หมอหลวงมาถึงในเวลาไม่นาน เขารีบเข้ามาจับชีพจรของฮ่องเต้ แต่ยิ่งกดนิ้วลงบนชีพจร หน้าผากก็ยิ่งมีรอยยับย่น เสียงพูดตะกุกตะกักดังขึ้น “นี่... นี่...”
หลิ่วหรูเอียนรีบถามอย่างร้อนใจ “ฝ่าบาททรงเป็นอะไรไป!”
หมอหลวงถอนหายใจ คุกเข่าลงกับพื้น “เรียนพระสนม ฝ่าบาททรงประชวรด้วยโรคติดต่อ!”
ผู้คนที่ยืนล้อมวงอยู่ต่างพากันแตกตื่น
โรคติดต่อกำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ ใครเป็นก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เริ่มมีคนถอยห่างไปอย่างไม่รู้ตัวทีละคนสองคนแล้ว
ซูลวี่เซี่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ท่านหมอมั่นใจแค่ไหน”
“กระหม่อมมั่นใจถึงเก้าส่วน”
ซูลวี่เซี่ยถอนหายใจเบาๆ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องเลือกคนไปคอยดูแลรับใช้ฝ่าบาท”
หน้าผากของหลิ่วหรูเอียนเวลานี้มีเหงื่อจับเป็นชั้นบางๆ นางมองซูลวี่เซี่ยอย่างสงสัย ไม่อาจคาดเดาว่าอีกฝ่ายคิดสิ่งใดอยู่
หรือว่า... ซูลวี่เซี่ยจะรู้?
ซูลวี่เซี่ยมองร่างที่นอนหายใจกระชั้นของฮ่องเต้ที่หลังม่าน แล้วหมุนตัวกลับมาถาม “น้องสาวคนไหนยินดีรับอาสาดูแลพระอาการของฝ่าบาทบ้าง?”
พระสนมที่กำลังปาดน้ำตาถึงกับก้มหน้างุด ไม่มีใครเอ่ยปาก ไม่มีใครขันอาสาแม้แต่คนเดียว
ซูลวี่เซี่ยเค้นเสียงหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “ดูท่าคงจะมีแต่ข้า...”
“ข้ารับอาสาเอง!”
พระสนมคนอื่นพอได้ยินเช่นนี้ก็เหมือนมีพระมาโปรด เงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง
หลิ่วหรูเอียนคุกเข่ากับพื้นห้อง เอ่ยอย่างมุ่งมั่น
“น้องยินดีเป็นผู้ดูแลพระอาการของฮ่องเต้ พี่สาวทั้งหลายไม่ต้องกังวล!” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานแต่เด็ดเดี่ยว
เสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกดังขึ้น หลายคนพากันชมเชยความรักที่หลิ่วหรูเอียนมอบให้แด่ฮ่องเต้ มีเพียงซูลวี่เซี่ยที่มองนางด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ แต่หลิ่วหรูเอียนที่ก้มหน้าอยู่มีหรือจะเห็น
ในที่สุดหล่อนก็รับอาสาจนได้...
“น้องสาว ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนใจนะ”
หลิ่วหรูเอียนรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีท่าทีและคำพูดที่ชวนให้ประหลาดใจ แต่ไม่ว่าซูลวี่เซี่ยจะรู้เรื่องพระอาการประชวรหรือไม่ นางจะปล่อยโอกาสดีนี้ไปไม่ได้! นางเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำ “หวังว่าพี่สาวจะส่งเสริมความตั้งใจของข้า”
ผู้คนที่ได้ยินต่างพากันสรรเสริญ “หลิ่วเฟยมีความรักต่อฝ่าบาทอย่างลึกซึ้งเสียจริง”
“ช่างเป็นความรักที่น่าตื้นตันใจยิ่ง”
ซูลวี่เซี่ยพยักหน้ารับแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็แล้วแต่เจ้า”
ความเคร่งเครียดที่มีอยู่ในใจของหลิ่วหรูเอียนแทบจะมลายหาย ดูท่าซูลวี่เซี่ยคงไม่รู้อะไร ถ้าหากรู้ มีหรือจะยอมทิ้งโอกาสอันดีนี้ไป!
