ในค่ายทหาร...
หลังอาหารมื้อเที่ยงเหล่าทหารก็พากันพักผ่อน หลีซวงกำลังกังวลว่าเดือนสิบเอ็ดที่ใกล้จะมาถึงนี้จะเป็นช่วงที่อากาศหนาวจัด ถ้าเสบียงอาหารของแคว้นซีหรงขาดแคลน ถึงเวลานั้นเกรงว่าพวกซีหรงจะส่งทหารมาแย่งชิงเสบียงจากราษฎรเขตชายแดนของแคว้นต้าจิ้น
ทว่านางก็ได้แต่กังวล เพราะยังเหลือเวลาอีกเดือนเศษกว่าจะถึงช่วงที่หนาวที่สุด ตอนนี้ในค่ายทหารเองก็ไม่มีกิจธุระอะไรให้ทำมากนัก
หลีซวงรู้สึกเบื่อหน่าย จึงเดินไปหยิบหนังสืออ่านเล่นจากกองตำรารบมาเปิดอ่าน
หลีซวงถูกเลี้ยงดูเฉกเช่นเด็กผู้ชายมาตั้งแต่เยาว์วัย วิทยายุทธของนางเหนือชั้นกว่าคุณชายทั้งหลาย นิสัยก็แทบจะไม่เหลือเค้าของความเป็นอิสตรี ในช่วงเวลาเบื่อๆ ก็มักจะหยิบหนังสือมาอ่านเพื่อความบันเทิงใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิทานพื้นบ้านที่เล่าสืบต่อกันมา หนังสือเกี่ยวกับชีวิตของบุคคลที่มีชื่อเสียง วรรณกรรมความรักและความแค้นของเหล่าจอมยุทธ์ หรือว่าจะเป็นเรื่องพิสดารของเหล่าเทพและมาร นางชอบอ่านทั้งหมดโดยไม่เลือกว่าจะเป็นหนังสืออะไร
ในแถบพื้นที่อันกว้างใหญ่ทางตอนเหนือ มีเพียงหนังสือไม่กี่เล่มที่นางพกติดตัวมาจากเมืองหลวงที่สามารถเอามาเป็นเพื่อนคลายเหงาได้
หลีซวงพลิกนิ้วที่ถูกเด็กน้อยกัด มองอย่างใจจดใจจ่อ ตอนนั้นเองนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากทางด้านนอก
หลัวเถิงเดินพรวดพราดเข้ามาโดยไม่ขออนุญาต “ท่านแม่ทัพ ข้าบอกแล้วว่าเราไม่ควรพาเจ้าเด็กนั่นกลับมาด้วย ท่านรู้หรือไม่ พอมันตื่นก็มีคนมาฟ้องข้าแล้ว”
หลีซวงกระแอมเบาๆ จัดการเก็บหนังสือลงไปใต้โต๊ะ เงยหน้าขึ้นถามหลัวเถิง “เกิดอะไรขึ้น?”
“ข้ายังไม่ทันได้เข้าไปดู แต่ข้ามอบหมายให้หัวหน้าทหารไปช่วยเป็นหูเป็นตาแทน หัวหน้าทหารสั่งลูกน้องเอาอาหารไปให้เด็กนั่นกิน ได้ยินมาว่าเขาปัดอาหารที่ส่งไปทิ้งเสียหมด ซ้ำยังต่อยทหารสองนายของเราจนได้รับบาดเจ็บอีกด้วย ตามความเห็นของข้า เจ้าเด็กเนรคุณผู้นี้สมควรโดนมีดบั่นคอเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ไม่ควรที่ท่านแม่ทัพจะเก็บเขามา”
หลีซวงพยักหน้า “อืม เดี๋ยวข้าไปดูเอง”
พอหลีซวงเดินเข้าไปในกระโจมที่ให้เด็กน้อยพักก็ถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว นางเห็นเด็กน้อยถูกโยนไว้บนเตียง ร่างถูกมัดด้วยเชือกไว้ทั้งตัวไม่ต่างจากขนมบ๊ะจ่าง เหลือไว้เพียงช่วงศีรษะเพื่อเอาไว้หายใจ ส่วนอาหารที่ตกอยู่บนพื้นก็ถูกเหยียบจนเละไปหมด คนในห้องต่างโอบล้อมเขาไว้ตรงกลาง ซ้ำแต่ละคนยังมีอาวุธป้องกันตัวครบมือ แค่มองก็รู้ว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้วุ่นวายสักเพียงใด
หลีซวงรู้สึกขำขึ้นมา “ทำอะไรกัน?”
