ดินแดนเก้ากันดารเป็นแผ่นดินที่เคยถูกแม่น้ำดำไหลผ่าน
ที่แห่งนี้กันดารหนัก ไม่มีหญ้าขึ้นมานานแล้ว หลังจากที่ตงฟางชิงชางพ่ายให้กับนักรบหญิงซื่อตี้ เขาก็เคยย้อนกลับมาจำศีลพักฟื้นอยู่ ณ ดินแดนเก้ากันดาร แต่เขายังไม่ทันจะฟื้นคืนจากอาการบาดเจ็บ เหล่าทวยเทพบนสวรรค์ก็ฉวยจังหวะที่เขาไม่ทันได้เตรียมตัว บุกเข้ามาจับเสียก่อน
จากนั้นมา เผ่าพันธุ์ปีศาจทั่วหล้าล้วนถูกขับไสไปอยู่ ณ ดินแดนเก้ากันดาร
นักรบสวรรค์ได้ปิดผนึกที่นี่ไว้ ปิดกั้นพื้นที่ที่เป็นเหวลึกทั้งเก้าออกจากโลกมนุษย์ พวกเขาเรียกที่นี่ว่า ‘เขตแดนของปีศาจ’
ระหว่างเดินทางมานั้น ม้าเร็วเลียบเคียงถามตงฟางชิงชางว่า เขาสามารถฉีกทำลายผนึกที่นักรบสวรรค์ทำขึ้นเพื่อปิดกั้นเผ่าปีศาจกับโลกมนุษย์ได้หรือไม่ ฉีกเหมือนกับที่ฉีกผนึกไตรภูมิที่เมืองเย่ ไหนๆ จะฉีกแล้ว ก็อย่าฉีกมันเพียงช่องเล็กๆ เลย ฉีกแล้วทลายมันให้สิ้นซากเสียก็ดี
เสี่ยวหลันฮวาที่อยู่ในร่างกายตงฟางชิงชางพอได้ยินเช่นนี้ ก็เด้งผึงขึ้นมาทันที หลุดปากออกมาว่า “จะทำไปทำไมกัน”
ม้าเร็วถูกตะคอกจนอึ้งไป สักพักก็เห็นท่านจอมมารยกมือปิดปากตนเองหลังจากพูดคำนี้
“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเมื่อครู่รับปากข้าว่าอย่างไร? หากยังขืนพูดมากอีก ข้าจะกลับไปฉีกผนึกไตรภูมิตอนนี้เลย”
เสี่ยวหลันฮวาบ่นอุบ “แต่ของแบบนั้นมันทำไม่ได้จริงๆ นี่ หากข้าไม่ชิงตอบก่อน เจ้าต้องรับปากไปแน่ๆ ...”
“ข้าจะรับปากหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาแส่ หุบปากเสีย”
พวกเขาเดินทางกันเร็วนัก ท่ามกลางเสียงลมหวีดหวิวนั้น ม้าเร็วเห็นท่านจอมมารเอาแต่ปิดปากบ่นพึมพำอยู่กับตัวเองหลายต่อหลายครั้ง ไม่รู้ว่าท่านกำลังพูดอะไร
ม้าเร็วนึกย้อนอย่างกังวล เป็นเพราะคำพูดเมื่อครู่ของตนไปทำให้ท่านจอมมารขุ่นเคืองเข้าหรือเปล่า? หากทำให้จอมมารไม่พอใจขึ้นมา กลัวว่าวิญญาณจะแหลกสลายเอาง่ายๆ ใจเขาเต้นแรง ลุกลน รีบก้มหน้าลง ไม่กล้าเสนอแนะอะไรอีก
ได้ยินมาว่าจอมมารบูรพาผู้นี้ แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นคนเห็นแก่ตัว ตำนานเล่าว่า หลังจากเขาฝึกวิชาสำเร็จจนร่างเป็นอมตะแล้ว เขาก็ไม่ได้คำนึงถึงว่าตัวเองต้องพัฒนาเผ่าพันธุ์ปีศาจ ได้แต่ตระเวนตีรันฟันแทงไปทั่วทุกมุมโลก เที่ยวได้หาเรื่องคนนั้นคนนี้ไปทุกวัน เมื่อสู้ไปทั่วหล้าแล้ว ก็ยังไม่ยอมกลับมานำพาเผ่าพันธุ์ปีศาจไปสู่อนาคตอันเจิดจรัส เอาแต่ครอบครองภูเขาลาวาตั้งตนเป็นอ๋องอยู่ที่นั่น ซ้ำยังแขวนป้ายป่าวประกาศเพื่อระดมพลไปทั่วหล้า ขอเฟ้นหาผู้กล้ามาท้าประลองกับตน
