“ไม่ๆ อย่าฆ่าฉัน อย่าฆ่า!”
ฉัวะ! ตับ ตับ ตับ ตับ... ฉ่า!
นาถนลินพยายามวางสีหน้าให้นิ่งที่สุดระหว่างมองคุณข้าหลวงสับกินรีเป็นท่อนแล้วเอาลงไปผัด ตอนที่ส่วนหัวถูกโยนไปกองไว้ในตะกร้าไม้ ปากของแม่สาวคนนั้นยังขยับอยู่เลย ยอมรับว่าตอนแรกเธอเข้าใจผิดอย่างมาก เห็นพี่ยักษ์ทั้งหลายตั้งใจล่านกน้อย เลือกเอาแต่ตัวที่สวย
ก็นึกว่าส่วนหนึ่งต้องเอา–มา–เป็น–กิ๊ก ที่ไหนได้... เอา–มา–ต้ม–พริก!
แต่หากมองด้วยหัวใจที่เป็นธรรม นี่คือวงจรของห่วงโซ่อาหาร มนุษย์ทานเนื้อสัตว์ วิญญาณเสพของเซ่นไหว้ ส่วนเทพก็กินเหมือนกัน... เพียงแต่เรากินบุญเก่า
ยักษ์เป็นเพียงอสูรกึ่งเทพที่ยังคลั่งไคล้ในรูป รส กลิ่น เสียง ดำรงชีพอยู่ในกามภูมิ การเสพอาหารที่ทำมาจากเลือดเนื้อนับเป็นวิถีของเผ่าพันธุ์
“อ๊ะ!” มัวแต่เหม่อ โดนมีดบาดมือจนได้
“ฉันเองพี่นาถ” ‘เจ้าจ้อย’ ลูกชายวัยทโมนของคุณข้าหลวงใหญ่ยื่นหน้ามางับนิ้วนาถนลินทันที
เด็กช่วยดูดเลือดที่นิ้วเธอแล้วยิ้มเผล่ ศีรษะที่โกนเกลี้ยงเหลือเปียเดี่ยวเส้นเดียวกลางกระหม่อมพอมารวมกับเขี้ยวน่ารักสองข้างปากก็ชวนให้น่าเอ็นดู นาถนลินมองแก้มยุ้ยของเด็กชายวัยเก้าขวบแล้วอมยิ้ม
เจ้าจ้อยเป็นเพื่อนคนแรกของเธอที่นี่ เป็นเด็กที่เก่งที่สุดเรื่องคุยจ้อ เขาช่วยให้วันคืนของเธอในเมืองยักษ์ผ่านไปแบบไม่น่าเบื่อนัก
“พอแล้วจ้ะ” เด็กสาวค่อยๆ ดึงนิ้วออกจากปากเด็ก พยายามไม่แตะโดนเขี้ยวที่คมเหมือนใบมีด
จังหวะที่นิ้วเป็นอิสระ กลิ่นหอมสายหนึ่งก็ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องเครื่อง เป็นจังหวะเดียวกับที่นาถนลินลุกขึ้นแล้วเอากระจาดพริกแห้งที่ตนเด็ดขั้วเรียบร้อยไปเก็บ
อสุรา อสุรี ยักษี ยักษา ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร ทุกตนล้วนอยู่ในอาการชะงักค้าง คุณข้าหลวงเงยหน้าสบตานางยักษ์ตนอื่นๆ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมรอบกรอบหน้า ท้องไส้ร้องโครกคราก ทุกตนมีอาการไม่ต่างกัน ความรู้สึกคือมือไม้เย็นเฉียบ ลำคอแห้งผากกระหายน้ำ
เจ้าจ้อยวิ่งออกไปเพราะมีคนมาเรียกให้ไปช่วยยกถ้วยชา
หลังจากเด็กลับตาไป กลิ่นหอมก็ค่อยๆ จางหาย ยักษ์ปากไวตนหนึ่งถามขึ้น “เมื่อกี้กลิ่นอะไร?”