เหล่าทหารที่อยู่ในห้องหันกลับไปมอง แล้วรีบหลีกทางพลางประสานมือคำนับ
นับแต่หลีซวงมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า เด็กน้อยก็เอาแต่จ้องนางไม่ละสายตา เห็นได้ชัดว่าแววตาของเด็กน้อยไม่มีความกังวลเจือปนแม้แต่น้อย กลับเต็มไปด้วยอารมณ์สับสน ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนสีหน้าของเด็ก
แววตาคู่นี้ทำให้หลีซวงคาดว่าเด็กน้อยคงจะผ่านประสบการณ์เลวร้ายมาเป็นแน่
นางกวาดตามองอาหารที่ตกอยู่บนพื้น ถามเด็กน้อยว่า “เจ้ากลัวว่าคนของข้าจะวางยาพิษลงไปในอาหารหรือ?”
หัวหน้าทหารที่ยืนอยู่ข้างๆ เกาหัว “ท่านแม่ทัพ เหมือนเด็กคนนี้จะเป็นใบ้ พวกเราถามอย่างไรก็ไม่พูด”
“ใช่...กลัว...” เด็กน้อยพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทำให้หัวหน้าทหารเหมือนโดนเสียงนั้นตบป้าบลงบนใบหน้า เขาได้แต่กัดฟันและเหลือบตามอง ก่อนถอยออกไปยืนด้านข้างโดยไม่กล่าววาจาใดออกมาอีก
หลีซวงพอได้ยินก็อดหัวเราะไม่ได้ “จะฆ่าเจ้าน่ะไม่จำเป็นต้องวางยาพิษหรอก ดาบที่อยู่ในห้องนี้ก็สามารถแทงเจ้าให้ตายได้”
หลีซวงพูดแล้วดึงดาบจากนายทหารคนหนึ่งออกมา ช่วงที่ทุกคนกำลังมึนงงอยู่นั้น นางก็ตวัดดาบออกไป เห็นท่วงท่าดุดันของนาง ใบหน้าทุกคนตะลึงงัน ต่างก็คิดว่าคราวนี้แหละแม่ทัพผู้หวงแหนเสบียงคงไม่เก็บเด็กนี่ไว้ให้เปลืองข้าวสุกอีกเป็นแน่
แต่หลังจากเสียงชิ้งผ่านไป ก็เห็นเพียงเชือกที่มัดเจ้าเด็กน้อยอยู่ถูกตัดขาดเป็นท่อน ทั้งแรงตัดและระยะช่างเหมาะเจาะพอดี ไม่โดนขนแขนของเด็กแม้แต่เส้นเดียว
นางชักดาบกลับแล้วเสียบเข้าที่เดิม
ทั้งแม่ทัพและเด็กชายไม่มีสีหน้าสะทกสะท้านทั้งคู่ มีแต่นายทหารเจ้าของดาบที่ยืนอยู่ข้างๆ ที่รู้สึกตกใจกลัวจนเหงื่อแตกพลั่ก
เด็กคนนั้นยังจ้องนางตาไม่กะพริบเหมือนเดิม
ท่วงท่าเมื่อสักครู่ของหลีซวงกล่าวได้ว่าน่ากลัว ต่อหน้าคมดาบที่มีพลังกดดันถึงขนาดนั้น เจ้าเด็กน้อยไม่เพียงไม่หลบหลีก แม้แต่สองตาก็ยังไม่กะพริบ คาดไม่ถึงเลยว่า ‘เด็ก’ ผู้นี้จะดูน่ากลัวกว่าของมีคมเสียอีก
อาจกล่าวได้ว่า เด็กดูออกว่าหลีซวงจะไม่ฆ่าเขาหรือไม่ก็คงเป็นเพราะใจเขาไร้ซึ่งความหวาดกลัว ทว่ากับเด็กคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นไปด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ก็ล้วนแต่เป็นนิสัยที่น่าหวาดกลัวทั้งนั้น
