ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

จอมใจเจ้ายุทธ (ซีรี่ส์สามเสน่หา)

ผู้แต่ง
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
นางคือโฉมงามหน้านิ่งแห่งบ้านตระกูลโหลว ด้วยเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงผู้คนภายนอกจึงร่ำลือกันว่าธิดาของท่านอัครเสนาบดีโหลว ทั้งหยิ่งทะนงทั้งยากที่จะเข้าถึง และนางก็ชอบที่ถูกเข้าใจผิดเช่นนี้ แต่แล้วหน้ากากยิ้มยากของนางก็ถูกฉีกขาดจนได้! จิ้นเหยี่ยนเหินคือบุรุษขวัญกล้าผู้นั้น เขาเป็นมือปราบจอมกะล่อนประจำตำบลเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ทั้งขี้เกียจ อู้งาน เหลาะแหละและเจ้าชู้ การเดินทางเพื่อเสาะหาของวิเศษของโหลวเฉิน ใยต้องมาเจอคนเช่นนี้ด้วย! ถ้าต้องเดินทางเงียบ ๆ เอาตัวรอดเพียงลำพังนั้นมิใช่เรื่องยาก แต่มือปราบที่มาพร้อมกับฝูงชน ปัญหาและความลับของใครต่อใคร ทำให้นางปวดหัวจนเกือบจะถอดใจ สาวโลกส่วนตัวสูงเช่นนาง ถูกบีบให้ต้องร่วมมือสืบคดีกับหนุ่มช่างแหย่เช่นเขา อืม...ทำอย่างไรถึงจะรักษาหน้านิ่ง ๆ ไม่ให้ยิ้มออกมาได้ล่ะเนี่ย!

บทนำ

จอมใจเจ้ายุทธ์ (ปกอ่อน สามเล่มจบ)

เป็นหนึ่งในซีรีส์ ชุด ซีรีส์สามเสน่หา

(ภาคต่อรุ่นลูกชุดที่สองของชุดโฉมงามบรรณาการ)

 

บทนำ

 

 

ฉงเยว่ แคว้นใหญ่อันดับหนึ่งที่ทั่วทั้งหกแคว้นต่างให้การยอมรับ

            ยามนี้ใต้หล้าสงบ ไพร่ฟ้าอยู่ดีมีสุข ไม่มีเรื่องวีรบุรุษผู้กล้าใดๆ ให้กล่าวถึง ส่วนเรื่องรักใคร่ระหว่างสาวงามและชายหนุ่ม เมื่อฟังมากเกินไปก็ไม่น่าสนใจ ถึงกระนั้นการค้าในโรงน้ำชาก็ยังเนืองแน่นไปด้วยผู้คน สาเหตุมาจากเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่แม้จะเล่าขานกันมานานถึงสิบหกปีแล้ว ก็ยังคงฟังได้ไม่รู้เบื่อ

            นั่นคือเรื่องของคุณหนูทั้งสามแห่งแคว้นฉงเยว่

            คนแรกคือคุณหนูซู่ซู่ แก้วตาดวงใจของจวนแม่ทัพซู่ บิดาของนางดำรงตำแหน่งแม่ทัพกำราบแคว้น อีกทั้งนางยังเป็นสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ถือกำเนิดมาในรอบร้อยปีของบ้านสกุลซู่

            คนที่สองคือคุณหนูโหลวเฉิน หนึ่งในแฝดแห่งจวนอัครเสนาบดี ไข่มุกเม็ดงามของท่านอัครเสนาบดีโหลว

            และคนสุดท้ายคงหนีไม่พ้นองค์หญิงเยี่ยนหนิง ที่แม้จะมิได้เติบโตอยู่ในวังหลวง แต่กลับเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้แห่งฉงเยว่อย่างที่สุด

            คุณหนูทั้งสามต่างมีผู้สนับสนุนของตนเองนับตั้งแต่วันที่ถือกำเนิด สายตาทุกคู่ของผู้คนในเมืองหลวงจับจ้องอยู่ที่พวกนาง

            แต่จะโทษชาวเมืองก็คงมิได้ ในอดีต... สามใบเถาแห่งตระกูลชิงก็มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้า แคว้นเฮ่าเยว่ส่งมอบพวกนางให้เป็นบรรณาการแก่แคว้นฉงเยว่ แม้จะมาด้วยสถานะต่ำต้อยทว่าพวกนางก็สามารถพิชิตใจสามบุรุษที่เปี่ยมทั้งอำนาจและบารมีได้

            หลายปีมานี้ชิงหลิง ฮูหยินของอัครเสนาบดีโหลวได้ช่วยเหลือกรมอาญาชันสูตรพลิกศพ ไขปริศนาจากคนตายไปไม่รู้ตั้งเท่าไร

            ส่วนชิงโม่ ฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพก็จัดตั้งหน่วยอินทรีเหิน ความสามารถของนางมิได้ไร้เทียมทานเพียงในทัพบ้านสกุลซู่เท่านั้น แม้แต่แม่ทัพนายกองของแคว้นอื่นเมื่อได้ยินชื่อต่างก็พากันเกรงกลัวอีกด้วย

            สุดท้ายชิงเฟิง...พระสนมชิง ที่แม้จะมีตำแหน่งเป็นถึงพระสนมขั้นเฟย แต่กลับหลีกหนีจากวังหลวง ออกมาสร้างดินแดนสวรรค์ที่ไร้ซึ่งคนรบกวนอยู่นอกวัง ซ้ำยังได้เป็นศิษย์คนสุดท้ายของหมอเทวดาผู้เลื่องชื่อ

            แต่ละนางมีเรื่องเล่าที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์เช่นนี้ แล้วผู้คนจะไม่นึกอยากรู้เกี่ยวกับบุตรีของพวกนางได้อย่างไร

            บางทีอาจเป็นเพราะคุณหนูตระกูลชิงทั้งสามเบื่อหน่ายกับชื่อเสียงเกียรติยศจนเกิดเป็นความหนักใจ ไม่อยากให้บุตรสาวต้องเดินซ้ำรอยเดิมของพวกนาง จึงได้เก็บตัวบุตรสาวไว้เสียมิดชิด ห่างจากสายตาสอดรู้สอดเห็นของชาวเมือง

            ทว่ามนุษย์เราก็เป็นเช่นนี้ สิ่งใดที่ยิ่งเก็บงำ สิ่งนั้นก็ยิ่งน่าสนใจ สิ่งใดที่ไม่เคยรู้ สิ่งนั้นก็ยิ่งมีความคาดหวัง

            เรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับคุณหนูทั้งสาม แม้จะมีมูลเพียงเล็กน้อย ก็จะถูกนำมาพูดเติมเสริมแต่ง ขยายความจากเดิมแล้วเล่าขานกันต่อไป เพราะจินตนาการของชาวบ้านนั้นไร้ขอบเขตอยู่แล้ว

            ฮูหยินทั้งสามอาจจะนึกเสียใจที่ตนเคยปกปิดเรื่องของบุตรสาว จึงก่อให้เกิดผลสะท้อนในทางตรงข้ามเช่นนี้

            ชาวเมืองล้วนสงสัยว่ายามนี้คุณหนูผู้ลึกลับทั้งสามกำลังทำสิ่งใดกันอยู่ พวกนางจะปักผ้า หรือจับผีเสื้อ หรือร่ายคำฉันท์กาพย์กลอน หรือกำลังบรรเลงดนตรี…

 

            ภายในห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่มองเห็นความประณีตวิจิตรได้เป็นอย่างดี

            ปรากฏร่างสตรีสามนางที่มีรูปโฉมโดดเด่นและบุคลิกแตกต่างกันกำลังรวมตัวกันอยู่ สตรีชุดขาวที่เป็นเจ้าของห้องก็คือคุณหนูซู่ คุณหนูหนึ่งเดียวของจวนแม่ทัพ ใบหน้าของนางสดใสเปล่งปลั่ง ดวงตาเป็นประกายแวววาว ทว่ากลับนอนพังพาบอย่างเกียจคร้านอยู่บนเตียงโดยมิได้ไยดีต่อภาพลักษณ์ของตน

            สตรีในชุดสีเขียวนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างเตียง สีหน้าของนางเรียบเฉย นั่งหลังตรงไว้สง่า บุคลิกเย่อหยิ่ง ทำให้ผู้ที่พบเห็นละเลยรูปโฉมอันงดงามของนางไปเกือบหมด ไม่มีใครคาดคิดว่าบุตรสาวของท่านอัครเสนาบดีโหลวผู้อบอุ่นอ่อนโยนนั้น จะมีนิสัยเย็นชาถึงเพียงนี้

            ส่วนสตรีที่ยืนอยู่ข้างเตียงนอนมีบุคลิกแตกต่างจากคุณหนูโหลวเฉิน นางสวมอาภรณ์ตัวยาวสีแดงเข้ม ไฝเม็ดเล็กสีแดงประดุจทับทิมเม็ดงามปรากฏอยู่ที่หว่างคิ้ว ส่งเสริมให้ดูงามสง่าและเข้มแข็ง รอบตัวเปล่งรัศมีของผู้สูงศักดิ์ ในมือถือกล่องไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า ยื่นมาตรงหน้าซู่ซู่

            มันคืออะไร?

            ซู่ซู่รู้สึกประหลาดใจ รีบเปิดกล่องไม้ออกดู พบว่าเป็นแผนที่แคว้นฉงเยว่ที่ทำจากหนังวัวแผ่นหนึ่ง

            แผนที่เป็นสิ่งที่ค่อนข้างหายาก สำหรับชาวบ้านทั่วไปถือเป็นของมีค่า แต่สำหรับคุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพอย่างซู่ซู่แล้วมันไม่ดึงดูดใจแม้แต่น้อย เพราะที่บ้านสกุลซู่มีแผนที่สารพัดรูปแบบ ซู่ซู่วางแผนที่กลับเข้ากล่องอย่างไม่ใส่ใจ “โธ่...พี่หนิง ข้าเกิดมาในตระกูลทหาร ไม่เคยคิดผันตัวเองเป็นพ่อค้าเสียหน่อย จะเอาแผนที่ไปทำไมกัน?”

            เยี่ยนหนิงหยิบแผนที่ออกมาคลี่วางบนโต๊ะ จ้องมองจุดหนึ่งบนแผนที่ด้วยสายตามุ่งมั่น “เราสามพี่น้องอุดอู้อยู่แต่เมืองหลวง พวกเจ้าไม่รู้สึกเบื่อเลยรึ?”

            “เบื่อสิ” ดวงตากระจ่างใสของซู่ซู่ทอดมองไปยังแผนที่บนโต๊ะ แล้วมองไปทางเยี่ยนหนิง ก่อนที่จะตะกายตัวขึ้นนั่ง เอามือเท้าคาง “พี่หนิง... ท่านนึกเรื่องสนุกๆ ขึ้นมาได้บ้างแล้วใช่หรือไม่?”

            เยี่ยนหนิงเงยหน้าขึ้น ยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะกล่าวตอบ “น้องๆ ของพี่... หากพี่ชวนเล่นเดิมพัน พวกเจ้าจะกล้าหรือไม่”

            “เดิมพัน?”

            “ปฐพีนี้กว้างใหญ่นัก ดูซิว่าใครจะใช้ความสามารถตัวเองค้นหาสุดยอดสมบัติที่มีค่าที่สุดมาได้ ข้าขอกำหนดระยะเวลาเอาไว้หนึ่งปี ในวันนี้ของปีหน้า เรามาเจอกันที่นี่ ในเรือนนอนของอาซู่ แล้วเอาของที่ได้มาประชันกันดูว่าใครจะเป็นผู้ชนะ”

            “หนึ่งปี?... นานขนาดนั้นท่านแม่ไม่ตั้งค่าหัวนำจับข้าเอาไว้แล้วรึ นี่มันหนีออกจากบ้านชัดๆ เลย แม่ต้องเด็ดวิญญาณข้าแน่” ซู่ซู่เอ่ยปากออกไปเช่นนี้ แต่แววตากลับเก็บประกายตื่นเต้นไว้ไม่อยู่

            “แล้วเจ้าจะเดิมพันหรือไม่เล่า?”

            “ไม่พลาด!!!” ตอบสั้นๆ แสดงถึงนิสัยซุกซนของอาซู่ที่เกรงว่าใต้หล้านี้จะยังมีเรื่องวุ่นวายไม่พอ

            เยี่ยนหนิงมองไปทางโหลวเฉินที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านข้าง โหลวเฉินปกติเป็นคนหน้าตาย พูดน้อย พื้นนิสัยเป็นคนมีความละเอียดรอบคอบ เยี่ยนหนิงเห็นอีกฝ่ายนิ่งจึงกังวล “เจ้าเล่า...เฉินเอ๋อ?”

            โหลวเฉินกวาดตามองแผนที่บนโต๊ะ ปรายตามองเยี่ยนหนิงครั้งหนึ่ง ยกมุมปากขึ้นยิ้มเล็กน้อยอย่างที่ไม่ค่อยจะได้เห็นบ่อยนัก “ร่วมด้วย”

 

            ยามดึกสงัดของฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็นสบาย สายลมพัดเอื่อยๆ แสงจันทร์สว่างนวลตา

            ขณะนี้ใกล้เวลายามหนึ่ง เลยเวลาพักผ่อนไปนานแล้ว เรือนเล็กหลังหนึ่งในจวนอัครเสนาบดียังคงมีแสงเทียนอ่อนๆ ลอดผ่านกระดาษกรุหน้าต่างออกมา ร่างสูงร่างหนึ่งเอนตัวพิงขอบประตู ท่าทางมิได้คิดจะจากไปไหนและมิได้คิดจะเข้าไปรบกวนคนข้างใน

            “เข้ามาเถิด”

            น้ำเสียงไพเราะเรียบนิ่งของสตรีดังขึ้นเบาๆ จากภายในห้อง ผู้ที่ยืนพิงอยู่ข้างประตูมิได้รู้สึกประหลาดใจกับการถูกพบเห็น มิหนำซ้ำมุมปากยังยกขึ้นเผยรอยยิ้ม นิ้วเรียวยาวผลักประตูห้องเข้าไปอย่างเบามือ น้ำเสียงทุ้มต่ำรื่นหูของชายหนุ่มดังขึ้น “นึกว่าเจ้าจะไปโดยไม่สนใจจะอำลาข้าเสียแล้ว”

            ภายในห้องจุดตะเกียงน้ำมันดวงเดียว แสงสว่างมีน้อยนิด ทว่าในความสลัวนั้นยังคงเห็นรูปร่างสูงโปร่งของสตรีเจ้าของห้องได้ชัดเจน นางกำลังเก็บเสื้อผ้าที่ใส่ประจำสองชุดลงในห่อผ้า พลางเอ่ยตอบ “หากเจ้ายังยืนอยู่นอกประตูจะเป็นที่สังเกตได้ง่าย จะเป็นอุปสรรคต่อข้ามากกว่า”

            บุรุษหนุ่มผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลาคมคาย คิ้วดาบพาดเฉียง จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตามิได้ดูหลุกหลิกแต่ฉายแววลุ่มลึก กอปรกับบุคลิกอ่อนโยน แม้จะยืนพิงร่างอยู่กับขอบประตูด้วยท่วงท่าสบายๆ ก็ยังเปล่งรัศมีแห่งความสูงศักดิ์กดดันอยู่รอบด้าน รอยยิ้มบนมุมปากของเขาดูแข็งทื่อไปหลายส่วน คล้ายเคยชินกับการพูดจาเช่นนี้ ผ่านไปครู่เดียวรอยยิ้มบนใบหน้าก็จางลงช้าๆ

            ชายหนุ่มยกสองมือขึ้นกอดอก สีหน้าดูจริงจังขึ้นกว่าเดิม “เจ้าคิดจะออกไปสร้างความวุ่นวายเป็นเพื่อนพวกนางหรือ?”

            โหลวเฉินผู้เป็นเจ้าของห้องและบุตรีของอัครเสนาบดีโหลวหันหน้ามาในที่สุด จ้องไปยังพี่ชายตนเอง แล้วกล่าวตอบเสียงเรียบเฉย “มิใช่ว่าพี่หนิงเพิ่งคิดจะหนีออกจากเมืองหลวง นางคิดมานานแล้ว แต่คราวนี้นางคงจะทนไม่ได้แล้วจริงๆ จึงได้หาข้ออ้าง พวกเราออกไปพร้อมกันสามคนก็เท่ากับเป็นการช่วยนางกลบเกลื่อนร่องรอย หากพี่เป็นห่วงนางจริงๆ ส่งคนไปคุ้มครองลับๆ ก็ได้”

            “เป็นเพราะหนิงเอ๋อเช่นนั้นหรือ?” มุมปากของโหลวซียกขึ้นอีกครั้ง ดวงตาฉายแววรู้ทัน “ตัวเจ้าเองมิได้คิดจะออกไปเที่ยวเล่นเลยหรือ?”

            โหลวเฉินเลิกคิ้วขึ้นเพียงเล็กน้อย หากเป็นผู้อื่นคงคิดว่าใบหน้านี้ไร้ความรู้สึกเช่นเดิม แต่ในสายตาของโหลวซี ใบหน้าของนางปรากฏคำว่า ‘แล้วจะทำไม?’ รวมอยู่ด้วย

            โหลวซีส่ายหน้าเบาๆ พลางถอนหายใจ “พวกเจ้าคิดจะออกไปเที่ยวเล่นอย่างสบายใจ แล้วปล่อยให้ข้าเผชิญหน้ากับเรื่องวุ่นวายที่เหลือคนเดียวหรือ เสี่ยวเฉิน เจ้าทำกับข้าได้ลงคอเช่นนั้นรึ?”

            ครั้นได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยเรียก ‘เสี่ยวเฉิน’ โหลวเฉินก็หรี่ตาลงเล็กน้อย “ถ้าแน่จริง พี่ก็หนีออกจากบ้านไปด้วยสิ”

            โหลวซีได้แต่กระแอมเบาๆ มิกล้าเอ่ยคำว่า ‘เสี่ยวเฉิน’ อีก เห็นโหลวเฉินยังคงเก็บสัมภาระต่ออย่างไม่อนาทรร้อนใจ ภายในใจก็รู้สึกหงุดหงิด จึงเอ่ยขึ้นอย่างขัดใจ “เจ้าไม่กลัวข้าจะแอบเอาเรื่องนี้ไปบอกใครรึ?”

            โหลวเฉินวางห่อสัมภาระที่จัดเรียบร้อยแล้วลงบนโต๊ะ ดึงลิ้นชักเล็กข้างเตียงออก หยิบตั๋วแลกเงินขึ้นมาปึกใหญ่ก่อนจะยัดใส่ในถุงผ้าที่ผูกติดตัว แล้วหยิบเศษเงินยัดใส่ห่อสัมภาระ มิได้หันไปมองโหลวซีเลยสักนิด

            ชายหนุ่มยังคงหงุดหงิดอยู่เช่นเดิมทว่าอับจนหนทาง ตัวเขาเองตามใจสามสาวสามแสบนี่มาแต่ไหนแต่ไร ย่อมไม่มีทางขัดขวางแผนการของพวกนางได้แน่ และหากจะคาบข่าวไปรายงาน ถึงคราวนี้จะขัดขวางเอาไว้ได้ แต่ถ้าพวกนางตั้งใจจะหนีจริงๆ ก็ไม่มีทางรั้งไว้

            โหลวเฉินนำสิ่งของติดตัวไปน้อยจึงจัดเก็บไม่นาน พอโหลวซีหันไปมองน้องสาวอีกครั้ง นางก็เก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว

            ในมือของโหลวเฉินถือห่อผ้าเล็กๆ ห่อหนึ่ง นางสวมชุดกระโปรงยาวสีเขียวดูเรียบง่าย เส้นผมยาวสลวยเลยบั้นเอว มีเพียงปิ่นหยกสีขาวประดับเท่านั้น แสงจันทร์ส่องผ่านประตูใหญ่เข้ามาทาบทับบนเรือนร่าง เผยให้เห็นกระบี่อ่อนเล่มยาวสามฉื่อ ที่แม้แต่ยอดเซียนกระบี่ก็ยังไร้ความสามารถที่จะควบคุมมัน ขณะนี้กระบี่เล่มที่ว่าพันอยู่รอบเอวหญิงสาวอย่างแนบแน่น มองไปคล้ายผ้าคาดเอวสีขาวสว่างดูอ่อนนุ่ม เสริมให้ชุดสีเขียวยิ่งเปล่งประกายเย็นชาเหนือปุถุชนทั่วไป

            โหลวซีมองน้องสาวสุดที่รักแล้วอดหงุดหงิดใจไม่ได้ สตรีอย่างเฉินเอ๋อไม่รู้จะล่อหมู่ภมรแบบใดให้มาพัวพันบ้าง แต่เขาคงไม่ต้องเป็นกังวลจนเกินไปนัก เพราะรู้ดีว่าน้องสาวของตนฉลาดปราดเปรื่องจนทำให้ผู้คนขนลุกขนชันได้เพียงใด แม้สีหน้าของนางจะไร้ความรู้สึก แต่ในใจนั้นละเอียดอ่อนยิ่งนัก หากใครคิดจะมาหาเรื่อง นับว่าเป็นการหาเรื่องลำบากใส่ตัวอย่างแท้จริง

            เห็นน้องสาวยืนตัวตรงไว้สง่าอยู่ใต้แสงจันทร์ จิตใจของโหลวซีพลันรู้สึกคล้ายกำลังมองดูบุตรสาวที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา

            ชายหนุ่มถอนหายใจยาว ขณะที่โหลวเฉินกำลังก้าวข้ามธรณีประตู เขาหลุดปากเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ระวังตัวให้ดี ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยเจ้าต้องรีบส่งจดหมายให้ข้า จำไว้ข้าเป็นพี่ของเจ้า”

            มือที่กำลังผลักประตูของโหลวเฉินชะงักนิ่งไปเล็กน้อย ดวงหน้างดงามยังคงเฉยชาเฉกเช่นปกติ ทว่าปากกลับรับคำอย่างว่าง่าย “อืม”

 

            ยามวิกาล เมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยความเงียบสงัด

            เงาสามสายวิ่งตรงไปยังกำแพงเมือง กระโจนตัวขึ้นบนกำแพงอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นค่อยๆ กระโดดลงอีกฟากอย่างแผ่วเบา กำแพงเมืองที่สูงกว่าสามวา สำหรับพวกนางนับว่าเป็นด่านที่ผ่านไปได้ไม่ยาก เห็นได้ชัดว่าทั้งสามมีวรยุทธที่ไม่ธรรมดา

            สตรีทั้งสามวิ่งออกมาไกลหลายลี้จึงหยุดฝีเท้า

            “กำหนดหนึ่งปี” เยี่ยนหนิงทวนคำเดิม

            “ย่อมได้” อาซู่ไหวไหล่ บนบ่ามีถุงผ้าใบหนึ่งพาดอยู่

            “รักษาตัวด้วย” โหลวเฉินประสานมือบอกลาพี่น้อง

            มีเพียงประโยคร่ำลาธรรมดาๆ ไม่กี่คำ จากนั้นทั้งสามก็หันหน้าไปคนละทิศ

            ระหว่างที่เยี่ยนหนิงวิ่งมุ่งหน้าไปนั้น ในใจของนางกลับมีคำขอโทษมากมาย ‘เฉินเอ๋อ อาซู่ ขอโทษด้วย ข้าจำเป็นต้องไปที่นั่น ข้าจำใจต้องหลอกพวกเจ้าออกมา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของครอบครัวให้กระจายกำลังออกเป็นสามสาย พวกเขาจะได้ไม่สามารถตามหาตัวข้าได้เร็วนัก อภัยด้วย อภัยให้ข้า’

            เทียบกับความเร่งรีบของเยี่ยนหนิงแล้ว ซู่ซู่ดูเอื่อยเฉื่อยไปถนัดตา ในใจคิดแต่จะไปดูความงามของท้องทะเลกว้างใหญ่ จึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังทะเลตงไห่ รอให้นางเที่ยวเล่นจนหนำใจก่อนเถิด แล้วค่อยไปเกาะรวมวิญญาณเยี่ยมท่านอาเอ้าเพื่อขอของวิเศษมาสักชิ้น สัญญาหนึ่งปีไม่แน่ว่านางอาจจะเป็นผู้ชนะก็เป็นได้

            สายตาของโหลวเฉินนิ่งสงบ สีหน้าเรียบเฉย ฝีเท้าเนิบนาบ เมื่อครู่เยี่ยนหนิงไปทางทิศตะวันตก

            เช่นนั้น... นางก็ไปไกลกว่าอีกสักหน่อยคงจะดี ไปเลี่ยวเยว่ดีหรือไม่?

