ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ของรักของข้า

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร่างนี้เป็น ‘ของรัก’ ของเธอ แต่ก็เป็น ‘ของหวง’ ของเขา สุดท้ายแล้ว... ใครกันแน่ที่จะได้ครอบครอง! ชีวิตของเราทุกคนมักจะมี ‘ของแสลง’ หรือ ‘จุดตาย’ ที่จะไม่ยอมให้ใครมาก้าวล่วง ไม่ให้ใครได้ล่วงรู้ ใครจะไปคาดว่า... จอมมารอันดับหนึ่งในสามโลกอย่าง ‘ตงฟางชิงชาง’ ผู้ยิ่งใหญ่ ปีศาจไร้หัวใจที่โหดเหี้ยมแม้แต่กับตัวเอง... จะมี ‘จุดตาย’ เป็นดอกไม้น้อยๆ ที่แสนจะบอบบางดอกหนึ่ง ดอกไม้เพียงดอกเดียว เปลี่ยนความเชื่อ ความชอบ และโลกทัศน์ของเขาไปอย่างสิ้นเชิง

บทนำ

Author: Xi Zi Qing
Chiness edition copyright XXSY
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., ltd
ALL RIGHTS RESERVED

-----------------------------

ร่างนี้เป็น ‘ของรัก’ ของเธอ แต่ก็เป็น ‘ของหวง’ ของเขา
สุดท้ายแล้ว... ใครกันแน่ที่จะได้ครอบครอง!                                      
ชีวิตของเราทุกคนมักจะมี ‘ของแสลง’ หรือ ‘จุดตาย’ 
ที่จะไม่ยอมให้ใครมาก้าวล่วง ไม่ให้ใครได้ล่วงรู้ 
ใครจะไปคาดว่า...
จอมมารอันดับหนึ่งในสามโลกอย่าง ‘ตงฟางชิงชาง’ ผู้ยิ่งใหญ่ 
ปีศาจไร้หัวใจที่โหดเหี้ยมแม้แต่กับตัวเอง... 
จะมี ‘จุดตาย’ เป็นดอกไม้น้อยๆ ที่แสนจะบอบบางดอกหนึ่ง 
ดอกไม้เพียงดอกเดียว 
เปลี่ยนความเชื่อ ความชอบ และโลกทัศน์ของเขาไปอย่างสิ้นเชิง

สารบัญ

บทนำ

            “กายข้าเป็นอมตะ แม้สามโลกจะกว้างขวาง จักรวาลไร้ขอบเขต แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดหาญกล้ามาต่อกรกับข้า

          เงาร่างดำทะมึนเงานั้น นอนราบอย่างไว้สง่าอยู่บนผืนลาวาสีแดงสด มือหนึ่งกวาดเอาลาวาเหลวๆ ที่กำลังแผดเผาร้อนระอุขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจนัก “สตรีอย่างเจ้าน่ะหรือ คิดจะมาตวัดดาบบั่นคอข้า?”

          กลิ่นอายสังหารผนึกแนบแน่นอยู่บนกระบี่เล่มยาวแฝงประกายเย็นเยียบ สตรีผู้ถือกระบี่ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ บิดมุมปากโค้งเป็นรอยยิ้ม ดูโอหังกำเริบเสิบสานเสียยิ่งกว่าจอมมารตรงหน้าเสียอีก “ตงฟางชิงชาง เจ้าไม่กล้าปะทะกับข้าหรือ?”

          “ฮ่าๆ ๆ ไม่กล้างั้นรึ?” ตงฟางชิงชางแหงนหน้าหัวเราะด้วยน้ำเสียงยียวนลากยาว ลาวาเหลวร้อนติดไฟพรึบ แผดเผาอย่างรวดเร็วอยู่กลางฝ่ามือเขา เพลิงร้อนจัดหลอมรวมกันเป็นกระบี่ยาวสีแดงชาด ไอร้อนระอุแผ่กระจายไปรอบทิศ ทำเอาชายเสื้อของสตรีผู้ห้าวหาญสะบัดพลิ้วไปมา

          “นักรบหญิงซื่อตี้... พวกสวะเบื้องบนถึงกับเรียกเจ้าว่าเทพสงครามเชียวรึ มิน่า ถึงบังอาจมาเอ่ยวาจาโอหังต่อหน้าข้าเช่นนี้ ดูท่าคงจะมีความสามารถอยู่บ้าง” ตงฟางชิงชางหรี่ตา หัวเราะเบาๆ ยามที่เขาลุกขึ้น ผมสีเงินยวงก็ทิ้งตัวลงมากรอมเท้า เพียงก้าวออกมาก้าวเดียว ภูเขาไฟก็สั่นระริกราวกับคนกำลังหวาดหวั่น

          “วันนี้กำลังนึกเบื่อพอดี” ตงฟางชิงชางพูดพลางเงื้อมือขึ้น กระบี่ลาวาปิดใบหน้าเขาไว้ครึ่งซีก ดวงตาหงส์คู่นั้นเคลือบไว้ด้วยประกายวาววับน่าเกรงขาม “ขอลองทดสอบเจ้าดูสักหน่อยก็แล้วกัน”

          “จอมมาร” นักรบหญิงซื่อตี้กุมกระบี่ในมือ ตั้งท่าเตรียมพร้อม “ดูแคลนข้าศึกเป็นข้อห้ามใหญ่หลวงของนักรบ”

          ตงฟางชิงชางเผยอริมฝีปากหัวเราะ “ความอ่อนแอต่างหากที่เป็นข้อห้ามใหญ่หลวง” ดวงตาสีเลือดของเขาทอประกายเย็นเยียบ เผยให้เห็นเขี้ยวคมกริบราวกับใบมีด ดูโอหังไร้ที่เปรียบ “ตัวข้าอยู่เหนือทุกข้อห้าม!”

          จอมมารผู้อยู่เหนือกาลเวลาประมือกับนักรบหญิง แรงปะทะทำเอาวันคืนพลิกผัน ฟ้าดินเปลี่ยนสี กระเทือนถึงห้วงแห่งกาลเวลาหรือแม้แต่วงโคจรของดาวบนท้องฟ้า

          ในศึกครั้งนั้น จอมมารโอหังที่ก่อกรรมทำเข็ญกับเหล่าเวไนยสัตว์ไปทั่วทั้งสามโลก เกิดพลาดพลั้งเสียท่าให้แก่นักรบหญิง นับแต่นั้นมานักรบหญิงซื่อตี้ก็ปรากฏนามระบือไกล กลายเป็นเทพสงครามที่ฟ้าดินยังต้องก้มกราบ ผิดกับตงฟางชิงชางที่บาดเจ็บสาหัสจนยากจะฟื้นตัว สุดท้ายถูกหมู่มวลเทพสวรรค์ร่วมมือกันไล่ล่า แม้แต่มารด้วยกันก็ขับไสไล่ส่ง ต้องระหกระเหิน ซ่อนเร้นตัวเองไปอาศัยยังพื้นที่ทุรกันดาร

          นับแต่นั้นมา อาณาจักรของตงฟางชิงชางก็ล่มสลาย

          “ตงฟางชิงชางตายแล้วหรือ?”

          “จอมมารผู้นั้นเป็นอมตชน ไม่เวียนว่ายในสังสารวัฏ วิญญาณย่อมไม่เสื่อมสลาย เมื่อสบโอกาสเหมาะ เขาก็จะกลับมาอีก”

          ดอกไม้ใบอวบดอกหนึ่งที่ตั้งตรงอยู่ในกระถาง เริ่มไหวใบสั่นไปมา “แล้วเขาจะกลับมาอีกทีเมื่อไร? นายท่าน... ข้ากลัวตาย...”

          “ข้าไม่ยอมให้เขากลับมาอีกแน่” เทพลิขิตชะตาเงื้อพู่กันขึ้นขีดเขียน วาดวงล้อแห่งดวงชะตา “ตัวข้าเอง เง็กเซียนฮ่องเต้ และโม่ซีเทพสงครามองค์ปัจจุบัน รวมทั้งนายทวารผู้เฝ้าประตูสวรรค์ และยังมีนางฟ้าน้อยที่รดน้ำให้เจ้าเมื่อวาน ล้วนไม่ยอมให้เขากลับมาแน่ ดังนั้นเจ้าจงทำใจให้สบาย เจ้าไม่ตายหรอกน่า”

          ได้ฟังเทพลิขิตชะตาเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ฟังในครานั้น เดิมที

เสี่ยวหลันฮวาก็ไม่เคยนำมาใส่ใจ นางคาดไม่ถึงว่า จะมีวันหนึ่ง วันที่นางจะได้เห็นจอมมารฟื้นคืนชีพ กลับเข้าวัฏจักรของสามโลกอีกครั้ง ยิ่งคาดไม่ถึงว่า นางจะได้ทักทายจ้องหน้ากับจอมมารเก่าแก่ผู้นี้ต่อหน้าต่อตา

          และสิ่งที่แม้นางจะคิดจนหัวแตกก็คิดไม่ถึง

          นั่นก็คือ...

          วันหนึ่ง นางจะได้เป็นเจ้าของเรือนร่างของมารร้ายผู้อยู่เหนือกาลเวลา

          อมตชน ไม่แก่เฒ่า ไม่ดับสูญ

          ซ้ำยังเปี่ยมด้วยพลังอันไร้ขีดจำกัดอีกด้วย!

บทที่ 1.1

          เสี่ยวหลันฮวานั่งนิ่งอยู่ในคุก

          มองหญิงสาวที่นั่งขัดสมาธิอยู่นอกห้องขัง หญิงผู้นั้นกำลังหลับตาพักผ่อน นางเงียบเสียจนไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ

          นี่ก็ผ่านไปหลายวันแล้ว เสี่ยวหลันฮวาเท้าคาง แสดงความกังวลออกมา คนด้านนอกนั่นยังหายใจอยู่หรือไม่? หากเขาเกิดขาดใจตายไปเงียบๆ แบบไร้สุ้มเสียง นางก็ขาดทุนแย่สิ

          อย่างไรเสีย ร่างนั้นก็เป็นร่างของนาง

          และร่างที่นางใช้อยู่ในตอนนี้...

          เสี่ยวหลันฮวาคว้าผมสีเงินของตนที่ทิ้งตัวยาวลงมาจนถึงเอว แล้วใช้ฝ่ามือใหญ่ของตนลูบหน้าอกแบนเรียบเป็นครั้งที่ร้อย

          นางอดทอดถอนใจมิได้ “แข็งไปหมดเลย”

          คำนี้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงโทนต่ำของบุรุษ เสียงนั้นดังสะท้อนในลำคออยู่หลายรอบจึงค่อยสลาย

          คำคำนี้ได้ทำลายบรรยากาศที่เงียบเชียบมานาน สตรีที่นั่งนิ่งอยู่นอกห้องขังผู้นั้นค่อย ๆ หายใจช้า ๆ ขึ้นมา ในที่สุดก็กล่าวทั้งๆ ที่ยังหลับตา “บุปผาน้อย ขืนเจ้ายังบังอาจแตะต้องร่างกายของข้าเช่นนั้นอีก อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจต่อร่างกายเจ้าล่ะ”

          “เรื่องมากชะมัด ข้าแค่จับหน้าอกเจ้าหน่อยเดียว หนุ่มใหญ่อย่างเจ้ายังเขินอายอีกหรือ?” เสี่ยวหลันฮวานิ่งไปที ไม่นานนางก็อายจนใบหน้าแดงก่ำ “อ๊ะๆ ช้าก่อน...จอมมาร เจ้าคิดว่าข้าจับตรงไหนรึ? โสมม โสมมที่สุด!”

          หญิงสาวนอกกรงขังลืมตาขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนงดงามดูไม่เข้ากับรอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้า “เป็นสาวเป็นแส้ พูดอะไรแบบนี้ออกมาก็ได้ด้วย เจ้าเองก็ไม่ได้สะอาดสักเท่าไรหรอก”

          เสี่ยวหลันฮวาส่งเสียงกระฟัดกระเฟียด เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เจ้าเป็นจอมมารที่อยู่เหนือกาลเวลามิใช่หรือ? ตำนานเล่าว่าเจ้าลักเล็กขโมยน้อยเก่งกาจนัก...” ตงฟางชิงชางคิ้วกระตุก เสี่ยวหลันฮวากลืนน้ำลายลงคออย่างอดใจไม่อยู่ “เจ้า...เจ้าร้ายกาจขนาดนั้น ก็ช่วยคิดหาวิธีพาเราทั้งคู่หนีออกไปจากที่นี่หน่อยสิ”

          ตงฟางชิงชางหลับตาลงอีกครั้ง “หากคิดจะออกไป ก็อย่าสร้างความยุ่งยากให้ข้า”

          เสี่ยวหลันฮวาถลึงตา โมโหขึ้น “ก็ข้าเป็นคนที่ถูกขังอยู่ในกรงตอนนี้นี่ ข้าจะไปสร้างความยุ่งยากแก่เจ้าได้อย่างไร มีแต่เจ้านั่นแหละที่เชี่ยวชาญในการสร้างปัญหาให้กับผู้อื่น”

          หากมิใช่เพราะเขา ตัวนางจะมาถูกขังอยู่ใน ‘หอคอยฟ้ากว้าง’ นี้ได้อย่างไรเล่า

          จากดอกไม้กลีบน้อยๆ ที่เรียบร้อยน่ารัก จู่ๆ นางต้องกลายมาเป็นบุรุษหยาบกระด้างท่วงท่าดิบเถื่อน แม้ร่างกายของจอมมารผู้นี้จะมีผิวพรรณสะอาด กล้ามเนื้อเต็มไม้เต็มมือ โครงร่างเหมาะเจาะ เรือนผมหรือโหงวเฮ้งก็ยอดเยี่ยม นิ้วมือเรียวยาว

          ช้าก่อน...

          เสี่ยวหลันฮวาสะบัดศีรษะไปมา “หากมิใช่เพราะจอมมารตัวซวยอย่างเจ้า ข้าก็ไม่ตกอยู่ในสภาพนี้หรอก”

          “ซวย?” ตงฟางชิงชางหรี่ตาลง “บังอาจเรียกขานข้าแบบนี้ เจ้านี่ขวัญกล้าเทียมฟ้าเหลือเกินนะ”

          ดวงตาตรงหน้ามันดวงตาของนางแท้ๆ แต่เสี่ยวหลันฮวาก็ถูกแววตาคู่นั้นทำเอาตกใจจนหนาวตับปวดกระเพาะ ถึงขนาดรู้สึกว่าไตทั้งสองข้างในร่างโหวงนิดๆ

          โชคดีที่ซี่ลูกกรงตรงหน้าเสี่ยวหลันฮวา ช่วยมอบความกล้าแก่นาง นางเอามือเท้าคาง โต้ตอบเสียงเย็น “ถ้าแน่จริง ก็เข้ามาตีข้าสิ”

          พอได้ยินคำนี้ ตงฟางชิงชางก็อ้าปากหัวเราะ เขาเพียงเลิกคิ้วขึ้น คว้าหมับเข้าเส้นผมที่ทาบอยู่กับแผ่นหลังของตน พลังปราณวูบไหวที่ปลายนิ้ว โดยที่เสี่ยวหลันฮวายังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง ก็เห็นผมยาวถึงเอวของนางถูกตัดเหี้ยนในชั่วพริบตา!

          เสี่ยวหลันฮวาแข็งค้างไปทั้งตัว

          เส้น…เส้นผม ผมของนาง...

          ตงฟางชิงชางโบกเรือนผมยาวสลวยของนางเล่นอยู่ในมือ “สมองไม่มี โง่ก็โง่ แต่ปลูกผมขึ้นงามดีนักแล” กล่าวจบก็โยนเส้นผมยาวสลวยกำนั้นออกจากมือ เส้นผมเงางามทิ้งตัวกระจายลงทั่วพื้น สีสันสวยงามราวกับหางนกยูง

          ตงฟางชิงชางกระตุกเส้นผมที่เหลือ คาดระยะให้สั้นเพียงหูแล้วนั่งไขว่ห้าง รอยยิ้มตรงมุมปากของเขาดูกำเริบเสิบสาน คละเคล้าไปด้วยกลิ่นอายของความชั่วร้าย “เป็นไรไปเล่า เจ้าลืมไปแล้วหรือ? ตอนนี้ร่างของเจ้าอยู่ในกำมือของข้านะ”

          มารร้าย ไอ้มารร้ายโรคจิต!

          เสี่ยวหลันฮวาแทบจะคุกเข่าลงกับพื้น นางมองดูเส้นผมของตนที่แผ่สยายอย่างไร้ค่า กองอยู่บนพื้นหน้าลูกกรง ความรู้สึกร้าวรานใจแผ่ซ่านไปทั่วร่าง นางคิดที่จะแก้แค้นจอมมารร้ายตัวการ จึงเงยหน้าขึ้น ถลึงตาจ้องตงฟางชิงชางเขม็ง ตะเบ็งเสียงร้อง “ข้าไม่ยอมจบง่ายๆ แน่”

          อีกฝ่ายลอยหน้าลอยตาตอบ

          เสี่ยวหลันฮวาเงื้อมือขึ้นคว้าที่ด้านหลัง จับเอาเส้นผมยาวๆ สีเงินยวงของ ‘ร่างนี้’ บ้าง ทำท่าเลียนแบบท่าทางของตงฟางชิงชาง พยายามสร้างพลังปราณให้วูบไหวที่ปลายนิ้ว... จากนั้น... นางก็ยิ่งอยากจะร้องไห้

          ไม่รู้เป็นเพราะนางใช้พลังปราณไม่เป็น หรือเพราะร่างกายของตงฟางชิงชางไร้พลังปราณอยู่แล้ว นางจึงใช้อาคมไม่ได้!

          ตงฟางชิงชางนั้นเหมือนจะคาดเดาได้ถึงผลลัพธ์เช่นนี้ รอยยิ้มที่มุมปากของเขายิ่งฉีกกว้างมากขึ้น “คิดจะตัดผมข้าเรอะ เจ้าไปฝึกมาใหม่อีกสักหมื่นปีเถอะ”

          เสี่ยวหลันฮวากัดฟันกรอด “ข้าไม่เชื่อหรอก” พูดจบนางก็ใช้นิ้วมือม้วนเอาผมขึ้นมาสองสามเส้น ดึงแรงๆ ตั้งใจจะถอนผมออกทั้งโคน ทำเอาตัวนางเองเจ็บจนเนื้อตัวสั่นเทิ้ม

          ตงฟางชิงชางเห็นแล้วตัวแข็ง หุบรอยยิ้มลง เสี่ยวหลันฮวาพยายามอดทนต่อความเจ็บปวด ทำท่าทางเลียนแบบเขา ฉีกปากหัวเราะอย่างชั่วร้ายบ้าง “วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าหัวล้านเลย”

          ตงฟางชิงชางสีหน้าขรึมลงทันตา “หยุด—เดี๋ยว—นี้”

          พูดเพิ่งจะขาดคำ ดอกไม้ที่แสนจะดื้อดึงก็ถอนผมติดๆ กันออกมาสี่ห้าเส้น

          ตงฟางชิงชางหรี่ตาลง “หากเจ้ายังบังอาจลองดีกับข้า ข้าจะตัดแขนของเจ้าเสีย”

          เสี่ยวหลันฮวาโมโหสุดขีด “ถ้าเจ้าตัดแขนข้า ข้าจะเชือดคอเจ้า”

          “ได้… ข้าจะตัดลิ้นเจ้าเสีย แบะ—แบะ”

          “เช่นนั้นข้าก็จะลงมีดตอนเจ้าเสียเลย”

          สาดคำร้ายใส่กันจนเหนื่อย พอหมดแรงทั้งคู่ต่างก็เงียบเสียงลง ต่างฝ่ายต่างจ้องกันเนิ่นนาน สุดท้ายเสี่ยวหลันฮวาก็เมื่อยตา จึงหลุบตาลงกะพริบปริบๆ อยู่สองที เพราะทำอย่างนั้นนางถึงเผลอไปเห็นเส้นผมขาดๆ ของนเองที่กองอยู่เต็มพื้น

          นางเศร้าใจ น้อยใจสุดๆ

          ดึงขาขึ้นมานั่งกอดเข่า ตาแดงก่ำเริ่มมีน้ำตาหยดร่วงแหมะๆ

          จบกัน...

          ไม่สามารถถักเปียงามๆ ไม่อาจมวยผมทรงบุปผาอันแสนวิจิตรได้อีก เป็นเพราะจอมมารนี่แท้ๆ ครึ่งชีวิตที่เหลือของนางคงต้องนั่งหายใจอยู่ในคุกแบบนี้

          ไม่มีอะไรอีกแล้ว...

          ตงฟางชิงชางเห็น ‘ร่างตัวเอง’ นั่งกอดเข่าขดตัวอยู่ด้านในของลูกกรง ใช้น้ำเสียงแหบแห้งทุ้มต่ำเฉกเช่นบุรุษ ร้องไห้โฮออกมา ทำท่าทำทางราวกับหัวใจกำลังแหลกสลาย

          เขาเห็นแล้วก็...

          อืม…

          “ห้ามร้องไห้” เขาตวาดเสียงแข็ง

          เสี่ยวหลันฮวาเสียใจหนัก ได้ยินคำพูดนี้ของเขา ก็ยิ่งสะอื้นเข้าไปอีก

          ตงฟางชิงชางรู้สึกว่าเสียงร้องไห้ที่เกิดจากลำคอของตัวเขาเอง ฟังคล้ายเสียงร้องโหยหวนของผีร้าย เสียงนั้นแทรกเข้ามาในสมอง บีบคั้นจนรู้สึกทรมานเสียยิ่งกว่าตอนที่เข็มน้ำแข็งของนักรบหญิงซื่อตี้แทงเข้ามาในร่างเสียอีก เขารำคาญจนต้องตวาดซ้ำ “ลุกขึ้น!”

          เสี่ยวหลันฮวาเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยน้ำตานองหน้า “เจ้าคืนผมข้ามาเลยนะ”

          “ลุกขึ้นก่อน”

          “คืนผมให้ข้าก่อน”

          “ได้… ได้… ได้” ตงฟางชิงชางบิดข้อมือ เส้นผมที่ขาดอยู่บนพื้นลอยขึ้นมากลางอากาศ ต่อกลับเข้ากับจุดที่ขาดจุดเดิมอย่างแม่นยำ ไม่เว้นแม้แต่เส้นเดียว ในเวลาเพียงชั่วพริบตา ผมยาวดุจน้ำตกก็ทิ้งตัวสะบัดลงคลุมแผ่นหลังดังเดิม “ลุกขึ้นได้หรือยัง”

          เสี่ยวหลันฮวามองดูเส้นผมตนเองที่ต่อกลับคืนด้วยสายตาเหม่อลอย ตกใจจนลืมความแค้นที่มีต่อตงฟางชิงชางไปชั่วขณะ “ร่างของข้า... ร่ายเวทเช่นนั้นได้ตั้งแต่เมื่อใด?”

          ตงฟางชิงชางชายตามองดูเสี่ยวหลันฮวาอย่างรังเกียจ “จัดการกับใบหน้าเจ้าให้เรียบร้อยด้วย”

          ต่อผมเรียบร้อยแล้ว เสี่ยวหลันฮวาก็คลายความเศร้า ยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำมูกน้ำตาบนใบหน้า ตงฟางชิงชางนั่งลงที่เดิม มองดูนางและกล่าวว่า “ตั้งแต่อดีต เจ้าเป็นคนแรกที่ข่มขู่คุกคามข้าได้สำเร็จ”

          “ตั้งแต่อดีต เจ้าก็เป็นคนแรกเช่นกันที่ทำให้ข้าร้องไห้ด้วยเสียงบุรุษได้” เสี่ยวหลันฮวาเช็ดหน้าจนสะอาด มองเขาอย่างโมโห “ข้าไม่อยากอยู่กับเจ้าอีกแม้แต่อึดใจ บอกมานะ เจ้ารู้วิธีออกจากหอคอยหรือไม่”

          “ย่อมรู้”

          “วิธีอะไร?”

          “ระเบิดหอคอย”

          ตงฟางชิงชางพูดอย่างแผ่วเบาเรียบง่าย เหมือนกับบอกว่าแค่จะออกไปตบยุงให้ตายตัวหนึ่ง

          เสี่ยวหลันฮวาได้ยินก็อึ้ง นางก้มหน้าลงอย่างคนใจสลาย พูดพึมพำเสียงต่ำอย่างน่าสงสาร “จบกัน ชาตินี้ข้าก็คงจะไม่ได้เจอนายท่านอีกแล้วน่ะสิ”

          ไม่ผิดที่เสี่ยวหลันฮวาจะคิดแบบนั้น หอคอยฟ้ากว้างเป็นโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์ จะระเบิดมันได้ง่ายๆ เลยรึ? ซ้ำตอนนี้พวกเขายังสลับร่างกัน เสี่ยวหลันฮวาไม่อาจสัมผัสถึงพลังในร่างของตงฟางชิงชางได้เลยสักนิด แม้จะรู้สึกได้ นางก็ไม่รู้วิธีบังคับพลังของจอมมารมาใช้ตามใจปรารถนา

          ส่วนตงฟางชิงชาง...

          เสี่ยวหลันฮวาได้แต่หัวเราะในใจ นางย่อมรู้ดีว่าร่างกายของตัวนางนั้นไม่ร้ายกาจอันใดทั้งสิ้น ต่อให้ตงฟางชิงชางสามารถต่อผมนางกลับคืนได้หมด นั่นก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า ร่างกายนั้นมีพลังเซียนอันน้อยนิด นางผ่านการฝึกฝนมาเพียงร้อยปีเท่านั้น พลังของนางอาจใช้ตบปีศาจน้อยให้ตายได้หลายตัวอยู่ แต่จะระเบิดหอคอยฟ้ากว้างแห่งนี้น่ะรึ... ฝันไปเถอะ

          หากไปฝึกมาอีกสักสิบหมื่นปี ก็อาจจะพอลองได้

          เสี่ยวหลันฮวารู้สึกรื้นขึ้นที่ตา นึกย้อนถึงตอนที่ได้พบกับตงฟางชิงชาง

          เฮ้อ… ชั่วชีวิตนี้ ต้องมาตกอับเพราะจิตใคร่รู้เพียงชั่ววูบเดียว

          ช่างไม่คุ้มเอาเสียเลย

          “ทำไมเจ้าถึงได้แกล้งโง่เล่า ในเมื่อเจ้าชิงร่างกายข้าไปแล้ว ก็ควรจะใช้ร่างกายของข้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดสิ ในเมื่ออยู่นอกกรงขังเจ้าก็ไปตระเตรียมอุปกรณ์มาก็แล้วกัน” เสี่ยวหลันฮวาพูดอย่างเศร้าสร้อย “ส่วนข้าที่อยู่ด้านในก็จะให้ความร่วมมืออีกแรง นอกในร่วมประสาน เราก็จะมีโอกาสหนีออกไปได้มากกว่า”

          ตงฟางชิงชางหัวเราะด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “ชาวสวรรค์นั้นทะนงตนว่าสูงส่งมาแต่ไหนแต่ไร เพื่อที่จะหนีแล้ว เจ้าถึงกับคิดร่วมมือกับจอมมารโดยไม่นึกแสลงใจบ้างเลยรึ? ไม่กลัวว่าข้าออกไปแล้ว จะไปอาละวาดทำร้ายผู้คนรึ?” เขานั่งท่าเดียวกับเสี่ยวหลันฮวา “เรื่องคุณธรรมอะไรนั่น... ไม่นึกห่วงบ้างเลย ว่างั้น?”

