ร่างสูงของคนผู้นั้นอยู่ในชุดขาวคลุมเสื้อด้านในสีดำ ข้างหลังแบกตะกร้าใบย่อมยืนอยู่บนตลิ่งริมน้ำ ชั่วขณะที่ดวงตาสองคู่สบกัน ความรู้สึกซาบซึ้งใจของเสิ่นหลีพลันพลุ่งพล่านราวสายน้ำหลาก ทะลักทลายออกมาอย่างไม่อาจควบคุม
ฮือ...นางที่ผจญกับมนุษย์เหล่านั้นเหมือนตกนรกขุมที่สิบแปด เผชิญกับความมืดมิดทุกข์ตรมสารพัดแล้วสามารถผ่านพ้น ได้มาพบกับมวลบุปผาใต้แสงสุริยาอันอบอุ่นอีกครั้งหนึ่ง ชั่วขณะที่เห็นเขา นางก็รับรู้แล้วว่านางจะได้รับการปลอบโยนอันอ่อนหวาน สามารถพักพิงจิตใจอันอ่อนล้าของตนเองและมอบทุกสิ่งให้เขาดูแลได้
เขาประเสริฐยิ่งกว่ามวลบุปผาใดๆ ดีเลิศยิ่งกว่าแสงสว่าง นางซาบซึ้งใจมากจริงๆ แม้ว่าการสบตากันระหว่างคนกับไก่ไม่น่าจะมีสิ่งใดให้ซึ้งใจหนักหนาก็ตาม
ม่านฝนหม่นหมองกั้นทั้งคู่ออกจากกัน สิงอวิ๋นมองร่างไก่น้อยที่มอมแมมไปทั้งตัวแล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะร่าเริงนั้นทำลายความซาบซึ้งของเสิ่นหลีให้สลายกลายเป็นควันไปหมด
เจ้าคนผู้นี้...มันกำลังหัวเราะเยาะข้า!
นางได้ยินเขาพึมพำเสียงเบาพลางเดินตรงเข้ามาหา “ไก่โง่”
ยังจะมาว่าข้าอีก!
ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ พลางหยิบร่มออกมาจากตะกร้าแล้วกาง ก่อนจะเดินตรงไปหาไก่ตัวจ้อยกลางสายฝนพรำ สิงอวิ๋นค่อยๆ ช้อนเอานางซึ่งหมดทั้งเรี่ยวแรงและกำลังใจจะหนีขึ้นมาใส่ในตะกร้าด้านหลังตนเองอย่างเบามือ
ช่างเถิด ต่อให้สิงอวิ๋นจะลึกลับซับซ้อนขนาดไหน ร้ายที่สุดก็มีเพียงถูกเขาตุ๋นกินเท่านั้น แต่ถ้าเป็นบุรุษผู้นี้ก่อนนางจะตายอย่างน้อยก็คงได้อิ่มท้องก่อนลาโลก...
ฝนเม็ดหนาถูกร่มกำบังจนไม่ตกต้องลงมาที่ร่างนางอีก เสิ่นหลีได้ยินเขาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “โถๆ เจ้าไก่น้อย ข้าก็นึกว่าเจ้าหนีไปไม่หวนกลับมาแล้วเสียอีก นี่กลายเป็นว่าเจ้ากำลังรอข้ามารับกลับบ้านหรอกหรือ?”
นางหมดจิตหมดใจจะตอบเขา เพียงหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน
“กุ๊กๆๆๆ ไก่น้อยเอ๋ย ผ่านไปเพียงครึ่งวัน เจ้าสามารถทำให้ตนเองกระเซอะกระเซิงได้ถึงเพียงนี้ ช่างมีความสามารถเสียจริงๆ”
นางจะไม่สนใจ นางจะไม่ฟัง เขาจะพูดอะไรก็เรื่องของเขา นางไม่สน!
ทว่าสุดท้ายนางก็อดปากไม่ได้ “อย่ายุ่งน่า จะเดินก็เดินไป ไยต้องปากมากด้วย” นางลืมไปเลยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ตนยอมปริปากพูดกับเขาคำตอบจากสิงอวิ๋นมีเพียงเสียงหัวเราะหึๆ ที่ดังขึ้นอย่างอารมณ์ดีเท่านั้น
นางหลับอยู่ในตะกร้าด้วยความเหนื่อยอ่อน
แต่เพียงพักเดียวก็ถูกปลุกด้วยความหนาวเย็นอีกครั้ง เสิ่นหลีผวากายขึ้น ยื่นเท้าอ้าปากเตรียมกัดคน
“ไก่ตัวนี้ดุร้ายเสียจริง”
สิงอวิ๋นที่ในมือหนึ่งถือขันน้ำก้าวถอยหลังอย่างระวัง เสิ่นหลีจ้องมองเขาเขม็ง สะบัดน้ำที่ติดอยู่บนปีกทั้งสองข้าง “เจ้าจะทำอะไร?”
