ภายในตำหนักเจียซี
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ตั้งแต่ทางเดินในสวนด้านหน้าไปจนถึงหน้าประตูตำหนักมีแสงไฟส่องเป็นระยะๆ มองประหนึ่งแสงหิ่งห้อยในยามค่ำคืน พระสนมคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่าง แสงไฟสีนวลที่ส่องกระทบมอบความรู้สึกอ่อนโยนสงบนิ่งให้ดวงหน้านั้นมากกว่ายามปกติ
เสียงกินข้าวของเด็กชายที่อยู่ด้านหลังดังเข้าหูเป็นระยะๆ แม้แต่อ้นขาวก็ยังสงสัยว่าทำไมองค์ชายน้อยถึงได้ดูตะกละตะกลามเหมือนหมู แม้แต่กินก็ยังเสียงดังยิ่งกว่ามันตอนแทะหน่อไม้เสียอีก! มันหันกลับไปมองเด็กชายที่นั่งกินอาหารบนโต๊ะอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็กินได้ทุกอย่าง จานนั้นคีบทีจานนี้คีบเพิ่ม กินจนปากมันแผล็บ
“เขาถูกปล่อยให้หิวมานานเท่าไรแล้วเนี่ย?” อ้นขาวนึกสงสัย
ซูลวี่เซี่ยหัวเราะ “เข้าใจหรือยังว่าทำไมฉันถึงไม่นั่งกินข้าวร่วมกับเขา อ้อ อีกอย่าง...”
อ้นขาวหูตั้ง “อะไร?”
ซูลวี่เซี่ยทอดสายตามองไปไกลด้วยสีหน้าเย็นชา “เรื่องที่ฉันรับองค์ชายสี่มาเลี้ยงเริ่มมีคนลือ ตอนนี้หลิ่วหรูเอียนน่าจะแสดงท่าทีบางอย่างออกมาแล้ว”
เป็นอย่างที่คาดไว้ ‘ลูกหมู’ ยังกินข้าวไม่ทันอิ่ม ก็มีเทียบเชิญที่แผ่กลิ่นหอมของดอกไม้ส่งมาถึงมือของซูลวี่เซี่ย เธอเลิกคิ้ว เปิดเทียบเชิญออกอ่าน มีคำทักทายตามมารยาทอยู่ไม่กี่คำ จากนั้นก็ตรงเข้าประเด็นสำคัญว่าคืนนี้มีงานเลี้ยง ขอเชิญพี่สาวมาร่วมงานด้วย
ซูลวี่เซี่ยยิ้มอย่างมีนัย “ชิ... งานเลี้ยงหงเหมิน*สินะ”
อ้นขาวที่เกาะอยู่บนศีรษะคว้าผมของเธอเอาไว้ “นางอสรพิษนั่นคิดจะทำอะไรกับพวกเรา?”
ซูลวี่เซี่ยหันไปมอง ‘ลูกหมู’ แล้วบุ้ยคาง “ฉันคิดว่ายัยนั่นคงอยากจะเอาผิดเรื่องปลอมแปลงราชโองการ คงจะหาว่าฉันรับองค์ชายมาเลี้ยงดูโดยพลการ”
อ้นขาว “...” แล้วทำไมโฮสต์ถึงได้ใจเย็นขนาดนี้ แม้แต่มันยังเสียววาบที่ต้นคอเลย!
อ้อ มันไม่มีคอ...
อ้นขาวตั้งสติได้ “โฮสต์ เราต้องรีบหาทางแก้ไขก่อนไหม?” มันร้อนใจถึงกับกระโดดลงบนพื้น เดินเกาหัวเกาคางให้วุ่นวาย แต่จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “จะว่าไปแล้ว พวกเราอยู่ในนิยายชิงอำนาจในวังหลัง แล้วทำไมต้องเอาเด็กมาเลี้ยงด้วยล่ะ?”
มันกระโดดขึ้นไปเกาะหลังมือของซูลวี่เซี่ย “คุณควรแต่งตัวสวยๆ ดึงดูดความสนใจของฮ่องเต้ไม่ใช่หรือไง!”
