ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ปฐพีไร้พ่าย 与凤行

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
สิงจื่อ...  ทรงอำนาจที่สุด ยุติธรรมที่สุด และเยือกเย็นที่สุด เขาใช้บารมีของตนพยุงทุกภพเข้าด้วยกัน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างเทพ ผี ปีศาจและมนุษย์  เขาไม่เคยมีความรู้สึก ไม่มีรัก และไร้ญาติขาดมิตร  ตลอดอายุขัยของเขาช่างน่าเบื่อเหลือเกิน จึงใช้เวลา ว่างที่มีอย่างเหลือเฟืออวตารลงไปท่องเที่ยวยังโลกมนุษย์ เสิ่นหลี... หากเทียบกับเขาแล้ว ชีวิตของนางมีสีสันกว่ามาก นางเป็นท่านอ๋องอันดับหนึ่งของแดนอสูร  ทั้งองอาจ กล้าหาญและไม่กลัวใคร  เพื่อให้สวรรค์และแดนอสูรเป็นพันธมิตรต่อกัน  ท่านอ๋องปี้ชางเสิ่นหลีจึงถูกจับแต่งงานกับเซียนหนุ่ม แห่งแดนสวรรค์ ที่ทั้งเจ้าชู้หลายใจ และอ่อนแอราวกับสตรี แล้วเหตุใดนางต้องยินยอม! 

บทนำ

ปฐพีไร้พ่าย

จากเรื่อง: 与凤行

จิ่วลู่เฟยเซียง เขียน ห้องสมุด แปล

Author: Jiu Lu Fei Xiang Chinese edition copyright Stellar Pictures (Shanghai) Co., Ltd.

Cover design by MoMi, Cover art: Jiangsu Phoenix Literature and Art Publishing, Ltd.

Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.

ALL RIGHTS RESERVED 

-----------------------------------------

 

สิงจื่อ... 
ทรงอำนาจที่สุด ยุติธรรมที่สุด และเยือกเย็นที่สุด
เขาใช้บารมีของตนพยุงทุกภพเข้าด้วยกัน
เพื่อรักษาสมดุลระหว่างเทพ ผี ปีศาจและมนุษย์ 
เขาไม่เคยมีความรู้สึก ไม่มีรัก และไร้ญาติขาดมิตร 
ตลอดอายุขัยของเขาช่างน่าเบื่อเหลือเกิน จึงใช้เวลา
ว่างที่มีอย่างเหลือเฟืออวตารลงไปท่องเที่ยวยังโลกมนุษย์


เสิ่นหลี... หากเทียบกับเขาแล้ว ชีวิตของนางมีสีสันกว่ามาก
นางเป็นท่านอ๋องอันดับหนึ่งของแดนอสูร 
ทั้งองอาจ กล้าหาญและไม่กลัวใคร 


เพื่อให้สวรรค์และแดนอสูรเป็นพันธมิตรต่อกัน 
ท่านอ๋องปี้ชางเสิ่นหลีจึงถูกจับแต่งงานกับเซียนหนุ่ม
แห่งแดนสวรรค์ ที่ทั้งเจ้าชู้หลายใจ และอ่อนแอราวกับสตรี
แล้วเหตุใดนางต้องยินยอม! 

สารบัญ

บทนำ

            ท้องนภาในยามนี้มืดครึ้มด้วยเมฆฝนสีเข้ม

          แว่วเสียงฟ้าคำรามมาแต่ไกลพร้อมกับสายอสนีบาตที่ฟาดลงมาอย่างรุนแรงเป็นระยะๆ คลอกับเสียงสายลมหวีดหวิว...คล้ายเสียงร่ำไห้แผ่วเบาชวนให้หวาดผวายิ่งนัก

          ร่างหนึ่งยืนสงบนิ่งท่ามกลางบรรยากาศแปรปรวนประหนึ่งฟ้าจะถล่ม ดวงหน้านั้นเป็นอิสตรี เสียงฟ้าคำรนกึกก้องที่ดังพอให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวนคำรามขึ้นอีกคราทว่านางกลับไร้ท่าทีสะท้านสะเทือนต่อความพิโรธของสรวงสวรรค์ ดวงตาทั้งคู่ทอดมองไปยังเบื้องหน้าแฝงแววเลื่อนลอยอยู่บ้าง ท่าทางผ่อนคลายดั่งกำลังอยู่ในอุทยานบุปผา ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองบุรุษผู้หนึ่งที่ปรากฏกายขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงด้านหลังนางแม้แต่น้อย

          “จอมอสูรมีรับสั่งให้ท่านอ๋องปี้ชางเสิ่นหลีรีบกลับแดนอสูรพร้อมกับพวกข้าขอรับ”

          เรือนผมสีนิลยาวผูกรัดเอาไว้ด้วยสายรัดสีทองปลิวไสวระไปกับชายแขนเสื้อกว้างที่สะบัดขึ้นลงตามแรงลมเช่นเดียวกัน เสื้อคลุมยาวสีดำปักลายดอกโบตั๋นวิจิตรงดงามขับเน้นเรือนร่างเพรียวบางดุจสายน้ำของนาง ทว่าก็แฝงไว้ซึ่งความองอาจหาญกล้าและท่วงท่าสง่างามราวเทพเซียน

          อ๋องปี้ชางลักษณะหยิ่งทะนงห้าวหาญถึงเพียงนี้ยังจะเห็นคำสั่งของผู้ใดอยู่ในสายตาอีกหรือ?

          นางเพียงชายตามองกลับไปคราหนึ่งแล้วจึงตอบอย่างเชื่องช้า

          “ข้าไม่กลับ”

          บุรุษชุดเทาชะงักงันชั่วครู่ก่อนจะสะบัดมือวูบหนึ่ง “เช่นนั้นพวกข้าก็ต้องล่วงเกินท่านอ๋องแล้ว”

          เงาร่างปริศนาสองร่างปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดของฟ้าพยับเมฆ เพียงพริบตาบุรุษทั้งสามก็กระจายกำลังกันเป็นแนวสามเหลี่ยม กักสตรีเพียงหนึ่งเดียวให้ตกอยู่ในวงล้อมอย่างแน่นหนา

          “กินดีหมีหัวใจเสือมาหรืออย่างไรถึงกล้าขวางทางข้า” สายตาของเสิ่นหลีที่เดิมยังเอื่อยเนือยกลับสาดประกายเย็นยะเยือกชวนขนลุกชันขึ้นมาทันที รอยยิ้มที่แทบมองไม่เห็นผุดขึ้นที่มุมปาก เพียงตวัดมือวูบเดียว ก็ปรากฏหอกยาวสีเงินห้อยพู่ระย้าสีแดงในมือขวา ชั่วขณะที่นางสะบัดหอกเงินออกตั้งรับ รัศมีสีขาวยวงก็ฟาดผ่านอากาศออกมาพร้อมไอสังหารอำมหิตที่โหมซัดทะลักทลาย “ไม่กลัวตายก็เข้ามา!”

          คำท้าทายหยิ่งผยองของเสิ่นหลีทำให้บุรุษชุดเทาผู้เป็นหัวหน้าถึงกับลอบสบตาลูกน้องฝั่งซ้ายด้วยความหวาดผวา ทว่าบุรุษที่ยืนอยู่ฝั่งขวากลับสะบัดดาบออกจากฝักแล้วพุ่งเข้าโจมตีนางด้วยกระบวนท่าทำลายล้างรุนแรง

          “โม่ฟาง อย่าเพิ่งโจมตี!”

          เงาร่างของโม่ฟางว่องไวดุจสายฟ้า คำสั่งของบุรุษชุดเทาไหนเลยจะยับยั้งเขาได้ทันท่วงที ท่านอ๋องปี้ชางเพียงเลิกคิ้วเรียวงามขึ้น รับมืออีกฝ่ายด้วยการสะบัดหอกเงินตอบโต้อย่างไม่ครั่นคร้าม

          เคร้ง!

          เสียงอาวุธกระทบกันมาพร้อมกับประกายไฟลุกวาบ บ่งบอกได้ดีว่าเมื่อครู่นี้พวกเขาออกแรงปะทะกันถึงขั้นไหน กำลังภายในที่แฝงมากับอาวุธของเจ้านายลูกน้องแผ่กระจายสะท้านสะเทือนไปทั่วทุกทิศ

          บุรุษอีกสองที่เหลือได้แต่กัดฟัน ชักดาบเข้าห้ำหั่นเสิ่นหลีหมายให้พ่ายแพ้โดยเร็ว

          พวกเขาทั้งสามต่างเป็นขุนศึกผู้ผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชน ชื่อเสียงโด่งดังจนไม่มีใครในแดนอสูรไม่รู้จัก แต่กระนั้นเมื่อต้องมารุกรบกับสตรีเพียงนางเดียวอย่างเสิ่นหลี... ผู้ที่มีศักดิ์เป็นถึงอ๋องปี้ชาง... พวกเขากลับไม่อาจจบศึกอย่างรวบรัดได้

          แม้อ๋องปี้ชางจะมีวรยุทธสูงส่งกว่าขุนพลแดนอสูรทั้งสามทว่านางกลับไม่อาจใจดำพอที่จะลงมือกับพวกเขาอย่างเหี้ยมโหด ด้วยเพราะรู้ดีว่าทุกตนต่างทำไปเพราะหน้าที่ เมื่อลงมือได้ไม่เต็มที่น้ำน้อยจึงต้องแพ้ไฟ ยากที่จะพ้นจากการตกเป็นเบี้ยล่าง สู้กันไปได้พักเดียวเสิ่นหลีก็เผยช่องโหว่ออกมาให้อีกฝ่ายได้เห็น

          โม่ฟางไม่ยั้งมือไว้ไมตรีแม้แต่น้อย รีบเสือกดาบในมือแทงเข้าไปที่ตำแหน่งหัวใจของนางอย่างรวดเร็ว!

          ใครคนหนึ่งตะโกนลั่น “โม่ฟาง! ห้ามสังหารท่านอ๋องเด็ดขาด!”

          ชายเจ้าของชื่อทำเสมือนคำเมื่อครู่เป็นลมผ่านหู ปลายดาบแหลมคมพุ่งผ่านเสื้อคลุมตัวยาว แทงทะลุพุ่งตรงไปที่ตำแหน่งหัวใจอย่างไม่ออมมือ แต่อ๋องปี้ชางฉากหลบได้ทันท่วงทีจึงแทงเฉียดตำแหน่งที่ตั้งใจไว้แทน เมื่อโดนโจมตีจนถึงกับหลั่งเลือดเช่นนี้ทำให้นางต้องยอมผละหนีออกจากวงล้อมอย่างรวดเร็ว

          เพลิงโทสะของเสิ่นหลีพุ่งสูงเทียมฟ้า “ประเสริฐยิ่งนัก! ข้าสู้อุตส่าห์ฝึกฝนพวกเจ้าจนเก่งกาจ แต่ยามนี้พวกเจ้ากลับใช้วิชาที่ข้าสอนลงมือกับข้าอย่างเหี้ยมโหด ช่างกตัญญูเสียจริงๆ!”

          โม่ฟางไม่โต้เถียงเพียงเบี่ยงร่างเปลี่ยนมุมเล็กน้อย เมื่อแน่ใจว่าบังสายตาของผู้อื่นได้แล้วเขาก็สลับบทบาทของตัวเอง ยื่นลำคอของตนทิ่มเข้าไปหาคมหอกของอ๋องปี้ชางอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวโลหิตสีแดงชาดก็สาดกระจายราวกับฝนเลือด

          ผู้ถูกเรียกว่าอ๋องปี้ชางเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง “โม่ฟาง นี่เจ้ากำลังทำบ้าอะไร?”

          “ท่านอ๋อง โม่ฟางช่วยท่านได้เพียงเท่านี้ จากนี้...ขอให้ท่านรักษาตัวด้วย” ชายหนุ่มกล่าวเสียงต่ำพร่า เมื่อจบประโยคก็ผลักร่างปราดเปรียวของเสิ่นหลีออกไปสุดแรงพร้อมกับกระชากดาบที่แทงเฉียดหัวใจนางออกในคราวเดียวกัน ร่างของนางหมุนคว้าง ร่วงหล่นทะลุเมฆขาวชั้นแล้วชั้นเล่าพร้อมกับโลหิตที่ไหลรินออกจากบาดแผลไม่หยุด

          บุรุษอีกสองตนที่เข้าโหมปะทะนางเมื่อครู่ถูกอาการบาดเจ็บสาหัสของโม่ฟางรั้งเอาไว้จึงไม่ได้ตามนางลงมา พวกเขาตนหนึ่งรีบเข้าประคองร่างโม่ฟาง ไม่รู้ว่าเอ่ยอันใดต่อกัน แต่พริบตาเดียว...เงาร่างของบุรุษทั้งสามก็หายวับราวกับเป็นเพียงภาพลวงตา

          เสียงอสนีบาตฟาดลงบนพื้นโลกยังคงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งเก้าชั้นฟ้า ร่างของนางยังคงหล่นลงสู่เบื้องล่างอย่างไร้จุดหมาย ในยามนี้อ๋องปี้ชางถึงเพิ่งเข้าใจว่าโม่ฟางยื่นมือเข้าช่วยนางอย่างสุดกำลัง

          บางที...เขาอาจจะรู้ว่ายามนี้แม้นางต้องตาย... ก็ไม่มีวันกลับไปที่แดนอสูรเป็นแน่

          โม่ฟางเอ๋ยโม่ฟาง...สมกับเป็นทหารที่นางฝึกมาด้วยมือตัวเองจริงๆ ช่างเต็มไปด้วยคุณธรรมน้ำมิตรเสียนี่กระไร!

บทที่ 1 ไก่ไร้ขน(1)

          ท้องฟ้าขมุกขมัวด้วยเมฆหมอกมืดครึ้ม

          อสนีบาตที่ฟาดลงมาไม่หยุดยั้งดังสนั่นราวกับจะคว่ำฟ้าพลิกแผ่นดินทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวออกจากบ้านแม้แต่คนเดียว ผู้คนต่างพากันปิดประตูหน้าต่างหลับตาภาวนาอย่างอกสั่นขวัญแขวน อ้อนวอนขอให้เทพผู้ทรงอสนีบาตหายพิโรธโดยเร็ว

          มีเพียงกระท่อมน้อยหลังหนึ่งที่อยู่ฝั่งตะวันตกของเมืองเท่านั้น ที่เจ้าของบ้านพิลึกพิลั่นพอจะออกมานอกบ้านในยามอากาศวิปริตเช่นนี้

          “บรรยากาศย่ำแย่เสียจริง” ดวงตาคมกล้าเงยขึ้นมองกลุ่มเมฆหนาแน่นบนท้องนภา สายลมพัดกรรโชกอย่างรุนแรงจนใบไม้แห้งและฝุ่นดินในลานตลบฟุ้ง แคร่ไม้ไผ่กลางลานหลังบ้านล้มระเนระนาด แม้แต่ทิวไผ่ที่เขาปลูกไว้ก็ถูกพายุพัดเสียจนทลายราบเป็นหน้ากลอง เสื้อคลุมตัวยาวลู่แนบไปกับเรือนร่างสูงสง่าเช่นเดียวกับเส้นผมยาวที่พลิ้วสยายตามแรงลม พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นแสงสว่างแปลบปลาบในกลุ่มเมฆดำทะมึน... เพียงวูบเดียว... ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว

          ชายหนุ่มหรี่ตามอง รำพึงเสียงเบา “มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว...”

 

            พายุฝนกระหน่ำหายไปพร้อมราตรีกาล

          แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องต้องหยาดน้ำที่ยังคงค้างพราวอยู่บนใบไม้ ก่อให้เกิดแสงระยิบระยับไปทั่ว พื้นดินที่ผ่านการชะล้างจากสายฝนโชยกลิ่นหอมอ่อนๆ ชวนให้จิตใจสดชื่นยิ่งนัก

          เจ้าของกระท่อมหลังน้อยผู้มีนามว่าสิงอวิ๋นในยามนี้สวมเสื้อตัวในสีดำสนิท ตัดกับเสื้อคลุมยาวตัวนอกซึ่งเป็นสีขาวสะอาดตา ชายหนุ่มเดินเข้าไปในตลาดอันคึกคักไปด้วยผู้คนมากมายที่มาจับจ่ายหาซื้อข้าวของ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างแข่งกันตะโกนเรียกผู้คนที่ผ่านไปมาให้แวะเข้าดูสินค้าที่ตนเองเตรียมมาขายอย่างแข็งขัน แว่วเสียงต่อรองราคาและเสียงตะโกนอึกทึก เสริมให้บรรยากาศในตลาดคึกคักยิ่ง

          ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คนมากมายในตลาดทว่ากลับมีเสียงหนึ่งที่ทำให้สิงอวิ๋นชะงักงัน

          “เร่เข้ามา เร่เข้ามา ไก่ตัวอ้วนๆ เอาไปต้มทำน้ำแกงก็อร่อย เอาไปทำกับข้าวก็อิ่มท้อง!”

          สิงอวิ๋นเดินเข้าไปใกล้คนขายไก่ ค่อยๆ ใช้สายตาเพ่งพินิจไก่ในเล้าที่มีอยู่ด้วยกันสิบกว่าตัว เขากลับสะดุดตาไก่ไร้ขนตัวหนึ่งเป็นพิเศษ มันมีท่าทางไร้ชีวิตชีวาราวกับกำลังจะตาย ชายหนุ่มมองดูมันอยู่พักใหญ่แล้วจึงเอ่ย “ข้าต้องการไก่ตัวนี้”

           “นายท่าน ไก่ตัวนี้ผอมแห้งแรงน้อย ทั้งยังขนโกร๋นน่าเกลียดยิ่งนัก หากท่านต้องการละก็ข้าจะคิดให้ถูกลงหน่อย...”

          “อย่าเลย” สิงอวิ๋นยิ้มเล็กน้อย มือหนึ่งก็ยัดเงินให้คนขายอย่างรวดเร็ว “หากไก่ตัวนี้รู้ว่าตัวมันราคาถูกประเดี๋ยวจะน้อยใจเอาได้”

          น้อยใจ? เขาเกิดมาเพิ่งเคยได้ยินว่าไก่ก็น้อยใจเป็นเช่นกัน คนขายไก่เกาหัวด้วยความงุนงงพลางมองตามร่างบุรุษผู้เอ่ยถ้อยคำประหลาดและเดินจากไปไกลพร้อมกับไก่ของเขา แต่เมื่อก้มลงมองดูเงินในมือ ก็พลันร้องโวยวายขึ้นมาทันที “เจ้าหนุ่มคนนั้น เงินที่เจ้าให้ข้ามามันน้อยเกินไปนะ เฮ้ย! กลับมาเดี๋ยวนี้! กลับมาจ่ายเงินเพิ่มเดี๋ยวนี้นะไอ้คนขี้ฉ้อ หยุดเดี๋ยวนี้!”

          ทว่าหนึ่งคนหนึ่งไก่ก็ไปไกลสุดสายตาเสียแล้ว

 

            ยามที่เสิ่นหลีลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

          ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ถูกแทงทำให้ร่างกายนางอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง ในห้วงเวลาที่สติของนางยังคงพร่าเลือน นางคลับคล้ายคลับคลาว่าเห็นนายพรานหนวดเครารุงรังผู้หนึ่งก้มหน้าเข้ามาใกล้ก่อนจะยื่นมือมาหิ้วนางขึ้นอย่างไร้ความเมตตาพลางแสยะยิ้มชั่วร้าย

          เสิ่นหลีพยายามดิ้นรนสุดชีวิต “บังอาจนัก ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”

          ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนแผ่ซ่านจนนางไม่อาจขยับตัวได้อีก ท้ายที่สุดจึงถูกบุรุษหยาบคายคนนั้นบิดแขนทั้งคู่ไขว้ไปด้านหลัง สองขาถูกมัดแน่น...

          จากนั้นนางก็ถูกถอนขนจนเกลี้ยง!