สุดท้ายเป็นอย่างไร ดันมาเสียท่าพ่ายแพ้ให้กับนักรบหญิง ซ้ำยังสิ้นชีพอีกด้วย
ยามนั้น... ท่านกุนซือเผ่าพันธุ์นกยูงเสนอความคิดที่จะฟื้นคืนชีพจอมมารบูรพา เพื่อให้เขานำทัพสู้รบกับสวรรค์ ในเผ่าปีศาจมีเสียงคัดค้านดังขึ้นไม่ขาดสาย แต่พอคิดแบบมุมกลับ เผ่าปีศาจนั้นไม่มีใครจะสู้ศึกได้แข็งกล้าเทียบเท่าจอมมารบูรพาอีกแล้ว
ท่านจอมมารชอบสู้รบ ก็ให้เขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาสู้รบกับคนของแดนสวรรค์ต่อไปเถอะ สำหรับเผ่าปีศาจอย่างไรก็ได้ประโยชน์ หากถอยสักหมื่นก้าวกลับมามองย้อนดู แม้จอมมารจะไม่แยแสต่อเผ่าปีศาจ แต่ถือว่าเขาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ก็สามารถปลุกเร้ากำลังใจของไพร่พลได้เหมือนกัน
การคืนชีพของจอมมารนั้นดูจะเหมาะสมยิ่งนัก
แต่บัดนี้... ม้าเร็วกลับคิดว่า ตอนนั้นที่พวกเขาตัดสินใจกัน พวกเขาคิดลวกๆ เกินไปสักหน่อย ดูจากทัศนคติที่จอมมารมีต่อเผ่าปีศาจแล้ว ยากจะคาดเดาว่าเขาเป็นมิตรหรือศัตรู
ทว่าจอมมารก็ได้ฟื้นคืนชีพแล้ว
จะย้อนกลับไปก็คงเป็นไปไม่ได้ ดูท่ามีแต่ต้องหาทางผูกมิตรกับเขาเสียแล้ว
ม้าเร็วนั้นส่งจดหมายกลับไปยังเผ่าปีศาจตั้งแต่ตอนที่จอมมารก้าวเข้าไปในตำหนักยมบาล ทุกคนล้วนรู้เรื่องที่จอมมารบูรพาหนีออกจากหอคอยฟ้ากว้าง รู้กระทั่งว่าท่านก้าวเท้าเข้าสู่ยมโลกเพียงเพื่อสตรีนางหนึ่ง ตอนนี้ก็รู้ว่าท่านจอมมารกำลังเร่งเดินทางมายังดินแดนเก้ากันดาร
ทุกคนล้วนมายืนรอกันอย่างพร้อมหน้าที่ปากทางเข้า สิ่งที่ถืออยู่ในมือ นอกจากของที่ใช้ต้อนรับท่านจอมมาร ยังมีของที่เตรียมไว้เผื่อคนรักของท่านด้วย
แต่ที่น่าแปลกก็คือเมื่อเปิดประตูออก กลับพบว่ามีเพียงจอมมารบูรพาอมตชนผู้นั้นเพียงผู้เดียวที่ก้าวเข้ามา ข้างกายเขานอกจากม้าเร็วท่าทางพินอบพิเทาแล้ว ก็ไม่มีแม้เงาของสตรีนางใด
ผู้ทำหน้าที่ต้อนรับคือซังเชว สมุหนายกแห่งเผ่าปีศาจ เขาทำความเคารพท่านจอมมารด้วยกิริยานอบน้อม ผู้คนด้านหลังต่างพากันคุกเข่าฟุบลงเต็มพื้น ทุกคนกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกันว่า “ยินดีต้อนรับท่านจอมมารกลับสู่สามโลก”
เสี่ยวหลันฮวาเห็นภาพตรงหน้าก็ถึงกับตะลึง นางรู้สึกว่าคนของแดนสวรรค์ยังปฏิบัติต่อเง็กเซียนไม่ดีถึงเพียงนี้เลย ตงฟางชิงชางดูจะไม่ค่อยชื่นชอบภาพแบบนี้สักเท่าไร กล่าวกับซังเชวว่า “เจ้าเป็นผู้ปกครองเผ่าพันธุ์ปีศาจในตอนนี้หรือ?”