“ทำอะไร?” ริมฝีปากได้รูปแย้มยิ้มอ่อนโยนเช่นเคย “รู้บ้างหรือไม่ว่าทั้งเนื้อทั้งตัวเจ้าสกปรกไม่ต่างจากของที่ข้าขุดมาจากพื้นดินพวกนี้ข้าเลยจะล้างเจ้าพร้อมๆ กับพวกมันเสียเลย หรือว่าเจ้าต้องการไปเล่นน้ำที่บ่อปลาข้างนอกมากกว่า?”
เสิ่นหลีหันไปมองรอบๆ พบว่าตนเองกำลังนั่งอยู่ในอ่างน้ำใบใหญ่พร้อมกับโสมป่ากองหนึ่ง นางยื่นเท้าไปเขี่ยๆ หัวโสมที่ดูอย่างไรก็คล้ายก้อนดินไม่มีผิดด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ชายหนุ่มรีบจับเท้านางแน่น “นี่ๆ อย่าข่วนสิ หากถลอกแล้วจะขายไม่ได้ราคานะ”
เสิ่นหลีปล่อยให้เขาจับเท้านางแล้วใช้ใยบวบค่อยๆ ถูเอาคราบสกปรกออกมาอย่างเบามือ เสร็จแล้วก็ย้ายไปที่เท้าอีกข้างหนึ่ง กิริยาล้วนใส่ใจยิ่งนัก
“เจ้าขายโสมพวกนี้หรือ?”
สิงอวิ๋นชะงักมือ เงยหน้าขึ้นสบตานางพลางเลิกคิ้ว “แล้วเจ้าจะให้ข้าขายพวกไหนล่ะ?”
ใบหน้าหล่อเหลาจู่ๆ ก็เคลื่อนใกล้เข้ามาทำให้นางใจเต้นผิดจังหวะ นะ...นางเป็นถึงอ๋องปี้ชาง แม้อยู่ท่ามกลางศัตรูทั้งกองทัพก็ไม่เคยหวั่นไหว แล้วเหตุใด...
รอยยิ้มที่แต้มอยู่ตรงมุมปากเขาทำให้นางรู้สึกว่าตนเองถูกกลั่นแกล้ง ทันใดนั้นความโกรธทั้งหมดทั้งมวลที่นางรู้สึกในวันนี้ก็พลุ่งพล่านเกินระงับ เสิ่นหลียื่นจะงอยปากแหลมจิกไปยังปลายจมูกที่ไร้การป้องกันของสิงอวิ๋นอย่างแรง ชายหนุ่มไม่ทันได้ระวังตัวจึงผงะหงายหลัง ถอยกรูดออกไปยืนห่างนางหลายก้าว สองมือกุมจมูกแน่นพลางก้มหน้างุดคล้ายกำลังเจ็บปวดแสนสาหัส
เห็นเขากุมจมูกไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสักที ความรู้สึกผิดก็เริ่มเกิดขึ้นในใจของเสิ่นหลี นางจิกเขาแรงไปหรือไม่? เขาเจ็บปวดมากเลยหรือ? คิดถึงที่เมื่อครู่เขาค่อยๆ ขัดเท้าให้นางทีละข้าง เสิ่นหลีก็ยิ่งรู้สึกผิดในใจ
เกิดเขาโกรธมากจนจับนางตุ๋น นางจะทำอย่างไรดี?
เสิ่นหลีกังวลจนผุดลุกขึ้นจากอ่างน้ำ ตั้งใจจะส่งเสียงเรียกเขาคราหนึ่ง กลับเห็นหัวไหล่ของสิงอวิ๋นสั่นไหวน้อยๆ แล้วค่อยแรงขึ้นจนกระทั่งมีเสียงหัวเราะลอดออกมาจากอุ้งมือคู่นั้น
นะ...นางเพิ่งรู้ว่าจะงอยปากของตนมีพิษ ต้องจิกเขาจนบ้าไปแล้วเป็นแน่ ตายจริง ให้อย่างไรเขาก็อุตส่าห์ช่วยนางเอาไว้นะ!
