ทุกสามวัน สตรีในตระกูลทุกคนต้องไปคารวะฮูหยินหย่งหนิงโหวที่เรือนฝูหลิน
หย่งหนิงโหวมีภรรยาเอกหนึ่ง อนุภรรยาสอง บุตรชายสาม บุตรสาวสี่ บุตรสาวออกเรือนไปแล้วสองคน เสิ่นหันจี้เป็นบุตรชายคนที่สามที่เกิดจากสวีซื่อ อนุภรรยาคนที่หนึ่ง สวีซื่อมีบุตรชายคนเดียว ไม่มีบุตรสาว
ตอนที่เวินอิ๋งมาถึงเรือนฝูหลิน ฮูหยินของซื่อจื่อมารออยู่ในสวนหน้าเรือนก่อนแล้ว อีกฝ่ายปรายตามองมาอย่างดูแคลนแวบหนึ่ง ก่อนจะมองไปทางอื่น เวินอิ๋งเห็นทุกการกระทำชัดเจน หญิงสาวแอบถอนหายใจเบื่อหน่าย
ก่อนแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้สามแห่งจวนหย่งหนิงโหว เวินอิ๋งไม่เคยรู้จักกับซุนซื่อมาก่อน เริ่มแรกจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงแสดงออกว่าไม่ชอบตน แต่ไม่นานต่อมาจึงได้รู้สาเหตุที่ถูกซุนซื่อตั้งแง่รังเกียจ
สาเหตุคือเสิ่นหันจี้
ซุนซื่อมีสหายสนิทคนหนึ่งคือชิงหนิงจวิ้นจู่ สตรีนางนั้นมีใจให้เสิ่นหันจี้ แต่เพราะฐานะที่แตกต่าง ชิงหนิงจวิ้นจู่จึงไม่อาจแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ในจวนหย่งหนิงโหวได้
ก่อนเวินอิ๋งจะแต่งให้เสิ่นหันจี้ นางอาศัยอยู่เมืองหวายโจว จึงไม่เคยได้ยินข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเสิ่นหันจี้กับชิงหนิงจวิ้นจู่ หลังแต่งงานได้ครึ่งปีจึงได้รู้เรื่องของทั้งสอง
เสิ่นหันจี้เป็นบุรุษรูปงามที่หญิงสาวน้อยใหญ่ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างชื่นชม ส่วนชิงหนิงจวิ้นจู่คือโฉมสะคราญอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ผู้คนต่างพูดกันว่าหากทั้งสองได้แต่งงานกันจะเป็นคู่สร้างคู่สม เป็นคู่ฟ้าประทานอย่างแท้จริง
แน่นอนว่าฮูหยินหย่งหนิงโหวไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้น!
ถึงเสิ่นหันจี้จะเป็นบุตรชายที่เกิดจากอนุ แต่ทั้งหน้าตาและความสามารถล้วนโดดเด่น หากได้ภรรยาเป็นสตรีที่เพียบพร้อมด้วยศักดิ์ฐานะและอำนาจ มิเท่ากับเกินหน้าเกินตาซื่อจื่อหรอกหรือ
ด้วยเหตุนี้ฮูหยินใหญ่จึงสู่ขอบุตรสาวรองเจ้าเมืองหวายโจวให้เขา ทั้งยังรีบเร่งจัดงานแต่งให้เรียบร้อย
ผู้คนต่างพูดกันว่า ถ้าเสิ่นหันจี้ไม่ใช่บุตรชายสายรอง ต่อให้เวินอิ๋งจะเป็นหญิงงามแห่งเมืองหวายโจว ก็ไม่มีทางได้แต่งเป็นภรรยาเขาแน่
วันที่เวินอิ๋งรู้เรื่องนี้ หญิงสาวเย็นวาบไปทั้งตัว
เวินอิ๋งบอกตัวเองไม่ให้คิดมาก แต่ในงานฉลองวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น ชิงหนิงจวิ้นจู่มาร่วมอวยพรด้วย หญิงสาวเห็นทั้งสองพูดคุยกันที่ริมสระน้ำในสวน ข้างกายชิงหนิงจวิ้นจู่มีสาวใช้คนเดียว รอบด้านไม่มีใครอื่นอีก
