ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

หวง

ผู้แต่ง Mirininthemoon
ประเภท วรรณกรรมไทย
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม

โอ้ว่านวลละอองเจ้าของกลิ่น หวานระรินลอยเลื่อนเหมือนเยือนฝัน เนื้อน้องหอมฟุ้งดังปรุงจันทร์ ฤาๅจะเป็นนางสวรรค์ชั้นใด รูปโฉมของแม่แก่หรือสาว ผิวขาวเข้มคมสักปานไหน อยากรู้บ้านอยู่ใกล้หรือไกล ตัวพี่จะไป... ติดตาม

บทนำ

คีรันมีชีวิตอมตะ ไม่รู้จักความตาย 
เขาใช้ชีวิตยาวนานแสนจะน่าเบื่อไปกับการตามหากลิ่น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นอะไร
 .
ชีวิตของเขาผูกติดอยู่กับ ‘การล่ากลิ่น‘ วนเวียนหมกมุ่นอย่างไร้เหตุผล 
เขาไล่ล่าทุกกลิ่นที่มีในโลก ชอบพาตัวเองเดินทางไปในที่ต่างๆ ยืนดักสายลมอยู่ในจุดใดจุดหนึ่ง 
หลับตา—เม้มปาก—จากนั้นก็เฝ้ารออย่างเงียบเชียบเหมือนเสือร้ายที่หมอบนิ่ง
 .
หากมีกลิ่นใดกระจายผ่าน เขาก็จะกระโจนเข้าตะครุบมันราวกับเห็บหมัด 
สูดดึงเข้าไปกักไว้ในปอด...แล้วชำแหละ
แต่เขาก็ไม่เคยเจอกลิ่นที่ตามหา ไม่เคย... จนกระทั่งเป็ดตัวหนึ่งโฉบเข้ามาในชีวิต!.

สารบัญ

Mirin Say Hi

สวัสดีค่ะ ‘หวง’ ฉบับนี้เป็นงานรีไรต์เพิ่มรายละเอียดจาก ‘หวง’ ฉบับเก่าที่เคยเขียนลงให้อ่านเมื่อปี 2557 นะคะ

ใครเคยอ่านฉบับเก่าจะพบว่าทั้งสองงานยังคงความเป็นภาษาไทย ‘ยุคใหม่’ เหมือนๆ กัน

เนื่องจากตัวเราเองมีแนวคิดที่ว่า ถ้าสวรรค์ถือกำเนิดก่อนโลกมนุษย์ สวรรค์ไม่ควรใช้ภาษาที่ ล้าหลังมากนัก เราจึงมีการปรับภาษาในเนื้องาน

โดยจะแบ่งเป็น ภาษาเก่า: ใช้พูดเมื่อต้องการความเป็นทางการ หรือใช้พูดกับคนที่มียศสูง

ภาษาใหม่: เป็นภาษาพูดและบทบรรยายทั่วไป

ด้วยเหตุผลด้านบน ‘หวง’ เลยเป็นงานสไตล์ ‘แฟนตาซี—หิมพานต์’ รูปแบบใหม่ในลักษณะโลก คู่ขนานที่พัฒนาไปพร้อมกับโลกมนุษย์

นักอ่านจะเห็นการใช้คำที่คุ้นเคยมาร่วมในการบรรยาย เช่น ฟาร์ม= การสะสมของกิน, ตัดริบบิ้นเปิดคอนเสิร์ต= เริ่มออกล่า, เสิร์ฟ= ยกอาหาร เป็นต้น

แต่ถึงยังไง เราก็จะไม่ละทิ้งกลิ่นอายความเป็นหิมพานต์นะคะ เนื้อเรื่องใน ‘หวง’ เล่มนี้กล่าวถึงตำนานเกษียรสมุทรที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน

มันเริ่มจากตัวเราที่ไปอ่านตำนานนี้แล้วติดอยู่ในใจมาหลายปี รู้สึกว่ามันไม่แฟร์ ฮ่าๆๆ

คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้... มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระอินทร์ต้องการน้ำอมฤตเพื่อเพิ่มพูนพลังที่ลดน้อยลงของฝั่งเทพ พระนารายณ์แนะว่ามีวิธีเดียวคือกวนทะเลน้ำนมจนเป็นคลื่นสูง อาศัยฟองคลื่นก่อให้เกิดของ วิเศษโน่นนี่นั่น (เล่าคร่าวๆ นะคะ ใครอยากได้รายละเอียดเราจะลงไว้ที่ภาคผนวก ตรงท้ายเล่ม 4) แต่จะกวนยังไงในเมื่อฝ่ายเทพนั้นแรงน้อย คิดไปคิดมาเลยไปชวนกลุ่มผู้ใช้แรงงานมาช่วย  

นั่นก็คือกลุ่มยักษ์ถึก>>> อสูร 

พระอินทร์ตัวตั้งตัวตีจัดการไปติดต่ออสูรด้วยการบอกว่าถ้าช่วยแล้วผมจะยอมแบ่งน้ำอมฤต ที่กินแล้วเป็นอมตะให้คุณนะ อสูรก็เลยมา ใช้เวลากวนกันเป็นพันปีเลยทีเดียว (บางตำราก็บอก ว่าเป็นร้อย) จากการร่วมแรงร่วมใจทำให้เกิดของวิเศษลอยออกมา 14 อย่าง น้ำอมฤตโผล่มา เป็นอย่างสุดท้าย โผล่แบบเท่ๆ เลยคือมีเทพธันวันตริแบกทูนศีรษะก้าวขึ้นจากน้ำมา แต่พอได้น้ำอมฤตสมใจอยาก พวกเทพก็รวมหัวกันมอมเหล้าอสูรแล้วถีบตกสวรรค์เพื่อให้ฝั่งตัวเองได้ครอบครองของวิเศษแต่ ฝ่ายเดียว  

อ่านมาถึงตรงนี้รู้สึกตงิดๆ หรือเปล่า? ถ้าใช่... คุณรู้สึกเหมือนเรา จึงเป็นที่มาของหนังสือเรื่อง ‘หวง’ เล่มนี้ที่พระเอกเป็นอสูรไง!

จบที่มาที่ไปของหนังสือแล้วขอเพิ่มเติมอีกนิดว่า เล่มนี้จะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานสัตว์เทพ ในวรรณคดีไทย นรก สวรรค์ ซึ่งโดยมากอ้างอิงจากไตรภูมิพระร่วงฉบับเจ้าพระยาลิไทยของ ทางคุรุสภา เสริมด้วยกลอนแปด โคลงสี่สุภาพ และกาพย์ยาณี 11 ที่เราแต่งขึ้นมาเองทั้งหมด ส่วนมากเป็นกลอนง่ายๆ ที่ไม่ต้องอาศัยทักษะในการแปลมาก มีเพื่อเสริมอรรถรสในการอ่าน เท่านั้น ใครไม่เก่งกลอนสามารถข้ามไปอ่านส่วนของเนื้อหาได้เลยค่ะ

 

Mirininthemoon

 

1. ออกล่า

เสียงหัวเราะใสเหมือนแก้วมาพร้อมกับเสียงวักน้ำ ฟังแล้วชวนเคลิ้ม  

          กลุ่มคนแอบมองลอบสบตากันอย่างมีนัย พวกเขาซุ่มตัวมาได้สักพักแล้ว สายตาหลายคู่จับจ้องไปยังกลางสระอโนดาตที่มีผิวน้ำใสสะอาดเปล่งประกายสีฟ้าเรื่อเรือง

          อโนดาตนั้นตั้งอยู่ในส่วนลึกของป่าหิมพานต์ ห้อมล้อมด้วยภูเขาห้าลูกที่โน้มเข้าหากัน น้ำในสระไม่เคยต้องแสงอาทิตย์หรือแสงจันทร์ จึงคงความเย็นและใสเหมือนกระจก

          อโนดาตนับเป็นแหล่งน้ำสำหรับสรรพชีวิต

เหนือยอดไม้ใกล้สระอโนดาต อสูรตนหนึ่งกำลังเอนหลังเอกเขนก ขาข้างหนึ่งห้อยลงมาจากกิ่งไม้ กวัดไกวเบาๆ สองตาจ้องมองกองทัพยักษ์ใต้บังคับบัญชาที่แอบซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า พวกนั้นค่อยๆ เคลื่อนกายเข้าใกล้กลุ่มกินรี*ที่กำลังพากันโผลงมาแตะปลายเท้ากับผิวน้ำตนแล้วตนเล่า

          เขาเอื้อมมือข้างหนึ่งเด็ดผลไม้สุกปลั่งบนลำต้นมากัดกิน กระดิกเท้าเฝ้ามองอย่างนึกสนุก

          ฝูงกินรี ยิ่งมายิ่งมาก

          นกพวกนี้เป็นบริวารของพระอิศวร อาศัยอยู่ในภูเขาซึ่งเป็นหนึ่งในเขาห้าลูกที่ล้อมรอบสระอโนดาต พอมาถึงสาวๆ ก็พากันถอดปีกปลดหางอย่างร่าเริง แต่ละตนงามจนบรรยายไม่ถูก รัศมีจางๆ ที่เคลือบทับผิวขาวของพวกหล่อนช่วยให้ดูเปล่งปลั่ง รุ่มรวย เกินกว่าจะเป็นสัตว์เทพ

          ปอกเปลือกตัวเองเรียบร้อย เหล่ากินรีผู้น่ารักก็เฮโลกันลงน้ำ ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดอย่างมีความสุข เรือนผมเส้นเล็กละเอียดยาวถึงเอวมีหลากสี คาดว่ากินรีฝูงนี้มีพื้นเพมาจากนกสายพันธุ์พิราบแก้ว

          ‘คีรัน’ จ้องมองทรวดทรงกินรี พวกมันดูเล็กและบางในแบบที่หาได้ยากในเผ่าพันธุ์ยักษ์ ความงดงามตรงหน้าสะดุดตาก็จริง แต่เขาไม่สนใจ เขาไม่ใช่ยักษ์ที่ชอบสะสมของสวยงามประเภทบอบบางแตกหักง่าย รู้ดีว่าตัวเองเป็นคนขี้รำคาญ ไม่ชอบเข้าใกล้อะไรที่ต้องการการทะนุถนอมอย่างสูง

          กินรีสำหรับเขาเป็นแค่ของกิน

          รอจนกินรีน้อยตัวสุดท้ายสลัดปีกหางทิ้งแล้ววิ่งลงน้ำตามคนอื่นๆ จอมอสูรก็หันไปส่งสัญญาณให้ ‘คงคา’

          ขุนพลคนสนิทพยักหน้าตอบ สาดสายตามุ่งมั่นไปยังกองปีกหางที่วางอยู่ข้างสระน้ำ นึกไปถึงเรื่องเล่าของเหล่าอสูรใน ‘เกาะแดงโลกันต์’* ว่ากันว่าถ้าอสูรตนใดได้ดื่มเลือดของกินรี กระดูกที่อ่อนจะแข็ง เนื้อหนังจะเปล่งปลั่งเรืองรอง ทันทีที่อิ่มหนำพละกำลังก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก

          ‘ขุนคง’ หรือ ‘คงคา’ อายุเจ็ดพันปี เป็นขุนพลอสูรวัยฉกรรจ์แต่ทุกครั้งที่กลายร่างเป็นยักษ์ ผิวของเขามักไม่เปล่งปลั่งเรืองรองเหมือนอสูรตนอื่นๆ

          เรื่องนี้ทำให้เขากังวล

          สหายยักษ์รุ่นราวคราวเดียวกัน พออายุย่างใกล้หลักหมื่นอิทธิฤทธิ์จะมากขึ้นทันตา เห็นได้ชัดจากเขี้ยวขาวกลายเป็นเขี้ยวแก้วและลวดลายตามสีผิวที่เข้มขึ้น คงคาสงสัยว่าที่ตนเป็นหนุ่มช้าอาจเป็นเพราะบำรุงร่างกายไม่มากพอ ได้ติดตามท่านเจ้าเมืองมาล่าสัตว์หนนี้ คงคาเลยหวังว่าตนจะได้ครึ่งคนครึ่งนกตัวอวบๆ กลับบ้านไปเลี้ยง
สักตัว

          คงคาผิวปากเบาๆ กองทัพยักษ์ก็เคลื่อนกำลังพลโอบล้อมสระที่ใสราวกับมรกต ในมือของทุกตนกำบ่วงนาคบาศที่ร้อยมาจากแผ่นหนังทั้งตัวของพญานาคตระกูลวิรูปักษ์

          วิรูปักษ์เป็นต้นกำเนิดของเหล่านาคเกล็ดทองคำ ใครๆ ก็รู้ว่าในบรรดานาคสี่ตระกูลใหญ่ วิรูปักษ์ถือว่าหนังเหนียวสุด เหมาะสำหรับลอกเกล็ดทองคำออกมาทำบ่วงนาคบาศที่เหนียวจนแม้แต่พระอินทร์ก็อาจจะดิ้นไม่หลุด

          ณ ตอนนี้ยักษ์พร้อม บ่วงพร้อม

          คงคาหันไปมองนายท่านพร้อมกับชูบ่วงคล้องในมือขึ้นแทนการส่งสัญญาณ

          คีรันบิดขี้เกียจแล้วเหนี่ยวร่างลุกขึ้นยืนบนกิ่งไม้ จากตำแหน่งที่เขาอยู่ สามารถนับกินรีได้คร่าวๆ ประมาณสามสิบตัว ทุกตัวได้รับการปกป้องจากนักรบกินนร*ฝูงใหญ่ที่มาด้วยกัน เรียกได้ว่าตัวผู้ของพวกมันหวงแหนตัวเมียอย่างออกนอกหน้า มีการจัดเวรผลัดเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด จุดที่พวกมันให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือกองปีกหางที่นางนกทั้งหลายถอดไว้

          ตามแผนเดิม...

          เขาจะเปิดศึกกับเหล่ากินนรเพื่อหาโอกาสให้กองกำลังซึ่งนำโดยคงคา วิ่งเข้าไปคล้องนกน้อยทั้งฝูง

          อาหารชั้นเลิศของสิ่งมีชีวิตในเกาะแดงโลกันต์ก็คือเลือดกินรี นางนกสาวเหล่านั้นผิวนุ่ม มีแหล่งโลหิตที่เหนียวสะอาดเหมือน
น้ำหวานจากดอกไม้ ดื่มกินหนหนึ่งอิ่มท้องไปเป็นอาทิตย์ เสียอย่างเดียวพวกมันมีน้อย จับกินยาก นักล่าบางตนโชคร้ายจับผิด ดันไปคล้องเอาตัวผู้ที่มีเลือดเป็นกรดกลับมาย่างกิน ช็อกตายก็มีให้เห็นอยู่บ่อยไป

          พวกเขาเลยระมัดระวังเรื่องการเอาของเข้าปาก

          ที่วังอสูร ใกล้กับคอกม้ามีกรงนกอยู่เป็นร้อย ด้านในขังกินรีสาวเอาไว้หลายตัว ห้องเครื่อง**ในวังค่อนข้างหวงวัตถุดิบเพราะนกเหล่านี้หายาก จะเก็บไว้กินในเทศกาลใหญ่ๆ เท่านั้น

          แต่เนื่องด้วยอาหารที่ FARM ไว้กำลังจะหมด คีรันจึงนำกองกำลังออกล่าสัตว์ ถ้าวันนี้กลับบ้านไปพร้อมกับนกอ้วนๆ ยกฝูง กองทัพคงมีกำลังวังชาไปอีกหลายเดือน

          จอมอสูรกระโดดจากยอดไม้สูงเสียดฟ้าลงสู่พื้นดินด้วยปลายเท้าอันเบานิ่ง มือขวากระชับขวานเพชรสีเงินคมวาวความยาวหนึ่งศอก มือซ้ายแบออกแล้วยกขึ้นเสมออก

          ฟึ่บ! สะบัดมือแรงๆ หนึ่งหน

          ปรากฏกงจักรทรงกลมชิ้นหนึ่งลอยนิ่งกลางฝ่ามือ เขี้ยวทั้งแปดแฉกของมันคมกริบ ฟันอากาศเสียงดังขวับๆ น่าหวาดเสียว

          เตรียมทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว คีรันก็เริ่มบริกรรมคาถาเปลี่ยนรูป

 

             ** ขุนมารเกรียงไกรฤทธิเดช                           

หลังแจ้งเจตจำนงแม่นมั่น

นิมิตกายสูงใหญ่เทียมดวงจันทร์          

เศียรนั้นประนมก้มรับ

ปากร่ายพระเวทอันศักดิ์สิทธิ์              

เสกสังขารดำสนิทขจรจับ

ศาสตราเปล่งประกายวิบวับ               

ครบครันคณานับทั้งสี่กร

 

          พอเห็นท่านเจ้าเมืองลงมาประจำการ เหล่าขุนพลอสูรก็รีบเร้นกายไปยืนอีกฟากของสระน้ำอย่างรอคอย

          มือขวาของคีรันพาดด้ามขวานไว้ตรงหลังคอ กงจักรในมือซ้ายเปล่งแสงวูบวาบตอบรับการเคลื่อนไหว

          สองเท้าขยับเข้าใกล้สระน้ำ กล้ามเนื้อแขนเกร็งอย่างเตรียมพร้อม

          เป้าหมายของเขาคือกินนรร่างบึ้กที่ยืนเฝ้าปีกหางให้ตัวเมียของมัน เขาจะตัดริบบิ้นงานคอนเสิร์ตด้วยการเด็ดหัวไอ้ตัวทางซ้ายก่อน จากนั้นก็ไล่ต้อนที่เหลือจนบินหนี เปิดโอกาสให้คงคาจับตัวเมียทั้งหมดในสระนั่น

          วางเป้าหมายเรียบร้อยก็เริ่มบุกตะลุย

2. กลิ่นอะไร

นั่นอะไร?”

          กินนรหนุ่มร่างบึ้กสองตัวที่นั่งเล่นไพ่อยู่ริมสระน้ำเงยหน้ามองตามเสียงร้องของเจ้าตัวที่สาม

          พวกเขามองจุดกำเนิดแห่งแสงตรงตำแหน่งหนึ่ง

          มันแวววับจับตา พุ่งตรงเข้ามาหาอย่างรวดเร็วเหมือนแส้ฟาด

          ไม่ทันกะพริบตาหรือเอี้ยวตัวหลบ ลำแสงสว่างเจิดจ้าก็แผ่รังสีออกมารอบด้าน จุดกึ่งกลางแสงมีประกายคมวาวคล้ายดอกบัวโลหะ

          “นิลหา!” กินนรตัวแรกแผดเสียงออกมาได้คำเดียว ศีรษะก็ถูกบั่นขาด

          ฉัวะ!

          ก้อนกะโหลกที่ปากอ้ากว้างสองตายังคงเบิกค้าง จ้องมองร่างไร้หัวของตัวเองค่อยๆ ฟุบตามลงมา เลือดสีแดงเจิ่งนองพื้น ไหลไปรวมกับผิวน้ำสีเขียวของสระอโนดาต

          พอได้ยินคำว่า ‘นิลหา’ แม้แต่กินนรที่ใจกล้าที่สุดยังทิ้งทุกอย่างในมือ ตะโกนออกมาด้วยความตกใจ

          “นิลหา... นิลหา!”

          ไม่มีสัตว์ป่าตัวไหนโง่จนไม่รู้จักนักล่าที่อยู่เหนือสุดของห่วงโซ่อาหาร นิลหาไม่ได้เป็นแค่อสุรจักรธรรมดา แต่เป็นศัสตราวุธประจำมือซ้ายของคีรัน จอมอสูรแห่งดินแดนแดงโลกันต์ เมื่อใดที่นิลหาปรากฏ นั่นหมายความว่าวันนี้มีปาร์ตี้ปิ้งย่าง แล้วยักษ์จะกินอะไรล่ะถ้าไม่ใช่นก!

