ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ฟ้าส่งข้ามาลุย - ภาคท่านหญิงหลีหยาง

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ใครๆก็ย้อนอดีต... แต่พวกเธอกลุ่มนี้กลับถูกเหวี่ยงมา ‘อนาคต'!!! ท่านหญิงหลีหยาง หลานสาวผู้ถือกำเนิดจากพระชายา ‘เต้าอ๋อง--หลี่หยวนชิ่ง’ โอรสองค์ที่สิบหกของ ‘ฮ่องเต้เกาจู่’ นับเป็นหนึ่งในราชนิกุลแห่งราชวงศ์ถังที่รุ่งเรืองและถูกทะนุถนอมมากที่สุด ก่อนที่จะป่วยหนัก นางเคยมีพร้อมทุกอย่าง ทั้งยศฐาและบรรดาศักดิ์ แต่พอลืมตาขึ้นมาอีกที นางกลับอยู่ในร่างของ อิ๋งอิ๋ง ดาราตัวประกอบหางแถวที่ 'ไม่มีอะไรสักอย่าง’---ผอมแห้ง--แฟนทิ้ง--งานกำลังดิ่งเหว ที่สำคัญแทบไม่มีตังค์ในกระเป๋าพอยาไส้--- ความทรงจำเก่าๆของซางอิ๋งทำให้ท่านหญิงทราบว่าสำหรับโลกใบใหม่นี้ ราชวงศ์ถังเป็นเพียงอดีตไปแล้ว อดีตเมื่อพันปีก่อน!!! ไม่มีฮ่องเต้ ฮองเฮา พระสนมหรือชายงามทรงเลี้ยง แน่นอนว่าถ้าครอบครัวมีฐานะดีก็เป็นอีกเรื่อง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าฐานะครอบครัวของซางอิ๋งนั้นย่ำแย่สุดๆ!!! ตกลง ท่านหญิงอย่างนางกำลังโป๊ะปังถังแตกจริงเหรอเนี่ย?

บทนำ

Author: Meng Xi Sh
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., ltd
ALL RIGHTS RESERVED

--------------------------------------------

ใครๆก็ย้อนอดีต... แต่พวกเธอกลุ่มนี้กลับถูกเหวี่ยงมา ‘อนาคต'!!!

ท่านหญิงหลีหยาง หลานสาวผู้ถือกำเนิดจากพระชายา ‘เต้าอ๋อง--หลี่หยวนชิ่ง’ โอรสองค์ที่สิบหกของ ‘ฮ่องเต้เกาจู่’ นับเป็นหนึ่งในราชนิกุลแห่งราชวงศ์ถังที่รุ่งเรืองและถูกทะนุถนอมมากที่สุด

ก่อนที่จะป่วยหนัก นางเคยมีพร้อมทุกอย่าง ทั้งยศฐาและบรรดาศักดิ์

แต่พอลืมตาขึ้นมาอีกที นางกลับอยู่ในร่างของ อิ๋งอิ๋ง ดาราตัวประกอบหางแถวที่ 'ไม่มีอะไรสักอย่าง’

---ผอมแห้ง--แฟนทิ้ง--งานกำลังดิ่งเหว ที่สำคัญแทบไม่มีตังค์ในกระเป๋าพอยาไส้--- 

ความทรงจำเก่าๆของซางอิ๋งทำให้ท่านหญิงทราบว่าสำหรับโลกใบใหม่นี้ ราชวงศ์ถังเป็นเพียงอดีตไปแล้ว

อดีตเมื่อพันปีก่อน!!!

ไม่มีฮ่องเต้ ฮองเฮา พระสนมหรือชายงามทรงเลี้ยง

แน่นอนว่าถ้าครอบครัวมีฐานะดีก็เป็นอีกเรื่อง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าฐานะครอบครัวของซางอิ๋งนั้นย่ำแย่สุดๆ!!!

ตกลง ท่านหญิงอย่างนางกำลังโป๊ะปังถังแตกจริงเหรอเนี่ย?

 

----------------------

ฟ้าส่งข้ามาลุย เป็นนวนิยายพลิกด้าน จากอดีตข้ามมาปัจจุบันบ้าง โดยจะนำเสนอทั้งหมดสี่ภาค จากสี่นักเขียนแนวข้ามเวลา โดยที่แต่ละเรื่องจะไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกันเลย นักอ่านสามารถอ่านแยกเรื่องได้อย่างเสรี เริ่มจากเล่มนี้เล่มแรก "ภาคท่านหญิง" ต่อด้วยภาคจอมยุทธ ภาคนางมาร และภาคจักรพรรดินี ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการอ่านค่ะ

สารบัญ

1.1

“ผลการวินิจฉัยเบื้องต้นสรุปว่าเป็นอาการสูญเสียความทรงจำ เนื่องจากสมองได้รับความกระทบกระเทือน”

          เสียงคุณหมอเจ้าของไข้บอกเนิบๆ “ดูจากภาพซีทีสแกนแล้วไม่มีปัญหาอะไร แนะนำให้พักผ่อนมากๆ ทานยาตามเวลา คนที่บ้านจะต้องพูดคุยกับเธอให้มากเข้าไว้จะได้ช่วยกระตุ้นความทรงจำ ทำให้อาการของเธอดีขึ้นได้ในเร็ววันครับ”

             เสียงกำชับของคุณหมอดังอยู่ข้างหู ทว่าสีหน้าของหลี่เชี่ยนกลับดูงุนงง หญิงสาวก้มลงมองมือซ้ายที่มีเข็มน้ำเกลือปักอยู่ พูดไม่ออกเลยสักคำหญิงวัยกลางคนที่อยู่ด้านข้างเห็นก็เข้าใจว่าอาการของอีกฝ่ายยังไม่ดีขึ้น จึงขอบคุณคุณหมอด้วยดวงตาที่แดงก่ำจากนั้นเดินตามกันออกไป ไม่รู้ว่าไปพูดคุยอะไรกันอยู่ตรงทางเดินด้านนอก

             ห้องพักคนไข้ห้องนี้มีสี่เตียง เต็มหมดทุกเตียง เตียงที่อยู่ติดประตูมีหญิงชราคนหนึ่งนอนอยู่ สองเตียงตรงกลางเป็นหญิงวัยกลางคน ญาติที่มาเยี่ยมคนไข้ก็มีไม่มาก จึงไม่มีเสียงดังเอะอะ

             เตียงของหลี่เชี่ยนอยู่ด้านในสุดติดกับหน้าต่าง มีแสงสว่างสาดส่องเข้ามา แสงที่ลอดผ่านใบไม้หลากสีด้านนอกพาความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิตามมาด้วย แต่หญิงสาวไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะชื่นชมอะไรทั้งนั้น ดวงตายังคงจับจ้องเส้นเลือดบริเวณข้อมือที่ถูกเข็มแทงจนบวม

             ความงุนงง... ทำให้มองโลกรอบด้านด้วยสายตาห่างเหิน

             เหมือนกับทุกอย่างที่เห็นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตนเอง

             ทำไมถึงเป็นเช่นนี้!

             “อิ๋งอิ๋งนอนพักก่อนเถอะลูก อยากกินอะไรแม่จะออกไปซื้อให้” หญิงวัยกลางคนเดินกลับมาจากด้านนอก พอเห็นลูกสาวนั่งนิ่งก็รีบเดินตรงเข้ามาหา

             ปวดหัว! หลี่เชี่ยนขมวดคิ้วนั่งตัวงอยกมือขึ้นกุมศีรษะ

             หลี่เชี่ยน... ใช่ ชื่อนี้เป็นชื่อของนางไม่ผิด นางคือหลี่เชี่ยน ทายาทตระกูลหลี่แห่งหลงซี เป็นหลานสาวที่ถือกำเนิดจากชายาของ ‘เต้าอ๋อง--หลี่หยวนชิ่ง’ โอรสองค์ที่สิบหกของ ‘ฮ่องเต้เกาจู่’ เมื่อเข้าสู่วัยสาวนางได้รับการแต่งตั้งเป็น ‘ท่านหญิงหลีหยาง’ หนึ่งในราชนิกุลแห่งราชวงศ์ถัง

             สตรีที่มีชาติกำเนิดสูงส่งเช่นนาง เหตุใดตื่นขึ้นมาอีกครั้งถึงกลายเป็นอิ๋งอิ๋งไปได้?

             ยุคสมัยที่นางมีชีวิตอยู่ไม่ห่างจากตอนที่ฮ่องเต้ถังไท่จงเสด็จสวรรคตเท่าใดนัก จิ้นอ๋อง--หลี่จื้อผู้สืบทอดราชบัลลังก์ดึงดันแต่งตั้งสนมเอกของบิดาขึ้นเป็นฮองเฮา ก่อให้เกิดความวุ่นวายในราชสำนัก สุดท้ายสนมเอกนามว่าอู่ซื่อ1 ก็ได้ปกครองแผ่นดินร่วมกับฮ่องเต้

             ตอนนั้นนักพรตเว่ยและเหล่าขุนนางเก่าของฮ่องเต้ถังไท่จงล้วนกล่าวประณามอย่างสาดเสียเทเสีย ถึงกระนั้นแผ่นดินต้าถังภายใต้การปกครองของเสด็จลุงและเสด็จป้าก็ทำให้รัชสมัยเจินกวนเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ในฐานะที่เป็นชาวต้าถังหนึ่งในราชสกุลหลี่ นางรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้อาศัยอยู่บนแผ่นดินที่เจริญรุ่งเรือง

             ภาพในอดีตยังคงประทับอยู่ในสมอง ไม่เคยลืมเลือน

             นางจดจำได้แม่นยำว่า นางติดตามครอบครัวเดินทางนับพันลี้มายังเมืองหลวง และอยู่ที่นั่นหลายปีเพราะเป็นที่โปรดปรานของเสด็จลุงและเสด็จป้าตอนอายุสิบห้า เสด็จลุงพระราชทานสมรสให้นางแต่งกับทายาทสายหลักของตระกูลชุยแห่งชิงเหอ มีที่พำนักอยู่ในเมืองหลวง สามีของนางดำรงตำแหน่งขุนนางอวี้สื่อจงเฉิงขั้นสี่ ตำแหน่งไม่สูงส่งทว่ามีเกียรติ ทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขอยู่ระยะหนึ่ง

             แต่ความสุขคงอยู่ไม่นาน สามปีต่อมาสามีของนางล้มป่วยและเสียชีวิต นางกลับไปอาศัยอยู่ที่บ้านเดิมระยะหนึ่ง ภายหลังฮ่องเต้และฮองเฮาอู่ว่าราชการร่วมกัน ฮองเฮาอู่มีรับสั่งเรียกตัวนางกลับไปยังเมืองหลวงอีกครั้ง และมอบบ้านให้นางอยู่อาศัยในเมืองหลวงระยะยาว บางครั้งก็เข้าวังไปอยู่เป็นเพื่อนฮองเฮาบ้าง ดังนั้นนางจึงมีชีวิตเหมือนกับสตรีชั้นสูงชาวต้าถังคนอื่นๆ ก็คือขี่ม้าเที่ยวเล่น ชมดอกไม้ ดูระบำรำฟ้อน ถึงต้องอยู่ตามลำพังก็มีความสุขดี

             ทว่าในปีที่นางอายุยี่สิบแปด นางก็ล้มป่วย

             แรกเริ่มมีอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ต่อมาอาการทรุดลงเรื่อยๆ จนแทบลงจากเตียงไม่ได้ สุดท้ายก็หลับไปโดยไม่ฟื้นขึ้นอีก เดิมทีคิดว่าดวงวิญญาณคงลงไปยมโลกเสียแล้ว คาดไม่ถึงว่าพอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ทุกอย่างจะเป็นเช่นนี้

             “อิ๋งอิ๋ง... ลูกเป็นอะไร อย่าทำให้แม่ตกใจสิ!” หลิวเจียหยงเห็นลูกสาวมีท่าทางเหม่อลอยยิ่งร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก เธอรีบออกไปเรียกคุณหมอทันที

             คนไข้อีกสามเตียงไม่ได้หันมามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใครนอนก็นอนไป ใครดูโทรทัศน์ก็ดูไป ไม่มีใครสนใจใคร สะท้อนให้เห็นถึงความเฉยเมยของผู้คนในสังคมยุคปัจจุบัน

             ความเจ็บปวดค่อยๆ คลายลง หลี่เชี่ยนเงยหน้าขึ้นแล้วถอนใจช้าๆ ในที่สุดก็ต้องยอมรับความจริงว่า สถานที่ที่ตนอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ความฝันและไม่ใช่จินตนาการ

             ต่อให้ไม่อยากยอมรับแค่ไหน ในสมองก็ยังเหลือความทรงจำส่วนหนึ่งที่ไม่ใช่ของนางอยู่ ความทรงจำของหญิงสาวที่มีชื่อว่าซางอิ๋ง

             เจ้าของร่างนี้

             ราชสกุลหลี่แห่งต้าถังนับถือลัทธิเต๋า อารามพรตถูกสร้างขึ้นทั่วแผ่นดิน นางเคยได้อ่านพระคัมภีร์ของลัทธิเต๋า เคยได้ยินเรื่องราวประเภทยืมร่างคืนวิญญาณหรือวิญญาณออกจากร่างมาบ้าง แต่ไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องราวแปลกประหลาดเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับตัวเอง

             เวลานี้นางก็ยังสงสัย

             ว่านางคือหลี่เชี่ยน หรือซางอิ๋งกันแน่…

 

          ผ่านไปสิบวัน

          อาการของคนเจ็บเปลี่ยนจากความงุนงงในตอนแรกมาเป็นความเฉยชา ในที่สุดก็สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้

          เดิมหลี่เชี่ยนมีนิสัยแข็งกร้าว อ่อนนอกแข็งใน ได้รับการอบรมสั่งสอนจากปู่และบิดามาตั้งแต่เล็ก ทำให้แตกฉานในตำราและประวัติศาสตร์ไม่แพ้ผู้ชาย หลังจากออกเรือนยังได้คลุกคลีกับราชนิกุลชั้นสูง รวมทั้งฮ่องเต้และฮองเฮา ได้พบเห็นบุคคลที่พูดหนึ่งไม่มีสอง ได้ร่วมฟังแผนการบริหารราชการแผ่นดิน สติปัญญาความฉลาดหลักแหลมและความสามารถในการปรับตัวยากจะมีใครทัดเทียมได้ ดังนั้นพอเธอตั้งสติได้ก็ไม่ทำตัวโง่เขลาจมปลักอยู่กับอดีตอีกต่อไป

          อีกอย่าง... ในสมองของเธอตอนนี้มีความทรงจำของ ‘ซางอิ๋ง’ อยู่ส่วนหนึ่งด้วย

          เพียงแต่ว่าความทรงจำของซางอิ๋งมักขาดๆ หายๆ บางเรื่องชัดเจน บางเรื่องลืมเลือน เช่นครั้งแรกที่เห็นหมอและพยาบาลที่สวมชุดกาวน์สีขาว เธอก็รู้ว่าตัวเองอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่าโรงพยาบาล ตอนที่เห็นหลิวเจียหยง เธอก็รู้ทันทีว่านี่คือมารดาของซางอิ๋ง

          แต่เรื่องที่ว่าทำไมตัวเองถึงได้รับบาดเจ็บ หรือทำไมนางหลิวผู้เป็นมารดาถึงใช้แววตาระแวดระวังมองบุตรสาวกลับเป็นเพียงเงาเลือนราง จำได้ไม่ชัดเจน

          เป็นไปได้ว่าจิตใต้สำนึกของซางอิ๋งไม่อยากจดจำเรื่องราวเหล่านั้น

          เธอหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ภาพตรงหน้าก็ยังคงเป็นผ้าห่มสีขาวสำหรับคนไข้ ไม่ใช่ผ้าห่มแพรเนื้อละเอียดลายดอกฝูหยง หรือเตียงที่มีฉากกั้นทำด้วยไม้ประดู่แกะลายดอกไม้ฝังหยกที่เธอคุ้นเคย

          จู่ๆ หลี่เชี่ยนก็รู้สึกว่าตัวเองคงไม่มีวันได้กลับไปยังยุคราชวงศ์ถังอันเจริญรุ่งเรืองอีก แต่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกอนาคตพันกว่าปีข้างหน้าที่ไม่คุ้นเคย... ในฐานะของซางอิ๋ง

          คุณหมอที่ถูกหลิวเจียหยงกึ่งลากกึ่งขอร้องก้าวเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว เขากวาดตามองประวัติบันทึกอาการป่วยของซางอิ๋งรอบหนึ่ง กำชับไม่กี่ประโยคแล้วก็ออกจากห้องไป แววตาเต็มไปด้วยความรำคาญที่มารดาของหญิงสาวดูตกอกตกใจเกินกว่าเหตุบ่อยครั้ง

          “อิ๋งอิ๋ง ลูกไม่ได้ไม่สบายตรงไหนจริงๆ นะ?”

          “อืม พอไหว”

          ตอนนี้เธอคือซางอิ๋งและค่อนข้างคุ้นเคยกับสำเนียงพูดที่แตกต่างจากสมัยถังบ้างแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนความเคยชินในการพูดได้ ดังนั้นคำตอบจึงฟังประหลาดไปบ้าง โชคดีที่หลิวเจียหยงไม่ทันสังเกต

          “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว คุณหมอบอกว่าอีกสองสามวันตรวจอาการ

อีกรอบแล้วก็ออกจากโรงพยาบาลได้ ลูกเชื่อแม่นะ ต่อไปอย่าออกไปเที่ยวจนดึกดื่นอีก หางานดีๆ สักงานแล้วตั้งใจทำให้ดี ให้แค่พอเลี้ยงตัวเองได้ก็ดีแล้ว”

          “ค่ะ” ซางอิ๋งรับคำเรียบๆ พยายามทำความเข้าใจกับคำศัพท์ใหม่ที่หลิวเจียหยงพูด

          งาน?

          ในความทรงจำของเธอเมื่อชาติก่อน สตรีที่มีฐานะต่ำต้อยจะออกไปทำงานแลกเงินเพื่อเลี้ยงชีพ ในขณะที่คุณหนูในตระกูลใหญ่ไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้ ชีวิตของเหล่าคุณหนูวนเวียนอยู่กับความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยง ตีคลี เที่ยวชมธรรมชาติแถบชานเมือง บางคนอาจชื่นชอบเรื่องการเมือง หรือไม่ก็เข้าร่วมการละเล่นของพวกผู้ชาย

          ท่านปู่ของหลี่เชี่ยน--เต้าอ๋องหลี่หยวนชิ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองเว่ยโจว จึงย้ายครอบครัวไปอยู่ที่เว่ยโจว ต่อมาหลี่เชี่ยนได้รับพระกรุณาให้ย้ายมาลงหลักปักฐานที่เมืองหลวง ฮ่องเต้และฮองเฮาพระราชทานสมรสให้ เธอจึงมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับทางวังหลวง ความสัมพันธ์กับฮองเฮาอู่ก็ไม่เลวนัก โดยเฉพาะช่วงปลายรัชสมัยเสด็จลุงงดว่าราชการบ่อยๆ เพราะเจ็บป่วย อำนาจตกอยู่ในมือฮองเฮาอู่ ส่งผลให้หลี่เชี่ยนซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับฮองเฮาพลอยมีฐานะสูงส่งตามไปด้วย

          สังคมสมัยราชวงศ์ถังค่อนข้างเปิดเผย องค์หญิงและสตรีชั้นสูงเลี้ยงดูชายหนุ่มรูปงามนั้นเป็นเรื่องปกติ จนกลายเป็นความนิยมในหมู่ชนชั้นสูง หลังจากสามีเสียชีวิต หลี่เชี่ยนเองก็เคยเลี้ยงหนุ่มน้อยรูปงามคนหนึ่งไว้ในจวน ประกอบกับหลี่เชี่ยนเป็นหญิงงามแห่งยุคที่มากด้วยความสามารถ เป็นบุคคลที่หญิงสาวในแวดวงชั้นสูงพากันริษยา หากไม่ล้มป่วยก็คงไม่เสียชีวิตจนต้องมาอยู่ในที่ที่พิสดารอย่างนี้แน่

          ความทรงจำของซางอิ๋งทำให้รู้ว่า ในโลกใบนี้ ราชวงศ์ถังเป็นเพียงอดีต ไม่มีฮ่องเต้ ฮองเฮา หรือสนมหลงเหลืออีกต่อไป ผู้หญิงต้องออกไปทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพ แน่นอนว่าถ้าครอบครัวมีฐานะดีก็เป็นอีกเรื่อง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าฐานะครอบครัวของซางอิ๋งไม่ค่อยดีนัก

          หลังจากจบการศึกษาจากวิทยาลัยศิลปะการแสดง เพื่อนร่วมชั้นต่างมีหนทางของตัวเอง บางคนเริ่มประสบความสำเร็จ ได้เป็นนักแสดงแถวสองที่พอมีชื่อเสียงอยู่บ้างในวงการบันเทิง ในขณะที่ซางอิ๋งยังคงวนเวียนอยู่กับการเป็นนักแสดงปลายแถว บทที่ได้แสดงมีน้อยมาก เป็นแค่ตัวประกอบที่ไร้ความสำคัญ

          ภายในดวงจิตเดิมของร่างนี้ยังคงมีความคับแค้นหลงเหลืออยู่ มันรุนแรงจนหลี่เชี่ยนไม่อาจมองข้ามไปได้ ความคับแค้นนี้เกิดจากความไม่พอใจในครอบครัว ไม่พอใจในชีวิต ดังนั้นซางอิ๋งคนเดิมจึงมุ่งหวังอยากก้าวให้สูงขึ้น อยากมีชื่อเสียง อยากร่ำรวย อยากเป็นคนเหนือคน

          ส่วนที่ว่ายุคถังอยู่ห่างจากยุคนี้ออกไปกี่ปี และทำไมถึงกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปได้ คำตอบนี้ต่อให้หลี่เชี่ยนพยายามค้นดูในความทรงจำของซางอิ๋งมากแค่ไหนก็หาไม่พบ แสดงว่าข้อมูลนี้ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าของร่างใส่ใจ

          เพราะเจ้าของร่างนี้เป็นแค่นักแสดงที่หลงใหลในชื่อเสียงและเงินทองเท่านั้น

          เมื่อหลี่เชี่ยนสรุปสถานะของตนเองในตอนนี้ได้ เธอก็รู้สึกว่าอนาคตช่างมืดมนเหลือเกิน

          “คุณแม่ หนูอยากพักผ่อนอีกสักระยะ” หลี่เชี่ยนพยายามเลียนแบบวิธีการพูดของผู้คนในยุคปัจจุบันตามความทรงจำของซางอิ๋ง “หนูยังไม่สะดวกทำงาน หนูอยากอ่านตำรา วานคุณแม่ช่วยซื้อตำรามาให้หน่อยได้ไหมคะ?”

          “ลูกยังไม่หายดี อ่านหนังสือจะดีเหรอ?” หลิวเจียหยงพอเห็นลูกสาวขมวดคิ้วก็รีบพูดต่อ “ก็ได้ๆ แม่จะซื้อมาให้ ลูกอยากอ่านอะไรล่ะ?”

          “ประวัติศาสตร์ หรือไม่ก็ภูมิศาสตร์... ซื้อมาให้หนูหน่อย มีบางเรื่องที่หนูหลงลืมไป อยากอ่านแล้วก็ลองคิดทบทวนดูน่ะค่ะ” ที่หลี่เชี่ยนขมวดคิ้วไม่ใช่เพราะรำคาญ แต่เพราะเธอกำลังคิดว่ามีวิธีไหนที่จะทำให้เข้าใจยุคสมัยนี้ได้ดีขึ้น ถึงจะมีความทรงจำของซางอิ๋งอยู่บ้าง เช่นรู้จักสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปอย่างตู้เย็นหรือโทรทัศน์ แต่ก็มีหลายเรื่องที่เธอต้องเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่ต้น

          หลิวเจียหยงได้ยินลูกสาวบอกว่าอยากรื้อฟื้นความทรงจำก็รู้สึก

ปวดใจ “ถ้างั้นแม่จะกลับไปเอาหนังสือเรียนเก่าๆ ของลูกมาให้ดีไหม?”

          หนังสือเรียน? หลี่เชี่ยนรู้สึกโล่งอกทันใด... ทำไมเธอคิดไม่ถึงนะ

          “ดีค่ะ เยี่ยมเลย”

1.2

             เกาจงเสด็จสวรรคต ฮองเฮาอู่ตั้งตนเป็นฮ่องเต้

          ราชวงศ์ถังปกครองแผ่นดินนานสองร้อยแปดสิบเก้าปีก็ล่มสลาย ต่อมาเป็นราชวงศ์ซ่ง หยวน หมิง ชิง จนกระทั่งระบอบสาธารณรัฐถูกสถาปนาขึ้น ล้มล้างระบอบกษัตริย์ไป

          หลังจากนั้น...

          หลี่เชี่ยนปิดหนังสือแล้วหลับตาลง

          ที่แท้ราชวงศ์ถังล่มสลายไปนานแล้ว ตอนนี้คือโลกในอีกพันกว่าปีหลังจากราชวงศ์ถังสิ้นสุดลง

          พ่อแม่ พี่น้อง บ้านเมืองของเธอ…

          เธอกลับไปไม่ได้แล้วจริงๆ

          ประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายพันปีค่อยๆ ปรากฏขึ้นในหัวสมองภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วัน

          น่าเสียดายราชวงศ์ถังที่เจริญรุ่งเรืองกลับล่มสลายลงภายในเวลาแค่สองร้อยกว่าปีเท่านั้น แผ่นดินอันยิ่งใหญ่ที่เคยมีทูตนับร้อยแคว้นมาเยือน มีฐานะสูงส่งเหนือแคว้นอื่นใด กระทั่งแคว้นเล็กๆ ในแถบซีอวี้ก็ยังยอมบากบั่นเดินทางไกลนับพันลี้เพื่อมาขอสานสัมพันธ์ สุดท้ายกลับถูกกองทัพพันธมิตรแปดชาติวางเพลิงปล้นชิงจนเกือบสิ้นชาติ นับตั้งแต่โบราณมาคำกล่าวที่ว่าเจริญรุ่งเรืองแล้วตกต่ำถึงขีดสุด ชีวิตเป็นสิ่งไม่แน่นอนเป็นแบบนี้เอง

          หลี่เชี่ยนถอนใจเบาๆ รู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้เหมือนกันว่าเสียใจให้กับตัวเอง หรือเสียดายแทนประวัติศาสตร์ที่สูญสลายไปแล้วกันแน่

          “อิ๋งอิ๋งกินข้าวได้แล้ว”

          หลิวเจียหยงยกอาหารออกมาจากห้องครัว เห็นลูกสาวนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมเงียบๆ ในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ใบหน้าที่ไม่ได้โปะเครื่องสำอางดูงดงามสดใส ถึงไม่ได้งดงามจนชวนตะลึง แต่ก็แฝงด้วยบุคลิกบางอย่างที่ยากจะบรรยาย ต่างจากเมื่อก่อนราวกับเป็นคนละคน

          บนโต๊ะตัวเล็กข้างโซฟามีกองหนังสือตั้งสูงสองกอง กองหนึ่งคือตำราเรียนตั้งแต่สมัยชั้นมัธยมต้นถึงมัธยมปลายไปจนถึงตำราประวัติศาสตร์ ส่วนอีกกองเป็นนิตยสารที่เป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน หลี่เชี่ยนให้หลิวเจียหยง

รื้อหนังสือทั้งหมดในบ้านออกมาแล้วเลือกอ่านตามใจชอบ อ่านจบก็ขอร้องให้หลิวเจียหยงไปซื้อหนังสือที่มีเนื้อหาลึกซึ้งกว่าเดิมมาจากร้านหนังสืออีกจำนวนหนึ่ง

          หลิวเจียหยงเห็นว่าเป็นการช่วยเหลือลูกสาวให้ฟื้นความทรงจำเร็วขึ้นจึงตามใจ ถ้าเธอรู้ว่าหลี่เชี่ยนอ่านหนังสือทั้งสองกองหมดแล้ว แถมยังจดจำเนื้อหาได้เกือบหมด คงจะตกใจไม่น้อย เพราะในความทรงจำของเธอ ลูกสาวไม่เคยชอบอ่านหนังสือ

          ทว่าซางอิ๋งที่ ‘สูญเสียความทรงจำ’ ชอบอ่านหนังสือมาก และดูเหมือนจะมีบางอย่างที่เปลี่ยนไป

          อย่างเช่นเมื่อก่อน นานๆ จะกลับมากินข้าวที่บ้านสักครั้ง เมื่อเห็นมารดายกอาหารมาก็จะเอาแต่นั่งเฉย ไม่เคยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่ตอนนี้เธอกลับช่วยตักข้าว ทำให้หลิวเจียหยงทั้งประหลาดใจทั้งปลาบปลื้มใจ

          หลี่เชี่ยนเห็นว่าจากนี้ไปเธอต้องใช้ชีวิตอยู่ในฐานะของซางอิ๋ง หลังจากพยายามทำความเข้าใจมาหลายวัน เธอก็รู้ว่าไม่ว่าโลกใบนี้จะแตกต่างจากต้าถังสักแค่ไหน ทว่าเรื่องประหลาดพิสดารอย่างการยืมร่างคืนวิญญาณก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ จะยอมรับได้ ดีไม่ดีอาจถูกมองว่าเป็นคนบ้า ดังนั้นเธอจะพูดเรื่องที่เกิดขึ้นให้ใครฟังไม่ได้เด็ดขาด ในเมื่อหลิวเจียหยงเป็นแม่ของซางอิ๋ง ต่อไปก็จะเป็นแม่ของเธอด้วย การกตัญญูต่อบิดามารดาเป็นเรื่องที่ถูกต้อง นางหลิวเป็นแม่ที่ดี การกระทำของซางอิ๋งก่อนหน้านี้ถือว่าอกตัญญูมาก

          “อิ๋งอิ๋งรู้สึกยังไงบ้างลูก หลายวันนี้ยังปวดหัวอีกหรือเปล่า ไปตรวจดูที่โรงพยาบาลอีกดีไหม?” หลิวเจียหยงคีบเนื้อผัดซอสแดงชิ้นหนึ่งให้ลูกสาว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย

          ซางอิ๋งส่ายหน้า “รู้สึกดีขึ้นมากแล้วค่ะ คุณแม่คะ หนูมีบางเรื่องอยากจะถาม”

          “อะไรหรือ?” หลิวเจียหยงเห็นลูกสาวพูดเสียงเคร่งขรึมก็รีบถามกลับ

          “หนูทำงานเป็นนักแสดงเหรอคะ?”