เวินอิ๋งไม่กล้าถามเสิ่นหันจี้ว่าทั้งสองคุยอะไรกัน กลัวจะได้ยินคำตอบที่ตนไม่อยากได้ยิน เรื่องนี้จึงกลายเป็นหนามยอกอกนางมาตลอด
นางได้แต่แสร้งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปรนนิบัติดูแลเขาไปตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายที่ปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เครื่องเขียนในห้องหนังสือที่เตรียมพร้อมไว้เสมอ ห้องนอนและห้องหนังสือที่ได้รับการทำความสะอาดทุกวัน
ทว่าภาพที่เห็นในความฝันทำให้เวินอิ๋งเริ่มสงสัยว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้คุ้มค่าหรือไม่
เวินอิ๋งจมอยู่ในภวังค์ความคิดจนหรงเอ๋อร์สาวใช้คนสนิทที่ติดตามมาจากสกุลเวินกระซิบเตือน
“ฮูหยินน้อยเข้าไปด้านในได้แล้วเจ้าค่ะ”
เวินอิ๋งพลันได้สติ เห็นคนมากันครบแล้ว กำลังทยอยเดินเข้าห้องโถงตามลำดับศักดิ์ หญิงสาวจึงเดินเข้าไปต่อแถว หลังทำความเคารพฮูหยินใหญ่เสร็จก็ถอยมายืนอยู่ด้านข้างสวีซื่อ
สวีซื่อมีบุตรชายที่หล่อเหลางามสง่าอย่างเสิ่นหันจี้ ตัวนางเองย่อมมีรูปโฉมที่สะดุดตาไม่น้อย แม้ตอนนี้จะอายุใกล้สี่สิบ แต่ก็ดูอ่อนวัยราวกับหญิงวัยยี่สิบกว่าเท่านั้น ในบรรดาภรรยาสามคนของหย่งหนิงโหว สวีซื่อนับว่ารูปโฉมงดงามที่สุด
สวีซื่อมองสตรีร่วมจวนคนอื่นที่กำลังพูดคุยกัน ก่อนหันมองลูกสะใภ้ข้างกายแวบหนึ่ง คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์ สวีซื่อไม่ชอบลูกสะใภ้คนนี้ ไม่เพียงชาติกำเนิดธรรมดา ยังเป็นคนเงียบๆ ท่าทางเซื่องซึมดูไร้ชีวิตชีวา เห็นทีไรให้รู้สึกขัดหูขัดตาไปหมด
ข้อดีอย่างเดียวคือเวินอิ๋งมีผิวกายขาวละเอียด เครื่องหน้ากระจุ๋มกระจิ๋มชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกเอ็นดูไม่ยาก ถ้าแม่เลี้ยงของนางให้ความสำคัญสักหน่อย เลี้ยงดูให้ดีกว่านี้สักนิด หรือตัวนางเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง คงจะเลือกคู่ครองที่สูงศักดิ์กว่าบุตรชายสายรองไปแล้ว
ตอนออกจากเรือนฝูหลิน สวีซื่อเอ่ยเสียงเบากับลูกสะใภ้ที่เดินเคียงข้าง “วันนี้ขึ้นสิบห้าค่ำ จี้เอ๋อร์ต้องไปที่ห้องเจ้า จงรีบหาโอกาสให้ตัวเองตั้งท้องเสียที อย่าให้คนเรือนอื่นหัวเราะเยาะอยู่แบบนี้”
“ลูกสะใภ้เข้าใจเจ้าค่ะ” เวินอิ๋งหลุบสายตาลง รับคำอย่างเชื่อฟัง
“เข้าใจจะมีประโยชน์อะไร!” สวีซื่อตำหนิเสียงแข็ง “ไม่รู้จักทำให้จี้เอ๋อร์กลับไปอยู่ที่ห้อง หน้าตาดีเสียเปล่าจริงๆ ถ้าปีหน้าเจ้ายังมีลูกให้จี้เอ๋อร์ไม่ได้ ข้าจะเป็นคนหาอนุให้เขาเอง”
คนทั้งจวนต่างรู้ว่าเสิ่นหันจี้เป็นโรคนอนไม่หลับ แต่ไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญ ต่างคิดกันว่าที่เขาไม่ยอมนอนที่ห้องเพราะไม่ชอบภรรยา เวินอิ๋งจึงอยู่ห้องลำพังผู้เดียว มีเพียงวันขึ้นหนึ่งค่ำกับสิบห้าค่ำเท่านั้นที่เสิ่นหันจี้จะไปหา
