มือซ้ายถือน้ำส้ม มือขวาถือห่อมันฝรั่ง
ซางอิ๋งกวาดตาอ่านข่าวฉาวในเว็บไซต์อย่างรวดเร็ว
เรื่องของเรื่องคือ เธอเข้าเว็บไซต์มาหาข้อมูลสำหรับเขียนบทละคร สุดท้ายกลับพบข่าวของตัวเองกับเฉินชิ่นเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
ไม่ต่างไปจากเดิม เนื้อข่าวทั่วไปบอกว่าลู่เหิงเป็นหนุ่มเจ้าชู้มากเสน่ห์ ดาราสาวสองคนหึงหวงกันเพราะเขา บางข่าวยังตีไข่ใส่สี ขุดคุ้ยลงไปว่าเฉินชิ่นกำลังตั้งครรภ์กับลู่เหิง แม่ได้ดีเพราะลูก แถมยังขุดเอารูปของเฉินชิ่นในระยะนี้มาคาดเดากันว่าเธอตั้งครรภ์ได้กี่เดือน ในบล็อกและเพจแฟนคลับของเฉินชิ่น ซางอิ๋งถูกด่าสาดเสียเทเสีย แต่ก็มีคนนำภาพของดาราและหนุ่มไฮโซที่เคยคบหากับเฉินชิ่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโพสต์เอาไว้ในเว็บไซต์ชื่อดัง แล้วยังพนันกันว่าครั้งนี้ลู่เหิงจะคบกับเธอได้กี่เดือน
ถึงจะมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แต่หญิงสาวไม่เคยคิดมาก่อนว่าความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะนำความบันเทิงมาให้มากมายขนาดนี้ นึกถึงชาติที่แล้ว ข่าวซุบซิบในเมืองหลวงก็แพร่กระจายไปได้รวดเร็วเช่นกัน การที่สตรีตระกูลสูงไปมาหาสู่กันก็มักจะได้ยินข่าวซุบซิบบ่อยๆ ทว่าการนั่งอยู่ในบ้านเฉยๆ ก็รู้ข่าวที่อยู่ห่างไปถึงพันลี้ได้อย่างทุกวันนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่ก็เห็นได้ว่าความเจริญก้าวหน้าในยุคปัจจุบันไม่ใช่ไม่มีข้อเสีย อย่างน้อยเมื่อเปรียบกับยุคสมัยที่ผู้คนไม่สามารถพูดเรื่องการเมืองและข่าวซุบซิบในสังคมออกมาดังๆ ได้ ปัจจุบันนี้ทุกคนกลับสามารถวิพากษ์วิจารณ์กันได้อย่างเปิดเผย
ซางอิ๋งอ่านข่าวทั้งหมดอย่างเพลิดเพลิน ไม่ได้โกรธเคืองเลยว่าตัวเองเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนแทบไม่เหลือชิ้นดี
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอยื่นมือไปรับ
“สวัสดีค่ะ”
“เธอทำอะไรอยู่?” เสียงของอาแซม
“เล่นอินเทอร์เน็ต”
“ทำไมฉันถึงได้ยินเสียงกร๊อบๆ นะ?”
“ฉันกินมันฝรั่งทอดกรอบอยู่” เห็นได้ชัดว่าคนที่อยู่อีกฟากอารมณ์ดี
“ว่างจริงนะ เสียทีที่ฉันอุตส่าห์เป็นห่วงว่าเธอตกงานแล้วจะไม่มีข้าวกิน” อาแซมกัดฟันเล็กน้อย “ตอนนี้มีข่าวดีกับข่าวร้าย เธออยากฟังข่าวไหนก่อน?”
“ข่าวดีก่อนแล้วกัน”
“ข่าวดีก็คือ ฉากของเธอในละครเรื่องนั้นไม่ได้ถูกตัดทิ้ง”
“อ้อ”
“เธอไม่ถามหรือว่าเพราะอะไร?”