          เสี่ยวหลันฮวาเบ้ปาก “ข้าใคร่ครวญเรื่องพวกนี้เอาไว้หมดแล้ว ถ้าไม่มีจอมมารแล้วจะมีกองทัพขุนพลสวรรค์ จะมีเทวดาและมีเง็กเซียนไปทำไม? นายท่านเคยกล่าวไว้ว่า การแย่งอาชีพผู้อื่นก็เหมือนเราไปฆ่าแม่เขา... โอ๊ย...ข้าทำไม่ได้หรอก”

          จอมมารบูรพานิ่งไปชั่วครู่ กล่าวพลางลูบคาง “โถ โถ… บุปผาน้อย มาเป็นมารตามข้าเถอะ เจ้าน่ะคุณสมบัติครบถ้วนเลยนะ”

          “ไม่!… นายท่านจะได้เอาข้าไปทำอาหารหมูน่ะสิ” นิ่งไปที เสี่ยวหลันฮวาก็ทอดถอนใจที “ติดอยู่ในนี้ ต่อให้นายท่านคิดจะเอาข้าไปทำอาหารหมูก็ทำไม่ได้แล้ว... คิดดูอีกที หากเจ้าอยู่นอกหอคอย อย่างน้อยยังพอตามพรรคพวกวายร้ายจากเผ่าปีศาจของเจ้ามาช่วยเหลือกันได้ ทว่าตอนนี้... เจ้าเองอยู่ในหอคอยเหมือนกัน พวกเราสองคน โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง ไม่อาจออกไปได้อีกแล้ว...”

          “ใครบอกเจ้ากันว่าในนี้ไม่มีตัวช่วย?” ตงฟางชิงชางมองเสี่ยวหลันฮวาด้วยสายตาที่เหนือชั้นกว่า

          เสี่ยวหลันฮวาอึ้งไป “ยังมีใครอยู่ในนี้อีกหรือ?” นางมองหาทั้งบนล่างซ้ายขวาหมดแล้วนะ

          ในหอคอยฟ้ากว้างแห่งนี้ มีเพียงบันไดไต่ติดแนบผนัง ตรงกลางว่างเปล่า เงยหน้ามองดูด้านบนจะเห็นแก้วมณีที่แขวนอยู่กลางหอคอย ทิวทัศน์ภายในหอคอยนั้นกว้างขวางไร้เหลี่ยมและมุมมืด หากยังมีใครอื่นเร้นกายซ่อนอยู่ ก็ต้องเห็นตั้งแต่ทีแรกแล้ว

          ตงฟางชิงชางหัวเราะฮ่าๆ เพียงแค่กิริยาบิดมุมปากอย่างไม่ยี่หระต่อสิ่งใด ก็ทำเอาคนมองรับรู้ถึงความโอหังของเขาได้

          ร่างก็ร่างของนาง ครั้นถูกผู้อื่นเข้าสิง ก็สามารถให้ความรู้สึกที่แตกต่างได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ

          ขณะที่เสี่ยวหลันฮวากำลังนึกปลงอยู่ในใจ นางก็ได้ยินตงฟางชิงชางพูดพึมพำว่า “นี่ก็ใกล้ได้เวลาแล้ว” เสี่ยวหลันฮวายังมัวอึ้งอยู่ ก็เห็นอีกฝ่ายลุกขึ้นยืน เดินย่างเท้าขึ้นปีนบันไดขึ้นไปในทันที

          “จะไปไหน?” เสี่ยวหลันฮวาจ้องมองร่างที่คล่องแคล่วว่องไวตรงหน้า “อย่าวิ่งพล่านไปทั่วนะ ในหอคอยนี้มียันต์และลงอาคมไว้มากมายเต็มไปหมด... เจ้ากำลังเอาร่างของข้าไปเสี่ยงอยู่นะ... นี่!”

          เสี่ยวหลันฮวาส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ตงฟางชิงชางกลับไม่เหลียวมามองเลยสักนิด

          “นี่… ตงฟาง--” เสี่ยวหลันฮวายังขานชื่อเขาไม่ทันครบคำ ตงฟางชิงชางที่ก้าวขึ้นบันไดนั้น จู่ๆ ‘หัว’ ก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา

          เสี่ยวหลันฮวาตกใจ สูดลมหายใจเย็นวาบเข้าอก เห็นเท้าของตงฟางชิงชางก้าวขึ้นด้านบนต่อ ตั้งแต่คอถึงเอวนั้นค่อยๆ เลือนหาย จากนั้นก็มาถึงเข่า ท่อนขา

          สุดท้ายก็หายไปทั้งตัว!

บทที่ 1.2 (จบบท)

          เสี่ยวหลันฮวาขยี้ตา นางไม่อยากจะเชื่อ นางพยายามเพ่งมองอย่างละเอียด ในที่สุดก็พบว่าจุดที่เขาหายไปนั้นเป็นจุดเชื่อมระหว่างชั้นแรกกับชั้นที่สองพอดี

          หรือว่าในหอคอยแห่งนี้มันยังมีช่องทางอื่นซ่อนอยู่อีก? หากเป็นเช่นนั้นจริง ผู้ที่ถูกขังอยู่ในนี้อาจไม่ได้มีเพียงนางกับตงฟางชิงชางเป็นแน่

          ในความทรงจำของเสี่ยวหลันฮวา นางไม่เคยได้ยินนายท่านพูดถึงการเปิดหอคอยฟ้ากว้างเลย พิธีกรรมปิดผนึกปีศาจร้ายนั้น จนกระทั่งบัดนี้นางเคยสัมผัสด้วยตนเองเพียงครั้งเดียว

          ดังนั้น หากเขาบอกว่าในหอคอยแห่งนี้ยังมีปีศาจตนอื่นถูกปิดผนึกอยู่ แสดงว่าต้องถูกขังอยู่ที่นี่มานานมากแล้วเป็นแน่ และปีศาจที่ถูกขังตาย ณ ที่แห่งนี้ คิดดูแล้วคงไม่ใช่ปีศาจตัวเล็กๆ ระดับปลายแถวอย่างแน่นอน

          หอคอยฟ้ากว้างมีทั้งหมดเก้าชั้น ดีไม่ดีคนที่ถูกกักขังอยู่ ณ ที่แห่งนี้คงไม่ได้มีเพียงแค่สอง หากตงฟางชิงชางรู้จักวางแผนให้ดี ปล่อยตัวปีศาจพวกนั้นออกมาเสีย การที่จะระเบิดหอคอยแห่งนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

          เสี่ยวหลันฮวาถูมือ รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

          ส่วนที่ว่าเมื่อระเบิดหอคอยนี้และปลดปล่อยปีศาจตัวเอ้ออกมาแล้ว สิ่งมีชีวิตในใต้หล้าจะทำอย่างไร เสี่ยวหลันฮวาก็ยังคิดว่า งานนี้นับเป็นอาชีพหลักของเง็กเซียนฮ่องเต้ ไม่ใช่เรื่องที่นางจะต้องมาคิดแทน ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นการแย่งงานผู้อื่นทำก็เป็นได้

          นางเฝ้าคอยอย่างใจจดใจจ่อ รอที่จะได้เห็นตงฟางชิงชางเดินนำหน้า พาปีศาจและมารร้ายชุดใหญ่เรียงแถวลงมาอย่างน่าเกรงขาม

          แต่รออยู่ตั้งนาน ก็ไม่เห็นตงฟางชิงชางปรากฏตัว เหมือนอยู่ๆ เขาก็หายตัวไปกลางหอคอยแห่งนี้ ไร้สุ้มเสียง... ไม่มีข่าวคราว

          เสี่ยวหลันฮวากังวลนัก กลัวร่างกายตนเองจะไม่อาจกลับคืน

          ในขณะที่ความกังวลสั่งสมขึ้นทุกวัน เสี่ยวหลันฮวาเริ่มคุมสติไม่อยู่ นางเริ่มฝันอย่างสะลึมสะลือ พักหนึ่งก็ฝันถึงตอนที่นายท่านรดน้ำให้นางอย่างอ่อนโยน สักพักก็ฝันเห็นตงฟางชิงชางโกนหัวนางจนล้านเลี่ยน อีกทั้งยังฝันถึงวันนั้น...

          วันที่เทพกับมารรบกันยกใหญ่ เสี่ยวหลันฮวาหานายท่านไม่เจอ นางตะลีตะลานรีบผลัดกลีบ ถอดดวงจิตปลิวลงมายังโลกมนุษย์เบื้องล่าง กำลังหนีภัยสงครามลอยคออยู่เหนือผิวน้ำอย่างสบายอารมณ์ ก็ดันเคราะห์ร้ายมาชนเข้ากับตงฟางชิงชางที่เพิ่งฟื้นคืนชีพ

          ร่างของเขาบาดเจ็บสาหัส เขารีบคว้าดวงจิตนางเอาไว้ ทำเอานางดิ้นรนจำต้องแปลงร่างเป็นมนุษย์ ตงฟางชิงชางถือโอกาสนี้ตรงเข้ากัดคอนางโดยไม่ลังเลสักนิด เสี่ยวหลันฮวารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าร่างของตนกำลังถูกดูด ทว่า… สิ่งที่ไหลออกจากร่างมิใช่เลือด แต่กลับเป็นวิญญาณ!

          ก่อนจะหมดสติ... นางได้ยิน ‘ริมฝีปากของตนเอง’ กล่าวกับขุนพลสวรรค์ที่ตามไล่ล่าตงฟางชิงชางว่า “ช้าก่อนท่านขุนพล... ข้ายินยอมที่จะเสียสละตนเอง ช่วยท่านจับตามองปีศาจตนนี้ในหอคอยฟ้ากว้าง ข้าตั้งใจจะสร้างกุศลเพื่อให้กลายเป็นเซียน จะได้ไม่เสียทีที่อุตส่าห์ฝึกตบะพันปี...”

          ฟังดูดีนี่!

          นางอยากจะด่าปากพล่อยๆ ที่กำลังพูดอยู่นัก เจ้ามารตอแหล! ตัวข้านี้พึ่งมีชีวิตอยู่เพียงแค่ร้อยกว่าปีเอง!

          พอนางฟื้นขึ้นมา นางกับจอมมารผู้นั้น... คนหนึ่งอยู่ในห้องขัง อีกคนอยู่นอกห้องขังแบบนี้เสียแล้ว

          นี่คือเรื่องราวในชีวิตจริง แต่ในความฝันของเสี่ยวหลันฮวานั้น นางกับจอมมารถูกจับเข้าห้องขังด้วยกัน พวกเขาไม่ได้สลับร่างกัน จอมมารคอยแต่จับสายเอี๊ยมของนาง ทุกๆ วัน เขาจะหัวเราะบ้าง ตวาดบ้างอย่างน่ากลัว “เจ้าจะยอมเชื่อฟังข้าหรือไม่? หากเจ้าไม่ยอม ข้าจะถอนผมเจ้าทีละเส้นจนหมดหัว”

           นางร้องไห้จนคอแห้ง แต่ก็ไม่อาจล้มความตั้งใจของจอมมารได้ สุดท้ายเมื่อนางไร้ทางเลือก ก็ได้แต่ยอมเชื่อฟังเขาแต่โดยดี ในขณะที่นางกำลังถอดเสื้อออกอยู่นั้น นายท่านก็ถือเคียวปรากฏตัวมาพอดี สีหน้าดำคล้ำของนายท่านบ่งบอกว่า ‘ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้น้ำสะอาดไหลเข้าที่นาของผู้อื่น’ มิสู้นายท่านเด็ดนางเอาไปเลี้ยงหมู ยังดีเสียกว่าปล่อยให้นางถูกจอมมารกินจนเกลี้ยง

          เสี่ยวหลันฮวาตกใจจนสีหน้าซีดขาว ขณะที่หวาดกลัวอยู่นั้น ได้ยินเสียงตะคอกเย็นชาดังข้างหู “ลุกขึ้น”

          เสี่ยวหลันฮวานึกเฉลียวใจ ลุกขึ้นพร้อมกับเหงื่อเย็นชุ่มหัว ‘หญิงสาว’ นอกห้องขังกำลังมองนางด้วยสายตาเย็นชา

          “จอม...” เสี่ยวหลันฮวาเพิ่งเริ่มประโยคคำพูด ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ถึงสายตาอีกคู่ที่ทอดมองมา นางเบนหน้าไปดู ที่ด้านหลังตงฟางชิงชางมีบุรุษผมดำเสื้อแดงตามมาอีกคนหนึ่ง

          ‘นี่เองผู้ช่วย’ ปรากฏถ้อยคำแห่งความหวังเปล่งประกายขึ้นในสมองของเสี่ยวหลันฮวา ในที่สุดจอมมารก็หาตัวผู้ช่วยได้แล้ว!

           นางมองประเมินดูอีกฝ่ายอย่างละเอียด ชักจะหัวเราะไม่ออกเสียแล้วสิ ต่อให้ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับปีศาจมากนัก ทว่ารอยเปลวเพลิงตรงหว่างคิ้วของคนผู้นี้ อย่างไรเสียนางก็ต้องรู้จัก... สุยเซียน

          เขาคือปีศาจร้ายระดับ ‘สุยเซียน’ จึงถูกกักขังอยู่ในหอคอยฟ้ากว้าง!

          นายท่านเคยเล่าให้นางฟังว่า หากไม่ใช่คนที่มีความแค้นหนักหนาแล้ว ไม่อาจเป็น ‘สุยเซียน’ ได้ คนแบบนี้ภายในจิตใจจะบิดเบี้ยว ผิดเพี้ยนไปทั้งสามมุมมอง* อารมณ์และพฤติกรรมนั้นคาดเดาได้ยากกว่าปีศาจทั่วไป ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วย

          เสี่ยวหลันฮวาถอยหลังก้าวหนึ่งอย่างเงียบๆ สายตาของชายเสื้อแดงกลับทอดมายังร่างของนาง “อ้อ... ยังมีชายรูปงามอยู่ที่นี่ด้วยงั้นรึ?” น้ำเสียงเขาแผ่วเบา ทำเอาเสี่ยวหลันฮวาขมวดคิ้วขึ้นมาทันที

          ชายรูปงาม?!

          แต่บุปผาน้อยยังไม่ทันได้สำรวจเขามากขึ้นกว่าเดิม ชายเสื้อแดงผู้นั้นก็พลันหมุนกาย มือข้างหนึ่งพาดลงบนหัวไหล่ตงฟางชิงชาง มือข้างนั้นค่อยๆ ไถลลงล่าง โอบรัดตงฟางชิงชางเข้ามากอด “แม่สาวน้อย...” ดวงตาเขากรุ้มกริ่มจนแทบมียาเสน่ห์หลุดร่วงออกมาเป็นเม็ดๆ “ที่เจ้าปล่อยข้าออกมา ที่แท้ก็เพื่อช่วยเขาผู้นี้หรอกหรือ? ช่างทำร้ายจิตใจกันเหลือเกิน”

          อะไรกัน... หมอนี่ช่างหยาบโลนนัก

          “ปล่อยมือเจ้าออกจากร่างนั้นเดี๋ยวนี้” เสี่ยวหลันฮวาตะคอกอย่างโมโห “เอากรงเล็บออก” นางเป็นดอกไม้ที่บอบบางน่าถนอม ขาวผ่องสะอาดสะอ้าน จะปล่อยให้ปีศาจระดับ ‘สุยเซียน’ มาก้าวล่วงง่ายๆ ได้อย่างไรกัน

          เสียงดุดันของนางดึงดูดสายตาของสองบุรุษที่อยู่นอกห้องขัง ตงฟางชิงชางชายตามองตอบ เขาไม่ใส่ใจกับสัมผัสของชายเสื้อแดงเลยสักนิด

          ชายเสื้อแดงยักคิ้วขึ้น กล่าวยียวน “แม่สาวน้อยมีความสัมพันธ์อันใดกับคนในคุกหรือ ทำเอาข้าริษยาขึ้นมาแล้วนา...”

          “ข้าไม่มีความสัมพันธ์อันใดกับเขา” ตงฟางชิงชางปั้นสีหน้าเรียบเฉย คำตอบของเขาทำเอาเสียงตะคอกของเสี่ยวหลันฮวาเมื่อครู่ ฟังไร้เหตุผลยิ่งขึ้น

          ชายเสื้อแดงมองเสี่ยวหลันฮวา พูดพลางหัวเราะ “อ้อ… เป็นผู้ชายที่ชอบคิดไปเองสินะ?” เขาหรี่ตามองประเมินเสี่ยวหลันฮวาตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นก็ขมวดคิ้วขึ้นน้อยๆ “ดูหน้าแล้วก็คุ้นตาอยู่บ้าง...”

          “รึว่าเจ้าไม่อยากไปจากที่นี่?” ตงฟางชิงชางตัดบทคำพูดของชายเสื้อแดงผู้นั้น ด้วยอากัปกิริยาเย็นเฉียบเรียบเฉย “หากไม่อยากไป ข้าจะจับเจ้ากลับไปขังไว้เช่นเดิม”

          “โถ… สาวน้อย... โกรธอะไรขึ้นมาจ๊ะ?” ชายเสื้อแดงรีบชักมือกลับ “ได้ๆ ๆ เรามาคุยกันอย่างจริงจังก็ได้ สรุปแล้วจุดอ่อนของหอคอยฟ้ากว้างที่เจ้าพูดถึง อยู่ตรงไหนหรือ?”

          ตงฟางชิงชางเดินหน้าไปหลายก้าว เดินมาถึงใจกลางหอคอยฟ้ากว้าง เขาก็หยุด... ยกมือขึ้นชี้ไปสี่ตำแหน่ง “ยามมะเมียวันนี้ จะมีการย้ายตำแหน่งด้านหน้าทั้งสี่ทิศ ทิศบูรพาจะถูกตั้งอยู่ด้านหน้าสุด เงาของแก้วมณีจะทอดมาถึงตรงนี้...” ตงฟางชิงชางยกมือขึ้นชี้ไปยังกำแพงที่อยู่ตรงกันข้ามกับเสี่ยวหลันฮวา “จังหวะนั้น ตรงจุดนี้ก็จะเป็นจุดอ่อนที่สุดของหอคอยฟ้ากว้าง หากเราระเบิดตรงนี้ทิ้งเสีย หอคอยฟ้ากว้างจะพังทลายลง”

          ชายเสื้อแดงลูบคาง ครุ่นคิดอยู่นาน “แม่สาวน้อย ข้าเห็นว่าเจ้ามีกายทิพย์เป็นเซียน เซียนน้อยอย่างเจ้าคงไม่รู้สินะว่ากำลังปราณของหอคอยฟ้ากว้างแห่งนี้ มันกดทับพลังชีวิตของสุยเซียนอย่างข้ามากแค่ไหน ยิ่งพลังมากเท่าใดก็ยิ่งกดทับมากเท่านั้น แค่ข้าจะออกแรงสักหนึ่งในสิบก็ฝืนสุดชีวิตแล้ว เจ้าเชื่อว่าข้าจะสามารถระเบิดโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้ภายในชั่วเวลาอันสั้นจริงรึ?”

          เขาถามตรงจุดพอดี เสี่ยวหลันฮวาก็แสดงสีหน้า ‘ไม่เชื่อฝีมือ’ ออกมาเช่นกัน

          หากหอคอยฟ้ากว้างถูกทำลายได้ง่ายดายขนาดนั้น จะถูกขนานนามว่า ‘โบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์’ ได้อย่างไร

          ตงฟางชิงชางแย้มริมฝีปากหัวเราะ “ย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว ข้าจะตั้งเขตอาคมเอาไว้ตรงนี้ เพื่อช่วยอีกแรง ถึงตอนนั้น เจ้าก็ใช้พลังอันน้อยนิดของเจ้าทำลายกำแพงก็พอ”

          ชายเสื้อแดงเหมือนถูกหยามหยันด้วยท่าทีของตงฟางชิงชาง เขามองหญิงสาว นิ่งอึ้งอยู่เป็นนาน “จะว่าไปแล้วก็น่าแปลกยิ่งนัก เจ้าไม่ใช่ปีศาจระดับสุยเซียน พลังเวทภายในร่างก็แผ่วจาง ทำไมถึงได้รู้จักจุดอ่อนของหอคอยฟ้ากว้างดีเช่นนี้ และทำไมถึงได้กล้าพูดจาโอหังกับข้าเช่นนี้ เจ้าเป็นใครกันแน่?”

          “รู้แต่เพียงว่า เจ้ากับข้ามีเป้าหมายเดียวกันเท่านั้นก็พอ”

          ชายเสื้อแดงเลียริมฝีปากทีหนึ่ง ดวงตาดำขลับนั้นเหมือนมีประกายแสงแวบผ่าน “แม่นางลึกลับยากจะหยั่ง ทำเอาบุรุษมิอาจห้ามใจได้จริงๆ ชีวิตนี้ข้าผ่านสตรีมานับไม่ถ้วน ยังไม่เคยพบเห็นสตรีเช่นแม่นางมาก่อน...”

          เขาพูดพลาง ก็ก้าวเดินตรงมาทางตงฟางชิงชาง จังหวะที่อยู่ห่างจากตงฟางชิงชางสองก้าว ร่างเขาก็เอนคว่ำ ร้องเสียงสูง “ไอ้หยา ข้อเท้าพลิก” มือไขว่คว้าด้านหน้า พาดลงบนหน้าอกตงฟางชิงชางพอดี ชุดชั้นในปักลายบุปผางามถูกปีศาจสุยเซียนกระชากหลุดติดมือ เผยส่วนโค้งเว้าในที่ลับออกมาสู่สายตาทุกคน

          พอชายเสื้อแดงลอบล่วงเกินสาวงามได้ เขาจึงหัวเราะอย่างชั่วร้าย เงยหน้าขึ้น หวังจะใช้สายตาเย้าหยอกแม่สาวน้อยร่างอวบคนนี้อีกสักหน่อย คาดไม่ถึงว่าจะปะทะเข้ากับสายตาที่เย็นชาไร้อารมณ์

          เอ๋?

          หญิงสาวที่ถูกเขาจับหน้าอกคนนี้ กำลังมองเขานิ่งๆ ด้วยสายตาเหมือนมองปลาตาย

          ไม่ควรจะเป็นอย่างนี้นะ...

          ไหนล่ะความอาย? ไหนล่ะความโกรธ?

          อาการอกสั่นขวัญหายของหญิงสาวที่ถูกลวนลามหายไปไหนเสีย?

          เสียงร้องไห้คร่ำครวญที่ชวนให้ใจละลายนั่นเล่า?

          “อ๊าย ๆ ๆ ”

          คนโดนลวนลามเงียบเป็นตายไร้สุ้มเสียง แต่คนไม่ได้ถูกลวนลามกลับตะคอกอย่างโมโห เขย่าลูกกรงห้องขังราวกับเป็นหมีเป็นสิงโต “อี๋… ปล่อยมือเดี๋ยวนี้นะ อ๊าย…”

          ชายเสื้อแดงถูกตะคอกจนตกใจ รีบเบือนหน้าไปอีกทาง เห็นหนุ่มรูปงามในห้องขังกำลังตะคอกใส่เขาและจดจ้องด้วยสายตาดุเดือด “ปล่อยมือนะปล่อยมือ ปล่อยมือเดี๋ยวนี้... อี๋... สกปรก ข้าจะสังหารเจ้า จะตัดเป็นชิ้นๆ เลย”

          ชายเสื้อแดงกะพริบตาสองที หันหน้ามาทางตงฟางชิงชาง “นี่มัน... อะไรกันเนี่ย?”

          ตงฟางชิงชางขยับเสื้อชั้นในด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ไม่สะดุดแล้วหรือ?”

          “อ้า… อืม… ช้าก่อน เจ้าไม่โกรธข้าหรือ?”

          ตงฟางชิงชางบิดริมฝีปากโค้ง รอยยิ้มชั่วร้ายดูเหิมเกริมเสียยิ่งกว่าผู้ที่ลวนลามอย่างเขาเสียอีก

          “ทำไมข้าต้องโกรธด้วย?” เขาผลักชายเสื้อแดงที่ยืนตัวแข็งให้หลีกทาง “หลีกไป ข้าจะร่ายเขตอาคมแล้ว”

          ชายเสื้อแดงถูกผลักให้หลีก เขายืนเหม่ออยู่ด้านข้าง เสียงทุ้มต่ำของบุรุษในกรงขังยังคงด่ากราดเขาอย่างสาดเสียเทเสีย “ข้าจะสับมือเจ้าเสีย ต้องมีสักวันที่ข้าจะสับมือเจ้าให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย”

          ชายเสื้อแดงเหลียวมองด้านข้าง เจ้าหนุ่มรูปงามในห้องขังนั้นโมโหจนเริ่มเตะกำแพงแล้ว หันไปมองอีกฟาก ตัวคนที่ถูกลวนลามจับหน้าอกนั้นกำลังเดินเตร่อยู่ตรงแถวๆ มุมหอคอย นางถอดรองเท้าแล้วเหวี่ยงใส่ลูกกรง “หนวกหูจะตายแล้วโว้ย... เงียบๆ หน่อย” จากนั้นก็เดินเอ้อระเหยเท้าเปล่าต่อไป

          ชายเสื้อแดงกะพริบตาทีหนึ่ง

          หรืออาจจะ...

          อาจเป็นเพราะตัวเขาถูกขังนานจนเกินไป... ถึงได้อ่อนต่อโลกไปเสียแล้ว

บทที่ 2.1

          ใกล้เที่ยงตรง

          ตงฟางชิงชางกัดนิ้วชี้จนแตก ใช้นิ้วต่างพู่กัน ใช้เลือดต่างหมึก เขียนอักษรยันต์แต้มลงหน้าทิศทั้งสี่ของหอคอย ทุกครั้งที่เขียนอักษรยันต์เสร็จ แสงในหอคอยฟ้ากว้างก็จะมืดลงระดับหนึ่ง พอวาดอักษรยันต์ลงครบทั้งสี่ทิศแล้ว ทั่วทั้งหอคอยก็เหลือเพียงแก้วมณีตรงยอดหอเท่านั้นที่ยังคงส่องแสง

          ตงฟางชิงชางปักหลักอยู่ตรงกลางหอ... เขียนอักษรยันต์ตัวสุดท้าย

          เสี่ยวหลันฮวาอยู่ในห้องขัง นางมองนิ้วมือของตนเองอย่างรวดร้าว ทอดถอนใจบ้าง เอ่ยปากคร่ำครวญบ้าง ไม่หยุดหย่อน

          ชายเสื้อแดงนั่งพิงลูกกรง สายตาทอดลงบนร่างของเสี่ยวหลันฮวาที่ตงฟางชิงชางกำลัง ‘ใช้งาน’ อยู่ “สาวน้อยคนนั้นดูเหมือนชอบทำงานเงียบๆ คนเดียว ทว่ากลับคล่องแคล่วพอตัว อีกทั้งยังดูเฉลียวฉลาด นางเป็นแบบนี้มาตลอดเลยรึ?”

          เสี่ยวหลันฮวายังไม่พอใจเขาอยู่ จึงตอบด้วยน้ำเสียงไม่ดีนัก “จะไปรู้ได้อย่างไร เขาเป็นคนอย่างไรเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย” ร่างของข้าแท้ๆ!

          ชายเสื้อแดงเอนร่างพลางหัวเราะ “นางเหมือนสตรีคนหนึ่งที่ข้ารู้จัก ไร้มารยาแบบที่สตรีคนอื่นๆ มี ดูนิ่งมั่น สงบเงียบและเรียบง่าย ถึงเวลาต้องสู้ก็กล้าหาญไม่หวั่นเกรงสิ่งใด มีความมั่นใจในทุกเรื่อง ดูองอาจเสียยิ่งกว่าบุรุษ...”

          “เจ้ารู้จักเขาได้กี่วันกัน”

          ชัดเจนว่าคำพูดของเสี่ยวหลันฮวานั้นไม่ได้เข้าหูปีศาจสุยเซียนเลยสักนิด “สตรีเช่นนี้ ช่างน่าชื่นชมและน่าเลื่อมใส”

          ที่อยู่ในร่างนั้นมันไม่ใช่สตรีนี่! เดิมทีวิญญาณภายในร่างนั้นเป็นแค่แม่นางน้อยที่ใจปลาซิว กลัวตาย ขี้แง ซ้ำยังอ่อนแออีกด้วย ดังนั้น... ช่วยอย่าได้มองร่างของข้าด้วยสายตาแบบนี้จะได้ไหม...

