ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

โลกหมื่นบุปผา

ผู้แต่ง Yi Mei Tong Qian
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ร้านค้าออนไลน์ fictionlog readawrite

'โลกหมื่นบุปผา' เป็นนวนิยายที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อนำไปสร้างเป็นซีรีส์โดยเฉพาะ เนื้อหาแบ่งออกเป็น 6 โลกหลัก โดยที่นางเอก 'ซูลวี่เซี่ย' จะต้องเดินทางไปเยือนแต่ละโลกด้วยการเข้าสวมร่างของนางร้าย ตัวประกอบในโลกนั้นๆ เพื่อปฏิบัติภารกิจ 'สานฝัน' หรือทำความหวังสุดท้ายของเจ้าของร่างนั้นจนสำเร็จลุล่วง ซึ่งโดยมากก็คือการ ทะลุมิติไปตบสั่งสอนพวกตัวร้ายและผู้ชายเฮงซวยในโลกต่างๆ นั่นเอง!

พล็อตมันแปลกตรงนี้... ธรรมดางานแนวนี้มักจะเลือกแก้แค้นฝ่ายหญิงด้วยกัน แต่เล่มนี้กลับเลือกแก้แค้นคนรักเก่า (ฝ่ายชาย) เป็นหลัก

ก็จริงเนอะ...

ถ้าความรักมันพัง ทำไมผู้หญิงถึงต้องเป็นฝ่ายผิดเสมอล่ะ?

บทนำ

ในแต่ละโลก... มีบุปผานับร้อยกำลังถูกขยี้!

ซูลวี่เซี่ยไม่ได้เอือมหญิงร้ายเท่าผู้ชายสวะ

เธอเกลียดความรักจอมปลอม

เกลียดความสัมพันธ์ที่ผู้หญิงต้องร้องไห้อยู่ฝ่ายเดียว

เพราะอย่างนั้นเธอถึงต้องมา

มาสวมร่างพวกหล่อน

แล้วเช็คบิล!

นี่คือมหากาพย์การเดินทาง ตามล้างบางหนุ่มร้ายในแต่ละโลก

ด้วยลีลาที่ไม่เหมือนใครของโฮสต์ตัวแม่

ไม่มีหยุด ไม่มีเห็นใจ ไม่มีอภัยหรือยอมถอย

เอาล่ะหนุ่มๆ ฉันมาแล้ว

ร้ายซะให้พอ แล้วหงอซะให้เข็ด!

สารบัญ

หิมะในเดือนสิบสองควรเป็นสัญญาณดีสำหรับการเริ่มต้นปีใหม่ ทว่าหนนี้กลับหนาวเหน็บจนแทบเอาชีวิตคนได้

หญิงสาวในชุดสีแดงสดกำลังคุกเข่าอยู่บนลานหิมะ นางปล่อยผมยาวสยาย ร่างกายบอบบางราวกับจะหลอมละลายเข้าไปในกองน้ำแข็งแห่งความหนาวเย็น

“ขอให้ท่านพ่อและพี่ใหญ่ส่งทหารไปช่วยเขาด้วย” เสียงของนางแหบแห้ง ไม่รู้ว่าพูดซ้ำประโยคนี้มากี่ร้อยกี่พันรอบแล้ว แต่เงาในห้องทั้งสองเงายังคงนิ่งงันอยู่เช่นเดิม

“น้องพี่... ลุกขึ้นเถอะ เรื่องที่เผ่าทูเท่อก่อกบฏ ทำให้เขาต้องตกอยู่ในวงล้อม แม้แต่ราชสำนักก็ยังไม่อยากยุ่ง ทุกเส้นทางถูกกำหนดเอาไว้หมดแล้ว เจ้ายังจะยึดติดกับเขาไปไย”

“ขอท่านพ่อและพี่ใหญ่ส่งทหารไปช่วยเขาด้วย!” หน้าผากของซูลวี่เซี่ยแทบจะจมลงไปบนกองหิมะสีขาว เสียงของนางสั่นเครือ ไม่รู้เป็นเพราะร้อนใจหรือเพราะความหนาวเหน็บที่เสียดแทงเข้ากระดูก “ลูกมีใจให้เขาอย่างที่ไม่อาจหาใครแทนที่ได้ ขอท่านพ่อ ขอพี่ใหญ่... ช่วยเขาด้วย...”

เงาในห้องมีการเคลื่อนไหว แต่ยังไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจนกระทั่งสาวใช้อุทานด้วยความตกใจ “คุณหนูหมดสติไปแล้ว”

คราวนี้จึงมีคนก้าวออกจากห้องอย่างรีบร้อนพร้อมกับยื่นมือออกไปดึงตัวหญิงสาวขึ้นมากอด เสียงถอนหายใจอย่างจนใจดังขึ้น “ได้... พ่อจะไปช่วย! หวังว่าวันหน้าเขาจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างจริงใจ ส่วนเจ้าเอง... ก็อย่าได้เสียใจภายหลังล่ะ!”

ใบหน้าของหญิงสาวซีดขาวแต่รอยยิ้มกลับงดงามอย่างที่สุด “ลูกจะไม่เสียใจ...”

เสียงตอบจมหายไปในคืนหิมะโปรย เสียงนี้ข้ามผ่านกาลเวลาไปอีกสี่ปีข้างหน้าแล้วกระแทกเข้ากับศีรษะของซูลวี่เซี่ยอย่างแรง

ใช่... นางนึกเสียใจแล้ว!

แสงอาทิตย์เจิดจ้าตกต้องอยู่บนกระเบื้องหลิวหลีสีทองบนตำหนักใหญ่ มันส่องประกายสีทองวาววับ แม้แต่ฝูงนกที่บินอยู่บนฟ้ายังรู้สึกแสบตาไปกับตำหนักที่เรียงรายเป็นแถวยาวจนต้องรีบกระพือปีกบินหนี

“ซูลวี่เซี่ย เจ้าบังอาจนัก!”

ซูลวี่เซี่ยฟุบตัวอยู่บนพื้นห้อง ผิวหน้าขาวกระจ่างยามนี้มีรอยฝ่ามือสีเข้มประทับอยู่ ในใจมีทั้งโทสะและความน้อยใจ สองตาจ้องมองคนที่อยู่ตรงหน้าเขม็ง

คุณหนูสกุลซูผู้สูงศักดิ์เช่นนางกลับถูกสนมตัวเล็กๆ หยามเกียรติได้!

แล้วใครกันที่ให้ท้ายสนมจนกล้าวางตัวข่มเหงนางเช่นนี้

จะเป็นใครไปได้เล่า เขาก็คือชายที่นางรักอย่างสุดหัวใจ... ฮ่องเต้ผู้นั้น!

“ทำไมหม่อมฉันจะไม่กล้า! นังแพศยาผู้นี้หว่านเสน่ห์ใส่ชายอื่น มีพฤติกรรมต่ำทราม ขัดต่อกฎระเบียบวังหลวง การที่หม่อมฉันลงโทษนางนับเป็นความผิดข้อใดหรือ?”

หญิงสาวในชุดสีอ่อนดูบอบบางคล้ายกับดอกไม้กลีบขาวที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางลมหนาว รีบแย้งเสียงสั่นเครือ “ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่ได้ทำนะเพคะ...”

ฮ่องเต้ยื่นมือไปลูบเส้นผมดำขลับของอีกฝ่าย พร้อมทั้งปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล “เจ้าไม่ได้ทำแน่” สีหน้าของพระองค์ยามมองร่างที่ฟุบอยู่บนพื้นเต็มไปด้วยความเย็นชาแฝงด้วยความรังเกียจ “ร่างราชโองการ! ซูกุ้ยเฟยมีจิตริษยา พฤติกรรมมิชอบ ให้ถอดยศจากซูกุ้ยเฟยเป็นซูเฟย!”

ซูลวี่เซี่ยมองชายที่ออกคำสั่งอย่างตกตะลึง ชายที่นางรักจนสุดหัวใจกล้าทำเช่นนี้กับนาง “ฝ่าบาท...”

เขาพูดอะไร นี่เขาพูดอะไรอยู่?

“ส่วนหลิ่วกุ้ยเหริน...”

หลิ่วหรูเอียนที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของฮ่องเต้เงยหน้าขึ้น เปรยอย่างน่าสงสาร “ฝ่าบาท... หม่อมฉัน”

“หลิ่วกุ้ยเหรินเป็นหญิงสาวที่มีความรู้ความสามารถ จิตใจอ่อนโยน อีกทั้งกำลังตั้งครรภ์ทายาทมังกร ให้แต่งตั้งเป็นหลิ่วเฟย!”

ซูลวี่เซี่ยที่ยังคุกเข่าอยู่บนพื้น มองตาค้างอย่างตกตะลึง เสียงของนางคาดไม่ถึง “ทายาท...”

หลิ่วหรูเอียนขัดขึ้นอย่างอ่อนหวาน “ฝ่าบาททรงทราบแล้วหรือเพคะ...”

“แน่นอนอยู่แล้ว พอหมอหลวงมารายงานเราก็รีบไปหาเจ้า แต่คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะถูกซูเฟยเรียกตัว...”

“พี่สาวไม่ได้ตั้งใจ แค่เข้าใจหม่อมฉันผิด...”

ซูลวี่เซี่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ เส้นผมดำขลับทิ้งตัวสยายลงกลางหลัง ดวงตาพร่าเลือนไปด้วยหยาดน้ำตา นางยื่นมือที่สั่นเทาออกมาชี้หน้าพระองค์ “ทรงตรัสว่า หญิงแพศยาผู้นี้มีทายาทให้พระองค์งั้นหรือ?”

สีหน้าของฮ่องเต้เย็นกระด้าง “ใช่ ดังนั้น เราจะปล่อยให้เจ้าหาเรื่องทำร้ายนาง ทำร้ายลูกของเราไม่ได้!”

ซูลวี่เซี่ยแหงนหน้าหัวเราะราวกับเสียสติ เจ็บปวดปานธนูนับหมื่นพุ่งทะลุหัวใจ “ฮ่าฮ่าฮ่า ทำร้าย...” ดวงตาคู่งามแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย น้ำตาไหลพรูด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง “ฝ่าบาท พวกเราแต่งงานกันมาสี่ปีกว่า ทรงเห็นหม่อมฉันเป็นคนประเภทนั้นหรือ!”

ฮ่องเต้หลุบตามองหญิงสาวที่อยู่ในสภาพใกล้เสียสติบนพื้น มีภาพของเด็กสาวที่ร่าเริงสดใสในอดีตเข้ามาทับซ้อนจนพระองค์นิ่งขึงไป

“ปีแรกที่แต่งงาน พระองค์ยังมิได้ขึ้นครองบัลลังก์ อดีตรัชทายาทยื่นจอกสุราพิษให้ฝ่าบาท แต่ถูกหม่อมฉันรับไปดื่มแทน ด้วยเหตุนี้ลูกที่ยังไม่ทันได้เกิดมาจึงต้อง...”

“กบฏเผ่าทูเท่อในปีนั้น ทรงนำทัพด้วยพระองค์เองแล้วตกอยู่ในวงล้อม หม่อมฉันคุกเข่ากลางหิมะเพื่อขอร้องบิดาและพี่ชายให้ยกทัพไปช่วยเหลือ...”

“คืนก่อนงานอภิเษก มีคนคิดจะก่อกบฏ หม่อมฉันเอาตัวเข้ารับกระบี่แทนฝ่าบาท...”

คำพูดแต่ละคำของซูลวี่เซี่ยเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทรมานใจนัก

“ที่ผ่านมา หม่อมฉันเคยทำเรื่องที่ผิดต่อฝ่าบาทหรือไม่!”

คำตัดพ้อที่เต็มไปด้วยความเคืองแค้นและน้อยใจสะกิดเตือนความทรงจำในอดีตของฮ่องเต้ขึ้นมา

คุณหนูซูผู้นี้เป็นหญิงงามที่พรั่งพร้อมทั้งสติปัญญาและความกล้าหาญ พวกเขาเคยรักกันมาก่อน นางทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้เขาอย่างไม่สนคำทัดทานของบิดา ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องอยู่เคียงข้างเขาให้ได้

แล้วตอนนี้เขากำลังทำสิ่งใด?

สีหน้าที่เฉยชาเริ่มอ่อนลง คิดจะยื่นมือไปประคองร่างนางขึ้นมา “เรา...”

ตึก!

เสียงหนึ่งดังขึ้นทันทีที่พระองค์ยื่นมือออกไป

หลิ่วหรูเอียนคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะอย่างแรง กล่าวเสียงแหลมสูงกว่าปกติ “ฝ่าบาท ทรงอภัยให้กับพี่สาวเถอะเพคะ!” นางเงยหน้าขึ้น หน้าผากมีเลือดซึมออกมาจนเห็นรอยแดงช้ำ น้ำตาไหลนอง “สกุลซูทรงอิทธิพลยิ่งนัก หากบิดาและพี่ชายของพี่สาวรู้ว่านางถูกทำให้น้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ เกรงว่า...”

สีหน้าของฮ่องเต้ขรึมลงทันที

หลิ่วหรูเอียนยังคลานเข่าเข้ามาใกล้ จับชายเสื้อฮ่องเต้เอาไว้ ปากก็พร่ำว่า “เอียนเอ๋อร์ไม่ต้องการให้ฝ่าบาทลำบากพระทัย ขอฝ่าบาทโปรดทรงอภัยให้พี่สาวด้วย”

นางพูดจาน่าสงสาร แต่มีหรือที่ซูลวี่เซี่ยจะไม่รู้เท่าทันความคิดของอีกฝ่าย

ฮ่องเต้หวาดระแวงในตัวบิดาและพี่ชายของนาง พวกเขาเป็นเหมือนเกราะคุ้มภัยให้กับนางมาตลอด ทว่าบัดนี้กลับถูกหลิ่วหรูเอียนยกขึ้นมาอ้างจนพวกเขากลายเป็นกระบี่ที่พุ่งปลายมาทำร้ายตัวนางแทน!

ซูลวี่เซี่ยมองหลิ่วหรูเอียนอย่างเคียดแค้น กรีดเสียงก่นด่า

“นังแพศยา!”

ฮ่องเต้ที่เพิ่งตั้งสติได้เปล่งเสียงหัวเราะเยาะหยัน พระองค์จะไม่ใจอ่อนอีกต่อไป ความใจอ่อนจะสร้างความมั่นคงให้กับบัลลังก์ทองที่ใครต่างก็หมายปองได้อย่างไร! ทรงประคองร่างหลิ่วหรูเอียนขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้ “เจ้าไม่ต้องการให้เราลำบากใจ แต่เราไม่อยากให้เจ้าต้องแบกรับความน้อยเนื้อต่ำใจ... ร่างราชโองการ! แม่ทัพซูอบรมบุตรสาวไม่เข้มงวด ลงโทษด้วยการให้สำนึกผิดอยู่แต่ในจวน!”

ซูลวี่เซี่ยตะลึงงัน “ฝ่าบาท...”

ทว่าฮ่องเต้กลับตอบนางด้วยสีหน้าที่แสดงความรังเกียจอย่างชัดเจน “ซูลวี่เซี่ย คนเราเปลี่ยนกันได้ ส่วนเจ้าก็เปลี่ยนไปเป็นหญิงร้ายกาจที่เราไม่รู้จักอีกต่อไปแล้ว!”

ประตูตำหนักปิดสนิท สายลมเย็นพัดผ่าน กล้วยไม้หยกร่วงหล่น ชายคนรักของนางตระกองกอดผู้หญิงอีกคนจากไปอย่างไร้เยื่อใย เหลือเพียงซูลวี่เซี่ยที่นั่งแปะลงกับพื้นอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เส้นผมของนางยุ่งเหยิง ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา แม้แต่หัวใจก็แตกสลายไปหมดสิ้น

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า...”

“ข้าเปลี่ยนหรือว่าเจ้าที่เปลี่ยนไปกันแน่...”

“ใครกันแน่ที่เปลี่ยน!”

“ฝ่าบาท!”

ซูลวี่เซี่ยกรีดร้องโหยหวน ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ให้นางต้องคิดถึงอีกต่อไป นางพุ่งชนเสาอย่างแรง

ปัง!

โลหิตสดๆ กระจายเต็มพื้นห้องราวกับต้องการระบายความรักความแค้นที่มีอยู่ให้มลายเป็นเถ้าถ่าน

ดวงตาของซูลวี่เซี่ยยังคงเบิกกว้างยามที่ร่างล้มลงบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ

ถ้าชาติหน้ามีจริง ข้า ข้าจะ...

ช่างเถอะ ถ้าชาติหน้ามีจริงขออย่าได้เจอกันอีกเลย...

ดวงตาที่ยังเบิกโพลงมีประกายแห่งความเสียใจอย่างที่สุด นางเสียใจที่ไม่ฟังคำทัดทานของบิดา

เสียใจที่ไม่ได้ฆ่าหญิงร้ายชายเลวคู่นั้น!

“ติ๊ง--เชื่อมต่อกับโฮสต์”

“กำลังอ่านความทรงจำ...”

“ติ๊ง--โหลดข้อมูลเรียบร้อย เปิดสิทธิ์การเข้าถึงทั้งหมดแล้ว”

“ซี้ด!”

ซูลวี่เซี่ย ‘ที่ตายไปแล้ว’ ลุกขึ้นนั่งตัวตรง ความเคียดแค้นที่มีอยู่หายไปจนหมดสิ้นราวกับไม่ใช่หญิงสาวที่ตายอย่างน่าอนาถเมื่อครู่ แม้แต่อาภรณ์สีแดงที่สวมอยู่ก็เจิดจ้าขึ้นกว่าเดิม เธอยกมือขึ้นคลึง

หน้าผากที่เต็มไปด้วยของเหลวสีแดงเหนอะหนะแล้วสูดหายใจอย่างคาดไม่ถึง “ยัยตัวต้นแบบนี่ใจแข็งจริง เล่นเอาสมองแทบจะไหลออกมาด้วยเลย!”

“องค์กรถึงได้ส่งให้คุณมาช่วยพลิกชะตาของเธอไง”

‘อ้นสีขาว’ ตัวหนึ่งลอยมาเกาะหัวไหล่ มันถือหน่อไม้ของโปรดเอาไว้ท่อนหนึ่ง ฟันอันแหลมคมแทะหน่อไม้ดังกร้วมๆ ตัวของมันอ้วนกลม แก้มสองข้างป่องเป็นเหมือนลูกโป่ง

ซูลวี่เซี่ยลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก รู้สึกเวียนหัวจนยืนแทบไม่อยู่แต่ก็ยังฝืนเดินมายืนหลังประตู แล้วมองออกไปข้างนอก แสงอาทิตย์ยามอัสดงลอดช่องประตูเข้ามากระทบดวงหน้างามที่ยังมีหยดเลือดสีแดงติด

“เป็นวังหลวงที่เงียบเหงาจริงๆ” ซูลวี่เซี่ยยกมือกดหน้าอกที่หัวใจเหมือนจะแหลกสลายไปแล้ว “ตั้งแต่ผูกติดกับระบบตัวประกอบ ฉันเดินทางข้ามผ่านมิติมามากต่อมาก แต่ยังไม่เคยเจอเจ้าของร่างเดิมที่สิ้นหวังขนาดนี้เลย”

เธอเคยเห็นหญิงสาวผู้โชคร้ายมากมายนับไม่ถ้วน

บางคนร้องไห้ บางคนร้องขอความเมตตา บางคนเสียสติ บางคนถึงขนาดจบชีวิตตัวเอง

อย่างเช่นกรณีนี้

แต่ยังโชคดี ตัวประกอบหญิงพร้อมตายเหล่านั้นได้ซูลวี่เซี่ยมาทำหน้าที่ ‘ช่วยเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต’ ให้ดวงวิญญาณของพวกเธอไม่มีความเคียดแค้นติดตัวไปในภพหน้า

แน่นอนว่าซูลวี่เซี่ยย่อมต้องได้บางสิ่งตอบแทน หากทำภารกิจสำเร็จ เธอก็จะได้คะแนนความสำเร็จ

แล้วคะแนนความสำเร็จใช้ทำอะไรได้บ้าง?

ก็ใช้แลกรางวัลที่มีในระบบ แลกเครื่องมือที่ทรงอานุภาพ หรือของใช้น่ารักๆ ที่เธอโปรดปรานไงล่ะ!

ดวงตาหงส์เหลือบขึ้นเล็กน้อย แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ความมืดของสนธยาเพิ่มความยโสให้สีหน้าเธอมากขึ้นอีกหลายส่วน เสียงหัวเราะเยาะหยันดังขึ้น “ไม่เป็นไร เพราะจนถึงตอนนี้ อัตราความสำเร็จของภารกิจฉัน ยังคงที่อยู่ที่ 100%”

ความมืดคืบคลานเข้ามา นางกำนัลเริ่มจุดโคม

โคมที่ห้อยอยู่ใต้ชายคามีระยะห่างเท่าๆ กัน เปลวไฟไหวระริกทำให้ต้นไม้ใบหญ้าในลานคล้ายกำลังเคลื่อนไหว ภายในตำหนักซูเฟยมีแสงสว่างลอดออกมาให้ความรู้สึกอบอุ่น

ซูลวี่เซี่ยนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น มือหนึ่งกุมแผลตรงหน้าผาก

อีกมือหนึ่งเลื่อนไปมาบนหน้าจอเรืองแสงที่ลอยอยู่ตรงหน้า “ยังไงฉันก็ต้องรีบหาข้อมูลเกี่ยวกับโลกนี้ก่อน!”