ไม่มีใครให้คำตอบได้ มันมาไวไปไว คงไว้แค่กลิ่นรางเลือนเพียงหนึ่งสูด
แต่แค่นั้นทุกคนก็หวงจนไม่ยอมปล่อยลมหายใจออก
เป็นกลิ่นที่ใครใครไม่เคยสบ
เป็นกลิ่นที่สามภพไม่หอมถึง
เป็นกลิ่นที่หัวใจใคร่คะนึง
เป็นกลิ่นที่หวานซึ้งดังต้องมนตร์
“ค่อยๆ ประคองนะเอ็ง อย่าให้ถาดเอียง”
เจ้าจ้อยหน้าม่อย เขาอุตส่าห์มาช่วยแต่กลับโดนนางกำนัลดุมาตลอดทาง เด็กชายประคองถาดชาด้วยสองมืออ้วนป้อม กลิ่นของชาน้ำผึ้งแทรกซึมเข้าไปในนาสิกประสาท ให้ความรู้สึกหวานล้ำชวนน้ำลายสอ เขาชอบเวลาห้องเครื่องปรุงเครื่องดื่มส่งไปให้วังหน้าทุกครั้งเหล่าแม่ครัวจะประชันกันปรุงแต่งสุดฝีมือเพื่อให้นายท่านวังหน้าพอใจ
ท่านเจ้าเมืองโปรดดื่มหวาน เครื่องดื่มทุกชนิดของท่านหวานจนเชื่อมเหนียว ถ้าเผลอทำหกหยดเดียวมดจะมารุมเป็นร้อย มารดาเขาเป็นข้าหลวงใหญ่ รับหน้าที่ดูแลห้องเครื่องเป็นหลัก สมุดในมือแม่จะเต็มไปด้วยรายชื่อดอกไม้ที่มีน้ำหวานหอมสะอาด แม่รู้ดีว่าดอกสาบเสือกับดอกส้มถ้าผสมกันแล้วจะได้น้ำหวานรสชาติขมเฝื่อน ดอกรักป่าจะให้น้ำหวานกลิ่นฉุน จำต้องผสมกับน้ำหวานของดอกแพงพวยน้ำอีกที ถึงจะไม่แสบคอนัก
ยิ่งใกล้ฤดูหนาว นายท่านวังหน้าจะจำศีล ช่วงนั้นท่านจะไม่รับเนื้อสัตว์เน้นดื่มน้ำหวานจากพรรณพืชเท่านั้น จ้อยเคยถามแม่ว่าถ้าเขาทำแบบนั้นบ้างจะเป็นอย่างไร
แม่ตอบว่า ‘จะตาย’
จ้อยเลยไม่เคยคิดเลียนแบบพญายักษ์อีก
อสูรสายพันธุ์กินเนื้ออย่างพวกเรายังแบ่งออกไปอีกหลายประเภท ประเภทแรกคือพวกที่กินแต่เนื้อหนัง กินเพื่อขับถ่ายและเอาชีวิตรอดไปวันๆ ส่วนประเภทที่สองคือกลุ่มตบะแก่กล้า มีดวงจิตที่มั่นคงเข้มแข็งถึงขั้นทรงอิทธิฤทธิ์ อสูรประเภทที่สองจะเน้นดื่มทุกอย่างที่อยู่ในรูปของเหลว กินเนื้อได้บ้างแต่ไม่นึกอยาก
จ้อยเชื่อว่านายท่านวังหน้าเป็นประเภทที่สอง แต่ตัวเขา... ชัวร์เลยว่าเป็นประเภทที่หนึ่ง
“ทำอะไรน่ะไอ้จ้อย!” นางกำนัลทางด้านหน้าหันมาตวาด
“เปล่าจ้ะ” เด็กชายรีบเคลื่อนริมฝีปากออกห่างจากขอบแก้ว ชาน้ำผึ้งนี่หวานจริงๆ แอบจิบนิดเดียวยังรู้สึกหอมขึ้นจมูก มิน่านายท่านถึงโปรดนัก
“ถือดีๆ อย่าให้เอียง”
เจ้าจ้อยหลุบตาหลบ โชคดีที่พี่สาวเหล่านั้นไม่เห็นช่วงที่เขาแอบจิบชา
ขบวนห้องเครื่องกว่ายี่สิบชีวิตเดินหน้าเรียงแถวตรงไปยังประตูทางด้านหลังของวังหน้าที่มียามหน้ายักษ์ยืนเวรอยู่สี่นาย วันนี้หลายอย่างดูวุ่นวาย ผู้คนขวักไขว่แทบจะชนกัน แม้แต่คนจะมารับอาหารยังไม่มี นางกำนัลคนหนึ่งคว้าชายเสื้อทหารยามแล้วถาม
“ด้านในมีอะไรกันเหรอ?”