“เพราะอะไรล่ะ?” ซางอิ๋งคล้อยตาม
“เพราะคนที่เข้าฉากกับเธอคือฟางเล่อหยาง ถ้าตัดเธอทิ้ง เขาก็ต้องถูกตัดทิ้งด้วย ว่ากันตามจริงฉากนั้นเป็นฉากที่เขาแสดงได้ดี ถ้าตัดทิ้งเขาต้องไม่พอใจแน่ ดังนั้นฟางเล่อหยางก็เลยงัดข้อกับเฉินชิ่น สุดท้ายไม่รู้เขาไปพูดกับผู้กำกับยังไง สรุปแล้วยินดีกับเธอด้วย เธอยังมีโอกาสเสนอหน้าอยู่”
“แล้วข่าวร้ายล่ะ?”
“ข่าวร้ายคือเฉินชิ่นทำอะไรฟางเล่อหยางไม่ได้ ก็เลยหันมาระบายโทสะใส่เธอแทน อีกฝ่ายประกาศว่าจะเล่นงานเธอไม่ให้ได้ผุดได้เกิดแน่นอน”
จริงๆ แล้วจะได้ผุดได้เกิดไหม คนฟังไม่ได้ใส่ใจนัก
เธอไม่ได้สนใจอยากเป็นดารา พอฟังข่าวร้ายก็ไม่ได้รู้สึกว่าร้ายอะไร
ตรงกันข้าม อาแซมต่างหากที่รู้สึกว่าตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุซางอิ๋งก็แปลกไป ความแปลกประหลาดไม่ได้จำกัดอยู่แค่กิริยาท่าทางเท่านั้น กระทั่งวิธีการจัดการปัญหาและปฏิกิริยาตอบโต้ที่มีต่อเรื่องราวต่างๆ ก็แปลกไปหมด ท่าทางสุขุมเยือกเย็นราวกับว่าต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็เอามาใช้เป็นผ้าห่มได้นี้แตกต่างจากคนเดิมราวกับเป็นคนละคน หากเป็นซางอิ๋งคนก่อนได้ยินว่าตัวเองถูกเล่นงาน จะต้องกระโดดขึ้นมาก่นด่าบรรพบุรุษแปดชั่วโคตรของเฉินชิ่นก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่แค่รับคำว่าอ้อเฉยๆ แบบนี้
“เธอไม่เป็นอะไรจริงๆ นะ?” ผู้จัดการถามอย่างอกสั่นขวัญแขวน กลัวว่านี่จะเป็นอาการเงียบสงบก่อนเกิดพายุใหญ่ ผู้หญิงคนนี้อาจลากถังน้ำมันไปหาเฉินชิ่นก็ได้
ซางอิ๋งไม่อยากจะสนใจเขา เธอร้องอืมแล้ววางหูโทรศัพท์ จากนั้นก็ค้นหารหัสธนาคารออกมาตรวจยอดเงินที่เหลือ
ไม่น่าเชื่อ ทั้งที่เจ้าของร่างเดิมใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยก็ยังอุตส่าห์มีเงินเก็บเหลืออยู่สามพันกว่าหยวน
มุมปากของเธอกระตุก
สามพันกว่าความหมายว่ายังไง... ซางอิ๋งซึ่งพอจะปรับตัวเข้ากับยุคสมัยนี้ได้ดีมีความเข้าใจเรื่องเงินที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ในเมืองเล็กๆ เงินสามพันหยวนอาจมีค่าเท่ากับเงินเดือนเดือนหนึ่งของมนุษย์เงินเดือน แต่ในเมืองหลวง มันประทังชีวิตได้แค่เดือนเดียวเท่านั้น
เดิมหลิวเจียหยงเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตอนนี้เกษียณแล้ว ทุกเดือนจะมีเงินบำนาญสามพันหยวน พอเลี้ยงสองแม่ลูกได้ไม่มีปัญหา แต่ซางอิ๋งคนใหม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอับอายมากที่สตรีในราชนิกุลต้าถังที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นถึงท่านหญิงหลีหยางอย่างเธอจะต้องเกาะแม่กิน คิดดูแล้วสาเหตุทั้งหมดก็เพราะเจ้าของร่างเดิมไร้ความสามารถนั่นเอง
