ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

อสุรากับยาใจ ตอนพิเศษ 4 เรื่องของชวนจิ่งเสวียน: ยิ่งสูงยิ่งหนาว

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ตอนพิเศษ 4

บทนำ

.

สารบัญ

ตอนพิเศษ

ในห้องนอนขนาดใหญ่แห่งนี้ตกแต่งอย่างงดงามและประดับประดาด้วยพลอยมีค่าหลากสีสัน

เงาร่างสองร่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้แสงตะเกียง เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างสิ้นสุดลง ชายหนุ่มก็ผละออกจากร่างของหญิงสาวอย่างไร้เยื่อใยแล้วเดินเข้าไปในห้องด้านใน พร้อมกับสีหน้าไม่สบอารมณ์ เขาจัดการชำระร่างกายด้วยน้ำที่ไหลมาจากยอดเขาสูง เสร็จแล้วจึงสวมเสื้อผ้าเดินออกมา

เขาเป็นชายหนุ่มที่ได้รับความเมตตาจากสวรรค์ มีรูปโฉมงดงามและทรงพลังอำนาจ มุมปากยกขึ้นโดยธรรมชาติ ดูโอหังแต่ก็เปี่ยมด้วยเสน่ห์ที่ทำให้ผู้อื่นไม่อาจละสายตา ทว่า...แววตาของเขากลับมีแต่ความเยือกเย็นไร้น้ำใจ เขากวาดตามองหญิงสาวที่ยังนอนอยู่บนเตียง

นางเป็นสตรีหน้าตาสะสวย รูปร่างอวบอัด ผิวนุ่มเนียนละเอียดถูกใจเขามาก นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อเขา แต่รักอะไรก็ยากจะรู้ รักฐานะ อำนาจ หรือรูปโฉมของเขา...

หากมีวันหนึ่งที่เขาสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป กลายเป็นคนที่มีรอยแผลเป็นทั่วกายและผ่ายผอมเหมือนไม้ฟืน นางยังจะมองเขาด้วยสายตาเช่นนี้อีกหรือไม่ เขาหันกลับไปมองหญิงสาวซึ่งกำลังตัวสั่นเพราะสายตาเย็นชาของเขาอีกครั้ง ในใจยิ่งรู้สึกหงุดหงิด รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าหายไปทันที

“ไสหัวไป!” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรังเกียจดังออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบ

หญิงสาวนางนั้นรู้สึกเหมือนได้ยินถ้อยคำข่มขู่ที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวจนปัสสาวะราด นางรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีออกไปโดยไม่หลงเหลือท่วงท่าของหญิงงาม

ชายหนุ่มก้าวไปยังห้องนอนอีกห้องหนึ่งโดยไม่หันกลับมามอง เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดาน แววตาเต็มไปด้วยความโอหัง ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา เขาเป็นนายของที่นี่ แผ่นดินของที่นี่เป็นสมบัติของเขา ไม่มีใครไม่กลัวเขา เขามีฐานะสูงส่งที่สุด

ชวนจิ่งเสวียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ ชายหนุ่มผู้ได้รับสืบทอดเครื่องหน้าอันโดดเด่นของบิดามารดามาอย่างครบถ้วนผู้นี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของจตุโลกันตร์ได้โดยใช้เวลาสั้นๆ เพียงแค่สิบกว่าปีเท่านั้น ความบ้าระห่ำในวัยหนุ่มไม่ได้ให้บทเรียนแก่เขา แต่กลับทำให้ยิ่งกล้า ความบ้าระห่ำกลายมาเป็นความโอหัง ไม่มีใครกล้าคั้งคำถามในตัวเขา

ถูกต้อง เขาคือชวนจิ่งเสวียน เป็นหนึ่งไม่มีสอง เขาเดินอยู่ท่ามกลางตำหนักใหญ่โตงดงามเพียงลำพัง เป็นอิสระ เย่อหยิ่งถือดี เขาเคยคิดเสมอว่าวันหนึ่งตนจะเป็นราชาของโลกใบนี้

