ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ปีศาจราตรี (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ของแปลกอย่าลองทาน คนไร้บ้านอย่าลองคบ คำสอนประโยคนี้ คนต่างถิ่นอย่างนางควรท่องจำให้ขึ้นใจ แต่ไฉนกลับลืมเสียได้

บทนำ

ของแปลกอย่าลองทาน คนไร้บ้านอย่าลองคบ
คำสอนประโยคนี้ คนต่างถิ่นอย่างนางควรท่องจำให้ขึ้นใจ
แต่ไฉนกลับลืมเสียได้ 

ด้วยภารกิจทางทหาร นางจำต้องเดินทางมายังเขตชายแดนอันทุรกันดาร
ข้ามป่าเขาอันหนาวเหน็บ เคลื่อนทัพผ่านภูมิประเทศอันสลับซับซ้อน
มายังที่ที่คำสาปและตำนาน อยู่คู่กับวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างแยกกันไม่ออก
ณ ที่แห่งนี้ นางได้ช่วยเหลือเด็กชายตัวน้อยที่ความจำเสื่อมคนหนึ่งเข้า
นางเรียกเขาว่า ‘จิ้นอัน’ 

จิ้นอัน ไร้ชาติกำเนิด ไม่มีครอบครัว 
ตัดขาดทุกสิ่งทุกอย่างราวกับผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า
แต่นั่นจริงหรือ?

แล้ว ‘จอมยุทธ์ปริศนา’ ที่มักจะปรากฏกายทุกครั้งหลังพระอาทิตย์ตกเป็นใครกัน
เหตุใดเขาถึงรู้ชื่อนาง ช่วยเหลือนาง และมองนางด้วยสายตาอบอุ่นถึงเพียงนั้น
เขาเป็นญาติของเด็ก หรือเป็นใครกันแน่ 
ที่สำคัญเขามายุ่งอะไรกับนางนักหนาเล่า!

สารบัญ

บทที่ 1

ในห้องขังที่มืดสนิทแห่งหนึ่ง

บุรุษผมเผ้ารุงรังผู้หนึ่งถูกมัดแขนขาทั้งสี่ตรึงไว้กับกำแพง เนื้อตัวเขาชุ่มโชกไปด้วยโลหิต จนไม่อาจแยกได้ว่าจุดไหนเป็นบาดแผล จุดไหนเป็นรอยเลือด

นอกห้องขังนั้นมีหญิงสาวร่างอรชรกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ คนที่วางท่าเป็นผู้นำคลุมใบหน้าด้วยผ้าโปร่ง ถึงกระนั้นก็ยังรู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องมายังชายหนุ่มผู้โชคร้ายอย่างไม่ลดละ

นางฟังเสียงหายใจหอบของเขาอย่างตั้งใจ บางครั้งเขาก็สูดลมหายใจยาว ดูอ่อนแรงลงเรื่อยๆ นางกำมือแน่น เอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งราวกับหญิงชราอายุเก้าสิบ

“เข้าไปเก็บเลือด”

“เจ้าสำนัก...” สาวใช้ที่อยู่ข้างกายเอ่ยเสียงลังเล “วันนี้เราเก็บเลือดไปแล้ว รอบต่อไปคงต้องรอให้ถึงเที่ยงพรุ่งนี้...”

พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียง ‘เพียะ’ ก็ดังขึ้น หญิงที่ถูกเรียกว่าเจ้าสำนักตบหน้าสาวใช้เต็มแรงจนอีกฝ่ายล้มลงกับพื้น

“ไม่เห็นหรือว่าเขาอาจไม่รอดพ้นคืนนี้” ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังผ้าโปร่งจ้องสาวใช้อย่างเย็นชา “รอถึงพรุ่งนี้เที่ยงรึ! หรือเจ้าอยากให้ข้าเสียแรงเปล่า?”

เพียงพริบตา สาวใช้ที่โดนตบก็ยกสองมือปิดหน้าตัวเองแล้วร้องโหยหวนขึ้นมา เสียงนั้นเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ นางปวดแสบปวดร้อน ทรมานจนต้องนอนกลิ้งไปมาอยู่กับพื้น ผ่านไปนานกว่าท่าทางน่าขนลุกนี้จะหยุดลง พอนางหยุดกรีดร้อง คนที่อยู่ในบริเวณนั้นจึงเห็นถึงความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น

ใบหน้าของนางที่ถูกหญิงเจ้าสำนักตบพลันเน่าเฟะไปครึ่งซีก ยากจะบอกว่าส่วนไหนเป็นผิวหน้า ส่วนไหนเป็นเลือด แม้แต่กระดูกก็เผยออกมาให้เห็นอย่างน่าหวาดเสียว

นางกรีดร้องอย่างน่าสยดสยอง สุดท้ายมือที่กุมใบหน้าอยู่ก็ร่วงตก ทิ้งเจ้าของมือให้นอนนิ่งอยู่บนพื้น สองตาเบิกกว้าง สิ้นลมหายใจไปอย่างเป็นปริศนา

“ยังมีใครต้องการพูดอะไรอีกหรือไม่?”

หญิงสาวทั้งหลายที่อยู่บริเวณนั้นล้วนหวาดกลัวไม่มีใครกล้าพูด แต่ละนางก้มหน้าก้มตาล้างมือของตนอย่างเงียบๆ เรียบร้อยแล้วก็เปิดประตูห้องขังเข้าไปด้านใน

หนึ่งในนั้นเปิดหีบผ้าสีทองออก ด้านในมีหนอนที่มีลักษณะคล้ายหนอนไหมดิ้นบิดตัวไปมา หญิงสาวอีกนางหนึ่งเช็ดคราบเลือดแห้งกรังบริเวณหน้าอกของเหยื่อหนุ่ม ส่วนอีกนางหยิบมีดทองคำขึ้นมากรีดลงไปที่หน้าอกของชายผู้นั้นจนเป็นรอยแผลเล็กๆ เลือดสดๆ ไหลออกมา

ทันใดนั้นหนอนที่อยู่ในหีบทองคำก็เหมือนถูกดึงดูดความสนใจ มันดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง

สาวใช้รีบนำหีบวางใกล้กับหน้าอกของชายผู้เคราะห์ร้าย เจ้าหนอนอ้วนก็รีบไต่ขึ้นไปบนปากแผล มันเริ่มดูดเลือดของเขาจนลำตัวของมันที่แต่เดิมเป็นสีขาวราวหิมะ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเลือด

เมื่อดูว่าสีของตัวหนอนแดงได้ที่ สาวใช้ก็หยิบแปรงขนอ่อนเพื่อปัดไล่หนอนให้กลับเข้าไปในหีบ ปัดแปรงไปมาสองรอบ ไม่ทันไรใบหน้าของหญิงสาวก็เปลี่ยนไป

“เจ้าสำนัก”

หญิงชราที่ยืนอยู่นอกห้องขังถามเสียงเข้ม “เกิดอะไรขึ้น?”

“หัว...หัวของหนอนคุณไสยมุดเข้าไปในแผลแล้วไม่ยอมออกมา”

หญิงชราวิ่งลนลานเข้าไปในห้องขัง รวดเร็วเสียจนผ้าที่ใช้คลุมหน้าเลื่อนหลุด ได้ยินเสียงสาวใช้ตะโกนด้วยความตกใจ “มุดเข้าไปแล้ว! หนอนมุดเข้าไปแล้ว!”

กว่าหญิงชราจะวิ่งเข้าไปถึง ก็ไม่พบหนอนคุณไสยบนหน้าอกของชายหนุ่มอีก

ในห้องขังเงียบสนิท สาวใช้มองเห็นบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในร่างของชายหนุ่ม นางเห็นปลายนิ้วของชายหนุ่มที่ถูกมัดมานานถึงเก้าสิบเก้าวันที่ก่อนหน้าไม่เคยขยับ ตอนนี้กลับกระดิกเบาๆ ขณะที่นางกำลังตะลึงงันอยู่นั้น คนที่อยู่ข้างๆ ก็ตะโกนขึ้นมา

“บาดแผลของเขา...”

บาดแผลของเขาค่อยๆ ประสานตัว ผิวเนื้อกลับคืนสู่สภาพเดิม

หญิงชรามองไปยังชายหนุ่มแล้วอดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าไปลูบหน้าอกแข็งแกร่งตรงหน้า นางส่งเสียงหัวเราะในลำคอ “สำเร็จแล้ว หนอนคุณไสยของข้า ในที่สุดข้าก็ทำสำเร็จแล้ว”

ขณะที่นางกำลังหัวเราะอยู่ ไม่ทันได้มองว่าชายหนุ่มตรงหน้ากำมือแน่น เสียงเคร้งดังขึ้นเพียงสองครั้งจากนั้นโซ่ที่ล่ามข้อมือก็ขาดสะบั้น ปลายด้านหนึ่งของโซ่กระเด็นไปปะทะผนังที่อยู่ด้านหลังของเขาอย่างแรง

ชายหนุ่มลืมตาขึ้น นัยน์ตาคู่นั้นเป็นสีแดงฉาน เขามีสายตาราวกับสัตว์เดรัจฉานตัดกับรูปลักษณ์ภายนอกที่หล่อเหลาคมสัน ทำให้ดูน่าหวาดกลัวเป็นที่สุด

หญิงชราหัวเราะ “เด็กดี...เด็กดี วันนี้เจ้าเป็นสมบัติของพรรคหลิงฉาง หากมีเจ้า ข้ากลับหนานเจียงคราวนี้ก็สามารถกำหนดฤกษ์ได้แล้ว” ยังไม่ทันพูดจบประโยค ชายหนุ่มก็ยื่นมือเข้ามาบีบคอหญิงชรา

เขาออกแรงตรงฝ่ามือ ใบหน้าหญิงชรากลายเป็นสีม่วงคล้ำ “ปะ...ปล่อย เด็กดี...ปล่อยมือ...ข้าเป็นนายของเจ้านะ”

ชายหนุ่มหาได้ฟังคำของนางไม่ เขาสะบัดแขนคราหนึ่ง หญิงชราก็ถูกเหวี่ยงออกไปยังผนังราวกับหุ่นผ้าไร้ค่า ร่างของนางกระแทกจนผนังทะลุเป็นช่องขนาดใหญ่ ทว่าเขาผู้นั้นก็หาได้สนใจไม่ เขาคำรามด้วยเสียงของสัตว์ป่า จากนั้นภายในห้องขังก็ราวกับถูกสาดด้วยเลือด

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ชายหนุ่มที่เคยอยู่ด้านในห้องขังไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน ก็เดินออกมาจากด้านในด้วยสีหน้าสะลึมสะลือ ค่อยๆ สะเปะสะปะคลำทางออกไปกลางป่า เขาแหงนหน้ามองไปไกลเห็นเพียงท้องทุ่งนอกเขตกำแพงเมืองของแคว้นต้าจิ้น

ลมหายใจของเขาพ่นออกมาเป็นควันขาวลอยตัวอยู่ระหว่างปากกับจมูก ความหนาวยะเยือกของบรรยากาศยามค่ำคืนทำให้ลมหายใจของเขากลายเป็นหมอกควัน เขาเดินโซซัดโซเซตรงไปด้านหน้าอย่างไร้จุดหมายปลายทาง

แสงจันทร์ครึ่งเสี้ยวส่องผ่านกิ่งไม้ใบหญ้าในป่ามากระทบยังร่างของเขา ทำให้เห็นสีแดงสดที่ติดอยู่บนตัว บนอกแกร่งที่ไร้อาภรณ์คลุมกายมีรอยสักเส้นหนึ่งผุดขึ้น ลวดลายดุจเปลวเพลิงนี้ค่อยๆ ไต่ขึ้นไปด้านบน ต่อเนื่องไปยังลำคอ กระพุ้งแก้ม แล้วไปสิ้นสุดบริเวณหางตาด้านซ้าย

หัวใจของเขาเจ็บปวดทรมานราววิญญาณกำลังถูกฉีกกระชาก

เขากัดฟันแน่น สีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว

เมื่อออกจากป่าไปแล้วก็ไม่มีต้นไม้ที่จะช่วยในการทรงตัว เขาจึงสะดุดล้มแล้วกลิ้งลงไปด้านล่างของเนินเขา

 

รุ่งสาง...

บริเวณทางเหนือของแคว้นต้าจิ้นนั้นมีอากาศหนาวเย็น ชายประหลาดที่หลุดออกมาจากห้องขังค่อยๆ ปิดเปลือกตาแล้วนอนราบลงไปกลางลานกว้าง รอบด้านมีแต่ใบหญ้าเหี่ยวเฉาที่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็ง เขารู้สึกว่ากล้ามเนื้อในตัวเริ่มกระตุกทีละน้อย และมากขึ้นเรื่อยๆ กระดูกในร่างถูกบีบรัดจนเจ็บปวดไปหมด

ร่างของเขาเสมือนถูกก้อนหินขนาดยักษ์กดทับอยู่ ได้ยินเสียงกระดูกดัง ‘กร็อบ’ ราวกระดูกเคลื่อน จากนั้นร่างที่เคยสูงใหญ่ผึ่งผายก็ค่อยๆ หดเล็กลง

ในที่สุด...ก็กลายเป็นเด็กชายตัวน้อย!

แสงรุ่งอรุณแผดจ้า ส่งรัศมีสาดส่องเหนือภูเขาและผืนดิน สาดไปถึงลานโล่งด้านล่างของเนินเขา

มีเสียงคนขี่ม้ามาแต่ไกล เสียงฝีเท้าม้าเหยียบย่ำกับพื้นมาพร้อมกับกลิ่นของเหล็กและโลหิต เพียงพริบตาเสียงนั้นก็มาถึงข้างกายเขา แต่เขากลับเลือกที่จะหลับตา ไม่ใช่เพราะว่าเสแสร้งแต่เป็นเพราะไม่มีแรงแม้แต่จะลืมตามอง

“ท่านแม่ทัพ...” ได้ยินเสียงชายผู้หนึ่งเรียก “ดูนั่น เหมือนจะมีเด็กน้อยนอนอยู่ตรงนั้นนะขอรับ”

เสียงฝีเท้าม้าค่อยๆ ช้าลง เข้ามาใกล้แล้วหยุดอยู่ข้างกายเขา

เขารู้สึกว่ามีคนกระโดดลงมาจากหลังม้า เขาพยายามลืมตาขึ้นเพื่อดูว่าบุคคลที่มาเยือนนั้นมาดีหรือมาร้าย เงาสะท้อนต้องกับแสงตะวันเป็นเงาของสตรีร่างบอบบางสวมชุดทหารสีแดงรัดกุมนางหนึ่ง

สตรี...แม่ทัพหญิงรึ?

เผยอเปลือกตาเหลือบมองได้เพียงแวบเดียว เขาก็หมดแรงและหลับตาลง

ด้านหลังแม่ทัพหญิงผู้นั้นยังมีนายทหารอีกสองนาย รองแม่ทัพที่ชื่อหลัวเถิงมองไปยังเด็กน้อยด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ไอ้หยา เจ้าเด็กน้อยผู้นี้เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด ช่างน่ากลัวเสียจริง”

ผิดกับรองแม่ทัพอีกนายที่ชื่อฉินหลัน เขากล่าวอย่างเมินเฉย “ท่านแม่ทัพ บนหน้าอกของเด็กมีรอยสักด้วย”

“รอยสักรูปเปลวเพลิง สักได้สวยทีเดียว” เสียงผู้หญิงที่ค่อนข้างห้าวกล่าวเสริม พร้อมกับใช้ปลายนิ้วสัมผัสไปยังรอยสักที่อยู่บนหน้าอกของเขา

จุดที่นิ้วของหญิงผู้นั้นสัมผัสโดนผิวเนื้อของเขาเกิดอาการตอบสนอง คล้ายกับสัตว์ป่าดุร้ายที่เพิ่งหลับ แต่ถูกสะกิดให้ตื่น เขารู้สึกกระวนกระวายใจ ภายในร่างร้อนเป็นไฟ ริมฝีปากแห้งเหือด ปลายจมูกสูดได้แต่กลิ่นที่ไม่คุ้นเคย

เป็นกลิ่นอายของเลือด

กลิ่นนี้มาจากหนึ่งในสามคนข้างกายเขา กลิ่นหอมตรงดิ่งเข้าสู่หัวใจของเขา ไหลวนไปมาอยู่ภายในร่างทำให้ร่างกายนี้มีชีวิตชีวาขึ้น

กลิ่นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นของเลือดสดๆ ช่างเย้ายวนจนยากจะอธิบาย

โดยเฉพาะกลิ่นเลือดของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า มันช่างหอมยวนใจเหลือเกิน

ภายในร่างของเขารู้สึกร้อน แต่บุคคลทั้งสามหาได้รู้ตัวไม่

“เด็กน้อยผู้นี้น่าเอ็นดูเหลือเกิน” หญิงสาวลูบใบหน้าของเขา “พาเขากลับไปด้วย”

“ท่านแม่ทัพ...” ฉินหลันจำใจเอ่ยว่า “เจ้าเด็กนี่ไม่รู้ว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร...”

หลัวเถิงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ข้าได้ยินมาว่าคนที่ซีหรงมีประเพณีนำเด็กมาเซ่นไหว้ ปีนี้ทางเหนืออากาศแห้งแล้ง ไม่แน่ว่าเจ้าเด็กนี่อาจจะถูกใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้เหล่าเทพเจ้าแทนเครื่องบูชา”

“ของเซ่นไหว้เหตุใดมาทิ้งไว้ตรงนี้เล่า เสื้อผ้าก็ขาดรุ่งริ่ง ซ้ำเนื้อตัวก็เปื้อนไปด้วยเลือด”

ได้ยินคำว่า ‘เลือด’ ลำคอของผู้ที่ถูกเอ่ยถึงก็ขยับไปมาด้วยความกระหายที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม ริมฝีปากแห้งผากราวกับถูกไฟเผา

“เหมือนเขาจะหิวน้ำ เอาน้ำมาให้หน่อย” แม่ทัพหญิงตะโกนบอก จากนั้นก็มีเสียงเปิดฝากระบอกน้ำ กิริยาของนางไม่ได้ดุดันเฉกเช่นน้ำเสียง นางไม่กรอกน้ำเข้าปากของเขาโดยตรงแต่กลับเทน้ำใส่ปลายนิ้วของตัวเอง แล้วค่อยๆ ยื่นนิ้วไปชิดริมฝีปากของเขาอย่างนุ่มนวล

อันที่จริงน้ำนั้นไร้กลิ่น แต่ปลายนิ้วของนางต่างหากที่มีกลิ่นหอมเย้ายวนเป็นที่สุด

เป็นกลิ่นเดียวกับลมหายใจและกลิ่นเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของหญิงสาว

เมื่อนางชักมือออกจากริมฝีปากของเขา เขารู้สึกเหมือนโดนช่วงชิงชิ้นเนื้ออันโอชะ อารมณ์เริ่มขุ่นมัว กระสับกระส่ายว้าวุ่นจนเกือบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ จนกระทั่งนางยื่นมือเข้ามาชิดที่ริมฝีปากเขาอีกครั้ง คราวนี้เขาถึงกับควบคุมตนเองไม่อยู่ เขาอ้าปากกัดนิ้วของนางทันที

นิ้วชี้ของนางถูกกัดเป็นแผล ฟันขบลึกลงไปในเนื้อจนหยาดเลือดสีแดงไหลเข้าไปในปากของเขา

แม่ทัพสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพราะรู้สึกเจ็บ นางดึงมือออกตามสัญชาตญาณแต่เขากลับไม่ยอมปล่อย ซ้ำยังดูดเลือดจากนิ้วเข้าไปในท้องเฉกเช่นสัตว์กินเนื้อผู้หิวกระหาย

เลือดนองเต็มปากจนไหลเยิ้มออกมา เขารู้สึกว่าในกระเพาะอุ่นจนร้อนคล้ายกับโดนจุดไฟเผา ความร้อนแผดเผาจนหัวใจเจ็บปวด แต่กระนั้นหัวใจก็มิวายเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง

“ท่านแม่ทัพ” สองนายทหารที่เห็นเหตุการณ์รีบตรงเข้ามา คนหนึ่งใช้มือบีบขากรรไกรเขาอย่างแรง แต่อย่างไรเขาก็ไม่ยอมปล่อย

ส่วนอีกคนก็ตะโกนบริภาษเสียงขรม “เจ้าเด็กสารเลว ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ ฉินหลันปล่อยมือก่อน เดี๋ยวข้าจัดการเอง” แล้วมือที่หยาบกระด้างก็บีบลงไปที่คางของเด็กน้อย

หญิงสาวตะโกนปราม “หลัวเถิง!”

หลัวเถิงชะงักมือ แต่ก็ยังไม่คลายมือออกซ้ำยังโมโหมากกว่าเดิม “ท่านแม่ทัพ เด็กเวรนี่มันกัดท่านนะ!”

“มีรึข้าจะไม่รู้ว่าโดนเขากัดอยู่?” หญิงสาวเลิกคิ้วพลางตำหนิ ปัดมือของหลัวเถิงออกอย่างรำคาญใจ ถ้าเทียบกันแล้ว มือของนางทั้งเล็กและบอบบางกว่าหลัวเถิง ทว่านางเพียงใช้สองนิ้วบีบกระดูกขากรรไกรเบาๆ เด็กน้อยก็รู้สึกอ่อนแรงและยอมคลายริมฝีปากออกอย่างว่าง่าย

“ถ้าให้เจ้าจัดการ เขาคงสมองแหลกคามือเจ้าน่ะสิ” หญิงสาวตำหนิเรียบร้อยก็ชักมือออก

ทว่าเวลานี้เลือดของนางได้หลอมรวมเข้าไปในร่างกายของเขาเรียบร้อยแล้ว

แม้จะเป็นเพียงหยดเลือดน้อยนิด ไม่พออิ่ม แต่ภายในร่างของเขากลับร้อนระอุราวกับถูกยาวิเศษชุบชีวิตขึ้นมา

“ท่านแม่ทัพ” ชายที่ชื่อว่าฉินหลันร้องเรียกด้วยความเป็นห่วง “นิ้วมือของท่าน...”

“แรงเด็กไม่มากนัก ข้าเจ็บเพียงเล็กน้อย” แม้จะถูกเขากัด นางไม่เพียงไม่ละเลยทอดทิ้งเขา แต่กลับยกร่างเล็กๆ แบกขึ้นบ่า “ไปกันเถอะ กลับค่าย”

หลัวเถิงรู้สึกกระวนกระวายใจ “ท่านแม่ทัพ ท่านจะเอาเจ้าเด็กจิ้งจอกนี่กลับไปค่ายด้วยงั้นรึ?”

หลีซวงจับเด็กคนนั้นขึ้นไปพาดบนหลังม้า “เขาเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น”

นางโจนขึ้นไปทรงตัวอย่างสง่าผ่าเผยบนหลังม้าแล้วกอดเด็กไว้ เด็กน้อยดูไร้เรี่ยวแรงนอนสลบไสลอยู่ในอ้อมอกของแม่ทัพหญิง นางเปรยออกมาอย่างสบายอกสบายใจ “สมัยตอนเป็นเด็ก ข้าก็ไม่ต่างจากหมาป่าตัวน้อยเช่นกัน ข้าเองก็ถูกท่านพ่อเก็บกลับไปเลี้ยงมิใช่รึ?”

เมื่อได้ยินคำพูดทำนองนี้ ใครก็ไม่กล้าขัดขวางนางอีก

--------------------------------------

 

บทที่ 2

ในค่ายทหาร...