          ฝูงกินนรกว่าครึ่งร้อยเกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น ตั้งค่ายกลแปดทิศเพื่อรับมือกับการบุกรุกของยักษ์ พวกมันสะบัดปีกกางพรึบอย่างพร้อมเพรียงเหมือนเสียงสะบัดใบพัด

          ปีกสีเทาของเหล่ากินนรมีโครงตั้งแหลมไล่ขนนกลงมาจนถึงส่วนปลาย มองเผินๆ คล้ายปีกค้างคาว เพียงแต่ขนทุกเส้นเรียวยาวและบางเฉียบราวกับใบมีดโกน แต่ละเส้นคมชนิดที่ปอยผมปลิวผ่านยังขาดสะบั้น

          เจ้าตัวหัวหน้าสูดอากาศกักไว้ในปอดแล้วพองร่างออก กดดันศัตรูด้วยเสียงแหลมดังแสบแก้วหู

          “กีซซซซซ”

          มันอวดศักดาด้วยการกระโจนคว้ากงจักรด้วยมือเดียว อาวุธของพญายักษ์จับไม่ง่าย แต่กินนรตัวนั้นฤทธิ์เดชไม่น้อย คว้านิลหาได้ก็พยายามกดเงี่ยงคมๆ ถูครูดลงกับพื้นเพื่อให้มันหยุดหมุน

          จังหวะนั้นเอง พงหญ้ารอบสระก็สั่นไหวเหมือนมีลมสายหนึ่งพัดผ่าน

          “กรี๊ดดด” เหล่ากินรีน้อยใหญ่ในสระที่เฝ้ามองเหตุการณ์จากด้านนอกพากันกรีดร้อง แตกตื่น

          เสียงของตัวเมียเร่งให้เหล่านักรบครึ่งนกเงยหน้ามองตาม
ทุกตัวอุทานอย่างตื่นตระหนก ดวงตาเบิกกว้างแทบถลนออกมานอกเบ้า พวกเขาเห็นยักษ์สีหมอกตนหนึ่งค่อยๆ ขยายรูปร่างมนุษย์ที่ครองอยู่จนสูงใหญ่เทียมฟ้า เงาร่างของพญายักษ์แผ่คลุมจนอโนดาตทั้งสระกลายเป็นกลางคืน

          แค่ได้เห็นภาพนี้ นกทุกตัวก็ออกอาการเหมือนวิญญาณหลุด เส้นขนบนร่างตั้งชัน แขนขาอ่อนแรง

          และแล้วกำปั้นมหึมาที่ใหญ่เท่าเนินเขาลูกย่อม ก็กระแทกลงมากลางวง!

          ปัง!

          ผืนดินข้างสระอโนดาตยุบตัว ไม่ต้องพูดถึงนักรบกินนรที่นอนนิ่งอยู่ข้างใต้

 

             ** เมื่อนั้น                             คีรันสำแดงกำลังหาญ

กระทืบบาทฟาดหมัดลงกลางลาน          แดดับบริวารกินนร

มีแปดตัวเก็บหางบินหนี                    อสุราเห็นทีต้องสั่งสอน

ไล่ประจญด้วยกงจักรฤทธิรอน             ฉีกทึ้งกินนรทั้งแปดตัว

 

          ภาพกำปั้นทุบดินบีบหัวใจจนสาวๆ ในสระพากันแข้งขาอ่อน แม้แต่เส้นผมบนหัวยังร้องไห้

          เหล่ากินรีแข่งกันเปล่งเสียงแสบแก้วหู กินนรกว่าสามสิบตัวแหลกเหลวกลายเป็นซากอยู่ใต้กำปั้นยักษ์ ที่ฉลาดหน่อยเลือกสละตัวเมียและบินหนี ทิ้งปีกและหางของพวกหล่อนไว้ตรงริมสระ แต่ที่ใจกล้าก็เดินหน้าสู้ไม่ถอยจนเกิดสงครามย่อมๆ

 

           ** ยังมีกลุ่มหนึ่งไม่กลัวตาย         โผล่ชิงพระพายนิลหา

กลอกกลับสัประยุทธ์ตาต่อตา              ถูกขวานเพชรยักษาผ่ากบาล

อีกกลุ่มทะยานตามจิกตี                     ราวีด้วยแรงดังช้างสาร

สองเท้ายืนเขย่งเผ่นทะยาน                จอมมารฉีกกินก็สิ้นฤทธิ์

 

          กินรีน้อยไร้ปีกพากันลังเล พวกหล่อนตัดสินใจสละปีกหางว่ายหนีไปอีกฟากของสระน้ำ ทุกตัวพยายามว่ายเกาะกลุ่มเพื่อช่วยระวังภัยให้กันและกัน จริงอยู่พญายักษ์ไม่เคยสังหารกินรีซึ่งหน้า แต่พวกที่ถูกจับไปก็ไม่มีตัวไหนได้หวนกลับคืนสู่รัง

          เหมือนไปแล้วไปเลย จะให้คิดบวกอย่างนั้นเหรอยะ?

          กินรีตัวแรกที่ว่ายแตกแถวไปถึงขอบสระ สะดุดใจกับเสียงแหวกอากาศดังฟึ่บฟั่บ

          กำลังเหลือบมองซ้ายขวาหน้าตาเลิ่กลั่ก บ่วงเชือกสีทองบ่วงหนึ่งก็ถูกโยนลงบนผิวน้ำ เส้นรอบวงขนาดใหญ่ของมันครอบร่างเธอไว้ทุกทิศทาง

          “นี่มัน...” เธอไม่ทันได้ถาม บ่วงเชือกก็กระตุก

          นาคบาศคล้องรัดร่างกินรีน้อยอย่างแนบแน่น ไม่มีทางกระดิกกระเดี้ย

          เสียงหวีดร้องดังระงม กินรีที่เหลือเห็นแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ได้แต่ว่ายถอย ไม่กล้าเข้าใกล้เพราะกลัวบ่วงนาคบาศจับใจ

          ปีกหางก็เอาคืนไม่ได้ จะขึ้นบกก็กลัวนาคบาศ

          สุดท้ายก็ทำได้แค่ลอยคอวนไปวนมาอยู่ในสระเพื่อรอความช่วยเหลือจากฝูง ที่แน่นอนว่าไม่มี!

          ผู้ล่าซึ่งซุ่มมองอยู่ไม่ไกลยกมือส่งสัญญาณให้กลุ่มนักรบของตนเข้าควบคุมพื้นที่ คงคารับคำสั่งจากสัญญาณมือของท่านเจ้าเมือง รีบรุดนำกำลังพลกรูออกไปเก็บปีกหางของเหล่ากินรีเพื่อยึดครอง

          พอเห็นกองทัพยักษ์นกน้อยทั้งหลายก็ร้องไห้กันระงม รอบสระมีแต่เสียงคร่ำครวญอย่างโศกเศร้า

          คีรัน ‘ลดรูป’ ลงดังเดิม ในระหว่างที่กำลังยืนมองนักรบของตนต้อน ‘อาหาร’ กลับบ้าน คิดจะหมุนตัวกลับอยู่แล้วเชียว จังหวะนั้นสายลมก็หอบเอากลิ่นหอมของบางอย่างลอยมาแตะจมูก

          กลิ่นนั้นเจือจางจนแทบไม่อาจสูดดมด้วยนาสิกประสาท อณูละเอียดของกลิ่นมีความประหลาดในแบบที่เขาไม่เคยสัมผัส

          กลิ่นอะไร?

จอมอสูรหลับตาลง ปิดประสาทสัมผัสทั้งห้าให้คงเหลือไว้แค่จมูกแล้วเงยหน้ารับสายลม

          ได้กลิ่นแล้ว...

          เป็นกลิ่นที่หอมละมุนละไมจนไม่รู้จะสรรหาคำใดมาเปรียบ เขาพยายามสูดให้ลึกกว่าเดิมแล้วใช้ความสามารถในการแยกแยะกลิ่นของตัวเองไล่ตามไป แต่มันก็ถูกกลบด้วยกลิ่นของผืนดินและสารพัดพรรณพืช คีรันขบกรามแน่น ลนลานส่งดวงจิตเสาะแสวงหาอย่างไม่ลดละ

          ในที่สุดมันก็กลับมา

          ซ่านกระเซ็นมาเพียงเล็กน้อยแล้วสูญสลายไปอีกครา เขาถึงกับเดือดดาลใจ บอกตัวเองให้อดทนรอจังหวะดีๆ อีกสักหนแล้วจึงสูดหายใจเข้าอย่างกระวนกระวาย

          ยังไม่มี...

          นับเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกสิ้นหวังจากการเฝ้ารอ คลับคล้ายว่าหัวใจจะพลิกตัวไปมาจนร้อนวาบตรงกลางอก เขาสูดหายใจเข้าเป็นหนสอง

          คราวนี้ชัดเจน!

          ชายหนุ่มเงยหน้าพรึบ กวาดสายตาไปทั่วท้องฟ้า จังหวะนั้นก็เห็นหงส์ขาวฝูงหนึ่งกำลังบินผ่านสระน้ำ พวกมันกางปีกสองข้างออกกว้างอย่างโอหัง ความเย่อหยิ่งของมันส่งผ่านขนนกทุกเส้นที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบบนเรียวปีก แขนที่ยกสูงของคีรันชะงักค้างความจริงเขาไม่ควรว่อกแว่ก แต่สายตาเขากลับสนใจท้องฟ้ามากกว่าผิวน้ำซะแล้ว

          ‘นายท่าน’

          คีรันรับกระแสจิตของคงคาแต่ไม่ได้ตอบกลับ เพราะไม่อาจละสายตาจากหงส์

          ‘นายท่านอยู่ตรงไหนแล้ว!’

          “กู...” เขายังติดอยู่ในภวังค์อันล้ำลึก

          หงส์ขาวร่อนลงไปทางสระฉัททันตะ สระนี้อยู่ทางทิศใต้ของอโนดาต เป็นสระที่ไม่มีสัตว์เทพตัวไหนกล้าไปเล่นน้ำเพราะเป็นเขตแดนหวงห้ามของฝูงช้างอุโบสถตระกูลที่ทั้งดุและฤทธิ์มาก

          จอมอสูรยืนแช่เหมือนรากงอก พอรู้สึกตัวก็สาวเท้าก้าวไปทางนั้นหน้าตาเฉย

          สระน้ำทางทิศใต้เต็มไปด้วยผลึกหินที่เปล่งประกายเรืองรอง คีรันเร้นกายอยู่ตรงชายป่าห่างออกมาเล็กน้อยแล้วจ้องมองอย่างอดทน ไม่นานฝูงหงส์ที่บินวนอยู่ด้านบนก็เกาะกลุ่มกันเป็นก้อนกลมแล้วทิ้งตัวลงมายังผิวน้ำต่อหน้าต่อตาเขา

          ทีแรก เขานึกว่าน้ำจะสาดกระเซ็น

          แต่เปล่าเลย หงส์ทั้งฝูงเคลื่อนตัวลงมาแตะผิวน้ำเบาๆ เหมือนการร่อนลงของแมลงปอ

          จังหวะที่พวกมันร่อนลงมาจากฟ้า คนแอบมองย่นจมูกกับกลิ่นหอมประหลาดสายหนึ่งซึ่งเจือมากับกระแสลมและอ้อยอิ่งอยู่รอบตัว

          กลิ่นนี้อีกแล้ว...

          หลังจากตั้งสติแล้วเพ่งมองอีกครั้ง เขาก็พบว่าหงส์ทั้งฝูงกลายร่างเป็นสาวงามกลุ่มหนึ่งที่อายุลดหลั่นกันไป มีทั้งวัยกลางคนหญิงสาว และเด็ก

          หรือว่าพวกมันเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งของกินรี? อาจจะเป็นสายพันธุ์ที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่

          ก็ว่าไม่ได้อีกนั่นแหละ ในรอบห้าร้อยปีที่ผ่านมามีสายพันธุ์แปลกๆ ผุดขึ้นมากมายจนเขาจับกินไม่หวาดไม่ไหว กินรีสายพันธุ์ตรงหน้าต่างกับสายพันธุ์ดั้งเดิมตรงที่ร่างจำแลงของพวกมันดูเป็นมนุษย์ทุกสัดส่วน ไม่มีจะงอยปากแบบครุฑ หรือมีครึ่งท่อนล่างเป็นนก พวกมันอาจพัฒนาจนละทิ้งร่องรอยของความเป็นเดรัจฉานออกไปแล้วอย่างหมดจดก็เป็นได้

          ชายหนุ่มจ้องมองไปยังใจกลางสระ สายตาของเขาล็อกนิ่งอยู่กับหญิงสาวนางหนึ่งที่มีรูปร่างเพรียวลมสมส่วน เรือนผมสีอ่อนยาวตรงแผ่กระจายอยู่เหนือผิวน้ำ ทุกครั้งที่หล่อนเคลื่อนไหว ผิวขาวละเอียดเหมือนไข่ปอกจะโผล่พ้นน้ำอย่างยั่วยวน และตอนนี้หล่อนกำลังหัวเราะ ริมฝีปากสีกุหลาบฉ่ำน้ำคู่นั้นแย้มพรายราวกับดอกไม้คลี่กลีบ บีบจนหัวใจเขากระหน่ำในโพรงอกอย่างบ้าคลั่ง

          “สรวงสุดา ว่ายมาทางนี้... ทางนี้” ผองเพื่อนวักน้ำสาดเธอแล้วตะโกนเรียก

          ชื่อของหล่อน... สรวงสุดา

          หรือกินรีตัวนี้จะเป็นเจ้าของกลิ่นหอมสะกดใจ?

 

             ** ทิ้งปีกหงส์วางเคียงเรียงเป็นตับ   

แล่นลงน้ำตามลำดับหนึ่งสองสาม

สกุณางามเลิศทุกนงราม                  

โดยเฉพาะตัวที่นาม ‘สรวงสุดา’

พญายักษ์จ้องนิ่งไม่ขยับ                  

หัวใจไต่ระดับถึงขอบผา

จ้องกลางสระน้ำไม่วางตา                

ไม่กล้าแม้แต่... จะหายใจ

 

          น่าจะเป็นกลิ่นของนกตัวนี้

          คีรันหลับตาเพื่อปิดกั้นความรู้สึกตื่นเต้น อันดับแรกที่ต้องทำคือตั้งสติแล้วร่ายคาถาป้องอสูร

          สิ่งมีชีวิตทั้งหลายใน ‘ฉกามาพจรภูมิ’*มีความสามารถพิเศษที่แตกต่างกัน ความสามารถหลักๆ ของร่างจำแลงที่งดงามขนาดสรวงสุดาหนีไม่พ้นมนตรามหาละลวย ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สามารถดึงมาใช้เป็นอาวุธได้ทั้งนั้น ถ้าใครไม่ระวังอาจจะต้องมนตร์ทำให้หลงใหลได้โดยง่าย ทหารตนหนึ่งของเขาเคยกระโจนลงกองไฟเพราะต้องคำสาปจากมนตร์เสน่ห์รูปแบบนี้มาแล้ว

          จากภาพที่เห็น คีรันมั่นใจว่าฝูงนกตรงหน้าอย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นกินรีเผ่าพันธุ์ที่ร้ายกาจพอควร พวกหล่อนไม่ได้ดูธรรมดาดาษดื่นเหมือนกินรีกลุ่มแรกที่เขากับบริวารตั้งใจจับ

          หลังจากเล่นน้ำกันได้สักพัก เหล่าสาวงามก็คล้องแขนกันเป็นวงกลม คนสวยที่เขาเพ่งมอง เป็นคนเริ่มต้นขับขานบทเพลงอันไพเราะโดยมีนกน้อยตัวที่เหลือพากันขานรับ เสียงร้องของพวกหล่อนสะท้อนกับผิวน้ำ กระทบกิ่งไม้และยอดหญ้า สร้างแรงสั่นสะเทือนเป็นทอดๆ จนกังวานก้องไปทั่วหุบเขา

          คีรันขบกรามแน่น พึมพำ ‘คาถาป้องอสูร’ อีกหน เสียงสวดของเขาเบาไปจนกระทั่งหนักหน่วง ไล่โทนเสียงสู้กับสำเนียงหวานใสดุจนกการเวกของเหล่ากินรีสาว

          เขาเป็นพญายักษ์ตบะแก่กล้า จิตย่อมไม่ว่อกแว่กเหมือนสัตว์น้อยใหญ่ในป่าหิมพานต์ซึ่งตอนนี้กำลังปั่นป่วนกันสุดฤทธิ์ เสียงหวานของสาวงามคนนั้นแทงทะลุเข้าไปในโสตประสาทของบรรดาสัตว์
ทุกตัวที่ได้ยินได้ฟังต่างพากันเคลิบเคลิ้มลืมตัวถึงขั้นขาดสติ

          กระต่ายที่วิ่งหนีหมาจิ้งจอกบริเวณสระน้ำก็พากันยืนสองขาแข็งค้างเหมือนคนทำอะไรไม่ถูก

          ผีเสื้อหยุดขยับปีก เกาะค้างอยู่บนใบบัว

          แม้แต่ปลาก็ยังผุดขึ้นมาลอยตัวนิ่งเหนือผิวน้ำ ใจจดใจจ่อกับเสียงขับขานที่ชวนให้ใจเต้น

          วินาทีนั้น คีรันตัดสินใจว่าจะจับกินรีฝูงนี้ไปรวมกับฝูงเมื่อครู่ หน้าหนาวเหล่าทหารมักหิวง่าย แบกของกินกลับไปมากหน่อยถึงจะดี

          ตัวอื่นช่างมัน แต่ตัวที่มีกลิ่นหอมต้องเป็นของเขา

          พญายักษ์บริกรรมคาถาเสกนิลหาให้ผุดขึ้นกลางฝ่ามือซ้าย เฝ้ารอจังหวะอย่างใจเย็น

3. เป็ดเหรอ?

นาถนลินค่อยๆ ผ่อนลมหายใจขณะที่ร่างภาพลงบน
ผืนผ้าใบ

          เธอมองกลุ่มสาวๆ เล่นน้ำ เก็บเกี่ยวทุกความสดใสเพื่อมาบรรยายลงในภาพวาดของตัวเอง

          พี่ๆ ทุกคนมีผิวพรรณขาวสะอาด เปล่งลำแสงเรืองรองออกมาจากร่างของตัวเองได้ยังกับเป็นหิ่งห้อยตัวน้อย นั่นไม่แปลก ในที่ที่เธออาศัยอยู่ทุกคนก็เป็นแบบนี้

          หลังจากวาดภาพแรกเสร็จเธอก็ตั้งชื่อมันว่า ‘เย็นฉ่ำ’ เธอลงลายเซ็นตรงขอบผ้าใบแล้วตัดสินใจลุกไปเดินเล่นเพื่อหาวิวสวยๆวาดภาพอื่นต่อ

          นาถนลินไม่ได้มาหิมพานต์บ่อยนัก ล่าสุดก็โน่น ห้าปีก่อน

          แล้วจะมาทีหนึ่งก็ต้องจับจูงมากันเป็นกลุ่มด้วยนะ มาเดี่ยวไม่ได้!

          ทุกคนต่างรู้ดีว่าป่าหิมพานต์ที่อยู่ตรงเนินเขาพระสุเมรุตั้งอยู่ตำแหน่งที่ใกล้กับโลกมนุษย์มากที่สุด เป็นซะอย่างนี้พวกผู้ใหญ่ก็เลยไม่ค่อยอนุญาตให้มา แถมยังชอบขู่ว่า ‘การเล่นสนุกในป่าหิมพานต์ อาจทำให้ตัวเองพลัดตกลงไปยังมนุษยภูมิ ตกลงไปทีหนึ่ง อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาหนึ่งวันกว่าจะตะกายกลับขึ้นมาเบื้องบนได้อีกหน!’