            สามสาว สามความคิด ไม่ว่าจะคิดอย่างไร การเดินทางของพวกนางก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

สารบัญ

บทที่ 1 ตัวประกันที่ไม่เหมือนตัวประกัน(1)

          “พี่สาว รีบมาดูเร็ว เสี่ยวถงหามาได้ถูกต้องหรือไม่?

          ป่าต้นเฉียวอันสูงตระหง่านแห่งนี้ กิ่งก้านดอกใบแน่นครึ้มจนแทบจะบดบังท้องฟ้าไว้มิด แสงอาทิตย์ร้อนแรงยามเที่ยงวันส่องลอดกิ่งก้านหนาทึบเข้ามา เหลือเพียงแสงสลัวเลือนราง ต้นหญ้าและพุ่มไม้ที่อยู่บนพื้นดินมีความสูงมากกว่าสองฉื่อ บรรยากาศโดยรอบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกหญ้า เสียงสัตว์ป่าดังสะท้อนมาเป็นระยะ ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็เป็นป่าเขาที่ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรเข้ามา เสียงเล็กใสของเด็กหญิงที่ดังขึ้นในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ จึงสร้างความแปลกประหลาดไม่น้อย

          เมื่อพินิจให้ดีจะพบว่าท่ามกลางป่าไม้หนาครึ้ม มีเด็กผู้หญิงอายุประมาณหกเจ็ดปีผู้หนึ่งกำลังถือต้นหญ้าที่ไม่รู้จักชื่ออยู่ในมือ หน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ แต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มสดใสยิ่งกว่าดวงตะวันเดือนเก้าเสียอีก

          ต้นพืชที่เด็กหญิงถืออยู่ในมือมีสีเขียวเข้ม ใบขนาดเล็ก ยอดบนสุดของก้านมีดอกสีแดงม่วงเล็กๆ ดูไม่สะดุดตา ทว่านี่คือยาที่มีสรรพคุณสำหรับแก้พิษร้อน ห้ามเลือดและไล่ความชื้นได้ดีชนิดหนึ่ง

          หนูน้อยยื่นต้นหญ้ามาตรงหน้าสตรีที่อยู่ข้างกาย คนมากวัยกว่ามองแวบหนึ่ง ก่อนจะสบสายตากับเด็กหญิง นางเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเฉยชาแฝงความอ่อนโยนอยู่หลายส่วน “ถูกต้อง นี่คือหวงหลิง”

          ดวงตาของเด็กหญิงเปล่งประกาย ประคองต้นยาเอาไว้ในมือราวกับเป็นสิ่งของล้ำค่า ดวงหน้าเล็กปรากฏรอยยิ้มเบิกบานและภาคภูมิใจ “เสี่ยวถงไม่ได้หลอกพี่สาวนะ เสี่ยวถงรู้ดีที่สุด ด้านโน้นยังมีหญ้าแบบนี้อีกมากนัก เสี่ยวถงจะไปเด็ดมาให้นะเจ้าคะ”

          สตรีผู้นั้นโยกศีรษะของหนูน้อยเบาๆ มองไปด้านหน้าที่ห่างออกไปประมาณสี่ห้าจั้ง จริงด้วย มีต้นหวงหลิงขึ้นอยู่อีกหลายสิบต้น “เจ้าระวังตัวด้วย อย่าไปไกลนัก”

          “เจ้าค่ะ” เด็กหญิงวางต้นหญ้าลงในตะกร้าหวายอย่างระมัดระวัง ส่งยิ้มหวานทีหนึ่ง ก่อนจะวิ่งออกไป

          เมื่อแน่ใจว่ารอบข้างของเด็กหญิงไม่มีอันตรายใดๆ หญิงสาวจึงก้มหน้าลงหาสมุนไพรสำหรับแก้ปวดและทำให้จิตใจผ่อนคลายต่อไป

          สตรีผู้นี้คือโหลวเฉินที่ ‘หนีออกจากบ้าน’ นั่นเอง เดิมทีนางคิดจะไปเมืองหลวงของเลี่ยวเยว่ คาดไม่ถึงว่าเมื่อเดินทางออกจากแคว้นฉงเยว่มาถึงเชิงเขาลั่วเสินในตำบลลั่วสุ่ย ก็พบเข้ากับเด็กหญิงเนื้อตัวสกปรกมอมแมมกำลังนั่งร้องไห้อยู่ที่เชิงเขาเพียงลำพัง

          เด็กหญิงผู้นี้มีนามว่าซูถง เกิดในครอบครัวนายพรานที่พำนักอยู่แถบเชิงเขาลั่วเสิน มารดาของนางร่างกายอ่อนแอ ที่บ้านอาศัยบิดาขึ้นเขาล่าสัตว์ นำสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อดำรงชีพ ทว่าเมื่อครึ่งปีก่อน บิดาของเด็กน้อยปะทะกับหมีดำระหว่างล่าสัตว์ ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่ง่ายเลยกว่าจะหนีเอาชีวิตรอดกลับมาถึงบ้านได้ แต่เพราะอาการบาดเจ็บหนักหนาเกินไป เขาจึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา

          เดิมทีที่บ้านก็ไม่มีเงินเก็บอยู่แล้ว เมื่อไร้หนทางทำมาหากิน ชีวิตความเป็นอยู่ก็ยิ่งแร้นแค้นเข้าไปอีก เด็กหญิงยังมีพี่ชายหนึ่งคนชื่อว่าซูเหมิง เป็นเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบสองสิบสามปี ด้วยคิดจะแบกรับภาระดูแลครอบครัวต่อไป ซูเหมิงจึงแอบขึ้นเขาหวังจะไปล่าสัตว์ตัวเล็กมาแลกเงินซื้อยาให้กับมารดา ทว่าโชคร้ายระหว่างทางฝนตกกระหน่ำ ทำให้พลัดตกลงมาจากเขา...ขาหัก

          ความโชคร้ายที่เกิดขึ้นซ้ำเติมครอบครัวยากไร้นี้ให้เลวร้ายลงไปอีก พวกเขาไม่มีเงินไปหาหมอ ขาของเด็กหนุ่มหากไม่ได้รับการรักษาจะต้องกลายเป็นคนพิการแน่ เมื่อเด็กหญิงได้ยินว่าบนเขามีสมุนไพรมากมาย จึงคิดจะตามชาวบ้านขึ้นไปเก็บ แต่ใครเล่าจะยินดีพาเด็กน้อยอายุไม่กี่ขวบขึ้นเขาไปด้วย ดังนั้นหนูน้อยจึงได้แต่นั่งร้องไห้อยู่ที่เชิงเขา โชคดีที่ได้พบกับโหลวเฉินเข้า

          เดิมทีโหลวเฉินคิดเพียงจะมอบเงินสิบตำลึงให้พวกเขาไปหาหมอรักษาอาการบาดเจ็บ ส่วนที่เหลือยังมากพอให้ทั้งครอบครัวประทังชีวิตไปอีกหลายเดือน คาดไม่ถึงว่าพวกเขากลับไม่ยอมรับเงินของนาง

          ความดื้อดึงของครอบครัวนี้ทำให้โหลวเฉินจนปัญญา ในขณะเดียวกันก็เกิดความรู้สึกเลื่อมใส จนมิอาจนิ่งดูดายทนเห็นเด็กหนุ่มกลายเป็นคนพิการไปได้ จึงใช้ข้ออ้างว่าตนเพิ่งเคยมาที่นี่ไม่มีที่พักอาศัย อยากจะขอพักที่บ้านของพวกเขา และเพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับที่พัก นางจะรักษาบาดแผลที่ขาของเด็กหนุ่มให้

          หลายวันมานี้ นางมักจะพาเด็กหญิงขึ้นเขาลั่วเสินเพื่อหาสมุนไพรกลับไปรักษาอาการบาดเจ็บให้ซูเหมิง เด็กหนุ่มยังอายุน้อย ร่างกายแข็งแรง เวลาแค่เจ็ดแปดวันแผลบนขาก็หายดีไปกว่าครึ่ง ต่อจากนี้ขอเพียงเขาดูแลบำรุงตนเองให้ดีก็พอ ครั้งนี้เกรงว่าคงเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกนางจะขึ้นมาเก็บสมุนไพรบนเขาลั่วเสินแล้ว

          ขณะที่โหลวเฉินวางสมุนไพรลงในตะกร้าหวาย นางได้ยินเสียงแว่วมาแต่ไกล คล้ายกับมีบางสิ่งกำลังวิ่งอยู่ระหว่างพุ่มไม้ และมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เด็กหญิงนั่งอยู่

          เด็กหญิงไม่รู้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้าหา

          โหลวเฉินใจหายวาบ เกรงว่าสิ่งที่พุ่งเข้ามาจะเป็นสัตว์ร้าย นางรีบเกร็งลมปราณทะยานตัวไปยังทิศทางที่หนูน้อยนั่งอยู่ ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมสังเกตว่าต้นเสียงนั้นคืออะไรกันแน่ เมื่อนางเพ่งมองอีกครั้ง จึงพบว่าสิ่งที่วิ่งตรงเข้ามาหาพวกนางมิใช่สัตว์ร้าย แต่เป็น...คนกลุ่มหนึ่ง

          แม้จะเป็นเช่นนั้น โหลวเฉินก็มิได้คลายความระวังตัวแต่อย่างใด นางรวดเร็วกว่าคนกลุ่มนั้น เพียงพริบตาหญิงสาวก็มาถึงตรงหน้าเด็กน้อยพร้อมทั้งอุ้มร่างเล็กขึ้นมากอดไว้ จังหวะเดียวกันกับที่คนกลุ่มนั้นก็วิ่งมาถึงเบื้องหน้าพวกนาง ชายร่างกำยำที่วิ่งมาหน้าสุดยืนอยู่ห่างจากพวกนางไม่ถึงสามจั้ง ร่างของเขาเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ในมือถือดาบใหญ่เอาไว้เล่มหนึ่ง สีหน้าตื่นตระหนกหวาดกลัว

          ด้านหลังของชายกำยำมีชายอีกสามคนวิ่งตามมาอย่างไม่คิดชีวิต พวกเขาสวมชุดสีน้ำเงินเข้มพอดีตัว มองปราดเดียวโหลวเฉินก็รู้แล้วว่าพวกเขาเป็นมือปราบของแคว้นเลี่ยวเยว่ มือที่แตะกระบี่อ่อนบนเอวพลันชะงัก นางไม่ต้องการเป็นที่สะดุดตา ไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าตนเดินทางมาที่นี่

          “หวังซื่อ หยุดเดี๋ยวนี้! เจ้าหนีไม่รอดหรอก”

          ชายร่างกำยำหายใจถี่แรง ฝีเท้าสับสน วรยุทธไม่สูงนัก โหลวเฉินวิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง ตอนนี้หากนางจะหนีไปโดยไม่ให้เขารู้ก็คงไม่ทันแล้ว นิ่งเฉยรอดูสถานการณ์ก่อนท่าจะดี โหลวเฉินจับตัวเด็กหญิงเอาไว้ โยนร่างเล็กออกไปทางด้านข้างด้วยแรงส่งที่พอเหมาะ เด็กหญิงกลิ้งไปตามกอหญ้าอยู่หลายตลบ พ้นจากรัศมีอันตราย นอกจากอาการตื่นตกใจ แม่หนูน้อยก็มิได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

          เพิ่งช่วยเด็กหญิงให้รอดพ้นอันตรายได้ไม่นาน มือใหญ่ข้างหนึ่งก็ยื่นมาจากด้านหลัง จับบ่าของโหลวเฉินเอาไว้ นางมิได้หันหน้าไปมอง เพียงเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างอย่างไม่ใส่ใจ เมื่อเห็นว่าการจู่โจมครั้งแรกล้มเหลว ดาบใหญ่ในมือของชายกำยำผู้นั้นก็ยื่นมาขวางหน้าโหลวเฉินเอาไว้ทันที

          จากที่ได้ประมือเมื่อครู่ โหลวเฉินมั่นใจว่าคนผู้นี้มิใช่คู่ต่อสู้ของตน ครั้งนี้นางมิได้หลบ ทำเพียงยืนนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้ดาบพาดบนลำคอ

          เมื่อจับตัวประกันได้สมใจแล้ว ชายกำยำก็ดึงตัวโหลวเฉินมาบังไว้ด้านหน้าของตน ตะโกนพูดกับคนของทางการที่วิ่งตามมา “อย่าเข้ามา ถ้าพวกเจ้า...พวกเจ้ายังเข้ามา ข้าจะฆ่านางซะ”

          มือปราบเหล่านั้นหยุดชะงักทันที มิใช่เพราะเขามีตัวประกันอยู่ในมือ แต่เป็นเพราะว่าตัวประกันที่เขาจับไว้ดูไม่เหมือนตัวประกันเลยสักนิด

          สตรีที่ดูนิ่งสงบภายใต้ดาบยาวพาดคอสวมชุดสีเขียว ประดับปิ่นหยกบนเรือนผมสีดำขลับ เข้ากับบรรยากาศป่าเขารอบด้านยิ่งนัก นางมีรูปโฉมงดงามอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดาย... ผู้ที่พบเห็นนาง กลับมิได้ตื่นตากับความงามสักเท่าใด สตรีผู้นี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับภาพวาดพู่กันที่เรียบเฉยไร้ชีวิต หากจ้องให้ลึกจะพบความนัยลึกซึ้งแฝงอยู่ ประหนึ่งมิใช่สาวงามในโลกมนุษย์

          มือปราบที่วิ่งตามมาคล้ายถูกสกัดจุดเอาไว้ ได้แต่จ้องมองคนร้ายด้วยท่าทีนิ่งขึง ชายร่างกำยำเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดตนเองถึงได้ตื่นตระหนก จึงตะโกนอย่างคลุ้มคลั่งออกมา “พวกเจ้าอย่าเข้ามา ปล่อยข้าไป— ปล่อยข้าไป—”

          เสียงตะโกนที่ดังขึ้นทำลายบรรยากาศดุจต้องมนตร์ เรียกสติมือปราบทั้งสามกลับมาอีกครั้ง หนึ่งในนั้นรีบพูดขึ้นอย่างร้อนรน “หวังซื่อ อย่าได้วู่วาม เจ้าสังหารคนไปแล้วหนึ่ง ยังคิดจะทำผิดต่อไปอีกหรือ”

          คิ้วของโหลวเฉินขมวดเข้าหากันเล็กน้อย น้อยมากจนแทบจะมองไม่ออก พวกเขากล่าวสะกิดเตือนชายที่จับตัวนางไว้ว่า ‘สังหารคนไปแล้วหนึ่ง’ ตกลงว่ามือปราบเหล่านี้คิดจะช่วยหรือทำร้ายนางกันแน่ ในเมื่อฆ่าคนคนหนึ่งกับฆ่าคนสองคนก็ไม่ต่างกัน การพูดเช่นนี้รังแต่จะกลายเป็นการยั่วยุเสียเปล่า

          ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจ้องหน้าคุมเชิงกันอยู่นั้น โหลวเฉินก็ลอบประเมินมือปราบสามนายที่อยู่เบื้องหน้า พวกเขายังอายุไม่มากนัก หนึ่งในนั้นดูท่าจะยังไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ ผู้ที่เอ่ยขึ้นมาเมื่อครู่คือชายหนุ่มอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม

          อีกสองคนที่เหลือ ผู้หนึ่งหน้าตาธรรมดา มองแล้วมีความสุขุมหนักแน่นแฝงอยู่ในที ส่วนอีกคนคงอายุราวยี่สิบสี่ยี่สิบห้าปี คนนี้ต่างหากที่โหลวเฉินสนใจ เพราะหลังจากได้สติ มือปราบผู้นี้ก็สังเกตเห็นเด็กหญิงตัวน้อยก่อนใคร เด็กหญิงที่ยังตื่นตกใจกำลังหมอบอยู่กลางดงหญ้า เมื่อเขาเห็นจึงรีบรุดไปอุ้มเด็กหญิงเอาไว้ ก่อนจะถอยหลังไปหลายก้าว ทว่ามิได้ถอยไปยังตำแหน่งที่มือปราบอีกสองนายยืนอยู่ กลับยืนด้านข้างของผู้ร้ายร่างกำยำแทน

บทที่ 1 ตัวประกันที่ไม่เหมือนตัวประกัน(2)

               บุรุษผู้นี้รู้จักสังเกตและฉลาดเฉลียว จนโหลวเฉินอดพินิจเขามากขึ้นอีกนิดไม่ได้ เขาเป็นบุรุษร่างกายสูงใหญ่ ทว่ามิได้บึกบึนกำยำ แขนเสื้อถูกม้วนขึ้นมาลวกๆ เผยให้เห็นท่อนแขนสีเปลือกข้าว ชุดมือปราบที่ดูเคร่งขรึมเป็นทางการ เมื่ออยู่บนเรือนร่างกลับให้ความรู้สึกที่เป็นมิตร เขาช่างเหมือนกับโหลวซียิ่งนัก มีดวงตาหวานคมคล้ายดอกท้อ หางตาเฉียงขึ้นเล็กน้อย จุดที่แตกต่างกันคือดวงตาของโหลวซีจะแฝงความอบอุ่นลุ่มลึก ขณะที่ดวงตาของชายผู้นี้มีความยียวนอยู่หลายส่วน โดยรวมแล้วดูเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่ใต้กฎเกณฑ์ข้อบังคับ พื้นนิสัยไม่เหมือนคนทำงานราชการ

               เมื่อเห็นหญิงสาวมองมายังตน ชายหนุ่มก็ยกมุมปากขึ้นยิ้ม เขายังมีแก่ใจมายิ้มเล่นและส่งสายตาจับจ้องนางอย่างไม่เกรงใจอีกด้วย!

               โหลวเฉินสบสายตากับมือปราบหนุ่ม นางกลอกตาหนีอย่างเฉยชา

               ผู้ต้องหาที่หลบอยู่ด้านหลังโหลวเฉิน ตะโกนไม่หยุด “ไม่ ข้า...ข้าไม่ได้ฆ่าใคร พวกเจ้าใส่ร้ายข้า”

               คนที่ดูสุขุมที่สุดในบรรดามือปราบทั้งสามเดินขึ้นหน้ามาก้าวหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงดังขึ้น “เจ้าวางดาบลงก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน”

               ชายร่างกำยำระวังตัวยิ่งนัก เขามีอาการเคร่งเครียดอย่างหนัก ทันทีที่มือปราบเคลื่อนไหว เขาก็ขยับดาบใหญ่เข้าใกล้ลำคอของโหลวเฉินมากขึ้นกว่าเดิม ตวาดเสียงดัง “พวกเจ้าถอยไป... ถอยไป”

               ทั้งๆ ที่ดาบใหญ่เคลื่อนไปมาอยู่แถวลำคอ โหลวเฉินก็ยังคงนิ่งสงบ กลับเป็นเด็กหญิงที่ตื่นตระหนกจนใบหน้าซีดขาว รีบกอดคอชายหนุ่มที่อุ้มตัวนางเอาไว้ ส่งเสียงร้องไห้กระซิก “พี่ชาย พี่สาวเป็นคนดี ท่านช่วยพี่สาวข้าด้วยเถิด”

               ชายหนุ่มกวาดตามองทั่วร่างโหลวเฉินรอบหนึ่ง ก่อนจะปลอบประโลมเด็กหญิงด้วยการตบหลัง ก้มหน้าลงกระซิบเบาๆ “ได้สิ แต่ว่าพี่ชายต้องการให้เจ้าช่วยเหลือ”

               “หือ?” เด็กหญิงไม่เข้าใจ ดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตามองชายหนุ่มอย่างสงสัย นางจะช่วยอะไรได้ ชายหนุ่มก้มหน้าลงอีกเล็กน้อย กระซิบข้างหูเด็กหญิงอยู่หลายคำ หนูน้อยรับฟังด้วยความตั้งใจ ก่อนจะมองโหลวเฉินคราหนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าแรงๆ พลางเอ่ยตอบ “ได้เจ้าค่ะ”

               ชายหนุ่มผู้มีท่าทางสุขุมส่งสายตาให้กับหนุ่มอ่อนวัยที่ยืนอยู่ด้านข้าง ทั้งสองถอยหลังไปหลายก้าวอย่างรู้กัน ปล่อยให้ผู้ต้องหาคลายความระวังตัวลง แล้วตะโกนกลับไป “หวังซื่อ เจ้าบอกว่าไม่ได้ฆ่าคน หากพวกข้าเชื่อเจ้าแล้วจะทำอะไรได้ถ้าท่านนายอำเภอไม่เชื่อเสียอย่าง อีกประการหนึ่ง หากเจ้าไม่ได้สังหารภรรยาของตนเอง แต่ถ้าทำร้ายแม่นางผู้นี้ ก็มีความผิดเหมือนกัน เจ้ายอมให้พวกเราจับตัวแต่โดยดี แล้วกลับไปให้การกับใต้เท้าตามความจริงจะไม่ดีกว่าหรือ ในเมื่อเจ้าไม่ได้ฆ่าใคร แล้วจะกลัวไปไย”

               ได้ยินมือปราบพูดเช่นนั้น ผู้ต้องหาเกิดอาการลังเลไปครู่หนึ่ง เขาก้มหน้าลง ทว่ายังไม่ทันที่มือปราบทั้งสองจะลงมือทำอะไร เขาก็เงยหน้าขึ้นพรวด ไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาถึงฉายแววสับสนคลุ้มคลั่ง “ไม่ ข้าไม่กลับไปกับพวกเจ้า พวกเจ้าไม่มีใครดีสักคน จะต้องให้ร้ายข้าเป็นแน่ ข้าไม่ได้ฆ่าคน... ไม่ได้ฆ่าคน”

               มือของผู้ต้องหาสั่นเทิ้มรุนแรง ดาบยาวเคลื่อนเข้าใกล้ลำคอบอบบางของโหลวเฉินมากทุกที มือขวาของนางยกขึ้นเล็กน้อย เตรียมพร้อมจะจี้จุดบนแขนของอีกฝ่ายในยามที่ดาบเข้าใกล้ลำคอ ขณะนั้นเองเสียงร้องสะอึกสะอื้นของเด็กหญิงดังขึ้น “ขอร้องเถิด อย่าทำร้ายพี่สาวข้าเลย”

               เสียงของเด็กหญิงทำให้ชายร่างกำยำสะดุ้งตกใจ ชะงักมือทันใด รีบกวาดตามองเด็กน้อยทันที

               ไม่รู้ว่าชายหนุ่มท่าทางยียวนผู้นั้นปล่อยเด็กหญิงลงจากอ้อมแขนตั้งแต่เมื่อใด ตอนนี้นางจึงยืนอยู่ข้างกายเขา น้ำเสียงของเขามิได้ต่ำทุ้ม หากไพเราะสดใส ระดับเสียงที่เอ่ยทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนคนพูดไม่ใส่ใจเท่าไรนัก “หวังซื่อ เจ้าถูกพวกเราล้อมเอาไว้แล้ว หนีไม่รอดแน่ อีกอย่างตอนนี้เจ้ายังจับตัวแม่นางผู้นี้ไว้ จะหนีก็คงไม่เร็วนัก ยอมให้จับแต่โดยดีเถอะ”

               เด็กหญิงวิ่งตรงไปยังทิศทางที่โหลวเฉินยืนอยู่ ดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำใสจ้องมองผู้ต้องหานิ่ง น้ำเสียงนุ่มนิ่มเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน “เสี่ยวถงเป็นเด็กดีเชื่อฟังผู้ใหญ่ จะฟังคำสั่งท่านทุกอย่าง ท่านอย่าทำร้ายพี่สาวได้หรือไม่”

               หวังซื่อจ้องเด็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองสตรีที่ถูกเขาจับตัวไว้ นางมิได้แสดงอาการเอะอะโวยวายใดๆ ได้แต่ยืนนิ่งเงียบจนน่ากลัว ในใจพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา หันไปกล่าวกับชายหนุ่มผู้นั้น “ข้าจะปล่อยแม่นางผู้นี้ก็ได้ แต่ต้องให้เด็กผู้หญิงไปกับข้าแทน”

               โหลวเฉินยืนนิ่งคอยสังเกตการณ์ เมื่อเห็นหวังซื่อเสนอให้แลกตัวนางกับซูถง จึงแน่ใจกับการคาดเดาของตนเอง ในสถานการณ์อันตรายและวุ่นวายเช่นนี้ ย่อมไม่ควรปล่อยเด็กหญิงลงบนพื้น จากท่าทางผู้หนึ่งพูดผู้หนึ่งเสริม ทุกคำพูดและการกระทำเป็นการหลอกล่อความสนใจของผู้ต้องหาทั้งสิ้น

               นางมั่นใจว่า แม้เหตุการณ์จะล่อแหลมแต่ตนก็สามารถคุ้มครองตัวเองและซูถงได้ จึงมิได้ขัดขวางซูถงให้เดินเข้ามาหา หญิงสาวยังคงนิ่งเฉยอยู่เช่นเดิม กลับเป็นบางคนที่ทนดูต่อไปไม่ได้

               อู๋อี้จือ มือปราบอายุน้อยที่สุดรีบตวาดใส่ “ไม่มีทาง”

               หวังซื่อขยับดาบในมือเข้าใกล้ลำคอของโหลวเฉินมากขึ้นอีก แล้วตวาดกลับ “ให้เด็กนั่นมานี่ มิเช่นนั้นข้าจะฆ่านางผู้นี้ซะ”

               “ข้าไป ข้าจะไปแล้ว อย่าทำร้ายพี่สาวเลย” ซูถงพูดพลางวิ่งไปหาหวังซื่ออย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มท่าทางยียวนรีบยื่นมือออกมาคล้ายจะขวางแม่นางน้อยเอาไว้ แต่น่าเสียดายที่นางวิ่งรวดเร็วจนจับตัวไม่ทัน

               ซูถงวิ่งมาอยู่ห่างจากหวังซื่อประมาณหนึ่งจั้ง ก็พลันชะงักฝีเท้า หมุนตัววิ่งกลับไปทางด้านหลังที่มีคนยืนอยู่หลายคน

               เมื่อเห็นซูถงเปลี่ยนทิศกะทันหัน หวังซื่อตะเบ็งถามอย่างโมโห “เจ้าจะไปไหน?”

