ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

หิมะไร้ใจ (นิยายวาย) ตัวอย่างทดลองอ่าน

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
คนของทางการ จากเด็กกำพร้าหิวโหยใกล้สิ้นใจ ก้าวขึ้นสู่องครักษ์หลวงที่ยิ่งใหญ่คับฟ้า เย่เชียนหลาง... ชื่อนี้หากปรากฏกายขึ้นที่ใด ต่อให้เป็นฉางเอ๋อมาจุติ หรือไซซีกลับชาติมาเกิดก็อาจไม่มีเสน่ห์ได้สักครึ่งหนึ่งของเขา ทว่าน่าเสียดายนัก... ผู้บัญชาการเย่เจ้าของวิชา ‘ห้าหยินเผาใจ’ หัวใจกลับโดนแผดเผาจนไม่เหลือที่ว่างให้ใครก้าวเข้ามา ไม่ว่าหญิงหรือชาย สหายหรือผู้มีพระคุณ หากเป็นหน้าที่เขาสังหารได้ทั้งสิ้น ตำนานของแผ่นดิน ป้ายนำจับถูกติดไปทั่วแคว้น ผู้ที่เหล่ามือปราบต้องการตัวมากที่สุดคือจอมโจรในตำนานเจ้าของฉายา ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ โค่วเปียนเฉิง...แข็งแกร่ง ร้อนแรง แต่ไร้ตัวตน เกรงว่าในรอบพันปีจะมีเพียงเขาที่ทางการไม่อาจรับมือได้ หากเย่เชียนหลางเปรียบดังเกล็ดหิมะ เขาผู้นี้ก็คือเปลวไฟ เมื่อผู้รักษากฏหมาย เจอกับคนนอกกฎหมาย ใครกันแน่ที่จะถูกล่า!

บทนำ

Author:  薇诺拉,book: 无情物

 

---------------------------

คนของทางการ

จากเด็กกำพร้าหิวโหยใกล้สิ้นใจ ก้าวขึ้นสู่องครักษ์หลวงที่ยิ่งใหญ่คับฟ้า

เย่เชียนหลาง... ชื่อนี้หากปรากฏกายขึ้นที่ใด

ต่อให้เป็นฉางเอ๋อมาจุติ หรือไซซีกลับชาติมาเกิดก็อาจไม่มีเสน่ห์ได้สักครึ่งหนึ่งของเขา

ทว่าน่าเสียดายนัก...

ผู้บัญชาการเย่เจ้าของวิชา ‘ห้าหยินเผาใจ’

หัวใจกลับโดนแผดเผาจนไม่เหลือที่ว่างให้ใครก้าวเข้ามา

ไม่ว่าหญิงหรือชาย สหายหรือผู้มีพระคุณ

หากเป็นหน้าที่เขาสังหารได้ทั้งสิ้น

 

ตำนานของแผ่นดิน

ป้ายนำจับถูกติดไปทั่วแคว้น

ผู้ที่เหล่ามือปราบต้องการตัวมากที่สุดคือจอมโจรในตำนานเจ้าของฉายา ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’

โค่วเปียนเฉิง...แข็งแกร่ง ร้อนแรง แต่ไร้ตัวตน

เกรงว่าในรอบพันปีจะมีเพียงเขาที่ทางการไม่อาจรับมือได้

 

หากเย่เชียนหลางเปรียบดังเกล็ดหิมะ เขาผู้นี้ก็คือเปลวไฟ

เมื่อผู้รักษากฏหมาย เจอกับคนนอกกฎหมาย

ใครกันแน่ที่จะถูกล่า!

สารบัญ

ตอนที่ 1

อาชาพ่วงพีพุ่งทะยานกลางสายลมตะวันตกในดินแดนเขตเหนือ ทุกย่างก้าวงดงามปานดอกซิ่งกลางสายฝน

            รัชสมัยเทียนฉี่ ปีที่ 7 เสี่ยวหม่าน*

            เส้าหยางรวมธาตุไฟ วันเวลาร่วมปะทะ เคราะห์ร้ายใหญ่หลวง

            เพียงเพิ่งจะถึงยามเซิน** ลมสายหนึ่งก็พัดวูบมา ทำให้ชุดขุนนางสีชาของผู้ซึ่งยืนนิ่งอยู่บนเนินทรายปลิวไสว

            องครักษ์จิ่นอีเว่ย*** ยี่สิบกว่าคนล้วนอยู่ในชุดสีดำ สวมผ้าคลุมและหมวกขุนนาง

            ‘เย่เชียนหลาง’ ผู้บัญชาการของเหล่าองครักษ์ยืนพิงม้าจ้องมองไปยังกลุ่มคนบนหลังม้ากองหนึ่ง ที่กำลังควบทะยานอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่

            ณ ดินแดนสุดขอบตะวันตกเฉียงเหนือแห่งนี้ มีแต่เส้นทางยาวนับพันลี้ ทะเลทรายกว้างใหญ่ดุจท้องทะเลไร้ขอบเขต มีเพียงต้นหลิวแดงไม่กี่ต้นกับกิ่งไม้แห้งงามวิจิตรเท่านั้นที่ขึ้นโดดเด่นอยู่บนพื้นทรายเหลืองอร่าม ส่วนบริเวณอื่นเวิ้งว้างว่างเปล่าไม่มีแม้แต่หญ้า

            การเดินทางขององครักษ์จิ่นอีเว่ยครานี้ก็เพื่อตามจับพรรคพวกที่เหลือของจั่วกวางจี้กับคนแซ่หยาง แม้ต่อหน้า ปากจะบอกว่าเป็นราชโองการของฮ่องเต้เทียนฉี่ แต่ความจริงต่างรู้ดีว่า นี่เป็นการบิดเบือนราชโองการโดยมหาขันทีเว่ยจงเสียน

            ในวัยเด็ก เย่เชียนหลางเองก็เคยเป็นศิษย์ของจั่วกวางจี้ ทั้งยังร่ำเรียนวิชาเกี่ยวกับคุณธรรมความดี การภักดีต่อฮ่องเต้ รวมถึงการปกป้องบ้านเมืองจากสำนักของชนชั้นสูง เพียงแต่กาลเวลาเปลี่ยนแปลงคน เขาในวันนี้เป็นทั้งลูกบุญธรรมของพระเก้าพันปีมหาขันทีและยังเป็นผู้บัญชาการองครักษ์จิ่นอีเว่ย เป็นธรรมดาที่จะไม่นึกถึงบุญคุณหรือเห็นแก่ความหลังครั้งเก่า ไม่เพียงนำนักฆ่าเข้ากำจัดคนในจวนจั่วเท่านั้น เขายังลงมือปลิดลมหายใจของอาจารย์ผู้เคยอบรมสั่งสอนตัวเองอีกด้วย

            ไร้รัก ไร้เกลียด ไร้ซึ่งอุปสรรค

            ชายหนุ่มเกิดมาในยุคที่บ้านเมืองระส่ำระสาย การมีชีวิตอยู่ไม่จำเป็นต้องมีใจเมตตาการุญ ขอเพียงมีความกล้ากับสองมือก็สามารถฆ่าคนได้แล้ว

 

            คนที่ไม่กลัวตายมากมายต่างเข้ามาขัดขวางเย่เชียนหลาง

            ในขณะเดียวกัน คนของจั่วกวางจี้ที่กำลังวิ่งทวนกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากก็ส่งห่านป่าน้อยคู่หนึ่งหลบลี้หนีภัยไปอีกทาง

            การตามล่าสังหารบุตรผู้เยาว์ของจั่วกวางจี้กับพรรคพวกที่เหลือซึ่งได้รับบาดเจ็บในครั้งนี้ มหาขันทีเว่ยจงเสียนไม่เพียงส่งยอดฝีมือขององครักษ์จิ่นอีเว่ยมาจนหมด แต่ยังรบกวนทหารระดับผู้บัญชาการให้ออกโรงเองด้วย

            คิดแล้วงานครานี้ย่อมไม่ง่าย เหล่าองครักษ์ถืออาวุธรออยู่กลางทะเลทรายเบื้องหน้า ทั้งคนและม้าควบทะยานไกลออกไปเรื่อยๆ นายกองหลัววั่งก้าวเข้ามาแล้วกล่าวเตือนเย่เชียนหลางว่า “ใต้เท้า หากไม่รีบตามพวกนั้นก็จะหนีไปได้นะขอรับ”

            ความจริง ต่อให้หนีได้ก็คงไปไม่ได้ไกลนัก คนเหล่านี้ถูกองครักษ์จิ่นอีเว่ยไล่ตามติดมาหลายวัน ยิ่งในยามนี้วิ่งสวนทางลมก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก พวกเขาเดินช้าลงคนแล้วคนเล่า ทั้งคนและม้าต่างเหนื่อยล้าจวนหมดแรงเต็มทนแล้ว

            “ธนู” เย่เชียนหลางขอธนูจากหลัววั่ง เขาง้างคันธนู ขึ้นลูกแล้วปล่อยออกไป

            ธนูดอกหนึ่งพุ่งทะลุกะโหลก ร่างของชายที่อยู่ด้านหน้าสุดก็ร่วงลงจากหลังม้า เพียงครู่เดียวศพของคนผู้นั้นก็ถูกพายุทรายกลบมิดไปเสียครึ่งร่าง

            ม้าที่ควบตามหลังมากระโดดยกขาและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ ชายสามคนถูกม้าที่ตื่นตระหนกสะบัดตกลงมาจากอาน คนที่เหลือจึงรีบรั้งสายบังเหียนให้ม้าหยุด

            เย่เชียนหลางยิงธนูออกไปอีกสองดอกต่อเนื่อง ได้ยินเป็นเสียงสวบๆ ชายสองคนที่กำลังะเกียกตะกายปีนกลับขึ้นบนหลังม้าก็ทรุดร่างลงไปอีกหน เพียงลูกศรพุ่งทะลุศีรษะไปอย่างลวกๆ ก็ทำให้ซากศพกลาดเกลื่อนอยู่เต็มพื้น ขณะสิ้นใจแม้แต่ดวงตาก็ยังไม่ทันได้ปิดลงด้วยซ้ำ

            ชายคนที่สามซึ่งตกจากหลังม้าเช่นเดียวกันกำลังจะลุกขึ้น คุณชายชุดขาวข้างกายของเขาก็ชักดาบยาวออกมาอย่างรวดเร็ว สกัดลูกธนูที่แล่นมาตามเสียงลมเอาไว้ได้ เขาร้องตะโกนว่า “พี่ชายทั้งหลาย อีกสักครู่หัวหน้าเกาจะออกมาต้อนรับ รบกวนให้ท่านทั้งหลายรีบเดินทางล่วงหน้าไปก่อน”

            วิชาตัวเบาของคุณชายชุดขาวนั้นไม่เลวทีเดียว เขาถือกระบี่พุ่งตัวออกไปไกลกว่าหนึ่งจ้าง* เพื่อจะตรงเข้าสังหารกลุ่มคนบนเนินทราย

            องครักษ์จิ่นอีเว่ยต่างขึ้นธนูเตรียมยิง เย่เชียนหลางกลับยกมือห้าม

            คนผู้นั้นมีชื่อว่าลู่หลินชวน รู้จักกับเขามาตั้งแต่เด็ก ถ้าจะให้พูดกันจริงๆ แล้วต้องถือว่าเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน

            แต่เดิมตระกูลลู่เป็นตระกูลใหญ่ มีชื่อเสียงจากการได้รับตำแหน่งซานกง ในจวนมีลูกหลานสืบสกุลมากมาย ผู้คนต่างเข้านอกออกในกันไม่ขาดสาย

            เมื่อมาถึงรุ่นของลู่กงฮว่าน ความเหน็ดเหนื่อยจากการแก่งแย่งชิงดีภายในราชสำนักทำให้ขุนนางผู้นี้ลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกับฮ่องเต้ว่านลี่ แม้จะกล่าวได้ว่าเป็นการรักษาชีวิตอย่างชาญฉลาด แต่ความจริงแล้วเป็นการกระทำอย่างเสียมิได้

            หลังพ้นจากตำแหน่งเขากลับชื่นชอบวิถีชีวิตเยี่ยงสามัญชน เสียดายก็แต่มีทายาทสืบสกุลน้อยนัก เพราะเขาเหลือเพียงลู่หลินชวนคนเดียวเท่านั้น

            โชคดีที่ทายาทคนเดียวผู้นี้ไม่ทำให้ตระกูลลู่ต้องขายหน้า ลู่หลินชวนไม่เพียงมีใบหน้าหมดจดงดงามราวอิสตรี แต่ยังเชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ มีวิชากระบี่จิงหงที่ร้ายกาจซึ่งร่ำเรียนกับอาจารย์เลื่องชื่อ ทั้งยังมีความสามารถในงานแกะสลัก ทำให้ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานเขาเป็นพิเศษ

            ลู่หลินชวนและเย่เชียนหลางต่างเป็นศิษย์ของจั่วกวางจี้ ในรัชสมัยเทียนฉี่ ปีที่ 2 พวกเขาสอบได้ตำแหน่งทั่นฮวา กล่าวกันว่าบทความที่ตอบในข้อสอบนั้นเขียนได้ดีและสละสลวยจนแม้แต่ขุนนางเก่าในราชสำนักยังต้องอับอาย เดิมทีฮ่องเต้มีพระประสงค์ประทานตำแหน่งจอหงวนให้กับลู่หลินชวน แต่ทรงเกรงว่าจอหงวนอายุสิบหกปีจะเป็นที่ถกเถียงกันในเรื่องความเยาว์วัยจึงได้ลดขั้นลงมาเป็นทั่นฮวา อย่างเช่นตอนนี้เขาก็มีอายุเพียงยี่สิบสองปีเท่านั้น ยังอ่อนกว่าเย่เชียนหลางอยู่สองสามปี แต่กลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและโดดเดี่ยวในดวงตา เป็นดวงตาคู่ที่มองเห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว

            เย่เชียนหลางไม่อยากสังหารลู่หลินชวน น่าแปลกที่เขาเห็นแก่ความเป็นศิษย์ร่วมสำนัก ความรู้สึกแกร่งกระด้างในใจถูกสั่นคลอนจนเกิดความสงสาร

            จวบจนผู้มาเยือนอยู่ห่างจากตนไม่ไกลนัก ผู้บัญชาการเย่จึงปลดผ้าคลุมสีดำก่อนจะทะยานออกไปต้อนรับ ไม่ชักดาบและไม่เดินกำลังภายใน เพียงรวบรวมลมปราณสามส่วนระหว่างนิ้วในการประมือกับลู่หลินชวนด้วยมือเปล่าเท่านั้น

            แม้ว่าเขาจะอ่อนข้อให้เช่นนี้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่กล้าออมแรงแม้สักนิด ลู่หลินชวนใช้กำลังที่มีทั้งหมดใส่เข้าไปในกระบี่จิงหงในมือ ปรารถนาที่จะเอาชีวิตเข้าแลก

            เมื่อเห็นลู่หลินชวนโจนตัวขึ้นในท่า ‘หงส์เหินไม่หวนคืน’ พุ่งเป้ามาที่ศีรษะของตนอย่างพร้อมที่จะยอมตายไปด้วยกัน เย่เชียนหลางทั้งไม่รุกและไม่หลบ ไม่แม้แต่จะขยับร่างกายท่อนล่าง นิ้วทั้งห้าเพียงขยับไหวราวกับกำลังดีดพิณ

            ก่อนอื่นเขาลดท่ากระบี่ที่รุนแรงและดุดันของอีกฝ่ายลง จากนั้นใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางหนีบเข้าหากัน นิ้วมือของเขานั้นเรียวยาว เนียนละเอียดราวกับเส้นไหมในฤดูหนาว ข้อนิ้วงดงามยิ่งกว่าสตรี สิ่งเดียวที่ขาดก็คือสีสัน ด้วยผิวของเขานั้นซีดขาวจนน่ากลัว

            กระบี่จิงหงถูกสองนิ้วหนีบไว้แน่นจนยากจะฟาดฟันต่อไปได้ ลู่หลินชวนรู้สึกถึงความหนาวเย็นระลอกหนึ่งส่งผ่านมาจากด้ามกระบี่ เย็นยะเยือกเสียจนหัวใจของเขาเกือบจะหยุดเต้น จนเมื่อเหลือบมองกระบี่ในมือของตน ไม่รู้เลยว่ามันถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งตั้งแต่เมื่อใด

            ดวงอาทิตย์ของทะเลทรายแผดเผาจนแสบร้อน ทว่าเกล็ดน้ำแข็งบนตัวกระบี่กลับแข็งตัวหาได้ละลายไม่ เพียงครู่เดียวก็ทำให้ข้อมือของลู่หลินชวนแข็งตามไปด้วย

            เย่เชียนหลางออกแรงที่นิ้วทั้งสองแล้วดึงอีกฝ่ายเข้ามาเบื้องหน้าของตน จากนั้นจึงยกมือขึ้นปัดเม็ดทรายที่ร่วงลงบนบ่า พลางกล่าวว่า “กระบี่เป็นกระบี่เนื้อดี แต่วิชานั้นไม่เอาไหน”

            ดวงตาของทั้งคู่สบกันอย่างใกล้ชิด แววตาลู่หลินชวนแข็งกร้าว จริงอยู่ว่าสมัยก่อนเขาเคยพบเย่เชียนหลาง แต่ชายตรงหน้าเขาคนนี้หลงเหลือเค้าโครงในวันวานเสียที่ไหน ดวงตารูปหงส์ภายใต้ไรผมกับคิ้วเรียวดำสนิทดูช่างเยียบเย็นจนน่าขนลุก ริมฝีปากออกม่วงตัดกับผิวที่ซีดขาว เสริมความแปลกตาด้วยต่างหูสีฟ้ามยุราบนใบหูข้างหนึ่ง

            เย่เชียนหลางมิใช่คนต่างเชื้อชาติ ยิ่งมิได้มีรูปลักษณ์ดุจสตรี การใส่ต่างหูเช่นนี้ย่อมเป็นที่น่าประหลาดใจ แต่เพราะใบหน้านี้งดงามอย่างมาก จึงยิ่งเพิ่มความผิดแปลกที่ชวนให้ผู้คนหวั่นเกรงได้อีกหลายส่วน

            แค่ชั่วสายตาตื่นตระหนกเพียงวูบเดียว ไอเย็นที่ข้อมือของลู่หลินชวนก็รุกคืบเข้ามาทุกขณะ แขนขวาที่ถือกระบี่อยู่นั้นรู้สึกเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงเสียจนพรุน หลังความเจ็บปวดผ่านไปแล้วก็แทบไม่รู้สึกอันใดอีก ไอเย็นอันน่ากลัวซึมซาบเข้าสู่ร่างกาย ลู่หลินชวนรีบเดินลมปราณปกป้องชีพจร จากนั้นใช้มือซ้ายเปลี่ยนเป็นกรงพยัคฆ์พุ่งตะปบลำคอของเย่เชียนหลาง ทว่าอีกฝ่ายได้คาดการณ์เอาไว้แล้ว เย่เชียนหลางใช้เพียงสองนิ้วแตะเบาๆ โจมตีที่จุดหยางฉือ จือโกว และซื่อตู๋บนแขนซ้ายของลู่หลินชวนติดต่อกันด้วยความรวดเร็วก็สามารถสลายการโจมตีครั้งนี้ได้อย่างง่ายดาย

            เย่เชียนหลางปล่อยลู่หลินชวนราวกับไม่มีความคิดที่จะสังหาร แล้วกล่าวว่า “ข้ากับเจ้าเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน ทิ้งของที่หัวหน้าสำนักต้องการไว้ ข้าอาจจะละเว้นชีวิตเจ้า”

            ลู่หลินชวนกล่าวด้วยเสียงอันดุดัน “ใต้เท้าเย่นี่ช่างดีนัก... เจ้านับถือโจรเป็นบิดา ช่วยเหลือคนชั่ว ยังมีหน้าเรียกตัวเองว่าเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกับข้าหรือ?”

            เย่เชียนหลางย้อนถาม “อย่างไรจึงเรียกว่าเป็นโจรเล่า?”

            “เว่ยเยียนใช้อำนาจตามใจ เลี้ยงคนประจบสอพลอไว้เป็นพรรคพวก จับกุมผู้บริสุทธิ์ สังหารผู้จงรักภักดี แย่งชิงทรัพย์สินของประชาชนตามอำเภอใจ จนพวกเขาเหล่านั้นต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เกิดความปั่นป่วนไปทั่วทุกหัวระแหง...”

            เมื่อนึกถึงสภาพอันน่าเวทนาของชาวบ้านที่จำต้องแลกบุตรกันกินเป็นอาหาร ทั้งยังอดตายเต็มไปหมด เพียงนึกถึงความอับอายต่างๆ นานาที่ทหารโฮ่วจินบุกเข้าเมืองไคหยวน นึกถึงการเข้าร่วมกับพวกเย่เฮ่อขึ้นมา ใบหน้าของลู่หลินชวนในยามนี้ก็แดงก่ำ มือเท้าสั่นสะท้าน ถามขึ้นอย่างฮึกเหิมว่า “ในวันนี้ศัตรูที่แข็งแกร่งกำลังจ้องมองอยู่ข้างๆ ต้าหมิงตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง... เว่ยเยียนผู้นั้นมิได้เป็นภัยต่อบ้านเมืองหรอกหรือ? เช่นนี้ยังไม่เรียกว่า ‘โจร’ ได้อีกหรือ?!”

            เย่เชียนหลางกลับย้อนถามเสียงเรียบ “ใช่แล้วอย่างไร?”

            ลู่หลินชวนลุกขึ้นตวัดข้อมือวาดกระบี่ของตน กระบี่จิงหงตวัดปัดป่ายราวกับคงคาพิโรธ พุ่งแทงฝ่ายตรงข้ามอย่างมาดร้าย

            เย่เชียนหลางขยับตัว ดึงดาบซิ่วชุนที่เอวออกจากฝักดัง “เคร้ง!” เวลานั้นทั้งดาบและกระบี่ต่างฟาดฟันเข้าใส่กันไม่หยุด

            วิชาที่ผู้บัญชาการเย่ฝึกฝนนั้นเรียกว่า ‘เพลงห้าหยินเผาใจ’ อยู่ในสายหยินอันแปลกพิสดารไม่น้อย มันได้รับการสืบทอดมาตั้งแต่สมัยจ้านกั๋ว ซึ่งมีชื่อเสียงด้านพละกำลังและความปราดเปรียว

            ในยามนี้กระบี่จิงหงออกแรงอย่างดุดันและรวดเร็ว แต่ละกระบวนท่าล้วนโจมตีถึงชีวิต ตรงข้ามกับกระบวนท่าของดาบซิ่วชุนที่เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าดั่งมิได้กระหายในชัยชนะเท่าใดนัก แค่กวัดแกว่งไปมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป แข็งแล้วอ่อนร้อนแล้วเย็นสลับกันไปมา ราวกับฟ้าดินนี้ไร้ข้าไร้เจ้า มีเพียงแสงดาบกับเงากระบี่ ต้นหลิวแดงและผืนทรายสีเหลืองเท่านั้น

            แต่ในชั่วพริบตา เพลงดาบของเย่เชียนหลางก็เปลี่ยนไปจนลู่หลินชวนพลาดพลั้งหลายครา เขาทั้งเกลียดทั้งโกรธและเมื่อยิ่งโกรธก็ยิ่งยากจะรับมือ หลังจากผ่านไปยี่สิบกระบวนท่าก็ยิ่งเห็นได้ชัด แม้แต่ชายผ้าของเย่เชียนหลางเขาก็ยังไม่อาจแตะถึง

            ดวงตาหงส์สีดำสนิทเปล่งขึ้นราวกับมีประกาย

            เพียงได้ยินเสียง “ตึง!” เท่านั้น กระบี่จิ่งหงก็หักเป็นสองท่อน

            เย่เชียนหลางเก็บดาบในทันที ชุดของเขาเต็มไปด้วยเลือดสดๆ ถึงอย่างนั้นหมวกองครักษ์บนศีรษะกลับไม่ยุ่งเหยิงแม้แต่น้อย

            ลู่หลินชวนในชุดขาวทว่าแดงฉานไปด้วยเลือดกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น ร่างของเขามีร่องรอยบาดเจ็บจากคมดาบหลายสิบแห่ง แต่เพราะฝ่ายตรงข้ามมิได้ออกแรงทั้งหมดเขาจึงยังมีลมหายใจอยู่ ถึงกระนั้นก็ไม่มีกำลังจะสู้ต่ออีกแล้ว

            เย่เชียนหลางก้มมองคนใกล้ตายผู้นี้ คิ้วของเขาขมวดขึ้นเล็กน้อย สายตานั้นยากจะเดาได้ว่าเป็นความสงสารหรือดูแคลน เขาวางดาบซิ่วชุนไว้ที่บ่าของลู่หลินชวน หมุนพลิกตัวดาบกลับไปกลับมาเพียงสองครั้งก็เช็ดคราบเลือดบนดาบได้หมดจด จากนั้นก็เอ่ยเสียงเรียบ “ถือว่าวันนี้ข้าได้ฝึกดาบชุนชิว ต้องขอบใจเจ้า”

            สงสารก็แต่ทั่นฮวาลู่ผู้ฉลาดหลักแหลม เขาเพิ่งประจักษ์ได้ว่า การออมแรงดาบเมื่อสักครู่ของคนตรงหน้าก็เป็นเพียงแค่ใช้ตัวเขาฝึกเพลงดาบเท่านั้น หากวันนี้เพียงขยับชายเสื้อ จะฆ่าคนหนึ่งคนก็ทำได้ง่ายไม่ต่างจากดีดข้าวเม็ดหนึ่งที่ติดอยู่บนอกเสื้อ

            ลู่หลินชวนค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ หวังจะเก็บกระบี่หักที่ปักจมอยู่ใต้พื้นทรายขึ้นมา แต่ก่อนที่มือเปื้อนเลือดจะทันได้สัมผัสด้ามกระบี่หนังฉลาม เย่เชียนหลางก็ใช้วิชาตัวเบาเข้าขวางหน้า

            ร่างที่เต็มไปด้วยรอยดาบนั้นเลือดไหลเกือบจะหมดตัวอยู่รอมร่อแล้ว แต่ลู่หลินชวนก็ยังรวบรวมกำลังยืดตัวขึ้นตรง กล่าวว่า “ชายชาตรีไม่ดื่มน้ำสกปรก ไม่พักอยู่ใต้เงาไม้ที่คดงอ...ต่อให้ข้าต้องทำลาย ‘สิ่งนั้น’ ทิ้ง ก็จะไม่...ไม่มีวันมอบให้กับเจ้า...”

            เย่เชียนหลางหลับตาลง ใบหน้าปรากฏความเหนื่อยล้า ไม่อยากหว่านล้อมให้มากความอีก “โง่เขลาเช่นนี้ ถือว่ารนหาที่ตายแล้วกัน”

            ขณะที่ลู่หลินชวนหลับตาลงรอความตายกลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นในหู เสียงนั้นหนักแน่นและทุ้มต่ำราวกับเสียงสะท้อนจากบ่อที่ว่างเปล่า

 

----------------------------------------------------

ติดตามตัวอย่างตอนต่อไปในวันพุธ 16 พ.ค. นี้ค่ะ

ตอนที่ 2

            ดาบมิใช่ดาบชั้นดี ส่วนวิชาก็ยิ่งไม่เอาไหน

            หากมองไกลออกไปก็มีแต่ผืนทรายสีเหลือง มองใกล้เข้ามาก็ล้วนเป็นเพียงผืนทรายไม่ต่างกัน ไม่รู้เลยว่าจู่ๆคนผู้หนึ่งกับม้าหนึ่งตัวปรากฏอยู่บนทะเลทรายผืนนี้ตั้งแต่เมื่อใด

            หากจะว่าเย่เชียนหลางมิได้ใส่ใจสังเกต แต่หลัววั่งกับพรรคพวกที่อยู่บนเนินทรายก็ไม่มีใครสักคนจะสังเกตเห็นเชียวหรือ

            เมื่อมองคนบนหลังม้าอย่างละเอียดอีกครั้ง จึงพบว่าเขาสวมเสื้อคอจีนผ่าหน้าสีขาวทำจากผ้าไหมสีขาวอย่างง่ายๆ ชายเสื้อเปิดออกครึ่งหนึ่งเผยให้เห็นแผ่นอกหนา สีผิวเข้มกว่านมหมักสักสามส่วน อ่อนกว่าสุราน้ำผึ้งอยู่หนึ่งส่วน ยิ่งรับกับท่าทางสง่างามเหนือกว่าบุรุษทั่วไป

            ทั้งเรือนกายไร้เครื่องประดับใดๆ แม้แต่ผมก็ยังปล่อยสยายตามธรรมชาติ

            สิ่งเดียวที่โดดเด่นก็คือหน้ากากสีทองบนใบหน้าที่ให้ความรู้สึกแปลกประหลาดเหมือนครึ่งคนครึ่งสัตว์ ทว่าดวงตาสองข้างที่โผล่ออกมานั้นกลับดูลึกล้ำและเต็มไปด้วยความรู้สึก ทำให้เขาดูต่างจากคนธรรมดาซ้ำยิ่งเหมือนภูตผีปีศาจขึ้นไปอีก

            เย่เชียนหลางเห็นของชิ้นหนึ่งคลุมด้วยผ้าสีดำที่แสนจะธรรมดาที่สุดมัดอยู่บนหลังม้าตัวนั้น แต่ลักษณะกลับคล้ายดาบล้ำค่าเลยทีเดียว

            ชายหน้ากากทองส่ายหน้าพลางเอ่ยเบาๆ “น่าเสียดาย”

            น้ำเสียงดั่งสะท้อนในบ่อที่ว่างเปล่าราวกับไม่ได้เปล่งออกมาจากปาก แต่ออกมาจากท้องของผู้พูดกระนั้น เย่เชียนหลางกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า “เสียดายอะไร?”