          ประโยคนี้ไม่ว่าใครได้ฟังเป็นต้องขนลุกทั้งนั้น นาถนลินเป็นหนึ่งใน ‘ผู้ที่พักอาศัย’ เหนือยอดเขาพระสุเมรุขึ้นไปอีกหลายพันโยชน์ ภพภูมิที่เธอดำรงอยู่เจริญยิ่งกว่ามนุษยภูมิเบื้องล่างหลายแสนโกฏิปี* ทั้งวัฒนธรรมและการดำรงชีวิตก็เอื้ออำนวยให้สุขสบายจนไม่อยากไปไหน

          แต่ถ้าเธอเผลอพลัดตกลงไปในโลกมนุษย์เพียงแค่หนึ่งวันของสวรรค์ เท่ากับเธอต้องตกอยู่ในภพภูมิแห่งการแก่งแย่งชิงดีไปอีกสิบปีทีเดียว** 

          ด้วยเหตุนี้คำขู่ที่ว่า ‘จะตกจากสวรรค์’ เลยเป็นคำขู่ที่น่ากลัวสุดยอด มันเหมือนกับมีคนมาสะกิดว่าชาติหน้าเราจะเกิดเป็นหมูนั่นแหละ!

          เด็กสาวอาศัยจังหวะที่พี่สาวทั้งหลายกำลังสนุกจนลืมโลก หาทางปลีกตัวออกห่างด้วยการผลุบหายเข้าไปในแนวชายป่าทางด้านหลัง จรดปลายเท้าเหยียบผิวดินเฉอะแฉะเพื่อพาตัวเองข้ามฟากไปยังดงราชสีห์ เป้าหมายแรกคืออยากจะตั้งเฟรมผ้าใบ แล้วยืนวาดรูปพวกมันโดยใช้ตัวจริงเป็นแม่แบบ

          นาถนลินชอบวาดรูป เธอทำได้ดีกว่าคำว่า ‘งานอดิเรก’ ด้วยซ้ำ

          ระหว่างที่กำลังย่อง สายตาพลันเหลือบเห็นอะไรบางอย่างแทรกตัวอยู่ในพงหญ้า ด้วยความที่เจ้านั่นอยู่ใต้เงาไม้ เลยพรางตัวค่อนข้างกลมกลืน

          หรือจะเป็นราชสีห์?

          ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เด็กสาวพาตัวเองเข้าไปใกล้จนสามารถมองเห็นภาพตรงหน้าได้อย่างชัดเจน วินาทีนั้นเองเธอถึงเพิ่งตระหนักว่าตนกำลังจ้อง

          ยักษ์...

          ‘ร่างจำแลงของพวกมัน ไม่ว่าชายหรือหญิง จะสูงตระหง่านน่าเกรงขาม ช่วงบ่ากว้างต้นแขนใหญ่ พละกำลังเท่ากับเทวดาหนึ่งร้อยยี่สิบองค์ มือหนึ่งกำอาวุธ อีกมือขยุ้มหนังหัวเหยื่อ เพียงแค่มันฟาดศาสตราลงมาครั้งเดียว ซากศพก็กองถมกันเป็นภูเขา ไม่ว่าจะกล้าหาญขนาดไหน ผู้ชายทุกคนที่เจอยักษ์เป็นต้องหลั่งน้ำตาด้วยความกลัวเราจะโทษพวกเขาไม่ได้เพราะยักษ์คือหายนะอย่างแท้จริง’

          ประโยคนี้มาจากหนังสือ ‘บันทึกลับยักษา’ ที่เธอเคยอ่านจากหอสมุด นาถนลินพยายามควบคุมสติทั้งๆ ที่วิญญาณหลุดลอยไปเรียบร้อย ขนอ่อนทั่วร่างของเธอลุกชัน ใจเต้นโครมคราม

          ยักษ์ตรงหน้าไม่เหมือนกับทาสยักษ์ที่ทำงานหนักอยู่บนสวรรค์เลยสักนิด ทาสเหล่านั้นส่วนมากเป็นยักษ์ที่ไม่มีเขี้ยว อาจเพราะพวกมันไม่จำเป็นต้องใช้เขี้ยวในการกัดแทะอีกทั้งยังกินพืชเป็นอาหาร เขี้ยวเลยหด ซ้ำดวงตายังมีสีอ่อนสะอาดใส แต่ยักษ์ที่เธอจ้องอยู่กลับมีประกายตาสีเขียว มองแล้วเสียวกับเขี้ยวคมๆ นั่นอีก!

          เขาอยู่ในร่างจำแลงมนุษย์แต่ถึงอย่างนั้นก็มีความสูงกว่า ๒ เมตร นาถนลินกวาดสายตามองท่อนแขนสีน้ำตาลไหม้ที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม มองตามไปเรื่อยๆ แล้วหยุดตรงกงจักรที่หมุนติ้วอยู่เหนือฝ่ามือเขา

          อ่า เข้าใจแล้ว... สายพันธุ์กินเนื้อ!

          เด็กสาวขยับเท้าซ้ายค่อยๆ ถอยหลังอย่างแผ่วเบา ตามมาด้วยเท้าขวา

          โชคดีที่เขาเพ่งความสนใจทั้งหมดทั้งมวลไปยังกลุ่มพี่ๆ ที่กำลังเล่นน้ำ

          ในจังหวะที่นาถนลินคิดว่าตนเองกำลังจะรอดอยู่แล้วเชียว

          จู่ๆ อสูรก็หลับตาพริ้ม ย่นจมูก เงยหน้าแล้วสูดหายใจเข้าจนลึกสุดปอด ทำท่าเหมือนพยายามกักเก็บอากาศไว้กับตัวให้มากที่สุด

 

             ** โอ้ว่านวลละอองเจ้าของกลิ่น   

หวานระรินลอยเลื่อนเหมือนเยือนฝัน

เนื้อน้องหอมฟุ้งดังปรุงจันทร์          

ฤาจะเป็นนางสวรรค์ชั้นใด

รูปโฉมของแม่แก่หรือสาว             

ผิวขาวเข้มคมสักปานไหน

อยากรู้บ้านอยู่ใกล้หรือไกล            

ตัวพี่จะไป... ติดตาม

 

          ยักษ์ใหญ่สูดหายใจเข้าลึกจนแผงอกพองออก คิ้วเข้มลายกนกที่พาดตรงเหนือดวงตาสีมรกตขมวดเข้ามาชนกัน คำรามออกมาเสียงก้อง “ดอกไม้!”

          เธอเผลออุทาน ทำให้เขาหันขวับมาทางเธอ

          นาถนลินตกใจจนชาไปหมดทั้งร่าง ทั้งสองจ้องมองสายตาตกตะลึงของกันและกันในระยะ ๑๐ เมตร

          เขาหมุนตัวมามองเธออย่างงงๆ เป็นครั้งแรก... ทำให้เธอเห็นเขาชัดเจน

          คิ้วเข้ม ใบหน้าคมสัน แนวกรามแข็งแกร่ง

          ยักษ์ตนนี้มีทุกสิ่งทุกอย่างที่ตรงข้ามกับนาถนลิน เขาตัวสูงกว่ามาตรฐานสิ่งมีชีวิตที่เธอเรียกว่าบุรุษเพศ ดวงตาสีมรกตแผ่รังสีความเป็นยักษ์เจ้าอารมณ์ออกมาได้อย่างดุดันป่าเถื่อน แต่ถึงอย่างนั้นเด็กสาวกลับคิดว่าตนไม่เคยเห็นใครที่สง่างามเท่านี้มาก่อนในชีวิต

          เธอยืนแข็งค้างเหมือนต้องมนตร์

          ไหล่กว้างของเขาบดบังทัศนียภาพรอบด้านจนหมดสิ้น เหมือนจะบังคับให้เธอจ้องมองแต่เขา

          ริมฝีปากกว้างสะท้อนภาพลักษณ์ที่โหดจัด มีรอยกรีดโค้งทรงกนกที่มุมปากทั้งสองข้าง ความลึกของรอยนั้นไม่มากแต่กลับวิจิตรบรรจง มองแล้วอ่อนช้อยเรียวโค้ง ก่อนจะลับหายไปในหนวดเครา
รกครึ้มตรงข้างแก้ม ในยามที่เขายกมุมปากขึ้นเหมือนจะทักทายเขี้ยวแก้วสีเงินจะเผยความคมของมันออกมา ยิ่งเสริมให้ดูน่าเกรงขามจนแม้แต่เธอก็ยังไม่กล้ามอง

          นี่เหรอสายพันธุ์กินเนื้อ ดูยโสโอหังยิ่งกว่าภาพวาดในหนังสือของหอสมุดประจำเมืองเสียอีก

          และตอนนี้เขารับรู้ถึงการมีอยู่ของเธอแล้ว!

          ในตอนที่นาถนลินกำลังคิดว่าแย่แน่ เสียงร้องเพลงกลางสระน้ำของบรรดาสาวๆ ก็หยุดลงแทนที่ด้วยเสียงฮือฮาเหมือนคนตกใจ นาถนลินเข้าใจทันทีว่าพวกหล่อนมองหาตนไม่เจอ สักพักก็คงจะวิ่งขึ้นจากน้ำตามหากันอย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘สรวงสุดา’ ผู้มีหน้าที่ประคบประหงมนาถนลินมาตั้งแต่เด็ก

          เสียงร้องหาคนดึงดูดความสนใจยักษ์ได้ทันที เขาละสายตาจากเธอแล้วเพ่งมองไปยังสระฉัททันตะ จับจ้องแน่นิ่งอยู่กับความงามชวนตะลึงของสรวงสุดาและผองเพื่อน

          นาถนลินรู้ว่านี่เป็นโอกาสหนึ่งในล้านที่หาได้ยาก เธอต้องวิ่งให้เร็วที่สุด

          หนี!

          เด็กสาวหันหลังกลับแล้วกระโจนขึ้นฟ้าด้วยแรงส่งที่มากที่สุดเท่าที่เคยทำมาในชีวิต ปีกใสบางงอกออกจากกลางแผ่นหลัง คลี่สยายราวกับพัดที่มองไม่เห็น อากาศรอบตัวหมุนวน เสริมลมใต้ปีกให้แข็งแกร่งเหมือนพายุลูกย่อมๆ เธอสะบัดปีกเบาๆ พาร่างตัวเองพุ่งเข้าหาอิสรภาพกลางท้องฟ้าสีคราม

          แต่จังหวะนั้น

          ฉัวะ!

          กงจักรเหล็กชิ้นหนึ่งถูกขว้างด้วยความแรงราวกับกระสุน ตรงเข้าทะลวงปีกซ้ายของเธอ

          นาถนลินกระพือปีกพั่บๆ สองตาตื่นตะลึง

          ร่างของเธอเสียการทรงตัวจนหมุนคว้างกลางอากาศ

          เธอร่วงลงจากฟ้า

 

          บ้าฉิบ!

          แทนที่จะไล่จับกินรีแสนสวย เขากลับเลือกสอยนกเป็ดน้ำอัปลักษณ์ตัวหนึ่งซะงั้น

          คีรันส่งกระแสจิตแจ้งให้คงคาวิ่งอ้อมมาดักจับหงส์ฟ้า ซึ่งดูอร่อยกว่าฝูงกินรีตรงสระด้านหน้า

          ส่วนตัวเขา ไม่รู้ทำไมถึงได้วกกลับไปไล่ตามนกเป็ดน้ำอัปลักษณ์ที่ถูกตนยิงปีกจนร่วง เจ้าตัวนั้นน่าจะยังเด็ก ปีกสีขาวของมันยังไม่ขาวเต็มที่ มีความอ่อนจางบางใสคล้ายปีกแมลงปอ ตอนนี้ปีกที่ว่าโบกสะบัดไม่รู้ทิศทาง ทำให้เจ้าของร่างเป๋ไปเป๋มาอยู่กลางอากาศ ไม่ต้องรอนาน ลูกเป็ดขี้เหร่ก็ร่วงลงตรงเชิงเขาพระสุเมรุ ห่างจากสระน้ำไปไม่ไกล

          คีรันทะยานตามไปติดๆ ถึงป่าแห่งนี้จะกว้างใหญ่กินพื้นที่หลายยอดเขา แต่นกเป็ดน้ำตัวนั้นมีกลิ่นหอมเฉพาะที่ยังติดจมูกเขาไม่หาย เป็นกลิ่นที่แค่ได้สูดก็รู้สึกโหยหา ความมีชีวิตชีวาในร่างถูก
ปลุกเร้าขึ้นมาอย่างประหลาด เมื่อครู่ที่ได้กลิ่นเขาถึงกับขมวดคิ้วด้วยความตกใจ ยิ่งหันไปมองเจ้าของกลิ่นหอมยั่วน้ำลายยิ่งตกตะลึง

          เพราะปะทะกับแพ็กเกจจิงที่โคตรธรรมดา!

          เจ้านกเป็ดน้ำมีร่างจำแลงเป็นเด็กสาวอายุราวสิบห้า คิ้วเข้มพาดตรงเป็นไม้บรรทัด ดวงตากลมโตของมันกินพื้นที่ไปเกือบครึ่งใบหน้า ทำให้จมูกและปากดูเล็กกว่าที่ควรจะเป็น ผมดำขลับตัดสั้นปรกต้นคอของเป็ดน้อยพอถูกลมพัดก็สะบัดไปมาเหมือนเปลวไฟที่ไหวระริก

          ความสะดุดตาของมันไม่เท่าเหล่าหงส์ฟ้าที่กำลังเริงร่าอยู่ในสระ ไม่มีส่วนไหนเทียบกันได้เลย

          เขาโง่มากที่ทิ้งหงส์แล้ววิ่งตามเจ้าเป็ดอัปลักษณ์เพียงเพราะมันหอม!

          พอมาถึงเขาก็เห็นมันนอนแผ่หลาอยู่กลางลานหิน หายใจรวยริน ปีกบางใสห้อยเอียงอย่างหมดแรง

          ตอนนี้ใกล้พลบค่ำ ร่างนั้นดูเลือนรางใต้เงาของแสงแดดยามโพล้เพล้ทำให้มองเหมือนภาพร่างจากดินสอ เขาไม่มั่นใจว่านี่ใช่ตัวที่ตนขว้างจักรใส่หรือเปล่า ร่างมันดูเล็กกว่าที่เห็นเมื่อครู่ มองคล้ายเด็กหญิง

          อสุราก้าวเข้าไปหา ปะทะเข้ากับกลิ่นหอมบาดลึกชวนใจสั่นจนต้องชะงักเท้า เป็นเหมือนกลิ่นที่รวบรวมความหวานของบุปผานานาพรรณไว้ในที่เดียว ไม่ฉุนลึก ไม่เสียดจมูก แต่เจือจางและตลบอบอวลอย่างมีชั้นเชิง คีรันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกหน... มั่นใจว่ายิงไม่ผิดตัวแน่

          เมื่อครู่ริมสระน้ำเขาก็ได้กลิ่นนี้ก่อนที่ฝูงหงส์จะร่อนลงมาตอนที่ซุ่มร่างอยู่ริมกอหญ้า กลิ่นนี้ก็เจือจางมากับอากาศ โอบล้อมเขาไว้ทุกทิศทาง

          ว่ากันตามจริง ความหอมระดับนี้คงมีเพียงต้นปาริชาตในอุทยานปุณฑริกวันของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เท่านั้นที่ทำได้ ไม่มีทางที่เทพหรือสัตว์วิเศษตนไหนจะสามารถเลียนแบบกลิ่นเฉพาะตัวของเทพธิดาแห่งมวลไม้ แต่นกเป็ดน้ำตัวนี้กลับเป็นข้อยกเว้น

          มันหอมจริง หอมมาก แต่หัวเหอก็ยุ่งเอามากๆ ด้วย

          สองขาของคีรันสะท้านทุกย่างก้าวที่เข้าใกล้เจ้าของกลิ่นหอม เขาพยายามไม่ขยับตัวเร็วเกินเพื่อไม่ให้ความหอมพัดกระพือไปตามลม ชายหนุ่มมองร่างที่เต็มไปด้วยเลือดของนกเป็ดน้ำ มันพยายามมองเขาผ่านแพขนตาที่ยาวเรียงเส้นสวย

          คีรันโน้มตัวลงคว้าหลังคอมันไว้ในจังหวะที่เจ้าตัวน้อยพลิกร่างหนี ชายหนุ่มกระชับลำคอเรียวระหง จิกกรงเล็บสีดำเข้าไปในผิวเนื้ออ่อนนุ่มแล้วยกร่างของนกน่าเกลียดจนสองขาลอยเหนือพื้น มันแสดงความฉลาดออกมาด้วยการหยุดดิ้นรน นั่นพอจะช่วยให้บาดแผลไม่ฉีกขาดมากกว่าเดิม

          คีรันจ้องมองมันในระยะประชิด สูดกลิ่นหอมครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างพึงพอใจ

          มันจ้องตาเขา มีบางสิ่งในดวงตาของมันที่ตรึงให้เขาจ้องตอบ

          ผ่านไปพักใหญ่ชายหนุ่มก็ละสายตาออก ใช้มือข้างที่ว่างกระชับปีกคู่ของมัน

 

            ** เดิมคิดควักไส้เป็ดน้อย      

แต่แววตามันละห้อยน่าสงสาร

ปีกหนังผุพังแหลกลาญ                

สังขารยุ่งเหยิงระเริงลม

นึกจะปล่อยอีกใจก็สะกิด             

กลิ่นหอมยังอวลติดชวนฉงน

ทางที่ดีเด็ดปีกให้อับจน                

จับคนกลับไปค่อยไล่เลียง

 

          แควก!

          กระชากทิ้งในจังหวะเดียว

          อาหารเย็นของเขากระตุกไปทั้งร่าง มันเงยหน้าร้องโหยหวน สองตาเหลือกกลับเป็นสีขาว หยดเลือดสีแดงระยิบระยับเหมือนทับทิมหลั่งออกมาจากตำแหน่งบาดแผลพร้อมกับกลิ่นหอมเกินห้ามใจ คีรันแทบจะฝังเขี้ยวลงไปซะเดี๋ยวนั้น ไม่อยากจะเชื่อว่าในหิมพานต์จะมีสิ่งมีชีวิตที่ยั่วน้ำลายได้ขนาดนี้

          ชายหนุ่มเสกลูกแก้วทรงกลมขนาดเท่าลูกมะนาวขึ้นมากลางฝ่ามือ จัดการดูดปีกบางใสที่หอมตลบเข้าไปกักไว้ข้างใน ปีกทั้งคู่ขยับพั่บๆ อย่างแตกตื่น พลิกพลิ้วไปมาคล้ายผีเสื้อตัวน้อยที่พยายามหลบหนีการคุมขัง

          เอาล่ะ... วันนี้เขาได้ ‘กลิ่นหอม’ มาสะสมเพิ่มอีกหนึ่งกลิ่น ถึงจะไม่ใช่กลิ่นหอมจากพรรณไม้อย่างที่ชอบก็เถอะ

          อ้อ แล้วก็ได้เป็ดมาอีกหนึ่งตัว

4. แดงโลกันต์

ในสามโลกมีการกล่าวถึงดินแดนต้องห้ามมากมาย แต่ไม่มีที่ไหนจะลึกลับเท่าแดงโลกันต์

          แดงโลกันต์ตั้งอยู่กลางสายหมอกของมหานทีสีทันดร นอกป่าหิมพานต์

          เดิม ‘ทะเลสีทันดร’ ก็อันตรายมากพออยู่แล้ว เพราะเป็นห้วงน้ำกว้างใหญ่ไพศาล เป็นแหล่งรวมของน้ำทิพย์ซึ่งละเอียดถึงขั้นที่ไม่มีสิ่งใดลอยอยู่ได้*เรือหรือแพก็ลอยไม่ได้ แม้แต่ขนหางนกยูงที่แสนจะเบาบางเมื่อตกลงไปยังไม่อาจลอย

          แต่เกาะแดงโลกันต์กลับลอยเหนือผิวน้ำได้นิ่งสนิท!

