ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ไม่ปล่อยมือ

ผู้แต่ง Mu Yao Rao
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ร้านค้าออนไลน์ fictionlog readawrite

ใครบอกว่าฉันจะยอมหลีกทางให้ ‘นางเอก’ ฝันไปเถอะสาว!

บทนำ

ใครบอกว่าฉันจะยอมหลีกทางให้ 'นางเอก'!

ชีวิตคู่ของ ‘เวินอิ๋ง’ กับสามีผู้เก่งกาจอย่าง ‘เสิ่นหันจี้’ จืดจางปานน้ำล้างถ้วย 
แต่สิ่งที่ทำให้เธอตื่นตะลึงยิ่งกว่า 
คือการได้รู้ว่าตัวเองเป็นเพียง ‘ตัวประกอบ’ ในนิยาย
และอีกไม่นานผัวหน้านิ่งคนนี้ ก็จะได้เป็นมหาเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ 
ซ้ำเขายังเป็นผู้ชายที่นางเอกของเรื่องหมายปอง (แต่ยังเอื้อมไม่ถึง)
ส่วนเธอ... ก็มีหน้าที่แค่ ‘ตาย’ 
เพื่อเปิดทางให้คนอื่นมาคว้าสามีของตน!

ฝันไปเถอะสาว!
จากภรรยาผู้อ่อนแอขี้กลัว ทำอะไรก็ต้องมองสีหน้าคนอื่น 
เวินอิ๋งลุกขึ้นมาสู้สุดใจเพื่อกู้คืนวาสนาตัวเอง 
ชะตากรรมเมียเก่าอายุสั้นอะไรนั่น... ลืมไปซะ!
ผัวเขา-เราเขิน เหรอ? อย่ามาเสนอหน้า!
อะไรที่เป็นของฉัน... ฉัน จะ ไม่ ปล่อย มือ!

สารบัญ

เวินอิ๋งฝันเห็นตนเองเป็น ‘ตัวประกอบเล็กๆ’ ในนิยายเรื่องหนึ่ง

นางเอกของเรื่องเป็นบุตรีสายตรงของเจ้ากรมคลัง พระเอกคือรัชทายาท บุตรีเจ้ากรมคลังเป็นคนที่เคยมีชีวิตมาแล้วชาติหนึ่ง ทว่าชาติก่อนนางดื้อรั้น หนีออกจากบ้านไปอยู่กินกับบัณฑิตยากจน หลังใช้ชีวิตด้วยกันหลายปี สุดท้ายถูกบัณฑิตชั่วหลอกเอาเงินทองไปจนสิ้นเนื้อประดาตัว จากนั้นบัณฑิตก็เผยสันดานแท้จริงออกมา ไม่เพียงทุบตีด่าทอ ยังพาหญิงท้องแก่นางหนึ่งเข้ามาในบ้าน ให้หญิงผู้นั้นหาเรื่องกลั่นแกล้งนางสารพัด

บุตรีเจ้ากรมคลังรู้ดีว่าไม่มีหน้ากลับไปพบบุพการี จึงกระโดดน้ำหวังฆ่าตัวตายไปพร้อมกับความละอายใจและเคียดแค้นในตัวสามี

เดิมคิดว่าคงตายแน่แล้ว ไม่คิดว่าสวรรค์จะเมตตาส่งปาฏิหาริย์มาให้ เมื่อนางลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตนเองย้อนเวลากลับไปแปดปี เป็นช่วงเวลาที่นางกำลังหนีออกจากจวนเพื่อไปอยู่กินกับบัณฑิตชั่วผู้นั้น!

ได้มีชีวิตใหม่ นางจะไม่โง่ซ้ำสอง!

หญิงสาวกลัวบัณฑิตชั่วจะปากมาก เอาเรื่องที่ทั้งสองนัดแนะจะหนีตามกันไปพูดให้ผู้อื่นฟัง เพื่อทำลายชื่อเสียงตน นางจึงใช้คนนำทองหนึ่งร้อยตำลึงไปมอบให้ ฝากข้อความไปบอกว่าตนถูกคนที่บ้านจับได้ เจ้ากรมคลังผู้บิดาโกรธจัด สั่งขังนางและสั่งคนให้ตามล่าเขา เพื่อฆ่าคนปิดปาก ขอให้เขารีบหนีไปจากเมืองเสีย

ทองร้อยตำลึงทำให้ซิ่วไฉยากจนไม่สนใจบุตรีเจ้ากรมคลังอีก ชีวิตย่อมสำคัญกว่าความรักจอมปลอม ไม่เสียเวลาคิดสักนิด บัณฑิตหนุ่มรีบมุ่งหน้าออกจากเมือง ทว่าสิ่งที่รอเขาอยู่นอกเมืองคือโจรกลุ่มหนึ่ง!

ที่แท้เป็นบุตรีเจ้ากรมคลังที่ปล่อยข่าวให้พวกโจรรู้ว่าซิ่วไฉมีทองร้อยตำลึงอยู่กับตัว เพื่อชำระแค้นชีวิตในชาติก่อนของตน

ชาติที่แล้ว หลังบัณฑิตซิ่วไฉเผยสันดานชั่วออกมา ชีวิตนางก็ตกต่ำ แต่ละวันผ่านไปอย่างยากลำบาก เวลานั้นมีบุรุษสูงศักดิ์ผู้หนึ่งยื่นมือเข้าช่วย เขาคือเสิ่นหันจี้ บุตรชายสายรองของหย่งหนิงโหว

เคยมีชีวิตมาแล้วชาติหนึ่งจึงได้รู้ว่า ภายภาคหน้าเสิ่นหันจี้จะก้าวหน้ารุ่งเรืองได้เป็นถึงมหาเสนาบดี ไม่ว่าจะเพราะความซาบซึ้งในบุญคุณที่เขาเคยช่วยเหลือ หรือเพราะเสิ่นหันจี้เป็นบุรุษรูปงามมากความสามารถ แต่บุตรสาวเจ้ากรมคลังก็ได้มอบใจให้เขาไปแล้ว

ไม่เพียงรู้ว่าเสิ่นหันจี้จะได้เป็นขุนนางใหญ่ หญิงสาวยังรู้ว่าอีกไม่นานภรรยาของเขาจะเสียชีวิต นางจึงพยายามผูกสัมพันธ์กับภรรยาของเขา สนิทสนมจนเรียกขานกันเป็นพี่น้อง

หลังภรรยาเขาจากไป บุตรีเจ้ากรมคลังรวบรวมความกล้าเปิดเผยความในใจต่อเสิ่นหันจี้ ไม่คิดว่าเขาจะเป็นบุรุษแล้งน้ำใจ ปฏิเสธไมตรีของนาง

บุตรีเจ้ากรมคลังยอมปล่อยมือแล้วหันไปรับรักจากรัชทายาทแทน

สามีภรรยาร่วมมือกันฝ่าฟันอุปสรรคมากมายที่ถาโถมกว่าจะได้ครองคู่อยู่กันอย่างหวานชื่น เมื่อรัชทายาทขึ้นครองราชย์ก็แต่งตั้งบุตรีเจ้ากรมคลังขึ้นเป็นฮองเฮา สองคนร่วมมือกันพัฒนาแคว้นให้รุ่งเรือง

ไม่พูดถึงนางเอกแล้ว... พูดถึงตัวเองบ้าง!

บทตัวประกอบเล็กๆ ที่เวินอิ๋งได้รับคือ ‘ภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้วของเสิ่นหันจี้’ ผู้หญิงที่นางเอกเข้ามาตีสนิทถึงกับเรียกขานเป็นพี่เป็นน้องคนนั้นไง!