          หลิวเจียหยงพยักหน้า ทำท่าจะพูดบางอย่างแต่ก็ชะงักไป ซางอิ๋งเห็นเข้าก็นึกถึงความรู้สึกแปลกๆ ที่เธอรู้สึกมาตลอดในช่วงนี้

          “มีอะไรหรือคะ?”

          หลิวเจียหยงถอนใจ “อิ๋งอิ๋งเอ๊ย ไม่ใช่ว่าแม่พูดมาก ฐานะครอบครัวของลู่เหิง ไม่ใช่เรื่องที่ครอบครัวเล็กๆ อย่างเราจะเทียบได้ แม่รู้ว่าลูกพยายามหาเงินมาตลอด แต่คนเราต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริงนะลูก”

          ลู่เหิง?

          ซางอิ๋งขมวดคิ้วน้อยๆ พยายามค้นหาความทรงจำเกี่ยวกับชื่อนี้

          อ้อ... เมื่อก่อนคนชื่อลู่เหิงเคยคบหากับซางอิ๋ง จากนั้นก็สลัดเธอทิ้ง

          อะไรคือถูกสลัดทิ้ง…

          ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ฝ่ายหนึ่งทอดทิ้งอีกฝ่ายหนึ่ง

          คนที่แย่งลู่เหิงไปคือเฉินชิ่นที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันและ

เป็นรุ่นพี่ของเธอหลายปี ตอนนี้ก็อยู่ในวงการบันเทิงเช่นกัน

          อะไรคือมหาวิทยาลัย…

          ก็คือสถานที่ที่คล้ายกับสำนักบัณฑิตในยุคสมัยของเธอมั้ง

          เธอเกือบลืมไปแล้วว่ายุคนี้... ผู้หญิงสามารถไปเรียนหนังสือที่สถานศึกษาได้ แต่มีโรงเรียนสำหรับสอนการแสดงโดยเฉพาะด้วยหรือ ยุคสมัยเปลี่ยน โลกก็เปลี่ยนไปจริงๆ

          ฟังคำพูดของหลิวเจียหยงแล้ว หญิงสาวพยายามแปลความหมายให้เป็นเนื้อหาที่ตนเองพอเข้าใจได้ ใบหน้าของเธอเรียบเฉย ในใจเต็มไปด้วยความสับสน สมองใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว

          หลิวเจียหยงเห็นบุตรสาวมีสีหน้าเฉยชาก็กังวลว่าลูกอาจรำคาญที่เธอพูดจาสั่งสอน กลัวว่าลูกจะกระแทกชามโยนตะเกียบสะบัดหน้าหนีเหมือนเมื่อก่อนจึงรีบพูดขึ้น “แม่ไม่พูดแล้ว ระยะนี้ลูกก็พักผ่อนให้มากอย่าเพิ่งรับเล่นละครเลย”

          รับเล่นละคร? ในสมองของซางอิ๋งมีคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องหลายคำผุดขึ้นมา นักแสดงร่วม ตัวประกอบ ผู้จัดการ

          “ลู่เหิงคนนี้อยู่ในตระกูลที่มีชื่อเสียงหรือว่ามีอิทธิพลคะ?”

          เธอค้นหาคำว่าลู่เหิงในสมอง แต่ได้มาแค่คำตอบเดียว... รวย

          “เมื่อก่อนแม่ได้ยินลูกบอกว่าตระกูลลู่เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในเมืองกั่งเฉิง อิทธิพลในแผ่นดินใหญ่ก็มีไม่น้อย”

          ที่แท้ก็คหบดีที่มีฐานะร่ำรวย

          ซางอิ๋งพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจแล้วถามต่อ “เมื่อครู่คุณแม่บอกว่าหนูไม่คู่ควรกับเขา จะเป็นไปได้ยังไง ยุคสมัยนี้ไม่มีฮ่องเต้ ลำดับชั้นศักดินาเจ้าขุนมูลนายก็ถูกลบล้างหมดแล้ว ตำราระบุไว้ว่าทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีชนชั้นไม่ใช่หรือคะ?”

          หลิวเจียหยงอึ้งไป คิดไม่ถึงว่าหลังจากลูกสาวสูญเสียความทรงจำจะถามคำถามที่ลึกซึ้งขนาดนี้ เธอไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี คิดอยู่นานถึงได้พูดว่า “ไม่มีระบบศักดินาแต่ถูกแทนที่ด้วยระบบทุนนิยม ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน เราเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่มีทางเทียบกับคนที่มีเงินมีตำแหน่งพวกนั้นได้หรอก”

          อ้อ... หมายความว่ายังมีการแบ่งแยกระหว่างชนชั้นสูงกับชาวบ้านธรรมดาอยู่ ความเท่าเทียมเป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น

          “ถ้างั้นก่อนหน้านี้หนูอยากคบหากับลู่เหิงก็เพราะบ้านเขามีเงินหรือคะ?”

          หลิวเจียหยงยิ้มขื่น ไม่มีใครรู้จักลูกดีไปกว่าแม่ จะบอกว่าใช่ก็กลัวจะทำร้ายศักดิ์ศรีของลูกสาว จะบอกว่าไม่ใช่เธอก็โกหกไม่เป็น

          “เมื่อก่อนนี้แม่พูดยังไงลูกก็ไม่ฟัง สุดท้ายเขาอยากจะเลิก ลูกก็

ไม่ยอมเลยไปทะเลาะกับเขา แถมยังออกไปทุกคืนดึกๆ ดื่นๆ ตอนที่ลูกเกิดอุบัติเหตุรถชนถูกหามส่งโรงพยาบาล คุณหมอบอกว่าตอนนั้นลูกเมาด้วย” เธอเห็นซางอิ๋งพูดถึงลู่เหิงบ่อยๆ ก็อดกังวลไม่ได้ “อิ๋งอิ๋งเอ๊ย ลูกคงไม่ได้อยากไปหาเขาอีกหรอกนะ?”

          ซางอิ๋งเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดคร่าวๆ แล้ว ได้ยินมารดาถามก็ยิ้มออกมา “แม่คิดมากไปแล้วค่ะ ผู้ชายอย่างงั้นจะคู่ควรให้หนูมองอีกได้ยังไง”

          ซางอิ๋งคนก่อนลุ่มหลงในลาภยศสรรเสริญนี่เอง คงเข้าใจว่าตัวเองหน้าตาดีจึงคิดจะจับคนรวย แต่หลี่เชี่ยนในร่างของซางอิ๋งกลับเห็นเป็นเรื่องตลก สตรีในยุคถังทั้งเปิดเผยและมากรัก แล้วยังเชื่อมั่นในตนเองหยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่จำเป็นต้องอาศัยบุรุษเพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี

          หลิวเจียหยงฟังคำพูดของลูกสาวแล้วรู้สึกแปลกๆ กำลังคิดจะถามให้ละเอียด เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นพอดี หญิงสูงวัยรีบลุกขึ้นรับ

          “สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าใครคะ? เอ๋ เสี่ยวเจี่ยหรือจ๊ะ ได้ๆ เดี๋ยวจะเรียกให้นะ” หลิวเจียหยงหันมา “อิ๋งอิ๋ง โทรศัพท์ของลูก เสี่ยวเจี่ยโทรมา”

          “ใครคะ?”

          “ลูกคนนี้นี่ ลืมกระทั่งเสี่ยวเจี่ย เจี่ยชุนหยง... ผู้จัดการส่วนตัวของลูกไง”

          ซางอิ๋งจึงรับโทรศัพท์ “สวัสดีเจี่ยชุนหยง”

          เสียงอีกด้านใส่ความหงุดหงิดกลับมา “ชุนบ้าอะไรกัน เรียกชื่อภาษาอังกฤษของฉันสิ อาแซม อาแซม จำได้ไหม!”

          ชื่อภาษาจีนดีๆ ไม่ใช้ ไปใช้ชื่อของพวกต่างเผ่าทำไมกัน ซางอิ๋งไม่ได้พูดอะไร

          เห็นหญิงสาวเงียบไป คนที่อยู่ปลายสายก็ตะคอกมาอีก “ซางอิ๋ง ตกลงไม่คิดจะทำงานแล้วใช่ไหม! เฮอะ... ฉันอุตส่าห์ช่วยเธอแย่งบทมาด้วยความยากลำบาก เธอนี่เจ๋งมากนะ วิ่งไปหาเรื่องหึงหวง ซ้ำยังเมาเหล้าจนต้องเข้าโรงพยาบาล! นักแสดงปลายแถวอย่างเธอดันไปตบหน้าแฟนใหม่ของคุณลู่ เลิศมาก งามหน้านัก! ฉันทนเธอไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่เพราะแม่เธอสนิทกับแม่ฉัน ฉันเขี่ยเธอทิ้งไปนานแล้ว!”

             “ใจเย็นๆ มีอะไรก็ค่อยๆ พูด อารมณ์โกรธไม่ดีต่อสุขภาพนะ”

          อีกฝ่ายตะเบ็งเสียงดัง แต่ซางอิ๋งกลับนิ่งเฉยเหมือนไม่รู้สึกรู้สา

          เสียงตะโกนด่าเงียบไป เสียงหายใจหอบดังขึ้นมาแทน อาแซมสูดหายใจลึกๆ หลายครั้งถึงควบคุมอารมณ์ไม่ให้โยนโทรศัพท์ทิ้งแล้ววิ่งไปบีบคออีกฝ่ายให้ตายได้

          “ก็ได้ เธอฟังให้ดีนะ บทที่ฉันแย่งมาให้เธอก่อนหน้า ตอนนี้เธอทำมันพังไปแล้ว ดีว่ามีอีกบทหนึ่ง บทน้อยกว่ามาก ประมาณแค่หนึ่งถึงสองตอน เธอตัดสินใจเองว่าจะรับหรือเปล่า นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะช่วยเธอเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ของพวกผู้ใหญ่ ไม่อย่างงั้นจากวันนี้จนถึงวันที่สัญญาของเธอครบกำหนด ฉัน... รวมถึงบริษัท จะไม่ปล่อยให้เธอมีโอกาสได้โผล่หน้าในจอทีวีอีกแล้ว”

          อาแซมกัดฟันพูดช้าๆ ซางอิ๋งพยายามทำความเข้าใจกับคำพูดของเขา “บทอะไรหรือ?”

          เห็นได้ชัดว่าฝ่ายตรงข้ามไม่อยากเสียเวลาพูดกับเธอ “ละครจีนโบราณ เธอจะไปหรือไม่ไป บอกฉันอีกทีก็แล้วกัน!”

          ละครจีนโบราณคือการสวมเสื้อผ้าสมัยโบราณ แสดงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคก่อน ในสมองปรากฏข้อมูลจากความทรงจำที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งเอาไว้

          ในยุคสมัยที่หลี่เชี่ยนจากมายังไม่มีการแสดงละคร มีเพียงการร่ายรำที่สืบทอดมาจากสมัยราชวงศ์ซางและโจว การแสดงพื้นบ้านหลากหลายมีต้นกำเนิดจากสมัยราชวงศ์ฮั่น ส่วนการระบำรำฟ้อนของดินแดนซีอวี้ อย่างมากก็ใส่เนื้อหาลงไปในการร่ายรำเป็นช่วงๆ คล้ายกับละครเวทีในยุคหลัง

          “ฉันจะไป ที่ไหนเมื่อไร?” หลายวันมานี้ ข้อมูลที่ได้จากโทรทัศน์และหนังสือมีมากพอที่จะทำให้เธอเข้าใจยุคปัจจุบันมากขึ้น ตอนแรกความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่หลงเหลืออยู่ในสมองเหมือนภาพเงารางเลือน มองได้แต่สัมผัสไม่ได้ ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ความสามารถในการเรียนรู้และเลียนแบบของเธอกล่าวได้ว่ายอดเยี่ยมมาก ภายในระยะเวลาสั้นๆ แค่สิบกว่าวัน เธอค่อยๆ พัฒนาจากคนต่างถิ่นที่ไม่รู้อะไรจนตั้งหลักได้ และยังปรับตัวได้ค่อนข้างดี แต่ยังไม่อาจปรับเปลี่ยนลักษณะการพูดจาทั้งหมดได้ในทันที

          อาแซมคิดไม่ถึงว่าหญิงสาวจะตอบตกลงอย่างรวดเร็วจึงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง “อีกสามวัน เธอไปที่... ช่างเถอะๆ สามวันนี้เธออยู่บ้านเฉยๆ ถึงเวลาฉันจะไปรับเอง!”

          “ขอบคุณมากที่ช่วยจัดการทุกอย่างให้ฉัน”

          ปลายสายอึ้งไป อาแซมเกิดความสงสัย ถ้าเป็นซางอิ๋งคนก่อนคงบ่นไม่หยุดเพราะไม่อยากแสดงเป็นตัวประกอบ เคยพูดขอบคุณซะที่ไหน นี่เป็นเพราะสมองได้รับความกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุจนเกิดบุคลิกที่สองหรือไง

          “แค่ไม่หาเรื่องเดือดร้อนมาให้ ฉันก็ขอบคุณฟ้าดินแล้ว!”

          หลังจากวางโทรศัพท์ ซางอิ๋งก็หันไปมองสีหน้ากังวลของมารดา “แม่อย่ากังวลไปเลยค่ะ เสี่ยวเจี่ยช่วยหาบทให้หนูได้บทหนึ่ง อีกสามวันจะมารับหนู”

          หลิวเจียหยงพยักหน้าพลางถอนใจ “จริงๆ แล้วแม่คิดว่าลูกไม่ค่อยเหมาะกับอาชีพนี้เท่าไร ได้ยินเขาพูดกันว่าวงการบันเทิงซับซ้อนมาก...เฮ้อ แต่ถ้าลูกยืนยันว่าอยากจะทำก็ตั้งใจทำให้ดี เสี่ยวเจี่ยเป็นคนไม่เลวเลย ลูกต้องขอบคุณเขานะ”

          ซางอิ๋งยิ้มให้ หางตาเหลือบไปเห็นกระจกบานใหญ่ที่ติดอยู่บนผนัง สีหน้าพลันเปลี่ยนไป

          ซางอิ๋งในกระจกสูงหนึ่งร้อยหกสิบสามเซนติเมตร เป็นส่วนสูงตามมาตรฐาน ถึงจะไม่ใช่สาวงามล้ำเลิศ แต่ดีที่มีผิวขาว อีกทั้งดวงตายังหยาดเยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ส่งเสริมให้รูปโฉมโดดเด่น ทำให้ผู้อื่นจดจำได้ง่าย นักแสดงบางคนเครื่องหน้าสวย ปรับตัวเข้ากับกฎระเบียบต่างๆ นานาของวงการบันเทิงได้เป็นอย่างดี แต่ผ่านไปหลายปีก็ยังไม่มีชื่อเสียง คิดดูแล้วการที่สามารถทำให้ผู้ชมจดจำได้ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญมากเช่นกัน

          เจ้าของร่างเดิมเป็นคนที่ชอบคล้อยตามกระแสนิยมในสังคมแบบไม่ลืมหูลืมตา ชอบการแต่งหน้าจัด ลดความอ้วนอย่างเอาเป็นเอาตาย บางครั้งถึงกับกินแตงกวาแค่วันละลูก ผลของความพยายามก็คือรูปร่างที่อยู่ห่างจากการเป็นท่อนไม้ไผ่แค่ก้าวเดียว

          แต่ซางอิ๋งที่มีดวงวิญญาณใหม่อยู่ในร่าง มองดูรูปร่างผอมบางราวกับจะปลิวไปตามลมก็ขมวดคิ้ว

          ผอมเกินไป

          เดิมกระดูกโหนกแก้มค่อนข้างนูนอยู่แล้ว พอผอมก็ยิ่งเห็นได้ชัด ซางอิ๋งคนเดิมเคยคิดจะไปตัดกระดูกโหนกแก้ม แต่ยังไม่ทันได้ทำ วิญญาณก็เปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่งเสียก่อน

          เธอเห็นว่าถ้าร่างนี้อ้วนขึ้นอีกสักหน่อย แก้มทั้งสองอิ่มเอิบขึ้นอีกเล็กน้อย บวกกับผิวขาวที่มีอยู่เดิม จะต้องกลายเป็นหญิงสาวที่งดงามได้แน่ การมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ไม่เหมาะกับตนเองมีแต่จะทำให้เห็นจุดบกพร่องและบดบังจุดเด่นของตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย

          สมัยราชวงศ์ถัง ความอวบอิ่มคือความสวยงาม แต่คนยุคหลังกลับเข้าใจผิดคิดว่าผู้คนสมัยถังชอบผู้หญิงอ้วน หลังจากเธอมาที่นี่และอ่านพบว่าผู้คนในยุคนี้มีความเชื่ออย่างไรในหนังสือ ทำให้เธออดขำไม่ได้

          ตามจริงแล้วในสมัยต้าถัง หญิงงามที่เป็นที่ชื่นชมมากที่สุดต้องมีผิวขาวราวหิมะ ทรวดทรงสะดุดตา และเปี่ยมด้วยเสน่ห์ ยิ่งผู้หญิงมีรูปร่างอวบอิ่มด้วยแล้วจะยิ่งขับเน้นให้ผิวดูกระจ่างใสมีน้ำมีนวลมากขึ้น

          ผู้หญิงสามารถขี่ม้าและเล่นการละเล่นต่างๆ เช่น เตะลูกบอล ตีคลี เหมือนอย่างผู้ชาย ทั้งยังมีอิสระในการแต่งงาน ความร่าเริงและความเชื่อมั่นในตนเองเต็มเปี่ยมอยู่ในตัวพวกเธอ ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงไม่ได้มีรูปร่างผอมบางราวกับจะล้มป่วย ทัศนะด้านความงามของผู้คนในยุคต้าถังเป็นแบบนี้ น่าขำที่ผู้คนในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่รู้เพียงผิวเผิน ทำให้เข้าใจผิดคิดไปว่าสตรีสมัยราชวงศ์ถังนิยมรูปร่างที่อวบอ้วน

          “แม่คะ แม่คิดว่าหนูผอมเกินไปหรือเปล่า?”

          “ใช่สิ ลูกผอมเกินไป แล้วยังเอาแต่พูดว่าจะลดความอ้วน!”

          หลิวเจียหยงลูบแขนลูกสาวด้วยความปวดใจ เรียวแขนผอมบางจนมือเดียวแทบจะกำรอบได้ “ลูกไม่ได้เตี้ยมาก ผอมไปก็ดูไม่ดี กินให้อ้วนหน่อยน่าจะดีกว่านะ”

          ซางอิ๋งหรี่ตาทรงเสน่ห์ทั้งคู่ลงน้อยๆ แล้วยิ้มบางๆ ให้เงาตัวเองในกระจก “ค่ะ ตั้งแต่วันนี้ไป หนูจะเพิ่มความอ้วน”

1.3

          สามวันต่อมา

          ซางอิ๋งติดตามอาแซม--ผู้จัดการส่วนตัวมายังสถานที่ถ่ายทำ

          ถึงครั้งก่อนอาแซมจะพูดแบบไร้น้ำใจ แต่เอาเข้าจริงก็ยังส่งเอกสารให้เธอชุดหนึ่ง ในนั้นเป็นรายละเอียดของบทที่เธอต้องแสดงในครั้งนี้

          เสนาบดีซั่งกวนหวั่นเอ๋อผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นแขนข้างหนึ่งของฮ่องเต้หญิง

          ชีวิตของสตรีผู้นี้มีสีสันจนสามารถนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ทั้งเรื่องได้ แต่ตัวเอกของละครเรื่องนี้ไม่ใช่ซั่งกวนหวั่นเอ๋อ กลับเป็นเรื่องราวของหลี่หลงจี--ฮ่องเต้ถังเสวียนจง เนื้อเรื่องเริ่มต้นตั้งแต่ชีวิตที่ยากลำบากในวัยหนุ่ม การบุกเบิกรัชสมัยจนเจริญรุ่งเรือง ไปถึงการพบจุดจบที่เลวร้ายเพราะลุ่มหลงในหญิงงาม

          หลี่หลงจีขึ้นครองราชย์จากการแย่งชิงอำนาจ สังหารฮองเฮาเว่ย องค์หญิงไท่ผิงและคนอื่นๆ ซั่งกวนหวั่นเอ๋ออยู่ฝ่ายฮองเฮาเว่ย ช่วยฮองเฮาวางแผนการต่างๆ จึงถูกสังหารในการต่อสู้ครั้งนั้นด้วย ดังนั้นในครึ่งแรกของละครจะมีฉากของซั่งกวนหวั่นเอ๋อซึ่งรับบทโดยซางอิ๋งอยู่สองฉากกับบทพูดสองสามประโยคเท่านั้นเอง…

          พูดได้ว่าเป็นตัวประกอบที่ไม่มีความสำคัญ

          ฉากที่ซางอิ๋งต้องแสดง ฉากแรกเป็นฉากที่แนะนำให้ฮองเฮาเว่ยฉวยโอกาสลงมือสังหารหลินจืออ๋อง--หลี่หลงจีก่อน แต่ฮองเฮาเว่ยไม่เห็นด้วย

          อีกฉากหนึ่งเป็นฉากที่หลี่หลงจีบุกเข้ามาในวังหลวง ซั่งกวนหวั่นเอ๋อนำเหล่านางกำนัลออกมาต้อนรับและร้องขอความเมตตา แต่หลี่หลงจีเห็นว่าสตรีคนนี้เป็นภัย จะปล่อยไปไม่ได้เลยสังหารทิ้ง

          หลังจากนั้น ก็ไม่มีบทของซางอิ๋งอีก

          สถานที่ถ่ายทำคือโรงถ่ายแห่งหนึ่งแถบชานเมือง ละครจีนโบราณหลายเรื่องมาถ่ายทำกันที่นี่

          ตอนที่พวกเธอไปถึง ผู้กำกับนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ช่วยผู้กำกับกำลังควบคุมคนงานให้จัดฉากให้เรียบร้อย นักแสดงสมทบหลายคนนั่งต่อบทกันอยู่ด้านข้าง ส่วนตัวประกอบทั้งหลายนั่งรวมกลุ่มกันอยู่ทางด้านหนึ่ง แบ่งแยกกันชัดเจน

          นักแสดงแถวหน้าหลายคนต้องการแสดงออกว่าตนเองเป็นคนมีน้ำใจ เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย จึงมักเชื้อเชิญคนในกองถ่ายไปกินอาหาร หรือไม่ก็ซื้อของกินมาฝาก แต่ ‘สวัสดิการ’ นี้จำกัดอยู่กับผู้ที่มีบทบาทสำคัญในกองเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าตัวประกอบทั้งหลายไม่เกี่ยว บางครั้งนักแสดงสมทบธรรมดาก็ไม่ได้รับการปฏิบัติพิเศษเช่นกัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้คนมากมายในวงการบันเทิงถึงพยายามสุดชีวิตเพื่อไต่เต้าให้สูงขึ้น

          บทของซางอิ๋งมีตารางถ่ายทำในวันนี้ ถ้าราบรื่นใช้เวลาครึ่งวันก็น่าจะเสร็จเรียบร้อย

          “อ้อ อาแซม พวกเธอมาแล้ว!”

          ซางอิ๋งเดินตามอาแซมเข้ามาในกองถ่าย ผู้ช่วยผู้กำกับตาไวหันมากล่าวทักทายเพราะเห็นแก่หน้าของอาแซมไม่ใช่คนที่มาด้วย อาแซมพอจะมีชื่อเสียงในวงการอยู่บ้าง เขามีนักแสดงอยู่ในมือไม่น้อย และคนที่มีความประพฤติแย่ที่สุดก็คือซางอิ๋ง...

          เสียงทักของผู้ช่วยผู้กำกับทำให้สายตาของผู้คนในกองถ่ายหันมาจับจ้องที่ซางอิ๋งกับอาแซมทันที

          ในวงการบันเทิงมีนักแสดงปลายแถวมากมายที่วนเวียนอยู่ในวงการมาหลายปีแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ คนที่ลืมตาอ้าปากได้มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น และยังมีผู้คนมากมายที่อยากก้าวให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ หนทางย่อมวกวนและยากลำบากอย่างไม่ต้องสงสัย

          คนนับไม่ถ้วนถูกเหยียบย่ำ และอีกมากที่ปีนขึ้นมาได้ครึ่งทางแล้วร่วงลงไป การแลกเปลี่ยนด้วยเซ็กส์แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในวงการบันเทิง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับโชค โอกาส และภูมิหลังของตัวนักแสดง คนบางคนเกิดมาก็มีทุกอย่างอยู่ในมือ แต่บางคนกลับต้องต่อสู้อย่างยากลำบากตลอดชีวิต ตัวเองโชคร้ายจะโทษรัฐบาลก็ไม่ได้ ดวงไม่ดีก็ไม่อาจโทษสังคม เพราะสวรรค์ย่อมไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว

          ซางอิ๋งนับได้ว่าเป็นคนที่ค่อนข้างโชคดีในหมู่คนโชคร้าย เธอได้พบกับผู้จัดการอย่างเจี่ยชุนหยง อย่างน้อยก็ช่วยหาบทนักแสดงสมทบหรือตัวประกอบเล็กๆ ให้ และก่อนหน้านี้เธอยังจับต้นไม้ใหญ่อย่างลู่เหิงได้

ถึงได้มีหน้ามีตาอยู่ระยะหนึ่ง

          เสียดายที่เธอไม่รู้จักทะนุถนอม ถือดีว่าเป็นแฟนลู่เหิงเลยทำตัวเย่อหยิ่ง ไม่ใช่บทนางเอกก็ไม่ยอมแสดง สุดท้ายถูกทอดทิ้ง ร่วงจากก้อนเมฆตกลงมาในโคลนตมยังไม่รู้สำนึก ไปหาเรื่องตบตีแฟนใหม่ของคุณลู่จนกลายเป็นข่าวพาดหัวของวงการบันเทิง

          แน่นอนคนที่ใครๆ สนใจไม่ใช่เธอ แต่เป็นตัวละครเอกสองคนในข่าวเดียวกัน คุณลู่กับดาราสาวแถวหน้าที่ถูกตบหน้าคนนั้น

          ข่าวฉาวนี้ทำให้สายตาของผู้คนในกองถ่ายที่มองมาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและเย้ยหยัน ในดวงตาหลายคู่เขียนคำว่า ‘ไม่ประมาณตัว’ เอาไว้ชัดเจน

          อาแซมกระแอมครั้งหนึ่งแล้วเดินตรงเข้าไปทักทายผู้กำกับและผู้ช่วยผู้กำกับ ซางอิ๋งเดินตามไป ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ราวกับว่าคนที่ถูกจ้องมองอยู่ไม่ใช่เธอ

          ทักทายกันแล้ว อาแซมดึงซางอิ๋งมาทางด้านหนึ่ง “เธอเคยเทสหน้ากล้องไปแล้ว ตามหลักไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่พอมี ‘เรื่องนั้น’ เกิดขึ้นพวกเขาเลยไม่ค่อยวางใจ ย้ำเรื่องของเธอเป็นพิเศษ ถ้าเธอยังให้ความสำคัญกับโอกาสสุดท้ายนี้อยู่ก็ตั้งใจทำให้ดี อย่าก่อเรื่อง ไม่งั้นก็ออกจากที่นี่ไปเดี๋ยวนี้ ต่อไปก็ไม่ต้องไปหาฉันอีก!”

          อธิบายแกมข่มขู่ เห็นได้ชัดว่าเขาหมดหวังกับซางอิ๋งแล้วจริงๆ บทตัวประกอบนี้ไม่ได้ดีไปกว่าตัวประกอบที่เดินผ่านฉากเฉยๆ สักเท่าไร แค่ได้ค่าตอบแทนมากกว่านิดหน่อยเท่านั้น ถึงวันนี้หญิงสาวจะดูสงบเสงี่ยมดีก็เถอะ

          ซางอิ๋งพยักหน้า “ฉันรู้ เธอวางใจเถอะ”

          เพราะไม่วางใจน่ะสิถึงต้องพูดย้ำให้มากๆ!

          อาแซมคลึงขมับเบาๆ ชี้ไปที่ห้องแต่งตัว “ตอนนี้เธอไปแต่งหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เร็วเข้า เดี๋ยวก็จะถึงบทของเธอแล้ว! ท่องบทได้ขึ้นใจหรือยัง? เดี๋ยวต้องทำตามที่ผู้กำกับบอก อย่าทำตามใจชอบเหมือนเมื่อก่อนอีกล่ะ!”