          “นี่... เจ้าหนุ่มผมเงิน” ชายเสื้อแดงเหลียวมามองเสี่ยวหลันฮวา จากนั้นก็ยิ้มท้า “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นปีศาจสายไหนก็ตาม ผู้หญิงคนนี้ ข้าขอแย่งล่ะนะ”

          เสี่ยวหลันฮวาทำหน้าแบบปลาตาย ถึงกับพูดอะไรไม่ออก “เจ้าแน่ใจนะ?”

          เอาไปเลย... เอาไปเลย พูดแล้วห้ามกลับคำนะ!

          “เสร็จแล้ว” ตงฟางชิงชางส่งเสียงเรียกในทันใด “มานี่ มายืนตรงนี้”

          ชายเสื้อแดงตบก้นแล้วเดินเข้าไปหา “ทุกคำพูดของคนงามล้วนเรียบง่ายทรงภูมิ กระแทกกลางใจข้านัก”

          เสี่ยวหลันฮวารู้สึกเหนื่อยใจแทน

          พอชายเสื้อแดงเข้ามาอยู่กลางอักษรยันต์ ตงฟางชิงชางไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าแขนเขาแล้วกรีดที่ข้อมือจนเป็นช่อง ชายเสื้อแดงสะดุ้งนิดๆ พอเลือดสดๆ ตรงข้อมือของเขาไหลลงบนอักษรยันต์ ภายในหอคอยฟ้ากว้างที่ไร้หน้าต่างทั้งสี่ทิศนั้นถึงกับบังเกิดสายลมน้อยๆ

          เรือนผมของคนทั้งสามปลิวไสว ชายเสื้อแดงมองตงฟางชิงชางอย่างตกตะลึง “เขตอาคมเช่นนี้...”

          ตงฟางชิงชางหัวเราะ แววตาโอหัง “หอคอยฟ้ากว้างน่ะหรือจะกักตัวข้าได้ อาศัยเพียงกำลังของเขตอาคมนี้ ต่อให้เป็นผนึกไตรภูมิ ข้าก็ฉีกมันออกได้อย่างง่ายดาย”

          ชายเสื้อแดงเงียบกริบ เสี่ยวหลันฮวานึกประหวั่นพรั่นพรึง โบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์เมื่ออยู่ต่อหน้าตงฟางชิงชางแล้ว ก็กลายเป็นของเล่นชิ้นน้อยที่นึกจะระเบิดก็ระเบิดกันได้ง่ายๆ เลยรึ... นางพลันรู้สึกว่า คงไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะยับยั้งตงฟางชิงชางจากการก่อกรรมทำเข็ญ ต่อให้ไม่ได้อยู่ในร่างของจอมมาร เขาก็ยังกำเริบเสิบสานจนน่ากลัว

          ชายเสื้อแดงเองก็เหมือนจะรู้สึกหวั่นเกรงตงฟางชิงชางขึ้นมาบ้างแล้ว เขาจ้องตงฟางชิงชางอย่างเงียบเชียบ นอกหอคอยฟ้ากว้าง ปรากฏประกายแสงบนท้องฟ้าไหลเวียนไปมา เงามืดด้านหน้าทั้งสี่ทิศค่อยๆ ถ่ายเทไปยังกำแพงฝั่งตรงข้ามกับเสี่ยวหลันฮวา ดังที่ตงฟางชิงชางเคยคาดคะเนไว้...

          จุดอ่อนของหอคอยฟ้ากว้างปรากฏแล้ว!

          ชายเสื้อแดงยังคงจ้องมองตงฟางชิงชางอย่างเหม่อลอย ตงฟางชิงชางยักคิ้วเบาๆ “ไม่อยากออกไปแล้วหรือ?”

          ถูกประโยคนี้สะกิดให้ตื่นขึ้นมา ชายเสื้อแดงกะพริบตา รวบรวมอาคมไว้กลางฝ่ามือ เพลิงสีแดงฟาดลงบนกำแพงตรงหน้า ได้ยินเสียงดังตูม หอคอยฟ้ากว้างสั่นไหวรุนแรง

          เสี่ยวหลันฮวาเท้าลื่นไถล รีบคว้าลูกกรงด้านหน้าเพื่อให้ยืนนิ่ง เงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ก็เห็นว่าทั้งสี่ทิศด้านหน้านั้น อักษรยันต์ที่ตงฟางชิงชางวาดไว้เมื่อครู่ต่างพากันเปล่งแสงสีเลือด ยิ่งนานอักษรยิ่งปริร้าวไปตามการสั่นไหวของหอคอยฟ้ากว้าง แสงสีเลือดเปล่งประกายสดขึ้นเรื่อยๆ เข้มข้นจนแทบจะย้อมหอคอยจนเป็นสีแดงฉานไปเสียแล้ว

          ชายเสื้อแดงเบือนหน้ามาดู ท่าทางเขาดูตกใจระคนกริ่งเกรง เขาสลายอาคมที่มือ หันหน้ามามองตงฟางชิงชาง “นี่คือเขตอาคมของเผ่าปีศาจ”

          ตงฟางชิงชางคลี่ริมฝีปากยิ้ม เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมราวกับเสือ ดูแล้วทั้งเจ้าเล่ห์และโฉดชั่ว “ทำไมเพิ่งจะรู้เล่า... ชื่อหลิน?”

          ‘ชื่อหลิน’ ตะลึงงัน “เจ้ารู้ชื่อของข้าได้อย่างไร... เจ้าเป็นใครกันแน่!”

          ระหว่างที่คุย เหมือนหอคอยฟ้ากว้างจะมิอาจทนรอได้อีกต่อไป เกิดเสียงแตกดังเปรี๊ยะๆ จากนั้น ตัวหอคอยก็ทรุดฮวบลงทั้งหลัง ลูกกรงตรงหน้าของเสี่ยวหลันฮวาถูกกดแล้วบิดจนเสียทรง

          ตงฟางชิงชางไม่ตอบคำถามของชื่อหลิน มีแต่เร่งรัดว่า “โจมตีหอคอยนี้อีกรอบ!” ดูท่าจะทนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ไหวแล้ว

          มีหรือที่ชื่อหลินจะยอมฟังคำสั่งตงฟางชิงชางอีก เขาถอยหลังก้าวหนึ่ง พาตัวเองออกไปยืนอยู่ด้านนอกอักษรยันต์ คิดว่ายอมตายอยู่เสียที่นี่ยังดีกว่ายอมให้ตงฟางชิงชางใช้งาน

          ตงฟางชิงชางหรี่ตาลงนิดๆ ไม่ทันได้ลงมืออะไร ก็ได้ยินเสียงร้องเรียกมาจากอีกฟาก “จอมมาร จอมมาร ช่วยด้วย”

          ตงฟางชิงชางหันหน้าไปดู พบว่าลูกกรงเหล็กกล้าที่ล้อมตัวเสี่ยวหลันฮวาอยู่บิดงอจนพังพินาศ ท่อนที่ร่วงลงมานั้นเบียดเสี่ยวหลันฮวาจนผวาเข้าชิดอยู่ตรงมุมห้อง กองหินแทบจะทับนางจนแบนแล้ว

          “ช่วย...ช่วย... ช่วยข้าด้วย” นางตกใจจนสำลัก แม้แต่คำพูดก็ยังติดอ่าง

          ตงฟางชิงชางกัดฟันกรอด นึกโกรธกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่เอาถ่านพวกนี้ “รัศมีอาคมของหอคอยฟ้ากว้างนั้นสลายลงไปแล้ว ต่อให้เจ้าไร้พลังเวทก็น่าจะมีกำลังกายบ้างสิ ถึงขนาดผลักเศษเหล็กเส็งเคร็งพวกนี้ออกไม่ไหวเลยหรือ” นั่นมันร่างอันองอาจแข็งแกร่งของข้าเชียวนะ!

          พอเขาตวาดมาเช่นนี้ เสี่ยวหลันฮวาจึงนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตนกำลังอยู่ในร่างของจอมมารปลิ้นปล้อน แม้จะไม่ได้มีเรี่ยวแรงมหาศาล แต่อย่างไรเสียก็นับเป็นร่างอมตะ ต่อให้หอคอยถล่มทับแค่ไหน  นางก็ไม่มีวันตาย

          คิดได้แล้วเสี่ยวหลันฮวาจึงทำใจให้นิ่งสงบ ยื่นมือไปรับไม้ท่อนใหญ่ที่ถล่มลงมาไว้ พอนางออกแรง ก็พบความจริงอันน่าตะลึงว่าเล็บของนางนั้นสามารถเจาะท่อนไม้ใหญ่จนเป็นรูได้เลยทีเดียว เสี่ยวหลันฮวาทำใจกล้า ยื่นนิ้วทั้งห้าออกมาสะบัดแรงๆ ท่อนไม้ที่ถูกเบียดมาจนสุมอยู่ตรงปลายเท้า ถูกตัดเป็นหลายท่อนทันที!

          นี่มันโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์เชียวนะ

          เสี่ยวหลันฮวายังมัวแต่อุทาน หอคอยฟ้ากว้างก็ถล่มลงมาอีก ลูกกรงเหล็กเส้นที่ด้านนอกถูกกดทับจนแทงเข้ามาในห้องขัง เสี่ยวหลันฮวาเห็นเพียงเงาดำมืดบินเข้ามา ชนเข้าหน้าอกนางโดยตรง

          จากนั้น เหล็กเส้นขนาดเท่าลำแขนก็บิดงอ

          ร่างนี่ถึงกับทำเหล็กเส้นงอเลยรึ!

          ร่างกายของจอมมารนั้นศักดิ์สิทธิ์เสียยิ่งกว่าโบราณสถานแห่งนี้เสียอีก เสี่ยวหลันฮวายังไม่ทันได้อุทานออกมา ก็มีเสียงดังขึ้นอีกครั้ง แก้วมณีที่ยอดหอคอยปริแตก ตัวหอคอยฟ้ากว้างสั่นไหวไม่หยุด ตอนนี้เสี่ยวหลันฮวาไม่กลัวอะไรทั้งนั้นแล้ว ยืนเชิดอกอยู่ท่ามกลางเศษซากปลิวว่อน มองดูหอคอยฟ้ากว้างถล่มพังราบลงกับตา

          ด้านนอกมีกลิ่นอายของสวรรค์ที่นางคุ้นเคย นางอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ ความรู้สึกตอนแสงอาทิตย์สาดส่องลงบนหน้านั้นช่างดีนัก

          พอฝุ่นควันจางลง เสี่ยวหลันฮวาก็คำนึงถึงปัญหาที่สำคัญมากขึ้นมาข้อหนึ่ง

          นางออกจากหอคอยฟ้ากว้างแล้ว ถึงเวลาที่จอมมารจะเอาร่างกายของเขากลับคืนแล้วสินะ พอนึกถึงสิ่งที่นางพูดกับจอมมาร ทำกับจอมมารตอนพวกเขาอยู่ที่นี่ เสี่ยวหลันฮวารู้ได้ทันทีว่า ชีวิตที่เหลือของนางคงจะไม่ยืนยาวสักเท่าไร

          มีเสียงกรอบแกรบดังขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพัง จอมมารคลานออกมาจากด้านหนึ่งของหอ ฝุ่นเปื้อนไปทั้งตัว หน้าตามอมแมม

          คิดแล้วก็สมควรอยู่ ร่างกายของนางนั้นอ่อนแอนุ่มนิ่ม ทั้งยังไม่เคยฝึกยุทธ์ นางเองย่อมรู้ดีที่สุด เขาสามารถคลานออกมาจากซากหอคอยถล่มทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตได้ ถือว่ามีความสามารถสูงส่งแล้ว

          ตงฟางชิงชางเบือนหน้ามา ประสานตากับเสี่ยวหลันฮวา “ชิ… ข้าตัดผมเจ้านิดเดียวถึงกับคร่ำครวญไม่หยุด แต่เมื่อครู่ไม่เห็นจะวิ่งเข้ามาปกป้องร่างตัวเองเลย”

          เสี่ยวหลันฮวากลืนน้ำลายอึกหนึ่ง

          ขณะเดียวกัน เงาสีแดงก็กระโจนตัวออกมาจากกองซากปรักหักพัง หนีไปยังขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว ไม่เหลือให้เห็นแม้เงา

          ตงฟางชิงชางมองดูทิศทางที่ชายเสื้อแดงจากไปพลางหัวเราะน้อยๆ “หึหึ...หนีไวปานสายฟ้า” เขาเองก็ไม่รีบร้อนตามหรอก จอมมารบูรพาตบฝุ่นบนเสื้อแล้วเดินเอ้อระเหยตรงมาหาเสี่ยวหลันฮวาพร้อมกับสีหน้าเอาเรื่อง “บุปผาน้อย เรามาแลกร่างกายคืนกันเถอะ”

          เสี่ยวหลันฮวากลืนน้ำลายอีกคำ “มีอยู่เรื่องหนึ่ง...”

          “ว่ามา”

          “พอแลกร่างกายกลับคืนแล้ว...ห้ามสังหารข้านะ”

          ตงฟางชิงชางนิ่งเงียบอยู่ครู่ ไม่นานก็ระเบิดเสียงหัวเราะที่ฟังแล้วชั่วร้ายสุดขีดออกมาเช่นทุกครั้ง “ได้สิ ข้าจะไม่สังหารเจ้า” เพียงแต่คำว่า ‘โกหก’ ซึ่งปรากฏอยู่บนหน้าเขานั้นชัดเจนจนเสี่ยวหลันฮวามองปุ๊บก็รู้ปั๊บ

          เสี่ยวหลันฮวาอยากจะร้องไห้ “เช่นนั้นก็ไม่แลก อยู่กันอย่างนี้แหละ ไม่ต้องแลกคืนไปตลอดชีวิต”

          ตงฟางชิงชางกัดฟัน เอ่ยเสียงเย็น “นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะตัดสินใจได้”

          เขายื่นมือมาจะคว้าตัวเสี่ยวหลันฮวา นางนึกหวาดกลัวอยู่ในใจ แต่มีหรือจะยอมให้เขาจับ รีบซอยเท้าถอยหนี

          ตงฟางชิงชางขมวดคิ้ว “ยืนนิ่งๆ!”

          เสี่ยวหลันฮวามองเขาพลางตัวสั่น “นายท่านบอกว่า คำสาบานของพวกปีศาจหนักแน่นมั่นคง หากไม่ทำตามคำสาบานจะถูกลงโทษ เจ้าสาบานสิ สาบานว่าจะไม่สังหารข้า ข้าก็จะยอมคืนร่างให้เจ้าโดยดี”

          ตงฟางชิงชางหัวเราะเยาะ “นายท่านของเจ้าได้บอกหรือเปล่าว่าพวกปีศาจก็ล้วนแต่สาบานต่อจอมมารทั้งนั้น?”

          เสี่ยวหลันฮวาใบหน้าขาวซีด นี่… เรื่องนี้นายท่านไม่ได้บอก ทีนี้จบกัน ไม่มีอะไรจะยับยั้งการกระทำของตงฟางชิงชางได้แล้ว ให้เขาสาบานต่อตนเอง จะมีประโยชน์อะไร ก็เขาเป็นผู้คุมกฎของปีศาจนี่

          เสี่ยวหลันฮวาตกใจจนสั่นวาบไปทั้งตัว จากนั้นนางก็สะอื้น ตงฟางชิงชางมองดูใบหน้าตนเองที่แสดงท่าทีทุเรศทุรังอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ยอมแพ้ เขายกมือขึ้นนวดขมับ “เอาเถอะ มานี่ ข้าจะไว้ชีวิตเจ้าก็แล้วกัน”

          เสี่ยวหลันฮวาส่ายหน้าไปมาเหมือนป๋องแป๋ง “ไม่… เจ้าต้องให้หลักประกันแก่ข้า”

          ตงฟางชิงชางหรี่ตาลง เดินตรงเข้ามาอย่างกดดัน “บอกว่าไม่ฆ่า ก็ไม่ฆ่าสิ!”

          “พูดน่ะใครๆ ก็พูดได้ นี่…อย่าเข้ามานะ” เสี่ยวหลันฮวาถอยหลังติดๆ กัน จู่ๆ ก็เกิดความคิดหนึ่งแวบขึ้นในหัว

          นาง… ตอนนี้ ‘จอมมารบูรพา’ คือนางต่างหาก!

          เรือนร่างอันแข็งแกร่งเป็นอมตะเหนือกาลเวลาอยู่ในมือของนาง นางต่างหากที่แข็งแกร่งกว่า ขอเพียงอย่าให้ตงฟางชิงชางนั้นสัมผัสกายนางได้

          เสี่ยวหลันฮวายังคิดไม่ทันจบ ตงฟางชิงชางก็คว้าเข้าที่มือ ดึงนางเข้าหาตน เสี่ยวหลันฮวาเห็นใบหน้าตนเองขยายใหญ่ขึ้นต่อหน้า ยังมีเขี้ยวขาวผ่องเต็มปากนั่นอีก

          จะถูกเขากัดไม่ได้เด็ดขาด!

          เสี่ยวหลันฮวาสะบัดตัวอย่างแรงพลางถอยหลัง แต่คงแรงมากไปสักหน่อย จึงได้ยินเสียงดังแกร๊ก ตงฟางชิงชางส่งเสียงร้องออกมาทันที มือที่คว้าเสี่ยวหลันฮวาข้างนั้นห้อยลงข้างตัวอย่างหมดแรง

          ถูกนางกระชากทีเดียวถึงกับศอกหลุด

          เสี่ยวหลันฮวาถูกเขาบีบคั้นจนตกใจกลัว ลืมไปเสียสนิทว่าร่างเดิมของตนนั้นบอบบางแค่ไหน นางเผลอกระแทกฝ่ามือเข้าใส่ตงฟางชิงชางโดยไม่สนใจไยดี “ก็บอกแล้วว่าอย่าเข้ามาใกล้ข้า นี่แน่ะคนบ้า”

          ปั้ก! จอมมารบูรพาถูกกระแทกปลิวออกมา ร่างทั้งร่างร่วงลงกลางซากปรักหักพังของหอคอยฟ้ากว้างประดุจว่าวที่สายป่านขาด

          จากนั้นก็หมดลมหายใจ!

 

บทที่ 2.2 (จบบท)

          เสี่ยวหลันฮวากระแทกฝ่ามือออกไปแล้วก็กอดอก นั่งยองๆ ลงบนพื้น หวาดกลัวจนตัวสั่น “ข้ายังอยากพบนายท่านนะ ข้ายังไม่อยากตาย...” สั่นอยู่นานนัก รอบด้านก็ยังเงียบกริบ

          นางลืมตาขึ้น เหลียวมองไปทางด้านข้าง เห็นร่างของตนเองนอนคลุกกองฝุ่นไม่ต่างกับตุ๊กตาผ้าที่ถูกทิ้ง หัวแตกผมกระเซิง เลือดสดๆ สาดกระจายเต็มใบหน้า แขนขาบิดเป็นท่าทางประหลาด

          เสี่ยวหลันฮวากลืนน้ำลาย ก้มหน้ามองดูมือโตๆ ของตัวเอง จากนั้นจึงค่อยๆ ตระหนักว่าตนเองเผลอทำอะไรลงไป

           นาง… เหมือนว่านางจะตบตัวเองตายไปแล้ว!

          เสี่ยวหลันฮวาถึงกับผวาสุดขีด “ข้า… ข้าเพิ่งฆ่าตัวเองไป”

          นางสั่นงันงกไปทั้งตัว รีบคลานเข้าหาร่างของตน พยายามยื่นมือสั่นๆ ออกไปหา แต่ไม่รู้ว่าควรจะสัมผัสตรงส่วนไหนก่อนดี

          กะโหลกหรือ? เหมือนคอจะบิดมากไปหน่อย หากตอนยกกะโหลกขึ้น ถ้าคอเกิดหักขึ้นมาจะทำอย่างไร

          คว้าแขน? องศาที่แขนวางนั้นมันโค้งแปลกๆ อยู่นะ คว้าได้จริงหรือ?

          น่องเล่า? น่องนั้นยังพอเข้าทีหน่อย...ไม่สิ ทำไมเข่าถึงงอมาข้างหน้าล่ะ

          สุดท้ายเสี่ยวหลันฮวาก็ตรงเข้ามากอดเอวตัวเองอย่างหวาดกลัว ประคองร่างกายท่อนบนของตนเองขึ้น แน่นอนพอยกร่างขึ้นมา กะโหลกศีรษะของนางก็ห้อยไปด้านหลังด้วยองศาอันแสนจะเหลือเชื่อ

          ดูท่าทางกระดูกคอคงหักหมดแล้ว...

          เสี่ยวหลันฮวาทำหน้าสลด “จอม…จอมมาร... นี่…นี่”

          ไม่มีใครตอบ มีเพียงเลือดสดๆ เต็มใบหน้ากำลังไหลสู่เส้นผมตามแรงเขย่า เลือดสายนั้นหยดลงบนกองดินด้านล่าง

          แย่…แย่มาก ทำอย่างไรดี เสี่ยวหลันฮวาเสียใจจนลืมร้องไห้ ได้แต่กระซิบคร่ำครวญกับตัวเองอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ “ทำอย่างไรดี จะทำอย่างไรดี...”

          ขณะที่นางสับสนวุ่นวายอยู่นั้น ก็มีเสียงสายฟ้าฟาดดังมาแต่ไกล เสี่ยวหลันฮวาเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเหล่าขุนพลสวรรค์เรียงรายมาเป็นกองทัพ ลอยตัวกระจายเกลื่อนเต็มท้องฟ้า และกำลังบินพุ่งมาทางนาง

          นำโดยเทพแห่งนาฏศิลป์ที่เสี่ยวหลันฮวารู้จัก ก่อนหน้านี้เขายังเพิ่งเชิญนายท่านของนางไปร่ำสุราด้วยกันอยู่เลย

          แต่ตอนนี้เทพนาฏศิลป์ผู้นั้นไม่รู้จักนางเสียแล้ว เขาตะคอกใส่นางว่า “เจ้ามารร้ายอย่าคิดหนี” ยังไม่ทันขาดคำ ก็มีสายฟ้าฟาดเข้าใส่นาง

          ร่างจอมมารของนางไม่เป็นอะไรเลยสักนิด แต่ศพของตนเองที่อยู่ในอ้อมอกกลับไหม้เกรียม ดำลงไปอีกหนึ่งระดับ

          แค่นี้ชีวิตข้าก็ย่ำแย่พออยู่แล้ว... แม้แต่ศพยังจะถูกเผาจนเป็นเถ้าอีกรึ

          ไม่นะ!

          เสี่ยวหลันฮวาเหลียวซ้ายแลขวาอย่างหวาดกลัว นึกถึงทิศทางที่ชื่อหลินหนีไปเมื่อครู่ นางรีบอุ้มศพตนเองขึ้น หนีเข้าก้อนเมฆไปโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ท่ามกลางความวุ่นวาย เสี่ยวหลันฮวากลับสามารถบังคับใช้ร่างกายของตงฟางชิงชาง เหินฟ้าขึ้นมาได้อย่างประหลาด และเพราะนางลุกลนจนเกินไป เลยลืมหันกลับไปมอง นางบินไปได้เพียงชั่วครู่ กลับสามารถสลัดกองทัพสวรรค์ที่ไล่ตามจนหลุดไปได้หมด

          นี่มันร่างกายแบบไหนกัน เหตุใดจึงมีพรสวรรค์ปานนี้!

          นางตัดสินใจลอยลงสู่พื้นโลก รอบกายเสี่ยวหลันฮวาไร้ผู้คน ในที่สุดก็ค่อยวางใจลงหน่อย นางมองศพของตนเองที่ทั้งเกรียมทั้งอ่อนยวบ พยายามเขย่าดูอีกครั้ง “ว่ากันว่า วิญญาณจอมมารอย่างเจ้าอยู่เหนือกาลเวลา จะไม่เข้าสู่กงล้อเวียนว่ายตายเกิดมิใช่หรือ แล้วเจ้าไปไหนเสียเล่า? จะไป... ก็ซ่อมร่างกายข้าเสียก่อนไม่ได้หรือ หรือว่ากำลังตามดูและขำข้าอยู่?” เสี่ยวหลันฮวาเหลียวมองบนล่างซ้ายขวา “เจ้าจอมมาร นี่…ตงฟางชิงชาง ยโสโอหังถึงเพียงนั้น อยู่ๆ ก็ตายไปเสียอย่างนี้รึ?....”

          ราคาคุยนี่!

          ขณะที่เสี่ยวหลันฮวาร้องคร่ำครวญอยู่นั้น เสียงเรียกเสียงหนึ่งก็ร้องดังมาแต่ไกล

          “ท่านจอมมาร ท่านจอมมาร”

          เสี่ยวหลันฮวารีบกอดศพตนเองไว้ มองกลับไปด้วยสายตาหวาดระแวงระคนตื่นเต้น นางเห็นชายแก่หนวดยาวผู้หนึ่งกำลังวิ่งตรงมา หอบหายใจรัว มาถึงก็ทรุดลงตรงหน้าเสี่ยวหลันฮวา กลิ้งสามตลบ ยังไม่ทันได้ยืน ก็ก้มหัวคำนับลงกับพื้น ชายแก่ตะโกนว่า “ข้า… ข้าเป็นม้าเร็วแห่งเผ่าปีศาจ คารวะท่านจอมมาร...”

          “เผ่าปีศาจ?” พอได้ยินสองคำนี้เสี่ยวหลันฮวาก็นึกอยากจะมุดดินหนีเอาเสียเลย แต่พอนึกถึงสภาพของตนเองในตอนนี้แล้ว นางคิดว่าเผ่าปีศาจน่าจะปลอดภัยกว่าสรวงสวรรค์ เสี่ยวหลันฮวามองประเมินชายตรงหน้า

          ชายแก่หนวดขาวหมอบอยู่กับพื้น เอ่ยโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า “ยินดีต้อนรับท่านจอมมารบูรพากลับสู่สามโลก”

          เขาดูเคารพเลื่อมใส แทบจะล้มตัวจนแบนราบติดพื้นเลยทีเดียว

          “ตั้งแต่หลังสงครามใหญ่ระหว่างเทพและปีศาจนั้น ข้าลอบแฝงกายเป็นสายลับอยู่ในแดนสวรรค์มาโดยตลอด วันนี้... เสียงถล่มของหอคอยฟ้ากว้างดังสะท้านไปทั่วสวรรค์ ข้ารู้ทันทีว่าท่านจอมมารต้องหลุดจากการจองจำแล้วเป็นแน่ จึงได้ดั้นด้นออกมาต้อนรับ”

          ชายแก่หนวดขาวเดินเข่าก้าวเข้าหาเสี่ยวหลันฮวาสองก้าว ทำท่าเหมือนอยากจะเข้ามากอดเท้านางอย่างนั้นแหละ

          เสี่ยวหลันฮวารีบชักเท้าถอย

          ชายแก่ไม่ติดใจนัก หมอบอยู่กับพื้น กล่าวต่อไปเรื่อยๆ “ท่านจอมมารสมกับเป็นจอมมารแห่งเผ่าปีศาจเสียจริงๆ ตลอดเส้นทางเมื่อครู่ นอกจากผู้ที่ฝึกมาเป็นม้าเร็วเช่นข้าแล้ว คนอื่นนั้น... ไม่ว่าอย่างไรก็ตามท่านจอมมารไม่ทัน”

          ชายแก่พูดพลางกราบไหว้เสี่ยวหลันฮวาไปพลาง “ท่านจอมมาร นับแต่ที่ท่านหายตัวไป พวกเราชาวเผ่าปีศาจก็ถูกสรวงสวรรค์ข่มเหงมาโดยตลอด ยามนี้... ท่านกุนซือเผ่าพันธุ์นกยูงปกครองเผ่าปีศาจทั้งเก้าภาคเอาไว้เป็นหนึ่งเดียว รอเพียงท่านจอมมารกลับมา ทัพปีศาจของเราจะได้กลับไปทวงอำนาจแห่งฟ้าดินคืน หลังจากสิ้นสงครามใหญ่ระหว่างเทพและปีศาจเมื่อคราวที่แล้ว เง็กเซียนฮ่องเต้สลบไสล เทพมังกรก็กลับไปกบดานยังนอกฝั่งฟ้า ถึงตอนนี้ขอเพียงท่านจอมมารรบชนะเทพสงครามโม่ซีได้ เผ่าปีศาจของเราก็จะกุมชัยชนะทั้งหมด...”

