ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

แนบเนื้อเทวะ 一念执着一念相思(神仙肉)

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
‘แนบเนื้อเทวะ’ เล่มนี้เป็นอีกเล่มของ อีตู้จวินหัว นักเขียนที่เขียนแนวดราม่าได้น่ารักและไม่หนักจนเกินไป ทั้งยังเคยฝากผลงานมาแล้ว ในเรื่อง ‘เต้าหู้ไซซี’ และ ‘หงส์สังหาร’ ‘แนบเนื้อเทวะ’ เนื้อเรื่องจะค่อนข้างหวานกว่าเล่มก่อนหน้า ออกสไตล์พ่อแง่แม่งอน แต่อารมณ์หลายอย่างที่แฝงไว้ในความหวานของเรื่องนี้กลับมีทั้งโศกเศร้า แค้นเคือง โหยหา และความเข้าใจผิดที่ไม่น่า ให้อภัยปะปนกันอยู่ ทำให้เนื้อหาครบรสด้วยตัวมันเอง สำหรับคนชอบแนวสุขนิยมแต่ระหว่างทางมีลุ้นบ้างพอให้ใจระทึกก็จัดเลยค่ะเล่มนี้ รับรองไม่ผิดหวัง คอนเซปต์ของแนบเนื้อเทวะจะเป็นแนวเทพจุติแล้วมีมารมาผจญ มารตัวใหญ่ที่สุดของเรื่องก็คือ ‘ไห่หวาง’ ท่านเจ้าสมุทรนางเอกของเรานี่เอง เรียกได้ว่าการกระทำทุกอย่างของนางเอกในเรื่องนี้จะมีผลประโยชน์แอบแฝง คือนางหวังว่าจะได้กินเลือดเนื้อของเทวะเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วใครจะได้กินใคร ความคิดของนางจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ต้องติดตามลุ้นด้วยตัวเองค่ะ หากใครชอบเล่มนี้ ขอแนะนำให้สอยผลงานเล่มถัดไปของนักเขียนท่านนี้ไปด้วยเลย ‘ไม่อาจลืม’ ซึ่งจะออกภายในสิ้นปี อย่าพลาดนะคะ

บทนำ

จากเรื่อง: 一念执着一念相思(神仙肉)
一度君华 เขียน ห้องสมุดแปล

Author: 一度君华
Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

 

‘แนบเนื้อเทวะ’ เล่มนี้เป็นอีกเล่มของ อีตู้จวินหัว นักเขียนที่เขียนแนวดราม่าได้น่ารักและไม่หนักจนเกินไป ทั้งยังเคยฝากผลงานมาแล้ว ในเรื่อง ‘เต้าหู้ไซซี’ และ ‘หงส์สังหาร’

‘แนบเนื้อเทวะ’ เนื้อเรื่องจะค่อนข้างหวานกว่าเล่มก่อนหน้า ออกสไตล์พ่อแง่แม่งอน แต่อารมณ์หลายอย่างที่แฝงไว้ในความหวานของเรื่องนี้กลับมีทั้งโศกเศร้า แค้นเคือง โหยหา และความเข้าใจผิดที่ไม่น่า ให้อภัยปะปนกันอยู่ ทำให้เนื้อหาครบรสด้วยตัวมันเอง

สำหรับคนชอบแนวสุขนิยมแต่ระหว่างทางมีลุ้นบ้างพอให้ใจระทึกก็จัดเลยค่ะเล่มนี้ รับรองไม่ผิดหวัง คอนเซปต์ของแนบเนื้อเทวะจะเป็นแนวเทพจุติแล้วมีมารมาผจญ มารตัวใหญ่ที่สุดของเรื่องก็คือ ‘ไห่หวาง’ ท่านเจ้าสมุทรนางเอกของเรานี่เอง เรียกได้ว่าการกระทำทุกอย่างของนางเอกในเรื่องนี้จะมีผลประโยชน์แอบแฝง คือนางหวังว่าจะได้กินเลือดเนื้อของเทวะเหมือนกัน

แต่สุดท้ายแล้วใครจะได้กินใคร ความคิดของนางจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ต้องติดตามลุ้นด้วยตัวเองค่ะ

หากใครชอบเล่มนี้ ขอแนะนำให้สอยผลงานเล่มถัดไปของนักเขียนท่านนี้ไปด้วยเลย ‘ไม่อาจลืม’ ซึ่งจะออกภายในสิ้นปี อย่าพลาดนะคะ

สารบัญ

บทที่ 1.1

            ภายในห้องนอนของหรงเฉินจื่อ--เจ้าอารามชิงซวีกวาน... มีห้องลับอยู่ห้องหนึ่ง

            ภายในตกแต่งด้วยผืนผ้าไหมสีชาด เหนือหัวเตียงสีงาช้างมีชั้นวางของ หน้าเตียงตั้งฉากบังตาลวดลายสาวงามระเริงเล่นอยู่ท่ามกลางโบตั๋น ถัดจากฉากบังตาคือตู้เสื้อผ้าและชุดขาตั้งอ่างล้างหน้า ไม่ไกลนักมีโต๊ะเครื่องแป้งหนึ่งตัว ฝั่งมุมห้องด้านตะวันตกเฉียงใต้ยังวางกระถางเครื่องหอมทำจากทองเหลืองฉลุลายไว้อีกใบ ควันหอมลอยอ้อยอิ่งส่งกลิ่นละมุนละไมสมกับเป็นห้องหับที่จัดเตรียมไว้สำหรับหญิงสาวโดยแท้

            สลักเปิดปิดห้องลับติดตั้งอยู่ด้านหลังภาพป่าสนที่แขวนอยู่นอกห้องนอน ยามค่ำคืนปลอดผู้คน หรงเฉินจื่อมักจะแวะเวียนมายังห้องนี้เป็นประจำ

            ตอนนี้เป็นช่วงดึกดื่นยามสาม หลังจากที่หรงเฉินจื่อชำระกายจนหอมกรุ่นเป็นที่เรียบร้อย เขาก็เดินเข้าห้องลับนี้เพียงลำพัง ใช้ไต้ในมือค่อยๆ แตะเพื่อจุดไฟตรงโคมอรหันต์ที่เรียงกันเป็นแนวยาวตามฝาผนังทอดไปตามทางเดิน แสงไฟค่อยๆ สว่างทำให้เห็นเงารางเลือนของ ‘คนผู้หนึ่ง’ ที่กำลังหลับใหลอยู่ด้านหลังม่านคลุมเตียงหนาหนักที่มีปลายผ้ายาวระพื้น

            หรงเฉินจื่อจัดการเติมเครื่องหอมลงไปในกระถางเครื่องหอมอีกสองช้อน เจตนาเพื่อขับไล่สิ่งอัปมงคลทั้งหลายที่อาจแฝงตัวอยู่โดยรอบ หลังจากใช้น้ำชำระล้างสองมือจนสะอาด เขาจึงค่อยๆ เลิกม่านขึ้น ภายในผ้าม่านเต็มไปด้วยลายปักสีแดงเจิดจรัส มีโฉมสะคราญนางหนึ่งนอนนิ่งอยู่ นางแต่งกายด้วยผ้าแพรตัวบางสีขาว รูปร่างอรชรอ่อนช้อย มือทั้งสองวางซ้อนทับกันอยู่เหนือหน้าท้อง ดวงตาคู่งามปิดสนิทราวกับกำลังเพลิดเพลินอยู่ในห้วงนิทรา

            หรงเฉินจื่อใช้ผ้าไหมคลุมทับข้อมือขาวผ่องของนางก่อนตรวจจับชีพจรให้อย่างละเอียด ก่อนจะรวบรวมสมาธิวาดแผ่นยันต์เพื่อนำมาชงเป็นน้ำมนต์ให้นางดื่ม แม้หญิงสาวจะไม่รู้สึกตัวแต่ริมฝีปากกลับปิดสนิทอย่างดื้อดึง...ไม่ยอมดื่ม

            หรงเฉินจื่อได้แต่ส่ายหัว เขาตัดสินใจเติมน้ำตาลลงไปในน้ำมนต์อีกสองช้อน เมื่อป้อนอีกรอบ ครานี้นางเผยอกลีบปากขึ้น กลืนน้ำมนต์ลงคอแต่โดยดี

            หรงเฉินจื่อวางถ้วยลง ในห้องนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากทั้งสอง ทว่าหรงเฉินจื่อกลับแต่งกายอย่างสุภาพเรียบร้อย มีกิริยามารยาทที่เหมาะสม ไม่ล่วงเกินหญิงสาวผู้งดงามแม้แต่น้อย

            หลังจากผ่านไปสักครู่ เห็นว่าคนบนเตียงไร้วี่แววว่าจะฟื้น เขาก็ไปค้นดูคัมภีร์บนชั้นวางของ ถือโอกาสคว้าคัมภีร์เจิ้นจงจิงมาหนึ่งเล่ม ท่องให้นางฟังครึ่งชั่วยาม หญิงสาวก็ยังคงนิ่งเงียบไม่ขยับ พอหรงเฉินจื่อท่องจบเขาก็นำคัมภีร์กลับไปวางที่เดิม ล้างมืออีกครั้ง ปลดผ้าม่านลงแล้วออกจากห้องลับไป

            หรงเฉินจื่อผู้นี้เป็นศิษย์เอกของจื่อซินเต้าจ่าง เป็นสุภาพชนที่เคร่งครัดในจารีต ทุกการกระทำล้วนแต่เปิดเผยมั่นคง ซื่อตรงหนักแน่น เขาเป็นเจ้าอารามผู้ดูแลชิงซวีกวานมานานหลายปี มีลูกศิษย์มากมาย หลายปีมานี้หรงเฉินจื่อมุ่งแต่ขจัดมารปราบปีศาจ สงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก คนทั่วไปคิดว่าเขาเป็นผู้อาวุโสที่ทรงคุณธรรมน่าเคารพนับถือ นักพรตทุกสำนักยามกล่าวถึงหรงเฉินจื่อ ต่างก็พากันยกนิ้วชื่นชมเป็นเสียงเดียวว่าเป็นผู้มีจริยธรรมอันสูงส่ง

            ทว่าการครองตนเป็นสุภาพชนนั้นไม่ง่าย เขามักถูกจับพิรุธมากกว่าคนธรรมดา ดังเช่นในค่ำคืนนี้ คืนที่ไม่ค่อยจะสงบนักของอารามชิงซวีกวาน

            หลังยามสี่ คนแต่งกายแบบพรตกลุ่มหนึ่งได้บุกเข้ามาประชิดเขาหลิงเสีย ซ้ำยังมีทีท่าจะบุกเข้ามาในเขตของอารามชิงซวีกวาน

            เมื่อหรงเฉินจื่อทราบข่าวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่กล่าวให้มากความ จัดการคว้าชุดคลุมมาใส่แล้วเดินไปหยุดรอหน้าประตูใหญ่ ฟ้ายังไม่สว่าง หมอกขาวยามค่ำคืนยังลงหนักกว่าทุกวัน ที่หน้าประตูทางเข้าปรากฏคบเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วน เรียงต่อกันเป็นสายยาวราวกับมังกรตัวหนึ่ง มีผู้ใช้วิชา ‘ถ่ายทอดวจี’ กู่ก้องร้องตะโกนเสียงดังเสียดฟ้า

            “หรงเฉินจื่อ เจ้าอาศัยท่าทีซื่อตรง หลอกลวงผู้คนมาโดยตลอด ไม่นึกว่าภายใต้หน้ากากที่แสนดีเจ้ากลับลอบลักพาตัวไห่หวางมาจับกุมไว้ บอกมา เจ้ามีจุดประสงค์อันใดกันแน่?”

            หรงเฉินจื่อที่มือถือแส้นักพรตค่อยๆ เยื้องย่างออกมา เครื่องแต่งกายของเขารัดกุมดูเรียบร้อย ท่วงท่าทั้งสง่างามและหนักแน่น “ที่แท้ก็เป็นยวี่หยางเจินเหรินแห่งอารามจิ๋วติ่งกงนี่เอง ดึกป่านนี้ท่านนักพรตบุกมาด้วยเหตุอันใดมิทราบ?”

            ยวี่หยางเจินเหรินผู้นี้แม้จะมีอายุปาเข้าไปเกินครึ่งร้อย แต่เนื่องจากเป็นผู้บำเพ็ญพรตที่เชี่ยวชาญการฝึกพลังวัตร ใบหน้าจึงยังคงอ่อนเยาว์ราวกับหนุ่มวัยฉกรรจ์ ประกอบกับเขามีรูปร่างผอมบางจึงยิ่งลดทอนอายุลงไปอีก

            “หรงเฉินจื่อ เจ้าเลิกเสแสร้งได้แล้ว! มีคนเห็นว่าเจ้าแอบสร้างห้องลับเอาไว้ในห้องนอน ต้นปีที่ผ่านมาพวกเราเหล่าพี่น้องสำนักพรตบุกพระราชวังใต้ทะเลเพื่อขจัดเภทภัยให้ผู้คน เจ้าเป็นคนแรกที่เข้าไปในวัง เปลือกหอยยักษ์อันเป็นที่พำนักของไห่หวางก็เป็นเจ้าที่เปิดออก ธารน้ำศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนใต้ทะเลก็ยังอยู่ มีเพียงไห่หวางเท่านั้นที่หายตัวไป แล้วตอนนี้อยู่ๆ เจ้าก็สร้างห้องลับขึ้นมา มิใช่คิดจะควบคุมตัวไห่หวางเอาไว้เพื่อรวบรวมดินแดนใต้ทะเลให้เป็นหนึ่งหรอกรึ?”

            พอคำพูดนี้กล่าวออกมา ฝูงชนก็ส่งเสียงอื้ออึง บรรดาผู้คนที่มาล้วนเป็นคนในสำนักพรต ปกติจะควบคุมตนเองได้เป็นอย่างดี ทว่าการดำรงอยู่ของไห่หวางนั้นสำคัญยิ่ง จะโทษคนเหล่านี้ที่มีท่าทีผิดปกติไปคงไม่ได้

            “อืม...” หรงเฉินจื่อขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าปรากฏร่องรอยความลำบากใจอยู่หลายส่วน “นักพรตทั้งหลาย เพียงแค่ดูแลอารามชิงซวีกวานแห่งเดียวข้าก็ลำบากพอแรงแล้ว ไหนเลยจะอาจหาญไปข้องเกี่ยวกับดินแดนใต้ทะเลอีกเล่า?”

            แต่เห็นชัดว่ายวี่หยางเจินเหรินได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี ไหนเลยจะยอมเชื่อคำบ่ายเบี่ยงเพียงประโยคเดียวของเขาได้ ยวี่หยางเจินเหรินก้าวออกมาจากฝูงชน จ้องหรงเฉินจื่อ

            “เฮอะ ถ้าเช่นนั้นภายในห้องนอนของเจ้าไยต้องแอบสร้างห้องลับไว้ ไม่ทราบว่าเจตนากักขังผู้ใดอย่างนั้นรึ? หรือว่าห้องนอนของเจ้าแท้ที่จริงมิได้มีห้องลับ?” รอยยิ้มของเขาปนเยาะ นัยน์ตาทั้งคู่เป็นประกายเจิดจ้า

            หรงเฉินจื่อจ้องประสานตาตอบ ใบหน้าชายหนุ่มเผยร่องรอยของความกระอักกระอ่วนใจ “ห้องลับ...จะว่ามีก็มีอยู่ คนที่อยู่ในห้อง... ก็มีจริงๆ”

            มีหรือเขาจะไม่รู้ว่าสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับตน คนของอารามจิ๋วติ่งกงย่อมต้องสืบสาวจนกระจ่างชัด มิเช่นนั้นย่อมไม่กล้ากระทำการอุกอาจบุกเข้ามากลางค่ำกลางคืน หากปล่อยให้อีกฝ่ายขุดคุ้ยสนุกปาก มิสู้เขายอมรับอย่างเปิดเผยด้วยตนเองเล่า

            ดังคาด สีหน้ายวี่หยางเจินเหรินปรากฏความยินดีขึ้นหลายส่วน “หรงเฉินจื่อ ที่แท้เจ้ากล้า...”

            หรงเฉินจื่อยกมือขึ้นน้อยๆ เอ่ยตัดบท “คนแม้ว่าจะมีอยู่จริง แต่ข้ามั่นใจว่าไม่ใช่ไห่หวาง หากมีผู้ใดข้องใจ เชิญตามข้าเข้าไปดูด้วยตาตนเอง”

            เขามีท่าทีเปิดเผยเช่นนี้ ทำให้บรรดาคนในสำนักพรตมีสีหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งขึ้นมา ฝูงชนเดินตามเขาเข้าไปในอารามชิงซวีกวานเพื่อนั่งพักรับน้ำชา จากนั้นผู้อาวุโสที่พอมีชื่อเสียงอยู่บ้างในสำนักพรตสายต่างๆ ก็เดินตามการนำของหรงเฉินจื่อเข้าไปในห้องนอน ภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่ายสมถะแต่ผู้ใดจะมีใจไปพินิจพิจารณาเล่า ต่างก็มุ่งอยากรู้แต่เรื่องของไห่หวางกันถ้วนหน้า

            หรงเฉินจื่อกดลงไปยังภาพป่าสน จากนั้นก็พาผู้คนเดินผ่าน

เส้นทางลับที่ไม่ยาวมาก ทุกคนที่เดินตามเขามีสีหน้าระแวดระวังเกรงแต่ว่าตนจะถูกลอบจู่โจม เจ้าของบ้านจุดโคมอรหันต์บนผนังอย่างใจเย็น ห้องลับห้องหนึ่งพลันปรากฏที่เบื้องหน้าของทุกคน เห็นแต่เพียงม่านแพร ควันหอมลอยเอื่อย โต๊ะเครื่องแป้ง ฉากบังตาสีเงินตระการตา และกลิ่นหอมบางๆ อบอวลทั่วห้อง

            ภายในม่านหนาหนัก มีหญิงสาวนางหนึ่งกำลังหลับสนิท

            ผู้ที่มาล้วนแต่เป็นผู้บำเพ็ญพรต

            เพียงแค่เห็นม่านห้อยยาว สาวงามหลับใหล ต่างก็บังเกิดจิตคิดหลบเลี่ยงในทันที

            หรงเฉินจื่อส่ายศีรษะน้อยๆ เลิกผ้าม่านขึ้นให้ทุกคนได้พิจารณาอย่างละเอียด พบว่าด้านในเป็นหญิงสาวนางหนึ่งมิผิด นางแต่งกายด้วยชุดแพรขาว งดงามล้ำเลิศและมีทีท่าว่าจะไม่ยอมตื่นง่ายๆ ดูเผินๆ คล้ายเซียนสาวที่เข้าฌานสมาธิ

            “นี่... นี่มันเรื่องอะไรกัน?” ผู้ที่เอ่ยปากก็คือหยู่เหยี่ยนเจินเหรินแห่งสำนักเจิ้งอี้เต้า

            หรงเฉินจื่อหลุบตาลง “ข้าไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอย่างไร”

            ยวี่หยางเจินเหรินรู้ตัวว่าตกหลุมพรางเสียแล้ว ฮึ! เจ้าอารามหรงตกแต่งห้องลับจนมีสภาพเช่นนี้ เกรงว่าคงรู้เท่าทันเขาและคิดแผนรับมือไว้เรียบร้อยแล้ว เขารีบกล่าวทันที “หลายปีมานี้ไห่หวางเก็บตัวอยู่แต่ในวัง ไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาของท่านผู้นั้น ไม่แน่ว่า...”