อ้นตัวขาวชะโงกหน้ามาใกล้ “นี่เป็นนิยายแนววังหลังที่ตัวละครหญิงตายแล้วเกิดใหม่... อะแฮ่ม เรื่องมันเกี่ยวกับหลิ่วหรูเอียนที่ตายอย่างน่าอนาถในชาติก่อน พอมีโอกาสย้อนกลับมาเกิดใหม่ เลยใช้เรื่องที่รู้มาในชาติที่แล้วเล่นงานศัตรูอย่างไม่ไว้หน้า สุดท้ายก็จบลงตามสเต็ปเดิมๆ คือได้ครองคู่กับฮ่องเต้จนแก่เฒ่า...”

“อย่าบังฉัน!” ซูลวี่เซี่ยคว้าต้นคอของอ้นขาว ดึงตัวมันออกห่าง

“ไม่!” อ้นขาวตะกายขาหน้าพร้อมทั้งกรีดร้อง แต่ไม่เป็นผล

“อืม เนื้อเรื่องบอกว่าฉันเป็นพระสนมคนแรกที่ถูกตัวเอกเล่นงานหลังจากเกิดใหม่ ไม่พอ... ยัยนั่นยังเล่นงานไปจนถึงครอบครัว ทำให้พ่อแม่พี่น้องพลอยย่ำแย่ไปด้วย...” ซูลวี่เซี่ยอ่านไปก็ชมไป

“เธอแซ่บจริง”

“ส่วนคุณก็ซวยจริง” อ้นขาวก็ทำเสียงจิ๊จ๊ะ

“สถานการณ์ตอนนี้ดูแล้วไม่ง่าย” ซูลวี่เซี่ยปรายตามองนิ้วที่มีเลือดติดของตนอย่างกังวล “ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงเป็นโรคประสาทแบบนี้ ฉันคงแก้ปัญหาแบบอ่อนโยนไม่ได้แล้ว”

อ้นขาวพองขนขึ้นมาทันที “ผมขอค้าน...”

ปากของมันถูกมือข้างหนึ่งเอื้อมมาปิด “เด็กดี นายคงไม่อยากเป็นไข้ตอนหน้าหนาวหรอกนะ” ว่าแล้วเธอก็พลิกฝ่ามือ จ่อยาเม็ดหนึ่งกับปากของมันแล้วอธิบายเสียงเย็น

“จะกินเองหรือให้ฉันป้อนดีล่ะ”

อ้นขาวถีบเท้าหนี “ฮือฮือ! ช่วยด้วย ช่วยผมด้วย!”

ดวงตาคู่งามขยับเข้ามาใกล้จนแทบจะชนกับหน้าของมัน

“ดูท่าฉันคงต้องป้อนแล้ว มานี่... มากินเห็ดแปลงร่างเม็ดนี้เสียดีๆ” มือข้างหนึ่งบังคับให้อ้นขาวอ้าปากแล้วยัดยาเม็ดเข้าไป มันยังไม่ทันจะคายออกมา เธอก็ดีดคอหอยมันทีหนึ่ง

“อึก--”

มันกลืนยาลงไปในท้องอย่างไม่ทันตั้งตัว!

“คุณ คุณ คุณ...” อ้นขาวกลิ้งไปมาบนพื้น

ซูลวี่เซี่ยยิ้มหวาน “ไปได้แล้ว ไปจิ๊กราชโองการกลับมาให้ได้ ถ้าทำไม่สำเร็จ ฉันจะฟาดนาย!”

“ฮือ!” คนใจร้าย!


ตำหนักหย่างซิน

นางกำนัลขันทียืนเรียงสองแถวอย่างสำรวม เสียงหายใจของพวกเขาเบากว่าเสียงลมราตรีเสียอีก

เปลวไฟสั่นไหว...

พอแสงริบหรี่ลงเพียงเล็กน้อย นางกำนัลก็รีบใช้ไม้คีบไส้ตะเกียงขึ้นมาจ่อไฟ

ช่วงเวลาที่ความมืดเชื่อมต่อกับความสว่าง อ้นขาวอาศัยจังหวะนี้แปลงร่างเป็นหนังสือฎีกา ลอยพลิ้วลงมาวางตรงหน้าฮ่องเต้ที่กำลังจะประทับตราลัญจกรบนกระดาษ ตราประทับจึงถูกกดบนก้นของมันพอดี

อ้นขาว “ฮือ--” เจ้าสารเลวนี่ไม่มองเลยว่าประทับตราตรงไหนแล้ว!

ขณะที่นางกำนัลเก็บไม้คีบไส้ตะเกียง พลันบังเกิดเงาไหววูบ อ้นขาวฉวยจังหวะนี้หนีออกจากตำหนักไปโดยที่ไม่มีใครรู้ แน่นอนว่ามันไปพร้อมกับตราประทับบนก้น!

ซูลวี่เซี่ยคงไม่หัวเราะเยาะฉันหรอกนะ?

ทว่าไม่นานหลังจากนั้นมันก็รู้แล้วว่า หญิงใจร้ายอย่างซูลวี่เซี่ย มีหรือจะทำเรื่องดี ไม่ใช่แค่หัวเราะเยาะ เธอยังหัวเราะเสียจนน้ำหูน้ำตาไหล แล้วตบโต๊ะป้าบๆ อีกด้วย

อ้นขาว “...” เห็นแก่หน้าฉันบ้างเถอะ!

“เอาล่ะ ตอนนี้เราก็มีราชโองการแล้ว ฉันจะได้รับองค์ชายเป็นลูกอย่างถูกต้องเสียที” ต่างหูหยกสีแดงแวววาวถูกหยิบขึ้นมาสวมกับติ่งหูขาวสะอาด ซูลวี่เซี่ยมองตัวเองในคันฉ่องทองแดง อืม... คิ้วเรียวเหมือนจันทร์เสี้ยว ดวงตาเรียวปลายเชิดเหมือนตาหงส์ นี่มันโฉมหน้าตามแบบฉบับของสาวงามตำหนักในเลยนี่นา

เฮอะ! มีไพ่ดีอยู่ในมือแต่ก็ยังแพ้

ต้องถือว่าหลิ่วหรูเอียนโชคดีที่เจอคู่ปรับไม่ได้เรื่อง

“ผมไม่เข้าใจเลย” อ้นขาวยังต้องอยู่ในสภาพ ‘หนังสือฎีกาแผ่น บางๆ’ เพราะยายังไม่หมดฤทธิ์ มันพยายามผงกหัวขึ้นอย่างยากลำบาก ถามด้วยความสงสัย “ในเมื่อแปลงราชโองการปลอมได้ ทำไมถึงไม่เล่นงานหลิ่วหรูเอียนให้ตายไปซะเลย”

“นั่นก็เพราะว่า” ซูลวี่เซี่ยยิ้มหวาน รังสีอำมหิตแผ่กระจาย

“ฉันชอบใช้มีดทื่อเชือดหมูมากกว่า มันโหดดี”

“!!!”


แสงแดดยามเช้าส่องกระทบกระเบื้องหลังคาทอง แล้วหักเหลงมาหน้าห้องทรงพระอักษร

การเรียนการสอนภาคเช้าเสร็จสิ้น องค์ชายทั้งหลายทยอยก้าวออกจากห้อง

ร่างในชุดสีแดงสดโผล่หน้าออกมาหลังต้นไม้ต้นใหญ่ ยังมีหัวกลมๆ ของอ้นขาวที่เกาะอยู่บนไหล่ยื่นออกมาอย่างลับๆ ล่อๆ

“โฮสต์ คุณดูคนนั้นสิ... ใช้ได้ไหม?”

ซูลวี่เซี่ยมองตามกรงเล็บของมัน เห็นเด็กชายที่ดูไม่ค่อยเข้าตาสักเท่าไร เธอส่ายหน้าปฏิเสธ “เหอะ! หน้าทะเล้นเกินไปไหม ฉันอยากหาองค์ชายมาเลี้ยงเป็นลูก ไม่ใช่เปิดคณะตลก”

“...” อ้นขาวเหงื่อออกรอบหน้าผาก แต่ยังชี้ไปที่เด็กชายอีกคน

“แล้ว... คนที่อยู่ทางโน้น?”

“ผอมโกรก หน้าตาอมทุกข์ จะตายก่อนซะล่ะมั้ง”

อ้นขาวชี้ไปที่เด็กอายุราวสามสี่ขวบอีกคน เด็กคนนั้นร้องไห้อยู่ก็จริง แต่ก็ร้องเสียงดังกังวานแสดงว่ามีพลังชีวิตเหลือล้น! แถมยังหัวโต ตัวหนา น่าจะอนาคตไกล มันถามขึ้นอีกครั้ง “แล้วคนนั้นล่ะ?”

แค่ได้ยินเสียงเด็กร้อง ซูลวี่เซี่ยก็ปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที

“เด็กเกินไป กว่าจะโตฉันคงแก่ตายก่อน”

อ้นขาวสูดหายใจเข้าลึกๆ มันเป็นอ้นนิสัยดี จะถือสาหาความกับผู้หญิงไม่ได้!

สุดท้ายมันเห็นเด็กที่ดูไม่เลวคนหนึ่งจึงตีไหล่ซูลวี่เซี่ยเบาๆ “เด็กคนนั้นหน้าตาดี แล้วก็ไม่หน้าทะเล้นเหมือนตัวตลกด้วย!”

ซูลวี่เซี่ยมองตาม อืม... เป็นเด็กหน้าตาดีจริงๆ แต่เดี๋ยวก่อน “นี่มันโอรสคนโปรดของฮ่องเต้นี่นา นายกล้าเรียกให้ฉันดูได้ไง อยากตายเหรอ!”

อ้นขาวทนไม่ไหว ดึงเส้นผมของซูลวี่เซี่ยแล้วตะโกนกรอกหู “คุณแค่จะหาเด็กไปเลี้ยง ไม่ได้มาหาซื้อผัก! ตกลงคุณถูกใจใครบ้างหรือยัง”

“หูดับแล้ว หูดับแล้ว!” ซูลวี่เซี่ยผลักร่างอ้นขาวออกห่าง

“ได้ได้ได้ รู้แล้วว่ามาเลือกคน...” เธอมองไปข้างหน้า แล้วหยุดสายตาอยู่บนร่างของเด็กชายอายุราวสิบขวบคนหนึ่ง คนอื่นเดินรวมกันเป็นกลุ่ม มีแต่เด็กคนนี้ที่เดินแยกออกมาอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เขาไม่ได้เดินก้มหน้าคอตกก็จริง แต่ดวงตากลับหลุบต่ำเหมือนคนที่มีความในใจแฝงเร้น ซูลวี่เซี่ยตัดสินใจทันที “คนนี้แหละ!”

“ทำไมถึงเป็นเขา”

“องค์ชายสี่อวิ๋นหลิงคนนี้ แม่แท้ๆ ตายไปตั้งแต่ยังเด็ก ถูกเต๋อเฟยรับมาเลี้ยงดูอยู่สองปี จากนั้นก็โยนให้นางสนมใต้อาณัติเลี้ยงดูต่อ...” เธอหาข้ออ้างที่ดีกว่านี้ไม่ได้ จึงทำเป็นนับนิ้วตรวจดวงชะตา แล้วแสร้งอุทานอย่างประหลาดใจ “อ๊ะ... เขามีวาสนากับฉันเสียด้วย!”

อ้นขาวกลอกตา... มั่วจริงๆ!

“หิวข้าว”

เด็กชายอายุสิบขวบนั่งอยู่ใต้ระเบียงทางเดิน มองต้นไม้ใบหญ้าในสวนอย่างเหม่อลอย เขาหิวมากเสียจนแทบจะเด็ดต้นหญ้ามากินแล้ว นกตัวหนึ่งบินไปเกาะเหนือศาลา เขามองไปพลางเลียริมฝีปากไปพลาง พลันรู้สึกหิวมากกว่าเดิม โหมวโหม่ว*ผู้มีหน้าที่เลี้ยงดูเขากลับเก็บอาหารไว้เสียเอง ปล่อยให้เขาหิวอย่างนี้อยู่เป็นประจำ

อวิ๋นหลิงถอนหายใจเบาๆ หยิบท่อนไม้บนพื้นขึ้นมาแกะเล่น ไม่รู้ว่าเมื่อไรถึงจะได้กินอิ่มท้อง

“โหมวโหม่วที่ดูแลเจ้าอยู่ไหน?” เสียงหวานใสดุจระฆังเงินดังขึ้น เป็นเสียงที่ไม่คุ้นหู

ใครกัน?

เขาเงยหน้ามอง พบร่างในชุดกระโปรงสีแดงสด ตกแต่งผมสีดำด้วยเครื่องประดับหรูหรา งามประหนึ่งเทพธิดาจากสวรรค์ชั้นฟ้า เขามองตาค้าง อีกฝ่ายยิ้มให้อย่างอ่อนโยน เสียงที่เอ่ยขึ้นไพเราะราวกับสายน้ำที่ไหลทะลุหัวใจ

“เจ้าคืออวิ๋นหลิงสินะ ข้าคือซูเฟยจากตำหนักเจียซี”

อวิ๋นหลิงลนลานลุกขึ้นทำความเคารพ “คารวะ ซู... ซูเฟย”

อาจเป็นเพราะมีการเคลื่อนไหวทำให้คนอื่นๆ ได้ยินได้เห็น ไม่นานหลังจากนั้น โหมวโหม่วคนหนึ่งก็วิ่งมาคุกเข่าอยู่ข้างองค์ชายสี่พลางคำนับอย่างนอบน้อม “คารวะซูเฟย”

อ้นขาวที่นั่งอยู่บนไหล่ของซูลวี่เซี่ยถึงกับหัวเราะชอบใจ “ฮ่า... ซูเฟย**!”

ซูลวี่เซี่ยเค้นเสียงกระซิบถาม “นายอยากเป็นไข้แดดสินะ?”

ไอสังหาร!

อ้นขาวยกขาหน้าปิดปากตัวเอง มันยังไม่อยากตายใต้เงื้อมมือนางมารตนนี้!

โหมวโหม่วเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย หลังจากไม่ได้ยินเสียงตอบรับ “ซูเฟยเพคะ?”

ซูลวี่เซี่ยดึงสติกลับมา เลิกคิ้วถาม “เจ้าเป็นโหมวโหม่วที่คอยรับใช้องค์ชายสี่อย่างนั้นหรือ?”

“เพคะ”

ซูลวี่เซี่ยกล่าวต่อเสียงเรียบ “ฮ่องเต้ทรงมีราชโองการให้ข้ารับองค์ชายสี่ไปเลี้ยงดู จงเก็บสัมภาระของเขา แล้วส่งไปที่ตำหนักเจียซี”

โหมวโหม่วแปลกใจ แต่พระสนมอย่างซูเฟยคงไม่มีทางปลอมราชโองการเป็นแน่ จึงรับคำ “เพคะ”

ทว่าองค์ชายสี่กลับยืนนิ่ง

เขาไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ถึงมีคนมารับเขาไปเลี้ยงดู คงไม่ใช่... เพราะนึกสนุกชั่วครั้งคราวหรอกนะ?

เหมือนตอนที่เต๋อเฟยรับเขาไปเลี้ยงดูอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ แล้วก็ทิ้งเขาให้คนอื่นเลี้ยงดูต่ออย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุเช่นกัน เป็นการให้ความหวังลมๆ แล้งๆ ที่สุดท้ายแล้วก็ทำลายความหวังนั้นลงไปอย่างไม่ไยดี

เขาไม่ต้องการแม่ชั่วคราว!

“อวิ๋นหลิง” เสียงไพเราะดังขึ้นอีกครั้ง เด็กชายเงยหน้าขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

ซูเฟยเป็นหญิงงาม...

ซูลวี่เซี่ยย่อตัวลงเพื่อให้สายตาอยู่ระดับเดียวกับเด็กชายที่กำลังมองมาอย่างตื่นตระหนก เธอรู้สึกว่าเลือกคนไม่ผิด ความเศร้าสร้อยของเด็กชายทำให้รู้สึกสงสารเห็นใจ จึงถามอย่างอ่อนโยนว่า

“ก่อนนี้ข้าไม่ได้ถามความสมัครใจของเจ้าว่าอยากจะมาอยู่กับข้าหรือไม่”

ถามเขา... นางยังถามความคิดเห็นของเขาอีกด้วย?

อวิ๋นหลิงทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ “ข้า...”

เขายังไม่ทันได้ตอบ โหมวโหม่วที่ฟังอยู่เกิดร้อนใจ กลัวจะพลาดโอกาสดีๆ จึงรีบผลักตัวเขาไปข้างหน้า เด็กชายทรงตัวไม่อยู่ทำท่าจะล้มไปหาซูลวี่เซี่ย โหมวโหม่วนอกจากไม่จับเขาเอาไว้ยังรีบพูดกับซูลวี่เซี่ยว่า “พระสนมวางใจได้ องค์ชายเต็มใจเพคะ”

ยังดีที่ซูลวี่เซี่ยมือไวคว้าตัวเด็กไว้แล้วดึงมากอด... เด็กนี่ตัวเล็กกว่าอายุจริงเสียอีก

สีหน้าของซูลวี่เซี่ยขรึมลงทันที จี้ถามโหมวโหม่วอย่างไม่พอใจ “ผลักตัวองค์ชาย เท่ากับล่วงเกินเบื้องสูง เจ้านี่ใจกล้าไม่เลว”

โหมวโหม่วเห็นท่าไม่ดี รีบลุกโขกศีรษะกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ตัวสั่นงันงก “บ่าว บ่าว...”

“เหอะ” ซูลวี่เซี่ยทำหน้าตึง จูงเด็กน้อยเดินออกห่างแล้วทิ้งคำพูดเพียงว่า “ลากนังบ่าวชั้นต่ำนี่ไปตัดมือ มือข้างไหนที่ผลักองค์ชายสี่ ให้ตัดมือข้างนั้นทิ้ง!”

โหมวโหม่วตะลึงงันอย่างคาดไม่ถึง ส่งเสียงร้องขอความเมตตา

“พระสนมโปรดเมตตา โปรดเมตตา...”

มีคนเข้ามาลากตัวโหมวโหม่วออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องอย่างโหยหวนที่ทำให้อวิ๋นหลิงตัวเย็นวาบ เขาหันไปมองซูลวี่เซี่ย ความงดงามของนางทำให้ยากจะเชื่อว่าเป็นสตรีที่เด็ดขาดและโหดเหี้ยม

ซูลวี่เซี่ยถาม “ทำไม ใจอ่อนหรือไง?”

อวิ๋นหลิงเก็บอารมณ์ที่กำลังคิดเตลิดของตน ตอบกลับอย่างขลาดๆ “ไม่ ไม่ใช่...”

“อวิ๋นหลิง” ซูลวี่เซี่ยลูบศีรษะเล็กๆ กล่าวเสียงต่ำๆ “จำเอาไว้ เจ้าเป็นองค์ชาย เป็นผู้สูงศักดิ์ เป็นบุตรบุญธรรมของข้าซูลวี่เซี่ย จะไม่มีใครรังแกเจ้าได้ เจ้าต้องเรียนรู้การเป็นนายคน”

อวิ๋นหลิงตะลึง ไม่เคยมีใครพูดแบบนี้กับเขามาก่อน แม่ผู้ให้กำเนิดจากไปตั้งแต่เขายังเด็ก ตอนนี้เขาจำหน้าตาของนางไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ แม่เคยพูดอะไร รักเขาหรือไม่เขาก็ไม่รู้ ส่วนเต๋อเฟยที่รับเขามาเลี้ยงดู นั่นก็เพื่อจะใช้เขาเป็นข้ออ้างพบหน้าเสด็จพ่อ นางไม่เคยถามเขาว่าเรียนอะไรบ้าง ชอบกินอะไร ต้องการให้นางกอดหรือไม่ จนกระทั่งนางพบว่าเขาไม่ใช่บุตรชายที่เสด็จพ่อโปรดปราน จึงทิ้งเขาให้นางสนมคนอื่นเลี้ยงดูต่อ

ชีวิตที่ผ่านมาของเขามีแต่ความยากลำบาก แม้แต่นางกำนัลขันทีก็ยังดูแคลน

แต่มาบัดนี้กลับมีคนบอกว่าเขาเป็นองค์ชายผู้สูงศักดิ์... เป็นเจ้านาย จะไม่มีใครรังแกเขาได้

เพราะเขาเป็นบุตรบุญธรรมของซูลวี่เซี่ย!

เด็กน้อยที่ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังตัวไปเสียทุกเรื่อง ร้องไห้ออกมาก็ตอนนี้

ซูลวี่เซี่ยนิ่งขึง “เจ้า...”

“ข้า...” อวิ๋นหลิงรู้สึกว่าตัวเองเสียมารยาท แต่ก็ไม่อยากให้นางเห็นว่าเขาร้องไห้ กลัวว่าหากนางเห็นเขาอ่อนแอแล้วจะไม่อยากได้ไปเลี้ยง! เขาปาดน้ำตา แต่น้ำเสียงที่ตอบกลับหนักแน่นมุ่งมั่น

“ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง!”

