ฝนนอกโรงเตี๊ยมเริ่มหนักขึ้นอีกครา
ได้ยินเสียงแปลกประหลาดไม่ขาดสาย สุดท้ายเขาก็ตื่นขึ้นอย่างเต็มตา
เย่เชียนหลางเดินออกจากห้องไปตามทิศทางของเสียง แล้วหยุดลงที่หน้าประตูห้องพักห้องหนึ่งซึ่งปิดไม่สนิท ด้วยมีม่านที่ร้อยจากลูกปัดแก้วสายหนึ่งถูกประตูหนีบเอาไว้ เมื่อมองลอดผ่านม่านลูกปัดสายนี้เข้าไป เย่เชียนหลางจึงได้เห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังนั่งกอดรัดกันอยู่
ในห้องนั้นมืดมาก เหลือเพียงไส้ตะเกียงน้ำมันที่จะดับมิดับแหล่ ม่านลูกปัดแกว่งไกวแผ่วเบาภายใต้แสงเทียนราวกับถูกกางกั้นด้วยเงาของดอกโบตั๋นเมื่อครั้งวันวานในจวนนั้น ทั้งหม่นสลัวและมีสีสันระคนกัน
เขาจำชายหญิงที่โอบกอดกันอย่างเร่าร้อนคู่นี้ได้
หญิงสาวหันแผ่นหลังเปลือยเปล่าขาวผ่องมาทางเขา ส่วนชายหนุ่มผู้นั้นอกเสื้อเปิดออกครึ่งหนึ่ง ผมเผ้าสยาย ฝังใบหน้าอยู่กับลำคอหอมกรุ่นของหญิงสาวซึ่งถูกเส้นผมดำขลับปิดไว้กว่าครึ่ง เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่ง ปรายตามองมาที่ตนราวกับจะยิ้มก็ไม่เชิง
ม่านลูกปัดแกว่งไกว แสงเทียนไหวระริก โค่วเปียนเฉิงยกนิ้วชี้วางทาบริมฝีปาก จุ๊ปากพร้อมรอยยิ้มคราหนึ่ง
เย่เชียนหลางจดจำดวงตาคู่นั้นได้เช่นกัน
เมื่อตื่นแล้วก็ยากที่จะหลับลงได้อีก เขาจึงถือโอกาสออกจากสถานที่อันขมุกขมัวนี้ไปเปลี่ยนบรรยากาศข้างนอกเสียหน่อย
ฝนเพิ่งหยุดตก อากาศสดชื่นอย่างหาได้ยาก เย่เชียนหลางมายังหน้าโรงเก็บม้า เขาจูงเจ้า ‘เจ้าวิญญาณหิมะ’ ออกมาโดยไม่ได้เรียกเสี่ยวเอ้อ
ตามหลักแล้วด้วยตำแหน่งฐานะของเขาในทุกวันนี้ ไม่มีความจำเป็นจะต้องเลี้ยงม้าด้วยตัวเอง ทว่าผู้บัญชาการองครักษ์จิ่นอีเว่ยไม่สนิทชิดเชื้อกับผู้ใด แต่ปฏิบัติกับม้าของตนราวกับเป็นญาติสนิทก็ไม่ปาน ในวันธรรมดาหากเขามีเวลาว่าง ไม่ว่าจะเป็นการขัดล้างตัวม้าหรือให้อาหาร เขาล้วนลงมือด้วยตัวเองโดยไม่รอให้ผู้ใดทำให้
เดิมทีนั้นม้าตัวนี้ไม่ใช่ของเขา แต่เป็นม้าที่ขุนนางในเมืองหลวงให้คนไปเสาะหามาจากดินแดนตะวันตกไกลนับพันลี้ นำมามอบให้แก่เว่ยเหลียงชิงหลานชายของพระเก้าพันปีเว่ยจงเสียน หวังให้มหาขันทีเฒ่าพอใจ เว่ยเหลียงชิงนั้นเป็นคนรักม้า เมื่อได้เห็นม้าดีพันลี้ระดับนี้ก็ปรารถนาอยากจะลองควบดู หารู้ไม่ว่าทันทีที่ได้ขึ้นขี่ก็ถูกมันสะบัดกระเด็นตกลงพื้น กระดูกขาขวาหัก