            หยู่เหยี่ยนไม่ปล่อยให้ยวี่หยางกล่าวต่อ “หรงเฉินจื่อ ที่ผ่านมาเจ้ามิใช่คนมัวเมาในลาภยศสรรเสริญ แต่เรื่องราวในวันนี้เกี่ยวข้องกับไห่หวาง มิอาจทำเป็นเล่นไปได้ รบกวนเจ้าอธิบายให้ชัดเจนด้วย”

            หรงเฉินจื่อเบือนหน้าไป “ท่านนักพรต ที่จริงข้าก็มิได้คิดปิดบัง” เขาขบฟันแน่น สีหน้าราวกับได้ตัดสินใจรอบคอบแล้ว “นางเป็น... กระถางบำเพ็ญเพียรของข้า”

            คำพูดนี้พอกล่าวออกไป ทุกคนต่างพากันตะลึง จากนั้นใบหน้าของผู้อาวุโสทั้งหลายก็แดงเถือกไปถึงต้นคอ

 

บทที่ 1.2

            วิชาร่วมสังวาสเป็นวิชาลับในหอนอน เดิมทีก็เป็นหนึ่งในวิชาฝึกพลังวัตรของเหล่านักพรต หากกล่าวถึงตัววิชาเพียงอย่างเดียวก็มิอาจนับเป็นวิชาชั่วร้ายแต่อย่างใด คิดไปคิดมาก็เหมือนกับผลท้ออายุวัฒนะตามประเพณีของคนจีน

            ตามแนวคิดของผู้ถือพรต ผลท้อเดิมทีก็หมายถึงสาวพรหมจรรย์อยู่แล้ว ร่องบุ๋มขีดกลางยิ่งหมายถึง อวัยวะเพศหญิง การที่ผลท้ออายุวัฒนะไปเกี่ยวโยงถึงการมีอายุยืนยาว เป็นเพราะบรรดาผู้ถือพรตเห็นว่าน้ำหลั่งของหญิงสาวเต็มวัยจะช่วยยืดอายุให้กับเหล่าชายหนุ่มเท่านั้น

            ดังนั้นจึงมีภาพวาดของเทพอายุวัฒนะที่ในมือมักประคองผลท้อ โดยมากมักจะวาดเป็นภาพชายสูงอายุหน้าผากโหนกนูน ผมยาวขาว ใช้นิ้วชี้ชี้ไปยังร่องบุ๋มของผลท้ออายุวัฒนะ นิ้วดังกล่าวมีนัยเปรียบเปรยถึงอวัยวะเพศชาย ร่องบุ๋มของผลท้อมีนัยเปรียบเปรยถึงอวัยวะเพศหญิง

            เพียงแต่ในบรรดาผู้ถือพรตก็แยกออกได้หลากหลายชนชั้น นานวันเข้าวิชาในหอนอน วิชาร่วมสังวาสเหล่านี้ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนกลายเป็นบ่อเกิดแห่งความเสื่อมทรามมัวเมาในโลกีย์ และถูกมองว่าเป็นวิชานอกรีตชั่วร้าย

            ทว่าในสำนักผู้ถือพรต กระถางบำเพ็ญเพียรของชายหนุ่มก็แทบจะเทียบได้กับผ้าซับระดูของหญิงสาว ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างยิ่ง หากปล่อยให้คนอื่นเห็นก็มักจะอับอายขายหน้า มิอาจจะวางเฉยทำตัวเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้

            แน่นอนว่าดึกดื่นค่ำคืนไม่รู้จักหลับจักนอน ผู้ที่ระดมคนให้แห่มาดู ‘ผ้าซับระดูของผู้อื่น’ ยิ่งไม่อาจวางสีหน้าเป็นปกติ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเหล่าผู้อาวุโสหูเบาที่วิ่งตามเขามา ผู้ที่ยืนอยู่ในห้องนี้ส่วนใหญ่ดำรงตนเป็นสุภาพชนจนคุ้นชิน นานวันเข้าหนังหน้าก็ยิ่งจะบางลงเรื่อยๆ ผู้อาวุโสหลายคนพอก้าวออกจากห้องลับ แม้แต่น้ำชาสักอึกก็ยังไม่กล้าดื่ม ต่างพากันเดินหน้าเขียวคล้ำ ยามจากไปแทบจะใช้แขนเสื้ออันกว้างใหญ่มาคลุมปกปิดใบหน้า

            เรื่องดีไม่มีกระจาย เรื่องน่าอายแพร่งพรายพันลี้

            พอถึงเช้าวันต่อมา ก็มีคนบริจาคเงินบำรุงวัดให้กับอารามชิงซวีกวานก้อนโต พร้อมทั้งขอเรียนรู้วิชาร่วมสังวาสอันเป็นเคล็ดลับในหอนอนจากหรงเฉินจื่อ ผู้ที่มายังพาสาวน้อยวัยสดใสมาด้วยสองนาง หวังว่าหรงเฉินจื่อจะสาธิตเคล็ดลับให้ประจักษ์แจ้ง ภายใต้ความโกรธและอับอาย หรงเฉินจื่อได้แต่แค้นที่ไม่อาจขุดดินมุดหนีไปได้ เรื่องราวครานี้ทำให้ข่าวลือของอารามชิงซวีกวานโด่งดังยิ่งกว่าเดิม

            ที่แท้ท่านผู้ดูแลอารามของพวกเราก็ใช้กระถางบำเพ็ญเพียรนี่เอง

            ในช่วงเวลาว่าง เหล่านักพรตน้อยแห่งอารามชิงซวีกวานก็มีหัวข้อให้ถกเพิ่มอีกมากมาย

            ค่ำวันถัดมา

            หลังจากหรงเฉินจื่อนำสานุศิษย์สวดมนต์ตอนเย็นเสร็จเรียบร้อยก็อาบน้ำล้มตัวลงเตรียมจะเข้านอน ทันใดนั้นก็มีบางอย่างแวบผ่านเบื้องหน้าไป เขาลืมตาขึ้นโดยพลัน วาดมือขวาประกบนิ้ว ตั้งท่าจะประทับยันต์ลงที่หน้าผากของผู้บุกรุก แต่กลับต้องชะงักมือ

            เวลาที่นอนตอนกลางคืนเขาจะไม่จุดตะเกียง ภายในห้องนอนจึงมืดสนิท ผู้บุกรุกอยู่ใกล้เขาจนลมหายใจเข้าออกสัมผัสใบหน้า ทำให้รู้สึกคันอยู่บ้าง เขายื่นมือออกไปแตะชายเสื้อที่นิ่มราวกับขนนกเส้นละเอียด จากนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าสตรีในห้องลับผู้นั้น... ตื่นแล้ว

            หรงเฉินจื่อเป็นสุภาพชนที่ทำตัวอยู่ในกรอบจารีตมาโดยตลอด เขาไม่ถนัดปฏิสัมพันธ์กับหญิงสาว จึงไม่แน่ใจว่าควรจะใช้น้ำเสียงอย่างไรพูดคุยกับนาง จึงเอ่ยถามประโยคอันแสนไร้สาระออกไป

            “ตื่นแล้วรึ?”

            หญิงสาวนางนั้นซุกศีรษะเข้ากับต้นคอเขา สูดลมหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง ทำราวกับแมวตะกละเห็นปลาย่างรสโอชา “หอมจังเลย”

            นางทั้งซบทั้งทับอยู่เหนือร่างของเขา หรงเฉินจื่อดันนางออกห่าง “หิวแล้วรึ? อยากจะกินอะไรบ้าง?”

            รอยประทับริมฝีปากอันชุ่มฉ่ำของนางแต้มติดปกเสื้อของเขาที่กลัดดุมไว้อย่างแน่นหนา นางตอบกลับมาอย่างเปิดเผยซื่อตรง ทั้งยังไม่ลังเลแม้แต่น้อย “อยากกินเจ้า”

            หรงเฉินจื่อผลักนางออก ลุกไปยังห้องครัว ก่อนจากไปเขาคิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยปลอบว่า “ข้าจะรีบกลับมาโดยเร็ว โปรดอย่าเดินเพ่นพ่าน”

            ในความมืดมีมือหนึ่งยื่นมายึดชายเสื้อของเขาไว้ “ข้าจะไปด้วย”

            หรงเฉินจื่อไม่อนุญาต “ตอนนี้ดึกสงัด ชายหนุ่มหญิงสาวอยู่ด้วยกันตามลำพังจะเป็นที่ครหาได้”

            “ดึกแล้วรึ? เช่นนั้นก็จุดตะเกียงด้วย ข้าไม่ชอบความมืด!”

            ไม่นานจากนั้นห้องนอนของหรงเฉินจื่อก็สว่างไสวด้วยแสงจากตะเกียงน้ำมัน เบื้องหลังของเขามีชิงเซวียนและชิงซู่--สองศิษย์คนสนิทกำลังประคองขนมมาให้พร้อมกับผลไม้อีกหลายจานเดินตามเข้ามาในห้อง

            หรงเฉินจื่อนั่งลงข้างโต๊ะกลม ตั้งใจจะสนทนากับนางอย่างจริงจัง “นามทางธรรมของข้าคือหรงเฉินจื่อ มิทราบว่าไห่หวางมีชื่อแซ่เรียกขานว่าอย่างไร?”

            เจ้าคนที่นั่งกินมูมมามอยู่ที่โต๊ะข้างหน้าดูไม่ใส่ใจเขานัก ผ่านไปนานถึงได้ตอบ “จะรู้ไปทำไม เรียกขานข้าว่าฝ่าบาทก็พอ ที่แท้เป็นเจ้าเองรึที่พาข้าออกจากวังของดินแดนใต้ทะเล?”

            ใบหน้าของหรงเฉินจื่อดำคล้ำในทันที “เลิกพูดจาเหลวไหล! ขอชื่อ!”

            นางพ่นเมล็ดผลไม้ออกมาจากปาก “เฮอะ พวกมนุษย์ชั้นต่ำ ล่วงเกินข้าผู้สูงส่งแล้วยังบังอาจมาถามชื่ออีกรึ?”

            ประโยคนี้ของนางกล่าวได้อย่างทรงอำนาจน่าเกรงขามยิ่งนัก แน่นอน หากมิใช่เพราะหมั่นโถวและผลผิงกั่วที่ยังยัดคาอยู่ในปากแล้วละก็ ฐานะเจ้าสมุทรของนางย่อมชวนให้ผู้คนขวัญผวาอยู่ไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่ ‘ไห่หวาง’ ในยามนี้สองแก้มป่องเป็นก้อนซาลาเปา ความน่ายำเกรงจึงไม่ปรากฏ ออกจะตลกเสียมากกว่า

            ชิงซู่แอบปิดปากหัวเราะ ชิงเซวียนที่สำรวมกว่ายังยกมุมปากขึ้นน้อยๆ ทั้งสองติดตามหรงเฉินจื่อมาตั้งแต่ยังเล็ก ถือเป็นคนสนิท ที่ผ่านมาไม่ว่าเรื่องใดอาจารย์ก็ไม่เคยมีความลับกับพวกเขา

            หรงเฉินจื่อกระแอมเบาๆ หนึ่งครา... นางเป็นไห่หวางจริงๆ ด้วย

            หลายปีก่อนหน้า ประชากรใต้ทะเลอยู่กันอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวมาโดยตลอด น้อยครั้งที่จะก่อเรื่องกับประชากรภาคพื้นดิน ความสัมพันธ์กับเหล่าผู้ถือพรตพอจะนับได้ว่าเป็น ‘น้ำบ่อไม่ข้องเกี่ยวกับน้ำคลอง’

            ทว่าสองปีมานี้มิรู้ว่าทำไมภาคพื้นดินจึงเกิดเหตุพายุฝนคะนองคลื่นลมโหมกระหน่ำอยู่เนืองๆ เรือประมงที่อับปางลงในเขตมหาสมุทรของหลิงเสียยิ่งนานยิ่งมาก ชาวประมงไร้หนทาง ได้แต่รวบรวมเงินมาไหว้วานขอให้สำนักพรตช่วยขจัดมารร้าย

            สำนักพรตตระหนักว่าเรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็ก จึงได้ผนึกกำลังกัน ใช้มุกเบิกธาราเปิดทาง มุ่งหน้าสู่ท้องทะเลลึกเพื่อสืบหาสาเหตุ พวกเขาพบว่าดินแดนใต้ท้องทะเลที่ปกติจะเงียบสงบยามนี้เห็นได้ชัดว่าชุลมุนวุ่นวายไปทั่ว บรรดาสำนักพรตที่ไปเยือนจึงสามารถบุกทะลวงเข้าไปในวังเจ้าสมุทรได้โดยง่าย หยกมณีของมีค่าใต้มหาสมุทรที่มีนับอเนกอนันต์ ต่างถูกผู้บุกรุกที่อ้างตัวว่าถือศีลบำเพ็ญเพียรกอบโกยกันไปเต็มที่

            หากกล่าวกันตามจริงแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการลอบจู่โจมครั้งนี้ก็คือไห่หวาง!

            ได้ยินมาว่าไห่หวางเป็นเจ้าสมุทรของดินแดนใต้ท้องทะเลในแถบหลิงเสีย หากสามารถควบคุมนางได้ ไม่แน่ว่าจะสามารถควบคุมดินแดนใต้ท้องทะเลรวมทั้งประชากรที่อาศัยอยู่ใต้น้ำแถบนี้เอาไว้ได้ เมื่อถึงยามนั้น แก้วมณีมีค่าหรือสมบัติพิสดารทั้งหลายของท้องทะเลลึก มิใช่ว่าเพียงเอื้อมมือก็คว้าไว้ได้หรอกหรือ?

            หรงเฉินจื่อกลับมิได้มีเจตนาจะควบคุมประชากรใต้ท้องทะเล เพียงแต่มโนธรรมของเหล่าสำนักพรตในปัจจุบันนี้มีดีเลวปะปน หากปล่อยให้ไห่หวางตกอยู่ใต้อาณัติของสำนักพรตย่อมเกิดการแก่งแย่ง ถึงยามนั้นย่อมส่งผลร้ายแรงต่อผู้บำเพ็ญพรตทั้งหลายตามไปด้วย การจู่โจมดินแดนใต้ทะเลอย่างฉับพลัน ผู้บาดเจ็บล้มตายเดิมทีมีไม่มาก แต่การปะทะกันภายในเพื่อแย่งชิงสมบัติใต้ทะเล ทำให้จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายสูงกว่าผู้ที่เสียชีวิตจากการสู้รบมากมายนัก

            ยิ่งไปกว่านั้น จู่ๆ ดินแดนใต้ท้องทะเลก็เกิดเหตุผิดวิสัย ย่อมมีประเด็นซ่อนเร้น หากไม่สืบให้กระจ่างชัด เกรงว่าประชาชนและเหล่าเรือประมงชายฝั่งทะเลจะไม่สามารถทำมาหากินอย่างสงบสุขได้ ด้วยเหตุนี้ในยามที่ฝูงชนต่างพากันแย่งชิงมุกมณีและปะการังแก้ว เขากลับล่วงหน้าไปยังวังเจ้าสมุทร ลักลอบพานางมาซ่อนไว้ที่อารามชิงซวีกวาน

            แต่ว่า... นางคือไห่หวางจริงรึ?

            หรงเฉินจื่อเก็บกวาดเมล็ดผลไม้ที่ถูกคายออกมาไปวางไว้ในถาด พอมองสาวน้อยที่ดื่มกินมูมมามจนเศษอาหารกระจายเต็มโต๊ะเบื้องหน้าแล้วนักพรตอย่างเขาก็ออกจะอึดอัดอยู่บ้าง ทว่าน้ำเสียงก็ยังคงไว้ซึ่งมารยาท กิริยาวาจาแฝงด้วยความเกรงใจอยู่สามส่วน

            “ดินแดนใต้ทะเลกับสำนักพรตไม่ข้องเกี่ยวกัน ทำไมหลายปีมานี้จึงมีเหตุปะทะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง?”

            เศษขนมปลิวว่อนกระจายไปทั่ว หรงเฉินจื่อตระหนักดีว่าสถานการณ์นั้นหนักหนาเพียงใด สีหน้าจึงยังคงเคร่งขรึม ผิดกับหญิงสาวตรงหน้า “อาหารของคนบนพื้นดินเลิศรสอย่างนี้นี่เอง ข้ามิได้ลิ้มลองมาตั้งหลายปี รสชาติยังคงยอดเยี่ยม แต่ว่าขนมนี่เพิ่มน้ำตาลมากสักหน่อยก็คงดีนะ! ผลไม้รสชาติก็ไม่เลวเช่นกันแต่น่าเสียดายที่เก็บเร็วไป หากรอให้สุกกว่านี้แล้วค่อยเก็บ รสชาติก็จะดียิ่งขึ้น...”

            “...” หากไม่รอให้นางกินอิ่มดูท่าเขาคงจะสอบถามไม่ได้เรื่องได้ราวเป็นแน่ หรงเฉินจื่อมองขนมสองถาดบนโต๊ะที่ยิ่งนานก็ยิ่งร่อยหรอ ก่อนหันไปบอกสองลูกศิษย์ “ไปลองดูในห้องครัวว่ายังมีอะไรเหลืออีกบ้าง ยกออกมาให้หมด”

            เพียงไม่นาน ชิงเซวียนและชิงซู่ก็นำหมั่นโถวแป้งฮวาจ่วน กระทั่งซาลาเปาไส้เจล้วนยกออกมาจนเกลี้ยงอาราม สาวน้อยผู้หิวโหยกินจนพุงกลมป่อง ในที่สุดนางก็ยอมเช็ดปาก ความเร็วในการกินอาหารตกลงชั่วครู่ หรงเฉินจื่อกระแอมอีกครั้ง “ดินแดนใต้ทะเล...”

บทที่ 1.3

            เพิ่งจะเริ่มต้นประโยค นางก็ดูไม่พอใจเสียแล้ว มือหนึ่งแคะขี้ฟัน อีกมือยังถือแป้งฮวาจ่วนอยู่หนึ่งก้อน “ข้านึกอยากจะจัดการบรรพบุรุษเซียนของพวกเจ้าให้ตายเสียเหลือเกิน ข้าไห่หวางอยู่ที่นี่แท้ๆ หนึ่งเจ้าไม่ถามข้าว่ากินอิ่มหรือไม่ สองไม่ถามข้าว่าชุดที่สวมใส่อุ่นพอหรือไม่ ดีแต่จะสอบถามเรื่องของดินแดนใต้ทะเล! ดินแดนใต้ทะเล ดินแดนใต้ทะเล จะอ้าปากหุบปากก็มีแต่ดินแดนใต้ทะเล ที่แท้เจ้าเป็นคนของดินแดนใต้ทะเลหรือข้าเป็นกันแน่?”

            หรงเฉินจื่อถูกตอกกลับจนโกรธกรุ่น “ท่านรู้ตัวเหมือนกันรึว่าตนเองเป็นคนของดินแดนใต้ทะเล! ท่านเป็นถึงประมุขของผู้คนมากมาย ไม่ใส่ใจความเป็นไปของอาณาจักรตน กลับปล่อยให้เหล่ามารไร้ฝีมือมาสร้างความวุ่นวายได้ หลายปีมานี้...”

            เขาร่ายยาวถึงความผิดของดินแดนใต้ทะเลตลอดหลายปีที่ผ่านมา กล่าวไปนานกลับไม่มีการตอบสนอง พอมองเพ่งไป ก็เห็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งท้องทะเลที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกำลังเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับสนิทน้ำลายไหลย้อย

            แม้แต่ชิงเซวียนกับชิงซู่ก็ปากอ้าตาค้าง มี...มีประมุขเช่นนี้พสกนิกรใต้ท้องทะเลน่าจะลำบากไม่น้อย ไห่หวางเป็นแบบนี้ยังไม่ถูกก่อกบฏนับว่าโชคดียิ่งนัก

            วันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่สว่างหรงเฉินจื่อก็นำเหล่าสานุศิษย์สวดมนต์ตอนเช้า

            ตอนกลับมาท่านเจ้าสมุทรก็ยังคงหลับใหล เขาได้แต่ส่ายหัว กำชับนักพรตรุ่นเยาว์ว่าอย่าเข้าไปในห้องนอนเขาโดยพลการ จากนั้นก็ตรงไปยังหอธรรม

            อารามชิงซวีกวานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่งไว้สิบกว่าคน หากหรงเฉินจื่อพอมีเวลาว่างก็จะมาสอนพวกเขาท่องตำรา เรียนหนังสือ

            หลังสอนไปสองคาบก็กลับมาที่ห้อง ท่านผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังคงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หลับสนิท หรงเฉินจื่อคิดจะปลุกนางให้ตื่น แต่ติดขัดเรื่องจารีตระหว่างชายหญิงจึงมิได้รบกวนนาง หลังจากนั้นไม่นานที่อารามก็แจ้งว่ามีคนมาขอพบสองราย ทั้งคู่ระบุชัดเจนว่ามีความประสงค์จะมาพบหรงเฉินจื่อเพื่อขอยันต์คุ้มครองให้ปลอดภัย หรงเฉินจื่อรับรองพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งก็ถึงเวลาอาหารกลางวันพอดี

            พอเขาไปถึงห้องอีกครา คราวนี้นางตื่นขึ้นแล้ว

            “คือว่า...” หรงเฉินจื่ออ้าปากเตรียมจะเอ่ย

            นางกลับตัดบทอย่างไม่พอใจ “เอาอีกแล้ว เจ้านี่ตื๊อไม่ยอมเลิกเสียที เอาเถอะ เอาเถอะ ดินแดนใต้ทะเลหลายปีก่อนหน้านี้ก็สงบดีมาโดยตลอด ต่อมาราชครูเต่าผู้ชราภาพมากแล้วเกิดละสังขาร ผู้ดูแลพิธีการสำคัญต่างๆ จึงกลายเป็นราชครูชื่อ ‘ฉุนยวี่หลิน1’ แทน ข้าทั้งเคารพและให้เกียรติเขาอย่างมาก แต่เจ้านั่นกลับกักบริเวณข้าไว้ในวังเจ้าสมุทรทั้งยังบอกว่าจะก่อการกบฏอีกด้วย!”