          ต่ำช้าที่สุด! ดีแต่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่านี่นา แน่จริงปลดเชือกแล้วมาสู้กับนางซึ่งๆ หน้าสิ รับรองนางจะต้องเล่นงานมันผู้นั้นให้ไม่ได้ตายดีแน่

          ท่านอ๋องได้แต่โวยวายในใจแล้วก็สลบไป

          ครั้นลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง...ตัวนางก็มาอยู่ในที่แปลกใหม่ เสิ่นหลีกะพริบตาสองสามครั้ง สายตาที่พร่ามัวจึงค่อยมองเห็นพื้นหญ้าที่ตนเองนอนทับอยู่ นางค่อยๆ เงยหน้ามองรอบด้านพลางครุ่นคิดอย่างสงบ

          ที่นี่... ดูเหมือนจะเป็นลานหลังบ้านของใครสักคน ไม่ไกลออกไปจากที่นางนอนอยู่คือบ่อน้ำเล็กๆ ที่ก่อด้วยหินก้อนเล็กก้อนน้อย เถาองุ่นสีเขียวเลื้อยพันร้านไม้ที่ทำไว้อย่างเรียบง่าย กลายเป็นซุ้มเถาองุ่นที่มองแล้วสบายตาน่านั่งพักผ่อนยิ่งนัก ใต้ซุ้มไม้นั้นมีเก้าอี้โยกที่ประกอบขึ้นจากไม้ไผ่ บุรุษผู้หนึ่งกำลังเอนกายพักผ่อนบนเก้าอี้โยกด้วยท่าทีเกียจคร้าน  เขาดูราวกับแมวจอมขี้เกียจที่ขดกายซุกภายใต้ความอบอุ่น ดวงตาของเขาปิดสนิท ปล่อยให้แสงเรื่อแห่งรุ่งอรุณหาทางลอดผ่านเครือเถาองุ่นทาบทอลงมาบนร่าง ขับเน้นความงดงามเจิดจรัสของเขาให้แลดูคล้ายกับอยู่ในห้วงฝัน

          ท่านอ๋องปี้ชางเหม่อมองจนดวงตาเบิ่งค้าง ใช่ว่านางจะไม่เคยเจอบุรุษรูปงาม ทว่ารูปร่างเลอลักษณ์เช่นนี้...แม้แต่แดนสวรรค์ก็อาจจะหาผู้เทียบเทียมได้ยากยิ่ง จุ๊ๆ... ทั้งดวงหน้าคมสัน ไหนจะเรือนร่างสูงเพรียวสง่างามราวเทพเซียนผู้หลุดพ้นนั่นอีกเล่า...

          เอ่อ...ดูเหมือนจะไม่ใช่เวลามาชมโฉมบุรุษนี่นา เสิ่นหลีเบนสายตาจากภาพงดงามเบื้องหน้าอย่างเก้อเขินเล็กน้อย หากนางยังอยู่ที่นี่นานกว่านี้เพียงครู่เดียวจะต้องถูกค้นพบแน่นอน ดังนั้นนางต้องรีบหนี...เอ้อ...รีบไปจากที่นี่ด่วนที่สุด

          มิคาดว่านางไม่ทันเคลื่อนไหว ผู้ที่เอนกายบนเก้าอี้โยกคนนั้นกลับรู้สึกตัวเสียก่อน

          “ฟื้นแล้วรึ?” น้ำเสียงของเขาแหบเล็กน้อย คงเป็นเพราะเพิ่งตื่นใหม่ๆ เสิ่นหลีหันไปกลับไปมองเขาอีกครั้ง เห็นบุรุษผู้นั้นยังนอนไม่ขยับเขยื้อนบนเก้าอี้โยกเช่นเดิม มีเพียงศีรษะที่เอียงมาทางนางและริมฝีปากได้รูปที่กำลังแย้มยิ้มเล็กน้อย จู่ๆ เขาก็ล้วงหมั่นโถวขึ้นมาลูกหนึ่งบิให้มันเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วก็หว่านลงไปเต็มพื้นเบื้องหน้าตนเอง “กุ๊กๆๆๆ มาจิกกินเสียสิ กุ๊กๆๆๆ...”

          บุรุษผู้นั้นพูดบ้าอะไร?

          เมื่อมองดีๆ เสิ่นหลีจึงพบว่าเขากำลังส่งเสียงเรียก...นาง...?

          มิหนำซ้ำยังกวักมืออีกแน่ะ… กุ๊กๆๆๆ

          เขาเห็นนางเป็นไก่รึ?

          กะ...ไก่?

          ผู้มีศักดิ์เป็นถึงอ๋องปี้ชางตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ จริงอยู่ที่ร่างจริงของเสิ่นหลีคือหงส์ไฟ ทว่ายามที่นางถือกำเนิดก็เกิดในร่างของมนุษย์ซ้ำยังมีไข่มุกปี้ชางซึ่งเป็นไข่มุกวิเศษติดตัวมาตั้งแต่เกิดเสียด้วย ดังนั้นนางจึงคุ้นเคยกับการมีผู้คนมาพะเน้าพะนอเอาใจ ต่อมาเมื่อนางได้รับแต่งตั้งจากท่านจอมอสูรให้ดำรงตำแหน่งท่านอ๋องปี้ชางก็มีแต่คนเคารพนบนอบ ไม่ต้องเอ่ยถึงยามที่นางสามารถคว้าชัยในสมรภูมิตอนอายุห้าร้อยปีนั่นอีกเล่า เกียรติยศชื่อเสียงของนางขจรขจายไปไกลนัก ไหนเลยจะมีชาวอสูรเคยกล้าดูหมิ่นนางแม้แต่คำเดียว

          แต่ว่าวันนี้จอมอันธพาลในแดนอสูรอย่างนางกลับถูกมนุษย์หน้าเหม็นผู้หนึ่งหยอกล้อเรียกราวกับเป็นสัตว์เลี้ยง!

          น่าโมโหที่สุด!

          เสิ่นหลีกัดฟันแน่น พยายามลุกขึ้นยืนสุดกำลัง คาดไม่ถึงว่าบาดแผลที่โม่ฟางฝากเอาไว้ใกล้หัวใจนางนั้นจะรุนแรงเฉียบขาดถึงเพียงนี้ นางเพียรลุกขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ทำได้เพียงนอนฟุบกับพื้นดินเช่นเดิม พอส่งสายตาอาฆาตมองไปทางบุรุษผู้นั้นอย่างโกรธแค้นกลับเห็นเพียงเขาเลิกคิ้วคมเข้มขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากยังคงแย้มยิ้มพลางดีดนิ้วมาทางนางอีกครั้ง

          “ไก่เอ๋ย มานี่เร็ว กุ๊กๆๆๆ”

          เรียกไปเผามารดาเจ้าเรอะ!

          เพลิงโทสะของเสิ่นหลีพวยพุ่งขึ้นสูงเทียมฟ้า ความโกรธคล้ายจะเพิ่มพละกำลังให้นางผุดลุกขึ้นมาได้ราวปาฏิหาริย์ ทว่ายืนได้ชั่วพริบตาเดียวก็กลับล้มลงปากจิกกับพื้นอย่างแรงแล้วยังจิกไปถูกเศษหมั่นโถวพอดิบพอดี

          “อ้าว อย่าได้รีบร้อนไป ยังมีอยู่อีกมาก” บุรุษผู้มีตาแต่ไร้แววคนนั้นปากก็พูดไป เท้าก็ขยับลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องเพื่อหยิบหมั่นโถวอีกลูกออกมา ร่างสูงทรุดนั่งลงตรงหน้านาง จัดการบิหมั่นโถวโปรยเสียมากมายราวกับโปรยเถ้ากระดูกบรรพบุรุษ ก่อนจะยื่นหมั่นโถวชิ้นสุดท้ายมาข้างหน้าพลางยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน “มีตั้งเยอะ กินเสียสิ”

          ใครต้องการเศษทานจากเจ้ากัน!

          เสิ่นหลีอยากจะตวาดเกรี้ยวกราดออกไปแต่กลับไร้เรี่ยวแรง นางกัดฟันกรอด ทำได้เพียงใช้ปากจิกพื้นดินขุดเป็นหลุมกว้าง หวังจะเอาหัวมุดเข้าไปแล้วฝังกลบตัวเองเสียให้รู้แล้วรู้รอดจะได้ลืมอาย

          ทว่าหูนางยังคงแว่วเสียงบุรุษผู้นั้นเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ “กลายเป็นไม่กินเสียแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็อาบน้ำเถิด”

          อะไรนะ? อาบน้ำ? ใครจะอาบก็อาบไปสิ ข้าไม่อาบ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!

          ไม่ทันที่นางจะได้ตั้งตัวก็รู้สึกว่าปีกทั้งสองข้างของตนถูกจับหิ้วขึ้นมากลางอากาศ เขาหิ้วนางเดินมาจนถึงบ่อน้ำ ไม่สนใจการต่อต้านอย่างไร้เรี่ยวแรงของนางสักนิด

          บังอาจ! ข้าบอกให้ปล่อยข้าอย่างไรเล่า คนเลว! หากเจ้ากล้าแตะข้าแม้แต่ปลายผมเส้นเดียว ข้า... ละ...แล้วปลายเส้นผมนางหายไปไหนหมด?

          เสิ่นหลีตะลึงงันมองเงาสะท้อนของตนเองในบ่อน้ำ นางถูกเงาอัปลักษณ์เงาหนึ่งโจมตีจนตกใจแข้งขาอ่อน ลืมดิ้นหนีโดยสิ้นเชิง

          ผมนาง...ไม่สิ แม้แต่ขนสักเส้นก็ไม่เหลือ!

          “เอ้า อาบน้ำ”

          นางไม่ทันแม้แต่จะอ้าปากร้องประท้วง เขาก็สะบัดมือวูบ โยนร่างนางตกลงไปในบ่อน้ำดังตูม!

          เสิ่นหลีตีปีกไร้ขนทั้งสองข้างอย่างตื่นตระหนก สำลักน้ำเข้าไปหลายอึก ร่างของนางผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในน้ำจวนจะจมไม่จมแหล่ ชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงขมวดคิ้ว เอ่ยถามอย่างกลัดกลุ้ม

          “ความจริงแล้วเจ้าก็ว่ายน้ำไม่เป็นหรอกหรือ?”

          แล้วเจ้าเคยเห็นไก่ที่ไหนว่ายน้ำเป็นบ้างเล่า!

บทที่ 1 ไก่ไร้ขน(2)

          ท่านอ๋องปี้ชางผู้เกรียงไกรในคราบไก่ไร้ขนพยายามดิ้นรนเอาตัวรอด ทว่านางทั้งบาดเจ็บสาหัสซ้ำวรยุทธก็ยังไม่กลับคืน ดังนั้นเพียงครู่เดียวนางก็หมดแรงดิ้นรน ได้แต่ปล่อยให้ตนเองจมลงไปในน้ำช้าๆ คิดปลงตกว่าตนเองคงถูกมนุษย์หยาบช้าสมควรตายผู้นั้นกลั่นแกล้งจนสิ้นใจเสียแล้ว

          พลันมีไม้ไผ่ท่อนหนึ่งยื่นเข้ามาช้อนตัวนางขึ้นตากไว้ริมสระ เจ้าคนหน้าเหม็นผู้นั้นนั่งลงข้างๆ พลางใช้มือกดหน้าอก ‘ผายปอด’ ให้นางพอเป็นพิธี

          “หายใจเข้าไว้ หายใจได้ก็ไม่ตายแล้ว”

          ร่างกายบอบช้ำถึงขีดสุดที่จะทนทานได้ เสิ่นหลีตาดำเหลือกค้างแต่ก่อนที่สติจะหลุดลอยนางก็พยายามจ้องมองเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วก็ไม่พลาดที่จะได้เห็นแววสนุกสนานในดวงตาคมคู่นั้น...

          เจ้าสารเลววายร้าย... มันเจตนาแกล้งนางชัดๆ!

          เห็น ‘ไก่น้อย’ สลบไปอย่างนี้ ชายหนุ่มจึงได้แต่เผยรอยยิ้มอ่อนใจก่อนจะยื่นมือไปลูบหัวล้านเลี่ยนไร้เส้นขนของไก่อย่างเบามือ

          “ผู้มีมารยาทย่อมไม่หยาบคายต่อผู้อื่น ข้าชื่อสิงอวิ๋น ไม่ใช่เจ้าสารเลววายร้าย... เข้าใจหรือไม่?”

          แต่ดูเหมือนพูดอย่างไรนางก็คงไม่ได้ยินแล้วกระมัง...

 

            เมื่อนางฟื้นคืนสติอีกครั้งก็ล่วงเข้ารุ่งอรุณของอีกวันหนึ่งแล้ว

          ภาพที่เห็นเช้านี้ก็ยังคงเป็นบุรุษผู้นั้นที่กำลังนั่งยอง เอียงตัวน้อยๆ มือโปรยเศษหมั่นโถวให้ปลาในบ่อกิน จากสีหน้าท่าทางที่อ่อนโยนหาใดเปรียบของเขา ดูแล้วคนผู้นี้น่าจะชอบปลาในบ่อนี้เอามากๆ กระทั่งแขนเสื้อจุ่มลงไปในน้ำเขาก็ยังไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด พรายน้ำที่สะท้อนอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาขับเน้นให้บังเกิดรัศมีแพรวพราย... ดูราวกับเทพเซียนผู้หลุดพ้นจากโลกีย์ทั้งปวง งดงามเกินกว่าที่กวีคนใดจะใช้ถ้อยคำพรรณนา

          สูงส่ง...งดงาม...

          กับแค่เพียงมนุษย์ธรรมดานี่หรือ?

          เสิ่นหลีกะพริบตา ขมวดคิ้วไร้ขนแน่น ความทรงจำสุดเลวร้ายเมื่อวันวานตามมาหลอกหลอนอย่างรวดเร็ว นางรีบเปลี่ยนสายตาเป็นมองเขาอย่างระมัดระวังทันใด เตรียมป้องกันตนเองหากถูกเขากลั่นแกล้งอีกคราหนึ่ง

          บางทีความแค้นในดวงตานางคงร้อนแรงเกินไปกระมัง บุรุษผู้นั้นจึงได้รู้ตัวแล้วหันมามองนางแวบหนึ่ง ก่อนที่ริมฝีปากได้รูปคู่นั้นจะเอื้อนเอ่ยประโยคทักทาย

          “ข้าชื่อสิงอวิ๋น”

          ไอสังหารที่นางกำลังพยายามแผ่ออกไปชะงักค้าง นางเห็นบุรุษที่เรียกตนเองว่าสิงอวิ๋นผุดลุกขึ้นยืนพลางใช้มือปัดๆ ฝุ่นบนเสื้อคลุมออก อีกมือก็นวดเฟ้นขาไปมาพร้อมกับพึมพำ “ได้เวลาดื่มยาอีกแล้ว”

          ร่างเขาสูงสง่าก็จริงแต่ก็เป็นเพียงมนุษย์อ่อนแอผู้หนึ่งเท่านั้นไฉนดวงตาของนางจึงเลอะเลือนจนมองว่าเขาดูเสมือนหนึ่งเทพยดาเสียได้ นี่ต้องเป็นผลข้างเคียงจากการที่นางบาดเจ็บสาหัสเป็นแน่

          ช่างเถิด นางไม่อยากใส่ใจมนุษย์ผู้นี้แล้ว

          เสิ่นหลีพยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ดูจากอาการและบาดแผลของนางเห็นทีวันนี้คงสิ้นเปลืองแรงโดยเปล่าประโยชน์อีกวันหนึ่งเป็นแน่ แต่พอลองลุกขึ้นจริงๆ กลับทำได้อย่างรวดเร็วจนแม้แต่ตัวนางเองก็ยังประหลาดใจ กำลังกายก็ฟื้นคืนกลับมาไวเกินกว่าที่นางคิดเอาไว้มากนัก

          ถ้าเช่นนั้น...เสิ่นหลีดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นเต้น ค่อยๆ สูดหายใจเข้าลึก ทว่ากำลังภายในที่ควรจะพลุ่งพล่านไปตามจุดต่างๆ ของร่างกายกลับไม่อาจฟื้นคืนได้รวดเร็วถึงเพียงนั้น แต่คิดๆ ไปก็เป็นเรื่องดี อสูรทั้งหลายจะได้ไม่สามารถอาศัยพลังวัตรของนางสืบหาแหล่งกบดานของนางได้ อย่างน้อยๆ ก็คงถ่วงเวลาออกไปอีกพอสมควร เว้นแต่จอมอสูรจะเป็นผู้ลงมือค้นหานางด้วยตนเอง ถ้าเป็นเช่นนั้นต่อให้นางต้องการหนีก็ยากที่จะพ้น

          “กุ๊กๆๆ มานี่เร็วไก่น้อย”

          เจ้าคนผู้นี้!

          เสิ่นหลีหันขวับไปจ้องมองเขาด้วยแววตาดุร้าย กลับเห็นบุรุษน่าตายผู้นั้นนั่งอยู่บนขั้นบันได ท่าทางเรียบง่าย ก่อนจะยื่นหมั่นโถวแป้งขาวลูกหนึ่งมาทางนางพลางเอื้อนเอ่ย “กอ...ไก่...ได้เวลากินข้าวแล้ว”

          นางเป็นถึงอ๋องปี้ชาง ไม่ได้ตกอับถึงขนาดต้องรับเศษหมั่นโถวจากบุรุษผู้นี้หรอกนะ แต่พอนึกถึงกำลังกายของตนที่ยังคงอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงก็ได้แต่กัดฟันแน่น ค่อยๆ เดินไปหาสิงอวิ๋นด้วยท่าทางหยิ่งทะนง

          บุรุษอาชาไนยย่อมรู้จักยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ถึงนางไม่ใช่บุรุษ แต่ก็รู้จักยืดหยุ่นเช่นเดียวกัน

          กลิ่นยาหอมอ่อนๆ กระทบนาสิกประสาทของเสิ่นหลียามที่เข้าไปใกล้เขา นางเหลือบตาพินิจพิเคราะห์สิงอวิ๋นชั่วขณะ เห็นริมฝีปากหยักงามนั้นมีเส้นสายสีดำแผ่ซ่าน ดวงตาคู่นั้นซ่อนเงาทะมึนของมฤตยูเอาไว้ หมอกควันแห่งความตายปกคลุมไปรอบกายเขา

          อ้อ...ที่แท้เขาก็เป็น ‘หนุ่มหล่อผู้อาภัพ’ นี่เอง

          นางแอบกระหยิ่มยิ้มย่อง... ที่แท้เขาก็กำลังจะถึงฆาต มนุษย์ผู้นี้อายุสั้นนัก อีกไม่นานก็ต้องสิ้นชีพ วิญญาณเข้าสู่สังสารวัฏ ต้องดื่มน้ำแกงลืมเลือน ไม่อาจจดจำสิ่งใดได้อีก ดังนั้นต่อให้เขาจะได้เห็นช่วงเวลาอัน ‘อัปยศ’ ของท่านอ๋องปี้ชางผู้ยิ่งใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสป่าวประกาศออกไปได้

          ยอดเยี่ยม! นางไม่ต้องกลัวเสียหน้า เพราะอีกไม่นานเขาก็ลืมหมดแล้ว

          พอจิตใจปลอดโปร่ง เสิ่นหลีจึงอารมณ์ดีพอที่จะก้มลงไปจิกหมั่นโถวมากิน ทว่าเพียงคำเดียวที่กลืนลงคอก็ทำให้นางถึงกับเบิกตาค้าง...รสชาติเช่นนี้...

          ไม่รอให้สิงอวิ๋นยื่นหมั่นโถวมาอีกนางก็อ้าปากกว้าง แย่งหมั่นโถวจากในมือเขามาอย่างรวดเร็ว นางแย่งเอามาวางไว้กับก้อนหินเรียบเกลี้ยงดูสะอาดตาก้อนหนึ่งแล้วรีบจิกแป้งขาวๆ นั้นกลืนลงท้องคำแล้วคำเล่า

          อร่อย! ไฉนแป้งขาวๆ นี่จึงอร่อยถึงเพียงนี้นะ

          อสูรนั้นแตกต่างกับเซียนทั้งหลายที่ไม่ดื่มไม่กินก็คงความเป็นอมตะทว่าพวกนางยังต้องกินอาหาร และด้วยนางเป็นถึงท่านอ๋องอาหารการกินจึงอุดมสมบูรณ์นัก นางชมชอบเนื้อสัตว์ทั้งยังสามารถกินเนื้อสัตว์ได้ไม่จำกัด ไหนเลยจะเคยชิมรสชาติหมั่นโถวแป้งขาวเปล่าๆ แต่ยามนี้นางกลับติดใจรสชาติของหมั่นโถวลูกหนึ่ง ช่างเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจ

          เพียงชั่วพริบตาหมั่นโถวลูกโตก็ถูกไก่ไร้ขนจิกกินจนเรียบ เสิ่นหลีเงยหน้ามองสิงอวิ๋น เห็นเขาเท้าคางมองดูนางกินอาหารอย่างเพลิดเพลิน สายตาปลาบปลื้มราวกับผู้ที่กำลังมองสัตว์เลี้ยงของตนเจริญอาหารอย่างนั้นแหละ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดท่านอ๋องปี้ชางผู้ไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดินจึงต้องเบือนหน้าหลบอย่างไม่สบายใจ

          แล้วไปเถอะ! ขุนนางแดนอสูรล้วนเกรงกลัวนาง แม่ทัพล้วนเคารพนับถือ แล้วเขาเป็นผู้ใดจึงบังอาจใช้สายตาเช่นนั้นมามองนางกัน?