เว่ยเหลียงชิงไม่เชื่อในความชั่วร้าย หลังหายจากอาการบาดเจ็บก็ออกคำสั่งให้คนนำม้าตัวนั้นมาลองขี่อีกครา ยอดฝีมือด้านการขี่ม้าของประเทศล้วนมาอยู่กันพร้อมหน้า กลับไม่มีผู้ใดทำให้ม้าตัวนี้เชื่อฟังได้แม้แต่ผู้เดียว ครั้นสืบหาที่มาที่ไปของม้าตัวนี้ก็พบว่ามันเป็นม้าที่มีชื่อเสียงในด้านไม่ดีนัก เจ้าของม้าถ้าไม่ตายในต่างถิ่นก็ออกจากเมืองไป ล้วนไม่มีผู้ใดตายดี
เว่ยเหลียงชิงโกรธมาก ลดขั้นขุนนางผู้นั้นหลายขั้นและเนรเทศออกจากเมืองหลาง ทั้งยังสั่งให้คนฆ่าม้าตัวนี้เสีย
บังเอิญที่วันนั้นเย่เชียนหลางได้รับคำสั่งให้ไปยังจวนเว่ย เมื่อเห็นคนทั้งกลุ่มล้อมม้าตัวหนึ่งไว้อย่างแน่นหนา บ้างก็ถือเชือกคล้องมันไว้ และบ้างก็ถือหอกยาวแทงเข้าใส่ตัวมัน ดั่งม้าตัวนี้จะอ่านคนออก ครั้นเห็นเจ้าของที่แท้จริงของตนปรากฏตัวขึ้น มันก็ไม่ได้ร้องครวญและดิ้นรนให้เปล่าประโยชน์อีก เพียงแค่มองไปที่เขาแล้วร้องไห้ออกมาไม่หยุด
กลับเป็นเว่ยจงเสียนที่ยากจะเข้าใจนัก ด้วยเย่เชียนหลางผู้นี้ไร้อารมณ์ความรู้สึก
ความปรารถนาเฉกเช่นคนทั่วไปพึงมีเขาไม่มีแม้สักอย่าง และเมื่อเจ้าคนไร้อารมณ์ผู้นี้ออกปากขอร้องตนเป็นครั้งแรกทั้งที กลับเป็นการขอเพื่อสัตว์สี่เท้าตัวเดียวเท่านั้น
เจ้าวิญญาณหิมะเป็นม้าสีขาวตลอดทั้งตัว สีขนเปล่งประกาย รูปร่างสง่างามและแข็งแกร่งกว่าม้าทั่วไป แม้แต่อุณหภูมิในร่างกายของมันก็ยังสูงกว่าม้าทั่วไปด้วย
เย่เชียนหลางใช้ผ้าที่เปียกชุ่มเช็ดไปทั่วตัวของเจ้าวิญญาณหิมะ จากนั้นก็ใช้นิ้วทั้งห้าสางขนของมันเบาๆ
นิ้วมือค่อยๆ เคลื่อนจากหลังไล้ลงมายังท้อง และเคลื่อนไหวอยู่อย่างนั้นโดยไม่ละมือไปจากมัน เหมือนว่าเขาชื่นชอบความร้อนบนตัวของมันกระนั้น
ตอนที่จากมาเขาได้สัญญาด้วยชีวิตต่อหน้าเว่ยจงเสียน หากไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ ก็จะไม่เอาชีวิตตนกลับไปเมืองหลวง
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า กรรมใครกรรมมัน ทุกสิ่งล้วนเกิดแต่กรรม
ผู้บัญชาการเย่ไม่เคยคิดมาก่อนว่า ขณะที่ตนปลิดคร่าวิญญาณด้วยคมดาบซิ่วชุนมากมายจนนับไม่ถ้วน เมื่อถึงคราวตายของตนบ้างจะเป็นแบบใด
ครั้นพอนึกถึงประโยคแรกของ ‘เพลงห้าหยินเผาใจ’ ก็เป็นบทสวดในศาสนาพุทธเช่นกัน หากไร้มโนภาพ ใจย่อมว่างเปล่า บาปบุญเป็นดังภาพลวงตาที่เกิดขึ้นก็ย่อมดับลงได้
ความหมายคือ บาปบุญบนโลกนี้ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา ปุถุชนนั้นไม่จำเป็นต้องยึดถือให้ทรมาน
เวลานั้นเมื่อเย่เชียนหลางอ่านถึงประโยคนี้ เขาแทบจะหลุดหัวเราะออกมาเลยทีเดียว ในใจคิดว่าเคล็ดลับของวิชานี้ช่างเอาใจใส่เป็นอย่างมาก ทางหนึ่งก็สอนให้ฆ่าคนเป็นอาชีพ อีกทางหนึ่งก็ชักชวนให้เรียนรู้ในพระพุทธศาสนาและการปฏิบัติธรรม ซึ่งดูมีเหตุมีผลในทุกทาง