ย้อนกลับไปดูเมื่อชาติที่แล้ว จวนของเธอได้รับมอบมาจากฮ่องเต้ ถึงจะเทียบกับองค์หญิงเกาหยางซึ่งเคยเป็นที่โปรดปรานมากที่สุดไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็มีภูเขาจำลอง ศาลา สระน้ำ สิ่งที่ควรมีล้วนมีครบถ้วน ไม่ต้องพูดถึงสาวรับใช้และบ่าวหน้าตาดีที่คอยรับใช้อยู่ข้างกาย แต่ดูตอนนี้ ซางอิ๋งมองผนังที่กลายเป็นสีเหลืองและห้องขนาดเล็กที่แทบจะเดินชนกัน
ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน
ดังนั้นเป้าหมายแรกของซางอิ๋งในตอนนี้ก็คือ ต้องย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่ให้ได้
บ้านในเมืองหลวง หากอยู่ในทำเลที่ดีหน่อย ตารางเมตรหนึ่งก็ราคาหลายหมื่น เป้าหมายนี้ห่างจากเงินเก็บสามพันที่มีอยู่ เอ่อ... มากไปสักหน่อย คิดไปคิดมาเธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหาเบอร์ของอาแซม กำลังจะกดโทรออก โทรศัพท์ก็ดังขึ้นพอดี
เป็นอาแซมอีกครั้ง
“เธอไปหาคุณลู่อีกแล้วใช่ไหม?” คราวนี้เสียงของอาแซมค่อนข้างแปลก
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” ซางอิ๋งไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ
“บริษัทรับงานให้เธออีกสองเรื่อง ฟังที่เบื้องบนพูดแล้ว เหมือนจะเป็นคุณลู่ช่วยพูดให้เธอ” อาแซมเห็นอีกฝ่ายนิ่งเฉยค่อยคลายใจลง “เธอไม่ได้ติดต่อกับคุณลู่จริงๆ นะ?”
“ครั้งสองครั้งมั้ง”
“อะไรนะ!” เสียงของอาแซมดังขึ้นอีกแปดระดับ อารมณ์ที่เพิ่งสงบเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง “เธอเห็นคำพูดของฉันเป็นแค่ลมผ่านหูเรอะ ฉันบอกเธอตั้งหลายครั้งแล้วว่าอย่าไปตอแยเขาอีก! เธอไม่ดูเลยหรือว่าครอบครัวของเธอเป็นยังไง ครอบครัวของเขาเป็นยังไง ยังหวังจะแต่งงานกับเขาอีก! ถ้าเขาแค่เล่นๆ สุดท้ายแล้วคนที่ขาดทุนไม่ใช่เธอรึไง! เธอจะให้ฉันพูด...”
หลิวเจียหยงกำลังยกกับข้าวออกมาเห็นซางอิ๋งวางโทรศัพท์ลงด้วยท่าทางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ถามด้วยความประหลาดใจ “ใครจ๊ะ?”
“โทรผิดค่ะ” ซางอิ๋งกล่าวเสียงเรียบ
ผ่านไปสองวินาที โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก ซางอิ๋งยกหูรับ แต่ถือโทรศัพท์ไว้ห่างๆ
“ผู้หญิงบ้า กล้าวางโทรศัพท์ฉัน เธอรู้ไหมว่า...”
เสียงแกร็กดังขึ้น โทรศัพท์ถูกวางอีกครั้ง
โลกใบนี้ก็สวยงามดี แต่เขากลับอารมณ์บูด ไม่ดี... ไม่ดีเลยจริงๆ
อาแซมที่อยู่อีกฟากของโทรศัพท์สูดหายใจลึก จากนั้นกดเบอร์บ้านของซางอิ๋งเป็นครั้งที่สาม
ครั้งนี้หลิวเจียหยงเป็นคนรับ “ฮัลโหล เสี่ยวเจี่ยหรือจ๊ะ”
“...” อาแซมระบายความโมโหที่อัดแน่นอยู่เต็มอกออกมาไม่ได้ พยายามเค้นรอยยิ้มออกมาแทน “คุณน้า!”
