เดินเล่น... มู่หรงซูชิงก้มมองรองเท้าของอีกฝ่ายที่สวยงามละเอียดอ่อนก็ยิ้มพราย นางไม่คิดว่าจะมีคนใส่รองเท้าแบบนี้มาเดินเล่นโดยไม่เปื้อนเม็ดทราย ซ้ำเส้นผมยาวของผู้อาวุโสก็ไม่พันกันยุ่งเหยิงและไม่เสียทรงสักนิด หญิงอ่อนวัยกล่าวตอบด้วยถ้อยคำสุภาพ
“ผู้อาวุโสมิต้องเกรงใจ” กระดาษเขียนอักษรบนโต๊ะแห้งดีแล้ว มู่หรงซูชิงจึงม้วนเก็บ จากนั้นยกชาจากตั่งม้าหินขึ้นบนโต๊ะ พร้อมเอ่ยชวนผู้มาเยือน
“เชิญนั่ง”
ซีเลี่ยชิงหัวนั่งลงพลางพิจารณาหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้า นางไม่เหมือนอย่างที่คิดไว้สักนิด ไม่เหมือนคนทำการค้า
มู่หรงซูชิงรินชาใส่ถ้วย ใช้นิ้วแตะถ้วยชาพบว่าอุ่นกำลังดีจึงยื่นถ้วยชาส่งให้ผู้มาเยือน
“ผู้อาวุโสเชิญดื่มชา”
น้ำชาใสจนเห็นก้นถ้วยแต่กลิ่นกลับเข้มข้น ซีเลี่ยชิงหัวลองจิบคำหนึ่ง น้ำชาอุ่นร้อนผ่านลำคอทิ้งความรู้สึกชุ่มคอเล็กๆ เอาไว้ พร้อมกลิ่นหอมอบอวลในปาก รสชาติชาเช่นนี้ได้ดื่มไม่บ่อยนัก ซีเลี่ยชิงหัวชื่นชอบดื่มชาอยู่แล้วจึงอดถามไม่ได้
“ชานี้มีกลิ่นสุราหอมหวาน รสชาติไม่เลวเลย นี่คือชาอะไร?”
“ข้านำใบชาหลงต้านและสุราไร้รสมาต้มเข้าด้วยกัน” นางก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าของสองอย่างจะเข้ากันได้อย่างลงตัว
ซีเลี่ยชิงหัวยกถ้วยชาขึ้นดมอย่างตั้งใจ ครั้งนี้นางได้กลิ่นสุราหอมอ่อนๆ แม้จะมีกลิ่นใบชากลบอยู่ก็ตาม การชงชาวิธีนี้คล้ายว่าต้องใช้ใจรับรสร่วมด้วย ตนเองก็เป็นคนดื่มชาเช่นกัน สุราไร้รสก็ดื่มมานาน แต่กลับไม่เคยคิดนำทั้งสองอย่างมาต้มรวมกันเช่นนี้
“สุราไร้รสสามารถต้มกับใบชาได้ด้วยหรือ?”
จากคำพูดและลักษณะท่าทางของผู้อาวุโสทำให้มู่หรงซูชิงพอจะคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แปดเก้าไม่ห่างสิบ5 เป็นแน่ ถึงกระนั้นนางก็ยังรินชาเติมให้อย่างต่อเนื่อง ใบหน้ามีรอยยิ้มแต่ไม่กล่าววาจาใด
อาภรณ์เขียว ผมดำดั่งหมึก นั่งจิบชากลางป่าไผ่ รอยยิ้มเผยถึงบุคลิกลุ่มลึกงามสง่า มิน่าเล่าเย่เอ๋อถึงชื่นชอบนางนัก ถ้าให้นางย้ายมาอยู่แคว้นไห่อี้ แต่ซ่อนตัวอยู่ในที่ลับตาคนก็ออกจะน่าเสียดายไปสักหน่อย
ซีเลี่ยชิงหัวกวาดตามองโดยรอบ ป่าไผ่ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก มีเรือนไม้ไผ่หนึ่งหลังอยู่ไม่ไกล บนตั่งเตี้ยหินเต็มไปด้วยใบชาและภาพเขียนอักษร ซีเลี่ยชิงหัวลุกขึ้นยืน เดินวนรอบกอไผ่ที่เพิ่งเกิดหน่อใหม่ถึงสองรอบก่อนจะถาม
“เจ้าพักอยู่ที่นี่หรือ?”
