ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

สยบด้วยหัวใจ (เล่มสุดท้ายในซีรีส์พรหมลิขิตรัก)

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เขา... คุณชายใหญ่ตระกูลอานแห่งแคว้นตงอี๋ หล่อเหลา กล้าได้กล้าเสีย และเป็นพ่อค้าตัวยง ทุกครั้งที่จ่ายเงินออกไปเขาจะไม่ยอมขาดทุนแม้แต่ตำลึงเดียว เมื่อจู่ๆก็มีผลประโยชน์ก้อนโตมาวางล่อไว้ตรงหน้า มีหรือคนอย่างเขาจะไม่รีบคว้าไว้ ทว่า... เป้าหมายของเดิมพันนี้คือหัวใจรักของสตรีที่ไม่ธรรมดานางหนึ่ง ฮ่องเต้หญิงซีเลี่ยเย่แห่งแคว้นไห่อี้! หากเป็นสตรีอื่นคงง่าย แต่ดันเป็นซีเลี่ยเย่ที่แสนจะเจ้าเล่ห์เหลือร้าย งานนี้ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่จะแพ้เดิมพัน

บทนำ

เขา... คุณชายใหญ่ตระกูลอานแห่งแคว้นตงอี๋ หล่อเหลา กล้าได้กล้าเสีย และเป็นพ่อค้าตัวยง ทุกครั้งที่จ่ายเงินออกไปเขาจะไม่ยอมขาดทุนแม้แต่ตำลึงเดียว เมื่อจู่ๆก็มีผลประโยชน์ก้อนโตมาวางล่อไว้ตรงหน้า มีหรือคนอย่างเขาจะไม่รีบคว้าไว้ ทว่า... เป้าหมายของเดิมพันนี้คือหัวใจรักของสตรีที่ไม่ธรรมดานางหนึ่ง ฮ่องเต้หญิงซีเลี่ยเย่แห่งแคว้นไห่อี้! หากเป็นสตรีอื่นคงง่าย แต่ดันเป็นซีเลี่ยเย่ที่แสนจะเจ้าเล่ห์เหลือร้าย งานนี้ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่จะแพ้เดิมพัน

 

เล่มต่อจาก ยุทธการปิดแผ่นฟ้า, วาสนาพานพบ

เล่มจบซีรี่ส์

สารบัญ

บทนำ แคว้นไห่อี้

              แคว้นไห่อี้ปีหนึ่งร้อยสามสิบสอง เดือนห้า ยามจื่อ

            เสียงเด็กทารกร้องดังออกมาจากด้านในตำหนักใหญ่ ผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่ด้านนอกพากันหยุดชะงักหลายคนพยายามสอดส่ายสายตามองเข้าไป หลายคนลอบถอนหายใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก นางกำนัลแต่งกายด้วยชุดสีม่วงนางหนึ่งเดินออกมา กล่าวด้วยรอยยิ้มต่อหน้าผู้คนที่รายล้อม

            “ยินดีกับท่านชายฉี เป็นองค์หญิงน้อยเพคะ”

            องค์หญิง! เมื่อได้ยินข่าวดีนี้คนที่รอคอยนอกตำหนักต่างก็ปลาบปลื้มยินดีกันถ้วนหน้า

            แคว้นไห่อี้มีธรรมเนียมพิเศษแตกต่างจากแคว้นอื่น คือสตรีเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดและเป็นผู้ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งฮ่องเต้หญิงแห่งแคว้น

            รัชสมัยของฮ่องเต้หญิงองค์ปัจจุบัน เป็นฮ่องเต้ที่ทุ่มเททำงานเพื่อแคว้นอย่างหนัก และเป็นมารดาของหนึ่งองค์หญิงสององค์ชาย แต่องค์หญิงใหญ่ร่างกายไม่แข็งแรง ป่วยไข้เรื้อรังมาตั้งแต่เกิด ซ้ำหมอหลวงยังบอกว่าน่าจะอายุไม่ยืนอีกด้วย ดังนั้นการถือกำเนิดขององค์หญิงใหม่ในวันนี้จึงเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งของแคว้นไห่อี้ ทั่วหล้าจึงเฉลิมฉลองด้วยความสุข

            ผู้ที่ยินดีมากสุดคงหนีไม่พ้นฉีจื้อที่ยืนรอคอยอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อยอยู่หน้าประตูตำหนักใหญ่ เขาสวมอาภรณ์สีน้ำเงิน รูปร่างสูงโปร่ง ท่าทางสุภาพนุ่มนวล ใบหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มยินดี หลายปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างเขาและฮ่องเต้หญิงถือว่าไม่เลว ทว่าไม่เคยกล้าเพ้อฝันว่าจะมีบุตรสาวร่วมกับฮ่องเต้หญิงได้ วันนี้ไม่เพียงฝันจะเป็นจริง ยังทำให้แคว้นไห่อี้ได้องค์หญิงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน จะไม่ให้หัวใจเขาเต็มตื้นได้อย่างไร ฉีจื้อไม่สนใจเสียงแสดงความยินดีที่ดังอยู่ด้านหลัง เขารีบเดินเข้าไปใกล้ประตูตำหนัก ตอนนี้เขาคิดอยากจะพบฮ่องเต้หญิงและบุตรสาวของตนเท่านั้น

            ภายในตำหนักใหญ่ นางกำนัลกำลังช่วยพยุงซีเลี่ยชิงหัวนั่งลงบนเก้าอี้ช้าๆ แม้สีหน้าฮ่องเต้หญิงยังคงซีดขาว หน้าผากเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ทว่ากำลังใจดีเยี่ยม ข้ารับใช้ที่อยู่ข้างกายรีบนำผ้าไหมสีขาวจุ่มน้ำอุ่นซับให้ตามร่างกาย เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย นางกำนัลจึงรับองค์หญิงน้อยจากหมอหลวงมาส่งให้อย่างทะนุถนอมและนอบน้อมยิ่ง

            “องค์หญิงเพคะฝ่าบาท”

            ซีเลี่ยชิงหัวยกมือขึ้นช้าๆ ส่งสัญญาณให้คนข้างกายถอยออกไป “อุ้มนางเข้ามา”

            “เพคะ” นางกำนัลที่อุ้มองค์หญิงน้อยอยู่รีบหันใบหน้ากระจ้อยร่อยให้ฮ่องเต้หญิงได้มองเห็นชัดถนัดตา

            ทารกน้อยก็แสนรู้นัก ดวงตาคู่เล็กที่เดิมปิดอยู่ก็ค่อยๆ ลืมขึ้นมา ดวงตาดำขลับจับจ้องซีเลี่ยชิงหัว แววตาเป็นประกายสดใส ช่างน่ารักที่สุด

            ซีเลี่ยชิงหัวที่ปลื้มปีติอยู่แล้วยิ่งปลาบปลื้มขึ้นไปอีก นางยื่นมือรับบุตรสาวมาแนบอก ทารกน้อยไม่มีท่าทางตื่นคน ตั้งแต่คลอดออกมาทารกน้อยส่งเสียงร้องเพียงสองครั้ง จากนั้นก็นอนนิ่งไม่งอแง

            “ฝ่าบาท” ฉีจื้อยืนอยู่หน้าประตู แม้ในใจอยากจะวิ่งเข้ามาดูหน้าบุตรสาว แต่เมื่อไม่ได้รับอนุญาตย่อมไม่อาจก้าวเท้าเข้าไปได้

            พอได้ยินเสียงอ่อนโยนคุ้นหู ซีเลี่ยชิงหัวก็รู้ว่าผู้ใดที่กระวนกระวายรออยู่ด้านนอก จึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “เข้ามาดูบุตรสาวที่ว่าง่ายของเราเถิด” ตลอดเวลานางปรารถนาจะมีบุตรร่วมกับฉีจื้อ ลูกน้อยที่เหมือนเขาคงเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน ใสซื่อ มีเมตตาธรรมและเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เสี้ยวจังหวะที่ก้มมองทารกหญิงตัวน้อยในอ้อมกอดก็ถือว่านางสมปรารถนาแล้ว

            ยังไม่ทันสิ้นเสียงฉีจื้อก็เดินเข้ามาหยุดยืนข้างกาย เขาก้มมองเด็กน้อยที่ถูกห่ออยู่ในผ้าแพรแดง ผิวหนังสีแดงย่นยู่ซ่อนอยู่ในผ้า ดวงตาดำขลับแวววาวพราวระยับ พอเด็กน้อยมองเห็นเขาก็ส่งสายตาเป็นประกายจ้องกลับมา ผู้เป็นบิดาเห็นแล้วยิ่งตื่นเต้นยินดี

            ฉีจื้อยื่นมือไปลูบไล้ใบหน้าน้อยๆ อ่อนนุ่ม “นางช่างคล้ายฝ่าบาทยิ่งนัก” โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น

            คล้ายว่าทารกน้อยเข้าใจคำพูดของบิดาจึงกะพริบตาปริบๆ ทั้งอ้าปากเล็กๆ ที่ไม่มีฟัน ทำท่าคล้ายจะหัวเราะ หัวใจผู้เป็นพ่อเป็นแม่ยิ่งพองโตด้วยความสุข

            “ขุนนางฝ่ายพิธีการ”

            “เพคะ” ผู้ถูกเรียกคุกเข่าลง ในมือถือหนังสือแต่งตั้งคอยรับคำสั่ง

            ซีเลี่ยชิงหัวส่งลูกน้อยให้ฉีจื้อ ครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ออกคำสั่งด้วยเสียงดังกังวาน

            “นับจากนี้องค์หญิงน้อยจะมีนามว่า ‘เย่’ รับบรรดาศักดิ์เป็นเซิงอ๋อง”

            ให้ชื่อว่า ‘เย่’ ด้วยในใจคนเป็นแม่คาดหวังให้ชีวิตวันหน้าของลูกน้อยเปล่งแสงพร่างพราวสุกสกาวดั่งจันทรา

            “เพคะ” ขุนนางฝ่ายพิธีการสะบัดพู่กันบันทึกคำสั่งอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนฮ่องเต้หญิงจะโปรดปรานองค์หญิงน้อยคนใหม่มาก เพราะตั้งแต่โบราณมาโอรสธิดาที่ถือกำเนิดในราชวงศ์ก็มีไม่มากอยู่แล้ว ยิ่งองค์หญิงน้อยที่เพิ่งถือกำเนิดก็ได้รับตำแหน่ง ‘อ๋อง’ เลยนั้นแทบจะไม่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในราชวงศ์ซีเลี่ยก็ไม่เคยมีมาก่อน

            ฉีจื้อแม้จะไม่ถึงกับตื่นตะลึงกับคำสั่งนี้แต่ก็ตกใจอยู่ไม่น้อย เขารีบคุกเข่าลงพร้อมองค์หญิงน้อยในอ้อมแขน

            “ขอบพระทัยฝ่าบาท”

            ภายในตำหนักใหญ่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่และบรรดานางกำนัลต่างคุกเข่าลงแล้วเปล่งเสียงอย่างพร้อมเพรียงกัน

            “ยินดีกับฝ่าบาทเพคะ ยินดีกับเซิงอ๋องเพคะ ยินดีกับท่านชายฉีเพคะ”

            ซีเลี่ยชิงหัวไม่อยากฟังเสียงอวยพรอื้ออึงต่อไป เพราะตอนนี้นางเพลียมาก จึงยกมือขึ้นพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            “พอแค่นี้เถอะ ออกไปได้แล้ว”

            เหล่านางกำนัลและขุนนางรีบถวายความเคารพแล้วพากันออกจากตำหนักใหญ่อย่างรวดเร็ว ส่วนฉีจื้อก็อุ้มองค์หญิงน้อยก้าวตามฮ่องเต้หญิงเข้าสู่ด้านในตำหนัก

            เย่เอ๋อลูกพ่อ เจ้าอย่าทำให้เสด็จแม่ผิดหวังเล่า

 

            เหมันต์มาเยือน

            แม้จะเป็นต้นฤดูแต่ลมหนาวที่พัดโชยเอื่อยก็ยังทำให้ผู้คนอดที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้

            เงาทอดยาวของร่างเล็กในชุดสีฟ้าคราม ยืนท้าลมหนาวที่โบกสะบัดบนกิ่งไม้ใหญ่ แม้จะมีอายุเพียงเก้าขวบแต่เด็กหญิงกลับมีร่างกายคล่องแคล่วปราดเปรียวด้วยฝึกวรยุทธมาสามปีแล้ว นางกำนัลที่อยู่ด้านหลังต้องวิ่งตามด้วยความยากลำบาก ร่างน้อยๆ นี้ช่างทำให้คนขวัญผวาโดยแท้ ด้านหลังมีเสียงโอดครวญดังแว่ว

            “เซิงอ๋องทรงวิ่งช้าหน่อยเพคะ”

            เด็กหญิงเหินร่างลงบนสวนหย่อมในอุทยานบุปผาของฝ่ายใน เสียงต่อยตียังคงดังให้ได้ยิน ซีเลี่ยเย่ตะโกนถามเสียงก้อง

            “ทำอะไรกันอยู่?”

            เมื่อปรับการหายใจเป็นปกติแล้ว ซีเลี่ยเย่กระโดดเข้าไปในพงหญ้า ยืนจ้องกลุ่มเด็กหนุ่มอายุราวสิบสี่ถึงสิบห้าปีตรงหน้าอย่างเย็นชา

            ข้ารับใช้ที่ยืนรายล้อมตกใจหน้าซีดเผือดตั้งแต่ได้ยินเสียงตะโกนถาม พอหันมาเห็นเด็กหญิงก็ยิ่งเหงื่อออกจนตัวเย็นเข่าอ่อน รีบคุกเข่าลงกับพื้น

            “ถวายบังคมเซิงอ๋อง”

            ทำไมพวกตนอับโชคต้องมาเจอเซิงอ๋องวันนี้ด้วย องค์หญิงน้อยเป็นที่รักของฮ่องเต้หญิงอย่างที่สุด นางจึงทั้งถือดีและดุร้าย พวกตนเป็นข้ารับใช้องค์ชายใหญ่ กับผู้อื่นไม่เคยเกรงกลัว แต่ไม่ใช่กับเซิงอ๋องคนนี้

            ซีเลี่ยเย่ไม่คิดจะชำเลืองมองคนที่คุกเข่าเบื้องหน้า ค่อยๆ สาวเท้าไปหาเด็กหนุ่มรูปงามคนหนึ่งที่ยืนส่งยิ้มจืดเจื่อนมาให้

            “พี่ใหญ่ ทำไมมีเวลาว่างมาชมดอกไม้ได้เล่า?”

            สวรรค์! ฤดูเหมันต์จะมีดอกไม้ได้อย่างไร แต่คนถูกเรียกเป็นพี่ใหญ่ยังจะกล้ากล่าววาจาใดได้ ทำได้เพียงลูบจมูกตนเองคล้ายแก้เก้อ ถามเสียงเบา

            “น้อง...น้องหญิงมาชมดอกไม้เหมือนกันหรือ”

            “ใช่แล้ว” เด็กหญิงไม่สนใจคนเป็นพี่ที่ยืนหลบตาก้มหน้า แต่หันไปมองร่างที่นอนตัวงอหอบหายใจแรงอยู่กับพื้น เด็กหญิงแสร้งถามเสียงใสซื่อ

            “พี่ใหญ่กำลังทำอะไรอยู่หรือ?”

            ซีเลี่ยซิวหรงสะดุ้งหน้าตาตื่น รีบเข้าไปประคองเด็กหนุ่มบนพื้นให้ลุกขึ้น แล้วแสร้งหัวเราะเสียงดัง

            “พี่ใหญ่กับซิวจือเล่นกันอยู่”

            ซวยจริง! ถูกซีเลี่ยเย่มาเห็นเสียได้ แม้บิดาของซีเลี่ยซิวจือจะถูกตราหน้าว่าเป็นตัวหายนะของฝ่ายใน แต่หากเสด็จแม่ยังมิได้มีคำสั่งออกมา แล้วรู้ว่าเขาทำสิ่งใดลับหลัง เกรงว่าเรื่องคงจะยุ่งยากไม่น้อย

            “เล่นกันหรือ...” ซีเลี่ยเย่ลากเสียงยาวที่ทำให้คนฟังขนลุก “พวกท่านชอบเล่นกันอย่างนี้หรือ เช่นนั้นข้าเล่นกับพี่ใหญ่บ้างได้ไหม” พูดจบเด็กหญิงก็ถลกแขนเสื้อขึ้นท่าทางจริงจัง เดินยิ้มเข้าหาซีเลี่ยซิวหรง

            เด็กหนุ่มจะลืมได้อย่างไรว่าซีเลี่ยเย่ก็คือปีศาจน้อยตนหนึ่ง! คนเป็นพี่ถอยหลังอย่างลนลาน ส่ายหน้าไปมา สีหน้าฉายความหวาดกลัว

            “ไม่ๆๆๆ เล่นอย่างนี้ไม่สนุกหรอก”

            เขารู้ว่าเสด็จแม่จัดหาอาจารย์มาสอนวิทยายุทธ์ให้น้องสาวคนนี้ แล้วเขาจะเอาอะไรไปสู้ด้วยเล่า พวกข้ารับใช้ที่นั่งตัวสั่นก้มหน้างุดก็ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาสู้ด้วยแน่

            ซีเลี่ยเย่กลอกตามองพี่ชายอย่างเอือมระอา “ในเมื่อพี่ใหญ่ก็รู้สึกว่าไม่สนุก ถ้าหลังจากนี้ยังจะชวนพี่รองเล่นอีก ครั้งหน้าข้าจะมาเล่นกับท่านเอง!”

            ซีเลี่ยซิวหรงกลืนน้ำลายลงคอเสียงดังอึกใหญ่ อำนาจของน้องสาวคนนี้ทำให้ผู้คนตกตะลึง นางดูคล้ายกับเสด็จแม่มาก

            “ได้ๆ ตกลง จริงสิ ท่านอาจารย์คอยตรวจการบ้านของข้าอยู่ ข้าต้องไปแล้ว” ซีเลี่ยซิวหรงพูดจบก็รีบวิ่งออกไปจากพงหญ้า ข้ารับใช้ที่คุกเข่าอยู่แทบจะทั้งกลิ้งทั้งคลานตามไปติดๆ

            เมื่อคนทั้งกลุ่มจากไปแล้ว ซีเลี่ยซิวจือจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ใบหน้าโดนต่อยตีจนบวมช้ำไปหมด เสื้อผ้าสีขาวเปื้อนเป็นคราบสกปรกดูแทบไม่ได้ ซีเลี่ยเย่ไม่เข้าไปพยุง เพียงมองอีกฝ่ายลุกยืนด้วยตนเอง

            “เป็นอย่างไรบ้าง?”

            ซีเลี่ยซิวจือก้มปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าออก เขาถูกต่อยจนใบหน้ายับเยินแทบมองเค้าหน้าเดิมที่เคยหล่อเหลาคมคายไม่ออก ทว่าน้ำเสียงเฉยชานัก

            “ข้าไม่เป็นไร”

            ซีเลี่ยเย่จ้องเงาด้านหลังที่เดินขากะเผลกจากไป อดไม่ไหวถลึงตาใส่อีกฝ่าย เขาและบิดาของเขาช่างเหมือนกันนัก ชอบเป็นฝ่ายโดนรังแกอยู่เสมอแล้วก็เอาแต่ยิ้ม!

            เชอะ สมควรแล้วที่ถูกใส่ร้าย สมน้ำหน้านักที่โดนรังแก!

            เพราะเห็นอีกฝ่ายเป็นแบบนี้ ในใจจึงอดสงสัยไม่ได้ เด็กหญิงตะโกนถามไล่หลัง “ท่านจะทนให้คนอื่นเหยียดหยามไปตลอดรึ?”