          ฉากถูกจัดขึ้นรวดเร็ว ผู้กำกับตะโกนสั่งให้ทุกคนเข้าประจำที่

          ละครเรื่องนี้ลงทุนไปไม่น้อย ผู้กำกับก็มีชื่อเสียงมาจากการกำกับละครประวัติศาสตร์ นักแสดงที่เชิญมาย่อมไม่ใช่นักแสดงแถวสองแถวสาม พระเอกผู้รับบทหลี่หลงจีชื่อว่าฟางเล่อหยาง เคยได้รับรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยม และมีชื่อเสียงโด่งดังในวงการ ส่วนนางเอกหยางกุ้ยเฟยรับบทโดยเฉินชิ่น นักแสดงหญิงแถวหน้าที่ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งกับซางอิ๋งเมื่อหลายวันก่อน ตามข่าวซางอิ๋งเป็นฝ่ายลงมือก่อน เสียงตำหนิก่นด่าจึงตกลงมาที่ซางอิ๋งเพียงฝ่ายเดียว

          ตั้งแต่หลี่เชี่ยนเข้ามาอยู่ในร่างของซางอิ๋งก็ยังไม่เคยเข้าเว็บไซต์ ย่อมไม่รู้ว่าในสังคมออนไลน์นั้นบรรดาแฟนคลับของเฉินชิ่นพากันรุมต่อว่าเธออย่างรุนแรง

          ตอนที่อาแซมรู้ว่านางเอกของเรื่องนี้คือเฉินชิ่นก็ถึงกับกุมขมับ จะขอถอนตัวก็ไม่ทัน บทของซางอิ๋งถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว แถมนี่ยังเป็นโอกาสสุดท้ายของซางอิ๋ง หากปฏิเสธคงไม่มีโอกาสหวนกลับมาในวงการได้อีก ดังนั้นถึงตอนนี้จะมีศัตรูอยู่รอบด้าน อาแซมก็ยังแข็งใจให้ซางอิ๋งลงสนาม ภาวนาว่าเด็กในสังกัดจะไม่อาละวาดขึ้นมาอีก

          ยังดีที่บทของเธอไม่ได้ถ่ายทำวันเดียวกับเฉินชิ่น ทั้งสองจึงไม่มีโอกาสเผชิญหน้ากัน

          แต่สำหรับกลุ่มนายทุนผู้สร้าง การจัดการนี้มีเจตนาแอบแฝง การที่ผู้หญิงสองคนที่มีข่าวหึงหวงกันมาปรากฏตัวในละครเรื่องเดียวกัน ย่อมส่งผลดีต่อการสร้างกระแสของละคร

          ตอนที่พวกตัวประกอบแต่งตัวเสร็จ พระเอกฟางเล่อหยางก็มาถึงพร้อมกับผู้ช่วย เขามาสายครึ่งชั่วโมง ถึงผู้กำกับจะไม่ค่อยพอใจแต่ก็ไม่ได้ชักสีหน้า ในขณะที่ผู้ช่วยผู้กำกับและคนอื่นๆ ต่างพากันเข้าไปทักทายอย่างกระตือรือร้น

          ไม่ใช่แค่วงการบันเทิงเท่านั้น ในวงการอื่นก็เป็นแบบนี้ คนที่มีอำนาจมีฐานะมีภูมิหลังสูงกว่าผู้อื่นมักไม่จำเป็นต้องรักษากฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น

          อาแซมไม่วางใจในตัวซางอิ๋งนัก จึงจงใจอยู่เฝ้าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน เขารอไปพลาง พูดคุยกับคนอื่นๆ ไปพลาง พอได้ยินผู้กำกับตะโกนให้ทุกคนเข้าประจำที่ เขาก็หันไปมอง พอเห็นซางอิ๋งที่ยืนอยู่ด้านหนึ่งของฉาก เขาก็ถึงกับตะลึงงัน

          ซางอิ๋งสวมชุดกระโปรงบานเกาะอกสีแดงเหลือบเงิน

          แขนเสื้อแคบ ตัวเสื้อเป็นสีปะการังอ่อน ผมเกล้าเป็นมวยสูงสองมวย หว่างคิ้วติดดอกไม้ประดับทรงข้าวหลามตัด ขับเน้นให้ผิวที่ขาวอยู่แล้วยิ่งดูกระจ่างใส

          เพราะเล่นเป็นตัวประกอบจึงไม่ถูกใส่ใจรายละเอียดมาก เสื้อผ้าชุดนี้ก็ไม่แตกต่างจากตัวประกอบคนอื่นๆ แต่พอสวมไว้บนร่างของซางอิ๋งกลับสร้างความแตกต่าง ท่าทางที่เธอยืนประสานมืออยู่ตรงนั้น ทำให้อาแซมนึกถึงภาพสตรีสมัยราชวงศ์ถังที่เคยเห็นในพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา

          คนอื่นๆ เหมือนจะสังเกตเห็นความโดดเด่นของเธอด้วย กระทั่งฟางเล่อหยางก็ยังเหลือบมองมาทางด้านหลังอยู่หลายครั้ง

          “เอาล่ะ เตรียมพร้อมได้!”

          ผู้กำกับสรุปบทให้ทุกคนฟังคร่าวๆ แล้วเริ่มถ่ายทำทันที คนที่เข้าฉากก่อนไม่ใช่ซางอิ๋ง แต่เป็นนักแสดงหญิงอีกสองคนที่รับบท

ฮองเฮาเว่ยกับองค์หญิงอันเล่อ

          จู่ๆ เกิดการก่อกบฏเพื่อแย่งชิงอำนาจ ทำให้สองแม่ลูกตื่นตระหนกจนได้แต่กอดกันร้องไห้ ในตอนนั้นหลี่หลงจีนำคนบุกเข้ามา เขาลงมือสังหารหญิงที่คิดตั้งตนเป็นใหญ่เลียนแบบอู่เจ๋อเทียนทั้งสองคน

          พูดกันตามจริงแล้ว คนที่รับบทฮองเฮาเว่ยกับองค์หญิงอันเล่อหน้าตาดีพอควร แต่ซางอิ๋งรู้สึกว่าขาดความรู้สึกบางอย่างของคนที่กำลังตกอยู่ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายไป ทำให้รู้สึกว่าทั้งสองเป็นเพียงนักแสดง ไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นจริงๆ

          ตอนที่เธอจากสมัยถังมาสู่ยุคปัจจุบัน ฮองเฮาอู่ยังไม่ได้ชิงบัลลังก์ เสด็จลุงของเธอยังไม่ได้เสด็จสวรรคต ฮองเฮาเว่ยก็ยังเป็นแค่พระชายาของอิงอ๋อง--หลี่เสี่ยน การกบฏที่น่าอกสั่นขวัญแขวนยังไม่เกิดขึ้น เธอจึงไม่เคยเห็นเหตุการณ์นี้มาก่อน แต่ในฐานะที่เธอเป็นหนึ่งในราชนิกุลของต้าถัง ย่อมคุ้นเคยกับชีวิตในวังหลวงและกิริยาท่าทางของชนชั้นสูงอย่างที่ผู้คนยุคนี้ไม่อาจเทียบได้

          กลุ่มคนตรงหน้ารวมถึงฟางเล่อหยางที่ได้รับการขนานนามว่าราชาแห่งวงการภาพยนตร์ เมื่อดูจากท่าทางและการพูด ในสายตาของเธอก็ยังดูเก้ๆ กังๆ อยู่นั่นเอง

          “โอเค... ผ่าน!”

          “ต่อไปเป็นฉากตอนที่ซั่งกวนหวั่นเอ๋อกำลังจะตาย ซางอิ๋ง!”

          อาแซมตบไหล่หญิงสาวครั้งหนึ่งแล้วส่งค้อนให้ “มัวแต่ตะลึงอะไรอยู่ ตาเธอแล้ว อย่าก่อเรื่องให้ฉันล่ะ!”

          ซางอิ๋งได้สติ รีบเดินไปตรงตำแหน่งที่ผู้กำกับชี้ทันที

          หลายวันมานี้ เธอรื้อค้นความทรงจำของซางอิ๋ง จึงพอจะเข้าใจว่าอาชีพของตัวเองต้องทำอะไรบ้าง บวกกับบทบาทที่ได้รับ เธอจึงไปค้นคว้าข้อมูลประวัติศาสตร์ช่วงนั้นมารอบหนึ่ง แล้วยังได้ดูตัวอย่างจากผู้อื่นเมื่อครู่ เธอก็รู้ว่าต้องทำอย่างไร

          หลี่หลงจีถือกระบี่ไว้ในมือนำคนบุกเข้ามาในวังหลวง ทั่วทั้งวังเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องดังระงม ในตอนนั้นเอง ‘ซั่งกวนหวั่นเอ๋อ’ ที่รับบทโดยซางอิ๋งก็เดินนำหน้านางกำนัลเรียงแถวออกมา แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าหลินจืออ๋องพูดถึงความจำเป็นที่ทำให้ต้องอยู่ฝ่ายเดียวกับฮองเฮาเว่ยและขอร้องให้หลี่หลงจีปล่อยตัวไป ใครจะคิดว่าสุดท้ายแล้วซั่งกวนหวั่นเอ๋อก็ต้องจบชีวิตภายใต้คมกระบี่ของหลี่หลงจี ปราชญ์หญิงแห่งยุคต้องจากไปในลักษณะนี้เองหรือ...

          อะไรคือความจริง?

          ก่อนซั่งกวนหวั่นเอ๋อจะตาย ท่านอาจไม่เคยได้พบกับหลี่หลงจีเลยด้วยซ้ำ

          แต่ในละครได้มีการปรับเปลี่ยนบทให้สอดคล้องกับโครงเรื่องแล้วใส่สีเพิ่มเพื่อชวนให้ติดตาม

          “ซั่งกวนหวั่นเอ๋อคำนับหลินจืออ๋อง”

          “เจ้ารู้จุดจบของฮองเฮาเว่ยหรือไม่?” หลี่หลงจีถือกระบี่ยาวสามฉื่อที่มีหยาดโลหิตหยดลงมา

          “ฮองเฮาเว่ยโหดเหี้ยมไร้คุณธรรม ร่วมมือกับองค์หญิงอันเล่อวางยาพิษปลงพระชนม์ฝ่าบาท สมควรมีจุดจบเช่นนั้น แต่ก่อนหน้านี้ หวั่นเอ๋อเคยช่วยเหลือองค์หญิงไท่ผิงสนับสนุนเวินอ๋อง ตามหลักไม่สมควรมีโทษเทียบเท่าฮองเฮาเว่ย ขอหลินจืออ๋องโปรดพิจารณาด้วย” ซั่งกวนหวั่นเอ๋อเงยหน้าขึ้นน้อยๆ แสงเทียนสะท้อนใบหน้าขาวนวล ทำให้หลี่หลงจีมองเห็นหยาดน้ำในดวงตา ช่างดูน่าสงสาร และชวนให้หวั่นไหวเหลือเกิน

          ฟางเล่อหยางตะลึงงันไป มือที่กำลังยกกระบี่ขึ้นชะงักค้างอยู่กลางอากาศ

          นี่มันอะไรกัน เปลี่ยนบทกะทันหันงั้นเหรอ

          ตามบทแล้วน่าจะต้องร้องคร่ำครวญขอให้ไว้ชีวิต จากนั้นเขาก็ฟันกระบี่ลงไป เท่านี้ก็จบฉากแล้วไม่ใช่เหรอ

          นักแสดงชื่อดังหลายคนมีสิทธิ์เปลี่ยนบทเวลาแสดงได้ ถึงผู้กำกับจะไม่ชอบก็ยังไว้หน้าบ้าง แต่หากเป็นนักแสดงเล็กๆ ทำแบบนี้ก็เท่ากับฝ่าฝืนข้อห้าม จะต้องถูกตำหนิรุนแรง

          หญิงสาวไม่มีทางเลือก เธอรู้ดีว่าตอนนี้สิ่งที่ควรทำคืออย่าทำตัวเป็นจุดเด่น อย่าก่อเรื่องอะไรขึ้นอีก แต่ถ้าเธอแสดงฉากนี้ไปตามบทเรียบง่ายที่ได้มา ก็คงยากจะทำให้ผู้ชมจดจำ ไม่แน่ว่าต่อไปอาจไม่มีโอกาสจะแสดงบทตัวประกอบเสียด้วยซ้ำ

          แต่ผู้กำกับไม่ได้สั่งคัต ก็หมายความว่าเขาพอใจกับบทที่ซางอิ๋งเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ฟางเล่อหยางเองก็มีประสบการณ์สูง จึงปรับตัวได้ทันที

          หลังจากชะงักไปแวบหนึ่ง หลี่หลงจีแค่นเสียงเย็นชา ตามองหญิงสาวตรงหน้า

          “เจ้าได้รับพระมหากรุณาธิคุณหลายครั้งกลับไม่คิดตอบแทน ซ้ำยังร่วมมือกับกลุ่มของฮองเฮาเว่ยก่อความวุ่นวายในราชสำนัก ยังกล้ามาบอกข้าว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อีกหรือ?”

          “ท่านอ๋องเองก็ทราบว่าหม่อมฉันทำหน้าที่ราชเลขามาหลายปี หากทรงปล่อยหม่อมฉันไป หม่อมฉันยินดีรับใช้อยู่ข้างกายท่านอ๋อง แม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต”

          “ขุนนางดีๆ มีอยู่เต็มราชสำนัก ขาดท่านซั่งกวนสักคนจะเป็นไรไป?” สีหน้าของหลี่หลงจีเรียบเฉย ไม่หวั่นไหวสักนิด

          ซั่งกวนหวั่นเอ๋อเห็นหลี่หลงจีมีสีหน้าเด็ดขาด ไม่คิดละเว้น หญิงสาวจึงเลิกวางท่านอบน้อม นางลุกขึ้นยืนพลางเชิดหน้า สายตาเย็นชาจับจ้องหลินจืออ๋องเขม็ง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ขอหลินจืออ๋องโปรดให้เกียรติ ให้หม่อมฉันได้เป็นผู้ปลิดชีวิตตัวเอง”

          “เจ้ายังไม่เข้าใจฐานะของตัวเองอีกหรือ ฐานะของเจ้าไม่อาจเทียบกับฮองเฮาเว่ย เจ้าเป็นผู้ที่วางแผนอยู่เบื้องหลังนาง หากไม่มีเจ้า นางคงไม่อาจปกครองราชสำนักได้นานเพียงนี้ มีแต่สังหารเจ้าถึงจะทำให้การสู้รบในวันนี้สิ้นสุดลงได้อย่างแท้จริง!”

          หลี่หลงจีเพิ่งพูดจบ กระบี่ก็แทงทะลุร่างของซั่งกวนหวั่นเอ๋อ

          มือของซั่งกวนหวั่นเอ๋อกุมคมกระบี่เอาไว้ แววตามองหลี่หลงจีอย่างไม่อยากเชื่อแฝงความคับแค้นและเย่อหยิ่ง ร่างค่อยๆ ทรุดลง

          “คัต! ผ่าน! ดี! ดีมาก!”

          ผู้กำกับปรบมือ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก “แสดงได้ดีมาก อารมณ์แบบนี้ล่ะ!”

          อาแซมถอนใจโล่งอกในที่สุด

          ผู้ช่วยของฟางเล่อหยางรีบวิ่งเข้ามาส่งผ้าขนหนูให้ ซางอิ๋งย่อมไม่ได้รับบริการที่ดีแบบนี้ เธอลุกขึ้นเดินไปทางห้องแต่งตัวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า วันนี้ไม่มีบทของเธอแล้ว

          “เล่อหยาง... ของจริงไม่ต้องพูดมาก ฮ่าๆ นับถือๆ ฉากต่อไปแสดงตามอารมณ์นี้ก็ใช้ได้แล้ว!” ผู้กำกับร้องชมฟางเล่อหยาง ตอนแรกเขายังกังวลอยู่ว่าดาราหนุ่มที่เคยชินกับการแสดงละครสมัยใหม่ จู่ๆ มาแสดงละครจีนโบราณน่าจะรู้สึกขัดแย้งบ้าง ใครจะคิดว่าจะทำได้ดีแบบที่คาดไม่ถึง

          ฟางเล่อหยางได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไร

          คนในกองถ่ายดูออกว่าซางอิ๋งแสดงได้ดีจนทำให้ฟางเล่อหยางมีอารมณ์ร่วมตามไปด้วย แต่ไม่มีใครพูดเพราะฐานะของทั้งสองแตกต่างกันมาก ใครๆ ก็เลือกกล่าวชื่นชมฟางเล่อหยางด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่ซางอิ๋งที่เป็นเพียงตัวประกอบไร้ค่า

          ผู้กำกับคิดจะตำหนิซางอิ๋งสักสองสามประโยค เพราะถึงฉากนี้จะดีเกินคาด แต่การที่ซางอิ๋งทำอะไรตามใจตัวเองก็ทำให้เขาไม่พอใจ แต่พอหันไปมองกลับหาเธอไม่พบ บังเอิญผู้ช่วยผู้กำกับวิ่งมาถามบางอย่างพอดี สุดท้ายเขาก็ลืมเรื่องที่จะตำหนิเธอไปเสียสนิท

1.4

          ซางอิ๋งล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เดินออกมา อาแซมสังเกตเห็นว่ารสนิยมในการแต่งตัวของอีกฝ่ายเปลี่ยนไป

          เมื่อก่อนชอบแต่งหน้าหนา สวมกางเกงขาสั้นกับเสื้อสายเดี่ยว เปิดหน้าเปิดหลัง สีสันฉูดฉาดบาดตา แต่วันนี้เธอกลับสวมกระโปรงยาวเอวสูงสีเขียวมรกต เสื้อแขนยาวครึ่งแขนทรงกระดิ่งยาวถึงข้อมือ ผมเกล้าขึ้นหลวมๆ ใช้ปิ่นปักตรึงเอาไว้

          ไม่ได้ถูกผีเข้าจริงๆ นะ? อาแซมสงสัย แต่ต้องยอมรับว่าการแต่งกายแบบนี้เหมาะกับเธอ สีเขียวมรกตไม่ใช่สีที่ใครๆ ก็สวมได้ แต่เมื่ออยู่บนร่างซางอิ๋งทำให้เสื้อผ้าธรรมดาราคาถูกดูดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

          “ทำไมจู่ๆ ถึงแต่งตัวแบบนี้ล่ะ เมื่อก่อนไม่ชอบทำอะไรเหมือนคนอื่นไม่ใช่รึไง เปลี่ยนเป็นแนวสง่างามแล้วเหรอ?”

          “แค่อยากเปลี่ยนสไตล์เท่านั้นล่ะ” เสื้อผ้าที่เคยมีอยู่ในตู้ถูกเธอโยนทิ้งไปหมดแล้ว ถึงผู้คนในยุคปัจจุบันจะมีเสื้อผ้าหลากหลายแบบ แต่เสื้อผ้าในตู้ที่เธอเห็นไม่สวยและไม่เหมาะกับการใช้งาน

          อาแซมคิดว่าจะต้องชื่นชมการแสดงของซางอิ๋งวันนี้สักคำ ไม่งั้นเธออาจกลับไปทำตัวแบบเดิมอีก “วันนี้ทำได้ไม่เลว ถึงผู้กำกับจะไม่ได้ชมเธอ แต่เขาก็มองเห็น ไม่แน่ว่าอีกไม่นานอาจมีละครเรื่องใหม่ติดต่อมาก็ได้ อย่าท้อใจไป”

          “ขอบคุณสำหรับกำลังใจ” ในใจของหญิงสาวรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง เธอไม่คิดจะตั้งเป้าหมายไว้ที่อาชีพนักแสดง ถึงในยุคนี้ผู้คนจะชื่นชมอาชีพนักแสดงไม่เหมือนกับสมัยโบราณก็เถอะ แต่เธอรู้ดีว่า นอกจากแสดงละครแล้ว ซางอิ๋งไม่มีความสามารถอะไรอีก เธอเองก็เพิ่งมาอยู่ยุคนี้ หากอยากหาเงินเลี้ยงชีพก็ต้องเริ่มจากอาชีพนักแสดง จากนั้นค่อยหาโอกาสทำอย่างอื่น

          อาแซมให้กำลังใจเสร็จก็พูดด้วยน้ำเสียงสะใจ “ฟางเล่อหยางกับเฉินชิ่นมีเรื่องขัดแย้งกันลับๆ เดาว่าแม้แต่ผู้กำกับเองก็ไม่รู้ ไม่งั้นเขาคงต้องเสียใจที่เลือกทั้งคู่เป็นพระเอกนางเอก”

          “ในเมื่อไม่ถูกกัน ทำไมพวกเขาถึงรับเล่นล่ะ?”

          “ฉันเคยเตือนแล้วไงว่าเธอควรรู้จักมองอะไรให้ลึกซึ้ง นายทุนของละครเรื่องนี้คือบริษัทเซิ่งหลง เจ้าของบริษัทเป็นคนที่มีแบ็กในวงการหนามาก คอนเน็กชันก็กว้างขวาง ใครๆ ก็ไม่อยากล่วงเกิน งานชิ้นนี้ทั้งพระเอกนางเอกได้ค่าตัวสูงมาก ใครจะอยากหาเรื่องกับเงินล่ะ?”

          ทั้งสองคุยกันระหว่างเดินออกจากกองถ่าย ด้านนอกมีรถคันหนึ่งแล่นมาจอดที่หน้าประตู จากนั้นสาวสวยคนหนึ่งก็ก้าวลงมา

          อาแซมร้องแย่แล้วในใจ มือรีบลากซางอิ๋งให้เดินไปอีกด้านทันที “มานี่ รถของฉันจอดอยู่ทางนั้น”

          เขาพูดยังไม่ทันขาดคำ สาวสวยผู้มาใหม่ก็ทักขึ้น “ซางอิ๋ง”

          เธอคือเฉินชิ่น แฟนใหม่ของคุณลู่ที่มีข่าวว่าถูกซางอิ๋งตบหน้า

          ถ้างั้นผู้ชายที่เห็นหน้าไม่ชัดตรงที่นั่งตอนหลังก็คงจะเป็น...ลู่เหิง

          โลกนี้แคบสำหรับคู่อริจริงๆ

          สีหน้าอาแซมเปลี่ยนไปทันที แต่ก็ไม่สามารถห้ามฝ่ายตรงข้ามไม่ให้เดินมาหาได้

          มุมปากของเฉินชิ่นยกขึ้นน้อยๆ เธอถอดแว่นกันแดดออก “ได้ยินว่าเธอเกิดอุบัติเหตุ เป็นยังไงบ้างล่ะ?”

          พออีกฝ่ายถอดแว่นกันแดด ความรู้สึกคุ้นๆ ในใจกลายเป็นรู้จักทันที เจ้าของร่างเดิมเชื่อว่าผู้หญิงตรงหน้าแย่งแฟนจึงตามไปอาละวาดจนเกิดอุบัติเหตุขึ้น

          แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเฉินชิ่นหรือซางอิ๋งก็เป็นแค่ของเล่นของคุณลู่เท่านั้น เพียงแต่ในใจของคุณลู่ ของเล่นอย่างซางอิ๋งด้อยค่ากว่าเฉินชิ่นมาก แย่ตรงที่เธอไม่รู้ตัว ยังกล้าวิ่งไปหาเรื่อง ทำให้ใครๆ พากันหัวเราะเยาะ แน่นอนว่าเฉินชิ่นก็ไม่รู้ตัว ผู้หญิงทุกคนที่อยู่ข้างกายเศรษฐีหนุ่มล้วนเชื่อมั่นว่าตัวเองจะเป็นผู้หญิงคนสุดท้ายที่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้ชายคนนี้ได้

          ไม่ว่าคุณลู่จะล้ำเลิศสักแค่ไหน สำหรับซางอิ๋งคนนี้ เขาเป็นแค่คนแปลกหน้า สตรีชั้นสูงสมัยถังไม่ยึดติดกับความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง แล้วในยุคปัจจุบันผู้ชายบนโลกนี้ก็มีมากมาย แค่ยื่นมือก็คว้ามาได้เต็มกำมือแล้ว ไม่ได้คนนี้หาคนใหม่ก็สิ้นเรื่อง บางทีการที่เจ้าของร่างเดิมมีความคับแค้นรุนแรง อาจเป็นเพราะทำใจปล่อยทรัพย์สินเงินทองของผู้ชายคนนี้ให้หลุดมือไปไม่ได้ต่างหาก

          หญิงสาวรู้สึกว่าถึงจะผ่านมาเป็นพันปี โลกใบนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ถึงผู้หญิงจะออกไปหาเงินนอกบ้านได้อย่างเปิดเผย ดูเผินๆ เหมือนกับมีสถานะเท่าเทียมกับผู้ชาย แต่ผู้หญิงมากมายที่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ยังเลือกพึ่งพาผู้ชาย อาศัยพวกเขาเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองและชื่อเสียง ไม่ได้อาศัยความสามารถของตัวเอง

          เพราะทางเลือกแรกง่ายกว่าทางเลือกหลัง

          พูดไม่ได้ว่าพวกเธอน่าสงสาร เพราะตั้งแต่โบราณฐานะของผู้ชายในสังคมก็มักจะเป็นใหญ่ไม่เคยเปลี่ยน ผู้หญิงจึงต้องรู้จักรักตัวเองให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ยุคปัจจุบันเท่านั้น ต่อให้เป็นยุคราชวงศ์ถังเมื่อพันกว่าปีก่อนก็

เช่นเดียวกัน

          ผู้หญิงมากมายไม่เคยเข้าใจเลยว่า ที่พึ่งที่มั่นคงที่สุดของพวกเธอไม่ใช่ครอบครัวสามี

          แต่เป็นตัวเอง!

          “ดีขึ้นมากแล้วค่ะ ขอบคุณที่เป็นห่วง”

          ท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของซางอิ๋งทำให้เฉินชิ่นดูเป็นหญิงสาวที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา เธอวางท่าราวกับไม่ถือสาที่ตัวเองเคยถูกตบหน้า คนอื่นมองแล้วยิ่งรู้สึกว่าเฉินชิ่นใช้ความดีตอบแทนคนที่ทำร้ายเธอ ไม่ถือสาเรื่องในอดีต

          อาแซมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ฉาว แต่เขาก็รู้ดีว่าด้วยฐานะของซางอิ๋งในตอนนี้ไม่มีทางเป็นฝ่ายได้เปรียบแน่ อีกอย่างด้านหลังก็มีคุณลู่อยู่ด้วย หากซางอิ๋งอาละวาดขึ้นมาอีก อย่าว่าแต่ได้แสดงละครเลย บางทีอาจถูกสั่งเก็บก็เป็นได้ พอคิดได้เขาก็รีบฉีกยิ้ม “พี่เฉินยุ่งขนาดนี้ พวกเราไม่รบกวนแล้วครับ!”

          กล่าวจบก็ตั้งท่าจะลากซางอิ๋งไป

          แต่เฉินชิ่นกลับไม่ยอมปล่อยอีกฝ่ายไปง่ายๆ “คุณลู่อยู่บนรถ เธอไม่ไปทักทายหน่อยเหรอ?”

          เพิ่งพูดจบ ประตูรถก็เปิดออก ชายหนุ่มสวมเสื้อโค้ตสีดำก้าวลงมา เขามีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา แต่มองปราดเดียวก็ดูออกว่าเป็นคนไร้น้ำใจ

          ฝ่ายตรงข้ามมองเธอแวบหนึ่ง “ซางอิ๋ง?”

          ซางอิ๋งทักทายกลับไปตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม “คุณลู่”

          ลู่เหิงเห็นอีกฝ่ายแต่งตัวไม่เหมือนเดิมราวกับเป็นคนละคน แถมยังไม่ได้พุ่งเข้ามาอาละวาดอย่างเอาเป็นเอาตายก็อดมองเธออีกหลายครั้งไม่ได้

          “ได้ยินว่าเธอเกิดอุบัติเหตุ?”

          “ขอบคุณที่เป็นห่วง หายดีแล้วค่ะ”

          ลู่เหิงเลิกคิ้ว “คนเราไม่เจอหน้ากันหลายวันก็รู้จักเสแสร้งเสียแล้ว ต่อหน้าทำเป็นนิ่งทั้งที่ใจจริงอยากโผเข้าหาฉัน”

          มีคนกล้าพูดจาแบบนี้ด้วยเหรอ “อยากโผเข้าหาเหรอคะ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ถ้าอยากพูดคุยกันเมื่อไร เชิญคุณลู่มาเยี่ยมฉันได้ตลอดเวลา”

          ทุกคนนิ่งอึ้งเพราะคำพูดตอกกลับอย่างชาญฉลาดของเธอ

          “คุณลู่ เราเข้าไปกันเถอะค่ะ” เฉินชิ่นขมวดคิ้วน้อยๆ หันไปส่งยิ้มหวานแล้วยื่นมือไปกอดแขนลู่เหิง

          ชายหนุ่มเบี่ยงตัวดึงแขนออกพูดเสียงเรียบ “เธอไปก่อนเถอะ ฉันยังมีธุระ”

          พูดจบก็หมุนตัวเดินกลับไปขึ้นรถโดยไม่หันกลับมามองอีก

          ทิ้งเฉินชิ่นให้มองตามรถที่แล่นจากไปด้วยสีหน้าเขียวคล้ำสลับแดงก่ำ

          ระยะนี้ความสัมพันธ์ของเธอกับลู่เหิงเร่าร้อนมาก ไม่ว่าเธอขออะไรลู่เหิงก็มักจะรับปากเสมอ ซ้ำยังปล่อยให้พวกนักข่าวถ่ายภาพและกระพือข่าวไปทั่วว่าเฉินชิ่นมีชัยเหนือนักแสดงปลายแถว กลายเป็นคู่ควงคนใหม่ การสร้างกระแสของทีมงานเฉินชิ่นยังทำให้ผู้คนเข้าใจว่า อีกไม่นานเธอจะได้แต่งเข้าตระกูลมหาเศรษฐี ลู่เหิงเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ ข่าวจึงยิ่งถูกตีไข่ใส่สีจนร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

          เฉินชิ่นแอบดีใจอยู่เงียบๆ ฉวยโอกาสขอให้ลู่เหิงมาส่งที่กองถ่าย ชายหนุ่มไม่ได้ปฏิเสธ เธอจึงจงใจให้ผู้ช่วยนั่งรถอีกคันหนึ่งมา สุดท้ายกลับพบซางอิ๋ง เดิมคิดจะทำให้อีกฝ่ายต้องอับอาย ใครจะคิดว่ากลายเป็นตัวเองที่ต้องขายหน้า

          “พี่เฉิน ถ้างั้นเราขอตัวก่อนนะครับ” อาแซมเห็นท่าไม่ดี กลัวพวกเขาจะกลายเป็นเป้าหมายให้อีกฝ่ายระบายอารมณ์จึงรีบคว้าแขนซางอิ๋งเตรียมหลบฉากไปก่อน

          “เดี๋ยวก่อน” เสียงของเฉินชิ่นดังขึ้น จากนั้นเท้าในรองเท้าส้นเข็มก็ก้าวตรงมาหา ท่าเดินส่ายสะโพกช่วยสร้างเสน่ห์ทำให้ผู้ชายลุ่มหลงได้จริงๆ “ครั้งนี้เธอได้บทอะไร?”

          อาแซมแอบคิดว่าแย่แล้ว แต่ยังคงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พี่เฉิน อิ๋งอิ๋งเองก็ไม่ได้ตั้งใจ เอางี้... วันไหนที่พี่ต้องการให้ยัยนี่ขอโทษพี่ต่อหน้าทุกคน...”

          “ไม่ต้อง ฉันรับไม่ไหวหรอก” เฉินชิ่นยิ้ม พริบตาเดียวสีหน้าดำมืดเมื่อครู่ก็หายไป “ไม่บอกก็ไม่เป็นไร ฉันเข้าไปถามผู้กำกับเองก็ได้ แต่ซางอิ๋ง... ในฐานะรุ่นพี่ ฉันมีคำพูดที่อยากจะเตือนเธอ รุ่นน้องที่ไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตาและไร้มารยาทอย่างเธอ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องเสียใจ”

          พูดจบไม่รอให้ซางอิ๋งตอบ หันหลังจากไปทันที

          “คำพูดประโยคนี้มีความหมายแอบแฝงบางอย่างใช่ไหม?” ซางอิ๋งถามอาแซม คำศัพท์ที่ใช้ในวงการบันเทิง เธอรู้จำกัดแค่ความทรงจำของร่างนี้เท่านั้น ต่อให้ฟังออกว่าฝ่ายตรงข้ามมีเจตนาไม่ดีก็เดาความหมายที่แท้จริงไม่ออก

          “ความหมายแฝงอะไรกัน เขาบอกเธอตรงๆ เลย บทที่เธอเพิ่งแสดงเมื่อครู่อย่าฝันเลยว่าจะได้ออกอากาศ!” อาแซมหน้าบึ้ง “แค่เจ็บครั้งเดียวเจ้าคารมขึ้นเยอะเลยนะ ย้อนเสียจนคุณลู่พูดไม่ออกไปเลย!”