ซังเชวตอบอย่างเคารพนอบน้อม “ข้าเป็นสมุหนายกแห่งเผ่าปีศาจ ส่วนผู้ปกครองในตอนนี้คือท่านกุนซือแห่งเผ่านกยูง เพียงแต่ก่อนหน้านี้ เพื่อที่จะฟื้นคืนชีพท่านจอมมาร ท่านกุนซือได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการรบกับแดนสวรรค์ จนบัดนี้ยังไม่หาย จึงไม่อาจมาร่วมต้อนรับท่านได้”
“อืม ขอเพียงเจ้าสามารถสั่งเคลื่อนกำลังพลของเผ่าปีศาจได้เป็นพอ”
คำพูดประโยคนี้ทำเอาผู้ร่วมเหตุการณ์ต่างพากันตื่นตะลึง พวกเขาเงยหน้ามองประเมินตงฟางชิงชางอย่างสงสัย หมายความว่า... มาถึงปุ๊บก็จะพาพวกเขาไปออกรบเลยหรือ?
สายตาครุ่นคิดโดยรอบ ไม่อยู่ในความใส่ใจของตงฟางชิงชางโดยสิ้นเชิง เขาก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปในเผ่าปีศาจ “ข้ามีเรื่องจะสั่งเจ้า”
ซังเชวเดินตามเขาอย่างเหม่อลอย ประเมินดูสีหน้าท่าทางของตงฟางชิงชาง แล้วก็เหลือบมองทุกคนที่อยู่รอบด้าน อดไม่ไหวเอ่ยปากถามว่า “ท่านจอมมาร ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ท่านถึงกับบุกยมโลกเพื่อเซียนสาวนางหนึ่ง ตอนนี้ทำไม...”
“นางตายแล้ว” ดวงตาของตงฟางชิงชางฉายรอยอารมณ์ออกมาแวบหนึ่ง
ซังเชวทุ่มความสนใจทั้งหมดไปที่ตัวจอมมาร เขานั้นเป็นคนที่มีสายตาคมกริบและฉับไว สามารถอ่านท่าทางของตงฟางชิงชางและตีความออกมาได้ ท่านจอมมารกำลังบอกเป็นนัยว่า ‘ข้ายังอยากจะฆ่านังนั่นอีกสักล้านรอบ’
ก่อนหน้าตัวเองอุตส่าห์เดินทางไปยมโลกเพื่อนาง ต่อมาเกิดไม่พอใจก็เลยทำร้ายนางจนวิญญาณแหลกสลายใช่หรือไม่
อารมณ์ชอบหรือโกรธของจอมมารนั้นยากแท้หยั่งถึงจริงๆ ดังนั้นซังเชวจึงได้เงียบลง ไม่กล้าก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวพรรค์นี้อีก
ซังเชวพาตงฟางชิงชางตรงมาที่ตำหนักกลางเพื่อเข้าประชุม ยังไม่ทันได้นั่งลง ตงฟางชิงชางก็กล่าวว่า “สั่งการคนของเจ้า ไปหาสตรีนางหนึ่งให้ข้า”
ซังเชวนิ่งงัน “สตรี?” สตรีอีกแล้วรึ? หรือว่าจอมมารเปลี่ยนใจไปรักคนอื่น ถึงได้ฆ่าคนก่อนทิ้ง?