ร่างผอมบางของเด็กชายเหมือนมีเงาแห่งความเข้มแข็งทาบทับลงมาท่ามกลางแสงแดดยามเช้า

ซูลวี่เซี่ยรู้ว่าตนเลือกคนไม่ผิด

อ้นขาวที่เกาะอยู่บนไหล่กอดหน่อไม้ของโปรดเอาไว้กับอก มันส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “หมาน้อยน่ารักแบบเขา จะถูกคุณเลี้ยงให้กลายเป็นหมาป่าตัวร้ายเสียแล้ว!”

ซูลวี่เซี่ยพ่นเสียงเฮอะออกมา “นายจะไปเข้าใจอะไร ในเนื้อเรื่องเดิมของนิยาย ลูกของหลิ่วหรูเอียนยังไม่ทันเกิด เด็กคนนี้ก็ถูกคนรับใช้ในวังทรมานจนตายไปก่อนแล้ว...”

“อ๊ะ?” อ้นขาวอ้าปากค้าง “เพราะงั้นคุณเลยรับเลี้ยงเขา? แหม คุณก็เป็นคนดีเหมือนกันนี่... โอ๊ย...”

ยังไม่ทันได้แสดงความซาบซึ้งใจ หน่อไม้สดก็ถูกยัดใส่ปากเสียก่อน “นายคิดมากไปแล้ว องค์ชายแต่ละคนล้วนเป็นลูกของคนที่ถูกหลิ่วหรูเอียนเล่นงาน ในเมื่อเป็นแบบนั้น ไม่สู้ฉันรับเลี้ยงคนที่ไม่เคยมีโอกาสก้าวเข้าสนามรบเสียเลยเล่า...”

ซูลวี่เซี่ยเงยหน้า รอยยิ้มเจิดจ้าสดใส “ลองเล่นนอกเกม บางทีอาจจะสร้างปาฏิหาริย์ก็ได้”


ตำหนักหลิ่วเฟย

กลิ่นกำยานจากเตาเผาหอมกรุ่นฟุ้งกำจายก่อนลับหายไปบนขื่อไม้ด้านบน

นางกำนัลในชุดเขียวคุกเข่านวดขาให้หลิ่วหรูเอียน มีความไม่สบายใจแฝงอยู่ในน้ำเสียง “พระสนม ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นแผนลวงหรือไม่”

หญิงงามนางหนึ่งนั่งเอนหลังอยู่บนแท่นนอนข้างหน้าต่าง มือหนึ่งยกเท้าคาง ดวงตาหรี่ปรือ “การปลอมแปลงราชโองการมีโทษถึงขั้นตัดหัว ซูเฟยคงไม่โง่ขนาดนั้น...” นางยังกล่าวเยาะต่อไปว่า

“ฮึ... แต่ซูลวี่เซี่ยนั้นโง่เขลา นางก้าวมาถึงตำแหน่งกุ้ยเฟยได้ก็เพราะอาศัยหน้าตาและฐานะทางบ้านเท่านั้น”

นางกำนัลรีบประจบ “พระสนมกล่าวได้ถูกต้อง หญิงโง่นั่นเทียบกับพระสนมไม่ได้สักเศษเสี้ยว”

หลิ่วหรูเอียนปรายตามอง “ถ้าเจ้าทำตัวให้ดี ข้าก็ย่อมดีต่อเจ้าเช่นกัน”

“บ่าวจงรักภักดีต่อพระสนม ไม่มีใจเป็นอื่นเพคะ!”

หลิ่วหรูเอียนยิ้ม ยันร่างขึ้นนั่ง... ซูลวี่เซี่ย เจ้ายังจะมีอะไรมาเทียบข้าได้ “เวลานี้ฮ่องเต้เบื่อนางแล้ว อีกทั้งยังหวาดระแวงตระกูลเดิมของนาง ขอเพียงนางยังมีสติปัญญาอยู่บ้างก็ควรรู้จักสงวนท่าที ทว่า...” พูดมาถึงตรงนี้ แม้แต่หลิ่วหรูเอียนก็ยังส่ายหน้าอย่างระอา “นางกลับใจร้อน กล้าปลอมแปลงราชโองการ คิดจะอาศัยบุตรบุญธรรมพลิกฟื้นสถานการณ์อย่างนั้นหรือ...”

นางกำนัลยิ้มประจบ “พระสนมฉลาดล้ำเลิศ หากเรื่องนี้ถูกเปิดโปง คิดว่าแม้แต่ตระกูลเดิมของซูเฟยก็อาจจะโชคร้ายไปด้วย”

หลิ่วหรูเอียนหัวเราะแล้วเอนกายลงนอนตามเดิมราวกับคู่ต่อสู้มิได้คู่ควรให้นางต้องเปลืองแรง “วันนี้ข้าจะจัดงานเลี้ยง ให้คนไปเชิญนางมาร่วมงานด้วย ข้าจะเปิดโปงเรื่องนี้ต่อหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้ ไปหยิบกระโปรงสีขาวนวลชุดนั้นออกมา ฮ่องเต้ทรงโปรดให้ข้าแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีอ่อน”

“เพคะ”





_____________________

* หญิงรับใช้ในวัง

** ซูเฟย เป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า โซฟี ที่เป็นยี่ห้อผ้าอนามัย ที่อ้นขาวพูดขึ้นก็เพราะนึกถึงผ้าอนามัย

ภายในตำหนักเจียซี

ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ตั้งแต่ทางเดินในสวนด้านหน้าไปจนถึงหน้าประตูตำหนักมีแสงไฟส่องเป็นระยะๆ มองประหนึ่งแสงหิ่งห้อยในยามค่ำคืน พระสนมคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่าง แสงไฟสีนวลที่ส่องกระทบมอบความรู้สึกอ่อนโยนสงบนิ่งให้ดวงหน้านั้นมากกว่ายามปกติ

เสียงกินข้าวของเด็กชายที่อยู่ด้านหลังดังเข้าหูเป็นระยะๆ แม้แต่อ้นขาวก็ยังสงสัยว่าทำไมองค์ชายน้อยถึงได้ดูตะกละตะกลามเหมือนหมู แม้แต่กินก็ยังเสียงดังยิ่งกว่ามันตอนแทะหน่อไม้เสียอีก! มันหันกลับไปมองเด็กชายที่นั่งกินอาหารบนโต๊ะอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็กินได้ทุกอย่าง จานนั้นคีบทีจานนี้คีบเพิ่ม กินจนปากมันแผล็บ

“เขาถูกปล่อยให้หิวมานานเท่าไรแล้วเนี่ย?” อ้นขาวนึกสงสัย

ซูลวี่เซี่ยหัวเราะ “เข้าใจหรือยังว่าทำไมฉันถึงไม่นั่งกินข้าวร่วมกับเขา อ้อ อีกอย่าง...”

อ้นขาวหูตั้ง “อะไร?”

ซูลวี่เซี่ยทอดสายตามองไปไกลด้วยสีหน้าเย็นชา “เรื่องที่ฉันรับองค์ชายสี่มาเลี้ยงเริ่มมีคนลือ ตอนนี้หลิ่วหรูเอียนน่าจะแสดงท่าทีบางอย่างออกมาแล้ว”

เป็นอย่างที่คาดไว้ ‘ลูกหมู’ ยังกินข้าวไม่ทันอิ่ม ก็มีเทียบเชิญที่แผ่กลิ่นหอมของดอกไม้ส่งมาถึงมือของซูลวี่เซี่ย เธอเลิกคิ้ว เปิดเทียบเชิญออกอ่าน มีคำทักทายตามมารยาทอยู่ไม่กี่คำ จากนั้นก็ตรงเข้าประเด็นสำคัญว่าคืนนี้มีงานเลี้ยง ขอเชิญพี่สาวมาร่วมงานด้วย

ซูลวี่เซี่ยยิ้มอย่างมีนัย “ชิ... งานเลี้ยงหงเหมิน*สินะ”

อ้นขาวที่เกาะอยู่บนศีรษะคว้าผมของเธอเอาไว้ “นางอสรพิษนั่นคิดจะทำอะไรกับพวกเรา?”

ซูลวี่เซี่ยหันไปมอง ‘ลูกหมู’ แล้วบุ้ยคาง “ฉันคิดว่ายัยนั่นคงอยากจะเอาผิดเรื่องปลอมแปลงราชโองการ คงจะหาว่าฉันรับองค์ชายมาเลี้ยงดูโดยพลการ”

อ้นขาว “...” แล้วทำไมโฮสต์ถึงได้ใจเย็นขนาดนี้ แม้แต่มันยังเสียววาบที่ต้นคอเลย!

อ้อ มันไม่มีคอ...

อ้นขาวตั้งสติได้ “โฮสต์ เราต้องรีบหาทางแก้ไขก่อนไหม?” มันร้อนใจถึงกับกระโดดลงบนพื้น เดินเกาหัวเกาคางให้วุ่นวาย แต่จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “จะว่าไปแล้ว พวกเราอยู่ในนิยายชิงอำนาจในวังหลัง แล้วทำไมต้องเอาเด็กมาเลี้ยงด้วยล่ะ?”

มันกระโดดขึ้นไปเกาะหลังมือของซูลวี่เซี่ย “คุณควรแต่งตัวสวยๆ ดึงดูดความสนใจของฮ่องเต้ไม่ใช่หรือไง!”

ซูลวี่เซี่ยพ่นเสียงขึ้นจมูก “หนูอ้น นายเคยได้ยินสุภาษิตนี้ไหม...”

“อะไร?”

“แม่ได้ดีเพราะลูก!”


ยามดึก ดวงจันทร์ลอยเด่น

แสงจันทร์ขาวกระจ่างราวกับน้ำค้างแข็งส่องกระทบชายคาของตำหนัก พื้นที่ด้านนอกมืดสงัดผิดกับในตำหนักที่สว่างไสวราวกับอยู่คนละโลก เสียงหัวเราะพูดคุยดังลอดออกมา เห็นได้ชัดว่าแขกเหรื่อกำลังสนุกสนานกันอย่างเต็มที่

พระสนมทั้งหลายต่างก็รู้ดีว่าฮ่องเต้โปรดปรานหญิงสาวที่แต่งกายเรียบง่าย หลิ่วหรูเอียนไม่เพียงสวมชุดสีอ่อนที่ปักลวดลายเล็กน้อยบนเนื้อผ้า ใบหน้านางก็ตกแต่งเบาบางอย่างเป็นธรรมชาติ พระสนมคนอื่นๆ จึงแต่งกายด้วยรูปลักษณ์เดียวกัน

หลิ่วหรูเอียนนั่งอิงแอบอยู่ในอ้อมแขนของฮ่องเต้ เวลายิ้มก็ยิ้มน้อยๆ เห็นได้ชัดว่าแม้แต่รอยยิ้มก็ยังสงวนไว้ให้แสดงออกอย่างงดงามพอเหมาะพอควร

“เหตุใดซูเฟยถึงยังไม่มา?” หลิ่วหรูเอียนปอกเปลือกองุ่นพลางบ่น คิ้วเรียวของนางย่นเข้าหากันเล็กน้อย คำพูดคล้ายกับคนรู้สึกผิด

“หรือนางโมโหหม่อมฉันจนไม่ยอมมาร่วมงาน? ปกตินางก็ชอบทำเช่นนี้ ไม่เห็นหม่อมฉันที่ถือกำเนิดจากครอบครัวสามัญชนอยู่ในสายตา แต่ก็สมควรแล้ว... นางมีทั้งบิดาและพี่ชายที่เก่งกาจคอยหนุนหลังนี่เพคะ” หลิ่วหรูเอียนรู้ดีว่าจะจี้จุดตายของฮ่องเต้อย่างไร และยังรู้ด้วยว่า พ่อลูกสกุลซูที่กุมอำนาจทางทหารอยู่ตอนนี้เป็นคนที่ฮ่องเต้ระแวงมากที่สุด

เป็นเช่นนั้นจริง... สีหน้าที่รื่นรมย์ของฮ่องเต้แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลงแทบจะทันที

ขณะที่กำลังจะทรงเปรยถึงเรื่องนี้อย่างไม่พอใจ กลับมีเสียงคนรายงานขึ้น “ซูเฟยมาถึงแล้ว”

ฮ่องเต้และพระสนมที่อยู่ในงานมองไปที่หน้าประตูอย่างพร้อมเพรียง

หญิงสาวทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในวังต่างรู้เรื่องที่ซูเฟยถูกลดตำแหน่ง เปลี่ยนฐานะจากพระสนมคนโปรดไปเป็นหญิงสาวที่ฮ่องเต้ทรงรังเกียจ พวกนางไม่กล้าคิดว่าวันนี้ซูเฟยจะมาในสภาพใด ในกลุ่มสนมทั้งหลาย มีคนที่ต้องการเห็นนางโชคร้าย แต่ก็ยังมีคนที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากนาง จึงห่วงใยในตัวนาง

ความคิดของผู้คนล้วนหลากหลาย พากันเพ่งมองร่างบางในชุดผ้าไหมสีแดงยาวลากพื้นที่ปรากฏตัวตรงหน้าประตูตำหนัก ภาพแรกที่เห็นคือกระโปรงตัวยาวขลิบดิ้นทองตรงชายขอบ ดิ้นทองเหล่านั้นปักเป็นลายพุ่มผกากระจายตัวอย่างมีศิลป์ เพิ่มความงามสง่าน่ามองด้วยปิ่นหยกบนเรือนผม สองเท้าเคลื่อนไปข้างหน้าราวกับก้าวย่างเหยียบบุปผา!

ดอกไม้สีแดงกลีบเล็กๆ ถูกนำมาแต้มประดับตรงหน้าผาก ช่วยปกปิดรอยแผลจนนึกว่าเป็นแค่เครื่องประดับอีกชิ้นเท่านั้น

สีหน้าของซูลวี่เซี่ยยังทะนงองอาจ

ดูไม่เหมือนหญิงโชคร้ายที่ถูกลดตำแหน่งจากกุ้ยเฟยมาเป็นเฟย

ยังคงครอบครองบารมีความเป็นนายหญิงแห่งตำหนักในที่ใครก็ไม่อาจเทียบได้!

‘ไม่ได้เดินสวยๆ อย่างนี้มานาน... ฮ่องเต้สุนัขจะไม่หลงได้ยังไง’

‘ต้องรีบกู้ตำแหน่งกุ้ยเฟยคืนมาให้เร็วที่สุด ฉันไม่อยากพ้องชื่อกับผ้าอนามัย**อีกแล้ว!’

ซูลวี่เซี่ยแอบบ่นอยู่ในใจแล้วก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าฮ่องเต้ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่ปราศจากความรู้สึกเคียดแค้นใดๆ ทั้งสิ้น “ถวายบังคมฝ่าบาท”

นางงดงามเหลือเกิน!

ชุดกระโปรงสีแดงสดมอบความแตกต่างและโดดเด่นเสียจนความงามของพระสนมทุกคนดับแสง

ฮ่องเต้เอาแต่มองตาค้าง

นางย้อนกลับไปเป็นคุณหนูซูผู้งดงามหาใดเปรียบคนนั้น คนที่พระองค์สะดุดตาแต่แรกพบ “ลุกขึ้น...”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท”

ไม่เพียงฮ่องเต้จะตกตะลึงกับความงามนี้ แม้แต่พระสนมคนอื่นๆ ก็ยังอดซุบซิบมิได้

“ซูเฟยแต่งกายได้งามมากจริงๆ”

“นี่เป็นการแต่งหน้าแบบใหม่งั้นหรือ”

“รู้สึกว่าสีหน้าของนางดูดีขึ้นด้วย”

หลิ่วหรูเอียนได้ยินทุกประโยค ยังได้เห็นซูลวี่เซี่ยปรากฏตัวอย่างงดงามจนฮ่องเต้ตกอยู่ในภวังค์ สองมือของนางกำกระโปรงแน่น แต่ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม “พี่สาวมาช้าเสียจนข้านึกว่าท่านคงไม่ยินดีมาร่วมงานเลี้ยงแล้ว...”

ซูลวี่เซี่ยหัวเราะเบาๆ “ไยถึงต้องไม่มาด้วยเล่า... เจ้าทำสิ่งที่ผิดต่อข้างั้นหรือ?”

คำตอบนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย หลิ่วหรูเอียนคิดประโยคตอบโต้ไม่ทัน ได้แต่อ้าปากค้าง

ซูลวี่เซี่ยมิได้ปกปิดความชิงชังที่มีต่ออีกฝ่าย เอ่ยขึ้นว่า “หากไม่มีเรื่องที่ผิดต่อข้า เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องพูดจาเป็นนัยน่ารำคาญ ฟังแล้วรกหู”

หลิ่วหรูเอียนยิ่งกว่าตาค้าง เกิดอะไรขึ้น... แม่นี่คือซูลวี่เซี่ยจริงหรือ?

ทำไมดูไม่เหมือนซูลวี่เซี่ยคนเดิม แต่กลายร่างเป็นดาบแหลมที่ฟาดไม่ยั้งจนนางต้องใช้เวลากว่าจะตั้งสติได้

หลิ่วหรูเอียนรีบหันไปจับแขนเสื้อของฮ่องเต้ ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ “ฝ่าบาท...”

ฮ่องเต้เริ่มไม่พอพระทัย “ซูลวี่เซี่ย”

“ฝ่าบาท...” ซูลวี่เซี่ยที่ยังดูแกร่งกล้าเมื่อครู่นี้กลับขอบตาแดงก่ำ น้ำตาเป็นสายไหลลงมาอาบใบหน้าที่ตกแต่งอย่างงดงาม เธอไม่ได้พูดต่อ แค่ยืนนิ่งมองมายังฮ่องเต้ ลำคอระหงยังคงหยัดตรงแต่น้ำตากลับไหลไม่หยุด

หลิ่วหรูเอียน หล่อนคิดว่าตัวเองร้องไห้เป็นอยู่คนเดียวหรือไงยะ!

ฉันก็ทำได้จ้ะ

อ้นขาวที่เกาะอยู่บนไหล่ตะลึง แม้แต่หลิ่วหรูเอียนก็ยังตาค้างกับท่าทางน่าสงสารของซูลวี่เซี่ย

นะ... นางเปลี่ยนไป?

นี่ใช่หญิงโง่ที่ดื้อรั้นเหมือนลาคนนั้นหรือเปล่า?

ทำไมเสแสร้งได้เก่งกว่าข้าเสียอีก!

วิธีนี้ใช้ได้ผลกับฮ่องเต้ แน่นอนพระองค์ใจอ่อนขึ้นมาทันที “เจ้า...”

ซูลวี่เซี่ยสูดจมูก เช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ทำเป็นตะกุกตะกักตอบเหมือนคนที่ไม่ยอมรับความจริง “อา... อะไรกันเนี่ย หม่อมฉันไม่ได้ร้องไห้นะเพคะ ตอนนี้หม่อมฉันมีลูกชายแล้ว ยังจะมีอะไรต้องร้องไห้ร้องห่มอีก”

“ลูก... ลูกชาย?” ฮ่องเต้มองหน้าท้องแบนราบของซูลวี่เซี่ยทันที บังเกิดความยินดีขึ้นเพียงชั่ววูบก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนมิได้ร่วมเตียงกับนางมาเป็นเดือน นางจะตั้งครรภ์ได้อย่างไร พระองค์กำลังจะตวาดด้วยโทสะ พลันเห็นนางยกมือบังหน้าท้อง

“ไม่ใช่ตรงนี้ แต่ตัวสูงขนาดนี้แล้วเพคะ” เธอทำมือให้เห็นถึงความสูงของอวิ๋นหลิง

หลิ่วหรูเอียนรีบแทรกขึ้นทันที “ฝ่าบาท หม่อมฉันก็ได้ยินมาว่าวันนี้พี่สาว--”

แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ ฮ่องเต้ที่ถูกกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นก็ก้าวมาจับมือซูลวี่เซี่ย ยิ่งเข้าใกล้ พระองค์ยิ่งพบว่านางงดงามมากกว่าที่ตาเห็น “เจ้าบอกว่ามีลูกชายแล้ว หมายความว่าอย่างไร?”

มือนุ่มนิ่มดึงออกจากมือของพระองค์ สร้างความหดหู่ใจเล็กน้อยแก่ฮ่องเต้

ซูลวี่เซี่ยก้มหน้าแล้วตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “หม่อมฉันรับเลี้ยงองค์ชายสี่ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาจะเป็นลูกชายของหม่อมฉันแล้วเพคะ”

ฮ่องเต้ได้ยินก็ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น

ข้อแรก—พระองค์ไม่ชอบองค์ชายสี่ ข้อสอง—พระองค์ไม่ชอบที่นางรับเด็กโดยพลการ ข้อสาม—ความจริงแล้วพระองค์...