               เด็กหญิงวิ่งไปได้สองสามจั้งก็หยุดนิ่งกับที่ ชี้ไปยังตะกร้าหวายใบเล็กบนพื้นที่มีสมุนไพรใส่อยู่เต็ม พลางตอบอย่างอัดอั้น “ในตะกร้าหวายใส่สมุนไพรเอาไว้ มียาสมุนไพรถึงจะรักษาแผลให้กับพี่ชายได้ ท่านแม่บอกว่าห้ามทำตะกร้าหวายหายเด็ดขาด” พูดจบเด็กหญิงก็หิ้วตะกร้าหวายขึ้นมา เดินไปยังทิศทางที่หวังซื่อยืนอยู่

               เมื่อเห็นเด็กหญิงเดินเข้ามาอย่างว่าง่าย สีหน้าหวังซื่อก็ผ่อนคลายลง ขณะที่ซูถงเดินใกล้จะถึงเบื้องหน้าโหลวเฉินนั้น ไม่รู้ว่าไปเหยียบอะไรเข้า ถึงได้ส่งเสียงร้องตกใจ พร้อมทั้งฟุบตัวลงไปหมอบบนพื้น นานครู่ใหญ่ก็ยังไม่ลุกสักที เห็นเด็กหญิงล้มอยู่ที่ปลายเท้า หวังซื่อจึงหงุดหงิดจนอดทนรอไม่ไหว ก้มลงหมายจะดึงตัวนางขึ้นมา ทำให้ดาบยาวที่พาดอยู่ใกล้ลำคอของโหลวเฉินขยับห่างมาพาดอยู่บนบ่าแทน

               จังหวะที่ดาบยาวคลายออก โหลวเฉินรู้ได้ทันทีว่านี่คือโอกาสน้อยนิดที่ชายหนุ่มจอมยียวนทุ่มทุนสร้างขึ้นอย่างยากลำบาก

               จริงดังคาด มือของหวังซื่อยังไม่ทันคว้าตัวเด็กน้อย กระบี่ยาวเล่มหนึ่งก็พุ่งเข้าที่ไหล่อย่างรวดเร็ว คนโจมตีก็คือชายหนุ่มที่สุขุมที่สุดในสามมือปราบ เขาฉวยโอกาสย่องเข้ามาทางด้านหลังอย่างเงียบกริบตอนที่หวังซื่อหมุนตัวตามซูถงที่วิ่งไปหยิบตะกร้าหวาย

               หวังซื่อตกใจ รีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ครั้นคิดจะใช้โหลวเฉินเป็นโล่ป้องกันก็สายเสียแล้ว เนื่องจากตอนนี้มือปราบจอมยียวนรุดขึ้นมาถึงข้างกายหญิงสาวแล้ว มือหนึ่งของเขาคว้าตัวซูถงที่ยังคงหมอบอยู่บนพื้น อีกมือก็เตรียมโอบเอวโหลวเฉิน หญิงสาวเบี่ยงตัวไปด้านข้างเล็กน้อยด้วยคิดว่าเป็นหวังซื่อ แต่เมื่อพบว่าเป็นมือปราบหนุ่มที่จะช่วยเหลือ นางถึงกับตะลึง

               เขาคิดจะโอบเอวนางรึ...ไม่มีทาง

               มือปราบอายุน้อยที่สุดได้สติขึ้นมา พุ่งกระบี่ในมือไปข้างหน้า โรมรันกับหวังซื่ออีกคน

               เมื่อพาโหลวเฉินและซูถงออกห่างจากหวังซื่อได้ บุรุษท่าทางยียวนกลับไม่รุดขึ้นไปช่วยเหลือสหาย เพียงยืนดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสบายอารมณ์อยู่ข้างกายพวกนาง

               สองต่อหนึ่ง ในที่สุดหวังซื่อย่อมต้านทานไม่ไหว ดาบยาวในมือถูกกระแทกออกในเวลาไม่นาน มือปราบอ่อนวัยโถมตัวเข้าหาพร้อมทั้งกดตัวผู้ต้องหาแนบกับพื้น หยิบเชือกที่เอวออกมามัดเอาไว้อย่างรวดเร็ว

               หวังซื่อถูกกดอยู่บนพื้น จมูกและปากเต็มไปด้วยเศษหญ้าเศษดิน แม้จะเป็นเช่นนั้นก็มิอาจหยุดยั้งคำบริภาษของเขาได้ “พวกเจ้าหลอกข้า ข้าว่าแล้ว พวกมือปราบไม่มีใครดีสักคน ข้าจะฆ่าพวกเจ้า... จะฆ่าพวกเจ้า”

               แม้จะมีเสียงด่าทอ มือปราบข้างกายโหลวเฉินก็มิได้ใส่ใจ หันมาฉีกยิ้มที่ตนเองคิดว่าดูดีที่สุด พลางเอ่ยกับโหลวเฉิน “แม่นาง เจ้าไม่เป็นไรแล้ว มิทราบจะให้ข้าเรียกเจ้าว่าอย่างไร?”

               โหลวเฉินมัวแต่สนใจจับชีพจรให้กับซูถง หางตาไม่เหลือบแลคนถามเลยสักนิด

               ครั้นหนูน้อยเห็นว่าคนร้ายถูกจับตัวไปแล้ว ดวงตาก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น “พี่ชาย ข้าทำได้ดีหรือไม่”

               ชายหนุ่มบีบแก้มอ่อนใสของแม่หนูเบาๆ พลางเอ่ยชื่นชม “ทำได้ดีมาก เจ้าเก่งจริงๆ”

               อู๋อี้จือมัดมือทั้งสองข้างของหวังซื่อเรียบร้อยแล้วจึงลุกขึ้นยืน ครั้นได้ยินเสียงเด็กหญิงถามหาความชอบ ก็พอจะเข้าใจเรื่องราวมากขึ้น อู๋อี้จือถลึงตาใส่คนวางแผน กล่าวอย่างไม่พอใจ “จิ้นเหยี่ยนเหิน เจ้าทำเกินไปแล้ว เหตุใดจึงให้เด็กไปเสี่ยงอันตรายเช่นนั้น กลับไปคราวนี้ข้าจะต้องรายงานใต้เท้าตามความจริง”

               จิ้นเหยี่ยนเหินไหวไหล่ ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “ตอนนี้จับคนร้ายได้แล้วมิใช่หรือ เด็กกับตัวประกันก็ไม่เป็นอะไร”

               อู๋อี้จือมิเพียงไม่หายโกรธ กลับตวาดใส่ด้วยน้ำเสียงเจือโทสะมากกว่าเดิม “ถ้าเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นมา เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ?”

               จิ้นเหยี่ยนเหินโบกมือไปมา “พอๆๆ เจ้ากลับไปรายงานใต้เท้าตามความจริงเถิด หากมีเรื่องข้ารับผิดชอบเอง” ถึงปากจะพูดเช่นนั้น แต่ท่าทีที่แสดงออกกลับดูไม่ใส่ใจ

บทที่ 1 ตัวประกันที่ไม่เหมือนตัวประกัน(3)

               อู๋อี้จือส่งเสียงร้องอย่างฉุนเฉียว เลิกสนใจอีกฝ่าย คุมตัวหวังซื่อลงเขาไป

               สาวงามคนเมื่อครู่ไม่เหลือบแลมาเลยสักนิด ทว่าจิ้นเหยี่ยนเหินถือคติยิ่งไม่สนใจก็ยิ่งต้องตามตื๊อ ชายหนุ่มพยายามวนเวียนพูดกับโหลวเฉินต่อไป “ข้าชื่อจิ้นเหยี่ยนเหิน เจ้าเรียกข้าว่าเหยี่ยนเหินหรืออาเหินก็ได้ สาวงามอย่างเจ้าขึ้นเขามาเก็บสมุนไพรคนเดียวอันตรายเกินไป ให้ข้าคอยคุ้มครองพวกเจ้าดีหรือไม่?”

               โหลวเฉินจับชีพจรให้ซูถงเรียบร้อยแล้ว ก็ตรวจดูหัวเข่าและขาทั้งสองข้างของเด็กน้อยต่อ เมื่อแน่ใจว่าเด็กน้อยไม่เป็นไร จึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงต่ำๆ “ไปเถอะ” พูดจบก็หยิบตะกร้าหวายมาถือไว้ ก่อนจะเดินนำลงเขาไป

               “เจ้าค่ะ” ซูถงรับคำอย่างว่าง่าย หันไปกะพริบตาปริบๆ ให้กับจิ้นเหยี่ยนเหิน แลบลิ้นใส่เขาทีหนึ่ง แล้วเดินตามโหลวเฉินอย่างกระชั้นชิด

               สตรีส่วนใหญ่แม้จะเย็นชาเป็นน้ำแข็งปานใด แต่หากถูกคนตามตื๊อ อย่างน้อยก็ต้องถลึงตาแสดงความโกรธเคืองออกมาบ้าง แต่เขากลับถูกนางเมินเฉยไม่ใส่ใจ นับเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ จิ้นเหยี่ยนเหินฉีกยิ้มอีกครั้ง หญิงผู้นี้ไม่เหมือนสาวงามน้ำแข็งทั่วไปเสียแล้ว

               “เหยี่ยนเหิน” มู่เหยียนเอ่ยเรียกเสียงต่ำ

               จิ้นเหยี่ยนเหินเบนสายตาที่ทอดมองสาวงามกลับมา ได้ยินมู่เหยียนพูดต่อ “สตรีผู้นี้ดูน่าสงสัย” ตำบลลั่วสุ่ยเป็นเพียงตำบลเล็กๆ ใกล้แคว้นฉงเยว่ มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาจำนวนมาก เขามั่นใจว่าหญิงสาวมิใช่คนในตำบลเป็นแน่ ไม่ว่าจะถูกคนจับตัวเอาไว้ หรือถูกแสดงท่าทางก้อร่อก้อติกใส่ สีหน้าของนางก็ไม่เปลี่ยนแปลง ดูนิ่งสงบจนน่ากลัว

               จิ้นเหยี่ยนเหินพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมทั้งตอบอย่างจริงจัง “อืม น่าสงสัย” มู่เหยียนกำลังจะกล่าวต่อ อีกฝ่ายพลันวางแขนหนักอึ้งลงบนไหล่ของเขา สายตาเบนกลับไปมองร่างอ้อนแอ้นกระฉับกระเฉงอีกครั้ง แล้วทำปากจิ๊จ๊ะ “งามเสียจนน่าสงสัย ข้ายังไม่เคยพบสตรีที่เย็นชาและสะคราญโฉมเช่นนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าเป็นสาวงามจากที่ใด”

               มู่เหยียนถูกเอ่ยขัดจนไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไร ได้แต่ทำตาปะหลับปะเหลือกใส่และผลักแขนหนักๆ ที่วางอยู่บนบ่าออกไป เขาตัดสินใจเลิกคุยไร้สาระกับเจ้านี่อีก หลายปีมานี้เหยี่ยนเหินไม่เคยมีท่าทีจริงจังกับอะไรสักอย่าง ยังดีที่เวลาทำงานพอจะพึ่งพาได้

               จิ้นเหยี่ยนเหินเดินตามโหลวเฉินและซูถงอยู่ด้านหลัง หลุบตาลงเล็กน้อย มองรองเท้าปักสีเขียวเข้มที่ซ่อนอยู่ใต้ชายกระโปรงที่สะบัดไปมาตามจังหวะก้าวเท้าของหญิงสาว รองเท้าของนางไม่มีฝุ่นละอองจับแม้แต่น้อย

               สาวงามสมกับเป็นสาวงาม ดวงตาของจิ้นเหยี่ยนเหินทอประกายแวววาวสนใจ

               แม่น้ำลั่วสุ่ยมีความยาวสามร้อยเจ็ดสิบหกลี้ กว้างสามสิบจั้ง ใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างฉงเยว่กับเลี่ยวเยว่ ด้านซ้ายเป็นด่านอูเหมินของแคว้นฉงเยว่ ส่วนด้านขวาเป็นตำบลลั่วสุ่ยที่ตั้งชื่อตามแม่น้ำลั่วสุ่ย ยามไร้ศึกสงคราม ราษฎรทั้งสองแคว้นจะทำการค้าขายข้ามแดน ดังนั้นถึงตำบลลั่วสุ่ยจะไม่ใหญ่โตแต่ก็คึกคักยิ่งนัก

               ภูเขาลั่วเสินอยู่ทางทิศตะวันออกของตำบลลั่วสุ่ย แม้จะเรียกว่าภูเขาทว่าความจริงแล้วเป็นเทือกเขายาวแห่งหนึ่ง บนภูเขามีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ไม่น้อย มีสมุนไพรและของป่ามากมาย ผู้ที่มีความสามารถหลายคนชอบขึ้นเขาลั่วเสินไปล่าสัตว์ นานเข้าเชิงเขาก็กลายเป็นหมู่บ้านที่มีทั้งนายพรานและคนเก็บสมุนไพรเข้ามาปักหลักอาศัย มีบ้านเรือนสิบกว่าหลังคาเรือนปลูกอยู่ใกล้กัน เพื่อที่อย่างน้อยก็ยังพอจะดูแลกันและกันได้

               เพิ่งเดินลงจากเขาผ่านข้างหมู่บ้าน เด็กน้อยที่อยู่ข้างกายโหลวเฉินอย่างเรียบร้อยมาตลอดพลันตะโกนเรียกเสียงดัง “ท่านแม่” จากนั้นก็วิ่งอย่างดีใจไปหาหญิงผู้หนึ่งที่ยืนอยู่หน้าประตูหมู่บ้าน

               หญิงชาวบ้านรูปร่างผอมบาง ดวงหน้าเล็กๆ แทบไร้สีเลือด เส้นผมหยาบกระด้างไร้ความเงางาม อีกทั้งสีหน้ายังหมองคล้ำ ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกหรือหน้าตา ช่างห่างไกลจากสตรีในชุดเขียวมากนัก จิ้นเหยี่ยนเหินมองไปยังโหลวเฉินที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ มิได้เดินเข้าไปหาหญิงผู้นั้น ก็ยิ่งมั่นใจว่านางมิใช่พี่สาวแท้ๆ ของเด็กหญิง

               หญิงชาวบ้านเห็นเสื้อผ้าของหนูน้อยเต็มไปด้วยเศษดิน บนศีรษะเปรอะเปื้อนด้วยเศษหญ้า สีหน้าที่ซีดขาวอยู่แล้วยิ่งเผือดลงไปอีกหลายส่วน เอ่ยถามอย่างร้อนใจ “เสี่ยวถง เจ้าเป็นอะไร หกล้มรึ เจ็บตรงไหนหรือไม่?”

               ซูถงส่ายหน้า กล่าวอย่างตื่นเต้น “ข้าไม่เป็นไร ท่านแม่เจ้าคะ วันนี้เสี่ยวถงเก่งมากเลยนะ ช่วยพี่ชายให้เข้าไปช่วยเหลือพี่สาวออกมาได้ด้วย”

               “หือ” จางจิ้งไม่เข้าใจสิ่งที่ลูกสาวพูด

               ซูถงจับมือมารดา อีกมือชี้ไปยังชายที่ถูกอู๋อี้จือคุมตัวไว้ “คนเลวผู้นั้นจับตัวพี่สาวไว้”

               จางจิ้งมองตามนิ้วเล็กๆ ของลูกสาว เห็นชายผู้หนึ่งถูกเชือกมัดตัวแน่นหนา สภาพดูย่ำแย่ยิ่งนัก เมื่อเห็นหน้าตาชายผู้นั้นชัดเจน จางจิ้งก็ส่งเสียงเรียกอย่างไม่แน่ใจ “พี่...พี่หวัง”

               ชายที่เอาแต่ก้มหน้ามาตลอดทางเมื่อได้ยินเสียงเรียก จึงเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว “อาจิ้ง”

               เมื่อแน่ใจว่าชายที่ถูกจับเป็นคนที่ตนรู้จัก จางจิ้งก็รีบเดินเข้าไปหาพลางเอ่ยถาม “เหตุใดพวกท่านต้องจับตัวพี่หวังด้วย”

               อู๋อี้จือขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยด้วยเสียงเย็นยะเยือก “เขาเป็นผู้ต้องสงสัยฆ่าคนตาย”

               ได้ยินคำว่าผู้ต้องสงสัยฆ่าคนตาย หญิงชาวบ้านผู้อ่อนแอยิ่งตื่นตระหนกเข้าไปใหญ่ ใบหน้าซีดขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างวิตก “ไม่จริง พี่หวังเป็นคนดี จะฆ่าคนได้อย่างไร ไม่มีทาง พวกท่านคงจับผิดคนแล้ว”

               “จับผิดคน?” พวกเขาตามจับตัวหวังซื่อตลอดทั้งวันจนเหน็ดเหนื่อยหมดเรี่ยวแรง ซ้ำหวังซื่อยังพูดปาวๆ ว่าถูกพวกเขาปรักปรำให้ร้าย ตอนนี้ยังมาถูกหญิงผู้นี้ต่อว่าอีก อู๋อี้จือยิ่งโมโหหนัก พูดอย่างหัวเสียออกไป “ผู้ตายเป็นภรรยาของหวังซื่อ อาวุธคือมีดฆ่าหมูที่หวังซื่อใช้อยู่ประจำ หวังซื่อถนัดมือซ้าย ผู้ตายก็ถูกคนใช้มือซ้ายถือมีดแทงตาย ตอนบ่ายวันเกิดเหตุเพื่อนบ้านซ้ายขวาต่างได้ยินเสียงหวังซื่อทะเลาะกับภรรยาอย่างรุนแรง พอตอนเย็นภรรยาของเขาก็เสียชีวิต ท่านคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องบังเอิญเช่นนั้นหรือ?”

               ยังสืบคดีไม่เสร็จสิ้น กลับพูดรูปคดีออกมาโดยพลการ หากเป็นลูกน้องของน้าเล็ก คงจะถูกถลกหนังออกไปนานแล้ว น่าเสียดายที่นี่มิใช่แคว้นฉงเยว่ และนางเองก็มิใช่น้าเล็กกู้อวิ๋น โหลวเฉินจึงได้แต่มองคนพูดแวบหนึ่งโดยมิได้กล่าวแย้ง

               จางจิ้งตื่นตกใจอย่างมาก ยกมือข้างหนึ่งขึ้นทาบอก เอ่ยถามตะกุกตะกัก “ท่าน...ท่านมือปราบบอกว่าพี่หัวตายแล้วอย่างนั้นหรือ เป็นไปไม่ได้...” จากนั้นก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งเอื้อมไปจับไหล่ของอู๋อี้จือ กล่าวอย่างร้อนใจ “พี่หัวมีบิดาเป็นผู้คุ้มภัย วรยุทธของนางร้ายกาจกว่าพี่หวังเสียอีก แล้วจะตายได้อย่างไร พวกท่านต้องจับผิดตัวแน่ๆ ต้องใช่แน่ๆ”

               อู๋อี้จือคาดไม่ถึงว่าหญิงตรงหน้าจะคลุ้มคลั่งขึ้นมา ทว่ามิกล้าผลักนางออก ได้แต่ตวาดเสียงดัง “นี่ท่านทำอะไร อย่าได้พูดจาส่งเดช รู้หรือไม่ว่าหากขัดขวางการทำงานของเจ้าพนักงานจะต้องถูกจับเข้าคุก”

               จางจิ้งจับตัวอู๋อี้จือเขย่าไปมา จู่ๆ ดวงตาของนางก็ปิดลงฉับพลัน เป็นลมไปเสียแล้ว

               “ท่านแม่!”