            ชายหน้ากากทองที่เพิ่งมาใหม่หัวเราะเบาๆ น้ำเสียงคล้ายตั้งใจหยอกล้อ “เดิมทีเจ้างดงามจนสามารถชมเป็นอาหารตา แต่น่าเสียดาย สีหน้าตกใจของเจ้าทำให้ความงามลดลงไปเยอะ”

            เย่เชียนหลางยังคงมองคนบนหลังม้าด้วยสีหน้าเยียบเย็นดุจเดิม ทันใดนั้นก็ดีดปลายเท้าขึ้นราวกับแสงสีทองสายหนึ่งพุ่งสู่ท้องฟ้า

            ชายบนหลังม้าเห็นดังนั้นก็รีบดีดตัวขึ้นต้อนรับ ทั้งสองคนต่างซัดฝ่ามือไปกลางอากาศ

            ฝ่ามือหนึ่งซัดต้นหลิวแดงที่ปลิวไสวหักร่วงหล่น อีกหนึ่งซัดทรายจนเกิดระลอกคลื่น ในยามนั้นทั้งสองต่างรู้สึกตกใจ กำลังภายในของอีกฝ่ายช่างล้ำลึกยิ่งนัก!

            ชั่วขณะที่นิ้วทั้งสิบสอดประสานและเนื้อหนังแนบชิดกันนั้น สีหน้าของเย่เชียนหลางเปลี่ยนไปเล็กน้อย รู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นอันร้ายกาจวิ่งจากฝ่ามือผ่านเข้าสู่ภายใน จู่โจมอวัยวะทั้งห้า แล้ววิ่งพล่านไปทั่วร่าง เป็นความอบอุ่นที่ชวนยินดีจนพูดไม่ออก

            เมื่อผู้ฝึกวิทยายุทธเอ่ยถึงเพลงห้าหยินเผาใจ คนส่วนใหญ่ทั้งยกย่องระคนหวาดหวั่น ด้วยเป็นยอดวิชาล้ำเลิศประณีตและแฝงไว้ซึ่งความร้ายกาจที่เปลี่ยนคนให้เป็นศพมานักต่อนัก

            วิชาสำนักนี้แม้จะแปลกพิสดาร แต่ตามที่เล่าสืบต่อกันมานั้นกลับมีต้นกำเนิดมาจากพระชั้นสูงรูปหนึ่งของศาสนาพุทธ ในยามนั้นพระรูปดังกล่าวยังเป็นเพียงหลวงจีนน้อยที่เพิ่งเข้าวัดมาใหม่ กลางวันสวดมนต์ และกลางคืนก็คัดลอกพระคัมภีร์ เป็นเช่นนี้จนผ่านร้อนผ่านหนาวไปสี่สิบกว่ารอบ ท้ายที่สุดก็บรรลุกำลังภายในที่ร้ายกาจวิชาหนึ่ง

            ห้าหยินหมายถึงรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

            การจะฝึกวิชานี้ได้ต้องทำจิตใจให้สงบ การทำลายห้าหยินคือการดับความสกปรกทั้งห้า หากพลาดพลั้งก็อาจจะต้องตกอยู่ในทางแห่งมารและได้รับผลอันเจ็บปวด

            ถึงแม้ผู้บัญชาการเย่จะตัดเจ็ดความรู้สึกกับหกกิเลสไปได้แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าสู่พุทธธรรมได้อย่างเต็มตัว กอปรกับการฝึกยุทธ์ต้องการความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อหลายปีก่อน ภัยจากการฝึกครานั้นได้ซึมซาบอยู่ในเส้นลมปราณพิเศษทั้งแปดมานานแล้ว ช่วงสองปีที่ผ่านมาไอเย็นได้เข้าสู่ชีพจรหัวใจ เมื่ออาการกำเริบขึ้นมาเขาก็ทุกข์ทรมานจนสุดจะบรรยาย

            หลังจากประมือกัน ชายหน้ากากทองหย่อนตัวลงบนหลังม้าอย่างมั่นคง เท้าทั้งสองข้างของเย่เชียนหลางจมลงไปในพื้นทราย แต่ก็ไม่ได้ถอยแม้เพียงสักนิด

            หลังจากเงียบงันอยู่สักครู่ เย่เชียนหลางพลันคิดอะไรขึ้นมาได้ เขาปรายตามองลู่หลินชวนที่สลบไปแล้วแวบหนึ่ง กล่าวเสียงดังขึ้นว่า “เจ้าคิดจะมาช่วยลู่หลินชวนหรือ?”

            ชายหน้ากากทองตอบ “ถ้าได้ก็ดี”

            ถึงแม้ผู้บัญชาการเย่จะไม่เคยยอมรับมาก่อนว่าเป็นรองผู้ใด หากจะให้ยอมแพ้กันจริงๆ ก็ไม่อายแม้แต่น้อย เขากล่าวยอมรับเสียงเรียบ “ก็อาจจะได้ เพราะวิทยายุทธของข้าอ่อนกว่าเจ้า”

            ชายหน้ากากทองตอบ “ก็ดี”

            “ในร้อยกระบวนท่า ข้ากับเจ้าไม่มีผู้ใดเป็นรอง ในสามร้อยกระบวนท่า ข้ากับเจ้าก็ยังยากที่จะแยกได้ว่าผู้ใดเป็นพี่ผู้ใดเป็นน้อง และหลังจากห้าร้อยกระบวนท่า ข้าคงต้องตายเพราะหมดแรง...” เย่เชียนหลางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “แต่เจ้าก็จะถอนตัวไปได้ไม่ง่ายเช่นกัน”

            “เป็นคำอธิบายที่ดี” ชายหน้ากากทองผงกศีรษะ พลางหัวเราะขึ้นมาเบาๆ “แต่...ไม่จำเป็น”

            ยามนั้นเกิดลมพัดโหม เม็ดทรายรอบกายถูกพัดขึ้น นอกจากเจ้าวิญญาณหิมะที่เย่เชียนหลางขี่ก้มหัวจามออกมาหนึ่งครั้งแล้ว ม้าตัวที่เหลือล้วนตกใจไม่เป็นท่า

            ลู่หลินชวนยังคงสลบไสลไม่ได้สติ ใครจะรู้ว่าอยู่ดีๆ ทรายสีเหลืองรอบกายเขากลับจมลงไปใต้ดิน เกิดเป็นลมหมุนและดึงเขาเข้าไปในผืนทรายราวกับทรายดูด ทว่าเร็วกว่านั้น เมื่อหันไปมองอีกคราผืนทรายก็กลบศีรษะของลู่หลินชวนจนมิดเสียแล้ว

            องครักษ์จิ่นอีเว่ยทั้งกลุ่มล้วนตื่นตะลึงจนพูดไม่ออก มีเพียงดวงตาหงส์คู่นั้นที่นิ่งสนิทดังเช่นแต่ก่อน ผ่านไปเป็นครู่ เย่เชียนหลางจึงกล่าวกับคนบนหลังม้าว่า “ถ้าเดาไม่ผิด เจ้าคือ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’… ”

            ทันทีที่ประโยคนี้หลุดออกมา เหล่าองครักษ์จิ่นอีเว่ยต่างตกใจเป็นอย่างยิ่ง ชายหน้ากากทองหัวเราะลั่น

            เย่เชียนหลางทั้งมิได้ตระหนกหรือหวั่นไหวใดๆ เมื่อพูดชื่อที่ลึกลับที่สุดในทะเลทรายกว้างใหญ่ผืนนี้แล้วสีหน้าของเขากลับยังคงราบเรียบดุจเดิม

            ตั้งแต่สมัยโบราณ พื้นที่ชายแดนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีเรื่องวุ่นวายมิได้ขาด เดือดร้อนไปถึงฮ่องเต้ซึ่งบำเพ็ญเพียรอยู่ในวัด

            อาจเป็นเพราะสุภาษิตที่ว่า ‘หลานขายนาของปู่ย่อมไม่รู้สึกเสียดาย’ เบื้องหน้านั้นราชวงศ์หมิงบอบช้ำทั้งภายนอกและภายใน ความรุ่งเรืองที่แว่นแคว้นทางดินแดนตะวันตกนับถือในวันวานล้วนจบสิ้นมาช้านานแล้ว หากแต่ภูเขายังมีฤดูร้อนและฤดูหนาว สายน้ำยังไหลไปทางเหนือและใต้ เส้นทางสายไหมเชื่อมผ่านตะวันออกกับตะวันตกและทอดยาวไปไกลนับหมื่นลี้ ยังคงเป็นสถานที่สำคัญที่ชาวฮั่นและเชื้อชาติอื่นทำการค้าร่วมกันเหมือนดั่งเคย ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงชาวบ้านแถบตะวันตกเฉียงใต้ที่ปราดเปรียวและห้าวหาญ ถ้าจะมีม้าและโจรออกมาย่อมไม่เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด

            แต่ผู้ที่สามารถเป็นโจรจนกลายเป็นตำนานได้ เกรงว่าในแผ่นดินจีนช่วงพันปีมานี้จะมีอยู่เพียงผู้เดียว แม้แต่เย่เชียนหลางซึ่งอยู่ไกลถึงเมืองหลวงก็ยังเคยได้ยินชื่อเสียงอันเลื่องลือของเขา

            ไม่มีผู้ใดรู้ชื่อแซ่ที่แท้จริงของเขา ทุกครั้งที่เขาปรากฏกายล้วนมาเพียงลำพังพร้อมดาบหนึ่งเล่ม วิชาดาบก็เป็นหนึ่งในใต้หล้าที่ไม่อาจเอาชนะ กระทั่งมีคนปากไวเริ่มเรียกเขาว่า ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ แล้วชื่อนั้นก็ถูกกล่าวขวัญถึงต่อๆ กันเรื่อยมา นอกจากนี้ยังไม่มีผู้ใดรู้หน้าตาที่แท้จริงของเขา ด้วยเขามักจะปรากฏตัวพร้อมกับหน้ากากสีทองเท่านั้น และนั่นยิ่งยั่วให้พวกโจรแย่งกันเลียนแบบ โดยใส่หน้ากากสีทองออกไปปล้นด้วย ทว่าฝีมือของตัวปลอมแต่ละคนล้วนแตกต่างไปจากเขาอย่างสิ้นเชิง

            แท้จริงแล้วไม่มีผู้ใดรู้เลยด้วยซ้ำว่า ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ผู้นี้เป็นคนหรือภูตผีกันแน่

            บ้างก็ว่าเขาปรากฏขึ้นแล้วหายไปอย่างลึกลับ ทั้งยังสามารถเสกถั่วเป็นอาวุธ เรียกลมเรียกฝนได้ เขากับม้าของเขามักโผล่ขึ้นมาและหายไปในอากาศท่ามกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ แม้ทหารนับพันนับหมื่นจับตามองก็ไม่มีผู้ใดทันได้เห็น

            บ้างก็ว่าเขามีอารมณ์ผิดธรรมดา บุคลิกยากคะเน สามารถนำเงินทองที่ปล้นมาได้แบ่งให้ชาวบ้านที่หิวโหยไปอย่างง่ายๆ แต่ก็สามารถคร่าวิญญาณผู้คนได้ภายในค่ำคืนเดียวเช่นกัน เขาฆ่าล้างคนทั้งหมู่บ้านร้อยกว่าคน โดยแม้แต่สัตว์ก็ไม่เว้น

            นอกจากนี้ยังกล่าวกันว่าในช่วงรัชสมัยกวางจง ราชสำนักออกอุบายให้ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ไปโจมตีแคว้นโฮ่วจิน ถึงกับให้ผู้ตรวจการเดินทางไปยังตะวันตกเพื่อมอบตำแหน่งพร้อมกับตราประจำตำแหน่ง ‘แม่ทัพแห่งตำบลตะวันตก’ ให้แก่เขา เดิมทีก็ควรเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง แต่ผู้ใดจะรู้ว่า ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ จะตัดศีรษะผู้ตรวจการคนนั้นบรรจุลงในกล่องไม้จินซือหนานซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องหอม จากนั้นก็ให้คนส่งกลับเมืองหลวง

            ขุนนางทั้งราชสำนักต่างไม่รู้เรื่อง คิดว่าคนผู้นี้ซาบซึ้งในน้ำพระทัยของฮ่องเต้จึงได้นำของล้ำค่าถวายให้แก่ราชสำนัก กลายเป็นว่าทันทีที่เปิดกล่องออก ศีรษะคนที่เต็มไปด้วยเลือดก็กลิ้งออกมา ซ้ำที่ปากยังคาบตราประทับอันใหญ่นั้นไว้ด้วย ทำเอาบรรดาขุนนางเก่าแก่ต่างตกใจลงไปกองกับพื้นกันเลยทีเดียว หากมิใช่ว่าฮ่องเต้กวางจงมัวเมาในอิสตรีอย่างไร้ขีดจำกัดและเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้เพียงหนึ่งเดือน มิเช่นนั้นแล้ว โทษฐานหมิ่นเบื้องสูงในระดับนี้จะต้องนำทหารออกปราบ ไม่ให้เรื่องจบไปอย่างง่ายดายเช่นนี้แน่

            เย่เชียนหลางเคยได้ยินผู้บังคับการสำนักบูรพาเอ่ยถึงอยู่บ้าง เว่ยจงเสียนกล่าวถึงเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องตลก ด้วยหัวหน้าโจรผู้หนึ่งเลี้ยงลูกน้องไว้เกือบหมื่นคน ยอมให้มีภัยมาถึงตัวดีกว่าเข้ารับตำแหน่ง เช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าโง่หรือไม่

            จู่ๆ ท้องฟ้าก็มืดลง หรือคนผู้นี้จะสามารถเรียกลมเรียกฝนได้จริงๆ ทะเลทรายซึ่งเดิมเงียบสงัดกลับมีพายุทรายโดยไร้สาเหตุ

            “ใต้เท้า...ดูนั่น!”

            ความจริงแล้วหลัววั่งไม่จำเป็นต้องเตือน เย่เชียนหลางก็มองเห็นแล้ว พายุทรายกองหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างรุนแรงและรวดเร็ว มองเห็นฟ้ากับดินเชื่อมกันมาแต่ไกล ราวกับจะมีกำแพงทรายสูงหลายสิบจ้างกำลังเข้ามาหาพวกเขาประหนึ่งภูเขาถล่ม

            “ใต้เท้า...รีบไปเร็ว!” เห็นเย่เชียนหลางยังคงเผชิญหน้ากับ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ อยู่เช่นนั้น หลัววั่งก็เตือนอีก “ใต้เท้า ต้องรีบแล้ว...ถ้าไม่ไปจะไม่ทันการ!”

            ชุดสีขาวของคนบนหลังม้าสะบัดพลิ้วอย่างรุนแรง เส้นผมปลิวไสวดุจน้ำหมึก ดูเขาไม่ได้หวาดกลัวต่อพายุทรายที่เคลื่อนใกล้เข้ามาแม้แต่น้อย เขายิ้มพลางกล่าวว่า “ใต้เท้า ยอมฟังผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้าสักหน่อยเถิด ชีวิตของเจ้านั้นสั้นอยู่แล้ว มีความจำเป็นใดที่ต้องสนใจความเป็นความตายของผู้อื่น”

            ลมแรงเสียจนทั้งคนและม้าล้วนยืนไม่อยู่ ต้นหลิวแดงถูกพัดขึ้นไปในอากาศทีละต้นๆ ท้องฟ้าเต็มไปด้วยทรายสีเหลืองหมุนวนโบยบินขึ้นไป เมื่อเห็นกำแพงทรายนั้นยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เย่เชียนหลางหมุนตัวเตรียมกลับพลางกล่าวขึ้นว่า “แล้วเราจะได้พบกันอีก”

            พลันเห็นลู่หลินชวนซึ่งหายตัวไปเมื่อครู่นั้นไม่รู้ว่ามาปรากฏอยู่บนหลังม้าของ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ตั้งแต่เมื่อใด

            ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ วางลู่หลินชวนที่ไม่ได้สติไว้ระหว่างแขนทั้งสองข้าง ก่อนจะหันหลังมุ่งสู่ทิศทางที่พายุทรายเริ่มก่อตัว

            หลัววั่งมองเย่เชียนหลางยังยืนอยู่ที่เดิม เห็นสีหน้าเย็นเยียบและสายตาเหี้ยมเกรียมก็รู้ว่าหัวหน้าของตนไม่สบอารมณ์นัก จึงกล่าวต่อ “ใต้เท้า ลู่หลินชวนนั้นเรายอมให้เขาพาไปก่อน พายุทรายเบื้องหน้าอันตรายกว่า การตามจับยังต้องคำนึงถึงภายภาคหน้าด้วย”

            เย่เชียนหลางผงกศีรษะเล็กน้อย กลุ่มองครักษ์จิ่นอีเว่ยรับคำสั่งขึ้นหลังม้า ต่างค่อยๆ ดึงสายบังเหียนหันหัวม้ากลับไป

            แต่เย่เชียนหลางยังคงไม่ขยับตัว ดวงตาแน่วแน่มองไปยังแผ่นหลังของ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ที่ยิ่งไกลออกไปทุกที มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย็นขึ้นมา “อยากจะนำคนไปจากข้าก็ย่อมได้ แต่ต้องเป็นคนตายเท่านั้น” ยังไม่ทันขาดคำ สองเท้าของเขาถีบตัวขึ้นสู่อากาศ เขารวบรวมลมปราณไว้ที่นิ้วทั้งห้า ตรงกลางฝ่ามือราวกับมีเส้นใยสีขาวพุ่งออกมาแหวกอากาศตรงไปยังคนทั้งสองบนหลังม้า

            ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ไม่คิดว่าเย่เชียนหลางจะตามมาในพายุทราย ยามนั้นเขาไม่มีเวลาหลบหลีกจึงได้แต่ใช้แผ่นหลังของตนปกป้องลู่หลินชวนเอาไว้พร้อมทั้งสกัดฝ่ามือของอีกฝ่าย

            ฝ่ามือนี้เย่เชียนหลางไม่ออมแรงแม้แต่ส่วนเดียว ต่อให้เป็นผู้มากฝีมือยังเกรงว่าจะต้องหยุดหายใจในชั่วพริบตา แม้ร่างของ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ บนหลังม้าจะสะท้านไหวรุนแรง แต่ยังสามารถประคองตัวไม่ให้ล้มลงได้ ทันทีที่เขาเหยียบบังโกลน ม้าแกร่งใต้สะโพกก็ทะยานออกไปสิบกว่าเมตร ครั้นมองไปอีกคราก็หายเข้าไปในพายุแล้ว

            “ไป!” เย่เชียนหลางกระโดดขึ้นหลังเจ้าวิญญาณหิมะ ม้าเร็วที่เหลืออีกยี่สิบกว่าตัวรีบควบตะบึงตามหลังมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง ในที่สุดพวกเขาก็รอดพ้นจากการถูกพายุทรายกลืนกิน

ตอนที่ 3

            ภายในด่านผู้คนสัญจรกันขวักไขว่

            แม้ราชสำนักยิ่งใหญ่แต่อำนาจก็มาไม่ถึงพื้นที่ชายแดนแห่งนี้ ที่นี่มีถู่ซือใหญ่นามมู่เฮ่อได้สมญาว่า ‘ถู่ซือแห่งเก้าแผ่นดิน’ ช่วยปกครองดูแลพื้นที่อันกว้างใหญ่ในทิศหรดีและทิศพายัพ การตามจับตัวนักโทษที่ราชสำนักต้องการในเขตพื้นที่ของผู้อื่นครานี้ แม้เย่เชียนหลางไม่อยากปิดบังมู่เฮ่อ แต่ก็ไม่คิดจะสนิทสนมกับใต้เท้าถู่ซือใหญ่ผู้นี้จนเกินไปนัก ดังนั้นเขาจึงให้หลัววั่งหาโรงเตี๊ยมที่ไม่สะดุดตาแห่งหนึ่งเพื่อล้างฝุ่นทรายและพักเท้าสักเล็กน้อย

            ยามนี้เป็นเวลาที่ผู้คนทั่วไปรับประทานอาหารพอดี ลมฝนกำลังพัดเข้ามา ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีอุ่น เพียงเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นหมู่เมฆสีแดงสามส่วนปนสีม่วงอีกเจ็ดส่วน มองคล้ายกับคนงามผู้หนึ่งกำลังแหวกชุดผ้าไหมสะบัดปลายแขนเสื้อ ช่วยเพิ่มความละมุนละไมให้กับเมืองชายแดนแห่งนี้อยู่ไม่น้อย

            แม้เสี่ยวเอ้อจะไม่รู้จักพวกเขา แต่เพียงแวบเดียวก็พอจะคาดเดาฐานะจากลักษณะท่าทางของบุรุษทั้งยี่สิบกว่าคนนี้ออก คนเหล่านี้ล้วนเป็นแขกที่ไม่อาจหาเรื่องได้ด้วย เขารีบมารับคำสั่งแล้วยิ้มจนตาหยีเมื่อได้รับทองที่อีกฝ่ายยื่นให้ จากนั้นก็ไล่แขกที่มีอยู่น้อยนิดภายในร้านออกไปจนหมด ก่อนจะนำสุราอาหารชั้นดีมาต้อนรับ

            หลังจากเย่เชียนหลางปัดเม็ดทรายบนร่างกายของตนเรียบร้อยก็เปลี่ยนใส่ชุดผ้าฝ้ายธรรมดา แล้วมานั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่บนเตียงภายในห้องพักเพียงลำพัง

            เวลาสำคัญในการเดินลมปราณเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บนี้ต้องห้ามไม่ให้คนภายนอกรบกวนเป็นอันขาด หลัววั่งรู้ข้อนี้ดีจึงไปยืนถือดาบเฝ้าอยู่หน้าประตูห้อง ดวงตาของเขาแน่วแน่และมีแววเหี้ยมเกรียมแฝงอยู่

            ในการเดินลมปราณของเขานั้น ยึดจุดเป่ยโต่วเป็นจุดสำคัญในร่างกาย เมื่อลมปราณเดินผ่านจุดเทียนทู ชี่เส่อ ต้านจง แล้วลงสู่สุ่ยเฟิน เทียนซู และตันเถียน พลันก็รู้สึกว่าลมปราณเดินไม่สะดวก ทั้งยังไปกระตุ้นไอเย็นในร่างให้หลั่งออกมา เย่เชียนหลางแขนขาสั่นสะท้าน สีหน้าเดี๋ยวขาวเดี๋ยวม่วง เขาฝืนเดินลมปราณอยู่อีกครู่ ครั้นลืมตาขึ้นก็กระอักโลหิตสีเข้มออกมาหนึ่งคำ

            เมื่อแหวกเสื้อผ้าฝ้ายของตนออกจึงเห็นว่าตรงบริเวณหัวใจช้ำเขียวราวกับเป็นปานที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด

            “ใต้เท้า!” ทันทีที่หลัววั่งรับรู้ก็ยิ่งกังวลใจราวกับถูกไฟแผดเผา เขาไม่มัวห่วงกฎระเบียบอีกต่อไป รีบพุ่งเข้ามาในห้องพัก

            หลัววั่งมาที่เตียงโดยไม่เอ่ยคำใด นั่งขัดสมาธิด้านหลังของเย่เชียนหลาง ก่อนจะผลักฝ่ามือออกไปเบาๆ เดินลมปราณของตนให้ไหลเข้าสู่ร่างของอีกฝ่าย

            ตั้งแต่เด็ก หลัววั่งได้เรียนวิชาลึกลับที่เรียกกันว่า ‘คัมภีร์เฉียนคุนทั้งสิบสอง’ แบ่งเป็นสองภาคคือ คัมภีร์เฉียนหกและคัมภีร์คุนหก เฉียนคือหยิน คุนคือหยาง ต้องให้หยินหยางรวมเป็นหนึ่งเก็บเข้าไว้ด้วยกัน กำลังภายในจึงจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

            แต่ว่าช่วงสองปีมานี้พิษเย็นของผู้บัญชาการเย่กำเริบบ่อยขึ้นทุกวัน นายกองหลัวผู้นี้จึงได้ละทิ้ง ‘คัมภีร์เฉียนหก’ แล้วฝึกสายหยางของคัมภีร์นี้เพียงทางเดียว

            หลัววั่งเดินลมปราณไปอย่างรีบร้อน เกลียดที่ไม่สามารถนำกำลังภายในของตนส่งออกไปได้ทั้งหมด และไม่ว่าลมปราณในฝ่ามือของเขาจะส่งไปเท่าใด ก็ราวกับถูกกลืนหายไปจนสิ้น นอกจากไอเย็นในร่างของเย่เชียนหลางไม่ลดลงแม้แต่ส่วนเดียวกลับยิ่งมีความเย็นสายเล็กๆ ปานเส้นด้ายวิ่งสวนเข้ามาถี่ยิบ โยงใยไปมาประหนึ่งใยแมงมุมที่คอยหาช่องชอนไชเข้าสู่กระดูกอย่างไม่หยุดหย่อน...

            “กำลังภายในของเจ้าฝึกมาน้อยเกินไป ไม่จำเป็นต้องมาเสียแรงเปล่า”

            ยังไม่ทันขาดคำ ไอเย็นทั่วทั้งร่างก็เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน สีหน้าของเย่เชียนหลางที่หลับตาเดินลมปราณมาโดยตลอดพลันแปรเปลี่ยน ตาทั้งสองข้างลืมขึ้นแล้วหันหลังกลับฟาดฝ่ามือโจมตีที่ใบหน้าของหลัววั่งทันที

            หลัววั่งใช้ฝ่ามือเข้ารับตามสัญชาตญาณ ทว่าเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเย่เชียนหลาง เวลานี้พิษเย็นของอีกฝ่ายกำเริบ สติสัมปชัญญะทั้งหมดหายไปสิ้น พลังในฝ่ามือนั้นจึงยิ่งร้ายกาจขึ้นกว่าเดิม

            หลัววั่งฝืนป้องกันไว้สองฝ่ามือ เวลานี้เขาถูกเย่เชียนหลางกดไว้ใต้ร่าง อกเสื้อถูกเปิดออก เย่เชียนหลางฝังใบหน้าลงบนลำคอของเขาแล้วกัดไปหนึ่งคำ เลือดอุ่นสีข้นไหลออกมาจากลำคอ ในขณะเดียวกันไอเย็นจากเย่เชียนหลางก็พุ่งเข้าสู่ร่างกายของเขาเป็นระลอก หลัววั่งกัดฟันอดทน แต่ผ่านไปเพียงไม่นานเขากลับตัวแข็ง หน้าเขียวปากม่วง แม้แต่ขนคิ้วก็ยังมีเกล็ดน้ำแข็งปกคลุม แต่เขายังคิดว่าถ้าหากสามารถรักษาไอเย็นของอีกฝ่ายได้ก็คงดีไม่น้อย

            ไอเย็นภายในร่างของเย่เชียนหลางกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เขาลูบเช็ดคราบเลือดที่ขอบปากของตนแล้วกลับไปนั่งขัดสมาธิเดินกำลังอีกครั้ง ส่วนหลัววั่งซึ่งอยู่ด้านข้างกลับล้มลงอย่างหมดแรง หนาวจนต้องขดตัวเหมือนอสรพิษจำศีลในเดือนสิบสอง

            ผ่านไปเนิ่นนานจึงฝืนลุกขึ้นมาได้ พลางตำหนิตัวเองว่า “ข้าน้อยฝึกฝนคัมภีร์เฉียนคุณทั้งสิบสองเมื่อมีเวลาว่าง แต่เพราะข้าน้อยไร้ความสามารถ ฝึกอย่างไรก็ไม่อาจค้นพบความลับของคัมภีร์นี้ได้เสียที ทั้งยัง

ไม่สามารถถอนพิษให้กับใต้เท้า...”

