ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ช่างร้ายเหลือ 宦妃天下

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (น 18+) เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
ช่างแสนดี นางเป็นถึงบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินใหญ่แท้ๆ แต่กลับมีชีวิตไม่ต่างกับสาวใช้ในบ้าน! เพราะไร้มารดาคอยกางปีกปกป้อง แต่ละวันซีเหลียงมั่วจึงต้องทนถูกรังแกจากแม่รองและน้องสาวต่างมารดา นางอาศัยอยู่ในบ้านร่วมกับบิดาที่เก่งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ มีท่านย่าที่เย็นชาและเหี้ยมโหด มีญาติพี่น้องมากมายที่หวังจะเหยียบนางให้จมดิน ชีวิตของคุณหนูใหญ่ผู้นี้จะว่าต่ำต้อยแต่นางก็คือบุตรสาวคนโตของแม่ทัพใหญ่ จะว่าสูงส่งแต่ก็ถูกบ่าวรับใช้ในจวนด่าทอถากถางได้อย่างไม่ยำเกรง ไม่มีใครสนใจ ไร้คนไยดี แม้กระทั่งโดนกลั่นแกล้งจนตายไปตั้งแต่เมื่อใดยังไม่มีใครในบ้านรู้! ช่างร้ายเหลือ ยืมดาบฆ่าคนเป็นท่าไม้ตายที่นางใช้ประจำ! ผู้ช่วยสาวตัวร้ายของนักการเมืองอันดับหนึ่ง จู่ๆ ก็ตื่นขึ้นมาในร่างผ่ายผอมใกล้ตายของคุณหนูซึ่งไม่เป็นที่รักของใคร ด้วยความที่อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างเรียบง่ายนางจึงเก็บตัวอย่างเงียบเชียบ แต่คนรอบด้านกลับไม่ยอมให้นางอยู่ดีมีสุข สงสัยคนบ้านนี้ ‘ดอกไม้ไม่ชอบ ชอบก้อนหิน’ งานนี้สกิลเก่าๆ เลยถูกเอามาใช้! ไม่อยากจะบอกว่าเรื่องยุแยง ซ่องสุม วางเพลิง นางถนัดนักล่ะ!

บทนำ

ช่างแสนดี

            นางเป็นถึงบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินใหญ่แท้ๆ แต่กลับมีชีวิตไม่ต่างกับสาวใช้ในบ้าน!

            เพราะไร้มารดาคอยกางปีกปกป้อง แต่ละวันซีเหลียงมั่วจึงต้องทนถูกรังแกจากแม่รองและน้องสาวต่างมารดา นางอาศัยอยู่ในบ้านร่วมกับบิดาที่เก่งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ มีท่านย่าที่เย็นชาและเหี้ยมโหด มีญาติพี่น้องมากมายที่หวังจะเหยียบนางให้จมดิน ชีวิตของคุณหนูใหญ่ผู้นี้จะว่าต่ำต้อยแต่นางก็คือบุตรสาวคนโตของแม่ทัพใหญ่ จะว่าสูงส่งแต่ก็ถูกบ่าวรับใช้ในจวนด่าทอถากถางได้อย่างไม่ยำเกรง

            ไม่มีใครสนใจ ไร้คนไยดี แม้กระทั่งโดนกลั่นแกล้งจนตายไปตั้งแต่เมื่อใดยังไม่มีใครในบ้านรู้!

 

ช่างร้ายเหลือ

            ยืมดาบฆ่าคนเป็นท่าไม้ตายที่นางใช้ประจำ!

            ผู้ช่วยสาวตัวร้ายของนักการเมืองอันดับหนึ่ง จู่ๆ ก็ตื่นขึ้นมาในร่างผ่ายผอมใกล้ตายของคุณหนูซึ่งไม่เป็นที่รักของใคร ด้วยความที่อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างเรียบง่ายนางจึงเก็บตัวอย่างเงียบเชียบ แต่คนรอบด้านกลับไม่ยอมให้นางอยู่ดีมีสุข สงสัยคนบ้านนี้ ‘ดอกไม้ไม่ชอบ ชอบก้อนหิน’ งานนี้สกิลเก่าๆ เลยถูกเอามาใช้!

            ไม่อยากจะบอกว่าเรื่องยุแยง ซ่องสุม วางเพลิง นางถนัดนักล่ะ!

สารบัญ

บทที่ 1.1 ซีเหลียงมั่ว

          ...พี่ชายรอง

          ใต้แสงเทียนสลัว ซีเหลียงมั่วตัวสั่น ก้าวถอยหลังลนลาน สีหน้าหวาดผวา

          คนที่อยู่เบื้องหน้าเห็นก็ยิ่งรุกคืบ ใบหน้าบุรุษที่เดิมทีหล่อเหลาบัดนี้กลับหม่นคล้ำดุจปีศาจ ริมฝีปากแสยะยิ้ม จ้องตรงไปยังหญิงสาวที่ไม่เหลือทางให้ถอยอีกแล้ว “มั่วเอ๋อ เจ้าเห็นอะไรในห้องหนังสือข้า เจ้าได้ยินอะไรบ้าง?”

          “พี่ชายรอง ข้าไม่เห็น ไม่ได้ยินอะไรเลย” ซีเหลียงมั่วส่ายหน้าสั่นๆ เสียงเบาดุจสายลมโชยผ่านเปลวเทียนให้กระพือไหว นางยืนก้มหน้าไม่กล้าเงย สีหน้าหวาดกลัว จ้องกระบี่ในมือบุรุษตรงหน้าไม่กล้ากะพริบตา

          “ถ้าอย่างนั้น การที่เจ้าปรากฏตัวหน้าห้องข้า...คงเป็นเรื่องบังเอิญสินะ” ชายหนุ่มยิ้มเยาะ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เชื่อ

          ซีเหลียงมั่วสะดุดขาตัวเองล้มลงไปกองกับพื้น เบิกตาโพลง มองแสงกระบี่ขาวระยับดุจหิมะสะท้อนรับกับใบหน้าผอมซีดของตน เรือนร่างผอมบางไหวสะท้านอย่างสิ้นหวัง สีหน้าเหมือนถูกน้ำวนในทะเลสาบดูดให้จมลงสู่ความตายเบื้องล่าง

          ไม่ควร ไม่ควรอย่างยิ่ง นางไม่ควรเอาใจคนพวกนี้ด้วยการมาส่งถุงหอมที่นี่เลย! ตอนนี้เลยต้องมารับกรรมที่ไม่ได้ก่อ นางไม่ได้เห็นอะไรสักนิดแต่กลับต้องเอาชีวิตมาทิ้ง!

          แสงกระบี่วาววับดุจหิมะ หญิงสาวไม่กล้ามองต่อ รีบหลับตาแน่น

          เพล้ง! ตุ้บ!

          หญิงสาวรับรู้ได้ว่ามีของตกกระทบพื้นข้างตัวแต่ไม่กล้าลืมตา พลันเสียงร้อนรนคุ้นหูก็ดังขึ้นใกล้ตัว

          “คุณหนูใหญ่! คุณหนูใหญ่ไม่เป็นไรใช่ไหมเจ้าคะ?”

          ซีเหลียงมั่วลืมตาขึ้นทันที สบตาอีกคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวดุจเดียวกัน “ไป๋เหมย...”

          “คุณหนูใหญ่อย่าร้องเจ้าค่ะ ไม่มีอะไรแล้วนะเจ้าคะ” ไป๋เหมย สาวใช้ข้างกายซีเหลียงมั่วยื่นมือลูบไปตามร่างของนายหญิงอย่างปลอบประโลม ไป๋เหมยกับซีเหลียงมั่วอายุเท่ากัน แต่ด้วยความเป็นบ่าวรับใช้ ชีวิตสอนให้นางแข็งแกร่ง

          ซีเหลียงมั่วได้กลิ่นคาวเลือดสดๆ จึงมองไปเบื้องหน้า เห็นร่างบุรุษนอนกองอยู่มีคราบเลือดเจิ่งนอง นางทั้งตะลึงทั้งหวาดผวา

          “ไป๋เหมย เจ้า...เจ้าทำร้ายพี่ชายรอง!”

          ไป๋เหมยน้ำตาเอ่อ เม้มปากแน่น “คุณหนูใหญ่ พวกเรารีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ ป้าหลิ่วช่วยดูต้นทางให้อยู่ด้านนอก หากถูกพบเข้า พวกเราต้องไม่รอดแน่!”

          ซีเหลียงมั่วได้ยินก็รีบร้อนสวมเสื้อคลุม ไป๋เหมยกล่าวไม่ผิด... พี่ชายรองชื่อเสียงเลวทราม ชอบรังแกบุรุษล่วงเกินสตรีไปทั่ว แม้เป็นนางก็ยากจะรอดพ้นโทษทัณฑ์ ‘ทำร้ายผู้อาวุโสกว่าในตระกูล’ หากเป็นผู้อื่นก่อความผิดนี้อาจมีชีวิตรอดต่อไปได้ แต่นี่เป็นนาง... นางอาจจะถูกตีจนตาย!

          ทั้งสองรีบร้อนเก็บของที่หล่นอยู่ ป้าหลิ่วแม่นมของซีเหลียงมั่วส่งเสียงเร่งมาจากนอกประตู

          “คุณหนูใหญ่รีบไป มีคนมาแล้วเจ้าค่ะ...”

          สองนายบ่าวในห้องรีบวิ่งไปที่หน้าต่างด้านหลัง หน้าต่างบานนี้เป็นหน้าต่างที่มีไว้ระบายอากาศ สำหรับหญิงสาวที่ยังโตไม่เต็มที่นับว่าสูงเกินไป ไป๋เหมยประคองเอวของซีเหลียงมั่วไว้แน่น จากนั้นให้คุณหนูเหยียบบ่าของตนแล้วปีนขึ้นไป

          ขณะที่กำลังขวัญเตลิด ซีเหลียงมั่วพยายามอยู่ครู่หนึ่งจึงปีนขึ้นไปได้ ขณะกำลังหันกลับไปช่วยดึงไป๋เหมย ด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าหลายคู่ ไม่นานก็ได้ยินเสียงจื่ออี้ สาวใช้คนโปรดของคุณชายรองดังขึ้น

          “ป้าหลิ่ว ดึกดื่นป่านนี้มายืนลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าห้องคุณชายรองทำไม เอ๊ะ กลิ่นคาวเลือดมาจากไหนกัน!”

          ป้าหลิ่วที่ยืนอยู่นอกประตูตอบกลับอย่างหวาดกลัว “แม่นางจื่ออี้...เรื่องนี้...” นานครู่ใหญ่ก็ยังพูดจาฟังไม่ได้ความ จื่ออี้เสียงดังอย่างโกรธจัด

          “นังแก่เลอะเลือน เจ้ากล้าขวางทางคนอย่างข้ารึ ยังไม่หลบไปอีก!” พูดจบก็หันไปชี้นิ้วสั่งให้ผู้คุมกฎหญิงที่มีร่างกายใหญ่โตดึงป้าหลิ่วให้พ้นไปจากหน้าประตู

          นอกประตูกำลังวุ่นวาย ส่วนด้านในห้อง ซีเหลียงมั่วกำลังดึงไป๋เหมยอย่างลนลาน ทว่าดึงเท่าไรก็ดึงไม่ขึ้น จู่ๆ ไป๋เหมยก็มีสีหน้าแข็งกร้าว ชักมือกลับ เม้มริมฝีปากแน่นแล้วถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เงยหน้ามองซีเหลียงมั่ว “คุณหนูใหญ่ ท่านรีบไปเถอะ หากไม่ไปจะไม่ทันแล้ว ที่เหลือข้าจะแบกรับไว้เอง!”

          ใบหน้าเรียวเล็กของซีเหลียงมั่วพลันเปลี่ยนเป็นขาวซีด มองไป๋เหมยอย่างตกตะลึง “เจ้าพูดอะไร...”

          ใบหน้ากลมเล็กของสาวใช้ดูหนักแน่นแน่วแน่ ดูไม่สมกับอายุที่ยังน้อยสักนิด

          “คุณหนูใหญ่ ท่านเคยช่วยชีวิตไป๋เหมยมาจากคุณหนูรอง ไป๋เหมยกับแม่ย่อมไม่อาจทนเห็นท่านเกิดอันตรายได้ นับจากนี้ไป๋เหมยไม่อาจปรนนิบัติอยู่ข้างกายคุณหนูใหญ่แล้ว หวังเพียงแค่คุณหนูใหญ่จะอยู่รอดปลอดภัย” สาวใช้ผู้ภักดีพยายามบีบเค้นรอยยิ้มสุดท้าย ก่อนจะยื่นมือมาปิดหน้าต่างบานนั้นจนแน่นสนิท!

          ซีเหลียงมั่วที่ขวัญผวายังไม่ได้สติกลับคืน ไม่ทันจะได้พูดอะไรก็ล้มลงไปด้านนอกสวน นางรีบร้อนตะเกียกตะกายขึ้นมาใหม่ น้ำตาคลอเบ้า ปีนกลับมายังหน้าต่างอย่างไม่คิดชีวิต ได้ยินเพียงเสียงโกลาหลดังออกมาจากภายในห้องนั้น

          “คุณชายรอง!”

          “มีคนตาย! ช่วยด้วย!”

          เสียงแห่งความโกรธดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องด้วยความทรมานและเสียงร้องขอความเมตตาของป้าหลิ่ว ซีเหลียงมั่วตัวแข็งทื่อ พอได้สติก็ค่อยๆ คลานถอยห่างออกมา จากนั้นก็ล้มลุกคลุกคลานวิ่งหนีไปทันที

          ซีเหลียงมั่วหนีกลับมายังเรือนเก่าของตนที่อยู่ห่างออกไป นางกำลังหวาดกลัวอย่างที่สุด หญิงสาวรีบถอดเสื้อผ้าเปื้อนเลือดออกแล้วโยนทิ้งลงบ่อน้ำ ดวงตาจับจ้องไปยังเสื้อผ้าที่ตากแห้งอยู่ตรงหน้า นางกระชากชุดลงมาแล้วลงมือเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเร่งรีบ ฉับพลันประตูเรือนก็ถูกถีบเปิดเข้ามาอย่างแรง

          ซีเหลียงมั่วถอยหลังด้วยความตกใจ แต่กลับสะดุดถังไม้ที่อยู่ด้านหลังจนล้มลงไปกองกับพื้น

          คนที่เดินนำหน้าเข้ามาคือจื่อเย่สาวใช้ข้างกายหานฮูหยิน นางยืนกอดอกนิ่งอย่างสง่างามในชุดกระโปรงยาวสีม่วง ผ้าคาดเอวสีเงินปักลายดอกไม้ เข้ากับใบหน้ารูปไข่กลมอิ่มดุจจานหยกของนางยิ่งนัก ท่าทางนางเหมือนคุณหนูในจวนเสียยิ่งกว่าซีเหลียงมั่ว

          จื่อเย่เห็นท่าทางเช่นนี้ของซีเหลียงมั่วจนชินตา คุณหนูใหญ่มักหวาดผวาเวลาต้องพบหน้าผู้คน จึงไม่ได้รู้สึกสงสัยอะไร ได้แต่ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงเย็น

          “มั่วเจี่ย ฮูหยินรองเชิญท่านไปพบเจ้าค่ะ”

          ในจวนจิ้งกั๋วกง1 แห่งนี้ นอกจากไป๋เหมย ป้าไป๋ ป้าหลิ่วที่เป็นแม่นมของซีเหลียงมั่วและบ่าวรับใช้ที่ทำงานหนักอย่างไป๋หรุ่ยแล้ว ก็ไม่มีใครเรียกซีเหลียงมั่วว่าคุณหนูใหญ่ แม้นางจะเป็นบุตรสาวคนโต ซ้ำยังเป็นบุตรสาวแท้ๆ ของฮูหยินใหญ่

          ซีเหลียงมั่วใบหน้าซีดเผือด กัดริมฝีปากแน่น ส่งเสียงถามออกไปอย่างครั่นคร้าม

          “พี่จื่อเย่ ฮูหยินรองเรียกข้ามีเรื่องอะไร คืนนี้ก็ดึกดื่น...”

          จื่อเย่ตัดบทอย่างเบื่อหน่าย “ตามพวกข้าไปก็พอ”

          ในฐานะที่เป็นสาวใช้ข้างกายของฮูหยินรองผู้ดูแลตระกูล ใบหน้าของจื่อเย่จึงสะท้อนมารยาทที่ไม่เคร่งครัดหรือนอบน้อมให้ใคร แม้นางจะไม่เคยปกปิดสีหน้าดูหมิ่นเหยียดหยามคุณหนูผู้ไม่เป็นที่รักคนนี้ ไม่เคยรังแกนางออกนอกหน้าเช่นเดียวกับบ่าวคนอื่นๆ แต่ผู้คุมกฎหญิงและบรรดาบ่าวรับใช้ข้างกายจื่อเย่กลับทำตัวเหมือนเสือเหมือนหมาป่า เอาแต่จ้องหาเรื่องซีเหลียงมั่วด้วยกันทั้งนั้น

          ในใจซีเหลียงมั่วให้หวั่นไหวนัก นางทำได้เพียงพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วเร่งฝีเท้าขึ้นหน้ามาอยู่ข้างจื่อเย่

          จื่อเย่หันมาส่งสัญญาณให้คนที่ติดตามมา ผู้คุมกฎหญิงนำหน้าบ่าวรับใช้บุกเข้าไปในเรือนของซีเหลียงมั่ว จากนั้นก็ค้นข้าวของกระจัดกระจาย

          เจ้าของเรือนหวาดกลัวจนใจตกไปอยู่ที่เท้า หากมีคนพบเสื้อผ้าขาดวิ่นชุ่มเลือดของนางตัวนั้นเข้าละก็ นางคง...

บทที่ 1.2 ซีเหลียงมั่ว

          ผ่านไปครู่หนึ่ง บ่าวรับใช้กลับออกมา หันมองจื่อเย่แล้วส่ายหน้า จื่อเย่หันมองซีเหลียงมั่วด้วยสายตาเยือกเย็น จากนั้นก็เดินมุ่งหน้าไปยังเรือนของฮูหยินรอง ซีเหลียงมั่วถอนหายใจโล่งอก พลางเหลือบมองบ่อน้ำนั้นแวบหนึ่ง เชื่อว่าเสื้อเปื้อนเลือดตัวนั้นคงจมลงไปถึงก้นบ่อแล้ว ย่อมไม่มีใครได้เห็นอีก...