ผู้บัญชาการเย่ไม่เชื่อในสวรรค์และโชคชะตา ซึ่งก็เป็นธรรมดาหากเขาจะไม่เชื่อในเรื่องกรรมดีกรรมชั่วด้วยเช่นกัน
เขาพาดร่างท่อนบนของตนไว้บนหลังเจ้าวิญญาณหิมะ ค่อยๆ หลับตาและแนบหน้าลงไป นิ้วมือนวดวนบนลำตัวที่อุ่นร้อนของมันซ้ำไปซ้ำมา ไม่รู้ว่าคนกำลังปลอบม้าหรือว่าม้ากำลังปลอบคน
โค่วเปียนเฉิงลุกขึ้นมารับลม เขาได้เก็บภาพทั้งหมดนั้นอย่างครบถ้วนไว้ในดวงตา
“หากรู้ภาษามนุษย์เจ้าคงงามล่มเมือง แต่ต่อให้ไร้ความรู้สึกก็ยังทำให้ใจหวั่นไหว”
เดิมนึกว่าเป็นเพียงความคิดของกวีวรรคหนึ่งเท่านั้น เมื่อผสานกับกาลเทศะ ผู้คน และทิวทัศน์ จึงได้รู้ว่าเป็นดั่งที่คนโบราณกล่าวไว้ไม่ผิดเลย
หนึ่งคนหนึ่งม้าใต้แสงจันทร์
ม้านั้นเป็นม้าดี ขนขาวปลอดเปล่งประกายสุกปลั่งดุจหิมะ ซ่อนขนอ่อนสีทองไว้อีกชั้นหนึ่ง ทั้งรูปร่างยังกำยำสมส่วน
ทว่าคนนั้นกลับดูไม่สู้ดีนัก ใบหน้าซึ่งเดิมก็ขาวซีดอยู่แล้ว ยามต้องกับแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาก็ยิ่งเพิ่มความไร้ชีวิตขึ้นไปอีก คนผู้นี้อาจรู้ว่าสีหน้าของตนผิดธรรมดาไม่น้อย เสื้อผ้าอาภรณ์จึงล้วนเป็นสีคราม และดูเข้ากันยิ่งนัก
เมื่อมองให้ละเอียดลงไปก็ยิ่งเกรงว่าจะไม่มีผู้ใดในโลกนี้อีกแล้วที่สามารถเข้ากับทะเลทรายอันกว้างใหญ่ได้อย่างกลมกลืนเช่นนี้ งดงามอย่างเป็นธรรมชาติถึงเพียงนี้ ขนาดทำให้สาวงามที่ตนสวมกอดเมื่อครู่ดูธรรมดาไปเลยทีเดียว
ม่านหมอกยามค่ำคืนปกคลุมหนาราวกับตาข่าย ทำให้ขมุกขมัวไปทั่วทุกทิศ กระทั่งมีสายลมพัดหมอกบางส่วนให้จางไป จึงปรากฏเงาร่างของคนกับม้าภายใต้แสงจันทร์นั้น คนผู้นี้หลับตาสองข้างแนบชิดกับหลังม้า คิ้วกับดวงตายังคงเย็นชาดุจเดิม ทว่าริมฝีปากกลับเผยอออกเล็กน้อยราวกับบังเกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมา ลมหายใจเร่งเร้าแผ่วเบา นิ้วเรียวยาวราวหยกขาวสลักเคลื่อนไหวแนบไปกับท้องม้า ยิ่งเพิ่มความใคร่ขึ้นอย่างไร้สาเหตุ
คล้ายกับการช่วยเหลือตัวเองใต้แสงจันทร์ ทั้งยังคล้ายกับคนเสพสมกับสัตว์
โค่วเปียนเฉิงสำนึกได้ในทันทีว่าทั้งสองความคิดนั้นล้วนไม่ให้เกียรติผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็นับว่ามีเหตุมีผลไม่น้อย
คนผู้หนึ่งเหงาจนถึงขีดสุด แต่กลับน่าสนใจจนถึงขีดสุดเช่นกัน
เดิมทีโค่วเปียนเฉิงจะระวังเสียงหายใจของตนเอง ไม่อยากรบกวนคนงามที่โดดเดี่ยวผู้นี้