 

             ** ในไตรภูมินี้ยังมีหนึ่งสมุทร    

คือที่สุดของมวลน้ำทุกแก่นสาร

ชื่อนทีสีทันดรสุธาธาร                 

เป็นถิ่นฐานเงือกปลาและนาคินทร์

ตำนานเล่ากล่าวถึงหนึ่งแดนเถื่อน    

หมู่เกาะเคลื่อนลอยคว้างกลางกระสินธุ์

แดงดั่งเลือดอาบย้อมธุลีดิน           

กระซิบว่านั่นล่ะถิ่นของจอมมาร

คนที่รู้พากันเรียกแดงโลกันต์         

ฐานที่มั่นของเหล่ายักษ์นอกด่าน

ลงคาถามากเหลืออยู่เหนือกาล       

หลายพันปีผันผ่านไม่เคยจม

 

          ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาว่า หากใครพกก้อนหินสักก้อนของเกาะแดงโลกันต์ไว้กับตัว หรือผูกติดไว้ที่เสากระโดงเรือ ตัวคนผู้นั้นหรือเรือลำนั้นจะสามารถลอยเหนือผิวทะเลสีทันดรได้อย่างสบายๆ นั่นเพราะเกาะทั้งเกาะและหินทุกก้อนถูกปกป้องด้วย ‘ค่ายกลอสุรเวท’ ที่ทรงอิทธิฤทธิ์ของพญายักษ์

          รอบเกาะแดงโลกันต์ยังมีฝูงเงือกคอยว่ายวน เพื่อฮุบกินสิ่งมีชีวิตทุกตัวที่ลักลอบขึ้นไปบนเกาะโดยไม่ได้รับอนุญาต

          เพราะอย่างนั้น นาถนลินเลยนับว่าโชคดี

          ถึงเธอจะมาเที่ยวเกาะในสภาพถูกมัดมือมัดเท้า ก็ให้ถือว่าโชคดี คิดแบบนี้จะได้ไม่สติแตก!

          นาถนลินถูกขังอยู่ในห้องใต้ท้องเรือถึงสามวัน กระทั่งมีกินรีตัวหนึ่งที่ถูกจับมาด้วยกันอ้วกแตกอ้วกแตน กลุ่มคนที่จับมาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพวกเขากำลังทารุณสัตว์ เชลยทั้งหมดเลยได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนมานั่งรับลมบนดาดฟ้าได้

          เด็กสาวถูกบ่วงโซ่สีทองพันข้อมือทั้งสองเข้าด้วยกัน โซ่เส้นนี้น้ำหนักเบาแต่ยาว เธอกวาดสายตามองเหล่าเชลยที่ถูกเกณฑ์ให้นั่งเรียงหน้ากระดานแถวตรง นับคร่าวๆ เกือบสามสิบชีวิต เชลยส่วนมากเป็นตัวเมียเผ่าพันธุ์กึ่งนกที่เขาเรียกกันว่า... กินรี

          หรือว่ากองทัพยักษ์จะเข้าใจว่าเธอเป็นกินรีด้วยเหมือนกัน เพราะเธอเองก็มีปีก?

          คิดถึงปีกก็รู้สึกเสียววาบตรงแผ่นหลังในตำแหน่งที่เลือดเพิ่งหยุดไหล ความคิดนั้นลากยาวถึงคนที่ทำให้เกิดบาดแผล หลังจากพยายามกวาดสายตามองไปบนดาดฟ้าเรืออยู่หลายรอบ นาถนลินกลับไม่พบไอ้เขี้ยวคมจอมวายร้ายที่ก่อกรรมทำเข็ญกับตน

          มีอะไรบางอย่างในตัวเขาที่ค่อนข้างโดดเด่น ถ้าเขาอยู่ที่นี่ ต่อให้ยืนห่างออกไปไกลเธอก็ยังสัมผัสได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม

          แต่เขาไม่อยู่ เธอไม่เห็นเขาตั้งแต่ขึ้นเรือ

          ไม่ทันได้คิดอะไรต่อก็มีเสียงฮือฮาว่าเชลยเป็นลม

          นาถนลินชำเลืองมอง เห็นกินรีสาวสวยนางหนึ่งโงนเงนไปมาก่อนจะฟุบลงกับพื้นดาดฟ้า ขุนพลยักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหลังก้าวเท้าเสียงดังตึงๆ ตรงเข้ามาหา เขามีร่างจำแลงเป็นขุนพลอสูรหน้าดุ คางผ่า ใบหน้านั่นชนะเลิศเรื่องความน่ากลัวที่สุดในปฐพี แถมยังชอบทำหน้านิ่วคิ้วขมวด

          ทรงผมแบบคนเถื่อน บาดแผลหลายรอยตามเนื้อตัว รวมกับริมฝีปากหยักลึกแบบคนเจ้าอารมณ์ทำให้เขาดูเหมือนโจรใจบาป เป็นยักษ์เป็นมารที่โหดกระด้างอย่างที่ควรจะเป็น

          เขาก้มหน้าลงตวาดใส่กินรีน้อยที่เป็นลม “ตื่น! ห้ามหลับ ตื่นสิ! นี่ๆ”

          “ขุนอิน” ทหารที่ดูแลเชลยร้องทัก “มันอาจจะตายไปแล้วก็ได้ เราเก็บซากไปกินกันก่อนดีไหมขอรับ?”

          นาถนลินเลิกคิ้วกับสรรพนามเรียกขานกันของยักษ์เหล่านี้ ขุนพลยักษ์ตนนี้ถูกเรียกว่าขุน น่าจะมาจากคำว่าขุนศึก เขาคงเป็นขุนศึกที่ชื่อ ‘อิน’ ล่ะมั้ง?

          ขุนอินใช้ปลายนิ้วทู่ๆ สะกิดกินรีอีกสองสามหน พอเห็นว่านกน้อยไม่ตื่นเขาก็เงยหน้าคำราม

          “เอาไปผัดขี้เมา!”

          นาถนลินตะลึงกับความโง่ของยักษ์ ตายหรือสลบพวกมันยังแยกแยะไม่ออก!

          เธอพยายามนั่งนิ่ง หน้าตรง ไม่เอะอะเป็นลมเป็นแล้งเพราะกลัวจะโดนเข้าใจผิดว่า ‘ตาย’ และถูกเก็บซากไปทำเป็นอาหาร หลังจากกินรีผู้บอบบางนางนั้นถูกหามออกไปเชลยที่เหลือก็แข็งแรงอย่างมาก ไม่เจ็บไม่ไข้ ไม่มีสีหน้าเหนื่อยล้า ทุกคนนั่งนิ่ง สองตาจ้องตรงไปยังเกาะด้านหน้าที่ใกล้เข้ามาทุกที

          นี่สินะ... แดงโลกันต์

          เล่ากันว่าที่นี่เป็นเขตแดนของยักษ์นอกด่านที่ถูกเนรเทศออกจากสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา*ก่อนอื่นคงต้องเท้าความก่อนว่าเผ่าพันธุ์ยักษ์ไม่เหมือนชาวสวรรค์โดยทั่วไป บางกลุ่มถูกจัดอันดับให้เป็นอสุรา (Asura) หรือที่เรียกกันว่า ‘เทพอสูร’

          หนึ่ง... เพราะอาศัยอยู่ในสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง จึงนับว่าเป็นเทพ

          แต่สอง... ในความเป็นเทพ ยักษ์ก็ยังเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่ยากจะควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘อารมณ์โกรธ’ เมื่อใดที่ยักษ์โกรธ สติปัญญาจะไม่สูงกว่าเดรัจฉานในป่าหิมพานต์สักเท่าไหร่ จึงถูกเรียกว่าอสูร

          ด้วยเหตุผลทั้งสองข้อ ยักษ์เลยกลายเป็นเผ่าพันธุ์เดียวที่อยู่กึ่งกลางระหว่างดีและชั่ว พวกที่ดีสุดขั้วก็จะอยู่ในจาตุมหาราชิกาและอาจจะสูงกว่านั้น พวกที่ชั่วสุดขีดมักถูกดีดกระเด็นมายังดินแดนนอกด่านอย่างแดงโลกันต์

          แสงอาทิตย์ทอประกายพร่างพราวราวกับแสงสปอตไลต์ต้อนรับการกลับบ้านของกองทัพยักษา เรือลำโตเคลื่อนผ่านน่านนทีสีทันดรที่ค่อยๆ บีบตัวแคบลงเป็นร่องน้ำสายหนึ่ง สุดปลายของร่องน้ำคือน้ำตกเก้าชั้นที่ทิ้งตัวลงมาจากหน้าผาสูงชัน อันเป็นจุดเช็กอินแรกของเกาะแดงโลกันต์

          “ก้มหน้าแนบเข่าแล้วกลั้นหายใจ!” ต้นหนเรือตะโกนออกมาเสียงดัง ก่อนจะยกแตรขึ้นเป่า

          หวูดดด! หวูดดด!

          แผ่นไม้ตรงหัวเรือที่ยกสูงถูกสลักเป็นรูปยักษ์กุมกระบองสองเศียรดูน่าเกรงขาม

          เศียรหนึ่งดำ–หนึ่งคราม

          พอต้นหนเป่าแตร ส่วนปากที่แสยะอ้าของรูปสลักก็พ่นเปลวเพลิงสีแดงออกมา

          เรือทั้งลำผลุบหายเข้าไปใต้น้ำตก ทุกคนบนเรือถูกน้ำสาดใส่ศีรษะในชั่วเสี้ยววินาทีที่แล่นผ่านม่านน้ำ

          บรรยากาศด้านในเป็นถ้ำหลายคูหาที่เงียบสงัดอย่างน่ากลัว

          นาถนลินกลั้นหายใจตามคำสั่งต้นหนแต่กลับไม่ได้ก้มหน้า เธอตื่นตะลึงกับความมืดรอบด้าน แสงเดียวที่เห็นคือแสงไฟจากคบเพลิงสีแดงเข้มตรงหัวเรือ เด็กสาวอาศัยแสงไฟนั้นเงยหน้ามองผนังถ้ำอันมืดมิด และพบว่ามีสายตาวาววับนับร้อยคู่จ้องตอบกลับมาอย่างหิวกระหาย

          อสุราวิหค!

          ส่วนหัวและตัวเป็นยักษ์ ท่อนล่างเป็นนก ไซซ์ขนาดเท่าโต๊ะเขียนหนังสือ!

 

             ** ฉวัดเฉวียนเวียนทักยักษ์ครึ่งนก   

อสุราวิหคตามเล่าขาน

หน้าย่นเขี้ยวใหญ่ลูกครึ่งมาร                   

บินเด่นเฝ้าด่านแดงโลกันต์

ร่ำลือว่าเป็นวิญญาณร้าย                      

อวตารมาหมายล่มสวรรค์

ร้อยปากขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน                     

อย่าให้รู้ว่าท่านเป็นเทวา

 

          พวกมันจำศีลอยู่ในความมืดใต้ถ้ำน้ำตกนับร้อยนับพัน เกาะนิ่งอยู่บริเวณเพดานเหมือนค้างคาว ชวนให้ขนลุกอย่างบอกไม่ถูก

          พอพบเจอแสงไฟ บางตัวกรีดเสียงร้องออกมาอย่างหงุดหงิดที่โดนแสงแยงตา บางตัวบินฉวัดเฉวียน โฉบขึ้นลง ทำท่าจะล่าเหยื่อแต่ก็ยังหวาดกลัวคบเพลิงจากรูปสลักตรงหัวเรือ จึงลังเลทำเพียงบินวนไปมา นาถนลินข่มความหวาดกลัวด้วยการก้มหน้าเก็บลำคอ พยายามไม่ฟังเสียงร้องของอสูรเหล่านี้

 

            ** ค้างคาวเผ่าพงศ์นนทก       

โฉบต่ำลอบฉกชวนให้หลอน

นาวาโยกเยกสั่นคลอน                 

ผู้คนกลิ้งกระดอนหนีตาย

เป็ดน้อยก้มหน้าเก็บคอ                

ตั้งจิตจมจ่อที่จุดหมาย

ไม่มองไม่ฟังไม่แย้มพราย             

อันตรายทั้งหลายไม่หวาดเกรง

 

          เด็กสาวโล่งใจเพราะในที่สุดเรือก็ออกจากความมืดด้วยการโผล่ไปลอยลำในแม่น้ำสายหนึ่ง เธอหันไปมองความเจิดจ้าที่มาทักทายกะทันหัน

          ที่นี่คืออาณาจักรของยักษ์เหรอ?

          ลือกันว่าอาณาจักรของ ‘ยักษ์นอกด่าน’ เข้าออกยากมาก มีสัตว์ร้ายแอบซุ่มทุกหย่อมหญ้า คอยกลืนกินพวกสอดรู้สอดเห็นที่พยายามบุกเข้ามาล่าสมบัติยักษ์ที่มีมากจนนับไม่ไหว เนื่องจากมีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเงินและความตาย ที่นี่จึงเป็นสถานที่ลึกลับที่เวลาพูดถึงยังต้องกระซิบเบาๆ ด้วยความตื่นเต้น

          แต่พอได้เข้ามาจริงๆ นาถนลินกลับไม่เห็นวี่แววของสมบัติยักษ์อย่างที่ลือกัน

          บริเวณริมฝั่งแม่น้ำที่ควรจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณไม้ กลับแห้งผากและเต็มไปด้วยผิวดินที่แดงเหมือนสีเลือด ตลอดทั้งสองฝั่งมีบ้านหน้าตาประหลาดที่ก่อขึ้นจากดินเหนียวอย่างลวกๆ เรียงรายลดหลั่นกันไป แต่ละหลังตกแต่งด้วยธง ประดับด้วยแก้วหลากสี แทบไม่มีต้นไม้ให้เห็น

          พวกเด็กๆ แก้ผ้ากระโดดเล่นน้ำกันตูมๆ กลุ่มผู้หญิงรูปร่างสูงใหญ่กำลังนั่งซักผ้าด้วยการตีไม้กระบองกับกองผ้าเหมือนระบายแค้น

          ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ!

          เธอสงสัยว่าไหนกัน ‘สมบัติที่ต้องแอบเข้ามาปล้นชิง?’

          คือ... เอาจริงๆ มาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของยักษ์แต่ละตนดูติดดินเป็นอย่างมาก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องปล้นสะดมคนเหล่านี้ แค่ภาวนาให้พวกเขาไม่ปล้นคนอื่นก็พอแล้ว!’

          ขบวนเรือมุ่งตรงไปยังกองหินสูงชันที่ตั้งอยู่ปลายสุดของร่องน้ำ มันเป็นกองหินสีเทาขนาดมหึมาตั้งอยู่บนหน้าผาที่ไม่สูงนัก บริเวณโดยรอบเป็นพื้นดินที่แห้งแล้งกันดารจนไม่มีหญ้าสักต้นงอกขึ้นมาจากพื้น เหนือสุดของกองหินคือรูปสลักของยักษ์สองเศียร เศียรหนึ่งหันหน้าเอียงซ้าย เศียรหนึ่งหันหน้าเอียงขวา ดวงตาหรี่แคบของมันทอดตาไปยังอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลพร้อมกับแสยะปากอวดเขี้ยวแก้วแหลมคม

          พอเรือเคลื่อนเข้าไปใกล้เรื่อยๆ นักทัศนาจรต่างถิ่นก็เพิ่งเข้าใจว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่กองหิน แต่เป็นสถาปัตยกรรมขนาดมหึมา ด้วยความที่ใหญ่กว่าปราสาท มันอาจจะเรียกว่า ‘วัง’ ได้เลย

          ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งเห็นถึงความน่าเกลียด รูปสลักมั่วซั่วที่อยู่บนนั้นก็คงหนีไม่พ้น ‘หน้า’ เจ้าของวังนั่นแหละ

          เรือหยุดลงตรงท่าจอด ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่ท่าจอดอะไรหรอก แค่เรือมันแล่นจนไปชนเนินหินดัง ‘ตึง’ ก็เลยหยุด เหล่าผู้คุมชะโงกหน้าไปมองก่อนจะต้อนเชลยขึ้นไปยืนบนลานที่เต็มไปด้วยกรวด มีการเรียกขานหมายเลขตามที่แปะตรงหน้าอก

          “หมายเลข ๑-๑๔ กลุ่มอาหารเย็น”

          เสียงของขุนอินดังขึ้น เขาตรงเข้ามาลากร่างกินรีสิบกว่าตัวไปยืนรวมกันทางหนึ่ง

          “๑๕-๒๖ กลุ่มของว่าง”

          ตอนแรกนาถนลินถูกจัดให้ยืนอยู่ในกลุ่มนี้ แต่คนที่ก้าวมาจับทำจมูกฟุดฟิดแล้วเงยหน้าสบตาเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงมองเอกสารในมือ เขาชะงักเล็กน้อย สุดท้ายก็ผลักเธอแยกออกไปยืนโดดเดี่ยวพร้อมกับตะโกนว่า “๒๗ เครื่องดื่มของนายท่านวังหน้า”

          “...” นาถนลิน

 

5. เจ้าช่อปาตลี

เครื่องดื่มของนายท่านวังหน้าถูกจับแยกจากคนอื่นๆ แล้วพาก้าวเข้าไปในปราสาทที่ใครต่อใครเรียกว่าวังหน้า

          เพดานที่นี่สูงมาก ตีวงโค้ง ระยิบระยับไปด้วยแสงวิบวับของหินสี เธอเดาว่าวังแห่งนี้น่าจะเคยจมอยู่ใต้ผืนน้ำ เพราะนอกจากกำแพงที่ชื้นและเต็มไปด้วยมอสส์เขียว ยังพบสัตว์โบราณประเภทตุ๊กกาย* ค้างคาวหน้ายักษ์ทศกัณฐ์ แมงมุมสิบสองขา และซากฟอสซิลประปรายตรงผนัง

          ยิ่งเดินยิ่งพบว่าการตกแต่งของที่นี่ดูเรียบง่ายสไตล์มินิมอล หรืออันที่จริงคือ เฟอร์นิเจอร์มีน้อยจนดูเหมือนเจ้าของสถานที่ไม่มีตังค์ อ้อ... ภายในวังยังมีลูกแก้วกลมๆ ขนาดเท่าลูกมะนาวถูกกดเข้าไปในเนื้อปูนของผนังตั้งหลายลูก ส่วนนี้ก็น่าสงสัยเพราะลูกแก้วเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้วังดูสวยตรงไหนเลย

          ลูกแก้วมีจำนวนมาก แถมยังตกแต่งไม่เป็นระเบียบ เป็นไปได้ว่าเจ้าของวังจะสะสมลูกแก้วเป็นงานอดิเรก หามาจากไหนได้ลูกหนึ่งก็เอามาฝังไว้กับฝาบ้าน หามาได้อีกลูกก็เดินมากดเข้ากับผนังจนผนังร้าวเป็นแถบๆ อยากแปะตรงไหนก็แปะไปเรื่อย

          เดิมทีนาถนลินคิดว่าตนต้องพบเจอกับอะไรที่สุดแสนอลังการ อย่างเช่น ปราสาทยักษ์สุดสยองในตำนานที่ด้านในเต็มไปด้วยเรื่องเล่า ของเก่า ของหายาก มีเชิงเทียนสีทองที่จุดไฟวับๆ แวมๆ สร้างบรรยากาศให้ลึกลับและน่าตื่นตาตื่นใจ แต่สุดท้ายกลับเจอวังสับปะรังเคที่มีแต่มอสส์เขียวเกาะเป็นปื้น เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นแม้แต่สีก็ยังขี้เกียจทา

          เด็กสาวถูกพาขึ้นไปยังชั้นบนสุดของวัง ณ ที่แห่งนั้นมีห้องกว้างห้องหนึ่ง จะเรียกว่าห้องก็ไม่ถูกนัก เพราะมันเป็นซอกหลืบของผนังหินที่ซอยย่อยออกมาจากพื้นที่กว้างทางด้านนอกอีกที ที่แปลกสุดคือมันไม่มีประตูเข้าออก คนตัวใหญ่อาจต้องโน้มศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อลอดช่องว่างทรงเหลี่ยมถึงจะเห็นพื้นที่ที่ซ่อนอยู่ด้านใน

          หลังก้าวเข้ามา นาถนลินก็ตาโตกับทัศนียภาพของห้อง

          จากพื้นที่ทั้งหมดที่ผ่านตาเธอ จุดนี้สวยที่สุด มันเป็นพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ผนังค่อนข้างชื้นเต็มไปด้วยรอยกรีดสับเหมือนโดนของมีคมจามใส่จนเป็นร่องยาวๆ หลายร่อง การตกแต่งโดยรวมพอใช้ได้ ตรงกลางห้องมีแผ่นหินยกสูงคล้ายแท่นนอน ไม่มีฟูก หมอน หรืออะไรทั้งนั้น ข้างแท่นมีแอ่งน้ำแอ่งหนึ่ง น้ำในนั้นน่าจะดูดขึ้นมาจากแม่น้ำสายหลักทางด้านนอกเพราะมันทั้งสะอาดและมีสีฟ้าครามอย่างเป็นธรรมชาติ

          เพดานห้องด้านบนเหนือแอ่งน้ำถูกเจาะทะลุเป็นช่องทรงกลม

          แสงแดดจากด้านนอกสาดผ่านช่องว่างนั้นลงมายังผิวน้ำ ผีเสื้อหลายตัวบินเล่นกับละอองแดด ทำให้ห้องนี้ดูมีสีสันมากกว่าทุกห้อง

          นาถนลินมองอย่างลืมตัว จนกระทั่งใครสักคนเข็นกรงนกขนาดใหญ่ออกมากรงหนึ่ง

          เธอถูกผลักเข้าไปในนั้น

--------------

          เด็กใหม่เหรอ?”