            หรงเฉินจื่อได้ฟังเรื่องที่อยากฟังก็โล่งอกขึ้นบ้าง “ที่แท้ดินแดนใต้ทะเลก็มีราชครูด้วย ดูท่าเหตุผิดปกติหลายปีมานี้คงมาจากราชครูผู้นี้วางแผนก่อการร้าย”

            “จะไม่ใช่ได้อย่างไร? โอ๊ะโอ หิวอีกแล้ว นักพรตอย่างพวกเจ้านี่รับรองแขกอย่างไรกัน? อาหารกลางวันของข้าล่ะ?”

            “...” หรงเฉินจื่อไม่อาจปล่อยให้นางออกจากห้อง ได้แต่สั่งให้ศิษย์สองคนส่งอาหารเข้ามา เขาสั่งให้ศิษย์อยู่ด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา

            ทว่าท่านเจ้าสมุทรยังนับว่าเจียมตนอยู่บ้าง “ยามนี้ข้านับเป็นแขก ต้องอาศัยเรือนของผู้อื่นกินอยู่หลับนอน รู้สึกเกรงใจนัก อาหารกลางวันไม่อยากให้วุ่นวายมาก ขอแค่ทำปลิงทะเลผัดหัวหอม ไข่หอยเม่น เปาะเปี๊ยะไส้ปลากะพงหน่อไม้ หอยมุกหิมะตุ๋นมะละกอลอยแก้ว มาให้ข้ากิน... แค่นี้ก็พอแล้ว”

            มุมปากของหรงเฉินจื่อกระตุกเกร็ง

            จากนั้นไม่นาน

            ชิงเซวียนกับชิงซู่ก็ยกอาหารเจเต็มโต๊ะออกมาจากหอภักษาหาร หรงเฉินจื่อนั่งลงข้างโต๊ะ ขณะกำลังยกตะเกียบ ท่านเจ้าสมุทรก็จัดการอาหารที่อยู่เบื้องหน้าเขาสองจานจนเกลี้ยง ระหว่างหรงเฉินจื่อคีบเต้าหู้ เขายังคงครุ่นคิดถึงเรื่องสำคัญอยู่ ท่านเจ้าสมุทรก็กวาดเรียบไปอีกสองจาน เขาถาม “ในเมื่อเป็นแบบนี้ ไห่หวางคิดจะทำอย่างไรต่อ?”

            “กินข้าวก่อน กินข้าว ท้องหิวจะไปคิดอะไรออกกัน!”

            บนโต๊ะมีกับข้าวอยู่แปดอย่าง แต่ละจานถูกกวาดจนเรียบอย่างรวดเร็ว หรงเฉินจื่อกระแทกตะเกียบลงกับโต๊ะ “ไห่หวาง พสกนิกรของท่านในยามนี้กำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความทุกข์ยาก ท่านกลับ...”

            คำสั่งสอนยังไม่หลุดออกจากปากดี ท่านเจ้าสมุทรก็ชี้มายังข้าวสวยในชามของเขา “เจ้าไม่หิวแล้วใช่ไหม?”

            นางหยิบเอาชามเบื้องหน้าของหรงเฉินจื่อมาคว่ำใส่ชามตน คลุกข้าวเข้ากับเศษน้ำแกง แล้วโกยเข้าปากรวดเดียว

            พอข้าวหมด นางก็วางชามลง แสดงสีหน้ากังวลอยู่สามส่วน

            “เฮ้อ ที่เจ้าพูดมันก็มีเหตุผล หลายปีมานี้ผู้เก่งกล้าเปี่ยมด้วยความสามารถของดินแดนใต้ท้องทะเลลดน้อยลง ยิ่งบ้านเมืองอยู่ในเงื้อมมือของคนชั่ว ข้าก็ยิ่งยากจะฝืนกลืนอาหารลงคอ เฮ้อ กระทั่งปริมาณข้าวที่กินในแต่ละมื้อก็ยังลดลงไปมาก”

            “...” หรงเฉินจื่อโกรธจนเส้นเลือดที่หน้าผากเต้นกระตุก เขากระแทกประตูปิดแล้วผลุนผลันจากไป            

            ชิงเซวียนและชิงซู่ต่างช่วยกันเก็บกวาดจานชามที่ระเนระนาด ส่วนท่านเจ้าสมุทรน่ะรึ? นางกลับไปนอนกลิ้งตัวอยู่บนเตียงหลัวฮั่นของหรงเฉินจื่อ เอาผ้าห่มม้วนแนบร่างแทนหมอนข้าง ทอดถอนใจหนักๆ ออกมาสองเฮือก ท่าทางราวกับกังวลถึงทุกข์สุขของพสกนิกรและบ้านเมืองเสียเต็มประดา จากนั้น...พอศีรษะเอนแตะหมอน นางก็ม่อยหลับเอาเสียดื้อๆ

            ชิงเซวียนเช็ดโต๊ะจนสะอาด ก่อนเดินออกจากประตู เขามองประมุขแห่งผืนน้ำที่กำลังหลับสบายอยู่บนเตียง สีหน้าปลงอนิจจัง

            “ในที่สุดข้าก็รู้แล้วว่าเหตุใดราชครูแห่งดินแดนใต้ทะเลถึงได้ก่อการกบฏ...”

            ถูกไห่หวางยึดที่นอนไปแล้ว

            หรงเฉินจื่อจะนอนบนเตียงตัวเองก็มิใคร่จะดีนัก ครั้นจะออกไปนอนข้างนอกก็ติดขัดกับฐานะไห่หวางของนาง เกรงจะมีคนล่วงรู้ว่านางอยู่กับเขาแล้วความลับนี้จะเล็ดลอดแพร่งพรายออกไป จึงมิกล้าออกไปค้างแรมที่อื่น ยังดีที่เตียงนอนภายในห้องใหญ่พอควร เขานั่งสมาธิเฝ้านางอยู่ที่ปลายเตียง กระทั่งชายเสื้อก็พยายามไม่ให้สัมผัสถูกเนื้อตัวของอีกฝ่าย

            ท่ายามนอนของนางไม่สำรวมเป็นอย่างยิ่ง นางขดตัวกลายเป็นก้อนกลมอยู่กลางเตียง สักพักก็พลิกตัว โผล่ขาคู่เล็กๆ ออกมา ฝ่าเท้าของนางทั้งบอบบางและงดงามจนน่าตะลึง เล็บน้อยๆ ราวกับแต้มสีผึ้งเคลือบอีกชั้น ขับเป็นเหลือบสีที่ชุ่มชื้นแวววาวราวไข่มุก ผิวกายทอประกายราวกับหยกขาว ตรงข้อเท้าขวาผูกเชือกสีแดงเส้นหนึ่ง บนเส้นเชือกร้อยกระพรวนที่สลักเสลาอย่างงดงามประณีต นางดูราวกับสาวน้อยชาวมนุษย์ทั่วไปที่สดใสซุกซน มิได้แผ่รัศมีความน่ายำเกรงของไห่หวางออกมาเลยแม้แต่น้อย

            ผิดจารีตก็อย่ามอง หรงเฉินจื่อเบือนหน้าหนี ยกชายผ้าห่มคลุมตัวนางเพื่อบดบังจากสายตาตน

            จู่ๆ นอกห้องก็มีเสียงลมพัดเบาๆ หรงเฉินจื่อเบิกตาโดยพลัน ยื่นมือขวาควานหาผงชาดจากชั้นวางข้างที่นอน เขาบริกรรมคาถาสั้นๆ แล้วดีดนิ้วชี้ออกไปเบาๆ ผงชาดสีแดงพุ่งผ่านหน้าต่างราวกับแสงเพลิง

            ด้านนอกของหน้าต่างมีนกกระสากระดาษบินวนอยู่หลายตัว พอกระทบถูกผงชาดก็ลุกเป็นเปลวเพลิงสีฟ้าหม่น ไฟนี้ดูราวกับไฟเย็น ไม่ลามไปติดของชิ้นอื่น ผ่านไปชั่วครู่นกกระดาษที่คิดจะเข้าใกล้หน้าต่างเพื่อแอบสอดส่องหาข่าวสารทางด้านในต่างก็สลายกลายเป็นเศษขี้เถ้า

            หรงเฉินจื่อมีสีหน้าเคร่งเครียด ดูท่าเหล่าสำนักพรตยังมีคนแคลงใจในตัวเขาอยู่

            เช้าวันต่อมา

            หรงเฉินจื่อเพิ่งจะอาบน้ำชำระกายเสร็จก็มีคนในหมู่บ้านมาหา สีหน้าแตกตื่นลนลาน กล่าวว่าน้องสาวน้องชายที่บ้านของพวกเขาป่วยเป็นโรคประหลาด จึงมาเพื่อเชิญเจ้าอารามหรงให้ไปช่วย

            นับตั้งแต่อารามชิงซวีกวานตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาหลิงเสีย พวกมารนอกรีตในแถบนี้และละแวกใกล้เคียงต่างพากันหลีกหนี ตอนที่หรงเฉินจื่อได้ยินข่าวนี้จึงออกจะแปลกใจอยู่บ้าง เขาเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมออกเดินทางทันที

            บนที่นอน ไห่หวางยังคงหลับสนิท นางกลัวความมืดจึงไม่ยอมไปนอนในห้องลับ มักจะมายึดเตียงนอนของหรงเฉินจื่ออยู่เป็นประจำ หรงเฉินจื่อเป็นบุรุษที่ยึดมั่นในจารีตอย่างเคร่งครัดย่อมมิอาจเปลี่ยนเสื้อกลางห้อง ได้แต่พาตัวเองไปยังห้องลับ ขณะกำลังผูกเอวเสื้อพลันได้ยินเสียงนางวิ่งตึงๆ ตังๆ เข้ามา เสื้อขนนกสีขาวพลิ้วไสวแต่ไม่โปร่งแสง ทำให้นางดูราวกับเซียนสาวผู้บริสุทธิ์

            กับผู้ทรงศีลของสำนักพรตอย่างเขา นางก็ไม่เคยเกรงใจ เรียกขานนามทางธรรมไปตรงๆ “หรงเฉินจื่อ จะหนีไปเที่ยวไหนรึ?”

            หรงเฉินจื่อไม่ว่างมาสนใจนาง “แค่ลงเขา”

            นางย่ำเท้าเปล่าลงกับพื้น กระพรวนตรงข้อเท้าดังขึ้นเบาๆ เสียงนั้นสดใสกังวาน “ข้าอยากไปด้วย!”

            หรงเฉินจื่อส่องคันฉ่องแล้วจัดเสื้อผ้า หลายวันก่อนหน้าเขายังคงรักษามารยาทระหว่างตนกับท่านเจ้าสมุทรผู้นี้อยู่ แต่ตอนนี้เขาเห็นนางเป็นเด็กสาวธรรมดาไปเรียบร้อยแล้ว “ข้าจะไปรักษาโรค ช่วยปัดเป่าความชั่วร้ายให้ชาวบ้าน ท่านจะไปด้วยทำไม?”

            นางกระทืบเท้า “ไม่สน! อย่างไรข้าก็จะไป!”

บทที่ 1.4

            หรงเฉินจื่อแต่งกายด้วยชุดนักพรตสีขาวราวหิมะ กลิ่นหอมอ่อนๆ กระจายออกจากร่าง กลิ่นกายของเขาคล้ายสมุนไพรและพรรณไม้ “ทางเดินลงเขาลำบากมาก ท่านจะไปทำไม? ยิ่งไปกว่านั้นอารามชิงซวีกวานเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ของสำนักพรต ท่านเข้าออกไปมา หากมีคนเห็นเข้าจะเหมาะสมหรือ?”

            “ข้าไม่สน!” ไห่หวางยึดแขนเสื้อกว้างของเขาไว้ แสดงทีท่าชัดเจน “ไม่ให้ข้าไป ข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้าไปเหมือนกัน”

            หรงเฉินจื่อติดขัดเรื่องการรักษามารยาทระหว่างชายหญิง ไม่สะดวกยื่นมือไปต้องตัวนาง เขาพยายามยื้อยุดสารพัดท่าก็ไม่อาจดิ้นหลุด สุดท้ายพอหมดหนทาง จึงกัดนิ้วชี้ วาดคาถาตรึงกายากลางฝ่ามืออย่างรวดเร็ว ไม่กล่าวให้มากความ... จัดการกดลงกลางหน้าผากนางเสียเลย

            ในที่สุดนางก็ยืนนิ่งไม่ขยับ หรงเฉินจื่อเอาผ้าห่มห่อร่างนางไว้อย่างแน่นหนา อุ้มกลับไปวางบนเตียง จนถึงตอนนี้เขายังไม่พบว่าไห่หวางมีอิทธิฤทธิ์สมกับเป็นเจ้าแห่งท้องทะเลตรงไหน ด้วยเกรงว่านางจะอึดอัด เขาจึงให้หัวนางโผล่ออกมาเล็กน้อย จากนั้นก็ปล่อยม่านคลุมเตียงให้ทิ้งตัวลงมา

            พอเขาไปทีก็ไปเป็นวัน ยามเย็นตอนกลับสถานการณ์ที่รออยู่ก็ไม่สู้ดีแล้ว

            หลังจากหรงเฉินจื่ออาบน้ำผลัดเสื้อผ้าเรียบร้อย ก้าวเข้ามายังห้องลับ ก็เห็นประมุขแห่งท้องทะเลกำลังร้องไห้จนกลายเป็นมนุษย์น้ำตา คาถาของเขายังมิได้ถอนออก นางจึงมิอาจเปล่งเสียงร้องออกมา หยาดน้ำตาทำเอาหมอนเปียกชื้นไปครึ่งใบ หรงเฉินจื่อถึงกับทำอะไรไม่ถูก

            เขาออกบวชตั้งแต่ยังเล็ก หากสู้ด้วยคาถาอาคมเขาไม่เคยหวั่น อธิบายธรรมะยิ่งง่ายดายไม่เปลืองแรง ดังนั้นหากนางคิดจะลงมือเขาย่อมรับมือได้อย่างง่ายดาย ถ้าคิดจะมาถกเถียงว่าใครถูกใครผิดเขาก็มีข้อแก้ต่างเป็นกระบุง แต่พอเจอมนุษย์น้ำตาเข้า เขาก็จนปัญญาจะรับมือแล้ว

            เขาเอาผ้าเช็ดหน้ามาถูกลบคาถาที่หน้าผากให้นางจนสะอาด “อย่าร้องไห้เลยน่า!”

            นางยังคงนอนอยู่บนเตียง ไม่แยแสเขาแม้แต่น้อย น้ำตากลับไหลพรากหนักกว่าเดิม หรงเฉินจื่อไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี คิดๆ ดูแล้วในอารามนี้ก็มีแต่สานุศิษย์ที่เป็นชาย ศิษย์น้องหญิงของเขาก็อยู่ห่างออกไปไกล หาคนมาปลอบนางไม่ได้จริงๆ

            “ข้า... ข้าจะลองไปดูว่าในห้องครัวมีอะไรกินบ้าง อย่าร้องไห้เลยนะ”

            เขาจากไปเพียงครู่เดียวก็กลับมาอย่างว่องไว ในมือประคองถาดใบใหญ่มาด้วย เพราะเกรงว่าชิงเซวียนกับชิงซู่จะมาเห็นภาพนี้เข้าจึงมิได้เรียกศิษย์ทั้งสอง ความคิดของเด็กหนุ่มย่อมโลดโผนเกินจริงไปมาก หากศิษย์ทั้งสองเห็นนางร้องไห้จนมีสภาพเช่นนี้อาจจะคิดลึกก็เป็นได้

            เขาประคองถาดมาวางหน้าเตียง พยายามกดเสียงให้เบาลง “กินขนมหน่อยไหม อย่าร้องไห้เลยนะ”

            นางเบือนหน้าหนี เอาแต่ร้องไห้ ขนมอะไรก็ไม่ยอมกิน หรงเฉินจื่อกลัดกลุ้มจนหัวแทบจะระเบิด จำได้ว่ายามที่รับสืบทอดเคล็ดวิชาประจำสำนัก หรือยามที่ต้องนั่งสมาธิเพื่อบรรลุธรรมเพียงลำพังยังไม่ยุ่งยากใจเท่านี้ เขาลุกนั่งไม่เป็นสุข เดินไปมาในห้องชั่วครู่ พอเห็นท้องฟ้าข้างนอกเริ่มมืดลง ในที่สุดก็กัดฟันกล่าว

            “ตกลง ตกลง ตกลง พาท่านออกไป พาท่านออกไป! ลุกขึ้นสิ... พวกเราจะลงเขากัน ไปซื้อผลไม้แช่อิ่มกินเล่นดีไหม เลิกร้องไห้ได้แล้ว!”

            ในที่สุดนางก็มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมาบ้าง นางยกศีรษะขึ้น ดวงตายังเต็มไปด้วยประกายน้ำตา สีหน้าราวเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

            “จริงรึ?”

            หรงเฉินจื่อถอนหายใจ “จริง!”

            เขากลับมายังห้องนอนของตน หาผ้าคลุมสีดำคลุมให้นางอย่างมิดชิด

            ไห่หวางก้มศีรษะลงสูดดมผ้าคลุมนั่น ชุดนี้หรงเฉินจื่อใส่มาก่อนย่อมมีกลิ่นกายเขาติดอยู่ กลิ่นหอมที่หลงเหลืออยู่นี้คล้ายสมุนไพรและพรรณไม้ของป่าฝน ให้ความรู้สึกดึงดูดใจยิ่งนัก บนขนตาของนางยังคงมีคราบน้ำตาพราวอยู่ ทว่าดวงตากลับยิ้มจนตีวงโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว

            เขาหลิงเสียจะว่าสูงก็สูง คนทั่วไปยามลงจากเขาอย่างน้อยก็ต้องเดินสักหนึ่งถึงสองชั่วยาม แต่หากเป็นฝีเท้าของหรงเฉินจื่อย่อมไม่ใช่ ร่างน้อยที่เดินตามอยู่ด้านหลังเสพสุขอยู่แต่ในมหาสมุทรมานาน ย่อมรู้สึกว่าต้นไม้ใบหญ้าบนเขาช่างดูแปลกใหม่ ต่อให้เป็นกลางคืนวิสัยทัศน์ของนางก็ยังคงกระจ่างชัด บ่อยครั้งที่เห็นเพียงผีเสื้อสักตัวก็หยุดเดินเอาเสียดื้อๆ

            บนเขามีสาลี่หนามที่สุกแล้ว ผลสีเหลืองอร่าม นางเห็นแล้วก็ตื่นเต้นยินดี “หรงเฉินจื่อ อันนั้นกินได้หรือไม่?”

            พอหรงเฉินจื่อหันมามอง เยี่ยม! คราวนี้ไม่ต้องลงจากเขาแล้ว เพียงแค่เดินวนเวียนอยู่บนเขาก็สามารถหลอกล่อนางได้แล้ว พอคิดได้แบบนี้เขาก็โล่งอก “ได้ แต่อาจจะตำมือ ข้าจะไปเก็บมาให้ ท่านรออยู่ข้างใต้นี่นะ อย่าเพ่นพ่านไปไหน”

            นางเดินวนอยู่หลายรอบ กระพรวนทองที่เท้าส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง “อืม ข้าจะเอาอันที่ใหญ่ที่สุด เหลืองที่สุดอันนั้น!”

            หรงเฉินจื่อเก็บสาลี่หนามมาหลายลูก มองซ้ายขวาเห็นว่าปลอดผู้คน จึงปลดผ้าคาดเอวออก ผ้าคาดเอวนั้นพอคลี่ออกแล้วกว้างนัก เขาเอาสาลี่หนามทั้งหมดห่อผ้าไว้ กระโดดลงสู่พื้นดิน

            นางวิ่งตรงมาแย่งไปลองชิมก่อนหนึ่งลูก รสชาติของสาลี่หนามเปรี้ยวอมหวาน ทั้งยังฝาดอยู่เล็กน้อย นับว่าเป็นผลไม้ป่าที่ชวนให้สดชื่นยิ่งนัก

            หรงเฉินจื่อลูบหนามเล็กๆ บนเปลือกสาลี่ เห็นนางไม่พูดไม่จาอยู่เป็นนานจึงเอ่ยถาม “เป็นอย่างไรบ้าง?”

            “พอใช้ได้ แต่ทิ่มปากไปสักหน่อย”

            “...”