            “เจ้ามิได้ไร้ความสามารถ แต่เจ้าคิดมากเกินไป” เย่เชียนหลางลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าสีหน้าจะดีกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย แต่ดูแล้วก็ยังซีดขาวราวกับซากศพอยู่ดี

            ใบหน้าของทั้งสองอยู่ใกล้กัน เมื่อพิษเย็นกำเริบเย่เชียนหลางจะเข้าสู่ด้านมืด ยากที่จะได้เห็นเขาถอดภาพซึ่งดูสูงส่งออก เขากวาดสายตามาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของอีกฝ่าย

            หลัววั่งก้มศีรษะลงแล้วพูด “ข้าน้อยมิกล้า”

            จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตาขวาสว่างขึ้น ที่แท้เป็นเพราะเย่เชียนหลางปัดผมที่บังใบหน้าของเขาออก

            เห็นก็แต่เพียงรอยแผลเป็นที่ถูกไหม้หนึ่งจุดซึ่งกลุ่มผมนั้นบังอยู่ ผิวหนังน่ากลัวได้ทำลายใบหน้าเดิมที่เคยหล่อเหลาไปจนสิ้น

            มือข้างนี้งดงามราวกับหยก ปลายนิ้วเย็นเยียบปัดป่ายผ่านหน้าผากของหลัววั่ง

            อาจเพราะมักเกิดพายุฝนหลังพายุทราย ภายในห้องจึงอบอ้าวอย่างผิดธรรมดา จนเกือบทำให้หยุดหายใจอยู่หลายครั้ง

            ดวงตารูปหงส์สีดำคู่หนึ่งอยู่ใกล้แค่คืบ หลัววั่งไม่มั่นใจด้วยตนรูปร่างอัปลักษณ์ แม้แต่ในใจก็ยังไม่กล้าเอื้อมคว้าคมดาบนั้นมา เขาทำได้เพียงหลุบตาเปลี่ยนเรื่องว่า “หากเป็นเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว ข้าน้อยยังสามารถใช้กำลังภายในของคัมภีร์คุนหกขจัดไอเย็นให้ใต้เท้าได้ แต่ในวันนี้กลับไม่เกิดประโยชน์เลยแม้แต่น้อย หรือจะเป็นเพราะพิษหยินของเพลง ‘ห้าหยินเผาใจ’ นี้ได้ไหลเวียนไปทั่วร่างของท่านแล้ว?”

            เย่เชียนหลางใช้นิ้วคลึงที่รอยแผลเป็นบนใบหน้าของอีกฝ่าย น้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังพูดเรื่องความเป็นความตายของผู้อื่นกระนั้น “หลายปีมานี้ข้าฝึกเกือบทุกวิชาทางสายหยางบริสุทธิ์ในใต้หล้า น่าเสียดายที่ไม่มีประโยชน์เลยสักวิชาเดียว เกรงเสียแต่ว่าพิษเย็นในร่างนี้อย่างมากก็แค่สามารถควบคุมไว้ได้อีกเพียงสามเดือน”

            “สามเดือน!...หลังจากนั้นเล่า?”

            “สามเดือนให้หลังถ้าไม่บ้าก็คงสิ้นใจตาย”

            หลัววั่งร้อนใจรีบกล่าว “ใต้เท้า ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ?”

            “วิธีก็อาจจะยังมี” เย่เชียนหลางดูราวกับไม่อยากพูดเรื่องนี้อีก เขายกมือขึ้นตบหน้าผากของอีกฝ่ายเบาๆ ใบหน้ามีร่องรอยของความเหนื่อยล้าเบาบาง “เจ้าออกไปยืนเฝ้าหน้าห้องเถอะ”

            จากนั้นหลับตาลงอีกครา แต่ครานี้กลับไม่ได้ฝึกกำลังภายในวิชาดาบชุนชิวอีก เพียงวางฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนเข่า คล้ายกับกำลังเข้าสู่สมาธิแม้ตัวได้เข้าสู่สมาธิแล้ว แต่ใจกลับยากที่จะสงบ

            ผู้บัญชาการเย่มีนิสัยและอารมณ์เย็นชามาแต่ไหนแต่ไร เกินกว่าครึ่งนั้นก็เป็นเพราะนิสัยที่ไม่สนิทสนมและไม่เชื่อใจผู้ใด ความจริงแล้วสิ่งที่เขาทำกลับไม่ใช่เพื่อเกียรติยศชื่อเสียง คิดถึงตอนที่เขายังเด็กก็ต้องประสบกับปีแห่งภัยพิบัติที่ ‘พืชผลไม่งอกเงย ผู้คนล้วนกินกันเอง’ เขาเห็นบิดามารดาและพี่สาวหิวตายด้วยตาของตัวเอง เขาสามารถรอดชีวิตมาได้ด้วยวิธีต่างๆ อย่างตัดรากไม้ หรือขุดรูหนู เห็นได้ว่าถึงแม้จะไม่มีความเชื่อมั่นในสายสัมพันธ์ระหว่างคน แต่ก็มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดซึ่งไม่ต่างอะไรกับสัตว์

            พิษเย็นที่กำเริบอยู่ในขณะนี้เจ็บปวดเกินบรรยาย เย่เชียนหลางกลับคิดถึงความรู้สึกตอนที่ได้ประมือกับคนผู้นั้นก่อนอาการกำเริบ ตามหลักแล้วเขาซึ่งได้รับตำแหน่งองครักษ์จิ่นอีเว่ยตั้งแต่อายุสิบเจ็ดได้พานพบยอดฝีมือและเคล็ดวิชาต่างๆ มากมาย กลับไม่เคยเห็นกำลังภายในที่แข็งแกร่งและลึกล้ำถึงเพียงนั้นมาก่อน ช่างเป็นสายหยางที่มีพลังยิ่งนัก ทั้งยังสร้างและข่มซึ่งกันและกันกับเพลงห้าหยินเผาใจได้อย่างพอดิบพอดี

            ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’

            ต่อให้ไม่มีลู่หลินชวน ข้าก็จะไปหาเจ้าถึงที่ให้จงได้

            “ใต้เท้า...” เมื่อเห็นสีหน้าของเย่เชียนหลางราวกับเจ็บป่วย หายใจยังไร้เสียง หลัววั่งกลืนถ้อยคำที่จะกล่าวลงไป ถอนหายใจเบาๆ คราหนึ่ง จากนั้นจึงหมุนตัวเดินออกไปรักษาการณ์ที่หน้าประตูห้องดังเดิม

           

            ดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยไปทางทิศตะวันตก

            สาดแสงพร่างพราวกระทบหน้าต่างแล้วสะท้อนกลับคืนเป็นเส้นสีทองเช่นเคย ที่นอกหน้าต่าง อีกาตัวหนึ่งกระพือปีก “พึ่บพั่บ!” ไปในอากาศ เสียงร้องแหลมยาวนาน จมูกของหลัววั่งได้กลิ่นโชยมา อาจเป็นเสี่ยวเอ้อที่เตรียมสุราอาหารเรียบร้อยแล้ว มันคือกลิ่นเนื้อที่ยั่วยวนเสียเหลือเกิน

            แสงที่ลอดผ่านหน้าต่างจางหายไป ตะเกียงน้ำมันยังไม่ได้ถูกจุดขึ้น ภายในโรงเตี๊ยมมืดมิดและเงียบสงัด หลัววั่งซึ่งยืนอยู่ในมุมมืดที่อับอ้าวและคับแคบกำลังรอคอยพายุฝนอยู่เงียบๆ พลันภายในศีรษะก็สว่างวาบ มองไม่เห็นดินแดนตะวันตกที่รกร้างในช่วงปลายรัชสมัยเทียนฉี่ แต่กลับมองเห็นภาพโบตั๋นทั่วทุกที่ในรัชสมัยว่านลี่ปีที่ 38

            ราชวงศ์หมิงอันยิ่งใหญ่เจริญถึงขีดสุดก็เริ่มเสื่อมลง ฮ่องเต้ว่านลี่ไม่ผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน ไม่เข้าวัดวาอาราม ทั้งยังไม่ออกว่าราชการอีกด้วย ในราชสำนักขุนนางฝ่ายบุ๋นโต้เถียงกันเอง ในวังหลังเหล่าขันทีต่างแย่งกันเอาใจฮ่องเต้ เวลานั้นผู้มีอำนาจมากที่สุดในราชวงศ์หมิงอันยิ่งใหญ่ยังไม่ใช่พระเก้าพันปีเว่ยจงเสียน แต่เป็นหวังอานขันทีผู้ดูแลงานพิธีการ

            แม้เป็นขันทีแต่ก็เข้าใจวิธีการเลี้ยงบุตรไว้ใช้งานในยามตนชรา คฤหาสน์ใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองหลวงของหวังอานปลูกโบตั๋นไว้หมื่นต้น ทั้งยังรับเลี้ยงเด็กกลุ่มหนึ่งและจัดหาคนมาสอนวิชาการต่อสู้ให้ด้วย เพราะเขาใกล้ชิดกับพรรคตงหลินมาโดยตลอด แล้วยังคัดเลือกคนที่มีฝีมือส่งไปเรียนหนังสือกับจั่วกวางจี้ด้วย

            เวลานั้นหลัววั่งได้พบกับเย่เชียนหลางเป็นครั้งแรก

            จำได้ว่า วันนั้นดอกโบตั๋นงามอย่างหาได้ยาก ทว่าความทรงจำในการพบคนผู้นี้ครั้งแรกกลับธรรมดายิ่ง คิดถึงตอนนั้นหลัววั่งอายุครบสิบห้า ซึ่งเป็นคนที่อายุมากสุดในเด็กกลุ่มนี้ก็ว่าได้ ส่วนเย่เชียนหลางตอนเข้าจวนหวังมาใหม่ๆนั้นเป็นคนที่อายุน้อยที่สุด เป็นเหมือนตุ๊กตางดงามที่มีอายุเพียงแปดเก้าขวบ ผอมโซจนเหลือแต่กระดูก ใบหน้าของเด็กคนนี้ยังเล็กกว่าดอกโบตั๋นที่บานถึงขีดสุดเสียอีก ไม่ว่าใครต่างก็อดไม่ได้ที่จะกลั่นแกล้งเขา

            ใครจะรู้ว่าตุ๊กตาน้อยตัวนี้พอเลี้ยงได้ไม่กี่วันก็ลอกคราบ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมาได้ดุจเครื่องเคลือบ บ่าเหมือนรากบัวเนื้อนุ่ม ทั้งยังฉลาดหลักแหลม

            เด็กคนอื่นๆ เรียกหวังอานผู้น่าเกรงขามว่า ‘ฉ่างกง’ มีเพียงตุ๊กตาน้อยที่เรียกขันทีเฒ่าว่า ‘ท่านปู่’ ขอเพียงหวังอานมาเยี่ยมเด็กๆ ที่คฤหาสน์ เขาเป็นต้องเกาะติดไม่ปล่อยราวกับเป็นญาติ รั้งชายเสื้อของหวังอานอย่างไม่รู้ประสา ปากก็เรียก ‘ท่านปู่’ ไม่หยุด ไม่ว่าเดินไปทางไหนก็จะตามไปที่นั่นไม่ห่างแม้แต่ก้าวเดียว

            แล้วก็ไม่รู้เช่นกันว่าเป็นความสนิทสนมหรือการปลอบโยนซึ่งแตกต่างเพียงอักษรเดียวนี้หรือไม่ หวังอานถึงได้ถูกใจเย่เชียนหลางเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่เจอหน้า ขันทีเฒ่าจะต้องอุ้มเขามาวางไว้บนตักของตน บางครั้งก็เล่าถึงความจงรักภักดีต่อฮ่องเต้และการปกป้องบ้านเมืองให้เขาฟัง บางครั้งก็เล่าเรื่องสนุกๆ ที่เป็นเรื่องต้องห้ามในวัง ชายแก่ผมขาวคนหนึ่งกับเด็กน้อยใกล้ชิดสนิทสนมราวกับปู่เล่นกับหลานกระนั้น

            น่าเสียดายที่ดอกไม้งามมักไม่บานบ่อยๆ ทิวทัศน์อันงดงามจึงไม่ยืนยง หลังจากฮ่องเต้เทียนฉี่ขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน หวังอานก็เสียอำนาจให้แก่เว่ยจงเสียน ซึ่งมหาขันทีผู้นี้กุมอำนาจใหญ่ในสำนักบูรพา และสมรู้ร่วมคิดกับคนแซ่เค่อกำจัดหวังอาน รวมทั้งทำลาย ‘เศษซาก’ ในคฤหาสน์หลังนั้นของขันทีเฒ่าด้วย

            คนทั้งจวนหลายสิบคน หักข้ารับใช้เก่าออกจำนวนหนึ่ง ที่เหลือล้วนเป็นเด็กกำพร้าที่หวังอานเลี้ยงไว้ คนที่โตหน่อยอายุยี่สิบสี่ปี เด็กหน่อยก็อายุสิบกว่าขวบ ทุกคนล้วนอยู่ในอาการฮึกเหิม แต่ขณะที่กำลังคิดว่าควรจะตายอย่างไร เย่เชียนหลางก็หายไปแล้ว

            เมื่อได้พบกันอีกครา ดอกโบตั๋นถูกพายุฝนซัดจนพังราบ ยอดฝีมือขององครักษ์จิ่นอีเว่ยเข้าล้อมคฤหาสน์หลังนี้ไว้อย่างแน่นหนา ทว่าคนที่เดินผ่านประตูเข้ามาเป็นคนแรกกลับเป็นเจ้าหน้าที่วัยเยาว์ผู้หนึ่ง

            ชุดบนร่างเปียกฝนจนชุ่ม เย่เชียนหลางถือดาบซิ่วชุน ดวงตาสุกใสเต็มไปด้วยไอสังหารคุกรุ่น

            ท่ามกลางฝนที่ตกหนัก เขากล่าวคำเว้นคำ “หวังอานตายแล้ว ผู้ใดยอมแพ้รอด ผู้ใดขัดขืนตาย”

            มีคนกล้าเป็นห่านที่ขัดขืน เด็กคนอื่นต่างตกตะลึง หวาดผวา จากนั้นก็ยอมแพ้

            แต่ที่ยอมก็ยอมแล้ว กลับมีเด็กสาวหน้าตาดีคนหนึ่งลุกขึ้นมาก่อน หลังจากวางกระบี่ลงแล้ว นางเดินเข้ามายังเบื้องหน้าของเย่เชียนหลางแล้วถ่มน้ำลายใส่เขาหนึ่งคำอย่างคาดไม่ถึง

            นอกจากหลัววั่ง คนที่เหลืออีกสิบกว่าคนต่างค่อยๆ เลียนแบบนาง เย่เชียนหลางไม่เพียงไม่ตอบโต้ ถกเถียง หรือไหวติงใดๆ กลับยืนรับการถ่มน้ำลายสิบกว่าครั้งอย่างสงบ

            เดิมทีเว่ยจงเสียนอยากกำจัดทุกคนให้สิ้นซาก แต่เห็นว่ากำลังภายในของเย่เชียนหลางยังมีประโยชน์ ทั้งยังเห็นกับตาว่าเขาลงมือรัดคอหวังอานจนตายด้วยตัวเองจึงได้ยั้งมือ

            สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่หวังอานเลี้ยงไว้นี้สามารถเก็บเอาไว้ใช้ต่อในภายหน้าได้

ตอนที่ 4

            ด้านนอกเมฆลอยหนา แม้แต่ลมสักระลอกก็ไม่มี

            พายุฝนที่รอคอยลูกนี้ยังมาไม่ถึง อากาศภายในและนอกร้านอบอ้าวเหลือเกิน ความอบอ้าวเช่นนี้แม้ไม่ทำให้หมดลมหายใจแต่ก็คล้ายกับมีมือที่มองไม่เห็นคู่หนึ่งกำลังรัดคออยู่ ไม่ตายแต่ก็คลายไม่ออก ทำให้รู้สึกทุกข์ทรมานเหลือคณาและต้องการที่จะปลดปล่อย

            ภายในโรงเตี๊ยม ตะเกียงน้ำมันหลายดวงถูกจุดขึ้น ไส้ตะเกียงที่วิบไหวเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างสะท้อนใบหน้าซึ่งมีแผลเป็นขนาดใหญ่ดวงหนึ่ง

            “เปิดสุรามาสองไห”

            เด็กรับใช้รับคำและเตรียมจะเดินออกไป หลัววั่งก็เสริมมาอีกประโยคด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

            “หากสุรานี้จุดไฟไม่ติด ระวังหัวของเจ้าจะแยกออกจากร่าง”

            หลังจากวางสุราเซาเตาจื่อสองไหลงบนโต๊ะ เสี่ยวเอ้อลอบกวาดตามองไปรอบๆ เทียบกับวันก่อนๆ ตอนนี้ในโรงเตี๊ยมกลับเงียบเชียบอย่างน่าประหลาด คนยี่สิบกว่าคนนั่งนิ่งอยู่ในร้านสวมชุดดำ เสื้อคลุมดำ รองเท้าดำเหมือนกันหมด ไม่มีผู้ใดวางดาบห่างจากตัว ใบหน้าไร้รอยยิ้ม ทั้งไม่ชกต่อย ไม่ดวลสุรา ไม่ซุบซิบนินทา หรือแม้แต่กลืนน้ำลายก็ยังไร้เสียง

            มีบุรุษเพียงหนึ่งเดียวที่เหมือนเป็ดในฝูงหงส์ เขาไม่เหมือนคนชุดดำเหล่านั้น แต่คนชุดดำเหล่านั้นกลับให้ความเคารพเขาเป็นอย่างยิ่ง แต่ละคนนั้นราวกับยมบาลที่ได้พบหน้าเหยียนหลัวอ๋อง* ในยมโลกอย่างไรอย่างนั้น

            บุรุษผู้นี้สวมชุดผ้าฝ้ายสีน้ำเงิน รัดผมด้วยครอบหยกประดับเงิน รอบเอวคล้องด้วยสายรัดพื้นขาวปักดอกไม้สีฟ้า ที่หูซ้ายใส่ต่างหูสีฟ้ามยุราหนึ่งชิ้น เขาดูราวกับเครื่องประดับหยกล้ำค่าหาที่เปรียบไม่ได้ มีกลิ่นอายของชาวบ้านธรรมดาอยู่เพียงเล็กน้อย ทว่าเขาไม่ดื่มสุรารสเลิศที่ขุนนางและบุรุษเหล่าชื่นชอบ แต่กลับดื่มสุรารสแรงในชามจนหมดในอึกเดียว

            เสี่ยวเอ้อทำใจกล้าลอบสำรวจบุรุษผู้นี้หนึ่งครา ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก อากาศอบอ้าวจนเกือบจะลอกคราบออกมาได้แท้ๆ ยังมีคนดื่มสุราฤทธิ์แรงเช่นนี้อยู่อีกหรือ?

            จากการเปิดโรงเตี๊ยมตลอดหลายปีที่ผ่านมา ย่อมมีทั้งนักดาบผู้ยิ่งใหญ่และสาวงามต่างถิ่นผ่านไปมาอยู่เป็นประจำ ทว่าไม่เคยเห็นผู้ใดมีรูปร่างหน้าตาที่เย็นชาและงดงามปานนี้มาก่อน เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ ตำหนิเพียงจุดเดียวของคนผู้นี้ก็คือเลือดลมไม่เพียงพอ สีหน้าหมองคล้ำเกินไป

            ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนทุบประตูรัวๆ จากด้านนอก เสียงดังปังๆ ไม่เลิก รบกวนจนเย่เชียนหลางขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย วางชามสุราในมือลง

            หลัววั่งส่งสายตาให้เสี่ยวเอ้อจัดการไล่คนผู้นั้นไปเสีย เสี่ยวเอ้อวิ่งไปเปิดประตูทันที ปากก็ว่า “ร้านเล็กๆ ของเราเต็มหมดแล้ว ไม่ต้อนรับแขก! ขอคุณชายไปที่อื่นเถิด โอ๊ย!”

            เมื่อประตูเปิดออกก็ได้ยินเสียงร้องอย่างน่าสงสารของเสี่ยวเอ้อคราหนึ่ง คนทั้งคนกระเด็นออกไปเพราะถูกฝ่ามือซัด และบังเอิญร่วงลงที่ปลายเท้าของเย่เชียนหลางพอดี

             “โอ๊ย! ก้น...ก้นของข้า...” ปากยังโอดครวญว่าปวดระบมไม่หยุดหย่อน ครั้นพอเห็นคนชุดดำสิบกว่าคนชักดาบออกมาอย่างพร้อมเพรียง ก็ทำเอาเสี่ยวเอ้อที่ยังไม่ได้ลุกขึ้นมาต้องรีบคุกเข่าหมอบลงไปบนพื้นอีกหน พร้อมกล่าวซ้ำไปซ้ำมาว่า “คุณชาย ข้าน้อยมิได้ตั้งใจทำให้ท่านตกใจเลย... ขอให้คุณชายไว้ชีวิตข้าน้อยด้วยเถิด...”

            เย่เชียนหลางโบกมือส่งสัญญาณแก่เหล่าองครักษ์จิ่นอีเว่ยไม่ให้ทำเป็นเรื่องใหญ่โต พลางเงยหน้ามองไปนอกประตูอย่างเย็นชา

            “ในรัศมีร้อยลี้นี้มีแต่ทะเลทราย มีเพียงโรงเตี๊ยมของเจ้าแห่งเดียวเท่านั้น ยังจะให้ข้าไปพักที่ใดเล่า?! ข้ามาแล้วเจ้าก็ต้องปรนนิบัติ ห้ามเอ่ยคำว่า ‘ไม่’ เด็ดขาด!” เสียงปานสายฟ้าของคนด้านนอกยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ แล้วยังทุบประตูไม้ของโรงเตี๊ยมอีกคราหนึ่งราวกับต้องการระบายอารมณ์ พลางกล่าวว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร? ชื่อของข้าถ้าพูดออกไปเกรงว่าจะทำให้เจ้าตกใจตาย เพราะข้าคือ... ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ”

            ขณะกำลังพูด เขาก็ก้าวข้ามประตูเข้ามา คนผู้นี้เป็นชายร่างสูงเก้าฟุตเศษ มีคิ้วมังกรตาเสือค่อนข้างแปลกตา แบกดาบลายมังกรไว้บนบ่า ทั้งคนและดาบเหมือนกันทุกอย่าง ครอบด้วยเงินและทอง ประดับกระดองเต่า ทั้งยังห้อยนอแรดอีกด้วย เพียงเข้าประตูมาก็ได้ยินเสียงเครื่องประดับดังกรุ๊งกริ๊งไปทั่ว

            เหมือนว่าชายผู้นี้จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมว่าวันนี้ต่างไปจากทุกวัน หลังจากจ้องมองอยู่ครู่หนึ่งเขาก็สะบัดแขนเสื้อ ยืดอกยกไหล่ ไส้ตะเกียงน้ำมันสั่นไหวไปตามแรงก้าวเดินของเขา

            ครั้นเห็นเป็นเพียงคนหยาบที่ไม่รู้หนักเบาคนหนึ่งเท่านั้น หลัววั่งจึงเบาใจลงบ้าง กล่าวขึ้นเสียงเบา “ใต้เท้า ข้าน้อยพนันกับท่านดีหรือไม่?”

            หลัววั่งมิได้กล่าวต่อ เพียงใช้สายตามองไปยังดาบบนบ่าของชายผู้นั้น เย่เชียนหลางอารมณ์ดีขึ้นอย่างประหลาด ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เขาผงกศีรษะอย่างรู้ความหมาย “ข้าพนันว่าเจ้ายกไม่ไหว”เพิ่งจะขาดคำ นอกประตูก็มีคนเข้ามาอีกคน ดูจากท่าทางการแต่งกายเป็นชาย แต่เมื่อสำรวจหน้าตาของผู้มาใหม่โดยละเอียดอีกครา จึงเห็นว่าคนผู้นี้มีคิ้วยาวราวทิวเขา ดวงตาดุจดวงดาว ปล่อยผมสีดำยาวสยาย เผยลำคอหยกส่วนหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเป็นสาวงามที่แต่งกายเป็นชาย หลัววั่งสบตากับหญิงสาวผู้นั้นคราหนึ่ง สายตาเหลือบไปเห็นมีดเล็กหลายเล่มคล้องอยู่บนหนังสัตว์ที่แขวนรอบเอว คมมีดส่องประกายสีฟ้าระยิบระยับรำไร ดูก็รู้ว่ามันล้วนอาบด้วยยาพิษ

            เสี่ยวเอ้อนวดก้นขณะลุกขึ้นยืน อาจเพราะดูไม่ออกว่าคนเบื้องหน้านั้นเป็นหญิงจึงถามด้วยน้ำเสียงไม่ดีนัก “เจ้านี่มาจากไหนอีกล่ะ?”

            หญิงสาวมองเสี่ยวเอ้ออย่างเย็นชาแวบหนึ่ง จากนั้นล้วงเงินหนึ่งก้อนจากเอวโยนให้ แล้วกล่าว “ข้านี่สิจึงจะใช่ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ”

            น่าขันที่ดินแดนชายขอบแห่งนี้ผู้คนกลับรู้สึกมีเกียรติที่จะเรียกตัวเองว่าเป็น ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ หลัววั่งเอียงศีรษะเข้าหาเย่เชียนหลาง เตือนด้วยเสียงอันเบา “ใต้เท้า ระวังมีดของนาง”

            เย่เชียนหลางผงกศีรษะเล็กน้อย บ่งบอกว่าอีกฝ่ายพูดถูก เขากำลังจะยกสุราเข้าปากอีกชามก็เห็นใครอีกคนเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม

            คนผู้นี้สวมหมวกสาน แบกร่องรอยจากการเดินทางไว้บนบ่าทั้งสองข้าง สวมชุดเก่าที่ดูเหมือนว่าจะสามารถเขย่าทรายออกมาได้หลายชั่ง คนผู้นี้หันหลังให้แสงเทียน เงาของหมวกทอดมาบังใบหน้าของเขาไปกว่าครึ่ง มองเห็นเพียงดั้งจมูกที่ตั้งตรงรำไร กรามเป็นสันงดงาม ต่อให้ไม่ยิ้มริมฝีปากทั้งสองก็ดูคล้ายกับมีรอยยิ้มเสมอ ดูขี้เล่นและอ่อนไหว

            ถึงแม้จะไม่ได้เห็นรูปร่างหน้าตาของผู้มาเยือนคนนี้ชัดเจน แต่ก็สามารถมองเห็นถึงความโดดเดี่ยวของเขาได้ คนผู้นี้ก้าวเดินอย่างสงบนิ่ง บุคลิกสง่างาม มองคล้ายวีรบุรุษสามส่วนผสมนักพรตเต๋าอีกสามส่วน ขณะเดียวกันสามส่วนต่อมาก็ยังเหมือนชายเสเพลที่รักอิสระ อีกหนึ่งส่วนที่เหลือก็ยกให้กับความสง่างามและสูงส่งก็แล้วกัน

            “คนผู้นี้หากมิใช่ไร้กำลังภายในก็ต้องเป็นยอดฝีมือชั้นเยี่ยมแน่” หลัววั่งเอียงศีรษะ เห็นคิ้วเรียวของเย่เชียนหลางเลิกขึ้นเบาๆ ดวงตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อยราวกับกำลังใจลอย หลัววั่งจึงเรียกเขาอีกครา “ใต้เท้า...ใต้เท้า?”

            เย่เชียนหลางไม่ได้ยินจริงๆ นับตั้งแต่คนที่สามเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม สายตาของเขาก็ไม่อาจละไปจากคนผู้นั้นได้อีก

            “เมื่อก่อนนั่งรอเป็นครึ่งค่อนวันยังไม่เห็นมีแขกมาสักคน แต่วันนี้กลับมากันมากมาย” เสี่ยวเอ้อเห็นคนผู้นั้นสวมชุดซอมซ่อก็ยากที่จะซ่อนความดูแคลนเอาไว้ จึงถามอย่างจงใจว่า “นี่เจ้าคงไม่ใช่ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’อีกคนหรอกนะ?”