          พอมาถึงเรือนของฮูหยินรอง นางก็เห็นบรรดาบ่าวรับใช้อาวุโส เห็นแม้แต่บ่าวไพร่ที่นานๆ จะมาปรากฏตัวในเรือนนี้สักครั้ง ต่างพากันยืนสีหน้าหม่นคล้ำ แม้คนจะเต็มเรือนแต่กลับไร้เสียงพูดคุย ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าเบาๆ ชวนให้บรรยากาศอึดอัดยิ่งขึ้น

          ซีเหลียงมั่วตัวสั่นสะท้าน ก้มหน้าเดินตามจื่อเย่เข้าไปในห้อง

          เกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ นอกจากจิ้งกั๋วกงที่ตามเสด็จไปพระราชวังฤดูร้อนกับฮูหยินใหญ่ที่ปฏิบัติธรรมละทางโลกมานานแล้ว คนอื่นๆ ก็มาอยู่ที่นี่กันหมด คนที่นั่งอยู่เบื้องบนทางด้านขวาคือผู้ที่กุมอำนาจของจวนนี้ อยู่เหนือฮูหยินทั้งหมด... นางคือฮูหยินรอง--หานฮูหยิน

          หานฮูหยินมาจากตระกูลใหญ่มีชื่อ ในตระกูลมีสองคนที่ได้เป็นถึงอดีตฮองเฮาและมีผู้ที่ได้รับตำแหน่งสนมอีกนับไม่ถ้วน หานฮูหยินมีใบหน้างดงามถึงขั้นนับเป็นหนึ่งในหญิงงามแห่งแคว้น แม้จะอยู่ใน

วัยกลางคนทว่าใบหน้ากลับงดงามไม่ต่างจากยามแรกรุ่น ตอนนี้เกิดเรื่องกับบุตรชายคนที่สอง แต่กลับไม่มีท่าทีโกรธเกรี้ยว ดวงตาทั้งคู่ยังคงเยือกเย็น ซีเหลียงมั่วเห็นแล้วก็อดใจสั่นไม่ได้

          จะโกรธหรือยินดีล้วนไม่แสดงอารมณ์บนใบหน้า คนที่เก็บกดอารมณ์ของตนได้ดีเช่นนี้ยิ่งน่าหวาดหวั่น ซีเหลียงมั่วไม่เคยกล้าผยองต่อหน้าหานฮูหยิน

          ฟ้ายังไม่สาง แสงของหิ่งห้อยกะพริบวาบดุจแสงแห่งภูต ส่องกระทบใบหน้าไร้อารมณ์ของผู้คนที่ยืนเรียงราย ทำให้พวกเขาดูเหมือนฝูงผีน้อยใหญ่ที่ยืนรอคำตัดสินอยู่ในตำหนักพญายม ห้องโถงเงียบสนิท หากมีเข็มเล่มเล็กๆ ตกกระทบพื้นคงได้ยินเสียง

          ยิ่งเป็นเสียงแส้กระทบกับเนื้อหนัง ยิ่งฟังยิ่งชัด

          เสียงนี้ดังอยู่นาน... ซีเหลียงมั่วสั่นสะท้านไม่หยุด ได้แต่ก้มหน้านิ่ง

          ในที่สุดน้ำเสียงเยือกเย็นของฮูหยินรองก็ดังขึ้น “วันนี้เกิดเรื่องในบ้าน ไป๋เหมยนังบ่าวชั่วยั่วยวนเจ้านายไม่สำเร็จ แล้วยังบังอาจฆ่าคน ให้ตีนางสามสิบไม้”

          ซีเหลียงมั่วแอบถอนหายใจโล่งอก สามสิบไม้ หากว่าไป๋เหมยสามารถทนได้บางทีนางอาจรอด

          แต่หานฮูหยินเกิดมีเมตตาขึ้นมาได้อย่างไร... ซีเหลียงมั่วคิดอยากจะตะโกนออกไปว่าพวกนางทำไปเพื่อป้องกันตัว ทว่าสุดท้ายก็ไม่กล้า หากพูดไปสองคนนั้นย่อมไม่รอด ไป๋เหมยยอมเจ็บตัว... ความเสียสละของนางจะให้สูญเปล่าไม่ได้

          สีหน้าท่าทางทุกอย่างของซีเหลียงมั่วย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาคมกริบของหานฮูหยินไปได้ จื่อเย่ประคองถ้วยน้ำชาส่งให้อย่างนอบน้อม น้ำเสียงเยียบเย็นดังขึ้นอีกครั้ง

          “บ่าวชั่วนิสัยป่าเถื่อน หลังตีครบแล้วให้ส่งไปหอนางโลมนอกตระกูล ให้มันเป็นนางโลมไปชั่วชีวิต ส่วนป้าหลิ่วเพราะสอนสั่งไม่เคร่งครัด รวมหัวกันทำร้ายเจ้านาย ลงโทษให้ตีจนตาย ส่วนมั่วเจี่ยเพราะสอนบ่าวไม่เป็น ปล่อยให้บ่าวมาทำร้ายพี่น้อง ให้ไปดูการลงโทษจนเสร็จสิ้น จากนั้นให้ไปคุกเข่าหน้าห้องบรรพชนเพื่อสำนึกผิดทุกวันนานหนึ่งเดือน รอให้นายท่านกลับมาก่อนค่อยจัดการลงโทษอีกครั้ง”

          พอได้ยินคำพิพากษาของหานฮูหยิน ผู้คนตรงนั้นทั้งหมดต่างก็ตกตะลึง เดือนสองที่หนาวเหน็บให้คุกเข่าเพื่อสำนึกผิดหนึ่งเดือน ต่อให้รอดชีวิตก็เกรงว่าขาคงจะพิการแน่ ยังมีหอนางโลมนั่น...จะให้คุณหนูใหญ่ของตระกูลไปเยี่ยมชมการรับโทษของไป๋เหมยที่นั่นหรือ!

          ซีเหลียงมั่วรู้สึกเหมือนน้ำเย็นยะเยือกกำลังไหลอาบลงมาจากศีรษะ

          หอนางโลม... ไป๋เหมยจะถูกส่งไปหอนางโลม!

          นับแต่เล็กแม้ซีเหลียงมั่วจะใช้ชีวิตท่ามกลางบ่าวรับใช้แต่ก็พอได้ยินมาบ้าง จิ้งกั๋วกงกับหานฮูหยินล้วนมาจากตระกูลดีมีชื่อ ด้านนอกจวนมีสนามฝึกสำหรับทหารของจวนจิ้งกั๋วกงพักอาศัยและเป็นสถานที่สำหรับบรรดาแม่ทัพนายกองระดับสูงมาฝึกฝนทหาร โดยทั่วไปแล้วในค่ายทหารมักมีกลุ่มนางโลม และสนามฝึกแห่งนี้ก็มีหอนางโลมเช่นกัน หญิงสาวที่เป็นนางโลมไม่อาจถอนตัวเป็นอิสระจนวันตาย ส่วนใหญ่จะมีอายุไม่เกินสามสิบ ไป๋เหมยกับป้าหลิ่วที่ดูแลนางมาแต่เล็กต้องลงเอยอย่างน่าเวทนาเช่นนี้หรือ

          ซีเหลียงมั่วส่งเสียงร้องออกไปอย่างตกตะลึงพร้อมลงไปคุกเข่าที่พื้น เสียงโขกศีรษะดังขึ้นไม่หยุด น้ำตาหลั่งรินออกมาดุจสายฝน

          “ฮูหยินรอง ข้าขอร้องท่าน เห็นแก่ที่ป้าหลิ่วอยู่ปรนนิบัติข้างกายฮูหยินผู้เฒ่ามาหลายปี ต่อให้ไม่มีความชอบก็ถือว่ามีความพากเพียร ได้โปรดเปลี่ยนการลงโทษด้วยเถิด ข้าขอร้อง”

          เดิมป้าหลิ่วเป็นสาวใช้ที่ติดตามฮูหยินใหญ่--หลานฮูหยิน มารดาของซีเหลียงมั่วมาตั้งแต่เมื่อครั้งแต่งงานเข้าตระกูลซีเหลียง ต่อมาเพราะมีฝีมือด้านการทำแป้งหอมอย่างหาตัวจับได้ยากจึงเป็นที่ถูกใจของฮูหยินผู้เฒ่านัก หลานฮูหยินจึงได้มอบป้าหลิ่วให้แก่ฮูหยินผู้เฒ่า ป้าหลิ่วปรนนิบัติรับใช้ฮูหยินผู้เฒ่านานหลายปี จนกระทั่งหลานฮูหยินละทางโลกมุ่งปฏิบัติธรรม ฮูหยินผู้เฒ่าจึงให้ป้าหลิ่วมาคอยดูแลซีเหลียงมั่วที่ยังเป็นทารกน้อยในห่อผ้า

          ราตรีอันเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงโขกศีรษะกระทบพื้นดังสนั่นดุจรัวกลอง แม้แต่หางตาของหานฮูหยินก็ไม่ได้ชายลงมามอง นางได้แต่วางท่าดื่มน้ำชาอย่างชนชั้นสูง จนกระทั่งซีเหลียงมั่วหน้าผากอาบเลือด นางก็เพิ่งจะยกนิ้วชี้อันขาวสะอาดดีดไปที่ถ้วยชา แล้วกล่าวเสียงเรียบ

          “กฎก็ต้องเป็นกฎ นายท่านเป็นผู้นำกองทัพทหาร บ้านเรือนวงศ์ตระกูลของตัวเองก็ต้องดูแล ไม่ว่าทหารหรือคนในบ้านล้วนต้องอยู่ภายใต้กฎ เมื่อทำผิดก็ต้องถูกลงโทษตามกฎไม่มีละเว้น ซ้ำกฎนี้ยังเป็นกฎที่ฮูหยินใหญ่เป็นคนกำหนดขึ้นเอง คุณหนูใหญ่คิดจะขัดคำสั่งของมารดาหรือ?”

          “ข้าไม่ได้...ข้า...” ซีเหลียงมั่วโขกศีรษะจนสมองพร่าเลือน ไร้คำพูดต่อกร

          น้ำเสียงของหานฮูหยินพลันเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น “ไม่ได้อะไร! หรือเจ้าคิดว่าบ่าวที่ฆ่าเจ้านายเทียบไม่ได้กับชีวิตพี่ชายในไส้ของตัวเอง ขัดคำสั่งบิดามารดาถือว่าอกตัญญู หลบซ่อนปิดบังฆาตกรถือว่าไร้น้ำใจ จวนจิ้งกั๋วกงของข้าเลี้ยงดูหญิงสาวที่อกตัญญูไร้น้ำใจอย่างเจ้าไว้ได้อย่างไรกัน!”

          จิ้งกั๋วกงถือกำเนิดมาจากตระกูลที่เก่าแก่ที่สุดของราชสำนัก นั่นคือตระกูลซีเหลียง ยึดถือกฎระเบียบเคร่งครัด เขานำทหารเข้าร่วมกองทัพแล้วก็ควบคุมกองทหารด้วยระเบียบวินัยจนมีชื่อเสียงระบือไกล หากต้องเสียชื่อเสียงด้วยเหตุนี้ ต่อให้เป็นบุตรหรือธิดาที่เขาแสนรัก ล้วนแล้วแต่ต้องรีบคุกเข่ารับโทษจากตระกูลทั้งนั้น แล้วคนที่ไม่เป็นที่รักใคร่อย่างซีเหลียงมั่วเล่า

          เห็นซีเหลียงมั่วถูกลากออกไป ฮูหยินรองก็ลุกขึ้นยืน “แต่ละคนก็แยกย้ายไปได้แล้ว หากท่านหมอหลวงตรวจคุณชายรองเสร็จแล้ว ให้เชิญไปที่เรือนของข้าด้วย”

          “เจ้าค่ะ / ขอรับ” บรรดาผู้คนตรงนั้นส่งเสียงขานรับอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็แยกย้ายไปด้วยใจหดหู่ ฮูหยินรองเป็นคนโทสะรุนแรง เวลาลงโทษใครก็มักจะยกเอากฎระเบียบใหญ่โตมาอ้าง ฐานะของซีเหลียงมั่วในจวนแห่งนี้ไม่เป็นที่ยอมรับนัก พอเกิดเรื่องขึ้นก็เหมือนกับนางเดินผ่านฉากละครฉากหนึ่งเท่านั้น

          ตอนนี้ละครจบแล้ว

          เที่ยงคืน ปุยหิมะปลิวว่อน โชคดีที่ผู้คุมกฎยังคำนึงว่าซีเหลียงมั่วมีฐานะเป็นคุณหนูใหญ่จึงให้นางคุกเข่าอยู่ด้านนอกห้องเล็กห้องหนึ่งแทน

          ภายในห้องนั้นมีตะเกียงส่องสว่าง มีเสียงคร่ำครวญของสตรีดังออกมาจากด้านในไม่หยุด ฟังแล้วชวนรันทดไม่ต่างจากลมเหมันต์เดือนสอง ซีเหลียงมั่วที่คุกเข่าอยู่ด้านนอกได้ยินชัดเจน สองตาพลันพร่าเลือน น้ำตาไหลริน ในหัวของนางมีแต่ภาพดวงตาหมดหวังของไป๋เหมยกับใบหน้าเหี่ยวย่นของป้าหลิ่ว

          แต่ไรมานางไม่เคยรู้สึกหมดหวังเช่นนี้มาก่อน หญิงสาวคุกเข่าจนเข่าทั้งสองแข็งชา ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด พลันได้ยินเสียงบุรุษด้านในส่งเสียงออกมาอย่างหยาบคาย “ยังไม่ลากนังโสเภณีซังกะตายนี่ออกไปเสียทีเล่า จะถูกส่งไปหอนางโลมแล้วยังมาทำเป็นวีรสตรีรักษาพรหมจรรย์อะไรอีก!”

          ไม่นานนักประตูห้องเล็กก็ถูกเปิดออก ทหารร่างใหญ่สองนายเดินออกมา เขามองไปยังผู้คุมกฎหญิงก่อน จากนั้นก็มองซีเหลียงมั่วที่คุกเข่าอยู่บนพื้นแล้วส่งเสียงหัวเราะน่ารังเกียจ เผยให้เห็นฟันเป็นคราบเหลือง ท่าทางเหล่าทหารคงรู้ว่าคนที่คุกเข่าอยู่เป็นใครจึงไม่ล่วงเกินนาง พวกนั้นเดินออกมาจากห้องพร้อมกับลากเสื่อผืนหนึ่งออกมาด้วยท่าทางเกียจคร้าน

          ซีเหลียงมั่วเหม่อมองดูเสื่อม้วนนั้นถูกลากออกไปไกล ลมหนาวพัดมาระลอกหนึ่งทำให้เสื่อด้านหนึ่งเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าช้ำเลือดช้ำหนองที่อาบไปด้วยคราบน้ำตาของสตรี ดวงตากลมโตคู่นั้นเหม่อมองท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมาย ราวกับจะฟ้องสวรรค์ว่าตนตายอย่างไม่เป็นธรรม

          ซีเหลียงมั่วกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ลมหายใจแทบหยุดนิ่ง

          “ไป๋เหมย...”

บทที่ 1.3 ซีเหลียงมั่ว

            สามเดือนต่อมา

          ลมใบไม้ผลิเดือนห้าพัดมาเยือน ดอกชบาหินในจวนจิ้งกั๋วกงกำลังออกดอกสะพรั่ง สตรีในจวนมักชอบมาเดินเล่นในสวนดอกไม้ ทว่าวันนี้ในสวนดอกไม้กลับมีเสียงด่าทอเอ็ดตะโร

          “สาวใช้อย่างเจ้าอาศัยแค่ได้เป็นเมียปรนนิบัติรับใช้อยู่ในห้องคุณชายสี่ ยังไม่นับเป็นฮูหยินลำดับล่างด้วยซ้ำ กล้ายกตนข่มข้าเชียวรึ!” สตรีผู้นี้มีน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวทว่ายังคงเปี่ยมเสน่ห์น่าฟัง คำด่าของนางทำให้ผู้ถูกด่าหน้าดำหน้าแดงอย่างอับอายและโกรธนัก

          บรรดาสาวใช้ในเรือนต่างมองไปยังต้นกำเนิดเสียง เห็นสตรีสองนางยืนอยู่ข้างต้นชบาหิน บรรยากาศตึงเครียดทว่าไม่มีใครกล้าออกไปห้ามปราม เพราะคนที่กำลังส่งเสียงก่นด่าอยู่นั้นคือลู่เชี่ยวสาวใช้ของคุณหนูสี่ที่หยิ่งผยอง นางเองก็เหมือนเจ้านาย นิสัยจัดจ้านเผ็ดร้อนเป็นที่รู้กันทั่ว ส่วนคนที่ถูกด่าคือจื่อหลานสาวใช้ที่คุณชายสี่รักและถนอมมากที่สุด ท่าทางอ่อนแอบอบบาง แต่ก็ใช่ว่าใครจะมารังแกนางได้ง่ายๆ

          “ลู่เชี่ยว เจ้ากล้าบอกไหมว่าเจ้าไม่ได้หยิบแป้งบงกชหิมะของข้าไป เจ้าขโมยของข้าแล้วยังกล้าด่าข้าอีกรึ?” ใบหน้าที่ขาวดุจหิมะของจื่อหลานตอนนี้เปลี่ยนเป็นแดงก่ำ สองตาเบิกโพลงด้วยไฟโทสะ ทว่ากลับยิ่งดูมีเสน่ห์ ใครก็รู้ว่านางคือคนของคุณชายสี่ สาวใช้ที่ปรนนิบัติเจ้านายในฐานะเมียบ่าวย่อมต้องสูงกว่าสาวใช้ธรรมดาหนึ่งขั้น ลู่เชี่ยวกลับไม่เคยไว้หน้านาง ชอบตั้งตนเป็นศัตรูกับนางเรื่อยมา

          ลู่เชี่ยวสองมือเท้าเอว ท่าทางเหมือนกาน้ำชามีหูจับไม่มีผิด แค่นเสียงเย็นชาดูถูก

          “เชอะ! วางท่าเป็นนังปีศาจจิ้งจอกเชียวนะ คิดจะให้ใครดูกัน แป้งบงกชหิมะนั่นข้าไปเอามาจากมั่วเจี่ยต่างหาก เกี่ยวอะไรกับเจ้า มาโยนความผิดกันง่ายๆ ระวังข้าจะฉีกปากเจ้าซะ!”

          ระหว่างที่สองสาวห้ำหั่นกันสุดฤทธิ์ เงาร่างสีขาวสง่างามเงาหนึ่งกำลังเร้นกายท่ามกลางมวลบุปผา มองดูการวิวาทที่เกิดมาจากแป้งตลับเล็กๆ ตลับเดียวอย่างพอใจ ตอนนี้ก็รอเพียงตัวละครที่สำคัญที่สุดก้าวขึ้นเวที

          อย่าทำให้ข้าต้องผิดหวังเชียวนะ

          แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่นานนัก ขณะที่จื่อหลานกำลังโกรธจนแทบจะกระโจนเข้าไปฉีกเนื้อลู่เชี่ยว น้ำเสียงอ่อนโยนทว่าทรงอำนาจเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

          “มีเรื่องอะไรกัน ควรแล้วหรือที่พวกเจ้าจะมาเอ็ดตะโรในสวนแห่งนี้?”