“เอาเป็นสตรีที่มีชาตะปีจ่าหยิน เดือนหก วันที่ยี่สิบห้า ยามมะโรงสามข้อ ชื่อเซี่ยหวั่นชิง” ตงฟางชิงชางกล่าว “เมื่อหาตัวนางพบ ให้แจ้งข้าทันที”
น้ำเสียงมาแบบคำสั่ง ไร้ความเกรงใจแม้แต่นิดเดียว ซังเชวเป็นคนที่ครองตำแหน่งสูงสุดแห่งเผ่าปีศาจมาเนิ่นนาน ตามหลักแล้วน่าจะไม่ชินที่มีใครพูดกับเขาแบบนี้ แต่พอคำพูดนี้ออกจากปากตงฟางชิงชาง เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าสมเหตุสมผลดี
จอมมารถ่ายทอดคำสั่งอย่างเป็นธรรมชาติ ซังเชวก็ตอบรับอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน “ขอรับ” ไม่ลังเลเลยสักนิด
“เตรียมห้องให้ข้า”
“เตรียมไว้พร้อมแล้ว ข้าจะไปสั่งเด็กรับใช้ให้นำทางท่านจอมมารไป”
“อืม เรื่องที่สั่งนี้ต้องให้เร็วด้วย”
“ขอรับ”
จนกระทั่งถอยออกจากห้อง ซังเชวจึงค่อยนึกขึ้นมาได้ ไม่สิ...วันนี้เขาควรจะคุยกับท่านจอมมารว่า กำลังพลของเราจะไปโจมตีแดนสวรรค์ในช่วงจังหวะไหน และด้วยวิธีอะไร
นี่อย่างไรกัน รับคำสั่งให้หาผู้หญิงคนหนึ่งเสร็จแล้วเขาก็เดินออกมา
เขาหันกลับไปมองในตำหนักกลาง ประตูตำหนักปิดสนิทแน่น ด้วยความเกรงใจเขาจึงไม่กล้าเข้าไปรบกวนอีก ได้แต่ปล่อยวางเรื่องเหล่านั้นเอาไว้ก่อน รอไว้หาโอกาสพูดอีกทีก็แล้วกัน
“เจ้าจะตามหาตัวเซี่ยหวั่นชิงไปทำไม?” อาศัยโอกาสที่ไม่มีคน เสี่ยวหลันฮวาถามตงฟางชิงชางด้วยเสียงแผ่วเบา
“ข้าย่อมมีแผนการของข้า” ตงฟางชิงชางหลับตาพักผ่อน “ช่วยหลับตาซ้ายลงด้วย”
เพียงครู่เดียว เด็กรับใช้ก็มานำทางตงฟางชิงชางไปยังตำหนักส่วนตัวของเขา พวกเขาเดินอยู่บนเส้นทางที่ทั้งกว้างทั้งยาว ด้านหน้าคือตำหนักที่ลอยอยู่บนยอดสูงสุด ที่นั่นเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ของเผ่าปีศาจ
“เดิมที่แห่งนี้เป็นตำหนักที่พวกเราใช้สักการะท่านจอมมาร แต่ในเมื่อท่านจอมมารฟื้นคืนชีพแล้ว ตำหนักสักการะก็ไม่ได้ใช้การ ย่อมต้องเป็นที่อาศัยของท่านจอมมารอยู่แล้ว” เด็กรับใช้กล่าว “พลบค่ำวันนี้ สมุหนายกได้เตรียมงานเลี้ยงต้อนรับไว้ให้ท่าน หวังว่าท่านจอมมารจะให้เกียรติมาร่วมงาน”
พอเด็กรับใช้ออกไป เสี่ยวหลันฮวาก็เบือนหน้ามองประเมินดูที่พักโดยรอบ “หืม… จอมมาร เจ้านี่ได้รับความเคารพนับถือมากมายเหลือเกิน”
“ใครๆ ก็ถูกปฏิบัติเช่นนี้ได้ทั้งนั้น” ตงฟางชิงชางกล่าว “ขอเพียงพวกมันเก่งกล้าเช่นข้า ก็ทำได้แล้ว”
เสี่ยวหลันฮวาเบ้ปาก “โอหัง”
ตงฟางชิงชางหยิกปากตนเอง แทบจะฉีกเนื้อสองชิ้นนี้ออกจากกัน
ทันใดนั้น ทั้งคู่ก็รู้สึกว่ามีสายตาจดจ้องพวกตนอยู่ ตงฟางชิงชางเหลียวหน้ามองดู เห็นเด็กรับใช้หลายคนถืออาภรณ์สวยงามหรูหรา ยืนนิ่งอึ้งเหมือนไก่ไม้ “ท่าน… ท่านจอมมาร นี่คืออาภรณ์ที่เตรียมไว้ให้ท่านสวมร่วมงานเลี้ยง ท่านสมุหนายกเตรียมไว้นานแล้ว...”