โลกันตร์บูรพา จู่เหว่ย ถ้ำงู ใช่...เขาไม่เพียงแต่ได้รับสืบทอดจุดเด่นของบิดามารดามาเท่านั้น แต่ยังได้รับสืบทอดความเย็นชา ไร้น้ำใจของเผ่าพันธุ์อสรพิษ รวมทั้งประสาทสัมผัสทั้งห้าอันเฉียบไวเป็นพิเศษของบิดามาด้วย เขาเป็นผู้ที่ได้รับพรจากสวรรค์โดยแท้

เขาแค่นรอยยิ้ม นึกถึงชวนจิ่งอวี้ผู้โง่เขลา ชายผู้นั้นยอมละทิ้งชีวิตเช่นนี้ และเลือกไปอยู่ในสถานที่เล็กๆ อย่างนั้นแทน มุมปากของเขาปรากฏรอยยิ้มดูแคลน บนโลกนี้ไม่มีใครสำคัญไปกว่าตัวเอง คนไม่เห็นแก่ตัวฟ้าดินย่อมลงโทษ ชวนจิ่งอวี้ยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคนคนหนึ่ง เดินทางข้ามภูเขานับพันลูกแม่น้ำนับหมื่นสายเพื่อตามหาคนเพียงคนเดียว สุดท้ายก็ตายอยู่ในถ้ำใต้หน้าผาเหมือนคนวิกลจริต

ฮึ ช่างเป็นท่านพ่อที่โง่เขลาเสียจริง!

เขาจะไม่มีวันทำตัวเหมือนบิดาของตนเด็ดขาด!

 

ไม่นานนักก็ผ่านไปอีกสิบปี

ชวนจิ่งเสวียนซึ่งในอดีตเคยเป็นเพียงลูกนกอินทรีหัดบิน บัดนี้เติบใหญ่เต็มที่และสุขุมรอบคอบยิ่งขึ้น เขามีหน้าตาประพิมพ์ประพายคล้ายบิดา และมีร่างกายที่เยาว์วัยอยู่เหนือกาลเวลาเหมือนมารดา ดูเผิน ๆ เขายังมีรูปโฉมงดงามเหมือนในอดีต แต่แววโอหังในดวงตากลับถูกเก็บซ่อนเอาไว้ และแสดงออกผ่านการกระทำแทน

ในดวงตาของเขามีความโดดเดี่ยวที่ยากจะสังเกตเห็น

เวลานี้เขาสวมเสื้อคลุมตัวยาวสีทอง ศีรษะประดับมงกุฎเก้าอสรพิษ ยืนอยู่ตรงหน้านักพรตชราตาบอดซึ่งนั่งอยู่บนพื้น

“เจ้าก็คือปรมาจารย์ที่ห้าแคว้นเล่าลือกันว่าล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ใช่หรือไม่?” ชวนจิ่งเสวียนไพล่มือไว้ด้านหลัง ยืดตัวตรงตระหง่าน ก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อพิจารณาคนตรงหน้า

สองตาปิดแน่นของชายชราผู้นั้นเหมือนถูกเย็บไว้ด้วยรอยสีแดง ตรงหน้ามีแผนภูมิแปดทิศซึ่งเก่าจนเหลืองแทบมองไม่เห็นตัวอักษร ชายชรากล่าวตอบเสียงเรียบว่า “ข้าเป็นเพียงคนอาภัพซึ่งใช้ดวงตาแลกกับการได้มีลมหายใจอยู่ต่อ ไม่อาจรับคำเรียกขานว่าเป็นปรมาจารย์ได้”

ได้ยินคำพูดนี้ ชวนจิ่งเสวียนก็เริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมา เขาหรี่ตาลงพลางกล่าวอย่างโหดเหี้ยม “ไม่ว่าจะเป็นปรมาจารย์หรือนักต้มตุ๋น ไม่สู้ลองใช้ของที่อยู่ตรงหน้าเจ้าทำนายดูว่า วันนี้เจ้าจะมีชีวิตรอดออกไปได้หรือไม่!”