          ให้อย่างไรนางก็เป็นถึงอ๋องปี้ชางผู้ผ่านการรบทัพจับศึกมานับไม่ถ้วน ก็แค่สายตาประหลาดๆ...นางสนใจเสียที่ไหนกัน

          เสิ่นหลีขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่มอีกหน่อยแล้วใช้ปีกไร้ขนตีไปที่หัวเข่าของสิงอวิ๋นอย่างไร้ความเกรงกลัว จะงอยปากจิกลงบนก้อนหินที่วางหมั่นโถวลงไปเมื่อครู่นี้ถี่รัว

          “หือ? ต้องการอีกลูกหนึ่งหรือ?” ริมฝีปากของสิงอวิ๋นแย้มออกกว้างกว่าเดิม “ขอโทษด้วย วันนี้ทำไว้เท่านี้”

          เอ่ยตัดรอนนางแล้วเขาก็ลุกขึ้นเดินกลับเข้าบ้าน ทิ้งให้เสิ่นหลียืนนิ่งค้าง เมื่อได้สติก็รีบเดินตามร่างสูงนั้นเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าอย่างไรวันนี้นางก็จะต้องได้กินหมั่นโถวสองลูก!

          นางพยายามไล่ตามเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่ากำลังกายน้อยนิดเพิ่งฟื้นคืน เพียงข้ามธรณีประตูก็ทำให้นางหมดแรงหอบเหนื่อย ได้แต่มองตามเขาตาปริบๆ เห็นสิงอวิ๋นเข้าไปหยิบย่ามใบหนึ่งมาสะพายไหล่แล้วเดินออกไปยังประตูหน้าบ้าน ก่อนไปยังทิ้งวาจาสั่งเสียเอาไว้ด้วย

          “ไก่น้อยเอ๋ย อยู่เฝ้าบ้านให้ดีๆ ล่ะ ประเดี๋ยวข้าขายตัวเสร็จจะรีบกลับมา”

          เจ้าคนผู้นี้! ขวัญกล้าเทียมฟ้าถึงขนาดใช้ให้ข้าเป็นสุนัข เอ้อ...ไก่เฝ้าบ้านรึ! ให้ข้ารอจนเขาขาย...

          หา!!!

          เมื่อครู่เขาบอกว่าจะไปขายสิ่งใดนะ?

          ขายตัว?

          ไก่น้อยไร้ขนดวงตาเบิกกว้าง ตื่นตระหนกขึ้นมาฉับพลัน แต่เสียงเบาหวิวเสียงหนึ่งกลับปลุกให้นางคืนสติอย่างรวดเร็ว

          นางอยู่ท่ามกลางสมรภูมิมายาวนาน สัญชาตญาณของนางไม่ผิดแน่...มีคนบุกรุก!

          ช่างกล้าบุกรุกเข้ามาในเขตที่นางคุ้มครองอยู่รึ บังอาจนัก...ไม่ถูกสิ นี่นางกำลังเห็นตนเองเป็นไก่เฝ้าบ้านไปแล้วจริงๆ หรือ?

          เสิ่นหลีรีบหันไปมองต้นเสียง เห็นเพียงศีรษะหนึ่งเกล้าผมปักปิ่น เป็นสตรีแน่แท้ กำลังผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ตรงรั้วกระท่อม ผู้หญิงคนนั้นมองซ้ายแลขวาก่อนจะทำสิ่งที่นางต้องขมวดคิ้ว

          ผู้หญิงคนนั้นถึงกับปีนรั้วเข้ามา

          เสิ่นหลีในร่างไก่มองไปยังเงาร่างที่กำลังพยายามปีนรั้วเข้ามาไม่วางตา สุดท้ายสตรีนางนั้นปีนขึ้นรั้วได้แต่กลับหาทางลงไม่ได้จึงรีบร้อนเสียจนตัวเอียงตกลงมาเสียงดังสนั่น คงเจ็บมากเป็นแน่

          โง่จริง! คิดปีนเข้าบ้านผู้อื่น ข้าวของยังไม่ทันได้ลักขโมย ตัวเองสิจะตายเสียก่อน!

          โจรน้อยผู้นั้นนวดสะโพกตนเองบรรเทาความเจ็บอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง เสิ่นหลีรีบพรางตัวหลบอยู่ในซอกมุมของบ้าน ดวงตายังคงจ้องมองไปยังเงาร่างแปลกปลอมนั้นเขม็ง ทว่าแทนที่จะเห็นนางรีบกอบโกยข้าวของอันน้อยนิด... และไร้ค่า... ของสิงอวิ๋น หญิงสาวผู้นั้นกลับเริ่มหยิบไม้กวาดมากวาดห้องเสียเรียบร้อย จากนั้นก็หยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดข้าวของด้วยท่าทางคล่องแคล่ว

          จากโจรน้อยกลายมาเป็นผีบ้านผีเรือนเสียอย่างนั้น!

          เสิ่นหลีมองการกระทำของแม่นางผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจ เห็นเพียงนางทำความสะอาดไปมา จู่ๆ ก็น้ำตาไหลพรากๆ ราวหยาดพิรุณกลางฤดูฝนก็ไม่ปาน สุดท้ายเมื่อทนความขื่นขมไม่ได้นางก็ซบหน้าลงกับโต๊ะ สะอึกสะอื้นเสียงดังทั้งที่มือถือผ้าขี้ริ้วอยู่นั่นแหละ

          ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ เสิ่นหลีแว่วคำพูดไม่ปะติดปะต่อกันบางคำ ช่างชวนให้ผู้คนอยากรู้ยิ่งนัก นางจึงขยับตัวออกจากที่ซ่อน ค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปใกล้แม่นางผู้นั้นก็เลยได้ยินคำพูดผ่านเสียงโหยไห้

          “จากกันครานี้...คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว...”

บทที่ 1 ไก่ไร้ขน(3)

          อืม...ท่าทางเช่นนี้ ร่ำไห้อาลัยเช่นนี้ น่าจะเป็นผู้ที่หลงชอบเจ้าหนุ่มหมั่นโถวเสียแล้วกระมัง?

          เสิ่นหลีมัวแต่พิเคราะห์เหตุการณ์ตรงหน้าจึงชะงักงันไปเมื่ออีกฝ่ายหยุดร้องไห้อย่างรวดเร็ว มือขาวนวลใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดหยาดน้ำตาบนโต๊ะทว่าดวงตากลับเบิ่งค้างจ้องมาที่นางเขม็ง

          แม่นางน้อยผู้นั้นหรี่ตาลง เอ่ยพึมพำว่า “พี่สิงอวิ๋นก็ช่างกระไร ถอนขนไก่แล้วเหตุใดจึงไม่จับไปตุ๋นเสียเล่า ปล่อยให้ออกมาวิ่งเล่นอยู่ได้ เอาเถิด เช่นนั้นข้าจะลงมือเอง ถือว่าเป็นกับข้าวมื้ออำลาก็แล้วกัน”

          เสิ่นหลีในร่างไก่เบิกตาโพลง ยามนี้วรยุทธของนางยังไม่คืนกลับมาจึงได้แต่งัดสุดยอดกลยุทธ์ตลอดกาลมาใช้อย่างเร่งด่วน

          เผ่น!

          แม่นางคนนั้นไม่ยอมตัดใจง่ายๆ ถึงกับรั้งชายกระโปรงยกสูง แล้ววิ่งตามร่างไก่ไร้ขนอย่างรวดเร็ว “หยุดเดี๋ยวนี้นะ หากเนื้อตัวเจ้าสกปรกจะยิ่งทำให้ล้างยากขึ้นรู้หรือไม่”

          ยามนี้ข้าอยากสกปรกแทบตายแล้ว!

          แม้กำลังกายของเสิ่นหลีจะไม่อำนวยนักทั้งยังอยู่ในร่างไก่ตัวน้อย แต่แม่นางผู้กลายมาเป็น ‘ผู้ประมือ’ ด้วยก็ไม่ได้ฉลาดเฉลียวมากมาย ดังนั้นหนึ่งคนหนึ่งไก่เลยได้แต่วิ่งไล่หลอกล่อกันอยู่ในลานหลังบ้าน เสิ่นหลีพยายามนำกลยุทธ์การหลบหลีกที่ทำให้นางเอาตัวรอดจากสมรภูมิทุกครั้งมาใช้ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องตกอยู่ในเงื้อมมือสตรีน่าตายผู้นี้ ทำได้เพียงดิ้นรนด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิดของตน

          ไม่มีครั้งไหนจะนำความอัปยศอดสูมาให้แก่ท่านอ๋องปี้ชางได้เท่าครั้งนี้อีกแล้ว นางขอสาบาน! หากนางต้องกลายเป็นไก่ตุ๋นยาจริงๆ นางจะขอกลายเป็นผีร้าย หอบเอาความคั่งแค้นแสนสาหัสนี้ไปกระอักเป็นโลหิตใส่หน้าเง็กเซียนฮ่องเต้ให้แปดเปื้อนให้ได้! นางจะรังควานเขา ทำให้เขาอยู่ไม่สุข กินไม่ได้นอนไม่หลับ ให้เขาตรอมใจตายเพราะถูกนางหลอก!

          เป็นเพราะเง็กเซียนผู้ว่างงานเกินเหตุเพียงองค์เดียว ดันใจดีจะจัดงานแต่งให้นาง ทำให้นางต้องหนีหัวซุกหัวซุนแล้วก็มีจุดจบเป็นไก่ตุ๋นแบบนี้

          ปีกที่มีแต่หนังของนางถูกหิ้วขึ้นอย่างป่าเถื่อน ห้องครัวขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ขณะที่นางมนุษย์ไร้ความเมตตาผู้นั้นยังคงเอ่ยออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ “ไก่ตัวนี้ ข้าจะจับตุ๋นเสียให้เข็ด”

          ไม่ทันที่นางจะได้ตั้งตัว เสิ่นหลีก็ถูกวางลงบนเขียง ปลายหางตาคล้ายจะได้เห็นประกายสีเงินคมวาวแวบหนึ่งตวัดวูบ ชั่วขณะนั้นนางหวนระลึกถึงยามที่ตนเองแทงหอกเงินเข้าสู่ร่างกายข้าศึก...

          ผู้พ่ายแพ้...คือความรู้สึกเช่นนี้กระมัง?

          เสิ่นหลีหลับตาลง รอคอยคมมีดที่จะสับลงมาอย่างสงบ

          “กำลังทำอะไรอยู่รึ?”

          เสียงแหบพร่าเล็กน้อยแต่ยังคงให้ความรู้สึกสดใสแก่ผู้ฟังดังขึ้น พร้อมกับที่ปังตอด้ามนั้นสับลงบดบังสายตานางพอดี ทว่านางยังทันได้เห็นเงาร่างของคนผู้นั้น บุรุษผู้สวมอาภรณ์สีขาวกำลังยืนเอนกายพิงอยู่ตรงกรอบประตู บดบังแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาทำให้บังเกิดเป็นรัศมีแพรวพรายอยู่ด้านหลัง...งดงามยิ่ง

          ชั่วขณะนั้นเสิ่นหลีคิดว่านางได้พบกับเทพแห่งความเมตตาเข้าให้แล้ว

          นางมนุษย์ป่าเถื่อนผู้นั้นรีบเก็บงำท่าทีดุร้ายในทันใด สองมือรีบปล่อยปังตอแล้วไขว้เอาไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว ดวงหน้าแดงก่ำ ท่าทางเขินอายเป็นอย่างยิ่ง

          “ข้าแค่อยากมาเยี่ยมเท่านั้น แต่เห็นท่านถอนขนไก่ตัวนี้เอาไว้แล้ว อย่างไรท่านก็ต้องรีบตุ๋นเสียก่อนที่มันจะตายจะได้ไม่เสียรสชาตินะเจ้าคะ”

          ไก่น้อยอย่างเสิ่นหลีนอนนิ่งไม่กระดุกกระดิก ทว่าลมหายใจที่ยังคงเข้าออกเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่ายังไม่จบชีวิตลง พลันนางก็ถูกหิ้วปีกขึ้นอีกครา ถูกคว้าเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นเจือกลิ่นหอมอ่อนๆ ของยาสมุนไพร “ตัวนี้ตุ๋นไม่ได้หรอกนะ”

          “ข้า...ขอโทษ ข้าเพียงอยากทำอะไรให้ท่านก่อนที่ตนเองจะจากไป...” นิ้วเรียวงามทั้งสิบเกี่ยวพันกันแทบจะหักอยู่ด้านหลัง ดวงตาแดงเรื่อขึ้นทันควัน บ่งบอกว่าเจ้าตัวโทมนัสยิ่ง “บ้านที่ข้าจะร่วมเดินทางไปด้วยนั้น ทำการค้าอยู่ทางใต้ จะออกเดินทางพรุ่งนี้เช้า อาจจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว ยากนักที่จะมีโอกาสพบพี่สิงอวิ๋นอีกครั้ง...”

          “อันที่จริงข้าก็ไม่ค่อยได้เจอเจ้าบ่อยอยู่แล้วนะ” มิคาดว่าชายหนุ่มจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เสิ่นหลีรีบเงยหน้ามองเขาทันใด แล้วรีบหันกลับไปมองหน้าของสตรีนางนั้นทันควัน

          นั่นอย่างไร...ทำให้แม่นางน้อยร้องไห้เสียแล้ว

          “ไม่จริง! ข้าเจอท่านทุกวัน...ทุกวัน...อย่างลับๆ...” ยิ่งพูดน้ำเสียงก็ยิ่งสั่นจนฟังแทบไม่เป็นคำ

          เสิ่นหลีกลอกตาขึ้นมองฟ้า ที่แท้ก็เป็นผู้คลั่งไคล้ในรักผู้หนึ่ง

          “เช่นนั้นหรอกหรือ” สิงอวิ๋นกลับยังคงเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทเช่นเคย ราวกับไม่รู้สึกรู้สาต่อน้ำตาสตรีตรงหน้า “แย่จริง ข้ากลับไม่เคยสังเกตเห็นเจ้าเลยสักวัน ต้องขออภัยแม่นางด้วยนะ”

          นะ...นี่คือคำพูดที่ควรพูดในยามนี้รึ เจ้าบ้านี่จะแล้งน้ำใจเกินไปแล้ว!

          คำพูดนั้นคงสะเทือนใจผู้ฟังเป็นอย่างมาก แม่นางน้อยได้แต่ยกมือขึ้นกุมอกตนเองแน่น สีหน้าขาวซีด ก่อนจะโผเผวิ่งออกไปนอกบ้านอย่างรวดเร็วโดยมีเสียงกล่าวเนิบๆ ของสิงอวิ๋นดังไล่หลัง

          “แม่นาง ค่อยๆ เดินล่ะ”

          เสิ่นหลีอดไม่ได้ที่จะกลอกตาขึ้นฟ้าอีกคราหนึ่ง นี่เรียกว่าบุปผามีใจ สายน้ำไร้ไมตรีกระมัง?

          ‘สายน้ำ’ ผู้ไร้ไมตรีในความคิดของนางแย้มยิ้มน้อยๆ ค่อยๆ วางร่างไก่ของตนลงบนโต๊ะเช่นเดิมพลางเอ่ย “เอาล่ะ ทำกับข้าวกันเถิด”

          เสิ่นหลีอดที่จะหันกลับไปมองหาเงาร่างแม่นางผู้นั้นอีกครั้งไม่ได้ จึงเห็นอีกฝ่ายหยุดชะงักอยู่ที่ประตูรั้ว มองมาที่แผ่นหลังกว้างของสิงอวิ๋นด้วยความอาลัยอาวรณ์ สุดท้ายก็ได้แต่เช็ดน้ำตาแล้วก้มหน้าจากไป

          ความจริง...ถึงหญิงผู้นี้จะโง่เง่าไปนิด โหดร้ายกับข้าไปหน่อย แต่ก็เป็นหญิงรักเดียวใจเดียว ไฉนจึงได้หลงผิดชอบผู้ชายขายตัวทั้งยังไร้หัวจิตหัวใจผู้นี้ได้นะ?

          เสียงถ้วยชามกระทบกันเบาลง ได้ยินเพียงเสียงหนึ่งที่ถามขึ้นมา “เจ้าว่าข้าขายสิ่งใดนะ?”

          ขายสิ่งใด? ก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งไปขายตัวกลับมาหรอกรึ? ยังมีหน้ามาถามอีก...

          เสิ่นหลีก่นด่าเขาในใจก่อนชะงักค้าง เมื่อครู่นี้...เขา...พูดกับนางหรือ?

          นางรีบหันกลับไปมองสิงอวิ๋นจึงได้พบว่าดวงตาดำสนิทคู่นั้นกำลังจ้องมองนางอยู่เงียบๆ เพียงครู่เดียวก็หัวเราะขึ้นมาทันใด

          “โอ้โห...ไม่ระวังเพียงนิดเดียวก็ถูกเจ้าจับได้แล้วหรือนี่”

          สิงอวิ๋นค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้นาง ดวงตาคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย ประกายตาเจิดจ้าจ้องตรงมายังนางอย่างสงบนิ่ง “หากข้าขายตัวแล้วเป็นอย่างไร?”

          เขา—พูด—กับ—นาง—จริงๆ!

          ดวงตาไก่น้อยเบิกกว้าง ถึงยามนี้เสิ่นหลีจึงได้รู้จักความหวาดผวาที่แท้จริง

          บุรุษผู้นี้สามารถรับรู้ความในใจของนางได้?

          เช่นนั้น...เขาก็ต้องรู้อยู่แล้วว่านางไม่ใช่ไก่?

          นั่นก็หมายความว่า...

          “ถูกต้อง” สิงอวิ๋นยิ้มแย้มจนตาหยีโค้งราวกับจันทร์เสี้ยว “ข้าแกล้งเจ้า”

          เสิ่นหลีสะท้านไปทั้งตัว

          เขาขายตัวแล้วเป็นอย่างไร? เขาชอบแกล้งนางแล้วจะอย่างไร?นี่เขากำลังท้าทายนางจริงๆ ใช่หรือไม่?

          เจ้าคนผู้นี้...แม้แต่คำพูดน่าตายพวกนี้ก็พูดออกมาจนหมด

          เขาเป็นภูตผีปีศาจจำแลงมาแน่นอน! นางเชื่ออย่างนั้น

 

            ม่านรัตติกาลคลี่คลุม เผยให้เห็นดารากระจ่างฟ้าระยิบระยับงดงาม

          ทว่ากลับเป็นความงดงามที่น้อยคนนักจะอยู่ชื่นชม

          เสิ่นหลีก็เช่นเดียวกัน นางไม่ไยดีต่อความงดงามที่เทพรัตติกาลบรรจงสร้างเอาไว้ น้ำค้างที่ค่อยๆ หยดลงมาบนผืนดินตกต้องไปบนผิวเนื้อเย็นเยียบเปล่าเปลือยทำให้นางต้องขดตัวนอนหลับอย่างไม่สบายกายอยู่บ้าง กระนั้นนางก็ยังคงฝัน...

          ในฝันช่างแสนดีนัก นางคืนร่างเป็นมนุษย์แล้วทว่าเปลือยเปล่าและหนาวเหน็บ ขณะที่นางขดตัวสั่นสะท้าน ผ้าห่มเนื้อบางผืนหนึ่งพลันคลุมลงบนตัวนางอย่างอ่อนโยน ป้องกันความหนาวและโชยกลิ่นหอมอ่อนจางของยาสมุนไพรออกมาบางๆ กลิ่นนั้นนางเคยคุ้นอยู่บ้าง ทว่ายามนี้เสิ่นหลีไม่ต้องการคิดสิ่งใดนอกจากกระชับผ้าห่มให้แนบลำตัวมากยิ่งขึ้น  เมื่อกายอบอุ่นดีแล้วริมฝีปากจึงเชิดโค้งอย่างอ่อนหวาน

          สิงอวิ๋นมองร่างที่ตนห่มผ้าให้แล้วค่อยแย้มยิ้ม ร่างสูงทรุดลงนั่งข้างกายนางพลางยื่นมือไปลูบเส้นผมอ่อนนุ่มที่แผ่กระจายอยู่บนพื้นช้าๆ เสียงทุ้มต่ำพลันเอื้อนเอ่ย “อยู่ในร่างไก่จะปลอดภัยกว่านะ”

          เทพรัตติกาลยังไม่ทันได้เก็บผ้าคลุมพ้นไปจากขอบฟ้า อรุณก็มาเยือนอีกคราพร้อมอากาศที่ค่อนข้างเย็นเยียบ เสิ่นหลีแว่วเสียงไก่ขันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางจึงสะดุ้งตื่นขึ้นมาฉับพลัน หางตาเหลือบไปเห็นว่าตนถูกผ้าผืนหนึ่งคลุมอยู่ก็ผวาลุกขึ้นทันที

          นี่นางถูกจับลงถุงอาคมของท่านจอมอสูรแล้วหรือ!

          นางพยายามพลิกตัวดิ้นรนจนหลุดออกมาจากผ้าถึงค่อยคืนสติว่ามันเป็นเพียงผ้าห่มผืนหนึ่งเท่านั้นเอง ชะรอยนางคงระแวงมากจนเกินไป เสิ่นหลีในร่างไก่นั่งลงบนพื้นพลางสูดอากาศยามเช้าอย่างโล่งอก

          ยังไม่มีใครเจอข้า ทั้งจอมอสูรทั้งทหารพวกนั้น...