หลิ่วหรูเอียนหันไปคารวะหมอหลวง “ต่อไปคงต้องรบกวนท่านหมอแล้ว”
หมอหลวงลนลานคำนับตอบ “มิกล้า มิกล้า กระหม่อมจะรักษาอย่างเต็มความสามารถ”
หลิ่วหรูเอียนยิ้มเศร้า ดวงตาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล คนอื่นเห็นพลันรู้สึกว่านางรักฮ่องเต้อย่างลึกซึ้ง
“ข้าเพียงหวังแค่ว่าฝ่าบาทจะหายประชวรในเร็ววัน”
“คุณก็รู้ว่าฮ่องเต้ไม่ได้ป่วยเป็นโรคติดต่อซะหน่อย”
ในตำหนักเจียซี อ้นขาวนั่งแปะอยู่กับโต๊ะอย่างหมดแรง ขาหน้าของมันวางก่ายอยู่บนหน้าท้องอันกลมดิก มองไปยังซูลวี่เซี่ยที่นั่งกินองุ่นอย่างสบายอารมณ์ “แล้วทำไมถึงได้ทิ้งโอกาสสร้างความประทับใจกับฮ่องเต้เสียเล่า”
ซูลวี่เซี่ยปอกเปลือกลูกองุ่นพลางตอบ “หนูอ้น นายรู้ไหมว่าในเรื่องของความรัก” น้ำเสียงของเธอฟังแล้วเย็นกระด้าง เปลือกองุ่นถูกปอกจนเกลี้ยงเกลาเผยให้เห็นเนื้อใสๆ น่ากินของมัน
“ผู้ชายมักจะสมควรตายมากกว่ามือที่สามที่เป็นผู้หญิงเสียอีก”
อ้นขาวไม่เข้าใจ “อธิบายหน่อยสิ”
แม้ซูลวี่เซี่ยจะไม่ใช่ซูเฟยตัวจริง แต่ร่างกายที่ใช้อยู่ก็เป็นร่างของซูเฟยจึงสามารถรับรู้ความทุกข์ยาก ความไม่สบายใจทุกครั้งที่เห็นหน้าฮ่องเต้หลายใจคนนั้น
มีบางครั้งที่เธอรู้สึกปวดใจอยู่ลึกๆ
อย่างตอนนี้เป็นต้น
“ชาติก่อนซูลวี่เซี่ยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมอหลวงตรวจโรคผิด นึกว่าเป็นโรคระบาดจริงๆ แต่นางก็ยังอาสาให้การดูแลรับใช้ฮ่องเต้อย่างสุดความสามารถ หลังจากได้สติฮ่องเต้จึงแต่งตั้งนางขึ้นเป็นฮองเฮา ส่งเสริมนางให้เป็นสตรีที่มีอำนาจสูงสุดตลอดชีวิต”
ความทรงจำเจ้าของร่างเดิมผุดขึ้นมา ทำให้เธอเห็นความตื่นตกใจของซูเฟยยามที่เห็นฮ่องเต้หมดสติ ยังเห็นนางคอยดูแล ป้อนยาให้ชายที่นางรักโดยไม่สนใจว่าตัวเองจะติดโรคไปด้วยหรือไม่ ยิ่งไม่อาจลืมช่วงเวลาที่ฮ่องเต้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เขาและนางกอดกันด้วยความรักที่ลึกซึ้ง
นางสวมชุดฮองเฮากลายเป็นหญิงที่อยู่ใต้คนคนเดียว อยู่เหนือคนนับหมื่น
กลายเป็นนายหญิงที่แท้จริงของตำหนักใน
อย่าว่าแต่เจ้าของร่างเดิมเลย แม้แต่ซูลวี่เซี่ยเอง พอได้รับรู้ความทรงจำในช่วงนั้นยังรู้สึกว่าพวกเขาทั้งสองรักใคร่กันอย่างลึกซึ้ง แบบที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจทำลาย
ทว่า...