“ฝ่าบาท...” ซูลวี่เซี่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตายังคงมีคราบน้ำตา ขอบตาและปลายจมูกที่เป็นสีเข้มยิ่งทำให้นางดูน่าสงสาร “ฝ่าบาทเคยรับปากหม่อมฉันว่าหากมีลูกไม่ได้ ก็สามารถเลี้ยงดูองค์ชายที่เกิดจากพระสนมคนอื่น ทรงรับปากกับหม่อมฉันแล้ว”

ฮ่องเต้แย้งเสียงแข็ง “เรารับปากเจ้าเมื่อ...” แต่จู่ๆ ทรงนึกถึงตอนที่ซูลวี่เซี่ยดื่มสุราพิษแทนตนเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมา ตอนนั้นนางไม่รู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์จึงดื่มสุราพิษที่อดีตรัชทายาทยื่นมาให้พระองค์ จนตัวเองต้องเสียลูกน้อยในครรภ์ไปอย่างไม่รู้ตัว ตอนนั้นหมอหลวงตอกย้ำว่านางไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีก

หลังจากเหตุการณ์นั้น พระองค์กอดนางแล้วฟังนางร้องไห้ด้วยหัวใจที่แตกสลายไปพร้อมกัน

ลูกของพวกเราจากไปแล้ว

ลูกที่ยังไม่ทันได้ลืมตาดูโลกต้องมาตายภายใต้สงครามแย่งชิงอำนาจของผู้ใหญ่ พระองค์เสียใจ ละอายใจ และซาบซึ้งใจในตัวนาง จึงให้คำมั่นกับนางว่า “ในเมื่อเหล้าพิษทำร้ายเจ้าจนไม่อาจมีลูกของตัวเอง ทว่าในวังหลวงมีเด็กมากมาย เจ้าเลือกเด็กที่ถูกชะตาเอาไปเลี้ยงเถิด...”

แต่เด็กเหล่านั้นมีหรือจะทดแทนเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง ทรงจำได้ว่านางร้องไห้แทบขาดใจอยู่ในอ้อมแขนของพระองค์ “ไม่... หม่อมฉันต้องการลูกของหม่อมฉันเท่านั้น...”

เวลานี้นับว่านางเดินออกมาจากเรื่องเลวร้ายในอดีต ถึงได้เลือกเด็กที่ตัวเองเห็นแล้วถูกชะตา คงมีแต่พระองค์ที่ลืมความเจ็บปวดของนางรวมไปถึงความละอายใจของตนเอง เป็นครั้งแรกที่ฮ่องเต้รู้สึกว่าตัวเองทำตัวเลวร้ายเกินไปสักหน่อย พ่อลูกสกุลซูก็คือพ่อลูกสกุลซู นางก็คือนาง เป็นหญิงสาวที่รักพระองค์อย่างไม่มีข้อแม้

นางไม่มีความผิด!

ฮ่องเต้เกิดหวั่นไหว “เราผิดต่อเจ้า...”

“แต่...” หลิ่วหรูเอียนกล่าวแทรกขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย ขัดจังหวะความอ่อนไหวในใจของฮ่องเต้ด้วยข้อสงสัย “หม่อมฉันได้ยินมาว่า พี่สาวนำราชโองการไปรับตัวองค์ชายมา แล้ว...”

ซูลวี่เซี่ยปรายตามองหลิ่วหรูเอียนอย่างเย็นชา แล้วเปรยว่า “อืม... ได้ยินโน่นได้ยินนี่ ได้ยินมามากเหลือเกิน เป็นใครกันที่ช่างพูด?” ว่าพลางยิ้มเยาะ “ตอนที่ข้าไปพาตัวองค์ชายสี่มา ข้าประกาศว่าเป็นรับสั่งของฝ่าบาท แต่ถึงจะใช่หรือไม่ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าฮ่องเต้มิได้มอบราชโองการให้แก่ข้า เอ... หรือว่าเจ้า...”

เสียงของซูลวี่เซี่ยเปลี่ยนเป็นกร้าวกระด้าง บุคลิกยังเปลี่ยนไปเป็นดุดันจนหลิ่วหรูเอียนเริ่มหวั่นๆ เขยิบถอยหลังไปอย่างไม่รู้ตัว

ซูลวี่เซี่ยเน้นทีละคำอย่างเชื่องช้า “นี่เจ้ากล้าถึงขนาดละลาบละล้วงพระกิจวัตรของฮ่องเต้เชียวหรือ เจ้าคิดอะไรอยู่?”

หลิ่วหรูเอียนตะลึง รีบโต้กลับทันควัน “ข้าไม่ได้ ข้า...”

หลิ่วหรูเอียนที่ถูกเล่นงานจนตั้งตัวไม่ติดรีบคุกเข่าลงกับพื้น คว้าชายฉลองพระองค์ของฮ่องเต้เอาไว้อย่างลนลาน “หม่อมฉันมิบังอาจ! เพียงแต่ได้ยินนางกำนัลในตำหนักของพี่สาวเล่าว่า พี่สาวได้รับราชโองการ ต่อไปคงรับองค์ชายมาเลี้ยงดูได้แล้ว...”

“อ้อ พูดแบบนี้หมายความว่า...” ซูลวี่เซี่ยปรายตามองฮ่องเต้อย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “หลิ่วเฟยส่งคนไปตรวจสอบความเคลื่อนไหวในตำหนักของหม่อมฉัน ฝ่าบาท นี่เป็นสตรีที่ทรงชมว่าประพฤติดีมีความรู้หรือเพคะ”

ตีงูให้ตีเจ็ดนิ้ว ต้องเล่นงานตรงแทงเข้าจุดตาย ซูลวี่เซี่ยรู้ดีว่าผู้ชายขี้ระแวงคนนี้ใส่ใจกับเรื่องไหนมากที่สุด

ฮ่องเต้ไม่ชอบให้ใครมาท้าทายอำนาจ นี่เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับพระองค์

สีหน้าของฮ่องเต้เคร่งเครียดขึ้นทันที ถึงกับกระชากชายเสื้อที่หลิ่วหรูเอียนคว้าไว้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นกระด้าง “หลิ่วเฟย เจ้าก้าวล่วงเกินไปแล้ว”

หลิ่วหรูเอียนคิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะเปลี่ยนท่าทีได้เร็วถึงเพียงนี้ แต่เพราะเหตุการณ์กำลังคับขัน นางจึงเลือกใช้วิธีที่ใช้อยู่เป็นประจำ คือฟุบตัวลงบนพื้น ร้องไห้น้ำตานองหน้า “ฝ่าบาท!”

แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการสะบัดตัวเดินจากไปอย่างไม่ไยดีของฮ่องเต้ ทรงไม่ไยดีนางแม้แต่น้อย ไม่ว่าใครก็ดูออกว่าทรงพิโรธหนัก พระสนมคนอื่นๆ มีสีหน้ายิ้มเยาะ เมื่อครู่พวกนางใช้สายตาแบบใดมองซูลวี่เซี่ย ตอนนี้ก็ใช้สายตาแบบนั้นมองหลิ่วหรูเอียน ซูลวี่เซี่ยย่อตัวลงมากระซิบข้างหูศัตรูคู่แค้น

“มีปัญญาทำได้แค่นี้ ริอ่านจะต่อกรข้า เสี่ยวหลิ่วเอ๋ยเสี่ยวหลิ่ว... ข้าผิดหวังในตัวเจ้าเสียจริงๆ”

หลิ่วหรูเอียนตะลึง มองใบหน้าของคนที่พ่ายแพ้ให้นางไปเมื่อวาน แต่วันนี้กลับวางแผนหลอกล่อให้นางตกหลุมพรางได้! นางบังเกิดความอับอายจนกลายเป็นเคียดแค้น ได้แต่เค้นเสียงลอดไรฟัน

“ซู—ลวี่—เซี่ย!”





____________________

* หงเหมินเยี่ยน เป็นสำนวนที่หมายถึง งานเลี้ยงหรือสถานการณ์ที่มีเจตนาร้ายแฝงอยู่

** ซูเฟย เป็นเสียงพ้องกับคำว่า โซฟี ที่เป็นยี่ห้อผ้าอนามัยในภาษาจีน

“โฮสต์นี่สุดยอด!” อ้นขาวตัวอ้วนเต้นรำบนโต๊ะอย่างยินดี

ส่วนซูลวี่เซี่ยกำลังนั่งแกะเครื่องประดับศีรษะอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง

อ้นขาวเอ่ยขึ้น “ทีแรกผมคิดจะแนะนำให้คุณแต่งชุดสีอ่อนตามที่ฮ่องเต้ชอบ ไปร่วมงานเลี้ยง...”

ซูลวี่เซี่ยพ่นเสียงฮึอย่างขัดใจ “นายจะไปเข้าใจอะไร” ดวงหน้าที่สะท้อนอยู่ในคันฉ่องทองแดงของซูลวี่เซี่ยดูพร่ามัว ไม่ชัดเจน คล้ายมวลผกาในม่านหมอก แต่กลับสะท้อนความงามที่แตกต่างออกมา เธอกล่าวอย่างเนิบช้า “ผู้ชายเป็นสัตว์โลกที่อาศัยตามอง อยากจะเอาให้อยู่หมัดก็ต้องดึงดูดสายตาให้ได้เสียก่อน!”

อ้นขาวพยักหน้าเห็นด้วย

“อีกอย่างหนึ่ง ชุดแดงกับการร้องไห้มันดูไปคนละทาง แบบนี้จะยิ่งเรียกความสงสารได้มากกว่าปกติ”

อ้นขาวตบอุ้งเท้าหน้าอย่างเข้าใจ! มันชูกรงเล็บพลางตะโกน “ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็ใช้วิธีนี้ตลอดไปเลยสิ ยังไงซะ คุณก็แกล้งร้องไห้เป็นนี่...”

“ไม่ได้หรอก!” ซูลวี่เซี่ยดึงเครื่องประดับศีรษะที่เหลือ ตอบอย่างไม่ใส่ใจ “หนูอ้น ฉันจะบอกอะไรให้ฟังนะ ไม่คิดเงินด้วย”

“เชิญพี่ใหญ่!”

“ที่นังตัวร้ายนั่นชนะได้ในยกแรก เพราะนางไม่กลัวว่าภาพลักษณ์ของตนจะเสีย” ซูลวี่เซี่ยเลียริมฝีปาก รอยยิ้มแฝงความคุกคามอยู่เล็กน้อย “แต่ถ้าเมื่อไหร่ดอกไม้ขาวมีจุดด่างพร้อย จะล้างให้กลับมาขาวเหมือนเดิมก็คงยากแล้ว”

อ้นขาวยกขาหน้าปรบมือ “สมกับเป็นโฮสต์ที่ผมเลือก ฝีมือต่อสู้ขั้นเทพของคุณทั้งดุดันและทรงพลัง”

ซูลวี่เซี่ยไม่ทันได้ปลดเครื่องประดับศีรษะจนหมด หวีสับทองคำที่ถูกเส้นผมพันแน่นก็รั้งผมกระจุกหนึ่งจนหลุดร่วง เจ็บจนเธอเผลอบ่นอย่างหงุดหงิด “อ๊าย! ตัวร้ายก็ไม่ได้เป็นกันง่ายๆ นะเนี่ย!”

ไม่ทำแล้ว!

ซูลวี่เซี่ยเอียงหน้าไปออกคำสั่งกับองครักษ์เงาที่ยืนอยู่นอกห้อง “ไปจับมันมาให้ได้”

อ้นขาวกอดหน่อไม้สดที่เพิ่งขุดมาใหม่ๆ “โฮสต์จะไปจับใคร?”

คนถูกถามยิ้มน้อยๆ “ก็คนที่คาบข่าวไปฟ้องน่ะสิ”

“?”


ม่านราตรีทิ้งตัวลงมา

ทหารราชองครักษ์ถือโคมลาดตระเวนรอบวังหลวง แสงโคมนับสิบดวงส่องสว่างราวกับแสงจากหิ่งห้อย นางกำนัลในชุดสีเขียวอ่อนคนหนึ่งโผล่หน้าออกจากด้านหลังภูเขาจำลอง มองซ้ายแลขวาอย่างหวาดหวั่น เมื่อเห็นทหารราชองครักษ์เดินผ่านตรงนี้ไปจึงได้ถอนหายใจโล่งอก ทว่าสีหน้ากลับไม่ได้ดูยินดีแม้แต่น้อย

นางคิดจะทำอะไรบางอย่าง...

ปี้เถาหันกลับไปมองสระน้ำที่อยู่ไม่ไกลนัก ที่มุมลับตา... เวลานี้มีชายหญิงคู่หนึ่งนั่งพลอดรักกันอยู่

นังแพศยา!

ปี้เถาจ้องมองอย่างเย็นชา สายตาตกอยู่บนร่างของฝ่ายชาย “ท่านอ๋อง...”

ความในใจที่เบ่งบานของเด็กสาวอย่างนางกลับมิอาจเผยให้ใครล่วงรู้ โดยเฉพาะหลิ่วเฟย หรือหลิ่วหรูเอียน สตรีที่นั่งอยู่ข้างกายท่านอ๋องเวลานี้!

เมื่อนึกถึงท่าทางน่าสงสารที่หลิ่วเฟยทำ แววตาประหนึ่งว่ารักและเทิดทูนฮ่องเต้จนหมดหัวใจ ปี้เถาก็นึกอยากจะอาเจียน หลิ่วหรูเอียนคอยรับใช้ฮ่องเต้ก็ดีอยู่แล้ว ไยจึงมาหว่านเสน่ห์ให้กับท่านอ๋องของนางอีก เกิดใครเห็นเข้ามิเท่ากับทำให้ท่านอ๋องต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยหรือ?

นังแพศยา!

ปี้เถาก่นด่าอีกฝ่ายในใจ มัวแต่คิดแค้นจนไม่รู้ว่ามีคนเดินมาใกล้ตนจนกระทั่งคนผู้นั้นส่งเสียงเรียก

“แม่นางปี้เถา”

นางถึงหันไปมอง แต่ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องก็ถูกอีกฝ่ายปิดปากแล้วลากตัวออกไป

“ซูเฟยอยากพบเจ้า”

ปี้เถาฟังแล้วก็ตัวเย็นวาบ

องครักษ์เงาฝีมือสูงส่ง ไม่นานก็พาตัวปี้เถามาถึงตำหนักเจียซีได้โดยที่ไม่มีใครเห็น

ซูลวี่เซี่ยถอดเครื่องประดับที่ยุ่งยากน่ารำคาญออกเรียบร้อยแล้วใช้นิ้วเรียวสางผม ก่อนจะหลุบตามองนางกำนัลที่ถูกพาตัวมา ทันทีที่องครักษ์เงาปล่อย ปี้เถาก็รีบคุกเข่าแล้วโขกศีรษะกับพื้นเสียงดังจนอ้นขาวคิดว่านางจะเจาะพื้นหนีไปเสียแล้ว

“ขอพระสนมโปรดไว้ชีวิตด้วย!”

ซูลวี่เซี่ยถามกลับเสียงเรียบ “ไว้ชีวิต? เจ้ารู้หรือว่าข้าให้คนไปพามาเพราะเหตุใด” ปี้เถาคิดว่าตัวเองยังโชคดี กำลังจะแก้ตัว แต่กลับได้ยินซูลวี่เซี่ยเอ่ยต่อ “พรุ่งนี้ข้าจะส่งเจ้าไปรับใช้หลิ่วเฟย อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นคนที่ ‘ตัวอยู่กับโจโฉ ใจอยู่กับเล่าปี่’* เสมอมา ในสายตาของเจ้า ข้ามิใช่นายที่แท้จริงอยู่แล้วนี่”

ทันทีที่ได้ยินเช่นนี้ปี้เถาก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องรู้เรื่องหมดแล้ว นางร้องไห้น้ำตานองหน้า โขกศีรษะกับพื้นอย่างแรง “บ่าวไม่ดีเอง บ่าวไม่ควรทรยศพระสนม...”

ซูลวี่เซี่ยมิได้รีบร้อนซักถาม เพียงนั่งตัวตรง หยิบฝาถ้วยขึ้นมาปาดใบชาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ครั้งก่อนที่ข้าสั่งสอน

หลิ่วหรูเอียน เจ้าเป็นคนส่งข่าวให้ฮ่องเต้สินะ แล้วยังมีเรื่องราชโองการอีก...” ถ้วยชาถูกวางลง เกิดเสียงกระทบกันเบาๆ

ปี้เถาตกใจเสียจนร้องไห้ไม่ออก

“เจ้านี่เป็นสุนัขรับใช้ที่ดีจริงๆ แต่ว่า...” ไอสังหารแผ่กระจายจากร่างของซูลวี่เซี่ย “นายของเจ้าไม่ได้เตือนหรอกหรือว่าหากตัวตนถูกเปิดเผย เจ้าจะเป็นเช่นไร”

“บ่าว บ่าว...” เสียงของปี้เถาสั่นเครือ นางไม่กล้าเงยหน้า ยิ่งไม่กล้าโต้แย้ง

นางกลัวตาย นางรักชีวิต นางอายุยังน้อย ยังไม่อยากตาย!

ซูลวี่เซี่ยเปลี่ยนท่าทางดุดันเป็นยิ้มแย้ม ทั้งยังยื่นมือประคองร่างอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น “โธ่เอ๊ย ไม่ต้องกลัวขนาดนั้น ข้าก็มิใช่มารร้ายเสียหน่อย”

อ้นขาวส่ายหัวพร้อมกับพ่นเสียงขึ้นจมูก มารร้ายยังเทียบไม่ได้กับโฮสต์เลย!

เธอยื่นนิ้วเชยคางของปี้เถา

ปี้เถาจ้องตอบอย่างหวาดกลัว น้ำตาไหลเป็นทาง นี่ไม่ใช่ซูลวี่เซี่ยที่นางรับใช้มาตลอดหลายปีแล้วกระมัง!

“คงไม่ต้องให้ข้าสอนเจ้าว่า ‘สายข่าว’ ต้องทำตัวอย่างไรหรอกนะ...”

“ตะ... แต่ถ้าถูกจับได้ บ่าวอาจโดนฆ่า...”

ซูลวี่เซี่ยเลิกคิ้ว “คิดว่าข้า... ฆ่าคนไม่เป็นหรือไง?”

“...”

ซูลวี่เซี่ยยิ้มน้อยๆ “ทำงานให้ดี พ่อแม่พี่น้องที่นอกวังของเจ้า จะอยู่ดีมีสุขหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”

คำพูดประโยคนี้มีอานุภาพทำลายล้างมากกว่าการขู่ฆ่านางเสียอีก ปี้เถาเบิกตากว้าง

“ยิ่งไปกว่านั้น...” น้ำเสียงไพเราะของซูลวี่เซี่ยกล่อมคนฟังจนเคลิ้มตาม “ชายที่เจ้ามีใจให้กลับติดบ่วงเสน่ห์ของหลิ่วหรูเอียน หญิงที่ประพฤติตัวไร้ยางอายเช่นนั้น ไม่สมควรตายหรอกหรือ?”

แววตาของปี้เถาแข็งกร้าวยิ่งกว่าเดิม คล้ายกับมีกองไฟลุกโชน “บ่าวเข้าใจแล้ว ขอพระสนมโปรดวางใจ” ปี้เถาพูดจบก็โขกศีรษะให้อีกครั้งหนึ่ง สองขาอ่อนแรงยังไม่คืนสภาพทำให้นางยังเดินโซเซจนร่างลับหายไปกับความมืด

อ้นขาวถามขึ้น “ผู้หญิงคนนี้ไว้ใจได้ไหมโฮสต์?”

ซูลวี่เซี่ยหัวเราะ “เดิมทีไว้ใจไม่ได้ แต่ต่อไปก็ไม่แน่”

“หมายความว่ายังไง ผมไม่เข้าใจ?”

“นายรู้ไหมว่าคนที่นางแอบรักน่ะเป็นใคร”

“ใครครับ?”

“ชายชู้ของหลิ่วหรูเอียน... อ๋องเก้า”

อ้นขาวคาดไม่ถึง “ใจกล้าเหลือเกิน!”

“ดังนั้น ต่อจากนี้ไปก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของปี้เถา นายไม่รู้หรอกว่าหัวใจที่เต็มไปด้วยความริษยาของผู้หญิงน่ะน่ากลัวแค่ไหน” ซูลวี่เซี่ยบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ

“แต่แหม พอนึกถึงสีหน้าของหลิ่วหรูเอียนในตอนนั้นแล้ว ฉันก็อดสงสารไม่ได้”

อ้นขาว “...”

นี่ขนาดโฮสต์สงสารแล้วนะ! เอาเถอะ มันคอยดูเรื่องสนุกก็พอ





____________________

* ตัวอยู่กับโจโฉ ใจอยู่กับเล่าปี่ ประโยคนี้มาจากสำนวน 身在曹营心在汉 เปรียบเปรยถึงสถานการณ์ที่คนเราจำเป็นต้องอยู่ในที่แห่งหนึ่งหรือทำงานให้ฝ่ายหนึ่ง แต่ใจจริงแล้วยังคงจงรักภักดีหรือคิดถึงอีกฝ่ายอยู่เสมอ

แสงแดดแรงกล้า

ยังดีที่ต้นสาลี่ในสวนแผ่กิ่งก้านมากรองความร้อนไม่ให้ส่องเข้ามาในห้อง

ใต้ระเบียงทางเดินมีเสียงท่องตำราเรียนของเด็กๆ ลอยมาตามลมว่า “หากความประณีตเกินกว่าความเรียบง่ายจะกลายเป็นความหยาบคาย หากความเรียบง่ายเกินกว่าความประณีตก็จะกลายเป็นความผิวเผิน เมื่อความเรียบง่ายและความประณีตถ่วงดุลกันอย่างพอเหมาะ จึงจะสามารถเป็นบุรุษผู้ทรงคุณค่า”

อวิ๋นหลิงนั่งตัวตรง ท่องตำราด้วยน้ำเสียงสูงต่ำน่าฟัง โดยมีซูลวี่เซี่ยนั่งบนราวระเบียง เอนหลังพิงเสาไม้ อ่านตำราม้วนที่ถืออยู่ในมืออย่างสบายอารมณ์

จู่ๆ ได้เป็นแม่ของเด็กชายที่รู้ความ มาถึงก็พร้อมโตเป็นผู้ใหญ่แบบนี้ไม่นับว่าโชคดีหรือไง!