ในฝันเวินอิ๋งแต่งเข้าจวนหย่งหนิงโหวในวัยสิบหก เสียชีวิตตอนสิบเก้า ก่อนแต่งงานก็เฝ้าตั้งหน้าตั้งตารอวันเป็นสะใภ้ในจวนหย่งหนิงโหว เพียงเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนของเจ้าบ่าวในห้องหอ หัวใจของเวินอิ๋งก็ตกเป็นของเขาอย่างง่ายดาย

เวินอิ๋งเป็นบุตรสาวของรองเจ้าเมืองหวายโจวกับภรรยาที่ล่วงลับไปแล้ว

เป็นเพราะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลของแม่เลี้ยงทำให้นางเคยชินกับการดูสีหน้าผู้คน บ่มเพาะนิสัยระมัดระวังคำพูด ไม่เคยกล่าวความในใจกับใครอื่น ในสายตาคนอื่นนางเป็นคนน่าเบื่อ ไร้ชีวิตชีวา

ด้วยชาติกำเนิดที่แสนธรรมดาและนิสัยที่เงียบขรึม ทำให้คนอื่นพูดกันว่า ได้แต่งเข้าเป็นสะใภ้จวนหย่งหนิงโหว ล้วนมาจากบุญวาสนาที่บรรพชนสั่งสมมาโดยแท้ ต่อให้เสิ่นหันจี้จะเป็นเพียงบุตรชายสายรอง แต่ก็ถือว่าเวินอิ๋งได้สามีฐานะสูงส่งกว่าตนมาก

บุตรชายสายรองผู้นี้งามสง่า เป็นชายหนุ่มที่มีทั้งรูปโฉมและความสามารถประดุจเซียนจากสวรรค์ลงมาจุติ

ชาวเมืองต่างพูดกันว่าบุตรสาวของรองเจ้าเมืองหวายโจวหาคู่ครองได้ดี

เวินอิ๋งเองก็รู้สึกเช่นนั้น กระทั่งได้เป็นสะใภ้จวนหย่งหนิงโหวสมดั่งหวัง จึงค่อยกระจ่างในความจริงที่มองข้ามไป

เหตุผลแท้จริงที่ฮูหยินหย่งหนิงโหวส่งแม่สื่อไปทาบทามสู่ขอ เพราะไม่ต้องการให้เสิ่นหันจี้ได้ภรรยาที่มีฐานะและอำนาจเกื้อหนุนเขาได้ ด้วยเหตุนี้คนในจวนหย่งหนิงโหวจึงไม่มีใครเคารพและให้เกียรตินางเลย ฮูหยินใหญ่ดูแคลน แม่สามีแท้ๆ ก็ชิงชังรังเกียจ

แม้สามีจะปฏิบัติกับนางอย่างอ่อนโยน แต่ในใจเขามีเพียงความเย็นชา เขาปฏิบัติกับทุกคนเหมือนกันหมด ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเสมอ ทว่าสิ่งที่นางได้รับจากเขามีเพียงความห่างเหิน

อยู่กินกันเกือบสองปี ทั้งคู่ยังคงวางตัวเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน มิได้มีความเป็นสามีภรรยากันอย่างแท้จริง เวินอิ๋งไร้ความมั่นใจ ทุกการกระทำและคำพูดเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ไม่เพียงอยู่ต่อหน้าเขา ยามอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ผู้น้อยในจวน เวินอิ๋งมักจะยืนเงียบๆ ไม่พูดจา ไม่กล้าทำอะไร

มีหลายครั้งที่เวินอิ๋งรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

การแต่งงานที่ผู้คนชื่นชมอิจฉา สุดท้ายกลายเป็นกรงขัง เวินอิ๋งใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง ระวังทุกคำพูดและการกระทำ กลัวตนเองจะพลาดทำผิดขึ้นมา ทั้งยังต้องพยายามประจบเอาใจคนอื่น

เดิมนางเคยคิดว่าชีวิตหลังแต่งงานยากลำบากมากแล้ว ใครเลยจะคิดว่ายังมีความลำบากยิ่งกว่ารออยู่

ความเลวร้ายอย่างที่สุดเกิดขึ้นหลังเสิ่นหันจี้สอบได้เป็นจอหงวน

แม้เวินอิ๋งเคยได้ยินคำนินทาว่านางไม่เหมาะกับเสิ่นหันจี้มามากต่อมาก ไม่เว้นแม้แต่มารดาผู้ให้กำเนิดเขาก็ยังเคยพูดใส่หน้าหลายครั้งว่านางไม่คู่ควรกับเสิ่นหันจี้ แต่หญิงสาวสามารถสะกดกลั้นความไม่พอใจไว้ได้เสมอ เพราะเสิ่นหันจี้ไม่เคยมีหญิงอื่นให้นางต้องช้ำใจ

แต่หลังจากเขาสอบผ่านเป็นจอหงวนและเข้าทำงานเป็นขุนนางในราชสำนัก สตรีสูงศักดิ์ก็พากันรวมหัวกลั่นแกล้งนาง ทั้งพูดจาถากถางดูแคลน สาดสุราใส่ ผลักตกสระน้ำ ทำให้นางกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่น ทว่าเวินอิ๋งกลับไม่เคยปริปากเล่าให้สามีฟัง

ทั้งคู่เป็นสามีภรรยาที่พูดคุยกันน้อยมาก ยามอยู่ต่อหน้าเขา เวินอิ๋งมักจะก้มหน้าอยู่เงียบๆ ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่น นางจะยืนเยื้องอยู่ด้านหลังเขา

จะบอกว่าเสิ่นหันจี้เป็นคนเย็นชาก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะทุกครั้งที่เขาร่วมรักกับนาง เวินอิ๋งสัมผัสได้ชัดเจนถึงความเร่าร้อนดุดันอันไร้ขอบเขตของสามี แต่พอเขาลงจากเตียงก็จะกลายเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึก ภายหลังหญิงสาวจึงได้เรียนรู้ว่าที่เขาร่วมรักกับตน เป็นเพียงการปลดปล่อยความต้องการ ไม่มีความรู้สึกผูกพันอ่อนหวานใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาที่แสนเย็นชาห่างเหิน การถูกตั้งแง่รังเกียจจากแม่สามีและฮูหยินใหญ่ รวมถึงการที่ถูกคนในจวนหย่งหนิงโหวหมางเมินเหมือนไม่มีตัวตน ล้วนเป็นเรื่องที่เวินอิ๋งได้แต่เก็บกดเอาไว้ในใจ ไม่อาจระบายให้ผู้ใดรับรู้ได้

มารดาที่ล่วงลับไปมีนางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว นางไม่สนิทกับญาติพี่น้องคนอื่น ดังนั้นแม้จะเป็นคนในครอบครัวเดิม นางก็ไม่มีใครให้ปรับทุกข์ด้วย

คนในจวนหย่งหนิงโหว คนภายนอก ล้วนแต่สร้างความกดดันทำนางอึดอัดแทบหายใจไม่ออก แววตาไร้ประกายแห่งความมีชีวิต ร่างกายอ่อนแอซูบผอมลงทุกวัน

หญิงสาวไม่คาดหวังให้คนในจวนหย่งหนิงโหวทำดีกับนาง ไม่คาดหวังว่าภายหน้าเหตุการณ์จะดีขึ้น ยิ่งไม่คาดหวังว่าสามีจะเห็นความสำคัญของตน

สามปีหลังแต่งงาน เวินอิ๋งก็ตรอมใจตายในวัยเพียงสิบเก้าปี

การเสียชีวิตของนางไม่ส่งผลต่อผู้ใดในจวนหย่งหนิงโหว ไม่มีสักคนที่เสียใจให้กับการตายของนาง

ในฝันนางเห็นบุตรีเจ้ากรมคลังถามเสิ่นหันจี้ว่าเขามีความละอายใจต่อภรรยาผู้ล่วงลับบ้างหรือไม่

เขาตอบว่าไม่มี

บุตรีเจ้ากรมคลังยังถามอีกว่าเสิ่นหันจี้มีใจให้ภรรยาผู้ล่วงลับบ้างหรือไม่

สามีของนางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “สำหรับข้าแล้ว นางเป็นเพียงภรรยา”

ความหมายคือไม่มีใจให้นาง

เขายังพูดต่ออีกว่า ภรรยาผู้ล่วงลับมักจะยืนก้มหน้าเงียบๆ ไม่เคยเรียกร้อง ไม่เคยช่วงชิง ทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่านางไม่มีตัวตน คาดว่าไม่กี่ปีต่อจากนี้ เขาคงจำหน้าตานางไม่ได้แล้ว

คำพูดนี้ทำเวินอิ๋งเจ็บปวดแสนสาหัส ราวถูกมีดกระหน่ำแทงเข้าที่หัวใจอย่างไม่ปรานี!