การปรากฏตัวของหลิ่วหรูเอียนเป็นบททดสอบที่นำไปสู่บทสุดท้ายอันน่าเศร้า
ซูเฟยตัดสินใจพุ่งชนเสาฆ่าตัวตายไปด้วยความเคียดแค้นและชิงชัง
ซูลวี่เซี่ยรู้สึกขำขันระคนเศร้า รู้สึกเสียดายแทนหญิงสาวผู้น่าสงสารคนนั้น เธอเอ่ยขึ้นอย่างหมายมาด “ตอนนี้หลิ่วหรูเอียนคิดจะใช้วิธีเดียวกับซูเฟยในชาติก่อนเพื่อให้ตัวเองไปถึงจุดหมายและกลายเป็นคนที่ฮ่องเต้โปรดปรานมากที่สุด นางเคยเกิดมาแล้วชาติหนึ่ง ย่อมรู้อยู่เต็มอกว่าหมอหลวงวินิจฉัยโรคผิดจึงอาสา แน่นอน นางอยากเป็นสตรีที่ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน ในเมื่อนางต้องการ เราก็ต้องส่งเสริม”
อ้นขาวนั่งฟังอย่างตั้งใจ ฟังจนลืมแทะหน่อไม้ของโปรด แต่ฟังไปฟังมากลับรู้สึกถึงความเศร้าที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของซูลวี่เซี่ย
น้ำจากลูกองุ่นที่หวานสามส่วนเปรี้ยวเจ็ดส่วนแผ่ซ่านอยู่ในโพรงปาก ทำให้คนกินขมวดคิ้ว
แต่องุ่นลูกต่อมาที่หวานเจ็ดส่วนเปรี้ยวสามส่วนกลับทำให้คนกินยิ้มได้
เหมือนชีวิตคนเราที่มักเกิดเรื่องไม่คาดฝันอยู่เสมอ
“อีกอย่าง...”
“อีกอย่างอะไร”
ซูลวี่เซี่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย พูดยิ้มๆ “อีกอย่าง การได้เห็นคนที่รักกันเกิดความระแวงต่อกัน หาทางเล่นงานกันและกัน นายไม่คิดว่า เนื้อเรื่องประเภทนี้น่าสนุกหรอกหรือ”
อ้นขาว “...”
อ้อ ไม่ใช่ความเศร้าใจแต่เป็นความอำมหิต สมกับเป็นยอดนักทำลายล้างอันดับหนึ่ง!
โรคร้ายไม่เพียงจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ แต่ยังทำลายจิตใจของคนได้ด้วย
ช่วงเวลาที่ฮ่องเต้ล้มป่วย เขาฝันร้ายแทบทุกคืน มีใบหน้าของผู้คนนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาในความฝันโดยเฉพาะใบหน้าของซูลวี่เซี่ย
นางยกน้ำชา คอยดูแลเขาอยู่ทั้งวันทั้งคืน อธิษฐานขอพรจากสวรรค์ให้คุ้มครองเขาปลอดภัย
เรื่องราวในอดีตผุดขึ้นมาในห้วงฝันอีกรอบหนึ่ง เขาพลันรู้สึกว่าคนที่รักเขามากที่สุดในโลกใบนี้ไม่มีใครเกินหน้าซูลวี่เซี่ย ยังคิดว่าหากฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งจะแต่งตั้งนางเป็นฮองเฮาให้จงได้
แต่เมื่อฟื้นตื่น... คนที่เขาเห็นกลับกลายเป็นหลิ่วหรูเอียน
ทุกครั้งที่รู้สึกตัว เขาจะเห็นหลิ่วหรูเอียนคอยรับใช้อยู่ข้างกาย ดูแลเขาอย่างเต็มที่
ฮ่องเต้พลันเข้าใจ... ความฝันก็คือความฝัน คนที่อยู่ตรงหน้าต่างหากจึงจะเป็นคนที่รักเขาอย่างจริงใจ
อาการป่วยใกล้หายดี ฮ่องเต้จึงวางแผนการบางอย่างในใจ
วันนี้หลังตื่นจากนอนกลางวันเขากลับพบว่าหลิ่วหรูเอียนไม่อยู่ในห้อง มีแต่นางกำนัลขันที จึงถามว่า “หลิ่วเฟยไปไหน”
ขันทีรีบตอบ “ทูลฝ่าบาท เมื่อครู่พระสนมเห็นฝ่าบาทบรรทมอยู่จึงได้ออกไปดูโอสถที่ต้มอยู่ห้องเครื่องพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ได้ยินจึงปลาบปลื้มยิ่งนัก เกิดรอยยิ้มที่อบอุ่นราวกับ
ลมวสันต์พัดผ่าน “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ให้บ่าวไปทำก็ได้”
ขันทีเข้าประคอง ช่วยฮ่องเต้สวมรองเท้าพลางประจบ “นั่นเป็นความจริงใจที่พระสนมมีต่อฝ่าบาท”
คำประจบนี้เป็นที่ยินดีของฮ่องเต้นัก ทว่าเสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่งกลับดังสวน “ความจริงใจอะไร?”