เสียงท่องตำราขาดหาย อวิ๋นหลิงเงยหน้าขึ้น “พระสนมซู”

“ว่าอย่างไร?”

แม้อวิ๋นหลิงจะอยู่กับแม่ใหม่มาได้ระยะหนึ่ง แต่ก็ยังไม่นานพอจะทำให้เด็กชายกล้าพูดความในใจออกมา ทว่าแววตาอ่อนโยนของอีกฝ่ายทำให้เขาเกิดความมั่นใจ จึงเอ่ยขึ้น “ลูกได้ยินว่า ช่วงนี้หลิ่วเฟยมักส่งของกินไปที่ตำหนักหย่างซิน...” เมื่อพูดแล้วเห็นอีกฝ่ายเอียงคอมอง เขาก็รีบก้มหน้าลงอย่างขลาดกลัว บังเกิดความว้าวุ่นใจ

ซูเฟยคงไม่ตำหนิที่เขาพูดมากหรอกกระมัง

ซูลวี่เซี่ยถาม “เจ้าเป็นห่วงว่านางจะหาเรื่องให้ร้ายข้าหรือ?”

อวิ๋นหลิงก้มหน้าอยู่เช่นเดิม “ลูกไม่กล้า”

ซูลวี่เซี่ยยื่นมือลูบหัวเล็กๆ ของเขา เส้นผมของเด็กๆ นี่ลื่นมือดีแฮะ “เด็กโง่ นางต้องหาเรื่องข้าอยู่แล้ว!”

อวิ๋นหลิงเงยหน้ามองอย่างตกตะลึง “อ้าว แล้ว...”

“เจ้าท่องตำรามาก็มาก ไม่รู้จักภาษิตที่ว่า ‘ไม้เด่นเหนือป่า’*หรอกหรือ” ซูลวี่เซี่ยเลิกคิ้วถามยิ้มๆ “ยิ่งนางเคลื่อนไหวมากเท่าไร ก็จะยิ่งตายอนาถมากเท่านั้นแหละ”

“...” มิน่าในวังหลังถึงมีข่าวลือว่าท่านแม่ซูเฟยของเขาถูกปีศาจสิง รอยยิ้มของนางตอนนี้ดูลึกลับน่ากลัวจริงๆ แต่อวิ๋นหลิงไม่กลัว เขากลับรู้สึกสบายใจที่ได้มองรอยยิ้มนี้ อาจเป็นเพราะนางยินดีเลือกเขามาเป็นบุตรบุญธรรม

แสงแดดที่ส่องอยู่นอกระเบียงทางเดินยังคงเจิดจ้า แสงและเงารวมกันอยู่ในดวงตาคู่งาม ซูลวี่เซี่ยเอ่ยต่อ “จริงสิ อีกไม่กี่วันจะเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของเสด็จพ่อเจ้า เจ้าเขียนคำอวยพรให้พระองค์แผ่นหนึ่งเถิด”

“ลูกทราบแล้ว”

“แต่ไม่ต้องเขียนให้ดีนัก”

อวิ๋นหลิงฟังแล้วไม่เข้าใจ แต่คิดว่าซูเฟยอาจมีจุดประสงค์บางอย่าง จึงค้อมศีรษะรับ “ลูกเข้าใจแล้ว”


“องค์ชายใหญ่ถวายหมอนโมราสลักรูปเหล่าเซียน”

“องค์ชายรองถวายฉลองพระองค์ที่ทอจากไหมน้ำแข็ง”

“เต๋อเฟยถวาย...”

“ซูเฟยถวาย...”

เมื่อได้ยินชื่อของซูลวี่เซี่ย ฮ่องเต้ที่หลุบตามองตำราพลันเงยหน้า ตำราในมือถูกม้วนเก็บ

ขันทีรีบประคองถาดเข้าไปใกล้เพื่อให้พระองค์ทอดพระเนตรชัดๆ

หลิ่วหรูเอียนที่นั่งอยู่ข้างพระวรกายหัวเราะเยาะในใจ แต่ใบหน้ายังคงใสซื่อประดุจดอกไม้ขาว นางหยิบกำไลมรกตขึ้นมาพลางเอ่ยชม “นี่เป็นของกำนัลที่ซูเฟยถวายแก่ฝ่าบาทในวันเฉลิมพระชนมพรรษาหรือเพคะ ใจกว้างเสียจริง”

ฮ่องเต้มิได้เอ่ยตอบ กำไลมรกตมีสีเขียวเข้มทั้งวง เป็นของดีทีเดียว

“อย่างอื่นยังไม่ต้องพูดถึง แค่กำไลมรกตวงนี้ก็มีค่าควรเมืองแล้ว” หลิ่วหรูเอียนนั่งอิงแอบอยู่ตรงบ่าของฮ่องเต้ ชูกำไลมรกตขึ้นส่องกับแสงแดดที่เล็ดลอดเข้ามา มันเจิดจ้าน่ามองยิ่งขึ้น “พี่ซูให้ความสำคัญกับองค์ชายสี่จริงๆ นะเพคะ”

ฮ่องเต้นิ่วหน้า ถามอย่างไม่เข้าใจ “เกี่ยวอะไรกับองค์ชายสี่?”

หลิ่วหรูเอียนแสร้งทำเป็นประหลาดใจ “ฝ่าบาทไม่ทรงทราบหรือว่า กำไลมรกตวงนี้ถูกส่งมาในนามขององค์ชายสี่”

“อ้อ” ฮ่องเต้รับคำเรียบๆ “ก็แค่กำไลวงหนึ่ง”

หลิ่วหรูเอียนยิ้มหวาน “ฝ่าบาทตรัสได้ถูกต้อง” นางวางกำไลคืนใส่กล่องตามเดิม หยิบองุ่นขึ้นมาปอกเปลือกอย่างตั้งอกตั้งใจแล้วจ่ออยู่ตรงริมฝีปากของฮ่องเต้ ฉอเลาะว่า “หม่อมฉันคิดเล็กคิดน้อยเกินไป กำไลวงนี้ถึงจะดีแค่ไหนก็เป็นของรับขวัญที่สกุลซูมอบให้หลานชายก็เท่านั้น” นางเม้มปากหัวเราะ น้ำเสียงยังอ่อนหวานราวกับสายน้ำ “หลายปีมานี้ พี่ซูไม่อาจตั้งครรภ์ ทว่าบัดนี้นางมีลูกชายเป็นของตัวเองแล้ว สกุลซูย่อมให้ความสำคัญกับหลานคนนี้มาก”

หลิ่วหรูเอียนเห็นสีหน้าของฮ่องเต้แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม มือที่ถือตำราม้วนกำเข้าหากันแน่นกว่าเดิม นางรู้ทันทีว่าคำยุแหย่นี้ได้ผล

“เจ้าพูดมีเหตุผล!”

หลิ่วหรูเอียนยังกล่าวต่อ “อีกอย่าง หม่อมฉันคิดว่ามรกตที่ฝ่าบาทพระราชทานให้เนื้อดีกว่าเพคะ” นางสวมกำไลมรกตอยู่วงหนึ่ง พอเอื้อมมือไปยังกล่องไม้ยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนว่าสวยงามและล้ำค่ากว่ามาก แต่หลิ่วหรูเอียนยังทำเหมือนตนไม่รู้อะไร แสร้งเอ่ยอย่างดีใจว่า “ทอดพระเนตรสิเพคะ กำไลที่หม่อมฉันใส่อยู่สวยกว่าใช่หรือไม่”

ฮ่องเต้มิได้ตาบอด ทรงมองออกว่าชิ้นไหนเป็นของดี ทรงลูบข้อมือของนางพลางเอ่ย “เหลวไหล สิ่งที่เราเห็น คือข้อมือที่ขาวราวกับหิมะของเจ้า นี่ต่างหากที่ล้ำค่า”

“ฝ่าบาท” หลิ่วหรูเอียนฟุบตัวลงกับหน้าตักของอีกฝ่าย สีหน้าของนางยิ่งดูอ่อนหวานและน่าสงสารกว่าเดิม นางเอ่ยเสียงแผ่ว

“หม่อมฉันซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณ แต่ก็ละอายใจยิ่งนักที่ตัวเองมิได้งดงามอย่างที่ควรจะเป็น หม่อมฉันรู้ดีว่าตนมิได้งามเทียบเท่าหญิงอื่น โชคดีที่ฝ่าบาททรงมีพระเมตตารักใคร่หม่อมฉัน”

คำพูดของนางทำให้ฮ่องเต้หวั่นไหว ถึงกับดึงร่างนางมากอด น้ำเสียงที่เอ่ยอ่อนละมุนอย่างไม่รู้ตัว “เอียนเอ๋อร์ ถ้าสนมทุกนางมีความคิดใสบริสุทธิ์ได้อย่างเจ้า ก็คงดี”

หลิ่วหรูเอียนซบหน้ากับอกของฮ่องเต้อย่างเอาใจ แสงแดดที่ส่องจากนอกหน้าต่างสร้างความอบอุ่น ต้นไม้ไหวไปตามแรงลม เป็นฉากประกอบที่ทำให้ชายหนุ่มรูปงามและหญิงสาวอ่อนหวานดูประดุจคู่สวรรค์ประทาน “พี่ซูมิได้มีเจตนาไม่ดี ฝ่าบาทอย่าตำหนินางนะเพคะ”

“เจ้านี่นะ! ใจอ่อนเกินไป”

หลังจากพร่ำพลอดคำหวานกันอยู่ครู่หนึ่ง หลิ่วหรูเอียนจึงออกจากตำหนักหย่างซินอย่างพึงพอใจ

พอเดินออกมา นางก็หันกลับไปมองป้ายสีทองที่ส่องประกายอยู่ด้านบนประตู รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก “ซูลวี่เซี่ย ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่าครั้งนี้เจ้าจะรับมืออย่างไร!”

ภายในตำหนัก ขันทีน้อยที่ประคองกล่องบุผ้าไหมเห็นฮ่องเต้มีสีหน้าไม่ดี จึงเอ่ยถามอย่างขลาดๆ ว่า “ฝ่าบาท ของกำนัลเหล่านี้...”

ฮ่องเต้มีรับสั่งทั้งที่ไม่เงยหน้าขึ้นด้วยซ้ำ “เก็บเอาไว้... ส่วนกำไลมรกตวงนั้น ส่งไปให้หลิ่วเฟย” พระองค์หัวเราะเสียงหยัน “อย่างไรเสียสกุลซูก็ร่ำรวยมากโข ของกำนัลชิ้นเดียวคงไม่เห็นอยู่ในสายตา”

“รับด้วยเกล้า”


ภายในตำหนักเจียซี แสงแดดส่องเข้ามาจนเห็นแป้งฝุ่นกระจายตัวอยู่ในอากาศ

“พั่บ พั่บ พั่บ” มือซ้ายของซูลวี่เซี่ยถือแป้งฝุ่น มือขวาจับดินสอเขียนคิ้ว ตบซ้ายวาดขวาบนหน้าของเด็กชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างเมามัน จนใบหน้าเขามีแต่สี ดูสดใสเสียยิ่งกว่าดอกไม้ในสวน แป้งฝุ่นลอยเข้าจมูกทำให้ซูลวี่เซี่ยหันหน้าไปจามทีหนึ่ง

ฮ้าดเช่ย... ใครนินทาฉันอยู่หรือเปล่า?

อวิ๋นหลิงเงยหน้า พูดอย่างสงบนิ่งว่า “ในเมื่อพระสนมไม่สบาย ลูกขอตัวก่อน”

ซูลวี่เซี่ยคว้าร่างเขาเอาไว้ ของที่อยู่ในมือถูกโยนทิ้งไว้ด้านหนึ่ง เธอหยิบชุดกระโปรงสีแดงอ่อนขึ้นมา

“จะรีบไปไหน ยังไม่ได้ลองกระโปรงตัวนี้เลย”

“ลูกขอคัด...”

“คำคัดค้านไม่เป็นผล”

“...”

ไม่นานหลังจากนั้น อวิ๋นหลิงก็ถูกบังคับให้สวมชุดกระโปรงบานสีแดงอ่อน เดิมทีเขาก็เป็นเด็กชายที่หน้าตาดีอยู่แล้ว พอถูกซูลวี่เซี่ยจับแต่งตัวเกล้ามวยอย่างเด็กผู้หญิง มีปิ่นหยกปักอยู่บนมวยผม ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างดี แม้แต่กลางหน้าผากก็ยังวาดรูปกลีบดอกไม้ มองแล้วจึงไม่ต่างจากเด็กหญิงหน้าตาน่ารักน่าชังคนหนึ่ง อวิ๋นหลิงปรายตามองตัวเองในคันฉ่องก่อนร่ำร้องในใจว่า ‘ใครก็ได้ช่วยข้าออกจากเงื้อมมือของแม่บุญธรรมคนนี้ที!’

“ฮ่องเต้เสด็จ!”

พออวิ๋นหลิงได้ยินก็รีบยกแขนเสื้อเช็ดเครื่องแป้งบนหน้าและพยายามดึงเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ออก ตอนนี้เขาอยู่ในสภาพที่ไม่อาจสู้หน้าใครได้ ไม่รู้จะขุดหลุมหาที่หลบตรงไหนแล้ว

ฮ่องเต้ก้าวเข้ามา ทรงเห็น ‘เด็กหญิง’ คนหนึ่งยืนเด่นอยู่กลางห้องแทบจะทันที พอตั้งใจมองก็พบว่าเป็นองค์ชายสี่ หัวคิ้วของพระองค์ย่นเข้าหากันอย่างไม่พอใจ “พวกเจ้าทำอะไรกัน!”

ซูลวี่เซี่ยยังคงสงบนิ่ง ดึงอวิ๋นหลิงที่ตื่นตระหนกจนหน้าแดงมายืนอยู่ข้างกาย ตอบกลับอย่างร่าเริงว่า “ฝ่าบาททอดพระเนตรอวิ๋นหลิงสิเพคะ น่ารักหรือไม่”

ฮ่องเต้ “...”

ถึงพระองค์จะเป็นคนที่กล่าวชมคนเก่ง แต่ตอนนี้กลับคิดหาคำชมไม่ออก “...ซูลวี่เซี่ย เจ้ารู้หรือไม่ว่าอวิ๋นหลิงเป็นเด็กชาย”

ซูลวี่เซี่ยยังวุ่นกับการหาเครื่องประดับมาตกแต่งเรือนผมให้อวิ๋นหลิง ปิ่นหยก ปิ่นทอง ถูกปักลงไปอีกหลายอันจนเด็กชายดูคล้ายนกยูงรำแพนหางที่วิบวับเกินไป หาความงามไม่ได้เลยสักนิด แต่เธอยังคงเลือกเครื่องประดับอย่างใจจดใจจ่อ ไม่ใส่ใจกับคำถามของฮ่องเต้ “แล้วเป็นอย่างไร อวิ๋นหลิงเองก็ชอบเหมือนกัน”

อวิ๋นหลิงก้มหน้างุด ปลายหูแดงก่ำ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าตอบกลับไปว่า “พระสนมดูแลกระหม่อมอย่างดี”

“...” ลูกเอ๊ย ถ้าถูกข่มขู่ก็บอกพ่อเถอะ!

หัวคิ้วของฮ่องเต้ขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นเส้นตรง

“เหลวไหลสิ้นดี!”

ซูลวี่เซี่ยถอนหายใจเบาๆ “อืม หรือฝ่าบาทไม่ทรงโปรดที่อวิ๋นหลิงเป็นเช่นนี้เพคะ?”

ฮ่องเต้สะกดความไม่พอใจแล้วเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น “อวิ๋นหลิง ไปหยิบแผ่นคัดอักษรของเจ้ามาสิ”

อวิ๋นหลิงรับคำ “รับด้วยเกล้า”

ขันทีน้อยประคองถาดใส่กระดาษมาถวาย บนนั้นมีกระดาษที่เขียนตัวหนังสือโย้ไปเย้มาอยู่หลายแผ่น ฮ่องเต้เหลือบมองเพียงเล็กน้อย พบว่าเป็นการคัดคำอวยพร ‘วาสนาดุจทะเลตะวันออก อายุยืนดุจเขาหนานซัน’ ลายมือไม่สวยไม่ว่า ยังจะมีคำผิดอีกด้วย พระองค์ถึงกับรำพึงรำพันในใจ “ทำไมข้าถึงมีลูกโง่ถึงเพียงนี้” แต่พอคิดอีกที การที่สกุลซูได้หลานชายโง่เขลาแบบนี้ ต่อไปยังจะมีอะไรที่ต้องกลัวอีกเล่า

อวิ๋นหลิงเกาศีรษะก่อนจะอธิบาย “ช่วงนี้พระสนมสอนกระหม่อมคัดคำอวยพร แต่เสียดายที่กระหม่อมลายมือไม่สวย เลยไม่น่าดู...”

ฮ่องเต้เสริมว่า “ก็ไม่น่าดูจริงๆ”

“เหลวไหล” ซูลวี่เซี่ยหยิบกระดาษที่คัดแล้วขึ้นมาแล้วเอ่ยชมอย่างเกินจริง “หม่อมฉันกลับเห็นว่าเขาเขียนได้สวย ลายเส้นเรียบง่าย อีกอย่าง...” เธอก้าวเข้าไปยืนข้างกายฮ่องเต้ เอียงหน้ามองอีกฝ่ายอย่างซุกซน “เขาเป็นสายเลือดของฝ่าบาท เป็นเชื้อพระวงศ์ ใครจะกล้าตำหนิว่าเขาลายมือไม่สวยแล้วไม่ยอมให้เขากินข้าวกันเล่า”

แค่ได้ยินไม่กี่คำ ความเคร่งเครียดที่ฮ่องเต้มีมาตลอดทางก็คลายลงแทบจะทันที ถึงขนาดยังคุยเล่นกับซูลวี่เซี่ยต่อ “เจ้านี่นะ นิสัยแบบเจ้าควรจะรับองค์หญิงมาเลี้ยงดูจะดีกว่า...”

“ก็หม่อมฉันถูกชะตาองค์ชายสี่นี่เพคะ”

ฮ่องเต้ตอบอย่างเนิบช้า มิได้คิดมากไปกว่านี้ “ถึงจะโง่เขลาสักหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอแค่นิสัยดีก็พอ”

ซูลวี่เซี่ยแอบเยาะในใจ มีรอยยิ้มประชดผุดขึ้นอย่างที่ใครก็แทบมองไม่ออก “ฝ่าบาทตรัสได้ถูกต้อง”

วันนี้ฮ่องเต้อยู่ที่ตำหนักเจียซีนานกว่าปกติ อีกทั้งยังร่วมเสวยอาหารเย็นด้วย สร้างความรำคาญใจให้ซูลวี่เซี่ยอย่างมาก เมื่อส่งผู้ชายสารเลวกลับไปแล้ว ซูลวี่เซี่ยก็เรียกปี้เถามาพบ

ส่วนปี้เถา... ตั้งแต่นางถูกซูลวี่เซี่ยจับจุดอ่อนได้ก็วางตัวเป็นบ่าวที่จงรักภักดี แต่เพราะไม่เคยถูกเรียกใช้เลยสักครั้งนางจึงอยู่อย่างหวาดระแวง บัดนี้โอกาสมาถึงแล้ว นางรีบรุดมาหา พอเห็นว่าไม่มีใครอื่นอยู่ด้วยจึงรู้ว่าซูเฟยคงมีงานให้ทำแล้ว ปี้เถารีบคุกเข่าหมอบตัวลงกับพื้น “ไม่ทราบว่าพระสนมมีสิ่งใด บ่าวจะทำงานอย่างเต็มความสามารถเพคะ!”

ซูลวี่เซี่ยลูบปลอกเล็บเล่นไปพลางๆ “ก็ไม่มีเรื่องอะไร แค่ต้องการให้เจ้านำความไปบอกหลิ่วเฟยสักหน่อย”

ปี้เถาอยากจะควักเอาความซื่อสัตย์และจงรักภักดีออกมากองให้ซูลวี่เซี่ยดูอยู่แล้ว “เชิญพระสนมสั่งมา”





____________________

* ไม้เด่นเหนือป่า มาจากสำนวนจีน 木秀于林,风必摧之 หมายถึงคนที่มีความรู้ ความสามารถ หรือมีบารมีโดดเด่นเกินหน้าเกินตาผู้อื่น มักจะตกเป็นเป้าของการถูกอิจฉาริษยา การใส่ร้ายป้ายสี หรือถูกขัดขวางจากคนรอบข้าง

กลิ่นหอมของกำยานอบอวลอยู่ภายในห้อง ทำให้ช่วงบ่ายเหมาะกับการงีบหลับ

หลิ่วหรูเอียนกึ่งนั่งกึ่งเอนอยู่บนตั่งข้างหน้าต่าง นางพลิกอ่านหนังสือในมือด้วยสีหน้าเรื่อยเฉื่อย

มีคนคุกเข่าอยู่ตรงหน้า คนผู้นั้นก็คือปี้เถา

“เจ้าบอกว่าซูลวี่เซี่ยจับองค์ชายสี่แต่งตัวเป็นหญิงรึ?”

