าวอย่างเคียดแค้น เขาสูดหายใจลึก ๆ สองครา เพื่อสะกดอารมณ์ให้เป็นปกติ

            สิบปีก่อน... การสังหารหมู่สกุลเจี่ยง

สกุลเจี่ยงยังมีคนรอดชีวิตอยู่อีกรึ? ม่านตาของเผียวอิ๋นอิงขยายกว้างขึ้นทันใด... คนผู้นี้คือเด็กน้อยที่ดิ้นรนไม่ยอมหยุดขณะถูกเขาจับตัวเอาไว้ ตอนนั้นเขาเกิดความใจอ่อนจึงได้ปล่อยเด็กหญิงคนนั้นไป “เป็นเจ้าเอง”

            “ข้าต้องขอบใจเจ้าอย่างยิ่งที่ไว้ชีวิตให้ข้าได้มีโอกาสสังหารเจ้าเองกับมือ” คนชุดดำพูดจบ ก็เดินเข้ามาหยิบสิ่งของสิ่งหนึ่งในห้องออกไป หมุนตัวคิดจะกระโดดออกไปทางหน้าต่าง

            เด็กน้อยคนนั้นกลายเป็นมือสังหารเจินหลง? สิ่งที่นางหยิบไปนั้นคืออะไร ไม่ ข้างนอกเป็นสระน้ำ จะให้นางหนีไปไม่ได้ เผียวอิ๋นอิงเกิดความคิดแวบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จิตใต้สำนึกของคนเราสามารถให้พละกำลังอันมหาศาลได้อย่างคาดไม่ถึง เขาใช้กำลังเฮือกสุดท้าย ยกแขนขึ้นมา หน้าไม้ที่มัดติดอยู่กับท่อนแขนดีดลูกศรออกไป

เขาได้ยินเสียงร้องครางต่ำ ๆ ขึ้นมาเสียงหนึ่ง

ยิงถูกแล้ว!

            ในพริบตาที่คนชุดดำคะมำลงไปในสระน้ำ มีมือข้างหนึ่งคว้าตัวมันเอาไว้ มืออีกข้างหนึ่งซัดอาวุธลับออกไป

            หน้าอกถูกกระแทกอย่างแรงอีกครั้ง ส่งร่างของเผียวอิ๋นอิงหงายตึงลงกับพื้น กระอักเลือดสด ๆ ออกมาคำหนึ่ง

            เบื้องหน้ามีแต่ความมืดดำ เผียวอิ๋นอิงรู้สึกว่าบาดแผลที่เกิดขึ้นตรงหน้าอกนั้นเป็นเหมือนกับปากหลุมแห่งปรโลกที่เคยได้ยินมา มีไอเย็นพวยพุ่งออกไปด้านนอกไม่ขาดสาย เขาใกล้จะตายแล้ว สติสัมปชัญญะของเขาแจ่มใสขึ้นมาในพริบตา

            ก่อนออกเดินทาง ถานกงกงเคยบอกว่า “เจินหลงไม่แน่ว่าจะเป็นคนคนเดียว”

            ถ้าไม่มีคนคอยให้ความช่วยเหลือ เจินหลงจะวางยาพิษกับเขาอย่างราบรื่นได้อย่างไร ถ้าหากไม่มีคนในคอยให้ความร่วมมือ เจินหลงจะชำนาญทางในเรือนอีสุ่ยได้ถึงเพียงนี้หรือ หากไม่มีคนคอยให้ข่าว... จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาพักอยู่ที่ห้องข้างด้านตะวันออก แล้วต้องเข้ามาหาเขาทางหน้าต่างที่ติดกับสระน้ำ

            ที่แท้... เป้าหมายของเจินหลงก็คือตัวข้า เผียวอิ๋นอิงก่อนสิ้นใจก็พลันเกิดความกระจ่างแจ้ง คนที่เจินหลงต้องการสังหารก็คือคนของตงฉ่าง ไม่ใช่ขันทีในวังหลวงแต่อย่างใด คนที่ถูกสังหารไปก่อนหน้าเขาทั้งหกคนล้วนแต่เป็นขันที แต่พวกเขาก็เป็นคนของตงฉ่าง

            หรือว่าตัวเขาเองจึงจะเป็นเหยื่อที่ใช้ล่อเจินหลงตัวจริง เหตุใดถานกงกงจึงใช้เขาเป็นเหยื่อล่อ หรือว่า   ถานกงกงรู้ว่าเขาเป็น.....”

            แต่ทว่าเขาไม่เหลือกำลังที่จะคิดให้ลึกซึ้งมากไปกว่านี้ ลมหายใจเฮือกสุดท้ายหลุดลอยไปพร้อมกับดวงตาที่เบิกโพลง

คุณชายใหญ่สกุลหลิน

เหตุการณ์คนชุดดำเข้ามาลอบทำการสังหาร จนกระทั่งออกไปนั้น ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ

            องครักษ์ของตงฉ่างเมื่อได้ยินเสียงที่ดังจากห้องตะวันออกต่างเร่งรุดพังประตูเข้ามา บัดนี้พวกเขาได้แต่ยืนมองเผียวอิ๋นอิงที่ตอนตายลืมตาโพลงอยู่บนเศษเตียงที่ถูกฟาดจนยับเยิน มีเลือดออกจากหน้าอกจนชุ่มเสื้อคลุมตัวนอกเกือบครึ่งตัว

            การตายของเผียวอิ๋นอิงอยู่เหนือการคาดเดาของเหล่าองครักษ์ พวกเขาเป็นเสมือนมังกรไร้หัวที่ไม่รู้ว่าควรทำ หรือไม่ทำสิ่งใดในขณะนี้

            องครักษ์คนหนึ่งคุกเข่าลงตรวจสอบการตายของเผียวอิ๋นอิงอย่างระมัดระวัง “ถูกของแหลมแทงเข้าหัวใจพอดี เป็นกริชที่มีความยาวเรียว มีร่องที่ตัวกริช ตายจากการถูกแทงเพียงครั้งเดียว”

            คนอื่นได้ยินแล้วให้รู้สึกแตกตื่นตกใจ วรยุทธของเผียวอิ๋นอิงเป็นอย่างไรพวกเขาต่างก็รู้ดี การที่เขาถูกแทงทะลุหัวใจในดาบเดียวนั้นแสดงว่าอีกฝ่ายจะต้องมีวรยุทธที่สูงส่งมาก

            “ตัวหมาก มีตัวหมากซัดติดอยู่กับร่างของใต้เท้า” องครักษ์ที่ชันสูตรศพแกะตัวหมากสีดำขึ้นมาจากหน้าอกของเผียวอิ๋นอิง จากแสงตะเกียงส่องให้เห็นคำว่าเจินหลงที่สลักอยู่ด้านในอย่างชัดเจน

            ตายด้วยฝีมือของเจินหลงจริงดังคาด!

            “การคาดคะเนของถานกงกงถูกต้อง มือสังหารเจินหลงปรากฏตัวที่เมืองหยางโจว”

            ความข้องใจที่ผุดขึ้นกลางใจของเหล่าองครักษ์ในยามนี้ เป็นความข้องใจเดียวกับเผียวอิ๋นอิง ถ้าหากถานกงกงสามารถคาดเดาได้ว่าเจินหลงจะปรากฏตัวขึ้นที่หยางโจว แล้วเหตุใดเป้าหมายที่เขาจะลงมือจึงมิใช่เซวียกงกงแต่เป็นเผียวอิ๋นอิง

            ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงคำถามที่ผุดขึ้นมา

            “หน้าไม้ที่แขนของใต้เท้าเผียวหายไปดอกหนึ่ง จะต้องยิงถูกมือสังหารแน่นอน” องครักษ์ที่ทำหน้าที่ชันสูตรศพร้องขึ้นอย่างดีใจ “คนร้ายที่ได้รับบาดเจ็บจะต้องว่ายน้ำหนีไปได้ไม่ไกล รีบส่งสัญญาณให้ค้นหารอบสระน้ำโดยเร็ว”

            “ไม่มีรอยเลือดให้เห็นแถวหน้าต่าง เห็นได้ว่าหน้าไม้ถูกใต้เท้าเผียวยิงสวนออกไปในเวลาคับขัน อาจจะยิงไม่ถูกคนร้าย แต่ยิงตกเข้าไปในสระน้ำก็เป็นได้”

            “แต่ถ้าเกิดยิงถูกคนร้ายขึ้นมาเล่า ทั้ง ๆ ที่สามารถจับตัวมันได้แท้ ๆ แต่กลับไม่กล้าลงมือจนทำให้มันหนีรอดไปได้ แล้วเรื่องนี้ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ”

            “ที่พวกเราล่องใต้มาครั้งนี้ก็เพื่อจับตัวนักฆ่าเจินหลง ตอนนี้ไม่เพียงแต่ภารกิจล้มเหลว เรายังสูญเสียใต้เท้าเผียวไปคนหนึ่ง เจินหลงสังหารคนของตงฉ่างไปแล้วเจ็ดคน แต่พวกเราไม่เห็นแม้แต่เงาของมัน ถ้าเกิดเรื่องนี้แพร่ออกไป แล้วถานกงกงจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ตงฉ่างยังจะมีหน้าเจอใครได้อีก”

            เสียงโต้เถียงดังขึ้นภายในห้อง มีคนต้องการให้ส่งสัญญาณออกตามจับตัวคนร้ายเพื่อล้างแค้นให้กับหัวหน้าองครักษ์ ส่วนอีกเสียงหนึ่งกลับไม่เห็นด้วยที่จะกระทำการโดยบุ่มบ่าม

            ล่อและจับนั้นเป็นการกระทำที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

            ไม่อาจล่อตัวมือสังหารเจินหลงออกมาได้ แต่กลับต้องสูญเสียชีวิตของหนึ่งในหัวหน้าองครักษ์หน่วยอินทรีเหินไป ถ้าหากการกระจายออกตามจับครั้งนี้ยังไม่อาจจับตัวคนร้ายได้ ตงฉ่างไม่อาจรับความอับอายขายหน้าที่จะตามมาได้เป็นแน่ ถ้าหากเรื่องแพร่ออกไปจะต้องถูกหน่วยองครักษ์เสื้อแพรหัวเราะเยาะเอาได้

            มีคนผู้หนึ่งแสดงความเห็นขึ้นมา “พี่น้องทั้งหลายอย่าทะเลาะกันอีกเลย ฟังข้าพูดก่อน ตอนนี้เจินหลงสังหารคนของตงฉ่างไปแล้วเจ็ดคน องครักษ์เสื้อแพรต่างก็เยาะเย้ยหาว่าคนของตงฉ่างไร้ความสามารถไม่ว่าจะเป็นต่อหน้าหรือลับหลังมานานแล้ว ครั้งนี้ หัวหน้าองครักษ์เผียวยังมาตายในมือของมัน การตามจับตัวจะเป็นเรื่องเอิกเกริก ถ้าหากจับตัวเจินหลงไม่ได้ขึ้นมาเล่า ถ้าหากจับตัวมันได้ย่อมจะเป็นการทำคุณไถ่โทษ แต่ถ้าหากจับตัวไม่ได้ ไม่แน่ว่าถานกงกงอาจจะเนรเทศพวกเราไปอยู่ชายแดนก็เป็นได้”

            ทั่วทั้งห้องมีแต่ความเงียบกริบ

            หัวหน้าที่คอยสั่งการตายไปแล้ว พวกเขาก็เป็นเพียงองครักษ์ที่อยู่ใต้บัญชาเท่านั้น ในเมื่อไม่มีความมั่นใจว่าจะจับตัวมือสังหารเจินหลงได้ ก็อย่าได้เอาน้ำมันไปราดบนกองไฟ ทำให้เรื่องมันเลวร้ายขึ้นกว่าเดิมเลย

            “เราจำเป็นต้องตามจับอย่างเงียบ ๆ คนที่วางกำลังซุ่มอยู่ริมน้ำทั้งหลายให้ซุ่มดูอยู่ต่อไป แบบนี้จะทำให้ศัตรูออกมาอยู่ที่แจ้ง พวกเราอยู่ในที่ลับแทน”

            “ไปเรียกเซวียกงกงให้ตื่น บอกว่าใต้เท้าเผียวมีเหตุเร่งด่วนให้ต้องออกเดินทางกะทันหัน พวกเราได้ข่าวว่ามีคนคิดจะลอบสังหารเขา ตอนนี้ใต้เท้าเผียวไม่อยู่ เซวียกงกงจะต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากให้พวกเรารีบเดินทางไปซูโจวทันที แบบนี้ก็จะได้สร้างภาพลวงว่าพวกเราออกจากหยางโจวไปแล้ว และยังไม่ทำให้พวกองครักษ์เสื้อแพรเกิดความสงสัยด้วย”

            “ส่งคนกลับไปรายงานเรื่องนี้ที่เมืองหลวงด่วน ส่วนจะทำอย่างไรต่อไป เราก็รอคำสั่งจากเบื้องบนอยู่ที่ซูโจวก็แล้วกัน”

            องครักษ์คนสนิทของเผียวอิ๋นอิงต่างออกความเห็น ตัดสินใจปิดบังการตายของเขาเอาไว้ก่อน

            มีคนข้องใจอย่างมาก “เราจะปิดได้งั้นหรือ”

            องครักษ์คนหนึ่งตบไหล่คนผู้นั้น พูดยิ้ม ๆ ว่า “หัวหน้าองครักษ์ตายอยู่ในที่ของสกุลหลิน ไม่เพียงแต่สกุลหลินจะต้องช่วยพวกเราปิดบังเรื่องนี้อย่างแน่นหนาแล้ว ยังจะต้องให้เงินค่าเดินทางกับพวกเราอีกไม่น้อยด้วย”

            เซวียกงกงที่กำลังนอนหลับฝันหวานต้องตื่นขึ้นกลางคัน เมื่อฟังว่ามีคนจะมาลอบสังหารตนเอง จึงเกิดความแตกตื่นตกใจดังคาด ไร้ความสนใจกับการแข่งเรือมังกรในวันพรุ่งนี้ไปโดยสิ้นเชิง ยืนกรานให้เหล่าองครักษ์ออกเดินทางทันที เขาขึ้นรถม้าอย่างรีบร้อน มีคนนำป้ายคำสั่งของกรมราชทัณฑ์ออกมา เพื่อให้ทหารยามเปิดประตูเมืองในยามวิกาล จากนั้นลงเรือล่องไปยังซูโจวอย่างไม่รอช้า

            แผนการที่เผียวอิ๋นอิงได้เตรียมรับมือกับเจินหลงไม่มีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด ภายในตึกหนิงฮัวดูแล้วมีแต่ความเงียบสงบ

 

            “ไปที่เรือสำราญ”

            มู่หลันเกิดความลังเลเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงอ่อนโรยเอ่ยสั่ง เขาม้วนตัวใช้ปลายเท้าแตะใบบัว พาคนชุดดำหลบเข้าไปในเรือสำราญที่จอดอยู่ริมสระน้ำ

            แสงจันทร์เย็นตาส่องแสงเข้ามา ทำให้เขาเห็นลูกศรที่ปักลึกอยู่กลางหลังของคนชุดดำ

            ลูกศรแทงทะลุมาจนถึงหน้าอกบอบบาง เลือดไหลออกมาไม่ขาดสายจนพื้นเบื้องหน้ากลายเป็นทะเลเลือดหย่อมเล็ก ๆ ในใจของมู่หลันรู้สึกเจ็บปวด ลูกศรดอกนี้แทงเข้าจุดสำคัญ แม้จะดึงออกมาได้ ก็ช่วยชีวิตไม่ได้อยู่ดี

            มู่หลันปลดผ้าปิดหน้าของคนชุดดำออกมา หมิงเอียนขยับมุมปาก พยายามยิ้มให้กับเขา “ขออภัย”

            น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกจากหางตา มู่หลันยกนิ้วเช็ดให้อย่างแผ่วเบา “เจ้าควรจะบอกข้า ข้าสามารถช่วยเจ้าได้”

            “เดิมทีข้าแซ่เจี่ยง ชื่อหลันอี เป็นคนของสกุลเจี่ยงตำบลหู่ชิว เมืองซูโจว”