ซูลวี่เซี่ยพ่นเสียงขึ้นจมูก “หนูอ้น นายเคยได้ยินสุภาษิตนี้ไหม...”
“อะไร?”
“แม่ได้ดีเพราะลูก!”
ยามดึก ดวงจันทร์ลอยเด่น
แสงจันทร์ขาวกระจ่างราวกับน้ำค้างแข็งส่องกระทบชายคาของตำหนัก พื้นที่ด้านนอกมืดสงัดผิดกับในตำหนักที่สว่างไสวราวกับอยู่คนละโลก เสียงหัวเราะพูดคุยดังลอดออกมา เห็นได้ชัดว่าแขกเหรื่อกำลังสนุกสนานกันอย่างเต็มที่
พระสนมทั้งหลายต่างก็รู้ดีว่าฮ่องเต้โปรดปรานหญิงสาวที่แต่งกายเรียบง่าย หลิ่วหรูเอียนไม่เพียงสวมชุดสีอ่อนที่ปักลวดลายเล็กน้อยบนเนื้อผ้า ใบหน้านางก็ตกแต่งเบาบางอย่างเป็นธรรมชาติ พระสนมคนอื่นๆ จึงแต่งกายด้วยรูปลักษณ์เดียวกัน
หลิ่วหรูเอียนนั่งอิงแอบอยู่ในอ้อมแขนของฮ่องเต้ เวลายิ้มก็ยิ้มน้อยๆ เห็นได้ชัดว่าแม้แต่รอยยิ้มก็ยังสงวนไว้ให้แสดงออกอย่างงดงามพอเหมาะพอควร
“เหตุใดซูเฟยถึงยังไม่มา?” หลิ่วหรูเอียนปอกเปลือกองุ่นพลางบ่น คิ้วเรียวของนางย่นเข้าหากันเล็กน้อย คำพูดคล้ายกับคนรู้สึกผิด
“หรือนางโมโหหม่อมฉันจนไม่ยอมมาร่วมงาน? ปกตินางก็ชอบทำเช่นนี้ ไม่เห็นหม่อมฉันที่ถือกำเนิดจากครอบครัวสามัญชนอยู่ในสายตา แต่ก็สมควรแล้ว... นางมีทั้งบิดาและพี่ชายที่เก่งกาจคอยหนุนหลังนี่เพคะ” หลิ่วหรูเอียนรู้ดีว่าจะจี้จุดตายของฮ่องเต้อย่างไร และยังรู้ด้วยว่า พ่อลูกสกุลซูที่กุมอำนาจทางทหารอยู่ตอนนี้เป็นคนที่ฮ่องเต้ระแวงมากที่สุด
เป็นเช่นนั้นจริง... สีหน้าที่รื่นรมย์ของฮ่องเต้แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลงแทบจะทันที
ขณะที่กำลังจะทรงเปรยถึงเรื่องนี้อย่างไม่พอใจ กลับมีเสียงคนรายงานขึ้น “ซูเฟยมาถึงแล้ว”
ฮ่องเต้และพระสนมที่อยู่ในงานมองไปที่หน้าประตูอย่างพร้อมเพรียง
หญิงสาวทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในวังต่างรู้เรื่องที่ซูเฟยถูกลดตำแหน่ง เปลี่ยนฐานะจากพระสนมคนโปรดไปเป็นหญิงสาวที่ฮ่องเต้ทรงรังเกียจ พวกนางไม่กล้าคิดว่าวันนี้ซูเฟยจะมาในสภาพใด ในกลุ่มสนมทั้งหลาย มีคนที่ต้องการเห็นนางโชคร้าย แต่ก็ยังมีคนที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากนาง จึงห่วงใยในตัวนาง
ความคิดของผู้คนล้วนหลากหลาย พากันเพ่งมองร่างบางในชุดผ้าไหมสีแดงยาวลากพื้นที่ปรากฏตัวตรงหน้าประตูตำหนัก ภาพแรกที่เห็นคือกระโปรงตัวยาวขลิบดิ้นทองตรงชายขอบ ดิ้นทองเหล่านั้นปักเป็นลายพุ่มผกากระจายตัวอย่างมีศิลป์ เพิ่มความงามสง่าน่ามองด้วยปิ่นหยกบนเรือนผม สองเท้าเคลื่อนไปข้างหน้าราวกับก้าวย่างเหยียบบุปผา!