ภาพสุดท้ายในฝันคือแปดปีหลังนางตายจาก เสิ่นหันจี้ได้ขึ้นเป็นมหาเสนาบดี โดยมิได้มีภรรยาใหม่

เวินอิ๋งลืมตาตื่น แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวลึก มือลูบใบหน้า สัมผัสได้ถึงความเปียกชุ่มของน้ำตา

หญิงสาวลุกขึ้นนั่ง ความเจ็บปวดในฝันช่างเหมือนจริงเหลือเกิน

สายตากวาดมองรอบห้องนอนที่มีตนอยู่ลำพัง สีหน้าเหม่อลอย

เสิ่นหันจี้บอกว่าถ้ามีคนนอนอยู่ข้างๆ เขาจะนอนไม่หลับ จำได้ว่าตอนนั้นนางก้มหน้ารับคำไม่โต้แย้ง ทั้งยังหาเหตุผลปลอบใจตัวเองด้วยว่า ถ้าเขานอนไม่หลับจะทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้อ่านตำราไม่รู้เรื่อง

เวินอิ๋งไม่ใช่คนเรียกร้องเอาแต่ใจ

แต่ความฝันเมื่อครู่ทำเวินอิ๋งเจ็บปวดจนหายใจขัด อึดอัดจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ หญิงสาวกอดเข่าสองข้างแน่น เม้มปากกลั้นเสียงสะอื้น ซุกหน้าร้องไห้ตัวสั่นอยู่บนเตียง น้ำตาไหลพรากเป็นสาย

เวินอิ๋งไม่รู้ว่าตนร้องไห้ให้ใคร ร้องให้กับความน่าเวทนาของตนในตอนนี้ หรือร้องให้กับตัวเองในความฝันกันแน่

หญิงสาวปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อยู่นาน เมื่อความเจ็บปวดในใจเริ่มเบาบาง นางจึงค่อยตั้งสติ

ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางฝันประหลาดเช่นนี้ แต่เป็นครั้งแรกที่เวินอิ๋งคิดว่าความฝันเหมือนต้องการบอกอะไรบางอย่าง เพราะก่อนหน้านี้เวินอิ๋งเคยสืบหาคนที่อยู่ในความฝัน ปรากฏว่าคนเหล่านั้นมีตัวตนจริง

ถึงเวินอิ๋งจะไม่รู้ว่าฝันนี้ต้องการบอกอะไร แต่ที่รู้ชัดเจนคือ สถานการณ์ของนางในฝันกับความเป็นจริงเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วนางคงได้ตรอมใจตายเหมือนในฝันแน่

หญิงสาวสูดหายใจลึกยาว รู้ว่าคืนนี้คงยากจะข่มตาหลับได้อีก สะบัดหน้าไปมาเบาๆ จากนั้นจึงลงจากเตียง

อาศัยแสงสลัวจากโคมไฟที่แขวนอยู่ใต้ชายคาหน้าห้องเดินไปยังโต๊ะวางอ่างน้ำ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้า เช็ดเสร็จก็แขวนไว้ที่ราวเล็ก เดินไปข้างหน้าต่าง ผลักบานหน้าต่างเปิดออกเล็กน้อย สายตามองจ้องไปยังห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

นั่นคือห้องพักของเสิ่นหันจี้

เวินอิ๋งไม่เคยนับว่ากี่คืนแล้วที่นางตื่นขึ้นมากลางดึก แง้มหน้าต่างแอบมองไปที่ห้องพักสามี แปดในสิบครั้ง ห้องนั้นยังมีแสงสว่างเสมอ

เวลานี้น่าจะเป็นยามจื่อ* แต่แสงไฟในห้องยังส่องสว่าง ชัดเจนว่าเสิ่นหันจี้ยังไม่เข้านอน

สามีเป็นคนหลับยาก เวินอิ๋งเคยให้คนไปถามท่านหมอเพื่อหายาช่วยให้หลับง่ายมาต้มให้เขาดื่ม หญิงสาวลงมือต้มเอง ยืนเฝ้าหน้าเตาตลอด เริ่มแรกนางเป็นคนยกชามยาไปส่งให้เขาด้วยตนเอง ต่อมาจึงเปลี่ยนให้สาวใช้หรือบ่าวยกไปแทน

สิ่งที่นางได้รับกลับมาคือคำขอบคุณที่สุภาพอ่อนโยน คืนต่อมาห้องนั้นก็ไม่เคยมีแสงไฟอีกเลย ตอนแรกเวินอิ๋งดีใจมาก นึกว่ายาที่ต้มอย่างลำบากได้ผล ภายหลังได้ยินบ่าวบอกว่าสามีย้ายไปนอนห้องหนังสือ

ตอนนั้นเวินอิ๋งคิดเข้าข้างตนเองว่าสามีเกรงใจ ไม่อยากให้นางลำบาก แต่ความเย็นชาห่างเหินที่คล้ายจะมากขึ้นทำหญิงสาวไม่มั่นใจ อดคิดไม่ได้ว่าเสิ่นหันจี้รำคาญตน

เวินอิ๋งมองแสงไฟในห้องนั้นนิ่ง แววตาฉายประกายสับสน เมื่อคิดถึงความฝัน ในใจพลันรู้สึกคับข้องอึดอัดยากจะควบคุม

นางไม่อยากตาย!

หากวันหน้าเสิ่นหันจี้ได้เป็นมหาเสนาบดีเหมือนในความฝัน นางก็จะได้เป็นฮูหยินมหาเสนาบดีหรือเก้ามิ่งฟูเหริน** ถึงเวลานั้นคนที่เคยดูถูกดูหมิ่นหรือคนที่เคยพูดจาถากถางและกลั่นแกล้งรังแกจะต้องก้มศีรษะให้นาง แสดงความเคารพและให้เกียรตินางอย่างน้อยสามส่วน หากคิดจะหาเรื่องนาง พวกเขาก็ต้องคิดให้ดี

ขณะจมอยู่ในภวังค์ความคิด สายตาพลันเห็นเงาดำเคลื่อนไหวในห้องนั้น ดูจากท่าทางคล้ายกำลังเดินตรงมาที่หน้าต่าง เวินอิ๋งตกใจ ลนลานดึงหน้าต่างปิด ยืนแนบตัวชิดผนังห้อง กลั้นหายใจไม่รู้ตัว

จู่ๆ คำพูดแสนเย็นชาที่เขาพูดกับบุตรีเจ้ากรมคลังในฝันก็ดังก้องในหู วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง เวินอิ๋งน้ำตาคลอด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

ในจวนหย่งหนิงโหวแห่งนี้ไม่มีคนดีสักคน สามีเป็นบุรุษรูปงามเก่งกาจแล้วอย่างไร คนที่ใจดำอำมหิตเช่นนี้ นางยังควรมอบใจให้เขาต่อไปหรือ

ไม่! นับจากนี้นางจะเลิกเพ้อฝันว่าจะได้รับความรักจากเสิ่นหันจี้

เวินอิ๋งจะไม่ยอมตายเด็ดขาด! แต่นางจะมีชีวิตอยู่เพื่อรอให้สามีได้เป็นมหาเสนาบดี เพื่อที่ตนจะได้เป็นเก้ามิ่งฟูเหริน เป็นสตรีสูงศักดิ์ที่ไม่มีผู้ใดกล้าเหยียดหยามรังแกอีก


ฟ้าสว่างแล้ว

เวินอิ๋งที่ไม่ได้นอนมาค่อนคืนต้องใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบดวงตานานครึ่งชั่วยาม ถึงทำให้ดวงตาที่บวมแดงจากการร้องไห้ดีขึ้นบ้าง หากเพ่งมองให้ดีก็ยังพอเห็นความผิดปกติจางๆ แต่เวินอิ๋งไม่ใส่ใจ เพราะปกติคนในจวนนี้ไม่มีผู้ใดสนใจนางอยู่แล้ว