            ซีเลี่ยซิวจือไม่หยุดฝีเท้าแม้สักก้าว ยังคงเดินต่อไปอย่างมุ่งมั่น จนเงาด้านหลังเกือบลับสายตา จึงมีเสียงตอบกลับมา

            “ซิวจือเหลือเวลาอีกไม่มาก เรื่องของข้ามีอะไรน่าสนใจกัน น้องหญิงอย่าเปลืองแรงอีกเลย” ด้วยเหตุที่ท่านพ่อของเขารูปงามและโดดเด่น ‘เกินไป’ ถึงได้อยู่เคียงคู่กับเสด็จแม่ แต่เขากลับคิดว่ารูปโฉมที่งดงามมักมาพร้อมกับความโชคร้าย เขาไม่อยากมีใบหน้าหล่อเหลาเลยสักนิด สำหรับเขาแล้วสิ่งนี้ช่างเป็นสิ่งอัปมงคลนัก

            ซีเลี่ยเย่ส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “ท่านไม่ถึงตายหรอก เสด็จแม่ต้องจัดการได้แน่ รักษาชีวิตของท่านไว้ให้ดีเถอะ”

            นี่เป็นการใส่ร้ายกัน เสด็จแม่ดูออกอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้พัวพันหลายคนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับเฝ่ยซีรั่ว--ผู้ดำรงตำแหน่งโฮ่วจู่1 จึงต้องหาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่

            แต่ซีเลี่ยซิวจือก็ยังคงเดินจากไป เด็กหนุ่มไม่มีความตื่นเต้น ไม่สนใจจะหันมาถาม

            เด็กหญิงยกยิ้มถูกใจ ถ้าเขาไม่ใช่คนที่สงบเยือกเย็นและงดงามเช่นนี้ บางทีนางก็คร้านที่จะช่วยเหลือเขาแล้ว ครู่หนึ่งซีเลี่ยเย่ก็เดินจากไปอีกทาง

            อุทยานกลับสู่ความเงียบสงบ

            พลันเสียงหวานใสพร้อมรอยยิ้มบางเบาก็ดังขึ้น “ยินดีกับฝ่าบาทด้วยนะเพคะ”

            หลังพุ่มไม้เขียวชอุ่ม มีสตรีนางหนึ่งในชุดเสื้อแพรสีน้ำเงินปักดิ้นทองยืนอยู่ ท่าทีฉายชัดถึงความน่าเกรงขามและสูงศักดิ์ นางหันไปยิ้มให้หญิงสาวที่กำลังเดินตรงมา

            “สี่ฉง เจ้าก็มาด้วยหรือ?”

            หญิงสาวเจ้าของชื่อเดินเข้ามาสมทบกับฮ่องเต้หญิงที่เฝ้าแอบมองเหตุการณ์ทั้งหมด ตัวนางเองก็มองตามทิศที่ซีเลี่ยเย่สาวเท้าจากไป น้ำเสียงมีความยินดี

            “แคว้นไห่อี้มีทายาทสืบทอดแล้ว”

บทที่ 1.1 จะซ้ายหรือขวาล้วนไม่ดี

              ผิวน้ำทะเลสีฟ้าครามใสที่อยู่เบื้องหน้ารายล้อมด้วยทิวป่าไผ่สีเขียวขจี อากาศเย็นสบาย กลิ่นสดชื่นของใบไผ่หอมเย็นรวยริน

            ทิวทัศน์ของทะเลบริเวณนี้กล่าวได้ว่าแปลกประหลาดนัก ทะเลสีครามกับป่าไผ่สีเขียว ไม่รู้เพราะเหตุใดซูชิงถึงได้มุ่งมั่นจะปลูกบ้านกลางป่าไผ่ริมทะเลเช่นนี้ แต่ถึงกระนั้นคนมองก็อดนับถือหญิงสาวไม่ได้

            ซีเลี่ยเย่นอนทอดตัวอยู่บนแคร่ยาวกลางป่าไผ่ มองใบไผ่ด้านบนที่กำลังพลิ้วไหวหยอกล้อกับแสงเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ ใบหน้างดงามฉายแววกลัดกลุ้ม

            “เจ้าตอบข้าหน่อย ข้าควรให้พวกนางมีชีวิตต่อไปหรือให้มีชีวิตอยู่เพียงเท่านี้ดี...”

            ตายๆ กันไปซะ จะได้จบปัญหาพวกหมาลอบกัด คอยแต่จะสร้างปัญหาสร้างเรื่องยุ่งให้ไม่เว้นวัน อีกอย่างมารดาจะได้สบายใจเสียที...

            อยู่หรือตาย... ตายหรืออยู่... คิดแล้วซีเลี่ยเย่ก็ถอนหายใจเสียงดัง

            “ข้าคิดมาสิบปีแล้ว จนวันนี้ยังคิดไม่ออกเลย!”

            ไม่มีเสียงตอบจากอีกฝ่าย คล้ายจงใจปล่อยให้นางพร่ำเพ้ออยู่คนเดียว ซีเลี่ยเย่พลิกตัวหันมามองหญิงสาวอีกคนหนึ่งอย่างเกียจคร้าน เห็นอีกฝ่ายสนใจแต่การชงชา จึงตะโกนออกไป

            “นี่! ตอบข้าสิ”

            มู่หรงซูชิงนำใบชาหลงต้านต้นฤดูผสมกับสุราที่อยู่ในกาบนเตาไฟ จากนั้นก็คนช้าๆ นางค้นพบว่าการชงชาแบบนี้ทำให้ได้รสชาติที่แตกต่างออกไป มีสีสันมากขึ้น รสสุราที่หอมหวานจะถูกใบชาดูดซับรสชาติเอาไว้  ส่วนน้ำชาจะมีรสขมฝาดนิดๆ เพราะถูกความเข้มข้นของสุรากลบ เพิ่มความนุ่มละมุนเพียงพอให้คนดื่มได้กลิ่นหอม

            ซีเลี่ยเย่ทอดถอนใจ มู่หรงซูชิงตอบกลับพร้อมรอยยิ้มพราย

            “ท่านคิดมาเป็นสิบปีแล้วจำเป็นต้องถามข้าอีกหรือ”

            เกิดมาในตระกูลสูงนับว่ามีวาสนา ซีเลี่ยเย่โชคดีมีพี่น้องแค่สองคนที่คิดชิงบัลลังก์ของนาง หากเป็นแคว้นอื่นนางคงต้องสู้กับพี่น้องนับสิบ นี่แค่สอง ซ้ำมีเวลาคิดเป็นสิบปี เรื่องนี้น่าห่วงตรงไหนกันเล่า

            พูดก็เหมือนไม่พูด ซีเลี่ยเย่พลิกตัวกลับมานอนบนแคร่ตามเดิม พึมพำอย่างคิดไม่ตก “เพราะคิดมาสิบปี คิดไปคิดมาจนเข้าใจชัดแจ้ง ตอนนี้ข้าแค่อยากได้คำตอบที่แน่ชัดเพื่อตัดสินใจครั้งสุดท้าย”

            ซีเลี่ยเย่บ่นจบ อีกฝ่ายกำหมัดยื่นมาตรงหน้า หันไปมองก็เห็นมู่หรงซูชิงมายืนข้างแคร่

            “เจ้าจะให้ข้าเสี่ยงทายหรือ...”

            มู่หรงซูชิงพยักหน้าตอบ เอ่ยยิ้มๆ “ในมือข้ามีกิ่งไผ่สองกิ่ง ถ้าท่านจับได้กิ่งยาวพวกเขาก็ม้วย แต่ถ้าท่านจับได้กิ่งสั้นพวกเขาก็รอด เช่นนี้ลุ้นระทึกพอหรือไม่?”

            นับว่าลุ้นระทึกใช้ได้

            “เป็นความคิดที่ดี” ในเมื่อตัวนางไม่อยากตัดสินใจเอง งั้นให้สวรรค์ตัดสินใจแทนแล้วกัน

            ซีเลี่ยเย่ไม่คิดมาก ยื่นมือเลือกหยิบกิ่งไผ่ในมือมู่หรงซูชิงทันที

            นิ้วเรียวสวยแกว่งกิ่งไผ่ในมือ เบ้ปากพึมพำ “สั้น... งั้นพวกนางก็ต้องมีชีวิตรอดต่อไปสินะ”

            มู่หรงซูชิงอมยิ้มไม่ตอบแล้วหันกลับไปชงชาที่ค้างไว้ต่อ

            ซีเลี่ยเย่มองกิ่งไผ่ในมืออย่างครุ่นคิด แล้วหันมองด้านหลังมู่หรงซูชิง ตลอดเวลาที่ผ่านมาสหายคนนี้ไม่เคยสนใจราชกิจของนางเลย เหตุใดวันนี้ถึงออกความเห็นให้นางได้ ไม่มีทาง...

            หญิงสาวเดินไปหยุดข้างกายมู่หรงซูชิง ทีท่าคล้ายมารอรับชาถ้วยใหม่ที่เพิ่งชงเสร็จ ครั้นเห็นมืออีกฝ่ายยังคงกำแน่น ก็ยกยิ้มมุมปาก

            “ข้าขอเดานะ ในมือเจ้ายังมีกิ่งไผ่อีกอันที่ยาวเท่ากับอันที่ข้าจับได้”

            “ใช่แล้ว” มู่หรงซูชิงไม่ปฏิเสธ หญิงสาวหันมาแบฝ่ามือออก ในมือมีกิ่งไผ่ที่ยาวเท่ากับอันที่อยู่ในมือซีเลี่ยเย่จริง จากนั้นนางก็คว่ำฝ่ามือลงให้กิ่งไผ่ร่วงสู่พื้นดินแล้วหันไปรินชาให้ตนเอง เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            “จะยาวหรือสั้น ไยต้องเปรียบเทียบด้วยเล่า เห็นครั้งแรกท่านคิดว่ากิ่งนี้สั้น ก็ชัดเจนแล้วว่าในใจท่านคิดว่าพวกนางควรรอด”

            คนฟังส่ายหน้าพลางยิ้ม “เจ้าไม่ต้องทำท่าเฉยชาได้หรือไม่เซวียนหยวนอี้คงไม่ได้ทำให้เจ้าปั่นป่วนใจ จนกลายเป็นคนโง่งมหรอกนะ”

            มู่หรงซูชิงตัดสินใจไม่ตอบคำถามไร้สาระนี้ ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าถ้ามีความรักแล้วความฉลาดจะลดลงเสียหน่อย

            ซีเลี่ยเย่รับถ้วยชามาถือไว้ เอ่ยยิ้มๆ “ช่างเถอะ ถึงอย่างไรข้าก็เล่นกับพวกนางมาสิบปีแล้ว ถ้าพวกนางไม่อยู่ข้าก็ไม่มีเรื่องสนุกเล่นสิ”

            ใจจริงนางก็ไม่คิดอยากให้พี่สาวน้องสาวต้องตาย แต่นางกำลังจะขึ้นรับตำแหน่งฮ่องเต้หญิง มีเรื่องมากมายที่รอให้จัดการ ตอนนี้บ้านเมืองสงบร่มเย็น การเล่นปาหี่เช่นนั้นตนก็ไม่คิดจะใส่ใจ แต่เกรงว่าถ้าปล่อยไว้ แล้ววันหน้าบ้านเมืองไม่สงบเช่นนี้ พี่กับน้องจะฉวยโอกาสก่อกบฏ ซีเลี่ยเย่จึงคิดจะเหนื่อยครั้งเดียวแล้วสบายไปทั้งชีวิต แต่ก็... เอาเถอะ เห็นแก่สายสัมพันธ์ความเป็นพี่น้อง ปล่อยพวกนางให้มีชีวิตต่อไปอีกสักสองสามปีแล้วกัน

            ซีเลี่ยเย่ส่งถ้วยชาเปล่าคืนให้ แววตาเป็นประกายจ้องคนชงชา “เดือนหน้าวันที่สิบห้า ข้าจะขึ้นครองราชย์ เจ้าต้องไปร่วมงานด้วย”

            ไม่ผิดจากที่คาด พอได้ยินแผ่นหลังมู่หรงซูชิงพลันแข็งเกร็งขึ้น น้ำเสียงลังเล

            “ไม่หารือกันก่อนหรือว่าข้าจะว่างไหม” ชีวิตนี้นางไม่สามารถหลบหนีจากผู้ชอบใช้อำนาจได้เชียวหรือ เซวียนหยวนอี้ก็เป็นเช่นนี้ ซีเลี่ยเย่ยังจะเป็นเช่นนี้อีก เฮ้อ ช่างมีกรรมเสียจริง

            “ไม่จำเป็น”

            ซีเลี่ยเย่ดับความหวังมู่หรงซูชิงอย่างไร้ปรานี จากนั้นหันไปจ้องป่าไผ่งดงามแสนเงียบสงบ ครู่หนึ่งก็เดินไปเกี่ยวลำต้นไผ่ไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง เดินวนหนึ่งรอบ น้ำเสียงไม่ทุกข์ร้อน

            “ถ้าเจ้าไม่ไป ข้าก็แค่ย้ายพิธีมาจัดที่เรือนไผ่ริมทะเลแห่งนี้ น่าสนุกจริงๆ”

            ข้าไม่สนุก!

            มู่หรงซูชิงยกกาน้ำชาออกจากเตาถ่าน เลิกใส่ใจกับคำขู่ของซีเลี่ยเย่ คนลักษณะนี้ถ้าตัดสินใจว่าจะทำสิ่งใดแล้วก็อย่าไปขัด เพราะเสียแรงเปล่า

            ด้านนอกป่าไผ่พลันมีร่างในชุดสีแดงเหินเข้ามา พร้อมเสียงใสกังวานของหญิงสาวผู้หนึ่ง

            “นายหญิง ฝ่าบาทเสด็จถึงห้องทรงพระอักษรแล้วเจ้าค่ะ”

            ซีเลี่ยเย่พยักหน้ารับรู้ ทว่าเพิ่งเดินไปเพียงสองก้าวก็เดินกลับมาตบไหล่มู่หรงซูชิงเบาๆ พร้อมคำขู่ย้ำข้างหู

            “วันที่สิบห้าเดือนหน้า ต้องไปให้ได้!” ซูชิงเป็นสหายคนแรกที่นางสนิท วันขึ้นครองราชย์นางคาดหวังให้อีกฝ่ายอยู่ร่วมงานด้วย

            มู่หรงซูชิงเผยยิ้มขมขื่น “ข้าจะพยายาม...” วันขึ้นครองราชย์ถือเป็นวันสำคัญของซีเลี่ยเย่ ทำไมนางจะไม่รู้ ท่าทางคงไม่ไปไม่ได้เสียแล้ว

            ซีเลี่ยเย่ชักมือกลับ ไม่พูดอะไรอีก แต่นางมั่นใจ วันงานต้องได้เห็นมู่หรงซูชิงแน่

            เงาร่างงดงามหนึ่งฟ้าหนึ่งแดงเหินไปจากป่าไผ่อย่างรวดเร็ว มู่หรงซูชิงยกกาน้ำชาขึ้นจากเตา เดินกลับไปเรือนไม้ไผ่ที่อยู่ไม่ไกล เท้าพลันเหยียบไปบนกิ่งไผ่ที่ซีเลี่ยเย่ทิ้งไว้ มู่หรงซูชิงหยุดชะงักพลางก้มมองกิ่งไผ่นั้นแล้วถอนหายใจ แม้นางจะไม่ต้องการเห็นพี่น้องต้องมาต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์กัน แต่วันนี้นางก็มีส่วนปล่อยให้สองคนนั้นมีชีวิตอยู่ ไม่รู้ว่าวันหน้าพวกเขาจะย้อนกลับมาทำร้ายซีเลี่ยเย่หรือไม่

            หวังว่าการตัดสินใจในวันนี้ของนางจะถูกต้อง...

บทที่ 1.2 จะซ้ายหรือขวาล้วนไม่ดี

            ซีเลี่ยเย่เพิ่งถึงประตูวัง

            ข้ารับใช้สวมเสื้อคลุมสีม่วงผู้หนึ่งยืนคอยอยู่ เมื่อเห็นหญิงสาวก็ยอบกายลงคำนับ

            “คารวะเซิงอ๋อง วันนี้ท่านชายฉีทรงเชิญท่านอ๋องเสด็จเยือนตำหนักวาตะเมฆาคล้อยพ่ะย่ะค่ะ”

            ซีเลี่ยเย่เหลือบมองแวบหนึ่ง จำได้ว่าคนผู้นี้เป็นคนสนิทของท่านพ่อ หญิงสาวสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่งแล้วเดินจากไป

            “เข้าใจแล้ว ตอนนี้ข้าจะไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่ที่ห้องทรงพระอักษรก่อน แล้วข้าค่อยไปที่ตำหนักท่านพ่อ”

            “พ่ะย่ะค่ะ” คนมารอแจ้งข่าวประสานมือคำนับแล้วถอยหลังจากไปอย่างรวดเร็ว

            ซีเลี่ยเย่ยิ้มอย่างนึกขันขณะมองตามคนสนิทของบิดาที่ถอยฉากหนีไปราวกับเจอผี เพราะเรื่องเมื่อห้าปีก่อนที่พี่สาวส่งคนมาตีสนิทเพื่อหวังสืบข่าวจากนางและคนผู้นั้นก็ทำสำเร็จ เขาทำให้นางโปรดปรานจนสุดท้ายนางแทบเอาชีวิตไม่รอด ครั้งนั้นซีเลี่ยเย่บันดาลโทสะอย่างรุนแรง ทำลายใบหน้าเขาจนเสียโฉมแล้วไล่ไปอยู่ชายแดน

            ทว่าคนในวังหลวงกลับลือกันว่า ชายผู้นั้นทำความผิดแค่เล็กน้อยแต่เซิงอ๋องโกรธเกรี้ยวรุนแรงจนลงโทษเกินกว่าเหตุ ซีเลี่ยเย่ไม่เคยสนใจจะแก้ไขข่าวลือ เพียงนึกขำทุกครั้งที่ได้ยิน

            ฉีย่านมองท่าทางคนของตำหนักท่านชายฉีแล้วก็ถอนหายใจ เรื่องเมื่อห้าปีก่อนทำให้ท่านอ๋องเปลี่ยนเป็นคนเย็นชา ไม่เคยเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ไม่มีความเมตตาและสงสารให้ผู้ใดอีก คนผู้นั้นทำร้ายจิตใจท่านอ๋องได้เจ็บปวดมากจริงๆ ทั้งที่ท่านอ๋องถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสก็ยังไว้ชีวิตชายผู้นั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจนัก

            ซีเลี่ยเย่หลับตาลง นางไม่อยากคิดถึงเรื่องปวดใจอีกแล้ว เพราะต่อจากนี้จะไม่มีผู้ใดมีโอกาสทำร้ายนางได้อีก!

            เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ซีเลี่ยเย่ก็เอ่ยเสียงเรียบ “ฉีย่าน ดูเหมือนข้าจะถูกเปลี่ยนตำแหน่งเป็นผู้แย่งชิงเสียแล้ว”

            คาดว่าตอนนี้ทั้งเสด็จแม่และท่านพ่อคงกำลังกังวลใจด้วยกลัวว่านางจะสังหารลูกสาวอีกสองคนเพื่อตัดปัญหา จะว่าไปช่วงนี้ก็นับว่าแปลกไปจริงๆ ทำไมทั้งพี่สาวและน้องสาวต่างก็มีการเคลื่อนไหวมากขึ้น

            ฉีย่านพยักหน้าเห็นด้วย “เกรงว่าครั้งนี้ท่านอ๋องคงจะได้เรื่องยุ่งมาให้สะสางไม่น้อย”

            ซีเลี่ยเย่ยกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก “ข้าจะเข้าเฝ้าเสด็จแม่ ส่วนเจ้าไปตามมู่อวี่แล้วไปรอข้าที่ตำหนัก”

            นางบอกซูชิงว่าจะไม่ฆ่าพี่ฆ่าน้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาคืน ขืนปล่อยสองคนนั้นว่างเกินไปก็อาจจะมีเวลาวางแผนพังงานฉลองขึ้นครองราชย์ของนางได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นนางก็ไม่สนุกด้วยแล้ว

            เห็นรอยยิ้มของท่านอ๋องแล้วฉีย่านก็รู้ได้ว่าท่านอ๋องต้องมีแผนแก้เผ็ดแน่ หญิงสาวรีบค้อมตัวรับคำสั่งแล้วเหินร่างจากไปในพริบตา ทิ้งให้ซีเลี่ยเย่เลิกคิ้วมองตามอย่างประหลาดใจ ปกติฉีย่านไม่ใช่คนใจร้อนแต่ทำไมวันนี้ดูเร่งรีบนัก

 

            ห้องทรงพระอักษร

            “ถวายบังคมเพคะเสด็จแม่” ซีเลี่ยเย่ค้อมตัวทำความเคารพ

            ซีเลี่ยชิงหัวมองดูบุตรสาวที่มากด้วยความห้าวหาญและหยิ่งผยอง บุตรสาวที่นางหวังให้เป็นฮ่องเต้หญิงที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อความอยู่ดีมีสุขของราษฎร มีใจเมตตาต่อปวงประชาและตั้งใจทำงานเพื่อความร่มเย็นของแคว้น

            เดิมนางเคยคิดฝันว่าบุตรสาวของฉีจื้อจะต้องเป็นหญิงสาวแสนอบอุ่นและอ่อนโยนเหมือนบิดา แต่ฉีจื้อกลับให้บุตรสาวจอมเผด็จการ ดื้อรั้น เฉียบขาดดุดัน ยังดีที่ซีเลี่ยเย่เป็นผู้มากความสามารถ เป็นบุตรสาวที่นางแสนภูมิใจ

            ซีเลี่ยชิงหัวยิ้มแย้ม โบกมือ “ลุกขึ้นเถิด เย่เอ๋อเข้ามานี่”

            ซีเลี่ยเย่เดินไปข้างกายซีเลี่ยชิงหัวตามคำสั่ง มารดารีบยื่นม้วนภาพให้บุตรสาว “เจ้าดูสิ นี่เป็นภาพวาดงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดปีนี้ วาดเป็นอย่างไรบ้าง?”

            นับว่าวาดได้เหมือนจริง สามารถสื่อถึงจิตวิญญาณ ซีเลี่ยเย่หัวเราะเบาๆ สิ่งที่เห็นกับสิ่งที่นางคิดไม่ต่างกันมาก แต่สีหน้าหญิงสาวยังคงเรียบเฉย

            “ดีเพคะ”

            ซีเลี่ยชิงหัวรู้สึกเหมือนลูกสาวยังตอบไม่จบ นางวางม้วนภาพลงบนโต๊ะก่อนถาม “ดีตรงไหน?”

            ซีเลี่ยเย่คลี่ม้วนภาพออก ใช้นิ้วมือไล้ไปที่ดอกไม้บนภาพวาด ซีเลี่ยชิงหัวมองลูกสาวอย่างไม่เข้าใจ คนถูกถามตอบเสียงกลั้วหัวเราะ

            “ดีที่เสด็จแม่มีเมตตา บุตรกตัญญู ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า”

            “ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น” ซีเลี่ยชิงหัวพูดจบก็คลี่ม้วนภาพอีกภาพหนึ่งออกมา เป็นภาพตนเองในชุดฮ่องเต้หญิงนั่งอยู่เหนือบัลลังก์มังกร ดวงตาเป็นประกายแวววาว มองตรงมา ท่วงท่าเปี่ยมอำนาจชัดเจน ซีเลี่ยชิงหัวเอ่ยถามบุตรสาวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

            “ข้าที่เป็นเช่นนี้มีบารมีเพียงพออยู่หรือไม่”

            เสด็จแม่กำลังกลัวว่านางจะสังหารพี่น้อง!

            ซีเลี่ยเย่ได้คำตอบแล้วที่ป่าไผ่ แต่ตอนนี้นางนึกสนุกที่จะหยอกล้อคนเป็นมารดาเล่น “เสด็จแม่มีบุญบารมีเทียมฟ้า ย่อมจะต้องมีลูกหลานเต็มวังแน่นอนเพคะ”

            “เจ้าแน่ใจเช่นนั้นหรือ” ซีเลี่ยชิงหัวรู้สึกพอใจกับคำตอบบุตรสาวไม่น้อย

            “เพคะ” ซีเลี่ยเย่ตอบขณะเดินไปนั่งบนเก้าอี้ด้านข้าง นางพูดแค่ลูกหลานเต็มวัง แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นลูกหลานของใครสักหน่อย

            สองแม่ลูกสบประสานสายตากันนิ่ง แววตาซีเลี่ยเย่สงบเยือกเย็น ไม่มีแวววูบไหว นานครู่หนึ่งคนเป็นมารดาต้องยอมแพ้ถอนสายตากลับคืน พลางส่ายหน้าไปมา การมีบุตรสาวมากความสามารถและฉลาดล้ำเลิศเกินไป ไม่รู้จะเป็นวาสนาจริงไหม เรื่องวันนี้คงต้องปล่อยไปก่อน

            “เดือนหน้าเจ้าก็จะขึ้นครองราชย์แล้ว เรื่องตำแหน่งโฮ่วจู่ เจ้ามีความคิดเห็นเช่นไร?”

            การเลือกตำแหน่งฝ่ายในเกี่ยวโยงกับฐานอำนาจในราชสำนัก เป็นเรื่องสำคัญที่จะละเลยหรือไม่ใส่ใจไม่ได้

            “จะให้เป็นท่านชายซีหลานชายอัครเสนาบดีหรือจะเป็นท่านชายชื่อบุตรชายท่านแม่ทัพใหญ่ ใครก็ได้ เสด็จแม่เลือกมาสักคนแล้วกัน เสด็จแม่ว่าคนไหนดีก็เลือกคนนั้น หม่อมฉันอย่างไรก็ได้” ซีเลี่ยเย่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ

            อย่างไรก็ได้... ซีเลี่ยชิงหัวมองบุตรสาวพลางลอบถอนหายใจ “ข้ารู้แล้ว เจ้าออกไปเถอะ”

            “หม่อมฉันทูลลา” ซีเลี่ยเย่ถวายความเคารพแล้วเดินออกจากห้องอย่างอารมณ์ดี จากนั้นจึงเดินตรงไปที่ตำหนักวาตะเมฆาคล้อย

            ภาพวาดงานเลี้ยงฉลองที่วางบนโต๊ะถูกคลี่กางออกอีกครั้ง “โยวหลัน วันนี้เย่เอ๋อดูแปลกไป”

            นางแค่อยากรู้ว่าหลังขึ้นครองราชย์แล้ว ฮ่องเต้หญิงองค์ใหม่จะจัดการปัญหาระหว่างพี่น้องอย่างไร แต่ท่าทางที่เย่เอ๋อเลิกคิ้วน้อยๆ ทำเหมือนไม่อยากพูดถึง หมายความว่าวันนี้นางคงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว

            ม่านด้านหลังเปิดออก หญิงชุดม่วงอายุราวสามสิบกว่าคนหนึ่งเดินออกมา ใบหน้าเพริศพริ้ง กลิ่นอายโดดเด่น ท่วงท่าโอบอ้อมอารี

            หญิงผู้นี้คืออัครเสนาบดีจี้โยวหลัน

            “คำตอบไม่ตรงพระทัยฝ่าบาทหรือเพคะ ตอนนี้องค์หญิงทั้งสองก็น่าจะปลอดภัยแล้วนะเพคะ”

            “เรื่องนั้นก็ยังไม่แน่นัก...” สีหน้าซีเลี่ยชิงหัวกลัดกลุ้มอย่างไม่คิดปิดบัง เย่เอ๋อคงตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว แต่นิสัยบุตรสาวคนนี้ยากจะคาดเดา นางถึงได้กลุ้มใจอยู่อย่างนี้

            “ระยะนี้เย่เอ๋อมีความเคลื่อนไหวผิดปกติไหม นางสนิทสนมกับใครเป็นพิเศษบ้าง?”

            จี้โยวหลันทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง “ระยะนี้ท่านอ๋องไปหาหญิงสาวคนหนึ่ง นางพักอยู่ที่ป่าไผ่ริมทะเล ทุกครึ่งเดือนจะไปหาหญิงสาวผู้นั้นเพคะ”

            “นางเป็นใคร?”

            “ข้าสืบรู้แต่เพียงว่า นางชื่อ ‘ซูชิง’ เพิ่งเข้ามาอยู่ที่ไห่อี้ได้ไม่นาน ทั้งวันอยู่แต่ในเรือนไม้ไผ่กลางป่าไผ่ริมทะเล นางพักอยู่กับบุรุษผู้หนึ่งด้วยเพคะ”

            น้ำเสียงจี้โยวหลันยามกล่าวถึงหญิงปริศนามีแววกระตือรือร้นเป็นพิเศษ เพราะตัวนางเองก็เคยไปที่ป่าไผ่นั้นมาแล้ว ช่างเป็นที่อยู่ที่เงียบสงบและงดงามแปลกตาจริงๆ

            “ซูชิง...” ที่มาไม่ชัดเจน ทำไมเย่เอ๋อต้องไปพบหญิงผู้นี้บ่อยจนผิดปกติ ซีเลี่ยชิงหัวชักสีหน้าอย่างไม่พอใจ

            “ไปสืบให้ได้ว่านางเป็นใคร มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่!”

            “เพคะ”

บทที่ 1.3 จะซ้ายหรือขวาล้วนไม่ดี

            ตำหนักวาตะเมฆาคล้อย

            ฉีจื้อใช้ความคิดในการตกแต่งตำหนักนี้ไปไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้หญิงโปรดปรานเขาอยู่มาก หินปะการังทั้งสีแดง สีเหลือง สีเขียว แม้มีเงินยังหาซื้อไม่ได้ ทั้งหมดล้วนเป็นของล้ำค่าหาได้ยากของไห่อี้ แต่ที่นี่กลับมีครบทุกสี ทั่วทั้งตำหนักมองดูเหมือนท้องทะเล ดูดั่งภาพมายาที่ไม่น่าจะมีจริงบนพื้นพิภพ ทุกครั้งที่เดินเข้ามา ซีเลี่ยเย่อดที่จะหยุดยืนมองอย่างชื่นชมไม่ได้ แม้ว่าปะการังเหล่านี้นางจะเป็นคนหามาให้ แต่ฝีมือตกแต่งของท่านพ่อช่างงามวิจิตรนัก

            ซีเลี่ยเย่เพ่งพิศปะการังสีแดงอมดำขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง ไม่คุ้นตาแสดงว่าน่าจะเป็นของใหม่ กวาดตามองรอบตำหนักก็เห็นบิดากำลังง่วนกับการจัดแต่งปะการัง หญิงสาวหยิบปะการังก้อนหนึ่งติดมือมาแล้วค่อยๆ ก้าวไปหา ยื่นแขนเรียวจู่โจมโอบรอบเอวบิดา น้ำเสียงออดอ้อน

            “ท่านพ่อ…”

            ฉีจื้อถึงกับสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ พอหันมาเห็นรอยยิ้มกว้างบนใบหน้างดงามก็อดจะตีมืออีกฝ่ายไม่ได้ แสร้งดุเสียงขรึม

            “ช่างไม่สำรวม”

            ซีเลี่ยเย่ถูกตีก็ไม่สนและไม่คิดคลายวงแขนออก หญิงสาวชอบมองท่านพ่อผู้สง่างามเปลี่ยนสีหน้าเป็นตกใจเสมอ นี่เป็นความชอบอย่างหนึ่งของนางทุกครั้งที่มาตำหนักนี้

            ขณะพ่อลูกกำลังหยอกล้อกัน ก็มีเสียงทุ้มของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง “คารวะเซิงอ๋อง”

            ซีเลี่ยเย่หันกลับมา แววตาทอประกายตื่นเต้น “ชิงถงก็อยู่ด้วยหรือ”

            ฉีชิงถงเป็นบุตรชายคนรองของฉีอิง เสนาบดีฝ่ายกรมพิธีการซึ่งเป็นพี่สาวของท่านพ่อ เขาจึงนับเป็นลูกพี่ลูกน้องของนาง ญาติผู้นี้มีชื่อเสียงในแคว้นไห่อี้มาก หากซิวจือที่ไปจากแคว้นไม่กลับมา เขาและหลานของอัครเสนาบดีจี้นามว่าจี้ซีซูคงได้รับขนานนามว่าคุณชายรูปงามแห่งยุคเป็นแน่ ซีซูเชี่ยวชาญดนตรี ฝีมือหมากล้อมจัดว่ายอดเยี่ยม ส่วนชิงถงเชี่ยวชาญการวาดภาพและกาพย์โคลงกลอน ไม่เป็นสองรองใคร นิสัยใจคอซีซูเอาแต่ใจแต่กลับปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างถ่อมตัวและสุภาพอ่อนโยน ส่วนชิงถงโอหัง อวดดี น้อยครั้งจะสนใจคนรอบข้าง

            การมาหาของฉีชิงถงวันนี้ เกรงว่าท่านพ่อจะต้องเปลืองแรงพอๆ กับวัวเก้าตัวและเสือสองตัวมารวมกัน2 แน่

            ซีเลี่ยเย่มองฉีชิงถงอย่างครุ่นคิดแล้วหันไปถามบิดา “ท่านพ่อเรียกข้ามาหา มีเรื่องอะไรหรือ?”

            ชายหนุ่มไม่รอให้ฉีจื้อได้เอ่ยตอบ รีบชิงค้อมตัวคำนับ “เซิงอ๋องมีเรื่องต้องหารือกับท่านชายฉี กระหม่อมขอตัว”

            ขณะที่อีกฝ่ายกำลังจะเดินจากไป ซีเลี่ยเย่กลับเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไม่ต้องรีบหรอกชิงถง เกรงว่าเรื่องที่ท่านพ่อเรียกข้ามาอาจจะเป็นเรื่องของเจ้าก็ได้”

            “ใช่ เจ้าต้องอยู่ก่อน” ฉีจื้อเดินไปรั้งหลานชายไว้ แล้วทั้งสามก็เดินไปนั่งในสวนดอกไม้ ฉีจื้อพูดตรงไปตรงมา

            “เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตชิงถง”

            เรื่องใหญ่ถึงชีวิต... ซีเลี่ยเย่เลิกคิ้ว สีหน้าของฉีชิงถงดูหนักใจ หญิงสาวยิ้มอารมณ์ดี “ท่านพ่อคงไม่คิดให้ชิงถงรับหมั้นข้าหรอกนะ”

            “เหลวไหล!”

            ปกติเวลาเย่เอ๋อต้องตัดสินใจเรื่องของแคว้นมักจะมีท่าทางนิ่งเงียบและสุขุมนัก แต่พอเป็นเรื่องอื่นก็มักจะทำเป็นเรื่องเล่นสนุกอยู่เสมอ บิดาอย่างเขาก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับนิสัยนี้ของนางอย่างไรดี

            “ข้าอยากให้เจ้าช่วยหาครอบครัวดีๆ ให้ชิงถงแต่งเข้าหน่อย”

            ชิงถงลุกขึ้นยืน น้ำเสียงเย็นชา “ท่านชายฉี กระ...” น่าเสียดายพูดไม่ทันจบ กลับถูกฉีจื้อดึงให้นั่งลงตามเดิม

            “วางใจเถอะ สุดท้ายแล้วข้าจะให้เจ้าเป็นคนตัดสินใจ” เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นี่คือความสุขทั้งชีวิตของหลานชาย

            “เย่เอ๋อ ขอเพียงอย่าให้เขาได้หัวหน้าครอบครัวที่มีนิสัยเหมือนกับเจ้าเป็นพอ”

            ไม่เอานิสัยเหมือนข้า!

            “ไม่ให้เหมือนข้า ให้เหมือนซีเลี่ยหลิงดีไหมเล่า”

            นับตั้งแต่ซีเลี่ยหลิงได้พบกับฉีชิงถง นางก็ตามตื๊อเขาอย่างน่ากลัว น้องสาวคนนี้นิสัยเจ้าชู้ อีกทั้งมีชายหนุ่มข้างกายมากมาย ชิงถงจะชอบได้อย่างไร ใต้เท้าฉีคงถูกซีเลี่ยหลิงรบกวนจนรับมือไม่ไหวถึงได้มาหาท่านพ่อให้ออกหน้าช่วยเหลือ

            ฉีจื้อมองบุตรสาวด้วยแววตาตำหนิ “รู้แล้วยังไม่รีบหาทางช่วยอีก” ถ้าชิงถงต้องรับหมั้นซีเลี่ยหลิง ชีวิตที่เหลือจากนี้ก็คงจบสิ้นแล้ว

            หญิงสาวยกมือเท้าคาง แววตาเป็นประกายจ้องฉีชิงถง พลางแกล้งจับมืออีกฝ่ายเบาๆ

            “ชิงถงทั้งรูปงามทั้งฉลาดปราดเปรื่อง หากจะเลือกภรรยาให้ ข้าย่อมต้องเลือกคนที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ชิงถงเชื่อใจข้านะ”

            ฉีชิงถงสะบัดมือลูกพี่ลูกน้องผู้สูงศักดิ์ออกอย่างแรง สีหน้าไร้ความรู้สึก น้ำเสียงเย็นชา

            “เรื่องของกระหม่อมคงไม่อาจรบกวนท่านชายฉีและเซิงอ๋องเป็นธุระให้ กระหม่อมขอลา”

            หลังประสานมือขึ้นคำนับแล้วชายหนุ่มก็ก้าวออกจากตำหนักอย่างรวดเร็ว ไม่เปิดโอกาสให้ใครรั้งตัวไว้อีก

            มองตามเงาด้านหลังของฉีชิงถงที่แทบจะวิ่งออกจากตำหนัก ซีเลี่ยเย่ก็หัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ หนุ่มรูปงามนิสัยน่ารักเช่นนี้ นางจะปล่อยให้ซีเลี่ยหลิงทำลายเขาได้อย่างไรกันเล่า

 

            ตำหนักเซิงอ๋อง

            ตามธรรมเนียมราชสำนักแคว้นไห่อี้ องค์หญิงที่อายุเต็มสิบหกปีจะได้รับบรรดาศักดิ์เป็นอ๋อง สามารถออกจากวังและมีตำหนักเป็นของตนเอง และเมื่อรัชทายาทหญิงได้ขึ้นครองบัลลังก์เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ จึงจะสามารถย้ายกลับมายังวังหลวงได้ ส่วนฮ่องเต้หญิงองค์เดิมจะกลายเป็นซ่างหวง3 ย้ายไปพำนักที่ตำหนักนอกเมืองจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ปัจจุบันตำหนักเซิงอ๋องอยู่ด้านทิศเหนือของเมืองหลวง ซีเลี่ยเย่เป็นองค์หญิงองค์แรกที่ออกจากวังหลวงตั้งแต่อายุเพียงสิบสองปีและมีตำหนักเป็นของตนเอง องค์รัชทายาทที่เปี่ยมล้นทั้งสติปัญญาและความสามารถเช่นนี้ ย่อมได้รับการสนับสนุนจากราษฎร

            กว่าจะกลับถึงตำหนักก็ย่ำค่ำแล้ว ดวงดาวเปล่งแสงระยิบระยับบนฟ้ากว้าง ซีเลี่ยเย่แหงนหน้ามองแสงดาว ก้าวย่างเชื่องช้าไม่เร่งรีบ อีกสิบแปดวันเท่านั้น แคว้นไห่อี้ก็จะเป็นของนาง

            ฉีย่านยืนรออยู่หน้าตำหนัก ครั้นมองเห็นผู้เป็นนายเดินทอดน่องเนิบช้า จึงก้าวออกไปต้อนรับ

            “นายหญิง มู่อวี่คอยอยู่ในห้องหนังสือแล้วเจ้าค่ะ”

