ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

โลกหมื่นบุปผา

ผู้แต่ง Yi Mei Tong Qian
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ร้านค้าออนไลน์ fictionlog readawrite

'โลกหมื่นบุปผา' เป็นนวนิยายที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อนำไปสร้างเป็นซีรีส์โดยเฉพาะ เนื้อหาแบ่งออกเป็น 6 โลกหลัก โดยที่นางเอก 'ซูลวี่เซี่ย' จะต้องเดินทางไปเยือนแต่ละโลกด้วยการเข้าสวมร่างของนางร้าย ตัวประกอบในโลกนั้นๆ เพื่อปฏิบัติภารกิจ 'สานฝัน' หรือทำความหวังสุดท้ายของเจ้าของร่างนั้นจนสำเร็จลุล่วง ซึ่งโดยมากก็คือการ ทะลุมิติไปตบสั่งสอนพวกตัวร้ายและผู้ชายเฮงซวยในโลกต่างๆ นั่นเอง!

พล็อตมันแปลกตรงนี้... ธรรมดางานแนวนี้มักจะเลือกแก้แค้นฝ่ายหญิงด้วยกัน แต่เล่มนี้กลับเลือกแก้แค้นคนรักเก่า (ฝ่ายชาย) เป็นหลัก

ก็จริงเนอะ...

ถ้าความรักมันพัง ทำไมผู้หญิงถึงต้องเป็นฝ่ายผิดเสมอล่ะ?

บทนำ

ในแต่ละโลก... มีบุปผานับร้อยกำลังถูกขยี้!

ซูลวี่เซี่ยไม่ได้เอือมหญิงร้ายเท่าผู้ชายสวะ

เธอเกลียดความรักจอมปลอม

เกลียดความสัมพันธ์ที่ผู้หญิงต้องร้องไห้อยู่ฝ่ายเดียว

เพราะอย่างนั้นเธอถึงต้องมา

มาสวมร่างพวกหล่อน

แล้วเช็คบิล!

นี่คือมหากาพย์การเดินทาง ตามล้างบางหนุ่มร้ายในแต่ละโลก

ด้วยลีลาที่ไม่เหมือนใครของโฮสต์ตัวแม่

ไม่มีหยุด ไม่มีเห็นใจ ไม่มีอภัยหรือยอมถอย

เอาล่ะหนุ่มๆ ฉันมาแล้ว

ร้ายซะให้พอ แล้วหงอซะให้เข็ด!

สารบัญ

หิมะในเดือนสิบสองควรเป็นสัญญาณดีสำหรับการเริ่มต้นปีใหม่ ทว่าหนนี้กลับหนาวเหน็บจนแทบเอาชีวิตคนได้

หญิงสาวในชุดสีแดงสดกำลังคุกเข่าอยู่บนลานหิมะ นางปล่อยผมยาวสยาย ร่างกายบอบบางราวกับจะหลอมละลายเข้าไปในกองน้ำแข็งแห่งความหนาวเย็น

“ขอให้ท่านพ่อและพี่ใหญ่ส่งทหารไปช่วยเขาด้วย” เสียงของนางแหบแห้ง ไม่รู้ว่าพูดซ้ำประโยคนี้มากี่ร้อยกี่พันรอบแล้ว แต่เงาในห้องทั้งสองเงายังคงนิ่งงันอยู่เช่นเดิม

“น้องพี่... ลุกขึ้นเถอะ เรื่องที่เผ่าทูเท่อก่อกบฏ ทำให้เขาต้องตกอยู่ในวงล้อม แม้แต่ราชสำนักก็ยังไม่อยากยุ่ง ทุกเส้นทางถูกกำหนดเอาไว้หมดแล้ว เจ้ายังจะยึดติดกับเขาไปไย”

“ขอท่านพ่อและพี่ใหญ่ส่งทหารไปช่วยเขาด้วย!” หน้าผากของซูลวี่เซี่ยแทบจะจมลงไปบนกองหิมะสีขาว เสียงของนางสั่นเครือ ไม่รู้เป็นเพราะร้อนใจหรือเพราะความหนาวเหน็บที่เสียดแทงเข้ากระดูก “ลูกมีใจให้เขาอย่างที่ไม่อาจหาใครแทนที่ได้ ขอท่านพ่อ ขอพี่ใหญ่... ช่วยเขาด้วย...”

เงาในห้องมีการเคลื่อนไหว แต่ยังไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจนกระทั่งสาวใช้อุทานด้วยความตกใจ “คุณหนูหมดสติไปแล้ว”

คราวนี้จึงมีคนก้าวออกจากห้องอย่างรีบร้อนพร้อมกับยื่นมือออกไปดึงตัวหญิงสาวขึ้นมากอด เสียงถอนหายใจอย่างจนใจดังขึ้น “ได้... พ่อจะไปช่วย! หวังว่าวันหน้าเขาจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างจริงใจ ส่วนเจ้าเอง... ก็อย่าได้เสียใจภายหลังล่ะ!”

ใบหน้าของหญิงสาวซีดขาวแต่รอยยิ้มกลับงดงามอย่างที่สุด “ลูกจะไม่เสียใจ...”

เสียงตอบจมหายไปในคืนหิมะโปรย เสียงนี้ข้ามผ่านกาลเวลาไปอีกสี่ปีข้างหน้าแล้วกระแทกเข้ากับศีรษะของซูลวี่เซี่ยอย่างแรง

ใช่... นางนึกเสียใจแล้ว!

แสงอาทิตย์เจิดจ้าตกต้องอยู่บนกระเบื้องหลิวหลีสีทองบนตำหนักใหญ่ มันส่องประกายสีทองวาววับ แม้แต่ฝูงนกที่บินอยู่บนฟ้ายังรู้สึกแสบตาไปกับตำหนักที่เรียงรายเป็นแถวยาวจนต้องรีบกระพือปีกบินหนี

“ซูลวี่เซี่ย เจ้าบังอาจนัก!”

ซูลวี่เซี่ยฟุบตัวอยู่บนพื้นห้อง ผิวหน้าขาวกระจ่างยามนี้มีรอยฝ่ามือสีเข้มประทับอยู่ ในใจมีทั้งโทสะและความน้อยใจ สองตาจ้องมองคนที่อยู่ตรงหน้าเขม็ง

คุณหนูสกุลซูผู้สูงศักดิ์เช่นนางกลับถูกสนมตัวเล็กๆ หยามเกียรติได้!

แล้วใครกันที่ให้ท้ายสนมจนกล้าวางตัวข่มเหงนางเช่นนี้

จะเป็นใครไปได้เล่า เขาก็คือชายที่นางรักอย่างสุดหัวใจ... ฮ่องเต้ผู้นั้น!

“ทำไมหม่อมฉันจะไม่กล้า! นังแพศยาผู้นี้หว่านเสน่ห์ใส่ชายอื่น มีพฤติกรรมต่ำทราม ขัดต่อกฎระเบียบวังหลวง การที่หม่อมฉันลงโทษนางนับเป็นความผิดข้อใดหรือ?”

หญิงสาวในชุดสีอ่อนดูบอบบางคล้ายกับดอกไม้กลีบขาวที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางลมหนาว รีบแย้งเสียงสั่นเครือ “ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่ได้ทำนะเพคะ...”

ฮ่องเต้ยื่นมือไปลูบเส้นผมดำขลับของอีกฝ่าย พร้อมทั้งปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล “เจ้าไม่ได้ทำแน่” สีหน้าของพระองค์ยามมองร่างที่ฟุบอยู่บนพื้นเต็มไปด้วยความเย็นชาแฝงด้วยความรังเกียจ “ร่างราชโองการ! ซูกุ้ยเฟยมีจิตริษยา พฤติกรรมมิชอบ ให้ถอดยศจากซูกุ้ยเฟยเป็นซูเฟย!”

ซูลวี่เซี่ยมองชายที่ออกคำสั่งอย่างตกตะลึง ชายที่นางรักจนสุดหัวใจกล้าทำเช่นนี้กับนาง “ฝ่าบาท...”

เขาพูดอะไร นี่เขาพูดอะไรอยู่?

“ส่วนหลิ่วกุ้ยเหริน...”

หลิ่วหรูเอียนที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของฮ่องเต้เงยหน้าขึ้น เปรยอย่างน่าสงสาร “ฝ่าบาท... หม่อมฉัน”

“หลิ่วกุ้ยเหรินเป็นหญิงสาวที่มีความรู้ความสามารถ จิตใจอ่อนโยน อีกทั้งกำลังตั้งครรภ์ทายาทมังกร ให้แต่งตั้งเป็นหลิ่วเฟย!”

ซูลวี่เซี่ยที่ยังคุกเข่าอยู่บนพื้น มองตาค้างอย่างตกตะลึง เสียงของนางคาดไม่ถึง “ทายาท...”

หลิ่วหรูเอียนขัดขึ้นอย่างอ่อนหวาน “ฝ่าบาททรงทราบแล้วหรือเพคะ...”

“แน่นอนอยู่แล้ว พอหมอหลวงมารายงานเราก็รีบไปหาเจ้า แต่คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะถูกซูเฟยเรียกตัว...”

“พี่สาวไม่ได้ตั้งใจ แค่เข้าใจหม่อมฉันผิด...”

ซูลวี่เซี่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ เส้นผมดำขลับทิ้งตัวสยายลงกลางหลัง ดวงตาพร่าเลือนไปด้วยหยาดน้ำตา นางยื่นมือที่สั่นเทาออกมาชี้หน้าพระองค์ “ทรงตรัสว่า หญิงแพศยาผู้นี้มีทายาทให้พระองค์งั้นหรือ?”

สีหน้าของฮ่องเต้เย็นกระด้าง “ใช่ ดังนั้น เราจะปล่อยให้เจ้าหาเรื่องทำร้ายนาง ทำร้ายลูกของเราไม่ได้!”

ซูลวี่เซี่ยแหงนหน้าหัวเราะราวกับเสียสติ เจ็บปวดปานธนูนับหมื่นพุ่งทะลุหัวใจ “ฮ่าฮ่าฮ่า ทำร้าย...” ดวงตาคู่งามแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย น้ำตาไหลพรูด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง “ฝ่าบาท พวกเราแต่งงานกันมาสี่ปีกว่า ทรงเห็นหม่อมฉันเป็นคนประเภทนั้นหรือ!”

ฮ่องเต้หลุบตามองหญิงสาวที่อยู่ในสภาพใกล้เสียสติบนพื้น มีภาพของเด็กสาวที่ร่าเริงสดใสในอดีตเข้ามาทับซ้อนจนพระองค์นิ่งขึงไป

“ปีแรกที่แต่งงาน พระองค์ยังมิได้ขึ้นครองบัลลังก์ อดีตรัชทายาทยื่นจอกสุราพิษให้ฝ่าบาท แต่ถูกหม่อมฉันรับไปดื่มแทน ด้วยเหตุนี้ลูกที่ยังไม่ทันได้เกิดมาจึงต้อง...”

“กบฏเผ่าทูเท่อในปีนั้น ทรงนำทัพด้วยพระองค์เองแล้วตกอยู่ในวงล้อม หม่อมฉันคุกเข่ากลางหิมะเพื่อขอร้องบิดาและพี่ชายให้ยกทัพไปช่วยเหลือ...”

“คืนก่อนงานอภิเษก มีคนคิดจะก่อกบฏ หม่อมฉันเอาตัวเข้ารับกระบี่แทนฝ่าบาท...”

คำพูดแต่ละคำของซูลวี่เซี่ยเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทรมานใจนัก

“ที่ผ่านมา หม่อมฉันเคยทำเรื่องที่ผิดต่อฝ่าบาทหรือไม่!”

คำตัดพ้อที่เต็มไปด้วยความเคืองแค้นและน้อยใจสะกิดเตือนความทรงจำในอดีตของฮ่องเต้ขึ้นมา

คุณหนูซูผู้นี้เป็นหญิงงามที่พรั่งพร้อมทั้งสติปัญญาและความกล้าหาญ พวกเขาเคยรักกันมาก่อน นางทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้เขาอย่างไม่สนคำทัดทานของบิดา ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องอยู่เคียงข้างเขาให้ได้

แล้วตอนนี้เขากำลังทำสิ่งใด?

สีหน้าที่เฉยชาเริ่มอ่อนลง คิดจะยื่นมือไปประคองร่างนางขึ้นมา “เรา...”

ตึก!

เสียงหนึ่งดังขึ้นทันทีที่พระองค์ยื่นมือออกไป

หลิ่วหรูเอียนคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะอย่างแรง กล่าวเสียงแหลมสูงกว่าปกติ “ฝ่าบาท ทรงอภัยให้กับพี่สาวเถอะเพคะ!” นางเงยหน้าขึ้น หน้าผากมีเลือดซึมออกมาจนเห็นรอยแดงช้ำ น้ำตาไหลนอง “สกุลซูทรงอิทธิพลยิ่งนัก หากบิดาและพี่ชายของพี่สาวรู้ว่านางถูกทำให้น้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ เกรงว่า...”

สีหน้าของฮ่องเต้ขรึมลงทันที

หลิ่วหรูเอียนยังคลานเข่าเข้ามาใกล้ จับชายเสื้อฮ่องเต้เอาไว้ ปากก็พร่ำว่า “เอียนเอ๋อร์ไม่ต้องการให้ฝ่าบาทลำบากพระทัย ขอฝ่าบาทโปรดทรงอภัยให้พี่สาวด้วย”

นางพูดจาน่าสงสาร แต่มีหรือที่ซูลวี่เซี่ยจะไม่รู้เท่าทันความคิดของอีกฝ่าย

ฮ่องเต้หวาดระแวงในตัวบิดาและพี่ชายของนาง พวกเขาเป็นเหมือนเกราะคุ้มภัยให้กับนางมาตลอด ทว่าบัดนี้กลับถูกหลิ่วหรูเอียนยกขึ้นมาอ้างจนพวกเขากลายเป็นกระบี่ที่พุ่งปลายมาทำร้ายตัวนางแทน!

ซูลวี่เซี่ยมองหลิ่วหรูเอียนอย่างเคียดแค้น กรีดเสียงก่นด่า

“นังแพศยา!”

ฮ่องเต้ที่เพิ่งตั้งสติได้เปล่งเสียงหัวเราะเยาะหยัน พระองค์จะไม่ใจอ่อนอีกต่อไป ความใจอ่อนจะสร้างความมั่นคงให้กับบัลลังก์ทองที่ใครต่างก็หมายปองได้อย่างไร! ทรงประคองร่างหลิ่วหรูเอียนขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้ “เจ้าไม่ต้องการให้เราลำบากใจ แต่เราไม่อยากให้เจ้าต้องแบกรับความน้อยเนื้อต่ำใจ... ร่างราชโองการ! แม่ทัพซูอบรมบุตรสาวไม่เข้มงวด ลงโทษด้วยการให้สำนึกผิดอยู่แต่ในจวน!”

ซูลวี่เซี่ยตะลึงงัน “ฝ่าบาท...”

ทว่าฮ่องเต้กลับตอบนางด้วยสีหน้าที่แสดงความรังเกียจอย่างชัดเจน “ซูลวี่เซี่ย คนเราเปลี่ยนกันได้ ส่วนเจ้าก็เปลี่ยนไปเป็นหญิงร้ายกาจที่เราไม่รู้จักอีกต่อไปแล้ว!”

ประตูตำหนักปิดสนิท สายลมเย็นพัดผ่าน กล้วยไม้หยกร่วงหล่น ชายคนรักของนางตระกองกอดผู้หญิงอีกคนจากไปอย่างไร้เยื่อใย เหลือเพียงซูลวี่เซี่ยที่นั่งแปะลงกับพื้นอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เส้นผมของนางยุ่งเหยิง ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา แม้แต่หัวใจก็แตกสลายไปหมดสิ้น

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า...”

“ข้าเปลี่ยนหรือว่าเจ้าที่เปลี่ยนไปกันแน่...”

“ใครกันแน่ที่เปลี่ยน!”

“ฝ่าบาท!”

ซูลวี่เซี่ยกรีดร้องโหยหวน ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ให้นางต้องคิดถึงอีกต่อไป นางพุ่งชนเสาอย่างแรง

ปัง!

โลหิตสดๆ กระจายเต็มพื้นห้องราวกับต้องการระบายความรักความแค้นที่มีอยู่ให้มลายเป็นเถ้าถ่าน

ดวงตาของซูลวี่เซี่ยยังคงเบิกกว้างยามที่ร่างล้มลงบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ

ถ้าชาติหน้ามีจริง ข้า ข้าจะ...

ช่างเถอะ ถ้าชาติหน้ามีจริงขออย่าได้เจอกันอีกเลย...

ดวงตาที่ยังเบิกโพลงมีประกายแห่งความเสียใจอย่างที่สุด นางเสียใจที่ไม่ฟังคำทัดทานของบิดา

เสียใจที่ไม่ได้ฆ่าหญิงร้ายชายเลวคู่นั้น!

“ติ๊ง--เชื่อมต่อกับโฮสต์”

“กำลังอ่านความทรงจำ...”

“ติ๊ง--โหลดข้อมูลเรียบร้อย เปิดสิทธิ์การเข้าถึงทั้งหมดแล้ว”

“ซี้ด!”

ซูลวี่เซี่ย ‘ที่ตายไปแล้ว’ ลุกขึ้นนั่งตัวตรง ความเคียดแค้นที่มีอยู่หายไปจนหมดสิ้นราวกับไม่ใช่หญิงสาวที่ตายอย่างน่าอนาถเมื่อครู่ แม้แต่อาภรณ์สีแดงที่สวมอยู่ก็เจิดจ้าขึ้นกว่าเดิม เธอยกมือขึ้นคลึง

หน้าผากที่เต็มไปด้วยของเหลวสีแดงเหนอะหนะแล้วสูดหายใจอย่างคาดไม่ถึง “ยัยตัวต้นแบบนี่ใจแข็งจริง เล่นเอาสมองแทบจะไหลออกมาด้วยเลย!”