หลังแต่งหน้าทาแป้งเพื่อกลบรอยช้ำใต้ตาเสร็จก็ออกไปยืนรอหน้าห้องเสิ่นหันจี้ เพื่อเข้าไปช่วยดูแลแต่งตัวให้สามี

ก่อนหน้าเสิ่นหันจี้เคยบอกไม่ให้นางต้องมาดูแลรับใช้ ทว่าเวินอิ๋งไม่อาจทำตามคำสั่ง ด้วยเกรงว่าแม่สามีจะยิ่งไม่พอใจนางมากยิ่งขึ้น ตอนนี้ยังคิดไม่ออกว่าควรแก้ปัญหานี้อย่างไร จึงต้องทำตัวตามเดิมไปก่อน

สาวใช้ที่ติดตามมายกมือเคาะประตูห้อง ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงทุ้มดังมาจากด้านใน “เข้ามา”

เวินอิ๋งเดินนำหน้าสาวใช้ที่ยกอ่างน้ำและผ้าเช็ดหน้าเข้าไปด้านใน

มีฉากกันลมบานหนึ่ง กั้นแยกห้องด้านในและห้องด้านนอก มองเห็นเงาเลือนรางของร่างสูงสง่าอยู่หลังฉากกั้น

เมื่อก่อนเวินอิ๋งจะเดินเข้ามาช่วยสามีแต่งตัวด้วยท่าทีเขินอาย ก้มหน้าคางชิดอก ไม่กล้าสบสายตาสามี แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่นางสามารถช่วยสามีแต่งตัวได้โดยไม่รู้สึกขัดเขินอีก

หญิงสาวเดินอ้อมฉากกั้นเข้าไปด้านใน เสิ่นหันจี้สวมชุดผ้าไหมสีขาวเรียบร้อย ขาดเพียงสายคาดเอว เวินอิ๋งหยิบผ้าคาดเอวประดับหยกจากราวแขวน พอชายหนุ่มกางแขนสองข้างออก นางก็สอดผ้าคาดเอวอ้อมจากด้านหลัง ความใกล้ชิดทำให้นางเหมือนกำลังซุกหน้ากับแผ่นอกสามี

นางได้กลิ่นน้ำหมึกจางๆ เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยและห่างเหินในเวลาเดียวกัน ทำเวินอิ๋งชะงักนิ่งอย่างเหม่อลอย กระทั่งได้ยินเสียงทุ้มเอ่ย

“วันนี้สิบห้าค่ำ คืนนี้ข้าจะไปที่ห้อง”

มือที่กำลังผูกผ้าคาดเอวพลันสั่นระริก เวินอิ๋งพยายามควบคุมตัวเองให้สงบนิ่ง

เสิ่นหันจี้มองปลายนิ้วที่สั่นอย่างชัดเจน เอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ “ไม่ต้องตื่นเต้น” พูดพลางจับมือนางออกแล้วผูกผ้าคาดเอวเอง

หากเป็นเวินอิ๋งในอดีตได้ยินเสียงทุ้มนุ่มเช่นนี้ นางจะปลาบปลื้มดีใจ เพ้อฝันคิดเข้าข้างตัวเองว่าเสิ่นหันจี้มีใจชอบตนแล้ว ทุกครั้งที่ได้ยินเสียง ได้เห็นรอยยิ้มของเขา เวินอิ๋งจะมีความสุขจนตัวลอยเสมอ โง่งมอยู่นานกว่าจะรู้ว่าเสิ่นหันจี้พูดยิ้มเช่นนี้กับทุกคน ไม่ใช่กับนางผู้เดียว

วันขึ้นหนึ่งค่ำและสิบห้าค่ำของทุกเดือน เป็นวันที่ทั้งสองจะได้ร่วมเตียงร่วมสวาทกัน เป็นสองวันที่เวินอิ๋งรับรู้ว่าตนเป็นภรรยาของบุรุษผู้หนึ่ง

หลังเห็นสามีผูกผ้าคาดเอวเรียบร้อย เวินอิ๋งถอยไปยืนด้านข้าง ก้มหน้า หลุบสายตา นิ่งเงียบอย่างไร้ตัวตนเหมือนทุกครั้ง

“วันนี้ข้าจะออกไปข้างนอก คงจะกลับมาหลังเที่ยง บอกห้องครัวว่าไม่ต้องเตรียมอาหารกลางวันเผื่อข้า”

“ข้าจะไปบอกพ่อครัว” น้ำเสียงเวินอิ๋งอ่อนหวานเสนาะหู

รอจนเสิ่นหันจี้ออกไปแล้ว เวินอิ๋งจึงค่อยเงยหน้าขึ้น มองแผ่นหลังเหยียดตรงในชุดสีขาวงามสง่าพลางทอดถอนใจแผ่วเบา





_________________________

* เวลา 23.00 – 01.00 น.

** บรรดาศัักดิ์์ที่่ราชสำนัักแต่่งตั้งให้แก่มารดาหรือภรรยาเอกของขุนนางคนสำคััญที่่มีคุณูปการต่อแคว้นโดยจะเป็นขุนนางขั้นห้าขึ้นไป

ทุกสามวัน สตรีในตระกูลทุกคนต้องไปคารวะฮูหยินหย่งหนิงโหวที่เรือนฝูหลิน

หย่งหนิงโหวมีภรรยาเอกหนึ่ง อนุภรรยาสอง บุตรชายสาม บุตรสาวสี่ บุตรสาวออกเรือนไปแล้วสองคน เสิ่นหันจี้เป็นบุตรชายคนที่สามที่เกิดจากสวีซื่อ อนุภรรยาคนที่หนึ่ง สวีซื่อมีบุตรชายคนเดียว ไม่มีบุตรสาว

ตอนที่เวินอิ๋งมาถึงเรือนฝูหลิน ฮูหยินของซื่อจื่อมารออยู่ในสวนหน้าเรือนก่อนแล้ว อีกฝ่ายปรายตามองมาอย่างดูแคลนแวบหนึ่ง ก่อนจะมองไปทางอื่น เวินอิ๋งเห็นทุกการกระทำชัดเจน หญิงสาวแอบถอนหายใจเบื่อหน่าย

ก่อนแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้สามแห่งจวนหย่งหนิงโหว เวินอิ๋งไม่เคยรู้จักกับซุนซื่อมาก่อน เริ่มแรกจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงแสดงออกว่าไม่ชอบตน แต่ไม่นานต่อมาจึงได้รู้สาเหตุที่ถูกซุนซื่อตั้งแง่รังเกียจ

สาเหตุคือเสิ่นหันจี้

ซุนซื่อมีสหายสนิทคนหนึ่งคือชิงหนิงจวิ้นจู่ สตรีนางนั้นมีใจให้เสิ่นหันจี้ แต่เพราะฐานะที่แตกต่าง ชิงหนิงจวิ้นจู่จึงไม่อาจแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ในจวนหย่งหนิงโหวได้

ก่อนเวินอิ๋งจะแต่งให้เสิ่นหันจี้ นางอาศัยอยู่เมืองหวายโจว จึงไม่เคยได้ยินข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเสิ่นหันจี้กับชิงหนิงจวิ้นจู่ หลังแต่งงานได้ครึ่งปีจึงได้รู้เรื่องของทั้งสอง

เสิ่นหันจี้เป็นบุรุษรูปงามที่หญิงสาวน้อยใหญ่ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างชื่นชม ส่วนชิงหนิงจวิ้นจู่คือโฉมสะคราญอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ผู้คนต่างพูดกันว่าหากทั้งสองได้แต่งงานกันจะเป็นคู่สร้างคู่สม เป็นคู่ฟ้าประทานอย่างแท้จริง

แน่นอนว่าฮูหยินหย่งหนิงโหวไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้น!