          ผู้คนที่กำลังดูฉากเด็ดพอหันหน้ามามอง ต่างก็พากันก้มหน้าทำความเคารพอย่างนอบน้อม

          “ท่านหญิง”

          รอจนกระทั่งเห็นคนที่อยากจะให้มาเข้าฉากปรากฏตัว สตรีชุดขาวก็คลี่ยิ้ม สตรีที่มาใหม่เดินนำสาวใช้หกนางมาอย่างเชื่องช้า สีหน้าเย็นชา คิ้วเรียวโก่ง ดวงตาเรียวเล็ก ประกายตาเยือกเย็นเหมือนผืนน้ำในสารทฤดู ริมฝีปากบอบบางยิ่งทำให้ดูเหมือนชอบดูแคลนผู้อื่นอยู่เสมอ ยามเอื้อนเอ่ย สองแก้มจะมีลักยิ้มปรากฏ ทำให้คนที่พบเห็นรู้สึกว่าน่ารักไม่น้อย เรือนผมดำขลับเกล้าสูงปักด้วยปิ่นทองรูปหงส์และค้างคาวคู่

ใบหูสองข้างประดับตุ้มหูไข่มุก หญิงสาวสวมกระโปรงลายดอกโบตั๋นสีม่วงอ่อน ดูงามสง่า นางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของจวนจิ้งกั๋วกงที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ อาจเป็นเพราะว่านางคือบุตรสาวของหานฮูหยินผู้กุมอำนาจสูงสุดในจวนก็เป็นได้

          สตรีนางนี้ก็คือท่านหญิงตวนหยาง นามว่า ‘ซีเหลียงเซียน’

          “พวกเจ้าเห็นจวนนี้เป็นตลาดงั้นรึ หรือว่ากฎระเบียบที่นี่เบาเกินไปจนพวกเจ้าไม่กลัวเกรงกันแล้ว!”

          หงอู๋สาวใช้ข้างกายซีเหลียงเซียนก้าวขึ้นหน้า กวาดตามองบ่าวรับใช้ที่มามุงชมฉากสนุกแวบหนึ่ง ทำให้สาวใช้เหล่านั้นหวาดกลัวจนรีบร้อนคารวะแล้วจากไป จิ้งกั๋วกงแม้จะถือกำเนิดในตระกูลซีเหลียง ทว่าหลายปีฝึกวรยุทธ กฎระเบียบในเรือนหาได้เคร่งครัดเฉกเช่นเดียวกับผู้ดีตระกูลอื่น แต่อย่างไรก็ยังรับไม่ได้ที่บรรดาสาวใช้กล้าเอ็ดตะโรใส่กันต่อหน้าเจ้านายเช่นนี้

          “ท่านหญิง จื่อหลานปรักปรำบ่าวเจ้าค่ะ”

          ลู่เชี่ยวกล่าวขึ้นอย่างไม่ยินยอม ซีเหลียงตานเจ้านายของตนเป็นน้องสาวของซีเหลียงเซียน ทั้งคู่ล้วนเป็นบุตรีที่ถือกำเนิดมาจากหานฮูหยินและเป็นบุตรสาวที่รักไม่ต่างกัน ฐานะของลู่เชี่ยวถึงได้สูงส่งไปด้วย ตอนนี้ซีเหลียงเซียนอยู่ตรงนี้แล้ว นางย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือไปแน่

          ซีเหลียงเซียนมองสองสาวใช้แวบหนึ่ง แต่มิได้เอ่ยคำใด

          จื่อหลานน้ำตาคลอเบ้า ท่าทางเหมือนกำลังถูกรังแก ดูไปแล้วช่างน่าสงสาร ทว่ากลับทำให้ดวงตาของซีเหลียงเซียนเป็นประกายเย็นวาบขึ้นมา นางถือกำเนิดในตระกูลใหญ่ให้ความสำคัญกับกิริยามารยาท ย่อมไม่ชื่นชอบการกระทำที่นอกลู่นอกทาง เพียงแต่พี่สี่เป็นบุตรชายซึ่งถือกำเนิดจากอนุภรรยาเป็นที่ชื่นชมของบิดา นางจึงพูดอะไรมากไม่ได้

          ซีเหลียงเซียนนั่งอย่างสง่างามท่ามกลางการปรนนิบัติของบรรดาสาวใช้ อมยิ้มแล้วเอ่ย “ของอะไรถึงคู่ควรให้พวกเจ้าทะเลาะวิวาท ซ้ำยังกล้าส่งเสียงดังต่อหน้าผู้คนทำให้ตัวเองเสียมารยาทที่ดีไปด้วย?”

          จื่อหลานเม้มปากแน่น รีบแย่งโอกาสก้าวขึ้นหน้าก้าวหนึ่งแล้วยื่นตลับแป้งเคลือบตลับหนึ่งมาเบื้องหน้า

          “เป็นแป้งบงกชหิมะตลับนี้เจ้าค่ะ เดิมทีก็หาใช่ของที่มีราคาค่างวดอะไร เพียงแต่เป็นแป้งที่บ่าวสั่งทำขึ้นเอง หลายวันก่อนมันหายไป แล้วบ่าวพักอยู่ห้องเดียวกับลู่เชี่ยว ไม่รู้เหตุใดหลายวันต่อมานางจึงมีแป้งตลับเดียวกัน เมื่อครู่บ่าวจึงแค่ถามนางเท่านั้นเจ้าค่ะ”

          คำพูดนี้มีมารยาทและฉลาดแยบยลสูงส่งกว่าลู่เชี่ยวถึงสองขั้น ซีเหลียงเซียนมองหน้าลู่เชี่ยวที่ยังไม่รู้ตัว สาวใช้คนนี้ก็เหมือนกับน้องสาวนางไม่มีผิด เจ้านายเช่นไรก็มักจะเลี้ยงบ่าวออกมาเช่นนั้น ทั้งตรงไปตรงมาทั้งหยิ่งผยองในอำนาจ ไร้ประโยชน์สิ้นดี นางยื่นมือรับตลับแป้งจากมือจื่อหลาน เป็นตลับสีเขียวเคลือบขาวเล็กๆ แม้จะไม่มีราคาค่างวดแต่ก็ดูงดงามไม่น้อย พอเปิดออกดู พบว่าในนั้นมีแป้งสีเขียวอ่อนเป็นชั้นๆ เนื้อแป้งดูนวลตา มีร่องรอยถูกใช้ไปแล้วบางส่วน บนฝาตลับกดประทับด้วยลายดอกเก๊กฮวยน้อยน่ารักหลายดอก กลิ่นหอมอบอวล ทำให้คนหลงใหลได้ไม่ยาก

          หงเหลียนอดไม่ไหวส่งเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยัน “ก็แค่แป้งตลับเดียว ซ้ำยังเป็นสีเขียวอีก ใช้แล้วให้เหมือนเต่าหัวเขียวไม่มีผิด น่าเสียดายที่พวกเจ้าเป็นถึงสาวใช้คนสนิทของเจ้านาย เหตุใดถึงได้ตาต่ำนักนะ ทำตัวให้สาวใช้คนอื่นหัวเราะเยาะเอาได้”

          ซีเหลียงเซียนเองก็แปลกใจ บรรดาแป้งตลับในจวนก็ล้วนแต่สั่งทำขึ้นทั้งนั้น สาวใช้ทั้งหลายก็มีใช้ไม่ขาดแคลน แม้แป้งตลับนี้จะให้กลิ่นหอมรัญจวนใจ ทว่าสีเขียวเช่นนี้นางไม่เคยเห็นมาก่อน ดูไปแล้วก็หาใช่ของดีมีชื่อ ทำไมถึงต้องตบตีแย่งชิงกันด้วย

          ลู่เชี่ยวเบ้ปาก “พี่หงเหลียนไม่รู้อะไร แป้งตลับนี้แม้ไม่ใช่ของล้ำค่าราคาแพง แต่สรรพคุณล้ำเลิศนักและเป็นแป้งที่เพิ่งทำขึ้นมาใหม่ๆ แค่ใช้เพียงบางๆ ก็ทำให้ผิวพรรณนวลเนียนผุดผ่องกระจ่างตา”

          พอได้ยินดังนั้น ซีเหลียงเซียนกับหงเหลียนก็พินิจใบหน้าของจื่อหลานและลู่เชี่ยวอย่างละเอียด แล้วก็เห็นจริงตามที่สาวใช้บอก ผิวพรรณแต่เดิมของลู่เชี่ยวกับจื่อหลานก็หาใช่จะขาวสะอาดผุดผ่อง ทว่าตอนนี้ดูไปแล้วช่างสดใสขาวกระจ่างดุจสะท้อนแสงได้

          ไม่มีสตรีใดที่ไม่ชื่นชอบแป้งแต่งหน้า ซีเหลียงเซียนถามด้วยความประหลาดใจ “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าแป้งนี้ทำขึ้นมาใหม่ๆ ทำจากที่ไหน?”

          ลู่เชี่ยวกับจื่อหลานสบตากันแวบหนึ่ง ทั้งคู่มีท่าทีลังเล นานครู่ใหญ่จื่อหลานก็ตอบเสียงแผ่ว

          “มั่วเจี่ยเป็นคนทำเจ้าค่ะ”

          พอได้ยินคำว่า ‘มั่วเจี่ย’ ซีเหลียงเซียนก็มีสีหน้าแข็งทื่อ “จริงหรือ ที่แท้ก็ฝีมือมั่วเจี่ย”

          น้ำเสียงนี้ฟังไม่ออกว่ายินดีหรือโกรธเกรี้ยว แต่ทุกคนที่อยู่ในสวนดอกไม้ต่างรู้ดี ฐานะของซีเหลียงมั่วในตระกูลนี้กินอยู่อย่างลำบาก ว่ากันตามลำดับแล้วนางย่อมอยู่เหนือซีเหลียงเซียน เพราะนางเป็นบุตรสาวคนเดียวของฮูหยินใหญ่ ว่ากันตามกฎ นอกจากบุตรชายคนโตแล้วฐานะของนางย่อมสำคัญที่สุด ทว่านับแต่โบราณกาลมาสตรีที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตาผู้อื่นย่อมเป็นที่ติฉินนินทา นับประสาอะไรกับหลานฮูหยินที่เคยปลอมตัวเป็นชายเข้าไปในกองทัพ ก่อเรื่องไว้จนวุ่นวายไปหมด โชคดีที่แม่ทัพหลานไปขอร้องฮ่องเต้ไว้ หลานฮูหยินถึงได้รอดพ้นจากความผิดใหญ่หลวง ซ้ำยังได้แต่งเข้าตระกูลยิ่งใหญ่ของแว่นแคว้น

บทที่ 1.4 ซีเหลียงมั่ว

          ทว่าหลังจากบิดาของหลานฮูหยินซึ่งเป็นแม่ทัพอันดับหนึ่งตายจากไป นางกลับโดดเดี่ยวเหมือนถูกทอดทิ้ง หลานฮูหยินผู้เคยได้รับฉายาหงส์เพลิงที่ยิ่งใหญ่ พอแต่งเข้าตระกูลซีเหลียงก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับราชสำนักอีกเลย หลังจากล้มป่วยก็หันหน้าเข้าสู่ทางธรรม ตัดขาดโลกภายนอกมานานสิบกว่าปี ไม่สนใจไยดีบุตรสาวเพียงคนเดียวของตนแม้แต่น้อย

          ต่อมาหานฮูหยินแต่งเข้าตระกูลโดยมีฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้ แต่งเข้ามาไม่นานก็คลอดบุตรชาย ฐานะจึงเลื่อนขั้นเป็นฮูหยินอันดับสองรองจากหลานฮูหยินเพียงขั้นเดียว นับจากนั้นเป็นต้นมา บรรดาผู้คนต่างก็รู้จักเพียงฮูหยินรองหรือหานฮูหยินแห่งจวนจิ้งกั๋วกง แม้แต่บุตรสาวคนแรกที่นางคลอดออกมายังกลายเป็นบุตรสาวคนสำคัญของตระกูล มีครั้งหนึ่งที่จิ้งกั๋วกงได้รับชัยชนะกลับเมืองหลวง ซีเหลียงเซียนก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์แต่งตั้งเป็นท่านหญิงตวนหยาง

          ส่วนซีเหลียงมั่วที่เกิดปีเดียวกับซีเหลียงเซียนจากมารดาซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่กลับต้องวางตัวลำบาก ตำแหน่งบุตรสาวคนสำคัญของตระกูลถูกแย่งชิงไป ในบัญชีรายชื่อของตระกูลเขียนเพียงว่านางเป็นบุตรสาวของหลานฮูหยิน ไม่รู้ว่านี่คือการกระทำโดยเจตนาหรือไม่ ตอนที่นางยังเล็ก จิ้งกั๋วกงก็พูดคุยกับนางอย่างเย็นชา ดังนั้นนางจึงมักไม่ปรากฏตัวต่อหน้าจิ้งกั๋วกง ทำให้หลายปีมานี้จิ้งกั๋วกงเองแทบจะจำไม่ได้เสียด้วยซ้ำว่าเขามีบุตรสาวคนนี้อยู่

          เมื่อบิดาไม่รัก มารดาไม่สน ซีเหลียงมั่วอยู่ในจวนแห่งนี้จึงเทียบได้กับสาวใช้ระดับสูงเท่านั้น ฐานะนางจึงตกอยู่ในสภาพกึ่งบ่าวกึ่งนายไม่ชัดเจน แต่ว่ากันตามจริงแล้วซีเหลียงมั่วก็ยังคงเป็นพี่สาวใหญ่ หลานฮูหยินก็ยังคงมีชื่อมีตำแหน่งในตระกูล เรื่องนี้จึงทำให้ซีเหลียงเซียนรู้สึกอึดอัดนัก

          “คราวก่อนมั่วเจี่ยคุกเข่าอยู่หน้าห้องบรรพชน ไม่รู้ว่าขาดีขึ้นมาบ้างหรือยัง แต่ตอนนี้กลับสามารถทำแป้งตลับนี้ออกมาได้ คงต้องไปดูให้เห็นด้วยตาสักหน่อยแล้ว” ซีเหลียงเซียนเรียนรู้มาจากหานฮูหยินเจ็ดแปดส่วน ไหนเลยจะไม่รู้ว่าบรรดาบ่าวรับใช้พวกนี้คิดอะไรอยู่ ถือโอกาสนี้ไปดูเรือนของซีเหลียงมั่วเสียหน่อย จะได้ดูด้วยตาตนเองว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่กันแน่

---

            ไป๋หรุ่ยมองเห็นกลุ่มคนที่เดินตรงมาแต่ไกล

          ก็รีบร้อนปิดผ้าม่านสีน้ำเงินหนาแล้วหันไปกล่าวกับสตรีชุดขาวที่กำลังยืนอยู่ข้างหน้าต่างนั้น “คุณหนู มีคนมาเจ้าค่ะ ดูไกลๆ น่าจะเป็นท่านหญิงเจ้าค่ะ”

          ไป๋เหมยกับป้าหลิ่วตายจากไปแล้ว บรรดาฮูหยินที่ดูแลตระกูลทำราวกับลืมไปว่าต้องหาสาวใช้คนใหม่มาให้ซีเหลียงมั่ว ดังนั้นไป๋หรุ่ยที่ทำงานหนักอยู่นอกเรือนจึงต้องเข้ามาปรนนิบัตินางแทน

          มือของซีเหลียงมั่วที่กำลังตำกลีบเกสรดอกไม้หยุดชะงัก

          “มาสิดี...”

          ไม่มาจะสำเร็จได้อย่างไร

          เห็นท่าทางซีเหลียงมั่วตำกลีบเกสรดอกไม้ต่ออย่างเชื่องช้า ไม่มีความกังวลแม้สักนิด ไป๋หรุ่ยก็ให้รู้สึกประหลาดใจ นับตั้งแต่เดือนสองที่เกิดเรื่องขึ้น สาวใช้ที่ปรนนิบัติคุณหนูในเรือนนี้ก็เหลือเพียงตนกับป้าไป๋ที่ทำงานใช้แรงเพียงสองคนเท่านั้น หลังจากคุณหนูถูกบังคับให้ดูการลงโทษแล้ว นางก็ล้มป่วย หลังจากฟื้นขึ้นมาก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่ได้เป็นคนขี้กลัวที่ชอบหลบซ่อนอยู่หลังม่านไม้เหมือนดังแต่ก่อน แม้จะยังพูดน้อย ทว่ากลับมีราศีเยือกเย็นแผ่ซ่านรอบกาย ทำให้คนที่พบเห็นรู้สึกหนาวสะท้านในอก

          ไม่นานนักเสียงวางอำนาจของหงเหลียนก็ดังอยู่หน้าเรือน

“ท่านหญิงมาถึงแล้ว ยังไม่รีบออกมาต้อนรับกันอีก” ไป๋หรุ่ยได้ยินก็รีบเปิดประตูออกไปคารวะซีเหลียงเซียน จากนั้นก็หลบให้ซีเหลียงเซียนก้าวเข้ามาในเรือน

          ซีเหลียงเซียนมองประเมินเรือนหลังเล็ก ที่นี่เทียบกับเรือนบ่าวรับใช้แล้วถือว่าสะอาดกว่า แต่ก็ยังเรียบง่ายไม่แตกต่าง ทว่าเทียบกับเรือนหลานเซียนของนางไม่ได้แม้แต่น้อย รอบเรือนปลูกดอกไม้ประจำสี่ฤดูไว้ประปราย เปรียบกับก่อนหน้าแล้วก็ถือว่ามีสง่าราศีขึ้นหลายส่วน น่าประหลาดจริง ปีก่อนที่นางผ่านมายังเรือนหลังนี้จำได้ว่าเป็นเรือนที่ดูเก่าและทรุดโทรมมาก ซ้ำมีกลิ่นเหม็นอับลอยออกมาด้วย หลังจากเกิดเรื่องในเดือนสองแล้วก็ควรที่จะไม่มีคนมาใส่ใจดูแลถึงจะถูก ทำไมถึงได้เปลี่ยนมาเป็นมีชีวิตชีวาเช่นนี้ได้

          “เหตุใดวันนี้ท่านหญิงถึงมีใจมาเยือนที่นี่ได้ เรือนของข้าเก่ามาก เกรงว่าจะทำให้ท่านหญิงต้องลำบากแล้ว” ซีเหลียงมั่วกล่าวอย่างนอบน้อมแล้วส่งถ้วยชาให้

          สาวใช้รีบเข้ามารับถ้วยชาแทนซีเหลียงเซียน หญิงสาวที่มีสถานะกึ่งบ่าวกึ่งนายจะมีชาดีดื่มได้อย่างไร ท่านหญิงย่อมลำบากใจที่จะรับไว้แน่

          “ได้ยินว่ามั่วเจี่ยทำแป้งสูตรใหม่ขึ้นมา ดูท่าแล้วขาของเจ้าคงดีขึ้นมาก แต่น่าเสียดายจนป่านนี้พี่ชายรองยังไม่ฟื้น” ซีเหลียงเซียนหัวเราะด้วยน้ำเสียงแฝงนัยเยือกเย็น พลางจ้องซีเหลียงมั่วไม่วางตา

          ซีเหลียงมั่วก้มหน้าต่ำ ตอบกลับเสียงเบา “ขอบคุณท่านหญิงที่เป็นห่วง หลายวันมานี้ขาข้ายังไม่ดีขึ้นสักเท่าไร แม้จะสามารถลงจากเตียงได้ แต่ก็เพียงเดินไปมาในเรือนนี้เท่านั้น แต่ละก้าวก็ช่างเจ็บปวดและเชื่องช้ามาก ดังนั้นจึงได้ปลูกดอกไม้รอบเรือนเพื่อเพิ่มความสดชื่น ไหนๆ ก็ปลูกแล้วจึงมีความคิดว่าน่าจะเอามาทำเป็นแป้งทาหน้าด้วย ในเมื่อท่านสละเวลามาถึงที่นี่แล้ว อยากจะลองชมแป้งหอมของข้าสักหน่อยหรือไม่?”

