วันนี้หรงเฉินจื่อได้รับเชิญให้ไปเข้าร่วมพิธีกรรมงานหนึ่ง
จำต้องจากอารามไปสามสี่วัน เขาตัดสินใจพาศิษย์รองชิงซู่ไปพร้อมกัน ก่อนจากไปเกรงว่าเจ้าหอยมุกจะขอตามไปอีกจึงมิได้บอกนาง หลังมอบหมายกิจภายในอารามเป็นที่เรียบร้อย เขาก็กำชับชิงเซวียนว่า
“ในห้องของอาจารย์... หอยมุกตัวนั้นน่าจะหลับจนถึงปลายยามเว่ย หากนางตื่นขึ้นมาจำไว้ว่าต้องส่งอาหารให้นางมิให้ขาด ร่างของนางเป็นภูต ระบายไอจั๋วชี่ออกมามอมเมาผู้คนได้โดยง่าย ก่อนจะให้อาหารจะต้องดื่มน้ำมนต์ขจัดสิ่งชั่วร้ายเสียก่อน ในห้องต้องจุดเครื่องหอมขับไล่สิ่งอัปมงคลด้วย ไม่ทำไม่ได้เด็ดขาด”
ชิงเซวียนไม่กลัวที่จะต้องจัดการกิจภายในอาราม แต่ยามพูดถึงเจ้าจอมตะกละผู้นั้นขึ้นมา เขาก็รู้สึกว่าหัวสมองพองโตเป็นสองเท่า “ท่านอาจารย์หากว่านางตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นท่าน ซ้ำยังเอะอะโวยวาย...”
หรงเฉินจื่อเองก็ถอนใจ “แล้วจะทำอย่างไรได้ นางต้องการอะไรเจ้าก็เอาใจนางไว้แล้วกัน อย่าได้โต้เถียง ในน้ำมนต์ต้องเติมน้ำตาลเข้าไปด้วย หากไม่ได้จริงๆ ก็ให้ป้อนผลไม้แช่อิ่ม นางชอบกินของหวาน”
ชิงเซวียนผงกศีรษะจดจำไว้ หรงเฉินจื่อจึงได้ลงจากเขาไป
ไห่หวางหลับไปจนถึงต้นยามเซิน ชิงเซวียนเกรงว่านางจะเอะอะโวยวายจึงรีบส่งอาหารสำหรับสี่คนกินมาให้ นางเหลียวซ้ายแลขวาชะเง้อชะแง้แล้วก็พบความผิดปกติอย่างรวดเร็ว
“หรงเฉินจื่อล่ะ?”
ชิงเซวียนคีบกับข้าวให้นางอย่างระมัดระวัง “อาจารย์ออกไปข้างนอก สักพักก็กลับมา”
นางกลับไม่ได้เอะอะอะไร เพียงยัดอาหารเข้าปากอย่างแค้นเคือง
ยามพลบค่ำ ชิงเซวียนนำเหล่าศิษย์น้องภายในอารามสวดมนต์ตอนเย็น อดที่จะเงยศีรษะขึ้นมองไม่ได้
ไห่หวางกำลังกระโดดโลดเต้น ผมดำเป็นเงาของนางยาวจนถึงเอว ชุดขนนกที่สวมมีสีขาวบริสุทธิ์ราวกับขนของห่านฟ้า แม้ยามปกติจะกินจุแต่ส่วนเอวกลับคอดกิ่วเล็กบาง ที่แย่ยิ่งกว่าคือเท้าเปล่าเปลือยคู่นั้น เวลาเดินเสียงกระพรวนทองที่ข้อเท้าจะดังเสนาะหู
ในอารามเต็มไปด้วยศิษย์ที่เป็นชาย มีหรือจะเคยพบเห็นภาพอันวาบหวามเช่นนี้ นัยน์ตาของทุกคนเบิ่งโตราวกับไก่ในทันที
‘นะ...นะ...นี่ก็คือ ‘กระถางบำเพ็ญเพียร’ ของอาจารย์ตามที่ผู้คนร่ำลือกันรึ?’