            “ดี”

            ซีเลี่ยเย่เร่งฝีเท้าเข้าไปในห้องหนังสือ ร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างคุกเข่าลง ยกกำปั้นขึ้นทาบหน้าอก ทำความเคารพอย่างนอบน้อม

            “นายหญิง”

            “ลุกขึ้นเถิด” มู่อวี่ผู้นี้ดีเกือบทุกอย่าง ยกเว้นลักษณะนิสัยซื่อๆ และพูดน้อยเหลือเกิน

            รอจนอีกฝ่ายลุกขึ้นเรียบร้อย ซีเลี่ยเย่ไม่เสียเวลาเข้าเรื่องทันทีไม่อ้อมค้อม

            “มีสามเรื่อง เรื่องแรกส่งคนไปเฝ้าจวนตระกูลเฝ่ยไว้ ถ้ามีความเคลื่อนไหวให้รีบแจ้งข้า เรื่องที่สองนำสารนี้ไปส่งที่ค่ายของแม่ทัพอวี๋เหลียน ให้นางคอยสังเกตทหารม้าแต่ละกองโดยเฉพาะกองที่อยู่ริมชายทะเลทิศตะวันตกเฉียงใต้ เรื่องที่สามคาดว่ากู่ชิวอี้จะต้องวางแผนลับอยู่แน่ ดังนั้นให้คนของเราในกรมขุนนางออกมาจัดการอย่างเข้มงวด”

            ซีเลี่ยเชี่ยนพี่สาวคนโตของซีเลี่ยเย่ป่วยเรื้อรังกระเสาะกระแสะมาตั้งแต่เด็ก หมอหลวงเคยบอกว่าพี่สาวจะอายุไม่ยืน แต่ก็อยู่รอดมาได้จนถึงวันนี้เพราะได้ยาใหม่มาเสมอ ซ้ำยังมีบิดาเป็นโฮ่วจู่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ถือเป็นขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่ โฮ่วจู่คนนี้ความคิดละเอียดรอบคอบ ฉลาดร้ายกาจ อีกทั้งยังเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการ ถ้ามิใช่เพราะพี่สาวคนนี้ร่างกายไม่แข็งแรง ก็คงเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อทีเดียว แต่สิบแปดวันนับจากนี้หวังว่านางจะฉลาดพอที่จะเก็บตัวอยู่อย่างสงบ

            ส่วนซีเลี่ยหลิงพื้นนิสัยเจ้าอารมณ์ หุนหันพลันแล่น อาจจะบ้าบิ่นตัดสินใจทุบหม้อข้าวจมเรือ* แม้น้องสาวจะนิสัยเช่นนี้แต่นางก็ยังไม่วางใจ ตอนนี้ซีเลี่ยเย่คงต้องคอยหาเรื่องกู่ชิวอี้เพื่อลดกำลังของซีเลี่ยหลิงเอาไว้ เพราะตระกูลกู่นั้นประดุจแขนซ้ายแขนขวาของซีเลี่ยหลิง หากเกิดเรื่องกับตระกูลกู่ น้องสาวคงมิกล้าละเลยพวกเขา

 

*ทุบหม้อข้าวจมเรือ หมายถึงตัดสินใจสู้ตาย

บทที่ 1.4 จะซ้ายหรือขวาล้วนไม่ดี (จบบท)

            มู่อวี่ค้อมกายรับคำสั่ง “ข้าจะรีบปฏิบัติตามคำสั่งขอรับ” นายหญิงมีพระคุณต่อเขาดังขุนเขา เขาจะทุ่มเทสุดตัวเพื่อตอบแทนบุญคุณ ทว่าเพิ่งจะก้าวออกห้องหนังสือ จู่ๆ มู่อวี่ฉุกคิดขึ้นมาได้

            “ข้ามีเรื่องจะรายงานขอรับ”

            ซีเลี่ยเย่นั่งบนเก้าอี้ไม้ ยกถ้วยชาเขียวที่ชงเสร็จใหม่ขึ้นจิบ “ว่ามา”

            “ในเมืองหลวงมีหอชายบำเรอเปิดใหม่ชื่อ ‘หอพฤกษาหอมขจร’ สายสัมพันธ์กับราชสำนักค่อนข้างซับซ้อน ข้าคิดว่าต้องมีคนชักใยอยู่เบื้องหลังเพราะดูลึกลับอยู่ไม่น้อย ถึงเวลานี้ยังสืบไม่ได้ว่าเจ้าของเป็นใครมาจากไหนขอรับ” จู่ๆ ก็มีหอชายบำเรอความเป็นมาคลุมเครือโผล่ขึ้นมา ถึงอย่างไรก็ควรต้องระวังไว้ก่อน

            รสชาติชาถ้วยนี้ชืดไปสักหน่อย ครั้งหน้านางจะลองใช้วิธีเดียวกับซูชิงบ้าง ตอนนี้นางเคยชินกับการดื่มชาดีรสชาติเข้ม เมื่อมาเจอชารสชาติชืดเช่นนี้ให้รู้สึกไร้รสนัก ซีเลี่ยเย่ฟังรายงานของมู่อวี่อย่างไม่ทุกข์ร้อน เอ่ยยิ้มๆ

            “ข้ารู้แล้ว เจ้าออกไปเถอะ”

            “ขอรับ”

            พอชายหนุ่มจากไป ฉีย่านที่ยืนคอยอยู่ข้างประตูมาตลอดก็ก้าวเข้ามายืนข้างกายซีเลี่ยเย่

            “ทำไมนายหญิงมอบหมายงานให้มู่อวี่ทำมากขนาดนั้นเล่าเจ้าคะ”

            “เจ้าปวดใจรึ?” ซีเลี่ยเย่หมุนถ้วยชาในมือเล่นพลางเหลือบตามองสีหน้าคนสนิท

            อีกฝ่ายเบิกตาโต ท่าทางเปลี่ยนเป็นไม่แยแส

            “ไม่สักนิด ข้าแค่รู้สึกว่าท่านมอบหมายงานให้เขาทำมาก แล้ว... แล้วข้าจะมีงานอะไรทำเล่าเจ้าคะ”

            มู่อวี่ทื่อๆ คล้ายไม้ท่อนหนึ่ง ถึงให้เปล่านางก็ไม่รับ ฉีย่านรีบพูดเอาใจ น้ำเสียงกระตือรือร้น

            “งั้นให้ข้าไปสืบเรื่องหอพฤกษาหอมขจรนะเจ้าคะ” มู่อวี่บอกว่าในหอชายบำเรอเปิดใหม่นี้จะต้องมีความลับแอบแฝงแน่นอน

            ซีเลี่ยเย่ยิ้มใจดี พลางยื่นถ้วยชาส่งให้ฉีย่าน “แน่นอนว่าเจ้ามีงานอื่นต้องทำ ไปอยู่ในป่าไผ่สักสองเดือนเถิด”

            “อ๊ะ!” ฉีย่านนิ่งอึ้ง ก่อนจะโวยวาย “นายหญิงคงมิได้รังเกียจข้าที่บุ่มบ่ามวู่วาม เลยจะส่งข้าไปอยู่กับคุณหนูซูชิงเพื่อเรียนชงชาหรอกนะเจ้าคะ ช่างน่าเบื่อยิ่งนัก!”

            ผู้ติดตามสาวรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางหัวในวันที่ท้องฟ้าสดใส

            อยู่กับซูชิงมีอะไรยากงั้นหรือ ซีเลี่ยเย่อดล้อเลียนอีกฝ่ายไม่ได้

            “เจ้าไม่รู้หรือว่ามีคนตั้งมากมายที่อยากอยู่ข้างกายนาง หากเจ้าเปิดใจ ผ่านพ้นสองเดือนนี้ไปเจ้าอาจจะอยากอยู่กับนางเหมือนคนอื่นก็ได้”

            ซีเลี่ยเย่ไม่ได้พูดเกินจริง มู่หรงซูชิงฉลาดและใช้คนเป็น มีความคิดความอ่านลึกซึ้ง มีความคิดสร้างสรรค์และวิธีการแปลกใหม่อีกด้วย หากฉีย่านสามารถเรียนรู้ได้สักเศษเสี้ยวจากซูชิง ก็นับว่าไม่เลวทีเดียว

            “นายหญิง...” ฉีย่านยังคงโอดครวญ นางรู้ว่าคุณหนูซูชิงยอดเยี่ยมเหนือหญิงใด แต่วันทั้งวันให้อยู่ในป่าไผ่ ชงชา คัดอักษร

            นางเบื่อ!!

            แววตาฉีย่านเว้าวอนขอร้อง ซีเลี่ยเย่หัวเราะเสียงใส ตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ “ข้าจะให้เจ้าไปคุ้มครองนาง”

            “เพราะเหตุใดเจ้าคะ?” ฉีย่านไม่อยากจะเชื่อ คุณหนูซูชิงมีศัตรูตั้งแต่ตอนไหน

            ซีเลี่ยเย่เขกศีรษะผู้ติดตามไปครั้งหนึ่ง “ซูชิงมาอยู่ไห่อี้ได้พักใหญ่แล้ว คนที่ตามสืบเรื่องของนางก็มีเพิ่มขึ้นทุกวัน ใกล้วันขึ้นครองราชย์ ข้าไม่อยากให้นางถูกดึงเข้ามาพัวพันด้วย”

            มิต้องพูดถึงซีเลี่ยหลิงและซีเลี่ยเชี่ยน แม้แต่มารดายังมีท่าทีกังวล ซ้ำจัดส่งคนมาเฝ้าสังเกตนางแล้ว

            ฉีย่านเบ้ปาก “คุณหนูซูชิงมีเซวียนหยวนอี้อยู่ด้วยแล้วนี่เจ้าคะ” เจ้าคนถือดีผู้นั้น ไม่มีเรื่องไหนที่ทำไม่ได้มิใช่หรือ!

            ซีเลี่ยเย่มองใบหน้าโกรธขึ้งของฉีย่านอย่างนึกขำ นางคงเคยโดนเซวียนหยวนอี้ฉีกหน้ามาเป็นแน่

            เซวียนหยวนอี้ที่นางเคยพบเป็นคนเผด็จการและไร้มารยาท คงคิดว่าตนเองเป็นชาย ไม่รู้ว่าทำไมซูชิงถึงทนอยู่กับชายผู้นั้นได้

            “ถึงเซวียนหยวนอี้จะวรยุทธสูงส่ง แต่อย่างไรก็มีกำลังแค่คนเดียว องครักษ์ของซูชิงไม่ได้ติดตามมาอยู่ข้างกายนางด้วย อาจจะเกิดเรื่องไม่คาดคิด...” แม้จะไม่ค่อยชอบขี้หน้าเซวียนหยวนอี้ แต่เรื่องความปลอดภัยของซูชิง นางยอมให้เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นไม่ได้

            ฉีย่านพยักหน้าอย่างยอมจำนน “ฉีย่านทราบแล้ว ข้าจะคุ้มครองคุณหนูซูชิงให้ดี”

            ผู้ติดตามรู้ว่าคุณหนูซูชิงมีน้ำหนักในใจนายหญิงค่อนข้างมาก แต่ไหนแต่ไรมานายหญิงไม่เคยสัมผัสถึงความสัมพันธ์ฉันพี่น้องมาก่อน ความรู้สึกเช่นนี้นางจึงทะนุถนอมดั่งเป็นของล้ำค่า

            ซีเลี่ยเย่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดีมาก ถ้ามีปัญหาไม่น่าวางใจให้รีบส่งสัญญาณมา ข้าจะส่งกำลังเสริมไปเพิ่ม” มีเซวียนหยวนอี้และฉีย่านอยู่ด้วย นางก็สามารถวางใจได้บ้างแล้ว

            “เจ้าค่ะ”

            ฉีย่านกลับคืนสู่ความฮึกเหิมและห้าวหาญ แต่แล้วซีเลี่ยเย่กลับพูดเหมือนสาดน้ำเย็นใส่ทั้งถัง

            “ที่จริง เจ้าควรใช้โอกาสนี้ตั้งใจเรียนรู้จากซูชิงให้มาก ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะเปลี่ยนเป็นคนสุขุมลุ่มลึกขึ้นสักนิด”

            สุขุมลุ่มลึก! ช่างเป็นชีวิตที่น่าสะพรึงนัก

            เห็นสีหน้าอีกฝ่ายดูอับจนปัญญา ซีเลี่ยเย่ก็หัวเราะอย่างพอใจ

            คลื่นใต้น้ำเริ่มขยายตัวเป็นวงกว้าง นางต้องกระโจนเข้าร่วมเท่านั้นถึงจะหยั่งตื้นลึกหนาบางได้ ซีเลี่ยเย่ทอดสายตามองไปยังเส้นขอบฟ้าที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทำให้คนหวาดกลัวมิรู้สิ้นสุด ท้องทะเลเปี่ยมไปด้วยภยันตรายแต่ก็ยังมีนกนางนวลไม่กลัวตายบินวนเวียนอยู่เสมอ

            ในเมื่อเจ้าต้องการจะเป็นหนึ่งในใต้หล้า

            ก็ต้องทำตัวเองเป็นหนึ่งทหารกล้าที่เป็นกำลังให้กับบ้านเมือง

            เป็นหนึ่งพ่อค้าผู้นำทรัพย์ศฤงคารเข้ามา

            คลื่นซัดสาดเข้าฝั่งมิรู้จบ เช่นเดียวกับชีวิตคนเราที่เตรียมรับมือกับปัญหาที่มิอาจคาดเดา

 

            เรือใหญ่ลำหนึ่งกำลังแล่นฝ่าคลื่นลมในทะเล

            บุรุษรูปร่างสูงใหญ่สามคนยืนตระหง่านอยู่บนดาดฟ้าเรือ ชายเสื้อถูกคลื่นลมทะเลพัดปลิวสะบัดราวกับจะสะบั้นให้ขาด ทว่าบุรุษทั้งสามยังคงยืนหยัดได้อย่างสง่างาม

            “อีกนานแค่ไหน?” เหยียนอี่น้ำเสียงเย็นชา สีหน้าฉายความวิตกกังวล

            อานชิ่นเซวียนแต่งชุดสีขาวราวหิมะ ต่างจากเหยียนอี่และชางซู่ที่แต่งกายด้วยเสื้อสีดำสนิทรัดกุม อีกทั้งสีหน้าของเขาก็มิได้อึมครึมและร้อนรนเหมือนคนทั้งสอง เขายืนชื่นชมความงามของพระอาทิตย์ตกกลางทะเล น้ำเสียงราบเรียบ

            “สักสิบวัน”

            สิบวัน! หัวคิ้วของสองจอมยุทธ์ขมวดเป็นปม อานชิ่นเซวียนเลิกคิ้วให้ครั้งหนึ่งอย่างกวนโมโห

            “ทำไม แค่นี้ก็ไม่มีความอดทนแล้วรึ ข้างหน้ายังมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากและมีโขดหินใหญ่น้อยรออยู่อีกนะ” ถ้าไม่เดินทางลำบากเช่นนี้ แคว้นไห่อี้ก็คงเป็นที่รู้จักไปนานแล้ว

            เหยียนอี่และชางซู่ไม่สนใจที่อีกฝ่ายล้อเลียน ต่างหันมองผืนน้ำทะเลที่ไกลออกไป เวลานี้มองไม่เห็นเส้นขอบฟ้าแล้ว สีหน้าของชายหนุ่มทั้งสองเริ่มสงบ ไม่ว่าจะมีโขดหินมากเท่าไร กระแสน้ำไหลเชี่ยวแค่ไหน พวกเขาก็จะไม่ยอมแพ้

            อานชิ่นเซวียนยืนพิงราวกั้นดาดฟ้าเรือ สำรวจสีหน้าของทั้งคู่แล้วเอ่ยถามอย่างสงสัยจริงจัง

            “มู่หรงซูชิงมีดีอะไร ถึงมีค่าพอให้พวกเจ้าเปลืองใจเปลืองแรงเช่นนี้?”

            หญิงผู้นั้น ‘ตาย’ มาพักใหญ่แล้ว แต่ทั้งคู่ก็ยังดื้อรั้นออกตามหานาง แท้จริงสิ่งที่มู่หรงซูชิงทำไปทั้งหมด ไม่เพียงทำให้ตัวนางเป็นอิสระเท่านั้น ยังทำให้พวกเขาเป็นอิสระไปด้วย

            เจ้าสองคนนี้จำเป็นต้องดื้อรั้นถึงเพียงนี้เลยหรือ

            เหยียนอี่และชางซู่หันมาสบสายตากัน ในสายตาของทั้งคู่ฉายชัดถึงความเด็ดเดี่ยวหนักแน่น

            เพราะเหตุผลใดพวกเขาถึงดั้นด้นมางั้นหรือ

            ก็เพราะว่านางคู่ควรน่ะสิ!

บทที่ 2.1 แขกผู้สูงศักดิ์

            ราตรีเงียบสงัดจนสามารถได้ยินเสียงสะท้อนของใจคนได้

            ยามนี้พระจันทร์เสี้ยวดูคล้ายดังตะขอ ลมราตรีพัดโชยนำพาความหนาวมาเยือน เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับนั่งจิบชาชมจันทร์ เพียงแหงนมองจันทร์เสี้ยว ดวงตาซีเลี่ยเย่ก็ฉายแววเหนื่อยล้าที่ยากจะได้เห็นในยามปกติ

            หญิงสาวยืนพิงหน้าต่างห้องหนังสือ ในมือถือจอกสุราหยกขาวหมุนเล่นไปมา อีกไม่ถึงสิบวันก็จะถึงวันขึ้นครองราชย์แล้ว นางมุ่งมั่นเรียนรู้เรื่องการปกครอง ผ่านอุปสรรคเจ้าแย่งข้าชิงมาตลอดชีวิต ทุกสิ่งอย่างก็เพื่อวันนี้วันเดียว

            ซีเลี่ยเย่กำลังจะได้ครอบครองสิ่งที่เคยใฝ่ฝัน แม้จะตื่นเต้นจนหัวใจพองโต แต่กลับรู้สึกเศร้าอยู่ลึกๆ ในใจ เพราะเมื่อเลือกจะเป็นผู้ปกครองแคว้นก็คือยอมเลือกแบกรับความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ไว้ด้วย บางครั้งนางอดอิจฉาซูชิงไม่ได้ ฝ่ายนั้นไปมาคล้ายสายลม เสพสุขกับการมีชีวิตอย่างอิสรเสรี บางทีคงจะไม่มีสิ่งไหนที่ซูชิงปล่อยวางไม่ได้

            ราตรีนี้จึงได้แต่ดื่มสุราและมีเสียงทอดถอนใจเป็นเพื่อนปรับทุกข์ พอฟ้าสว่างก็ต้องกลับไปเป็นคนถือดีและเคร่งครัดคนนั้น เป็นซีเลี่ยเย่ที่มีอำนาจเป็นรองแค่ฮ่องเต้หญิง

            ผู้อื่นสามารถเลือกทางเดินชีวิตเองได้ แต่ชีวิตนางถูกขีดทางเดินไว้แล้ว

            หญิงสาวเปลี่ยนเป็นยกไหสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่ จนเริ่มรู้สึกมึนงงขึ้นบ้างแล้ว พลันเสียงขลุ่ยเสียงหนึ่งก็ดังแว่วมา เสียงนั้นแผ่วเบาและไพเราะยิ่งนัก พลิ้วไหวดุจการปลอบประโลมจากฝ่ามืออ่อนนุ่ม ใครจะสามารถบรรเลงท่วงทำนองได้แผ่วพลิ้วเช่นนี้ คงเป็นเขาแน่... ซีเลี่ยเย่กระโจนตัวออกทางหน้าต่าง มือหนึ่งถือไหสุรา ทะยานร่างไปทางเรือนน้อยในป่ากว้าง

            ‘เรือนแมกไม้’

            เมื่อไปถึงหน้าประตูเรือน ดวงตาซีเลี่ยเย่ฉายแววเคลิบเคลิ้ม เพ่งพิศชายหนุ่มผู้สวมอาภรณ์สีเขียวเข้มเบื้องหน้า เขารูปร่างสูงโปร่ง ผมปล่อยยาวสยายดังม่านน้ำตก เส้นผมพลิ้วไหวตามแรงลม แสงจันทร์ส่องกระทบเงาเบื้องหลังร่างที่ยืนเป่าขลุ่ย แลดูงามสง่าน่าหลงใหล เมื่อฟังจนจบเพลงซีเลี่ยเย่ก็ปรบมือชื่นชม

            “ไพเราะจริง”

            จี้ซีซูหันกลับมา เมื่อเห็นซีเลี่ยเย่กับไหสุราจึงเอ่ยถาม “ท่านอ๋องกำลังมีเรื่องกังวลพระทัยหรือ”

            ซีเลี่ยเย่ก้าวเข้าประชิดจี้ซีซู ยกมือลูบไล้ใบหน้างามหมดจดของชายหนุ่ม น้ำเสียงมึนเมาหลายส่วน

            “เจ้าและท่านน้าหญิงของเจ้าสามารถมองทะลุถึงจิตใจคนได้เช่นเดียวกันหรือไม่?”