“เพคะ ไม่เพียงเท่านั้น ซูเฟยแทบไม่ได้สอนความรู้อะไรให้องค์ชายสี่ เด็กท่องตำราผิดๆ ถูกๆ บ่าวดูแล้ว นางไม่เหมือนคนที่เลี้ยงลูก...” ปี้เถายกมือปิดปากหัวเราะ กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “แต่เหมือนเลี้ยงหมาแมวมากกว่า”

หลิ่วหรูเอียนเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย ประกายตาเต็มไปด้วยแววประชดประชัน “หากเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับข้าประเมินนางสูงเกินไป นางแค่หาองค์ชายมาเลี้ยงดูแก้เบื่องั้นหรือ?” คิดไม่ถึงว่าซูลวี่เซี่ยจะโง่เขลาได้ถึงเพียงนี้ จากการปะทะกันในงานเลี้ยงครั้งก่อน หลิ่วหรูเอียนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ นางยังคิดว่าอีกฝ่ายจะต้องวางอำนาจกดหัวตนเป็นแน่ ซ้ำยังได้ยินว่าซูลวี่เซี่ยปลอมราชโองการเพื่อดึงดันรับองค์ชายสี่มาเลี้ยงดู ก็เดาเพิ่มว่าอีกไม่นานซูลวี่เซี่ยคงจะหาโอกาสเล่นงานนางครั้งใหญ่

แต่กลับกลายเป็นว่า...

ซูลวี่เซี่ยจับองค์ชายสี่แต่งหญิง ไม่ได้ให้การอบรมสั่งสอน อีกทั้งไม่ให้เรียนหนังสือ เรียกได้ว่าทำลายอนาคตเด็กคนนั้นไปเลย!

แต่เป็นแบบนั้นก็ดี ในเมื่อซูลวี่เซี่ยเลอะเลือนถึงเพียงนี้ นางยังจะต้องกลัวอะไรอีก

ไม่มีอะไรให้ต้องกลัว นางสามารถตัดชื่อซูลวี่เซี่ยออกจากคู่ต่อสู้ที่ต้องจัดการไปได้เลย

ปี้เถาถือโอกาสนี้ถ่ายเทข้อมูลต่อ “บ่าว... บ่าวยังมีเรื่องจะรายงาน...”

“ว่ามา”

ปี้เถาลอบมองสีหน้าของอีกฝ่าย แล้วเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง “ฮ่องเต้เสด็จมาหลายครั้ง ดูเหมือนพระองค์จะทรงชื่นชมองค์ชายใหญ่ บุตรของเต๋อเฟยไม่น้อย...”

“องค์ชายใหญ่งั้นหรือ...” หลิ่วหรูเอียนลูบหน้าท้องตัวเองอย่างเบามือ ยกมุมปากยิ้มเยาะ “เฮอะ ไม่ประเมินตัวเองเสียเลย” นางจัดการซูลวี่เซี่ยได้แล้วก็ควรจะเขยิบไปยังเป้าหมายถัดไป

เต๋อเฟย... พระสนมที่ให้กำเนิดองค์ชายใหญ่

พระสนมที่มีเสียงเรียกร้องให้อวยยศขึ้นเป็นฮองเฮามากที่สุด

เจ้าเอง... ก็ไม่คู่ควร!


ตำหนักเจียซีในยามวิกาล

อวิ๋นหลิงเข้านอนแล้ว ส่วนซูลวี่เซี่ยก็เบื่อหน่ายกับการอ่านหนังสือจนถึงกับอ้าปากหาว

“โฮสต์ ทำอะไรของคุณน่ะ!” อ้นขาวยกขาหน้ากุมหัวเดินวนไปมาอยู่บนโต๊ะ ถามอย่างสับสน “ไหนว่าจะหาเรื่องไม่ใช่หรือ ทำไมถึงให้องค์ชายสี่แกล้งโง่ล่ะ”

ซูลวี่เซี่ยที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะยืดตัวบิดขี้เกียจ อ้าปากหาวอีกครั้งก่อนจะตอบคำถาม “ก็เพราะว่าตอนนี้หลิ่วหรูเอียนยังไม่คลอดลูกน่ะสิ”

อ้นขาวได้ยินก็หูผึ่งขึ้นมาทันที “คุณว่าอะไรนะ?”

ซูลวี่เซี่ยทำสีหน้าไร้เดียงสามองอ้นขาว “หญิงท้อง ต่อให้ทำผิดก็ยังต้องรอลงอาญาไม่ใช่หรือ?”

อ้นขาวเข้าใจถึงสิ่งที่โฮสต์ต้องการจะสื่อแล้ว!

“แหมโฮสต์ คุณนี่เจ๋งจริงๆ”

“ชมกันเกินไปแล้ว”

อ้นขาวม้วนหาง เก็บขา ไม่กล้าเดินวนต่อไปเพราะกลัวว่าโฮสต์ผู้โหดเหี้ยมจะขัดหูขัดตาแล้วจับมันหักคอ

ซูลวี่เซี่ยหยิบกรรไกรขึ้นมาตัดไส้ตะเกียงที่ถูกเผาไหม้จนดำเกรียม เปิดทางให้เปลวไฟส่องสว่างอีกครั้ง “วางใจเถอะ ถึงเราไม่ลงมือแต่เต๋อเฟยไม่มีทางปล่อยหลิ่วหรูเอียนเอาไว้แน่ หลายเดือนหลังจากนี้ พวกเราแค่รอดูเรื่องสนุก ปล่อยให้พวกนางสู้กันไปก่อน เสร็จแล้วพวกเราค่อย--” ซูลวี่เซี่ยเงยหน้าขึ้นช้าๆ มีรอยยิ้มเย็นชาที่แฝงด้วยความตื่นเต้นตรงมุมปาก “รุกฆาต!”


เสียงฝีเท้าที่เดินอย่างรีบร้อนของเต๋อเฟยดังอยู่นอกตำหนักหย่างซิน

อาภรณ์หรูหราของนางระไปกับพื้น นางกำนัลที่ก้าวตามหลังพยายามเร่งฝีเท้าให้ทัน ขันทีที่เฝ้าอยู่หน้าประตูตำหนักเข้ามาทักทาย แต่ถูกนางตบหน้าอย่างดุดันจนต้องรีบถอย

“เต๋อเฟยขอเข้าเฝ้า--”

เสียงรายงานของขันทีเพิ่งขาดหาย ฮ่องเต้พลันทอดพระเนตรเห็นเต๋อเฟยก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเอาเรื่อง ติดตรงที่ว่านางเป็นมารดาขององค์ชายใหญ่ พระองค์จึงมิได้แสดงโทสะออกไป เพียงขมวดคิ้วอย่างที่ทำเป็นประจำ “เต๋อเฟย เจ้ามาพบเราด้วยเรื่องใดรึ?”

เต๋อเฟยกล่าวเสียงดังทันทีที่เห็นฮ่องเต้ “ขอฝ่าบาททรงให้ความเป็นธรรมด้วย หลิ่วหรูเอียนถือตัวว่าเป็นคนโปรดของฝ่าบาท ข่มเหงพระสนมนางอื่น แม้แต่หม่อมฉัน นางก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตา!”

ท่าทีที่เอาเรื่องของเต๋อเฟยทำให้ฮ่องเต้นึกถึงซูลวี่เซี่ยที่เคยกล่าวหาหลิ่วหรูเอียนกลางท้องพระโรงเมื่อหลายเดือนก่อน เมื่อคิดถึงเรื่องนี้จึงเกิดความรำคาญ ตอบรับเพียงว่า “รู้แล้ว”

เต๋อเฟยคิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ นางนึกเสมอว่าตนให้กำเนิดองค์ชายใหญ่ อนาคตย่อมได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา ตลอดจนขึ้นเป็นไทเฮาคนต่อไป มาบัดนี้กลับถูกหญิงแพศยาดูแคลนถึงขนาดไม่ให้ความเกรงใจ มีหรือนางจะทนไหว “ขอฝ่าบาททรงตัดสินเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมเพื่อรักษาระเบียบของตำหนักในด้วย มิเช่นนั้น ต่อไปหากพระสนมคนใดถือตัวว่าเป็นคนโปรดของฝ่าบาท แล้วสร้างความวุ่นวายขึ้นมาจนเรื่องไปถึงพระเนตรพระกรรณของไทเฮา มันจะไม่ดีนะเพคะ”

สิ่งที่ฮ่องเต้เกลียดที่สุดก็คือคนที่ยกไทเฮาขึ้นมาข่ม เต๋อเฟยชอบใช้วิธีการนี้เสียด้วย

ทรงตอบกลับไปว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ทำโทษด้วยการริบเงินเบี้ยหวัดของหลิ่วเฟยสามเดือนก็แล้วกัน”

“ฝ่าบาท”

“ทำไม เจ้าไม่พอใจการตัดสินของเรารึ?” น้ำเสียงเริ่มจะเย็นชาแล้ว

เต๋อเฟยมิใช่คนโง่ ถึงจะไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าพูดต่อได้แต่ล่าถอยออกไปเงียบๆ

แต่นางยังไม่ทันได้ออกจากตำหนัก ร่างบอบบางร่างหนึ่งก็วิ่งโซซัดโซเซสวนเข้ามา ร่างที่วิ่งเข้ามานั้นน้ำตานองหน้า วิ่งตรงเข้าหาฮ่องเต้

“ฝ่าบาท--” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจของหลิ่วหรูเอียนสร้างความตื่นตระหนกให้กับเต๋อเฟย ใครได้ยินคงนึกไปว่านางเป็นฝ่ายรังแกหลิ่วหรูเอียน

ฮ่องเต้วางพู่กัน อ้าแขนรับร่างนางไว้

หลิ่วหรูเอียนโถมตัวเข้าไปในอ้อมแขน ร้องไห้จนตัวสั่น พูดไปสะอื้นไป “คารวะเต๋อเฟย”

เต๋อเฟยโมโหลมแทบจับ “เจ้ายังจะแสร้งทำตัวเป็นกระต่ายน้อยอีกหรือ!”

ตอนที่รังแกคนอื่นไม่เห็นมีท่าทีอ่อนแอเป็นดอกไม้ขาวอย่างนี้นี่!

หลิ่วหรูเอียนตอบเสียงสะอื้น “น้องผิดไปแล้ว ไม่ควรแสดงความไม่พอใจที่เต๋อเฟยหักเงินเบี้ยหวัดของพระสนมคนอื่นๆ จนกล่าวแย้งออกมาต่อหน้าธารกำนัล”

เต๋อเฟย “...”

ฮ่องเต้จ้องหน้าเต๋อเฟยเขม็ง “หักเงินเบี้ยหวัด?”

เต๋อเฟยลนลานคุกเข่า “หม่อมฉันไม่ได้ทำ! นางพูดจาเหลวไหลเพคะ”

หลิ่วหรูเอียนดึงผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา เอ่ยเสียงเบาปานกระซิบ “จริงเพคะฝ่าบาท เต๋อเฟยไม่ได้ทำ เอียนเอ๋อร์พูดเหลวไหลเอง เต๋อเฟยไม่มีทางทำเช่นนั้นแน่ น้องๆ คนอื่นไม่กล้าพูด เอียนเอ๋อร์ปากไวเกินไป”

คำพูดนี้ไม่แตกต่างจากคมมีด!

เต๋อเฟยกัดฟัน นางเกลียดนังแพศยาช่างเสแสร้งคนนี้ยิ่งนัก

ฮ่องเต้ถามขึ้นอีกครั้งอย่างเย็นชา “ที่เอียนเอ๋อร์พูดมาเป็นความจริงหรือ? เต๋อเฟย เราให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง”

“...” เต๋อเฟยยังคงลังเล ทว่าหลิ่วหรูเอียนเปิดโปงเรื่องนี้แล้ว ไม่ช้าก็เร็ว ฮ่องเต้จะต้องส่งคนไปสืบ

มิสู้ยอมรับผิดก่อนเล่า?

เต๋อเฟยมองหลิ่วหรูเอียนแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้ายอมรับผิด “หม่อมฉันหลงผิดไปชั่วขณะเพคะ...”

“บังอาจ!”

เต๋อเฟยรีบก้มหน้าแนบพื้น นางประเมินนังแพศยาหลิ่วหรูเอียนต่ำเกินไป!

หลิ่วหรูเอียนมองภาพตรงหน้าอย่างคนที่เหนือชั้นกว่า

เฮอะ นี่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เต๋อเฟยเอ๋ย... ข้ามีของกำนัลชิ้นใหญ่รอเจ้าอยู่

ตอนที่เรื่องนี้ถูกรายงานมาถึงตำหนักเจียซี ซูลวี่เซี่ยกำลังนั่งพัดคลายร้อนอยู่บนเก้าอี้โยกอย่างสบายอารมณ์

อ้นขาวรำพัน “พวกนางสู้กันแบบไม่มีใครยอมใครเลยจริงๆ”

“นี่แค่เรียกน้ำย่อยเท่านั้น” ซูลวี่เซี่ยเอ่ยขึ้น “เต๋อเฟยหยิ่งผยอง ทั้งที่ฮ่องเต้ไม่โปรดนางด้วยซ้ำ ผู้หญิงแบบนั้นทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว เรามารอดูว่าหลิ่วหรูเอียนจะใช้กระบวนท่าไหนจัดการนาง”

ยังพูดไม่ทันจบ ปี้เถาก็วิ่งหน้าตาเลิ่กลั่กเข้ามา “พระสนม เกิดเรื่องกับองค์ชายใหญ่แล้ว!”

“นี่ไง--” ซูลวี่เซี่ยเก็บพัดในมือ ลุกขึ้นนั่งตัวตรง “ว่ามา”

ปี้เถารีบร้อนรายงาน “หลิ่วหรูเอียนวางแผนเล่นงานองค์ชายใหญ่ด้วยการให้คนลอบวางยาสลบในน้ำชา องค์ชายใหญ่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนนอนอยู่บนเตียงของพระสนมนางหนึ่ง ซ้ำยังถูกฮ่องเต้จับได้คาหนังคาเขา!”

ซูลวี่เซี่ยตบมือ “หลิ่วหรูเอียนนี่อำมหิตใช้ได้ แทงทีเดียวถึงตาย”

“ฮ่องเต้ทรงพิโรธจนหมดสติไปเลยเพคะ พอรู้สึกพระองค์ขึ้นมาก็รับสั่งให้จับองค์ชายใหญ่ไปขังไว้ในตำหนักอ๋อง ห้ามออกมาชั่วชีวิต ไม่ว่าเต๋อเฟยจะร้องไห้หรือขอร้องอย่างไรฮ่องเต้ก็ไม่สนพระทัย”

ซูลวี่เซี่ยพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ ยกมือขึ้นเล็กน้อย

ปี้เถาเห็นแล้วก็เข้าใจทันที รีบรุดออกไปจากห้อง

ปี้เถามีความเห็นแก่ตัวอยู่เป็นทุนเดิม นางชื่นชมในตัวอ๋องเก้าทว่าหลิ่วหรูเอียนกลับมาหว่านเสน่ห์ชายในดวงใจของนาง หลิ่วหรูเอียนยังเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ที่แม้แต่เต๋อเฟยก็ยังถูกนางเขี่ยกระเด็น จะว่าไปแล้วเวลานี้ยังมีใครสามารถเล่นงานหลิ่วหรูเอียนได้อีกนอกจากซูเฟย

นางอยากให้ซูเฟยฟื้นคืนความโปรดปราน จะได้กดหัวหลิ่วหรูเอียนให้จมโคลนตม!

พัดที่อยู่ในมือของซูลวี่เซี่ยกางๆ หุบๆ อยู่ครู่หนึ่ง สักพักนางก็ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “ฉันประเมินหลิ่วหรูเอียนต่ำเกินไป นี่ไม่ใช่นิยายชิงอำนาจในวังหลังแล้ว ยัยนั่นมันนักล่าระดับเทพชัดๆ คนไหนขวางก็ฟาดคนนั้น”

อ้นขาวรีบดึงหูของซูลวี่เซี่ยแล้วตะโกนก้อง “ก็เพราะอย่างนั้นน่ะสิลูกพี่! หลิ่วหรูเอียนใกล้จะคลอดอยู่รอมร่อ อีกไม่นานก็น่าจะถูกแต่งตั้งเป็นกุ้ยเฟยแล้ว คุณมีแผนรับมือหรือยัง!”

“มีสิ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปอวิ๋นหลิงควรเลิกแกล้งโง่เสียที ฉันจะมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้หลิ่วหรูเอียนแล้วล่ะ”

อ้นขาวมองลูกพี่ที่คุยโอ่ด้วยสีหน้าเยือกเย็น แล้วก็นึกอยากรู้ว่าจะเป็นของขวัญอะไร

ไม่กี่วันหลังจากนั้น เสียงร้องไห้ของทารกก็ดังก้องไปทั่วทั้งตำหนักในอันสงบเงียบ

เสียงนี้ทำลายความเคร่งเครียดของผู้คนที่รออยู่นอกห้อง สีหน้าของแต่ละคนมีความคิดที่ต่างกันออกไป

“หลิ่วเฟยและพระโอรสปลอดภัยดี ขอถวายพระพรที่ฝ่าบาททรงได้โอรสเพิ่มอีกพระองค์ ขอทรงพระเจริญ”

“ทรงพระเจริญ”

“ทรงพระเจริญ”

ฮ่องเต้ยิ้มรับอย่างยินดี พระองค์รอจนภายในห้องได้รับการจัดการจนเรียบร้อยแล้วจึงได้ก้าวเข้าไป

พระสนมคนโปรดที่นอนไร้เรี่ยวแรงอยู่บนเตียง พอเห็นพระองค์เข้าก็พยายามยันตัวลุกขึ้น

“ฝ่าบาท--”

ทรงประคองร่างนางไว้ “ไม่ต้องลุก ลำบากเจ้าแล้วเอียนเอ๋อร์”

น้ำตาของหลิ่วหรูเอียนเอ่ออยู่ตรงขอบตา ทำท่าจะไหลมิไหลแหล่ “ฝ่าบาท...”

ฮ่องเต้ยังไม่ทันได้เช็ดน้ำตาให้นาง กลับมีเสียงนางกำนัลด้านนอกตะโกนร้องอย่างตื่นเต้น

“ฝ่าบาท พระสนม มีเรื่องอันเป็นมหามงคลเพคะ!”

หลิ่วหรูเอียนและฮ่องเต้มองตามอย่างสงสัย

นางกำนัลรีบเข้ามาคุกเข่าข้างเตียง รายงานอย่างตื่นเต้นว่า “สวรรค์ประทานพรแล้ว!”


ใต้แสงแดดอันแรงกล้า

ท้องฟ้าเหนือพระตำหนักอันโอ่อ่าตระการตา มีเงาร่างคล้ายกับหงส์ตัวใหญ่บินว่อนอยู่กลางอากาศ ตามมาด้วยนกน้อยอีกนับไม่ถ้วน ฝูงนกหลากสีหลายสายพันธุ์ขยับปีกพร้อมกันอย่างงามสง่าใต้แสงอาทิตย์เจิดจ้า สร้างประกายสีรุ้งตระการตาจนถึงขั้นมีคนอุทานออกมาว่า

“ฮ่องเต้ทรงมีบุญญาธิการ ถึงขนาดมีพญาหงส์ร่อนลงมาแสดงความยินดี นับเป็นนิมิตหมายที่ดียิ่ง!”

“สวรรค์คุ้มครองราชวงศ์ของเรา องค์ชายทรงเป็นโอรสสวรรค์ที่จุติลงมาปกป้องแผ่นดินให้ร่มเย็นยืนยาว”

“ขอฮ่องเต้ทรงพระเจริญ”

หลิ่วหรูเอียนมองหงส์ที่กางปีกบินวนอยู่ด้านบนพลางนิ่วหน้าน้อยๆ ยังไม่ทันได้ขบคิดพลันได้ยินเสียงนางกำนัลร้องอย่างตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง พอมองตามก็พบว่าในสระน้ำยามนี้มีปลาทองจำนวนมากแหวกว่ายมารวมตัวกัน ไม่รู้ว่าพวกมันคิดจะทำอะไร สักพักฝูงปลาทองก็เริ่มแปรอักษรเป็นคำว่า ‘วาสนา’ ปรากฏอยู่บนผิวน้ำ เหล่านางกำนัลขันทีเข้ามามุงดูกันอย่างตื่นเต้น ความยินดีปรีดาแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งตำหนัก

“สวรรค์รับรู้ถึงความจริงใจของพระสนม...”

“นกหงส์เป็นสัญลักษณ์ของฮองเฮา”

“องค์ชายน้อยเป็นโอรสสวรรค์โดยแท้”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความพอพระทัยให้กับฮ่องเต้อย่างยิ่ง

“ดี! ดีมาก! สวรรค์เมตตาปกปักรักษาแผ่นดินของเราแล้ว!”