            เมื่อพูดถึงหลันอี เสียงของนางฟังคล้ายเสียงรำพัน ฟังแล้วอ่อนหวานจับใจ ดวงตาของหมิงเอียนเลื่อนลอยไปสู่ความทรงจำในอดีต คิดถึงวัยเด็กที่นางสวมกระโปรงสีฟ้า เรียนการร่ายรำอยู่ที่บ้าน อีกทั้งยังคล้ายจะได้ยินเสียงคนในครอบครัวเรียกชื่อของนางอย่างอ่อนหวาน

            สกุลเจี่ยงแห่งหู่ชิว มู่หลันพยายามคิด ไม่นานเขาก็จำได้ ตาเฒ่าเคยพูดถึงสกุลเจี่ยงที่ตำบลหู่ชิวให้ได้ยิน สกุลเจี่ยงมีความเกี่ยวดองเป็นพระญาติกับฮองเฮาในรัชกาลก่อน

            อดีตฮ่องเต้สวรรคตเมื่อสิบปีก่อน สร้างความวุ่นวายให้กับราชสำนักเป็นอย่างมาก ขุนนางทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหลวงหรือขุนนางท้องถิ่นต่างมีการ ‘ถ่ายเลือด’ กันขนานใหญ่ ตระกูลใหญ่ที่มีรากฐานมายาวนาน กระจัดกระจายสิ้นชื่อไปจำนวนมาก แม้แต่สกุลเจี่ยงที่เป็นพระญาติกับฮองเฮายังถูกตงฉ่างจัดการสังหารเรียบ อีกทั้งริบทรัพย์ทั้งตระกูล ในตอนนั้นเจี่ยงหลันอีคงจะมีอายุประมาณเจ็ดแปดปี นางรอดชีวิตมาได้แต่ถูกขายมาอยู่ในหอนางโลมนั่นเอง

            หญิงสาวตระกูลใหญ่ที่สามารถขานเรียกฮองเฮาในรัชกาลก่อนว่าเป็นเสด็จป้า ถ้าหากสกุลเจี่ยงยังดำรงอยู่ นางรำผู้ถูกทำลายโฉมเช่นหมิงเอียนจะเป็นถึงท่านหญิงผู้สูงศักดิ์

            มู่หลันคิดถึงกิริยาท่าทางของนางยามที่พบกัน นางเป็นเหมือนห่านฟ้าที่หยิ่งผยอง ทำให้เขาเกิดความเห็นใจและเศร้าใจมากยิ่งขึ้น

            น้ำตาเอ่อล้น ปิดบังดวงตาของหมิงเอียนช้า ๆ นางพูดเสียงติดสะอื้นว่า “แผนการเดิมของผู้อาวุโสไม่มีการลอบสังหาร แล้วข้าจะทำให้เจ้าเดือดร้อนได้อย่างไร”

            “สุนัขรับใช้ตงฉ่าง ไม่ว่าใครก็สังหารมันได้ทั้งนั้น เจ้าทำอย่างนี้ถูกต้องที่สุด” มู่หลันปลอบนางด้วยเสียงอ่อนโยน เขาไม่อาจทำใจตำหนินางได้ เป็นเพราะเขาตามหมิงเอียนช้าไปก้าวหนึ่ง จึงทำให้นางได้รับบาดเจ็บจนต้องถึงแก่ชีวิต         

            “สิบปีแล้ว หลันอีคิดถึงท่านพ่อท่านแม่เหลือเกิน ..” จู่ ๆ หมิงเอียนก็เอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้น “ข้าสังหารมันกับมือ มันสังหารท่านพ่อด้วยการฟาดฝ่ามือเพียงครั้งเดียว ข้าได้ล้างแค้นแล้ว”

            “อืม” โพรงจมูกของมู่หลันยามนี้เริ่มร้อนผ่าว เขากอดตัวนางเข้ามาอย่างเบามือ “เจ้าล้างแค้นได้แล้วก็ดี ต่อไปจะได้ไม่รู้สึกทรมานใจอีก”

            “ข้าใกล้จะตายแล้วใช่หรือไม่”

            มู่หลันไม่อาจทำใจโกหกนางได้ เขาสูดหายใจลึก ๆ คลี่ยิ้มที่สดใสให้กับนาง “เจ้าจะไม่โดดเดี่ยว พวกเขาต่างก็รอเจ้าอยู่ ไม่ต้องกลัวที่จะไปปรโลกเพียงลำพัง เพราะบนทางเส้นนั้นมีครอบครัวของเจ้าอยู่เป็นเพื่อน”

            หมิงเอียนยิ้มหวานให้กับเขา “อืม ข้าไม่กลัว ข้าจะได้อยู่กับท่านพ่อท่านแม่กับพี่น้องของข้าแล้ว”

            นางมองหน้ามู่หลัน แสงจันทร์นวลคล้ายกับฉาบใบหน้าของมู่หลันทำให้เกิดลำแสงเรืองรอง ดวงตาของเขาตอนนี้อ่อนโยนยิ่งนัก... หมิงเอียนออกแรงยกศีรษะขึ้น ริมฝีปากที่เย็นเฉียบแตะเบา ๆ กับริมฝีปากของมู่หลัน

            มู่หลันตัวแข็งทื่อในพริบตา

            “เจ้าเป็นคนแรกที่ไม่รังเกียจใบหน้าอันอัปลักษณ์ของข้า” หมิงเอียนถอนหายใจแนบดวงหน้าเข้ากับแผ่นอกของเขาอย่างอ่อนแรง “ตอนข้ายังเด็ก ท่านพ่อท่านแม่มักจะอุ้มข้าเอาไว้ กล่อมให้ข้านอน อยู่ที่นี่ไม่มีครอบครัว ไม่มีมิตรสหาย ไม่มีแม้แต่คนที่จะยอมกอดข้าเอาไว้ ผู้อาวุโสบอกว่าจะช่วยให้ข้าได้ล้างแค้น แต่ข้ารอมาปีแล้วปีเล่า รอจนข้าเหนื่อยเหลือเกิน”

            มู่หลันกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น น้ำตาหยดถูกปลายผมของนาง “เจ้านอนเถอะ ข้าจะกอดเจ้าไว้”

            ขนตายาวทาบลงบนดวงตาอย่างไร้กำลัง หมิงเอียนพึมพำขึ้นว่า “ข้าผิดต่อเจ้า ผิดต่อผู้อาวุโส... กำยานที่จุดอยู่ในเตาจะทำให้อ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง ชุยมามาเคยใช้มันกับข้า ข้าแอบเอากำยานที่เผาไม่หมดมาซ่อนเอาไว้ ไม่อย่างนั้นข้าไม่มีทางฆ่าเผียวอิ๋นอิงได้ เมื่อหาตัวข้าเจอ พวกเขาจะไม่สงสัยในตัวเจ้า คุณชายใหญ่... เป็นคนร้ายกาจมาก เจ้าต้องระวังตัวให้ดี”

            คุณชายใหญ่แห่งสกุลหลินคนนั้น? ได้ยินว่าเป็นคนมีฝีมือในการค้าขายยิ่งนัก อายุเพียงสิบหกปีก็สามารถเข้ามาดูแลกิจการการค้าสิบหกแห่งที่อยู่ทั้งเหนือใต้ของสกุลหลินเอาไว้หมด มู่หลันขบคิด เอ่ยเสียงอ่อนโยนกับนางว่า “สาวน้อยคนดี เจ้าวางใจเถอะ ข้ายังแยะแยกกำยานที่เจ้าจุดได้ แล้วยังจะมีอันตรายอะไรอีก”

            “คนในครอบครัวของข้าถูกฝังอยู่ในสุสานนอกเมืองซูโจว... เชิงเขาชีจื่อซัน” หมิงเอียนพยายามลืมตา ออกแรงดึงชายเสื้อของมู่หลัน ริมฝีปากของนางสั่นระริก ดวงตาทั้งคู่กำลังเบิกโพลงมองเขาอย่างคาดหวัง

            “ข้าจะต้องนำร่างของเจ้าไปฝังไว้กับครอบครัวของเจ้าแน่นอน” มู่หลันตกปากรับคำอย่างหนักแน่น ถ้าหากตงฉ่างพบศพของนาง คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้นั้นยากที่จะเป็นจริงได้ มู่หลันได้แต่คิดว่าอย่างไรเขาจะต้องทำให้ได้ เขาจะต้องส่งร่างของสาวน้อยผู้น่าสงสารไปอยู่กับครอบครัวของนางให้จงได้

            รอยยิ้มอ่อนหวานปรากฏขึ้นบางเบาบนดวงหน้าของหมิงเอียน สองตาของนางปิดเข้าหากันอย่างช้า ๆ

            รอบด้านมีแต่ความเงียบสงัดอย่างแปลกประหลาด มีเสียงกบร้องดังขึ้นมาเป็นบางครั้ง หมิงเอียนทอดร่างอยู่ภายใต้แสงจันทร์นวล มองคล้ายกำลังนอนหลับไปเท่านั้น

            เวลาของเขาเหลือไม่มากแล้ว มู่หลันถอนหายใจ รีบจากไปอย่างรวดเร็ว

            ตึกหนิงฮัวยังคงสงบนิ่ง ส่วนทิศที่ตั้งของเรือนอีสุ่ย ไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ดูท่าหมากเจินหลงเม็ดนั้นคงจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับองครักษ์ของตงฉ่างได้ระยะหนึ่ง

            ตาเฒ่าวิเคราะห์เหตุการณ์ในราชสำนักได้อย่างแม่นยำ เจินหลงเป็นหนามยอกอกที่ตงฉ่างต้องการจัดการดึงออกอย่างไม่รอช้า ทว่าหน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่เป็นคู่ชิงอำนาจของตงฉ่าง กำลังจับตาดูสถานการณ์ที่เป็นไป ด้วยหวังว่าหนามก้านนี้จะแทงให้ลึกยิ่งขึ้น สร้างความเจ็บปวดให้กับตงฉ่างให้มากกว่าเดิม

            ตอนนี้ไร้การเคลื่อนไหว แสดงว่าคนของตงฉ่างเลือกที่จะตามจับเจินหลิงอย่างเงียบ ๆ ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับมู่หลัน แต่ว่าหัวหน้าหน่วยองครักษ์ของตงฉ่างตายอยู่ในอาณาจักรของสกุลหลิน คนสกุลหลินย่อมถูกดึงลงมาเกี่ยวข้องอย่างช่วยไม่ได้ พวกเขาย่อมกระตือรือร้นในการตามจับตัวคนร้ายมากเสียกว่าคนของตงฉ่าง

            การพบศพของหมิงเอียนเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้นเอง แต่ว่าเรื่องที่หมิงเอียนอยู่กับเขาคืนนี้ ทำให้เขาตกเป็นผู้ต้องสงสัยอย่างแน่นอน

            ในแผนการที่มีอยู่เดิมไม่มีการลอบสังหาร

            มู่หลันเข้ามาตึกหนิงฮัวอย่างเปิดเผยก็เพื่อดึงความสนใจจากหลินอีชวน คุณชายใหญ่แห่งสกุลหลิน ดึงให้เขามาทำความรู้จักเท่านั้น จึงไม่มีทางเรียกหญิงสาวในนี้มาอยู่เป็นเพื่อนได้จริง ๆ ดังนั้น ตาเฒ่าจึงได้บอกกับเขาว่า “ถ้าหานางคณิกาให้หาแม่นางหลันอี”

            หมิงเอียนทำให้แผนการเปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึง

            ถ้าหากองครักษ์ของตงฉ่างแน่ใจว่าหมิงเอียนเป็นมือสังหารเจินหลง นำศพของนางกลับไปเพื่อรายงานผล เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาก็จะรับมือกับหลินอีชวน คุณชายใหญ่แห่งสกุลหลินเพียงคนเดียว

            คนผู้นี้ร้ายกาจมากงั้นหรือ ยังจะรับมือได้ยากกว่าคนของตงฉ่างงั้นหรือ มู่หลันกลับมาทิ้งตัวบนตั่งนอน ในหัวของเขากำลังขบคิดว่าจะทำให้แผนการของตาเฒ่าลุล่วงได้อย่างไร

ขัดแย้งกับตงฉ่าง

เซวียกงกงพาองครักษ์ต่งฉางออกเดินทางไปจากตึกหนิงฮัวอย่างรีบร้อน

ผู้คุ้มกันประจำบ้านสกุลหลินรุดมาให้การป้องกันรอบเรือนอีสุ่ยกันอย่างแน่นหนา

            องครักษ์ของตงฉ่างทำงานอย่างละเอียดรอบคอบ มิได้กระทำการกระโตกกระตากหลังจากพบศพของเผียวอิ๋นอิง แม่นางและคนรับใช้ที่อยู่ในเรือนริมน้ำหลังนี้ถูกส่งกลับออกไปจนหมด เหลือเพียงแต่คุณชายใหญ่สกุลหลินที่คอยให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวก พร้อมกับผู้ดูแลตึกหนิงฮัวอย่างชุยมามา ไม่มีคนรู้เรื่องว่าห้องด้านข้างทิศตะวันออกของเรือนอีสุ่ยค่ำคืนนี้เกิดคดีฆาตกรรมนองเลือด

            ห้องที่เกิดเหตุจุดตะเกียงน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกหลายดวง ให้ความสว่างไสวประดุจเวลากลางวัน

            ร่างไร้วิญญาณของเผียวอิ๋นอิงถูกคนของตงฉ่างเคลื่อนออกไปแล้ว ถ้าหากไม่ใช่เตียงนอนที่ถูกฟาดจนพังยับเยินและกองเลือดที่อยู่บนพื้น คงไม่มีใครเชื่อว่าจะมีคนตายอยู่ในนี้

            กลางห้องมีชายหนุ่มใบหน้าคมคาย คิ้วดำยาวจรดขมับ ยืนอยู่คนหนึ่ง เขาสวมเสื้อผ้าตัวนอกแบบคอตั้งสีเขียวอมฟ้า ปักลวดลายนกกระเรียน เป็นเสื้อผ้าที่ดูแล้วสวยงามราคาแพง จากแสงไฟที่ส่องสะท้อน ทำให้มองเห็นด้ายเงินที่ปักลวดลายนกกระเรียนนูนออกมาจากเนื้อผ้า ดูมีชีวิตชีวา สมจริง คนที่อยู่ในวงการผ้าเมื่อเห็นแล้วย่อมรู้ว่าชุดคลุมยาวตัวนี้แค่ราคาค่าปักก็มิใช่น้อย

            “นายน้อย” เยี่ยนเซิงเดินเข้ามารายงานด้วยเสียงแผ่วเบา “ข้าน้อยได้ยืนมองจนกระทั่งเซวียกงกงออกจากประตูเมืองไปด้วยตัวเอง ที่ท่าเรือมีการปล่อยโคม แสดงว่าเรือได้ออกไปจากหยางโจวแล้ว”

            หลินอีชวน คุณชายใหญ่แห่งสกุลหลินส่งเสียงอ้อคำหนึ่ง ยังคงจ้องมองกองเลือดบนพื้นอย่างจดจ่อ

            เมื่อเห็นคุณชายยืนอยู่ข้างกองเลือดมองอย่างไม่ละสายตา ทำให้เยี่ยนเซิงประหลาดใจ มองตามไปที่พื้น แต่เขาก็ยังมองไม่พบพิรุธแต่อย่างใด เขาเลื่อมใสสายตาอันเฉียบคมของคุณชายมาแต่ไหนแต่ไร จึงถามอย่างข้องใจว่า “นายน้อย ท่านพบสิ่งผิดปกติอะไรงั้นหรือ”

            หลินอีชวนเงยหน้ามองเขา จากนั้นพูดสะกิดขึ้นมาประโยคหนึ่ง “เยี่ยนเซิงเจ้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ไม่รู้สึกหรือว่าในห้องนี้ดูประหลาดพิกล”

            เยี่ยนเซิงมองเห็นสายตาตำหนิที่ฉายอยู่บางเบา รู้ว่าตนเองสังเกตสถานที่เกิดเหตุได้ไม่รอบคอบ จึงตรวจสอบรอบ ๆ ห้องอีกครั้งอย่างละเอียดลออ