ถึงเสิ่นหันจี้จะเป็นบุตรชายที่เกิดจากอนุ แต่ทั้งหน้าตาและความสามารถล้วนโดดเด่น หากได้ภรรยาเป็นสตรีที่เพียบพร้อมด้วยศักดิ์ฐานะและอำนาจ มิเท่ากับเกินหน้าเกินตาซื่อจื่อหรอกหรือ

ด้วยเหตุนี้ฮูหยินใหญ่จึงสู่ขอบุตรสาวรองเจ้าเมืองหวายโจวให้เขา ทั้งยังรีบเร่งจัดงานแต่งให้เรียบร้อย

ผู้คนต่างพูดกันว่า ถ้าเสิ่นหันจี้ไม่ใช่บุตรชายสายรอง ต่อให้เวินอิ๋งจะเป็นหญิงงามแห่งเมืองหวายโจว ก็ไม่มีทางได้แต่งเป็นภรรยาเขาแน่

วันที่เวินอิ๋งรู้เรื่องนี้ หญิงสาวเย็นวาบไปทั้งตัว

เวินอิ๋งบอกตัวเองไม่ให้คิดมาก แต่ในงานฉลองวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น ชิงหนิงจวิ้นจู่มาร่วมอวยพรด้วย หญิงสาวเห็นทั้งสองพูดคุยกันที่ริมสระน้ำในสวน ข้างกายชิงหนิงจวิ้นจู่มีสาวใช้คนเดียว รอบด้านไม่มีใครอื่นอีก

เวินอิ๋งไม่กล้าถามเสิ่นหันจี้ว่าทั้งสองคุยอะไรกัน กลัวจะได้ยินคำตอบที่ตนไม่อยากได้ยิน เรื่องนี้จึงกลายเป็นหนามยอกอกนางมาตลอด

นางได้แต่แสร้งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปรนนิบัติดูแลเขาไปตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายที่ปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เครื่องเขียนในห้องหนังสือที่เตรียมพร้อมไว้เสมอ ห้องนอนและห้องหนังสือที่ได้รับการทำความสะอาดทุกวัน

ทว่าภาพที่เห็นในความฝันทำให้เวินอิ๋งเริ่มสงสัยว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้คุ้มค่าหรือไม่

เวินอิ๋งจมอยู่ในภวังค์ความคิดจนหรงเอ๋อร์สาวใช้คนสนิทที่ติดตามมาจากสกุลเวินกระซิบเตือน

“ฮูหยินน้อยเข้าไปด้านในได้แล้วเจ้าค่ะ”

เวินอิ๋งพลันได้สติ เห็นคนมากันครบแล้ว กำลังทยอยเดินเข้าห้องโถงตามลำดับศักดิ์ หญิงสาวจึงเดินเข้าไปต่อแถว หลังทำความเคารพฮูหยินใหญ่เสร็จก็ถอยมายืนอยู่ด้านข้างสวีซื่อ

สวีซื่อมีบุตรชายที่หล่อเหลางามสง่าอย่างเสิ่นหันจี้ ตัวนางเองย่อมมีรูปโฉมที่สะดุดตาไม่น้อย แม้ตอนนี้จะอายุใกล้สี่สิบ แต่ก็ดูอ่อนวัยราวกับหญิงวัยยี่สิบกว่าเท่านั้น ในบรรดาภรรยาสามคนของหย่งหนิงโหว สวีซื่อนับว่ารูปโฉมงดงามที่สุด

สวีซื่อมองสตรีร่วมจวนคนอื่นที่กำลังพูดคุยกัน ก่อนหันมองลูกสะใภ้ข้างกายแวบหนึ่ง คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์ สวีซื่อไม่ชอบลูกสะใภ้คนนี้ ไม่เพียงชาติกำเนิดธรรมดา ยังเป็นคนเงียบๆ ท่าทางเซื่องซึมดูไร้ชีวิตชีวา เห็นทีไรให้รู้สึกขัดหูขัดตาไปหมด

ข้อดีอย่างเดียวคือเวินอิ๋งมีผิวกายขาวละเอียด เครื่องหน้ากระจุ๋มกระจิ๋มชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกเอ็นดูไม่ยาก ถ้าแม่เลี้ยงของนางให้ความสำคัญสักหน่อย เลี้ยงดูให้ดีกว่านี้สักนิด หรือตัวนางเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง คงจะเลือกคู่ครองที่สูงศักดิ์กว่าบุตรชายสายรองไปแล้ว

ตอนออกจากเรือนฝูหลิน สวีซื่อเอ่ยเสียงเบากับลูกสะใภ้ที่เดินเคียงข้าง “วันนี้ขึ้นสิบห้าค่ำ จี้เอ๋อร์ต้องไปที่ห้องเจ้า จงรีบหาโอกาสให้ตัวเองตั้งท้องเสียที อย่าให้คนเรือนอื่นหัวเราะเยาะอยู่แบบนี้”

“ลูกสะใภ้เข้าใจเจ้าค่ะ” เวินอิ๋งหลุบสายตาลง รับคำอย่างเชื่อฟัง

“เข้าใจจะมีประโยชน์อะไร!” สวีซื่อตำหนิเสียงแข็ง “ไม่รู้จักทำให้จี้เอ๋อร์กลับไปอยู่ที่ห้อง หน้าตาดีเสียเปล่าจริงๆ ถ้าปีหน้าเจ้ายังมีลูกให้จี้เอ๋อร์ไม่ได้ ข้าจะเป็นคนหาอนุให้เขาเอง”

คนทั้งจวนต่างรู้ว่าเสิ่นหันจี้เป็นโรคนอนไม่หลับ แต่ไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญ ต่างคิดกันว่าที่เขาไม่ยอมนอนที่ห้องเพราะไม่ชอบภรรยา เวินอิ๋งจึงอยู่ห้องลำพังผู้เดียว มีเพียงวันขึ้นหนึ่งค่ำกับสิบห้าค่ำเท่านั้นที่เสิ่นหันจี้จะไปหา

“ลูกสะใภ้เข้าใจเจ้าค่ะ” เวินอิ๋งตอบรับคำเดิม

สวีซื่อเห็นอีกฝ่ายตอบรับ ท่าทีนอบน้อมไม่มีปากเสียงก็ให้หงุดหงิดใจนัก นางโบกมือไล่

“ไม่ต้องเดินตามข้า จะไปไหนก็ไป เห็นหน้าเจ้าทีไรข้าปวดหัว”

เวินอิ๋งย่อตัวทำความเคารพแม่สามี ใช้สายตามองส่งสวีซื่อจนมองไม่เห็น จึงค่อยออกเดินเพื่อกลับเรือนอวิ๋นจี้ของตน

“ฮูหยินน้อยสาม วันนี้เป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำมิใช่หรือ”

เวินอิ๋งหันกลับไป เห็นสาวงามผู้หนึ่งกำลังเดินนวยนาดตรงมาหา

อนุหลิ่ว–อนุคนงามคนโปรดของคุณชายห้า นางแตกต่างจากหญิงสาวตระกูลใหญ่ชัดเจน เพียงมองปราดเดียวก็คาดเดาชาติกำเนิดได้ไม่ยาก อายุสิบเจ็ดสิบแปดก็เป็นสาวงามร้อนแรงแล้ว ทุกวันแต่งหน้าจัด ท่วงท่าอ้อนแอ้นอรชรเย้ายวน

คุณชายห้านามเสิ่นอู่หลาง เป็นบุตรชายที่เกิดจากแม่สามหรืออนุคนที่สองของหย่งหนิงโหว เพราะมีพี่ชายรูปงาม ความสามารถเก่งกาจถึงสองคน คือซื่อจื่อกับเสิ่นหันจี้ ไม่ว่าเขาจะทุ่มเทพยายามเพียงใดก็ไม่อาจเทียบพี่ชายทั้งสองได้ เสิ่นอู่หลางจึงไม่พยายามทำอะไรทั้งสิ้น อายุสิบเจ็ดสิบแปดก็กลายเป็นคุณชายเสเพลชื่อดังแห่งเมืองหลวง ทุกวันใช้ชีวิตได้มีสีสันยิ่งนัก สุรานารีไม่เคยขาด ยังดื้อดึงไม่ยอมแต่งภรรยาเอกเข้าจวน แต่ข้างกายมีสาวงามเป็นอนุหลายคน