          เสียงทักที่ดังขึ้นทำให้นาถนลินสะดุ้ง เด็กสาวหันขวับแล้วกวาดสายตาหา

          แต่ไม่เจออะไร

          หลังจากกลุ่มยักษ์พาเธอมาขังลืมไว้ในกรงนกขนาดใหญ่กรงนี้ พวกเขาก็จากไป

          เด็กสาวยืนเกาะซี่กรงเหล็กด้วยสีหน้าตื่นตกใจ หลังจากสำรวจโดยรอบถึงรู้ว่าตนไม่ได้อยู่ตามลำพังอย่างที่คิด เธอหันไปมองตามเสียงร้องทักเมื่อครู่ พอเจอความว่างเปล่าสายตาก็เลยเลื่อนขึ้นสู่ที่สูง เกิดสะดุดตากับดอกไม้สีม่วงช่อหนึ่งที่ถูกพันก้านกับริบบิ้น แล้วห้อยประดับอยู่ตรงซี่กรงเหล็ก

            ** บนคาคบพบช่อบุปผชาติ    

งามสะอาดสีเอื้องดูเรืองศิลป์

คือช้องนาง–แคฝอย–หรืออินทนิล?   

ห้อยหมิ่นหมิ่นส่งกลิ่นหอมขจร

 

          ดอกไม้ที่ว่าสยายกลีบผลิบานอย่างงดงาม มันเรียกร้องความสนใจจากเธอด้วยการเร่งกลิ่นหอมในตัวจนฟุ้งกระจายไปทั่ว

          นาถนลินกะพริบตาตอบรับการทักทายที่ไม่ธรรมดานี้ ฝูงผีเสื้อที่เมื่อครู่บินเล่นล้อแสงแดดอยู่เหนือผิวน้ำแล่นมาตามกลิ่นหอมอันน่าหลงใหล ไม่นานนักรอบกรงเหล็กก็เต็มไปด้วยสีสันสดใส

          “เจ้าเป็นใคร?” นาถนลินหลุดปากถามด้วยภาษาทางการที่ใช้ในฉกามาพจรภูมิ

          “ปาตลี”*เสียงเบาๆ ของอีกฝ่ายตอบกลับด้วยวิธีพูดแบบ
ชาวบ้านทั่วไป “ฉันเป็นโถน้ำหวานของนายท่าน เธอล่ะเป็นใคร?”

          “ฉันชื่อนาถนลิน” คราวนี้เด็กสาวเลือกใช้ภาษาพูดแบบธรรมดาตอบกลับ

          “เป็นดอกไม้เหมือนกันเหรอ?”

          ได้ยินคำถามเด็กสาวก็ย่นคิ้ว “ทำไมต้องเป็นดอกไม้?”

          “นายท่านติดหวาน ท่านไม่ดื่มอย่างอื่นนอกจากน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ ถ้าเธอไม่ใช่คงไม่ถูกพามาที่นี่” มีความภาคภูมิใจเจืออยู่ในน้ำเสียงค่อนข้างมาก

          นาถนลินถอยหลังเล็กน้อยเมื่อเห็นเพื่อนใหม่ค่อยๆ เปลี่ยนรูปลักษณ์

 

             ** ครั้นพิศมองเจ้าม่วงอ่อนก็ร้องทัก    

แล้วกลายลักษณ์ยิ่งเทพอัปสร

เคลื่อนกายคืบเข้าใกล้มาให้มอง          

จะหาใครเปรียบบังอรนั้นไม่มี

 

          ปาตลีคลายกิ่งออกจากริบบิ้นที่ยึดเกาะและม้วนตัวรวมกันเป็นองุ่นเล็กๆ ลูกหนึ่ง ขนาดเท่าเล็บนิ้วก้อย ลูกองุ่นบิดขั้วตัวเองจนร่วงลงมาบนพื้น กลายเป็นร่างจำแลงของสาวสวยในชุดราตรีสีม่วงอ่อน หลังจากยืดตัวยืน เพื่อนใหม่ก็ทักนาถนลินอีกคำ

          “ยังเด็กอยู่เลยนี่?”

          นาถนลินกะพริบตา ไม่รู้จะตอบกลับสาวมหัศจรรย์ตรงหน้าว่าอย่างไร ได้แต่จ้องมองหล่อนเดินวนซ้ายวนขวา พยายามยื่นมือมาแตะต้องร่างของตนอย่างสนใจเต็มที่ ดูท่าดอกไม้ดอกนี้คงไม่มีเพื่อนมานานแสนนาน หรือไม่นายท่านของหล่อนก็คงไม่ช่างพูด พอเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นหลงมา หล่อนก็จ้อเชียว

          เด็กสาวถอนหายใจออกมาเบาๆ “พี่ดอกม่วง...”

          “ปาตลี” อีกฝ่ายแก้ให้อย่างร่าเริง

          “ปาตลี... ที่นี่ที่ไหนเหรอ?”

          “หอวชิรอาสน์... หอนอนของท่านเจ้าเมือง” พูดไม่ทันจบปาตลีก็ย่นจมูกทำท่าสูดดมฟุดฟิดไปตามเนื้อตัวของนาถนลิน แล้วอุทานออกมาเบาๆ “เป็นดอกไม้จริงเสียด้วย”

          นาถนลินแอบสะดุ้งในใจ นี่สินะที่เขาบอกว่าผีเห็นผี!

          ปาตลีเดินอ้อมรอบร่างนาถนลินแล้วพึมพำ “แต่เอ๊ะ ทำไมถึงมีรอยของปีกตรงกลางหลัง ดอกไม้อย่างเราไม่มีปีกนี่นา?” สักพักสองตาก็สว่างวาบ “เธอเป็นดอกของต้นอะไร!”

          ในตอนนั้นเองเสียงย่ำราวกับพสุธาถล่มก็ดังขึ้นจนพื้นสั่นสองสาวต่างสายพันธุ์หยุดการพูดคุยในทันที

          “นายท่าน!” ปาตลีอุทาน สีหน้าปกปิดความตกใจไม่มิด

          เป็นนาถนลินที่งงเอง เธอเบือนหน้าไปมองตรงช่องทางเข้าของห้อง                  

          ณ ตรงนั้น ร่างสูงร่างหนึ่งกำลังค้อมร่างผ่านช่องหินเข้ามา

6. ของสะสมของยักษ์โง่

ดอกไม้สองดอกในห้องหยุดพูดคุย

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาถนลิน เธอยืนตัวแข็ง ความกลัวอยู่เหนือความสงสัยทั้งหมดในหัว กลัวจนเกือบจะแผดเสียงร้อง

          เธอกำลังเผชิญหน้ากับ ย.ยักษ์เขี้ยวใหญ่ ที่เด็ดปีกของตน!

          เขายังคงสูงใหญ่น่ากลัว มือข้างหนึ่งกุมขวานเพชรเล่มโต หลังจากเดินตึงตังเข้ามา เขาก็ง้างมือขว้างขวานไปยังผนังห้อง

          ปึง!

          ขวานเพชรคมกริบปักตรึงแน่นอยู่กับผนัง ด้านคมของมันเปล่งประกายแวววาวเหมือนรอยยิ้ม โพรงหินรอบด้านสะท้านสะเทือนคละคลุ้งไปด้วยเศษฝุ่นผงที่ร่วงกราวลงกับพื้น

          เธอรู้แล้วว่าทำไมผนังถึงมีรอยกรีดสับเต็มไปหมด

          หมอนั่นปักขวานกับผนังเรียบร้อยก็ล้วงเอาลูกแก้วลูกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันเป็นลูกแก้วโปร่งใสขนาดเล็กกว่าฝ่ามือ ด้านในมีควันลอยวนไปมามองเผินๆ คล้ายควันบุหรี่ เขากางฝ่ามือยันมันกับกำแพงฟากหนึ่ง กดแรงๆ ดัง ‘กึก’ แทนที่จะแตกลูกแก้วกลับฝังเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกับแผ่นหิน จากนั้นเขาก็หยิบชอล์กที่วางเกลื่อนอยู่บนพื้นข้างผนังขึ้นมาเขียนหมายเลขของลูกแก้วลูกล่าสุด

          ๔๖

          หัวคิ้วเข้มย่นมาผูกกัน พญายักษ์ก้าวถอยห่างจากกำแพงราว ๓ เมตรแล้วเริ่มนับใหม่

          ๑–๒–๓–๔…

          นับนิ้วมือซ้าย วกไปนับนิ้วมือขวา ยืนกอดอกโยกตัวสักพักก็หันกลับไปนับนิ้วมือซ้ายอีกรอบ สุดท้ายก็ก้าวเข้าไปลบชอล์กแล้วแก้ไขเป็นตัวเลขใหม่

          ๔๘

          เขียนเสร็จก็ยืนเอาหน้าผากชนนิ่งกับกำแพง สีหน้ายังลังเลไม่หาย

          นาถนลินที่ยืนมองอยู่นาน ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาแล้วตะโกนลอดซี่กรงเหล็กออกไปว่า

          “๕๒”

          พญายักษ์หันขวับทันที!

          เด็กสาวเขย่งปลายเท้า ชี้มือชี้ไม้ไปยังกำแพงด้านหน้า“ตรงหน้าท่านมีลูกแก้ว ๑๔ ลูก บนซ้ายมีอีก ๒๘ ด้านล่างดูเหมือนจะแค่ ๒ แต่จริงๆ มีอีก ๒ แอบอยู่ตรงซอกหลืบ มุมล่างขวามี ๔ ลูกกระจายกันออกไป ส่วนที่ท่านเพิ่งแปะเพิ่มเข้าไปใหม่น่ะเป็นลูกแก้วสีเทา ซึ่งบนกำแพงมีอยู่ ๒ ลูก รวมทั้งหมดเป็น ๕๒”

          เขายืนอึ้งฟังเธอ สีหน้าเหมือนตกใจมากพอรู้ว่ามีคนอื่นพูดคุยกับตน

          นาถนลินชี้แจงอย่างหวาดๆ “ความจริงท่านควรแบ่งกลุ่มเป็นสีๆ เช่นสีเขียวแปะตรงกำแพงโน้น สีเหลืองกำแพงนั้น สีแดงแปะอีกสักกำแพงแล้วเขียนตัวเลขกำกับไว้เป็นกลุ่มๆ จะได้ไม่ต้องมายืนนับใหม่ทุกรอบ อีกอย่าง จัดเป็นหมวดหมู่ดูสวยกว่าด้วย”

          คำแนะนำของเธอได้รับการจ้องตอบด้วยสองตาเรืองรองคล้ายโคมไฟที่ถูกฝังอยู่กลางก้อนหิน สักพักเขาก็หลับตา ย่นจมูก เงยหน้าทำท่าราวกับสูดกลิ่นอายบางอย่าง

          เป็นท่านั้นอีกแล้ว!

          นาถนลินเกิดอาการขนหัวลุก มองร่างกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามสีทองแดงก้าวตรงเข้ามา

          ปาตลีผลุบร่างหลบด้านหลังเธอด้วยความหวาดกลัว หล่อนยังอุตส่าห์เอื้อมมือมาปิดปากนาถนลินแล้วกระซิบเบาๆ ข้างหู “นายท่านโลกส่วนตัวสูง ท่านไม่ชอบให้ใครรบกวนสมาธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่เหนื่อยกลับมาจากข้างนอก เธอต้องเรียนรู้กฎข้อนี้ พยายามหายใจให้เบา อย่าส่งเสียงให้ท่านรู้สึกว่ามีคนอยู่ด้วย”

          หา... นี่มันเรื่องอะไรกัน?

          ขอบใจนะแต่บอกช้าเกินไปไหม นาถนลินกระซิบตอบ “พี่ดอกม่วง... พี่เป็นเครื่องดื่มแก้วโปรดของเขาไม่ใช่เหรอ รับมือสิ”

          ปาตลีกลืนน้ำลายลงคอ นายท่านของเธอกินดุแต่นานๆ ถึงจะดื่มกินสักหน ในแต่ละวันเธอจะดำรงอยู่อย่างเงียบเชียบเหมือนดอกไม้ปักแจกัน รังสรรค์แค่กลิ่นหอมและปลดปล่อยน้ำหวานออกมาเป็น
บางครั้งบางคราวโดยไม่แสดงตัวว่าเป็นสิ่งมีชีวิต ความที่ ‘อยู่เป็น’ ทำให้เธออยู่ได้นานกว่าใคร

          จริงอยู่ เธอหลงใหลท่านเจ้าเมืองผู้หล่อเหลา แต่ก็หวาดกลัวเขาในภาคพญายักษ์สี่กรที่ดุร้าย

          ส่วนคีรันนั้น สองปีที่ผ่านมา นอกจากเห็นเป็นโถน้ำหวานเขาก็ไม่เคยมองเธอเป็นอื่น เขามักเด็ดดอกไม้ช่อใหม่มาประดับห้องอยู่เสมอ ดูดกินน้ำหวานจนร่วงโรย สักสองสามวันก็โยนทิ้ง คงมีแต่เธอ... ช่อดอกปาตลี ที่เขาเก็บไว้นานกว่าใคร แต่ในความโปรดปรานนี้...

          “เราไม่เคยคุยกันสักคำ” พี่สาวดอกสีม่วงกระซิบตอบผู้มาใหม่อย่างอับจนหนทาง “ฉัน... ไม่”

          กึง! กึง! กึง! กรงถูกเขย่า

          สองชีวิตที่อยู่ด้านในคว้าอะไรได้ก็รีบคว้า พยายามทรงตัวไม่ให้ร่วงหล่นก้นกระแทกพื้น

          เพราะว่าตัวสูงกว่า นาถนลินเลยอาสายืนบังพี่ดอกม่วง ยอมเป็นหลักให้หล่อนเกาะเอว เธอมองผ่านซี่กรงตรงไปยังดวงตาสีเขียวที่ว่างเปล่าของพญายักษ์ซึ่งกำลังอาละวาดอย่างเอาเป็นเอาตาย ท่าทางของเขาดูป่าเถื่อน ความยโสโอหังฉายชัดบนใบหน้าที่ข่มขวัญคนมอง พระผู้สร้างคิดอะไรตอนที่พระองค์ปั้นยักษ์ขึ้นมา?

          “ใคร!” เขาตะโกนถามด้วยเสียงคำรามปานฟ้าผ่า “มาอยู่ในกรงของฉันได้ไง ออกมา!”

          เขาจำเธอไม่ได้!

          นาถนลินตกใจกับความก้าวร้าวที่แสดงออก เธอไม่รู้ว่าแค่ช่วยนับเลขเขาจะโมโหขนาดนี้ รู้เพียงอย่างเดียวคือตนกับพี่ดอกม่วงไม่มีทางสู้แรงเขาได้ เสนอหน้าออกไปตอนนี้มีสิทธิ์มากที่เขาจะกระทืบเธอแบนติดพื้น

          ราวกับจะแสดงให้เห็นว่าที่นี่ใครใหญ่ พญายักษ์เขี้ยวคมจับซี่กรงด้วยสองมือแล้วง้าง

          เกิดช่องว่างช่องหนึ่งทันตา!

          “กรี๊ดดดด” พี่ดอกม่วงกรีดร้องก่อนใคร หล่อนเอาตัวรอดด้วยการวาบหายกลายเป็นองุ่นลูกเล็กๆ บนพื้นกรงแล้วกลิ้งหนีไปหลบ ณ ซอกใดซอกหนึ่งอย่างเงียบเชียบ

          นาถนลินเผชิญหน้ากับกรงเล็บแหลมคมที่ตวัดเข้ามาคว้าหมับตรงลำคอ เธอถูกกระชากตัวปลิวออกไปปะทะกับร่างแกร่งของเขาทางด้านนอก สองตาสบประสาน สักพักดวงตาสีมรกตของพญายักษ์ก็เปลี่ยนเป็นงุนงง เขาหลุดปากออกมาว่า

          “เป็ดอัปลักษณ์?”

 

------------

ท่านเจ้าเมืองโดนเป็ดตัวหนึ่งตบจนสลบไปเลย

          “ฮะ! จริงเหรอ นายท่านวังหน้าอะนะ?”

          “จุ๊ๆ รู้แล้วเงียบไว้”

          นาถนลินที่ถูกมัดมือมัดเท้า อุดปากด้วยผ้าจนแก้มบวมตุ่ย นั่งนิ่งอยู่ตรงมุมห้องมองจอมอสูรได้รับการปฐมพยาบาลจากบรรดาแพทย์หลวง จากที่นั่งฟังมาสองชั่วโมง เธอเพิ่งรู้ว่าเขาคือพญายักษ์คีรัน และต่อด้วยชื่อยาวเหยียดอีกสามบรรทัดครึ่ง

          เขาเป็นราชาของฝูงยักษ์สายพันธุ์กินเนื้อที่เหล่าชาวฟ้ากล่าวขานกันว่า ‘ภูตผีหวาดกลัว มนุษย์ยำเกรง แม้แต่ยักษ์ด้วยกันยังร้องไห้เมื่อเห็นเขาปรากฏตัว’

          กับผีสิ! เรื่องเล่าไม่เห็นเหมือนจริงสักนิดเลย

          พญายักษ์สายพันธุ์กินเนื้อสลบทันทีที่เธอฟาดกำปั้นใส่สันกราม ร่างเขาโงนเงนก่อนจะล้มตึง จากนั้นพี่ดอกม่วงก็กลายร่างเป็นคน วิ่งเข้ามากรี๊ดๆ ไม่หยุดจนกระทั่งกองทัพยักษ์กรูกันเข้ามาจิกหัวหล่อนออกไปจากห้อง

          นาถนลินโชคร้ายกว่าเพราะเธอโดนเจ้ายักษ์โง่ตนนี้ทับจนดิ้นไม่หลุด ฝูงยักษ์วัดจากรอยกำปั้นตรงสันกรามของนายท่านแล้วสรุปว่าเธอเป็นคนทำ

          เธอเลยต้องมานั่งอมผ้าเต็มปากอยู่อย่างนี้ไง!