               “อาจิ้ง”

               หวังซื่อคิดจะวิ่งเข้าไปหา แต่ถูกอู๋อี้จือขวางเอาไว้เสียก่อนจิ้นเหยี่ยนเหินอยู่ใกล้จางจิ้งที่สุด ขณะที่นางกำลังจะล้มลงเขาก็จับไหล่และดึงตัวนางเอาไว้ได้ทัน ด้วยร่างกายจางจิ้งซูบผอมขนาดลมพัดวูบเดียวแทบจะปลิว จิ้นเหยี่ยนเหินจึงพยุงตัวนางไว้ได้อย่างไม่ลำบากนัก คนหมดสติเอนล้มลงไปในอ้อมแขนของเขา

               จิ้นเหยี่ยนเหินกระแอมเบาๆ คราหนึ่ง ดวงตาดอกท้อเบิกกว้างมองโหลวเฉิน ทว่าหญิงสาวกลับไม่ใส่ใจสายตาที่มองมา จับข้อมือของจางจิ้งขึ้นมาตรวจชีพจร

               หวังซื่อถูกอู๋อี้จือดึงตัวเอาไว้ เมื่อเข้าใกล้ไม่ได้ ก็ยิ่งร้อนใจ “อาจิ้งร่างกายไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก พวกเจ้ารีบส่งนางไปรักษาที่โรงหมอเถิด”

               โหลวเฉินดึงมือกลับมา สบสายตาแดงก่ำของซูถง “ไม่เป็นอะไรมากหรอก” ตอนมาถึงบ้านสกุลซู นางเคยจับชีพจรให้กับจางจิ้งแล้ว หญิงผู้นี้ร่างกายไม่แข็งแรงมาแต่กำเนิด ทำได้เพียงดูแลบำรุงร่างกาย ไม่มีทางรักษาให้หายขาด การกินการอยู่ที่ไม่ดีพอและความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นยิ่งทำให้ร่างกายอ่อนแอ เมื่อเจอเรื่องสะเทือนใจจึงหมดสติได้ง่าย มิใช่เรื่องแปลก

               “แม่นางร้ายกาจนัก มีวิชาแพทย์ประดับตัวอีกด้วย”

               โหลวเฉินรับรู้ได้ว่ามีดวงตาที่คล้ายจะยิ้มได้กำลังมองมายังตน หากเป็นสตรีอื่นคงจะโกรธขึ้งไปนานแล้ว น่าเสียดายที่สตรีที่ว่านี้คือโหลวเฉิน โหลวซีเคยบอกไว้ว่าวิชาที่นางฝึกได้ยอดเยี่ยมที่สุดนั้นมิใช่วิชากระบี่ แต่เป็นสุดยอดวิชาการทำเป็นมองไม่เห็นใครต่างหากเล่า

               ได้ยินคำพูดของจิ้นเหยี่ยนเหิน หนูน้อยก็รีบเอ่ยขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “วิชาแพทย์ของพี่สาวเก่งมากเลย รักษาขาของพี่ชายข้าหายด้วย พี่สาวบอกว่าท่านแม่ไม่เป็นไร นางย่อมไม่เป็นไรแน่”

               เด็กน้อยมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ทว่าหวังซื่อกลับไม่เชื่อใจโหลวเฉิน จึงดิ้นรนพลางตะโกนอย่างโกรธแค้น “พวกเจ้าทำให้อาจิ้งหมดสติแล้วยังไม่คิดจะสนใจไยดีนางอีกหรือ” หวังซื่ออารมณ์ร้อนเกินกว่าปกติ คล้ายกับว่าหากไม่พาจางจิ้งไปโรงหมอ ก็จะเอาชีวิตเข้าแลกกับพวกเขา

               ถึงจะพาจางจิ้งไปโรงหมอก็ไม่มีประโยชน์ โหลวเฉินคร้านจะอธิบาย ถึงอย่างไรนางก็ต้องไปซื้อยาสองชนิดมารักษาขาให้ซูเหมิงอยู่แล้ว จึงปลดตะกร้าหวายลง ส่งให้ซูถง “เสี่ยวถง เจ้ากลับบ้านไปก่อน บอกพี่ชายเจ้าด้วยว่าข้าจะพาแม่ของพวกเจ้าไปโรงหมอ”

               ซูถงร้อนใจ รีบพูดขึ้น “ข้าจะไปด้วย”

               “เจ้าต้องเป็นเด็กดี ไปรออยู่ที่บ้านกับพี่ชาย”

               ซูถงเม้มปากเข้าหากัน ดวงตาแดงก่ำ มิได้โต้ตอบคำพูดของโหลวเฉิน นางชอบพี่สาวที่มีท่าทางเฉยเมยเย็นชาผู้นี้ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกเกรงกลัวด้วย

บทที่ 1 ตัวประกันที่ไม่เหมือนตัวประกัน(4)

               จิ้นเหยี่ยนเหินมองสตรีที่หมดสติแวบหนึ่ง แล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะของเด็กหญิง หัวเราะพลางกล่าวออกมา “วางใจเถิดแม่หนูน้อย ข้าจะไปเป็นเพื่อนพี่สาวผู้นี้เอง”

               อู๋อี้จือบันดาลโทสะขึ้นมาทันที “จิ้นเหยี่ยนเหิน เจ้าเป็นมือปราบจับคนร้าย ทั้งวันเอาแต่ตามหลังสตรีต้อยๆ ได้อย่างไร”

               จิ้นเหยี่ยนเหินยังคงมีท่าทียียวนเป็นปกติ ประคองตัวจางจิ้งที่กำลังสลบไม่ได้สติ “พูดอย่างนี้ก็ไม่ถูก พวกเราต่างก็เป็นมือปราบ แล้วจะให้ทนเห็นชาวบ้านมีอันตรายโดยไม่ยื่นมือช่วยเหลือได้อย่างไร ตอนนี้คนร้ายถูกจับได้แล้ว พวกเจ้ากลับไปรายงานผลก็พอแล้วกระมัง ข้าจะไปหรือไม่ไปก็ไม่เห็นเป็นอะไร หรือเจ้าจะพานางไปโรงหมอแทนข้า?”

               อู๋อี้จือหายใจฟึดฟัด ไม่รู้จะโต้กลับไปอย่างไร ได้แต่ถลึงตาอย่างโมโหใส่จิ้นเหยี่ยนเหิน “เจ้า...”

               มู่เหยียนสบตากับจิ้นเหยี่ยนเหินแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบหันไปผลักอู๋อี้จือแล้วเอ่ยขึ้น “ไปเถอะ รีบกลับไปรายงานผลก่อน”

               มู่เหยียนและอู๋อี้จือคุมตัวหวังซื่อจากไป ซูถงเองก็เดินกลับบ้านไปอย่างเชื่อฟัง ภายใต้สายตาเฉยชาของโหลวเฉิน

               ชายหญิงนั้นแตกต่างกัน จิ้นเหยี่ยนเหินจึงมิอาจอุ้มจางจิ้งไปโรงหมอได้ ทั้งสองคนได้แต่ประคองตัวคนหมดสติกันคนละข้าง มุ่งหน้าไปยังตัวตำบล

               ระหว่างทางจิ้นเหยี่ยนเหินพูดไม่หยุด มิได้ใส่ใจท่าทีเฉยชาของโหลวเฉินเลยสักนิด เขาพูดเองเออเองไปเรื่อยๆ “พวกเรารู้จักกันมาจนถึงตอนนี้แล้ว ยังมิทราบชื่อแซ่ของแม่นาง หากเจ้าไม่บอก ข้าคงได้แต่เรียกแม่นาง...แม่นาง ว่าไปแล้วเรียกแม่นางก็ไม่มีอะไรไม่ดี ให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง...”

               ดวงตาเรียบเฉยไร้แววสั่นไหวกวาดมองทั่วร่างคนพูดมากคราหนึ่ง เป็นการมองที่เฉยชาทว่าสามารถทำให้ปากที่เอาแต่ขยับไม่ยอมหยุดของจิ้นเหยี่ยนเหินหุบลงได้ ชายหนุ่มรู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ขณะเดียวกันน้ำเสียงรื่นหูราวกับน้ำใสเย็นสดชื่นของสตรีตรงหน้าก็ดังขึ้นอย่างราบเรียบ

               “โหลวเฉิน”

               แซ่โหลวมิใช่แซ่ที่หายากแต่อย่างใด ดังนั้นโหลวเฉินจึงไม่คิดจะใช้ชื่อปลอม

               ตอนนางพำนักที่บ้านสกุลซูก็เคยบอกชื่อแซ่ของตนไป เพียงจิ้นเหยี่ยนเหินสอบถามพวกเขาก็สามารถทราบได้แล้วว่านางชื่อแซ่ใด โหลวเฉินมิใช่คนชอบปกปิด ดังนั้นนางจึงบอกชื่อของตนไปอย่างเปิดเผย

               โหลวเฉิน... จิ้นเหยี่ยนเหินทวนชื่อในใจอย่างช้าๆ ริมฝีปากยังคงคลี่ยิ้มดั่งเป็นเครื่องหมายการค้าประจำตัวต่อไป “คืนวันบรรจบยามรุ่งเช้า ชื่อนี้ช่างสมกับแม่นางยิ่งนัก เช่นนั้นก็ดี ต่อไปข้าขอเรียกเจ้าว่าเฉินเอ๋อก็แล้วกัน โอ๊ย...”

               เมื่อมีสุข ทุกข์ย่อมตามมา จิ้นเหยี่ยนเหินรู้สึกเจ็บปวดบริเวณขา เหมือนถูกอะไรหนักๆ เตะเข้าเต็มแรงจนล้มลงกับพื้น โหลวเฉินประคองตัวจางจิ้ง เหลือบมองร่างของชายหนุ่มที่ทรุดลงอย่างพึงพอใจ แล้วเดินกระแทกเศษดินบนพื้นใส่หน้าเขาเต็มแรง ช่างแตกต่างจากเดิมที่นางเคยก้าวเดินอย่างแผ่วเบา

               ระยะทางจากเขาลั่วเสินไปยังตัวตำบลนั้นไม่ไกลมากนัก ทั้งสองประคองจางจิ้งเดินต่อมาสองเค่อก็ถึงถนนหย่งหนิงซึ่งเป็นถนนสายจอแจที่สุดในตำบลลั่วสุ่ย

               ถนนหย่งหนิงกว้างขวาง มีร้านรวงมากมาย เมื่อเทียบกับตำบลเล็กๆ ทั่วไปแล้ว ที่นี่ดูคึกคักมากกว่า จิ้นเหยี่ยนเหินพาพวกนางมาถึงหน้าโรงหมอใหญ่แห่งหนึ่ง ประตูด้านหน้าใหญ่โต บนกรอบประตูสีดำสนิทเขียนคำว่า ‘พันยา’ ด้วยตัวอักษรแบบหวัดที่ดูไร้กฎเกณฑ์ไร้การยึดติด ชวนสะดุดตายิ่งนัก

               มิใช่ยาทุกตัวจะหาได้จากบนเขา ตอนที่โหลวเฉินรักษาอาการบาดเจ็บให้กับซูเหมิง ก็เคยซื้อยาที่โรงหมอ แต่ส่วนใหญ่เป็นร้านยาเล็กๆ ตั้งอยู่แถวเชิงเขาลั่วเสิน นี่เป็นครั้งแรกที่นางมาถึงโรงหมอในตัวตำบลเล็กๆ แห่งนี้

               ในโรงหมอ มีคนมารอรับการตรวจมากมาย หมอทั้งสามต่างนั่งอยู่หน้าโต๊ะตัวใหญ่ตรวจอาการให้กับผู้ป่วย อีกด้านหนึ่งเป็นชั้นวางยา มีเด็กสองคนกำลังจัดยาตามใบสั่งอย่างเร่งรีบ จากที่เห็นไม่มีใครว่างเลยสักคน

               ทั้งสามเพิ่งก้าวข้ามธรณีประตู จิ้นเหยี่ยนเหินพลันตะโกนเรียก “ฟังหรูฮุย รีบออกมา มีคนเป็นลม”

               พอเสียงของจิ้นเหยี่ยนเหินดังขึ้น คนที่รอตรวจโรคต่างหันมามองกันหมด ทว่าเขากลับไม่สนใจสายตาใคร

               ผ้าม่านด้านข้างชั้นยาถูกปัดขึ้น ชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินออกมาอย่างรวดเร็ว อายุเขาน่าจะน้อยกว่าจิ้นเหยี่ยนเหินเล็กน้อย หน้าตาคมคายเรียบร้อย แววตาเป็นประกายสดใส ดูเป็นคนอ่อนโยน มีกลิ่นยาติดตัวอยู่บางเบา

               ฟังหรูฮุยมองจางจิ้งแวบหนึ่งโดยไม่เอ่ยถามคำใด “ประคองนางเข้าไปห้องด้านใน”

               จิ้นเหยี่ยนเหินพยักหน้า ประคองตัวจางจิ้งเดินเข้าไปด้านในทันที ฟังหรูฮุยมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วถามขึ้น “ทำไมเจ้าดูหมดท่าเช่นนี้เล่า” เสื้อผ้าสกปรกมอมแมม ซ้ำยังมีเศษดินเศษฝุ่นติดหน้าอยู่อีก

               ชายหนุ่มจอมยียวนได้แต่ฉีกยิ้ม รอยยิ้มนั้นดูมีความภาคภูมิใจแฝงอยู่ ฟังหรูฮุยกลอกตาใส่เขาทีหนึ่ง อะไรทำให้อีกฝ่ายดีใจถึงเพียงนี้

               โหลวเฉินเดินตามคนทั้งสองเข้าไปในห้องด้านในอย่างเงียบเชียบ สองข้างทางเดินแบ่งเป็นห้องหับ ด้านละสี่ห้อง แต่ละห้องไม่มีประตู ใช้เพียงผ้าสีเขียวหม่นกั้นไว้

               จิ้นเหยี่ยนเหินประคองตัวจางจิ้งเข้าไปในห้องทางขวามือด้านในสุด ภายในห้องไม่กว้างนัก มีเพียงเตียงหนึ่งหลังกับเก้าอี้สองตัว

               หลังจากจิ้นเหยี่ยนเหินวางร่างจางจิ้งลงบนเตียง ฟังหรูฮุยก็รีบเดินเข้ามาจับชีพจรให้กับนาง ผลการตรวจที่ได้เป็นเช่นเดียวกับของโหลวเฉิน ไม่นานนักเขาก็ดึงมือกลับพร้อมพูดขึ้น “ร่างกายอ่อนแอแต่กำเนิด เลือดไหลเวียนไม่เพียงพอ อาจได้รับความสะเทือนใจจึงหมดสติไป”

               จิ้นเหยี่ยนเหินนั่งลงบนเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ “เช่นนั้นเจ้าก็รีบรักษาให้นาง อย่างน้อยช่วยให้นางฟื้นขึ้นมาก่อนแล้วค่อยว่ากัน” พูดจบไม่ลืมที่จะลากเก้าอี้อีกตัวหนึ่งมา แล้วหันไปพูดกับโหลวเฉินอย่างใส่ใจ “เจ้านั่งพักผ่อนก่อนเถิด เดินมาตั้งนาน คงจะเหนื่อยแล้ว” มือปราบจิ้นคล้ายจะประจบเอาใจ น่าเสียดายที่สาวงามมิได้เหลือบแลแม้แต่หางตา

               เมื่อแน่ใจเกี่ยวกับอาการของคนป่วยแล้ว ฟังหรูฮุยก็มิได้ร้อนรนเช่นก่อนหน้า เขาหยิบถุงผ้าออกมาด้วยท่าทางเรียบนิ่ง เอ่ยพลางหยิบเข็มเงินขึ้นมา “ช่วยให้ฟื้นนั้นไม่ยาก แต่ว่าโรคนี้ไม่มีทางรักษา นอกจากต้องคอยบำรุงดูแลสุขภาพให้ดี”

               “ไม่ยากก็ดี อีกสักครู่นางคงฟื้น”

               ประมาณหนึ่งก้านธูปให้หลัง ฟังหรูฮุยก็เก็บเข็มเงินเข้าที่ ลุกขึ้นยืนเตรียมตัวจะจากไป ทว่าน้ำเสียงรื่นหูพลันดังขึ้น “ข้าต้องการซื้อยาสองชนิด ชวนซวงและไป๋เจี้ยจื่อ”

               ฟังหรูฮุยเงยหน้ามองหญิงสาว ชะงักนิ่งเหมือนทำอะไรไม่ถูก เขารู้ว่ามีแม่นางผู้หนึ่งมาพร้อมกับจิ้นเหยี่ยนเหิน ด้วยจิตใจของเขามัวแต่จดจ่ออยู่กับคนป่วย จึงมิได้ใส่ใจมอง แม่นางผู้นี้...ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำใดมาบรรยายดี เขาไม่เคยเห็นใครที่สวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวแล้วทำให้รู้สึกแตกต่างจากคนทั่วไปได้ถึงเพียงนี้ แม้แต่ท่าทางเฉยเมยก็ยังรู้สึกว่าเหมาะสมกับตัวนางยิ่งนัก

               “นี่...นี่...” จิ้นเหยี่ยนเหินส่งเสียงดังเกินจริงขึ้นมาสองครั้ง เอ่ยปากอย่างไม่พอใจ “ฟังหรูฮุยเจ้าเป็นเติงถูจื่อ1 หรืออย่างไร มีใครเขามองสตรีแบบนี้บ้างเล่า”

               ฟังหรูฮุยได้สติคืนมา สีหน้าเก้อกระดาก ยิ้มอย่างขออภัยให้กับโหลวเฉิน เขามิได้สนใจจิ้นเหยี่ยนเหิน เพราะเชื่อแน่ว่าตอนอีกฝ่ายพบแม่นางผู้นี้ครั้งแรกต้องออกอาการ ‘เติงถูจื่อ’ เสียยิ่งกว่าเขา

               ฟังหรูฮุยกลับมามีสีหน้าอ่อนโยนดังเช่นปกติ เลิกผ้าม่านประตูขึ้นแล้วเอ่ยกับโหลวเฉิน “เชิญตามข้ามา”

               โหลวเฉินตามฟังหรูฮุยออกไปนอกห้องแล้วเดินไปจนสุดทาง เมื่อเลี้ยวขวาก็เห็นห้องกว้างขนาดสามจั้งห้องหนึ่ง กำแพงทั้งสี่ด้านทำเป็นตู้ยา มีโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมสีดำวางอยู่กลางห้อง บนโต๊ะมีกระดาษ พู่กันและตาชั่งวางอยู่

               คนนำเดินไปหยุดหน้าตู้ยาหลังหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “แม่นางต้องการชวนซวงและไป๋เจี้ยจื่อเท่าใด?”

               “อย่างละสามเหลี่ยงก็พอ” โหลวเฉินเงยหน้ามองลิ้นชักยาแต่ละลิ้นชัก “ที่นี่ช่างมียาครบครัน” โรงหมอนี้มีตัวยาหายากครบถ้วนกว่าโรงหมอเล็กๆ หลายแห่งในเมืองหลวงแคว้นฉงเยว่มากนัก โรงหมอในตำบลเล็กๆ สามารถทำได้ถึงเพียงนี้ นับว่าไม่ง่ายเลย

               ฟังหรูฮุยยิ้มน้อยๆ อธิบายอย่างคนอารมณ์ดี “ครอบครัวข้าเป็นหมอทุกรุ่น โรงหมอที่ตำบลลั่วสุ่ยเปิดมาสองร้อยกว่าปีแล้ว ตัวยาที่มีอยู่บนเขาลั่วเสินนั้นเดิมทีก็มีอยู่มาก อีกทั้งลั่วสุ่ยยังถือว่าเป็นเมืองที่คึกคัก มีพ่อค้ายาผ่านไปมามาก ดังนั้นการจะรวบรวมตัวยาให้ครบถ้วนมิใช่เรื่องยาก”

               เมื่อหยิบยาสองตัวที่โหลวเฉินต้องการออกมาแล้ว จึงเอ่ยถามพลางยิ้ม “แม่นางก็มีวิชาแพทย์หรือ?”

               โหลวเฉินกำลังดูตู้ยาที่เหลืออยู่อีกด้านหนึ่งว่ามียาอะไรบ้าง เมื่อได้ยินคำถามของฟังหรูฮุย ก็ส่งเสียงอืมเป็นคำตอบ

               มือของฟังหรูฮุยที่กำลังหยิบยาชะงักไปครู่หนึ่ง ส่วนใหญ่ในเวลาเช่นนี้ มิใช่ต้องตอบกลับด้วยคำถ่อมตนอย่าง ‘ก็พอรู้บ้าง’ หรือ ‘รู้เพียงผิวเผิน’ หรอกหรือ แม่นางตรงหน้าแค่พูดว่า ‘อืม’ คำเดียวทำให้เขาถามต่อไปไม่ถูกเลยทีเดียว

               ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด อยู่ในห้องกับแม่นางผู้นี้ทำให้เขารู้สึกเคร่งเครียด ฟังหรูฮุยกระแอมเบาๆ พูดด้วยน้ำเสียงต่ำๆ “หญิงผู้นั้นคงจะฟื้นแล้ว หากแม่นางเป็นห่วงก็ไปดูนางก่อนได้ เมื่อข้าห่อยาเสร็จจะนำไปมอบให้”

               โหลวเฉินพยักหน้า หมุนตัวเดินออกจากห้องยาไป

               เมื่อฟังหรูฮุยชั่งยาเรียบร้อย กำลังจะเดินออกจากห้อง จึงพบว่าบนโต๊ะมีเงินอีแปะวางอยู่จำนวนหนึ่ง เงินจำนวนนี้พอดีกับราคายาทั้งสองชนิด เขาหยิบเงินมาโยนเล่นในมือ แม่นางผู้นี้จะช่ำชองวิชาแพทย์เพียงใดเขาไม่รู้ แต่ราคาตัวยานี้นางรู้ซึ้งเป็นอย่างดี

บทที่ 2 ข้อพิรุธ(1)

               “พูดเช่นนี้หมายความว่า ท่านกับหวังซื่อชอบพอกันมาตั้งแต่เด็กรึ”

               โหลวเฉินเดินเข้ามาใกล้ผ้าม่านกั้น ได้ยินน้ำเสียงหยอกเย้าของจิ้นเหยี่ยนเหินดังออกมา หางตาของนางพลันยกขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับชะงักฝีเท้า

               ตอนจิ้นเหยี่ยนเหินและมู่เหยียนส่งสายตาหากันก่อนหน้านี้ มิใช่นางจะมองไม่เห็น ดังนั้นจึงจงใจเปิดโอกาสให้เขาได้สนทนากับจางจิ้งตามลำพัง ชัดเจนว่าจิ้นเหยี่ยนเหินมิปล่อยให้โอกาสดีนี้เสียเปล่า การตั้งคำถามในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย ย่อมได้ผลดีกว่าการซักถามอย่างผู้มีอำนาจเหนือกว่ามากนัก

               เป็นดังคาด จางจิ้งเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเนิบช้า “ล้วนเป็นเรื่องสมัยเด็กทั้งสิ้น ข้าและพี่หวังเติบโตมาด้วยกันย่อมมีใจต่อกันเป็นธรรมดา ข้าร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เล็ก เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะเป็นประจำ ท่านลุงหวังและท่านป้าหวังจึงไม่ค่อยชอบข้า ต่อมาพวกเขาสู่ขอเจ้าสาวให้กับพี่หวัง บิดาของพี่หัวเป็นผู้คุ้มภัยสำนักคุ้มภัยโยวหย่วน นางฝึกวรยุทธกับบิดาแต่เล็ก ร่างกายแข็งแรง อุปนิสัยก็ไม่เลว เป็นที่ชื่นชอบของผู้ใหญ่ในบ้านสกุลหวัง ทว่าพี่หัวเป็นคนหึงหวงรุนแรง ไม่ชอบให้พี่หวังมาพบข้า ต่อมาข้าได้แต่งงาน สิบกว่าปีที่ผ่านมาพวกเราไม่ได้ติดต่อกันเลย จนกระทั่งประมาณครึ่งปีก่อน สามีของข้าเสียชีวิตแบบไม่คาดคิด พอพี่หวังรู้เรื่องก็คอยช่วยเหลือด้านการเงินให้กับเราแม่ลูกอยู่เสมอ ข้ากลัวพี่หัวรู้เรื่องแล้วจะโมโห ดังนั้นหากมิใช่เรื่องเดือดร้อนจริงๆ ก็จะไม่ยอมออกไปพบเขา” จางจิ้งถอนหายใจคราหนึ่ง น้ำเสียงเริ่มสะอื้น

               จิ้นเหยี่ยนเหินหัวเราะเบาๆ “หากเป็นอย่างที่พูด หวังซื่อก็เป็นคนไม่เลวทีเดียว แล้วครั้งสุดท้ายที่เขาให้การช่วยเหลือท่านคือเมื่อใด?”