“ลูกสะใภ้เข้าใจเจ้าค่ะ” เวินอิ๋งตอบรับคำเดิม
สวีซื่อเห็นอีกฝ่ายตอบรับ ท่าทีนอบน้อมไม่มีปากเสียงก็ให้หงุดหงิดใจนัก นางโบกมือไล่
“ไม่ต้องเดินตามข้า จะไปไหนก็ไป เห็นหน้าเจ้าทีไรข้าปวดหัว”
เวินอิ๋งย่อตัวทำความเคารพแม่สามี ใช้สายตามองส่งสวีซื่อจนมองไม่เห็น จึงค่อยออกเดินเพื่อกลับเรือนอวิ๋นจี้ของตน
“ฮูหยินน้อยสาม วันนี้เป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำมิใช่หรือ”
เวินอิ๋งหันกลับไป เห็นสาวงามผู้หนึ่งกำลังเดินนวยนาดตรงมาหา
อนุหลิ่ว–อนุคนงามคนโปรดของคุณชายห้า นางแตกต่างจากหญิงสาวตระกูลใหญ่ชัดเจน เพียงมองปราดเดียวก็คาดเดาชาติกำเนิดได้ไม่ยาก อายุสิบเจ็ดสิบแปดก็เป็นสาวงามร้อนแรงแล้ว ทุกวันแต่งหน้าจัด ท่วงท่าอ้อนแอ้นอรชรเย้ายวน
คุณชายห้านามเสิ่นอู่หลาง เป็นบุตรชายที่เกิดจากแม่สามหรืออนุคนที่สองของหย่งหนิงโหว เพราะมีพี่ชายรูปงาม ความสามารถเก่งกาจถึงสองคน คือซื่อจื่อกับเสิ่นหันจี้ ไม่ว่าเขาจะทุ่มเทพยายามเพียงใดก็ไม่อาจเทียบพี่ชายทั้งสองได้ เสิ่นอู่หลางจึงไม่พยายามทำอะไรทั้งสิ้น อายุสิบเจ็ดสิบแปดก็กลายเป็นคุณชายเสเพลชื่อดังแห่งเมืองหลวง ทุกวันใช้ชีวิตได้มีสีสันยิ่งนัก สุรานารีไม่เคยขาด ยังดื้อดึงไม่ยอมแต่งภรรยาเอกเข้าจวน แต่ข้างกายมีสาวงามเป็นอนุหลายคน
อนุหลิ่วถูกพามาจากซูโจวเมื่อหลายเดือนก่อน ด้วยฐานะอนุคนในจวนจึงไม่ให้เกียรตินางเท่าที่ควร กลายเป็นความคับแค้นแน่นอก พอรู้ว่าเวินอิ๋งมีชะตากรรมเดียวกับตน จึงคอยมาหาเรื่องเสมอ ได้ข่มคนที่เป็นภรรยาเอกทำให้อนุหลิ่วรู้สึกเหมือนได้ศักดิ์ศรีตนกลับคืน ช่วยบรรเทาความคับข้องใจให้เบาบางลงบ้าง
ก่อนหน้าเวินอิ๋งอดทนไม่ตอบโต้ แต่วันนี้ภาพความฝันนั้นรบกวนจิตใจนางมาทั้งคืนจนถึงตอนนี้ จึงไม่คิดจะอดกลั้นอีก หญิงสาวปรายตามองอีกฝ่ายอย่างดูแคลนแวบหนึ่ง จากนั้นก็หมุนตัวก้าวต่อไป
วันนี้อนุหลิ่วถูกอนุสามตำหนิมา อารมณ์ไม่ดีต้องการหาคนมาระบายความอัดอั้น พอเห็นเวินอิ๋งปรายตามองตนอย่างไม่ไยดี อนุหลิ่วยิ่งโมโห ก้าวขึ้นหน้าคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้
“ฮูหยินน้อยสามจะรีบร้อนไปไหนกัน เห็นว่าข้าเป็นเพียงอนุเลยดูแคลน ไม่ยอมแม้แต่จะพูดจาสักคำเชียวหรือ”
เวินอิ๋งดึงมือกลับแต่อนุหลิ่วจับแน่น ทำหญิงสาวขมวดคิ้วไม่พอใจ เสียงแข็ง “ข้ามีเรื่องต้องทำ อนุหลิ่วปล่อยมือด้วย”
อนุหลิ่วหัวเราะเสียงหยัน “จะรีบกลับไปเตรียมชุดเพื่อยั่วยวนคุณชายสามงั้นหรือ”
หรงเอ๋อร์สาวใช้ข้างกายเวินอิ๋งไม่พอใจที่อนุหลิ่วพูดจาล่วงเกินนายตน รีบก้าวขึ้นหน้า แต่เพิ่งอ้าปากก็ต้องชะงักกับเสียงตวาดเย็นจัด
“หุบปาก!”