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้มีแต่คนรอบตัวที่ตะลึงงัน หลีซวงย่อเข่าลงด้านหน้าของเด็ก จ้องมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเคยผ่านเหตุการณ์อะไรมาบ้าง แต่ตอนนี้ที่นี่ไม่มีผู้ใดติดค้างเจ้า และไม่มีผู้ใดคิดทำร้าย ที่ข้าเก็บเจ้ากลับมาก็เพราะความกรุณา คืนนี้จะทำโทษให้เจ้าอดอาหาร จะได้รู้ว่าพวกเราทุกคนล้วนมีสิทธิ์ที่จะถูกตัดสินได้อย่างเท่าเทียมกัน”
หลีซวงพูดจบก็เดินจากไป ทหารบางคนรีบเดินตามท่านแม่ทัพออกไปด้วย ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงนางดังขึ้นนอกกระโจม “พวกเจ้าเป็นชายชาตรี แต่กลับมารุมเด็กคนหนึ่ง ช่างขายหน้าค่ายฉางเฟิงของข้านัก”
หัวหน้าทหารแก้ต่างบ้าง “ท่านแม่ทัพ ท่านไม่รู้ความร้ายกาจของเด็กนั่น”
“พอแล้ว ไปลาดตระเวนได้”
เสียงด้านนอกเงียบสงบลง ทหารที่เหลือเห็นว่าเจ้าเด็กน้อยยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง พวกเขาก็เลยออกไปข้างนอก
หลังจากด้านในกระโจมสงบลงแล้ว เด็กชายก็ก้มมองเชือกที่ถูกตัดด้วยดาบ เขาหยิบเชือกเส้นหนึ่งมากำไว้ในมือ นี่เป็นเชือกที่นางตัดขาด ทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนกับว่าแม้แต่เชือกที่ถูกนางตัดขาดก็มีกลิ่นหอมหวานของนางติดอยู่
มันดึงดูดจนทำให้เขาเคลิบเคลิ้ม
ตลอดเวลาช่วงเช้า หลีซวงยุ่งอยู่กับการฝึกทหารในลานฝึกยุทธ์
ช่วงเย็นระหว่างที่หลีซวงกลับที่พัก นางเดินผ่านกระโจมของเด็กน้อย พลันชะงักฝีเท้าด้วยความลังเลใจว่าควรจะเข้าไปดูสักหน่อยดีหรือไม่ อันที่จริงสมัยที่นางยังเป็นเด็กก็เคยถูกเก็บมาเลี้ยง พอตอนนี้มาพบเจอเด็กที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน จึงอดไม่ได้ที่จะให้ความสนใจ
นางเพิ่งจะเดินไปถึงหน้าประตู ผ้าของกระโจมก็ถูกสะบัดเปิดออกมาเสียก่อน
เด็กน้อยยืนเท้าเปล่า เงยหน้าจ้องนางตาไม่กะพริบ นัยน์ตาของเขามีแต่นางกับแสงอาทิตย์ยามอัสดง
หลีซวงตกใจเล็กน้อยแล้วหลุดหัวเราะ “เจ้าช่างสังเกตดีเหลือเกิน เจ้าอยู่ในกระโจมแต่สามารถล่วงรู้ได้ว่าข้างนอกมีคน”
“ข้ารู้สึกว่าด้านนอกเป็นท่าน” เขากล่าว
หลีซวงเลิกคิ้วสูง แล้วนั่งยองๆ “เช่นนั้นรึ... รู้สึกได้อย่างไร เจ้ายังมีจมูกสุนัขเอาไว้ดมกลิ่นด้วยรึ?”
“อืม ได้กลิ่นของท่าน”
หลีซวงรู้สึกว่าน่าสนใจ “งั้นเจ้าบอกสิว่า กลิ่นข้าเป็นอย่างไร?”
“เป็นกลิ่นพิเศษ...”