               “พลบค่ำของสามวันก่อน”

               “ยามใด?” น้ำเสียงของจิ้นเหยี่ยนเหินมีความร้อนรนมากขึ้นกว่าเดิม หากไม่ตั้งใจฟังให้ดีย่อมฟังไม่ออก

               จางจิ้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ประมาณยามสิบหนึ่งเค่อ”

               “พวกเราคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นประมาณหนึ่งเค่อก็แยกจาก”

               ฟังหรูฮุยเดินถือห่อยามาสองห่อ เห็นสาวงามยืนฟังคนในห้องสนทนากันอยู่หน้าประตูผ้าม่าน นางพยักหน้าให้เล็กน้อยเมื่อเห็นเขา ไม่มีอาการตกใจเหมือนคนถูกจับได้ว่ากำลังแอบฟัง ท่าทางเช่นนี้ทำให้เขาคิดว่าตนเองไม่ควรปรากฏตัวมาขัดจังหวะการแอบฟังของนางเลย

               เป็นครั้งแรกที่ฟังหรูฮุยไม่รู้ว่าควรจะเดินหน้าหรือถอยหลัง หรือว่าควรจะยืนแอบฟังเป็นเพื่อนนางอีกสักครู่ดี

               ขณะที่ฟังหรูฮุยกำลังหนักใจอยู่นั้น บทสนทนาด้านในก็คล้ายจะจบลง จิ้นเหยี่ยนเหินกดเสียงต่ำถามอย่างสนอกสนใจ “จริงสิ แม่นางผู้นั้นเกี่ยวข้องอย่างไรกับครอบครัวท่านหรือ?”

               “แม่นางโหลวเป็นคนดี นาง...”

               ผ้าม่านถูกปัดขึ้นในเวลาเหมาะเจาะ โหลวเฉินก้าวเดินเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน

               จิ้นเหยี่ยนเหินทำหน้าตาเสียดายด้วยการเบ้ปาก เมื่อหันไปมองโหลวเฉิน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำประหนึ่งคนที่แอบถามเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นเมื่อครู่มิใช่เขา “เฉินเอ๋อกลับมาแล้วหรือ”

               ฟังหรูฮุยเดินตามโหลวเฉินอยู่ด้านหลัง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ รู้เพียงว่าอุณหภูมิรอบกายต่ำลงเฉียบพลัน จิ้นเหยี่ยนเหินรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เดินไปที่ประตูพลางหัวเราะ “สายมากแล้ว ข้าคงต้องกลับที่ว่าการ ไม่รู้ว่าอู๋อี้จือจะไปใส่ไฟอะไรข้าต่อหน้าใต้เท้าและหัวหน้าเซียวบ้าง”

               ไม่รู้ว่าตนคิดผิดเพี้ยนสิ่งใด ถึงรู้สึกว่าจิ้นเหยี่ยนเหินจงใจเดินอ้อมตัวแม่นางโหลวไปนอกห้อง จิ้นเหยี่ยนเหินออกจากห้องไปแล้วยังหันกลับมากล่าวอีกครั้ง “ปกติข้าจะอยู่ที่ว่าการ หากเฉินเอ๋อมีเรื่องต้องการความช่วยเหลือก็ไปหาข้าได้ทุกเวลา”

               กล่าวทิ้งท้ายเสร็จ จิ้นเหยี่ยนเหินก็วิ่งแนบออกไปคล้ายถูกไฟลนก้น

               วันนี้เป็นวันอะไร คนที่ปกติเกียจคร้านเช่นอาเหินถึงได้รีบรุดกลับไปที่ว่าการ ฟังหรูฮุยรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก อีกทั้งแม่นางผู้เย็นชาตรงหน้า จู่ๆ ก็หมุนตัวเดินออกไปด้านนอก ขณะเดินผ่านตัวเขาก็เอ่ยขึ้นอย่างเรียบง่ายเพียงประโยคเดียว “ร่างกายของนางยังอ่อนแอเกินไป ไม่ควรเดินทาง เจ้าต้มยาบำรุงเลือดลมให้นางดื่มชามหนึ่ง ตอนค่ำข้าจะกลับมารับ”

               “นี่...” เมื่อฟังหรูฮุยได้สติคืนมา สาวงามก็เดินจากไปไกลแล้ว เขามองห่อยาที่ถืออยู่ในมือสองห่อ หัวเราะแห้งๆ แล้วเดินออกไปต้มยาแต่โดยดี

               ตอนที่โหลวเฉินออกมาจากโรงหมอ ยังทันได้เห็นเงาของจิ้นเหยี่ยนเหินอยู่ไกลๆ นางมิได้รีบร้อนตามเขา แต่เว้นระยะตามหลังไปห่างๆ หลังจากเดินอ้อมถนนหลายสายนานครู่หนึ่ง ก็เป็นดังที่โหลวเฉินคาดเดาเอาไว้ จิ้นเหยี่ยนเหินมิได้กลับไปที่ว่าการ เขาเดินเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่ง ทั้งสองข้างของตรอกแห่งนี้เป็นบ้านพักอาศัย

               ชายหนุ่มเดินไปหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ที่ประตูบ้านมีกระดาษห้ามเข้าแปะอยู่ เขามองซ้ายมองขวาก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนกำแพง

               มุมปากของโหลวเฉินยกขึ้นจนแทบจะมองไม่เห็น ช่างเหมาะกับนิสัยของจิ้นเหยี่ยนเหินเสียจริง แม้จะเป็นมือปราบก็ไม่เดินเข้าประตูด้านหน้า กลับใช้วิธีกระโดดข้ามกำแพงเข้าไป หากนางเดาไม่ผิด บ้านหลังนี้คงจะเป็นสถานที่เกิดเหตุเป็นแน่

               วิชาตัวเบาของจิ้นเหยี่ยนเหินไม่เลว แค่กระโดดเบาๆ แตะสันกำแพงก็สามารถข้ามเข้าไปในตัวบ้านได้แล้ว โหลวเฉินมองสำรวจรอบด้าน นางมิได้เลือกเส้นทางเดียวกับเขา แต่กระโดดขึ้นบนหลังคาบ้าน ทิ้งตัวลงบนส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างบ้านสองหลัง อยู่ตรงนี้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ด้านในได้อย่างชัดเจน

               ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ตำแหน่งที่โหลวเฉินซ่อนตัวอยู่ หากไม่ส่งเสียงออกไปย่อมไม่มีใครรู้ว่านางอยู่ตรงนี้

               จิ้นเหยี่ยนเหินเพิ่งจะกระโดดลงในสวน เตรียมเดินเข้าไปในตัวบ้าน จู่ๆ ประตูบ้านก็ถูกคนผลักออกมาอย่างแรง

               “นั่นใคร?” เสียงตวาดของสตรีดังขึ้น ขณะเดียวกันร่างสีน้ำเงินเข้มก็พุ่งออกมาจากห้องด้านใน ความเร็วไม่มากนัก เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้วรยุทธไม่สูง จิ้นเหยี่ยนเหินกลอกตาแวบหนึ่ง ยกมือจับไหล่คนที่พุ่งเข้ามาหา แล้วดึงมือกลับอย่างรวดเร็วหลังจากเห็นหน้าตาของอีกฝ่ายชัดเจน เขายกมือบังอกเอาไว้ขณะรับฝ่ามือที่ซัดมาจากสตรีผู้นั้น ละล่ำละลักเอ่ยขึ้น “ข้าเอง”

               สตรีผู้นั้นคว้าไหล่ของจิ้นเหยี่ยนเหิน เขามิได้หลบหลีกปล่อยให้นางจับตัวเอาไว้

               เมื่อได้ยินเสียงตอบรับคนโจมตีก็ชะงักไป แต่มิได้ปล่อยมือที่คว้าตัวเขาเอาไว้ เอ่ยถามอย่างข้องใจ “จิ้นเหยี่ยนเหิน?”

               โหลวเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย เพ่งมองรูปร่างหน้าตาของสตรีผู้นั้น นางอายุยังน้อย อย่างมากสุดคงไม่เกินสิบห้าสิบหกปี ใบหน้ารูปไข่ดูงดงามหมดจด ริมฝีปากแดงสดตัดกับฟันขาวสะอาด ดวงตากลมโตทอประกายสดใส เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่มีสีสันและรูปทรงคล้ายคลึงกับชุดมือปราบของจิ้นเหยี่ยนเหินเป็นอย่างมาก ผมยาวถึงบั้นเอวถูกเกล้าสูงทำให้ดูกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา

               จิ้นเหยี่ยนเหินขยับสองมือที่ถูกสาวน้อยจับเอาไว้ พลางถอนหายใจยาว น้ำเสียงดังกังวานที่พูดออกมานั้นแฝงความยียวนเอาไว้ไม่น้อย “คุณหนูชวี เจ้าปล่อยมือข้าก่อนได้หรือไม่ แม้ข้าจะไม่ถือสาที่เจ้าจับไม่ยอมปล่อย แต่ว่าอยู่ในท่านี้ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไร”

               “ไปเลยนะ!” นางสะบัดมือจิ้นเหยี่ยนเหินออก พลางถามขึ้น “เจ้ามาที่นี่เพราะเหตุใด?”

               จิ้นเหยี่ยนเหินนวดข้อมือไปมา หัวเราะพลางกล่าว “ย่อมต้องมาสืบคดี”

               “เจ้าน่ะหรือ?” คุณหนูชวีส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างขัดใจ “วันๆ ไม่เห็นจะสนใจการงาน ไม่รู้เหตุใดท่านพ่อถึงยังไม่เตะเจ้าออกไปให้พ้นที่ว่าการ”

               คุณหนูท่านนี้เป็นบุตรีสุดที่รักของใต้เท้าชวี ในตำบลลั่วสุ่ยไม่มีใครกล้าตอแยกับนาง จิ้นเหยี่ยนเหินย่อมไม่คิดหาเรื่องใส่ตัวเช่นกัน เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยตอบ “คุณหนูชวี คราวนี้เจ้าปรักปรำข้าแล้ว หลังจากข้าจับตัวหวังซื่อได้ ก็คิดจะมาสืบหาเบาะแสคดีต่อ เรียกได้ว่าทำงานอย่างเต็มความสามารถ”

               ชวีหนิงซวงหัวเราะเยาะอย่างไม่เกรงใจ “ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก เจ้าคงหนีไปขี้เกียจที่ไหนมาก่อน แล้วถึงแวะมาดูที่นี่ เพื่อจะได้กลับไปอ้างว่าตัวเองกำลังสืบคดีล่ะสิ”

               จิ้นเหยี่ยนเหินทำเพียงยักไหล่ มิได้เอ่ยปฏิเสธ ชวีหนิงซวงเข้าใจว่าตนเองคงจะพูดแทงใจดำเขา จึงทำท่าค้อนใส่พลางยกมือไพล่หลัง เดินไปมาในสวนเอ่ยวิเคราะห์รูปคดีอย่างมีหลักการ “ซ้ายขวาของบ้านหลังนี้ล้วนเป็นที่พักอาศัย จากที่เพื่อนบ้านให้การมา วันนั้นยามเก้าได้ยินหวังซื่อและภรรยามีปากเสียงกัน จากนั้นประมาณหนึ่งเค่อ หวังซื่อก็พังประตูออกไป ยามสิบเอ็ดเฝิงเชียนฟงน้องชายของผู้ตายเฝิงเชียนหัวก็มาถึง เป็นคนพบผู้ตายคนแรก เวลาสองชั่วยามระหว่างนั้นเพื่อนบ้านไม่ได้ยินเสียงทะเลาะหรือต่อสู้เลยแม้แต่น้อย หากว่ากันตามหลักเหตุผลแล้ว ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนทะเลาะกันรุนแรงมาก เฝิงเชียนหัวก็มิใช่คนอ่อนโยนนัก หากหวังซื่อกลับเข้ามาใหม่ในระยะเวลาสั้นๆ ทั้งสองไม่มีทางจะเงียบสงบได้ถึงเพียงนั้น”

               จิ้นเหยี่ยนเหินยกมือขึ้นกอดอก ท่าทางไม่เหมือนกำลังมาตรวจสถานที่เกิดเหตุ แต่คล้ายกับตั้งใจมาเป็นเพื่อนสนทนากับนางมากกว่า “ความหมายของคุณหนูก็คือฆาตกรมิใช่หวังซื่อ”

บทที่ 2 ข้อพิรุธ(2)

               ชวีหนิงซวงโบกมือไปมา “ข้ามิได้พูดอย่างนั้น เป็นไปได้ว่าหวังซื่อคิดจะสังหารภรรยามานานแล้ว ตอนออกไปยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห จึงลอบกลับเข้าบ้าน ฆ่าเฝิงเชียนหัวก็เป็นไปได้ สรุปคือแม้จะมีพิรุธเพียงนิดก็ต้องสืบให้ชัดเจน”

               ประโยคสุดท้ายทำให้โหลวเฉินอดกวาดตามองคุณหนูชวีมิได้ บางทีอาจเป็นเพราะที่บ้านของนางก็มีคนที่พูดจาทำนองนี้อยู่เป็นประจำ จึงรู้สึกถูกชะตากับสตรีน้อยท่าทางโผงผางผู้นี้ขึ้นมา

               จิ้นเหยี่ยนเหินถือโอกาสพิงตัวกับต้นไป๋หยางในสวน ท่าทางเรื่อยเฉื่อยเฉกเช่นปกติ “เช่นนั้นคุณหนูสืบอะไรได้แล้วบ้าง”

               ชวีหนิงซวงถลึงตาใส่คนถามทีหนึ่ง ก่อนจะร้องอย่างขัดใจ “ข้าเพิ่งมาถึงก็เจอกับเจ้า ยังไม่ทันได้สืบอะไรเลย ถอยไปหน่อย อย่ามารบกวนการสืบคดีของข้า” พูดจบก็ลงมือตรวจดูบ้านน้อยหลังนี้อย่างตั้งอกตั้งใจ

               จิ้นเหยี่ยนเหินยังคงยืนอยู่ที่เดิม หากมองจากมุมที่โหลวเฉินอยู่จะเห็นเพียงเสี้ยวใบหน้าของเขา ไม่เห็นสีหน้าชัดเจน ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ส่ายหน้าไปมาส่งเสียงจิ๊จ๊ะ “หากไม่ดูให้ละเอียด คงไม่เห็นว่าที่นี่มีรอยเลือดมาก... มากจนเกินไป”

               “ที่มีรอยเลือดมาก เพราะว่าผู้ตายดิ้นรนจะออกไปข้างนอกเพื่อขอความช่วยเหลือน่ะสิ” แม่นางชวีดูเหมือนจะชอบขัดคอจิ้นเหยี่ยนเหิน แต่เมื่อนางพูดจบ ก็ส่งเสียงร้องต่ำๆ ออกมา “ไม่ถูกสิ” ชวีหนิงซวงย่อตัวลงนั่งมองกองเลือดที่นองเต็มพื้นอย่างตกตะลึง ส่งเสียงพึมพำกับตนเอง “นางถูกมีดฆ่าหมูแทงเข้าที่หน้าอก แล้วยังจะคลานออกมาได้ตั้งไกลเพียงนี้เชียวรึ?”

               โหลวเฉินนั่งอยู่บนที่สูง เห็นรอยยิ้มจางๆ บนมุมปากของจิ้นเหยี่ยนเหินได้อย่างชัดเจน รอยยิ้มนั้นมิได้ดูยียวนเหมือนเดิม หากนางดูไม่ผิด จิ้นเหยี่ยนเหินคงจะเห็นความผิดปกติในสถานที่เกิดเหตุมาก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ไม่พูดออกมา กลับบอกใบ้ให้แม่นางผู้นี้แทน

               โหลวเฉินเริ่มรู้สึกประหลาดใจ เหตุใดจิ้นเหยี่ยนเหินต้องทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าเขาเป็นคนเรื่อยเปื่อยเสเพลไม่เอาจริงเอาจังด้วย

               ชวีหนิงซวงดวงตาเปล่งประกายแวววับ คล้ายกับเข้าใจบางสิ่ง รีบลุกขึ้นยืน “ไป พวกเรากลับไปดูศพของเฝิงเชียนหัวกัน”

               จะจากไปอย่างนี้หรือ โหลวเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย เงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆดำทะมึนมาแต่ไกล คืนนี้อาจจะมีฝนตกหนัก ถ้าเป็นเช่นนั้นหลักฐานต่างๆ ก็จะถูกสายฝนชำระล้างไปหมด เมื่อเห็นสตรีน้อยดึงตัวจิ้นเหยี่ยนเหินตั้งท่าจะกระโดดข้ามกำแพงไป และเขาก็มิได้มีท่าทีทัดทาน โหลวเฉินจึงรีบยกเท้ากระทืบกระเบื้องหลังคาอย่างแรงจนเกิดเสียงดังกังวานไปทั่ว

               “นั่นใคร?” ใบหูของชวีหนิงซวงตั้งตรงขึ้น ดวงตาจ้องไปยังทิศที่มาของเสียง

               ฟ้ายังไม่มืดสนิท จึงสามารถเห็นเงาร่างสตรีในชุดสีเขียวที่ปรากฏตัวขึ้นกะทันหันบนหลังคาบ้าน ดูเหมือนอีกฝ่ายจะยืนอยู่ตรงนั้นมาตลอด แม้การมองย้อนแสงจะทำให้เห็นรูปโฉมและสีหน้าไม่ชัดเจน ทว่าท่าทางสบายผ่อนคลายของนางนั้น บ่งบอกว่ามิได้ตระหนกตกใจเมื่อถูกคนพบตัวเลยแม้แต่น้อย

               ชวีหนิงซวงจ้องมองสตรีตรงหน้าอย่างระแวดระวัง ถามเสียงเข้ม “เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาทำลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงนี้”

               “ข้ามา...” เสียงของนางเรียบนิ่ง ทว่าระรื่นหูยิ่งนัก นางหยุดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้นิ้วไปยังจิ้นเหยี่ยนเหิน “มาหาเขา”

               จิ้นเหยี่ยนเหินเดินขึ้นหน้าก้าวหนึ่ง สีหน้าประหลาดใจ เขาพูดพลางหัวเราะ “ที่แท้เฉินเอ๋อก็มาหาข้าหรอกหรือ คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะใส่ใจข้าถึงเพียงนี้”

               หากสีหน้าของเขามิได้แสดงอาการเกินจริงละก็ บางทีโหลวเฉินอาจจะโน้มน้าวให้ตัวเองเชื่อในคำพูดของเขาก็เป็นได้

               ชวีหนิงซวงมองโหลวเฉินอย่างข้องใจ แล้วหันมามองจิ้นเหยี่ยนเหิน “เจ้าเป็นใคร มาหาเขาเพราะเหตุใด?”

               เมื่อเห็นมุมปากของจิ้นเหยี่ยนเหินปรากฏรอยยิ้มเช่นนั้น เรื่องที่โหลวเฉินตั้งใจจะพูดก็เปลี่ยนไป “ข้าลงไปพูดข้างล่างจะดีกว่า แต่ว่าข้าเป็นโรคกลัวความสูง ตอนนี้ตกใจจนลงไปไม่ได้แล้ว คงต้องรบกวนแม่นางให้ขึ้นมารับหน่อย... ได้หรือไม่?”

               ชวีหนิงซวงเบิกตากว้างอย่างไม่ชอบใจ “ทำไมข้าต้องขึ้นไปรับเจ้าด้วย ท่าทางมีพิรุธเช่นนี้ ข้าไม่จับตัวเจ้าก็ถือว่าดีแล้ว”

               โหลวเฉินยังคงยืนอยู่ที่เดิมอย่างไม่อนาทรร้อนใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นเนิบช้า “เจ้าไม่มีหลักฐานใดมาพิสูจน์ว่าข้าเป็นคนไม่ดี คงจะไม่เอาเรื่องที่ข้าปีนกำแพงเพื่อมาหาคนเป็นข้ออ้างจับข้าหรอกกระมัง อีกอย่างเจ้าเป็นมือปราบ เมื่อชาวบ้านต้องการความช่วยเหลือ จะนิ่งดูดายได้อย่างไร หรือว่า...” โหลวเฉินหยุดไปครู่หนึ่ง ใช้สายตากังขามองประเมินชวีหนิงซวง ก่อนจะหัวเราะแผ่วเบา “เจ้ามิใช่มือปราบ”

               “ข้าต้องเป็นอยู่แล้ว!” แม่นางชวีทำท่าทางเหมือนแมวที่ถูกเหยียบหาง รูดแขนเสื้อขึ้น พูดจาเสียงดัง “เจ้ารออยู่นั่นแหละ”

               เมื่อเห็นชวีหนิงซวงแสดงท่าทางองอาจ ทะยานตัวขึ้นไปอย่างกระตือรือร้น จิ้นเหยี่ยนเหินก็อดขบขันไม่ได้ เขาคิดว่าโหลวเฉินเป็นหญิงงามที่ไม่ชอบพูดจากับใครเสียอีก ที่แท้มิใช่นางไม่ชอบพูด แต่ไม่ชอบพูดจาไร้สาระต่างหาก นางพูดเพียงประโยคเดียวก็สามารถกระตุ้นให้คุณหนูชวีกระตือรือร้นขึ้นไปรับด้วยตัวเองได้

               ชวีหนิงซวงแตะเท้ากับกำแพงเบาๆ ส่งตัวกระโจนขึ้นด้านบน แม้จะดูไม่ค่อยมั่นคงนัก แต่สุดท้ายนางก็มายืนบนสันกำแพงได้ เมื่อยืนอยู่ใกล้ เห็นรูปร่างหน้าตาของสตรีผู้มาใหม่ชัดเจน จึงอดอุทานด้วยความประหลาดใจมิได้ สตรีผู้นี้มีรูปโฉมงดงามเสียจนดูไม่เหมือนมนุษย์ ชวีหนิงซวงคิดอยู่ในใจแต่แล้วพลันรู้สึกว่าไม่ค่อยถูกต้องนัก การพูดเช่นนี้เหมือนกำลังด่าคนอื่นอยู่ นางส่งเสียงกระแอมเบาๆ ปกปิดความสับสนในใจ กวักมือเรียกโหลวเฉิน กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลง “เจ้าเดินมาที่นี่ ข้าจะประคองเจ้าแล้วกระโดดลงไปพร้อมกัน อย่างไรพวกข้าก็จะไปจากที่นี่อยู่แล้ว”

               โหลวเฉินยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเข้าไปหานางเลยสักนิด ชวีหนิงซวงถลึงตาใส่คราหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปยังตำแหน่งที่โหลวเฉินยืนอยู่ ทีละก้าว...ละก้าว ก่อนที่จะถึงคุณหนูชวีหยุดชะงักทันใด นางเห็นสันกำแพงด้านหลังของบ้านมีรอยสีแดงคล้ำประหลาดอยู่หลายรอย จึงเอ่ยพึมพำกับตัวเอง “ทำไมที่นี่ถึงมีรอยเลือดด้วยล่ะ?”