ดอกไม้สีแดงกลีบเล็กๆ ถูกนำมาแต้มประดับตรงหน้าผาก ช่วยปกปิดรอยแผลจนนึกว่าเป็นแค่เครื่องประดับอีกชิ้นเท่านั้น
สีหน้าของซูลวี่เซี่ยยังทะนงองอาจ
ดูไม่เหมือนหญิงโชคร้ายที่ถูกลดตำแหน่งจากกุ้ยเฟยมาเป็นเฟย
ยังคงครอบครองบารมีความเป็นนายหญิงแห่งตำหนักในที่ใครก็ไม่อาจเทียบได้!
‘ไม่ได้เดินสวยๆ อย่างนี้มานาน... ฮ่องเต้สุนัขจะไม่หลงได้ยังไง’
‘ต้องรีบกู้ตำแหน่งกุ้ยเฟยคืนมาให้เร็วที่สุด ฉันไม่อยากพ้องชื่อกับผ้าอนามัย**อีกแล้ว!’
ซูลวี่เซี่ยแอบบ่นอยู่ในใจแล้วก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าฮ่องเต้ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่ปราศจากความรู้สึกเคียดแค้นใดๆ ทั้งสิ้น “ถวายบังคมฝ่าบาท”
นางงดงามเหลือเกิน!
ชุดกระโปรงสีแดงสดมอบความแตกต่างและโดดเด่นเสียจนความงามของพระสนมทุกคนดับแสง
ฮ่องเต้เอาแต่มองตาค้าง
นางย้อนกลับไปเป็นคุณหนูซูผู้งดงามหาใดเปรียบคนนั้น คนที่พระองค์สะดุดตาแต่แรกพบ “ลุกขึ้น...”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
ไม่เพียงฮ่องเต้จะตกตะลึงกับความงามนี้ แม้แต่พระสนมคนอื่นๆ ก็ยังอดซุบซิบมิได้
“ซูเฟยแต่งกายได้งามมากจริงๆ”
“นี่เป็นการแต่งหน้าแบบใหม่งั้นหรือ”
“รู้สึกว่าสีหน้าของนางดูดีขึ้นด้วย”
หลิ่วหรูเอียนได้ยินทุกประโยค ยังได้เห็นซูลวี่เซี่ยปรากฏตัวอย่างงดงามจนฮ่องเต้ตกอยู่ในภวังค์ สองมือของนางกำกระโปรงแน่น แต่ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม “พี่สาวมาช้าเสียจนข้านึกว่าท่านคงไม่ยินดีมาร่วมงานเลี้ยงแล้ว...”
ซูลวี่เซี่ยหัวเราะเบาๆ “ไยถึงต้องไม่มาด้วยเล่า... เจ้าทำสิ่งที่ผิดต่อข้างั้นหรือ?”
คำตอบนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย หลิ่วหรูเอียนคิดประโยคตอบโต้ไม่ทัน ได้แต่อ้าปากค้าง
ซูลวี่เซี่ยมิได้ปกปิดความชิงชังที่มีต่ออีกฝ่าย เอ่ยขึ้นว่า “หากไม่มีเรื่องที่ผิดต่อข้า เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องพูดจาเป็นนัยน่ารำคาญ ฟังแล้วรกหู”
หลิ่วหรูเอียนยิ่งกว่าตาค้าง เกิดอะไรขึ้น... แม่นี่คือซูลวี่เซี่ยจริงหรือ?
ทำไมดูไม่เหมือนซูลวี่เซี่ยคนเดิม แต่กลายร่างเป็นดาบแหลมที่ฟาดไม่ยั้งจนนางต้องใช้เวลากว่าจะตั้งสติได้
หลิ่วหรูเอียนรีบหันไปจับแขนเสื้อของฮ่องเต้ ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ “ฝ่าบาท...”