“องค์กรถึงได้ส่งให้คุณมาช่วยพลิกชะตาของเธอไง”

‘อ้นสีขาว’ ตัวหนึ่งลอยมาเกาะหัวไหล่ มันถือหน่อไม้ของโปรดเอาไว้ท่อนหนึ่ง ฟันอันแหลมคมแทะหน่อไม้ดังกร้วมๆ ตัวของมันอ้วนกลม แก้มสองข้างป่องเป็นเหมือนลูกโป่ง

ซูลวี่เซี่ยลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก รู้สึกเวียนหัวจนยืนแทบไม่อยู่แต่ก็ยังฝืนเดินมายืนหลังประตู แล้วมองออกไปข้างนอก แสงอาทิตย์ยามอัสดงลอดช่องประตูเข้ามากระทบดวงหน้างามที่ยังมีหยดเลือดสีแดงติด

“เป็นวังหลวงที่เงียบเหงาจริงๆ” ซูลวี่เซี่ยยกมือกดหน้าอกที่หัวใจเหมือนจะแหลกสลายไปแล้ว “ตั้งแต่ผูกติดกับระบบตัวประกอบ ฉันเดินทางข้ามผ่านมิติมามากต่อมาก แต่ยังไม่เคยเจอเจ้าของร่างเดิมที่สิ้นหวังขนาดนี้เลย”

เธอเคยเห็นหญิงสาวผู้โชคร้ายมากมายนับไม่ถ้วน

บางคนร้องไห้ บางคนร้องขอความเมตตา บางคนเสียสติ บางคนถึงขนาดจบชีวิตตัวเอง

อย่างเช่นกรณีนี้

แต่ยังโชคดี ตัวประกอบหญิงพร้อมตายเหล่านั้นได้ซูลวี่เซี่ยมาทำหน้าที่ ‘ช่วยเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต’ ให้ดวงวิญญาณของพวกเธอไม่มีความเคียดแค้นติดตัวไปในภพหน้า

แน่นอนว่าซูลวี่เซี่ยย่อมต้องได้บางสิ่งตอบแทน หากทำภารกิจสำเร็จ เธอก็จะได้คะแนนความสำเร็จ

แล้วคะแนนความสำเร็จใช้ทำอะไรได้บ้าง?

ก็ใช้แลกรางวัลที่มีในระบบ แลกเครื่องมือที่ทรงอานุภาพ หรือของใช้น่ารักๆ ที่เธอโปรดปรานไงล่ะ!

ดวงตาหงส์เหลือบขึ้นเล็กน้อย แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ความมืดของสนธยาเพิ่มความยโสให้สีหน้าเธอมากขึ้นอีกหลายส่วน เสียงหัวเราะเยาะหยันดังขึ้น “ไม่เป็นไร เพราะจนถึงตอนนี้ อัตราความสำเร็จของภารกิจฉัน ยังคงที่อยู่ที่ 100%”

ความมืดคืบคลานเข้ามา นางกำนัลเริ่มจุดโคม

โคมที่ห้อยอยู่ใต้ชายคามีระยะห่างเท่าๆ กัน เปลวไฟไหวระริกทำให้ต้นไม้ใบหญ้าในลานคล้ายกำลังเคลื่อนไหว ภายในตำหนักซูเฟยมีแสงสว่างลอดออกมาให้ความรู้สึกอบอุ่น

ซูลวี่เซี่ยนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น มือหนึ่งกุมแผลตรงหน้าผาก

อีกมือหนึ่งเลื่อนไปมาบนหน้าจอเรืองแสงที่ลอยอยู่ตรงหน้า “ยังไงฉันก็ต้องรีบหาข้อมูลเกี่ยวกับโลกนี้ก่อน!”

อ้นตัวขาวชะโงกหน้ามาใกล้ “นี่เป็นนิยายแนววังหลังที่ตัวละครหญิงตายแล้วเกิดใหม่... อะแฮ่ม เรื่องมันเกี่ยวกับหลิ่วหรูเอียนที่ตายอย่างน่าอนาถในชาติก่อน พอมีโอกาสย้อนกลับมาเกิดใหม่ เลยใช้เรื่องที่รู้มาในชาติที่แล้วเล่นงานศัตรูอย่างไม่ไว้หน้า สุดท้ายก็จบลงตามสเต็ปเดิมๆ คือได้ครองคู่กับฮ่องเต้จนแก่เฒ่า...”

“อย่าบังฉัน!” ซูลวี่เซี่ยคว้าต้นคอของอ้นขาว ดึงตัวมันออกห่าง

“ไม่!” อ้นขาวตะกายขาหน้าพร้อมทั้งกรีดร้อง แต่ไม่เป็นผล

“อืม เนื้อเรื่องบอกว่าฉันเป็นพระสนมคนแรกที่ถูกตัวเอกเล่นงานหลังจากเกิดใหม่ ไม่พอ... ยัยนั่นยังเล่นงานไปจนถึงครอบครัว ทำให้พ่อแม่พี่น้องพลอยย่ำแย่ไปด้วย...” ซูลวี่เซี่ยอ่านไปก็ชมไป

“เธอแซ่บจริง”

“ส่วนคุณก็ซวยจริง” อ้นขาวก็ทำเสียงจิ๊จ๊ะ

“สถานการณ์ตอนนี้ดูแล้วไม่ง่าย” ซูลวี่เซี่ยปรายตามองนิ้วที่มีเลือดติดของตนอย่างกังวล “ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงเป็นโรคประสาทแบบนี้ ฉันคงแก้ปัญหาแบบอ่อนโยนไม่ได้แล้ว”

อ้นขาวพองขนขึ้นมาทันที “ผมขอค้าน...”

ปากของมันถูกมือข้างหนึ่งเอื้อมมาปิด “เด็กดี นายคงไม่อยากเป็นไข้ตอนหน้าหนาวหรอกนะ” ว่าแล้วเธอก็พลิกฝ่ามือ จ่อยาเม็ดหนึ่งกับปากของมันแล้วอธิบายเสียงเย็น

“จะกินเองหรือให้ฉันป้อนดีล่ะ”

อ้นขาวถีบเท้าหนี “ฮือฮือ! ช่วยด้วย ช่วยผมด้วย!”

ดวงตาคู่งามขยับเข้ามาใกล้จนแทบจะชนกับหน้าของมัน

“ดูท่าฉันคงต้องป้อนแล้ว มานี่... มากินเห็ดแปลงร่างเม็ดนี้เสียดีๆ” มือข้างหนึ่งบังคับให้อ้นขาวอ้าปากแล้วยัดยาเม็ดเข้าไป มันยังไม่ทันจะคายออกมา เธอก็ดีดคอหอยมันทีหนึ่ง

“อึก--”

มันกลืนยาลงไปในท้องอย่างไม่ทันตั้งตัว!

“คุณ คุณ คุณ...” อ้นขาวกลิ้งไปมาบนพื้น

ซูลวี่เซี่ยยิ้มหวาน “ไปได้แล้ว ไปจิ๊กราชโองการกลับมาให้ได้ ถ้าทำไม่สำเร็จ ฉันจะฟาดนาย!”

“ฮือ!” คนใจร้าย!


ตำหนักหย่างซิน

นางกำนัลขันทียืนเรียงสองแถวอย่างสำรวม เสียงหายใจของพวกเขาเบากว่าเสียงลมราตรีเสียอีก

เปลวไฟสั่นไหว...

พอแสงริบหรี่ลงเพียงเล็กน้อย นางกำนัลก็รีบใช้ไม้คีบไส้ตะเกียงขึ้นมาจ่อไฟ

ช่วงเวลาที่ความมืดเชื่อมต่อกับความสว่าง อ้นขาวอาศัยจังหวะนี้แปลงร่างเป็นหนังสือฎีกา ลอยพลิ้วลงมาวางตรงหน้าฮ่องเต้ที่กำลังจะประทับตราลัญจกรบนกระดาษ ตราประทับจึงถูกกดบนก้นของมันพอดี

อ้นขาว “ฮือ--” เจ้าสารเลวนี่ไม่มองเลยว่าประทับตราตรงไหนแล้ว!

ขณะที่นางกำนัลเก็บไม้คีบไส้ตะเกียง พลันบังเกิดเงาไหววูบ อ้นขาวฉวยจังหวะนี้หนีออกจากตำหนักไปโดยที่ไม่มีใครรู้ แน่นอนว่ามันไปพร้อมกับตราประทับบนก้น!

ซูลวี่เซี่ยคงไม่หัวเราะเยาะฉันหรอกนะ?

ทว่าไม่นานหลังจากนั้นมันก็รู้แล้วว่า หญิงใจร้ายอย่างซูลวี่เซี่ย มีหรือจะทำเรื่องดี ไม่ใช่แค่หัวเราะเยาะ เธอยังหัวเราะเสียจนน้ำหูน้ำตาไหล แล้วตบโต๊ะป้าบๆ อีกด้วย

อ้นขาว “...” เห็นแก่หน้าฉันบ้างเถอะ!