เป็นกลิ่นพิเศษ กลิ่นเลือดที่ไม่เหมือนใคร
เด็กน้อยเหลือบมองที่มือของนาง นิ้วชี้ยังพันด้วยผ้าพันแผลสีขาว เขาจำรสชาติในยามที่เลือดของนางเอ่อล้นอยู่ในปากได้อย่างชัดเจน
เขายื่นมือไปแตะหลังมือของนางเบาๆ พอนิ้วสัมผัสโดนผิวของอีกฝ่ายก็เหมือนมีกระแสพลังวิ่งผ่านจนเขารู้สึกชาไปหมด ในหัวใจเหมือนมีบางอย่างกำลังไต่ยุ่บยั่บ รู้สึกคันจนร่างแทบจะปะทุ
หลีซวงโดนเด็กน้อยสัมผัสบนหลังมือ นางไม่รู้สึกเลยว่าโดนล่วงเกิน แต่กลับมีสีหน้าสนุกสนาน
“พิเศษ? คงไม่เป็นเพราะเจ้าดูดเลือดของข้าในขณะที่กำลังสลบอยู่ เลยทำให้เจ้ายอมรับข้าเป็นนายหรอกนะ?” นางพูดเล่น แต่คำพูดนี้ทำให้เขาถึงกับอึ้ง ได้แต่เงยหน้ามองนางเงียบๆ
หลีซวงไม่ได้แยแสต่ออาการอ้ำอึ้งนั้น นางมองดูมือที่ซูบผอมของเด็กน้อย ในใจรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา นึกถึงสมัยที่ตนเองยังเด็กทำให้นางใจอ่อนอีกครั้ง
นางหันมองซ้ายขวาแล้วพาเขาเข้าไปในกระโจม หยิบขนมชิ้นหนึ่งในอกเสื้อออกมายัดเข้าไปในมือของเด็กน้อย “ค่อยๆ กินก็แล้วกัน ข้าเป็นคนสั่งไม่ให้ใครเอาอาหารมาให้เจ้ากิน หากมีคนมาเห็นเข้า เขาจะหาว่าข้ากลับคำพูดเอาได้”
เด็กน้อยถือขนมไว้แต่ไม่ได้กิน หลีซวงเองตั้งใจจะอยู่คุยกับเขานานกว่านี้ แต่ได้ยินเสียงฉินหลันดังเข้ามาจากด้านนอก “เห็นท่านแม่ทัพหรือเปล่า?”
หลีซวงจึงหันไปมองนอกกระโจม แล้วกลับมาลูบหัวเด็กน้อย
“วันนี้อาจยังไม่มีใครบอกเจ้าให้รู้ว่าที่นี่เป็นค่ายฉางเฟิง เป็นค่ายทหารที่ปกป้องคุ้มครองเมืองลู่เฉิงของแคว้นต้าจิ้น และข้าชื่อหลีซวงเป็นแม่ทัพรักษาการณ์อยู่ในค่ายฉางเฟิงแห่งนี้ หากเจ้าเชื่อมั่นในตัวข้าก็หาเวลาบอกประวัติของตัวเองมา หากเจ้ามีบิดามารดาข้าจะส่งเจ้ากลับไปหาพวกเขา แต่หากไม่มีข้าก็จะหาครอบครัวในเมืองลู่เฉิงให้ช่วยเลี้ยงดูเจ้า ข้าให้เวลาค่อยๆ ไตร่ตรอง เจ้าคิดได้แล้วมาหาข้าได้เสมอ”
หลีซวงลุกขึ้นยืน เด็กน้อยอยากจะยื่นมือไปดึงเสื้อคลุมของนางไว้ไม่ให้นางจากไป ทว่าหลีซวงได้เดินไปเลิกผ้าม่านแล้วก้าวออกไป ทิ้งไว้เพียงแสงอาทิตย์ยามอัสดง
แสงส่องเข้ามาต้องตาเด็กน้อยจนแสบ ใจของเขาเต้นอย่างไม่เป็นจังหวะ ได้แต่ยืนตัวแข็ง เสียดายที่ไม่สามารถดึงเสื้อคลุมของหลีซวงไว้ทัน
พอหลีซวงออกจากกระโจมก็เดินตรงเข้าไปหาฉินหลันแล้วเอ่ยทัก “ข้าอยู่นี่ มีเรื่องใดรึ?”