ตงฟางชิงชางรู้สึกว่ามีเส้นเอ็นเขียวปูดขึ้นที่หน้าผาก “วางไว้... นับแต่นี้ไป ห้ามใครเข้าตำหนักของข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต”
“ขอรับ”
งานเลี้ยงต้อนรับจอมมารบูรพาจัดขึ้นที่ด้านหน้าตำหนักอันสูงส่งของเขา โต๊ะแต่ละตัวจัดเป็นแนวดิ่งลงมาตามขั้นบันได โคมไฟสีแดงส่องสว่างไปทั่วทั้งผืนฟ้า
เมื่อตงฟางชิงชางปรากฏตัวในชุดเสื้อคลุมดำขอบทอง ชาวเผ่าปีศาจต่างพากันก้มหน้าคำนับ กู่ก้องร้องว่ายินดีต้อนรับท่านจอมมาร
เสี่ยวหลันฮวาไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ จึงตกใจจนแข้งขาอ่อน ตงฟางชิงชางนั่งลงอย่างเรียบเฉย ฉวยจังหวะตอนดื่มสุรานั้น กัดฟันพูด “จะสั่นอีกนานไหม...ขาน่ะ”
ยิ่งว่าเสี่ยวหลันฮวาก็ยิ่งสั่น “ข้า… ข้ากลัวนี่”
ความรู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรงที่วนเวียนอยู่ในใจตงฟางชิงชางมาตลอดนับตั้งแต่เจอเสี่ยวหลันฮวา ผุดขึ้นมาอีกครั้ง “เจ้ากลัวอะไรกัน?”
“ที่นี่มีคนเยอะ ข้าไม่รู้จักสักคน อีกทั้งยังเป็นชาวเผ่าปีศาจ ดูคนผู้นั้นสิ หน้าตาประหลาดนัก มีเขาวัวบนหัวด้วย คน…คน คนทางโน้นก็เช่นกัน ทำไมมือเหมือนกับกรงเล็บเลย แล้วก็คนนู้นด้วย... มีเกล็ดงูที่ใบหน้าเขา ตายแล้ว... น่ากลัว”
“………..…” คนที่น่ากลัวที่สุดในที่นี้น่าจะเป็นตงฟางชิงชางต่างหาก
เสี่ยวหลันฮวาสั่นแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำเอาตงฟางชิงชางจำต้องเอ่ยปาก “เจ้าอยู่ในร่างของข้า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ต้องกลัว” ใต้ที่นั่งลงไปมีคนกู่ร้องสรรเสริญตงฟางชิงชางดังมาแต่ไกล พวกเขาชูแก้วสุราขึ้นคำนับพลางชนแก้ว ตงฟางชิงชางชูมือขึ้นอย่างเชื่องช้า ดื่มสุราในแก้วจนหมด
ทุกคนที่อยู่ใต้บันไดพอเห็นเข้า ก็ยื้อยุดแย่งชิงกันที่จะชนแก้วกับท่านจอมมาร ตงฟางชิงชางไม่ปฏิเสธสักคน เขาดื่มต่อแก้วแล้วแก้วเล่า งานเลี้ยงผ่านไปครึ่งหนึ่ง เสี่ยวหลันฮวาเริ่มรู้สึกว่าตามัว ลิ้นคับปาก “จอม... จอมมาร พวกเราดื่มต่อไปไม่ได้แล้ว...”
“ตัวของข้า ร่างของข้า จะยอมให้คนอื่นมาเจ้ากี้เจ้าการได้อย่างไร” ตงฟางชิงชางพูดพลางดื่มพลาง
ดวงตาเสี่ยวหลันฮวากลอกกลิ้งไปมา “ข้าเหมือนเคยได้ยินคน
บอกว่า สุรานี้... เรียก... เรียกว่า ‘เมาพันวัน’... นายท่านเล่าว่า เป็นสุราชนิดเดียวที่ไว้ใช้มอมเหล้าพวกเทพมาร...”
นางพูดออกมา แต่ไม่มีใครฟังเสียง ในที่สุดเสี่ยวหลันฮวาก็ทนไม่ไหว เอนกายล้มลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ หลับสนิทตั้งแต่นั้น
ในความฝัน นางรู้สึกร้อนไปทั้งตัว นางคว้าคอเสื้อ สัมผัสพบหน้าอกที่ทั้งแข็งและแน่นปึ้ก ทั้งยังร้อนฉ่านิดๆ นางทอดถอนใจอย่างสบาย เริ่มเอานิ้ววาดวงบนหน้าอก กำลังวาดอย่างสนุก ก็ได้ยินเสียงคุยกันด้านนอกว่า “นี่… ท่านจอมมารเหมือนจะ...กระสับกระส่ายอยู่นา?”