          “ถึงซั่งกวนหวั่นเอ๋อจะไม่ใช่ตัวเอก แต่ในประวัติศาสตร์นางก็เป็นหนึ่งในขุมกำลังหลักที่หลี่หลงจีต้องกำจัดก่อนขึ้นครองราชย์ หาก

ตัดฉากนั้นออกไป ละครก็จะไม่สมบูรณ์” เธอตั้งใจศึกษาค้นคว้าภูมิหลังของตัวละครในประวัติศาสตร์หลังรัชสมัยของฮองเฮาอู่มาเป็นอย่างดี

          “ใครจะสนว่าสมบูรณ์ไหม เฉินชิ่นมีคุณลู่อยู่เบื้องหลัง ใครจะกล้าไม่ไว้หน้าล่ะ เขาอยากให้ผู้กำกับตัดบทของเธอออก ผู้กำกับก็ต้องรับปาก!” อาแซมกลอกตา

          ซางอิ๋งที่เพิ่งเข้าใจ แบมือออกอย่างช่วยไม่ได้ “ครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับฉันนะ”

          อาแซมยิ้มเย็น “ใช่ เรื่องมันวิ่งมาหาเธอเอง วันนี้ฉันไม่ควรให้เธอออกจากบ้านเลย ช่างเถอะ ฉันว่าเธอลองคิดเปลี่ยนอาชีพดูนะ”

          “ฉันว่าเรื่องทั้งหมดอาจไม่แย่อย่างที่คิดก็ได้ ฉากเมื่อครู่มีบทของฟางเล่อหยางอยู่ด้วย ในเมื่อเขาไม่ถูกกับเฉินชิ่นก็คงไม่เต็มใจให้เฉินชิ่นตัดฉากของเขาออกง่ายๆ”

          อาแซมยิ้มเล็กน้อย “ไม่ว่าพวกเขาจะงัดข้อกันไหมก็ไม่ใช่เรื่องของเรา ฉันคิดว่าเวลานี้คงไม่มีบทอะไรให้เธอเล่นอีกแน่ ไม่สู้รีบคิดดูดีกว่าว่าถ้าไม่แสดงละครแล้วเธอจะไปทำอะไรได้บ้าง!”

          หญิงสาวขอคำแนะนำอย่างถ่อมตัว “ถ้าฉันไม่แสดงละครแล้วจะทำอะไรได้บ้างล่ะ?”

          “ฉันจะไปรู้ได้ยังไง เธอไปหาดูในอินเทอร์เน็ตสิ! อ้อ...ใช่แล้ว ฉวยโอกาสไปดูบล็อกของเฉินชิ่นด้วย ไปดูซะว่าเธอล่วงเกินเทพองค์ไหนเข้า ต่อไปถ้าไม่มีปัญญาก็อย่าไปแย่งผู้ชายกับเขาอีก!”

          ถึงจะพูดอย่างงั้น แต่ผู้จัดการหนุ่มก็ยังรู้สึกว่าซางอิ๋งมีบางอย่างเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นเมื่อก่อนเห็นเฉินชิ่นกับลู่เหิงอยู่ด้วยกัน เธอต้องร้องไห้อาละวาดให้คนอื่นหัวเราะเยาะ ตอนนี้กลายเป็นว่าคนที่ถูกยั่วโทสะจนอารมณ์เสียเป็นคนอื่น ในขณะที่ตัวต้นเหตุยังยืนนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

          “ฉันไม่สนใจผู้ชายคนนั้นหรอก แต่ฝ่ายตรงข้ามมาหาเรื่องถึงหน้าประตูบ้าน จะให้อยู่เฉยๆ โดยไม่ตอบโต้เลยรึไง ขงจื๊อเคยกล่าวไว้ว่า ตอบแทนความดีด้วยความดี และตอบโต้ผู้ที่ทำร้ายเราอย่างตรงไปตรงมา”

          อาแซมอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก คนตรงหน้าคือซางอิ๋งจริงหรือ ผู้หญิงคนนี้รู้จักกล่าวอ้างตำรับตำราตั้งแต่เมื่อไร

          “ไปกันเถอะ ฉันเลี้ยงข้าวเอง มีอะไรอยากถามหน่อยน่ะ”

          อาแซมถูกหญิงสาวลากให้เดินตามไปด้วยอาการมึนงง จนกระทั่งนั่งลงในร้านอาหาร เขาก็ยังตั้งสติไม่ได้ ทำไมเขาถึงได้ตกลงออกมากินข้าวกับยัยนี่นะ

          “เธอคิดจะหาเรื่องอะไรอีกล่ะ บอกก่อนนะ ถ้าครั้งนี้เฉินชิ่นไม่ยอมเลิกรา ทางบริษัทต้องแช่แข็งเธอแน่ ฉันไม่มีความสามารถจะช่วยให้เธอฟื้นจากความตายหรอก และจะไม่ไปขอบทให้เธออีกเด็ดขาด!”

          ซางอิ๋งยิ้ม “คิดไปถึงไหนกัน เธอช่วยฉันมาตั้งมากมาย เมื่อก่อนฉันไม่รู้ความ ไม่เคยได้ขอบคุณเลย จะไม่ให้โอกาสฉันเลี้ยงข้าวหน่อยหรือไง?”

          “แค่นี้จริงเหรอ?”

          “แน่นอน แต่ฉันยังมีเรื่องสงสัยอยู่ อยากขอคำแนะนำนิดหน่อย”

          ระหว่างที่พูด ซางอิ๋งก็จัดการลวกกาน้ำชา ล้างถ้วย รินชา เสร็จแล้วก็ยกถ้วยชาที่มีชาอยู่แปดส่วนมาวางลงตรงหน้าอีกฝ่าย จากนั้นผายมือทำท่าเชิญให้ดื่ม

          ถึงอุปกรณ์ชงชาจะเป็นแค่ของเกรดธรรมดา น้ำชาก็จืดชืดไร้รสชาติ แต่ท่าทางการเคลื่อนไหวกลับดูคล่องแคล่วสง่างามราวกับฝังอยู่ในกระดูก ทำให้ผู้อื่นไม่อาจละสายตาได้

          อาแซมประหลาดใจมาก “นี่ไปเรียนศิลปะการชงชามาเหรอ?”

          ทำไมต้องไปเรียนด้วย สมัยถังไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงจะได้รับการสืบทอดค่านิยมมาจากสมัยเว่ยและจิ้น ที่มองว่าการชงชาและดื่มชาเป็นความสง่างามประการหนึ่ง แทบทุกคนจึงเชี่ยวชาญในศาสตร์นี้ ถ้าชงไม่เป็นต่างหากถึงจะทำให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะ

          คนถูกถามส่งเสียงอืมครั้งหนึ่ง ไม่อยากอธิบายอะไรมาก เธอพูดเรื่องเมื่อครู่ต่อ “เมื่อเช้าตอนอยู่ในห้องแต่งตัว ช่างแต่งหน้าช่วยแต่งหน้าให้ฉัน แต่เธอไม่ค่อยเข้าใจรูปแบบการแต่งหน้าของผู้หญิงในสมัยราชวงศ์ถังนัก จึงแต่งไม่ค่อยถูก เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในเรื่องนี้ก็ไม่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงสมัยถังจะไม่สวมต่างหู เสื้อแขนกว้างในสมัยนั้นก็ยังไม่เป็นที่นิยม เสื้อผ้าของฮองเฮาเว่ยก็ไม่ถูกต้อง เธอว่าถ้าฉันไม่เป็นนักแสดงแล้วจะไปทำงานทางด้านนี้ได้ไหม?”

          ระยะนี้เธอมักจะไม่พูดอะไรมากและไม่ได้ทำตัวโดดเด่น แต่จะคอยสังเกตท่าทางการพูดและการเคลื่อนไหวของคนอื่นเพื่อปรับตัวเข้ากับกฎเกณฑ์ของยุคปัจจุบันให้ได้โดยเร็วที่สุด

          อาแซมฟังจนปากอ้าตาค้าง ผู้หญิงคนนี้เปลี่ยนจากคนที่ชอบเอะอะโวยวายมาเป็นนักวิชาการตั้งแต่เมื่อไร

          “เธอคิดจะไปเป็นที่ปรึกษาด้านการแต่งกายหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการแต่งหน้ารึ?”

          “ฉันทำได้ไหมล่ะ?”

          อาแซมกุมขมับ “อาชีพพวกนั้นไม่ใช่เธออยากทำก็ทำได้ เรื่องอื่นไม่พูดถึง แต่เธอเป็นนักแสดง จู่ๆ ไปเป็นที่ปรึกษาด้านการแต่งกาย ใครจะเชื่อถือ ใครจะเรียกใช้... ถ้าเธอมีความสามารถด้านนี้จริงไม่สู้ไปเขียนนิยายในอินเทอร์เน็ตจะเร็วกว่า!”

          ซางอิ๋งทำท่าใช้ความคิด “เขียน? อินเทอร์เน็ต? นิยาย?”

          ในใจเริ่มมีความคิดบางอย่างก่อตัวขึ้น

          “เอาแบบนี้! ถ้าเธอเขียนบทละครดีๆ ได้จริง ไม่แน่ว่าฉันอาจจะหาเส้นสายช่วยแนะนำให้เธอก็ได้” ตีให้ตายอาแซมก็ไม่เชื่อว่าผู้หญิงตรงหน้าจะเขียนนิยายดีๆ ออกมาได้

          ซางอิ๋งยิ้มน้อยๆ ไม่พูดอะไร

1.5

          กลับไปถึงบ้าน

          เธอเปิดคอมพิวเตอร์แล้วเริ่มค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หลังจากค้นดูผ่านๆ รอบหนึ่ง เธอก็พอเข้าใจว่าตัวเองต้องเริ่มก้าวไปในทิศทางไหน

          ตอนนี้มีภาพยนตร์และละครเกี่ยวกับยุคโบราณอยู่ในตลาดไม่น้อย แต่บทละครที่ดีจริงๆ กลับมีไม่มาก เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง แค่ละครเกี่ยวกับการต่อสู้แย่งชิงของฝ่ายในที่ผู้คนชื่นชมกันก็มีช่องโหว่มากมายนับไม่ถ้วน แต่เพราะไม่มีผลงานที่ดีกว่ามาเปรียบเทียบ ความคาดหวังของผู้ชมจึงไม่สูงนัก

          หญิงสาวคิดว่า หากเธอนำประสบการณ์ในชาติก่อนมาเรียบเรียงเป็นบทละคร ไม่รู้จะมีสีสันน่าสนใจมากกว่าสักกี่เท่า หลังจากเขียนออกมาแล้ว จะนำไปเสนอให้ผู้กำกับอย่างไรก็เป็นปัญหาที่ทำให้นักเขียนบทละครหลายคนต้องปวดหัว แต่ซางอิ๋งมีข้อได้เปรียบตรงที่อาแซมพอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง ขอเพียงเรื่องที่เขียนน่าสนใจแล้วหาผู้กำกับที่ยินดีถ่ายทำได้ ก็นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ไม่เลว ส่วนปัญหาเรื่องค่าตอบแทนนั้น ไม่ว่าทำอะไรตอนเริ่มต้นก็มักมีอุปสรรคเสมอ เธอจึงไม่ได้คาดหวังอะไรมาก

          เมื่อตกลงใจได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการวางโครงเรื่อง ซางอิ๋งพอจะมีไอเดียอยู่ในสมองบ้างแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็แค่เขียนไอเดียออกมาในรูปแบบของบทละคร สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเจ้าของร่างนี้เคยเลือกวิชาเขียนบทละครเป็นวิชาเลือก ความรู้พื้นฐานยังไม่ได้ลืมไปซะหมด เธอจึงไม่ต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่หมดทุกเรื่อง ทำให้สะดวกขึ้นมาก

          ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้น

          ซางอิ๋งเหลือบตามอง ชื่อบนหน้าจอเป็นชื่อคุณลู่

 

 

          “สวัสดีค่ะ”

          “คุณซางเหรอ มาที่ห้องหมายเลขหนึ่งของคลับ Romantic night เดี๋ยวนี้” เสียงของฝ่ายตรงข้ามเป็นการเป็นงาน ไม่มีความอบอุ่นเลย

          ที่ไหนกัน?

          คลับไฮโซที่สุดในเมืองนี้ บางส่วนของสมองตอบกลับเบาๆ

          แล้วมันอยู่ที่ไหนล่ะ?

          เธอหาคำตอบจากเจ้าของร่างเดิมไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าซางอิ๋งไม่เคยไปที่นั่นมาก่อน

          “คุณเป็นใครคะ?”

          “ผมเป็นผู้ช่วยของคุณลู่” เสียงอีกด้านแฝงความรำคาญไว้เล็กน้อย

          หญิงสาวร้องอ้อคำหนึ่งแล้วถามอีกว่า “สถานที่ที่คุณพูดอยู่ที่ไหนคะ?”

          ฝ่ายตรงข้ามนิ่งอึ้งไป ก่อนจะรีบบอกที่อยู่อย่างรวดเร็วแล้ววางหูโทรศัพท์ทันที ราวกับว่าไม่อยากเสียเวลากับเธออีก

          ซางอิ๋งวางโทรศัพท์แล้วนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

          ตอนนี้เธอไม่มีความคิดจะเกาะคุณลู่เพื่อมีชีวิตที่เต็มไปด้วยลาภยศสรรเสริญเหมือนเจ้าของร่างเดิมอีกแล้ว

          เวลาผ่านไปนับพันปี ผู้คนก็ยังชื่นชมความร่ำรวยรังเกียจความยากจน และยังมีการแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจน แต่สังคมในยุคปัจจุบันมีส่วนที่แตกต่างจากสมัยราชวงศ์ถังซึ่งไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องดูวงศ์ตระกูลเป็นหลัก ถึงคุณมีความสามารถมีเวลา ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถประสบความสำเร็จได้

          ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยฐานะของหลี่เชี่ยนในอดีต เบื้องหลังมีต้นไม้ใหญ่อย่างฮ่องเต้และฮองเฮาอยู่ มีแต่ผู้ชายต้องเป็นฝ่ายมาขอพึ่งพาเธอ มีเหตุผลอะไรให้เธอต้องไปเป็นชู้กับคนอื่น

          แต่ความจริงที่อยู่ตรงหน้า ด้วยฐานะของเธอในตอนนี้ หากปฏิเสธลู่เหิงก็เท่ากับไม่ให้เกียรติ ไม่รู้จักแยกแยะ

          ดังนั้นเธอมีแต่ต้องไปตามนัด

          เธอบอกตัวเองให้ใจเย็นๆ

          ภายในคืนเดียว หญิงสาวที่เคยได้รับพรจากสวรรค์กลับสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องร่วงจากฟ้าลงมาสู่โคลนตม เมื่อไม่มีภูมิหลังและฐานะ ก็เท่ากับไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ ในสังคมยุคปัจจุบัน

          ซางอิ๋งปิดคอมพิวเตอร์ เอนหลังพิงพนักโซฟา แหงนหน้าขึ้นแล้วถอนใจยาว แต่สีหน้ากลับไม่มีความเซื่องซึมเลยสักนิด

 

          Romantic night club คลับระดับไฮโซที่สุดของเมืองนี้

          ในห้องโถงใหญ่ การจับจ่ายเงินหลักหมื่นถือเป็นเรื่องปกติ ค่าใช้จ่ายในห้องส่วนตัวยิ่งสูงแบบไม่น่าเชื่อ ซ้ำห้องส่วนตัวยังแบ่งเป็นระดับต่างๆ ตามลำดับตัวเลข ห้องส่วนตัวหมายเลขหนึ่งจึงเป็นห้องที่ดีที่สุด มีเงินก็

ไม่แน่ว่าจะจองได้

          ยิ่งเป็นสถานที่ที่ไปยาก ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงจิตใจที่ฟุ้งเฟ้อของผู้คน ดังนั้นไม่ใช่แค่คนในเมืองนี้เท่านั้น แม้กระทั่งผู้มีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจและการเมืองระดับประเทศมากมายก็ยังชอบมาที่นี่ คนในวงการบันเทิงยิ่งไม่ต้องพูดถึง หากไม่ใช่ระดับราชาหรือราชินีของวงการ แต่เป็นแค่นักร้องนักแสดงที่อยู่กึ่งกลางระหว่างแถวหนึ่งกับแถวสอง บังเอิญได้ตามนายทุนมาก็อาจได้เข้ามาในห้องส่วนตัวบ้าง ไม่อย่างงั้นก็ต้องเดินแกร่วอยู่ในห้องโถง

          นักแสดงปลายแถวอย่างซางอิ๋งยิ่งไม่มีสิทธิ์มาที่นี่ หลังจากบอกชื่อของคุณลู่ตรงหน้าประตู พนักงานต้อนรับก็พาเธอเข้าไป ระหว่างทางเขาหันมามองเธอหลายครั้ง

          ผมรวบเป็นหางม้า เสื้อยืดพิมพ์ลายแมวน่ารัก กระโปรงลายจุดยาวเสมอเข่า สวมรองเท้าแตะ

          แต่งกายแบบนี้ไปเดินถนนก็ไม่แปลกอะไร แต่มาที่คลับไฮโซ...

          ผู้คนที่เดินผ่านไปมาทั้งผู้หญิงผู้ชายต่างหันมองซางอิ๋ง บางคนหันไปซุบซิบกับเพื่อนแล้วส่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน แต่ซางอิ๋งกลับมีสีหน้าเรียบเฉย เธอเดินตามพนักงานไปเรื่อยๆ ราวกับกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้หลังบ้านของตัวเอง

          ความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าผู้อื่นไม่ใช่ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นกับ ‘ท่านหญิงหลีหยาง’ ได้

          ไม่ว่าจะเป็นหลี่เชี่ยนในชาติที่แล้วหรือซางอิ๋งในชาตินี้ก็ตาม

          ภาพตรงหน้าเต็มไปด้วยความงดงามหรูหรา กระทั่งเสาก็มีลวดลายสวยงาม แสงไฟสะท้อนเงาของผู้คน สวยก็สวยอยู่หรอกแต่เธอรู้สึกว่ามันเจิดจ้าเสียจนตาแทบบอด เมื่อก้าวเข้าไปในห้องส่วนตัว แสงไฟกลับนุ่มนวลลงมาก การตกแต่งเรียบง่ายสบายตา ยิ่งโซฟาสีเทาเงินชุดนั้นยิ่งทำให้รู้สึกอยากนั่งอย่างบอกไม่ถูก

          ต่อให้มองเห็นคนที่นั่งอยู่บนโซฟา ความรู้สึกนี้ก็ยังไม่หายไป

          ซางอิ๋งเลือกนั่งลงตรงตำแหน่งสบายๆ ไม่ไกลไม่ใกล้จากชายหนุ่ม

          “คุณผู้หญิงจะดื่มอะไรดีครับ?” พนักงานต้อนรับถามอย่างมีมารยาท

          “น้ำมะนาวใส่น้ำแข็งค่ะ ขอบคุณ”

          “ได้ครับ”

          ประตูปิดลง ในห้องส่วนตัวที่ค่อนข้างกว้างมีพวกเขาอยู่เพียงสองคน ไม่มีทั้งเสียงดนตรีที่ดังจนแทบหูหนวก และไม่มีเหล่าเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวของคุณลู่ เงียบจนรู้สึกแปลกๆ

          ในความทรงจำของซางอิ๋ง ครั้งเดียวที่ออกไปข้างนอกกับคุณลู่คือตอนที่เขาไปกินเหล้ากับเพื่อนๆ ไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นกลุ่มเพื่อนของเขาถึงได้พูดชื่อเธอขึ้นมา เขาไม่กล้าขัดศรัทธาเพื่อนฝูงจึงโทรเรียกให้ซางอิ๋งไปดื่มเหล้าด้วย ซางอิ๋งในตอนนั้นช่างโง่เหลือเกิน คิดว่าคุณลู่จอมเสเพลชอบเธอจริงๆ จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเอาใจเขา

          ลู่เหิงเห็นอีกฝ่ายมีท่าทางสบายๆ ก็หัวเราะเบาๆ “รู้จักหาความสุขดีนี่”

          “ในเมื่อมาเที่ยวก็ต้องหาความสุข จะอมทุกข์ทำไม”

          ลู่เหิงแค่นเสียงเย็นชา “ไม่เจอกันไม่กี่วัน เธอปากดีขึ้นมาก เมื่อก่อนแค่เห็นฉันก็เสนอหน้าเข้ามาหา บอกให้ไปทางตะวันออกก็ไม่กล้าเดินไปทางตะวันตก ทำไมตอนนี้ถึงรู้จักสำรวมแล้วล่ะ ลูกไม้เสแสร้งแบบใหม่รึไง?”

          หญิงสาวหัวเราะ แสร้งทำโง่หยอกกลับ “นั่นเป็นเพราะฉันรู้ว่าคุณลู่ไม่ชอบผู้หญิงที่กระตือรือร้นมากเกินไป ก็เลยใช้วิธีสงบสยบเคลื่อนไหว รอให้คุณลู่กระตือรือร้นขึ้นมาจะได้มาหาฉันไงคะ”

          ผู้ชายคนนี้เหมือนแมวที่กำลังพองขน ดึงหางสักหน่อยก็มีปฏิกิริยาตอบโต้ สนุกดีจริงๆ

          ลู่เหิงจิบเหล้าไปครึ่งคำ พอได้ยินก็สำลัก สีหน้าบ่งบอกความดูแคลน “เธอนี่เปิดเผยดีนะ!”

          เสียงเคาะประตูดังขึ้น พนักงานยกเครื่องดื่มเข้ามาให้แล้วก็ถอยออกไป

          ซางอิ๋งดื่มด่ำกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่นั่งอยู่บนโซฟาอ่อนนุ่ม เธอตัดสินใจสลัดรองเท้าออก ยกเท้าทั้งสองขึ้นเหยียดไปบนโซฟาแล้วเอนร่างลงเล็กน้อย อืม... โซฟาชุดนี้สบายกว่าเก้าอี้ที่บ้านมากเลย หาเงินได้เมื่อไรต้องรีบซื้อสักชุด

          ลู่เหิงมองท่าทางสบายๆ ของเธอแล้ว จู่ๆ ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา

          เพราะอารมณ์ไม่ดี เขาเลยคิดถึงเรื่องเมื่อเช้าขึ้นมาอีก ที่เรียกซางอิ๋งมาก็เพราะอยากเห็นเธอทำท่านอบน้อมพยายามเอาอกเอาใจ สุดท้ายกลับผิดไปจากที่คาด

          “มานี่ มาช่วยรินเหล้าให้ฉันหน่อย”

          ซางอิ๋งไม่ลุกขึ้น กลับวาดมือออกไปรินเหล้าให้เขาครึ่งแก้วแล้วดันส่ง

          ในขวดคือไวน์แดง ดื่มไม่เมา วันนี้ลู่เหิงไม่มีอารมณ์จะดื่มเหล้าดีกรีสูงๆ เขารับไวน์ครึ่งแก้วมา ตอนแรกคิดจะถากถางซางอิ๋งหรือไม่ก็กดเธอไว้ใต้ร่างแล้วหยอกเล่น จู่ๆ ก็รู้สึกหมดสนุกไปซะเฉยๆ ดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งอย่างเกียจคร้านเหลือบมองอีกฝ่าย ผู้หญิงคนนั้นก็กำลังเหลือบมองมาเช่นกัน ในดวงตาไม่มีแววเอาอกเอาใจอย่างที่เคย กลับแฝงไว้ด้วยประกายคมเฉียบบางเบาที่ชวนให้เขาประหม่า

          ใจของเขาสั่นไหวไปวูบหนึ่ง ยังไม่ทันได้พูดอะไร ก็ได้ยินเธอถามขึ้นว่า “คุณอารมณ์ไม่ดี?”

          ลู่เหิงไม่ตอบ ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มอึกหนึ่ง

          “ถ้าคุณมีเรื่องไม่สบายใจ ลองพูดออกมาสิ ฉันอาจจะช่วยได้”

          “เธอน่ะเรอะ?” ลู่เหิงเงยหน้าหัวเราะ

          “ฉันไม่มีความสามารถอะไรหรอกค่ะ แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวในห้องนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะช่วยแก้ปัญหาทำให้คุณลู่อารมณ์ดีขึ้นได้บ้าง จะได้ไม่เสียทีที่เรียกฉันมายังไงล่ะคะ”

          คำพูดของเธอฟังดูมีมารยาท แต่น้ำเสียงเหมือนกำลังพูดกับคนอ่อนวัยกว่า ไม่มีท่าทีระแวดระวังอย่างที่เคย ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน

          เมื่อได้สัมผัสใกล้ๆ เธอพอจะเดานิสัยของผู้ชายคนนี้ได้บ้าง หยิ่งยโสแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยม อย่างมากก็เป็นแค่คนเสเพล บวกกับรูปโฉมหล่อเหลากับภูมิหลังที่ดี ทำให้มีผู้หญิงมาหลงเสน่ห์มากมาย คนเช่นนี้ดูเหมือนเอาใจยาก แต่ถ้าจับจุดได้ก็ไม่ใช่ว่าจะคบหาไม่ได้

          เธอรู้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่มีอะไรเลย และไม่คิดจะกลับไปเกาะลู่เหิงอีก แต่หากสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้ย่อมมีประโยชน์ต่อเธอในอนาคต ถึงอย่างไรตอนนี้เธอก็ไม่ใช่สตรีในราชนิกุลต้าถังอีกแล้ว

          อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ มีมิตรเพิ่มขึ้นย่อมดีกว่ามีศัตรูเพิ่มขึ้น

          ร่างของลู่เหิงเอนไปด้านหลัง ศีรษะพิงอยู่กับพนักโซฟา ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้พูดขึ้น “ถ้าคนรอบข้างพากันดูถูกเธอ คิดว่าเธอเป็นแค่

คนเสเพล ไม่มีอะไรดีสักอย่าง เธอจะทำยังไง?”

          เขาถือกำเนิดในตระกูลที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลของเมืองกั่งเฉิง ดูเปลือกนอกเหมือนมีหน้ามีตา วันๆ มีผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าขึ้นพาดหัวข่าวบันเทิงร่วมกับเขา แต่จริงๆ แล้วฐานะของเขาในตระกูลลู่ไม่ได้มั่นคงนัก จะว่าไปความสัมพันธ์ในตระกูลลู่ค่อนข้างซับซ้อน

          ปู่ของลู่เหิงชื่อว่าลู่หย่วนตง ตอนที่เขาสืบทอดกิจการของครอบครัวมีเพียงโรงงานเล็กๆ ที่มีคนงานแค่ยี่สิบถึงสามสิบคน ซ้ำยังใกล้จะล้มละลาย ลู่หย่วนตงพยายามกอบกู้กิจการสุดความสามารถ ไม่เพียงสามารถบริหารโรงงานเล็กๆ จนมีผลการดำเนินงานโดดเด่น หลายสิบปีต่อมาเขายังทำให้มันกลายเป็นกลุ่มธุรกิจอันดับต้นๆ ของเมือง ลู่หย่วนตงจึงกลายมาเป็นมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลแห่งเมืองกั่งเฉิง

          บุคคลที่แค่กระทืบเท้าแผ่นดินเมืองกั่งเฉิงก็สั่นไหวนี้มีภรรยาถึงสามคน คุณนายใหญ่เป็นภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน คุณนายรองเดิมเป็นเลขาของเขา ส่วนคุณนายสามเป็นบุตรสาวตระกูลร่ำรวยที่ได้รู้จักกันในงานเลี้ยง

          ในอดีตเมืองกั่งเฉิงอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลอังกฤษ กฎหมายที่ใช้จึงเป็นกฎหมายของอังกฤษ ในกรณีที่กฎหมายไม่ได้ระบุไว้จะปฏิบัติตามธรรมเนียมที่เคยชิน ซึ่งหมายความว่าปัญหาเกี่ยวกับหนึ่งสามีหลายภรรยา เมืองกั่งเฉิงจะยึดถือตามกฎเกณฑ์ของราชวงศ์ชิง

          จนกระทั่งปี ค.ศ.1971 รัฐบาลเมืองกั่งเฉิงภายใต้การปกครองของอังกฤษถึงระบุชัดเจนว่าหนึ่งสามีหลายภรรยาเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ดังนั้นครอบครัวหนึ่งสามีหลายภรรยาทุกครอบครัวที่มีขึ้นก่อนปี 1971 จึงไม่ผิดกฎหมาย ว่ากันตามจริงแล้วคุณนายรองและคุณนายสามของลู่หย่วนตงสมควรนับว่าเป็นภรรยาน้อย ไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ แต่เนื่องจากสถานะของพวกเธอถูกกฎหมาย บุตรธิดาที่พวกเธอให้กำเนิดจึงมีสิทธิ์ในการสืบทอดมรดกด้วย

          ภรรยาทั้งสามคนล้วนให้กำเนิดบุตร ในจำนวนนั้นคุณนายสามมีลูกชายคนหนึ่งชื่อว่าลู่เจิ้นหยาง ในฐานะลูกชายคนเล็ก ลู่เจิ้นหยางเป็นลูกชายคนโปรดของลู่หย่วนตง จนถึงขั้นที่ลู่หย่วนตงคิดมอบกิจการของครอบครัวให้ น่าเสียดายที่ลูกชายคนเล็กโชคไม่ดีนัก เมื่อสิบกว่าปีก่อนเขาประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก สองสามีภรรยาเสียชีวิตพร้อมกัน ทิ้งลูกชายไว้คนหนึ่งซึ่งก็คือลู่เหิง

          ตอนนี้ลู่หย่วนตงอายุมากแล้ว ไม่ค่อยได้ปรากฏตัว ผู้กุมอำนาจกลุ่มบริษัทตระกูลลู่ในปัจจุบันคือลู่เจิ้นหวิน--บุตรชายของคุณนายใหญ่ ลู่เจิ้นหวินมีนิสัยเรียบง่าย ดูแลรักษากิจการเอาไว้ยังพอไหวแต่ให้ขยายกิจการให้เจริญรุ่งเรืองเขายังไม่มีความสามารถมากพอ ลู่หย่วนตงไม่ค่อยพอใจนัก ดังนั้นเรื่องที่อนาคตกลุ่มบริษัทตระกูลลู่จะตกเป็นของใคร จึงเป็นเรื่องที่ผู้คนยังคงจับตามองด้วยความสนใจ

          หากลู่เจิ้นหวินมีลูกชาย ลูกชายคนโตของเขาย่อมมีความเหมาะสมทุกประการ แต่แย่ตรงที่ลู่เจิ้นหวินมีลูกสาวสามคน คนโตอายุยี่สิบแปด คนเล็กเพิ่งจะอายุสิบแปด ในสายตาของผู้เฒ่าลู่ กลุ่มบริษัทตระกูลลู่ย่อมไม่อาจมอบให้หลานสาว เพราะต่อให้หลานสาวมีความสามารถมากแค่ไหน แต่งงานออกไปก็เป็นคนตระกูลอื่น และเมืองกั่งเฉิงยังไม่เคยมีใครให้ลูกสาวสืบทอดกิจการมาก่อน