          ในกลุ่มแพทย์ทั้งหมดที่วิ่งหน้าตั้งกันเข้ามา มีคนหนึ่งที่ดูมีอายุ เขามีเรือนผมสีเงินสว่างจ้า ดูภูมิฐานด้วยชุดสีโทนสว่างต่างกับยักษ์ตนอื่นๆ พอมาถึงเขาก็จัดการแปะนั่นวัดนี่กับร่างของคีรันแล้วสรุปออกมาว่า “หลังออกล่ากินรีเมื่อหลายวันก่อน ท่านเจ้าเมืองกลับมาถึงที่ตั้งค่ายก็ล้มป่วยกลางดึก เดิมข้าคาดว่าตอนต่อสู้ ท่านคงเผลอฉีกกินนรกิน พวกตัวผู้น่ะเลือดเป็นกรด”

          นาถนลินนิ่งฟังหูผึ่ง

          “แต่คิดอีกที เป็นไปได้มากว่าท่านอาจจะต้องมนตรามหาละลวยของพวกครึ่งนก ได้ยินท่านคงคาแจ้งว่าวันนั้นท่านเจ้าเมืองลอบสังเกตการณ์อยู่บนยอดไม้ ซึ่งก็เป็นทางผ่านของกระแสลมพอดี ท่านอาจเจอลมเพลมพัด”

          “ไหนหมอฆินทร์บอกว่ารักษาไปแล้ว?” ยักษ์อีกตนแย้ง

          ‘หมอฆินทร์’ กุมขมับ “ใช่ ข้ารักษา... แต่นายท่านเพิ่งหาย ร่างกายยังอ่อนเพลียหนัก ไม่อย่างนั้นจะล้มเพราะวิ่งไล่จับเป็ดได้เหรอ”

          “...” เป็ดตรงมุมห้อง

          “อาการเป็นยังไงบ้าง?”

          “แรกเริ่มจมูกท่านไม่ได้กลิ่น... อืม” นายแพทย์ผมสีดอกเลามีสีหน้าครุ่นคิด “จมูกไม่รับกลิ่น ลิ้นไม่รับรส ไม่อยากอาหารจนร่างกายอ่อนเพลียอย่างที่เห็น”

          “โห... โดนของแรงซะด้วย!” คราวนี้คนที่พูดก็คือขุนอินนาถนลินจำได้ดีเพราะเขาเป็นขุนพลหน้าเข้มตาคมที่คุมเหล่าเชลยจากป่ามาถึงที่นี่ เขาออกความเห็นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเดิม “หมอฆินทร์ จะช่วยได้ไหมถ้าเราจับกินรีทั้งหมดไปต้มโคล้งซะคืนนี้ เลือดเก็บไว้ให้ทหาร เนื้อหนังตากแห้งเผื่อฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ส่วนที่เหลือแจกจ่ายแก่ประชาชน มนตราที่ว่าอาจทุเลาลงเพราะตัวการไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว”

          นี่ก็หิวตลอด! นาถนลินแช่งขุนอินในใจ

          ได้ยินอีกเสียงรีบแย้ง “กินรีจับยาก ต้มกินทีเดียวไม่น่าเสียดายเกินไปเหรอ”

          แพทย์หลวงโบกมืออย่างระอา “คัดออกมาสักสองสามตัวพวกที่มีกลิ่นหอมนั่นแหละร้าย จับกินก่อน!”

          ประโยคนี้ยิ่งทำให้นาถนลินเก็บงำกลิ่นกายของตัวเองมิดชิดมากขึ้น ตั้งแต่ถูกยิงร่วง เธอก็เริ่มต้นซ่อนกลิ่นหอมไม่ให้ตัวเองเป็นที่สังเกต พยายามวางตัวแนบเนียนกลืนเข้ากับฝูงนกเพื่อรอจังหวะหนี

          การปิดบังตัวตนเป็นความสามารถพื้นฐานของผู้คนในดินแดนที่เธออาศัย สาเหตุหลักก็เพื่อหนีจากภัยพาล ก็เหมือนคุณหนูคุณชายทั่วไป ยิ่งรู้ว่าตัวเองมาจากครอบครัวร่ำรวย เป็นเป้าหมายหลักของการปล้นชิง ก็ยิ่งต้องระมัดระวังมากกว่าคนอื่น

          อีกอย่าง คุณหนูคนนี้ก็อยากกลับบ้านแล้วด้วย

          “แล้วเป็ดนักเลงตัวนั้นล่ะ?” ขุนอินถามขึ้น ชี้นิ้วมายังเธอ

          ทุกสายตาหันไปมองตรงมุมห้อง เห็นเด็กสาวร่างผอมท่าทางเด็ดเดี่ยวนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเล็กๆ นั่นค่อนข้างธรรมดา สะดุดตาก็แต่เรือนผมดำขลับที่ซอยสั้นจนยุ่งเหยิง มันหยักศกเล็กน้อย เปล่งประกายวาววับเหมือนเส้นไหมเนื้อดี ดวงตากลมโตคู่นั้นก็แฝงอะไรบางอย่างที่ชวนให้พิศวง

          เป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กๆ มักจะกลัวคีรัน พวกผู้ชายยำเกรงเขา ส่วนผู้หญิงถ้าไม่ตั้งหน้าตั้งตาหว่านเสน่ห์ก็มักจะวิ่งหนี

          แต่เด็กสาวตรงหน้ากลับไม่เข้าข่ายอะไรทั้งสิ้น เธอไม่หวาดกลัวพญายักษ์ ไม่หลงใหลหรือศิโรราบ แถมยังกล้าลงไม้ลงมือ กลุ่มขุนยักษ์ไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตหน้าไหนใจกล้าเหมือนนกเป็ดน้ำตัวนี้มาก่อน สุดท้ายแพทย์หลวงผมเงินก็สรุป

          “ขังไว้ในกรงเหมือนเดิม รอนายท่านฟื้นขึ้นมาสำเร็จโทษ”

7. คนในกรง

คีรันฟื้นขึ้นมาพร้อมกับอาการมึนเมาจนต้องกุมขมับ

          จำได้ว่าสิ่งสุดท้ายก่อนทุกอย่างจะดับวูบคือกลิ่นหอมที่รอคอย เป็นกลิ่นที่ทะลักเข้ามาครอบครองทุกอณูจนขนทุกเส้นในร่างสั่นระริกและโห่ร้อง

          จมูกของเขาเหมือนคนที่อดอาหารมานาน เป็นจมูกที่เคยดมกลิ่นพรีเมียมที่มีความหวานระดับสิบ หลังจากนั้นเลยสูดกลิ่นอื่นไม่ได้อีก รู้สึกเหมือนหายใจไม่สุดปอด

          หรือว่าเขาถูกร่ายมนตร์ดำ?

          คีรันนอนลืมตาบนแท่นหิน เสียงขยับเบาๆ กระตุ้นโสตสัมผัสอันว่องไวของนักรบจนเขาต้องเบือนหน้าไปมอง เกือบลืมไปว่าหอนอนของตนมีกรงยักษ์กรงหนึ่ง ธรรมดาเขามักจะใช้มันต่างแจกัน เด็ดช่อดอกไม้นานาพรรณที่ตนเก็บได้จากต่างแดนมารวบรวมไว้ในนั้น ส่วนมากเป็นไม้ดอกที่หยาดเยิ้มไปด้วยน้ำหวาน มีกลิ่นหอมระรวยช่วยให้ผ่อนคลาย

          พูดถึงน้ำหวาน จริงสิ... ดอกแคฝอยของเขาอยู่ไหน?

          คีรันยันร่างลุกจากแท่นหินแล้วก้าวตรงไปยังกรงเหล็ก ในนั้นมีใครคนหนึ่งกำลังนั่งกอดเข่าแล้วฟุบหน้าหลับ เขาค่อยๆ สืบเท้าอย่างเงียบเชียบแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ มองร่างนั้นเคลื่อนไหวขึ้นลงตามจังหวะหายใจ

          อสุราจ้องนิ่ง สรีระของร่างที่หลับใหลค่อนไปทางสูงโปร่ง มองอย่างไรก็ไม่ใช่ปาตลีสีม่วงช่อน้อย ชุดที่เธอสวมค่อนข้างรัดกุม ผิวเนื้อที่โผล่ออกมานอกร่มผ้ามีเพียงส่วนของลำคอและหลังมือ พญายักษ์จ้องมองเส้นเลือดสีเขียวอ่อนคล้ายเส้นใยไม้ที่แตกกิ่งก้านอยู่บนลำคอระหง

          เขาเก็บกรงเล็บคมกริบของตนแล้วยื่นมือผ่านซี่ลูกกรง ทดลองแตะเบาๆ ตรงเส้นเลือดเส้นหนึ่ง

          มันเต้นตุบๆ อย่างมีชีวิตชีวาภายใต้ปลายนิ้วของเขา

          คีรันแตะค้างอยู่อย่างนั้นเกือบนาที ดื่มด่ำกับความรู้สึกนุ่มลื่นเหมือนกลีบดอกไม้จากผิวสัมผัสที่ได้

          เขาดึงปลายนิ้วออกในจังหวะที่เธอขยับตัว

          นกเป็ดน้ำ... คีรันบอกตัวเองตอนที่ใบหน้าเล็กๆ พลิกตะแคงข้าง พอรู้ชัดว่าเจ้าของร่างเป็นใครชายหนุ่มก็เคลื่อนปลายนิ้วขึ้นจรดกับจมูก แช่นิ่งอยู่นานเพื่อควานหากลิ่นหอมที่คาดว่าจะมี

          แต่กลับไม่พบ

          ความผิดหวังไม่รู้ที่มาระดมทุบจนเขานั่งไม่ติด พญายักษ์ลุกขึ้น ผลักประตูกรงเหล็กแล้วก้าวเข้าไป ตั้งใจจะพิสูจน์อีกครั้งว่ากลิ่นที่ได้รับถึงสองครั้งสองคราว มาจากที่เดียวกันหรือไม่?

          เขาจรดปลายเท้าเข้าใกล้ร่างนั้น

          ยักษ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เอะอะตึงตังที่สุดแต่คีรันกลับเดินเบาได้เท่าที่เจ้าตัวต้องการ การจำศีลทำสมาธิทุกหน้าหนาวทำให้เขามีสัมปชัญญะ*กล้าแกร่งกว่ายักษ์หลายตนในเผ่าพันธุ์เดียวกัน

          เรื่องที่ยักษ์ตนอื่นโกรธเขามักนิ่ง

          เรื่องที่ทำให้เหล่าผองเพื่อนเอะอะโวยวาย เขาสามารถกลั้นใจมองและวิเคราะห์หาเหตุผล

          ความสามารถนี้คือความภาคภูมิใจของคีรัน ทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่เหนือเหล่าเสนาบดีกลุ่มขุนคลังแก้ว**ขึ้นมาอีกหนึ่งขั้นบันได

          ใครจะไปคิดว่าเขาจะเผลอสติหลุดเพราะกลิ่น!

          เขาขยับเข้าใกล้เธอแล้วนั่งยองๆ ด้วยปลายเท้า สายตาขี้สงสัยกวาดมองไปทั่วเนื้อตัวของลูกเป็ดอัปลักษณ์ ครุ่นคำนวณในใจว่าเธอควรจะอายุเท่าไหร่กัน

          สักร้อย หรือร้อยห้าสิบ?

          แล้วกลิ่นที่เขาได้รับทุกครั้งเมื่อเจอหน้า ไม่ใช่ของเธอจริงหรือ?

          เพื่อตอบคำถามในใจ คีรันลูบฝ่ามือไปตามผิวสีอ่อนตรงลำคอ ไล้เลยไปจนถึงริมฝีปากรูปกระจับที่ชุ่มชื้นมันวาว เขาเกลี่ยนิ้วโป้งถูเบาๆ ตรงกลีบปาก มั่นใจว่าตรงจุดนี้คงมีรสหวานปานน้ำผึ้ง น่าแปลกที่เป็ดน้อยที่ธรรมดาดาษดื่นอย่างเธอกลับให้ความรู้สึกงดงามจับหัวใจเขา

          สายตาเขาสั้นลง หรือรสนิยมของเขาต่ำกว่าที่เคยเป็น?

          และเหมือนกับว่าเธอเป็นกล่องดำแห่งความลับ คีรันเคลื่อนปลายนิ้วสัมผัสเธออีกครั้ง คราวนี้จงใจกรีดกรงเล็บแหลมคมตั้งแต่รอยแยกของสาบเสื้อแล้วลากลงมาช้าๆ เนื้อผ้าบางส่วนหลุดออกจากกัน เขาลากสายตาตั้งแต่ฐานลำคอลงมายังทรวงอกเล็กๆ ที่ขาวนวล ถึงจะไม่อวบใหญ่แต่ก็งดงามหมดจดที่สุดเท่าที่เคยเห็น

          เธอบิดตัวเล็กน้อยแล้วขมวดคิ้ว เขาผงะ พอมั่นใจว่าอีกฝ่ายยังไม่ตื่นเขาก็เคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้ทรวงอกนุ่มแล้วสูดดม ตั้งหน้าตั้งตาเก็บกักกลิ่นหอมอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่กลับไม่ได้กลิ่นอะไรทั้งนั้น

          คลื่นความผิดหวังกระแทกใส่เขาเป็นหนที่สอง

          ชัดเจนแล้วว่ากลิ่นเหล่านั้นเป็นของกลุ่มหงส์ฟ้า มันตลบอบอวลไปทั่วทั้งป่า เป็ดน้อยบินมาพอดีเลยทำให้เขาเข้าใจผิดไปว่ามาจากเป็ด

          วันนั้นมีหงส์ฟ้าแสนงามตัวหนึ่งปลดปล่อยเสียงเสนาะอยู่กลางสระฉัททันตะ น้ำเสียงของหล่อนราวกับมนตร์สะกด ความงามก็เป็นหนึ่งไม่มีสอง เขาได้ยินบรรดาพวกพ้องเรียกหล่อนว่า ‘สรวงสุดา’
หงส์ฟ้านางนั้นร่อนลงมาแตะผิวน้ำพร้อมกับกลิ่นหอมที่เขาหลงใหลน่าเจ็บใจที่สุดท้ายเขากลับละทิ้งสรวงสุดามาควานหาเป็ด

          แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น กลิ่นหอมในหอนอนก่อนที่เขาจะสลบล่ะ?

คีรันนิ่งคิด สักพักก็ตบหน้าผากตัวเองทีหนึ่ง ปาตลี! เขาลืมเครื่องดื่มของตนไปได้ยังไง!

          ปาตลีหรือแคฝอยเป็นพรรณไม้ชั้นสูงที่หาเด็ดได้ยาก หลังจากได้ยินว่ากลิ่นของมันช่วยในการนอนหลับ คีรันที่มีปัญหาเรื่องการนอนถึงกับดั้นด้นไปยังเขาพระสุเมรุ เพื่อเด็ดปาตลีช่อหนึ่งกลับมา

          ถ้าอย่างนั้นกลิ่นหอมที่ได้ก็มาจากปาตลี

          จากบ้านไปเจ็ดวันเขาถึงกับลืมโถน้ำหวานของตัวเอง!

          ระหว่างที่กำลังคิด เจ้านกเป็ดน้ำก็กะพริบตาถี่ๆ แล้วลืมขึ้น ดวงตาสองคู่จ่อกันในระยะประชิด คีรันตกใจกับความคมวาวของรูม่านตาประกายรุ้งที่ค่อยๆ หดเล็ก สีตาเธอดูแปลก เหมือนการรวมตัวกันของเงาสะท้อนทั้งอ่อนและเข้ม

          เธอเองก็เพ่งมองเขา ดวงตาใคร่รู้คู่นั้นหลุบลงจ้องตรงมายังริมฝีปากของเขา

          ความสนใจของเธอทำให้เขาเกร็งไปทั้งร่างด้วยความรู้สึกร้อนวูบตรงช่องท้อง คีรันผงะถอยจนหงายหลังนั่งแปะลงกับพื้น ในหัวมีภาพเป็ดน้อยนอนใต้ร่างเขาหน้าเตาผิงท่ามกลางพายุหิมะ ปากเล็กๆ บวมเจ่อและแดงก่ำ เรียวขาสองข้างตวัดรัดรอบเอวแล้วขยับไปตามจังหวะชักนำของเขา

          คีรันลุกพรวดแล้วก้าวออกจากกรงในทันที ปล่อยให้เธอที่เพิ่งตื่นผวาตามมาเกาะซี่เหล็ก

          “เดี๋ยวก่อน!”

          จอมอสูรชะงักเท้า ยืนหันหลังนิ่ง

          นาถนลินเพิ่งมีโอกาสคุยกับยักษ์ที่เด็ดปีกของตนเป็นครั้งแรก เมื่อครู่เธอมัวแต่ทึ่งกับใบหน้าที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ ประหลาดใจในความเข้มจัดชัดเจนของเครื่องหน้าจนถึงกับพูดไม่ออก เด็กสาวค่อยๆ เรียบเรียงประโยคแล้วเลือกใช้ภาษาชาวบ้านถาม

          “ท่านจับฉันมาทำไม?”

          เขานิ่งเงียบ สักพักก็หมุนตัวมาเผชิญหน้า เวลานี้สายตาเขาไม่ได้ร้อนรุ่มเหมือนเมื่อครู่อีก

          “ฉันจับผิดตัว” เสียงลากต่ำ ท้ายเสียงมีสำเนียงเหมือนเสือที่คำรามด้วยความหงุดหงิด

          เขาตอบเธอด้วยภาษาชาวบ้าน ทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง เด็กสาวรู้สึกโล่งอกไม่น้อย

          “ถ้าจับผิด... ท่านปล่อยฉันได้ไหม?”