สีหน้าของชายชราสงบนิ่ง “จะเป็นปรมาจารย์หรือนักต้มตุ๋นก็ไม่อาจทำนายให้ตัวเองได้ แต่วันนี้ได้มีวาสนาพบประมุขแห่งโลกันตร์บูรพา ข้าก็คงไม่ทำลายวาสนาของตัวเองด้วยการทิ้งชีวิตไว้ที่โลกันตร์บูรพาหรอก”

“อ้อ” มุมปากของชวนจิ่งเสวียนขยับยกขึ้น “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

“ถึงข้าจะตาบอด แต่กลับมีดวงตาอีกคู่ที่สว่างสดใสอยู่ในใจ ท่านประมุขมีไอสีขาวและแดงปกคลุมอยู่ทั่วร่าง สีขาวคือไอแห่งความดี สีแดงคือไอแห่งความชั่วร้าย สีขาวมากสีแดงน้อย เห็นได้ชัดว่าท่านประมุขคือผู้ที่ได้รับการคุ้มครองจากสวรรค์”

“สวรรค์คุ้มครอง?”

“ไอนี้แตกต่างจากความดีที่ทำไว้ในชาติปางก่อน บิดามารดาของท่านประมุขต้องทำความดีอันยิ่งใหญ่ถึงได้มีไอแห่งความดีมารวมตัวกันมากถึงเพียงนี้ ข้าคิดว่าไอนี้คือไอคุ้มครองครรภ์ ผู้ที่ทำความดีอันยิ่งใหญ่นั้น สมควรเป็นมารดาของท่านประมุข นางใช้ไอแห่งความดีปกปักรักษาครรภ์ บุตรที่อยู่ในท้องจะได้รับการคุ้มครองจากความดีของมารดาไปชั่วชีวิต ยิ่งมารดามีความดีมาก ชั่วชีวิตของท่านประมุขก็จะยิ่งราบรื่นสมปรารถนา ได้เสพสุขเป็นที่ริษยาผู้คนนับหมื่น......”

นักพรตชรายังพูดไม่ทันจบ ชวนจิ่งเสวียนก็ตวาดลั่น “เหลวไหลทั้งเพ แม่ของข้าตายไปตั้งนานแล้ว ยังจะมีความดีที่ไหนอีก! ชื่อเสียงของเจ้าเป็นแค่เรื่องโกหกทั้งนั้น!”

นักพรตชราฟังแล้วไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกแต่อย่างใด เขาเพียงเอ่ยขึ้นว่า “นี่คือสิ่งที่ท่านประมุขสงสัยอยู่ และเป็นเรื่องที่ท่านประมุขต้องการจะถามข้าในวันนี้ไม่ใช่หรือ? ข้าเพียงแต่คาดเดาจากแสงสีขาวรอบกายท่านประมุขแล้วทำนาย แท้จริงแล้วมารดาของท่านยังไม่จากโลกนี้ไป แต่รายละเอียดเป็นอย่างไรนั้นต้องทำนายดูสักครั้ง”

กล่าวจบนักพรตชราไม่รอให้ชวนจิ่งเสวียนเอ่ยปาก เขาเริ่มพึมพำถ้อยคำที่ไม่มีใครฟังเข้าใจพลางใช้นิ้วแตะลงตรงกลางแผนภูมิแปดทิศ เข็มสีเหลืองเก่าเขรอะเริ่มขยับช้าๆ

สีหน้าโกรธเคืองของชวนจิ่งเสวียนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความประหลาดใจแฝงแววคาดหวัง ดวงตาจ้องตรงไปยังแผนภูมิแปดเหลี่ยมนั้นบ้าง

ไม่รู้เข็มนั้นหมุนอยู่นานแค่ไหน จนกระทั่งนักพรตชรามีเหงื่อซึมเต็มหน้าผาก ร่างโงนเงนไปมา...ในที่สุดก็หยุดนิ่ง

“ไม่ใช่ ไม่ใช่ ทำไมถึงเป็นแบบนี้?” นักพรตชราเริ่มมีอาการตื่นตระหนกขึ้นเป็นครั้งแรก

“ท่านรู้วันเดือนปีเกิดของมารดาและบิดาท่านหรือไม่? รีบบอกข้ามาเร็ว!” ไม่รู้เพราะเหตุผลใดถึงทำให้นักพรตชรากล้าพูดกับประมุขแห่งโลกันตร์บูรพาซึ่งฆ่าคนไม่กะพริบตาและไร้ความเมตตาด้วยน้ำเสียงขาดความเกรงใจถึงเพียงนี้