“เอาล่ะ ตอนนี้เราก็มีราชโองการแล้ว ฉันจะได้รับองค์ชายเป็นลูกอย่างถูกต้องเสียที” ต่างหูหยกสีแดงแวววาวถูกหยิบขึ้นมาสวมกับติ่งหูขาวสะอาด ซูลวี่เซี่ยมองตัวเองในคันฉ่องทองแดง อืม... คิ้วเรียวเหมือนจันทร์เสี้ยว ดวงตาเรียวปลายเชิดเหมือนตาหงส์ นี่มันโฉมหน้าตามแบบฉบับของสาวงามตำหนักในเลยนี่นา

เฮอะ! มีไพ่ดีอยู่ในมือแต่ก็ยังแพ้

ต้องถือว่าหลิ่วหรูเอียนโชคดีที่เจอคู่ปรับไม่ได้เรื่อง

“ผมไม่เข้าใจเลย” อ้นขาวยังต้องอยู่ในสภาพ ‘หนังสือฎีกาแผ่น บางๆ’ เพราะยายังไม่หมดฤทธิ์ มันพยายามผงกหัวขึ้นอย่างยากลำบาก ถามด้วยความสงสัย “ในเมื่อแปลงราชโองการปลอมได้ ทำไมถึงไม่เล่นงานหลิ่วหรูเอียนให้ตายไปซะเลย”

“นั่นก็เพราะว่า” ซูลวี่เซี่ยยิ้มหวาน รังสีอำมหิตแผ่กระจาย

“ฉันชอบใช้มีดทื่อเชือดหมูมากกว่า มันโหดดี”

“!!!”


แสงแดดยามเช้าส่องกระทบกระเบื้องหลังคาทอง แล้วหักเหลงมาหน้าห้องทรงพระอักษร

การเรียนการสอนภาคเช้าเสร็จสิ้น องค์ชายทั้งหลายทยอยก้าวออกจากห้อง

ร่างในชุดสีแดงสดโผล่หน้าออกมาหลังต้นไม้ต้นใหญ่ ยังมีหัวกลมๆ ของอ้นขาวที่เกาะอยู่บนไหล่ยื่นออกมาอย่างลับๆ ล่อๆ

“โฮสต์ คุณดูคนนั้นสิ... ใช้ได้ไหม?”

ซูลวี่เซี่ยมองตามกรงเล็บของมัน เห็นเด็กชายที่ดูไม่ค่อยเข้าตาสักเท่าไร เธอส่ายหน้าปฏิเสธ “เหอะ! หน้าทะเล้นเกินไปไหม ฉันอยากหาองค์ชายมาเลี้ยงเป็นลูก ไม่ใช่เปิดคณะตลก”

“...” อ้นขาวเหงื่อออกรอบหน้าผาก แต่ยังชี้ไปที่เด็กชายอีกคน

“แล้ว... คนที่อยู่ทางโน้น?”

“ผอมโกรก หน้าตาอมทุกข์ จะตายก่อนซะล่ะมั้ง”

อ้นขาวชี้ไปที่เด็กอายุราวสามสี่ขวบอีกคน เด็กคนนั้นร้องไห้อยู่ก็จริง แต่ก็ร้องเสียงดังกังวานแสดงว่ามีพลังชีวิตเหลือล้น! แถมยังหัวโต ตัวหนา น่าจะอนาคตไกล มันถามขึ้นอีกครั้ง “แล้วคนนั้นล่ะ?”

แค่ได้ยินเสียงเด็กร้อง ซูลวี่เซี่ยก็ปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที

“เด็กเกินไป กว่าจะโตฉันคงแก่ตายก่อน”

อ้นขาวสูดหายใจเข้าลึกๆ มันเป็นอ้นนิสัยดี จะถือสาหาความกับผู้หญิงไม่ได้!

สุดท้ายมันเห็นเด็กที่ดูไม่เลวคนหนึ่งจึงตีไหล่ซูลวี่เซี่ยเบาๆ “เด็กคนนั้นหน้าตาดี แล้วก็ไม่หน้าทะเล้นเหมือนตัวตลกด้วย!”

ซูลวี่เซี่ยมองตาม อืม... เป็นเด็กหน้าตาดีจริงๆ แต่เดี๋ยวก่อน “นี่มันโอรสคนโปรดของฮ่องเต้นี่นา นายกล้าเรียกให้ฉันดูได้ไง อยากตายเหรอ!”

อ้นขาวทนไม่ไหว ดึงเส้นผมของซูลวี่เซี่ยแล้วตะโกนกรอกหู “คุณแค่จะหาเด็กไปเลี้ยง ไม่ได้มาหาซื้อผัก! ตกลงคุณถูกใจใครบ้างหรือยัง”

“หูดับแล้ว หูดับแล้ว!” ซูลวี่เซี่ยผลักร่างอ้นขาวออกห่าง

“ได้ได้ได้ รู้แล้วว่ามาเลือกคน...” เธอมองไปข้างหน้า แล้วหยุดสายตาอยู่บนร่างของเด็กชายอายุราวสิบขวบคนหนึ่ง คนอื่นเดินรวมกันเป็นกลุ่ม มีแต่เด็กคนนี้ที่เดินแยกออกมาอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เขาไม่ได้เดินก้มหน้าคอตกก็จริง แต่ดวงตากลับหลุบต่ำเหมือนคนที่มีความในใจแฝงเร้น ซูลวี่เซี่ยตัดสินใจทันที “คนนี้แหละ!”

“ทำไมถึงเป็นเขา”

“องค์ชายสี่อวิ๋นหลิงคนนี้ แม่แท้ๆ ตายไปตั้งแต่ยังเด็ก ถูกเต๋อเฟยรับมาเลี้ยงดูอยู่สองปี จากนั้นก็โยนให้นางสนมใต้อาณัติเลี้ยงดูต่อ...” เธอหาข้ออ้างที่ดีกว่านี้ไม่ได้ จึงทำเป็นนับนิ้วตรวจดวงชะตา แล้วแสร้งอุทานอย่างประหลาดใจ “อ๊ะ... เขามีวาสนากับฉันเสียด้วย!”

อ้นขาวกลอกตา... มั่วจริงๆ!

“หิวข้าว”

เด็กชายอายุสิบขวบนั่งอยู่ใต้ระเบียงทางเดิน มองต้นไม้ใบหญ้าในสวนอย่างเหม่อลอย เขาหิวมากเสียจนแทบจะเด็ดต้นหญ้ามากินแล้ว นกตัวหนึ่งบินไปเกาะเหนือศาลา เขามองไปพลางเลียริมฝีปากไปพลาง พลันรู้สึกหิวมากกว่าเดิม โหมวโหม่ว*ผู้มีหน้าที่เลี้ยงดูเขากลับเก็บอาหารไว้เสียเอง ปล่อยให้เขาหิวอย่างนี้อยู่เป็นประจำ

อวิ๋นหลิงถอนหายใจเบาๆ หยิบท่อนไม้บนพื้นขึ้นมาแกะเล่น ไม่รู้ว่าเมื่อไรถึงจะได้กินอิ่มท้อง

“โหมวโหม่วที่ดูแลเจ้าอยู่ไหน?” เสียงหวานใสดุจระฆังเงินดังขึ้น เป็นเสียงที่ไม่คุ้นหู

ใครกัน?

เขาเงยหน้ามอง พบร่างในชุดกระโปรงสีแดงสด ตกแต่งผมสีดำด้วยเครื่องประดับหรูหรา งามประหนึ่งเทพธิดาจากสวรรค์ชั้นฟ้า เขามองตาค้าง อีกฝ่ายยิ้มให้อย่างอ่อนโยน เสียงที่เอ่ยขึ้นไพเราะราวกับสายน้ำที่ไหลทะลุหัวใจ

“เจ้าคืออวิ๋นหลิงสินะ ข้าคือซูเฟยจากตำหนักเจียซี”

อวิ๋นหลิงลนลานลุกขึ้นทำความเคารพ “คารวะ ซู... ซูเฟย”

อาจเป็นเพราะมีการเคลื่อนไหวทำให้คนอื่นๆ ได้ยินได้เห็น ไม่นานหลังจากนั้น โหมวโหม่วคนหนึ่งก็วิ่งมาคุกเข่าอยู่ข้างองค์ชายสี่พลางคำนับอย่างนอบน้อม “คารวะซูเฟย”

อ้นขาวที่นั่งอยู่บนไหล่ของซูลวี่เซี่ยถึงกับหัวเราะชอบใจ “ฮ่า... ซูเฟย**!”

ซูลวี่เซี่ยเค้นเสียงกระซิบถาม “นายอยากเป็นไข้แดดสินะ?”

ไอสังหาร!

อ้นขาวยกขาหน้าปิดปากตัวเอง มันยังไม่อยากตายใต้เงื้อมมือนางมารตนนี้!

โหมวโหม่วเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย หลังจากไม่ได้ยินเสียงตอบรับ “ซูเฟยเพคะ?”