            แววตาฉ่ำเยิ้มเพราะสุราของซีเลี่ยเย่ที่จ้องมองมา ทำให้น้ำเสียงจี้ซีซูแผ่วลง “กระหม่อมมิกล้า...”

            ซีเลี่ยเย่ดึงชายหนุ่มให้นั่งลงบนตั่งหินยาว แล้วขยับเข้าคลอเคลียแนบชิดอีกฝ่าย

            “เจ้ารู้ใจข้านัก ข้าแต่งตั้งเจ้าเป็นโฮ่วจู่ดีหรือไม่...”

            ชายหนุ่มนิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบเสียงเรียบ “ขึ้นอยู่กับว่าท่านอ๋องต้องการอะไร”

            “ข้าต้องการอะไร...” ซีเลี่ยเย่เลิกคิ้ว กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ความหมายของเจ้าคือ…?”

            จี้ซีซูลูบขลุ่ยหยกพลางกล่าวตอบ “จะทรงเลือกแต่งตั้งกระหม่อมหรือท่านชายชื่อเป็นโฮ่วจู่ ก็อยู่ที่พระทัยท่านอ๋องว่าทรงต้องการควบคุมขุนนางบุ๋นหรือขุนนางบู๊มากกว่ากัน”

            โฮ่วจู่เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการปกครองก็เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงความรักความโปรดปรานสักหน่อย รอยยิ้มของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นขมขื่น

            ซีเลี่ยเย่ลุกขึ้น ยื่นมือจับไหล่ของอีกฝ่ายให้หันหน้ามาสบตากัน นัยน์ตาเขาแจ่มชัดและลุ่มลึก หญิงสาวยิ้มเย้า คืนที่เงียบสงบเช่นนี้ รอยยิ้มของเขาช่างมอมเมาจิตใจคนได้จริงๆ

            “ซีซูตอบได้ฉลาด…”

            จี้ซีซูหลงเคลิ้มกับดวงตาคนตรงหน้าที่มีแววถือดี มึนเมา ดุดันระคนหยอกล้อ เขาอยู่ข้างกายท่านอ๋องมาสามปีแล้ว สายตาท่านอ๋องไม่เคยฉายประกายความรู้สึกรัก เป็นเพราะนางไม่มีหรือนางมอบให้ผู้อื่นไปนานแล้ว หรือเพราะเขายังฉลาดไม่พอ... เพื่ออำพรางความรู้สึกของตนเอาไว้จากสายตาคมกล้าตรงหน้า ชายหนุ่มพลันลุกขึ้นยืน ก้าวถอยไปสองก้าวแล้วหันหลังให้ซีเลี่ยเย่ พูดเสียงเบา

            “ให้กระหม่อมเป่าเพลงถวายท่านอ๋องสักหนึ่งเพลงเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

            “ดี” ซีเลี่ยเย่เอนตัวนอนบนตั่งที่ตั้งไว้ใต้ต้นไม้ นอนฟังเสียงขลุ่ยพลิ้วไหวรื่นหู เนิบนาบและนุ่มนวล

            จี้ซีซูไม่รู้ว่าตนเป่าขลุ่ยอยู่นานแค่ไหน แต่ตอนที่หยุดเป่าแล้วหันกลับมา ผู้ที่นอนบนตั่งใต้ต้นไม้ก็หลับสนิทแล้ว ร่างสูงเดินกลับไปที่เรือนหยิบผ้าแพรมาคลุมให้ท่านอ๋อง ชายหนุ่มกล่าวเบาๆ อย่างทุกข์ใจ

            “จะฉลาดมากแค่ไหนก็คงไม่มีประโยชน์ ท่านอ๋องไม่ได้โปรดความฉลาดของข้าเสียหน่อย” เขาเย้ยหยันตนเองแล้วถอนหายใจ

            ไม่สู้แสร้งทำตัวโง่งมน่าจะดีกว่า

 

            ทุกวันยามฟ้าสาง

            ตรงข้ามกับ ‘เรือนแมกไม้’ ที่สงบเงียบ ‘เรือนสารทแดง’ มักจะมีเสียงปะทะของอาวุธให้ได้ยินอยู่เนืองๆ

            ตระกูลสุ่ยเป็นตระกูลแม่ทัพของแคว้นไห่อี้ แม่ทัพใหญ่สุ่ยดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นหนึ่ง ปกครองสามกองทัพ มีบุตรสาวสองคนทำหน้าที่รักษาการณ์ใกล้ทะเลทิศเหนือ หนึ่งในสองมีหน้าที่รับผิดชอบฝึกทหารใหม่ ทหารทุกนายที่ผ่านการอบรมจากนางล้วนกลายเป็นทหารชั้นยอด ส่วนบุตรชาย--สุ่ยชื่อฉิงก็นับว่ามีวรยุทธไม่อ่อนด้อย แต่ถึงกระนั้น ครั้งหนึ่งชายหนุ่มเคยมีโอกาสได้ประมือกับซีเลี่ยเย่ อีกฝ่ายกลับรับมือเขาได้สบาย

            เสี่ยวเฟิงข้ารับใช้ประจำตระกูลเดินเข้ามาด้วยท่าทางตื่นเต้นยินดี ชะเง้อคอมองหาท่านชายชื่อด้วยอยากจะรายงานข่าวดีต่อท่านชายเป็นคนแรก แต่เวลานี้ท่านชายยังฝึกยุทธ์อยู่เขาไม่สามารถเข้าไปรบกวนได้ จึงต้องเดินไปมาอยู่หน้าประตูสวน ในที่สุดสุ่ยชื่อฉิงก็เก็บกระบี่ เสี่ยวเฟิงเห็นแล้วก็รีบวิ่งเข้ามา น้ำเสียงตื่นเต้น

            “ท่านชายชื่อ”

            สุ่ยชื่อฉิงรู้ว่าอีกฝ่ายยืนคอยอยู่นานแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มสว่างสดใส

            “มีเรื่องอะไรถึงต้องดีใจนัก ทำท่าราวกับลิงกระโดดไปมาไม่อยู่นิ่ง”

            “วันนี้ราชสำนักมีราชโองการประกาศทั่วแคว้น เรื่องการขึ้นครองราชย์ของเซิงอ๋องและผู้ที่ได้รับตำแหน่งโฮ่วจู่ขอรับ”

            ใบหน้าสุ่ยชื่อฉิงที่ฉาบรอยยิ้มเปลี่ยนเป็นลนลาน เอ่ยถามอย่างร้อนใจ

            “รู้แล้วหรือว่าใครจะได้เป็นโฮ่วจู่?”

            “รู้แล้วขอรับ” เสี่ยวเฟิงฉีกยิ้มกว้าง

            “เป็นใคร?”

            เสี่ยวเฟิงมองใบหน้าเจ้านายที่ดูร้อนใจจึงรีบกล่าวแสดงความยินดี

            “ยินดีกับท่านชายชื่อ ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นโฮ่วจู่แล้วขอรับ” มีคนนับไม่ถ้วนที่อิจฉาฐานะสูงส่งนี้ แม้แต่จี้ซีซูยังไม่มีวาสนาจะได้ตำแหน่งโฮ่วจู่

            “อะไรนะ!” สุ่ยชื่อฉิงคำรามลั่น ทำไมถึงเป็นเขา!

            เสี่ยวเฟิงมองสีหน้าเจ้านายที่ดำทะมึนลงหลายส่วน แอบกลืนน้ำลายลงคอ ค่อยๆ เอ่ยถาม “ท่านชายเป็นอะไรไปหรือขอรับ?”

            ซวยแล้ว! เขาไม่ยอมให้เป็นแบบนี้แน่ ชายหนุ่มสะบัดมือไล่เสี่ยวเฟิง

            “เจ้าออกไปก่อน”

            “ขอรับ” เสี่ยวเฟิงไม่เข้าใจ ได้แต่ค้อมตัวแล้วก้าวถอยออกไปอย่างงุนงง

            ทำไมถึงเป็นเขาไปได้ ตำแหน่งนี้สมควรจะเป็นจี้ซีซูถึงจะถูก ที่ผ่านมาท่านแม่ของเขาพยายามบีบบังคับให้เขาตัดสินใจเลือกองค์หญิงคนใดคนหนึ่งจากสามคน แต่องค์หญิงซีเลี่ยเชี่ยนร่างกายอ่อนแออมโรค เกรงว่าถ้าพลั้งมือแตะนางแรงไปสักนิดอาจจะทำให้นางจบชีวิตลงได้ ส่วนองค์หญิงซีเลี่ยหลิงก็ทั้งเจ้าชู้และโหดเหี้ยม เขาก็ไม่คิดเลือก เดิมเขาเผื่อใจไว้แล้วว่าตนคงต้องเข้าไปอยู่ในตำหนักของเซิงอ๋องแน่ แต่พอวันนี้รู้ว่าตนได้ตำแหน่งโฮ่วจู่ ตำแหน่งที่ผู้คนมากมายจ้องกันตาเป็นมัน เขาก็ยิ่งกลุ้มใจ

            เขาไม่อยากเป็น!!

            เขาไม่สนใจตำแหน่งนี้สักนิด เพราะต้องตั้งใจผลิตทายาทที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าจะนำพาให้วงศ์ตระกูลรุ่งเรืองหรือตกต่ำ ซ้ำยังต้องคอยดูแลฝ่ายในอีกด้วย

            ไม่ได้การแล้ว เขาต้องรีบไปหาจี้ซีซูเดี๋ยวนี้เลย!

 

            เรือนแมกไม้

            จี้ซีซูคาดไว้แล้วว่าใครจะมาเยือน ลานกลางสวนจึงจัดเตรียมชารอไว้ พอเห็นสุ่ยชื่อฉิงก้าวเข้ามาก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม “มาแล้วหรือ”

            ยิ่งเห็นจี้ซีซูยิ้มสบายใจ ใจสุ่ยชื่อฉิงยิ่งร้อนรุ่มดั่งถูกสุมไฟ ย้อนถามเสียงห้วน

            “เหตุใดจึงเป็นข้า!”

            “เพราะเจ้าเป็นบุตรชายท่านแม่ทัพใหญ่” จี้ซีซูคุ้นชินกับกิริยาไร้มารยาทของอีกฝ่าย จึงน้อมกายคารวะ

            “ยินดีกับท่านชายชื่อด้วย”

            สุ่ยชื่อฉิงส่งเสียงฮึดฮัดขัดใจ “เหลวไหล! เจ้าก็รู้ดีว่าข้าไม่เคยคิดอยากได้ตำแหน่งนี้”

            เขาไม่มีใจจะเหลียวแลเสียด้วยซ้ำ สุ่ยชื่อฉิงตั้งปณิธานว่าจะพเนจรทั่วยุทธภพ ถ้าต้องเป็นโฮ่วจู่แล้วจะทำตามใจได้อย่างไรกัน เขาแค่อยากมีชีวิตอิสระเท่านั้น มันยากนักหรือไง!

            สุ่ยชื่อฉิงช่างให้ความสำคัญกับตนดีแท้ ครั้นเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายไฟลุกโชนของอีกฝ่าย จึงตอบเสียงอ่อน

            “แม้เจ้าไม่ต้องการ แต่ ‘ตระกูลสุ่ย’ ต้องการตำแหน่งนี้”

            การมอบตำแหน่งโฮ่วจู่ให้ตระกูลสุ่ยก็เป็นการบอกจุดยืนของฮ่องเต้องค์ใหม่ออกมาอย่างชัดแจ้งว่าหวังพึ่งพิงฝ่ายบู๊ จึงอาศัยตระกูลแม่ทัพเพื่อตรึงกำลังทหารทั้งหมดเอาไว้ในมือ กล่าวได้ว่ามีผลประโยชน์ร่วมกัน

            “เจ้า!” จี้ซีซูกล่าวเช่นนี้เขาก็ไร้คำโต้แย้ง สุ่ยชื่อฉิงถลึงตาจ้องอีกฝ่ายที่เอ้อระเหยกับการชงชา

            จี้ซีซูส่งชาให้ผู้มาเยือนหนึ่งถ้วย ก่อนแย้มยิ้มบางเบา “ดื่มชาเถอะ ทั้งเจ้าและข้าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกเล่า เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว”

            ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้มีราชโองการออกมาแล้วย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ เพราะแม้จะไม่มีราชโองการก็ไม่มีผู้ใดใส่ใจความคิดเห็นของพวกเขา หากคนตรงหน้ายังมองไม่ออก ก็แย่เต็มทน

            “ข้ากับเจ้าไม่เหมือนกัน!”

            สุ่ยชื่อฉิงไม่ยื่นมือรับถ้วยชา น้ำเสียงยังคงไม่พอใจชัดเจน คนผู้นี้หลงรักเซิงอ๋องอย่างลึกซึ้ง ยินยอมพร้อมใจจะพลีกายตายอยู่ในตำหนักอ๋อง แต่สำหรับตนต้องเรียกว่าจำใจไม่มีทางเลี่ยง แท้จริงตำแหน่งโฮ่วจู่สมควรเป็นของจี้ซีซูมากกว่าเขา

            แม้อีกฝ่ายจะไม่รับน้ำใจ จี้ซีซูก็เพียงค่อยๆ ชักมือกลับ จิบน้ำชา เอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ผลลัพธ์แตกต่างกันหรือไม่เล่า?” ถึงอย่างไรอนาคตของพวกเขาทั้งสองก็ต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกันในฝ่ายใน

            ไม่มีอะไรแตกต่าง

            สุ่ยชื่อฉิงทรุดลงนั่ง ปวดหัวกับตำแหน่งโฮ่วจู่ที่ใครๆ ต่างพากันอิจฉา

            จี้ซีซูนิ่งเงียบ ไม่กล่าวคำใด ก้มหน้าจิบชาในมือต่อไป

 

            นับเป็นครั้งแรกที่ซีเลี่ยชิงหัวได้รู้ว่าป่าไผ่ริมทะเลงดงามถึงปานนี้

            เจ้าของสถานที่แห่งนี้ได้รับความชื่นชมจากจี้โยวหลันนานถึงหนึ่งชั่วยาม ตลอดเวลาที่อัครเสนาบดีกล่าวถึงหญิงสาวเจ้าของป่าไผ่แววตาเป็นประกายยิ่งนัก ที่แท้เจ้าของป่าไผ่ลึกลับนี้มีนามว่า ‘มู่หรงซูชิง’

            ซีเลี่ยชิงหัวอยากจะพบเหลือเกิน ผู้ที่โยวหลันให้คำนิยามว่าเป็น ‘คนประหลาด’ จะพิเศษแค่ไหนกันเชียว

            ฮ่องเต้หญิงก้าวเข้าไปในป่าไผ่ มองเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีเขียว รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ปล่อยผมยาวสยาย มองจากด้านหลังดูกลมกลืนราวกับเป็นส่วนหนึ่งของป่าไผ่ มือเรียวกำลังตวัดพู่กันลงบนกระดาษอย่างคล่องแคล่ว กิริยาท่าทางงามสง่า

            ผู้มาเยือนเดินไปหยุดอยู่ด้านหลัง จับจ้องตัวอักษรที่หญิงสาวกำลังเขียน เป็นตัวอักษรที่เข้มแข็งทรงพลังแต่ก็งดงามชดช้อย มองแล้วก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้

            “เขียนได้ดี”

            มู่หรงซูชิงหยุดชะงัก มือสั่นขึ้นมาวูบหนึ่ง นางรู้ว่ามีคนยืนอยู่ด้านหลังแต่ไม่คิดว่าจะเป็นเจ้าของเสียงทรงพลังเปี่ยมอำนาจเช่นนี้ ตัวอักษรจึงโย้ไปเล็กน้อย หญิงสาวยกยิ้มมุมปากแล้วตั้งใจเขียนตัวอักษรต่อ แม้ตัวอักษรบางตัวจะโย้ไปบ้าง ไม่เป็นระเบียบแต่ก็ดูลึกลับสะดุดตา หลังเขียนเสร็จก็นำพู่กันแช่น้ำในกระบอกไม้ไผ่

            หลังจากล้างมือสะอาดดีแล้ว มู่หรงซูชิงก็หันมาส่งยิ้มให้คนด้านหลัง ผู้มาเยือนเป็นหญิงวัยกลางคน อายุราวห้าสิบปี สวมชุดสีม่วงปักลวดลายดิ้นทองและเงินงดงาม เรียวคิ้วและดวงตาล้วนบ่งบอกความหนักแน่นและลึกล้ำ ยิ่งทำให้นางดูสูงส่งยิ่งขึ้น

            เจ้าของเรือนก้มศีรษะลง “ชมเกินไปแล้ว ไม่ทราบว่าท่านคือ...?”

            ซีเลี่ยชิงหัวลูบแขนเสื้อด้วยเรียวนิ้ว กล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม

            “ข้าเป็นเพียงผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ออกมาเดินเล่นแถวริมทะเล ไม่คิดว่าแถบนี้จะมีป่าไผ่ อดไม่ได้จึงเดินเข้ามาชมป่า รบกวนแม่นางแล้ว”

บทที่ 2.2 แขกผู้สูงศักดิ์

            เดินเล่น... มู่หรงซูชิงก้มมองรองเท้าของอีกฝ่ายที่สวยงามละเอียดอ่อนก็ยิ้มพราย นางไม่คิดว่าจะมีคนใส่รองเท้าแบบนี้มาเดินเล่นโดยไม่เปื้อนเม็ดทราย ซ้ำเส้นผมยาวของผู้อาวุโสก็ไม่พันกันยุ่งเหยิงและไม่เสียทรงสักนิด หญิงอ่อนวัยกล่าวตอบด้วยถ้อยคำสุภาพ

            “ผู้อาวุโสมิต้องเกรงใจ” กระดาษเขียนอักษรบนโต๊ะแห้งดีแล้ว มู่หรงซูชิงจึงม้วนเก็บ จากนั้นยกชาจากตั่งม้าหินขึ้นบนโต๊ะ พร้อมเอ่ยชวนผู้มาเยือน

            “เชิญนั่ง”

            ซีเลี่ยชิงหัวนั่งลงพลางพิจารณาหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้า นางไม่เหมือนอย่างที่คิดไว้สักนิด ไม่เหมือนคนทำการค้า

            มู่หรงซูชิงรินชาใส่ถ้วย ใช้นิ้วแตะถ้วยชาพบว่าอุ่นกำลังดีจึงยื่นถ้วยชาส่งให้ผู้มาเยือน

            “ผู้อาวุโสเชิญดื่มชา”

            น้ำชาใสจนเห็นก้นถ้วยแต่กลิ่นกลับเข้มข้น ซีเลี่ยชิงหัวลองจิบคำหนึ่ง น้ำชาอุ่นร้อนผ่านลำคอทิ้งความรู้สึกชุ่มคอเล็กๆ เอาไว้ พร้อมกลิ่นหอมอบอวลในปาก รสชาติชาเช่นนี้ได้ดื่มไม่บ่อยนัก ซีเลี่ยชิงหัวชื่นชอบดื่มชาอยู่แล้วจึงอดถามไม่ได้

            “ชานี้มีกลิ่นสุราหอมหวาน รสชาติไม่เลวเลย นี่คือชาอะไร?”