หลังอาหารมื้อเที่ยงเหล่าทหารก็พากันพักผ่อน หลีซวงกำลังกังวลว่าเดือนสิบเอ็ดที่ใกล้จะมาถึงนี้จะเป็นช่วงที่อากาศหนาวจัด ถ้าเสบียงอาหารของแคว้นซีหรงขาดแคลน ถึงเวลานั้นเกรงว่าพวกซีหรงจะส่งทหารมาแย่งชิงเสบียงจากราษฎรเขตชายแดนของแคว้นต้าจิ้น

ทว่านางก็ได้แต่กังวล เพราะยังเหลือเวลาอีกเดือนเศษกว่าจะถึงช่วงที่หนาวที่สุด ตอนนี้ในค่ายทหารเองก็ไม่มีกิจธุระอะไรให้ทำมากนัก

หลีซวงรู้สึกเบื่อหน่าย จึงเดินไปหยิบหนังสืออ่านเล่นจากกองตำรารบมาเปิดอ่าน

หลีซวงถูกเลี้ยงดูเฉกเช่นเด็กผู้ชายมาตั้งแต่เยาว์วัย วิทยายุทธของนางเหนือชั้นกว่าคุณชายทั้งหลาย นิสัยก็แทบจะไม่เหลือเค้าของความเป็นอิสตรี ในช่วงเวลาเบื่อๆ ก็มักจะหยิบหนังสือมาอ่านเพื่อความบันเทิงใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิทานพื้นบ้านที่เล่าสืบต่อกันมา หนังสือเกี่ยวกับชีวิตของบุคคลที่มีชื่อเสียง วรรณกรรมความรักและความแค้นของเหล่าจอมยุทธ์ หรือว่าจะเป็นเรื่องพิสดารของเหล่าเทพและมาร นางชอบอ่านทั้งหมดโดยไม่เลือกว่าจะเป็นหนังสืออะไร

ในแถบพื้นที่อันกว้างใหญ่ทางตอนเหนือ มีเพียงหนังสือไม่กี่เล่มที่นางพกติดตัวมาจากเมืองหลวงที่สามารถเอามาเป็นเพื่อนคลายเหงาได้

หลีซวงพลิกนิ้วที่ถูกเด็กน้อยกัด มองอย่างใจจดใจจ่อ ตอนนั้นเองนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากทางด้านนอก

หลัวเถิงเดินพรวดพราดเข้ามาโดยไม่ขออนุญาต “ท่านแม่ทัพ ข้าบอกแล้วว่าเราไม่ควรพาเจ้าเด็กนั่นกลับมาด้วย ท่านรู้หรือไม่ พอมันตื่นก็มีคนมาฟ้องข้าแล้ว”

หลีซวงกระแอมเบาๆ จัดการเก็บหนังสือลงไปใต้โต๊ะ เงยหน้าขึ้นถามหลัวเถิง “เกิดอะไรขึ้น?”

“ข้ายังไม่ทันได้เข้าไปดู แต่ข้ามอบหมายให้หัวหน้าทหารไปช่วยเป็นหูเป็นตาแทน หัวหน้าทหารสั่งลูกน้องเอาอาหารไปให้เด็กนั่นกิน ได้ยินมาว่าเขาปัดอาหารที่ส่งไปทิ้งเสียหมด ซ้ำยังต่อยทหารสองนายของเราจนได้รับบาดเจ็บอีกด้วย ตามความเห็นของข้า เจ้าเด็กเนรคุณผู้นี้สมควรโดนมีดบั่นคอเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ไม่ควรที่ท่านแม่ทัพจะเก็บเขามา”

หลีซวงพยักหน้า “อืม เดี๋ยวข้าไปดูเอง”

พอหลีซวงเดินเข้าไปในกระโจมที่ให้เด็กน้อยพักก็ถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว นางเห็นเด็กน้อยถูกโยนไว้บนเตียง ร่างถูกมัดด้วยเชือกไว้ทั้งตัวไม่ต่างจากขนมบ๊ะจ่าง เหลือไว้เพียงช่วงศีรษะเพื่อเอาไว้หายใจ ส่วนอาหารที่ตกอยู่บนพื้นก็ถูกเหยียบจนเละไปหมด คนในห้องต่างโอบล้อมเขาไว้ตรงกลาง ซ้ำแต่ละคนยังมีอาวุธป้องกันตัวครบมือ แค่มองก็รู้ว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้วุ่นวายสักเพียงใด

หลีซวงรู้สึกขำขึ้นมา “ทำอะไรกัน?”

เหล่าทหารที่อยู่ในห้องหันกลับไปมอง แล้วรีบหลีกทางพลางประสานมือคำนับ

นับแต่หลีซวงมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า เด็กน้อยก็เอาแต่จ้องนางไม่ละสายตา เห็นได้ชัดว่าแววตาของเด็กน้อยไม่มีความกังวลเจือปนแม้แต่น้อย กลับเต็มไปด้วยอารมณ์สับสน ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนสีหน้าของเด็ก

แววตาคู่นี้ทำให้หลีซวงคาดว่าเด็กน้อยคงจะผ่านประสบการณ์เลวร้ายมาเป็นแน่

นางกวาดตามองอาหารที่ตกอยู่บนพื้น ถามเด็กน้อยว่า “เจ้ากลัวว่าคนของข้าจะวางยาพิษลงไปในอาหารหรือ?”

หัวหน้าทหารที่ยืนอยู่ข้างๆ เกาหัว “ท่านแม่ทัพ เหมือนเด็กคนนี้จะเป็นใบ้ พวกเราถามอย่างไรก็ไม่พูด”

“ใช่...กลัว...” เด็กน้อยพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทำให้หัวหน้าทหารเหมือนโดนเสียงนั้นตบป้าบลงบนใบหน้า เขาได้แต่กัดฟันและเหลือบตามอง ก่อนถอยออกไปยืนด้านข้างโดยไม่กล่าววาจาใดออกมาอีก

หลีซวงพอได้ยินก็อดหัวเราะไม่ได้ “จะฆ่าเจ้าน่ะไม่จำเป็นต้องวางยาพิษหรอก ดาบที่อยู่ในห้องนี้ก็สามารถแทงเจ้าให้ตายได้”

หลีซวงพูดแล้วดึงดาบจากนายทหารคนหนึ่งออกมา ช่วงที่ทุกคนกำลังมึนงงอยู่นั้น นางก็ตวัดดาบออกไป เห็นท่วงท่าดุดันของนาง ใบหน้าทุกคนตะลึงงัน ต่างก็คิดว่าคราวนี้แหละแม่ทัพผู้หวงแหนเสบียงคงไม่เก็บเด็กนี่ไว้ให้เปลืองข้าวสุกอีกเป็นแน่

แต่หลังจากเสียงชิ้งผ่านไป ก็เห็นเพียงเชือกที่มัดเจ้าเด็กน้อยอยู่ถูกตัดขาดเป็นท่อน ทั้งแรงตัดและระยะช่างเหมาะเจาะพอดี ไม่โดนขนแขนของเด็กแม้แต่เส้นเดียว

นางชักดาบกลับแล้วเสียบเข้าที่เดิม

ทั้งแม่ทัพและเด็กชายไม่มีสีหน้าสะทกสะท้านทั้งคู่ มีแต่นายทหารเจ้าของดาบที่ยืนอยู่ข้างๆ ที่รู้สึกตกใจกลัวจนเหงื่อแตกพลั่ก

เด็กคนนั้นยังจ้องนางตาไม่กะพริบเหมือนเดิม

ท่วงท่าเมื่อสักครู่ของหลีซวงกล่าวได้ว่าน่ากลัว ต่อหน้าคมดาบที่มีพลังกดดันถึงขนาดนั้น เจ้าเด็กน้อยไม่เพียงไม่หลบหลีก แม้แต่สองตาก็ยังไม่กะพริบ คาดไม่ถึงเลยว่า ‘เด็ก’ ผู้นี้จะดูน่ากลัวกว่าของมีคมเสียอีก

อาจกล่าวได้ว่า เด็กดูออกว่าหลีซวงจะไม่ฆ่าเขาหรือไม่ก็คงเป็นเพราะใจเขาไร้ซึ่งความหวาดกลัว ทว่ากับเด็กคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นไปด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ก็ล้วนแต่เป็นนิสัยที่น่าหวาดกลัวทั้งนั้น

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้มีแต่คนรอบตัวที่ตะลึงงัน หลีซวงย่อเข่าลงด้านหน้าของเด็ก จ้องมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเคยผ่านเหตุการณ์อะไรมาบ้าง แต่ตอนนี้ที่นี่ไม่มีผู้ใดติดค้างเจ้า และไม่มีผู้ใดคิดทำร้าย ที่ข้าเก็บเจ้ากลับมาก็เพราะความกรุณา คืนนี้จะทำโทษให้เจ้าอดอาหาร จะได้รู้ว่าพวกเราทุกคนล้วนมีสิทธิ์ที่จะถูกตัดสินได้อย่างเท่าเทียมกัน”

หลีซวงพูดจบก็เดินจากไป ทหารบางคนรีบเดินตามท่านแม่ทัพออกไปด้วย ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงนางดังขึ้นนอกกระโจม “พวกเจ้าเป็นชายชาตรี แต่กลับมารุมเด็กคนหนึ่ง ช่างขายหน้าค่ายฉางเฟิงของข้านัก”

หัวหน้าทหารแก้ต่างบ้าง “ท่านแม่ทัพ ท่านไม่รู้ความร้ายกาจของเด็กนั่น”

“พอแล้ว ไปลาดตระเวนได้”

เสียงด้านนอกเงียบสงบลง ทหารที่เหลือเห็นว่าเจ้าเด็กน้อยยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง พวกเขาก็เลยออกไปข้างนอก

หลังจากด้านในกระโจมสงบลงแล้ว เด็กชายก็ก้มมองเชือกที่ถูกตัดด้วยดาบ เขาหยิบเชือกเส้นหนึ่งมากำไว้ในมือ นี่เป็นเชือกที่นางตัดขาด ทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนกับว่าแม้แต่เชือกที่ถูกนางตัดขาดก็มีกลิ่นหอมหวานของนางติดอยู่

มันดึงดูดจนทำให้เขาเคลิบเคลิ้ม

 

ตลอดเวลาช่วงเช้า หลีซวงยุ่งอยู่กับการฝึกทหารในลานฝึกยุทธ์

ช่วงเย็นระหว่างที่หลีซวงกลับที่พัก นางเดินผ่านกระโจมของเด็กน้อย พลันชะงักฝีเท้าด้วยความลังเลใจว่าควรจะเข้าไปดูสักหน่อยดีหรือไม่ อันที่จริงสมัยที่นางยังเป็นเด็กก็เคยถูกเก็บมาเลี้ยง พอตอนนี้มาพบเจอเด็กที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน จึงอดไม่ได้ที่จะให้ความสนใจ

นางเพิ่งจะเดินไปถึงหน้าประตู ผ้าของกระโจมก็ถูกสะบัดเปิดออกมาเสียก่อน

เด็กน้อยยืนเท้าเปล่า เงยหน้าจ้องนางตาไม่กะพริบ นัยน์ตาของเขามีแต่นางกับแสงอาทิตย์ยามอัสดง

หลีซวงตกใจเล็กน้อยแล้วหลุดหัวเราะ “เจ้าช่างสังเกตดีเหลือเกิน เจ้าอยู่ในกระโจมแต่สามารถล่วงรู้ได้ว่าข้างนอกมีคน”

“ข้ารู้สึกว่าด้านนอกเป็นท่าน” เขากล่าว

หลีซวงเลิกคิ้วสูง แล้วนั่งยองๆ “เช่นนั้นรึ... รู้สึกได้อย่างไร เจ้ายังมีจมูกสุนัขเอาไว้ดมกลิ่นด้วยรึ?”

“อืม ได้กลิ่นของท่าน”

หลีซวงรู้สึกว่าน่าสนใจ “งั้นเจ้าบอกสิว่า กลิ่นข้าเป็นอย่างไร?”

“เป็นกลิ่นพิเศษ...”

เป็นกลิ่นพิเศษ กลิ่นเลือดที่ไม่เหมือนใคร

เด็กน้อยเหลือบมองที่มือของนาง นิ้วชี้ยังพันด้วยผ้าพันแผลสีขาว เขาจำรสชาติในยามที่เลือดของนางเอ่อล้นอยู่ในปากได้อย่างชัดเจน

เขายื่นมือไปแตะหลังมือของนางเบาๆ พอนิ้วสัมผัสโดนผิวของอีกฝ่ายก็เหมือนมีกระแสพลังวิ่งผ่านจนเขารู้สึกชาไปหมด ในหัวใจเหมือนมีบางอย่างกำลังไต่ยุ่บยั่บ รู้สึกคันจนร่างแทบจะปะทุ

หลีซวงโดนเด็กน้อยสัมผัสบนหลังมือ นางไม่รู้สึกเลยว่าโดนล่วงเกิน แต่กลับมีสีหน้าสนุกสนาน

“พิเศษ? คงไม่เป็นเพราะเจ้าดูดเลือดของข้าในขณะที่กำลังสลบอยู่ เลยทำให้เจ้ายอมรับข้าเป็นนายหรอกนะ?” นางพูดเล่น แต่คำพูดนี้ทำให้เขาถึงกับอึ้ง ได้แต่เงยหน้ามองนางเงียบๆ

หลีซวงไม่ได้แยแสต่ออาการอ้ำอึ้งนั้น นางมองดูมือที่ซูบผอมของเด็กน้อย ในใจรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา นึกถึงสมัยที่ตนเองยังเด็กทำให้นางใจอ่อนอีกครั้ง

นางหันมองซ้ายขวาแล้วพาเขาเข้าไปในกระโจม หยิบขนมชิ้นหนึ่งในอกเสื้อออกมายัดเข้าไปในมือของเด็กน้อย “ค่อยๆ กินก็แล้วกัน ข้าเป็นคนสั่งไม่ให้ใครเอาอาหารมาให้เจ้ากิน หากมีคนมาเห็นเข้า เขาจะหาว่าข้ากลับคำพูดเอาได้”

เด็กน้อยถือขนมไว้แต่ไม่ได้กิน หลีซวงเองตั้งใจจะอยู่คุยกับเขานานกว่านี้ แต่ได้ยินเสียงฉินหลันดังเข้ามาจากด้านนอก “เห็นท่านแม่ทัพหรือเปล่า?”

หลีซวงจึงหันไปมองนอกกระโจม แล้วกลับมาลูบหัวเด็กน้อย

“วันนี้อาจยังไม่มีใครบอกเจ้าให้รู้ว่าที่นี่เป็นค่ายฉางเฟิง เป็นค่ายทหารที่ปกป้องคุ้มครองเมืองลู่เฉิงของแคว้นต้าจิ้น และข้าชื่อหลีซวงเป็นแม่ทัพรักษาการณ์อยู่ในค่ายฉางเฟิงแห่งนี้ หากเจ้าเชื่อมั่นในตัวข้าก็หาเวลาบอกประวัติของตัวเองมา หากเจ้ามีบิดามารดาข้าจะส่งเจ้ากลับไปหาพวกเขา แต่หากไม่มีข้าก็จะหาครอบครัวในเมืองลู่เฉิงให้ช่วยเลี้ยงดูเจ้า ข้าให้เวลาค่อยๆ ไตร่ตรอง เจ้าคิดได้แล้วมาหาข้าได้เสมอ”

หลีซวงลุกขึ้นยืน เด็กน้อยอยากจะยื่นมือไปดึงเสื้อคลุมของนางไว้ไม่ให้นางจากไป ทว่าหลีซวงได้เดินไปเลิกผ้าม่านแล้วก้าวออกไป ทิ้งไว้เพียงแสงอาทิตย์ยามอัสดง

แสงส่องเข้ามาต้องตาเด็กน้อยจนแสบ ใจของเขาเต้นอย่างไม่เป็นจังหวะ ได้แต่ยืนตัวแข็ง เสียดายที่ไม่สามารถดึงเสื้อคลุมของหลีซวงไว้ทัน

พอหลีซวงออกจากกระโจมก็เดินตรงเข้าไปหาฉินหลันแล้วเอ่ยทัก “ข้าอยู่นี่ มีเรื่องใดรึ?”

“ขบวนม้าของคุณชายน้อยมาถึงแล้วขอรับ” ฉินหลันตอบพลางเดินนำหน้าหลีซวงให้รีบไปต้อนรับ

หลังจากม่านกระโจมอันหนักอึ้งปิดสนิท ก็ไม่มีใครสามารถมองเห็นด้านในได้ เจ้าเด็กน้อยกุมหน้าอกแล้วค่อยๆ ย่อเข่าลง จู่ๆ เขาก็หายใจเร็วขึ้นเรื่อยๆ หน้าผากพลันผุดเม็ดเหงื่อไหลซึมออกมา

จากนั้นหน้าอกเขาค่อยๆ บังเกิดเป็นเส้นเปลวเพลิงสีแดง เส้นประหลาดเส้นนี้ไต่ไปยังลำคอ ใบหน้าและต่อเนื่องไปหยุดอยู่บริเวณหางตาของเขา

ร่างของเขา... กำลังขยายตัวออก

 

บริเวณทางเข้าค่ายฉางเฟิง

หลังจากขบวนรถม้าหยุดสนิท คุณชายน้อยที่สวมใส่เสื้อขนสัตว์ก็กระโดดลงมาโดยไม่ยอมให้บ่าวรับใช้ช่วยประคอง เขาสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง

ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาแต่ไกล คุณชายรูปงามจึงหันหน้าไปมอง ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มเริงร่าขึ้น “พี่หญิง”

เขาอยากวิ่งตรงเข้าไปหาหลีซวง แต่วิ่งไปไม่กี่ก้าวอีกฝ่ายก็มาถึงด้านหน้าเขาแล้ว นางดีดนิ้วกลางหน้าผากของเขาทีหนึ่ง คุณชายเจ็บจนต้องสูดปาก เอามือลูบหน้าผากบริเวณที่โดนทำร้าย

“พี่หญิงช่างมีแรงมากกว่าเมื่อก่อนจริงๆ”

เขาบ่นพึมพำ แต่หลีซวงไม่แยแส นางพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “พี่ยังมีแรงมากกว่านี้อีกนะ เจ้าอยากจะลองดูไหมล่ะ?”

หลีถิงรีบส่ายหน้า “ไม่” เขามองหน้านาง แกล้งทำสีหน้าน่าสงสาร “พี่หญิง ข้าคิดถึงพี่ สามปีแล้วนะที่พี่ไม่กลับบ้านเลย”

แต่ไหนแต่ไรมาหลีซวงก็เป็นคนใจอ่อนต่อคนที่พูดจาดี ยิ่งเห็นเขาอ้อนเช่นนี้นางก็ไม่กล้าแข็งใส่ ได้แต่ทำปากแข็งกล่าวว่า “เจ้าน่ะเอาแต่ใจ ท่านพ่อเองก็ตามใจเจ้ามากจนเกินไป มาอยู่ที่นี่หากเกิดอะไรขึ้นข้าไม่รับผิดชอบนะ”

“ข้ารู้ว่าพี่หญิงต้องดูแลข้าอย่างดี” คุณชายยิ้มแก้มปริ ทำให้บรรยากาศที่หนาวเย็นขณะนั้นพลันอุ่นขึ้น หลีซวงเองจะโกรธก็โกรธไม่ลง

“เอาเถอะ เอาเถอะ” ฉินหลันตัดบท “ท่านแม่ทัพ ข้างนอกนี้อากาศหนาว เราให้คุณชายเข้าไปพักในกระโจมก่อนดีกว่า”

เมื่อถึงกระโจม อาหารเย็นก็ถูกนำมาจัดเรียงไว้เสร็จสรรพ อาหารที่อยู่ในค่ายทหารนั้นรสชาติแสนธรรมดา พวกเขานั่งอยู่บนโต๊ะเล็กๆ แล้วกินอาหารกันเงียบๆ

ระหว่างนั้นหลัวเถิงก็เลิกผ้าม่านแล้วเดินเข้ามา “ท่านแม่ทัพ” เขาประสานมือแสดงความเคารพพร้อมกับปัดเกล็ดหิมะที่ติดอยู่ตามตัวออก แล้วพูดต่อว่า “ท่านแม่ทัพ เด็กน้อยที่ท่านเก็บมาหายตัวไปแล้ว”

หลีซวงได้ยินก็ตกใจ “หายไปแล้ว หายไปได้อย่างไร?”

“ก่อนหน้านี้ พวกทหารที่เดินผ่านไปมาแถวกระโจมของเขาได้ยินเสียงประหลาดจึงเข้าไปดูข้างใน แต่กลับไม่เจอเขา ตอนนี้ทุกคนจึงออกตามหาเขาในค่ายมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่เจอตัว”

หลีซวงขมวดคิ้ว ตอนที่หลัวเถิงเลิกผ้าม่านเดินเข้ามา นางเห็นท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิท มิหนำซ้ำหิมะยังตกหนัก เขาเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ เท่านั้น ถ้าออกไปด้านนอกนางกังวลว่าเขาจะไม่สามารถทนความหนาวเย็นได้ “ส่งคนออกไปหานอกค่าย”

หลัวเถิงเบ้ปาก “ยังจะตามหาอีกทำไม ท่านแม่ทัพ...ตามความเห็นของข้า เจ้านั่นก็เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้จักบุญคุณคน ถ้ามันอยากไปก็ให้มันไป เราจะได้ไม่สิ้นเปลืองเสบียง ปีนี้อากาศหนาว เสบียงเราไม่พอเลี้ยงคนที่ไร้ประโยชน์หรอก”

“พยายามหาก่อน ถ้าหาไม่พบก็แล้วแต่วาสนา”

หลัวเถิงรับคำสั่งแล้วเดินจากไป

หลีถิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ถามหลีซวงว่า “พี่หญิงเก็บเด็กมาเลี้ยงด้วยหรือ?”

“ใช่” หลีซวงตอบอย่างไม่ได้ใส่ใจเรื่องเด็กนัก นางมองอากาศด้านนอก ในใจครุ่นคิดว่าฤดูหนาวปีนี้หิมะตกค่อนข้างเร็ว อากาศก็หนาวเย็นเป็นอย่างมาก เมืองต่างๆ นั้นมีเสบียงอาหารส่งมาเสริมจากทางใต้เพียงพอยังชีพไปได้อีกหลายเดือน เหลือแต่แคว้นซีหรงที่ยังคงน่าเป็นห่วง กลัวว่าถ้าอากาศยิ่งหนาวความยุ่งยากก็จะยิ่งทวีขึ้น

เหตุเพราะความอดอยากทำให้ปีนี้ซีหรงเองก็เกิดเรื่องขึ้น กลัวแต่ว่าจะมีสงครามครั้งใหญ่

“หลีถิง” หลีซวงกินข้าวพลางพูดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจนัก “ข้ายอมให้เจ้าอยู่ในค่ายนี้ได้ไม่เกินหนึ่งเดือนเท่านั้น หลังจากหนึ่งเดือนไปแล้วข้าจะจัดคนส่งเจ้ากลับเมืองหลวง”

หลีถิงฟังแล้วนัยน์ตาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ “ทำไมเล่า ข้าเดินทางมาก็ใช้เวลาเป็นครึ่งเดือนแล้ว และตอนนี้ก็เพิ่งมาถึง พี่จะให้ข้าอยู่แค่เดือนเดียวเองหรือ”

“เดือนหนึ่งถือว่าไม่เลวแล้ว”

พอเห็นว่าหลีซวงมีท่าทีแข็งกร้าว หลีถิงเองก็พลันมีอารมณ์โกรธตามไปด้วย “ท่านพ่ออนุญาตให้ข้าอยู่นานเท่าที่ข้าอยากจะอยู่ ท่านพ่อเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ที่บัญชาการทหารทุกหมู่เหล่า พี่จะต้องเชื่อฟังคำสั่งของท่านสิ”

“แต่ทหารที่ออกไปทำศึกไม่จำเป็นต้องฟังคำสั่งจากที่อื่น และที่นี่เป็นค่ายฉางเฟิง ทุกคนต้องฟังข้าเท่านั้น” น้ำเสียงหลีซวงเด็ดขาด นางชายตามองเขาแวบหนึ่ง “ถ้ายังจะโต้เถียงอีก พรุ่งนี้ข้าจะส่งเจ้ากลับ”

“พี่หญิงไร้เหตุผล”

“ใช่ ไร้เหตุผล เจ้ายังอยากจะอยู่กับข้าอีกหรือไม่?”