               เมื่อก้มหน้ามองไปยังพื้นที่นอกกำแพง ก็เห็นรอยชนิดเดียวกันอีกหลายรอย ชวีหนิงซวงตะโกนขึ้นอย่างตื่นเต้น “จิ้นเหยี่ยนเหิน เจ้ารีบขึ้นมาเร็ว ข้าเห็นรอยเลือดบนสันกำแพงทางนี้ มิใช่แค่รอยเดียวด้วย”

               จิ้นเหยี่ยนเหินเหลือบมองโหลวเฉิน สายตาของทั้งคู่สบประสานกัน โหลวเฉินยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ทว่าจิ้นเหยี่ยนเหินกลับหัวเราะอย่างไม่คิดปกปิด ใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปบนสันกำแพง

               เขามองไปจุดที่ชวีหนิงซวงยืนอยู่ครู่หนึ่ง พยักหน้าพลางเอ่ยพูด “ดูจากความแห้งของรอยเลือดแล้ว เป็นรอยเลือดเหมือนกับที่พบในบริเวณบ้าน”

               ชวีหนิงซวงดูตื่นเต้นนัก นางเอ่ยวิเคราะห์อย่างจริงจังขึ้นอีกครั้ง “ถ้าเป็นเช่นนี้ แสดงว่าในวันนั้นฆาตกรต้องได้รับบาดเจ็บ เขาหนีออกไปด้วยการปีนกำแพงทางด้านหลัง ตอนสืบสวนพวกลุงเซียวแค่สอบถามเพื่อนบ้านละแวกนี้และคนที่อยู่ถนนด้านหน้าเท่านั้น ละเลยถนนหลายสายที่อยู่ด้านหลังของตรอกนี้ไป ฆาตกรได้รับบาดเจ็บ ตอนหนีไปอาจจะมีคนเห็นก็เป็นได้”

               เทียบกับความตื่นเต้นของชวีหนิงซวงแล้ว จิ้นเหยี่ยนเหินช่างดูเรียบเฉยไม่สนใจสิ่งใด พูดแทรกขึ้นอย่างถูกจังหวะ “ตอนที่พวกเราจับหวังซื่อ บนตัวเขาไม่มีบาดแผลเลย”

               “จริงหรือ?” ดวงตาของชวีหนิงซวงเปล่งประกายวาววับคล้ายกับได้ค้นพบเรื่องใหญ่ นางหัวเราะเสียงดัง “ดี! ข้ารู้แล้ว... หวังซื่ออาจจะถูกใส่ร้าย ข้าจะต้องหาหลักฐานช่วยล้างมลทินให้เขา”

               โหลวเฉินยืนอยู่ด้านข้าง เอ่ยอย่างเรียบเฉยขึ้นมาประโยคหนึ่ง “เป็นไปได้ว่าฆาตกรมิได้มีแค่คนเดียว แต่ว่า...” โหลวเฉินกลอกตามองไปยังจิ้นเหยี่ยนเหิน พูดคล้ายจะยิ้มก็ไม่ใช่ ไม่ยิ้มก็ไม่เชิง “หากหวังซื่อมีหลักฐานว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ผลสรุปก็จะแตกต่างออกไป”

               เมื่อสบเข้ากับสายตาของโหลวเฉิน จิ้นเหยี่ยนเหินก็มิได้แสดงท่าทีปกปิดหรือซ่อนเร้น เอ่ยอย่างเปิดเผย “จากคำพูดของจางจิ้ง หวังซื่อออกจากเชิงเขาลั่วเสินช่วงยามสิบสองเค่อ หากเขารีบเร่งกลับบ้านอย่างเร็วที่สุดจะใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อ พอฆ่าคนแล้วรีบหนีออกไปน่าจะพอทันอยู่บ้าง ดังนั้นคำพูดของจางจิ้งใช้เป็นหลักฐานได้แค่ว่าหากเขาเป็นผู้ลงมือจริง ก็ใช้เวลาค่อนข้างรัดตัวเท่านั้น มิอาจเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าหวังซื่อไม่มีเวลาจะลงมือ”

               พอได้ยินเบาะแสใหม่ ชวีหนิงซวงรีบถามอย่างร้อนใจ “จางจิ้งเป็นใคร?”

               “เป็นคนที่รู้จักกับหวังซื่อมาตั้งแต่เด็ก เย็นวันนั้นนางได้พบกับหวังซื่อ”

               คุณหนูชวีได้ยินเช่นนั้นก็มิได้มีท่าทีดีใจ กลับพูดขึ้นอย่างโมโห “เบาะแสสำคัญเช่นนี้เหตุใดข้าถึงไม่รู้ ทำไมเจ้าไม่บอกข้า?”

               จิ้นเหยี่ยนเหินยกมืออุดหูกั้นเสียงที่สะเทือนเข้าไปถึงแก้วหู ตอบกลับด้วยสีหน้าแบบผู้ไร้ความผิด “เจ้าไม่ได้ถามข้านี่”

               “อย่าเพิ่งคุยถึงเรื่องพวกนี้เลย” ชวีหนิงซวงส่งเสียงฮึ่มเบาๆ มิได้พูดมากความต่อไป นางยืนอยู่บนกำแพงกวาดตามองรอยเลือดยาวในสวนที่บัดนี้ยิ่งดูก็ยิ่งสยดสยอง คิ้วขมวดแน่นเอ่ยถามเสียงต่ำ “บนร่างของผู้ตายมีบาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตเพียงบาดแผลเดียว ก็คือรอยแผลบนหน้าอกที่ถูกมีดฆ่าหมูแทง เหมือนจะแทงทะลุร่างด้วย แล้วนางยังจะคลานออกมาได้ไกลขนาดนี้เชียวหรือ?”

บทที่ 2 ข้อพิรุธ(3)

               เงียบไปนานครู่ใหญ่ คิดอย่างไรก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ ชวีหนิงซวงจึงเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิด “ข้อนี้เป็นพิรุธ น่าสงสัยมาก พวกเรารีบไปตรวจดูสภาพศพก่อนแล้วค่อยว่ากัน ศพผู้ตายจะบอกเราได้ว่านางตายอย่างไร ก่อนตายพบเจออะไรบ้าง”

               โหลวเฉินตะลึงไปเล็กน้อย เพราะประโยคที่อีกฝ่ายเอ่ยมานั้นช่างคุ้นหูยิ่งนัก คล้ายกับประโยคติดปากของมารดา ทว่าตอนนี้กลับออกมาจากปากของสตรีเยาว์วัยตรงหน้า ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็รู้สึกแปลกประหลาด หรือว่าสาวน้อยผู้นี้รู้จักมารดาของนาง? โหลวเฉินมองทรงผมและเครื่องแต่งกายของคุณหนูชวีอย่างพินิจอีกครั้ง คล้ายกับการแต่งตัวของน้าเล็กยามฝึกทหารอยู่หลายส่วน โหลวเฉินพลันเกิดความรู้สึกพิศวง หรือสตรีน้อยผู้นี้กำลังเลียนแบบมารดาและน้าเล็ก...

               โหลวเฉินยังคงลอบพินิจสตรีประหลาดตรงหน้า ข้างหูพลันได้ยินเสียงกลั้วหัวเราะของใครบางคน “เฉินเอ๋อจะไปด้วยกันหรือไม่?”

               โหลวเฉินไม่ได้แสดงท่าที ทว่าเมื่อชวีหนิงซวงได้ยินดังนั้นหน้าตาก็ดำคล้ำลง กล่าวอย่างไม่พอใจ “พวกเราไปสืบคดี แล้วนางจะไปด้วยได้อย่างไร?”

               จิ้นเหยี่ยนเหินยกมุมปากขึ้น “เพราะว่า...”

               โหลวเฉินมองชายหนุ่ม นางเองก็อยากรู้ว่าเขาจะอ้างเหตุผลใด

               “เพราะนางเป็น...” จิ้นเหยี่ยนเหินพูดไปแล้วก็หยุดลงครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้ายียวนยิ่งนัก แต่เมื่อเห็นประกายตาเย็นยะเยือกของโหลวเฉินแล้ว จึงรีบเอ่ยต่อไป “สหายของข้า และยังเป็นสตรีโฉมงามที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา ที่สำคัญกว่านั้นก็คือนางฉลาดปราดเปรื่องเหมือนกับข้า มีพวกเราคอยให้ความช่วยเหลือ คุณหนูจะต้องไขปริศนาคดีนี้ได้แน่นอน”

               โหลวเฉินยอมรับว่าก่อนนี้นางมิใช่ดูแคลนความสามารถของเขาเท่านั้น หากยังประเมินความหน้าหนาของเขาต่ำไปด้วย

               สีหน้าของคุณหนูชวีเหมือนมีคำว่า ‘ข้าว่าแล้ว’ เขียนอยู่ ครั้งนี้นางคร้านจะค้อนใส่เขาอีก จึงยื่นมือไปเตรียมจะจับมือโหลวเฉินพาลงจากกำแพง

               ทว่าโหลวเฉินกลับยื่นมือไปวางบนไหล่ของนางเสียก่อน ชวีหนิงซวงมองอีกฝ่ายอย่างสงสัยแวบหนึ่ง อยู่ๆ อีกฝ่ายก็กระโดดลงมาพร้อมกันกับนาง ชวีหนิงซวงรู้สึกได้ชัดเจนว่าสตรีผู้นี้ทั้งรวดเร็วและมีฝีเท้าที่แผ่วเบา วิชาตัวเบาจะต้องดีกว่านางเป็นแน่ แล้วคนประเภทนี้หรือจะกลัวความสูง

               มองอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดชวีหนิงซวงก็ยังมิอาจค้นพบอะไรจากดวงหน้านั้น จึงมิได้ขบคิดให้เสียเวลา ทั้งสามคนเดินทางไปยังที่ว่าการตำบลพร้อมกัน

               เป็นเพราะมีชวีหนิงซวงอยู่ด้วย ทำให้คนแปลกหน้าอย่างโหลวเฉินเดินเข้าไปในที่ว่าการโดยที่เหล่ามือปราบไม่กล้าขัดขวาง

               ที่ว่าการตำบลลั่วสุ่ยนั้นมิได้ใหญ่โต เดินมาด้านข้าง อ้อมทางเล็กๆ ช่วงหนึ่ง ทั้งสามก็มาถึงห้องที่ทำจากศิลาดำ ห้องศิลานี้คือห้องเก็บศพซึ่งจัดเตรียมไว้สำหรับคดีที่ยังปิดไม่ได้ของที่ว่าการตำบล เพราะตัวห้องทำมาจากศิลาชนิดพิเศษ อีกทั้งพื้นและผนังห้องยังเป็นน้ำแข็ง ดังนั้นศพคนตายจึงไม่เน่าเปื่อยจากอุณหภูมิด้านนอก

               นอกห้องศิลาดำ มีมือปราบเฝ้าอยู่นายหนึ่ง เมื่อเขายืนอยู่ต่อหน้าคุณหนูชวีก็กลายเป็นสิ่งไม่มีตัวตน

               ทั้งสามเดินเข้ามาในห้องเก็บศพ พบว่าด้านในมีศพวางเรียงอยู่สองศพ ชวีหนิงซวงเดินไปหยุดตรงหน้าศพศพหนึ่ง นางประสานสองมือเข้าหากันทำความเคารพก่อนจะเลิกผ้าขาวออก

               นี่เป็นศพของสตรี บนร่างสวมเสื้อและกางเกงเท่านั้น ชวีหนิงซวงเดินขึ้นหน้าปลดเสื้อของศพออก ส่วนจิ้นเหยี่ยนเหินถอยหลังไปหนึ่งก้าว

               “นอกจากเป็นมือปราบแล้ว เจ้ายังจะเป็นผู้ชันสูตรศพด้วยหรือ?”

               น้ำเสียงของโหลวเฉินก็เหมือนกับบุคลิกของนาง เฉยชาราบเรียบ แต่เมื่อใดที่นางต้องการให้อีกฝ่ายรู้สึกถึงความหมายในน้ำเสียง ย่อมมีวิธีทำให้สัมผัสได้ เช่นเดียวกับขณะนี้ ชวีหนิงซวงสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงหยอกล้อของโหลวเฉินอย่างชัดเจน ใบหน้าคนฟังแดงก่ำ กัดริมฝีปากเข้าหากัน มิได้มีท่าทีอับอายหรือโกรธเคือง เพียงเงยหน้าสบตากับโหลวเฉิน ตอบด้วยท่าทางมุ่งมั่น “ข้าจะต้องเป็นมือปราบและผู้ชันสูตรศพที่เก่งกาจที่สุดในเลี่ยวเยว่ให้ได้”

               ชวีหนิงซวงคิดว่าสตรียโสผู้นี้จะต้องถือโอกาสหัวเราะเยาะที่นางพูดปดออกไปก่อนหน้า คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายแค่พยักหน้าเล็กน้อยด้วยท่าทางนิ่งเฉยเหมือนจะบอกว่า ‘ข้ารู้แล้ว’ ทำให้นางไม่มีโอกาสได้พูดจาใหญ่โตโต้แย้งต่อ

               สาวน้อยดึงสายตากลับมาอย่างขัดเขิน วางศพนอนราบ เริ่มตรวจสอบโดยละเอียด

               โหลวเฉินพินิจดูขั้นตอน จากการเคลื่อนไหวและท่าทางการชันสูตรศพของชวีหนิงซวงแล้ว ถือได้ว่ามีมาตรฐาน นางคงจะเคยร่ำเรียนมา น่าเสียดายที่ทุกอย่างทำตามตำราจนเกินไป

               นิ้วมือ ข้อศอก หัวเข่าของศพมีรอยแผลถลอก บาดแผลเหล่านี้น่าจะเกิดขณะที่ผู้ตายพยายามคลานออกมาหน้าประตูก่อนจะเสียชีวิต โหลวเฉินสังเกตร่างไร้ลมหายใจรอบหนึ่งอย่างถี่ถ้วน บนศพมีบาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตเพียงแห่งเดียวคือบนหน้าอก

               “มีบาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตอยู่เพียงแผลเดียว” ชวีหนิงซวงตั้งสมาธิมั่น หลังจากเพ่งพินิจอยู่นาน ก็ได้ผลสรุปออกมาแบบเดิม นางรู้สึกผิดหวัง หากยังไม่ยอมถอดใจ “พวกเจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่ฆาตกรจะแทงมีดก่อนหนึ่งครั้ง จากนั้นค่อยซ้ำไปอีกครั้งหนึ่ง”

               ไม่มีใครตอบคำถาม นางเองก็คล้ายกับไม่สนใจคำตอบ ได้แต่พิเคราะห์บาดแผลนั้นอย่างแน่วแน่ สีหน้ากลัดกลุ้ม “ทำอย่างไรถึงจะรู้ได้ว่านางถูกคนแทงเป็นครั้งที่สองหรือไม่”

               ในห้องเก็บศพ นอกจากตะเกียงน้ำมันหลายดวงบนแท่นไม้ยาวที่วางศพแล้ว แสงสว่างรอบข้างล้วนมีไม่เพียงพอ โหลวเฉินมองไปยังจิ้นเหยี่ยนเหินคราหนึ่ง เห็นเขาก้มหน้าเล็กน้อย ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ จู่ๆ นางก็คิดได้ว่าการแอบชี้แนะคนให้สืบคดีอย่างลับๆ ดูน่าสนุกดี จึงเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี “อยากจะรู้ว่าบาดแผลเดียวกันมีรอยแผลที่สองหรือไม่ ลองผ่าศพออกก็จะรู้ได้ การใช้แรงและทิศในการแทงครั้งที่สอง รวมถึงการดึงมีดออก หากเป็นของคนละคน รอยแผลที่เกิดครั้งที่สองย่อมไม่เหมือนกับครั้งแรก”

               ชวีหนิงซวงแววตาเปล่งประกายสว่างวาบ หยิบมีดเล็กขึ้นมาเล่มหนึ่งเตรียมผ่าลงไปบนบาดแผล

               จิ้นเหยี่ยนเหินที่นิ่งเงียบมาตลอด พลันเดินขึ้นหน้ามาก้าวหนึ่ง จับไหล่ของชวีหนิงซวงเอาไว้ “เจ้าอย่าทำอะไรส่งเดช ทำลายศพเท่ากับทำลายหลักฐานสำคัญของทางการ”

               มือของชวีหนิงซวงชะงักไปเมื่อได้ยินคำพูดประโยคหลังของจิ้นเหยี่ยนเหิน อยากจะเปลี่ยนทิศทางมีดในมือมาแทงมือปราบหนุ่มสักที

               “เอาอย่างนี้ เฉินเอ๋อ...เจ้าลงมือแทนนางดีหรือไม่?”

               โหลวเฉินรู้ถึงขั้นตอนการสืบคดีของที่ว่าการ ว่านางจะลงมือผ่าศพภายใต้สถานการณ์ที่นายอำเภอไม่อนุญาต และผู้ชันสูตรศพประจำที่ว่าการไม่ได้อยู่ด้วยนั้นย่อมมิได้ น่าเสียดายที่คุณหนูชวีไม่รู้ว่าจิ้นเหยี่ยนเหินกำลังหาเรื่องหยอกเย้าโหลวเฉิน จึงบันดาลโทสะ พูดอย่างโมโห “ถือดีอะไร ทำไมนางทำได้แล้วข้าทำไม่ได้?”

               “นางเป็นหมอ ส่วนเจ้าไม่ใช่”

               คุณหนูชวียังไม่ยอมรับ “เป็นหมอแต่ไม่ได้เป็นผู้ชันสูตรศพ ข้าเสียอีกที่เคยร่ำเรียนการชันสูตรศพมาก่อน”

               จิ้นเหยี่ยนเหินโต้กลับอย่างเฉยชา “เสียดายที่ยังมิอาจฝึกสำเร็จ”

               ทั้งสองพูดโต้กันอย่างเผ็ดร้อน โหลวเฉินไม่สนใจฟัง มองไปยังถุงผ้าที่ชวีหนิงซวงเปิดออกมา ในนั้นมีอุปกรณ์ที่ใช้เป็นประจำในการผ่าศพ หญิงสาวหยิบมีดขึ้นมาดูเล่มหนึ่ง ใบมีดลับคมกริบ สะอาดสะอ้าน เห็นได้ชัดว่าเจ้าของดูแลเป็นอย่างดี ทว่าเมื่อเทียบใบมีดนี้กับที่มารดาใช้อยู่เป็นประจำแล้ว ถือว่ายังเฉียบบางไม่พอ

               ตอนที่นางเรียนรู้การสกัดจุด ก็รู้สึกประหลาดใจกับร่างกายของมนุษย์เป็นอย่างมาก นางใช้เวลาศึกษาข้างกายมารดาถึงสองปี การผ่าศพสำหรับนางแล้วมิใช่เรื่องยาก แต่ถ้าพูดถึงการวิเคราะห์และประสบการณ์แล้ว นางยังด้อยกว่ามารดาอยู่อีกหนึ่งขั้น

               ประกายตาของจิ้นเหยี่ยนเหินไหวกระเพื่อม เอ่ยขึ้นยิ้มๆ “เฉินเอ๋อ เจ้าอยากจะลองดูหรือไม่?”

               โหลวเฉินหมุนมีดในมือไปมา ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง “หากนี่เป็นร่างเจ้าแล้วละก็ ข้ายินดีจะลงมีด”

               มีดเล่มนั้นหมุนไปมาอยู่ระหว่างปลายนิ้วขาวสะอาด ท่าทางจับมีดที่ชำนาญคล่องแคล่ว ดูคล้ายกับมีดเล่มนี้เป็นของนาง ทำให้จิ้นเหยี่ยนเหินรู้สึกเย็นวาบที่ลำคอขึ้นมาทันที คำนึงถึงชีวิตน้อยๆ ของตนเองแล้ว ชายหนุ่มรีบหุบปากอย่างรู้กาลเทศะทันใด

               โหลวเฉินวางมีดลงอย่างพึงพอใจ หันไปพูดกับชวีหนิงซวง “ที่ว่าการนี้ควรจะมีผู้ชันสูตรศพอยู่ ให้เขามาผ่าจะดีกว่า”

               ชวีหนิงซวงครุ่นคิดครู่หนึ่ง รู้สึกว่าวิธีนี้น่าจะดีที่สุด จึงเปิดประตูห้องเก็บศพแล้วตะโกนออกไป “ลู่เสี่ยวตงไปเชิญที่ปรึกษาอู๋มาที่นี่หน่อย”

               “ขอรับ” เสียงชายหนุ่มขานรับจากหน้าประตู ก่อนจะรีบผละไปทำตามคำสั่ง

               “บิดาของอู๋อี้จือเป็นผู้ชันสูตรศพของที่ว่าการ ทำงานอยู่ข้างกายใต้เท้ามานานหลายปี บางครั้งยังช่วยออกความเห็นร่วมวางแผนกับใต้เท้าอีกด้วย คนในที่ว่าการจึงเรียกเขาว่าที่ปรึกษาอู๋”

               โหลวเฉินเหลือบตามอง เห็นจิ้นเหยี่ยนเหินยืนพิงกำแพงอันเย็นยะเยือก อธิบายด้วยใบหน้าอมยิ้มให้นางฟัง หญิงสาวจึงเกิดความประหลาดใจขึ้นมา นางไม่เคยแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้ามาก่อน มิเช่นนั้นเยี่ยนหนิงคงไม่ล้อว่านางเป็นพวกหน้าตาย คนผู้นี้เพียงพูดมากอธิบายไปเรื่อยเปื่อยหรือว่าสามารถจับสังเกตนางได้อย่างละเอียดกันแน่

บทที่ 2 ข้อพิรุธ(4)

               ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป โหลวเฉินก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก ไม่นานนัก ร่างผอมบางของชายผู้หนึ่งก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ชายผู้นี้อายุประมาณสี่สิบต้นๆ รูปร่างไม่ถือว่าสูงใหญ่ ให้ความรู้สึกถึงผู้คงแก่เรียน หวีผมเรียบแปล้ไม่กระดิก สวมใส่เสื้อผ้าเป็นทางการ ท่าทางเหมือนกับเป็นที่ปรึกษามิใช่ผู้ชันสูตรศพ แต่ว่าบนร่างของเขามีกลิ่นขิงสดจางๆ ทำให้โหลวเฉินมั่นใจในตัวเขา ผู้ชันสูตรศพส่วนใหญ่เมื่อมาถึงที่ว่าการ มักจะเคยชินกับการพกขิงสดและน้ำมันเมล็ดกัญชงติดตัว เผื่อจะพบเข้ากับศพที่มีสภาพเหม็นเน่าจนมิอาจชันสูตร

               อู๋หย่งซีเดินมาหยุดตรงหน้าชวีหนิงซวง ทักขึ้นด้วยสีหน้าเป็นทุกข์ “คุณหนู ท่านคิดจะทำอะไรอีก?”