อนุหลิ่วถูกพามาจากซูโจวเมื่อหลายเดือนก่อน ด้วยฐานะอนุคนในจวนจึงไม่ให้เกียรตินางเท่าที่ควร กลายเป็นความคับแค้นแน่นอก พอรู้ว่าเวินอิ๋งมีชะตากรรมเดียวกับตน จึงคอยมาหาเรื่องเสมอ ได้ข่มคนที่เป็นภรรยาเอกทำให้อนุหลิ่วรู้สึกเหมือนได้ศักดิ์ศรีตนกลับคืน ช่วยบรรเทาความคับข้องใจให้เบาบางลงบ้าง

ก่อนหน้าเวินอิ๋งอดทนไม่ตอบโต้ แต่วันนี้ภาพความฝันนั้นรบกวนจิตใจนางมาทั้งคืนจนถึงตอนนี้ จึงไม่คิดจะอดกลั้นอีก หญิงสาวปรายตามองอีกฝ่ายอย่างดูแคลนแวบหนึ่ง จากนั้นก็หมุนตัวก้าวต่อไป

วันนี้อนุหลิ่วถูกอนุสามตำหนิมา อารมณ์ไม่ดีต้องการหาคนมาระบายความอัดอั้น พอเห็นเวินอิ๋งปรายตามองตนอย่างไม่ไยดี อนุหลิ่วยิ่งโมโห ก้าวขึ้นหน้าคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้

“ฮูหยินน้อยสามจะรีบร้อนไปไหนกัน เห็นว่าข้าเป็นเพียงอนุเลยดูแคลน ไม่ยอมแม้แต่จะพูดจาสักคำเชียวหรือ”

เวินอิ๋งดึงมือกลับแต่อนุหลิ่วจับแน่น ทำหญิงสาวขมวดคิ้วไม่พอใจ เสียงแข็ง “ข้ามีเรื่องต้องทำ อนุหลิ่วปล่อยมือด้วย”

อนุหลิ่วหัวเราะเสียงหยัน “จะรีบกลับไปเตรียมชุดเพื่อยั่วยวนคุณชายสามงั้นหรือ”

หรงเอ๋อร์สาวใช้ข้างกายเวินอิ๋งไม่พอใจที่อนุหลิ่วพูดจาล่วงเกินนายตน รีบก้าวขึ้นหน้า แต่เพิ่งอ้าปากก็ต้องชะงักกับเสียงตวาดเย็นจัด

“หุบปาก!”

ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นหันมองเวินอิ๋งด้วยสีหน้าตื่นตะลึงยากจะเชื่อ

อนุหลิ่วอ้าปากค้าง ตกใจที่ถูกเวินอิ๋งตอบโต้ แต่พริบตาก็ตั้งสติได้ นางหัวเราะหยัน ลดเสียงลงให้ได้ยินแค่สองนายบ่าว

“หงุดหงิดอะไรหรือ เจอปัญหายาก ไม่รู้จะยั่วยวนสามีอย่างไรใช่หรือไม่ บุรุษรูปงามราวกับเซียนลงมาจุติอย่างคุณชายสาม มีหรือจะสนใจผู้หญิงจืดชืดอย่างท่าน”

ดวงตาเวินอิ๋งเป็นประกายวาววับ คนทั้งจวนล้วนคิดว่านางอ่อนแอรังแกง่าย จะพูดจาดูหมิ่นดูแคลนอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น พลันภาพที่นางตรอมใจตายก็ผุดขึ้นอีกครั้ง มือในแขนเสื้อกำแน่น! เป็นแค่อนุต่ำต้อยก็กล้าขี่หัวนางแล้ว

“ฮูหยินน้อยสาม ท่านก็ยอมรับชะตากรรมเสียเถอะ ไม่เป็นที่เอ็นดูก็ต้องยอมรับ แต่งงานมาตั้งนานคุณชายสามก็ยังไม่พึงใจท่าน เช่นนี้ไม่สู้ลงจากตำแหน่ง อย่างน้อยก็ยังพอรักษาหน้าตา... โอ๊ย!”

เพียะ!!

ภาพที่ถูกรังแก คำพูดดูถูกดูแคลนมากมาย การถูกหยามเหยียดดูหมิ่น ทั้งในภาพฝันและความจริงทับซ้อนกันจนเวินอิ๋งแยกไม่ออก รู้เพียงความอัดอั้นเปลี่ยนเป็นไฟโทสะลุกโชนจึงลงมืออย่างไม่ยั้งคิด

อนุหลิ่วกุมแก้มข้างที่ถูกตบ ดวงตาเบิกกว้างสบกับแววตาดุดันของเวินอิ๋งอย่างคาดไม่ถึง

เวินอิ๋งซ่อนมือสั่นระริกไว้ใต้แขนเสื้อ สองมือบีบกันแน่น ดวงตาดุดันมองจ้องอนุหลิ่ว เตือนเสียงเย็น

“ถ้าข้าได้ยินเจ้าพูดจาให้ร้ายคุณชายสามอีก ข้าจะนำเรื่องนี้ไปรายงานต่อหน้าแม่ใหญ่”

“...” อนุหลิ่ว

ฉวยโอกาสตอนที่อนุหลิ่วยังตกใจทำอะไรไม่ถูก เวินอิ๋งหันไปดึงมือหรงเอ๋อร์ สองนายบ่าวเร่งฝีเท้าไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว พออนุหลิ่วตั้งสติได้ คิดจะไล่ตามก็ไม่ทันแล้ว

แม้จะโกรธที่ถูกคนอ่อนแออย่างเวินอิ๋งตบหน้าท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย แต่อนุหลิ่วก็ยังไม่กล้าบุกไปเอาเรื่องอีกฝ่ายถึงเรือนอวิ๋นจี้เพราะเกรงกลัวคุณชายสามอยู่มาก จึงเดินกุมหน้าที่ขึ้นสีแดงเป็นรอยฝ่ามือไปฟ้องเสิ่นอู่หลาง พูดไปร้องไห้ไป บอกถูกฮูหยินน้อยสามรังแก ขอร้องเขาทวงความเป็นธรรมให้ตนด้วย

เสิ่นอู่หลางหลงอนุหลิ่วที่สุด เห็นนางถูกตบจนหน้าบวมแดงก็เกิดโทสะ ยิ่งรู้ว่าคนที่ทำร้ายคือเวินซื่อ ภรรยาที่ไม่ได้รับความสนใจของพี่สามก็ยิ่งโมโห รู้สึกเหมือนถูกหยามไปด้วย จูงมืออนุหลิ่วออกจากเรือนด้วยความเดือดดาล

แต่เสิ่นอู่หลางก็เหมือนอนุหลิ่วที่มีความกลัวเกรงต่อเสิ่นหันจี้อยู่มาก เขาจึงไม่กล้าบุกไปเอาเรื่องคนที่เรือนอวิ๋นจี้ แต่มุ่งหน้าไปหาสวีซื่อแทน บอกให้นางเรียกลูกสะใภ้มาอบรม ทั้งยังบอกให้เวินซื่อต้องไปขอโทษอนุหลิ่วด้วย

ยามบ่ายที่เรือนสวีซื่อ นายบ่าวสองคนยืนอยู่กลางสวนนานสองชั่วยามแล้ว

โชคดีที่ตอนนี้เป็นเดือนสี่ อากาศไม่ร้อนมาก แสงแดดอบอุ่น รวมกับสายลมเย็นอ่อนๆ ที่พัดโชย ทำเวินอิ๋งที่เมื่อคืนนอนไม่เต็มตาแทบจะเคลิ้มหลับแล้ว

ทุกคนในจวนรู้เรื่องฮูหยินน้อยสามตบหน้าอนุคนโปรดของคุณชายห้า ตั้งแต่เวินอิ๋งยังกลับไม่ถึงเรือนอวิ๋นจี้