   “…”

หลีถิงถูกบีบเข้าตาจน จึงพูดไม่ออกได้แต่กัดฟันแน่น “ถ้าข้ากลับ พี่หญิงก็ต้องกลับด้วย”

หลีซวงเบ้ปากแล้วยิ้มหยัน “เด็กน้อย ไม่โดนข้าตีมาหลายปี ลืมแล้วใช่หรือไม่ว่าพี่ร้ายกาจเช่นไร?”

หลีถิงแอบกลืนน้ำลายแล้วนั่งนิ่งซังกะตาย ไม่มีแม้แต่อารมณ์จะกลืนข้าวลงคอ ได้แต่เอาตะเกียบเขี่ยข้าวที่อยู่ในชามไปมา

หลีซวงรู้ว่านิสัยของคุณชายน้อยเป็นเช่นนี้แต่นางก็ไม่ยอมตามใจเขา ตั้งหน้าตั้งตากินอาหารจนอิ่ม

หลีถิงนิ่งเงียบสักครู่แล้วจึงเรียกขึ้นมา “พี่หญิง”

หลีซวงทำเป็นไม่สนใจ

“ท่านอยากให้ข้ากลับเมืองหลวง เพราะท่านรู้ว่านอกค่ายทั้งลำบากและอันตราย” หลีถิงพูดต่อ “ท่านรู้หรือไม่ ตอนที่ท่านออกมาอยู่ประจำเขตชายแดน ท่านพ่อกับข้าก็เป็นห่วงท่านเช่นกัน”

หลีซวงไม่สะทกสะท้านต่อคำพูดนั้น “พูดไปก็ไร้ประโยชน์ หากเจ้าเป็นห่วงข้าจริงๆ ก็อย่ามาเป็นตัวถ่วงข้า กลับบ้านเสียแต่โดยดีแล้วยอมให้ท่านพ่อหาคู่ครองให้ เจ้าควรช่วยบิดาของเรากระชับความสัมพันธ์กับเหล่าตระกูลใหญ่ เมื่ออำนาจในมือท่านพ่อแข็งแกร่ง ข้าที่อยู่ทางนี้ก็จะปลอดภัยตามไปด้วย”

หลีถิง “...”

คำพูดของนางตรงไปตรงมา ทำให้ฉินหลันทหารคู่กายของหลีซวงที่นั่งกินอาหารอยู่ด้วยได้แต่ก้มหน้าก้มตากิน ทำเหมือนไม่ได้ยินคำสนทนานั้น

“พี่ยังไม่แต่งแล้วจะให้ข้าแต่ง” ใช้ไม้อ่อนอย่างไรก็ไม่ได้ผล หลีถิงเองก็มีโทสะบ้าง “ข้ารู้ว่าเพราะเหตุใดพี่ถึงไม่อยากกลับเมืองหลวง เพราะพี่ไม่อยากพบองค์รัชทายาทใช่หรือไม่ เพราะองค์รัชทายาททรงอภิเษกสมรสแล้ว พี่เลยตั้งใจมาหลบหน้าอยู่ที่นี่ไม่กลับเมืองหลวง”

ได้ยินคำพูดนี้เข้า หลีซวงก็ตัวแข็งทื่อ ได้แต่นิ่งเงียบ

ฉินหลันที่นั่งอยู่ข้างๆ วางชามลงแล้วกล่าวเสียงหนัก “คุณชาย ท่านแม่ทัพมาประจำการที่ค่ายฉางเฟิงแห่งนี้ก็เพื่อปกป้องแคว้นต้าจิ้น ไฉนท่านจึงให้ร้ายท่านแม่ทัพถึงปานนี้”

“ข้า...” คุณชายน้อยอ้ำอึ้ง ชำเลืองมองหลีซวงแวบหนึ่ง รู้ว่าตนเองพูดจาเกินเลยไป ก็เลยนิ่งเงียบไม่กล่าววาจาใดๆ โต้แย้งฉินหลัน

บรรยากาศภายในกระโจมพลันอึดอัดขึ้นมา ทันใดนั้น...หลีซวงรู้สึกว่าปอยผมข้างหูของตนถูกสายลมโชยขึ้นมาวูบหนึ่ง เป็นสายลมนอกกระโจมที่พัดมาจากทางด้านหลัง

สายตาของหลีซวงหยุดนิ่ง ไม่กล่าววาจาใด นางสะบัดตะเกียบที่อยู่ในมือไปทางด้านหลังทันที!

ผู้คนรอบด้านไม่ทราบสาเหตุที่ท่านแม่ทัพลงมืออย่างหนักหน่วงและรวดเร็ว ฉินหลันหันไปมองอีกทีก็พบว่าตะเกียบของหลีซวงถูกสะบัดออกไปเสียแล้ว คราวนี้จึงมองเห็นว่าบริเวณที่ตะเกียบสะบัดใส่เมื่อครู่นั้นมีรูหนึ่งรู ไม่รู้ผู้ใดเจาะเอาไว้ใช้แอบมอง และไม่รู้ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อไร

“เป็นหน่วยสอดแนมจากไหนกัน!” ฉินหลันตะโกน

ทหารที่อยู่ด้านนอกวิ่งกรูเข้ามาในกระโจม ไฟด้านนอกถูกจุดขึ้นจนสว่างไสวไปทั่ว แต่กลับไม่พบว่ามีผู้ใดอยู่บริเวณนั้น

 

-------------------------------------------------

 

บทที่ 3

ในค่ายเพิ่มความเข้มงวดกวดขันกันทั้งคืน

ทุกคนต่างเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับผู้บุกรุก จนไม่มีผู้ใดสนใจเจ้าเด็กน้อยที่หายตัวไปนั่นอีก

แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ เช้าวันต่อมาเด็กคนนั้นก็มาปรากฏตัวอยู่นอกค่ายฉางเฟิง

ร่างกายท่อนบนของเขาเปลือยเปล่า สวมใส่เพียงกางเกงเนื้อบางตัวใหญ่ ยืนเท้าเปล่าบนพื้นหิมะที่ตกสะสมกันมาตลอดทั้งคืนจนเป็นก้อนน้ำแข็งสีขาว รอยเปลวเพลิงที่อยู่บริเวณทรวงอกของเขามองเห็นได้อย่างชัดเจน สีของมันราวจะเผาไหม้ตัวเขาให้มอด อาจเป็นเพราะรอยสักรูปไฟที่ประทับอยู่บนร่าง เขาจึงไม่สะทกสะท้านต่ออากาศและหิมะที่หนาวเหน็บกระมัง

ทหารผู้หนึ่งเดินเข้าไปถาม เขาตอบกลับเพียงสั้นๆ ว่า “ข้าอยากพบหลีซวง”

ในขณะเดียวกัน หลีซวงกำลังแสดงวิทยายุทธให้กับเหล่าทหารและรองแม่ทัพได้ประจักษ์ เจตนาแรกเพื่อแสดงฝีมือให้หลีถิงได้เห็น เจตนาที่สองเพื่อเตรียมการทำศึกและปกป้องเมืองลู่เฉิงในช่วงฤดูหนาว

ทหารนำเด็กน้อยเข้ามาในกระโจมที่หลีซวงและคนอื่นๆ รออยู่

เมื่อเห็นเด็กน้อยที่สวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น ทุกคนต่างก็ประหลาดใจ มีแต่หลัวเถิงที่ลุกขึ้นทุบโต๊ะด้วยโทสะแรงกล้า “เจ้าเด็กไร้มารยาท คิดอยากจะไปก็ไป คิดอยากจะมาก็มา เห็นค่ายฉางเฟิงของเราเป็นโรงเตี๊ยมหรือไร” แล้วหันไปทางหลีซวงพร้อมกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพ เด็กที่ไม่เห็นเราอยู่ในสายตาเช่นนี้ จัดการมันแล้วเอาศพไปเลี้ยงสุนัขยังจะดีเสียกว่า”

หลีซวงสังเกตมือของเด็กน้อยก็พบว่ามันกำลังกำเข้าหากันแน่น นางเคาะปลายนิ้วกับโต๊ะแล้วกล่าวว่า “เมื่อคืนจู่ๆ เจ้าก็จากไป ไปแล้วกลับมาอีกทำไม?”

เด็กน้อยจ้องมองหลีซวง แววตาสว่างเจิดจ้าเป็นประกาย “ข้าอยากเจอท่าน” เขายอมรับตรงๆ “ยิ่งข้าไปไกลเท่าไร ข้าก็ยิ่งอยากเจอท่านเท่านั้น”

เขาเป็นแค่เด็กเล็กๆ คนหนึ่งแต่กลับใช้คำพูดเปิดเผยเช่นนี้ ทำให้ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นต่างพากันตกใจอย่างมาก ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมก็รู้จักหยอกหญิงเสียแล้ว ทั้งยังมีหน้ามากล่าววาจาโอหังเช่นนี้กับท่านแม่ทัพอีกด้วย

สมัยที่หลีซวงยังอยู่ในเมืองหลวง ทุกคนต่างก็โจษจันกันว่านางเป็นแม่เสือ ไม่มีใครกล้ามาตอแยด้วย ต่อพอมาอยู่ในค่าย ช่วงแรกๆ ก็ยังพอมีนายกองบางนายแสร้งมาเล่นเป็นหนูหยอกแมวบ้าง แต่ไม่นานคนเหล่านั้นก็โดนแมวตะปบจนต้องย้ายไปสังกัดที่อื่นกันหมด

ตลอดสามปีที่ผ่านมา ในสายตาของหัวหน้าทหารทั้งหลายที่อยู่ที่นี่ ทุกคนล้วนเห็นนางเป็นแค่แม่ทัพกระดูกเหล็ก โดยลืมไปแล้วว่านางเป็นเพศใด เวลานี้พอได้ยินเด็กน้อยผู้หนึ่งพูดจาหยอกเอินนางจึงรู้สึกตกใจ ทว่าตัวหลีซวงเองกลับชื่นชมในความกล้าของเด็กน้อย

“เรอะ...ข้าพิเศษเช่นนั้นเลยรึ?”

“ใช่” เขาก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา “ท่านพิเศษมาก”

พิเศษจนเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองให้อยู่ห่างได้

“เจ้าต้องการอะไรกันแน่?” หลีซวงกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มละไมนัยน์ตาเสือ “คืนก่อนที่ข้าเก็บเจ้ากลับมาเพราะความเห็นอกเห็นใจในสภาพน่าเวทนาของเพื่อนร่วมโลก แต่หลังเจ้าจากไปแล้ว ความเห็นใจของข้าก็หมดลงเช่นกัน ทว่าจู่ๆ วันนี้เจ้ากลับมาอีกครั้งแล้วยืนกรานว่าอยากจะอยู่กับพวกเรา แน่นอน...หนนี้เจ้ายินยอมพร้อมใจ แต่ค่ายฉางเฟิงของข้าไม่เคยรับคนที่ไม่ทำคุณประโยชน์ งั้นเจ้าลองพูดมาให้ฟังสักหน่อยเถอะ เจ้ามีความสามารถอันใดให้ข้าเก็บเจ้าเอาไว้?”

“ข้าเป็นทหารให้ท่านได้”

“เป็นทหารรึ?” หลัวเถิงหัวเราะเยาะเย้ย “น่าขำ ทหารที่อายุน้อยที่สุดในค่ายฉางเฟิงก็ยังอายุมากกว่าเจ้า เด็กตัวกะเปี๊ยกอย่างเจ้าจะทำอะไรได้”

เด็กน้อยจ้องมองหลัวเถิง “ฆ่าเจ้าได้”

พอคำพูดนี้หลุดออกมา สายตาเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นไร้ก้นบึ้งราวกับสัตว์ป่าดุร้าย ทหารที่อยู่บริเวณนั้นต่างตะลึงงัน แม้แต่หลัวเถิงที่มีนิสัยอันธพาลก็รู้สึกถึงประกายสังหารในแววตาคู่นั้น

เด็กนั่น...ไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น แต่ต้องการจะสังหารเขาให้ได้อีกด้วย

“เฮอะ!” พอถูกเด็กคนหนึ่งหยาม สีหน้าของหลัวเถิงเองก็พลันเปลี่ยน เขาตะคอกออกมา “ได้เลย! มาสิ ข้าเองก็ไม่อยากยืมมือผู้อื่นให้เปลืองแรง ตอนนี้ข้านี่แหละจะจัดการกับเด็กอวดดีอย่างเจ้าด้วยตัวเอง”

“หลัวเถิง” ฉินหลันที่ยืนอยู่ข้างๆ ส่งเสียงปราม หลัวเถิงจึงหันไปมอง เห็นสองตาหลีซวงกะพริบใส่

หลัวเถิงจึงสงบสติอารมณ์ลง ทุกคนที่อยู่ในนั้นเพ่งเล็งมาที่เขา เขาเป็นถึงรองแม่ทัพหากไปประลองกำลังกับเด็กคนหนึ่ง คงจะเป็นเรื่องน่าขันทีเดียว

เขาได้แต่กัดฟันแน่น แล้วนั่งลงอย่างไม่สบอารมณ์

จากนั้นหลีซวงค่อยหันไปมองเด็กน้อย พอสบตากับหลีซวงสายตาอาฆาตคู่นั้นจึงค่อยๆ สงบลงอย่างเห็นได้ชัด หลีซวงไตร่ตรองชั่วครู่แล้วถามว่า “เจ้าเคยเรียนวรยุทธรึ?”

เด็กน้อยนิ่งแล้วส่ายหัว “ข้าไม่รู้”

หลีซวงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เมื่อวานที่ข้าพูดว่า ถ้าเจ้าเชื่อมั่นในตัวของข้าก็ให้บอกมาว่าเจ้าเป็นใคร หากเจ้ามีบิดามารดาข้าก็จะส่งเจ้าไปหาเขา แต่หากเจ้าไม่มี ข้าก็จะหาครอบครัวที่อยู่ในเมืองลู่เฉิงมาอุปการะเจ้า ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นทหารอยู่ที่นี่ อายุเจ้ายังน้อยเกินไป ต้าจิ้นเราไม่ต้องการเด็กเช่นนี้มาช่วยปกป้องแคว้น”

พอได้ยินว่าหลีซวงจะไล่เขาไป ในใจของเด็กน้อยก็ว้าวุ่น

“ข้า...จำไม่ได้ว่าข้าเป็นใคร มาจากไหน ข้ารู้แต่ว่าข้าไม่ได้เป็นเด็กอ่อนแออย่างที่ท่านคิด”

ระหว่างที่หลีซวงกำลังใช้ความเงียบเข้ามาสยบเหตุการณ์ตรงหน้าอยู่นั้น หลีถิงก็กระโดดเข้ามาร่วมวงสนทนา “พี่หญิง มาๆ มาให้ข้าช่วยพี่ทดสอบฝีมือเอง หากเขาชนะก็ให้เขาอยู่ที่นี่ต่อ แต่ถ้าเขาแพ้พี่ค่อยส่งเขาไปหาครอบครัวอุปการะที่ลู่เฉิงดีหรือไม่?”

หลีถิงเรียนวิทยายุทธจากท่านพ่อมาแต่เยาว์วัย ถึงอายุเขายังไม่มากนัก แต่ถ้าอยู่ในเมืองหลวงก็นับว่าเป็นคุณชายที่มีฝีมือใช้ได้ เหล่าคุณชายที่เล่นด้วยกันมามักจะถูกเขาต่อยตีอยู่บ่อยๆ ท่านพ่อส่งเขามาคราวนี้นอกจากตัวเขาเองเรียกร้องแล้ว ก็อยากจะใช้ความทุกข์ยากลำบากที่ชายแดนมาดัดนิสัยเขาบ้าง อีกอย่างอายุหลีถิงก็ยังไม่มาก ถ้าให้เขาประลองฝีมือกับเด็กคนนั้นก็ไม่ถือว่าผู้ใหญ่รังแกเด็ก

หลีซวงเหลือบมองรอยสักบนหน้าอกของเด็กชาย มองตาคู่ที่คล้ายกับหมาป่าของเขา คิดในใจว่าเด็กคนนี้ต้องมีประวัติความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาเป็นแน่ ถ้าส่งเขาไปอยู่ในครอบครัวสามัญชนก็เกรงว่าจะก่อเหตุเภทภัยขึ้น มิสู้เก็บเขาไว้ในค่ายแล้วค่อยๆ อบรมสั่งสอนด้วยตัวเอง ไม่แน่ว่าวันข้างหน้าเขาอาจทำประโยชน์ใหญ่หลวงให้กับค่ายฉางเฟิงได้

เมื่อหลีซวงใคร่ครวญแล้ว ก็แบ่งรับแบ่งสู้ที่จะให้เด็กนั่นมาอยู่ในค่าย “ได้ ประลองได้แต่ห้ามทำร้ายกันและกัน”

ฉินหลันที่นั่งอยู่ข้างๆ จ้องมองไปที่หลีซวง แต่นางกำลังมองไปยังเด็กชาย นางกำลังบอกเด็กนั่นว่า

‘แตะต้องตัวได้แต่ห้ามทำร้ายอีกฝ่ายจนได้รับบาดเจ็บ’

นางกล่าวเช่นนี้ออกมาทำไม หรือในใจรู้ดีอยู่แล้วว่าหลีถิงไม่อาจเอาชนะเด็กอายุเพียงสี่ห้าขวบคนนี้ได้

เด็กน้อยใช้สายตารับคำสั่งของนาง แล้วถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง สายตาจับจ้องไปยังหลีถิง

หลีถิงถอดเสื้อคลุมขนสัตว์ออก สวมปลอกมือปลอกเท้าที่บ่าวรับใช้ส่งมาให้ แล้วยืนหมุนเอวหมุนคอ ทั้งออกกำลังเพื่ออุ่นร่างกาย จากนั้นก็เดินไปด้านหน้าทำท่ากวักมือเรียก

“เข้ามาเลย”

เขาเพิ่งจะพูดจบ ร่างของเด็กน้อยก็พุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็วราวกับมีดบิน หลีถิงยังไม่ทันระวังตัวก็โดนชกเข้าที่หน้าอกหนึ่งหมัด ร่างของคุณชายเซถอยหลังเข้าไปหาบ่าวรับใช้ที่รีบอ้าแขนรับ

การประลองครั้งนี้...จากต้นจนจบรวดเร็วยิ่งกว่ากะพริบตาเสียอีก

หลีถิงเอามือคลึงหน้าอกไอออกมาแรงๆ บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านข้างส่งเสียงเรียก “คุณชาย” กันเสียงขรม พ่อบ้านที่ตามมาด้วยบังเกิดโทสะ ตวาดออกมา

“บังอาจลงมือโหดเหี้ยมกับคุณชายเชียวรึ?”

เด็กน้อยยืนนิ่ง แม้ตัวจะเล็กแต่จริตไอกลับโดดเด่น ท่วงท่ามั่นคงดั่งขุนเขา

หลีซวงเบือนหน้าไปทางอื่นด้วยความอับอาย ส่วนหลีถิงที่ถูกต่อยก็เอามือคลึงหน้าอก กระแอมไอและสะกิดพ่อบ้าน “อย่ามีเรื่องเลย ขายหน้าเปล่าๆ” เขากุมหน้าอกไว้และพยายามยืดตัวตรง มองเด็กน้อยแวบหนึ่งแล้วหันมองหลีซวง “พี่หญิง เขาเก่งกว่าข้ามากนัก”

หลีซวงพยักหน้า “กลับไปประคบยาเสีย” ช่างเป็นบุตรสาวที่เกิดมาในครอบครัวทหารอย่างแท้จริง หลีซวงใจแข็งไม่สงสาร ไม่เป็นห่วงสุขภาพของน้องชายเลยสักนิด

หลังจากหลีถิงถูกประคองกลับไปแล้ว ในกระโจมก็สงบลง

การประลองเมื่อครู่ทำให้ทุกคนตะลึง ไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรือแรงปะทะ อย่าว่าแต่ทหารเลย แม้แต่หัวหน้าทหารก็เกรงว่าจะไม่มีความสามารถนี้

“ถ้าเข้ามาอยู่ในค่ายทหารของข้าแล้ว แม้ว่าเจ้าจะตัวเล็กแต่ก็เป็นทหารของข้า ถ้าเป็นทหารก็ต้องรักษากฎระเบียบ หากทำผิดกฎข้าก็จะลงโทษเจ้าตามกฎหมู่ของพวกเรา” หลีซวงเอ่ยขึ้น “เข้าใจหรือไม่?”

“อืม”

“ดี งั้นตอนนี้เจ้าไปลงชื่อที่กองสินค้า แล้วให้ฝ่ายที่พักจัดแจงที่พักและเสื้อผ้าให้ ไปได้”

นางพูดจบเด็กน้อยก็ยังไม่มีท่าทีใดๆ ตอบกลับ หลีซวงนึกแปลกใจ “ทำไมหรือ?”

เด็กน้อยนิ่งอึ้งไปนาน เขามองหลีซวงแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่รู้ว่าข้าชื่ออะไร”

คำพูดเหนือความคาดหมายประโยคนี้ทำให้ผู้คนรอบข้างอึ้งตาม

หลีซวงและเด็กน้อยจ้องตากันเงียบกริบ หลัวเถิงจึงพูดแทรกขึ้นมา “สมัยก่อนช่วงเกิดสงคราม เด็กที่ไม่รู้จักชื่อแซ่ตัวเองก็มีให้เห็นอยู่มากมาย ไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลก จะเรียกอะไรก็เรียกไปเถอะ ข้าว่านะชื่อมูลวัวก็ดี” เขาสะบัดมือไล่ “ไปสิมูลวัว ไปเอาเสื้อผ้าของเจ้าได้แล้ว”

เด็กน้อยรับชื่อนี้ไปโดยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ โต้ตอบแล้วเดินออกไปจริงๆ เสียด้วย

เขายอมรับชื่อนี้อย่างไม่สะทกสะท้านเลยรึ?

หลีซวงยกมือขึ้นคลึงหว่างคิ้ว นางทนไม่ได้จนต้องกล่าวแทรก “ขอเรียกเจ้าว่าจิ้นอันก็แล้วกัน”

เด็กน้อยหยุดชะงักแล้วหันกลับมามองนาง

เห็นนางยังสวมชุดทหารสีแดงชุดเดียวกับวันที่เก็บเขากลับมา นางยืนหลังตรงอยู่ด้านหลังโต๊ะพลางเอ่ยว่า “จิ้นอัน...หมายถึง ขอให้แคว้นต้าจิ้นปกครองด้วยความสงบสุขตลอดไป เจ้าบอกกับคนดูแลกองสินค้าเช่นนี้ก็แล้วกัน”

นางตั้งชื่อให้เขา ทั้งยังมีความหมายยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้

เขามองหลีซวงแค่ครู่เดียว ทำท่าทางยอมรับเช่นเดียวกับตอนที่ยอมรับชื่อ ‘มูลวัว’ ก่อนหน้า เขายอมรับชื่อใหม่อันเลอเลิศนี้โดยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบกลับ จากนั้นก็เดินออกจากกระโจม เพียงแต่หันหลังกลับมามองหลีซวงแวบหนึ่งก่อนที่ผ้าม่านจะถูกปิดลงมาก็เท่านั้น

นางนั่งลงแล้วเริ่มถกปัญหากับเหล่าทหาร

จิ้นอัน...

นางทวนสองคำนี้ในใจเงียบๆ

นางรู้สึกว่าไพเราะดี รู้สึกถึงพลังแห่งความอบอุ่นและมั่นคง

เสียงฝีเท้าของเด็กเงียบหายไป คิ้วของฉินหลันขมวดเข้าหากันอย่างไม่ไว้ใจ “ท่านแม่ทัพ ประวัติเด็กนั่นไม่ชัดเจน มีข้อสงสัยหลายประการ พอเขามาอยู่ที่นี่ไม่ทันไร เมื่อคืนก็ปรากฏว่ามีพวกสอดแนมมาแอบฟังอยู่ด้านนอกกระโจม หากเอาเขาไว้อาจจะ...”