“สวัสดีจ้ะ ไม่ได้เจอเธอนานเลยนะ อิ๋งอิ๋งกำลังกินข้าวอยู่ เธอจะมากินด้วยกันไหม น้าจะได้เจอเธอด้วย”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง “ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้”
สมัยก่อนพ่อแม่ของอาแซมอาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกับหลิวเจียหยงและสามี สองครอบครัวรู้จักกันตอนนั้น ต่อมาสามีของหลิวเจียหยงเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลิวเจียหยงพาซางอิ๋งย้ายออกจากชุมชนเดิม พ่อแม่อาแซมไปอยู่ต่างประเทศ เหลืออาแซมเรียนหนังสืออยู่ในประเทศตามลำพัง เขาอาศัยอยู่ในบ้านอีกหลังหนึ่งในเมือง B ของตระกูลเจี่ย อยู่ในเขตเมืองเก่าเหมือนกัน และห่างจากบ้านซางอิ๋งไปไม่ไกลนัก
ตอนที่เขามาถึง ซางอิ๋งยังกินข้าวอยู่ เห็นเขาเข้ามา คิ้วของเธอไม่ขยับสักนิด เธอยังคงนั่งตัวตรงกินข้าวอย่างตั้งอกตั้งใจ
“เธอ...”
หลิวเจียหยงเปิดประตูออกมา ยกอุปกรณ์ทานอาหารออกมาเพิ่มอีกชุด แล้วกล่าวต้อนรับอย่างอบอุ่น “มาๆ เสี่ยวเจี่ย นั่งก่อน เวลากินข้าวอิ๋งอิ๋งจะไม่พูดอะไรเด็ดขาด เธอกินข้าวก่อนเถอะ!”
อาแซมรู้สึกหิวขึ้นมาเหมือนกัน เขากล่าวขอบคุณแล้วนั่งลงกินข้าวโดยดี
อย่าดูถูกว่าซางอิ๋งเคลื่อนไหวสง่างามแล้วจะเชื่องช้า ความเร็วในการกินของเธอไม่ได้ช้าเลย อาแซมรู้สึกว่าเขาเพิ่งจะคีบอาหารไปได้ไม่กี่คำ ชามอีกฝ่ายก็ว่างเปล่าเสียแล้ว
ซางอิ๋งกินเสร็จก็วางชามกับตะเกียบแล้วลุกขึ้นยืน “ฉันลงไปเดินเล่นข้างล่างสักประเดี๋ยว เธอกินไปก่อนนะ”
“เดี๋ยวก่อน...” ยังพูดไม่ทันจบ ข้าวก็ติดคอ อาแซมสำลักอย่างแรง
“กินไม่พูด นอนไม่เอ่ยปาก” ซางอิ๋งตบไหล่เขาแล้วหมุนตัวจากไป
“แค่กๆ” จู่ๆ อาแซมก็รู้สึกอยากตายขึ้นมา
กว่าเขาจะหยุดสำลัก คุณหนูซางก็เดินเล่นกลับมาพอดี เขาหมดอารมณ์จะต่อว่าเธอไปนานแล้ว แถมตอนนี้ยังอยากร้องไห้อย่างบอกไม่ถูก
บนโต๊ะมีผลไม้ที่หลิวเจียหยงล้างเอาไว้เรียบร้อยแล้ววางอยู่ เมื่อครู่นางหลิวเพิ่งออกไปหาเพื่อนเล่นไพ่นกกระจอก ปล่อยให้พวกเขาพูดคุยกันตามสบาย
“ฉันมีเรื่องจะพูดกับเธอ” อาแซมพูดขึ้น
“ว่ามา” เพิ่งไปเดินเล่นกลับมา ซางอิ๋งจึงอารมณ์ดี
“เธอไปหาคุณลู่ ขอให้เขาช่วยพูดกับผู้ใหญ่ในบริษัทให้งั้นหรือ?”