               ใต้เท้าชวีและฮูหยินนั้นรักใคร่ผูกพันกันมาก น่าเสียดายที่หลังจากฮูหยินชวีให้กำเนิดบุตรสาวได้ไม่กี่ปีก็เสียชีวิตด้วยอาการเจ็บป่วย บุตรสาวผู้นี้จึงเป็นแก้วตาดวงใจของใต้เท้าชวี ต่อให้นางต้องการดวงดาวบนท้องฟ้า ใต้เท้าชวีคงต้องหาวิธีเด็ดลงมาให้

               คุณหนูชวีชอบผดุงความยุติธรรม คิดจะเป็นมือปราบ เพื่อจะได้ขจัดความอยุติธรรมในใต้หล้าให้หมดสิ้น จนถึงบัดนี้เลี่ยวเยว่ยังไม่เคยมีมือปราบหญิงเลยสักคน ดังนั้นคุณหนูชวีจึงเล่นบทมือปราบในตำบลลั่วสุ่ยจนเคยตัว ในเมื่อพื้นที่นี้อยู่ห่างจากเมืองหลวง เป็นเพียงตำบลเล็กๆ ติดชายแดน นายอำเภอผู้เป็นขุนนางยศใหญ่ที่สุดยังมิว่ากล่าวอันใด ทุกคนในที่นี้จึงได้แต่ลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทว่าแม่เจ้าประคุณก็ช่างเป็นคนสรรหาเรื่องได้ตลอด ดังนั้นเมื่อถูกนางเรียกตัวมา นอกจากจะต้องทำใจรับความโชคร้ายแล้ว ยังต้องยอมรับชะตากรรมแต่โดยดีอีกด้วย

               ชวีหนิงซวงไม่สนใจหน้าตาเป็นทุกข์ของอู๋หย่งซี พูดถึงสิ่งที่ตนค้นพบอย่างตื่นเต้น “พวกข้าไปสืบที่บ้านสกุลหวังมาก่อนหน้านี้ พบร่องรอยน่าสงสัย ด้วยบนร่างของผู้ตายมีบาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตเพียงบาดแผลเดียว ตามหลักการแล้วหากถูกอาวุธแบบนั้นแทงเข้าไป แม้จะไม่ตายทันที ก็ต้องหมดสติเพราะเสียเลือดเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ทว่าผู้ตายกลับสามารถคลานจากห้องด้านในมาถึงสวนด้านนอก ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ ดังนั้นพวกข้าเลยสงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้ตายจะถูกแทงเข้าหนึ่งครั้งแล้ว ยังถูกคนใช้มีดเล่มเดิมแทงซ้ำไปอีกครั้ง”

               พูดจบชวีหนิงซวงก็ชี้ไปที่โหลวเฉิน “นางบอกว่าหากผ่าบาดแผลดู ก็จะรู้ว่าถูกคนแทงซ้ำหรือไม่ ดังนั้นข้าจึงอยากให้ท่านมาช่วยผ่าศพให้หน่อย”

               อู๋หย่งซีเงยหน้ามองโหลวเฉิน อดรู้สึกตัวเย็นวาบขึ้นมาไม่ได้ ช่างเป็นสตรีที่ดูเยือกเย็นนัก เขาและใต้เท้าชวีต่างก็เคยล้มลุกคลุกคลาน ดิ้นรนอยู่ในเมืองหลวงมาสิบกว่าปี ย่อมไม่มีทางดูคนผิดแน่ เมื่อเห็นบุคลิกลักษณะของสตรีผู้นี้ก็รู้สึกได้ทันทีว่านางคงมิใช่คนสามัญธรรมดา

               อู๋หย่งซีดึงสายตากลับอย่างแนบเนียน หลังตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยออกมา “ได้” จากนั้นจึงหยิบอุปกรณ์ที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมา กรีดลงไปบนแผลที่หน้าอกของผู้ตาย

               ก่อนหน้านี้ได้ยินอู๋อี้จือบอกว่าผู้ตายถูกคนใช้มือซ้ายแทง โหลวเฉินทราบดีว่าผู้ชันสูตรศพของที่ว่าการตำบลเป็นคนมีความสามารถ การวิเคราะห์จากองศาและทิศทางที่มีดแทงเข้าเนื้อผู้ตายว่าฆาตกรใช้มือซ้ายนั้น มิใช่สิ่งที่ผู้ชันสูตรศพทั่วไปจะวิเคราะห์ออกมาได้ เมื่อมาเห็นเขาผ่าศพ โหลวเฉินก็ยิ่งมั่นใจในความคิดของตนเองมากขึ้น

               ตำแหน่งที่เขาลงมีดนั้นแม่นยำรวดเร็ว เพียงไม่นานบาดแผลที่มีดแทงเข้าไปก็ปรากฏต่อสายตาทุกคน

               อู๋หย่งซีเพ่งมองปากแผลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปยังโหลวเฉิน เสียดายที่รูปหน้างดงามยังไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ที่ปรึกษาอู๋หันหน้ามาพูดกับชวีหนิงซวง “จากปากแผลนี้เห็นได้ว่ามีรอยแผลอยู่สองรอย รอยหนึ่งตื้น รอยหนึ่งลึกมาก”

               “ขอข้าดูหน่อย” ชวีหนิงซวงจ้องปากแผลอยู่เป็นเวลานานอย่างตั้งใจ

               ผลลัพธ์นี้อยู่ในการคาดเดาของโหลวเฉินแต่แรก จึงมิได้ประหลาดใจ จิ้นเหยี่ยนเหินนิ่งเงียบผิดปกติ นับตั้งแต่ผู้ชันสูตรศพเข้ามาในห้อง เขายังมิได้พูดสักคำ กล่าวตามตรงก็คือความพิศวงที่โหลวเฉินมีต่อจิ้นเหยี่ยนเหินนั้นยังเหนือกว่าคดีฆาตกรรมอยู่มาก นางอยู่ในเมืองหลวงฉงเยว่ ไม่ว่าคดีพิสดารใดๆ ก็เคยได้ยินมา มีไม่น้อยที่น้าเล็กและท่านแม่ให้ความร่วมมือในการไขคดีกับกรมอาญา ดังนั้นนางจึงมิได้คาดหวังสิ่งใดจากคดีนี้ กลับเป็นจิ้นเหยี่ยนเหินที่นางยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่ามีปัญหา

               อู๋หย่งซีลอบสังเกตโหลวเฉิน แต่โหลวเฉินกลับลอบสังเกตจิ้นเหยี่ยนเหิน ส่วนจิ้นเหยี่ยนเหินยังคงมีท่าทีนิ่งสงบ สุดท้ายผู้ที่ขบคิดเกี่ยวกับคดีนี้คือคุณหนูชวีเพียงผู้เดียว

               “นี่คือหลักฐานที่บอกได้ว่าผู้ตายถูกคนทำร้ายบาดเจ็บก่อน จากนั้นถึงถูกแทงจนตายอีกครั้ง คนที่พบศพคนแรกก็คือน้องชายของผู้ตาย--เฝิงเชียนฟง ได้ยินว่าสองพี่น้องไม่ค่อยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันสักเท่าไร แล้วเขาจะบังเอิญไปที่เกิดเหตุในวันนั้นได้อย่างไร วันเกิดเหตุเพื่อนบ้านรอบข้างต่างไม่ได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าอาจจะเป็นคนคุ้นเคย เขาถือโอกาสที่ผู้ตายไม่ระวังตัว แทงผู้ตายไปทีหนึ่ง ผู้ตายดิ้นรนต่อสู้ทำให้คนร้ายได้รับบาดเจ็บ เลยหนีไปเพราะความตื่นตกใจ พอกลับไปแล้วเกรงว่าเรื่องจะแดงออกมา จึงแกล้งทำเป็นไปหาผู้ตายอีกครั้ง พอเข้าไปพบว่าผู้ตายยังไม่หมดลมหายใจ จึงแทงผู้ตายซ้ำ แล้วค่อยตะโกนส่งเสียงร้องเพื่อให้มีคนเห็นว่าตัวเองมาหาพี่สาว แสร้งสร้างสถานการณ์ว่าตนเองพบพี่สาวถูกผู้อื่นฆ่าตาย”

               ชวีหนิงซวงยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น ตบมือลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งในห้องเก็บศพ พูดเสียงดังขึ้น “ไป พวกเราไปบ้านสกุลเฝิงกันเดี๋ยวนี้”

               ที่ปรึกษาอู๋และจิ้นเหยี่ยนเหินดูจะเคยชินกับนิสัยของคุณหนูชวีที่ได้ยินเพียงเสียงลมพัดก็นึกไปว่าฝนจะตก ที่ปรึกษาอู๋พูดห้ามนางอย่างมีชั้นเชิง “ทั้งหมดนี้เป็นการคาดเดาของคุณหนูทั้งสิ้น ตอนนี้ยามสิบสองแล้ว จะไม่ดึกไปหน่อยหรือ?”

               “การสืบคดีไม่จำเป็นต้องสนว่าจะเป็นเวลาเช้าสายบ่ายเย็น เมื่อครู่ที่ข้าวิเคราะห์ไปนั้นล้วนมีเหตุมีผล เราไปสอบถามเฝิงเชียนฟงก่อน หากเขาเป็นคนฆ่าจริงๆ จะต้องมีพิรุธให้เราได้เห็นแน่” คุณหนูชวียิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองพูดได้ถูกต้อง รีบเดินออกไปด้านนอกอย่างเร่งร้อน พอหันกลับมามอง เห็นว่าจิ้นเหยี่ยนเหินและโหลวเฉินยังคงเดินเรื่อยเฉื่อยอยู่ด้านหลัง ก็เอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน “พวกเจ้ารีบเดินเข้าสิ อย่ามัวโอ้เอ้เอ้อระเหย”

               จิ้นเหยี่ยนเหินเดินลากฝีเท้าพร้อมกับอ้าปากหาวกว้างๆ พูดขึ้นอย่างไม่เต็มใจ “คุณหนูชวี ก่อนนี้ข้ารับผิดชอบตามจับตัวผู้ต้องสงสัย ตอนนี้สองวันแล้วยังไม่ได้พักผ่อนเลยสักนิด การสืบสวนคดีหัวหน้าเซียวเป็นผู้รับผิดชอบ ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไปหาเขาให้ไปเป็นเพื่อน หรือไม่ก็ไปเองเถิด”

               ชวีหนิงซวงทำตาปะหลับปะเหลือกใส่จิ้นเหยี่ยนเหิน ส่งเสียงพึมพำเบาๆ “หากข้าไปเองได้ก็ไม่ต้องอาศัยเจ้าแล้วล่ะ” กว่าจะพบเบาะแสเพิ่มเติมนับว่ายากลำบากนัก แล้วกลายเป็นว่าตอนนี้จะไม่ทำอะไรต่อ ชวีหนิงซวงมีหรือจะยอม “ทหารเก่งอยู่ที่ความรวดเร็ว การสืบคดียิ่งต้องให้เร็วกว่า พูดจาเหลวไหลอะไรนักหนา รีบไปเถอะ หากเจ้ายังพูดมากระวังข้าจะฟ้องท่านพ่อ ต่อไปเจ้าจะไม่ได้เป็นมือปราบอีกเลย”

               สีหน้าของจิ้นเหยี่ยนเหินทั้งอัดอั้นทั้งจำใจ เดินตามหลังแม่นางชวีไปห่างๆ

               ทั้งสามเดินออกมาจากที่ว่าการ โดยมีชวีหนิงซวงเดินอยู่หน้าสุด เมื่อนางหันมามอง เห็นโหลวเฉินยังยืนอยู่หน้าประตูใหญ่มิได้เดินตามมา จึงตะโกนเรียกขึ้น “นี่ เจ้าเดินให้มันเร็วหน่อยไม่ได้หรือ?”

               โหลวเฉินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แม่สาวน้อยผู้นี้มิใช่ไม่สนใจนางหรอกหรือ เหตุใดตอนนี้จึงเรียกให้นางตามไปด้วย ช่างเหนือความคาดหมายยิ่งนัก

               ใบหน้าของชวีหนิงซวงปรากฏความกระอักกระอ่วนอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะรีบหันหน้ากลับ เชิดคางขึ้นเล็กน้อย เอ่ยอย่างหยิ่งทะนง “เห็นว่าเจ้ายังเป็นคนฉลาดอยู่บ้าง คงไม่ดึงขาหลังข้าเป็นแน่ อย่างไรเสียเจ้าก็ตามพวกเรามาตั้งนานแล้ว ให้เจ้าไปสืบคดีด้วยก็แล้วกัน”

               คิดจะให้คนไปกันมากๆ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจก็น่าจะพูดกันตรงๆ ท่าทางกระอักกระอ่วนเช่นนี้ เป็นการกลบเกลื่อนความผิดชัดๆ เห็นดังนั้นโหลวเฉินก็รู้สึกขบขัน อีกฝ่ายช่างดูตลกเสียจริง

               ไปเป็นเพื่อนชวีหนิงซวงใช่เรื่องหนักหนา ทว่าโหลวเฉินคิดได้ว่าตนเองบอกกับฟังหรูฮุยเอาไว้ว่าค่ำๆ จะกลับไปรับจางจิ้ง ดึกขนาดนี้แล้วนางไม่กลับไปคงจะไม่เหมาะเท่าไรนัก ยังดีที่โรงหมออยู่ห่างจากที่ว่าการไม่ไกล เดินไปตามถนนเส้นนี้ก็ถึงแล้ว แม้ชวีหนิงซวงเหมือนจะทนรอไม่ไหว แต่โหลวเฉินก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าจะไปที่โรงหมอพันยาก่อน”

               เดิมทีชวีหนิงซวงคิดจะไม่รอโหลวเฉิน จะไปกับจิ้นเหยี่ยนเหินก่อน แต่เมื่อได้ยินโหลวเฉินพูดถึงสถานที่ที่จะไป จึงหยุดฝีเท้าทันที “เจ้าจะไปทำอะไรที่โรงหมอพันยา?”

               ดวงตาของชวีหนิงซวงนอกจากจะแฝงแววสงสัยแล้ว ยังดูแตกตื่นอีกด้วย โหลวเฉินมองแววตาที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่ายอย่างรู้ทัน หมุนตัวเดินไปยังโรงหมอทันที

บทที่ 2 ข้อพิรุธ(5จบบท) + บทที่ 3 ชายหนุ่มลึกลับ(1)

               “นี่ ทำไมเจ้าเป็นคนอย่างนี้นะ!” ชวีหนิงซวงได้แต่ถลึงตาใส่แผ่นหลังของสาวงามที่เดินไกลออกไป ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นกังวล กระทืบเท้าอย่างขัดใจก่อนจะวิ่งตามไป จิ้นเหยี่ยนเหินใช้นิ้วชี้ถูคางไปมาพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก้าวเท้าเดินเรื่อยเฉื่อยตามสตรีทั้งสองไปยังโรงหมอ

               ตลอดเส้นทางได้ยินแต่เสียงของคุณหนูชวีเอ่ยถามไม่หยุดปาก

               “เจ้าพูดปุ๊บก็ไปปั๊บได้อย่างไร ข้าถามเจ้าอยู่นะ”

               “เจ้าจะไปที่โรงหมอทำไม เจ้าเป็นใครกันแน่?”

               “ข้ายังไม่รู้จักชื่อของเจ้าเลย ข้าชื่อชวีหนิงซวง เจ้าเล่า?”

               ตลอดทางมีแต่นางที่ถามอยู่ฝ่ายเดียว อีกฝ่ายไม่ตอบกลับมาเลยสักคำ เดิมทีคุณหนูชวีก็มิใช่คนอารมณ์เย็นอยู่แล้ว เมื่อถูกเมินเฉยโทสะยิ่งพลุ่งพล่าน คำรามใส่เสียงดัง “ไม่พูดก็ไม่พูด ไม่เห็นจะมีอะไร...”

               เดินสักพักก็มาถึงหน้าประตูโรงหมอพันยาโดยไม่รู้ตัว ประตูใหญ่ด้านหน้าปิดไปแล้ว เหลือเพียงประตูเล็กด้านข้างที่ยังเปิดอยู่ หน้าประตูแขวนโคมไฟสว่างไสวดวงหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้ยินเสียงคนด้านนอกหรือไร ร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งจึงเดินออกมา

               เมื่อเห็นชายผู้มาใหม่ คุณหนูชวีก็คล้ายเป็ดน้อยที่ถูกบีบคอเอาไว้กะทันหัน คำพูดร้ายกาจทั้งหลายค้างอยู่ที่คอหอย ติดขัดจนหน้าตาแดงก่ำ

               ชวีหนิงซวงรีบยืดตัวตรง โบกมือให้กับคนผู้นั้น ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมจะก้าวเท้าไปข้างหน้า บังโหลวเฉินเอาไว้ด้านหลัง รอยยิ้มบางเบาของนางแฝงความเขินอายอยู่หลายส่วน เอ่ยอย่างแผ่วเบา “พี่หรูฮุย ดึกป่านนี้แล้ว พี่ยังยุ่งอยู่ที่โรงหมออีกหรือ ลำบากพี่แล้วนะ พี่เป็นหมอที่ดีจริงๆ”

               โหลวเฉินพานพบเรื่องพิสดารมาหลากหลาย คนประหลาดก็มาก ในยามนี้จึงอดชื่นชมวิชาเปลี่ยนสีหน้าของสาวน้อยผู้นี้ไม่ได้

               ฟังหรูฮุยยิ้มให้เล็กน้อยถือเป็นการทักทาย น้ำเสียงสดใสอ่อนโยนเหมือนตัวเขาดังขึ้น “แม่นางชวี เจ้าก็อยู่ดึกเช่นกัน”

               ดวงตาของชวีหนิงซวงเปล่งประกายเจิดจ้า ใบหน้าฉายรอยยิ้มภาคภูมิใจ “ข้าเพิ่งหาร่องรอยสำคัญได้ กำลังจะไปสืบคดี”

               ฟังหรูฮุยมองจิ้นเหยี่ยนเหินแวบหนึ่ง ก็เห็นเขาเบ้ปากกลอกตาจึงพอจะเข้าใจ ท่านหมอหนุ่มพยักหน้าให้กับชวีหนิงซวง ไม่ได้กล่าวคำใดต่อ เดินมาหยุดที่ข้างกายโหลวเฉิน พูดเสียงเบา “แม่นางโหลว ฮูหยินซูกินยาหลับไปแล้ว ตอนนี้ก็ดึกมาก ให้นางพักผ่อนที่โรงหมอสักคืนจะไม่ดีกว่าหรือ”

               โหลวเฉินครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ก็ดีเหมือนกัน เรื่องค่ารักษาพรุ่งนี้ข้าจะมาชำระให้คราเดียว”

               ฟังหรูฮุยหัวเราะแห้งๆ ตอบกลับอย่างอ่อนใจ “แค่ยาชุดเดียวเท่านั้น แม่นางมิต้องเอ่ยเช่นนี้”

               ในขณะที่โหลวเฉินเตรียมจะจากไป ฟังหรูฮุยพลันขยับขึ้นหน้าอีกก้าวหนึ่ง สีหน้าดูกระดากพิกล “แม่นางโหลว ข้า...มี...เรื่องขอร้อง...”

               โหลวเฉินสีหน้าเรียบเฉย ยืนอยู่ที่เดิมฟังเขากล่าวต่อไป

               จิ้นเหยี่ยนเหินไม่รีบร้อน มองฟังหรูฮุยด้วยสีหน้าอมยิ้ม ทว่าในใจเต็มไปด้วยความกังขา เรื่องใดกันที่ทำให้สุภาพชนเช่นฟังหรูฮุยถึงกับเอ่ยปาก ‘มีเรื่องขอร้อง’ สี่คำนี้ออกมาได้

               ทว่าชวีหนิงซวงกลับมีสีหน้าราวกับเห็นฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ พี่หรูฮุย...ทำไมถึงเป็นคนเช่นนี้ไปได้ แค่เห็นสาวงามหน่อยเดียวก็มีเรื่องจะขอร้องแล้ว!

               แม้ฟังหรูฮุยจะสนทนากับโหลวเฉิน แต่ปลายหางตาก็ยังเห็นสีหน้าท่าทางของจิ้นเหยี่ยนเหินและชวีหนิงซวง จึงรีบเอ่ยแก้ตัวพัลวัน “พวกเจ้าอย่าได้เข้าใจผิด”

               รอยยิ้มของจิ้นเหยี่ยนเหินดูยียวนมากขึ้น ส่วนใบหน้าของชวีหนิงซวงยังคงบิดเบี้ยวต่อไป ฟังหรูฮุยถอนหายใจยาวๆ ก่อนจะอธิบาย “เรื่องเป็นเช่นนี้ ตอนบ่ายข้ากับฮูหยินซูได้คุยกันครู่หนึ่ง นางบอกว่าแม่นางโหลวมีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยมนัก ลูกชายของนางหกล้มขาหัก แม่นางโหลวเป็นคนช่วยต่อกระดูกให้เขา ใช้เวลาไม่กี่วันก็สามารถลงจากเตียงเดินเหินได้แล้ว ก่อนหน้านี้ที่โรงหมอของข้ามีหมอหญิงผู้หนึ่ง แต่เมื่อปีที่แล้ว หมอหญิงผู้นี้ป่วยตาย จากนั้นมามีหญิงชาวบ้านมากมายทั้งที่ออกเรือนและยังมิได้ออกเรือน เกิดอาการเจ็บป่วยในบริเวณร่มผ้า ก็มิกล้ามาหาหมอที่โรงหมอ ได้แต่เชิญแม่หมอตำแยหรือหญิงชาวบ้านที่พอจะรู้เรื่องตัวยาอย่างผิวเผินมาตรวจรักษาอาการให้ หากตรวจผิดพลาดยังเป็นเรื่องเล็ก แต่มียาบางอย่างที่ใช้ไม่ถูกโรคจะทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้”

               แววตาของฟังหรูฮุยฉายประกายแน่วแน่ยามที่มองโหลวเฉิน ดวงตากระจ่างสดใสคู่นั้นมีแววร้องขอ น้ำเสียงก็จริงใจยิ่งนัก “ดังนั้นข้าจึงคิดจะเชิญแม่นางโหลวมาทำการตรวจโรคที่โรงหมอ ข้ารู้ว่าแม่นางมิใช่คนพื้นที่แถวนี้ เวลาที่จะพำนักอยู่ที่นี่ก็คงไม่นานนัก แค่ไม่กี่วันก็ยังดี และไม่จำเป็นต้องนั่งประจำอยู่ที่นี่ตลอดวัน ขอเพียงครึ่งวันก็พอ แล้วแต่แม่นางจะกำหนดเวลามา สำหรับค่ารักษานั้น แล้วแต่แม่นางจะเป็นผู้กำหนด หากผู้ป่วยไม่สามารถชำระได้ ทางโรงหมอพันยาจะชดเชยให้แม่นางเอง”

               โหลวเฉินยืนฟังอย่างนิ่งเฉยจนอีกฝ่ายพูดจบ ก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบ “ข้ารับปาก ต่อไปหากไม่มีเรื่องสำคัญ ทุกวันเวลายามหกถึงยามแปด ข้าจะมาตรวจคนไข้” มีประโยคหนึ่งที่ชวีหนิงซวงพูดไม่ผิด เขาเป็นหมอที่ดี อีกทั้งมีความเมตตาและจิตใจดีงาม มิใช่เป็นเพียงแค่หมอที่ดีเท่านั้น

               “ดียิ่งนัก” เห็นโหลวเฉินตอบตกลงแล้ว ฟังหรูฮุยก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง แววตาเปล่งประกายอ่อนโยน พูดขึ้นยิ้มๆ “ข้าจะเตรียมห้องส่วนตัวให้แม่นางโหลวได้ตรวจคนไข้ หากมีสิ่งที่ต้องการนอกเหนือจากนี้ก็บอกข้าได้”

               เตรียมห้องส่วนตัวให้ด้วยตัวเอง เงินค่ารักษาก็ให้กำหนดได้ตามสบาย ผลตอบแทนเช่นนี้มิใช่จะดีเกินไปแล้วหรือ แม้จะได้ยินฟังหรูฮุยพูดว่า ‘มีเรื่องขอร้อง’ ทว่ามิใช่เพื่อตัวเขาเอง ชวีหนิงซวงรู้สึกสุขใจนัก ทว่าเขาให้ความสำคัญกับโหลวเฉินถึงเพียงนี้ ทำให้คุณหนูชวีสุขใจไม่ได้มาก นางไม่กล้าแสดงอารมณ์ต่อหน้าฟังหรูฮุย ได้แต่ใช้สองมือบิดชายผ้า ส่งเสียงรำพึงกับตนเองเบาๆ “วิชาแพทย์ของนางจะเก่งกาจแค่ไหนเชียว ไม่แน่อาจเป็นพวกหลอกลวง...”