“ไม่เป็นไร หากมีคนส่งเขามาเป็นหนอนบ่อนไส้ เช่นนั้นเราเอาเขาไว้ในที่แจ้งก็ยังดีกว่าเอาไว้ในที่มืด อีกอย่างเด็กคนนี้เป็นคนกล้าที่หายาก ถ้าเราสามารถฝึกปรือขึ้นมาได้ เผื่อวันข้างหน้าเขาจะทำประโยชน์ต่อค่ายฉางเฟิงได้ ค่ายเราก็จะร้ายกาจดั่งเสือติดปีก”

ฉินหลันเห็นว่านางได้ตัดสินใจไปแล้ว แม้ในใจลึกๆ จะยังกังวลอยู่ ก็ได้แต่กลืนความลำบากใจลงคอ

หลังจากจิ้นอันเบิกชุดแล้ว ทหารที่ดูแลเรื่องที่พักก็จัดให้เขาพักร่วมกับทหารรุ่นเยาว์อีกหลายคน ซึ่งแต่ละคนรู้จักกันมานานปี พอมีคนใหม่เข้ามาเพิ่มทำให้พวกเขารู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง จิ้นอันเองก็เป็นคนพูดน้อย ทั้งยังเป็นคนที่ท่านแม่ทัพพากลับมาด้วยตัวเอง ทำให้พวกเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอึดอัด

เตียงของจิ้นอันหลบอยู่ในมุมที่มืดที่สุดในกระโจม เขาเอาของที่เพิ่งเบิกมาได้โยนลงบนหัวเตียง แล้วก็นอนลงไปโดยไม่สนใจคนอื่น

ไม่มีคนพูดคุยกับเขาก็ดี เขาเองก็ไม่อยากให้คนมาซักถามประวัติความเป็นมาของตนนัก เพราะบางคำถามเขาถามตัวเองเป็นหมื่นครั้งก็ยังนึกไม่ออก

เขาชื่ออะไร มาจากไหน มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?

ในสมองมีแต่ความว่างเปล่า

เขาพยายามนึก กลับนึกออกแต่คืนนั้น...ยามที่ฟ้าใกล้สางและกลิ่นเลือดที่ท่วมไปทั่วตัว พอจะนึกอะไรอย่างอื่นก็นึกไม่ออกอีก

 

ยามพลบค่ำ

ทรวงอกของจิ้นอันก็เริ่มเจ็บ จากเหตุการณ์เมื่อคืนทำให้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ช่วงรอยต่อระหว่างกลางวันและกลางคืน ร่างกายของเขาจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

กลางวันเขาจะกลายเป็นเด็กน้อย ส่วนกลางคืนจะกลับคืนร่างเดิมเป็นชายหนุ่ม

จิ้นอันพยายามควบคุมพลังที่อยู่ภายในร่าง เขามุดเข้าไปใต้ผ้าห่มแล้วรีบถอดเสื้อผ้าที่เพิ่งจะเบิกมาออก ไม่มีใครสนใจว่าเขากำลังทำอะไร เพราะแม้แต่ตอนกินอาหารเย็นก็ไม่มีใครใส่ใจมาเรียกเขา

พอตกกลางดึก เหล่าทหารรุ่นเยาว์ก็พากันนอนหลับใหลหมดแรงเพราะความเมื่อยล้าจากการฝึกภาคสนามมาทั้งวัน

ภายในร่างของจิ้นอันมีพลังร้อนระอุอยู่สายหนึ่ง ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นดั่งสัตว์ป่า เสียงหนึ่งคำรามอยู่ในอกของเขาอย่างดุร้าย ซึ่งไม่ต่างกับเมื่อคืนก่อน เขารู้สึกว่าร่างทั้งร่างเจ็บปวดทรมาน ร้อนระอุราวถูกเข็มทิ่มแทง

กลิ่นเลือดของหลีซวงเป็นเสมือนแสงไฟกลางป่าลึกยามค่ำคืนอันมืดมิด ถึงห่างไกลเพียงใด ก็ยังสามารถดึงดูดเขา

เท้าเปล่าของเขาเหยียบลงบนพื้น คลุมผ้าห่มผืนบางแล้วเดินออกไปจากกระโจมโดยที่ทหารคนอื่นไม่รู้เลยว่ามีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว

ค่ายทหารใหญ่ถึงเพียงนี้ แม้จะมีคนตรวจตราลาดตระเวน แต่ความมืดสามารถปกปิดเขาไว้ได้ ทำให้เขาสามารถไปไหนมาได้อย่างอิสระ ไม่มีใครพบเห็นร่องรอยของเขา

  แม้เขาจะเคยไปกระโจมที่หลีซวงพักอาศัยอยู่เพียงครั้งเดียวแต่ก็จำทางไปได้ดี หากจำไม่ได้จริงๆ เขาก็สามารถหาที่อยู่ของหลีซวงพบเช่นกัน

ยิ่งใกล้กระโจมที่พักของหลีซวงเท่าใด ในใจที่ร้อนระอุของเขาก็ยิ่งสงบลงเท่านั้น

เวรยามที่เฝ้าอยู่ด้านหน้ากระโจมของหลีซวงคุมเข้มกว่าคืนก่อนมาก แต่นี่ก็ไม่ยากสำหรับเขา ตอนที่เขากลายร่างเป็นผู้ใหญ่นั้น พละกำลังของเขาจะปะทุออกมาจากตำแหน่งหัวใจอย่างไม่ขาดสาย เมื่อใดที่เขาออกห่างจากหลีซวง ความเจ็บปวดก็เพิ่มทวีขึ้นเป็นเงาตามตัว เหมือนถูกตะขอเกี่ยวเอาไว้ในร่าง

ยิ่งห่างกำลังของตะขอก็ยิ่งดึงแรงมากขึ้น มากจนเขาไม่อาจต้านทานได้ จนสุดท้ายก็ถูกดึงกลับมา และตอนนี้หลีซวงก็อยู่ไม่ไกล กลิ่นของนางช่วยคลายความเจ็บปวดให้เขาได้

จิ้นอันใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปยังหลังคากระโจมพักของหลีซวงอย่างง่ายดาย ฝีเท้าไร้สุ้มเสียง

ไม่มีผู้ใดพบเห็นเขา รวมทั้งหลีซวงที่อยู่ในกระโจมด้วย

นางกำลังหลับสนิท เหมือนกำลังฝันถึงบางอย่าง บางครั้งก็ส่งเสียงอู้อี้เบาๆ ออกมา

ไม่ว่าจะเบาแค่ไหน จิ้นอันก็ยังได้ยิน

จิ้นอันอยู่บนหลังคา ควานหาตำแหน่งที่หลีซวงนอนหลับจนพบ หลังจากพบแล้วตัวเขาเองก็นอนราบไปกับหลังคาด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย ถึงมีผ้าใบของหลังคากระโจมกั้นกลางไว้เช่นนี้ เขาก็ยังได้ยินเสียงลมหายใจของนาง เสียงแล้วเสียงเล่า ไม่เพียงแต่ช่วยผ่อนคลายความเจ็บปวดในร่างกายเขาเท่านั้น ยังช่วยคลายความทุกข์ทั้งมวลในใจด้วย

เช่นว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน คำถามมากมายที่หาคำตอบไม่ได้ ดูเหมือนมันจะไม่สำคัญหากมีนางอยู่ใกล้

เหตุใดเขาจึงต้องพึ่งพานางมากเช่นนี้?

จิ้นอันไม่รู้ เขาเสมือนคนโดนพิษ แล้วหลีซวงเป็นยาขจัดพิษเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถหามาได้

เขาหลับบนหลังคากระโจมของนางทั้งคืน

เมื่ออรุณเบิกฟ้ามาเยือน ไม่รู้ว่าแสงแดดหรือลมหายใจที่ว้าวุ่นของหลีซวงที่อยู่ภายในกระโจมกันแน่ที่ปลุกให้เขาตื่น นางทำท่าหาวนอนแล้วลุกขึ้น

จิ้นอันรีบลืมตา ตาสว่างราวกับไม่ได้หลับมาทั้งคืน

ด้วยความตื่นเต้น หัวใจเขาหดเล็กลง ร่างของเขายังไม่ถึงเวลากลับมาเป็นเด็ก แต่ตัวเขารู้ดีว่าอีกไม่ช้าความเจ็บปวดที่เคยชินจะมาเยือน จึงรีบกระโดดลงจากหลังคากระโจม

ทหารที่เฝ้ายามอยู่ด้านล่างไม่มีใครสังเกตเห็นเขา

หลีซวงที่อยู่ในกระโจมพอลืมตาขึ้นมาก็มองไปยังหลังคาเนิ่นนาน จากนั้นนางก็ลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุมแล้วเดินออกไปด้านนอก ทหารเห็นนางก็รีบแสดงความเคารพ หลีซวงเดินห่างออกไปแล้วแหงนมองบนหลังคา

แต่ไม่พบเห็นสิ่งใด

“เมื่อคืนมีอะไรผิดปกติหรือไม่?”

“เรียนท่านแม่ทัพ ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ”

หลีซวงพยักหน้าเป็นการรับรู้

 

-------------------------------------------------

 

บทที่ 4

จิ้นอันตามทหารรุ่นเยาว์คนอื่นๆ ที่พักอยู่ในกระโจมเดียวกันออกไปฝึกยุทธ์

หากเทียบกับทหารรุ่นอาวุโสแล้ว หน้าที่ของพวกเขาสบายกว่ามาก ในแต่ละวันพวกเขามีหน้าที่เพียงฝึกกายบริหาร จากนั้นก็ช่วยงานทหารเล็กๆ น้อยๆ ในค่าย

จิ้นอันวิ่งครบห้ารอบตามที่หัวหน้ากองสั่งก่อนคนอื่นๆ เขาจึงมานั่งข้างสนามแล้วเงยหน้ามองไปยังกระโจมของหลีซวงอย่างเหม่อลอย ในใจครุ่นคิดว่าวันนี้เขายังมีเรื่องต้องจัดการอีก อย่างเช่น...ต้องหาเสื้อผ้าผู้ใหญ่ให้ตัวเองสักชุดไว้ใส่ช่วงกลางคืนตอนที่กลับสู่ร่างเดิม

ระหว่างที่นั่งตีสีหน้าเบื่อหน่ายไม่มีอะไรทำอยู่นั้น ก็รู้สึกว่ามีลมหายใจหนึ่งใกล้เข้ามาจากด้านหลัง พอดีกับที่คนผู้นั้นยื่นมือเลยมาด้านหน้าแล้วพยายามอ้อมมาคล้องคอเขา จิ้นอันจึงศอกกลับไปทีหนึ่ง ศอกของเขาปะทะเข้าตรงทรวงอกของคนผู้นั้นพอดี ได้ยินเสียงร้อง “โอ๊ย” ด้วยความเจ็บ แล้วคนผู้นั้นก็ล้มลงกับพื้น

จิ้นอันหันกลับไปมอง เห็นใบหน้าที่พอจะคุ้นเคย

ไม่ใช่ใครอื่นเลย คุณชายน้อยหลีถิงนั่นเอง

นิสัยหลีถิงเป็นคนอยู่ไม่ติดที่ แค่เมื่อวานนั่งฟังหลีซวงกับเหล่าทหารประชุมก็รู้สึกเอือมระอาแล้ว วันนี้ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรก็ไม่ยอมร่วมวงเสวนาอีก เขาหนีกลุ่มบ่าวรับใช้ที่คอยตาม เดินสองมือไพล่หลังเตร็ดเตร่ไปมาอยู่ในค่ายทหาร จนเดินมาถึงตรงนี้พอดี

เขาเห็นทหารรุ่นเยาว์คนอื่นๆ วิ่งรอบสนามอยู่ มีแต่จิ้นอันที่นั่งเหม่อลอยอยู่ข้างสนาม

เขายังอยากจะประลองกับจิ้นอันอีกสักรอบ จึงกะจะย่องไปคุกคามอีกฝ่ายแต่โดนศอกกลับมาเสียก่อน อาการหนักหนาเอาการ ในใจได้แต่ยอมรับความพ่ายแพ้

“เจ้าเด็กบ้า ข้างหลังเจ้ามีตาหรืออย่างไร?” หลีถิงเอามือลูบทรวงอก หายใจหอบ พอจะลุกขึ้นยืนก็พบว่าหน้าอกตัวเองจุกจนไม่สามารถยืนขึ้นไหว

“ดึงข้าลุกขึ้นหน่อย” หลีถิงร้องขอ จิ้นอันก็ยังนั่งมองเขาอย่างไม่รู้สึกรู้สา ไม่ตอบซ้ำยังไม่กระดิกตัว

หลีถิงยื่นมือออกไปแต่ก็รอเก้อ ในที่สุดเขาฝืนกัดฟันปัดก้นแล้วลุกขึ้นยืนเอง เขาไม่เดินหนีแต่ยืนหรี่ตามองจิ้นอันเป็นเวลานาน แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเก้อกระดาก

“ฝีมือเจ้าไม่เลวนี่ อาจารย์เจ้าเป็นใครรึ ให้เขาช่วยสอนข้าหน่อยได้ไหม?”

“ข้าไม่รู้” จิ้นอันสะบัดเสียงตอบอย่างเย็นชา แล้วนั่งมองไปยังกระโจมของหลีซวงต่อ

หลีถิงไม่ยอมละความพยายาม เขานั่งลงข้างกายจิ้นอัน “หรือไม่...เจ้าก็สอนข้าเสียเองเลย?”

จิ้นอันไม่สนใจเขา

หลีถิงสังเกตอีกฝ่ายครู่หนึ่งแล้วหันมองไปตามสายตาของจิ้นอัน พบว่าทิศทางนั้นเป็นกระโจมที่พักของพี่สาว เขากลอกตาไปมาแล้วเอ่ยว่า “ข้าเติบโตมาพร้อมกับพี่หญิง เรื่องของนางข้ารู้หมด”

จิ้นอันเริ่มมีทีท่าสนใจขึ้นมาบ้าง

“หากเจ้ายอมสอนวิทยายุทธให้ ข้าอาจจะบอกเรื่องเกี่ยวกับพี่หญิงของข้าให้เจ้าก็ได้นะ อย่างเช่นนางชอบกินอะไร นางชอบทำอะไร”

จิ้นอันเหลือบมองไปยังหลีถิง

หลีถิงกะพริบตาตอบ ปากก็ยิ้มแฉ่งเสียจนน่าหมั่นไส้

จิ้นอันรับปากแล้ว

กว่าหลีซวงจะรู้ว่าหลีถิงฝึกวิทยายุทธกับจิ้นอันก็ปาเข้าไปสิบกว่าวันแล้ว หลีซวงจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก จะหัวเราะก็หัวเราะไม่ได้

บิดาของนางเชิญอาจารย์ที่ดีที่สุดในราชสำนักมาสอนหลีถิง เขาเรียนไปได้แค่ครึ่งทางก็หนีมาที่ค่ายชายแดนแห่งนี้ ยังไม่พอ...ยังจะมาหาเรื่องเรียนวิชากับเด็กที่เล็กเสียยิ่งกว่าตัวเอง เรื่องนี้หากรู้ถึงหูของบรรดาอาจารย์ที่อยู่ในวังหลวง คงอับอายขายขี้หน้าจนต้องเอาหัวชนฝาบ้านตายเป็นแน่

หลีถิงเองก็รู้ตัวดีจึงตั้งใจปกปิดทุกคน แต่ที่หลีซวงรู้เรื่องนี้เป็นเพราะว่าหลีถิงช่วยจิ้นอันออกหน้าจนไปมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนร่วมห้องของจิ้นอัน

มองเด็กสามคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า หลีซวงหน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่พูดพร่ำทำเพลง สั่งให้หลีถิงยื่นมือออกมาแล้วตีฝ่ามือเขาไปสิบที “รู้หรือไม่ว่าทำไมข้าจึงต้องตีเจ้า?”

หลีถิงก็เหมือนจะรู้งาน “ข้าเป็นตัวถ่วงให้กับพี่หญิง ซ้ำยังต้องให้พี่หญิงมาจัดการกับเรื่องเล็กน้อยพวกนี้อีก”

“เข้าใจก็ดี”

เรื่องนี้แม้จะเล็กน้อยก็จริง แต่หากไม่ใช่หลีถิง นายกองคนอื่นๆ ก็คงจะจัดการเจ้าสามคนนี้ไปเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อหลีถิงทำผิดเสียเอง นอกจากหลีซวงแล้วก็คงไม่มีผู้ใดกล้าลงโทษบุตรชายของแม่ทัพใหญ่เป็นแน่

จากนั้นหลีซวงก็สั่งให้ทหารน้อยยื่นมือออกมา นางตีฝ่ามือเขาสิบไม้เช่นเดียวกัน “รู้หรือไม่เพราะอะไรข้าจึงต้องตีเจ้า?”

ทหารน้อยครั้นได้เจอกับหลีซวงก็ตกใจกลัวจนหน้าขาวซีด แต่ยังฝืนกล่าว “เพราะ…เพราะว่าข้า...ข้าเป็นผู้นำให้รังแกทหารใหม่ แล้วยังเอาน้ำราดใส่เตียงนอนของเขาด้วย ท่านแม่ทัพ ข้ายอมรับผิดแล้ว”

หลีซวงพยักหน้า “รู้แล้วก็ดี”

เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ชอบจิ้นอัน คิดว่าเขามีท่านแม่ทัพคอยหนุนหลัง และไม่ชอบท่าทางเย็นชาของเด็กน้อยอีกด้วย เหตุนี้จึงแกล้งราดน้ำลงบนผ้าห่มของจิ้นอัน ไม่คิดมาก่อนว่าจิ้นอันจะไม่พูดอะไรแต่กลับเป็นหลีถิงที่มาเห็น หลีถิงตะโกนออกมาว่าอย่าบังอาจรังแกอาจารย์น้อยของตน จบแล้วก็ต่อยหน้าพวกเขาจนตอนนี้หน้ายังเขียวอยู่เลย

หลีซวงเดินถือไม้ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของจิ้นอันบ้าง นางสั่งให้เขายื่นมือออกมา จิ้นอันยืนจ้องหน้าจนนางต้องเลิกคิ้ว เขาจึงยอมยื่นมือออกมาแต่โดยดี

เขาตั้งใจหน่วงเวลาไว้เอง เพราะเช่นนี้แล้ว สายตาของหลีซวงก็จะหยุดนิ่งที่ตัวเขาเพียงคนเดียว

แม้เพียงเท่านี้ ก็สามารถทำให้เขาพอใจแล้ว

หลีซวงดึงฝ่ามือเขามาตีสิบไม้อย่างไม่เกรงใจ แล้วถามว่า

“รู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงต้องตีเจ้า?”

“ไม่รู้”

เขาตอบตรงไปตรงมา ทำให้หลีซวงยืนงงชั่วครู่แล้วกล่าวว่า

“ถ้ายังไม่รู้ตัวก็ยื่นมือมาอีก”

และแล้วจิ้นอันก็โดนตีอีกสิบไม้

“ตอนนี้รู้หรือยัง?”

จิ้นอันส่ายหน้าอย่างอิ่มเอมใจ “ไม่รู้”

หลีซวงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

หลีถิงที่อยู่ข้างๆ ทนดูต่อไม่ไหว รีบช่วยตอบ “จิ้นอัน เพราะเจ้ามีเรื่องบาดหมางกับผู้อาวุโสกว่าแต่เจ้ากลับไม่ยอมก้มหัวให้ เจ้ามีท่าทีโอหัง ทั้งยังหลบหนีการฝึกทหารมาสอนวิชาข้า มันไม่ถูกต้อง ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน” หลีถิงกล่าวรวดเดียวจบแล้วหันไปอีกทาง “พี่หญิง เขารู้ความผิดแล้ว”

แต่สิ่งที่หลีถิงคาดไม่ถึงก็คือ ถึงเขาสู้อุตส่าห์ต่อบันไดให้ ‘อาจารย์น้อย’ ได้เดินขึ้น แต่อาจารย์ของเขากลับใช้มีดแทงข้างหลัง

“ข้าไม่ได้มีปัญหาอะไรกับพวกเขา พวกเขาไม่ชอบขี้หน้าข้าเอง ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับข้า”

หลีถิงเหมือนถูกแทงจนแทบกระอักเลือด เขาไอออกมาอย่างแรง

จิ้นอันก็ยังคงมีสีหน้าเยือกเย็นเช่นเดิม “ฝึกข้าก็ฝึกจนหมดแล้ว ไม่เคยหลบหนีเลย เรื่องรับสอนเจ้าเราก็ไม่ได้ทำผิดอันใด ข้าไม่ผิด”

จิ้นอันเงยหน้ามองหลีซวง ดวงตาใสเป็นประกายแต่นิ่งสงบ เขาไม่ตั้งใจจะท้าทาย เขาแค่ต้องการอธิบายเรื่องจริง “นอกเสียจากว่าหากท่านตีมือของข้าแล้ว ท่านมีความสุขท่านก็ตีต่อไปได้เลย” เขาพูดกับหลีซวง “ขอให้ท่านมีความสุขก็พอ”

“…”

“...”

อย่าว่าแต่หลีถิงเลย แม้แต่หลีซวงเองก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร นางคลึงหว่างคิ้วไปมา ในใจคิดแต่เพียงว่าเด็กสมัยนี้เลี้ยงยากขึ้นทุกวัน

นางยกมือไล่ “พอแล้ว พอแล้ว ออกไปให้หมด”

เจ้าพวกยุ่งยาก...

พอดีกับที่ฉินหลันเลิกผ้าประตูกระโจมเดินตรงเข้ามา เขาเห็นเด็กสามคนยืนเรียงกันอยู่ก็ชายตามองอย่างไม่ใส่ใจแล้วเอ่ยว่า

“ท่านแม่ทัพ มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไปทางเหนือของเมืองลู่เฉิงสามสิบลี้ประสบปัญหาหิมะตกหนัก พวกเขาได้มาร้องขอให้เจ้าเมืองลู่เฉิงจ่ายเสบียงอาหารให้ เจ้าเมืองลู่เฉิงจึงมาขอทหารไปช่วยคุ้มกันเสบียง”

หลีซวงตัดสินใจฉับพลัน “ทางเหนือห่างไปสามสิบลี้อยู่ไม่ไกลจากเรามากนัก เจ้าจัดทหารสามสิบนายพร้อมหัวหน้าหนึ่งคนไปก็พอ”

ฉินหลันรับคำสั่งแล้วเตรียมตัวจะออกไป หลีถิงตะโกนขึ้นมา “ข้าจะไปด้วย ข้าจะตามไปด้วย” เขาเอ่ย “ข้าอยู่นี่มาสิบกว่าวัน ตอนนี้ก็ใกล้ถึงเวลากลับแล้ว แต่ข้ายังไม่ได้ไปไหนเลย อะไรก็ยังไม่ได้ทำด้วย พี่หญิง! ให้ข้าไปช่วยคุ้มกันเสบียงเถอะ ให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาเสียหน่อย”

หลีซวงไตร่ตรองครู่หนึ่ง คิดว่าที่นั่นก็ไม่ห่างไกลมากนัก ไปกลับใช้เวลาไม่เกินหนึ่งวัน อีกอย่างนางไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับหลีถิง

“ได้ ให้ตามไปกับทหารได้ แต่ต้องไม่ออกนอกลู่นอกทาง ให้หัวหน้ากองคอยชี้แนะด้วย”

“เยี่ยมไปเลย” หลีถิงดีอกดีใจรีบตรงเข้าไปลากแขนจิ้นอัน “ไปกันเถิดอาจารย์น้อย” เขาออกแรงดึง เพราะมั่นใจว่าจิ้นอันจะไปกับเขาด้วย ไม่คิดว่าตนเองจะต้องออกแรงเหมือนลากก้อนเหล็กอย่างไรอย่างนั้น จิ้นอันยืนนิ่งไม่ไหวติง ทำให้หลีถิงต้องล่าถอยออกมา

“ข้าไม่ไป”

หลีถิงงุนงง “เพราะเหตุใด?”