          นอกจากลู่เจิ้นหวินแล้ว คุณนายใหญ่ยังมีลูกสาวอีกคนหนึ่งชื่อลู่จิ่นชิง หญิงผู้นี้มีจิตใจทะเยอทะยาน น่าเสียดายที่ไม่มีความสามารถ พอเห็นพี่ชายแม่เดียวกันไม่มีลูกชาย แต่ตัวเองมีลูกชายและลูกสาวอย่างละหนึ่งคน จึงพยายามเอาอกเอาใจบิดาสุดความสามารถ หวังว่าหลังจากท่านผู้เฒ่าจากไปจะแบ่งอะไรมาให้บ้าง

          คุณนายรองเหมือนกับคุณนายสาม มีลูกชายคนเดียวชื่อลู่เจิ้นอวี่ ลู่เจิ้นอวี่มีลูกชายสองคน คนโตชื่อลู่อวี๋ตอนนี้ทำงานอยู่ในกลุ่มบริษัทตระกูลลู่ คนเล็กชื่อลู่เฟิงอายุยี่สิบสามปี เรียนอยู่ต่างประเทศ

          ด้วยเหตุนี้ ทายาทรุ่นที่สามของตระกูลลู่จึงมีผู้ชายทั้งหมดสามคน คือ ลู่เหิง ลู่อวี๋ และลู่เฟิง

1.6

          เดิมทีลู่เหิงสมควรเป็นคนที่มีข้อได้เปรียบมากที่สุด เพราะคุณนายสามผู้เป็นย่าของเขาเป็นภรรยาที่ลู่หย่วนตงรักใคร่มากกว่าใคร ลู่เจิ้นหยางบิดาของเขาก็เป็นลูกชายที่ลู่หย่วนตงรักมากที่สุด แต่เรื่องราวกลับไม่ง่าย เพราะปีนี้ลู่เจิ้นหวินซึ่งดำรงตำแหน่งประธานบริษัทอายุเพิ่งครบหกสิบปี ยังมีสุขภาพแข็งแรง ต่อให้เขาเป็นอะไรไปก็ยังมีพี่น้องที่เกิดจากคุณนายรอง หรือก็คือลุงรองของลู่เหิง---ลู่เจิ้นอวี่ รวมทั้งกลุ่มทายาทรุ่นที่สามด้วย

          ถึงลู่โหยวหลานคนโตจะเป็นผู้หญิงแต่ก็ทำงานในกลุ่มบริษัทตระกูลลู่มาตลอด ซ้ำมีผลงานโดดเด่นไม่แพ้ลู่อวี๋ เทียบกันแล้วลู่เหิงอยู่ในลำดับกลางๆ ผลงานไม่โดดเด่น แถมยังมีข่าวฉาวบ่อยๆ ต่อให้การที่หญิงชายตระกูลสูงในเมืองกั่งเฉิงควงกันจะไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ลู่เหิงกลับถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มหนุ่มเสเพลมานานแล้ว นอกจากคนนอกจะอิจฉาว่าเขาได้มาเกิดในตระกูลดีและมีสาวสวยเปลี่ยนหน้ามาให้ควงเป็นว่าเล่น ก็ไม่เคยมีใครมองว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่มีสิทธิ์ได้สืบทอดกิจการของครอบครัวมาก่อน ขนาดในตระกูลลู่เองก็ยังไม่ให้ความสำคัญกับเขา ทุกครั้งที่มีงานเลี้ยงสังสรรค์ในครอบครัว ลู่เหิงมักเป็นคนที่ถูกเสียดสีและถูกตำหนิเสมอ 

          งานวันเกิดครบรอบแปดสิบปีของลู่หย่วนตงใกล้จะมาถึงแล้ว ถึงตอนนั้นคงมีคนที่มีชื่อเสียงในเมืองกั่งเฉิงมาชุมนุมกันมากมาย ทายาทรุ่นที่สามของตระกูลลู่ต้องกล่าวอวยพรและนำของขวัญไปมอบให้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแต่ละคนจะต้องแข่งขันกันสุดความสามารถ สถานการณ์แบบนั้นไม่ใช่สถานการณ์ที่ลู่เหิงอยากเห็นสักนิด

          เวลานี้เขาจึงอารมณ์ไม่ดี

          ไม่มีใครชอบให้ตัวเองกลายเป็นตัวประกอบส่งเสริมให้คนอื่นดูโดดเด่น ลู่เหิงก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

 

             ลู่เหิงคิดไม่ถึงว่าตนเองจะพูดสิ่งที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจออกมาโดยไม่รู้ตัว

          พูดออกมาแล้วเขาก็เสียใจทันที เขาไม่เชื่อเลยว่าผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ จะช่วยให้คำแนะนำอะไรได้

          ถึงซางอิ๋งจะไม่รู้สถานการณ์ในตระกูลลู่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะคาดเดาจิตใจผู้อื่นไม่เป็น ในอดีตที่เธอเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้และฮองเฮาอู่ย่อมไม่ได้อาศัยแค่เพียงชาติกำเนิดเท่านั้น เทียบกับบุคคลสูงสุดเอื้อม นับประสาอะไรกับคุณลู่ที่อยู่ตรงหน้า

          “คุณคิดว่าตัวเองเสเพลหรือเปล่าล่ะ?”

          “ไม่แน่นอน...” เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงโกรธเคือง “เธอหาเรื่องรึไง?”

          ซางอิ๋งเคยได้ยินเรื่องตระกูลลู่จากมารดา หลังจากนั้นยังสอบถามจากอาแซมมาบ้าง จึงเข้าใจเบื้องหลังของครอบครัวตระกูลลู่ดี

          “จริงๆ แล้วครอบครัวของคุณก็ไม่ใหญ่เท่าไร” เปรียบกับครอบครัวตระกูลสูงในสมัยถังแล้วถือว่าเทียบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ “ในเมื่อผู้หญิงไม่มีสิทธิ์สืบทอดตระกูลลู่ นับไปนับมาก็มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ความคิดของคนอื่นๆ คุณไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”

          ลู่เหิงแค่นเสียงเย็นชา “ความคิดของคนอื่นไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว”

          ตั้งแต่พ่อแม่จากโลกนี้ไป ฐานะของเขาในตระกูลก็ไม่ต่างจากมนุษย์ล่องหน คนที่พอจะเอ็นดูเขาอยู่บ้างก็มีแค่ผู้เฒ่าลู่กับคุณนายสาม--ย่าแท้ๆ ของเขาเท่านั้น ดังนั้นงานวันเกิดของผู้เฒ่าลู่ เขาจึงไม่อาจหลบหน้าได้ แต่เขาก็ไม่อยากเสวนากับญาติพวกนั้น

          “ถ้าอย่างนั้นคุณกลุ้มใจเรื่องอะไร?”

          “ในวันเกิดทุกคนในครอบครัวจะมอบของขวัญให้คุณปู่”

          “อ้อ คุณปู่ของคุณชอบอะไรล่ะคะ?”

          “ภาพวาดตัวอักษร” เขาไม่ได้บอกต่อว่า ทุกปีในช่วงเวลานี้ เขาจะกลายเป็นเป้าหมายให้ทุกคนเยาะเย้ยถากถาง

          วันเกิดของคุณปู่เมื่อปีที่แล้วไม่ใช่ปีที่ครบจำนวนคู่เลยไม่ได้จัดใหญ่โต แค่เชิญญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมงานเท่านั้น เขารู้ว่าคุณปู่ชอบภาพวาดตัวอักษรจึงตั้งใจเลือกภาพ ‘ปลาหยอกกุ้ง’ ของฉีไป๋สือให้เป็นของขวัญ ใครจะรู้ว่าลู่อวี๋ก็มอบภาพวาดสมัยราชวงศ์หมิงให้เป็นของขวัญเช่นกัน ไม่ใช่แค่บดบังรัศมีของเขาไปจนหมด อาหญิงลู่จิ่นชิงยังบอกว่าภาพ ‘ปลาหยอกกุ้ง’ ของเขาเป็นของปลอม สุดท้ายนอกจากทำเอางานเลี้ยงกร่อยไม่เป็นท่า คุณปู่ยังอารมณ์เสียมากด้วย ต่อมาลู่เหิงให้คนสืบถึงได้รู้ว่าคนที่สู้ราคากับเขาในงานประมูลมีความสัมพันธ์กับหลิวหัวหยางสามีของลู่จิ่นชิงซึ่งก็คืออาเขยของลู่เหิง ภาพปลอมภาพนั้นเข้าไปอยู่ในงานประมูลได้ด้วยฝีมือ

คนกลุ่มนี้นั่นเอง

          ถึงจะรู้แต่เมื่อไม่มีหลักฐาน เขาก็ไม่สามารถไปฟ้องต่อหน้าคุณปู่

ต้องทนเป็นฝ่ายถูกรังแกโดยไม่อาจพูดอะไรได้ ในใจรู้สึกคับแค้นอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงไม่อยากจะสนใจภาพวาดตัวอักษรอะไรนี่อีก แต่ว่าของที่คุณปู่ชอบก็มีอยู่แค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น เขาคงไม่สามารถซื้อของเล่นของคนหนุ่มเช่นเนกไทหรือรถสปอร์ตไปอวยพรวันเกิดให้คุณปู่ได้

          ต่อให้ลู่เหิงไม่เอาไหน เขาก็ไม่อยากถูกหัวเราะเยาะต่อหน้าคนอื่น

          “คุณชอบภาพวาดของจิตรกรมีชื่อคนไหน สมัยราชวงศ์ไหนคะ?”

          “...” คำถามนี้ลู่เหิงตอบไม่ได้เลย

          “ถ้าแบบนั้นภาพวาดที่คุณปู่ของคุณชอบเป็นแนวไหน เน้นรายละเอียดหรือเน้นความรู้สึก?”

          “...”

          “ก็ได้ งั้นฉันจะเปลี่ยนคำถามใหม่” ซางอิ๋งถอนใจ “คุณปู่ของคุณชอบภาพดอกไม้นกปลาแมลง หรือภาพวิวทิวทัศน์?”

          ในที่สุดลู่เหิงก็ระเบิดอารมณ์ออกมา “เธอจะถามมากมายไปทำไม หรือว่าเธอรู้จักชื่นชมภาพวาดโบราณด้วย!”

          เขาเหมือนกับแมวที่ชอบพองขนที่เธอเคยเลี้ยงสมัยก่อนจริงๆ ซางอิ๋งแบมือออก ท่าทางนี้เธอทำได้สง่างามมาก “ถ้าชอบภาพทิวทัศน์ แนะนำจั่นจื่อเฉียน ชอบภาพดอกไม้ นก คน ภาพของกู้ฉางคังดีที่สุด หากชอบแนวเน้นรายละเอียดก็ของเยียนลี่เปิ่น บางทีหลังจากสมัยถังเป็นไปได้ว่ายังมีจิตรกรมีชื่ออีกมาก แต่ฉันไม่ค่อยรู้ข้อมูล”

          ลู่เหิงอึ้งไปนาน “กู้ฉางคังคือใคร?”

          “กู้ข่ายจือมีฉายาว่าฉางคัง เขาถนัดการวาดภาพดอกไม้นกและพระพุทธรูปมากที่สุด คนที่ชื่นชอบภาพวาดตัวอักษร ไม่มีทางชอบหมดทุกแนวแน่ ถ้าชอบทุกแนวนั่นเป็นพวกมือใหม่เท่านั้น ถ้ารู้ว่าคุณปู่ของคุณชอบแนวไหน คุณก็เลือกไปให้ท่านได้”

          “ฉันไม่รู้ว่าคุณปู่ชอบแนวไหน”

          “...”

          เหมือนจะสังเกตเห็นความหมายที่แฝงอยู่ในดวงตาของฝ่ายตรงข้าม ลู่เหิงอับอายจนกลายเป็นโมโห “ฉันไม่ได้ชอบภาพวาดตัวอักษรสักหน่อย ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน! เธอต่างหาก ทำไมถึงรู้มากขนาดนี้?” เมื่อก่อนดูยังไงก็เป็นแค่ผู้หญิงไร้สมองที่คิดจ้องจับคนรวยชัดๆ

          ซางอิ๋งยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม กระทั่งน้ำเย็นๆ ไหลผ่านขึ้นมาตามหลอด เธอค่อยหรี่ตาลงอย่างมีความสุขก่อนจะลดแก้วลง “อ่านตำราร้อยรอบ แตกฉานได้เอง”

          “...” คำพูดประโยคนี้ค่อยฟังเข้าใจหน่อย เดี๋ยวก่อน... ยัยนี่เสียดสีว่าเขาอ่านหนังสือน้อยรึ?

          ถึงจะเป็นแบบนี้คุณชายรองลู่ก็จบการศึกษาด้านฟิสิกส์มาจากต่างประเทศ ในที่สุดเขาก็สังเกตเห็นว่าคืนนี้เขาเหมือนจะถูกซางอิ๋งรุกไล่อยู่ฝ่ายเดียว เขารีบปรับอารมณ์ใหม่แล้วหัวเราะเสียงเย็นชา “ถ้าเธอเก่งกาจอย่างที่แสดงออกมาจริง ตอนนั้นคงไม่คลานขึ้นเตียงกับฉันหรอก!”

          สิ่งที่เขาพูดหมายถึงอีกคนหนึ่ง หญิงสาวไม่รู้สึกอะไรเลย เธอ

พยักหน้าพร้อมกล่าวช้าๆ “ตอนนั้นก็ตอนนั้น ตอนนี้ก็ตอนนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานก็จบไปเมื่อวาน เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ก็เกิดขึ้นในวันนี้ ตอนแรกฉันคิดว่าจะรอให้คุณไปสืบดูก่อนว่าคุณปู่ของคุณชอบภาพวาดแนวไหนค่อยช่วยเลือกภาพวาดของจริงให้คุณสักภาพ แต่ดูท่าตอนนี้คุณคงไม่ต้องการแล้ว”

          ลู่เหิงไม่สนใจ “ฉันไปหาผู้เชี่ยวชาญจะไม่ปลอดภัยกว่ารึไง ทำไมต้องอาศัยเธอด้วย?”

          “เหตุผลสามข้อ ข้อแรก คุณไม่สามารถแน่ใจได้ว่าผู้เชี่ยวชาญที่คุณหามาจะเป็นกับดักที่คนในครอบครัวของคุณวางเอาไว้หรือเปล่า ข้อสอง ฉันอยู่ตรงนี้ ครอบครัวของฉันคุณคงสืบดูจนละเอียดหมดแล้ว ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น คุณก็มาคิดบัญชีกับฉันได้ง่ายๆ ข้อสาม ต่อให้คุณไปหาผู้เชี่ยวชาญ เขาก็ไม่สามารถรับรองได้ว่าตัวเองจะไม่ดูพลาด แต่ฉันรับประกันได้ว่า ภาพที่ฉันเลือก... เป็นของจริง”

          ลู่เหิงจ้องหน้าเธอครู่หนึ่ง เขารู้สึกว่าผู้หญิงตรงหน้าเปลี่ยนไปมาก แต่ก็ดูไม่ออกว่าเปลี่ยนไปตรงไหน “เธอต้องการอะไร?”

          ซางอิ๋งยิ้ม ลู่เหิงคนนี้ถึงจะเสเพลแต่ก็ไม่โง่

          “ฉันไม่ต้องการเงิน ถึงเวลาฉันอาจแค่อยากให้คุณช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เป็นค่าตอบแทน”

          ชาติที่แล้วการเข้านอกออกในวังหลวง แท้ที่จริงก็คือการสวมหน้ากากแสดงบทบาทต่างๆ ดังนั้นชาตินี้เธอจึงไม่สนใจจะเป็นนักแสดงอีก ตอนนี้เธอเริ่มเขียนบทละครบ้างแล้ว เสร็จเมื่อไรจะนำไปเสนอให้บริษัทผลิตละคร ไม่แน่ว่าอาจได้ใช้เส้นสายของลู่เหิงก็เป็นได้

          ลู่เหิงยิ้มน้อยๆ “ตกลง”

          ทั้งสองบรรลุข้อตกลงร่วมกัน

          ซางอิ๋งยกแก้วน้ำมะนาวในมือขึ้น “ขอให้เราร่วมมือกันอย่างมีความสุข”

          ลู่เหิงแค่นเสียงคำหนึ่ง

          ซางอิ๋งไม่ถือสา เธอยิ้มแล้วดื่มน้ำมะนาวที่เหลืออยู่ในแก้วรวดเดียวหมด

             สามวันต่อมามีงานประมูลพอดี

          ทั้งสองนัดหมายกันเรียบร้อย พอถึงเวลาลู่เหิงก็ขับรถมาที่อะพาร์ตเมนต์ที่ซางอิ๋งอาศัยอยู่ตั้งแต่เช้าตรู่ สีแดงเพลิงเจิดจ้ากับรูปลักษณ์ของรถที่แตกต่างจากรถทั่วไปดึงดูดให้ผู้คนมากมายหันมามอง

          ซางอิ๋งลงมาอย่างรวดเร็ว เธอเปิดประตูก้าวขึ้นมาบนรถ

          “รถคันนี้เป็นยังไง รถคาดิลแลคนี่เพิ่งซื้อมาใหม่เชียวนะ” ท่าทางบอกชัดว่าลู่เหิงพึงพอใจกับรถแสนรักมากจนอดอวดกับซางอิ๋งไม่ได้

          หญิงสาวแค่เลิกคิ้ว

          ลู่เหิงเหลือบมาเห็นสีหน้าแปลกประหลาดก็ถามว่า “ทำหน้าแบบนี้หมายความว่ายังไง ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด!”

          ซางอิ๋งเอ่ยขึ้นช้าๆ “ฉันกลัวว่าพูดความจริงแล้วจะทำร้ายจิตใจของคุณน่ะสิ”

          รถที่ขับแสดงถึงตำแหน่งฐานะ เธอเห็นด้วยกับคำพูดประโยคนี้ ชีวิตก่อนหน้าบรรดาชนชั้นสูงก็ออกแบบตราประจำตระกูลติดไว้บนรถม้าเพื่อแสดงให้เห็นถึงฐานะของตัวเอง แต่รถของลู่เหิงคันนี้ หากใช้คำพูดของผู้คนในยุคนี้คงต้องบอกว่าขี้อวด

          “ถ้างั้นเธอก็ไม่ต้องพูดหรอก”

          “อืม”

          หากเป็นเมื่อก่อน ผู้หญิงคนนี้คงรีบโผเข้ามากอดขาเขาแล้วกล่าวชื่นชมรถเอาอกเอาใจเขาแทบไม่ทัน แต่หลังจากเกิดอุบัติเหตุเธอก็เปลี่ยนไป ลู่เหิงกัดฟันแน่น แทบห้ามตัวเองไม่ให้หาเรื่องเธออีกไม่ได้ เขาเหลือบตามองเสื้อยืดกับกางเกงยีนที่หญิงสาวสวมอยู่ “เธอคิดจะไปทั้งชุดนี้น่ะเหรอ?”

          “มีปัญหาอะไรหรือคะ?” ซางอิ๋งรู้สึกว่าชุดที่สวมอยู่ก็เหมาะสมดี

          “จะทำให้คนอื่นหัวเราะจนฟันหักน่ะสิ”

          “ฉันไม่ถือสา”

          นับตั้งแต่มาที่นี่ หญิงสาวก็เคยชินกับการแต่งตัวแบบนี้ ไม่ใช่เพราะเธอไม่ชอบแต่งตัว ตรงกันข้ามฐานะในชาติที่แล้วทำให้เธอต้องพิถีพิถันกับการแต่งกายอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อได้เห็นข้าวของในตู้เสื้อผ้าของซางอิ๋ง เธอถึงกับขมวดคิ้วแน่น เจ้าของร่างเดิมมุ่งแสวงหาความหรูหราฟุ้งเฟ้อ แต่ไม่ได้มีเงินมากมาย เพื่อจับลู่เหิงและแทรกตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมชั้นสูง เจ้าของร่างเดิมจึงใช้เงินแทบทั้งหมดไปกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย สุดท้ายเสื้อผ้าที่ซื้อมานอกจากไม่เหมาะกับตัวเอง ยังสิ้นเปลืองเงินก้อนใหญ่อีกด้วย

          เทียบกับการแต่งกายให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะแล้ว ไม่สู้สวมเสื้อผ้าที่เรียบง่ายที่สุด ดูแล้วสบายตาน่าจะดีกว่า

          ลู่เหิงมองซางอิ๋งอย่างพิจารณา พบว่าเธอไม่ใส่ใจจริงๆ ถึงเขาจะคบหากับซางอิ๋งไม่นาน เขาก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้หลงใหลในความฟุ้งเฟ้อ หากไม่ได้ถือกระเป๋าแบรนด์เนมหรือสวมเครื่องประดับสักชิ้น เธอจะไม่ยอมออกจากบ้านง่ายๆ แล้วตอนนี้ยังไงกัน ชื่อเสียงพังไปแล้วก็ปล่อยเลยตามเลย

รึไง

          เขาแค่นเสียงคำหนึ่ง “เธอไม่กลัวเสียหน้าก็ตามใจ”

          ยังไงก็ไม่เกี่ยวกับเขาอยู่แล้ว ต่อให้เป็นข่าวก็เป็นเธอต่างหากที่เป็นฝ่ายหน้าแตกยับเยิน

 

             ในฐานะที่เป็นเมืองใหญ่ เมือง B จึงมีงานประมูลทรัพย์สินบ่อยๆ

          วันนี้เป็นงานประมูลของสะสมในสมัยราชวงศ์ต่างๆ ดูจากเอกสารที่ลู่เหิงได้รับมาก่อนหน้า ในงานมีภาพวาดของจิตรกรมีชื่ออยู่ไม่น้อยเลย

          ยอมรับว่ารูปร่างหน้าตาของลู่เหิงไม่เลวจริงๆ เวลาที่เขาสวมสูททันสมัย รวมกับท่าทางสง่างาม ทำให้ดูเหมือนคุณชายในตระกูลสูง แค่ก้าวเข้ามาในงานก็ดึงดูดสายตาของผู้คนมากมาย แน่นอนว่าซางอิ๋งที่อยู่

ข้างกายแต่งกายตามสบาย จึงทำให้รูปลักษณ์ของทั้งสองตัดกันชัดเจน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้คนพากันซุบซิบนินทา

          งานประมูลแบ่งออกเป็นหลายระดับ ระดับธรรมดาที่สุดเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าได้ ระดับที่สูงกว่านั้นจะเข้าร่วมได้เฉพาะผู้ที่ได้รับบัตรเชิญและยังมีงานประมูลเฉพาะกลุ่มแขกวีไอพี ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อยกระดับของงาน

หญิงสาวในตระกูลสูงและบรรดาดารานักแสดงมักชอบมาร่วมงานประมูลเพื่อการกุศล ไม่ต้องสนใจว่าจะเข้าใจหรือไม่ อย่างน้อยก็ได้สร้างชื่อเสียงที่ดีและได้ปรากฏกายต่อหน้าสาธารณชน

          แต่อย่าเข้าใจว่าในงานประมูลระดับสูงจะไม่มีของปลอมปะปน เนื่องจากปัจจุบันของปลอมสามารถเลียนแบบได้เหมือนของจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้เชี่ยวชาญเองก็ไม่สามารถบอกได้เสมอไป บวกกับมีคนเจตนาปั่นราคาให้สูง ยิ่งเป็นของโบราณที่มีอายุเก่าแก่และมีชื่อเสียงก็ยิ่งมีโอกาสเป็นของแท้ได้น้อย ยิ่งไปกว่านั้นงานประมูลเองยังมีเงื่อนไขว่าไม่รับประกันว่าเป็นของแท้ ต่อให้คุณประมูลได้ของปลอมไปก็เหมือนกับ ‘จิ่วยี่โบยอุยกาย’ คนหนึ่งเต็มใจโบย คนหนึ่งเต็มใจโดนโบย ไม่สามารถกล่าวโทษผู้อื่น ต้องยอมเสียเปรียบอยู่เงียบๆ

          ที่ลู่เหิงประมูลภาพวาดของฉีไป๋สือไปเมื่อครั้งก่อนเพราะติดกับดักของผู้ที่เจตนาปั่นราคา ฝ่ายตรงข้ามจงใจหลอกล่อให้เขาเข้าใจผิด สุดท้ายล่อเขาเข้าไปติดกับ เสียเงินไปหลายล้านแล้วยังถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ เขาไม่อาจกล้ำกลืนความอับอายลงไปได้จริงๆ

          งานประมูลที่ทั้งสองมาในวันนี้จัดเป็นงานที่มีระดับ ต้องมีบัตรเชิญถึงจะเข้างานได้ รอบบริเวณงานยังจัดของว่างไว้บริการ กวาดตาดูจะเห็นบุคคลมีชื่อเสียงไม่น้อยมารวมตัวกัน มีไปจนถึงบรรดาลูกหลานตระกูลใหญ่ของเมืองกั่งเฉิงที่กำลังดื่มเหล้าพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

          ซางอิ๋งรู้สึกว่าสีหน้าของคนข้างกายไม่ค่อยดีนัก กำลังประหลาดใจอยู่ก็ได้ยินลู่เหิงกัดฟันพูดเสียงเบา “คนนั้นไง...คนที่วางกับดักหลอกให้ฉันซื้อภาพปลอมเมื่อครั้งก่อน”

          หญิงสาวมองตามไป เห็นชายวัยกลางคนยืนหันหลังห่างไปไม่ไกลนัก เขากำลังพูดคุยกับคนอื่นอยู่

          หากเป็นเวลาปกติ ลู่เหิงคงพุ่งไปคิดบัญชีกับอีกฝ่ายแล้ว ไม่มีทางยอมให้คนอื่นเล่นงานง่ายๆ แน่ แต่เบื้องหลังของเรื่องนี้มีเงาของอาหญิงลู่จิ่นชิงอยู่ ลู่เหิงไม่ได้โง่เขลาจนถึงขั้นไม่รู้จักแยกแยะ

          ซางอิ๋งพูดขึ้นว่า “อีกเดี๋ยวคุณหาโอกาสเอาคืนสิ”

          ลู่เหิงแค่นเสียงคำหนึ่ง “ยังต้องให้เธอบอกเหรอ? ฉันให้คนไปสืบมาแล้ว ชายคนนั้นชื่อเซียวเจิ้งสยง เป็นนักสะสม เชี่ยวชาญเรื่องของโบราณพอสมควร ไม่มีทางถูกหลอกง่ายๆ แถมเบื้องหลังของเขาก็มีอาหญิงของฉันอยู่ ฉันจะใช้แผนสกปรกเล่นงานเขาลับหลังไม่ได้ ไม่งั้นถ้าอาหญิงเอาไปฟ้องคุณปู่ ฉันต้องแย่แน่ๆ”

          ซางอิ๋งพูดเสียงเรียบ “อาศัยแค่คุณย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่มีฉันอยู่ด้วยก็ไม่แน่ บางครั้งแผนที่ตรงไปตรงมาได้ผลดีกว่าแผนสกปรกลับหลังด้วยซ้ำ”

          ลู่เหิงคิดจะอ้าปากแดกดันว่าไปเอาความเชื่อมั่นมาจากไหน ด้านหลังก็มีเสียงประชดดังขึ้น “โอ...คุณลู่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ!”

          ลู่เหิงหันไปดูก็เห็นว่าเป็นคนคุ้นเคย

          “จางเจียหง นายมาที่นี่ได้ยังไง เดือนก่อนได้ยินว่านายพาสาวสวยไปกกที่ออสเตรเลีย สนุกจนลืมบ้านเลยไม่ใช่เหรอ?”

          ตระกูลจางเปิดธนาคารอยู่ที่เมืองกั่งเฉิง ถึงจะเทียบกับตระกูลลู่ไม่ได้แต่ก็ไม่ได้ด้อยกว่ามาก ตระกูลจางกับตระกูลลู่มีธุรกิจร่วมกัน รุ่นปู่ก็มีความสัมพันธ์ที่ดี ทำให้ลู่เหิงรู้จักกับจางเจียหงมาตั้งแต่เด็ก ซ้ำทั้งคู่ยังเป็นลูกหลานตระกูลร่ำรวยที่มีนิสัยเสเพลเหมือนกัน จึงออกไปเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ เรื่องแลกเปลี่ยนผู้หญิงกันก็ไม่ใช่ไม่เคยทำ

          จางเจียหงมีสาวสวยคนหนึ่งตามมาด้วย ลู่เหิงพอจะจำได้ว่าเป็นดาราหน้าใหม่ของเมืองกั่งเฉิง อีกฝ่ายแต่งหน้าจัดเหมือนกับซางอิ๋งในอดีต เขาไม่ได้สังเกตเลยว่าหลายวันมานี้เขาเห็นซางอิ๋งที่ไม่ได้แต่งหน้าบ่อยจนเริ่มชินเสียแล้ว

          “เบื่อแล้วก็เลยกลับมาน่ะสิ เออใช่ ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนนายไม่เคยสนใจของโบราณเลยนี่ จะหาของขวัญให้คุณปู่ของนายอีกแล้วเหรอ?” เรื่องที่ลู่เหิงเสียหน้าในงานเลี้ยงครั้งก่อนถูกคนร่ำลือไปทั่วจนเขากลายเป็นตัวตลก

          ลู่เหิงแค่นเสียงไม่พอใจ แต่ไม่ได้ตอบโต้

          จางเจียหงหันมามองซางอิ๋งที่อยู่ข้างกายลู่เหิง แล้วส่งยิ้มอย่างมีลับลมคมใน “ตอนนี้นายเปลี่ยนรสนิยมมาชอบข้าวต้มเปล่ากับผักดองแล้วเรอะ?”