          ความคิดของเสี่ยวหลันฮวาสับสนวุ่นวายไปหมด ฟังที่เขาพูดมารู้สึกเหมือนมีแมลงวันฝูงหนึ่งบินหึ่งๆ อยู่รอบหู จนกระทั่งเขาเอ่ยชื่ออันคุ้นเคย เสี่ยวหลันฮวาจึงตอบกลับโดยพลัน “เทพสงครามโม่ซีเป็นคนดีนะ”

          ชายแก่หนวดขาวกำลังเล่าอย่างออกรสชาติ จู่ๆ ได้ยินคำนี้เข้าไปก็ถึงกับอึ้ง แผ่นหลังโก่งงอขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่กล้าเงยหน้า “เอ่อ… ท่านจอมมาร?”

          “เทพสงครามโม่ซีและภรรยาของเขา อาหญิงซานเซิงล้วนเป็นคนดีทั้งคู่ อย่าทำร้ายพวกเขานะ”

          จอมมารเรียกภรรยาของเทพสงครามว่าอย่างไรนะ อาหญิง... ซานเซิง?

          ทั้งยังบอกว่าพวกเขาเป็นคนดีอีกด้วย?

          จอมมารบูรพาที่ตำนานกล่าวขานว่าเป็นผู้รักษาสมดุลของสามโลก สะบัดมือทีหนึ่งก็ทำภูเขาหายได้ทั้งลูกแล้ว เหตุใดจู่ๆ ก็กลายเป็นผู้ทรงธรรมขึ้นมา ซ้ำยังมีมุมมองการวัดค่าของความดีที่สุดแสนธรรมดาอีกด้วย

          ม้าเร็วคิดว่า หากมิใช่เพราะตนอายุมากไปจนหูไม่ดี ก็ต้องเป็นเพราะท่านจอมมารอายุมากไปจนสมองไม่ดี อืม…คนแก่สองคนคุยกันก็เป็นอย่างนี้นี่เอง “ท่านจอมมาร ท่าน...” เมื่อครู่เขาไม่กล้าเงยหน้ามองท่านจอมมาร ตอนนี้พอจะกล้าชำเลืองบ้างเล็กน้อย มองแวบหนึ่งจึงพบว่า ในอ้อมกอดของจอมมารมีศพของสตรีที่อยู่ในสภาพแหลกเหลวนางหนึ่ง

          “ไอ้หยา...” ม้าเร็วก้มหัวคำนับโดยพลัน ทั่วร่างสั่นสะท้าน ไม่กล้าถามอะไรอีก ได้แต่พูดจาคล้อยตามว่า “ท่านจอมมารกล่าวได้ถูกต้องแล้ว”

          “ช้าก่อน...” ทันใดนั้นเสี่ยวหลันฮวาเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ถามม้าเร็วว่า “เจ้ามองเห็นผีหรือไม่?”

          ชายแก่หนวดขาวตกใจกลัวจนสั่นไปถึงก้น “มองไม่เห็น มองไม่เห็น ข้ามองไม่เห็นและไม่อยากมองเห็นอะไรทั้งสิ้น”

          “เจ้าอย่าเพิ่งสั่น” เสี่ยวหลันฮวากล่าว “เจ้าเงยหน้าขึ้นมองดูข้า มองดูรอบๆ ใช้ความสามารถของเจ้าออกมาให้หมด... เจ้าสามารถสัมผัสถึงไอหยินได้หรือไม่? มีหรือเปล่า?” ไอหยินก็คือไอเย็นที่เหล่าวิญญาณทั้งหลายมักจะมีกัน

          “ไม่มี… ไม่มี… ไม่มี” ม้าเร็วรีบส่ายหัวโดยพลัน

          “เช่นนั้นก็จบ...” เสี่ยวหลันฮวาถอนใจอีกครั้ง วิญญาณของตงฟางชิงชางต้องไปที่ยมโลกแล้วแน่ๆ ไหนคุยว่าตัวเองไม่ต้องไปเกิดใหม่อย่างไรล่ะ เสี่ยวหลันฮวาลนลานขึ้นมา... แย่แล้ว... ทำอย่างไรดี ตัวนางไม่อยากถูกตงฟางชิงชางฆ่าตาย แล้วก็ไม่อยากกลายเป็นจอมมารที่มีชีวิตอมตะชั่วนิรันดร์กาล “ไม่ได้การ ข้าจะไปพบท่านพญายม”

          ชายแก่หนวดขาวได้ยินก็ตะลึงงัน เงยหน้ามองเสี่ยวหลันฮวาโดยพลัน เห็นเสี่ยวหลันฮวาอุ้มศพหญิงสาวหันกายเตรียมจะจากไป เขาก็ไม่รู้ไปเอาความกล้ามาจากไหน วิ่งมาขวางที่ด้านหน้า คว้าข้อเท้านางไว้แล้วตะโกนลั่น “ไม่ได้นะท่านจอมมาร ไม่ได้นะ ท่านเป็นความหวังของเผ่าปีศาจ อะไรที่ท่านคิดไม่ตก ข้าจะแบกรับมันแทนท่านเอง ท่านจะตายเพราะผู้หญิงคนเดียวไม่ได้เด็ดขาด”

          “ปล่อยนะ ปล่อยข้า” เสี่ยวหลันฮวาตกใจกลัว รีบสะบัดขา สลัดม้าเร็วให้หลุดออก “ใครบอกว่าข้าจะตายกัน ข้าแค่จะไปขอพบท่านพญายม”

          เมื่อก่อนนายท่านเคยเล่าว่า สิ่งที่รักษาสมดุลของสามภพ รักษากฎแห่งฟ้าดินก็คือ ‘ผนึกไตรภูมิ’ คนธรรมดาเมื่อตัวตาย เทพเซียนเมื่อสิ้นบุญก็จะเข้าสู่ยมโลก ยามนี้หากนางจะเข้าสู่ยมโลกด้วยร่างที่เป็นอมตะของจอมมารบูรพา ก็คงจะมีเพียงวิธีเดียวคือ... ฉีกผนึกไตรภูมิทิ้งเสีย

          แต่การฉีกผนึกไตรภูมินั้นจะทำได้รึ...

          ‘เพียงแค่หอคอยฟ้ากว้างจะทำอะไรข้าได้ ไม่ว่าจะเป็นเขตอาคมใดๆ ต่อให้เป็นผนึกไตรภูมิ ข้าก็สามารถฉีกออกได้โดยง่าย’ คำพูดอันแสนยโสประโยคนี้ผุดขึ้นในหัวของเสี่ยวหลันฮวา

          ใช่แล้ว ตอนที่ตงฟางชิงชางวาดเขตอาคมในหอคอยฟ้ากว้างนั้น เขาเคยพูดไว้เช่นนี้ ตอนนั้นเขาวาดเขตอาคมอย่างไรนะ เสี่ยวหลันฮวากลอกลูกตาไปมา นึกย้อนดูอย่างละเอียด นางเป็นคนความจำดีมาโดยตลอด ตอนยังเป็นดอกตูม นายท่านมักจะมานั่งเขียนดวงชะตาอยู่ข้างๆ นางบ่อยๆ บางดวงชะตาก็ยาวเหยียด พอเขียนถึงส่วนท้ายๆ นายท่านก็มักจะลืมว่าด้านหน้าเขียนอะไรไปแล้วบ้าง

          ดอกไม้น้อยๆ อย่างเสี่ยวหลันฮวาก็จะเอ่ยเตือนนายท่านขึ้นมาอย่างร่าเริง นางไม่ลืมสะบัดกลีบดอกอย่างอวดดีรอให้นายท่านกล่าวชม

          อักษรยันต์ปรากฏขึ้นในความทรงจำของนางทีละตัว นางคว้าตัวม้าเร็วมาถามอย่างรีบร้อน “เมืองเย่ไปทางไหน? รีบพาข้าไปเร็ว”

          เมืองเย่คือสถานที่หนึ่งในโลกมนุษย์ที่ไอหยินแรงกล้าที่สุด อยู่ใกล้ยมโลกที่สุด วาดเขตอาคมที่ตรงนั้นเพื่อฉีกผนึกไตรภูมิน่าจะง่ายดายที่สุดเช่นกัน

          พอเสี่ยวหลันฮวาคว้าตัวเขา ม้าเร็วก็สั่นพั่บไปทั่วทั้งร่าง “อยู่...อยู่ อยู่ทางนี้ ข้าจะพาท่านไป... ข้าจะพาท่านไป”

          ทั้งสองล้วนมีความเร็วสูงด้วยกันทั้งคู่ เพียงแค่ครึ่งชั่วยามก็มาถึงเมืองเย่ ยามนี้เป็นเวลาเที่ยงตรงพอดี บนถนนยังมีผู้คนเดินขวักไขว่อยู่มาก ปลายจมูกเสี่ยวหลันฮวาได้กลิ่นผิดปกติขึ้นมาทันที

          ไอหยิน... มีไอหยินบนถนนตั้งแต่ตอนเที่ยงตรงแบบนี้ สมกับเป็นเมืองผีจริงๆ !

          นางพยายามเดินตามไอหยินที่ว่ามาตลอดทาง ในที่สุดก็มาถึงสวนร้างแห่งหนึ่ง ที่นี่นับเป็นที่ที่มีไอหยินแรงที่สุดในเมืองนี้ กล่าวได้ว่าสวนร้างแห่งนี้เป็นจุดที่ผสานสามโลกเข้าด้วยกัน ภายในสวนมีซอกหลืบน้อยใหญ่ซุกซ่อนอยู่ใต้สุมทุมพุ่มไม้ ล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายโสโครกของโลกมนุษย์

          ความกระหายอำนาจ ความมักมากในกาม ความอาฆาต ความชั่ว โทสะ ล้วนหล่อหลอมกันเป็นกลุ่มวิญญาณปีศาจรูปร่างอัปลักษณ์ บ้างก็หมอบคลานอยู่ตามมุมอับมุมมืด รอให้มีคนเดินผ่าน อาศัยทีเผลอลากเข้าไปกัดกินเลือดเนื้อจนหมดสิ้น

          ม้าเร็วหลบอยู่ด้านหลังเสี่ยวหลันฮวา กระตุกแขนเสื้อนาง “ท่านจอมมาร แม้คำกล่าวของข้าจะฟังดูเหมือนไม่ค่อยเคารพ แต่… แต่ข้าว่าเราอย่าเข้าใกล้ที่นี่กันเลย ข้าได้ยินคนเขาบอกต่อๆ กันมาว่า ที่นี่คือที่ที่สกปรกที่สุดในเมืองผีแล้ว”

          ขี้ขลาดปานนี้ เป็นปีศาจจริงหรือนี่?

          เสี่ยวหลันฮวาชายตามองเขาทีหนึ่งแล้วเบือนหน้าหนี จู่ๆ นางก็เห็นกลุ่มก้อนหมอกควันสีเทารูปร่างประหลาด คลานกันออกมาจากประตูผุพัง เหมือนว่าม้าเร็วจะมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ เขาเอาแต่หลบอยู่ด้านหลังนาง ทอดสายตามองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง

          นี่คือสิทธิพิเศษเฉพาะตัว สำหรับร่างของจอมมารบูรพาเท่านั้นกระมัง?

          สามารถมองเห็นความอัปลักษณ์และชั่วร้ายทั้งหมดในโลกนี้

          เสี่ยวหลันฮวากลืนน้ำลาย กระซิบกระซาบกับตัวเองในใจ ‘หากเลือกได้ ข้าก็ไม่อยากเข้ามาที่นี่เหมือนกัน’ นางรู้ดีกว่าใครว่าตัวเองมิใช่จอมมารตงฟางชิงชางในตำนาน ไม่ได้เก่งกาจขนาดเอะอะก็ฉีกนั่นฉีกนี่ได้ง่ายๆ ยิ่งฉีกผนึกไตรภูมิยิ่งไม่ต้องพูดถึง ด้วยเหตุนี้ นางจึงจำเป็นต้องมาวาดเขตอาคมเพื่อเป็นตัวช่วย

          ก็เลยจำต้องมาที่อัปมงคลแบบนี้อย่างไรเล่า!

          เสี่ยวหลันฮวาอุ้มศพตนเองเดินเข้าไปในสวน ศพที่สดใหม่ไร้วิญญาณสิงสถิตนี่แหละที่จะเป็นสิ่งยั่วยวนชั้นดีให้วิญญาณเหล่านี้อยากมาสิง ทันทีที่นางก้าวเข้าสู่สวนร้างแห่งนั้น ไอดำรอบกายพลันกระเพื่อมขึ้น จิตวิญญาณแห่งความชั่วร้ายนับพันนับหมื่นส่งเสียงตะคอกใส่นาง แต่ละเสียงกรีดแหลมราวกับเสียงลับมีด ดังอยู่ข้างหูของเสี่ยวหลันฮวา แทบจะฉีกแก้วหูนางอยู่แล้ว

          วิญญาณผีร้ายเหล่านี้ล้วนจดจ้องมายังร่างไหม้เกรียมที่นางอุ้มอยู่ มองกันตาเป็นมัน ในใจเสี่ยวหลันฮวานั้นหวาดกลัวยิ่งนัก แต่ตอนนี้นายท่านไม่อยู่ แม้แต่ตงฟางชิงชางก็ไม่อยู่ ด้านนอกสวนนั้นมีเพียงชายแก่หนวดขาวที่ไร้ประโยชน์เสียยิ่งกว่าตัวนางเองอีก นางคงต้องพึ่งตัวเองแล้ว

          เสี่ยวหลันฮวาทำใจให้สงบเอาไว้ ท่องในใจเป็นร้อยรอบว่า ‘ข้าคือตงฟางชิงชาง’

          หลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง พลันปรากฏประกายแสงวูบผ่านดวงตาห้อเลือดของตนเอง นางกวาดสายตาสาดซัดใส่หมอกดำที่พรูเข้าหา ได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องแหลมสูง ไอดำสลายตัวโดยพลัน

          เสี่ยวหลันฮวาตั้งสติ เบิกตาแข็งกร้าว ก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้าสวนต่อไป

          ร่างกายที่นางอาศัยอยู่ในตอนนี้นั้นแข็งแกร่ง จะควบคุมมันได้จิตใจก็ต้องยิ่งแข็งแกร่งกว่า นางต้องเติบโต ต้องแข็งกล้ายิ่งกว่าครั้งใดๆ ในอดีต

          นางกลัวที่สุดคือความตาย

          เพราะฉะนั้น นางจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ร่างเก่าของนางมีชีวิตรอด!

 

บทที่ 3.1

            เสี่ยวหลันฮวาวาดเขตอาคมโดยอาศัยเลือดของจอมมาร

          นางยังไม่ทันได้กระแทกอิฐบนกำแพง ก็รู้สึกว่าฟ้าสั่นแผ่นดินสะเทือน เลือดของจอมมารทรงอานุภาพรุนแรง บีบคั้นจนเหล่าวิญญาณร้ายในสวนร้างต่างพากันกรีดร้องระงม ม้าเร็วที่หมอบอยู่บนพื้นด้านนอก ตะโกนเสียงสลดเข้ามาว่า “ท่านจอมมารจะยอมละทิ้งภารกิจของเผ่าปีศาจเพื่อเซียนหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจริงหรือ? ประชากรเผ่าปีศาจ เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านล้วนเฝ้ารอวันนี้มานานนับหมื่นปี... เป็นหมื่นปีเชียวนะ”

          เท้าข้างหนึ่งของเสี่ยวหลันฮวาเพิ่งจะย่างเข้าไปในปากทางเข้ายมโลก พอได้ยินคำกล่าวนี้ก็อดชะงักเท้าไม่ได้ นางหมุนกายกลับมากล่าวจริงจังว่า “ใช่… เพื่อนางแล้วข้าทำได้ทุกสิ่ง ข้าก็เป็นมารที่เห็นแก่ตัวเช่นนี้เอง ข้าไม่สนใจหรอกว่าใครจะรอนานสักแค่ไหน ใครจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เพราะฉะนั้น พวกเจ้าก็เลิกคาดหวังกับข้า ใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุขตามวิถีของแต่ละคนไปเสียเถอะ”

          ชายแก่หนวดขาวได้ยินแล้วก็โหยไห้คร่ำครวญหนักกว่าเดิม เสี่ยวหลันฮวาอุ้มศพตนเอง ก้าวเข้าสู่ยมโลกด้วยจิตใจสงบ

          บนเส้นทางน้ำพุเหลือง ฝั่งตรงข้ามเป็นทุ่งดอกไม้บานสะพรั่งซึ่งกำลังออกดอกงดงาม บริเวณโดยรอบนั้นเงียบสงัดจนได้ยินเสียงไหลของแม่น้ำว่านชวนที่กั้นระหว่างน้ำพุเหลืองกับตำหนักยมบาล เสียงน้ำเด่นชัดท่ามกลางความเงียบ ตรงหน้าคือเส้นทางเข้าสู่ยมโลก     

          ได้ยินมาว่าภรรยาของเทพสงคราม ชาติก่อนเคยเป็นหินซานเซิง* อยู่ที่ตำหนักยมบาลนี่แหละ เสี่ยวหลันฮวาชะเง้อมองแต่ไกล มองเห็นก้อนหินที่ว่าตั้งอยู่หน้าสะพานไน่เหอ** ทว่าตอนนี้หินซานเซิงกลับมีสภาพไม่ต่างจากก้อนโบราณวัตถุสักเท่าไร มีเชือกคล้องไว้เรียบร้อย ซ้ำยังมีป้ายปักห้ามมิให้เหล่าวิญญาณที่มาเกิดใหม่วาดเขียนก้อนหินตามใจชอบด้วย ที่หน้าสะพานไน่เหอในยามนี้ นอกจากหินซานเซิงแล้วยังมีเหล่าวิญญาณสีดำทะมึนยืนรวมกันเป็นกลุ่มๆ

          เสี่ยวหลันฮวาเดินเข้าไปใกล้ จึงได้เห็นว่ายายเมิ่งที่ในตำนานบอกว่ามักยืนอยู่หน้าสะพานไน่เหอตลอดนั้น... ตอนนี้กลับไม่อยู่ ซ้ำยังไม่มีเจ้าหน้าที่ของยมโลกตนใดมายืนแจกน้ำแกงสักคนเดียว เมื่อเหล่าวิญญาณไม่ได้กินน้ำแกง จึงไม่กล้าไปเกิดใหม่ พอนานเข้าทุกคนก็ยืนรวมตัวกันอยู่หน้าสะพานไน่เหอเป็นกระจุกใหญ่ ดูวุ่นวายไปหมด

          แปลกเหลือเกิน เจ้าหน้าที่ของยมโลกหายไปไหนหมด? เสี่ยวหลันฮวาเดินตามป้ายริมถนนที่ปักอย่างบิดเบี้ยวจนกระทั่งมาถึงตำหนักยมบาล ตลอดทางนั้น นอกจากผีวิญญาณที่ล่องลอยกันอย่างอลหม่านแล้ว นางก็ไม่เจอเจ้าหน้าที่เลยสักตน หรือว่าเจ้าหน้าที่พวกนี้ล้วนเบื่องาน พากันไปเกิดใหม่หมดแล้ว

          แบบนี้ก็แย่สิ....

          นางบ่นพึมพำพลางเดินมาจนถึงตำหนัก

          ตอนนี้ประตูตำหนักปิดอยู่ หน้าประตูไม่มีใครเฝ้าสักตน เสี่ยวหลันฮวาเหลียวซ้ายแลขวาอยู่ครู่หนึ่ง ผลักประตูเปิดออกอย่างระมัดระวัง ได้ยินเพียงเสียงเอี๊ยดอ๊าด นางลองยื่นศีรษะเข้าไปข้างใน พอเห็นบรรยากาศด้านในก็ถึงกับตะลึง

          กลางตำหนักอันน่าเกรงขามแห่งนั้น มีเจ้าหน้าที่ของยมโลกคุกเข่าอยู่เต็มไปหมด พวกเขาล้วนพากันหมอบคลาน เนื้อตัวสั่นเทา สองแถวหน้าสุดมียมบาลเฮยไป๋อู๋ฉาง ซึ่งมีหน้าที่เก็บดวงวิญญาณที่สิ้นลม ยืนขนาบอยู่กับตุลาการ บนเก้าอี้ที่อยู่สูงขึ้นไปอีกนิด มีร่างของพญายมตัวผอมบางกำลังถูกจอมมารตงฟางชิงชางย่ำอยู่ใต้เท้า และบนเก้าอี้ของพญายมนั้น ก็เป็นดวงวิญญาณอันแสนจะโอหังของตงฟางชิงชางที่นั่งวางท่าน่าเกรงขามอยู่

          เขาโยนสมุดอายุขัยในมือทิ้ง “เอายุคที่เก่ากว่านี้อีก”

          บรรดาเจ้าหน้าที่ยมโลกที่คุกเข่าอยู่ รีบวิ่งไปยังตำหนักหลังด้วยเนื้อตัวสั่นเทา พญายมที่อยู่ใต้เท้าจอมมารพูดเสียงสั่นว่า “ใต้… ใต้เท้า จะรื้อต่อไปไม่ได้แล้วนะ รื้อไม่ได้แล้ว ยุ่งเหยิงปนเปกันไปหมดแล้ว...” ตงฟางชิงชางไม่สนใจ ตวัดสายตาขึ้น จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงใบหน้าเสี่ยวหลันฮวา

          ตาต่อตาประสานกัน เสี่ยวหลันฮวาใจหายวาบ

          “โผล่หน้ามาเองเลยรึ” ตงฟางชิงชางแยกเขี้ยวหัวเราะ “เจ้านี่ช่วยประหยัดแรงให้ข้าเสียจริง”

          พอตงฟางชิงชางเอ่ยปาก เจ้าหน้าที่ของยมโลกทั้งหมดในตำหนักล้วนพากันหันมามองนาง แม้เสี่ยวหลันฮวาจะไม่รู้ว่าตงฟางชิงชางคิดจะทำอะไร แต่สัญชาตญาณพลันร้องว่า ‘แย่แล้ว’ นางกำลังคิดจะหนี ทว่าจอมมารที่อยู่บนเก้าอี้เบื้องบนนั้นกลับทะยานตัวพรวดขึ้นในทันใด เขาพุ่งตรงมาทางเสี่ยวหลันฮวาเหมือนดั่งศรที่ออกจากแล่ง

          เสี่ยวหลันฮวาถอยหลังหลายก้าว หันหลังวิ่งหนีออกจากประตู ซ้ำยังไม่ลืมปิดเสียสนิท แต่ใครเลยจะคาดว่าตงฟางชิงชางจะลอยทะลุออกมาจากประตู พุ่งเข้าหานางอย่างไม่ยอมให้หลุดมือ

          เสี่ยวหลันฮวารู้สึกแน่นไปทั้งตัว ราวกับมีกำลังมหาศาลกำลังบีบนางอยู่ พลังนั้นพยายามจะขับไล่นางออกจากร่างของตงฟางชิงชางให้ได้ พลังที่ว่าตัดสายสัมพันธ์ระหว่างวิญญาณกับกายเนื้อลงทีละเล็กละน้อย เจ็บจนเสี่ยวหลันฮวานึกอยากจะร้องไห้

          “เจ้าหมดประโยชน์แล้ว ไสหัวไปซะ” นางได้ยินเสียงของตงฟางชิงชางดังสะท้อนอยู่ในสมอง

          เขาคิดจะชิงร่างเขากลับคืน เสี่ยวหลันฮวาเข้าใจโดยพลัน หากถูกจอมมารแย่งร่างนี้ไป นางจะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนขึ้นมาจริงๆ ไม่มีที่ให้สิงสถิต ได้ตายจริงๆ ล่ะคราวนี้!

          นางยังไม่อยากไปเกิดใหม่ นางจะตายไม่ได้ จะละทิ้งร่างของเขาไปตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด

          นางไขว่คว้าทุกเส้นสายที่สัมผัสได้จากร่างนี้เอาไว้อย่างสุดความสามารถ พยายามให้พลังของตนเบียดจอมมารออกด้านนอก “ข้าจะตายไม่ได้ ต่อไปหากนายท่านไม่ได้เห็นข้าอีก นายท่านจะเสียใจเอาได้ ข้ายังจะต้องไปพบนายท่าน”

          “ไม่ต้องไปแล้ว” ตงฟางชิงชางตวาดตอบ “ไว้ข้าจัดการเรื่องทางนี้เรียบร้อย จะไป ‘เยี่ยม’ นายท่านของเจ้าที่สรวงสวรรค์แล้วฆ่ามันซะ แค่นี้เจ้ากับมันก็จะได้พบกันแล้ว”

          เสี่ยวหลันฮวาได้ยินคำนี้ รู้สึกเลือดขึ้นหน้า ในใจพลุ่งพล่านอย่างไม่เคยเป็น “หากเจ้ากล้าแตะนายท่านของข้าล่ะก็ ข้าไม่ยอมจบเรื่องกับเจ้าแน่” ความโกรธที่มีทำให้นางชิงอำนาจควบคุมร่างกายกลับมาได้ นางเงื้อเท้าขึ้นแล้วพุ่งไปด้านหน้า ชนเข้ากับประตูตำหนักยมบาลด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล ทำเอาตำหนักยมบาลสั่นไปทั้งหลัง ประตูเหล็กเส้นนั้นถูกชนจนเป็นรู ศีรษะของตงฟางชิงชางฝังอยู่ในรูนั้น

          หมดสติไปโดยพลัน

          เหล่าเจ้าหน้าที่ของยมโลกที่คุกเข่าอยู่ในตำหนักยมบาลนั้น เอาแต่จ้องใบหน้าของตงฟางชิงชางที่ค้างเติ่งอยู่บนประตู ทุกอย่างเงียบกริบ ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงมีเจ้าหน้าที่ของยมโลกถามขึ้นว่า “ท่านพญายม เหมือนว่าจอมมารผู้นี้จะเอา ‘ตัวเอง’ มากระแทกจนสลบไปแล้ว ตอนนี้... จะทำอย่างไรดี?”

          พญายมลุกขึ้นมาจากพื้น ตบหลัง ไออยู่สองที ยังไม่ทันพูดอะไร คนเบื้องล่างก็เริ่มคุยกันเสียงดังจอแจ “จะฆ่าเสียเลยดีไหม?”

          “มันมาที่ตำหนักของเราได้ ก็หมายความว่าตายมาแล้วมิใช่หรือ?”

          “ไม่ใช่นะ เมื่อครู่ตอนมันพุ่งออกไปยังเป็นวิญญาณอยู่เลย แล้วทำไมตอนมาคาอยู่ที่ประตูในคราวนี้ถึงมีเนื้อหนังเอาได้เล่า?”

          “ใช่แล้ว เรื่องนี้มีเงื่อนงำ”

          “อย่าไปคิดมากนักเลย โยนมันเข้านรกขุมสิบแปดไปเลยง่ายดี”

          “แบบนั้นจะดีเรอะ? ขืนมันทะลวงนรกขุมที่สิบแปดจนรั่ว ปล่อยผีร้ายในนั้นออกมา เราจะงานเข้าของจริงละทีนี้”

          “งั้นเจ้าบอกมาสิว่าจะทำอย่างไรกับมันดี?”

          คำถามเดียว ทำเอาเหล่าเจ้าหน้าที่ของยมโลกล้วนต่างพากันเงียบลง ทุกคนหันไปมองพญายมที่กำลังปีนกลับขึ้นเก้าอี้อีกครั้ง เมื่อพญายมถูกทุกคนมองแบบนี้ เขาก็นิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ จากนั้นจึงพูดเสียงเบาว่า “พวกเราปรนนิบัติพัดวีมันไปก่อน...”