ฮ่องเต้เริ่มไม่พอพระทัย “ซูลวี่เซี่ย”
“ฝ่าบาท...” ซูลวี่เซี่ยที่ยังดูแกร่งกล้าเมื่อครู่นี้กลับขอบตาแดงก่ำ น้ำตาเป็นสายไหลลงมาอาบใบหน้าที่ตกแต่งอย่างงดงาม เธอไม่ได้พูดต่อ แค่ยืนนิ่งมองมายังฮ่องเต้ ลำคอระหงยังคงหยัดตรงแต่น้ำตากลับไหลไม่หยุด
หลิ่วหรูเอียน หล่อนคิดว่าตัวเองร้องไห้เป็นอยู่คนเดียวหรือไงยะ!
ฉันก็ทำได้จ้ะ
อ้นขาวที่เกาะอยู่บนไหล่ตะลึง แม้แต่หลิ่วหรูเอียนก็ยังตาค้างกับท่าทางน่าสงสารของซูลวี่เซี่ย
นะ... นางเปลี่ยนไป?
นี่ใช่หญิงโง่ที่ดื้อรั้นเหมือนลาคนนั้นหรือเปล่า?
ทำไมเสแสร้งได้เก่งกว่าข้าเสียอีก!
วิธีนี้ใช้ได้ผลกับฮ่องเต้ แน่นอนพระองค์ใจอ่อนขึ้นมาทันที “เจ้า...”
ซูลวี่เซี่ยสูดจมูก เช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ทำเป็นตะกุกตะกักตอบเหมือนคนที่ไม่ยอมรับความจริง “อา... อะไรกันเนี่ย หม่อมฉันไม่ได้ร้องไห้นะเพคะ ตอนนี้หม่อมฉันมีลูกชายแล้ว ยังจะมีอะไรต้องร้องไห้ร้องห่มอีก”
“ลูก... ลูกชาย?” ฮ่องเต้มองหน้าท้องแบนราบของซูลวี่เซี่ยทันที บังเกิดความยินดีขึ้นเพียงชั่ววูบก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนมิได้ร่วมเตียงกับนางมาเป็นเดือน นางจะตั้งครรภ์ได้อย่างไร พระองค์กำลังจะตวาดด้วยโทสะ พลันเห็นนางยกมือบังหน้าท้อง
“ไม่ใช่ตรงนี้ แต่ตัวสูงขนาดนี้แล้วเพคะ” เธอทำมือให้เห็นถึงความสูงของอวิ๋นหลิง
หลิ่วหรูเอียนรีบแทรกขึ้นทันที “ฝ่าบาท หม่อมฉันก็ได้ยินมาว่าวันนี้พี่สาว--”
แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ ฮ่องเต้ที่ถูกกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นก็ก้าวมาจับมือซูลวี่เซี่ย ยิ่งเข้าใกล้ พระองค์ยิ่งพบว่านางงดงามมากกว่าที่ตาเห็น “เจ้าบอกว่ามีลูกชายแล้ว หมายความว่าอย่างไร?”
มือนุ่มนิ่มดึงออกจากมือของพระองค์ สร้างความหดหู่ใจเล็กน้อยแก่ฮ่องเต้
ซูลวี่เซี่ยก้มหน้าแล้วตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “หม่อมฉันรับเลี้ยงองค์ชายสี่ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาจะเป็นลูกชายของหม่อมฉันแล้วเพคะ”
ฮ่องเต้ได้ยินก็ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น
ข้อแรก—พระองค์ไม่ชอบองค์ชายสี่ ข้อสอง—พระองค์ไม่ชอบที่นางรับเด็กโดยพลการ ข้อสาม—ความจริงแล้วพระองค์...