เมื่อเห็นคนที่เข้ามาใหม่ ฮ่องเต้กลับดูไม่พอใจนัก การเจ็บป่วยครั้งนี้ทำให้เขารู้แจ้งว่าใครจอมปลอมหรือจริงใจต่อตน
หลิ่วหรูเอียนเป็นของจริง ส่วนซูลวี่เซี่ย... นางก็แค่พวกลวงโลก!
ซูลวี่เซี่ยปัดม่านมุกที่กั้นอยู่กลางห้อง แล้วเอ่ยทักอย่างยิ้มแย้ม
“ฝ่าบาททรงอารมณ์ดีเช่นนี้ คิดว่าอ๋องเก้าคงกราบทูลข่าวดีแล้วสินะเพคะ”
ฮ่องเต้ตะลึงไปเล็กน้อย “อ๋องเก้า?”
ซูลวี่เซี่ยย้อนถามอย่างข้องใจ “เมื่อครู่หม่อมฉันเห็นอ๋องเก้าเดินออกจากที่นี่อย่างรีบร้อน... หรือว่า” เธอมองสีหน้าของอีกฝ่ายอย่างขลาดๆ พอแน่ใจว่าสีหน้านั้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนจึงค่อยเอ่ยต่อ “มิใช่ฝ่าบาทรับสั่งให้เขามาปรึกษาราชการหรือเพคะ”
ฮ่องเต้แทบจะเค้นเสียงลอดไรฟัน “ไม่ใช่”
“ถ้าอย่างนั้นก็ประหลาด” ซูลวี่เซี่ยนิ่วหน้าเล็กน้อย แสร้งทำเป็นครุ่นคิด “เมื่อครู่หม่อมฉันเห็นอ๋องเก้า เหมือนจะเดินออกมาจากห้องเครื่อง...”
ฮ่องเต้ตะลึงก่อนจะถามย้ำอย่างข้องใจ “ห้องเครื่อง?”
“เพคะ ห้องเครื่อง” ซูลวี่เซี่ยยังพูดต่อไปอย่างแปลกใจ
“หรือว่าอ๋องเก้าจะถูกใจนางกำนัลในห้องเครื่องคนไหน แต่ไม่กล้าเอ่ยปากขอกับฝ่าบาท?” ฮ่องเต้ถึงกับพูดไม่ออก ซูลวี่เซี่ยยิ่งก้าวเข้ามาสะกิดแขนเขาพร้อมน้ำเสียงฉอเลาะ “เห็นแก่ความรับผิดชอบที่อ๋องเก้ามีต่อแผ่นดิน ฝ่าบาทต้องให้การส่งเสริมนะเพคะ”
ฮ่องเต้แค่นเสียงหัวเราะ “ให้การส่งเสริม... เหอะ เราคิดว่าเขาคงจะตาสูง มิได้พอใจแค่นางกำนัลกระมัง”
ซูลวี่เซี่ยลูบแขนเสื้อที่ยับย่นของเขาให้เรียบ เอ่ยคล้ายไม่ตั้งใจว่า “ฝ่าบาทตรัสอะไรอย่างนั้น ตั้งแต่ที่พระองค์ประชวร อ๋องเก้าก็กังวลอย่างหนัก เข้าวังมาเยี่ยมฝ่าบาทเป็นประจำ ความจริงใจของเขา แม้แต่หม่อมฉันก็ยังรู้สึกละอายที่ทำไม่ได้เช่นนั้น” พูดพลาง ปรายตามองฮ่องเต้ไปพลาง
ดี! หน้าดำยิ่งกว่าก้นหม้อ ดำอย่างชนิดที่ว่าล้างสามวันก็ยังไม่ออก
จังหวะนั้น หลิ่วหรูเอียนปัดม่านมุกเข้ามาด้านในพอดี “ฝ่าบาท ทรงลุกขึ้นมาแล้วหรือเพคะ” ซ้ำยังเอ่ยทักทายซูลวี่เซี่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “พี่สาวก็มาด้วยหรือ”