“ข้าจะรออยู่ที่ค่ายนี่” จิ้นอันมองไปยังหลีซวง “ไม่ไปไหนทั้งนั้น”

หลีถิงทำปากจู๋ นิสัยก็ยังเป็นเด็กไม่เปลี่ยน พออีกฝ่ายบอกปฏิเสธว่าไม่ไปก็ไม่ง้อ ตัวเองรีบกระโดดโลดเต้นออกไปด้านนอกอย่างร่าเริง

จิ้นอันยังยืนนิ่งอยู่กับที่ หลีซวงมองเขาแวบหนึ่ง “มีเรื่องอะไรอีกไหม?”

จิ้นอันส่ายหน้า เขาฟังออกว่าน้ำเสียงของหลีซวงต้องการจะไล่แขก ถึงตัวเองจะไม่อยากไปแต่ก็จำต้องเดินออกไป พอถึงประตูเขาก็เลิกผ้าแล้วเหลือบมองมาทางหลีซวงแวบหนึ่ง แล้วจึงค่อยปิดผ้าม่านลงด้วยทีท่าเหมือนคนตัดใจ

รอจนจิ้นอันเดินจากไป หลีซวงก็ลูบคางของตนแล้วบ่นพึมพำ “หรือหน้าตาข้าจะเหมือนแม่...หรือพ่อของเจ้าเด็กนั่น?”

 

ใกล้ค่ำแล้วแต่ทหารคุ้มกันเสบียงก็ยังไม่กลับมา

หลีซวงแหงนมองท้องฟ้า ลางสังหรณ์ในฐานะที่เป็นทหารบอกนางว่ามีบางอย่างผิดปกติ ขณะที่กำลังกังวลใจอยู่นั่นเอง ทหารที่เฝ้าอยู่บนหอสังเกตการณ์ก็วิ่งเข้ามารายงานว่าเห็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากทางเหนือของเมืองลู่เฉิงไปสามสิบลี้มีกลุ่มควันหนาเกิดขึ้น

หลีซวงรู้สึกว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นเป็นแน่ จึงรีบเรียกหลัวเถิงมาถาม “ซีหรงเคลื่อนทัพแล้วรึ?”

“ยังขอรับ” หลัวเถิงตอบ “แต่ช่วงนี้ฝ่ายสอดแนมพบว่าแถบชายแดนของเมืองซีหรงมีโจรกลุ่มหนึ่งซุ่มตัวรอลงมืออยู่”

“กลับไปสวมชุดเกราะ เตรียมคนกับม้าอย่างละพันให้พร้อม ให้เวลาครึ่งก้านธูป แล้วรีบตามข้าเข้าไปเมืองลู่เฉิงทันที”

ระหว่างที่หลีซวงกำลังเตรียมการออกรบ คาดไม่ถึงว่าทหารหนึ่งในสามสิบนายที่ส่งไปคุ้มกันเสบียงก็เดินโซซัดโซเซกลับมา เขาคุกเข่าด้านหน้าหลีซวง คำนับและกล่าวด้วยเสียงอันแหบแห้ง

“ท่านแม่ทัพ โจรซีหรงจับตัวคุณชายน้อยไป บอกว่าจะขอแลกกับเสบียงอาหารห้าพันตั้น[1]”

ครั้นหลีซวงได้ยิน สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นราวน้ำแข็ง “ตอนนี้พวกมันอยู่ที่ไหน?”

“ห่างจากที่นี่ไปทางเหนือประมาณห้าสิบถึงหกสิบลี้จะมีหมู่บ้านหนึ่ง พวกมันจับตัวคุณชายน้อยไปไว้ที่นั่น”

สีหน้าฉินหลันเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เขาเดินไปยืนอยู่ข้างกายหลีซวง กล่าวอย่างหนักใจ “ท่านแม่ทัพ พวกโจรมันซุ่มตัวอยู่ในหมู่บ้าน เกรงว่าเราจะไม่สามารถบุกเข้าไปได้ง่ายๆ เสบียงของเราอย่างไรก็เพียงพอ หากไม่พอก็อาจขอมาเสริมได้ แต่ความปลอดภัยของคุณชายน้อยสำคัญกว่า”

หลีซวงเป็นบุตรสาวที่ท่านแม่ทัพหลีหลันเก็บเอามาชุบเลี้ยง แต่หลีถิงเป็นบุตรชายแท้ๆ ที่ถือกำเนิดมายามที่ท่านแม่ทัพอายุมากแล้ว ดังนั้นท่านจึงทั้งรักและเอ็นดูบุตรชายมาตั้งแต่เขายังเล็ก ท่านตั้งความหวังกับบุตรคนนี้ไว้สูง หากหลีถิงเกิดเรื่องอะไรขึ้นในขณะที่มาอยู่กับนาง หลีซวงก็ไม่รู้จะอธิบายกับบิดาอย่างไร

ใบหน้าของหลีซวงไม่แปรเปลี่ยน นิ่งเงียบครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ปีนี้อากาศหนาวเย็น สภาวะขาดแคลนอาหารเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ถ้าโจรกลุ่มนั้นอาศัยการลักพาตัวคุณชายจากเมืองหลวงเพื่อจะเอามาแลกกับเสบียงอาหารแล้วละก็ ฤดูเหมันต์นี้ก็คงจะผ่านไปได้ยาก สำหรับข้าแล้ว...หลีถิงจะต้องปลอดภัยและเสบียงอาหารห้าพันตั้งของราชสำนักก็จะต้องไม่สูญเปล่าด้วย”

“ความหมายของท่านแม่ทัพคือ?”

“คัดเลือกคนมีวรยุทธสิบนายให้ออกเดินทางไปกับข้าคืนนี้”

ฉินหลันตกใจ “ท่านแม่ทัพ...”

หลีซวงบังคับม้าหันไปทางทิศเหนือ สายตาดุจคมมีด

“ข้าจะไปพาเขากลับมาเอง”

-------------------------------------------------

[1] หน่วยวัดของจีนโบราณ 1 ตั้งเท่ากับ 6.35 กิโลกรัม

 

 

บทที่ 5

ท้องฟ้ามืดสนิทราวหมึกดำ

‘หมู่บ้านหินผา’ เป็นหมู่บ้านของพวกโจรที่สร้างจากหิน มันถูกสร้างขึ้นตามแนวเขา มองเผินๆ เหมือนหินก้อนมหึมาที่ตั้งเรียงขนานไปกับไหล่เขา

ทหารที่ฉินหลันคัดเลือกนั้นล้วนแต่เป็นทหารคนสนิทของหลีซวง เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะตามไปด้วย แต่ถูกหลีซวงห้ามไว้ให้อยู่ดูแลค่ายฉางเฟิง

เวลานี้หลีซวงนำกำลังทหารสิบนายสวมชุดดำฝ่าความมืดออกไป กลุ่มของนางคอยดักซุ่มอยู่บนไหล่เขาที่ไม่ห่างจากหมู่บ้านหินผามากนัก อาศัยความมืดช่วยซ่อนตัวเพื่อคอยสังเกตสถานการณ์ภายในหมู่บ้าน

นางมองเห็นใจกลางหมู่บ้านที่เป็นลานกว้างจุดคบไฟจนสว่างไสว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีตำแหน่งหนึ่งที่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา เป็นเรือนเล็กที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ เฉพาะแค่เวรยามที่ยืนเฝ้าประตูก็ราวห้าหกคน ยังไม่รวมคนที่อยู่บนหลังคาและบริเวณทางเดิน

น่าแปลกที่แม้จะเป็นเพียงเรือนเล็กๆ แต่กลับมีคนคุ้มกันมากกว่ายี่สิบชีวิต รูปร่างของผู้คุ้มกันแต่ละคนล้วนกำยำล่ำสัน ในมือถือมีดด้ามโต แม้จะอยู่ห่างแต่แสงที่ตกกระทบใบมีดก็ยังทำเอาผู้ลอบมองรู้สึกแสบตา

หลีซวงมั่นใจว่าที่ตรงนั้นจะต้องเป็นจุดที่พวกโจรใช้คุมขังหลีถิงเอาไว้

นางจัดการส่งสัญญาณมือ ทหารคนสนิทที่ติดตามนางมาหลายปีก็เข้าใจทันที ต่างแยกย้ายกันไปปฏิบัติตามคำสั่ง

เมื่อถึงประตูทางเข้าหมู่บ้านหินผา ทหารก็พุ่งเข้าไปจัดการหักคอคนเฝ้าประตูก่อนเป็นอันดับแรก ทุกการกระทำทั้งรวดเร็วและไร้สุ้มเสียง แม้กระทั่งเปลวเพลิงหน้าประตูก็ยังไม่กระเพื่อมไหว

ทหารทั้งสิบนายทำตามคำสั่งของหลีซวง สามคนไปทางห้องโถงเพื่อหลอกล่อ สามคนบุกเข้าไปในห้องครัวเพื่อจุดไฟเผาเสบียง พอเปลวเพลิงลุกโชน เหล่าโจรที่ยืนยามอยู่ทางทิศตะวันออกก็ร้องขึ้นมาอย่างตกใจ หลีซวงกับทหารอีกสี่คนที่เหลือรีบฉวยโอกาสช่วงชุลมุนนี้ลอบเข้าไปในเรือนเล็ก

กลางสมรภูมิรบ หลีซวงได้รับฉายาว่ายมฑูตหน้าหยก แม้นางจะเป็นสตรี แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องลงมือก็โหดเหี้ยมไร้ปรานีไม่ต่างกับสุนัขป่า ตอนนี้เปลวเพลิงที่ลุกไหม้อยู่ทางตะวันออกเผาจนใกล้มอด หลีซวงไม่ยอมเสียเวลาอีก รีบเข้าไปในเรือนชักดาบออกมาฟาดฟันกับกลุ่มโจรที่ดาหน้าเข้าหา คมดาบที่เต็มไปด้วยเลือดส่องสะท้อนกับแสงไฟทางด้านหลัง ทำให้นางแลดูไม่ต่างกับยมฑูตที่ออกมาจากขุมนรก ชวนให้หวาดผวายิ่งนัก

นางก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปในเรือน มีทหารคนสนิทช่วยกันพวกโจรที่บุกโจมตีมาจากรอบด้านออกไป หลีซวงไม่แม้แต่จะชายตามอง ดาบที่อยู่ในมือมีแต่กลิ่นอายแห่งความตาย คนที่คิดขวางทางนางไม่มีจุดจบที่ดีสักคน

พอเดินไปถึงด้านหน้าของประตูห้อง หลีซวงก็ใช้เท้าถีบบานประตู

ทันทีที่ประตูถูกเปิดออก ลูกธนูนับไม่ถ้วนจากในห้องก็พุ่งตรงเข้าหานาง!

หลีซวงสะดุ้งเล็กน้อย ยังไม่ทันได้ตั้งตัว พลันรู้สึกว่ามีคนโอบเอวของนางไว้แน่น แล้วเอาร่างของตนเองรับลูกธนูแทน ใบหน้าของนางซบเข้าไปในแผงอกที่ร้อนเป็นไฟ

เสียงลูกธนูแหวกอากาศดังไม่ขาดสาย หลีซวงเห็นลูกธนูพิษยิงเข้ามาก็ใช้มือข้างที่ว่างควงดาบสกัดเอาไว้อย่างว่องไว

ใครช่วยนางเอาไว้?

หลีซวงพยายามดันแผงอกของคนผู้นั้นออกไปเพื่อจะได้ดูใบหน้าของเขาให้ชัดเจน แต่เมื่อออกแรงดัน กลับรู้สึกว่าแขนที่แข็งแกร่งเหมือนเหล็กกล้านั้นรัดเอวนางแน่นยิ่งกว่าเดิม ยามนี้นางถูกขังอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษผู้หนึ่ง นางสูดกลิ่นอายความเป็นบุรุษชาติอาชาไนยของเขาเต็มลมหายใจ

“เจ้า...” เมื่ออยู่ในรังโจรนางไม่อาจประมาทได้ ความคิดของหลีซวงที่ต้องการจะสั่งสอนคนฉวยโอกาสผู้นี้สะดุดลง เมื่อเสียงหนึ่งวิ่งผ่านเข้ามาในหู เป็นเสียงลูกธนูแหลมคมที่ยิงมาเกือบโดนด้านหลังศีรษะของนาง

หากไม่ใช่เพราะอ้อมกอดของชายผู้นี้ เมื่อครู่หลีซวงก็คงจะโดนลูกธนูดอกนั้นยิงเข้าใส่

เขากำลังช่วยนาง

พอรู้เช่นนี้ ความโกรธที่โดนเขาล่วงเกินเมื่อครู่ก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อหลีซวงผลักอีกครั้งเขาจึงยอมรามือและค่อยๆ ปล่อยนางออกจากอ้อมแขน ทว่าฝ่ามือนั้นก็ยังเลื่อนลงมาประคองเอวของนางเอาไว้ เพื่อเป็นการปกป้องให้นางอยู่ในขอบเขตที่เขาคิดว่าปลอดภัย

การกระทำเหล่านี้ทำให้หลีซวงมีความรู้สึกพิลึกพิลั่น ชายผู้นี้มีสัญชาตญาณความเป็นเจ้าของสูง ถึงแม้หลีซวงจะไม่รู้ถึงสาเหตุที่เขาแสดงออกว่าต้องการปกป้องนางก็ตาม

จอมยุทธ์ผู้นี้เหมือนว่าจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

หลีซวงเบี่ยงหน้าลอบสังเกตเขา ไม่คาดว่าใบหน้าที่เห็นกลับสวมหน้ากากสีดำปกปิดตัวตนเอาไว้กว่าครึ่ง โครงหน้าของเขาสง่างามและคมชัด ลำคอแข็งแกร่ง พอเลื่อนลงมาตรงแผงอกที่ไร้อาภรณ์ปกปิดก็พบกับมัดกล้ามแกร่งกำยำ ที่อกข้างซ้ายมีรอยสักรูปเปลวเพลิงที่ชัดเจนอยู่สายหนึ่ง มันถูกวาดเป็นเส้นสีแดงสดเสมือนเส้นเลือดที่ไต่ระดับยาวขึ้นไปยังลำคอ พาดโหนกแก้มและไปสิ้นสุดที่บริเวณหางตา

หลีซวงเห็นรอยเปลวเพลิงที่ฝังลงตรงตำแหน่งหางตาของเขา คล้ายกับถูกไหม้ลึกเข้าไปถึงเส้นเลือดด้านใน ทำให้ดวงตาคู่นั้นเป็นสีแดงสดไม่ว่าใครพบเห็นก็ต้องสะพรึงกลัว

แต่ภายในดวงตาสีเลือดคู่นั้น สะท้อนแต่เงาของนาง

ฝ่ามือและอกของเขาร้อนจนสามารถลวกคนได้ อุณหภูมิในร่างกายของเขาสูงกว่าคนทั่วไปมาก ถึงแม้จะอยู่ภายในภูมิอากาศที่หนาวเหน็บและเต็มไปด้วยหิมะ เขาก็คงไม่รู้สึกหนาว

คนผู้นี้แปลกพิลึก

โดยเฉพาะ...หลีซวงมองลูกธนูอาบยาพิษที่หักเป็นท่อนอยู่บนพื้น เมื่อสักครู่คนผู้นี้ใช้แค่มือเปล่าก็สามารถหักลูกธนูอาบยาพิษพวกนี้ได้ เขาใช้กำลังภายในรึ? หากเป็นเช่นนั้นจริง กำลังภายในของเขาคงจะแก่กล้าล้ำเลิศ

“เจ้าเป็นใคร!” หลีซวงถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

พอนางถาม ชายที่อยู่ตรงหน้าไม่ตอบ นางได้ยินเสียงร้องเรียกให้ช่วยดังออกมาจากในห้อง เป็นเสียงของหลีถิงนั่นเอง

หลีซวงตั้งใจเงี่ยหูฟัง เสียงดังมาจากห้องที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตก

ตอนนี้นางไม่ควรจะเสียเวลากับชายแปลกหน้าผู้นี้

หลีซวงกระชับดาบในมือแล้ววิ่งพรวดเข้าไป ชายหนุ่มสกัดนางไว้ เอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“อย่าขยับ รอตรงนี้”

พูดจบก็ไม่รอให้นางตอบรับ ตัวเขาก็หายวับเข้าไปในห้องราวกับสายฟ้าแลบ

ถึงคนผู้นี้จะช่วยนางไว้ แต่หลีซวงก็ไม่รู้จักประวัติของเขา จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะไม่ทำร้ายหลีถิง? นางจึงเลือกที่จะไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่าย รีบเดินตามเขาเข้าไปข้างใน

พอเดินอ้อมฉากกั้นห้องเข้าไปด้านใน หลีซวงก็เห็นหลีถิงที่ถูกเชือกมัดเป็นบ๊ะจ่างนอนนิ่งอยู่กลางเตียงเก่าหลังหนึ่ง คุณชายที่เคยสวมอาภรณ์เนื้อดีเปี่ยมสง่าราศี เวลานี้ใบหน้ากลับสกปรกมอมแมม เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง สภาพเหมือนคนสิ้นไร้ไม้ตอก สองตาของหลีถิงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

ชายหนุ่มแปลกหน้ากำลังช่วยหลีถิงคลายเชือกที่รัดร่างอยู่ ทันทีที่หลีถิงเห็นหลีซวงในใจก็คลายความกลัวต่างๆ นานาลง ขอบตาแดงก่ำราวกับจะร้องไห้ ปากที่ถูกอุดไว้ส่งเสียงอู้อี้ออกมา แต่พอจะเข้าใจได้ว่าเขากำลังตื้นตันใจ

หลีซวงสำรวจแล้วว่าแขนขาทุกส่วนในร่างกายของน้องชายอยู่ครบ นางก็คลายความกังวลลงบ้าง

เมื่อชายผู้นั้นคลายเชือกให้หลีถิงสำเร็จ ด้วยความดีใจหลีถิงรีบดึงผ้าที่อุดปากตนเองออก กระโดดลงจากเตียงโดยไม่สนใจคำเตือนของชายที่ยืนอยู่ข้างๆ “ระวัง”

เขาผลักชายผู้นั้นออกแล้วเหยียบลงบนพื้นกระดาน ตะโกนเรียกเสียงดัง “พี่หญิง”

ยังไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงปุ้ง พื้นห้องที่หลีถิงกับชายผู้นั้นยืนอยู่ยุบตัวลงเป็นช่อง แล้วทั้งสองก็ร่วงลงไปพร้อมกัน

ที่นี่มีหลุมพรางดังที่คาดไว้ไม่ผิด!

หลีซวงได้แต่ยืนมองหลีถิงกับชายหน้ากากดำร่วงลงไปในหลุมพราง พยายามหาวิธีช่วยเหลือ แต่เมื่อเดินไปถึงปากหลุมก็เห็นหลีถิงถูกโยนขึ้นมาราวกับเป็นของเล่น

หลีซวงรับตัวเขาเอาไว้

“พาเขาไปก่อน” น้ำเสียงสงบและเด็ดขาดตะโกนออกมาจากหลุมพรางที่มืดสนิทด้านล่าง

ในเวลาค่ำคืนเช่นนี้หลีซวงไม่อาจมองเห็นสภาพด้านในของหลุมได้ แต่เมื่อฟังเสียงที่นิ่งสงบดังออกมาจากด้านล่างของหลุมจึงคิดว่า ด้วยวิทยายุทธของเขาที่ช่วยนางเมื่อสักครู่ คงไม่ยากเกินไปที่จะขึ้นมาอย่างปลอดภัย และตอนนี้ความปลอดภัยของหลีถิงถือว่าสำคัญที่สุด

เมื่อลองชั่งใจดูแล้ว หลีซวงจึงตัดสินใจประคองน้องชายออกไปจากห้องก่อน

พอเดินออกไปถึงด้านนอก ก็เห็นทหารที่ติดตามมาด้วยจัดการพวกโจรที่เฝ้ายามอยู่จนเกือบหมดแล้ว ส่วนพวกโจรที่วิ่งไปดับไฟทางด้านตะวันออกเพิ่งจะพบว่าเรื่องราวไม่เป็นดังที่คิด จึงกำลังรวบรวมพรรคพวกกลับมารับมือทางด้านนี้

หลีซวงส่งสัญญาณให้ทุกคนถอย ทหารหนึ่งในนั้นรีบหยิบกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมาแล้วยิงไปกลางอากาศ บังเกิดเป็นแสงสีแดงสว่างพุ่งขึ้นฟ้าสายหนึ่ง จากนั้นก็ระเบิดเป็นพลุไฟอยู่กลางอากาศ

แสงแสบตานี้ทำให้หลีถิงได้สติ เขากระตุกมือของหลีซวง จ้องนางด้วยนัยน์ตาเบิกกว้าง

“พี่หญิง ด้านล่างหลุมพรางเมื่อครู่นี้เต็มไปด้วยใบมีดแหลมคม พี่ชายผู้นั้นบาดเจ็บเพราะช่วยเหลือข้า ข้า...ข้าไม่รู้ว่าเขาจะเป็นเช่นไรบ้างแล้ว”

เมื่อหลีซวงได้ยินก็ชะงัก กวาดตามองทหารสี่นายที่มารวมตัวกัน จากนั้นก็หันหลังกลับไปมองห้องที่น้องชายถูกขังเมื่อครู่อย่างลังเล นางดันหลีถิงส่งไปยังมือของทหารนายหนึ่งแล้วสั่งว่า

“พาเขากลับไปก่อน”

ทหารมิอาจปฏิเสธคำสั่งของแม่ทัพได้ จึงรีบตอบกลับ “รับคำสั่ง!”

หลีถิงกลัวจนน้ำตาอาบแก้ม ตะโกนร้อง “พี่หญิง พี่จะ...”