“ฝ่าบาท...” ซูลวี่เซี่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตายังคงมีคราบน้ำตา ขอบตาและปลายจมูกที่เป็นสีเข้มยิ่งทำให้นางดูน่าสงสาร “ฝ่าบาทเคยรับปากหม่อมฉันว่าหากมีลูกไม่ได้ ก็สามารถเลี้ยงดูองค์ชายที่เกิดจากพระสนมคนอื่น ทรงรับปากกับหม่อมฉันแล้ว”
ฮ่องเต้แย้งเสียงแข็ง “เรารับปากเจ้าเมื่อ...” แต่จู่ๆ ทรงนึกถึงตอนที่ซูลวี่เซี่ยดื่มสุราพิษแทนตนเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมา ตอนนั้นนางไม่รู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์จึงดื่มสุราพิษที่อดีตรัชทายาทยื่นมาให้พระองค์ จนตัวเองต้องเสียลูกน้อยในครรภ์ไปอย่างไม่รู้ตัว ตอนนั้นหมอหลวงตอกย้ำว่านางไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีก
หลังจากเหตุการณ์นั้น พระองค์กอดนางแล้วฟังนางร้องไห้ด้วยหัวใจที่แตกสลายไปพร้อมกัน
ลูกของพวกเราจากไปแล้ว
ลูกที่ยังไม่ทันได้ลืมตาดูโลกต้องมาตายภายใต้สงครามแย่งชิงอำนาจของผู้ใหญ่ พระองค์เสียใจ ละอายใจ และซาบซึ้งใจในตัวนาง จึงให้คำมั่นกับนางว่า “ในเมื่อเหล้าพิษทำร้ายเจ้าจนไม่อาจมีลูกของตัวเอง ทว่าในวังหลวงมีเด็กมากมาย เจ้าเลือกเด็กที่ถูกชะตาเอาไปเลี้ยงเถิด...”
แต่เด็กเหล่านั้นมีหรือจะทดแทนเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง ทรงจำได้ว่านางร้องไห้แทบขาดใจอยู่ในอ้อมแขนของพระองค์ “ไม่... หม่อมฉันต้องการลูกของหม่อมฉันเท่านั้น...”
เวลานี้นับว่านางเดินออกมาจากเรื่องเลวร้ายในอดีต ถึงได้เลือกเด็กที่ตัวเองเห็นแล้วถูกชะตา คงมีแต่พระองค์ที่ลืมความเจ็บปวดของนางรวมไปถึงความละอายใจของตนเอง เป็นครั้งแรกที่ฮ่องเต้รู้สึกว่าตัวเองทำตัวเลวร้ายเกินไปสักหน่อย พ่อลูกสกุลซูก็คือพ่อลูกสกุลซู นางก็คือนาง เป็นหญิงสาวที่รักพระองค์อย่างไม่มีข้อแม้
นางไม่มีความผิด!
ฮ่องเต้เกิดหวั่นไหว “เราผิดต่อเจ้า...”
“แต่...” หลิ่วหรูเอียนกล่าวแทรกขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย ขัดจังหวะความอ่อนไหวในใจของฮ่องเต้ด้วยข้อสงสัย “หม่อมฉันได้ยินมาว่า พี่สาวนำราชโองการไปรับตัวองค์ชายมา แล้ว...”
ซูลวี่เซี่ยปรายตามองหลิ่วหรูเอียนอย่างเย็นชา แล้วเปรยว่า “อืม... ได้ยินโน่นได้ยินนี่ ได้ยินมามากเหลือเกิน เป็นใครกันที่ช่างพูด?” ว่าพลางยิ้มเยาะ “ตอนที่ข้าไปพาตัวองค์ชายสี่มา ข้าประกาศว่าเป็นรับสั่งของฝ่าบาท แต่ถึงจะใช่หรือไม่ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าฮ่องเต้มิได้มอบราชโองการให้แก่ข้า เอ... หรือว่าเจ้า...”
เสียงของซูลวี่เซี่ยเปลี่ยนเป็นกร้าวกระด้าง บุคลิกยังเปลี่ยนไปเป็นดุดันจนหลิ่วหรูเอียนเริ่มหวั่นๆ เขยิบถอยหลังไปอย่างไม่รู้ตัว
ซูลวี่เซี่ยเน้นทีละคำอย่างเชื่องช้า “นี่เจ้ากล้าถึงขนาดละลาบละล้วงพระกิจวัตรของฮ่องเต้เชียวหรือ เจ้าคิดอะไรอยู่?”