            “ข้าน้อยโค่วเปียนเฉิง” น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำไพเราะ ผู้มาเยือนพูดจบก็หัวเราะเสียงดัง ยกมือขึ้นดึงหมวกบนศีรษะออก

            ไส้ตะเกียงขยับไหวไปมา ภายในร้านเงียบเชียบไร้สรรพเสียง ในความมืดมีแววตาอันลึกล้ำอยู่หนึ่งคู่ฉายออกมา โค่วเปียนเฉิงหันมองไปทางเย่เชียนหลางเช่นกัน

            ช่างเป็นความบังเอิญที่ดวงตาสองคู่สบประสานกันพอดี ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องดังขึ้น พายุฝนซึ่งรอมานานตกลงมาในที่สุด

            สายฝนซัดกระหน่ำ เสียงฝนดังซ่าๆ ราวกับเสียงรัวกลองรอนักแสดงงิ้วที่กำลังแต่งหน้าอยู่หน้ากระจกอย่างเร่งเร้า ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มทำการแสดง

            เย่เชียนหลางรู้สึกคุ้นหน้าชายผู้นี้นัก ไม่เพียงแต่รู้สึกคุ้นหน้าเท่านั้น แต่ยังมีความรู้สึกอื่นขึ้นในใจอย่างที่ยากจะเกิดขึ้น

            แน่นอนว่าความรู้สึกแบบนี้นับเป็นครั้งแรก

            ผู้บัญชาการเย่รู้จักผู้คนมากหน้าหลายตา แม้จะยังไม่ถึงขั้นที่สามารถอ่านใจใครได้ แต่อย่างน้อยก็ยั่วยวนให้สาวงามน้อยใหญ่ยอมตายเพื่อเขาได้ อีกทั้งตอนที่ฝึก ‘เพลงห้าหยินเผาใจ’ จนบรรลุถึงจุดสุดยอด เขาก็เห็นเนื้อหนังมังสาเป็นเหมือนเถ้ากระดูก เห็นเกียรติยศชื่อเสียงเสมือนดินหน้าหลุมศพ ใจแข็งดุจหินผา เลือดเย็นดั่งน้ำแข็ง ไร้ลม ไร้ฝน ไร้ความสดใส

            ในพื้นที่กันดารเช่นทะเลทรายอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ในชั่วพริบตาหรือเพียงแค่หันหลังกลับไป ผู้บัญชาการเย่ก็ราวกับได้พบหน้าเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน เป็นความรู้สึกที่เหมือนได้ใกล้ชิดแต่ไม่เคยใกล้ชิด คล้ายความหวาดหวั่นแต่กลับไม่หวาดหวั่น ทั้งหมดนี้เป็นความรู้สึกที่ทำให้พูดไม่ออกบอกไม่ถูกยิ่งนัก

            ดินแดนฟากประจิมหักหลังพันธมิตร มุ่งหน้าไล่ตามสายลมแห่งฤดูใบไม้ร่วงอย่างไม่ทันคิด บุกประชิดเข้าสู่เมืองชายแดน* 

            โค่วเปียนเฉิง... เป็นชื่อที่น่าสนใจทีเดียว

            หลัววั่งนึกถึงคำที่พนันไว้กับเย่เชียนหลางก่อนหน้านี้ จึงได้ยกมือเรียกชายคิ้วมังกร กล่าวว่า “ขอยืมดาบของท่านมาดูหน่อยได้หรือไม่?”

            ชายผู้นั้นดูไม่ใจกว้างเหมือนที่เห็นภายนอก แต่กลับมีความละเอียดในความหยาบ เมื่อเหลือบมองเท้าของชายชุดดำตรงหน้าแล้วพบว่าเป็นรองเท้าขุนนาง อีกทั้งคิดได้ว่าอย่างไรก็ตามคืนนี้เขาจำต้องพักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ สีหน้าของเขาพลันเข้มขึ้นอีกหลายส่วน กล่าวตอบว่า “ดาบของข้าล้ำค่าหายาก ได้โปรดดูแลด้วย!” เขายกมือขึ้น โยนดาบลายมังกรเล่มนั้นให้แก่หลัววั่ง

            หลัววั่งยื่นมือไปรับตามสัญชาตญาณ รู้เสียที่ไหนว่าดาบเล่มนี้จะหนักดุจพันชั่ง ใบหน้าของเขาแดงก่ำ เขาจำต้องใช้สองมือช่วยกันออกแรงยก จึงจะไม่ถูกดาบเล่มนี้ทับจนลงไปกองกับพื้น

            เย่เชียนหลางรับดาบจากหลัววั่งด้วยมือเพียงข้างเดียวและหยิบดาบออกจากฝักอย่างง่ายดาย เขามองดูคราหนึ่ง ซึ่งก็เป็นดังคาด ถึงแม้ดาบเล่มนี้ฝีมือตีเหล็กจะหยาบอยู่สักหน่อยแต่ถือว่าหาชมได้ยากจริงๆ

            เย่เชียนหลางเก็บดาบเข้าฝักอย่างช้าๆ แต่แทนที่จะส่งคืนเจ้าของดีๆ กลับจับด้ามดาบแน่นแล้วส่งโดยชี้คมดาบตรงไปที่เขา เอ่ยขึ้นพลางยิ้มเล็กน้อย “ดาบดี”

            ควรยิ้มก็ยิ้มแล้ว ทว่าเป็นยิ้มแบบที่ไม่มีแววแห่งความยินดีให้เห็นแม้แต่น้อย ใบหน้านี้ซีดขาวจนออกม่วงจางๆ ความโหดเหี้ยมในดวงตาหงส์ฉายแววแห่งชัยชนะเหนือประกายดาบจนมองเห็นได้ชัด

            สำหรับคนทั่วไป อย่าว่าแต่จะให้รับดาบจากเย่เชียนหลางเลย เกรงว่าแค่ได้เห็นสายตาของเขาก็ยังต้องอกสั่นขวัญแขวนแล้ว ทว่าโค่วเปียนเฉิงกลับไม่ได้ดูทุกข์ร้อนใดๆ เพียงใช้แววตาที่เต็มไปด้วยความขบขันเข้าสู้อย่างไม่ยอมแพ้ เขายื่นมือออกไปรับดาบมาอย่างสง่าผ่าเผย

            หารู้ไม่ว่าทันทีที่นิ้วทั้งห้าสัมผัสด้ามดาบ ไอเย็นสายหนึ่งก็แล่นปราดเข้ามา ถ้าเป็นคนไร้วิชาย่อมต้องตายเพราะชีพจรแตกซ่านอยู่ตรงนั้นเป็นแน่

            เดิมทีเย่เชียนหลางอยากใช้ไอเย็นจาก ‘เพลงห้าหยินเผาใจ’ ส่งผ่านดาบเข้าสู่ร่างกายของอีกฝ่าย แต่กลับถูกกำลังภายในอุ่นร้อนของคนผู้นั้นดันกลับ ตาและคิ้วของเย่เชียนหลางกระตุกเล็กน้อยก่อนจะรีบเพิ่มกำลังอีกสองส่วน พลางเอียงตัวถาม “เจ้าเป็นใคร?”

            โค่วเปียนเฉิงโน้มตัวไปข้างหน้าเช่นเดียวกัน ตอบอย่างกลางๆ พร้อมรอยยิ้มว่า “เพียงคนค้าขาย”

            เบื้องหน้า คนทั้งสองต่างมีสีหน้าสงบนิ่ง คนหนึ่งไปคนหนึ่งมา คนหนึ่งถามคนหนึ่งตอบ ทว่าในความเป็นจริงแล้วทั้งสองกำลังทดสอบพละกำลังของกันและกันอยู่

            พลังฝ่ามือสองสายประสานกัน หากผู้ใดพลาดพลั้งก่อนแม้เพียงเล็กน้อยย่อมได้รับบาดเจ็บเป็นแน่

            ต้องลำบากดาบเล่มนี้เสียแล้ว เจ้าส่งไอเย็นเข้ามา ข้าส่งความร้อนออกไป

            น้ำแข็งกับไฟปะทะกัน ด้ามดาบค่อยๆ ปรากฏไอน้ำ และจากไอน้ำกลายเป็นหยดน้ำหยาดลงสู่พื้น

            เจ้าใกล้เข้ามาหนึ่งส่วน ข้าก็ใกล้เข้าไปอีกหนึ่งส่วน ผ่านไปครู่เดียวคนทั้งสองต่างก็สูดลมหายใจของกันและกัน อยู่ห่างกันเพียงแค่ระยะขนตา

            “ขายสิ่งใด?”

            “ยา”

            “ยาอะไร?”

            “ยานี้ผู้ชายใช้ได้ ผู้หญิงใช้ไม่ได้ คนหนุ่มใช้ได้ คนแก่ใช้ไม่ได้ คนมีคู่ใช้ได้ คนไร้คู่ใช้ไม่ได้...” โค่วเปียนเฉิงมองตรงไปที่ดวงตาหงส์คู่นั้น รอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากดูไม่ค่อยปกตินัก อีกทั้งยังแสดงความใกล้ชิดอยู่ในที “ผู้คนจากสำนักต่างๆ ล้วนใช้ได้ พระสงฆ์และขันทีใช้ไม่ได้”

            “อืม?” เย่เชียนหลางยกมุมปากข้างหนึ่งเล็กน้อย เดาไม่ออกว่ารอยยิ้มนี้เยาะเย้ยหรือเสียดสี “เช่นนั้นขอถามคุณชายโค่ว คนอย่างข้า...ใช้ได้หรือไม่?”

            เพียงมองสีหน้าของคนผู้นี้กับสุราฤทธิ์แรงบนโต๊ะก็รู้ว่าเขาได้รับไอเย็นเข้าสู่ร่างกาย จึงต้องใช้สิ่งเหล่านี้ดับความหนาว โค่วเปียนเฉิงสะกดสีหน้ารื่นรมย์เอาไว้ กล่าวว่า “ข้าน้อยท่องไปในยุทธภพ มีทะเลทั้งสี่เป็นบ้าน พอมีความรู้เรื่องโรคประหลาดอยู่บ้าง หากใต้เท้าไม่รังเกียจ ข้าน้อยอาจช่วยใต้เท้ากำจัดไอเย็นในร่างกายได้”

            “ไม่จำเป็น ข้าไม่ชอบเป็นหนี้บุญคุณผู้ใด” อีกฝ่ายกลับเรียกเขาว่า ‘ใต้เท้า’ แสดงว่าสายตาไม่เลว สามารถมองรองเท้าขุนนางของตนออก เย่เชียนหลางยิ้มอย่างจริงใจ รอยยิ้มนี้แม้ไม่กว้างขวางนักทว่างดงามและดูสนิทสนมอย่างยิ่ง ทำให้ทั้งสองต่างถอนกำลังภายในที่ฝ่ามือพร้อมกัน

            “แขกมาเยือน ถือว่าเป็นเกียรติ” เย่เชียนหลางยื่นดาบลายมังกรคืนให้เจ้าของอย่างสมบูรณ์ จากนั้นจึงแนะนำตนเอง “ข้าเย่เชียนหลาง”

ตอนที่ 5

            ค่ำคืนนี้ไม่ค่อยสงบนัก

            สายฝนด้านนอกซาลงเล็กน้อย จากที่ซัดสาดเปลี่ยนเป็นโปรยปรายตกกระทบหลังคาเบาๆ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่หูอาจจะได้ยินคล้ายเสียงสวบสาบราวกับฝูงชนกำลังเอ็ดอึง หรือเสียงกระซิบแผ่วเบาที่สลัดออกไปไม่พ้น

            แต่ไหนแต่ไรมา เย่เชียนหลางนอนหลับน้อยและตื่นง่าย หากข้างกายมีเสียงลมพัดหญ้าไหวแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาได้ มิหนำซ้ำหลังตื่นนอนก็มักจะปวดศีรษะประหนึ่งจวนเจียนจะปริออก เมื่อรวมกับการหลับยาก ยิ่งทำให้เขาไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้ในยามหลับ

            เคยมีข้ารับใช้ผู้มั่นใจในความงามของตนและไม่เชื่อในความชั่วร้าย นางฉวยจังหวะในยามค่ำคืนลอบเข้าไปในห้องของผู้บัญชาการเย่ หมายจะนอนแผ่ปทุมหยกเผยสะดือ ทั้งยังถือเครื่องหอมปลุกอารมณ์ที่ได้มาจากดินแดนตะวันตก ด้วยต้องการเปลี่ยนข้าวสารให้เป็นข้าวสุกเพื่อจะก้าวจากพื้นดินขึ้นสู่ที่สูงในชั่วข้ามคืน

            ผู้ใดเล่าจะรู้ว่าเครื่องหอมปลุกอารมณ์ที่แม้แต่ขันทีก็ไม่อาจต้านทานไหวนั้นหาได้มีประโยชน์อันใดไม่ เย่เชียนหลางถูกเสียงฝีเท้านั้นปลุกจนตื่น ยังไม่ทันรอให้คนงามปีนขึ้นเตียงก็เห็นสีเลือดในดวงตาเสียแล้ว เขาลงมือบิดคอของอีกฝ่ายจนหัก

            ตอนที่เย่เชียนหลางได้รับเชื้อของโรคนี้มา เป็นปีที่เขาอายุได้แปดขวบพอดี เวลานั้นเย่เชียนหลางยังไม่มีชื่อที่ดีเช่นนี้ เนื่องจากเขาเกิดวันที่สิบเก้าเดือนสิบสอง จึงมีชื่อเล่นว่า ‘สือจิ่ว’* ที่บ้านยังมีพี่สาวซึ่งแก่กว่าเขาหลายปีนามว่า ‘อู่’** พี่น้องทั้งสองมักตัวติดกันเสมอ นอนด้วยกัน กินด้วยกัน สนิทสนมกลมเกลียว

            เย่สือจิ่วซึ่งอายุเจ็ดขวบขึ้นเขาไปหาของกินกับบิดาก็ยังไม่ลืมเก็บก้อนหินสวยๆ กลับมาให้พี่สาว ส่วนเย่อู่ผู้มีหัวด้านงานฝีมือเป็นเยี่ยมได้นำหินสีน้ำเงินนั้นมาทำเป็นต่างหูคู่หนึ่งใส่ติดตัวไว้ไม่ห่างกาย

            น่าเสียดายที่เรื่องดีมักไม่ยืนยาว ช่วงรัชสมัยว่านลี่เกิดภัยพิบัติขึ้นหลายครั้ง ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม ฝูงตั๊กแตน และอหิวาตกโรค หมู่บ้านที่ตระกูลเย่อาศัยอยู่นั้นหายไปกว่าเก้าส่วนภายในค่ำคืนเดียว

            คนเรามีชีวิตอยู่อย่างทรมานนับหมื่นอย่าง ครั้นอยากจะตายอย่างมีความสุขสักครากลับไม่ง่ายเลย หากไม่ระวังเพียงนิดก็จะถูกชาวบ้านผู้หิวโหยลากไปเซ่นลมหายใจให้แก่ร่างกายผู้อื่น กลายเป็นอาหารในปากของผู้อื่นไปเสีย

            เย่อู่มักนำข้าวต้มที่กำลังจะเข้าปากของตนเหลือไว้ให้น้องชาย ทั้งยังไม่ลืมที่จะกุมมือของเขาไว้ พึมพำอยู่ข้างหูว่า “...สือจิ่ว… ตอนกลางคืนห้ามหลับลึกเกินไปนะน้องพี่ ไม่เช่นนั้นอาจจะตกอยู่ในอันตรายได้”

            ข้าวต้มในท้องขยายตัว แม้จะอิ่มแต่ก็อิ่มท้องแต่ทรมานใจ เย่สือจิ่วครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่ยังคงทำตัวติดอยู่กับพี่สาวเหมือนเป็นเงาของกันและกัน

            จนกระทั่งมารดาหิวตายทั้งเป็น บิดาก็หิวจนเป็นโรคร้าย บางวันบิดาก็เรียกสองพี่น้องมาข้างหน้า สำรวจอย่างละเอียดลออโดยไม่เอ่ยคำใดคืนวันนั้น จู่ๆ เย่สือจิ่วก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ทว่ากลับยังนอนฝันถึงความสุขเล็กๆ ที่ไม่ต้องกลัวความหิวโหย เขาไม่ยอมลืมตาขึ้นมา

            เมื่อตื่นนอนในวันรุ่งขึ้น บนเตียงมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น บิดายกน้ำแกงเนื้อมาหนึ่งหม้อ บอกเขาว่าเมื่อคืนพี่สาวของเจ้าถูกหมาป่าที่แอบเข้ามาในหมู่บ้านคาบไป ตอนที่คนในหมู่บ้านตามไปถึงรังของมันก็สายไปแล้ว จึงได้แต่ฆ่าเจ้าหมาป่าตัวนั้นระบายแค้น จากนั้นบิดาก็ชี้ไปที่หม้อน้ำแกงเนื้อแล้วกล่าวว่า นี่ก็คือเนื้อของหมาป่าตัวนั้น

            ถึงแม้เย่สือจิ่วจะไม่รู้ประสานักแต่ก็รับรู้ได้ว่าพี่สาวของตนประสบภัยใหญ่หลวง แม้ในใจรู้สึกเจ็บปวดแต่ก็ไม่อาจเอาชนะความทรมานจากการไม่ได้ลิ้มรสชาติของเนื้อมาเป็นเวลานาน เขามองเนื้อหมาป่าในชามที่หอมกรุ่นอย่างประหลาด สีน้ำแกงขาวสะอาด จึงไม่ได้สนใจว่าน้ำแกงจะลวกปาก รีบรับชามที่บิดาส่งให้มาดื่มชิม

            จนกระทั่งซดน้ำแกงจนหมด จึงได้เห็นว่าในชามน้ำแกงนั้นมีต่างหูสีน้ำเงินเหลืออยู่ข้างหนึ่ง

            เย่สือจิ่วตกตะลึงเพียงเสี้ยววินาทีแล้วตั้งสติ ฉวยโอกาสตอนที่บิดาเผลอ หยิบต่างหูนั้นมาเก็บไว้ในชายเสื้อ แล้วใช้ตะเกียบยาวในมือเคาะขอบชามขอน้ำแกงจากบิดาเพิ่มอีก

            ตกกลางคืนอยู่ดีๆ ก็ปวดท้องเหมือนถูกบิด ยังไม่ทันวิ่งออกจากห้องไปถึงไหนก็ลื่นลงไปในหลุม อาเจียนออกมาจนรู้สึกท้องฟ้ามืดมิดไปหมด ลูบน้ำตาที่เปรอะเต็มหน้าไปมา

            พระจันทร์เสี้ยวลอยเด่นเหนือศีรษะ มันหนาวเหน็บดุจตะขอที่เย็นเยียบและบีบรัดดุจคมมีดในความรู้สึก นับจากนั้นมาก็ราวกับส่องแสงเสียจนทำให้เย่สือจิ่วนอนไม่หลับอีกต่อไป

            แม้แต่เสือยังไม่กินลูกของตัวเอง แต่หากคนจนมุมอย่างถึงที่สุด เกรงว่าคงเป็นดังคำของเมิ่งจื่อซึ่งกล่าวไว้ว่า สิ่งที่มนุษย์แตกต่างจากสัตว์นั้นน้อยนัก ยังดีที่บิดาเขาเคยเรียนหนังสือเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก ได้เรียนเรื่องความกตัญญูและซื่อสัตย์

            เขาขู่เพื่อนบ้านที่ถูกความหอมของเนื้อดึงดูดทั้งใกล้และไกลได้ ทว่ากลับขู่บุตรชายที่เฉลียวฉลาดแต่ยังเด็กของตนไม่ได้

            ผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งเดือน ทั้งสองก็หิวจนเสียสติอีกครั้ง บิดาเขาอยากฆ่าบุตรชายตัวน้อยของตนเป็นอาหาร แต่สุดท้ายก็ไม่อาจตัดใจจากทายาทคนเดียวของตระกูลเย่ได้ เขาจึงเงยหน้ามองฟ้าแล้วตะโกนก้อง จากนั้นก็ทิ้งมีดผ่าฟืนในมือที่ยกขึ้นสูงลงมา

            ก่อนที่บิดาเขาจะสิ้นใจนั้นร่างกายของเขาผ่ายผอมไปหมดแล้ว ใบหน้าซูบตอบจนแทบมองไม่เหมือนมนุษย์ น้ำตาสองสายเอ่อล้นจนไหลออกมาเป็นทาง เขาจับมือของลูกชายไว้แน่น เปลี่ยนความเสียดายนับพันนับหมื่นให้เป็นคำสั่งเสียสุดท้าย

            สือจิ่ว... พ่อไม่หวังให้ลูกยิ่งใหญ่เป็นเจ้าคนนายคนในภายภาคหน้า ขอเพียงให้เจ้ามีชีวิตที่ดีเท่านั้น

            หลังจากสูญเสียครอบครัวทั้งหมด เย่เชียนหลางก็ใส่ต่างหูข้างนั้นของพี่สาวไว้ตลอด เขารอดพ้นจากภัยอันตรายมาด้วยสิ่งนี้

            เดิมทีมีโจรลักพาเด็กเห็นเขาหน้าตาดี ทั้งยังสวมต่างหู จึงเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นเด็กผู้หญิงและนำเขาออกมาจากหมู่บ้าน ตัดสินใจว่าจะนำไปขายให้กับหอนางโลมในเมืองหลวง ไม่นึกว่าโชคชะตาเล่นตลก ทำให้หวังอานถูกชะตาในตัวเขา

            เย่สือจิ่วจำได้แค่ว่าวันนั้นตนถูกหวังอานเรียกพบ หนาวจนตัวสั่นงันงกและยังหิวจนแทบขาดใจ หวังอานมีจิตเมตตา จึงได้ให้คนนึ่งแป้งหงส์มังกรห้าสีให้เขาหนึ่งเข่ง บอกเขาว่าขนมนี้ไม่เพียงแค่ตนที่ชอบ โอรสสวรรค์ของต้าหมิงก็เสวยขนมชนิดนี้บ่อยที่สุดเช่นกัน

            เย่เชียนหลางคว้าขนมที่ร้อนระอุและนุ่มละมุนนั้นไว้ในมือ เงยหน้าขึ้นมองคฤหาสน์หลังใหญ่แห่งนี้และมองชายชราจิตใจดีมีเมตตาตรงหน้า เย่สือจิ่วยกมือขึ้นจับต่างหูของตน รู้สึกขอบคุณพี่สาวที่คุ้มครองเขาแม้จะตายไปแล้ว เขาคว้าโอกาสรอดนี้ไว้

            เมื่อถามชื่อของเขา ก็ได้รับคำตอบว่า “สือจิ่ว”

            หวังอานกับเว่ยจงเสียนผู้มีความรู้ตื้นเขิน แม้ไม่ได้อยู่บนทางสายเดียวกัน แต่ชอบที่จะคบค้าสมาคมกับพรรคตงหลินเหมือนกัน จึงจำเป็นต้องอ่านตำรา กวี และรู้เรื่องอักษรเอาไว้บ้าง ครั้นเห็นเด็กน้อยผู้นี้มีหน้าตาราวกับหยกงามในตลับหิมะบนยอดเขา ในหนึ่งพันคนยังหาเช่นนี้ไม่ได้สักคน จึงได้มอบชื่อ ‘เชียนหลาง’ นี้ให้อย่างยินดี

            หวังอานชอบเย่เชียนหลาง เป็นเพราะจิตใจที่ดูไร้เดียงสาไม่ซับซ้อน อีกทั้งเย่เชียนหลางก็ทำให้ผู้คนชอบเขาได้จริงๆ นับแต่นั้นเขาก็ไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของวัดวาอารามที่ไหน และไม่ได้รับรู้กลิ่นคาวเลือดในยุทธภพอีก ได้แต่ตั้งใจฝึกวิทยายุทธและเรียนหนังสืออยู่ในจวนของหวังอานอย่างแน่วแน่ เย่เชียนหลางค่อยๆ สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างตาหลานกับขันทีผู้นี้

            หลังจากฮ่องเต้เทียนฉี่ขึ้นครองราชย์หวังอานก็เสียอำนาจ ถูกลดขั้นให้อยู่ในกองทหารขันทีที่หนานไห่จื่อ หลิวเฉาซึ่งเป็นผู้ดูแลหนานไห่จื่อได้รับคำสั่งจากเว่ยจงเสียนให้สังหารหวังอานเสีย แต่เกรงว่าฮ่องเต้เทียนฉี่จะถามถึงจุดจบของขันทีเฒ่าผู้นี้ในภายหลัง จึงได้รีรอไม่ยอมลงมือด้วยตัวเอง ในยามที่มีความทุกข์เข้ามาจากสองด้านเช่นนี้ ดาวช่วยชีวิตก็มาหาตนถึงที่

            หลิวเฉาจงใจไม่ให้อาหารหวังอานแม้แต่คำเดียว ขันทีเฒ่าหิวอยู่หลายวันจนตาบอดทั้งสองข้าง เขาหมอบลงกับพื้นแล้วขุดหัวไช้เท้าใต้รั้วจนสิ้น จึงได้แต่คว้าดินโคลนรองท้อง และถึงแม้ตาของเขาบอดไปแล้ว แต่หูนั้นกลับไวต่อเสียงยิ่งกว่าแต่ก่อนเสียอีก เมื่อใดที่ได้ยินเสียงคนเข้ามาในสวน เขาก็รู้ทันทีว่าผู้มาเยือนคือผู้ใด

            กระทั่งช่วงที่ความเย็นแห่งฤดูหนาวคืบคลานเข้ามาพอดี ท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับหิมะกำลังจะตก เย่เชียนหลางที่แต่งกายเรียบร้อยคุกเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องหน้าขันทีเฒ่า มือของเขาวางขนมหงส์มังกรห้าสีจานหนึ่งลงบนพื้น พร้อมกับเรียกหวังอาน...ท่านปู่

            ถึงแม้ตนจะตกอยู่ในอันตรายแต่ยังคงรักษาเกียรติแห่งหัวหน้าสำนักบูรพาในวันวานไว้ หวังอานฝืนหยัดตัวขึ้นนั่ง หัวเราะพลางกล่าว “เจ้าเด็กคนนี้ ในที่สุดเจ้าก็มาจนได้”

            เย่เชียนหลางผงกศีรษะและกล่าวด้วยรอยยิ้มเช่นกัน “ท่านปู่ วันนี้สีหน้าของท่านไม่เลวเลย”

            แม้สองตาของหวังอานจะมืดสนิท แต่ดวงตาในใจของเขากลับสว่างไสว เขารู้ตัวเองดีว่าหิวโหยจนกลายเป็นครึ่งคนครึ่งผีไปแล้ว จะว่าไม่เลวได้เสียที่ไหน เจ้าคนใจโฉดเว่ยจงเสียนวางกับดักไว้นานแล้ว ต่อให้เด็กคนนี้มีความสามารถเทียมฟ้าก็ไม่อาจไปไหนมาไหนในสำนักบูรพาได้ตามใจตนเอง จึงได้ถามอย่างสงสัยอยู่บ้างว่า “เจ้ามาช่วยข้าหรือ?”

            เย่เชียนหลางส่ายศีรษะ ประหยัดคำพูดดุจทองคำ “ไม่ใช่”

            หวังอานตื่นตะลึงไปเล็กน้อย ช่วงหลายปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในราชสำนักสอนอะไรเขาไม่น้อย เขากล่าวอย่างเข้าใจขึ้นมาทันที “เจ้ามาช่วยตัวเจ้าเอง”

            “ใช่” เย่เชียนหลางหยุดครู่หนึ่ง “ไม่เพียงอยากช่วยตัวข้าเองเท่านั้น แต่ข้ายังต้องการช่วยเหลือทุกคนในจวนอีกด้วย”

            “เจ้าจะช่วยพวกเขาอย่างไร?”

            “ชีวิตเกิดมาพบแต่ความวุ่นวาย การมีชีวิตอยู่ก็ยังดีกว่าไม่มี แต่คำว่า ‘ภักดีกับกตัญญู’ สองคำนั้นผูกมัดไว้จนแน่น ต้องมีคนยอมถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลว เป็นผู้นำที่จะนำพาทุกคนให้เดินต่อไปให้ได้”

            ใบหน้านั้นซีดขาวไร้ความรู้สึก ถึงจะไม่แสดงอารมณ์ออกมา แต่กลับเต็มไปด้วยเหตุผลโดยไม่ทำลายความจริงใจ ซ้ำยังตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง สิ่งนี้แลกกับความตกใจและประหลาดใจของหวังอาน เขากล่าวพลางยิ้มอย่างขมขื่น “เจ้า...ยังมีความรู้สึกอยู่หรือ?”