แววตาของชวนจิ่งเสวียนปรากฏแววไม่พอใจขึ้นวูบหนึ่ง แต่พอนึกถึงบางอย่างได้ เขาก็อดกลั้นเอาไว้แล้วบอกวันเดือนปีเกิดของบิดามารดาออกมา

นักพรตชรานั่งอยู่บนพื้น มือทั้งสองแตะกันไปมา มือซ้ายแตะมือขวา มือขวาแตะมือซ้าย ศีรษะก็ส่ายไปมาตามจังหวะการเคลื่อนไหวของมือทั้งสอง กระทั่งท้ายสุดก็กระอักโลหิตออกมากองโต หยาดโลหิตสีแดงกระเซ็นลงบนแผนภูมิเก่าคร่ำจนเลอะเทอะไปหมด

“ไม่ใช่ ไม่ใช่ มารดาของท่านชะตาถึงฆาตก่อน บิดาของท่านถึงฆาตในอีกสามปีต่อมา ชะตากรรมของทั้งสอง มากไปหนึ่งวันไม่ได้ น้อยไปหนึ่งวันก็ไม่ได้ ต้องสามปีพอดี...มีแต่ผ่านไปสามปีถึงจะมีโอกาสฟื้นคืนชีพ แต่ว่า...แต่ว่า ทั้งสองคนกลับไม่ได้อยู่บนโลกนี้! ไม่ได้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ แต่กลับยังไม่ตาย...ยังไม่ตาย...ยังไม่ตายเลยสักคน เพราะเหตุใดเล่า! เพราะเหตุใด ข้าท่องยุทธภพมาหลายสิบปียังไม่เคยพบเรื่องประหลาดเช่นนี้มาก่อน ลิขิตสวรรค์ยากแท้หยั่งถึง เหตุและผล วัฏสงสาร ถึงข้าจะทราบมุมหนึ่งของภูเขาน้ำแข็ง แต่กลับไม่อาจหยั่งรู้ถึงการเวียนว่ายตายเกิดสามชาติภพ ใช่แล้ว! การเวียนว่ายตายเกิดสามชาติภพ!”

นักพรตชราพร่ำพูดเหมือนคนเสียสติ แต่จู่ ๆ ก็เหมือนนึกถึงเรื่องสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้ เขาเงยหน้ามองชวนจิ่งเสวียน “บิดามารดาของท่านยังมีชีวิตอยู่ อาจไปเกิดใหม่ อาจไปอยู่ในโลกที่ไม่มีใครรู้จัก แต่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ นี่คือคำอธิบายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ข้าทำนายไม่ผิดจริง ๆ จักรวาลอันกว้างใหญ่แห่งนี้มีภพภูมิทับซ้อนกันอยู่ถึงสิบภพภูมิ แต่ละภพภูมิล้วนแตกต่างกัน! ใครบอกว่ามนุษย์ไม่อาจหยั่งรู้ถึงสวรรค์ ใครบอกกัน ข้าหยั่งรู้แล้ว! พวกเขากำลังยืนอยู่ที่ไหนสักแห่ง ใช่ๆ ต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ!”

คำพูดของนักพรตชราดังก้องชวนจิ่งเสวียนยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับถูกตะปูตอกตรึงเอาไว้!

 

พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสิบปี

ชวนจิ่งเสวียนในวัยเกือบสี่สิบปียังดูเหมือนอายุไม่ถึงสามสิบแต่แววบ้าระห่ำซึ่งเคยมีในดวงตาเมื่อครั้งยังหนุ่มกลับไม่หลงเหลืออีกต่อไป เขาสวมเสื้อสีดำขลิบขอบเงิน นั่งอยู่กลางห้องโถงกว้างในจู่เหว่ย โลกันตร์บูรพาภายใต้การปกครองของเขาในยามนี้เหมือนเหล็กอันแข็งแกร่งไร้ผู้ต่อต้าน เขานำระบบการปกครองของห้าแคว้นเข้ามาใช้ สร้างสมอำนาจ ตั้งตนเป็นฮ่องเต้ แต่งตั้งขุนนาง เขานั่งอยู่บนบัลลังก์ทองนี้มาสิบปีแล้ว