ทว่าเพียงแค่คิดเขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ อย่างไม่รู้ตัว
ไหสุราแตกละเอียด คนทั้งสองต่างหัวเราะร่วน
ทั้งดื่มสุราของฝ่ายตรงข้าม ทั้งนึกถึงแววตาชื่นชมที่อีกฝ่ายมีต่อเจ้าวิญญาณหิมะ จึงทำให้เย่เชียนหลางกล่าวอย่างใจกว้างว่า “หากพี่โค่วไม่รังเกียจที่อานม้านี้หยาบกระด้าง จะลองขี่สักครั้งก็ได้”
“ม้าดีไม่ได้อยู่ที่อาน” โค่วเปียนเฉิงไม่ได้จับอานม้า อีกทั้งไม่ได้เหยียบลงบนโกลน เขาเพียงแตะปลายเท้าเบาๆ ร่างของเขาก็เหินขึ้นไปอยู่บนหลังม้า ส่วนเจ้าวิญญาณหิมะใต้สะโพกของเขานั้นกลับไม่ไหวติงแม้แต่น้อย เชื่องอย่างที่สุด เขาปรายตามองเย่เชียนหลางแล้วหัวเราะพลางกล่าว “ขี่ม้าก็ไม่ต้องออกแรง”
“ม้าตัวนี้ดื้อยิ่งนัก แต่กลับดูสนิทกับท่าน?” เย่เชียนหลางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เขารู้ว่าเจ้าวิญญาณหิมะนิสัยดุร้าย นอกเหนือจากตนแล้วก็ไม่มีผู้ใดที่จะสอนมันให้เชื่อฟังได้อีกจนทุกวันนี้
“หากตั้งใจพูดกับมัน มันก็จะฟังออก” คนบนหลังม้าลูบขนบนแผงคอของเจ้าวิญญาณหิมะเบาๆ
ดูเหมือนว่ามันจะรู้สึกสบายเป็นอย่างมาก พ่นไอร้อนออกมาทางจมูกอยู่หลายครั้ง และก้มหัว... ยังได้ยินเขากล่าวขึ้นว่า “หากใต้เท้าไม่มีใจจะนอนหลับ เช่นนั้นก็ออกเที่ยวยามราตรีกับข้าน้อยเป็นอย่างไร?”
โดยไม่รั้งรอให้อีกฝ่ายตอบรับ โค่วเปียนเฉิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ใช้ขาสองข้างของตนหนีบท้องม้า ทั้งคนและม้าก็กระโจนไปอย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวก็ไปไกลเสียแล้ว
เย่เชียนหลางไม่รู้ว่าบุรุษผู้นี้เป็นคนอย่างไรกันแน่ เขาจูงม้าออกมาอีกตัวในทันที รีบกระโดดขึ้นหลังม้าและกระตุกบังเหียนตามออกไป
ม้าทั้งสองวิ่งตามกันไป เย่เชียนหลางได้พยายามสุดกำลังแล้ว แต่จนใจด้วยเจ้าวิญญาณหิมะไม่ใช่สิ่งที่ม้าทั่วไปจะเทียบได้ โค่วเปียนเฉิงออกแรงเพียงหกเจ็ดส่วนก็ทิ้งห่างเย่เชียนหลางมาเกินหนึ่งจ้างแล้ว ทว่าไปได้ไม่ใกล้ไม่ไกลมากไปกว่านั้น
เพียงชั่วครู่ก็ออกมานอกประตูเมือง สายตาของเย่เชียนหลางมองเห็นโค่วเปียนเฉิงอยากเข้าไปยังกลางทะเลทราย เขาจึงเป่าปากเรียกเจ้าวิญญาณหิมะคราหนึ่ง ซึ่งทันทีที่มันได้ยินคำสั่งของผู้เป็นนายก็ยกขาหน้าขึ้นสูงเพื่อหยุดอย่างกะทันหัน
เย่เชียนหลางรีบคว้าโอกาสเหมาะ พุ่งร่างออกไปราวกับลูกธนูที่ออกจากแล่ง วิชาตัวเบาของเขาคล่องแคล่วและงดงาม ร้องเรียกอีกฝ่ายอย่างเกรงใจ “พี่โค่ว ...!”