          คำกล่าวนี้ทำให้ซีเหลียงเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่าทางของซีเหลียงมั่วยังคงนอบน้อมแต่กลับไม่ได้แสดงทีท่าหวาดกลัวเหมือนดังแต่ก่อน ไม่มีท่าทางขี้ตื่นของชนชั้นล่าง

          เดิมทีนางเองก็อยากรู้เกี่ยวกับแป้งที่ซีเหลียงมั่วปรุงขึ้น พอเข้ามาในห้องก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ นางย่อมต้องรับปาก ซีเหลียงมั่วพาซีเหลียงเซียนเข้ามาในห้องด้านข้างที่มีโต๊ะยาวสามตัววางอยู่ บนโต๊ะทางฝั่งขวาของห้องวางขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวและตลับเคลือบไว้จำนวนหนึ่ง ส่วนโต๊ะสองตัวที่อยู่อีกฝั่งวางพวกหินขัด หินตำยากับชามเล็กๆทั้งยังมีของบางอย่างที่ซีเหลียงเซียนเองก็ไม่รู้ว่าคือสิ่งใด

          ท่านหญิงเดินไปยังโต๊ะยาวทางขวาก็เห็นขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวกับตลับเหล่านั้นล้วนแต่มีลวดลายดอกไม้งดงาม ในนั้นมีแป้งสามสีแบ่งเป็น สีเขียว แดง และเหลือง ดูไม่มีราคาค่างวดอะไร ทว่ากลับให้ความรู้สึกงดงามประณีตนัก

          ซีเหลียงมั่วเปิดตลับเคลือบสีขาวที่ประทับตราดอกเหมย ด้านในเป็นผงแป้งละเอียด มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกกุหลาบโชยออกมา ผิวด้านหน้าของแป้งถูกกดทับให้เป็นลายดอกกุหลาบกำลังแย้มบาน ช่างงดงามยิ่งนัก

          สีหน้าของซีเหลียงเซียนที่ปกติไม่ยินดียินร้าย ตอนนี้กลับฉายความรู้สึกบางอย่างออกมา นางเปิดตลับเคลือบตลับอื่นๆ ในนั้นมีแป้งหลากสี ผงแป้งเนื้อเนียนละเอียดมีทั้งสีขาว สีม่วง สีเหลือง สีเหลืองเข้มและสีอื่นๆ อีกมากมาย แต่ละตลับอบอวลไปด้วยกลิ่นบุปผา

          หงอู๋ทนสงสัยไม่ไหวในที่สุดก็เอ่ยถามออกมา “มั่วเจี่ย ของพวกนี้คืออะไร แป้งทาหน้าทำไมถึงมีสีดำสีเทาด้วยเล่า หรือจะเป็นถ่านทาคิ้ว?”

          มองจากหางตาก็เห็นซีเหลียงเซียนมีสีหน้าอยากรู้เช่นกัน เพียงแต่ยังข่มเอาไว้ได้ไม่โพล่งออกมาเหมือนสาวใช้ ซีเหลียงมั่วหัวเราะในใจ

          “หากเป็นถ่านทาคิ้วก็คงไม่ต้องนำมาบรรจุลงตลับ แป้งพวกนี้ล้วนมีไว้ทาหน้า”

          ซีเหลียงเซียนฟังแล้วยากจะเชื่อ ในที่สุดก็ส่งเสียงหยามหยันออกมา “สีเทา สีเหลือง สีม่วงเอามาทาบนใบหน้า จะไม่ตลกรึ?”

          ซีเหลียงมั่วหัวเราะเบาๆ “ของพวกนี้อธิบายยาก ท่านหญิง ไม่สู้ลองให้แม่นางหงอู๋หรือแม่นางหงเหลียนนั่งลงแล้วให้ข้าแต่งหน้าพวกนางให้ดูดีหรือไม่ หากแต่งออกมาแล้วดูไม่ดี แป้งเหล่านี้ก็สามารถใช้น้ำล้างออกได้”

          หงอู๋กับหงเหลียนตะลึงงัน พวกนางถูกหญิงสาวกึ่งบ่าวกึ่งนายเรียกตัวเองว่าแม่นางถือว่าได้หน้าไม่น้อย แม้จะยังไม่เชื่อใจแต่กลับคิดคำปฏิเสธไม่ออก ครั้นหันไปมองซีเหลียงเซียนก็พบว่าดวงตาของเจ้านายกำลังทอประกายเจิดจ้า หงเหลียนที่สีหน้าไม่สู้ดีนักถูกผลักออกมาให้เป็นคนรับเคราะห์ หากใบหน้าของนางถูกแต่งเสียจนอัปลักษณ์ มั่วเจี่ยได้เห็นดีกับนางแน่!

          ซีเหลียงมั่วแม้จะเห็นท่าทางไม่ยินยอมของหงเหลียน ก็ยังคงยิ้มแย้มเชื้อเชิญ

          หญิงสาวหยิบคันฉ่อง แปรงและตลับแป้งออกมาจากลิ้นชัก จากนั้นก็เริ่มบรรจงปัดแต่งใบหน้าหงเหลียนทันที

บทที่ 1.5 ซีเหลียงมั่ว

          ซีเหลียงมั่วเทแป้งหอมออกมาจากขวดเล็กขวดหนึ่ง เกลี่ยทาให้ทั่วใบหน้าจนเนียนเรียบ จากนั้นก็ทาเนื้อแป้งสีม่วงกระจายเป็นวงไปทั่วใบหน้า แล้วค่อยๆ เกลี่ยให้สีเสมอกัน แป้งสีม่วงทำให้ใบหน้าขาวซีดเปลี่ยนเป็นชุ่มฉ่ำดูมีเลือดฝาดขึ้นทันตา ดูแตกต่างจากเดิมที่เคยซีดขาวเพราะใช้แป้งขาวทาหน้า

          หลังจากทาแป้งทั่วใบหน้าจนเนียนดีแล้ว ซีเหลียงเซียนก็เห็นนางใช้ขี้ผึ้งทาปากสีแดงที่มีประกายสีสดใสค่อยๆ แตะแต้มลงที่ริมฝีปากของหงเหลียน จากนั้นก็ใช้แปรงแตะที่ผงสีเทาและเหลืองเล็กน้อยก่อนจะแต่งแต้มที่เปลือกตา คิ้วและปลายจมูก

          ทันใดนั้น สตรีผู้เลอโฉมงดงามเป็นเอก ดูมีชีวิตชีวาดุจบุปผาแรกแย้มก็ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน!

          แม้เดิมทีหงเหลียนจะมีหน้าตาไม่เลวแต่ก็งามเพียงระดับกลางๆ เท่านั้น ทว่าตอนนี้ทั้งดวงตาคิ้วคางกลับเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา สันจมูกที่แต่เดิมไม่สูงนักตอนนี้กลับถูกแต่งแต้มจนโด่งสวยดั่งคันศร ดวงตาก็ทอประกายแวววาว ดูเหมือนสาวน้อยที่อิ่มเอิบไปด้วยความรัก ริมฝีปากแดงสดเปี่ยมเสน่ห์ให้ความรู้สึกเหมือนผลไม้กรอบหวาน ไม่ว่าใครเห็นก็คงอดไม่ได้ที่อยากจะกัดสักคำ

          คนในห้องพากันตกตะลึง สาวใช้คนอื่นของซีเหลียงเซียนต่างแสดงสีหน้าริษยาหงเหลียนอย่างอดไม่ได้

          “คาดไม่ถึงว่าแม่นางหงเหลียนพอได้แต่งหน้าแล้วจะยิ่งงดงามนัก แม่นางเป็นคนมีบุคลิกงามสง่าอยู่แล้ว แต่งหน้าเพิ่มเล็กน้อยก็ทำให้โดดเด่นยิ่งขึ้น”

          คำพูดนี้ทำเอาหงเหลียนเขินอายไม่หยุด สตรีเมื่อได้ยินคำชมมีหรือจะไม่ยินดี เดิมทีนางเป็นสาวใช้ข้างกายท่านหญิงที่แสนจะธรรมดา คุณชายทั้งหลายต่างก็ชื่นชมหงอู๋ หงหาน แต่ไม่เคยชมนาง

          “มิน่าเล่า จื่อหลานกับลู่เชี่ยวถึงได้หวงตลับแป้งที่ได้จากมั่วเจี่ย นับว่าเป็นของดีจริงๆ”

          ซีเหลียงมั่วยังคงมีสีหน้าไม่เปลี่ยน เอ่ยตอบ “ของเล่นพวกนี้ไม่อาจเทียบได้กับของที่ข้าให้พวกนางไป แต่อย่างไรก็ตาม แป้งที่ใช้แต่งในวันนี้ยังสดใหม่เพราะเพิ่งทำเสร็จไม่นาน สามารถใช้บำรุงผิวพรรณ หากว่าแม่นางทุกท่านชื่นชอบ ข้าจะมอบให้คนละเล็กน้อย”

          กล่าวจบก็หยิบตลับแป้งจำนวนหนึ่งส่งให้บรรดาสาวใช้ของซีเหลียงเซียน บรรดาสาวใช้เห็นเจ้านายตนไม่ได้คัดค้านก็รีบรับไปอย่างดีอกดีใจ

          ซีเหลียงมั่วเห็นความเหยียดหยามบนใบหน้าของซีเหลียงเซียนที่ยืนนิ่งเงียบ ในใจก็รู้ว่าท่านหญิงผู้นี้ไม่เห็นนางอยู่ในสายตา แต่มีหญิงใดที่ไม่ชอบแป้งแต่งหน้าบ้างเล่า แป้งที่ทำมาจากของสดใหม่ซ้ำยังบำรุงผิวพรรณเป็นใครก็ต้องอยากได้ เพียงแต่การเอ่ยปากขอเป็นเรื่องที่ทำให้เสียหน้านัก

          ซีเหลียงมั่วรู้ดีว่าต้องทำอย่างไร จึงหันไปเปิดลิ้นชักอีกด้านหนึ่งแล้วหยิบตลับแป้งสามตลับที่ทาทับด้วยทองออกมา ตลับเล็กๆ สองตลับเป็นแป้งทาหน้า ส่วนตลับที่ยาวเรียวเป็นขี้ผึ้งทาปาก ยื่นส่งให้ซีเหลียงเซียน อมยิ้มพลางกล่าวอย่างอ่อนหวานและนอบน้อม

          “วันนี้ข้าช่างมีวาสนาเหลือเกินที่ท่านหญิงมาเยี่ยมเยียนถึงที่นี่ ของเหล่านี้แม้จะไม่มีราคาค่างวด แต่ข้าเพิ่งทำเสร็จเมื่อวาน เป็นแป้งที่ทำขึ้นจากดอกชบาหินและดอกกุหลาบ ส่วนขี้ผึ้งทาปากทำจากแป้งหอมมะลิม่วงผสมรวมกับดอกสุ่ยเซียน ท่านหญิงได้โปรดรับน้ำใจจากข้าด้วยเถิด หากท่านหญิงไม่ใช้ก็เก็บไว้มอบเป็นรางวัลแก่บ่าวไพร่ก็ได้”

          ซีเหลียงเซียนมีใจชื่นชอบแป้งแต่งหน้าพวกนี้ดุจเดียวกับชอบขนมหวาน แต่ก็เกรงว่าพูดออกไปจะเสียหน้า ตอนนี้เห็นซีเหลียงมั่วเอ่ยปาก จึงพยักหน้ายอมรับเบาๆ

          สุดท้ายแล้วซีเหลียงมั่วก็ส่งทั้งหมดกลับไปอย่างนอบน้อม สีหน้าของซีเหลียงเซียนดูดีกว่าตอนขามามากมายนัก ซ้ำยังเลิกล้มความตั้งใจที่จะหาเรื่องไปเสียสิ้น

          “คุณหนูเจ้าคะ ยังดีที่คราวนี้พวกท่านหญิงไม่พบข้อพิรุธใดๆ แต่ขาของท่านจะบาดเจ็บอีกไม่ได้แล้ว ท่านหมอบอกว่าหากบาดเจ็บซ้ำอีก ต่อไปเวลาเดินอาจต้อง... หลังจากนี้พวกเราคอยหลบหน้าพวกนางเสียหน่อยก็แล้วกันนะเจ้าคะ”

          ไป๋หรุ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง ท่านหญิงตวนหยางหยิ่งผยองในฐานะของตน แม้จะไม่รังแกคุณหนูเหมือนกับพวกคุณหนูสี่หรือคุณหนูคนอื่นๆ ในจวน แต่ก็ย่อมไม่ปรารถนาให้นางมีชีวิตที่ราบรื่น

          เห็นเงาหลังของซีเหลียงเซียนจากไปไกล เอวของซีเหลียงมั่วที่โค้งลงกึ่งหนึ่งก็ค่อยๆ ขยับตรง แล้วก้มลงบีบนวดขาที่เจ็บปวดของตน พลางยกยิ้มมุมปาก

          “จะหลบไปทำไม พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น ในเมื่อพี่น้องข้าและฮูหยินทั้งหลายชอบให้มีคนปรนนิบัติรับใช้ทะนุถนอม ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะปรนนิบัติพวกนางเอง วันข้างหน้าคงจะได้เห็นหน้ากันมากกว่านี้”

          ที่ผ่านมานางยังหลบไม่พออีกหรือ นางเคยเป็นถึงผู้ช่วยอันดับหนึ่งของนักการเมืองผู้โด่งดัง แต่ดวงซวยขั้นสุดถึงได้ถูกลักพาตัว ถูกทำร้ายจนสลบหมดสติ พอฟื้นขึ้นมาความซวยก็ยังเกาะติด ต้องมาอยู่ในร่างของคุณหนูยุคโบราณที่ไม่เป็นที่รักของใครเลยสักคน นางซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกระแสธารแห่งอำนาจที่แสนจะโหดร้าย รู้จักสารพัดวิธีที่ใช้ต่อสู้แย่งชิงอำนาจและเงินทอง พอต้องมาอยู่ในร่างนี้ เดิมทีก็ปลงอนิจจังไปแล้ว คิดเพียงแต่จะสะสมเงินทองแล้วปลีกวิเวกด้วยการพาสาวใช้คนสนิทหลบหนีไปอยู่ที่บ้านญาติของป้าหลิ่วที่เจียงหนาน

          แต่ชะตากรรมเป็นสิ่งที่คนไม่อาจเลี่ยง

          ในเมื่อเจ้านายเหล่านี้มองเห็นบ่าวรับใช้เป็นเพียงหุ่นฟาง เป็นที่ระบายอารมณ์ เช่นนั้นนางก็จะทำให้พวกเขาได้รู้กันเสียบ้างว่า หุ่นฟางก็สามารถเอาชีวิตคนได้!

          “คุณหนู…” มองสีหน้าท่าทางเฉยเมยของซีเหลียงมั่วแล้ว ไป๋หรุ่ยก็รู้สึกประหลาดใจ ช่างเป็นสีหน้าที่ทำให้คนเห็นรู้สึกเย็นวาบไปทั้งกาย

          “ใกล้ถึงวันที่จะพูดเรื่องออกเรือนของคุณหนูสี่แล้วสินะ?” ซีเหลียงมั่วถาม

          ไป๋หรุ่ยพยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ ฮูหยินรองเลือกอยู่นาน ล้วนแล้วแต่เป็นคุณชายตระกูลใหญ่ ได้ยินว่าวันมะรืนฮูหยินของใต้เท้าหวังแห่งกองบันทึกประวัติจะมาเป็นคนยืนยันด้วยตัวนางเอง”

          ซีเหลียงมั่วหรี่ตาลง ไป๋หรุ่ยมองสีหน้าคุณหนูของตนอย่างคาดเดาอารมณ์ไม่ถูก “สาวใช้ที่ทำงานเก็บกวาดในเรือนเซียงเสวี่ยของคุณหนูสี่เป็นคนบ้านเดียวกับเจ้าที่พึ่งพาได้ใช่หรือไม่?”

          ไป๋หรุ่ยพยักหน้า พลันซีเหลียงมั่วก็หัวเราะออกมา

          “จากนี้อีกหลายวันก็กินข้าวร่วมกับนางให้บ่อยหน่อยก็แล้วกัน”

---

            วันนี้สาวใช้ที่ทำงานเก็บกวาดในเรือนเซียงเสวี่ยมาหาไป๋หรุ่ย พูดจาสองสามประโยคแล้วก็จากไป

          ซีเหลียงมั่วพาไป๋หรุ่ยไปยังสวนดอกไม้ใหญ่เพื่อเก็บกลีบดอกไม้ ทั้งสองเพิ่งเก็บกลีบดอกกุหลาบได้เพียงครึ่งตะกร้า ก็ได้ยินเสียงแหลมเล็กของสตรีดังจากด้านหลัง

          “มั่วเจี่ย นังสารเลว ยังไม่ไปพบคุณหนูสี่กับข้าอีก!”

          พอได้ยินเสียงก่นด่า มือที่กำลังเด็ดกลีบดอกไม้ของซีเหลียงมั่วพลันชะงัก มุมปากยกยิ้ม ในที่สุดเสียงเรียกที่นางรอคอยก็มาถึง

          พอหันกลับไปมอง ซีเหลียงมั่วก็เห็นเฉิงเย่สาวใช้ของซีเหลียงตาน มาพร้อมกับผู้คุมกฎหญิงร่างใหญ่อีกสองคน สาวใช้ปากกล้ายืนเท้าเอวเหมือนหูกาน้ำชา ท่าทางหยิ่งผยองจ้องตรงมาทางซีเหลียงมั่ว สายตาซีเหลียงมั่วจับจ้องไปยังผู้คุมกฎหญิงที่ในมือถือกระบองไม้ไผ่มาด้วย จากนั้นก็หันไปอมยิ้มกล่าวกับสาวใช้

          “แม่นางเฉิงเย่ เหตุใดถึงมีเวลาว่างมาหาข้าที่นี่ได้?”