ตอนที่เพิ่งก้าวขึ้นมานั่งตำแหน่งนี้ใหม่ ๆ เขารู้สึกว่าเลือดภายในกายเดือดพล่านไปหมด แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปความรู้สึกในใจกลับไม่เหมือนเดิม เขาทอดสายตามองไปด้านล่าง ห้องโถงกว้างแห่งนี้ว่างเปล่า มีเพียงเขาคนเดียวที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูง

เขานึกถึงคำพูดประโยคหนึ่งขึ้นมา ‘ยิ่งสูงยิ่งหนาว’

หลังจากเขาใช้เล่ห์กลทั้งหมดที่มีจัดการกับทุกคน เอาชนะทุกคน จนก้าวขึ้นมายืนอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ เขากลับพบว่ามันไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างที่คิด

 

ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ตำหนักถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด ไม่มีคำสั่งของเขา ใครก็ไม่กล้าจุดตะเกียง จู่ๆ เขาก็พลันนึกถึงครั้งเดียวที่ได้สัมผัสกับบิดาในวัยเด็ก---อยู่ท่ามกลางความมืดมิดเช่นกัน เขาวิ่งไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัว ปากร้องเรียกท่านแม่ ในที่สุดเขาก็กอดขาของใครบางคนเอาไว้ได้ พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าคนคน นั้นคือบิดาที่เขาหวาดกลัว

ในสายตาของเขาในตอนนั้น ท่านพ่อน่ากลัวมาก เหมือนกับภูเขาสูงซึ่งเขาไม่อาจข้ามไปได้ น่ากลัวเสียยิ่งกว่าความมืดมิด ทำให้เขาไม่กล้าเข้าใกล้ แววตาของท่านพ่อช่างเยือกเย็น เขาแทบจะจำหน้าตาของท่านพ่อไม่ได้แล้ว จำได้เพียงรูปร่างที่ผ่ายผอมเหมือนโครงกระดูก ที่ยังประทับอยู่ในความทรงจำไม่เลือน เขาเรียกเบาๆ ด้วยความหวาดกลัวว่า “ท่านพ่อ”

เขาจำได้ว่าภายใต้แสงจันทร์นั้น สายตาของท่านพ่อผู้เย็นชาค่อยๆ อ่อนโยนลง ท่านพ่อก้มตัวลงทำท่าจะอุ้มเขา แต่สุดท้ายมือที่ยื่นออกมากลับหยุดนิ่งค้าง เพราะผู้เฒ่าเก่อตามมาพอดี

ตอนนี้พอนึกถึงขึ้นมา ก็พบว่าท่านพ่อไม่ได้ไร้ความรู้สึกอย่างที่คิด และไม่ได้คิดจะสังหารเขาอย่างที่ผู้เฒ่าเก่อพูด ไม่เช่นนั้นเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยมาจนถึงอายุสิบสองปีได้อย่างไร

ชวนจิ่งเสวียนลุกขึ้นจากบัลลังก์ทองอันหรูหรา ก้าวเดินช้าๆ ไปมาอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่ ในสายตาของเขาสิ่งกีดขวางทั้งหมดล้วนไม่ใช่อุปสรรคเพราะเขาคุ้นเคยกับที่นี่ดี เขาเดินไปหยุดอยู่ข้างหน้าต่าง เพียงสะบัดแขนเสื้อเบาๆ หน้าต่างก็เปิดออกเงียบๆ

เขาก้มลงมองด้านล่าง รู้สึกเหมือนมีลมพัดโชยขึ้นมาวูบหนึ่ง ยิ่งยืนอยู่สูงก็ยิ่งรู้สึกหนาว

เขาเงยหน้าขึ้นมองดวงดาวบนท้องฟ้า ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกว่าหัวใจแก่ชราลงมาก

ตอนนั้นเขาคิดว่าบิดาโง่เขลา มารดาจงรักภักดีต่อบิดาอย่างโง่ๆ ในสายตาของบิดามีเพียงมารดา มารดาเองก็เช่นกัน ส่วนเขาเป็นเพียงคนนอก ในวัยเยาว์เขาบ้าระห่ำ ไม่รู้ความ ชอบต่อต้าน ไร้น้ำใจ ไร้หัวคิด คิดว่าความรักเช่นบิดาและมารดาของตนเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ มีเพียงอำนาจ มีเพียงแผ่นดินที่ผู้เฒ่าเก่อพูดถึงจึงจะเป็นจุดมุ่งหมายในการต่อสู้ เขามองบิดาเป็นศัตรู มองเห็นความรักของมารดาเป็นสิ่งชั่วร้าย