            หลังจากนั้น หรงเฉินจื่อจึงมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่มีผลไม้ป่า น้ำตกและพะเนินหิน พอเห็นว่านางเล่นอย่างสนุกสนานแทบจะลืมเลือนเรื่องลงจากเขาไปหมด เขาก็เบาใจ พอเห็นธารน้ำใส นางก็มีสีหน้าเบิกบานขึ้นมาทันควัน ปลดผ้าคลุมร่างออกแล้วกลิ้งตัวไปยังน้ำตก กลายร่างเป็นหอยมุกตัวใหญ่ขนาดสี่ฉื่อในทันที

            หรงเฉินจื่อขบคิดอย่างไรก็ไม่อาจเข้าใจได้ หอยมุกตัวหนึ่งฝึกตบะอย่างไรถึงกลายเป็นไห่หวางไปได้ นับเป็นปริศนาที่ยากจะหยั่งรู้โดยแท้

            ขณะที่หรงเฉินจื่อกำลังสงสัยใคร่รู้ ทันใดนั้นรอบข้างก็มีไอมารหนักหน่วงพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า แวบแรกเขารีบวิ่งไปดูหอยมุกยักษ์ในธารน้ำตก นางเองก็เหมือนจะรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ กำลังชะเง้อชะแง้มองรอบด้านอย่างตื่นตระหนก

            ไม่ใช่นาง

            มือหนึ่งของหรงเฉินจื่อแอบประกบนิ้ววาดเวท ไม่นานนัก ท้องฟ้ายามราตรีพลันปรากฏไอหมอกสีขาวกลุ่มหนึ่งค่อยๆ จับตัวรวมกันกลายสภาพเป็นร่างคน เงาร่างเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนดูคล้ายดรุณีแรกรุ่นนางหนึ่ง ทว่าเสียงของนางบัดเดี๋ยวชายบัดเดี๋ยวหญิง

            “ได้ยินมาว่าเจ้าอารามหรงยึดมั่นในคุณธรรม ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสตรี ที่แท้ก็เป็นเพียงคำร่ำลือที่เกินจริงเท่านั้น” นางลอยมาเบื้องหน้าของหรงเฉินจื่อ แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นเสียงของหญิงสาวที่นุ่มละมุน “ด้วยใบหน้าหล่อเหลาของท่านนักพรต มารแบบใดมีรึจะหาเสพสุขไม่ได้ ไยต้องลดตัวมาคบหากับภูตหอยเช่นนี้ด้วยเล่า”

            หรงเฉินจื่อรำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง

            แท้ที่จริงเขาคือเทพลู่ฉุนซิงจวิน2 กลับชาติมาเกิด ดังนั้นกายหยาบของเขาย่อมมีไอเทพปะปน กลิ่นหอมของ ‘เนื้อเทวะ’ ชิ้นนี้สำหรับภูตผีปีศาจแล้วนับว่าน่าหลงใหล ยิ่งมีคำกล่าวที่ว่าหากได้ดื่มกิน‘เนื้อเทวะ’ เข้าไปในปากก็จะกลายเป็นอมตชนเหนือกาลเวลา ไม่รู้จักแก่เฒ่า ด้วยเหตุนี้รอบกายเขาจึงมักมีภูตผีปีศาจวนเวียนนับไม่ถ้วน

            เพื่อที่จะได้ลิ้มรส ‘เนื้อเทวะ’ มารที่เสแสร้งมาอย่างมิตรเพื่อหาช่องทางตีสนิทก็มี ที่มาอย่างร้ายชิงลงมือใช้ความรุนแรงก่อนก็มาก

            ก่อนหน้านี้เขามีอาจารย์คอยช่วยปกป้องคุ้มครอง วันเวลาผ่านไปหรงเฉินจื่อก็ฝึกวิชาจนเก่งกล้า แม้จะต้องเผชิญหน้ากับมารสาวที่งดงามหยาดเยิ้มสักเพียงใด เขาก็ยากที่เกิดความคิดอกุศล

            เห็นมารหมอกเดินเข้าใกล้ มือขวาของหรงเฉินจื่อก็ผายออก ทันใดนั้นกระบี่วิเศษเล่มหนึ่งพลันปรากฏ มารหมอกผงะถอยไปด้านหลัง เสียงเปลี่ยนกลับไปเป็นเสียงชายหนุ่มที่แหบต่ำ

            “ท่านนักพรตไร้ไมตรียิ่งนัก ยอมพาภูตหอยออกมาอาบน้ำร่วมกัน แต่กลับไม่ยอมให้คนงามอย่างข้าเข้าใกล้แม้สักครึ่งก้าว ข้าสู้ภูตหอยนางนั้นไม่ได้ตรงไหนรึ?”

            ขนอ่อนรอบกรอบหน้าของหรงเฉินจื่อลุกพรึบ กระบี่บินผนึกลำแสงสีทองออกมาสายหนึ่ง ตอนนี้หอยมุกที่อยู่กลางน้ำตกได้ปีนขึ้นมาอยู่บนโขดหินริมฝั่งน้ำเรียบร้อยแล้ว ข้างโขดหินมีผ้าคาดเอวของหรงเฉินจื่อวางอยู่ ภายในผ้าคาดเอวห่อสาลี่หนามเอาไว้ นางแปลงกายเป็นมนุษย์ ใช้ผ้าคาดเอวขูดเอาหนามบนสาลี่ออกจนสะอาด โยนเข้าไปในปากแล้วตะโกนว่า

            “หรงเฉินจื่อ หากมันอยากจะอาบน้ำร่วมกับเจ้า เจ้าก็อาบร่วมกับมันเถอะน่า”

            หรงเฉินจื่อไม่สนใจคำหยอกล้อของไห่หวาง เขาต่อสู้กับมารหมอกเป็นพัลวัน อาศัยแสงสีทองตรึงรอบข้างไว้ แต่ร่างของมารหมอกเดิมทีก็มิใช่ร่างที่แท้จริงอยู่แล้ว เมื่อสู้ไม่ได้มันก็สลายเป็นไอกระจายไปรอบทิศ หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ยามลาจากยังใช้เสียงแหบต่ำของชายหนุ่มทิ้งประโยคยอดนิยมเอาไว้

            “หรงเฉินจื่อ ข้าจะต้องกลับมาอีกแน่”

            ไห่หวางนั่งชมความสนุกอยู่บนโขดหินไปพลางกินสาลี่หนามไปพลาง

บทที่ 1.5

            วันรุ่งขึ้น

            มีศิษย์ของอารามชิงซวีกวานจะเข้าพิธีถือศีล หรงเฉินจื่อที่ไม่ได้หลับสนิทติดต่อกันนานหลายวันจึงต้องฝืนกระตุ้นตัวเองให้ตื่นมาประกอบพิธี นี่เป็นพิธีกรรมก่อนเข้าสู่วิถีพรต เจ้าอารามชิงซวีกวานให้ความสำคัญกับพิธีนี้มาโดยตลอด ภายในงานจึงคึกคักเป็นอย่างยิ่ง

            ก่อนงานพิธีจะเริ่มต้น บรรดาผู้คนในอารามชิงซวีกวานจะมารวมตัวกันที่สถานประกอบพิธี มีนักพรตอาวุโสเป็นผู้นำการสวด แค่สวดอย่างเดียวย่อมไม่คึกคัก จำเป็นต้องมีเครื่องดนตรีประกอบ นอกจากจะมีเครื่องบริกรรมคาถาอย่างระฆัง บาตรชิ่งและกระดิ่งแล้ว ยังมีแคนเชิง ขลุ่ยเซียว ขลุ่ยตี่ และซอเอ้อหูอีก ทั้งหมดล้วนประสานเสียงกันอย่างพร้อมเพรียง

            ไห่หวางรู้สึกว่าน่าสนใจยิ่งนัก นางปีนขึ้นไปบนกิ่งดกหนาของต้นท้อข้างปะรำพิธีแอบดูแอบฟังจนเบิกบานใจยิ่ง หรงเฉินจื่อเหลือบตามองนางเพียงแวบเดียว ยังคงตั้งหน้าตั้งตานำสวดต่อไปด้วยท่าทางเคร่งขรึมราวกับสมาธิแน่วแน่มิได้วอกแวก

            เพลงสวดใช้บทซานกุยอี หรงเฉินจื่อสวดได้อย่างไพเราะโดยไม่ยึดติดกับแบบแผนและท่วงทำนองของเดิม รอกระทั่งการสวดจบลง ลูกศิษย์ที่รับศีลจึงก้าวไปข้างหน้าเพื่อรับฟังคำเทศนา

            บัญญัติศีลข้อห้ามของสำนักพรตมีมากมาย อย่างบทเทศนาของไท่ซ่างเหล่าจวิน บทเทศนาของเหล่าจวินอินซ่ง บทเทศนาของซานต่งจ้ง เจ้าหอยมุกนั้นช่วงแรกๆ ยังพอจะทนฝืนฟังอยู่ได้บ้าง พอถึงตอนหลังนางรู้สึกเหมือนกำลังฟังเพลงกล่อมนอนก็ไม่ปาน ศีรษะเล็กเริ่มสัปหงกแล้ว

            ถึงตอนที่หรงเฉินจื่ออธิบายถึงสามกุยห้าศีล นางก็ฟุบหลับคาคบไม้

            “สรณะแรกคือกุยเชิน วิถีแห่งเต๋าช่างกว้างใหญ่ไพศาล เพื่อให้หลุดพ้นวัฏสงสาร จึงได้เรียกว่าสรณะแห่งพระธรรม...” หรงเฉินจื่อแต่งกายด้วยชุดที่ขาวราวหิมะ ท่าทีสำรวมเคร่งขรึม หอยมุกตัวโตบนต้นไม้นั่นกลับหลับอย่างสบายอารมณ์

            “สรณะที่สองคือกุยเฉิน คัมภีร์สามสิบหกบทได้สดับธรรมอันเที่ยงแท้ จึงได้เรียกว่าสรณะแห่งพระสูตร” เสียงของหรงเฉินจื่อทุ้มต่ำ หลักคำสอนตามคัมภีร์ของพรตถูกเขาร่ายออกมาอย่างราบรื่น คุ้นชินราวกับลายมือตน

            เพียงแต่พอเงยหน้าขึ้นไปมองบนต้นไม้ เขาอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากโค้งน้อยๆ

            ไห่หวางผู้นี้...ร้องเพลงให้นางฟังคงไม่เหมาะ ยิ่งร้องนางยิ่งสนุกสนานคึกคัก หากต้องการกล่อมให้นางนิ่ง บทสวดทั้งหมดมีเท่าไรต้องร่ายออกมา พอสวดคำแรกนางก็หลับเป็นตาย

            ตอนเจ้าหอยมุกตื่นขึ้นมาฟ้าก็มืดแล้ว นางโอบลำต้นไถลตัวลงมา ลูบท้องที่ร้องโครกคราก กำลังจะกลับไปที่ห้องก็เห็นหรงเฉินจื่อกำลังนั่งสมาธิอยู่ที่สถานประกอบพิธี ศิษย์ทั้งหมดต่างก็จากไปหมดแล้ว

            สองมือเขาร่ายอาคมวาดเวท ไม่พูดไม่ขยับ แส้นักพรตวางอยู่ด้านขวามือ นักพรตผู้นี้นิ่งราวกับรูปสลักหิน

            ไห่หวางก้าวเร็วๆ จากสามก้าวเหลือสองก้าวเข้าไปหา ข้อเท้านางมีกระพรวนทองส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง หรงเฉินจื่อเปิดตาขึ้น เจ้าสมุทรผู้นี้นอนหลับเป็นตาย เขารึก็ไม่สะดวกจะปลุกนางให้ตื่น ได้แต่นั่งรอนางตื่นอยู่เงียบๆ ตรงนี้

            เนื่องจากร่างกายของเขามีสภาวะเนื้อทิพย์ กลิ่นหอมกรุ่นจึงกำจายไปทั่ว นอกอารามชิงซวีกวานมีเหล่าปีศาจวนเวียนอยู่มากมาย ไห่หวางผู้นี้ไม่ว่าจะมีอิทธิฤทธิ์หรือไม่ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงดรุณีน้อย เขาไม่อยากให้เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น

            แต่ไม่คิดว่านางหลับทีก็ปาเข้าไปหลายชั่วยาม ตอนนี้ใกล้จะยามสามแล้ว

            นางกลับไม่สำนึกแม้แต่น้อย รีบวิ่งมาหาเขา ตื้นตันใจจนน้ำตาไหลพรากเต็มหน้า “หรงเฉินจื่อ ขอบคุณฟ้าดิน ในที่สุดเจ้าก็สวดมนต์เสร็จเสียที!”

            หรงเฉินจื่อใช้แส้นักพรตดันนางออกห่าง สายลมยามค่ำคืนโชยแผ่ว ลมหอบนั้นพัดพากลิ่นหอมของกายเนื้อเขาขจรขจายไปทั่ว เจ้าหอยเรื่องมากยิ่งหิวหนักขึ้นกว่าเดิม “เย็นนี้มีอะไรกินบ้าง ข้าหิวแล้ว!”

            หรงเฉินจื่อส่ายหัว เดินนำกลับไปยังห้องนอน ด้านในจัดวางอาหารเจไว้เต็มโต๊ะเรียบร้อย เมื่อคำนึงถึงปริมาณอาหารของนาง หรงเฉินจื่อก็ได้กำชับเป็นพิเศษให้ลูกศิษย์ทำกับข้าวเพิ่มอีกสักหลายอย่าง

            หอภักษาหารมีนักพรตน้อยที่ละเอียดรอบคอบอยู่ผู้หนึ่ง เขาสังเกตว่าพักนี้ปริมาณอาหารที่อาจารย์กินเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากก็นึกประหลาดใจแต่มิกล้าสอบถาม

            บนโต๊ะ ไห่หวางกินดื่มอย่างไม่บันยะบันยัง หรงเฉินจื่อหยิบหมั่นโถวมาลูกหนึ่ง เคี้ยวละเอียดแล้วค่อยกลืน กิริยาของเขางามสง่า ผิดกับผู้เป็นใหญ่ใต้ท้องทะเลที่จัดการอาหารบนโต๊ะราวกับคนหิวโซ พอกวาดทุกอย่างเกลี้ยงนางก็จ้องเขม็งมาที่หมั่นโถวครึ่งลูกในมือหรงเฉินจื่อ เขารู้สึกว่าสายตาเช่นนี้ช่างคุ้นเคยนัก ตอนที่กินข้าวข้างนอก สุนัขข้างทางมันก็ใช้สายตาเช่นนี้จ้องมองเขาเช่นกัน!

            เขาถอนหายใจเบาๆ ยอมสละหมั่นโถวครึ่งลูกในมือให้

            นางแยกเขี้ยวยิ้ม “รู้อยู่แล้วว่าเจ้ากินไม่ไหว! เอาเถอะ อย่าให้เสียของ” นางเขมือบหมั่นโถวลงท้องทันที

            หรงเฉินจื่อถอนหายใจ ลุกขึ้นเดินตรงไปยังหอภักษาหาร หยิบซาลาเปาไส้ผักและขนมข้าวเหนียวอีกสักเล็กน้อยมาให้นาง ตอนออกมาเกรงว่าจะไม่พอ คว้าแตงกวาอีกหลายลูก ไข่ไก่อีกสองฟองจากห้องครัวติดมือออกมาด้วย

            เจ้าหอยมุกส่งอะไรให้กินก็ไม่ปฏิเสธ นางมีอานุภาพยิ่งกว่าถังย่อยสลายกากอาหารเสียอีก!

            หลายวันมานี้นางยึดเอาห้องนอนของหรงเฉินจื่อเป็นของตน กระทั่งหมอนเขายังต้องเก็บซ่อน จะอาบน้ำยิ่งไม่สะดวกเข้าไปใหญ่ ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนรักความสะอาดแต่จำต้องไปอาบน้ำในน้ำตกที่อยู่ด้านหลังหุบเขา ดีที่เขาเป็นผู้บำเพ็ญพรตสุขภาพร่างกายแข็งแรงกว่าคนธรรมดาทั่วไป น้ำเย็นของน้ำตกจึงทำอะไรเขาไม่ได้

            ท้องฟ้ามืดมิด สายลมไล้ผ่านป่าเขาลำเนาไพร

            ใบหญ้าเสียดสีกระซิบกระซาบกัน หรงเฉินจื่อค่อยๆ ปลดเสื้อคลุมนักพรตออก เอาเสื้อนอกตลอดจนเสื้อตัวในวางไว้บนหินสีเขียวข้างน้ำตก ดวงจันทร์คงสะเทิ้นอายจึงเผยออกมาเพียงครึ่งดวงแล้วก็หลบไปหลังก้อนเมฆอีกครา น้ำจากน้ำตกแทรกซึมเข้าทุกรูขุมขน เขาถอนหายใจยาวออกมา รู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง

            ใครจะคาดว่าความสงบจะมีเพียงชั่วครู่

            ไม่นานไห่หวางก็ตามมา วิ่งพลางตะโกนพลาง “หรงเฉินจื่อ ที่แท้เจ้าอยู่นี่เอง!”

            ตอนนางบึ่งตรงมา ทำเอาหรงเฉินจื่อลนลานจนสวมเสื้อตัวกลางไม่ทัน เขาคว้าเอาเสื้อคลุมนักพรตมาใส่โดยไม่ต้องคิด ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เจ้าหอยมุกตัวโตก็เอ่ยปากอย่างโมโหกรุ่น “หรงเฉินจื่อ ข้าจะบ้าตาย เจ้าหนีมาคนเดียวใช้ได้ที่ไหน ช่วยข้าอาบน้ำด้วยสิ!”

            หรงเฉินจื่อได้ยินดังนั้นก็เดือดดาล เขาเดิมทีก็ทึ่มทื่อเรื่องสตรี ปกติมักรังเกียจเดียดฉันท์มารสาวที่ชอบทำตัวหว่านเสน่ห์วางท่ายั่วยวนเป็นที่สุด พอได้ยินคำพูดนี้เขาก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงต้องหวนไปคิดถึงเท้างามประณีตที่มีด้ายแดงมัดกระพรวนทองคู่นั้น ท่าทีของเขาที่มีต่อไห่หวางเปลี่ยนเป็นเลวร้ายในทันที

            “พูดอะไรออกมา...”

            คำตำหนิยังไม่ทันหลุดจากปาก นางก็กระโดดตูมลงไปในน้ำตก จากนั้นก็พลิกตัวรอบหนึ่งกลายเป็นหอยมุกตัวโตเปลือกสีนิลวาววับยาวสี่ฉื่อ นางคลานต้วมเตี้ยมมาข้างกายนักพรตหนุ่ม กล่าวอย่างไม่รู้สึกตัวสักนิด “นี่... ขัดเปลือกหอยให้หน่อยสิ!”

            “...”

            ช่างเป็นการอาบน้ำที่ตรงตัวอะไรเช่นนี้! หรงเฉินจื่อรู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าว...

            หรงเฉินจื่อเอ๋ย เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่!

            เขาดึงเอาใยบวบที่แห้งแล้วออกมาส่วนหนึ่ง ช่วยขัดเปลือกหอยให้นาง

            แต่เรื่องนี้จะว่าไปแล้วเจ้าหอยมุกนี่ก็มีส่วนผิด ขัดเปลือกก็ขัดเปลือกสิ กลับบอกว่าอาบน้ำ...

            ใกล้ยามสี่

            หรงเฉินจื่อขัดเปลือกทั้งสองฝาของเจ้าหอยมุกจนวาววับเป็นประกาย นางถูกเขาปรนเปรอจนหลับไปอีกรอบซ้ำยังพ่นฟองอากาศอยู่ในน้ำ หรงเฉินจื่ออุ้มนางกลับไปยังห้องนอนในอาราม

            เขานั่งสมาธิมาหลายวัน กลางวันต้องประกอบกิจของพรต กลางคืนก็หลับไม่สบาย ต่อให้เป็นมนุษย์ที่ทำจากเหล็กก็ต้องมีอ่อนล้าบ้าง ยามนี้เห็นเจ้าหอยมุกกำลังหลับอย่างสุขี ภายในใจจึงคิดหาข้ออ้าง...

            นางก็แค่หอยมุกตัวหนึ่ง บางทีอาจจะไม่ต้องเคร่งครัดปานนั้นก็ได้กระมัง

            พอคิดเช่นนี้เขาก็ฉุกใจคิดขึ้นมาอีก อุ้มเจ้าหอยมุกนี่ไปไว้ในห้องลับเสียสิ คิดได้แล้วก็ดึงผ้าห่มมาคลุมนางแล้วอุ้มไป ส่วนตัวเองก็กลับมายังห้องนอน

            เขาเหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน พอหัวกระทบหมอนก็หลับสนิท จนกระทั่งเจ้าหอยนั่นหาทางปีนขึ้นมาบนเตียงได้อย่างไรก็ไม่รู้ หลังตื่นขึ้นเขาเองยังสะดุ้งไปเฮือกใหญ่ ดีที่นางยังคงร่างเป็นหอยขนาดสี่ฉื่อ เขาถึงได้โล่งอกไปได้บ้าง

            นับจากนั้นเขาก็กำหนดกฎเกณฑ์กับท่านเจ้าสมุทร หากจะมานอนบนเตียงของเขาจะต้องเปลี่ยนร่างเป็นหอยมุก หากแปลงร่างกลับเป็นคนต้องกลับไปนอนบนเตียงในห้องลับ!

            อันที่จริงเตียงในห้องลับของนางหลังนั้นงดงามยิ่งนัก แต่เห็นได้ชัดว่านางสนใจเขามากกว่า นางนอนบนที่นอนเขาอยู่ทุกวี่ทุกวัน หากหลับจริงก็แล้วไป แต่พอนางแปลงร่างกลายเป็นหอยก็มักจะหุบฝาไม่ลง หลับอยู่ดีๆ ก็มีพบว่าน้ำลายไหลยืดออกมา!