          ลู่เหิงกลอกตา เขายังจำได้ว่ามีเรื่องที่ต้องทำ ไม่มีเวลาตอแยกับอีกฝ่าย “งานประมูลกำลังจะเริ่มแล้ว ไม่คุยกับนายแล้ว กลับกั่งเฉิงก่อนค่อยว่ากัน”

 

1.7

             ทั้งสองหาที่นั่งเพื่อรอประมูล

          ของสะสมในงานประมูลวันนี้มีมากมาย ที่ประมูลไปก่อนหน้าเป็นของโบราณจำนวนหนึ่ง ในจำนวนนั้นมีถ้วยอำพันประดับทองคำรูปหัวสัตว์ฝีมือประณีตใบหนึ่ง เคาะขายไปในราคายี่สิบล้านหยวน

          ในสายตาของซางอิ๋ง ถึงถ้วยใบนั้นจะเป็นของจริง แต่ก็ไม่ใช่ของแปลกอะไร เธอเคยเห็นถ้วยคริสตัลใบหนึ่งของฮองเฮาอู่ ทุกครั้งที่รินเหล้าลงไปจะมองเห็นภาพขุนเขาและดวงอาทิตย์กำลังตกดินลอยขึ้นมาที่ก้นถ้วย นั่นถึงจะนับว่าเป็นของล้ำค่าหายาก

          หลังจากจบการประมูลถ้วยอำพัน บรรยากาศงานประมูลก็ดำเนินไปอย่างคึกคักถึงขีดสุด คนที่ประมูลถ้วยอำพันไปเป็นสาวตระกูลสูงคนหนึ่งจากเมืองหลวง เมื่อเห็นตัวเองกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนในงานก็ยิ้มน้อยๆ สีหน้าภาคภูมิใจนั้นปกปิดไม่มิด

          ลำดับต่อมาผู้ดำเนินการประมูลให้คนเข็นครอบแก้วใบหนึ่งออกมา ของที่อยู่ด้านในถูกขยายขึ้นบนจอให้ทุกคนได้เห็นรายละเอียดอย่างชัดเจน

          “นี่คือป้ายหยกลายแมวหยอกผีเสื้อประดับด้วยลายดอกไม้ ว่ากันว่าเป็นเครื่องประดับของสนมชั้นกุ้ยเหรินในสมัยราชวงศ์ถัง บ้างก็ว่าเป็นสมบัติของฮ่องเต้อู่เจ๋อเทียน ฮ่องเต้หญิงองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน ราคาเริ่มต้นที่ห้าล้านหยวน เริ่มประมูลได้ครับ!”

          เนื้อหยกเป็นหยกเหอเถียนชั้นเลิศ บวกกับเป็นของสมัยราชวงศ์ถัง ราคาเริ่มต้นจึงสูงกว่าของชิ้นอื่นๆ มาก ผู้คนในห้องเริ่มกระตือรือร้นขึ้นมาทันที หนึ่งในนั้นก็คือเซียวเจิ้งสยง

          พอเริ่มการประมูลซางอิ๋งก็พูดขึ้นว่า “คุณคิดจะเอาคืนไม่ใช่หรือ โอกาสทองมาถึงแล้ว”

 

             ลู่เหิงหันมามองคนพูด

          ซางอิ๋งจึงเอ่ยต่อ “ป้ายหยกลายแมวหยอกผีเสื้อประดับด้วยลายดอกไม้ชิ้นนี้ไม่ใช่ของในวัง ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นสมบัติของฮ่องเต้อู่เจ๋อเทียน”

          “เธอรู้ได้ยังไง?”

          “อู่เจ๋อเทียนประสูติในปีชวด หนูไม่ถูกกับแมว จะเป็นไปได้ยังไงที่จะใช้หยกประดับรูปแมว และด้วยสาเหตุนี้นางกำนัลและสตรีชั้นสูงที่เข้าออกวังหลวงจึงไม่มีใครฝ่าฝืนข้อห้าม ซ้ำราชสำนักในสมัยราชวงศ์ถังตอนต้นก็ไม่นิยมประดับป้ายหยกแบบนี้ นอกจากนี้ฉันเคยอ่านพบในตำราว่า รูปแบบแมวหยอกผีเสื้อค่อนข้างคล้ายกับหยกชุนสุ่ยที่ถูกแกะสลักขึ้นในสมัยที่ชนต่างเผ่าเข้าครอบครองดินแดนภาคกลางอีกหนึ่งพันปีให้หลัง”

          “อะไรคือหยกชุนสุ่ย?”

          “ก็คือป้ายหยกที่แกะสลักลายจำพวกเหยี่ยวจับห่านไงล่ะคะ ก่อนหน้านั้นชาวภาคกลางไม่เคยใช้หยกประดับลักษณะนี้มาก่อน”

          ลู่เหิงฟังแล้วค่อยตั้งใจพิจารณาป้ายหยกชิ้นนั้นอย่างละเอียด เห็นว่าท่าทางของแมวหยอกล้อผีเสื้อดูคล้ายกับเหยี่ยวกำลังล่าเหยื่อจริง

          “ถ้างั้นหยกก็เป็นของปลอมเหรอ?”

          “ไม่... หยกเป็นของจริงค่ะ แถมยังเป็นหยกเหอเถียนชั้นดีด้วย เครื่องหยกสมัยถังจำนวนมากทำขึ้นจากหยกชนิดนี้ คุณดูสิคะ บนแผ่นหยกยังเห็นรอยเปื้อนดินติดแน่นอยู่เลย แต่ตำหนิแค่นั้นไม่สามารถบดบังความงามของมันได้ หยกชิ้นนี้จัดว่าเป็นของชั้นเลิศเลยทีเดียว”

          “สรุปว่ามันเป็นของจริงหรือของปลอมกันแน่?”

          “ถึงไม่ใช่หยกสมัยราชวงศ์ถัง แต่ก็น่าจะเป็นของเลียนแบบหลังสมัยเหลียว สำหรับพวกคุณถือว่าเป็นวัตถุโบราณเหมือนกัน แต่มันไม่มีราคามากมายแน่” เพื่องานประมูลครั้งนี้ หลายวันมานี้เธอตั้งใจศึกษาข้อมูลวัตถุโบราณหลังรัชสมัยฮ่องเต้เกาจงมาไม่น้อย “นี่ไม่ใช่โอกาสดีที่คุณจะเอาคืนหรอกหรือ?”

          ลู่เหิงไม่ใช่คนโง่ เขาเข้าใจความหมายของเธอทันที

          “แต่ถ้า...เธอยังแยกของจริงของปลอมออก เขาจะแยกออกเหมือนกันหรือเปล่า?”

          ซางอิ๋งยิ้มน้อยๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องดูว่าเขามีความเชี่ยวชาญ

ด้านวัตถุโบราณมากแค่ไหน เท่าที่ฉันรู้ ขนาดนักโบราณคดีก็ยังเลือกศึกษาวัตถุโบราณในสมัยใดสมัยหนึ่งเท่านั้น อย่าว่าแต่นักสะสมพวกนี้ พวกเขาสะสมของจากหลายยุคหลายสมัย อย่างมากก็ดูเนื้อหยกออกว่าเป็นของจริงหรือของปลอม แต่คงไม่มีปัญญาศึกษาวัตถุโบราณของทุกยุคทุกสมัยจนแตกฉานทั้งหมด ถ้าคุณไม่แน่ใจจะลอง ‘แหย่’ ดูก่อนก็ได้ค่ะ ในเมื่อครั้งก่อนเขาวางกับดักหลอกคุณ ครั้งนี้มีโอกาส เขาต้องไม่ปล่อยให้หลุดมือไปแน่”

          ลู่เหิงฟังแล้วตัดสินใจได้ทันที

          ระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยกัน ราคาของป้ายหยกถูกยื่นประมูลสูงถึง

เก้าล้านหยวนแล้ว ผู้เสนอราคาคือเซียวเจิ้งสยงที่วางแผนหลอกลู่เหิงเมื่อครั้งก่อนนั่นเอง พอเห็นราคาทำท่าจะไม่เพิ่มขึ้นอีก ลู่เหิงรีบส่งสัญญาณให้ผู้ช่วยที่อยู่ด้านข้างยกป้ายทันที

          “เก้าล้านห้าแสน!”

          ผู้คนพากันหันมามองคนยกป้าย เซียวเจิ้งสยงเห็นลู่เหิงเสนอราคาก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง

          ตระกูลลู่มีการลงทุนด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในแผ่นดินใหญ่ ลู่จิ่นชิงกับสามีเป็นผู้รับผิดชอบอยู่ส่วนหนึ่ง จึงมีการติดต่อกับเซียวเจิ้งสยงอยู่บ้าง สำหรับตระกูลที่มั่งคั่งและทรงอิทธิพลอย่างตระกูลลู่ เซียวเจิ้งสยงอยากประจบประแจงอยู่แล้ว ถึงได้เกิดเรื่องที่ลู่จิ่นชิงบงการให้เขาขุดหลุมล่อให้ลู่เหิงกระโดดลงไปเมื่อครั้งก่อน

          เขาสืบทราบมาว่าถึงคุณชายรองลู่จะเป็นคนตระกูลลู่ แต่บิดามารดาเสียชีวิตหมดแล้ว แถมความประพฤติไม่ดี ไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้เฒ่าลู่ แต่เพราะลู่เหิงยังถูกจัดอยู่ในลำดับต้นๆ ของผู้ชายตระกูลลู่ จึงมีคนมากมายคิดจะลากลู่เหิงลงมา และคาดหวังให้ผู้เฒ่าลู่ตัดชื่อหลานคนนี้ออกจากรายชื่อผู้สืบทอด

          ใครจะคิดว่าคุณชายรองลู่ผู้นี้ถูกสั่งสอนไปครั้งหนึ่งยังไม่รู้สำนึก ครั้งนี้กล้ามาแย่งของกับเขาในงานประมูลอีก เซียวเจิ้งสยงยิ้มเย็น สั่งให้คนข้างๆ ยกป้ายบ้าง

          “สิบล้าน!”

          “สิบล้านหนึ่งแสนห้าหมื่น!”

          “สิบเอ็ดล้าน!”

          “สิบเอ็ดล้านหนึ่งแสน!”

          ลู่เหิงเหมือนเจตนาจะกู้หน้าคืนจากครั้งก่อนให้ได้ ทุกครั้งจึงเสนอราคาเพิ่มจากราคาที่เซียวเจิ้งสยงเสนอหนึ่งแสนพอดี

          พอถึงช่วงท้าย คนอื่นๆ ทยอยออกจากการประมูลไปทีละคน รอดูเซียวเจิ้งสยงกับลู่เหิงงัดข้อกัน

          “ยี่สิบห้าล้าน!”

          “ยี่สิบห้าล้านหนึ่งแสน!”

          เซียวเจิ้งสยงเห็นลู่เหิงมีท่าทางได้ใจก็แค่นเสียงเบาๆ เขาทำท่าจะยกป้ายขึ้นอีก แต่ผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆ เตือนขึ้นว่า “คุณเซียวครับ เรายังไม่แน่ใจว่าป้ายหยกชิ้นนี้เป็นของจริงหรือของปลอม”

          “วางใจเถอะ ฉันรู้ดีว่ากำลังทำอะไร หยกชิ้นนั้นเป็นหยกเหอเถียนชั้นดี ไม่มีใครกล้าเอาหยกเนื้อดีขนาดนี้มาทำเป็นของปลอมหรอก” ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ คนที่สร้างตัวจากมือเปล่าอย่างเขารังเกียจทายาทมหาเศรษฐีที่ดีแต่กินดื่มเที่ยวเล่นแบบลู่เหิงมากที่สุด จึงอยากเอาชนะความโอหังของอีกฝ่ายให้ได้

          “สามสิบล้าน!”

          “สามสิบล้านหนึ่งแสน!”

          “สามสิบห้าล้าน!”

          “สามสิบห้าล้านหนึ่งแสน!”

          ลู่เหิงเหมือนตั้งใจเต็มที่ที่จะแย่งป้ายหยกชิ้นนี้กับอีกฝ่ายให้ได้ ถึงได้เสนอราคาสู้ไม่หยุด

          เซียวเจิ้งสยงเลือดขึ้นหน้า เขากัดฟันแน่น “สี่สิบล้าน!”

          ในห้องเกิดเสียงฮือฮาขึ้นทันที

          ทุกคนเคยพบเห็นเหตุการณ์ต่างๆ มามาก นับประสาอะไรกับสี่สิบล้าน แต่ใช้ซื้อป้ายหยกแค่ชิ้นเดียวออกจะดูอวดร่ำอวดรวยเกินไปหน่อย

          เซียวเจิ้งสยงเองมีอาชีพสะสมวัตถุโบราณและมีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ย่อมมีทรัพย์สินอยู่บ้าง แต่การควักเงินสดสี่สิบล้านออกมาทันที เขาก็ปวดใจไม่น้อย ลู่เหิงบรรลุจุดมุ่งหมาย ในใจรู้ดีว่าราคาสูงมากพอแล้วจึงไม่สู้ราคาอีก

          “สี่สิบล้านครั้งที่หนึ่ง!”

          “สี่สิบล้านครั้งที่สอง!”

          “สี่สิบล้านครั้งที่สาม! ตกลง! ยินดีกับคุณสุภาพบุรุษท่านนี้ที่ประมูลป้ายหยกลายแมวหยอกผีเสื้อประดับด้วยลายดอกไม้ได้ครับ!”

          ซางอิ๋งเตือนคนข้างๆ ไม่ให้ดีใจจนลืมตัว “คุณมาซื้อภาพวาดนะ”

          ลู่เหิงได้เอาคืนครั้งหนึ่งก็อารมณ์ดีมาก น้ำเสียงที่พูดเริ่มเป็นกันเอง “ถ้าไม่มีที่ถูกใจก็ไม่ต้องซื้อ วันหลังค่อยไปหาดูข้างนอกก็ได้”

          หลังการประมูลเครื่องหยกสิ้นสุดลง การประมูลภาพวาดก็เริ่มต้นขึ้น

          ของประเภทภาพวาดตัวอักษร แต่ละคนมักมีความคิดเห็นแตกต่างกันไป หากไม่ใช่ผู้ที่ตั้งใจศึกษาโดยเฉพาะ นอกจากภาพที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันอย่าง ‘ชิงหมิงซ่างเหอถู3’ หรือ ‘ฝูชุนซานถูจวี4’ แล้ว คนทั่วไปจะดูปีที่วาดก่อน จากนั้นดูชื่อจิตรกร ดูบันทึกว่ามีใครเคยเก็บสะสมไว้บ้าง สุดท้ายถึงจะดูคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่แฝงอยู่ในภาพวาดนั้น

          ผู้จัดการประมูลนำภาพวาดหลายภาพมาแสดงให้ดู มีตั้งแต่ภาพวาดสมัยราชวงศ์ชิงไปจนถึงยุคสาธารณรัฐ ในจำนวนนั้นมีผลงานของจิตรกรมีชื่อรวมอยู่ด้วย ลู่เหิงเห็นซางอิ๋งไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ก็ถามขึ้นอย่างประหลาดใจ “เธอดูภาพเป็นหรือไม่เป็นกันแน่?”

          “พวกนี้ยังไม่ดีพอ” ซางอิ๋งเหลือบมองคนถามครั้งหนึ่งเหมือนจะบอกว่าเขาใจร้อนเกินไป

          มุมปากของลู่เหิงกระตุก คิดจะตอบโต้กลับ จู่ๆ ก็เหมือนคิดบางอย่างได้จึงเงียบไป

          เขาพบว่าหลายวันนี้ตอนที่อยู่กับซางอิ๋ง เขามักควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ การที่คุณชายรองสกุลลู่ควบคุมอารมณ์สู้ดาราปลายแถวคนหนึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตลก

          ดูสิว่าเธอจะมีลูกไม้อะไรอีก ถึงอย่างไรอนาคตของเธอก็อยู่ในกำมือของเขา

          “ต่อไปจะเป็นการประมูลภาพวาดที่มีตำหนิภาพหนึ่ง หรือจะพูดให้ถูกก็คือเป็นภาพที่ยังวาดไม่เสร็จ นี่คือภาพ ‘เจียงกานเสวียะจี้ถู5’ ของหวังเหวยสมัยราชวงศ์ถัง ทุกคนคงทราบดีนะครับว่าปัจจุบันภาพดั้งเดิมถูกเก็บรักษาอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่ผู้ที่วาดเลียนแบบคนนี้ก็มีชื่อเสียงโด่งดังเช่นกัน เขาคือจ้าวเมิ่งจ้าวเย่สมัยราชวงศ์หยวน ภาพนี้ถูกวาดขึ้นก่อนจ้าวเมิ่งจ้าวเย่จะถึงแก่กรรมสองปี เนื่องจากภาพเดิมมีขนาดใหญ่มาก เขาจึงเลือกวาดเลียนแบบแค่ส่วนหนึ่ง ยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์ก็ถึงแก่กรรม ภาพที่พวกเราเห็นในตอนนี้คือส่วนหนึ่งของ ‘เจียงกานเสวียะจี้ถู’ ที่ยังวาดไม่เสร็จ...”

          ลู่เหิงสัมผัสได้ชัดเจนว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ขยับตัวเล็กน้อย

          “ซื้อมัน” ซางอิ๋งบอก

          “นี่มันภาพเลียนแบบ แถมยังวาดไม่เสร็จด้วย” ดูยังไงก็สวยสู้ภาพก่อนหน้านี้ไม่ได้

          ซางอิ๋งส่ายหน้า “ดูภาพวาดไม่ใช่ดูแบบนั้น คุณดูลายเส้นในภาพสิ ไหลลื่น สง่างาม เคลื่อนไหวและสงบนิ่งพอเหมาะพอเจาะ ถึงจะเป็นภาพเลียนแบบก็นับว่าล้ำเลิศมาก ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไรโดดเด่นแต่แท้จริงแล้วเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม ภาพมีตำหนินี้ดีกว่าภาพก่อนหน้าหลายสิบเท่าเลย”

          “เธอแน่ใจเหรอ? คุณปู่ฉันเอาใจยากมากเลยนะ”

          สายตาของซางอิ๋งยังคงหยุดอยู่ที่ภาพนั้น “แน่นอน ถ้าคุณมอบภาพนี้ให้ คุณปู่ของคุณต้องดีใจแน่”

          “ถ้าคุณปู่ไม่ชอบ เธอรอฉันกลับมาคิดบัญชีได้เลย!”

          ผลงานของจ้าวเมิ่งจ้าวเย่ที่สืบทอดมาถึงปัจจุบันมีอยู่ไม่น้อย

บวกกับภาพนี้เป็นภาพที่ไม่สมบูรณ์ ผู้คนจึงไม่ค่อยสนใจนัก สุดท้ายลู่เหิงประมูลมาได้อย่างราบรื่น

          หลังงานประมูลสิ้นสุดลง ลู่เหิงจงใจเดินเข้าไปหาเซียวเจิ้งสยง

          “คุณเซียวร่ำรวยจริงๆ นะครับ จ่ายเงินเหมือนน้ำไหล พริบตาเดียวก็จ่ายไปตั้งสี่สิบล้าน!” ลู่เหิงจงใจเน้นคำว่าสี่สิบล้าน

          เซียวเจิ้งสยงจับมือกับลู่เหิง สีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ได้ยิ้ม “ขอโทษด้วยนะครับที่แย่งของที่คุณลู่ถูกใจ คุณลู่คิดจะมอบป้ายหยกชิ้นนี้ให้เป็นของขวัญสำหรับผู้เฒ่าลู่สินะครับ?”

          ลู่เหิงยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม “ผมไม่สนใจของปลอมหรอก คุณปู่ของผมยิ่งไม่สนใจใหญ่”

          สีหน้าของเซียวเจิ้งสยงไม่เปลี่ยน “ผมคิดว่าหลังจากเรื่องที่เกิดขึ้นคราวก่อน คุณลู่คงจะรู้จักวัตถุโบราณมากขึ้นบ้าง คิดไม่ถึงว่ายังเป็นมือใหม่อยู่อีก เห็นแก่ที่ผมรู้จักกับอาหญิงของคุณ ผมจะสอนให้บ้าง...”

          ลู่เหิงยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนตัดบท “ต่อให้ผมมีความรู้เกี่ยวกับวัตถุโบราณน้อยแค่ไหน อย่างน้อยก็ไม่ซื้อหยกชุนสุ่ยที่แอบอ้างว่าเป็นหยกสมัยราชวงศ์ถังหรอกครับ!”

          เซียวเจิ้งสยงรู้จักหยกชุนสุ่ยดี พอได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

          ลู่เหิงกล่าวซ้ำเติมต่อ “ดูท่าคุณก็แค่แกล้งทำเป็นรู้จักวัตถุโบราณดีเท่านั้น ตามที่ผมรู้ ราชสำนักสมัยถังตอนต้นไม่เคยมีป้ายหยกรูปแมวมาก่อน แน่นอนว่าหากเป็นหยกสมัยราชวงศ์ถังจริง ราคาสี่สิบล้านก็นับ

ว่าไม่ขาดทุน แต่น่าเสียดายหยกที่คุณซื้อไปเป็นหยกชุนสุ่ย อย่างมากก็ราคาแค่สิบล้านเท่านั้น!”

          เก็บกดมาเกือบปี ในที่สุดวันนี้ก็ได้ล้างความอัปยศ ลู่เหิงมองดูสีหน้าบิดเบี้ยวของเซียวเจิ้งสยงแล้ว รู้สึกดียิ่งกว่าจีบดาราสาวหนึ่งร้อยคนได้เสียอีก

          “เรายังมีธุระอีก ไม่รบกวนแล้วนะครับ คุณก็ถือซะว่าทำบุญไปแล้วกัน!”

          พูดจบก็เดินจากไปทันที

          สีหน้าของเซียวเจิ้งสยงกลายเป็นแดงก่ำสลับขาวซีด

          คำพูดของลู่เหิงเมื่อครู่แทงจุดตายของเขาเข้าพอดี เขารู้จักหยก แต่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวัตถุโบราณสมัยราชวงศ์ถังลึกซึ้งมากนัก ดังนั้นเมื่อเห็นว่าหยกชิ้นนั้นเป็นหยกชั้นดีจึงคิดจะซื้อเอาไว้ งานประมูลวันนี้เป็นงานมีระดับ ตามหลักแล้วโอกาสที่จะมีของปลอมเข้ามาในงานมีน้อยมาก บวกกับลู่เหิงสู้ราคาไม่หยุด ทำให้เขาขาดสติ สุดท้ายก็ซื้อมาในราคาสี่สิบล้าน หากเป็นตามที่ลู่เหิงพูดจริง หยกชิ้นนี้ไม่มีทางมีราคาถึงสี่สิบล้านแน่

          ฮึ... คนอย่างนั้นจะไปรู้อะไร มันต้องจงใจพูดเหลวไหลยั่วโทสะเขาแน่!

          “คุณเซียวครับ...” ผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆ คิดจะพูดบางอย่าง

          เซียวเจิ้งสยงยกมือขึ้นตัดบท “กลับไปค่อยพูดกัน!”

          ลู่เหิงสาวเท้ายาวๆ ตรงไปยังลานจอดรถ เขารู้สึกอารมณ์ดีอย่างมาก เมื่อก่อนคนอื่นยอมลงให้เขาเพราะหวั่นเกรงต่อภูมิหลังวงศ์ตระกูล แต่วันนี้อาศัยแค่คำพูดก็ทำให้ฝ่ายตรงข้ามแพ้ไม่เป็นท่า

          คิดถึงเรื่องนี้ ลู่เหิงอดหัวเราะออกมาไม่ได้

          ซางอิ๋งหันไปมอง

          เหมือนเพิ่งสังเกตเห็นคนข้างๆ ลู่เหิงแสร้งกระแอมครั้งหนึ่ง

“อืม เรื่องในวันนี้มีความดีความชอบของเธออยู่ส่วนหนึ่ง แต่ภาพนั้นเป็นภาพที่ไม่สมบูรณ์ ฉันยังไม่แน่ใจว่าคุณปู่จะชอบหรือไม่ชอบ ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันในงานวันเกิด เธอก็รอได้เลย!”

          หากซางอิ๋งเป็นคนชอบเล่นอินเทอร์เน็ต เธอคงจะพบว่ามีคำหนึ่งที่เหมาะกับคุณชายรองลู่มากนั่นคือ...หยิ่งยโส

          “คุณจำได้ก็ดีแล้ว ส่งฉันกลับไปก่อนเถอะ”

          ลู่เหิงไม่เคยชินที่เธอไม่โผเข้ามาพูดจาเสียงอ่อนเสียงหวานขอความดีความชอบ จึงอดเหลือบมองไม่ได้ เขาสังเกตเห็นว่าใบหน้าที่ไม่ได้ตบแต่งไม่ได้ดูแย่อย่างที่คิด เสื้อผ้าเรียบง่ายที่สวมใส่เน้นให้ผิวขาวกระจ่าง ผมอ่อนนุ่มที่รวบเป็นหางม้าไว้ข้างหลังกระทบกับแสงแดดเป็นประกาย

1.8

          เมืองกั่งเฉิง บ้านตระกูลลู่

          โบราณว่า อายุเจ็ดสิบนับว่าหายาก หายากมากกว่านั้นก็คือการมีอายุยืนยาว

          ผู้เฒ่าลู่ต่อสู้มาครึ่งค่อนชีวิต สร้างตัวจากมือเปล่าจนกลายมาเป็นตระกูลที่มีหน้ามีตาในเมืองกั่งเฉิง เขาสามารถทำให้ธุรกิจที่เดินไปถึงทางตันพลิกฟื้นขึ้นมาใหม่ได้หลายต่อหลายครั้ง ในขณะที่ทุกคนคิดว่าเขากำลังจะก้าวขึ้นไปเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองกั่งเฉิง เขากลับบริจาคทรัพย์สินมากมายให้รัฐบาลแผ่นดินใหญ่ หลายปีก่อนเมื่อกั่งเฉิงกลับคืนสู่แผ่นดินแม่ เขายังได้เข้าพบผู้นำประเทศในฐานะผู้รักชาติอีกด้วย กล่าวได้ว่าตลอดชีวิตของเขาเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าอัศจรรย์ แทบจะเป็นครึ่งหนึ่งของประวัติศาสตร์ของเมืองกั่งเฉิงเลยทีเดียว

          ด้วยเหตุนี้ งานวันเกิดครบรอบแปดสิบปีของผู้เฒ่าลู่จึงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ข้าราชการและบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมทั่วทั้งเมืองพากันมาร่วมอวยพร ในห้องโถงขนาดใหญ่ที่ประดับประดาด้วยโคมคริสตัลสว่างไสวเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังจิบเครื่องดื่มพูดคุยกันอย่างคึกคัก

          ปีนี้ผู้เฒ่าลู่มีอายุแปดสิบปีแล้ว แต่ก็ยังกระฉับกระเฉง ใบหน้าสดชื่นไม่แพ้คนหนุ่มสาว ท่านผู้เฒ่ายิ้มรับผู้คนที่ผลัดกันเข้าไปอวยพร เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ดีมาก สองสามีภรรยาลู่เจิ้นหวินซึ่งเป็นผู้นำตระกูลลู่รุ่นปัจจุบันนั่งอยู่ข้างๆ บางครั้งยังช่วยแนะนำแขกที่มาร่วมงานให้คนอื่นๆ รู้จักด้วย

          งานเลี้ยงนี้นับเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดี จึงมีคนไม่น้อยพาครอบครัวมาด้วย เพื่อฉวยโอกาส ‘สร้างมิตรภายในหมู่คนร่ำรวย’

          ทายาทหนุ่มรุ่นที่สามของตระกูลลู่ล้วนมีรูปร่างหน้าตาดี เต็มไปด้วยความสามารถ แถมยังโสด เป็นที่จับตามองของทุกคน แต่คาดไม่ถึงว่าวันนี้คนที่ ‘เกิดเรื่อง’ กลับไม่ใช่คุณชายเสเพลลู่เหิง กลับเป็นลู่อวี๋บุตรชายคนโตของบ้านที่สอง

          คู่ควงของลู่อวี๋เป็นดาราแถวสองคนหนึ่งในแวดวงบันเทิงของกั่งเฉิงชื่อว่าไป๋เจินเจิน ระยะนี้มีข่าวว่ากำลังคบหาดูใจกับคุณชายใหญ่ลู่อยู่ ซ้ำเธอยังมีผลงานละครไม่น้อยทำให้ผู้คนคุ้นหน้าคุ้นตาดี แต่งานระดับงานวันเกิดของผู้เฒ่าลู่ หากไม่ใช่ลู่อวี๋พามา อาศัยแค่ฐานะของเธอก็ถือว่ายังไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะมาร่วมงานได้

          ถึงลู่อวี๋จะควงไป๋เจินเจินมาร่วมงานวันเกิดของผู้เฒ่าลู่ ก็ไม่ได้หมายความว่าตระกูลลู่จะยอมรับไป๋เจินเจิน ตรงกันข้ามวิธี ‘ประหารก่อนกราบทูลทีหลัง’ ทำให้มารดาของลู่อวี๋ไม่พอใจมาก ติดที่อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายเธอจึงไม่กล้าอาละวาด แต่ทำท่าเพิกเฉยต่อการเอาอกเอาใจของไป๋เจินเจินอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนที่มีตาต่างมองออกว่าเธอไม่ชอบที่จะมีลูกสะใภ้เป็นดารา

          ลู่เฟิงกลับจากต่างประเทศเพื่อมาร่วมงานโดยเฉพาะ เขาขอให้ลู่เชี่ยนบุตรสาวคนที่สองของลุงใหญ่มาเป็นคู่ควง ไม่โดดเด่นและไม่ได้ก่อเรื่องอะไร

          แต่ลู่เหิงที่ปกติมีชื่อเสียงเรื่องความเจ้าชู้กลับมาร่วมงานตามลำพังโดยไม่ได้ควงผู้หญิงมาด้วย ทำให้ทุกคนอดประหลาดใจไม่ได้

          “ทำไม เสือเปลี่ยนมากินเจ หัดจำศีลแล้วเหรอ?” เสียงหยอกล้อดังขึ้นทางด้านหลัง

          ลู่เหิงหันกลับไปมอง ที่แท้ก็จางเจียหง “นายมาที่นี่ได้ยังไง?”

          “วันเกิดคุณปู่ของนาย ฉันจะไม่มาได้ยังไง? คุณชายรองลู่ของพวกเรามาคนเดียว ไม่เหงาบ้างเรอะ!” จางเจียหงกระชับแขนคู่ควง ผู้หญิงคนนี้เป็นลูกหลานตระกูลสูงที่อยู่ในแวดวงเดียวกัน เธอแต่งหน้าอย่างประณีต ท่าทางสงบเสงี่ยม ดูจากนิสัยรักสนุกของจางเจียหงแล้ว คู่ควงคนนี้ต้องเป็นครอบครัวเลือกให้แน่

          ลู่เหิงตอบโต้ไม่เกรงใจ “อย่างฉันนี่เรียกว่าเจ้าชู้แต่ไม่ไร้ยางอาย ใครจะเหมือนนายที่ออกไปสำเริงสำราญได้ทุกคืน ระวังจะแก่ก่อนวัยล่ะ!”

          เห็นพวกเขามีเรื่องพูดคุยกัน คู่ควงของจางเจียหงคลี่ยิ้มอ่อนโยนก่อนปลีกตัวไปอย่างรู้กาลเทศะ ปล่อยให้พวกเขาได้คุยกันเป็นการส่วนตัว

          ทั้งสองถือแก้วเหล้าไว้ในมือ เดินออกไปที่ระเบียง

          ลู่เหิงถามว่า “วันนี้พี่ชายคนโตของฉันเป็นบ้าอะไร ทำไมถึงควงดารามาได้?”