          เหล่าเจ้าหน้าที่พากันเงียบกริบ

          “จากนั้นค่อยแอบแจ้งสรวงสวรรค์ ขอความช่วยเหลือ”

          ทุกคนหันกลับมามองจอมมารร้ายที่สลบไปแล้ว แต่กลิ่นอายดุร้ายนั้นมิได้ลดทอนลงสักนิด เกิดมติเป็นเอกฉันท์ขึ้นในทันใด นี่อาจจะเป็นวิธีที่ทรงปัญญาที่สุดในตอนนี้แล้วก็เป็นได้

          ท่ามกลางความว่างเปล่านั้น เสี่ยวหลันฮวาพลันได้ยินเสียงหนึ่งกำลังคุยกับตัวนาง “ออกไปเสีย”

           นางลืมตาขึ้น กลับรู้สึกว่ากายครึ่งซีกนั้นหนักหน่วง อีกครึ่งซีกกลับเบาดุจขนนก

          “บอกให้ออกไป” นางได้ยินเสียงแข็งกระด้างอีกแล้ว อึ้งอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยรับรู้ว่า เสียงนี้เปล่งออกมาจากปากตนเอง นางยื่นมือมาปิดปาก แต่กลับยกขึ้นเพียงมือซ้าย

          ไม่อาจรู้สึกหรือควบคุมร่างกายซีกขวาโดยสิ้นเชิง

          เสี่ยวหลันฮวาสะพรึงกลัว “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?” เสียงของนางยังคงเป็นเสียงอันทรงพลังของบุรุษ ยังคงเป็นฝ่ามือใหญ่โตของบุรุษ แต่นางสัมผัสได้อย่างเฉียบคมว่า ร่างร่างนี้เหมือนมีอะไรสักอย่างเปลี่ยนไปในระหว่างที่นางสลบไสล

          “ข้าให้เจ้าไสหัวออกไป” นางได้ยินตนเองตะโกนคำนี้ออกมา แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางอยากจะตะโกนเลยนี่นา

          เสี่ยวหลันฮวางงงวย

          ขณะที่อึ้งอยู่นั้น นางก็เห็นมือขวาของตนขยับ หยิบเอากระจกออกมาวางไว้ตรงหน้านาง จากนั้นก็เกิดเรื่องชวนขวัญผวาขึ้น

          นางเห็นใบหน้าคนสองคนอยู่ในกระจก!

          หน้าหนึ่งเป็นหน้าของเสี่ยวหลันฮวาเอง อีกหน้าหนึ่งเป็นหน้าตงฟางชิงชาง

          “มัน… เรื่องอันใดกัน?”

          “เป็นเพราะเจ้านั่นแหละ ถึงได้มีสองวิญญาณอาศัยอยู่ในร่างเดียว”

          นางกำลังถามเองตอบเอง แต่ก็มิใช่การถามเองตอบเอง

          อยากจะประสาท!

          ตงฟางชิงชางในกระจกมีสีหน้าเขียวคล้ำ สายตาอันชั่วร้ายแทบจะพ่นมีดคมออกมาประหัตประหารนาง ส่วนเสี่ยวหลันฮวานั้นกำลังตกตะลึงพรึงเพริด ท่าทางเหมือนยังไม่เข้าใจเรื่องราว

          “พวกเรา... ร่วมใช้ร่างกายเดียวกัน?” เสี่ยวหลันฮวาพูดอย่างเหม่อๆ “ข้า… กับเจ้า?”

          ชัดเจนว่าตงฟางชิงชางไม่อยากจะพูดย้ำอีกรอบ “รู้การรู้งานหน่อย ไสหัวออกไปจากร่างกายข้าซะ”

          เสี่ยวหลันฮวาอึ้งไปครู่ใหญ่ “ไม่ไป” หลังจากซึมซับข้อเท็จจริงนี้แล้ว เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ สมองของเสี่ยวหลันฮวาก็ทำการประมวลผลอย่างรวดเร็ว “ขืนออกไปข้าก็ตายจริงๆ น่ะสิ เจ้าต้องช่วยให้ข้าฟื้นคืนชีพในร่างเดิมก่อน และยังต้องรับประกันว่าจะไม่สังหารข้า ข้าจึงจะออกไปจากร่างกายเจ้า”

          “ร่างเดิมของเจ้าถูกเผาไปแล้ว”

          เสี่ยวหลันฮวาตะลึงยกใหญ่ “อะไรนะ?”

          ตงฟางชิงชางเย็นชายิ่งนัก “เจ้าหน้าที่ตำหนักยมบาลย่อมไม่ยอมให้เก็บศพของมนุษย์ไว้ที่นี่อยู่แล้ว อย่างไรเสียเจ้าก็ต้องตายลงในสักวัน ตายเสร็จก็ต้องเดินทางมาที่นี่อยู่ดี ไหนๆ มาแล้วก็ควรเลยตามเลย... ไสหัวไปเสีย”

          “ไม่… เจ้าต้องคืนร่างกายให้ข้า”

          “เจ้าน่ะตบร่างกายตนเองตาย ตนเองทำตนเองแท้ๆ จะมาหาเรื่องข้าทำไม?”

          “มันก็ตบด้วยมือเจ้าน่ะแหละ”

          “ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับเจ้า”

          “เรื่องใหญ่อย่างเรื่องของชีวิตจะเป็นเรื่องล้อเล่นได้อย่างไร ถ้าเจ้าไม่คืนข้าก็ไม่ไป” เสี่ยวหลันฮวากล่าว “ที่ข้ายังอยู่ในร่างกายเจ้าในตอนนี้ แสดงว่าเจ้าไม่อาจขับข้าออกไปได้ อย่างไรเสียข้าก็ไม่มีอะไรต้องทำ ก็จะมาพัวพันตอแยเจ้าทุกวันก็แล้วกัน ข้าจะก่อกวนเจ้า ให้เจ้าทำงานทำการอะไรไม่ได้สักอย่างเลยคอยดู”

          ตงฟางชิงชางหรี่ตาลง “คนก่อนหน้าที่เอ่ยวาจาข่มขู่ข้าเช่นนี้ กระดูกของมันถูกข้าป่นกลายเป็นเศษดินใต้ภูเขาไปนานแล้ว”

          เขาขู่ข้า!

          “เอาสิ แสดงว่าเจ้าจะฆ่าตัวตายในตอนนี้สินะ?”

          ตงฟางชิงชางเงียบลง สีหน้าของเขาที่สะท้อนในกระจก ดูมืดครึ้มยากจะหยั่ง ทำเอาเสี่ยวหลันฮวาเห็นแล้วใจสั่น จากนั้นไม่นาน ตงฟางชิงชางก็วางกระจกลง กล่าวเสียงเบาว่า “ได้… ข้าจะช่วยเจ้า”

          เสี่ยวหลันฮวามองไม่เห็นกระจก จึงไม่เห็นสีหน้าของตงฟางชิงชาง แต่กลับรู้สึกว่าเขากำลังแสยะยิ้มที่มุมปาก

          นางพอจะจินตนาการได้ว่า ใบหน้าของตนเองในตอนนี้จะฉายสีหน้าเจ้าเล่ห์และชั่วร้ายสักปานใด

          พลันเสี่ยวหลันฮวาก็มีลางสังหรณ์อันไม่เป็นมงคล “ทำ… ทำไมถึงช่วย?”

          “เจ้าต้องการมิใช่หรือ?” ตงฟางชิงชางกล่าว “ในเมื่อเจ้าจะเอา ข้าก็จะให้”

          จากนั้น... ลางสังหรณ์อันไม่เป็นมงคลที่อยู่ในใจเสี่ยวหลันฮวาก็ยิ่งขยายใหญ่มากขึ้น

          ตงฟางชิงชางรับปากว่าจะปั้นร่างเนื้อร่างใหม่ให้เสี่ยวหลันฮวา แต่ตงฟางชิงชางบอกว่า เขาต้องอยู่หาข้อมูลที่ตำหนักยมบาลสักพักก่อน

          เสี่ยวหลันฮวาแปลกใจนัก หนังสือของตำหนักยมบาลนอกจากพวกสมุดอายุขัยกองพะเนินนั้นแล้ว ยังมีข้อมูลสำหรับสร้างกายเนื้ออยู่ด้วยหรือ? แต่ตงฟางชิงชางบอกว่าจะตรวจสอบ นางก็จำต้องยอมให้เขาตรวจสอบ ทำอย่างไรได้ ก็ตอนนี้พวกเขาใช้ร่างกายเดียวกันแล้วนี่

          นอกจากนี้แล้ว อีกเรื่องที่ปัจจุบันทันด่วนเสียยิ่งกว่า เสี่ยวหลันฮวากับตงฟางชิงชางต้องเรียนรู้ที่จะ....

          ตงฟางชิงชางทำสีหน้าเขียวคล้ำ “ข้าบอกให้เจ้าเดินก็เดินสิ ก้าวขาออกไปหน่อย”

          ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ที่ตำหนักนอนของพญายม พอเสี่ยวหลันฮวากับตงฟางชิงชางลงจากเตียงแล้ว ทั้งสองก็ไม่เคยก้าวออกจากห้องนอนอีกเลย หลังจากที่เสี่ยวหลันฮวาถูกตงฟางชิงชางตะคอกใส่ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมโทสะ ความหวาดกลัวในใจที่มีต่อตงฟางชิงชางก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ “ข้าก็เดินแล้วมิใช่รึ? ต้องก้าวยาวสักแค่ไหนเล่า? ก็ข้ากลัวสะดุดล้มนี่”

          “เดินอยู่ดีๆจะสะดุดอะไรได้”

          “ก็สะดุดเจ้านั่นไง?”

          ตงฟางชิงชางรู้สึกแพ้พ่ายขึ้นในใจอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เขายกมือขวานวดที่หว่างคิ้ว “ไม่มีทาง ไม่มีทางสะดุดเด็ดขาด ก่อนหน้านี้ตอนที่เจ้าใช้ร่างกายข้าคนเดียว ก็ไม่เห็นเจ้าจะกังวลเรื่องพวกนี้เลยนี่ ทำตัวให้มันปกติหน่อยสิ”

          เสี่ยวหลันฮวาตีหน้ามุ่ย “ตอนที่ใช้ร่างกายนี้คนเดียวก็ไม่เป็นไรหรอก จู่ๆ เจ้าก็เบียดเข้ามา ทำเอารู้สึกแปลกไปทั้งตัว พอลุกขึ้นยืนก็รู้สึกเหมือนมีอะไรเพิ่มเข้ามาในร่างกาย...” เสี่ยวหลันฮวายกมือซ้ายแนบเข้ากับใบหน้าซีกซ้าย “ข้าไม่อยากรู้สึกว่ามีของประหลาดเจือปนอยู่ในร่างกายตนเองนี่ น่าอายชะมัด”

          “…………..…”

          ทันใดนั้น ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นที่ด้านนอก “ใต้เท้า...ใต้เท้าท่านต้องการความช่วยเหลืออันใดหรือไม่?” เจ้าหน้าที่ของตำหนักยมบาลถามอย่างระมัดระวังจากด้านนอก

          คนที่อยู่ด้านในเงียบไปครู่หนึ่ง ตงฟางชิงชางเอ่ยปากขึ้นก่อน “เอาสมุดอายุขัยที่ข้าเปิดค้างไว้เมื่อวานมาดูสักหน่อย”

          คนด้านนอกตอบรับเสียงสั่นแล้วเดินจากไป เสี่ยวหลันฮวาถามอย่างสงสัย “เจ้าจะดูสมุดอายุขัยไปทำไมกัน?”

          ตงฟางชิงชางหัวเราะเสียงเย็น “ประดิดประดอยร่างใหม่ให้เจ้าอย่างไรเล่า ดูสิว่าใครตายเร็ว จะได้เอาศพมาให้เจ้าสิง”

          นี่มันฟังดูแปลกๆ แต่พอคิดอย่างละเอียดแล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ตอนนี้นางก็ทำได้เพียงสวมวิญญาณลงบนศพผู้อื่นเท่านั้นแหละ

          เพียงครู่เดียว เจ้าหน้าที่ก็เอาสมุดอายุขัยมาตามคำสั่ง กองลงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ รอให้ตงฟางชิงชางไปดู ตงฟางชิงชางกลับยืนอยู่กับที่ไม่ยอมขยับ เจ้าหน้าที่ของยมโลกรออยู่นาน ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว บังอาจเงยหน้าเหลือบมองตงฟางชิงชางทีหนึ่ง

          จอมมารเบนสายตาทอดลงบนกายเขาอย่างเย็นชา เจ้าหน้าที่ตัวสั่นโดยพลัน รีบถอยร่นออกนอกประตู “ข้าจะรออยู่ด้านนอก ใต้.. ใต้เท้ามีเรื่องใดจะสั่งการก็เชิญเรียกข้าได้”

          เจ้าหน้าที่ของยมโลกวิ่งเหยาะๆ ออกไปนอกประตู ก่อนปิดประตูลง เขาก็เห็นตงฟางชิงชางขยับในที่สุด ทว่าท่าทางการเดินเหินนั้น...

          “จอมมารไม่ได้ทำอะไรเจ้าใช่หรือไม่?” เจ้าหน้าที่อีกตนที่ยืนรออยู่นอกประตูดึงตัวเจ้าหน้าที่ตนแรกเข้ามาถาม “ยังอยู่ดีหรือไม่?”

          “ข้าน่ะยังอยู่ดี” เจ้าหน้าที่ตนแรกลูบคาง “แต่ข้ารู้สึกเหมือนว่าจอมมาร ดูแล้วเหมือน... ร่างเขาจะชาไปครึ่งตัว”

          “เอ๋... ร่างกายเขามีอะไรผิดปกติหรือเปล่าหนอ เมื่อวานก็พุ่งเข้าชนประตูตำหนักยมบาลของเรา หรือว่า... บางทีเราไม่ต้องรอกำลังพลจากสรวงสวรรค์แล้ว สามารถจัดการ...” เจ้าหน้าที่ตนที่สองทำมือเป็นท่าเชือดคอ

          เจ้าหน้าที่ตนแรกปัดมือเขาเสีย “อย่าเลย สายตาเขาเมื่อครู่ที่จ้องข้า ทำเอาข้าหนาววาบไปถึงถุงน้ำดีเลยทีเดียว เฝ้าประตูต่อไปเถอะ อย่าปล่อยให้เขาหนีไปไหนได้”

          คำพูดที่นอกเรือนเข้าหูเสี่ยวหลันฮวาอย่างครบถ้วนกระทงความ และย่อมเข้าหูตงฟางชิงชางไปแล้วด้วย ร่างของจอมมารร่างนี้ หูตาสับปะรด ซ้ำยังทุบไม่ตายทุ่มไม่พัง ช่างสะดวกต่อการใช้งานยิ่งนัก

          เสี่ยวหลันฮวากังวลนิดๆ ว่าตงฟางชิงชางจะเกิดอารมณ์เสียแล้วทำร้ายเจ้าหน้าที่สองตนข้างนอกนั่นจนวิญญาณแหลกสลาย เสี่ยวหลันฮวาคิดเช่นนั้นจึงยื่นมือซ้ายไปหยิบเอากระจกมาวางไว้ตรงหน้า

          กระจกนั้นปรากฏเงาคนสองคนทันที ตงฟางชิงชางมีสีหน้าไร้อารมณ์ เหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่เจ้าหน้าที่ด้านนอกพูดคุยกัน นางจ้องมองกระจกทองแดงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถูกตงฟางชิงชางใช้มือขวาจับกระจกโยนทิ้งไปอีกทาง “หันตาซ้ายมาเดี๋ยวนี้... เอามือซ้ายประคองสมุดไว้ด้วย เราจะเริ่มอ่านหนังสือกัน”

          เสี่ยวหลันฮวานั้นไม่ปฏิเสธคำขอที่สมเหตุสมผลแบบนี้อยู่แล้ว นางเหลือบตากลับมา และหยิบสมุดขึ้นอย่างว่าง่าย อดไม่ได้ที่จะถามเขา “นี่… เจ้าไม่โกรธหรือ?” เสี่ยวหลันฮวาประหลาดใจนัก “เจ้าได้ยินที่พวกเขาพูดหรือไม่?”

          “เจ้าได้ยิน ข้าเองก็ย่อมได้ยิน”

          “เจ้าไม่ฆ่าพวกเขาหรือ?”

          ตงฟางชิงชางพลิกสมุดอายุขัยไปอีกหน้าหนึ่ง “ในสามโลกนี้ คนที่โกรธแค้นข้า คนที่คิดฆ่าข้า มีมากเสียยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทรและเม็ดทรายในทะเลทรายรวมกันเสียอีก แค่เจ้าหน้าที่ระดับล่างสองตน มีค่าพอให้ข้าต้องลงมือรึ?”

          ฟังตงฟางชิงชางบอกเล่าอย่างเรียบง่ายเช่นนี้ เสี่ยวหลันฮวาก็ทำหน้ามุ่ย ที่แท้ราชสีห์ก็ไม่อยากเสียเวลาไปกัดตอบสุนัข “เป็นคำตอบที่โอหังมาก”

          ตงฟางชิงชางวางสมุดอายุขัยในมือลง “ก่อนหน้านี้ก็แล้วไป นับแต่นี้ไปอย่าได้ใช้ใบหน้าข้าทำสีหน้าเช่นนี้อีก”

          เสี่ยวหลันฮวาแปลกใจ “ทำหน้ามุ่ยหน่อยจะเป็นไรไป ทำเจ้าเจ็บตรงไหนหรือ?”

          “ข้าไม่อนุญาต”

          “เอาเถอะ... เอาเถอะ” เสี่ยวหลันฮวาทำหน้ามุ่ยอีกครั้ง “เรื่องมากชะมัด”

          “บอกแล้วว่าไม่อนุญาต!”

          “รู้แล้ว... รู้แล้ว”

บทที่ 3.2 (จบบท)

          ตงฟางชิงชางสูดลมหายใจลึกๆ ทีหนึ่ง อดกลั้นอารมณ์คุกรุ่นไว้ กำลังจะทำใจให้สงบเพื่อทำงานอย่างจริงจังอยู่แล้วเชียว จู่ๆ ก็รู้สึกว่าลูกตาซ้ายของตนกลอกไปทางด้านข้าง ทำให้ใบหน้าของเขาดูคล้ายคนตาเหล่ ทันใดนั้นจอมมารบูรพาก็บังเกิดความรู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และเขาเองก็อธิบายไม่ถูก

          ตงฟางชิงชางหลับตาขวาลงอย่างอดทน สุดท้ายก็ไม่สนใจเสี่ยวหลันฮวาอีก ตรวจดูสมุดอายุขัยด้วยตาขวาเพียงข้างเดียว

          เสี่ยวหลันฮวาติดอยู่ที่นี่ไปไหนไม่ได้ ข้างๆ นางมักจะมีเสียงของตงฟางชิงชางกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สมุดอายุขัยของตำหนักยมบาลบันทึกเดือนเกิด ปีเกิด และวันเวลาตายของแต่ละผู้คนไว้อย่างละเอียด พอข้อมูลรวมกันมากเข้าก็ดูละลานตาไปหมด เทียบกับแผ่นดวงชะตาชีวิตที่นายท่านเขียนแล้ว สมุดอายุขัยดูน่าเบื่อกว่ามาก เสี่ยวหลันฮวาชายตามองครู่หนึ่ง ความง่วงก็เข้าครอบงำ

          นางพยายามฝืนแล้วแต่ก็ทนไม่ไหว หลับตาซ้ายลงแล้วเข้าสู่นิทรา

          ตงฟางชิงชางอึ้งไป สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าอีกวิญญาณหนึ่งในร่างของเขากำลังหลับปุ๋ย...สายตาเขาเกร็งนิ่ง แวบหนึ่ง บังเกิดความคิดจะขับเสี่ยวหลันฮวาออกจากร่างกายอีกครั้ง แต่พอเขาพยายามค้นหาภายในร่าง กลับหาสายใยที่เชื่อมระหว่างร่างกายของเขากับวิญญาณเสี่ยวหลันฮวาไม่พบเลย

          ทั้งที่เป็นวิญญาณที่มาจากภายนอกแท้ๆ ร่างกายเขาไม่เพียงแต่ไม่ขับไล่นางออกไป แต่กลับผสานได้เป็นอย่างดี

          ตงฟางชิงชางจ้องมองสมุดอายุขัย ดวงตาข้างขวากลอกไปมา ชั่วเสี้ยวจังหวะนั้น เขาเกิดความคิดนับไม่ถ้วนขึ้น

          ทันใดนั้น ทรวงอก ณ จุดที่วิญญาณของพวกเขาสัมผัสกันก็รู้สึกอุ่นวาบ มีความรู้สึกหน่วงๆ เล็กน้อยถ่ายทอดมา ราวกับว่าอีกวิญญาณหนึ่งกำลังเอนร่างพิงกายเขาอย่างผ่อนคลาย นางผู้นั้นกำลังพักพิงวิญญาณของตนเองกับเขาอย่างไม่ได้ระแวดระวัง ไม่ปิดกั้นตัวเอง ปล่อยให้วิญญาณอันบริสุทธิ์แนบสนิทอยู่กับทรวงอกเขา

          ตงฟางชิงชางใจลอย รู้สึกประหลาดกับสัมผัสนี้ ไม่เคยมีใครกล้าปล่อยตัวตามสบายเมื่ออยู่ข้างกายเขามาก่อน

          แต่ก็ใจลอยได้เพียงอึดใจเท่านั้น ตงฟางชิงชางกะพริบตา โยกสมาธิกลับมาที่สมุดอายุขัย ไม่แน่ว่าชาวสวรรค์ช่างสาระแนพวกนั้นอาจโผล่มาได้ทุกเมื่อ แม้เขาเองจะไม่หวาดกลัวการสู้รบ แต่ก็นึกรำคาญใจที่มีคนมาเกะกะแผนการของเขา เขาต้องรีบหา

          หา...

          ตอนที่เสี่ยวหลันฮวาตื่นขึ้นมานั้น ตงฟางชิงชางยังพลิกดูสมุดอายุขัยอยู่

          ยมโลกไม่แบ่งกลางวันกลางคืน ท้องฟ้านั้นเป็นสีเทาไปตลอดทั้งแถบ เป็นเช่นนี้ตลอดกาล เสี่ยวหลันฮวาไม่รู้ว่าตนเองหลับไปนานแค่ไหน แต่ก้มหน้าลงมองใต้โต๊ะ สมุดอายุขัยที่ผ่านสายตาตงฟางชิงชางไปนั้นก็กองสูงเท่าตัวนางแล้ว

          เสี่ยวหลันฮวานิ่งอึ้ง “นี่เจ้าหาอะไรอยู่กันแน่เนี่ย?”

          ตงฟางชิงชางไม่สนใจคำถาม สายตาหยุดอยู่บนสมุดอายุขัยในมืออยู่นาน มิได้พลิกต่อ

          เสี่ยวหลันฮวาเบนตาไปมอง เห็นว่าหน้านั้นเขียนเพียงวันเวลากำเนิดและกำหนดวันมรณะของหญิงสาวนางหนึ่ง “เซี่ยหวั่นชิง อายุยี่สิบสองปี มรณะ…” เสี่ยวหลันฮวาพึมพำชื่อนั้น เผลออุทานโดยพลัน “สั้นเหลือเกิน เทียบกับหญิงสาวที่ชื่อไพเราะขนาดนี้ นับว่าน่าเสียดาย”

          มุมปากข้างหนึ่งถูกดึงขึ้น เสี่ยวหลันฮวารู้สึกว่าตงฟางชิงชางหัวเราะออกมา “น่าเสียดายหรือ? เช่นนั้นพวกเราก็เลือกนางแล้วกัน”

          เสี่ยวหลันฮวาอึ้งไป ได้ยินตงฟางชิงชางหัวเราะพลางกล่าวว่า “เจ้าเซียนบุปผาน้อย นี่ก็ใกล้เวลาที่พวกเราจะได้กลับโลกมนุษย์แล้ว”

          เสี่ยวหลันฮวารู้สึกว่าสมองตนเองยังมึนงงอยู่นิดๆ ตงฟางชิงชางลุกขึ้นมาแล้วก้าวเท้าย่างไปทางประตู พอเดินไปได้สองก้าว ความรู้สึกตื้นตันยินดีที่เมื่อครู่ปรากฏขึ้นกลางใจของตงฟางชิงชาง... ก็พลันสลาย

          เขาประคองโต๊ะยืนนิ่ง เอ่ยปากอย่างอดทนอดกลั้นที่สุด “อย่าปล่อยให้ขาซ้ายข้ากลายเป็นขาปลอม... ขยับเดี๋ยวนี่!”

          เสี่ยวหลันฮวาถูกเขาตะคอกจนตกใจ ตงฟางชิงชางปล่อยมือออกจากโต๊ะ พยายามก้าวเท้าเดินให้เร็วยิ่งขึ้น “ก้าวเท้าไป ก้าวให้ยาว” เขาเลือกที่จะทารุณกรรมกับตนเองเพื่อบีบให้เสี่ยวหลันฮวาก้าวตามฝีเท้าของเขาให้ทัน “แกว่งแขนด้วย เจ้าไม่เคยเดินรึ? อย่าให้ข้าต้องขยับมือเท้าเพียงข้างเดียว”

          เสี่ยวหลันฮวารู้สึกว่าวิญญาณของตนหกคะเมนตีลังกาอยู่ในร่างของตงฟางชิงชาง พอถูกเขาตะคอกอีกหลายที ก็ยิ่งมึนจนหาทิศทางไม่ถูก ในภาวะวุ่นวายเช่นนี้ ในที่สุดเสี่ยวหลันฮวาก็ก้าวเท้าประสานกับฝีเท้าของตงฟางชิงชางได้ดั่งปาฏิหาริย์ อาจเป็นเพราะมีความทรงจำเก่าๆ ในร่างกายนี้อยู่แล้ว เพียงครู่เดียวนางก็สามารถเดินได้เป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

          “จอมมารผู้นั้นทำอะไรอยู่ในเรือนรึ? ดูเหมือนกำลังรื้อค้นตู้อยู่”

          “เหมือนกำลังเดินไปกลับวนเป็นวงกลมอยู่ในเรือน...”

          “เจ้าแน่ใจนะว่านี่คือจอมมารตัวจริง? อมตชนเหนือกาลเวลาผู้นั้น? ไม่ใช่ว่าวิญญาณปัญญานิ่มปลอมตัวมาหรอกหรือ?”

          พอเสียงคุยกันด้านนอกถ่ายทอดมาเข้าหู ทำเอาเสี่ยวหลันฮวารู้สึกผิดต่อจอมมารยิ่งนัก ดูสิ... เขาถูกนินทาจนกลายเป็นตัวอะไรไปแล้วก็ไม่รู้

          ตงฟางชิงชางเงื้อมือขวาขึ้น อาภรณ์สั่นไหว กระแสลมโหมพัดสะบัดพลิ้วดุจมังกรเหิน กระแสพลังสายหนึ่งพุ่งขึ้นจากพื้น พุ่งตรงเข้ากระแทกประตูพังสองบาน ชนผีสองตัวที่เฝ้าอยู่ด้านนอกจนล้มลง เสียงสายลมคำรามก้อง เหินวนไปมาอย่างโอหังเหนือผืนดินของยมโลก

          ตงฟางชิงชางก้าวเท้าออกประตู ยามนี้เสี่ยวหลันฮวาก้าวตามฝีเท้าเขาได้ทันแล้ว การเดินเคียงคู่กับเขากลายเป็นสัญชาตญาณของนางไปทันทีตงฟางชิงชางสูดลมหายใจลึก ทอดถอนใจเบาๆ เขารู้สึกเหมือนโรคเรื้อรังภายในกายถูกรักษาจนหายขาด ทั้งสบายและสะใจ

          ในที่สุดก็เดินเป็นแล้ว!