“ใช่เจ้าค่ะ”
ซีเลี่ยชิงหัวใช้นิ้วเคาะเบาๆ ที่ลำต้นไผ่ “เจ้ายังเยาว์วัยแต่มาพักอยู่ที่นี่ ไม่รู้สึกเงียบเหงาอ้างว้างเลยหรือไร?”
ป่าไผ่นี้จะว่างามก็งาม แต่ว่าเงียบเหงาไปสักหน่อย นางมีชีวิตอยู่มาก็ครึ่งค่อนชีวิตแล้ว สรรพสิ่งรอบกายล้วนมองทะลุปรุโปร่ง คนตรงหน้าเป็นสาวน้อยแรกแย้มแต่ต้องมาพำนักและใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่สงบเงียบแห่งนี้ นางจะอยู่ได้จริงหรือ
มู่หรงซูชิงหันมาสบสายตากับคนถาม ถือถ้วยชาไว้ในมือ น้ำเสียงราบเรียบ
“ที่เรียกว่าความเหงานั้นเป็นเพราะหัวใจที่กลวงเปล่า แม้จะอยู่ในสถานที่ครึกครื้นแวดล้อมด้วยผู้คนมากมายอย่างไรก็ยังรู้สึกโดดเดี่ยวและเงียบเหงาอยู่ดี ตรงกันข้ามกับใจที่มั่นคง ต่อให้อยู่ ณ สถานที่สุดขอบฟ้า สิ้นไร้มหาสมุทร ใจก็ยังคงเงียบสงบ”
ถ้าไม่มีแขกมากมายมาเยือนที่ป่าไผ่นี้ นางคงรู้สึกสงบมากกว่านี้แน่นอน
ตอบได้ดี... ซีเลี่ยชิงหัวชื่นชมอยู่ในใจ
“คิดไม่ถึง เจ้าเยาว์วัยแต่กลับเข้าใจสรรพสิ่งได้ถ่องแท้”
มู่หรงซูชิงส่ายหน้าแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฝ่าบาททรงชมหม่อมฉันเกินไปเพคะ”
“เจ้ารู้จักข้าด้วยหรือ!”
“เพราะสุราไร้รสไม่ใช่สุราที่ทุกคนจะมีวาสนาได้ลิ้มรส สุรานี้สวรรค์ลิขิตให้เป็นของฮ่องเต้เท่านั้นเพคะ” มู่หรงซูชิงกล่าวตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
เก่ง! ดูภายนอกเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาไม่สะดุดตา ไม่คิดเลยว่าจะเฉลียวฉลาดช่างสังเกต ซีเลี่ยชิงหัวเดินกลับมานั่งอีกครั้ง พร้อมยกชาขึ้นจิบ
“แล้วรู้หรือไม่ว่าข้ามาหาเจ้าทำไม?”
“มาประเมินด้วยตนเองว่าหม่อมฉันสมควรมีชีวิตอยู่หรือไม่” มู่หรงซูชิงกล่าวตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน
มองดูหญิงสาวที่ยังคงท่าทีเยือกเย็นและสุขุม ซีเลี่ยชิงหัวจึงเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ในเมื่อเจ้าหลักแหลมถึงเพียงนี้ จะลองทายใจข้าสักหน่อยไหม”
มู่หรงซูชิงสบประสานสายตาฮ่องเต้หญิง ผ่านไปครู่หนึ่งก็เอ่ยตอบเสียงเรียบ “ถ้าใช้สอยได้ก็อาจรอดชีวิต แต่ถ้าไม่... ก็คงสังหารทิ้ง”
ซีเลี่ยชิงหัวยิ้มพราย “ไม่เสียที มู่หรงซูชิง” สามารถคาดเดาความคิดของผู้อื่นได้ ทั้งยังอาจหาญเด็ดเดี่ยว จากที่ฟังรายงานของจี้โยวหลันเทียบไม่ได้เลยกับการมาพบด้วยตนเอง
‘ฟังร้อยครั้งก็ไม่เท่ากับไปเห็นด้วยตาหนึ่งครั้ง6’ หญิงสาวผู้นี้มากพรสวรรค์จริงๆ
“มู่หรงซูชิงตายจากไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงซูชิงเพคะ” หญิงสาวไม่ต้องการแบกรับแซ่มู่หรงไว้อีก นางอยากเป็นแค่ซูชิงเท่านั้น
มือเรียวสวยยื่นถ้วยชาส่งคืนให้ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ซูชิงอยากจะใช้ชีวิตเช่นไร?”