“รีบกลับไปซะ” หลีซวงถลึงตาดุดันใส่น้องชาย “พอข้ากลับไปจะสั่งสอนเจ้า” กล่าวจบนางก็หันหลังกลับวิ่งเข้าไปยังห้องเล็กนั่น ปล่อยให้พวกทหารคุ้มกันคุณชายน้อยพากลับไปยังค่าย

นางเชื่อมั่นในฝีมือลูกน้องว่าพวกเขาจะสามารถพาหลีถิงกลับไปถึงค่ายฉางเฟิงอย่างปลอดภัย ทว่าชายลึกลับที่ตกลงไปในหลุมพรางนั้น แม้ไม่ทราบประวัติความเป็นมาของเขาดีนัก แต่ก็ต้องช่วยชีวิตเขาไว้ เพราะเขาเคยช่วยหลีถิง นางเป็นลูกหลานตระกูลทหารจะต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณคน

หลีซวงเดินไปหยิบคบเพลิงที่อยู่ข้างผนังแล้ววิ่งเข้าไปในห้อง พอถึงข้างหลุมก็ตะโกนถามเสียงดัง “ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”

ข้างล่างนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงตอบกลับมา “อืม”

“ระวังคบเพลิงด้วย” พูดจบหลีซวงก็โยนคบเพลิงลงไปในหลุม จุดที่คบเพลิงผ่านทำให้หลุมลึกที่มืดมิดเกิดความสว่างไสว เมื่อคบเพลิงตกสู่พื้นแล้วหลีซวงจึงมองเห็นได้ชัดเจนว่าด้านล่างมีสภาพอย่างไร

หลุมนี้มีคนขุดเอาไว้ น่าจะลึกประมาณสี่หรือห้าจั้ง มีลักษณะคล้ายกรวย ด้านล่างแทบจะหาที่สำหรับยืนไม่ได้ คนที่ตกลงไปจะถูกเสียบด้วยเหล็กแหลมที่มีปลายด้านคมพุ่งขึ้นมาด้านบนราวกับฟันเสือ ส่วนด้านข้างของหลุมก็เต็มไปด้วยใบมีดเช่นกัน หากคนธรรมดาร่วงลงไป โอกาสที่จะหนีรอดขึ้นมาคงจะยากยิ่ง

ชายสวมหน้ากากใช้มือซ้ายจับมีดที่ปักอยู่ตรงข้างหลุมไว้ ฝ่ามือของเขาโดนมีดบาดจนเลือดไหลออกมาเป็นทาง นั่นยังไม่นับว่าหนักหนาสาหัส ที่หนักกว่านั้นก็คือมือขวาของเขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ไหล่ด้านขวาโดนมีดกรีดเป็นรอยลึกจนเกิดเป็นแผลยาว นอกจากนั้นตรงปากแผลยังมีรอยสีดำอีกด้วย คงจะถูกพิษที่อาบไว้ที่ใบมีดแน่

ดูจากฝีมือของเขาแล้วไม่น่าจะหลบหลีกคมมีดไม่พ้น แต่คงเพราะตอนโยนหลีถิงขึ้นมาทำให้เขาต้องบาดเจ็บ

หลีซวงเม้มปากแน่น รีบเอ่ยปากขอโทษแทนน้องชาย “ต้องขอโทษด้วยที่เมื่อสักครู่น้องชายของข้าตื่นตระหนกจนเกินไป ทำให้เจ้าต้องเดือดร้อน”

ชายที่ใช้มือยึดใบมีดข้างเดียวอยู่ เงยหน้าขึ้นไปมองนางที่อยู่ด้านบน แสงสว่างจากด้านล่างทำให้นางเห็นดวงตาภายใต้หน้ากากดำอย่างชัดเจน นัยน์ตาคู่นั้นเป็นสีแดง แต่สวยงามราวกับทับทิมที่แฝงไว้ด้วยไอสังหาร ถึงแม้กำลังเผชิญหน้าอยู่กับอันตรายและความยากลำบาก แต่เขากลับไม่มีท่าทีอนาทรร้อนใจ เอาแต่จ้องมองหลีซวงนิ่งๆ ดวงตาบริสุทธิ์คู่นั้นเหมือนจะบอกนางว่าคุ้มค่าแล้วที่เขาได้มองหน้านางเช่นนี้

“ไม่เป็นไร”

หลีซวงไม่ต่อปากต่อคำด้วยเวลาที่มีจำกัด นางรีบดึงผ้าห่มที่อยู่บนเตียงเอามาบิดจนเป็นเส้น จัดการมัดไว้กับเสาเตียงแล้วโยนอีกด้านหนึ่งเข้าไปในหลุม “อดทนไว้ ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว”

คนผู้นั้นไม่พูดจา เอาแต่มองหลีซวงที่ใช้มือจับเชือกหย่อนตัวลงมาด้านล่าง นางหลบหลีกใบมีดแหลมคมข้างกายเขา ทำให้หลุมนั้นดูคับแคบลงไปถนัดตา ด้านข้างของทั้งสองมีปลายมีดคมกริบจ่ออยู่ในระยะประชิด

ในช่วงอันตรายเช่นนี้ก็ได้แต่ยืนแนบชิดกันและกัน

 

-------------------------------------------------

 

บทที่ 6

 

            มือข้างหนึ่งของหลีซวงจับเชือกไว้มั่น

นางพยายามทรงตัวอย่างมั่นคงท่ามกลางปลายมีดแหลมคมทั้งสี่ด้าน ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็พยายามผูกเชือกที่เอวของชายหนุ่ม ตั้งใจจะมัดเขาให้แน่นแล้วค่อยๆ ดึงขึ้นไป ทว่าการที่จะใช้มือข้างเดียวผูกเชือกนั้น ผูกอย่างไรก็ไม่ถนัด หลีซวงเองก็เริ่มหมดความอดทน

“ช่วยขยับมือของเจ้าหน่อย เอาเชือกมัดเอวไว้ ข้าจะได้พาเจ้าขึ้นไป”

            ได้ยินดังนั้นแล้ว ชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมขยับตัว

หลีซวงเริ่มร้อนใจ ตั้งใจเงยหน้าขึ้นเพื่อจะตำหนิเขา คาดไม่ถึงว่าดวงตาสีแดงฉานที่ดูอ่อนโยนราวกับสายน้ำคู่นั้นกำลังจ้องมองนางอยู่ สายตาที่เต็มไปด้วยความรักทำให้หลีซวงเผลอคิดไปเองว่า เป็นไปได้ไหม... ตอนที่อยู่ในค่ายจะมีคนแอบรักนางโดยที่นางไม่รู้ตัว

หลีซวงจ้องตอบ กลืนน้ำลายแล้วถามกลับเสียงแข็ง “มองอะไร ไม่อยากขึ้นไปแล้วหรือ!”

            ช่างน่าโมโหนัก! ตอนนี้เป็นเวลาจ้องหน้าหรือไร ช่างไม่รู้จักจัดลำดับเรื่องสำคัญในชีวิตเอาเสียเลย

            แม้หลีซวงจะตะคอกเขาไปคำหนึ่ง แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้โกรธ ตอบแค่ “อ้อ” คำเดียว จากนั้นมือข้างที่ได้รับบาดเจ็บก็โอบเอวของนางไว้แน่น

            หลีซวงตะลึง “จะทำอะไร?”

            “พาเจ้าขึ้นไป”

            เมื่อเขาพูดจบ มือซ้ายของเขาก็ปล่อยออก หมุนตัวแล้วจับเชือกที่หลีซวงปล่อยลงมา ชายหนุ่มโอบนางไว้อย่างทะนุถนอม เท้าแตะลงไปบนปลายมีดเบาๆ แล้วกระโดดออกจากหลุมไปยืนอยู่บนพื้น

            ยังไม่ทันที่หลีซวงจะกะพริบตานางก็ออกมาจากหลุมพรางได้อย่างปลอดภัย แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ เขายังคงกอดนางเอาไว้

ต้องอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มแปลกหน้าเช่นนี้ หลีซวงเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนชอบกล นางรีบเอามือยันร่างเขาออกห่าง บริภาษเขาด้วยน้ำเสียงขึงขัง “ก็ออกมาเองได้นี่?”

            ชายหนุ่มพยักหน้า “คมมีดอาบยาพิษ จึงต้องใช้เวลาในการรักษาตัวสักพักก่อน”

            เหมือนความเป็นห่วงของนางจะสูญเปล่าไปเสียอย่างนั้น

 

            หลีซวงเคยชินกับอากาศที่แห้งและหนาวสะท้านเช่นนี้แล้ว

นางปลีกตัวออกมาอยู่ในค่ายนานถึงสามปี ผ่านศึกน้อยใหญ่มาไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง เคยดักซุ่มกำจัดโจรในยามค่ำคืน เคยต่อกรกับศัตรูภายใต้แสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงแผดเผา ไม่ว่าสถานการณ์ลำบากยากแค้นสักเพียงใดนางก็สามารถต้านศึกได้โดยไม่หวั่น

นางเป็นแม่ทัพของค่ายฉางเฟิง เป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของชายแดนแคว้นต้าจิ้น สันหลังของนางไม่เคยคดงอ ปณิธานของนางแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง

            ทว่าเวลานี้นางกำลังนั่งอยู่ด้านหน้าของใครบางคน รู้สึกถึงกลิ่นอายของคนผู้นั้นกำลังโอบล้อมรอบตัวนางเพื่อปกป้องคุ้มภัย สำหรับหลีซวงแล้วนี่ถือว่าเป็น

            ครั้งแรก...

            ท่ามกลางหิมะตกหนัก ทั้งสองขี่ม้าฝ่าเกล็ดน้ำแข็งสีขาวมุ่งหน้าไปอย่างโดดเดี่ยว ไม่อาจรู้ว่าวิ่งไประยะทางไกลเท่าใดแล้ว จนกระทั่งวิ่งมาถึงหน้าผาแห่งหนึ่ง ม้าที่ขี่มาตั้งแต่หมู่บ้านโจรก็วิ่งต่อไปไม่ไหว ปากของมันเต็มไปด้วยฟองแล้วมันก็ค่อยๆ วิ่งช้าลง

            ทว่า...จากจุดนี้สามารถมองเห็นเงาของค่ายฉางเฟิงอยู่ไม่ไกลแล้ว

            ชายหนุ่มลงจากหลังม้าแล้วยื่นมือไปรับหลีซวงลงมา

            แต่หลีซวงกลับนั่งอยู่บนหลังม้า จ้องมองเขานิ่งๆ “เจ้ารู้หรือว่าข้าเป็นใคร?”

การกระทำของเขานับเป็นประโยคบอกเล่าได้ประโยคหนึ่ง หลีซวงจ้องตาชายหนุ่ม นางไม่เคยบอกเขาถึงฐานะของตนและวันนี้นางก็สวมชุดดำ ไม่ได้สวมชุดทหารประจำค่ายฉางเฟิง ชายหนุ่มก็ไม่เคยถามนาง แต่เขากลับพานางมาตามทางเดินกลับค่ายฉางเฟิงได้ถูกต้อง เห็นได้ชัดว่า...เขารู้ว่านางเป็นใคร

            ชายหนุ่มไม่ตอบคำถาม มือยังยื่นค้างอยู่ รอกระทั่งหลีซวงกระโดดลงไปยังอีกฟากของม้า แววตาของเขาจึงเปล่งประกายผิดหวังออกมาเล็กน้อยแล้วเอามือลง

            เลือดที่ไหลออกมาจากบ่าของเขา เมื่อถูกความเย็นของอากาศก็จับตัวเป็นน้ำแข็ง

            หลีซวงถามเขาอีกครั้ง “เจ้าเป็นใครกันแน่?” นางหรี่ตา คอยระวังตัวตลอด “รู้จักข้าได้อย่างไร รู้ทางไปที่พักของข้าได้อย่างไร แล้วเพราะเหตุใดเจ้าถึงต้องคอยช่วยเหลือข้าด้วย?”

            คำถามแต่ละคำดูเย็นชาและตรงไปตรงมา แต่ก็เหมือนโยนหินถามทาง เพราะไม่มีคำพูดใดตอบกลับมา

            หลีซวงขมวดคิ้ว ชักดาบออกมาจ่อที่ลำคอของเขา “หากเจ้าไม่ตอบ ข้าจะคุมตัวเจ้ากลับค่ายฉางเฟิงแล้วค่อยไต่สวนทีหลัง” ครั้งนี้นางรีบออกไปช่วยหลีถิงด้วยความเร่งรีบและฉุกละหุก ตามหลักแล้วนอกจากคนสนิท ผู้อื่นไม่น่าจะรู้เรื่องนี้ แต่ทุกการเคลื่อนไหวของนางกลับถูกชายลึกลับผู้หนึ่งล่วงรู้จนหมดสิ้น

            เรื่องราวช่างซับซ้อนซ่อนเงื่อน อย่าคิดว่าเพราะเขามาช่วยตนแล้วจะปล่อยให้เลยตามเลยได้ แม้เขาจะไม่ประสงค์ร้าย ก็ไม่ควรปล่อยตัวไปง่ายๆ หลีซวงคิดเช่นนี้

            เมื่อปลายดาบของนางชี้ไปยังตำแหน่งลำคอของฝ่ายตรงข้าม นางถึงพบว่า นัยน์ตาสีแดงฉานที่อยู่หลังหน้ากากดำอันแข็งทื่อของชายหนุ่ม เวลานี้เหมือนจะเอ่อล้นไปด้วยความชอกช้ำใจ

            นางปฏิบัติต่อเขาเฉกเช่นศัตรู ทำให้เขารู้สึกเสียใจรึ?

            หลีซวงรู้สึกตกใจเล็กน้อยในความอ่อนไหวของชายผู้นี้...เขาเป็นคนอย่างไรกันแน่ จู่ๆ ก็แสดงแววตาตัดพ้อออกมา ทำให้นางดูเหมือนคนไร้น้ำใจไปเสียอย่างนั้น

            ในระหว่างที่หลีซวงกำลังตะลึงอยู่ ชายหนุ่มก็เดินหน้ามาก้าวหนึ่ง ทั้งลำคอและสายตาเหมือนกำลังท้าทายกับคมดาบของนาง อันที่จริงแล้วหลีซวงไม่ได้คิดจะสังหารเขา จิตใต้สำนึกของนางสั่งให้ขยับดาบออกไปด้านข้างเพื่อไม่ให้โดนตัวเขา

            การกระทำนี้ทำให้ชายหนุ่มยิ่งได้ใจ เขาเดินรุกประชิดเข้าใกล้นางมากยิ่งขึ้น จากนั้นก็ยื่นมืออุ่นๆ ของเขาแนบชิดกับแผ่นหลังของหญิงสาวอีกครั้ง หญิงสาวคิดจะต่อต้านโดยการใช้ดาบบังเขาเอาไว้ แต่กลับถูกการกระทำบางอย่างทำให้นางถึงกับพูดอะไรไม่ออก

            เขาเอามือกุมศีรษะของนางไว้อย่างไร้เหตุผล ไม่ปล่อยให้หลีซวงได้เตรียมความพร้อมใดๆ

แล้วจุมพิตนาง!

            ริมฝีปากคู่นั้นประกบจูบอย่างถือดีราวกับเป็นเจ้าของตัวนาง ไม่เคยมีใครใกล้ชิดและสัมผัสหลีซวงเช่นนี้มาก่อน นัยน์ตาของนางเบิกกว้าง เวลานี้นางลืมสิ้นแล้วทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิทยายุทธหรือกำลังภายใน

            ชายหนุ่มสูดกลิ่นอายของนางราวกับป่าแล้งรอฝน เหมือนสัตว์ป่าที่พร้อมจะดูดกลืนรสชาติของเนื้อสมันที่ตนชอบ เขาจู่โจมริมฝีปากของนางแล้วแทรกตัวเองเข้าไปลิ้มรสอ่อนหวานภายใน ทุกจังหวะลมหายใจและการกระทำของเขา ทุกอย่างราวกับจะกลืนกินและครอบครองนางไว้ให้จงได้

            หลังจากที่หลีซวงยืนนิ่งเหม่อลอยไปชั่วครู่ ในที่สุดนางก็ได้สติ

            เจ้าโจรเด็ดบุปผา!

            หลีซวงนึกโมโห ต่อยเข้าไปที่ท้องของชายหนุ่มเต็มหมัดโดยไม่นึกออมแรง

            ชายหนุ่มจุกจนส่งเสียงร้อง แสดงให้เห็นว่าถูกชกจนเจ็บอย่างเห็นได้ชัด เขาโน้มตัวลงแต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยหลีซวง ทำเหมือนไม่สามารถตัดใจได้ เหมือนไม่ต้องการหลุดออกจากสัมผัสที่มีให้กันนี้

            ในระหว่างที่หลีซวงยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะลงมืออย่างโหดเหี้ยมดีหรือไม่ ฟ้าก็ค่อยๆ สว่างขึ้น นับเป็นเวลารุ่งสางพอดี

            หลีซวงรู้สึกว่าชายหนุ่มยืนตัวแข็งเกร็ง เหมือนกำลังตกใจหรือพยายามแอบซ่อนความเจ็บปวดของตนเอาไว้ ทันใดนั้นเขาก็ปล่อยนางแล้วผละออกห่างไปสองก้าว

            หลีซวงกระชับดาบในมือแล้วตะโกนว่า “เจ้าบ้า คิดจะหนีรึ!”

            นางยังพูดไม่จบคำ ชายหนุ่มก็กระโดดจากยอดเขาลงไปด้านล่างเสียแล้ว หลีซวงหยีตาแล้ววิ่งตามไปเพื่อจะจับตัวชายหนุ่ม แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเขาหายตัวไปไหนแล้ว

            เขาก็เป็นเช่นนี้เอง ตอนมาก็มาอย่างกะทันหัน ตอนจากก็จากไปต่อหน้าต่อตาเช่นกัน ไม่หลงเหลือแม้แต่คำกล่าวหรือเบาะแสใดๆ เอาไว้เลย

            หลีซวงได้แต่ยืนอยู่บนเนินเขา จ้องมองแสงแดดที่สาดส่องมาไกลแสนไกล นางปักดาบในมือลงบนพื้นอย่างเกรี้ยวกราด ยกมือปิดปาก คับแค้นใจจนต้องขบฟันแน่น

“คนสารเลว!”

 

            ยามที่หลีซวงกลับไปถึงค่าย ท้องฟ้าก็สว่างจ้า

เมื่อนางมาปรากฏตัวนอกค่าย ทหารที่เฝ้าสังเกตการณ์เห็นนางก็รีบรายงานต่อฉินหลันที่หลีซวงสั่งให้อยู่จัดการเรื่องราวต่างๆ ภายในค่าย ฉินหลันรีบควบม้าออกมารับทันที

            พอควบม้ามาถึงเบื้องหน้าของหลีซวง ฉินหลันก็รีบกระโดดลงจากหลังม้า จ้องนางเนิ่นนาน เห็นนางไม่เป็นอะไรก็เบาใจลง มุมปากที่เม้มไว้แน่นก็ค่อยๆ ผ่อนคลาย “ท่านแม่ทัพ” เขายังคงประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อมเช่นเคย “ท่านแม่ทัพเหนื่อยมากแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ” 

            หลีซวงเองเดินกลับมาจึงรู้สึกเหนื่อยบ้างแล้วเหมือนกัน นางกระโดดขึ้นหลังม้าอย่างไม่เกรงใจฉินหลัน ปล่อยให้อีกฝ่ายจูงม้าเดินอยู่ด้านข้าง นางถามว่า “หลีถิงกลับมาแล้วหรือยัง?”

            “กลับมาแล้วขอรับ ได้ให้ท่านหมอมาตรวจดูอาการของคุณชายแล้ว ท่านหมอบอกว่าคุณชายน้อยเพียงแค่ตกใจ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”

            หลีซวงถอนใจเฮือกหนึ่ง “ท่านพ่อพูดไว้ไม่มีผิด นิสัยของหลีถิงดูเหมือนจะเก่ง แต่เหมาะที่จะถูกเลี้ยงอยู่ในเมืองหลวงเท่านั้น พอเจอปัญหาก็ยังทำท่าเหมือนหญิงสาวผู้บอบบาง ยังต้องฝึกอีกมาก...” 

            “อายุคุณชายยังน้อยนัก ท่านแม่ทัพก็อย่าได้ตำหนิเขามากนักเลย” ฉินหลันพูดตัดบท เหลือบมองหลีซวงที่อยู่บนหลังม้า เมื่อไตร่ตรองดีแล้วก็ถามขึ้นว่า “ข้าได้ยินคุณชายบอกว่า ตอนที่อยู่ในหมู่บ้านหินผาของพวกโจร มีชายลึกลับสวมหน้ากากดำผู้หนึ่งมาช่วยท่านแม่ทัพ...”

            เมื่อหลีซวงได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถึงคนผู้นั้น ทำให้นึกถึงตอนที่อยู่บนยอดเขาก่อนฟ้าจะสางเมื่อครู่ ในใจทั้งเขินอายทั้งโมโห แต่เพราะนางไม่สามารถแสดงอารมณ์ต่อหน้าทหารได้ จึงได้แต่ปั้นหน้านิ่ง พูดตัดบททันที “อย่าพูดถึงอีกเลย”

            ฉินหลันได้ยินก็เงยหน้าขึ้นมองหลีซวงแวบหนึ่ง พอเห็นนางอารมณ์ไม่ดีจึงได้แต่ก้มหน้าลงและตอบเสียงเบา “รับทราบ”

            ด้วยฐานะของเขาไม่มีคุณสมบัติจะซักถามอะไรกับนางมากนัก หากถามมากอาจจะเป็นการล่วงเกินได้

 

            เมื่อเข้าไปในค่าย ทหารทั้งหลายก็วิ่งกรูกันเข้ามา

หลีถิงที่สวมเสื้อคลุมหนาก็วิ่งออกมาจากในกระโจมเช่นกัน พอเห็นหลีซวงนัยน์ตาของเขาก็แดงก่ำเหมือนจะร้องไห้ รีบวิ่งเข้ามาสวมกอดนาง “พี่หญิง”

            หลีซวงถูกเนื้อตัวที่อ่อนนุ่มของเขาสวมกอดไว้ ไม่ว่าจะใจแข็งแค่ไหนก็อดไม่ได้ที่จะใจอ่อนบ้างเป็นบางครั้ง หลีถิงเป็นน้องชายสุดที่รักที่นางคอยปกป้องมาแต่เด็ก คราวนี้ที่ยอมให้หลีถิงช่วยคุ้มกันเสบียงอาหารไปด้วยนั้น ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของนางเอง ไม่ควรจะโทษเขา

            หลีซวงถอนใจผลักหลีถิงออก “กลับเข้าไปก่อน” จากนั้นจึงหันไปเรียกหลัวเถิงกับผู้นำทหารคนอื่นๆ เข้ามาพบ

            หลีถิงถูกบ่าวรับใช้พากลับไปที่พัก หลีถิงเดินไปก้าวหนึ่งก็หันมามองพี่สาวด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์ เห็นนางกำลังออกคำสั่งกับผู้นำทหารคนอื่นๆ ที่เพิ่งจะมาถึง

            “เมื่อคืนคนของเราไปกันน้อย จึงไม่สามารถปราบพวกโจรได้ วันนี้ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวลอีก ให้เลือกทหารมาสักสามพันนาย เดินทางไปพังรังโจรนั่นให้ราบคาบ เอาเฉพาะคนที่มีฝีมือร้ายกาจ” หลีซวงมีสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาเยือกเย็น “เชือดไก่ให้ลิงดู ให้พวกมันกับพวกซีหรงเห็นว่าหากคิดจะมาหยามแคว้นต้าจิ้นของเรา จะมีจุดจบเช่นไร”

            เชือดไก่ให้ลิงดู... นั่นหมายความว่า หลีซวงไม่ต้องการให้พวกมันรอดแม้แต่คนเดียว

            หลีถิงมองหลีซวง เห็นแววตาของนางคมกริบดุจดั่งใบมีด สีหน้าเยือกเย็น เขาเองยังรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา แต่เดิมหลีซวงกับเขามักมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งเขาเคยคิดว่านางเป็นพี่ที่สติไม่ค่อยจะดี ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดคนในเมืองหลวงถึงซุบซิบนินทาว่าพี่หญิงของเขาดุเหมือนเสือ แท้จริงแล้วไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย

            ทำสงครามเพื่อแคว้น ถือแว่นแคว้นเป็นสำคัญ

ปฏิบัติการตามแผน รู้จักใช้กลอุบาย การเข่นฆ่าและเสียเลือดเนื้อล้วนเป็นเรื่องธรรมดา เพราะมีคนเช่นนางคอยปกป้องรักษาชายแดน จึงทำให้ราษฎรที่อาศัยอยู่ในแคว้นต้าจิ้นได้อยู่เย็นเป็นสุข เขาเองก็สามารถอยู่ในเมืองหลวงได้อย่างสุขสบาย อยากจะเล่นก็ออกไปเที่ยวเล่นกับคุณชายคนอื่นๆ ของเหล่าเสนาบดีได้

            เมื่ออยู่ในบ้าน ท่านพ่อมักจะบอกว่าเขาสู้พี่สาวไม่ได้ หลีถิงฟังแล้วก็ได้แต่คิดว่าคงเป็นเพราะตัวเองยังอายุน้อย แต่ตอนนี้เขาค้นพบแล้วว่า ฝีมือของเขากับหลีซวงนั้นห่างไกลกันเกินไป ห่างกันราวกับอยู่กันคนละโลก