ซูลวี่เซี่ยดึงสติกลับมา เลิกคิ้วถาม “เจ้าเป็นโหมวโหม่วที่คอยรับใช้องค์ชายสี่อย่างนั้นหรือ?”

“เพคะ”

ซูลวี่เซี่ยกล่าวต่อเสียงเรียบ “ฮ่องเต้ทรงมีราชโองการให้ข้ารับองค์ชายสี่ไปเลี้ยงดู จงเก็บสัมภาระของเขา แล้วส่งไปที่ตำหนักเจียซี”

โหมวโหม่วแปลกใจ แต่พระสนมอย่างซูเฟยคงไม่มีทางปลอมราชโองการเป็นแน่ จึงรับคำ “เพคะ”

ทว่าองค์ชายสี่กลับยืนนิ่ง

เขาไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ถึงมีคนมารับเขาไปเลี้ยงดู คงไม่ใช่... เพราะนึกสนุกชั่วครั้งคราวหรอกนะ?

เหมือนตอนที่เต๋อเฟยรับเขาไปเลี้ยงดูอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ แล้วก็ทิ้งเขาให้คนอื่นเลี้ยงดูต่ออย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุเช่นกัน เป็นการให้ความหวังลมๆ แล้งๆ ที่สุดท้ายแล้วก็ทำลายความหวังนั้นลงไปอย่างไม่ไยดี

เขาไม่ต้องการแม่ชั่วคราว!

“อวิ๋นหลิง” เสียงไพเราะดังขึ้นอีกครั้ง เด็กชายเงยหน้าขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

ซูเฟยเป็นหญิงงาม...

ซูลวี่เซี่ยย่อตัวลงเพื่อให้สายตาอยู่ระดับเดียวกับเด็กชายที่กำลังมองมาอย่างตื่นตระหนก เธอรู้สึกว่าเลือกคนไม่ผิด ความเศร้าสร้อยของเด็กชายทำให้รู้สึกสงสารเห็นใจ จึงถามอย่างอ่อนโยนว่า

“ก่อนนี้ข้าไม่ได้ถามความสมัครใจของเจ้าว่าอยากจะมาอยู่กับข้าหรือไม่”

ถามเขา... นางยังถามความคิดเห็นของเขาอีกด้วย?

อวิ๋นหลิงทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ “ข้า...”

เขายังไม่ทันได้ตอบ โหมวโหม่วที่ฟังอยู่เกิดร้อนใจ กลัวจะพลาดโอกาสดีๆ จึงรีบผลักตัวเขาไปข้างหน้า เด็กชายทรงตัวไม่อยู่ทำท่าจะล้มไปหาซูลวี่เซี่ย โหมวโหม่วนอกจากไม่จับเขาเอาไว้ยังรีบพูดกับซูลวี่เซี่ยว่า “พระสนมวางใจได้ องค์ชายเต็มใจเพคะ”

ยังดีที่ซูลวี่เซี่ยมือไวคว้าตัวเด็กไว้แล้วดึงมากอด... เด็กนี่ตัวเล็กกว่าอายุจริงเสียอีก

สีหน้าของซูลวี่เซี่ยขรึมลงทันที จี้ถามโหมวโหม่วอย่างไม่พอใจ “ผลักตัวองค์ชาย เท่ากับล่วงเกินเบื้องสูง เจ้านี่ใจกล้าไม่เลว”

โหมวโหม่วเห็นท่าไม่ดี รีบลุกโขกศีรษะกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ตัวสั่นงันงก “บ่าว บ่าว...”

“เหอะ” ซูลวี่เซี่ยทำหน้าตึง จูงเด็กน้อยเดินออกห่างแล้วทิ้งคำพูดเพียงว่า “ลากนังบ่าวชั้นต่ำนี่ไปตัดมือ มือข้างไหนที่ผลักองค์ชายสี่ ให้ตัดมือข้างนั้นทิ้ง!”

โหมวโหม่วตะลึงงันอย่างคาดไม่ถึง ส่งเสียงร้องขอความเมตตา

“พระสนมโปรดเมตตา โปรดเมตตา...”

มีคนเข้ามาลากตัวโหมวโหม่วออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องอย่างโหยหวนที่ทำให้อวิ๋นหลิงตัวเย็นวาบ เขาหันไปมองซูลวี่เซี่ย ความงดงามของนางทำให้ยากจะเชื่อว่าเป็นสตรีที่เด็ดขาดและโหดเหี้ยม

ซูลวี่เซี่ยถาม “ทำไม ใจอ่อนหรือไง?”

อวิ๋นหลิงเก็บอารมณ์ที่กำลังคิดเตลิดของตน ตอบกลับอย่างขลาดๆ “ไม่ ไม่ใช่...”

“อวิ๋นหลิง” ซูลวี่เซี่ยลูบศีรษะเล็กๆ กล่าวเสียงต่ำๆ “จำเอาไว้ เจ้าเป็นองค์ชาย เป็นผู้สูงศักดิ์ เป็นบุตรบุญธรรมของข้าซูลวี่เซี่ย จะไม่มีใครรังแกเจ้าได้ เจ้าต้องเรียนรู้การเป็นนายคน”

อวิ๋นหลิงตะลึง ไม่เคยมีใครพูดแบบนี้กับเขามาก่อน แม่ผู้ให้กำเนิดจากไปตั้งแต่เขายังเด็ก ตอนนี้เขาจำหน้าตาของนางไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ แม่เคยพูดอะไร รักเขาหรือไม่เขาก็ไม่รู้ ส่วนเต๋อเฟยที่รับเขามาเลี้ยงดู นั่นก็เพื่อจะใช้เขาเป็นข้ออ้างพบหน้าเสด็จพ่อ นางไม่เคยถามเขาว่าเรียนอะไรบ้าง ชอบกินอะไร ต้องการให้นางกอดหรือไม่ จนกระทั่งนางพบว่าเขาไม่ใช่บุตรชายที่เสด็จพ่อโปรดปราน จึงทิ้งเขาให้นางสนมคนอื่นเลี้ยงดูต่อ

ชีวิตที่ผ่านมาของเขามีแต่ความยากลำบาก แม้แต่นางกำนัลขันทีก็ยังดูแคลน

แต่มาบัดนี้กลับมีคนบอกว่าเขาเป็นองค์ชายผู้สูงศักดิ์... เป็นเจ้านาย จะไม่มีใครรังแกเขาได้

เพราะเขาเป็นบุตรบุญธรรมของซูลวี่เซี่ย!

เด็กน้อยที่ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังตัวไปเสียทุกเรื่อง ร้องไห้ออกมาก็ตอนนี้

ซูลวี่เซี่ยนิ่งขึง “เจ้า...”

“ข้า...” อวิ๋นหลิงรู้สึกว่าตัวเองเสียมารยาท แต่ก็ไม่อยากให้นางเห็นว่าเขาร้องไห้ กลัวว่าหากนางเห็นเขาอ่อนแอแล้วจะไม่อยากได้ไปเลี้ยง! เขาปาดน้ำตา แต่น้ำเสียงที่ตอบกลับหนักแน่นมุ่งมั่น

“ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง!”

ร่างผอมบางของเด็กชายเหมือนมีเงาแห่งความเข้มแข็งทาบทับลงมาท่ามกลางแสงแดดยามเช้า

ซูลวี่เซี่ยรู้ว่าตนเลือกคนไม่ผิด

อ้นขาวที่เกาะอยู่บนไหล่กอดหน่อไม้ของโปรดเอาไว้กับอก มันส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “หมาน้อยน่ารักแบบเขา จะถูกคุณเลี้ยงให้กลายเป็นหมาป่าตัวร้ายเสียแล้ว!”

ซูลวี่เซี่ยพ่นเสียงเฮอะออกมา “นายจะไปเข้าใจอะไร ในเนื้อเรื่องเดิมของนิยาย ลูกของหลิ่วหรูเอียนยังไม่ทันเกิด เด็กคนนี้ก็ถูกคนรับใช้ในวังทรมานจนตายไปก่อนแล้ว...”

“อ๊ะ?” อ้นขาวอ้าปากค้าง “เพราะงั้นคุณเลยรับเลี้ยงเขา? แหม คุณก็เป็นคนดีเหมือนกันนี่... โอ๊ย...”

ยังไม่ทันได้แสดงความซาบซึ้งใจ หน่อไม้สดก็ถูกยัดใส่ปากเสียก่อน “นายคิดมากไปแล้ว องค์ชายแต่ละคนล้วนเป็นลูกของคนที่ถูกหลิ่วหรูเอียนเล่นงาน ในเมื่อเป็นแบบนั้น ไม่สู้ฉันรับเลี้ยงคนที่ไม่เคยมีโอกาสก้าวเข้าสนามรบเสียเลยเล่า...”