          ภาษิตว่าอย่าลงมือกับคนที่ยิ้มรับ เฉิงเย่เห็นซีเหลียงมั่วมีท่าทีแตกต่างไปจากเดิม แต่ก่อนเวลาพบพวกนางมักหวาดกลัวเหมือนหนูเจอแมว ท่าทางเช่นนี้นางไม่คุ้นเอาเสียเลย สาวใช้จึงแสร้งหัวเราะเยือกเย็น “มั่วเจี่ย คนดีไม่มีลับลมคมใน เจ้ายอมรับมาเสียดีๆ ว่าให้คุณหนูสี่ใช้อะไร ไม่เช่นนั้นอย่าโทษว่าข้าลงมือโหดเหี้ยม”

          ซีเหลียงตานนิสัยเย่อหยิ่งจองหอง เวลาโกรธมักตีด่าฆ่าฟันคนรอบข้างอย่างไม่เคยเกรงใจใคร อีกทั้งชอบปกปิดความผิดของตัวเอง บรรดาบ่าวรับใช้ข้างกายก็มีนิสัยเช่นเดียวกับเจ้านาย ไม่เคยเกรงใจคนนอก แล้วซีเหลียงมั่วที่บ่าวก็ไม่ใช่นายก็ไม่เชิง ซ้ำยังเป็นคนที่ซีเหลียงตานเกลียดชังที่สุดจะหลบปัญหาได้หรือ ก่อนหน้านี้การตบตีด่าว่าซีเหลียงมั่วก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

          ซีเหลียงมั่วยิ้มตอบอย่างเยือกเย็น สีหน้างุนงงสงสัย “แม่นางเฉิงเย่พูดเรื่องอะไร ของที่ข้ามี... มีของที่คุณหนูสี่ชอบด้วยหรือ?”

บทที่ 1.6 ซีเหลียงมั่ว

          เฉิงเย่ตวัดสายตาค้อนขวับ “ฮึ หยุดเสแสร้งได้แล้ว! ก็ของสกปรกที่เจ้าส่งให้กับท่านหญิงตวนหยางอย่างไรเล่า ของพวกนั้นทำร้ายคุณหนูของข้าจนไม่สบาย เจ้าก็รู้ว่าอีกไม่กี่วันจะมีงานเลี้ยงเพื่อทาบทามหมั้นหมายคุณหนูของข้า เจ้าทำความผิดใหญ่หลวงเช่นนี้ ฮูหยินรองไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”

          ซีเหลียงมั่วยังคงตีสีหน้าประหลาดใจ “ของสกปรกที่เจ้าว่าพวกนั้น ข้ามอบให้ท่านหญิงไว้ใช้เป็นรางวัลแก่บ่าวรับใช้ ข้าไม่รู้เลยว่าคุณหนูสี่จะเอาไปใช้ ของพวกนั้นมีไว้สำหรับผิวของบ่าวรับใช้ธรรมดา ย่อมไม่เหมาะกับผิวพรรณล้ำค่าของคุณหนูสี่อยู่แล้ว”

          ถึงเฉิงเย่จะเป็นแค่สาวใช้ แต่คำกล่าวนี้นางก็เข้าใจความหมายได้ชัดเจน ของเหล่านั้นเป็นของสำหรับบ่าวรับใช้ เป็นคุณหนูสี่เองต่างหากที่ลดตัวลงไปยุ่งกับของชั้นต่ำ ย่อมไม่อาจกล่าวโทษผู้ใดได้

          เฉิงเย่กลอกตาไปมาอย่างไม่คิดยอมแพ้ นางต้องเอาชนะวาจานี้ของซีเหลียงมั่วให้ได้ “ในเมื่อเจ้ายอมรับแล้วว่าของพวกนั้นเป็นของเจ้า ก็หมายความว่าเจ้าทำร้ายคุณหนูสี่ ยังจะปลิ้นปล้อนไปอีกทำไม! พวกเจ้าจัดการสั่งสอนนังสารเลวนี่เดี๋ยวนี้ ชำระแค้นให้คุณหนูสี่!” พูดจบ ผู้คุมกฎหญิงสองนางนั้นก็เตรียมโผออกมาจับซีเหลียงมั่ว

          ซีเหลียงมั่วไม่มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย เพียงเหยียดยิ้มแล้วเอ่ยเสียงเย็น “กล้ารึ! ข้าก็เป็นเจ้านายคนหนึ่ง คนที่จะลงโทษข้าได้มีแต่ผู้ใหญ่ในบ้านเท่านั้น บ่าวสุนัขอย่างพวกเจ้ากล้าดีอย่างไรมาแตะต้องข้า!”

          แววตาซีเหลียงมั่วพลันเปล่งประกายแห่งอำนาจมองไปยังเฉิงเย่และผู้คุมกฎหญิงทั้งสอง ดวงตาที่จ้องออกไปดูเยือกเย็นดุจอสรพิษ ผู้คุมกฎหญิงทั้งสองตัวสั่นขึ้นมาทันทีจนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง หนึ่งในสองถึงกับมือสั่นจนกระบองหลุดร่วงจากมือ

          “เจ้า!” เฉิงเย่รู้สึกหวาดกลัวดวงตาที่เยือกเย็นดุจป่าทึบของซีเหลียงมั่ว ทว่าพอได้สติก็รู้สึกทั้งโกรธและอายนัก “ยืนนิ่งกันอยู่ทำไม ตีนางเดี๋ยวนี้!” ความรู้สึกเสียหน้าทำให้เฉิงเย่ตะโกนสั่งสองผู้คุมกฎเสียงลั่น แต่พออีกฝ่ายไม่ยอมลงมือก็ก้มหยิบกระบองที่ตกขึ้นมาแล้วเดินปรี่เข้าหาซีเหลียงมั่วเอง หมายจะตีหญิงสาวให้หายเจ็บใจ แต่ยังไม่ทันลงมือก็มีเงาดำผ่านหน้าไปวูบหนึ่ง

          “โอ๊ย!” เฉิงเย่ร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวด นางยกมือลูบศีรษะตนเองแล้วก็ต้องเบิกตากว้างเพราะเห็นเลือดเต็มฝ่ามือ โดยมีตะกร้าตกอยู่ไม่ไกลพร้อมกลีบดอกไม้ที่กระจายเต็มพื้น เฉิงเย่แทบไม่อยากจะเชื่อว่าแค่ตะกร้าดอกไม้เล็กๆ จะตีนางจนเลือดอาบได้ นางโกรธจนขาดสติพุ่งเข้าหาซีเหลียงมั่วทันที “นังสารเลวชั้นต่ำ! กล้าวางท่าเป็นเจ้านายต่อหน้าข้ารึ! ข้าจะตีเจ้าให้ตายแล้วจะทำไม!”

          ทว่ามือของเฉิงเย่ยังไม่ทันได้ตบถูกใบหน้าของซีเหลียงมั่ว น้ำเสียงกรุ่นโกรธเปี่ยมอำนาจก็ดังขึ้น

          “พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน!” เฉิงเย่ชะงักมือแล้วหันหลังกลับไปมองทันที

          ครั้นเห็นหานฮูหยินที่มีสีหน้าแข็งกร้าวประดุจเหล็กกล้าพาสาวใช้และผู้คุมกฎหญิงจำนวนหนึ่งเดินตรงมา เฉิงเย่ดีใจยิ่งนัก รีบร้อนเข้าไปฟ้อง “ฮูหยินรอง ท่านดูสิ มั่วเจี่ยนาง...”

          “หุบปาก!” หานฮูหยินตวาดเสียงโกรธเกรี้ยว พลางมองเฉิงเย่อย่างเยือกเย็น จากนั้นก็หันไปกล่าวกับสตรีด้านหลังอย่างนอบน้อม

          “ขายหน้าเฉินฮูหยินแล้ว เรื่องทั้งหมดล้วนแต่เป็นความผิดของข้าที่ดูแลเด็กๆ ไม่เข้มงวด ขอฮูหยินโปรดอภัย”

          ผู้ที่อยู่ข้างกายหานฮูหยินคือสตรีท่วงท่าสง่างามผู้หนึ่ง อายุราวสามสิบกว่าปี นางคือฮูหยินของใต้เท้าหวังจากกองบันทึกประวัติ นามเฉินซื่อ

          เฉินฮูหยินกวาดตามองความวุ่นวายตรงหน้า สุดท้ายก็มองซีเหลียงมั่วที่ยามนี้นั่งอยู่กับพื้น สีหน้าซีดเผือด ดวงตาเฉินฮูหยินทอประกายแปลกใจและสงสาร จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “ที่แท้สาวใช้ในจวนจิ้งกั๋วกงก็ทำเช่นนี้กับเจ้านายได้ ช่างเปิดหูเปิดตาข้าเสียจริง”

          เฉินฮูหยินเป็นคนเรียบง่าย วันนี้มาเป็นคนรับประกันเป็นแม่สื่อแม่ชักระหว่างหนุ่มสาว นางสวมชุดสีม่วงอ่อนสลับเขียว ความเรียบง่ายเสริมให้ใบหน้าของนางเยือกเย็นขึ้นไปอีกสามส่วน

          หานฮูหยินขมวดคิ้วเล็กน้อย ผู้คนต่างรู้ว่าใต้เท้าหวังเป็นคนแข็งกร้าวเหมือนหิน หัวแข็งยากจะต่อกร วันทั้งวันหากไม่โทษเรื่องนี้ก็เขียนฟ้องเรื่องนั้น เขาไม่ยอมรับสินน้ำใจหรือไว้หน้าใคร บางทีอาจเพราะนิสัยที่เป็นเช่นนี้ ฮ่องเต้ที่ชอบหวาดระแวงและหมกมุ่นอยู่กับการทำยาอายุวัฒนะถึงได้ยอมฟังคำพูดของใต้เท้าหวัง ส่วนเฉินฮูหยินก็มีนิสัยเถรตรงเป็นที่สุด หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงจวนใต้เท้าหวัง หากเขารายงานไปยังฮ่องเต้ว่าจิ้งกั๋วกงปกครองคนในบ้านไม่ดี ทำให้บ่าวรับใช้กล้าเหิมเกริมรังแกเจ้านายในบ้านได้... สามีของนางที่ตอนนี้อยู่ในราชสำนักก็คงมีปัญหาและวางตัวลำบาก

          ฮูหยินรองตัดสินใจรวดเร็วเด็ดขาด นางปรายสองตาเยือกเย็นมองไปยังเฉิงเย่ที่ยังมีสีหน้าได้ใจ ไม่รู้ว่าตัวเองก่อเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว

          “ยังไม่ลากนังบ่าวชั่วนี่ออกไปตีให้ตายอีกรึ!” จากนั้นก็หันไปสั่งผู้คุมกฎที่ยืนอยู่ด้านข้าง

          “บ่าวนิสัยเช่นนี้แสดงว่าบิดามารดาของมันไม่สั่งสอน ให้ขายครอบครัวมันออกไปจากตระกูลข้าให้หมด!”

          ป้าจางอยู่ข้างกายหานฮูหยินมานานหลายปีพลันเข้าใจความหมายของเจ้านายทันที นางเดินเข้ามาหาอย่างนอบน้อมแล้วคุกเข่าคำนับ

          “ล้วนแต่เป็นความผิดของบ่าวเจ้าค่ะ เพราะหลายวันมานี้บ่าวอยู่กับฮูหยิน คอยช่วยจัดการเรื่องงานมงคลของคุณหนูทั้งหลาย และเพราะคุณหนูสี่เป็นคนใจอ่อนมีเมตตาสูงส่ง จึงคิดว่าเฉิงเย่จะมีสำนึกรู้จักผิดชอบชั่วดี รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร ดังนั้นบ่าวขอลงโทษตัวเองด้วยการตัดเงินเดือนสามเดือนเจ้าค่ะ”

          คำกล่าวนี้ทำให้ฮูหยินรองรอดพ้นจากความผิด ซ้ำยังช่วยปัดความผิดที่ซีเหลียงตานปล่อยให้บ่าวมารังแกพี่สาวคนโตออกไปได้อีก และคำกล่าวที่ว่า ‘ใจอ่อนมีเมตตาสูงส่ง’ ก็ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับซีเหลียงตานได้อีกทางด้วย

          ในใจหานฮูหยินนึกยินดีแต่ใบหน้ากลับแสดงความไม่พอใจออกมา “อย่าให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีกเป็นอันขาด หากยังละเลยไม่กวดขันบ่าวไพร่ให้ดี เจ้าก็ไม่สามารถอยู่ข้างกายข้าได้อีกต่อไป!”

          ป้าจางโน้มตัวลงขอบคุณทันควัน พอหันหลังกลับ นางก็สั่งให้บ่าวรับใช้สองคนจับตัวเฉิงเย่ออกไปตีให้ตาย

          เฉิงเย่ยังคงงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจ นางเป็นถึงสาวใช้ข้างกายคุณหนูสี่ เป็นคนที่คุณหนูสี่โปรดปรานมากที่สุด ทำไมถึงถูกลงโทษให้ตีจนตาย แต่พอได้ยินว่าครอบครัวของตนจะถูกขายออกไปจนหมด ในใจก็ให้หวาดผวาได้สติกลับมาทันใด

          “ฮูหยินรอง บ่าวผิดไปแล้ว บ่าวไม่กล้าทำอีกแล้ว...” เฉิงเย่รีบคุกเข่าลงพร้อมกับโขกศีรษะกับพื้นแรงๆ หลายครั้ง ฮูหยินรองก้าวถอยหลังด้วยท่าทีรังเกียจ แต่ป้าจางกลับกะพริบตาส่งสัญญาณให้เฉิงเย่แวบหนึ่ง

          เฉิงเย่ไม่ใช่คนโง่ นางเข้าใจได้ทันที รีบหันไปทางซีเหลียงมั่วจากนั้นก็คลานเข้ามาโขกศีรษะให้ตรงหน้า ซ้ำยังยื่นมือมาจับชายกระโปรงของซีเหลียงมั่วด้วย

          “มั่วเจี่ย... ไม่สิ คุณหนูใหญ่ ท่านปล่อยข้าไปเถอะ แม่ข้ายังนอนป่วยอยู่บนเตียง ข้ายังมีน้องชายน้องสาวที่ไม่ประสา คุณหนูใหญ่เป็นพระโพธิสัตว์ เมตตาข้าด้วยเถิด แต่ไรมาท่านก็เห็นอกเห็นใจบ่าวไพร่อย่างพวกข้ามาตลอด”

          คำพูดพวกนี้จะบอกว่าไม่มีคำข่มขู่ก็ไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าหานฮูหยินจะตีนางให้ตายแล้วขายครอบครัวนางทิ้ง ทว่าเฉิงเย่กลับคุกเข่าขอความเมตตาจากซีเหลียงมั่ว หากหญิงสาวไม่ออกหน้าขอร้องเฉินฮูหยินกับหานฮูหยินแทน นางก็ย่อมต้องมีชื่อเสียงแปดเปื้อนว่าไร้เมตตา ลำพังแค่ไม่เป็นที่รักของบิดามารดาก็ย่ำแย่แล้ว ถ้ายังต้องมีชื่อเสียงเสียหายซ้ำสอง เช่นนี้จะมีตระกูลใดยอมรับนางเข้าร่วมวงศ์ตระกูลอีกเล่า

          ดวงตาของซีเหลียงมั่วทอประกายเย็นเยียบ ถึงขนาดนี้แล้วยังเข้ามาลากนางให้จมโคลนตามไปด้วย นับเป็นบ่าวชั่วที่ตายกี่ทีก็ไม่สาแก่ใจ แต่เอาเถอะ...

          ซีเหลียงมั่วถอยหลังอย่างลนลาน สีหน้าซีดขาว เนื้อตัวสั่นสะท้านชัดเจน มองเฉิงเย่ราวกับเห็นผีร้าย น้ำตาหลั่งรินนองใบหน้า

          “เจ้า... เจ้าอย่าเข้ามา... อย่า...” ท่าทางของนางราวกับหวาดกลัวสาวใช้ตรงหน้ายิ่งนัก น้ำเสียงสั่นเครือเจือสะอื้นอย่างน่าสงสาร นางหันไปทางหานฮูหยินเพื่อขอร้อง “ฮูหยินรอง...”