          เขากวาดตามองเธอ จ้องนิ่งยาวนานเหมือนเวลาผ่านไปสักร้อยปี สักพักก็ปล่อยรอยยิ้มเยือกเย็นที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น “กฎข้อแรกของแดงโลกันต์ ใครที่รู้เห็นทางเข้าจะไม่มีวันได้ออกไปเล่าต่อ”

          คีรันจบประโยคด้วยการผิวปาก

          ทหารยามร่างยักษ์สี่นายรีบวิ่งเข้ามารับคำบัญชาจากท่านเจ้าเมือง

          “ส่งไปวังหลัง”

8. นายท่านวังหลัง

ทางเดินระหว่างวังหน้าไปยังวังหลังค่อนข้างไกล

          นาถนลินเดินตามหลังทหารยามสองคนไปอย่างเงียบเชียบ สองตาพยายามกวาดเก็บรายละเอียดให้ได้มากที่สุด ความจริงแรกที่ได้รู้คือยักษ์เป็นเผ่าพันธุ์ที่คุยเก่งอยู่เหมือนกัน พี่ยามทั้งสองที่พาเธอเดินอ้อมไปอ้อมมาต่างสรรหาเรื่องชวนคุยอย่างกระตือรือร้น

          “น้องสาว เป็ดในฝูงของน้องมีกันกี่ตัวเหรอ อาศัยอยู่แถวไหน แต่ละตัวอวบอ้วนไหมจ๊ะ ฮ่าๆๆ”

          “...” นาถนลิน

          พวกนี้เป็นผีหิวเหรอไง! สิบนาทีของการเดินชวนคุยแต่เรื่องเป็ดๆ ไก่ๆ

          แต่จะว่าไปแล้วยักษ์เป็นเผ่าพันธุ์ที่เดาทางง่าย ความต้องการทุกอย่างแสดงออกทางสีหน้าชัดเจน ทำให้เธอไม่รู้สึกว่าพวกเขาอันตรายเท่าที่เคยคิด มาถึงตอนนี้นาถนลินเกิดอยากได้อุปกรณ์วาดเขียนของตนคืน ถ้ามีโอกาสจับดินสอร่างภาพอีกหน เธอจะรังสรรค์ภาพยักษ์ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเคยพบเจอ ได้กลับบ้านเมื่อไหร่ รูปเหล่านี้คงทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในดินแดนของเธอต้องตาโต

          ใบหน้าเรียบนิ่งดวงตาหยิ่งยโสแวบขึ้นมาในความคิด ยักษ์ตนแรกที่เธอจะวาดคือคีรันนั่นแหละ

          พอคิดถึงเขา เธอก็แอบถาม “จริงสิ ท่านเจ้าเมืองยังหนุ่ม ทำไมถึงได้ขึ้นเป็นพญายักษ์แล้วล่ะ?”

          “เบื้องลึกเป็นมายังไงก็ไม่รู้เนอะ รู้แค่ว่าหลายพันปีก่อนนายท่านถล่มภูเขาสร้างเกาะลอยน้ำขึ้นมาแล้วเรียกมันว่าแดงโลกันต์ เกาะนี้เป็นที่พึ่งพิงของเหล่ายักษ์ป่า ยักษ์นอกด่าน พวกที่ถูกเนรเทศหรือโดนไล่ล่า ท่านรวบรวมเข้ามาไว้ด้วยกันแล้วสร้างชุมชนเข้มแข็งอย่างทุกวันนี้ พวกเราเลยยกให้ท่านเป็นเจ้าเมืองแดงโลกันต์ เป็นเจ้าชีวิตของพวกเรายังไงล่ะ”

          ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน เป็นแค่คนเถื่อนที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมากลางทะเลอย่างนั้นเหรอ

          “ไม่มีประวัติ ไม่มีครอบครัว ไม่มีอะไรเลยเหรอจ๊ะ?”

          “อ้อมี” สองยักษ์ร้องขึ้นพร้อมกัน “มีน้องอีกคน”

          ประโยคนี้น่าตกใจอย่างมาก “นายท่านมีน้องกับเขาด้วย?”

          “เก๊าะ... นายท่านวังหลังที่น้องกำลังจะไปทำงานด้วยไงล่ะ” สองทหารยามประสานเสียงหัวเราะกันอย่างครื้นเครง เอ็นดูความไม่รู้ของลูกเป็ด “วันนี้นายท่านยอดขลุกอยู่ในตึกตัดสินคดีตั้งแต่เช้า โชคดีของน้องเป็ดจริงจริ๊ง ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่ได้ป๊ะกับท่านน่ะ นายท่านยอดไม่ค่อยอยู่ติดที่ ส่วนมากจะเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ”

          “อ๋อ ออกเดินทางแสวงบุญสินะคะ ช่วยเหลือผู้คนอะไรอย่างงั้น” พวกเทพวรรณะสูงก็ชอบทำกัน

          “ช่วยทำไม?” สองยักษ์ทำหน้าตาเหลอหลา

          “อ้าว ก็ช่วยเขา เขาก็จะได้ตั้งศาลกราบไว้สำนึกบุญคุณเรา บูชาเรา เราก็ได้บุญไง?”

          สองยักษ์กะพริบตาปริบๆ สักพักก็ระเบิดหัวเราะเสียงดัง “ใครจะตั้งศาลกราบไหว้ยักษ์กัน ตลกแล้ว พวกเราสูงใหญ่ มีเขี้ยว ไม่ได้หน้าตาดีเหมือนเทวดาเสียหน่อย มนุษย์เห็นก็วิ่งกันป่าราบ ไม่ต้องพูดถึงช่วยเหลือ แค่เห็นแล้วไม่ช็อกตายให้เราบาปกรรมก็ดีนักหนา”

          “...” นาถนลิน

          “อีกอย่าง งานสบายแบบนั้นเทพเบื้องบนไม่เหลือให้ยักษ์ทำหรอก นายท่านยอดเองก็ไม่สนด้วย ท่านชอบทำงานที่ได้เดินทางไปมา ไม่ชอบสิงตามต้นไม้หรือศาลเจ้าน่ะ”

          “ท่านชื่ออะไรนะ?” เมื่อกี้เห็นหลุดชื่อออกมาแวบหนึ่ง

          “นายท่านวังหลังน่ะเหรอ... ชื่อยอดชีวัน รูปสลักพญายักษ์ตัวสีน้ำเงินตรงหัวเรือไงล่ะ เคยเห็นไหม?” คนเล่าทำเสียงจิ๊กจั๊กในลำคอ “ท่านเจ้าเมืองน่ะร่างเดิมท่านสีนิลกาฬ เป็นยักษ์จอมพลังที่แรงเยอะที่สุดในไตรจักร มีสี่กรสูงใหญ่เสียดฟ้า สวมอาภรณ์สีมรกต ส่วนท่านยอดร่างเดิมท่านสีน้ำเงิน เป็นยักษ์จอมเวทที่เก่งกาจมาก สี่กรเหมือนกัน ชอบสวมอาภรณ์สีเข้มขาบ”

          กายสีดำ คีรัน – กายสีน้ำเงิน ยอดชีวัน... ทั้งคู่เป็นยักษ์สองพี่น้อง!

          สองทหารยามใช้เวลากว่าชั่วโมงในการพาเดิน นาถนลินก้าวผ่านป้อมปราการน้อยใหญ่ที่สร้างเรียงรายล้อมรอบทั้งวังหน้าและวังหลัง ลักษณะการจัดวางตำแหน่งป้อมคล้ายคลึงกับการวางค่ายกลเพื่อปกป้องหัวใจหลักของกองทัพ นั่นก็คือ มีการจัดวางป้อมชั้นในให้ตั้งล้อมรอบวังหลวงทั้งสี่ทิศ

          ทหารยามเล่าว่าป้อมเหล่านี้เป็นที่พักอาศัยของเหล่า ‘ขุนคลังแก้ว’ หรือก็คือกลุ่มยักษ์ที่ตบะแก่กล้า ฤทธิ์เดชสูง มีสิทธิ์มีเสียงในการปกครองบ้านเมือง

          ไกลออกไปอีกหน่อยคือป้อมชั้นกลาง มันถูกสร้างกระจัดกระจายปะปนไปกับบ้านเรือนของประชาชน จุดสังเกตคือมีธงรบสีแดงปักอยู่ มองแล้วรู้ทันทีว่าเป็นป้อมทหาร

          ท้ายสุดคือป้อมชั้นนอกหรือที่เรียกกันว่าป้อมหน้าด่าน เพราะเป็นด่านแรกที่ปะทะกับข้าศึกโดยตรง มันถูกสร้างขึ้นเป็นกำแพงยาวล้อมรอบเกาะแดงโลกันต์ โดยทุกๆ สองกิโลจะมีปืนใหญ่โผล่ขึ้นมาหนึ่งจุด มองแล้วน่าเกรงขาม

          ข้อมูลทั้งหมดนี้นาถนลินจดจำไว้ทั้งหมด

          ในที่สุดเธอก็ถูกพามาหยุดอยู่หน้าตึกตัดสินคดี ข้างในมีเสียงทะเลาะวิวาทแว่วออกมาให้ได้ยินเล็กน้อย ทหารยามหันมาบอกเธอ “วันนี้คดีความเยอะ นายท่านยอดคงกำลังวุ่นๆ น้องยืนรอตรงนี้ก่อน พวกพี่จะเข้าไปดูลาดเลา ถ้ามีช่วงพักเบรกละก็ พี่จะรีบพาเป็ดน้อยคนสวยเข้าไปเสนอหน้าทันที”

          เจ้าชู้ยักษ์!

          แต่เอาเถอะ ลักษณะบ้านๆ ดูจริงใจของพวกเขาทำให้เธอยอมพยักหน้าตาม

          หลังจากทหารยามทั้งสองผลุบหายเข้าไปเธอก็ไม่เห็นพวกเขาเดินออกมาอีก นาถนลินยืนรออยู่นานมาก มียักษ์หลายตนทั้งหญิงชายเดินผ่านร่างเธอเข้าๆ ออกๆ บางตนเดินเข้าไปด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง และก้าวออกมาอย่างหัวเสียก็มี

          นาถนลินยืนรอจนเมื่อย รอจนคิดว่าคงถูกลืมไปแล้วจึงตั้งท่าจะไปเดินสำรวจสถานที่ แต่เสียงเรียกก็ดังขึ้น “เชลยที่อยู่ด้านนอก เข้ามาได้!”

          เป็นเสียงทหารเฝ้าประตู เสียงนั้นดุดันเหมือนสิงโตคำราม สะท้านสะเทือนจนทุกคนที่เดินไปมายังตื่นตระหนก

          หัวใจนาถนลินหดเล็ก สองมือกำหมัดแน่นเพื่อขอความกล้าจากฟ้าดิน

          เธอกำลังเผชิญหน้ากับพญายักษ์สายพันธุ์กินเนื้ออีกตน!

 

          เธอก้าวเข้ามาในบรรยากาศที่เงียบสงัด

          มาถึงก็ถูกทหารเวรที่ยืนยามเรียงรายทั้งซ้ายขวากดร่างให้หมอบลง เด็กสาวไม่กล้าเงยหน้ามองคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูง ได้แต่ก้มกราบหน้าผากจรดพื้นตามคำแนะนำของทหารคนหนึ่งแล้วนิ่งอยู่อย่างนั้น

          นายท่านวังหลังที่นั่งสูงกว่าใครยังคงไร้เสียง

          ขึ้นชื่อว่ายักษ์เป็นต้องดุ นาถนลินคิดแบบนี้เลยไม่ยอมเงยหน้า

          เหตุผลแรกคือกลัว

          เหตุผลที่สอง เธออยากเป็นแค่ ‘เชลยคนหนึ่ง’ ที่ไม่สะดุดตาเพื่อที่วันหน้าจะลักลอบหลบหนีได้โดยง่าย ดังนั้นให้เขาจำหน้าเธอไม่ได้เป็นดีที่สุด

          นาถนลินแช่นิ่งอยู่ในท่ากราบ รับรู้ถึงสายตาที่จ้องมาจากเบื้องบน ภายในตึกตัดสินคดีเงียบจนได้ยินเสียงหายใจเข้าออกของทหารที่ยืนเวรอยู่สองฟากห้อง พวกเขาอยู่ในชุดเกราะสีดำแบบนักรบ เรือนร่างสูงใหญ่ ยืนตัวตรงเป็นระเบียบเหมือนเสา

          คนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ไม่พูด นาถนลินเองก็ไม่กล้าเสนอหน้าก่อน สักพักใหญ่เธอถึงได้ยินคำถาม

          “เป็ดเหรอ?”

          สมกับที่เป็นน้องของนายท่าน! น้ำเสียงคล้ายคลึง คำทักทายยังเหมือนกัน!

          “อืม... ดี... พี่กูส่งเป็ดมา”

          นาถนลินกลั้นอารมณ์โกรธจนเนื้อตัวสั่น อยากจะแหวกลับไปว่าต้องสายตาสั้นขนาดไหนถึงได้มองดอกไม้เป็นเป็ด! แล้วอะไรคือคำว่าดี?

          เหมือนเธอจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ อย่างขบขันออกจากปากพญายักษ์คนน้อง

          เด็กสาวยังไม่ทันเงยหน้ามองก็ถูกทหารคนหนึ่งมาดึงออกจากห้องตัดสินความ มีเสียงปนหัวเราะดังไล่หลังมาติดๆ

          “ให้ไปร้องก้าบๆ ในครัว”

---------------

          คำประกาศิตของนายท่านวังหลัง ทำให้ชีวิตสองเดือนหลังจากนั้นของนาถนลินขลุกอยู่แต่ในครัว!

          ใครๆ ก็บอกว่าเธอดวงดีที่นายท่านวังหลังเมตตาต่อเธอ

          เชลยส่วนมากมักถูกส่งไปยืนยามอยู่ตรงป้อมหน้าด่าน ยิ่งฤดูนี้น้ำทะเลในมหานทีสีทันดรหนุนสูง เหล่าเชลยต้องลงไปช่วยกันก่อกำแพงอิฐรอบเกาะเพื่อป้องกันอุทกภัย แต่เธอกลับถูกส่งไปทำงานในครัวซึ่งเบากว่ามาก ใครต่อใครเลยพากันอิจฉา

          เห็นชัดเจนว่าคนที่คิดแบบนี้มีจำนวนไม่น้อย แต่ละวันนาถนลินต้องรับมือกับการแข่งขันเพื่อชิงดีชิงเด่นจากเชลยด้วยกันเอง แถมยังต้องคอยระแวดระวังเหล่ายักษ์ที่จ้องจะจับกินตาเป็นมัน ในช่วงเวลาเสิร์ฟอาหารให้เหล่าขุนยักษ์ตามป้อมต่างๆ ก็ไม่มีใครให้ความสำคัญกับเป็ดน้อยที่หน้าตาธรรมดาเช่นเธอ

          วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

          นาถนลินถูกเด็ดปีกที่เป็นตัวช่วยเดียวที่จะพาเธอกลับบ้าน เธอจึงต้องมองหาวิธีอื่น

 

            ** จะบินได้ต้องอาศัยปีกช่วยส่ง

ด้วยบางองค์อัปสรดาวดึงสา

เป็นเทพีมีปีกแต่ไรมา                    

ขึ้นอยู่กับบุญญาแต่ปางบรรพ์

นาถนลินบินด้วยปีกแต่กำเนิด          

ถิ่นที่เกิดคือวิมานกลางสวรรค์

ผู้คนเรียกอากาสัฏฐเทวัญ             

อุบัติพลันเติบใหญ่ในทันตา

 

          ใช่แล้ว เธอเป็นชาวฟ้าตัวน้อยจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และตอนนี้ก็คิดถึงบ้านมากๆ ด้วย!

          ด้วยความที่ชอบวาดรูปเป็นงานอดิเรก ทุกคืนก่อนนอนนาถนลินจะตั้งใจวาดแผนที่ของเมืองยักษ์นอกด่านแห่งนี้เก็บรวบรวมเอาไว้ ใครๆ ที่เห็นฝีมือวาดภาพของเธอต่างพากันชมเปาะว่าอธิบายง่าย รายละเอียดดี ต้นไม้อะไรตั้งอยู่ตรงไหนก็วาดได้ครบถ้วน แม้กระทั่งป้อมชั้นใน ชั้นกลาง และหน้าด่าน เธอก็ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานเดินไปร่างลายภาพออกมาหมดแล้ว

          วาดเสร็จก็แจกจ่ายไปทั่ว

          ประการแรก เธอพบว่ายักษ์รอบตัวส่วนมากความจำสั้นไม่รู้ว่าเกี่ยวกับการทำงานของสมองหรือเป็นเพราะพวกเขาไม่อยากจำ บางตนอาศัยอยู่ที่แดงโลกันต์มานับพันปี ยังเดินนำทางไปนั่นไปนี่ผิดอยู่บ่อยๆ เคยมีคนพาเธอเดินจากห้องครัวไปห้องน้ำโดยใช้เวลาสี่สิบห้านาทีมาแล้ว!

          ประการที่สอง เธอต้องการรู้ทางหนีทีไล่เพื่อเร้นกายออกไปจากเกาะนี้

          เวลานี้นายท่านวังหน้าคล้ายกับลืมไปแล้วว่ายังมีเป็ดน้อยตัวหนึ่งที่เขาจับมา คีรันไม่เคยถามหาเธอให้ได้ยิน ทุกวันอาทิตย์ นาถนลินมีหน้าที่ประคองถาดผลไม้จากห้องเครื่องของวังหลัง ติดตามเหล่านางกำนัลไปมอบให้คนของวังหน้า พวกเธอจะหยุดอยู่ตรงประตูทางเข้า มอบข้าวของในมือส่งต่อให้กับทหารยาม จุดนี้คือด้านหลังสุดของวังซึ่งอยู่ห่างกับหอวชิรอาสน์ที่พญายักษ์พักอาศัย

          มันเลยยากมากที่เขาและเธอจะบังเอิญเจอกัน

9. กองทัพอรชุน

          ไม่ๆ อย่าฆ่าฉัน อย่าฆ่า!”

          ฉัวะ! ตับ ตับ ตับ ตับ... ฉ่า!

          นาถนลินพยายามวางสีหน้าให้นิ่งที่สุดระหว่างมองคุณข้าหลวงสับกินรีเป็นท่อนแล้วเอาลงไปผัด ตอนที่ส่วนหัวถูกโยนไปกองไว้ในตะกร้าไม้ ปากของแม่สาวคนนั้นยังขยับอยู่เลย ยอมรับว่าตอนแรกเธอเข้าใจผิดอย่างมาก เห็นพี่ยักษ์ทั้งหลายตั้งใจล่านกน้อย เลือกเอาแต่ตัวที่สวย

          ก็นึกว่าส่วนหนึ่งต้องเอา–มา–เป็น–กิ๊ก ที่ไหนได้... เอา–มา–ต้ม–พริก!

          แต่หากมองด้วยหัวใจที่เป็นธรรม นี่คือวงจรของห่วงโซ่อาหาร มนุษย์ทานเนื้อสัตว์ วิญญาณเสพของเซ่นไหว้ ส่วนเทพก็กินเหมือนกัน... เพียงแต่เรากินบุญเก่า

          ยักษ์เป็นเพียงอสูรกึ่งเทพที่ยังคลั่งไคล้ในรูป รส กลิ่น เสียง ดำรงชีพอยู่ในกามภูมิ การเสพอาหารที่ทำมาจากเลือดเนื้อนับเป็นวิถีของเผ่าพันธุ์

          “อ๊ะ!” มัวแต่เหม่อ โดนมีดบาดมือจนได้

          “ฉันเองพี่นาถ” ‘เจ้าจ้อย’ ลูกชายวัยทโมนของคุณข้าหลวงใหญ่ยื่นหน้ามางับนิ้วนาถนลินทันที

          เด็กช่วยดูดเลือดที่นิ้วเธอแล้วยิ้มเผล่ ศีรษะที่โกนเกลี้ยงเหลือเปียเดี่ยวเส้นเดียวกลางกระหม่อมพอมารวมกับเขี้ยวน่ารักสองข้างปากก็ชวนให้น่าเอ็นดู นาถนลินมองแก้มยุ้ยของเด็กชายวัยเก้าขวบแล้วอมยิ้ม

          เจ้าจ้อยเป็นเพื่อนคนแรกของเธอที่นี่ เป็นเด็กที่เก่งที่สุดเรื่องคุยจ้อ เขาช่วยให้วันคืนของเธอในเมืองยักษ์ผ่านไปแบบไม่น่าเบื่อนัก

          “พอแล้วจ้ะ” เด็กสาวค่อยๆ ดึงนิ้วออกจากปากเด็ก พยายามไม่แตะโดนเขี้ยวที่คมเหมือนใบมีด

          จังหวะที่นิ้วเป็นอิสระ กลิ่นหอมสายหนึ่งก็ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องเครื่อง เป็นจังหวะเดียวกับที่นาถนลินลุกขึ้นแล้วเอากระจาดพริกแห้งที่ตนเด็ดขั้วเรียบร้อยไปเก็บ

          อสุรา อสุรี ยักษี ยักษา ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร ทุกตนล้วนอยู่ในอาการชะงักค้าง คุณข้าหลวงเงยหน้าสบตานางยักษ์ตนอื่นๆ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมรอบกรอบหน้า ท้องไส้ร้องโครกคราก ทุกตนมีอาการไม่ต่างกัน ความรู้สึกคือมือไม้เย็นเฉียบ ลำคอแห้งผากกระหายน้ำ

          เจ้าจ้อยวิ่งออกไปเพราะมีคนมาเรียกให้ไปช่วยยกถ้วยชา

          หลังจากเด็กลับตาไป กลิ่นหอมก็ค่อยๆ จางหาย ยักษ์ปากไวตนหนึ่งถามขึ้น “เมื่อกี้กลิ่นอะไร?”