‘จุ๊ๆ... อย่าเห็นว่าอาจารย์ของพวกเราปกติแล้วดูไร้กิเลส เขาเลือกหญิงสาวที่งดงามเช่นนี้ได้ นับว่าตาถึงยิ่งแล้ว’
ชิงเซวียนอยากจะตีอกชกหัวเหลือเกิน ไม่อาจสวดมนต์ต่อไปได้ เขารีบปรี่ไปรับหน้า ถามเสียงต่ำว่า “ออกมาทำไมหรือขอรับ? ก่อนไปท่านอาจารย์สั่งข้าไว้ว่าไม่ให้ท่านเดินออกมาด้านนอก”
“ใครใช้ให้เขาออกไปเที่ยวเล่นไม่พาข้าไปด้วยล่ะ!” ไห่หวางแค่นเสียงเย็นชา เสียงบ่นของนางค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ “ข้าจะบ้าตาย เมื่อไม่กี่วันก่อนนอนก็สัญญาเสียดิบดี พอลุกจากเตียงก็ไม่รักษาคำพูด! ข้าจะไม่เชื่อเขาอีกแล้ว!”
“...” ทุกคนในอารามยามนี้ไม่กล้าสวดต่อ แต่ละคนใบหูตั้งตรง ยืดจนยาว
โอ๊ะโอ ที่แท้อาจารย์ของพวกเราตอนอยู่บนเตียงก็มีช่วงเวลาที่พูดจาไม่รับผิดชอบเช่นกัน
ชิงเซวียนแทบจะเป็นลมล้มตึง “เบาเสียงหน่อยเถิด! ท่านกลับไปก่อนดีกว่า ครั้งนี้ท่านอาจารย์ไปสวดมนต์ ไม่น่าสนุกสักนิด ครั้งหน้าเขาต้องพาท่านไปด้วยแน่ ถึงอาจารย์ไม่พาไป ข้าก็จะขอร้องให้พาไป ตกลงไหม?”
คิ้วเรียวยาวของไห่หวางเลิกสูง หน่วยตาเรียวรีเบิ่งโต
“ไม่เห็นจะสน”
นางนั่งลงบนเบาะรองพื้น กระโปรงขนนกกระจายออกเป็นชั้นๆ ราวกับดอกไม้ที่บานสะพรั่ง ชิงเซวียนไล่นางก็ไม่ไป เขาเกรงว่าจะทำให้นางโมโหจึงได้แต่ปล่อยให้นั่งไป
วันนั้นเหล่าสานุศิษย์ต่างพากันท่องมนต์อย่างแข็งขันเป็นพิเศษ
ยามค่ำคืน
นางร่วมกินข้าวเย็นพร้อมกับคนอื่นๆ ที่หอภักษาหาร
หอภักษาหารมีส่วนคล้ายกับโรงอาหารของอารามในสมัยต่อมาอยู่บ้าง มีห้องครัวขนาดใหญ่อยู่หนึ่งห้อง ด้านนอกมีอ่างหินใส่น้ำขนาดใหญ่วางเรียงเป็นแถว ด้านในมีเตาที่สามารถทำอาหารให้คนจำนวนร้อยกว่าคนได้... ไหกระเบื้องใส่ข้าวสาร แป้ง ถั่วล้วนมีพรักพร้อม
นอกห้องครัวมีสวนผักอยู่หลายแปลง ทุกเช้าบรรดาศิษย์ในอารามจะต้องผลัดเวรกันมารดน้ำ ผ่าฟืน และยังต้องมาดูแลสวนผัก
ห่างจากห้องครัวเพียงช่วงกำแพงกั้นก็คือโต๊ะกลมขนาดสิบกว่าโต๊ะ ชั้นวางด้านข้างวางถังไม้ขนาดมหึมาไว้ ข้างในมีข้าวสวยหอมกรุ่น
อาหารของไห่หวางก่อนหน้าล้วนเป็นของที่ห้องครัวส่งไปให้ที่ห้องนอนของหรงเฉินจื่อเป็นการเฉพาะ วันนี้นางออกมากินที่นี่ นักพรตในโรงครัวก็ไม่กล้าทำลวกๆ ถึงจะเป็นเพียง ‘กระถางบำเพ็ญเพียร’ ก็เป็น ‘กระถาง’ ที่ท่านอาจารย์ใช้งานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หากจะนับกันจริงๆ แล้วนางก็คืออาจารย์หญิงคนหนึ่งเชียวนะ
นางผู้นี้เลอโฉมพิลาสล้ำ ยามปกติอาจารย์ของพวกเขามักสำรวม วางตัวเคร่งขรึมต่อหน้าผู้อื่น ช่วงเวลาเป็นส่วนตัวย่อมต้องรักถนอมนางยิ่งนัก
ในเวลานี้อาจารย์ไม่อยู่ พวกเขาไม่อาจปล่อยให้นางหิวโดยเด็ดขาด
ด้วยความคิดเช่นนี้ นักพรตในโรงครัวจึงปลดปล่อยฝีมือปรุงอาหารกันอย่างเต็มที่ ทำอาหารจานถนัดออกมาหลายจาน นอกจากนี้ยังตั้งโต๊ะให้นางเป็นพิเศษอีกหนึ่งโต๊ะ แน่นอนว่าย่อมไม่มีผู้ใดกล้านั่งร่วมโต๊ะกับ ‘กระถาง’ ของอาจารย์ เหล่าศิษย์รอบข้างต่างพากันทอดสายตามองมาอยู่เป็นระยะ
ชิงเซวียนส่ายศีรษะอย่างทุกข์ทน เตือนว่า “พวกเจ้าอย่ามองเลย จะฝันสลายเสียเปล่าๆ น่า...”