“เปล่านี่”
“งั้นทำไมเขาถึงเป็นฝ่ายช่วยเธอเองล่ะ?”
“บางทีอาจเป็นเพราะฉันเคยช่วยเขาก็ได้”
อาแซมเบิกตากว้าง “ช่วยเขา? เธอจะช่วยอะไรเขาได้?”
“ปอกส้มให้ฉันหน่อยสิ”
ซางอิ๋งเอนตัวพิงกับพนักโซฟา พยักพเยิดไปทางจานผลไม้ ใช้งานคนอื่นแบบไม่เกรงใจ
“...” เพื่อข่าววงใน อาแซมยอมหยิบส้มขึ้นมาปอกเปลือกให้
ปอกเปลือกจนเสร็จ อาแซมค่อยแกะส้มเป็นกลีบแล้วส่งให้ ซางอิ๋งหยิบขึ้นมากินกลีบหนึ่ง ส้มทั้งสด หวาน ฉ่ำน้ำ เธออารมณ์ดีกว่าเดิมเยอะ จึงเริ่มเล่าเรื่องที่ช่วยลู่เหิงเลือกภาพเจียงกานเสวียะจี้ถูของจ้าวเมิ่งจ้าวเย่ในงานประมูลให้เขาฟัง
อาแซมยิ่งฟังก็ยิ่งเบิกตากว้าง “เธอรู้จักดูภาพวาดตั้งแต่เมื่อไร ทำไมฉันถึงไม่รู้?”
ซางอิ๋งกินส้มกลีบสุดท้ายลงไปแล้วยื่นมือไปตบบ่าชมเชยอีกฝ่าย “ฝีมือไม่เลว คราวหน้าช่วยปอกให้ฉันอีกนะ” กล่าวจบลุกไปล้างมือโดยไม่ได้สนใจจะอธิบายเพิ่ม
อาแซมมองเงาหลังของหญิงสาวด้วยความคับแค้น เขาพบว่าอารมณ์โมโหเมื่อตอนมาไม่เหลือแล้ว
“เธอคิดจะทำยังไงต่อ?” อาแซมเดินตามไปเหมือนวิญญาณที่เกาะติดหลัง
“อะไรคือทำยังไง?” ซางอิ๋งหยิบโลชั่นบำรุงผิวขึ้นมาไล้ที่แก้ม เธอใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของที่นี่มาพักใหญ่ แต่ยังรู้สึกว่าสู้เครื่องสำอางที่ทำจากดอกไม้ตามฤดูกาลที่สาวใช้ในจวนใช้กันเมื่อชาติที่แล้วไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงของที่ทางราชสำนักส่งมาให้ คงต้องหาเวลาทำเองสักชุด
“ตอนนี้เท่ากับว่าเธอเข้าไปพัวพันกับคุณลู่อีกแล้ว สำหรับเฉินชิ่นข่าวนั่นก็เปรียบเหมือนดอกไม้ที่ปักลงบนผ้าดิ้นทอง แต่สำหรับนักแสดงเล็กๆ ที่ยังไม่มีชื่อเสียงอย่างเธอ มันไม่ดีเอามากๆ ซางอิ๋ง พอแม่ฉันได้ยินว่าตอนนี้ฉันดูแลเธออยู่ก็คอยกำชับฉันให้ดูแลเธอให้มากๆ ถึงในมือฉันจะมีดาราคนอื่นอยู่ด้วย แต่เห็นแก่ความสัมพันธ์ของพวกผู้ใหญ่ ฉันไม่อยากเห็นเธอเดินไปในทางที่ผิดนะ”
เมื่อก่อนซางอิ๋งเป็นคนฟุ้งเฟ้อ ไม่ยอมฟังคำเตือน ส่วนเขาก็ขี้เกียจจะพูด แต่ตอนนี้ซางอิ๋งดู ‘ปกติ’ ขึ้นมาก เขาถึงได้ยอมเปลืองน้ำลายพูดสิ่งเหล่านี้
ซางอิ๋งเลิกคิ้วแล้วยื่นมือไปลูบศีรษะอีกฝ่ายเหมือนกำลังลูบลูกสุนัข “ฉันรู้แล้ว”
“ดังนั้น?”