            เซวียกงกงเป็นผู้แสดงความจำนงต้องการพักค้างแรมที่ตึกหนิงฮัว บ้านสกุลหลินตอบสนองสิ่งที่เขาร้องขอมา จัดการตกแต่งเรือนอีสุ่ยขึ้นมาเสียใหม่ พรมที่พื้นถูกปูด้วยพรมผืนใหม่ อีกทั้งยังเปลี่ยนเครื่องเรือนที่มีความประณีตวิจิตรใหม่ทั้งชุด

            เดินเข้ามาจากประตูเพียงสองก้าว จะมีโต๊ะตัวเล็กสูงวางติดกำแพงอยู่ตัวหนึ่ง บนนั้นมีอ่างกระเบื้องเคลือบที่ปลูกต้นไม้ประดับวางอยู่ ด้านข้างมีชั้นวางสิ่งของ สามารถจัดวางฉากที่ปักลวดลายเล็ก ๆ ที่เป็นลายปักมีชื่อของช่างปักซูโจวติดกับหินหยกแกะสลักได้

ตรงข้ามกับชั้นวางของเป็นหน้าต่าง ใต้หน้าต่างที่เปิดกว้างวางโต๊ะไม้แดงสำหรับเขียนหนังสืออยู่ตัวหนึ่ง มีเครื่องเขียนวางอยู่ครบถ้วน แจกันดอกไม้กระเบื้องเคลือบชิงฮัวปากกว้างท้องกลมตั้งอยู่บนโต๊ะ ปักด้วยดอกบัวขาวที่เพิ่งเก็บมาจากสระน้ำเมื่อตอนกลางวัน

            กลางห้องมีโคมไฟขนาดใหญ่หลากสีแขวนประดับอยู่กลางอากาศ ตรงข้ามกับเตียงนอนเป็นโต๊ะแปดเหลี่ยม ปูด้วยผ้าปูโต๊ะปักลายอย่างสวยงาม ชุดถ้วยชากระเบื้องเคลือบจัดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่กลางโต๊ะ

            สมองของเยี่ยนเซิงแล่นอย่างรวดเร็ว เขาโพล่งขึ้นมาว่า “ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ แม้แต่เก้าอี้ก็ไม่ถูกแตะต้อง”

            “ถูกต้อง ไม่เพียงไม่มีร่องรอยการต่อสู้ภายในห้องเท่านั้น แต่เผียวอิ๋นอิงยังถูกฆ่าตายด้วยการแทงเพียงครั้งเดียว” หลินอีชวนถอนหายใจเฮือกใหญ่

            เขาชี้ไปยังเศษไม้ที่กองอยู่บนพื้น “เตียงนอนถูกเขาฟาดจนพังยับเยิน เผียวอิ๋นอิงตายอยู่บนตำแหน่งที่เตียงวางอยู่ คนที่เป็นถึงหัวหน้าองครักษ์ตงฉ่างย่อมมีวรยุทธที่ไม่ด้อย ในเมื่อสามารถฟาดเตียงพังได้ในฝ่ามือเดียว แล้วเหตุใด ยามที่พบว่ามีคนลอบทำร้าย จึงไม่มีการส่งเสียงเรียกคนเข้ามา หรือว่ามีการต่อสู้ขัดขืนเล่า”

            ไม่มีการต่อสู้ บนร่างของเขาไม่มีบาดแผลอื่น เผียวอิ๋นอิงที่สามารถฟาดเตียงนอนพังได้ในฝ่ามือเดียว จะอยู่เฉย ๆ ให้คนร้ายแทงเสมือนเป็นคนปัญญาอ่อนงั้นหรือ เยี่ยนเซิงตัวสั่นด้วยความตระหนก “หรือว่าตัวเขาจะเกิดความผิดปกติ ทำให้ไม่อาจส่งเสียง อีกทั้งยังไม่อาจขัดขืน”

            “องครักษ์ของตงฉ่างอาจจะคิดว่าคนร้ายมีวรยุทธร้ายกาจ” หลินอีชวนไตร่ตรองความผิดปกติที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ เอ่ยอย่างเนิบช้าว่า “ข้อแรก เซวียกงกง ไม่ได้เข้าพักที่จวนพักของทางการ แต่มาพักที่ตึกหนิงฮัว เดิมทีเพื่อความปลอดภัยของตัวเขาเอง ข้าคิดจะปิดตึกหนิงฮัวคืนหนึ่ง เพื่อให้การต้อนรับเขาเพียงคนเดียว แต่ทว่าหัวหน้าองครักษ์เผียวกลับปฏิเสธความหวังดีของสกุลหลิน ตอนที่จัดเลี้ยงในเรือนอีสุ่ย เซวียกงกงพึงพอใจกับการตกแต่งในเรือนแห่งนี้อย่างมาก ถึงกับชมว่าสกุลหลินมีความตั้งใจให้การต้อนรับเขาอย่างดี แต่พอถึงเวลาที่เขาดื่มเมามาย องครักษ์ตงฉ่างกลับส่งเขาไปอยู่ที่เรือนหลันชุ่ยที่ข้าพักอยู่ อีกทั้งยังเป็นการส่งมาแบบเงียบ ๆ เป็นการบอกใบ้ว่าเรื่องนี้มิให้แพร่งพรายออกไป แบบนี้แสดงว่าอะไร”

            เยี่ยนเซิงเข้าใจขึ้นมาทันใด “ตึกหนิงฮัว มิได้มีการวางเวรยามแน่นหนาอย่างเช่นจวนของทางการ แต่เมื่อมาพักที่ตึกหนิงฮัวแล้วยังมิให้ตึกหนิงฮัวหยุดกิจการรับแขกคนนอกแต่อย่างใด แสดงว่าต้องการปล่อยให้คนร้ายเข้ามา พอถึงกลางคืน องครักษ์ของตงฉ่างก็วางกำลังซุ่มรออยู่ที่เรือนอีสุ่ย แต่ใครจะคาดว่า นายพรานที่ต้องการล่าอินทรีกลับถูกอินทรีจิกตาเอาเสียเอง กลายเป็นว่าหัวหน้าองครักษ์ต้องมาตายภายใต้เงื้อมมือของมือสังหารแทน”

            “ดูท่าตงฉ่างจะเข้าใจคนร้ายคนนี้เป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่รู้ว่าเขาจะต้องมาทำการลอบสังหาร แต่ยังรู้ว่า    วรยุทธของคนผู้นี้สูงส่ง ดังนั้นองครักษ์ตงฉ่างจึงไม่มีใครแปลกใจกับการตายภายในดาบเดียวของเผียวอิ๋นอิง”   หลินอีชวนคล้ายกับคิดถึงสิ่งใดขึ้นมาได้ เปล่งเสียงหัวเราะออกมา “เป็นเพราะเข้าใจดีอย่างนี้ ทำให้พวกเขาลืมคิดถึงเรื่องบางอย่างไป เมื่อผู้นำตายไปจึงไม่มีใครคิดจะรีบตามจับคนร้าย แต่กลับเลือกเดินทางออกจากหยางโจว อย่างรีบร้อน คนของตงฉ่างมันก็แค่นี้เอง”

            เยี่ยนเซิงที่เข้าใจในตัวคุณชายเป็นอย่างดีถึงกับทำหน้าเหยเก ร้องถามขึ้นว่า “นายน้อย หรือว่าท่านยังคิดจะช่วยตงฉ่างสืบคดีนี้ด้วย ก่อนจะไปพวกนั้นก็รับเงินของพวกเราไปตั้งไม่รู้เท่าไร ยังคิดจะข่มขู่พวกเราอีกด้วย”

            “ขุนนางราชสำนักไม่ว่าจะยศสูงหรือต่ำ มีสักกี่คนที่ไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของตงฉ่าง สกุลหลินของเราเป็นแค่พ่อค้าวาณิชเท่านั้น” หลินอีชวนกล่าวเย้ยหยันตนเอง “มีคนตายอยู่ในอาณาจักรของสกุลหลิน ข่าวเรื่องนี้ก็เป็นสกุลหลินช่วยปิดบัง แล้วสกุลหลินยังจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้หรือ คงจะเป็นเพราะว่าคนเหล่านี้ไม่อาจออกความเห็นใดได้ ทำให้ไม่กล้าทำอะไรกระโตกกระตาก จึงต้องจากไปเงียบ ๆ แต่ว่าคนของตงฉ่างไม่มีทางยุติเรื่องนี้ง่าย ๆ แน่ หากพวกเราไม่ชิงลงมือ หาเบาะแส จับตัวคนร้ายมาเสียก่อน เกรงว่าสุดท้ายเรื่องนี้จะถูกคนของตงฉ่างนำมาเป็นข้ออ้างในการดูดเลือดกินเนื้อของพวกเรานะสิ”

            สกุลหลินร่ำรวยมากเกินไป เป็นเนื้อชิ้นใหญ่ที่ถูกผู้กุมอำนาจทั้งหลายหมายตามานานแล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ขึ้น วิธีที่จะแก้ไขเหตุการณ์วุ่นวายอันไม่พึงปรารถนาได้นั้นก็คือสกุลหลินจะต้องชิงจับตัวคนร้าย ส่งตัวให้กับตงฉ่างก่อน หรือไม่ก็ต้องดูว่าผู้กุมอำนาจของตงฉ่างผู้นั้นจะกินจุเพียงใด

            หลินอีชวนเป็นพ่อค้า สิ่งที่เขาคิดอันดับแรกก็คือความได้เปรียบเสียเปรียบ

            คนร้ายลอบสังหารหัวหน้าองครักษ์คนหนึ่งของตงฉ่างในอาณาเขตของบ้านสกุลหลิน เป็นการดึงสกุลหลินให้จมลงในโคลนตม หนี้ครั้งนี้เป็นการติดค้างของคนร้ายที่มีต่อสกุลหลิน

            เมื่อเปรียบเทียบดูแล้ว เขายินดีที่จะช่วยตงฉ่างจับตัวคนร้ายมากกว่า และไม่ยินดีที่จะนำเงินทองที่หามาได้ด้วยความยากลำบากถมให้กับ ‘บ่อลึกที่มองไม่เห็นก้น’ เช่นถานกงกงที่อยู่เมืองหลวงผู้นั้น

            คนร้ายก่อเหตุไปได้นานหนึ่งชั่วยามแล้ว เมื่อคิดถึงตรงนี้ ทำให้เขารู้สึกว่าเวลากระชั้นเข้ามาทุกขณะ “เรียกชุยมามามาที่นี่ ข้ารู้สึกว่าในห้องนี้มีอะไรที่ไม่ค่อยปกติ”

            เยี่ยนเซิงรับคำจากไปทันที หลินอีชวนเดินมาหยุดอยู่ข้างหน้าต่าง

            ดวงจันทร์เคลื่อนไปทิศตะวันตกแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาที่มืดมิดที่สุดก่อนแสงสว่างจะมาเยือน เขาคิดถึงบิดาที่ป่วยหนัก คนในตระกูลล้วนแต่จด ๆ จ้อง ๆ กันตาเป็นมัน คิดถึงตงฉ่างที่โหดเหี้ยมประดุจสัตว์ร้าย ดวงตาลึกล้ำคู่นั้นเริ่มปรากฏความกังวลขึ้นมา

            ใต้หน้าต่างคือสระบัว ใบบัวสีเขียวมรกตสูงเกือบจะระมาถึงหน้าต่าง หลินอีชวนลูบมือไปบนขอบหน้าต่าง เขารู้สึกถึงความชื้นบาง ๆ ที่ติดตามนิ้วมือ

            แสดงว่าคนร้ายว่ายน้ำเข้ามา เมื่อสังหารเผียวอิ๋นอิงได้แล้วก็กระโดดหนีลงไปในสระ ทำไมคนร้ายจึงแน่ใจว่าเผียวอิ๋นอิงพักอยู่ในนี้ เพราะคิดจะหาทางเข้าไปทำร้ายเซวียกงกงที่เรือนอีสุ่ยจึงได้ลอบเข้ามาทางห้องด้านข้างนี้แล้วพบกับเผียวอิ๋นอิงเข้าอย่างบังเอิญ หรือว่าคนที่คนร้ายต้องการสังหารแต่แรกก็คือเผียวอิ๋นอิง

            เสียงฝีเท้าร้อนรนดังขึ้นจากเบื้องหลัง หลินอีชวนหมุนตัวกลับไป ชุยมามา ผู้ดูแลตึกหนิงฮัวเมื่อเห็นหน้าเขา รอยยิ้มที่ถูกบังคับให้ประดับอยู่บนใบหน้าอย่างหวานหยดย้อยนั้นกลายเป็นความเคร่งเครียดขึ้นมาทันที นางแสดงความเคารพเขาอย่างนอบน้อม “คารวะคุณชายใหญ่”

            “ตามสบายเถอะ ชุยมามา เจ้าเข้ามาดูหน่อยสิว่าในห้องมีสิ่งใดผิดปกติบ้าง”

            เพื่อให้การปรนนิบัติเซวียกงกงอย่างเต็มที่ ชุยมามาเข้ามาตรวจดูการตกแต่ง ประดับประดาภายในเรือนอีสุ่ยด้วยตนเอง นางสังเกตดูอย่างละเอียดแล้ว จู่ ๆ ก็เอ่ยด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “คุณชาย กลิ่นหอมในห้อง...”

            หลินอีชวนได้กลิ่นหอมที่กระจายอยู่ในห้องตั้งแต่เข้ามาตอนแรก กลิ่นหอมของดอกบัวที่ปักอยู่ในแจกันบนโต๊ะเขียนหนังสือ โต๊ะไม้กฤษณาที่ใช้แขวนโคมไฟ มีกลิ่นไม้กระจายอยู่อ่อน ๆ กลิ่นหอมจากการอบร่ำของเครื่องนอนบนเตียง อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมของเทียนหอมที่จุดอยู่ในห้อง

            สถานที่เช่นตึกหนิงฮัว หากในห้องไม่มีกลิ่นหอมสิจึงจะน่าประหลาดใจ

            ชุยมามารวบรวมความกล้าบอกความจริงไปว่า “เวลาที่สาว ๆ ในนี้ไม่ยอมเชื่อฟัง ก็อาจจะใช้กำยานหอมประเภทนั้น... กำยานนี้ข้าน้อยเป็นคนปรุงขึ้นมาเองตามตำรับที่ได้มาจากวังหลวง หน้าต่างเปิดกว้างอยู่ก็จริง แต่ข้าน้อยก็ยังได้กลิ่นหอมของกำยานชนิดนี้”

            หลินอีชวนเข้าใจถึงสาเหตุที่เผียวอิ๋นอิงไม่มีการดิ้นรนขัดขืนขึ้นมาทันใด “จะต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะออกฤทธิ์”

            เมื่อเห็นว่าคุณชายใหญ่ไม่ได้เอาความเรื่องการใช้กำยานในนี้ ชุยมามาถอนหายใจอย่างโล่งอกเบา ๆ ตอบเสียงเบากลับไปว่า “ขอแค่อยู่ในห้องครึ่งชั่วยามขึ้นไปก็จะมีผล ถ้าหากอยู่ไม่นาน ก็จะแค่รู้สึกเหนื่อยอ่อน แต่ถ้าหากสูดดมเข้าไปปริมาณมาก ร่างกายจะไร้สิ้นเรี่ยวแรง นี่เป็นสูตรนำออกมาจากวังหลวง เมื่อดมจะเหมือนกับกลิ่นกำยานทั่วไป ทำให้ผู้คนไม่เกิดความสงสัย กำยานหนึ่งขดสามารถจุดได้นานสิบสองชั่วยาม”

            คณะของเซวียกงกงเข้ามาในตึกหนิงฮัวเวลายามแปด* เรือนอีสุ่ยจัดการเก็บกวาดเรียบร้อยในเวลายามเจ็ด... กำยานนี้จะต้องถูกจุดหลังจากที่ชุยมามาเข้ามาตรวจตราความเรียบร้อยแล้ว

            คำนวณเวลาได้อย่างแม่นยำ แสดงว่าผู้ที่ลงมือต้องเป็นคนใน หรือจะเป็นคนรับใช้ที่ทำงานทั่วไปในเรือนอีสุ่ย หรือว่าเป็นสาวใช้ที่รับใช้อยู่ในนี้ หรือว่าจะเป็นคนอื่นที่ลอบเข้ามาในขณะที่มีคนมากมายกำลังวุ่นวายกับการตกแต่งจัดการสถานที่