            แน่ล่ะ ไห่หวางผู้นี้เป็นสัตว์น้ำ ปริมาณน้ำในร่างย่อมล้นเหลือ น้ำลายไหลทีก็รองได้ถึงครึ่งอ่าง ส่งผลให้นักพรตน้อยที่มาปูเตียงพับผ้าห่มให้เขา ยามเห็นรอยเปียกชุ่มบนผ้าปูเตียงสีขาวราวหิมะ... มักจะมีสีหน้าประหลาดอยู่เสมอ

บทที่ 1.6

วันนี้หรงเฉินจื่อได้รับเชิญให้ไปเข้าร่วมพิธีกรรมงานหนึ่ง

            จำต้องจากอารามไปสามสี่วัน เขาตัดสินใจพาศิษย์รองชิงซู่ไปพร้อมกัน ก่อนจากไปเกรงว่าเจ้าหอยมุกจะขอตามไปอีกจึงมิได้บอกนาง หลังมอบหมายกิจภายในอารามเป็นที่เรียบร้อย เขาก็กำชับชิงเซวียนว่า

            “ในห้องของอาจารย์... หอยมุกตัวนั้นน่าจะหลับจนถึงปลายยามเว่ย หากนางตื่นขึ้นมาจำไว้ว่าต้องส่งอาหารให้นางมิให้ขาด ร่างของนางเป็นภูต ระบายไอจั๋วชี่ออกมามอมเมาผู้คนได้โดยง่าย ก่อนจะให้อาหารจะต้องดื่มน้ำมนต์ขจัดสิ่งชั่วร้ายเสียก่อน ในห้องต้องจุดเครื่องหอมขับไล่สิ่งอัปมงคลด้วย ไม่ทำไม่ได้เด็ดขาด”

            ชิงเซวียนไม่กลัวที่จะต้องจัดการกิจภายในอาราม แต่ยามพูดถึงเจ้าจอมตะกละผู้นั้นขึ้นมา เขาก็รู้สึกว่าหัวสมองพองโตเป็นสองเท่า “ท่านอาจารย์หากว่านางตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นท่าน ซ้ำยังเอะอะโวยวาย...”

            หรงเฉินจื่อเองก็ถอนใจ “แล้วจะทำอย่างไรได้ นางต้องการอะไรเจ้าก็เอาใจนางไว้แล้วกัน อย่าได้โต้เถียง ในน้ำมนต์ต้องเติมน้ำตาลเข้าไปด้วย หากไม่ได้จริงๆ ก็ให้ป้อนผลไม้แช่อิ่ม นางชอบกินของหวาน”

            ชิงเซวียนผงกศีรษะจดจำไว้ หรงเฉินจื่อจึงได้ลงจากเขาไป

            ไห่หวางหลับไปจนถึงต้นยามเซิน ชิงเซวียนเกรงว่านางจะเอะอะโวยวายจึงรีบส่งอาหารสำหรับสี่คนกินมาให้ นางเหลียวซ้ายแลขวาชะเง้อชะแง้แล้วก็พบความผิดปกติอย่างรวดเร็ว

            “หรงเฉินจื่อล่ะ?”

            ชิงเซวียนคีบกับข้าวให้นางอย่างระมัดระวัง “อาจารย์ออกไปข้างนอก สักพักก็กลับมา”

            นางกลับไม่ได้เอะอะอะไร เพียงยัดอาหารเข้าปากอย่างแค้นเคือง

            ยามพลบค่ำ ชิงเซวียนนำเหล่าศิษย์น้องภายในอารามสวดมนต์ตอนเย็น อดที่จะเงยศีรษะขึ้นมองไม่ได้

            ไห่หวางกำลังกระโดดโลดเต้น ผมดำเป็นเงาของนางยาวจนถึงเอว ชุดขนนกที่สวมมีสีขาวบริสุทธิ์ราวกับขนของห่านฟ้า แม้ยามปกติจะกินจุแต่ส่วนเอวกลับคอดกิ่วเล็กบาง ที่แย่ยิ่งกว่าคือเท้าเปล่าเปลือยคู่นั้น เวลาเดินเสียงกระพรวนทองที่ข้อเท้าจะดังเสนาะหู

            ในอารามเต็มไปด้วยศิษย์ที่เป็นชาย มีหรือจะเคยพบเห็นภาพอันวาบหวามเช่นนี้ นัยน์ตาของทุกคนเบิ่งโตราวกับไก่ในทันที

            ‘นะ...นะ...นี่ก็คือ ‘กระถางบำเพ็ญเพียร’ ของอาจารย์ตามที่ผู้คนร่ำลือกันรึ?’

            ‘จุ๊ๆ... อย่าเห็นว่าอาจารย์ของพวกเราปกติแล้วดูไร้กิเลส เขาเลือกหญิงสาวที่งดงามเช่นนี้ได้ นับว่าตาถึงยิ่งแล้ว’

            ชิงเซวียนอยากจะตีอกชกหัวเหลือเกิน ไม่อาจสวดมนต์ต่อไปได้ เขารีบปรี่ไปรับหน้า ถามเสียงต่ำว่า “ออกมาทำไมหรือขอรับ? ก่อนไปท่านอาจารย์สั่งข้าไว้ว่าไม่ให้ท่านเดินออกมาด้านนอก”

            “ใครใช้ให้เขาออกไปเที่ยวเล่นไม่พาข้าไปด้วยล่ะ!” ไห่หวางแค่นเสียงเย็นชา เสียงบ่นของนางค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ “ข้าจะบ้าตาย เมื่อไม่กี่วันก่อนนอนก็สัญญาเสียดิบดี พอลุกจากเตียงก็ไม่รักษาคำพูด! ข้าจะไม่เชื่อเขาอีกแล้ว!”

            “...” ทุกคนในอารามยามนี้ไม่กล้าสวดต่อ แต่ละคนใบหูตั้งตรง ยืดจนยาว

            โอ๊ะโอ ที่แท้อาจารย์ของพวกเราตอนอยู่บนเตียงก็มีช่วงเวลาที่พูดจาไม่รับผิดชอบเช่นกัน

            ชิงเซวียนแทบจะเป็นลมล้มตึง “เบาเสียงหน่อยเถิด! ท่านกลับไปก่อนดีกว่า ครั้งนี้ท่านอาจารย์ไปสวดมนต์ ไม่น่าสนุกสักนิด ครั้งหน้าเขาต้องพาท่านไปด้วยแน่ ถึงอาจารย์ไม่พาไป ข้าก็จะขอร้องให้พาไป ตกลงไหม?”

            คิ้วเรียวยาวของไห่หวางเลิกสูง หน่วยตาเรียวรีเบิ่งโต

            “ไม่เห็นจะสน”

            นางนั่งลงบนเบาะรองพื้น กระโปรงขนนกกระจายออกเป็นชั้นๆ ราวกับดอกไม้ที่บานสะพรั่ง ชิงเซวียนไล่นางก็ไม่ไป เขาเกรงว่าจะทำให้นางโมโหจึงได้แต่ปล่อยให้นั่งไป

            วันนั้นเหล่าสานุศิษย์ต่างพากันท่องมนต์อย่างแข็งขันเป็นพิเศษ

            ยามค่ำคืน

            นางร่วมกินข้าวเย็นพร้อมกับคนอื่นๆ ที่หอภักษาหาร

            หอภักษาหารมีส่วนคล้ายกับโรงอาหารของอารามในสมัยต่อมาอยู่บ้าง มีห้องครัวขนาดใหญ่อยู่หนึ่งห้อง ด้านนอกมีอ่างหินใส่น้ำขนาดใหญ่วางเรียงเป็นแถว ด้านในมีเตาที่สามารถทำอาหารให้คนจำนวนร้อยกว่าคนได้... ไหกระเบื้องใส่ข้าวสาร แป้ง ถั่วล้วนมีพรักพร้อม

            นอกห้องครัวมีสวนผักอยู่หลายแปลง ทุกเช้าบรรดาศิษย์ในอารามจะต้องผลัดเวรกันมารดน้ำ ผ่าฟืน และยังต้องมาดูแลสวนผัก

            ห่างจากห้องครัวเพียงช่วงกำแพงกั้นก็คือโต๊ะกลมขนาดสิบกว่าโต๊ะ ชั้นวางด้านข้างวางถังไม้ขนาดมหึมาไว้ ข้างในมีข้าวสวยหอมกรุ่น

            อาหารของไห่หวางก่อนหน้าล้วนเป็นของที่ห้องครัวส่งไปให้ที่ห้องนอนของหรงเฉินจื่อเป็นการเฉพาะ วันนี้นางออกมากินที่นี่ นักพรตในโรงครัวก็ไม่กล้าทำลวกๆ ถึงจะเป็นเพียง ‘กระถางบำเพ็ญเพียร’ ก็เป็น ‘กระถาง’ ที่ท่านอาจารย์ใช้งานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หากจะนับกันจริงๆ แล้วนางก็คืออาจารย์หญิงคนหนึ่งเชียวนะ

            นางผู้นี้เลอโฉมพิลาสล้ำ ยามปกติอาจารย์ของพวกเขามักสำรวม วางตัวเคร่งขรึมต่อหน้าผู้อื่น ช่วงเวลาเป็นส่วนตัวย่อมต้องรักถนอมนางยิ่งนัก

            ในเวลานี้อาจารย์ไม่อยู่ พวกเขาไม่อาจปล่อยให้นางหิวโดยเด็ดขาด

            ด้วยความคิดเช่นนี้ นักพรตในโรงครัวจึงปลดปล่อยฝีมือปรุงอาหารกันอย่างเต็มที่ ทำอาหารจานถนัดออกมาหลายจาน นอกจากนี้ยังตั้งโต๊ะให้นางเป็นพิเศษอีกหนึ่งโต๊ะ แน่นอนว่าย่อมไม่มีผู้ใดกล้านั่งร่วมโต๊ะกับ ‘กระถาง’ ของอาจารย์ เหล่าศิษย์รอบข้างต่างพากันทอดสายตามองมาอยู่เป็นระยะ

            ชิงเซวียนส่ายศีรษะอย่างทุกข์ทน เตือนว่า “พวกเจ้าอย่ามองเลย จะฝันสลายเสียเปล่าๆ น่า...”

            สุดท้ายภายใต้สายตานับร้อยคู่ ไห่หวางกลับกินอาหารไปเพียงครึ่งชาม นางก็วางตะเกียบ “พวกเขาเอาแต่จ้องข้า ข้ากินไม่ลง!”

            ชิงเซวียนโล่งอก “เช่นนั้น รบกวนท่านกลับห้องอาจารย์เถิด เดี๋ยวข้าจะไปส่งข้าวให้อีกหน”

            เจ้าหอยมุกผงกศีรษะรับอย่างขอไปที ออกมาครึ่งวันนางก็เริ่มง่วงงุนบ้างแล้ว นางลุกขึ้นยืน กระโดดโลดเต้นกลับไปทางห้องนอนของหรงเฉินจื่อ

            ยามดึกคืนนั้น

            เท้าหน้าของหรงเฉินจื่อเพิ่งจะย่างออกจากอารามชิงซวีกวาน เท้าหลังก็มีมารมารังควานเสียแล้ว ตอนที่เจ้าหอยมุกกำลังหลับสบายก็ได้ยินเสียงเอะอะอึกทึกจากภายนอก นางหาวหวอดแล้วยันตัวขึ้น เห็นภายในอารามชิงซวีกวานสว่างไสวด้วยคบเพลิง เหล่านักพรตน้อยใหญ่ต่างพากันติดยันต์รอบทิศ

            นางกวาดตามองอย่างไร้จุดหมายไปทั่วอารามชิงซวีกวานอยู่หนึ่งรอบ ชิงเซวียนกำลังนำศิษย์มากฝีมือสองคนตรวจตรารอบด้าน ศิษย์คนอื่นๆ ก็ไม่สะดวกมาพูดคุยกับนาง ได้แต่ปล่อยให้นางเดินเล่นไปทั่ว

            หอซานชิง3 หอซื่อยวี่ หอยวี่ฮวาง สถานที่เหล่านี้บรรดาสิ่งชั่วร้ายย่อมมิกล้าเข้าใกล้ แต่ไห่หวางเป็นภูตที่ฝึกตบะตามแนวทางของฝ่ายธรรมะจึงไม่เกรงกลัวเสียงสวดและยันต์ต่างๆ

            หลังจากเดินเรื่อยเปื่อยอยู่ครึ่งวันก็พบว่าที่แท้ในอารามชิงซวีกวานนี้รับเลี้ยงหมาแมวที่ถูกทอดทิ้งไว้มากมาย นางก้มลงกับพื้น เล่นกับพวกมันอยู่ครู่หนึ่ง ยิ่งดึกภายในอารามชิงซวีกวานก็ยิ่งสงบเงียบ คบไฟภายในหอก็เริ่มมอดลง

            นางเหลือบเห็นนักพรตน้อยคนหนึ่งเดินโซเซอย่างโดดเดี่ยวในความมืดมิด ก็รีบตรงไปตบบ่าของเขาทันที “เจ้ามาจับอะไรรึ?”

            นักพรตน้อยนั่นเอี้ยวตัวหนี หันขวับมาทางนาง ด้านบนกลับโหวงเหวงว่างเปล่า เสียงเขาเย็นยะเยียบ “หัวของข้า...เจ้าเห็นหัวของข้าบ้างหรือไม่...”

            “...” เจ้าหอยมุกนิ่งอึ้งไป จากนั้นก็ส่ายหน้า “เจ้ากำลังหาหัวอยู่นี่เอง งั้นพวกเราแยกย้ายกันหาเถอะ ข้ากำลังหาของกินจะได้ถือโอกาสช่วยเจ้าหาหัวไปด้วย ตอนเจ้าหาหัวก็ช่วยมองๆ ด้วยว่ามีของกินแถวนี้บ้างหรือไม่...”

            ผีไร้หัวดูท่าไม่ใคร่พอใจกับผลลัพธ์เช่นนี้นักจึงยื่นมือมาบีบคอนาง หลังดิ้นรนอยู่นาน ในที่สุดนางก็กรีดร้องออกมาได้สำเร็จ เสียงดังโวยวายเรียกชิงเซวียนให้มาหา

            ก่อนนอนชิงเซวียนได้ไปที่ห้องนอนของอาจารย์ พอเห็นนางไม่อยู่ก็กำลังออกตามหา เขาเป็นศิษย์เอกของหรงเฉินจื่อ การรับมือกับผีไร้หัวจึงเป็นเรื่องง่าย พริบตาเดียวก็สามารถผนึกผีตนนั้นลงไหได้แล้ว

            ไห่หวางยังคงร้องโวยวาย ชิงเซวียนเองก็คับข้องใจยิ่ง ขวัญของไห่หวางผู้นี้ออกจะเล็กไปหน่อยหรือไม่! จะอย่างไรนางก็เป็นภูตผีปีศาจเหมือนๆ กัน... ซ้ำยังเป็นถึงเจ้าสมุทร ถูกผีกระจอกหลอกที ตกใจถึงเพียงนี้เชียวรึ!

            แต่เจ้าหอยมุกกลับไม่คิดเช่นนั้น นางเช็ดลำคอตนเองอย่างเอาเป็นเอาตาย สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “ชิงเซวียน มันบีบคอข้า! ฮือๆ มันบีบคอข้า!”

            ชิงเซวียนใช้แผ่นยันต์สีเหลืองผนึกปากไหไว้ ปลอบนางไปตามเรื่อง “ขอรับๆ ข้าจะเอามันไปเผาเดี๋ยวนี้แล้ว!”

            นางยึดแขนเสื้อเขาไว้แน่น ใบหน้าเคียดแค้น “มันบีบคอข้า! จะอัดบรรพบุรุษของมันให้ขาดใจตายไปเลย มันมาบีบคอข้าได้อย่างไร มันยังไม่ได้ล้างมือเลยนะ!”

            ชิงเซวียนหัวร่องอหาย

            ฟ้าใกล้สว่าง ภายในป่าของอารามชิงซวีกวาน มีนักพรตสองคนกำลังเก็บเครื่องบริกรรมคาถา ผ้ายันต์สีเหลืองและถ้วยวิญญาณแล้วแอบจากไปอย่างเงียบๆ

            ดูท่าสตรีนางนั้นคงไม่ใช่ไห่หวางจริงๆ

            วันรุ่งขึ้นผู้ที่ศรัทธาค่อยๆ ทยอยมายังอาราม

            รัชสมัยนี้ฮ่องเต้นับถือลัทธิเต๋า ทำให้อารามพรตทั่วไปได้รับการเคารพนับถือเป็นอย่างสูง อารามชิงซวีกวานแห่งนี้เป็นอารามพรตที่มีชื่อเสียงที่สุดในรัศมีห้าร้อยลี้ของเขาหลิงเสีย หลายปีมานี้การปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดของพวกเขาได้รับคำชื่นชมสรรเสริญมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้เหล่าผู้นับถือที่มาจุดธูปขอพรจึงหลั่งไหลเข้ามาอย่างมากมาย

            นอกประตูหอพระมีแท่นอธิบายเซียมซีชื่อว่าคันฉ่องพิเคราะห์จิต หน้าแท่นตั้งคันฉ่องทองแดงที่แกะเป็นสัญลักษณ์รูปไท้จี๋ถวนและปลาหยินหยางอยู่บานหนึ่ง บนกำแพงมีกระดาษเหมาเปียนจื่อสีเหลืองติดแผ่นเซียมซีไว้มากมาย แล้วยังมีนักพรตนามว่าชิงเจินรับผิดชอบอธิบายเซียมซีโดยเฉพาะอีกหนึ่งคน

บทที่ 1.7

วันนี้เจ้าหอยมุกตื่นแต่เช้า พอไม่มีอะไรทำก็เขย่าเซียมซีไปขอรับคำอธิบาย บรรดาแขกที่มาไหว้พระและเดินผ่านไปผ่านมาโดยรอบส่วนมากเป็นชายหนุ่ม พวกเขาต่างคิดว่านางคงเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ที่มาจุดธูปไหว้พระ ชั่วพริบตาก็พากันกระทุ้งศอกไปมา ชี้ชวนกันมองนาง

            ด้านหน้าของคันฉ่องพิเคราะห์จิตเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ผู้ที่มาไหว้พระจำนวนไม่น้อยเดินวนมาเสี่ยงเซียมซีซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อจะถือโอกาสชำเลืองมองสาวงามสักครา

            แต่ไห่หวางมีหรือจะสนใจเรื่องเหล่านี้ นางเพียงรู้สึกว่ากระบอกเซียมซีนี่น่าสนุกนัก เขย่าทีเดียวได้แท่งเซียมซีสี่ห้าแท่ง ชิงเจินไม่กล้าปล่อยให้นางเข้าแถว ยิ่งเกรงว่าบรรดาผู้มาไหว้พระจะเอ่ยปากจาบจ้วงแทะโลมนางเข้าให้ เขาจึงเพียรอธิบายใบเซียมซีให้นางอย่างอดทน ท้ายที่สุดเป็นชิงเซวียนที่ทนดูต่อไปไม่ไหว อาศัยขนมป๋ายถางเกาถาดหนึ่งหลอกล่อให้นางกลับไปยังห้องนอนของหรงเฉินจื่อ   

            ขณะที่กำลังง่วนอยู่นั้น ที่หน้าประตูก็เกิดความวุ่นวายขึ้น เป็นชาวนาของหมู่บ้านตรงเชิงเขาชื่อฉายฝู เมื่อวานนี้เขาเริ่มป่วยเป็นโรคประหลาด ตาขวามีเลือดไหลออกมาไม่หยุด อีกทั้งตั้งแต่เริ่มป่วยเป็นต้นมา ในหมู่บ้านก็มีคนเสียชีวิตอย่างฉับพลัน สาเหตุการตายมีทั้งอุบัติเหตุมีทั้งสิ้นอายุขัยตามธรรมชาติ แต่มีคนตายไปห้าหกคนภายในวันเดียว จะว่าอย่างไรก็ออกจะผิดปกติอยู่มาก

            คนในหมู่บ้านหมดหนทาง ถึงได้พาฉายฝูมายังอารามชิงซวีกวาน

            พอชิงเซวียนทราบเรื่องก็รีบรุดไปยังหน้าประตู เจ้าหอยมุกประคองขนมป๋ายถางเกาวิ่งเหยาะๆ ตามไปชมความคึกคัก

            ฉายฝูถูกคนแบกขึ้นเขามา บนร่างยังคงสวมใส่ชุดปอที่เอาไว้ลงแปลงนา ตาขวามีน้ำตาโลหิตสายหนึ่งหลั่งไหลพรั่งพรูย้อมเสื้อจนกลายเป็นสีแดง ชิงเซวียนเข้าไปดูมารอบหนึ่ง เขาร่ำเรียนวิชากับหรงเฉินจื่อมาตั้งแต่เล็ก ทว่าประสบการณ์ยังคงอ่อนด้อย เพียงชั่วครู่ยังมองอะไรไม่ออก ได้แต่สั่งให้ลูกศิษย์คนอื่นๆ แบกผู้ป่วยเข้าไปในอาราม

            บรรดาลูกศิษย์กำลังจะตรงเข้าไปแบก ไห่หวางก็เบียดมาอยู่ข้างกายเขา นางยังรู้จักที่จะลดเสียงให้ต่ำลง “เจ้ารักษาได้รึ?”

            ชิงเซวียนชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นก็ส่ายหน้า “ดูไม่ออกว่าเป็นโรคอะไร แต่ท่านอาจารย์สอนสั่งพวกเรามาตั้งแต่เด็กว่า ผู้บำเพ็ญพรตจะต้องมีจิตใจมุ่งทำดี ช่วยเหลือปวงชน รักษาได้หรือไม่ก็ต้องลองพยายามดูก่อน”

            ไห่หวางได้แต่ส่ายหัว “โรคนี่รักษาไม่หาย เจ้าแบกเข้าไปก็ไร้ประโยชน์ รังแต่จะทำให้อารามชิงซวีกวานต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”

            ชิงเซวียนเงยหน้ามองนาง ในที่สุดก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าหอยมุกตัวนี้เป็นถึงไห่หวาง ถึงที่ผ่านมานอกจากจะกินจุแล้วเขายังมองไม่เห็นความร้ายกาจใดๆ แต่อย่างไรนางก็เป็นถึงประมุขของดินแดนแห่งท้องทะเล ย่อมต้องมีความสามารถพิเศษบ้างจึงรีบขอคำชี้แนะ

            “ไห่หวางรู้หรือไม่ว่าจะต้องทำการรักษาอย่างไร?”

            นางได้แต่ส่ายหัว “เรื่องรักษาน่ะข้าไม่รู้หรอก แต่จะต้องทำอย่างไร ข้าพอรู้อยู่”

            ในแวบแรกเขาฟังความหมายของนางไม่เข้าใจ แต่ชีวิตคนสำคัญเทียมฟ้า เขาได้แต่ขอคำชี้แนะอย่างนอบน้อม “ขอไห่หวางโปรดชี้แนะด้วย”

            นางยักไหล่ อ้าปากกว้างกัดขนมป๋ายถางเกาไปครึ่งชิ้นภายในคำเดียว สองแก้มกลมป่องเป็นลูกซาลาเปา “ตรงข้ามอารามชิงซวีกวานมีอารามพรตที่ชื่อว่าอารามจิ๋วติ่งกงใช่หรือไม่? หลายวันก่อนพวกเขามาก่อกวนที่นี่นี่นา”

            ชิงเซวียนผงกศีรษะ “มีขอรับ แต่คนของอารามจิ๋วติ่งกงต่อหน้ามีสายสัมพันธ์อันดีแต่ลับหลังกลับขัดแย้งกับอารามชิงซวีกวานมาโดยตลอด” เขาเข้าใจในบัดดล “ความหมายของไห่หวางคือ... ให้ส่งคนผู้นี้ไปยังอารามจิ๋วติ่งกง?”

            นางผงกหัว ชิงเซวียนรู้สึกเปี่ยมไปด้วยความหวังใหม่ “อารามจิ๋วติ่งกงรักษาเขาให้หายได้รึ?”

            นางส่ายหน้า “รักษาไม่ได้ เรื่องนี้แม้อาจารย์ของเจ้าอยู่ก็ยังยุ่งยาก หนทางที่ดีที่สุดก็คือรีบก่อกองฟืน จัดการเผาเขาให้วอดโดยเร็ว”

            “แต่ว่าเขายังไม่ตายนะ!” ชิงเซวียนเป็นผู้บำเพ็ญพรตที่มีจิตใจดีงาม ไหนเลยจะเผาคนเป็นๆ ได้ลงคอ

            นางตบบ่าเขา “เช่นนั้นข้าจึงบอกให้หามไปส่งที่อารามจิ๋วติ่งกงเสีย วิธีนี้เรียกว่าโหมไฟไหม้ภูผา เจ้าคิดดูนะ ถึงเจ้าแบกเขาเข้าไปในอารามของเราก็รักษาเขาไม่หาย แต่ในสายตาของคนทั่วไปจะกลายเป็นว่าเจ้าถ่วงเวลาช่วยเหลือชีวิตคนเอาไว้ หากไม่เจอคนฝีมือเหยาะแหยะอย่างเจ้าเขาอาจจะรอดก็ได้! เจ้าอารามชิงซวีกวานของเจ้าจะได้ชื่อว่าทำดีแต่เพียงเปลือก!

            หากเจ้าแบกเขาไปอารามจิ๋วติ่งกง คุกเข่าหน้าประตูขอให้ฝ่ายนั้นช่วยรักษาคน! ถึงอย่างไรหรงเฉินจื่อก็ไม่อยู่ เจ้าเป็นเพียงศิษย์ก็ไม่เห็นจะขายหน้าที่ตรงไหน หากผู้ป่วยรักษาหายก็เป็นเจ้าที่คุกเข่าอ้อนวอนขอให้ช่วยเหลือ คุณความดีของเจ้าจะมีมากมาย แต่ถ้าผู้ป่วยรักษาไม่รอดก็เป็นอารามจิ๋วติ่งกงที่รักษาจนตาย เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย”

            ชิงเซวียนหงายหลังล้มตึงลุกไม่ขึ้น “อาจารย์กลับมาต้องด่าข้าแน่!”

            เจ้าหอยมุกแบมือออก

            สองชั่วยามต่อมา

            ชิงเซวียนก็เอาจริง ไปขอความร่วมมือจากชาวบ้านและสานุศิษย์แบกคนผู้นี้ไปอารามจิ๋วติ่งกง ตลอดทางมีผู้คนมามุงดูอย่างเอิกเกริก ก่อนออกเดินทางไห่หวางดึงผ้าออกมาผืนหนึ่ง ประคบไปที่ตาขวาของฉายฝูเบาๆ ผ้าผืนนั้นไม่รู้ว่าทำมาจากวัสดุใด แต่พอปิดไปที่ตาขวาแล้วเลือดก็หยุดไหลในพริบตา นางกำชับเสียงเบาว่า

            “อย่าไปมองสบตาเขา”

            อารามจิ๋วติ่งกงนับเป็นสำนักใหญ่ ผู้ดูแลมีนามทางธรรมว่าซิงจื่อ นักพรตที่กุมกระบี่วิ่งมาหาเรื่องอารามชิงซวีกวานคราวก่อนก็คือยวี่หยาง ยามนี้ที่นอกประตูอาราม ทั้งสองคนเห็นชิงเซวียนกำลังคุกเข่าวิงวอน

ตอนแรกยังได้ใจอยู่บ้าง ภายหลังเลิกผ้าขึ้นคนทั้งคู่ก็โกรธจนปอดแทบระเบิด

            หน็อยแน่... เอาขี้มาป้ายข้า พวกเจ้าไร้ยางอายเกินไปแล้ว!

            คนป่วยผู้นั้นต้องคำสาปนัยน์ตาโลหิต เป็นวิชาไสยมืดของหมอผีดินแดนหนานเจียงที่สืบทอดกันมานาน ผู้ต้องคำสาปนัยน์ตาขวาจะมีเลือดไหลไม่หยุดทว่ายังคงมองเห็น แต่คนที่ถูกนัยน์ตาขวาจ้องจะต้องเสียชีวิตลง หรือพูดอีกนัยก็คือ

            จ้องใครคนนั้นเป็นซวย!

            ผ้าไหมผืนนั้นเป็นยวี่หยางเจินเหรินที่เลิกขึ้น ซิงจื่อเจินเหรินท่วงท่าว่องไวหลบหลีกพ้นในพริบตา ยวี่หยางเจินเหรินถูกนัยน์ตาโลหิตข้างนั้นมองเสียจนทะลุปรุโปร่ง เขาเกิดอาการลนลานขึ้นมา

            “ศิษย์พี่ ศิษย์พี่ช่วยข้าด้วย!”

            ซิงจื่อเจินเหรินเองก็เป็นผู้มีวิชา เขารีบเอาผ้าผืนนั้นปิดตาขวาของฉายฝูอีกครั้งอย่างว่องไว ชาวบ้านหลายคนยังคงมองอยู่ สายตาที่จ้องมามีหลายสิบหลายร้อยคู่ เขากำชับศิษย์ในสำนักให้แบกฉายฝูเข้าไปในอารามแล้วกลับมาหาศิษย์น้องของตน

            เขามีความรู้สึกราวกับว่ากำลังเก็บตัวฝึกวิชาในบ้านอยู่ดีๆ ก็ดันมีโชคร้ายร่วงลงมาจากฟ้า

            และในช่วงเวลานี้เอง ในหมู่บ้านที่เชิงเขาหลิงเสียก็พบคนที่นัยน์ตาขวามีเลือดไหลอีกหนึ่งคน ชิงเซวียนกำชับให้คนที่พบเห็นโรคนี้รีบปิดตาในทันทีห้ามไม่ให้มองผู้คน ทว่าวิธีแก้ไขจริงๆ กลับไม่มี

            ไห่หวางแปลงกายกลับเป็นหอยมุกร่างเดิมของนาง ยามนี้แช่น้ำอยู่หลังเขา

            ผ่านไปครึ่งวันถึงได้กล่าวว่า “ดูท่าหมอผีตบะแก่กล้าจะมาเยือนที่แห่งนี้เสียแล้ว”

            ชิงเซวียนเองก็ตระหนักดี “คนผู้นี้ทำร้ายชาวบ้านบริสุทธิ์ ย่อมมิใช่คนดีแน่ หรือว่าจะตรงมาเพื่อชิง ‘เนื้อเทวะ’ ของอาจารย์ข้าไปประกอบอาหารตามตำรา? ไห่หวาง คำสาปนี้ไม่มีทางแก้แล้วจริงๆ รึ?”

            หอยมุกพ่นฟองอากาศในน้ำ “คาถาของนักพรตอย่างพวกเจ้าข้าไม่รู้หรอก แต่เมื่อก่อนตอนข้าอยู่แดนหนานเจียงเคยพบเห็นหนหนึ่ง ทั้งยังได้คิดค้นวิธีทำลายคำสาปขึ้นมาด้วยตนเองอีกด้วย อืม ถือเป็นการรักษาให้หายก็คงได้กระมัง”

            ชิงเซวียนดีใจยิ่ง “ขอไห่หวางโปรดชี้แนะโดยไม่ปิดบังด้วย”

            เจ้าหอยมุกตอบกลับอย่างภาคภูมิใจ “ทิ่มตาขวาเขาให้บอด ไม่ปล่อยให้ดวงตาข้างนั้นมองสิ่งอื่นใด ย่อมทำลายคำสาปนัยน์ตาโลหิตลงได้”

            “...” ชิงเซวียนรู้สึกมีแรงกระตุ้นขึ้นมาทันใด อยากจะอุ้มก้อนหินทุ่มใส่เปลือกหอยให้แตก

            เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ในวันเดียว

            ในหมู่บ้านก็มีคนทยอยเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ชิงเซวียนเริ่มนั่งไม่ติดที่ ในที่สุดก็ให้คนไปส่งจดหมายหาหรงเฉินจื่อ เจ้าหอยมุกแช่น้ำอยู่เป็นเวลานาน นางหันมองทิวทัศน์รอบข้างแล้วพูดกับตัวเอง

            “ภูเขากระจ่างธารน้ำสดใส ผู้คนที่มารบกวนความสงบเหล่านี้ช่างน่ารังเกียจยิ่ง...”

            การปรากฏตัวของคำสาปนัยน์ตาโลหิต ไม่เพียงแต่จะก่อความหวาดกลัวให้กับหมู่บ้านตามเชิงเขาหลิงเสียเท่านั้น อารามจิ๋วติ่งกงเองก็เริ่มยื่นมือแทรกแซงเรื่องนี้ ยวี่หยางเจินเหรินยามนี้ได้แต่เก็บตัวไม่ย่างเท้าออกจากห้อง ทั่วร่างมีแต่ยันต์ขับไล่สิ่งชั่วร้ายของซิงจื่อเจินเหรินแขวนติดอยู่เต็ม ทว่าไสยมืดแห่งแดนหนานเจียงนั้นประหลาดและพิสดารพันลึก ถึงเป็นยันต์ที่วาดจากมือของซิงจื่อเจินเหรินเองก็ใช่ว่าจะเอาอยู่

            อารามจิ๋วติ่งกงส่งศิษย์จำนวนมากออกไปหาร่องรอยของหมอผีผู้นี้ เจ้าอารามชิงซวีกวานเกรงว่าฝั่งนั้นจะทำร้ายผู้บริสุทธิ์จึงลอบส่งศิษย์ลงเขาไปเช่นกัน แต่ศิษย์ของอารามชิงซวีกวานมิอาจเทียบกับศิษย์ของอารามจิ๋วติ่งกงได้ เหตุเพราะที่อารามเน้นการบำเพ็ญด้วยการทำความดีเป็นหลัก ผิดกับจิ๋วติ่งกงที่เน้นการฝึกฝีมือเพิ่มความแกร่งเป็นสำคัญ ดังนั้นหากจะว่ากันถึงฝีมือที่แท้จริงแล้ว ศิษย์ของอารามจิ๋วติ่งกงเข้มแข็งกว่าอยู่หลายส่วน

            หมอผีที่หลบซ่อนตัวอยู่ในที่ลับไม่คาดว่าอารามจิ๋วติ่งกงจะสอดมือเข้ามายุ่งจึงมิได้กระทำการอื่นใดอีก

            เพราะเหตุการณ์นี้เจ้าอารามชิงซวีกวานจึงได้ปิดประตูทางขึ้นเขาชั่วคราว

บทที่ 1.8

ระยะนี้เกิดร้ายเหตุขึ้นบ่อยครั้ง ไห่หวางเองจึงหลับน้อยลง ระหว่างปลายยามซื่อกับต้นยามอู่ นางก็ลุกขึ้นจากเตียงแล้ว วันนี้นางเห็นชิงเซวียนนำบรรดาศิษย์ฝึกวิทยายุทธ์อยู่ที่กลางลาน ลูกศิษย์อารามชิงซวีกวานมีความสามารถหลายด้าน วิชาที่ร่ำเรียนมาก็หลายแขนง นอกจากสวดมนต์ท่องพระคัมภีร์แล้ว วิทยายุทธ์และการดนตรีก็ร่ำเรียนมามิใช่น้อย

            ที่เรียนวิทยายุทธ์น่ะรึ หนึ่งก็เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย สองก็เพื่อกำราบมารปราบปีศาจ

            ที่เรียนดนตรีน่ะหรือ หนึ่งก็เพื่อกล่อมเกลาจิตใจ สองก็เพื่อเวลาทำพิธีจะได้ไม่ต้องเชิญคณะดนตรีอื่นมาบรรเลงให้เปลืองเงิน

            เจ้าหอยมุกนั่งอยู่ใต้ชายคาหน้าคันฉ่องพิเคราะห์จิต กำลังเล่นกระบอกเซียมซีอย่างเบื่อหน่ายสุดขีด แสงแดดเดือนเก้าที่อ่อนโยนอาบไล้ไปทั่วร่างสะคราญโฉม สะท้อนกับแขนเสื้อจนเป็นประกาย บรรดาสานุศิษย์ต่างแอบชำเลืองมองนางอยู่เป็นระยะ กระทั่งระหว่างฝึกก็ยังออกกระบวนท่าเสียสุดแรงเต็มกำลัง หวังจะเรียกร้องความสนใจจากสาวงามสักนิดก็ยังดี

            ราวครึ่งชั่วยามให้หลัง หอภักษาหารก็แจ้งว่าได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว ชิงเซวียนกำลังให้บรรดาศิษย์น้องฝึกกระบวนท่าสุดท้ายอีกรอบ จู่ๆ ก็มีคนในหมู่บ้านคนหนึ่งวิ่งบึ่งตรงมาจากภายนอก เขากำลังจะไปรับหน้า ทันใดนั้นเองแท่งไผ่เซียมซีครึ่งก้านก็แหวกสายลมพุ่งเข้ามาขวาง

            ฟุบ!

            ปลายก้านปักตรงลงกลางนัยน์ตาขวาของชาวบ้านผู้นั้น

            ครู่เดียวหยาดโลหิตก็สาดกระเซ็นไปทั่ว

            ชิงเซวียนตื่นตระหนก รีบวิ่งตรงไปหา เห็นชาวบ้านผู้นั้นกุมตาขวาอย่างเจ็บปวดร้องออกมาเสียงดังลั่น เขามองแท่งเซียมซีที่ยังคงปักคาอยู่ในเบ้าตาครึ่งก้าน แล้วหันกลับไปมองไห่หวางที่นั่งอยู่หน้าแท่นเซียมซี

            “นี่ท่าน...”

            ไห่หวางเดินตรงมาหา โน้มร่างลงมองชาวบ้านที่กำลังกลิ้งทุรนทุรายไปทั่วลาน ไม่มีใครเห็นว่านางขยับมืออย่างใดทว่าเซียมซีก้านนั้นพลันถูกดึงออก น้ำตาโลหิตสายหนึ่งค่อยๆ หลั่ง... ชาวบ้านผู้นั้นสลบลงกับพื้นหมดสติไปเรียบร้อย

            ชิงเซวียนอยู่กับหรงเฉินจื่อมานาน ใจจึงเปี่ยมด้วยคุณธรรม พริบตาเดียวก็โมโหขึ้นมาบ้าง “ท่านทำร้ายคนส่งเดชแบบนี้ได้อย่างไร! นั่นเป็นดวงตาเชียวนะ ท่านรู้หรือไม่ว่าดวงตาสำคัญสำหรับมนุษย์เรามากแค่ไหน!”

            ไห่หวางไม่ได้อดทนกับเขามากเท่าที่อดทนกับหรงเฉินจื่อ “ข้าจะบ้าตาย หากไม่ใช่ข้าลงมือเร็ว ตอนนี้เจ้าก็คงจะโดนดีเข้าให้แล้ว! ข้าไม่มีตบะแกร่งกล้าเหมือนกับซิงจื่อเจินเหริน วาดยันต์ก็ไม่เป็น อาจารย์เจ้าก็ไม่อยู่ รอเขากลับมาน่ะรึ ฮึ...กลัวแต่ว่าเขาจะมาทันแค่ตอนจุดธูปส่งวิญญาณให้เจ้าเท่านั้น”

            ชิงเซวียนพูดอะไรไม่ออก อันที่จริงต่อหน้าไห่หวาง ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ฐานันดรศักดิ์ อายุหรือประสบการณ์เขานับว่าเป็นผู้น้อย เขารีบหันไปสั่งให้ศิษย์คนอื่นช่วยหยุดเลือดให้คนเจ็บ

            ไห่หวางยังคงเดือดดาลใจ “ทำดีไม่ได้ดี!” นางก้มลงมองแท่งเซียมซีเปื้อนเลือดครึ่งก้านแท่งนั้น พริบตาก็กลับมาดีใจใหม่ เห็นบนเซียมซีเขียนไว้ว่า ‘มหันตภัยเคราะห์ร้ายมากรายกล้ำ’

            นางจุ๊ปาก ทอดถอนใจชมเชยจากใจจริง

            “เจ้าแท่งไม้นี่แม่นเหมือนกันนา”

            พอถึงยามพลบค่ำ หรงเฉินจื่อก็รีบร้อนกลับมา

            นักพรตแห่งอารามจิ๋วติ่งกงแสร้งหวังดีประสงค์ร้าย ไม่ปล่อยให้เขาเข้าประตูอารามดีก็รีบผลีผลามมาฟ้อง ด้วยเหตุนี้สีหน้าของหรงเฉินจื่อจึงเขียวคล้ำ คนในอารามชิงซวีกวานต่างก็พากันกลั้นหายใจ หดหัวหลุบหาง ยามเดินระมัดระวังยิ่งนัก

            หรงเฉินจื่อตรงไปยังหอหนิงฮุยถางเพื่อตรวจดูอาการของคนเจ็บ พอได้รับฟังเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อยามบ่ายก็ราวกับราดน้ำมันรดกองเพลิง! รีบสั่งให้ศิษย์ทั้งอารามไปรับคำเทศนาที่หอจู๋ชือทันที!