บทที่ 1.7 ซีเหลียงมั่ว

          คนไม่โง่เห็นก็รู้ในทันที บ่าวชั่วนางนี้คงชอบทำตัวยิ่งใหญ่ และต้องทำร้ายคุณหนูใหญ่มานาน คุณหนูจึงได้หวาดกลัวจนตัวสั่นเหมือนกับเห็นผีร้าย เฉินฮูหยินเดิมทีเพราะคำพูดของป้าจางทำให้นางเปลี่ยนความคิดที่มีต่อหานฮูหยินและซีเหลียงตานไปบ้าง ทว่าตอนนี้กลับรู้สึกว่าพวกนางเป็นคนอำมหิต ตนทำผิดยังกล่าววาจาปกปิดกลิ้งกลอก

          ช่างเลวร้ายนัก! นางส่ายหน้าไปมา มองไปยังซีเหลียงมั่วก็ยิ่งสงสาร

          เฉินฮูหยินจำได้ว่าในจวนจิ้งกั๋วกงยังมีบุตรสาวคนโตที่เกิดจากหลานฮูหยินอีกคน คิดว่าน่าจะเป็นแม่นางผู้นี้แน่ ดูไปแล้วชีวิตนางที่อยู่ในเงื้อมมือของแม่เลี้ยงช่างเลวร้ายนัก

          ดวงตาของหานฮูหยินที่จ้องเขม็งไปยังซีเหลียงมั่วทั้งเยือกเย็นทั้งโกรธเกรี้ยว “ยังไม่อุดปากนังบ่าวชั่วแล้วลากออกไปอีก!” ผู้คุมกฎร่างกำยำรีบเดินเข้ามาอุดปากเฉิงเย่อย่างไร้ปรานีแล้วลากนางออกไปอย่างรวดเร็ว

          เฉิงเย่ดิ้นรนสุดชีวิต มองไปยังซีเหลียงมั่วที่นั่งก้มหน้า ตอนนั้นเองซีเหลียงมั่วพลันเงยหน้าขึ้นมาสบตานางแวบหนึ่ง ประกายตาฉายแววยิ้มเยาะดูแคลน เฉิงเย่พลันเข้าใจทันที เหตุการณ์ในวันนี้คือกับดักที่ซีเหลียงมั่วมีไว้เล่นงานนาง เพราะที่ผ่านมานางชอบอาศัยชื่อคุณหนูสี่มารังแกอีกฝ่าย คาดไม่ถึงว่าวันนี้นางจะต้องเอาชีวิตมาชดใช้

          ภาพตรงหน้าทำให้บรรดาบ่าวรับใช้ปากอ้าตาค้าง ไม่คิดว่าฮูหยินรองจะทำเพื่อซีเหลียงมั่วที่มีฐานะไม่ต่างไปจากบ่าวรับใช้ กล้าเอาชีวิตสาวใช้คนสนิทของบุตรสาวตนเอง เมื่อพวกเขามองไปยังซีเหลียงมั่วอีกครั้ง สีหน้าเปลี่ยนไปทันที

          ดวงตาของหานฮูหยินมองซีเหลียงมั่วเพื่อหาร่องรอยพิรุธ แต่ก็เห็นเพียงใบหน้าซีดขาว แววตาหวาดผวาไม่คลาย จึงเข้าใจว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้เป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น

          ใบหน้าหานฮูหยินจึงคลี่รอยยิ้มน้อยๆ ออกมา นางเดินเข้าไปประคองซีเหลียงมั่ว ท่าทางเหมือนมารดาที่เมตตาต่อบุตร “มั่วเอ๋อ วันนี้แม่ทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว”

          ซีเหลียงมั่วยิ่งมีสีหน้าหวาดระแวงเหมือนเสียขวัญ จับแขนหานฮูหยินไว้แน่น เงยหน้ามองนางแล้วละล่ำละลักพูดออกมา “ลูกเป็นเด็กไม่ประสา ทำให้ฮูหยินรอง... ทะ... ท่านแม่ต้องลำบาก”

          หานฮูหยินสีหน้าแข็งทื่อ มองซีเหลียงมั่วที่ทำท่าเหมือนรู้ว่าตัวเองพูดผิด สีหน้าก็ยิ่งหวาดกลัวขึ้นอีกหลายส่วน จิตใจก็ให้รู้สึกเย้ยหยันยิ่งนัก ช่างเป็นของชั้นต่ำที่เอามาออกหน้าออกตาอวดโฉมไม่ได้เลยสักนิด

          ทว่าเฉินฮูหยินกลับแอบถอนหายใจ สาวน้อยนางนี้น่าสงสารนัก แม้แต่จะเรียกฮูหยินรองว่าท่านแม่ยังไม่กล้า นางยิ้มแล้วก้าวเดินมาข้างหน้า คิดจะเอ่ยปลอบสักสองประโยค จึงได้สังเกตเห็นว่าชุดกระโปรงขาวที่ซีเหลียงมั่วสวมใส่ถูกซักเสียจนเห็นเป็นขุยเล็กๆ และตัวเสื้อด้านในที่โผล่พ้นปลายกระบอกแขนเสื้อกว้างออกมาก็เห็นว่ามีรอยปะชุนหลายแห่ง

          แม้นางจะไม่ชอบยื่นมือเข้าแทรกแซงเรื่องราวของจวนตระกูลอื่น แต่หลานฮูหยินก็ยังมิได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งฮูหยินใหญ่ของจวนจิ้งกั๋วกง เรื่องนี้นางย่อมรู้ดี หญิงสาวผู้นี้เป็นบุตรสาวคนโตของตระกูล ทำไมถึงตกต่ำจนเทียบไม่ได้แม้กับบ่าวรับใช้ในจวน เกรงว่าฮูหยินรองคงทำตัวเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย ไม่เคยเมตตาปรานี กล้าทำร้ายบุตรสาวคนโตให้หวาดกลัวถึงขั้นนี้ ช่างไร้มนุษยธรรมเสียจริง

          ถึงเฉินฮูหยินจะเป็นคนเถรตรง ทว่าไม่ใช่คนโง่ นางนิ่งเงียบครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น “แม่นางน้อยผู้นี้คงเป็นคุณหนูใหญ่สินะ ช่างงดงามเสียจริง หลายวันมานี้แม่รองของเจ้าต้องวิ่งไปมาหลายที่เพื่อทำธุระให้พี่สาวน้องสาวของเจ้า วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นงานเลี้ยงดูตัว ข้าเคยเห็นน้องสาวของเจ้าแล้ว แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้พบคุณหนูใหญ่”

          บุตรสาวแท้ๆ ของหานฮูหยินมีสองคน คุณหนูรองซีเหลียงเซียนจะถูกส่งตัวเข้าวัง คุณหนูสี่ซีเหลียงตานก็ถึงเวลาออกเรือนต้องจัดการหาคู่ครองให้ ส่วนคุณหนูสามกับคุณหนูห้าที่เกิดมาจากอนุภรรยาก็ได้เวลาต้องออกเรือนเช่นกัน หานฮูหยินตัดสินใจไว้นานแล้วว่าจะใช้งานแต่งบุตรสาวของบรรดาอนุภรรยามาช่วยปูทางให้กับบุตรสาวสองคนของตน ทำให้นางไม่ต้องเปลืองแรงแม้แต่น้อย

          มีเพียงซีเหลียงมั่วคนเดียวที่นางไม่ใส่ใจ ในเมื่อจิ้งกั๋วกงเองก็จำบุตรสาวคนนี้ไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกบรรดาชนชั้นสูงที่มักจะไปมาหาสู่กับครอบครัวของนางในเมืองหลวง การมีชีวิตอยู่ของซีเหลียงมั่วคือการย้ำเตือนว่าตนคือเมียรอง หากไม่ใช่เพราะอยากเห็นซีเหลียงมั่วต้องทนทุกข์ทรมานแทนฮูหยินใหญ่ผู้เป็นแม่แล้วละก็ นางคงกำจัดเด็กคนนี้ไปให้พ้นสายตานานแล้ว

          เดิมทีฮูหยินรองคิดจะหาเวลาอันเหมาะสม จัดการหาพ่อค้านอกเมืองหรือพวกเจ้าของที่ดินแถบชนบทให้ซีเหลียงมั่วได้แต่งออกไปให้พ้นๆ คาดไม่ถึงว่าวันนี้นังตัวดีจะถูกเฉินฮูหยินพบเข้า ตัวนางเองก็ไม่อยากถูกใครจับพิรุธได้ คิดดูแล้ววันพรุ่งนี้อาจจำเป็นต้องเรียกซีเหลียงมั่วมาร่วมงานเลี้ยงดูตัวด้วยอีกคน

          สองตาหานฮูหยินทอประกายดุจดั่งอสรพิษ ผิดกับใบหน้าที่คลี่รอยยิ้มอ่อนโยน “มั่วเอ๋อแต่ไรมาก็เป็นเด็กขี้อาย ไม่ค่อยกล้าพบปะผู้คน วันนี้นางช่างมีวาสนากับเฉินฮูหยินเหลือเกิน”

          ป้าจางช่างสังเกต จึงเห็นว่าเฉินฮูหยินกำลังจ้องมองเสื้อผ้าของซีเหลียงมั่วจึงรีบกล่าว “ใช่เจ้าค่ะ ฮูหยินตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้ให้คุณหนูใหญ่หลายชุด แต่เพราะคุณหนูใหญ่กำลังปฏิบัติธรรมจึงไม่ยอมรับเสื้อผ้าชุดใหม่ เสื้อผ้าพวกนั้นจึงต้องฝากไว้ที่เรือนคุณหนูสี่ แต่พรุ่งนี้เป็นวันดี คุณหนูใหญ่อย่าได้ปฏิเสธน้ำใจของฮูหยินอีกเลยนะเจ้าคะ”

          พอคำพูดนี้หลุดออกไป สถานการณ์ก็พลิกผันกลายเป็นว่าซีเหลียงมั่วเป็นคนไม่รับน้ำใจคน

          ในใจของซีเหลียงมั่วได้แต่ยิ้มเย้ย นางมองสบสายตาเฉินฮูหยินแวบหนึ่ง พบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองมาอย่างสงสารทว่าไม่กล้าส่งเสียง ก็พลันเข้าใจว่าเฉินฮูหยินหวาดกลัวสิ่งใด เพราะการเป็นคนนอกนั้นจะยื่นมือเข้ามาแทรกเรื่องครอบครัวคนอื่นย่อมไม่งาม ซีเหลียงมั่วจึงหันมายอบกายให้หานฮูหยินด้วยท่าทางซาบซึ้งใจ “ขอบคุณท่านแม่”

          “ไปหาน้องสาวเจ้าสักหน่อยเถิด หลายวันไม่พบหน้ากัน นางจะต้องคิดถึงเจ้าแน่” หานฮูหยินพูดเสียงกลั้วหัวเราะอย่างมีนัยแอบแฝง ใครๆ ก็รู้ว่าซีเหลียงตานเป็นคนนิสัยก้าวร้าว มักจะหยิบแส้มาหวดใส่

คนอื่นอยู่ร่ำไป ก่อนหน้านี้ซีเหลียงมั่วเองก็เคยถูกเฆี่ยนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน คราวนี้ให้ซีเหลียงตานเป็นคนจัดการ เรียกได้ว่าเหมาะสมที่สุด จะให้ดีก็ตีให้นางลุกจากเตียงไม่ขึ้นในวันพรุ่งนี้เสียเลย

          ซีเหลียงมั่วยิ้มรับอย่างอ่อนโยน เพราะนางกำลังนึกหาโอกาสไปเยี่ยมซีเหลียงตานอยู่ทีเดียวเชียว โชคดีที่โอกาสมาหานางเอง วันนี้ถือว่าบรรลุเป้าหมายสองเรื่อง ซีเหลียงมั่วจึงเดินจากไป ทิ้งดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยหลายคู่ไว้ในสวนดอกไม้ต่อไป

          พอพ้นจากสายตาผู้คนตรงนั้น ซีเหลียงมั่วก็หยิบก้อนหินที่ทั้งแข็งทั้งหนักออกจากตะกร้าดอกไม้ที่นางหยิบกลับมา ชั่งน้ำหนักในมือไปมาพร้อมรอยยิ้มเยียบเย็น จากนั้นก็โยนทิ้งลงไปในภูเขาจำลองข้างทางจนหมด

          ไป๋หรุ่ยที่ติดตามข้างกายของซีเหลียงมั่วเห็นท่าทางเช่นนั้นจิตใจก็สั่นสะท้าน คุณหนูใหญ่เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม นางกล้าลงมือกับเฉิงเย่อย่างโหดเหี้ยม ไป๋หรุ่ยนึกถึงเลือดของเฉิงเย่ที่ไหลทะลักออกมาจากศีรษะก็หนาวสะท้านในใจยิ่งนัก

          “คุณหนูใหญ่ หากว่าคุณหนูสี่...” ไป๋หรุ่ยเห็นว่ากำลังเดินเข้าใกล้เรือนเซียงเสวี่ยของซีเหลียงตานแล้วก็อดไม่ไหวเอ่ยถามขึ้น ช่วยไม่ได้นี่นา นางกลัวซีเหลียงตานจริงๆ คุณหนูสี่ใจร้ายลงมือโหดเหี้ยม ผิดกับใบหน้าที่งดงาม เฉิงเย่กล้าล่วงเกินคุณหนูใหญ่ก็เพราะอาศัยอำนาจของคุณหนูสี่คอยให้ท้าย

          ซีเหลียงมั่วอมยิ้ม รอยยิ้มของนางเยือกเย็นและเหยียดหยัน นางจะไม่ยอมให้บ่าวรับใช้ข้างกายอย่างป้าไป๋และไป๋หรุ่ยต้องพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วยแน่ “หากข้ากลัวข้าจะไปหานางทำไม เจ้าอย่าวิตกไปเลย” กล่าวจบหญิงสาวก็ก้าวเท้าเดินต่อไปยังเรือนเซียงเสวี่ยที่แกะสลักงดงามประดุจหยกหลังนั้น

          เมื่อเดินมาถึงหน้าเรือน ซีเหลียงมั่วก็เห็นลู่เชี่ยวปิดหน้าปิดตาวิ่งออกมา เห็นท่าทางน้ำตาอาบหน้าของลู่เชี่ยวก็รู้ทันทีว่าซีเหลียงตานกำลังระบายอารมณ์ใส่นาง คาดว่าคงจะเป็นเรื่องของเฉิงเย่

          ลู่เชี่ยวพอวิ่งออกจากเรือนมาได้ก็เผชิญหน้ากับซีเหลียงมั่วและไป๋หรุ่ย นางรีบร้อนเช็ดคราบน้ำตา ยกกระบอกแขนเสื้อขึ้นมาบดบัง

          “มั่วเจี่ย รีบเข้าไปเถอะ คุณหนูสี่กำลังรออยู่”

          ซีเหลียงมั่วพยักหน้ารับเบาๆ จากนั้นก็มองลู่เชี่ยวด้วยสีหน้าเป็นห่วง “ตายจริง แม่นางลู่เชี่ยว รูปโฉมของเจ้าถือว่างดงามไม่แพ้ใคร หญิงงามเช่นเจ้าอนาคตย่อมสดใส เหตุใดถึงไม่บำรุงรักษาผิวหน้าให้ดีเล่า”

บทที่ 1.8 ซีเหลียงมั่ว

          สีหน้าของลู่เชี่ยวเปลี่ยนไปในทันที ในดวงตามีร่องรอยแห่งความทุกข์ ต่อให้นางเป็นคนตรงสักปานใดก็ไม่อาจกล่าวโทษเจ้านายของตัวเองได้

          ซีเหลียงมั่วหยิบขวดกระเบื้องเคลือบขวดหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อส่งให้ลู่เชี่ยว พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หากแม่นางลู่เชี่ยวไม่รังเกียจก็ใช้สิ่งนี้ นี่เป็นแป้งร้อยบุปผาหอม ข้าใช้กลีบดอกไม้บดผสมกับสมุนไพร มีสรรพคุณช่วยทำให้ใบหน้านวลเนียนนิ่มละมุน ลองเอาไปใช้ดู ไม่นานใบหน้าของแม่นางจะกลับมางดงามมีน้ำมีนวลเหมือนเดิม”

          จิตใจของลู่เชี่ยวให้ยินดีนัก รับมาแล้วก็เปิดดมทันที กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้และสะระแหน่เตะจมูก นางเองก็ไม่เกรงใจ รีบร้อนเก็บขวดกระเบื้องเคลือบใบนั้นไว้ในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว แล้วหันไปยิ้มให้ซีเหลียงมั่วอย่างขอบคุณ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สาวใช้ก็ก้าวเข้ามากระซิบข้างหู “คุณหนูสี่กำลังโกรธจัด เมื่อครู่เพิ่งใช้แส้ม้าฟาดใส่สาวใช้สองคน ใบหน้าของข้าจึงเป็นเช่นนี้ มั่วเจี่ยระวังตัวด้วย...”

          ในเมื่อติดค้างน้ำใจกันและนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลู่เชี่ยวรับของจากซีเหลียงมั่ว นางจึงยอมเอ่ยเตือนเพื่อเป็นการตอบแทน

          “ขอบคุณแม่นางที่เตือน” ซีเหลียงมั่วทำท่าทางขอบคุณอย่างซาบซึ้งใจ กล่าวจบก็เดินเข้าไปในเรือนพร้อมลู่เชี่ยว

          แม้จะยืนอยู่นอกประตูซีเหลียงมั่วก็ยังได้ยินเสียงซีเหลียงตานก่นด่าหยาบคายแสบแก้วหูนัก

          “จะพานังสารเลวนั่นมาที่นี่ทำไม! หรือเจ้าอยากถูกแส้ข้าฟาดนัก ไปตีนางให้ตาย! กรีดหน้านางให้เสียโฉม แล้วโยนมันไปให้ท่านแม่ซะ ไสหัวไป!”

          หลังสิ้นเสียงด่าก็มีเสียงข้าวของแตกกระจายโดยมีเสียงขอร้องของลู่เชี่ยวดังแทรกอยู่เป็นระยะ

          ซีเหลียงมั่วยืนก้มหน้าอยู่ด้านนอกประตูอย่างนอบน้อม สายตาของสาวใช้ข้างประตูมีทั้งสงสารและเหยียดหยาม ทว่ามุมปากของนางกลับยกยิ้ม ซีเหลียงตานโหดเหี้ยมเช่นนี้ คิดไม่ออกเลยว่าตระกูลโชคร้ายตระกูลไหนจะแต่งนางเข้าบ้านกันหนอ

          นางยืนอยู่เกือบชั่วยาม ลู่เชี่ยวจึงเปิดประตูให้นางด้วยท่าทางอ่อนแรง น้ำตาคลอ “มั่วเจี่ย รีบเข้าไปเถอะ”

          ลู่เชี่ยวได้รับบุญคุณจากนาง คิดว่าก่อนหน้านี้จะต้องช่วยนางพูดสักหน่อย แต่น่าเสียดายที่กลับถูกซีเหลียงตานลงโทษ

          ขณะเดินผ่านประตูเข้าไปแต่ยังไม่ทันได้หยุดยืนนิ่ง หญิงสาวก็มองเห็นถ้วยน้ำชาใบหนึ่งถูกปาออกมาอย่างรวดเร็ว ซีเหลียงมั่วเบี่ยงศีรษะหลบไปได้อย่างฉิวเฉียด จากนั้นก็แสร้งล้มลงไปกองกับพื้นตามด้วยการกรีดร้องสุดเสียง ราวกับว่านางตกใจสุดขีดกับสิ่งที่เกิดขึ้น

          ซีเหลียงมั่วเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอเบ้าหันไปมองหญิงงามผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนโต๊ะกลมที่ทำจากไม้ประดู่แกะสลักสวยงาม

          ซีเหลียงตานสวมชุดกระโปรงฝ้ายสีขาวลายบุปผา เสื้อตัวบนเป็นผ้าฝ้ายขลิบลายทองเหลืองอร่าม ผ้าคาดอีกผืนทำจากไหมหิมะ ใบหน้าเรียวเล็ก ดวงตากลมโตสุกสกาวคู่นั้นประดับด้วยขนตางอนยาว สันจมูกคม ปากโค้งประดุจเหยี่ยว นับว่าเป็นสาวงามที่ร่างกายอ่อนแอน่าสงสาร แม้ผิวพรรณจะไม่เนียนละเอียดเท่าซีเหลียงเซียน ทว่าทุกส่วนบนใบหน้ากลับดูเข้ารูปและงดงามกว่าพี่สาวนัก ช่างเหมือนกับหานฮูหยินที่ในอดีตก็เคยขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงงามของแผ่นดิน

          ผิดก็แต่สาวงามตรงหน้ามีเรียวคิ้วที่สะท้อนความร้อนแรงร้ายกาจไม่เหมือนกับรูปโฉมที่งดงาม ซ้ำในมือยังถือแส้ม้าที่มีหยดเลือดติดอยู่นั่นอีก ยิ่งทำให้คนมองหวาดผวา แน่นอนว่าตอนนี้ใบหน้าแสนงดงามสะคราญโฉมของนางกำลังแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ

          “นังสารเลว เจ้าทำร้ายเฉิงเย่จนตาย ยังกล้าหลบถ้วยน้ำชาข้าอีกรึ!”