“ขบวนม้าของคุณชายน้อยมาถึงแล้วขอรับ” ฉินหลันตอบพลางเดินนำหน้าหลีซวงให้รีบไปต้อนรับ
หลังจากม่านกระโจมอันหนักอึ้งปิดสนิท ก็ไม่มีใครสามารถมองเห็นด้านในได้ เจ้าเด็กน้อยกุมหน้าอกแล้วค่อยๆ ย่อเข่าลง จู่ๆ เขาก็หายใจเร็วขึ้นเรื่อยๆ หน้าผากพลันผุดเม็ดเหงื่อไหลซึมออกมา
จากนั้นหน้าอกเขาค่อยๆ บังเกิดเป็นเส้นเปลวเพลิงสีแดง เส้นประหลาดเส้นนี้ไต่ไปยังลำคอ ใบหน้าและต่อเนื่องไปหยุดอยู่บริเวณหางตาของเขา
ร่างของเขา... กำลังขยายตัวออก
บริเวณทางเข้าค่ายฉางเฟิง
หลังจากขบวนรถม้าหยุดสนิท คุณชายน้อยที่สวมใส่เสื้อขนสัตว์ก็กระโดดลงมาโดยไม่ยอมให้บ่าวรับใช้ช่วยประคอง เขาสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง
ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาแต่ไกล คุณชายรูปงามจึงหันหน้าไปมอง ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มเริงร่าขึ้น “พี่หญิง”
เขาอยากวิ่งตรงเข้าไปหาหลีซวง แต่วิ่งไปไม่กี่ก้าวอีกฝ่ายก็มาถึงด้านหน้าเขาแล้ว นางดีดนิ้วกลางหน้าผากของเขาทีหนึ่ง คุณชายเจ็บจนต้องสูดปาก เอามือลูบหน้าผากบริเวณที่โดนทำร้าย
“พี่หญิงช่างมีแรงมากกว่าเมื่อก่อนจริงๆ”
เขาบ่นพึมพำ แต่หลีซวงไม่แยแส นางพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “พี่ยังมีแรงมากกว่านี้อีกนะ เจ้าอยากจะลองดูไหมล่ะ?”
หลีถิงรีบส่ายหน้า “ไม่” เขามองหน้านาง แกล้งทำสีหน้าน่าสงสาร “พี่หญิง ข้าคิดถึงพี่ สามปีแล้วนะที่พี่ไม่กลับบ้านเลย”
แต่ไหนแต่ไรมาหลีซวงก็เป็นคนใจอ่อนต่อคนที่พูดจาดี ยิ่งเห็นเขาอ้อนเช่นนี้นางก็ไม่กล้าแข็งใส่ ได้แต่ทำปากแข็งกล่าวว่า “เจ้าน่ะเอาแต่ใจ ท่านพ่อเองก็ตามใจเจ้ามากจนเกินไป มาอยู่ที่นี่หากเกิดอะไรขึ้นข้าไม่รับผิดชอบนะ”
“ข้ารู้ว่าพี่หญิงต้องดูแลข้าอย่างดี” คุณชายยิ้มแก้มปริ ทำให้บรรยากาศที่หนาวเย็นขณะนั้นพลันอุ่นขึ้น หลีซวงเองจะโกรธก็โกรธไม่ลง
“เอาเถอะ เอาเถอะ” ฉินหลันตัดบท “ท่านแม่ทัพ ข้างนอกนี้อากาศหนาว เราให้คุณชายเข้าไปพักในกระโจมก่อนดีกว่า”
เมื่อถึงกระโจม อาหารเย็นก็ถูกนำมาจัดเรียงไว้เสร็จสรรพ อาหารที่อยู่ในค่ายทหารนั้นรสชาติแสนธรรมดา พวกเขานั่งอยู่บนโต๊ะเล็กๆ แล้วกินอาหารกันเงียบๆ
ระหว่างนั้นหลัวเถิงก็เลิกผ้าม่านแล้วเดินเข้ามา “ท่านแม่ทัพ” เขาประสานมือแสดงความเคารพพร้อมกับปัดเกล็ดหิมะที่ติดอยู่ตามตัวออก แล้วพูดต่อว่า “ท่านแม่ทัพ เด็กน้อยที่ท่านเก็บมาหายตัวไปแล้ว”
หลีซวงได้ยินก็ตกใจ “หายไปแล้ว หายไปได้อย่างไร?”
“ก่อนหน้านี้ พวกทหารที่เดินผ่านไปมาแถวกระโจมของเขาได้ยินเสียงประหลาดจึงเข้าไปดูข้างใน แต่กลับไม่เจอเขา ตอนนี้ทุกคนจึงออกตามหาเขาในค่ายมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่เจอตัว”
หลีซวงขมวดคิ้ว ตอนที่หลัวเถิงเลิกผ้าม่านเดินเข้ามา นางเห็นท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิท มิหนำซ้ำหิมะยังตกหนัก เขาเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ เท่านั้น ถ้าออกไปด้านนอกนางกังวลว่าเขาจะไม่สามารถทนความหนาวเย็นได้ “ส่งคนออกไปหานอกค่าย”
หลัวเถิงเบ้ปาก “ยังจะตามหาอีกทำไม ท่านแม่ทัพ...ตามความเห็นของข้า เจ้านั่นก็เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้จักบุญคุณคน ถ้ามันอยากไปก็ให้มันไป เราจะได้ไม่สิ้นเปลืองเสบียง ปีนี้อากาศหนาว เสบียงเราไม่พอเลี้ยงคนที่ไร้ประโยชน์หรอก”
“พยายามหาก่อน ถ้าหาไม่พบก็แล้วแต่วาสนา”
หลัวเถิงรับคำสั่งแล้วเดินจากไป
หลีถิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ถามหลีซวงว่า “พี่หญิงเก็บเด็กมาเลี้ยงด้วยหรือ?”