ขณะที่นางกำลังวุ่นวายใจ ใบหน้าหล่อเหลาของสิงอวิ๋นก็เงยขึ้นมาอีกครั้ง พอเขาลดมือลงเผยให้เห็นจมูกที่ทั้งบวมทั้งแดงนางก็นิ่งอึ้ง
สิงอวิ๋นยื่นมือมาตีศีรษะนางเบาๆ “วรยุทธเป็นเลิศจริงๆ”
เสิ่นหลีอ้าปากค้าง นั่งแปะลงในอ่างน้ำเช่นเดิม มองดูเขาหยิบหัวโสมป่ามาล้างต่อไปเงียบๆ คนผู้นี้...
“ไก่โง่”
พลันน้ำโคลนสายหนึ่งก็สาดใส่หน้านางอย่างไม่ทันตั้งตัว น้ำขุ่นคลั่กไหลลงไปตามใบหน้าก่อนจะมุดเข้าในปากอย่างรวดเร็ว เสิ่นหลีทั้งสำลักทั้งดิ้นรนจนน้ำในอ่างแตกกระจาย
สิงอวิ๋นยังคงล้างโสมป่าต่อไปอย่างไม่สะทกสะท้าน มุมปากแต้มยิ้มเรื่อเช่นเดิม นางเหมือนจะแว่วเสียงหัวเราะเขาก้องอยู่ในหูด้วยซ้ำ
เจ้ามนุษย์น่าตายผู้นี้นี่!
หลังจากนั้นเสิ่นหลีก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะหนี คิดปลงว่านางคงต้องพักรักษาตัวอยู่ที่กระท่อมของสิงอวิ๋นเป็นการชั่วคราว อย่างน้อยอยู่ที่นี่กำลังกายของนางฟื้นคืนรวดเร็วยิ่ง บาดแผลสาหัสที่โม่ฟางฝากเอาไว้ก็คล้ายจะไม่เป็นไรแล้ว อีกอย่าง...นางไม่อยากถูกคนจับไปตุ๋นกิน
“มากินข้าวได้แล้ว”
เสียงทุ้มของสิงอวิ๋นร้องเรียกจากในตัวบ้าน เสิ่นหลีที่กำลังยืนอยู่บนลานหลังบ้านได้ยินก็รีบวิ่งเข้าไปทันที
นางมั่นใจว่าอาหารที่สิงอวิ๋นทำต้องมีส่วนช่วยให้กำลังกายของนางฟื้นคืนอย่างรวดเร็วเป็นแน่ ฉะนั้นทุกวันนางจึงกินอาหารจนหมดเกลี้ยง เพียงแต่...
“เหตุใดจึงเป็นหมั่นโถวอีกแล้ว?”
เสิ่นหลีใช้เท้าเคาะจานอาหารอย่างไม่พอใจนัก จริงอยู่ที่หมั่นโถวของสิงอวิ๋นอร่อยมาก ทว่าต่อให้ของอร่อยเพียงใด กินซ้ำๆ กันทุกวันก็น่าเบื่อแล้วนางก็อยากกินเนื้อสัตว์ด้วย!
“ไม่อร่อยหรือ?”
“อร่อยน่ะอร่อย แต่ข้าอยากกินเนื้อนี่นา”
“ไม่มีเงิน”
สามคำสั้นๆ ทว่าทรงอานุภาพทำให้เสิ่นหลีเงียบงันในทันใด นางเหลือบตามองชายหนุ่มตรงหน้า พินิจพิเคราะห์เขาที่กำลังอ้าปากกัดหมั่นโถวอย่างถี่ถ้วนรอบหนึ่งแล้วจึงเอ่ย “กินบางมื้อก็ไม่ได้หรือ? ท่าทางเจ้าก็ใช่ว่าจะยากจนข้นแค้นมากนี่?”
สิงอวิ๋นกัดหมั่นโถวเข้าปากอีกคำหนึ่ง “ผิด ข้ายากจนยิ่งนัก แต่เพราะเกิดมาดูดีมีสง่าราศีมากเกินไป ช่วยไม่ได้จริงๆ ไม่มีใครเชื่อว่าข้าจนเลยสักคนเดียว”
เสิ่นหลีอ้าปากค้างพูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง กระทั่งนางหันไปเห็นโสมป่าที่กำลังตากอยู่หลังลานบ้านจึงพูดต่อ “เงินที่ได้จากการขายโสมนี่เล่า?”
“ซื้อยาหมดแล้ว” คำพูดนี้คล้ายบอกว่า ‘โยนทิ้งน้ำหมดแล้ว’ อย่างไรอย่างนั้น!