“วันนี้สหายครุฑของนายท่านมาเยือน บอกว่ามีเรื่องด่วนไม่ได้มาตัวสองตัวเสียด้วย บินมาแบบมืดฟ้ามัวดินเชียวล่ะ มองไปทางไหนก็มีแต่ครุฑ เราเลยต้องตระเตรียมห้องหับรับรอง จริงสิ อาหารมาแล้วใช่ไหม?”
“ทางห้องเครื่องเตรียมเครื่องดื่มมาก่อน อาหารน่าจะตามมาทีหลังจ้ะ” นางกำนัลร่างยักษ์ยิ้มตอบ
แดงโลกันต์เป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นกับสิมพลี พวกเราคบหาค้าขายกันมานาน อีกทั้งองค์ชายใหญ่เผ่าครุฑยังนับเป็นสุดยอดกัลยาณมิตรของท่านเจ้าเมือง เขามักคาบข่าวสำคัญมาให้นายท่านอยู่เนืองๆ
เห็นว่ากำลังยุ่งกัน นางกำนัลตรงหัวขบวนเลยอาสา “ในเมื่อพี่ๆ มือไม่ว่าง ให้พวกฉันนำเครื่องดื่มเข้าไปเสิร์ฟเองเลยไหมจ๊ะ?”
ทหารยามคุ้นหน้ากับสาวๆ จากห้องเครื่องเป็นอย่างดีเพราะดีลงานกันบ่อย พวกเขารีบพยักหน้ารับ “เอาสิ อย่าเอะอะเสียงดังแล้วกัน ได้ยินว่าครุฑมาหนนี้มีธุระสำคัญ นายท่านอาจต้องการสมาธิ”
เจ้าจ้อยรีบพยักหน้าตามพี่ๆ นางกำนัล ในใจนึกตื่นเต้นที่จะได้เข้าไปเสนอหน้าในเขตหวงห้าม พวกเขาช่วยกันประคองถาดเครื่องดื่มและของว่างตรงเข้าไปในวังหน้าที่มองคล้ายกองหินสูงเสียดฟ้า พอก้าวเข้ามาทุกคนก็ถูกสายหมอกจางๆ ปกคลุมสองเท้าของตัวเองตั้งแต่ตาตุ่มลงไปทำให้ฝ่าตีนเย็น มองอะไรบนพื้นไม่เห็น
ขบวนเครื่องดื่มลัดเลาะไปตามห้องหับต่างๆ สองข้างผนังประดับประดาไปด้วยประติมากรรมเศียรอสูรในรูปแบบปูนปั้นที่น่าเกรงขาม ส่วนมากเป็นเศียรของต้นตำนานยักษาที่พวกเขาเคารพบูชา
ด้านซ้ายมือตนแรกคือ ‘ท่านอินทรชิต’ ถูกปั้นในรูปแบบยักษ์เขียว ปากขบ ตาโพลง ปากแสยะอวดเขี้ยวดอกมะลิ สวมชฎายอดกาบไผ่เหมือนเครื่องทรงกษัตริย์แบบเก่า ซึ่งนายท่านของพวกเขาไม่นิยมแต่งตัวแบบนี้
ท่านว่ามันเชย
อะไรเชยๆ ลิเกๆ ปล่อยให้เทวดาเขาทำกัน!