“ตอนนี้ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ อยากจะตามมาบ่นด้วยไหม?”
“...”
เห็นอีกฝ่ายเดินออกมาจากห้องน้ำ อาแซมจึงรีบถามต่อด้วยสีหน้าบึ้งตึง “งานสองเรื่องนั้นเธอจะรับหรือไม่รับ?”
“บทเป็นยังไงบ้าง?”
“ไม่เลวนะ เรื่องหนึ่งเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับฮั่นเกาจู่--หลิวปัง บทของเธอคือสนมซิน เป็นผู้หญิงฝ่ายในคนหนึ่งในช่วงปลายรัชสมัย เพราะว่าสนมซินช่วยฮองเฮาลวี่วางยาพิษสนมชี สุดท้ายจึงถูกหลิวปังสั่งประหาร ตั้งแต่นั้นมาความสัมพันธ์ของฮ่องเต้กับฮองเฮาลวี่ผู้มีใจคอโหดเหี้ยมก็เริ่มห่างเหินกัน พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นตัวประกอบที่ต้องตายน่ะ”
ซางอิ๋งฟังแล้วพูดว่า “เอาอย่างนี้ เราไม่พูดถึงว่าในประวัติศาสตร์มีสนมซินคนนี้จริงหรือไม่ ฮองเฮาลวี่ถือเป็นภรรยาเอกของฮ่องเต้เกาจู่ เคยร่วมเป็นร่วมตายกับฮ่องเต้ ในราชสำนักก็มีอิทธิพลมาก จะจัดการสนมชี ทำไมต้องใช้วิธีต่ำช้าด้วย?”
อาแซมกลอกตา “คนเขียนบทเขียนมาแบบนี้ ฉันจะทำอะไรได้?”
“อีกบทหนึ่งล่ะ?”
“อีกเรื่องหนึ่งเป็นละครโทรทัศน์ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้ไท่จงแห่งราชวงศ์ชิงนามว่าหวงไท่จี๋กับบรรดาสนมนางใน ประเด็นสำคัญของเรื่องคือความรักของฮ่องเต้กับไห่หลานจู ส่วนเธอ...แสดงเป็นคนรับใช้ของเสี่ยวอวี้เอ๋อภรรยาของตัวเอ๋อกุ่นน้องชายของฮ่องเต้ ชื่อว่าอูหลัน บทเรื่องนี้จะมากกว่าเรื่องที่แล้วหน่อย อูหลันคนนี้แอบหลงรักหวงไท่จี๋ หวงไท่จี๋เองก็รู้จึงหลอกใช้นางมาตลอด ไม่ใช่แค่ให้นางคอยยุแยงคู่สามีภรรยาตัวเอ๋อกุ่นกับเสี่ยวอวี้เอ๋อให้ไม่ลงรอยกัน เขายังให้นางส่งข่าวเท็จไปให้ตัวเอ๋อกุ่นที่แนวหน้า เป็นเหตุให้ตัวเอ๋อกุ่นพ่ายศึก ทำให้หวงไท่จี๋มีข้ออ้างในการลิดรอนอำนาจทางทหารของน้องชาย สุดท้ายจุดจบของสาวใช้นางนี้คือ...”
อาแซมพลิกดูบท “แผนชั่วถูกเปิดโปง ถูกสนมจวงผู้ฉลาดหลักแหลมของหวงไท่จี๋หรือก็คือต้าอวี้เอ๋อพี่สาวของเสี่ยวอวี้เอ๋อเปิดโปง นางเลยต้องตายภายใต้คมกระบี่ของตัวเอ๋อกุ่น”
“ทำไมทุกครั้งจุดจบของฉันถึงต้องอนาถแบบนั้นด้วยล่ะ?”
“ก็เพราะเธอเป็นตัวประกอบ!”