            “ข้านำใบชาหลงต้านและสุราไร้รสมาต้มเข้าด้วยกัน” นางก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าของสองอย่างจะเข้ากันได้อย่างลงตัว

            ซีเลี่ยชิงหัวยกถ้วยชาขึ้นดมอย่างตั้งใจ ครั้งนี้นางได้กลิ่นสุราหอมอ่อนๆ แม้จะมีกลิ่นใบชากลบอยู่ก็ตาม การชงชาวิธีนี้คล้ายว่าต้องใช้ใจรับรสร่วมด้วย ตนเองก็เป็นคนดื่มชาเช่นกัน สุราไร้รสก็ดื่มมานาน แต่กลับไม่เคยคิดนำทั้งสองอย่างมาต้มรวมกันเช่นนี้

            “สุราไร้รสสามารถต้มกับใบชาได้ด้วยหรือ?”

            จากคำพูดและลักษณะท่าทางของผู้อาวุโสทำให้มู่หรงซูชิงพอจะคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แปดเก้าไม่ห่างสิบ5 เป็นแน่ ถึงกระนั้นนางก็ยังรินชาเติมให้อย่างต่อเนื่อง ใบหน้ามีรอยยิ้มแต่ไม่กล่าววาจาใด

            อาภรณ์เขียว ผมดำดั่งหมึก นั่งจิบชากลางป่าไผ่ รอยยิ้มเผยถึงบุคลิกลุ่มลึกงามสง่า มิน่าเล่าเย่เอ๋อถึงชื่นชอบนางนัก ถ้าให้นางย้ายมาอยู่แคว้นไห่อี้ แต่ซ่อนตัวอยู่ในที่ลับตาคนก็ออกจะน่าเสียดายไปสักหน่อย

            ซีเลี่ยชิงหัวกวาดตามองโดยรอบ ป่าไผ่ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก มีเรือนไม้ไผ่หนึ่งหลังอยู่ไม่ไกล บนตั่งเตี้ยหินเต็มไปด้วยใบชาและภาพเขียนอักษร ซีเลี่ยชิงหัวลุกขึ้นยืน เดินวนรอบกอไผ่ที่เพิ่งเกิดหน่อใหม่ถึงสองรอบก่อนจะถาม

            “เจ้าพักอยู่ที่นี่หรือ?”

            “ใช่เจ้าค่ะ”

            ซีเลี่ยชิงหัวใช้นิ้วเคาะเบาๆ ที่ลำต้นไผ่ “เจ้ายังเยาว์วัยแต่มาพักอยู่ที่นี่ ไม่รู้สึกเงียบเหงาอ้างว้างเลยหรือไร?”

            ป่าไผ่นี้จะว่างามก็งาม แต่ว่าเงียบเหงาไปสักหน่อย นางมีชีวิตอยู่มาก็ครึ่งค่อนชีวิตแล้ว สรรพสิ่งรอบกายล้วนมองทะลุปรุโปร่ง คนตรงหน้าเป็นสาวน้อยแรกแย้มแต่ต้องมาพำนักและใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่สงบเงียบแห่งนี้ นางจะอยู่ได้จริงหรือ

            มู่หรงซูชิงหันมาสบสายตากับคนถาม ถือถ้วยชาไว้ในมือ น้ำเสียงราบเรียบ

            “ที่เรียกว่าความเหงานั้นเป็นเพราะหัวใจที่กลวงเปล่า แม้จะอยู่ในสถานที่ครึกครื้นแวดล้อมด้วยผู้คนมากมายอย่างไรก็ยังรู้สึกโดดเดี่ยวและเงียบเหงาอยู่ดี ตรงกันข้ามกับใจที่มั่นคง ต่อให้อยู่ ณ สถานที่สุดขอบฟ้า สิ้นไร้มหาสมุทร ใจก็ยังคงเงียบสงบ”

            ถ้าไม่มีแขกมากมายมาเยือนที่ป่าไผ่นี้ นางคงรู้สึกสงบมากกว่านี้แน่นอน

            ตอบได้ดี... ซีเลี่ยชิงหัวชื่นชมอยู่ในใจ

            “คิดไม่ถึง เจ้าเยาว์วัยแต่กลับเข้าใจสรรพสิ่งได้ถ่องแท้”

            มู่หรงซูชิงส่ายหน้าแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฝ่าบาททรงชมหม่อมฉันเกินไปเพคะ”

            “เจ้ารู้จักข้าด้วยหรือ!”

            “เพราะสุราไร้รสไม่ใช่สุราที่ทุกคนจะมีวาสนาได้ลิ้มรส สุรานี้สวรรค์ลิขิตให้เป็นของฮ่องเต้เท่านั้นเพคะ” มู่หรงซูชิงกล่าวตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

            เก่ง! ดูภายนอกเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาไม่สะดุดตา ไม่คิดเลยว่าจะเฉลียวฉลาดช่างสังเกต ซีเลี่ยชิงหัวเดินกลับมานั่งอีกครั้ง พร้อมยกชาขึ้นจิบ

            “แล้วรู้หรือไม่ว่าข้ามาหาเจ้าทำไม?”

            “มาประเมินด้วยตนเองว่าหม่อมฉันสมควรมีชีวิตอยู่หรือไม่” มู่หรงซูชิงกล่าวตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน

            มองดูหญิงสาวที่ยังคงท่าทีเยือกเย็นและสุขุม ซีเลี่ยชิงหัวจึงเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            “ในเมื่อเจ้าหลักแหลมถึงเพียงนี้ จะลองทายใจข้าสักหน่อยไหม”

            มู่หรงซูชิงสบประสานสายตาฮ่องเต้หญิง ผ่านไปครู่หนึ่งก็เอ่ยตอบเสียงเรียบ “ถ้าใช้สอยได้ก็อาจรอดชีวิต แต่ถ้าไม่... ก็คงสังหารทิ้ง”

            ซีเลี่ยชิงหัวยิ้มพราย “ไม่เสียที มู่หรงซูชิง” สามารถคาดเดาความคิดของผู้อื่นได้ ทั้งยังอาจหาญเด็ดเดี่ยว จากที่ฟังรายงานของจี้โยวหลันเทียบไม่ได้เลยกับการมาพบด้วยตนเอง

            ‘ฟังร้อยครั้งก็ไม่เท่ากับไปเห็นด้วยตาหนึ่งครั้ง6’ หญิงสาวผู้นี้มากพรสวรรค์จริงๆ

            “มู่หรงซูชิงตายจากไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงซูชิงเพคะ” หญิงสาวไม่ต้องการแบกรับแซ่มู่หรงไว้อีก นางอยากเป็นแค่ซูชิงเท่านั้น

            มือเรียวสวยยื่นถ้วยชาส่งคืนให้ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ซูชิงอยากจะใช้ชีวิตเช่นไร?”

            หากเอามาใช้สอยไม่ได้ เก็บคนเช่นนี้ไว้ก็มีแต่จะเป็นภัย!

            น้ำชาเริ่มเย็นชืดแล้ว ซูชิงถือกาน้ำชาเดินไปที่ด้านข้างกอไผ่ ค่อยๆ เทน้ำชาทิ้งลงบนพื้นทราย กลิ่นน้ำชากับสุราไร้รสส่งกลิ่นหอมหวานอบอวลไปทั่วบริเวณ จากนั้นก็ล้างทำความสะอาดกาน้ำชาอย่างพิถีพิถัน ทำราวกับไม่ได้ยินคำถามกึ่งข่มขู่ของฮ่องเต้หญิง ทุกท่วงท่ายังคงอ่อนช้อยงดงาม ซีเลี่ยชิงหัวเพียงนั่งมองหญิงสาวอย่างครุ่นคิด เมื่อซูชิงล้างกาน้ำชาเรียบร้อยก็เดินไปหยิบกาสุราจากโต๊ะหิน แล้วรินสุราไร้รสส่งให้อีกฝ่าย

            ซีเลี่ยชิงหัวยกสุราไร้รสขึ้นดื่มหมดจอก ในใจนึกชื่นชมความหวานชุ่มฉ่ำของสุราชั้นเลิศ พลันเข้าใจคำตอบของซูชิง สุราไร้รสสามารถเปลี่ยนรสชาติของชาให้ยิ่งมีรสกลมกล่อมมากขึ้นได้ แต่แม้จะดื่มสุราเพียงอย่างเดียวรสชาติก็มิได้เปลี่ยนไป

            นางสามารถทำให้มู่หรงซูชิงตายได้ ก็ทำให้มู่หรงซูชิงมีชีวิตรอดได้เช่นเดียวกัน

            ช่างเป็นหญิงสาวที่มั่นใจนัก!

            ซีเลี่ยชิงหัวมองท้องฟ้าที่ตะวันเริ่มคล้อยต่ำ เอ่ยเสียงเบา

            “อีกสามวันใต้หล้าจะอยู่ในมือคนหนุ่มสาวแล้ว” นางแก่แล้วจริงๆ ระหว่างหญิงสาวตรงหน้ากับเย่เอ๋อ คงมีคำมั่นสัญญากันอยู่กระมัง

            “ข้าควรกลับได้แล้ว” ฮ่องเต้หญิงลุกขึ้นยืน แล้วจัดแจงเสื้อคลุมยาวยับย่นด้วยเรียวนิ้วงาม ก่อนจะออกจากป่าไผ่ไป

            “น้อมส่งเสด็จเพคะ” ซูชิงลุกขึ้นยืนค้อมตัวทำความเคารพ

            “ไม่ต้องส่ง เจ้าและข้ายังมีเวลาดื่มชาด้วยกันอีกมาก” ซีเลี่ยชิงหัวกล่าวทิ้งท้าย

            ซูชิงขมวดคิ้วมองแผ่นหลังซีเลี่ยชิงหัวที่เดินจากไปไกล ครุ่นคิดหนักหน่วงถึงคำพูดทิ้งท้ายของฮ่องเต้หญิง พลันก็รู้สึกหนักอึ้งที่ไหล่ พอหันไปมองก็เห็นซีเลี่ยเย่เกยคางอยู่กับไหล่ตน ซ้ำยังยื่นหน้าเจ้าเล่ห์เข้ามาใกล้อีก หญิงสาวจึงผลักคางอีกฝ่ายออกอย่างไม่ไยดี

            ซีเลี่ยเย่เดินตามมาด้านหลัง “เสด็จแม่กลับแล้วหรือ?”

            ทั้งๆ ที่รู้ยังแสร้งถาม ซูชิงจึงคร้านที่จะสนใจอีกฝ่าย ตอบอย่างเฉยชา

            “เป็นเพราะฉีย่านกำลังฝึกหัดเดินใหม่หรือเพราะเซิงอ๋องมัวแต่เดินทอดน่องกันแน่ หรือข้าควรจะเตรียมหมอให้มาอยู่ประจำที่ป่าไผ่ดีไหม”

            ตั้งแต่ซีเลี่ยชิงหัวมาถึง ฉีย่านก็หายไปเลย นี่ก็ผ่านมาครู่ใหญ่แล้วแต่ซีเลี่ยเย่เพิ่งมา

            ซีเลี่ยเย่หัวเราะชอบใจ “ใช่ว่าเจ้าจะรับมือไม่ได้นี่” ในแคว้นไห่อี้คงมีเพียงซูชิงเท่านั้นที่กล้าพูดจาเช่นนี้ แต่นางกลับยิ่งรู้สึกสนิทสนมเพิ่มขึ้น ซ้ำยังสนุกยิ่งนัก ความคิดแปดส่วนเป็นเพราะนางบ้าไปแล้ว

            หญิงสาวไม่ใส่ใจเดินกลับไปยังเรือนไผ่แทน น้ำเสียงไม่พอใจ “รอท่านมาช่วย เกรงว่าคงตายนับร้อยครั้งแล้ว”

            “เสด็จแม่ไม่กล้าลงมือสังหารเจ้าหรอก” ได้พบคนเช่นนางจะมีสักกี่คนที่กล้าสังหารทิ้งได้ลงคอ เสด็จแม่สายตาเฉียบแหลม ย่อมรู้ว่าให้นางมีชีวิตอยู่มีประโยชน์มากกว่า หรือกล่าวอีกอย่างคือถ้าซูชิงตายง่ายเช่นนั้น นางคงไม่รอดมาอยู่ที่นี่ได้หรอก ซีเลี่ยเย่ก้าวยาวๆ จนทันฝีเท้าซูชิง แกล้งเดินชนไหล่อีกฝ่าย กระซิบข้างหู

            “งั้นข้าจะชดเชยให้เจ้า ข้าจะพาเจ้าไปยังที่แห่งหนึ่ง”

            หันมองรอยยิ้มมีเลศนัย ซูชิงพลันก้าวถอยหลังห่างไป น้ำเสียงไม่ไว้ใจ “ไปที่ไหน...”

            ซีเลี่ยเย่ยังคงยิ้มไม่คลาย มองท่าทางหวาดผวาของอีกฝ่ายอย่างนึกขำ ซูชิงทำราวกับว่าตนเป็นปีศาจร้ายจะมาเอาชีวิตก็ไม่ปาน

            ท่านอ๋องก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว บอกที่หมายด้วยน้ำเสียงสนุก

            “หอพฤกษาหอมขจร”

            คนฟังขมวดคิ้วมุ่น “หอชายบำเรอ...”

            “เจ้าฉลาดนัก”

            นางรู้จักสีหน้าเช่นนี้ของซีเลี่ยเย่ดี ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ ซูชิงรีบปฏิเสธเสียงหนักแน่น “ข้าไม่สนใจ” พูดจบก็เร่งฝีเท้าเดินเข้าเรือนไม้ไผ่

            สีหน้าเซิงอ๋องพลันเปลี่ยนเป็นร้ายกาจ น้ำเสียงมีแววยั่วเย้า

            “ใครกันเคยจ่ายเงินนับหมื่นตำลึงเพื่อให้สาวงามร้องเพลงเพลงเดียวให้ฟัง หอคณิกาเจ้าก็เคยไป เหตุใดไม่ลองไปเยือนหอชายบำเรอบ้างเล่า”

            นี่คือเหตุผลที่สมควรใช้อ้างเพื่อเข้าหอชายบำเรอรึ!

            ซูชิงเพ่งมองสหายสูงศักดิ์ สีหน้าฉายชัดถึงความไม่ไว้วางใจ

            “เซิงอ๋อง ข้าเป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาคงไม่มีเงินมากมายไว้ล้างผลาญถึงเพียงนั้น สมควรแล้วที่ไม่สามารถไปได้”

            ซีเลี่ยเย่ชอบเอาเรื่องนี้มาล้อเลียนไม่เลิก ถ้ารู้แต่แรกว่าเข้าหอคณิกาไปวันนั้นจะต้องได้พบคนนิสัยอันธพาลเช่นซีเลี่ยเย่ นางจะไม่เหยียบเข้าไปแม้สักครึ่งก้าว!

            “น้อยๆ หน่อย ในหัวเจ้าน่ะมีแต่แผนการหาเงินหากำไร สมแล้วที่เกิดในตระกูลพ่อค้า ที่ผ่านมากิจการเรือขนส่งสินค้าของตระกูลมู่หรงมีกำไรตั้งเท่าไร เรือวาณิชเจ้าอื่นรวมกันยังได้กำไรไม่ถึงหนึ่งในสิบของเจ้า ยังจะกล้าพูดว่าไม่มีเงิน”

            ก่อนที่ซูชิงจะวางแผน ‘ตาย’ นางก็เริ่มวางรากฐานไว้ที่แคว้นไห่อี้อยู่ก่อนแล้ว ในเมื่อมีเรือขนส่งสินค้าอยู่ในมือ ก็ควรหาทางให้กำไรเพิ่มพูนจึงจะเรียกว่าเป็นคนค้าขายที่ดี จนถึงวันนี้ร้านผ้าแพรผ้าไหมและใบชากว่าครึ่งในไห่อี้เป็นกิจการของซูชิงทั้งสิ้น ทั้งไข่มุกราตรีและยาสมุนไพรของไห่อี้หญิงสาวก็ส่งออกขายครั้งละมากๆ หรือก็คือ ซูชิงเป็นยิ่งกว่าพ่อค้าหน้าเลือดเสียอีก

            ซูชิงยกสองแขนกอดอก แสร้งตีหน้าจริงจัง “เซิงอ๋องชมเกินไปแล้ว ข้าก็แค่คนค้าขาย ทำมาหากินแค่พอมีกำไรให้ท้องอิ่มร่างกายอุ่นก็เท่านั้น”

            ซีเลี่ยเย่หรี่ตามองสหายอย่างสงสัย “หรือเจ้ากลัวเซวียนหยวนอี้จะรู้...” ถ้าชายผู้นั้นรู้ว่าเมียรักไปหอชายบำเรอต้องเป็นเรื่องสนุกมากแน่ๆ คิดแล้วซีเลี่ยเย่ก็กวาดตามองหาชายหนุ่ม ครั้นไม่พบก็เอ่ยถามอย่างแปลกใจ

            “จริงสิ พูดถึงเซวียนหยวนอี้ ทำไมข้าไม่เห็นเขาเลย” ปกติชายผู้นั้นไม่เคยยอมห่างจากภรรยาแม้แต่ครึ่งก้าวนี่นา

            “เขาลำเลียงสินค้าส่งไปแคว้นไห่ปิน”

            “เจ้านี่จริงๆ เลย กล้าใช้ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นพ่อค้าออกหน้าแทนตัวเอง” การที่เซวียนหยวนอี้มีใจให้หญิงผู้นี้ ถือว่านำความซวยมาสู่ตัวเองจริงๆ

            ซูชิงนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ “คนมีความสามารถก็ต้องเหนื่อยมากหน่อย ที่นี่ไม่มีท่านแม่ทัพใหญ่อีกแล้ว”

            สตรีผู้นี้มักทำให้คนฟังอึ้งจนพูดไม่ออก แต่สำหรับซีเลี่ยเย่ยังนับว่ารับมือได้ไหว “ครั้งนี้ถือโอกาสที่เขาไม่อยู่ ไยเจ้าไม่ลองยั่วยวนหยอกล้อชายงามแก้เหงาดูบ้างเล่า”

            ยั่วยวนหยอกล้อชายงาม! หญิงสาวสูงศักดิ์ตรงหน้าช่างกล้าเอ่ยออกมาได้ ซูชิงคร้านจะต่อปากต่อคำด้วยอีก จึงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน

            “ไม่ไปจริงหรือ” ซีเลี่ยเย่ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ

            มองอีกฝ่ายที่กลายเป็นรูปปั้นไปแล้ว คนชวนก็ยักไหล่ไม่แยแส ถ้าเช่นนั้นไปคนเดียวก็ได้ ขอไปดูหน่อยเถอะว่า ‘หอพฤกษาหอมขจร’ นี้ พิเศษอย่างไร

บทที่ 2.3 แขกผู้สูงศักดิ์

            ยามที่มาถึงหอพฤกษาหอมขจรนั้น ซีเลี่ยเย่นึกว่าตนมาผิดที่

            ประตูด้านหน้าทำจากหินเรียบๆ ไม่สะดุดตา มีโคมไฟสีแดงสองดวงใหญ่แขวนอยู่หน้าประตู ด้านบนมีแผ่นป้ายสลักด้วยอักษรสีแดงเข้มสองพยางค์ว่า ‘หอมขจร’ เป็นลายมือที่หนักแน่นทรงพลังยิ่งนัก ไม่เหมือนหอชายบำเรออื่นที่มีคนล้นหลาม ที่นี่ดูเงียบสงบวังเวง

            หรือนางมาผิดที่...