            “สิบปีที่อยู่ร่วมกันมา ทั้งยังพักอยู่ในห้องเดียวกัน ข้ามิใช่ต้นไม้ใบหญ้าจึงจะได้ไร้ความรู้สึก” เย่เชียนหลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีหม่นคราหนึ่ง ขยับจานที่เต็มไปด้วยขนมหงส์มังกรห้าสีเข้าไปเบื้องหน้าขันทีที่เคยชุบเลี้ยง น้ำเสียงไร้แววของการเร่งเร้าใดๆ “ท่านปู่ รีบกินขนมนี่ตอนที่ยังร้อนๆ เถอะ”

            สายลมพัดถาโถม หิมะโปรยปราย เพียงครู่เดียวทั่วทั้งท้องฟ้าและผืนดินก็ถูกย้อมไปด้วยสีขาว เย่เชียนหลางยังคงคุกเข่าอยู่ท่ามกลางหิมะอย่างไม่ไหวติงอยู่เช่นนั้น อดใจรอให้หวังอานละเลียดขนมหงส์มังกรห้าสีจนหมดจึงได้ลงมือรัดคอเขาจนขาดใจ

            จบเรื่องแล้ว เย่เชียนหลางลุกขึ้นปัดเกล็ดหิมะบนบ่าออก ใบหน้ายังคงเรียบนิ่งไร้อารมณ์ราวกับดินแดนร้างหลังหิมะตก ทว่าหิมะบนใบหน้ากับละลายด้วยความร้อนซึ่งคล้ายกับมีน้ำตาสายหนึ่ง

ตอนที่ 6

            ฝนนอกโรงเตี๊ยมเริ่มหนักขึ้นอีกครา

            ได้ยินเสียงแปลกประหลาดไม่ขาดสาย สุดท้ายเขาก็ตื่นขึ้นอย่างเต็มตา

            เย่เชียนหลางเดินออกจากห้องไปตามทิศทางของเสียง แล้วหยุดลงที่หน้าประตูห้องพักห้องหนึ่งซึ่งปิดไม่สนิท ด้วยมีม่านที่ร้อยจากลูกปัดแก้วสายหนึ่งถูกประตูหนีบเอาไว้ เมื่อมองลอดผ่านม่านลูกปัดสายนี้เข้าไป เย่เชียนหลางจึงได้เห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังนั่งกอดรัดกันอยู่

            ในห้องนั้นมืดมาก เหลือเพียงไส้ตะเกียงน้ำมันที่จะดับมิดับแหล่ ม่านลูกปัดแกว่งไกวแผ่วเบาภายใต้แสงเทียนราวกับถูกกางกั้นด้วยเงาของดอกโบตั๋นเมื่อครั้งวันวานในจวนนั้น ทั้งหม่นสลัวและมีสีสันระคนกัน

            เขาจำชายหญิงที่โอบกอดกันอย่างเร่าร้อนคู่นี้ได้

            หญิงสาวหันแผ่นหลังเปลือยเปล่าขาวผ่องมาทางเขา ส่วนชายหนุ่มผู้นั้นอกเสื้อเปิดออกครึ่งหนึ่ง ผมเผ้าสยาย ฝังใบหน้าอยู่กับลำคอหอมกรุ่นของหญิงสาวซึ่งถูกเส้นผมดำขลับปิดไว้กว่าครึ่ง เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่ง ปรายตามองมาที่ตนราวกับจะยิ้มก็ไม่เชิง

            ม่านลูกปัดแกว่งไกว แสงเทียนไหวระริก โค่วเปียนเฉิงยกนิ้วชี้วางทาบริมฝีปาก จุ๊ปากพร้อมรอยยิ้มคราหนึ่ง

            เย่เชียนหลางจดจำดวงตาคู่นั้นได้เช่นกัน

            เมื่อตื่นแล้วก็ยากที่จะหลับลงได้อีก เขาจึงถือโอกาสออกจากสถานที่อันขมุกขมัวนี้ไปเปลี่ยนบรรยากาศข้างนอกเสียหน่อย

            ฝนเพิ่งหยุดตก อากาศสดชื่นอย่างหาได้ยาก เย่เชียนหลางมายังหน้าโรงเก็บม้า เขาจูงเจ้า ‘เจ้าวิญญาณหิมะ’ ออกมาโดยไม่ได้เรียกเสี่ยวเอ้อ

            ตามหลักแล้วด้วยตำแหน่งฐานะของเขาในทุกวันนี้ ไม่มีความจำเป็นจะต้องเลี้ยงม้าด้วยตัวเอง ทว่าผู้บัญชาการองครักษ์จิ่นอีเว่ยไม่สนิทชิดเชื้อกับผู้ใด แต่ปฏิบัติกับม้าของตนราวกับเป็นญาติสนิทก็ไม่ปาน ในวันธรรมดาหากเขามีเวลาว่าง ไม่ว่าจะเป็นการขัดล้างตัวม้าหรือให้อาหาร เขาล้วนลงมือด้วยตัวเองโดยไม่รอให้ผู้ใดทำให้

            เดิมทีนั้นม้าตัวนี้ไม่ใช่ของเขา แต่เป็นม้าที่ขุนนางในเมืองหลวงให้คนไปเสาะหามาจากดินแดนตะวันตกไกลนับพันลี้ นำมามอบให้แก่เว่ยเหลียงชิงหลานชายของพระเก้าพันปีเว่ยจงเสียน หวังให้มหาขันทีเฒ่าพอใจ เว่ยเหลียงชิงนั้นเป็นคนรักม้า เมื่อได้เห็นม้าดีพันลี้ระดับนี้ก็ปรารถนาอยากจะลองควบดู หารู้ไม่ว่าทันทีที่ได้ขึ้นขี่ก็ถูกมันสะบัดกระเด็นตกลงพื้น กระดูกขาขวาหัก

            เว่ยเหลียงชิงไม่เชื่อในความชั่วร้าย หลังหายจากอาการบาดเจ็บก็ออกคำสั่งให้คนนำม้าตัวนั้นมาลองขี่อีกครา ยอดฝีมือด้านการขี่ม้าของประเทศล้วนมาอยู่กันพร้อมหน้า กลับไม่มีผู้ใดทำให้ม้าตัวนี้เชื่อฟังได้แม้แต่ผู้เดียว ครั้นสืบหาที่มาที่ไปของม้าตัวนี้ก็พบว่ามันเป็นม้าที่มีชื่อเสียงในด้านไม่ดีนัก เจ้าของม้าถ้าไม่ตายในต่างถิ่นก็ออกจากเมืองไป ล้วนไม่มีผู้ใดตายดี

            เว่ยเหลียงชิงโกรธมาก ลดขั้นขุนนางผู้นั้นหลายขั้นและเนรเทศออกจากเมืองหลาง ทั้งยังสั่งให้คนฆ่าม้าตัวนี้เสีย

            บังเอิญที่วันนั้นเย่เชียนหลางได้รับคำสั่งให้ไปยังจวนเว่ย เมื่อเห็นคนทั้งกลุ่มล้อมม้าตัวหนึ่งไว้อย่างแน่นหนา บ้างก็ถือเชือกคล้องมันไว้ และบ้างก็ถือหอกยาวแทงเข้าใส่ตัวมัน ดั่งม้าตัวนี้จะอ่านคนออก ครั้นเห็นเจ้าของที่แท้จริงของตนปรากฏตัวขึ้น มันก็ไม่ได้ร้องครวญและดิ้นรนให้เปล่าประโยชน์อีก เพียงแค่มองไปที่เขาแล้วร้องไห้ออกมาไม่หยุด

            กลับเป็นเว่ยจงเสียนที่ยากจะเข้าใจนัก ด้วยเย่เชียนหลางผู้นี้ไร้อารมณ์ความรู้สึก

            ความปรารถนาเฉกเช่นคนทั่วไปพึงมีเขาไม่มีแม้สักอย่าง และเมื่อเจ้าคนไร้อารมณ์ผู้นี้ออกปากขอร้องตนเป็นครั้งแรกทั้งที กลับเป็นการขอเพื่อสัตว์สี่เท้าตัวเดียวเท่านั้น

            เจ้าวิญญาณหิมะเป็นม้าสีขาวตลอดทั้งตัว สีขนเปล่งประกาย รูปร่างสง่างามและแข็งแกร่งกว่าม้าทั่วไป แม้แต่อุณหภูมิในร่างกายของมันก็ยังสูงกว่าม้าทั่วไปด้วย

            เย่เชียนหลางใช้ผ้าที่เปียกชุ่มเช็ดไปทั่วตัวของเจ้าวิญญาณหิมะ จากนั้นก็ใช้นิ้วทั้งห้าสางขนของมันเบาๆ

            นิ้วมือค่อยๆ เคลื่อนจากหลังไล้ลงมายังท้อง  และเคลื่อนไหวอยู่อย่างนั้นโดยไม่ละมือไปจากมัน เหมือนว่าเขาชื่นชอบความร้อนบนตัวของมันกระนั้น

            ตอนที่จากมาเขาได้สัญญาด้วยชีวิตต่อหน้าเว่ยจงเสียน หากไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ ก็จะไม่เอาชีวิตตนกลับไปเมืองหลวง

            พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า กรรมใครกรรมมัน ทุกสิ่งล้วนเกิดแต่กรรม

            ผู้บัญชาการเย่ไม่เคยคิดมาก่อนว่า ขณะที่ตนปลิดคร่าวิญญาณด้วยคมดาบซิ่วชุนมากมายจนนับไม่ถ้วน เมื่อถึงคราวตายของตนบ้างจะเป็นแบบใด

            ครั้นพอนึกถึงประโยคแรกของ ‘เพลงห้าหยินเผาใจ’ ก็เป็นบทสวดในศาสนาพุทธเช่นกัน หากไร้มโนภาพ ใจย่อมว่างเปล่า บาปบุญเป็นดังภาพลวงตาที่เกิดขึ้นก็ย่อมดับลงได้

            ความหมายคือ บาปบุญบนโลกนี้ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา ปุถุชนนั้นไม่จำเป็นต้องยึดถือให้ทรมาน

            เวลานั้นเมื่อเย่เชียนหลางอ่านถึงประโยคนี้ เขาแทบจะหลุดหัวเราะออกมาเลยทีเดียว ในใจคิดว่าเคล็ดลับของวิชานี้ช่างเอาใจใส่เป็นอย่างมาก ทางหนึ่งก็สอนให้ฆ่าคนเป็นอาชีพ อีกทางหนึ่งก็ชักชวนให้เรียนรู้ในพระพุทธศาสนาและการปฏิบัติธรรม ซึ่งดูมีเหตุมีผลในทุกทาง

            ผู้บัญชาการเย่ไม่เชื่อในสวรรค์และโชคชะตา ซึ่งก็เป็นธรรมดาหากเขาจะไม่เชื่อในเรื่องกรรมดีกรรมชั่วด้วยเช่นกัน

            เขาพาดร่างท่อนบนของตนไว้บนหลังเจ้าวิญญาณหิมะ ค่อยๆ หลับตาและแนบหน้าลงไป นิ้วมือนวดวนบนลำตัวที่อุ่นร้อนของมันซ้ำไปซ้ำมา ไม่รู้ว่าคนกำลังปลอบม้าหรือว่าม้ากำลังปลอบคน

            โค่วเปียนเฉิงลุกขึ้นมารับลม เขาได้เก็บภาพทั้งหมดนั้นอย่างครบถ้วนไว้ในดวงตา

            “หากรู้ภาษามนุษย์เจ้าคงงามล่มเมือง แต่ต่อให้ไร้ความรู้สึกก็ยังทำให้ใจหวั่นไหว”

            เดิมนึกว่าเป็นเพียงความคิดของกวีวรรคหนึ่งเท่านั้น เมื่อผสานกับกาลเทศะ ผู้คน และทิวทัศน์ จึงได้รู้ว่าเป็นดั่งที่คนโบราณกล่าวไว้ไม่ผิดเลย

            หนึ่งคนหนึ่งม้าใต้แสงจันทร์

            ม้านั้นเป็นม้าดี ขนขาวปลอดเปล่งประกายสุกปลั่งดุจหิมะ ซ่อนขนอ่อนสีทองไว้อีกชั้นหนึ่ง ทั้งรูปร่างยังกำยำสมส่วน

            ทว่าคนนั้นกลับดูไม่สู้ดีนัก ใบหน้าซึ่งเดิมก็ขาวซีดอยู่แล้ว ยามต้องกับแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาก็ยิ่งเพิ่มความไร้ชีวิตขึ้นไปอีก คนผู้นี้อาจรู้ว่าสีหน้าของตนผิดธรรมดาไม่น้อย เสื้อผ้าอาภรณ์จึงล้วนเป็นสีคราม และดูเข้ากันยิ่งนัก

            เมื่อมองให้ละเอียดลงไปก็ยิ่งเกรงว่าจะไม่มีผู้ใดในโลกนี้อีกแล้วที่สามารถเข้ากับทะเลทรายอันกว้างใหญ่ได้อย่างกลมกลืนเช่นนี้ งดงามอย่างเป็นธรรมชาติถึงเพียงนี้ ขนาดทำให้สาวงามที่ตนสวมกอดเมื่อครู่ดูธรรมดาไปเลยทีเดียว

            ม่านหมอกยามค่ำคืนปกคลุมหนาราวกับตาข่าย ทำให้ขมุกขมัวไปทั่วทุกทิศ กระทั่งมีสายลมพัดหมอกบางส่วนให้จางไป จึงปรากฏเงาร่างของคนกับม้าภายใต้แสงจันทร์นั้น คนผู้นี้หลับตาสองข้างแนบชิดกับหลังม้า คิ้วกับดวงตายังคงเย็นชาดุจเดิม ทว่าริมฝีปากกลับเผยอออกเล็กน้อยราวกับบังเกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมา ลมหายใจเร่งเร้าแผ่วเบา นิ้วเรียวยาวราวหยกขาวสลักเคลื่อนไหวแนบไปกับท้องม้า ยิ่งเพิ่มความใคร่ขึ้นอย่างไร้สาเหตุ

            คล้ายกับการช่วยเหลือตัวเองใต้แสงจันทร์ ทั้งยังคล้ายกับคนเสพสมกับสัตว์

            โค่วเปียนเฉิงสำนึกได้ในทันทีว่าทั้งสองความคิดนั้นล้วนไม่ให้เกียรติผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็นับว่ามีเหตุมีผลไม่น้อย

            คนผู้หนึ่งเหงาจนถึงขีดสุด แต่กลับน่าสนใจจนถึงขีดสุดเช่นกัน

            เดิมทีโค่วเปียนเฉิงจะระวังเสียงหายใจของตนเอง ไม่อยากรบกวนคนงามที่โดดเดี่ยวผู้นี้

            ทว่าเพียงแค่คิดเขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ อย่างไม่รู้ตัว

 

            ไหสุราแตกละเอียด คนทั้งสองต่างหัวเราะร่วน

            ทั้งดื่มสุราของฝ่ายตรงข้าม ทั้งนึกถึงแววตาชื่นชมที่อีกฝ่ายมีต่อเจ้าวิญญาณหิมะ จึงทำให้เย่เชียนหลางกล่าวอย่างใจกว้างว่า “หากพี่โค่วไม่รังเกียจที่อานม้านี้หยาบกระด้าง จะลองขี่สักครั้งก็ได้”

            “ม้าดีไม่ได้อยู่ที่อาน” โค่วเปียนเฉิงไม่ได้จับอานม้า อีกทั้งไม่ได้เหยียบลงบนโกลน เขาเพียงแตะปลายเท้าเบาๆ ร่างของเขาก็เหินขึ้นไปอยู่บนหลังม้า ส่วนเจ้าวิญญาณหิมะใต้สะโพกของเขานั้นกลับไม่ไหวติงแม้แต่น้อย เชื่องอย่างที่สุด เขาปรายตามองเย่เชียนหลางแล้วหัวเราะพลางกล่าว “ขี่ม้าก็ไม่ต้องออกแรง”

            “ม้าตัวนี้ดื้อยิ่งนัก แต่กลับดูสนิทกับท่าน?” เย่เชียนหลางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เขารู้ว่าเจ้าวิญญาณหิมะนิสัยดุร้าย นอกเหนือจากตนแล้วก็ไม่มีผู้ใดที่จะสอนมันให้เชื่อฟังได้อีกจนทุกวันนี้

            “หากตั้งใจพูดกับมัน มันก็จะฟังออก” คนบนหลังม้าลูบขนบนแผงคอของเจ้าวิญญาณหิมะเบาๆ

            ดูเหมือนว่ามันจะรู้สึกสบายเป็นอย่างมาก พ่นไอร้อนออกมาทางจมูกอยู่หลายครั้ง และก้มหัว... ยังได้ยินเขากล่าวขึ้นว่า “หากใต้เท้าไม่มีใจจะนอนหลับ เช่นนั้นก็ออกเที่ยวยามราตรีกับข้าน้อยเป็นอย่างไร?”

            โดยไม่รั้งรอให้อีกฝ่ายตอบรับ โค่วเปียนเฉิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ใช้ขาสองข้างของตนหนีบท้องม้า ทั้งคนและม้าก็กระโจนไปอย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวก็ไปไกลเสียแล้ว

            เย่เชียนหลางไม่รู้ว่าบุรุษผู้นี้เป็นคนอย่างไรกันแน่ เขาจูงม้าออกมาอีกตัวในทันที รีบกระโดดขึ้นหลังม้าและกระตุกบังเหียนตามออกไป

            ม้าทั้งสองวิ่งตามกันไป เย่เชียนหลางได้พยายามสุดกำลังแล้ว แต่จนใจด้วยเจ้าวิญญาณหิมะไม่ใช่สิ่งที่ม้าทั่วไปจะเทียบได้ โค่วเปียนเฉิงออกแรงเพียงหกเจ็ดส่วนก็ทิ้งห่างเย่เชียนหลางมาเกินหนึ่งจ้างแล้ว ทว่าไปได้ไม่ใกล้ไม่ไกลมากไปกว่านั้น

            เพียงชั่วครู่ก็ออกมานอกประตูเมือง สายตาของเย่เชียนหลางมองเห็นโค่วเปียนเฉิงอยากเข้าไปยังกลางทะเลทราย เขาจึงเป่าปากเรียกเจ้าวิญญาณหิมะคราหนึ่ง ซึ่งทันทีที่มันได้ยินคำสั่งของผู้เป็นนายก็ยกขาหน้าขึ้นสูงเพื่อหยุดอย่างกะทันหัน

            เย่เชียนหลางรีบคว้าโอกาสเหมาะ พุ่งร่างออกไปราวกับลูกธนูที่ออกจากแล่ง วิชาตัวเบาของเขาคล่องแคล่วและงดงาม ร้องเรียกอีกฝ่ายอย่างเกรงใจ “พี่โค่ว ...!”

            เย่เชียนหลางเดินลมปราณมารวมกันที่ช่องระหว่างนิ้ว แล้วซัดฝ่ามือนี้ออกไป

            คนผู้นี้ไม่เพียงฝึกวิชาสายหยินที่ร้ายกาจยิ่ง แต่ละกระบวนท่าของเขาล้วนโหดเหี้ยมหมายเอาชีวิตไม่ให้เหลือทางรอด โค่วเปียนเฉิงรีบหมุนตัวออกไปรับ

            ผู้หนึ่งก่อน ผู้หนึ่งหลัง ต่างก็ทะยานไปในความเวิ้งว้าง ประมือกันอยู่กลางอากาศหลายกระบวนท่า จากนั้นก็ร่วงลงสู่หลังม้าอีกครั้ง ทั้งสองประลองฝีมือพลางควบม้าให้ทะยานไป ม้าทั้งสองตัวต่างวิ่งไปไล่เลี่ยกัน เสียงฝีเท้าม้าดังก้อง ซัดทรายฟุ้งกระเด็นไปไม่รู้เท่าไร

            ในชีวิตหนึ่งนั้นยากจะหาคู่ปรับที่สูสี จึงทำให้ผู้บัญชาการเย่ยินดีอย่างไร้ที่สิ้นสุด

            ก่อนหน้านี้ที่โรงเตี๊ยม เขามิได้ทดสอบตัวตนของฝ่ายตรงข้ามอย่างสมบูรณ์

            สองบุรุษเบื้องหน้าต่างคนต่างออกหมัด เดี๋ยวก็ ‘ระบำห่านเก้าวัน’ เดี๋ยวก็ ‘มัจฉากลางน้ำ’ แม้ว่าพิษเย็นในตัวเย่เชียนหลางเพิ่งกำเริบทำให้เขาไม่กล้าออกแรงอย่างเต็มที่ แต่กระบวนท่าของโค่วเปียนเฉิงนั้นกลับเสริมกันอย่างน่าประหลาด ในใจเขาคิดแต่เพียงว่าจะบีบให้อีกฝ่ายแสดงฝีมือออกมา ทดสอบดูว่าคนผู้นี้คือ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ หรือไม่

            แต่เมื่อเขายิ่งบีบจนแน่น อีกฝ่ายก็ยิ่งซ่อนไว้ลึก และยิ่งทำให้รู้สึกว่าคนผู้นี้แม้ดูเหมือนเสเพล ทว่ากำลังภายลึกล้ำราวกับภาพอันยิ่งใหญ่แต่ไร้รูปธรรมชัดเจน เห็นได้ว่าโค่วเปียนเฉิงยังไม่ได้ออกสุดกำลัง

            หลายฝ่ามือผ่านไปดวงตายังสดใส ใบหน้ามีรอยยิ้ม โค่วเปียนเฉิงใช้วิชาฝ่ามือเส้าหลิน ตะปบกรงพยัคฆ์เข้าที่ข้อมือของเย่เชียนหลาง โดยออกแรงด้วยแขนเพียงข้างเดียว หวังจะดึงอีกฝ่ายเข้ามาในอ้อมอกของตน

            ด้วยการออกแรงในเสี้ยววินาทีนี้ โค่วเปียนเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าเพียงชั่วพริบตาของเขากลับยากจะเล็ดลอดสายตาของฝ่ายตรงข้าม

            เย่เชียนหลางฉุกคิดได้ว่าเมื่อกลางวัน ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ได้รับฝ่ามือของตนเข้าไปเต็มๆ เวลานี้ย่อมต้องมีร่องรอยบาดเจ็บบนร่างเป็นแน่ ดังนั้นเขาจึงได้ยอมถอยเพื่อรุก ฉวยโอกาสนั้นลุกขึ้นแล้วนั่งลงในอ้อมอกของโค่วเปียนเฉิงอย่างมั่นคง

            เจ้าวิญญาณหิมะยังคงพุ่งทะยานไป เมื่อหันมาอีกทีก็ได้สลัดม้าอีกตัวออกนอกสายตาไปแล้ว แผ่นหลังพิงอยู่กับอกกว้างอันอุ่นร้อน เย่เชียนหลางถูกรัดไว้ด้วยแขนแข็งแรงประหนึ่งคีมเหล็กทั้งสองข้าง เขาพูดหยั่งเชิงว่า “ดูเหมือนว่าพี่โค่วจะมีบาดแผล?”

            “แผลเก่าเมื่อนานมาแล้ว ไม่มีอะไรหรอก”   

            “ให้ข้าดูสักหน่อยได้หรือไม่? แม้ข้าไม่รู้วิชาการแพทย์ แต่การอยู่ภายใต้คมดาบในช่วงหลายปีมานี้ แผลภายนอกเล็กน้อยย่อมไม่ยากเกินความสามารถ”

            โค่วเปียนเฉิงหัวเราะเบาๆ “ข้าน้อยทำการค้าขาย ร่อนเร่อยู่ข้างนอกเป็นประจำ มีดินเป็นที่นอนมีฟ้าเป็นผ้าห่ม มีดวงอาทิตย์อันแรงกล้าเป็นหมวก มีหนามของต้นไม้เป็นรองเท้า ข้าน้อยมิกล้านำเนื้อหนังอันหยาบกร้านบนร่างกายนี้ทำให้ดวงตาของใต้เท้าต้องแปดเปื้อน” ความหมายของประโยคนี้ก็คือการปฏิเสธแล้ว

            เย่เชียนหลางหัวเราะเยียบเย็นคราหนึ่ง “หากว่าข้า...ต้องการจะดูให้ได้ล่ะ?”

            “ถ้าใต้เท้าไม่รังเกียจ เนื้อหนังบนร่างนี้ก็ย่อมไม่มีตรงไหนที่ให้ดูไม่ได้ เพียงแต่เสื้อผ้าชุดนี้ของข้าน้อยนั้น...” โค่วเปียนเฉิงก้มลงงับต่างหูสีฟ้ามยุราบนหูซ้ายของเย่เชียนหลาง ใช้ฟันขบเบาๆ แล้วกล่าวกลั้วหัวเราะ “คงต้องรบกวนใต้เท้าถอดออกด้วยตนเอง”

            ทันทีที่ขาดคำ โค่วเปียนเฉิงก็กอดรัดเอวของเย่เชียนหลางไว้จนแน่น สองร่างถีบตัวออกจากอานม้าพุ่งลงไปสู่พื้นทรายพร้อมกัน

            แต่พอมือเท้าที่ปัดป่ายอยู่นี้เปลี่ยนแปลงไป กลับคล้ายอารมณ์อันเร่าร้อนชนิดหนึ่ง ทั้งคู่ต่างดึงทึ้งเสื้อผ้าของกันและกันไม่หยุด กอดรัดพร้อมกลิ้งตัวไปบนผืนทราย ประเดี๋ยวข้าอยู่ด้านบน ประเดี๋ยวเจ้าอยู่ด้านบน เพียงครู่เดียวทั้งตัวพวกเขาก็เต็มไปด้วยทราย

            จนกระทั่งหมดแรง เย่เชียนหลางนั่งอยู่บนร่างของโค่วเปียนเฉิง ต่างคนต่างมองกันและกัน

            อาจเป็นเพราะเมื่อครู่นี้เพิ่งดื่มสุราอย่างสำราญ เสื้อผ้าของคนทั้งสองเปิดออก ลมหายใจกระชั้นเร่งเร้า แผ่นอกที่โผล่พ้นเสื้อออกมานั้นกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด

            เย่เชียนหลางตกตะลึงเล็กน้อย ด้วยภายใต้ชุดยาวของโค่วเปียนเฉิงนั้นไม่มีสิ่งใดอยู่เลย

ตอนที่ 7

            ทะเลทรายกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต แสงจันทร์สาดส่องแผ่ไกลไร้ที่สิ้นสุด ผิวของเขาราวกับสุราน้ำผึ้ง กล้ามเนื้องดงามสมส่วน เส้นขนกึ่งกลางลำตัวดกหนา ทั้งแก่นกลางลำตัวยังแข็งขึ้นราวกับแขนของเด็ก แต่นี่ก็เป็นเพียงครึ่งแรกเท่านั้น

             “ตอนออกมาข้ารีบร้อนไปหน่อย จึงลืมที่จะแต่งกายให้เรียบร้อย” โค่วเปียนเฉิงหยีตาเล็กน้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความขบขัน แม้ตนจะเผยความงามของเรือนร่างที่ชวนให้ตกตะลึงพรึงเพริด

            ต่อให้ในวันธรรมดาพบเจอแต่ภูตผีปีศาจ เมื่อได้พบเรือนร่างที่หลากหลายความรู้สึกเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้อยากเข้าใกล้คนผู้นี้อย่างควบคุมตัวเองไม่ได้

            ประหนึ่งต้นกล้าที่กระหายน้ำฝน ดั่งแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ปลายนิ้วที่ไล้ไปตามแผ่นอกงดงามกำยำของโค่วเปียนเฉิง กลับให้ความรู้สึกร้อนมือยิ่งนัก

            โค่วเปียนเฉิงปล่อยให้มือของอีกฝ่ายลูบไล้ไปบนร่างกายของตน จนกระทั่งนิ้วมือปานหยกอันเย็นเยียบราวกับสลักจากน้ำแข็งนั้นเคลื่อนไหวเข้าไปในเส้นขนกลางลำตัว จึงได้หยุดมือนั้นไว้

            ในยามนี้เรือนร่างต่างแนบชิด ท่าทางหมิ่นเหม่ สีหน้าของเย่เชียนหลางไร้ความเขินอาย เพียงถามขึ้นอย่างราบเรียบว่า “มีเรื่องหนึ่งที่ข้าคิดไม่ตกเสียที ไม่ทราบว่าจะขอคำชี้แนะจากพี่โค่วได้หรือไม่?”

            “เรื่องใด?” โค่วเปียนเฉิงคิดในใจอย่างไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก คนผู้นี้ก็แสร้งขอคำชี้แนะเป็นเหมือนกันหรือ

            “พี่โค่วเห็นว่าวรยุทธของข้าเป็นอย่างไร?”

            โค่วเปียนเฉิงตอบตามความจริง “หนาวเย็นและอยู่ในเส้นทางแห่งหยิน นับว่าบรรลุถึงขั้นสูงสุด”

            “ขั้นสูงสุดนั้นข้ามิกล้ารับ แต่ถ้าหากโจมตีเต็มที่แล้ว ต่อให้เป็นเซียนต้าหลัวก็ยากที่จะไม่มีรอยขีดข่วน ทว่าในยามเสิ่นของวันนี้ ข้าได้ประมือกับโจรผู้หนึ่ง เหตุใดคนผู้นั้นกลับขี่ม้าจากไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น?”

            โค่วเปียนเฉิงส่ายศีรษะ กล่าวพลางหัวเราะ “ใต้เท้าเย่ไม่จำเป็นต้องคิดมาก ข้าเดาว่าคนผู้นั้นเพียงฝืนทนแล้วจากไป ถึงตอนนี้อาจไปยังปรโลกแล้ว”

            “เช่นนั้นก็น่าเสียดาย”

            “เสียดาย?”