“แถมเรื่องนี้ยังมีช่องโหว่เต็มไปหมด”
“ยกตัวอย่างเช่น?”
“สาวใช้คนหนึ่งมีปัญญาส่งข่าวเท็จไปยังแนวหน้าได้ นี่ก็ไม่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์แล้ว คนเขียนบทไม่มีสมองจริงๆ”
ซางอิ๋งปรายตามองบท บนปกเขียนเอาไว้ว่า ตำนานรักชิงไท่จง--เรื่องราวเกี่ยวกับความรักความแค้นของฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่องแห่งต้าชิง เรื่องราวความรักที่ทำให้ผู้คนต้องซาบซึ้งจนหลั่งน้ำตา วีรบุรุษผู้มีชัยไปทั่ว
แผ่นดินกลับยอมสละสาวงามฝ่ายในสามพันเพื่อความรัก
“ยังมีอีกนะ... ฮ่องเต้ของราชวงศ์ที่โกนผม เปลี่ยนเสื้อผ้า ปิดประเทศ ยังเรียกว่าฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่องและวีรบุรุษได้ด้วยหรือ?”
ต้าถังที่เธอมีชีวิตอยู่เมื่อชาติที่แล้วเป็นอาณาจักรใหญ่ที่เปิดประตูรับชาวต่างเผ่าทั้งสี่แคว้น8 ด้วยความใจกว้าง แน่นอนว่าความใจกว้างเช่นนี้ย่อมสร้างขึ้นบนรากฐานของความแข็งแกร่งทางทหาร ย้อนกลับมาดูในตำราประวัติศาสตร์ที่เขียนเอาไว้ว่าปลายสมัยราชวงศ์ชิงควันไฟลุกลามไปทั่ว อย่าว่าแต่ชาวต่างเผ่าทั้งสี่แคว้นมารุกราน กระทั่งประเทศเล็กๆ อย่างญี่ปุ่นก็สามารถเข่นฆ่าชาวจีนได้ตามใจชอบ เธอมีความรู้สึกไม่ดีต่อราชวงศ์ชิงเลย
อาแซมแบมือออก “คุณซาง นี่มันละคร ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ ไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้ คนดูชอบเรื่องน้ำเน่าแบบนี้แหละ เธอไม่ต้องสนใจหรอกว่ามันสมเหตุสมผลไหม รู้แค่ว่าคนดูชอบก็โอเคแล้ว ยุคนี้เรตติงคือทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเรตติงดี คนเขียนบทก็จะพลอยมีฐานะสูงตามไปด้วย ใครจะสนใจว่าถูกต้องตามประวัติศาสตร์ไหม ถ้าเธอเขียนตามประวัติศาสตร์ทุกอย่าง รับรองเลยว่าไม่มีคนดูแน่! เอาจริงๆ เลยนะเปรียบเทียบระหว่างสองเรื่องนี้ ฉันแน่ใจเลยว่า เรื่องหลังถ่ายทำออกมาแล้วต้องดังกว่า”
“ทำไมล่ะ?”
“เพราะมันน้ำเน่าพอ”
“...”
“ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องรู้ได้ไงว่าไม่น่าสนใจ ในประวัติศาสตร์ก็มีการต่อสู้ที่ดุเดือดเอาเป็นเอาตายอยู่เหมือนกัน แต่นักเขียนบทสมัยนี้ไม่ยอมพลิกดูตำราประวัติศาสตร์ก่อนจะเขียนเท่านั้น”
อาแซมส่งเสียงฮึ “พูดง่ายนี่ ถ้างั้นเธอลองมาเขียนไหม?”
“เธอจะดูให้เหรอ?”
“ฉันอยู่ในวงการบันเทิงมานาน เธอคิดว่าฉันไม่มีแม้แต่ความสามารถจะดูออกเลยหรือว่าเรื่องไหนจะดังหรือไม่ดัง...”
ยังพูดไม่ทันจบ สมุดเล่มหนึ่งก็ถูกโยนมาให้
อาแซมพลิกดูสองสามหน้าแล้วร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ “เธอเขียนจริงๆ เหรอ!”