            เมื่อก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ภาพสวนดอกไม้เล็กๆ และถนนสายเล็กมากมายก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า พุ่มไม้เตี้ยและดอกไม้ชูช่องดงาม แว่วเสียงดนตรีแผ่วเบา เดิมทีเข้าใจว่าสวนนี้ไม่มีคน จู่ๆ เด็กหนุ่มรูปงามสวมอาภรณ์สีน้ำเงินผู้หนึ่งก็ยืนอยู่ตรงหน้า

            “คุณหนูเชิญทางนี้ขอรับ”

            เดิมซีเลี่ยเย่คิดแค่จะมาสำรวจเท่านั้น แต่ตอนนี้นางกลับเกิดอาการอยากรู้อยากเห็นเสียแล้ว หญิงสาวเดินตามเด็กหนุ่มไปบนถนนเส้นเล็กแล้วไปสิ้นสุดที่ศิลาก้อนหนึ่ง มีอักษรสีเขียวสดใสสลักว่า ‘พฤกษา’ ลายเส้นอ่อนช้อยงดงาม ที่แท้ชื่อพฤกษาหอมขจรก็มีที่มาเช่นนี้เอง

            เด็กหนุ่มพาซีเลี่ยเย่มาส่งที่หน้าตึกสามชั้นหลังหนึ่ง เสียงเครื่องดนตรีบรรเลงดังชัดเจนมากขึ้น คาดว่าคงเป็นเสียงจากภายในตึก ครั้นก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ซีเลี่ยเย่ก็ถึงกับหัวเราะลั่น

            ภายในห้องโถงรับรองไร้บรรยากาศของความรื่นเริงตามอย่างหอชายบำเรอทั่วไป ไม่มีการขับร้อง ไม่มีการร่ายรำ ไม่มีนักดนตรี และไม่มีชายงามมาต้อนรับ ในห้องโถงมีเพียงผ้าป่านผืนบางสีขาวพลิ้วไหว เก้าอี้ไม้ไผ่หนึ่งตัวและมีชายหนุ่มในชุดสีขาวหนึ่งคนนั่งอยู่ เขาถือหนังสือปิดบังใบหน้าไว้

            ซีเลี่ยเย่กวาดตามองรอบห้อง ชายหนุ่มชุดขาวได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาจึงค่อยๆ ลดหนังสือในมือลง

            ทันทีที่ได้เห็นใบหน้าบุรุษชุดขาว ดวงตาหญิงสาวก็เปล่งประกายขึ้นวูบหนึ่ง ซีเลี่ยเย่พบเจอบุรุษรูปงามมามาก ซิวจือเรียกว่างามสมบูรณ์แบบ จี้ซีซูสุภาพอ่อนโยน สุ่ยชื่อฉิงก็สง่างามสมเป็นลูกแม่ทัพ ส่วนฉีชิงถงก็หล่อเหลาเยือกเย็น แต่สำหรับชายหนุ่มเบื้องหน้า หญิงสาวไม่รู้จะสรรหาคำใดมาบรรยายความงามของเขาดี พูดไม่ออก ละสายตาก็ไม่ได้

            สะอาดหมดจด ผิวพรรณขาวดุจหิมะ ผมยาวดำขลับ ดวงตาเป็นประกาย ริมฝีปากแดงระเรื่อ เมื่อรวมกันแล้วให้ความรู้สึกบริสุทธิ์ผุดผ่อง ประดุจมิเคยแปดเปื้อนคาวโลกีย์

            ซีเลี่ยเย่มองประเมินชายหนุ่ม เขาเองก็มิได้ปกปิดสายตาจับจ้องมองกลับ เขาลุกเดินมาหาพร้อมรอยยิ้มตรึงใจ

            “เชิญคุณหนูที่ห้องรับรองพิเศษขอรับ”

            ซีเลี่ยเย่เดินตามอีกฝ่ายขึ้นชั้นสอง การตกแต่งของชั้นสองแต่ละห้องใช้ราวไม้ไผ่และผ้าผืนโปร่งบางสีฟ้ากั้นเป็นส่วนตัว ชายหนุ่มพานางขึ้นไปที่ชั้นสาม ทั้งสองชั้นแตกต่างกันไม่มาก ห้องชั้นสามดูกว้างขวางกว่า ตกแต่งห้องด้วยผ้าโปร่งบางสีฟ้าคราม เทียบกันแล้วชั้นแรกดูเงียบสงบ ชั้นสองดูสูงส่งและงดงาม

            การตกแต่งภายในห้องส่วนตัวงดงามหรูหรา บนโต๊ะวางกระถางธูปเล็กๆ หนึ่งกระถาง กำจายกลิ่นหอม เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งและผ่อนคลาย ซีเลี่ยเย่เปิดฝากระถาง เห็นผงแป้งและกลีบดอกไม้ นางหยิบกลีบดอกไม้ขึ้นมาถือเล่น พอหันมองทางประตูก็พบชายหนุ่มชุดขาวสะอาดตาคนนั้นยืนนิ่งเงียบรออยู่ หญิงสาวจึงเอ่ยถาม

            “เจ้าเป็นผู้ดูแลที่นี่งั้นหรือ?”

            ชายหนุ่มพยักหน้า “ใช่ ข้ามีนามว่า...เฟิงซุ่ย”

            เขาหันไปรับไหสุราจากเด็กหนุ่มที่ตามมารับใช้แล้วรินส่งให้ซีเลี่ยเย่ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

            “คุณหนูคงมาเยือนหอพฤกษาหอมขจรเป็นครั้งแรกกระมัง?”

            “ใช่ ที่นี่มีอะไรพิเศษต่างจากที่อื่นงั้นรึ?”

            ซีเลี่ยเย่ดื่มสุราหมดจอกรวดเดียว หญิงสาวรู้สึกลำคอร้อนลวกราวกับถูกไฟแผดเผา เป็นสุราแรงจริงๆ นานแค่ไหนแล้วที่นางไม่ได้ลิ้มลองสุรารสแรงเช่นนี้ หญิงสาวถูกใจนัก

            เฟิงซุ่ยรินสุราเพิ่มอีกจอก “หอชายบำเรอล้วนไม่ต่างกัน ข้าไม่กล้าพูดเกินจริงว่ามีอะไรที่พิเศษมากกว่าที่อื่น”

            “หือ... ถ้าไม่มีอะไรแปลกหรือพิเศษ ทำไมถึงมีแขกหลั่งไหลมามากมาย?”

            หอพฤกษาหอมขจรแม้จะสงบเงียบ ทว่าห้องส่วนตัวชั้นสองและชั้นสามกลับมีแสงตะเกียงส่องลอดให้เห็นแสงรำไรอยู่พอควร ที่นี่มิได้เงียบเชียบเสียทีเดียว ที่แคว้นไห่อี้ไม่ได้ออกกฎห้ามขุนนางเข้าไปหาความสำราญในหอชายบำเรอ แต่ผู้มีศักดิ์ฐานะล้วนไม่อยากให้ใครอื่นเห็นตนออกมาเริงรัก เหล่าขุนนางจึงโปรดปรานที่แห่งนี้ยิ่งนัก เพราะมีห้องส่วนตัวและมิดชิด

            เฟิงซุ่ยหัวเราะ ตอบเสียงหนักแน่นชัดเจน

            “ของหายากย่อมมีราคาสูง ยิ่งเป็นสีขาวบริสุทธิ์ท่ามกลางสีสันที่หลากหลายยิ่งโดดเด่น ยิ่งขาวล้วนดั่งหิมะยิ่งจะทำให้สีสันซีดเซียวลง”

            ของหายากย่อมมีราคาสูง… เป็นหลักการค้าที่ดี!

            ซีเลี่ยเย่มองเฟิงซุ่ยด้วยความพอใจ หญิงสาววางจอกสุราที่ว่างเปล่าไว้ด้านข้าง “พูดได้ดี งั้นเรามาพูดเรื่องของหายากกันเถอะ”

            มองไปยังจอกสุราที่ว่างเปล่า คล้ายเขาจะเข้าใจความนัยของซีเลี่ยเย่ จึงรินสุราพร้อมเอ่ยตอบ “ไม่ว่าคุณหนูจะชื่นชอบบทเพลง กวี กาพย์กลอน ภาพวาดสีหมึก ดนตรีหรือการขับร้องร่ายรำ ทุกอย่างล้วนอ่อนช้อย นุ่มนวลและงดงาม จะต้องทำให้คุณหนูสำราญใจแน่นอน”

            อารมณ์สนุกของซีเลี่ยเย่หยุดชะงัก ที่เขาสาธยายมาในตำหนักนางมีทุกอย่าง หญิงสาวถามตามตรงไม่อ้อมค้อม

            “แล้วเฟิงซุ่ยเชี่ยวชาญด้านใด?”

            แววตาซีเลี่ยเย่เปิดเผยชัดเจนว่าสนใจบุรุษชุดขาวผู้นี้ แต่ชายหนุ่มกลับตอบเลี่ยงไป “เฟิงซุ่ยมิได้เชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษ…”

            “เฟิงซุ่ยคงมีความสามารถทุกด้านมากกว่ากระมัง” หญิงสาวไม่คิดจะปล่อยเขาไปง่ายๆ ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมด แล้วมองเฟิงซุ่ยที่กุมจอกสุราในมือแน่น

            สีหน้าเฟิงซุ่ยเปลี่ยนไปวูบหนึ่งแล้วกลับสงบนิ่งดังเดิม เขายกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมดเช่นกัน

            “คุณหนูกล่าวเกินไปแล้ว คุณหนูเพิ่งมาเยือนหอพฤกษาหอมขจรครั้งแรก เฟิงซุ่ยจะแนะนำชายบำเรอให้ท่านสักสองสามคน พวกเขาล้วนหล่อเหลาและโดดเด่น ต้องถูกใจคุณหนูเป็นแน่”

            เขาทำหน้าที่เป็นพ่อเล้า แต่เพียงเจอแขกพูดหยอกเย้าแค่สองสามประโยคก็ทนไม่ไหว แล้วไยมาเปิดหอชายบำเรอ หึ นี่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ซีเลี่ยเย่จึงแสร้งคล้อยตาม

            “ดี”

            เฟิงซุ่ยเรียกเด็กหนุ่มมาสั่งงานเสียงเบาข้างหู เด็กหนุ่มพยักหน้าแล้วถอยออกจากห้องไป ครู่หนึ่งเด็กหนุ่มก็กลับมาอีกครั้งพร้อมชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสี่คน ทั้งหมดล้วนรูปร่างสูงโปร่งใกล้เคียงกัน สวมอาภรณ์สีขาว ปล่อยผมยาวสยายปกคลุมหลัง ทั้งสี่มีส่วนคล้ายเฟิงซุ่ยหลายส่วน ชายหนุ่มทั้งสี่เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าแขก ค้อมกายคำนับ

            “อวิ๋นซี อวิ๋นซือ อวิ๋นชี่ อวิ๋นเทียน คารวะคุณหนู”

            ซีเลี่ยเย่พยักหน้า “ไม่ต้องมากพิธี”

            หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยุดเบื้องหน้าพวกเขา กวาดตามองใบหน้าและรูปร่างชายหนุ่ม

            ร่างกายงดงาม น้ำเสียงระรื่นหู ชายหนุ่มแต่ละคนล้วนรูปงามต้องตา ทำให้คนมองรู้สึกราวกับว่าได้สัมผัสสายลมรื่นชื่นใจของฤดูใบไม้ผลิ แม้จะถูกนางยืนมองอย่างพิจารณา พวกเขาก็ยังมีรอยยิ้มประดับใบหน้าไม่จาง ชายหนุ่มของหอพฤกษาหอมขจรไม่ธรรมดาจริงๆ

            เดินวนรอบกายชายทั้งสี่จนพอใจ สายตาของซีเลี่ยเย่ไม่ได้ละไปจากพวกเขาสักนิด

            “มิน่าเล่าที่นี่ถึงได้พิเศษแตกต่างจากที่อื่น” ชายหนุ่มทั้งสี่ล้วนเป็นบุรุษชั้นเลิศ ไม่ต้องแสดงความสามารถเพียงเห็นหน้าตาและบุคลิกก็ทำให้คนต้องตาต้องใจได้แล้ว

            เฟิงซุ่ยคิดว่าหญิงสาวคงพอใจแล้ว จึงลุกขึ้นค้อมตัวคำนับ “เฟิงซุ่ยขอตัวก่อน” จากนั้นก็ค่อยๆ ก้าวออกจากห้อง

            ชั่วขณะที่เฟิงซุ่ยยื่นมือแตะม่าน เสียงเรียบเรื่อยก็ดังขัดขึ้น “ข้ายังไม่ได้พูดสักคำว่าพอใจ ไยเฟิงซุ่ยก็จะรีบจากไปเสียแล้วเล่า”

            คนถูกเรียกตกใจไม่น้อยแต่ยังคงหันกลับมาอย่างสง่างาม ตอนนี้ซีเลี่ยเย่กลับมานั่งตามเดิม ในมือหมุนจอกหยกขาวเล่น ในดวงตามีแววล้อเลียนจ้องมองมา หญิงสาวทำราวกับชายหนุ่มทั้งสี่ไม่มีตัวตน เฟิงซุ่ยเดินย้อนกลับมา

            “คุณหนูพอใจหรือไม่?”

            หญิงสาวไม่ตอบแต่รินสุราเต็มจอกให้ตนเอง ท่าทางซีเลี่ยเย่คล้ายจะเคลิบเคลิ้มมึนเมาในกลิ่นสุรามากกว่าจะมัวเมาเสน่ห์ชายหนุ่มทั้งสี่เบื้องหน้า

            “คุณหนูไม่พอใจ...”

            เฟิงซุ่ยเลิกคิ้วสูง นางถือเป็นคนแรกที่ไม่พอใจ หรือว่าเขาคะเนความชื่นชอบของนางผิดไป ชายหนุ่มโบกมือ บุรุษทั้งสี่โค้งคำนับแล้วถอยจากไป เฟิงซุ่ยกระซิบข้างหูเด็กหนุ่มอีกครั้งแล้วหันมาเอ่ยกับซีเลี่ยเย่

            “ไม่เป็นไร เฟิงซุ่ยสามารถแนะนำให้คุณหนูได้อีกหลายคน คุณหนูต้องพอใจมากแน่”

            ซีเลี่ยเย่ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมด เอ่ยยิ้มๆ “ได้”

            ครู่หนึ่งเด็กหนุ่มคนเดิมก็เดินนำหน้าชายหนุ่มอีกสี่คนในอาภรณ์แพรต่วนสีน้ำเงินเข้ามา ทั้งหมดล้วนหล่อเหลาโดดเด่นไม่แพ้กัน

            “อวิ๋นเฟย อวิ๋นหยาน อวิ๋นชือ อวิ๋นฉิน คารวะคุณหนู”

            “ไม่ต้องมากพิธี” ครั้งนี้ซีเลี่ยเย่ไม่ได้ลุกขึ้น นางเรียกชายหนุ่มทั้งสี่ให้เดินมาเบื้องหน้า สองในสี่นั่งประกบซ้ายขวารินสุราให้เต็มจอก อีกสองแยกลงนั่งซ้ายขวาแนบเท้า เงยหน้าแหงนมองหญิงสาว ริมฝีปากแย้มยิ้มราวกับจะกระชากวิญญาณให้หลุดลอยก็ไม่ปาน

            หญิงสาวหัวเราะเสียงดัง “มิน่าเล่าถึงเรียกยอดชายงาม”

            เป็นดังที่เฟิงซุ่ยบอกจริงๆ ต้องการสูงส่งงดงามก็มีให้ ต้องการเสน่ห์ดึงดูดใจก็มี หรือต้องการรูปงามหล่อเหลาล้วนมีเช่นกัน แขกเหรื่อจึงมาไม่ขาดสาย แต่ไม่ว่าจะสูงส่งงดงามหรือมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากขนาดไหน บนร่างกายของพวกเขาล้วนมีกลิ่นหญ้าหอมอ่อนๆ ต่างจากหอชายบำเรอทั่วไป เพียบพร้อมสง่างาม ท่าทางไม่คล้ายเสแสร้งแกล้งทำ จริตจะก้านล้วนพอเหมาะพอควร

            เห็นสายตาของหญิงสาวเผยความชื่นชมออกมา เฟิงซุ่ยจึงเอ่ยถามเสียงเบา “คุณหนูพอใจแล้วหรือไม่?”

            ซีเลี่ยเย่จิบสุราชั้นดีเข้าปาก อมยิ้มมองเฟิงซุ่ย นิ้วเรียวสวยเคาะโต๊ะ แต่กลับส่ายหน้า

            “ไม่พอใจหรือ...” เฟิงซุ่ยปรายตามอง ชายหนุ่มสี่คนทำความเคารพแล้วถอยออกจากห้องทันที

            หญิงสาวไม่สนใจคน เอาแต่ร่ำสุราแล้วแย้มยิ้มมองมา เฟิงซุ่ยขมวดคิ้วมุ่น ในที่สุดก็นั่งลงข้างซีเลี่ยเย่ ท่าทางอับจนหนทาง

            “เกรงว่าหอพฤกษาหอมขจรคงจะไม่มีคนที่คุณหนูพอใจแล้ว เฟิงซุ่ยอับอายนัก” นางช่างหาความยากลำบากให้เขาเสียจริง

            “เฟิงซุ่ยถ่อมตัวเกินไป” หญิงสาวรินสุราเต็มจอก ยื่นส่งให้อีกฝ่าย ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ แต่วาจาตรงไปตรงมา

            “ข้าชอบเฟิงซุ่ยคนเดียวเท่านั้น แล้วจะทำอย่างไรดีเล่า” เทียบกับบุรุษอื่นแล้ว นางสนใจเพียงเขาเท่านั้น ดูเหมือนเขาจะมีความลับมากมายซ่อนอยู่ และซีเลี่ยเย่รู้สึกสนุกที่จะได้เปิดเผยความลับออกช้าๆ

            แววตาคู่งามฉายชัดถึงความหยอกล้อ มือชายหนุ่มที่กำแน่นใต้โต๊ะค่อยๆ คลายออก

            หญิงผู้นี้จัดการได้ไม่ง่ายเลย!

            ซีเลี่ยเย่มองเห็นความเกลียดชังในดวงตาเขาวูบหนึ่งก็จางหาย นางไม่แน่ใจว่าความเกลียดชังนั้นเขามีให้นางไหม แต่ก็ชัดเจนแล้วว่าหอชายบำเรอนี้ไม่ธรรมดาแน่ หญิงสาวยื่นจอกสุราให้เขาอีกครั้ง

            “ข้าควรทำอย่างไรดี หรือเฟิงซุ่ยไม่สามารถร่วมดื่มสุราและพูดคุยเป็นเพื่อนข้าได้”

            “ร่วมดื่มสุราและสนทนา...” มีหญิงสาวคนใดที่มาที่นี่เพียงเพื่อร่ำสุราและพูดคุยบ้าง!