            เจ้าหอยมุกเห็นเขากลับมาเดิมทีก็เบิกบานใจยิ่ง จึงตามไปยังหอจู๋ชือด้วย

            หอจู๋ชือของอารามชิงซวีกวานเป็นที่ประดิษฐานร่างทองของผู่อานเทียนชือ มีควันธูปลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือแท่นสักการะ บรรยากาศจึงดูเคร่งขรึมเป็นพิเศษ ศิษย์แต่ละคนมีสีหน้าเซื่องซึมราวกับเพิ่งสูญเสียบุพการี หรงเฉินจื่อสะบัดแส้นักพรตในมือดังขวับ ท้องฟ้าที่เคยสดใสยามนี้ราวกับมีพายุฝนโหมกระหน่ำ ชิงเซวียนคุกเข่าลงกับพื้น แม้แต่ศีรษะยังมิกล้าเงย

            หรงเฉินจื่อมีสีหน้าโกรธขึ้งอย่างไม่ปิดบัง “ข้าสอนว่าอย่างไร วิถีเซียนมองคุณค่าของชีวิตคนเป็นหลัก ต้องสงเคราะห์ปวงชนให้พ้นทุกข์! ข้าจากอารามไปไม่กี่วัน เจ้ากลับทำอะไรลงไป? นำคนส่งไปยังอารามจิ๋วติ่งกงโดยพลการ เจ้าคิดอะไรอยู่ในหัวหืม? ทำไมเจ้าไม่บอกอาการคนป่วยให้ซิงจื่อเจินเหรินรู้เสียก่อน กลับไปคุกเข่าขอร้องเขาเอาดื้อๆ? สิ่งดีๆ ไม่จดจำ! กลับไปจำวิธีลวงโลก ผลักภาระให้เขาเอาตัวเองรอดแบบนี้ไม่นึกละอายเลยรึ!”

            “อาจารย์ ศิษย์สำนึกผิดแล้ว!” ชิงเซวียนไม่กล้าบอกว่าท่านเจ้าสมุทรต่างหากที่เป็นตัวต้นคิด เขาโขกศีรษะสำนึกผิดสุดแรง

            หรงเฉินจื่อแค่นเสียงเย็น “ข้ารับคำเรียกขานว่าอาจารย์จากเจ้าไม่ไหวอีกต่อไป! เจ้าอายุน้อยแค่นี้กลับมีใจเจ้าเล่ห์ทะยานอยาก ข้าความรู้น้อยต้อยต่ำ ดูท่าคงมิอาจสอนสั่งอะไรเจ้าได้!”

            ชิงเซวียนได้ยินดังนั้นก็แตกตื่นกว่าเดิม โขกหน้าผากจนเลือดอาบ “อาจารย์ ศิษย์หลงผิดไปชั่ววูบ ศิษย์สำนึกผิดแล้วจริงๆ! จากนี้ไปศิษย์จะจดจำคำสั่งสอนของอาจารย์ให้มั่น ให้ความสำคัญกับชีวิต ไม่กล้าอาศัยช่องว่างละเลยคำสั่งสอนของอาจารย์เช่นนี้อีกแล้ว...”

            เห็นชิงเซวียนคุกเข่าสำนึกผิด ไห่หวางได้แต่จุ๊ปาก “เชอะ หรงเฉินจื่อ เจ้านี่ใจดำนัก! หากราชครูฉุนยวี่หลินที่บ้านข้ายอมมาคุกเข่าเบื้องหน้าข้าเช่นนี้ ข้าก็คงใจอ่อนไปแล้ว!”

            หรงเฉินจื่อกำลังเดือดดาล ไหนเลยจะยอมปล่อยให้ผู้ใดมาตัดบท “หุบปาก! ยังมีท่านอีกคน!”

            เขาชี้มายังนาง ระเบิดความโกรธออกมา “ด้วยนิสัยของชิงเซวียนหากไม่ใช่มีท่านคอยยุแหย่ เขารึจะกล้าทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้! ท่านมีภาระหน้าที่กลับไม่รู้จักรับผิดชอบ เอาแต่สนุกสนานเอ้อระเหยเกียจคร้านรักสบายไปวันๆ เคยทำอะไรที่เหมาะสมบ้างหรือไม่? ต้องโทษข้าเองที่ยามปกติตามใจท่านจนเสียคน แต่เรื่องในวันนี้มันเกินไปแล้ว ท่านทำร้ายคนจนตาบอด...”

            เขายิ่งพูดก็ยิ่งเดือดดาล แต่ไห่หวางเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนที่ตอแยได้ง่าย นางตบโต๊ะแล้วลุกพรวด “มาอยู่ที่ห่วยๆ แห่งนี้ข้าเต็มใจรึไง? ถือดีอะไรมาสั่งสอนข้า? ข้าไม่ใช่ศิษย์ของเจ้า อาศัยอะไรมาบอกให้ข้าเห็น

แก่หน้าเจ้า?”

            เสียงนางดังยิ่งกว่าเสียงของหรงเฉินจื่อ ทั้งยังไม่สนภาพพจน์ความเป็นเจ้าสมุทรเลยสักนิด “ข้าใช้ชีวิตที่นี่หนึ่งวันยาวนานเหมือนหนึ่งปี กินก็ไม่อิ่ม นอนก็ไม่หลับ! อยู่ในอารามยังเจอผีไร้หัวมาหลอกให้ตกใจอีก! เจ้าลูกเต่า เจ้าโคจมูกเหม็น ตัวเองไร้น้ำยาแล้วยังมาชี้จมูกด่าว่าลูกศิษย์ ด่าคนของตัวเองยังไม่พอยังมีหน้าลากยาวมาด่าข้าด้วย!”

            สายตานับร้อยคู่ในหอจู๋ชือล้วนเบิ่งกว้างมองนาง ปากของทุกคนอ้าค้างแทบจะยัดไข่ห่านใบโตๆ เข้าไปได้ นางยังคงโมโหในความอยุติธรรมที่ตนได้รับ คิดไปแล้วนางก็อดน้อยใจขึ้นมามิได้ “หลายวันก่อนหน้าตอนอยู่บนเตียงเจ้ายังรับปากข้าเสียดิบดีว่าจะพาออกไปเที่ยวข้างนอก! ไม่กี่วันต่อมาเจ้ากลับแอบงุบงิบหนีออกไปคนเดียว! ตำราของพวกเจ้ามิได้สอนไว้หรอกหรือว่าคนที่บำเพ็ญพรตห้ามพูดปด?” นางกะพริบตาปริบๆ หยาดน้ำตาร่วงหล่น   

            “ใช่... เป็นข้าเองที่บอกให้ชิงเซวียนส่งผู้ป่วยไปอารามจิ๋วติ่งกง แล้วข้าทำเพื่อใครกันเล่า? เจ้าวางตนว่าทรงคุณธรรมสูงส่งก็ควรเข้าใจสิ่งที่ข้าทำสิ ผู้ป่วยคนนั้นจะตายอยู่แล้ว จะไม่ยอมให้ส่งไปรักษา คิดจะปล่อยให้เขาตายที่นี่หรอกรึ?”

            นางพูดไปก็เริ่มร้องไห้ “จะว่าไปแล้วข้าเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายคนนักหรอก แต่หากข้าไม่ลงมือ ถ้าเขามองชิงเซวียนเข้าจริงๆ เจ้ากลับมาแก้คำสาปไม่ทันแล้วจะทำอย่างไร... ฮือๆ เจ้าจากไปทีก็หลายวัน กลับมาก็ไม่สนใจคนในบ้าน ดีแต่ฟังคนนอกแล้วกลับมาด่าคนใน...”

            “...” หรงเฉินจื่อรู้สึกหมดหนทางอย่างแท้จริง ฝีมือเขากับนางอยู่คนละระดับ เทียบชั้นกันไม่ติดสักนิดเดียว “เอาล่ะ เลิกร้องได้แล้ว!” เขากล่าวเสียงแห้ง

            น้ำตาเจ้าหอยมุกยังคงไหลพรากไม่หยุด

            “หยุดร้องได้แล้ว”

            เจ้าหอยมุกยังคงร้องไห้ราวดอกท้อร่วงหล่นกลางสายฝน

            “เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าผิดเอง เลิกร้องได้แล้วน่า!” หรงเฉินจื่อเดินมาหยุดเบื้องหน้านาง ครั้งนี้เปลี่ยนไปใช้น้ำเสียงกดต่ำ “ข้าเคยท่องยุทธภพ คุณไสยของแดนหนานเจียงก็พอจะเข้าใจอยู่บ้าง คำสาปนัยน์ตาโลหิตยามแก้แม้ยุ่งยากแต่ก็ใช่ว่าจะไร้หนทาง แล้วข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะกล่าวโทษท่าน เลิกร้องได้แล้ว!”         

            เจ้าหอยมุกก็ยังคงน้อยใจ “เจ้าใช้เสียงดังแบบนั้นตะคอกใส่ข้าก่อนทำไมเล่า!”

            “เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าผิดไปแล้ว”

            บรรยากาศในหอเปลี่ยนไปอย่างปุบปับ เหมือนท้องฟ้าหลังฝนคะนองที่ดวงอาทิตย์เผยตัวออกมาจากหมู่เมฆ เจ้าหอยมุกได้ทีเอาใหญ่ ใช้แขนเสื้อขาวราวหิมะของเขาเช็ดคราบน้ำตา แม้เขาจะรีบกลับอารามอย่างรีบร้อนแต่เสื้อผ้ายังคงสะอาดเอี่ยม บนร่างไร้กลิ่นเหงื่อไคล กลิ่นหอมที่ลอยโชยขึ้นมา ชักจูงให้คนรู้สึกมึนเมา

            เกรงว่าหลังจากผลักไสนางจะร้องไห้ขึ้นอีก หรงเฉินจื่อจึงมิได้เอี้ยวตัวหลบ เจ้าหอยมุกยังคงสะอื้น “งั้นเจ้าก็ห้ามด่าแล้วนะ?”

            หรงเฉินจื่อผงกศีรษะ “อืม ท่านกลับห้องไปก่อน”

            ครั้งนี้เจ้าหอยมุกกลับว่าง่าย ผงกศีรษะแล้วลุกขึ้นยืน ชายเสื้อขนนกมุมหนึ่งกวาดผ่านใบหน้าหรงเฉินจื่อ เป็นสัมผัสที่แผ่วเบาทว่าอ่อนโยนยิ่งนัก ให้ความรู้สึกราวกับสุราเลิศรสล่วงผ่านลำคอ รสชาติในตอนท้ายยังคงค้างอยู่ในใจนานแสนนาน

            หรงเฉินจื่อยืนขึ้น นางพลันหันร่างกลับมากล่าวว่า “ผู้บำเพ็ญพรตอย่างพวกเจ้าฝึกกายฝึกวาจาฝึกคุณธรรม ก็อย่าได้อารมณ์เสียแบบนี้บ่อยนัก”

            หรงเฉินจื่อไม่กล้าตอแยนาง สำรวมจิต ตามองจมูก จมูกมองใจ แล้วตอบไปว่า “อืม ข้ารู้แล้ว”

            นางได้ยินก็ยิ้มตอบ กระโดดโลดเต้นออกไปด้านนอกราวกับเป็นกวางดาวตัวหนึ่ง

            เหล่านักพรตน้อยแม้แต่ศีรษะก็ยังไม่กล้าเงย มีเพียงสองบ่าที่สั่นไหวอย่างมิอาจควบคุม พวกเขากลั้นหัวเราะเสียจนใบหน้าบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูป

            “ท่านเทพหวู่เลี่ยงเทียนจวิน ในที่สุดพวกข้าก็ตระหนักแล้วว่าเหตุใดนักพรตอย่างพวกเราจึงต้องใส่ใจในเรื่อง ‘ความสมดุลของหยินหยาง’ นัก” นักพรตน้อยคนหนึ่งปิดปากหัวเราะ

บทที่ 2.1

อารามชิงซวีกวานรับผู้ป่วยเอาไว้มากมาย

            หรงเฉินจื่อสั่งให้ผู้ป่วยเหล่านี้ปิดตาของตนเอาไว้ พร้อมเสกยันต์บรรเทาอาการของพวกเขาไว้ชั่วคราว พอยันต์ปลุกเสกถูกกลืนเข้าท้อง ตาขวาของหลายคนก็เริ่มมีเมือกสีเหลืองไหลออกมา หรงเฉินจื่อสั่งให้เหล่าศิษย์รวบรวมเมือกเหล่านี้เอาไว้เพื่อนำมาวิเคราะห์ส่วนผสมของคุณไสยที่ใช้ร่วมกับคำสาป ไสยมืดแดนหนานเจียงที่ผ่านมาลึกลับยากจะคาดเดา ส่วนผสมที่แตกต่างย่อมต้องหาวิธีแก้ที่แตกต่างกันออกไป

            เนื่องจากยวี่หยางเจินเหรินเองก็ต้องคำสาป เขาจึงมิได้ก่อความวุ่นวาย ซ้ำยังส่งลูกศิษย์มาช่วยเหลือมากมายเช่นกัน หรงเฉินจื่อนำเมือกทั้งหมดมาติดป้ายไล่ตามชื่อผู้ป่วย ใช้ยันต์ห้าธาตุที่แตกต่างกันออกไป ทดลองป้ายเพื่อคาดเดาส่วนผสมกับไสยเวทชนิดนี้

            สุดท้ายก็ได้สูตรยาที่ยาวเหยียดมาเทียบหนึ่ง เขากำชับให้ลูกศิษย์ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร

            การปรุงยาแก้เป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน หรงเฉินจื่อมิได้ข่มตาหลับมาหลายคืน ย่อมมิอาจเอาใจใส่ไห่หวางดังเดิมได้ แต่สานุศิษย์ในอารามยังคงทำตามหน้าที่ของตน อาหารที่ยกประเคนให้นางในแต่ละวันมิได้ขาดตกบกพร่อง

            เตาขนาดใหญ่หลายใบในห้องยา เคี่ยวยาไว้ตลอดไม่หยุดพัก มีหรงเฉินจื่อคอยกำกับอยู่ด้านข้างเพื่อควบคุมเปลวเพลิง เหงื่อซึมเต็มแผ่นหลังของเขา ไห่หวางกลัวความร้อนจึงไม่ค่อยได้เข้าไปหานักพรตหนุ่ม นางเพียงแต่ตามชิงเซวียนไปเก็บสมุนไพรทุกวัน หรงเฉินจื่อกำชับชิงเซวียนอยู่หลายรอบว่าให้ระมัดระวังอันตรายให้นาง จากนั้นก็มิได้ถามไถ่ถึงอีก

            กระทั่งยามบ่าย ที่อารามพลันมีหญิงสาวต่างเผ่าคนหนึ่งเข้ามาพบ นางสวมเสื้อผ้าสีแดงตลอดทั้งร่าง ผมหยักศกแห้งหยาบเล็กน้อย อ้างตนว่าเป็นหมอผีหนานเจียงเช่นกัน ซ้ำยังมีความสามารถแก้คำสาปนัยน์ตาโลหิตได้ หรงเฉินจื่อย่อมต้อนรับขับสู้อย่างสมเกียรติ นางเองก็ไม่อิดออดรีบผสมยาแก้ออกมาโดยเร็ว เทียบกับวิธีของหรงเฉินจื่อแล้วก็ต้องยอมรับว่าง่ายกว่า ช่วยลดความยุ่งยากไปได้มาก

            ฝ่ายอารามจิ๋วติ่งกงพอได้ยินเรื่องนี้ก็ยินดียิ่งนัก รีบส่งคนมาเชิญนางบ้าง สตรีนางนั้นกลับไม่หวั่นไหว ยืนกรานว่าอยากอยู่ที่อารามชิงซวีกวานต่ออีกสักพักจะได้ถือโอกาสควานหาตัวหมอผีไสยมืดที่ทำร้ายผู้คนตามอำเภอใจด้วย

            หรงเฉินจื่อต้อนรับขับสู้นางเป็นอย่างดี เพราะผู้ก่อเหตุร้ายคำสาปนัยน์ตาโลหิตยังไม่ปรากฏตัว มีหมอผีหนานเจียงอยู่ที่นี่ผู้คนย่อมอุ่นใจขึ้นได้บ้าง ด้วยเหตุนี้เขาจึงสั่งให้ลูกศิษย์เก็บกวาดห้องให้สะอาด ให้สตรีนางนี้ได้พำนัก

            ชื่อของหมอผีในชุดแดงก็คือ ‘ฝูย่า’ นางอ้างว่ามาตามจับหมอผีในหมู่บ้านเดียวกันที่หลงผิดเข้าสู่เส้นทางแห่งไสยมืด หรงเฉินจื่อเคยไปแดนหนานเจียงมาก่อน สองคนจึงพูดคุยกันถูกคอ

            หลังจากที่ไห่หวางกับชิงเซวียนไปเก็บสมุนไพรกลับมา ย่อมได้ยินเรื่องราวของหมอผีสาวฝูย่านางนี้ ชิงเซวียนไปดูแลคนเจ็บ เห็นสีเลือดในดวงตาของผู้ป่วยหลายคนจางลงไปมาก อดไม่ได้ที่จะจุ๊ปากอย่างประหลาดใจ เจ้าหอยมุกเองก็โน้มร่างลงมาตรวจดูคนเจ็บด้วย ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่อย่างไร นางเอ่ยปากหัวเราะเสียงเย็นพลางกล่าว

            “จะแก้กระพรวนย่อมต้องใช้ผู้ผูกกระพรวน หึหึ”

            ดีที่นางไปเก็บสมุนไพรกับชิงเซวียนมาทั้งวัน เหน็ดเหนื่อยเป็นที่สุด ไม่ว่างไปใส่ใจเรื่องราวอวดอ้างของใครได้จึงกลับห้องไปตามลำพัง หรงเฉินจื่อยุ่งเสียจนไม่ได้หลับตานอนมาหลายคืน ตอนอาบน้ำผลัดเสื้อผ้าก็จัดการอย่างลวกๆ อยู่ในห้องของชิงเซวียน มิได้กลับห้องตน เขาเหนื่อยล้านักจึงฝากฝังให้ชิงเซวียนช่วยรับรองแขกดูแลอาราม ส่วนตนเองก็ล้มตัวลงนอน

            ตกกลางคืน เขาก็กินข้าวร่วมกันกับฝูย่าและเหล่าสานุศิษย์ที่หอภักษาหาร บทสนทนากล่าวพาดพิงไปถึงความพิสดารของคุณไสยแห่งหนานเจียง ยามทั้งสองกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสนั้น ด้านนอกก็มีเสียงกระพรวนทองดังขึ้น ที่แท้เป็นเจ้าหอยมุกที่เพิ่งพลิ้วกายมาถึง หรงเฉินจื่อขมวดคิ้วน้อยๆ หันหน้ากลับไปมองชิงเซวียนแวบหนึ่ง ชิงเซวียนติดตามเขามานานก็เข้าใจได้ทันที

            “อาหารเย็นส่งไปแล้วนี่ขอรับ”

            ไห่หวางไม่ตอบ ตรงรี่มาหยุดยืนหน้าโต๊ะของหรงเฉินจื่อโดยไม่สนใจผู้ใด บรรยากาศในหอภักษาหารไม่สู้จะดีนัก นักพรตน้อยทั้งหลายต่างพาก้มหน้าก้มตาโกยข้าวเข้าปาก ดวงตาเหลือบแลไปทางด้านโน้นทีด้านนี้ที

            ‘จบกัน! หลังบ้านของอาจารย์กำลังลุกเป็นไฟแล้ว!’

            เสื้อผ้าสีแดงของฝูย่าร้อนแรงดุจเปลวเพลิง นางสวมกำไลข้อมือสีเงินของทิเบตอยู่สองวง บนกำไลฉลุลายสัตว์ประหลาดหน้าคนร่างงูเอาไว้ ยามนี้นางเองก็กำลังมองประเมินไห่หวางเช่นเดียวกัน แต่กลับไม่ลุกขึ้น เพียงแค่ผงกศีรษะน้อยๆ เท่านั้น ท่วงท่าแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งในแบบหมอผีที่ถูกยกย่องมานานจนนิสัยเสีย

            “ท่านนี้คือ...”

            หรงเฉินจื่อกระแอม ไห่หวางเองก็ไม่ตอบสักคำ นางเดินนวยนาดมายังข้างกายของหรงเฉินจื่อ อาศัยความว่องไวปานฟ้าผ่าของตนยื่นมือขวาออกไปประกบนิ้วร่ายเวทประทับเข้าที่ใบหน้าของฝูย่า  

            ฝูย่าตกใจรีบลุกขึ้นสะบัดร่าง เสกไม้เท้าเวทเข้ามาอยู่ในมือแล้วเตรียมตัวจะร่ายคำสาป แต่จู่ๆ ใบหน้าพลันร้อนวาบอย่างไม่ทันตั้งตัว ใจนางพลันเตลิดด้วยความแตกตื่น มือซ้ายรีบยกขึ้นลูบใบหน้าเรียวงามของตน

            สัมผัสได้เพียงคราบน้ำแกง ก้านผักสีเขียวหนึ่งก้าน กับเต้าหู้สองก้อน...

            หญิงผู้นี้กล้าคว่ำน้ำแกงเต้าหู้ผักกาดขาวใส่หัวนาง!