“ใช่” หลีซวงตอบอย่างไม่ได้ใส่ใจเรื่องเด็กนัก นางมองอากาศด้านนอก ในใจครุ่นคิดว่าฤดูหนาวปีนี้หิมะตกค่อนข้างเร็ว อากาศก็หนาวเย็นเป็นอย่างมาก เมืองต่างๆ นั้นมีเสบียงอาหารส่งมาเสริมจากทางใต้เพียงพอยังชีพไปได้อีกหลายเดือน เหลือแต่แคว้นซีหรงที่ยังคงน่าเป็นห่วง กลัวว่าถ้าอากาศยิ่งหนาวความยุ่งยากก็จะยิ่งทวีขึ้น
เหตุเพราะความอดอยากทำให้ปีนี้ซีหรงเองก็เกิดเรื่องขึ้น กลัวแต่ว่าจะมีสงครามครั้งใหญ่
“หลีถิง” หลีซวงกินข้าวพลางพูดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจนัก “ข้ายอมให้เจ้าอยู่ในค่ายนี้ได้ไม่เกินหนึ่งเดือนเท่านั้น หลังจากหนึ่งเดือนไปแล้วข้าจะจัดคนส่งเจ้ากลับเมืองหลวง”
หลีถิงฟังแล้วนัยน์ตาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ “ทำไมเล่า ข้าเดินทางมาก็ใช้เวลาเป็นครึ่งเดือนแล้ว และตอนนี้ก็เพิ่งมาถึง พี่จะให้ข้าอยู่แค่เดือนเดียวเองหรือ”
“เดือนหนึ่งถือว่าไม่เลวแล้ว”
พอเห็นว่าหลีซวงมีท่าทีแข็งกร้าว หลีถิงเองก็พลันมีอารมณ์โกรธตามไปด้วย “ท่านพ่ออนุญาตให้ข้าอยู่นานเท่าที่ข้าอยากจะอยู่ ท่านพ่อเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ที่บัญชาการทหารทุกหมู่เหล่า พี่จะต้องเชื่อฟังคำสั่งของท่านสิ”
“แต่ทหารที่ออกไปทำศึกไม่จำเป็นต้องฟังคำสั่งจากที่อื่น และที่นี่เป็นค่ายฉางเฟิง ทุกคนต้องฟังข้าเท่านั้น” น้ำเสียงหลีซวงเด็ดขาด นางชายตามองเขาแวบหนึ่ง “ถ้ายังจะโต้เถียงอีก พรุ่งนี้ข้าจะส่งเจ้ากลับ”
“พี่หญิงไร้เหตุผล”
“ใช่ ไร้เหตุผล เจ้ายังอยากจะอยู่กับข้าอีกหรือไม่?”
“…”
หลีถิงถูกบีบเข้าตาจน จึงพูดไม่ออกได้แต่กัดฟันแน่น “ถ้าข้ากลับ พี่หญิงก็ต้องกลับด้วย”
หลีซวงเบ้ปากแล้วยิ้มหยัน “เด็กน้อย ไม่โดนข้าตีมาหลายปี ลืมแล้วใช่หรือไม่ว่าพี่ร้ายกาจเช่นไร?”