            “ใช่” ซีเลี่ยเย่เอ่ยย้ำหนักแน่น ในสายตาเขานางดูเจ้าชู้มากรักนักรึ

            เฟิงซุ่ยหลุบสายตาลง ยื่นมือรับจอกสุราจากหญิงสาว “ได้... งั้นเฟิงซุ่ยจะร่วมดื่มสุราและร่วมพูดคุยกับคุณหนู”

            นางแย่งจอกสุรากลับไป พลางส่ายหน้า “สุราของเจ้าเลิศรสมาก ดื่มจอกเล็กๆ ไม่หนำใจเลยสักนิด”

            อยากดื่มจนหนำใจไม่ยากเลย เฟิงซุ่ยพูดอย่างรื่นเริง “ยกสุราเพลิงกาฬมาสิบไห”

บทที่ 2.4 แขกผู้สูงศักดิ์ (จบบท)

            ครู่เดียวเด็กรับใช้ชุดสีน้ำเงินสามคนอุ้มไหสุราสิบไหมาวางบนโต๊ะ ซีเลี่ยเย่หยิบมาหนึ่งไหเปิดฝาออก กลิ่นฉุนแรงโชยออกมาทันที เพียงดมกลิ่นก็ทำให้คนมึนเมาได้แล้ว

            “เพลิงกาฬ ชื่อไพเราะนัก” ซีเลี่ยเย่ยกไหสุราขึ้นดื่ม ทำราวกับดื่มน้ำเปล่า สุราเพลิงกาฬปลุกหนอนพิษสุราของนางให้ตื่นขึ้นมาแล้ว

            ยกดื่มจนสาแก่ใจแล้ว แต่ยังมีสุราเหลือติดก้นไหอยู่ หญิงสาวกอดไหไว้อย่างหวงแหน พูดเสียงกลั้วหัวเราะ

            “ทำไมเจ้าไม่ดื่ม”

            ชายหนุ่มมองหญิงสาวท่วงท่าผึ่งผายไม่ถือเนื้อถือตัว พลันเหม่อลอยไปชั่วขณะ หัวใจพลุ่งพล่านปั่นป่วน แอบถอนหายใจรวดเร็วพลางเรียกสติคืน

            “คุณหนูดื่มเช่นนี้อาจมึนเมาได้” หญิงสาวผู้นี้คอแข็งจริงๆ ดื่มสุราเพลิงกาฬหมดไหก็ยังครองสติอยู่ได้

            ซีเลี่ยเย่ยกไหสุราแกว่งไปมา “เมา สามารถเมาได้มิใช่เรื่องดีหรือ”

            “คุณหนูมีเรื่องในใจหรือ”

            หญิงสาวผู้นี้ดูมากด้วยแผนการ ร่าเริงเปิดเผย แววตาฉาบความเศร้าบางเบา ช่างเป็นสตรีที่แปลกนัก เฟิงซุ่ยอยากเข้าใจนางอีกสักนิด ทว่าคล้ายรู้สึกได้ยินเสียงในใจเตือนมิให้เขาเข้าใกล้นางจนเกินไป

            “ไหนเลยจะไม่มี” เรื่องในใจใครบ้างจะไม่มี ซีเลี่ยเย่วางไหสุราที่ว่างเปล่าลง เอื้อมหยิบอีกไหโยนให้เฟิงซุ่ยแล้วหยิบให้ตนเองอีกไหหนึ่ง ฉีกยิ้มเชื้อเชิญเจือยั่วเย้า

            “ชน!”

            “ดี” ครั้งนี้ชายหนุ่มไม่อิดออดไม่ปฏิเสธ นานมากแล้วที่ไม่มีใครสามารถดื่มสุราเพลิงกาฬกับเขาได้เช่นนี้ สองคนผลัดกันชนไห เสียงพูดคุยเงียบไป สุราเพลิงกาฬสิบไหบนโต๊ะถูกดื่มจนเกลี้ยง สุดท้ายใบหน้าซีเลี่ยเย่เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อคล้ายพระอาทิตย์ยามสายัณห์ ดวงตาเคลิบเคลิ้มขึ้นหลายส่วน หญิงสาวเขย่าไหสุราจนแน่ใจว่าไม่เหลือ จึงใช้มือยันโต๊ะค่อยๆ พยายามลุกขึ้น น้ำเสียงบ่งบอกว่าเริ่มเมาแล้ว

            “ข้ารู้สึกเหมือนจะเมา...”

            คาดไม่ถึงเดินได้แค่สองก้าว ซีเลี่ยเย่ก็เดินชนขาโต๊ะไปหนึ่งทีจนเซสะดุดจะล้มลง ดีที่เฟิงซุ่ยประคองเอวบางไว้ทัน พอเห็นหญิงสาวยืนได้มั่นคงก็รีบปล่อยมือทันที แล้วถอยหลังไปสองก้าว

            “คุณหนูระวังด้วย ข้าจะให้คนตามไปส่ง”

            ซีเลี่ยเย่ส่ายหน้าถี่ๆ ยกสองมือตบแก้มตัวเองเรียกสติ “ข้าไม่เป็นไรหรอก ลาละ วันหน้าข้าจะมาดื่มกับเจ้าใหม่”

            เฟิงซุ่ยมองเงาเบื้องหลังของหญิงสาวที่เดินเซจากไป ยืนนิ่งอึ้งอยู่นาน แววตาฉายร่องรอยความสับสน ทำให้คนคาดเดาไม่ออก…

            คนคอแข็งเดินเซออกจากหอพฤกษาหอมขจร เดินห่างออกมาระยะหนึ่งก็มองเห็นรถม้าคันใหญ่สีแดงทึบจอดอยู่ข้างถนน ซีเลี่ยเย่ก้าวขึ้นรถม้ารวดเร็ว แววตามึนเมาเคลิบเคลิ้มจางหาย แปรเปลี่ยนเป็นความระแวดระวัง

            ในรถม้ามีหญิงสาวในชุดสีเหลืองคนหนึ่งนั่งคอยอยู่ เมื่อเห็นซีเลี่ยเย่ก้าวขึ้นรถม้าก็รีบคุกเข่าคำนับ

            “นายหญิง”

            ซีเลี่ยเย่โบกมือให้นางลุกขึ้น “เป็นอย่างไรบ้าง?”

            จิงต้วนเงยหน้าขึ้น “ประตูเข้าออกหอพฤกษาหอมขจรมีสี่ด้าน มีคนคอยเฝ้าคุ้มกันแน่นหนาทั้งสี่ด้านเจ้าค่ะ”

            “อืม... ส่งคนไปเฝ้าสังเกตการณ์ทั้งเช้าและเย็น ข้าอยากรู้ว่าใครไปเยือนหอพฤกษาหอมขจรบ้าง พวกเขาแต่ละคนทำอะไร ไปมาหาสู่กับผู้ใดบ้าง” ซีเลี่ยเย่สั่งแล้วก็เอนตัวพิงผนังรถม้าท่าทางเกียจคร้าน

            “รับทราบ” จิงต้วนคำนับแล้วกำลังจะลงจากรถม้า ซีเลี่ยเย่พลันเรียกไว้ สีหน้ามีแววครุ่นคิด

            “ระวังชายที่ชื่อเฟิงซุ่ยไว้ให้ดี วรยุทธเขาสูงไม่ใช่เล่น อย่าประมาท”

            ตอนที่นางแกล้งเซคล้ายจะล้มเพราะต้องการหยั่งเชิงวรยุทธของอีกฝ่าย แม้เขาจะรีบดึงมือกลับคืน นางก็สามารถจับชีพจรเขาได้ทัน ผู้ที่ผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้นถึงจะมีพลังวัตรไหลเวียน ยิ่งหลังจากดื่มสุราไปมากขนาดนั้น คิดจะปกปิดย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

            เฟิงซุ่ยเอ๋ยเฟิงซุ่ย เจ้าเป็นคนเช่นไรกันแน่ ใครที่อยู่เบื้องหลังเจ้า ข้าชักรู้สึกสนุกขึ้นมาแล้วสิ

            ที่สำคัญสุราของเจ้าถูกใจข้านัก หอพฤกษาหอมขจร ข้าต้องกลับมาอีกแน่

 

            ตำหนักอ๋องซี

            ยามจื่อเพิ่งผ่านไป ตำหนักกว้างใหญ่กลับไม่เงียบอย่างที่ควร โดยเฉพาะลานด้านหน้าตำหนัก เหล่าองครักษ์หลายนายคอยเฝ้าอารักขา รวมถึงหมอหลวงอีกสองคนที่ยืนนิ่งอยู่มุมหนึ่งของลาน สายตาจับจ้องประตูเรือนที่ปิดสนิท สีหน้าพวกเขาดูอับจนปัญญา ตอนใกล้ค่ำผู้ดูแลตำหนักไปเชิญหมอหลวงทั้งสองให้มารักษา ทว่ามาถึงยังไม่ทันได้ก้าวเข้าตำหนัก ก็ถูกท่านอ๋องซีไล่ตะเพิดจนต้องรีบวิ่งออกมา

            ร่างกายอ๋องซีไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เล็ก ได้ยินว่าเมื่อวานนางโกรธเกรี้ยวรุนแรง ซ้ำยังดื่มสุราเข้าไปมาก หมอหลวงทั้งสองแม้ถูกไล่ก็ไม่อาจจากไปได้ ต้องยืนคอยเฝ้าดูอาการอยู่ตรงนี้

            ผู้ดูแลตำหนักเดินกลับไปกลับมาอย่างร้อนใจ เหงื่อเย็นไหลเต็มหน้าผาก มือสั่นระริก ทำอะไรไม่ถูก จู่ๆ ประตูลานตำหนักถูกกระแทกเปิดอย่างแรง บุรุษสองคนก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบ บุรุษในอาภรณ์สีม่วงเดินหน้าสุดอายุราวห้าสิบปี คิ้วขมวดมุ่น สายตาเคร่งเครียดเย็นชา ชายเบื้องหลังอายุราวยี่สิบปี ทั้งสองกลิ่นอายสูงศักดิ์

            เมื่อได้เห็นผู้มาเยือน หมอหลวงหญิงทั้งสองรีบคุกเข่าคำนับ ผู้ดูแลตำหนักวิ่งออกมาต้อนรับ บุรุษสวมอาภรณ์สีม่วงมีใบหน้ากรุ่นโกรธ เร่งฝีเท้าเข้าไปในตำหนัก

            ประตูเรือนถูกกระแทกเปิด ผู้มาเยือนทั้งสองมองเห็นเก้าอี้เครื่องใช้ต่างๆ ล้มระเนระนาด หญิงสาวคนหนึ่งสีหน้ามืดครึ้มนั่งอยู่ด้านใน มือหนึ่งกำกาสุราแน่น อีกมือจับขอบโต๊ะ พอได้ยินเสียงกระแทกประตูก็เขวี้ยงกาสุราในมือออกมาเต็มแรง

            เสียงกาสุราแตกกระจายดังก้องตำหนักพร้อมเศษกาที่กระจายไปทั่ว บางชิ้นกระเด็นไปโดนบุรุษในอาภรณ์สีม่วง ผู้ดูแลตำหนักมองเห็นแล้วก็ใจหายวาบ

            ชายอาวุโสปรายตามองเศษกาสุราที่เกลื่อนพื้น สีหน้าเปลี่ยนเป็นดำคล้ำ ก่อนจะเดินย่ำผ่านเศษกระเบื้องตรงเข้าไปหาหญิงสาว พอได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ หญิงสาวยิ่งบันดาลโทสะ แต่พอเห็นใบหน้าผู้มาเยือนชัดเจน แววตาหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือด พยายามนั่งตัวตรง

            “ท่านพ่อ…”

            เฝ่ยซีรั่วบิดาของซีเลี่ยเชี่ยน และพี่ชาย--ซีเลี่ยซิวหรง คือผู้มาเยือนตำหนักในเวลานี้

            “เจ้าบังอาจดื่มสุรา!”

            บิดาตำหนิลูกสาวเสียงดังด้วยความโกรธจัด ตลอดมาเขาทั้งตามใจและทะนุถนอมนาง หลายปีที่ผ่านมาเพื่อที่จะบำรุงร่างกายที่อ่อนแอของนาง เขาต้องสิ้นเปลืองแรงใจไปมิใช่น้อย ร่างกายเพิ่งจะแข็งแรงดี นางกลับทำเรื่องไม่เสียดายชีวิตตนเช่นนี้ จะไม่ให้เขาโกรธได้อย่างไร เฝ่ยซีรั่วยกนิ้วสั่นระริกชี้หน้าซีเลี่ยเชี่ยน ตอนนี้เขาโกรธจนสั่นไปทั้งตัว

            ซีเลี่ยซิวหรงหยิบกาสุราอีกใบที่อยู่ใกล้มือน้องสาวให้พ้นมือ พลางมองซีเลี่ยเชี่ยน กลิ่นสุราเหม็นคลุ้ง นั่งก้มหน้าท่าทางเซื่องซึม เห็นแล้วอดเจ็บใจแทนน้องไม่ได้

            “ท่านพ่ออย่าตำหนิน้องหญิงเลย น้องเป็นองค์หญิงที่สืบเชื้อสายจากพระสวามีเอก ตำแหน่งฮ่องเต้คนต่อไป เดิมทีควรจะเป็น…”

            “หุบปาก!”

            ไม่รอให้ซีเลี่ยซิวหรงกล่าววาจาไร้สาระจนจบ เฝ่ยซีรั่วปรายตาโกรธขึ้งไปที่ซีเลี่ยซิวหรง ผู้เป็นบุตรชายไม่พอใจ แต่ก็เพียงเม้มปากแน่น มิกล้าเอ่ยคำใดอีก

            ความเงียบโรยตัวช้าๆ ซีเลี่ยเชี่ยนกำมือแน่นจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น เฝ่ยซีรั่วถอนหายใจ เขาตบไหล่บางเบาๆ ด้วยท่าทางเจ็บปวดใจ

            “เชี่ยนเอ๋อ พ่อรู้ว่าใจเจ้าเจ็บ แต่ว่าสุขภาพของเจ้า…”

            “ไม่ต้องพูดแล้ว!”

            ซีเลี่ยเชี่ยนคำรามราวสัตว์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส หญิงสาวลุกขึ้นเดินหนีไปเพราะไม่อยากสบตากับบิดา นางมีตรงไหนที่สู้ซีเลี่ยเย่ไม่ได้!

            ด้านสายเลือด---นางเป็นถึงองค์หญิงที่สืบเชื้อสายจากพระสวามีเอก

            ด้านความสามารถ---นางมีความคิดลุ่มลึกเป็นเหตุเป็นผล วางแผนแยบยล

            ด้านรูปร่างหน้าตา---นางก็ไม่ด้อยไปกว่าซีเลี่ยเย่

            แต่แค่เพราะนางมีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ ข้อดีทั้งหมดจึงถูกคนอื่นมองข้ามไปเสียสิ้น ตั้งแต่เล็กจนโต ในสายตาเสด็จแม่มีเพียงซีเลี่ยเย่เท่านั้น แล้วนับจากนี้นางต้องตกอยู่ใต้การปกครองของผู้ที่จะขึ้นเป็นฮ่องเต้แคว้นไห่อี้องค์ใหม่ ทั้งยังต้องสู้รบกับซีเลี่ยหลิง นังน้องสาวผู้เหลวแหลกไร้ความสามารถที่คิดจะมาแย่งชิงตำแหน่งฮ่องเต้หญิงอีก

            ข้าไม่ยินยอม จะอย่างไรก็ไม่ยินยอม!

            ใบหน้าของซีเลี่ยเชี่ยนที่แดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราอยู่แล้ว ยิ่งแดงขึ้นอีกหลายระดับจากแรงโมโหจนแทบจะถึงขีดสุด น้ำตาหยาดหยดจากดวงตาที่แข็งกร้าว หญิงสาวพยายามกลั้นเสียงร้องเอาไว้ หว่างคิ้วของซีเลี่ยเชี่ยนเผยความไม่ยินยอมและสิ้นหวัง เฝ่ยซีรั่วผู้รักบุตรสาวดั่งแก้วตาดวงใจเห็นแล้วก็เจ็บช้ำใจตามไปด้วย

            เฝ่ยซีรั่วกวาดสายตาไปยังกาสุราที่เกลื่อนเต็มพื้น ก่อนมองไปที่บุตรสาวที่มีท่าทางโกรธแค้น เอ่ยเสียงแผ่วเบา

            “เจ้าต้องจดจำไว้ เจ้าและซีเลี่ยหลิงนั้นไม่เหมือนกัน เจ้าเป็นองค์หญิงที่เกิดจากพระสวามีเอก ศักดิ์ฐานะไม่มีผู้ใดเทียบได้และมีข้าคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง มีคนในตระกูลเฝ่ยทั้งตระกูลคอยช่วยเหลือหนุนหลัง เจ้าต้องรับปากกับพ่อว่าจะไม่ดื่มเหล้าและไม่ทำร้ายตัวเองอีก ขอเพียงเจ้าบำรุงรักษาร่างกายดีๆ ถ้าร่างกายแข็งแรงดีจนสามารถแบกรับภาระหน้าที่กับตำแหน่งนั้นได้ เจ้าปรารถนาสิ่งใด พ่อจะช่วยแย่งชิงมาให้เจ้าเอง!”

            “จริงหรือ?” ซีเลี่ยเชี่ยนที่แววตาเลื่อนลอยพลันเปลี่ยนเป็นเบิกตาโตอย่างมีความหวัง “แต่ว่า…” อีกสองวันจะเป็นวันขึ้นครองราชย์ของซีเลี่ยเย่ นางกำลังจะเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ ถึงตนจะแย่งชิงราชบัลลังก์มาได้ก็ต้องโดนข้อหาก่อกบฏชิงบัลลังก์แน่

            “นางยังไม่มีทายาท หลายปีผ่านมานางก็ไม่คิดจะมีทายาท ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างสามารถพลิกผันได้เสมอ” เฝ่ยซีรั่วจับมือบุตรสาวไว้อย่างปลอบประโลม

            “ลูกเอ๋ย เจ้าต้องใจเย็นๆ”

            จริงด้วย! ซีเลี่ยเย่ยังไม่มีทายาท หากเกิดอะไรขึ้น ตนจะได้เป็นรัชทายาทผู้สืบทอดราชบัลลังก์ทันที

            เมื่อมีความหวังผุดขึ้นในใจ รอยยิ้มผุดพรายบนใบหน้าหญิงสาวทันที พยักหน้าหนักแน่นให้บิดา

            “ลูกเข้าใจแล้ว”

            เฝ่ยซีรั่วเห็นบุตรสาวสงบแล้วจึงเรียกให้หมอหลวงหญิงเข้ามาตรวจจับชีพจรและอยู่ดูจนแน่ใจว่านางปลอดภัยดีจึงกลับไป

 

            ยามเหมา รถม้าวิ่งไปตามถนนโรยกรวด

            หลังจากวุ่นวายมาทั้งคืน เฝ่ยซีรั่วที่อายุมากแล้วก็นั่งหลับตาพิงผนังรถม้าด้วยความอ่อนเพลีย ซีเลี่ยซิวหรงมองใบหน้าเรียบเฉยของบิดาอย่างครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนกระซิบถามเสียงเบา

            “ท่านพ่อ เดิมทีท่านไม่คิดจะช่วยน้องหญิงแย่งชิง… เอ่อ สิ่งที่นางปรารถนามิใช่หรือ...”

            “สอดรู้! เจ้าสนใจแต่เรื่องตัวเองพอแล้ว” น้ำเสียงเย็นเยือกประดุจดั่งน้ำค้างแข็งตอบกลับ ซีเลี่ยซิวหรงสะดุ้งโหยง ส่งเสียงงึมงำรับคำ ไม่กล้าเอ่ยปากถามอีก

            เฝ่ยซีรั่วรู้แก่ใจดี คำกล่าวที่บุตรชายพูดออกมาไม่ผิดแม้สักคำ แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยคิดให้เชี่ยนเอ๋อขึ้นเป็นฮ่องเต้ เพราะทั้งชีวิตที่เขาเฝ้ามองฮ่องเต้หญิงนั่งบนบัลลังก์ให้ผู้คนแหงนหน้าขึ้นมอง เช้าจรดเย็นต้องอยู่ในราชสำนัก ทั้งทุกข์ใจทั้งเหนื่อยกาย จิตใจอ่อนล้า เขาดูไม่ออกเลยว่าตำแหน่งฮ่องเต้หญิงมีอะไรน่าดึงดูดใจ เขาหวังให้บุตรสาวคนเดียวมีร่างกายแข็งแรง มีชีวิตเรียบง่ายมีความสุข แค่นี้เขาก็พอใจแล้ว อย่างอื่นล้วน ไม่สำคัญ