สุดท้ายภายใต้สายตานับร้อยคู่ ไห่หวางกลับกินอาหารไปเพียงครึ่งชาม นางก็วางตะเกียบ “พวกเขาเอาแต่จ้องข้า ข้ากินไม่ลง!”
ชิงเซวียนโล่งอก “เช่นนั้น รบกวนท่านกลับห้องอาจารย์เถิด เดี๋ยวข้าจะไปส่งข้าวให้อีกหน”
เจ้าหอยมุกผงกศีรษะรับอย่างขอไปที ออกมาครึ่งวันนางก็เริ่มง่วงงุนบ้างแล้ว นางลุกขึ้นยืน กระโดดโลดเต้นกลับไปทางห้องนอนของหรงเฉินจื่อ
ยามดึกคืนนั้น
เท้าหน้าของหรงเฉินจื่อเพิ่งจะย่างออกจากอารามชิงซวีกวาน เท้าหลังก็มีมารมารังควานเสียแล้ว ตอนที่เจ้าหอยมุกกำลังหลับสบายก็ได้ยินเสียงเอะอะอึกทึกจากภายนอก นางหาวหวอดแล้วยันตัวขึ้น เห็นภายในอารามชิงซวีกวานสว่างไสวด้วยคบเพลิง เหล่านักพรตน้อยใหญ่ต่างพากันติดยันต์รอบทิศ
นางกวาดตามองอย่างไร้จุดหมายไปทั่วอารามชิงซวีกวานอยู่หนึ่งรอบ ชิงเซวียนกำลังนำศิษย์มากฝีมือสองคนตรวจตรารอบด้าน ศิษย์คนอื่นๆ ก็ไม่สะดวกมาพูดคุยกับนาง ได้แต่ปล่อยให้นางเดินเล่นไปทั่ว
หอซานชิง3 หอซื่อยวี่ หอยวี่ฮวาง สถานที่เหล่านี้บรรดาสิ่งชั่วร้ายย่อมมิกล้าเข้าใกล้ แต่ไห่หวางเป็นภูตที่ฝึกตบะตามแนวทางของฝ่ายธรรมะจึงไม่เกรงกลัวเสียงสวดและยันต์ต่างๆ
หลังจากเดินเรื่อยเปื่อยอยู่ครึ่งวันก็พบว่าที่แท้ในอารามชิงซวีกวานนี้รับเลี้ยงหมาแมวที่ถูกทอดทิ้งไว้มากมาย นางก้มลงกับพื้น เล่นกับพวกมันอยู่ครู่หนึ่ง ยิ่งดึกภายในอารามชิงซวีกวานก็ยิ่งสงบเงียบ คบไฟภายในหอก็เริ่มมอดลง
นางเหลือบเห็นนักพรตน้อยคนหนึ่งเดินโซเซอย่างโดดเดี่ยวในความมืดมิด ก็รีบตรงไปตบบ่าของเขาทันที “เจ้ามาจับอะไรรึ?”
นักพรตน้อยนั่นเอี้ยวตัวหนี หันขวับมาทางนาง ด้านบนกลับโหวงเหวงว่างเปล่า เสียงเขาเย็นยะเยียบ “หัวของข้า...เจ้าเห็นหัวของข้าบ้างหรือไม่...”