หากเอามาใช้สอยไม่ได้ เก็บคนเช่นนี้ไว้ก็มีแต่จะเป็นภัย!
น้ำชาเริ่มเย็นชืดแล้ว ซูชิงถือกาน้ำชาเดินไปที่ด้านข้างกอไผ่ ค่อยๆ เทน้ำชาทิ้งลงบนพื้นทราย กลิ่นน้ำชากับสุราไร้รสส่งกลิ่นหอมหวานอบอวลไปทั่วบริเวณ จากนั้นก็ล้างทำความสะอาดกาน้ำชาอย่างพิถีพิถัน ทำราวกับไม่ได้ยินคำถามกึ่งข่มขู่ของฮ่องเต้หญิง ทุกท่วงท่ายังคงอ่อนช้อยงดงาม ซีเลี่ยชิงหัวเพียงนั่งมองหญิงสาวอย่างครุ่นคิด เมื่อซูชิงล้างกาน้ำชาเรียบร้อยก็เดินไปหยิบกาสุราจากโต๊ะหิน แล้วรินสุราไร้รสส่งให้อีกฝ่าย
ซีเลี่ยชิงหัวยกสุราไร้รสขึ้นดื่มหมดจอก ในใจนึกชื่นชมความหวานชุ่มฉ่ำของสุราชั้นเลิศ พลันเข้าใจคำตอบของซูชิง สุราไร้รสสามารถเปลี่ยนรสชาติของชาให้ยิ่งมีรสกลมกล่อมมากขึ้นได้ แต่แม้จะดื่มสุราเพียงอย่างเดียวรสชาติก็มิได้เปลี่ยนไป
นางสามารถทำให้มู่หรงซูชิงตายได้ ก็ทำให้มู่หรงซูชิงมีชีวิตรอดได้เช่นเดียวกัน
ช่างเป็นหญิงสาวที่มั่นใจนัก!
ซีเลี่ยชิงหัวมองท้องฟ้าที่ตะวันเริ่มคล้อยต่ำ เอ่ยเสียงเบา
“อีกสามวันใต้หล้าจะอยู่ในมือคนหนุ่มสาวแล้ว” นางแก่แล้วจริงๆ ระหว่างหญิงสาวตรงหน้ากับเย่เอ๋อ คงมีคำมั่นสัญญากันอยู่กระมัง
“ข้าควรกลับได้แล้ว” ฮ่องเต้หญิงลุกขึ้นยืน แล้วจัดแจงเสื้อคลุมยาวยับย่นด้วยเรียวนิ้วงาม ก่อนจะออกจากป่าไผ่ไป
“น้อมส่งเสด็จเพคะ” ซูชิงลุกขึ้นยืนค้อมตัวทำความเคารพ
“ไม่ต้องส่ง เจ้าและข้ายังมีเวลาดื่มชาด้วยกันอีกมาก” ซีเลี่ยชิงหัวกล่าวทิ้งท้าย
ซูชิงขมวดคิ้วมองแผ่นหลังซีเลี่ยชิงหัวที่เดินจากไปไกล ครุ่นคิดหนักหน่วงถึงคำพูดทิ้งท้ายของฮ่องเต้หญิง พลันก็รู้สึกหนักอึ้งที่ไหล่ พอหันไปมองก็เห็นซีเลี่ยเย่เกยคางอยู่กับไหล่ตน ซ้ำยังยื่นหน้าเจ้าเล่ห์เข้ามาใกล้อีก หญิงสาวจึงผลักคางอีกฝ่ายออกอย่างไม่ไยดี
ซีเลี่ยเย่เดินตามมาด้านหลัง “เสด็จแม่กลับแล้วหรือ?”