            หลินอีชวนขบคิดในใจ รู้สึกเลื่อมใสในวรยุทธของเผียวอิ๋นอิงขึ้นมาไม่น้อย ถึงขนาดสูดดมกำยานที่ทำให้ร่างกายไร้เรี่ยวแรงไปในปริมาณมาก แต่ยังมีกำลังที่จะฟาดเตียงไม้ให้พังได้เพียงฝ่ามือเดียว

            เขาคิดกลับไปอีกด้านว่า หากไม่อาศัยกำยานก็ไม่กล้าลงมือ... อืม เช่นนี้แสดงว่าคนร้ายไม่มีความมั่นใจว่าจะลอบสังหารเผียวอิ๋นอิงได้ ถ้าเกิดเผียวอิ๋นอิงสะดุดใจกับกลิ่นหอมที่มีความผิดปกติในห้องขึ้นมาเสียก่อน มิเท่ากับเป็นการเตือนภัยให้กับเผียวอิ๋นอิงหรือไร แต่ว่าคนของตงฉ่างกลับเชื่อมั่นว่าคนร้ายมีวรยุทธสูงส่งอย่างมาก แล้วคนที่พวกเขาต้องการตัวนั้น เป็นคนเดียวกับคนร้ายที่สังหารเผียวอิ๋นอิงหรือไม่

            หัวหน้าองครักษ์ตงฉ่างตายอยู่ในนี้ อีกทั้งในห้องยังมีกลิ่นกำยานที่ปรุงขึ้นมาเอง ถ้าหากเรื่องนี้เกิดถูกคนของตงฉ่างรู้ขึ้นมา ไม่เพียงแต่ตึกหนิงฮัว แม้แต่ทั้งสกุลหลินก็จะตกที่นั่งลำบาก จะถูกเหมารวมไปเป็นพวกเดียวกับคนร้าย เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้ว ชุยมามาก็ตกใจเสียจนใบหน้าซีดขาว นางลืมที่จะแสดงความเกรงใจหลินอีชวน เดินผ่านตัวเขาเข้าไปค้นทั่วห้องอย่างแตกตื่น

            “มามาหากำยานที่ถูกจุดแล้วงั้นหรือ” สีหน้าของหลินอีชวนเคร่งขรึม เขาไม่อาจให้คนของตงฉ่างรู้ว่าคนร้ายเป็นคนของตึกหนิงฮัวเด็ดขาด

            “คุณชาย กำยานชนิดนี้โดยทั่วไปจะใช้เตาเผากำยานมาจุด แต่ว่าในนี้ไม่มีเตากำยานเลยสักใบ” ชุยมามาค้นหารอบห้องด้วยความตื่นตระหนก นางกระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ

            มองไปยังหน้าต่างที่เปิดกว้าง หลินอีชวนถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ดูท่าก่อนที่คนร้ายจะจากไปได้หยิบเตาเผาใบนั้นออกไปด้วย ขอเพียงแต่มันไม่ตกอยู่มือของตงฉ่างก็พอแล้ว “มีใครในนี้ที่จะเข้าถึงกำยานชนิดนี้ได้บ้าง”

            ชุยมามาตอบกลับอย่างแตกตื่น “ที่ตึกหนิงฮัวไม่ค่อยได้ใช้กำยานชนิดนี้ ข้าน้อยทำจำนวนไม่มาก จึงได้เก็บเอาไว้กับตัวมาโดยตลอด”

            “ไปสืบดูสิ ถ้าหากมันหายไปขดหนึ่ง เจ้าจงเขียนรายชื่อคนที่มีโอกาสเข้าถึงกำยานชนิดนี้ออกมาให้หมด ส่วนที่เหลือนั้นไม่ว่าจะมีเท่าไรจงทำลายให้สิ้นซาก แม้แต่สูตรก็เก็บเอาไว้ไม่ได้ แล้วต่อไปห้ามใช้มันอีกเด็ดขาด เรื่องนี้ไม่อาจให้คนอื่นล่วงรู้ เจ้าจงหาคนมาเก็บกวาดห้องนี้ให้สะอาดโดยเร็ว”

            “ข้าน้อยจะไปจัดการเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”

            รอจนกระทั่งชุยมามาจากไปแล้ว หลินอีชวนยกมุมปากขึ้นน้อย ๆ เปล่งเสียงหัวเราะเย็นกระด้างออกมา คนทั้งหมดต่างมีความเห็นว่าคนร้ายอาศัยทางน้ำที่เชื่อมติดต่อไปทั่วทุกแห่งหนีออกไปจากที่นี่ แต่ว่าความเป็นจริงคนร้ายเป็นคนในตึกหนิงฮัว แล้วเช่นนี้ยังจำเป็นต้องหนีไปทางสระน้ำงั้นหรือ

            “เยี่ยนเซิง เจ้าคิดว่าคนร้ายจะซ่อนตัวอยู่ที่ใด”

            เยี่ยนเซิงคิดไปคิดมา ก่อนจะตอบอย่างซื่อ ๆ ว่า “แม้ที่ตรอกจะเปิดประตูใหญ่ไปแล้ว แต่วรยุทธของคนร้ายยอดเยี่ยม สามารถหลบหลีกจากเวรยามที่เดินตรวจตราไปได้ กำแพงที่ต่ำเตี้ยอย่างนี้ไม่มีทางขัดขวางเขาไว้ได้แน่ สระบัวนั้นเชื่อมต่อกับทางน้ำด้านนอก สามารถออกไปได้รอบทิศ ถ้าเกิดเป็นคนที่ว่ายน้ำเก่ง ว่ายน้ำออกไปตอนกลางคืนก็ไม่เป็นที่พบเห็นของคนอื่น แบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก โอกาสที่เขาจะหนีออกจากตรอกบัวขาวกลับที่พักในเมืองได้นั้นมีความเป็นไปได้สูง”         

            “ไม่ คนร้ายไม่ได้ไปไหนทั้งนั้น” หลินอีชวนพูดในสิ่งที่เขาวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว “เขาจะต้องอยู่ในตรอกบัวขาว ดีไม่ดีอาจจะยังอยู่ในตึกหนิงฮัวเสียด้วยซ้ำ”

            ค่ำคืนนี้นอกจากเซวียกงกงที่พำนักอยู่ที่เรือนอีสุ่ย ตัวเขาเองพักอยู่ที่เรือนหลันชุ่ย เรือนเล็กอีกเก้าแห่งยังมีแขกพักอยู่ทั้งหมดอีกหกคน

            หลินอีชวนเชื่อว่าคนร้ายจะต้องเป็นหนึ่งในนั้น

------------------------------------------

* ยามแปด 13.00-15.00น.

อัจฉริยะแดนใต้ ตู้จือเซียน

เรือนริมน้ำที่มู่หลันพักอยู่นั้นดับไฟหมดแล้ว มันตั้งตระหง่านในความมืดมิดริมสระน้ำ

            ชุยมามาเป็นผู้ถือโคมไฟ เดินนำหลินอีชวนและเยี่ยนเซิงเข้ามาในเรือนริมน้ำหลังนี้อย่างเงียบกริบด้วยตนเอง ออกคำสั่งให้สาวใช้ที่ประจำอยู่ล่าถอยออกไปเฝ้าอยู่นอกประตูเรือน

            “คุณชายมู่คนนั้นพอเห็นหมิงเอียนร่ายรำอยู่กลางสระน้ำเลยติดใจกับท่วงท่าการรำของนาง จึงได้เรียกให้นางมาคอยรับใช้” ชุยมามาเล่าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ข้าน้อยจะเข้าไปเรียกหมิงเอียน”

            หลินอีชวนเอ่ยเสียงเรียบเฉยว่า “ไม่จำเป็นต้องให้ความเกรงใจคุณชายมู่ขนาดนี้หรอก เยี่ยนเซิง”

            เยี่ยนเซิงเดินขึ้นหน้าผลักบานประตู ประตูถูกใส่ดานจากด้านใน เขาชักกระบี่ฟันดานประตูออกอย่างง่ายดาย เปิดประตูห้องเข้าไป

            ภายในห้องไม่มีการเคลื่อนไหว เงียบสนิทราวกับเป็นห้องว่าง

            เยี่ยนเซิงถือกระบี่เดินนำหน้าหลินอีชวนอย่างระแวดระวัง

            ชุยมามาเมื่อเข้ามาในห้องสูดจมูกฟุดฟิดอยู่สองครั้ง เอ่ยอย่างตื่นตระหนกว่า “คุณชาย ในนี้มีกลิ่นกำยานชนิดนั้นด้วย”

            “จุดตะเกียง”

            แสงไฟสว่างขึ้น ชุยมามามองไปยังเตาเผากำยานที่วางอยู่บนโต๊ะตัวเล็ก เดินซอยเท้าเข้าไปหยิบเตาเผากำยานขึ้นมาดู “มันเผาหมดไปนานแล้ว ดูจากขี้เถ้าที่เหลืออยู่ เป็นปริมาณการใช้ที่น้อยมาก”

            หน้าต่างที่อยู่ติดสระน้ำถูกเปิดกว้าง ลมราตรีพัดผ้าม่านสีขาวสะอาดสั่นไหวเบา ๆ บนเตียงมีกระโปรงสีฟ้าและเสื้อคลุมสีฟ้าวางอยู่ ชุยมามาหยิบเสื้อผ้าชุดนั้นขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด “นี่เป็นเสื้อผ้าของหมิงเอียนนี่ แล้วนางหายไปไหนกัน”

            หลินอีชวนเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าตั่งนอนตัวสั้น

            เด็กหนุ่มที่อยู่บนตั่งนอนด้วยท่าทางที่เปิดเผยยิ่งนัก มือสองข้างกางออก ขาข้างหนึ่งพาดอยู่บนตั่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งตกอยู่บนพื้น ผ้าห่มคลุมตัวอยู่เพียงชายด้านหนึ่ง

            แม้ถูกสายตาหลายคู่จ้องมองมาพร้อมกับแสงไฟที่ส่องอยู่เหนือใบหน้า หากหนุ่มน้อยยังไม่รู้สึกตัว นอนหลับเป็นตายอยู่เช่นเดิม

            หลินอีชวนนึกประหลาดใจ “เยี่ยนเซิง ถ้าคน ๆ หนึ่งนอนด้วยท่าขดตัวประดุจเป็นทารก แสดงว่าเป็นคนมีจิตใจหวาดระแวงต่อผู้อื่นอย่างมาก”

            เยี่ยนเซิงหลุดเสียงหัวเราะก่อนเอ่ยว่า “คุณชายมู่คนนี้นอนกางแขนกางขาเสียขนาดนี้ แสดงว่าเป็นคนเปิดเผย นายน้อยท่านยังสงสัยเขาอยู่อีกหรือ”

            ดวงตาของหลินอีชวนกลอกไปมา เอ่ยช้า ๆ ขึ้นว่า “ถ้าหากไม่ใช่แกล้งทำเป็นหลับ ท่านอนเช่นนี้ทำให้ข้าหายสงสัยเขาไปได้ครึ่งหนึ่ง”

            ท่านอนเช่นนี้ดูไม่เรียบร้อยอย่างยิ่ง ตอนเป็นเด็กตาเฒ่าเคยบอกกับมู่หลันว่าถ้าไม่อยากถูกใครจับพิรุธได้ รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำอยู่ในชีวิตประจำวันนั้นมีความสำคัญมาก เขาฝึกฝนจนเป็นความเคยชิน คิดไม่ถึงว่าหลินอีชวนจะให้ความสนใจกับท่านอนของตนขึ้นมาจริง ๆ มู่หลันเพิ่มความระวังตัวขึ้นมากกว่าเดิมเป็นสิบเท่า

            “เสื้อผ้าของหมิงเอียนยังวางอยู่บนเตียง นางไม่มีทางออกไปโดยไร้ผ้าผ่อนติดกาย ประตูห้องปิดจากด้านใน ทางออกทางเดียวที่จะไปได้ก็คือเดินลงน้ำจากระเบียงตรงนี้ ดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน นางน่าสงสัยมากกว่าคุณชายมู่” ขณะที่พูดไปนั้น สายตาของหลินอีชวนยังคงไม่คลาดไปจากใบหน้าของมู่หลันแม้แต่น้อย เขาให้เยี่ยนเซิงยกเก้าอี้มาให้แล้วนั่งลงตรงหน้ามู่หลัน ออกคำสั่งว่า “เจ้าจงออกไปตามหาด้วยตัวเอง คนของตงฉ่างไม่แน่ว่าจะไปจากหยางโจว ดังนั้นอย่าให้พวกเขารู้สึกถึงความผิดปกติ”

            เยี่ยนเซิงเห็นพฤติกรรมของคุณชายตนแล้วให้รู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย “คุณชายยังสงสัย....”

            “เจ้าไปเถอะ ถ้าได้ข่าวแล้วจงรีบกลับมารายงาน” หลินอีชวนตัดบทขึ้นเสียก่อน

            ไล่เยี่ยนเซิงออกไปแล้ว หลินอีชวนออกคำสั่งกับชุยมามาว่า “เจ้ารีบไปเอายาถอนพิษมา”

            คนสองคนเดินจากไป ภายในห้องเงียบสงัดลง

            หลินอีชวนเพ่งสมาธิจ้องมองมู่หลัน เจ้าหนุ่มคนนี้ยังคงนอนหายใจเป็นจังหวะยาวและแผ่วเบา ไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

            เจ้าหนุ่มนี่ดูไปแล้วน่าจะมีอายุแค่สิบห้าสิบหกปี คางเกลี้ยงเกลาสะอาดหมดจด ขนคิ้วดำขลับ จมูกตรงเป็นสัน ขนตาค่อนข้างยาว หลินอีชวนยื่นมือไปดึงขนตาของมู่หลัน ทำแบบนี้จะคันอย่างยิ่ง แต่เด็กหนุ่มยังไม่รู้สึกตัวแต่อย่างใด ทำให้เขาเริ่มเชื่อว่ามู่หลันนอนหลับไปจริง ๆ พึมพำกับตัวเองว่า “หน้าตาหล่อเหลาไม่เบา ไม่เหมือนกับคนที่หมกมุ่นกับอบายมุข”

            เขายกมือของมู่หลันขึ้นมา

            ปลายเล็บตัดเล็มอย่างสะอาดสะอ้าน เล็บเป็นสีชมพูมันวาว ไม่พบร่อยรองของเศษดิน หยดน้ำ หรือคราบเลือดแต่อย่างใด นิ้วมือยาว หากเรียวบาง ข้อนิ้วไม่ปูดโปน

            ฝ่ามือดูค่อนข้างเล็ก เหมือนจะเล็กกว่ามือของเขาเกือบเท่าตัว หลินอีชวนทาบมือของตนเองเทียบกับมือของมู่หลัน อืม เล็กกว่าเท่าตัวจริงๆด้วย

            เขาจับมือมู่หลันกุมเอาไว้เบาๆ รู้สึกถึงความเย็นจากปลายนิ้ว กลางฝ่ามือมีความอุ่นซ่าน เมื่อกำไว้แล้วให้รู้สึกดีไม่น้อย

            หลินอีชวนบีบฝ่ามือของมู่หลัน ใช้ปลายนิ้วไล้ไปทีละน้อย

            ฮือฮือ... ยังจะลูบอยู่อีก

            มู่หลันคิดจะกระโดดฟาดฝ่ามือให้หลินอีชวนสลบเหมือดไปสักที เพราะตอนนี้เขาใกล้จะหมดความอดทนแล้ว

            มือคู่นี้มีรอยด้านบาง ๆ เห็นได้ชัดว่าสภาพความเป็นอยู่ของเด็กหนุ่มคนนี้มิได้สบายนัก ปกติทำงานใช้แรงงานงั้นหรือ อืม หรือว่าจะเป็นพวกบัณฑิต หลินอีชวนลูบไปถึงรอยด้านที่นิ้วมือของมู่หลัน รอยด้านตรงนี้น่าจะเป็นตำแหน่งที่เกิดจากการจับพู่กันเขียนหนังสือมานานหลายปี