               คำพูดนั้นคล้ายจะรำพึงรำพันกับตัวเอง ทว่าบุคคลทั้งสามที่อยู่ใกล้ๆ ย่อมได้ยินด้วย หากเป็นสตรีทั่วไปคงจะบันดาลโทสะหรือไม่ก็มีท่าทีไม่พอใจ แต่นี่เป็นแม่นางโหลว สีหน้าของนางยังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์เช่นเดิม นางเพิกเฉยต่อคนตรงหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม แล้วหันไปบอกกับฟังหรูฮุย “เตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจปกติก็พอ ห้องตรวจปัดกวาดให้สะอาดเรียบร้อย ค่ารักษาให้คิดตามค่ารักษาของหมอคนอื่นในโรงหมอ ข้าจะจากไปเมื่อไรก็ยังไม่แน่ใจ แต่ว่าในสิบวันนี้ข้ายังอยู่ที่ตำบลลั่วสุ่ย”

               ฟังหรูฮุยถอนหายใจอย่างโล่งอก พยักหน้าให้ แม่นางผู้นี้แม้จะดูเย็นชาเฉยเมย แต่ก็เป็นคนจิตใจดีงาม มีเหตุมีผล

               ชวีหนิงซวงรีบยกมือขึ้นเสนอตัวอย่างอุกอาจ “พี่หรูฮุย แม้วิชาแพทย์ของข้าจะไม่ดี แต่ข้าก็รู้จักตัวยามากมาย ข้าช่วยพี่จัดยาได้นะ”

               รอยยิ้มของฟังหรูฮุยดูแข็งขืนพิกล แต่ก็ยังตอบกลับอย่างมีมารยาท “แม่นางชวีมิใช่ต้องวุ่นกับการสืบคดีหรือ ข้ามิกล้าทำให้เจ้าเสียเวลาในการกำจัดทุกข์ให้กับชาวบ้านหรอก”

               “ไม่เสียเวลาๆ ข้ามีเวลาว่างค่อยมา” เกรงว่าฟังหรูฮุยจะพูดจาปฏิเสธขึ้นมาอีก ชวีหนิงซวงจึงรีบเดินไปอยู่ข้างกายโหลวเฉิน ดึงแขนเสื้ออีกฝ่ายให้เดินพลางพูด “ตามนี้ก็แล้วกัน พวกเรายังต้องไปสืบคดีอีก ไปก่อนนะ”

               เมื่อเดินๆ วิ่งๆ ออกมาไกลราวสิบกว่าจั้งแล้ว ชวีหนิงซวงก็หยุดฝีเท้า ปล่อยแขนเสื้อของโหลวเฉิน เดินตีคู่ไปพร้อมกัน ไม่สนใจว่าจิ้นเหยี่ยนเหินจะตามมาหรือไม่ สาวน้อยเดินมุ่งหน้าไปมองคนข้างกายไป

 

 

บทที่ 3 ชายหนุ่มลึกลับ(1)

 

               แสงจันทร์นวลสาดส่องต้องกระทบเรือนร่างระหง

               เมื่ออยู่ใต้ลำแสงอ่อนละมุน ดวงหน้าที่เฉยชาอยู่เป็นนิจก็ยิ่งดูสวยเย็นจับใจมากขึ้น เกรงว่าเทพธิดาบนดวงจันทร์เมื่อเทียบกับนางแล้ว ยังต้องหมองลงไปอีกหลายส่วน ชวีหนิงซวงยิ่งดูยิ่งขัดใจ นางเป็นปีศาจเจ้าเสน่ห์มาจากที่ใดกัน งดงามถึงเพียงนี้ไปเพื่ออะไร

               ชวีหนิงซวงก้าวเร็วๆ ขึ้นมาขวางหน้าโหลวเฉิน เอ่ยอย่างไร้ไมตรี “นี่ ข้าจะบอกเจ้าก่อนนะ พี่หรูฮุยเป็นคนละเอียดอ่อน มีน้ำใจไมตรี ถึงแม้เขาจะยิ้มให้เจ้า หรือดูแลเจ้ามากหน่อย ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เจ้าอย่าได้เข้าใจสิ่งใดผิดไป พี่หรูฮุยไม่ได้มองคนแต่เพียงเปลือกนอก ไม่ใช่คนฉาบฉวย”

               คุณหนูชวีในยามนี้แม้จะเต็มไปด้วยไอคุกคามแต่ความน่ารักในตัวนางยังคงไม่คลายลง โหลวเฉินเกิดความคิดอยากจะยั่วแหย่อีกฝ่าย จึงเอ่ยเสียงเบาขึ้น “ที่แท้ฟังหรูฮุยก็มีข้อดีมากถึงเพียงนี้”

               “...” ชวีหนิงซวงคิดไม่ถึงว่าคำพูดของตนนั้นนอกจากจะไม่สามารถตักเตือนได้ กลับยิ่งทำให้สตรีผู้นี้เกิดความสนใจอยากได้ขึ้นมาด้วย ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้ นางรีบโบกมือทันใด “ไม่ๆๆ ไม่ใช่ พี่หรูฮุยมีข้อเสียตั้งมาก เวลาที่เขายุ่งขึ้นมา ไม่ว่าใครก็ไม่สนใจ ในใจมีแต่คนไข้ ไม่ใส่ใจใครเลยสักคน แล้วเขาก็ชอบผิดนัดเป็นประจำ ยังมีอีกนะ...เขาเป็นคนเลือกกิน ยังมี...ยังมี...”

               จิ้นเหยี่ยนเหินเดินตามหลังสตรีทั้งสองมาได้พักหนึ่งแล้ว คำสนทนาของพวกนางเขาย่อมได้ยินทั้งหมด หากว่าเขาไม่ส่งเสียงบ้าง ความลับส่วนตัวของพี่น้องที่แสนดีของเขาคงจะถูกคุณหนูชวีเอาออกมาตีแผ่จนหมดแน่ อีกอย่างเขายืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ทั้งคน ทว่าพวกนางทั้งสองกลับพูดถึงแต่ฟังหรูฮุย แล้วเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้

               “นี่” จิ้นเหยี่ยนเหินเรียกเสียงต่ำ ดึงสายตาของชวีหนิงซวงมายังตน เขาส่ายนิ้วชี้ไปมาเบาๆ ทำท่าลึกลับพูดขึ้น “คุณหนูชวี ข้าว่าเจ้าอย่าได้กังวลเลย เฉินเอ๋อไม่ชอบคนอย่างฟังหรูฮุยหรอก”

               ไม่ชอบ? ขนาดคนที่ยอดเยี่ยมอย่างพี่หรูฮุยยังไม่ชอบ แล้วนางชอบใคร ชวีหนิงซวงรู้สึกแปลกใจ ตัดสินใจเอ่ยถามขึ้น “แล้วนางชอบคนแบบไหน?”

               ชายหนุ่มยกสองมือขึ้นกอดอก เดินมาหยุดข้างกายโหลวเฉิน มุมปากยกสูง ส่ายหน้าไปมาพยายามสื่อผ่านท่าทางออกมาว่า ‘เหตุใดเจ้าจึงได้โง่เช่นนี้’ ก่อนจะถอนหายใจ เอ่ยขึ้นในที่สุด “ต้องพูดให้ชัดอีกหรือ?”

 

บทที่ 3 ชายหนุ่มลึกลับ(2)

               ชวีหนิงซวงยังคิดตามไม่ทัน จิ้นเหยี่ยนเหินก็ยกนิ้วชี้ขึ้น คล้ายจะชี้มายังตนเอง เห็นดังนั้นชวีหนิงซวงพลันเบิกตาโตแล้วร้องขึ้น “มิใช่กระมัง?”

               มือสั่นๆ ของสาวน้อยชี้ไปยังจิ้นเหยี่ยนเหินพลางจ้องโหลวเฉินไปด้วย ถามขึ้นอย่างไม่เชื่อ “สายตาของเจ้าไม่น่าจะแย่ขนาดนี้”

               จิ้นเหยี่ยนเหินถอยหลังไปก้าวใหญ่อย่างหวาดระแวง ด้วยเกรงว่าจะเกิดเรื่องซ้ำรอยเดิม ทว่าแม่นางโหลวกลับไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อยทำเพียงยืนสบตากับชวีหนิงซวงอย่างตรงไปตรงมา ในแววตานั้นมีความหงุดหงิดใจสามส่วน ผิดหวังสามส่วน รู้สึกอ่อนอกอ่อนใจสามส่วน และอัดอั้นอีกหนึ่งส่วน ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ทุกอย่างก็ชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยวาจาใด

               ชวีหนิงซวงตะลึงงันไปครู่หนึ่ง จ้องมองร่างงามผุดผาดที่เยื้องย่างไปในราตรีอันเงียบสงบอย่างเชื่องช้า สุดท้ายจึงได้สติกลับมา รีบพุ่งเข้าหาจิ้นเหยี่ยนเหิน พร้อมทั้งเตะขาชายหนุ่มอย่างแรงทีหนึ่ง ตวาดเสียงเข้ม “หน้าไม่อาย!”

               ดูเถิด...ทำสตรีผู้เฉยชายิ่งทะนงโมโหเสียจนพูดไม่ออก คนเลวที่ทำลายชื่อเสียงของสตรีเช่นนี้ แค่เตะทีเดียวคงจะเบาไปด้วยซ้ำ ฮึ่ม!

               จิ้นเหยี่ยนเหินคลึงน่องที่รู้สึกเจ็บๆ คันๆ คราวที่แล้วเขาโดนเฉินเอ๋อโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว คราวนี้นางกลับใช้วิธียืมมีดฆ่าคน เขาประเมินนางต่ำไปแล้วจริงๆ

               บ้านสกุลเฝิงตั้งอยู่กลางตรอกแคบแห่งหนึ่ง เมื่อทั้งสามไปถึงเวลาล่วงเข้ายามสิบสองสามเค่อแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่พักผ่อนกันหมด

               ชวีหนิงซวงส่งสายตาให้กับจิ้นเหยี่ยนเหินคราหนึ่ง จากนั้นชายหนุ่มจึงเดินหน้าขึ้นไปเคาะประตู

               ปังๆๆ

               คนในบ้านน่าจะยังไม่นอน หลังจากเคาะประตูครู่เดียวก็ได้ยินเสียงสตรีดังมาจากในบ้าน

               “นั่นใคร?”

               “คนของทางการมาสืบคดี เปิดประตู” จิ้นเหยี่ยนเหินกดเสียงให้ต่ำลง คนในบ้านคล้ายลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแง้มประตูออกมามอง ครั้นเห็นคนภายนอกชัดเจนว่าสวมชุดมือปราบ สตรีผู้นั้นจึงเปิดประตูออก “คดีของลูกสาวข้ามีความคืบหน้าแล้วหรือ จับหวังซื่อที่เป็นฆาตกรได้แล้วใช่หรือไม่?”

               จิ้นเหยี่ยนเหินกระตุกมุมปาก แม้จะจับได้แล้วก็ไม่สามารถบอกออกไปได้ คุณหนูชวีแทรกขึ้นได้ถูกจังหวะพอดี “คดียังตามสืบกันอยู่ ถ้าเมื่อไรที่จับฆาตกรตัวจริงได้แล้ว ทุกคนย่อมได้ทราบข่าวแน่ คืนนี้ที่พวกข้ามาเพราะมีคำถามต้องการถามเฝิงเชียนฟงสักหน่อย”

               ฮูหยินเฝิงมองชวีหนิงซวงอย่างระแวงสงสัยแวบหนึ่ง นางเป็นแค่หญิงชาวบ้านธรรมดา ย่อมไม่รู้จักมือปราบหญิง ทว่าเมื่อเห็นสตรีทั้งสองติดตามมือปราบมา จึงมิได้ขัดขวางแต่อย่างใด “เชิญทุกท่านเข้ามาข้างในก่อน”

               ทั้งสามเดินตามฮูหยินเฝิงเข้าไปด้านใน เสียงชายชราผู้หนึ่งกำลังไอเอ่ยถามขึ้น “ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ใครมาหรือ?”

               ในยามนี้ ย่อมต้องให้จิ้นเหยี่ยนเหินเป็นคนออกหน้าอยู่แล้ว “พวกข้าเป็นมือปราบ มีเรื่องต้องการสอบถามเฝิงเชียนฟง รบกวนพวกท่านเรียกเขาออกมาหน่อยเถิด”

               ชายแก่ผู้นั้นอายุใกล้หกสิบปี ร่างกายดูไม่ค่อยจะแข็งแรง ไออยู่ตลอดเวลา ทว่าดวงตายังคงคมกริบ โหลวเฉินพลันนึกถึงคำพูดของจางจิ้งขึ้นมา บิดาของผู้ตายเป็นผู้คุ้มภัย ตอนนี้แม้จะอายุมากแล้วก็ยังดูน่าเกรงขามนัก

               นายท่านสกุลเฝิงส่งสายตาให้กับภรรยาคราหนึ่ง อีกฝ่ายพยักหน้าตอบ เตรียมตัวจะไปเรียกเฝิงเชียนฟง ทันใดนั้นประตูด้านขวาก็เปิดออก ชายหนุ่มอายุราวสามสิบต้นๆ เดินออกมา เขาตัวสูงไม่ถึงเจ็ดฉื่อ รูปร่างค่อนข้างผอม สวมใส่เสื้อผ้าสีเทาอ่อน หวีผมลวกๆ เหมือนคนเข้านอนไปแล้วก่อนหน้า

               ชายหนุ่มผู้นั้นมองกลุ่มผู้มาเยือนอย่างประหลาดใจ พร้อมเอ่ยถามขึ้น “ใต้เท้า ดึกขนาดนี้แล้ว มิทราบมีเรื่องอันใด?”

               พูดจบทำท่าคล้ายกับคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบกล่าวต่ออย่างมีมารยาท “ทุกท่านเชิญดื่มชาเสียก่อน เชิญ”

               จากนั้นก็ถือกาน้ำชาและถ้วยออกมา ตั้งท่ารินน้ำชาให้กับแขก จิ้นเหยี่ยนเหินยื่นมือห้ามเอาไว้ “ไม่รบกวนจะดีกว่า พวกข้ามาถามเพียงไม่กี่คำเท่านั้น”

               ชายหนุ่มวางกาน้ำชาลงอย่างเนือยๆ “เชิญถามมาเถิด”

               “วันที่สิบสี่ ก่อนยามสิบเอ็ดท่านได้ไปบ้านสกุลหวังหรือบริเวณใกล้เคียงหรือไม่?”

               อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ตอบ ชวีหนิงซวงพลันเอ่ยเสียงเข้มขึ้น “คิดให้ดีก่อนแล้วค่อยตอบคำถาม”

               เฝิงเชียนฟงตะลึงไปครู่หนึ่ง มองหญิงสาวอ่อนวัยพลางเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ไม่ได้ไป วันนั้นก่อนยามสิบเอ็ดข้าไม่ได้ไปบ้านสกุลหวัง และก็ไม่ได้ไปแถวๆ บ้านสกุลหวังด้วย”

               ชวีหนิงซวงซักถามต่อไป “ตอนที่ท่านไปถึงบ้านสกุลหวัง ท่านเข้าไปได้อย่างไร?”

               ฮูหยินเฝิงเริ่มมีท่าทีไม่พอใจชวีหนิงซวง เอ่ยตอบแทนลูกชายของตน “ลูกสาวของข้าฝึกวรยุทธมาตั้งแต่เล็ก เวลากลางวันประตูบ้านจะงับไว้เฉยๆ ไม่ได้ลั่นดาลลงกลอน”

               ชวีหนิงซวงไม่ได้สนใจฮูหยินเฝิง ยังคงจ้องเฝิงเชียนฟงต่อไป เริ่มถามคำถามเสียดแทงมากขึ้น “ตอนที่ท่านเข้าไป เฝิงเชียนหัวตายแล้วอย่างนั้นหรือ หรือว่าตอนที่ท่านเห็นนาง นางยังมีชีวิตอยู่ แล้วท่านได้สัมผัสถูกมีดเล่มนั้นหรือไม่?”

               ถามมาทีเดียวมากมายเช่นนี้ เฝิงเชียนฟงเริ่มมีท่าทีตกตะลึง ตอบอึกอัก “ข้า...ข้า ข้าไม่รู้ ตอนนั้นข้าเห็นแต่...เห็นแต่เลือดเต็มไปหมด ข้าไม่รู้ว่าพี่สาวตายหรือยังไม่ตาย มีดเล่มนั้น...ข้า...”

               ท่าทางของเขาดูหวาดหวั่น คำพูดก็ติดขัดไปหมด ชวีหนิงซวงเห็นท่าทางเช่นนี้ก็รู้สึกได้ใจ ถามจี้ต่อไป “อึกอักอะไรกันเล่า หรือว่ามีเรื่องใดปิดบังอยู่”

               ชวีหนิงซวงถามไปก็ขยับตัวเดินบีบเข้าไปใกล้เฝิงเชียนฟงเรื่อยๆ จู่ๆ ไม่รู้ว่าเท้าเตะถูกอะไรเข้า นางอุทานอย่างตกใจ ร่างถลาเข้าไปหาเฝิงเชียนฟง ด้วยร่างกายของเขามิได้กำยำนัก เมื่อถูกคนโถมเข้ามากะทันหันก็ถึงกับล้มลงกับพื้น

               ชวีหนิงซวงหน้าแดงก่ำ รีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ละล่ำละลักกล่าวออกมา “ขอ...ขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”

               ท่าทางของเฝิงเชียนฟงดูไม่ค่อยดีสักเท่าไร ในใจเดือดดาลขึ้นทวีคูณ แต่ในเมื่อคนที่ชนเขาล้มเป็นเด็กสาวอายุแค่สิบกว่าปี จะเอาเรื่องก็ใช่ที่ ได้แต่ลุกขึ้นยืน แล้วปัดฝุ่นผงออกจากตัว “ข้าไม่เป็นไร”

               ฮูหยินเฝิงเดินมาหยุดข้างกายบุตรชาย สำรวจซ้ายขวา ตรวจดูอย่างละเอียดจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรแล้ว นางก็โมโหขึ้นมาทันที ดึงตัวบุตรชายไปหลบไว้ด้านหลังของตน ชี้หน้าด่าจิ้นเหยี่ยนเหินและชวีหนิงซวง “พวกท่านคิดจะทำอะไร ก่อนนี้ก็ถามไปแล้วรอบหนึ่ง ตอนนี้ดึกดื่นค่อนคืนยังจะมาถามอะไรอีก ทำไมไม่ไปจับฆาตกร มาถามอะไรกับลูกชายของข้า พวกท่านต้องการอะไรกันแน่?”

               ชวีหนิงซวงมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ส่วนจิ้นเหยี่ยนเหินก็ยกมือขึ้นลูบจมูกไปมา ส่งเสียงกระแอมเบาๆ แต่มิได้เอ่ยคำใด ยามนี้เจ้าบ้านเฝิงที่นิ่งเงียบมาตลอดเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น “เชียนฟง ตอบคำถามของท่านมือปราบให้ดีๆ”

               ดวงตาของเฝิงเชียนฟงฉายแววแค้นเคืองแวบหนึ่ง แต่ยังคงตอบอย่างนอบน้อม “ขอรับ”

               ไม่รู้ว่าในใจของเขาตอนนี้เรียบเรียงเรื่องราวไว้ดีแล้วหรืออย่างไร จึงกล่าวออกมาอย่างมีลำดับขั้นตอนมากกว่าเดิม “วันนั้นข้านัดคนไว้ที่ร้านฝูหย่งเพื่อดื่มน้ำชา จนกระทั่งประมาณยามสิบจึงได้แยกกับพวกเขา ตอนที่ข้ากลับถึงบ้านก็เป็นเวลายามสิบสองเค่อกระมัง ตอนนั้นท่านพ่อท่านแม่ไม่อยู่บ้าน จึงไม่มีใครเป็นพยานให้ได้ แต่ตอนที่ข้าเข้าประตูมานั้น เจอกับท่านลุงหลิวข้างบ้าน พวกท่านไม่เชื่อลองถามเขาดูได้ ข้าพักผ่อนอยู่ในบ้านประมาณหนึ่งเค่อ ก่อนคิดได้ว่าไม่ได้ไปเยี่ยมพี่สาวนานแล้ว จึงออกไปบ้านสกุลหวัง ดังนั้นก่อนยามสิบเอ็ด ข้าไม่มีเวลาจะไปบ้านสกุลหวังแน่นอน แม้แต่ละแวกนั้นก็ไม่ได้ไป พอข้าไปถึงก็เห็นพี่สาวนอนจมกองเลือดอยู่ ตอนนั้นข้าตกใจมาก รีบวิ่งเข้าไปอุ้มนางขึ้นมา ใบหน้าของนางซีดขาว ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าตอนนั้นนางตายหรือยัง ส่วนมีดเล่มนั้นข้าก็ไม่ได้แตะต้องเลย ตั้งแต่เล็กข้าไม่ชอบรำดาบรำกระบี่ เห็นแล้วตกใจทุกที แล้วจะไปแตะมันได้อย่างไร”

               ได้ยินคำพูดของเฝิงเชียนฟงแล้ว คิ้วของชวีหนิงซวงก็ขมวดเข้าหากันแน่น กำลังจะถามต่อทว่ามือของโหลวเฉินกลับกดไหล่ของนางเอาไว้ก่อน จังหวะเดียวกับที่จิ้นเหยี่ยนเหินเดินมาหยุดข้างกายนางแล้วเอ่ยขึ้น “รบกวนทุกท่านแล้ว พวกข้าขอตัวก่อน”

               ออกจากประตูใหญ่บ้านสกุลเฝิง ชวีหนิงซวงได้แต่ก้มหน้าอย่างรู้สึกผิดหวัง เอ่ยขึ้นด้วยอาการหงุดหงิดใจ “มาเสียเที่ยวแท้ๆ ไม่ได้เบาะแสเลยสักนิด”

               “มันก็ไม่แน่”

               เสียงหัวเราะเบาๆ ของจิ้นเหยี่ยนเหินดังขึ้น ชวีหนิงซวงเงยหน้ามองคนพูดอย่างกังขา เห็นชายหนุ่มกะพริบตาใส่โหลวเฉินพร้อมกล่าวยิ้มๆ “ที่เจ้าล้มไปเมื่อครู่ เฉินเอ๋อต้องไม่ให้เจ้าล้มเสียเที่ยวแน่”

               “เมื่อกี้เจ้าตั้งใจเตะข้าเช่นนั้นหรือ” ชวีหนิงซวงรู้ตัวทันทีว่าใครคือผู้ร้ายตัวจริงที่ทำให้นางอับอายขายหน้า หากเป็นจิ้นเหยี่ยนเหินหรือมือปราบคนอื่นๆ นางคงจะลงมือไปนานแล้ว แต่สตรีเรือนร่างบอบบางตรงหน้านี้เป็นสาวงามที่มีบุคลิกเย็นชา ไฟโทสะที่กำลังคุกรุ่นของชวีหนิงซวงจึงไม่รู้จะระบายได้อย่างไร

               สาวน้อยโบกมือไปมาอย่างหงุดหงิด กล่าวด้วยอารมณ์ที่ไม่สู้ดี “ช่างเถอะ เจ้าพบอะไรบ้าง”

               จิ้นเหยี่ยนเหินเห็นชวีหนิงซวงสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ได้ก็รู้สึกผิดหวังนัก เดิมทีเขาคิดจะใช้วิธี ‘ดาบนั้นคืนสนอง’ มาแก้แค้นเฉินเอ๋อที่ใช้วิธี ‘ยืมดาบฆ่าคน’ กับเขา ตอนนี้ท่าจะล้มเหลวเสียแล้ว

               ฝีมือยุให้รำตำให้รั่วของจิ้นเหยี่ยนเหิน โหลวเฉินไม่เห็นอยู่ในสายตาอยู่แล้ว ในฐานะที่รู้จักกันนางตัดสินใจจะช่วยชวีหนิงซวงสักครั้ง “บนตัวของเขาไม่มีบาดแผล ซ้ำเป็นคนถนัดใช้มือขวา”

               ชวีหนิงซวงประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง อีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรกัน พอคิดย้อนไปอย่างละเอียด ก็พบว่าหลังจากตัวเองโถมตัวใส่เฝิงเชียนฟงแล้ว เขาก็รีบลุกขึ้นมา ใบหน้ามีแต่ความโกรธขึ้ง ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด อีกอย่างท่าทางของเขาคล่องแคล่ว ดูไม่เหมือนคนที่มีบาดแผลใดๆ สำหรับเรื่องการถนัดมือขวานั้น... ชวีหนิงซวงจำได้ว่าตอนที่เขาพูดว่าจะรินน้ำชาให้กับพวกนางก็ใช้มือขวาจับกาน้ำชา ตอนลุกขึ้นจากพื้นยังใช้มือขวายันพื้นด้วย