          สายเลือดของบ้านที่สามเหลือลู่เหิงคนเดียวเท่านั้น ความสัมพันธ์ของเขากับคนอื่นๆ ในตระกูลลู่ไม่ได้ใกล้ชิดกันนัก ซ้ำเขายังอาศัยอยู่ที่แผ่นดินใหญ่มาหลายปีเพราะถูกกีดกัน จะกลับมาเฉพาะช่วงตรุษจีนหรืองานวันเกิดของคุณปู่คุณย่าเท่านั้น ถึงจางเจียหงจะไม่ได้แซ่ลู่ แต่ก็มีคุณอาเปิดบริษัทหนังสือพิมพ์ ข่าวสารจึงฉับไวอยู่บ้าง จางเจียหงยิ้มกว้าง “นายรู้ได้ยังไงว่าเขาเป็นบ้า ไม่แน่ว่าอาจเป็นรักแท้ก็ได้”

          ลู่เหิงแค่นเสียง “คนอย่างเขาถ้าไม่มีผลประโยชน์ไม่ยอมทำหรอก ทางบ้านไม่มีทางยอมให้เขาแต่งงานกับไป๋เจินเจินแน่ ตัวเขาไม่มีทางทำเรื่องโง่ๆ ด้วย”

          จางเจียหงแบมือ “ไป๋เจินเจินไม่ใช่คนดีอะไร ก่อนหน้าคุณชายใหญ่ลู่ เธอเคยคบกับคนอื่นมาก่อน คนนั้นนายก็รู้จัก หลี่หมิงหงแห่งตระกูลหลี่ไง ทั้งคู่คบกันมาหนึ่งปี หลี่หมิงหงเป็นฝ่ายทิ้งเธอ จากนั้นไป๋เจินเจินก็จับต้นไม้ใหญ่อย่างพี่ชายนายได้ ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจเป็นลู่อวี๋เสียสติเกิดรักแรกพบขึ้นมาจริงๆ ก็ได้ ไม่อย่างนั้นจะพาเธอมาร่วมงานวันเกิดทั้งที่รู้ดีว่าครอบครัวไม่เห็นด้วยได้ยังไง? ฉันทายว่าพาดหัวข่าวบันเทิงพรุ่งนี้คงไม่ใช่ข่าวงานวันเกิดผู้เฒ่าลู่ แต่เป็นข่าวฉาวของคุณชายใหญ่ลู่ต่างหาก ฮ่าๆๆ”

          ลู่เหิงถามแค่นี้แล้วก็ไม่ได้สนใจซักไซ้ต่อ จู่ๆ จางเจียหงก็โอบบ่าอีกฝ่ายไว้แล้วถามเสียงต่ำ “น้องชาย นายมีแผนอะไรต่อไป?”

          “แผนอะไรล่ะ?”

          “ถึงใครๆ จะเรียกเราว่าหนุ่มเสเพล แต่ต้องมีเงินถึงจะเสเพลได้ใช่ไหมล่ะ ฉันไม่เป็นอะไรหรอก สามชั่วคนมีลูกโทนแค่คนเดียว อนาคตทุกอย่างต้องเป็นของฉัน แต่นายดูตระกูลลู่ของนายสิ อนาคตนายจะแบ่งได้สักเท่าไร ไม่ต้องพูดถึงลุงป้าน้าอาลูกพี่ลูกน้องของนายพวกนั้น แต่ละคนจ้องตระกูลลู่ตาเป็นมัน นายคิดจะแย่งกับพวกนั้นรึไง?”

          ลู่เหิงแค่นเสียงเล็กน้อย “แย่งแล้วจะทำไม ฉันก็มีสิทธิ์เหมือนกัน!”

          ถึงจะพูดอย่างงั้น เขาก็รู้ว่าจางเจียหงพูดไม่ผิด ตระกูลลู่มีคนมาก การแย่งชิงก็มาก ทุกวันมีแต่เรื่องขัดแข้งขัดขากันไม่ได้หยุดหย่อน คุณปู่ของเขาแต่งภรรยาสามคน ลูกที่เกิดมาไม่ได้มีแม่คนเดียวกัน ย่อมไม่มีทางยั้งมือไว้ไมตรีต่อกัน ตอนนี้ลุงใหญ่ไม่มีลูกชาย อนาคตตระกูลลู่จะตกอยู่ในมือใครยังไม่แน่นอน ผู้เฒ่าลู่เองก็ยังไม่แสดงท่าทีอะไร ดังนั้นทายาทตระกูลลู่รุ่นที่สองและรุ่นที่สามจึงพยายามกันสุดความสามารถ หวังจะคว้าชัยชนะมาให้ได้

          สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ลู่เหิงไปจากเมืองกั่งเฉิง และไม่เข้าไปทำงานในบริษัทของครอบครัวก็เพราะไม่อยากพบปะเสวนากับญาติพี่น้องนั่นเอง

          “พวกทายาทรุ่นที่สามมีพ่อแม่ช่วยแย่งให้ นายไม่ได้อยู่กั่งเฉิง แล้วยังไม่มีพ่อแม่คอยช่วยพูดต่อหน้าคุณปู่ ดูท่ามีเปอร์เซ็นต์สำเร็จไม่มากนัก ไม่สู้ออกมาทำธุรกิจของตัวเองจะดีกว่า” เพราะสนิทสนมกับลู่เหิง เขาถึงกล้าพูดตรงไปตรงมา “ฉันก็ไม่อยากเข้าไปทำงานในธนาคารของครอบครัว มีแต่กฎระเบียบล้าสมัยเต็มไปหมด จะแก้สักหน่อย ตาแก่ทั้งกลุ่มก็ออกมาร้องโวยวาย น่ารำคาญเป็นบ้า!”

          “ค่อยว่ากันอีกที เงินที่ฉันมีตอนนี้ลงทุนได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเปิดบริษัทน่าจะไม่พอ” ลู่เหิงหมุนแก้วในมือ ตามองดูเหล้าในแก้วที่กำลังกระเพื่อมไปมา

          เงินในมือของเขา ส่วนหนึ่งเป็นเงินปันผลที่ได้จากหุ้นของตระกูลลู่ในแต่ละปี อีกส่วนเป็นมรดกที่ได้จากพ่อแม่ บวกกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ในกั่งเฉิงและแผ่นดินใหญ่หลายแห่ง มากพอที่จะทำให้เขาใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยได้ แต่หากจะทำธุรกิจต้องพิจารณาให้รอบคอบ

          จางเจียหงตบบ่าเพื่อน “ชาตินี้เกิดมาเป็นพี่น้อง อยากให้ช่วยอะไรก็บอกมาได้เลย”

          ลู่เหิงคลี่ยิ้มตบบ่าอีกฝ่ายกลับไปบ้าง

          “จุ๊จุ๊ ที่แท้คุณชายจางกับคุณลู่แอบมาพลอดรักกันตรงนี้เอง!”

          มีเสียงดังมาจากหน้าต่างบานสูง จางเจียหงกลอกตาแล้วหันกลับไปคว้าตัวผู้พูด

          “ไอ้หมอนี่เพิ่งจะมา งานวันเกิดของคุณปู่ลู่ทั้งทียังกล้ามาสายอีก!”

          ฟางรุ่ยชิวยกมือทั้งสองขึ้นทำท่ายอมแพ้ “พวกนายคุยกันอยู่ที่นี่จนเพลิน ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นไม่รู้เหรอ!”

          “เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” จางเจียหงถาม

          “ก็ลูกสาวอาหญิงของอาเหิงคนนั้นไง พาดาราหนุ่มแผ่นดินใหญ่มาร่วมงานด้วย แม่เธอโมโหจนพูดไม่ออกเลย!”

          จางเจียหงหัวเราะพรืดออกมา “บ้านใหญ่พาดาราหนุ่มมา บ้านที่สองพาดาราสาวมา สมน้ำสมเนื้อกันดีนี่ คราวนี้ก็ไม่มีใครน้อยหน้าใครแล้ว”

          ฟางรุ่ยชิวบอกอีกว่า “นี่ยังไม่ใช่เรื่องสนุกที่สุดนะ เมื่อครู่มีคนจำได้ว่า ดาราหนุ่มคนนั้นชื่อเซวียซื่อหาน เมื่อก่อนตอนที่ไป๋เจินเจินไปถ่ายละครที่แผ่นดินใหญ่เคยมีข่าวฉาวกับนายเซวียซื่อหานคนนี้ มีนักข่าวเคยเห็นทั้งสองคนไปไหนมาไหนด้วยกัน”

          ใจของลู่เหิงสั่นไปวูบหนึ่ง เขานึกขึ้นได้ว่าเซวียซื่อหานเป็นพระรองในละครที่ซางอิ๋งเพิ่งไปถ่ายทำเมื่อไม่นานมานี้ ดาราหนุ่มคนนั้นรับบทเกอซูฮั่นขุนพลชื่อดังของราชวงศ์ถังที่มีความรักลึกซึ้งต่อหยางกุ้ยเฟย เนื้อหาตอนนี้ไม่มีจริงในประวัติศาสตร์ ส่วนผู้ที่รับบทนางเอกของละครเรื่องนี้คือเฉินชิ่นที่ถูกซางอิ๋งตบหน้านั่นเอง

          โลกนี้ช่างแคบจริงๆ

          จางเจียหงกล่าวเยาะเย้ยไม่เกรงใจ “บังเอิญจัง คนรักเก่ามาพบกัน ดูท่าครั้งนี้อาหญิงของนายต้องโมโหแทบตายแน่! แต่คิดอีกที... คงไม่ใช่พี่ชายนายรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ก็เลยจงใจพาไป๋เจินเจินมาแกล้งอาหญิงของนายหรอกนะ”

          ฟางรุ่ยชิวขยับแว่น “แต่ทำแบบนี้ไม่มีผลดีต่อลู่อวี๋ตรงไหนนี่ เกิดเรื่องแบบนี้ในงานวันเกิดของคุณปู่ เขาเองก็ต้องถูกด่าเหมือนกัน”

          “พี่ชายใหญ่ของฉันฉลาดจะตาย ไม่มีทางยอมถูกด่าง่ายๆ แน่ งานวันนี้เป็นงานใหญ่ พวกผู้ใหญ่ไม่สะดวกจะอาละวาด งานเลี้ยงในครอบครัวพรุ่งนี้คงมีเรื่องสนุกให้ดูล่ะ” ลู่เหิงมีท่าทีเฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวเอง

          ฟางรุ่ยชิวเข้าใจความรู้สึกของลู่เหิงดี

          ปู่ของฟางรุ่ยชิวเคยเป็นผู้ใหญ่ในพรรคก๊กมินตั๋ง หนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งสมาคมถงเหมิงฮุ่ย6 ตอนที่แผ่นดินใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เขาพาครอบครัวลี้ภัยย้ายมากั่งเฉิงและเริ่มต้นทำธุรกิจเสื้อผ้า ปัจจุบันมีแบรนด์เสื้อผ้าที่มีชื่อเสียงระดับโลกอยู่ในตลาดระดับบนถึงสองแบรนด์ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอัญมณี ถึงตระกูลฟางจะไม่ซับซ้อนเท่าตระกูลลู่ แต่ก็ไม่เรียบง่ายนัก

          มารดาของฟางรุ่ยชิวเป็นภรรยาหลวง นอกจากฟางรุ่ยชิวแล้วเธอยังมีลูกสาวอีกหนึ่งคน คือฟางรุ่ยเซี่ยพี่สาวของฟางรุ่ยชิว แต่คุณฟางมีชู้รักอยู่นอกบ้านอีกคน ชู้รักคนนั้นมีลูกสาวลูกชายอย่างละหนึ่งคนเช่นกัน ลูกชายยังเรียนหนังสืออยู่ ส่วนลูกสาวคุณฟางจัดการให้เข้าไปทำงานในบริษัท มารดาของฟางรุ่ยชิวเกลียดสองพี่น้องเข้ากระดูกดำ ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับคุณฟางชืดชาจนถึงขั้นเย็นชาตามไปด้วย

          ดีที่ฟางรุ่ยเซี่ยและฟางรุ่ยชิวมีความสามารถ สองพี่น้องแบ่งกันดูแลธุรกิจเสื้อผ้าและอัญมณีของตระกูล ซ้ำยังบริหารงานได้โดดเด่น ทำให้ความคับแค้นใจของคุณนายฟางลดลงบ้าง

          ตระกูลใหญ่ในกั่งเฉิงตระกูลไหนไม่มีเรื่องสกปรกโสมมบ้าง? เพียงแค่มากหรือน้อยก็เท่านั้น

          กว่าทั้งสามจะคุยกันจบและกลับเข้าไปในห้องโถง ความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ เมื่อครู่ก็สงบลงแล้ว

          ลู่เหิงกวาดตามองรอบหนึ่ง ไป๋เจินเจินถูกทิ้งให้นั่งกินอาหารอยู่ตรงมุมห้อง เธอคอยจับตามองเหล่าคุณหนูตระกูลสูงพูดคุยกันด้วยสีหน้าริษยาที่ปกปิดไม่มิด ส่วนเซวียซื่อหานควงคู่กับหลิวเยว่ลูกผู้น้องของลู่เหิงยืนอยู่ในกลุ่มดาราของเมืองกั่งเฉิง ดูจะเข้ากันดี

          คนอื่นในตระกูลลู่แยกย้ายกันต้อนรับแขก ทักทายกลุ่มเพื่อนฝูงและคู่ค้าทางธุรกิจของตัวเอง ทุกคนพูดคุยยิ้มแย้มให้กันราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนที่นี่ไม่มีใครโง่ ไม่ว่าในใจคิดอย่างไรก็จะไม่แสดงออกมาเด็ดขาด

1.9

          ตระกูลลู่เป็นตระกูลใหญ่ คนในตระกูลอยู่ในแวดวงที่แตกต่างกัน

          นอกจากจะติดต่อเรื่องงานแล้ว โดยทั่วไปมักไม่ค่อยมีโอกาสได้พบหน้ากันนัก ในคฤหาสน์ใหญ่ของตระกูลลู่มีผู้เฒ่าลู่ คุณนายทั้งสาม และคู่สามีภรรยาลู่เจิ้นหวินอาศัยอยู่เท่านั้น คนอื่นแยกออกไปนานแล้ว ทุกปีในวันเกิดของผู้เฒ่าลู่และวันตรุษจีนถึงจะมารวมตัวกัน

          งานเลี้ยงในครอบครัวจัดขึ้นที่คฤหาสน์ใหญ่ของตระกูล ผู้เฒ่าลู่ไม่ชอบออกไปรับประทานอาหารข้างนอก จึงจ่ายเงินก้อนใหญ่เชิญพ่อครัวผู้เชี่ยวชาญการทำอาหารไหวหยาง7และอาหารกวางตุ้งจากแผ่นดินใหญ่หลายคนให้มาทำงานประจำอยู่ที่คฤหาสน์ วันนี้ทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตาจนเต็มโต๊ะตัวใหญ่ แต่บรรยากาศกลับเงียบเชียบอย่างไม่น่าเชื่อ

          ผู้เฒ่าลู่กวาดตามองลูกหลานด้วยแววตาคมกริบ ทุกคนพากันก้มหน้ามองอุปกรณ์ทานอาหารบนโต๊ะ ไม่มีใครกล้าสบตาเพราะกลัวจะตกเป็นเป้าให้เล่นงาน

          “อาอวี๋ ไป๋เจินเจินคนนั้น มันเรื่องอะไรกันแน่?”

 

             ลู่อวี๋เหมือนจะคาดไว้แล้วว่าท่านผู้เฒ่าจะต้องถาม สีหน้าจึงเป็นปกติ

          “คุณปู่ ไป๋เจินเจินไม่ใช่คู่ควงของผมหรอกครับ ผมบังเอิญพบเธอเท่านั้น เธอบอกว่านัดกับคนอื่นไว้แล้ว แต่บังเอิญรถเสียระหว่างทาง พอดีคนนั้นรีบมาร่วมงานก็เลยล่วงหน้ามาก่อน เดี๋ยวค่อยให้คนกลับไปรับ ผมเห็นอากาศร้อนมากก็เลยพาเธอติดรถมาด้วย”

          “ใครเป็นคู่ควงของเธอ?” ลู่เจิ้นหวินถาม

          “หลิวหังครับ”

          แค่เอ่ยชื่อสีหน้าของลู่จิ่นชิงก็เปลี่ยนไปทันที “อาอวี๋ ของกินกินมั่วๆ ได้ แต่คำพูดจะพูดมั่วๆ ไม่ได้นะ”

          หลิวหังเป็นบุตรชายของลู่จิ่นชิงกับหลิวหัวหยาง ปีนี้อายุยี่สิบหกปี

          ลู่อวี๋ยิ้มน้อยๆ “อาหญิง ผมจะพูดมั่วๆ ได้ยังไง อาไม่ลองถามน้องดูก่อนเหรอ?”

          ลู่จิ่นชิงหันไปมองหลิวหัง สีหน้าลูกชายผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด

          “อาหัง นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมอยู่ดีๆ ถึงทิ้งผู้หญิงไว้กลางถนนล่ะ?” ผู้ถามก่อนคือมารดาของลู่อวี๋ เธอฉวยโอกาสพูดเพียงไม่กี่คำก็ผลักหลิวหังเข้าไปสู่จุดอับทันที

          ลู่จิ่นชิงแสร้งยิ้ม “อาซ้อรอง อาหังของเราจะไปคบหากับผู้หญิงแบบนั้นได้ยังไง อาอวี๋เป็นคนพาเธอมาในงานชัดๆ จะพูดยังไงก็ได้นี่!”

          ลู่อวี๋ยิ้มน้อยๆ “เดิมทีผมก็คิดว่าเธอหาข้ออ้างมาเกาะแกะกับตระกูลลู่เหมือนกัน แต่พอถามคำถามเกี่ยวกับอาหัง เธอก็ตอบได้หมด กระทั่งอาหังมีไฝเม็ดหนึ่งที่ก้นเธอก็รู้ ผมคิดว่าคงไม่ใช่นักต้มตุ๋นก็เลยพาเธอมาด้วย ไม่งั้นเธออาจพูดอะไรกับสื่อที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของตระกูลลู่ก็ได้”

          คำพูดของหลานชายคนโตทำให้สายตาทุกคนหันไปจับจ้องที่หลิวหัง หลิวหังสีหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

          “อาหัง เป็นความจริงรึเปล่า!” ลู่จิ่นชิงถามสีหน้าเคร่งเครียด

          หลิวหัวหยางกระตุกแขนเสื้อเตือนภรรยาให้ใจเย็นลง

          ลู่จิ่นชิงโมโหมาก ระยะนี้เธอกำลังมีปัญหาเรื่องงาน เธอกับลู่อวี๋ผู้เป็นหลานกำลังแย่งชิงลูกค้ารายเดียวกันอยู่ พอเห็นลู่อวี๋พาไป๋เจินเจินมาออกงานก็คิดจะฉวยโอกาสกล่าวตำหนิในงานเลี้ยงของครอบครัว สุดท้ายกลับเป็นฝ่ายถูกหลานเล่นงาน คราวนี้งามหน้าล่ะ ไม่เพียงลูกสาวที่หลงใหลดาราหนุ่ม แม้แต่ลูกชายก็มีความสัมพันธ์กับดาราสาว ขโมยไก่ไม่สำเร็จยังเสียข้าวสารไปหนึ่งกำมือ เธอรู้สึกเหมือนถูกคนอื่นตบหน้าไม่มีผิด

          ที่แย่ที่สุดก็คือบิดายังนั่งอยู่ด้านข้างด้วย

          ลู่จิ่นชิงมีนิสัยวางอำนาจ ส่วนหลิวหัวหยางก็กลัวภรรยา ถึงบุตรชายหญิงทั้งสองจะใช้แซ่หลิว แต่ลู่จิ่นชิงกับสามีก็ทำงานอยู่ในบริษัทของตระกูลลู่มาตลอด เพราะคิดจะหาผลประโยชน์จากตระกูล

          พี่ใหญ่--ลู่เจิ้นหวินที่กุมหางเสือของตระกูลลู่เป็นพี่ชายแม่เดียวกับเธอ ถึงอย่างไรก็ต้องอยู่ฝ่ายเดียวกัน เสียดายที่พี่ใหญ่ไม่มีลูกชาย

ผลประโยชน์จึงตกไปเป็นของบ้านที่สอง

          ดีที่ลู่เจิ้นหยางตายเร็ว ลู่เหิงก็เป็นคนไม่เอาไหน ทุกคนจึงไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา เหลือแค่บ้านที่สองซึ่งมีความสามารถแข็งแกร่งเท่านั้น

          หลายปีมานี้ ลู่จิ่นชิงงัดข้อกับบ้านที่สองทั้งต่อหน้าและลับหลังมาตลอด ใครจะคิดว่าวันนี้จะทำเรือล่มในคูน้ำ กลับถูกลูกทั้งสองของตัวเองฉุดขาหลังซะได้

          พี่สะใภ้ใหญ่--ลู่โจวฉีหวินพยายามไกล่เกลี่ย “เอาล่ะๆ จิ่นชิง อาหังอายุยังน้อยไม่รู้ความ เธออย่าโมโหไปเลย”

          ลู่เฟิงกล่าวยิ้มๆ “ป้าใหญ่ พี่หังปีนี้อายุยี่สิบหกแล้ว แก่กว่าผมอีก ยังไม่รู้ความอีกเหรอ?”

          “อาเฟิงพูดให้น้อยหน่อย วันนี้เป็นวันดีที่ทั้งครอบครัวได้มานั่งกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมาใช้ได้ที่ไหน!” คุณนายใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ผู้เฒ่าลู่เอ่ยขึ้น

          เห็นคุณย่าใหญ่ออกปาก ลู่เฟิงจึงแลบลิ้นแล้วไม่พูดอะไรอีก

          ผู้เฒ่าลู่เอ่ยขึ้นช้าๆ “จิ่นชิง ระยะนี้ดูแกจะยุ่งกับธุรกิจจนละเลยเรื่องอบรมสั่งสอนลูกไป มอบงานที่อยู่ในมือให้อาอวี๋ซะ หยุดพักผ่อนอยู่ที่บ้านสักระยะแล้วฉวยโอกาสอบรมสั่งสอนลูกๆ ด้วย เรื่องของบริษัทไม่ต้องสนใจชั่วคราว”

          “พ่อคะ!” ลู่จิ่นชิงหน้าซีด

          ผู้เฒ่าลู่ยกมือขึ้นตัดบท “ตามนี้ กินข้าวได้!”

          สั่งคำเดียว อาหารก็ทยอยยกออกมา บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับไปเงียบสงบอีกครั้ง

          นี่คือบ้านตระกูลลู่ จะกินข้าวสักมื้อยังต้องมีเรื่องก่อน

          ลู่เหิงยิ้มเย็นอยู่ในใจ

          หลังอาหารเป็นช่วงเวลาสำคัญ ทุกคนทยอยกล่าวอวยพรและมอบของขวัญให้ท่านผู้เฒ่าตามลำดับ

          ลู่เจิ้นหวิน ลู่จิ่นชิง และลูกๆ มอบของขวัญให้ก่อน จากนั้นเป็นคราวของหลานๆ ทายาทรุ่นที่สาม

          ทุกคนต่างรู้ดีว่าท่านผู้เฒ่าชื่นชอบภาพวาดและวัตถุโบราณ จึงพยายามเลือกของที่ท่านชอบ แต่ก็มีคนที่มีความคิดแหวกแนว จงใจเลือกของขวัญที่แตกต่างจากคนอื่น

          ของขวัญของลู่โหยวเป็นไม้เท้าหนักอึ้งอันหนึ่ง ลู่อวี๋ให้หนังสือสมัยราชวงศ์ซ่งที่เหลืออยู่เล่มเดียวในโลก ลู่เฟิงให้ซีดีเพลงงิ้วกวางตุ้งของนักแสดงงิ้วชื่อดัง

          “นี่คือ...?” ท่านผู้เฒ่ามองลูกสุนัขสีขาวราวหิมะที่วิ่งตรงเข้ามาหาด้วยความประหลาดใจ

          ลู่เชี่ยนยิ้มแล้วพูดว่า “คุณปู่อยู่แต่ในบ้าน ไม่ยอมออกไปเที่ยวข้างนอกบ้างเลย หนูกลัวคุณปู่จะเหงาก็เลยมอบถวนถวนให้คุณปู่ จะได้แก้เหงาไงคะ”

          หูสองข้างของลูกสุนัขตั้งขึ้น ขนเหนือตาโค้งงอราวกับรอยยิ้มติดตัวมาแต่กำเนิด ใครเห็นก็อดชอบไม่ได้

          “ดี! เชี่ยนเชี่ยนรู้ใจปู่ที่สุด!” ผู้เฒ่าลู่ดีใจมาก

          บุตรสาวทั้งสามของลู่เจิ้นหวิน นอกจากลู่โหยวบุตรสาวคนโตที่ทำงานอยู่ในตระกูลลู่แล้ว ยังมีลู่เชี่ยนบุตรสาวคนที่สองที่เป็นครูโรงเรียนอนุบาล และลู่เสวียะบุตรสาวคนที่สามปีนี้เพิ่งอายุสิบแปดปีเรียนอยู่ต่างประเทศ ครั้งนี้ติดตามทีมสำรวจของมหาวิทยาลัยไปขั้วโลกใต้ จึงกลับมาอวยพรวันเกิดให้ท่านผู้เฒ่าไม่ทัน แต่เธอก็ส่งของขวัญมาอวยพรแทน

          ในบรรดาหญิงสาวทั้งสาม ลู่โหยวสุขุมเยือกเย็น ลู่เสวียะสดใสร่าเริง ส่วนลู่เชี่ยนอยู่ตรงกลาง หน้าตาไม่โดดเด่นแต่มีนิสัยอ่อนโยนเรียบง่าย

          ถึงคราวหลิวหังกับหลิวเยว่ ท่านผู้เฒ่ายังขุ่นเคืองกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น จึงแค่ส่งเสียงอืมเบาๆ ใบหน้าเรียบเฉยไร้รอยยิ้ม แล้วยังอบรมทั้งคู่ไปหลายประโยค หลิวเยว่กลัวคุณตามาแต่ไหนแต่ไร พอได้ยินก็หัวหด ไม่กล้าพูดอะไร หลิวหังก็ร้อนใจอยากเบี่ยงเบนประเด็นให้เร็วที่สุด

          พอเหลือบเห็นลู่เหิงที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็รีบเบี่ยงเบนประเด็นทันที “คุณตา ผมสำนึกผิดแล้วครับ เรามาดูกันดีกว่าว่าพี่เหิงมอบของขวัญอะไรให้คุณตา?”

          ลู่จิ่นชิงรีบยิ้มบ้าง “จริงด้วยค่ะคุณพ่อ หนูจำได้ว่าปีที่แล้วอาเหิงมอบภาพฉีไป๋สือให้ภาพหนึ่ง เสียดายที่เขามีใจกตัญญูแต่แยกของจริงของปลอมไม่ออก ก็เลยถูกคนอื่นหลอกเสียได้... อาเหิง ปีนี้เธอคงไม่ได้ให้ภาพวาดอีกหรอกนะ?”

          คำพูดนี้ทำให้ความสนใจของทุกคนหันมาที่ลู่เหิงทันที

          ลู่เหิงเหลือบมองลู่จิ่นชิงครั้งหนึ่ง ส่งรอยยิ้มที่คาดเดาความหมายไม่ได้ไปให้ “อาหญิง ถ้าอาไม่พูดผมก็ลืมไปแล้วนะเนี่ย ผมเพิ่งจะได้พบเซียวเจิ้งสยงเพื่อนเก่าของอาเมื่อไม่นานมานี้เอง”

          รอยยิ้มของลู่จิ่นชิงเจื่อนไปเล็กน้อย ยังไม่ทันได้ตอบโต้ก็ได้ยินลู่เฟิงพูดขึ้นว่า “พี่เหิง พี่ให้อะไรกันแน่ รีบเอามาดูเร็ว!”

          ลู่เหิงไม่กล้าวางเดิมพันทั้งหมดไว้กับซางอิ๋ง ดังนั้นนอกจากภาพที่ไม่สมบูรณ์ภาพนั้นแล้ว เขายังซื้อแจกันหยกขาวสมัยราชวงศ์ชิงมาคู่หนึ่งด้วย พอได้ยินลู่เฟิงถาม เขาจึงเลือกเปิดกล่องแจกันให้ดูก่อน

          “คุณปู่ นี่ของขวัญของผมครับ ขอให้คุณปู่อายุยืน ทุกวันเป็นวันที่ดีนะครับ”

          ผู้เฒ่าลู่มองแจกันหยกขาวครั้งหนึ่ง ส่งเสียงอืมพยักหน้าให้ “ขอบใจนะ ไปนั่งเถอะ”

          ลู่เหิงรู้ว่าปฏิกิริยาของท่านผู้เฒ่าไม่ต่างจากตอนที่ได้รับของขวัญชิ้นอื่นๆ คงไม่ได้ชื่นชอบแจกันหยกจึงหยิบกล่องยาวอีกใบหนึ่งขึ้นมา

          “ปู่ครับ ผมยังเตรียมของขวัญมาอีกชิ้นหนึ่ง แต่ของขวัญชิ้นนี้ค่อนข้างพิเศษ ไม่รู้ปู่จะชอบหรือเปล่า”

          “อ้อ” ผู้เฒ่าลู่รู้สึกสนใจขึ้นมา “ของขวัญอะไรล่ะ?”

          ลู่เหิงเปิดกล่อง หยิบภาพวาดออกมาแล้วดึงเส้นไหมที่รัดไว้ออก

          “นี่คือ?” ผู้เฒ่าลู่หยิบแว่นสายตายาวขึ้นมาใส่แล้วลุกขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด

          ลู่เฟิงหัวเราะเสียงดัง “พี่เหิง ภาพที่ยังวาดไม่เสร็จแบบนี้ก็เอามาเป็นของขวัญได้เหรอ?”

          ลู่จิ่นชิงก็หัวเราะเหมือนกัน “อาเหิง เธอบอกว่าเจอคุณเซียว ทำไมถึงไม่ให้เขาช่วยดูให้? ภาพที่ไม่สมบูรณ์ยังกล้าเอามาให้คุณปู่อีก...”

          เธอยังพูดไม่ทันจบ เสียงของท่านผู้เฒ่าก็ดังขึ้นกลบเสียงของลูกสาว

          “เจียงกานเสวียะจี้ถูของหวังหมอเจี๋ย?... ไม่สิ นี่เป็นภาพเลียนแบบ ให้ฉันดูตราประทับสิ เอ๋?... จ้าวเมิ่งจ้าวเย่เป็นคนวาด? ไม่ผิด ไม่ผิด! ฉันว่าแล้ว!”