            เขาปล่อยมือมู่หลันในที่สุด ปรายตามองไปที่เท้าของอีกฝ่าย เป็นเด็กหนุ่มที่รูปร่างผอมบาง มีแต่กระดูกจริง ๆ แม้แต่เท้าก็ยังดูสั้นกว่าเขาเป็นคืบ แต่ว่า เขาไม่มีนิสัยชอบดมกลิ่นเท้าของผู้อื่น ดังนั้นสายตาจึงเลื่อนไปบนตัวของมู่หลันแทน

            เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่นั้นมีราคาแค่ไม่กี่อีแปะ ที่เอวมีถุงผ้าห้อยอยู่ใบหนึ่ง ตัดเย็บจากผ้าต่วนเนื้อธรรมดา หากลวดลายที่ปักอยู่นั้นดูแปลกตา... เป็นเหมือนเม็ดเหอเถาสองลูกที่อวบอ้วน

            เขาแทบไม่เคยเห็นถุงเงินปักลวดลายเป็นรูปเม็ดเหอเถาสองเม็ดมาก่อน หรือว่ามันจะมีความหมายพิเศษแฝงอยู่ หลินอีชวนเกิดความสนใจกับลวดลายบนถุงเงินอย่างยิ่ง จึงได้เอื้อมมือปลดออกมา เมื่อบีบไปแล้วพบว่าข้างในมีก้อนแข็ง ๆ กลม ๆ ซ่อนอยู่

            เขาหยิบเศษเงินที่มีน้ำหนักสองตำลึงออกมาจากถุงผ้า ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ “มีเงินทุนมาแค่สองตำลึง อาศัยมันก็เอาชนะได้ถึงหนึ่งแสนหกพันตำลึง นี่จะต้องเป็น ‘เงินก้นถุง’ ที่ลือกันกระมัง”

            มีคำเล่าขานว่าถ้าที่ไหนที่มี ‘เงินก้นถุง’ อยู่ เงินทั้งหลายจะเข้ามารวมตัวกันเอง จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ ไม่มีจบสิ้น

            หลินอีชวนถูกใจกับเศษเงินก้อนนี้ ถึงกับหยิบมันใส่ไปในถุงเงินของตนเองหน้าตาเฉย จากนั้นมัดถุงเงินไว้ที่เอวของมู่หลันตามเดิม

            เงินสองตำลึงถูกหยิบออกไป ถุงผ้าย่อมจะเบาหวิว มู่หลันรู้สึกได้ ตอนนี้เขาจนด้วยคำพูดไปชั่วขณะ

            นี่คือคุณชายแห่งตระกูลคหบดีอันดับหนึ่งของเมืองหยางโจวงั้นหรือ รวยแล้วยังจะขโมยเงินสองตำลึงของผู้อื่น มู่หลันรู้สึกปวดใจยิ่งนัก นี่เป็นเงินที่เหอเถาเก็บมาตลอดทั้งปี เขาจะต้องเอามันคืนมาหรือไม่ก็ให้หลินอีชวนคืนมาให้ได้

            หลินอีชวนเห็นบริเวณเอวของมู่หลันนูนขึ้นมาเป็นก้อนกลม ๆ ทำให้เขายื่นมือออกมาอีกครั้ง

            พอได้หรือยัง! หรือว่าจะต้องหาทางคลำตัวเขาให้ครบทุกที่ มู่หลันเริ่มคิดเสียใจว่าทำไมเขาต้องมาแกล้งทำหมดสติเพราะดมกำยานเข้าไปด้วยนะ แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะทำให้ตัวเองหมดสติไปจริง ๆ มู่หลันได้แต่สาบานกับตัวเองว่าถ้าหากหลินอีชวนยังกล้าลูบคลำตัวเขาต่อไป เขาจะกระโดดต่อยหน้าอีกฝ่ายให้สุดแรงเกิด

            ตอนนี้เอง ชุยมามากลับเข้ามาพร้อมกับกับกำยานแท่งหนึ่ง “คุณชาย จุดกำยานแท่งนี้ให้เขาดม อีกไม่นานก็จะฟื้นขึ้นมาเจ้าค่ะ”

            หลินอีชวนรับกำยานมาถือไว้ “เจ้าออกไปได้แล้ว”

            กลิ่นแสบร้อนของกำยานกระทบกับประสาทสัมผัสที่ปลายจมูกโดยตรง มู่หลันอ้าปากได้ก็ทำท่าจามรุนแรงอย่างน่าตื่นตระหนก “ฮัดชิ้ว ฮัดชิ้ว”

            น้ำลายกระจายเป็นละอองกลางอากาศ

            ไหนบอกว่าอีกครู่หนึ่งถึงจะฟื้น เขาเพิ่งแหย่กำยานไปที่ปลายจมูก เด็กหนุ่มนี่ก็ฟื้นขึ้นมาแล้ว หลินอีชวนคิดไม่ถึงว่ากำยานที่จุดจะออกฤทธิ์รวดเร็วเพียงนี้ ไม่ทันระวังตัวจึงถูกน้ำลายพ่นใส่หน้าอย่างจัง ความขยะแขยงที่ไม่คาดฝันทำให้เขาตัวแข็งทื่อไปในพริบตา

            มู่หลันจงใจทำ เขาทำท่าจามติด ๆ กันสองครั้งก่อนลืมตาขึ้นมามองใบหน้าหล่อเหลาที่มีสีหน้าเหลอหลาอย่างช้า ๆ คนที่ดูเหมือนคนปัญญาอ่อนตรงหน้านี่ก็คือหลินอีชวนงั้นหรือ เขาลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ร้องลั่นราวกับคนเจอผี “เจ้าเป็นใคร”

            เสียงที่ร้องดังดึงสติของหลินอีชวนกลับมา เสียงนี้มาพร้อมกับน้ำลายอีกระลอก ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนใบหน้าถูกอาวุธลับซัดอยู่เต็มไปหมด ชายหนุ่มยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดอย่างขยะแขยง รู้สึกว่าเสื้อนอกตัวนี้ไม่มีทางได้หยิบใส่อีกแล้ว เขาหมุนตัวเดินจ้ำไปยังห้องอาบน้ำที่อยู่อีกด้าน

            ไหนหมิงเอียนบอกว่าหลินอีชวนร้ายกาจมากอย่างไรเล่า แค่มีน้ำลายเต็มหน้าก็ตกใจเสียจนหน้าถอดสีแล้ว มู่หลันงุนงงกับท่าทางเดินดุ่มไปยังห้องอาบน้ำราวกับพายุของอีกฝ่าย เสียงน้ำไหลเป็นสาย ทำให้เขาเกือบเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ถึงขนาดนี้เชียว ถึงแม้เขาจะตั้งใจจาม จนมีเศษน้ำลายติดอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่ายเป็นจุด ๆ ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ถึงกับพ่นน้ำลายใส่หน้าเขาจัง ๆ สักหน่อย

            “ที่แท้ก็มีนิสัยรักสะอาดเป็นชีวิตจิตใจนี่เอง” มู่หลันพึมพำกับตัวเอง คิดถึงท่าทางเหลอหลาทำอะไรไม่ถูกของหลินอีชวนแล้วถึงกับต้องกำมือขึ้นอุดปากตัวเองเอาไว้ เพื่อสะกดเสียงหัวเราะที่เกิดขึ้นอย่างสุดความสามารถ

            การจามแค่ไม่กี่ครั้งสร้างความปั่นป่วนให้กับจังหวะการลองเชิงที่มีต่อมู่หลันไปโดยชิ้นเชิง

            หลินอีชวนล้างหน้าจนสะอาดเอี่ยม ถอดเสื้อตัวนอกทิ้งอย่างขยะแขยง เขาก้าวยาว ๆ ออกมาจากห้องอาบน้ำอย่างโมโห สิ่งที่เขาทำมาจะหมดสิ้นกันไปคราวนี้หรือ ในเมื่อกล้าลากสกุลหลินลงบ่อโคลน จงเลิกคิดไปเลยว่าเขาจะปล่อยตัวเด็กหนุ่มคนนี้ไปง่าย ๆ

            ลืมเรื่องเมื่อครู่ไปให้หมด ถ้าเจ้าหนูนั่นมันกล้าหัวเราะออกมาให้เห็นแม้แต่นิดเดียว รับรองว่าเขาจะทำให้มันไม่กล้าหัวเราะไปตลอดชีวิต หลินอีชวนให้คำมั่นกับตัวเองในใจ จนกระทั่งสงบสติอารมณ์ที่พลุ่งพล่านลงไปได้ เขาค่อยเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ

            เมื่อเงยหน้าขึ้นจึงเห็นมู่หลันยกเก้าอี้กลมขึ้นทำท่าเตรียมพร้อมจะขว้าง จ้องมาที่เขาอย่างโมโห

            “เจ้าเป็นใคร ดึกดื่นค่อนคืนบุกเข้ามาในห้องข้าทำอะไร แล้วหมิงเอียนเล่า เจ้าเอานางไปไว้ไหนแล้ว มีคนอยู่ไหม มีคนอยู่ไหม มีโจรปล้นสวาทอยู่ที่นี่!”

            โจรปล้นสวาท! เจ้านี่ช่างคิดได้ หลินอีชวนบดกรามกรอด เขาโกรธเสียจนเปล่งเสียงหัวเราะออกมา “เจ้าไม่ต้องตะโกน ไม่มีใครเข้ามาหรอก”

            เสียงเก้าอี้ตกจากมือของมู่หลันดังโครม เขาพูดอ่อย ๆ ด้วยความหวาดกลัวว่า “ข้า... ข้าเป็นผู้ชาย....”

            หรือว่าคุณชายอย่างข้ามองเป็นผู้หญิงกัน? หลินอีชวนโมโหเสียจนชี้นิ้ว คำรามใส่หน้าเขา “เจ้าคงไม่นึกว่าข้าจะคิดมิดีมิร้ายกับเจ้าหรอกนะ”

            “เจ้าอย่าได้ลำพองใจไป” ความโกรธเกรี้ยวของมู่หลันยังรุนแรงกว่าเขาเสียอีก คำด่าหลุดออกมาพร้อมกับหน้าตาแดงก่ำ “สกุลหลินหน้าไม่อาย พอข้าชนะได้เงินพนันมา ก็หลอกให้ข้าเข้ามาที่ตึกหนิงฮัว คิดจะทำร้ายข้าล่ะสิ ถ้าเจ้ากล้าเข้ามา อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ” เขาพูดไปมือก็หยิบกาน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมาเป็นอาวุธป้องกันตัว “บอกความจริงให้เจ้ารู้ก็ได้ อาจารย์ของข้าเป็นถึงอัจฉริยะแดนใต้ ‘ตู้จือเซียน’ ถ้าเส้นผมของข้าน้อยไปแม้แต่เส้นเดียว เขาไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าไปแน่”

            เป็นลูกศิษย์ของอัจฉริยะแดนใต้ ตู้จือเซียนเลยงั้นหรือ หลินอีชวนฟังด้วยความคาดไม่ถึง

            ตู้จือเซียนมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งนัก

            อายุเพียงสิบหกปีสามารถสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ แต่เป็นเพราะเขาอายุน้อยเกินไป ทำให้อดีตฮ่องเต้ทรงเลือกเขาเป็นทั่นฮัว* ราชบัณทิตอันดับสามแทน หากมิใช่ตู้จือเซียนอ้างว่าได้มีการหมั้นหมายกับหญิงสาวที่บ้านเกิดเอาไว้เสียก่อน อดีตฮ่องเต้คงจะมีรับสั่งเลือกให้เขาเป็นราชบุตรเขยเสียด้วย

            ตู้จือเซียนมีความรู้กว้างขวางในศาสตร์ทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นอักษรศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หรือดาราศาสตร์เขามีความเชี่ยวชาญทุกแขนง

            มีคำกล่าวที่ว่า ‘ไม่มีสิ่งใดในใต้หล้าที่ตู้จือเซียนทำไม่ได้’ มีคนเคยเดิมพันว่าตู้จือเซียนไม่มีทางปักผ้าได้แน่นอน ตู้จือเซียนใช้เวลาสองเดือนในการปักลายดอกบัวเขียวอยู่บนผ้าทรงโค้ง หลี่จินเจินนักปักผ้าชาวซูโจวที่มีชื่อเสียงประจำโรงปักผ้าเชียนเฉี่ยวแห่งแดนใต้ เมื่อเห็นผลงานของเขาถึงกับพร่ำชมไม่ขาดสายว่าคนที่ปักผ้าผืนนี้มีพรสวรรค์อย่างน่าประหลาด ถ้าหากให้คนผู้นี้ปักผ้าอีกสักสิบปี จะต้องมีฝีมือการปักผ้าที่ล้ำเลิศกว่าตัวเขาเป็นแน่ ดังนั้นผู้คนทั้งหลายจึงได้ยอมรับกันอย่างไร้ข้อกังขา จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทุกคนจึงพร้อมใจกันตั้งฉายาอัจฉริยะแดนใต้ให้กับตู้จือเซียน

            ขณะที่อดีตฮ่องเต้ทรงครองบัลลังค์ ตู้จือเซียนได้รับแต่งตั้งเป็นมหาราชบัณฑิตแห่งตำหนักเวินยวน* ทั้งที่อายุยังไม่ถึงสามสิบปี มีลูกศิษย์ลูกหามากมายนับไม่ถ้วน

            หลังจากอดีตฮ่องเต้สวรรคตแล้ว ราชสำนักมีแต่ความวุ่นวายระส่ำระสาย อีกทั้งมารดาของตู้จือเซียนล้มป่วยถึงแก่กรรมทำให้เขาเสียใจอย่างยิ่ง ถึงกับกระอักเลือดออกมาระหว่างอยู่ในท้องพระโรง จากนั้นจึงได้ขอลาออกจากการเป็นขุนนางเพื่อกลับบ้านเกิด เฝ้าหลุมศพของมารดา

            ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่ยังทรงพระเยาว์เสด็จขึ้นครองราชย์ ฮองไทเฮาเคยมีรับสั่งเชิญตู้จือเซียนเข้าวังเป็นพระอาจารย์ให้กับฮ่องเต้ถึงสามครั้ง แต่ทว่าตู้จือเซียนมีอาการป่วยเรื้อรังจากการกระอักเลือดในครั้งนั้นทำให้ไม่อาจรับหน้าที่นี้ได้ ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ทรงเสียดายเป็นยิ่งนัก ยังทรงเรียกขานตู้จือเซียนเป็นพระอาจารย์ ส่งของกำนัลมีค่า อีกทั้งยังมีรับสั่งให้หมอหลวงเดินทางมาหยางโจว ตรวจอาการ จัดยาให้กับตู้จือเซียนเป็นประจำทุกปี เรียกได้ว่ามีความระลึกถึงอยู่เสมอ

            แม้ตู้จือเซียนจะมิได้อยู่ในราชสำนักแล้วก็ตาม แต่ยังได้รับความเคารพไม่เสื่อมคลาย ผู้ว่าเมืองหยางโจวทำราวกับเขาเป็นพระโพธิสัตว์ผู้สูงส่ง เขาเองก็รู้สถานการณ์ดี จึงได้ใช้ข้ออ้างว่ารักษาอาการป่วย เก็บตัวอยู่ที่บ้านเกิด ใช้ชีวิตเรียบง่าย แทบไม่ย่างกรายออกไปไหน

            คนที่เลื่อมใสตู้จือเซียนคิดจะกราบเขาเป็นอาจารย์นั้นมีจำนวนมาก ถ้าหากนำมายืนเข้าแถว จะมีความยาวจากประตูเมืองไปจรดกำแพงอีกด้านหนึ่งแล้วยังต้องขดเป็นแถวอีกสามรอบ           

            คหบดีอันดับหนึ่งแห่งหยางโจวเคยมีความคิดอยากจะเข้าหา คิดจะเชิญตู้จือเซียนมาเป็นอาจารย์อยู่ที่สกุลหลิน แต่ถูกปฏิเสธ นายท่านสกุลหลินไม่ยอมแพ้ จ่ายเงินซื้อที่ดินรอบบ้านสกุลตู้เอาไว้จนหมด ให้คนปลูกต้นไผ่ที่ตู้จือเซียนชอบเอาไว้เต็ม