          นางเอียงคอเล็กน้อย มองไปทางปีกและเนื้อตัวที่ยังคงไร้ขนแม้แต่เส้นเดียวเช่นเดิม

          ฝันจริงๆ สินะ...เสียดายจริงที่เป็นเพียงแค่ความฝัน แล้วเมื่อไหร่ข้าจะได้ไปจากที่นี่เสียทีเล่า?

          หนี...

          นางกำลังคิดจะหนีอยู่นี่นา!

          เสิ่นหลีค่อยๆ เดินไปทางหน้าบ้าน ตลอดทางก็เหลียวซ้ายแลขวาคล้ายกำลังสอดแนมอยู่ในกองทัพข้าศึก ประตูหน้าเปิดแง้มไว้เล็กน้อย นางชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงค่อยยื่นหัวออกไปมอง

          แสงไฟจากโคมที่จุดเอาไว้สว่างเจิดจ้าไปทั่วทั้งตรอกเล็ก มองเห็นรถม้าสองคันบรรทุกข้าวของเอาไว้เต็ม สตรีที่ตั้งใจจะจับนางตุ๋นเมื่อวานยืนอยู่ข้างชายหญิงสองคนที่ดูเหมือนจะเป็นบิดามารดาของเจ้าตัว มีชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งกำลังสั่งให้บ่าวไพร่เร่งมือกันเก็บข้าวของ สิงอวิ๋นก็รวมอยู่ในคนกลุ่มนั้นด้วย ร่างสูงสง่าทว่าขี้โรคของเขาช่วยหยิบจับเก็บของอย่างรวดเร็วจนน่าตื่นตะลึง

บทที่ 1 ไก่ไร้ขน(4)

          เมื่อเก็บของเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาจากไป ทุกคนค่อยๆ ทยอยกันขึ้นรถม้าเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง มีเพียงแม่นางผู้งมงายคนนั้นกับมารดาของนางที่ยังคงรีรอไม่รีบขึ้นรถเสียที

          หญิงวัยกลางคนเป็นผู้เริ่มเอ่ยก่อน “สิงอวิ๋นเอ๋ย หลายปีนี้แม้เราจะเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกันก็จริง ทว่าข้ากับท่านพี่ก็ไม่เคยได้ช่วยเหลือเจ้าเลยทั้งๆ ที่เจ้าเป็นลูกกำพร้า คิดไปแล้วให้ละอายใจยิ่งนัก จากกันคราวนี้ยากจะได้พบอีกครา เจ้าต้องถนอมเนื้อรักษาตัวด้วย”

          “ขอบคุณท่านป้า สิงอวิ๋นทราบแล้ว” เขายังคงแต้มรอยยิ้มสุภาพไว้บนใบหน้า สตรีผู้นั้นนัยน์ตาฉายแววอาลัยอาวรณ์พลางทอดถอนใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วจึงขึ้นรถม้าไป ทิ้งให้บุตรียืนอยู่กับชายหนุ่มเพียงลำพัง

          เสิ่นหลีอดจ้องมองไปยังละครโศกฉากนี้อย่างสนอกสนใจไม่ได้ แสงจากโคมไฟส่องต้องดวงตาทั้งคู่ของแม่นางผู้นั้นจนเกิดเป็นประกายพร่างพราวคล้ายดาราบนฟากฟ้า ทว่านางกลับก้มหน้าไม่เอ่ยวาจาใด

          “ลงไปทางใต้ครานี้ เป็นยามที่ดอกท้อบานสะพรั่งทั่วทั้งสวน” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่ง ดวงตาทอดมองเหม่อไปไกล “จากเป็นย่อมดีกว่าจากตาย”  

          คำกล่าวนี้คล้ายแฝงความหมายบางอย่างเอาไว้ เสิ่นหลีเหลือบมองใบหน้าคนพูด เห็นเพียงซีกหน้าด้านข้างอาบย้อมด้วยแสงไฟอ่อนๆ ดวงตาคู่นั้นคล้ายกำลังเคลิบเคลิ้มกับบางอย่าง ราวกับกำลังเชื้อเชิญให้ผู้คนที่จ้องมองใบหน้านี้ตกลงไปสู่วังวนแห่งความหลงใหลคลั่งไคล้ไม่มีที่สิ้นสุด

          นางลอบกลืนน้ำลายฝืดๆ คราหนึ่ง สิงอวิ๋น...คนผู้นี้...ซับซ้อนกว่าที่นางคิดไว้มากนัก

          แม่นางน้อยได้ฟังถ้อยคำที่สิงอวิ๋นกล่าวก็ใบหน้าแดงก่ำ หยาดน้ำตาค่อยไหลรินออกมา ทว่านางเพียงค้อมตัวลงคำนับชายหนุ่มอย่างนอบน้อม เอ่ยเสียงสั่นเครือ “พี่สิงอวิ๋น รักษาตัวด้วย”

          แม้แต่เสิ่นหลีที่เมื่อวานเกือบจะถูกนางจับลงหม้อตุ๋นยังอดที่จะรู้สึกสะท้อนใจไม่ได้ สองคนกำลังจากลาอย่างไม่มีวันหวนกลับ จากนี้จนสิ้นชีวิตไม่อาจได้พบกันอีก ถ้าเป็นนางเองก็คงรู้สึกใจหายเช่นกัน

          นางเห็นสิงอวิ๋นยืนนิ่ง ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองส่งเพื่อนบ้านจากไปไกลลับตา เสียงล้อรถกระทบพื้นดังกุกกักก้องไปทั่วทั้งตรอก...

          ถ้าเสียงล้อรถดังอย่างนั้นก็คงไม่มีใครได้ยินเสียงไก่ตัวหนึ่งเดินออกจากบ้านกระมัง?

          ดวงตาหยีเล็กของเสิ่นหลีฉายประกายสว่างวาบ นางเอี้ยวคอมองซ้ายแลขวา เมื่อไม่เห็นใครก็ค่อยๆ กระเถิบออกจากประตูบ้านทีละนิดๆ พอพ้นออกมาได้ก็รีบวิ่งหนีสุดฝีเท้าไก่ทันที

          นางวิ่งอย่างไม่ดูทิศทางกระทั่งถึงกลางตลาด ยามนี้พ่อค้าแม่ค้าเริ่มเปิดร้านขายอาหารเช้าแล้ว เสิ่นหลีรีบมองกลับไปด้านหลัง เมื่อไม่เห็นเงาร่างสูงสง่าของบุรุษผู้นั้นตามมาก็โล่งอกไม่น้อย

          จริงอยู่ที่สิงอวิ๋นดีกับนาง ทว่าเขาลึกลับมากเกินไปทั้งยังสามารถอ่านความคิดนางได้ แม้จะรู้ว่านางเป็นใครแต่กลับไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย ส่วนนาง... แค่เอาตัวรอดจากการค้นหาของอสูรทั้งหลายก็เปลืองแรงพออยู่แล้ว ไม่อยากจะต้องเหนื่อยซ้ำด้วยการระแวงเขาอีก ทั้งยามนี้ตนเองยังบาดเจ็บสาหัส เรี่ยวแรงที่จะต่อกรกับใครก็ไม่มี...

          บาดเจ็บสาหัส? เสิ่นหลีคิดอย่างงุนงง ผู้ที่บาดเจ็บสาหัสจะมีเรี่ยวแรงวิ่งจากกระท่อมท้ายตรอกมาถึงตลาดโดยไม่หยุดฝีเท้าอย่างนางได้หรือ?

          นางชะงักงัน เริ่มครุ่นคิดอย่างประหลาดใจ เมื่อวานก็เป็นเช่นนี้ พอนางตื่นกำลังกายก็เหมือนจะฟื้นฟูขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หรือว่าสิงอวิ๋นผู้นั้นรักษานาง? เขาใส่ยาในหมั่นโถวแล้วเอาให้นางกินหรือ?

          จู่ๆ ภาพหมั่นโถวสีขาวหอมกรุ่นอุ่นร้อนที่สิงอวิ๋นทำให้กินทุกวันพลันปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง ส่งผลให้เสิ่นหลีเคลิบเคลิ้มจนใจลอยชั่วขณะ

          “ไก่จากไหนกันนี่?” น้ำเสียงห้วนห้าวหยาบกระด้างดังมาจากด้านหลังพาให้เสิ่นหลีสะดุ้งเฮือก “วิ่งมากลางตลาดเช่นนี้ คงต้องการให้ตนเองถูกจับตุ๋นเต็มทีแล้วกระมัง ข้าจะสงเคราะห์ให้เอง”

          คำว่า ‘จับตุ๋น’ คล้ายจะเป็นแรงกระตุ้นชั้นดี ดังนั้นเมื่อชายร่างใหญ่เอื้อมมือมาจะจับปีกนาง เสิ่นหลีก็เอี้ยวคอเล็กน้อยแล้วใช้จะงอยปากแข็งแรงจิกมือเขาทันควัน ชายผู้นั้นไม่ทันตั้งตัวก็ถูกไก่จิกตีจึงร้องขึ้นอย่างเจ็บปวด ก่อนตวาดเสียงก้อง “ข้าจะจับเจ้ามาลงหม้อตุ๋นให้ได้!”

          นางไหนเลยจะอยู่รอเป็นกับข้าวของผู้อื่น เสิ่นหลีใช้ความได้เปรียบที่ตนเองตัวเล็กกว่าวิ่งมุดเข้าไปใต้โต๊ะของแผงร้านข้างทางทันที ชายร่างใหญ่ไล่กวดนางมาติดๆ ด้วยความโกรธ ไม่ทันได้ระวังจึงชนโต๊ะล้มพังไปทั้งแผง เจ้าของร้านกระโดดลุกขึ้นด่าโขมงโฉงเฉง ต่างฝ่ายต่างยื้อยุดฉุดกระชากกันอย่างไม่มีใครยอมใคร เสิ่นหลีได้โอกาสจึงวิ่งลอดใต้โต๊ะไปอย่างรวดเร็ว

          เสิ่นหลีในร่างไก่วิ่ง วิ่ง วิ่งแล้วก็วิ่งสุดแรง ทิ้งความอลหม่านเอาไว้ด้านหลัง นางเข้าใจว่าชีวิตของตนกำลังฝากเอาไว้กับฝีเท้าของตัวเองในยามนี้แล้ว มิคาดว่าด้านหน้ากลับมีไม้กระดานแผ่นหนึ่งพาดขวางเอาไว้ เสิ่นหลีชะงักฝีเท้าเตรียมวิ่งไปอีกทาง ชั่วขณะนั้นเองคอนางก็ถูกคนคว้าจับเอาไว้แน่นแล้วก็ถูกหิ้วตัวขึ้นกลางอากาศทันที

          “หยุดทะเลาะกันเสียที ไก่อยู่ที่นี่แล้ว”

          พ่อค้าผู้ที่จับเสิ่นหลีได้หิ้วคอนางเดินไปทางคนที่กำลังทะเลาะกันอยู่ นางกลั้นหายใจ ยกเท้าที่มีกรงเล็บแหลมคมข่วนไปที่หลังมือของชายผู้นั้น รอยแผลลึกสามรอยปรากฏขึ้นพร้อมโลหิตที่หลั่งเป็นสาย เจ้าของมือรีบปล่อยนางลงพลางสะบัดมือเร่าๆ “เจ้าไก่สารเลว! กล้าข่วนข้ารึ!”

          นางถูกสะบัดจนตกลงไปบนพื้น เสิ่นหลีไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย รีบวิ่งตัวปลิวดังลูกธนูหลุดออกจากแล่งไปอีกทางหนึ่ง นางวิ่งอยู่นานจนแน่ใจว่าด้านหลังไม่มีคนไล่ตามมาแล้วจึงยอมให้ตนเองหยุดฝีเท้า ทิ้งร่างลงนอนหอบกับพื้นอย่างหมดแรง

          เป็นไก่ไร้ขนอยู่บนโลกมนุษย์ช่างลำบากนัก...

          เสิ่นหลีคิดพลางหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย ดวงตาหลับลงอย่างหมดเรี่ยวแรง พลันนางก็ได้ยินเสียงประตูบ้านหลังหนึ่งเปิดออก ไม่ทันได้เตรียมตัวหลบหรือทำอย่างไรต่อไป น้ำล้างผักซึ่งปนไปด้วยเศษทรายและใบผักเน่าก็สาดออกมาที่นางอย่างพอเหมาะพอดี เสียงร่าเริงของสตรีคนหนึ่งดังขึ้นมาพร้อมกัน

          “วันนี้ในตลาดเสียงดังคึกคักจริง”

          เสิ่นหลีที่ดวงตาหลับแน่นรู้สึกถึงความเปียกโชกไปทั้งเนื้อทั้งตัว รับรู้ถึงใบผักเน่าที่ค่อยๆ ไถลลงมาจากบนหัวอย่างช้าๆ เลื่อนลงมาตามตัว ก่อนร่วงลงสู่พื้นเงียบๆ

          นาง...นาง...เป็นถึงอ๋องปี้ชาง อ๋องน้อยผู้เกรียงไกรปราบศัตรูพ่ายไปทั่วทั้งสิบทิศนะ!

          อ๋องปี้ชางในร่างไก่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น เบิกนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยโทสะสุดระงับไปยังสตรีสมควรตายที่กล้าสาดน้ำใส่ตน

          ผู้หญิงคนนั้นกำลังมองนางอยู่เช่นกัน

          ชั่วขณะนั้นทั้งสองต่างชะงักอยู่กับที่ เสิ่นหลีเลื่อนสายตามองไปตามความสูงของอีกฝ่ายพลันคิดขึ้นมาได้ทันที

          ตอนนี้นางไม่ใช่อ๋องปี้ชาง นางเป็นไก่...

          ไก่น้อยถอยหลังเตรียมหนี ทว่าไม่ทันมือไม้ของสตรีผู้นั้นที่ยื่นมาหิ้วปีกนางอย่างรวดเร็ว “ตายจริง! นี่ไก่จากที่ไหนนะ อุตส่าห์ถอนขนแล้วเหตุใดยังปล่อยออกมาอีกเล่า?”

          เสิ่นหลีพยายามยกเท้าขึ้นข่วน บิดร่างดิ้นสุดชีวิตเพื่อให้พ้นจากเงื้อมมือสตรีนางนี้ ระหว่างพยายามอยู่ก็เห็นบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งเดินออกจากบ้าน เขามองมาที่ร่างนางครู่เดียวก็เอ่ย “แถวนี้ไม่มีบ้านไหนเลี้ยงไก่นี่นา ไม่รู้ว่าวิ่งมาจากที่ใด ช่างเถิด เจ้าเอาไปตุ๋นกับเครื่องยาก็แล้วกัน วันนี้ข้าต้องทำงานหนัก ดีเสียอีก กลับมาจะได้มีของบำรุง”

          ตุ๋นมารดาเจ้าน่ะสิ! มนุษย์พวกนี้เป็นอันใด เห็นไก่แล้วเอะอะก็จับตุ๋น จับตุ๋น...

          ต้ม ผัด แกง ทอดบ้างไม่เป็นรึไง!!

          เสิ่นหลีแช่งชักหักกระดูกสองสามีภรรยาที่ตั้งใจจะกินนางให้ได้ แช่งเง็กเซียนฮ่องเต้ที่ยุ่งวุ่นวายจนนางต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้ แช่ง...เอ่อ...ต่อว่าท่านจอมอสูรเล็กน้อยที่บังคับให้นางต้องหนีมาจากแดนอสูร และยังก่นด่าเผื่อแผ่ไปถึงสิงอวิ๋น บุรุษที่ทำให้นางระแวงสงสัยจนต้องหนีออกมาจากบ้านเขาในที่สุด

          ถ้าเขาไม่ลึกลับเช่นนี้ ไม่ทำให้นางหวาดระแวงถึงเพียงนี้ นางอาจจะ...

          ชายร่างใหญ่จัดเสื้อผ้าบนร่างเรียบร้อยแล้วจึงค่อยเดินออกจากบ้านโดยมีสตรีนางนั้นเดินตามไปส่ง เขาหันมาหาภรรยาแล้วยื่นมือมาเขี่ยปอยผมนางเล่นพลางกล่าวว่า “วันนี้ต้องรบกวนน้องหญิงอีกแล้ว”

          ใบหน้าของสตรีที่หิ้วปีกเสิ่นหลีแดงก่ำ คลายแรงมือที่กอดรัดนางเอาไว้โดยไม่รู้ตัว เสิ่นหลีฉวยโอกาสงามนี้จิกมือหญิงผู้นั้นอย่างแรง ได้ยินเสียงหวีดร้องดังขึ้นพร้อมกับแรงสะบัดที่ทำให้นางตกลงบนพื้นอีกครั้งก่อนที่จะรีบวิ่งหนีไปด้านนอกสุดชีวิต ปล่อยให้สามีภรรยาคู่นั้นออดอ้อนกันต่อไป

 

            นางไม่อยู่แล้ว!

          เสิ่นหลีวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปไกลจนถึงชานเมืองที่ไร้ผู้คนในยามเที่ยง ระหว่างนั้นยังต้องเอาตัวรอดจากมนุษย์ใจร้ายที่เห็นนางก็คิดถึงแต่อาหารไม่น้อยกว่าสิบคน ร่างไก่ของนางไร้เรี่ยวแรง ได้แต่มุดหน้าจุ่มลงไปในธารน้ำสายเล็ก ดื่มน้ำเพียงสองอึกเพื่อบรรเทาความหิวที่พลุ่งพล่านจากนั้นอ๋องปี้ชางผู้ห้าวหาญก็นอนแผ่อยู่บนพื้นดิน เงยหน้ามองเมฆฝนมืดครึ้มบนท้องนภาด้วยดวงตาเลื่อนลอย

          ดูเหมือนฝนฤดูใบไม้ผลิกำลังใกล้เข้ามาแล้ว...

          “นี่จะแกล้งให้ข้าตายให้ได้เลยใช่หรือไม่?” นางอดไม่ได้ เอ่ยคำถามต่อฟ้าออกไปเสียงเบา

          คำตอบจากเบื้องบนคือหยาดพิรุณที่ค่อยหล่นร่วงลงมาทีละเม็ด เป็นหยดน้ำจนกระทั่งหนักขึ้นเรื่อยๆ

          เสิ่นหลีเลิกคิ้ว เอ่ยอย่างฉุนเฉียว “ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนดี”

          นางค่อยๆ พยุงสังขารที่วิ่งไปทั่วทั้งเมืองลุกขึ้นด้วยความเหนื่อยล้า คงต้องหาที่หลบฝนเสียหน่อยแล้ว อาจจะต้องเป็นแถวนี้ บ้านคนก็ไม่มี มีแต่ป่าไผ่ ดูเป็นเส้นทางที่ไม่ค่อยมีใครสัญจรด้วย นางเหลียวหลัง ตั้งใจจะเดินเข้าไปในทิวไผ่ที่ขึ้นอยู่เต็ม

          และหันไปสบกับดวงตาดำซึ้งที่จ้องมองมาอยู่พอดี...

บทที่ 1 ไก่ไร้ขน(5)

          ร่างสูงของคนผู้นั้นอยู่ในชุดขาวคลุมเสื้อด้านในสีดำ ข้างหลังแบกตะกร้าใบย่อมยืนอยู่บนตลิ่งริมน้ำ ชั่วขณะที่ดวงตาสองคู่สบกัน ความรู้สึกซาบซึ้งใจของเสิ่นหลีพลันพลุ่งพล่านราวสายน้ำหลาก ทะลักทลายออกมาอย่างไม่อาจควบคุม

          ฮือ...นางที่ผจญกับมนุษย์เหล่านั้นเหมือนตกนรกขุมที่สิบแปด เผชิญกับความมืดมิดทุกข์ตรมสารพัดแล้วสามารถผ่านพ้น ได้มาพบกับมวลบุปผาใต้แสงสุริยาอันอบอุ่นอีกครั้งหนึ่ง ชั่วขณะที่เห็นเขา นางก็รับรู้แล้วว่านางจะได้รับการปลอบโยนอันอ่อนหวาน สามารถพักพิงจิตใจอันอ่อนล้าของตนเองและมอบทุกสิ่งให้เขาดูแลได้

          เขาประเสริฐยิ่งกว่ามวลบุปผาใดๆ ดีเลิศยิ่งกว่าแสงสว่าง นางซาบซึ้งใจมากจริงๆ แม้ว่าการสบตากันระหว่างคนกับไก่ไม่น่าจะมีสิ่งใดให้ซึ้งใจหนักหนาก็ตาม

          ม่านฝนหม่นหมองกั้นทั้งคู่ออกจากกัน สิงอวิ๋นมองร่างไก่น้อยที่มอมแมมไปทั้งตัวแล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะร่าเริงนั้นทำลายความซาบซึ้งของเสิ่นหลีให้สลายกลายเป็นควันไปหมด

          เจ้าคนผู้นี้...มันกำลังหัวเราะเยาะข้า!

          นางได้ยินเขาพึมพำเสียงเบาพลางเดินตรงเข้ามาหา “ไก่โง่”

          ยังจะมาว่าข้าอีก!

          ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ พลางหยิบร่มออกมาจากตะกร้าแล้วกาง ก่อนจะเดินตรงไปหาไก่ตัวจ้อยกลางสายฝนพรำ สิงอวิ๋นค่อยๆ ช้อนเอานางซึ่งหมดทั้งเรี่ยวแรงและกำลังใจจะหนีขึ้นมาใส่ในตะกร้าด้านหลังตนเองอย่างเบามือ

          ช่างเถิด ต่อให้สิงอวิ๋นจะลึกลับซับซ้อนขนาดไหน ร้ายที่สุดก็มีเพียงถูกเขาตุ๋นกินเท่านั้น แต่ถ้าเป็นบุรุษผู้นี้ก่อนนางจะตายอย่างน้อยก็คงได้อิ่มท้องก่อนลาโลก...

          ฝนเม็ดหนาถูกร่มกำบังจนไม่ตกต้องลงมาที่ร่างนางอีก เสิ่นหลีได้ยินเขาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “โถๆ เจ้าไก่น้อย ข้าก็นึกว่าเจ้าหนีไปไม่หวนกลับมาแล้วเสียอีก นี่กลายเป็นว่าเจ้ากำลังรอข้ามารับกลับบ้านหรอกหรือ?”

          นางหมดจิตหมดใจจะตอบเขา เพียงหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน

          “กุ๊กๆๆๆ ไก่น้อยเอ๋ย ผ่านไปเพียงครึ่งวัน เจ้าสามารถทำให้ตนเองกระเซอะกระเซิงได้ถึงเพียงนี้ ช่างมีความสามารถเสียจริงๆ”

          นางจะไม่สนใจ นางจะไม่ฟัง เขาจะพูดอะไรก็เรื่องของเขา นางไม่สน!

          ทว่าสุดท้ายนางก็อดปากไม่ได้ “อย่ายุ่งน่า จะเดินก็เดินไป ไยต้องปากมากด้วย” นางลืมไปเลยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ตนยอมปริปากพูดกับเขาคำตอบจากสิงอวิ๋นมีเพียงเสียงหัวเราะหึๆ ที่ดังขึ้นอย่างอารมณ์ดีเท่านั้น

 

            นางหลับอยู่ในตะกร้าด้วยความเหนื่อยอ่อน

          แต่เพียงพักเดียวก็ถูกปลุกด้วยความหนาวเย็นอีกครั้ง เสิ่นหลีผวากายขึ้น ยื่นเท้าอ้าปากเตรียมกัดคน

          “ไก่ตัวนี้ดุร้ายเสียจริง”

          สิงอวิ๋นที่ในมือหนึ่งถือขันน้ำก้าวถอยหลังอย่างระวัง เสิ่นหลีจ้องมองเขาเขม็ง สะบัดน้ำที่ติดอยู่บนปีกทั้งสองข้าง “เจ้าจะทำอะไร?”

          “ทำอะไร?” ริมฝีปากได้รูปแย้มยิ้มอ่อนโยนเช่นเคย “รู้บ้างหรือไม่ว่าทั้งเนื้อทั้งตัวเจ้าสกปรกไม่ต่างจากของที่ข้าขุดมาจากพื้นดินพวกนี้ข้าเลยจะล้างเจ้าพร้อมๆ กับพวกมันเสียเลย หรือว่าเจ้าต้องการไปเล่นน้ำที่บ่อปลาข้างนอกมากกว่า?”

          เสิ่นหลีหันไปมองรอบๆ พบว่าตนเองกำลังนั่งอยู่ในอ่างน้ำใบใหญ่พร้อมกับโสมป่ากองหนึ่ง นางยื่นเท้าไปเขี่ยๆ หัวโสมที่ดูอย่างไรก็คล้ายก้อนดินไม่มีผิดด้วยความอยากรู้อยากเห็น

          ชายหนุ่มรีบจับเท้านางแน่น “นี่ๆ อย่าข่วนสิ หากถลอกแล้วจะขายไม่ได้ราคานะ”

          เสิ่นหลีปล่อยให้เขาจับเท้านางแล้วใช้ใยบวบค่อยๆ ถูเอาคราบสกปรกออกมาอย่างเบามือ เสร็จแล้วก็ย้ายไปที่เท้าอีกข้างหนึ่ง กิริยาล้วนใส่ใจยิ่งนัก

          “เจ้าขายโสมพวกนี้หรือ?”

          สิงอวิ๋นชะงักมือ เงยหน้าขึ้นสบตานางพลางเลิกคิ้ว “แล้วเจ้าจะให้ข้าขายพวกไหนล่ะ?”

          ใบหน้าหล่อเหลาจู่ๆ ก็เคลื่อนใกล้เข้ามาทำให้นางใจเต้นผิดจังหวะ นะ...นางเป็นถึงอ๋องปี้ชาง แม้อยู่ท่ามกลางศัตรูทั้งกองทัพก็ไม่เคยหวั่นไหว แล้วเหตุใด...

          รอยยิ้มที่แต้มอยู่ตรงมุมปากเขาทำให้นางรู้สึกว่าตนเองถูกกลั่นแกล้ง ทันใดนั้นความโกรธทั้งหมดทั้งมวลที่นางรู้สึกในวันนี้ก็พลุ่งพล่านเกินระงับ เสิ่นหลียื่นจะงอยปากแหลมจิกไปยังปลายจมูกที่ไร้การป้องกันของสิงอวิ๋นอย่างแรง ชายหนุ่มไม่ทันได้ระวังตัวจึงผงะหงายหลัง ถอยกรูดออกไปยืนห่างนางหลายก้าว สองมือกุมจมูกแน่นพลางก้มหน้างุดคล้ายกำลังเจ็บปวดแสนสาหัส

          เห็นเขากุมจมูกไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสักที ความรู้สึกผิดก็เริ่มเกิดขึ้นในใจของเสิ่นหลี นางจิกเขาแรงไปหรือไม่? เขาเจ็บปวดมากเลยหรือ? คิดถึงที่เมื่อครู่เขาค่อยๆ ขัดเท้าให้นางทีละข้าง เสิ่นหลีก็ยิ่งรู้สึกผิดในใจ

          เกิดเขาโกรธมากจนจับนางตุ๋น นางจะทำอย่างไรดี?

          เสิ่นหลีกังวลจนผุดลุกขึ้นจากอ่างน้ำ ตั้งใจจะส่งเสียงเรียกเขาคราหนึ่ง กลับเห็นหัวไหล่ของสิงอวิ๋นสั่นไหวน้อยๆ แล้วค่อยแรงขึ้นจนกระทั่งมีเสียงหัวเราะลอดออกมาจากอุ้งมือคู่นั้น

          นะ...นางเพิ่งรู้ว่าจะงอยปากของตนมีพิษ ต้องจิกเขาจนบ้าไปแล้วเป็นแน่ ตายจริง ให้อย่างไรเขาก็อุตส่าห์ช่วยนางเอาไว้นะ!

          ขณะที่นางกำลังวุ่นวายใจ ใบหน้าหล่อเหลาของสิงอวิ๋นก็เงยขึ้นมาอีกครั้ง พอเขาลดมือลงเผยให้เห็นจมูกที่ทั้งบวมทั้งแดงนางก็นิ่งอึ้ง

          สิงอวิ๋นยื่นมือมาตีศีรษะนางเบาๆ “วรยุทธเป็นเลิศจริงๆ”

          เสิ่นหลีอ้าปากค้าง นั่งแปะลงในอ่างน้ำเช่นเดิม มองดูเขาหยิบหัวโสมป่ามาล้างต่อไปเงียบๆ คนผู้นี้...

          “ไก่โง่”

          พลันน้ำโคลนสายหนึ่งก็สาดใส่หน้านางอย่างไม่ทันตั้งตัว น้ำขุ่นคลั่กไหลลงไปตามใบหน้าก่อนจะมุดเข้าในปากอย่างรวดเร็ว เสิ่นหลีทั้งสำลักทั้งดิ้นรนจนน้ำในอ่างแตกกระจาย

          สิงอวิ๋นยังคงล้างโสมป่าต่อไปอย่างไม่สะทกสะท้าน มุมปากแต้มยิ้มเรื่อเช่นเดิม นางเหมือนจะแว่วเสียงหัวเราะเขาก้องอยู่ในหูด้วยซ้ำ

          เจ้ามนุษย์น่าตายผู้นี้นี่!

          หลังจากนั้นเสิ่นหลีก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะหนี คิดปลงว่านางคงต้องพักรักษาตัวอยู่ที่กระท่อมของสิงอวิ๋นเป็นการชั่วคราว อย่างน้อยอยู่ที่นี่กำลังกายของนางฟื้นคืนรวดเร็วยิ่ง บาดแผลสาหัสที่โม่ฟางฝากเอาไว้ก็คล้ายจะไม่เป็นไรแล้ว อีกอย่าง...นางไม่อยากถูกคนจับไปตุ๋นกิน

          “มากินข้าวได้แล้ว”

          เสียงทุ้มของสิงอวิ๋นร้องเรียกจากในตัวบ้าน เสิ่นหลีที่กำลังยืนอยู่บนลานหลังบ้านได้ยินก็รีบวิ่งเข้าไปทันที

          นางมั่นใจว่าอาหารที่สิงอวิ๋นทำต้องมีส่วนช่วยให้กำลังกายของนางฟื้นคืนอย่างรวดเร็วเป็นแน่ ฉะนั้นทุกวันนางจึงกินอาหารจนหมดเกลี้ยง เพียงแต่...

          “เหตุใดจึงเป็นหมั่นโถวอีกแล้ว?”

          เสิ่นหลีใช้เท้าเคาะจานอาหารอย่างไม่พอใจนัก จริงอยู่ที่หมั่นโถวของสิงอวิ๋นอร่อยมาก ทว่าต่อให้ของอร่อยเพียงใด กินซ้ำๆ กันทุกวันก็น่าเบื่อแล้วนางก็อยากกินเนื้อสัตว์ด้วย!

          “ไม่อร่อยหรือ?”

          “อร่อยน่ะอร่อย แต่ข้าอยากกินเนื้อนี่นา”

          “ไม่มีเงิน”

          สามคำสั้นๆ ทว่าทรงอานุภาพทำให้เสิ่นหลีเงียบงันในทันใด นางเหลือบตามองชายหนุ่มตรงหน้า พินิจพิเคราะห์เขาที่กำลังอ้าปากกัดหมั่นโถวอย่างถี่ถ้วนรอบหนึ่งแล้วจึงเอ่ย “กินบางมื้อก็ไม่ได้หรือ? ท่าทางเจ้าก็ใช่ว่าจะยากจนข้นแค้นมากนี่?”

          สิงอวิ๋นกัดหมั่นโถวเข้าปากอีกคำหนึ่ง “ผิด ข้ายากจนยิ่งนัก แต่เพราะเกิดมาดูดีมีสง่าราศีมากเกินไป ช่วยไม่ได้จริงๆ ไม่มีใครเชื่อว่าข้าจนเลยสักคนเดียว”

          เสิ่นหลีอ้าปากค้างพูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง กระทั่งนางหันไปเห็นโสมป่าที่กำลังตากอยู่หลังลานบ้านจึงพูดต่อ “เงินที่ได้จากการขายโสมนี่เล่า?”

          “ซื้อยาหมดแล้ว” คำพูดนี้คล้ายบอกว่า ‘โยนทิ้งน้ำหมดแล้ว’ อย่างไรอย่างนั้น!

          เขาดูไม่สนใจโรคภัยของตนเองเอาเสียเลย...

          จวบจนน้ำค้างยามดึกเริ่มพรมลงมา เสิ่นหลีคาดว่าคนประหลาดสิงอวิ๋นคงเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว นางจึงค่อยออกมากลางลานบ้าน อาศัยแสงจันทราที่ส่องเต็มลานตั้งสมาธิเดินลมปราณอยู่ครู่ใหญ่ รอจนพลังภายในรวบรวมได้เต็มที่แล้วจึงค่อยยื่นเท้าออกไปแตะก้อนหินสีขาวที่วางอยู่ตรงหน้า หินขาวสว่างขึ้นแวบหนึ่ง แสงสีทองค่อยๆ อาบไล้ขึ้นมาทีละน้อย แต่พอถึงครึ่งก้อนก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว

          นางถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก กำลังภายในฟื้นคืนมาไม่เต็มที่เช่นนี้ กระทั่งมนตร์ง่ายๆ เช่นแปรหินเป็นทองก็ไม่อาจทำได้เสียแล้ว

          เสิ่นหลีนั่งแปะลงข้างๆ ก้อนหิน รู้สึกเหน็ดเหนื่อยไร้เรี่ยวแรงเหลือแสน ทว่าเมื่อมองเข้าไปในบ้านหลังน้อยที่ดับตะเกียงมืดสนิท สายลมโชยผ่านมาวูบหนึ่ง นำกลิ่นหอมของเครื่องยามาแตะปลายจมูกแผ่วๆ นางก็ได้แต่ตีปีกสองข้างลุกขึ้นอีกครา กลั้นใจอยู่ใต้แสงจันทร์ทำสมาธิต่อไป

          ไม่ว่าเขาจะมีความเป็นมาอย่างไรหรือลึกลับปานไหน นางก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์ผู้นี้มีบุญคุณต่อนาง คุณธรรมประการแรกคือกตัญญูรู้คุณ นางควรที่จะต้องตอบแทนเขาบ้าง ทว่าต่อให้นางคืออ๋องปี้ชางผู้สูงส่ง แต่สิ่งที่เชี่ยวชาญกลับมีเพียงเรื่องการยุทธ์ ให้นางรบราฆ่าฟันคนทั้งกองทัพยังจะง่ายกว่าให้นางมารักษาชีวิตคนเสียอีก

          แต่ถึงนางจะรักษาเขาไม่ได้ อย่างน้อยๆ ช่วยให้เขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกหน่อยก็ยังดี

          เสิ่นหลีหายใจเข้าลึก ร่างไร้ขนอาบไอจันทราลึกล้ำ นางค่อยก้มตัวลงจิกไปที่หินสีขาวเบาๆ พลันบังเกิดรัศมีสว่างเจิดจ้า หินสีขาวเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทีละน้อย เส้นใยสีทองสุกปลั่งถักทอขึ้นเรื่อยๆ แต่ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองอย่างไม่กะพริบของนาง แสงสว่างนั้นก็วูบหายไปในที่สุด

          นางโมโห ไม่ทันคิดก็ยกเท้าเตะหินขาวก้อนนั้นทันที “ไม่ได้เรื่อง!”

          หินก้อนนั้นไม่ขยับเขยื้อน กลายเป็นเท้านางที่ปวดแปลบแทนเสียอย่างนั้น

          “เจ็บ...” เสิ่นหลีกระโดดเป็นไก่ขาเดียวอยู่นานสองนานก่อนหันมาบริภาษก้อนหินด้วยความเจ็บแค้น “เจ้าหินดื้อด้าน!”

          ก่นด่าจนสาแก่ใจแล้วก็ได้แต่ไปยืนอยู่ข้างหิน พยายามใช้มนตร์เปลี่ยนหินเป็นทองต่อไป

          ภายในกระท่อมที่ไร้แสงไฟ ปรากฏดวงตาวาววามสุกสกาวคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเหตุการณ์ที่ลานหลังบ้าน เห็นนางพยายามและล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ริมฝีปากได้รูปคู่นั้นก็แย้มยิ้มออกมาอย่างเอื้อเอ็นดู

          สิงอวิ๋นลุกขึ้นเดินไปที่ตู้ ท่ามกลางความมืดมิดเขาคลำหาเงินอีแปะได้ทั้งหมดสิบเหรียญ พอลองชั่งน้ำหนักเหรียญในมือแล้วก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง “อืม...คงพอซื้อเนื้อได้สักสองตำลึงกระมัง...”

บทที่ 1 ไก่ไร้ขน(6จบบท)

            มนตร์เมื่อคืนไร้ผลโดยสิ้นเชิง

          เสิ่นหลีได้แต่คอตก นอนขดตัวอยู่บนก้อนหินที่นางเพียรเปลี่ยนให้เป็นทองอย่างหงุดหงิด พอได้ยินเสียงประตูเปิดแว่วมาแต่ไกลก็รีบลุกขึ้นวิ่งไปที่หน้าลานทันที

          สิงอวิ๋นคล้ายเตรียมตัวจะออกไปที่ไหนสักแห่งทว่าบนหลังไม่ได้มีตะกร้าและก็ไม่ได้สะพายย่ามเอาไว้

          “วันนี้ไม่ขายโสมหรือ?”

          “โสมยังไม่แห้ง ตากอยู่ที่กลางลาน” ชายหนุ่มอมยิ้ม ก้มลงจับหัวล้านเลี่ยนของนางโยกคลอนเบาๆ “ข้าจะออกไปซื้อของเสียหน่อย เจ้าอยู่ที่นี่เฝ้าบ้านให้ดีนะ”

          “เดี๋ยว ข้าไปด้วย” เสิ่นหลีหันหลังรีบวิ่งไปที่หลังลาน พอเห็นเศษก้อนหินที่นางเพียรเปลี่ยนเป็นทองทั้งคืนแล้วไม่ได้ผลก็คาบเอาไว้ในปากแล้ววิ่งกลับไปหาเขาใหม่ เมื่อคืนใช้แสงจันทราแล้วไม่ได้ผล ตอนกลางวันก็ลองเปลี่ยนเป็นแสงอาทิตย์เสียหน่อย มีแสงมากขึ้นอาจจะเปลี่ยนหินเป็นทองได้ หากสำเร็จก็จะได้ซื้อของดีๆ กลับมาได้บ้าง “ไปกันเถิด”

          สิงอวิ๋นมองก้อนหินที่นางคาบมาอย่างงงงันชั่วครู่ก่อนเอ่ยว่า “แล้วเจ้าจะไปได้อย่างไรกัน ในตลาดผู้คนมากมาย หากเจ้าพลัดหลงกับข้า อาจจะไปรู้สึกตัวอีกทีในหม้อตุ๋นของบ้านไหนสักบ้านนะ หรือจะให้ข้าผูกเชือกที่คอเจ้า หนึ่งคนหนึ่งไก่จูงพากันไปตลาด อย่างนี้ดีหรือไม่?”

          เสิ่นหลีตีปีกไร้ขนไปที่หัวเข่าเขาดังฉาด “บังอาจ! ข้าอุตส่าห์หวังดีจะไปเป็นเพื่อน เจ้าย่อมต้องอุ้มข้าสิ เร็วเข้า!”

          มองเห็นไก่ตัวจ้อยกางปีกร่าอย่างนี้ ชายหนุ่มรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก ได้แต่ก้มลงช้อนตัวนางมาอยู่ในอ้อมกอดของตนเอง ยืนนิ่งให้นางหาที่ซุกอกเขาอย่างสบายๆ ก่อนได้ยินนางสั่งเสียงแข็ง

          “ไปได้แล้ว เดินดีๆ ด้วย อย่าโคลงเคลงให้มาก”

          สิงอวิ๋นนิ่งงันก่อนจะหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ขอรับ ทราบแล้วขอรับนายท่าน”

          ตอนนี้ไก่น้อยว่าอย่างไร เขาก็คงได้แต่ว่าอย่างนั้นแล้วล่ะ

          เสิ่นหลีลองเปลี่ยนหินให้เป็นทองมาตลอดทาง แต่ทำอย่างไรก็ทำไม่ได้ เจ้าของอ้อมกอดที่นางซุกอยู่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงเดินไปข้างหน้าเงียบๆ เมื่อถึงตลาดก็ได้ยินเสียงพ่อค้าแว่วมาแต่ไกล

          สิงอวิ๋นชะงักเท้าอยู่ชั่วขณะ สายตาอ่อนโยนก้มลงมองไก่น้อยในอ้อมอกครู่หนึ่ง

          แย่จริง เมื่อครู่ได้ยินเสียงพ่อค้าตะโกนบอกราคาเนื้อ เขาไม่ได้ซื้อเนื้อมานานแล้วจึงไม่รู้ว่าราคาขึ้นมาถึงเพียงนี้ สองตำลึงในมือคงซื้อได้ไม่มากเท่าไหร่ ไก่ตัวนี้ยิ่งกินจุเสียด้วย เนื้อเพียงเท่านั้น...นางคงกินไม่อิ่มเป็นแน่

          สงสัยคืนนี้เขาคงได้เห็นนางจิกก้อนหินกินทั้งคืนอีกแล้ว

          “ดูดวงแม่นๆ ราวกับตาเห็น เพียงสิบอีแปะเท่านั้น”

          สิงอวิ๋นหันกลับไปมอง ผู้ตะโกนคือบุรุษวัยกลางคนแต่งชุดนักพรตในลัทธิเต๋าชูป้ายดูดวงอยู่ด้านหน้า เห็นเขากำลังจับมือชายหนุ่มผู้หนึ่งเพื่อตรวจดูลายมือ ดูอยู่แวบเดียวก็พูดรัวเร็ว “ลายมือคุณชายเป็นลายมือมงคลยิ่ง ยามนี้กำลังมีวาสนาใหญ่มาเยือนท่านแล้ว...”