ทั้งๆ ที่รู้ยังแสร้งถาม ซูชิงจึงคร้านที่จะสนใจอีกฝ่าย ตอบอย่างเฉยชา
“เป็นเพราะฉีย่านกำลังฝึกหัดเดินใหม่หรือเพราะเซิงอ๋องมัวแต่เดินทอดน่องกันแน่ หรือข้าควรจะเตรียมหมอให้มาอยู่ประจำที่ป่าไผ่ดีไหม”
ตั้งแต่ซีเลี่ยชิงหัวมาถึง ฉีย่านก็หายไปเลย นี่ก็ผ่านมาครู่ใหญ่แล้วแต่ซีเลี่ยเย่เพิ่งมา
ซีเลี่ยเย่หัวเราะชอบใจ “ใช่ว่าเจ้าจะรับมือไม่ได้นี่” ในแคว้นไห่อี้คงมีเพียงซูชิงเท่านั้นที่กล้าพูดจาเช่นนี้ แต่นางกลับยิ่งรู้สึกสนิทสนมเพิ่มขึ้น ซ้ำยังสนุกยิ่งนัก ความคิดแปดส่วนเป็นเพราะนางบ้าไปแล้ว
หญิงสาวไม่ใส่ใจเดินกลับไปยังเรือนไผ่แทน น้ำเสียงไม่พอใจ “รอท่านมาช่วย เกรงว่าคงตายนับร้อยครั้งแล้ว”
“เสด็จแม่ไม่กล้าลงมือสังหารเจ้าหรอก” ได้พบคนเช่นนางจะมีสักกี่คนที่กล้าสังหารทิ้งได้ลงคอ เสด็จแม่สายตาเฉียบแหลม ย่อมรู้ว่าให้นางมีชีวิตอยู่มีประโยชน์มากกว่า หรือกล่าวอีกอย่างคือถ้าซูชิงตายง่ายเช่นนั้น นางคงไม่รอดมาอยู่ที่นี่ได้หรอก ซีเลี่ยเย่ก้าวยาวๆ จนทันฝีเท้าซูชิง แกล้งเดินชนไหล่อีกฝ่าย กระซิบข้างหู
“งั้นข้าจะชดเชยให้เจ้า ข้าจะพาเจ้าไปยังที่แห่งหนึ่ง”
หันมองรอยยิ้มมีเลศนัย ซูชิงพลันก้าวถอยหลังห่างไป น้ำเสียงไม่ไว้ใจ “ไปที่ไหน...”
ซีเลี่ยเย่ยังคงยิ้มไม่คลาย มองท่าทางหวาดผวาของอีกฝ่ายอย่างนึกขำ ซูชิงทำราวกับว่าตนเป็นปีศาจร้ายจะมาเอาชีวิตก็ไม่ปาน
ท่านอ๋องก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว บอกที่หมายด้วยน้ำเสียงสนุก
“หอพฤกษาหอมขจร”
คนฟังขมวดคิ้วมุ่น “หอชายบำเรอ...”
“เจ้าฉลาดนัก”
นางรู้จักสีหน้าเช่นนี้ของซีเลี่ยเย่ดี ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ ซูชิงรีบปฏิเสธเสียงหนักแน่น “ข้าไม่สนใจ” พูดจบก็เร่งฝีเท้าเดินเข้าเรือนไม้ไผ่
สีหน้าเซิงอ๋องพลันเปลี่ยนเป็นร้ายกาจ น้ำเสียงมีแววยั่วเย้า
“ใครกันเคยจ่ายเงินนับหมื่นตำลึงเพื่อให้สาวงามร้องเพลงเพลงเดียวให้ฟัง หอคณิกาเจ้าก็เคยไป เหตุใดไม่ลองไปเยือนหอชายบำเรอบ้างเล่า”
นี่คือเหตุผลที่สมควรใช้อ้างเพื่อเข้าหอชายบำเรอรึ!
ซูชิงเพ่งมองสหายสูงศักดิ์ สีหน้าฉายชัดถึงความไม่ไว้วางใจ
“เซิงอ๋อง ข้าเป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาคงไม่มีเงินมากมายไว้ล้างผลาญถึงเพียงนั้น สมควรแล้วที่ไม่สามารถไปได้”
ซีเลี่ยเย่ชอบเอาเรื่องนี้มาล้อเลียนไม่เลิก ถ้ารู้แต่แรกว่าเข้าหอคณิกาไปวันนั้นจะต้องได้พบคนนิสัยอันธพาลเช่นซีเลี่ยเย่ นางจะไม่เหยียบเข้าไปแม้สักครึ่งก้าว!