            ตู้จือเซียนคิดจะปฏิเสธก็ยังไม่มีโอกาส ที่ดินเป็นของสกุลหลิน สกุลหลินไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ ทำให้ตู้จือเซียนถูกบังคับให้ต้องรับ   ‘ผลประโยชน์’ ที่เกิดขึ้น แม้จะไม่มีสัญญาที่ดินเป็นการยืนยัน หากแต่เขาก็ได้พักอาศัยอยู่ท่ามกลางพื้นที่อันกว้างขวาง และเงียบสงบตามลำพัง

            เป็นเพราะเหตุนี้ ทำให้เมื่อสิบปีก่อนตู้จือเซียนเดินทางมาบ้านสกุลหลินเพื่อจับชีพจรให้กับนายท่านใหญ่ครั้งหนึ่ง เขาบอกว่าอีกสิบปีหลังจากนี้นายท่านใหญ่สกุลหลินจะป่วยหนัก มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งปี

            พยายามทำดีกับอีกฝ่าย แต่กลับถูกแช่งว่าอีกสิบปีจะป่วยหนักจนถึงขั้นเสียชีวิต นายท่านใหญ่แห่งสกุลหลินไม่เชื่อในสิ่งที่ตู้จือเซียนกล่าวมา จึงเชิญตู้จือเซียนออกจากบ้านสกุลหลินอย่างบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น แต่ด้วยความยำเกรงต่อชื่อเสียงของตู้จือเซียน จึงทำราวกับป่าไผ่แห่งนั้นไม่มีตัวตน ตัดขาดการไปมาหาสู่โดยสิ้นเชิง

            สิบปีผ่านไป เพิ่งจะย่างเข้าเดือนสอง ต้นฤดูใบไม้ผลิ นายท่านใหญ่แห่งสกุลหลินเกิดป่วยหนักขึ้นมา ทำให้เขาย้อนคิดไปถึงคำวินิจฉัยอันแม่นยำราวกับตาเห็นของตู้จือเซียน เพื่อที่จะช่วยรักษาอาการป่วยของบิดา หลินอีชวนไปขอร้องตู้จือเซียนไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ละครั้ง ถูกปิดประตูใส่หน้า ไม่เคยได้พบตู้จือเซียนเลยสักครั้ง

            สำหรับหลินอีชวนแล้ว ตู้จือเซียนมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

            คำพูดของมู่หลันทำให้เขาเปลี่ยนแปลงความตั้งใจเดิมไปในทันที หลินอีชวนนิ่งเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นประสานเข้าด้วยกัน เอ่ยทักทายไปว่า “คุณชายมู่เข้าใจผิดแล้ว ข้าน้อยคือคุณชายใหญ่แห่งบ้านสกุลหลิน หลินอีชวน”

            แสดงตัวตนที่แท้จริงของตนเองออกไปแล้ว ความหมายที่กล่าวไปนั้นก็คือ เขาเป็นถึงคุณชายใหญ่แห่งสกุลหลิน มีหรือจะกระทำเรื่องไร้เกียรติเช่นนั้นได้

            เมื่อได้ยินหลินอีชวนประกาศชื่อตนเองออกมา มู่หลันก็แสร้งทำสีหน้าท่าทางประหลาดใจอย่างได้จังหวะพอดิบพอดี

            เพียงแต่ว่า สีหน้าที่เขาแสดงออกไปนั้นในสายตาของหลินอีชวนแล้วมีความหมายว่า “อา ที่แท้คุณชายใหญ่แห่งสกุลหลินเป็นคนนิยมไม้ป่าเดียวกัน”

            หลินอีชวนทำหน้าเครียดขรึมทันใด

            อาศัยว่าตัวเองเป็นลูกศิษย์ของตู้จือเซียนแล้วคิดว่าเขาจะไม่กล้าลงมือจัดการอะไรงั้นหรือ

-------------------------------

* การสอบเข้ารับราชการในสมัยโบราณ จะมีสามอันดับสูงสุด โดยเรียงลำดับสูงสุด คือ จ้วงหยวน(ที่เราได้ยินคุ้นหูว่า จอหงวน) ผังเหยี่ยน และทั่นฮัว

* 文渊阁 ตำหนักเวินยวน เป็นหนึ่งในสิ่งปลูกสร้าง ของพระราชวังต้องห้าม ในสมัยราชวงศ์หมิง ใช้เป็นเหมือนหอสมุดที่เก็บหนังสือตำราต่าง ๆ ของฮ่องเต้ และยังเป็นที่ใช้สำหรับแต่งหนังสือหรือตำราความรู้ต่าง ๆ

เรามาตบมือสัญญากัน

           

            นับตั้งแต่เขาทำให้เจ้าหนูนี่ฟื้นขึ้นมาก็ถูกปั่นจนหัวหมุน ทั้ง ๆ ที่คิดแผนการเอาไว้ล่วงหน้าอย่างละเอียดรอบคอบว่าจะเดินก้าวต่อไปอย่างไร กลับมาถูกมู่หลันทำให้เสียแผนไปจนได้ ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้หลินอีชวนรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง

            หลังจากมู่หลันประกาศถึงตัวตนของ ‘ตาเฒ่า’ ไปอย่างคล่องปากแล้ว เขาก็มองหลินอีชวนอย่างประเมินพร้อมกับคิดว่า คราวนี้เจ้าควรจะเป็นฝ่ายประจบสอพลอข้าแล้วสิ

            หลินอีชวนเป็นฝ่ายเข้าหาอย่างที่มู่หลันคิดเอาไว้ แต่ว่าไม่ได้เข้าหาในลักษณะที่มู่หลันคิดว่าน่าจะเป็น เขาก้าวเท้ายาว ๆ มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ยื่นมือจับคางของมู่หลัน น้ำเสียงที่ใช้นั้นแฝงความท้าทาย “หน้าตาก็ดูสะอาดหมดจดดี”

            “น่าไม่อาย” มู่หลันออกแรงสะบัดหน้าหนี อีกทั้งยกกาน้ำชาที่ถืออยู่ขว้างออกไป

            หลินอีชวนใช้มือปัดออกไปเบา ๆ เอ่ยด้วยเสียงเรียบเฉยว่า “เจ้าเป็นคนพูดว่าข้าคิดมิดีมิร้ายกับเจ้าเองไม่ใช่หรือ ถ้าหากข้าไม่ทำอย่างที่เจ้าพูด เจ้าคงจะผิดหวังเป็นแน่”

            มู่หลันโมโหนัก จะถ่มน้ำลายให้เต็มหน้าอีกสักทีดีไหม ตอนนี้เขาไม่อาจใช้วรยุทธออกไป ขณะที่กำลังคิดจะจัดการสร้างความขยะแขยงให้หลินอีชวนอยู่นั้น ตัวของเขาก็ถูกจับพลิกคว่ำอยู่บนโต๊ะเสียก่อน

            “ลูกผู้ชายอกสามศอก เอาแต่คิดจะใช้วิธีของพวกผู้หญิง พูดจากระแทกแดกดัน หาเรื่องชวนทะเลาะอยู่ได้” เขาปรายตามองแผ่นหลังของมู่หลันด้วยอาการดูแคลน หลินอีชวนเริ่มได้ความรู้สึกของผู้ที่อยู่เหนือกว่ากลับคืนมา “ตู้จือเซียนสั่งสอนสิ่งเหล่านี้ให้กับเจ้างั้นหรือ”

            “คุณชายใหญ่แอบเข้าห้องข้ายามวิกาลเช่นนี้ คิดจะทำอะไรกันแน่” มู่หลันหันหน้ากลับมาเป็นฝ่ายถามเขาบ้าง

            หลินอีชวนปล่อยมือพร้อมกับถอยหลังไปไกลสามฉื่ออย่างรวดเร็ว ตอบคำถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าย่อมจะมาคิดบัญชีกับคุณชายมู่”

            คิดบัญชีที่เจ้าสังหารเผียวอิ๋นอิง ทำให้สกุลหลินต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก

            คิดบัญชี? ทำไมฟังแล้วประหลาดหูพิกล มู่หลันหันหน้ากลับมา ประสานสายตากับหลินอีชวนอย่างจัง

            ดวงตาของหลินอีชวนดำสนิทกว่าคนทั่วไป อีกทั้งดวงตายังมีเงาแวววาวราวกับไข่มุกดำเม็ดใหญ่ มู่หลันคิดไปถึงคำว่าสุกสกาวราวกับดาวบนฟ้า การถูกสายตาเช่นนี้จดจ้องทำให้มู่หลันรู้สึกว่า ถ้ายังถูกหลินอีชวนจ้องหน้าต่อ เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะต้องมากางอยู่ตรงหน้าเขาเป็นแน่ จิตใต้สำนึกบอกให้หลบตาเสีย แต่การฝึกฝนมาแรมปี ทำให้มู่หลันยังคงจ้องตาหลินอีชวนกลับ

            สายตาอันไร้เดียงสา? หลินอีชวนไม่เชื่อว่าคนที่สามารถเล่นพนัน เที่ยวหญิงนางโลมจะยังใสซื่อไร้เดียงสา

            หลินอีชวนเอ่ยอย่างเป็นนัยว่า “คุณชายมู่คงไม่คิดว่า สร้างเรื่องไว้ที่ตึกหนิงฮัวแล้ว จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรอกนะ”

            ในคำพูดของเขามีความหมายแฝงอยู่ แต่ทว่า เขารู้เรื่องจริง ๆ หรือว่าเพียงแต่พูดดักคอเท่านั้นเอง

            มู่หลันเค้นรายละเอียดเกี่ยวกับสกุลหลินที่รู้มาอย่างรวดเร็ว

            กิจการบ้านสกุลหลินทั้งหมดจะมอบให้อยู่ในการดูแลของบุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาหลวง แต่ภรรยาหลวงของนายท่านใหญ่สกุลหลินมีบุตรยาก หลังจากฮูหยินใหญ่ถึงแก่กรรม นายท่านใหญ่ก็รับอนุภรรยาเข้ามาอีกสิบกว่าคน พร้อมกับประกาศออกไปว่าใครก็ตามที่มีบุตรชายให้เขาได้จะถูกยกฐานะให้เป็นภรรยาหลวง แต่ทว่ายังคงไม่มีใครให้กำเนิดบุตรกับเขาได้สักคน ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เมื่อไม่มีทายาท คนในสกุลหลินคนอื่น ๆ ล้วนแต่แนะนำให้นายท่านใหญ่รับเด็กคนอื่นในตระกูลมาเป็นบุตรบุญธรรม 

            นายท่านหลินกลับไม่ใส่ใจคำแนะนำนี้ เขาได้ยินว่านอกเมืองทางตะวันตกของเมืองหลวงนั้นมีวัดหลินกวง มีคำร่ำลือว่าอรหันต์ห้าร้อยองค์ที่อยู่ในวัดนั้นศักดิ์สิทธิ์มากในการอธิษฐานขอพร จึงตัดสินใจพาอนุภรรยาที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ไปลูบคลำรูปปั้นทั้งห้าร้อยองค์อย่างตั้งใจ ปรากฏว่าได้รับรัศมีแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำให้อนุภรรยาผู้นั้นตั้งครรภ์ขึ้นมา เมื่ออายุได้สี่สิบปีนายท่านใหญ่สกุลหลินจึงได้หลินอีชวน บุตรชายเพียงคนเดียวมาเชยชมสมใจ เป็นประดุจของล้ำค่าที่ให้การทะนุถนอมเลี้ยงดูอย่างดี ใช้เงินทองจำนวนมากในการเชิญอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาให้การอบรมสั่งสอนวิชาความรู้

            เมื่อหลินอีชวนอายุครบสิบหกปี ได้เป็นผู้สืบทอดดูแลกิจการแทนบิดา เขาใช้เวลาเพียงครึ่งปี สามารถทำให้ผู้ดูแลกิจการทั้งหมดสิบหกแห่งที่มีอยู่ทั่วทั้งทางเหนือและใต้ของสกุลหลินยอมศิโรราบ สร้างความสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่ววงการค้าของเมืองหยางโจว

            คนลักษณะหลินอีชวน ย่อมจะรับมือไม่ได้ง่าย ๆ

            มู่หลันไม่อาจถูกคำพูดของหลินอีชวนจูงจมูกให้เดินตามได้ เขาถอนหายใจ เอ่ยอย่างดูแคลนไปพร้อมกับรำพึงรำพัน “ข้าก็แค่เอาชนะเดิมพันที่บ่อนหลิวเซียงมาได้แค่แสนตำลึงเท่านั้น สกุลหลินที่ร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่งของหยางโจวยังจะขี้เหนียว ถึงขนาดจะบังคับให้ข้าต้องใช้เงินในตึกหนิงฮัวให้หมดจนอีแปะสุดท้าย จึงจะยอมเลิกรางั้นหรือ”

            “เงินหนึ่งแสนตำลึงสำหรับผู้ที่ไม่เคยพบเจอโลกกว้างมานั้นเป็นจำนวนเงินที่มากอย่างน่าตกใจ แต่สำหรับข้าแล้ว ก็แค่ลดการซื้อเสื้อผ้าจากร้านเชียนเฉี่ยวในปีนี้ไปไม่กี่ชุดก็แค่นั้นเอง”

            หลินอีชวนพูดไปพร้อมกับยกมือปัดเสื้อที่สวมใส่อยู่ ด้ายเงินทอเป็นรูปนกกระเรียนนั้นโดดเด่นสะดุดตา ดูงดงามมีชีวิตชีวา จากนั้นค่อยปรายตามองเสื้อผ้าธรรมดาที่มู่หลันใส่นอนจนยับไปทั้งตัว มุมปากยกขึ้นน้อย ๆ อย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นถึงความดูแคลนต่ออีกฝ่าย

            สายตาที่มองนี่มันหมายความว่าอย่างไร? เย้ยหยันที่ข้ายากจนงั้นรึ? มู่หลันมองเสื้อผ้าสีเขียวยับยู่ยี่จนเป็นเหมือนผักกาดดองที่ตนเองสวมใส่ แล้วพ่นลมทางจมูกออกมาอย่างไม่พอใจ “ขี้โม้ เมื่อครึ่งปีก่อนตอนที่หลี่จินเจินแห่งร้านเชียนเฉี่ยวไปหาอาจารย์ข้า ข้าก็ถือโอกาสถามเรื่องราคาเสื้อผ้า ถึงจะเป็นเสื้อที่ใช้ดิ้นทองทอออกมาก็มีราคาอยู่แค่ไม่กี่ร้อยตำลึงเท่านั้น”

            ครึ่งปีก่อนหลี่จินเจินเดินทางมาจากซูโจว เพื่อรับงานตัดเย็บเสื้อผ้าให้กับสกุลหลิน เป็นช่วงเวลาที่ถูกต้องพอดี

            นี่เป็นสิ่งที่มู่หลันตั้งใจพูดให้กับหลินอีชวนฟัง

            หลินอีชวนไม่ติดใจถกเรื่องราคาเสื้อผ้าว่ามากน้อยเท่าไร หากเอ่ยขึ้นอย่างใจกว้างว่า “สกุลหลินเปิดบ่อนพนันหลิวเซียง ทำการค้าอย่างยุติธรรม ในเมื่อคุณชายมู่เอาชนะมาอย่างถูกต้อง ก็สามารถนำเงินไปได้ ไม่มีปัญหา”

            ความหมายของเขาก็คือ... เงินที่ได้มาอย่างถูกต้องสามารถนำเงินไปได้อย่างไม่มีปัญหา ถ้าหากเล่นตุกติกก็อย่าได้หวังจะเอาไปใช้ได้แม้แต่อีแปะเดียว

            น่าเสียดายที่คนดูแลบ่อนสกุลหลินมีสายตาย่ำแย่ จับพิรุธไม่ได้ จับโจรต้องจับพร้อมของกลาง ในเมื่อดูไม่ออกว่าข้าเล่นตุกติกแล้วจะทำอะไรข้าได้ มู่หลันมีสีหน้าผ่อนคลาย “งั้นก็ดี พรุ่งนี้พอฟ้าสางข้าจะรีบกลับบ้าน คุณชายใหญ่ช่วยเรียกคนมาคิดบัญชีก็แล้วกัน”