รูปปั้นอีกตัวทางขวามือคือ ‘ท่านบรรลัยกัลป์’ เป็นต้นตระกูลยักษ์ที่จ้อยชอบที่สุดเพราะชื่อ! ใบหน้าท่านบรรลัยกัลป์ถูกปั้นเป็นหน้ายักษ์สีแสด ปากขบ ตาจระเข้ สวมมงกุฎน้ำเต้าเฟือง
จ้อยเดินมองเพลิน ซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหลายในใจเขาถูกรวบรวมไว้ที่นี่หมดแล้ว ได้แต่คิดในใจว่า ‘โตขึ้นหน้ากูจะต้องมาอยู่รวมกับเศียรยักษ์เหล่านี้ เพื่อชนรุ่นหลังจะได้เดินมาชมแล้วตะโกนว่า นั่นไง
ท่านจ้อย! ยักษ์ผิวสีแทน ปากรูปกระจับ ตาหงส์ สวมมงกุฎมิสเตอร์แฮนด์ซัม’
“ไอ้จ้อย เข้ามา!”
เสียงตวาดเรียกทำให้เด็กชายวิ่งตามจนหน้าท้องกระเพื่อมทั้งขบวนยอบร่างลงเดินเข่าเรียงหนึ่งตรงช่องหินทางเข้า จ้อยตามพวกพี่สาวเข้าไปยังโถงด้านในที่ทั้งกว้างและโอ่อ่ามองคล้ายถ้ำมากกว่าจะเป็นห้องห้องหนึ่งในวัง
อากาศที่นี่เย็นกว่าด้านนอกประมาณสององศา สายหมอกสีขาวเอื่อยยังลอยคลุ้งอยู่เต็มพื้น เด็กชายมองผีเสื้อมากมายที่กำลังบินเล่นล้อแสงแดดยามบ่ายที่สาดลงมาแตะผิวแอ่งน้ำสีครามข้างแท่นนอน
ที่นี่คือหอวชิรอาสน์ หอนอนของท่านเจ้าเมือง
มีการสะกิดกันและกันภายในขบวน ของว่างและเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ถูกส่งแบบมือต่อมือจากท้ายไปถึงหน้าขบวน โดยมีนางกำนัลสาวใหญ่คนหนึ่งจัดวางทุกชิ้นอย่างเป็นระเบียบข้างๆ เอกสารที่ท่านเจ้าเมืองกำลังกวาดสายตาอ่านอย่างเคร่งเครียด
ครุฑตัวใหญ่ที่นั่งอยู่ด้านหน้าคีรันเอ่ยขึ้น “ก็อย่างที่กูเล่าให้มึงฟัง กองทัพพระอินทร์กระจายกำลังตรวจค้นไปทั่วทั้งสามโลกสองอาทิตย์ก่อนสิมพลีถูกรื้อค้นจนเละ ไกรลาส พระสุเมรุ หิมพานต์ สัตบริภัณฑ์ ก็ถูกร้องขอให้เปิดรับการเข้าตรวจค้น อีกไม่นานคงมาถึงเขตทะเลสีทันดร”
คำพูดลอยๆ นี่คงไม่น่าหวั่นใจอะไรถ้ามันมาจากปากนกตัวหนึ่ง แต่เผอิญนกตัวนี้คือ ‘ท่านกัสยะสุบรรณ’ พญาครุฑที่เป็นสหายรักของคีรันมากว่าสองพันปี องค์ชายใหญ่แห่งเผ่าครุฑมีรูปโฉมละเอียดบรรจง เรือนผมสีเงินยวง แตกต่างกับความดิบเถื่อนของเผ่าพันธุ์ยักษ์ ร่างเดิมของกัสยะเป็นครุฑสีทองที่มีขนาดลำตัวใหญ่เท่ากับเครื่องบินของมนุษย์ ฤทธิ์เดชก็มากตาม
เจ้าจ้อยมองเรือนผมสีอ่อนที่ยาวปรกต้นคอ ท่านกัสยะมีโครงหน้าแข็งแกร่ง โหนกแก้มสูงตามเชื้อสายผู้ดีเก่า จมูกของท่านตั้งตรง ส่วนปลายงุ้มเล็กน้อย แต่โดยรวมก็นับว่าเป็นบุรุษที่มีเครื่องหน้าคมเฉียบทุกองคาพยพ พอหันไปมองพี่ๆ นางกำนัลบ้าง แหม... นั่งกันตาปรอยเชียว!