          เขาก้าวข้ามร่างของผีสองตนนั้น โดยไม่เหลียวไปมองเลยสักนิด ทั้งสองร้องครวญอยู่เบื้องหลังเขา “ใต้เท้า ท่านจะไปจากยมโลกไม่ได้นะ...”

          เดิมทีเสี่ยวหลันฮวาตั้งใจจะเหลียวไปมองสักหน่อย จะอธิบายกับผีทั้งสองตนว่าเหตุใดนางถึงต้องไปโลกมนุษย์ แต่ตงฟางชิงชางกลับทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น เขาเดินหน้าต่อไปโดยไม่เหลียวกลับมามองเลยสักนิด กล่าวเพียงว่า “กลอกตาซ้ายกลับมา”

          ตาสองข้างมองคนละทิศ มองอย่างไรก็น่าทุเรศ อาจทำให้เหล่าผีและวิญญาณในยมโลกตกใจจนขวัญหายก็เป็นได้

          อีกอย่าง... จอมมารอย่างเขาจะเดินตาเหล่ไม่ได้ !

          พวกเขาเดินมาถึงที่ตั้งของก้อนหินซานเซิง แม้แต่พญายมก็ยังตามมาห้ามปรามพวกเขา “ใต้เท้า ใต้เท้าจอมมาร นี่ท่านจะไปไหนรึ ไม่อยู่ที่ตำหนักยมบาลต่ออีกสักหน่อยเล่า ข้าสู้อุตส่าห์เตรียมระบำวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ของยมโลกเราไว้ให้ใต้เท้าเลยนะ...”

          “เต้นให้ตัวเองดูเถอะ” ตงฟางชิงชางไม่เงื้อมือขึ้นเลยด้วยซ้ำ เพียงคำกล่าวของเขาก็ปัดร่างพญายมจนกระเด็นออกห่าง พวกเขาก้าวข้ามสะพานไน่เหอ

          ด้านหน้ามีเงาผีวูบวาบ ที่แท้ก็เป็นยมบาลเฮยไป๋อู๋ฉางที่มายืนขวาง

          ตงฟางชิงชางหัวเราะ “จะลงมือรึ... ได้สิ”

          พูดจบ เขาก็ชูมือขวาขึ้นเบาๆ กระแสลมแรงม้วนตัวจนเป็นพายุลูกโต ฉีกทำลายตำหนักยมบาลที่เคยสงบสุข กรีดดินเหนียวที่พื้นจนเป็นร่องลึกมองไม่เห็นก้น

          กระบวนท่านี้อาจไม่มีใครรอดชีวิต หากมิใช่เพราะฟาดลง ณ จุดที่อยู่ห่างจากยมบาลเฮยไป๋อู๋ฉางไปไกล... เห็นทีวิญญาณตรงหน้าคงจะแตกสลายไปหมด

          ไม่ใช่ว่าตงฟางชิงชางจะยอมใจอ่อนให้ศัตรู แต่เป็นเพราะมือซ้ายของเขายื่นไปผลักมือขวาได้ทันเวลาต่างหากเล่า

          แม้ตัวเองจะเป็นฝ่ายห้ามตัวเองแท้ๆ แต่ตอนนี้จอมมารกลับมีสีหน้าเขียวคล้ำ เหมือนอยากจะหั่นใครสักคนให้เป็นหมื่นชิ้น

          “ขืนพวกเจ้าไม่ยอมให้ข้าไปเช่นนี้ ข้าจะฟาดพื้นของเขตยมโลกให้เละเป็นเต้าหู้เลยทีเดียว” จบคำพูดประโยคนี้ คำพูดประโยคถัดไปกลับกล่าวขึ้นมาอย่างอ่อนโยนระคนขวยเขิน “ทุกคน... ได้โปรดหนีเอาชีวิตรอดกันไปก่อนเถิด”

          ทั้งผี ทั้งวิญญาณ ทั้งเจ้าหน้าที่รอบกายคิดว่าตัวเองอาจจะหลอน... หรือไม่ก็หูฝาดตาฝ้า เพราะหลังจากที่พูดประโยคที่สองจบ ใบหน้าของจอมมารผู้นี้มีสีหน้าทั้งโกรธ ทั้งเขินอาย สลับกันไปมาดูสับสนอลเวงไปหมด

          มือขวาของเขาที่ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศถูกมือซ้ายกุมไว้แน่น ทั้งสองมือเริ่มสั่นไหวนิดๆ

          เหล่าชาวยมโลกล้วนอึ้งกันไปเป็นแถบ แท้ที่จริงแล้ว จอมมารบูรพาผู้นี้เป็นคนสับสนในตัวเองอย่างนั้นหรือ?

          ตงฟางชิงชางชักมือกลับ พุ่งเข้าบ่อเวียนว่ายตายเกิดด้วยความเร็วสูง ทำราวกับจะหนีอาย

          ในบ่อเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีแสงวิบวับไหลวนอยู่เต็มไปหมด เสี่ยวหลันฮวาเอ่ยปากขึ้นว่า “นี่…จอมมาร ไม่เห็นต้องทำหน้าตึงแบบนี้เลยนี่นา ข้ารู้ว่าข้าทำไม่ถูกที่ไปรบกวนการแสดงพลังอันยิ่งใหญ่ของเจ้า แต่เจ้าก็ไม่ควรจะฆ่าคนเพื่ออวดอ้างบารมีไปเสียทุกเรื่อง เจ้าดูเมื่อครู่สิ แค่ทำแผ่นดินแยกพวกเขาก็ตกใจจนไม่กล้าขยับแล้ว”

          ตงฟางชิงชางไม่อยากจะสนใจวิญญาณที่อยู่ในร่างของตนอีก

          แสงสีขาวแสบตาแวบปราดผ่าน ทิวทัศน์โดยรอบผันเปลี่ยนชั่วอึดใจ อากาศที่สัมผัสกับปลายจมูกนั้นเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เสี่ยวหลันฮวารู้ว่านางมาถึงโลกมนุษย์แล้ว แต่...

          แปลกนัก ทำไมอากาศของโลกมนุษย์ถึงขุ่นมัวเช่นนี้? ซ้ำลมยังแรง

          “ท่านจอมมาร ท่านจอมมาร”

          ม้าเร็วยังเฝ้ารออยู่นอกสวน เห็นตัวจอมมาร ก็ดีใจจนร้องไห้ น้ำหูน้ำตาไหลพรากทั่วใบหน้าแก่ๆ ของเขา

          ที่แท้ พวกเขาก็กลับมายังสวนร้างผุพังของเมืองเย่นี้อีกครั้ง

          “ในที่สุดท่านจอมมารก็ออกมาแล้ว ข้าได้พบท่านเสียที มาเถอะ ที่นี่ไม่เหมาะจะอยู่นาน เรารีบไปกันเถอะ”

          เสี่ยวหลันฮวารู้สึกแปลกใจนัก นางจำได้ว่าตอนมาที่นี่มีกลุ่มก้อนวิญญาณกระจายตัวอยู่เยอะแยะไปหมด และอากาศก็ไม่ได้ขุ่นมัว ไม่น่าสูดดมเท่าตอนนี้ กลิ่นอายแบบนี้ ไม่ต่างอะไรจากยมโลกสักนิด มีกลิ่นอายเช่นนี้เกิดขึ้นในโลกมนุษย์ ไม่น่าจะดีเท่าไรกระมัง

          เสี่ยวหลันฮวาหันกลับมามอง เบิกตาโตโดยพลัน

          มัน… เรื่องอะไรกันแน่? นางจำได้ว่าตอนไปยมโลก นางเปิดเพียงช่องเล็กๆ ที่กำแพงเท่านั้นนี่นา ทำไมตอนนี้ช่องนี่ถึงได้สูงกว่าตัวนางถึงสองเท่าไปแล้วล่ะ?

          ช่องสีดำขยายตามกำแพงไปถึงหลังคา ไอหยินไหลออกจากช่องด้านในไม่หยุด ทั้งความแค้น ความชั่วร้ายทั้งหมดทั้งมวลของโลกมนุษย์ กำลังจะหล่อหลอมเข้าด้วยกันอยู่นอกช่องนั้น

          ดูท่าทางแล้วอีกเพียงไม่นาน ความชั่วร้ายของที่นี่ก็จะผสานตัวรวมเป็นก้อนวิญญาณขนาดใหญ่ได้ ถึงตอนนั้นราษฎรของเมืองเย่ต้องแย่แน่ๆ

          “อืม ทำได้ไม่เลว” ตงฟางชิงชางมองดูช่องนั้นแต่กลับหัวเราะอย่างพึงพอใจ “นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะจำวิธีวาดเขตอาคมของข้าได้ด้วย ซ้ำยังฉีกผนึกไตรภูมิเสียเป็นรูโหว่ขนาดนี้”

          เสี่ยวหลันฮวาตกใจจะร้องไห้อยู่แล้ว “ช่อง... ช่องนี้แหวกออกแล้วทำไมถึงไม่ปิดตัวลงเองเล่า?”

          ตงฟางชิงชางหัวเราะเย้ยหยัน “เจ้าคิดว่าผนึกไตรภูมิมันทำจากเนื้อหนังหรือไร? พอกรีดออกแล้วจะได้ซ่อมแซมตนเองกลับไปได้น่ะ”

          เสี่ยวหลันฮวาได้ยิน ในใจก็พรั่นพรึงนัก “เช่นนั้นก็จบกัน ทำอย่างไรดี ข้าก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้ หากนายท่านรู้เข้าล่ะก็ เขาจะเอาข้าไปทำอาหารหมูจริงๆ แน่”

          “งั้นก็ให้นายท่านของเจ้ารีบหาตัวเจ้าพบเร็วๆ หน่อย เอาเจ้าไปทำอาหารหมูเสียจะได้จบๆ เรื่องไป” ตงฟางชิงชางพูดอย่างเย็นชา เขาหันกายจะจากไป แต่ขาซ้ายกลับยืนมั่นอยู่กับพื้นไม่ยอมขยับ

          เสี่ยวหลันฮวากล่าวโทษเขา “ทำไมเจ้าถึงทำเป็นมองไม่เห็นได้นะ ปากทางนี้ยังขยายกว้างไม่หยุด หากไอชั่วร้ายนั้นโอบล้อมเมืองนี้ คนที่นี่จะทำอย่างไร?”

          “เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?”

          “ทำไมจะไม่เกี่ยว ก็เพราะข้าเข้าไปตามหาเจ้า ถึงได้เกิดเรื่องขึ้น”

          “ท่านจอมมาร? ท่านจอมมารพูดอะไรหรือ” ม้าเร็วไม่กล้าก้าวเข้ามาในสวน ได้แต่ตะเบ็งเสียงถามมาจากด้านนอก “ลมแรงเกินไป ข้าไม่ได้ยินที่ท่านพูด ท่านรีบออกมาเถอะ ท้องฟ้าพวกนี้ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ที่ฉีกขาดของผนึกไตรภูมิ อีกไม่นานเมืองเย่แห่งนี้จะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เราจะอยู่ที่นี่นานนักไม่ได้ คนของแดนสวรรค์อาจจะหาเราพบ”

          เสี่ยวหลันฮวาได้ยินก็ยิ่งไม่ยอมไป “หากคนได้รับผลกระทบ เรายิ่งต้องรีบปิดช่องนี้เสีย มิฉะนั้นจะเกิดเรื่องใหญ่”

          ตงฟางชิงชางหงุดหงิดใจนัก ตีสีหน้าเย็นชา “ข้าไม่เคยได้รับการกราบไหว้จากชาวโลก เหตุไฉนต้องดูแลสารทุกข์สุกดิบของพวกมันด้วย อย่าว่าแต่แค่ฉีกผนึกไตรภูมิในวันนี้เลย ต่อให้ข้าทำลายผนึกไตรภูมิทิ้งเสีย ก็ไม่รู้สึกผิดสักนิด” เขาหัวเราะเสียงเย็นชา “จะอธิบายด้วยประโยคที่เจ้าเข้าใจก็แล้วกัน นับแต่โบราณมา ข้าน่ะรับผิดชอบเพียงการก่อเรื่อง ส่วนจะเก็บกวาดแก้ไขอย่างไร เป็นเรื่องของคนดี ณ แดนสวรรค์เขา... สามโลกพลิกตาลปัตร มวลหมู่ชีวิตมอดไหม้ สำหรับข้าแล้ว ก็เพียงเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง”

          สามโลกพลิกตาลปัตร มวลหมู่ชีวิตมอดไหม้ สิ่งที่เสี่ยวหลันฮวาเคยก่อเรื่องมาในอดีต ไม่มีสิ่งใดจะเทียบได้กับสิ่งนี้ นางเบ้ปาก นึกอยากจะทิ้งตัวลงกรีดร้อง “พูดให้ตรงก็คือเจ้าไม่อยากช่วยข้าเช็ดล้างสินะ...”

          พอได้ยินคำกล่าวโทษเช่นนี้ ตงฟางชิงชางใช้กำลังใจมหาศาลเพื่ออดทนต่อนาง

          เขายกมือขึ้นกุมขมับ

          “เห็นแก่ที่เราเป็นคนคนเดียวกัน เจ้าก็ช่วยข้าหน่อยเถอะน่า...นะ” เสี่ยวหลันฮวาร้องขอเสียงอ่อน “ต่อไปไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร ข้าจะร่วมมือกับเจ้าทุกเรื่อง ขอเพียงเจ้าช่วยข้าแก้ปมปัญหานี้ก่อน...”

          ตงฟางชิงชางได้ยินนางอ้อน คิ้วขวาก็กระตุกนิดๆ “ร่วมมือทุกเรื่องเลยรึ?”

          เสี่ยวหลันฮวาพยักหน้าหงึกๆ เหมือนไม้โขลกกระเทียม

          “ถ้าอย่างนั้น ตอนมีคนอื่นอยู่ ข้าห้ามเจ้าพูด เจ้าก็ห้ามพูด”

          เสี่ยวหลันฮวาตอบ “ได้”

          “แล้วก็ไม่ว่าเวลาไหน ห้ามยับยั้งการกระทำใดๆ ของข้าทั้งนั้น อย่างเช่นเมื่อครู่นี้ ที่มายับยั้งข้าไม่ให้ฆ่าคน”

          ช่างเขาสิ เอาไว้เจอสถานการณ์แบบนั้นในคราวหน้าอีกค่อยว่ากัน ตอบรับไปก่อน คิดดังนั้นเสี่ยวหลันฮวาจึงตอบว่า “ได้”

          “สุดท้าย...” ตงฟางชิงชางนิ่งไปที จากนั้นจึงยิ้มน้อยๆ “เจ้าวิงวอนข้า ข้าถึงจะช่วยเจ้า”

          “.................”

          เสี่ยวหลันฮวาเคยได้ยินนายท่านบอกว่า บนโลกนี้มีคนประเภทที่ ‘รักความเจ็บปวดของผู้อื่น’ อยู่ด้วย เมื่อก่อนนางคิดว่า โลกนี้ทั้งสดใสและน่ารัก จะมีคนแบบนี้อยู่ได้อย่างไร? จนกระทั่งวันนี้ เมื่อนางได้ยินตงฟางชิงชางกล่าวคำนี้ออกมา หัวใจนางก็ร้องว่า ‘เจอแล้ว’   

          “ได้...ได้สิ” เสี่ยวหลันฮวากัดฟัน พ่นคำคำหนึ่งออกจากปาก “ข้าขอร้องเจ้าล่ะ”

          ตงฟางชิงชางหัวเราะงอหาย “ก็ได้… ข้าจะทำตามที่เจ้าขอ”

          ประกายแสงสีทองรวมตัวกันที่มือขวาของเขา เขาสะบัดแขนเสื้อทีเดียว แสงสีทองก็กระจายเป็นวงกว้าง แปรผันเป็นกองทัพผีเสื้อ พวกมันพากันกระพือปีกโผบินไปยังรอยแยกรอยนั้น แต่ละตัวช่วยกันปิดกั้นกลิ่นอายชั่วร้ายมิให้ไหลรั่วออกมา

          เพียงชั่วครู่ ผีเสื้อนับร้อยก็ผสานกันเป็นเส้นใย อุดช่องบนกำแพงจนสำเร็จ

          ตงฟางชิงชางสะบัดแขนเสื้ออีกที

          พายุกองโตก็บังเกิด อาภรณ์กับเรือนผมสีเงินของเขาพลิ้วไสว

          ชั่วพริบตา กำแพงเบื้องหน้ากลับคืนสู่สภาพเดิม แม้แต่สวนน้อยที่ผุพังโกโรโกโสก็ถูกเก็บกวาดจนสะอาด ไม่เหลือกลุ่มก้อนปีศาจหรือวิญญาณเลยสักตัว

          ที่แท้การมีพลังมหาศาลก็เป็นเช่นนี้ จะฆ่าหรือจะช่วย ขึ้นอยู่กับเจตนาของเขา

          เสี่ยวหลันฮวายังมัวแต่ยืนอึ้ง ตงฟางชิงชางไม่รอช้า หมุนตัวพาร่างเดินออกไปด้านนอกแล้ว

          “ไป… ไปไหนกัน?” เสี่ยวหลันฮวารีบก้าวเท้าซ้ายตามเขาไปติดๆ

          “ดินแดนเก้ากันดาร”

          ชายหนุ่มไม่มองม้าเร็วที่หลบอยู่นอกสวนเลยสักนิด ตงฟางชิงชางสะบัดชายเสื้อพุ่งตรงไป ทิ้งม้าเร็วให้นั่งเหม่ออยู่กับที่

          ข้าไม่ได้ดูผิดไปใช่หรือไม่ ท่านจอมมารเพิ่งช่วยซ่อมผนึกไตรภูมิรึ?

          นี่ท่านใส่ใจความทุกข์ยากของประชาราษฎร์ตั้งแต่เมื่อใด?

          แน่ใจนะว่าที่ปล่อยออกมาน่ะจอมมาร ไม่ใช่เทพ

 

บทที่ 4.1

            ดินแดนเก้ากันดารเป็นแผ่นดินที่เคยถูกแม่น้ำดำไหลผ่าน

          ที่แห่งนี้กันดารหนัก ไม่มีหญ้าขึ้นมานานแล้ว หลังจากที่ตงฟางชิงชางพ่ายให้กับนักรบหญิงซื่อตี้ เขาก็เคยย้อนกลับมาจำศีลพักฟื้นอยู่ ณ ดินแดนเก้ากันดาร แต่เขายังไม่ทันจะฟื้นคืนจากอาการบาดเจ็บ เหล่าทวยเทพบนสวรรค์ก็ฉวยจังหวะที่เขาไม่ทันได้เตรียมตัว บุกเข้ามาจับเสียก่อน

          จากนั้นมา เผ่าพันธุ์ปีศาจทั่วหล้าล้วนถูกขับไสไปอยู่ ณ ดินแดนเก้ากันดาร

          นักรบสวรรค์ได้ปิดผนึกที่นี่ไว้ ปิดกั้นพื้นที่ที่เป็นเหวลึกทั้งเก้าออกจากโลกมนุษย์ พวกเขาเรียกที่นี่ว่า ‘เขตแดนของปีศาจ’

          ระหว่างเดินทางมานั้น ม้าเร็วเลียบเคียงถามตงฟางชิงชางว่า เขาสามารถฉีกทำลายผนึกที่นักรบสวรรค์ทำขึ้นเพื่อปิดกั้นเผ่าปีศาจกับโลกมนุษย์ได้หรือไม่ ฉีกเหมือนกับที่ฉีกผนึกไตรภูมิที่เมืองเย่ ไหนๆ จะฉีกแล้ว ก็อย่าฉีกมันเพียงช่องเล็กๆ เลย ฉีกแล้วทลายมันให้สิ้นซากเสียก็ดี

          เสี่ยวหลันฮวาที่อยู่ในร่างกายตงฟางชิงชางพอได้ยินเช่นนี้ ก็เด้งผึงขึ้นมาทันที หลุดปากออกมาว่า “จะทำไปทำไมกัน”

          ม้าเร็วถูกตะคอกจนอึ้งไป สักพักก็เห็นท่านจอมมารยกมือปิดปากตนเองหลังจากพูดคำนี้

          “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเมื่อครู่รับปากข้าว่าอย่างไร? หากยังขืนพูดมากอีก ข้าจะกลับไปฉีกผนึกไตรภูมิตอนนี้เลย”

          เสี่ยวหลันฮวาบ่นอุบ “แต่ของแบบนั้นมันทำไม่ได้จริงๆ นี่ หากข้าไม่ชิงตอบก่อน เจ้าต้องรับปากไปแน่ๆ ...”

          “ข้าจะรับปากหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาแส่ หุบปากเสีย”

          พวกเขาเดินทางกันเร็วนัก ท่ามกลางเสียงลมหวีดหวิวนั้น ม้าเร็วเห็นท่านจอมมารเอาแต่ปิดปากบ่นพึมพำอยู่กับตัวเองหลายต่อหลายครั้ง ไม่รู้ว่าท่านกำลังพูดอะไร

          ม้าเร็วนึกย้อนอย่างกังวล เป็นเพราะคำพูดเมื่อครู่ของตนไปทำให้ท่านจอมมารขุ่นเคืองเข้าหรือเปล่า? หากทำให้จอมมารไม่พอใจขึ้นมา กลัวว่าวิญญาณจะแหลกสลายเอาง่ายๆ ใจเขาเต้นแรง ลุกลน รีบก้มหน้าลง ไม่กล้าเสนอแนะอะไรอีก

          ได้ยินมาว่าจอมมารบูรพาผู้นี้ แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นคนเห็นแก่ตัว ตำนานเล่าว่า หลังจากเขาฝึกวิชาสำเร็จจนร่างเป็นอมตะแล้ว เขาก็ไม่ได้คำนึงถึงว่าตัวเองต้องพัฒนาเผ่าพันธุ์ปีศาจ ได้แต่ตระเวนตีรันฟันแทงไปทั่วทุกมุมโลก เที่ยวได้หาเรื่องคนนั้นคนนี้ไปทุกวัน เมื่อสู้ไปทั่วหล้าแล้ว ก็ยังไม่ยอมกลับมานำพาเผ่าพันธุ์ปีศาจไปสู่อนาคตอันเจิดจรัส เอาแต่ครอบครองภูเขาลาวาตั้งตนเป็นอ๋องอยู่ที่นั่น ซ้ำยังแขวนป้ายป่าวประกาศเพื่อระดมพลไปทั่วหล้า ขอเฟ้นหาผู้กล้ามาท้าประลองกับตน

          สุดท้ายเป็นอย่างไร ดันมาเสียท่าพ่ายแพ้ให้กับนักรบหญิง ซ้ำยังสิ้นชีพอีกด้วย

          ยามนั้น... ท่านกุนซือเผ่าพันธุ์นกยูงเสนอความคิดที่จะฟื้นคืนชีพจอมมารบูรพา เพื่อให้เขานำทัพสู้รบกับสวรรค์ ในเผ่าปีศาจมีเสียงคัดค้านดังขึ้นไม่ขาดสาย แต่พอคิดแบบมุมกลับ เผ่าปีศาจนั้นไม่มีใครจะสู้ศึกได้แข็งกล้าเทียบเท่าจอมมารบูรพาอีกแล้ว

          ท่านจอมมารชอบสู้รบ ก็ให้เขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาสู้รบกับคนของแดนสวรรค์ต่อไปเถอะ สำหรับเผ่าปีศาจอย่างไรก็ได้ประโยชน์ หากถอยสักหมื่นก้าวกลับมามองย้อนดู แม้จอมมารจะไม่แยแสต่อเผ่าปีศาจ แต่ถือว่าเขาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ก็สามารถปลุกเร้ากำลังใจของไพร่พลได้เหมือนกัน

          การคืนชีพของจอมมารนั้นดูจะเหมาะสมยิ่งนัก

          แต่บัดนี้... ม้าเร็วกลับคิดว่า ตอนนั้นที่พวกเขาตัดสินใจกัน พวกเขาคิดลวกๆ เกินไปสักหน่อย ดูจากทัศนคติที่จอมมารมีต่อเผ่าปีศาจแล้ว ยากจะคาดเดาว่าเขาเป็นมิตรหรือศัตรู

          ทว่าจอมมารก็ได้ฟื้นคืนชีพแล้ว

          จะย้อนกลับไปก็คงเป็นไปไม่ได้ ดูท่ามีแต่ต้องหาทางผูกมิตรกับเขาเสียแล้ว

          ม้าเร็วนั้นส่งจดหมายกลับไปยังเผ่าปีศาจตั้งแต่ตอนที่จอมมารก้าวเข้าไปในตำหนักยมบาล ทุกคนล้วนรู้เรื่องที่จอมมารบูรพาหนีออกจากหอคอยฟ้ากว้าง รู้กระทั่งว่าท่านก้าวเท้าเข้าสู่ยมโลกเพียงเพื่อสตรีนางหนึ่ง ตอนนี้ก็รู้ว่าท่านจอมมารกำลังเร่งเดินทางมายังดินแดนเก้ากันดาร

          ทุกคนล้วนมายืนรอกันอย่างพร้อมหน้าที่ปากทางเข้า สิ่งที่ถืออยู่ในมือ นอกจากของที่ใช้ต้อนรับท่านจอมมาร ยังมีของที่เตรียมไว้เผื่อคนรักของท่านด้วย

          แต่ที่น่าแปลกก็คือเมื่อเปิดประตูออก กลับพบว่ามีเพียงจอมมารบูรพาอมตชนผู้นั้นเพียงผู้เดียวที่ก้าวเข้ามา ข้างกายเขานอกจากม้าเร็วท่าทางพินอบพิเทาแล้ว ก็ไม่มีแม้เงาของสตรีนางใด

          ผู้ทำหน้าที่ต้อนรับคือซังเชว สมุหนายกแห่งเผ่าปีศาจ เขาทำความเคารพท่านจอมมารด้วยกิริยานอบน้อม ผู้คนด้านหลังต่างพากันคุกเข่าฟุบลงเต็มพื้น ทุกคนกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกันว่า “ยินดีต้อนรับท่านจอมมารกลับสู่สามโลก”

          เสี่ยวหลันฮวาเห็นภาพตรงหน้าก็ถึงกับตะลึง นางรู้สึกว่าคนของแดนสวรรค์ยังปฏิบัติต่อเง็กเซียนไม่ดีถึงเพียงนี้เลย ตงฟางชิงชางดูจะไม่ค่อยชื่นชอบภาพแบบนี้สักเท่าไร กล่าวกับซังเชวว่า “เจ้าเป็นผู้ปกครองเผ่าพันธุ์ปีศาจในตอนนี้หรือ?”

          ซังเชวตอบอย่างเคารพนอบน้อม “ข้าเป็นสมุหนายกแห่งเผ่าปีศาจ ส่วนผู้ปกครองในตอนนี้คือท่านกุนซือแห่งเผ่านกยูง เพียงแต่ก่อนหน้านี้ เพื่อที่จะฟื้นคืนชีพท่านจอมมาร ท่านกุนซือได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการรบกับแดนสวรรค์ จนบัดนี้ยังไม่หาย จึงไม่อาจมาร่วมต้อนรับท่านได้”

          “อืม ขอเพียงเจ้าสามารถสั่งเคลื่อนกำลังพลของเผ่าปีศาจได้เป็นพอ”

          คำพูดประโยคนี้ทำเอาผู้ร่วมเหตุการณ์ต่างพากันตื่นตะลึง พวกเขาเงยหน้ามองประเมินตงฟางชิงชางอย่างสงสัย หมายความว่า... มาถึงปุ๊บก็จะพาพวกเขาไปออกรบเลยหรือ?