            “ข้าเกรงว่าคนของข้าจะแจกแจกรายการไม่ละเอียด ข้าจะเป็นผู้คิดบัญชีให้เอง”

            คำว่าคิดบัญชีถูกเน้นอย่างหนัก

            หรือว่าตัวเขาจะเผยพิรุธอะไรออกไป มู่หลันมักรู้สึกว่าคำพูดของหลินอีชวนนั้นจะแฝงไปด้วยความหมายอีกชั้นหนึ่ง เขาแสร้งตอบกลับไปอย่างไม่รู้เรื่อง “ลำบากคุณชายใหญ่แล้ว”

            “มีเงินมาให้ ข้าย่อมจะยินดีอยู่แล้ว”

            มู่หลันเริ่มสนุกขึ้นมา เขาอยากฟังเหมือนกันว่าหลินอีชวนจะคิดบัญชีอย่างไรจึงจะเอาเงินในถุงเงินหนึ่งแสนกับหกพันตำลึงของเขาไปได้ “งั้นก็คิดมาเลย”

            “คุณชายเป็นคนของหลินสือปา ผู้ดูแลบ่อนส่งมาที่นี่ถือว่าเป็นแขกชั้นดีที่กินอยู่ในตึกหนิงฮัวโดยไม่ต้องจ่ายเงิน”

            “งั้นก็ดียิ่งนัก”

            “แต่ตอนที่เรียกแม่นางมารับใช้จะต้องจ่ายเงิน คุณชายมู่คงไม่เอาเปรียบค่าเครื่องหอมของพวกนางหรอกนะ”

            เขาอยากจะรู้เหมือนกัน ว่าแม่นางในตึกหนิงฮัวนั้นมีราคาค่าตัวสูงเท่าไร มู่หลันเอ่ยอย่างใจกว้างว่า “แม้แต่ลูกเต่าก็ยังรู้ว่ามิอาจค้างค่าตัวของแม่นางทั้งหลายได้ ข้าก็รู้น่า คืนนี้มีแม่นางอยู่เป็นเพื่อนข้าหกคน เป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม แม่นางคนหนึ่ง มีค่าตัวหนึ่งพันตำลึงก็น่าจะพอแล้วกระมัง”

            หลินอีชวนพยักหน้าให้น้อย ๆ “ข้าต้องขอบคุณความใจกว้างของคุณชายแทนพวกนางด้วย”

            มู่หลันเป็นฝ่ายเอ่ยถึงหมิงเอียนขึ้นมาก่อน “แม่นางหมิงเอียนอยู่เป็นเพื่อนข้าหนึ่งคืน แต่ว่าอยู่ ๆ ก็หายตัวไป ข้าก็ไม่ถือสาหาความอะไร แบบนี้สักหนึ่งหมื่นตำลึงคงจะพอแล้ว”

            หลินอีชวนส่ายหน้าน้อย ๆ “ไม่พอ”

            มู่หลันหัวเราะ “คุณชายใหญ่คิดว่าเท่าไรจึงจะพอ”

            หลินอีชวนจ้องหน้าเขา เอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “คุณชายหน้าตาหมดจดคมคาย เห็นได้ว่าแม่นางหมิงเอียนนั้นมีใจให้กับคุณชาย คุณชายเป็นชายคนแรกของนาง คืนแรกของแม่นางในตึกหนิงฮัวของเรานั้นไม่ถูกแน่นอน ค่าตัวของแม่นางหมิงเอียน... หนึ่งแสนตำลึง”

            จ่ายให้แม่นางคนอื่น ๆ ไปทั้งหมดหกพันตำลึง แต่ราคาค่าตัวของหมิงเอียนกลับกลายเป็นหนึ่งแสนตำลึง เป็นตัวเลขที่คิดออกมาได้พอดิบพอดีกับเงินที่มู่หลันชนะเดิมพันมาจากบ่อนหลิวเซียงอย่างไม่มากไป ไม่น้อยไปแม้แต่ตำลึงเดียว

            มู่หลันยื่นหน้าเข้าไปใกล้หลินอีชวน มองแล้วมองอีก ส่งเสียงจิ๊ ๆ อยู่สองคำ “คุณชายใหญ่นี่มีปากของนักบัญชีเสียจริง ๆ ลูกคิดที่อยู่ในใจนี่ก็ดีดดังต๊อกแต๊ก ทำให้ขาวกลายเป็นดำได้เพียงพริบตา เงินในถุงผ้าของข้าน้อยถูกคิดเสียจนหมดเกลี้ยง”

            หลินอีชวนทำท่าถอนหายใจ แสดงความจนใจออกมาให้เห็น “ก็ใครใช้ให้คุณชายมู่มีสายตาเฉียบคม แม่นางนับร้อยในตึกหนิงฮัว ท่านก็ไม่ถูกใจ แต่กลับมาถูกใจหมิงเอียนที่มีค่าตัวถึงหนึ่งแสนตำลึง”

            “ถ้าหากข้าบอกว่าข้ากับแม่นางหมิงเอียนยังบริสุทธิ์ผุดผ่องล่ะ”

            “คุณชายมู่จะบอกว่า เจ้ากับแม่นางหมิงเอียนได้แต่นั่งกินลมชมดอกไม้ ท่องกลอนร้องเพลงกันอยู่ทั้งคืนเท่านั้นหรือ”

            มู่หลันเห็นแววตาแดกดันของหลินอีชวนแล้วให้หุบปากลงทันที ไม่ว่าอย่างไร เรื่องที่ตนเองอยู่ในเรือนพักกับหมิงเอียนตามลำพังทั้งคืนเป็นเรื่องจริง ถึงจะแย้งเรื่องความบริสุทธิ์ของนางไปก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้หมิงเอียนตายแล้ว นางเป็นคนของตึกหนิงฮัว ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องว่ากันตามที่หลินอีชวนพูด

            เงินที่เอาชนะมาได้อย่างยากลำบาก จะให้คืนกลับไปทั้งอย่างนี้ได้อย่างไร ตอนนี้มู่หลันเกิดความโมโห จึงถามหลินอีชวนกลับไปอย่างจริงจังว่า “แล้วที่พวกเราสองคนนั่งคิดบัญชีกันมาตลอดทั้งคืนเช่นกัน ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไปก็คงจะไม่ใช่เรื่องน่าฟังเท่าไร เกิดมีคนเอาไปพูดว่าข้าทำลายความบริสุทธิ์ของคุณชายใหญ่เข้า... แบบนี้ต้องจ่ายเป็นเงินท่าไรกันนะ”

            ท้าทายเขางั้นหรือ อาจหาญเกินไปแล้ว! หลินอีชวนชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ เขาเห็นดวงตาเป็นประกายแวววาวคู่นั้นมีความท้าทายปะทุอยู่ เขาประคองใบหน้าของมู่หลันด้วยมือทั้งสองข้างพลางใช้สายตาเคลิบเคลิ้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตา “เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคมคาย รูปร่างบอบบางอย่างเจ้า ถ้าจะให้ข้าต้องเป็นฝ่ายจ่ายเงิน ข้าก็ยังยินดี”

อี๋... มู่หลันขนลุกเกรียวไปทั้งตัว เขาถลึงตาใส่หลินอีชวนอย่างไม่ยอมแพ้ เถียงปากยื่นปากยาว “ในเมื่อข้าดีอย่างนี้ ก็จูบข้าสักทีแล้วจ่ายเงินตอบแทนให้ข้าหมื่นตำลึงก็พอ แค่นี้ไหวหรือเปล่า”

            เมื่อคำพูดประโยคนี้ดังขึ้น หลินอีชวนรู้สึกกระเพาะปั่นป่วนขึ้นมาทันที เขาไม่เคยเจอคนที่หน้าไม่อายอย่างมู่หลันมาก่อน ให้จูบแล้วยังต้องจ่ายเงินตอบแทนอีกหนึ่งหมื่นตำลึงรึ? สิ่งที่ประคองอยู่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ใบหน้าของมู่หลัน แต่เป็นเหมือนถ่านไม้ที่เผาจนแดง ถ้าเขาโยนมันทิ้งเขาก็เป็นฝ่ายแพ้ แต่ถ้าหากเขาจะต้องจูบกับผู้ชายจริง ๆ... หลินอีชวนคิดว่าตนเองจะต้องเอาหัวชนกำแพงตายแน่

            เขาถลึงตาดุดันใส่มู่หลัน ปากที่ยื่นออกมานั้น เป็นสีชมพูบาง ๆ... เขาไม่เชื่อว่ามู่หลันจะยอมให้จูบ พนันดูสักตา “ได้”

            หน้าที่ยื่นเข้ามาใกล้ของหลินอีชวนสร้างความตื่นตกใจให้แก่มู่หลัน

            เขาไม่เชื่อว่าคนที่มีนิสัยประหลาดรักสะอาดอย่างหลินอีชวนจะกล้าจูบกับผู้ชาย ดังนั้นเขาจึงพนันว่าไม่กล้า

            เมื่อนักพนันเจอกับนักพนัน ทั้งคู่ก็ได้แต่ถลึงตาจ้องกันไปมา ริมฝีปากอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย

            “นายน้อย” เสียงตื่นเต้นของเยี่ยนเซิงดังขึ้นมาพร้อมร่างที่เดินเข้ามาทางบานประตูที่ถูกเปิดกว้าง เมื่อเห็นคุณชายของตนยกมือประคองใบหน้าของมู่หลัน ทำท่าที่คล้ายจะจูบอีกฝ่าย เยี่ยนเซิงยอมกัดลิ้นของตัวเองเพื่อไม่ให้ขัดจังหวะของสองคนตรงหน้า เสียงที่เปล่งออกมาจึงเจ็บปวดฟังไม่ชัดเจน “หมิงเอียน....”

            หลินอีชวนถอนมือออกจากใบหน้าของมู่หลัน มู่หลันถอนหายใจอย่างโล่งอก

            สายตาสองคู่ประสานกันอย่างดุดัน ราวกับเป็นอาวุธที่ใช้ห้ำหั่นอีกฝ่าย

            “ว่ามา”

            เรื่องที่เป็นความลับเช่นนี้ คุณชายใหญ่ไม่คิดจะปิดบังคุณชายมู่งั้นหรือ เยี่ยนเซิงมองซ้ายทีขวางที โอดครวญอยู่ในใจไม่หยุด ตัวเขาจากไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามเอง... นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น

            ด้วยความสามารถด้านการได้ยินของมู่หลัน เขาได้ยินคำว่าหมิงเอียนอย่างชัดเจน ภาพการตายของหมิงเอียนปรากฏขึ้นในความทรงจำของมู่หลันอีกครั้งหนึ่ง เขาได้แต่นึกเสียใจ

            แต่ว่า เรื่องที่เป็นความลับเช่นนี้ เหตุใดอีกฝ่ายจะต้องเปิดเผยให้ตนเข้ารับฟังด้วย หลินอีชวนกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ มู่หลันสวนกลับเสียงดังว่า “เรื่องของผู้อื่นข้าไม่อยากข้องเกี่ยว”

            เขาหยิบตั๋วแลกเงินหนึ่งแสนหกพันตำลึงออกมาวางบนโต๊ะอย่างไม่ติดใจ “คิดบัญชีได้ไม่เลว ลำบากคุณชายใหญ่แล้ว ตอนนี้ข้าชำระบัญชีของตึกหนิงฮัวครบถ้วน ข้าไปได้แล้วสินะ”

            ไม่เชื่อว่าเจ้าจะไม่รั้งตัวข้าไว้ มู่หลันแกล้งหลอกให้เขาเข้าใจว่าตนเองจะจากไปด้วยการดึงเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ สะบัดแขนเสื้อออกจากห้อง

            เขาเพิ่งก้าวไปได้ก้าวเดียว หลินอีชวนก็เอ่ยขึ้นว่า “คุณชายมู่ช้าก่อน ข้ารู้สึกประหลาดใจนัก ด้วยเงินต้นเพียงสองตำลึงเหตุใดเจ้าจึงเล่นพนันชนะได้โดยไม่แพ้แม้แต่ตาเดียว จนได้เงินถึงหนึ่งแสนหกพันตำลึง”

            ไม่แพ้แม้แต่ตาเดียว? สงสัยว่าข้าเล่นโกงรึ?

            มู่หลันมีความหน้าทนอย่างมาก เขายิ้มอย่างลำพองใจว่า “เพราะข้าโชคดี มีฝีมือเล่นพนันที่สูงส่ง ทำไม...ไม่ยอมรับหรือ”

            คนบางคนแม้จะมีหน้าตางดงามหมดจด แต่เมื่อดูไปนาน ๆ ก็ไม่รู้สึกว่างามเป็นพิเศษแต่อย่างใด หนุ่มน้อยคนนี้ไม่เหมือนกัน แต่ละครั้งที่เขายิ้มขึ้นมา จะให้ความรู้สึกประดุจดอกไม้แย้มบานให้ความเจิดจ้าสดใสจนแสบตาผู้ที่ได้พบเห็น ทว่าตอนนี้ หางตาของเขาถูกเลิกขึ้น ริมฝีปากบางที่ยกขึ้นอย่างเป็นต่อนั้น ทำให้หลินอีชวนคิดอยากจะเตะเขาให้ล้มกับพื้น แล้วกระทืบซ้ำลงไปอีกหลาย ๆ ครั้งเพื่อระบายความโมโห

            ถึงจะไม่อยากฟัง ข้าก็จะให้เจ้าฟัง คิดจะจากไปง่าย ๆ อย่างนี้อย่าได้ฝันหวานไปเลย หลินอีชวนจ้องมู่หลันด้วยสายตาดุดัน “เยี่ยนเซิง เจ้าหาตัวหมิงเอียนเจอแล้วหรือ”

            หาตัวนางพบได้รวดเร็วถึงเพียงนี้? ก็ดี ถ้าหากเจอตอนฟ้าสว่างแล้วคงจะเก็บข่าวเอาไว้ไม่ได้ ไม่แน่อาจทำให้ศพของหมิงเอียนตกอยู่ในมือของตงฉ่าง ถ้าเช่นนั้นความคิดที่จะส่งร่างไร้วิญญาณของนางไปฝังรวมกับคนในครอบครัวก็คงจะยาก มีสายตาที่มองอย่างจับผิดของหลินอีชวน ทำให้มู่หลันต้องแสร้งทำท่าประหลาดใจ 

            “ขอรับ หาตัวพบในเรือสำราญ นางสวมเสื้อผ้าชุดดำ ถูกลูกศรยิงจากด้านหลังทะลุหน้าอก”

            หลินอีชวนรับคำต่อทันที “คุณชายมู่ เกรงว่าเจ้าจะไปไม่ได้เสียแล้ว คืนนี้มีแขกสำคัญในตึกหนิงฮัวถูกลอบสังหาร คนร้ายก็คือหมิงเอียน”

            “แย่แล้ว ตึกหนิงฮัวที่โขกสับราคาจากแขกสูงขนาดนี้ ยังจะเลี้ยงคนร้ายเอาไว้ด้วย” มู่หลันร้องด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น “ยังดีที่ข้านอนหลับไป ไม่อย่างนั้นถ้าหากไปขวางนางเข้า ชีวิตน้อย ๆ ของข้ามิต้องปลิดปลิวไปแล้วหรือ ข้านี่โชคดีเสียจริง...”