** ครุฑราชชาติเชื้อมหากษัตริย์
ทั้งเจนจัดหลักแหลมสมศักดิ์ศรี
บินไม่พักกวักละโยชน์ด้วยฤทธี
เพื่อเร่งรี่แจ้งความภูวนัย
ข่าวว่าทัพหน้าของดาวดึงส์
ยาตรามาถึงแผ่นดินใหญ่
จัดแยกแทรกกองกำลังไป
ควานหาสิ่งใดไม่แจ้งจาร
นำพลด้วยองค์เทวบุตร
อรชุนเยี่ยมยุทธ์มหาศาล
เคลื่อนทัพอับอึงอนธการ
อีกไม่นานแผ้วผ่านสีทันดร
“พวกมันตามหาอะไร?” เสียงโทนเบสทุ้มต่ำเหมือนเหล็กครูดหินถามขึ้น
ความหวานในบรรยากาศแตกโพละ ถูกแทนที่ด้วยอะไรบางอย่างที่หยาบกระด้างและหวดแรง
พี่ๆ นางกำนัลยิ้มเฝื่อน หน้าเซ็ง ใจนึกอยากได้ยินแต่เสียงของท่านกัสยะ
“ของสำคัญชิ้นหนึ่งของสวรรค์หายไป มันไม่ยอมเผยออกมาว่าคืออะไร”
ทั้งยักษ์ทั้งครุฑสบตากันอย่างเคร่งเครียด
“ใครนำทัพ?” คีรันวางเอกสารในมือลง
“อรชุน”
ชื่อบุตรของพระอินทร์ทำให้บรรยากาศเพิ่มความกดดันทวีคูณ คีรันไม่เคยพบหน้าหมอนั่น แต่พอจะรู้อยู่ว่าป๊อปปูล่าร์ในหมู่สาวๆ “แม่ทัพหน้าของดาวดึงส์มาเองซะด้วย”
‘อรชุน’ เป็นบุตรที่พระอินทร์ทรงโปรดปราน แต่ก็นั่นแหละ มันมีดีแค่หน้าตากับยิงธนูแม่น ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ใช่ทักษะที่ใช้ทำมาหากินในชีวิตประจำวัน
เพราะหนึ่ง... มันไม่ได้เป็นนายพราน
และสอง... มันไม่ได้ขายตัว
คีรันยังกังขาว่าอาวุธอย่าง ‘ศรอินทร์โชติ’ ของอรชุนจะเหนือชั้นกว่า ‘ศรโกเมน’ ของยอดชีวันไปได้อย่างไร น้องของเขาถึงจะเกเรไปสักหน่อยแต่ก็ยืนหนึ่งเรื่องยิงธนู
“แต่กูว่ามึงไม่ควรใส่ใจ ธรรมดาชาวฟ้าไม่ลงมาข้องแวะกับพวกเราอยู่แล้ว”
“ของที่หายคงสำคัญมาก” คีรันไม่ยอมหลุดประเด็น
กัสยะหลุบตาแล้วคิดตาม คาดเดาจากความโกลาหลของเดือนที่ผ่านมา บอกได้คำเดียวว่าของนั่นโคตรสำคัญ แม้แต่ท้าวเวนไตยบิดาเขายังได้รับสาส์นขอความร่วมมือให้ช่วยแหวกเขาพระสุเมรุ เปิดทางให้ชาวฟ้ากรีธาทัพเข้าไปตรวจสอบ
นรกภูมิ มนุษยภูมิ ทัพฟ้าของอรชุนก็เสนอหน้าไปมาหมดแล้ว!