หลิ่วหรูเอียนเสริมขึ้นอย่างรู้จังหวะ “เป็นเพราะบุญญาธิการของฝ่าบาท...”

ตรงมุมกำแพงด้านหนึ่งที่ห่างจากพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความครึกครื้น มีซูลวี่เซี่ยยืนมองอย่างเย็นชา

อ้นขาวที่นั่งอยู่บนไหล่เอาแต่ส่ายหัวไม่หยุด “ไม่เข้าใจเลย”

“ไม่เข้าใจอะไร”

“ทำไมคุณถึงแลกไอเทมระดับ A มาแสดงความยินดีให้กับหลิ่วหรูเอียนตั้งสองชิ้น”

ซูลวี่เซี่ยส่ายนิ้วชี้เป็นเชิงปฏิเสธ “NO NO ไม่ใช่สอง... แค่ชิ้นเดียว”

อ้นขาวเกาคาง “มีหงส์ทองบินว่อนหนึ่งตัว แล้วยังมีปลาทองส่งวาสนาอีกหนึ่งฝูงน่ะนะ?” มันนับกรงเล็บเล็กๆ อย่างตั้งใจ “หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง อย่าคิดจะโกหกผม!”

“หงส์ทองเป็นผลงานของฉันจริง แต่ปลาทองน่ะไม่ใช่”

“อ้าว... แล้วเป็นของใคร?”

“โน่น” ซูลวี่เซี่ยบุ้ยใบ้ไปอีกทาง

อ้นขาวมองตาม มันเห็นชายคนหนึ่งก้าวตรงมาหาฮ่องเต้และหลิ่วหรูเอียน คนผู้นี้มีหน้าตาคล้ายคลึงกับฮ่องเต้ถึงห้าส่วนแต่ดูหนุ่มกว่า อาจเป็นเพราะเขาไม่ต้องวุ่นวายกับงานบ้านการเมือง จึงมองคล้ายชายหนุ่มเจ้าสำราญมากกว่า

“ไพ่ตายนั่น หลิ่วหรูเอียนส่งถึงมือฉันเองเลยนะ”

“หืม?”

ซูลวี่เซี่ยอธิบายอย่างไม่รีบร้อน “อ๋องเก้าเป็นน้องชายร่วมบิดากับฮ่องเต้ และเป็นรักแรกของหลิ่วหรูเอียน”

อ้นขาวเข้าใจแล้ว โฮสต์รู้แม้กระทั่งความลับนี้แสดงว่าต้องมีละครสนุกๆ รออยู่!

ซูลวี่เซี่ยยังกล่าวต่อ “ในนิยายเขียนว่าอ๋องเก้าพยายามทำทุกอย่างให้หลิ่วหรูเอียนอยู่ในวังอย่างสุขสบาย ดังนั้นเขาเลยตั้งใจสร้างปรากฏการณ์ ‘ปลาทองส่งวาสนา’ ขึ้นมายังไงล่ะ”

“อ้อ อย่างนี้นี่เอง”

“วันนี้ฉันสร้าง ‘หงส์ทองปรากฏ’ ส่วนเขาสร้าง ‘ปลาทองส่งวาสนา’ ต่อไป หากมีใครหาหลักฐานการจงใจสร้าง ‘ปลาทองส่งวาสนา’ ขึ้นมาแล้วละก็ อะแฮ่ม... กรณี ‘หงส์ทองปรากฏ’ ก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาโยนว่าเป็นความผิดของหลิ่วหรูเอียนไปด้วย”

อ้นขาวฟังแล้วก็ได้แต่รำพัน “มันก็ดีอยู่หรอก แต่ว่า ไอเทมระดับ A ยังไงก็เป็นของหายาก ทำไมถึงเอามาใช้กับหลิ่วหรูเอียนล่ะ” ต้องการกลั่นแกล้งใครสักคนก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินมากขนาดนี้เสียหน่อย

เสียดายของ!

“ก็...” รอยยิ้มของซูลวี่เซี่ยมีทั้งความอ่อนโยนและเมตตาอย่างที่สุด “ฉันต้องการเอาชีวิตหล่อนน่ะสิ”

“...”

ซูลวี่เซี่ยเลิกคิ้วแล้วเอ่ยต่อ “หลังจากปรากฏการณ์เหนือธรรมชาตินี้เกิดขึ้น คนในวังจะฟันธงว่าหลิ่วหรูเอียนคือว่าที่ฮองเฮา รวมถึงตัวของยัยนั่นเองด้วย แต่ว่านะ...” อ้นขาวถึงกับหูผึ่งฟังอย่างตั้งใจ “จากเฟยได้เลื่อนเป็นกุ้ยเฟย ยังพอจะเรียกว่าโปรดปรานได้อยู่ แต่ถ้าจู่ๆ เกิดเลื่อนขั้นเร็วไปถึงระดับฮองเฮา อาจจะบารมีไม่คู่ควรแล้ว” ซูลวี่เซี่ยแตะปิ่นบนเรือนผมของตนอย่างเบามือ คลี่ยิ้มงดงามสดใส

“ฉันต้องการให้หล่อนอยู่ห่างจากตำแหน่งฮองเฮาเพียงก้าวเดียว แต่ถึงตายก็ไม่อาจคว้ามันได้!”

อ้นขาวที่กลั้นหายใจฟังด้วยความตื่นเต้น สูดลมหายใจเข้าแรงๆ “คุณ... คุณจะทำอะไร?”

ซูลวี่เซี่ยนิ่วหน้ามองอ้นขาว “แหม ต้องตื่นเต้นขนาดนี้เลย?”

อ้นขาวถอยไปด้านหลังอีกหลายก้าว จะไม่ตื่นเต้นได้ไง ก็คนที่อยู่ตรงหน้าคือนางมารร้ายซูลวี่เซี่ยนี่นา!

เวลานี้อ๋องเก้าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าคนทั้งสอง พร้อมทั้งค้อมตัวทำความเคารพ “กระหม่อมขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาทและหลิ่วเฟย”

ซูลวี่เซี่ยก้าวเข้ามาสมทบแล้วยอบตัวทำความเคารพบ้าง “หม่อมฉันมาช้า ขอฝ่าบาทโปรดอภัย”

หลิ่วหรูเอียนตอบกลับอย่างยิ้มแย้ม “พี่สาวพูดอะไรกัน” นางยื่นมือมาประคองร่างซูลวี่เซี่ยให้ยืนขึ้น “แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น พี่สาวมาเยี่ยมข้าก็ดีใจแล้ว”

“ฝ่าบาทได้โอรสเพิ่มมาอีกหนึ่ง ข้าย่อมมาแสดงความยินดีอยู่แล้ว”

หญิงทั้งสองพูดคุยกันอย่างยิ้มแย้มราวกับเป็นพี่น้องที่แสนดี

“พี่สาวช่างมีน้ำใจเหลือเกิน”

จู่ๆ ซูลวี่เซี่ยก็ปรายตามองอ๋องเก้าแล้วอุทาน “เมื่อครู่หม่อมฉันไม่ทันสังเกตว่าอ๋องเก้าอยู่ที่นี่ด้วย”

อ๋องเก้ามองนางแวบหนึ่ง แล้วประสานมือทักทายอย่างเฉยเมย

“คารวะซูเฟย”

ซูลวี่เซี่ยพยักหน้ารับแล้วเอ่ยขึ้นหน้าตาเฉย “ได้ยินมานานแล้วว่าท่านอ๋องกับหลิ่วเฟยสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก จากที่เห็นวันนี้ ความสัมพันธ์ไม่ธรรมดาจริงๆ”

คำพูดนี้เหมือนก้อนหินที่โยนใส่สระน้ำอันสงบนิ่งจนเกิดระลอกคลื่น ละอองน้ำกระเซ็นถูกใบหน้าของฮ่องเต้จนดูเคร่งเครียดกว่าเดิม หลิ่วหรูเอียนและอ๋องเก้าถึงกับหน้าเปลี่ยนสี

“ซูเฟยระวังคำพูดด้วย!” อ๋องเก้ากัดฟันกรอด

“เหตุใดพี่สาวจึงให้ร้ายกันเช่นนี้!” หลิ่วหรูเอียนรีบโน้มตัวเข้าหาฮ่องเต้ สีหน้าเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ดูน่าสงสารยิ่งนัก

“ฝ่าบาทเพคะ นาง...”

แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังรู้สึกว่าไม่สมควร “ซูลวี่เซี่ย...”

ซูลวี่เซี่ยทำหน้าเหลอหลา ชี้อกตัวเองพลางย้อนถาม

“หม่อมฉันพูดอะไรผิดงั้นหรือ?” ดวงตาคู่งามกะพริบถี่ คำพูดและท่าทางที่แสดงออกดูน้อยใจกว่าหลิ่วหรูเอียนเป็นร้อยเท่า “เรื่องรู้จักมาตั้งแต่เด็กไม่ใช่ความจริงหรือ ทำไมถึงพูดไม่ได้ มีอะไรต้องปิดบังหรือเพคะ?”

“ซูเฟย...” อ๋องเก้าขมวดคิ้ว คำพูดของนางแค่ประโยคเดียวก็ทำให้เขาเหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง นึกอยากหาอะไรปิดปากนังปีศาจตนนี้นัก!

หลิ่วหรูเอียนขยุ้มฉลองพระองค์ของฮ่องเต้เอาไว้แน่น นางไม่รู้ว่าซูลวี่เซี่ยพูดเรื่องนี้ด้วยจุดประสงค์ใด

เสียงของซูลวี่เซี่ยยังดังต่อ “ที่หม่อมฉันพูดว่าความสัมพันธ์ไม่ธรรมดานั้น มิได้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชาย ไยต้องตีความแบบนั้นด้วยเล่า...” เธอย่นจมูก ทำให้ยิ่งดูเหมือนคนไม่รู้ประสา

จริงด้วย... ดูเหมือนคนอื่นจะเข้าใจคำพูดนี้ผิดไปเอง

แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังรู้สึกว่าปฏิกิริยาที่คนทั้งสองมีนั้นเกินกว่าเหตุ จนทำให้ทรงคิดว่า...

“หม่อมฉันไม่รู้ว่าตัวเองพูดผิดตรงไหน ถึงถูกต่อว่าต่อขานเช่นนี้...”

ฮ่องเต้เอ่ยเพียง “เจ้า...”

“ฝ่าบาทเพคะ” หลิ่วหรูเอียนเห็นสถานการณ์ไม่เป็นผลดีต่อตัวเองก็รีบคล้องแขนฮ่องเต้เอาไว้ แล้วมองฮ่องเต้ด้วยดวงตาฉ่ำน้ำ ก่อนจะปล่อยมันไหลพรากเป็นสาย “หม่อมฉันไม่ดีเองที่เข้าใจพี่สาวผิด หม่อมฉันจะขออภัยต่อพี่สาว” นี่เป็นมารยาหญิงที่นางใช้เป็นประจำและส่วนมากมักได้ผล

นางปัดชายกระโปรงขึ้น คำนับให้ซูลวี่เซี่ยอย่างเป็นทางการ

ส่วนซูลวี่เซี่ยน่ะหรือ? ก็แค่ยื่นมือประคองร่างหลิ่วหรูเอียนเอาไว้เหมือนที่อีกฝ่ายทำกับตนเมื่อครู่!

“ชื่อเสียงของผู้หญิงเราสำคัญที่สุด เพราะความตกใจ น้องจึงได้...”

“ไม่ต้องตกใจ ข้าเข้าใจ” ซูลวี่เซี่ยยิ้มน้อยๆ ตรงมุมปากแล้วพาดสายตาไปยังอ๋องเก้าที่ยืนนิ่งเหมือนแผ่นเหล็ก “แล้วอ๋องเก้าเล่า ท่านเข้าใจข้าแล้วหรือไม่?”

นายรีบมาทำความเคารพฉันสิ ทำตัวให้ดีๆ หน่อย!

อ๋องเก้ากัดฟันแล้วประสานมือทำความเคารพซูลวี่เซี่ยอย่างไม่เต็มใจนัก “ข้า... ขออภัยต่อซูเฟย”

ซูลวี่เซี่ยมองทั้งคู่แล้วนึกอยากหัวเราะ “ข้าจะถือสาได้อย่างไร! ท่านอ๋องลุกขึ้นเถอะ”

ท่าทางเสแสร้งที่ซูลวี่เซี่ยแสดงกับคนอื่น ทำให้อ้นขาวที่เกาะอยู่บนไหล่ได้แต่มองตาค้าง มันรำพึงออกจากส่วนลึกของหัวใจ

“โฮสต์นี่เจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจริง”

หลิ่วหรูเอียนเกรงว่าซูลวี่เซี่ยจะหาเรื่องให้ร้ายตนอีก จึงอ้างว่ารู้สึกไม่สบาย ขอตัวเข้าห้องก่อน

ฮ่องเต้ประคองร่างนางเข้าไปในห้อง แผ่นหลังของชายหญิงที่เดินเคียงคู่กันไปนั้นให้ความรู้สึกเหมือนคู่รักที่รักกันปานจะกลืน ซูลวี่เซี่ยมองบรรดาบ่าวรับใช้ในวังที่ต่างก็แยกย้ายกันไปทำงาน แล้วค่อยหันกลับมามองอ๋องเก้าที่กำลังทอดสายตามองตามหลังพี่ชายกับพี่สะใภ้

เธออดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ “หนูอ้น”

อ้นขาวที่กำลังแทะหน่อไม้ดังกร้วมๆ เงยหน้า “หา?”

“ไปสืบมาหน่อยว่าปกติหลิ่วหรูเอียนชอบกินอะไร” ซูลวี่เซี่ยพูดขึ้นเรียบๆ “ฉันสร้างเวทีสำหรับละครเสร็จเรียบร้อยแล้ว”

อ้นขาวถามกลับ “คุณคิดจะทำอะไร?”

“ฉันหรือ? ฉันก็จะเตรียมข้าวกล่อง*ไปให้หล่อนน่ะสิ”


วังหลวงครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้ง

ครั้งแรกเป็นเหตุการณ์ตอนที่หลิ่วหรูเอียนให้กำเนิดองค์ชาย แต่ครั้งนี้ครึกครื้นเพราะงานเลี้ยงที่จัดขึ้นล่วงหน้าเพื่อฉลองตำแหน่งฮองเฮาของหลิ่วหรูเอียน

ซูลวี่เซี่ยแต่งกายด้วยชุดชาววัง เจตนาให้ดูเรียบร้อยมากกว่าสวยงามเต็มยศ เพราะตัวเอกของงานเลี้ยงวันนี้ก็คือหลิ่วหรูเอียน เธอไม่จำเป็นต้องทำตัวเด่นเหนือเจ้าของงาน พระสนมคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครคิดจะทำตัวเด่นเหนือหลิ่วหรูเอียน แต่ละคนจึงแต่งกายสีอ่อนเหมือนที่เคยเป็นมา

งานเลี้ยงเริ่มแล้ว นอกจากเชื้อพระวงศ์และขุนนางใหญ่ที่มาร่วมงาน ยังมีพระสนมนั่งเต็มสองแถว

บางคนรู้สึกริษยา บางคนชื่นชมกับวาสนาของหลิ่วหรูเอียน และบางคนมาเพราะต้องการดูว่าซูลวี่เซี่ยจะทำเรื่องน่าอับอายหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ซูลวี่เซี่ยเป็นหนึ่งในคนที่มีโอกาสจะได้เป็นฮองเฮามากที่สุด ทว่าสีหน้าท่าทางของซูลวี่เซี่ยในวันนี้กลับสงบนิ่ง จนไม่ว่าใครก็เดาทางไม่ถูก

“...หลิ่วเฟยเป็นสตรีที่มีกิริยามารยาทงามสง่า จิตใจอ่อนโยน อีกทั้งยังประสูติพระโอรสถวายแด่ฮ่องเต้ นับว่ามีลักษณะของมารดาแห่งแผ่นดิน วันนี้จึงจัดงานมงคลเพื่อสถาปนาหลิ่วเฟยขึ้นเป็นฮองเฮา”

ซูลวี่เซี่ยยิ้มน้อยๆ มองสีหน้าผู้คนในท้องพระโรง

ถ้ายังเป็นซูลวี่เซี่ยคนเดิม คนที่ทุกข์ใจที่สุดในเวลานี้ย่อมหนีไม่พ้นตัวเธอ อ้อ ยังมีอ๋องเก้าอีกคน!

เธอจ้องอ๋องเก้าที่พยายามเก็บงำความรู้สึกอย่างสุดความสามารถ แล้วอดถอนใจไม่ได้ ในโลกนี้มีความทุกข์อยู่สองประเภท ประเภทแรกคือความทุกข์ของการไม่ได้มา อีกประเภทก็คือความทุกข์ของการสูญเสียไป แต่ถ้าหากสูญเสีย ‘สิ่งที่กำลังจะได้มา’ จะเป็นอย่างไรนะ?

งานเลี้ยงเริ่มต้น... โคมไฟในวังหลวงมอบความสว่างไสว ท้องพระโรงอันหรูหราตระการตาเคล้าคลอด้วยเสียงกังวานของเครื่องสาย ผู้คนพูดคุยกันอย่างครึกครื้น สุราดีนารีงาม สร้างความสำราญให้กับผู้มาร่วมงาน ฮ่องเต้จิบสุราไปสองจอกพลันรู้สึกเวียนศีรษะจึงยกมือขึ้นแตะหน้าผาก หลิ่วหรูเอียนสังเกตเห็นจึงถามด้วยความห่วงใย

“ฝ่าบาท ไม่สบายตรงไหนหรือเพคะ?”

“ไม่เป็นไร เมื่อคืนเราคงตรวจฎีกาดึกเกินไป”

ฮ่องเต้ส่ายหน้า รับถ้วยชาที่หลิ่วหรูเอียนส่งมาให้ แต่ดื่มไปแล้วคำหนึ่งสีหน้าก็ยังไม่สู้ดี

หลิ่วหรูเอียนเอ่ยอย่างกังวล “ถึงงานราชกิจจะมีมาก ก็ต้องถนอมพระวรกายนะเพคะ”

ซูลวี่เซี่ยสอบถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดบ้าง “ไยไม่ส่งคนไปตามหมอหลวง?”

ฮ่องเต้ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจนัก แต่จู่ๆ ร่างทั้งร่างพลันโอนเอน

“ซู...”

พระองค์ยังไม่ทันได้กล่าวต่อก็ล้มลง ถ้วยชาในมือร่วงหล่น น้ำชากระจายเปื้อนพรม

ผู้คนที่อยู่ในงานเลี้ยงพากันตื่นตระหนก

หลิ่วหรูเอียนฟุบหน้ากรีดร้องอยู่ข้างกายฮ่องเต้ท่ามกลางวงล้อมของขุนนาง “ฝ่าบาท”

“ไปตามหมอหลวงมาสิ!”

“ทำอย่างไรดี จะทำอย่างไรดี”

“ฮ่องเต้คงไม่เป็นอะไรหรอกนะ!”

“ทำไมหมอหลวงยังไม่มาอีก!”

เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ราวกับอยู่ในตลาดสด ต่อให้หมอหลวงมาถึงแล้วก็เบียดเข้ามาไม่ได้อยู่ดี

“หุบปาก!” เสียงตวาดของซูลวี่เซี่ยดังก้องไปทั่วทั้งท้องพระโรง เสียงวิพากษ์วิจารณ์เงียบลงทันที

หลิ่วหรูเอียนคิดไม่ถึงว่าซูลวี่เซี่ยจะแสดงความเด็ดขาดออกมา นางเงยหน้ามองอย่างตื่นตะลึง แม้แต่น้ำตาก็ยังลืมเช็ด กว่าที่หลิ่วหรูเอียนจะรู้สึกตัวก็อีกครู่ใหญ่ จริงสิ... คนที่กำลังจะเป็นมารดาของแผ่นดินอย่างนางจะทำตัวอ่อนแอ ตื่นตระหนก เหมือนที่เคยเป็นไม่ได้อีกต่อไป!

“ฮ่องเต้ไม่ทรงเป็นอะไรมาก ไม่นานหมอหลวงก็คงจะมา แต่ตอนนี้...”

ทุกคนมองที่ซูลวี่เซี่ยเป็นตาเดียว แม้แต่หลิ่วหรูเอียนก็ด้วย นางเงยหน้าขึ้นมองแต่เพราะซูลวี่เซี่ยยืนบังแสง นางจึงเห็นสีหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดเจน รู้เพียงว่าวันนี้ซูลวี่เซี่ยเยือกเย็นเสียจนนางรู้สึกกลัว จู่ๆ สายตาของซูลวี่เซี่ยตกลงบนร่างของนาง หลิ่วหรูเอียนรับรู้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งมาหา

“ใครกล้าร้องไห้เสียงดัง ข้าจะส่งคนผู้นั้นกลับไปร้องไห้ที่บ้านเก่า”

หลิ่วหรูเอียนตื่นตระหนก หรือว่าซูลวี่เซี่ยจะระแคะระคายในอาการป่วยของฮ่องเต้?

ไม่ เป็นไปไม่ได้...

นางเกิดใหม่อีกหนถึงได้รู้ว่าฮ่องเต้ประชวร... แล้วซูลวี่เซี่ยจะรู้ได้อย่างไร?