          สิงอวิ๋นเปลี่ยนทิศทาง สาวเท้าเข้ามาใกล้คนทั้งคู่อย่างรวดเร็ว กระแอมเสียสองทีแล้วเอ่ยแทรกเสียงดัง

          “คุณชายท่านนี้ วันนี้ยามเที่ยงบ้านท่านจะเกิดอัคคีภัย หากตอนนี้ไม่รีบกลับบ้านท่านจะต้องเสียใจอย่างสุดซึ้งเป็นแน่”

          ซินแสและชายหนุ่มที่กำลังดูดวงอยู่ต่างพากันชะงักงัน กระทั่งเสิ่นหลีที่กำลังสู้รบกับก้อนหินก็เงยหน้ามองอย่างอดไม่ได้

          ชายวัยกลางคนถือตัวว่าตนเป็นเทพพยากรณ์อันดับหนึ่ง ครั้นเห็นชายหนุ่มหน้าตาอ่อนเยาว์มาเอ่ยขัดก็ตวาดออกไปทันที “พูดจาเหลวไหล! เจ้ารีบไปเลยนะ อย่ามาขัดบุญวาสนาของคุณชายท่านนี้”

          “เหลวไหลหรือไม่เขากลับบ้านไปดูก็จะรู้เอง” สิงอวิ๋นประดับยิ้มตรงมุมปาก เอ่ยต่อเบาๆ “วันนี้ตลอดทั้งบ่าย ข้าจะรอคุณชายอยู่ที่นี่ พิสูจน์คำพูดของตนเองให้ถึงที่สุด”

          ชายหนุ่มผู้มาดูดวงเดิมก็มีจิตใจเอนเอียงเชื่อถือในเรื่องนี้อยู่แล้ว เมื่อเห็นสิงอวิ๋นกล่าวย้ำหนักแน่นก็ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็รีบดึงมือออกจากซินแสผู้นั้นแล้วสาวเท้ากลับบ้านทันที

          เสิ่นหลีมองตามร่างของชายผู้นั้นไปจนไกลลิบ ก่อนจะหันกลับมาจิกมือของสิงอวิ๋นเบาๆ “เจ้าหลอกคนหรือ?”

          มิคาดว่าสิงอวิ๋นจะยิ้มกว้างมากขึ้น มืออุ่นลูบหัวนางอีกครั้ง “เฉยไว้ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงเนื้อสองตำลึงเชียวนะ”

          เสียงเขายังไม่ทันขาดหาย หมอดูคนนั้นพลันโยนป้ายดูดวงไปด้านข้างเสียงดังสนั่น ชี้นิ้วมาที่สิงอวิ๋นพร้อมกับคำรามด้วยความโกรธ “เจ้านี่อย่างไรกัน คนอื่นกำลังทำมาหากิน มีที่ให้เจ้าสอดได้ด้วยหรือ!”

          “ข้าไม่ได้สอด จริงๆ นะ” ใบหน้าของสิงอวิ๋นยังคงแต้มยิ้มสุภาพเรียบร้อยทว่าดวงตาไหวระริกเปี่ยมแววขบขัน “ข้าเพียงพูดความจริงเท่านั้น หากท่านไม่เชื่อก็คอยฟังผลด้วยกันที่นี่ เอาอย่างนี้...ถ้าที่ข้าพูดเป็นจริงท่านก็จ่ายเงินที่เขาเอาให้ท่านเมื่อครู่มาให้ข้าเป็นอย่างไร?”

          “คิดจะลองดีกับข้าหรือ ได้!” ซินแสคล้ายถูกตีกระทบจุดอ่อนของตนเอง น้ำเสียงยิ่งพูดก็ยิ่งดัง “ข้า...หวังปั้นเซียน... ดูดวงให้คนมาครึ่งชีวิต ไม่เชื่อถือน้ำหน้าเด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าเด็ดขาด จะให้ข้าคอยดูผลหรือพนันก็ได้ แต่หากบุรุษผู้นั้นไม่กลับมาหรือว่าเจ้าพูดผิด...” เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะวาววับเมื่อเห็นไก่ในอ้อมอกของอีกฝ่าย “เจ้าก็เอาไก่ตัวนั้นให้ข้าเป็นอย่างไร?”

          นี่นางกลายเป็นของพนันไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!

          ศักดิ์ศรีของอ๋องปี้ชางทำให้เสิ่นหลีหน้ามืด เตรียมจะถลาไปจิกตีบุรุษที่ชื่อหวังปั้นเซียนให้สาสม แต่กลับถูกสิงอวิ๋นกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นพร้อมกับบอกเบาๆ “ไม่เป็นไร มีข้าอยู่ทั้งคน ไม่มีใครพาเจ้าไปได้ทั้งนั้น”

          แปลก... เพียงคำพูดไม่กี่คำของเขากลับทำให้นางที่กำลังขุ่นเคืองต้องการระบายโทสะ สงบลงได้อย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาเขาปกป้องนางเสมอ...

          มนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง...ปกป้องอ๋องปี้ชางผู้เกรียงไกรแห่งแดนอสูร ผู้ที่เคยแต่ปกป้องผู้อื่น อยู่ด้านหน้าผู้อื่นมาโดยตลอด...

          เสิ่นหลีนิ่งงัน ได้แต่เอ่ยเสียงเรียบ “ได้ ข้าจะเชื่อเจ้าสักครั้ง”

          ความรู้สึกวางใจให้ใครสักคนหนึ่งปกป้องตนเองเช่นนี้...ช่างน่าพิศวงจริงๆ

          ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยลงจากบนศีรษะ ทว่าชายหนุ่มผู้นั้นก็ยังคงไร้วี่แววที่จะกลับมา สีหน้าหวังปั้นเซียนกระหยิ่มยิ้มย่องเต็มที่ ส่วนสิงอวิ๋นก็เพียงนั่งนิ่ง ใบหน้าแต้มยิ้ม หูกลับคอยเงี่ยฟังร้านเนื้อที่อยู่ถัดไปไม่ไกลว่าจะมีการลดราคาลงบ้างหรือไม่

          ช่วยไม่ได้ ไก่บ้านเขากินจุจริงๆ เขาก็ได้แต่ต้องหาเนื้อมาบำเรอนางเช่นนี้เอง

          ครึ่งชั่วยามผ่านไปก็แล้วชายหนุ่มคนนั้นก็ไม่กลับมา คราวนี้ท่านหมอดูถึงกับเผยยิ้มหยิ่งผยอง เอ่ยเสียงดังว่า “ยอมแพ้เสียดีๆ เถิด แล้วเอาไก่ของเจ้าให้ข้าได้แล้ว”

          “ให้เจ้าทำไม?” ใบหน้าของสิงอวิ๋นยังคงเรียบเฉย น้ำเสียงเฉยเมยยิ่งกว่า “เขากำลังเดินทางมา”

          “เหลวไหล มีคนมาที่ไหน...กัน”

          ประโยคนั้นพูดไม่ทันจบ เงาร่างสองร่างก็ปรากฏขึ้นตรงหัวมุมถนนแล้วตรงมาทางพวกเขาสองคนอย่างเร่งร้อน เป็นชายหนุ่มคนนั้นพาเด็กซึ่งเป็นบุตรชายคนเล็กมาด้วย เมื่อเดินมาถึงข้างหน้าสิงอวิ๋นก็รีบโค้งตัวคำนับเขาทันที

          “ขอบคุณพี่ชายท่านนี้มากที่เตือนข้า หากข้าไม่ได้กลับบ้าน บุตรชายผู้นี้คงถูกไฟคลอกตายไปแล้ว บุญคุณนี้ใหญ่หลวงนัก ทว่าพวกข้าก็ไม่ได้ร่ำรวยเงินทองมากมาย ไม่มีของมีค่าตอบแทน ภรรยาข้าได้แต่มอบเนื้อที่เก็บรักษามาสองปีแล้วให้ท่าน...”

          ดวงตาของหนึ่งคน--หนึ่งไก่เป็นประกายวาบ สิงอวิ๋นพยักหน้ารับทันที “เช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว ขอบคุณพี่ชายท่านนี้มาก”

          รอจนสองพ่อลูกคู่นั้นจากไปไกล ชายหนุ่มจึงค่อยหันกลับมาหาหวังปั้นเซียนที่มองดูเหตุการณ์อยู่ด้านข้างด้วยอาการปากอ้าตาค้าง สิงอวิ๋นเอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “สิบอีแปะ”

          ซินแสดูดวงตบหัวตนเองเบาๆ คราหนึ่งพลางเอ่ยอย่างพิศวง “โอ้โห ดูแม่นถึงเพียงนี้ ประหลาดแท้” หวังปั้นเซียนควักเงินในกระเป๋ายื่นให้อีกฝ่ายสิบอีแปะตามสัญญา ก่อนจากไปก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เช่นนั้นเจ้าดูให้ข้าเสียหน่อยสิ”

          รอยยิ้มลึกลับปรากฏบนมุมปากของสิงอวิ๋น ชายหนุ่มกล่าวออกมาช้าๆ “วันนี้เจ้ามีภัย จะเห็นแต่สีแดง”

          จากนั้นท่านหมอดูก็รีบเก็บป้ายกลับบ้านทันที

          ภายหลังเสิ่นหลีจึงได้ข่าวของหวังปั้นเซียน ชาวบ้านต่างร่ำลือว่าวันนั้นซินแสกลับบ้านมือเปล่าจึงถูกภรรยาที่โมโหร้ายคว้ารองเท้าฟาดหน้าเขาเต็มเปา หน้าผากแตกเลือดไหลอาบหน้า ย้อมไปจนถึงตาทั้งสองข้างจนกลายเป็นสีแดงก่ำ

          ส่วนนางรู้ข่าวนี้ได้อย่างไรน่ะหรือ? ก็เพราะจากวันนั้นเป็นต้นมา ชาวเมืองต่างก็ร่ำลือกันว่ามีเซียนผู้หยั่งรู้ดินฟ้าอยู่ที่นี่จริงๆ ไงเล่า

          “เจ้าพยากรณ์ได้ด้วยหรือ?” นางถามสิงอวิ๋นอย่างใคร่รู้

          “ดูได้บ้าง”

          เสิ่นหลีนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยเบาๆ “เผยความลับสวรรค์ เบื้องบนจะลงทัณฑ์เจ้านะ”

          “ก็เพราะอย่างนี้น่ะสิ ข้าจึงต้องกินยาอยู่ทุกวัน” ชายหนุ่มตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน ครั้นเห็นดวงตาของนางที่จ้องมองมาไม่กะพริบก็แย้มยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ยเสียงเบา “คนเรา หากได้สิ่งใดมาก็ต้องสูญเสียอย่างหนึ่งไป ทุกอย่างจึงสมดุล ไม่เว้นแม้แต่กฎของเบื้องบน”

          ไฉนเลยเสิ่นหลีจะไม่เข้าใจกฎเกณฑ์นี้ ทันใดนั้นนางก็รู้แจ้งอย่างหนึ่ง

          ที่เขาอายุสั้น...คงเป็นเพราะเหตุนี้นี่เอง

          แต่คิดไปก็น่าประหลาด มนุษย์สามัญเช่นเขาสามารถรับรู้ความลับของสวรรค์ได้ ทั้งยังรู้ละเอียดลึกซึ้งถึงเพียงนั้น หากร่างกายของเขาจะถูกเบื้องบนคิดทำลายล้างก็ไม่แปลก

          ทว่าเขากลับยังคงมีชีวิตอยู่รอดมาได้จนถึงบัดนี้... จะว่าคนอย่างเขาแข็งแกร่งเกินไปก็พูดได้ไม่เต็มปาก แต่หากจะบอกว่าอ่อนแอนั้น... ไม่ใช่เลย

          ไม่ว่าอย่างไรสิงอวิ๋นผู้นี้ก็ชวนให้คนงงงันกับเขาดีแท้

บทที่ 2 สิงอวิ๋นำผู้ลึกลับ(1)

            ทิวาและราตรีผ่านพ้นไปรอบแล้วรอบเล่าราวสายลมพัด

            ทว่ายามนี้สายลมแห่งกาลเวลากลับพัดกระพือข่าวลือที่สิงอวิ๋นได้ทำนายเรื่องไฟไหม้บ้านของบุรุษผู้หนึ่งให้กระฉ่อนเลื่องลือยิ่งขึ้นไปอีกยังมีเรื่องของ ‘หวังปั้นเซียน’ ผู้ตั้งตนเป็นซินแสดูดวงที่ถูกภรรยาทำร้ายจน ‘เห็นแต่สีแดง’ ตามคำพูดของชายหนุ่มแพร่ออกไปอีกด้วย

          ผู้คนต่างก็โจษจันถึงเขากันหนาหู ไม่รู้ว่าใครที่ไปเพิ่มความน่าตื่นเต้นของเรื่อง จากการทำนายเรื่องไฟไหม้บ้านหลังเดียวก็กลายเป็นไหม้ไปสามสี่หลัง เพียงผ่านไปไม่กี่วันก็กลายเป็นไหม้ทั้งหมู่บ้าน ส่งผลให้ยามนี้สิงอวิ๋นไม่ได้เป็นหมอดูธรรมดาทว่ามีฐานะเป็นถึง ‘เทพพยากรณ์’ เลยทีเดียว

          เสียงลือเสียงเล่าอ้างยิ่งนานยิ่งเอิกเกริกจนแม้แต่เสิ่นหลีเองก็รับรู้ แต่เหมือนผู้เป็นต้นเหตุจะไม่สนใจกับเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น เพียงทำตนดังเช่นที่เป็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน บางวันเขาก็เข้าป่าหาโสม บางวันก็นำโสมไปขายได้เศษเงินมาเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็กลับมานอนอาบแดดอุ่นๆ บ้าง เลี้ยงปลาบ้างไปตามเรื่องตามราว

          อ้อ...นางเกือบลืมไป นอกจากปลาแล้วเขายังเลี้ยง ‘ไก่’ อย่างนางด้วยอีกตัวหนึ่ง

          วันนี้ก็ยังคงผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย เสิ่นหลีมองเขานั่งยองๆ ริมบ่อปลา ในมือมีเศษหมั่นโถวชิ้นเล็กโปรยลงไปในสระบ้างเป็นครั้งคราว เห็นแล้วก็อดถามขึ้นมาไม่ได้ “จะว่าไปแล้วเจ้าก็เป็นผู้มีความสามารถล้ำลึกผู้หนึ่ง สามารถหยั่งรู้ทั้งฟ้าและดิน เหตุใดจึงไม่ไปเป็นหมอดูเล่า? ดูเฉพาะขุนนางคหบดีไม่ก็เชื้อพระวงศ์ก็ได้”

          ถ้าเขาตั้งตนเป็นเทพพยากรณ์จริงๆ เพียงดูดวงชะตาให้แก่ผู้สูงศักดิ์ร่ำรวยเงินทองเหล่านั้นปีละครั้ง ไหนเลยจะไม่ได้รางวัลของมีค่ามากมาย หากเขาทำเช่นนั้นป่านนี้ก็ไม่ต้องมานั่งลำบากขุดโสมไปขาย ไม่รู้จะสุขสบายกว่านี้สักเท่าใด

          “สิ่งที่ข้าทำได้ไม่ใช่ความสามารถที่คนธรรมดาควรมี” เขากลับตอบนางด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หากใช้มัน ไม่วันใดก็วันหนึ่งก็จะต้องก่อให้เกิดเภทภัยต่อผู้อื่นซ้ำตัวข้าเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ไม่สู้เมินเฉยกับมันเสีย ข้าก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจแล้ว”

          เสิ่นหลีนิ่งงันไปชั่วขณะ หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นคงดีใจที่ได้รับ ‘พรสวรรค์’ อย่างที่เขามีอยู่ ทว่าสิงอวิ๋นผู้นี้กลับตระหนักถึงเงามืดที่แฝงมากับสิ่งที่เบื้องบนประทานให้ มนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งสามารถมองเหตุการณ์ทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้เชียวรึ? นางไม่ติดใจจะเซ้าซี้เขาเรื่องนี้อีกต่อไป

          “เจ้าคิดได้เช่นนั้นก็ดียิ่ง” นางไม่ติดใจสงสัยเรื่องพรสวรรค์ฟ้าประทานของเขาแล้วทว่ายังมีเรื่องอื่นที่ยังคงค้างคาใจ “ข้ามีอีกเรื่องที่ต้องการถามเจ้า อาหารที่เจ้าทำทุกวันนี้มีตัวยาบำรุงกำลังผสมอยู่ใช่หรือไม่?”

          รอยยิ้มบนริมฝีปากของสิงอวิ๋นขยายกว้าง “เจ้าก็เห็นสภาพข้า คิดหรือว่าข้าจะมีปัญญาซื้อหาของพวกนั้นมาได้?”

          จริงของเขา...สิงอวิ๋นผู้นี้แม้เงินซื้อเนื้อสักตำลึงก็ยังไม่มีแล้วจะเอายาบำรุงกำลังที่ไหนให้นางกินอีกเล่า? แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาร่างกายของนางกลับฟื้นคืนพละกำลังอย่างรวดเร็ว กระทั่งลมหายใจก็ยังมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกไม่นานนางก็จะสามารถกลับสู่ร่างมนุษย์ได้แล้ว

          เสิ่นหลีกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องของวรยุทธที่นางอาจจะต้องใช้เวลาฟื้นคืนอีกสักระยะหนึ่ง ทว่าเสียงเคาะประตูดังสนั่นจากด้านนอกก็ทำให้นางตื่นจากภวังค์ เห็นเพียงร่างสูงของสิงอวิ๋นเดินไปเปิดประตูอย่างเชื่องช้า

          ไม่รู้เพราะเหตุใด ชั่วขณะนั้นท่าทางของสิงอวิ๋นกลับทำให้ใจนางปวดแปลบขึ้นเล็กน้อย ร่างกายเขา...ไม่แข็งแรง เรื่องนั้นนางรู้อยู่แล้วนี่

          เสิ่นหลีกะพริบตา รีบตั้งสติแล้วหันไปมองที่มาของเสียงอีกครา นางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นว่ามีคนมาเยี่ยมเยียนเขาถึงบ้าน เพราะนอกจากแม่นางผู้คลั่งรักคนนั้นแล้วเสิ่นหลีก็ยังไม่เคยเห็นใครมาเยือนถึงประตูบ้านเลย

          ความรู้สึกแปลกประหลาดที่แล่นเข้ามาจับใจทำให้นางรีบกระพือปีกกระโดดตามเขาไป สะโพกอวบของร่างไก่โยกซ้ายย้ายขวาดูน่าขันยิ่ง ทว่าลางสังหรณ์ประหลาดก็ทำให้เสิ่นหลีเร่งฝีเท้าเร็วยิ่งขึ้น เกือบจะร้องเตือนเขาไปแล้วว่าอย่าเปิดประตู

          แต่นางช้าเกินไป...

          ทันทีที่สิงอวิ๋นเปิดประตู กลิ่นอายบางอย่างก็พุ่งเข้ามาปะทะ เสิ่นหลีรีบเร่งฝีเท้า พลันมีมือเหี่ยวย่นข้างหนึ่งยื่นเข้ามาแล้วคว้าหมับไปที่แขนของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว เรี่ยวแรงมหาศาลของอีกฝ่ายทำให้สิงอวิ๋นถึงกับถอยหลังสองสามก้าว เกือบจะเหยียบเข้ากับร่างของไก่น้อยที่วิ่งตามมาอยู่ด้านหลัง

          ร่างที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยชราของสตรีนางหนึ่งผลุบเข้ามาในลานบ้าน แววตาที่ปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นฉายแววทั้งตื้นตันและมุ่งมั่น

          “ท่านเทพ ท่าน...ท่านคือท่านเทพพยากรณ์ที่สามารถท่องกาลเวลา ล่วงรู้อดีตหยั่งถึงอนาคตที่ชาวเมืองร่ำลือกันใช่หรือไม่? ใช่ท่าน...ใช่จริงๆ รึ?”

          เสิ่นหลีกวาดสายตามองร่างของผู้มาเยือน จากนั้นก็อดที่จะหรี่ตาลงเล็กน้อยไม่ได้

          สตรีนางนี้มีไอประหลาดรายล้อม คล้ายกับกลุ่มควันบางอย่างที่วนเวียนไม่จางหาย เสียดายที่วรยุทธและอาคมของนางในยามนี้ยังไม่ฟื้นคืนมาจึงไม่สามารถมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของกลุ่มควันพวกนั้นได้

          “ข้าอาจจะเป็นผู้ที่แม่เฒ่ากำลังตามหาอยู่” ชายหนุ่มกระแอมเล็กน้อย “แต่...”

          “น้องสะใภ้! น้องสะใภ้!”

          ไม่ทันที่สิงอวิ๋นจะได้กล่าวต่อพลันมีเสียงห้วนห้าวเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา เมื่อเสิ่นหลีมองข้ามพวกเขาสองคนไปก็เห็นชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งกำลังตรงดิ่งเข้ามาฉุดแขนหญิงชราคนนั้นไว้อย่างรวดเร็ว “โธ่! น้องสะใภ้ เจ้าอย่าทำเช่นนี้อีกเลย กลับบ้านไปพร้อมกับข้าเถิด”

          น้องสะใภ้?