“ถ้ามีความคืบหน้ามากกว่านี้ จะรีบมาเล่าให้ฟังแล้วกัน”กัสยะไม่อยากคุยเรื่องชวนปวดหัว “จริงสิ วันนี้ไอ้ยอดไม่อยู่บ้านเหรอ?”
“หายหัวไปพักใหญ่แล้ว สงสัยลงไปเตร็ดเตร่ที่มนุษยภูมิ แต่ก็ดี... มันเป็นคนใจร้อน หากเจอทัพฟ้าของอรชุนเข้าอาจมีเรื่อง” คีรันยังสนใจในหัวข้อนี้ “ว่าแต่พ่อมึงไม่อาละวาดเหรอ ตอนถูกรื้อค้นข้าวของในบ้าน?”
กัสยะไม่ตอบ เคลื่อนถ้วยชาน้ำผึ้งไปวางเบื้องหน้าคีรัน มองอีกฝ่ายคว้าหูถ้วยยกขึ้นดื่ม
“หากพวกมันมาถึงสีทันดร มึงช่วย...” พญายักษ์พูดได้แค่นั้นปากก็อ้าค้าง หัวคิ้วขมวด
สามวิต่อมาก็หลุบตามองขอบแก้ว
ก้มหน้าลงสูดดม
มองอีก
เหล่านางกำนัลเห็นท่านเจ้าเมืองเป็นอย่างนั้นก็ลอบสบตากันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ละคนนั่งไม่ติดที่
หรือว่ามีแมลงตกลงไป?
นางยักษ์ที่อยู่หน้าขบวนหันไปส่งสายตาเขียวปั๊ดให้เจ้าจ้อยที่นั่งหน้าเหลอหลาอยู่ท้ายสุด
“มีอะไร?” กัสยะถาม แปลกใจกับกิริยาที่แปลกไปอย่างกะทันหันของพญายักษ์ “ชาร้อนไปเหรอ?”
คีรันกะพริบตาปรับสติ ถามออกมาเสียงเบา “ได้กลิ่นไหม?”
“กลิ่นอะไร?” กัสยะชะงักกับอาการของเพื่อน
กลิ่นอะไร?
นั่นสิ... เป็นกลิ่นอะไรก็บอกไม่ถูก มันคล้ายจะรวมสรรพสิ่งที่หอมสว่างทั่วทั้งไตรดาลไว้ด้วยกัน
** กลิ่นดอกปีบเหมือนใครบีบหัวใจหลุด
กลิ่นสายหยุดเหมือนพี่ยุดเจ้าเมื่อสาย
กลิ่นจำปีเหมือนเพิ่งพรากเจ้าปีกลาย
กลิ่นกล้วยไม้เหมือนไม้ไหม้ไส้ตรอมตรม
กลิ่นตะแบกเหมือนพี่แบกไปด้วยทุกข์
กลิ่นโมกสุขเหมือนไม่สุขสมประสงค์
กลิ่นนางล้าเหมือนพี่ล้าปลงไม่ลง
กลิ่นกาหลงเหมือนพี่หลงยามน้องเยือน