ซูลวี่เซี่ยเงยหน้า รอยยิ้มเจิดจ้าสดใส “ลองเล่นนอกเกม บางทีอาจจะสร้างปาฏิหาริย์ก็ได้”


ตำหนักหลิ่วเฟย

กลิ่นกำยานจากเตาเผาหอมกรุ่นฟุ้งกำจายก่อนลับหายไปบนขื่อไม้ด้านบน

นางกำนัลในชุดเขียวคุกเข่านวดขาให้หลิ่วหรูเอียน มีความไม่สบายใจแฝงอยู่ในน้ำเสียง “พระสนม ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นแผนลวงหรือไม่”

หญิงงามนางหนึ่งนั่งเอนหลังอยู่บนแท่นนอนข้างหน้าต่าง มือหนึ่งยกเท้าคาง ดวงตาหรี่ปรือ “การปลอมแปลงราชโองการมีโทษถึงขั้นตัดหัว ซูเฟยคงไม่โง่ขนาดนั้น...” นางยังกล่าวเยาะต่อไปว่า

“ฮึ... แต่ซูลวี่เซี่ยนั้นโง่เขลา นางก้าวมาถึงตำแหน่งกุ้ยเฟยได้ก็เพราะอาศัยหน้าตาและฐานะทางบ้านเท่านั้น”

นางกำนัลรีบประจบ “พระสนมกล่าวได้ถูกต้อง หญิงโง่นั่นเทียบกับพระสนมไม่ได้สักเศษเสี้ยว”

หลิ่วหรูเอียนปรายตามอง “ถ้าเจ้าทำตัวให้ดี ข้าก็ย่อมดีต่อเจ้าเช่นกัน”

“บ่าวจงรักภักดีต่อพระสนม ไม่มีใจเป็นอื่นเพคะ!”

หลิ่วหรูเอียนยิ้ม ยันร่างขึ้นนั่ง... ซูลวี่เซี่ย เจ้ายังจะมีอะไรมาเทียบข้าได้ “เวลานี้ฮ่องเต้เบื่อนางแล้ว อีกทั้งยังหวาดระแวงตระกูลเดิมของนาง ขอเพียงนางยังมีสติปัญญาอยู่บ้างก็ควรรู้จักสงวนท่าที ทว่า...” พูดมาถึงตรงนี้ แม้แต่หลิ่วหรูเอียนก็ยังส่ายหน้าอย่างระอา “นางกลับใจร้อน กล้าปลอมแปลงราชโองการ คิดจะอาศัยบุตรบุญธรรมพลิกฟื้นสถานการณ์อย่างนั้นหรือ...”

นางกำนัลยิ้มประจบ “พระสนมฉลาดล้ำเลิศ หากเรื่องนี้ถูกเปิดโปง คิดว่าแม้แต่ตระกูลเดิมของซูเฟยก็อาจจะโชคร้ายไปด้วย”

หลิ่วหรูเอียนหัวเราะแล้วเอนกายลงนอนตามเดิมราวกับคู่ต่อสู้มิได้คู่ควรให้นางต้องเปลืองแรง “วันนี้ข้าจะจัดงานเลี้ยง ให้คนไปเชิญนางมาร่วมงานด้วย ข้าจะเปิดโปงเรื่องนี้ต่อหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้ ไปหยิบกระโปรงสีขาวนวลชุดนั้นออกมา ฮ่องเต้ทรงโปรดให้ข้าแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีอ่อน”

“เพคะ”





_____________________

* หญิงรับใช้ในวัง

** ซูเฟย เป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า โซฟี ที่เป็นยี่ห้อผ้าอนามัย ที่อ้นขาวพูดขึ้นก็เพราะนึกถึงผ้าอนามัย

ภายในตำหนักเจียซี

ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ตั้งแต่ทางเดินในสวนด้านหน้าไปจนถึงหน้าประตูตำหนักมีแสงไฟส่องเป็นระยะๆ มองประหนึ่งแสงหิ่งห้อยในยามค่ำคืน พระสนมคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่าง แสงไฟสีนวลที่ส่องกระทบมอบความรู้สึกอ่อนโยนสงบนิ่งให้ดวงหน้านั้นมากกว่ายามปกติ

เสียงกินข้าวของเด็กชายที่อยู่ด้านหลังดังเข้าหูเป็นระยะๆ แม้แต่อ้นขาวก็ยังสงสัยว่าทำไมองค์ชายน้อยถึงได้ดูตะกละตะกลามเหมือนหมู แม้แต่กินก็ยังเสียงดังยิ่งกว่ามันตอนแทะหน่อไม้เสียอีก! มันหันกลับไปมองเด็กชายที่นั่งกินอาหารบนโต๊ะอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็กินได้ทุกอย่าง จานนั้นคีบทีจานนี้คีบเพิ่ม กินจนปากมันแผล็บ

“เขาถูกปล่อยให้หิวมานานเท่าไรแล้วเนี่ย?” อ้นขาวนึกสงสัย

ซูลวี่เซี่ยหัวเราะ “เข้าใจหรือยังว่าทำไมฉันถึงไม่นั่งกินข้าวร่วมกับเขา อ้อ อีกอย่าง...”

อ้นขาวหูตั้ง “อะไร?”

ซูลวี่เซี่ยทอดสายตามองไปไกลด้วยสีหน้าเย็นชา “เรื่องที่ฉันรับองค์ชายสี่มาเลี้ยงเริ่มมีคนลือ ตอนนี้หลิ่วหรูเอียนน่าจะแสดงท่าทีบางอย่างออกมาแล้ว”

เป็นอย่างที่คาดไว้ ‘ลูกหมู’ ยังกินข้าวไม่ทันอิ่ม ก็มีเทียบเชิญที่แผ่กลิ่นหอมของดอกไม้ส่งมาถึงมือของซูลวี่เซี่ย เธอเลิกคิ้ว เปิดเทียบเชิญออกอ่าน มีคำทักทายตามมารยาทอยู่ไม่กี่คำ จากนั้นก็ตรงเข้าประเด็นสำคัญว่าคืนนี้มีงานเลี้ยง ขอเชิญพี่สาวมาร่วมงานด้วย

ซูลวี่เซี่ยยิ้มอย่างมีนัย “ชิ... งานเลี้ยงหงเหมิน*สินะ”

อ้นขาวที่เกาะอยู่บนศีรษะคว้าผมของเธอเอาไว้ “นางอสรพิษนั่นคิดจะทำอะไรกับพวกเรา?”

ซูลวี่เซี่ยหันไปมอง ‘ลูกหมู’ แล้วบุ้ยคาง “ฉันคิดว่ายัยนั่นคงอยากจะเอาผิดเรื่องปลอมแปลงราชโองการ คงจะหาว่าฉันรับองค์ชายมาเลี้ยงดูโดยพลการ”

อ้นขาว “...” แล้วทำไมโฮสต์ถึงได้ใจเย็นขนาดนี้ แม้แต่มันยังเสียววาบที่ต้นคอเลย!

อ้อ มันไม่มีคอ...

อ้นขาวตั้งสติได้ “โฮสต์ เราต้องรีบหาทางแก้ไขก่อนไหม?” มันร้อนใจถึงกับกระโดดลงบนพื้น เดินเกาหัวเกาคางให้วุ่นวาย แต่จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “จะว่าไปแล้ว พวกเราอยู่ในนิยายชิงอำนาจในวังหลัง แล้วทำไมต้องเอาเด็กมาเลี้ยงด้วยล่ะ?”

มันกระโดดขึ้นไปเกาะหลังมือของซูลวี่เซี่ย “คุณควรแต่งตัวสวยๆ ดึงดูดความสนใจของฮ่องเต้ไม่ใช่หรือไง!”

ซูลวี่เซี่ยพ่นเสียงขึ้นจมูก “หนูอ้น นายเคยได้ยินสุภาษิตนี้ไหม...”

“อะไร?”

“แม่ได้ดีเพราะลูก!”


ยามดึก ดวงจันทร์ลอยเด่น

แสงจันทร์ขาวกระจ่างราวกับน้ำค้างแข็งส่องกระทบชายคาของตำหนัก พื้นที่ด้านนอกมืดสงัดผิดกับในตำหนักที่สว่างไสวราวกับอยู่คนละโลก เสียงหัวเราะพูดคุยดังลอดออกมา เห็นได้ชัดว่าแขกเหรื่อกำลังสนุกสนานกันอย่างเต็มที่

พระสนมทั้งหลายต่างก็รู้ดีว่าฮ่องเต้โปรดปรานหญิงสาวที่แต่งกายเรียบง่าย หลิ่วหรูเอียนไม่เพียงสวมชุดสีอ่อนที่ปักลวดลายเล็กน้อยบนเนื้อผ้า ใบหน้านางก็ตกแต่งเบาบางอย่างเป็นธรรมชาติ พระสนมคนอื่นๆ จึงแต่งกายด้วยรูปลักษณ์เดียวกัน

หลิ่วหรูเอียนนั่งอิงแอบอยู่ในอ้อมแขนของฮ่องเต้ เวลายิ้มก็ยิ้มน้อยๆ เห็นได้ชัดว่าแม้แต่รอยยิ้มก็ยังสงวนไว้ให้แสดงออกอย่างงดงามพอเหมาะพอควร

“เหตุใดซูเฟยถึงยังไม่มา?” หลิ่วหรูเอียนปอกเปลือกองุ่นพลางบ่น คิ้วเรียวของนางย่นเข้าหากันเล็กน้อย คำพูดคล้ายกับคนรู้สึกผิด