          บุรุษที่เอ่ยคำว่า ‘น้องสะใภ้’ ออกมานั้นแม้จะล่วงเข้าวัยกลางคนแล้วทว่ามองอย่างไรก็ไม่น่าจะอายุเกินสี่สิบปี แต่สตรีที่เขาเรียกว่า  ‘น้องสะใภ้’ กลับผิวหนังเหี่ยวย่น ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยราวกับดอกเบญจมาศกลางแดดจ้า ทุกเส้นสายที่จารลงบนผิวหนังนั้นบ่งบอกชัดเจนว่านางผ่านโลกมาอย่างโชกโชน

          ให้คิดอย่างไรเสิ่นหลีก็ไม่เข้าใจ แทนที่จะเรียกว่าน้องสะใภ้ เขาควรจะเรียกว่า ‘ป้าสะใภ้’ เสียมากกว่า

          หญิงชราที่ถูกเรียกว่าน้องสะใภ้กลับไม่ไยดีเขา ดวงตาทั้งคู่จับจ้องแน่วแน่ไปยังสิงอวิ๋น มือกำแขนชายหนุ่มแน่นพลางเอ่ยเสียงสั่นพร่า “ท่านเทพ...ช่วยข้าด้วย ช่วยบอกข้าด้วยว่าตอนนี้สามีข้าอยู่ที่ไหน ได้โปรดเถิดท่านเทพ!”

          “น้องสะใภ้ เจ้าถูกพวกต้มตุ๋นมันหลอกแล้ว” ชายที่กำลังยื้อยุดกับนางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหดหู่ “ตั้งแต่เขาจากไปรบก็ผ่านมาเนิ่นนานหลายปีถึงป่านนี้แล้วเจ้าก็อย่าถามหาอีกเลย...”

          “นานแล้วเป็นอย่างไร? เขาเป็นสามีข้า ไม่ว่าจะจากไปที่แห่งใด จากไปนานเพียงไหนก็เป็นสามีข้า! ข้าต้องหาเขาให้พบ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ต้องหาให้พบให้ได้!” ประโยคของชายผู้นั้นคล้ายมีดที่กรีดแทงใจนาง น้ำตาของหญิงชราไหลพรากราวกับสายน้ำหลากบ่งบอกถึงความทุกข์ระทมล้ำลึก

          ที่แท้ก็เป็นภรรยาของทหารนี่เอง...

          สายตาของเสิ่นหลีเปลี่ยนจากจ้องมองนางด้วยความอยากรู้ เป็นเห็นอกเห็นใจ ถึงกับรู้สึกสะเทือนใจร่วมกับนางอยู่บ้าง

          ความรู้สึกของผู้ที่ถูกทิ้งอยู่เบื้องหลังทำไมนางจะไม่รู้เล่า ตัวนางผู้เป็นถึงอ๋องปี้ชางมีหน้าที่นำทหารเข้าสู่สงคราม บางครั้งก็จำต้องทิ้งร่างใกล้สิ้นใจของพวกเขาเอาไว้ในสนามรบ... หลายครั้งนางต้องเห็นแก่ความอยู่รอดของส่วนรวมจึงทำอะไรไม่ได้มากนัก แม้จะรู้ดีว่าผู้เป็นที่รักของพวกเขาจะคร่ำครวญหาหรือเฝ้ารอคอย นางก็ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้

          สงครามก็เป็นเช่นนี้

          สิงอวิ๋นค่อยๆ ยื่นมือไปปลดมือของแม่เฒ่าที่เกาะแขนเขาไว้มั่น ใบหน้าประดับรอยยิ้มยามเอ่ย “ขออภัยที่เรื่องนี้ข้าไม่อาจดูให้ได้ ขอให้ท่านกลับไปเสียเถิด”

          ดวงตาของสตรีตรงหน้าฉายแววไม่ยินยอม นางกรีดเสียงสั่นเครือแหบโหย ทั้งทึ้งทั้งเขย่าชายเสื้อของสิงอวิ๋นสุดแรง “เหตุใดท่านจึงไม่ยอมช่วยข้า ท่านเป็นถึงเทพพยากรณ์ ท่านต้องรู้สิว่าสามีข้าอยู่ที่ไหน! ข้า... ข้าเพียงอยากรู้ว่าตอนนี้เขาสบายดีอยู่หรือไม่... ไม่เช่นนั้น... ไม่เช่นนั้นท่านเพียงดูว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็พอแล้ว ได้โปรดเถิดท่านเทพ ช่วยข้าด้วย...”

          น้ำเสียงสั่นแทบจะฟังไม่ได้ศัพท์ อีกทั้งท่าทางทุกข์ตรมอาจจะทำให้คนที่ใจแข็งที่สุดอ่อนยวบด้วยความสงสาร

          แต่คนผู้นั้นไม่ใช่สิงอวิ๋น

          รอยยิ้มของเขายังคงแต้มอยู่บนริมฝีปากได้รูปทว่าคำพูดกลับแข็งกระด้าง มือผายออกเล็กน้อยเป็นเชิงส่งแขก “ขอโทษด้วย แต่ข้าต้องรีบไปทำอาหารแล้ว”

          บุรุษวัยกลางคนรีบพยักหน้าตอบอย่างเกรงใจพร้อมกับดึงหญิงชราผู้นั้นออกไปด้วย เสิ่นหลีได้ยินเพียงเสียงของเขาที่ทั้งปลอบโยนทั้งติเตียนไปตลอดทางระคนกับเสียงสะอื้นไห้ของอีกฝ่ายก่อนที่คนทั้งคู่จะลับสายตาไปในที่สุด

          ร่างสูงของสิงอวิ๋นค่อยๆ ปิดประตูก่อนจะเดินเข้าไปทำกับข้าวคล้ายกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เสิ่นหลีรีบย้ายสะโพกไปเดินอยู่ข้างกายเขาพลางถาม “เจ้าเห็นบางอย่างใช่หรือไม่? เหตุใดจึงไม่ยอมบอกนางเล่า? สามีนาง...จากไปแล้วจริงๆ หรือ?”

          “ข้าไม่รู้” เขากลับตอบสั้นๆ “ไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดทั้งนั้น”

          “แต่...” นางได้แต่ยืนนิ่งอึ้งไม่อาจเอ่ยวาจาใดได้ ยืนอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ ในใจสับสนวุ่นวายเกินกว่าจะเอ่ยออกมา

          จริงอยู่ที่คราวนี้สิงอวิ๋นไม่ได้ฝืนลิขิตฟ้า เปิดเผยเรื่องราวของเบื้องบน นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งยังเป็นสิ่งที่นางเห็นด้วยมาตลอด ทว่ายามนี้...

          เพียงนึกถึงใบหน้าหมองเศร้าและแววตาเจ็บช้ำของหญิงชรา

          เมื่อครู่ หัวใจของเสิ่นหลีก็คล้ายถูกบีบจนเจ็บแปลบ

          คนที่อยู่เบื้องหลังได้แต่เฝ้ารอคอยให้ผู้เป็นที่รักกลับมาจากสนามรบ พวกเขาก็มีเพียง ‘ความหวัง’ เท่านั้นที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ  แต่ก็เป็นความหวังเช่นเดียวกันที่จะค่อยๆ เคี่ยวกรำ แผดเผาดวงใจของคนเฝ้ารอให้เร่าร้อนทุรนทุราย เจ็บปวดทรมานยิ่งกว่าสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง

          บางครั้งการไม่ต้องเฝ้ารอแล้วรอเล่า ไม่ต้องหวังเลื่อนลอย อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับหญิงชราผู้นั้นก็เป็นได้

บทที่ 2 สิงอวิ๋นำผู้ลึกลับ(2)

          เสิ่นหลีมองไปยังเงาร่างสูงสง่าที่กำลังเดินไปยังลานหลังบ้านอีกครั้ง สิงอวิ๋น... คนผู้นี้ยอมยื่นมือเข้าช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งเพียงเพื่อแลกกับเงินซื้อเนื้อสองตำลึงเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็สามารถมองดูหญิงชราผู้หนึ่งร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจอย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่มีแม้แต่สีหน้าสงสารเห็นใจสักกระผีกริ้น

          คนผู้นี้... อาจจะเรียกได้ว่ามีชีวิตอยู่อย่างตามใจตนเอง ทว่าอาจจะเรียกได้อีกอย่างว่า... เย็นชาไร้หัวใจ

          สนธยามาเยือนอย่างรวดเร็ว ความมืดค่อยๆ คลี่คลุมรุกไล่แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ออกไปจนเหลือเพียงแสงสุดท้ายแห่งวัน กระท่อมของสิงอวิ๋นไร้สิ่งของมีค่า ไม่ต้องกลัวโจรขโมยจะบุกเข้าปล้น ชายหนุ่มจึงมักปิดประตูไว้เฉยๆ ไม่ได้ขัดดาลให้แน่นหนา เสิ่นหลีรู้ถึงข้อนี้ดีจึงแอบไปแง้มบานประตูทิ้งไว้เล็กน้อย รอเวลาอย่างเงียบเชียบ

          รอจนสิงอวิ๋นและนางกินมื้อค่ำเสร็จเรียบร้อย เจ้าของบ้านเข้าไปในห้องนอน นางจึงค่อยๆ ย่องออกมาจากลานหลังบ้านอย่างเงียบกริบแล้ววิ่งตามไอประหลาดที่ยังคงหลงเหลือให้ติดตามไปอย่างรวดเร็ว โชคดียิ่งที่หลายวันมานี้กำลังภายในของนางฟื้นฟูขึ้นมาบ้างแล้ว ดังนั้นการเสาะหากลิ่นอายน่าสงสัยจึงไม่ใช่เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรงนัก

          เพราะเสิ่นหลีรีบวิ่งออกจากบ้านจึงไม่ทันได้เห็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายในห้องนอนที่มีเพียงเงาสลัว แว่วเสียงทอดถอนใจแผ่วเบาของใครคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ คล้ายจะอิดหนาระอาใจและคล้ายจะเอ็นดูอยู่ครามครัน

          “ไก่น้อยตัวนี้เห็นทีจะว่างเกินไปกระมัง...”

 

            ไม่นานเสิ่นหลีก็วิ่งมาจนถึงสุดตรอกอีกด้านหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากบ้านที่นางอาศัยอยู่

          ประตูรั้วบ้านปิดแน่น นางพยายามกระเย้อกระแหย่งมองหาทางเข้า พลันประตูก็เปิดออกอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ไก่ตัวจ้อยตกใจ... ต้องรีบวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังประตู ซุกซ่อนตัวอยู่ในเงามืดอย่างรวดเร็ว

          นางเพ่งสายตามอง เห็นบุรุษผู้หนึ่งแต่งชุดยามรักษาการณ์ของเมือง เมื่อพินิจดูดีๆ จึงค่อยจำได้ว่าเป็นชายวัยกลางคนที่ไปตามหญิงชราคนนั้นนั่นเอง

          ชายร่างใหญ่เอ่ยกับใครคนหนึ่งที่ยังคงอยู่ในบ้าน “ใกล้จะถึงช่วงผลัดเปลี่ยนเวรยามแล้ว ข้าต้องไปก่อน เจ้าคอยดูแลน้องสะใภ้ไว้ให้ดี กลางค่ำกลางคืนอย่าปล่อยให้นางวิ่งไปหาเทพพยากรณ์ที่ไหนอีกล่ะ”

          ได้ยินเพียงเสียงนุ่มนวลของสตรีเสียงหนึ่งตอบกลับมาอย่างสงบเสงี่ยม “ได้ ท่านเองก็ต้องระวังตัวด้วย”

          ชายวัยกลางคนพยักหน้าน้อยๆ แล้วจึงก้าวจากไป ไม่ทันที่เสิ่นหลีจะได้เตรียมตัว ประตูที่เปิดจนถึงเมื่อครู่ก็งับปิดอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้นางอยู่ด้านนอกเหมือนเดิม

          อ้าว แล้วข้าจะเข้าไปได้อย่างไรเล่า ไม่ได้ๆ เปิดให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ!

          ไก่น้อยร่ำร้องอยู่ในใจอย่างหงุดหงิดพลางหาทางเข้าไปในบ้านอีกครั้ง ทว่าเพียงอึดใจเดียวประตูก็ถูกเปิดออกอีกรอบพร้อมกับร่างของสตรีคนเดิมที่ก้าวตามชายร่างใหญ่ไปอย่างรวดเร็ว

          “ท่านพี่ ท่านลืมเสื้อคลุม”

          จังหวะนี้ล่ะ!

          เสิ่นหลีหรี่ตา รีบพุ่งตัวเข้าไปในประตูบ้านที่เปิดกว้างอยู่อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ นางรีบวิ่งตัดลานหน้าบ้าน กวาดสายตาดูเพียงแวบเดียวก็เห็นไอประหลาดสีดำคล้ำลอยวนอยู่ด้านหนึ่งของตัวบ้าน

          เจอแล้ว...

          ตรงนั้นจะต้องเป็นห้องนอนของหญิงชราผู้นั้นเป็นแน่!

          นางวิ่งไปยังห้องนั้นทันที แสงไฟในห้องยังคงส่องสว่างนวลตา เสิ่นหลีค่อยๆ เหยียบก้อนหินที่วางระเกะระกะเพื่อยกตนเองให้สูงขึ้น แล้วนางก็ได้เห็นภาพด้านในห้อง...

          เงาร่างเปลี่ยวเหงาของหญิงชรานางนั้นนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง นางกำลังใช้เข็มปักลงบนเนื้อผ้า ค่อยๆ เย็บทีละฝีเข็มเพื่อให้มันกลายเป็นเสื้อตัวหนึ่ง เงาสีดำของนางสะท้อนแสงไฟทอดไปตกบนผนังห้อง ไหวระริกเป็นบางขณะ ชวนให้ผู้มองรู้สึกอ้างว้างเดียวดายตามไปด้วย ทว่านอกจากเงาร่างของนาง... ยังมีไอหมอกสีดำคล้ำวนเวียนอยู่ไม่ห่าง

          เสิ่นหลีเพ่งสายตามองอย่างไม่ลดละแล้วจึงเข้าใจในที่สุดว่าไอประหลาดนั้นคือสิ่งใด...

          ไม่สิ...ต้องเรียกว่าเคยเป็น ‘ใคร’ มากกว่า

          ด้านหลังของหญิงชรามีเงาร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดเกราะขาดวิ่นกำลังมองมือเหี่ยวย่นที่ค่อยๆ เย็บผ้าทีละฝีเข็ม เกราะทหารเก่าๆ อาบย้อมไปด้วยคราบโลหิตเสียเกินครึ่งดูแล้วน่าหวาดผวายิ่งนัก ทว่าดวงตาคู่นั้นกำลังจ้องมองนางด้วยแววตาอ่อนโยนทะนุถนอมราวกับกำลังจ้องมองบางสิ่งที่สูงค่าเกินเอื้อม หรือบางอย่างที่ชวนให้รักใคร่ลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น ความปีติในยามที่เขามองนางช่วยให้ดวงหน้าของเขาดูอบอุ่นสงบสุขหาใดเปรียบ

          ทว่าเขากลับไร้ขา...

          ยามกลางวัน แสงสุริยันเจิดจ้าเขาจึงไม่อาจปรากฏตัว มีเพียงยามที่จันทราฉายแสงเท่านั้นที่จะสามารถเผยกายออกมาด้วยร่างโปร่งแสง คอยเฝ้ามองหญิงชราด้วยความรักใคร่เช่นนี้ได้

          ดวงตาของเสิ่นหลีสลดวูบ อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้

          สตรีผู้นี้จะไม่มีวันหาสามีของนางเจอทั้งยังไม่จำเป็นต้องไปหาอีกแล้ว

          เพราะเขากลับมาหานางนานแล้ว...

          ไม่ทันที่เสิ่นหลีจะได้ตั้งตัว ไม่คิดว่าเสียงถอนใจบางเบาของตนเองจะทำให้วิญญาณของชายผู้นั้นรู้ตัว เขาหันขวับมามองนางทันควัน ดวงตาอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นสีดำดุจหมึก แผ่ขยายจนกลืนตาขาวไปหมดสิ้น

          พริบตาเดียววิญญาณดวงนั้นก็พุ่งมาหานางอย่างรวดเร็ว หอบเอาไอเหน็บหนาวรุนแรงเข้าโอบล้อมนางไว้แน่นหนา ดวงหน้าเปลี่ยนเป็นเน่าเฟะ น้ำเหลืองค่อยๆ ไหลย้อยพร้อมกับผิวหนังที่หลุดล่อนออกมาทีละแผ่น ไอประหลาดพัดวูบอีกครั้ง คราวนี้พัดจนร่างไก่น้อยปลิวคว้าง กระเด็นไปปะทะกับเครื่องปั้นดินเผาที่มุมห้องอย่างแรง

          ไอเย็นค่อยๆ คืบคลานเข้าตรึงตัวเสิ่นหลีอย่างไม่ลดละ นางรู้สึกคล้ายลำคอถูกบีบรัดแน่นหนาจึงพยายามดิ้นรนสูดอากาศหายใจ “หยุดนะ! หยุดมือเดี๋ยวนี้...ข้า...”

          ดวงตาดำสนิทไร้ตาขาวจ้องมาอย่างโศกเศร้าระคนโกรธแค้น ลมจากไอวิญญาณพัดกรูเกรียวเตรียมจะโจมตีนางอีกรอบ

          เสิ่นหลีรีบเอ่ย “ข้ามาช่วยเจ้านะ!”

          มือที่กำลังยื่นมาหาลำคอนางชะงักค้าง สีหน้าของดวงวิญญาณดูสับสน จิตสังหารคลายลงอย่างไม่รู้ตัว

          ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกเปิดออก หญิงสาวที่ออกไปส่งเสื้อคลุมให้สามีนอกบ้านย่างเท้าเข้ามาในบ้าน เมื่อเห็นไก่ไร้ขนยืนนิ่งอยู่ก็ขมวดคิ้ว จ้องมองอย่างประหลาดใจ

          “ไก่อัปลักษณ์นี่มาจากที่ใดกัน?”

          เสิ่นหลีเบิกตากว้าง ครั้นเห็นอีกฝ่ายเดินตรงเข้ามาก็เตรียมวิ่งหนีสุดฝีเท้า มิคาดว่าหญิงสาวนางนั้นจะเหลือกตาขาวขึ้นฟ้าแล้วจู่ๆ ก็ตัวอ่อนล้มพับลงกับพื้นอย่างกะทันหัน

          ไก่น้อยกะพริบตาปริบๆ มองเห็นร่างสูงของสิงอวิ๋นซึ่งเต็มไปด้วยเศษฝุ่นทั้งตัว เขากำลังโยนก้อนหินในมือไปไว้ข้างๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนระอา “กุ๊กๆๆๆ ไก่โง่ เจ้าก่อเรื่องอีกจนได้”

          “เจ้า...เข้ามาได้อย่างไร?” นางยังคงมองเขาอย่างไม่หายตกตะลึง

          “ปีนกำแพง” ชายหนุ่มตอบหน้าตาเฉยแล้วก้าวเข้าประชิดร่างนาง ใช้มือทั้งสองข้างช้อนร่างไก่น้อยเข้าไปซุกในอ้อมอก “กลางค่ำกลางคืนไม่ใช่ช่วงเวลาที่ต้องตื่นมาร้องเอ้กอิเอ้กเอ้ก รู้ไว้เสียด้วย เอาล่ะ กลับกันได้แล้ว...”

          “ยังกลับไม่ได้นะ” เสิ่นหลีใช้ปีกที่ยามนี้มีขนงอกขึ้นเป็นตอตบลงบนใบหน้าหล่อเหลาทีหนึ่ง “เจ้าไม่เห็นหรืออย่างไร? ที่นี่ยังมีเรื่องรอให้จัดการอยู่นะ!”

          สิงอวิ๋นขมวดคิ้ว ใช้อีกมือหนึ่งกดปีกนางเอาไว้แน่น “เรื่องใด?”

          “ก็วิญญาณอย่างไรเล่า! วิญญาณ! เจ้าไม่เห็นร่างเขารึ ตัวก็ออกจะใหญ่โต...”