          ไม่มีใครให้คำตอบได้ มันมาไวไปไว คงไว้แค่กลิ่นรางเลือนเพียงหนึ่งสูด

          แต่แค่นั้นทุกคนก็หวงจนไม่ยอมปล่อยลมหายใจออก

 

           เป็นกลิ่นที่ใครใครไม่เคยสบ   

เป็นกลิ่นที่สามภพไม่หอมถึง

เป็นกลิ่นที่หัวใจใคร่คะนึง              

เป็นกลิ่นที่หวานซึ้งดังต้องมนตร์

 

          “ค่อยๆ ประคองนะเอ็ง อย่าให้ถาดเอียง”

          เจ้าจ้อยหน้าม่อย เขาอุตส่าห์มาช่วยแต่กลับโดนนางกำนัลดุมาตลอดทาง เด็กชายประคองถาดชาด้วยสองมืออ้วนป้อม กลิ่นของชาน้ำผึ้งแทรกซึมเข้าไปในนาสิกประสาท ให้ความรู้สึกหวานล้ำชวนน้ำลายสอ เขาชอบเวลาห้องเครื่องปรุงเครื่องดื่มส่งไปให้วังหน้าทุกครั้งเหล่าแม่ครัวจะประชันกันปรุงแต่งสุดฝีมือเพื่อให้นายท่านวังหน้าพอใจ

          ท่านเจ้าเมืองโปรดดื่มหวาน เครื่องดื่มทุกชนิดของท่านหวานจนเชื่อมเหนียว ถ้าเผลอทำหกหยดเดียวมดจะมารุมเป็นร้อย มารดาเขาเป็นข้าหลวงใหญ่ รับหน้าที่ดูแลห้องเครื่องเป็นหลัก สมุดในมือแม่จะเต็มไปด้วยรายชื่อดอกไม้ที่มีน้ำหวานหอมสะอาด แม่รู้ดีว่าดอกสาบเสือกับดอกส้มถ้าผสมกันแล้วจะได้น้ำหวานรสชาติขมเฝื่อน ดอกรักป่าจะให้น้ำหวานกลิ่นฉุน จำต้องผสมกับน้ำหวานของดอกแพงพวยน้ำอีกที ถึงจะไม่แสบคอนัก

          ยิ่งใกล้ฤดูหนาว นายท่านวังหน้าจะจำศีล ช่วงนั้นท่านจะไม่รับเนื้อสัตว์เน้นดื่มน้ำหวานจากพรรณพืชเท่านั้น จ้อยเคยถามแม่ว่าถ้าเขาทำแบบนั้นบ้างจะเป็นอย่างไร

          แม่ตอบว่า ‘จะตาย’

          จ้อยเลยไม่เคยคิดเลียนแบบพญายักษ์อีก

          อสูรสายพันธุ์กินเนื้ออย่างพวกเรายังแบ่งออกไปอีกหลายประเภท ประเภทแรกคือพวกที่กินแต่เนื้อหนัง กินเพื่อขับถ่ายและเอาชีวิตรอดไปวันๆ ส่วนประเภทที่สองคือกลุ่มตบะแก่กล้า มีดวงจิตที่มั่นคงเข้มแข็งถึงขั้นทรงอิทธิฤทธิ์ อสูรประเภทที่สองจะเน้นดื่มทุกอย่างที่อยู่ในรูปของเหลว กินเนื้อได้บ้างแต่ไม่นึกอยาก

          จ้อยเชื่อว่านายท่านวังหน้าเป็นประเภทที่สอง แต่ตัวเขา... ชัวร์เลยว่าเป็นประเภทที่หนึ่ง

          “ทำอะไรน่ะไอ้จ้อย!” นางกำนัลทางด้านหน้าหันมาตวาด

          “เปล่าจ้ะ” เด็กชายรีบเคลื่อนริมฝีปากออกห่างจากขอบแก้ว ชาน้ำผึ้งนี่หวานจริงๆ แอบจิบนิดเดียวยังรู้สึกหอมขึ้นจมูก มิน่านายท่านถึงโปรดนัก

          “ถือดีๆ อย่าให้เอียง”

          เจ้าจ้อยหลุบตาหลบ โชคดีที่พี่สาวเหล่านั้นไม่เห็นช่วงที่เขาแอบจิบชา

          ขบวนห้องเครื่องกว่ายี่สิบชีวิตเดินหน้าเรียงแถวตรงไปยังประตูทางด้านหลังของวังหน้าที่มียามหน้ายักษ์ยืนเวรอยู่สี่นาย วันนี้หลายอย่างดูวุ่นวาย ผู้คนขวักไขว่แทบจะชนกัน แม้แต่คนจะมารับอาหารยังไม่มี นางกำนัลคนหนึ่งคว้าชายเสื้อทหารยามแล้วถาม

          “ด้านในมีอะไรกันเหรอ?”

          “วันนี้สหายครุฑของนายท่านมาเยือน บอกว่ามีเรื่องด่วนไม่ได้มาตัวสองตัวเสียด้วย บินมาแบบมืดฟ้ามัวดินเชียวล่ะ มองไปทางไหนก็มีแต่ครุฑ เราเลยต้องตระเตรียมห้องหับรับรอง จริงสิ อาหารมาแล้วใช่ไหม?”

          “ทางห้องเครื่องเตรียมเครื่องดื่มมาก่อน อาหารน่าจะตามมาทีหลังจ้ะ” นางกำนัลร่างยักษ์ยิ้มตอบ

          แดงโลกันต์เป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นกับสิมพลี พวกเราคบหาค้าขายกันมานาน อีกทั้งองค์ชายใหญ่เผ่าครุฑยังนับเป็นสุดยอดกัลยาณมิตรของท่านเจ้าเมือง เขามักคาบข่าวสำคัญมาให้นายท่านอยู่เนืองๆ

          เห็นว่ากำลังยุ่งกัน นางกำนัลตรงหัวขบวนเลยอาสา “ในเมื่อพี่ๆ มือไม่ว่าง ให้พวกฉันนำเครื่องดื่มเข้าไปเสิร์ฟเองเลยไหมจ๊ะ?”

          ทหารยามคุ้นหน้ากับสาวๆ จากห้องเครื่องเป็นอย่างดีเพราะดีลงานกันบ่อย พวกเขารีบพยักหน้ารับ “เอาสิ อย่าเอะอะเสียงดังแล้วกัน ได้ยินว่าครุฑมาหนนี้มีธุระสำคัญ นายท่านอาจต้องการสมาธิ”

          เจ้าจ้อยรีบพยักหน้าตามพี่ๆ นางกำนัล ในใจนึกตื่นเต้นที่จะได้เข้าไปเสนอหน้าในเขตหวงห้าม พวกเขาช่วยกันประคองถาดเครื่องดื่มและของว่างตรงเข้าไปในวังหน้าที่มองคล้ายกองหินสูงเสียดฟ้า พอก้าวเข้ามาทุกคนก็ถูกสายหมอกจางๆ ปกคลุมสองเท้าของตัวเองตั้งแต่ตาตุ่มลงไปทำให้ฝ่าตีนเย็น มองอะไรบนพื้นไม่เห็น

          ขบวนเครื่องดื่มลัดเลาะไปตามห้องหับต่างๆ สองข้างผนังประดับประดาไปด้วยประติมากรรมเศียรอสูรในรูปแบบปูนปั้นที่น่าเกรงขาม ส่วนมากเป็นเศียรของต้นตำนานยักษาที่พวกเขาเคารพบูชา

          ด้านซ้ายมือตนแรกคือ ‘ท่านอินทรชิต’ ถูกปั้นในรูปแบบยักษ์เขียว ปากขบ ตาโพลง ปากแสยะอวดเขี้ยวดอกมะลิ สวมชฎายอดกาบไผ่เหมือนเครื่องทรงกษัตริย์แบบเก่า ซึ่งนายท่านของพวกเขาไม่นิยมแต่งตัวแบบนี้

          ท่านว่ามันเชย

          อะไรเชยๆ ลิเกๆ ปล่อยให้เทวดาเขาทำกัน!

          รูปปั้นอีกตัวทางขวามือคือ ‘ท่านบรรลัยกัลป์’ เป็นต้นตระกูลยักษ์ที่จ้อยชอบที่สุดเพราะชื่อ! ใบหน้าท่านบรรลัยกัลป์ถูกปั้นเป็นหน้ายักษ์สีแสด ปากขบ ตาจระเข้ สวมมงกุฎน้ำเต้าเฟือง

          จ้อยเดินมองเพลิน ซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหลายในใจเขาถูกรวบรวมไว้ที่นี่หมดแล้ว ได้แต่คิดในใจว่า ‘โตขึ้นหน้ากูจะต้องมาอยู่รวมกับเศียรยักษ์เหล่านี้ เพื่อชนรุ่นหลังจะได้เดินมาชมแล้วตะโกนว่า นั่นไง
ท่านจ้อย! ยักษ์ผิวสีแทน ปากรูปกระจับ ตาหงส์ สวมมงกุฎมิสเตอร์แฮนด์ซัม’

          “ไอ้จ้อย เข้ามา!”

          เสียงตวาดเรียกทำให้เด็กชายวิ่งตามจนหน้าท้องกระเพื่อมทั้งขบวนยอบร่างลงเดินเข่าเรียงหนึ่งตรงช่องหินทางเข้า จ้อยตามพวกพี่สาวเข้าไปยังโถงด้านในที่ทั้งกว้างและโอ่อ่ามองคล้ายถ้ำมากกว่าจะเป็นห้องห้องหนึ่งในวัง

          อากาศที่นี่เย็นกว่าด้านนอกประมาณสององศา สายหมอกสีขาวเอื่อยยังลอยคลุ้งอยู่เต็มพื้น เด็กชายมองผีเสื้อมากมายที่กำลังบินเล่นล้อแสงแดดยามบ่ายที่สาดลงมาแตะผิวแอ่งน้ำสีครามข้างแท่นนอน

ที่นี่คือหอวชิรอาสน์ หอนอนของท่านเจ้าเมือง

          มีการสะกิดกันและกันภายในขบวน ของว่างและเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ถูกส่งแบบมือต่อมือจากท้ายไปถึงหน้าขบวน โดยมีนางกำนัลสาวใหญ่คนหนึ่งจัดวางทุกชิ้นอย่างเป็นระเบียบข้างๆ เอกสารที่ท่านเจ้าเมืองกำลังกวาดสายตาอ่านอย่างเคร่งเครียด

          ครุฑตัวใหญ่ที่นั่งอยู่ด้านหน้าคีรันเอ่ยขึ้น “ก็อย่างที่กูเล่าให้มึงฟัง กองทัพพระอินทร์กระจายกำลังตรวจค้นไปทั่วทั้งสามโลกสองอาทิตย์ก่อนสิมพลีถูกรื้อค้นจนเละ ไกรลาส พระสุเมรุ หิมพานต์ สัตบริภัณฑ์ ก็ถูกร้องขอให้เปิดรับการเข้าตรวจค้น อีกไม่นานคงมาถึงเขตทะเลสีทันดร”

          คำพูดลอยๆ นี่คงไม่น่าหวั่นใจอะไรถ้ามันมาจากปากนกตัวหนึ่ง แต่เผอิญนกตัวนี้คือ ‘ท่านกัสยะสุบรรณ’ พญาครุฑที่เป็นสหายรักของคีรันมากว่าสองพันปี องค์ชายใหญ่แห่งเผ่าครุฑมีรูปโฉมละเอียดบรรจง เรือนผมสีเงินยวง แตกต่างกับความดิบเถื่อนของเผ่าพันธุ์ยักษ์ ร่างเดิมของกัสยะเป็นครุฑสีทองที่มีขนาดลำตัวใหญ่เท่ากับเครื่องบินของมนุษย์ ฤทธิ์เดชก็มากตาม

          เจ้าจ้อยมองเรือนผมสีอ่อนที่ยาวปรกต้นคอ ท่านกัสยะมีโครงหน้าแข็งแกร่ง โหนกแก้มสูงตามเชื้อสายผู้ดีเก่า จมูกของท่านตั้งตรง ส่วนปลายงุ้มเล็กน้อย แต่โดยรวมก็นับว่าเป็นบุรุษที่มีเครื่องหน้าคมเฉียบทุกองคาพยพ พอหันไปมองพี่ๆ นางกำนัลบ้าง แหม... นั่งกันตาปรอยเชียว!

 

         **  ครุฑราชชาติเชื้อมหากษัตริย์    

ทั้งเจนจัดหลักแหลมสมศักดิ์ศรี

บินไม่พักกวักละโยชน์ด้วยฤทธี          

เพื่อเร่งรี่แจ้งความภูวนัย

ข่าวว่าทัพหน้าของดาวดึงส์              

ยาตรามาถึงแผ่นดินใหญ่

จัดแยกแทรกกองกำลังไป                

ควานหาสิ่งใดไม่แจ้งจาร

นำพลด้วยองค์เทวบุตร                   

อรชุนเยี่ยมยุทธ์มหาศาล

เคลื่อนทัพอับอึงอนธการ                 

อีกไม่นานแผ้วผ่านสีทันดร

 

          “พวกมันตามหาอะไร?” เสียงโทนเบสทุ้มต่ำเหมือนเหล็กครูดหินถามขึ้น

          ความหวานในบรรยากาศแตกโพละ ถูกแทนที่ด้วยอะไรบางอย่างที่หยาบกระด้างและหวดแรง

          พี่ๆ นางกำนัลยิ้มเฝื่อน หน้าเซ็ง ใจนึกอยากได้ยินแต่เสียงของท่านกัสยะ

          “ของสำคัญชิ้นหนึ่งของสวรรค์หายไป มันไม่ยอมเผยออกมาว่าคืออะไร”

          ทั้งยักษ์ทั้งครุฑสบตากันอย่างเคร่งเครียด

          “ใครนำทัพ?” คีรันวางเอกสารในมือลง

          “อรชุน”

          ชื่อบุตรของพระอินทร์ทำให้บรรยากาศเพิ่มความกดดันทวีคูณ คีรันไม่เคยพบหน้าหมอนั่น แต่พอจะรู้อยู่ว่าป๊อปปูล่าร์ในหมู่สาวๆ “แม่ทัพหน้าของดาวดึงส์มาเองซะด้วย”

          ‘อรชุน’ เป็นบุตรที่พระอินทร์ทรงโปรดปราน แต่ก็นั่นแหละ มันมีดีแค่หน้าตากับยิงธนูแม่น ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ใช่ทักษะที่ใช้ทำมาหากินในชีวิตประจำวัน

          เพราะหนึ่ง... มันไม่ได้เป็นนายพราน

          และสอง... มันไม่ได้ขายตัว

          คีรันยังกังขาว่าอาวุธอย่าง ‘ศรอินทร์โชติ’ ของอรชุนจะเหนือชั้นกว่า ‘ศรโกเมน’ ของยอดชีวันไปได้อย่างไร น้องของเขาถึงจะเกเรไปสักหน่อยแต่ก็ยืนหนึ่งเรื่องยิงธนู

          “แต่กูว่ามึงไม่ควรใส่ใจ ธรรมดาชาวฟ้าไม่ลงมาข้องแวะกับพวกเราอยู่แล้ว”

          “ของที่หายคงสำคัญมาก” คีรันไม่ยอมหลุดประเด็น

          กัสยะหลุบตาแล้วคิดตาม คาดเดาจากความโกลาหลของเดือนที่ผ่านมา บอกได้คำเดียวว่าของนั่นโคตรสำคัญ แม้แต่ท้าวเวนไตยบิดาเขายังได้รับสาส์นขอความร่วมมือให้ช่วยแหวกเขาพระสุเมรุ เปิดทางให้ชาวฟ้ากรีธาทัพเข้าไปตรวจสอบ

          นรกภูมิ มนุษยภูมิ ทัพฟ้าของอรชุนก็เสนอหน้าไปมาหมดแล้ว!

          “ถ้ามีความคืบหน้ามากกว่านี้ จะรีบมาเล่าให้ฟังแล้วกัน”กัสยะไม่อยากคุยเรื่องชวนปวดหัว “จริงสิ วันนี้ไอ้ยอดไม่อยู่บ้านเหรอ?”

          “หายหัวไปพักใหญ่แล้ว สงสัยลงไปเตร็ดเตร่ที่มนุษยภูมิ แต่ก็ดี... มันเป็นคนใจร้อน หากเจอทัพฟ้าของอรชุนเข้าอาจมีเรื่อง” คีรันยังสนใจในหัวข้อนี้ “ว่าแต่พ่อมึงไม่อาละวาดเหรอ ตอนถูกรื้อค้นข้าวของในบ้าน?”

          กัสยะไม่ตอบ เคลื่อนถ้วยชาน้ำผึ้งไปวางเบื้องหน้าคีรัน มองอีกฝ่ายคว้าหูถ้วยยกขึ้นดื่ม

          “หากพวกมันมาถึงสีทันดร มึงช่วย...” พญายักษ์พูดได้แค่นั้นปากก็อ้าค้าง หัวคิ้วขมวด

          สามวิต่อมาก็หลุบตามองขอบแก้ว

          ก้มหน้าลงสูดดม

          มองอีก

          เหล่านางกำนัลเห็นท่านเจ้าเมืองเป็นอย่างนั้นก็ลอบสบตากันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ละคนนั่งไม่ติดที่

          หรือว่ามีแมลงตกลงไป?

          นางยักษ์ที่อยู่หน้าขบวนหันไปส่งสายตาเขียวปั๊ดให้เจ้าจ้อยที่นั่งหน้าเหลอหลาอยู่ท้ายสุด

          “มีอะไร?” กัสยะถาม แปลกใจกับกิริยาที่แปลกไปอย่างกะทันหันของพญายักษ์ “ชาร้อนไปเหรอ?”

          คีรันกะพริบตาปรับสติ ถามออกมาเสียงเบา “ได้กลิ่นไหม?”

          “กลิ่นอะไร?” กัสยะชะงักกับอาการของเพื่อน

          กลิ่นอะไร?

          นั่นสิ... เป็นกลิ่นอะไรก็บอกไม่ถูก มันคล้ายจะรวมสรรพสิ่งที่หอมสว่างทั่วทั้งไตรดาลไว้ด้วยกัน

 

                  **   กลิ่นดอกปีบเหมือนใครบีบหัวใจหลุด              

กลิ่นสายหยุดเหมือนพี่ยุดเจ้าเมื่อสาย    

          กลิ่นจำปีเหมือนเพิ่งพรากเจ้าปีกลาย               

กลิ่นกล้วยไม้เหมือนไม้ไหม้ไส้ตรอมตรม

          กลิ่นตะแบกเหมือนพี่แบกไปด้วยทุกข์              

กลิ่นโมกสุขเหมือนไม่สุขสมประสงค์

          กลิ่นนางล้าเหมือนพี่ล้าปลงไม่ลง                    

กลิ่นกาหลงเหมือนพี่หลงยามน้องเยือน