          ดวงตาซีเหลียงตานถลึงมองซีเหลียงมั่วราวกับจะฉีกเนื้อ ซีเหลียงมั่วในยามนี้มีท่าทางหวาดกลัวจนตัวสั่นเป็นภาพที่นางพอใจยิ่งนัก นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้นางยังไม่หวดแส้ใส่ซีเหลียงมั่วให้หายแค้นในทันที

          “คุณหนูสี่ ท่านพูดเรื่องอะไรกัน ข้าจะกล้าได้อย่างไร?” ซีเหลียงมั่วแสร้งทำตัวสั่นเทิ้มน่าสงสาร ไป๋หรุ่ยเข้าไปช่วยประคอง นางจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนน้ำตาไหล เสียงเจือสะอื้นไม่คลาย

          “ข้าเพิ่งอ่านเจอสูตรลับการทำแป้งในหนังสือโบราณ บอกว่าสามารถรักษาความชุ่มชื้นของผิวพรรณ ขจัดผิวเก่าสร้างผิวใหม่ ทำให้ใบหน้าของสตรียิ่งงดงามเป็นเอก จึงได้ไปสวนดอกไม้เพื่อเก็บกลีบดอกไม้ ไม่คิดว่าจะไปเจอแม่นางเฉิงเย่ บอกว่าคุณหนูสี่ต้องการพบข้า ข้าเองเดิมทีคิดจะวางตะกร้าดอกไม้ลงแล้วก็จะรีบมาพบท่าน แต่แม่นางเฉิงเย่รีบร้อนเข้ามาลากข้า อันที่จริงเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ไม่คิดเลยว่าฮูหยินใต้เท้ากองบันทึกประวัติจะผ่านมาพอดี นางบอกว่าแม่นางเฉิงเย่ไม่รักษาระเบียบ...”

          พูดไม่ทันจบ ซีเหลียงตานที่สองตาเป็นประกายก็ตัดบททันที “เจ้าว่าสูตรลับอะไรนะ ทำออกมาแล้วหรือยัง?” เวลานี้นางไม่สนใจที่จะสืบสาวราวเรื่องที่สาวใช้คนสนิทถูกตีจนตายไปเสียสิ้น

          สำหรับซีเหลียงตานแล้ว ชีวิตของบรรดาสาวใช้ไม่ต่างกับชีวิตหมาแมว สาเหตุที่นางจะจัดการเรื่องของเฉิงเย่ก็เพราะว่าซีเหลียงมั่วกล้ามาเล่นงานคนข้างกายของนาง ตีคนของนางก็เหมือนตบหน้านางอย่างจัง ซีเหลียงตานเพียงใช้โอกาสนี้เพื่อเล่นงานอีกฝ่ายกลับให้หนักเท่านั้น แต่พอได้ยินเรื่องที่นางสนใจมากกว่าก็ผลักความแค้นของเฉิงเย่กระเด็นไปไกล

          ซีเหลียงมั่วเองคาดเดานิสัยใจคอของหญิงตรงหน้าออก จิตใจก็ให้นึกเหยียดหยัน แต่ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มนอบน้อม “ตอนนี้ข้าทำออกมาได้แล้วหนึ่งขวดเล็กๆ เดิมทีคุณหนูสี่ก็งดงามเป็นเอกของแว่นแคว้น หากว่าได้ใช้ย่อมต้องงดงามไร้ที่เปรียบ”

          ซีเหลียงตานได้ยินดังนั้นในใจก็ให้นึกยินดีนัก แต่พอคิดได้ว่าที่ตอนนี้ใบหน้าตนมีรอยเห่อแดงเพราะแป้งของอีกฝ่าย น้ำเสียงจึงเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด “นังสารเลวยังกล้าปากดี! วันพรุ่งนี้หากใบหน้าของข้ายังไม่ดีขึ้น ข้าจะกรีดหน้าเจ้าให้เสียโฉม ให้ชั่วชีวิตเจ้าไม่มีหน้าไปพบใครได้อีก!”

          ซีเหลียงตานนิสัยโหดเหี้ยม หากว่าพูดอะไรออกมาย่อมทำจริงหาใช่แค่คำขู่

          ซีเหลียงมั่วยังคงพูดน้ำเสียงอ่อนโยน “เพราะคุณหนูสี่ใช้ของที่ไม่เหมาะกับผิวจึงได้เกิดรอยแดงนี้ขึ้น แต่ข้ารับประกัน วันพรุ่งนี้คุณหนูสี่จะต้องงดงามเหมือนเดิมแน่นอน”

          เป้าหมายที่ซีเหลียงมั่ววางไว้ก็คือสิ่งนี้ นางคาดเดาไว้ก่อนแล้วว่าซีเหลียงตานย่อมต้องไปหาซีเหลียงเซียน อาศัยนิสัยที่ชอบยื้อแย่งของของผู้อื่นมาเป็นของตน นางย่อมต้องแย่งแป้งตลับจากพี่สาวแน่ ซีเหลียงตานแพ้ดอกสุ่ยเซียนมาตั้งแต่เล็ก ซีเหลียงมั่วจึงใส่กลีบดอกสุ่ยเซียนไว้ในแป้งพวกนั้นทั้งหมดเพื่อรอคอยวันที่ซีเหลียงตานจะติดกับ สิ่งที่นางต้องการก็คือให้ซีเหลียงตานเชื่อมั่นและประหลาดใจในฝีมือของนาง

          ถ้าอีกฝ่ายได้ลองใช้แป้งของนางละก็...

          สองตาซีเหลียงมั่วทอประกายเยือกเย็นออกมาแวบหนึ่ง

--

            วันนี้ในจวนจิ้งกั๋วกงวุ่นวายไปทุกหนแห่ง

          ทั้งจวนเต็มไปด้วยบรรยากาศของงานมงคล หลังจิ้งกั๋วกงเลิกประชุมตอนเช้าก็ได้เชื้อเชิญเหล่าขุนนางในราชสำนักให้พาฮูหยินและเหล่าคุณชายมาร่วมเป็นแขกในงานวันนี้ บรรดาคุณหนูที่ยังไม่ออกเรือนทว่าอายุถึงวัยต่างก็จัดแจงแต่งเนื้อแต่งตัวกันอย่างงดงาม ทุกคนต่างรู้ดีว่างานเลี้ยงในวันนี้แท้จริงแล้วจัดขึ้นเพื่อให้หนุ่มสาวได้มีโอกาสพบปะทำความรู้จักกัน หรือก็คือ ‘งานเลี้ยงดูตัว’ นั่นเอง

          และด้วยฝีมือของซีเหลียงมั่ว ใบหน้าของซีเหลียงตานก็ผุดผาดดังเดิม งดงามตรึงตราจับใจผู้พบเห็น

          เช้าตรู่ในเรือนเซียงเสวี่ย คุณหนูสามซีเหลียงซวงที่ถือกำเนิดจากอนุซู กับคุณหนูห้าซีเหลียงเย่ที่ถือกำเนิดจากอนุหลิว ต่างก็พากันห้อมล้อมซีเหลียงตานที่เป็นดาวเด่นในงานดูตัววันนี้ แล้วก็เอ่ยปากชื่นชมประจบประแจงไม่หยุด

          “วันนี้น้องสี่แต่งหน้าได้งดงามยิ่งนัก”

          “ใช่แล้ว ใช่แล้ว พี่สี่นี่แหละถึงจะเป็นคนงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง”

          ในเรือนเซียงเสวี่ยตกแต่งประดับประดาด้วยผ้าขาวงดงามไปทั่วทุกมุม เมื่องานเสร็จบรรดาสาวใช้ต่างก็ยืนประสานมือกันอย่างนอบน้อม เตียงไม้แดงใหญ่หนาถูกดันไปติดกับผนังห้องด้านหนึ่ง มีม่านสีเหลืองอ่อนแขวนประดับ บนม่านถักลายปลาทองกำลังติดเบ็ดสองตัว บนเตียงนั้นปูด้วยผ้าไหมลายร้อยวิหคดูเบาพลิ้ว ฝั่งขวาของห้องมีตู้ไม้สาลี่สีเหลืองอร่ามวางอยู่สองตู้ ส่วนฝั่งซ้ายใกล้กับผนังห้องมีฉากกั้นที่ทำจากไม้หอมฉลุลายวางอยู่หลายอัน ฉากกั้นนั้นมีกลิ่นหอมจางๆ เพราะถูกชโลมด้วยน้ำมันหอมจากกลีบดอกสาลี่ที่สูงค่า มีแจกันคู่ทรงมัจฉาเหินฟ้าคู่หนึ่งปักดอกไม้สดเอาไว้ ทุกอย่างที่นำมาตกแต่งล้วนเป็นของล้ำค่า เห็นได้ชัดว่าซีเหลียงตานก็เป็นที่รักไม่แพ้ซีเหลียงเซียนเลย

บทที่ 1.9 ซีเหลียงมั่ว

ตอนนี้ซีเหลียงตานกำลังนั่งแต่งหน้าอยู่หน้าคันฉ่องกรอบไม้สาลี่แกะสลักเป็นรูปดอกบัวอ่อนช้อย พอได้ยินคำชมก็แสร้งถ่อมตัว

          “พี่สาม น้องห้าชมเกินไปแล้ว”

          วันนี้คุณหนูสี่สวมกระโปรงไหมสีม่วงทั้งตัว สวมสร้อยมุกสีขาวเส้นยาวระกับกระดุมมุกตรงหน้าอกพอดี เรือนผมเกล้าเป็นทรงเมฆเหิน บนศีรษะประดับเพียงดอกโบตั๋นสีขาวอมเหลืองดอกใหญ่หนึ่งดอกและปิ่นปักผมมีมุกห้อยระย้ายาวอีกหนึ่งอัน ที่หางคิ้วเหนือดวงตาถูกแต้มด้วยผงมุกสะท้อนแสงเล็กๆ ส่งให้ใบหน้าของซีเหลียงตานงดงามประดุจกลีบบัว ริมฝีปากไม่ต่างจากไข่มุกต้องหยดน้ำ ทำให้ยิ่งดูเป็นสาวสะพรั่งจับตาจับใจ

          ซีเหลียงซวงมองดูริมฝีปากของซีเหลียงตานอย่างอิจฉา “ใช่แล้ว ริมฝีปากของน้องสี่ใช้แป้งน้ำดอกโบตั๋นผสมกับน้ำผึ้งหอมใช่หรือไม่ช่างเป็นของที่หายากโดยแท้ ได้ยินว่ามั่วเจี่ยคิดค้นมานานกว่าครึ่งเดือนถึงทำออกมาได้สามตลับ น้องสี่พอจะแบ่งให้พี่สาวคนนี้สักตลับได้หรือไม่?”

          ซีเหลียงตานอมยิ้มอย่างดูแคลน “ใช่ เจ้าก็รู้ว่าแม่นั่นขี้เกียจ จึงทำออกมาแค่สามตลับ ตอนนี้ที่ข้ามีหนึ่งตลับ ท่านหญิงพี่สาวของข้าอีกตลับหนึ่งแล้วก็ให้ท่านแม่ไปอีกหนึ่ง เจ้าคิดจะเอาของใครล่ะ เจ้าคู่ควรงั้นรึ?”

          หญิงผู้นี้โดยปกติก็มักจะมาพูดจาประจบประแจงเหลวไหลกับนางไม่หยุด บางทีนางก็กล่าวชมกลับไปเพื่อไว้หน้า แต่วันนี้กลับบังอาจมาหมายปองของของนาง แป้งน้ำกลิ่นดอกโบตั๋นผสมน้ำผึ้งหอมเช่นนี้คู่ควรกับคนชั้นต่ำที่เกิดมาจากอนุภรรยาด้วยรึ!

          ซีเหลียงซวงถูกตอกกลับหน้าหงาย ถึงกับหน้าถอดสี พูดต่อไม่ถูก สุดท้ายรีบร้อนกล่าว

          “ใช่ๆ แป้งดอกไม้ที่หายากเช่นนี้ พวกเราย่อมไม่คู่ควร ต้องเป็นน้องสี่กับท่านหญิงผู้สูงส่งเป็นเอกของแว่นแคว้นเท่านั้นถึงจะเหมาะสม”

          ตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ซีเหลียงเย่ไม่ส่งเสียง ได้แต่มองซีเหลียงซวงด้วยสายตาดูแคลนแวบหนึ่ง

          เชอะ! โลภมากซ้ำยังตาไร้แวว

          ถึงกระนั้นทั้งสองก็ยังคงอยู่ในห้อง ส่วนซีเหลียงตานก็ไม่สนใจพวกนางอีก ครู่หนึ่งลู่เชี่ยวก็เดินเข้ามารายงาน

          “ท่านหญิงมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”

          ใบหน้าของซีเหลียงตานปรากฏรอยยิ้มจริงใจซึ่งหาได้ยากยิ่ง เมื่อเห็นซีเหลียงเซียนก้าวผ่านประตูเข้ามาก็รีบก้าวขึ้นหน้าไปรับ จับแขนพี่สาวที่ถือกำเนิดมาจากมารดาคนเดียวกันอย่างออดอ้อน

          “พี่สาว วันนี้ตานเอ๋อสวยหรือไม่?”

          “ท่านหญิง” ซีเหลียงซวงกับซีเหลียงเย่ยอบกายคำนับ

          ซีเหลียงเซียนพินิจใบหน้าน้องสาวตนเองก็ให้รู้สึกประหลาดใจ นางใช้เล็บปลอมของตนดีดเข้าที่หน้าผากของซีเหลียงตานเบาๆ แล้วกล่าวสัพยอก

          “เจ้าแต่งตัวแต่งหน้าจนงดงามถึงเพียงนี้ ระวังว่าพวกคุณชายจะพากันแย่งขอหมั้นหมายเจ้านะ”

          “พี่สาว พี่ก็ชอบแกล้งข้าอยู่เรื่อย” ซีเหลียงตานแสร้งเบ้ปากอย่างแสนงอน

          “ใบหน้าเจ้าไม่มีรอยแดงอีกก็ดีแล้ว วันนี้เป็นฝีมือมั่วเจี่ยแต่งหน้าให้เจ้าสินะ”

          สองพี่น้องร่วมมารดาพูดคุยกันราวกับมองไม่เห็นพี่สาวและน้องสาวอีกสองคนที่ยืนอยู่ด้วย ซีเหลียงซวงและซีเหลียงเย่จึงได้แต่ยืนฟังอย่างสงบ ไม่กล้าเอ่ยแทรก

          “พี่สาวรู้ได้อย่างไรว่านางเป็นคนช่วยแต่งหน้าให้ข้า?”

          ซีเหลียงเซียนเม้มปากแล้วว่า “เพราะคนข้างกายเจ้าล้วนไร้ความสามารถทั้งนั้น จริงสิ นางอยู่รับใช้เจ้าที่นี่ยังทำตัวให้ต้องคอยต่อว่าอีกไหม นางไม่ได้ทำผมเจ้าเจ็บใช่หรือไม่?”

          คนในจวนต่างก็รู้ดีว่าซีเหลียงมั่วนั้นทั้งขวัญอ่อนทั้งขี้กลัวไปเสียทุกอย่าง จะเอาออกงานไม่ได้เลย นางเทียบไม่ได้กับสาวใช้เสียด้วยซ้ำ พอหวาดกลัวก็มักจะทำเรื่องผิดพลาดเป็นประจำ

          “ฮึ หากนางกล้าทำข้าเจ็บหนึ่งส่วน ข้าจะใช้แส้ม้าของพี่ชายหวดนางหนึ่งครั้ง พวกเจ้าไปเรียกแม่นั่นเข้ามา ให้มาเอากระโถนของข้าไปเททิ้งซะ!”

          “พี่สี่ช่างอบรมคนเก่งจริงๆ” ซีเหลียงเย่รีบเอ่ยชม

          ขณะนั้นซีเหลียงมั่วกำลังสกัดน้ำดอกมะลิอยู่ พอสาวใช้มาบอกว่าให้ไปเทกระโถนให้คุณหนูสี่ นางก็เหยียดยิ้มอยู่ในใจ

          กล้าใช้ข้าไปเทกระโถนเชียวรึ! ซีเหลียงตาน เจ้าไม่คิดจะเอาเรือนเซียงเสวี่ยไว้แล้วใช่ไหม!

          รอจนซีเหลียงมั่วเดินเข้ามาในห้อง ซีเหลียงตานก็ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงหยามเหยียด หญิงสาวแสร้งตีสีหน้าลังเล ซีเหลียงซวงเห็นดังนั้นก็รีบร้อนตำหนิ

          “ยังไม่รีบไปทำอีก! หรือเจ้าจะกล้าขัดคำสั่งน้องสี่”

          ที่ซีเหลียงซวงรีบออกหน้ารังแกผู้อื่น เป็นเพราะเมื่อครู่นางถูกซีเหลียงตานด่าอย่างไม่ไว้หน้า ตอนนี้นางต้องกู้ความเชื่อมั่นของตนกลับคืนมา

          ซีเหลียงมั่วได้ยินดังนั้นก็หันไปกล่าวกับซีเหลียงซวงอย่างอบอุ่น

          “ตอนนี้ข้ากำลังทำขี้ผึ้งทาปากดอกมะลิให้คุณหนูสี่อยู่ ถ้าหากมือไปสัมผัสกับกระโถนเข้าคงไม่ดีแน่ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ คุณหนูสามช่วยทำแทนข้าที การช่วยคุณหนูสี่ทำงานล้วนแต่เป็นความสุขของพวกเราพี่น้องมิใช่หรือ?”

          ซีเหลียงซวงเหยียดยิ้ม “นังสารเลวอย่างเจ้ากล้ามาใช้คุณหนูสามแห่งจวนจิ้งกั๋วกงอย่างข้าให้ไปเทกระโถนเชียวรึ!”

          ซีเหลียงมั่วแสร้งตีสีหน้าอับจนปัญญา “คุณหนูสามก็มีเหตุผลที่ไม่อาจทำได้หรอกหรือ ไม่เป็นไร ข้าทำเองก็ได้ แต่ว่าขี้ผึ้งนี้ต้องใช้ทาที่ปาก....”

          ซีเหลียงตานได้ยินประโยคนี้ก็พลันขมวดคิ้วแน่น หันไปยิ้มเยือกเย็นให้ซีเหลียงซวงแล้วว่า

          “ทำงานให้ข้าถือว่าเสียเกียรติอันยิ่งใหญ่ของเจ้านักหรือ?”