นางวางชามไว้บนโต๊ะก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ทว่าแต่ละคำพูดที่หลุดออกมากลับแหลมคมยิ่งกว่าหนาม “ตั้งแต่ฝ่าบาทประชวร น้องเพิ่งเห็นพี่สาวเป็นหนแรก หรือพี่ได้ยินว่าฝ่าบาทพระอาการดีขึ้นแล้ว เลยตั้งใจมาเยี่ยม”
คำพูดนี้พูดได้เหมือนไม่ตั้งใจ ซ้ำคนพูดยังยิ้มจนดวงตาตีวงโค้งราวกับไม่รู้ว่าตนเองพลั้งปากอะไรไป
ซูลวี่เซี่ยอดคิดในใจไม่ได้ว่า มิน่า... ซูเฟยตัวจริงถึงได้พ่ายแพ้หลิ่วหรูเอียนแบบยับเยิน ท่าทางไร้เดียงสาแบบนี้ ใครได้เห็นก็คงไม่ระวังตัว แต่ขอโทษ... ฉันคือซูลวี่เซี่ย มิใช่ซูเฟยที่ยอมตายเพื่อผู้ชายเลวๆ คนหนึ่ง
ผู้ชายเลวๆ ในความคิดของซูลวี่เซี่ยรีบผลักตัวเธอออกอย่างที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด “ซูเฟย ถ้าไม่มีอะไร เจ้าทำความเคารพเสร็จก็ควรจะไปได้แล้ว” สีหน้าของฮ่องเต้กลับสู่ความเย็นชา ความอ่อนหวานของดอกไม้ขาวชะล้างเรื่องที่ซูลวี่เซี่ยยุแยงเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น สนมคนโปรดของเขามีหรือจะนอกใจ เขาระแวงนางเกินไปแล้ว
“ที่นี่มีเอียนเอ๋อร์คนเดียวก็พอ”
ซูลวี่เซี่ยถอนหายใจ “เช่นนั้น... หม่อมฉันทูลลา”
หลิ่วหรูเอียนแอบหัวเราะในใจ
ก่อนไปซูลวี่เซี่ยยังหันมาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงน้อยใจว่า “ฝ่าบาททรงรู้ดีว่าหม่อมฉันไม่เคยกลัวตาย แค่ต้องการให้ฝ่าบาททรงพระเกษมสำราญเท่านั้น” กล่าวจบก็ปัดม่านมุกก้าวออกไปจากห้อง ทิ้งแผ่นหลังอ้างว้างเอาไว้จนฮ่องเต้ถึงกับนิ่งงัน
หลิ่วหรูเอียนเห็นซูลวี่เซี่ยใช้มารยาหญิงเพื่อดึงความสนใจจากฮ่องเต้ พลันเกิดความไม่พอใจ
นังหญิงน่าชัง!
นางแอบเขย่าโต๊ะให้ยาน้ำในชามกระฉอกออกมาลวกมือ แล้วส่งเสียงร้องเบาๆ
ฮ่องเต้หลุดจากภวังค์ทันที รีบดึงมือนางมากุมไว้
“เอียนเอ๋อร์ ลำบากเจ้าแล้ว...”
หลิ่วหรูเอียนส่ายหน้าด้วยท่าทางที่ดูแล้วน่าสงสารอย่างที่สุด “ฝ่าบาท...”