หลีถิงได้แต่กัดฟันแล้วเดินเข้าไปในกระโจมที่พักของตนเองอย่างเงียบๆ

-------------------------------------------------

บทที่ 7

            หลีซวงจัดแจงเรื่องภารกิจกับผู้นำเหล่าทหาร

นางวางแผนโจมตีหมู่บ้านโจรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายให้ฉินหลันทำหน้าที่เป็นผู้นำในการปราบโจร หญิงสาวรู้ดีว่าด้วยความสามารถของค่ายฉางเฟิงสามารถจัดการหมู่บ้านเล็กๆ นั่นได้อย่างไม่มีปัญหา พอสะสางทุกอย่างเรียบร้อย หลีซวงก็กลับกระโจมที่พักของตนเองเพื่อจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ประจำวันในค่ายทหาร จากนั้นนางจึงเขียนจดหมายเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับหลีถิง ฝากคนเอากลับไปยังเมืองหลวงเพื่อรายงานต่อท่านพ่อให้รับทราบ

            กว่าจะเสร็จธุระทั้งหมดก็พลบค่ำแล้ว หลีซวงเดินนวดไหล่แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียง วันนี้ทั้งวันยังไม่ได้พักผ่อน ตอนนี้นางรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มกำลัง พอล้มลงบนเตียงได้ก็หลับใหลไปอย่างง่ายดาย

            นางคิดว่าตนเองแค่งีบหลับคงจะไม่ฝันอะไร แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ตั้งแต่ชั่วขณะที่นางเพิ่งจะหลับตานอน นางก็ฝันไม่หยุด ในความฝัน...นางมองเห็นชายคนหนึ่งท่อนบนเปลือยเปล่า สวมหน้ากากสีดำยืนอยู่บนหน้าผาที่เต็มไปด้วยสายฝนและหิมะโปรย เขาโอบกอดนางไว้แนบกับทรวงอกที่ร้อนระอุ จากนั้นก็ใช้ริมฝีปากสัมผัสลงบนหน้าผาก แก้มและริมฝีปากของนาง

            ในฝันตัวเองพยายามต่อสู้ดิ้นรน แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นออกมาจากอ้อมกอดของเขา กระทั่งชายหนุ่มจุมพิตมาถึงลำคอ และเริ่มเปลื้องผ้าของนางออก หลีซวงถึงสะดุ้งตื่น

            พอลืมตาก็พบว่าเวลาล่วงเลยมาถึงกลางดึก ทั้งค่ายฉางเฟิงเงียบสงัด เนื่องจากนางนอนหลับอยู่จึงไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามารบกวน ในกระโจมก็ไร้แสงเทียน ความหนาวเหน็บและความมืดที่อยู่รอบกายยิ่งทำให้ฝันเมื่อครู่นี้ร้อนแรงแผดเผา นางลืมตาอย่างเหม่อลอย จากนั้นจึงยกมือขึ้นมาปิดหน้าของตนเอง แล้วถอนใจอย่างโล่งอก

ที่แท้ก็แค่ฝันไป

            พอรู้เช่นนี้ ก็รู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ     

            แต่เมื่อนางลุกขึ้นนั่งเพื่อจะดื่มน้ำ กลับพบว่าผ้าห่มของตนถูกดึงลงมา เสื้อผ้าก็ถูกแหวกออกเล็กน้อย หลีซวงตกใจ คาดไม่ถึงว่าแค่ฝันนางถึงกับถลกเสื้อผ้าของตัวเองออก

            นางรู้สึกเหมือนมีอะไรไม่ชอบมาพากล จึงเลิกม่านประตูแล้วเดินออกไปด้านนอก ทหารที่เฝ้ายามอยู่นอกประตูเป็นทหารใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในปีนี้ เขาถืออาวุธและกำลังยืนสัปหงกอยู่ ในตอนที่หลีซวงเลิกม่านประตูนั้นเขาก็สะดุ้งตื่นแล้วรีบยืดตัวตรง แสดงความเคารพต่อหลีซวง

“ท่านแม่ทัพ”

            หลีซวงหันมองรอบด้าน “เมื่อครู่มีคนเข้ามาในกระโจมที่พักของข้าไหม?”

            ทหารยามตกใจ ทำตาปริบๆ มองไปยังหลีซวง “เรียนท่านแม่ทัพ ยังไม่พบเห็นผู้ใดเข้าไปยังที่พักของท่าน”

            ไม่ว่าจะเก่งกาจแค่ไหน ก็คงไม่สามารถรอดพ้นสายตาทหารยามเพื่อเข้าไปในกระโจมได้...หรือว่านางจะแค่ฝันไป

            หลีซวงไม่กล่าวอะไรต่อ เดินกลับเข้าไปในที่พัก นั่งลงบนปลายเตียงแล้วถอนใจเฮือกหนึ่ง ในใจครุ่นคิดว่า หากคราวหน้ากลับเมืองหลวง จะให้ท่านพ่อช่วยหาคู่หมั้นหมายให้เสียเลย คงเป็นเพราะตอนนี้นางอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่ชายแดน จึงมิอาจทนต่ออารมณ์ดิบของวัยสาวที่กำลังมาเยือน

 

            เช้าตรู่วันต่อมา

หลีซวงออกจากค่ายพอดีกับที่ฉินหลันนำข่าวการปราบปรามโจรกลับมารายงาน

            หลีซวงพยักหน้า นึกไพล่ไปถึงชายลึกลับที่พบอยู่ในหมู่บ้านหินผาผู้นั้นอีกครั้ง ยังไม่คลายสงสัยที่เขารู้เรื่องนางเป็นอย่างดี ทำให้หลีซวงไม่สามารถวางใจได้ นางไตร่ตรองถึงรายละเอียดของเหตุการณ์เมื่อวานอย่างถี่ถ้วน ทันใดนั้น...นางนึกถึงรอยสักสีแดงตรงอกของเขาที่ตวัดขึ้นไปจนถึงหางตา!

            ลายสักนั้น เหมือนหลีซวงเคยเห็นมาก่อน

            นางลูบคางเบาๆ อย่างครุ่นคิด แล้วก็เบิกนัยน์ตากว้าง “เจ้าทหารน้อยที่ชื่อจิ้นอัน” นางหันไปถามหลัวเถิง “ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”

            หลัวเถิงถูกนางถามเช่นนี้ เขาเองก็รู้สึกฉงน “เจ้าเด็กนั่นกำลังฝึกอยู่กับกลุ่มทหารรุ่นเยาว์ ท่านแม่ทัพทำไมจู่ๆ จึงถามหาเขา?”

            หลีซวงไตร่ตรอง “พาข้าไปดูเขาหน่อย”

            หลัวเถิงพาหลีซวงไปยังที่ฝึกทหารใหม่ เจ้าเด็กน้อยจิ้นอันแม้จะเป็นเพียงเด็กตัวเล็กนิดเดียว แต่ก็ฝึกสมรรถภาพร่างกายร่วมกับเด็กที่อายุมากกว่าได้อย่างแข็งขัน เขากำลังวิ่งรอบสนามอยู่ ไม่รู้ว่าวิ่งเป็นรอบที่เท่าไรแล้ว เด็กที่วิ่งนำหน้าเหมือนจะเหนื่อยจนเหงื่อไหลออกมาเต็มหัว แต่จิ้นอันกลับวิ่งตามหลังด้วยสีหน้าและการเต้นของหัวใจที่ปกติ เด็กคนอื่นๆ ถอดเสื้อกันหมด เหลือแต่จิ้นอันที่ยังสวมเสื้อบางๆ อยู่ เหงื่อที่ตัวก็ออกไม่มาก ทำให้เสื้อผ้าที่ใส่นั้นยังดูสะอาดหมดจด

            หากไม่ใช่คนที่มีกำลังภายในดี คงทำเช่นนี้ได้ยาก

            “จิ้นอัน!” หลัวเถิงตะโกนเรียกเสียงดัง จากนั้นก็กวักมือ “มานี่ ท่านแม่ทัพต้องการจะพบเจ้า”

            จริงๆ แล้วแทบไม่ต้องให้หลัวเถิงตะโกนบอก เพราะก่อนที่อีกฝ่ายจะเรียก สายตาของจิ้นอันก็เปล่งประกายและจับจ้องไปที่หลีซวงอยู่นานแล้ว เพียงหลัวเถิงเรียก จิ้นอันก็รีบวิ่งไปยืนอยู่ตรงหน้าของหลีซวง จากนั้นสายตาของเขาก็ไม่มองอย่างอื่นที่อยู่รอบกายอีก

            สายตาของเขาที่มองกลับมาทำให้หลีซวงอดรู้สึกขำไม่ได้ นางคุกเข่าลงมองเด็กน้อยพลางเย้า “หน้าตาข้าเหมือนมารดาผู้ให้กำเนิดเจ้าหรือ?”

            จิ้นอันชะงักไปทันที รีบส่ายหัว

            “เช่นนั้น...เพราะเหตุใดเจ้าถึงใช้สายตาแบบนี้จ้องมองข้าทุกครั้ง?”

            จิ้นอันนิ่งคิดแล้วตอบกลับว่า “เพราะท่านพิเศษ”

            เหมือนประโยคนี้จิ้นอันจะเคยพูดกับนางมาแล้วสองครั้ง หลีซวงทำได้เพียงพยายามเข้าใจว่า เพราะนางช่วยเขามาจากป่าร้าง เด็กน้อยคงจะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณกระมัง

            หลีซวงลูบหัวจิ้นอันไปมา

            เมื่อถูกนางลูบหัว มันเป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกสบาย จิ้นอันหลับตาเคลิ้ม เขาชอบให้นางสัมผัสเป็นที่สุด

            หลีซวงลูบหัวไปมาเพียงไม่กี่ครั้งก็เอามือออก จิ้นอันมองมือหลีซวงแล้วเม้มปากเหมือนต้องการจะปิดบังความตื่นเต้นที่ถูกนางสัมผัส

หลีซวงถามว่า “หน้าอกของเจ้ามีรอยสักสีแดงใช่หรือไม่ วันที่พาเจ้ากลับมา ข้าเคยเห็น?” 

            จิ้นอันเองก็ไม่ปฏิเสธ เขาพยักหน้า “ท่านจะดูหรือ?”

            “ใช่” จากนั้นหลีซวงก็หยุดคิด “ดูได้หรือไม่?”

            “ตัวของข้า ท่านดูได้หมด”

            หลีซวงได้ยินเช่นนี้ ก็เหมือนมีอะไรติดคอทำให้พูดไม่ออก หลัวเถิงที่ยืนอยู่ด้านข้างตะโกนขึ้นมา “เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม คิดจะพูดจาลามกล่ะสิ ใครให้เจ้าพูดเช่นนี้ต่อหน้าท่านแม่ทัพ”

            “พอเถอะ” หลีซวงโบกมือห้าม เดิมตั้งใจจะเปิดหน้าอกของเด็กน้อยดูตรงนี้เลย คิดว่าคงจะไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้นางกลับรู้สึกไม่ดีที่จะขอดูอย่างโจ่งแจ้ง นางจึงเดินนำจิ้นอันเข้าไปในกระโจมของทหาร แล้วให้เขาถอดเสื้อออก

            หลีซวงจับตัวจิ้นอันที่ถอดเสื้อผ้าท่อนบนออกแล้วหมุนรอบหนึ่ง เห็นแต่รอยสักรูปเปลวเพลิงที่อยู่บนหน้าอกข้างซ้ายของเขา ส่วนอื่นๆ ของร่างกายก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กคนอื่นๆ ที่น่าแปลกคือเขามีผิวพรรณผ่องใสกว่าเด็กที่เติบโตในเมืองหลวงเสียอีก

            บนตัวเขาไม่มีบาดแผลแม้แต่นิดเดียว ทำให้หลีซวงอดคิดไม่ได้ว่าวันที่นางเก็บเขากลับมานั้น ทั้งตัวเขามอมแมม เต็มไปด้วยคราบเลือด หากดูจากตอนนี้แล้วคิดว่าเลือดที่อาบอยู่บนตัวเขาวันนั้นน่าจะเป็นเลือดของผู้อื่น มิเช่นนั้นบาดแผลที่มีเลือดไหลออกมามากคงไม่หายเร็วขนาดนี้ แม้แต่รอยแผลเป็นก็ยังไม่มีให้เห็น

            จิ้นอันหมุนตัวรอบหนึ่ง ในที่สุดสายตาของหลีซวงก็ไปหยุดอยู่ที่ลายสักตรงหน้าอกเขา นางยื่นนิ้วมือไปลูบเบาๆ พอลูบไปถึงรอยสีแดง นางก็รู้สึกว่าจิ้นอันสะดุ้ง

            หลีซวงชะงักมือ “เจ็บรึ?”

            จิ้นอันพยักหน้า อันที่จริงเขาไม่เจ็บ เขาแค่รู้สึกว่าปลายนิ้วของหลีซวงช่างเปี่ยมพลังนัก แม้จะสัมผัสเพียงเบาๆ ก็สามารถทำให้เขาขนลุกไปหมด นางไม่รู้หรอกว่าเขาดีอกดีใจจนเนื้อเต้นสักแค่ไหน เขาเห็นหลีซวงยื่นมือเข้ามาแล้วใช้ปลายนิ้วลูบไปตามรอยที่อยู่บนอกอีกครั้ง

            จิ้นอันก้มหน้าเก็บงำสายตาอ่อนโยนของตนไว้ เขาชอบที่โดนหลีซวงสัมผัส

            ปลายนิ้วของนางคล้ายกับแสงอาทิตย์ที่ช่วยขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากทั้งมวลที่อยู่ในตัวของเขา รวมทั้งความเจ็บปวดจากอากาศหนาวที่แทรกเข้ามาในร่าง

            แต่หลีซวงกลับมองไม่เห็นความคิดภายในใจของจิ้นอัน นางลูบมือไปมาที่รอยบนอกของเขา แล้วถามว่า “รอยสักนี้มาได้อย่างไร เจ้ายังจำได้หรือไม่?”

            ยามที่นางชักมือออก ในใจจิ้นอันรู้สึกผิดหวังจนไม่สามารถเก็บอาการได้ แต่เขาก็ยังไม่ลืมตอบคำถาม “จำไม่ได้แล้ว”

            เขาจำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ ทั้งชื่อแซ่ ไม่รู้ว่าตนเองมาจากไหน อดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร และเพราะเหตุใดถึงเป็นแบบนี้ ช่วงเวลาที่ใกล้สุดที่เขาสามารถจำเหตุการณ์ได้ ก็คือตอนที่อยู่กลางป่าหนาวเหน็บ เขาวิ่งออกมาพร้อมด้วยเนื้อตัวโชกเลือด ปากก็เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด จากนั้นตัวเขาก็นอนแข็งเย็นอยู่กับพื้น

            หลีซวงใคร่ครวญตามที่อีกฝ่ายบอก หากเด็กคนนี้ไม่ได้พูดปด แสดงว่าเขาสูญเสียความทรงจำไปแล้วจริงๆ ส่วนรอยสักบนหน้าอกดูเหมือนจะอยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับชายลึกลับสวมหน้ากากดำคนนั้น ถ้าต้องการรู้ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร นางคงจะต้องสืบหาเบาะแสเองเสียแล้ว

            หลีซวงสั่งให้จิ้นอันสวมเสื้อผ้า จากนั้นก็บอกให้เขากลับไปฝึกต่อ พอนางหันหลังทำท่าจะกลับไปที่พัก จิ้นอันก็ดึงรั้งขอบเสื้อของนางไว้

            หลีซวงหันกลับมามอง “มีอะไรหรือ?”

            “ข้าขอติดตามรับใช้ท่านได้ไหม?”

            คำถามนี้ยิงมาอย่างรวดเร็ว หลีซวงครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “เจ้ายังอายุน้อย จะต้องฝึกฝนความรู้พื้นฐานกับทหารอาวุโสก่อน”

            “ข้าทำเป็นทุกอย่าง” เขาจ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการเรียกร้องแฝงความน่าสงสาร “ข้าสามารถปกป้องท่านได้”

            นางได้ยินก็หุบยิ้ม เดิมทีตั้งใจจะปฏิเสธ แต่พอฉุกคิดไตร่ตรองแล้วจึงพยักหน้า “ก็ได้”

            เมื่อได้ยินคำนี้ ดวงตาของจิ้นอันที่ไม่เคยมีความหวังปรากฏขึ้นมาก่อน ตอนนี้กลับเปล่งประกาย “ท่านตกลงแล้วใช่ไหม?”

            “ใช่” หลีซวงพยักหน้า “ประเดี๋ยวข้าค่อยสั่งการออกไป ถือเสียว่าจากวันนี้เป็นต้นไปเจ้าคือทหารคนสนิทคนหนึ่งของข้า วันนี้เจ้ากลับไปเก็บสัมภาระเสียก่อน พรุ่งนี้ให้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่พักของกลุ่มทหารคนสนิท”

            เมื่อจิ้นอันได้ฟังดังนั้น ใบหน้าก็สดใสเปล่งปลั่ง เขาพยักหน้าตอบรับ รู้สึกว่าครั้งนี้เป็นการห่างหลีซวงครั้งแรกที่มีความสุขที่สุด

            มองจิ้นอันเดินจากไปแล้วหลีซวงก็เรียกฉินหลันเข้ามา ทหารคนสนิทข้างกายหลีซวงมีทั้งหมดสิบสองคน โดยมากเป็นทหารที่นางพามาจากจวนแม่ทัพ แต่ละคนมีฝีมือเก่งกล้าและมีความซื่อสัตย์ ฉินหลันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาเป็นหัวหน้าของกลุ่มทหารคนสนิทและมีฐานะเป็นรองแม่ทัพด้วยในขณะเดียวกัน พอนานวันเข้า ฐานะที่เป็นหัวหน้าทหารคนสนิทจึงไม่ค่อยมีคนเอ่ยถึง

            พอได้ฟังที่หลีซวงสั่ง ฉินหลันก็ตกใจ “เจ้าเด็กนั่น...”

            หลีซวงรู้ดีว่าฉินหลันจะต้องไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน นางจึงพูดตรงๆ “วันก่อนที่ข้าพาทหารสิบนายไปหมู่บ้านโจร ชายลึกลับผู้นั้นล่วงรู้ได้อย่างไร ด้วยความที่เป็นภารกิจด่วน คนนอกไม่ควรจะรู้เรื่องนี้ใช่หรือไม่?”

            ฉินหลันทำหน้าตาขึงขังจริงจัง “ท่านแม่ทัพสงสัยว่า...เจ้าเด็กนั่นเกี่ยวข้องกับชายลึกลับคนนั้น”

            หลีซวงพยักหน้า “ถึงจะไม่รู้ว่าชายผู้นั้นมีจุดประสงค์ใด และไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะจิ้นอันนำข่าวไปบอกชายหน้ากากดำผู้นั้นหรือเปล่า แต่ถ้าดูจากรอยสักบนอกของเขากับอาการที่ไม่สะทกสะท้านต่อความหนาวเย็น ทำให้ข้าค่อนข้างมั่นใจว่าคนทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกัน”

            “อก?”

            ฉินหลันถามย้ำ ทำให้หลีซวงอึ้งไป...จริงสิ ข้างนอกอากาศหนาวเหน็บถึงเพียงนั้น นางจะไปเห็นเนื้อหนังภายในร่มผ้าของชายหนุ่มได้อย่างไรกัน นางแกล้งกระแอม “สรุปก็คือ ให้เจ้าคอยควบคุมดูแลจิ้นอันให้อยู่ในสายตา ดีกว่าปล่อยให้เขาอยู่กับทหารรุ่นเยาว์พวกนั้น หากเราควบคุมไว้อย่างดี เขาจะไม่สามารถทำอะไรตามอำเภอใจได้ กลุ่มทหารคนสนิทของข้าแต่ละคนล้วนมีฝีมือ ไม่ต้องกังวลเรื่องจะเอาเขาไม่อยู่”

            เห็นหลีซวงเปลี่ยนเรื่อง ฉินหลันจึงได้แต่รับคำสั่ง

            “สำหรับเรื่องอื่น...” หลีซวงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เดิมทีคิดว่าไม่จำเป็นต้องค้นหาประวัติเด็กคนหนึ่ง แต่ดูท่าไม่สืบคงไม่ได้แล้ว”

            หลีซวงคิดว่ารอยสักรูปเปลวเพลิงสีแดงที่ปรากฏอยู่ที่ตำแหน่งอก กับบุคลิกที่ไม่สะทกสะท้านต่อความหนาวเย็นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา หากปรากฏอยู่กับคนหลายคน นั่นก็อาจเป็นไปได้ว่า ที่ชายแดนทางเหนือนี้ยังมีกลุ่มชนเผ่าหรือชาติพันธุ์อื่นๆ ที่นางยังไม่รู้จัก และกลุ่มคนเหล่านั้นรู้เรื่องของค่ายฉางเฟิงเป็นอย่างดีเสียด้วย

            หลีซวงออกคำสั่ง “วันนี้ช่วงบ่ายในค่ายไม่มีกิจธุระอันใด ไปจัดคนมาสามคนตามข้าไปสำรวจหาที่มาของจิ้นอัน” หญิงสาวหรี่ตามองไปทางทิศที่พบเด็กน้อย “ข้าจำได้ว่าด้านหลังเป็นป่า คืนก่อนวันนั้น ที่นั่นมีการเคลื่อนไหว”

            ขณะที่หลีซวงพาหลัวเถิงกับทหารคนสนิทอีกสองคนเตรียมออกไปนอกค่าย ก็ถูกจิ้นอันที่กำลังอุ้มผ้าห่มกับสัมภาระจำนวนน้อยชิ้น ท่าทางน่าสงสารมาขวางทางเอาไว้

            “ท่านจะออกจากค่ายหรือ?” เขาจ้องเขม็งไปยังหลีซวง

            หญิงสาวยังไม่ทันได้ตอบคำถาม หลัวเถิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าก็ตวาดใส่ “ไร้มารยาท ท่านแม่ทัพจะไปไหนจำเป็นต้องรายงานเจ้าด้วยรึ”

            จิ้นอันได้แต่จับจ้องหลีซวงไม่วางตา จนหญิงสาวเอ่ยขึ้นว่า “ไปลาดตระเวนนอกค่าย เดี๋ยวมืดก็กลับ” เขาจึงยอมเก็บสายตาของตนและก้มหน้าอย่างคนสิ้นหวัง

            ข้างกายหลีซวงมีแต่ชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำทั้งนั้น นางเป็นแม่ทัพของพวกเขา ปกติก็ปฏิบัติตัวต่อกันอย่างเหินห่าง พูดคุยกันตามหน้าที่เท่านั้น นางยังไม่เคยถูกใครมาไล่ตามถามเรื่องส่วนตัวเช่นนี้ แม้จะมีหลีถิงมาออดอ้อนบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะถูกนางแกล้งตอบจนอีกฝ่ายดูน่าสงสาร

พอเห็นท่าทางจิ้นอัน นางก็อดใจอ่อนไม่ได้ หญิงสาวลูบหัวของเขาเบาๆ สายตาจับผิดของจิ้นอันก็ค่อยๆ อ่อนแสงลงมาบ้าง “ไปจัดการเรื่องของตัวเองให้ดีเสียก่อน”

            จิ้นอันพยักหน้าเล็กน้อย มองหลีซวงที่กระโดดขึ้นหลังม้าด้วยท่าทางปราดเปรียว แม้จะไม่อยากให้นางจากไป เขาก็ได้แต่ยินยอมไม่กล้าโต้แย้ง

 

            ทุกคนเดินทางด้วยม้าโดยมีหลีซวงขี่นำหน้า

จนกระทั่งเดินทางไปถึงที่รกร้างว่างเปล่าที่พบจิ้นอันเป็นครั้งแรก คราบเลือดจำนวนมากที่เห็นตอนนั้น ยามนี้ถูกทรายพัดมาปกปิดไว้เสียหมด หลงเหลือแต่รอยคราบนิดหน่อยเพื่อชี้จุดว่า ‘ตรงนี้แหละเป็นที่ที่จิ้นอันเคยนอนอยู่’