          นางลืมไปได้อย่างไรว่ามือของมั่วเจี่ยจะต้องสัมผัสขี้ผึ้งทาปากแสนล้ำค่าที่นางจะต้องใช้ หากเอามือไปจับกระโถนแล้วละก็... แค่คิดก็อยากจะอาเจียนแล้ว

          ซีเหลียงซวงที่รู้ตัวแล้วว่าเมื่อครู่ตนพูดผิดไปมีสีหน้าแข็งทื่อ แล้วก็พยายามยิ้มออกมา “ใช่ที่ไหนกัน เพียงแต่...”

          “เพียงแต่อะไร?” รอยยิ้มของซีเหลียงตานทั้งข่มขู่และดูแคลน แค่บุตรสาวของอนุภรรยากล้าขัดคำสั่งของนางรึ ขณะซีเหลียงซวงจะพูดต่อก็ถูกซีเหลียงเย่ที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้างดึงแขนเสื้อไว้ นางจึงคิดขึ้นได้ว่าวันนี้จะมีงานเลี้ยงดูตัว ถ้านางล่วงเกินให้ซีเหลียงตานโกรธ ฮูหยินรองจะต้องไม่ให้พวกนางได้ดีแน่ ในที่สุดหญิงสาวจึงได้ฝืนยิ้มจืดเจื่อนทั้งที่ใบหน้าซีดขาว

          “ดะ...ได้สิ... ข้าทำได้” พูดจบซีเหลียงซวงก็กลั้นใจเดินเข้าห้องส้วม เหยียดมือออกไปจนสุดแล้วหยิบกระโถนไม้ขึ้นมา มืออีกข้างก็บีบจมูกไว้แน่น แล้วก้มหน้ารีบเดินออกไปจากห้อง โดยไม่สนใจสายตาคนอื่นที่มองมาที่มีทั้งสงสารและสนุกสนาน

          ดวงตาซีเหลียงมั่วเป็นประกายขึ้นวูบหนึ่ง แล้วค่อยๆ ยื่นเท้าออกไปเหยียบชายกระโปรงคุณหนูผู้เคราะห์ร้ายเอาไว้

          เพราะซีเหลียงซวงเอาแต่ก้มหน้าเดินเพื่อจะรีบออกไปให้เร็วที่สุด พอถูกเหยียบชายกระโปรงทำให้จังหวะการเดินหยุดชะงัก กระโถนที่ถือไว้จึงกระดอนหลุดจากมือ ลอยออกไป...

          โครม!

          ฉับพลันทุกอย่างก็หยุดนิ่ง ทุกคนในห้องแทบไม่กล้าหายใจเพราะกลิ่นเหม็นที่ตลบอบอวล ทุกสายตาเบิกค้างมองคุณหนูสี่ที่บัดนี้เปื้อนเหม็นไปทั้งตัว!

          ซีเหลียงมั่วรีบร้อนส่งเสียงอย่างหวาดกลัว “คุณหนูสาม ต่อให้เจ้าไม่พอใจก็ไม่ควรสาดกระโถนใส่คุณหนูสี่เช่นนี้นะ!”

          ซีเหลียงซวงใบหน้าซีดเผือด ตัวแข็งค้างยืนบื้ออยู่กับที่ ดวงตาเบิกกว้างจ้องไปยังซีเหลียงตานด้วยความตกใจสุดขีด แต่พอได้ยินซีเหลียงมั่วพูดเช่นนั้นก็ส่งเสียงแหลมเล็กสวนกลับไปดังลั่น

          “ข้าไม่ได้ทำ มีคนขัดขาข้า!”

          คุณหนูสามยังไม่ทันกล่าวจบ ก็ถูกเสียงกรีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยวดังขัดขึ้นเสียก่อน ซีเหลียงตานลุกขึ้นยืน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยโทสะ คว้าแส้ม้าได้ก็ตวัดฟาดใส่ซีเหลียงซวงอย่างแรง!

          “นังสารเลว! เจ้ากล้าทำข้าทั้งเปื้อนทั้งเหม็น รนหาที่ตายนัก! ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”

          พื้นนิสัยซีเหลียงตานโหดเหี้ยมอยู่แล้ว ซ้ำยังเป็นหนึ่งเดียวในบุตรสาวทั้งหมดที่พอมีวรยุทธอยู่บ้าง บรรดาคนเก่าคนแก่ในจวนจิ้งกั๋วกงเคยร่ำลือกันว่าซีเหลียงตานสมกับเป็นบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่ ไม่มีใครกล้างัดข้อกับนาง มารดาและพี่สาวล้วนรักใคร่ทะนุถนอมปานไข่ในหิน ตอนนี้มีคนบังอาจมาล่วงเกินนางถึงเพียงนี้!

          “โอ๊ย!”

          แม้ซีเหลียงซวงจะเป็นเพียงบุตรอันเกิดจากอนุภรรยา แต่ก็ถือว่าเป็นคุณหนูที่มีผิวพรรณบอบบาง พอถูกหวดเข้าไปทีเดียวเนื้อก็แตกปริอย่างง่ายดาย ล้มลงไปนอนกลิ้งกับพื้นส่งเสียงโอดโอยไม่หยุด

          ซีเหลียงเซียนเพิ่งจะได้สติกลับมาจากความวุ่นวาย พลันคิดขึ้นได้ว่าวันนี้จะมีงานเลี้ยงดูตัว จึงตวาดออกมาเสียงดัง

          “พวกเจ้าหูหนวกตาบอดหมดแล้วหรือไร ยังไม่รีบแยกคุณหนูสี่กับคุณหนูสามอีก แล้วก็พาคุณหนูสี่ไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่เดี๋ยวนี้! มั่วเจี่ย เจ้าตามไปคอยปรนนิบัติคุณหนูสี่!”

          ซีเหลียงมั่วรับคำสั่งอย่างนอบน้อม เดินออกไปจากห้องพร้อมแววตาเป็นประกายสาสมใจ

          ดวงตาซีเหลียงเซียนจ้องตรงไปยังเงาหลังของคนที่เดินจากไป พี่สาวต่างแม่คนนี้ดูแตกต่างจากเมื่อก่อนมาก เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคก็สามารถทำให้น้องสี่กับน้องสามผิดใจกันได้

          นางจงใจหรือเป็นแค่ความบังเอิญกันแน่...

บทที่ 1.10 ซีเหลียงมั่ว

            นานครู่ใหญ่กว่าฉากละครยุ่งเหยิงในห้องของซีเหลียงตานจะยุติ

          ซีเหลียงเซียนรีบพาทุกคนเดินไปที่เรือนรับรองด้านหน้า ตอนนี้สำคัญที่สุดก็คืองานเลี้ยงดูตัว เรื่องอื่นทั้งหมดเก็บเอาไว้ก่อน

          สวนดอกไม้ที่เรือนรับรองด้านหน้าดูครึกครื้น วันนี้จิ้งกั๋วกงนอกจากจะเชื้อเชิญท่านอ๋องน้อยจากตำหนักเต๋ออ๋องแล้ว ยังเชิญคนจากจวนหนิงโหว2 และจวนราชครูฝ่ายกองทัพพร้อมเหล่าฮูหยินและคุณชายมาร่วมงานอย่างคับคั่ง และที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือเฉินฮูหยินจากจวนใต้เท้ากองบันทึกประวัติซึ่งเป็นแขกคนสำคัญ

          ตอนนี้เวลาก็ยังไม่สาย ผู้คนพากันปูเสื่ออยู่ด้านข้างสระเลี้ยงปลา ขนมชิ้นเล็กชิ้นน้อยถูกจัดวางอย่างประณีต ผลไม้ถูกทยอยนำมาจัดเรียงไว้เช่นกัน

          ภายในศาลาขนาดใหญ่มีเหล่าขุนนางและคุณชายนั่งอยู่ฝั่งหนึ่ง ระเบียบของราชสำนักในปัจจุบันผ่อนคลายลงกว่ารัชสมัยของฮ่องเต้องค์ก่อน เพราะอนุญาตให้หญิงชายสามารถร่วมงานเลี้ยงด้วยกันได้ เพียงแต่หญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือนต้องนั่งอยู่อีกฝั่ง และด้านหน้าต้องมีผ้าม่านไหมผืนบางกั้นไว้อีกชั้นหนึ่ง ส่วนสตรีที่แต่งงานแล้วสามารถเข้าร่วมงานเลี้ยงได้โดยไม่ต้องมีผ้าม่านไหมกางกั้น

          หานฮูหยินนั่งข้างจิ้งกั๋วกง วันนี้นางสวมใส่ชุดที่ตัวเสื้อทำจากผ้าไหมสีน้ำเงินขลิบทองดูล้ำค่า กระโปรงปักลายโบตั๋นวิหคเพลิง ขับให้ใบหน้ากระจ่างใสงดงาม บรรดาคุณชายมองแล้วต่างก็อดที่จะคาดเดาไม่ได้ว่า คุณหนูสี่ที่หานฮูหยินให้กำเนิดมานั้นจะงดงามเป็นเลิศสักปานใด ผ่านไปครู่หนึ่งสองคุณหนูที่กำเนิดจากอนุภรรยาก็เดินเข้ามาในงานเลี้ยง หนึ่งในนั้นมีน้ำตาคลอเบ้า ท่าทางหวาดกลัวเอาแต่ก้มหน้า แต่ก็ยังคงงามราวกับบุปผาแย้มกลีบ

          ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ลมหอมพัดโชย ท่านหญิงตวนหยางเดินนำสตรีนางหนึ่งในชุดสีม่วงเข้ามา สตรีนางนั้นอ่อนหวานงดงาม ทั่วกายมีกลิ่นหอมอบอวล ท่วงท่ามั่นใจ โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ดุจเดียวกับดอกโบตั๋นสีม่วงที่ประดับอยู่บนศีรษะ คุณหนูผู้นี้ดูแล้วงดงามกว่าท่านหญิงเสียอีก แขกในงานต่างจ้องมองหญิงสาวด้วยความตกตะลึง

          ฮูหยินของท่านราชครูฝ่ายกองทัพกล่าวชมเสียงดัง “คุณหนูสี่ช่างงดงามเป็นเอกของแว่นแคว้นจริงๆ หานฮูหยินซ่อนของล้ำค่าไว้นานหลายปี งานนี้ตัดใจยอมเปิดเผยแล้วหรือ”

          หานฮูหยินพอใจกับคำชมนี้มาก ทว่ายามกล่าวตอบยังคงนอบน้อมถ่อมตน “บุตรสาวข้าเยาว์วัยซ้ำยังขลาดเขลา ข้าจะกล้าพานางออกมาได้อย่างไร”

          “จวนจิ้งกั๋วกงมีท่านหญิงตวนหยางที่ชื่อเสียงระบือไกล ตอนนี้ยังมีคุณหนูสี่ที่งดงามเป็นเอกของแว่นแคว้น ต่อให้มีสาวงามมานั่งเรียงกันนับร้อย ก็คงหาผู้ใดเปรียบกับบุตรสาวของจวนนี้ได้ยาก ช่างเป็นตระกูลที่โชคดีเสียเหลือเกิน”

          บุตรชายคนโตจากจวนหนิงโหวยกจอกสุราหันไปกล่าวชื่นชมคู่สามีภรรยาเจ้าของจวนที่นั่งอยู่ตรงกลาง คนอื่นต่างก็ทยอยชื่นชมไม่ขาดสาย

          “คนที่นั่งอยู่ด้านบนทางซ้ายก็คือท่านอ๋องน้อยจากตำหนักเต๋ออ๋อง เจ้าเห็นชัดหรือไม่?” ซีเหลียงเซียนกระซิบข้างหูน้องสาว กว่าซีเหลียงตานจะสงบอารมณ์โกรธได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ใบหน้าแดงระเรื่อของนางหันไปมองทางด้านซ้าย

          มองเพียงแวบเดียว ใจของซีเหลียงตานก็เต้นรัวแรงขึ้นทันที ภายใต้แสงตะวันแห่งคิมหันต์ บุรุษหนึ่งใบหน้าขาวสะอาดดุจหิมะบนยอดผา ดวงตาสุกสกาวราวมีดารานับพัน สันจมูกโค้งรับกับริมฝีปากที่ประดับด้วยรอยยิ้มเรียบง่าย เขาสวมชุดผ้าฝ้ายสีขาว กิริยาท่าทางสูงส่งดั่งหิมะพันปีที่ไม่มีวันละลาย บุรุษผู้นี้หาได้มีสายตาเผ็ดร้อนสอดรู้ดั่งเช่นผู้อื่น เขาเพียงแต่ใช้สายตานิ่งสงบมองมายังนางเพื่อแสดงความชื่นชม

          ระหว่างที่ซีเหลียงตานกำลังชื่นชมบุรุษรูปงามดั่งหยก ก็มีคนผู้หนึ่งถามคำถามแสลงหูขึ้นมา “ได้ยินมาว่าในจวนจิ้งกั๋วกงมีบุตรสาวที่พร้อมออกเรือนอยู่ห้านาง ทำไมวันนี้ถึงเห็นเพียงสี่เล่า?”

          คุณชายของจวนราชครูฝ่ายกองทัพที่กำลังชื่นชมสาวงามอยู่เอ่ยถามด้วยความสงสัย คนอื่นก็เคยได้ยินมาเช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่คลับคล้ายคลับคลาว่าต้องมีอีกหนึ่งคน

          หานฮูหยินตัวแข็งทื่อแล้วรีบหันไปมองจิ้งกั๋วกง พอเห็นว่าสามียังคงมีสีหน้าผ่อนคลาย จึงตัดสินใจทันที ขณะกำลังจะกล่าวตอบก็ถูกเฉินฮูหยินชิงตัดหน้าเสียก่อน “ฮูหยินรอง ท่านคงไม่บอกหรอกนะว่าคุณหนูผู้นั้นป่วยจึงไม่อาจออกมาได้ เมื่อวานข้าได้เห็นคุณหนูผู้นั้นแล้ว แม้ร่างกายจะผ่ายผอมไปสักหน่อยแต่นางก็งดงามและดูแข็งแรงดีทีเดียว”

          คำพูดนี้ทำให้หานฮูหยินต้องกลืนคำพูดที่ตั้งใจไว้กลับลงท้องแทบไม่ทัน ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองเฉินฮูหยินแวบหนึ่ง ทว่าอีกฝ่ายประสานสายตากลับมาพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ

          จิ้งกั๋วกงที่นิ่งเงียบอยู่นานก็ออกคำสั่งเสียงเรียบ “ให้คนไปตามมั่วเอ๋อมา”

 

            “ฮูหยินรองเรียกให้ข้าไปร่วมงานเลี้ยง!”

          ซีเหลียงมั่วที่กำลังล้างเขียงหั่นดอกไม้อยู่ในเรือนของตน เอ่ยถามจื่อไต้ที่มาแจ้งข่าว

          จื่อไต้เป็นสาวใช้ขั้นสองของหานฮูหยิน ข้างกายนางยังมีสาวใช้อีกหนึ่งคน ในมือนางมีถาดที่วางกำไลของประดับและเสื้อผ้ากึ่งเก่ากึ่งใหม่จำนวนหนึ่ง

          จื่อไต้ทำสีหน้าเอือมระอาสะบัดผ้าเช็ดหน้าในมือแล้วเอ่ย “มั่วเจี่ยรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ อย่าให้ฮูหยินกับนายท่านต้องคอยนาน ระวังจะถูกตีอีก”

          “ลำบากพี่จื่อไต้แล้ว พี่นั่งรอสักครู่ ข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คุณหนูเดี๋ยวนี้”

          ไป๋หรุ่ยรีบเข้ามารับถาดเสื้อผ้าและเครื่องประดับจากมือของสาวใช้ จากนั้นก็เชิญพวกจื่อไต้ให้นั่งลง แล้วเดินเข้าไปในห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ซีเหลียงมั่ว

          ไป๋หรุ่ยกับป้าไป๋ที่ทำงานหนักมานานส่งรอยยิ้มให้กันและกัน ยากนักที่นายท่านและฮูหยินรองจะคิดถึงคุณหนูขึ้นมาเช่นนี้ หากวันหน้าคุณหนูใหญ่ได้แต่งเข้าตระกูลดีๆ อนาคตก็ย่อมต้องสดใสกว่านี้แน่

          ป้าไป๋ยิ้มจนตาหยีแล้วบอกให้ซีเหลียงมั่วรีบนั่งลง “คุณหนูใหญ่ ป้าช่วยทำผมให้นะเจ้าคะ อย่ามองว่าป้าทำเป็นแต่งานหยาบงานใช้แรง เมื่อก่อนป้าเคยเป็นสาวใช้คอยปรนนิบัติคุณหนูจิ้ง ป้าจะทำให้คุณหนูงดงามไม่แพ้ผู้ใด คุณหนูจะต้องหาสามีที่ดีได้แน่เจ้าค่ะ”

          คุณหนูจิ้งที่ป้าไป๋กล่าวถึงคือน้องสาวแท้ๆ เพียงคนเดียวของจิ้งกั๋วกง ซึ่งแต่งงานไปกับฟานอ๋องและย้ายไปอยู่ดินแดนห่างไกลภายใต้การปกครองของฟานอ๋อง เป็นดินแดนเหนือแม่น้ำฉางเจียง หลายปีผ่านไปก็ยังไม่เคยกลับบ้าน อาหญิงผู้นี้ให้ความเอ็นดูและสงสารซีเหลียงมั่วมาก

          “ท่านป้าไม่ต้องคิดมาก แค่เกล้าผมง่ายๆ ก็พอ งดงามโดดเด่นเกินไปย่อมไม่ดี”

          ซีเหลียงมั่วอมยิ้มแล้วพลิกดูเสื้อผ้าในถาดนั้น เดาได้ไม่ยากว่านี่ต้องเป็นเสื้อผ้าเก่าของซีเหลียงตานหรือไม่ก็ซีเหลียงเซียนแน่นอน เทียบกันแล้วนางรูปร่างผอมบางกว่าน้องสาวทั้งสองมาก คงเป็นฝีมือฮูหยินรองที่ส่งเสื้อผ้ามาให้นางแบบขอไปที

          ป้าไป๋คิดไปคิดมาก็เห็นด้วย จึงมัดเกล้าผมเป็นจุกสองจุก แล้วเลือกกำไลหนึ่งวง ปิ่นปักผมสองอันจากถาดที่ไป๋หรุ่ยถือไว้ อันหนึ่งทำจากเงินและหินจันทรา อีกอันทำจากอัญมณีคาดทองฉลุลายดอกไม้ ตรงปลายมีไข่มุกประดับ หลังจากแต่งตัวทำผมอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดซีเหลียงมั่วก็พยักหน้าเรียกไป๋หรุ่ย แล้วทั้งสองก็เดินตามจื่อไต้ไปที่เรือนรับรองด้านหน้า