            “เจ้า!” ฝูย่ามีหรือจะเคยได้รับความอัปยศถึงเพียงนี้ นางโกรธจนจุกอก โมโหจนพูดอะไรไม่ออก

            ในมือไห่หวางยังคงถือชามเปล่าเอาไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ จากนั้นนางก็ตีสีหน้าน้อยใจ “อุตส่าห์ประคองน้ำแกงมาให้ เหตุใดจึงตัดไมตรีข้าถึงเพียงนี้?”

            หอภักษาหารเงียบเสียจนเข็มตกสักหนึ่งเล่มก็คงได้ยิน บรรดานักพรตต่างนิ่งอึ้งตัวแข็ง มีเพียงใบเขียวสดของผักกาดขาวบนศีรษะของฝูย่าที่ยังคงสั่นพะเยิบพะยาบไม่หยุด

            หรงเฉินจื่อโกรธจนอกแทบระเบิด “ท่าน!”

            ไห่หวางปรบมือ เอ่ยวาจาเนิบนาบสอนสั่งแขกผู้มาเยือนด้วยท่าทางหวังดี “แม้เจ้าจะเป็นชนเผ่าป่าเถื่อนแห่งหนานเจียง แต่ยามออกมาเป็นแขกของผู้อื่น จะอย่างไรเสียก็ควรจะเรียนรู้ธรรมเนียมบ้านเจ้าภาพเอาไว้บ้าง ข้ากับเจ้าไร้ซึ่งความแค้นต่อกัน ไม่ควรจะตัดไมตรีข้าตามอำเภอใจ หากเจ้าปัดน้ำแกงถูกข้าจนทำให้บาดเจ็บสาหัสเข้า เจ้าจะทำอย่างไร? แม้จะไม่ได้ทำร้ายข้า แต่ทำร้ายต้นไม้ใบหญ้าเข้าให้ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องดี อา… แต่ก็ช่างเถอะ เห็นแก่ที่เจ้าเป็นแขกของเจ้าอารามหรง ข้าจะไม่ถือสาก็แล้วกัน!”

            พูดจบ นางก็หมุนตัวกระโดดโลดเต้นออกไป

            หรงเฉินจื่อก้าวเข้ามาอยู่ในเส้นทางแห่งพรตหลายปี รู้จักคนมามากมาย คนดีคนเลวก็พบเห็นมาไม่น้อย แต่คนที่หน้าไม่อายแบบนี้ในชีวิตเพิ่งจะเคยพบเป็นครั้งแรก แม้เขาจะโมโหจนควันแทบออกหูแต่ก็ไม่อาจตามไปทำร้ายนาง ได้แต่กล่าวคำขอโทษฝูย่าไม่หยุด

            เดิมฝูย่าก็เป็นคนไม่มีเหตุผลอยู่แล้ว วันนี้กลับมาพบคนที่ไร้เหตุผลยิ่งกว่า นางโมโหจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สุดท้ายก็ได้แต่กลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า นักพรตคนอื่นๆ เกรงว่า ‘ประตูเมืองเกิดเพลิงไหม้ ไฟจะลามมาถึงพวกเขาเหล่าปลาเล็กปลาน้อยในสระ’ ต่างพากันก้มหน้าก้มตากินข้าวด้วยสีหน้า ‘อย่ามองข้า อย่าถามข้า อย่าด่าข้า ข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น’

            หรงเฉินจื่อสาวเท้ายาวๆ กลับไปยังห้องนอน เจ้าหอยมุกนั้นกลับเร็วยิ่งกว่า นางม้วนผ้าห่มขดตัวกลายเป็นก้อนกลมไปเรียบร้อยแล้ว

            หรงเฉินจื่อยากจะคำนึงถึงเรื่องจารีตระหว่างหญิงชายได้อีกต่อไป เขาตรงไปกระชากผ้าห่มออกด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยวเดือดดาล เจ้าหอยมุกก็รู้ดีอยู่แก่ใจ นางประสานสองมือกอดเข่า เสื้อขนนกกระจายพลิ้วไปรอบร่าง เส้นผมครึ่งหนึ่งสยายอยู่บนเสื้อขนนกอีกครึ่งแผ่อยู่บนที่นอน เพลิงโทสะของหรงเฉินจื่อในยามนี้ราวกับภูเขาไฟระเบิด ขาดแต่เพียงปากปล่องรอปะทุเท่านั้น

            เขาวาดยันต์ตรึงกายาขึ้นมาแผ่นหนึ่ง ไม่พูดให้มากความ ตรงเข้าไปประทับลงบนหน้าผากนาง จากนั้นเขาก็แบกนางเข้าห้องลับ

            ในที่สุดเจ้าหอยมุกก็สงบลงเสียที เขาส่งลูกศิษย์ไปมอบของใช้จำเป็นให้กับฝูย่าแล้วก็พักผ่อนในห้องตน

บทที่ 2.2

            คราวนี้เขาโกรธอย่างแท้จริง

            ไม่เข้าห้องลับไปดูนาง ยังดีที่หอยมุกเป็นสัตว์ที่สะสมอาหารไว้ในตัวเองได้ ขอเพียงไม่จับนางตากไว้กลางแดดจ้า ไม่ป้อนข้าวไม่แตะน้ำหลายวันก็ยังคงรอดชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นนางยังเป็นถึงเจ้าสมุทร เป็นปีศาจระดับสูง หรงเฉินจื่อยิ่งไม่ต้องสนใจความเป็นความตายของนางเข้าไปใหญ่

            เช้าวันต่อมาหรงเฉินจื่อพร่ำสอนลูกศิษย์คัดอักษร ฝูย่าที่สนใจวัฒนธรรมของแดนจงหยวนเป็นอย่างมากจึงอยากจะนั่งเรียนด้วย หรงเฉินจื่อไม่อาจปฏิเสธจึงปล่อยให้นางมาร่วมเรียนไปพร้อมๆ กัน นัยน์ตาของเหล่าศิษย์ในห้องเรียนต่างเป็นประกาย

            ‘วันนี้กระถางบำเพ็ญเพียรของอาจารย์ไปไหนเสีย? หมอผีท่านนี้...หรือจะทำตนเป็น ‘นกสาลิกาครองรังแทนนกเขา’?’

            ฝูย่าเขียนอักษรจีนได้ไม่ใคร่ดี หรงเฉินจื่อที่ยืนประกบอยู่ข้างกายนางมีสีหน้าอ่อนโยนยิ่ง “ท่าจับพู่กันไม่ถูกต้อง”

            ฝูย่าลองอยู่หลายครั้งก็ยังไม่เหมือน ในที่สุดก็อดเอ่ยปากไม่ได้ “ท่านนักพรตสอนข้าด้วยเถอะ”

            หรงเฉินจื่อขมวดคิ้วน้อยๆ สุดท้ายก็คว้าผ้าเช็ดมือผืนหนึ่งที่เอาไว้ซับหมึกบนโต๊ะคลุมที่หลังมือนางเบาๆ จากนั้นจึงค่อยกุมมือนางผ่านผ้าเช็ดมือผืนนั้น เขาเขียนอักษรไปพร้อมกับนาง ฝูย่าแอบชำเลืองมองอีกฝ่ายอย่างไม่ให้รู้ตัว ปรากฏว่าเขาสำรวมจิตสงบนิ่ง สนใจเพียงปลายพู่กันบนกระดาษ มิได้มีใจวอกแวกเป็นอื่น

            “เจ้าปีศาจหอยมุกที่ทั้งมุทะลุทั้งโง่เขลานั่นข้าไม่สนใจหรอก ทว่าบุรุษผู้ที่เป็นเทพกลับชาติมาเกิดผู้นี้ รากฐานแห่งธรรมมั่นคง ไม่ข้องแวะโลกีย์ ทำให้ข้ายากจะลงมือ” นางแอบพึมพำกับตนเอง

            ยามเที่ยงยังคงกินข้าวที่หอภักษาหาร หลังจากหรงเฉินจื่อลังเลอยู่หลายตลบ ในที่สุดตัดสินใจสั่งมิให้ศิษย์ไปส่งอาหาร

            ชิงเซวียนอยากจะถามอยู่หลายครั้งแต่ไม่กล้า สุดท้ายก็ยั้งไว้ไม่เอ่ยถึง

            เห็นทีคราวนี้อาจารย์ตั้งใจแน่วแน่ที่จะสั่งสอนนางให้เห็นดีเสียบ้าง ไม่เช่นนั้นจะยิ่งเหิมเกริมทำตัวตามอำเภอใจ!

            ตกกลางคืนอารามชิงซวีกวานได้ทำพิธีสวดส่งดวงวิญญาณให้กับชาวบ้านที่เสียชีวิตเพราะคำสาปนัยน์ตาโลหิต ปะรำพิธีตั้งที่ลานกลางแจ้ง ยังคงเป็นหรงเฉินจื่อทำหน้าที่เป็นผู้นำพิธี กลางลานตั้งแท่นบูชา ด้านบนจัดวางข้าวของอย่างแจกัน กระถางกำยาน กระบอกเผากำยาน เชิงเทียน ของไหว้ทั้งห้าประกอบด้วยธูป ดอกไม้ น้ำ ผลไม้ ตะเกียง ทั้งยังวางศาสตราเวทอย่างตราหยก กระบอกหยก หยกหรูอี้ และธงบัญชาเอาไว้ด้วย

            ก่อนช่วงเปิดพิธีจะมีบรรดาศิษย์บรรเลงเพลงท่วงทำนองปู้ซวี่4 ผู้ทำพิธีทั้งหมดจะขับร้องประสานเสียงตาม บทสวดเปิดพิธียังคงใช้บทเสี่ยวจิ้วขู่ ยามที่หรงเฉินจื่อนำร้องเนื้อหาในคัมภีร์ ในใจก็พลันคิดไปถึงเจ้าหอยมุก เขาพยายามรวบรวมสมาธิสงบจิตอีกครา

            ช่วงแรกฝูย่ายังคงยืนฟังอยู่ด้านข้าง รอกระทั่งไม่มีผู้ใดสังเกต นางก็หมุนตัวเดินไปตามเส้นทางเล็กๆ สายหนึ่ง มุ่งเข้าสู่หอเพียนซึ่งก็คือที่ที่ห้องนอนของหรงเฉินจื่อตั้งอยู่ เห็นได้ชัดว่านางสำรวจเส้นทางไว้ก่อนแล้วจึงดูคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง อาศัยเวลาเพียงไม่นานก็สามารถเดินเข้าประตูห้องไปอย่างง่ายดาย

            ภายในห้องยังไม่ได้ดับตะเกียง ท่ามกลางความเงียบสงัดราวกับจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น นางพลิกมือขวาวูบ เอาไม้เท้ากระดูกท่อนหนึ่งมากุมไว้ในมือ บนไม้เท้ามีตัวประหลาดหน้าคนร่างงูพันอยู่ ดูราวกับเทพที่พวกหมอผีสักการบูชา

            นางท่องมนตร์พึมพำ ปลายนิ้วมีเปลวไฟสีเขียวหม่นลุกขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ราวกับไม่จำเป็นต้องควานหา นางกดลงไปที่รูปสนภูเขาบนกำแพง ก่อนเข้าเส้นทางลับนางได้สำรวจมาแล้วหลายคราและระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง ทว่าตลอดเส้นทางกลับไร้ปัญหาใดๆ นางเดินเข้าไปในห้องลับได้อย่างง่ายดาย

            ตอนอยู่ในอารามนางได้ปะติดปะต่อจากการซักนั่นถามนี่กับเหล่านักพรตน้อย ได้ยินมาว่าปีศาจหอยมุกผู้นี้เป็นกระถางบำเพ็ญเพียรของหรงเฉินจื่อ นางนึกประหลาดใจยิ่งนัก หากไม่กำจัดเจ้าตัวเกะกะนี่เสียก่อน คิดจะกินเนื้อเทวะ เกรงว่าจะต้องเปลืองแรงอีกมาก

            ฝูย่าเชื่อมั่นในตนเองอย่างยิ่งยวด ขอเพียงได้ผมเส้นเดียวของปีศาจหอยมุก นางก็สามารถกำหนดวิธีตายให้อีกฝ่ายได้เป็นร้อยเป็นพันแบบ อีกทั้งยังแนบเนียนไร้ข้อพิรุธอีกด้วย

            ภายในห้องมืดสนิท มีเพียงกำยานในกระถางตรงมุมห้องที่ยังคงจุดอยู่

            การตกแต่งเทียบกับห้องนอนของหรงเฉินจื่อแล้วประณีตงดงามกว่ามาก ฝูย่าอาศัยเปลวเพลิงในมือกวาดสายตาพิจารณา เมื่อเห็นภาพชวนวาบหวามของเจ้าหอยมุกบนเตียง นางก็เชื่อเรื่องกระถางบำเพ็ญเพียรขึ้นมาอีกหลายส่วน นางร่ายคาถาคุ้มกายตนเองเอาไว้... กับปีศาจตนนี้อย่างไรเสียนางก็ไม่กล้าดูถูก

            ที่หอภักษาหารนั่น เจ้าหอยมุกสาดน้ำแกงใส่หน้านางเต็มรัก แม้จะฉวยโอกาสตอนที่นางไม่ทันได้ระวัง แต่อย่างไรความว่องไวที่ใช้ตอนลงมือก็ทำให้นางถึงกับตื่นตะลึง

            รออีกชั่วครู่ พอไม่เห็นมีความเคลื่อนไหว นางก็ใช้ไม้เท้าเลิกผ้าม่านออกอย่างระมัดระวัง บนเตียงมีร่างของปีศาจหอยมุกนอนนิ่ง สองตาปิดสนิท ไม่ขยับไม่พูดจา บนหน้าผากยังคงมีคาถาตรึงกายาประทับอยู่ ฝูย่าดีใจเป็นล้นพ้น รีบดึงผมนางมาเส้นหนึ่ง หมุนตัวเตรียมเดินจากไป ทันใดนั้นโคมหลัวฮั่นข้างผนังก็ถูกจุดขึ้น มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามายังห้องลับ...เป็นชิงเซวียน

            ดวงตาสองคู่ประสานกัน ฝูย่าอดที่จะลนลานไม่ได้ นางรีบกล่าวขึ้นอย่างรวดเร็ว “ได้ยินว่าเจ้าอารามหรงลงโทษนางเพราะอุบัติเหตุครั้งที่แล้ว ข้าจึงมาเยี่ยมเยียนนางโดยเฉพาะ”

            ชิงเซวียนมีสีหน้าเหมือนไม่รับรู้สิ่งใด “ห้องนอนของอาจารย์ ยามปกติไม่ชอบให้คนภายนอกบุกรุก ท่านหมอผีเชิญกลับไปเถอะ”

            ฝูย่ารับคำ รีบหมุนตัวเดินออกจากห้องลับ ก่อนจากไปนางเหลือบหางตามองด้านหลังแวบหนึ่ง เห็นชิงเซวียนประคองไหน้ำ เติมน้ำตาลเข้าไป จากนั้นก็ป้อนปีศาจหอยมุกตนนั้นทีละช้อน เขายังถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม

            “อาจารย์อนุญาตให้ข้าป้อนน้ำได้อย่างเดียว ข้าจึงไม่กล้าช่วยท่าน เฮ้อ อยู่ดีๆ ท่านไปก่อเรื่องทำไมนะ? ผ่านไปอีกสักสองวันรอให้อาจารย์คลายโมโหก่อน แล้วข้าค่อยขอร้องแทนท่านก็แล้วกัน ท่านดื่มน้ำแค่นี้ไปก่อนนะ...”

            สองวันให้หลัง ณ อารามชิงซวีกวาน

            ฝูย่าเริ่มอยู่ไม่สุขบ้างแล้ว นางดึงผมปีศาจหอยมุกนั่นมาหนึ่งเส้น ทว่าสองวันมานี้นางร่ายคำสาปออกไปหมดแล้วทุกชนิดแต่กลับไม่เห็นผลใดๆ ราวกับผมเส้นนั้นไม่เคยงอกอยู่บนร่างของสิ่งมีชีวิตใดมาก่อนเลย!

            เช้าวันนี้หรงเฉินจื่ออาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย อยู่ๆ ก็คิดถึงหอยมุกยักษ์ในห้องลับขึ้นมา เขาม้วนแขนเสื้อ ก้าวเท้าไปยังห้องลับ เจ้าหอยมุกยังคงนอนอยู่บนแท่น กระทั่งท่วงท่าก็ไม่เปลี่ยนไปจากเดิม หรงเฉินจื่อยืนอยู่หน้าแท่นชั่วครู่ ในใจบังเกิดความลังเลเล็กน้อย

            ปล่อยออกไปตอนนี้นางต้องร้องไห้น้ำตาท่วมเป็นแน่ ตกกลางคืนค่อยให้ชิงเซวียนมาปล่อยนางออกไป จะได้ไม่ต้องมาปลอบกันอีกรอบ

            คิดได้ดังนี้เขาก็เตรียมจะจาก ก่อนจากยังหันกลับไปมองคนในผ้าม่านอีกแวบหนึ่ง ทันใดนั้นสีหน้าหรงเฉินจื่อก็เปลี่ยนไปทันที มือหนึ่งเลิกผ้าม่านขึ้น เห็นนัยน์ตาทั้งคู่ของคนในม่านปิดสนิท ตาขวากลับมีน้ำตาเลือดหลั่งออกมา ขับให้ใบหน้าขาวผ่องดูน่าพรั่นพรึง

            คำสาปนัยน์ตาโลหิต!

            หรงเฉินจื่อรีบควักเอาผ้าออกมาเช็ดคาถาบนใบหน้าของไห่หวางจนสะอาด ในใจก็อดกลัดกลุ้มมิได้

            เสร็จกัน เสร็จกัน คราวนี้ไม่รู้ว่าจะร้องไห้ขนาดไหน!

            เขายืนอยู่ข้างแท่นกำลังรอให้นางร้องไห้โฮ แต่ไห่หวางกลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด นางยังรู้จักใช้มือปิดตาขวาไม่ส่งเสียงสักคำ หรงเฉินจื่อรออยู่นาน ในที่สุดก็เอนตัวลงอย่างระมัดระวัง เขากดเสียงจนต่ำ พยายามดัดเสียงที่เคร่งขรึมให้อ่อนโยนลง

            “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร เอามือออกก่อนเถอะ ประเดี๋ยวข้าจะดูให้”

            ไห่หวางเอามือออกอย่างว่าง่าย หรงเฉินจื่อโน้มตัวลงมาเลิกเปลือกตานางขึ้น เขาไม่กลัวคำสาปนัยน์ตาโลหิตนี้

            จากนั้นไม่นานก็ค่อยยืดตัวขึ้นใหม่ เดิมทีเขาก็เป็นคนแข็งกระด้าง ปกติทำตัวตรงตามกรอบเสียจนชิน ครั้งนี้นับว่าต้องยอมก้มหัวอ่อนข้อให้นางเสียแล้ว กลัวแต่ว่าเจ้าไห่หวางจะร้องไห้โวยวาย

            “ข้าจะให้ชิงเซวียนส่งของกินมาให้บ้าง ท่านก็ว่าง่ายด้วยล่ะ ข้าจะไปปรุงยาแก้ ไม่นานก็คงหายดี ว่าไงหืม?”

            ไห่หวางผงกศีรษะเบาๆ แต่ไม่มองเขา หรงเฉินจื่อยังคงไม่วางใจ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอื้อมมือไปลูบผมนางด้วยทีท่าแบบเดียวกับที่ลูบหมาแมวในอาราม เส้นผมนั้นเงางามราวเส้นไหม กระทั่งเขาออกจากประตูห้อง ใต้นิ้วยังคงสัมผัสได้ถึงความนุ่มลื่นนั้นอยู่

            เพียงครู่เดียวชิงเซวียนก็ปฏิบัติตามคำสั่งของอาจารย์นำอาหารมาส่งให้ ไห่หวางไม่พูดอะไร ก้มลงกินเอาเป็นเอาตายอย่างเงียบๆ ชิงเซวียนเองก็ออกจะกังวลอยู่บ้าง “ตอนบ่ายอาจารย์สั่งให้ข้าไปเก็บสมุนไพร ท่านอยากจะออกไปด้วยกันหรือไม่?”

            ไห่หวางถึงค่อยผงกศีรษะ “อาจารย์เจ้าคนนั้นใจร้ายเกินไปแล้ว! ข้าจะไม่สนเขาอีก!”

            ชิงเซวียนไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “อาจารย์สงสัยว่าตัวการของคำสาปนัยน์ตาโลหิตคือฝูย่า จึงได้รั้งนางไว้ในอาราม ทั้งยังสั่งให้ชิงซู่ไปสืบให้ละเอียด ที่ขังท่านไว้ในห้องลับก็ด้วยเกรงว่านางจะทำร้ายท่าน ท่านอย่าได้เคืองอาจารย์ข้าเลยนะ”

            ไห่หวางไม่เห็นใจเลยสักนิด “เฮอะ เจ้าอุบาทว์หรงเฉินจื่อ”

            ชิงเซวียนตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี “อย่าพูดจาเหลวไหล! ระวังอาจารย์จะมาได้ยินเข้า!”