            เย่เชียนหลางเคลื่อนกายเข้าใกล้ดวงตาของอีกฝ่าย ไม่ตอบทว่าถามกลับ “ข้ายังมีอีกเรื่องที่ข้องใจ เจ้าโจรผู้นั้นไปมาในทะเลทรายได้ตามใจราวกับเข้าไปในดินแดนที่ไร้ผู้คน เมื่อเขามา พายุทรายก็มา หรือว่าโลกนี้จะมีวิชาท่องฟ้าดำดิน เรียกลมเรียกฝนอยู่จริง?”

            “เกรงแต่ว่าโลกนี้จะมากคนก็มากความ เมื่อเล่าต่อๆ กันก็ยิ่งเกิดความเข้าใจผิด” โค่วเปียนเฉิงยื่นมือมาจับคางของอีกฝ่าย ดึงใบหน้าเข้ามา ทั้งตนเองก็โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วหยุดอยู่ในระยะที่ริมฝีปากบางคู่นี้อยู่ห่างไม่ถึงหนึ่งหลี* 

            สายตาของทั้งคู่สบประสานกัน เย่เชียนหลางรู้เพียงว่าดวงตาคู่นี้เปล่งประกายสดใส ทว่าลึกล้ำยากคะเน ราวกับคำลวงที่ปรุงแต่งอย่างงดงามแต่ภายในเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม มีแผนการและอันตรายมากมายแฝงอยู่ในที ความจริงแล้วคือดูไม่ออกว่าคนผู้นี้คิดสิ่งใดอยู่กันแน่

            ความคิดนับพันผ่านไปในชั่วแวบเดียว เย่เชียนหลางกดใบหน้าลงเล็กน้อย ริมฝีปากสองคู่ก็บรรจบกันเบาๆ ในที่สุด

            เรือนร่างแนบชิด ริมฝีปากบดเบียด แต่ทั้งสองคนต่างไม่ได้เดินหน้าไปอีกก้าว ราวกับว่าเรือนร่างที่ใกล้ชิดกันเพียงเท่านี้ก็ได้สร้างความพึงพอใจให้แก่กันอย่างมากแล้ว

            ผ่านไปเนิ่นนาน โค่วเปียนเฉิงยกมุมปากขึ้น และกล่าวว่า “เดิมทีงดงามราวกับจะเป็นอาหารตา แต่น่าเสียดายที่สีหน้าไม่สู้ดีนัก”

            ริมฝีปากบางที่ถูกอีกฝ่ายจุมพิตอยู่นี้ดั่งถูกย้อมไปด้วยรอยยิ้มเช่นกัน โดยที่ใบหน้าของเย่เชียนหลางยังคงนิ่งสงบดุจเดิม “เจ้าหมายถึงผู้ใด?”

            “ข้าหมายถึงหญิงคณิกาที่ได้พบตรงริมถนนวันนี้ เกรงว่าคงไม่เคยรู้จักความอิ่มเอมนั้นเป็นเช่นไร ใบหน้าจึงมีแต่ความหิวโหย นี่ใต้เท้าคิดว่าข้ากำลังหมายถึงผู้ใด?”

            ผู้บัญชาการเย่ไม่ต่อความยาวสาวความยืด ยังคงถามด้วยใบหน้านิ่งสนิท “หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหรอกหรือ?”

            “ย่อมไม่ใช่เสมอไป แต่ละคนล้วนมีความชอบของตน บ้างชอบกระดาษสา บ้างชอบอักษรหวัด บ้างชอบฉากบังลมลายดอกโบตั๋น หรือบ้างก็ชอบชีวิตกลางทะเลทราย ข้าน้อย...” เขาหยุดครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนริมฝีปากยิ่งเด่นชัดขึ้น “ถือว่าอยู่ในจำพวกหลัง”

            ดวงตาสองคู่สบกันนิ่ง ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดเริ่มหลับตาลงก่อน ริมฝีปากของทั้งสองแยกออก เปิดรับเรียวลิ้นของอีกฝ่าย

            เพื่อจะหยุดน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟและสะกดความใคร่ ต่างฝ่ายต่างกัดปลายลิ้นของอีกฝ่าย ต่างขบฟันของอีกฝ่าย จูบกันจนต่างฝ่ายต่างหอบหายใจ ในปากเต็มไปด้วยคาวเลือดอันแสนหวาน

            หลังจากจุมพิตอันเนิ่นนานผ่านไป เย่เชียนหลางยืดตัวขึ้นพลางกล่าว “ขอพูดอย่างไม่ปิดบังพี่โค่ว ข้ามาที่นี่เพื่อฆ่าคน”

            ถึงแม้วาจาที่เอ่ยออกนั้นเรียบง่ายนัก แต่ดวงตาหงส์คู่นั้นกลับเปล่งประกายสีเขียว อีกทั้งแววตายังเต็มไปด้วยคำเตือน

            โค่วเปียนเฉิงถามกลับเรียบๆ “ฆ่าใคร?”

            “ผู้ใดรั้งข้า ข้าก็ฆ่าผู้นั้น ผู้ใดขวางข้า ข้าก็ฆ่าผู้นั้น” เย่เชียนหลางหมุนตัวขึ้นม้า อีกฝ่ายก็ลุกขึ้นเช่นกัน ถึงแม้แผ่นหลังกว้างนั้นจะไม่มีร่องรอยบาดเจ็บจากความเย็น แต่กลับมีรอยแผลคล้ายถูกคมมีดและขวานฟัน ทั้งถูกแส้และไม้เฆี่ยนตีเต็มไปหมด

            ขนาดผู้บังคับกององครักษ์จิ่นอีเว่ยที่ฆ่าคนเป็นผักปลายังอดรู้สึกตกใจ... กับสิ่งนี้ไม่ได้

            เมื่อรู้สึกถึงสายตาของเย่เชียนหลางที่จับจ้องแผ่นหลังของตนอยู่ โค่วเปียนเฉิงจึงรีบสวมชุดยาวอย่างรวดเร็ว หันกลับมาพลางหัวเราะ

            หัวเราะราวกับกำลังแบกหนี้ที่ต้องปกปิดไว้ ไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้

 

 

 

            การตามจับนักโทษที่หลบหนีนั้นจะเสียเวลาไม่ได้

            เพียงรอให้ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาสาดส่องทั่วทั้งเมืองอีกครา เย่เชียนหลางออกคำสั่งให้หลัววั่งแบ่งทหารออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งไปตามจับพรรคพวกที่เหลือของจั่วกวางจี้กับผู้แซ่หยางที่หลบหนีไปในทะเลทราย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งไปสืบข่าวความเป็นมาของ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’

            ทหารใต้บังคับบัญชาเพิ่งจะรับคำสั่งออกไปไม่นาน กลับเห็นห้องพักของโค่วเปียนเฉิงว่างเปล่าราวกับคนได้รีบร้อนออกจากโรงเตี๊ยมไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

            ไม่เพียงแต่คนผู้นั้น แม้แต่ชายสูงใหญ่กับสาวงามที่ปลอมตัวเป็นชายก็ยังหายไปอย่างไร้ร่องรอยด้วยเช่นกัน

            ห้องนอนเป็นระเบียบเรียบร้อย หมอนและผ้าห่มสะอาดสะอ้าน ภายในห้องดูเหมือนจะมีกลิ่นหอมจางๆ ของสุรา ราวกับว่าไม่เคยมีผู้ใดอยู่มานานแล้ว

            “ใต้เท้า คนจากไปแล้ว” เสี่ยวเอ้อไม่รู้หรอกว่านี่คือใต้เท้าจากที่ใด เพียงเรียกตามนักดาบที่ดุดันเหล่านั้นก็พอ เขาเห็นว่าเย่เชียนหลางยืนนิ่งไม่ขยับจึงได้เรียกขานอีกครา จากนั้นเดินเข้ามาในห้องแล้วผลักหน้าต่างไม้ที่หนักอึ้งออกบานหนึ่ง...         

            ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบสงัด ค่ำคืนที่ยาวไกล ในยามนี้ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆฝน แสงแดดสาดส่องเข้ามา ม่านลูกปัดเปล่งประกายระยิบระยับ เป็นภาพที่เรียบง่ายและชัดเจน

            เห็นได้ชัดว่าการที่ล้มกลิ้งไปบนทะเลทรายเมื่อคืนวาน ทั้งโอบกอดกันและกันใต้แสงจันทร์ เหมือนดั่งความฝันหลังร่ำสุราคราหนึ่งเท่านั้น

            องครักษ์จิ่นอีเว่ยตามหาคนติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน ทั้งในและนอกเมืองหน้าด่าน ทั้งที่พรรคพวกแตกฉานซ่านเซ็นกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งข้างกายยังมีเด็กอีกสองคน เมื่อคิดดูแล้วไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ใดก็ล้วนสะดุดตายิ่งนัก

            องครักษ์จิ่นอีเว่ยแทบจะขุดพื้นดินลงไปสามฟุตเพื่อทำการตรวจค้นทั้งในและนอกเมืองอย่างละเอียด ตรวจสอบทุกซอกทุกมุม แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาราวกับคนเหล่านั้นหายตัวไปเฉยๆ เสียอย่างนั้น

            เย่เชียนหลางเห็นว่าระยะเวลาที่เว่ยจงเสียนให้มาก่อนที่ตนจะออกจากเมืองหลวงนั้นใกล้เข้ามาทุกที แต่เขาก็ทำเหมือนว่าไม่รีบร้อนที่จะหาวิธีแก้ไขใดๆ กลับยังมีเวลาว่างมาชมเมืองกับหลัววั่ง

            กวีโบราณกล่าวไว้ว่า ‘แต่ละเมืองย่อมียามรุ่งเรืองและตกต่ำ แต่การศึกนั้นจะหยุดพักไม่ได้’

            นับตั้งแต่ตระกูลมู่มอบดินแดนให้แก่ซ่งในรัชสมัยหย่งซี อาจเป็นเพราะฮ่องเต้ที่ขึ้นครองราชย์นับจากนั้นต่างไม่นิยมในสงคราม หรืออาจเป็นเพราะยามรุ่งเรืองก็อยู่ไกลเกินเอื้อมจนเกินไป ยามตกต่ำก็ยิ่งไม่มีเวลามาใส่ใจ จึงทำให้ดินแดนแห่งนี้ห่างไกลจากการศึกออกไปเรื่อยๆ นับเป็นดั่งไข่มุกล้ำค่ากลางทะเลทราย กลายเป็นเมืองหน้าด่านที่ไม่ยอมเชื่อฟังเมืองหลวง เต็มไปด้วยอาคารใหญ่โตเรียงรายตามถนน

            เดินออกไปหนึ่งก้าวเจอร้านรวง ห้าก้าวมีโรงเตี๊ยม สิบก้าวมีวัดวาอาราม และร้อยก้าวก็ถึงป้อมปราการ

            พื้นทรายสีเหลืองนับหมื่นฉิ่งสอดรับกันเสียจนทำให้ท้องฟ้าดูสูงยิ่งขึ้นไปอีก เดินทางมาจนครึ่งวันในที่สุดก็มีโอกาสพักเท้าบ้างแล้ว ทั้งสองคนเข้าไปในร้านสุราแห่งหนึ่ง แขกในร้านบางตา ตรงกับที่ต้องการความสงบพอดี

            เย่เชียนหลางเรียกเสี่ยวเอ้อให้นำสุราดีมาหลายไห เขานั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง สายตาทอดมองออกไปจากขอบหน้าต่าง ที่แห่งนี้เป็นวัดที่อยู่ตำแหน่งสูงที่สุดในเมือง มีอารามกว้างเก้าห้องตั้งตระหง่านสูงหกจ้าง ภายในวัดประดับด้วยกระจกสี บนยอดเจดีย์มีพระพุทธรูปทองประดับอยู่ สร้างมาจากทองคำทั้งแท่ง ช่างเป็นดั่งคำกล่าวที่ว่า “กายพุทธสีทองอร่าม ถือเป็นบุญอันยิ่งใหญ่”

            ริมถนนมีคนขายเห็ดหลินจือ ปวยบ้อ และกล้วยไม้หอม แล้วยังมีคนขายกระดองเต่า นอแรด และอัญมณีซึ่งยากจะแยกออกว่าเป็นของจริงหรือปลอม คิดเอาไว้ก่อนว่าต้องมีของปลอมปะปนอยู่แน่ ยังมีโรงน้ำชากับร้านสุราต่างๆ ซึ่งหาคนมาเล่นดนตรีหรือเต้นระบำหน้าร้านเพื่อเรียกลูกค้า เช่นนี้รอบด้านจึงเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่คึกคักอย่างหาได้ยาก

            เพียงแต่สองวันมานี้ลามะบนถนนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม พระห่มจีวรสีแดง สวมหมวกสีเหลืองสามารถเห็นได้แทบจะทุกที่ มือหนึ่งถือกงล้ออธิษฐานแกว่งวนไปมาไม่หยุด อีกมือหนึ่งถือวัชระสีทองหรือพลองเหล็ก ปากก็สวดมนต์พึมพำตลอดเวลาแต่สายตานั้นกลับสอดส่ายไปรอบทิศ เห็นได้ชัดว่ากำลังค้นหาบางอย่างอยู่

            อีกทั้งยังมีลามะจำนวนหนึ่งที่มักจะก่อกวนแผงค้าริมถนนอยู่ตลอด แม้หลัววั่งไม่รู้ภาษา แต่ก็สามารถคาดเดาได้จากท่าทางอันชั่วร้ายเหล่านั้น สิ่งที่พวกลามะพ่นออกมานั้นล้วนเป็นคำด่าทอหยาบคาย จะยังหลงเหลือภาพของผู้ทรงศีลที่ยึดถือหลักความเมตตาสักกระผีกอีกหรือ

            หลัววั่งเบือนสายตาออกจากลามะเหล่านั้น เขาลุกขึ้นรินสุราให้เย่เชียนหลางชามหนึ่งแล้วกล่าว “มู่เฮ่อเชี่ยวชาญในทางธรรม สร้างวัดวาอารามใหญ่โต แท้จริงแล้วเพียงต้องการดึงสำนักทางพุทธมาสอนชาวบ้าน เขามองข้ามต้าหมิงของเราไปโดยสิ้นเชิง เจ้าอันธพาลพวกนี้จึงรังแกคนได้ไม่หยุดหย่อน! คนที่นี่ไม่รู้จักฮ่องเต้เทียนฉี่แห่งเมืองหลวงแต่กลับยืมจมูกของพระองค์หายใจ ข้าน้อยคิดว่าในช่วงสองวันนี้อาวุธในจวนถู่ซือคงมากมายราวกับกำลังจะรับมือกับข้าศึกที่แข็งแกร่งอยู่เป็นแน่ เกรงเสียแต่ว่าเมื่ออันธพาลพวกนั้นรู้ว่าใต้เท้ามาถึง แม้ยังไม่รู้ว่าใต้เท้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด ก็อาจหวั่นกลัวกันจนลงไม้ลงมือเกินกว่าเหตุ”

            ต่อให้โอรสสวรรค์ของต้าหมิงมาอยู่เบื้องหน้า ผู้บัญชาการเย่ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ นับประสาอะไรจะต้องมาสนใจถู่ซือผู้หนึ่งกับเหล่าลามะนั่นด้วยเล่า เขายกชามสุราขึ้นดื่มหนึ่งอึก “ในยามที่บ้านเมืองสงบไร้ข้าศึก เมืองหน้าด่านเล็กๆ เมืองนี้มีคนแปลกหน้าเพิ่มขึ้นมายี่สิบกว่าคน หากว่ามู่เฮ่อยังไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ ยังจะมีหน้าปกครองดินแดนพายัพนี้อีกหรือ...”

            หลัววั่งก็ดื่มสุราในชามอึกหนึ่งเช่นเดียวกัน อย่างกับกลืนไฟร้อนก็ไม่ปาน ร้อนจนข้อมือของเขาสั่นไหว พลันเห็นดวงตาหงส์ของเย่เชียนหลางเหลือบแลไปยังเสี่ยวเอ้อที่โต๊ะข้างๆ แล้วเรียก “เจ้ามานี่”

            เสี่ยวเอ้อได้ยินเสียงเรียกก็มีแววตาตื่นตระหนก ในเขตชายแดนเช่นนี้ทั้งลมและทรายมากนัก แต่ละคนล้วนหน้าตาดำเมี่ยมกันไปหมด มีเพียงคุณชายท่านนี้ที่งดงามราวกับหยกล้ำค่า ไม่แปดเปื้อนสิ่งใด โดยเฉพาะเอวบางที่สวมเข็มขัดหยกขาวนั้น ยิ่งดูงามสง่าเหนือกว่าสตรีเสียอีก

            เพียงแต่ยิ่งพินิจก็ยิ่งเหมือนคนป่วย ไม่เช่นนั้นสีหน้าจะซีดขาวถึงเพียงนี้หรือ ดังนั้นจึงรีบรับคำทันที “นายท่าน ยังมีอะไรให้ข้ารับใช้หรือ?

            “สุราร้อนหนึ่งไห มีน้ำอยู่สองชามครึ่ง” เย่เชียนหลางเหลือบตาขึ้นมองเสี่ยวเอ้อ “ใช่หรือไม่?”

            คนผู้นี้อารมณ์นิ่งสงบ น้ำเสียงอบอุ่น แต่กลับปล่อยไอเย็นออกมาจนทำให้คนรู้สึกหนาวเหน็บในกระดูกอย่างไม่รู้สาเหตุ เสี่ยวเอ้อตอบอย่างตะกุกตะกัก “มิ มิได้นายท่าน...ร้าน ร้านเล็กๆ ของเรานั้นมีแต่สุราชั้นยอด ไม่มีทางผสม...”

            แก้ตัวยังไม่ทันขาดคำ ก็เห็นนิ้วของคุณชายเบื้องหน้าคว้าไหสุราเบาๆ มีพลังประหลาดสายหนึ่งวิ่งผ่านร่างไป ยังไม่ทันจะได้ตอบสนองก็ได้ยินเสียงดัง “เปรี๊ยะๆ” อยู่เบื้องหลัง

            ครั้นหันตามเสียงไป แม้ตนไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย แต่ม่านบังลมขนาดใหญ่นั้นกลับแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ดั่งผงแป้ง

          “สุราไม่ดีไม่เป็นไร แต่ถ้าสุราไม่แรง ข้าจะเด็ดหัวเจ้ามาใส่สุรากิน” ผู้บัญชาการเย่สะบัดแขนเสื้อเบาๆ จากนั้นจึงไล่เสี่ยวเอ้อที่ตะลึงตะลานผู้นั้น “ไป!”

ตอนที่ 8

            หลังจากนั้นสุราที่ถูกนำมาวางบนโต๊ะ จึงเป็นสุราแรงขนาดจุดไฟติดได้ หลัววั่งไม่กล้าดื่มต่อ พูดแต่เพียงว่า “เพื่อทำสงครามกับศาสนาอิสลาม ลามะเหล่านี้จึงเพิ่มจำนวนขึ้นมากมาย ทั้งยังฝึกวิทยายุทธตั้งแต่ยังเด็ก กลายเป็นกำลังศึกที่ไม่อาจมองข้าม ใครจะรู้ว่าเบื้องหน้าซึ่งดูเหมือนผู้ทรงศีลที่หวังจะชำระจิตใจนั้น แท้จริงแล้วส่วนใหญ่เป็นพวกที่ร่วมมือกับมู่เฮ่ออย่างลับๆ สมรู้ร่วมคิดกับคนชั่ว ช่วยกันทำงานสกปรก”

            “อาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้” เย่เชียนหลางส่ายศีรษะเล็กน้อย ยกสุราแรงขึ้นดื่มจนหมดชาม “ถึงแม้มู่เฮ่อจะเป็นถู่ซือ* แห่งเก้าแผ่นดิน แต่ลำพังเขาคนเดียวย่อมไม่อาจทำให้ศิษยานุศิษย์ทั้งหมดจากสำนักพุทธทั้งหลาย โดยเฉพาะจากทิเบต เชื่อฟังคำสั่งของเขาได้”

            หลัววั่งยังไม่วางใจนัก “แต่ได้ยินข่าวที่แคว้นจ้าวกับแคว้นจินสืบมา ดูเหมือนว่าเจ้าอันธพาลผู้นี้สมรู้ร่วมคิดกับ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ทั้งยังมีคำกล่าวต่อๆ กันมาว่า ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ เป็นผู้ช่วยของมู่เฮ่อ อีกไม่นานก็จะแต่งงานกับบุตรสาวคนเดียวของมู่เฮ่ออีกด้วย”

            ราวกับเย่เชียนหลางได้คาดการณ์ไว้แล้ว หนังตาของเขาจึงไม่ได้เลิกขึ้นแม้แต่น้อย “ขุนนางสมคบคิดกับจอมโจรไม่ใช่เรื่องแปลก ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ มีทั้งคนและม้านับหมื่น หากไม่มีมู่เฮ่อคอยสนับสนุนอยู่ลับๆ เช่นนั้นเขาจะสร้างตัวด้วยการปล้นจี้เพียงลำพังได้จริงๆ อย่างนั้นหรือ?”

            หลัววั่งไตร่ตรองอย่างละเอียด กล่าวว่า “ในเมื่ออยู่ในถิ่นของผู้อื่น มิสู้ให้เจ้ามู่เฮ่อนั่นออกหน้า ให้เขาออกตามล่าคนเหล่านั้นในฐานะถู่ซือ จะต้องรวดเร็วและง่ายดายกว่า”

            เย่เชียนหลางกลับส่ายศีรษะ “ไม่ได้”

            “ได้สิขอรับ มู่เฮ่อผู้นี้แม้มีใจเป็นอื่น แต่กับฉ่างกง* นั้นถือว่านอบน้อมเสมอมา ในวันครบรอบวันเกิดของฉ่างกง เขายังให้คนส่งของขวัญมายังเมืองหลวง ข้าน้อยคิดว่าเขาต้องเห็นแก่หน้าใต้เท้าบ้าง ย่อมไม่กล้าจัดการอย่างเหยาะแหยะเป็นแน่...”

            ทว่าเย่เชียนหลางยังคงปฏิเสธเสียงเรียบเย็น “ไม่ได้”

            “ข้าน้อยไม่เข้าใจ” หลัววั่งมีแต่ความไม่เข้าใจในคำตอบ เขาเกิดความสงสัยในใจมานาน ในที่สุดจึงกล่าวขึ้นอย่างใจกล้า “ที่เมืองหลวง ฮ่องเต้เทียนฉี่ทรงประชวรอย่างหนัก พระเก้าพันปีกลับปิดเป็นความลับไม่ประกาศ บอกแต่เพียงว่าฮ่องเต้ตกน้ำในระหว่างล่องเรือพระวรกายจึงได้รับความเย็น แล้วยังจะส่งใต้เท้าออกมาตามจับนักโทษสุดขอบทะเลทรายกว้างใหญ่ในเวลาสำคัญเช่นนี้ ทั้งสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร?”

            “เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?” เย่เชียนหลางสีหน้าเรียบนิ่ง ไร้แววว่าถูกผู้ใต้บังคับบัญชาล่วงเกินแม้แต่น้อย

            “คิดถึงที่เราตามสังหารลู่หลินชวนมาตลอดทาง เดิมทีมีโอกาสหลายคราที่จะสังหารคนเหล่านั้นทั้งหมด ที่ทะเลทรายในวันนั้น หากว่าเราโหมธนูใส่แน่นอนว่าพวกเขาต้องบาดเจ็บจนยากจะไปต่อ แต่เหตุใดใต้เท้าจึงปล่อยพวกเขาไปอีก?” หลัววั่งหยุดเล็กน้อยพลางสูดลมหายใจแล้วกล่าวต่อ “ข้าน้อยบังอาจคาดเดา การเดินทางครานี้ของใต้เท้า แท้จริงคงไม่ได้มาเพื่อตามจับคนเหล่านั้น...”

            “ไม่เลว” เย่เชียนหลางพยักหน้าเบาๆ “ข้ามาเพื่อนำของสิ่งหนึ่งไปให้ฉ่างกง”

            “บังอาจถามใต้เท้า ฉ่างกงต้องการของสิ่งใดรึ?”

            เย่เชียนหลางไม่ตอบแต่กลับย้อนถาม “เจ้ารู้เรื่อง ‘เก่อมาป่า’* องค์ที่ห้าซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้หย่งเล่อหรือไม่?”

            “ข้าน้อยรับทราบ ได้ยินว่าฮ่องเต้หย่งเล่อฝันเห็นองค์เจ้าแม่กวนอิม จึงทรงเชิญ ‘เก่อมาป่า’ ให้เข้าวังมาทำพิธี พอดีกับที่กองทัพเกิดโรคระบาดใหญ่ ภายในค่ายทหารมีผู้คนล้มตายเป็นภูเขาในเดือนเดียว แม้แต่สำนักหมอหลวงก็ยังหาวิธีแก้ไม่ได้ ท่านเก่อมาป่าได้ไปยังค่ายทหารและทำพิธีทางพระพุทธศาสนา ทหารนับพันกลับหายจากโรคโดยไม่ต้องใช้ยา ฮ่องเต้หย่งเล่อซาบซึ้งในความเมตตาของพระพุทธเจ้า จึงได้มอบสมญา ‘พระอันล้ำค่า’ ให้แก่ท่านเก่อมาป่า” หลัววั่งสีหน้าเข้มขึ้น พลางกล่าว “สิ่งที่ฉ่างกงต้องการเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ?”

            “หลังจากการถวายเพลิงศพของ ‘เก่อมาป่า’ องค์ที่ห้า ตรงตำแหน่งหัวใจกลับบิดเบี้ยว มองคล้ายกับรูปปั้นของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเผาอย่างไรก็ไม่ไหม้ กลายเป็นพระสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ ทว่าดินแดนตะวันตกถูกศาสนาอิสลามรุกราน ศิษย์ของทั้งสองศาสนารบราฆ่าฟันกันอยู่เนืองๆ ไฟสงครามลามไปถึงแคว้นจินและทิเบต พระสารีริกธาตุซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่ที่เจดีย์ในทิเบตจึงได้เข้ามาอยู่ในดินแดนฮั่น สุดท้ายก็ตกอยู่ในมือของจั่วกวางจี้”

            หลังจากไตร่ตรองสักครู่ นายกองหลัววั่งผู้นี้จึงเพิ่งเข้าใจเหตุผลทั้งหมด แต่กลับเกิดความไม่เชื่อในสีหน้า “ใต้เท้าเชื่อว่าพระสารีริกธาตุนี้ศักดิ์สิทธิ์และสามารถชุบชีวิตของฮ่องเต้เทียนฉี่ขึ้นมาได้จริงๆ หรือ?”

            “ไม่เชื่อ แต่จะไม่เชื่อก็ไม่ได้” เดิมก็เป็นเพียงความหวังริบหรี่เท่านั้น เย่เชียนหลางใช้นิ้วหมุนชามสุรา กล่าวเสียงเรียบว่า “ต่อให้ฮ่องเต้สวรรคตและซิ่นอ๋องขึ้นครองราชย์ต่อ ข้ากับเจ้าล้วนยากจะเลี่ยงการรับโทษตาย”

            เสี่ยวเอ้อที่ตกใจจนฉี่ราดไม่กล้าโผล่หน้าออกมาอีก ภายในโรงเตี๊ยมเงียบสงัดไร้สรรพเสียง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกันดังมาจากด้านนอก

            เหตุเกิดจากลามะสองสามคนถูกใจในรูปร่างของแม่ค้านางหนึ่ง จึงได้ลงมือกับนางกลางวันแสกๆ แต่หญิงผู้นั้นยังมีลูกชายอายุประมาณเจ็ดแปดขวบที่ดึงรั้งจีวรของลามะรูปหนึ่งในนั้นเพื่อช่วยมารดาของตน ผลคือถูกอีกฝ่ายถีบออกไปไกลนับจ้าง และหมดสติไปในทันที

            หลัววั่งมิได้เป็นคนไม่รู้จักหนักเบาในการช่วยเหลือคน แต่ยามนี้เขาอยู่ในถิ่นของผู้อื่น จำต้องระวังตัวให้มาก จึงไม่สามารถทำตามอำเภอใจได้ ทว่าภาพเบื้องหน้านั้นกลับกวนใจจนความหลังในวันวานชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากเหลืองเป็นเขียว ร่างกายกำลังต่อต้นกัน “กึกๆ” ทุบชามสุราที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะจนแตกละเอียด

            เด็กที่หวังอานรับเลี้ยงล้วนมีเบื้องหลังที่ยากลำบาก เย่เชียนหลางรู้ดีว่าภาพเหตุการณ์นี้ทำให้หลัววั่งคิดถึงความทรงจำครั้งเก่าที่ไม่อยากนึกถึง... นึกถึงวัยเด็กที่เห็นมารดาของตนถูกทหารหยามเกียรติจนตายไปต่อหน้าต่อตา นี่เป็นความเศร้าระคนเกลียดชัง เป็นความทุกข์และความแค้นเพียงไหน ล้วนยิ่งเป็นความเสียใจที่ต่อให้ในภายหน้าจะมีตำแหน่งสูงส่งหรือร่ำรวยเงินทองก็ยังไม่อาจทดแทนกันได้

            “เจ้าอยากไปก็ไปเถอะ” ผู้บัญชาการเย่กลับใส่ใจเรื่องในใจของผู้ใต้บังคับบัญชาคนนี้นัก “จำไว้ว่าจัดการให้เรียบร้อย อย่าให้เสียหน้าข้า”

            ดวงตาของหลัววั่งฉายแววขอบคุณแวบหนึ่ง ติดอยู่ที่ฐานะของตนเองจึงยังไม่อาจผลีผลามได้ “ข้าน้อย...ไม่บังอาจทำลายงานของใต้เท้า...”