          สายตาครุ่นคิดโดยรอบ ไม่อยู่ในความใส่ใจของตงฟางชิงชางโดยสิ้นเชิง เขาก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปในเผ่าปีศาจ “ข้ามีเรื่องจะสั่งเจ้า”

          ซังเชวเดินตามเขาอย่างเหม่อลอย ประเมินดูสีหน้าท่าทางของตงฟางชิงชาง แล้วก็เหลือบมองทุกคนที่อยู่รอบด้าน อดไม่ไหวเอ่ยปากถามว่า “ท่านจอมมาร ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ท่านถึงกับบุกยมโลกเพื่อเซียนสาวนางหนึ่ง ตอนนี้ทำไม...”

          “นางตายแล้ว” ดวงตาของตงฟางชิงชางฉายรอยอารมณ์ออกมาแวบหนึ่ง

          ซังเชวทุ่มความสนใจทั้งหมดไปที่ตัวจอมมาร เขานั้นเป็นคนที่มีสายตาคมกริบและฉับไว สามารถอ่านท่าทางของตงฟางชิงชางและตีความออกมาได้ ท่านจอมมารกำลังบอกเป็นนัยว่า ‘ข้ายังอยากจะฆ่านังนั่นอีกสักล้านรอบ’

          ก่อนหน้าตัวเองอุตส่าห์เดินทางไปยมโลกเพื่อนาง ต่อมาเกิดไม่พอใจก็เลยทำร้ายนางจนวิญญาณแหลกสลายใช่หรือไม่

          อารมณ์ชอบหรือโกรธของจอมมารนั้นยากแท้หยั่งถึงจริงๆ ดังนั้นซังเชวจึงได้เงียบลง ไม่กล้าก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวพรรค์นี้อีก

          ซังเชวพาตงฟางชิงชางตรงมาที่ตำหนักกลางเพื่อเข้าประชุม ยังไม่ทันได้นั่งลง ตงฟางชิงชางก็กล่าวว่า “สั่งการคนของเจ้า ไปหาสตรีนางหนึ่งให้ข้า”

          ซังเชวนิ่งงัน “สตรี?” สตรีอีกแล้วรึ? หรือว่าจอมมารเปลี่ยนใจไปรักคนอื่น ถึงได้ฆ่าคนก่อนทิ้ง?

          “เอาเป็นสตรีที่มีชาตะปีจ่าหยิน เดือนหก วันที่ยี่สิบห้า ยามมะโรงสามข้อ ชื่อเซี่ยหวั่นชิง” ตงฟางชิงชางกล่าว “เมื่อหาตัวนางพบ ให้แจ้งข้าทันที”

          น้ำเสียงมาแบบคำสั่ง ไร้ความเกรงใจแม้แต่นิดเดียว ซังเชวเป็นคนที่ครองตำแหน่งสูงสุดแห่งเผ่าปีศาจมาเนิ่นนาน ตามหลักแล้วน่าจะไม่ชินที่มีใครพูดกับเขาแบบนี้ แต่พอคำพูดนี้ออกจากปากตงฟางชิงชาง เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าสมเหตุสมผลดี

          จอมมารถ่ายทอดคำสั่งอย่างเป็นธรรมชาติ ซังเชวก็ตอบรับอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน “ขอรับ” ไม่ลังเลเลยสักนิด

          “เตรียมห้องให้ข้า”

          “เตรียมไว้พร้อมแล้ว ข้าจะไปสั่งเด็กรับใช้ให้นำทางท่านจอมมารไป”

          “อืม เรื่องที่สั่งนี้ต้องให้เร็วด้วย”

          “ขอรับ”

          จนกระทั่งถอยออกจากห้อง ซังเชวจึงค่อยนึกขึ้นมาได้ ไม่สิ...วันนี้เขาควรจะคุยกับท่านจอมมารว่า กำลังพลของเราจะไปโจมตีแดนสวรรค์ในช่วงจังหวะไหน และด้วยวิธีอะไร

          นี่อย่างไรกัน รับคำสั่งให้หาผู้หญิงคนหนึ่งเสร็จแล้วเขาก็เดินออกมา

          เขาหันกลับไปมองในตำหนักกลาง ประตูตำหนักปิดสนิทแน่น ด้วยความเกรงใจเขาจึงไม่กล้าเข้าไปรบกวนอีก ได้แต่ปล่อยวางเรื่องเหล่านั้นเอาไว้ก่อน รอไว้หาโอกาสพูดอีกทีก็แล้วกัน

          “เจ้าจะตามหาตัวเซี่ยหวั่นชิงไปทำไม?” อาศัยโอกาสที่ไม่มีคน เสี่ยวหลันฮวาถามตงฟางชิงชางด้วยเสียงแผ่วเบา

          “ข้าย่อมมีแผนการของข้า” ตงฟางชิงชางหลับตาพักผ่อน “ช่วยหลับตาซ้ายลงด้วย”

          เพียงครู่เดียว เด็กรับใช้ก็มานำทางตงฟางชิงชางไปยังตำหนักส่วนตัวของเขา พวกเขาเดินอยู่บนเส้นทางที่ทั้งกว้างทั้งยาว ด้านหน้าคือตำหนักที่ลอยอยู่บนยอดสูงสุด ที่นั่นเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ของเผ่าปีศาจ

          “เดิมที่แห่งนี้เป็นตำหนักที่พวกเราใช้สักการะท่านจอมมาร แต่ในเมื่อท่านจอมมารฟื้นคืนชีพแล้ว ตำหนักสักการะก็ไม่ได้ใช้การ ย่อมต้องเป็นที่อาศัยของท่านจอมมารอยู่แล้ว” เด็กรับใช้กล่าว “พลบค่ำวันนี้ สมุหนายกได้เตรียมงานเลี้ยงต้อนรับไว้ให้ท่าน หวังว่าท่านจอมมารจะให้เกียรติมาร่วมงาน”

          พอเด็กรับใช้ออกไป เสี่ยวหลันฮวาก็เบือนหน้ามองประเมินดูที่พักโดยรอบ “หืม… จอมมาร เจ้านี่ได้รับความเคารพนับถือมากมายเหลือเกิน”

          “ใครๆ ก็ถูกปฏิบัติเช่นนี้ได้ทั้งนั้น” ตงฟางชิงชางกล่าว “ขอเพียงพวกมันเก่งกล้าเช่นข้า ก็ทำได้แล้ว”

          เสี่ยวหลันฮวาเบ้ปาก “โอหัง”

          ตงฟางชิงชางหยิกปากตนเอง แทบจะฉีกเนื้อสองชิ้นนี้ออกจากกัน

          ทันใดนั้น ทั้งคู่ก็รู้สึกว่ามีสายตาจดจ้องพวกตนอยู่ ตงฟางชิงชางเหลียวหน้ามองดู เห็นเด็กรับใช้หลายคนถืออาภรณ์สวยงามหรูหรา ยืนนิ่งอึ้งเหมือนไก่ไม้ “ท่าน… ท่านจอมมาร นี่คืออาภรณ์ที่เตรียมไว้ให้ท่านสวมร่วมงานเลี้ยง ท่านสมุหนายกเตรียมไว้นานแล้ว...”

          ตงฟางชิงชางรู้สึกว่ามีเส้นเอ็นเขียวปูดขึ้นที่หน้าผาก “วางไว้... นับแต่นี้ไป ห้ามใครเข้าตำหนักของข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต”

          “ขอรับ”

          งานเลี้ยงต้อนรับจอมมารบูรพาจัดขึ้นที่ด้านหน้าตำหนักอันสูงส่งของเขา โต๊ะแต่ละตัวจัดเป็นแนวดิ่งลงมาตามขั้นบันได โคมไฟสีแดงส่องสว่างไปทั่วทั้งผืนฟ้า

          เมื่อตงฟางชิงชางปรากฏตัวในชุดเสื้อคลุมดำขอบทอง ชาวเผ่าปีศาจต่างพากันก้มหน้าคำนับ กู่ก้องร้องว่ายินดีต้อนรับท่านจอมมาร

          เสี่ยวหลันฮวาไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ จึงตกใจจนแข้งขาอ่อน ตงฟางชิงชางนั่งลงอย่างเรียบเฉย ฉวยจังหวะตอนดื่มสุรานั้น กัดฟันพูด “จะสั่นอีกนานไหม...ขาน่ะ”

          ยิ่งว่าเสี่ยวหลันฮวาก็ยิ่งสั่น “ข้า… ข้ากลัวนี่”

          ความรู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรงที่วนเวียนอยู่ในใจตงฟางชิงชางมาตลอดนับตั้งแต่เจอเสี่ยวหลันฮวา ผุดขึ้นมาอีกครั้ง “เจ้ากลัวอะไรกัน?”

          “ที่นี่มีคนเยอะ ข้าไม่รู้จักสักคน อีกทั้งยังเป็นชาวเผ่าปีศาจ ดูคนผู้นั้นสิ หน้าตาประหลาดนัก มีเขาวัวบนหัวด้วย คน…คน คนทางโน้นก็เช่นกัน ทำไมมือเหมือนกับกรงเล็บเลย แล้วก็คนนู้นด้วย... มีเกล็ดงูที่ใบหน้าเขา ตายแล้ว... น่ากลัว”

          “………..…” คนที่น่ากลัวที่สุดในที่นี้น่าจะเป็นตงฟางชิงชางต่างหาก

          เสี่ยวหลันฮวาสั่นแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำเอาตงฟางชิงชางจำต้องเอ่ยปาก “เจ้าอยู่ในร่างของข้า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ต้องกลัว” ใต้ที่นั่งลงไปมีคนกู่ร้องสรรเสริญตงฟางชิงชางดังมาแต่ไกล พวกเขาชูแก้วสุราขึ้นคำนับพลางชนแก้ว ตงฟางชิงชางชูมือขึ้นอย่างเชื่องช้า ดื่มสุราในแก้วจนหมด

          ทุกคนที่อยู่ใต้บันไดพอเห็นเข้า ก็ยื้อยุดแย่งชิงกันที่จะชนแก้วกับท่านจอมมาร ตงฟางชิงชางไม่ปฏิเสธสักคน เขาดื่มต่อแก้วแล้วแก้วเล่า งานเลี้ยงผ่านไปครึ่งหนึ่ง เสี่ยวหลันฮวาเริ่มรู้สึกว่าตามัว ลิ้นคับปาก “จอม... จอมมาร พวกเราดื่มต่อไปไม่ได้แล้ว...”

          “ตัวของข้า ร่างของข้า จะยอมให้คนอื่นมาเจ้ากี้เจ้าการได้อย่างไร” ตงฟางชิงชางพูดพลางดื่มพลาง

          ดวงตาเสี่ยวหลันฮวากลอกกลิ้งไปมา “ข้าเหมือนเคยได้ยินคน

บอกว่า สุรานี้... เรียก... เรียกว่า ‘เมาพันวัน’... นายท่านเล่าว่า เป็นสุราชนิดเดียวที่ไว้ใช้มอมเหล้าพวกเทพมาร...”

           นางพูดออกมา แต่ไม่มีใครฟังเสียง ในที่สุดเสี่ยวหลันฮวาก็ทนไม่ไหว เอนกายล้มลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ หลับสนิทตั้งแต่นั้น

          ในความฝัน นางรู้สึกร้อนไปทั้งตัว นางคว้าคอเสื้อ สัมผัสพบหน้าอกที่ทั้งแข็งและแน่นปึ้ก ทั้งยังร้อนฉ่านิดๆ นางทอดถอนใจอย่างสบาย เริ่มเอานิ้ววาดวงบนหน้าอก กำลังวาดอย่างสนุก ก็ได้ยินเสียงคุยกันด้านนอกว่า “นี่… ท่านจอมมารเหมือนจะ...กระสับกระส่ายอยู่นา?”

          “หรือเป็นเพราะนานจนเกินไปที่ไม่ได้... มา เราส่งผู้หญิงให้ท่านกัน”

          ผู้หญิง?

          เสี่ยวหลันฮวารู้สึกไม่พอใจ นางเองก็เป็นผู้หญิงอยู่แล้วนี่นา ยังจะเอาผู้หญิงมาทำไมอีก? นางลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง เห็นหญิงสาวสามสี่คนเรียงรายกันเข้ามา ทุกคนล้วนแต่งตัวด้วยอาภรณ์โปร่งบาง เมื่อมองผ่านเนื้อผ้าบางๆ นั้นเข้าไปแล้ว

          ทำเอาเสี่ยวหลันฮวาตกใจจนสะดุ้ง!

          ผู้หญิงพวกนี้ล้วนสักลายบนเรือนร่างกันทุกคน ไม่ใช่งูก็เป็นแมงป่อง รอยสักดูสมจริงนัก เหมือนจะพุ่งออกมาฉกนางสักคำ ต่อยนางสักที เสี่ยวหลันฮวารีบโบกมือ “อย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามา ขืนเข้ามาข้าจะตีพวกเจ้า”

          ผู้หญิงกลุ่มนั้นมองหน้ากันไปมา แม้จะเมาสุรา แต่กลิ่นอายดุร้ายจากกายจอมมารนั้นก็ทำเอาพวกนางรู้สึกหวาดกลัว พวกนางพยายามกล่าวกลั้วหัวเราะ “ท่านจอมมาร สมุหนายกให้พวกเรามาปรนนิบัติท่าน...”

          เสี่ยวหลันฮวาหน้ามุ่ย “ข้าจะเอาสตรีมาปรนนิบัติทำไมกัน? ถ้าจะเอา ก็เอาบุรุษมาให้ข้า”

          ทุกคนตะลึง มองดูตงฟางชิงชางเหมือนถูกสายฟ้าฟาด “ท่าน… จอมมาร?”

          เสี่ยวหลันฮวารู้สึกว่าใช้มือเดียวยันร่างมันเหนื่อยจนเกินไป จึงปีนกลับขึ้นเตียง จากนั้นก็ตบหน้าอกตนเอง แล้วตบหมอนด้านข้าง “เอาบุรุษแบบนี้ นอนตรงนี้”

          เหล่าสตรีล้วนตกใจจนนิ่งค้างอยู่กับที่ สุดท้ายก็มีคนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ทุกคนจึงค่อยยกมือกุมปากเหมือนได้สติ ต่างพากันถอยออกนอกห้องไป

          เสี่ยวหลันฮวาจุ๊ปากทีหนึ่ง เมื่อไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว นางกำลังเตรียมจะหลับตาลงนอน ทันใดนั้นก็เห็นประตูห้องเปิดออกอีกครั้ง

          ชายในชุดบ่าวรับใช้เหมือนถูกคนข้างนอกโยนเข้ามา เขากลิ้งบนพื้นตลบหนึ่ง พอลุกขึ้นได้ก็เงยหน้ามองเสี่ยวหลันฮวาทันที กัดฟัน คลานเข่ามาที่ข้างเตียงเสี่ยวหลันฮวาด้วยใบหน้าซีดขาว

          “ท่าน... ท่านจอมมาร ข้า... ข้าน้อยมาปรน ปรน...” เขากัดฟันแน่น ใบหน้าซีดขาว คำท้ายๆ นั้นพูดอย่างไรก็พูดไม่ออก เหมือนพร้อมจะตกใจตายได้ทุกเมื่อ

          เสี่ยวหลันฮวาเอนหน้ามองดูเขานานนัก นางใช้นิ้วชี้ซ้ายจิ้มหน้าผากเขา “พี่ชายเนื้อแน่นดีเหลือเกิน”

          ภูตรับใช้ผู้นั้นเหมือนถูกเสียงนี้บดกระดูกจนละเอียด สั่นพั่บขึ้นมาทั้งตัว

          เสี่ยวหลันฮวาตบหมอนที่ด้านข้าง “ดึกแล้วนี่ เจ้าก็นอนเสียสิ”

          ภูตรับใช้น้ำตาปริ่ม ปีนขึ้นเตียง เขานอนตรงตัวแข็ง เตรียมใจไว้พร้อมทุกอย่าง แต่ในขณะที่เขากำลังนึกถึงเรื่องราวต่อจากนี้ ทันใดนั้น เสียงลมหายใจสม่ำเสมอก็ดังขึ้น

          ภูตรับใช้จึงบิดคอแข็งๆ หันมามอง ท่านจอมมารลูบหน้าอกตนเอง หลับสนิทไปแล้ว

          อะไรกัน..

          แค่นอนหลับเท่านั้นจริงๆ หรือ...

 

            เผ่าปีศาจก็มีเช้าตรู่กับเขาเหมือนกัน

          ทว่าต่างจากโลกมนุษย์ ดวงอาทิตย์ของเผ่าปีศาจนั้นแผดเผาพสุธาอย่างไม่ไว้หน้า อากาศแห้งผาก ผืนดินแห้งแล้ง ทำให้ดินแดนเก้ากันดารยิ่งกันดารสมชื่อ ที่แห่งนี้ไม่มีหญ้าขึ้นสักหย่อม

          ตงฟางชิงชางขยับจมูกนิดๆ พ่นลมหายใจยาวเหมือนมังกรยักษ์ที่เพิ่งตื่นจากหลับใหลมาพันปี บรรยากาศรอบตัวเขาสั่นไหวตามจังหวะกะพริบตาของเขา ม่านเตียงโบกพลิ้ว ประตูสั่นสะเทือน

          ตงฟางชิงชางลืมตาขวาขึ้น ตาซ้ายก็ตื่นขึ้นเช่นกัน อีกวิญญาณหนึ่งในร่างกายเขาควบคุมมือซ้ายให้ยกขึ้น นวดตา อ้าปาก จามทีหนึ่ง จากนั้นก็จุ๊ปากสองที ยื่นลิ้นมาเลียริมฝีปาก ซ้ำยังเอามือลูบปากเหมือนจะเช็ดน้ำลายตามสัญชาตญาณ

          แต่ไม่ว่าวิญญาณนั้นจะทำอะไรกับร่างกายเขา ตงฟางชิงชางก็มองแต่ชายผู้มีหนวด โครงหน้าแข็งเรียบ รูปกายล่ำสันที่นอนอยู่ข้างๆ ตน

          แม้ยากจะยอมรับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าภาพนี้ทำให้เขาถึงกับพูดไม่ออก

          นี่คือสถานการณ์ที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน

          นับตั้งแต่ที่เจอเซียนบุปผาผู้นั้นเป็นต้นมา ชะตาเขาก็เหมือนจะพลิกผันตกต่ำลงโดยพลัน สถานการณ์ที่ปรากฏล้วนเป็นแบบที่เขาไม่เคยเจอและเช็ดล้างยาก ถึงขนาดเป็นสถานการณ์ที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยซ้ำ

          อย่างเช่นตอนนี้

          ภูตรับใช้ไม่ได้นอนทั้งคืน เขาสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของตงฟางชิงชาง เขารีบเบนหน้ามาสบตาตอบ เห็นดวงตาข้างหนึ่งของตงฟางชิงชางจ้องมองเขาเขม็ง ตาอีกข้างนั้นกลับลืมตาไม่เต็มที่กลอกกลิ้งไปทั่ว เป็นภาพที่น่ากลัวยิ่งนัก

          ภูตรับใช้ตัวน้อยตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอย ร่างกายยิ่งเกร็งมากขึ้น

          “ใครก็ได้อธิบายให้ข้าฟังที” ตงฟางชิงชางลุกขึ้นนั่ง สายตาเย็นเฉียบ ไอพิฆาตเอ่อไปทั่วชั้นบรรยากาศ น้ำเสียงที่ใช้ถามแทบจะบดเนื้อบดกระดูกให้แหลกลาญได้ “นี่มันเรื่องอะไรกัน...” พูดยังไม่ทันขาดคำ มือซ้ายของเขาก็ยื่นมาเขี่ยเอวแน่นๆ ของเขา

          ตงฟางชิงชางเบนสายตาลงด้านล่าง ดีมาก...สถานการณ์ดูเหมือนจะยิ่งซับซ้อนชวนสับสนมากขึ้น

          ทำไมตอนนี้เสื้อเขาถึงแบะอ้า ทำไมอกถึงเปลือย ทำไมถึงมีชายหนุ่ม... ตงฟางชิงชางคิดว่าตนไม่ต้องถามอะไรแล้วดีกว่า ฆ่าผู้ชายนี่ก่อนค่อยว่ากัน

          สีเลือดพลิ้วไหวในดวงตาเขา ไอสังหารผุดขึ้นรอบกาย

          ภูตรับใช้ตกใจจนสั่นไปทั้งตัว “ท่านจอมมาร... ท่านจอมมาร...” ปากเขาอยากจะพูด แต่ไปๆ มาๆ กลับตะโกนได้เพียงสองคำนี้

          ใบหน้าตงฟางชิงชางดำคล้ำ เหยียดขาถีบภูตรับใช้ตกเตียง เขาไม่สนใจจะสวมรองเท้า ก้าวลงจากเตียงแล้วลากขาซ้ายที่เหมือนพิการไปแล้วออกเดินไปหยิบกระบี่ประดับข้างเตียงที่ไม่เคยถูกใช้มาก่อน เงื้อมือขึ้นจะฟันภูตรับใช้เป็นสองท่อน

          ภูตรับใช้หลับตาปี๋ แทบจะมีน้ำตาไหลออกมา

          ทันใดนั้น ตงฟางชิงชางก็ตะโกนร้อง “อ๊าย…” ราวกับตกใจการกระทำของตนเอง น้ำเสียงเช่นนี้ลดทอนความองอาจน่าเกรงขามลงกว่าครึ่ง เขายังกรีดร้องซ้ำไปซ้ำมาอีกว่า “ไม่นะ... เจ้าจะทำอะไร!”

          กระบี่ไม่ฟันฉับลงมาสักที ภูตรับใช้ทำใจกล้าเงยหน้าดู เห็นมือซ้ายจอมมารกุมมือขวาเอาไว้ สีหน้าเขาประเดี๋ยวก็เขียวเหมือนเหล็ก ประเดี๋ยวก็ขาวเหมือนกระดาษ ทำเอาดูไม่ออกว่าเขากำลังโมโหหรือกำลังหวาดกลัว

          “ข้าๆ ๆ ...” ภูตรับใช้พูดปากคอสั่น “ข้ากำลังรอความตายอยู่ท่านจอมมาร...”

          “ออกไป ออกไป ออกไป” ลิ้นท่านจอมมารดูเหมือนจะเหยียดไม่ตรงเสียแล้ว เสียงพูดแต่ละคำสั่นตะกุกตะกัก “ไปๆ ๆ ไปเร็วๆ เลย”

          ภูตรับใช้ได้ยินเช่นนี้ก็ยังไม่เชื่อหู อย่างไรเสียตอนนี้จอมมารก็ยังชูกระบี่อยู่ แต่เห็นกระบี่นั้นไม่ฟันฉับลงมาเสียที ภูตรับใช้รีบพลิกกาย กึ่งคลานกึ่งวิ่งเปิดประตูออกพุ่งไปด้านนอก

          ในห้องสงบลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงของตงฟางชิงชาง

          “จะฟันคนตั้งแต่เช้าตรู่ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?”

          “แค่ก...” ตงฟางชิงชางรู้สึกว่าตอนนี้ตนเองใกล้บ้าแล้วจริงๆ

เขาโยนกระบี่ทิ้ง ฝ่ามือกลับสั่นไม่หยุดเพราะพลุ่งพล่านภายใน เขานวดขมับตนเอง ผ่านไปครู่ใหญ่ เหมือนจะควานหาสติกลับคืนได้ในที่สุด เอ่ยปากอย่างอดทน “ข้าเมาสุรา เจ้าก็ใช้ร่างกายข้า... หา… ความสำราญรึ?”

          เสี่ยวหลันฮวาแปลกใจ “สำราญอะไรกัน เจ้าพูดอะไรบัดสี... บัดเถลิง...” ความทรงจำในสมองค่อยๆ ปรากฏ เหมือนนางจะเห็นตัวเองตบหน้าอกของตัวเองและหมอนข้างกายอย่างอาจหาญ จากนั้นก็สั่งให้ส่งบุรุษเข้ามาคนหนึ่ง

          เสี่ยวหลันฮวาอ้าปากค้าง ลืมหุบปาก

บทที่ 4.2 (จบบท) ตัวอย่างอ่านตอนสุดท้าย

          ทำอย่างไรดี เหมือนนางจะทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงลงไปจริงๆ ด้วย ซ้ำยังใช้ร่างกายของตงฟางชิงชาง ที่เขย่าขวัญยิ่งไปกว่านั้นคือ... นางลืมไปเลยว่าหลังจากที่ชายคนนั้นนอนลงแล้ว นางได้ทำเรื่องเกินเลยไปมากกว่านี้หรือไม่

          เสี่ยวหลันฮวาเอามืออุดปาก ตกอยู่ในความหวาดผวา ส่วนตงฟางชิงชางก็กลับมานั่งที่ริมเตียง นวดหน้าผากเหมือนปวดหัวจัด

          “จอมมาร...” รู้สึกได้ว่าตนเองอาจก่อเรื่องขึ้น ความรู้สึกผิดในใจเสี่ยวหลันฮวานั้นท่วมท้น “ข้า. ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าพอตนเองเมาแล้วจะเป็นเช่นนั้น...”

          “หุบปากไปเลย”

          “โฮ...” เสี่ยวหลันฮวาเริ่มสะอื้นไห้ “ข้าขอโทษจริงๆ นะ นายท่านบอกว่าทำเขาเสียความบริสุทธิ์ต้องถูกลงทัณฑ์สายฟ้าฟาด...” ตงฟางชิงชางรู้สึกปวดหัวมากขึ้น “แต่เรื่องนี้จะโทษบ่าวรับใช้ตนนั้นไม่ได้นะ เป็นความผิดข้าล้วนๆ หากเจ้าจะลงโทษ ก็ลงโทษข้าเถอะ”

          “นี่เจ้ากำลังแสดงอำนาจโดยอาศัยความได้เปรียบทางร่างกายหรือ?”

          “ไม่… ไม่นะ โฮๆ ข้ารู้สึกผิดไปแล้วจริงๆ ”

          น้ำตาที่ไหลออกจากตาซ้ายทำเอาตงฟางชิงชางรู้สึกไม่สบายตัวนัก เขาฉีกผ้าปูที่นอนมาเช็ดแก้มด้านซ้ายอย่างรำคาญ “อย่าได้เอาน้ำตามาแปดเปื้อนใบหน้าข้าเด็ดขาด”

          เสี่ยวหลันฮวายังคงรู้สึกผิดยิ่ง “ฮือ... แต่ข้าทำเจ้า...ในใจข้าช่าง...”

          ตงฟางชิงชางนวดขมับอยู่หลายที “ไม่มีอะไรอย่างที่เจ้าคิดหรอก”

          เสี่ยวหลันฮวาได้ยินก็หยุดน้ำตาไหล “ไม่มีหรือ?”

          “นี่ก็เป็นร่างกายเจ้าเหมือนกัน เจ้าไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ? ไม่มีเรื่องอะไรแบบนั้นหรอก”

          เสี่ยวหลันฮวาได้ยินเช่นนี้ จึงค่อยๆ ตรวจสัมผัสของร่างกายตนเอง จากนั้นก็โล่งอกทันควัน “ตกใจหมดเลย” ไม่มีความรู้สึกผิดแล้ว แต่กลับรู้สึกโกรธแทน “แล้วเมื่อครู่ทำไมเจ้าต้องฟันพี่ล่ำบึ้กคนนั้นด้วยเล่า?”

          “ยังจะกล้าถามเสียงแข็งอีกนะ?” ตงฟางชิงชางพูดประโยคเดียวซัดเอาเสี่ยวหลันฮวาพูดอะไรไม่ออก เขาทอดถอนใจทีหนึ่ง รู้สึกขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ว่าตนใจเย็นขึ้น สงสัยพอเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้เข้าทุกวัน เขาจึงเริ่มชิน อย่างน้อยก็สามารถทำใจให้นิ่งลงได้อย่างรวดเร็ว เขารีบขจัดอารมณ์หงุดหงิดของตนเอง แล้วเอ่ยเสียงก้อง “เตรียมน้ำให้ข้า”

          เพียงครู่เดียวก็มีคนเคาะประตูเบาๆ “ท่านจอมมาร น้ำถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว ณ ตำหนักล้างธุลี”

          ตงฟางชิงชางจัดแจงเสื้อผ้า คลุมเสื้อคลุม แล้วเดินออกนอกประตูไป

          ตลอดทางนั้นบ่าวรับใช้ก้มหน้ามองพื้น ไม่ขยับ ไม่เบนสายตา แต่หลังจากที่ตงฟางชิงชางเดินผ่านหัวมุมไปสองหัวมุมแล้ว ก็มีเสียงซุบซิบนินทาดังมาจากด้านหลัง คำว่า ‘ท่านจอมมาร’ กับ ‘บุรุษผู้นั้น’ นั้นปรากฏออกมาถี่มาก

          ใช่แล้ว แม้จะไม่เกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย แต่...