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นหันมองเวินอิ๋งด้วยสีหน้าตื่นตะลึงยากจะเชื่อ
อนุหลิ่วอ้าปากค้าง ตกใจที่ถูกเวินอิ๋งตอบโต้ แต่พริบตาก็ตั้งสติได้ นางหัวเราะหยัน ลดเสียงลงให้ได้ยินแค่สองนายบ่าว
“หงุดหงิดอะไรหรือ เจอปัญหายาก ไม่รู้จะยั่วยวนสามีอย่างไรใช่หรือไม่ บุรุษรูปงามราวกับเซียนลงมาจุติอย่างคุณชายสาม มีหรือจะสนใจผู้หญิงจืดชืดอย่างท่าน”
ดวงตาเวินอิ๋งเป็นประกายวาววับ คนทั้งจวนล้วนคิดว่านางอ่อนแอรังแกง่าย จะพูดจาดูหมิ่นดูแคลนอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น พลันภาพที่นางตรอมใจตายก็ผุดขึ้นอีกครั้ง มือในแขนเสื้อกำแน่น! เป็นแค่อนุต่ำต้อยก็กล้าขี่หัวนางแล้ว
“ฮูหยินน้อยสาม ท่านก็ยอมรับชะตากรรมเสียเถอะ ไม่เป็นที่เอ็นดูก็ต้องยอมรับ แต่งงานมาตั้งนานคุณชายสามก็ยังไม่พึงใจท่าน เช่นนี้ไม่สู้ลงจากตำแหน่ง อย่างน้อยก็ยังพอรักษาหน้าตา... โอ๊ย!”
เพียะ!!
ภาพที่ถูกรังแก คำพูดดูถูกดูแคลนมากมาย การถูกหยามเหยียดดูหมิ่น ทั้งในภาพฝันและความจริงทับซ้อนกันจนเวินอิ๋งแยกไม่ออก รู้เพียงความอัดอั้นเปลี่ยนเป็นไฟโทสะลุกโชนจึงลงมืออย่างไม่ยั้งคิด
อนุหลิ่วกุมแก้มข้างที่ถูกตบ ดวงตาเบิกกว้างสบกับแววตาดุดันของเวินอิ๋งอย่างคาดไม่ถึง
เวินอิ๋งซ่อนมือสั่นระริกไว้ใต้แขนเสื้อ สองมือบีบกันแน่น ดวงตาดุดันมองจ้องอนุหลิ่ว เตือนเสียงเย็น
“ถ้าข้าได้ยินเจ้าพูดจาให้ร้ายคุณชายสามอีก ข้าจะนำเรื่องนี้ไปรายงานต่อหน้าแม่ใหญ่”
“...” อนุหลิ่ว
ฉวยโอกาสตอนที่อนุหลิ่วยังตกใจทำอะไรไม่ถูก เวินอิ๋งหันไปดึงมือหรงเอ๋อร์ สองนายบ่าวเร่งฝีเท้าไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว พออนุหลิ่วตั้งสติได้ คิดจะไล่ตามก็ไม่ทันแล้ว
แม้จะโกรธที่ถูกคนอ่อนแออย่างเวินอิ๋งตบหน้าท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย แต่อนุหลิ่วก็ยังไม่กล้าบุกไปเอาเรื่องอีกฝ่ายถึงเรือนอวิ๋นจี้เพราะเกรงกลัวคุณชายสามอยู่มาก จึงเดินกุมหน้าที่ขึ้นสีแดงเป็นรอยฝ่ามือไปฟ้องเสิ่นอู่หลาง พูดไปร้องไห้ไป บอกถูกฮูหยินน้อยสามรังแก ขอร้องเขาทวงความเป็นธรรมให้ตนด้วย
เสิ่นอู่หลางหลงอนุหลิ่วที่สุด เห็นนางถูกตบจนหน้าบวมแดงก็เกิดโทสะ ยิ่งรู้ว่าคนที่ทำร้ายคือเวินซื่อ ภรรยาที่ไม่ได้รับความสนใจของพี่สามก็ยิ่งโมโห รู้สึกเหมือนถูกหยามไปด้วย จูงมืออนุหลิ่วออกจากเรือนด้วยความเดือดดาล
แต่เสิ่นอู่หลางก็เหมือนอนุหลิ่วที่มีความกลัวเกรงต่อเสิ่นหันจี้อยู่มาก เขาจึงไม่กล้าบุกไปเอาเรื่องคนที่เรือนอวิ๋นจี้ แต่มุ่งหน้าไปหาสวีซื่อแทน บอกให้นางเรียกลูกสะใภ้มาอบรม ทั้งยังบอกให้เวินซื่อต้องไปขอโทษอนุหลิ่วด้วย