            หลีซวงมองตรงไปเบื้องหน้า...ด้านหน้าเป็นผืนป่ารกร้าง ใบไม้ในป่าแทบจะร่วงโรยไปจนหมดสิ้น แต่เพราะต้นไม้หนาทึบ ทำให้มองแล้วรู้สึกน่าสะพรึงกลัว กระทั่งม้าก็ยังไม่สามารถจะแทรกผ่านเข้าไปในป่าได้ หลีซวงจึงสั่งให้คนอื่นๆ ผูกม้าไว้กับต้นไม้แห้งด้านนอก ส่วนตัวเองก็เดินนำเข้าไปตามทางที่เห็นกิ่งไม้แห้งหัก ตรงดิ่งเข้าไปในป่าลึกเพื่อค้นหาเส้นทางที่จิ้นอันวิ่งออกมาในวันนั้น

            หลัวเถิงที่ปกติเป็นคนหยาบกระด้าง แต่หากเป็นเรื่องสืบค้นหาเบาะแสแล้วละก็เขาไม่เป็นสองรองใคร พอเดินเข้าไปในป่าที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ คิ้วของหลัวเถิงเองก็ขมวดแน่น จนกระทั่งเดินไปถึงจุดที่ลึกที่สุด แลดูต้นไม้ที่ขึ้นหนาทึบระเกะระกะ หลัวเถิงยืนมองต้นไม้แห้งด้านหน้าที่ถูกหักจนล้มระเนระนาดแล้วถอนใจอย่างหดหู่

“ดูแล้วคงจะเป็นฝีมือผู้ใหญ่ ท่านแม่ทัพ...เด็กคนหนึ่งไม่หักไม้ถางป่าเช่นนี้”

            จริง...บริเวณสิบศอกด้านหน้ามีแต่ต้นไม้แห้งหักล้ม ก้อนหินแตกเป็นชิ้น ใต้ซากกิ่งไม้ที่ทับถมกันไว้ พอจะมองเห็นโครงกระดูกมนุษย์สีขาว ขณะที่หลีซวงกำลังเพ่งมองโครงกระดูกที่ถูกสัตว์ป่ากัดกินอยู่นั้น ก็มีเสียงทหารตะโกนเรียกขึ้นว่า “ท่านแม่ทัพ ตรงนี้มีทางเข้าไปยังห้องใต้ดิน” 

            หลีซวงเดินไปตามทางที่ทหารชี้ ปากทางเข้ามีก้อนหินกับกิ่งไม้หักบังไว้อยู่ แล้วก็มีบันไดที่สามารถไต่ลงไปด้านล่างได้

ด้านล่างมืดสนิทจนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย กลิ่นที่โชยออกมาเป็นกลิ่นเหม็นเน่า ทำให้รู้สึกอยากอาเจียน กอปรกับตรงขั้นบันไดมีคราบเลือดติดอยู่ไม่น้อย เมื่อกลิ่นทั้งสองอย่างรวมกัน มีแต่ทำให้คนรู้สึกขนลุกชัน

 

-------------------------------------------------

บทที่ 8

            “ท่านแม่ทัพจะให้เข้าไปไหม?” หลัวเถิงถาม

            หลีซวงมีสีหน้าเคร่งเครียด “ปิดปากและจมูกให้ดี แล้วเข้าไปดูสักหน่อย”

            นางออกคำสั่งจบ ทุกคนก็เอาผ้ามาปิดปากไว้โดยมีหลัวเถิงจุดคบไฟนำหน้า เขาส่องแสงสว่างตรงเข้าไปด้านใน แล้วค่อยๆ ก้าวลงบันไดทีละขั้นอย่างช้าๆ

            บันไดที่เดินลงไปลึกกว่าที่คิด หลังจากลงไปลึกประมาณสองจั้งก็พบว่าด้านในมืดสนิท มีแต่คบไฟของหลัวเถิงที่ทำให้บริเวณโดยรอบสว่างไสว ยิ่งเดินลงไปลึกเท่าไรก็รู้สึกว่ากลิ่นเน่าเหม็นนั้นรุนแรงมากยิ่งขึ้น โชคดีที่แต่ละคนเคยผ่านสนามรบมาอย่างโชกโชน จึงพอจะชินกับกลิ่นแบบนี้

            ในที่สุดทุกคนก็ลงมาสุดปลายบันได และพบว่าพวกตนได้เข้าไปในห้องขนาดใหญ่ ภาพที่ปรากฏด้านหน้าเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ในห้องใต้ดินมีห้องขังเหล็กห้องหนึ่ง ประตูห้องขังเปิดออก เส้นเหล็กที่ทำประตูโค้งงอเหมือนถูกสัตว์ร้ายวิ่งชน ภายในห้องขังเต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรัง ซากศพเกลื่อนกลาด บ้างก็ยังไม่ย่อยสลาย บ้างก็แห้งกระจัดกระจายเต็มพื้น

            หากดูเพียงผิวเผินก็จะไม่รู้ว่ามีกี่คนกันแน่ที่อยู่ในที่แห่งนี้มาก่อน

            ขณะที่หลัวเถิงกำลังจะเดินนำหน้าเข้าไป ก็ถูกหลีซวงดึงตัวไว้ “ช้าก่อน ดูเหมือนข้างในจะมีการเคลื่อนไหว” พอพูดจบก็มองเห็นบริเวณที่มืดสนิท ตำแหน่งที่แสงไฟไม่อาจส่องถึงนั้น ปรากฏดวงตาสีเขียวเข้มคู่หนึ่งกะพริบวาบ แล้วก็มีเสียงร้องคำรามดังขึ้นรอบทิศทาง

            เมื่อเอาไฟส่องเข้าไปก็เห็นซากศพที่อยู่นอกห้องขังเหล็กกำลังถูกฝูงหมาป่าแทะกินจนเนื้อกระจัดกระจาย หลัวเถิงเองได้เห็นยังรู้สึกคลื่นไส้อยากจะอาเจียน

            หลีซวงมองฝูงหมาป่าก็รู้ทันทีว่าตัวไหนเป็นจ่าฝูง นางเตะก้อนหินเล็กก้อนหนึ่งออกไปโดนจมูกของมันตรงๆ จ่าฝูงหมาป่ารู้สึกเจ็บจึงร้องเสียงดังออกมา จากนั้นก็หันหลังแล้ววิ่งออกจากถ้ำ เมื่อมันหนีไปแล้วตัวอื่นๆ ก็วิ่งกรูตามกันไปด้วย

            “บัดซบจริง” หลัวเถิงทำท่าอาเจียนแห้ง “เจ้าหมาป่าพวกนี้กินเข้าไปได้อย่างไรนะ เหม็นก็เหม็น”

            เมื่อหมาป่าวิ่งหนีไปหมด ทุกคนจึงคิดว่าในห้องขังคงจะไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออีก แต่คาดไม่ถึงว่าในขณะที่หลีซวงรับคบไฟมาถือ จู่ๆ ก็มีสายลมเย็นวูบผ่านพร้อมกับกลิ่นเหม็นจัดกลิ่นหนึ่ง ทหารคนสนิทที่อยู่ด้านหลังตะโกนขึ้นว่า “ท่านแม่ทัพ ระวังด้วย!” พร้อมกับดึงดาบออกจากฝัก

            หลีซวงใช้คบไฟเป็นอาวุธป้องกันบุคคลที่กระโจนเข้ามาหา

            ใบหน้าคนผู้นี้ถูกบดบังด้วยเรือนผมยาวยุ่งเหยิง สวมใส่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แต่มีกำลังวังชาไร้ขีดจำกัด “กลิ่น อ่า...มีกลิ่นของเขา...” อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงของหญิงชรา ระหว่างที่หลีซวงกำลังตกตะลึงอยู่นั้น คบไฟที่บังตัวนางไว้ก็ถูกปัดกระเด็นออกไปด้านนอก

            ยังดีที่คบไฟไม่ดับ ทำให้หลีซวงมองเห็นใบหน้าซีกหนึ่งของฝ่ายตรงข้าม

            ใบหน้าของหญิงชราเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น มีคราบเลือดติดอยู่ระหว่างรอยย่นนั้น ลำคอมีรอยเน่าซ่อนอยู่ ทว่าหญิงชราที่ทั้งสกปรกและอัปลักษณ์นี้ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่นางสวมใส่กลับดูดีและประดับประดาอย่างงดงาม

            หญิงชราผู้นี้เป็นใครกันแน่ เพราะเมื่อครู่ที่เข้ามาในห้องขังก็ยังไม่เห็น อีกทั้งฝีมือก็สูงส่งถึงเพียงนี้

            ขณะที่หลีซวงกำลังใช้ความคิดอยู่นั้น หญิงชราก็ชิงลงมือก่อน นางตรงเข้ามาบีบคอของหญิงสาว หลีซวงพยายามหลบหลีก

            ไฟจากคบไฟที่อยู่บนพื้นค่อยๆ ดับลง ทำให้ในห้องขังค่อยๆ มืดลงตาม

            ด้วยความมืดที่เป็นอุปสรรค ทำให้หลีซวงรับมือได้ช้า แต่มันกลับไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อหญิงชรา หลีซวงรู้ดีว่าหากอยู่ในห้องมืดนี้ต่อไปคงไม่มีทางเอาชนะอีกฝ่ายได้แน่ แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ ทันใดนั้นก็มีดาบเล่มใหญ่แทงเข้าไปที่เอวของหญิงชรา เมื่อดาบเล่มนั้นถูกกระชากออกก็ทำให้หญิงชราถึงกับหยุดชะงัก

            หลีซวงฉวยโอกาสนี้กระโดดเตะคู่ต่อสู้พร้อมกับตะโกนสั่ง “ออกไป” แล้วรีบนำกลุ่มคนของนางวิ่งออกไปที่บันไดทางขึ้น

            เมื่อเห็นแสงตะวันทุกคนก็หลุดพ้นจากกลิ่นเหม็นเน่าที่ก่อกวน แต่ยังไม่ทันจะทันได้สูดลมหายใจเต็มที่ ก็พบว่าหญิงชราผู้นั้นตามมาทางด้านหลัง หญิงชราเอาแต่จ้องหลีซวงโดยไม่สนใจผู้อื่น นางพุ่งเข้ามาหาหลีซวงหวังจะจับคอของแม่ทัพหญิงไว้ แต่ถูกนายทหารคนสนิทกันอย่างเหนียวแน่น นัยน์ตาของหญิงชราดำสนิทราวกับสัตว์เดรัจฉาน

            “เขาอยู่ที่ไหน?” นางถามขึ้น “นำตัวเขามาคืนให้ข้า” ลำตัวของนางถูกดาบของหลัวเถิงกรีดจนเป็นแผลใหญ่แต่กลับไม่มีเลือดไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว ทำให้ทุกคนสะพรึงกลัวกับเหตุการณ์ที่เห็นตรงหน้านัก

            “เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่ นังปีศาจเฒ่า” หลัวเถิงถามเสียงเข้ม “ข้าฟันเจ้าแรงขนาดนั้น ทำไมเจ้ายังกระโดดโลดเต้นได้อีก”

            หลีซวงเองก็ไม่รู้ว่านางเป็นปีศาจชนิดใด เห็นเพียงระหว่างที่ต่อสู้กันอยู่นั้น จังหวะหนึ่งที่หญิงชราหยุดชะงัก ทหารสองคนก็ใช้ดาบฟันเข้าที่หัวไหล่ของนางทั้งซ้ายและขวา ด้วยความคมกริบของดาบที่ฟันลงไป น่าจะผ่าร่างนางเป็นสองซีกได้เลย ทว่าผลที่ได้ราวกับฟันโดนเหล็ก ไม่อาจทำอันตรายนางได้เลยแม้แต่น้อย

            หญิงชรายื่นจมูกสูดดม “ได้กลิ่นแล้ว”

            หลังพูดจบนางก็ไม่ชักช้า ขยับร่างแล้วพุ่งออกไปด้านนอกของป่า

            หลีซวงตะโกนสั่ง “ตามไป”

            ทุกคนใช้กำลังภายในรีบตามออกไปแต่ก็ยังตามหลังหญิงชราก้าวหนึ่งอยู่ดี จนใกล้จะออกจากป่าก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าวิ่ง หลีซวงถลึงตามอง ที่แท้หญิงชราขโมยม้าของพวกเขาที่ผูกไว้ด้านนอก ทิศทางที่ม้าวิ่งออกไป เป็นทิศทางของค่ายฉางเฟิง!

            หลีซวงไม่ลังเลอีกแล้ว รีบสั่งให้ทหารนายหนึ่งคอยอยู่ที่ลานหญ้า ส่วนนางกับทหารอีกสามนายจะขี่ม้าตามไปก่อน

            พวกนางควบม้าตามไปบนเส้นทางที่ยากลำบากจนถึงนอกค่ายฉางเฟิง พลันได้ยินเสียงโกลาหลดังขึ้นในค่าย

            หญิงชราที่ฆ่าไม่ตาย อีกทั้งฝีมือสูงส่งมีกำลังจนน่าสะพรึงกลัวผู้นั้นคงจะบุกเข้าไปแล้วเป็นแน่ จึงทำให้มีเสียงอึกทึกครึกโครม นังปีศาจต้องการอะไรกันแน่ หลีซวงคิดหาคำตอบอย่างถี่ถ้วน หรือว่า...คนที่นางต้องการตัวก็คือจิ้นอัน?

            หลีซวงควบม้าผ่านประตูค่ายฉางเฟิง ตรงไปทางกระโจมที่จัดไว้ให้เหล่าทหารคนสนิท ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นดังที่คาดการณ์ไว้ไม่มีผิด พวกทหารยืนถือดาบพากันห้อมล้อมหญิงชราที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งท่าทางน่ากลัวไว้

            หญิงชรายื่นจมูกสูดดมอยู่ตลอดเวลา “เจ้าอยู่ที่ไหน เจ้าอยู่ที่ไหน?” นางบ่นพึมพำไม่หยุด ส่วนพวกทหารก็เคลื่อนไปตามทิศทางที่นางหันหน้าไป

            “ท่านแม่ทัพ!” เสียงดังมาจากด้านหลัง หลีซวงหันหน้าไปมองก็เห็นฉินหลันเดินมาหา “ท่านแม่ทัพ หญิงคนนี้เมื่อสักครู่นางบุก...”

            “ข้ารู้แล้ว” หลีซวงถาม “จิ้นอันล่ะ?”

            ฉินหลันตกใจ “น่าจะอยู่ในกระโจม...”

เขายังพูดไม่จบหญิงชราก็แสยะยิ้ม “ข้าหาเจ้าพบแล้ว”

เพียงนางขยับตัวเล็กน้อย ทหารที่ล้อมรอบอยู่ก็วิ่งกรูเข้าไปจับทันที ทั้งดาบและหอกพุ่งตรงไปที่นาง มีบ้างที่แทงถูกตัว มีบ้างที่ฟันถูกแขนขา แต่ไม่ว่าจะเป็นแผลตรงส่วนไหนก็เหมือนไม่มีผลกระทบอะไรต่อนางสักนิด มีแต่จะทำให้นางโมโหคนที่มาขวางทางมากขึ้น

            ดวงตาที่พร่ามัวถลึงใส่คนบริเวณนั้น นางใช้มือรวบอาวุธที่ทำร้ายตนเอง จากนั้นทหารสิบกว่านายก็ถูกนางเหวี่ยงไปกระแทกกับกระโจม กระเด็นกระจัดกระจาย

            นางเดินตรงไปกระชากผ้าม่านที่กระโจมของกลุ่มทหารคนสนิท ตั้งท่าจะก้าวเข้าไป

            ขณะเดียวกับที่ผ้าม่านถูกกระชาก ก็มีเด็กน้อยคนหนึ่งยืนอยู่ที่ประตู หญิงชราจ้องไปยังเขา แล้วหัวเราะออกมาทั้งๆ ที่มีสีหน้าฉงน

“ข้าหาเจ้าพบแล้ว”

            จิ้นอันเองก็จ้องมองนาง สีหน้าของเขาเย็นชาและสงบนิ่งมากกว่าที่เคยเป็น

            หญิงชรายื่นมือออกไปรวบคอจิ้นอัน เด็กน้อยก็ยืนทื่อไม่ขัดขืน จนกระทั่งได้ยินเสียงของหลีซวงตะโกนเรียก “จิ้นอัน” เด็กชายจึงเพิ่งฟื้นคืนสติ เขาหันหน้าไปมองหลีซวง ดวงตาที่ล่องลอยเสมือนถูกลมพายุพัดจนเมฆหมอกสลายไปในบัดดล ทำให้เกิดความสว่างขึ้นมา

            หญิงชราออกแรงหวังจะบีบคอจิ้นอันให้หักคามือ แต่จิ้นอันกลับหมุนตัวทีหนึ่งแล้วตีลังกาถอยหลัง เพื่อหลบหนีฝ่ามือของนาง ซ้ำยังกระโดดเตะหน้าอกของหญิงชราอย่างแรงอีกด้วย

หญิงชราถูกโจมตีหนักหน่วงจนต้องล่าถอยออกไปสามก้าว สายตาของนางดุดัน ตะโกนว่า “เจ้าเป็นของข้า ต่อให้ตายข้าก็จะพาเจ้าไปด้วย” พูดจบนางก็กระโจนเข้าหา สองมือหมายตะครุบศีรษะของจิ้นอัน เด็กชายหลบหลีกอย่างว่องไว แต่กระนั้นก็ยังถูกมือของนางข่วนไปที่ใบหน้า

            แต่ละท่าของหญิงชราล้วนหมายจะเอาชีวิต จิ้นอันเองก็ตั้งรับและรุกไปพร้อมกัน เมื่อทั้งสองคนปะทะกันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานกระโจมของเหล่าทหารคนสนิทก็พังไม่เหลือชิ้นดี

            การประมือทุกกระบวนท่าเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของทุกคน

            หลีถิงที่เป็นเด็กอยู่ในโอวาทมาหลายวัน ยังอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ เขาเดินออกจากกระโจมไปลอบมองด้านนอก ขนาดยืนมองแต่ไกลก็ยังทำให้หลีถิงถึงกับตะลึงงัน “อาจารย์น้อยของข้า...สุดยอดไปเลย”

            ไม่เฉพาะแต่หลีถิง เหล่าทหารที่ยืนมองอยู่รอบๆ ก็ยืนมองด้วยความตะลึง ทุกคนรู้แต่ว่าเด็กน้อยที่หลีซวงเก็บกลับมานั้นเป็นเด็กไม่ธรรมดา แต่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า เด็กน้อยที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นี้จะมีฝีมือเก่งกาจและมีกำลังภายในที่ล้ำลึกถึงเพียงนี้ หากพิจารณาตามรูปการณ์แล้ว เหตุการณ์วันนี้นอกจากหลีซวง คงจะมีไม่กี่คนที่มีฝีมือเทียบเท่าเขา และสามารถต่อกรกับหญิงชราได้

            หลัวเถิงที่เพิ่งลงจากหลังม้าตรงดิ่งเข้าไปยืนข้างหลีซวง เขามองจิ้นอันแล้วลูบคอตัวเองไปมา “ฝีมือเจ้า...เจ้าเด็กนี่สามารถฆ่าตัดคอเราได้เลย...” เขาจำได้ดีว่าตัวเองเคยท้าประลองกับเด็กคนนั้นครั้งหนึ่ง

            หลีซวงไม่ส่งเสียงอะไร นอกจากพูดว่า “เอาธนูมา”

            ทหารคนหนึ่งรีบไปเอาธนูของหลีซวงมาส่งให้ หลีซวงง้างสายธนูชี้ปลายลูกศรไปยังหญิงชรา ขณะที่ทหารทุกคนเอาแต่ยืนตะลึงกับการต่อสู้อันดุเดือดระหว่างเด็กน้อยกับหญิงลึกลับผู้นั้นอยู่ หลีซวงที่ช่างสังเกตก็อาศัยจังหวะนี้ลอบพิจารณาผู้บุกรุก

ไม่ว่าจะถูกใครทำร้ายที่ตรงไหนบนร่าง หญิงชราผู้นี้ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวด แม้จะถูกดาบของหลัวเถิงแทงทะลุตรงเอว นางก็เพียงแค่หยุดชะงักไปชั่วขณะ แต่เมื่อครู่ที่จิ้นอันกระโดดเตะบริเวณหน้าอก นางกลับถอยหลังไปสามก้าวเลยทีเดียว

            หัวใจจะต้องเป็นจุดอ่อนของนางอย่างแน่นอน!

            หลีซวงนั่งอยู่บนหลังม้า สายธนูถูกนางดึงรั้ง ตั้งสติเพ่งเล็ง นางแค่รอจังหวะ และแล้วก็มีจังหวะหนึ่งที่หญิงชรากับจิ้นอันกำลังปะทะกันกลางอากาศ พอดีกับที่หญิงชราหันหลังให้ หลีซวงถือโอกาสนี้ปล่อยลูกธนูออกไป หัวธนูแทงเข้าไปที่แผ่นหลังของหญิงชรา

            จากทิศทางที่ลูกธนูถูกยิงออกไปนั้น สามารถทะลุผ่านด้านหลังไปถึงหัวใจของอีกฝ่ายได้พอดี ลูกธนูดอกนี้ของหลีซวงยิงเข้าเป้าที่แผ่นหลังของหญิงชราก็จริง แต่มันกลับไปติดอยู่ระหว่างกระดูกสองท่อน จึงไม่สามารถทะลุไปยังหัวใจของอีกฝ่ายได้           

ซึ่งจากการกระทำนี้ ทำให้หญิงชราโกรธจัด นางที่ตอนนี้กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศเหลียวหลังกลับมามอง นัยน์ตาดำสนิทคู่นั้นจ้องถลึงมายังหลีซวง นางใช้ท่าประหลาดตวัดแขนอ้อมไปดึงลูกธนูออกแล้วเหวี่ยงใส่จิ้นอัน

จิ้นอันกระโดดถอยหลังไปยืนอยู่บนหลังคากระโจมเพื่อหลบหลีกลูกธนู ทว่าหญิงชรากลับไม่ตามไปไล่ฆ่าเขาต่อ

            “เจ้าแย่งของของข้า” จู่ๆ นางก็ตะโกนขึ้น จากนั้นก็พลิกตัวลงมาจากด้านบน

            ทั้งฉินหลันกับหลัวเถิงต่างพากันตกใจ รีบเข้ามาคุ้มกันอยู่ด้านหน้าของหลีซวง “ปกป้องท่านแม่ทัพ”

            ยังไม่ทันที่เสียงนั้นจะดังไปถึงหูผู้อื่น ร่างของหญิงชราก็หายวับไปกับตา กระทั่งนางปรากฏตัวอีกครั้งก็เห็นหลีซวงถูกกระชากลงมาจากหลังม้าเสียแล้ว หญิงชราใช้มือข้างเดียวบีบคอของหลีซวงไว้ หวังจะให้นางขาดใจตาย

ทุกคนกำลังให้ความสนใจทางหลีซวง จึงไม่มีใครสังเกตเห็นจิ้นอันที่อยู่บนหลังคากระโจม จิ้นอันที่สักครู่กำลังยืนตั้งท่าหมายจะรับการโจมตี พอเห็นหลีซวงถูกทำร้ายเขาพลันสะดุ้งเฮือก หัวใจร้อนเป็นไฟ รอยสักที่อยู่ตรงอกเหมือนจะระเบิดออก มีเส้นสีแดงสายหนึ่งบังเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ลากยาวจากอกแล้ววิ่งผ่านไปยังลำคอต่อเนื่องไปที่แก้มและสุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ตรงหางตา

ความแดงของเส้นรอยสักสีเลือดแผดเผาดวงตาคู่นั้นจนแดงฉาน

 

---------------------------------------------------

ติดตามตอนต่อไปได้ในแบบรูปเล่มและ ebook นะคะ