            “เจ้าโชคไม่ดีเลยแม้แต่น้อย” หลินอีชวนสวนขึ้นมาทันที เขาไม่เชื่อว่าจะข่มขู่มู่หลันไม่ได้ “คุณชายมู่เรียกใครก็ไม่เรียก ดันไปเรียกหมิงเอียนมารับใช้ แบบนี้ทำให้ข้าอดสงสัยคุณชายไม่ได้ว่าจะเป็นพวกเดียวกับหมิงเอียนหรือเปล่า”

            “เจ้าพูดจาให้ร้ายข้า” มู่หลันถลึงตาจนปูดโปน พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่น ในใจของเขาร้องอย่างตื่นเต้นว่า หลินอีชวนเจ้าใกล้จะติดกับข้าแล้ว

            หลินอีชวนส่งสัญญาณให้เยี่ยนเซิงถอยออกไป ตัวเขาเดินมาหยุดตรงหน้ามู่หลัน เอ่ยขึ้นอย่างมีเจตนาแอบแฝง “คนที่ถูกลอบสังหารคืนนี้ก็คือเผียวอิ๋นอิง เป็นหนึ่งในหัวหน้าองครักษ์หน่วยอินทรีเหินของตงฉ่าง ถ้าหากคนของตงฉ่างรู้ว่าหมิงเอียนเป็นคนร้าย คุณชายมู่ยังอยู่กับนางตามลำพังมาทั้งคืน เจ้าคิดว่าคนของตงฉ่างจะสงสัยเจ้าหรือไม่”

            ก่อนเจอตัวหมิงเอียน คิดจะใช้การโกงไพ่ที่บ่อนมาข่มขู่เขา แต่พอเจอตัวหมิงเอียน ยังจะขู่ว่าสงสัยเขาเป็นพวกเดียวกับนาง ไม่ว่าจะพูดอย่างไร สรุปแล้ว หลินอีชวนต้องการบีบเขาให้อยู่ในกำมือให้ได้

            มู่หลันเข้าใจถึงสิ่งที่หลินอีชวนต้องการอย่างชัดเจนราวกับพลิกฝ่ามือ หากใบหน้ายังคงแสร้งทำเป็นหวาดกลัว “เจ้า จะเอาเรื่องไปบอกตงฉ่าง เพื่อใส่ร้ายข้างั้นหรือ”

            นิ้วของหลินอีชวนเคาะลงบนตั๋วแลกเงินที่วางบนโต๊ะ เอ่ยเสียงยานคางว่า “ข้าเป็นคนทำมาค้าขาย ไม่ได้เป็นมือปราบสักหน่อย หมิงเอียนเป็นคนของตึกหนิงฮัว ข้าเองย่อมไม่อยากให้ตงฉ่างฉวยโอกาสนี้มาเล่นงานได้ ดังนั้นย่อมจะปิดบังเรื่องนี้ต่อไป”

            เมื่อเห็นดวงตาของมู่หลันเปล่งประกายเจิดจ้า ทำให้หลินอีชวนลอบถอนหายใจเบา ๆ ไม่ได้ “แต่ว่า ก็ต้องดูว่าคุณชายมู่ยอมที่จะให้ความร่วมมือด้วยหรือไม่”

            ไม่นะ ข้าอุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยเพื่อมาหาเจ้า ไม่ได้มาเพื่อจะให้เจ้าจับอยู่ในกำมือ อย่าทำให้ข้าต้องลำบากโดยไร้ประโยชน์อย่างนี้ มู่หลันไม่ต้องการให้หลินอีชวนบรรลุเป้าหมายที่เขาต้องการได้ง่ายดายเกินไป เขาทำท่าครุ่นคิด ทำท่าลังเล แต่สายตากลับมองไปที่ตั๋วแลกเงินอยู่เป็นระยะ

            เจ้าหนูนี่ดูเห็นแก่เงิน คนโลภมากไม่น่ากลัว สิ่งที่กลัวคือกลัวจะไม่โลภ

            ความโหดเหี้ยมของตงฉ่างยังสามารถทำให้เด็กทารกหยุดร้องไห้กลางดึกได้

            ลูกศิษย์ลูกหาและคนใต้บังคับบัญชาในอดีตของตู้จือเซียนที่เป็นขุนนางในราชสำนักมีอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นพวกกระดูกอ่อนเข้าสวามิภักดิ์กับตงฉ่างทั้งหมด ถ้าหากตู้จือเซียนกับคนร้ายที่ก่อคดีครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกัน ถ้าอย่างนั้น ขุนนางที่รู้จักกับเขาย่อมไม่อาจหลุดพ้นจากข้อกังขาในเหตุการณ์ครั้งนี้ เรื่องแบบนี้ ตงฉ่างลงมือจัดการได้อย่างง่ายดาย

            ถ้าหากมู่หลันเป็นลูกศิษย์ของตู้จือเซียน เขาย่อมจะต้องระวังตัวเป็นพิเศษ

            ทั้งโลภทั้งกลัวตงฉ่าง ทำให้อีกฝ่ายต้องรับปากสิ่งที่เขาเอ่ยปาก หลินอีชวนรอคอยอย่างคนที่คาดการณ์ไว้แล้ว

            เมื่อมู่หลันกระตุ้นความต้องการของหลินอีชวนได้ถึงจุดที่เขาปรารถนาแล้ว จึงทำท่าตัดสินใจแน่วแน่ตอบไปว่า “ได้ ข้ารับปากเจ้า”

            อาการป่วยของท่านพ่อมีทางรักษาแล้ว! หลินอีชวนดีใจเสียจนมิอาจปิดบังความยินดี “คุณชายมู่เป็นคนฉลาด...”

            เสียงร่วงกราวของสิ่งของดังขึ้น มู่หลันสั่นแขนแรง ๆ มีไพ่เก้าที่ทำจากไม้ดำหลายแผ่นร่วงลงบนโต๊ะ เขาก้มลงคลำที่หน้าขา ดึงไพ่เก้าอีกหลายแผ่นออกมาจากขากางเกงที่สอดอยู่ด้านใน

            หลินอีชวนได้แต่มองด้วยความงงงัน ทำอะไรไม่ถูก

            ถอดรองเท้าออกมา มู่หลันแสร้งทำเป็นไม่เห็นท่าทางถอยหลังขมวดคิ้วอย่างรังเกียจของหลินอีชวน เขาจับรองเท้าเขย่าแรง ๆ มีไพ่เก้าหล่นออกมาอีกหลายแผ่น

            มู่หลันพูดอย่างเปิดเผยราวกับทำใจได้แล้วว่า “ไพ่เก้าสามสิบสองแผ่น ไม่ขาดไม่เกิน อาจารย์เป็นคนทำเองกับมือเชียวนะ มีไม้ดำเป็นพื้น ใช้งาช้างมาฝังลงไปอีกที เรียกได้ว่าเป็นไพ่เก้าแบบเดียวกับที่บ่อนหลิวเซียงใช้ไม่ผิดเพี้ยน ถ้าหากเล่นน้อยหน่อย ข้าก็ใช้ฝีมือของข้า แต่ถ้าหากเล่นเยอะก็ต้องอาศัยพวกมัน พวกคนดูแลที่อยู่ชั้นสอง เอาแต่จ้องดูข้าตัดไพ่ กับทอยลูกเต๋า ที่จริงข้าก็แค่เปลี่ยนไพ่ที่ข้าได้มาอยู่ในมือแล้วเท่านั้น ตาสุดท้าย ไม่ว่าหลินสือปาจะได้ไพ่เก้าสูงสุดหรือไพ่ตัวอื่น ข้าก็แค่เปลี่ยนให้มันใหญ่กว่าเขาก็เท่านั้นเอง”

            พูดไปก็ใช้สองมือวาดผ่านหน้าโต๊ะ ไพ่เก้าที่อยู่บนโต๊ะหายไปในมือของเขาอย่างง่ายดาย สายตาของหลินอีชวนนั้นถือว่าไม่แย่ แต่เขายังไม่อาจมองเห็นทุกครั้งที่มู่หลันวาดมือ ตอนนี้เขาเข้าใจเป็นอย่างดีว่าฝีมือซ่อนไพ่ของอีกฝ่ายนั้นไร้เทียมทาน คนดูแลบ่อนไม่มีทางจับได้แน่

            “คุณชายหลินพอใจหรือยัง”

            ใครบอกให้เขารับปากเรื่องเปิดโปงกลโกงในการเล่นพนันเล่า หลินอีชวนทำหน้าบอกไม่ถูก

            เขาจับได้ถึงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่แวบผ่านดวงตาของมู่หลันอย่างฉับไว ก่อนจะจับได้ว่าเขาเกือบถูกจิ้งจอกน้อยโลภมากตัวนี้หลอกเข้าเสียแล้ว

            ดูท่าอีกฝ่ายจะรู้ถึงสิ่งที่เขาต้องการตั้งแต่แรก ในเมื่อเป็นเช่นนี้คงไม่ต้องพูดอ้อมไปอ้อมมา หลินอีชวนสูดหายใจลึก ๆ ยกมือสองข้างขึ้นแสดงความเคารพต่อมู่หลัน “คุณชายมู่ ข้าต้องการให้เจ้านำข้าไปพบกับผู้อาวุโสตู้ เพื่อเชิญผู้อาวุโสมารักษาอาการป่วยให้กับบิดาของข้า ขอคุณชายมู่เมตตาให้กับความกตัญญูของข้า หากมีสิ่งใดที่ได้ล่วงเกินไปก่อนหน้านี้ ข้ายินดีที่จะชดใช้ให้กับเจ้า”

            รอจนกระทั่งหลินอีชวนเอ่ยจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมาแล้ว ในใจของมู่หลันก็พองโตด้วยความภาคภูมิ เขายังคงทำหน้าตาเหลอหลาไม่รู้เรื่อง ลอบมองไปยังตั๋วเงินบนโต๊ะไม่พูดไม่จา

            “ถ้าหากเล่นโกงแต่ไม่ถูกจับได้คาบ่อน ถือว่าผู้ดูแลบ่อนไร้ความสามารถ ที่คุณชายชนะเดิมพันได้นั้นเป็นเรื่องสมควรแล้ว” หลินอีชวนเลื่อนตั๋วเงินไปตรงหน้ามู่หลัน

            “แต่ว่าบัญชีของตึกหนิงฮัว...”

            “ถือว่าข้าเลี้ยง”

            มู่หลันหัวเราะเหอะ ๆ หยิบตั๋วเงินกลับมาเก็บอย่างหวงแหน หากเขายังไม่ตอบรับ เอาแต่จ้องมองถุงเงินของหลินอีชวน

            เงินแค่นี้ยังไม่พอ ยังคิดจะเอาเงินสองตำลึงนั่นคืนอีกหรือ หลินอีชวนสะดุดใจหยิบตั๋วแลกเงินหนึ่งหมื่นตำลึงมาวางไว้หน้ามู่หลันอีกใบหนึ่ง “เงินหนึ่งหมื่นตำลึงถือเป็นค่าน้ำใจของคุณชายมู่”

            หลินอีชวนมือใหญ่ใจกว้างเสียจริง ในถุงเงินมีตั๋วแลกเงินมากถึงสองหมื่นตำลึงให้หยิบใช้ง่าย ๆ มิน่าตาเฒ่าถึงบอกว่าถ้าได้เขาเป็นเพื่อนก็เสมือนกับขุดเจอเหมืองเงิน

            มู่หลันยิ้มตาหยีรับตั๋วเงินมาตรวจดูตราประทับที่อยู่บนนั้นอย่างละเอียด แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดใดๆแล้วจึงได้หยิบใส่ถุงผ้า “ข้าพูดไว้ก่อนนะ แค่พาไปพบก็ได้ แต่ว่าอาจารย์ข้าจะยอมรักษาให้กับพ่อของเจ้าหรือไม่ข้าก็ไม่รู้ด้วยแล้วนะ”

            “คุณชายมู่ฉลาดเฉลียว เมื่อจงใจมาหาข้าถึงที่นี่ แสดงว่าจะต้องมีวิธีที่จะพูดเกลี้ยกล่อมอาจารย์ของเจ้า ถ้าหากเรื่องนี้สำเร็จข้าจะมีสินน้ำใจให้กับคุณชายอีกหนึ่งหมื่นตำลึง ข้าพูดแล้วไม่มีคืนคำ” สิ่งที่หลินอีชวนไม่กลัวที่สุดก็คือการเป็นเจ้าบุญทุ่ม ใช้เงินซื้อคน ขอแค่เชิญตัวตู้จือเซียนมาได้ อย่าว่าแต่เงินแค่ไม่กี่หมื่นตำลึง เงินล้านตำลึงเขาก็ยินดีจ่าย

            “ตกลงตามนี้” ในใจของมู่หลันเบิกบานยิ่งนัก ถุยน้ำลายลงฝ่ามือ ยื่นมาตรงหน้าหลินอีชวน “สุภาพบุรุษพูดแล้วคำไหนคำนั้น เรามาตบมือสัญญากัน”

            ถ้ายังหน้าด้านไม่ยอมคืนเงินสองตำลึงให้ข้า ข้าก็จะทำให้เจ้าขยะแขยงไปเรื่อย ๆ

            น้ำลายน่าแขยงนี่มาอีกแล้ว!

            ดวงตาสุกสว่างของมู่หลันจ้องมองเขาอยู่ พร้อมกับพูดเร่งรัด หลินอีชวนกัดกรามกรอด ยื่นมือออกไปอย่างยากลำบาก

            เสียงฝ่ามือปะทะกันดังขึ้น

            หลินอีชวนสูดหายใจลึก ๆ ไพล่มือไปข้างหลังอย่างขนลุกขนพอง “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา คุณชายมู่พักผ่อนอีกสักครู่หนึ่ง รอให้ประตูเมืองเปิดแล้ว ข้าจึงจะมารับคุณชายไปพบกับอาจารย์ของเจ้า”

            เขายกขาก้าวไปนอกห้องอย่างรีบร้อน

            นี่จะรีบไปล้างมือหรือไร? มู่หลันพยายามกลั้นหัวเราะ เอ่ยปากถ่วงเวลาว่า “คุณชายใหญ่ไม่กลัวว่าข้าจะหลอกเจ้าหรือ ถ้าหากข้าเป็นพวกต้มตุ๋น เงินแสนตำลึงนี่จะไม่ลอยหายไปกับสายน้ำหรือไร”

            หลินอีชวนหันหน้ากลับมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาตอนนี้ราวกับมีน้ำค้างแข็งบางเบาฉาบอยู่ ไอความเย็นแผ่กระจายออกมารอบตัว

            มู่หลันหัวเราะชอบใจ “เอาน่า... พรุ่งนี้พอเปิดประตูเมืองแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปพบกับอาจารย์”

            รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นทำให้ใบหน้าหล่อเหลาสว่างราวพระอาทิตย์ที่ส่องแสงสดใส หลินอีชวนมองอย่างตะลึงงันไปครู่หนึ่ง

            มู่หลันยกมือขึ้นตรงหน้าเขา โบกไปมา “ข้าไม่ผิดคำพูดหรอก พวกเราตบมือสัญญากันแล้วไม่ใช่เหรอ”

            ยังมีน้ำลายอยู่บนมือ! หลินอีชวนถูกการกระทำของมู่หลันเตือนสติขึ้นมา ทำให้รีบสะบัดมือหนีด้วยความรังเกียจ เดินดุ่ม ๆ ออกไปจากเรือนริมน้ำโดยไม่หันหลังกลับมาอีก

            จนกระทั่งเสียงฝีเท้าลับหายไปแล้ว มู่หลันจึงรีบหยิบตั๋วแลกเงินออกมานับทีละใบทีละใบ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเบิกบานใจ “คุณชายใหญ่สกุลหลินนี่ร้ายกาจจริง ๆ อ้อมไปอ้อมมาก็เพราะกลัวว่าข้าจะไม่ยอมช่วยเขาเชิญตาเฒ่ามารักษาอาการป่วยให้พ่อ... แต่อย่างไรก็ไม่ร้ายกาจเท่าข้าอยู่ดี ตอนนี้มีเงินตั้งหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นหกพันตำลึงเชียวนะ”

            แผนการของตาเฒ่าสำเร็จไปอย่างราบรื่น ถ้าหากเป็นเช่นต่อไปย่อมจะขุดเงินจากสกุลหลินไปช่วยชาวบ้านที่ประสบภัยพิบัติได้อีกหลายแสนตำลึงแน่นอน

            เรื่องของหมิงเอียนเป็นเหตุการณ์ที่นอกเหนือความคาดหมาย แม้จะสังหารศัตรูได้แต่ต้องเอาชีวิตของตัวเองสังเวยไปด้วย

            แต่ว่าหลินอีชวนไม่มีทางให้ตงฉ่างรู้ว่านางรำของตึกหนิงฮัวที่ชื่อหมิงเอียนเป็นคนร้าย เขาจะต้องแอบฝังศพนางแน่

            “เด็กโง่เอ๋ย เจ้าวางใจเถอะ เรื่องที่ข้ารับปากเจ้าไว้ จะต้องทำให้สำเร็จ” มู่หลันรำพันอย่างเศร้าใจ