เย่เชียนหลางเดินลมปราณมารวมกันที่ช่องระหว่างนิ้ว แล้วซัดฝ่ามือนี้ออกไป
คนผู้นี้ไม่เพียงฝึกวิชาสายหยินที่ร้ายกาจยิ่ง แต่ละกระบวนท่าของเขาล้วนโหดเหี้ยมหมายเอาชีวิตไม่ให้เหลือทางรอด โค่วเปียนเฉิงรีบหมุนตัวออกไปรับ
ผู้หนึ่งก่อน ผู้หนึ่งหลัง ต่างก็ทะยานไปในความเวิ้งว้าง ประมือกันอยู่กลางอากาศหลายกระบวนท่า จากนั้นก็ร่วงลงสู่หลังม้าอีกครั้ง ทั้งสองประลองฝีมือพลางควบม้าให้ทะยานไป ม้าทั้งสองตัวต่างวิ่งไปไล่เลี่ยกัน เสียงฝีเท้าม้าดังก้อง ซัดทรายฟุ้งกระเด็นไปไม่รู้เท่าไร
ในชีวิตหนึ่งนั้นยากจะหาคู่ปรับที่สูสี จึงทำให้ผู้บัญชาการเย่ยินดีอย่างไร้ที่สิ้นสุด
ก่อนหน้านี้ที่โรงเตี๊ยม เขามิได้ทดสอบตัวตนของฝ่ายตรงข้ามอย่างสมบูรณ์
สองบุรุษเบื้องหน้าต่างคนต่างออกหมัด เดี๋ยวก็ ‘ระบำห่านเก้าวัน’ เดี๋ยวก็ ‘มัจฉากลางน้ำ’ แม้ว่าพิษเย็นในตัวเย่เชียนหลางเพิ่งกำเริบทำให้เขาไม่กล้าออกแรงอย่างเต็มที่ แต่กระบวนท่าของโค่วเปียนเฉิงนั้นกลับเสริมกันอย่างน่าประหลาด ในใจเขาคิดแต่เพียงว่าจะบีบให้อีกฝ่ายแสดงฝีมือออกมา ทดสอบดูว่าคนผู้นี้คือ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ หรือไม่
แต่เมื่อเขายิ่งบีบจนแน่น อีกฝ่ายก็ยิ่งซ่อนไว้ลึก และยิ่งทำให้รู้สึกว่าคนผู้นี้แม้ดูเหมือนเสเพล ทว่ากำลังภายลึกล้ำราวกับภาพอันยิ่งใหญ่แต่ไร้รูปธรรมชัดเจน เห็นได้ว่าโค่วเปียนเฉิงยังไม่ได้ออกสุดกำลัง
หลายฝ่ามือผ่านไปดวงตายังสดใส ใบหน้ามีรอยยิ้ม โค่วเปียนเฉิงใช้วิชาฝ่ามือเส้าหลิน ตะปบกรงพยัคฆ์เข้าที่ข้อมือของเย่เชียนหลาง โดยออกแรงด้วยแขนเพียงข้างเดียว หวังจะดึงอีกฝ่ายเข้ามาในอ้อมอกของตน
ด้วยการออกแรงในเสี้ยววินาทีนี้ โค่วเปียนเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าเพียงชั่วพริบตาของเขากลับยากจะเล็ดลอดสายตาของฝ่ายตรงข้าม
เย่เชียนหลางฉุกคิดได้ว่าเมื่อกลางวัน ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ได้รับฝ่ามือของตนเข้าไปเต็มๆ เวลานี้ย่อมต้องมีร่องรอยบาดเจ็บบนร่างเป็นแน่ ดังนั้นเขาจึงได้ยอมถอยเพื่อรุก ฉวยโอกาสนั้นลุกขึ้นแล้วนั่งลงในอ้อมอกของโค่วเปียนเฉิงอย่างมั่นคง
เจ้าวิญญาณหิมะยังคงพุ่งทะยานไป เมื่อหันมาอีกทีก็ได้สลัดม้าอีกตัวออกนอกสายตาไปแล้ว แผ่นหลังพิงอยู่กับอกกว้างอันอุ่นร้อน เย่เชียนหลางถูกรัดไว้ด้วยแขนแข็งแรงประหนึ่งคีมเหล็กทั้งสองข้าง เขาพูดหยั่งเชิงว่า “ดูเหมือนว่าพี่โค่วจะมีบาดแผล?”