            ใครจะรู้ว่าเขายังไม่ทันได้ตอบโต้ คนข้างกายก็ซัดแผ่นหลังของเขาด้วยฝ่ามือเดียว พลังจากฝ่ามือที่พุ่งออกมาคล้ายผลักเขาลงไปเบื้องล่างเสียอย่างนั้น

            นายกองหลัวซัดลมออกไปจากแขน ในใจรู้ดีว่าไม่สามารถเอาชีวิตคนได้ จึงออมกำลังเอาไว้หลายส่วน แต่ก็ยังบีบให้ลามะรูปหนึ่งถอยออกไปได้หลายก้าว

            เขาหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมาจากเอว โยนไปให้แม่ลูกคู่นั้น แล้วกล่าวกับพวกเขา “รีบไปเสีย” จากนั้นก็เข้าสู่การต่อสู้อีกครา

            ถึงแม้ว่าแม่ลูกคู่นี้จะไม่ใช่ชาวฮั่น แต่ก็รู้ว่าเหตุการณ์ตรงหน้าไม่สู้ดีเพียงใด จึงรีบเก็บข้าวของหลบออกไป

            ครู่เดียวรอบกายของนายกองหลัวก็เต็มไปด้วยลามะที่สวมจีวรแดงหมวกเหลือง เหล่าลามะทั้งสิบนี้ยังมิได้ลงมือในทันที แต่กลับยืนล้อมเขาไว้อย่างแน่นหนาพลางแกว่งหมุนกงล้ออธิษฐานในมือเร็วขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งขยับศีรษะสวดมนต์ขึ้นมา

            ปกติแล้วหลัววั่งไม่ชอบพระมากที่สุด แต่บทสวดบาลีนี้กลับแปลกประหลาดยิ่งนัก แค่ได้ยินเพียงครู่ก็รู้สึกได้ว่าร่างกายหนักอึ้ง แขนขาชาไปหมด ราวกับทั่วทั้งร่างถูกสูบกำลังไปจนสิ้นได้อย่างง่ายดาย

            เย่เชียนหลางเองซึ่งยืนอยู่ชั้นบนเป็นเวลานานก็รู้สึกว่าร่างกายสั่นไหวอย่างไม่รู้ตัวเช่นกัน เพียงครู่เดียวแผ่นหลังก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น เขาเดินลมปราณด้วย ‘เพลงห้าหยินเผาใจ’ ปิดจุดสำคัญของร่างกาย จึงได้ปลอดภัยจากอิทธิพลของเสียงสวดมนต์นี้

            ที่แท้ลามะเหล่านี้เดินกำลังภายในที่ ‘กั้นภูเขาตีวัว’ จึงไม่เป็นอันตรายต่อชาวบ้านธรรมดาซึ่งไร้วรยุทธแม้แต่น้อย ถ้าคนยิ่งมีกำลังภายในลึกล้ำเท่าไรกลับยิ่งได้รับผลกระทบมากเท่านั้น ที่เบาก็จะสูญเสียกำลังภายในไปชั่วขณะ ส่วนที่หนักก็คือลมปราณถูกทำลายจนตกอยู่ในอันตรายที่อาจถึงชีวิต

            “ปิดจุดหลิวซูว์ เทียนฉือ และฉีเหมิน เดินลมปราณย้อนกลับหนึ่งรอบวัน!” แววตาของเย่เชียนหลางลึกดุจบ่อน้ำ แม้จะออกปากชี้แนะหลัววั่ง แต่ก็มิได้หมายความว่าจะยื่นมือเข้าช่วย

            เมื่อครู่ที่ผู้บัญชาการเย่ดันกำลังสำคัญของตนลงไปด้านล่าง เขาซ่อนความคิดที่จะให้อีกฝ่ายลองหยั่งเชิง และอดสังหรณ์ใจอยู่บ้างไม่ได้ หากดึงมู่เฮ่อเข้ามาในภารกิจครั้งนี้ เกรงว่าตนคงจะต้องสู้กับลามะเหล่านี้สักครั้งไม่ช้าก็เร็ว

            ฟ้าดินก็เหมือนกระดานหมาก สรรพสิ่งล้วนเป็นหมากบนกระดานนั้น

            คนที่เอาตัวเองออกจากกระดานเท่านั้น จึงจะมองเห็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปในชั่วพริบตาได้อย่างชัดเจน

            เพียงครู่เดียว หลัววั่งกำลังต่อสู้กับลามะเหล่านี้อยู่ที่จุดหนึ่ง ลามะสิบแปดรูปเรียงเป็นค่ายกลหนึ่งชุด ซ้อนกันไปมาอย่างไม่เหลือช่องว่าง เมื่อเข้าใกล้ก็โจมตี ครั้นถอยออกก็ยังป้องกันได้ ราวกับแปลงกายเป็นโพธิสัตว์มือเหล็กที่มีสามแขนสามตา ไร้จุดอ่อนให้ทำลาย

            ค่ายกลความลับแห่งการตื่นรู้! ดวงตาของเย่เชียนหลางสว่างขึ้นวูบหนึ่ง ใบหน้าที่หม่นหมองอยู่ตลอดเมื่อครู่กลับปรากฏสีหน้าแห่งความยินดีขึ้นมา

            ผู้บัญชาการเย่เคยได้ยินชื่อ ‘ค่ายกลความลับแห่งการตื่นรู้’ ของลามะในดินแดนตะวันตกมานานแล้ว กล่าวกันว่าค่ายกลนี้เหมือนกับค่ายกลสิบแปดอรหันต์ของเส้าหลินจนแทบจะเป็นรูปแบบเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นค่ายกลที่ใช้อ่อนข่มแข็ง ใช้คนมากต่อสู้กับคนน้อยจึงยากจะหาคู่ต่อสู้ วันนี้ได้เห็นกับตาก็รู้ว่าสมคำร่ำลือจริงๆ

            หากให้สู้กันตัวต่อตัว ลามะเหล่านี้อาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลัววั่ง แต่ ‘ค่ายกลความลับแห่งการตื่นรู้’ นั้นยากต่อการทำลายจริงๆ และวิทยายุทธของดินแดนตะวันตกก็ต่างจากจีนอย่างมาก ทำให้อานุภาพของมันยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก

            แม้จะถือเครื่องรางอันหนักอึ้งไว้ในมือ แต่การก้าวเท้าของลามะเหล่านี้กลับเบาดุจสายลมที่พัดผ่านเนินเขา วัชระสีทองในมือเปลี่ยนเป็นอาวุธที่ใช้คร่าชีวิต แต่ละกระบวนท่าล้วนแน่นหนาไร้ช่องโหว่ พร้อมโจมตีใส่ร่างของนายกองหลัวอย่างหนัก เมื่อมองผู้ที่ต่อสู้กับกลุ่มลามะอย่างยากลำบากกลางค่ายกลอีกครั้ง ก็เห็นว่าสลัดไม่หลุดจริงๆ ทั้งยังไม่อาจสังหารได้ ราวกับปลาตัวหนึ่งที่ถูกอวนขนาดใหญ่ลากขึ้นสู่ฝั่ง ได้แต่ฝืนดิ้นรนในเฮือกสุดท้าย

            เย่เชียนหลางตกตะลึงอยู่ในใจ นึกไปว่าหากเวลานี้คนที่อยู่กลางค่ายกลเป็นตนเอง เกรงว่าอาจจะไม่สามารถออกมาได้อย่างไร้การบาดเจ็บเช่นกัน ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่หลัววั่งประมือกับเหล่าลามะอยู่นี้ ในหัวเขามีวิธีทำลายค่ายกลผุดขึ้นมาสิบกว่าวิธี แต่ก็ต้องยอมรับว่าวิธีทำลายค่ายกลนี้ต่างก็มีจุดอ่อน ต่อให้ลงมือจริงๆ ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นฝ่ายชนะ เมื่อคิดถึงจุดนี้ก็ยิ่งอดนับถือผู้ที่คิดค้นค่ายกลนี้ขึ้นมาไม่ได้

            ยิ่งต่อสู้หลัววั่งก็ยิ่งยากจะฝืนทน โดยเฉพาะเมื่อถูกตีด้วยไม้พลองเหล็ก เลือดสดๆ คำใหญ่ก็พุ่งออกมาจากปาก ร่างทั้งร่างโงนเงนจะล้มมิล้มแหล่

            ใช่ว่าผู้บัญชาการเย่จะไม่กลัวผู้ใต้บังคับบัญชาจะเป็นหรือตาย แล้วก็ใช่ว่าจะเตรียมการล่วงหน้าเสียทั้งหมด เพียงแต่เขากำลังจับตาดูค่ายกลอันพิสดารเบื้องหน้านี้ กระทั่งเวลาผ่านไปกลับลืมว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของตนกำลังอยู่ในความเป็นความตาย ไม่นึกว่าในช่วงวิกฤติเช่นนี้ จู่ๆ ก็มีคนยื่นมือเข้าช่วยจัดการแทนเขา...

            ไม่รู้เหมือนกันว่าอาวุธลับหลายชิ้นบินมาจากทางไหน เพียงได้ยินเสียง “ฉับๆ” ไม่กี่ครั้ง เหล่าลามะก็ล้มลงตามเสียง แม้ว่าจะไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรง แต่ก็โดนจุดสำคัญบนร่างกายไปไม่น้อย

            เมื่อมองอาวุธลับที่ซัดโจมตีลามะเหล่านั้นอีกครา กลับเป็นกระเบื้องทองชั้นดีหลายแผ่น

            เย่เชียนหลางหันมองไปตามทิศที่มาของเสียงอาวุธลับซึ่งเกิดขึ้นในคราแรก บนหลังคาของอาคารฝั่งตรงข้ามมีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ห่างจากตนไม่เกินหนึ่งจ้าง

            คนผู้นั้นอยู่ในชุดสีขาว สวมหน้ากากทองคำบนใบหน้า ที่มือถือดาบเล่มหนึ่งห่อหุ้มด้วยผ้าสีดำ นั่งกึ่งเอียงกึ่งตะแคงดูเบาสบาย

            ทว่าท่าทางที่มองลงมาจากที่สูงเช่นนี้กลับหลอมรวมกันอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเทพแห่งสงครามที่หล่อจากทองคำ เปล่งประกายระยิบระยับ

            ชาวบ้านบนถนนรวมถึงลามะเหล่านั้นต่างหยุดเงียบลงชั่วขณะ ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องดังออกมา “หนึ่งดาบค่าอนันต์! ใช่หนึ่งดาบค่าอนันต์เป็นแน่!”

            หลังจากนั้นก็มีเสียงก้มกราบที่ดังราวกับภูเขาและทะเลเกรี้ยวกราด ต่อให้ฮ่องเต้เสด็จประพาสก็ไม่แน่ว่าจะมีเสียงดังปานนี้

ตอนที่ 9

            ในที่สุดก็มาจนได้ เย่เชียนหลางทั้งไม่ตกใจและไม่ยินดี เพียงสบตาคนผู้นั้นโดยมีแสงตะวันยามโพล้เพล้กั้นกลาง ช่วงหลายวันมานี้เขาไม่ได้ยุ่งอยู่กับการตามหาลู่หลินชวน แต่ตั้งใจพักเพื่อโจมตีอีกฝ่ายที่เหน็ดเหนื่อย และรอให้อีกฝ่ายมาหาตนถึงที่

            ดวงตาลึกล้ำที่คล้ายจะยิ้มก็ไม่ใช่กำลังมองมาที่เขาเช่นเดียวกัน แล้วจู่ๆ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ก็กระโจนขึ้น เพียงสะบัดแขนเสื้อ ดาบยาวก็ถูกหยิบออกจากฝัก... แต่กลับเป็นดาบสีดำไร้คม ตัวดาบกว้าง แม้จะไม่มีร่องดาบทั้งยังสลักลายงู มีประกายเลือดปรากฏให้เห็นยามขยับ งดงามราวกับสิ่งมีชีวิต

            เย่เชียนหลางมองอย่างตั้งใจ นึกชื่นชมคนผู้นี้ที่ออกแรงเพียงนิดก็กลมกลืนเข้ากับดาบ เห็นชัดว่าได้บรรลุถึงขั้นที่คนและดาบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว

            บริเวณที่แรงดาบพาดผ่านเพียงชั่วครู่กระเบื้องทองคำก็หลุดออกมา ได้ยินเสียง “กุกกัก” ประหนึ่งไข่มุกร่วงลงบนจานหยก ภายในเมืองก็มีฝนทองคำโปรยลงมา

            เช่นนี้แล้วยังจะมีเวลามาสนใจความโหดร้ายของลามะเสียที่ไหน แต่เดิมที่ชาวบ้านพากันคุกเข่าอยู่กับพื้นต่างลุกขึ้นมายื้อแย่งทองคำที่หล่นจากฟ้าเหล่านี้

            น่าสงสารที่ ‘คนตายเพราะทรัพย์ นกตายเพราะอาหาร’ ตรงหน้าคือทองคำ ใครเล่าจะสนใจมารยาท รักษาคุณธรรม เจ้าข่วนหน้าของข้า ข้าดึงผมเจ้า ภาพอันน่าเกลียดปรากฏให้เห็น ความกลัวเพียงอย่างเดียวก็คือกลัวตามหลังผู้อื่น เมื่อครู่นี้ลามะทั้งสิบแปดรูปนั้นยังเต็มไปด้วยความโกรธเคืองและแข็งแกร่งยากจะทำลาย ทว่าเบื้องหน้าในยามนี้กลับถูกชาวบ้านที่เห็นเงินก็ตาโตกลุ่มหนึ่งพุ่งเข้าใส่เสียแตกฉานซ่านเซ็น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

            ทว่ายังมีศิษย์ที่นับถือพุทธส่วนหนึ่งทำราวกับได้เห็นเทพต้าหลัวก็ไม่ปาน หันหน้าไปยังยอดเจดีย์ที่ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ยืนอยู่แล้วคุกเข่าอยู่อย่างนั้น ก้มหัวคำนับพลางร้องว่า “ท่านหนึ่งดาบค่าอนันต์ต้องเป็นพระพุทธเจ้าที่กลับชาติมาเกิดเพื่อช่วยเหลือข้าเป็นแน่ เขาคือพระพุทธเจ้า คือพระโพธิสัตว์...”

            ศิษยานุศิษย์เหล่านั้นกล่าวยังไม่ทันขาดคำ ก็เห็น ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ซึ่งถือดาบไว้ข้างตัวฟันลงไปหนึ่งครา...ทั้งที่เห็นว่าเขาเพียงออกแรงไม่กี่ส่วน ดาบทื่อๆ ที่ไม่ได้ลับคมเล่มนั้นกลับตัดเศียรของพระพุทธรูปได้อย่างง่ายดายราวกับใช้มีดหั่นเต้าหู้ก็ไม่ปาน

            บนยอดพระพุทธรูปที่สูงตระหง่าน เสาศิลาที่ตั้งเรียงราย ผ้าไหมสีชาสะบัดไหวช้าๆ

            คนชุดขาวเอนตัวพิงพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ไร้เศียร หัวเราะออกมาเสียงดัง

            เย่เชียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย มองเงาร่างบนยอดเจดีย์ที่อยู่ไกลๆ นั่น

            ตะวันกำลังจะตกดินแล้ว ก่อนหน้านี้ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ยังดูประหนึ่งอาบด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ไปทั่วทั้งร่าง ในยามนี้กลับถูกแสงอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนคล้อยจวนลับขอบฟ้าส่องมาเพียงครึ่งร่าง ซึ่งครึ่งร่างนั้นก็ดูราวกับฉาบด้วยทองคำ ส่วนอีกครึ่งร่างกลับคล้ายว่าเต็มไปด้วยเลือด เหมือนมีทั้งหยินและหยางในตัวคนผู้เดียว หากแบ่งออกเป็นสองส่วน ยิ่งรับกันดั่งเขาเป็นครึ่งดีครึ่งร้าย ครึ่งเทพครึ่งมาร

            ก่อนหน้านี้มีเสียงคารวะไม่ได้ขาดสาย แต่ยามนี้กลับเงียบดุจไหมในฤดูหนาว ไม่มีใครเอ่ยวาจาใดอีก เย่เชียนหลางหัวเราะเยียบเย็นออกมาคราหนึ่ง ในใจคิดว่าชาวบ้านช่างโง่เขลายิ่งนัก หนึ่งดาบค่าอนันต์ผู้นี้ทั้ง

ไร้จิตใจและมิได้ปฏิบัติตนตามคำสอนพระโพธิสัตว์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการช่วยเหลือโลกมนุษย์อะไรนั่น เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้เพียงมีความสุขกับการได้เห็นผู้คนกลายเป็นคนโง่และคนเลวเพราะเขา

            ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ หันหน้ามองเย่เชียนหลางเช่นกัน สายตาของทั้งสองเพิ่งได้สบกัน เย่เชียนหลางได้เห็นแววตาขบขันของเขาวูบหนึ่งขณะหนีบเศียรพระทองคำไว้ด้วยแขน ก่อนจะดีดปลายเท้าพุ่งทะยานตัวออกไปในเมื่อมาแล้ว เหตุใดจะยอมปล่อยเจ้าไปโดยดีด้วยเล่า? ลู่หลินชวนก็หายตัวไปภายใต้เงื้อมมือของตนแล้ว ผู้บัญชาการเย่หรือจะยอมรามือง่ายๆ เมื่อคิดได้ว่ายามนี้บนท้องถนนชุลมุนวุ่นวาย หลัววั่งน่าจะหาโอกาสหลบออกไปได้ไม่ยาก เขาจึงใช้วิชาตัวเบาทะยานไปในอากาศทันที

            เห็นเงาร่างของสองคน หนึ่งขาวหนึ่งเขียว ผู้หนึ่งอยู่หน้า ผู้หนึ่งตามหลัง คนหนึ่งเบาดุจนกกระเรียน อีกคนรวดเร็วดั่งลูกธนู เพียงพริบตาเดียวก็หายตัวไปในแสงระเรื่อของดวงตะวัน

            คนชุดขาวข้างหน้าโผนผ่านวัดโบราณ ข้ามหน้าผา ราวกับนึกสนุกอยู่กระนั้น ร่างกายสะบัดพลิ้วไหว เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้า ยังดีที่ในวันนี้ผู้บัญชาการเย่มีความอดทนเป็นเลิศ ตั้งใจแน่วแน่เพื่อรอดูว่าคนผู้นี้จะเล่นอะไรอีก ดังนั้นเมื่ออีกฝ่ายเร็วขึ้น ตนเองก็เพิ่มกำลังอีกหนึ่งส่วน เมื่ออีกฝ่ายช้าลงตนก็ลดกำลังลงเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องไล่ตามติดๆ หรือรีบจับตัวอีกฝ่าย เขาตามไปอย่างไม่ใกล้ไม่ไกล ไม่เร็วไม่ช้า เป็นเช่นนั้นอยู่ครึ่งชั่วยาม

            กอปรกับสถานที่อันแปลกประหลาดแห่งนี้ ทิวทัศน์เบื้องหน้ายิ่งดูเปล่าเปลี่ยว ใครจะรู้ว่าเย่เชียนหลางตาม ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ข้ามผ่านหน้าผาแห่งหนึ่งไป ไม่นึกว่าเบื้องหน้ากลับมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่ ด้านล่างมีหินประหลาดตั้งตระหง่าน และเต็มไปด้วยทรายสีเหลือง หมู่บ้านนี้ดูเหมือนเล็กแต่ก็ไม่เล็กนัก รอบด้านปลูกชาภูเขา ดอกไม้ขึ้นแน่นหนา ใบไม้แตกยอดเต็มไปหมด ทั้งยังเป็นพันธุ์ไม้ที่ยากจะหาได้ทั่วไป ทัศนียภาพทางเหนือของทะเลทรายที่มีนกหงชุ่ยร้องเรียกกันก็ยิ่งรู้สึกไม่ต่างอะไรกับหมู่บ้านริมน้ำในเจียงหนานแม้แต่น้อย

            เมื่อได้เห็นทิวทัศน์อันแปลกตาเช่นนี้ เย่เชียนหลางยิ่งไม่กล้าประมาท เขารีบหยุดลงกะทันหันและมุ่งไปยังด้านนอกหมู่บ้านอย่างแผ่วเบาราวกับห่านป่าแตะผิวน้ำ

            เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง หมู่บ้านนี้มีแผ่นป้ายทำจากไม้ถ่านสีดำท่อนหนึ่งพาดอยู่ ร่องรอยทุกอย่างบนป้ายนั้นซีดจางไปจนหมด เหลือไว้เพียงอักษรสี่ตัวว่า ‘หออี๋เชว่หง’

            ลายมือแข็งแกร่ง ชื่อก็งดงาม ทว่าสถานที่นี้กลับเป็นเพียงหอนางโลมเท่านั้น

            ผู้บัญชาการเย่อายุยี่สิบสี่ ไม่มีทางที่จะไม่เคยเที่ยวผู้หญิง เพียงแต่หอนางโลมในดินแดนห่างไกลเช่นนี้ ถือว่าเกินความคาดหมายจริงๆ หูของเขาดีจึงได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนมาแต่ไกล ฟังออกว่านั่นเป็น ‘เจ้าวิญญาณหิมะ’ ของตน จึงไม่ได้รีบร้อนที่จะเข้าไปสำรวจภายใน ยังคงอดใจรออยู่ที่หน้าประตูหอเท่านั้น

            รอไม่ถึงเวลาครึ่งก้านธูปก็เห็นหลัววั่งขี่เจ้าวิญญาณหิมะมา เขาบาดเจ็บไม่น้อย ยังสู้ฝืนแรงจึงจะควบม้าทะยานมาได้

            แม้ว่าเจ้าวิญญาณหิมะจะเป็นสัตว์ แต่กลับรู้ประสาราวกับเด็กแปดเก้าขวบ ปกติแล้วมันไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้ แต่ครานี้เหมือนมันรู้ว่าหลัววั่งจะไปตามหานายของตน จึงได้ยอมให้อีกฝ่ายขึ้นขี่โดยดี

            นอกประตูหออี๋เชว่หงมีอ่างสุราขนาดใหญ่หนึ่งอ่าง และมีเด็กท่าทางเฉลียวฉลาดหนึ่งคนยืนอยู่ข้างอ่างสุรานั้นด้วย ชายทุกคนที่ต้องการเข้าไปด้านในล้วนต้องดื่มสุรารสแรงในอ่างนี้หนึ่งชามเสียก่อน ทั้งยังต้องสวมหน้ากากสำริดบนใบหน้าอีกด้วย

            เย่เชียนหลางรับชามสุราที่เด็กน้อยยื่นให้ สุรานี้ทั้งเข้มข้นและร้อนแรงกลิ่นสุราฉุนขึ้นจมูกจนอบอวลแต่กลับไม่สามารถกลบกลิ่นหอมประหลาดจางๆ ในนั้นได้ ผู้บัญชาการเย่ปกครององครักษ์จิ่นอีเว่ยทั้งหมด สิ่งที่เขาทำก็คือวางแผนสังหารผู้อื่น ไม่มีวิธีใดที่ไม่เคยใช้ ไม่มีพิษใดที่ไม่เคยเห็น เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อสังเกตอย่างละเอียด

            จะว่าเป็นพิษก็ไม่เชิง มันเป็นเพียงยาปลุกอารมณ์ ยาตำหนักใบไม้ผลิพวกนั้น คิดแล้วก็เห็นว่าเจ้าของหอนางโลมแห่งนี้พอมีหัวการค้าอยู่บ้าง และไม่สนว่าผู้ที่มาจะเป็นผู้ใดก็กรอกยาให้ผู้นั้นสักชั่งสองชั่งแล้ว ครู่เดียวก็ติดไฟ ไยต้องกังวลว่าอีกฝ่ายจะไม่ควักเงินออกมาอย่างว่าง่ายกันเล่า?

            เด็กน้อยเห็นว่าผู้มาเยือนรีรอไม่ยอมดื่มสุราสักที จึงได้ถามขึ้น “ท่านคงไม่ได้สงสัยว่าในสุรามีพิษหรอกนะ?”

            เย่เชียนหลางถามกลับ “แล้วมีหรือไม่เล่า?”

            “มีสิ” ฟันของเด็กน้อยเรียงรายราวกับหยกชิ้นเล็ก พูดจาก็คล่องแคล่วยิ่งนัก “ความใคร่ทำลายชีวิต สุราก็ทำลายลำไส้ ในเมื่อผู้คนต่างกล่าวว่าหอนางโลมเป็นบ้านของผู้กล้า เชื้อหมักสุรานี้ก็เป็นยาพิษที่ซึมผ่านลำไส้ สุราของข้าย่อมมีพิษเป็นแน่แท้”

            เย่เชียนหลางไม่ขยับชามสุรา เขายิ้มเล็กน้อย “แม้แต่เด็กที่เฝ้าประตูยังน่าสนใจถึงเพียงนี้ ดูแล้วหออี๋เชว่หงนี้ข้าจะไม่เข้าคงไม่ได้แล้ว”

            “คุณชายเกิดมาดูดี แต่การกระทำกลับราวอิสตรี พูดจาก็แปลกประหลาด...ข้าเดาว่าท่านคงไม่ใช่ขันทีหรอกนะ?” ความจริงเด็กน้อยผู้นี้สายตาเฉียบคม แม้ผู้บัญชาการเย่ไม่ใช่ขันที แต่ก็เป็นลูกของขันทีอยู่กึ่งหนึ่ง ช่วงหลายปีนี้ก็ติดนิสัยการทำงานของพระเก้าพันปีเว่ย ความจริงก็ไม่ต่างกันมากนัก เด็กน้อยพูดพลางยื่นมือมาดึงเขาไป “หากท่านคิดฝ่าเข้าไป ข้าย่อมสู้ท่านไม่ได้เป็นแน่ คงทำได้เพียงตะโกนเรียกผู้ใหญ่ให้เข้ามาจัดการ ท่านโตเป็นผู้ใหญ่ปานนี้กลับรังแกเด็กน้อยที่ลำบากเช่นข้า ช่างหน้าด้านหน้าทน ไม่มีความละอายใจเลยแม้แต่น้อย!”

            หลัววั่งเห็นเด็กผู้นี้วาจาสามหาวจึงกล่าวอย่างโกรธขึ้งทันที “ปล่อยมือของเจ้าเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเจ้าหาเรื่องใส่ตัว!”