หลิ่วหรูเอียนลุกขึ้นยืนช้าๆ ภายใต้สายตาที่มองมาเป็นจุดเดียว นางแต่งเรือนผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ แล้วเอ่ยถาม

“หมอหลวงจะมาถึงเมื่อไร?”

ถ้าหากซูลวี่เซี่ยรู้เรื่องนี้ อีกครู่หนึ่งก็คงจะ...

ทว่าซูลวี่เซี่ยมิได้สนใจหลิ่วหรูเอียน เพียงนิ่วหน้าออกคำสั่ง

“เด็กๆ เข้ามาประคองฮ่องเต้ไปยังแท่นบรรทม รอจนหมอหลวงมาตรวจพระอาการ” ซูลวี่เซี่ยควบคุมตัวเองได้อย่างเยือกเย็น ไม่มีอาการตื่นตระหนกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเทียบกับหลิ่วหรูเอียน ทุกคนพลันรู้สึกว่า... ซูเฟยสมแล้วที่เกิดมาในตระกูลแม่ทัพ





___________________

* ข้าวกล่อง เป็นศัพท์แสลงในโซเชียลจีน ที่บอกว่าถึงคราวที่ตัวละครตัวนั้นกำลังจะตายในกองถ่าย เมื่อตัวละครตัวนี้ตายแล้ว คนที่แสดงเป็นตัวละครตัวนั้นจะได้รับแจกข้าวกล่อง จึงมีคำว่ารับข้าวกล่อง

หมอหลวงมาถึงในเวลาไม่นาน เขารีบเข้ามาจับชีพจรของฮ่องเต้ แต่ยิ่งกดนิ้วลงบนชีพจร หน้าผากก็ยิ่งมีรอยยับย่น เสียงพูดตะกุกตะกักดังขึ้น “นี่... นี่...”

หลิ่วหรูเอียนรีบถามอย่างร้อนใจ “ฝ่าบาททรงเป็นอะไรไป!”

หมอหลวงถอนหายใจ คุกเข่าลงกับพื้น “เรียนพระสนม ฝ่าบาททรงประชวรด้วยโรคติดต่อ!”

ผู้คนที่ยืนล้อมวงอยู่ต่างพากันแตกตื่น

โรคติดต่อกำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ ใครเป็นก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด!

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เริ่มมีคนถอยห่างไปอย่างไม่รู้ตัวทีละคนสองคนแล้ว

ซูลวี่เซี่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ท่านหมอมั่นใจแค่ไหน”

“กระหม่อมมั่นใจถึงเก้าส่วน”

ซูลวี่เซี่ยถอนหายใจเบาๆ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องเลือกคนไปคอยดูแลรับใช้ฝ่าบาท”

หน้าผากของหลิ่วหรูเอียนเวลานี้มีเหงื่อจับเป็นชั้นบางๆ นางมองซูลวี่เซี่ยอย่างสงสัย ไม่อาจคาดเดาว่าอีกฝ่ายคิดสิ่งใดอยู่

หรือว่า... ซูลวี่เซี่ยจะรู้?

ซูลวี่เซี่ยมองร่างที่นอนหายใจกระชั้นของฮ่องเต้ที่หลังม่าน แล้วหมุนตัวกลับมาถาม “น้องสาวคนไหนยินดีรับอาสาดูแลพระอาการของฝ่าบาทบ้าง?”

พระสนมที่กำลังปาดน้ำตาถึงกับก้มหน้างุด ไม่มีใครเอ่ยปาก ไม่มีใครขันอาสาแม้แต่คนเดียว

ซูลวี่เซี่ยเค้นเสียงหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “ดูท่าคงจะมีแต่ข้า...”

“ข้ารับอาสาเอง!”

พระสนมคนอื่นพอได้ยินเช่นนี้ก็เหมือนมีพระมาโปรด เงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง

หลิ่วหรูเอียนคุกเข่ากับพื้นห้อง เอ่ยอย่างมุ่งมั่น

“น้องยินดีเป็นผู้ดูแลพระอาการของฮ่องเต้ พี่สาวทั้งหลายไม่ต้องกังวล!” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานแต่เด็ดเดี่ยว

เสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกดังขึ้น หลายคนพากันชมเชยความรักที่หลิ่วหรูเอียนมอบให้แด่ฮ่องเต้ มีเพียงซูลวี่เซี่ยที่มองนางด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ แต่หลิ่วหรูเอียนที่ก้มหน้าอยู่มีหรือจะเห็น

ในที่สุดหล่อนก็รับอาสาจนได้...

“น้องสาว ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนใจนะ”

หลิ่วหรูเอียนรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีท่าทีและคำพูดที่ชวนให้ประหลาดใจ แต่ไม่ว่าซูลวี่เซี่ยจะรู้เรื่องพระอาการประชวรหรือไม่ นางจะปล่อยโอกาสดีนี้ไปไม่ได้! นางเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำ “หวังว่าพี่สาวจะส่งเสริมความตั้งใจของข้า”

ผู้คนที่ได้ยินต่างพากันสรรเสริญ “หลิ่วเฟยมีความรักต่อฝ่าบาทอย่างลึกซึ้งเสียจริง”

“ช่างเป็นความรักที่น่าตื้นตันใจยิ่ง”

ซูลวี่เซี่ยพยักหน้ารับแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็แล้วแต่เจ้า”

ความเคร่งเครียดที่มีอยู่ในใจของหลิ่วหรูเอียนแทบจะมลายหาย ดูท่าซูลวี่เซี่ยคงไม่รู้อะไร ถ้าหากรู้ มีหรือจะยอมทิ้งโอกาสอันดีนี้ไป!

หลิ่วหรูเอียนหันไปคารวะหมอหลวง “ต่อไปคงต้องรบกวนท่านหมอแล้ว”

หมอหลวงลนลานคำนับตอบ “มิกล้า มิกล้า กระหม่อมจะรักษาอย่างเต็มความสามารถ”

หลิ่วหรูเอียนยิ้มเศร้า ดวงตาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล คนอื่นเห็นพลันรู้สึกว่านางรักฮ่องเต้อย่างลึกซึ้ง

“ข้าเพียงหวังแค่ว่าฝ่าบาทจะหายประชวรในเร็ววัน”


“คุณก็รู้ว่าฮ่องเต้ไม่ได้ป่วยเป็นโรคติดต่อซะหน่อย”

ในตำหนักเจียซี อ้นขาวนั่งแปะอยู่กับโต๊ะอย่างหมดแรง ขาหน้าของมันวางก่ายอยู่บนหน้าท้องอันกลมดิก มองไปยังซูลวี่เซี่ยที่นั่งกินองุ่นอย่างสบายอารมณ์ “แล้วทำไมถึงได้ทิ้งโอกาสสร้างความประทับใจกับฮ่องเต้เสียเล่า”

ซูลวี่เซี่ยปอกเปลือกลูกองุ่นพลางตอบ “หนูอ้น นายรู้ไหมว่าในเรื่องของความรัก” น้ำเสียงของเธอฟังแล้วเย็นกระด้าง เปลือกองุ่นถูกปอกจนเกลี้ยงเกลาเผยให้เห็นเนื้อใสๆ น่ากินของมัน

“ผู้ชายมักจะสมควรตายมากกว่ามือที่สามที่เป็นผู้หญิงเสียอีก”

อ้นขาวไม่เข้าใจ “อธิบายหน่อยสิ”

แม้ซูลวี่เซี่ยจะไม่ใช่ซูเฟยตัวจริง แต่ร่างกายที่ใช้อยู่ก็เป็นร่างของซูเฟยจึงสามารถรับรู้ความทุกข์ยาก ความไม่สบายใจทุกครั้งที่เห็นหน้าฮ่องเต้หลายใจคนนั้น

มีบางครั้งที่เธอรู้สึกปวดใจอยู่ลึกๆ

อย่างตอนนี้เป็นต้น

“ชาติก่อนซูลวี่เซี่ยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมอหลวงตรวจโรคผิด นึกว่าเป็นโรคระบาดจริงๆ แต่นางก็ยังอาสาให้การดูแลรับใช้ฮ่องเต้อย่างสุดความสามารถ หลังจากได้สติฮ่องเต้จึงแต่งตั้งนางขึ้นเป็นฮองเฮา ส่งเสริมนางให้เป็นสตรีที่มีอำนาจสูงสุดตลอดชีวิต”

ความทรงจำเจ้าของร่างเดิมผุดขึ้นมา ทำให้เธอเห็นความตื่นตกใจของซูเฟยยามที่เห็นฮ่องเต้หมดสติ ยังเห็นนางคอยดูแล ป้อนยาให้ชายที่นางรักโดยไม่สนใจว่าตัวเองจะติดโรคไปด้วยหรือไม่ ยิ่งไม่อาจลืมช่วงเวลาที่ฮ่องเต้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เขาและนางกอดกันด้วยความรักที่ลึกซึ้ง

นางสวมชุดฮองเฮากลายเป็นหญิงที่อยู่ใต้คนคนเดียว อยู่เหนือคนนับหมื่น

กลายเป็นนายหญิงที่แท้จริงของตำหนักใน

อย่าว่าแต่เจ้าของร่างเดิมเลย แม้แต่ซูลวี่เซี่ยเอง พอได้รับรู้ความทรงจำในช่วงนั้นยังรู้สึกว่าพวกเขาทั้งสองรักใคร่กันอย่างลึกซึ้ง แบบที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจทำลาย

ทว่า...

การปรากฏตัวของหลิ่วหรูเอียนเป็นบททดสอบที่นำไปสู่บทสุดท้ายอันน่าเศร้า

ซูเฟยตัดสินใจพุ่งชนเสาฆ่าตัวตายไปด้วยความเคียดแค้นและชิงชัง

ซูลวี่เซี่ยรู้สึกขำขันระคนเศร้า รู้สึกเสียดายแทนหญิงสาวผู้น่าสงสารคนนั้น เธอเอ่ยขึ้นอย่างหมายมาด “ตอนนี้หลิ่วหรูเอียนคิดจะใช้วิธีเดียวกับซูเฟยในชาติก่อนเพื่อให้ตัวเองไปถึงจุดหมายและกลายเป็นคนที่ฮ่องเต้โปรดปรานมากที่สุด นางเคยเกิดมาแล้วชาติหนึ่ง ย่อมรู้อยู่เต็มอกว่าหมอหลวงวินิจฉัยโรคผิดจึงอาสา แน่นอน นางอยากเป็นสตรีที่ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน ในเมื่อนางต้องการ เราก็ต้องส่งเสริม”

อ้นขาวนั่งฟังอย่างตั้งใจ ฟังจนลืมแทะหน่อไม้ของโปรด แต่ฟังไปฟังมากลับรู้สึกถึงความเศร้าที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของซูลวี่เซี่ย

น้ำจากลูกองุ่นที่หวานสามส่วนเปรี้ยวเจ็ดส่วนแผ่ซ่านอยู่ในโพรงปาก ทำให้คนกินขมวดคิ้ว

แต่องุ่นลูกต่อมาที่หวานเจ็ดส่วนเปรี้ยวสามส่วนกลับทำให้คนกินยิ้มได้

เหมือนชีวิตคนเราที่มักเกิดเรื่องไม่คาดฝันอยู่เสมอ

“อีกอย่าง...”

“อีกอย่างอะไร”

ซูลวี่เซี่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย พูดยิ้มๆ “อีกอย่าง การได้เห็นคนที่รักกันเกิดความระแวงต่อกัน หาทางเล่นงานกันและกัน นายไม่คิดว่า เนื้อเรื่องประเภทนี้น่าสนุกหรอกหรือ”

อ้นขาว “...”

อ้อ ไม่ใช่ความเศร้าใจแต่เป็นความอำมหิต สมกับเป็นยอดนักทำลายล้างอันดับหนึ่ง!


โรคร้ายไม่เพียงจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ แต่ยังทำลายจิตใจของคนได้ด้วย

ช่วงเวลาที่ฮ่องเต้ล้มป่วย เขาฝันร้ายแทบทุกคืน มีใบหน้าของผู้คนนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาในความฝันโดยเฉพาะใบหน้าของซูลวี่เซี่ย

นางยกน้ำชา คอยดูแลเขาอยู่ทั้งวันทั้งคืน อธิษฐานขอพรจากสวรรค์ให้คุ้มครองเขาปลอดภัย

เรื่องราวในอดีตผุดขึ้นมาในห้วงฝันอีกรอบหนึ่ง เขาพลันรู้สึกว่าคนที่รักเขามากที่สุดในโลกใบนี้ไม่มีใครเกินหน้าซูลวี่เซี่ย ยังคิดว่าหากฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งจะแต่งตั้งนางเป็นฮองเฮาให้จงได้

แต่เมื่อฟื้นตื่น... คนที่เขาเห็นกลับกลายเป็นหลิ่วหรูเอียน

ทุกครั้งที่รู้สึกตัว เขาจะเห็นหลิ่วหรูเอียนคอยรับใช้อยู่ข้างกาย ดูแลเขาอย่างเต็มที่

ฮ่องเต้พลันเข้าใจ... ความฝันก็คือความฝัน คนที่อยู่ตรงหน้าต่างหากจึงจะเป็นคนที่รักเขาอย่างจริงใจ

อาการป่วยใกล้หายดี ฮ่องเต้จึงวางแผนการบางอย่างในใจ

วันนี้หลังตื่นจากนอนกลางวันเขากลับพบว่าหลิ่วหรูเอียนไม่อยู่ในห้อง มีแต่นางกำนัลขันที จึงถามว่า “หลิ่วเฟยไปไหน”

ขันทีรีบตอบ “ทูลฝ่าบาท เมื่อครู่พระสนมเห็นฝ่าบาทบรรทมอยู่จึงได้ออกไปดูโอสถที่ต้มอยู่ห้องเครื่องพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ได้ยินจึงปลาบปลื้มยิ่งนัก เกิดรอยยิ้มที่อบอุ่นราวกับ

ลมวสันต์พัดผ่าน “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ให้บ่าวไปทำก็ได้”

ขันทีเข้าประคอง ช่วยฮ่องเต้สวมรองเท้าพลางประจบ “นั่นเป็นความจริงใจที่พระสนมมีต่อฝ่าบาท”

คำประจบนี้เป็นที่ยินดีของฮ่องเต้นัก ทว่าเสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่งกลับดังสวน “ความจริงใจอะไร?”

เมื่อเห็นคนที่เข้ามาใหม่ ฮ่องเต้กลับดูไม่พอใจนัก การเจ็บป่วยครั้งนี้ทำให้เขารู้แจ้งว่าใครจอมปลอมหรือจริงใจต่อตน

หลิ่วหรูเอียนเป็นของจริง ส่วนซูลวี่เซี่ย... นางก็แค่พวกลวงโลก!

ซูลวี่เซี่ยปัดม่านมุกที่กั้นอยู่กลางห้อง แล้วเอ่ยทักอย่างยิ้มแย้ม

“ฝ่าบาททรงอารมณ์ดีเช่นนี้ คิดว่าอ๋องเก้าคงกราบทูลข่าวดีแล้วสินะเพคะ”

ฮ่องเต้ตะลึงไปเล็กน้อย “อ๋องเก้า?”

ซูลวี่เซี่ยย้อนถามอย่างข้องใจ “เมื่อครู่หม่อมฉันเห็นอ๋องเก้าเดินออกจากที่นี่อย่างรีบร้อน... หรือว่า” เธอมองสีหน้าของอีกฝ่ายอย่างขลาดๆ พอแน่ใจว่าสีหน้านั้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนจึงค่อยเอ่ยต่อ “มิใช่ฝ่าบาทรับสั่งให้เขามาปรึกษาราชการหรือเพคะ”

ฮ่องเต้แทบจะเค้นเสียงลอดไรฟัน “ไม่ใช่”

“ถ้าอย่างนั้นก็ประหลาด” ซูลวี่เซี่ยนิ่วหน้าเล็กน้อย แสร้งทำเป็นครุ่นคิด “เมื่อครู่หม่อมฉันเห็นอ๋องเก้า เหมือนจะเดินออกมาจากห้องเครื่อง...”

ฮ่องเต้ตะลึงก่อนจะถามย้ำอย่างข้องใจ “ห้องเครื่อง?”

“เพคะ ห้องเครื่อง” ซูลวี่เซี่ยยังพูดต่อไปอย่างแปลกใจ

“หรือว่าอ๋องเก้าจะถูกใจนางกำนัลในห้องเครื่องคนไหน แต่ไม่กล้าเอ่ยปากขอกับฝ่าบาท?” ฮ่องเต้ถึงกับพูดไม่ออก ซูลวี่เซี่ยยิ่งก้าวเข้ามาสะกิดแขนเขาพร้อมน้ำเสียงฉอเลาะ “เห็นแก่ความรับผิดชอบที่อ๋องเก้ามีต่อแผ่นดิน ฝ่าบาทต้องให้การส่งเสริมนะเพคะ”

ฮ่องเต้แค่นเสียงหัวเราะ “ให้การส่งเสริม... เหอะ เราคิดว่าเขาคงจะตาสูง มิได้พอใจแค่นางกำนัลกระมัง”

ซูลวี่เซี่ยลูบแขนเสื้อที่ยับย่นของเขาให้เรียบ เอ่ยคล้ายไม่ตั้งใจว่า “ฝ่าบาทตรัสอะไรอย่างนั้น ตั้งแต่ที่พระองค์ประชวร อ๋องเก้าก็กังวลอย่างหนัก เข้าวังมาเยี่ยมฝ่าบาทเป็นประจำ ความจริงใจของเขา แม้แต่หม่อมฉันก็ยังรู้สึกละอายที่ทำไม่ได้เช่นนั้น” พูดพลาง ปรายตามองฮ่องเต้ไปพลาง

ดี! หน้าดำยิ่งกว่าก้นหม้อ ดำอย่างชนิดที่ว่าล้างสามวันก็ยังไม่ออก

จังหวะนั้น หลิ่วหรูเอียนปัดม่านมุกเข้ามาด้านในพอดี “ฝ่าบาท ทรงลุกขึ้นมาแล้วหรือเพคะ” ซ้ำยังเอ่ยทักทายซูลวี่เซี่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “พี่สาวก็มาด้วยหรือ”

นางวางชามไว้บนโต๊ะก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ทว่าแต่ละคำพูดที่หลุดออกมากลับแหลมคมยิ่งกว่าหนาม “ตั้งแต่ฝ่าบาทประชวร น้องเพิ่งเห็นพี่สาวเป็นหนแรก หรือพี่ได้ยินว่าฝ่าบาทพระอาการดีขึ้นแล้ว เลยตั้งใจมาเยี่ยม”

คำพูดนี้พูดได้เหมือนไม่ตั้งใจ ซ้ำคนพูดยังยิ้มจนดวงตาตีวงโค้งราวกับไม่รู้ว่าตนเองพลั้งปากอะไรไป

ซูลวี่เซี่ยอดคิดในใจไม่ได้ว่า มิน่า... ซูเฟยตัวจริงถึงได้พ่ายแพ้หลิ่วหรูเอียนแบบยับเยิน ท่าทางไร้เดียงสาแบบนี้ ใครได้เห็นก็คงไม่ระวังตัว แต่ขอโทษ... ฉันคือซูลวี่เซี่ย มิใช่ซูเฟยที่ยอมตายเพื่อผู้ชายเลวๆ คนหนึ่ง

ผู้ชายเลวๆ ในความคิดของซูลวี่เซี่ยรีบผลักตัวเธอออกอย่างที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด “ซูเฟย ถ้าไม่มีอะไร เจ้าทำความเคารพเสร็จก็ควรจะไปได้แล้ว” สีหน้าของฮ่องเต้กลับสู่ความเย็นชา ความอ่อนหวานของดอกไม้ขาวชะล้างเรื่องที่ซูลวี่เซี่ยยุแยงเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น สนมคนโปรดของเขามีหรือจะนอกใจ เขาระแวงนางเกินไปแล้ว

“ที่นี่มีเอียนเอ๋อร์คนเดียวก็พอ”

ซูลวี่เซี่ยถอนหายใจ “เช่นนั้น... หม่อมฉันทูลลา”

หลิ่วหรูเอียนแอบหัวเราะในใจ

ก่อนไปซูลวี่เซี่ยยังหันมาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงน้อยใจว่า “ฝ่าบาททรงรู้ดีว่าหม่อมฉันไม่เคยกลัวตาย แค่ต้องการให้ฝ่าบาททรงพระเกษมสำราญเท่านั้น” กล่าวจบก็ปัดม่านมุกก้าวออกไปจากห้อง ทิ้งแผ่นหลังอ้างว้างเอาไว้จนฮ่องเต้ถึงกับนิ่งงัน

หลิ่วหรูเอียนเห็นซูลวี่เซี่ยใช้มารยาหญิงเพื่อดึงความสนใจจากฮ่องเต้ พลันเกิดความไม่พอใจ

นังหญิงน่าชัง!

นางแอบเขย่าโต๊ะให้ยาน้ำในชามกระฉอกออกมาลวกมือ แล้วส่งเสียงร้องเบาๆ

ฮ่องเต้หลุดจากภวังค์ทันที รีบดึงมือนางมากุมไว้

“เอียนเอ๋อร์ ลำบากเจ้าแล้ว...”

หลิ่วหรูเอียนส่ายหน้าด้วยท่าทางที่ดูแล้วน่าสงสารอย่างที่สุด “ฝ่าบาท...”