“แผลเก่าเมื่อนานมาแล้ว ไม่มีอะไรหรอก”
“ให้ข้าดูสักหน่อยได้หรือไม่? แม้ข้าไม่รู้วิชาการแพทย์ แต่การอยู่ภายใต้คมดาบในช่วงหลายปีมานี้ แผลภายนอกเล็กน้อยย่อมไม่ยากเกินความสามารถ”
โค่วเปียนเฉิงหัวเราะเบาๆ “ข้าน้อยทำการค้าขาย ร่อนเร่อยู่ข้างนอกเป็นประจำ มีดินเป็นที่นอนมีฟ้าเป็นผ้าห่ม มีดวงอาทิตย์อันแรงกล้าเป็นหมวก มีหนามของต้นไม้เป็นรองเท้า ข้าน้อยมิกล้านำเนื้อหนังอันหยาบกร้านบนร่างกายนี้ทำให้ดวงตาของใต้เท้าต้องแปดเปื้อน” ความหมายของประโยคนี้ก็คือการปฏิเสธแล้ว
เย่เชียนหลางหัวเราะเยียบเย็นคราหนึ่ง “หากว่าข้า...ต้องการจะดูให้ได้ล่ะ?”
“ถ้าใต้เท้าไม่รังเกียจ เนื้อหนังบนร่างนี้ก็ย่อมไม่มีตรงไหนที่ให้ดูไม่ได้ เพียงแต่เสื้อผ้าชุดนี้ของข้าน้อยนั้น...” โค่วเปียนเฉิงก้มลงงับต่างหูสีฟ้ามยุราบนหูซ้ายของเย่เชียนหลาง ใช้ฟันขบเบาๆ แล้วกล่าวกลั้วหัวเราะ “คงต้องรบกวนใต้เท้าถอดออกด้วยตนเอง”
ทันทีที่ขาดคำ โค่วเปียนเฉิงก็กอดรัดเอวของเย่เชียนหลางไว้จนแน่น สองร่างถีบตัวออกจากอานม้าพุ่งลงไปสู่พื้นทรายพร้อมกัน
แต่พอมือเท้าที่ปัดป่ายอยู่นี้เปลี่ยนแปลงไป กลับคล้ายอารมณ์อันเร่าร้อนชนิดหนึ่ง ทั้งคู่ต่างดึงทึ้งเสื้อผ้าของกันและกันไม่หยุด กอดรัดพร้อมกลิ้งตัวไปบนผืนทราย ประเดี๋ยวข้าอยู่ด้านบน ประเดี๋ยวเจ้าอยู่ด้านบน เพียงครู่เดียวทั้งตัวพวกเขาก็เต็มไปด้วยทราย
จนกระทั่งหมดแรง เย่เชียนหลางนั่งอยู่บนร่างของโค่วเปียนเฉิง ต่างคนต่างมองกันและกัน
อาจเป็นเพราะเมื่อครู่นี้เพิ่งดื่มสุราอย่างสำราญ เสื้อผ้าของคนทั้งสองเปิดออก ลมหายใจกระชั้นเร่งเร้า แผ่นอกที่โผล่พ้นเสื้อออกมานั้นกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด
เย่เชียนหลางตกตะลึงเล็กน้อย ด้วยภายใต้ชุดยาวของโค่วเปียนเฉิงนั้นไม่มีสิ่งใดอยู่เลย