            “ข้าจะถือว่าคำขู่นี้เป็นตดที่พัดมาจากไหนก็ไม่รู้ กลิ่นเหม็นไปไกลสิบลี้...ข้าพูดกับนายของเจ้า ไยต้องให้สุนัขเช่นเจ้ามาเห่าหอน?” พูดจบยังกะพริบตาปริบๆ พร้อมทั้งทำท่าพัดจมูกอย่างทนกลิ่นเหม็นไม่ได้

            นายกองหลัวเป็นคนอารมณ์ดีมาแต่ไหนแต่ไร ย่อมไม่มีทางที่จะต่อปากต่อคำกับเด็กผู้ไม่ระวังปากคนหนึ่ง และเป็นธรรมดาที่การยั่วยุแบบนี้ใช้ไม่ได้ผลกับผู้บัญชาการเย่ด้วยเช่นกัน ด้วยนิสัยเช่นเขา ต่อให้เลือดนองทั่วหมู่บ้านแล้วเป็นอย่างไร? เพียงแค่ในใจของเขาตอนนี้มีแต่ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ เท่านั้น เมื่อคร้านจะต่อความกับเด็กผู้นี้อีกต่อไปจึงยกชามสุราขึ้นอย่างสง่า แล้วดื่มหมดในคราเดียว

            หลัววั่งเห็นเย่เชียนหลางดื่มสุราแรงลงไปก็ไม่พูดให้มากความอีก เขาจึงดื่มสุราในชามรวดเดียวจนหมดทันที ก่อนจะรับหน้ากากสำริดที่เด็กน้อยยื่นส่งให้

            ผู้ใดจะคิดว่ายาปลุกอารมณ์ของดินแดนตะวันตกจะมีฤทธิ์ร้ายแรงยิ่งนัก หลัววั่งแค่ย่างเท้าตามเย่เชียนหลางเข้าไปในหมู่บ้านก็รู้สึกร้อนรุ่มดั่งมีไฟสุมในอก เดินได้เพียงไม่กี่ก้าวลมหายใจก็เริ่มติดขัด แผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อร้อนๆ

            เขาหันกลับมามองเย่เชียนหลาง อดคิดถึงตอนที่อยู่ด้วยกันในจวนของหวังอานไม่ได้ ในยามนั้นตนเรียกชื่อเล่นของเขา ส่วนเขาก็เรียกตนว่าพี่ใหญ่ ทั้งสองคนติดตามไปด้วยกันตลอดเวลา นอนก็นอนด้วยกัน กล่าวได้ว่าทั้งสองสนิทสนมกันเป็นอย่างยิ่ง

            “ใต้เท้า...เอ่อ... อาหลาง...” หลัววั่งฝืนทนไฟที่สุมอยู่ในอก เห็นเย่เชียนหลางหายใจราบเรียบเป็นปกติ ใบหน้ายังคงสุกสกาวดุจหิมะประหนึ่งหยกขาวที่ไร้ราคี เขาอดคิดถึงวันที่ในจวนเกิดเพลิงไหม้ไม่ได้ เพื่อช่วยให้อีกฝ่ายพ้นจากอันตราย เขาโอบเจ้าตัวเล็กปานก้อนแป้งนั้นไว้ในอ้อมอก ผลกลับถูกเพลิงเผาใบหน้าจนเสียหายไปครึ่งหนึ่ง

            “อาหลาง...” หลัววั่งยิ่งเกิดความรู้สึกจนยากจะควบคุมตัวเอง จึงได้เรียกชื่อของอีกฝ่ายขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับยื่นมือออกไปจับมือของเย่เชียนหลาง

            นายกองหลัวไม่ใช่คนที่มีความคิดลึกล้ำ เย่เชียนหลางก็ไม่ได้เป็นเด็กน้อยที่ไม่รู้ประสา ความรู้สึกของอีกฝ่ายนั้นเขาดูออกมานานแล้วแต่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เขามองหลัววั่งอย่างเย็นชาคราหนึ่ง แล้วดึงมือของตนออกจากมือชุ่มเหงื่อข้างนั้น กล่าวขึ้นทันที “เจ้าทนไว้ก่อน ประเดี๋ยวถ้าพบคนที่ชอบใจ ข้ายินดีมอบเงินให้เจ้าไปเสวยสุข”

            ดวงจันทร์ในเดือนเพ็ญลอยเด่นบนท้องฟ้า เป็นค่ำคืนที่รายรอบด้วยความเย็นราวสายน้ำ แต่หออี๋เชว่หงแห่งนี้กลับร้อนอบอ้าว บรรยากาศขมุกขมัว มีทั้งชายกับหญิงนางโลม มีทั้งหญิงชาวฮั่นกับคนชนชาติอื่น บ้างก็นั่ง บ้างก็นอน และบ้างก็ดื่มกิน ดูไปแล้วอย่างน้อยคงร่วมร้อยกว่าคน อีกทั้งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังคงสวมหน้ากากสำริดแบบเดียวกัน เผยให้เห็นใบหน้าเพียงครึ่งซีกเท่านั้น มองแล้วก็ดูเหมือนกันไปหมด น่าแปลกที่เย่เชียนหลางกลับมองคนมากมายเหล่านี้เป็นโค่วเปียนเฉิงเสียหมด

            คนผู้หนึ่งสวมเสื้อตัวในสีพุทรา คลุมด้วยชุดตัวนอกสีดำขลิบด้วยไหมสีทอง มองไกลๆ อาจดูธรรมดา แต่เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ก็จะรู้ว่าบนชุดนั้นปักด้วยด้ายหลากสี เป็นรูป ‘ภาพชาภูเขากับนกขุนทอง’ ซึ่งเป็นผลงานของเถิงชางในช่วงปลายราชวงศ์ถัง ภาพดอกไม้และนกงามวิจิตรสมจริง ฝีปักประณีตบรรจงเป็นอย่างยิ่ง

            เขาเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน มีสาวงามคู่หนึ่งประกบอยู่ข้างกายทั้งซ้ายและขวา เนื่องจากใบหน้าของเขาถูกหน้ากากบดบังไปกว่าครึ่ง จึงมองเห็นแต่เพียงดวงตาอันงดงามที่แฝงรอยยิ้มมองมาทางเย่เชียนหลางพอดี

ตอนที่ 10

            การพบกันหนนี้ ผู้บัญชาการเย่ดูไม่ได้ท้อแท้ผิดหวังเหมือนที่พบกันในคืนฝนพรำนั่นอีกแล้ว ดูไม่เหมือนขุนนาง ทั้งยังไม่เหมือนคุณชาย แต่กลับสง่างามน่าเกรงขามด้วยลักษณะแบบเชื้อพระวงศ์

            สาวงามทางด้านซ้ายนี้ เย่เชียนหลางเคยเจอแล้วที่โรงเตี๊ยม ส่วนด้านขวานั้นไม่เขาเคยพบหน้านางมาก่อน ใบหน้างดงาม คิ้วเรียวยาวบนหน้าผากกว้าง ฟันขาว ริมฝีปากชมพู และใต้ตาข้างซ้ายยังมีไฝสีแดงเม็ดหนึ่ง ดูราวกับหยดเลือดที่ถูกเข็มเจาะกระนั้น ซึ่งต่อให้เป็นฉางเอ๋อมาจุติ หรือเป็นไซซีกลับชาติมาเกิดก็อาจจะไม่มีเสน่ห์ได้สักครึ่งหนึ่งของนาง

            นางรำผู้ถูกเรียกว่า ‘เถาเหยา’ เห็นชายข้างกายใจลอย ดวงตามักมองออกไปยังที่อื่นเสมอ นางจีงคลี่ริมฝีปากเล็กๆราวผลอิงเถาแล้วกล่าวว่า “ดวงตาทั้งสองของท่านแทบจะมีน้ำผึ้งหยดลงมาแล้ว! ท่านกำลังมองปีศาจน้อยหรือสาวงามคนไหนอยู่กันแน่ เหตุใดจึงไม่เรียกมาให้ข้าดูหน้าสักหน่อยเล่า?”

            “เป็นเพียงสหายเก่าผู้หนึ่งเท่านั้น” โค่วเปียนเฉิงดื่มสุราในชาม ยิ้มพลางกล่าว “แต่สหายของข้าผู้นี้มีนิสัยดุร้ายนัก ใครๆ ต่างก็หวาดกลัว เจ้ายังอยากจะเจอเขาอีกหรือ?”

            “ต่อให้เป็นปีศาจมาเกิด เถาเหยาก็ขอเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้ได้พบสักครา” เถาเหยามองตามสายตาของโค่วเปียนเฉิงไปทางเย่เชียนหลาง แต่กลับมองไม่เห็นปีศาจน้อยหรือสาวงามที่ไหน จนแม้แต่ผู้หญิงสักคนก็ยังไม่เห็น นางจึงถือว่าอีกฝ่ายมีใจหยอกเย้ากับตน ตอบอย่างขุ่นเคืองระคนแง่งอนว่า “ข้าไม่เชื่อว่าบนโลกนี้ยังจะมีผู้ใดที่งดงามไปกว่าข้าและพี่จื่อฉือ จนสามารถทำให้ท่านใจลอยได้เช่นนี้”

            โค่วเปียนเฉิงใช้นิ้วชี้เชยคางเรียวของสาวงามนางนั้น หัวเราะขึ้นเบาๆ “ถึงแม้เจ้าจะไม่ถือว่าน่าเกลียด แต่ถ้าเทียบกับสหายผู้นั้นของข้าแล้ว กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เมฆากับโคลนตม หากเจ้ายังพูดเรื่อง ‘แข่งงาม’ สองคำนี้อีก ก็ถือว่าเจ้าหาความอับอายใส่ตัวแล้ว”

            น่าสงสารสาวงามที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในดินแดนตะวันตกแห่งนี้ แม้จะมีความสามารถในการร้องรำและงดงามปานล่มเมือง กลับได้รับเพียงคำว่า ‘ไม่ถือว่าน่าเกลียด’ เท่านั้น

            อาจเพราะผู้ฝึกวิทยายุทธมีหูตาที่ดียิ่ง ขณะที่คนข้างกายอาจไม่ได้ยิน หรืออาจเป็นเพราะแต่เดิมคนผู้นั้นตั้งใจพูดให้เขาได้ยินอยู่แล้ว เย่เชียนหลางนั่งอยู่ในที่ซึ่งไม่ไกลจากโค่วเปียนเฉิงนัก แม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้พูดจาอันใด แต่กลับส่งสายตาให้กันบ่อยครั้ง ทั้งยังร่วมดื่มด้วยกันอยู่กลายๆ

            ตรงข้ามหอนางโลมมีโรงงิ้วตั้งอยู่ แต่ไม่มีนักแสดงขึ้นทำการแสดง เพราะแม่เล้าต้องการสร้างความครึกครื้น ทุกวันจะต้องมีการเปิดขายสาวงามที่มาใหม่สักคนสองคนต่อหน้าประชาชน ให้เหล่าบุรุษแย่งกันเสนอราคา ครานี้คนรับใช้ชายอุ้มสาวงามที่คลุมศีรษะด้วยผ้าแดงขึ้นมาบนเวที เบื้องล่างเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึงของคนที่นึกอยากเห็นความงามของหญิงสาว

            ชุดสีขาวของสาวงามผู้นี้ไร้รอยเปื้อน ทั้งมือและเท้าถูกมัดด้วยเชือก ชายรับใช้ผู้นั้นบังคับให้นางคุกเข่าอยู่บนพื้นและหันหน้าไปทางฝูงชนเบื้องล่าง

            เย่เชียนหลางจ้องมองออกไป ร่างของแม่นางชุดขาวผู้นี้ให้ความรู้สึกคุ้นตาเล็กน้อย โค่วเปียนเฉิงเดินกำลังภายในขณะลุกขึ้นยืน เพียงครู่เดียวก็มายืนอยู่ใกล้ๆ เย่เชียนหลางแล้ว

            “หากว่าใต้เท้าเย่ต้องใจหญิงงามบนเวทีนั่น ขอเพียงเอ่ยปากแม่เล้าก็จะจดไว้ในบัญชีของข้าน้อย” น้ำเสียงเกียจคร้านและฟุ่มเฟือยราวกับเมาไปแล้วห้าหกส่วน

            เย่เชียนหลางส่ายศีรษะ “ไม่ต้อง”

            “---สามชาติยาวนานร้อยปี จักรวาลกว้างเท่าผืนดิน---ชีวิตคนเวียนว่ายตายเกิด เหตุใดจึงต้องขังตัวเองไว้ในกรง” กล่าวจบก็ถอนใจเบาๆ ราวกับเสียดายแทนเขาจากใจจริง

            เย่เชียนหลางส่ายศีรษะอีกครา กล่าวว่า “ข้ามิได้มีโชคดีเช่นพี่โค่ว ที่มีทั้งเพลง ระบำ และสาวงามคอยอยู่เป็นเพื่อน การเดินทางมาที่นี่ครานี้ของข้าก็เพียงเพื่อตามหาคนผู้หนึ่งเท่านั้น”

            “หาผู้ใด?”

            “หนึ่งดาบค่าอนันต์”

            คนทั้งสองหัวเราะขึ้นพร้อมกัน ทำเอาหลัววั่งที่อยู่ด้านข้างไม่เข้าใจเอาเสียเลย คนสองคนนี้แค่ได้พบกันก็ให้รู้สึกประหลาดนัก เพียงการถามตอบธรรมดาเท่านั้น มีสิ่งใดให้หัวเราะกัน?

            แววตาของโค่วเปียนเฉิงช่างลึกล้ำ เขากระแอมเบาๆ เพื่อหยุดเสียงหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ได้ยินว่า ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ผู้นั้นเป็นโจรที่ปลุกระดมชาวบ้านให้ต่อต้านทางการและฆ่าคนชิงทรัพย์ แต่กลับสามารถรบกวนใต้เท้าให้นึกถึงเขาได้ ถือเป็นโชคอันดียิ่ง” เขาหยุดวาจาสักครู่ แล้วกล่าวต่อ “ท่านคิดว่าเขาอยู่ที่นี่หรือ?”

            เย่เชียนหลางผงกศีรษะเล็กน้อย “ใช่”

            โค่วเปียนเฉิงรู้ดีว่าอีกฝ่ายหมายถึงผู้ใด แต่กลับไม่รีบร้อนที่จะเปิดเผย เพียงหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ผู้คนกล่าวว่า ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ไม่เคยเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง ในที่นี้ใครๆ ต่างก็สวมหน้ากาก เกรงว่าต่อให้ใต้เท้าได้เจอเขาตอนนี้ก็คงจะจำไม่ได้”

            “มีคนกล่าวว่า ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ผู้นี้ร่างสูงสิบฉื่อ* มีก้อนเมฆลอยเหนือศีรษะ เป็นคนประหลาดที่มีสามเศียรหกกร และยังมีคนกล่าวอีกว่า ดวงตาของเขาเหมือนเปลวเพลิง ใบหน้าเหมือนขันเงินเช่นเดียวกับใบหน้าอันโหดเหี้ยมของเทพแห่งความโชคร้าย แต่สิ่งที่คนเหล่านี้กล่าวมาล้วนเชื่อไม่ได้ บังเอิญเมื่อหลายวันก่อนข้าได้พบเขาคราหนึ่ง...” เย่เชียนหลางมีสีหน้าแห่งความเสียดาย จากนั้นถอนใจเบาๆ แล้วกล่าวต่อ “เขาเป็นวีรบุรุษผู้กล้า น่าเสียดายที่ข้าไม่รู้ว่าจะมีโชคได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขาไหม”

            “โจรผู้นั้นเป็นเพียงคนโง่ คำพูดของใต้เท้าเย่นั้นยกย่องเขาเกินไปแล้ว!” โค่วเปียนเฉิงหัวเราะเสียงดัง ใช้สายตาชี้ไปที่ชายกำยำร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก เอ่ยถาม “คนผู้นั้นใช่ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ หรือไม่?”

            เย่เชียนหลางมองตามสายตาของอีกฝ่ายไป เห็นเพียงชายร่างสูงเจ็ดฉื่อที่มีเพชรพลอยเต็มตัวผู้หนึ่ง อาจเพราะไม่ถูกใจในคำพูดของคนข้างกาย เย่เชียนหลางจึงทดลองส่งหมัดออกไป ทำให้คนผู้นั้นลอยไปไกลกว่าหนึ่งจ้าง เห็นได้ชัดว่าวรยุทธของเย่เชียนหลางนั้นสูงส่งยิ่งนัก

            เขาส่ายศีรษะ น้ำเสียงมั่นใจอย่างยิ่ง “ไม่ใช่”

            “ใต้เท้าเย่กล่าวเมื่อครู่ว่าไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของโจรผู้นั้น เหตุใดจึงมั่นใจว่าไม่ใช่?”

            “ยิ่งภูมิใจในตัวเองมากเท่าไร ยิ่งเห็นอะไรมาน้อยเท่านั้น” เย่เชียนหลางปรายตาขึ้นมองโค่วเปียนเฉิง ริมฝีปากบางดุจคมดาบปรากฏรอยยิ้ม “คนผู้นี้ดูแข็งแกร่งแต่ภายนอก หาเทียบได้แม้แต่ปลายนิ้วของ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ไม่”

            โค่วเปียนเฉิงยังถามต่ออีกหลายคน ล้วนเป็นผู้คนที่โดดเด่นในที่นี้ แต่เย่เชียนหลางเพียงกวาดตามองเรียบๆ แล้วส่ายศีรษะตอบว่าไม่ใช่

            ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นบนเวที เย่เชียนหลางเกิดความสงสัยในใจ อดเหลือบมองโค่วเปียนเฉิงที่อยู่ด้านข้างคราหนึ่งไม่ได้

            ชายร่างสูงใหญ่กำยำสวมชุดสีขาวบนเวทีพาดดาบยาวซึ่งคลุมด้วยผ้าสีดำไว้บนบ่า ศีรษะถักเปียเล็กๆ เปียหนึ่ง สวมหน้ากากทองคำบดบังใบหน้า โดยเฉพาะดวงตาคู่ที่โผล่พ้นออกมาด้านนอกนั้นดูเหมือน ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ เป็นอย่างยิ่ง

            ทันใดนั้นเขายกมือขึ้น ผ้าสีดำที่คลุมดาบอยู่ร่วงลงสู่พื้น ดาบยาวสีดำมะเมื่อมเล่มหนึ่งปรากฏสู่สายตา เพียงครู่เดียวดาบนั้นก็สาดแสงเต็มไปทั่วห้อง เรียกเสียงร้องดังขึ้นเป็นระลอก

            เย่เชียนหลางเบิกตาด้วยความตระหนก นี่คือดาบทวนความมืดที่ยังมิได้ลับคมเล่มนั้น

            ได้ยินคนผู้หนึ่งเบื้องล่างกล่าวกลั้วหัวเราะ “ตานเสี่ยวหู่ เจ้านี่สวมรอยวีรบุรุษสำนักไหนอีก ต่อให้เจ้าเน่าจนเป็นโคลนหรือมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน ข้าก็จำเจ้าได้!”

            เพียงครู่เดียว ทั้งแก้วทั้งจานก็พร้อมใจกันลอยขึ้นไปบนเวที เสียงหัวเราะและเสียงเป่าปากประสานกัน

            “ถุย! บังอาจวางอำนาจต่อหน้าท่านหนึ่งดาบ เกรงว่าเจ้าคงอยากตายมากสินะ!” ตานเสี่ยวหู่ถอดหน้ากากโยนลงพื้นเผยให้เห็นใบหน้าสง่างาม ตรงข้ามกับดวงตาที่ยังมีแววของเด็กน้อยฉายอยู่หลายส่วน ดูแล้วอายุไม่น่าเกินยี่สิบ

            เขาถ่มน้ำลายลงพื้น จากนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจคนผู้นั้นอีก เพียงวาดวิชาดาบชุดหนึ่ง...แท้จริงแล้วก็มิใช่ว่าอยากจะแสดงฝีมือ วิชาดาบชุดนี้ทำไปเพื่อเขียนเสือให้วัวกลัว เพื่อเลี่ยงชายเหล่านี้ที่ถูกวางยาจนแก่นกายแข็งร้อนแล้วยังดื่มสุราเข้าไปอีก อาจจะอยากมีเรื่องขึ้นมาก็เป็นได้

            โค่วเปียนเฉิงเอียงศีรษะไปใกล้เย่เชียนหลาง ถามว่า “ใต้เท้าว่าคนผู้นี้ใช่ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ หรือไม่?”

            “ไม่ใช่” เย่เชียนหลางมองคนบนเวที เห็นรูปร่างของเขาราวกับกระเรียนพุ่งไปยังสวรรค์ แสงดาบดุจสายน้ำไหลพันฉื่อ เห็นได้ว่าวิชาดาบนั้นดั่งสืบทอดมาจาก ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ยิ่งมองโครงร่างของคนผู้นี้อีกครากลับยิ่งดูยิ่งคล้าย ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ความสงสัยในใจเพิ่มมากขึ้น ขมวดคิ้วกล่าวอย่างห้ามไม่ได้ “อายุเช่นเขาแต่สามารถฝึกฝนได้ขนาดนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว แต่หากเปรียบกับ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ ถือว่ายังห่างชั้นกันอีกโข”

            “นั่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ใช่” โค่วเปียนเฉิงพูดกลั้วหัวเราะ “ดูแล้วโจรผู้นั้นคงไม่ได้อยู่ที่นี่กระมัง”

            “หรืออาจจะเป็นข้าที่ตาฝาดไปจริงๆ” เย่เชียนหลางยกมือขึ้นดื่มสุราในแก้วจนหมด เขาส่ายศีรษะเล็กน้อย จู่ๆ ก็มองนิ่งไปยังโค่วเปียนเฉิง “แต่ว่า ข้าว่าดวงตาของ ‘หนึ่งดาบค่าอนันต์’ คล้ายกับพี่โค่วอยู่หลายส่วน...เต็มไปด้วยความรู้สึกแต่ราวกับไร้ความรู้สึก ดูใจดำยิ่งนัก”

            เมื่อพูดจบ คนทั้งสองก็มองหน้ากันแล้วหัวเราะเสียงดังอีกครั้ง

            “ใต้เท้าชมเกินไปแล้ว แถมยังกล่าวว่า---เต็มไปด้วยความรู้สึกแต่ราวกับไร้ความรู้สึก---ข้าน้อยขอคารวะใต้เท้าหนึ่งจอก” โค่วเปียนเฉิงก้มศีรษะลง รินสุราลงในแก้วว่างเปล่าเบื้องหน้าเย่เชียนหลางจนเต็ม ตนเองก็ยกแก้วสุราที่เต็มเปี่ยมขึ้นด้วยเช่นกัน ยื่นไปเบื้องหน้าของอีกฝ่าย “เพียงแต่ว่า สุราจอกนี้...ยังต้องขอใต้เท้าได้โปรดคล้องแขนดื่มกับข้าน้อยด้วย”

            สองคนหันหน้าเข้าหากัน ดวงตาสองคู่ที่สบมองกันห่างเพียงแค่คืบ สองแขนเกี่ยวคล้องและร่วมดื่มสุราในแก้ว

            ความรู้สึกที่เกิดขึ้นช่างพิกลนัก ราวกับไฟที่ได้ลม สายน้ำที่หลั่งริน ยากจะปกปิดและแอบซ่อน

            เมื่อคิดถึงเพียงชั่ววินาทีเท่านั้น เย่เชียนหลางก็รีบดับไฟในใจ แอบคิดว่านั่นต้องเป็นเพราะฤทธิ์ยาอย่างแน่นอน จึงทำให้ตนเผลอคิดในเรื่องที่ไม่ควรคิดขึ้นมา

            “ข้าไม่อยากเชื่อเลย ท่านไม่เคยยอมคล้องแขนดื่มสุรากับข้าด้วยซ้ำ แต่ครานี้กลับคล้องแขนดื่มสุราคารวะกับบุรุษเสียแล้ว! ข้าไม่เชื่อๆ” เถาเหยาร้องเอะอะเสียงดังพลางเดินไปทางเย่เชียนหลางอย่างยั่วเย้า

            เถาเหยาซ่อนเข็มเงินที่เล็กราวกับเส้นผมไว้ระหว่างนิ้วของตนนานแล้ว นางมุดเข้าไปใกล้อกของเย่เชียนหลาง ปักเข็มเงินในมือลงไปที่เอวของอีกฝ่าย ตรงเข้าที่จุดหัวเราะพอดี

            มือหนึ่งกำลังคล้องแขนดื่มสุรากับโค่วเปียนเฉิง อีกมือหนึ่งก็ถูกเขาจับไว้อย่างไม่รู้ตัว ดวงตาของเย่เชียนหลางจับจ้องอยู่ที่มือของสาวงามชุดดำซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก คอยระวังเผื่อนางจะออกดาบได้ทุกเมื่อ ทว่าเพียงครู่เดียวที่ไม่ทันตั้งตัว กลับถูกเถาเหยาผู้นั้นลงมือเสียแล้ว เย่เชียนหลางรู้สึกชาที่เอว จากนั้นความรู้สึกแปลกๆ ที่พูดไม่ออกก็เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ราวกับมีมดนับพันนับหมื่นกำลังขบกัดอยู่ใต้ผิวหนัง และกำลังไต่ไปตามกระดูก เพียงครู่เดียวก็โจมตีถึงหัวใจ

            เวลานั้นเขาอยากเดินลมปราณเพื่อดันเข็มเงินออกไป แต่เมื่อจุดหัวเราะถูกโจมตี ลมปราณจึงถูกตัดขาด เปรียบเสมือนงูที่ถูกยึดไว้เจ็ดนิ้ว ไร้แรงขัดขืนใดๆ

            เถาเหยาถูกเย่เชียนหลางผลักออกไปด้วยมือข้างเดียว แต่อาจเป็นเพราะถูกอีกฝ่ายโจมตีจุดสำคัญทำให้เดินกำลังอย่างยากลำบาก ฝ่ามือนี้จึงมีกำลังไม่มากพอ มิฉะนั้นหญิงสาวร่างเล็กผู้นี้จะต้องกลายเป็นศพเป็นแน่

            “น่าเบื่อจริง เขาไม่ใช่ผู้ชาย เขา...เขาไม่ใช่คน!” นางได้แต่กระทืบเท้า กัดฟันที่งามราวกับเม็ดหยกเสียจนมีเสียงกรอดๆ ใบหน้าโกรธแค้น ต่อให้แทงลงไปบนท่อนไม้ก็ยังต้องเหลือร่องรอย ไม่ต้องพูดถึงเอวของผู้อื่นที่ถูกเข็มของนางแทงลงไปที่จุดหัวเราะ มีผู้ใดบ้างที่ไม่ลงไปนอนกองกับพื้นและหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง? มีใครบ้างที่ไม่ล้มลุกคลุกคลาน ทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้พลางร้องขอให้ปล่อยเขาไปไม่หยุดปาก? แต่ชายผู้นี้กลับนั่งนิ่งไม่ไหวติง ใบหน้าก็ไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย หากไม่ใช่ว่าหน้าผากของเขามีเหงื่อเย็นชุ่มผุดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางคงคิดจริงๆ ว่าตนลงมือไม่สำเร็จ

            โค่วเปียนเฉิงเองก็ตกใจอยู่บ้าง เขารู้ว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือที่บรรลุวิชา แต่จุดหัวเราะที่เอวนี้เป็นจุดอ่อนที่ยากจะต้านทานเช่นกัน คนผู้นี้ใช้ตัวเองเบียดนางออกไป ต่อให้ถูกแทงเข้าที่จุดหัวเราะ ก็ไม่ยอมหัวเราะอย่างบ้าคลั่งให้อับอาย ช่างนิ่งสงบอย่างไม่น่าเป็นไปได้

            ในดินแดนที่คึกคักและรุ่งเรือง คนผู้หนึ่งกลับสามารถมีชีวิตอย่างไร้ความรู้สึกและไร้ความต้องการได้เช่นนี้ ย่อมมีความน่าชื่นชม น่ากลัว น่าทอดถอนใจ และน่าสงสารอยู่หลายส่วนจริงๆ

            “พวกเจ้าช่างกล้าทำเรื่องไร้สาระ!” หลัววั่งโกรธจนอยากจะยกดาบขึ้น แต่กลับถูกเย่เชียนหลางใช้แขนขวางไว้

            ลำคอระคายจนยากจะทน เกรงแต่ว่าเพียงอ้าปากก็จะกลายเป็นเสียงหัวเราะ เขาขมวดคิ้วทั้งสองเล็กน้อย ริมฝีปากปิดแน่น มองโค่วเปียนเฉิงแวบหนึ่งอย่างเย็นชา ก่อนจะสามารถเปล่งเสียงลอดไรฟันออกมาได้หลายคำ “พี่โค่ว...ไม่มากไปหน่อยรึ”

            “เถาเหยา เจ้าเล่นเกินไปแล้ว” น้ำเสียงของโค่วเปียนเฉิงราวกับตำหนิ แต่กลับโอบไหล่ของเถาเหยาเบาๆ แล้วดึงนางเข้ามาหาตัว อาจจะเพื่อปกป้องนาง หรือเพื่อป้องกันไม่ให้นายกองหลัวผู้มีใบหน้าเหี้ยมเกรียมซึ่งปรารถนาจะปกป้องเจ้านาย โดยคิดบัญชีกับนางในทันที

            ตานเสี่ยวหู่ซึ่งอยู่บนเวทีไม่เห็นถึงความตึงเครียดของผู้คน กลับได้ยินแต่เสียงเซ็งแซ่ของฝูงชนเบื้องล่างที่โต้ตอบกันไปมา ทั้งคนที่เอะอะ โวยวาย และคุยโม้โอ้อวด ทั้งยังมีคนแช่งดินแช่งฟ้า ด่าพ่อล่อแม่ โดยรวมแล้วคือทนไม่ไหวอยากเห็นโฉมหน้าของสาวงามเต็มที เขาก่นด่าคำหนึ่ง “หยุดโวยวายได้แล้ว! โวยเรียกผีกันอยู่ได้!” จากนั้นใช้ปลายดาบทู่ๆ นั้นแทนไม้มงคล เปิดผ้าแดงที่คลุมศีรษะของคนชุดขาวออก

 

ติดตามต่อได้ในแบบ EBook และรูปเล่มนะคะ