“น้อยๆ หน่อย ในหัวเจ้าน่ะมีแต่แผนการหาเงินหากำไร สมแล้วที่เกิดในตระกูลพ่อค้า ที่ผ่านมากิจการเรือขนส่งสินค้าของตระกูลมู่หรงมีกำไรตั้งเท่าไร เรือวาณิชเจ้าอื่นรวมกันยังได้กำไรไม่ถึงหนึ่งในสิบของเจ้า ยังจะกล้าพูดว่าไม่มีเงิน”
ก่อนที่ซูชิงจะวางแผน ‘ตาย’ นางก็เริ่มวางรากฐานไว้ที่แคว้นไห่อี้อยู่ก่อนแล้ว ในเมื่อมีเรือขนส่งสินค้าอยู่ในมือ ก็ควรหาทางให้กำไรเพิ่มพูนจึงจะเรียกว่าเป็นคนค้าขายที่ดี จนถึงวันนี้ร้านผ้าแพรผ้าไหมและใบชากว่าครึ่งในไห่อี้เป็นกิจการของซูชิงทั้งสิ้น ทั้งไข่มุกราตรีและยาสมุนไพรของไห่อี้หญิงสาวก็ส่งออกขายครั้งละมากๆ หรือก็คือ ซูชิงเป็นยิ่งกว่าพ่อค้าหน้าเลือดเสียอีก
ซูชิงยกสองแขนกอดอก แสร้งตีหน้าจริงจัง “เซิงอ๋องชมเกินไปแล้ว ข้าก็แค่คนค้าขาย ทำมาหากินแค่พอมีกำไรให้ท้องอิ่มร่างกายอุ่นก็เท่านั้น”
ซีเลี่ยเย่หรี่ตามองสหายอย่างสงสัย “หรือเจ้ากลัวเซวียนหยวนอี้จะรู้...” ถ้าชายผู้นั้นรู้ว่าเมียรักไปหอชายบำเรอต้องเป็นเรื่องสนุกมากแน่ๆ คิดแล้วซีเลี่ยเย่ก็กวาดตามองหาชายหนุ่ม ครั้นไม่พบก็เอ่ยถามอย่างแปลกใจ
“จริงสิ พูดถึงเซวียนหยวนอี้ ทำไมข้าไม่เห็นเขาเลย” ปกติชายผู้นั้นไม่เคยยอมห่างจากภรรยาแม้แต่ครึ่งก้าวนี่นา
“เขาลำเลียงสินค้าส่งไปแคว้นไห่ปิน”
“เจ้านี่จริงๆ เลย กล้าใช้ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นพ่อค้าออกหน้าแทนตัวเอง” การที่เซวียนหยวนอี้มีใจให้หญิงผู้นี้ ถือว่านำความซวยมาสู่ตัวเองจริงๆ
ซูชิงนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ “คนมีความสามารถก็ต้องเหนื่อยมากหน่อย ที่นี่ไม่มีท่านแม่ทัพใหญ่อีกแล้ว”
สตรีผู้นี้มักทำให้คนฟังอึ้งจนพูดไม่ออก แต่สำหรับซีเลี่ยเย่ยังนับว่ารับมือได้ไหว “ครั้งนี้ถือโอกาสที่เขาไม่อยู่ ไยเจ้าไม่ลองยั่วยวนหยอกล้อชายงามแก้เหงาดูบ้างเล่า”
ยั่วยวนหยอกล้อชายงาม! หญิงสาวสูงศักดิ์ตรงหน้าช่างกล้าเอ่ยออกมาได้ ซูชิงคร้านจะต่อปากต่อคำด้วยอีก จึงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน
“ไม่ไปจริงหรือ” ซีเลี่ยเย่ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ
มองอีกฝ่ายที่กลายเป็นรูปปั้นไปแล้ว คนชวนก็ยักไหล่ไม่แยแส ถ้าเช่นนั้นไปคนเดียวก็ได้ ขอไปดูหน่อยเถอะว่า ‘หอพฤกษาหอมขจร’ นี้ พิเศษอย่างไร