หลีถิงแอบกลืนน้ำลายแล้วนั่งนิ่งซังกะตาย ไม่มีแม้แต่อารมณ์จะกลืนข้าวลงคอ ได้แต่เอาตะเกียบเขี่ยข้าวที่อยู่ในชามไปมา
หลีซวงรู้ว่านิสัยของคุณชายน้อยเป็นเช่นนี้แต่นางก็ไม่ยอมตามใจเขา ตั้งหน้าตั้งตากินอาหารจนอิ่ม
หลีถิงนิ่งเงียบสักครู่แล้วจึงเรียกขึ้นมา “พี่หญิง”
หลีซวงทำเป็นไม่สนใจ
“ท่านอยากให้ข้ากลับเมืองหลวง เพราะท่านรู้ว่านอกค่ายทั้งลำบากและอันตราย” หลีถิงพูดต่อ “ท่านรู้หรือไม่ ตอนที่ท่านออกมาอยู่ประจำเขตชายแดน ท่านพ่อกับข้าก็เป็นห่วงท่านเช่นกัน”
หลีซวงไม่สะทกสะท้านต่อคำพูดนั้น “พูดไปก็ไร้ประโยชน์ หากเจ้าเป็นห่วงข้าจริงๆ ก็อย่ามาเป็นตัวถ่วงข้า กลับบ้านเสียแต่โดยดีแล้วยอมให้ท่านพ่อหาคู่ครองให้ เจ้าควรช่วยบิดาของเรากระชับความสัมพันธ์กับเหล่าตระกูลใหญ่ เมื่ออำนาจในมือท่านพ่อแข็งแกร่ง ข้าที่อยู่ทางนี้ก็จะปลอดภัยตามไปด้วย”
หลีถิง “...”
คำพูดของนางตรงไปตรงมา ทำให้ฉินหลันทหารคู่กายของหลีซวงที่นั่งกินอาหารอยู่ด้วยได้แต่ก้มหน้าก้มตากิน ทำเหมือนไม่ได้ยินคำสนทนานั้น
“พี่ยังไม่แต่งแล้วจะให้ข้าแต่ง” ใช้ไม้อ่อนอย่างไรก็ไม่ได้ผล หลีถิงเองก็มีโทสะบ้าง “ข้ารู้ว่าเพราะเหตุใดพี่ถึงไม่อยากกลับเมืองหลวง เพราะพี่ไม่อยากพบองค์รัชทายาทใช่หรือไม่ เพราะองค์รัชทายาททรงอภิเษกสมรสแล้ว พี่เลยตั้งใจมาหลบหน้าอยู่ที่นี่ไม่กลับเมืองหลวง”
ได้ยินคำพูดนี้เข้า หลีซวงก็ตัวแข็งทื่อ ได้แต่นิ่งเงียบ
ฉินหลันที่นั่งอยู่ข้างๆ วางชามลงแล้วกล่าวเสียงหนัก “คุณชาย ท่านแม่ทัพมาประจำการที่ค่ายฉางเฟิงแห่งนี้ก็เพื่อปกป้องแคว้นต้าจิ้น ไฉนท่านจึงให้ร้ายท่านแม่ทัพถึงปานนี้”
“ข้า...” คุณชายน้อยอ้ำอึ้ง ชำเลืองมองหลีซวงแวบหนึ่ง รู้ว่าตนเองพูดจาเกินเลยไป ก็เลยนิ่งเงียบไม่กล่าววาจาใดๆ โต้แย้งฉินหลัน
บรรยากาศภายในกระโจมพลันอึดอัดขึ้นมา ทันใดนั้น...หลีซวงรู้สึกว่าปอยผมข้างหูของตนถูกสายลมโชยขึ้นมาวูบหนึ่ง เป็นสายลมนอกกระโจมที่พัดมาจากทางด้านหลัง
สายตาของหลีซวงหยุดนิ่ง ไม่กล่าววาจาใด นางสะบัดตะเกียบที่อยู่ในมือไปทางด้านหลังทันที!
ผู้คนรอบด้านไม่ทราบสาเหตุที่ท่านแม่ทัพลงมืออย่างหนักหน่วงและรวดเร็ว ฉินหลันหันไปมองอีกทีก็พบว่าตะเกียบของหลีซวงถูกสะบัดออกไปเสียแล้ว คราวนี้จึงมองเห็นว่าบริเวณที่ตะเกียบสะบัดใส่เมื่อครู่นั้นมีรูหนึ่งรู ไม่รู้ผู้ใดเจาะเอาไว้ใช้แอบมอง และไม่รู้ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อไร
“เป็นหน่วยสอดแนมจากไหนกัน!” ฉินหลันตะโกน
ทหารที่อยู่ด้านนอกวิ่งกรูเข้ามาในกระโจม ไฟด้านนอกถูกจุดขึ้นจนสว่างไสวไปทั่ว แต่กลับไม่พบว่ามีผู้ใดอยู่บริเวณนั้น
-------------------------------------------------