“...” เจ้าหอยมุกนิ่งอึ้งไป จากนั้นก็ส่ายหน้า “เจ้ากำลังหาหัวอยู่นี่เอง งั้นพวกเราแยกย้ายกันหาเถอะ ข้ากำลังหาของกินจะได้ถือโอกาสช่วยเจ้าหาหัวไปด้วย ตอนเจ้าหาหัวก็ช่วยมองๆ ด้วยว่ามีของกินแถวนี้บ้างหรือไม่...”
ผีไร้หัวดูท่าไม่ใคร่พอใจกับผลลัพธ์เช่นนี้นักจึงยื่นมือมาบีบคอนาง หลังดิ้นรนอยู่นาน ในที่สุดนางก็กรีดร้องออกมาได้สำเร็จ เสียงดังโวยวายเรียกชิงเซวียนให้มาหา
ก่อนนอนชิงเซวียนได้ไปที่ห้องนอนของอาจารย์ พอเห็นนางไม่อยู่ก็กำลังออกตามหา เขาเป็นศิษย์เอกของหรงเฉินจื่อ การรับมือกับผีไร้หัวจึงเป็นเรื่องง่าย พริบตาเดียวก็สามารถผนึกผีตนนั้นลงไหได้แล้ว
ไห่หวางยังคงร้องโวยวาย ชิงเซวียนเองก็คับข้องใจยิ่ง ขวัญของไห่หวางผู้นี้ออกจะเล็กไปหน่อยหรือไม่! จะอย่างไรนางก็เป็นภูตผีปีศาจเหมือนๆ กัน... ซ้ำยังเป็นถึงเจ้าสมุทร ถูกผีกระจอกหลอกที ตกใจถึงเพียงนี้เชียวรึ!
แต่เจ้าหอยมุกกลับไม่คิดเช่นนั้น นางเช็ดลำคอตนเองอย่างเอาเป็นเอาตาย สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “ชิงเซวียน มันบีบคอข้า! ฮือๆ มันบีบคอข้า!”
ชิงเซวียนใช้แผ่นยันต์สีเหลืองผนึกปากไหไว้ ปลอบนางไปตามเรื่อง “ขอรับๆ ข้าจะเอามันไปเผาเดี๋ยวนี้แล้ว!”
นางยึดแขนเสื้อเขาไว้แน่น ใบหน้าเคียดแค้น “มันบีบคอข้า! จะอัดบรรพบุรุษของมันให้ขาดใจตายไปเลย มันมาบีบคอข้าได้อย่างไร มันยังไม่ได้ล้างมือเลยนะ!”
ชิงเซวียนหัวร่องอหาย
ฟ้าใกล้สว่าง ภายในป่าของอารามชิงซวีกวาน มีนักพรตสองคนกำลังเก็บเครื่องบริกรรมคาถา ผ้ายันต์สีเหลืองและถ้วยวิญญาณแล้วแอบจากไปอย่างเงียบๆ
ดูท่าสตรีนางนั้นคงไม่ใช่ไห่หวางจริงๆ
วันรุ่งขึ้นผู้ที่ศรัทธาค่อยๆ ทยอยมายังอาราม
รัชสมัยนี้ฮ่องเต้นับถือลัทธิเต๋า ทำให้อารามพรตทั่วไปได้รับการเคารพนับถือเป็นอย่างสูง อารามชิงซวีกวานแห่งนี้เป็นอารามพรตที่มีชื่อเสียงที่สุดในรัศมีห้าร้อยลี้ของเขาหลิงเสีย หลายปีมานี้การปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดของพวกเขาได้รับคำชื่นชมสรรเสริญมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้เหล่าผู้นับถือที่มาจุดธูปขอพรจึงหลั่งไหลเข้ามาอย่างมากมาย
นอกประตูหอพระมีแท่นอธิบายเซียมซีชื่อว่าคันฉ่องพิเคราะห์จิต หน้าแท่นตั้งคันฉ่องทองแดงที่แกะเป็นสัญลักษณ์รูปไท้จี๋ถวนและปลาหยินหยางอยู่บานหนึ่ง บนกำแพงมีกระดาษเหมาเปียนจื่อสีเหลืองติดแผ่นเซียมซีไว้มากมาย แล้วยังมีนักพรตนามว่าชิงเจินรับผิดชอบอธิบายเซียมซีโดยเฉพาะอีกหนึ่งคน