          “ข้าแค่ล่วงรู้ความลับสวรรค์เพียงเล็กน้อย” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงขรึม เตรียมจะจากไป “ไม่ได้บำเพ็ญเพียรหรือมีตบะแก่กล้า มองไม่เห็นวิญญาณหรอก”

          อ้าว...เห็นเขาลึกล้ำเช่นนี้นางก็นึกว่าเขาจะเห็นวิญญาณด้วยกลายเป็นไม่เห็นเสียอย่างนั้น

          เสิ่นหลีถอนหายใจอีกคราแล้วจึงเริ่มต้นอธิบายช้าๆ “ตอนกลางวันที่หญิงผู้นี้มาหาเราที่บ้าน ข้ารู้สึกได้ว่ารอบตัวนางมีไอประหลาดวนเวียนอยู่ เพียงแต่แสงแดดจ้าจนเกินไปจึงมองไม่เห็น ตกกลางคืนจึงได้เห็นร่างของเขา อาจเป็นเพราะความคะนึงหาที่มีต่อกันอย่างลึกซึ้งจึงดึงดูดวิญญาณดวงนี้เอาไว้ไม่ให้ไปสู่สังสารวัฏ ดวงวิญญาณที่ปล่อยวางไม่ได้เช่นนี้ก็จะกลับมาหาสิ่งที่ตนผูกพัน ดังนั้นเขาจึงคอยเฝ้าดูอยู่ข้างๆ ภรรยาตนเองมาตลอดนับตั้งแต่สิ้นชีพ”

          วิญญาณพยักหน้าคล้ายยืนยันคำพูดของนางอีกแรงหนึ่ง

          “เจ้าคงเห็นแล้วสินะว่านางพยายามตามหาเจ้า?” เสิ่นหลีหันไปถามดวงวิญญาณทหารด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

          สีหน้าของวิญญาณชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นขมขื่น ดวงตาที่ยามนี้กลับเป็นดวงตามนุษย์ปกติ เหม่อมองไปทางเงาร่างของภรรยาอย่างแสนรัก

          “ต้องการให้นางเห็นเจ้าอีกครั้งหรือไม่?”

          ครานี้ดวงวิญญาณรีบหันมามองหน้า ‘ไก่’ ด้วยสีหน้าที่ไม่อาจปิดบังความปรารถนาได้อีก

          เสิ่นหลีพยักหน้าก่อนจะบอกสิงอวิ๋นที่อุ้มนางอยู่ “เจ้าไปบอกนางที”

          สิงอวิ๋นกลอกตามองฟ้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงระอาใจ “เจ้าเป็นไก่โง่จริงๆ ใช่หรือไม่? จะให้ข้าบอกต่อนางอย่างไร วาดมือวาดไม้บอกว่าวิญญาณสามีนางอยู่ตรงนี้รึ? ใครที่ไหนจะเชื่อ?”

          ‘ไก่โง่’ กะพริบตาปริบๆ แผดเสียงลั่น “ถ้าเจ้าบังอาจเรียกข้าว่าโง่อีกครั้งละก็---”

          “เฮ้อ เอาเถิดๆ” สิงอวิ๋นพลันตัดบท “ใครใช้ให้ข้าตกกระไดพลอยโจนไปกับเจ้ากันเล่า” สิงอวิ๋นถอนหายใจยาว วางร่างนางลงบนพื้นแล้วค่อยๆ ก้มลงเก็บก้อนหินที่ระเกะระกะในสวนมาจัดวางตามลักษณะพิธีกรรมบางอย่าง “เจ้าอย่าเสียใจภายหลังก็แล้วกัน”

          เสิ่นหลีนิ่งอึ้ง มองการจัดเรียงก้อนหินอย่างชำนาญของเขาไปเงียบๆ เมื่อเขาจัดตั้งลานพิธีเสร็จแล้วก็ใช้นิ้วต่างพู่กันเขียนตัวหนังสือลงไปกลางลานพิธีหลายตัว เมื่อเรียบร้อยก็เอ่ยออกมาว่า “เจ้าเรียกวิญญาณดวงนั้นให้มาลอยอยู่บนตัวหนังสือเหล่านี้”

          ไม่ต้องรอให้นางบอกต่อ วิญญาณของชายผู้นั้นก็วูบผ่านไปลอยตัวอยู่เหนือตัวหนังสือทันควัน เพียงพริบตาตัวหนังสือที่เขียนเอาไว้ก็เปล่งประกายเจิดจ้าจนเสิ่นหลีต้องหรี่ตาลงพลางจ้องมองแสงสีทองที่ค่อยๆ ถักทอ... ประกายแสงหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ และทุกเส้นสายก็พุ่งเข้าหาดวงวิญญาณของชายผู้นั้น หลอมรวมเข้ากับตัวเขาจนค่อยๆ เห็นเค้าโครงร่างชัดเจนขึ้น

บทที่ 2 สิงอวิ๋นำผู้ลึกลับ(3)

          หลับตาอีกครั้งเดียววิญญาณดวงนั้นก็ไม่โปร่งแสงเลือนรางอีกต่อไป ทว่ากลับมองเห็นด้วยตาเปล่าได้เสมือนหนึ่งเป็นมนุษย์ปกติ

          สิงอวิ๋นอมยิ้ม เอ่ยกับเสิ่นหลีว่า “ไก่โง่ ไปเคาะประตูเรียกให้นางออกมาหาสามีได้แล้ว”

          ไม่ต้องรอให้เขาบอก เสิ่นหลีก็ถลาไปจิกประตูอย่างยินดี  จะงอยปากแข็งแรงเคาะลงบนบานประตูไม่กี่ครั้งก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา ประตูห้องเปิดออกในที่สุดพร้อมกับร่างของสตรีชราที่ยืนขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด

          “ไฉนคืนนี้จึงเสียงดังนัก ช่วยเงียบหน่อยได้หรือไม่ ข้ากำลังเย็บเสื้อให้ท่านพี่อยู่...”

          นางชะงักคำพูด ร่างบอบบางพลันซวนเซไปก้าวหนึ่ง ดวงตาเปล่งประกายพราวพรายราวดาราทั้งฟ้ามารวมอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้นจนหมดสิ้น

          “ซานหลาง...ท่านพี่...”

          ซานหลางก็คล้ายทำตัวไม่ถูกเช่นเดียวกัน ชายหนุ่มได้แต่นิ่งอึ้ง มองภรรยาตนเองอย่างไม่กล้ากะพริบตา แม้แต่มือไม้ยังไม่รู้ว่าสมควรจะวางไว้ที่ใด ริมฝีปากขยับเป็นถ้อยคำแต่กลับไร้เสียงใดๆ เปล่งออกมา...

          ทว่านางรู้...รู้ว่าเขากำลังเรียกหานางว่า ‘น้องหญิง’

          อา...นางไม่ได้ยินคำนี้มานานเท่าใดแล้วนะ? สิบปี? สิบห้าปี?

          จะนานเท่าใดก็ช่างเถิด ยามนี้เขากลับมาหานางแล้ว...

          “ท่านกลับมาแล้ว...กลับมาแล้วจริงๆ” น้ำเสียงเจือสะอื้นดังขึ้นแผ่วเบา ใบหน้าเหี่ยวย่นพลันประดับด้วยรอยยิ้มบานสะพรั่งคล้ายสาวน้อยวัยแรกแย้ม นางโผเข้าไปหาผู้เป็นที่รักอย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อใกล้จะแตะถึงตัวเขาก็หยุดชะงัก รั้งมือของตนเองไว้ทันควัน ริมฝีปากจีบย่นเป็นรอยพึมพำออกมาอย่างกระดาก “ข้า...ข้ายังไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวสักอย่างเลย กระทั่งกับข้าวก็ไม่ได้เตรียมเอาไว้ อา...แล้วยังหน้าตาทรงผมอีกเล่า ยังไม่ได้แต่งเลยสักนิดเดียว ข้าคอยท่านมานานเหลือเกิน นานมาก...”

          หยาดน้ำตาค่อยๆ ไหลหลั่งออกมาจากดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นทีละหยด ก่อนจะพรั่งพรูราวสายฝนโปรย “หลายปีมานี้ท่านหายไปไหนกัน ข้ารอแล้วรอเล่าจวนจะรอท่านไม่ไหวอยู่แล้ว... ไม่รู้สักนิดว่าท่านอยู่แห่งหนใด ไม่รู้แม้แต่ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ข้าเพียรเย็บเสื้อผ้าไว้รอท่านหลายตัวก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านอ้วนขึ้นหรือผอมลงอย่างไร ไม่รู้ว่าท่านจะใส่มันได้หรือไม่ แม้แต่จดหมายท่านก็ไม่ตอบข้า บอกมาเดี๋ยวนี้นะ! ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาท่านไปอยู่ที่ไหนกันแน่!”

          ท่ามกลางแสงสว่างจ้าจากตัวหนังสือ คล้ายกาลเวลาได้หมุนย้อนกลับไปเมื่อวันวาน เป็นวันที่เขาผู้นั้นสวมเกราะใหม่เอี่ยม เป็นหนุ่มน้อยหล่อเหลาองอาจ คล้ายกับว่านางยังคงเป็นหญิงสาวผู้งดงามดังบุปผาบานสะพรั่ง ไร้ซึ่งริ้วรอยเหี่ยวย่นแห่งความเศร้าหมองที่ครอบคลุมนางมาตลอดสิบห้าปี

          ราวกับว่าโมงยามนี้คือช่วงเวลาสุดท้ายที่พวกเขากำลังเอ่ยคำร่ำลา ก่อนจะจากกันไปไกลคนละภพโดยที่พวกเขาไม่มีทางได้รู้...

          ราวกับว่าไม่มีเวลาสิบห้าปีกั้นขวางอยู่...พวกเขาไม่เคยห่างกันเลย

          สีหน้าของซานหลางโศกเศร้า นัยน์ตาฉายแววกำสรดลึกล้ำ ค่อยๆ ยกมือของตนเองขึ้นช้าๆ จวบจนอีกเพียงชั่วเส้นผมกั้นก็จะแตะถึงใบหน้าของนางผู้เป็นที่รัก แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่แตะลงไป เพียงยกมือสั่นระริกค้างไว้อยู่อย่างนั้น

          สิงอวิ๋นที่เฝ้ามองอย่างสงบพลันยกนิ้วขึ้นกัด ก่อนบีบเค้นเลือดตนเองลงไปกลางลานพิธีสองหยด แสงสว่างพลันลุกเรืองเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม

          จังหวะนั้นวิญญาณของซานหลางรับรู้ได้ถึงการมีเลือดเนื้อของตนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เขาพลันกะพริบตาก่อนจะดึงร่างอ่อนแอผอมบางของภรรยาเข้ามากอดแนบแน่น

          ดวงตาของเสิ่นหลียามนี้อดฉายแววทั้งสงสารทั้งเศร้าโศกในชะตากรรมของคนทั้งคู่ไม่ได้

          ฉากสุดท้ายของทหารที่ทิ้งชีวิตไว้ภายใต้การบัญชาการของนาง... ก็เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่

          สุดท้ายก็เหลือเพียงดวงวิญญาณ ไม่อาจได้พบคนที่เฝ้ารออยู่อีกฝั่งของท้องฟ้า

          เมื่อตอนกลางวันเสิ่นหลีเห็นไอประหลาดก็นึกว่าสตรีผู้นี้ถูกวิญญาณตามหลอกหลอน เหตุเพราะนางคิดถึงสามีของตนเองมากจนเกินไป ความคะนึงหาจึงแปรเปลี่ยนเป็นจิตด้านลบ เชิญชวนให้พวกสัมภเวสีเร่ร่อนเข้ามารบกวนได้ ไม่คาดว่าจะเป็นวิญญาณของสามีของนางเอง

          แต่มนุษย์กับภูตผีล้วนอยู่กันคนละภพภูมิไม่อาจครองคู่ ทว่าซานหลางกลับดื้อดึง รั้นจะอยู่ข้างกายภรรยานานถึงเพียงนี้ เขาไม่รู้ว่าการกระทำของตนจะทำให้ปราณชีวิตของฝ่ายหญิงอ่อนแอ บั่นทอนอายุขัยของนางให้สั้นลงเรื่อยๆ

          เดิมทีเสิ่นหลีมาที่นี่ก็เพื่อจะคิดหาทางขับไล่ดวงวิญญาณให้พ้นไปจากหญิงชรา ทว่าเมื่อได้เห็นดังนี้แล้ว...

          นางยังจะใจแข็งมองดูพวกเขาสองสามีภรรยาที่รักใคร่กันอย่างลึกซึ้ง ต้องพลัดพรากกันอีกได้หรือ?

          สิงอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ขัดจังหวะการพบกันอย่างน่าประทับใจลงพลัน “มนุษย์กับภูตผีแยกกันอยู่คนละภพ ไม่ควรมายุ่งเกี่ยว มิทราบว่าพี่ชายท่านนี้จะรู้หรือไม่ว่าการที่ท่านฝืนอยู่เคียงข้างภรรยามานานนับสิบปีเช่นนี้ ท่านได้ดึงเอาพลังชีวิตของนางมาหล่อเลี้ยงตนเอง บั่นทอนอายุขัยของนางจนแทบจะหมดสิ้นอยู่แล้ว”

          สามีภรรยาที่โอบกอดกันแนบแน่นพลันชะงักค้าง หญิงชราค่อยๆ ดึงตัวออกมาจากอ้อมแขนของชายหนุ่ม น้ำเสียงเจือสะอื้นคล้ายกำลังคาดเดาบางอย่างได้ “ท่าน...อยู่กับข้ามาสิบกว่าปีแล้ว...อย่างนั้นหรือ...”

          ดวงตาฝ้าฟางด้วยม่านน้ำตาคู่นั้นกวาดมองร่างของชายคนรักทั่วทั้งตัว

          อา...เกราะยังใหม่นัก ดวงหน้านี้ก็เป็นดวงหน้าเดียวกับที่นางเฝ้าฝันถึงทุกคืนวัน คล้ายกับว่าวันเวลาไม่ได้กล้ำกรายเขาเลยแม้แต่น้อย

          คล้ายกับว่า...เขาหยุดเวลาของตนเองไปแล้ว...

          “ที่แท้...ท่านก็อยู่กับข้ามาตลอด...จริงๆ”

          ชายหนุ่มในชุดเกราะนิ่งเงียบ ดวงตาคู่นั้นยังคงมองภรรยาด้วยความรักเช่นเดิม สีหน้าคล้ายเตรียมพร้อมรับบางอย่างที่เขาเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงมันได้ วันเวลาที่เขาเพียรยื้อมาเนิ่นนาน...ใกล้จะถึงกาลสิ้นสุดลงแล้ว

          “หากท่านอยู่ที่ภพภูมินี้ต่อไป ไม่เพียงจะเป็นการทำร้ายนาง ซ้ำยังจะปิดกั้นหนทางสู่สุคติของตัวท่านอีกด้วย” สิงอวิ๋นยังคงใช้น้ำเสียงราบเรียบเอื้อนเอ่ย “แต่การจะอยู่หรือไปนั้นล้วนขึ้นอยู่กับตัวท่านเพียงผู้เดียว ข้าไม่มีอำนาจบังคับได้หรอก”

          ดวงตาทั้งคู่ของวิญญาณจับจ้องไปยังร่างของภรรยาด้วยสายตาอ่อนโยน ตอนนั้นเอง... ยามที่แสงในลานพิธีค่อยๆ มืดลง เงาร่างของเขาก็พลันโปร่งแสง ค่อยเลือนรางลงเรื่อยๆ กระทั่งหายไปในที่สุด

          ทิ้งไว้เพียงแววตาแฝงไออุ่นที่จะติดตรึงอยู่ในหัวใจของผู้เป็นที่รักตลอดกาล

          ใบหน้างดงามของสตรีนางนั้นค่อยๆ กลับคืนมาเหี่ยวย่นเช่นเดิม ราวกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเพียงภาพฝันตื่นหนึ่ง เป็นหมอกอันเลือนรางสายหนึ่งในยามเช้า และนี่ก็คือยามรุ่งอรุณที่นางจะต้องปล่อยมือจากเงาหมอกนั่นเสีย

          หากนางมีตาทิพย์หรือแม้แต่มีสัมผัสรับรู้ได้ นางคงจะรู้สึกถึงฝ่ามือที่กำลังแนบแก้มนางอย่างรักใคร่ ดวงตาที่ยังคงฉายแววห่วงใยไม่จางหาย เพียงแต่นางและสามีอยู่ต่างภพกันแล้ว ไม่อาจกลับมาหากันได้อีก

          เวลาผ่านไปนานกว่าซานหลางจะตัดใจหันกลับมาหาสิงอวิ๋นก่อนพยักหน้าช้าๆ

          เขาพร้อมที่จะจากไป

          นี่เป็นจุดจบที่ดีที่สุดแล้ว... ทว่าความรู้สึกหดหู่เศร้าหมองทำให้เสิ่นหลีไม่อาจร่วมยินดีได้จริงๆ

          “ข้าต้องการทำพิธีส่งวิญญาณ แต่ไร้เวทมนตร์คาถา คงจะต้องรบกวนเจ้า...”

          “ข้าทำได้ ไม่ต้องจัดเตรียมอะไรให้ยุ่งยากหรอก” เสิ่นหลีตอบรับเสียงหนักแน่น ‘จักราส่งวิญญาณ’ นั้นนับเป็นมหาเวทที่จอมทัพอย่างนางเชี่ยวชาญนัก ทุกครั้งหลังจากการรบเสร็จสิ้น นางจะเป็นผู้สวดส่งวิญญาณทหารในกองทัพทุกคนให้ไปสู่ภพภูมิที่สมควรด้วยตนเอง

          มีเพียงจักราส่งวิญญาณเท่านั้นที่ไม่ว่านางจะเป็นหรือตายก็ไม่อาจล้มเหลว ต่อให้นางบาดเจ็บเจียนตายหรือร่างกายเป็นเช่นไร จักราส่งวิญญาณของนางจะต้องแข็งแกร่งตลอดกาล

          เพราะดวงวิญญาณของทหารหาญที่เคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่นางไม่รู้กี่สมรภูมิล้วนรอให้นางเป็นผู้ส่งพวกเขาไปสู่สุคติ ให้แม่ทัพใหญ่เป็นผู้จุดโคมไฟนำทางพวกเขาไปยังปรภพแต่เพียงผู้เดียว

          “เจ้า...ช่วยถอดเสื้อคลุมด้วย”

          แม้จะไม่เข้าใจที่นางพูดนัก ทว่าสิงอวิ๋นก็ถอดเสื้อคลุมสีขาวราวหิมะส่งให้นางอย่างว่าง่าย คงเหลือเพียงเสื้อตัวในสีเดียวกับรัตติกาลเอาไว้เท่านั้น

          เสิ่นหลีมุดร่างเข้าไปในเสื้อคลุม ไออุ่นจากร่างกายและกลิ่นอายของบุรุษทำให้นางชะงักเพียงแวบหนึ่ง

          นางสะบัดศีรษะ รวบรวมสติตั้งมั่น

          ไม่นาน... แสงสีทองสายหนึ่งก็ส่องผ่านเสื้อคลุม ลุกเรืองเจิดจ้าจนคนมองได้แต่หลับตาลง

          ท่ามกลางแสงสว่างพลันปรากฏเงาร่างของโฉมสะคราญผู้หนึ่ง นางกำลังสวมเสื้อคลุมของสิงอวิ๋นอยู่ ค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้ลานพิธีด้วยสองเท้าขาวผ่องเปล่าเปลือย ผมดำสนิทราวกลุ่มไหมกระจายเต็มแผ่นหลังบอบบาง เสื้อคลุมสีขาวของบุรุษไม่ได้ข่มให้นางอ่อนแอ ทว่ากลับขับเน้นให้นางดูทระนงองอาจยิ่งกว่าจอมทัพคนใดในใต้หล้า

          เงาร่างระเหิดระหงของหญิงงามก้าวเข้าไปใกล้ดวงวิญญาณที่คล้ายจะได้รับรัศมีแพรวพรายเมื่อครู่จนทำให้สามารถมองเห็นได้อีกคราหนึ่ง หญิงชรารีบรวบรวมกำลังโผเข้าไปใกล้ ทว่าคล้ายถูกบางอย่างกางกั้น ทั้งยังดีดสะท้อนจนนางต้องผงะถอยหลังกลับไปอย่างไม่ยินยอม

          นิ้วเรียวขาวค่อยๆ จรดลงบนหว่างคิ้วของร่างโปร่งแสง พร้อมๆ กับเสียงนุ่มนวลแฝงความหนักแน่นเอ่ยบทสวดทีละคำอย่างชัดเจน ก้องกังวาน

          “ด้วยนามของข้า อ๋องปี้ชางเสิ่นหลีผู้ครองตำแหน่งจอมทัพแห่งแดนอสูร ข้าขอนำวิญญาณชายผู้นี้ไปสู่สุคติ ขอบัญชาให้ประตูแห่งปรภพจงเปิดออกรับเขาเข้าไป ณ บัดนี้!”

          ทันใดนั้นเองจุดแสงระยิบระยับก็ร่วงโปรยปรายจากฟากฟ้า ดูคล้ายเกล็ดแห่งดาราที่สว่างไสวจากเบื้องบนกำลังหล่นพร่างพรายเป็นสายลงมา เปิดหนทางสู่อีกภพภูมิหนึ่งให้กับดวงวิญญาณที่วนเวียนอยู่ในแดนมนุษย์มาเนิ่นนาน

          ซานหลางเหลียวมองภรรยาของตนเองอีกครั้ง นางเองก็กำลังสบตาเขาอยู่เช่นกัน

          นางมองเขา...เป็นครั้งสุดท้าย