“หรือเป็นเพราะนานจนเกินไปที่ไม่ได้... มา เราส่งผู้หญิงให้ท่านกัน”
ผู้หญิง?
เสี่ยวหลันฮวารู้สึกไม่พอใจ นางเองก็เป็นผู้หญิงอยู่แล้วนี่นา ยังจะเอาผู้หญิงมาทำไมอีก? นางลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง เห็นหญิงสาวสามสี่คนเรียงรายกันเข้ามา ทุกคนล้วนแต่งตัวด้วยอาภรณ์โปร่งบาง เมื่อมองผ่านเนื้อผ้าบางๆ นั้นเข้าไปแล้ว
ทำเอาเสี่ยวหลันฮวาตกใจจนสะดุ้ง!
ผู้หญิงพวกนี้ล้วนสักลายบนเรือนร่างกันทุกคน ไม่ใช่งูก็เป็นแมงป่อง รอยสักดูสมจริงนัก เหมือนจะพุ่งออกมาฉกนางสักคำ ต่อยนางสักที เสี่ยวหลันฮวารีบโบกมือ “อย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามา ขืนเข้ามาข้าจะตีพวกเจ้า”
ผู้หญิงกลุ่มนั้นมองหน้ากันไปมา แม้จะเมาสุรา แต่กลิ่นอายดุร้ายจากกายจอมมารนั้นก็ทำเอาพวกนางรู้สึกหวาดกลัว พวกนางพยายามกล่าวกลั้วหัวเราะ “ท่านจอมมาร สมุหนายกให้พวกเรามาปรนนิบัติท่าน...”
เสี่ยวหลันฮวาหน้ามุ่ย “ข้าจะเอาสตรีมาปรนนิบัติทำไมกัน? ถ้าจะเอา ก็เอาบุรุษมาให้ข้า”
ทุกคนตะลึง มองดูตงฟางชิงชางเหมือนถูกสายฟ้าฟาด “ท่าน… จอมมาร?”
เสี่ยวหลันฮวารู้สึกว่าใช้มือเดียวยันร่างมันเหนื่อยจนเกินไป จึงปีนกลับขึ้นเตียง จากนั้นก็ตบหน้าอกตนเอง แล้วตบหมอนด้านข้าง “เอาบุรุษแบบนี้ นอนตรงนี้”
เหล่าสตรีล้วนตกใจจนนิ่งค้างอยู่กับที่ สุดท้ายก็มีคนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ทุกคนจึงค่อยยกมือกุมปากเหมือนได้สติ ต่างพากันถอยออกนอกห้องไป
เสี่ยวหลันฮวาจุ๊ปากทีหนึ่ง เมื่อไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว นางกำลังเตรียมจะหลับตาลงนอน ทันใดนั้นก็เห็นประตูห้องเปิดออกอีกครั้ง
ชายในชุดบ่าวรับใช้เหมือนถูกคนข้างนอกโยนเข้ามา เขากลิ้งบนพื้นตลบหนึ่ง พอลุกขึ้นได้ก็เงยหน้ามองเสี่ยวหลันฮวาทันที กัดฟัน คลานเข่ามาที่ข้างเตียงเสี่ยวหลันฮวาด้วยใบหน้าซีดขาว
“ท่าน... ท่านจอมมาร ข้า... ข้าน้อยมาปรน ปรน...” เขากัดฟันแน่น ใบหน้าซีดขาว คำท้ายๆ นั้นพูดอย่างไรก็พูดไม่ออก เหมือนพร้อมจะตกใจตายได้ทุกเมื่อ
เสี่ยวหลันฮวาเอนหน้ามองดูเขานานนัก นางใช้นิ้วชี้ซ้ายจิ้มหน้าผากเขา “พี่ชายเนื้อแน่นดีเหลือเกิน”
ภูตรับใช้ผู้นั้นเหมือนถูกเสียงนี้บดกระดูกจนละเอียด สั่นพั่บขึ้นมาทั้งตัว
เสี่ยวหลันฮวาตบหมอนที่ด้านข้าง “ดึกแล้วนี่ เจ้าก็นอนเสียสิ”
ภูตรับใช้น้ำตาปริ่ม ปีนขึ้นเตียง เขานอนตรงตัวแข็ง เตรียมใจไว้พร้อมทุกอย่าง แต่ในขณะที่เขากำลังนึกถึงเรื่องราวต่อจากนี้ ทันใดนั้น เสียงลมหายใจสม่ำเสมอก็ดังขึ้น
ภูตรับใช้จึงบิดคอแข็งๆ หันมามอง ท่านจอมมารลูบหน้าอกตนเอง หลับสนิทไปแล้ว
อะไรกัน..