“หรือนางโมโหหม่อมฉันจนไม่ยอมมาร่วมงาน? ปกตินางก็ชอบทำเช่นนี้ ไม่เห็นหม่อมฉันที่ถือกำเนิดจากครอบครัวสามัญชนอยู่ในสายตา แต่ก็สมควรแล้ว... นางมีทั้งบิดาและพี่ชายที่เก่งกาจคอยหนุนหลังนี่เพคะ” หลิ่วหรูเอียนรู้ดีว่าจะจี้จุดตายของฮ่องเต้อย่างไร และยังรู้ด้วยว่า พ่อลูกสกุลซูที่กุมอำนาจทางทหารอยู่ตอนนี้เป็นคนที่ฮ่องเต้ระแวงมากที่สุด

เป็นเช่นนั้นจริง... สีหน้าที่รื่นรมย์ของฮ่องเต้แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลงแทบจะทันที

ขณะที่กำลังจะทรงเปรยถึงเรื่องนี้อย่างไม่พอใจ กลับมีเสียงคนรายงานขึ้น “ซูเฟยมาถึงแล้ว”

ฮ่องเต้และพระสนมที่อยู่ในงานมองไปที่หน้าประตูอย่างพร้อมเพรียง

หญิงสาวทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในวังต่างรู้เรื่องที่ซูเฟยถูกลดตำแหน่ง เปลี่ยนฐานะจากพระสนมคนโปรดไปเป็นหญิงสาวที่ฮ่องเต้ทรงรังเกียจ พวกนางไม่กล้าคิดว่าวันนี้ซูเฟยจะมาในสภาพใด ในกลุ่มสนมทั้งหลาย มีคนที่ต้องการเห็นนางโชคร้าย แต่ก็ยังมีคนที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากนาง จึงห่วงใยในตัวนาง

ความคิดของผู้คนล้วนหลากหลาย พากันเพ่งมองร่างบางในชุดผ้าไหมสีแดงยาวลากพื้นที่ปรากฏตัวตรงหน้าประตูตำหนัก ภาพแรกที่เห็นคือกระโปรงตัวยาวขลิบดิ้นทองตรงชายขอบ ดิ้นทองเหล่านั้นปักเป็นลายพุ่มผกากระจายตัวอย่างมีศิลป์ เพิ่มความงามสง่าน่ามองด้วยปิ่นหยกบนเรือนผม สองเท้าเคลื่อนไปข้างหน้าราวกับก้าวย่างเหยียบบุปผา!

ดอกไม้สีแดงกลีบเล็กๆ ถูกนำมาแต้มประดับตรงหน้าผาก ช่วยปกปิดรอยแผลจนนึกว่าเป็นแค่เครื่องประดับอีกชิ้นเท่านั้น

สีหน้าของซูลวี่เซี่ยยังทะนงองอาจ

ดูไม่เหมือนหญิงโชคร้ายที่ถูกลดตำแหน่งจากกุ้ยเฟยมาเป็นเฟย

ยังคงครอบครองบารมีความเป็นนายหญิงแห่งตำหนักในที่ใครก็ไม่อาจเทียบได้!

‘ไม่ได้เดินสวยๆ อย่างนี้มานาน... ฮ่องเต้สุนัขจะไม่หลงได้ยังไง’

‘ต้องรีบกู้ตำแหน่งกุ้ยเฟยคืนมาให้เร็วที่สุด ฉันไม่อยากพ้องชื่อกับผ้าอนามัย**อีกแล้ว!’

ซูลวี่เซี่ยแอบบ่นอยู่ในใจแล้วก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าฮ่องเต้ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่ปราศจากความรู้สึกเคียดแค้นใดๆ ทั้งสิ้น “ถวายบังคมฝ่าบาท”

นางงดงามเหลือเกิน!

ชุดกระโปรงสีแดงสดมอบความแตกต่างและโดดเด่นเสียจนความงามของพระสนมทุกคนดับแสง

ฮ่องเต้เอาแต่มองตาค้าง

นางย้อนกลับไปเป็นคุณหนูซูผู้งดงามหาใดเปรียบคนนั้น คนที่พระองค์สะดุดตาแต่แรกพบ “ลุกขึ้น...”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท”

ไม่เพียงฮ่องเต้จะตกตะลึงกับความงามนี้ แม้แต่พระสนมคนอื่นๆ ก็ยังอดซุบซิบมิได้

“ซูเฟยแต่งกายได้งามมากจริงๆ”

“นี่เป็นการแต่งหน้าแบบใหม่งั้นหรือ”

“รู้สึกว่าสีหน้าของนางดูดีขึ้นด้วย”

หลิ่วหรูเอียนได้ยินทุกประโยค ยังได้เห็นซูลวี่เซี่ยปรากฏตัวอย่างงดงามจนฮ่องเต้ตกอยู่ในภวังค์ สองมือของนางกำกระโปรงแน่น แต่ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม “พี่สาวมาช้าเสียจนข้านึกว่าท่านคงไม่ยินดีมาร่วมงานเลี้ยงแล้ว...”

ซูลวี่เซี่ยหัวเราะเบาๆ “ไยถึงต้องไม่มาด้วยเล่า... เจ้าทำสิ่งที่ผิดต่อข้างั้นหรือ?”

คำตอบนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย หลิ่วหรูเอียนคิดประโยคตอบโต้ไม่ทัน ได้แต่อ้าปากค้าง

ซูลวี่เซี่ยมิได้ปกปิดความชิงชังที่มีต่ออีกฝ่าย เอ่ยขึ้นว่า “หากไม่มีเรื่องที่ผิดต่อข้า เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องพูดจาเป็นนัยน่ารำคาญ ฟังแล้วรกหู”

หลิ่วหรูเอียนยิ่งกว่าตาค้าง เกิดอะไรขึ้น... แม่นี่คือซูลวี่เซี่ยจริงหรือ?

ทำไมดูไม่เหมือนซูลวี่เซี่ยคนเดิม แต่กลายร่างเป็นดาบแหลมที่ฟาดไม่ยั้งจนนางต้องใช้เวลากว่าจะตั้งสติได้

หลิ่วหรูเอียนรีบหันไปจับแขนเสื้อของฮ่องเต้ ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ “ฝ่าบาท...”

ฮ่องเต้เริ่มไม่พอพระทัย “ซูลวี่เซี่ย”

“ฝ่าบาท...” ซูลวี่เซี่ยที่ยังดูแกร่งกล้าเมื่อครู่นี้กลับขอบตาแดงก่ำ น้ำตาเป็นสายไหลลงมาอาบใบหน้าที่ตกแต่งอย่างงดงาม เธอไม่ได้พูดต่อ แค่ยืนนิ่งมองมายังฮ่องเต้ ลำคอระหงยังคงหยัดตรงแต่น้ำตากลับไหลไม่หยุด

หลิ่วหรูเอียน หล่อนคิดว่าตัวเองร้องไห้เป็นอยู่คนเดียวหรือไงยะ!

ฉันก็ทำได้จ้ะ

อ้นขาวที่เกาะอยู่บนไหล่ตะลึง แม้แต่หลิ่วหรูเอียนก็ยังตาค้างกับท่าทางน่าสงสารของซูลวี่เซี่ย

นะ... นางเปลี่ยนไป?

นี่ใช่หญิงโง่ที่ดื้อรั้นเหมือนลาคนนั้นหรือเปล่า?

ทำไมเสแสร้งได้เก่งกว่าข้าเสียอีก!

วิธีนี้ใช้ได้ผลกับฮ่องเต้ แน่นอนพระองค์ใจอ่อนขึ้นมาทันที “เจ้า...”

ซูลวี่เซี่ยสูดจมูก เช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ทำเป็นตะกุกตะกักตอบเหมือนคนที่ไม่ยอมรับความจริง “อา... อะไรกันเนี่ย หม่อมฉันไม่ได้ร้องไห้นะเพคะ ตอนนี้หม่อมฉันมีลูกชายแล้ว ยังจะมีอะไรต้องร้องไห้ร้องห่มอีก”

“ลูก... ลูกชาย?” ฮ่องเต้มองหน้าท้องแบนราบของซูลวี่เซี่ยทันที บังเกิดความยินดีขึ้นเพียงชั่ววูบก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนมิได้ร่วมเตียงกับนางมาเป็นเดือน นางจะตั้งครรภ์ได้อย่างไร พระองค์กำลังจะตวาดด้วยโทสะ พลันเห็นนางยกมือบังหน้าท้อง

“ไม่ใช่ตรงนี้ แต่ตัวสูงขนาดนี้แล้วเพคะ” เธอทำมือให้เห็นถึงความสูงของอวิ๋นหลิง

หลิ่วหรูเอียนรีบแทรกขึ้นทันที “ฝ่าบาท หม่อมฉันก็ได้ยินมาว่าวันนี้พี่สาว--”

แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ ฮ่องเต้ที่ถูกกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นก็ก้าวมาจับมือซูลวี่เซี่ย ยิ่งเข้าใกล้ พระองค์ยิ่งพบว่านางงดงามมากกว่าที่ตาเห็น “เจ้าบอกว่ามีลูกชายแล้ว หมายความว่าอย่างไร?”