ตอนที่ผู้เฒ่าเก่อตาย เขาไม่ได้ร้องไห้ เพียงแต่รู้สึกสับสน ตอนที่บิดามารดาจากไป เขาก็ไม่ได้หลั่งน้ำตา เพียงแต่รู้สึกโล่งอก หัวใจเหมือนขาดหายไปส่วนหนึ่ง แต่ไม่นานนักก็ถูกเติมเต็มด้วยความทะเยอทะยานและความปรารถนา

จนกระทั่งได้ครอบครองความมั่งคั่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ และมีเหนือผู้คนมากมาย เขาถึงได้ตระหนักว่า ตัวเองได้ก้าวมายืนอยู่ในตำแหน่งที่โดดเดี่ยว แต่ไม่อาจหลบหนีได้ เพิ่งจะตระหนักว่า ที่แท้สิ่งที่เขาเฝ้าแสวงหาล้วนเป็นเพียงของนอกกาย และหลังจากได้ครอบครองสิ่งเหล่านี้ หัวใจของเขากลับยิ่งว่างเปล่า ไม่มีอะไรเหลือเลย

ที่แท้สิ่งที่มีค่าที่สุดในโลกนี้ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง แต่เป็นการที่ได้พบคนที่รักสุดหัวใจ

เขาใช้เวลาสี่สิบปีถึงได้เข้าใจ

ที่แท้ความรักของมารดามีค่าถึงเพียงนั้น

บิดาก็รู้จักที่จะทะนุถนอม

แล้วอย่างไรเล่า...

คิดว่าเขาจะอิจฉาอย่างนั้นรึ! ไม่ ไม่!!

แววตาของชวนจิ่งเสวียนแข็งกร้าว

ทุกคนมีชีวิตไม่เหมือนกัน สิ่งที่แสวงหาก็ไม่เหมือนกัน หากการได้ครอบครองความรู้สึกเช่นนี้ต้องแลกกับการให้เขาละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ เขาก็ไม่คิดแม้แต่จะเหลือบตามอง

คนที่มีแต่ความรักช่างน่าสงสาร มีแต่อำนาจถึงจะเป็นนิรันดร์ นับแต่โบราณกาลวีรบุรุษล้วนโดดเดี่ยว โลกนี้ไม่มีเรื่องใดที่สมบูรณ์พร้อม เขาเพียงแค่ต้องกำทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เอาไว้ให้แน่น เพราะอนาคตยังมีหนทางอีกยาวไกลให้เดิน

เขาจะไม่ยอมหยุดเท้าเพราะความเหงา และจะไม่ค้อมตัวลงเพื่อดอกไม้เพียงดอกเดียวระหว่างเดินทางสู่ยอดเขาสูง โลหิตที่ไหลวนในกายของเขาคือสายโลหิตที่เต็มไปด้วยความเลือดเย็นไร้เมตตาของท่านประมุขทุกรุ่น เขาคือประมุขที่แท้จริง!

บิดา เป็นแค่ตัวประหลาดเท่านั้น

เขายื่นมือออกไปสัมผัสลมหนาว ในใจคิดว่าเขาเต็มใจที่จะโดดเดี่ยว เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า นี่คือโลกของเขา ในโลกของเขา เขาสนใจตัวเองเท่านั้นก็พอ

ไม่จำเป็นต้องมีใครอื่น...

เขาคิดเช่นนี้ แต่เมื่อมองเห็นดวงดาวที่สุกสว่างที่สุดสองดวงบนฟากฟ้า ดวงตาก็ปรากฏรอยน้ำตาขึ้นวูบหนึ่ง

เช่นนี้ดีแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะผ่านไป รอจนการประชุมตอนเช้าในวันพรุ่งนี้เริ่มขึ้น ก็จะเป็นวันที่วุ่นวายอีกวันหนึ่ง...

 

จบบริบูรณ์