หลิ่วหรูเอียนตะลึง รีบโต้กลับทันควัน “ข้าไม่ได้ ข้า...”
หลิ่วหรูเอียนที่ถูกเล่นงานจนตั้งตัวไม่ติดรีบคุกเข่าลงกับพื้น คว้าชายฉลองพระองค์ของฮ่องเต้เอาไว้อย่างลนลาน “หม่อมฉันมิบังอาจ! เพียงแต่ได้ยินนางกำนัลในตำหนักของพี่สาวเล่าว่า พี่สาวได้รับราชโองการ ต่อไปคงรับองค์ชายมาเลี้ยงดูได้แล้ว...”
“อ้อ พูดแบบนี้หมายความว่า...” ซูลวี่เซี่ยปรายตามองฮ่องเต้อย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “หลิ่วเฟยส่งคนไปตรวจสอบความเคลื่อนไหวในตำหนักของหม่อมฉัน ฝ่าบาท นี่เป็นสตรีที่ทรงชมว่าประพฤติดีมีความรู้หรือเพคะ”
ตีงูให้ตีเจ็ดนิ้ว ต้องเล่นงานตรงแทงเข้าจุดตาย ซูลวี่เซี่ยรู้ดีว่าผู้ชายขี้ระแวงคนนี้ใส่ใจกับเรื่องไหนมากที่สุด
ฮ่องเต้ไม่ชอบให้ใครมาท้าทายอำนาจ นี่เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับพระองค์
สีหน้าของฮ่องเต้เคร่งเครียดขึ้นทันที ถึงกับกระชากชายเสื้อที่หลิ่วหรูเอียนคว้าไว้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นกระด้าง “หลิ่วเฟย เจ้าก้าวล่วงเกินไปแล้ว”
หลิ่วหรูเอียนคิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะเปลี่ยนท่าทีได้เร็วถึงเพียงนี้ แต่เพราะเหตุการณ์กำลังคับขัน นางจึงเลือกใช้วิธีที่ใช้อยู่เป็นประจำ คือฟุบตัวลงบนพื้น ร้องไห้น้ำตานองหน้า “ฝ่าบาท!”
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการสะบัดตัวเดินจากไปอย่างไม่ไยดีของฮ่องเต้ ทรงไม่ไยดีนางแม้แต่น้อย ไม่ว่าใครก็ดูออกว่าทรงพิโรธหนัก พระสนมคนอื่นๆ มีสีหน้ายิ้มเยาะ เมื่อครู่พวกนางใช้สายตาแบบใดมองซูลวี่เซี่ย ตอนนี้ก็ใช้สายตาแบบนั้นมองหลิ่วหรูเอียน ซูลวี่เซี่ยย่อตัวลงมากระซิบข้างหูศัตรูคู่แค้น
“มีปัญญาทำได้แค่นี้ ริอ่านจะต่อกรข้า เสี่ยวหลิ่วเอ๋ยเสี่ยวหลิ่ว... ข้าผิดหวังในตัวเจ้าเสียจริงๆ”
หลิ่วหรูเอียนตะลึง มองใบหน้าของคนที่พ่ายแพ้ให้นางไปเมื่อวาน แต่วันนี้กลับวางแผนหลอกล่อให้นางตกหลุมพรางได้! นางบังเกิดความอับอายจนกลายเป็นเคียดแค้น ได้แต่เค้นเสียงลอดไรฟัน
“ซู—ลวี่—เซี่ย!”
____________________
* หงเหมินเยี่ยน เป็นสำนวนที่หมายถึง งานเลี้ยงหรือสถานการณ์ที่มีเจตนาร้ายแฝงอยู่
** ซูเฟย เป็นเสียงพ้องกับคำว่า โซฟี ที่เป็นยี่ห้อผ้าอนามัยในภาษาจีน