แค่นอนหลับเท่านั้นจริงๆ หรือ...
เผ่าปีศาจก็มีเช้าตรู่กับเขาเหมือนกัน
ทว่าต่างจากโลกมนุษย์ ดวงอาทิตย์ของเผ่าปีศาจนั้นแผดเผาพสุธาอย่างไม่ไว้หน้า อากาศแห้งผาก ผืนดินแห้งแล้ง ทำให้ดินแดนเก้ากันดารยิ่งกันดารสมชื่อ ที่แห่งนี้ไม่มีหญ้าขึ้นสักหย่อม
ตงฟางชิงชางขยับจมูกนิดๆ พ่นลมหายใจยาวเหมือนมังกรยักษ์ที่เพิ่งตื่นจากหลับใหลมาพันปี บรรยากาศรอบตัวเขาสั่นไหวตามจังหวะกะพริบตาของเขา ม่านเตียงโบกพลิ้ว ประตูสั่นสะเทือน
ตงฟางชิงชางลืมตาขวาขึ้น ตาซ้ายก็ตื่นขึ้นเช่นกัน อีกวิญญาณหนึ่งในร่างกายเขาควบคุมมือซ้ายให้ยกขึ้น นวดตา อ้าปาก จามทีหนึ่ง จากนั้นก็จุ๊ปากสองที ยื่นลิ้นมาเลียริมฝีปาก ซ้ำยังเอามือลูบปากเหมือนจะเช็ดน้ำลายตามสัญชาตญาณ
แต่ไม่ว่าวิญญาณนั้นจะทำอะไรกับร่างกายเขา ตงฟางชิงชางก็มองแต่ชายผู้มีหนวด โครงหน้าแข็งเรียบ รูปกายล่ำสันที่นอนอยู่ข้างๆ ตน
แม้ยากจะยอมรับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าภาพนี้ทำให้เขาถึงกับพูดไม่ออก
นี่คือสถานการณ์ที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน
นับตั้งแต่ที่เจอเซียนบุปผาผู้นั้นเป็นต้นมา ชะตาเขาก็เหมือนจะพลิกผันตกต่ำลงโดยพลัน สถานการณ์ที่ปรากฏล้วนเป็นแบบที่เขาไม่เคยเจอและเช็ดล้างยาก ถึงขนาดเป็นสถานการณ์ที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยซ้ำ
อย่างเช่นตอนนี้
ภูตรับใช้ไม่ได้นอนทั้งคืน เขาสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของตงฟางชิงชาง เขารีบเบนหน้ามาสบตาตอบ เห็นดวงตาข้างหนึ่งของตงฟางชิงชางจ้องมองเขาเขม็ง ตาอีกข้างนั้นกลับลืมตาไม่เต็มที่กลอกกลิ้งไปทั่ว เป็นภาพที่น่ากลัวยิ่งนัก
ภูตรับใช้ตัวน้อยตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอย ร่างกายยิ่งเกร็งมากขึ้น
“ใครก็ได้อธิบายให้ข้าฟังที” ตงฟางชิงชางลุกขึ้นนั่ง สายตาเย็นเฉียบ ไอพิฆาตเอ่อไปทั่วชั้นบรรยากาศ น้ำเสียงที่ใช้ถามแทบจะบดเนื้อบดกระดูกให้แหลกลาญได้ “นี่มันเรื่องอะไรกัน...” พูดยังไม่ทันขาดคำ มือซ้ายของเขาก็ยื่นมาเขี่ยเอวแน่นๆ ของเขา
ตงฟางชิงชางเบนสายตาลงด้านล่าง ดีมาก...สถานการณ์ดูเหมือนจะยิ่งซับซ้อนชวนสับสนมากขึ้น