มือนุ่มนิ่มดึงออกจากมือของพระองค์ สร้างความหดหู่ใจเล็กน้อยแก่ฮ่องเต้

ซูลวี่เซี่ยก้มหน้าแล้วตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “หม่อมฉันรับเลี้ยงองค์ชายสี่ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาจะเป็นลูกชายของหม่อมฉันแล้วเพคะ”

ฮ่องเต้ได้ยินก็ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น

ข้อแรก—พระองค์ไม่ชอบองค์ชายสี่ ข้อสอง—พระองค์ไม่ชอบที่นางรับเด็กโดยพลการ ข้อสาม—ความจริงแล้วพระองค์...

“ฝ่าบาท...” ซูลวี่เซี่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตายังคงมีคราบน้ำตา ขอบตาและปลายจมูกที่เป็นสีเข้มยิ่งทำให้นางดูน่าสงสาร “ฝ่าบาทเคยรับปากหม่อมฉันว่าหากมีลูกไม่ได้ ก็สามารถเลี้ยงดูองค์ชายที่เกิดจากพระสนมคนอื่น ทรงรับปากกับหม่อมฉันแล้ว”

ฮ่องเต้แย้งเสียงแข็ง “เรารับปากเจ้าเมื่อ...” แต่จู่ๆ ทรงนึกถึงตอนที่ซูลวี่เซี่ยดื่มสุราพิษแทนตนเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมา ตอนนั้นนางไม่รู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์จึงดื่มสุราพิษที่อดีตรัชทายาทยื่นมาให้พระองค์ จนตัวเองต้องเสียลูกน้อยในครรภ์ไปอย่างไม่รู้ตัว ตอนนั้นหมอหลวงตอกย้ำว่านางไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีก

หลังจากเหตุการณ์นั้น พระองค์กอดนางแล้วฟังนางร้องไห้ด้วยหัวใจที่แตกสลายไปพร้อมกัน

ลูกของพวกเราจากไปแล้ว

ลูกที่ยังไม่ทันได้ลืมตาดูโลกต้องมาตายภายใต้สงครามแย่งชิงอำนาจของผู้ใหญ่ พระองค์เสียใจ ละอายใจ และซาบซึ้งใจในตัวนาง จึงให้คำมั่นกับนางว่า “ในเมื่อเหล้าพิษทำร้ายเจ้าจนไม่อาจมีลูกของตัวเอง ทว่าในวังหลวงมีเด็กมากมาย เจ้าเลือกเด็กที่ถูกชะตาเอาไปเลี้ยงเถิด...”

แต่เด็กเหล่านั้นมีหรือจะทดแทนเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง ทรงจำได้ว่านางร้องไห้แทบขาดใจอยู่ในอ้อมแขนของพระองค์ “ไม่... หม่อมฉันต้องการลูกของหม่อมฉันเท่านั้น...”

เวลานี้นับว่านางเดินออกมาจากเรื่องเลวร้ายในอดีต ถึงได้เลือกเด็กที่ตัวเองเห็นแล้วถูกชะตา คงมีแต่พระองค์ที่ลืมความเจ็บปวดของนางรวมไปถึงความละอายใจของตนเอง เป็นครั้งแรกที่ฮ่องเต้รู้สึกว่าตัวเองทำตัวเลวร้ายเกินไปสักหน่อย พ่อลูกสกุลซูก็คือพ่อลูกสกุลซู นางก็คือนาง เป็นหญิงสาวที่รักพระองค์อย่างไม่มีข้อแม้

นางไม่มีความผิด!

ฮ่องเต้เกิดหวั่นไหว “เราผิดต่อเจ้า...”

“แต่...” หลิ่วหรูเอียนกล่าวแทรกขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย ขัดจังหวะความอ่อนไหวในใจของฮ่องเต้ด้วยข้อสงสัย “หม่อมฉันได้ยินมาว่า พี่สาวนำราชโองการไปรับตัวองค์ชายมา แล้ว...”

ซูลวี่เซี่ยปรายตามองหลิ่วหรูเอียนอย่างเย็นชา แล้วเปรยว่า “อืม... ได้ยินโน่นได้ยินนี่ ได้ยินมามากเหลือเกิน เป็นใครกันที่ช่างพูด?” ว่าพลางยิ้มเยาะ “ตอนที่ข้าไปพาตัวองค์ชายสี่มา ข้าประกาศว่าเป็นรับสั่งของฝ่าบาท แต่ถึงจะใช่หรือไม่ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าฮ่องเต้มิได้มอบราชโองการให้แก่ข้า เอ... หรือว่าเจ้า...”

เสียงของซูลวี่เซี่ยเปลี่ยนเป็นกร้าวกระด้าง บุคลิกยังเปลี่ยนไปเป็นดุดันจนหลิ่วหรูเอียนเริ่มหวั่นๆ เขยิบถอยหลังไปอย่างไม่รู้ตัว

ซูลวี่เซี่ยเน้นทีละคำอย่างเชื่องช้า “นี่เจ้ากล้าถึงขนาดละลาบละล้วงพระกิจวัตรของฮ่องเต้เชียวหรือ เจ้าคิดอะไรอยู่?”

หลิ่วหรูเอียนตะลึง รีบโต้กลับทันควัน “ข้าไม่ได้ ข้า...”

หลิ่วหรูเอียนที่ถูกเล่นงานจนตั้งตัวไม่ติดรีบคุกเข่าลงกับพื้น คว้าชายฉลองพระองค์ของฮ่องเต้เอาไว้อย่างลนลาน “หม่อมฉันมิบังอาจ! เพียงแต่ได้ยินนางกำนัลในตำหนักของพี่สาวเล่าว่า พี่สาวได้รับราชโองการ ต่อไปคงรับองค์ชายมาเลี้ยงดูได้แล้ว...”

“อ้อ พูดแบบนี้หมายความว่า...” ซูลวี่เซี่ยปรายตามองฮ่องเต้อย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “หลิ่วเฟยส่งคนไปตรวจสอบความเคลื่อนไหวในตำหนักของหม่อมฉัน ฝ่าบาท นี่เป็นสตรีที่ทรงชมว่าประพฤติดีมีความรู้หรือเพคะ”

ตีงูให้ตีเจ็ดนิ้ว ต้องเล่นงานตรงแทงเข้าจุดตาย ซูลวี่เซี่ยรู้ดีว่าผู้ชายขี้ระแวงคนนี้ใส่ใจกับเรื่องไหนมากที่สุด

ฮ่องเต้ไม่ชอบให้ใครมาท้าทายอำนาจ นี่เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับพระองค์

สีหน้าของฮ่องเต้เคร่งเครียดขึ้นทันที ถึงกับกระชากชายเสื้อที่หลิ่วหรูเอียนคว้าไว้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นกระด้าง “หลิ่วเฟย เจ้าก้าวล่วงเกินไปแล้ว”

หลิ่วหรูเอียนคิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะเปลี่ยนท่าทีได้เร็วถึงเพียงนี้ แต่เพราะเหตุการณ์กำลังคับขัน นางจึงเลือกใช้วิธีที่ใช้อยู่เป็นประจำ คือฟุบตัวลงบนพื้น ร้องไห้น้ำตานองหน้า “ฝ่าบาท!”

แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการสะบัดตัวเดินจากไปอย่างไม่ไยดีของฮ่องเต้ ทรงไม่ไยดีนางแม้แต่น้อย ไม่ว่าใครก็ดูออกว่าทรงพิโรธหนัก พระสนมคนอื่นๆ มีสีหน้ายิ้มเยาะ เมื่อครู่พวกนางใช้สายตาแบบใดมองซูลวี่เซี่ย ตอนนี้ก็ใช้สายตาแบบนั้นมองหลิ่วหรูเอียน ซูลวี่เซี่ยย่อตัวลงมากระซิบข้างหูศัตรูคู่แค้น

“มีปัญญาทำได้แค่นี้ ริอ่านจะต่อกรข้า เสี่ยวหลิ่วเอ๋ยเสี่ยวหลิ่ว... ข้าผิดหวังในตัวเจ้าเสียจริงๆ”

หลิ่วหรูเอียนตะลึง มองใบหน้าของคนที่พ่ายแพ้ให้นางไปเมื่อวาน แต่วันนี้กลับวางแผนหลอกล่อให้นางตกหลุมพรางได้! นางบังเกิดความอับอายจนกลายเป็นเคียดแค้น ได้แต่เค้นเสียงลอดไรฟัน

“ซู—ลวี่—เซี่ย!”





____________________

* หงเหมินเยี่ยน เป็นสำนวนที่หมายถึง งานเลี้ยงหรือสถานการณ์ที่มีเจตนาร้ายแฝงอยู่

** ซูเฟย เป็นเสียงพ้องกับคำว่า โซฟี ที่เป็นยี่ห้อผ้าอนามัยในภาษาจีน