          ท่านผู้เฒ่าดีใจมากจนพูดไม่ปะติดปะต่อกัน คนอื่นฟังแล้วงุนงงไปหมด ลู่โจวฉีหวินจึงถามขึ้น “พ่อคะ ภาพนี้ดีมากหรือคะ?”

          ท่านผู้เฒ่าไม่สนใจคำถาม หันมาจ้องลู่เหิง “เจียงกานเสวียะจี้ถูนี่หลานไปได้มาจากไหน รู้ได้ยังไงว่ามันเป็นของแท้?”

          ลู่เหิงพูดตามคำวิพากษ์วิจารณ์ของซางอิ๋งที่มีต่อภาพนี้ สีหน้าของผู้เฒ่าลู่ก็เต็มไปด้วยความชื่นชม “ไม่เลว หลานดูภาพวาดเป็นแล้ว ดูท่าหลังจากได้รับบทเรียนเมื่อปีที่แล้วก็รู้จักกลับไปศึกษาสินะ!”

          ถึงตระกูลลู่จะร่ำรวยขึ้นมาจากการทำธุรกิจ แต่ผู้เฒ่าลู่ไม่ใช่คนที่แสร้งทำตัวมีความรู้ บรรพบุรุษของตระกูลลู่สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงลู่จิ่วยวนในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ได้เลย ถึงบรรพบุรุษจะเป็นวีรบุรุษ ลูกหลานก็ใช่ว่าจะเป็นผู้กล้า มาถึงรุ่นของผู้เฒ่าลู่ หากไม่ใช่เขาขยายกิจการโรงงานเล็กๆ ให้ใหญ่โตขึ้น วันนี้ตระกูลลู่คงเป็นแค่ตระกูลไร้ชื่อเสียงในเมืองกั่งเฉิงเท่านั้น หันมามองลูกหลานรอบกาย ผู้เฒ่าลู่ที่แต่งภรรยาถึงสามคน มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง แต่เขากลับเห็นว่า หากให้เขาเลือกทายาทที่มีคุณสมบัติครบถ้วนจริงๆ คงไม่มีแม้แต่คนเดียว

          ดังนั้นการที่ผู้เฒ่าลู่ที่ไม่เคยกล่าวชมใครมาก่อนกล่าวชมลู่เหิงจึงไม่ต่างอะไรกับต้นไม้เหล็กออกดอก ทำให้สายตาของคนอื่นที่มองดูลู่เหิงเปลี่ยนไปด้วย

          ลู่เหิงหน้าหนามาก เขารับคำชมทุกคำด้วยความยินดี ในใจแอบคิดว่าซางอิ๋งมีความสามารถอยู่บ้างจริงๆ “คุณปู่ชมเกินไปแล้ว เรื่องดูภาพวาดนี่ผมเพิ่งเริ่มเรียนรู้เท่านั้น ยังต้องศึกษาอีกมาก”

          “คนเรารู้จักพัฒนาก็ต้องชม ไม่จำเป็นต้องหลบๆ ซ่อนๆ!” ผู้เฒ่าลู่กวาดตามองคนทั้งกลุ่มรอบหนึ่ง ใช้ไม้เท้าหนักอึ้งยันตัวไว้ “เอาล่ะ ทุกคนตามสบายนะ อาเหิงตามปู่มาที่ห้องหนังสือ”

          “ครับ” ลู่เหิงเดินตามท่านผู้เฒ่าไปท่ามกลางสายตาที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน

1.10

          มือซ้ายถือน้ำส้ม มือขวาถือห่อมันฝรั่ง

          ซางอิ๋งกวาดตาอ่านข่าวฉาวในเว็บไซต์อย่างรวดเร็ว

             เรื่องของเรื่องคือ เธอเข้าเว็บไซต์มาหาข้อมูลสำหรับเขียนบทละคร สุดท้ายกลับพบข่าวของตัวเองกับเฉินชิ่นเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ

             ไม่ต่างไปจากเดิม เนื้อข่าวทั่วไปบอกว่าลู่เหิงเป็นหนุ่มเจ้าชู้มากเสน่ห์ ดาราสาวสองคนหึงหวงกันเพราะเขา บางข่าวยังตีไข่ใส่สี ขุดคุ้ยลงไปว่าเฉินชิ่นกำลังตั้งครรภ์กับลู่เหิง แม่ได้ดีเพราะลูก แถมยังขุดเอารูปของเฉินชิ่นในระยะนี้มาคาดเดากันว่าเธอตั้งครรภ์ได้กี่เดือน ในบล็อกและเพจแฟนคลับของเฉินชิ่น ซางอิ๋งถูกด่าสาดเสียเทเสีย แต่ก็มีคนนำภาพของดาราและหนุ่มไฮโซที่เคยคบหากับเฉินชิ่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโพสต์เอาไว้ในเว็บไซต์ชื่อดัง แล้วยังพนันกันว่าครั้งนี้ลู่เหิงจะคบกับเธอได้กี่เดือน

             ถึงจะมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แต่หญิงสาวไม่เคยคิดมาก่อนว่าความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะนำความบันเทิงมาให้มากมายขนาดนี้ นึกถึงชาติที่แล้ว ข่าวซุบซิบในเมืองหลวงก็แพร่กระจายไปได้รวดเร็วเช่นกัน การที่สตรีตระกูลสูงไปมาหาสู่กันก็มักจะได้ยินข่าวซุบซิบบ่อยๆ ทว่าการนั่งอยู่ในบ้านเฉยๆ ก็รู้ข่าวที่อยู่ห่างไปถึงพันลี้ได้อย่างทุกวันนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่ก็เห็นได้ว่าความเจริญก้าวหน้าในยุคปัจจุบันไม่ใช่ไม่มีข้อเสีย อย่างน้อยเมื่อเปรียบกับยุคสมัยที่ผู้คนไม่สามารถพูดเรื่องการเมืองและข่าวซุบซิบในสังคมออกมาดังๆ ได้ ปัจจุบันนี้ทุกคนกลับสามารถวิพากษ์วิจารณ์กันได้อย่างเปิดเผย

             ซางอิ๋งอ่านข่าวทั้งหมดอย่างเพลิดเพลิน ไม่ได้โกรธเคืองเลยว่าตัวเองเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนแทบไม่เหลือชิ้นดี

             เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอยื่นมือไปรับ

             “สวัสดีค่ะ”

             “เธอทำอะไรอยู่?” เสียงของอาแซม

             “เล่นอินเทอร์เน็ต”

             “ทำไมฉันถึงได้ยินเสียงกร๊อบๆ นะ?”

             “ฉันกินมันฝรั่งทอดกรอบอยู่” เห็นได้ชัดว่าคนที่อยู่อีกฟากอารมณ์ดี

             “ว่างจริงนะ เสียทีที่ฉันอุตส่าห์เป็นห่วงว่าเธอตกงานแล้วจะไม่มีข้าวกิน” อาแซมกัดฟันเล็กน้อย “ตอนนี้มีข่าวดีกับข่าวร้าย เธออยากฟังข่าวไหนก่อน?”

             “ข่าวดีก่อนแล้วกัน”

             “ข่าวดีก็คือ ฉากของเธอในละครเรื่องนั้นไม่ได้ถูกตัดทิ้ง”

             “อ้อ”

             “เธอไม่ถามหรือว่าเพราะอะไร?”

             “เพราะอะไรล่ะ?” ซางอิ๋งคล้อยตาม

             “เพราะคนที่เข้าฉากกับเธอคือฟางเล่อหยาง ถ้าตัดเธอทิ้ง เขาก็ต้องถูกตัดทิ้งด้วย ว่ากันตามจริงฉากนั้นเป็นฉากที่เขาแสดงได้ดี ถ้าตัดทิ้งเขาต้องไม่พอใจแน่ ดังนั้นฟางเล่อหยางก็เลยงัดข้อกับเฉินชิ่น สุดท้ายไม่รู้เขาไปพูดกับผู้กำกับยังไง สรุปแล้วยินดีกับเธอด้วย เธอยังมีโอกาสเสนอหน้าอยู่”

             “แล้วข่าวร้ายล่ะ?”

             “ข่าวร้ายคือเฉินชิ่นทำอะไรฟางเล่อหยางไม่ได้ ก็เลยหันมาระบายโทสะใส่เธอแทน อีกฝ่ายประกาศว่าจะเล่นงานเธอไม่ให้ได้ผุดได้เกิดแน่นอน”

 

 

 

 

 

             จริงๆ แล้วจะได้ผุดได้เกิดไหม คนฟังไม่ได้ใส่ใจนัก

          เธอไม่ได้สนใจอยากเป็นดารา พอฟังข่าวร้ายก็ไม่ได้รู้สึกว่าร้ายอะไร

          ตรงกันข้าม อาแซมต่างหากที่รู้สึกว่าตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุซางอิ๋งก็แปลกไป ความแปลกประหลาดไม่ได้จำกัดอยู่แค่กิริยาท่าทางเท่านั้น กระทั่งวิธีการจัดการปัญหาและปฏิกิริยาตอบโต้ที่มีต่อเรื่องราวต่างๆ ก็แปลกไปหมด ท่าทางสุขุมเยือกเย็นราวกับว่าต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็เอามาใช้เป็นผ้าห่มได้นี้แตกต่างจากคนเดิมราวกับเป็นคนละคน หากเป็นซางอิ๋งคนก่อนได้ยินว่าตัวเองถูกเล่นงาน จะต้องกระโดดขึ้นมาก่นด่าบรรพบุรุษแปดชั่วโคตรของเฉินชิ่นก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่แค่รับคำว่าอ้อเฉยๆ แบบนี้

          “เธอไม่เป็นอะไรจริงๆ นะ?” ผู้จัดการถามอย่างอกสั่นขวัญแขวน กลัวว่านี่จะเป็นอาการเงียบสงบก่อนเกิดพายุใหญ่ ผู้หญิงคนนี้อาจลากถังน้ำมันไปหาเฉินชิ่นก็ได้

          ซางอิ๋งไม่อยากจะสนใจเขา เธอร้องอืมแล้ววางหูโทรศัพท์ จากนั้นก็ค้นหารหัสธนาคารออกมาตรวจยอดเงินที่เหลือ

          ไม่น่าเชื่อ ทั้งที่เจ้าของร่างเดิมใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยก็ยังอุตส่าห์มีเงินเก็บเหลืออยู่สามพันกว่าหยวน

          มุมปากของเธอกระตุก

          สามพันกว่าความหมายว่ายังไง... ซางอิ๋งซึ่งพอจะปรับตัวเข้ากับยุคสมัยนี้ได้ดีมีความเข้าใจเรื่องเงินที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ในเมืองเล็กๆ เงินสามพันหยวนอาจมีค่าเท่ากับเงินเดือนเดือนหนึ่งของมนุษย์เงินเดือน แต่ในเมืองหลวง มันประทังชีวิตได้แค่เดือนเดียวเท่านั้น

          เดิมหลิวเจียหยงเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตอนนี้เกษียณแล้ว ทุกเดือนจะมีเงินบำนาญสามพันหยวน พอเลี้ยงสองแม่ลูกได้ไม่มีปัญหา แต่ซางอิ๋งคนใหม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอับอายมากที่สตรีในราชนิกุลต้าถังที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นถึงท่านหญิงหลีหยางอย่างเธอจะต้องเกาะแม่กิน คิดดูแล้วสาเหตุทั้งหมดก็เพราะเจ้าของร่างเดิมไร้ความสามารถนั่นเอง

          ย้อนกลับไปดูเมื่อชาติที่แล้ว จวนของเธอได้รับมอบมาจากฮ่องเต้ ถึงจะเทียบกับองค์หญิงเกาหยางซึ่งเคยเป็นที่โปรดปรานมากที่สุดไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็มีภูเขาจำลอง ศาลา สระน้ำ สิ่งที่ควรมีล้วนมีครบถ้วน ไม่ต้องพูดถึงสาวรับใช้และบ่าวหน้าตาดีที่คอยรับใช้อยู่ข้างกาย แต่ดูตอนนี้ ซางอิ๋งมองผนังที่กลายเป็นสีเหลืองและห้องขนาดเล็กที่แทบจะเดินชนกัน

          ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน

          ดังนั้นเป้าหมายแรกของซางอิ๋งในตอนนี้ก็คือ ต้องย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่ให้ได้

          บ้านในเมืองหลวง หากอยู่ในทำเลที่ดีหน่อย ตารางเมตรหนึ่งก็ราคาหลายหมื่น เป้าหมายนี้ห่างจากเงินเก็บสามพันที่มีอยู่ เอ่อ... มากไปสักหน่อย คิดไปคิดมาเธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหาเบอร์ของอาแซม กำลังจะกดโทรออก โทรศัพท์ก็ดังขึ้นพอดี

          เป็นอาแซมอีกครั้ง

          “เธอไปหาคุณลู่อีกแล้วใช่ไหม?” คราวนี้เสียงของอาแซมค่อนข้างแปลก

          “เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” ซางอิ๋งไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ

          “บริษัทรับงานให้เธออีกสองเรื่อง ฟังที่เบื้องบนพูดแล้ว เหมือนจะเป็นคุณลู่ช่วยพูดให้เธอ” อาแซมเห็นอีกฝ่ายนิ่งเฉยค่อยคลายใจลง “เธอไม่ได้ติดต่อกับคุณลู่จริงๆ นะ?”

          “ครั้งสองครั้งมั้ง”

          “อะไรนะ!” เสียงของอาแซมดังขึ้นอีกแปดระดับ อารมณ์ที่เพิ่งสงบเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง “เธอเห็นคำพูดของฉันเป็นแค่ลมผ่านหูเรอะ ฉันบอกเธอตั้งหลายครั้งแล้วว่าอย่าไปตอแยเขาอีก! เธอไม่ดูเลยหรือว่าครอบครัวของเธอเป็นยังไง ครอบครัวของเขาเป็นยังไง ยังหวังจะแต่งงานกับเขาอีก! ถ้าเขาแค่เล่นๆ สุดท้ายแล้วคนที่ขาดทุนไม่ใช่เธอรึไง! เธอจะให้ฉันพูด...”

          หลิวเจียหยงกำลังยกกับข้าวออกมาเห็นซางอิ๋งวางโทรศัพท์ลงด้วยท่าทางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ถามด้วยความประหลาดใจ “ใครจ๊ะ?”

          “โทรผิดค่ะ” ซางอิ๋งกล่าวเสียงเรียบ

          ผ่านไปสองวินาที โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก ซางอิ๋งยกหูรับ แต่ถือโทรศัพท์ไว้ห่างๆ

          “ผู้หญิงบ้า กล้าวางโทรศัพท์ฉัน เธอรู้ไหมว่า...”

          เสียงแกร็กดังขึ้น โทรศัพท์ถูกวางอีกครั้ง

          โลกใบนี้ก็สวยงามดี แต่เขากลับอารมณ์บูด ไม่ดี... ไม่ดีเลยจริงๆ

          อาแซมที่อยู่อีกฟากของโทรศัพท์สูดหายใจลึก จากนั้นกดเบอร์บ้านของซางอิ๋งเป็นครั้งที่สาม

          ครั้งนี้หลิวเจียหยงเป็นคนรับ “ฮัลโหล เสี่ยวเจี่ยหรือจ๊ะ”

          “...” อาแซมระบายความโมโหที่อัดแน่นอยู่เต็มอกออกมาไม่ได้ พยายามเค้นรอยยิ้มออกมาแทน “คุณน้า!”

          “สวัสดีจ้ะ ไม่ได้เจอเธอนานเลยนะ อิ๋งอิ๋งกำลังกินข้าวอยู่ เธอจะมากินด้วยกันไหม น้าจะได้เจอเธอด้วย”

          เขานิ่งไปครู่หนึ่ง “ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้”

          สมัยก่อนพ่อแม่ของอาแซมอาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกับหลิวเจียหยงและสามี สองครอบครัวรู้จักกันตอนนั้น ต่อมาสามีของหลิวเจียหยงเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลิวเจียหยงพาซางอิ๋งย้ายออกจากชุมชนเดิม พ่อแม่อาแซมไปอยู่ต่างประเทศ เหลืออาแซมเรียนหนังสืออยู่ในประเทศตามลำพัง เขาอาศัยอยู่ในบ้านอีกหลังหนึ่งในเมือง B ของตระกูลเจี่ย อยู่ในเขตเมืองเก่าเหมือนกัน และห่างจากบ้านซางอิ๋งไปไม่ไกลนัก

          ตอนที่เขามาถึง ซางอิ๋งยังกินข้าวอยู่ เห็นเขาเข้ามา คิ้วของเธอไม่ขยับสักนิด เธอยังคงนั่งตัวตรงกินข้าวอย่างตั้งอกตั้งใจ

          “เธอ...”

          หลิวเจียหยงเปิดประตูออกมา ยกอุปกรณ์ทานอาหารออกมาเพิ่มอีกชุด แล้วกล่าวต้อนรับอย่างอบอุ่น “มาๆ เสี่ยวเจี่ย นั่งก่อน เวลากินข้าวอิ๋งอิ๋งจะไม่พูดอะไรเด็ดขาด เธอกินข้าวก่อนเถอะ!”

          อาแซมรู้สึกหิวขึ้นมาเหมือนกัน เขากล่าวขอบคุณแล้วนั่งลงกินข้าวโดยดี

          อย่าดูถูกว่าซางอิ๋งเคลื่อนไหวสง่างามแล้วจะเชื่องช้า ความเร็วในการกินของเธอไม่ได้ช้าเลย อาแซมรู้สึกว่าเขาเพิ่งจะคีบอาหารไปได้ไม่กี่คำ ชามอีกฝ่ายก็ว่างเปล่าเสียแล้ว

          ซางอิ๋งกินเสร็จก็วางชามกับตะเกียบแล้วลุกขึ้นยืน “ฉันลงไปเดินเล่นข้างล่างสักประเดี๋ยว เธอกินไปก่อนนะ”

          “เดี๋ยวก่อน...” ยังพูดไม่ทันจบ ข้าวก็ติดคอ อาแซมสำลักอย่างแรง

          “กินไม่พูด นอนไม่เอ่ยปาก” ซางอิ๋งตบไหล่เขาแล้วหมุนตัวจากไป

          “แค่กๆ” จู่ๆ อาแซมก็รู้สึกอยากตายขึ้นมา

          กว่าเขาจะหยุดสำลัก คุณหนูซางก็เดินเล่นกลับมาพอดี เขาหมดอารมณ์จะต่อว่าเธอไปนานแล้ว แถมตอนนี้ยังอยากร้องไห้อย่างบอกไม่ถูก

          บนโต๊ะมีผลไม้ที่หลิวเจียหยงล้างเอาไว้เรียบร้อยแล้ววางอยู่ เมื่อครู่นางหลิวเพิ่งออกไปหาเพื่อนเล่นไพ่นกกระจอก ปล่อยให้พวกเขาพูดคุยกันตามสบาย

          “ฉันมีเรื่องจะพูดกับเธอ” อาแซมพูดขึ้น

          “ว่ามา” เพิ่งไปเดินเล่นกลับมา ซางอิ๋งจึงอารมณ์ดี

          “เธอไปหาคุณลู่ ขอให้เขาช่วยพูดกับผู้ใหญ่ในบริษัทให้งั้นหรือ?”

          “เปล่านี่”

          “งั้นทำไมเขาถึงเป็นฝ่ายช่วยเธอเองล่ะ?”

          “บางทีอาจเป็นเพราะฉันเคยช่วยเขาก็ได้”

          อาแซมเบิกตากว้าง “ช่วยเขา? เธอจะช่วยอะไรเขาได้?”

          “ปอกส้มให้ฉันหน่อยสิ”

          ซางอิ๋งเอนตัวพิงกับพนักโซฟา พยักพเยิดไปทางจานผลไม้ ใช้งานคนอื่นแบบไม่เกรงใจ

          “...” เพื่อข่าววงใน อาแซมยอมหยิบส้มขึ้นมาปอกเปลือกให้

          ปอกเปลือกจนเสร็จ อาแซมค่อยแกะส้มเป็นกลีบแล้วส่งให้ ซางอิ๋งหยิบขึ้นมากินกลีบหนึ่ง ส้มทั้งสด หวาน ฉ่ำน้ำ เธออารมณ์ดีกว่าเดิมเยอะ จึงเริ่มเล่าเรื่องที่ช่วยลู่เหิงเลือกภาพเจียงกานเสวียะจี้ถูของจ้าวเมิ่งจ้าวเย่ในงานประมูลให้เขาฟัง

          อาแซมยิ่งฟังก็ยิ่งเบิกตากว้าง “เธอรู้จักดูภาพวาดตั้งแต่เมื่อไร ทำไมฉันถึงไม่รู้?”

          ซางอิ๋งกินส้มกลีบสุดท้ายลงไปแล้วยื่นมือไปตบบ่าชมเชยอีกฝ่าย “ฝีมือไม่เลว คราวหน้าช่วยปอกให้ฉันอีกนะ” กล่าวจบลุกไปล้างมือโดยไม่ได้สนใจจะอธิบายเพิ่ม

          อาแซมมองเงาหลังของหญิงสาวด้วยความคับแค้น เขาพบว่าอารมณ์โมโหเมื่อตอนมาไม่เหลือแล้ว

          “เธอคิดจะทำยังไงต่อ?” อาแซมเดินตามไปเหมือนวิญญาณที่เกาะติดหลัง

          “อะไรคือทำยังไง?” ซางอิ๋งหยิบโลชั่นบำรุงผิวขึ้นมาไล้ที่แก้ม เธอใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของที่นี่มาพักใหญ่ แต่ยังรู้สึกว่าสู้เครื่องสำอางที่ทำจากดอกไม้ตามฤดูกาลที่สาวใช้ในจวนใช้กันเมื่อชาติที่แล้วไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงของที่ทางราชสำนักส่งมาให้ คงต้องหาเวลาทำเองสักชุด

          “ตอนนี้เท่ากับว่าเธอเข้าไปพัวพันกับคุณลู่อีกแล้ว สำหรับเฉินชิ่นข่าวนั่นก็เปรียบเหมือนดอกไม้ที่ปักลงบนผ้าดิ้นทอง แต่สำหรับนักแสดงเล็กๆ ที่ยังไม่มีชื่อเสียงอย่างเธอ มันไม่ดีเอามากๆ ซางอิ๋ง พอแม่ฉันได้ยินว่าตอนนี้ฉันดูแลเธออยู่ก็คอยกำชับฉันให้ดูแลเธอให้มากๆ ถึงในมือฉันจะมีดาราคนอื่นอยู่ด้วย แต่เห็นแก่ความสัมพันธ์ของพวกผู้ใหญ่ ฉันไม่อยากเห็นเธอเดินไปในทางที่ผิดนะ”

          เมื่อก่อนซางอิ๋งเป็นคนฟุ้งเฟ้อ ไม่ยอมฟังคำเตือน ส่วนเขาก็ขี้เกียจจะพูด แต่ตอนนี้ซางอิ๋งดู ‘ปกติ’ ขึ้นมาก เขาถึงได้ยอมเปลืองน้ำลายพูดสิ่งเหล่านี้

          ซางอิ๋งเลิกคิ้วแล้วยื่นมือไปลูบศีรษะอีกฝ่ายเหมือนกำลังลูบลูกสุนัข “ฉันรู้แล้ว”

          “ดังนั้น?”

          “ตอนนี้ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ อยากจะตามมาบ่นด้วยไหม?”

          “...”

          เห็นอีกฝ่ายเดินออกมาจากห้องน้ำ อาแซมจึงรีบถามต่อด้วยสีหน้าบึ้งตึง “งานสองเรื่องนั้นเธอจะรับหรือไม่รับ?”

          “บทเป็นยังไงบ้าง?”

          “ไม่เลวนะ เรื่องหนึ่งเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับฮั่นเกาจู่--หลิวปัง บทของเธอคือสนมซิน เป็นผู้หญิงฝ่ายในคนหนึ่งในช่วงปลายรัชสมัย เพราะว่าสนมซินช่วยฮองเฮาลวี่วางยาพิษสนมชี สุดท้ายจึงถูกหลิวปังสั่งประหาร ตั้งแต่นั้นมาความสัมพันธ์ของฮ่องเต้กับฮองเฮาลวี่ผู้มีใจคอโหดเหี้ยมก็เริ่มห่างเหินกัน พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นตัวประกอบที่ต้องตายน่ะ”

          ซางอิ๋งฟังแล้วพูดว่า “เอาอย่างนี้ เราไม่พูดถึงว่าในประวัติศาสตร์มีสนมซินคนนี้จริงหรือไม่ ฮองเฮาลวี่ถือเป็นภรรยาเอกของฮ่องเต้เกาจู่ เคยร่วมเป็นร่วมตายกับฮ่องเต้ ในราชสำนักก็มีอิทธิพลมาก จะจัดการสนมชี ทำไมต้องใช้วิธีต่ำช้าด้วย?”

          อาแซมกลอกตา “คนเขียนบทเขียนมาแบบนี้ ฉันจะทำอะไรได้?”

          “อีกบทหนึ่งล่ะ?”

          “อีกเรื่องหนึ่งเป็นละครโทรทัศน์ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้ไท่จงแห่งราชวงศ์ชิงนามว่าหวงไท่จี๋กับบรรดาสนมนางใน ประเด็นสำคัญของเรื่องคือความรักของฮ่องเต้กับไห่หลานจู ส่วนเธอ...แสดงเป็นคนรับใช้ของเสี่ยวอวี้เอ๋อภรรยาของตัวเอ๋อกุ่นน้องชายของฮ่องเต้ ชื่อว่าอูหลัน บทเรื่องนี้จะมากกว่าเรื่องที่แล้วหน่อย อูหลันคนนี้แอบหลงรักหวงไท่จี๋ หวงไท่จี๋เองก็รู้จึงหลอกใช้นางมาตลอด ไม่ใช่แค่ให้นางคอยยุแยงคู่สามีภรรยาตัวเอ๋อกุ่นกับเสี่ยวอวี้เอ๋อให้ไม่ลงรอยกัน เขายังให้นางส่งข่าวเท็จไปให้ตัวเอ๋อกุ่นที่แนวหน้า เป็นเหตุให้ตัวเอ๋อกุ่นพ่ายศึก ทำให้หวงไท่จี๋มีข้ออ้างในการลิดรอนอำนาจทางทหารของน้องชาย สุดท้ายจุดจบของสาวใช้นางนี้คือ...”

          อาแซมพลิกดูบท “แผนชั่วถูกเปิดโปง ถูกสนมจวงผู้ฉลาดหลักแหลมของหวงไท่จี๋หรือก็คือต้าอวี้เอ๋อพี่สาวของเสี่ยวอวี้เอ๋อเปิดโปง นางเลยต้องตายภายใต้คมกระบี่ของตัวเอ๋อกุ่น”

          “ทำไมทุกครั้งจุดจบของฉันถึงต้องอนาถแบบนั้นด้วยล่ะ?”

          “ก็เพราะเธอเป็นตัวประกอบ!”

          “แถมเรื่องนี้ยังมีช่องโหว่เต็มไปหมด”

          “ยกตัวอย่างเช่น?”

          “สาวใช้คนหนึ่งมีปัญญาส่งข่าวเท็จไปยังแนวหน้าได้ นี่ก็ไม่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์แล้ว คนเขียนบทไม่มีสมองจริงๆ”

          ซางอิ๋งปรายตามองบท บนปกเขียนเอาไว้ว่า ตำนานรักชิงไท่จง--เรื่องราวเกี่ยวกับความรักความแค้นของฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่องแห่งต้าชิง เรื่องราวความรักที่ทำให้ผู้คนต้องซาบซึ้งจนหลั่งน้ำตา วีรบุรุษผู้มีชัยไปทั่ว

แผ่นดินกลับยอมสละสาวงามฝ่ายในสามพันเพื่อความรัก

          “ยังมีอีกนะ... ฮ่องเต้ของราชวงศ์ที่โกนผม เปลี่ยนเสื้อผ้า ปิดประเทศ ยังเรียกว่าฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่องและวีรบุรุษได้ด้วยหรือ?”

          ต้าถังที่เธอมีชีวิตอยู่เมื่อชาติที่แล้วเป็นอาณาจักรใหญ่ที่เปิดประตูรับชาวต่างเผ่าทั้งสี่แคว้น8 ด้วยความใจกว้าง แน่นอนว่าความใจกว้างเช่นนี้ย่อมสร้างขึ้นบนรากฐานของความแข็งแกร่งทางทหาร ย้อนกลับมาดูในตำราประวัติศาสตร์ที่เขียนเอาไว้ว่าปลายสมัยราชวงศ์ชิงควันไฟลุกลามไปทั่ว อย่าว่าแต่ชาวต่างเผ่าทั้งสี่แคว้นมารุกราน กระทั่งประเทศเล็กๆ อย่างญี่ปุ่นก็สามารถเข่นฆ่าชาวจีนได้ตามใจชอบ เธอมีความรู้สึกไม่ดีต่อราชวงศ์ชิงเลย

          อาแซมแบมือออก “คุณซาง นี่มันละคร ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ ไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้ คนดูชอบเรื่องน้ำเน่าแบบนี้แหละ เธอไม่ต้องสนใจหรอกว่ามันสมเหตุสมผลไหม รู้แค่ว่าคนดูชอบก็โอเคแล้ว ยุคนี้เรตติงคือทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเรตติงดี คนเขียนบทก็จะพลอยมีฐานะสูงตามไปด้วย ใครจะสนใจว่าถูกต้องตามประวัติศาสตร์ไหม ถ้าเธอเขียนตามประวัติศาสตร์ทุกอย่าง รับรองเลยว่าไม่มีคนดูแน่! เอาจริงๆ เลยนะเปรียบเทียบระหว่างสองเรื่องนี้ ฉันแน่ใจเลยว่า เรื่องหลังถ่ายทำออกมาแล้วต้องดังกว่า”

          “ทำไมล่ะ?”

          “เพราะมันน้ำเน่าพอ”

          “...”

          “ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องรู้ได้ไงว่าไม่น่าสนใจ ในประวัติศาสตร์ก็มีการต่อสู้ที่ดุเดือดเอาเป็นเอาตายอยู่เหมือนกัน แต่นักเขียนบทสมัยนี้ไม่ยอมพลิกดูตำราประวัติศาสตร์ก่อนจะเขียนเท่านั้น”

          อาแซมส่งเสียงฮึ “พูดง่ายนี่ ถ้างั้นเธอลองมาเขียนไหม?”

          “เธอจะดูให้เหรอ?”

          “ฉันอยู่ในวงการบันเทิงมานาน เธอคิดว่าฉันไม่มีแม้แต่ความสามารถจะดูออกเลยหรือว่าเรื่องไหนจะดังหรือไม่ดัง...”

          ยังพูดไม่ทันจบ สมุดเล่มหนึ่งก็ถูกโยนมาให้

          อาแซมพลิกดูสองสามหน้าแล้วร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ “เธอเขียนจริงๆ เหรอ!”