ทำไมตอนนี้เสื้อเขาถึงแบะอ้า ทำไมอกถึงเปลือย ทำไมถึงมีชายหนุ่ม... ตงฟางชิงชางคิดว่าตนไม่ต้องถามอะไรแล้วดีกว่า ฆ่าผู้ชายนี่ก่อนค่อยว่ากัน
สีเลือดพลิ้วไหวในดวงตาเขา ไอสังหารผุดขึ้นรอบกาย
ภูตรับใช้ตกใจจนสั่นไปทั้งตัว “ท่านจอมมาร... ท่านจอมมาร...” ปากเขาอยากจะพูด แต่ไปๆ มาๆ กลับตะโกนได้เพียงสองคำนี้
ใบหน้าตงฟางชิงชางดำคล้ำ เหยียดขาถีบภูตรับใช้ตกเตียง เขาไม่สนใจจะสวมรองเท้า ก้าวลงจากเตียงแล้วลากขาซ้ายที่เหมือนพิการไปแล้วออกเดินไปหยิบกระบี่ประดับข้างเตียงที่ไม่เคยถูกใช้มาก่อน เงื้อมือขึ้นจะฟันภูตรับใช้เป็นสองท่อน
ภูตรับใช้หลับตาปี๋ แทบจะมีน้ำตาไหลออกมา
ทันใดนั้น ตงฟางชิงชางก็ตะโกนร้อง “อ๊าย…” ราวกับตกใจการกระทำของตนเอง น้ำเสียงเช่นนี้ลดทอนความองอาจน่าเกรงขามลงกว่าครึ่ง เขายังกรีดร้องซ้ำไปซ้ำมาอีกว่า “ไม่นะ... เจ้าจะทำอะไร!”
กระบี่ไม่ฟันฉับลงมาสักที ภูตรับใช้ทำใจกล้าเงยหน้าดู เห็นมือซ้ายจอมมารกุมมือขวาเอาไว้ สีหน้าเขาประเดี๋ยวก็เขียวเหมือนเหล็ก ประเดี๋ยวก็ขาวเหมือนกระดาษ ทำเอาดูไม่ออกว่าเขากำลังโมโหหรือกำลังหวาดกลัว
“ข้าๆ ๆ ...” ภูตรับใช้พูดปากคอสั่น “ข้ากำลังรอความตายอยู่ท่านจอมมาร...”
“ออกไป ออกไป ออกไป” ลิ้นท่านจอมมารดูเหมือนจะเหยียดไม่ตรงเสียแล้ว เสียงพูดแต่ละคำสั่นตะกุกตะกัก “ไปๆ ๆ ไปเร็วๆ เลย”
ภูตรับใช้ได้ยินเช่นนี้ก็ยังไม่เชื่อหู อย่างไรเสียตอนนี้จอมมารก็ยังชูกระบี่อยู่ แต่เห็นกระบี่นั้นไม่ฟันฉับลงมาเสียที ภูตรับใช้รีบพลิกกาย กึ่งคลานกึ่งวิ่งเปิดประตูออกพุ่งไปด้านนอก
ในห้องสงบลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงของตงฟางชิงชาง
“จะฟันคนตั้งแต่เช้าตรู่ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?”
“แค่ก...” ตงฟางชิงชางรู้สึกว่าตอนนี้ตนเองใกล้บ้าแล้วจริงๆ
เขาโยนกระบี่ทิ้ง ฝ่ามือกลับสั่นไม่หยุดเพราะพลุ่งพล่านภายใน เขานวดขมับตนเอง ผ่านไปครู่ใหญ่ เหมือนจะควานหาสติกลับคืนได้ในที่สุด เอ่ยปากอย่างอดทน “ข้าเมาสุรา เจ้าก็ใช้ร่างกายข้า... หา… ความสำราญรึ?”
เสี่ยวหลันฮวาแปลกใจ “สำราญอะไรกัน เจ้าพูดอะไรบัดสี... บัดเถลิง...” ความทรงจำในสมองค่อยๆ ปรากฏ เหมือนนางจะเห็นตัวเองตบหน้าอกของตัวเองและหมอนข้างกายอย่างอาจหาญ จากนั้นก็สั่งให้ส่งบุรุษเข้ามาคนหนึ่ง
เสี่ยวหลันฮวาอ้าปากค้าง ลืมหุบปาก