ฮูหยินใหญ่รู้เรื่องยังเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจและคาดไม่ถึง แต่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ต้องให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่ง เพียงสั่งให้คนไปบอกสวีซื่อ บอกเป็นเรื่องในครอบครัวให้จัดการกันเอง

เสิ่นอู่หลางมาถึงเรือนสวีซื่อก็ไม่พูดจาอ้อมค้อม บอกอนุหลิ่วพบเจอฮูหยินน้อยสามในสวนดอกไม้ จึงเข้าไปพูดคุยทักทาย เพียงถามว่าวันนี้เป็นวันสิบห้าค่ำใช่หรือไม่ ถามจบก็ถูกตบหน้าเสียแล้ว

สวีซื่อขมวดคิ้ว นึกรู้ได้ทันทีว่าเวินอิ๋งคงแค้นใจที่ถูกตนกดดันให้ตั้งท้องเร็วๆ แต่หาทางระบายไม่ได้ จึงลงมือตบตีอนุหลิ่วอย่างไร้หัวคิด

อนุหลิ่วเป็นคนโปรดของคุณชายห้า ไม่ใช่คนในเรือนนาง ถ้าเป็นคนในเรือนของตนตบตีกันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าจะตีสุนัขของเรือนอื่นก็ต้องดูด้วยว่าเจ้าของเป็นใคร

ลูกสะใภ้ผู้นี้ช่างโง่เขลานัก!

หย่งหนิงโหวมีภรรยาเอกหนึ่งคน อนุสอง บุตรชายหญิงรวมเจ็ดคน ไม่ว่าบุตรสายตรงหรือสายรองล้วนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม หย่งหนิงโหวประกาศชัดเจนว่าไม่ชอบให้ภรรยาชิงดีชิงเด่นแย่งความเป็นใหญ่ พี่น้องทะเลาะเบาะแว้งมีปากเสียง ไม่เคารพกัน

ดังนั้นทุกคนในจวนจึงอยู่ร่วมกันอย่างสงบ ต่อให้เป็นการเสแสร้งก็ไม่เป็นไร เมื่อเกิดเรื่องใหญ่ต้องรีบทำให้เป็นเรื่องเล็ก หากเป็นเรื่องเล็กให้ทำเป็นไม่มีเรื่องเสีย

ลูกสะใภ้ของตนตบตีอนุเรือนอื่น ถือว่าทำผิดอย่างไร้ข้อโต้แย้ง ให้เวินอิ๋งไปขอโทษก็พอ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ระดับคอขาดบาดตายสูญสิ้นศักดิ์ศรี สวีซื่อไม่อยากให้เรื่องราวบานปลาย หากขอโทษแล้วจบก็ควรรีบไปขอโทษ

ด้วยเหตุนี้สวีซื่อจึงไม่ฟังคำอธิบายของเวินอิ๋ง พออีกฝ่ายไม่ยอมรับผิด ไม่ยอมไปขอโทษ จึงสั่งให้ไปยืนสำนึกผิดในสวน รู้ตัวว่าผิดค่อยเข้ามา

“ฮูหยินน้อย ฟังบ่าวสักครั้งเถอะ เรื่องนี้ท่านก็อดทนเอาหน่อย ยอมรับผิดแล้วไปขอโทษคนเสีย อย่าดื้อกับแม่รองเลยเจ้าค่ะ” จู้มามา สาวใช้อาวุโสข้างกายสวีซื่อพยายามเกลี้ยกล่อมเวินอิ๋ง

เวินอิ๋งบิดผ้าเช็ดหน้าในมือด้วยความขมขื่น อะไรที่เรียกว่าอดทนเอาหน่อย

เสิ่นหันจี้กับเสิ่นอู่หลางเป็นบุตรชายสายรองเหมือนกันก็จริง แต่นางเป็นภรรยาเอก! อีกฝ่ายเป็นเพียงอนุ หากนางยอมรับผิดเพื่อให้เรื่องผ่านไป พรุ่งนี้ทั่วทั้งจวนหย่งหนิงโหว ตั้งแต่บนลงล่างยังจะมีใครให้เกียรตินางอีก

ในฝันเวินอิ๋งต้องทนแบกรับความน้อยเนื้อต่ำใจสารพัดไม่จบไม่สิ้น สุดท้ายตรอมใจตาย นางจึงกลัวว่าถ้าตัวเองยังคงก้าวเดินในเส้นทางเดิมก็คงมีจุดจบเช่นเดียวกัน

ดังนั้นต่อให้วันนี้ต้องตาย เวินอิ๋งก็จะไม่ยอมขอโทษอนุหลิ่วเด็ดขาด!

จู้มามานิ่วหน้าไม่พอใจนัก หมุนตัวเดินเข้าห้อง

ผ่านไปนานครู่ใหญ่ เวินอิ๋งก็ได้ยินเสียงทุ้มคุ้นหูเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน “ทำไมพวกเจ้ามายืนอยู่ตรงนี้กันล่ะ”

ภายใต้แสงแดดอบอุ่น เสิ่นหันจี้ในชุดผ้าไหมสีขาว เดินมาหานางด้วยสีหน้าอมยิ้ม เขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม ยามสวมเสื้อผ้าสีขาวสะอาดตาจึงไม่ต่างจากเทพเซียน เสียดายภายใต้ความอ่อนโยนละมุนกลับมีหัวใจที่เย็นชาดวงหนึ่ง

ดูเหมือนเป็นคนมีน้ำใจ แต่ความจริงแล้งน้ำใจยิ่งกว่าผู้ใด

กว่าเวินอิ๋งจะได้รู้จิตใจแท้จริงของสามีก็หลังแต่งงานกับเขามาได้ครึ่งปี นางเข้าใจมาตลอดว่าสามีต้องมีใจชอบตนอยู่บ้าง คืนหนึ่งหลังผ่านการร่วมรักที่ร้อนแรง เวินอิ๋งรวบรวมความกล้าถามเขาอย่างอายๆ

“ท่านพี่... ชอบอาอิ๋งบ้างไหม...”

เสิ่นหันจี้ไม่ตอบ เขาหัวเราะแล้วกระซิบบอกเสียงแหบพร่าข้างหู “ทำตัวดีๆ”

เสียงกลั้วหัวเราะที่ทุ้มนุ่มทำเวินอิ๋งเคลิบเคลิ้ม หลังจากนั้นเขาก็พานางไปถึงจุดสุดยอดอีกครั้ง เวินอิ๋งจึงปักใจเชื่อว่าสามีชอบตนเหมือนกัน

วันต่อมาเสิ่นหันจี้ออกจากบ้านไปนาน พอถึงกำหนดวันร่วมเตียงเขาก็กลับมา ตอนนั้นเวินอิ๋งปลอบใจตัวเองไม่ให้คิดมากกับท่าทีเย็นชาห่างเหินนี้ แต่ยิ่งนานหญิงสาวยิ่งรู้สึกผิดปกติ รู้สึกเหมือนกำลังถูกลงโทษเงียบๆ

ภายหลังจึงเข้าใจความหมายแท้จริงของคำว่า ‘ทำตัวดีๆ’ คืออย่าถามปัญหาโง่เขลาเช่นนี้อีก

เสียงร้องไห้ของหรงเอ๋อร์ทำให้เวินอิ๋งได้สติจากห้วงภวังค์ เห็นสาวใช้คนสนิทกำลังคุกเข่าลงตรงหน้าเสิ่นหันจี้

“คุณชายสามต้องช่วยฮูหยินน้อยนะเจ้าคะ อนุหลิ่วผู้นั้นพูดถึงคุณชายสามไม่ดี ฮูหยินน้อยโมโหถึงตบหน้านางเป็นการสั่งสอน คิดไม่ถึงอนุหลิ่วกลับไปฟ้องคุณชายห้าว่าฮูหยินน้อยทำร้ายคนอย่างไร้เหตุผล คุณชายห้ามาหานายหญิงรอง บังคับให้ฮูหยินน้อยยอมรับผิด ฮูหยินน้อยไม่ยอมรับผิดจึงถูกลงโทษให้ยืนอยู่ที่นี่สองชั่วยามแล้วเจ้าค่ะ”