          เสี่ยวหลันฮวาบังเกิดความรู้สึกผิดขึ้นอีกครั้ง ชื่อเสียงของจอมมารที่แสนร้ายกาจผู้นี้แหลกสลายลงด้วยน้ำมือนาง

          ตงฟางชิงชางกลับไม่พูดอะไรสักคำ สีหน้าไร้อารมณ์ วางท่าเหมือนไม่ได้ยินอะไร เสี่ยวหลันฮวานึกถึงตอนได้ยินบรรดาเจ้าหน้าที่ที่ยมโลกนินทาเขาก็เป็นเช่นนี้ เขานั้นเหมือนจะไม่ใส่ใจแยแสต่อเสียงซุบซิบนินทาของใครเลย มิหนำซ้ำยังมองข้ามโดยสิ้นเชิง เหมือนว่าผู้ที่กำลังถูกนินทาอยู่นั้นไม่ใช่ตัวเขาเอง แต่เป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเลยสักนิด

          ในที่สุดเสี่ยวหลันฮวาก็ทนสงสัยไม่ได้ “ที่พวกเขาซุบซิบกัน เจ้าไม่โกรธหรือ?”

          “ผู้ที่แอบซุบซิบนินทาลับหลังผู้อื่น เป็นได้แค่ผู้อ่อนแอ” ตงฟางชิงชางกล่าว “ไม่ต่างอะไรกับเสียงปลวกเสียงมด ไปใส่ใจทำไม”

          เสี่ยวหลันฮวาอึ้งไป ไม่ว่าจะจากตำนานหรือจากที่ได้รู้จักในช่วงหลายวันนี้ ในใจเสี่ยวหลันฮวานั้นรู้สึกมาโดยตลอดว่าตงฟางชิงชางคงเป็นมารร้ายที่โกรธง่าย โมโหร้าย หากมีอะไรไม่พอใจนิดเดียวก็จะฆ่าคนเอาได้ เขาควรจะเป็นคนหยาบคายและไม่มีความอดทน เถื่อนถ่อยไร้เหตุผล แต่พอได้ยินเขาพูดคำนี้ เสี่ยวหลันฮวาก็รู้สึกขึ้นในทันใดว่าเขาอาจจะไม่ได้เป็นคนเช่นนั้น

          “นายท่านของข้ามักจะบอกว่า เสียงซุบซิบนินทา อาจจะบั่นทอนจนถึงขั้นบ่อนทำลาย...”

          ไม่รอให้เสี่ยวหลันฮวาได้พูดจนจบ ตงฟางชิงชางก็หัวเราะขึ้น “ทั้งมีดหอก ทะเลเพลิง นรก และสังสารวัฏ ล้วนไม่อาจแตะต้องข้าได้แม้แต่ปลายเล็บ คำซุบซิบนินทารึจะมีความน่ากลัว... หากถูกบั่นทอน บ่อนทำลายได้ง่ายๆ ก็เป็นเพราะเจ้าอ่อนแอเองนั่นแหละ”

          เสี่ยวหลันฮวาอึ้งไปอีกยกหนึ่ง พลัน…นางก็เข้าใจในบัดดล จอมมารร้ายผู้นี้ ไม่ได้มีความเข้าใจในชีวิตเป็นพิเศษอะไรหรอก เขาก็แค่โอหังอย่างที่สุดก็เท่านั้น

          ระหว่างคุยกัน ตงฟางชิงชางเดินมาถึงประตูตำหนักล้างธุลี เมื่อเปิดประตูออก ในตำหนักนั้นมีไอน้ำลอยล่อง ทำให้ทัศนียภาพทั่วทั้งตำหนักดูไม่ชัดเจน ราวกับล่องลอยอยู่กลางไอหมอก

          ตงฟางชิงชางถอดชุดนอกไว้กับพื้น ยื่นมือมาแก้เสื้อตัวกลาง จู่ๆ มือซ้ายกลับกอดหน้าอกไว้กะทันหัน เสี่ยวหลันฮวาร้องตะลึง “เจ้าจะทำอะไร?”

          ตงฟางชิงชางมองดูสระน้ำอันกว้างใหญ่เบื้องหน้า “เจ้าดูไม่ออกหรือ?”

          เสี่ยวหลันฮวาร้องผวา “ทำไมต้องอาบน้ำด้วย? ไหนเจ้าบอกว่าเมื่อคืนไม่ได้เกิดอะไรขึ้นอย่างไรเล่า?”

          ตงฟางชิงชางขมวดคิ้ว “กลิ่นสุราคลุ้งทั้งตัว ข้าไม่ควรอาบน้ำเรอะ?”

          “อ๊าย... หยุดถอดเลยนะ ข้าไม่อยากอาบน้ำร่วมกับเจ้า”

          “งั้นเจ้าก็ไปเสียสิ”

          “………………”

          ชายหนุ่มเดินลากขาซ้ายก้าวลงสระน้ำ ตงฟางชิงชางพบว่า ตัวเขาดันชินกับการเดินลากขาแบบนี้ไปเสียแล้ว พอนั่งอยู่ในสระ ร่างซีกซ้ายของเขาก็แข็งเกร็งขึ้นมา มือซ้ายยกขึ้น เอาแต่คอยปิดตาซ้ายอยู่ตลอด อายจนแม้กระทั่งเอ่ยปากชวนคุยยังไม่กล้า

          ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ตงฟางชิงชางคิด วิญญาณดวงนี้ที่อยู่ภายในร่างกายเขา ธรรมดาจ้อเป็นต่อยหอย นานๆ ถึงจะเงียบได้เช่นนี้สักหน

          เขาเอนกายพิงผนังหินนั่งเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ซึมซาบความสงบอันล้ำค่า

          อันที่จริงกว่าตงฟางชิงชางจะได้ ‘ซึมซาบความสงบ’ นั้นช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นยิ่งนัก เดิมทีเขาเป็นจอมมารร้ายผู้มีชื่อเสียงระบือลือลั่น

          มีแต่คนอื่นต้องมาคอยวอนขอให้เขาช่วย ‘อยู่อย่างสงบ’ สักหน่อย แต่ตอนนี้เขากลับ...

          เฮ้อ… เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน ใจคนเราล้วนยากจะคาดเดา

          แต่พอนึกถึงเรื่องในอดีต... ตงฟางชิงชางก็เงื้อมือขวาขึ้น สาดน้ำออกจากสระอาบ

          ละอองน้ำจับตัวเป็นกลุ่มก้อนที่ริมสระ ค่อยๆ สูงขึ้น สุดท้ายก็กลายร่างเป็นคนสามคน ยืนนิ่งเงียบ

          “ไปตามหากระบี่ซั่วฟงฉางเจี้ยน”

          เงาคนทั้งสามพยักหน้าเบาๆ สลายตัวหายไปจากตำหนักล้างธุลีรวดเร็วดุจสายลม

          เสี่ยวหลันฮวาปล่อยมือที่ปิดตาออก นางกลอกลูกตามองซ้ายมองขวา “หากระบี่อะไรหรือ? จอมมาร เจ้าคุยกับใครอยู่หรือ?”

          “กับบ่าวรับใช้ที่ข้าปั้นขึ้น” ตงฟางชิงชางตอบเสียงเอื่อยเฉื่อย นิ่งไปก่อนจะหัวเราะฮ่าๆ ขึ้นมา “เซียนบุปผา เจ้าอยากได้ร่างกายมิใช่รึ ข้าจะปั้นน้ำเป็นร่างให้เจ้าใช้เอาไหมเล่า”

          เสี่ยวหลันฮวาได้ยิน รีบส่ายหน้าโดยพลัน “นายท่านเคยเล่าเรื่องของเจ้าให้ข้าฟัง ข้ารู้ว่าเจ้ามีวิชาลับอย่างหนึ่ง สามารถสร้างสิ่งของขึ้นจากความว่างเปล่าได้ แต่นายท่านบอกว่า ความว่างเปล่าก็คือความว่างเปล่า สุดท้ายก็ไม่อาจเทียบกับสิ่งที่ฟ้าดินสรรค์สร้าง ความว่างเปล่าที่เจ้าสร้างขึ้นมีเพียงรูปร่าง ไร้ใบหน้า ผ่านไปเดือนสองเดือนก็จะสลาย ข้าไม่หลงกลเจ้าหรอก”

          ตงฟางชิงชางหรี่ตาลงน้อยๆ “อืม นายท่านที่ว่านี่แสนรู้เสียจริง”

          “นายท่านของข้าเป็นเทพยดาที่ล่วงรู้ความลับของทุกสรรพสิ่งทั้งดินฟ้า ท่านรู้มาก พลังวัตรสูงส่ง เก่งกาจที่สุด” นางโอ้อวดอย่างภาคภูมิใจยิ่ง

          “จริงหรือ...” ตงฟางชิงชางแยกเขี้ยว กล่าวลากเสียง “เทียบกับข้าแล้วเป็นอย่างไร?”

          “เจ้าน่ะห่างชั้นจากนายท่านของข้าไกลเลย” พอหลุดปากพูดออกมา เสี่ยวหลันฮวาก็รู้สึกว่าบรรยากาศตึงเครียดขึ้น นางหมุนลูกตาซ้ายทันที “ไม่… ข้าหมายความว่า แต่ละศาสตร์ก็มีผู้เชี่ยวชาญต่างกันออกไป นายท่านของข้ามีความรู้มากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะต่อยตีสู้เจ้าได้นะ...”

          “พวกเซียนรุ่นใหม่...ชิ” ตงฟางชิงชางไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง “จะรู้ฟ้าดินได้ตื้นลึกสักเท่าใด? กลัวแต่ว่าที่อวดรู้อยู่นี่ คงไม่ถึงหนึ่งในหมื่นของข้า”

          เสี่ยวหลันฮวาทนอดกลั้นไว้ พยายามไม่เบ้ปาก กลัวว่าจอมมารจะไปหาเรื่องนายท่านของตน ได้แต่ตอบรับคำเสียงอ่อน “ใช่ๆ ท่านจอมมารน่ะเก่งกาจที่สุดแล้ว”

          ไอหมอกพร่ามัวอยู่ตรงหน้า พอนั่งนานเข้า เสี่ยวหลันฮวาก็ไม่เขินอายอีกต่อไป อย่างไรเสียผิวน้ำก็สะท้อนแสงวาววับ นางเบื่อหน่ายนัก จึงเล่นน้ำมันเสียเลย

          นางลองขับเคลื่อนลมปราณภายในร่างของตงฟางชิงชางดู เอานิ้วชี้ดีดเบาๆ ที่ผิวน้ำ ทันใดนั้น ก็มีพลังสายหนึ่งแหวกน้ำในสระอาบ เหมือนมีปลาว่ายออกมาจากปลายนิ้วของนาง ทิ้งรอยยาวงดงามไว้บนผิวน้ำอย่างน่าตกตะลึง

          ตงฟางชิงชางลืมตาขวาขึ้น เหลือบมองทีหนึ่ง จากนั้นก็หลับตาลงอีกครั้งทำเหมือนไม่ได้ยิน เขาไม่ได้รู้สึกขัดใจอะไรนักที่เสี่ยวหลันฮวาแอบโยกพลังวัตรในกายออกไปเล่น อย่างไรเสียการที่นางรู้จักเล่นอย่างเงียบๆ ก็ยังดีกว่าโวยวายประเดี๋ยวก็อ๊าย ประเดี๋ยวก็อี๋ อยู่แบบนี้ก็ดีไปอย่าง “อย่าออกแรงมากนัก...”

          พูดยังไม่ทันขาดคำ เสี่ยวหลันฮวาก็พุ่งฝ่ามือออกไป คลื่นวายุสายยาวซัดสาดพลังวัตรชนเข้ากับผนังอิฐที่อยู่ห่างไปสองวา อิฐก้อนใหญ่กลวงเป็นรูโบ๋ ขณะเดียวกัน น้ำในบ่อก็ถูกสายลมอันเกรี้ยวกราดแยกออกเป็นสองฝั่ง เหลือเพียงร่างเปลือยของตงฟางชิงชางที่นั่งนิ่งอยู่ตรงกลาง

          ผิวที่เย็นวาบทำให้เสี่ยวหลันฮวาก้มหน้าลงตามสัญชาตญาณ นางตกใจจนลืมเงยหน้า

          น้ำที่ถูกแยกออกร่วงลงโดยพลัน เติมสระน้ำให้เต็มอีกครั้ง คลื่นน้ำสั่นไหวซัดสาดเป็นฟองคลื่นสีขาว ซัดเอาอิฐหักๆ อีกฟากของสระเข้าจนตกลงมาในน้ำ ตงฟางชิงชางนวดขมับ “เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือ?”

          เสี่ยวหลันฮวาอึ้งค้างไปโดยสิ้นเชิง “บน… บนร่างเจ้ามี... เต่าอยู่จริงๆ ด้วย...”

          เต่า…

          ตงฟางชิงชางไม่อยากจะสนใจนางแล้ว เขาก้าวขึ้นจากสระน้ำ หยิบผ้าเช็ดตัวที่เตรียมไว้แล้วมาเช็ดตัวจนแห้ง ด้วยการกระทำของเขา เสี่ยวหลันฮวาที่ยังตกใจไม่ได้สติ ก็ยิ่งตกใจมากขึ้นกว่าเดิม “อย่า… อย่า อย่าเช็ดหน้าอกแบบนี้สิ ข้ารู้สึกนะ”

          “อ๊าย… เจ้ากำลังเช็ดตรงไหนเนี่ย อ๊ายๆ ๆ อายชะมัด ห้ามทำอีก”

          “ขืนเจ้ายังแหกปาก... ข้าจะเช็ดอีกรอบ!”

          เสี่ยวหลันฮวาเงียบลงโดยสิ้นเชิง

          ใส่เสื้อผ้าเสร็จแล้วทั้งคู่ก็เดินออกจากประตู มีบ่าวรับใช้จำนวนมากมายืนเรียงแถวรออยู่นอกตำหนักล้างธุลีแล้ว คนที่อยู่ด้านหน้าก้าวขึ้นมาอย่างหวาดหวั่น “ท่านจอมมาร ไม่พอใจตรงไหนหรือไม่?”

          ตงฟางชิงชางมองดูเขาทีหนึ่ง “สระมันแคบไป รื้อแล้วสร้างใหม่”

          กว้างสามวา ยาวหกวานี่ยังแคบไปอีกหรือ?

          แต่ในเมื่อตงฟางชิงชางเอ่ยปากออกมาแล้ว ย่อมไม่มีใครกล้าตำหนิ บ่าวรับใช้รับปาก มองส่งเขาจนลับสายตาไป

          ตงฟางชิงชางพักที่เผ่าปีศาจอยู่สามวัน ในช่วงเวลาสามวันนี้ เรื่องที่ชาวเผ่าปีศาจคุยกันล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาทั้งสิ้น

          เช้าวันนี้ท่านจอมมารกินขนมไปชิ้นหนึ่ง เพิ่งจะชมว่าอร่อย จังหวะถัดมาก็พ่นขนมออกจากปาก บอกให้เอาไปเลี้ยงหมู

          เที่ยงวันนี้ท่านจอมมารไปชมดอกไม้ เพิ่งจะชมว่ากล้วยไม้สวย สักพักก็ถอนกล้วยไม้ในสวนขึ้นมาทั้งราก ให้คนเอาไปฝังทำปุ๋ย

          ก่อนนอนคืนนี้ สาวรับใช้เห็นจากทางหน้าต่างว่าท่านจอมมารคุยกับตัวเองอยู่หน้ากระจกอีกแล้ว พูดบ่นพึมพำอยู่ตั้งนาน

          ยิ่งอยู่นาน ชาวเผ่าปีศาจทุกตนก็เริ่มสงสัย จอมมารผู้นี้... หากเขาไม่ใช่ตัวปลอม นั่นหมายความว่า เขาถูกคุมขังจนเพี้ยนไปเสียแล้ว

          อาหารที่ชอบให้เอาไปเลี้ยงหมู ดอกไม้สวยงามกลับถอนมันทั้งราก ซ้ำยังคุยกับตนเองอยู่เนืองๆ เอะอะก็แก้ไขคำสั่งที่เพิ่งสั่งออกจากปาก

          จอมมารบูรพาคนเก่า ร่างกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายชั่วร้ายน่าเกรงขาม จะยกมือยกเท้าแต่ละหน ผู้คนก็ยากจะคาดเดาถึงผลลัพธ์... แต่คนนี้...

          และในเช้าวันที่สี่ จอมมารก็บอกว่าเขาจะไปโลกมนุษย์ ไม่บอกด้วยซ้ำว่าจะไปทำอะไร ชาวเผ่าปีศาจอาสาไปช่วยก็ไม่ต้องการ มือขวาตบสะบัดชายเสื้อ มือซ้ายหยิบขนมสองชิ้นแล้วก็ออกเดินทางไปเลย

          ตอนแรกสมุหนายกซังเชวสั่งให้ม้าเร็วตามไป แต่เพียงไม่นานม้าเร็วก็โซเซกลับมาแล้วบอกว่าเขาเกือบจะถูกท่านจอมมารสับเป็นสองท่อน พอเขาเอี้ยวตัวหลบ หันกลับมาอีกทีก็ไม่เห็นเงาร่างท่านจอมมารแล้ว

          ตีจากไปได้เร็วถึงเพียงนี้ คาดว่าคงเป็นจอมมารตัวจริงไม่ผิด ยิ่งแน่ใจว่าเขาไม่ใช่ตัวปลอม ชาวเผ่าปีศาจกลับยิ่งกลุ้มใจมากขึ้น

         

          ต้นเหมันต์ ที่คุนหลุนนั้นปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน

          เสี่ยวหลันฮวามองเงา ‘มนุษย์น้ำ’ ที่เดินอยู่เบื้องหน้าแล้วก็อดสงสารมิได้ เท้าและศีรษะของชายผู้นั้นถูกแช่จนเกือบจะกลายเป็นน้ำแข็ง แต่เขาก็ยังพยายามมุ่งหน้าเดินต่อ พาตงฟางชิงชางเข้าสู่เขตลึกแห่งคุนหลุนที่ถูกหิมะปกคลุม

          “เขาใกล้จะตายอยู่แล้ว” เสี่ยวหลันฮวากล่าว “เจ้าไม่เติมพลังเวทให้เขาหน่อยหรือ เผื่ออาจช่วยให้เขามีกำลังขึ้นมาบ้าง”

          “พอหมดประโยชน์แล้วมันก็ต้องละลายไปอยู่ดี” ตงฟางชิงชางตอบอย่างไร้ความรู้สึก มนุษย์น้ำเป็นเพียงหยดน้ำที่ถูกปั้นขึ้นจากการร่ายอาคม พวกมันมีจุดประสงค์ชัดเจนในการดำรงอยู่ หากบรรลุจุดประสงค์เมื่อใด มันก็จะกลายสภาพกลับเป็นหยดน้ำเหมือนเดิม

          เสี่ยวหลันฮวาเบ้ปาก ลอบด่าตงฟางชิงชางในใจ

          มนุษย์น้ำพาพวกเขาเดินมาถึงเขาลูกหนึ่ง ลมหนาวระลอกหนึ่งพัดมาจากด้านล่าง ร่างแข็งกระด้างของมนุษย์น้ำยืนเก้ๆ กังๆ เขาดูคล้ายคนที่ถูกแช่แข็งตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่นิ้วมือยังกระดิกชี้ไปด้านหน้า

          เสี่ยวหลันฮวาปีนป่ายขึ้นยอดเขา มองตามปลายนิ้วของมนุษย์น้ำ พบว่าด้านล่างของเทือกเขาเป็นเหวลึก กลางหน้าผาเหวลึกนั้นมีถ้ำน้ำแข็งผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ถ้ำหนึ่ง กว้างประมาณสองวา

          ตงฟางชิงชางสายตาดีนัก เสี่ยวหลันฮวากะพริบตาจ้องดูอย่างละเอียด พบว่าผนังรอบถ้ำน้ำแข็งนั้นปกคลุมไปด้วยผลึกน้ำแข็งสีฟ้าโปร่งใส เสี่ยวหลันฮวาไม่รู้จักผลึกน้ำแข็ง แต่ดูจากสภาพแล้ว นางก็พอรู้ว่าอากาศในถ้ำน้ำแข็งนั้นจะต้องเย็นเฉียบเป็นแน่

          เสี่ยวหลันฮวารู้ว่าตงฟางชิงชางมีร่างกายที่แข็งแรง แต่ว่า...

          นางใช้มือซ้ายจับคอเสื้อ ตงฟางชิงชางสวมเสื้อมาเพียงสามตัว เสื้อคลุมสีดำตัวโตที่ชั้นนอกนั้นมันก็สวยอยู่หรอก แต่พออยู่ท่ามกลางหิมะเสื้อคลุมเช่นนี้ก็จะถูกลมหนาวพัดปลิว ไม่มีประโยชน์ด้านการใช้งานอย่างสิ้นเชิง

          เสี่ยวหลันฮวาเอ่ยปากถาม “เมื่อก่อนนายท่านของข้าเคยบอกว่า ใต้เขาคุนหลุนนั้นมีตลาดเมืองผี เราไปหาซื้อเสื้อกันหนาวหนังจิ้งจอกไฟมาคลุมตัวก่อนแล้วค่อยเข้าไปในถ้ำนั่น ดีหรือไม่? ที่นั่นดูเหมือนมีผนึกอะไรบางอย่าง ดูหนาวผิดปกตินัก”

          ตงฟางชิงชางไม่แยแสนางเลยสักนิด ปลายเท้าวูบไหวไปด้านหน้า เขาพยายามลากร่างกายซีกซ้ายให้เดินตรงไปยังถ้ำน้ำแข็งที่อยู่บนหน้าผา

          ยังไม่ทันเดินเข้าถ้ำน้ำแข็ง เสี่ยวหลันฮวาก็รู้สึกถึงไอเย็นคมกริบพรั่งพรูใส่ใบหน้า

          เป็นที่ที่ประหลาดพิสดารเสียจริง ตลอดทางที่เดินผ่านมา ไม่ว่าพายุหิมะจะหนักสักเพียงใดเสี่ยวหลันฮวาก็ไม่รู้สึกหนาว แต่พอมาถึงที่นี่ แค่เพียงสายลมพัดผ่านแผ่วเบา เสี่ยวหลันฮวาก็ตัวสั่นเสียแล้ว

          นี่เป็นร่างของตงฟางชิงชางเชียวนะ!

          เสี่ยวหลันฮวามองดูผนังของหน้าผาที่ถูกปกคลุมไปด้วยผลึกน้ำแข็งสีฟ้าอมน้ำเงิน ในถ้ำนั้นลึกนัก มองไปยังทิศทางเบื้องหน้าดูไร้ทางออก เสี่ยวหลันฮวาเริ่มกลัวตายขึ้นมา “เจ้าจะหากระบี่อะไรหรือ อย่าหาเลย พวกเรากลับกันเถอะ ตีใหม่อีกเล่มก็ได้ ที่นี่ทำเอาข้ารู้สึกไม่สบายใจ...”

          “ช่วยเงียบหน่อยได้ไหม” ตงฟางชิงชางแค่นเสียงเย็นชาออกมาหนึ่งประโยค ก้าวเท้าเข้าสู่ถ้ำน้ำแข็ง

          เหมือนสัมผัสได้ว่ามีคนเข้ามาจากภายนอก ลมหนาวยะเยือกสายหนึ่งพรั่งพรูออกมาจากปากทางเข้าของถ้ำ พัดเอาเรือนผมสีเงินของตงฟางชิงชางจนพลิ้วไสว เรือนผมของเขามีเกล็ดน้ำแข็งเกาะขึ้นมาทันที

          เสี่ยวหลันฮวายิ่งกระวนกระวายใจมากขึ้น “หนาวมากจริงๆ จอมมาร ที่นี่ให้ความรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย... นายท่านเคยบอกว่า บางสถานที่ก็ไม่ควรก้าวล่วง ระหว่างฟ้าดินนั้นมีซอกหลืบลึกลับอยู่มากมาย ต่อให้เจ้าเก่งแค่ไหนก็มีเพียงหนึ่งชีวิต ตัวคนเดียวน่ะไม่อาจต้านทานวิถีแห่งดินฟ้าได้หรอกนะ...”

          “วิถีแห่งดินฟ้า?” ตงฟางชิงชางย่างเท้าไปด้านหน้า คล้ายกับมีกระแสลาวาร้อนระอุฉีดออกมาจากใต้ฝ่าเท้าของเขา ลาวากระจายตัวแยกออกเป็นสามสาย

          สายแรกนั้นพุ่งตรงเข้าไปในถ้ำ ตรงเข้าต่อต้านลมหนาวระลอกเมื่อครู่ เสียงหวีดร้องแผดเผาดังอยู่บนพื้นถ้ำ ไม่นานก็บังเกิดเส้นทางเดินอันอบอุ่นอยู่เบื้องหน้า

          ลาวาอีกสองสาย... ซ้ายหนึ่งขวาหนึ่ง เอ่อขึ้นไปตามผนังหิน

          เสี่ยวหลันฮวาเห็นผลึกน้ำแข็งสีน้ำเงินรอบด้านพลันละลาย หูได้ยินเสียงผลึกน้ำแข็งปริแตก พอนางหันกลับไปมอง ก็พบว่าสามก้าวด้านหลังของนางไม่เหลือแม้เงาของผลึกน้ำแข็งให้เห็นอีก มีเพียงผนังหินสีเทาเท่านั้น

          “เป็นวิถีแห่งดินฟ้าที่ไม่เอาไหนเสียจริงๆ ” ตงฟางชิงชางเปล่งน้ำเสียงหยามหยัน ก้าวเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ

          เสี่ยวหลันฮวาถึงกับพูดไม่ออก ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าใด ความไม่สบายใจของนางก็ยิ่งพอกพูน “จอมมาร ข้าคิดว่านอกจากความหนาวเย็นแล้ว ที่นี่ยังมีสิ่งอื่นอยู่อีก ข้า...”

          พูดยังไม่ทันจบประโยค เสี่ยวหลันฮวาก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับหัวใจถูกฉีกกระชาก สัมผัสนี้มาจากส่วนลึกของเรือนร่าง ไม่ต่างจากความรู้สึกเมื่อตอนที่ตงฟางชิงชางบังคับให้นางแลกวิญญาณกับเขา

          เสี่ยวหลันฮวาส่งเสียงโอดโอย ขณะเดียวกัน นางก็รู้สึกว่าร่างกายเอนล้มไปทางขวา

          เสี่ยวหลันฮวาหน้ามืดตาลาย

          ขณะที่ฟ้าดินพลิกคว่ำอยู่นั้น เหมือนนางจะเห็นวิญญาณของตงฟางชิงชางถูกดึงออกจากร่าง ถูกพัดพาเข้าถ้ำลึกตามสายลมประหลาดสายหนึ่ง

          ตัวเสี่ยวหลันฮวาไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในร่างตงฟางชิงชางได้อีกเช่นกัน นางเองก็ถูกฉีกทึ้งอย่างรุนแรง ถูกกระแสลมตีม้วนเข้าไปยังถ้ำน้ำแข็งลึกลับที่มีประกายแสงสีน้ำเงิน

          หากวิญญาณของเจ้าถูกขับออกจากร่างตอนที่อยู่ในโลกมนุษย์

          นายท่านบอกว่า... เขาเรียกว่าตาย