เขาดูไม่สนใจโรคภัยของตนเองเอาเสียเลย...
จวบจนน้ำค้างยามดึกเริ่มพรมลงมา เสิ่นหลีคาดว่าคนประหลาดสิงอวิ๋นคงเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว นางจึงค่อยออกมากลางลานบ้าน อาศัยแสงจันทราที่ส่องเต็มลานตั้งสมาธิเดินลมปราณอยู่ครู่ใหญ่ รอจนพลังภายในรวบรวมได้เต็มที่แล้วจึงค่อยยื่นเท้าออกไปแตะก้อนหินสีขาวที่วางอยู่ตรงหน้า หินขาวสว่างขึ้นแวบหนึ่ง แสงสีทองค่อยๆ อาบไล้ขึ้นมาทีละน้อย แต่พอถึงครึ่งก้อนก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว
นางถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก กำลังภายในฟื้นคืนมาไม่เต็มที่เช่นนี้ กระทั่งมนตร์ง่ายๆ เช่นแปรหินเป็นทองก็ไม่อาจทำได้เสียแล้ว
เสิ่นหลีนั่งแปะลงข้างๆ ก้อนหิน รู้สึกเหน็ดเหนื่อยไร้เรี่ยวแรงเหลือแสน ทว่าเมื่อมองเข้าไปในบ้านหลังน้อยที่ดับตะเกียงมืดสนิท สายลมโชยผ่านมาวูบหนึ่ง นำกลิ่นหอมของเครื่องยามาแตะปลายจมูกแผ่วๆ นางก็ได้แต่ตีปีกสองข้างลุกขึ้นอีกครา กลั้นใจอยู่ใต้แสงจันทร์ทำสมาธิต่อไป
ไม่ว่าเขาจะมีความเป็นมาอย่างไรหรือลึกลับปานไหน นางก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์ผู้นี้มีบุญคุณต่อนาง คุณธรรมประการแรกคือกตัญญูรู้คุณ นางควรที่จะต้องตอบแทนเขาบ้าง ทว่าต่อให้นางคืออ๋องปี้ชางผู้สูงส่ง แต่สิ่งที่เชี่ยวชาญกลับมีเพียงเรื่องการยุทธ์ ให้นางรบราฆ่าฟันคนทั้งกองทัพยังจะง่ายกว่าให้นางมารักษาชีวิตคนเสียอีก
แต่ถึงนางจะรักษาเขาไม่ได้ อย่างน้อยๆ ช่วยให้เขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกหน่อยก็ยังดี
เสิ่นหลีหายใจเข้าลึก ร่างไร้ขนอาบไอจันทราลึกล้ำ นางค่อยก้มตัวลงจิกไปที่หินสีขาวเบาๆ พลันบังเกิดรัศมีสว่างเจิดจ้า หินสีขาวเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทีละน้อย เส้นใยสีทองสุกปลั่งถักทอขึ้นเรื่อยๆ แต่ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองอย่างไม่กะพริบของนาง แสงสว่างนั้นก็วูบหายไปในที่สุด
นางโมโห ไม่ทันคิดก็ยกเท้าเตะหินขาวก้อนนั้นทันที “ไม่ได้เรื่อง!”
หินก้อนนั้นไม่ขยับเขยื้อน กลายเป็นเท้านางที่ปวดแปลบแทนเสียอย่างนั้น
“เจ็บ...” เสิ่นหลีกระโดดเป็นไก่ขาเดียวอยู่นานสองนานก่อนหันมาบริภาษก้อนหินด้วยความเจ็บแค้น “เจ้าหินดื้อด้าน!”
ก่นด่าจนสาแก่ใจแล้วก็ได้แต่ไปยืนอยู่ข้างหิน พยายามใช้มนตร์เปลี่ยนหินเป็นทองต่อไป
ภายในกระท่อมที่ไร้แสงไฟ ปรากฏดวงตาวาววามสุกสกาวคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเหตุการณ์ที่ลานหลังบ้าน เห็นนางพยายามและล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ริมฝีปากได้รูปคู่นั้นก็แย้มยิ้มออกมาอย่างเอื้อเอ็นดู
สิงอวิ๋นลุกขึ้นเดินไปที่ตู้ ท่ามกลางความมืดมิดเขาคลำหาเงินอีแปะได้ทั้งหมดสิบเหรียญ พอลองชั่งน้ำหนักเหรียญในมือแล้วก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง “อืม...คงพอซื้อเนื้อได้สักสองตำลึงกระมัง...”