ดวงตาเรียวยาวเป็นประกายประหลาดใจเมื่อได้ยินว่าเวินอิ๋งตบตีผู้อื่น เสิ่นหันจี้เก็บรอยยิ้ม มองเวินอิ๋งที่ก้มหน้ามองพื้น รับรู้ถึงความน้อยใจที่แผ่กระจายจากร่างนาง

“เป็นอย่างที่หรงเอ๋อร์พูดหรือไม่” ถ้าเป็นก่อนหน้านี้เวินอิ๋งคงทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก แต่วันนี้นางทำใจรับไม่ไหว คำพูดของเสิ่นหันจี้ในฝันดังก้องซ้ำๆ ในหัว ‘ภรรยาผู้ล่วงลับมักจะยืนก้มหน้าเงียบๆ ไม่เคยเรียกร้อง ไม่เคยช่วงชิง ทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่านางไม่มีตัวตน คาดว่าไม่กี่ปีต่อจากนี้ เขาคงจำหน้าตานางไม่ได้แล้ว’

ความจริงหลังกลับถึงเรือนอวิ๋นจี้ เวินอิ๋งก็เตรียมตัวรับมือไว้ก่อนแล้ว นางเรียกหรงเอ๋อร์มาซ้อมตอบคำถามให้ตรงกัน ถึงเสิ่นหันจี้ไม่มีใจให้นาง แต่นางเป็นภรรยาของเขา เป็นคนของเขา ขอเพียงนางมีเหตุผล เขาย่อมต้องยืนข้างนางแน่นอน

เวินอิ๋งพยักหน้าเบาๆ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความน้อยใจ “หากท่านพี่ต้องการให้ข้าไปขอโทษ ข้าก็จะยอมกล้ำกลืนความน้อยใจไปขอโทษอนุของน้องห้า เพื่อไม่ให้พี่น้องต้องผิดใจกัน”

ถ้าเสิ่นหันจี้ให้นางไปขอโทษก็ดี นางจะได้ตัดใจจากเขาได้ง่ายขึ้น แต่นางจะแกล้งเป็นลมหมดสติ ยืนกลางสวนมาสองชั่วยามแล้ว สตรีบอบบางเช่นนางเป็นลมก็ไม่แปลก

เสิ่นหันจี้ไม่สงสัยในคำตอบของสองนายบ่าว เพราะที่ผ่านมาเวินอิ๋งไม่เคยมีเล่ห์เหลี่ยมใดๆ “นางเป็นอนุ เจ้าเป็นภรรยาเอก จะให้เจ้าไปขอโทษได้อย่างไร” พูดจบก็เดินเข้าเรือนมารดาไป

แม้เสิ่นหันจี้จะเป็นบุตรชายสายรอง มารดาเป็นแค่อนุ แต่เขาสอบเคอจวี่ได้ตำแหน่งฮุ่ยหยวน* เท่ากับเวินอิ๋งเป็นภรรยาของบัณฑิตฮุ่ยหยวน แล้วอนุของบุตรชายสายรองที่เป็นเพียงคุณชายเสเพลจะเทียบได้อย่างไร

อนุหลิ่วคิดว่าตัวเองมีฐานะสูงส่งมาจากไหนกัน

สวีซื่อได้ยินว่าบุตรชายมาก็รีบเดินออกมาจากห้องด้านใน

“จี้เอ๋อร์มาแล้วหรือ รู้ไหมว่าภรรยาเจ้านิสัยแย่มาก แม่แค่สั่งสอนนิดๆ หน่อยๆ นางก็ไม่พอใจจนไปลงมือกับคนเรือนอวิ๋นหลิน”

“แม่รองพูดอะไรกับอาอิ๋งหรือ” เสิ่นหันจี้ถามเสียงเรียบ

“ก็แค่บอกนางมีลูกให้เจ้าเร็วๆ หาทางให้เจ้ากลับไปที่ห้องให้บ่อยหน่อย ใครจะรู้ว่าแม่เพิ่งเดินจากไป นางก็เจอกับอนุหลิ่วเข้า อนุหลิ่วแค่พูดว่าวันนี้เป็นวันสิบห้าค่ำ ภรรยาเจ้าก็เกิดไม่พอใจลงมือตบตีอนุหลิ่ว จนหน้านางบวมแดงเชียวล่ะ อู่หลางมาเอาเรื่องถึงที่นี่ ทำแม่อับอายเหลือเกินที่มีสะใภ้ร้ายกาจเช่นนี้”

“แม่รองฟังจากอนุหลิ่วหรือฟังจากอาอิ๋ง”

สวีซื่อชะงัก สีหน้าเปลี่ยนไปแวบหนึ่ง ก่อนนั่งบนเก้าอี้ เสียงอ่อนลง “สำคัญหรือว่าใครเป็นพูด ถึงอนุหลิ่วจะเป็นคนโปรดของอู่หลางก็คงไม่กล้าพูดจาระรานอาอิ๋งกระมัง...” ยิ่งพูดเสียงยิ่งเบา

เสิ่นหันจี้ยิ้มบาง “ดูท่าแม่รองคงจะฟังความจากอนุหลิ่วข้างเดียว” เขามองไปทางประตู เอ่ยเสียงอ่อนโยน “เช่นนั้นลองฟังอาอิ๋งบ้างจะเป็นไร”

บุตรชายถือเป็นเสาหลักสำคัญในบ้าน ในเมื่อเขาพูดเช่นนี้ สวีซื่อย่อมไม่อาจโต้แย้ง หันไปสั่งสาวใช้ให้เรียกคนเข้ามา

เสิ่นหันจี้ เอ่ยเสียงเรียบ “จู้มามา รบกวนช่วยไปเรียกน้องห้ากับอนุหลิ่วมาที่นี่ที บอกข้าให้มา”

จู้มามามองเสิ่นหันจี้อย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมวันนี้คุณชายสามถึงยื่นมือเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ได้ ครั้นเห็นประกายเยียบเย็นในดวงตาชายหนุ่มก็รีบลนลานออกจากห้องไปทันที

แม้ใบหน้าเสิ่นหันจี้ยังมีรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ก็ดูเย็นกระด้างกว่าปกติหลายส่วน ทำสวีซื่อใจไม่สงบ นั่งตัวเกร็งอย่างระวัง

“แม่รอง อย่าช่วยคนอื่นรังแกคนของเราเอง แม่รองเข้าใจความหมายหรือไม่”

สวีซื่อรู้ดีว่าบุตรชายภายนอกดูสุภาพอ่อนโยนเปี่ยมมารยาท แต่นิสัยแท้จริงเป็นคนอ่อนนอกแข็งใน ถึงนางจะเป็นมารดาผู้ให้กำเนิด แต่หากทำสิ่งใดไม่ถูกต้อง เขาก็ไม่เคยเข้าข้าง นางจึงรีบพยักหน้ารับคำ

“เข้าใจแล้วๆ ต่อไปแม่จะไม่ทำตัวอย่างวันนี้อีก”

ขณะนั้นเวินอิ๋งกับสาวใช้ก็เดินเข้ามา สวีซื่อเบือนสายตาไปทางอื่น ไม่กล้ามองหน้าลูกสะใภ้

เวินอิ๋งไม่รู้สถานการณ์ก่อนหน้า แต่ระหว่างทางได้กำชับหรงเอ๋อร์แล้ว บอกสาวใช้ให้คอยสังเกตท่าทีของตนให้ดี หากนางแกล้งเป็นลมก็ให้รีบเข้ามารับ อย่าปล่อยให้นางล้มกระแทกพื้น หญิงสาวเหลือบมองสามีที่นั่งตัวตรงกับแม่สามีที่ท่าทางกระวนกระวาย ก่อนตัดสินใจไปยืนข้างเสิ่นหันจี้

หากครั้งนี้เขาไม่ช่วย นางคงตัดใจจากเขาได้ง่ายขึ้น





____________________

* ฮุ่ยหยวนเป็นตำแหน่งของผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบระดับแคว้นหลังจากนั้นจะต้องเข้าสอบต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้หากสอบได้อันดับหนึ่งจะเรียกว่าจอหงวน